รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๔
ครั้งที่ ๑๐ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง)
วันพฤหัสบดีที่ ๓๐ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๕
ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา
______________________________
เรียนท่านสมาชิก ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม ผมจะขออนุญาตให้ท่านสมาชิกได้ปรึกษาหารือ ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๒๔ โดยผมจะให้ปรึกษาหารือ ตามลำดับรายชื่อและเวลาที่ยื่นโดยใช้เวลาท่านละ ๒ นาที ท่านแรก คุณสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ จากปัตตานี ตามด้วยนางสาววชิราภรณ์ กาญจนะ จากสุราษฎร์ธานี เชิญครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ สมมุติ เบ็ญจลักษณ์ พรรคประชาชาติ ปัตตานี เขต ๔ ผมได้รับหนังสือจากสมาคมนิสิตนักศึกษาไทย มุสลิม สนท. ขอความอนุเคราะห์พิจารณาอนุมัติให้นิสิตนักศึกษาสามารถไปประกอบ ศาสนกิจเนื่องในวันตรุษทางศาสนาโดยไม่นับเป็นวันลา ซึ่งมีด้วยกัน ๒ ครั้ง ก็คือวันตรุษ อีดิลฟิตรีและวันตรุษอีดิลอัฎฮา ท่านประธานครับ ที่มาที่ไปเหตุและผล ด้วยบทบัญญัติ ทางศาสนากำหนดให้มีวันสำคัญประจำปี อาทิเช่น วันมาฆบูชาและวันวิสาขบูชาของศาสนาพุทธ วันคริสต์มาสสำหรับศาสนาคริสต์ และวันตรุษอีดิลฟิตรีและวันตรุษอีดิลอัฎฮาสำหรับศาสนา อิสลาม ซึ่งถือเป็นวันสำคัญที่ศาสนิกชนตระหนักและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ท่านประธานครับ ด้วยสมาคมนิสิตนักศึกษาไทยมุสลิมในฐานะซึ่งเป็นองค์กรกลางประสานงานและส่งเสริม ความร่วมมือของนิสิตนักศึกษามุสลิมแห่งประเทศไทย โดยในวันดังกล่าวนิสิตนักศึกษา จำนวน ๙๖ สถาบันทั่วประเทศ ยกเว้นในเขต ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามประกาศ วันหยุดราชการพื้นที่พิเศษ พวกเขาเหล่านั้นไม่สามารถประกอบศาสนกิจในวันสำคัญ ด้วยเหตุผลติดขัดด้านการเรียนที่ไม่สามารถลาการสอบกลางภาค หรือสอบปลายภาค ที่ไม่สามารถลาสอบได้ ผมจึงขอเรียนท่านประธานผ่านท่านนายกรัฐมนตรีเพื่อขออนุมัติ ให้นิสิตนักศึกษาสถาบันทั่วประเทศลาหยุดเรียนหรือสอบเพื่อไปประกอบศาสนกิจเนื่องใน วันตรุษทางศาสนาโดยไม่นับเป็นวันลา ซึ่งวันตรุษอีดิลอัฎฮาก็ใกล้จะมาถึงคือในวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๕ ผมถือโอกาสสลามัตฮารีรายอ อีดิลอัฎฮา มาอัฟซอเฮรดันบาติน ขอความ สันติสุขจงมีแด่พี่น้องมุสลิมทั้งประเทศ และพี่น้องซึ่งนับถือศาสนาอื่น ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณวชิราภรณ์ ตามด้วยคุณมนพร เจริญศรี นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาววชิราภรณ์ กาญจนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ดิฉันขออนุญาตหารือท่านประธานค่ะ ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียน จากชาวบ้านถึงปัญหาสะพานชำรุดและสะพานแคบ ชาวบ้านสัญจรไปมาเสี่ยงต่อการเกิด อุบัติเหตุ ดิฉันจึงอยากฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งดำเนินการสร้าง สะพานใหม่และขยายขนาดสะพาน ดังนี้ ๑. สะพานข้ามคลองวาด เชื่อมระหว่างหมู่ที่ ๑๐ ตำบลคลองสระ อำเภอกาญจนดิษฐ์ กับตำบลเขาน้อย อำเภอสิชล ๒. สะพานข้ามหนองโสน ระหว่างหมู่ที่ ๕ กับหมู่ที่ ๙ ตำบลเวียงสระ อำเภอเวียงสระ ๓. สะพานข้ามแม่น้ำตาปี เชื่อมระหว่างหมู่ที่ ๖ ตำบลคลองฉนวน อำเภอเวียงสระ กับหมู่ที่ ๕ ตำบลสินปุน อำเภอ พระแสง ๔. สะพานข้ามคลองลำพูน เชื่อมระหว่างหมู่ที่ ๑ กับหมู่ที่ ๗ ตำบลลำพูน อำเภอ บ้านนาสาร ๕. สะพานข้ามแม่น้ำตาปี เชื่อมระหว่างตำบลท่าชี อำเภอบ้านนาสาร กับตำบล อรัญคามวารี อำเภอเคียนซา ๖. สะพานข้ามคลองโคกเหรียง เชื่อมระหว่างหมู่ที่ ๓ ตำบลควนศรี กับหมู่ที่ ๒ ตำบล คลองปราบ อำเภอบ้านนาสาร ๗. สะพานข้ามคลองโกงลำ เชื่อมระหว่างตำบลทุ่งเตา กับตำบลลำพูน อำเภอบ้านนาสาร ๘. สะพานข้ามคลองยายเฒ่า เชื่อมระหว่างตำบลทุ่งเตา อำเภอบ้านนาสาร กับตำบลนาใต้ อำเภอบ้านนาเดิม ๙. สะพานบ้านหมากเชื่อมระหว่าง เทศบาลนาสารกับหมู่ที่ ๔ ตำบลลำพูน ได้รับการจัดสรรงบประมาณแล้วในปี ๒๕๖๗ แต่ขอให้เร่งดำเนินการด่วน เนื่องจากชาวบ้านเดือดร้อนมาก ๑๐. สะพานลอยคนเดินข้าม บริเวณหน้าวัดเขานิพันธ์ อำเภอเวียงสระ มีการขยายทางคู่ขนาน แต่ไม่ได้มีการขยาย สะพานลอยเพิ่มเติมทำให้ไม่สามารถข้ามถนนได้ ขอให้เร่งรัดก่อสร้างสะพานลอยเพิ่มเติม พร้อมหลังคาสะพานลอยด้วย กราบขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านมนพร ตามด้วยท่านศาสตรา ศรีปาน เชิญครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน มนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ดิฉันได้รับคำร้องจาก พี่น้องประชาชนบ้านเนินบ่อทอง บ้านแพงสะพัง บ้านรามราช ตำบลรามราช อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ให้ดิฉันได้มาทวงถามรัฐบาลเรื่องเงินเยียวยาจากโรคระบาดเอเอสเอฟ (ASF) ในสุกร มีการจ่ายเงินเยียวยาในรอบที่ ๒ ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะจ่ายในรอบแรกไปแล้ว แต่ยังมีเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยอีกหลายสิบรายในจังหวัดนครพนมที่ได้รับความเดือดร้อน ตั้งแต่เดือนมกราคมจนวันนี้สิ้นเดือนมิถุนายนเป็นระยะเวลา ๖ เดือนแล้วค่ะท่านประธาน ดิฉันได้ติดตามทวงถามจากกรมปศุสัตว์ จากสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด ได้ทราบว่าขณะนี้ ทางท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ยังไม่ได้มีการสั่งการให้มีการนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การประชุม ครม. โดยการใช้เงินงบกลางที่ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ได้มีอำนาจแต่เพียงผู้เดียวในการใช้ เงินงบกลางซึ่งเป็นเงินภาษีของพี่น้องประชาชน ท่านประธานคะ พี่น้องประชาชนเดือดร้อน และรอรับเงินเยียวยานั้นเจ็บปวดและยากลำบากแสนเข็ญแค่ไหน ยิ่งช่วงนี้เป็นช่วงฤดูทำนา เกษตรกรตั้งหน้าตั้งตารอเงินเยียวยาเพื่อจะนำมาเป็นทุนในการไถนา ทำนา นำมาจ่ายค่าแรง ค่าปุ๋ย ค่ารถไถ อีกทั้งค่าใช้จ่ายสารพัดที่รออยู่ นอกจากนั้นยังมีค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ลูกหลานต้องไปโรงเรียน ค่าน้ำ ค่าไฟ สิ่งต่าง ๆ ที่ดิฉันเรียนต่อท่านประธานไปถึง ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ขอให้เร่งรัดการจ่ายเงินเยียวยาในรอบที่ ๒ ต่อไป นอกจากนั้น เกษตรกรยังได้ฝากข้อเรียกร้องให้รัฐบาลได้ดำเนินการหาทางฟื้นฟูให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร โดยรัฐบาลน่าจะจัดหาแหล่งทุน ซึ่งเรียกว่าโครงการสินเชื่อพิเศษปลอดดอกเบี้ยโดยไม่ผ่าน ธนาคารของรัฐ และมีแนวทางมาตรการป้องกันแก้ปัญหาโรคระบาดที่เกิดกับสัตว์เลี้ยง ชนิดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสุกรหรือว่าวัว ควาย ไม่ใช่เป็นลักษณะที่วัวหายแล้วล้อมคอก อย่างปัจจุบันนี้ ขอบคุณค่ะ🔗
เรียนท่าน มนพรนะครับ เมื่อ ๒ ๓ วันก่อน พี่น้องนครพนมก็ไปพบผมที่บ้านเหมือนกัน ผมได้โทร ประสานท่านอธิบดีและท่านรัฐมนตรีประภัตร โพธสุธน ท่านประภัตรได้รับปากที่จะนำเข้า ครม. ในไม่นานนี้นะครับ ก็แจ้งเพิ่มเติมจากข้อหารือท่านมนพรครับ เชิญท่านศาสตราครับ ตามด้วยท่านณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกทุกท่านครับ ผม ศาสตรา ศรีปาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒ จังหวัด สงขลา หาดใหญ่ คลองแห คลองอู่ตะเภา พรรคพลังประชารัฐ วันนี้มีเรื่องมาหารือกับ ท่านประธานทั้งสิ้น ๒ เรื่องครับ🔗
เรื่องที่ ๑ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการท่องเที่ยวทั่วประเทศไทย ก่อนอื่นก็ต้องขอ ขอบคุณรัฐบาลที่ทำให้การเข้าออกประเทศมันง่ายขึ้น วันนี้ความยุ่งยากต่าง ๆ ง่ายขึ้นมาก แต่วันก่อนผมได้ประชุมกับทางอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจังหวัดสงขลาและสมาคมมัคคุเทศก์ อาชีพ จังหวัดสงขลา พวกเขาเหล่านี้วันนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือว่าเขาไม่สามารถที่จะต่อทะเบียน คน ๔,๐๐๐ คนที่ทำอาชีพไกด์โดนแคนเซิล (Cancel) ในระหว่างช่วงโควิด-๑๙ (COVID-19) ระบาด ช่วงนั้นทาง ศบค. ไม่สามารถที่จะให้พี่น้องประชาชนออกมานอกบ้าน เกิดการ ล็อกดาวน์ (Lockdown) อะไรต่าง ๆ นานา ตรงนี้ทำให้ยากในการไปต่อทะเบียน วันนี้ บัตรไลเซนส์ (License) ของเขาโดนแคนเซิล (Cancel) ครับ เพราะฉะนั้นคน ๔,๐๐๐ คน ตรงนี้เดือดร้อนมาก วันนี้ประเทศเปิดนักท่องเที่ยวเข้ามาแล้ว จึงอยากให้ทางกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อทะเบียนให้พวกเขาโดยด่วนนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมเคยเป็นครูฝึกสอนอยู่ต่างประเทศ วันนี้แอบไปส่องคะแนน โอเน็ต (O-Net) ภาษาอังกฤษของเด็กไทยต่ำมากอยู่ที่ ๒๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์จาก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จึงอยากหารือกับกระทรวงศึกษาธิการว่าอยากจะช่วยแนะนำ ผมอยากจะเสนอแนะว่าวันนี้ การเรียนภาษาอังกฤษของเด็กไทยนี้ยังผิดอยู่นะครับ มันต้องเริ่มจากการฟัง พูด อ่าน เขียน ตอนที่เราไปอ่าน เขียน แล้วค่อยมาฟัง พูด ภาษาอังกฤษของเด็กไทยตอนนี้จากอันดับที่ ๑๑๒ ตอนนี้สอบมาอยู่อันดับที่ ๑๐๐ ของโลกต่ำที่สุดในอาเซียน (ASEAN) นะครับ จึงอยากฝากให้ กระทรวงศึกษาธิการเข้ามาดูแลเรื่องภาษาอังกฤษสำหรับเด็กไทย เพื่อช่วยให้เด็กไทยมีการ แข่งขันกับต่างชาติในอนาคตด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านณัฐพงษ์ ตามด้วยนางสาวศรีนวล บุญลือ นะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ ส.ส. จังหวัดน่าน เขต ๓ พรรคเพื่อไทย วันนี้ขออนุญาตหารือท่านประธาน ๒ เรื่อง🔗
เรื่องแรก ผมได้รับการร้องเรียนมาจากท่านผู้ใหญ่สว่าง บ้านน้ำพัน ตำบล นาไร่หลวง อำเภอสองแคว จังหวัดน่าน ให้ช่วยหารือท่านประธานติดตามโครงการปรับปรุง ถนนเข้าสู่หมู่บ้าน ซึ่งตอนนี้ชำรุดผุพังไปหมดแล้ว บางจุดก็เหลือถนนให้ผ่านได้เพียงแค่รถ คันเดียวเท่านั้น ยิ่งช่วงหน้าฝนนี้ก็เกิดดินสไลด์ (Slide) บ่อยครั้งลงมาปิดทาง ก็อยากหารือ ท่านประธานได้ประสานไปยังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นให้ช่วยอนุมัติงบประมาณ อุดหนุนเฉพาะกิจแก่องค์การบริหารส่วนตำบลให้ไปดำเนินการแก้ไขก่อสร้างปรับปรุงถนน ให้เป็นถนนลาดยางแอสฟัลติก (Asphaltic) เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้อง ถ้าจะเป็นการเร่งด่วนได้งบประมาณเหลือจ่ายในปีนี้ ก็จะเป็นพระคุณอย่างยิ่งครับ🔗
เรื่องที่ ๒ พี่น้องบ้านถ้ำเวียงแกแล้วก็บ้านผาหมี อำเภอสองแคว จังหวัดน่าน โดยท่านผู้ใหญ่ทั้ง ๒ หมู่บ้านร้องเรียนมายังผมว่าให้ช่วยหารือท่านประธานประสานไปยัง กรมชลประทานให้ช่วยเร่งดำเนินการโครงการอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กน้ำหุยเพื่อแก้ไขปัญหา การขาดแคลนน้ำของทั้ง ๒ หมู่บ้าน ซึ่งตอนนี้น้ำไม่พอใช้ครับ ทั้งน้ำอุปโภคและบริโภค บางทีก็ไม่มีน้ำใช้เลย ทางหมู่บ้านเองก็ได้เคยถวายฎีกาแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ ทางชลประทานเอง ก็เคยได้ลงพื้นที่มาดูไปแล้วรอบหนึ่งแต่ก็เงียบไป ชาวบ้านอยากทราบความคืบหน้าครับว่า ตอนนี้ได้ดำเนินการไปถึงไหนแล้ว ขอให้ช่วยเร่งดำเนินการด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณศรีนวล ตามด้วยท่านสุเทพ อู่อ้น ครับ🔗
กราบเรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ข้าเจ้านางสาวศรีนวล บุญลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต ๘ พรรคภูมิใจไทยเจ้า ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน หมู่ที่ ๑๘ บ้านขุนแม่วาก ตำบล แม่นาจร อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เรื่องขอความเป็นธรรมที่ดินทำการเกษตร ที่สร้างงานสร้างอาชีพเพื่อนำรายได้มาเลี้ยงครอบครัวตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เมื่อไม่กี่วัน ที่ผ่านมามีเจ้าหน้าที่อุทยานจะเข้ายึดพื้นที่ทำการเกษตรของประชาชนสร้างความเดือดร้อน ก่อให้เกิดปัญหาความวุ่นวายเป็นอย่างมาก และปัญหาที่จะตามมาประชาชนเป็นผู้ที่น่าสงสาร ถ้าโดนยึดที่ไปประชาชนไม่มีพื้นที่ทำการเกษตรต่อไป ประชาชนจะเอาเงินที่ไหนมาเลี้ยง ครอบครัว ไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้ปัญหาครอบครัวก็จะเดือดร้อน อาชีพทำการเกษตร เป็นอาชีพที่สุจริตหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน ถึงแม้ปุ๋ยจะแพง ไฟฟ้าราคาจะสูงเขาก็ยอมสู้ชีวิตเขา ไม่เคยสร้างปัญหาอะไรให้กับสังคม เขามีความซื่อสัตย์ต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ข้าเจ้าในนามตัวแทนพ่อแม่พี่น้องประชาชนขอความอนุเคราะห์ ขอความเมตตาฝากเรื่อง ขอความเป็นธรรมคืนพื้นที่ทำการเกษตรผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎรไปยังท่านวราวุธ ศิลปอาชา หรือท่านอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เร่งแก้ไขปัญหา อย่างเร่งด่วน ข้าเจ้ามีข้อเสนอแนะและนำเสนอ ขอคืนพื้นที่ให้กับประชาชน กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชจะปลูกต้นไม้ก็ขอให้ประชาชนปลูกพืชยืนต้น เช่น อะโวคาโด ต้นขนุน ต้นพลับ ให้ปลูกพืชยืนต้นให้ประชาชนได้สร้างงาน สร้างอาชีพ เพื่อนำรายได้เลี้ยงครอบครัวต่อไป นี่คือการแก้ไขปัญหาอย่างระยะยาว ไม่มีใครเดือดร้อน อุทยานก็ได้ป่า ประชาชนได้อาชีพ ได้ประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ่าย ขอเรียนฝากท่านประธานโตยนะเจ้า ขอกราบขอบพระคุณเจ้า🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสุเทพ ตามด้วยท่านเกียรติ เหลืองขจรวิทย์ นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุเทพ อู่อ้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สัดส่วน แรงงาน มีเรื่องหารือกับท่านประธาน ๓ เรื่องครับ🔗
เรื่องแรก ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากสมาพันธ์แพทย์ผู้ปฏิบัติงาน มาตรฐาน การดูแลแพทย์และพยาบาลประสบปัญหาต้องทำงานหนัก จากผลสำรวจของภาวะ การทำงานหนัก การหมดไฟของบุคลากรสาธารณสุขจากรองศาสตราจารย์นายแพทย์เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ เห็นได้ชัดเจนว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ แพทย์ต้องทำงานขณะที่ป่วยและติดธุระ และที่สำคัญในเรื่องการป่วยของครอบครัว และธุระของครอบครัวก็ไม่สามารถที่จะหยุด งานได้ และที่สำคัญพยาบาลเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ต้องทำงานหนักมากกว่ามาตรฐาน ๒-๑๐ เท่า เภสัชกร นักเทคนิคการแพทย์มีภาวะในเรื่องการทำงานที่ต้องทำงานดูแลผู้ป่วย มากกว่า ๒๐๐ คนขึ้นไปซึ่งถือว่าสูง ดังนั้นจึงมีผลกระทบกับบุคลากรที่จะต้องทำงานหนัก และมีสุขภาพจิตใจ และส่งผลให้กับผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลมีการผิดพลาด ขอให้รีบดำเนินการ แก้ไขปัญหานี้ให้ด่วนครับ🔗
เรื่องที่ ๒ เรื่องร้องเรียนจากพี่น้องขบวนการแรงงานให้มีการดำเนินการ จริงใจ จริงจัง แก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องแรงงานที่มีการยื่นข้อเรียกร้องในวันแรงงาน เพราะที่ผ่านมา ไม่ได้รับการดูแลตอบสนองแม้แต่เพียงข้อเดียวในการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องแรงงานที่มี การยื่นข้อเรียกร้องมา🔗
เรื่องที่ ๓ ขอให้รัฐบาลรับรองอนุสัญญาไอแอลโอ (ILO) ฉบับที่ ๘๗ ฉบับที่ ๙๘ ว่าด้วยเรื่องของการให้สิทธิและเสรีภาพในการรวมตัวและเจรจาต่อรอง ประเทศไทยเข้าร่วม มากว่า ๑๐๐ ปี แต่ไม่มีความจริงใจที่จะรับรองอนุสัญญาฉบับนี้ ขอให้รีบดำเนินการแก้ไขด่วน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านเกียรติ ตามด้วยท่านวัน อยู่บำรุง ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ เหลืองขจรวิทย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคภูมิใจไทย มีเรื่องขอความอนุเคราะห์ขอให้ทางกระทรวงมหาดไทย คือการประปาส่วนภูมิภาค เขต ๒ จังหวัดสระบุรี การประปาอำเภอชัยบาดาล ได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก ในกรณีที่การส่งน้ำ ซึ่งมีผู้ใช้มากถึง ๗,๕๐๐ ครัวเรือน การประปาชัยบาดาลมีการผลิตไม่เพียงพอ วันหนึ่ง มีการผลิตได้แค่ ๓๗๐ ลูกบาศก์เมตร แต่อัตราที่ต้องใช้จริงคือ ๕๓๐ ลูกบาศก์เมตร สูงกว่า การผลิตมาก🔗
๑. ท่อเมน (Main) ที่ใช้มาเป็นท่อเมน (Main) ที่เก่ามากใช้มาตกประมาณ ๒๐ กว่าปี เกือบ ๓๐ ปี มีการแตกชำรุดบ่อยครั้ง แต่เดือนหนึ่งเฉลี่ยตกประมาณ ๔-๕ ครั้ง ครั้งหนึ่งก็ตกประมาณวัน ๒ วันนะครับ ซึ่งชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนมาก แล้วก็มี ผู้ร้องเรียนมาอย่างมากมายกับการประปานี้ แต่การประปาก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะว่า งบประมาณไม่มีมาครับ🔗
๒. คือเมื่อปี ๒๕๖๕ การประปาได้รับงบประมาณขยายประปาเพิ่มขึ้นไปสู่ ตำบลม่วงค่อม ตำบลเขาแหลม และตำบลห้วยหิน ซึ่งเพิ่มขึ้นอีกประมาณราว ๆ ๗๐๐ กว่าราย โดยการประปาไม่สามารถจะส่งน้ำซึ่งผ่านภูเขา ๒-๓ ลูกเป็นเนินหินที่ต่ำสูงต่างกัน ทีนี้อยากให้ ได้งบประมาณในการเปลี่ยนท่อที่ให้เพิ่มแรงดันสูงขึ้นได้ครับ🔗
๓. คือบ่อบำบัดน้ำเสียของโรงพยาบาลชัยบาดาล ซึ่งมีกำลังการผลิต ๑๑๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ตอนนี้ที่ใช้จริง ๆ ตกประมาณ ๒๕๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ทางโรงพยาบาลได้รับความเดือดร้อน อยากจะให้กระทรวงสาธารณสุขช่วยดูแลด้านนี้ด้วย กราบขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านวัน อยู่บำรุง ตามด้วยท่านปรีดา บุญเพลิง ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม วัน อยู่บำรุง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ชาวบางบอน หนองแขม เลือกมา ขออนุญาตหารือกับท่านประธาน ดังนี้ครับ🔗
๑. ถนนพระยามนธาตุตลอดทั้งเส้นตรงกลางของถนนเป็นร่องระบายน้ำ เวลาฝนตกน้ำระบายไม่ทันทำให้น้ำเอ่อล้นขึ้นมาบนถนน ระดับน้ำในร่องน้ำนี้เสมอกับ ระดับน้ำบนถนนผู้ใช้รถใช้ถนนจึงมองไม่เห็นร่องน้ำ ประชาชนในหมู่บ้านดีเคและประชาชน ที่สัญจรผ่านไปมาเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง รถตกลงร่องน้ำกลางถนนเป็นประจำ จึงอยากจะขอ แบริเออร์ (Barrier) หรือเครื่องหมายสัญลักษณ์ถาวรบ่งบอกว่าเป็นร่องน้ำเพื่อป้องกัน และเป็นจุดสังเกตของผู้ใช้รถใช้ถนนเพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนที่สัญจรใช้รถ ใช้ถนนเส้นนี้ ขอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยดูแลด้วยครับ🔗
๒. ซอยเอกชัย ๑๐๑ เวลาฝนตกหนักน้ำจะท่วมขังเอ่อล้นทันที ทำให้การ เดินทางสัญจรของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะเด็ก ๆ เวลาไปโรงเรียนจะเกิดความยากลำบาก ช่วยแก้ไขด้วยครับ🔗
๓. ปัญหาการจราจรหน้าโรงเรียนกรพิทักษ์ บางบอน ๓ การจราจรติดขัดมาก โดยเฉพาะเวลาชั่วโมงเร่งด่วน ถ้าเป็นไปได้อยากให้เพิ่มเจ้าหน้าที่อำนวยการจราจร หน้าโรงเรียนหรือหาทางบริหารจัดการการจราจรเพื่อความสะดวกของพี่น้องประชาชน และเพื่อความปลอดภัยของนักเรียนที่ใช้สัญจรในเส้นทางนี้ด้วย🔗
๔. บริเวณคอสะพานข้ามคลองภาษีเจริญทั้ง ๒ ฝั่ง ไม่ว่าจะเป็นเพชรเกษม ๖๙ และเพชรเกษม ๘๑ การจราจรติดขัดหนักมากโดยเฉพาะเวลาเร่งด่วนเป็นปัญหายืดเยื้อ มาช้านาน ที่สำคัญเรื่องนี้ผมเคยพูดกับสภาไปแล้วหลายครั้งหลายหนแต่ก็ยังเงียบเฉย ประชาชนในพื้นที่และผู้สัญจรผ่านเส้นทางนี้ร้องเรียนเป็นจำนวนมาก ขอหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องจัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกในเรื่องการจราจรและหาทางแก้ไขปัญหา อย่างยั่งยืนด้วยครับ🔗
๕. ซอยเพชรเกษม ๘๑ เวลาฝนตกหมู่บ้านในซอยโดยเฉพาะหมู่บ้านพุดตาน ถ้าตกหนักมากเกิดน้ำท่วมขัง รถเล็กสัญจรลำบาก ประชาชนไปทำงาน เด็กเล็กไปโรงเรียน ด้วยความยากลำบาก ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขโดยด่วนครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านปรีดา ตามด้วยท่านเทียบจุฑา ขาวขำ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายปรีดา บุญเพลิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน ขอหารือท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ กรณีการสอบบรรจุครูผู้ช่วยอยากให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกลับมา ทบทวนเรื่องหลักเกณฑ์การสอบแข่งขันตำแหน่งครูผู้ช่วย โดยกำหนดหลักเกณฑ์การสอบ แข่งขันภาค ก ความรู้ความสามารถทั่วไป ๒๐๐ คะแนน ประกอบด้วยด้านความสามารถ ในการคิดวิเคราะห์ ๑๐๐ คะแนน ด้านภาษาอังกฤษ ๕๐ คะแนน ความรู้และลักษณะ การเป็นข้าราชการที่ดีและความสามารถในการคิดวิเคราะห์ทั้งคณิตศาสตร์ ภาษาไทยและ ภาษาอังกฤษ ๕๐ คะแนน สมควรหรือไม่ที่ทุกคนจะต้องทดสอบวิชาเหล่านี้ทั้งที่ไม่ได้เรียน วิชาภาษาอังกฤษ ในกรณีครูพละ ในกรณีครูนาฏศิลป์ มันไม่ได้เรียนโดยตรงเวลาสอบบรรจุ ก็สอบไม่ผ่าน และภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่งวิชาชีพในการปฏิบัติงานในสถานศึกษา อีก ๑๐๐ คะแนน ในการศึกษาปัญหาเหล่านี้เป็นการเปิดโอกาสให้มีการทุจริตเรียกทรัพย์สิน เหมือนเหตุการณ์ที่ผ่านมา สถิติมีผู้สมัครสอบเป็นจำนวนมากหลายแสนคนทั่วประเทศ แต่มีผู้สอบผ่านเกณฑ์ด้วยคะแนนร้อยละ ๖๐ ขึ้นไปน้อยมากและไม่เพียงพอกับตำแหน่ง ที่ว่าง ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณในการสอบเป็นจำนวนมาก ทำให้เสียเวลาเพราะเขาไม่ได้ เรียนวิชาคณิตศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษมาครับ เขาเรียนมาเพื่อจะเป็นครูพละ ครูปฐมวัย ครูประถมศึกษา และครูสาขาวิชาอื่น ๆ ที่มิใช่วิชาที่กล่าวมา ดังนั้นผมอยากเรียน ท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการควรทบทวนหลักเกณฑ์การสอบ แข่งขันเสียใหม่ โดยยกเลิกการสอบภาค ก และภาค ค ควรหันไปเน้นการสอบวัดความรู้ ความสามารถในสาขาวิชาเอกที่เรียนมาโดยตรงคือภาค ข ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณเทียบจุฑา และตามด้วยท่านสุทัศน์ เงินหมื่น เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางเทียบจุฑา ขาวขำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ ดิฉันได้ไปเยี่ยมพี่น้องประชาชนในพื้นที่ตำบลคำด้วงได้นำปัญหา ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมาหารือกับท่านประธานเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา ๓ เรื่อง ดังนี้🔗
ดิฉันได้รับการร้องเรียนจากนายก อบต. คำด้วง กำนัน คำด้วง ว่ามีปัญหา ถนนสายคำด้วงไป กม.๕ บ้านคำด้วงสภาพถนนชำรุดแล้วก็คับแคบเป็นถนนดินลูกรัง ยากแก่การขนถ่ายสินค้าการเกษตร โดยเฉพาะเงาะ ทุเรียน แล้วก็ยางพารา พี่น้องประชาชน ในตำบลหมู่บ้านนี้อยากได้ถนน ค.ส.ล. เพื่อสะดวกในการขนถ่ายสินค้าการเกษตรแล้วก็ อบต. ไม่มีงบประมาณค่ะ ดังนั้นจึงขอฝากท่านผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย🔗
เรื่องที่ ๒ ปัญหาของพี่น้องบ้านนาหลวง ๒๐ หลังคา และบ้านคำเจริญ จำนวน ๒๕ หลังคาไม่มีไฟฟ้าใช้ เพื่อการแก้ปัญหาดังกล่าวจึงขอฝากท่านประธานผ่านไปยัง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กระทรวงมหาดไทย เข้ามาแก้ปัญหาโดยการขยายไฟฟ้าเพื่อการเกษตร ให้กับพี่น้องดังกล่าวด้วยค่ะ🔗
เรื่องที่ ๓ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านผือ และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล บ้านหายโศก ฝากดิฉันทวงถามเกี่ยวกับเรื่องการก่อสร้างสัญญาณไฟจราจรตามสามแยก บ้านผือ ซึ่งเป็นสามแยกที่มีประชาชนใช้จำนวนมากโดยเฉพาะนักเรียนและการท่องเที่ยว และเกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง เพราะฉะนั้นเพื่อเป็นการแก้ปัญหาตรงนี้เคยขอให้ก่อสร้าง สัญญาณไฟจราจร จึงขอฝากท่านประธานทวงถามไปยังกรมทางหลวงแล้วก็กระทรวงคมนาคม แล้วก็พี่น้องฝากขอบคุณกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ที่ได้สนับสนุนงบประมาณ ก่อสร้างสัญญาณไฟจราจรที่บ้านกลางใหญ่มา ณ โอกาสนี้ด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสุทัศน์ครับ ตามด้วยท่านองค์การ ชัยบุตร ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม สุทัศน์ เงินหมื่น แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ จังหวัดอำนาจเจริญ เป็นจังหวัดเล็ก ๆ ตั้งขึ้นมาพร้อมกันกับจังหวัดหนองบัวลำภูและจังหวัดสระแก้วตามมติ คณะรัฐมนตรีที่ท่านนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย เป็นนายกขณะนั้น หลายจังหวัดในภาคอีสาน จะประสบปัญหาคล้ายคลึงกันก็คือหน้าแล้งน้ำแห้งขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคและการเกษตร ส่วนหน้าฝนก็น้ำท่วม ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านเฉลิมชัยได้กรุณา ไปตรวจราชการหลายจังหวัดในภาคอีสานและไปตรวจราชการที่จังหวัดอำนาจเจริญ ท่านได้ กรุณามอบนโยบายให้กับกรมชลประทานแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องจังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งผมเอง ก็ได้ร่วมมือกับข้าราชการในพื้นที่ ได้ร่วมมือกับทางฝ่ายพี่น้องประชาชนทำประชาสังคม ก็ปรากฏว่าคงจะต้องขออนุญาตที่จะขอเสนอให้มีโครงการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพ อ่างเก็บน้ำพุทธอุทยาน อ่างเก็บน้ำห้วยโพธิ์ ปรับปรุงอ่างเก็บน้ำพุทธอุทยาน ปรับปรุง อ่างเก็บน้ำห้วยโพธิ์ คลองผันน้ำพุทธ-โพธิ์ โครงการพัฒนาแก้มลิงลำเซบายและโครงการ พัฒนาส่วนอื่น ๆ ที่ขาดแคลนแหล่งน้ำ รวมทั้งโครงการปรับปรุงซ่อมแซมและพัฒนาระบบ ชลประทาน ท่านประธานครับ นอกจากนั้นแล้วผมได้ยื่นเอกสารข้อหารือเป็นหนังสือ ถึงท่านประธานในช่วงปิดสมัยประชุม ผมจะขออนุญาตนำสำเนาดังกล่าวเพื่อเป็นการทวงถาม และได้มีการทวงถามเมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ผมได้หารือหลายเรื่องด้วยกัน เช่น ขอให้ซ่อมแซม ขุดลอกฝายเซบก ขอให้ขุดลอกหนองคึกฤทธิ์ ขอให้ขุดลอกแก้มลิงหนองแค่ ขอให้ขุดลอก ลำหนองโดน อีกทั้งขณะนี้ภัยแล้งทำให้พี่น้องประชาชนหว่านข้าวและข้าวตาย จึงขอให้เร่งรัด ในการที่หาฝนหลวงไปเยียวยาพี่น้องประชาชน ขอบคุณท่านประธานครับ และขออนุญาต ส่งเอกสารครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านองค์การนะครับ ตามด้วยท่านสวาป เผ่าประทาน ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม องค์การ ชัยบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ขออนุญาต หารือท่านประธาน ดังนี้ครับ🔗
เรื่องที่ ๑ กระผมได้รับข้อร้องเรียนจากชาวบ้านในเขตตำบลโพนสูง อำเภอ บ้านดุง จังหวัดอุดรธานี กรณีน้ำในบึงหนองเรือตื้นเขินส่งกลิ่นเหม็นไม่สามารถผลิต น้ำประปาได้ ใช้อุปโภคบริโภคก็ไม่ได้ ชาวบ้านต้องการให้หน่วยงานที่รับผิดชอบได้จัดสรร งบประมาณได้เร่งรัดขุดลอกเป็นการใหญ่ ท่านประธานครับ ไม่ได้ขุดลอกมานานหลายปีแล้ว จึงฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งรัดดำเนินการด้วย🔗
เรื่องที่ ๒ ได้รับข้อร้องเรียนจากชาวบ้านในเขตตำบลท่าไหและใกล้เคียง อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี ขอให้ตรวจสอบหรือยับยั้งขั้นตอนการดูดทรายในลำน้ำชี เนื่องจากทำให้ตลิ่งพัง ทำให้สภาพสิ่งแวดล้อมเสียหาย ไร่นาชาวบ้านก็เสียหายด้วย อีกทั้ง ยังเกิดความขัดแย้งในพื้นที่ จึงฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งรัดตรวจสอบด้วยนะครับ🔗
เรื่องสุดท้ายได้รับข้อร้องเรียนจากชาวบ้านอิม หมู่ที่ ๕ บ้านศรีใจ หมู่ที่ ๘ ตำบลต้าผามอก และชาวบ้านห้วยแม่ต้า หมู่ที่ ๘ ตำบลบ้านปิน อำเภอลอง จังหวัดแพร่ กรณีได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ทำให้สภาพสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป ชาวบ้านต้องการ ให้ผู้มีอำนาจเข้าตรวจสอบ เพราะเคยร้องไปหลายหน่วยงานแล้วแต่ไม่ได้รับการแก้ไข ดูแลเลย จึงฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งรัดเข้าไปตรวจสอบด้วย ขอบพระคุณมากครับ ท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสวาป ตามด้วยท่านวิรัตน์ วรศสิริน ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายสวาป เผ่าประทาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย จากอำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โครงการซ่อมแซมปรับปรุงถนน สายเพชรเกษม-ทุ่งตาแก้วระยะทางประมาณ ๓.๕ กิโลเมตร ได้รับการร้องขอมาจากผู้ใหญ่ สุพจน์ ทองมี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๙ บ้านหนองกลางดง ตำบลนาหูกวาง อำเภอทับสะแก และนางเพ็ญญาพักตร์ พูลสวน สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลนาหูกวาง หมู่ที่ ๙ เนื่องจากถนนสายนี้เป็นถนนที่ใช้มานานและมีผู้ใช้เส้นทางนี้เป็นจำนวนมาก ทั้งด้านการขนส่ง สินค้าทางการเกษตรและการสัญจรของนักเรียนไปเรียนในตัวเมือง เส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง ไปถึงตำบลติดต่อกันคือตำบลอ่างทอง แต่ถนนเส้นนี้ชำรุดเสียหายมีสภาพเสื่อมโทรม เป็นหลุมเป็นบ่อ ซึ่งเกิดจากการใช้งานมานานและปัญหาสภาพอากาศฝนตกติดต่อกัน เกิดเซาะถนนเสียหายมากขึ้น ถนนเส้นนี้ได้รับการบรรจุเข้าแผนงานงบประมาณองค์การ บริหารส่วนตำบลนาหูกวางแล้ว แต่เนื่องจากงบประมาณที่จำกัดจึงยังไม่ได้รับการจัดสรร งบประมาณมาเพื่อซ่อมแซมปรับปรุง แต่ความเดือดร้อนของการใช้ถนนเส้นนี้มีมาอย่าง ยาวนานและมีผู้สัญจรในหลายหมู่บ้านรวมกัน จึงมีความจำเป็นที่จะขอรับการสนับสนุน งบประมาณอุดหนุนซ่อมแซมแก้ไขถนนเส้นทางนี้โดยเร็ว🔗
เรื่องที่ ๒ ได้รับการร้องเรียนจากนางสาววิชยานันท์ มูลมาก ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๑๐ บ้านสวนขนุน ตำบลเขาล้าน อำเภอทับสะแก ซึ่งเป็นตัวแทนพี่น้องเกษตรกร ที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยพิบัติน้ำกัดเซาะที่ริมตลิ่งทำให้พื้นที่ทำกินและพื้นที่ ทางการเกษตรได้รับความเสียหาย สืบเนื่องมาจากสถานการณ์ฝนตกหนักมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ จนถึงปี ๒๕๖๕ เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาทำให้น้ำกัดเซาะริมตลิ่งมากขึ้นและมีแนวโน้ม เกิดความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากลำคลองเกิดการตื้นเขินและมีสิ่งกีดขวางทางน้ำทำให้ เส้นทางน้ำไหลเปลี่ยนแปลง กระผมอยากจะขอความอนุเคราะห์ขอความช่วยเหลือผ่านมายัง ท่านประธาน ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยดำเนินการแก้ไขป้องกันความเสียหายอื่น ๆ ต่อไปครับ ขอขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านวิรัตน์ ตามด้วยท่านอนุชา น้อยวงศ์ ครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัตน์ วรศสิริน พรรคเสรีรวมไทย วันนี้จะหารือท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ถึงความเดือดร้อนของพี่น้องชาวนาจังหวัดลำปาง และคงจะพี่น้องชาวนาทั้งประเทศด้วย ท่านประธานครับ🔗
ท่านเสรีลงเดินหาเสียงพูดคุยกับ พี่น้องอำเภอเถิน อำเภอเสริมงาม อำเภอสบปราบ อำเภอแม่พริก พี่น้องทำนาเป็นอาชีพครับ ในภาพท่านประธานจะเห็นว่าท่านเสรีลงแปลงนาไปพบพูดคุยกับพี่น้องที่กำลังดำนานะครับ ท่านประธานจะเห็นเบอร์ ๑ ภาพนี้ไม่เห็นเดี๋ยวภาพต่อไปก็เห็น เป็นป้ายหาเสียงเล็กนิดหนึ่ง ต้องพยายามดูหน่อย เป็นป้ายหาเสียงของพรรคเสรีรวมไทย เบอร์ ๑ ท่านประธาน พี่น้อง เจอท่านเสรีก็ดีใจนะครับ ดีใจมากก็ฝากชะยันโตไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีว่าข้าวของแพง น้ำมันแพง เติมน้ำมัน ๑,๐๐๐ บาทใช้ได้ ๓ ๔ วันก็หมดแล้ว แต่ปัญหาใหญ่ที่สุดของพี่น้อง ชาวนาคือปุ๋ยแพงครับท่านประธาน พอพูดถึงเรื่องปุ๋ยแพงคราวนี้ไม่ฝากชะยันโตแล้วครับ ท่านประธาน แต่ฝากมหาชะยันโตเลยคราวนี้ สวดชุดใหญ่จัดครบจัดเต็มเลยครับว่าปีก่อนปุ๋ย ๖๐๐ บาท ๗๐๐ บาท ข้าวกิโลกรัมละ ๑๐ กว่าบาทก็พออยู่ได้บ้าง สมัยนายกยิ่งลักษณ์ เขาบอกมาว่ากิโลกรัมละ ๑๘-๒๐ บาทด้วยซ้ำไป มาปีนี้ปุ๋ย ๑,๗๐๐ บาท จาก ๗๐๐ บาท เป็น ๑,๗๐๐ บาท ท่านประธานคิดเอาเอง ข้าว ๙ บาท เริ่มต้นกดเหลือ ๕ บาทด้วยซ้ำ แต่พี่น้องไม่ขาย ส่วนข้าวเหนียวก็ ๖ บาท ท่านประธานที่เคารพ น้ำมันแพง ปุ๋ยแพง ข้าวเปลือกถูก ข้าวสารแพงนี่ใครได้ประโยชน์กันแน่ครับ ที่รวยก็รวยไป แต่ชาวนาจะอดตาย กันหมดแล้ว ผมลงพื้นที่ครั้งนี้ต่างจาก ๒ ปีก่อนอย่างมาก ตลาดนี่เงียบเหงาไปหมด พี่น้อง ชาวนาไม่มีเงินมาจับจ่ายใช้สอยหรอกครับถ้าเป็นอย่างนี้ ต้องกราบเรียนท่านประธานที่เคารพ มหาชะยันโตของพี่น้องชาวนาที่ฝากผมมานี่หนักก็หนัก ผมนอนไม่หลับมาหลายคืนครับ อยากฝากท่านประธานส่งไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีให้ด้วย ขอให้กลับไปดูแลพี่น้องชาวนาได้แล้ว อย่ามัวหมกมุ่นตกใจกับชัชชาติฟีเวอร์ (Fever) เลย กลับไปดูแลพี่น้องชาวนาเขากำลังรอความช่วยเหลือจากรัฐบาลอยู่ครับ ก็กราบขอบคุณ ท่านประธานเป็นอย่างสูงครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านอนุชาครับ ตามด้วยท่านคุณครูมานิตย์ สังข์พุ่ม🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม อนุชา น้อยวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากเขต ๓ จังหวัด พิษณุโลก ขอหารือท่านประธานถึงกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย เกี่ยวกับการประกาศเขต ป่าชุมชนของกรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งทับที่ดินของพี่น้องประชาชนหมู่ที่ ๑ ตำบลแก่งโสภาและ หมู่บ้านใกล้เคียงอำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก การประกาศเริ่มตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๔๒ พี่น้องประชาชนได้คัดค้านตั้งแต่วันที่เริ่มทำการประกาศ จังหวัดพิษณุโลกได้มีการสอบสวน ตั้งคณะกรรมการหาข้อเท็จจริงจนมีข้อสรุปเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๕๕ ว่าการประกาศของ กรมพัฒนาที่ดิน ประกาศโดยทับที่ดินของพี่น้องประชาชน ต่อมาเมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ จังหวัดพิษณุโลกได้ตั้งคณะทำงานสอบสวนข้อเท็จจริงอีกครั้งหนึ่งและมีมติเห็นว่า ไม่สมควรประกาศเป็นป่าชุมชนและเสนอให้กรมที่ดิน บัดนี้มีการประกาศให้จังหวัดพิษณุโลก เป็นจังหวัดเป้าหมายในการรังวัดออกโฉนดที่ดินเคลื่อนที่ของกรมที่ดิน จึงขอให้กรมที่ดิน เร่งออกโฉนดที่ดินให้พี่น้องประชาชนในเขตหมู่ที่ ๑ ตำบลแก่งโสภาและหมู่บ้านใกล้เคียง โดยด่วนด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องของอำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก คือการก่อสร้าง อ่างเก็บน้ำชมพูซึ่งเป็นโครงการพระราชดำริ บัดนี้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติได้บรรจุ เป็นโครงการเป้าหมายในปีพุทธศักราช ๒๕๖๘ จึงขอให้กรมชลประทานเร่งทำการศึกษา สำรวจผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้เสร็จภายในปี ๒๕๖๗ เพื่อจะได้ทันต่อการก่อสร้างในปี ๒๕๖๘🔗
เรื่องที่ ๓ โครงการชลประทานครับ ยังมีโครงการชลประทานอ่างเก็บน้ำ คลองขุนกระทิง ซึ่งตั้งอยู่หมู่ที่ ๘ ตำบลบ้านมุง อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก ขอความกรุณาให้จัดสร้างเป็นโครงการขนาดกลางเพื่อการชลประทานจะได้มีผลต่อ หลายตำบลในเขตอำเภอเนินมะปรางด้วยครับ ขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านครูมานิตย์ ตามด้วยคุณพรรณสิริ กุลนาถศิริ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ผู้แทนจากจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย เวลาค่อนข้างจำกัด ผมจะคุย เรื่องของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งท่านประธานก็ทราบดีว่ากระทรวงศึกษาธิการนั้นวันนี้มันมี ความซับซ้อนแล้วมันมีอุปสรรคอยู่เยอะ แต่สิ่งที่ไม่น่าจะเป็นอุปสรรคและสามารถแก้ปัญหา ได้เลย แต่ยังไม่แก้ปล่อยให้เวลามายาวนาน🔗
เรื่องแรกก็คือการบรรจุผู้บริหารในสถานศึกษา โรงเรียนที่มีเด็กนักเรียน น้อยกว่า ๑๒๐ คน ผมคิดว่ามีความจำเป็นครับ องค์กรทุกองค์กรต้องมีหัวหน้า เมื่อไม่มี หัวหน้าแล้วการจัดการบริหารนี้มันไม่ประสบผลสำเร็จ ไม่บรรลุผล แล้วมันเป็นตรรกะ ที่แปลกอยู่ท่านประธานครับ โรงเรียนไหนที่มีผู้บริหารถ้าย้ายไปโรงเรียนอื่นนี่โรงเรียนนี้ สามารถมีคนย้ายเข้ามาแทนได้ แต่โรงเรียนไหนที่ผู้บริหารเกษียณก็ไม่ให้มีตำแหน่ง ไปทดแทน มันลักลั่นอย่างไรพิกลอยู่ครับ เพราะการศึกษานี้คือการสร้างคน การศึกษานี้ คือสร้างคน คนสร้างชาติ การศึกษาคือการให้โอกาส🔗
เรื่องที่ ๒ วันนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกับครูท้องถิ่น โดยเฉพาะกับ กทม. มันต้องหารือกันใหม่ครับ เด็กบ้านผม หรือเด็กบ้านท่านประธาน หรือเด็กบ้านเพื่อนผู้แทนผมในสภานี่ผมเชื่อว่าเยอะมาสอบเป็นครู กทม. ได้ พอจะย้าย กลับไปบ้านไม่สามารถย้ายได้ เพราะว่ามันเป็นหน่วยงานของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน หรือเขาเรียกกันว่า สพฐ. ซึ่งจริง ๆ เด็กเหล่านี้ก็สอบบรรจุอยู่ที่ กทม. เขาอยาก ย้ายกลับถิ่นในภาวะวิกฤติอย่างนี้ เขาอยากย้ายไปอยู่กับครอบครัวเขาและเป็นการแก้ปัญหา ให้เขาอีกเยอะแยะมากมาย🔗
เรื่องที่ ๓ เรื่องของอาหารกลางวัน วันนี้ท่านประธานครับ วิกฤติของประเทศ วิกฤติของครอบครัว วิกฤติของน้ำมัน เด็กมีปัญหาในการรับประทานอาหารเพราะที่บ้าน ไม่มีเงินจะไปซื้ออาหารมากินได้ ฉะนั้นอาหารเที่ยงถือว่าเป็นอาหารหลัก ค่าอาหารกลางวัน วันนี้รัฐบาลเพิ่มให้หัวละ ๑ บาทจากปีที่แล้ว ปีนี้ในงบประมาณรายจ่ายก็ไม่เพิ่มให้ ผมอยากให้ ทางรัฐบาลเพิ่มให้หน่อย🔗
สุดท้ายครับท่านประธาน วันนี้เด็กนักเรียนมีปัญหาในเรื่องของการใช้ มอเตอร์ไซค์มาโรงเรียนน้ำมันแพงครับ อยากให้ทางรัฐรีบดำเนินการช่วยอย่างเร่งด่วนครับ จริง ๆ ปัญหาเยอะครับ เมื่อเวลาจำกัดอย่างนี้ก็ได้แค่นี้ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณพรรณสิริ ตามด้วยท่านสมคิด เชื้อคง🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย พรรคพลังประชารัฐ ดิฉันขอนำเรียนไปยังกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ๒ ประการด้วยกันค่ะ🔗
ประการแรกขอขอบคุณที่ได้ดำเนินการ ก่อสร้างคลองส่งน้ำและอาคารประกอบตามโครงการระบายน้ำยม-น่าน วายเอ็น ๓ (YN3) ได้สำเร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่งน้ำไปให้ประชาชนในจังหวัดอุตรดิตถ์ได้ใช้ครอบคลุมพื้นที่ ๑,๒๐๐ ครัวเรือน ในพื้นที่ทั้งหมด ๒,๘๐๐ ไร่ ในโอกาสนี้ดิฉันขอเสนอโครงการจากการที่ พี่น้องประชาชนได้ทำการสำรวจพื้นที่ร่วมกันเพื่อเป็นการพัฒนาศักยภาพโครงการระบายน้ำ ยม-น่าน วายเอ็น ๓ (YN3) อย่างต่อเนื่อง ขอให้กรมชลประทานดำเนินโครงการ ดังนี้🔗
เรื่องที่ ๑ ขอให้ก่อสร้างโครงการสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าหรือพลังแสงอาทิตย์ บริเวณประตูระบายน้ำคลองยม-น่าน วายเอ็น ๓ (YN3) จำนวน ๑ แห่ง🔗
เรื่องที่ ๒ ขอให้มีการปรับปรุงคลองส่งน้ำคลองกระเปา ซึ่งจะเป็นพื้นที่ ในการส่งน้ำผ่านคลองน้ำไหล ผ่านคลองกำนันผ่านไปยังแม่น้ำยมฝั่งซ้ายแล้วเข้าสู่พื้นที่ จังหวัดสุโขทัยและจังหวัดพิษณุโลก ยังประโยชน์แก้ปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้อง ประชาชนจำนวน ๗ ตำบลด้วยกัน คือ ตำบลสามเรือน ตำบลวังลึก ตำบลเกาะตาเลี้ยง ในอำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย ตำบลไกรใน ตำบลไกรกลาง อำเภอกงไกรลาศ จังหวัด สุโขทัย และอีก ๒ ตำบลในจังหวัดพิษณุโลก คือ ตำบลตลุกเทียม และตำบลศรีภิรมย์ ในโอกาสนี้จะทำให้พี่น้องประชาชนใน ๗ ตำบลครอบคลุมพื้นที่ ๔,๕๐๐ ครัวเรือน ๓๘,๐๐๐ ไร่ ได้รับประโยชน์ในการเกษตรกรรม ในการอุปโภคบริโภคอย่างทั่วถึง ดิฉันในนามพี่น้อง ประชาชนก็ขอขอบคุณสภาแห่งนี้เป็นอย่างสูง ตลอดจนขอบคุณกรมชลประทาน กระทรวง เกษตรและสหกรณ์อย่างต่อเนื่องตลอดมา ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสมคิด ตามด้วย พลตำรวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่ นะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ สมคิด เชื้อคง พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดอุบลราชธานี ก็ขอปรับทุกข์กับท่านประธานนะครับ ท่านประธาน กับผมคล้าย ๆ กันก็คือทำไร่ ทำนา วันนี้ปุ๋ยราคามันแพง ท่านไม่ต้องทำเรื่องไปไหน เราปรับทุกข์ กันดีกว่าว่าพี่น้องประชาชนลำบากมากเรื่องปุ๋ยแพง ท่านประธานพยักหน้าแสดงว่าเห็นด้วย กับผม มันแพงจริง ๆ ไม่รู้จะพึ่งใครก็ถือโอกาสปรับทุกข์ อย่าทำเรื่องไป เพราะมันไม่ได้ ประโยชน์อะไร แต่ที่จะต้องทำเรื่องไปที่ผมจะหารือท่านประธานนะครับ กรมทางหลวง ถนนสาย ๒๒๑๔ บ้านทองสวัสดิ์ไปยังอำเภอน้ำยืนประมาณสัก ๓๐ กิโลเมตร เป็นถนนของ กรมทางหลวงแต่ว่าไหล่ทางไม่มีเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง กรมทางหลวงเงินเยอะแยะเลย ไปทำมากมาย แต่แถบนี้ไม่เอาไปให้เลย ขอให้กรมทางหลวงช่วยขยายไหล่ทางเท่านั้นเอง พี่น้องประชาชนจะได้สัญจรสะดวกแล้วก็มีความปลอดภัย🔗
อีกเรื่องหนึ่งครับ เป็นถนนของชาวบ้านที่ตำบลหนองอ้ม จากบ้านหนองอ้ม ไปบ้านหนองขี้เห็นน้อยระยะทางประมาณสัก ๓-๔ กิโลเมตร อบต. ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะว่าไม่มีเงินพอ ไม่มีทรัพย์สินพอที่จะทำ แต่ว่าพี่น้องประชาชนชาวบ้านน้องอ้ม มาร้องทุกข์กับผม ก็ขอให้ทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานีช่วยดำเนินการให้ด้วย เนื่องจากพี่น้องประชาชนไปมาลำบากครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ พลตำรวจตรี สุรินทร์ ตามด้วยท่านศักดินัย นุ่มหนู นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พลตำรวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ หารือเรื่องความเดือดร้อนของประชาชน เรื่องความเดือดร้อนของ ชาวประมงพื้นบ้าน บ้านปากบาง หมู่ที่ ๔ ตำบลเทพา อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา ซึ่งไม่สามารถนำเรือประมงออกหาปลาได้ เพราะคลื่นพัดทรายมาปิดปากอ่าว ชาวบ้าน ได้แก้ไขกันเองโดยออกค่าใช้จ่ายในการขุดลอกปีหนึ่ง ๒ ๓ ครั้ง ก็เลยอยากให้รัฐบาล แก้ปัญหาอย่างถาวรโดยวางหินกั้นแนวชายฝั่งบริเวณปากอ่าวนะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งออกเอกสารสิทธิที่ดินให้กับชาว ๔ อำเภอของจังหวัดสงขลานะครับ คืออำเภอจะนะ ประกอบด้วย ตำบลบ้านแค ตำบล คลองเปียะ ตำบลน้ำขาว ตำบลท่าหมอไทร ตำบลสะพานไม้แก่น และตำบลนาหว้า ซึ่งได้รับ ความเดือดร้อนรอมาหลายปีแล้ว อำเภอเทพา ประกอบด้วย ตำบลเกาะสะบ้า ตำบลเทพา ตำบลวังใหญ่ อำเภอนาทวี ประกอบด้วย ตำบลนาทวี ตำบลประกอบ ตำบลคลองทราย อำเภอสะบ้าย้อย ประกอบด้วย ตำบลธารคีรี ตำบลคูหา ตำบลเขาแดง โดยให้สำนักงาน คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรีเข้ามาดำเนินการโดยเร่งด่วน เพราะชาวบ้านรอมา ๒ ๓ ชั่วคนแล้วครับ🔗
เรื่องที่ ๓ ที่อยากจะนำเรียนคือตามที่นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วย ว่าการกระทรวงมหาดไทยกำกับดูแลที่ดิน ได้สนับสนุนงบประมาณไปก่อสร้างสำนักงานที่ดิน อำเภอสะบ้าย้อยและทราบว่าการก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขอให้เร่งเปิดสำนักงานที่ดิน อำเภอสะบ้าย้อยโดยเร่งด่วน ขอขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณศักดินัย ตามด้วยคุณสุทา ประทีป ณ ถลาง ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ศักดินัย นุ่มหนู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตราด พรรคก้าวไกล วันนี้ผมขอนำ ประเด็นปัญหาของจังหวัดตราดมาหารือต่อสภาวันนี้ ๓ เรื่องด้วยกันครับ ๒ เรื่องแรกนั้น เป็นประเด็นในพื้นที่ของอำเภอเขาสมิง โดยผมได้รับการประสานงานจากนายอาวุธ ประกาศวิน นายกเทศมนตรีตำบลเขาสมิง ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินโครงการอันสำคัญเร่งด่วน ใน ๒ โครงการนะครับ🔗
โครงการแรก ก็คือโครงการสร้างแนวกันการกัดเซาะตลิ่งริมแม่น้ำเขาสมิง พื้นที่หมู่ที่ ๑ ตำบลเขาสมิง ซึ่งตอนนี้ก็มีการกัดเซาะพื้นที่ตรงนี้ไปพอสมควร แล้วตรงนี้ก็ยัง เป็นพื้นที่ตั้งของโรงเรียนชุมชนบ้านเขาสมิงที่มีลูกหลานเล่าเรียนกันอยู่เป็นจำนวนมาก ก็ขอให้หน่วยงานของกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ได้เข้าไปดำเนิน โครงการนี้ด้วยครับ🔗
โครงการที่ ๒ ก็คือโครงการขุดลอกคลอง ๕ วา ในพื้นที่หมู่ที่ ๑ ตำบลเขาสมิง อำเภอเขาสมิง การขุดลอกคลอง ๕ วานี้จะมีประโยชน์ที่สำคัญ ๒ ประการด้วยกันครับ ประการแรกท่านประธานครับ ก็จะเป็นการป้องกันการเกิดน้ำท่วมในพื้นที่เขตเทศบาล แล้วก็ในพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งในปีที่ผ่านมานั้นก็เกิดน้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ตรงนี้มาแล้ว และประโยชน์สำคัญประการที่ ๒ ก็เป็นการเก็บกักน้ำไว้ใช้เพื่อการเกษตร เพราะว่าพื้นที่ของ อำเภอเขาสมิงนั้นก็เป็นพื้นที่ทางการเกษตร เพราะฉะนั้นน้ำจึงเป็นปัจจัยสำคัญ ก็ขอให้ หน่วยงานของกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เข้าไปดำเนินการให้ด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๓ ก็เป็นพื้นที่ของอำเภอบ่อไร่ที่พี่น้องประชาชนคนทำมาค้าขาย และทั้งหน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็อยากที่จะให้มีการเปิดด่านชายแดนที่บริเวณ บ้านมะม่วงหรือว่าเนิน ๔๐๐ ให้กลับมาเปิดเต็มรูปแบบเหมือนก่อนที่จะมีสถานการณ์ โควิด-๑๙ (COVID-19) ระบาด ก็เพื่อที่จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซามาเป็นเวลานาน ให้กับพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะคนในพื้นที่อำเภอบ่อไร่ได้ทำมาค้าขายเป็นการฟื้นฟู เศรษฐกิจด้วยครับ ขอขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณสุทา ตามด้วยท่านดอกเตอร์มหานิยม เวชกามา ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม สุทา ประทีป ณ ถลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต เขต ๑ พรรคพลังประชารัฐ จะขอหารือประธานผ่านไปยังกระทรวงมหาดไทยและกรมที่ดินครับ ด้วยจังหวัดภูเก็ต ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากการออกกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ และประกาศบังคับใช้ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๗ กฎกระทรวงดังกล่าวที่ได้ออกมาสืบเนื่องมาจากมีการทุจริตการออก โฉนดที่ดินในพื้นที่เกาะกะทะ จังหวัดภูเก็ต เป็นเหตุให้เกิดการออกกฎกระทรวงดังกล่าว การออกกฎกระทรวงดังกล่าวทำให้คนภูเก็ตเสียสิทธิ ขาดความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญ เปรียบเทียบได้ว่าตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๕๙ ทวิ คนที่ครอบครองที่ดิน ตามประมวลกฎหมายที่ดินสามารถออกโฉนดที่ดินได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๕๙ แต่คนจังหวัดภูเก็ตกลับเสียสิทธิออกไม่ได้ นั่นคือความเสมอภาคในการบังคับใช้กฎหมาย และกรณีดังกล่าวในการเดินสำรวจออกโฉนดตามมาตรา ๕๘ ทวิ จังหวัดภูเก็ตไม่เคยได้รับ การประกาศเดินสำรวจอันสืบเนื่องมาจากกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ นี้เอง ฉะนั้นคนจังหวัด ภูเก็ต ไม่ใช่แต่จังหวัดภูเก็ตอย่างเดียวได้รับความเดือดร้อน เกาะสมุย เกาะลันตา เกาะช้าง ก็เสียสิทธิ ซึ่งทำให้คนจังหวัดภูเก็ตไม่สามารถนำที่ดินมาออกโฉนดเพื่อพัฒนา อันเป็นรายได้ ของประเทศ ทำให้เราเสียการพัฒนาไปด้วย เสียโอกาส คนภูเก็ตนี่เสียโอกาส แล้วปัญหา ต่าง ๆ นี้ยังสะสมมาตลอด คนภูเก็ตก็รอโอกาสตรงนี้เพื่อจะให้คนภูเก็ตได้รับโอกาสเหมือนกับ คนพังงา คนเชียงใหม่ ก็ขอให้ทางกระทรวงมหาดไทยหารือกับกรมที่ดินเพื่อแก้ไขกฎกระทรวง ดังกล่าวให้ถูกต้อง ให้คนภูเก็ตได้สิทธิตามรัฐธรรมนูญด้วย ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านนิยม ตามด้วยท่านจีรเดช ศรีวิราช เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ผมขอหารือท่านประธานสภาไปถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ท่ามกลางที่น้ำมันแพง ข้าวของแพง ประชาชนเดือดร้อนทั้งแผ่นดิน ตำรวจเห็นแก่ตัวกลับมีความเห็นว่าต้องขอออก หมายจับประชาชนเพราะมีความผิด พ.ร.บ. จราจร นี่คือเป็นประเด็นว่าท่ามกลางแบบนี้ แล้วท่านจะไปหาเงินหาทองจากประชาชนได้อย่างไร เพราะเงินค่าปรับนี้เป็นที่รู้กัน ทั้งประเทศว่าเป็นเงินรายได้ของตำรวจ ๙๕ เปอร์เซ็นต์ เข้าหลวงเพียง ๕ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น ขอให้เปลี่ยนจิตใจใหม่เสีย หากินกับยาบ้าและบ่อนเถื่อนก็พอแรงแล้วครับ🔗
อันที่ ๒ คือไปถึงสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ และสำนักพุทธ ว่าวัดทุกวันนี้ลำบาก สร้างมา ๖๐ ๗๐ ปียังไม่มีเอกสารสิทธิ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัดพุทธไสยาราม วัดศิริพัฒนาราม อำเภอเมืองสกลนคร สร้างอุโบสถเสร็จยังฝังลูกนิมิตไม่ได้ คือวิสุงคามสีมา ไม่ได้ เพราะ สคทช. คือสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ อ่านภาพถ่ายดาวเทียม มาแล้ว ๖ เดือนยังไม่ออก ต่อมาคือวัดบ้านโคกกลางซึ่งเป็นวัดเดียวที่อยู่ท่ามกลางหมู่บ้าน แล้ววันนี้สร้างอุโบสถเสร็จเหมือนกันขอวิสุงคามสีมาไม่ได้เพราะไม่มีเอกสารสิทธิ ประชุม วันก่อนบอกว่าวัดไม่ได้หรอกอยู่ในเขตป่าสงวน อุทยานอะไร นี่ล่ะคือสำนักงาน สคทช. ต้องไปจัดการ ท่านประธานครับ ก็ฝากถึงอีกหลายวัดซึ่งขอโอกาสหน้า เวลาหมดครับ🔗
ไปทีละ ๒ ๓ วัด ก็ได้นะครับ ต่อไปท่านจีรเดช ตามด้วยท่านวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายจีรเดช ศรีวิราช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพะเยา เขต ๓ พรรคเศรษฐกิจไทย ท่านประธานครับ เมื่อวานนี้ได้มีคณะตัวแทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ทำหนังสือ คัดค้านร่างพระราชบัญญัติเข้าชื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นมามอบ ให้กับท่าน ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจไทย ได้ช่วยประสานในการ แก้ไขปัญหา🔗
ผมเองในฐานะอดีตผู้บริหารท้องถิ่น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องนำเรื่องนี้มาพูดในสภาเพื่อสะท้อนปัญหาไปยังคณะกรรมาธิการ ที่กำลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้ ท่านประธานครับ ประเด็นสำคัญของกฎหมายฉบับนี้อยู่ที่ มาตรา ๘ ที่บัญญัติไว้ให้ผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งจำนวน ๑ ใน ๑๐ หรือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์เข้าชื่อกัน แล้วส่งไปให้ผู้กำกับดูแลท้องถิ่น หรือพูดง่าย ๆ คือผู้ว่า นายอำเภอ ต้องตั้งคณะกรรมการ สอบสวนเพื่อถอดถอนให้พ้นจากตำแหน่งหรือให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ หากเป็นเช่นนี้โครงสร้าง ความวุ่นวายและไม่เป็นธรรมให้กับผู้นำท้องถิ่นเป็นอย่างมาก เพราะจะเป็นช่องทางที่จะ ทำให้โอกาสกลั่นแกล้งกันได้ง่าย ลองนึกภาพดูครับว่าในตำบลหนึ่งมีผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ๓,๐๐๐ คน มาเข้าชื่อกันเพียง ๓๐๐ คนก็ยื่นให้สอบสวนเพื่อถอดถอนผู้บริหารได้ หรือหมู่บ้านหนึ่งมาใช้สิทธิ ๒๐๐ คน ก็เข้าชื่อกันแค่ ๒๐ คน ก็สามารถยื่นสอบสวน เพื่อถอดถอนสมาชิกได้ หากสร้างกฎเกณฑ์กันแบบนี้พี่น้องท้องถิ่นจะอยู่กันอย่างไร จะมี ผู้นำท้องถิ่นสักกี่แห่งที่ไม่ถูกสอบสวน อย่าให้ร่างกฎหมายที่อัปยศอดสูเข้าสู่การพิจารณา ของสภาอย่างเด็ดขาดนะครับ ขอฝากไปยังรัฐบาลซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน คณะกรรมาธิการต้องปรับปรุงแก้ไขในเรื่องนี้เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับ ผู้นำท้องถิ่น และเป็นไปตามแนวทางประชาธิปไตย อย่างน้อยจะสอบสวนถอดถอนใคร ควรเข้าชื่อให้เท่ากับจำนวนคนที่เขาเลือกเข้ามา ขอฝากคณะกรรมาธิการได้โปรดพิจารณา อย่างรอบคอบด้วย ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านวิสุทธิ์ครับ ตามด้วยท่านศาสตราจารย์ โกวิทย์ พวงงาม นะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพะเยา พรรคเพื่อไทย วันนี้ขอหารือท่านประธาน ไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ปัญหาที่ท่านนายกรัฐมนตรีไปเชียงใหม่เมื่อวานนี้ครับ ผมเองในฐานะ คนภาคเหนือดีใจติดตามข่าวท่านตลอด แต่ขณะที่ดูข่าวท่านไม่ได้ถามชาวบ้านสักนิดว่า เขาเดือดร้อนอะไรบ้าง มีแต่ท่านพูดท่านจะขับรถพาคนนั้นคนนี้เดินทางไปสู่ความสำเร็จ ผมคนหนึ่งไม่นั่งรถโดยสารท่านเพราะท่านซื้อใบขับขี่มา สิ่งสำคัญวันนี้ภาคเหนือเดือดร้อน เรื่องลำไย ท่านประธานครับ หลายปีที่ผ่านมาต้นฤดูกาลอย่างนี้นะครับ ทางภาคเหนือทั้งหมด ลำไยกำลังออกสู่ตลาดราคาก็ประมาณ ๒๗ บาท ๒๘ บาท เอเอ (AA) นะครับ ส่วน เอ (A) เดียว ก็ลดราคาไปตามนั้น แต่ ๒ ปีมาแล้วที่ราคาลำไยตกต่ำ ปีที่แล้วก็มีคนไปรับปากเยอะแยะ โดยรัฐบาลนี้ละครับ ไปบอกว่าจะชดเชยให้ไร่ละ ๒,๐๐๐ บาท ผ่านมาปีเศษแล้วไม่ขยับ ไปที่ไหน แล้วปีนี้ลำไยต้นฤดูกาลออกมาแค่ ๑๕ บาท เอเอ (AA) นะครับท่านประธาน ต้นฤดูปกติ ๒๘ บาท ปีนี้ ๑๕ บาท กลางฤดูคงจะเหลือ ๖-๗ บาท จะอยู่อย่างไร ปุ๋ยแพง เหมือนท่านสมคิดพูดไปเมื่อสักครู่ ราคาขึ้นมา ๓-๔ เท่า เศรษฐกิจด้านอื่นขึ้นราคาหมด ไม่ว่าแก๊ส ไม่ว่าน้ำมัน ทุกเรื่องขึ้นราคาหมด แต่สินค้าเกษตรราคาตกต่ำรัฐบาลนี้ไม่พูด สักแอะนะครับ ผมรอฟังมานั่งในสภาทุกวันว่าท่านจะพูดจะแก้ไขปัญหาเรื่องเหล่านี้อย่างไร ก็ดูผู้บริหารประเทศชาติบ้านเมืองเหล่านี้ไม่ได้พูดถึง ไม่ได้สนใจพี่น้องเกษตรกรชาวสวนลำไย บ้านผมเลย ดังนั้นผมก็มีหน้าที่มาทวงถามให้ ท่านประธานรีบทำหนังสือโดยเร่งด่วนจะต้องมี คำตอบโดยเร็วอย่าให้ประชาชนเขาเดือดร้อนหนักหนาสาหัสไปยิ่งกว่านี้ ขอขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญศาสตราจารย์โกวิทย์ ตามด้วยท่านพรเทพ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ครับ🔗
กราบเรียนท่าน ประธานสภาที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท วันนี้ผมมีเรื่องหารือท่านประธาน ๑ เรื่องครับ🔗
สืบเนื่องจากผมได้รับ การร้องเรียนผ่านหัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท ท่านชัชวาลล์ คงอุดม ที่ร้องเรียนถึงเรื่อง เกี่ยวกับขอให้กรมทางหลวงได้เร่งรัดก่อสร้างสะพานลอยหน้าโครงการหมู่บ้านพฤกษาวิลล์ ๔๔ ติดกับถนนบรมราชชนนี อยู่ในช่วงตำบลบางเตย อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม บนถนนสายนี้รถยนต์จะวิ่งเร็ว มีทั้งรถบรรทุก แล้วก็มีการเกิดอุบัติเหตุตลอดเวลาในช่วงตลอดปีที่ผ่านมา เพราะผู้อยู่อาศัย ที่หมู่บ้านพฤกษาวิลล์มีจำนวนเกือบ ๒,๐๐๐ กว่ารายนะครับ ๕๐๐ กว่าครัวเรือน แล้วก็ พี่น้องที่สัญจรไปมาทางนครปฐมและก็มากรุงเทพมหานครทำให้ที่นี่เมื่อไม่มีสะพานลอย ที่จะไปติดต่อส่วนราชการก็ดี ไปติดต่อโรงเรียน ทั้งประชาชนทั่วไป เด็กนักเรียนที่จะไปทำธุระ หรือไปในกิจการต่าง ๆ ผมคิดว่าตรงจุดนี้ล่ะยังมีปัญหา จึงขอให้ท่านประธานผ่านไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนะครับ โดยเฉพาะกรมทางหลวงช่วยอนุเคราะห์ก่อสร้างสะพานลอย ให้พี่น้องประชาชนได้สัญจรไปมาอย่างสะดวกเพื่อรักษาความสงบแล้วก็ความปลอดภัย บนท้องถนนในช่วงที่กระผมได้ร้องเรียนต่อท่านประธานผ่านไปยังกรมทางหลวงให้ก่อสร้าง สะพานโดยเร่งด่วนด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านพรเทพครับ ตามด้วยท่านอดิพงษ์ ฐิติพิทยา ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายพรเทพ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒ จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ พรรคเพื่อไทย ผมขอแจ้งปัญหาความเดือดร้อนและความต้องการที่จะ พัฒนาของชาวประจวบคีรีขันธ์กับกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ๔ เรื่อง ดังนี้🔗
เรื่องที่ ๑ ปัญหาถนนแคบและไฟแสงสว่างข้างทางไม่สว่างบริเวณบ้านหนองหอย อำเภอปราณบุรี ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔ กิโลเมตรที่ ๒๓๓ ถึง ๒๓๗ ทำให้เกิดปัญหา อุบัติเหตุและชาวบ้านผู้ใช้รถใช้ถนนเป็นอันมาก จึงขอให้กรมทางหลวงเร่งปรับปรุงขยายถนน และติดตั้งไฟแสงสว่างครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ปัญหาไฟฟ้าแสงสว่างไม่สว่างครับ สภาพปัจจุบันถนนเส้นนี้ เป็นของกรมทางหลวงครับ เป็นแค่ไฟนีออนอยู่บนทางหลวงหมายเลข ๔ บริเวณสี่แยก ปราณบุรีไปทางตลาดเก่าอำเภอปราณบุรีครับ จุดตรงนี้มีปัญหาอุบัติเหตุบ่อยครั้งจึงขอให้ กรมทางหลวงปรับปรุงติดตั้งไฟแสงสว่างมาตรฐานให้เป็นของกรมทางหลวงคือให้สว่าง ไม่ใช่ มาตรฐานของท้องถิ่นครับ🔗
เรื่องที่ ๓ ปัญหาอุบัติเหตุบริเวณสามแยกทางเข้าโครงการชลประทาน ปราณบุรีหลักกิโลเมตรที่ ๒๔๓ ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔ ชาวบ้านมีความต้องการ ไฟเขียวไฟแดงหรือสัญลักษณ์ป้องกันอุบัติเหตุขยายเกาะกลางถนนให้กว้างขึ้นก็ได้ครับ หรือควรสร้างสะพานลอยรถข้ามทางหลวงครับ ขอให้กรมทางหลวงแก้ไขปัญหาด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๔ ขอให้ติดตั้งไฟเขียว ไฟแดง เพื่อลดอุบัติเหตุบริเวณสามแยก วัดหนองขอน บนทางหลวงหมายเลข ๓๒๑๘ อำเภอหัวหิน ฝากกรมทางหลวงแก้ไขพัฒนา ให้ชาวบ้านด้วยครับ🔗
สุดท้ายครับชาวบ้านชาวปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และผู้ใช้ถนน ขอขอบคุณกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ที่ได้ติดตั้งเสาไฟสูงไฮแมสต์ (High Mast) ณ เกาะกลางถนนบริเวณเทศบาลตำบลปราณบุรีให้ประชาชนได้ใช้ครับ กราบขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านอดิพงษ์ ตามด้วยท่านปดิพัทธ์ สันติภาดา🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอดิพงษ์ ฐิติพิทยา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ เขตเลือกตั้งที่ ๕ อำเภอกระสัง อำเภอพลับพลาชัย อำเภอห้วยราช และตำบลไพศาลของอำเภอประโคนชัย พรรคภูมิใจไทย กระผมขออนุญาตปรึกษาหารือเรื่องความเดือดร้อนของประชาชน ใน ๒ ประเด็น ดังต่อไปนี้ครับ🔗
๑. เรื่องบูรณปฏิสังขรณ์เตาเผาศพ เนื่องด้วยได้รับแจ้งจากท่านเจ้าคุณ พระสุนทรธรรมเมธี ดอกเตอร์ รองเจ้าคณะจังหวัดบุรีรัมย์ เจ้าอาวาสวัดท่าสว่าง อำเภอ กระสัง ว่าปัจจุบันนี้เมรุวัดท่าสว่างชำรุดทรุดโทรมมาก เนื่องจากใช้งานมาเป็นเวลานาน ไม่ได้รับการบูรณะซ่อมแซมเลย ซึ่งในช่วงวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) เมรุได้ถูกใช้งาน อย่างหนัก เกรงว่าหากไม่ได้รับการบูรณะเตาเผาจะพังเสียก่อน จึงขอนำเรียนไปยังสำนักงาน พระพุทธศาสนา กรมการศาสนา ขอรับงบประมาณสนับสนุนบูรณปฏิสังขรณ์ติดตั้ง เตาเผาศพแบบปลอดมลพิษเมรุวัดท่าสว่าง และฝากตรวจสอบเมรุวัดต่าง ๆ ทั่วทั้งประเทศว่า อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้หรือไม่ เนื่องจากช่วงวิกฤติโควิด (COVID) มีข่าวว่าเมรุเผาศพระเบิด อยู่บ่อยครั้งครับ🔗
๒. ปัญหาความเดือดร้อนเรื่องโฉนดที่ทำกิน ด้วยได้รับแจ้งจากนายแดง อนันรัมย์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลตาเสา อำเภอห้วยราช จังหวัดบุรีรัมย์ ว่าพ่อแม่ พี่น้องชาวอำเภอห้วยราชได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากตำบลตาเสา ตำบลห้วยราช ตำบล ห้วยราชา และตำบลอื่น ๆ ในเขตอำเภอห้วยราชขึ้นอยู่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ต่อมาเมื่อมีการแยกเป็นอำเภอห้วยราชแล้ว ข้อมูลโฉนดที่ดินในระบบสารสนเทศของ กรมที่ดินยังไม่ได้มีการปรับปรุงแก้ไขระวางที่ดินให้อยู่ในเขตอำเภอห้วยราช ทำให้พ่อแม่ พี่น้องที่จะต้องนำโฉนดที่ดินที่ทำกินไปขึ้นทะเบียนเกษตรกรและประกันรายได้ไม่สามารถ ทำได้ เพราะระวางที่ดินยังอยู่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริง จึงขอนำเรียนไปยังกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้กับพ่อแม่พี่น้อง ที่ได้รับความเดือดร้อนด้วย กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านปดิพัทธ์ ตามด้วยท่านอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ปดิพัทธ์ สันติภาดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดพิษณุโลก เขต ๑ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ เรื่องที่ชาวพิษณุโลกต้องเผชิญชะตากรรมตลอดเวลาทุกปีก็คือเรื่องของ แม่น้ำน่าน เพราะว่าตอนนี้เราไม่สามารถที่จะเก็บน้ำที่ตกท้ายเขื่อนนเรศวรได้ทำให้เรา ต้องปล่อยปริมาณน้ำโดยที่ไม่สามารถเอามาใช้งานได้ลงมาที่ภาคกลางเสมอ มันก็เลยเกิด ภัยแล้งซ้ำซาก ทัศนียภาพในเมืองโดยเฉพาะในช่วงของพระราชวังจันทน์ แล้วก็วัดหลวงพ่อ พุทธชินราชก็ทรุดโทรมไม่สวยงาม ร้านค้า แพอาหาร แหล่งท่องเที่ยวกีฬาทางน้ำก็ทำไม่ได้ อย่างดีนะครับ ในเมืองน้ำประปาขุ่นแดงเพราะว่าตะกอนเยอะ แล้วก็ตอนนี้ตลิ่งทรุดพัง เป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้นตอนนี้ทางกรมชลประทานแล้วก็อีกหลายภาคส่วนเห็นตรงกัน แล้วก็มีข้อสั่งการของคณะรัฐมนตรีตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ ให้มีการศึกษาที่จะทำเขื่อนท้ายเมือง เพื่อจะสามารถรักษาระดับน้ำของแม่น้ำได้ ทีนี้ท่านประธานครับ ตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ เป็นต้นมา เรื่องนี้กรมชลประทานก็ตั้งหลักที่จะศึกษาอยู่แล้ว และถ้าเราสามารถมีเขื่อนท้ายเมืองได้ เราจะสามารถแก้ปัญหาตอนต้นที่ผมได้เรียนกับท่านประธานไว้ได้ แต่ปรากฏว่าในวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๖๔ ปรากฏว่ามีการประชุมที่จังหวัดพิษณุโลกในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ปรากฏว่าไม่มีงบประมาณในการศึกษาบรรจุอยู่ ท่านประธานครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่จำเป็น สำหรับชาวพิษณุโลกมากนะครับ แน่นอนโครงการขนาดใหญ่อาจจะมีข้อดีหรือข้อเสีย แต่เราต้องการการศึกษาที่รอบคอบ แล้วถ้ายังไม่ตั้งต้นศึกษาตั้งแต่ปีนี้ชาวพิษณุโลกก็จะเจอ ปัญหาน้ำแล้ง น้ำประปาขุ่นแดง ตลิ่งพังไม่รู้จบ เพราะฉะนั้นผมอยากให้กรรมาธิการ งบประมาณปีนี้หรือสำนักงบประมาณได้พิจารณานำงบประมาณก้อนนี้กลับมาด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านอาสพลธ์ท่านสุดท้าย เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย วันนี้ผมมีเรื่องหารือเกี่ยวกับปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ในเขตเลือกตั้ง ดังนี้ครับ🔗
เรื่องที่ ๑ ผมได้รับการร้องเรียนจากท่านสำราญ ชัยภา นายกองค์การบริหาร ส่วนตำบลหนองห้าง และพี่น้องชาวบ้านหนองห้าง เกี่ยวกับผลกระทบจากการดำเนินการ ก่อสร้างถนน ๔ เลน (Lane) ถนนทางหลวงหมายเลข ๒๒๖ ช่วงบ้านหนองห้าง ตำบล หนองห้าง อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ เนื่องจากระดับถนนสูงกว่าระดับทางเข้า หมู่บ้าน เมื่อเวลาฝนตกน้ำจากถนนจะไหลท่วมเข้าไปในหมู่บ้านซึ่งส่งผลกระทบเป็นอย่างมาก กับพี่น้องจำนวนหลายร้อยหลังคาเรือน จึงขอฝากท่านประธานผ่านไปยังอธิบดีกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ช่วยพิจารณาดำเนินการก่อสร้างท่อระบายน้ำพร้อมบ่อพักและระบบ ระบายน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องบ้านหนองห้างโดยเร่งด่วนด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ผมได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องชาวนาอำเภออุทุมพรพิสัย ห้วยทับทัน เมืองจันทร์และปรางค์กู่ ช่วงนี้เป็นช่วงทำนาครับ แต่เกิดปรากฏการณ์ฝนทิ้งช่วง ในพื้นที่ ๔ อำเภอดังกล่าวของจังหวัดศรีสะเกษ วันนี้ข้าวใกล้ตายแล้วครับ ผมก็เลยขออาศัย เวทีสภาแห่งนี้กราบเรียนท่านประธานสภาผ่านไปยังอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยเร่งดำเนินการทำฝนเทียมเพื่อช่วยเหลือพี่น้องชาวนา โดยเร่งด่วนด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๓ ก็คือสืบเนื่องจากสถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ส่งผลให้เกิดภาวะปุ๋ยขาดแคลนและมีราคาแพงมาก รวมทั้งน้ำมันดีเซลราคาเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ปัจจัยการผลิตของพี่น้องชาวนาพุ่งสูงเป็นอย่างมาก ผมจึงขอฝากท่านประธานสภา ผ่านไปยังนายกรัฐมนตรี ปีนี้หากเป็นไปได้ช่วยพิจารณาเพิ่มปัจจัยการผลิตจากไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท จำนวนไม่เกิน ๒๐ ไร่ เป็นไร่ละ ๑,๕๐๐ บาท จำนวนไม่เกิน ๒๐ ไร่ เพื่อพี่น้อง ชาวนาด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ เรียนท่านสมาชิกครับ การปรึกษาหารือของท่านสมาชิกก็จบนะครับ🔗
ขณะนี้มี ท่านสมาชิกมาร่วมประชุม ๒๙๑ ท่าน ถือว่าครบองค์ประชุมนะครับ ผมขอเปิดการประชุม และดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระนะครับ🔗
เรียนท่านสมาชิกครับ ก่อนที่จะมีการถาม ตอบกระทู้ ตามระเบียบวาระ กระทู้ถามนะครับ ผมขอเรียนให้ที่ประชุมทราบว่าสำหรับการพิจารณากระทู้ถามแยกเฉพาะ ได้ไปดำเนินการถามและตอบในห้องกระทู้ถามแยกเฉพาะ คือเป็นห้องกระทู้ถามบริเวณ ชั้น ๑ ควบคู่กันไปกับการพิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจาและกระทู้ถามทั่วไป ตั้งแต่บัดนี้ เป็นต้นไปนะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม🔗
๑.๑ กระทู้ถามสดด้วยวาจา🔗
๑.๑.๑ กระทู้ถาม ที่ ๑๘๔ ส. (นายรังสิมันต์ โรม เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วย ว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้ตอบ🔗
ด้วยสำนัก เลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งว่ากระทู้ถามเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว มีบัญชามอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม คือ พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน ตอนนี้ท่านรัฐมนตรีชัยชาญก็เตรียมพร้อมแล้วนะครับ เชิญท่าน รังสิมันต์ โรม ถามนะครับ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธาน ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ก็ขอบคุณท่านรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมที่มาตอบแทนท่านนายกรัฐมนตรี ผมก็ตระหนักดีว่าตัวท่าน นายกรัฐมนตรีได้รักษามาตรฐานที่ทำเอาไว้เป็นอย่างดี คือการไม่กล้ามาเผชิญหน้ากับ ความจริงจากปากของสมาชิก ซึ่งเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน จริง ๆ ท่านประธานครับ ถ้าท่านนายกไม่กล้าเผชิญหน้ากับสภาขนาดนี้ ไม่ไหวก็ไม่ต้องฝืนครับ อยู่บ้านเฉย ๆ ดีกว่า🔗
ท่านรังสิมันต์ โรม ถามเข้าประเด็นปัญหาที่ท่านจะถามครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธาน ท่านประธานครับ สำหรับประเด็นวันนี้คือการที่ท่านนายกรัฐมนตรียังคงประกาศสถานการณ์ ฉุกเฉิน ซึ่งการประกาศใช้ดังกล่าวท่านก็อ้างว่าสืบเนื่องมาจากสถานการณ์โควิด (COVID) ที่มีการประกาศใช้มาแล้ว ๒ ปี ประกาศต่ออายุขยายระยะเวลามาแล้วถึง ๑๘ ครั้ง จนเขา นึกกันแล้วว่ากฎหมายดังกล่าวไม่ใช่กฎหมายพิเศษ เป็นกฎหมายปกติที่ใช้อยู่ในชีวิต ประจำวัน ที่ผ่านมาครับท่านประธาน มีหลายฝ่ายก็ตั้งคำถามว่าการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ดังกล่าวอาจจะกระทบต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของพี่น้องประชาชนที่เขาใช้สิทธิ ทางการเมืองผ่านการแสดงออกตามท้องถนน ซึ่งท่านประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินท่านก็อ้างว่า เพราะมีโรคระบาดเกิดขึ้น แต่ในความเป็นจริงในหลาย ๆ ครั้งที่มีการชุมนุมทางการเมือง ที่เห็นต่างกับท่าน ย้ำนะครับว่าเห็นต่างกับท่าน ก็จะมีการดำเนินคดีกับกลุ่มคนเหล่านี้ ที่ผ่านมาท่านก็จะอ้างว่าการชุมนุมอาจจะเป็นสาเหตุของการระบาดโรคโควิด (COVID) แต่ผมก็ไม่เคยได้รับรายงานหรือเห็นข่าวใด ๆ ว่าการชุมนุมทางการเมืองครั้งไหนที่เป็นสาเหตุ ของการแพร่กระจายโรคระบาดโควิด (COVID) แม้แต่ครั้งเดียว แต่นั่นล่ะครับ แม้จะไม่มี หลักฐาน แต่ท่านก็ยังคงบังคับใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินกับคนที่เห็นต่างทางการเมืองอย่างเข้มข้น และแม้วันนี้สถานการณ์ของโควิด (COVID) ก็ได้คลี่คลายลงไป การบังคับใช้อย่างเช่นให้มี การสวมหน้ากากอนามัยก็ไม่เข้มข้นเท่าเดิม คำถามครับ🔗
ข้อแรก ผมอยากจะขอข้อมูลจากท่านรัฐมนตรีว่าตั้งแต่มีการชุมนุมทาง การเมืองมา การชุมนุมทางการเมืองครั้งไหนที่เป็นสาเหตุของการระบาดโควิด (COVID) บ้าง🔗
ข้อ ๒ ในเมื่อวันนี้โควิด (COVID) เป็นโรคประจำถิ่น รัฐบาลมีความจำเป็น อะไรที่ยังคงต้องมีการประกาศใช้สถานการณ์ฉุกเฉินตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉินต่อไป ทำไมไม่ใช้ พ.ร.บ. โรคติดต่อ🔗
ข้อ ๓ ถ้า พ.ร.บ. โรคติดต่อมันไม่เพียงพอ ทำไมท่านไม่แก้ไข พ.ร.บ. โรคติดต่อ ให้มันเท่าทันกับสถานการณ์ปัจจุบัน ท่านประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินมาแล้ว ๒ ปี ระยะ ๒ ปีนี้ แก้ไข พ.ร.บ. โรคติดต่อให้มีคุณภาพ รับมือกับสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ ทำไมท่านไม่ทำ🔗
ข้อ ๔ ท่านรัฐมนตรีช่วยตอบมาชัด ๆ ได้ไหมครับว่าเมื่อไรถึงจะมีการยุติ การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแล้วใช้กฎหมายปกติเสียที ถ้าท่านไม่มีความคิดที่จะเลิก การใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินก็ช่วยตอบให้ประชาชนเขาได้ฟังได้ยินหน่อยว่าท่านจะใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ตราบชั่วฟ้าดินสลาย ประชาชนเขาจะได้ตัดสินท่านจากสิ่งที่ท่านทำ จบคำถามรอบที่ ๑ ครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านรัฐมนตรีชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมตอบครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผม พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ได้รับมอบหมายจาก ท่านนายกรัฐมนตรีให้มาตอบกระทู้ถามของท่านสมาชิกในวันนี้ครับ ก่อนอื่นต้องขออนุญาต กราบเรียนอีกครั้งนะครับ สำหรับท่านสมาชิกว่าในการที่รัฐบาลได้ประกาศพระราชกำหนด สถานการณ์ฉุกเฉิน วัตถุประสงค์หลักนั้นก็คือในเรื่องของการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ โควิด-๑๙ (COVID-19) ซึ่งถือว่าเป็นโรคอุบัติใหม่แล้วก็ยังไม่เคยเกิดขึ้นแม้ในโลกนี้ก็ตาม เพราะฉะนั้นการที่จะแก้ไขปัญหาที่ไม่ให้โรคระบาดโควิด-๑๙ (COVID-19) นั้นแพร่กระจาย หรือสร้างผลกระทบไปสู่วงกว้าง การดำเนินการนั้นวัตถุประสงค์ก็เพื่อให้การแก้ไขปัญหานั้น มีการบูรณาการการทำงานร่วมกันในทุกส่วนงานได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในหน่วยงานสาธารณสุขและหน่วยงานด้านอื่น ๆ🔗
จากการประกาศพระราชกำหนดได้มีการจัดตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์ การแพร่ระบาดโรคติดต่อไวรัสโควิค-๑๙ (Virus COVID-19) ขึ้น ซึ่งมีท่านนายกรัฐมนตรี เป็นประธานแล้วก็มีผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง มีกระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญกับ ทางด้านสาธารณสุขเป็นสำคัญ รวมทั้งได้มีที่ปรึกษา มีผู้ทรงคุณวุฒิทางการแพทย์ มีคุณหมอ ที่มีความรู้ความสามารถในการที่จะกำหนดมาตรการในการแก้ไขปัญหาเพื่อลดการแพร่ ระบาด ทำอย่างไรที่จะควบคุมไม่ให้แพร่ระบาดเป็นวงกว้าง พร้อมกับพิจารณาในเรื่องของ มาตรการอื่น ๆ เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องสังคมไปด้วยกันนะครับ🔗
ขออนุญาตกราบเรียนว่าในการดำเนินการ ผมขออนุญาตใช้คำย่อว่า ศบค. นั้น ก็ได้มีการพัฒนาการประชุมหารือ การพิจารณามาตามลำดับนะครับ ก็สามารถที่จะแก้ไข สถานการณ์ได้ ท่านประธานสภา ท่านสมาชิกก็คงทราบดีว่าเราก็เป็นประเทศหนึ่งที่องค์การ อนามัยโลกหรือประเทศอื่น ๆ นั้นได้เห็นถึงการปฏิบัติของประเทศไทยในการที่จะควบคุม การแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ซึ่งปัจจุบันนี้ก็กล่าวได้ว่าได้มีการดำเนินการ จนสถานการณ์นั้นคลี่คลายลงไปในหลายส่วนแล้วนะครับ🔗
ในการเฝ้าระวังการติดตามนั้นต้องขออนุญาตกราบเรียนว่าในปัจจุบันนั้น คงทราบดีว่าการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) นั้นก็ยังคงมีอยู่ แล้วปัจจุบันนี้ก็มี สายพันธุ์โอมิครอน (Omicron) โดยเฉพาะบีเอ.๔ (BA.4) หรือบีเอ.๕ (BA.5) ซึ่งตรงนี้ ทางฝ่ายแพทย์ ฝ่ายสาธารณสุขก็ได้มีการจับตาติดตามว่าสายพันธุ์นี้จะมีผลในเรื่อง ความรุนแรงของโรคหรือไม่ อย่างไร ซึ่งตรงนี้ในประเทศต่าง ๆ ก็ได้มีการพบกันมากขึ้น ในประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน ฝ่ายสาธารณสุขเองก็ยังมีความกังวลว่าหากจะเกิดการแพร่ระบาด ขึ้นมาอีกเป็นกลุ่มก้อน เป็นคลัสเตอร์ (Cluster) ที่ผ่านมาก็จะทำให้สถานการณ์ต่าง ๆ นั้น ควบคุมยากขึ้น เพราะฉะนั้นก็ต้องมีความรวดเร็ว ต้องมีการบูรณาการทุกส่วนงาน ไม่ว่าจะ เรื่องของด้านแพทย์ก็ตาม เรื่องของเศรษฐกิจก็ตาม ซึ่งจะพัฒนาควบคู่กันไป ขออนุญาตกราบ เรียนว่าในเหตุผลที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในการประชุม ศบค. ที่ผ่านมาจนถึง สิ้นเดือนหน้านี้ ก็เรียนว่าเป็นข้อเสนอเป็นการประชุมของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าเราจะ ทำอย่างไรถึงจะให้มีมาตรการต่าง ๆ ที่พร้อมจะควบคุมสถานการณ์ให้ได้ เมื่อสถานการณ์ คลี่คลายลงไป ก็คงจะต้องมีการพิจารณาว่าจะดำเนินการและทำอย่างไรต่อไป เดี๋ยวผมจะตอบคำถามใน ๔ คำถามย่อยของท่านสมาชิก ผมก็อยากเรียนเน้นย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า เรื่องของการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนั้นมิได้มีความมุ่งหมายประสงค์ที่จะไปควบคุม เรื่องของการแสดงออกอะไรทางการเมืองก็ตาม ความมุ่งหมายหลักสำคัญก็คือว่าการที่จะ แก้ไขปัญหาสถานการณ์โควิด (COVID) ได้อย่างรวดเร็วให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด แล้วก็ การเตรียมความพร้อมสำหรับประเทศที่จะเปลี่ยนผ่านไปสู่ชีวิตใหม่ นิวนอร์มัล (New Normal) หรือประกาศเป็นโรคประจำถิ่นในอนาคตต่อไป ขออนุญาตกราบเรียน คำถามของท่านสมาชิกใน ๔ คำถามย่อย🔗
ขออนุญาตเรียนคำถามแรกว่าท่านมีข้อมูลหรือไม่ที่ว่าการชุมนุมแล้ว จะนำไปสู่การติดเชื้อโควิค-๑๙ (COVID-19) ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าในประเด็นตรงนี้ ก็มีข้อมูลที่อาจจะปรากฏอยู่ในสื่อต่าง ๆ แต่ว่าการที่จะให้สาธารณสุขนั้นไปรวบรวมว่า ผู้ที่ติดโควิด (COVID) นั้นไปชุมนุมมาหรือไม่อย่างไรนั้น ผมคิดว่าตรงนี้ก็คงจะเป็นเรื่องที่ ค่อนข้างจะรวบรวมได้ยาก แต่ผมคิดว่าก็มีที่ไปชุมนุมหรือว่ามีการรวมกลุ่มกันแล้วทำให้เกิด ติดเชื้อกันขึ้นนะครับ🔗
ในประเด็นที่ ๒ ในเรื่องการที่จะแก้ไขปัญหา พ.ร.บ. โรคติดต่อหรือไม่ อย่างไร ก็กราบเรียนว่าตรงนี้กระทรวงสาธารณสุขเองก็ได้มีการพิจารณาในเรื่องของการไป พิจารณาในการที่จะเพิ่มเติมปรับปรุง พ.ร.บ. โรคติดต่อ เพราะว่าในช่วงที่ออกมานั้น ก็ยังไม่ได้มีการควบคุมไปถึงโรคอุบัติใหม่ที่เกิดขึ้น ตรงนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่กระทรวง สาธารณสุขเองก็ได้มีการนำไปพิจารณาหารือกันอยู่แล้ว🔗
เรื่องที่ว่าจะเลิกหรือไม่อย่างไร ต้องขออนุญาตกราบเรียนในขั้นต้นว่า ในเรื่องของการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนั้นก็จะดำเนินการ ตอนนี้ก็อยู่ในขั้นที่ ศบค. เอง ก็ได้มีการติดตามและประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ทั้งใน ประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการจะพิจารณายกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ก็อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของ ศบค. ซึ่งจะต้องคำนึงถึงสถานการณ์ด้านสาธารณสุข ด้านการแพทย์เป็นหลัก โดยเฉพาะการประกาศให้โควิด-๑๙ (COVID-19) นั้นเป็นโรคประจำถิ่น และโรคติดต่อทั่วไป แล้วเราก็สามารถที่จะนำกฎหมายโรคติดต่อมาบังคับใช้ได้อย่างมี ประสิทธิภาพเพื่อไม่ให้โควิด-๑๙ (COVID-19) นั้นได้กลับมาระบาดอีกครั้งหนึ่ง ก็เรียนว่า ตอนนี้ก็อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของ ศบค. ครับ🔗
คำถามที่ ๔ ท่านถามถึงเรื่องว่าจะยุติเมื่อไรอย่างไร ใช่ไหมครับ จะเลิก ประกาศใช้สถานการณ์ฉุกเฉินอย่างไร ก็ได้ตอบคำถามท่านสมาชิกแล้ว ครบถ้วนแล้วครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านรังสิมันต์ โรม ถามครั้งที่ ๒ เชิญครับ🔗
ท่านประธาน ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จริง ๆ ข้อชี้แจงหลายข้อของ ท่านรัฐมนตรีน่าสนใจครับ ผมอยากจะเริ่มต้นแบบนี้นะครับ🔗
เรื่องแรก ในเรื่องสาเหตุของการระบาดที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม ท่านก็ไม่ได้ ชี้ชัดว่าเป็นการชุมนุมครั้งไหนที่อาจจะเรียกว่าเป็นสาเหตุของการระบาด แต่ท่านก็พูด ในทำนองว่าอาจจะมีความเป็นไปได้ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวเนื่องกัน แต่ผมจะบอกให้ว่าการระบาด ที่เกิดขึ้นมันเกิดขึ้นตอนไหน อย่างเช่นท่านเอาพวกเขาไปขังครับ ท่านเอาพวกเขาไปขัง ในเรือนจำ นั่นล่ะครับระบาดกันเละเทะเลยครับ คือถ้าเกิดเขาชุมนุมกันด้านนอกการระบาด มันก็อาจจะไม่ได้มีความรุนแรงแบบที่เกิดขึ้นในเรือนจำเพราะเป็นพื้นที่ปิด🔗
ข้อที่ ๒ การที่เราจะแก้สถานการณ์โควิด (COVID) ผมคิดว่าบทเรียนของ ต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้วที่มีการเปิดประเทศต่าง ๆ สิ่งที่เขาทำคือเขาเอา ประชาชนเป็นศูนย์กลางครับ เขาดึงทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา ไม่ใช่เป็นการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินในการกดทับเพื่อให้ประชาชนไม่สามารถแสดงออกหรือเข้ามามีส่วนร่วมได้ ดังนั้นผมคิดว่า พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ณ วันนี้หมดความจำเป็นแล้ว ถ้าเรายิ่งพิจารณาต่อไปว่าตอนนี้ พื้นที่ทั่วประเทศเป็นสีเขียวหมดแล้ว วันพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันสำคัญอีกครั้งหนึ่งที่สถานการณ์ ของโควิด (COVID) จะลดความร้ายแรงลงไป เรากำลังเข้าสู่การเป็นโรคโควิด (COVID) แบบประจำถิ่น ดังนั้นการใช้สถานการณ์ฉุกเฉิน ตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉินแบบนี้มันมีความเหมาะสมหรือครับที่จะใช้ในการแก้ปัญหาโควิด (COVID) ต่อไป ท่านประธานครับ ในช่วงเวลาที่ผ่านมาก็มีการประกาศให้ ๗ พื้นที่ของ กรุงเทพมหานครสามารถที่จะชุมนุมทางการเมืองได้เป็นการประกาศโดยผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร ซึ่งการประกาศตรงนี้ก็เหมือนจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการที่จะเปิดพื้นที่ ให้มีการส่งเสียงเรียกร้องไปยังรัฐบาลได้ แต่ท่านประธานครับ การเปิดพื้นที่ดังกล่าวไม่ได้ หมายความว่าจะไม่มีการบังคับใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินในการดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมนะครับ มันเป็น กฎหมายคนละฉบับกัน รัฐบาลเจ้าหน้าที่ตำรวจยังสามารถดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมต่อไปได้ และมากไปกว่านั้นการเปิดพื้นที่ดังกล่าวก็จำกัดอยู่แค่เฉพาะในกรุงเทพมหานคร พี่น้อง ประชาชนคนอื่น ๆ ที่เขาได้รับความเดือดร้อนเขาอยากจะแสดงออกเขาแสดงออกไม่ได้ครับ เขาอยู่เชียงใหม่เขาไม่สามารถแสดงออกได้เพราะมันไม่มีพื้นที่ในลักษณะดังกล่าวที่มี เหมือนกับที่กรุงเทพมหานครมี ดังนั้นผมอยากจะถามท่านรัฐมนตรีตอบมาให้ชัด ๆ เลยว่า ตกลงแล้วเจตนารมณ์ของท่านในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินมันคืออะไร ท่านต้องการ ที่จะใช้ในการควบคุมโรคระบาด ถ้าท่านต้องการแบบนั้นทำไมตอนที่มีการชุมนุมทางการเมือง ท่านไม่ไปตั้งซุ้มในการคัดกรองล่ะครับ ทำไมท่านไม่ไปตรวจโควิด (COVID) กันตอนนั้น ทำไมท่านไม่ไปแจกเจล (Gel) แอลกอฮอล์ ทำไมท่านไม่แจกหน้ากาก ท่านสามารถใช้การชุมนุ ทางการเมืองของพี่น้องประชาชนในการช่วยส่งเสริมให้มีการควบคุมโรคระบาดได้ ทำไมท่าน ไม่ทำ มากไปกว่านั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไรครับ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเฉพาะการชุมนุมทางการเมือง ที่เป็นในลักษณะของการตำหนิพวกท่าน ด่าว่าพวกท่านถูกดำเนินคดีครับ กลุ่มคนบางสี ที่สีไปตรงกับวันจันทร์มักจะไม่โดนดำเนินคดีด้วย พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ผมพูดแบบนี้ไม่ได้ หมายความว่าเราต้องไปดำเนินคดีกับเขา แต่ถ้าคนกลุ่มนี้ได้รับประโยชน์ไม่ถูกดำเนินคดีด้วย พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เด็ก เยาวชน นักศึกษาที่เขาออกมาเรียกร้องต่อรัฐบาล ที่เขาออกมานำเสนอ ปัญหาที่มีต่อรัฐบาลเขาก็ไม่ควรที่จะถูกดำเนินคดีด้วย พ.ร.ก. ฉุกเฉินเช่นกัน ผมจึงอยาก จะถามท่านประธานผ่านไปทางท่านรัฐมนตรีว่าตกลงแล้วเจตนารมณ์ในการดำเนินคดี กับกลุ่มคนที่ออกมาชุมนุมทางการเมืองด้วย พ.ร.ก. ฉุกเฉินคืออะไร แล้วทำไมจึงดำเนินคดี กับแค่เฉพาะบางกลุ่ม ในขณะที่อีกกลุ่มที่ออกมาชุมนุมเหมือนกันถึงไม่ถูกดำเนินคดี ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
เชิญท่าน รัฐมนตรีตอบครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผม พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ขออนุญาตตอบคำถาม ของท่านสมาชิกที่ได้กรุณาสอบถามครับ🔗
คำถามแรกท่านถามว่าในการชุมนุมนั้นไม่ได้เป็นการควบคุม ไปตรวจวัด โควิด-๑๙ (COVID-19) หรือแจกเจล (Gel) แอลกอฮอล์นะครับ ขออนุญาตเรียนว่าถ้าท่าน ลองไปดูในการชุมนุมรอบแรกจะเห็นได้ว่าทางเจ้าหน้าที่เองก็มีการตั้งจุดตรวจคัดกรอง ในการที่จะเข้ามาร่วมในการที่แสดงออกทางการเมือง แต่เนื่องจากว่าในการดำเนินการนั้น ในทางปฏิบัติจริงแล้วความร่วมมือคณะเจ้าหน้าที่และฝ่ายผู้ชุมนุมนั้นอาจจะยังไม่เข้าใจกัน ในเรื่องของการดำเนินการทำให้ผู้ชุมนุมเองนั้นก็ไม่ได้เข้ามาในจุดคัดกรองที่กำหนด เพราะว่า การตั้งจุดคัดกรองนั้นในพื้นที่ที่จะเข้าไปร่วมชุมนุมกัน ก็คงจะเป็นพื้นที่ที่ไม่ใช่พื้นที่ที่จำกัด ที่จะสามารถมีช่องทางเข้าออกได้จำกัดช่องทาง แต่ขออนุญาตเรียนว่าในการชุมนุมแรก ๆ ที่ผ่านมานั้นก็มีการดำเนินการนะครับ🔗
ในส่วนที่ ๒ พูดถึงว่าความเท่าเทียมกัน ต้องกราบเรียนว่าทางเจ้าหน้าที่ ในการบังคับใช้กฎหมายการดำเนินการนั้นท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็ได้เน้นย้ำกับเจ้าหน้าที่ว่า การดำเนินการนั้นก็จะต้องมีความเท่าเทียมกันทุก ๆ กลุ่ม หรือว่าผู้ที่เข้ามาแสดงออก ทางการเมืองที่อยู่ในขอบเขตของกฎหมาย การดำเนินการทั้งหมดนี้ถ้าอยู่ในขอบเขตของ กฎหมายก็สามารถดำเนินการได้ แต่หากว่าการดำเนินการนั้นไปดำเนินการนอกขอบเขตของ กฎหมายนั้นเจ้าหน้าที่เองก็มีความจำเป็นที่ต้องบังคับใช้กฎหมายตามอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ ขออนุญาตกราบเรียนท่านสมาชิกครับ🔗
ท่านรังสิมันต์ โรม จะถามครั้งที่ ๓ ไหมครับ เชิญครั้งสุดท้ายครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จริง ๆ เรื่องการตั้งตรวจครั้งแรก ๆ จริง ๆ ผมก็เห็นว่ามี แต่ก็อาจจะครั้งแรก ๒ ครั้ง แล้วหลังจากนั้นท่านก็ไม่ทำอีกเลยครับ ผมไปสังเกตการณ์ไปร่วมเกือบทุกครั้งที่มีการชุมนุม ผมไม่เคยเห็นท่านรัฐมนตรีไปร่วมนะครับ แต่ผมเรียนกับท่านรัฐมนตรีได้เลยว่าถ้าท่านใช้โอกาสนั้นในการตั้งจุดตรวจในการคัดกรอง หรือแม้กระทั่งวันเวลาที่เรามีวัคซีนแล้ว เราสามารถที่จะใช้โอกาสนั้นในการดำเนินการ เพื่อให้เกิดการฉีดวัคซีนให้กับพี่น้องประชาชนได้ด้วยซ้ำไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่าท่านกลับ อ้างว่าการชุมนุมมันกลายเป็นการแพร่ระบาดโควิด (COVID) และทำให้สุดท้ายมันนำไปสู่ การดำเนินคดีกับพี่น้องประชาชนที่เขาออกมาชุมนุมทางการเมือง ท่านประธานครับ กรรมาธิการการพัฒนาการเมืองได้มีการเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการชุมนุม โดยเฉพาะ เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาที่คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองหลายครั้ง ปรากฏว่าได้มี การซัดทอดว่าสาเหตุที่เขาต้องบังคับใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินในลักษณะที่เป็นการป้องกันไม่ให้มี การแพร่ระบาดของโควิด (COVID) มันเกิดจากการที่สาธารณสุขไปร้องทุกข์ไปแจ้งให้ทาง เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นคนดำเนินการ ความน่าสนใจก็คือว่าการแจ้งดังกล่าวเกิดขึ้นเฉพาะกับ ผู้ชุมนุมทางการเมืองที่เขาเห็นต่างกับพวกท่าน นี่คือบรรทัดฐานทางกฎหมายอย่างไรครับ ท่านในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีช่วยแล้วตอบแทนนายกรัฐมนตรี หน้าที่ของท่านคือทำให้เกิด การบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือมันไม่เป็นแบบนั้นเลยครับ เฉพาะคนกลุ่มเดียวที่ถูกดำเนินคดีด้วย พ.ร.ก. ฉุกเฉิน คือคนที่ชิงชังพวกท่าน ท่านประธานครับ มากไปกว่านั้นวันนี้เราอาจจะผ่านในช่วงของสถานการณ์โควิด (COVID) ที่มีความร้ายแรง ไปแล้วนะครับ วันนี้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นและเป็นไปคือราคาข้าวของ การใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน มันปรับตัวสูงขึ้นมาก พี่น้องประชาชนจำนวนมากได้รับความทุกข์ระทมในเวลาที่เศรษฐกิจ เป็นแบบนี้ พวกเขามีความรู้สึกครับ มีความรู้สึกว่ารัฐบาลปัจจุบันไม่มีความสามารถในการ บริหาร ไม่มีวิสัยทัศน์ในการพาประเทศไปข้างหน้า ชีวิตของพี่น้องหลายคนเขาอยากเห็น การเปลี่ยนรัฐบาล หรือถ้าไม่เปลี่ยนรัฐบาลหลายคนก็อยากจะส่งเสียงความเดือดร้อน ความเจ็บปวดไปให้รัฐบาลได้ยิน ซึ่งประชาชนบางส่วนเขาก็อยากจะใช้วิธีการชุมนุม ทางการเมือง ซึ่งเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่พวกท่านเป็นคนร่างขึ้นมา แต่ท่านประธานครับ ตั้งแต่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินมีพี่น้องประชาชน ๑,๔๗๓ คนถูกดำเนินคดีจาก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เฉพาะเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นเดือนที่มีการผ่อนคลายแล้ว ๒๑ คนถูกจับ ดำเนินคดี บางส่วนยังอยู่ในเรือนจำอยู่ในเวลานี้ คำถามครับท่านประธาน🔗
ข้อ ๑ ตกลงแล้วถ้าเขาอยากจะชุมนุมทางการเมืองเพื่อบอกเล่าความเจ็บปวด เพื่อเรียกร้องสิทธิของพวกเขาตามรัฐธรรมนูญ จะทำอย่างไรครับ ไม่ให้ขัด พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เพราะสิ่งที่มันเกิดขึ้นภายในเดือนมิถุนายนตลอดทั้งเดือนก็ยังคงมีการบังคับใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินกับคนกลุ่มนี้ ท่านช่วยแนะนำเขาหน่อย ชุมนุมอย่างไรดีครับ เพื่อไม่ให้ถูกดำเนินคดี🔗
ข้อ ๒ อย่างการชุมนุมที่มักจะมีการสลายการชุมนุมหรือห้ามการชุมนุม คือบริเวณที่ดินแดงที่พี่น้องประชาชนกลุ่มหนึ่งเขาอยากจะเดินไปหา พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะที่เป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อไปบอกว่าปัญหาของพวกเขาเจออะไร เขามี ปัญหาอะไร เขาต้องการอะไร นายกรัฐมนตรีจะต้องฟัง ทำไมท่านถึงไปสลายการชุมนุม แบบนั้น การชุมนุมที่มันควรจะจบลงด้วยความสงบเขาไม่มีอะไรเลยครับ ถ้าท่านย้อนกลับ ไปดูตามสถิติช่วงแรก ๆ ไม่มีความรุนแรงอะไรเลย แต่เมื่อท่านพยายามใช้ความรุนแรงตั้งแต่ กระสุนยาง รถฉีดน้ำแรงดันสูง มันก็ยิ่งบานปลายเพราะพวกเขาก็มีหัวใจ🔗
สุดท้ายนี้เพื่อรอฟังคำตอบของท่านรัฐมนตรี ผมอยากจะฝากท่านประธาน ไปถึงรัฐมนตรีเป็นคำแนะนำนะครับ ผมคิดจริง ๆ ว่าพวกท่านรัฐบาลนี่ไม่ได้ต้องการปกครอง ประเทศนี้ด้วยกฎหมาย ท่านแค่อ้างกฎหมายเวลาที่ท่านได้ประโยชน์ ยามใดที่ท่านเสียประโยชน์ ท่านก็จะอ้างเรื่องของความจำเป็น และมีกรอบอำนาจที่เขียนเอาไว้กว้าง ๆ เพื่อไม่ให้พวกท่าน ต้องรับผิดอะไรเลยเหมือนที่ พ.ร.ก. ฉุกเฉินมี สิ่งที่ท่านทำมันคือความใจแคบ มันคือพฤติกรรม ของทรราช ผมภาวนาอวยพรให้ท่านมีอายุยืนเพียงพอที่จะเห็นว่าประชาชนจะตราหน้า คนอย่างท่านไว้อย่างไร พวกเขาจะบอกลูกหลานว่าโตไปอย่าเป็นแบบ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา พวกเขาจะเรียนรู้ว่าผู้นำแบบท่านสร้างความเสียหายต่อประเทศชาติอย่างไร ก็ขอให้พวกท่านมีอายุยืนอย่างเพียงพอที่จะเห็นปรากฏการณ์นี้ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
เชิญท่าน รัฐมนตรีตอบครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผม พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ขออนุญาตเรียนตอบคำถามของ ท่านสมาชิกครับ🔗
คำถามแรกท่านถามว่าชุมนุมได้หรือไม่ ต้องเรียนว่าเรื่องการชุมนุมนั้น เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ แต่ว่ารัฐธรรมนูญเองก็กำหนดว่าการชุมนุมนั้นก็จะต้อง อยู่ในกรอบของกฎหมายไม่ไปกระทบต่อสิทธิของผู้อื่น ชุมนุมด้วยความสงบปราศจากอาวุธ ตรงนี้ชุมนุมได้นะครับ ก็อยู่ในกรอบของกฎหมาย ตั้งแต่วันที่มีการประกาศข้อกำหนดที่ ๔๖ ตั้งแต่วันที่ ๒๓ มิถุนายนที่ผ่านมานั้นก็ไม่ได้มีการดำเนินคดีต่อผู้ชุมนุมในเรื่อง พ.ร.ก. ฉุกเฉิน อาจจะดำเนินการในเรื่องความผิดในด้านอื่น ๆ ในฐานความผิดอื่น ๆ มากกว่า🔗
เรื่องของการสลายการชุมนุม ต้องเรียนว่าไม่ใช่การสลายการชุมนุม ต้องเรียน ท่านประธานว่าเรื่องของการควบคุมการป้องกันการชุมนุมนั้น ที่ผมเรียนตั้งแต่ต้นแล้วว่า การที่ชุมนุมแสดงออกทางการเมืองที่จะเสนอข้อเสนอ ข้อคิดเห็นอย่างมีเหตุมีผล อย่างสร้างสรรค์นั้นต้องอยู่ในกรอบของกฎหมายคือสงบปราศจากอาวุธ แต่ท่านจะเห็นว่า ในแต่ละพื้นที่บางพื้นที่นั้นก็มีการใช้พลุ มีการจุดไฟเผายางรถยนต์ มีการใช้ระเบิดปิงปอง เจ้าหน้าที่ก็มีความจำเป็นที่จะต้องควบคุม ที่จะต้องป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ต่าง ๆ นั้น บานปลายไปแล้วกระทบต่อสิทธิของผู้อื่น สิทธิไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจราจรก็ดี หรือผู้ที่ อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงก็ดีที่ได้รับผลกระทบ ตรงนี้ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า การดำเนินการของเจ้าหน้าที่นั้นดำเนินการไปตามกฎหมาย ตามอำนาจหน้าที่ บังคับใช้ กฎหมายอย่างเท่าเทียมกันในการดำเนินการ การชุมนุมโดยสงบตามรัฐธรรมนูญนั้นสามารถ ดำเนินการได้ถ้าไม่เกิดผลกระทบและไม่กระทบสิทธิของบุคคลอื่นครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านสมาชิก ก็ถือว่าจบการถามตอบกระทู้ถามสดด้วยวาจาของท่าน ส.ส. รังสิมันต์ โรม ถามท่าน นายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ท่าน พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล เป็นผู้มาตอบนะครับ ก็ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่กรุณา ให้เกียรติกับสภาเรา ต่อไปจะเป็นกระทู้ถามสดด้วยวาจา🔗
๑.๑.๒ กระทู้ถาม ที่ ๑๘๕ ส. (นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง เป็นผู้ตอบ🔗
ด้วยสำนัก เลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งว่ากระทู้ถามเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว มีบัญชามอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคือท่านรัฐมนตรี อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน ตอนนี้ท่านรัฐมนตรีก็พร้อมแล้ว ขอเชิญท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ถามเลยครับ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ ขอทำหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการถามถึงความเดือดร้อนเร่งด่วนของพี่น้องประชาชน โดยการตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจาถามนายกรัฐมนตรี ถึงวิกฤติเศรษฐกิจของแพง ค่าแรงถูก ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ท่านประธานครับ ทุกวันนี้เราถามว่าสิ่งที่ทำให้พี่น้องประชาชนเดือดร้อน มากเป็นอันดับหนึ่งมากที่สุดก็คงไม่พ้นค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ล้วงไป ในกระเป๋าก็หารายได้ไม่เจอตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา🔗
คงจะเป็นราคาพลังงาน คงจะ เป็นราคาอาหาร คงจะเป็นราคาค่าเดินทาง คงจะเป็นรายได้ที่ลดลงที่เหมือนเป็นกำแพง ๔ ด้านที่ค่อย ๆ บีบความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนลงเรื่อย ๆ โดยที่มีหนี้ครัวเรือน เหมือนเป็นหลังคาที่คอยกดเขาให้เขารู้สึกกดดันแล้วก็บีบคั้นมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ถ้าเราดูจากภาพใหญ่ตอนนี้เราอยู่ในเศรษฐกิจฟุบเฟ้อครับท่านประธาน ฟุบก็คือรายได้ เฟ้อก็คือรายจ่าย อันนี้เป็นภาพใหญ่ที่เราดูว่าเราอยู่ในช่วงที่เป็นรอยต่อของเศรษฐกิจ ที่ถึงแม้ว่าหลายประเทศจะเริ่มคลายล็อกดาวน์ (Lockdown) กลับมาปกติ อันนี้ทำให้อุปทาน เริ่มที่จะกลับมา การเดินทาง การท่องเที่ยว การค้า การลงทุนเริ่มจะกลับมา แต่การฟื้นฟู มันไม่เท่ากัน แต่ละประเทศก็สามารถที่จะฟื้นฟูได้ไม่เท่ากัน แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้ อุปสงค์หรือว่าซัปพลาย (Supply) ขึ้นมาเป็นระยะ ๆ ซึ่งถ้าเกิดเรามองไปข้างหน้า เรายังมี มหาพายุวิกฤติทางเศรษฐกิจอยู่อีก ๓ ลูกด้วยกัน🔗
ลูกที่ ๑ ก็คงจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ความยืดเยื้อของสงคราม รัสเซีย-ยูเครน🔗
ลูกที่ ๒ ก็คงจะเป็นเรื่องซีโร โควิด (Zero COVID) ของประเทศจีนที่น่าจะ กลับมาเร็วขึ้น ในขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวจากจีนก็จะเริ่มกลับมา จีนก็จะเริ่มเข้าสู่โซ่มูลค่า อุปทาน อุปสงค์ของโลก ซึ่งก็จะมีนัยสำคัญอีกหลายประการ🔗
ลูกที่ ๓ ก็คือการต่อสู้กับค่าเงินเฟ้อทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นประธานเฟด (Fed) เจอโรม พาวเวล ก็พูดแล้วว่าครั้งนี้ยาวแน่นอนพร้อมที่จะขึ้นดอกเบี้ยสู้ ประธานเฟด (Fed) อังกฤษพูดเมื่อวานว่าพร้อมที่จะขึ้นดอกเบี้ยสู้แอฟฟิลิเอชัน (Affiliation) คราวนี้ยาวนาน แน่นอน ซึ่งไม่น่าจะเป็นผลดีกับประเทศที่ค่าเงินบาทอ่อนที่สุดในรอบ ๖ ปี ไม่น่าจะเป็นผลดี ในช่วงที่การเดินดุลสะพัดของประเทศก็ติดลบ ไม่น่าจะเป็นผลดีสำหรับหนี้ครัวเรือนที่สูงเป็น ประวัติการณ์ เพราะว่าถ้าเกิดเราเป็นอย่างนี้ก็คือหมายความว่าเราขึ้นดอกเบี้ย ก็คือเป็น ภาระกับพี่น้องประชาชน นั่นก็คือความเร่งด่วนของปัญหาที่ทั้งรัฐบาลทั่วโลกก็ดี สภาก็ดี มีความจำเป็นที่จะต้องร่วมมือกันในการแก้ปัญหา เราทำงานเรื่องนี้ช้าไป ๗ วัน ท่านรัฐมนตรี กระทรวงการคลังตอบเองว่าใช้เงินวันละ ๗๐๐ ล้านบาท ๗๐๐ ล้านบาท คูณ ๗ วัน ๔,๙๐๐ ล้านบาท ก็ประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านบาท แทนที่สภาแห่งนี้จะใช้สมองช่วยกันคิดกับทาง ฝ่ายรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ สำหรับแนวทาง ในการถามคำถามของผมในครั้งนี้ ๓ คำถาม ผมจะเอาประชาชนมาเป็นที่ตั้ง ท่านรัฐมนตรี คงทราบดีอยู่แล้วครับว่าค่าเงินเฟ้อตอนนี้ ๗.๑ เปอร์เซ็นต์ ผมสแกน (Scan) ลงไปดู ในรายละเอียดครับว่า ๓ ค่าครองชีพที่ขึ้นสูงที่สุดในภาวะเงินเฟ้อที่ประชาชนต้องแบกรับ คืออะไร ผมจึงจะตั้งคำถามแบบนั้น ไม่ได้ตั้งคำถามตามรัฐมนตรี ตามกระทรวง เราต้องเอา ประชาชนมาเป็นที่ตั้ง นั่นคือสาเหตุที่ผมต้องถามท่านนายกรัฐมนตรีเพราะมันข้ามกระทรวง ทำงานแบบองค์รวม อันดับที่ ๑ แน่นอนก็คือน้ำมันเชื้อเพลิงที่ขึ้น ๓๕ เปอร์เซ็นต์ อันดับที่ ๒ ถ้าท่านประธานดูรวม ๆ กันก็คือราคาอาหาร อันดับที่ ๓ ที่ขึ้นมากที่สุดก็คือค่าโดยสาร สาธารณะ ซึ่งผมคิดว่าท่านรัฐมนตรีอาคมถูกคนครับ ท่านเป็นอดีตเลขาธิการสภาพัฒน์ด้วย เป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมด้วย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังด้วย ก็น่าสามารถที่จะตอบคำถามในการตั้งคำถามของผมในครั้งนี้🔗
สำหรับคำถามข้อที่ ๑ เกี่ยวกับวิกฤติพลังงาน สำหรับวิกฤติพลังงานในครั้งนี้ ขึ้นมา ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ทุกคนรู้ว่าขึ้นแน่นอนรู้สึกได้ คำถามก็คือว่าวิกฤติพลังงานในครั้งนี้ จะยืดเยื้อไปอีกนานเท่าไร ท่านนายกให้กรอบแนวทางไว้อย่างนี้ครับ ๓ แนวทางในการดูแล ราคาพลังงาน ข้อที่ ๑ ต้องยั่งยืน ข้อที่ ๒ ต้องมีประสิทธิภาพ ข้อที่ ๓ คือการช่วยเหลือ กลุ่มเปราะบาง อันนี้มาจากปากของนายกรัฐมนตรีเอง ถ้าดูจากภาพทางฝั่งซ้ายจะเห็นเลยครับว่าปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลกภาวะสงครามทำให้สต็อก (Stock) ของพลังงานหายไปจากตลาด บาร์กราฟ (Bar Graph) ที่อยู่ล่างสุดหายไปเลย หลังจากที่มีสงครามเกิดขึ้น ฝั่งขวาคือฟอร์แคสต์ (Forecast) ของดีมานด์ (Demand) ซัปพลาย (Supply) ของบาลานซ์ (Balance) เขาบอกว่าครึ่งปีหลังธุรกิจการท่องเที่ยวอาจจะกลับมา หน้าหนาวของฝั่งยุโรป อเมริกาขึ้นแน่นอน เพราะฉะนั้นบริษัท แมคเคนซี่ ซึ่งผมเชื่อว่า ท่านรัฐมนตรีอาคมรู้จักดี ก็บอกว่าวิกฤตินี้ยืดเยื้อไป ๑ ปีแน่นอน ซึ่งเมื่อยืดเยื้อก็ต้องถามถึง ความยั่งยืนครับว่าเราจะต้องใช้งบประมาณเท่าไรในการแก้ปัญหานี้ หน้า ๒ ครับ ทั้งหมด ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมคำนวณแล้ว ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็คือ ๑ ใน ๖ ของงบประมาณ แผ่นดินต่อประเทศทั้งปีในการที่จะใช้ดูแลราคาพลังงาน ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเราใช้ไปแล้ว ตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ ถึงปี ๒๕๖๕ เราลดภาษีน้ำมัน ๕ บาทต่อไปอีก ๑ ปี ใช้เงินอีก ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าใช้กองทุนน้ำมันที่ขาดทุนอยู่เดือนละ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท อีก ๑๒ เดือน ก็ ๒๔๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมกันก็ ๕๖๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้คือในเรื่องของความยั่งยืน เมื่อเราไปดูเรื่องของประสิทธิภาพต่อครับ คำถามก็เลยต้องถามท่านรัฐมนตรีว่างบประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เยอะขนาดนี้เราใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วก็ตรงจุดตามแนวทาง ของท่านนายกรัฐมนตรีหรือไม่ คำตอบก็คือว่าเมื่อผมไปดูรถดีเซล ดีเซลทั้งหมด ๑๒ ล้านคัน เป็นรถบรรทุก ๗.๕ ล้านคัน ที่เหลือเป็นรถนั่งส่วนตัว เป็นรถการเกษตร แล้วก็เป็นรถโดยสาร ซึ่งถ้าผมดูเร็ว ๆ อย่างนี้ไม่จำเป็นที่จะลดราคาแบบตีคลุมครับ เราสามารถแยกกลุ่ม ในการช่วยเหลือแล้วก็ลดค่าใช้จ่าย ลดงบประมาณลงได้แน่นอน รถนั่งส่วนตัว ผมเข้าใจว่า ท่านรองนายกวันนี้ไม่ได้มาตอบ แต่ท่านรองนายกใช้เบนซ์ เอส ๓๕๐ ดี (Benz S350 D) ดี (D) ก็คือดีเซลนะครับ ถ้าใช้ซีรีส์ ๗ (Series 7) ก็ยังเป็นดีเซลนะครับ ถ้าใช้พอร์ช คาเยนน์ (Porsche Cayenne) ก็ยังเป็นดีเซล เพราะฉะนั้นคนที่มีอันจะกินอาจจะไม่จำเป็นที่ต้องไป ช่วยเหลือเขาในเรื่องดีเซล อันนี้คือในแง่ของประสิทธิภาพ ในแง่ของความเปราะบาง คนจน ที่สุด ๔.๓ ล้านครัวเรือนใช้เบนซิน ไม่ได้ใช้ดีเซล ใช้เบนซินอยู่ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ใช้ดีเซลอยู่แค่ ๑๖ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นอันนี้ประสิทธิภาพกับความตรงจุดก็เป็นสิ่งที่ต้องตั้งคำถาม เพื่อที่จะย้อนกลับไปที่เงื่อนไขที่ท่านนายกตั้งขึ้นมาเอง🔗
คำถามข้อที่ ๑ จากสถานการณ์ที่ได้กล่าวบริบทมาในเรื่องของความยั่งยืนก็ดี ถ้าต้องต่อไปอีก ๑ ปีนี่ใช้เงินมากมหาศาล ในเรื่องของประสิทธิภาพก็มาก ในเรื่องของ กลุ่มคนเปราะบางก็ไม่ได้ช่วยเหลือจริง ผมอยากจะถามถึงแผนสำรองครับท่านรัฐมนตรีว่า แผนสำรองในกรณีที่มันยืดเยื้อไปมากกว่านี้ท่านยังจะคงมาตรการเดิมแบบนี้หรือเปล่า ขอความช่วยเหลือจากกลุ่มโรงกลั่นก็ยังไม่เป็นผลสำเร็จ ผมอ่านดูท่านรัฐมนตรีก็ให้ข่าวว่า จะใช้งบกลางเข้าไปช่วย งบกลางผมดูแล้วก็เหลืออยู่แค่ ๘๐,๐๐๐ กองทุนขาดทุนอยู่ ๑๐๐,๐๐๐ แค่ใช้หนี้กองทุนยังไม่หมดเลย ก็เลยอยากจะถามท่านรัฐมนตรีเป็นคำถามที่ ๑ ว่า คอนทินเจนซีแพลน (Contingency Plan) นักยุทธศาสตร์ต้องคิดถึงแผนสำรองในกรณีที่เป็น เวิสต์ เคส ซีเนริโอ (Worst Case Scenario) หรือสถานการณ์ที่มันแย่ที่สุด แผนสำรองของ รัฐบาลคืออะไรครับ ขอบพระคุณครับ🔗
เชิญ ท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขออนุญาตได้รับมอบหมายจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีให้มาตอบกระทู้ในวันนี้ครับ ก่อนอื่นก็ต้องกราบขออภัยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนั้น ผมติดภารกิจจริง ๆ ในต่างจังหวัด ก็ต้องขออนุญาตเลื่อนมาในวันนี้นะครับ🔗
ในประเด็นคำถามของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินั้นก็ได้เกริ่นนำในเรื่องของ ภาวะเงินเฟ้อที่ค่อนข้างสูงอยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะตัวเลขในเดือนพฤษภาคม จริง ๆ ก็ครอบคลุม หมดนะครับ เราทราบกันดีว่าปัจจัยในเรื่องของเงินค่าครองชีพนั้นเกิดขึ้นเนื่องจากอะไร หลัก ๆ ก็จะมีอยู่ ๒ ๓ ตัว ก็คือเรื่องของราคาน้ำมันแพง ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถที่จะไป กำหนดได้ว่าในราคาน้ำมันดิบโลกนั้นมันจะขึ้นมากน้อยแค่ไหน จะลดลงเมื่อไร เพราะฉะนั้น ประเด็นในเรื่องของการที่จะไปคาดเดาว่าสถานการณ์สงครามในยูเครน-รัสเซียนั้น จะยืดเยื้อ หรือไม่ยืดเยื้อและจะส่งผลในเรื่องของราคาน้ำมันต่อเนื่องเป็นเวลานานมากน้อยแค่ไหน เราก็คาดเดาไม่ได้ แต่สิ่งที่เราควรจะต้องพิจารณาว่าในระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาวนั้น เราควรจะทำอะไรนะครับ🔗
ส่วนที่ ๒ ก็เป็นในเรื่องของอาหาร ก็จริงอย่างที่ท่านสมาชิกได้กล่าวไว้สักครู่นี้ ถ้าหากเราไปดูในเรื่องของผลการสำรวจค่าใช้จ่ายของครัวเรือนในกลุ่ม ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ดีไซน์ (Design) ที่ต่ำสุด บอตทอมเท็น (Bottom Ten) จริง ๆ หมวดอาหารนี้ก็สูงที่สุด เรียกว่า คนยากคนจนนั้นก็ใช้จ่ายไปในเรื่องของอาหารมากที่สุดประมาณสัก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ของสัดส่วนในเรื่องของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ส่วนอีกเรื่องหนึ่งก็เป็นเรื่องของก๊าซหุงต้ม กับอีก เรื่องหนึ่งก็เป็นเรื่องของค่าเดินทางก็มีตัวน้ำมันทั้งดีเซล ทั้งแก๊สโซฮอล์ (Gasohol) ที่ท่านได้ กล่าวถึง ก็แน่นอนที่สุดว่าคนยากคนจนก็คงจะใช้จักรยาน จักรยานปกติก็ใช้กันในแถบชุมชน ใกล้เคียง แต่ว่าใช้จักรยานยนต์ก็ค่อนข้างเยอะนะครับ อันนี้ก็คงได้รับผลกระทบ เพราะฉะนั้น คำถามว่าเรามีแผนสำรองอย่างไร ผมก็อยากจะเรียนว่าในขณะนี้นั้นก็คงจะ ๒ เรื่องหลัก ๆ ก็คือในระยะสั้นนั้นจะทำอย่างไร แล้วก็ในระยะยาวนั้นจะทำอย่างไร ในระยะสั้นนั้น ก็ได้ดำเนินการมาตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นการใช้เครื่องมือทางการคลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรการในเรื่องของการลดภาษีน้ำมันดีเซล ซึ่งแม้ว่าอาจจะมีรถที่มีราคาแพง รถเบนซ์ที่ใช้ ดีเซลอยู่บ้าง แต่ว่าเมเจอร์ริตี (Majority) นั้นก็คงจะเป็นรถบรรทุก รถพิกอัป (Pickup) รถอะไรต่าง ๆ พวกนี้ที่เป็นต้นทุนในเรื่องของการเดินทางกับเรื่องของค่าขนส่ง ซึ่งก็จะไป กระทบในเรื่องของดัชนีราคาค่าครองชีพ เพราะฉะนั้นในเรื่องเครื่องมือนั้น ในเรื่องของ มาตรการภาษีนั้นก็ได้มีการช่วยเหลือแม้ว่าอาจจะไม่เห็นในเรื่องของราคาน้ำมันที่ลดลงจาก การลดภาษีก็ตาม แต่เราก็ต้องไม่ลืมว่าเรามีในเรื่องของกองทุนน้ำมันที่เป็นกองทุนรักษา เสถียรภาพทางด้านราคาอยู่ ซึ่งเราก็ทราบดีว่ากองทุนขณะนี้นั้นก็อุดหนุนในเรื่องของราคา น้ำมันดีเซลนั้นค่อนข้างมาก ปัจจุบันนี้ผมเข้าใจเอาเองครับว่าตัวเลขที่ได้รับทราบก็คงจะ ประมาณสัก ๑๐ ถึง ๑๑ บาทอยู่ในขณะนี้ ซึ่งถ้าหากเราอุดหนุนไปอย่างนี้ตลอดก็เกินฐานะ กองทุนที่จะรับได้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นที่มาว่าที่ผ่านมานั้นถึงได้มีมาตรการในเรื่องของการ ยกระดับในการตรึงราคาขึ้นมา ซึ่งจริง ๆ แล้วในราคาน้ำมันที่ยกระดับขึ้นมานั้นก็ยังไม่สูงสุด เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านของเรา ยกเว้นประเทศที่ส่งออกน้ำมัน อันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง เพราะฉะนั้นมาตรการในเรื่องของการใช้กองทุนน้ำมันในการพยุงราคาหรือว่าการตรึงราคานั้น ก็เป็นส่วนหนึ่ง แล้วก็เรื่องของมาตรการในเรื่องของการลดภาษีนั้นก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งแน่นอนที่สุดว่าเราลดให้กับน้ำมันที่ใช้เป็นส่วนใหญ่นะครับ แต่อย่างไรก็ตามในประเด็น ในเรื่องของการลดภาระภาษีตรงนี้ก็มีต้นทุน ต้นทุนทางด้านรายได้ของภาครัฐเอง ซึ่งถ้าหาก เราดูตัวเลขในช่วงที่เราลดให้ ๓ บาท แล้วก็ ๕ บาทต่อเนื่องมานั้น เราก็สูญเสียรายได้ไป ในส่วนนี้ก็ประมาณเกือบ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตามใน ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่เสียไปนั้น ตรงนี้เราก็ดูในเรื่องของฐานะ ในเรื่องของการจัดเก็บรายได้ว่าเรามีกำลัง เพียงพอไหม เพราะมันจะต้องเป็นเงินงบประมาณที่เราใช้ในปีปัจจุบัน จากการประมาณการ รายได้เราก็อยู่ในฐานะที่ยังพอไปได้ ยังพอไปได้ถึงได้มีมาตรการในระยะสั้นเป็นช่วงระยะเวลา ๒ เดือนบ้าง ๓ เดือนบ้าง แล้วก็ประเมินสถานการณ์กันอย่างใกล้ชิดนะครับ อันนี้ก็เป็น ตัวอย่างหนึ่งนะครับ ส่วนในเรื่องของการที่จะพยุงราคาหรือการตรึงราคาต่อไปนั้นก็ขึ้นอยู่ กับขีดความสามารถในการกู้ยืมเงินของกองทุนน้ำมันบวกกับในเรื่องของการเจรจาต่อรอง กับในเรื่องของโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งขณะนี้ทางกระทรวงพลังงานก็ได้ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ก็คงจะมีความก้าวหน้าในวันสองวันนี้ นั่นก็เป็นในเรื่องของระยะสั้น เราก็ใช้ทุกเครื่องมือ ในการที่จะเข้าไปช่วยเหลือ แม้กระทั่งในเรื่องของก๊าซหุงต้ม เรื่องของเอ็นจีวี (NGV) นั้นก็ยัง ตรึงราคาอยู่ ก๊าซหุงต้มอาจจะต้องขยับในเรื่องของราคาขึ้นไปบ้างนะครับ อันนี้ก็เป็นจุดหนึ่ง ที่อยากจะเรียนว่าในอดีตนั้นในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจปกตินั้นเราไม่ค่อยได้ปรับราคากันเท่าไร เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดภาวะช็อก (Chock) ขึ้นมาอย่างนี้การที่จะปรับราคาก็เป็นเรื่องที่ยาก เพราะว่าเป็นเรื่องของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเพิ่มเติมมาจากในเรื่องของสถานการณ์โควิด (COVID) ส่วนในระยะต่อไปนั้นผมคิดว่าหลัก ๆ ที่เราเห็นอยู่ในขณะนี้ก็คงจะเป็นมาตรการ ในเรื่องของเอนเนอร์จี ทรานซิชัน (Energy Transition) ก็คือการที่จะปรับเปลี่ยนเรื่องของการพลังงานนั้นไปสู่ในรูปแบบที่ไม่พึ่งพาในเรื่องของ พลังงานจากฟอสซิล (Fossil) ส่วนหนึ่งนั้นก็เป็นมาตรการในเรื่องของรถยนต์อีวี (EV) อันนี้ ก็อยากจะกราบเรียนว่าก็เป็นเรื่องหนึ่งนะครับ ส่วนอีกเรื่องหนึ่งนั้นก็จะเป็นเรื่องของการใช้ พลังงานทดแทน อันนี้อาจจะมองดูว่ายาวไปแต่ก็เรียนว่ามันเป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะต้องซีเรียส (Serious) กับในเรื่องของแหล่งพลังงานทดแทนนะครับ ซึ่งก็มีกิจการหลายกิจการที่พร้อม ที่จะใช้รีนิวเอเบิล (Renewable) หรือว่าพลังงานจากโซลาร์ (Solar) โดยที่ไม่ผ่านการ ซื้อขายในระบบกริด (Grid) ของเราก็มีนะครับ ก็เป็นเรื่องหนึ่ง ส่วนเรื่องที่ ๓ นั้นผมคิดว่า ในเรื่องของคอนทินเจนซีแพลน (Contingency Plan) เรื่องมาตรการในเรื่องของประหยัด พลังงานก็เป็นเรื่องที่สำคัญเช่นเดียวกัน ขณะนี้เราอาจจะมีมาตรการจากทางรัฐบาลออกมา แต่ก็ต้องเป็นมาตรการที่ต้องร่วมมือกันนะครับ มีประเด็นหนึ่งที่อยากจะเรียนว่าบางทีในเรื่อง ของการที่จะประหยัดพลังงานนั้นอาจจะต้องไปดูให้มันถูกกลุ่มถูกก้อน เพราะว่าในช่วงที่ เศรษฐกิจของเราที่กำลังจะฟื้นตัวดีขึ้นเรื่อย ๆ นั้นเราก็ไม่อยากไปแตะเบรก เพราะฉะนั้น บางส่วนนั้นก็อาจจะจำเป็นในการที่จะต้องผ่อนคลายไปบ้าง แต่ว่าในเรื่องของการจำกัด ในเรื่องของการช่วยเหลืออย่างมีทาร์เกต (Target) หรืออย่างมีเป้าหมาย หรือพุ่งเป้า ตรงนี้ ก็เห็นด้วยกับท่านสมาชิกนะครับว่าเราอาจจะขีดเส้นเพื่อให้มันครอบคลุมไปถึงการช่วยเหลือ ที่ลงไปถึงกลุ่มเป้าหมายจริง ๆ อันนี้ก็ขออนุญาตกราบเรียนในเบื้องต้นครับ🔗
เชิญท่านพิธา ถามคำถามครั้งที่ ๒ ครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ด้วยความเคารพครับ ท่านรัฐมนตรี สรุปแล้วมีหรือไม่มีครับ ผมพยายามฟังท่านอยู่นะครับ มีสิ่งที่ผมเห็นด้วยกับคำตอบท่าน ก็คือว่าเรื่องเกี่ยวกับความยั่งยืนของสถานการณ์การคลังคงจะแก้ปัญหาแบบตีคลุม ไม่ได้ ลงรายละเอียดว่ากลุ่มไหนยังต้องช่วยเหลืออยู่ กลุ่มไหนสามารถเปลี่ยนได้ กลุ่มไหนไม่จำเป็น ต้องช่วยเหลือเลยมันก็อาจจะทำให้ความยั่งยืนตรงนี้มันขึ้นได้ สรุปแล้วนี่ได้ยินคำว่า ต้องขึ้น ราคา ได้ยินคำว่า ต้องกู้เงิน ไม่แน่ใจว่านี่อยู่ในแผนสำรองหรือเปล่าว่าจำเป็นที่จะต้องกู้เพิ่ม อันสุดท้ายก็คือต้องเลิกพูดว่าราคาของเราไม่ได้สูงที่สุด หรือว่ารายจ่ายของเราไม่ได้สูงที่สุด ทุกคนต้องเปรียบเทียบรายจ่ายแล้วก็รายได้ครับ ผมถึงได้พูดคำว่า ฟุบเฟ้อ ใช้คำว่า ของแพง ค่าแรงถูก อังกฤษเงินเฟ้อ ๙ เปอร์เซ็นต์ แต่รายได้เขาโตขึ้น ๘ เปอร์เซ็นต์ กับประชาชนรู้สึก จริง ๆ จะไม่ถึง เวียดนามโตขึ้น ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ อินเฟลชัน (Inflation) ขึ้น ๕ เปอร์เซ็นต์ เขาอาจจะไม่เดือดร้อนเท่ากันหมด เพราะฉะนั้นเวลาพูดเหรียญมี ๒ ด้านต้องพูดให้เห็น ทั้ง ๒ ด้านนะครับ🔗
สำหรับคำถามที่ ๒ เป็นคำถามเกี่ยวกับราคาอาหาร สำหรับราคาอาหารนี้ ต้องดูในภาพใหญ่ก่อนครับ ในภาพใหญ่ดัชนีราคาอาหารโลกของเอฟเอโอ (FAO) ตอนนี้ สูงที่สุดในรอบ ๖๐ ปี อันนี้เป็นภาพที่เห็น ไม่ว่าจะเป็นอาหารเนื้อสัตว์ นม ธัญพืช น้ำมัน น้ำตาลนี้คงขึ้นกับพลังงานด้วยนะครับ ราคาก็ขึ้นสูงมากเป็นพิเศษ ในไทยก็ไม่ต่างกันข่าวร้าย ประเทศไทยสินค้าขึ้นราคาภายในเดือนเดียว เดือนที่แล้วนะครับ อันนี้มาจากไทยรัฐ ๒๗๙ รายการ แล้วก็ยังมีแนวโน้มที่จะแพงขึ้นเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่เราเป็นประเทศเกษตรกรรม จริง ๆ ประเทศเกษตรกรรมเวลาที่ราคาขึ้นแบบนี้ปกติแล้วเกษตรกรต้องดีใจและผู้บริโภค ต้องเสียใจ แต่ตอนนี้ทั้งผู้บริโภคทั้งเกษตรกรเสียใจทั้งคู่ อันดับหนึ่งที่เห็นอยู่ในข้อมูลนะครับ ว่า ๗.๑ เปอร์เซ็นต์เป็นอาหารนี่เป็นอะไร ปรากฏว่าเป็นราคาเนื้อสัตว์ครับ ผมก็กลับไปเช็ก (Check) ที่ราคาเนื้อหมูครับท่านรัฐมนตรี ราคาเนื้อหมูเฉลี่ยสะโพก สันนอก สันใน สามชั้น ตอนนี้ ๒๐๕ บาท ที่เคยสูงตอนที่มีเรื่องตอนนั้นน่าจะเป็น ส.ส. ปดิพัทธ์เคยอภิปรายไป รอบหนึ่งตอนนั้น ๒๒๐ บาท กำลังจะกลับไปสู่ระบบระดับเท่าเดิมแล้ว ที่เราเคยบอกว่า แก้ไขได้ ที่เคยบอกสภาวะจัดการได้ตอนนี้ก็กลับมาไม่ได้อีกแล้วนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมไปเช็ก (Check) ดูว่าน่าจะเป็นอะไร น่าจะมาจากอาหารสัตว์ขาดแคลน อาหารสัตว์ขาดแคลนก็จัดการ ก็เป็นปัญหาจากภูมิรัฐศาสตร์ เพราะว่าเมื่อไปดูประมาณการ บริโภค แล้วก็ผลิตข้าวสาลีของรัสเซีย-ยูเครนก็จะเห็นเลยว่าการบริโภคเยอะกว่าการผลิต เยอะเลยตอนนี้ ซึ่งข้าวสาลีก็ดี ข้าวโพดก็ดีก็คงเป็นราคาอาหารสัตว์ที่สูงขึ้น ซึ่งก็จะเห็นอีกว่า ตอนนี้มันเป็นปัญหาของภูมิรัฐศาสตร์โลก นั่นก็คือสาเหตุที่ผู้นำทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นไบเดน ก็ต้องการที่จะเอาข้าวสาลีออกมาจากยูเครน เอาปัญหาสงครามให้จบไม่ได้ นั่นคือสาเหตุ ที่ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด บินไปรัสเซีย บินไปยูเครน ไปแก้ปัญหาที่ต้นตอว่าจะทำอย่างไร ที่ปัญหาราคาปาล์มก็ไม่สามารถที่จะส่งออกได้ ก็ต้องที่ต้นตอนะครับ ญี่ปุ่นก็ตั้งรัฐมนตรี ความมั่นคงเศรษฐกิจขึ้นมาใหม่เลย เป็นคนที่ผมไปเช็ก (Check) ประวัติแล้วเรียนที่เดียว กับผมนะครับ แล้วก็เคยอยู่กระทรวงการคลังมาก่อน เคยอยู่กระทรวงกลาโหมมาก่อน แล้วก็ เป็น ส.ส. มาก่อนด้วย หมายความว่าเขาเข้าใจทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์แล้วก็เข้าใจทั้งเรื่อง เศรษฐศาสตร์ แล้วก็เข้าใจทั้งการต่างประเทศเหมาะสมที่จะแก้ไข แต่ของประเทศไทยครับ เราใช้ สมช. ทุกคนคงทราบดีอยู่แล้วว่าใช้สภาความมั่นคงแห่งชาติในการจัดการปัญหา ก็ต้องตั้งคำถามถึงประสบการณ์ก่อนหน้านี้ว่า สมช. เคยทำอะไร เกี่ยวกับเรื่องความมั่นคง ทางอาหารหรือพลังงานหรือเปล่า เมื่อไปดูในข่าวบอกว่าจะไปดูครับว่า ๑ วัน คนไทย ๗๐ ล้านคน ต้องกินอะไรบ้าง ข้าว เนื้อสัตว์ ผัก คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ ไปดูว่าอินโดนีเซีย ห้ามส่งออกปาล์ม อินเดียห้ามส่งออกข้าวสาลี มาเลเซียห้ามส่งออกเนื้อสัตว์ปีก ประชาชน ซื้อได้ไหม จะต้องจำกัดว่าประชาชนซื้อได้กี่กิโลกรัม นี่แสดงว่ามีความคิดจะจำกัดแล้วว่า ประชาชนจะซื้อของได้เท่าไร ผมก็ไปดูว่าการจะทำข้อมูลแบบนี้มันช่วยหรือเปล่าปรากฏว่า หมูนี้ใช้ในประเทศ ๑๐ ล้านตัน ส่งออกแค่ ๒๐,๐๐๐ ไประงับส่งออกก็ช่วยอะไรไม่ได้ ไปดูต่อว่าสภาความมั่นคงแห่งชาติมีใครเป็นองค์ประกอบบ้าง ปรากฏว่าไม่มีกระทรวง พลังงานอยู่ในนั้น ไม่มีกระทรวงพาณิชย์อยู่ในนั้น ไม่มีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อยู่ในนั้น ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะแก้ปัญหาได้อย่างไร เลขาธิการ สมช. ท่านเป็นวีรบุรุษร่มเกล้า เป็นคนที่มี ความสามารถครับ รองเลขาธิการอีก ๓ คนเป็นคนที่มีประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหา โจรสลัดโซมาเลีย ต่อต้านการก่อการร้ายตอนไนน์ อีเลฟเวน (Nine Eleven) ที่นิวยอร์ก ดูแล จังหวัดภาคใต้เรื่องชนต่างวัฒนธรรมและกลุ่มชาติพันธุ์🔗
คำถามที่ ๒ ของผมคือถามถึงความสามารถของ สมช. ที่มีงบประมาณแค่ ๒๐๐ ล้านบาท เลขาธิการ สมช. เป็นวีรบุรุษร่มเกล้าที่มีความสามารถในเรื่องเกี่ยวกับการ ก่อการร้าย แต่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับการแก้ไขวิกฤติพลังงานและวิกฤติราคาอาหาร เข้าใจเศรษฐศาสตร์ เข้าใจการต่างประเทศมากน้อยเพียงใดครับ ขอให้ท่านรัฐมนตรีช่วยตอบ ด้วยนะครับ ให้ประชาชนมั่นใจแล้วก็เชื่อใจว่าปัญหาที่มีมูลค่าเป็นหลายแสนล้านบาทนี้ จะถูกแก้ไขด้วยเลขาธิการ สมช. คนนี้ครับ ขอบคุณครับ🔗
ก่อนที่ท่าน รัฐมนตรีจะตอบขอแจ้งเวลาที่เหลือของผู้ถามเหลือ ๑ นาที กับ ๕๙ วินาที ส่วนผู้ตอบ คือท่านรัฐมนตรีเหลือเวลา ๖ นาที กับ ๕๕ วินาที ขอให้ช่วยกันรักษาเวลานะครับ เชิญท่าน รัฐมนตรีตอบครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็ขออนุญาตเรียนตอบในคำถามที่ ๒ คือในเรื่องของอาหารนั้นอย่างที่เข้าใจก็เป็นเรื่องของภูมิรัฐศาสตร์ของโลกด้วย แต่ตัวที่เป็น วัตถุดิบที่สำคัญนั้นก็คงจะมีอยู่หลายตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของปุ๋ย เรื่องของข้าวสาลี เรื่องของ น้ำมันพืช เรื่องของอาหารสัตว์อย่างที่ท่านสมาชิกได้กล่าวไว้สักครู่นี้นะครับ เพราะฉะนั้น ในเรื่องของอาหารนั้นก็คงจะต้องใช้ความร่วมมือกับในส่วนราชการหลาย ๆ ส่วน ไม่ใช่เป็น หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง เพราะว่าทั้งในเรื่องของน้ำมันกับในเรื่องของอาหารเป็น ๒ หมวด ที่สำคัญที่เป็นอยู่ในตะกร้าของการใช้จ่ายของพี่น้องประชาชนนะครับ ซึ่งเราก็จะเห็น ในตะกร้าของการคำนวณในเรื่องของดัชนีราคาผู้บริโภค ส่วนในเรื่องของการแก้ไขปัญหานั้น ในช่วงวิกฤตินั้นก็ขออนุญาตเรียน แม้ว่าในเรื่องของ สมช. นั้นจะเป็นหน่วยงานทางด้าน ความมั่นคง แต่ว่าความมั่นคงนั้นก็มีทั้งในเรื่องของทางด้านความมั่นคงของประเทศ เรื่องของ ทางด้านการทหาร เรื่องของทางด้านเศรษฐกิจ เรื่องของสังคม แต่ในเรื่องของประเด็น เศรษฐกิจนั้นก็อาจจะเป็นอย่างที่ท่านสมาชิกได้กล่าวไว้สักครู่ ถามว่ามีความเชี่ยวชาญไหม ประเด็นในเรื่องของเศรษฐกิจนั้นก็อาจจะต้องอาศัยหน่วยงานต่าง ๆ มากกว่า ซึ่งในขณะนี้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีก็ได้มอบหมายให้ทาง สมช. นั้นดำเนินการในเรื่องของการจัดการหารือ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องของมาตรการทั้งหมด คงไม่ใช่เฉพาะในเรื่องของด้านอาหาร อย่างเดียว แต่ว่าครอบคลุมในเรื่องของพลังงาน เรื่องของอาหาร รวมทั้งในเรื่องของระดับ ราคาสินค้าต่าง ๆ พวกนี้ ก็ได้มีการประชุมไปสัก ๒ ครั้งแล้ว ก็เข้าใจว่าน่าจะมีข้อสรุปแล้วก็ คงจะมีมาตรการต่าง ๆ ในการที่จะเสนอแนะ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีต่อไป ซึ่งก็จะรวมถึง ในเรื่องของว่าแผน ๑ แผน ๒ นั้นควรจะทำอะไร การยกระดับแผนแต่ละแผนนั้นควรจะมี ในเรื่องอะไรบ้าง อันนี้ขออนุญาตกราบเรียนในเบื้องต้นครับ🔗
ท่านพิธา มีคำถามครั้งสุดท้ายไหมครับ🔗
ครับ เหลือเวลาอีก ๒ นาที สุดท้ายครับท่านประธาน พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สรุปประชาชน จะเชื่อมั่นได้ไหมครับว่า สมช. จะแก้ไขปัญหานี้ได้ ผมยังไม่ได้ฟังว่าเป็นคำตอบอย่างไร ท่านรัฐมนตรียังมีเวลาน่าจะตอบให้หน่อย อาจจะเป็นประสบการณ์ในอดีต อาจจะเป็น ความสามารถส่วนตัว หรืออะไรที่จะสามารถทำให้พี่น้องประชาชนสามารถเชื่อมั่นว่าวิกฤติ ของเขาจะได้รับการแก้ไขจากสภาความมั่นคงแห่งชาติได้นะครับ🔗
คำถามที่ ๓ ถามประโยคเดียวครับ ครบ ๑๕ วันแล้วที่ ขสมก. สัญญาว่า จะแก้ปัญหาเรื่องเกี่ยวกับรถน้อยให้กับพี่น้องประชาชน ค่าเดินทางเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงที่สุด เป็นอันดับ ๓ ของพี่น้องประชาชน ถ้าเราดูภาพในช่วงปี ๒๕๕๘ จนถึงปี ๒๕๖๕ ก็จะเห็นว่า ขสมก. หรือ บขส. ทั้งคู่เลยครับ ผมดูตัวเลขแล้วลดลงเรื่อย ๆ ทำให้ในช่วงที่ประชาชน ต้องการที่จะบรรเทาความเดือดร้อน จอดรถไว้ที่บ้าน จอดมอเตอร์ไซค์ไว้ที่บ้าน แล้วก็ยอม ที่จะใช้ขนส่งมวลชนนะครับ ตอนนี้เข้าใจว่าคนขับรถขาดอีก ๗๐๐ คน แล้วรถก็มีจำกัดทำให้ เรื่องของเวลา เรื่องของการเดินทางนั้นไม่สะดวกเท่าที่ควร ครบ ๑๕ วันแล้วที่ทางกระทรวง คมนาคมตั้งใจว่าจะแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนในการบรรเทาความเดือดร้อนนะครับ ทั้งความเดือดร้อนของประชาชนด้วย ทั้งลดการเสพติด ปัญหาดีเซลอย่างที่ท่านรัฐมนตรีตอบ เมื่อคำถามข้อที่ ๑ ด้วย ตรงกับที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุพัฒนพงษ์พูดด้วยว่าเราต้อง ประหยัดพลังงาน แก้ปัญหาเรื่องฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) ไปได้ ยิงปืนนัดเดียวได้นกตั้ง ๓ ตัว งบประมาณก็ดีนะครับ ในขณะเดียวกันข่าวเมื่อเช้านายกเบรก ขสมก. จ้างเหมาวิ่งรถเมล์อีวี (EV) กังขายังไม่ผ่านสภาพัฒน์ คำถามก็คือว่าในตอนที่ประเทศอื่นเขาพยายามที่จะสนับสนุน ให้คนไปใช้ขนส่งมวลชนเยอะ ๆ รถ ๒๐ คันกับคน ๒๐ คนอยู่บนรถเมล์คันเดียวกันนี่ ประหยัดไปได้เยอะ แล้วก็ทำให้ปัญหาคลี่คลายไปได้ด้วยดี อาจจะเป็นหนึ่งในแผนสำรอง ที่ท่านไม่ได้ตอบเมื่อสักครู่นี้ก็ได้ ไปถึงไหนแล้วครับการแก้ไขปัญหาของ ขสมก. ตรงนี้ แล้วพี่น้องประชาชนจะต้องแบกรับภาระเรื่องค่าเดินทางตรงนี้ ในเรื่องของเวลาก็ดี ในเรื่องของ ค่าใช้จ่ายไปอีกนานเท่าไรครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ท่านรัฐมนตรีเชิญตอบครั้งสุดท้ายนะครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ในเรื่องของ ภาคการขนส่งนะครับ ขสมก. นั้นปัจจุบันนี้ก็คงเผชิญปัญหาเช่นเดียวกันกับในเรื่องของ ประชาชน ก็คือในเรื่องต้นทุน ในเรื่องของน้ำมัน ซึ่งที่ทราบจากทางกระทรวงคมนาคมเมื่อวัน ๒ วันนี้ก็มีการปรับในเรื่องของราคา แต่ว่าก็มีความจำเป็นในมุมมองของผู้ประกอบการ ในส่วนของกระทรวงคมนาคม แต่ในอีกส่วนหนึ่งก็มีการลดเที่ยววิ่งด้วยนะครับ แต่ผมก็เรียน ไปทางผู้ที่เกี่ยวข้องทางด้านกระทรวงคมนาคมว่าในเรื่องของการลดเที่ยววิ่งนั้นก็ต้องให้ อยู่ในมาตรฐานหรือว่าในระดับที่สามารถที่จะขนถ่ายผู้โดยสารนั้นได้อย่างเพียงพอ ในขณะที่ เรามีมาตรการในเรื่องของบอกให้ใช้รถสาธารณะให้มากขึ้น ลดการใช้เรื่องของรถส่วนตัว แต่ว่าจำนวนเที่ยววิ่งนั้นมันกลับลดลงไปอีกจนไม่พอ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ได้มีการสื่อสารไปทาง ผู้เกี่ยวข้องที่ทางกระทรวงคมนาคม ส่วนในเรื่องของการจัดหารถนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งอาจจะเรียกว่าอยู่ในแผนระยะปานกลางหรือระยะยาว ซึ่งอาจจะไม่ได้เกี่ยวกับในเรื่อง วิกฤติเพราะว่าเป็นแผนที่ทำกันมาโดยตลอด จากเดิมที่กำหนดไว้จะมีการเปลี่ยนรถ เดิมนั้น เป็นรถเอ็นจีวี (NGV) และต่อมาก็มีการปรับเปลี่ยนในเรื่องของโครงการ ซึ่งก็จำเป็นที่จะต้อง ไปผ่านในเรื่องของสภาพัฒน์ในการพิจารณาในเรื่องของโครงการ เมื่อมีการเปลี่ยนในเรื่อง ของการใช้พลังงานในเรื่องของรถ ขสมก. จากเอ็นจีวี (NGV) มาเป็นอีวี (EV) ซึ่งอันนี้ก็คงใช้ เวลาอีกพอสมควรว่าทางสภาพัฒน์นั้นจะดูในเรื่องโครงการนี้ให้ได้อย่างไรนะครับ แต่อันนั้นก็อยู่ในแผนที่ผมเรียกว่าอาจจะเป็นแผนระยะกลางหรือระยะยาว ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้มี การดำเนินการมาตลอด แต่ว่าโครงการนั้นก็อาจจะมีความล่าช้าบ้าง อันนี้ก็ขออนุญาตว่า จะไปติดตามในเรื่องของโครงการนี้ต่อไปนะครับ ส่วนในเรื่องของประเด็นที่ค้างจากคำถาม ที่ ๒ ว่าจะมั่นใจได้อย่างไร ผมเชื่อว่าในเรื่องของ สมช. นั้นก็คงจะเป็นหน่วยงานที่ประสานงาน ได้กับทุกหน่วยงาน แล้วก็คงจะมีความร่วมมือจากทุกหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็ขออนุญาตกราบเรียนครับ🔗
ท่านสมาชิก ก็ถือว่าหมดเวลานะครับ และถาม ๓ ครั้งแล้ว🔗
ครับ เดี๋ยวขอใช้เวลาเล็กน้อย ในการขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ🔗
เชิญครับ🔗
ขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่มา ในวันนี้นะครับ แล้วก็ผมคิดว่าในความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เดี๋ยวเย็นนี้ผมจะลอง ขึ้นรถเมล์จากสภากลับบ้านครับ ในฐานะที่เราเป็นผู้นำก็อยากจะใช้โอกาสนี้ในการชวน ท่านรัฐมนตรีลองนั่งรถเมล์ไปด้วยกันครับว่ารอนานแค่ไหน และปัญหาค่าใช้จ่ายเป็นอย่างไร อันนี้ข้อเท็จจริงนิดหนึ่งครับท่าน รู้สึกว่าจะเป็น บขส. นะครับที่ขอขึ้น ไม่ใช่ ขสมก. ขสมก. ตอนนี้ค่าใช้จ่ายเขาใช้ค่าน้ำมันดีเซลอยู่ที่ ๒๗ บาท เขากำลังจะบอกว่าถ้าเกิดเป็น ๓๕ บาท อาจจะขึ้น แต่ยังไม่ได้ขอขึ้นนะครับ สุดท้ายแล้ว อันที่ ๒ ก็คือแผนฟื้นฟูของ ขสมก. ผ่านมา ๗ ปีแล้วครับ คือตอนนี้มันเป็นช่วงที่เอาก้อนที่มาจากขนส่งที่ต้องใช้ดีเซลเปลี่ยนไปใช้ไฟฟ้า มันเป็นช่วงที่เหมาะมากเลยที่จะใช้แบบนี้ แล้วก็จะได้ลดการใช้น้ำมัน ตอนนี้ใช้อยู่ ๕๐ ล้านลิตร ต่อวัน ถ้าลดตรงนี้ได้มันก็จะประหยัดงบประมาณได้อย่างถูกต้องครับ ขอบคุณท่านประธาน ที่ให้โอกาสครับ ขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีครับ สวัสดีครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ ก็ถือว่าจบกระทู้ถามสดด้วยวาจาของท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นะครับ ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านอาคม เติมพิทยาไพสิฐ ที่กรุณา ให้เกียรติกับทางสภาเรานะครับ🔗
เรียนท่านประธานครับ ผมประท้วงท่านประธานครับ🔗
ประท้วงเรื่อง อะไรครับ🔗
ผม ส.ส. ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ อดีตพรรคอนาคตใหม่ ปัจจุบันพรรคก้าวไกล ขอประท้วงการปฏิบัติหน้าที่ของท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๙ (๒) เรื่องการกำกับดูแล การดำเนินกิจการของสภา ซึ่งวันนี้ท่านทำหน้าที่บกพร่องครับ สืบเนื่องจากอาทิตย์ที่แล้ว ท่านรองประธานสภานะครับ ท่านสุชาติ ตันเจริญ ซึ่งมานั่งเป็นประธาน ท่านก็ได้ตำหนิ แล้วก็ฝากรัฐมนตรีนิพนธ์ บุญญามณี ไปบอกนายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านประธานศุภชัยเอง ก็นั่งอยู่ข้าง ๆ นะครับ ว่าจริง ๆ แล้วท่านนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลัง สันติ พร้อมพัฒน์ มาชี้แจง แต่ปรากฏว่าท่านก็ไม่มา แล้ววันนี้รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการคลังมาด้วยตัวเองคือท่านรัฐมนตรีอาคม แล้วท่านก็มาบอกขอโทษ ซึ่งผมเข้าใจว่าตกลงแล้วการมอบหมาย มอบหมายใครมากันแน่ ข้อเท็จจริงมันไม่ถูกต้อง ตรงกันระหว่างอาทิตย์ที่แล้วกับวันนี้ การที่รัฐมนตรีมาขอโทษผมคิดว่าเป็นเรื่องผิดฝาผิดตัว และอยากจะให้ท่านประธานช่วยเตือนเรื่องนี้ด้วยนะครับว่าท่านรัฐมนตรีมาขอโทษ ผิดฝาผิดตัวหรือเปล่า หรือว่าข้อเท็จจริงคือเขามอบ🔗
พอแล้วครับ ประท้วงผมผิดข้อบังคับข้อไหนครับ ผิดเรื่องอะไร ที่พูดมานี่มันไม่เกี่ยวกันเลย🔗
ข้อ ๙ (๒) ครับ การกำกับ ดูแลกิจการของสภาที่บกพร่องครับท่าน🔗
เชิญท่าน นั่งเลยครับ วินิจฉัยได้แล้ว🔗
ขอบคุณครับ🔗
ผมยืนยันว่า ประธานไม่ได้ทำผิดข้อบังคับอะไร วันนี้กับวันก่อนมันคนละวาระ มันคนละสัปดาห์ ฉะนั้น สัปดาห์ที่แล้วท่านนายกรัฐมนตรีมอบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังมอบรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง แต่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง การคลังท่านติด ท่านมาไม่ได้นะครับ แต่วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีมอบรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเดินทางมาด้วยตัวเอง ซึ่งมันเป็นคนละวัน มันเป็น คนละวาระ ฉะนั้นขอให้ท่าน ส.ส. ได้เข้าใจนะครับ ส่วนท่านรัฐมนตรีท่านจะมีมารยาท ในการขออภัยต่อที่ประชุมมันก็เป็นเรื่องมารยาทที่ดีของท่านนะครับ ก็ถือว่าจบนะครับ ต่อไปเป็น🔗
๑.๑.๓ กระทู้ถาม ที่ ๑๘๖ ส. (นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง เป็นผู้ตอบ🔗
ด้วยสำนัก เลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งว่ากระทู้ถามเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว มีบัญชามอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คือท่านอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน ตอนนี้รัฐมนตรีพร้อมแล้วนะครับ เชิญท่านเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ถามครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ผมขอใช้สิทธิ ในการตั้งกระทู้ถามท่านนายกรัฐมนตรีเรื่องของการแก้ไขปัญหาสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งท่าน นายกรัฐมนตรีไม่ได้มาตอบ ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีอาคม เติมพิทยาไพสิฐ ที่กรุณามา ตอบคำถามของกระผมแทน ต้องกราบเรียนท่านประธานครับว่าเหตุที่ผมต้องตั้งคำถามถึง ท่านนายกรัฐมนตรีเพราะว่าท่านนายกรัฐมนตรีเป็นบุคคลสำคัญที่สุดที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการ แก้ไขปัญหาสลาก ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่รัฐบาล คสช. เริ่มต้นในการตั้งเงื่อนไขในการแก้ไขปัญหา สลากแพง จนกระทั่งมาถึงปัจจุบันท่านก็ยังคงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้วก็มี ความพยายามในการแก้ไขปัญหาสลากแพง จนกระทั่งมีการออกสลากในรูปแบบที่เรียกว่า สลากดิจิทัล (Digital) ซึ่งกระผมเองต้องขอแสดงความยินดีกับพี่น้องประชาชนที่ได้มีโอกาส ซื้อสลากในราคา ๘๐ บาท จริง ๆ แล้วก็เป็นหน้าที่ของทางสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล แล้วก็รัฐบาลเองที่ต้องพยายามทำให้ประชาชนโดยทั่วไปได้ซื้อสลากในราคาที่เหมาะสม แต่ต้องกราบเรียนครับว่าการขายสลากในรูปแบบดิจิทัล (Digital) นั้น นักวิชาการหรือผู้ที่มี ความเชี่ยวชาญที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องของสลากกินแบ่งรัฐบาลเขามองไม่ต่างจากนี้ หรอกครับว่านี่คือวิธีการที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่สุด แต่ก็ไม่อยากให้มีการใช้วิธีนี้เพราะจะส่งผล กระทบมหาศาล ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงกับประชาชนอีกกลุ่มหนึ่ง และส่งผลกระทบกับ เศรษฐกิจฐานรากของประเทศด้วยเช่นเดียวกัน เขาจึงอยากให้รัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหา ด้วยเหตุด้วยผลในรูปแบบอื่นก่อน เพื่อให้พี่น้องประชาชนโดยทั่วไปได้ซื้อสลากในราคา ที่เหมาะสม ท่านประธานครับ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานให้เห็นถึงพัฒนาการของ การแก้ปัญหาสลากแพงของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตั้งแต่สมัยรัฐบาล คสช. จนถึงปัจจุบัน ในครั้งนั้นปี ๒๕๕๗ จำนวนสลากมีอยู่เพียงแค่ ๓๗ ล้านใบ ปัจจุบันนี้ เพิ่มจำนวนสลากมาเป็น ๑๐๐ ล้านใบ ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาสลากแพงได้ ในครั้งนั้นมีการ ออกมาตรา ๔๔ มากำหนดโทษผู้ขายสลากเกินราคา บังคับไม่ให้ขายสลากเกินราคาก็ยัง ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ มีการยกเลิกที่เรียกว่า ๕ เสือกองสลาก รัฐบาลมองว่าเป็นผลงาน ชิ้นโบว์แดง แต่ยกเลิก ๕ เสือกองสลากไปแล้วกลับไปเพิ่มเสือตัวใหม่อีกจำนวนมากครับ เพราะรัฐบาลไปเพิ่มปริมาณสลากให้กับหน่วยงานที่เรียกว่าองค์กรการกุศลนิติบุคคล จำนวน ถึง ๓๓ ล้านใบ ท่านประธานครับ การเพิ่มจำนวนให้กับองค์กรการกุศล ๓๓ ล้านใบ แน่นอนว่า เป็นประโยชน์กับผู้ที่เป็นผู้พิการหรือผู้ที่ด้อยโอกาส แต่ในความเป็นจริงแล้ว ๓๓ ล้านใบ ที่จัดสรรไปบางหน่วยงานรับสลากไปแล้วกลับไม่ไปกระจายให้สมาชิกเพื่อไปขายต่อ กลับกลายเป็นเอาสลากทั้งจำนวนไปขายผ่านยี่ปั๊ว นี่ก็เป็นอีกต้นเหตุที่ทำให้ราคาสลากแพง ขออนุญาตฝ่ายโสตขึ้นชาร์ต (Chart) ครับ รบกวนขยายให้ด้วยครับ🔗
ทั้งหมด ๙๐๐ กว่านิติบุคคล แล้วก็องค์กร บางแห่งได้รับสลากถึง ๑๒,๐๐๐ เล่ม ในแต่ละงวดนะครับ ๑๒,๐๐๐ เล่มไปกระจายออก อยู่ในตลาดทำให้ราคาสลากแพงนี่คือต้นเหตุหนึ่ง และผมต้องกราบเรียนว่ายังมีผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาสอีกจำนวนมากที่มีความต้องการที่จะประกอบอาชีพค้าสลากแต่ไม่ได้รับการ จัดสรรจากองค์กรหน่วยงานนั้น ๆ ที่ได้รับสลากไป ก็ต้องไปหาซื้อสลากมาขายต่อ แบบนี้ล่ะ คือความเสียหายที่รัฐบาลเองเพิกเฉยละเลยไม่เข้าไปแก้ไขปัญหา และที่สำคัญรัฐบาล ที่ผ่านมานั้น โดยสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลยังไปเพิ่มเม็ดเงินอีกก้อนหนึ่งที่ผมบอกว่า เต็มไปด้วยผลประโยชน์มหาศาล ผลประโยชน์อันนี้ที่เรียกว่าเงินค่าบริหารจัดการ ๒ เปอร์เซ็นต์ งวดหนึ่ง ๕๒ ล้านบาทเศษ ที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจัดสรรให้กับหน่วยงานที่เรียกว่า องค์กรนิติบุคคลต่าง ๆ แล้วถามว่า ๕๒ ล้านบาทเศษ เงิน ๒ เปอร์เซ็นต์นี้ไปตกอยู่ในมือใครบ้าง มีคนได้รับ ผลประโยชน์มหาศาลนี้ตลอด ๘ ปีที่ผ่านมาครับ และในที่สุดความพยายามในการแก้ไข ปัญหา จนกระทั่งมาถึงครั้งล่าสุดที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ตั้งท่านอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการในการแก้ไขปัญหาสลากแพง รวมถึง ให้นายเสกสกล อัตถาวงศ์ เป็นประธานอนุกรรมการในการตั้งชุดเฉพาะกิจแล้วออกไปบุกจับ แพล็ตฟอร์ม ออนไลน์ (Platform Online) บอกว่าเขาเป็นต้นเหตุของราคาสลากแพง สุดท้าย ศาลตัดสินว่าแพล็ตฟอร์ม ออนไลน์ (Platform Online) ไม่ผิด ซึ่งจริง ๆ แล้วแพล็ตฟอร์ม ออนไลน์ (Platform Online) นี้ที่เอาสลากไปขายเขาไม่ผิดหรอกครับ แต่สาเหตุที่สลากแพง คือแพล็ตฟอร์ม ออนไลน์ (Platform Online) ไปกว้านซื้อสลากในตลาดครับ ไปกว้านซื้อมา ไปแย่งซื้อในราคาที่สูงแล้วก็เกิดเป็นต้นเหตุให้สลากแพง อันนั้นละครับที่เป็นเหตุของปัญหา ที่รัฐบาลไม่พูดถึง แต่ไปใช้อำนาจในการบุกจับเขาแล้วศาลก็ตัดสินว่าไม่ผิดครับ นั่นละครับ จนสุดท้ายแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ ก็เลือกใช้วิธีการขายผ่านออนไลน์ (Online) ที่เรียกว่า โครงการสลากดิจิทัล (Digital) ท่านประธานครับ ผมยินดีกับพี่น้องประชาชนจริง ๆ ที่ได้ซื้อ สลากในราคาที่เหมาะสม สมควรอยู่แล้วครับ แต่ว่าในการขายสลากดิจิทัล (Digital) นั้นยังมี ประเด็นที่เป็นปัญหาอยู่เพราะมันส่งผลกระทบกับคนอีกกลุ่มหนึ่ง รัฐบาลไม่ได้ดูแลเลยครับ เขาเป็นผู้ค้าสลากประกอบอาชีพอิสระ หาเช้ากินค่ำ รายได้น้อย กำลังจะได้รับผลกระทบ อย่างร้ายแรง ซึ่งผมกราบเรียนว่ารัฐบาลนี้ไม่เคยดูแลเลยตรงนี้ อยากซื้อสลากมาขายครับ เป็นอาชีพอิสระ แม้กระทั่งนักเรียนนักศึกษาที่เรียนจบแต่ไม่มีงานทำก็หันมาประกอบอาชีพ อิสระเขาผิดด้วยหรือครับ ดังนั้นผมจึงอยากเรียกร้องทางรัฐบาลผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่า อยากให้ชะลอการเพิ่มจำนวนสลากที่จะขายผ่านระบบดิจิทัล (Digital) ไว้ก่อน แล้วรัฐบาล พยายามไปแก้ไขปัญหาเพิ่มเติมในเหตุของปัญหาเพื่อไม่ให้สลากแพง ประชาชนทั่วไปก็จะได้ ซื้อสลากในราคาที่เหมาะสม ดังนั้นผมอยากจะให้ท่านประธานได้เข้าใจในส่วนของเหตุ ของสลากแพงแล้วไปแก้ปัญหาให้มันตรงจุด ผมขอเรียนถามครับ🔗
ท่านเลิศศักดิ์ ถามคำถามได้แล้วนะครับ เพราะว่าใช้เวลาไปเยอะแล้ว🔗
ผมเท้าความพอสมควรแล้วครับ ก็อยากจะตั้งคำถามผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีอาคมว่า🔗
ในประการที่ ๑ เดิมนั้นทางบอร์ด (Board) กองสลากมีมติที่จะขยายเพิ่ม จำนวนสิทธิให้กับผู้ซื้อสลากรายย่อยอีกจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ สิทธิ ท่านรัฐมนตรีอาคมก็เคยมา ตอบคำถามของกระผมในการตั้งกระทู้ถามแยกเฉพาะแล้ว ท่านก็บรรยายว่าจะทำวิธีไหน กระบวนการก็เริ่มต้นไปแล้วครับ ๑๐๐,๐๐๐ สิทธิที่จะกระจายสลากให้ผู้ขายสลากตัวจริง มีการจองเข้ามาถึง ๙๐๐,๐๐๐ ราย ผ่านไปแล้ว ๑ ปีสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลยังไม่ ดำเนินการใด ๆ เลย จึงอยากเรียนถามว่า ณ ตอนนี้ขั้นตอนของการจัดสรรสลากให้กับผู้ค้า สลากรายย่อยอีก ๑๐๐,๐๐๐ รายนั้น ตอนนี้ถึงไหนแล้วครับ🔗
ผมถามคำถามต่อไปพร้อมกันไปเลยครับว่า การที่รัฐบาลตั้งชุดเฉพาะกิจ ไปบุกจับแพล็ตฟอร์ม ออนไลน์ (Platform Online) แล้วไปตัดสิทธิโควตาของคนขายสลาก ที่ไปขายให้กับแพล็ตฟอร์ม ออนไลน์ (Platform Online) แต่ศาลได้ตัดสินว่าแพล็ตฟอร์ม ออนไลน์ (Platform Online) นั้นไม่ผิด จึงอยากจะถามว่าผู้ค้าสลากที่เขาถูกตัดสิทธิจำนวน ๘,๐๐๐ ราย คิดเป็นจำนวนสลากเกือบ ๖ ล้านฉบับ จะคืนสิทธิอันนี้ให้กับบรรดาผู้ค้าสลาก ที่เขามีโควตาแล้วถูกตัดสิทธิหรือไม่ หรือท่านเอาโควตาของกลุ่มคนเหล่านี้ไปเป็นโควตา ในการขายสลากดิจิทัล (Digital) ไปแล้ว ดังนั้นจึงถามคำถามนี้ผ่านท่านประธานไปยัง ท่านรัฐมนตรีเพื่อตอบให้พี่น้องประชาชนโดยทั่วไปได้มีความเข้าใจ แล้วก็จะได้รอว่าจะได้ รับสิทธิในการเพิ่มจำนวนของสิทธิในการจองซื้อ ซื้อจองผ่านระบบเอทีเอ็ม (ATM) ของ ธนาคารกรุงไทยเมื่อไรครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านรัฐมนตรีตอบครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้รับมอบหมายจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ให้มาตอบกระทู้ในเรื่องของสลากกินแบ่งรัฐบาลนะครับ ขออนุญาตเรียนว่ามี ๒ คำถาม ซึ่งในคำถามที่ ๑ นั้น กระผมก็เคยมาตอบกระทู้ครั้งหนึ่ง ตอนนั้นที่เราบอกว่าเราจะเปิดสิทธิ อีกประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ สิทธิ ก็เป็นกระทู้ของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ได้ถามไว้สักครู่นี้ ซึ่งในขณะนี้นั้นก็มีการดำเนินการมาโดยตลอด ซึ่งอย่างที่ท่านสมาชิกได้กล่าวไว้ว่ามีผู้มา ลงทะเบียนนั้นก็เป็นจำนวนมากถึง ๙๐๐,๐๐๐ ราย ซึ่งกระบวนการในเรื่องของการคัดเลือก คัดกรองตรงนี้ก็มีการดำเนินการมาโดยตลอด ซึ่งปัจจุบันนี้อาจจะต้องเช็ก (Check) กับ ในเรื่องของผู้มีรายได้น้อยจริง ๆ ก็มีการไปวนฐานข้อมูลกับทางด้านผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการ นั่นก็ส่วนหนึ่งนะครับ ก็มีจำนวนลดลงมาเหลือประมาณสัก ๓๐๐,๐๐๐ ราย แล้วก็มีการคัด กรองลงไปอีกในหลาย ๆ ชั้น ซึ่งปัจจุบันนี้ก็จะเหลืออยู่ประมาณ ๖๐,๐๐๐-๗๐,๐๐๐ ราย ที่คาดว่าจะมีคุณสมบัติตรงตามที่เราจะจัดสรรในเรื่องของสลากกินแบ่งให้นะครับ ก็ขออนุญาต รับไปในการที่จะเร่งรัดพิจารณาตรงนี้ให้แล้วเสร็จนะครับ🔗
ประการที่ ๒ ในเรื่องของสลากดิจิทัล (Digital) นั้นจริง ๆ แล้วก็ขออนุญาต เรียนว่าเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหานะครับ โดยที่วิธีการก็คือการเพิ่มช่องทางการจัด จำหน่าย จริง ๆ แล้วก็เป็นประโยชน์กับในแง่ของผู้ซื้อแล้วก็เป็นประโยชน์กับผู้ขายด้วย ผู้ที่ได้รับสลากไปนั้นก็มีความสะดวกสบายมากขึ้น แล้วเม็ดเงินก็ได้ในทันทีเช่นเดียวกันครับ ผู้ซื้อนั้นก็ได้ในราคาที่สลากกินแบ่งกำหนดไว้ในราคา ๘๐ บาท ก็ถือว่าได้ประโยชน์แล้วก็ได้ บรรลุวัตถุประสงค์ที่เราอยากจะเห็นนะครับ🔗
ประการที่ ๓ ก็คือในเรื่องถามว่าผู้ค้ารายย่อย ผู้ค้ารายย่อยที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ จะได้รับผลกระทบ แล้วก็ในเรื่องที่ท่านสมาชิกได้ถามว่าจะไปกระทบสิทธิของคนที่ค้ารายย่อย อยู่ในขณะนี้นะครับ ซึ่งเรื่องนี้นั้นทางคณะกรรมการกองสลากและทางกองสลากก็ได้พิจารณา อย่างถี่ถ้วนก็ไม่อยากให้กระทบนะครับ เพราะฉะนั้นจากยอดที่ผ่านช่องทางการจำหน่าย ทางด้านดิจิทัล (Digital) เข้าใจว่าขณะนี้ก็คงได้มีมติลงไปแล้วว่าจะเพิ่มประมาณ ๒ ล้าน ในงวดวันที่ ๑ สิงหาคม แต่ว่าการเพิ่มตรงนี้ก็จะระมัดระวังให้มากขึ้นเพื่อสร้างความสมดุล ในระหว่างผู้ค้ารายย่อยที่ยังมีความจำเป็นที่จะต้องเดินขายสลากอยู่ในขณะนี้นะครับ🔗
ส่วนประการสุดท้ายก็เป็นคำถามในข้อที่ ๒ ที่เรียนว่าจากสิทธิที่คัดกรอง ลงมาแล้วจะคืนให้หรือไม่ สมมุติว่าจากแพล็ตฟอร์ม (Platform) ที่ทางคณะกรรมการลงไป ตรวจจับแล้วก็พบว่าไม่มีความผิด ผู้ที่เขาไปขายให้ตรงนั้นก็ยังมีสิทธิอยู่ในส่วนหนึ่งนะครับ ก็คิดว่าเรื่องนี้ผมจะไปติดตามให้กองสลากนั้นดูแลในเรื่องของกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบ จากการที่เข้าไปจับในเรื่องของแพล็ตฟอร์ม (Platform) ตรงนี้นะครับ ก็ขออนุญาตเรียน ได้รับข้อมูลว่าจริง ๆ ศาลไม่ได้ตัดสิน เพียงแต่ว่าศาลขอยกเลิกการขอปิดเว็บไซต์ (Website) จากกระทรวงดีอี ก็ขออนุญาตเรียนนะครับ แต่อย่างไรก็ตามจะดูแลผู้ที่ได้รับสิทธิไปแล้วก็ ไปขายให้กับแพล็ตฟอร์ม (Platform) ต่าง ๆ เหล่านี้ ก็ขออนุญาตผมจะไปติดตามในเรื่องนี้ ต่อไปครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านเลิศศักดิ์มีอะไรเพิ่มเติมไหมครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมยังมีเวลาเหลืออีก เล็กน้อยครับ🔗
เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ต้องกราบเรียนท่านประธานครับว่า ในชั้นของการตัดสินของศาลนั้นมีเหตุผลประกอบว่ากระบวนการในแพล็ตฟอร์ม ออนไลน์ (Platform Online) เขาไม่ได้เป็นต้นเหตุให้สลากแพง อันนั้นผมไม่ได้ไปเข้าข้างทางแพล็ตฟอร์ม ออนไลน์ (Platform Online) เขาบอกว่าไม่ได้เป็นต้นเหตุให้สลากแพง แต่ผมกราบเรียนว่า ต้นเหตุจริง ๆ ก็คือการที่แพล็ตฟอร์ม ออนไลน์ (Platform Online) ไปกว้านซื้อต่างหาก อันนั้นเป็นเหตุให้สลากแพง แต่ศาลตัดสินว่ากระบวนการซื้อขายที่อยู่ในแพล็ตฟอร์ม ออนไลน์ (Platform Online) ไม่ได้เป็นต้นเหตุ ดังนั้นสิทธิที่ถูกคณะกรรมการสลากอ้างว่า จะต้องยึดคืนนั้นควรจะคืนสิทธิให้เขาไป ท่านประธานครับ กระบวนการในการขายสลากดิจิทัล (Digital) ซึ่งผมก็เรียนว่าแน่นอนที่สุดมันเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน แต่การขายสลาก ดิจิทัล (Digital) นั้นเป็นลักษณะของการขายที่ผู้ขายไม่ต้องทำอะไรเลย เอาสิทธิไปโยนให้ กองสลากไปใส่ไว้ในระบบออนไลน์ (Online) ทำให้คนกลุ่มนั้นจะเป็นกลุ่มหนึ่งที่ได้รับประโยชน์ สูงสุดที่เป็นเสือนอนกินครับ ผมเข้าใจครับว่ามันเป็นสิทธิของเขาที่จะทำได้ แต่ท่านประธาน ต้องเข้าใจว่ายังมีคนอีกเยอะแยะมากมายที่อยู่ในระบบสลากที่เขาไม่ได้รับโอกาส แต่ทาง รัฐบาลเองไปเปิดช่อง สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลไปทำในลักษณะนี้เองมันก็ทำให้คน อีกกลุ่มหนึ่งเขาจะเสียโอกาสค่อนข้างมาก ผมจึงอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรีว่าขอความกรุณาเถอะครับ เห็นใจคนที่เขากำลังเดือดร้อนกับภาวะเศรษฐกิจ ที่ตกต่ำหาเช้ากินค่ำลำบาก เขาไม่ได้อยากจะมาขายแพงหรอก แต่เขาอยากได้สลากในราคาทุน เพื่อมาขาย ๘๐ บาทให้พี่น้องประชาชนทั่วไป ดังนั้นผมจึงร้องขออีกครั้งหนึ่งว่าท่านควร จะต้องชะลอการเพิ่มจำนวนสลากดิจิทัล (Digital) ไว้ก่อน และรัฐบาลไปใช้ความสามารถของ รัฐบาลเองนั่นละครับไปแก้ปัญหาที่ต้นเหตุให้มันได้ ซึ่งปัญหาที่ต้นเหตุมันเห็นอยู่แล้วต่อหน้า ต่อตาสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลแต่กลับไม่แก้ไข อย่างนั้นครับเป็นสิ่งที่ควรจะต้องรีบเร่ง ดำเนินการควบคู่กันไปกับการขายสลากดิจิทัล (Digital) ที่มีอยู่แล้ว แต่อย่าเพิ่งไปเพิ่มจำนวน สลากครับ ทำหน้าที่ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเอง ทำหน้าที่ของรัฐบาลให้ดีที่สุดก่อน ผมจึงจะสบายใจแทนพี่น้องประชาชนที่เขาตั้งความหวังในการที่จะมีอาชีพแล้วก็เป็นอาชีพ ที่อิสระ เป็นอาชีพที่ไม่ผิดกฎหมาย ให้โอกาสเขาเถอะ ท่านประธานครับ จึงขอเรียกร้องครับว่า ชะลอการเพิ่มจำนวนไว้ก่อนและไปแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุเพื่อให้สลากมันกลับลงมาอยู่ที่ ๘๐ บาทได้ ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนทั้งประเทศเขาพร้อมที่จะยอมรับได้ และคนอีกกลุ่มหนึ่ง ก็จะไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง กราบขอบพระคุณท่านประธาน กราบขอบพระคุณผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรีอาคม เติมพิทยาไพสิฐ ขอความกรุณาได้ติดตามสิทธิ ๑๐๐,๐๐๐ สิทธิให้กับ พี่น้องประชาชนด้วยครับ ด้วยความเคารพครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านรัฐมนตรีจะตอบไหมครับ หรือจะรับไปเลย ตอบสักหน่อยเชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ก็ขออนุญาตรับไปครับ🔗
ท่านสมาชิกครับ ก็ถือว่าจบกระทู้ถามสดด้วยวาจาของท่าน ส.ส.เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ถามท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีมอบหมายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมาตอบ ต้องขอขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีอาคม เติมพิทยาไพสิฐ ที่กรุณาให้เกียรติกับสภาเราได้มาตอบกระทู้ถาม เพื่อที่ จะได้นำไปสู่การแก้ไขปัญหาในโอกาสต่อ ๆ ไป ท่านสมาชิกครับ ระเบียบวาระต่อไปครับ🔗
๑.๒ กระทู้ถามทั่วไป🔗
เรียนท่านสมาชิกครับ เนื่องจากได้รับการประสานจากเจ้าหน้าที่แจ้งว่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม คือท่านอธิรัฐ รัตนเศรษฐ ซึ่งได้รับมอบหมายให้ตอบ กระทู้ถามตามระเบียบวาระที่ ๑.๒.๒ แทนนั้นติดภารกิจสำคัญในช่วงบ่าย ประกอบกับ กระทู้ถามตามระเบียบวาระที่ ๑.๒.๑ และกระทู้ถามตามระเบียบวาระที่ ๑.๒.๔ เป็นกระทู้ ที่ตั้งถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเหมือนกัน ดังนั้นเพื่อประโยชน์ในการตอบ กระทู้ถามให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ผมจะขอปรึกษาที่ประชุมนะครับ ขอสลับลำดับกระทู้ถาม เป็นดังนี้นะครับ ลำดับที่ ๑ กระทู้ถามตามระเบียบวาระที่ ๑.๒.๒ ของท่าน ส.ส. จักรพันธ์ พรนิมิตร ลำดับที่ ๒ กระทู้ถามตามระเบียบวาระที่ ๑.๒.๑ ของท่าน ส.ส. ผ่องศรี แซ่จึง ลำดับที่ ๓ กระทู้ถามตามระเบียบวาระที่ ๑.๒.๔ ของท่าน ส.ส. นริศ ขำนุรักษ์ ลำดับที่ ๔ กระทู้ถามตามระเบียบวาระที่ ๑.๒.๓ ของท่าน ส.ส. จารึก ศรีอ่อน มีผู้ตั้งกระทู้ถามท่านใด ขัดข้องหรือสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ🔗
ถ้าไม่มีถือว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้ดำเนินการตามนี้นะครับ🔗
๑.๒.๒ กระทู้ถาม ที่ ๔๘๒ เรื่อง การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมบริเวณนอกแนวเขื่อน ริมแม่น้ำเจ้าพระยา (นายจักรพันธ์ พรนิมิตร เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมอบหมายให้ นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นผู้ตอบ🔗
ด้วยสำนักงาน รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมได้มีหนังสือแจ้งว่า กระทู้ถามเรื่องนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวง คมนาคมได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม คือท่านอธิรัฐ รัตนเศรษฐ เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน ตอนนี้ท่านรัฐมนตรีพร้อมแล้วนะครับ เชิญท่าน ส.ส.จักรพันธ์ พรนิมิตร ได้ถามเลยนะครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม จักรพันธ์ พรนิมิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากกรุงเทพมหานคร เขตบางกอกน้อยและเขตบางพลัด พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ ขออนุญาตตั้งกระทู้ถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งท่านได้มอบหมายให้ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการคือท่านอธิรัฐ รัตนเศรษฐ ในฐานะที่ท่านกำกับดูแลกรมเจ้าท่า ซึ่งจะดูแลรับผิดชอบงานที่ผมจะขออนุญาตตั้งกระทู้ถามในวันนี้นะครับ แล้วผมก็มี ภาพประกอบจากห้องโสต ต้องขออนุญาตท่านประธานในการฉายประกอบนะครับ🔗
ภาพที่พวกเราเห็นในช่วงแรกนี้ จะเป็นเหตุการณ์เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ที่ผ่านมา ในวันนั้นก็จะมีเหตุการณ์ น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาได้เอ่อล้นท่วมพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ทั้ง ๒ ฝั่ง คือฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรี โดยไม่ได้มีการแจ้งเตือนให้พี่น้องประชาชนรับทราบ ทำให้วันนั้นทั้งวันและบางพื้นที่ต่อเนื่องมาถึงวันที่ ๙ พฤศจิกายน ก็มีสภาพน้ำท่วมพื้นที่ เศรษฐกิจ อย่างบริเวณที่ผมรับผิดชอบในพื้นที่ที่ผมได้ไปตรวจเยี่ยมก็คือเชิงสะพานกรุงธน ในฝั่งธนบุรีตรงนั้นก็จะเป็นถนนราชวิถีไปจนถึงแยกบางพลัดกินเนื้อที่ประมาณหลายตาราง กิโลเมตรที่ได้รับผลกระทบในวันนั้น พื้นที่เศรษฐกิจ บรรดาตึกแถว ห้างร้านได้รับความเสียหาย พี่น้องที่อยู่ในชุมชนริมแม่น้ำหรือถัดออกมาจากริมแม่น้ำก็ได้รับผลกระทบเพราะว่าไม่มี การแจ้งเตือน ดังนั้นวันนั้นจะเป็นความโกลาหลอย่างมาก ผมก็ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมพี่น้อง ให้กำลังใจแล้วก็ประสานงานหน่วยราชการเท่าที่จะประสานได้ โดยในวันที่ ๙ พฤศจิกายน วันรุ่งขึ้นก็ได้มีการมอบถุงยังชีพจากท่าน พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค พลังประชารัฐ ซึ่งท่านก็ให้ความเป็นห่วงเป็นใยพี่น้องนะครับ ตรงนี้ก็จะเป็นจุดที่ท่วมมาก ที่สุดตรงนั้นก็คือบริเวณที่เราเรียกกันว่าชุมชนวังเจ้าพร้อม ซึ่งเป็นจุดที่ติดกับพื้นที่ริมฝั่ง แม่น้ำเจ้าพระยา จากเหตุการณ์ในวันนั้นเอง จากวันที่ ๘ พฤศจิกายน ผมก็ได้มีการติดตาม สอบถามผ่านกลไกของสภา ซึ่งเดี๋ยวผมอาจจะขออนุญาตพูดในการลุกขึ้นครั้งที่ ๒ แต่ใน ช่วงแรกที่อยากจะเรียนถามท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เนื่องจากว่าสาเหตุหลักของการที่มีภัยน้ำท่วมในวันนั้น เราเรียกภาษาบ้าน ๆ ก็คือว่าจุดฟันหลอ คือตลอดแนวแม่น้ำเจ้าพระยาทั้ง ๒ ฝั่งในเขตกรุงเทพมหานครปกติจะมีเขื่อนคอนกรีตถาวร ซึ่งทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือว่ากรุงเทพมหานคร ตั้งแต่หลังน้ำท่วมใหญ่ ในปี ๒๕๓๘ คือเกือบ ๆ ๓๐ ปีที่ผ่านมาแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกรัฐบาลแล้วก็ทุกผู้บริหาร ของกรุงเทพมหานครก็ได้มีการทยอยสร้างเขื่อนคอนกรีตถาวรตลอดฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อเป็น การป้องกันอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นหลังจากปี ๒๕๓๘ ซึ่งก็ได้ผลพอสมควร แต่เหตุผลก็คือว่าทำไมถึงยังมีจุดที่ไม่มีการก่อสร้างคือไม่มีเขื่อนถาวร ซึ่งอันนี้ก็เป็นที่ทราบ กันดีว่าในการก่อสร้างเขื่อนบริเวณริมแม่น้ำลำคลองต่าง ๆ ส่วนหนึ่งก็อยู่ในความรับผิดชอบ ของทางกรมเจ้าท่า ซึ่งท่านมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่จะอนุญาตให้มีการก่อสร้าง และการก่อสร้างเขื่อนจะไม่เหมือนกับการก่อสร้างถนนหนทางนะครับท่านประธาน กล่าวคือ ถ้าเราจะสร้างถนนหนทางสักเส้นหนึ่งทางราชการสามารถที่จะออกกฎหมายเวนคืนที่ดินได้ เพื่อก่อสร้างนะครับ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นที่เอกชนหรือที่ของใครเราสามารถที่จะเวนคืน เพื่อสร้างเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนได้ แต่การสร้างสิ่งรุกล้ำเข้าไปในแม่น้ำ ลำคลองรวมทั้งเขื่อนทางราชการไม่สามารถจะไปออกคำสั่งแบบนั้นได้ ดังนั้นการก่อสร้าง แต่ละครั้งจะต้องได้รับความยินยอมจากทั้งเจ้าของที่ที่อยู่บริเวณที่เราจะสร้างเขื่อน แล้วก็ แน่นอนว่าจะต้องได้รับการอนุญาตจากกรมเจ้าท่าซึ่งรับผิดชอบตามกฎหมายของเขา ดังนั้น ก็เป็นข้อเท็จจริงแม้ว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของกรุงเทพมหานครริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาจะมีเขื่อน คอนกรีตถาวรค่อนข้างสมบูรณ์เกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่จริง ๆ โดยข้อเท็จจริงก็ยังมีอยู่ ผมคิดว่าอาจจะประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมด ถ้าท่านรัฐมนตรีจะมีข้อมูล ในการตอบเพื่อความชัดเจนให้มากขึ้นด้วยก็จะเป็นเรื่องดีเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน แต่ผมเข้าใจว่าตัวเลขล่าสุดจุดที่เป็นฟันหลอเหล่านี้มีอยู่ไม่น่าจะเกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ ทั้งหมด ดังนั้นคำถามของผม คำถามแรกที่จะถามไปยังทางคณะรัฐมนตรีก็คือว่าทาง กระทรวงคมนาคมโดยกรมเจ้าท่าซึ่งมีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลการก่อสร้างริมแม่น้ำ เจ้าพระยาได้มีการประสานงานร่วมกับกรุงเทพมหานครในการดำเนินการก่อสร้างเขื่อนถาวร ตลอดฝั่งเจ้าพระยาหรือไม่อย่างไร ขอทราบรายละเอียดครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านรัฐมนตรีตอบ เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม วันนี้ผมได้รับมอบหมายจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมให้มาตอบกระทู้ของ ท่านจักรพันธ์ พรนิมิตร ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณแล้วก็ขอชื่นชมท่าน ส.ส. ที่เป็นห่วง ความเป็นอยู่ของพี่น้องตลอดริมฝั่งเจ้าพระยานะครับ ต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับว่ารัฐบาล ภายใต้การนำของ ฯพณฯ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านได้มีนโยบายเรื่องนี้มาตลอด ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมบูรณาการเพื่อป้องกันน้ำท่วมโดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และจากเหตุการณ์ที่ท่านจักรพันธ์ได้ยกขึ้นมาก็คือเมื่อเดือนพฤศจิกายนปลายปีที่แล้วนะครับ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีก็ได้ให้ทาง กทม. และกรมเจ้าท่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ก็มาร่วมบูรณาการ เบื้องต้นภารกิจหลักในการสร้างแนวเขื่อนก็จะเป็นภารกิจของ กทม. ส่วนของกรมเจ้าท่าก็จะมีหน้าที่ในการพิจารณาเกี่ยวกับการยื่นขออนุญาตก่อสร้างเขื่อน ตามกฎหมายนะครับ ซึ่งทางกรุงเทพมหานครจะเป็นผู้ดำเนินการโดยกรมเจ้าท่าและ กรุงเทพมหานครเราก็ได้ประสานกันตลอดตั้งแต่ขั้นตอนการเขียนแบบออกแบบให้ถูกต้อง ตามกฎหมายนะครับ แล้วในงบประมาณปี ๒๕๖๕ ทาง กทม. และกรมเจ้าท่าเราก็ได้ร่วมกัน ตอนนี้ก็ได้มีแผนที่จะสร้างเขื่อนในจุดฟันหลออย่างที่ท่านผู้ถามกระทู้ได้บอกมาว่ามันยังเป็น จุดที่น้ำทะลักเข้ามาเวลาน้ำทะเลหนุนสูง ตอนนี้ในแผนปี ๒๕๖๕ เรามีอยู่ทั้งหมด ๑๓ แห่ง ผมขออนุญาตไล่ไปในจุดแรกก็คือชุมชนวัดวิมุตยาราม จุดที่ ๒ ร้านอาหารขนาบน้ำริเวอร์บาร์ จุดที่ ๓ ท่าเรือเทเวศร์ จุดที่ ๔ ชุมชนบ้านบุ จุดที่ ๕ ถนนทรงวาด จุดที่ ๖ วัดปทุมคงคา จุดที่ ๗ ศาลเจ้าโรงเกือก จุดที่ ๘ ซอยเจริญกรุง ๓๒ จุดที่ ๙ องค์การสะพานปลา จุดที่ ๑๐ สุสานโปรเตสแตนต์ จุดที่ ๑๑ บริษัท เจแฟค ซอยเจริญกรุง ๘๐ จุดที่ ๑๒. องค์การคลังสินค้า กระทรวงพาณิชย์ จุดที่ ๑๓. โกดังบริษัท แสงทองข้าว อันนี้ คืออยู่ในงบปี ๒๕๖๕ ซึ่งผมก็ได้สอบถามไปทั้งทางกรมเจ้าท่า แล้วก็ กทม. ที่ว่าตอนนี้อยู่ใน ขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง คาดว่าจะลงนามสัญญาได้ภายในสิ้นเดือนกันยายน แล้วก็ใช้เวลา ในการก่อสร้างดำเนินการก็จะอยู่ที่ประมาณ ๗-๘ เดือน ก็จะไปแล้วเสร็จอยู่ประมาณ เมษายนถึงพฤษภาคมปีหน้านะครับ อันนี้ก็ขออนุญาตตอบคำถามแรกนะครับว่าทางรัฐบาล โดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ท่านก็ได้สั่งการให้ดูแลพี่น้องประชาชนชาว กทม. ในเรื่องน้ำหนุน มาตลอดครับ🔗
เชิญท่าน ส.ส. จักรพันธ์ ถามคำถามที่ ๒ ครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ จักรพันธ์ พรนิมิตร จากกรุงเทพมหานคร เขตบางกอกน้อยและ เขตบางพลัด พรรคพลังประชารัฐ ต้องขอขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ ท่านอธิรัฐ รัตนเศรษฐ ที่กรุณาให้ข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนของเขื่อน จุดที่เราจะก่อสร้างเขื่อนถาวร ๑๓ จุด ทั่วกรุงเทพมหานคร ซึ่งก็ประกอบด้วยหลายเขต อย่างไรก็ตามข้อมูลที่ทางท่านรัฐมนตรี ได้ชี้แจงก็เป็นไปตามนั้น แล้วผมก็อยากจะขออนุญาตเพิ่มเติมโดยขออนุญาตฉายภาพสไลด์ (Slide) จากห้องโสตนะครับ ท่านประธานครับ🔗
ลำดับเหตุการณ์หลังจากวันที่ ๘ พฤศจิกายนในปีที่แล้ว พอช่วงวันที่ ๒๗ พฤศจิกายนทางตัวแทนของพี่น้องประชาชน ในเขตของผมที่ได้รับผลกระทบวันนั้นก็ได้มอบหนังสือให้กับท่านหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ท่าน พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ซึ่งท่านลงพื้นที่ในวันนั้นนะครับ ในช่วงหลังจากที่น้ำท่วม ในวันที่ ๘ แล้วก็ได้ขอให้มีการก่อสร้างเขื่อนในจุดที่เป็นพื้นที่เอกชนที่เป็น ๑ ใน ๑๓ จุด ที่ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงเมื่อสักครู่นะครับ ซึ่งจากวันนั้นผมก็ได้ดำเนินการผ่านกลไกของสภา ก็คือได้ตั้งกระทู้ถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยนะครับ ท่าน พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ในฐานะที่ท่านกำกับดูแลกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่จะแก้ปัญหาให้กับ พี่น้องประชาชน ซึ่งกระทู้ของผมก็ได้รับการบรรจุแล้วก็ตั้งกระทู้ถามท่านรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ซึ่งท่านก็ได้ตอบแจ้งข้อมูลว่าตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในฐานะที่กำกับดูแลกรุงเทพมหานคร โดยท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในขณะนั้นท่าน พลตำรวจเอก อัศวิน ขวัญเมือง ท่านก็ ได้รับปัญหานี้ไปดำเนินการแล้วก็เป็นโครงการที่ท่านรัฐมนตรีท่านอธิรัฐได้ชี้แจงเมื่อสักครู่ คือ ๑๓ จุดทั่วกรุงเทพมหานครก็จะมีการก่อสร้างเพื่อปิดจุดฟันหลอเหล่านี้เป็นการถาวร ซึ่งในวันนั้นท่านรัฐมนตรี วันที่ ๒๐ มกราคมนะครับ ซึ่งหลังจากนั้นผมก็ได้ไปติดตาม จากกรุงเทพมหานครก็ทราบว่าในวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ คือหลังจากที่ผมได้ตั้งกระทู้ถามไป ในเดือนมกราคม ไม่ถึงเดือนทางท่านอดีตผู้ว่าท่านอัศวิน ขวัญเมือง ท่านก็ได้อนุมัติ งบประมาณซึ่งเป็นงบกลางกรุงเทพมหานครเองนะครับ ในการก่อสร้างเขื่อนถาวรทั้ง ๑๓ จุด โดยผมยกตัวอย่างจุดที่ท่านรัฐมนตรีอธิรัฐได้กล่าวเมื่อสักครู่นะครับ อันนี้เป็นจุดบริเวณ เชิงสะพานกรุงธนที่ผมได้ลงพื้นที่ไปดู ซึ่งผมคิดว่าเป็นจุดที่หนักที่สุดนะครับ เพราะว่าท่วม นอนไม่ได้ในวันนั้นพูดง่าย ๆ แล้วก็ท่วมซ้ำซากมาเป็นเวลาเกือบ ๓๐ ปีแล้วนะครับ เพราะว่า เป็นพื้นที่เอกชนที่เขาไม่อนุญาตให้สร้าง แต่ปัจจุบันภายใต้การกำกับดูแลงานของรัฐบาล แล้วก็ทางกรุงเทพมหานครในอดีตที่ผ่านมาก็ได้เจรจากับชาวบ้าน เจรจากับเจ้าของที่ แล้วก็ ผลักดันงบประมาณลงมาแล้ว ผมขออนุญาตยกตัวอย่างบริเวณนี้บริเวณเดียวนะครับ ก็จะมี ความยาว ๘๕ เมตร ใช้งบประมาณ ๓๐ ล้านบาทในการก่อสร้าง ซึ่งท่านรัฐมนตรีก็ได้แจ้งไป เมื่อสักครู่แล้วนะครับว่าจะมีการก่อหนี้แล้วก็เริ่มก่อสร้างในช่วงไม่กี่เดือนหลังจากนี้ ซึ่งก็ขอขอบพระคุณทางรัฐบาล แล้วก็เชื่อว่าทางพี่น้องประชาชนคงมีความสบายใจมากขึ้น แล้วก็คิดว่าหน้าน้ำแม้ว่าหน้าน้ำในปีนี้อาจจะยังต้องเสี่ยงอยู่ แต่ว่าพอถึงปีหน้าเมื่อเขื่อน ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยตามแผนก็คงจะได้ปลอดภัยจากจากอุทกภัยที่ซ้ำซากมาเป็นเวลา ๓๐ ปีในบริเวณนั้นนะครับ นอกจากนี้ยังมีบริเวณอื่น ๆ ที่ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงเมื่อสักครู่ อย่างเขตของท่าน ส.ส. กานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ เขต ๑ หรือท่าน ส.ส. พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เขตปทุมวัน เขตสาทร บางรัก ซึ่งก็ได้รับผลประโยชน์จากการผลักดันในครั้งนี้ของทางรัฐบาลด้วย ก็กราบขอบคุณครับ อย่างไรก็ตามผมมีกรณีจากจุดที่ผมยกตัวอย่าง เมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรีว่าเป็นปัญหาของ พี่น้องประชาชนว่าเมื่อต้องมีการอนุญาตจากทางเจ้าของที่นะครับ แต่ว่าบางแห่งเขาไม่ อนุญาต แต่ว่าเมื่อเกิดอุทกภัย เมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้นมันกระทบกับชาวบ้านเป็นวงกว้าง ดังนั้น ในคำถามที่ผมจะขออนุญาตเรียนถามในคำถามที่ ๒ ท่านประธานเป็นคำถามสุดท้ายก็คงจะ เป็นภาพกว้างว่าทางกระทรวงคมนาคมโดยกรมเจ้าท่าเองนี่ เราสามารถที่จะบังคับใช้ กฎหมายหรือมีนโยบายอย่างไรบ้างที่จะแก้กฎหมายระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีการก่อสร้าง เขื่อนถาวรเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมในการป้องกันสาธารณภัยแบบนี้หรือไม่อย่างไร อย่างจุดที่ผมยกตัวอย่างนี้ต้องรอเป็น ๓๐ ปีกว่าเจ้าของที่เขาจะอนุญาต ระหว่าง ๓๐ ปีนั้น ประชาชนก็ได้รับความเดือดร้อนเกือบทุกหน้าน้ำอย่างนี้นะครับ ก็เป็นคำถามสุดท้ายจะถาม ไปยังท่านรัฐมนตรีว่าทางกระทรวง ทางกรมเจ้าท่าเองมีแนวนโยบายอย่างไรบ้างที่จะช่วย แก้ปัญหาเหล่านี้ให้กับพี่น้องประชาชนในระยะยาวครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
เชิญท่าน รัฐมนตรีตอบครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานครับ ต่อคำถามที่ ๒ ในส่วนที่เป็นพื้นที่ของเอกชนก็ต้องกราบเรียนตรง ๆ ว่า เราไม่สามารถไปบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่เอกชนได้ เราไม่สามารถไปบังคับให้เขาต้องสร้าง หรือ กทม. เอง เจ้าท่าเองก็ไม่สามารถนำงบประมาณของหลวงไปสร้างในพื้นที่ที่เอกชนได้ อันนี้เป็นประการแรก แต่อย่างไรก็ตามพื้นที่ที่เป็นปัญหาที่เป็นของเอกชนที่เราต้องการสร้าง แนวเขื่อนส่วนใหญ่เราก็ใช้การขอความร่วมมือ แล้วเอกชนเองสามารถดำเนินการได้คือ เอกชนร้องขอมาได้เลยไม่ว่าจะเป็นที่ทางกรมเจ้าท่า หรือ กทม. ซึ่งเอกชนสามารถร้องขอ ในการสร้างแนวเขื่อน โดยทั้ง กทม. แล้วก็กรมเจ้าท่าเราก็จะอำนวยความสะดวกทุกอย่าง ซึ่งขั้นตอนแรกก็อาจจะต้องถามความเห็นในการสร้างของเอกชนนั้นก็คือต้องสอดคล้อง กับแผนพัฒนา แล้วก็ไม่เป็นอุปสรรคกับแผนของ กทม. ต้องให้สอดคล้องกับแนวเขื่อนเดิม และส่วนของกรมเจ้าท่าก็จะไปดูแลเรื่องแบบทุกอย่างให้ถูกต้องตามระเบียบกฎหมาย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องเป็นฝ่ายเอกชนที่จะต้องดำเนินการ เนื่องจากว่ากฎหมายเราตอนนี้ก็ยังไม่ สามารถที่จะให้ทางกรมเจ้าท่า และ กทม. เองไปดำเนินการในพื้นที่ที่เป็นของภาคเอกชนได้ แต่ก็จะขอความร่วมมือ แล้วที่ผ่านมามีเอกชนร้องขอมาทางกรมเจ้าท่าเราก็อนุญาตเกือบ ทุกราย แล้วก็เข้าไปอำนวยความสะดวกไม่ว่าจะเป็นวัสดุเครื่องไม้เครื่องมือในส่วนไหนที่เรา พอจะสนับสนุนได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องดำเนินการโดยเอกชนครับ ก็ขอตอบคำถามข้อที่ ๒ ขอบคุณครับ🔗
ท่านจักรพันธ์ ถาม ๒ ครั้งแล้วนะครับ🔗
ไม่ใช่คำถามหรอกครับ ท่านประธาน แต่เนื่องจากยังพอมีเวลาก็จะขออนุญาตฝากประเด็นสุดท้ายสั้น ๆ ครับ ท่านประธาน🔗
เอาสั้น ๆ แล้วกันนะครับ🔗
ขอบพระคุณท่านประธาน🔗
เพราะเวลา มันไม่จำกัด แต่ว่าถ้าหมดประเด็นคำถามแล้วมันควรจะจบครับ เชิญครับ🔗
ไม่ใช่คำถามนะครับ จักรพันธ์ พรนิมิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากกรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ประเด็น สุดท้ายที่อยากจะขออนุญาตกราบขอบคุณแล้วก็ฝากท่านรัฐมนตรีอธิรัฐไปด้วยก็คือว่า อย่างไรก็ตามทั้ง ๑๓ จุดที่ท่านได้ชี้แจงกับสภา ก็หวังว่าทางกรมเจ้าท่าจะได้เร่งอนุมัติ ตามนโยบาย แล้วก็เพื่อจะได้ก่อสร้างเขื่อนให้แล้วเสร็จเป็นไปตามแผน รวมทั้งจุดอื่น ๆ ที่ผมได้ ลงไปสำรวจเพิ่มเติม อย่างเช่น ในเขตบางพลัด บริเวณซอยจรัญ ๘๒ แขวงบางอ้อ เขตบางพลัด อันนี้เจ้าของที่ก็ยินยอมแล้วสามารถที่จะเข้าไปก่อสร้างได้ ทางกรุงเทพมหานครก็กำลัง ดำเนินการนะครับ อย่างไรก็ตามฝากทางท่านรัฐมนตรีช่วยกำกับดูแลในส่วนโครงการเหล่านี้ เป็นพิเศษเพื่อจะได้ผลักดันให้พี่น้องประชาชนได้พ้นภัยจากอุทกภัยบริเวณริมแม่น้ำ เจ้าพระยาอย่างถาวร กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ท่านสมาชิก ก็ถือว่าเป็นการจบกระทู้ถาม เรื่อง การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมบริเวณนอกแนวเขื่อนริมแม่น้ำ เจ้าพระยา ของท่าน ส.ส. จักรพันธ์ พรนิมิตร ถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และมอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม คือท่านอธิรัฐ รัตนเศรษฐ เป็นผู้มาตอบ ก็ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่กรุณาให้เกียรติกับทางสภาเรา ระเบียบวาระ ต่อไปครับ🔗
๑.๒.๑ กระทู้ถาม ที่ ๔๗๘ เรื่อง การสนับสนุนส่งเสริมการขับเคลื่อนงานของ สภาวัฒนธรรมในระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล (นางผ่องศรี แซ่จึง เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม🔗
ตอนนี้ ท่านรัฐมนตรีมาพร้อมแล้วนะครับ เชิญท่าน ส.ส. ผ่องศรีถามได้เลยครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ดิฉัน นางผ่องศรี แซ่จึง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ดิฉัน มีกระทู้กราบเรียนถาม ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เรื่องการสนับสนุนส่งเสริม การขับเคลื่อนงานของสภาวัฒนธรรมในระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล ด้วยวัฒนธรรมนี้ ถือว่าเป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นถึงวิถีการดำเนินชีวิต ความคิด ความเชื่อ ความนิยมจารีต ประเพณี พิธีกรรมและภูมิปัญญา ซึ่งได้มีการสร้างสรรค์สั่งสมและสืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น นับได้ว่าเป็นความเจริญงอกงามที่แสดงให้เห็นถึงด้านจิตใจ วัตถุ โดยในแต่ละพื้นที่ของแต่ละ ท้องถิ่นต่างก็ย่อมมีวัฒนธรรมที่สวยงามและแตกต่างกันไป ซึ่งถือว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่จะ ทำให้ผู้คนทั่วไปต่างแสวงหาหนทางที่จะเดินทางไปเพื่อศึกษาและท่องเที่ยวในท้องถิ่นต่าง ๆ อันนำมาซึ่งรายได้ของประเทศจากการท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลและการสร้างรายได้ให้กับ คนในพื้นที่และท้องถิ่นอีกเป็นจำนวนมาก และการที่จะอนุรักษ์และสืบทอดให้วัฒนธรรม ของท้องถิ่นต่าง ๆ คงอยู่ตลอดไปย่อมต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะ ภาคประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของวัฒนธรรมเอง และต้องยอมรับนะคะว่าวันนี้เราไม่สามารถที่จะ รู้ได้ว่าในแต่ละท้องถิ่น ในแต่ละชุมชนต่าง ๆ นั้นเขามีวัฒนธรรมที่ดีงามอะไรบ้างที่มัน ซุกซ่อนอยู่มันยังเป็นอันซีน (Unseen) อยู่นะคะ และสิ่งเหล่านี้มันจะเป็นซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ที่จะนำมาซึ่งรายได้ถ้าเราออกมาจัดการให้ดี ๆ และการท่องเที่ยวมันจะ กระจายไปสู่ชุมชนในชนบทต่าง ๆ ได้มากมายด้วย แต่สิ่งที่เราจะต้องช่วยกันขับเคลื่อน นั่นก็คือเราจะต้องค้นหาให้ได้ว่าแต่ละท้องถิ่นแต่ละชุมชนนั้นเขามีวัฒนธรรมที่ดีงามอะไรบ้าง ที่ควรจะเอาออกมาเจียระไนให้เป็นซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ที่จะนำมาซึ่งรายได้ อย่างเช่น จังหวัดศรีสะเกษของดิฉันมีชนเผ่าทั้ง ๔ เผ่าเลยค่ะ ทั้งเยอ เขมร ส่วย ลาว มีวัฒนธรรม ที่แตกต่าง เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นความงดงามที่เราจะนำเสนอออกมาสู่สายตาของ ชาวโลกได้ ดังนั้นจึงมีการจัดตั้งสภาวัฒนธรรมต่าง ๆ ขึ้น ซึ่งประกอบไปด้วยสภาวัฒนธรรม ตำบล สภาวัฒนธรรมอำเภอ และสภาวัฒนธรรมจังหวัด เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนงาน สภาวัฒนธรรมทั้งหลายทั้งปวงให้มีเวที ให้มีการได้พูดคุย ได้สืบค้น พูดง่าย ๆ ก็คือ ได้ปรึกษาหารือกันในการที่จะขับเคลื่อนงานเหล่านั้น ให้วัฒนธรรมที่ดีงามที่เขามีนั้นมาสู่ สายตาของโลก หรืออย่างน้อยก็เอาออกมาให้รู้ว่าเขามีอะไรดี ๆ บ้าง ในอดีตที่ผ่านมานั้น รัฐบาลได้ให้การสนับสนุนเงินงบประมาณในการขับเคลื่อนงานเหล่านี้ แล้วก็สภาวัฒนธรรม แต่ละระดับนี้เป็นภาคประชาชนนะคะท่านประธาน ไม่ใช่ภาคราชการค่ะ เป็นประชาชน การได้รับเงินสนับสนุนในอดีตนั้น ระดับตำบล ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด ก็จะประมาณปีละ ๕,๐๐๐ บาท ๑๐,๐๐๐ บาท ถึง ๕๐,๐๐๐ บาทในจังหวัด แต่หลัง ๆ มานี้ไม่มีเงินเหล่านี้ ในการจัดสรรไปให้สภาวัฒนธรรมแต่ละระดับได้ดำเนินกิจกรรม เราก็ต้องยอมรับนะคะว่า การที่ให้เขาทำงานนั้นโดยให้ควักเงินจากกระเป๋า ซึ่งควักเงินออกมาจากปากจากท้องเขานี่ มันเป็นเรื่องที่ยุ่งยากในภาวะแบบนี้ แต่ว่าการขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมต้องดำเนินต่อไป ดิฉัน เห็นว่าสิ่งเหล่านี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำเสนอต่อสภาแห่งนี้ นำเสนอต่อ ท่านรัฐมนตรีเพื่อจะเรียนถามท่านว่ากระทรวงวัฒนธรรมมีนโยบายที่จะสนับสนุนส่งเสริม ให้สภาวัฒนธรรมในระดับต่าง ๆ สามารถที่จะขับเคลื่อนทำกิจกรรมในพื้นที่เพื่อให้เกิด ประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่การเจริญเติบโตทางด้าน การท่องเที่ยวหรือไม่อย่างไร ขอทราบรายละเอียดค่ะ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านรัฐมนตรีตอบครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานและท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรตินะครับ ท่านผ่องศรี แซ่จึง ที่เคารพ ที่ได้กรุณาให้เลื่อนการตอบกระทู้มาเป็น สัปดาห์นี้ เนื่องจากสัปดาห์ก่อนนั้นติดภารกิจสำคัญกับทางต่างประเทศนะครับ ด้วยนโยบาย ของรัฐบาลและด้วยความที่ประเทศไทยเราเป็นประเทศที่มีความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ ทางวัฒนธรรมนะครับ เรามีประวัติศาสตร์ที่ดียาวนาน แล้วก็รวมถึงในเรื่องของประชาชนนั้น ก็มีความสมัครสมานสามัคคีในการอนุรักษ์หวงแหนสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมมาจนถึง ปัจจุบันนะครับ ประกอบกับการแถลงนโยบายของรัฐบาลเมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๒ ที่ผ่านมา ทางท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้แถลงนโยบายเรื่องของการอนุรักษ์สืบสานศิลปวัฒนธรรม เป็นการเฉพาะอยู่ในนโยบายข้อ ๓ ของรัฐบาลเลยนะครับ ฉะนั้นในส่วนของกระทรวง วัฒนธรรมก็กราบเรียนท่านประธานไปสู่ท่านสมาชิกว่า ในเรื่องของนโยบายที่กระทรวง วัฒนธรรมจะอนุรักษ์ส่งเสริมเรื่องของงานด้านศิลปวัฒนธรรมของชาตินั้น เรามีนโยบาย อย่างชัดเจนครับ แล้วก็เรื่องของการปรับเป้าหมาย รวมถึงในเรื่องของสถานการณ์โควิด (COVID) ที่ผ่านมาก็ทำให้เรานั้นมีการปรับกระบวนทัศน์ให้มาเกี่ยวข้องกับในเรื่องของการ ช่วยเหลือฟื้นฟู แล้วก็การขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้มากขึ้นในมิติที่เป็นกระทรวงสังคม กึ่งเศรษฐกิจนะครับ ก็กราบเรียนท่านประธานว่านโยบายของกระทรวงวัฒนธรรมนั้นเรามี นโยบายชัดเจนในเรื่องของการส่งเสริมให้เครือข่ายทางวัฒนธรรม ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ สภาวัฒนธรรมทุกระดับ ในพระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ ปี ๒๕๕๓ นั้นได้กำหนด ในหมวดหมู่ของการให้มีการจัดตั้งสภาวัฒนธรรมทุกระดับไว้เป็นการเฉพาะนะครับ ก็คือ สภาวัฒนธรรม ๗๖ จังหวัดในภูมิภาค ๗๗ ในกรุงเทพมหานคร บวกอีก ๕๐ เขตของ กรุงเทพมหานคร ๗,๒๕๕ ตำบล แล้วก็ ๘๗๘ อำเภอ รวมกันเป็น ๘,๒๑๐ แห่ง ในส่วนของ สภาวัฒนธรรม ซึ่งในการดำเนินการสนับสนุนส่งเสริมการขับเคลื่อนงานสภาวัฒนธรรม ตั้งแต่ระดับตำบลขึ้นมาเราก็ได้ทำอย่างต่อเนื่อง โดยเรามีหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรงก็คือ กรมส่งเสริมวัฒนธรรมนะครับ ซึ่งในส่วนของกรมนั้นก็มีในเรื่องของแผนงานโครงการ แล้วก็ มีการออกกฎกระทรวงในเรื่องของการที่จะสนับสนุนกิจกรรม แล้วก็การเป็นเครือข่าย ทางวัฒนธรรมนะครับ ก็เรียนเห็นด้วยกับท่านสมาชิกครับ กราบเรียนท่านประธานว่า ทางสภาวัฒนธรรมภายในเครือข่ายทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นท่านประธาน ท่านที่ปรึกษา คณะกรรมการนั้นมาจากภาคประชาชนนะครับ ท่านก็ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วก็มี ความรักในวัฒนธรรมที่ดีของท้องถิ่นในทุก ๆ ระดับนะครับ ในช่วงตั้งแต่มีพระราชบัญญัติ วัฒนธรรมแห่งชาติ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ เป็นต้นมา ทางกรมส่งเสริมวัฒนธรรมทางกระทรวงก็ได้ มีการสนับสนุนในช่วงเริ่มต้นที่ทำให้เกิดเรื่องของการขับเคลื่อนในรูปแบบของสภาขึ้นนะครับ การมีสภาก็จะมีในเรื่องของการประชุมปรึกษาหารือร่วมกัน ตั้งแต่ในเรื่องของการออก กฎเกณฑ์ ข้อบังคับ แม้กระทั่งในเรื่องของระเบียบวาระการประชุม ในส่วนนี้เองกระทรวง วัฒนธรรมเราไม่ได้มีเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมวัฒนธรรมอยู่ในภูมิภาคเป็นการเฉพาะนะครับ เราก็ได้มอบหมายให้ทางสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดไปเป็นพี่เลี้ยงให้กับทางสภาวัฒนธรรม ทุกระดับ ตั้งแต่ตำบลไปจนถึงจังหวัดนะครับ ซึ่งในช่วงเวลานั้นก็ทำให้เกิดในเรื่องของการ ขับเคลื่อน มีการประชุมก็มีความแตกต่างกันไปบ้างนะครับ ในส่วนของสภาวัฒนธรรมที่มี การประชุม บางสภานั้นประชุมทุกเดือน บางสภาประชุม ๒ เดือนครั้ง ๓ เดือนครั้ง แล้วก็ บางสภานั้นก็จะมีการประชุมเพื่อเตรียมการจัดงานประเพณีสำคัญของตำบลหรือท้องถิ่นนั้น ๆ ในช่วงเริ่มต้นนั้นทางกระทรวงโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรมก็ได้มีการสนับสนุนเป็นเงินอุดหนุน ให้กับทางสภาวัฒนธรรมนะครับ เป็นงบในหมวดของการสนับสนุนเครือข่ายทางวัฒนธรรม โดยตอนนั้นเราเป็นการสนับสนุนจากเป็นรายแห่งอย่างที่ท่านสมาชิกได้นำเรียนท่านประธาน ก็คือเริ่มตั้งแต่ตำบล อำเภอ จังหวัด ซึ่งก็ลดหลั่นกันไปตามขนาดของในพื้นที่นะครับ ซึ่งเงิน ในส่วนนี้นั้นก็เป็นส่วนของการที่สภาในช่วงเริ่มต้นนั้นท่านก็เอาไปทำในเรื่องของงานธุรการ ในเรื่องของงานขับเคลื่อนให้เกิดการประชุมครับ แต่ในส่วนที่ผ่านมาในช่วงระยะหลังก่อนสถานการณ์โควิด (COVID) เล็กน้อย ในส่วนของ การจัดทำงบ ซึ่งจะมีงบหมวดอุดหนุนนี้อยู่นะครับ ซึ่งในหมวดนี้รวมถึงในการสนับสนุน เทศกาลประเพณีอยู่ด้วยนะครับ ฉะนั้นในเม็ดเงินที่มีความจำกัดในส่วนของการสนับสนุน ลงไปถึงกิจกรรมเทศกาลประเพณี อย่างเช่น เทศกาล เรียนท่านประธานนะครับ ถ้าที่จังหวัดของท่านสมาชิก อย่างเช่น งานดอกลำดวนบาน งานของดีจังหวัดศรีสะเกษ หรือว่าเทศกาลไหลเรือไฟที่จังหวัดนครพนมของท่านประธาน เป็นต้น แบบนี้เราก็จะมี การสนับสนุนผ่านทางจังหวัดไปด้วยนะครับ เงินในหมวดนี้ต้องเรียนยอมรับว่ามีข้อจำกัด ในส่วนของการขอตั้งยอดงบประมาณในช่วง ๒-๓ ปีที่ผ่านมานี้ ในช่วงโควิด (COVID) นั้น ก็ค่อนข้างมีข้อจำกัดมากขึ้นนะครับ แล้วก็ประกอบกับในเรื่องของการที่เราได้รับการตั้ง ในเรื่องของยอดที่ขอไปกับยอดที่ได้ตั้งนั้นมีความแตกต่างกันอยู่นะครับ ซึ่งยอดที่ขอตั้งนั้น เราขอไปถึง ๕๐๐ ล้านบาท สำหรับการอุดหนุนสนับสนุนเครือข่ายทางวัฒนธรรม แล้วก็ การสนับสนุนเรื่องของกิจกรรมวัฒนธรรมประเพณีนะครับ แต่ในช่วง ๓ ๔ ปีหลังที่ผ่านมา เงินก้อนนี้ได้รับการตั้งไม่ถึง ๑๐๐ ล้านบาท อยู่ที่ประมาณ ๘๐ กว่าล้านบาท จนปี ๒๕๖๕ ที่ผ่านมานี้เราได้รับการจัดสรรเพียง ๖๐ กว่าล้านบาทเท่านั้น ฉะนั้นเมื่อนำ ๘,๒๑๐ แห่ง มาหารกันแล้วนะครับ ประกอบกับยอดที่เรามีนั้นเราไม่สามารถจะดำเนินการตั้งเหมือนใน ระยะเริ่มต้นที่มีการตั้งสภาวัฒนธรรมขึ้นมาได้ อันนี้เป็นข้อจำกัดที่กระทรวงเองไม่ได้นิ่งนอนใจ ทางท่านประธานสภาวัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งท่านก็เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ใน คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ทางคณะกรรมการสภาทุกระดับก็ได้ทำหนังสือถึง ท่านรองนายกรัฐมนตรีที่ได้กำกับดูแลกระทรวงวัฒนธรรม รวมถึงตรงมาถึงผมด้วยนะครับ แล้วก็ไปถึงอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรมว่าอยากให้ทบทวนในเรื่องของนโยบายในการตั้งนะครับ เราก็ไปดำเนินการในส่วนนี้ ที่มีการประชุมรับฟังความคิดเห็นช่วงโควิด (COVID) เราก็ใช้วิธี ประชุมออนไลน์ (Online) ประชุมผ่านซูม (Zoom) เฉพาะปีนี้ก็ประชุมไปแล้ว ๗ ครั้ง ก่อนหน้านี้ก็มีการประชุมอยู่เป็นระยะนะครับ ก็เข้าใจถึงสภาวัฒนธรรมทุกระดับที่คิด เป็นรายแห่ง เขามีความจำเป็นในเรื่องของการที่จะมีงบธุรการในการไปขับเคลื่อนนะครับ แต่เม็ดเงินที่เราได้กับการที่เราจะนำมาจัดสรรเหมือนเดิมนั้นไม่สามารถกระทำได้ทั้งหมด ตรงนี้นะครับ ก็เลยมีการหารือกันแล้วก็ปรับเป็นนโยบายในเรื่องของการสนับสนุนในเรื่อง ของทำเป็นโครงการเสริมสร้างศักยภาพเครือข่ายทางวัฒนธรรมในส่วนของสภาทุกระดับ แล้วก็ให้สภานั้นได้ประชุมปรึกษาหารือว่าในแต่ละปีท่านจะมีกิจกรรมเกี่ยวกับวัฒนธรรม อะไรบ้าง หรือว่าให้ท่านไฮไลต์ (Highlight) ขึ้นมาปีละ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ แล้วแต่นะครับ แล้วก็ทำเป็นงบอุดหนุนขอเป็นรายกิจกรรมที่จัดให้เกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่นบุญบั้งไฟที่ผ่านมา หลาย ๆ จังหวัดก็มีการของบประมาณเข้ามาที่กระทรวง โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้เป็น ผู้พิจารณาจัดสรรได้ในระดับหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งได้มาจากงบบูรณาการทางด้านการท่องเที่ยว อีกส่วนหนึ่งก็ได้มาจากงบจังหวัดโดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัดช่วยกันนะครับ เพราะฉะนั้น ก็กราบเรียนว่านโยบายนั้นเรามีชัดเจนครับ ในเรื่องของการส่งเสริมสนับสนุนเครือข่าย ทางวัฒนธรรมโดยเฉพาะสภาวัฒนธรรมทุกระดับนะครับ แต่กราบเรียนว่าเราก็จะพยายาม ให้เกิดการได้รับการจัดสรรให้มากขึ้น โดยปีนี้เราก็ตั้งงบประมาณไว้เต็มจำนวนอีกเช่นเดียวกัน ก็คือเป็นหลัก ๕๐๐ ล้านบาท แต่ในส่วนของการได้รับการพิจารณานั้นก็เป็นรายละเอียด ที่ทางกรรมาธิการงบประมาณกำลังพิจารณาต่อไปในส่วนของกระทรวง แม้กระทั่งผมเอง ก็เติบโตมาในหมู่บ้านชุมชนวัฒนธรรม เราตระหนักในส่วนนี้เป็นอย่างดีครับ กราบเรียน ท่านประธานว่าเราก็จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของการได้ไปยืนยันกับทางกรรมาธิการและทาง สำนักงบประมาณนะครับ ในส่วนที่อยากจะได้งบประมาณในหมวดนี้ให้มากขึ้นเพื่อที่จะได้ จัดสรร กลับไปจัดสรรเป็นรายแห่งให้กับสภาวัฒนธรรมทุกระดับได้อีก อันนี้ยกตัวอย่างว่า ถ้า ๘,๐๐๐ กว่าแห่ง ถ้าสภาละ ๑๐,๐๐๐ บาทนั้น ก็เป็นเงินถึง ๘๒ ล้านกว่าบาทแล้วใช่ไหม เพราะฉะนั้นในส่วนอันนี้เราจะต้องปรับให้เกิดความสมดุลให้ตรงกันนะครับ เพราะฉะนั้น ต่อข้อคำถามข้อที่ ๑ ของท่านสมาชิกนั้น กราบเรียนท่านประธานว่าเรามีนโยบายชัดเจนครับ ในเรื่องของการส่งเสริมสภาวัฒนธรรมตั้งแต่การอุดหนุนงบประมาณ แล้วก็การส่งเสริมรายกิจกรรม รวมถึงยังมีในเรื่องของการเชิดชูเกียรติด้วยนะครับ เรามี เข็มเชิดชูเกียรติให้กับทุกระดับ เรามีการขอเครื่องราชอิสริยาภรณ์ดิเรกคุณาภรณ์ให้กับ ทุกระดับ รวมถึงในเรื่องของกิจกรรมเครือข่ายมากมาย ฉะนั้นก็เรียนว่านโยบายนั้น เราสนับสนุนเครือข่ายอย่างเต็มที่แต่ก็มีข้อจำกัดในเรื่องของวงเงินที่เราได้รับ เพราะฉะนั้น เราก็ต้องใช้บูรณาการในหลาย ๆ ส่วน ก็ต้องกราบขอบพระคุณไปยังท่านประธานถึงท่าน สมาชิกที่ท่านเองได้ทำงานด้านนี้มาโดยตลอด ตั้งแต่ได้ทำงานในส่วนของงานศิลปวัฒนธรรม แล้วก็มาในฐานะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เราเห็นตรงกันครับว่าในส่วนของงานด้านนี้ อย่างไรก็ต้องอนุรักษ์ส่งเสริม รวมถึงทางกระทรวงคิดไปถึงการต่อยอดด้วยนะครับ ต่อยอด ไปถึงการยกระดับเทศกาลประเพณีในทุก ๆ จังหวัดครับ เราไปไฮไลต์ (Highlight) เราไป ยกระดับจากท้องถิ่นขึ้นเป็นระดับภาค ระดับภาคไปสู่ประเทศ แล้วก็บางส่วนเรายกระดับ ไปถึงระดับต่างประเทศ อย่างเช่นในสุดสัปดาห์นี้ที่จะถึงงานเทศกาลหน้ากากนานาชาติ แล้วก็ผีตาโขน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย เราก็ยกระดับให้เป็นระดับชาติแล้วก็ดังไปทั่วโลก อันนี้ก็เป็นกิจกรรมสำคัญ ๆ ที่เราเข้าไปสนับสนุน ก็เรียนยืนยันกับท่านประธานว่านโยบาย เราสนับสนุนเรื่องของเครือข่ายทางสภาวัฒนธรรม ส่วนรายละเอียดนั้นก็ต้องร่วมกันในเรื่อง ของการให้เกิดการสนับสนุนเพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในกลไกของรัฐ ก็คืองบประมาณ ให้มากขึ้น ขอบพระคุณครับ🔗
ท่านผ่องศรี ถามครั้งที่ ๒ ครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพคะ ดิฉันเห็นใจ กระทรวงวัฒนธรรม เห็นใจท่านรัฐมนตรีที่กระทรวงของท่านได้รับการจัดสรรงบประมาณ น้อยมาก แต่ว่าจริง ๆ แล้วกระทรวงนี้มันน่าจะเป็นกระทรวงเกรดเอ (Grade A) ด้วยซ้ำไป เพราะว่าวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ดีงาม วัฒนธรรมเป็นความเจริญงอกงามของมนุษย์ ถ้าคนเรามี วัฒนธรรมที่ดีงามแล้วบ้านเมืองมันจะสงบสุข บ้านเมืองมันจะไปได้ดี วันนี้วัฒนธรรมในการ ดำรงชีวิตของพี่น้องประชาชนเราเปลี่ยนไปมากค่ะท่านประธาน จะเห็นว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้ก็มี มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งบอกว่าไหว้ครูจะไม่หมอบกราบ จะไหว้เฉย ๆ หรือแม้แต่เปิดโทรทัศน์ ขึ้นมาฆ่ากัน ฟันกัน ตีกัน ไม่มีเหตุไม่มีผลเลยเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมดเลย นั่นแสดงว่า วัฒนธรรมในการอยู่ร่วมกัน วัฒนธรรมของการดำรงชีวิตในครอบครัวมันเปลี่ยนไปอย่างชนิด ที่น่ากังวลมาก ขนาดเราคิดว่าเราจะอยู่กันอย่างไร เพราะฉะนั้นดิฉันจึงคิดว่าต้องให้ ความสำคัญกับกระทรวงนี้ จริง ๆ แล้วมันควรจะเป็นกระทรวงเกรด (Grade) ต้น ๆ ด้วย ซ้ำไป ในขณะที่กระทรวงอื่น ๆ ได้เงินเป็นหมื่นเป็นแสนล้านบาท กระทรวงวัฒนธรรม ได้กี่สตางค์ ดิฉันอยากฝากไปถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี หรือแม้แต่สำนักงบประมาณได้ให้ ความสำคัญ เพราะว่าถ้าเราขับเคลื่อนงานนี้ได้ดีคนจะมีความสุข คนจะภาคภูมิใจในความ เป็นคน ในความเป็นท้องถิ่น ในความที่เขามีวัฒนธรรมที่ดีงาม อย่างเช่นบ้านดิฉันราษีไศล เรามีสะไน เรามีดนตรีชนิดหนึ่งที่ทำจากเขาควาย เวลาเรามีงานแข่งเรือปลอดเหล้า มีบุญบั้งไฟ ปลอดเหล้า มีงานกิจกรรมในตำบลแต่ละตำบลที่จัดเป็นกิจกรรมปลอดเหล้า งานปลอดเหล้า ของเราอยู่ในระดับต้น ๆ ของประเทศไทยเลยนะคะ แต่ว่าเราได้รับการสนับสนุนจาก กระทรวงวัฒนธรรมน้อยมากเหลือเกิน เราดิ้นรนซึ่งกว่าเราจะทำได้ขนาดว่าในแต่ละตำบล เรามี ๗ งาน ๘ งานที่เป็นงานปลอดเหล้าทั้งนั้นเลย ท่านคิดดูว่ามันเป็นความงดงามขนาดไหน แล้วสังคมมันจะสงบสุขขนาดไหน แม้แต่เริ่มต้นจากงานศพปลอดเหล้าเท่านั้นเองก็สุดสวย แล้วค่ะ ประหยัดแล้วค่ะ สงบเรียบร้อยเป็นความภูมิใจ แต่ว่าดิฉันอยากให้กระทรวงวัฒนธรรม ลงมาเล่นเรื่องแบบนี้ ไม่ใช่แค่ประเพณีเป็นงาน ๆ ไป เป็นอีเวนต์ (Event) ไป อันนั้นก็ทำค่ะ แต่ว่าอยากให้ลงลึกมาถึงหมู่บ้าน ตำบล วิถีชีวิต อาหาร เสื้อผ้า อะไรที่มันเป็นวัฒนธรรม ที่ดีงามอยากให้ไปจับขึ้นมาอยากให้ลงไปตรงนั้นนะคะ โดยเฉพาะวัฒนธรรมเก่า ๆ ที่ดีงาม ในการอยู่ร่วมกันในครอบครัว อยากจะให้กระทรวงวัฒนธรรมได้ไปรื้อฟื้นเพื่อความสงบสุข เพื่อความอยู่ดีกินดีของคนในครอบครัว วันนี้ครอบครัวแต่ละครอบครัวเป็นครอบครัวเดี่ยว มีลูกคนเดียว แต่ท่านเชื่อไหมว่าลูกฆ่าพ่อฆ่าแม่เต็มไปหมดเลยด้วยยาบ้า ด้วยอะไรประมาณนั้น เพราะฉะนั้นดิฉันก็เลยจะเรียนถามท่านเป็นข้อที่ ๒ ว่า ท่านมีนโยบายอย่างไรที่จะลงไปดูในระดับต้น ๆ ในเรื่องของความเป็นอยู่ที่มันเป็นรากเหง้า จริง ๆ ของชีวิตมนุษย์ในประเทศไทยนี้ โดยเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมที่ดีงามที่เขามีอยู่แล้ว แล้วอีกอันหนึ่งก็คืออยากจะเรียนถามว่าท่านมีนโยบายที่จะให้ประธานสภาวัฒนธรรมได้มา พูดคุยกัน ได้มาประชุมปรึกษาหารือกันบ้างไหม เพราะมันมีสมัยหนึ่งประธานสภาวัฒนธรรม ได้รับเชิญให้มาประชุมที่กรุงเทพฯ เป็นความงดงามมากและมีครั้งเดียว และไม่เคยมีอีกเลย ขอเรียนถามท่านว่าท่านมีนโยบายที่จะให้คนเหล่านั้นมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มาพูดคุยกัน มาแบ่งปันประสบการณ์เพื่อจะนำไปพัฒนา ไปดูของเขาของเราอะไรประมาณนั้น เพื่อจะได้ ร่วมไม้ร่วมมือกันในระดับต้น ๆ ระดับกลาง และระดับประเทศต่อไปค่ะ🔗
เชิญครับ ท่านอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ตอบคำถามครั้งที่ ๒ ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผม นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ขอเรียนตอบคำถามข้อที่ ๒ ของท่านสมาชิก ท่านผ่องศรี แซ่จึง ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านได้มีคำถามถึงแนวทางของกระทรวงวัฒนธรรมในการที่จะลงไป ดูในรายละเอียดในเรื่องของรากเหง้าทางวัฒนธรรม รวมถึงการเป็นรากฐานของศีลธรรมอันดี แล้วก็แนวปฏิบัติสานสัมพันธ์ในครอบครัวปลูกฝังถึงเด็กเยาวชนให้เป็นอนาคตของชาติได้นะครับ ซึ่งก็ต้องเรียนว่านโยบายของกระทรวงนั้นชัดเจนทั้งในแนวรูปธรรมและนามธรรมนะครับ ในส่วนของนามธรรมนั้นเราได้ดำเนินการร่วมกับผู้นำทางศาสนาในทุก ๆ ศาสนาลงไปถึง หมู่บ้านนะครับ ในแผนส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ซึ่งอันนี้จะเป็นแผนแม่บทในการลงไป ส่งเสริมให้เกิดความตระหนักรับรู้ความเข้าใจในเรื่องของความกตัญญู ซึ่งเราเพิ่มไป ในวิสัยทัศน์ของแผนฉบับที่ ๒ นี่นะครับ ก็คือทำให้เด็ก ๆ นั้นมีความกตัญญูในพระคุณของ พ่อแม่และผู้มีพระคุณที่เลี้ยงดูเรามา รวมถึงในเรื่องของการมีจิตสำนึกความพอเพียง มีวินัย สุจริต จิตอาสา อันนี้ดำเนินการมาตั้งแต่เริ่มต้น เราเพิ่มในเรื่องของความกตัญญูเข้ามาด้วย ส่วนนี้มีการลงไปประชุมเชิงปฏิบัติการในระดับภูมิภาคแล้วนะครับ เราทำสมัชชาคุณธรรม ไปทั้งสิ้น ๔ ภาค แล้วก็จะมีสรุปส่วนกลางอีกนะครับ อันนี้ทางกระทรวงวัฒนธรรมร่วมกับ ศูนย์คุณธรรมองค์การมหาชนที่เป็นหน่วยงานในกำกับดูแลของกระทรวงลงไปในรายละเอียด ร่วมกัน เรามีงบประมาณไม่มากนักอย่างที่ท่านสมาชิกได้กราบเรียนท่านประธานไปครับว่า กระทรวงวัฒนธรรมนั้นเป็นกระทรวงซึ่งมีภารกิจค่อนข้างกว้างขวาง ทั้งในเรื่องประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณี ไหนจะเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ในปัจจุบัน ซึ่งเราก็ได้ บูรณาการในหลายส่วนครับ แต่ในงบประมาณของกระทรวงเองนั้นมีข้อจำกัดอยู่ในเรื่องของ จำนวนเม็ดเงินนะครับ แต่ว่าในภารกิจเราก็สามารถดำเนินการได้ให้เต็มที่กับงบประมาณ ที่เราได้รับ รวมถึงการดำเนินงานนั้นมากไปกว่าเม็ดเงินงบประมาณด้วยซ้ำไปนะครับ ฉะนั้น ในส่วนของการลงรายละเอียดระดับสภาตำบลขึ้นมาเป็นสิ่งซึ่งทางกระทรวงผมได้ให้นโยบาย ในทุก ๆ ปีที่เรามีการจัดทำแผนปฏิบัติการของทุกปีครับ เราจะเชิญวัฒนธรรมจังหวัด ทุกจังหวัด แล้วก็มีกลุ่มประธานภาคของทางประธานสภาวัฒนธรรมแต่ละภาคท่านได้มาร่วม ประชุมกับเราด้วย มีอยู่ครั้งหนึ่งอย่างที่ท่านสมาชิกเรียนท่านประธานนะครับว่ามีการเชิญ ครบทุกจังหวัด รวมถึงประธานสภาวัฒนธรรมทั้ง ๕๐ เขตในกรุงเทพมหานครด้วย ในปีที่ผ่านมา มีปรับวิสัยทัศน์ของกระทรวง ทางกระทรวงก็ได้มีการเรียนเชิญทางเครือข่ายประธานสภา วัฒนธรรมเป็นรายภาค ก็ยังไม่ได้เชิญทุกจังหวัดอย่างที่ท่านได้เรียนครับ ทำแผนร่วมกับเรา แต่ในส่วนภาคนั้นเขามีการประชุมกลุ่มย่อยกันเป็นรายจังหวัดมาแล้วนะครับ มีการสรุป ความเห็น ปัญหาความต้องการมาให้กับทางผู้บริหารกระทรวงได้รับทราบ แล้วก็ทำในเรื่อง ของการปรับแผนที่จะนำไปสู่การทำแผนงานโครงการในการของบประมาณในแต่ละปี เราจะทำก่อนล่วงหน้า ๑ ปี ฉะนั้นในส่วนของการที่จะมีเวทีของทุกจังหวัดนั้นเรายังไม่ได้ทำ เป็นการเฉพาะของสภา แต่ว่าเราทำร่วมกับการจัดทำแผน เพราะฉะนั้นอันนี้ก็จะได้ นำข้อคิดเห็นข้อเสนอแนะของท่านสมาชิกนะครับ กราบเรียนท่านประธานว่าไปดำเนินการ ในการจัดทำเป็นกิจกรรม ขณะนี้เรากำลังทำเรื่องของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ฟื้นฟู เศรษฐกิจหลังโควิด (COVID) เราเรียกโครงการนี้ว่า เที่ยวชุมชน ยลวิถี เราขยายผลจากหมู่บ้าน เศรษฐกิจพอเพียง น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมี ๒๕,๐๐๐ กว่าแห่ง เราก็คัดสุดยอดขึ้นมาจังหวัดละ ๑๐ แห่งเป็นอย่างน้อย ตอนนี้ทำเสร็จเรียบร้อยแล้วนะครับ ในแต่ละจังหวัดก็จะลงไป คัดเลือกในระดับตำบลขึ้นมา ในส่วนนี้ก็จะเป็นการดำเนินโครงการต่อยอดจากเรื่องของ การประชุมประธานสภาวัฒนธรรมได้ เพราะว่าเราเอาเรื่องท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมมาเป็น หัวข้อเป็นตัวตั้ง แล้วหลังจากนั้นประธานสภาระดับตำบลท่านก็จะเข้ามามีส่วนร่วมกับเรา ได้ด้วยนะครับ อันนี้ประสบความสำเร็จอย่างดีในปีที่แล้ว เราทำผลิตภัณฑ์ในเชิงวัฒนธรรม แล้วนำมาจัดเป็นงานเหมือนคล้าย ๆ งานโอทอป (OTOP) ที่กรุงเทพมหานครสร้างรายได้ ให้กับชุมชนทางวัฒนธรรมนี้ดีมากเลย จากที่เราจัดงานไปเพียงแค่ ๕ วัน เราได้ยอดเจรจา ธุรกิจ แล้วก็ยอดขายเกือบ ๖๐๐ ล้านบาท อันนี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งซึ่งเรานำวัฒนธรรม มาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจนะครับ🔗
ต่อคำถามที่ท่านสมาชิกได้เรียนอีกส่วนหนึ่ง ก็คือในเรื่องของการยกระดับ เทศกาลประเพณี แล้วก็เรื่องของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่อยู่ทั่วประเทศ ในส่วนนี้เราก็มี การดำเนินการควบคู่กันไปกับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรซึ่งเป็นองค์การมหาชน ในกำกับดูแล ของกระทรวงด้วย ลงไปช่วยในเรื่องของการอนุรักษ์วิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ อย่างที่ศรีสะเกษ มี ๔ เผ่า ก็จะมีในเรื่องของการไปให้ความรู้ในเรื่องของการจัดทำพิพิธภัณฑ์ เรื่องของการ จัดเก็บข้อมูลในเชิงวิชาการว่าแต่ละเผ่านั้นมีความเป็นมาอย่างไร ทางวัฒนธรรมจังหวัด ไปต่อยอดเรื่องผลิตภัณฑ์แล้วก็มาสานต่อบูรณาการกับกระทรวงต่าง ๆ ในเรื่องของการสร้าง มูลค่าในเรื่องของการซื้อขายผลิตภัณฑ์ ก็เรียนท่านประธานสู่ท่านสมาชิกว่าในเรื่องนโยบายนั้น เรากำกับอย่างใกล้ชิด แล้วก็จะได้ข้อแนะนำจากท่านสมาชิกไปดำเนินการอย่างใกล้ชิดด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราเจาะลึกลงไปในรายภาคแล้ว ในรายภาคก็จะมีกลุ่มจังหวัด แต่ละกลุ่ม จังหวัดก็จะมีการดำเนินการตามแผนของกลุ่มจังหวัด แล้วก็จะมีงบจังหวัดเข้ามาช่วยอีก เพราะฉะนั้นในส่วนนี้เราก็คงต้องดำเนินการผลักดันต่อไป แล้วก็ขอบพระคุณท่านสมาชิก ที่ให้ข้อคิดเห็นว่ากระทรวงวัฒนธรรมควรจะได้รับงบประมาณมากกว่านี้นะครับ เราก็จะ พยายามได้จัดทำข้อเสนอให้ดีที่สุดต่อไป แล้วก็ฝากท่านสมาชิกในเรื่องของกรรมาธิการ งบประมาณที่จะช่วยสนับสนุนในงบปี ๒๕๖๖ นี้ด้วย กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉันฟังแล้วก็รู้สึก ชื่นใจอยู่นะคะ ถึงแม้ว่าจะได้งบประมาณไม่เยอะไม่มาก แต่ว่าทางท่านรัฐมนตรีก็ได้พยายาม ที่จะทำหลาย ๆ กิจกรรม หลาย ๆ เรื่อง ดิฉันเชื่อว่าสิ่งที่ดิฉันได้นำเสนอไปในวันนี้แม้ว่า ท่านรัฐมนตรีจะตอบได้ไม่หมด แต่ท่านก็คงเก็บไปคิดแล้วก็คงไปดูว่าควรจะทำอะไรเพิ่ม ได้บ้าง เพราะว่าสิ่งที่ดิฉันนำเสนอนี้เป็นสิ่งที่เราทำ ดิฉันทำมากับมือด้วยตัวเองเลยของที่ อำเภอและจังหวัดตัวเอง กราบขอบพระคุณท่านประธานที่กรุณาให้โอกาส และท่านรัฐมนตรี ที่มาตอบคำถาม ให้กำลังใจนะคะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ต่อไปเป็น กระทู้ถามทั่วไป🔗
๑.๒.๔ กระทู้ถาม ที่ ๔๘๔ เรื่อง การอนุรักษ์บ้านโบราณ จังหวัดพัทลุง (นายนริศ ขำนุรักษ์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม🔗
เชิญท่าน ผู้ตั้งกระทู้ ท่านนริศครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาต ตั้งกระทู้ถาม เรื่อง การอนุรักษ์บ้านโบราณ จังหวัดพัทลุง เพื่อที่จะให้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงวัฒนธรรมได้ตอบกระทู้นี้นะครับ โดยผมกราบเรียนท่านประธานว่าเดิมนั้น มนุษย์ต้องการแค่ปัจจัย ๔ อาหาร ยา เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ก็สามารถดำรงชีวิตแล้วก็มี ความสุขอยู่แล้ว แต่มนุษย์ยุคปัจจุบันต้องการไม่เพียงแต่ปัจจัย ๔ ต้องการปัจจัย ๔ และมี บวก ๆ อีก บวก ๆ นั้นเท่าที่ค้นพบในขณะนี้เขามี ๑. ธรรมชาติ กับ ๒. อดีต มนุษย์ปัจจุบันนี่ โหยหา ๒ อย่างนี้ คือธรรมชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์และมีความสวยสดงดงาม กับ ๒. อดีต ไม่ว่าจะเป็นโบราณสถาน โบราณวัตถุ แหล่งชุมชน แหล่งอารยธรรม เพราะมนุษย์เสพสิ่ง เหล่านี้ด้วยนะครับ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าสิ่งที่คนโหยหา ๒ อย่าง คือธรรมชาติ และอดีตนั้นมีอยู่ที่จังหวัดพัทลุง พร้อมทั้ง ๒ อย่างนะครับ🔗
จังหวัดพัทลุงมีธรรมชาติที่มีความสวยสด งดงาม มี ๓ วิว (View) นะครับ วิว (View) หนึ่งแบบภาคเหนือมีเมฆหมอกปกคลุมภูเขาทั้งปี อยู่ทางตะวันตกของจังหวัด แล้วก็ส่วนที่ ๒ มีทะเลสาบเนื้อที่ ๗๐๐,๐๐๐ ไร่ มีความสวยงาม มีพันธุ์ไม้เป็นต้นเสม็ดเหมือนกับป่าแอมะซอน และก็มีสัตว์ป่าโดยเฉพาะนกเกือบ ๒๐๐ ชนิด และที่สำคัญมีทุ่งนาแบบภาคกลาง ทุ่งนาในพัทลุงสวยงามเหมือนสุพรรณบุรี เหมือนอ่างทอง เหมือนอยุธยา เหมือนสิงห์บุรี และในพื้นที่กลางของจังหวัดนอกจากมีทุ่งนาแล้วเป็นแหล่ง ชุมชน เป็นอู่อารยธรรมที่สำคัญ มีวัดวาอาราม มีมัสยิดซึ่งมีอายุเป็นพัน ๆ ปี แล้วก็มี บ้านเรือนของพี่น้องประชาชนในอดีตนับเป็นพันหลังเป็นรูปทรงพัทลุงคือมี ๒ หลัง ๓ หลัง และก็มีเชื่อมต่อกันโดยชานบ้าน พัทลุงจึงได้ชื่อว่าเป็นแหล่งอารยธรรมที่สำคัญแห่งหนึ่งของ ประเทศ เพราะชื่อพัทลุงปรากฏเมื่อพันปีที่แล้วคู่มากับสมัยสุโขทัย นั่นหมายถึงว่ามีคนและมี แหล่งที่อยู่เมื่อพันปีที่แล้วที่พัทลุง ๒. มีเจดีย์ที่ร่วมสมัยกับเจดีย์นครศรีธรรมราชคือที่วัด มหาธาตุบางแก้ว ซึ่งนั่นมีโบราณสถานอายุนับเป็นพันปี และเรามีวัดเขาอ้อซึ่งถือว่าเป็น ตักศิลาเมืองไทย เดิมเป็นของพราหมณ์ทำหน้าที่ในการเรียนรู้เรื่องสมุนไพรและความเชื่อ ในการอยู่ยงคงกระพัน ผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมไม่กังวลเรื่องการพัฒนาและอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติ เพราะเรามีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เรามีจังหวัด ซึ่งหมายถึงอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และมีคนพัทลุงคอยปกป้องดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ที่สมบูรณ์เหล่านั้นอยู่ ผมไม่ได้ห่วงกังวลเรื่องการป้องกันการอนุรักษ์แหล่งโบราณที่ผมเรียน กับท่านประธานไปแล้ว เพราะเรามีกระทรวงวัฒนธรรม เรามีเจ้าหน้าที่ของกระทรวงวัฒนธรรม ที่อยู่ในพื้นที่ที่เข้มแข็ง เรามีสำนักงานพระพุทธศาสนา เรามีจังหวัด ซึ่งหมายถึงจังหวัด อำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และที่สำคัญเรามีคนพัทลุงที่มีจิตวิญญาณในการปกป้องสิ่งเหล่านี้ แต่ว่า ที่ผมห่วงที่สุดก็คือที่ผมกราบเรียนท่านประธานไปว่าเรามีบ้านรูปทรงพัทลุงหลังคาปั้นหยา และก็มีหลายหลังต่อกันด้วยชานกลางบ้านยกพื้น เดิมมีหลายพันหลังแต่ว่าสภาพขณะนี้ หลายหลังถูกรื้อทิ้ง หลายหลังถูกปล่อยให้ชำรุดทรุดโทรมขายไม้ไปทำรูปทรงอื่นบ้าง บางหลัง อายุมากกว่า ๑๐๐ ปี หลายหลังอายุกว่า ๕๐ ปี สิ่งนี้ถ้าเราอนุรักษ์ไว้มันจะเป็นที่สืบค้น ประวัติศาสตร์ของคนพัทลุงได้ สามารถสืบค้นอารยธรรมของภูมิภาคตรงนี้ได้ และที่สำคัญ มันจะเป็นทรัพยากรการท่องเที่ยวที่สำคัญ เพราะการท่องเที่ยวเชิงสังคม เชิงวัฒนธรรม ที่รัฐมนตรีได้ตอบเมื่อสักครู่มันเริ่มได้รับความสนใจจากคนในประเทศและต่างประเทศ มากยิ่งขึ้น ผมคิดว่าความคิดส่วนตัวนะครับ พัทลุงมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหมด ๗๔ แห่ง ถ้ากระทรวงได้ไปช่วยกันรณรงค์ร่วมมือกับท้องถิ่นให้ดูแลบ้านรูปทรงแบบโบราณนี้ไว้ อปท. ละ ๓ ที่ เราจะมีบ้านทรงโบราณพัทลุงได้รับการอนุรักษ์ไว้ ๒๒๒ หลัง เพียงพอที่จะ เป็นทรัพยากรการท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดพัทลุง นอกจากท่านไปช่วยรณรงค์กับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว ผมอยากให้กระทรวงได้ทำแผนที่ท่องเที่ยวเชื่อมโยงบ้าน ทั้งหมด ๒๒๒ หลังแล้วก็ช่วยประชาสัมพันธ์ และกระทรวงก็ไปจัดกิจกรรมครับ วันรดน้ำ ผู้สูงอายุแทนที่จะไปจัดที่อำเภอ ก็ไปจัดที่บ้านรูปทรงโบราณนี้ จัดมโนราห์โรงครู จัดของดี ชุมชน ทำเป็นลานกิจกรรม ทำเป็นที่สอนรำมโนราห์ ซึ่งวัฒนธรรมจังหวัดพัทลุงทำอยู่แล้ว แต่แทนที่จะไปทำที่โรงเรียนก็มาที่บ้านเหล่านี้ครับ แล้วก็สนับสนุนให้เจ้าของบ้านเขาสามารถ ขายของที่ระลึกได้ ขายสินค้าในชุมชน หรือต่อไปวันข้างหน้าอาจจะขายตั๋วได้ เพราะสิ่งเหล่านี้ ถ้าทำอย่างนี้ได้มันจะเป็นการอนุรักษ์ที่ยั่งยืน🔗
คำถามที่ ๑ ผมจึงถามรัฐมนตรีนะครับว่ากระทรวงวัฒนธรรมมีนโยบาย ในการส่งเสริมให้มีการรณรงค์ประชาสัมพันธ์เพื่อให้เกิดการรักบ้านโบราณที่เป็นสถาปัตยกรรม อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของจังหวัดพัทลุงหรือไม่อย่างไร ขอทราบรายละเอียดครับ🔗
เชิญครับ ท่านรัฐมนตรี🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงวัฒนธรรม ต่อกระทู้ถามทั่วไปที่ท่านสมาชิก ท่านนริศ ขำนุรักษ์ ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านได้ตั้งกระทู้ถามนั้นถือว่าตรงกับนโยบายของกระทรวงวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรมศิลปากรที่เรามีนโยบายในเรื่องของการอนุรักษ์โบราณสถานทั้งที่ขึ้นทะเบียนและที่ยัง ไม่ได้ขึ้นทะเบียนให้อยู่ในการดูแลรักษาให้คงสภาพอยู่ได้เพื่อการศึกษาและการสืบทอด ศิลปวัฒนธรรม แล้วก็ประวัติศาสตร์อันดีงามของทุกภูมิภาคของประเทศไทย ซึ่งในจังหวัด พัทลุงนั้นถ้าในส่วนของการดูแลของกรมศิลปากรอยู่ในสำนักศิลปากรที่ ๑๑ ที่ครอบคลุม ทั้งสงขลา พัทลุงด้วย ก็ได้มีนโยบายชัดเจนในเรื่องของการเข้าไปอนุรักษ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกี่ยวกับความแข็งแรงของโครงสร้าง แล้วก็ในเรื่องของหากว่ามีการใช้งานอยู่ ในปัจจุบัน มีประชาชนเข้าไปใช้งานนั้นเราจะยิ่งต้องดูแลเป็นพิเศษ เนื่องจากว่าโครงสร้างต่าง ๆ เหล่านี้ ได้ถูกสร้างมานานเกินกว่า ๑๐๐ ปี จึงเป็นสิ่งซึ่งเราดูถึงความปลอดภัยในการใช้อาคาร โบราณสถานต่าง ๆ เหล่านี้ด้วย ถือเป็นนโยบายสำคัญครับ กราบเรียนท่านประธานว่า ทางกระทรวงนั้นเรามีนโยบายทั้งอนุรักษ์ ส่งเสริม สืบสาน รักษาต่อยอดศิลปวัฒนธรรม ของชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของงานโบราณสถานนั้น งานโบราณคดีนั้น กรมศิลปากร ได้มีนโยบายย่อยลงไปในส่วนของแต่ละสำนักให้ดูแลเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอะไรที่ เป็นเรื่องของวิถีชีวิตที่ดั้งเดิมสืบทอดกันมา ยิ่งเรือนโบราณอย่างพัทลุงนั้นขออนุญาต ฉายสไลด์ (Slide) นะครับ🔗
เรามีภาพจาก สำนักศิลปากรที่ ๑๑ ทางพัทลุงว่าในส่วนของเรือนโบราณนั้นมีอยู่ ๒ รูปแบบ ทั้งเรือนที่จะ เป็นเรือนผูกกับเรือนสับ ซึ่งก็มีหลักฐานตั้งแต่อดีตมาตั้งแต่ปี ๒๔๓๒ เป็นเรือนพลับพลา ที่ประทับที่เกาะมวยครับ เกาะมวยในเรื่องของการรับเสด็จ แล้วก็เรื่องของหมู่บ้านที่สงขลา ด้วยนะครับ ถ่ายโดยมองซิเออร์ แคลน จูลส์ ก็เป็นหลักฐานในอดีตว่าเรือนพัทลุง เรือนโบราณ ที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายไปนั้น เรียนท่านประธานว่าเราก็เข้าไปดูแลส่งเสริมในส่วนของ สภาพการใช้งานให้มีสภาพการใช้งานได้ แต่ที่ชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลาก็จะเก็บไว้เป็น เรื่องของการท่องเที่ยวในเชิงวัฒนธรรมด้วย อย่างที่เรียนครับทางกระทรวงโดยกรมศิลปากร เราลงรายละเอียดในเรื่องของการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอารยธรรม เพราะว่า ในพัทลุงนั้นจะมีพัทลุง สงขลา ลงไปถึงสตูล นครศรีธรรมราช จะมีอารยธรรมทวารวดีในยุคนั้น จะมีเส้นทางสายวัฒนธรรมขุดค้นเทวรูป รูปเคารพต่าง ๆ ได้นำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์บ้าง อยู่ในอุทยานประวัติศาสตร์บ้างอยู่ตลอด อย่างเรือนโบราณพัทลุงนี้ปัจจุบันมีการขึ้นทะเบียน ไปแล้ว ๒ แห่ง ก็คือที่วังเจ้าเมืองอันนี้อยู่ในการบูรณะเสร็จเรียบร้อยแล้วนะครับ แล้วก็มี การบูรณะเป็นระยะตามระยะเวลาของการบูรณะโบราณสถานอย่างต่อเนื่อง มีทั้งวังใหม่ ที่เราเข้าไปบูรณะนะครับ ส่วนวังเดิมก็อย่างที่เห็นในสไลด์ (Slide) ก็คือมีการบูรณะเสร็จ เรียบร้อยแล้วได้รับงบประมาณต่อเนื่องมา บูรณะรอบล่าสุดก็เป็นปี ๒๕๔๘ ตอนนี้ก็ยังสวยงาม รับนักท่องเที่ยวอยู่ ในส่วนของการขึ้นทะเบียนนั้นเราไม่ได้จำกัดว่าจะขึ้นทะเบียนนานหรือว่าขึ้นทะเบียน ในระยะปัจจุบันอันใกล้ เพราะว่าโบราณสถานทั่วประเทศจากการสำรวจมีถึง ๘,๓๐๐ กว่าแห่ง แต่ขึ้นทะเบียนมาได้แค่ ๓,๐๐๐ กว่าแห่ง ที่เหลือนั้นยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนทั้งหมด ฉะนั้นในเรื่องของการดูแลรักษาที่ทางกรมศิลปากรจะไปดูแลได้นั้นก็มีโบราณสถานที่ขึ้น ทะเบียนแล้วเป็นหลัก แต่ส่วนที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนเราก็ไม่ได้ละเลยนะครับ เราก็เข้าไปดูแล ในเรื่องความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างเพื่อไม่ให้เกิดอันตรายในการใช้อาคารหรือว่า ให้ประชาชนเกิดอันตรายแต่อย่างใด ทั้งในวังเก่าแล้วก็จะมีโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนแล้ว ที่เป็นเรือนโบราณพัทลุงอีกในส่วนของวัดเขาอ้อ แล้วก็วัดนาโอ่ก็มีการบูรณะแล้ว เช่นเดียวกัน วัดเขาอ้อนั้นก็บูรณะให้ดูสวยงามแล้วก็เป็นการอนุรักษ์ในแบบดั้งเดิม แต่ที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายก็คือปัจจุบันในพัทลุงยังมีอีกเป็นร้อย ๆ แห่งที่กระจายอยู่ใน อำเภอต่าง ๆ นั้นทางสำนักศิลปากรที่ ๑๑ ก็จะได้ไปดูในรายละเอียดต่อไปว่าในส่วนไหน ที่อยู่ในเกณฑ์ที่เราจะบูรณะได้ แล้วก็ทำเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยว จากที่บูรณะแล้วหลัก ๆ ที่ วังเจ้าเมืองก็ดี จากที่วัดเขาอ้อ วัดนาโอ่ก็ดี ก็จะได้ทำเป็นการเชื่อมโยงกันต่อไปนะครับ ก็เรียนว่านโยบายของกระทรวงนั้นชัดเจนในเรื่องของการไปบูรณะแล้วก็เข้าไปส่งเสริม รวมถึงในการต่อยอดจากกระทู้ถามที่ท่านสมาชิกได้เรียนถามท่านประธานมาถึงกระผมนั้น ก็คือในเรื่องของการพัฒนาไปสู่การสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว ในสไลด์ (Slide) ที่เห็น ก็ยังเหลืออีกหลายเรือนที่อยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมที่เราต้องเข้าไปปรับปรุง เมื่อสักครู่ เรือนเดิมหลังคานั้นก็มีสภาพชำรุดทรุดโทรมก็ต้องเข้าไปบูรณะนะครับ ในงบประมาณ ปี ๒๕๖๕ ที่ผ่านมาทางสำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลาและดูพัทลุงนี้ก็ได้งบประมาณไปบูรณะ หลังนี้แล้ว ๒,๕๕๐,๐๐๐ บาท แล้วก็จะมีผู้รับจ้าง มีการดำเนินการอยู่ ก็จะไปดำเนินการ ให้แล้วเสร็จต่อไป🔗
ต่อข้อคำถามข้อแรกก็คือเรื่องของนโยบายนั้น ขอเรียนยืนยันท่านประธาน และท่านสมาชิกว่าเรามีนโยบายชัดเจนในเรื่องของการไปอนุรักษ์สืบสานทั้งสิ่งก่อสร้างก็ดี แล้วก็สิ่งที่เป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้อย่างเช่นมโนราห์ เราก็ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ไปแล้ว เราก็จัดไหว้ครูใหญ่ที่พัทลุง แล้วก็ไปจัดมหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติที่ตลาดทะเลน้อย ที่พัทลุงในช่วง ๓ เดือนที่ผ่านมา ก็มีภาพความคืบหน้าในการบูรณะอยู่บางส่วน ได้นำเรียน ท่านประธานสู่ท่านสมาชิก ตอบคำถามที่ ๑ ครับ ขอบพระคุณครับ🔗
เชิญท่าน นริศถามครั้งที่ ๒ ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ในช่วงการ พิจารณางบประมาณในวาระหนึ่ง ผมได้อภิปรายขอให้กระทรวงวัฒนธรรมได้ผลักดันให้ เส้นทางเสด็จของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ จากกันตังมาพัทลุง ซึ่งเมื่อสักครู่นี้มีภาพพลับพลา ที่ประทับที่เกาะมวยนี้อยู่ด้วยให้เป็นเส้นทางมรดกโลก เพราะว่ามีสภาพความสำคัญ ไม่ได้แตกต่างกับเส้นทางสายไหมแต่อย่างใด ผมขออนุญาตฝากรัฐมนตรี ผมได้ติดตาม งานด้านกระทรวงวัฒนธรรมมาอย่างใกล้ชิด ผมพบว่างบประมาณที่ท่านได้รับนี้น้อยมาก ท่านอยู่ในสภาพที่ขาดแคลน แล้วก็กิจกรรมของกระทรวงวัฒนธรรมมีมากครับ สำหรับพัทลุง มีทุกเดือน มีทั้งปี มีทั้งของพุทธ มีทั้งของมุสลิม และมีตั้งแต่ในเมืองจนถึงชนบทไกลโพ้น ก็มีงานของกระทรวงวัฒนธรรม แล้วก็กิจกรรมที่ไปร่วมกับหน่วยงานอื่นโดยเฉพาะจังหวัดนี่ วัฒนธรรมจังหวัดพัทลุงเป็นหน่วยงานหลักให้กับกิจกรรมในจังหวัดเสมอ แต่ว่างบประมาณ ที่ท่านได้รับ ๖,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี่ ผมว่าระบบการจัดงบประมาณของท่านมีปัญหานะครับ ผมอยากให้ท่านได้ปรับ ผมยกตัวอย่างปีงบประมาณ ๒๕๖๖ มีกรมหนึ่งปีที่แล้วได้ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่เขาสามารถทำงบประมาณปีนี้ได้ถึง ๑๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านลองให้ เจ้าหน้าที่ไปดูว่ากรมนั้นเขาทำอย่างไร งบประมาณถึงสามารถเพิ่มขึ้นได้ขนาดนั้น สามารถ ผ่านสภาพัฒน์ สามารถผ่านสำนักงบประมาณ กระโดดมาจนถึง ๑๗,๐๐๐ กว่าล้านบาทได้ คือเพิ่มขึ้น ๑๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านส่งเจ้าหน้าที่ของท่านไปดูนะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ผมพบว่าคนของท่านที่มีอยู่น้อยมาก ท่านทำงานโอเวอร์โหลด (Overload) มากในคนของท่านในพื้นที่ เก่งอย่างไรผมก็คิดว่ารับมือไม่ไหวกับงานของ วัฒนธรรมที่มีอยู่ขณะนี้ อำเภอละ ๑ คน บางคนควบ ๒ อำเภอ แล้วก็มีงานในจังหวัดอีก ผมคิดว่าการขออัตรากำลังของกระทรวงต้องเร่งทำ ไม่อย่างนั้นไม่สามารถที่จะรักษาสิ่งที่มี ความสวยสดงดงามที่เป็นทรัพยากรการท่องเที่ยวที่สำคัญคือโบราณสถาน โบราณวัตถุ และแหล่งอารยธรรมนี้เอาไว้ได้ ถ้าท่านมีงบประมาณเพียงแค่นี้และท่านมีคนเพียงแค่นี้ ก่อนที่ผมจะตั้งคำถาม ผมกราบเรียนว่ากระทรวงวัฒนธรรมมันเป็นความหวังของผมมา โดยตลอดนะครับ ในฐานะที่เป็นตัวแทนประชาชนผมมีความหวังกับกระทรวงนี้มาก กระทรวงวัฒนธรรม ผมมีความหวังว่าจะสามารถปกป้อง อนุรักษ์บ้านที่เป็นของชาวบ้านจริง ๆ เมื่อสักครู่ในภาพอาจจะเป็นวังเก่า อาจจะเป็นวัด แต่ว่าที่ผมพบในพัทลุงผมอยากให้มี การอนุรักษ์คือบ้านที่เป็นของประชาชนจริง ๆ ยังมีเหลืออยู่มาก แล้วก็ถูกรื้อถอนหรือปล่อย ให้ชำรุดทรุดโทรมอยู่ทุกวัน หายไปทุกเดือน ผมรู้สึกเสียดาย แล้วก็กระทรวงวัฒนธรรม เป็นความหวังของการท่องเที่ยวและเป็นความหวังของเศรษฐกิจรายได้ที่กระจายไปสู่ชนบท ผมจึงขออนุญาตได้สอบถามท่านเป็นคำถามสุดท้ายว่าท่านจะมีระบบวิธีของบประมาณ ท่านมีนโยบายที่จะเพิ่มคนของท่านเพื่อให้เพียงพอ เพราะวัฒนธรรมจังหวัดไม่จำเป็นต้อง เท่ากัน บางจังหวัดอาจไม่จำเป็นจะต้องมีครบทุกอำเภอก็ได้ แต่ว่าสำหรับผมจังหวัดพัทลุง อำเภอละ ๑ คนไม่พอ ต้องมีมากกว่านี้ครับ แล้วก็ให้กำลังใจท่านที่ทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงวัฒนธรรมมาอย่างเข้มแข็งแล้วก็ประสบความสำเร็จ รวมทั้งให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ของกระทรวงวัฒนธรรมทุกคนด้วยครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗
เชิญท่าน รัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงวัฒนธรรม ขออนุญาตตอบคำถามที่ ๒ ของท่านสมาชิก ท่านนริศ ขำนุรักษ์ ขออภัยที่เอ่ยนามนะครับ ในส่วนของแผนงบประมาณและแผนคนที่กระทรวงวัฒนธรรม ได้ดำเนินการแล้วก็กำลังจะได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมาธิการงบประมาณปี ๒๕๖๖ อยู่ ซึ่งอย่างที่เรียนครับว่าอันนี้ต้องน้อมรับในข้อแนะนำของท่านเลย เราจะไปศึกษาถึงแนวทาง ของกรมที่ท่านได้พูดถึงว่าเพิ่มจากหลัก ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็น ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ดำเนินการอย่างไรนะครับ ซึ่งทางสำนักงบก็ได้มีการชี้แจงเบื้องต้นกับทุกกระทรวงครับ มีการไปบรีฟ (Brief) ไปสัมมนากันก่อนที่จะตั้งงบแต่ละปีนะครับ ทางกระทรวงก็ได้มี การดำเนินการตามยุทธศาสตร์การจัดสรรแล้วก็เรียงจัดลำดับไพรออริตี (Priority) ความสำคัญ ของโครงการนะครับ ซึ่งในเรื่องของการอนุรักษ์โบราณสถานนั้นกรมศิลปากรเป็นกรมหลัก ที่มีภารกิจตรงนี้ ก็ได้รวบรวมมาจากทุกสำนักทั่วประเทศ แล้วก็ได้ผ่านทางอธิบดีมาจนถึง ทางปลัดกระทรวงมาถึงทางกระผมได้เป็นผู้ลงนามเสนอสำนักงบประมาณ ในส่วนนี้เราก็ ดำเนินการไปเต็มจำนวนนะครับ แต่อย่างที่เรียนว่าได้รับการจัดสรรไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ของจำนวน แล้วภารกิจหลักของกรมนั้นก็ไปกระจายอยู่ในเรื่องของการบูรณะโบราณสถาน ที่มีอยู่ทั่วประเทศ แล้วก็อยู่ในขอบเขตของโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนเป็นหลักนะครับ ส่วนที่ ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนนั้นก็จะเป็นพวกงบฉุกเฉิน งบบูรณะของทางกรมซึ่งเป็นงบกลางไว้เพียง น้อยนิดครับ เป็นแค่หลัก ๑๐ ล้านบาทเท่านั้นเองซึ่งก็ไม่มากนะครับ เพราะฉะนั้นก็ทำให้เรื่อง ของงานนั้นโหลด (Load) แล้วก็งานล้นคนอย่างที่ท่านได้นำเรียนนะครับ เรียนท่านประธานว่า ในส่วนนี้เราใช้ระบบที่หลาย ๆ หน่วยงานทำก็คือเรามีการจ้างพนักงานราชการเข้ามาเสริม ในส่วนของกรมศิลปากรนั้นมีอีก ๑ ส่วน เรามีเรียกว่า อส.บส. คืออาสาสมัครอนุรักษ์ โบราณสถาน ซึ่งเราได้รับความร่วมมือจากประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรามีน้อง ๆ เยาวชน เข้ามาเป็นอาสาสมัครอนุรักษ์โบราณสถานด้วยทั่วประเทศ แต่ภารกิจเขาดำเนินการในเชิงลึกมากไม่ได้ เนื่องจากว่าจะต้องใช้วิชาชีพเฉพาะ อย่างเรื่อง ไปบูรณะไปซ่อมแซมนั้นทำไม่ได้ก็จะเป็นผู้ที่ไปสังเกตการณ์ ไปสำรวจ ไปคอยแจ้งข่าวแล้วก็ คอยประสานชุมชนนะครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องซึ่งเราได้ดำเนินการโดยตลอดนะครับ อย่างในสไลด์ (Slide) ที่ขึ้นอยู่นั้นเป็นหนึ่งในโครงการต่อยอดที่เราคัดเลือกบ้านโบราณพัทลุงนะครับ ก็เป็นการเชิดชูเกียรติให้กับเจ้าของเรือนโบราณที่เป็นภาคเอกชนที่เป็นชาวบ้านเขาดูแล รักษาเรือนโบราณได้เป็นอย่างดี ก็มีการคัดเลือกเชิดชูเกียรตินะครับ แม้กระทั่งในสไลด์ (Slide) ขออนุญาตย้อนสไลด์ (Slide) ไปนิดหนึ่งครับ ก็จะมีเรือนโบราณของประชาชน ของนายบัญชา ขุนราม ที่อำเภอเขาชัยสน เราก็ไปช่วยโครงการไปบูรณะซ่อมแซมเรื่องของ สลักไม้ เรื่องของช่องรอยต่อของอาคารให้สามารถคงสภาพการใช้งาน แล้วก็มีเรื่องของ การอนุรักษ์ให้เป็นโบราณสถานต้องเรียกว่าเป็นเรือนโบราณได้ อีกส่วนหนึ่งที่ท่านสมาชิก ได้กรุณาแนะนำ เรียนท่านประธานว่าขณะนี้ทางกรมศิลปากรก็ได้ให้ผู้เชี่ยวชาญในการศึกษา เส้นทางเสด็จ ในส่วนที่ท่านได้นำเรียนถึงเส้นทางเสด็จที่กันตัง พัทลุงตั้งแต่สมัยล้นเกล้า รัชกาลที่ ๕ อย่างในภาพที่มีพลับพลาที่เกาะมวย เป็นต้น อันนี้ก็จะได้ดำเนินการในเรื่องของ การรวบรวมข้อมูลแล้วก็นำขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกได้ คล้าย ๆ กับที่เราขึ้นทะเบียนมรดกโลก ทั้งอยุธยา บ้านเชียง สุโขทัย ยังมีอีกหลายที่ครับ มีทั้งที่วัดมหาธาตุที่นครศรีธรรมราช อยู่ในระหว่างดำเนินการ วัดพระธาตุพนม เมืองเชียงใหม่ ล้านนา มีหลายส่วนเลยครับ อย่างในภาพที่เห็นเป็นภาพที่เราอนุรักษ์ไว้เก็บเป็นฟิล์มกระจกไว้ที่หอจดหมายเหตุด้วยครับ อันนี้ก็นำมาใส่สไลด์ (Slide) นำแสดงท่านประธาน🔗
อีกส่วนหนึ่งสำคัญก็คือเรื่องของการหมุนเวียนบุคลากร กราบเรียนว่าปัจจุบัน เราตั้งตุ๊กตาไว้ที่อำเภอละ ๑ คนเป็นอย่างน้อย ปัจจุบัน ๑ คนไม่พออยู่แล้วเราก็เลยไปเกลี่ย ตำแหน่ง แล้วก็ทำให้ในส่วนของสำนักศิลปากรก็ดี สำนักงานวัฒนธรรมทำเรื่องของการ ขออัตราพนักงานราชการขึ้นมานะครับ เพราะว่าอัตรากำลังที่เป็นข้าราชการนั้นเราต้อง ยอมรับว่ายากที่จะได้รับกรอบอัตรามาจาก ก.พ. เนื่องจากว่าเรามีรายจ่ายภาครัฐสูงอยู่แล้ว ท่านสมาชิกได้พิจารณางบประมาณเพิ่งรับหลักการกันไปก็เห็นว่างบรายจ่ายประจำเราสูงมาก เพราะฉะนั้นในเรื่องของกรอบอัตราข้าราชการนั้นมีความจำเป็นยิ่งยวดจริง ๆ ถึงจะได้ครับ อย่างไรก็ดีทางกระผมจะได้เป็นกรณีศึกษาที่ท่านได้กรุณาแนะนำกรมที่ได้งบเพิ่มจากหลักพัน เป็นหลักหมื่นล้านว่าดำเนินการอย่างไรถึงจะได้ เพราะว่าในภารกิจของทุกกระทรวงนั้น ทุกกระทรวงก็จัดลำดับความสำคัญไปหมด เพราะฉะนั้นกว่าจะได้รับการจัดสรรงบประมาณนั้น ก็อยู่ที่กระบวนการตั้งแต่สำนักงบประมาณกลั่นกรองเข้ามาสู่ ครม. ครม. เข้ามาสู่สภา ขณะนี้อยู่ในระหว่างกรรมาธิการนะครับ กราบเรียนท่านประธานสู่ท่านสมาชิกว่าก็ต้องกราบ ขอบพระคุณท่านสมาชิกในการทำงานที่ผ่านมาตั้งแต่เป็นผู้แทนร่วมกันจนถึงปัจจุบันท่านก็ ได้คอยเอาใจใส่เรื่องของงานด้านศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะยิ่งในพื้นที่พัทลุงของท่านแล้วก็ ในพื้นที่ใกล้เคียง เราก็มีการประสานกันอยู่ตลอดนะครับ ก็ต้องกราบขอบพระคุณท่านสมาชิก หากมีสิ่งประการใดนะครับ อาจจะไม่ได้เป็นกระทู้ถามโดยตรงท่านก็สามารถที่จะแจ้งตรง มายังกระผม หรือว่าผ่านวัฒนธรรมจังหวัดพัทลุง หรือว่าในส่วนใดก็ด้วยความยินดีน้อมรับ ในรายละเอียดที่ท่านจะช่วยกันดูแลต่อไป🔗
ฉะนั้นตอบคำถามที่ ๒ ก็ขอสรุปว่าเรามีการใช้พนักงานราชการ แล้วก็มีเรื่อง ของการเกลี่ยตำแหน่งนะครับ ดูในภารกิจที่สามารถทำงานทดแทนกันได้ รวมถึงในเรื่อง ของการของบประมาณเต็มจำนวนครับ แต่ได้รับงบประมาณไม่เต็มอยู่แล้ว อันนี้เราเข้าใจ ในเรื่องของการทำคำขอก็จะดำเนินการให้เต็มประสิทธิภาพที่สุดเท่าที่ได้รับงบประมาณ แล้วก็จะขอเป็นกรณีศึกษาที่ท่านได้กรุณาให้ตัวอย่างของกรมที่ได้รับงบมาเพิ่มเติมครับ กราบเรียนท่านประธานและขอบคุณท่านสมาชิกเป็นอย่างสูงครับ ขอบคุณครับ🔗
เป็นการจบ กระทู้ถามของท่านนริศ ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ ต่อไปเป็นกระทู้ถามทั่วไปฉบับสุดท้าย🔗
๑.๒.๓ กระทู้ถาม ที่ ๔๘๓ เรื่อง ปัญหาช้างป่าทำร้ายพี่น้องประชาชนเสียชีวิต (นายจารึก ศรีอ่อน เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม🔗
ด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มี หนังสือมาว่าวันนี้ท่านติดภารกิจจำเป็นคือไปประชุมที่ต่างประเทศที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ไปประชุมสหประชาชาติเกี่ยวกับเรื่องมหาสมุทรจึงไม่สามารถมาตอบได้ ขอเลื่อนไปตอบเป็น วันที่ ๑๘ สิงหาคม ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับที่ท่านรัฐมนตรีต้องมาตอบด้วยตนเอง นอกจากมี ความจำเป็นจริง ๆ ให้ทำหนังสือแจ้งความจำเป็นมานะครับ ก็แจ้งมาตามข้อบังคับแล้ว ขอเลื่อนไปนะครับ เป็นการจบกระทู้ถามทั่วไปนะครับ🔗
ต่อไปวาระ ๑.๓ กระทู้ถามแยกเฉพาะ ซึ่งดำเนินการไปเรียบร้อยที่ห้อง กระทู้ถามแยกเฉพาะแล้วนะครับ ถ้าท่านสมาชิกท่านใดสนใจในรายละเอียดจะมีการ ถ่ายทอด เพราะมีการบันทึกเทปไว้แล้วจะถ่ายทอดหลังจากประชุมสภาห้องใหญ่เสร็จนะครับ จะถ่ายทอดและจะมีรีรัน (Rerun) วันเสาร์ วันอาทิตย์🔗
เราก็เริ่ม เลยนะครับ กระทู้ถามแยกเฉพาะในวาระที่ ๑.๓ ซึ่งวันนี้มีทั้งหมด ๖ กระทู้ อันดับแรกของ ท่านจิรัฏฐ์ อันดับที่ ๒ ของท่านมัลลิกา อันดับที่ ๓ ท่านอัครเดช อันดับที่ ๔ ท่านนริศ อันดับที่ ๕ ท่านนริศ อันดับที่ ๖ ท่านธีรัจชัย ของท่านนริศ ๒ ฉบับ กับท่านธีรัจชัย คืออันดับ ๔ อันดับ ๕ อันดับ ๖ รัฐมนตรีวราวุธ รัฐมนตรีเอนก รัฐมนตรีสุชาติ ขอเลื่อน ดังนั้นเราจะเหลือ ๓ กระทู้🔗
๑.๓ กระทู้ถามแยกเฉพาะ🔗
๑.๓.๔ กระทู้ถาม ที่ ๔๐๓ เรื่อง กรณีเรียกเงินคืนในโครงการเราชนะ และโครงการคนละครึ่ง (นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง🔗
ซึ่งผม อนุญาตให้ท่านชุมพลเข้ามาชี้แจงด้วย ท่านเป็นรองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง เพื่อมาช่วยท่านรัฐมนตรีในการชี้แจง กระทู้ถามแยกเฉพาะก็คงจะถามได้ ๒ ครั้ง รวมทั้งเนื้อหากระทู้ แล้วก็ใช้เวลาไม่เกิน ๑๐ นาที รัฐมนตรีตอบก็ไม่เกิน ๑๐ นาที ต้องรักษาเวลา เชิญท่านจิรัฏฐ์เริ่มเลยครับ🔗
ขอบคุณครับ เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ สืบเนื่องจากโครงการเราชนะ โครงการคนละครึ่งที่เป็นโครงการ ช่วยเหลือประชาชนเมื่อช่วงเวลาที่ผ่านมา มีร้านค้าจำนวนมากหลังจากที่ดำเนินโครงการ ไปแล้ว มีร้านค้าจำนวนมากมายื่นหนังสือกับผมที่สภาครับ ในเรื่องที่ถูกเรียกเงินคืนจำนวน ตั้งแต่ ๗๐,๐๐๐ บาท ๘๐,๐๐๐ บาท จนถึงหลักหลายล้านบาท คนที่มายื่นก็มีไปกระทั่ง แม่ค้าขายอาหารตามสั่ง แม่ค้าขายหมูฝอย พ่อค้าขายเสื้อผ้า มีน้องปี ๑ ที่ขายน้ำสับปะรดปั่น อยู่หน้าหอตัวเองก็ถูกเรียกเงินคืนหลายแสนบาท ทีนี้ผมก็อยากจะถามท่านรัฐมนตรีไม่ทราบว่า ตอนนี้คดีไปถึงไหนแล้วครับ คำถามแรกก็คือคดีไปถึงไหนแล้ว มีทั้งหมดกี่คน แล้วก็ ยังดำเนินการกล่าวหาอยู่หรือเปล่า และถ้านับรวมโครงการคนละครึ่งในเฟส ๓ (Phase 3) เฟส ๔ (Phase 4) เฟส ๕ (Phase 5) ที่ผ่านมามีคนโดนดำเนินคดีกี่คน และมีคนทำผิด วัตถุประสงค์อันนี้ประมาณกี่คน อันนี้ขอทราบเป็นคำถามแรก ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านอนุชา รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองเข้ามาหรือยังครับ เชิญครับ เชิญท่านรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการคลังตอบกระทู้ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขออนุญาตเรียนตอบกระทู้ กรณีเงินเรียกคืนโครงการเราชนะและโครงการคนละครึ่งนะครับ ก่อนอื่นก็ต้องขออนุญาตเรียนให้ทราบถึงในเรื่องของวัตถุประสงค์ในเรื่องของโครงการ ทั้ง ๒ โครงการนี้ก่อนนะครับ ไม่ว่าจะเป็นโครงการคนละครึ่งหรือโครงการเราชนะนั้น มีวัตถุประสงค์อะไร จริง ๆ แล้วเมื่อตอนที่เราเจอโควิด (COVID) นั้นสิ่งที่จำเป็นเร่งด่วน สำหรับรัฐบาลก็คือในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนนะครับ ซึ่งก็จะมีในเรื่องของถ้าจำได้ ในปี ๒๕๖๓ นั้นก็มีในเรื่องของโครงการเราไม่ทิ้งกัน ก็คือการจ่ายเงินให้กับพี่น้องประชาชนเลย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในช่วงที่มีมาตรการล็อกดาวน์ (Lockdown) ประชาชนเดินทาง ไม่ได้ โรงงานปิดอะไรต่าง ๆ พวกนี้ครับ ก็มีโครงการแคช ทรานส์เฟอร์ (Cash Transfer) ให้กับประชาชนเช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ที่เขาทำกันนะครับ แต่ว่าในระลอกที่ ๒ นั้น ในช่วงปี ๒๕๖๓ ต่อเนื่องปี ๒๕๖๔ นั้นก็มีเหตุในเรื่องของสายพันธุ์ใหม่เข้ามา เพราะฉะนั้น ก็มีความจำเป็นอีกเช่นเดียวกันว่ามาตรการของรัฐบาลนั้นที่จำกัดสิทธิของประชาชน ในเรื่องของการเดินทางต่าง ๆ นั้นก็มีความจำเป็น ซึ่งก็ทำให้มีผลกระทบต่อรายได้ของ พี่น้องประชาชนเช่นเดียวกัน เราก็ทำในเรื่องของโครงการเราชนะ โครงการเราชนะนั้น ก็มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญคือลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนและมีส่วนช่วยกระตุ้น การใช้จ่ายของครัวเรือนแล้วก็ผู้ประกอบการรายย่อยซึ่งประสบปัญหา พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ แผงลอยทั้งหลายก็ไม่มีรายได้นะครับ เพราะฉะนั้นก็เป็นวัตถุประสงค์อันหนึ่งเม็ดเงินที่ทาง รัฐบาลให้ไปนั้นก็อยากจะให้ไปกระจายอยู่กับผู้ค้ารายย่อย พี่น้องประชาชนที่มีความจำเป็น ในการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ก็อาจจะเรียกว่ามีการจำกัดในเรื่องขอบเขตของการใช้เงิน อยู่บ้าง ก็เป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในขณะนั้นว่าทำไมไม่จ่ายเงินสด แต่วัตถุประสงค์คือรัฐบาล อยากให้จ่ายเฉพาะที่จำเป็นจริง ๆ คนละครึ่งก็เช่นเดียวกัน คนละครึ่งวัตถุประสงค์หลัก ก็คงจะเป็นเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจให้มีการจับจ่ายใช้สอยให้มากขึ้นในระดับเศรษฐกิจ ฐานรากนั่นคือวัตถุประสงค์ แต่วิธีการทั้ง ๒ โครงการนั้นก็จะใช้ในเรื่องของแอปพลิเคชัน (Application) ซึ่งในแง่ของประชาชนผู้ได้รับสิทธิรับเงินจากรัฐบาลนั้นก็จะใช้ในเรื่องของ เป๋าตังค์ ส่วนร้านค้ารายย่อยต่าง ๆ ที่ไม่ใช่นิติบุคคล เราไม่รวมนิติบุคคล ก็ใช้ในเรื่องของ ถุงเงิน เพราะฉะนั้นเม็ดเงินที่รัฐบาลจ่ายเขาไป อย่างกรณีของคนละครึ่งนั้นก็จะจ่ายเข้าไป ในถุงเงินให้กับผู้ประกอบการในวันรุ่งขึ้นทันที ทันทีที่มีการใช้จ่าย เช่น สมมุติว่า ๑๕๐ บาท ต่อวันนั้น ถ้าประชาชนใช้จ่าย ๑๕๐ บาท ๗๕ บาทนั้นประชาชนออก แล้วก็อีก ๗๕ บาทนั้น รัฐบาลก็จ่ายเข้าไปในทันทีนะครับ ทีนี้ในทั้ง ๒ โครงการนั้นก็มีเงื่อนไขที่สำคัญในเรื่องของ การไม่อนุญาตให้ถอนเป็นเงินสด ก็คือในช่วงแรก ๆ นั้นก็จะมีประเภทร้านรับแลกเงิน คือไม่มีการจับจ่ายใช้สอยจริง แต่ว่ามีการเอาสิทธิตรงนั้นไปแล้วก็ขอเงินคืนมา ก็มีกลุ่ม ที่เรียกว่าหากินแบบนี้ คือเที่ยวไปตามร้านต่าง ๆ แล้วก็บอกว่าอยากได้เงินสดไหม ก็ลงทะเบียนเข้าไปในประเภทร้านค้าขอรหัสเข้าตรงนี้ก็ทำให้เขาสามารถจะจ่ายเงินให้ทันที แล้วก็หักค่าหัวคิวไป อันนั้นก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นนะครับ ผมเองก็เคยมีประสบการณ์ลงไปถาม ร้านค้าเหมือนกันปรากฏว่าร้านค้าที่ให้ความร่วมมือนั้นก็มีครับ เขาก็บอกว่ามาเจอพวกที่วิ่ง หาเงินอย่างนี้ เขาก็บอกเขาก็ไล่พวกนี้ไปเขาไม่รับ เพราะเขาเข้าใจเจตนารมณ์ของรัฐบาล ในการที่จะให้ความช่วยเหลือ เพราะฉะนั้นในเรื่องของการที่จะเข้าใช้สิทธิในเรื่องของ คนละครึ่ง ไม่ว่าจะเป็นถุงเงินหรือไม่ว่าจะเป็นเป๋าตังนั้น ก่อนที่ลงทะเบียนเข้าสิทธินั้น ก็จะมีการรับรองในเรื่องยอมรับในเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ว่าจะไม่กระทำการใด ๆ ที่ฝ่าฝืนในเรื่องของระเบียบของการใช้เงินนะครับ แต่ก็ยังมีประเภทที่เราตรวจสอบแล้ว หลังจากที่โครงการออกก็มีการตรวจสอบว่ามีการเรียกว่าทำไม่ถูกต้องนั้นอยู่บ้างหรือไม่ ก็มี เพราะฉะนั้นวิธีการตรวจสอบนั้นก็เนื่องจากทางธนาคารกรุงไทยนั้นเป็นเจ้าของในเรื่อง เป๋าตังกับถุงเงินนะครับ แล้วก็มีวิธีการที่ทางกระทรวงการคลังกับทางธนาคารกรุงไทย ก็ร่วมกันในเรื่องของการตรวจสอบ เช่น สมมุติว่าการใช้จ่ายเงินซื้อของไม่ได้มีการซื้อจริง ซื้อที่นี่แต่ว่าของไปอยู่อีกที่หนึ่งห่างกันคนละจังหวัด จากภาคเหนือ ภาคใต้อย่างนี้มันไม่ได้ เพราะวัตถุประสงค์ต้องการให้จำกัดอยู่ในพื้นที่ที่มีความเดือดร้อนจริง ๆ อันนี้ก็เป็น วัตถุประสงค์ เพราะฉะนั้นก็จะมีกลุ่มที่ทำนอกเหนือกฎเกณฑ์ เพราะฉะนั้นเมื่อเราจับผิดได้ ตรงนี้ก็มีการส่งให้ตำรวจในเรื่องของการเข้าไปสำรวจแล้วก็สอบสวนในเรื่องว่ามีการกระทำผิด ตรงนี้จริงนะครับ ใช่ครับอย่างที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้บอกว่ามีตั้งแต่รายเล็ก ไปจนถึงรายเป็นล้าน ๆ ถึงระดับ ๕๐ ล้านบาทก็ยังมี ซึ่งอันนี้มันเกินกว่าความเป็นจริง เพราะในระบบเขาก็มีการจับผิดตรงนี้ได้นะครับ อย่างเช่นเรื่องของระยะทางของการ ใช้จ่ายเงินจากเชียงใหม่ลงไปที่ยะลาอย่างนี้มันไม่ใช่นะครับ ก็มีการตรวจสอบอยู่ ทีนี้ถามว่า มันมีเคส (Case) อยู่ประมาณเท่าไร จริง ๆ แล้วเมื่อเกิดเคส (Case) อย่างนี้ทางกระทรวง การคลังก็ได้แจ้งร้านค้าว่าได้กระทำผิดจริง ก็มีร้านค้าที่คืนเงินมายอมรับสารภาพก็คืนเงินมาก็มี แต่ในบางร้านก็อาจจะไม่เข้าใจตรงนี้ก็มาฟ้อง โดยสถิติแล้วจำนวนกรณีของคนละครึ่งนั้น ก็มีการดำเนินคดีทั้งหมด ๒๐๒ ราย ก็ได้สิ้นสุดไปแล้ว ๑๓๓ ราย โดยมีเงินคืน ๙๙ ราย แล้วก็อยู่ในระหว่างดำเนินการ ๖๙ ราย กรณีของโครงการเราชนะนั้นก็มีการเรียกเงินคืน ประมาณ ๒,๐๐๐ ราย ได้ส่งดำเนินคดีนั้น ๗ ราย ที่เหลืออยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน และติดตามคืนเงิน เราเองในฐานะของรัฐฟ้องน้อยครับ จริง ๆ ฟ้องมีอยู่ ๗ รายเท่านั้นเอง แต่ว่าของภาคประชาชนนั้นก็มีการฟ้องเข้ามาเยอะมากประมาณ ๒๐๐ กว่าราย อันนี้ก็อยาก จะเรียนเป็นข้อมูลนะครับว่าในมาตรการของเรานั้นถ้าหากมีการคืนเงินเราก็จะถอนฟ้อง เราก็จะมีถอนแจ้งความถอนอะไรต่าง ๆ พวกนี้ ก็ขออนุญาตกราบเรียนครับ🔗
เชิญท่านจิรัฏฐ์ ถามครั้งที่ ๒ ครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธาน คืออย่างนี้ ท่านรัฐมนตรีครับ สำหรับผมคนไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของรัฐบาลไม่น่าจะใช่โจรครับ ท่านรัฐมนตรี แล้วผมก็ไม่คิดว่ามันเป็นความผิดด้วยซ้ำ ในเมื่อท่านอนุมัติหลักเกณฑ์ ไปแล้วว่าเขาผ่านหลักเกณฑ์ที่จะเข้ามาเป็นร้านค้าหรือเข้ามาเป็นผู้ซื้อ ท่านไม่มีสิทธิไปยุ่ง กับเงินที่เขาจะใช้ละครับ เขาจะใช้ทำอะไรนั้น มันผิดรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำ เงินมันไปอยู่กับเขา ท่านให้เงินเขาไปแล้วท่านต้องไปวุ่นวายว่าเขาจะต้องเอาเงินไปทำอะไรด้วย ผมว่ามันก็เกิน ขอบเขตเกินไป อีกอย่างหนึ่งการแลกเงินคืน การขายออนไลน์ (Online) คือผมไม่เห็นมี ผู้เสียหายจากการขอแลกเงินคืน เพราะว่าการขอแลกเงินคืนเขายินดีที่จะแลกเงิน เขายินดี โดนหักหัวคิว ถ้าท่านไปตรวจสอบจากข้อมูลท่านจะรู้เลยว่าเงินที่ถูกแลกไปจากการแลกเงิน มันเกิดขึ้นในวันที่ท่านโอนเงินเข้ากับแอป (App) เป๋าตัง ตั้งแต่ตี ๕ ตี ๔ เขาจะมารอกัน หน้าร้านค้าเลยเพื่อจะขอแลกเงิน เพราะว่าประชาชนเงินสดขาดมือ คือเขาไม่มีเงินสดจริง ๆ ผมเลยไม่คิดว่ามันเป็นความผิด แล้วก็จริง ๆ แล้วท่านจะกล่าวโทษเขาท่านต้องนำสืบ ท่านไม่มี ข้อมูลเลยว่าเขาทำอะไรผิด ทำผิดอย่างไร ผิดตรงไหน ขายออนไลน์ (Online) ไปกี่บาท ท่านเรียกเงินคืนเขาทั้งหมด ท่านแยกไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเขาแลกเงินคืนและรับแลกเงินไปกี่บาท ขายออนไลน์ (Online) ไปกี่บาท และขายจริงกี่บาท แต่ท่านเรียกเงินเขาคืนทั้งหมดโดยที่ ไม่มีหลักฐานพิสูจน์ให้เขามาดีแคร์ (Declare) ตัวเอง เวลาท่านไปดำเนินคดีเขา คือผม ต้องถามท่านอย่างนี้ว่าจริง ๆ แล้วถ้าคนขายผิด แล้วคนซื้อไม่ผิดหรือครับ ถ้าคนขาย ๒,๐๐๐ กว่าราย เอาแค่โครงการเดียว ๒,๐๐๐ กว่าราย แสดงว่าคนซื้อคนรับแลกเงินน่าจะหลักหมื่น หลักแสนราย ถ้าคนขายผิดวัตถุประสงค์คนซื้อก็ต้องผิดวัตถุประสงค์ ท่านฟ้องดำเนินคดี ทุกคนหรือเปล่า ถ้าท่านไม่ทำมันเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือเปล่า แล้วถ้าท่านไม่มี หลักฐานท่านฟ้องเขาทั้งแพ่งทั้งอาญานะครับ แพ่งเรียกเงินคืนหมดเลย อาญาท่านฟ้องร้อง ข้อหาฉ้อโกงเงินแผ่นดินนะครับ ฉ้อโกงเงินแผ่นดินแล้วท่านไม่มีหลักฐาน ทีนี้ทำอย่างไรล่ะ ท่านก็ให้ตำรวจลงไปหาคนซื้ออย่างไรครับ ไปสืบหาคนซื้อใครเป็นคนซื้อบ้างแล้วก็เรียกมา เป็นพยาน กันมาเป็นพยานชี้ตัวว่าคนไหนคือคนผิด คนไหนคือคนขาย แบบนี้ไม่ได้เรียกว่า ช่วยเหลือประชาชนที่กำลังลำบากเลยครับท่านรัฐมนตรี อีกอย่างหนึ่งผมก็ต้องถามท่าน ตรง ๆ ว่าคือท่านดูแลกระทรวงการคลังครับ ท่านดูแลเงินภาษีของพวกเราอย่างไร อันนี้ เป็นเงินกู้ด้วยนะครับ ท่านดูแลเงินภาษีของพวกเราอย่างไรครับ ปล่อยให้ใครก็ได้ ปล่อยให้ แม่ค้าขายหมูฝอย ปล่อยให้เด็กปีหนึ่งที่ขายน้ำสับปะรดปั่นฉ้อโกงเงินแผ่นดินได้ กับอีแค่ เขาสแกนบาร์โค้ด (Scan Bar Code) เป็น สแกน คิวอาร์โค้ด (Scan QR Code) เป็น เขาสามารถฉ้อโกงเงินแผ่นดินได้ ท่านดูแลเงินของพวกเราอย่างไร อีกอย่างหนึ่งคือระบบของท่าน ไม่ได้มีการแจ้งเตือนเขาก่อนเลย ท่านแจ้งเตือนเขาก่อนได้นะครับ ส่งเมสเซจ (Message) ก็ได้ จะระวังแอป (App) ก็ได้ แต่ท่านก็ปล่อยให้เขาทำผิดวัตถุประสงค์จนจบโครงการแล้วค่อยไป เรียกเงินคืนเขาทีเดียว คือผมว่าแบบนี้มันก็ไม่แฟร์ (Faire) กับประชาชน ในเมื่อท่านต้องการ จะช่วยประชาชน อีกอย่างหนึ่งต้องบอกว่าระบบของท่านนอกจากไม่มีการแจ้งเตือน ไม่มีการปรับปรุง ระบบของท่านไม่สามารถที่จะหาหลักฐานได้ด้วยซ้ำ ไม่สามารถแยกได้ เลยว่าเงินไหนเป็นเงินที่เขาทำผิดวัตถุประสงค์ เงินไหนเป็นเงินที่เขาทำถูกต้อง แล้วท่านเรียก เงินคืนเขาทั้งหมดมันก็เกินกว่าเหตุ อีกอย่างหนึ่งที่อยากจะบอก ก็คือผมคิดว่าเรื่องนี้น่าจะจบ ไปแล้ว เพราะว่ามีการเรียกเข้ามาที่คณะกรรมาธิการสามัญแล้วเราก็ได้ส่งเรื่องไปยัง กระทรวงการคลังแล้วว่าขอให้เข้า ครม. เพื่อที่จะยุติการฟ้องร้องเถอะ เพราะว่าคน ๒,๐๐๐ คน เขาไม่ใช่โจรครับ เขาไม่ใช่แฮ็กเกอร์ (Hacker) ระดับพระกาฬที่จะมาฉ้อโกงเงินแผ่นดิน เขาเป็นคนธรรมดา ๆ เหมือนกับเราที่สแกนคิวอาร์โค้ด (Scan QR Code) เป็นนะครับ🔗
คำถามสุดท้ายครับท่านประธาน ว่าระบบกรุงไทยของท่านตอนนี้พัฒนา ไปถึงไหนแล้วครับ ยังปล่อยให้มีการฉ้อโกงเงินแผ่นดินง่าย ๆ แบบนี้อยู่หรือเปล่า ได้มีการ พัฒนาระบบบ้างหรือเปล่า ได้โทษตัวเองบ้างหรือเปล่าว่าระบบเรามันไม่ดี ระบบเรา มันไม่พร้อมที่จะรับโครงการนี้ ท่านได้โทษตัวเองบ้างหรือยัง แล้วมีการถอดบทเรียน และนำไปปรับปรุงตัวแอปพลิเคชัน (Application) เป๋าตังอะไรนี้บ้างหรือยัง หรือจะปล่อยให้ แม่ค้าขายหมูฝอย ขายหมูปิ้งที่ไหนมาฉ้อโกงเงินแผ่นดินได้อีก คำถามเท่านี้ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
เชิญครับ ท่านรัฐมนตรีอาคมครับ🔗
ขออนุญาต เรียนตอบในคำถามที่ ๒ จริง ๆ แล้วในมาตรการของกระทรวงการคลัง ในฐานะที่ดูแล โครงการนี้ก็ไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำ ก็มีการเตือนนะครับ ก็มีการแจ้งบอกว่าขอให้ยุติหรือว่าในการ ระงับในเรื่องของการใช้แอปพลิเคชัน (Application) แต่ไม่ได้ระงับเป๋าตัง และไม่ได้ระงับ ในเรื่องของถุงเงินของร้านค้าแต่อย่างใด แต่ว่าเฉพาะในเรื่องของโครงการตรงนี้ เนื่องจาก เป๋าตังมันเป็นของกรุงไทย เราไปใช้ประโยชน์จากตรงเป๋าตังแค่นั้นเองนะครับ ก็ได้เรียนว่า จริง ๆ ถ้าพบเจอก็ไปเตือนครับ เราก็มีหน่วยงานที่อยู่ในต่างจังหวัดก็ร่วมกับทางจังหวัดด้วย ทางตำรวจด้วยก็ไปเตือนว่าขออย่าทำอย่างนั้น แล้วก็ในส่วนที่ทำไปแล้วคือถ้าหากเขาขอคืนเงิน เขารับสารภาพเองแล้วก็ขอคืนเงินแล้วก็เลิกลากันไป ก็ไปถอนฟ้องถอนอะไรพวกนี้ ไม่แจ้งความ ด้วยซ้ำไป อันนี้ก็เรียนว่าเป็นมาตรการที่เราไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาที่จะจับเอาผิดหรือฟ้องศาล อย่างเดียวนะครับ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง🔗
ส่วนที่ ๒ ก็คือในเรื่องของถามว่าถอดบทเรียนหรือไม่ ในระหว่างดำเนิน โครงการนั้นก็มีวิธีการ เมื่อเราพบนั้นก็มีการปรับปรุงตัวระบบ ผมยกตัวอย่างเช่นเรื่องของ ระยะทางของการใช้ประโยชน์จากโครงการนี้จากเหนือลงใต้อย่างนี้ ซึ่งมันไม่น่าจะเป็น อย่างนั้นนะครับ ก็มีคนทำตรงนี้ แล้วก็มีการล็อกในเรื่องของระยะทางแล้วก็ดูว่าผิดปกติ ตรงไหนก็ให้หน่วยงานนั้นลงไปดูนะครับ หรือในกรณีที่ ๒ นั้นที่เรียนว่าเนื่องจากผู้ใช้ กับผู้ขายนั้นจะต้องเจอกันแล้วก็สแกน (Scan) ในเรื่องของตัวคิวอาร์โค้ด (QR Code) ตรงนี้ ต้องเจอหน้ากัน แต่กรณีที่ไม่เจอหน้ากันก็คือว่าการส่งแค็ป (Cap) หน้าจอแล้วก็ส่งไป ในต่างจังหวัดหรือจังหวัดไกล ๆ หรือไปกับที่ใครที่ดำเนินการในลักษณะที่เอาเปรียบ จากโครงการนี้ก็มีการล็อกหน้าจอเอาไว้ไม่ให้ส่งในลักษณะที่เป็นคิวอาร์โค้ด (QR Code) ที่แค็ป (Cap) หน้าจอออกไป หรือว่าในกรณีในเรื่องของจำกัดเลขหมายสามารถที่จะใช้ประโยชน์ จากโครงการ เราก็จำกัดในเรื่องของเลขหมายกับเครื่องโทรศัพท์ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง หรือว่า ในเรื่องของการเวริไฟ (Verify) ในการที่จะเข้ารหัสก็มีการล็อก ๒ ชั้น อันนั้นก็เป็นวิธีการ ซึ่งโดยปกติก็จะไม่ได้บอกนะครับ เพียงแต่ว่าก็เป็นวิธีการที่เราจับในเรื่องว่ามันมีธุรกรรม ที่มันผิดปกติมากน้อยแค่ไหน อันนี้ก็เป็นวิธีการนะครับ แล้วก็ค่อยแจ้งลงไปว่าเป็นร้านค้าที่ไหน อันนี้ก็ขออนุญาตกราบเรียนนะครับ อันนี้ก็มีการถอดบทเรียนอยู่เป็นประจำ ส่วนในเรื่องของ การพัฒนาในเรื่องของการใช้ประโยชน์จากแอป (App) เป๋าตังกับในเรื่องของถุงเงิน ตรงนี้ก็มี การพัฒนาอยู่เรื่อย ๆ เพราะเราก็จะสังเกตว่าในโครงการของรัฐบาลต่าง ๆ ก็จะพยายามใช้ ในเรื่องของโมบาย แอปพลิเคชัน (Mobile Application) ให้มากขึ้นนะครับ ก็ขออนุญาต กราบเรียนครับ🔗
ท่านไม่มี อะไรจะฝากแล้วนะครับ🔗
นิดหนึ่งครับท่านประธาน ขอบคุณครับ ผมใช้เวลานิดเดียวครับ ก็คืออยากจะฝากเรื่องนี้ว่าผู้ขายที่ถูกดำเนินคดีอยู่นี้ก็อยากให้ท่าน ช่วยเหลือเขาหน่อยครับ คือเขาไม่ใช่โจรจริง ๆ ครับ เขามาคุยกับผมด้วยน้ำตาแล้วเขาก็ไม่รู้ จริง ๆ ว่ามันผิด อีกอย่างหนึ่งวัตถุประสงค์ที่เขายินยอมไปเขาก็แทบจะไม่ได้อ่านกันหรอกครับ เพราะว่าโทรศัพท์ก็เครื่องเล็กนิดเดียวแล้วก็มีเป็นสิบ ๆ หน้าเลย ตัวหนังสือเล็กนิดเดียว ผมยังอ่านไม่เจอเลยว่าห้ามขายออนไลน์ (Online) ที่ขายเหนือมาใต้ก็คือเขาขายออนไลน์ (Online) เท่านั้นเอง เขาขายจริงหรือเปล่าผมไม่ทราบหรอก แต่ว่าเงิน ๒,๐๐๐ บาท ๓,๐๐๐ บาท มันไม่ได้ทำให้เขารวยขึ้น ก็อยากฝากท่านรัฐมนตรีครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ก็ขออนุญาตรับไปครับ เพราะเข้าใจเจตนาของพี่น้องประชาชนดี ในเรื่องนี้ว่าไม่ได้ตั้งใจ แต่ก็ต้องขออนุญาตอีกเช่นเดียวกันว่าถ้าในกรณีที่พบเจอว่ามีคน เอาเปรียบตรงนี้ ก็ต้องขออนุญาตว่าดำเนินการไปตามข้อกฎหมายนะครับ🔗
ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีมากครับ ท่านต้องขึ้นไปตอบกระทู้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่ค้างอยู่ เชิญครับ ขอบคุณนะครับ เพราะว่าท่านใช้เวลาทั้ง ๒ ฝ่ายตรงเวลาดีมากครับ ขอบพระคุณอย่างสูงครับ กระทู้ต่อไปครับ🔗
๑.๓.๑ กระทู้ถาม ที่ ๓๙๕ เรื่อง การพัฒนาระบบชลประทานในจังหวัดลพบุรี (นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบหมายให้ นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้ตอบ🔗
ซึ่งท่านได้ มอบหมายให้ท่านรัฐมนตรี ประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ มาเป็นผู้ตอบ เชิญรัฐมนตรีครับ แล้วผมได้อนุญาตให้ท่านอนุสรณ์ ตันติวุฒิ ซึ่งเป็นรองผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ ๑๐ เข้ามาร่วมชี้แจง มาแล้วใช่ไหมครับ เชิญท่านมัลลิกาเริ่มถามได้เลยครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคภูมิใจไทย ดิฉัน ขอถามท่านรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องจากว่าปัจจุบันตอนนี้เป็นช่วงที่ภาวะ ฝนทิ้งช่วงแล้วก็เกิดภัยแล้งเกษตรกรที่หว่านข้าวต้องการน้ำ ทีนี้ต้องนำเรียนท่านประธานว่า สืบเนื่องคือลพบุรีแล้วก็จังหวัดภาคกลางจะเจอกับสภาพภัยแล้งแล้วก็น้ำท่วมเป็นประจำ คือเราโดนตลอดเกือบจะทุกปี บางปีเราจะโดนทางฝั่งอำเภอบ้านหมี่ บางปีเราก็โดนทางอำเภอ ท่าวุ้ง แล้วก็อำเภอเมือง ขออนุญาตยกตัวอย่างให้ท่านรัฐมนตรีทราบว่าปีที่แล้วน้ำท่วม ซึ่งมันเกิดจากฝนตก ๓ วันติดต่อกันทั้งวันทั้งคืนแล้วน้ำมันก็เลยหลากจากทางอำเภอลำสนธิ ก็ไหลมากองอยู่ที่อำเภอบ้านหมี่ แล้วก็อำเภอท่าวุ้ง ทีนี้เหตุการณ์พวกนี้มันเป็นทุกปี ก็เลยมีคำถามว่าทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบาย หรือมองว่าจะช่วยเหลือ เกษตรกรในลุ่มภาคกลาง ซึ่งเราอาศัยน้ำจากคลองชัยนาท-ป่าสัก แล้วก็คลองชัยนาท-อยุธยา ๒ เส้นทาง ซึ่งทั้ง ๒ เส้นทางนี้ได้รับน้ำมาจากเขื่อนเจ้าพระยา ทีนี้ถ้าฤดูกาลไหนที่ฝน ไม่ได้ตกเหนือเขื่อนการบริหารจัดการของทางชลประทานมันก็จะต้องเกิดแบบว่ากลุ่มผู้ใช้น้ำ ไปขอ แล้วปัญหาที่ตามมาก็คือว่ามันมีกลุ่มบางกลุ่มบางพวกเขาก็ใช้วิธีการตั้งเครื่องของ เอกชนแล้วก็มาเก็บสตางค์กับเกษตรกรอย่างนี้ค่ะ เพราะฉะนั้นคำถามที่อยากจะถามทาง ท่านรัฐมนตรี ก็คือว่าทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มองภาพกว้างในการที่จะแก้ปัญหา ภาวะน้ำแล้ง ภาวะน้ำท่วมของจังหวัดลพบุรีแล้วก็บริเวณที่อยู่ในลุ่มน้ำภาคกลางอย่างไร ขอบคุณค่ะ🔗
ท่านรัฐมนตรี มีเวลาแค่ ๑๐ นาที สำหรับตอบคำถามครั้งที่ ๑ และครั้งที่ ๒ ห้ามใช้เวลาเกินนะครับ เชิญท่านประภัตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตอบครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ และท่าน ส.ส. มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช ต้องขอบพระคุณท่านประธานครับ วันนี้ผมมาไม่มีเลื่อนนะครับ ประการสำคัญต้องขอชมเชยว่า คุณเป็นคนขยัน สืบเลือดเนื้อเชื้อไขมาจากป๋ากมลไม่มีผิดเลย เข้าถึงประชาชนเอาใจใส่ ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนและขยันด้วย ผมขอเรียนอย่างนี้ครับ ในพื้นที่ของ ส.ส. มัลลิกา มันมีอยู่ด้วยกัน ๓ อำเภอ ผมจะไม่พูดทุกอำเภอในจังหวัดลพบุรี จะเน้นในอำเภอเมือง อำเภอท่าวุ้ง และอำเภอบ้านหมี่ ให้ท่านเข้าใจถึงสถานการณ์พี่น้องเกษตรกรซึ่งอยู่ในเขตนี้ ทำนา ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ปัญหาเรื่องน้ำเป็นปัญหาใหญ่ ขอทำความเข้าใจกับท่านอย่างนี้ว่า ในจังหวัดลพบุรีซึ่งมีพื้นที่ ๔ ล้านไร่ เป็นพื้นที่การเกษตรเสีย ๒.๗ ล้านไร่ แต่พื้นที่ที่ได้รับ การดูแลในพื้นที่ของชลประทานในเขตท่าน ๓๕๐,๐๐๐ ไร่ แต่ทั้งจังหวัดมี ๖๕๐,๐๐๐ ไร่ ทีนี้น้ำที่ใช้อยู่ในขณะนี้ลพบุรีรับน้ำมาจากมโนรมย์ ท่านได้เปรียบคือท่านอยู่เหนือเขื่อน ก่อนน้ำที่จะมาเขื่อนเจ้าพระยาท่านมีคลองแยกที่เรียกว่าคลองชัยนาท-ป่าสัก ซึ่งมีความยาว ๑๓๒ กิโลเมตร มาสิ้นสุดที่เขื่อนพระราม ๖ ดังนั้นน้ำซึ่งผ่านในเขตของท่าน ท่านอยู่ประมาณ กิโลเมตรที่ ๘๐ ถึง ๘๖ อยู่ตรงกลางพอดี ฉะนั้นต้นทางก็พยายามพอเปิดน้ำมาต้นทางอำเภอ มโนรมย์ สรรพยา ตาคลี พวกนี้เขาก็จะสูบก่อน เราเสียเปรียบตรงนี้🔗
ข้อที่ ๒ ปริมาณน้ำที่ท่านว่าหน้าแล้งเดือดร้อน ผมเห็นด้วยครับ เพราะท่าน ใช้น้ำก้อนเดียวกับสุพรรณบุรี ดังนั้นน้ำที่จะเข้าเขื่อนชัยนาท-ป่าสัก จะต้องมีปริมาณระดับน้ำ ในแม่น้ำเจ้าพระยาไม่น้อยกว่า ๑๓ เมตร ถึงจะเข้าปากคลองได้ ดังนั้นท่านลำบาก เวลาต่ำ มาเป็น ๑๒.๙๐ แค่นี้น้ำไม่เข้าแล้ว ดังนั้นผมเห็นใจพี่น้อง ๓๐๐,๐๐๐ กว่าไร่ ต้องใช้น้ำจาก เขื่อนนี้ที่เดียว ไม่มีที่อื่นช่วยเหลือเลย ผมก็ฟังทางชลประทานชี้แจงว่าในการดำเนินงาน ในขณะนี้ปล่อยน้ำให้วันละ ๘ ล้าน เมื่อปี ๒๕๖๒ ปี ๒๕๖๓ จริงอยู่น้ำมันต่ำกว่า ๑๒.๙๐ น้ำเลยเป็นฝนแล้ง แต่ตอนนี้ปล่อยวันละ ๘ ล้าน คลองท่านมีความจุประมาณ ๒๑๐ คิว ต่อวินาที คือวันหนึ่งถ้าปล่อยเต็มคลองก็ได้ ๑๖ ล้านคิวต่อวัน วันนี้เราเปิด ๘ ล้าน ท่านไม่ เดือดร้อนแล้ว ท่านได้รับกันทั่วถึง ดังนั้นปริมาณน้ำในการช่วยเหลือเกษตรกรในขณะนี้ปีนี้ เราตอบว่าท่านไม่เดือดร้อน🔗
ประการที่ ๒ เมื่อน้ำเข้าไปในขณะนี้เราจะแก้ไขอย่างไร เมื่อสักครู่ท่านบอก น้ำท่วม เราเข้าใจครับ ทั้งแล้งทั้งท่วมเกิดขึ้นในภาวะปีเดียวกัน เรารู้แล้วว่าปริมาณน้ำไม่พอ ถ้ามาจากเขื่อนสิริกิติ์ก็ดี เขื่อนภูมิพล เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนที่ส่งมาในขณะนี้พอ แล้วถ้า ไม่พอก็จะตั้งสูบ ฟังให้ดีนะครับ นี่แก้แล้งก่อนนะครับ เราจะตั้งสูบที่มโนรมย์ให้เพื่อจะสูบน้ำ เมื่อต่ำกว่า ๑๒.๙๐ คราวนี้สูบตัวนี้ใหญ่ขนาดไหน ขนาด ๓๐ คิวต่อวินาที วันหนึ่งก็ได้ ๒ ล้านคิว เราเน้นตรงไหนครับ เน้นเรื่องน้ำอุปโภคบริโภคก่อน ทั้งสายเลย ๑๓๒ กิโลเมตร ซึ่งต้องให้บริการทุกวัน ทุกวันเลยเพื่อให้เอาไปผลิตน้ำประปาให้กับพี่น้องวันละ ๑ ล้านคิว ทุกวัน วันละ ๑ ล้านคิว ๑๐ กว่าอำเภอ ดังนั้นเราบอกให้เร่งดำเนินการตั้งสถานีสูบน้ำ ที่มโนรมย์เพื่อจะส่งน้ำให้ได้วันละ ๒ ล้านคิวนี่แก้ภัยแล้งด้วย ทีนี้ถ้าน้ำท่วม วันนี้เราชัดเจนแล้ว เราบอกว่ามันเกิดจากอะไร เขาบอกว่าคลองเส้นนี้ขุดเมื่อปี ๒๕๐๐ ถึงปี ๒๕๐๖ ประมาณนี้ ตอนนั้นน้ำบริบูรณ์ก็ไม่ได้คิดว่าน้ำจะท่วมอย่างนี้ก็มีการขุดไว้ คราวนี้เราบอกให้ปรับปรุงใหม่ เขาจะปรับปรุงให้ท่านอย่างนี้ครับ ๑. จะดาดคลองให้หมดเลยทั้งหมด ๗ สาย บ้านหมี่ ๕ สาย อำเภอเมือง ๒ สาย ๒. เมื่อดาดแล้วต้องแก้ภัยแล้งได้ด้วย นี่น้ำท่วมจะได้ไป อ้ายที่เป็น คอขวดทั้งหลายจะปรับปรุงให้หมดเลย เราเข้าใจแล้วว่าน้ำมันไปไม่ได้ถูกไหมครับ เพราะมัน เป็นคอขวด คราวนี้เราทั้งดาดให้ด้วยแล้วก็แก้คอขวดเปลี่ยนท่อให้ใหม่นี่คือแก้น้ำท่วม ถ้าแล้งผมบอกให้ตั้งสถานีสูบน้ำเผื่อไว้เลย ๗ สายให้ตั้งพร้อมกันไปเลย ให้ตั้งสถานีสูบน้ำเข้า เวลาแล้งแล้วก็สามารถสูบออกมาได้เวลาน้ำท่วม ดังนั้นนี่จะเป็นการแก้ไขในระยะเริ่มต้น และระยะยาวให้ท่าน ผมดีใจที่ท่านเอาเรื่องนี้มาพูดครับ เพราะมันจะเกี่ยวเนื่องกันไปหมด มันจะถึงอยุธยาแล้วมาถึงพระราม ๖ ผมจะไปดูกับท่าน ท่านเชิญผมไปผมจะไปเลย ไปเยี่ยม ป๋ากมลด้วย เอาเมื่อไรบอกผมจะได้สั่งอนุสรณ์ไปว่าท่านอยากให้ทำตรงไหนก่อนเร่งด่วน ในปี ๒๕๖๖ เราจะปรับปรุงแล้วก็เปลี่ยนแปลง ถ้ามันมีงบเหลือเราก็จะรีบดำเนินการให้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ถามได้ อีกครั้งครับ เชิญท่านมัลลิกาครับ🔗
เรียนท่านประธานค่ะ คำถามที่ ๒ จากที่ฟังท่านรัฐมนตรีบอกที่ว่าจะทำดาดคอนกรีตให้ทั้งหมด ๗ สาย สร้างสถานีสูบน้ำให้ ทุกจุดนะคะ ทีนี้ประเด็นที่อยากนำเรียนท่านรัฐมนตรีก็คือว่ายกตัวอย่าง อย่างคลองอาร์ ๑๖ (R16) อาร์ ๑๗ (R17) คลองที่อยู่ที่อำเภอบ้านหมี่มันมีบริเวณยาวมาก คือมันมีปัญหาตรงที่ว่า พอท่านเปิดน้ำปุ๊บเกษตรกรที่อยู่ทางต้นน้ำก็ตั้งเครื่องสูบน้ำ ทีนี้ตรงปลายทางมันจะไปถึง แถวอำเภอท่าวุ้ง อำเภอเมือง อย่าง ณ ปัจจุบันที่ได้รับการร้องเรียนมาก็คือว่าอยู่ที่เขาหมอนอิง หมู่ที่ ๓ ตำบลเขาสมอคอน เขาอยู่ปลายทาง ทีนี้พอเวลาเปิดท่านเปิดนะเปิดจริง แต่เปิดมาปุ๊บต้น ทางสูบตลอด ปลายทางไม่ได้น้ำเลย อันนี้ก็คือสิ่งที่จะต้องถามคำถามที่ ๒ ท่านมีวิธีการ บริหารจัดการน้ำกับกลุ่มผู้ใช้น้ำอย่างไร ส่วนเรื่องรายละเอียดเรื่องคลองดาดแล้วก็สถานีสูบน้ำนั้น เดี๋ยวขอเป็นเอกสารก็ได้ค่ะท่านประธาน ขอบคุณค่ะ🔗
ท่านเหลือเวลา แค่ประมาณ ๓ นาทีครึ่ง🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ ผมเอาสั้น ๆ ท่านพูดมานี่ผมเข้าใจ บรรยากาศเหมือนบ้านผม เป๊ะเลยแย่งน้ำกัน เวลาน้ำมาก็แย่งกัน เวลาน้ำท่วมก็ด่ากัน เอาอย่างนี้ดีไหม ผมให้คุณไปนัด พี่น้องประชาชนแล้วผมไปกับท่าน ผมให้เวลาท่านเอาหลังอภิปรายก็ได้ ไปดูกันเลยว่า ท่านจะให้แก้ไขแบบไหน ชาวบ้านต้องการอย่างไร ผมจะนัดชลประทานและตัวผมไปเอง จะได้ถือโอกาสไปเยี่ยมป๋ากมลด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ไม่มีอะไร ฝากแล้วนะครับ ท่านรัฐมนตรีครับ แปดริ้วก็มีปัญหาอย่างนี้ ฝากดูด้วยนะครับ ผมเป็น ประธานอยู่เลยตั้งกระทู้ถามตัวเองก็แล้วกัน🔗
ท่านประธานครับ ผมก็ขอตอบท่านเลยครับ ผมขอไปร่วมงานกับท่านด้วยเลยครับ ท่านกำหนด มาเลยวันไหนก็ได้ ไปดูของท่านครับ ขอบพระคุณครับ🔗
จบครับ ขอบคุณท่านรัฐมนตรีประภัตรครับ ขอบคุณมากครับ กระทู้ถามแยกเฉพาะเรื่องต่อไปครับ🔗
๑.๓.๖ กระทู้ถาม ที่ ๔๐๕ เรื่อง การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำของบุคลากร เครือข่ายพนักงานราชการไทย (นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ตอบ🔗
กระทู้ถาม แยกเฉพาะเรื่องต่อไปเป็นเรื่อง ที่ ๔๐๕ ของท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ท่านถาม เรื่อง การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำของบุคลากรเครือข่ายพนักงานราชการไทย ถามท่าน นายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือมอบหมายให้ท่านรองนายกรัฐมนตรี คือ ท่านรองวิษณุ เครืองาม มาเป็นผู้ตอบ ซึ่งท่านอยู่ที่นี่แล้วนะครับ ท่านมีเวลาทั้ง ๒ คำถาม ถามได้แค่ ๒ ครั้ง ฝ่ายละ ๑๐ นาที ท่านก็ตอบได้แค่ ๑๐ นาทีทั้ง ๒ ครั้ง ท่านรองวิษณุครับ เชิญท่านอัครเดชตั้งกระทู้ถามได้ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต ๔ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมได้ตั้งกระทู้ถามแยกเฉพาะ เรื่อง การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำของบุคลากรเครือข่ายพนักงานราชการไทย ต่อท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านวิษณุ เครืองาม มาตอบกระทู้ในครั้งนี้ ก่อนอื่นผมในนามของพี่น้องประชาชนก็ต้องขอขอบพระคุณ ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านวิษณุ เครืองาม ที่สละเวลาของท่านมาตอบกระทู้นี้ ซึ่งจะเป็น ประโยชน์ต่อพนักงานราชการไทยที่มีอยู่เกือบ ๒๐๐,๐๐๐ คนทั่วประเทศครับท่านประธาน ผมขออนุญาตได้กล่าวถึงปัญหาและที่มาที่ได้ตั้งกระทู้ในครั้งนี้ครับ🔗
เนื่องจากในระบบราชการปัจจุบันนี้มีระบบข้าราชการ ระบบพนักงานราชการ และระบบพนักงานกระทรวง ระบบลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว ซึ่งก็มีหลายประเภท ด้วยกันที่ทางรัฐบาลได้มีการจัดจ้างบุคลากรเข้ามาดูแลพี่น้องประชาชน พนักงานราชการไทย ก็เป็นอีกประเภทหนึ่งที่ทางราชการนั้นได้จ้างให้มาปฏิบัติราชการให้กับพี่น้องประชาชน แล้วก็ดูแลราชการในกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ซึ่งปัจจุบันนี้ในระบบราชการมีระเบียบของ สำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. ๒๕๔๗ ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ใช้มาจนถึงปัจจุบัน และผมได้รับการร้องเรียนจากเครือข่ายพนักงานราชการไทยว่าปัจจุบันนี้ไม่ว่าจะเป็น สิทธิประโยชน์และสวัสดิการนั้นเริ่มมีปัญหา มีปัญหาอย่างไร ก็จะนำเรียนท่านประธานไปถึง ท่านรองนายกรัฐมนตรีนะครับ ก็คือ🔗
เรื่องแรกเรื่องของเงินเดือน ปัจจุบันนี้มีพนักงานราชการบางส่วนที่ทำงาน ให้กับทางรัฐมา ๑๐ กว่าปีก็เริ่มมีเงินเดือนตันแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะมีเงินเดือนเพิ่มขึ้นมาได้ ตรงนี้ก็ถือว่าเป็นสวัสดิการหรือเงินเดือนที่ไม่สามารถไปต่อได้ แล้วก็กระทบกระเทือนต่อชีวิต ความเป็นอยู่ในปัจจุบันที่มีค่าครองชีพสูงขึ้นนะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องของการสอบบรรจุเป็นข้าราชการ ซึ่งปัจจุบันนี้ก็จะมี ภาค ก และภาค ข ซึ่งท่านประธานก็ทราบดีอยู่แล้วครับว่าภาค ก ปัจจุบันนี้ก็เป็นภาคทั่วไป ปีหนึ่งก็มีการสอบอยู่ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ กว่าคน ปีหนึ่งก็ผ่านโดยประมาณ ๒๐,๐๐๐ คน ก็ถือว่าเป็นการสอบคัดเลือกข้าราชการ ทีนี้พนักงานราชการที่จะไปสอบบรรจุเป็นข้าราชการ ก็ต้องไปสอบเหมือนกับประชาชนทั่วไป ทั้ง ๆ ที่พนักงานราชการทำงานให้กับราชการมานาน บางคนอย่างที่เรียนท่านประธานครับ ๑๐ กว่าปี ก็มีความรู้ความสามารถในตำแหน่งหน้าที่ ที่ดีอยู่แล้วเพราะว่าภาครัฐก็ต้องไปอบรม ไปฝึกในการพัฒนากลุ่มบุคลากรกลุ่มนี้เพื่อให้มี ความเชี่ยวชาญแล้วก็ชำนาญในงานที่จะทำให้กับทางราชการ และส่วนภาค ข ก็ต้องมีการสอบ เฉพาะสาขา ทีนี้ถ้าเราจะไปสอบบรรจุเป็นข้าราชการก็ต้องสอบภาค ก และภาค ข อยู่ด้วย ฉะนั้นทางเครือข่ายพนักงานราชการไทยก็มีข้อเสนอว่าถ้าต้องไปสอบทั้งภาค ก ภาค ข และได้บุคลากรใหม่มาที่ไม่เคยเป็นพนักงานราชการ ทางภาครัฐก็ต้องไปเสียงบประมาณ ในการฝึกอบรม ในการพัฒนาบุคลากรกลุ่มนี้ จึงมีข้อเสนอไปยังภาครัฐว่าถ้าจะยกเว้นภาค ก แล้วก็สอบภาค ข อย่างเดียวได้หรือไม่อย่างไร อันนี้ก็เป็นข้อที่พนักงานราชการได้เสนอมา ซึ่งก็จะเป็นประโยชน์ต่อพนักงานราชการ แล้วก็เป็นประโยชน์ต่อทางราชการด้วยที่จะไม่ต้อง เสียงบประมาณในการไปฝึกอบรมพนักงานใหม่🔗
เรื่องที่ ๓ ก็คือเรื่องของการนับอายุงาน พนักงานบางคนทำงานมาหลายปี และเวลาไปสอบบรรจุเป็นข้าราชการก็ต้องไปนับอายุงานใหม่ ก็มียกเว้นอยู่กระทรวงเดียว ซึ่งท่านประธานก็คงทราบดีอยู่ก็คือกระทรวงสาธารณสุขที่มีการประกาศออกมาปี ๒๕๕๖ ให้มีการนับเงินเดือนและมีการนับอายุงานใหม่ได้ ไม่ต้องไปสตาร์ต (Start) หนึ่งใหม่🔗
เรื่องที่ ๔ ก็คือเรื่องของการโยกย้าย ซึ่งระเบียบที่ได้นำเรียนท่านประธาน ไปว่าระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. ๒๕๔๗ หมวด ๑ และหมวด ๖ และมีบทเฉพาะกาล ก็ไม่ได้ให้อำนาจหรือมีข้อชี้ชัดไปว่าสามารถย้ายได้หรือไม่ บางกรม ก็ไม่ย้าย บางกรมก็ย้ายโดยใช้อำนาจอธิบดี ก็ไม่มีมาตรฐานในการที่จะโยกย้ายพนักงานราชการ กลุ่มนี้ ทำให้พนักงานราชการบางคนมีความจำเป็นที่จะต้องย้ายกลับภูมิลำเนาก็ต้องลาออกไป เพราะว่ามีความจำเป็นที่จะต้องไปดูบุพการี มีความจำเป็นต้องไปดูสมาชิกในครอบครัว ก็ต้องลาออกไป ไม่เหมือนกับพนักงานราชการหรือข้าราชการที่สามารถย้ายได้โดยปกติ🔗
เรื่องที่ ๕ ก็คือเรามีการตั้ง คพร. หรือคณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ ซึ่งมีท่านรองนายกรัฐมนตรีซึ่งปัจจุบันนี้ทราบว่าท่านรองวิษณุ เครืองาม ท่านเป็นประธาน คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ ซึ่งตรงนี้ก็ไม่มีสัดส่วนของตัวแทนพนักงานราชการ เข้าไปสะท้อนปัญหาให้กับกลุ่มของพนักงานราชการกลุ่มนี้เลย ซึ่งโดยปกติทั่วไปการมี คณะกรรมการดูแลสาขาอาชีพใดก็มักจะมีตัวแทนของกลุ่มสาขาอาชีพนั้นเข้ามาเป็นตัวแทน ในการสะท้อนปัญหาให้กับคณะกรรมการได้รับทราบ แต่ปัจจุบันนี้ คพร. ไม่มีตัวแทน ของพนักงานราชการเข้าไปนั่ง จึงมีข้อจำกัดที่ทางผู้บริหารประเทศที่จะมาแก้ไขปัญหา ให้กับพนักงานราชการกลุ่มนี้ ที่ได้กล่าวปัญหามาทั้งหมดเป็นปัญหาที่เครือข่ายพนักงาน ราชการไทยได้มีโอกาสยื่นข้อเรียกร้องแล้วก็ข้อปัญหาไปยังส่วนราชการต่าง ๆ มาเป็นระยะเวลา หลายปีแล้ว ล่าสุดก็มาพบกับท่านประธาน ชวน หลีกภัย ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านก็ได้รับข้อร้องเรียนแล้วก็ได้ส่งต่อไปให้ทางรัฐบาลได้รับทราบปัญหานี้ ผมเองในฐานะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับทราบปัญหาของเครือข่ายพนักงานราชการไทย จึงได้ตั้ง กระทู้ถามทางรัฐบาลโดยถามท่านนายกรัฐมนตรี ปัจจุบันนี้ท่านรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายมา กระผมจึงขออนุญาตท่านประธานได้ถาม ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านวิษณุ เครืองาม ครับว่าทางรัฐบาลมีมาตรการหรือมีแนวทาง ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวที่ได้นำเรียนท่านประธานไปหรือไม่อย่างไร กราบเรียนถาม ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ🔗
เชิญท่าน รองนายกรัฐมนตรี ท่านวิษณุครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรี ให้มาตอบกระทู้ถามของท่านอัครเดช โดยเหตุที่ผมเป็นประธานคณะกรรมการบริหาร พนักงานราชการ หรือที่เรียกโดยย่อว่า คพร. จึงมีส่วนรับผิดชอบในเรื่องที่ตรงกับกระทู้อยู่ ท่านประธานที่เคารพครับ พนักงานราชการขออนุญาตเท้าความนิดหนึ่ง ซึ่งท่านอัครเดช ท่านเข้าใจแจ่มแจ้งดีอยู่แล้ว พนักงานราชการมันเป็นคำใหม่และระบบของพนักงานราชการนั้น ก็เป็นของใหม่มีอายุมาถึงบัดนี้ประมาณ ๒๐ ปี เพราะมันเริ่มเมื่อปี ๒๕๔๕ แต่ว่าระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรีเพิ่งจะออกมารองรับเมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๗ ก็เป็นอันว่ามีอายุ ๒๐ ปี สมัยก่อนหน้านั้นคือก่อน ๒๐ ปีนั้นถอยไปเราไม่มีพนักงานราชการ คนที่ทำงานหลวง ทำงานรัฐนั้นมีแต่เฉพาะที่เป็นข้าราชการ เป็นลูกจ้างประจำ เป็นลูกจ้างชั่วคราว แต่ตอนหลัง เราก็มาเห็นว่าเมื่อส่วนราชการต่าง ๆ มีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มบุคลากรเข้ามาทำงาน ส่วนใหญ่ก็จะหันไปขอเพิ่มข้าราชการ มันทำให้จำนวนข้าราชการมากและสูงเกินควร จังหวะนั้นเป็นช่วงเวลาที่กำลังมีการปฏิรูประบบราชการอยู่พอดีคือเมื่อ ๒๐ ปีเศษที่แล้ว ก็คิดว่ามันเป็นภาระค่าใช้จ่าย เพราะการเพิ่มข้าราชการ ๑ คนนั้นสำนักงาน ก.พ. เคยคำนวณ ว่าจะต้องใช้งบประมาณโดยประมาณ ๒๕ ล้านบาท คือจะต้องให้เงินเดือนไปจนเกษียณ แล้วก็จ่ายบำเหน็จบำนาญ แล้วก็ค่ารักษาพยาบาลอะไรยาวไปจนกระทั่งคิดเสียว่าอยู่ถึงอายุ ๘๐ ปี คนหนึ่งจะตกประมาณ ๒๕ ล้านบาท นี่คือตัวเลขเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว ก็เลยมาคิดว่า ถ้าอย่างนั้นเราทำไมไม่สร้างระบบใหม่ขึ้นมาเหมือนกับในต่างประเทศ จึงเกิดระบบพนักงาน ราชการขึ้น ความจริงพนักงานราชการก็คือลูกจ้างชั่วคราวนั่นเอง เพียงแต่ว่าแทนที่จะ เรียกว่าลูกจ้าง เราก็เรียกเสียว่าพนักงานราชการ เพราะว่าไปเห็นตัวอย่างกรมการศาสนา นอกจากจะมีข้าราชการ เขามีพนักงานศาสนการ ซึ่งก็ฟังดูหรูหราดีและคนที่ไปเป็น ก็พออกพอใจภูมิใจ เราก็มาคิดคำว่า พนักงานราชการ ขึ้นโดยคือลูกจ้างชั่วคราวในระบบ สัญญาจ้าง จ้างกันไม่เกิน ๔ ปี อาจจะ ๑ ปี ๒ ปี ๓ ปี ๔ ปีก็ได้ แล้วมีบัญชีเงินเดือน ของตัวเอง แล้วก็ไม่มีภาระผูกพันกับรัฐ ครบ ๔ ปีก็หมดอายุสัญญา แต่ถ้าจะจ้างต่อก็ทำ สัญญาใหม่ต่อไปได้ แต่เงินเดือนมันก็จะเดินไปเรื่อยนะครับ นั่นเป็นระบบพนักงานราชการ ซึ่งนับมาถึงบัดนี้มีจำนวนทั้งสิ้นประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งถือว่ามากอยู่ ท่านประธานครับ ทางรัฐบาลได้รับทราบปัญหาที่พนักงานราชการ โดยเฉพาะกลุ่มที่เรียกว่าเครือข่ายพนักงาน ราชการไทยร้องเรียน ร้องต่อท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ร้องต่อศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ สำนักนายกรัฐมนตรี ตรงกับสิ่งที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านอัครเดชได้ยกขึ้นว่า ขอความอนุเคราะห์จากรัฐที่จะช่วยเหลือพนักงานราชการให้มีความเติบโตเจริญก้าวหน้า ซึ่งที่จริงมีประเด็นที่ท่านขออยู่ประมาณ ๑๕-๒๐ ประเด็นด้วยกัน เรื่องนี้รัฐบาลก็ได้เอามา พิจารณาตั้งแต่เมื่อตอนต้นปีตอนได้รับเรื่อง แล้วก็ได้มีหนังสือตอบไปยังประธานเครือข่าย พนักงานราชการไทยแล้วว่าหลายข้อมีเหตุผล แต่บางข้อขอศึกษาพิจารณาก่อน เพราะเหตุว่า พนักงานราชการนั้นมันคนละอย่างกับข้าราชการ จะเอามาอนุโลมเทียบเคียงว่าข้าราชการ มีสิทธิอย่างไร พนักงานราชการก็ควรจะมีสิทธิอย่างเดียวกันนั้นคงไม่ได้ เพราะมันเป็นคนละ ระบบกัน ข้าราชการเขาอยู่ไปจนอายุ ๖๐ ปี พนักงานราชการก็อยู่ได้แค่ ๒ ปี ๓ ปี ๔ ปี แต่อย่างไรก็ตามครับ ๒๐ ปีที่ผ่านมาพนักงานราชการเจริญเติบโตก้าวหน้าได้สิทธิอะไร ขึ้นมาก เทียบกับเมื่อตอนเรามีพนักงานราชการใหม่ ๆ พนักงานราชการตอนนั้นไม่มีอะไรเลย แต่อยู่มา ๆ ท่านก็ได้สิทธิอะไรต่ออะไรเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านขอน่าจะมีโอกาส พิจารณาเพิ่มต่อไปได้ ตัวอย่างที่ได้เพิ่มให้แล้วในบัดนี้🔗
ประการแรก พนักงานราชการนั้นจะมีค่าตอบแทนหรือเงินเดือนสูงกว่า ข้าราชการประมาณ ๒๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์🔗
ประการที่ ๒ พนักงานราชการในปัจจุบันนี้มีสิทธิที่จะขอลา และเรายอมให้ สะสมวันลาไว้ได้ ขณะเดียวกันจะลาไปทำพิธีฮัจญ์ก็ได้ จะลาอุปสมบทก็ได้ ตรงนี้ก็ชักจะใกล้ กับข้าราชการเข้าไปทุกทีแล้ว ทั้ง ๆ ที่พนักงานราชการบางคนมีสัญญาจ้าง ๒ ปีเท่านั้น และไปบวชเสีย ๓ เดือน เราก็ยอมครับ ก็แปลว่าข้อ ๒ ได้สิทธิการลาเกิดขึ้นนะครับ ใหม่ ๆ ไม่ได้เลย🔗
ประการที่ ๓ ใหม่ ๆ ไม่มีสิทธิในการแต่งเครื่องแบบใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่ใช่ ข้าราชการ ไปแต่งสีกากีก็โดนจับ แต่งปกติขาวก็โดนจับ บัดนี้มีระเบียบออกมาแล้วที่จะให้ แต่งเครื่องแบบได้ โดยพนักงานราชการกระทรวงใครกระทรวงมันก็จะไปมีเครื่องแบบของ ตัวเองตามประกาศ🔗
ประการที่ ๔ พนักงานราชการตอนใหม่ ๆ ไม่มีบัตรประจำตัว ก็เลยกลายเป็น นกมีหู หนูมีปีก ไม่รู้จะไปควักบัตรแสดงอะไรกับใครที่ไหน ก็ต้องใช้บัตรประจำตัวประชาชน บัดนี้ได้ออกบัตรประจำตัวพนักงานราชการให้แล้ว และที่สำคัญเหนืออื่นใดพนักงานราชการ ตอน ๔ ๕ ปีแรกไม่มีสิทธิได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ บัดนี้มีสิทธิได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ก็เป็นสิ่งที่ได้เพิ่มเติมให้มาตามลำดับ ทีนี้มันก็จะมีประเด็นที่เครือข่ายพนักงานราชการไทย ได้ขอเพิ่มอีกอย่างที่ท่านอัครเดชได้ยกขึ้น🔗
ข้อ ๑ คือเรื่องเงินเดือนหรือค่าตอบแทนที่หลายคนเป็นกัน ๔ ปี แล้วก็ต่อ อายุ ๔ ปี ต่ออายุปรากฏว่าเงินเดือนมันเต็มเพดานมันก็ไปไหนไม่ได้ตันแล้ว ตรงนี้ก็มีคำขอ มาว่าควรจะมีการขยับเพดานนั้นขึ้นไป คำว่า ขยับเพดาน คือแปลว่ามีการปรับเงินเดือน ทีนี้ ในปัจจุบันนี้ข้าราชการเราก็ยังไม่มีการปรับเงินเดือนและขยายเพดาน เพราะฉะนั้นขอรับ ข้อเสนอนี้ไว้พิจารณาร่วมกับเวลาที่เราพิจารณาเรื่องการปรับเพดานของข้าราชการต่อไป แต่ว่าในระหว่างที่ยังไม่สามารถจะปรับได้เพราะงบประมาณอันจำกัดนั้นจะหาวิธีอื่น เช่น อาจจะเป็นเงินเพิ่มพิเศษอะไรต่ออะไรก็ตามที่จะช่วยเหลือให้ เหมือนกับที่บัดนี้ได้มีเงินเพิ่ม พิเศษให้ที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่าเงินท็อปอัป (Top up) ให้กับบางตำแหน่งไปแล้ว เช่น พนักงานดับเพลิง แพทย์ ครู หรือคนที่ทำงานในพื้นที่ทุรกันดาร เป็นต้น จะพิจารณา หลักเกณฑ์ตรงนี้เอามาใช้ประโยชน์แก่พนักงานราชการที่เงินเดือนเต็มต่อไป🔗
ข้อ ๒ ท่านพูดถึงเรื่องการสอบ คือคนเป็นพนักงานราชการไม่ใช่ข้าราชการ แต่บางคนพอเป็นมาครบ ๔ ปี มันมีตำแหน่งข้าราชการในกระทรวงนั้นว่างเขาก็จะขอไปสอบ เป็นข้าราชการ แต่ว่าบัดนี้เขาต้องสอบภาค ก แล้วก็สอบภาค ข ทางพนักงานราชการก็ขอ ยกเว้นมาว่าเมื่อเป็นพนักงานราชการมา ๔ ปี ๘ ปีแล้วขอสอบแต่ภาค ข ยกเว้นไม่สอบภาค ก ได้ไหม ผมขอรับเรื่องนี้ไปพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะว่าในปัจจุบันนี้เราได้ยกเว้น ไม่ต้องสอบภาค ก ให้แล้วแก่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในช่วงโควิด (COVID) เพราะฉะนั้น คนที่เป็นพนักงานราชการของกระทรวงสาธารณสุขมา ๔ ปี ๘ ปี พอมีตำแหน่งราชการว่าง ก็ไปสอบเป็นข้าราชการ เราก็ยกเว้นให้เขาไม่ต้องสอบภาค ก คำถามก็เลยมีว่าถ้ายกเว้น ให้กับกระทรวงสาธารณสุขได้ ซึ่งตอนนั้นมันยกเว้นจำเป็นเพราะว่าโควิด (COVID) และเรา ต้องการบุคลากรไม่อยากให้สมองไหล ถ้ายกเว้นอย่างนี้ได้มันก็ควรจะยกเว้นให้แก่ข้าราชการ กระทรวงอื่นได้ ถ้ายังไม่อาจทำได้หมดทั้ง ๒๐ กระทรวง ก็อาจจะทำเพิ่มขึ้นกี่กระทรวงก็ตาม ตามความจำเป็น ก็ขอรับเอาไปดู🔗
ข้อ ๓ ใคร่ที่จะกราบเรียนท่านประธานด้วยว่าตอนโควิด (COVID) ระบาด เราได้ให้สิทธิพิเศษแก่พนักงานสาธารณสุขอีกข้อหนึ่ง คนเป็นพนักงานราชการของ สาธารณสุขมา ๔ ปี หรือ ๘ ปี พอไปสอบเป็นข้าราชการได้เรานับอายุราชการ ๔ ปี ๘ ปีเดิม ไปบวกเข้ากับอายุราชการตอนเป็นข้าราชการ แต่เราทำให้กับกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น ยังไม่ได้ทำให้กับคนอื่น ซึ่งต่อไปนี้จะพิจารณากันจริงจังอีกทีหนึ่งว่าจะขยายข้อยกเว้นอันนี้ ให้แก่พนักงานราชการที่ไปเป็นข้าราชการในกระทรวงอื่นด้วยได้หรือไม่ ซึ่งก็ต้องสำรวจภาระ งบประมาณว่ามันจะมีมากน้อยขนาดไหน🔗
ข้อ ๔ ท่านพูดถึงเรื่องการโยกย้าย ในปัจจุบันนี้ใครที่เป็นพนักงานราชการ ที่ไหนต้องเซ็นสัญญากับหน่วยงานนั้นแล้วก็อยู่ตรงนั้นล่ะครับ กรมนั้น จะโยกย้ายเหมือน ข้าราชการไม่ได้ คำขอของเครือข่ายและท่านอัครเดชก็คือว่าควรจะให้มีการหมุนเวียน โยกย้ายได้ ขณะนี้กำลังพิจารณาและเตรียมที่จะนำเข้า คพร. ในไม่ช้า และลักษณะมันจะ เป็นการผ่อนคลายตรงที่ท่านอัดอั้นตันใจอยู่ คือเราอยากให้หมุนเวียนได้แต่ขอให้หมุนอยู่ ในกระทรวงเดียวกัน ข้ามกระทรวงมันอาจจะลำบาก🔗
และประการสุดท้าย ก็คือว่า คพร. หรือคณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ ที่บอกว่าผมเป็นประธานนั้น สมควรจะมีผู้แทนจากทางพนักงานราชการเข้ามาด้วยหรือไม่ ตรงนี้มีความเป็นไปได้และไม่ยากเลย ก็แก้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. ๒๕๔๗ เท่านั้นเอง แต่ตอนนี้ปัญหามันมีว่าเราจะไปคัดเอาคนจากที่ไหนเข้ามานั่ง จะไปเอาจาก เครือข่ายก็ไม่ได้เพราะว่าไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล และมันอาจจะมีคนตั้งเครือข่าย ขึ้นมาแข่งอีกสัก ๒๐ เครือข่าย ถ้ามันเป็นสมาคม เป็นนิติบุคคล เราอาจจะเลือกเอาสมาคมนั้น มาได้ เอาเป็นว่ามีความเป็นไปได้สูงมาก ซึ่งก็ขอรับไปพิจารณาต่อไปครับ🔗
เชิญท่าน อัครเดชครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต ๔ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมได้รับฟังท่านวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีชี้แจงแล้วก็รู้สึกปลาบปลื้มใจแทนพนักงานราชการที่คณะผู้บริหาร ประเทศนำโดยท่านรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลพนักงานราชการไทยได้รับทราบปัญหา ที่ผมตั้ง กระทู้เนื่องด้วยเครือข่ายพนักงานราชการไทยได้ยื่นเรื่องไป แต่ว่าอาจจะไม่ทราบ ไม่มี การสื่อสารว่าทางรัฐบาลดำเนินการไปถึงไหน ฉะนั้นกลไกรัฐสภาเรื่องของกระทู้ถาม เป็นประโยชน์อย่างยิ่งครับท่านประธานที่จะได้ให้ทางท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ได้มาชี้แจงปัญหาให้พี่น้องประชาชนผ่านสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งวันนี้ผมได้รับฟังคำชี้แจง ที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้เรียนท่านประธานไป ผมจะนำไปชี้แจงกับเครือข่ายพนักงาน ราชการไทยให้ได้รับทราบถึงความปรารถนาดี ความตั้งใจที่รัฐบาลภายใต้การนำของ ฯพณฯ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการบริหารพนักงาน ราชการไทยของท่านรองวิษณุ เครืองาม ได้รับทราบถึงความปรารถนาดีของรัฐบาลที่จะดูแล กลุ่มพนักงานราชการในครั้งนี้ ท่านตอบครบถ้วนชัดเจนแล้วก็เป็นประโยชน์ต่อพี่น้อง ประชาชนมาก ผมในนามพี่น้องประชาชนก็ต้องกราบขอบพระคุณท่านรองนายกรัฐมนตรี วิษณุ เครืองาม ผ่านท่านประธานอีกครั้งหนึ่งนะครับ กราบขอบพระคุณท่านครับ สวัสดีครับ🔗
เป็นการจบ กระทู้ของท่านอัครเดชนะครับ ผมมีเรื่องพอดีมีบุคคลทราบว่าท่านจะมาตอบเรื่องปัญหา เกี่ยวกับข้าราชการ ก็มีคนมาร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่อง ก.พ. ฝากท่านไปดูด้วยครับ ขอบพระคุณ ท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ กระทู้ถามที่เหลือเรื่องต่อไปนะครับ🔗
๑.๓.๒ กระทู้ถาม ที่ ๔๐๑ เรื่อง การย้ายซากดึกดำบรรพ์กลับมาไว้ในพื้นที่เดิม (นายนริศ ขำนุรักษ์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม🔗
ซึ่งท่านรัฐมนตรีได้มีหนังสือขอเลื่อนเพราะว่าเหตุจำเป็นก็คือเดินทาง ไปประชุมสหประชาชาติด้านมหาสมุทรที่ต่างประเทศนะครับ มีความจำเป็นขอเลื่อนไปเป็น วันพฤหัสบดีที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๕🔗
๑.๓.๓ กระทู้ถาม ที่ ๔๐๒ เรื่อง ขอให้ดำเนินการจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง (นายนริศ ขำนุรักษ์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี🔗
ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ท่านก็มีหนังสือแจ้งมาว่าติดภารกิจขอเลื่อนไปเป็น วันพฤหัสบดีที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๕🔗
๑.๓.๕ กระทู้ถาม ที่ ๔๐๔ เรื่อง ความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาพนักงานจ้าง เหมาบริการในหน่วยงานของรัฐ (นายธีรัจชัย พันธุมาศ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี🔗
ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มาเป็นผู้ตอบชี้แจง ซึ่งท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้มีหนังสือมาขอแจ้งเลื่อน การตอบไปเป็นวันพฤหัสบดีที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๕ ท่านธีรัจชัยมีอะไรจะฝากครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขออนุญาต ท่านประธานในการแถลง เนื่องจากว่าเรื่องนี้ตัวผมเองเคยมีการสอบถามตั้งกระทู้ทั่วไป เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ได้ถามนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้มอบหมายให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมาตอบ แต่เมื่อถึงวันที่นัดตอบรัฐมนตรีว่าการกระทรวง แรงงานก็ไม่มาขอเลื่อนเช่นกัน จนกระทั่งสิ้นสุดในสมัยประชุมครั้งนั้นและได้มีการตอบ ในราชกิจจานุเบกษา ผมก็พยายามจะตามและการตอบในราชกิจจานุเบกษาไม่สามารถ ให้คำตอบอะไรและแก้ปัญหาอะไรได้เลย ต่อมาในครั้งนี้ตัวผมเองได้ยื่นกระทู้ถามเป็นแยกเฉพาะ ซึ่งปัญหาการจ้างเหมางานภาครัฐนั้นเมื่อสักครู่ถ้าท่านได้ฟังท่านวิษณุตอบเรื่องของพนักงานรัฐ อันนี้แรงกว่า เพราะว่าคนจ้างเหมาภาครัฐนั้นไม่มีสวัสดิการ ไม่มีประกันสังคม หยุดก็ถูกหักเงิน เงินเดือนก็ฟิกซ์ (Fix) ตายตัว เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนซึ่งภาครัฐเป็นคนทำกับประชาชน มากที่สุด แต่เรื่องนี้วันนี้ก็ถูกเลื่อนอีกรัฐบาลไม่สามารถหาคำตอบอะไรให้และแก้ไขให้ มีประมาณไม่น้อยกว่า ๗๐๐,๐๐๐ คนที่รัฐได้แจ้งความ แต่มีคุณภาพชีวิตการจ้างงานนั้น ต่ำกว่ากฎหมายแรงงาน แต่พยายามใช้ในการเลี่ยงครับ ก็คือเลี่ยงเป็นจ้างทำของไม่ใช่จ้าง แรงงาน แล้วทำให้คนเดือดร้อน ในสภานี้ก็มีเป็นร้อย ๆ คน ในศาลยุติธรรม ในองค์กรอิสระ ในองค์กรภาครัฐต่าง ๆ ๗๐๐,๐๐๐ คน คนเหล่านี้ถูกเลี่ยงมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ ปัจจุบัน ปี ๒๕๖๕ ก็ไม่ตอบ วันนี้มาก็ไม่ตอบ แต่ที่ผมเจ็บใจอีกอย่างหนึ่งก็คือว่าในการถาม ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านประธานเคยพูดไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่พูดว่าข้อบังคับสภาไม่สามารถ บังคับรัฐบาลได้ แต่เป็นการให้เกียรติกัน จึงฝากไปยังรัฐมนตรีผ่านไปยังนายกรัฐมนตรี ให้เตือนนายกรัฐมนตรีว่ามีข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ ควรให้เกียรติสภามาตอบด้วยตนเอง หากติด ภารกิจมอบหมายให้บุคคลใดรับผิดชอบที่ว่างมาตอบ ดังนั้นการมอบหมายอย่าสั่งเหมือนทหาร หรือสั่งไปแล้วขอให้สั่งแบบนักการเมืองว่างมาตอบหรือไม่ หากสั่งแล้วไม่มีใครมาตอบถือว่า ไม่มีความรับผิดชอบ ท่านพูดไปแล้ว แล้วข่าวสื่อมวลชนก็ตอบประชาชนได้ยินนะครับว่า นายกรัฐมนตรีไม่มีความรับผิดชอบ สั่งเหมือนสั่งทิ้งสั่งขว้าง แล้ววันนี้ดูเหตุผลที่เลื่อนมา ท่านประธานครับ ผมอยากจะขออนุญาตอ่านให้ท่านประธานฟัง ตามที่ประธานสภาได้มี คำสั่งให้นัดประชุมสภา กระทู้แยกเฉพาะ เรื่อง ความคืบหน้าในการแก้ปัญหาพนักงานเหมา บริการในหน่วยงานของรัฐ ของนายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม นายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีบัญชามอบหมาย ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมาตอบกระทู้ถามแทนนายกรัฐมนตรีในที่ประชุม สภาผู้แทนราษฎรนั้น เหตุผลนี้ครับ เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมีภารกิจ ร่วมกับนายกรัฐมนตรีทำให้ไม่สามารถมาตอบกระทู้ในวันดังกล่าวได้ ท่านประธานครับ สั่งรัฐมนตรีที่มีภารกิจร่วมกันบอกมาตอบอันนี้แล้วให้เลื่อน นี่คือเจตนาที่จะหนีสภาใช่ไหมครับ หนีกระทู้นี้มาตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๕ ก็ทำอีก แล้วประชาชนจะทำอย่างไรครับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานท่านก็เคยอยากที่จะล้มญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ บอกว่า เป็นญัตติเถื่อน แค่ตอบกระทู้ยังไม่พร้อมที่จะมาตอบ แล้วการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ท่านโดนด้วย ผมไม่แปลกใจว่าทำไมท่านพยายามจะเลี่ยงที่ไม่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ แค่ตอบกระทู้ ยังไม่กล้ามาตอบ ผมเรียนปรึกษาท่านหน่อยครับ เมื่อเจตนาชัดเจนเขียนไว้ชัดตัวอักษร ยืนยันอย่างนี้ชัดเจนว่าสั่งแบบทหาร สั่งแล้วให้คนที่ไปภารกิจตัวเอง นี่คือสั่งอะไรครับ ยิ่งกว่าที่ท่านพูดในสภาเมื่อครั้งที่แล้วอยู่แล้ว ท่านจะมีมาตรการอย่างไรครับ เพื่อจะให้เขา มาตอบให้ได้เป็นความรับผิดชอบของฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายบริหารที่รับผิดชอบต่อฝ่ายสภา และการเลื่อนนี้เลื่อนถึงวันที่ ๔ เลื่อนหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจนะครับ ๔ สิงหาคม นี่คือ เจตนาที่เลื่อนไป เล่นการเมืองชัด ๆ แล้วนายกรัฐมนตรีก็สั่ง สั่งคนที่ไปกับตัวเอง เรื่องนี้ กระทรวงการคลังก็ตอบได้ครับ เพราะเป็นเรื่องของระเบียบกระทรวงการคลังเยอะแยะไปหมด ทำไมต้องไปมอบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานทำไมต้องเลื่อน ถึงวันที่ ๔ ท่านประธานครับ ผมเรียนว่าเราในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติเรามีศักดิ์ศรีของเรา ผมเชื่อว่าท่านกล้าหาญครับ ท่านเคยพูดตรงไปตรงมาโดยหลักการที่ถูกต้องแล้ว ผมอยาก เรียนว่าในฐานะเราฝ่ายนิติบัญญัติถึงแม้ท่านอยู่ฝ่ายรัฐบาลก็จริงแต่ท่านมีความกล้าหาญ เรื่องนี้ ผมชื่นชมท่าน อยากให้ท่านดูว่าท่านจะมีมาตรการอย่างไร เพื่อให้มาตอบโดยเร็ววัน อย่าหนีแบบนี้อีก ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ก็ต้อง ขออภัยแทนการตั้งกระทู้ถามที่ถูกเลื่อนการตอบ ผมก็หนักใจครับ เพราะว่าผมอยู่ฝ่ายสภา ฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญแล้วก็เป็นการควบคุมฝ่ายบริหารอยู่แล้ว เนื่องจากเราอยู่ ฝ่ายนิติบัญญัติ เราอยู่ฝ่ายสภาเราก็ใช้ข้อบังคับแค่นั้นเองนะครับ แต่เรามีรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญนั้นก็เป็นเรื่องของสมาชิกสภาที่ต้องใช้รัฐธรรมนูญเป็นหลัก อย่างเช่น กรณีเป็นการควบคุมการบริหารใช้มาตรา ๑๕๑ ในการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจซึ่งท่านทำอยู่ ก็คงจะเป็นวิธีเดียวว่าท่านต้องใช้มาตรา ๑๕๑ ในการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะเหตุผล ที่ท่านพูดทั้งหมดนี้ถือว่าบกพร่องการปฏิบัติหน้าที่ท่านก็ว่าไปเลยครับ เพราะว่าละเมิด รัฐธรรมนูญไหม ที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อสภาไหม มันจะมีอยู่มาตราหนึ่งผมจำตัวเลข ไม่ได้ว่าคณะรัฐมนตรี รัฐมนตรีทุกท่านต้องรับผิดชอบต่อสภาด้วยในหน้าที่ของการบริหาร ราชการแผ่นดิน เพราะฉะนั้นต้องใช้ระบบสภาที่ใช้รัฐธรรมนูญเป็นหลัก ก็ฝากท่านไปช่วยกัน คิดดู ในขณะที่ท่านยื่นมาตรา ๑๕๑ อยู่แล้ว เหตุผลต่าง ๆ ในการที่รัฐมนตรีแรงงาน ๒ ครั้ง ๓ ครั้งไม่มาถือว่าละเว้นไหม ถือว่าหนีการปฏิบัติหน้าที่ไหม ท่านก็ไปหาหลักฐานมา แล้วท่านก็อภิปรายไป ผมก็ทำหน้าที่ไปคงจะทำอะไรไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว ก็เพียงแต่เตือน อย่างท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุมาผมก็คอยเตือนว่าช่วยย้ำในที่ประชุม ครม. ทุกครั้งว่า พยายามให้มาตอบหน่อย ให้มาตอบด้วยตนเอง เพราะไม่ว่ารัฐธรรมนูญก็ดี ข้อบังคับเราก็ดี ต้องให้ผู้ถูกตั้งคำถามมาตอบด้วยตนเองตามข้อบังคับของเรา เพราะฉะนั้นก็พยายามย้ำอยู่ ตลอดเวลา หรือแม้กระทั่งขอเลื่อนผมยังตำหนิอยู่ว่าขอเลื่อนต้องบอกเหตุผลความจำเป็นว่า ทำไมต้องขอเลื่อน ไม่ใช่นัดล่วงหน้าแล้ว เพราะติดภารกิจนัดล่วงหน้าแล้ว ผมเคยพูด หลายครั้งท่านจำได้ไหมครับ ผมพูดหลาย ๆ ครั้งว่าพุธ พฤหัสบดีนี่ท่านว่างเว้นไว้ได้ไหม ท่านอย่าไปนัดใคร เพราะฉะนั้นคำว่าติดภารกิจที่นัดหมายล่วงหน้าไว้แล้ว ถ้ามันไม่จำเป็นจริง ๆ พุธ พฤหัสบดีอย่าไปนัด ผมก็เคยเตือนหลายครั้งแล้วนะครับ ท่านไม่ปฏิบัติตาม ก็ฝากท่าน เวลาท่านอภิปรายไม่ไว้วางใจท่านก็ช่วยย้ำไปหน่อยก็แล้วกันนะครับ เชิญครับ🔗
ขออนุญาตท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล มาตรการของ สภาเราจะมีหนังสือเตือนได้ไหมครับ เนื่องจากว่าในขณะนี้เป็นมาตรการที่เราพูดในห้องของ กระทู้แยกเฉพาะ บางครั้งสื่ออาจจะถึงบ้างไม่ถึงบ้าง แต่ถ้าเกิดว่าในฐานะของฝ่ายนิติบัญญัติ เรามีหนังสือในกรณีนี้ผมติดใจ ท่านจะกรุณาออกหนังสือแจ้งไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อสั่งการ ไปยังรัฐมนตรีว่าไม่ใช่การจะมายื่นแบบอะไรก็ได้ไปวันที่ ๔ สิงหาคมอะไรอย่างนี้ ท่านควร มาตอบก่อนอภิปรายไม่ไว้วางใจในเรื่องนี้ หรือไม่ท่านก็ต้องมอบคนอื่นมา เช่น รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการคลังก็สามารถตอบได้ ไม่ใช่สั่งในส่วนนี้ครับ🔗
ทำหนังสือได้ครับ ก็เอาคำท้วงติงของท่านนี้ล่ะ เดี๋ยวผมจะทำไปว่าท่านท้วงติงอย่างนี้ ว่าสมาชิกเรียกร้องทำไม ต้องไปเลื่อนหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ขอมาตอบก่อนได้ไหม🔗
เพราะเนื่องจากครั้งที่แล้วก็ใช้ วิธีการเลื่อนแบบนี้ในกระทู้ทั่วไป เสร็จแล้วจนกระทั่งสภาปิด คือพยายามจะไม่ตอบนะครับ เลื่อนแบบนี้แล้วสภาปิดและก็ไม่มาอีกเลย ก็เป็นวิธีการเดิม ๆ ซึ่งพยายามจะเลี่ยงการตอบ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญของคนตั้ง ๗๐๐,๐๐๐ คน ผมก็เลยอยากจะเรียนท่านประธาน แล้วก็ขออนุญาตให้ท่านได้มีหนังสือไปยังรัฐบาลด้วยกัน ขอบพระคุณมากครับ🔗
ได้ครับ🔗
ขอบพระคุณท่านมากครับ🔗
เป็นการจบ กระทู้ถามแยกเฉพาะสำหรับวันนี้ทั้ง ๖ ฉบับแล้วนะครับ ขอบพระคุณทุกท่านมากครับ ท่านเจ้าของกระทู้ผมลืมถามครับ ท่านมีอะไรที่จะเพิ่มเติมจากห้องกระทู้ถามแยกเฉพาะ อีกไหมครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธาน ที่เคารพครับ เมื่อสักครู่ในส่วนที่ท่านได้กล่าวอ้างถึงกระทู้ถามแยกเฉพาะซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ของกระทู้ในสภาแห่งนี้ ผมได้เรียนกับท่านในส่วนของกระทู้ถามแยกเฉพาะเนื่องจากว่า ตัวกระผมเองได้ยื่นถามกระทู้ถามแยกเฉพาะในกรณีของความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหา เจ้าพนักงานเหมางานภาครัฐบริการในหน่วยงานของรัฐ ซึ่งตัวกระผมนั้นได้เคยยื่นในสภาแห่งนี้ เป็นกระทู้ทั่วไปเมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ให้นายกรัฐมนตรีตอบ ท่านนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้ตอบ แต่ท่านก็เลื่อนมาจนกระทั่ง ปิดสมัยประชุมในปี ๒๕๖๓ และตอบในราชกิจจานุเบกษา แต่ไม่ได้ให้สาระสำคัญอะไร ในการแก้ปัญหาในสิ่งที่ผมถาม และผู้ที่เป็นเจ้าหน้าที่พนักงานของรัฐในการจ้างเหมางาน ประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ คน ก็ได้สอบถามผมมาเสมอว่าจะแก้ปัญหาเขาได้อย่างไร เนื่องจากว่า ผู้รับจ้างเหมางานภาครัฐ ซึ่งรัฐนะครับ แต่ไม่มีสวัสดิการ ไม่มีประกันสังคม ขาดงานก็ถูก หักเงิน เงินเดือนไม่มีขึ้น อยู่อย่างไรอยู่อย่างนั้น ทำงาน ๒๐ ปีไม่มีก้าวหน้าขึ้นมา เจ็บป่วย ก็รักษาเอง สิ่งเหล่านี้ต่ำกว่ามาตรฐานแรงงานคนทำงานในโรงงานอีก แต่เป็นคนที่จ้างเหมา งานภาครัฐมีประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ คน เขาถามผมตลอด ผมจึงได้มีการยื่นกระทู้ถาม นายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง ในวันนี้ได้มีการนัดที่จะตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ซึ่งคนอีก ๗๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานแรงงาน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สวัสดิการของรัฐไม่มี รัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๔ ก็ระบุว่ารัฐต้องจัดหาสวัสดิการการจ้างงานให้แก่บุคคลได้มีสวัสดิการ ที่ดี แต่คนเหล่านี้ต่ำกว่ามาตรฐานแรงงาน วันนี้ครับ เมื่อสักครู่ผมได้เข้าไปแถลงต่อที่ประชุม เนื่องจากว่านายกรัฐมนตรีได้แจ้งมาว่า นายกรัฐมนตรีมีบัญชามอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงแรงงานตอบกระทู้ถามแทนนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรนั้น เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมีภารกิจร่วมกับนายกรัฐมนตรีทำให้ไม่สามารถ ไปตอบกระทู้ถามในวันดังกล่าวได้ คือในวันนี้ได้ คำตอบที่ตอบมานี้มันประหลาดและเป็นการ หลีกหนีการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะหรือไม่ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๔ วรรคสอง เขาบอกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎรในเรื่องที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของตน แต่ตอนนี้เขาตอบมาอย่างไรครับ ตอบว่านายกรัฐมนตรีมอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานบอกว่ามีภารกิจร่วมนายกรัฐมนตรี ถามว่านายกรัฐมนตรี มอบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ท่านประธานเคยพูดในสภาครั้งที่แล้วบอกว่าการสั่ง จะสั่งแบบทหารไม่ได้นะครับ ต้องสั่งแบบการเมือง ต้องให้เกียรติสภา ถ้าสั่งแล้วไม่มีคนมา ถือว่าไม่มีความรับผิดชอบ ท่านพูดไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สัปดาห์นี้สั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง แรงงาน รัฐมนตรีบอกว่าไปร่วมงานกับนายกรัฐมนตรี รู้อยู่แล้วว่าไปร่วมงานกับตัวเอง แล้วสั่งได้อย่างไร นี่คือต้องการหนีสภาอย่างชัด ๆ ไม่รับผิดชอบตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๔ วรรคสอง ผมเรียนอย่างนี้นะครับ ผมไม่สบายใจ ท่านประธานเคยตำหนินายกรัฐมนตรี ในที่ประชุมสภาแห่งนี้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และวันนี้ก็เกิดขึ้นอีก แล้วเหตุผลแบบนี้หรือครับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมีภารกิจร่วมกับนายกรัฐมนตรีแล้วไม่มา ประเทศนี้ ความรับผิดชอบของฝ่ายบริหารต่อฝ่ายนิติบัญญัติของประชาชนไม่มีเลยหรือครับ ท่านประธาน ผมเรียนเมื่อสักครู่ท่านประธานได้กรุณาตอบรับปากผมว่าจะมีหนังสือไปยัง นายกรัฐมนตรีเพื่อให้มาตอบ ผมขอบพระคุณท่านมาก แต่วันนี้ผมจำเป็นต้องพูดในสภาแห่งนี้ เพื่อที่จะให้สภาบันทึกไว้ว่านี่คืออีกครั้งของความไม่รับผิดชอบของนายกรัฐมนตรี ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานที่หนีการตอบกระทู้ที่สำคัญต่อคนอีก ๗๐๐,๐๐๐ คน ผมขอบพระคุณท่านมากครับ และขอให้สภามีมาตรการมากกว่านี้เพื่อจะให้รัฐบาล นายกรัฐมนตรีไม่หนีการตอบกระทู้ครับ ท่านประธานที่เคารพ ขอบคุณมากครับ🔗
ก็เรียน ชี้แจงแบบเดิมนะครับ ในสภาของเราซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ เราก็ใช้ข้อบังคับการประชุม ซึ่งไม่สามารถจะไปบังคับใช้กับฝ่ายบริหารได้ แต่ถึงอย่างไรก็ตามรัฐธรรมนูญก็ได้กำหนดไว้ ในการควบคุมการบริหารของฝ่ายบริหารนะครับ อย่างเช่น มาตรา ๑๕๐ ก็ให้เรามีสิทธิ ตั้งกระทู้ได้ มาตรา ๑๖๔ ก็ระบุไว้ว่ารัฐมนตรีทุกท่านต้องมีความรับผิดชอบต่อสภา ซึ่งระบุไว้ ชัดเจน แต่ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละท่านแล้วครับ ก็อยู่ที่วิจารณญาณของท่านสมาชิก ถ้าเห็นว่า ตรงนี้ถือว่าบกพร่องหน้าที่ ท่านก็มีรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๑ ที่จะใช้ในการเปิดอภิปราย ไม่ไว้วางใจ ซึ่งท่านก็ทำอยู่นะครับ เพราะฉะนั้นท่านก็ใช้กลไกตรงนี้ล่ะครับ กราบขอบคุณ มากครับ ส่วนจดหมายผมก็จะทำหนังสือไปตามที่ท่านร้องขอ กระทู้ถามแยกเฉพาะ ก็ดำเนินการเสร็จแล้วนะครับ ต่อไปครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม🔗
๒.๑ รับทราบการพิจารณาของวุฒิสภา มีทั้งหมดจำนวน ๖ เรื่อง🔗
ในเรื่องนี้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้มีหนังสือแจ้งมาว่าที่ประชุมวุฒิสภานั้น ได้พิจารณาและรับทราบประกาศ และรายงานจำนวน ๖ เรื่อง ดังนี้🔗
ในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๓ เมื่อวันจันทร์ที่ ๓๐ พฤษภาคม ที่ประชุม ได้พิจารณารับทราบประกาศคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เรื่อง นโยบายการตรวจเงิน แผ่นดิน ประจำปีงบประมาณ พุทธศักราช ๒๕๖๕ และในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๗ เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๓ มิถุนายน ที่ประชุมได้พิจารณารับทราบรายงานจำนวน ๕ เรื่อง🔗
๑. รายงานกิจการประจำปี งบดุล บัญชีกำไรและขาดทุนของบรรษัท ตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย สำหรับงวดตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๓ ถึงวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๖๓ (วันยุบเลิกบรรษัท)🔗
๒. รายงานประจำปี ๒๕๖๓ ของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ🔗
๓. ประกาศคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เรื่อง นโยบายการตรวจเงินแผ่นดิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕🔗
๔. รายงานของผู้สอบบัญชีและงบการเงินสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๒ และรายงานการตรวจสอบการประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สิน สำหรับ ปี ๒๕๖๒ ของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติ🔗
๕. รายงานผลการปฏิบัติงาน กสทช. ประจำปี ๒๕๖๔🔗
๖. รายงานการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงาน กสทช. สำนักงาน กสทช. และเลขาธิการ กสทช. ประจำปี ๒๕๖๔🔗
ทั้งหมด ๖ เรื่องนะครับ ตามที่ได้เรียนมาเพื่อทราบ ที่ประชุมรับทราบนะครับ🔗
๒.๒ รับทราบผลการพิจารณารายงานผลการพิจารณาศึกษาญัตติ เรื่อง การปรับปรุงแบบฟอร์มการจดทะเบียนในหนังสือบริคณห์สนธิ ของคณะกรรมาธิการ การพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา สภาผู้แทนราษฎร🔗
ในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติเห็นชอบให้ส่งญัตติ เรื่อง การปรับปรุงแบบฟอร์มการจดทะเบียนในหนังสือบริคณห์สนธิ ของคณะกรรมาธิการ การพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญาของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา ดำเนินการนั้น ทางเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งกลับมานะครับว่าคณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๖๕ รับทราบผลการพิจารณาตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ และให้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อทราบ จึงแจ้งต่อที่ประชุมเพื่อรับทราบนะครับ🔗
ก่อนจะไป ระเบียบวาระต่อไป ผมเอาเรื่องสั้น ๆ ไม่ใช้เวลา คือเรื่องตั้งซ่อมกรรมาธิการตามระเบียบ วาระที่ ๗.๕ กับ ๗.๘ ขึ้นมาพิจารณาก่อนนะครับ มีท่านสมาชิกท่านใดขัดข้องไหมครับ🔗
ถ้าไม่มี ผมขออนุญาต🔗
ระเบียบวาระที่ ๗ เรื่องอื่น ๆ🔗
๗.๕ ตั้งกรรมาธิการสามัญในคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตาม การบริหารงบประมาณ แทนตำแหน่งที่ว่างลง ๑ ตำแหน่ง เพราะสมาชิกภาพสิ้นสุดลงครับ ซึ่งเป็นของท่านปารีณา ไกรคุปต์ ที่พ้นจากตำแหน่ง เป็นสัดส่วนของพรรคพลังประชารัฐ เชิญพรรคพลังประชารัฐเสนอครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายธีรภัทร พริ้งศุลกะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ก็บังเอิญในสัดส่วนอันนี้ครับ ทางพรรคพลังประชารัฐได้มอบให้ พรรคประชาธิปัตย์ครับ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตเสนอชื่อนายชัยทิพย์ กมลพันธ์ทิพย์ เป็นกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ ก็ต้องขอขอบคุณ พรรคพลังประชารัฐมา ณ ที่นี้ด้วยครับ แล้วก็ผมขออนุญาตเสนออีกท่านหนึ่งครับ นายไชยยศ จิรเมธากร เป็นกรรมาธิการการต่างประเทศในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ🔗
เดี๋ยวครับ คณะกรรมาธิการการต่างประเทศยังไม่ถึงกระมังครับ มีหรือครับ🔗
พอดีขอเพิ่มไปครับ ท่านประธานครับ ต้องขอโทษด้วยครับ🔗
ผมยัง ไม่เห็นเรื่องนะครับ เอาทีละคณะก่อนนะครับ เดี๋ยวถ้าถึงต่อไปแล้วค่อยเสนอ🔗
ได้ครับ ท่านประธานครับ🔗
ท่านเสนอ ใครนะครับ ท่านชัยทิพย์🔗
ครับ ชัยทิพย์ กมลพันธ์ทิพย์ ครับ🔗
ขอผู้รับรอง ด้วยนะครับ🔗
ขอผู้รับรองครับ🔗
มีผู้รับรอง ถูกต้อง เป็นโควตาพรรคพลังประชารัฐมอบให้พรรคประชาธิปัตย์นะครับ แล้วท่านที่เสนอ ไม่เกิน ๒ คณะนะครับ ที่ท่านเสนอนี่🔗
ครับ🔗
มีท่าน สมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗
ถ้าไม่มี ก็ถือว่าให้ท่านชัยทิพย์ กมลพันธ์ทิพย์ เป็นกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตาม การบริหารงบประมาณแทนท่านปารีณา เป็นส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ใช่ไหมครับ พอดี เรื่องที่ท่านเสนอเมื่อสักครู่มันไม่อยู่ในระเบียบวาระ ผมก็เลยไม่ได้ดึงขึ้นมา หน้าบัลลังก์ เพิ่งเสนอขึ้นมานะครับ ดังนั้นต้องขออนุญาตที่ประชุมที่จะเอาเรื่องตั้งซ่อมคณะกรรมาธิการ การต่างประเทศขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่งก่อน ที่ประชุมขัดข้องไหมครับ🔗
ถ้าที่ประชุม ไม่ขัดข้องก็เชิญครับ เนื่องจากคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ ตำแหน่งว่างลง ๑ ตำแหน่ง เพราะท่านวีระชัย วีระเมธีกุล ลาออก ทำให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลง เป็นสัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ เชิญเสนอครับ🔗
ก็ต้องขอขอบคุณท่านประธานสภา มาก ๆ ครับ ผม นายธีรภัทร พริ้งศุลกะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ขอเสนอนายไชยยศ จิรเมธากร เป็นกรรมาธิการการต่างประเทศ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรอง ครบครับ มีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗
ถ้าไม่มี ก็ให้ท่านไชยยศ จิรเมธากร เป็นกรรมาธิการการต่างประเทศ แทนท่านวีระชัย วีระเมธีกุล ในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์นะครับ ท่านไชยยศไม่เกิน ๒ คณะนะครับ ระเบียบวาระ ที่ ๗.๘ ที่ผมขอที่ประชุมเสนอขึ้นมาพิจารณาก่อนนะครับ🔗
๗.๘ คณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอขยาย ระยะเวลาการพิจารณาญัตติศึกษาและแก้ไขปัญหาที่ดินหมดสัญญาสัมปทานในพื้นที่ภาคใต้ ออกไปอีก ๙๐ วัน นับตั้งแต่วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๕🔗
ซึ่งท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านอภิชาติ ศิริสุนทร ทำหนังสือมา ขอขยายออกไปอีก ๙๐ วัน นับตั้งแต่วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๕ ออกไป ๙๐ วันครับ มีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗
ถ้าไม่มี ผู้ใดคัดค้านหรือเห็นเป็นอย่างอื่นก็ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบให้คณะกรรมาธิการขยายเวลา การพิจารณาออกไปตามที่ประธานคณะกรรมาธิการร้องขอมานะครับ🔗
๒.๓ รับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานของสำนักงานป้องกันและปราบปราม การฟอกเงิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓🔗
ท่านเลขาธิการ คณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งมาว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๖๕ รับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินประจำปี งบประมาณ พุทธศักราช ๒๕๖๓ ตามที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเสนอ และให้เสนอรายงานพร้อมข้อสังเกตของคณะรัฐมนตรีต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อทราบ ซึ่งเป็นไปตามมาตรา ๔๗ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พุทธศักราช ๒๕๔๒ ท่านสมาชิกมีรายละเอียดแล้วนะครับ เชิญผู้ชี้แจงเข้ามาห้องประชุมครับ🔗
ผมได้ อนุญาตให้ผู้ชี้แจงเข้ามาก็มีท่านกมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ท่านวิทยา นีติธรรม ผู้อำนวยการกองกฎหมาย ท่านพีรธร วิมลโลหการ ผู้อำนวยการกองกำกับและตรวจสอบ ท่านสุปราณี สถิตชัยเจริญ ผู้อำนวยการกองความร่วมมือและพัฒนามาตรฐาน ท่านศุภกาญณ์ หาญบาง ผู้อำนวยการ ส่วนติดตามและประเมินผล และท่านฐาปนาพร จงพิพัฒน์วณิชย์ ผู้อำนวยการส่วน ขายทอดตลาด มากันครบนะครับ มีอะไรจะแถลงเพิ่มเติมจากรายงานไหมครับ ถ้าไม่มีจะได้ ให้สมาชิกซักถาม ไม่มีนะครับ เชิญท่านสมาชิกที่ต้องการอภิปรายซักถามนะครับ มีท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขออนุญาตเข้าสู่วาระการรายงานประจำปี ๒๕๖๓ ของ ปปง. สิ่งที่อยากจะสอบถามอย่างนี้ ท่านประธานครับ เข้าไปในเล่มนะครับ ส่วนที่ ๓ ผลการปฏิบัติงาน ผลการปฏิบัติงานของ ปปง. โดยเฉพาะจำนวนเรื่องที่ปรากฏอยู่ในเอกสารหน้า ๔๕ ผมเจาะตรงนี้ครับท่านประธาน เพื่อเข้าไฮไลต์ (Highlight) ในลำดับที่ ๓ ครับท่านประธาน ลำดับที่ ๓ คือการฉ้อโกงประชาชน ตามมาตรา ๓ (๓) ในปี ๒๕๖๒ นี้มี ๔๘๕ ราย ปี ๒๕๖๓ มี ๒๔๖ ราย แต่ปีนี้กำลังเพิ่มขึ้น อย่างเป็นทวีคูณครับ เป็นเท่าทวีเป็น ๑๐ เลย เป็น ๒,๐๔๖ ราย ประเด็นมันอย่างนี้ครับ ท่านประธาน สิ่งที่ผมอยากจะให้ ปปง. ได้ใช้อำนาจของ ปปง. แล้วตั้งเป็นคำถามครับ เพราะว่าในการดำเนินการที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะคดีฉ้อโกงขณะนี้เป็นคดีที่ระบาดไปทั่ว มือถือครับท่านประธาน ท่านประธานเคยรับมือถือไหมครับ มือถือจากต่างแดน คุณมีพัสดุ ติดค้างอยู่ที่ด่านศุลกากร คุณมีไปรษณีย์ที่จะต้องไปรับ กด ๙ ด้วยครับ หรือไม่ก็เป็นเมสเซจ (Message) เอสเอ็มเอส (SMS) ติดต่อเบอร์นี้ครับ คุณได้รับรางวัลกดด้วย ท่านครับปล่อยไม่ได้ นี่คือคดีที่เกิดขึ้นแล้วเป็นคดีฟอกเงินนะครับ ที่ผมกำลังพาไปถึงคดีฟอกเงิน คนในประเทศไทย ถูกหลอกที่เราเรียกว่าคอลเซ็นเตอร์ (Call Center) ครับท่านประธาน มันหลอกมาจาก ต่างประเทศ แล้วหลอกอย่างนี้จนชาวบ้านตกเป็นเหยื่อ นายตำรวจก็ไม่เว้น ผู้พิพากษาก็โดน อัยการก็โดน โดนหมดครับ แล้วทุกวันนี้มันก็เหิมเกริมครับท่านประธาน ทำอย่างต่อเนื่อง แล้วไม่สนใจ ระบบโทรศัพท์ก็ถูกเอาตัวเลข ผมนี่โดนประจำโดนทุกเดือนเลยครับ มีเร็กคอร์ด (Record) อัดเทปไว้จะส่งมาให้ฟังก็ใช่ที่นะครับ แต่สิ่งสำคัญคือครั้งนี้ครับท่านประธาน ผมเคยบอกสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ออกเตือน เขาก็เตือนนะครับ เขาก็ออกคลิป (Clip) ออกอะไรมาเตือน แต่สิ่งสำคัญคืออย่างนี้ครับ คนร้ายมันได้เงินจากการสนทนาบทไดอะล็อก (Dialogue) ไปแล้วนะครับท่าน มันก็จะรูดเงินไปที่บัญชีม้า บัญชีม้าก็จะถ่ายเงินข้ามแดนไป นี่ละครับฟอกเงิน นี่ครับกฎหมายฟอกเงินจะต้องเข้าไปจับตรงนี้เพราะมันเป็นการยักย้าย ถ่ายเทเงินที่ได้มาจากการกระทำผิดครับท่านประธาน เพื่อเอาไปส่งแก๊งกลุ่มก๊วนผู้ที่ลงทุน ในการสร้างอีเวนต์ (Event) สร้างปรากฏการณ์ สร้างการหลอกลวง มีมานานแล้วตั้งแต่สมัย ผมรับราชการ ตั้งแต่กดโทรศัพท์ ผมเคยบอกธนาคารแห่งประเทศไทยให้ออกประกาศของ ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ธนาคารพาณิชย์ให้ความร่วมมือ ทีนี้ผมมาอ่านหน้าที่ของ ปปง. ปปง. มีหน้าที่ในมาตรการป้องกันการฟอกเงิน สิ่งสำคัญคือต้องออกมาตรการ ท่านไปดูว่า ท่านมีอำนาจในหน้าที่ของการดำเนินการปฏิบัติการแก้ไขกฎหมายและออกระเบียบคำสั่ง ที่เกี่ยวข้องในหน้า ๑๒๑ หน้า ๑๒๒ ท่านออกประกาศ ต้องออกประกาศเกี่ยวกับเรื่องมาตรการ ในอำนาจของท่าน ออกประกาศเพื่ออะไรครับ ให้ธนาคารพาณิชย์ให้ความร่วมมือจะต้องฟรีซ (Freeze) ไม่ให้ความร่วมมือกับปลายทาง คือบัญชีที่ถูกโอนเงินไปครับ อย่าไปใช้หลักการของ ธนาคารว่าเงินตกในบัญชีแล้วเป็นของเขา ไม่ได้ครับ อันนี้มันมีคดีเกิดขึ้นชัดเจน ถูกหลอก กดเงินไปเมื่อสักครู่นี้ กดไปเรื่อย ๆ เป็นแสน ตำรวจกว่าจะทำครึ่งชั่วโมงกว่าจะได้ กว่าจะ อายัดเขา ท่านต้องออกเลยครับว่าสามารถฟรีซ (Freeze) เงินได้ ออกประกาศเลยครับ เงินนี้ เป็นการกระทำผิดในคดีฟอกเงินต้องฟรีซ (Freeze) เงินจำนวนดังกล่าวนี้ให้คงที่ แล้วให้ ผู้เสียหายถึงจะวนเอาเงินในบัญชีนี้ออกมา ถ้ามันมีตัวตนจริง มีคนกระทำความผิด มีการโอนเงินถูกต้องสุจริตเอาไป ทีนี้มันไม่ใช่ครับ มันแน่นอน นี่คือหน้าที่ของ ปปง. ปปง. ต้องทำครับ ผมเป็นคำถามครับท่านประธาน ปปง. จะทำไหมเมื่อมีอำนาจ แล้วจะทำเมื่อไร คณะกรรมการ ปปง. พบความความเดือดร้อนของ การฉ้อโกงประชาชนข้ามประเทศขณะนี้แล้วจะให้ความสนใจหรือแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ผมเคยบอกธนาคารแห่งประเทศไทยบอกให้ประสานกับธนาคารพาณิชย์ทุกธนาคาร ใช้หลักการหรืออำนาจของธนาคารแห่งประเทศไทย กด ๑๙๑ กดเบอร์โทรศัพท์ของผม กดเบอร์ที่ปลายทาง หยุด ผมพูด ๒ ทีแล้วในสภาแห่งนี้ ฟรีซ (Freeze) เงินครับ แช่มันไว้เลย ปปง. ครับ นี่คือฟอกเงินเป็นความผิด เป็นมาตรการที่ควรจะมีและกำหนดไว้ในมาตรการ ป้องกันปราบปรามการฟอกเงินจากกลุ่มแก๊งก๊วนที่เรียกว่าฉ้อโกงประชาชน และเป็นการ ฉ้อโกงระดับประเทศ ข้ามประเทศครับ ถ้ายังไม่ให้ความสนใจผมก็ไม่รู้จะไปบอกใครอีกแล้ว เพราะผมไม่ใช่อดีตข้าราชการที่จะมีความรู้ความสามารถไปบังคับผลักไสใครให้กระทำการได้ แต่ต้องบอกในสภาแห่งนี้ครับว่าเมื่อท่านมีอำนาจท่านควรจะทำเพื่อประชาชนนะครับ แล้วนำไปสร้างประกาศนี้เพื่อให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติในเรื่องของการหยุดกระแสเงินให้ได้ ท่านมีเทคโนโลยีครับในเล่มนี้ ผมอ่านเยอะแยะไปหมดเลย ที่ท่านสร้างตัวเครื่องมือติดตาม การทำงานที่เรียกว่ากระแสเงินนะครับ เส้นทางการเงินท่านรู้หมดเลย แล้วท่านไปฟรีซ (Freeze) เขาได้ เรื่องแค่นี้มันแค่ปลายนิ้วก้อยนะครับ ผมฝากไว้ครับ เป็นคำถามว่าท่านจะ ใช้อำนาจของท่านทำเรื่องนี้ได้หรือไม่ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
เชิญผู้ชี้แจง ตอบชี้แจงครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรและท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน เนื่องด้วย พลตำรวจตรี ปิยะพันธ์ ปิงเมือง เลขาธิการคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ติดภารกิจเร่งด่วนจึงได้มอบหมายให้ผม นายกมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พร้อมคณะ ผู้บริหารเข้าชี้แจงและรับข้อสังเกตของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ ที่ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติได้มีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะในประเด็นเกี่ยวกับมาตรการในการป้องกัน ในมิจฉาชีพกลุ่มฉ้อโกงประชาชนจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ (Call Center) ซึ่งในส่วนนี้สำนักงาน ปปง. ก็ได้ตระหนักและก็ได้มีมาตรการในการที่จะดำเนินการกับกลุ่มผู้กระทำความผิดตรงนี้ ซึ่งในปีนี้ก็ได้มีการตั้งศูนย์ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้วก็สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเพื่อที่จะบูรณาการในการดำเนินการ ซึ่งในประเด็นที่ท่านมีข้อสังเกตมาเราก็ได้มีการประสานงานและดำเนินการ เช่นในกรณีที่มี ผู้เสียหายที่เป็นเหยื่อและถูกหลอกโดยขบวนการคอลเซ็นเตอร์ (Call Center) ให้โอนเงิน ซึ่งก็จะมีศูนย์ของ ศปปง.ตร. ซึ่งรับเรื่องก็มีการตรวจสอบและในเบื้องต้นก็ได้มีการยึดอายัด ไว้ชั่วคราวอยู่นะครับ แล้วก็ส่งมาให้สำนักงาน ปปง. เพื่อดำเนินการนะครับ ซึ่งในประเด็น ตรงนี้เราก็ได้ตระหนักแล้วก็ได้เร่งหามาตรการแล้วก็ร่วมกันในการที่จะดำเนินการ ในส่วนนี้ ก็จะรับในข้อสังเกต ข้อเสนอแนะของท่านเพื่อที่จะไปใช้มาตรการในการบังคับแล้วก็ ดำเนินการให้เกิดประสิทธิภาพต่อไปนะครับ ขอขอบคุณครับ🔗
ไม่มี สมาชิกท่านใดจะอภิปรายซักถามแล้วนะครับ🔗
ก็ถือว่า ที่ประชุมได้รับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ แล้ว ขอบคุณผู้แทนสำนักงาน ปปง. ที่มาชี้แจงวันนี้ครับ ต่อไปครับ🔗
๒.๔ รับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓🔗
ในวาระนี้ท่านเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งมีหนังสือแจ้งมาว่า ขอเลื่อนนะครับ วาระนี้ขอเลื่อนไปก่อนนะครับ🔗
๒.๕ รับทราบรายงานประจำปี ๒๕๖๓ ของสถาบันเทคโนโลยีป้องกัน ประเทศ🔗
เป็นเรื่อง ที่กระทรวงกลาโหมได้เสนอผ่านคณะรัฐมนตรี แล้วต้องมาเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตรา ๔๑ ของพระราชบัญญัติเทคโนโลยีป้องกันประเทศ พุทธศักราช ๒๕๖๒ นะครับ ผู้ชี้แจงมีท่าน พลตรี พีรพงศ์ โพธิ์เหมือน เป็นรองผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีป้องกัน ประเทศ พันเอก ดอกเตอร์อำพันธ์ จันทร์เพ็งเพ็ญ เป็นผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและแผน นาวาโท มนูศักดิ์ ปรีชาพร เป็นผู้อำนวยการส่วนบริหารนโยบายและกลยุทธ์ ท่านปิยะธิดา โพธิ์ศรี เป็นนักวิเคราะห์นโยบายและแผนครับ เชิญผู้ชี้แจงเข้ามาข้างในครับ🔗
มีท่าน สมาชิกติดใจจะซักถามหรือไม่ครับ มีท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ใช่ไหมครับ🔗
ใช่ครับ🔗
ท่านจะ ซักถามเชิญนะครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในวาระรับทราบรายงานประจำปี ๒๕๖๓ ของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ กระทรวง กลาโหม ที่เข้ามาในวันนี้ผมสนใจอยู่ ๒ ประเด็น ในคำถามในรายงานครับ โดยเฉพาะเรื่อง ผลงานที่สำคัญประจำปี🔗
ผลงานแรกมีผลงานที่น่าสนใจคือข้อ ๕ ผลงานที่หน้า ๓๗ ครับท่านประธาน เป็นคำถามชัด ๆ เลยครับ ผลงานนี้เป็นเรื่องอะไร โครงการประยุกต์ใช้แผนที่สถานการณ์ร่วม เพื่อจำลองภาระช่วยเหลือทางการทหารในสถานการณ์ฉุกเฉิน ประเด็นในเรื่องของงานวิจัย อันนี้เป็นการใช้ภาพถ่ายยูเอวี (UAV) จากการใช้ภาพถ่าย ๓ มิติในการปฏิบัติการในภาพ จำลองที่เอามาใช้เพื่อปฏิบัติการ โดยเฉพาะในเรื่องของระบบนั้นเป็นเรื่องระบบของการ จัดการ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องสาธารณภัย ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการควบคุมพื้นที่ ควบคุมการ สั่งการในกรณีฉุกเฉิน ทีนี้กรณีฉุกเฉินเป็นกรณีที่ไม่ใช่ในพระราชบัญญัติบริหารราชการฉุกเฉิน คำถามแรกนะครับ คำว่า สถานการณ์ฉุกเฉิน นี้คือภัยพิบัติ เหตุการณ์เพลิงไหม้ คงไม่นำไปใช้ กับม็อบ (Mob) นะครับ ช่วยตอบผมด้วยคำถามแรกครับ เพราะการใช้เครื่องมือที่จะไปช่วย ในการบรรเทาสาธารณภัยนี้ถือว่าเป็นเครื่องมือที่ทันสมัย🔗
คำถามที่ ๒ เรื่องการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยียานรบและระบบอาวุธ ถ้าท่านอ่าน ในหน้า ๓๘ ตั้งแต่ข้อ ๘ ข้อ ๙ ข้อ ๑๐ ข้อ ๑๑ ข้อ ๑๒ ข้อ ๑๓ ข้อ ๑๔ ถึงข้อ ๑๕ เลยครับ เป็นเครื่องมือรบจริง ๆ ครับ ตั้งแต่ยานเกราะ ยานล้อแข็ง ๘ คูณ ๘ ยานล้อยางนะครับ แล้วเป็นจรวดลำกล้องแบบวิถี แล้วก็เป็นจรวดลำกล้องสมรรถนะสูงแบบดีทีไอ-๒ (DTI-2) แล้วก็งานวิจัยของจรวดลำกล้องวิถี งานพวกนี้ผมอยากสอบถามนะครับว่าเสร็จแล้วใช่ไหม ผมชอบใจนะครับ เพราะว่าประเทศจะได้มีอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ที่ทันสมัยของกองทัพ และเป็นงานวิจัยที่ควรจะถูกผลิตในประเทศไทย แล้วก็จะเป็นต้นทุนถูกครับ เราจะได้หยุด ซื้ออาวุธจากต่างประเทศสักทีครับท่านประธาน ไม่อย่างนั้นสภาแห่งนี้ก็ต้องตัดงบซื้ออาวุธ ทหารร่ำไปแบบไม่หยุดหย่อนเพราะซื้อแบบฟุ่มเฟือย ซื้อแบบจีทูจี (G2G) จริง ไม่จริง ซื้อจากหน่วยงานของเอกชนบ้าง ซื้อเรือดำน้ำไม่ได้เครื่อง ซื้อเครื่องบินจะได้ใบพัดมา หรือเปล่ายังไม่รู้ มันเป็นประเด็นครับ เพราะฉะนั้นประเทศเราเมื่อสามารถสร้างได้อย่างนี้ เป็นคำถามที่ ๒ สถาบันนี้จบงานวิจัยนี้แล้วใช่หรือไม่ ๑๔ รายการ ตั้งแต่รายการที่ ๘ ถึงรายการที่ ๑๔ ทุกชิ้นส่วนนี้มีความพร้อมที่จะดำเนินการสู่การผลิต สายการผลิตนะครับ🔗
อีกอันครับท่านประธาน ในหน้าที่ ๔๕ เป็นเรื่องของการกำหนดกลยุทธ์ เรื่องการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือ โดยเฉพาะในหัวข้อหรือประเด็นที่ ๑๙ พูดถึงเรื่อง การพัฒนาความร่วมมือการวิจัยพัฒนากับภาคส่วนต่าง ๆ ภาคส่วนต่าง ๆ เราด้วยนะครับ เราภาคส่วนต่าง ๆ ท่านประธาน แต่ในนี้คงไม่มีเราเลยครับ เพราะคงเป็นหน่วยงานภายนอก แต่ที่ผมสนใจครับท่านประธาน สนใจมาก ๆ เลยครับ โดยเฉพาะเรื่องเนื้อความที่เขียนไว้ ในความร่วมมือภายนอกของกระทรวงกลาโหม ๔ ฉบับ ฉบับที่สำคัญที่สุดที่ผมอยากถาม ฉบับที่ ๓ ครับ บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการร่วมมือด้านการวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยี ป้องกันประเทศเพื่อการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษระหว่างกรมสืบสวนคดีพิเศษ กับ สปท. เมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๖๓ คืออะไร ถ้าไม่ปกปิดความลับนะครับ เทคโนโลยีชั้นสูงผมถือว่า เป็นเทคโนโลยีที่อาจจะกระทำเกินอำนาจที่กฎหมายให้ แล้วใช้คำว่า ความมั่นคงทางทหาร ผมบอกให้ครับเทคโนโลยีพวกนี้คือเทคโนโลยีการดัก การอินเทอร์เรสเทด (Interested) ข้อมูล การเก็บภาพบนโดรน (Drone) การใช้เครื่องซีล (Seal) ที่จะดูดเสียง เครื่องที่จะ ถ่ายทอดสัญญาณ หรือใช้แสงอัลตรา (Ultra) ต่าง ๆ ที่จะดูดลงไปในพื้นที่แล้วมองเห็นว่า บุคคลภายในอาคารบ้านเรือนที่อยู่อาศัยคือใครบ้าง เป็นมนุษย์ เป็นฮิวแมน (Human) เป็นสัตว์ มีอาวุธประกอบไหม นี่คือกระบวนการของการสร้างเทคโนโลยีระดับสูงร่วมกับ กรมสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ แสดงว่าต้องมีคดีที่ใช้อำนาจในทางเทคโนโลยีสูงที่จะต้องใช้ เข้าไปสืบสวน ผมอยากทราบช่วยส่งรายละเอียดให้สภาด้วยครับ ถ้าไม่เป็นความลับจนเกินไป ถ้าเป็นความลับจนเกินไปก็คงไม่ให้ แล้วช่วยชี้แจงสั้น ๆ ว่าบันทึกข้อตกลงฉบับนี้ทำอะไรกันอยู่ กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป้าหมายคือนักการเมืองใช่หรือไม่ หรือผู้เห็นต่าง ขอบคุณครับ🔗
เชิญท่าน วิรัตน์ วรศสิริน ครับ🔗
กราบขอบพระคุณ ท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายวิรัตน์ วรศสิริน พรรคเสรีรวมไทย ค่อนข้างฉุกละหุกนิดหนึ่งเพราะไม่ได้ เตรียมการมาก่อนเข้ามาปั๊บก็รีบเลยอาจจะเกินเวลานิดหน่อยหรือไม่ดูนะครับ ท่านประธานครับ วันนี้รับทราบรายงาน ปี ๒๕๖๓ ของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ กระทรวงกลาโหม งบประมาณของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศในปี ๒๕๖๓ จากงบก็แสดงผลดำเนินงาน ว่าได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐและอื่น ๆ เป็นจำนวนถึง ๑,๒๔๓ ล้านบาท แต่เมื่อผมพิจารณาถึง ค่าใช้จ่ายบุคลากรมีจำนวนถึง ๒๕๒ ล้านกว่าบาท คิดเป็น ๒๐.๓๑ เปอร์เซ็นต์ ค่าตอบแทน อีก ๒๐ กว่าล้านบาท ค่าใช้สอยต่าง ๆ อีก ๑๑๐ ล้านบาท ค่าวัสดุอีก ๑๙ ล้านกว่าบาท และค่าสาธารณูปโภคอีก ๑๘ ล้านบาท ค่าเสื่อมราคา ค่าตัดการจำหน่ายอีก ๒๙๒ ล้านบาท ท่านประธานครับ รวมทั้งหมด ๗๑๓ ล้านบาท เพราะฉะนั้นเหลือเป็นส่วนที่จะเป็นค่าใช้จ่าย ในการวิจัยโครงการจริง ๆ เหลือแค่ ๒๕๐ ล้านบาท ก็ไม่ใช่ว่าเอาไปวิจัยทั้งหมด ๒๕๐ ล้านบาท ไม่ใช่นะครับ ยังเหลือเป็นส่วนอยู่ ๒๕๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ จากงบประมาณทั้งหมด จึงแปลกใจเมื่อค่าตอบแทนค่าใช้จ่ายสูงขนาดนี้ เหตุใดจึงยังไม่มีผลงานวิจัยอันเป็นที่ประจักษ์ เป็นชิ้นเป็นอันที่มีประสิทธิภาพ ในรายงานนี้ไม่มีเลยครับ ทำให้รู้สึกกังวลว่างบประมาณ ที่จัดสรรไปนี้จะสูญเปล่าหรือไม่ ไม่สามารถก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติได้อย่าง แท้จริง แม้ว่างบประมาณกว่าครึ่งถูกใช้จ่ายกับค่าตอบแทนบุคลากรสูงมาก แต่ผลสัมฤทธิ์ ในการวิจัยกลับไม่ปรากฏเป็นรูปธรรมชัดเจน พูดง่าย ๆ คือไม่คุ้มค่า สถาบันป้องกันประเทศนี้ มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการเหล่าทัพ กองบัญชาการกองทัพไทย นายทหารชั้นผู้ใหญ่ต่าง ๆ มากมายเป็นกรรมการ ท่านประธานครับ ผมมีความเห็นว่าถ้ามองว่า เป็นหน่วยงานที่ทำภารกิจกองทัพเกิดความทับซ้อนกันด้านภารกิจกับหน่วยงานอื่น ๆ ในสังกัด กระทรวงกลาโหมด้วยกันทับซ้อนกัน เพราะโครงการวิจัยในการป้องกันประเทศมีการวิจัย ลักษณะเดียวกันทุกเหล่าทัพมีอยู่แล้วนะครับ ซึ่งกระทรวงกลาโหมนั้นยังมีศูนย์อำนวยการ สร้างอาวุธ ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหารที่ถูกจัดตั้งขึ้นมา โดยภารกิจหลักในการวิจัยพัฒนาและผลิตยุทโธปกรณ์สนับสนุน สร้างปืนใหญ่ ลูกระเบิด โรงงานผลิตปืนใหญ่ต่าง ๆ ปัจจุบันจำนวนโรงงานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในสังกัด กระทรวงกลาโหมมีจำนวนถึง ๔๘ แห่ง อยู่ในสังกัดกองทัพบก ๒๑ แห่ง กองทัพเรือ ๗ แห่ง กองทัพอากาศ ๑๒ แห่ง กองบัญชาการกองทัพไทยอีก ๑ แห่ง สำนักงานปลัดกระทรวง กลาโหมอีก ๗ แห่งที่ใช้จ่ายจากงบประมาณของรัฐ จึงไม่ทราบว่าที่พูดทั้งหมดยังไม่เพียงพอ ต่อการวิจัยอีกหรือครับ ทำไมยังต้องมีสถาบันนี้อีก ยังมีอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ในภาคเอกชนอีกกว่า ๖๐ บริษัท ท่านประธานครับ และเมื่อได้อ่านรายงานเล่มนี้แล้ว ขึ้นตรงอยู่กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มีการบันทึก ข้อตกลงว่าได้ร่วมวิจัยพัฒนาส่งเสริมกิจกรรมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โครงการต่อเรือ ตรวจการณ์ไกลฝั่ง ๖ ลำ เมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๖๓ ตกลงวิจัยพัฒนาส่งเสริมกิจการ ป้องกันระหว่างบริษัท ช ทวี มหาชน ท่านประธานครับ ทำให้เกิดข้อสงสัย เพราะบริษัท ช ทวี มหาชน นี้ค้าอาวุธกับ ๓ เหล่าทัพ มาโดยตลอดอยู่แล้วทำไมจะต้องมาวิจัย วิจัยกันไป ซื้อกันไปหรืออย่างไร ทำไมจะต้องมี อย่างนั้น ตรงนี้เป็นข้อสงสัยอย่างมากนะครับ ช ทวี มหาชนเอง พลเอก ประยุทธ์ ในสมัย คสช. ได้ซื้อรถเมล์ปรับอากาศ รถโดยสารปรับอากาศใช้เอ็นจีวี (NGV) กับบริษัท ช ทวี มหาชน ๔๘๙ คัน ในวงเงิน ๔,๒๖๑ ล้านบาท ในขณะที่มีบริษัทอื่นเสนอลักษณะเดียวกันทุกอย่าง เหมือนกัน แต่หัวหน้า คสช. ขณะนั้นไม่ซื้อ เขาเสนอวงเงิน ๓,๔๔๐ ล้านบาท ท่านประธาน ถูกกว่ากันตั้ง ๘๐๐ ล้านบาทเฉพาะตรงนี้ แต่เท่านั้นยังไม่พอเขาเสนอมาซ่อม ๕ ปี หลังจาก ๕ ปีเขาเพิ่มลดอีกเท่าตัวหนึ่งคือไม่ต้องซ่อมแล้วให้รถใหม่ไปเลย รถเก่าก็ให้ไปด้วยอีก ๔๘๙ คัน พลเอก ประยุทธ์ ไม่ซื้อ แต่ซื้อกับ ช ทวี มหาชน ซึ่งแพงกว่า ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าการจัดตั้ง องค์การมหาชนแห่งนี้มีผลประโยชน์ของกระทรวงกลาโหมแอบแฝงหรือไม่ เป็นข้อน่าสงสัย อย่างยิ่ง ทับซ้อนไปทับซ้อนมา ท่านประธานจะเห็นว่าสิ่งที่ผมอภิปรายมานี้งบประมาณ ทับซ้อนกัน การวิจัยต่าง ๆ กองทัพก็มีอยู่แล้วมากมาย แต่ก็ยังจะมาตั้งสถาบันเพื่อวิจัยอีก กรรมการต่าง ๆ ทั้งหลายก็เป็นเหล่าทัพทั้งหมด ท่านทำไมจะต้องเอาเหล่าทัพมานั่งเป็น กรรมการถ้าท่านบริสุทธิ์จริง ท่านประธานครับ เป็นข้อน่าสงสัยอย่างยิ่ง ผมก็กราบเรียน ท่านประธานและกราบเรียนไปถึงท่านคณะกรรมการที่มาชี้แจงช่วยตอบให้หายสงสัยด้วย กราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ท่านต่อไป ท่านภาสกร เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาที่เคารพครับ ผม ภาสกร เงินเจริญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ วันนี้ขออนุญาตท่านประธานเสนอความคิดเห็นแล้วก็แสดงความคิดเห็น ข้อเสนอแนะให้กับทางดีทีไอ (DTI) ครับ จริง ๆ ส่วนหนึ่งผมเห็นด้วยอยู่แล้วกับประเทศไทย หรือหน่วยงานทหารที่มันมีเรื่องเกี่ยวกับการวิจัย การค้นคว้า เพราะวันนี้ถ้าเราไม่มีเรื่อง เหล่านี้ประเทศชาติในอนาคตมันจะลำบากมาก เนื่องจากว่าเทคโนโลยีหรือการวิจัยจริง ๆ เป็นจุดเริ่มต้น แต่ผมอยากเสนอแนะแบบนี้นะครับ คือผมก็อ่านงานวิจัยของท่าน รายงาน ที่ให้มานี่งบประมาณ ปี ๒๕๖๔ ก็อยู่ราว ๆ ๕๘๘ ล้านบาท จริง ๆ ไม่ได้อยู่ที่จำนวน งบประมาณที่เท่าไร มันอยู่ที่ผลงานที่ท่านวิจัยและพัฒนาออกมามันคืออะไร ผมอยากมอง แบบนี้ครับ วันนี้เราเห็นรัสเซียที่มีสงครามกันก็จะเห็นอาวุธต่าง ๆ ที่ทันสมัยออกมาเต็ม ไปหมดเลยนะครับ โดรน (Drone) ก็มี อากาศยานไร้คนขับก็มี จะเห็นว่าถ้าเรากำลังพัฒนา หรือวิจัยสิ่งที่มันมีล้ำเกินไปแล้วในโลกนี้ ถามว่าวันนี้เราทำมา อันที่ ๑ ถ้าเราต้องการผลักดัน เป็นอุตสาหกรรมอย่างที่ท่านเขียนมันไม่ได้ครับ เพราะเทคโนโลยีที่ท่านกำลังทำหรือคิดค้น มันล้าสมัย ฉะนั้นสิ่งที่อยากจะให้ทางดีทีไอ (DTI) มองก็คือว่า ในเมื่อมีคนพัฒนาอาวุธ หรืออุตสาหกรรมทางด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศนี่มันล้ำขนาดนี้แล้ว ถ้าเราวิจัย และตามหลังเขา หมายความว่างบประมาณที่ลงไปอาจจะไม่ได้เอาต์พุต (Output) ตามสิ่งที่ เราลงทุนไป ก็คือไม่คุ้มในการวิจัยและการลงทุน ผมเลยมองแบบนี้ครับว่าวันนี้สิ่งที่อนาคตจะเกิด โดยเฉพาะในเรื่องของอุตสาหกรรมป้องกัน ประเทศ มันไม่ใช่อยู่ที่ฟิซิคัล (Physical) หรือว่าสิ่งที่เราจับต้องได้นะครับ จรวด ยานไร้คนขับ หรืออะไรก็แล้วแต่ หรือลูกระเบิดหรือปืน เพราะเนื่องจากว่าเทคโนโลยีพวกนี้บอกเลยครับ เราวิจัยอย่างไรเราก็ไม่ทันเขาหรอก แต่สิ่งที่เราทำได้ผมเชื่อว่าในดีทีไอ (DTI) สถาบัน เทคโนโลยีป้องกันประเทศมีคนเก่งเยอะแยะมากมายนะครับ ผมเคยได้มีโอกาสร่วมงาน ผมอยากแบบนี้ครับ ในเมื่อมีคนที่เก่งกว่าเราแล้วฉะนั้นเราไม่จำเป็นต้องไปพัฒนาสิ่งที่เรา สู้เขาไม่ได้ แต่เราสามารถที่จะพัฒนาต่อยอดสิ่งที่มีในโลกได้ ยกตัวอย่างเช่น วันนี้ผมบอก เลยว่าเรื่องของไซเบอร์ ซีเคียวริตี (Cyber Security) หรือเทคโนโลยีพวกนี้เรายังไปได้ครับ ผมว่าเราทำได้ด้วย หรือแพล็ตฟอร์ม (Platform) ที่เราจะใช้บางอย่าง แอปพลิเคชัน (Application) หรือแพล็ตฟอร์ม (Platform) บางอย่าง หรือโนว์ฮาว (Know How) บางอย่าง ที่เราต่อยอดจากสิ่งที่เขามีใส่เข้าไปอาจจะได้เกินสิ่งที่เรากำลังจะลงทุนวิจัย ผมเลยอยากให้ ทางดีทีไอ (DTI) นี่ลองมองว่าแทนที่เราจะผลิตสินค้าหรืออุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ที่เป็นเครื่องที่เราจับต้องได้อาจจะทำอะไรบางอย่างที่มันต่อยอดสิ่งที่เขามี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องดาวเทียม วันนี้ดาวเทียมโคจรอยู่บนหัวเรานี่เต็มไปหมดเลย แต่วันนี้ในประเทศแทบจะ ไม่มีใครสนใจมันเลยว่าต่างชาตินี้หรือประเทศต่าง ๆ ที่เอาดาวเทียมมายิงอยู่บนหัวเรา ได้ข้อมูลอะไรเต็มไปหมดเลย ทำไมเราไม่ไปต่อยอดจากสิ่งเหล่านี้ เราเก็บข้อมูลจากเหล่านี้ แล้วมาทำอย่างไรให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเรานี่อย่างน้อยเราใช้เองก็ยังดี ดีกว่าซื้อ ทุกอย่างนะครับ ก็เลยอยากให้ลองดูนิดหนึ่งว่าการศึกษาค้นคว้าวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ลองมองข้ามสิ่งที่เป็นสิ่งของที่เราจับต้องได้ไหม มองอะไรที่มันเกินเลเวล (Level) แรกไป อาจจะ ๒ ๓ เพื่อที่จะให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเรา หรือเราใช้งบในการลงทุน ที่จะทำวิจัยศึกษาเหล่านี้มันได้คุ้มทุนกับสิ่งที่เราลงไป หรืออาจจะร่วมทุนกับเอกชนก็ได้ เพราะผมเข้าใจว่าอยู่ดี ๆ จะบอกให้หน่วยงานที่วิจัยเทคโนโลยีเหล่านี้มาขายของ ผมบอกว่า มันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะว่ามันไม่ใช่เรื่องถนัดของพวกท่าน ฉะนั้นมันอาจจะเป็นไปได้ว่า งานวิจัยที่ท่านทำจะส่งต่ออย่างไรให้เป็นอุตสาหกรรมที่จะส่งไปในประเทศหรือต่างประเทศ อาจจะมองข้ามตรงนี้ไปก็ได้ ไม่อย่างนั้นท่านก็จะได้งานวิจัยแต่ไม่สามารถผลิตออกเป็น อุตสาหกรรมได้ อันนี้เป็นข้อคิดเห็นที่ฝากไว้ให้ท่าน ขอบพระคุณครับ🔗
เชิญผู้แทน ของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศครับ ตอบชี้แจงเลยไหมครับ เชิญครับ จะเป็นท่าน รองผู้อำนวยการ พลตรี พีรพงศ์ หรือท่านใดก็ได้ครับ ตอบชี้แจงที่ท่านสมาชิกได้ซักถามมา🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม พันเอก อำพันธ์ จันทร์เพ็งเพ็ญ ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและแผน สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ได้รับมอบหมายจากท่านผู้อำนวยการให้มาชี้แจงและตอบข้อซักถามของท่านผู้ทรงเกียรติ ในส่วนของรายงานประจำปีงบประมาณ ปี ๒๕๖๓ ต้องกราบขอบพระคุณนะครับ ท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ที่มีข้อคำถามอยู่ ๓ ประเด็นนะครับ🔗
สำหรับประเด็นแรกในส่วนของเทคโนโลยี ในหน้า ๓๗ ว่าเทคโนโลยีทั้งหลายนี้ มีผลงานที่เป็นรูปธรรมแล้วหรือยัง โดยเฉพาะในส่วนของเทคโนโลยียานรบและระบบอาวุธ รวมทั้งเทคโนโลยีจรวดเพื่อความมั่นคง ขอกราบเรียนท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ดังนี้นะครับว่า ทั้งหมดในปีงบประมาณ ๒๕๖๓ นั้น เรามีต้นแบบที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากเหล่าทัพ เนื่องจากก่อนหน้านี้สถาบันได้จัดตั้งตามพระราชกฤษฎีกา จัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีป้องกัน ประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๑ หลังจากนั้นในวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ได้มีพระราชบัญญัติเทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ. ๒๕๖๒ ขึ้นมามีผลใช้บังคับเปลี่ยนแปลงจากองค์การมหาชน ที่เป็น พ.ร.ฎ. เป็นองค์การ มหาชนที่มี พ.ร.บ. เฉพาะเป็นของตนเอง มีการเพิ่มหน้าที่และอำนาจเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ในส่วนของเทคโนโลยีดังกล่าวเรามีผลงานที่เป็นรูปธรรม โดยในส่วนของยานรบและระบบ อาวุธนั้น เนื่องจาก พ.ร.บ. ใหม่ พ.ร.บ. ที่เรียกว่า พ.ร.บ. เทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ. ๒๕๖๒ นั้นนะครับ ให้อำนาจหน้าที่เมื่อเราวิจัยได้ต้นแบบ จากต้นแบบนั้นก็สามารถ จะนำไปสู่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศได้ นั่นหมายความว่าสถาบันเองสามารถนำต้นแบบที่เกิด จากการวิจัยหรือการร่วมวิจัย คำว่า ร่วมวิจัย นั้นก็จะตอบคำถามหลายคำถามว่าเราสามารถ ร่วมวิจัยและร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมกับหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานของเอกชนทั้งใน และต่างประเทศเพื่อที่จะนำต้นแบบที่ได้รับรองมาตรฐานไปสู่สายการผลิต ๑. เพื่อใช้ ในประเทศ ๒. เพื่อลดการนำเข้า และ ๓. ก็คือเพื่อการส่งออก เพิ่มรายได้ให้กับประเทศชาติ เพราะฉะนั้นเรามีโพรดักต์ (Product) ต้นแบบที่ได้เป็นรูปธรรมก็คือยานเกราะล้อยาง แบบ ๘ คูณ ๘ ที่เรียกว่าเอพีซี (APC) ในส่วนของเทคโนโลยีจรวดนั้นปัจจุบันเราก็ได้จรวด ที่มีขนาด ๓๐๒ มิลลิเมตรแบบไม่นำวิถีระยะยิงไกลสุด ๑๘๐ กิโลเมตร รวมทั้งแบบนำวิถีระยะ ยิงไกลสุด ๑๕๐ กิโลเมตร เป็นต้นแบบครับ นอกจากนี้เรายังมีรถยานเกราะแบบลำเลียงพล เอพีซี (APC) ที่ปัจจุบันนี้อยู่ระหว่างการเข้ารับรองประเมินผลกับกองทัพบก ซึ่งเป็นต้นแบบ เช่นเดียวกันนะครับ🔗
ในส่วนคำถามที่ ๒ ที่ท่านกรุณาสอบถามเมื่อสักครู่นะครับว่าเพื่อใช้ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน คำว่า สถานการณ์ ตรงนี้หมายถึงสถานการณ์ในเรื่องของภัยพิบัติ ขออนุญาตยืนยันว่าเราใช้ในส่วนของยูเอวี (UAV) กับแผนที่ ๓ มิติ เชื่อมกันเพื่อที่จะสามารถ ให้หน่วยทางทหารเข้าไปในพื้นที่ที่เกิดภัยพิบัติ แผ่นดินถล่ม น้ำท่วม เนื่องจากบริเวณดังกล่าว การติดต่อสื่อสารอาจจะเข้าไปไม่ถึงนะครับ จำเป็นที่จะต้องให้หน่วยขนาดเล็ก โดยใช้ยูเอวี (UAV) เข้าไปเพื่อเห็นพื้นที่ว่าพื้นที่ดังกล่าวประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ประสบภัยนั้นมีความเป็นอยู่ อย่างไร จะวิเคราะห์จะเอาข้าวของเข้าไปช่วยเหลือได้อย่างไรนะครับ จึงเกิดโครงการวิจัยนี้ ขึ้นมานะครับ🔗
ในส่วนของคำถามที่ ๓ เป็นในเรื่องของกลยุทธ์ที่ ๓ ก็คือการพัฒนาเครือข่าย ความร่วมมือ ได้พูดถึงว่าเราได้มีการดำเนินการอย่างไร คำว่าความร่วมมือนี้สถาบันเอง สามารถทำความตกลงกับหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานของเอกชนทั้งในและต่างประเทศได้ ซึ่งหลักใหญ่ใจความสำคัญคือการทำความตกลงเพื่อให้เกิดที่เรียกว่าการแลกเปลี่ยน ด้านนวัตกรรม หรือที่เรียกว่าโอเพน อินโนเวชัน (Open Innovation) รวมถึงการสร้าง เครือข่าย เนื่องจากว่าการจัดตั้งสถาบันและการตั้งงานวิจัย การที่เราจะมีองคาพยพ ให้ครอบคลุมทั้งเครื่องมือ ทั้งการวิจัยหรือองค์ความรู้ต้องใช้งบประมาณค่อนข้างสูง ดังนั้น สิ่งที่จะมาทดแทนหรือปิดช่องว่างของการดำเนินการวิจัยหรือการใช้เครื่องมือ ก็คือการทำ บันทึกความเข้าใจหรือบันทึกข้อตกลงกับหน่วยงานที่เป็นทั้งหน่วยที่นำไปใช้หรือหน่วยที่มี นักวิจัยหรือมีเครื่องมือมาเป็นตัวเกื้อกูล หรือปิดกับช่องว่างของสิ่งที่สถาบันไม่มีอยู่ เพราะฉะนั้นในการทำวิจัยกับบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการวิจัยพัฒนา เทคโนโลยีป้องกันประเทศเพื่อการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษระหว่างสถาบันกับดีเอสไอ (DSI) นั้นทำเมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๖๓ ขออนุญาตยืนยันครับว่าเป็นการใช้เทคโนโลยีอากาศ ยานไร้คนขับในการร่วมกับซอฟต์แวร์ (Software) เพื่อใช้ในระบบที่เรียกว่าระบบค้นหาใน พื้นที่เขตป่าสงวน โดยใช้โปรแกรมจีเอส (GS) ไม่ใช่เป็นการไปใช้ทำในกรณีอย่างอื่น🔗
ท่านผู้ทรงเกียรติท่านที่ ๒ คือท่านวิรัตน์ วรศสิริน ท่านกรุณาให้ข้อสังเกต และมีประเด็นคำถามอยู่ ๔ คำถาม คำถามแรกท่านบอกว่ามีผลงานที่เป็นรูปธรรมอะไรบ้าง ขอกราบเรียนท่านผู้ทรงเกียรตินะครับว่าที่ผมได้กล่าวเบื้องต้นว่าสถาบันนั้นก่อตั้งโดย พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีป้องประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๑ มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๒ เรื่อยมา ณ เวลานั้นเราเป็นองค์การมหาชน วัตถุประสงค์หลัก ๆ ก็คือ ทำต้นแบบงานวิจัยไม่แสวงผลกำไร เนื่องจากว่าระบบการวิจัยทราบดีว่าทั้งหน่วยงาน ของกระทรวงกลาโหมเองก็มีหน่วยงานวิจัยเป็นของตัวเอง แต่อย่างไรก็ตาม ณ เวลานั้น หน่วยงานวิจัยของหน่วยงานในกระทรวงกลาโหมเองก็เป็นการวิจัยเพื่อ ๑. ซ่อม ซ่อมก็คือว่า ดำรงสภาพยุทโธปกรณ์ให้สามารถใช้งานได้ หรือคำว่า เสริม คือเสริมประสิทธิภาพของ ยุทโธปกรณ์ที่มีอยู่ อย่างไรก็ตามการสร้างนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้อินโนเวชัน (Innovation) หรือนวัตกรรมมาทำให้เกิดสิ่งใหม่ นั่นหมายความว่า ๑. สิ่งใหม่ที่เกิดที่ดีกว่า สิ่งที่มีอยู่เดิม จึงจำเป็นจะต้องมีการจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศขึ้นมา เพื่อจะรวบรวมนักวิจัย เนื่องจากว่าระบบการวิจัยของหน่วยงานของรัฐนั้นนักวิจัยเองก็ต้องมี การโยกย้ายตามตำแหน่ง จึงเป็นที่มาว่าเพราะเหตุใดเราถึงมี สทป. ขึ้นมา จากการวิเคราะห์ของ สถาบันทีดีอาร์ไอ (TDRI) หลังจากนั้นการดำเนินการวิจัยของสถาบันนั้นเรามี ๕ เทคโนโลยีหลัก ก็คือ ๑. เทคโนโลยียานไร้คนขับ ก็คือทั้ง ๓ มิติ ทั้งภาคอากาศ ภาคพื้นดิน และภาคน้ำ ๒. เรามีเทคโนโลยีระบบจำลองยุทธ์และการฝึกเสมือนจริง เทคโนโลยีที่ ๓ คือเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารทางทหาร เทคโนโลยีที่ ๔ ก็คือเทคโนโลยียานรบและระบบอาวุธ และเทคโนโลยีที่ ๕ คือเทคโนโลยีจรวดเพื่อความมั่นคง ซึ่งเป็นพื้นฐานของเทคโนโลยี ที่เรียกว่าเทคโนโลยีแพล็ตฟอร์ม (Platform) เนื่องจากว่าการมีนักวิจัยก็ต้องสัมพันธ์กับ องค์ความรู้ การจัดตั้งหน่วยก็จะสัมพันธ์กับองค์ความรู้ของนักวิจัยเพื่อมาจำแนกเทคโนโลยี แพล็ตฟอร์ม (Platform) ขึ้นมา เพราะฉะนั้นจาก ๕ เทคโนโลยี เมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๒ เป็นต้นมา หลังจากนั้นรัฐบาลก็เห็นว่าเราน่าจะต้องมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้ เกิดการดำเนินการด้านงานวิจัยที่เป็นต้นแบบไปสู่อุตสาหกรรม นั่นหมายความว่าจะทำอย่างไร จะเกิดการวิจัยไปสู่การผลิต หรือที่เรียกว่ารีเสิร์ช ฟอร์ โพรดักชัน (Research For Production) เพราะฉะนั้นเราก็มีการดำเนินการวิจัยและสามารถที่จะนำต้นแบบไปสู่การร่วมทุนกับ ภาคเอกชนโดยที่จะต้องมีการมอบหมายอำนาจที่เพิ่มเติมมากขึ้นกับสถาบัน ก็คือการที่เราได้ จัดตั้งสถาบันโดยมีพระราชบัญญัติเทคโนโลยีป้องประเทศ พ.ศ. ๒๕๖๒ มีผลใช้บังคับ เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ที่ผ่านมานะครับ เรามีต้นแบบวิจัยที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน เนื่องจากถึงแม้จะมีต้นแบบวิจัยมานะครับ แต่ถ้าหากยังไม่ผ่านการรับรองที่มีมาตรฐาน เพราะเนื่องจากยุทโธปกรณ์ทุกประเทศจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับมาตรฐานเพื่อที่จะมั่นใจ ได้ว่าหน่วยผู้ใช้สามารถได้มาตรฐานตามความต้องการของหน่วยผู้ใช้ เรามีอยู่ประมาณ ๖ ต้นแบบ ก็คือ ๑. ต้นแบบที่เรียกว่ายานไร้คนขับภาคพื้นดิน หรือที่เรียกว่าอีโอดี โรบอต (EOD Robot) เรามี ๒ โมเดล (Model) ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานแล้วนะครับ เรามีเรื่อง ของยานรบแบบ ๘ คูณ ๘ หรือที่เรียกว่าเอพีซี (APC) ที่ผ่านมาตรฐานแล้วนะครับ เรามีเรือ อเนกประสงค์ที่ใช้ทั้งภารกิจทางการทหารแล้วก็ภารกิจเก็บกู้ขยะในทะเลได้ นอกจากนี้เรายังมี ในส่วนของตัวกระสุน ๓๐ มิลลิเมตร แบบ ๑๗๓ คือความยาว ๑๗๓ มิลลิเมตร และแบบ ๑๖๕ มิลลิเมตรที่ผ่านการรับรองและพร้อมที่จะสู่กระบวนการในการผลิตหากมีความต้องการ🔗
ในส่วนของคำถามที่ ๒ ที่ท่านได้กล่าวถึงบันทึกความร่วมมือในส่วนกลยุทธ์ ที่ ๓ กับบริษัท ช. ทวี มหาชน ที่ผมได้กราบเรียนท่านผู้ทรงเกียรติขั้นต้นว่าในการดำเนินการ วิจัยและพัฒนานั้นสถาบันเองไม่สามารถที่จะดำเนินการวิจัยและพัฒนาได้เพียงลำพัง หน่วยงานเดียว เราต้องอาศัยเน็ตเวิร์ก (Network) หรือเครือข่าย คำว่า เครือข่าย นั้นอย่างที่ ผมกราบเรียนว่าสถาบันเองมีหน้าที่อำนาจจะสามารถทำความตกลงกับหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานของเอกชนทั้งในและต่างประเทศเพื่อที่จะแสวงหานะครับ ตรงนี้ก็จะตอบคำถาม ข้อสังเกตของท่านผู้ทรงเกียรติ ก็คือ ท่านภาสกร เงินเจริญกุล เช่นเดียวกันครับว่า ถ้าหากเรา จะพัฒนานั้นเราจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องแสวงหาเจ้าของเทคโนโลยีหรือเจ้าของผลิตภัณฑ์ หรือเจ้าขององค์ความรู้ หรือที่เรียกว่าโออีเอ็ม (OEM) ถ้าหากเรามาเริ่มวิจัยตั้งแต่แรกนะครับ ซึ่งปัจจุบันนี้เทคโนโลยีไปได้เร็วหรือที่เรียกว่าดิสรัปทีฟเทคโนโลยี (Disruptive Technology) จำเป็นอย่างยิ่งที่สถาบันจะต้องไปร่วมมือกับหน่วยเจ้าของเทคโนโลยี ซึ่งผมจะได้กล่าวต่อไป สำหรับข้อสังเกตของท่านภาสกรนะครับ🔗
สำหรับในส่วนของการร่วมมือกับ ช ทวี มหาชนนั้น เนื่องจากว่า ช ทวี มหาชน ก็มีองค์ความรู้ในเรื่องของการต่อเรือของอุตสาหกรรม การทำบันทึกความตกลงดังกล่าวนั้น ไม่ใช่การไปเอื้อหรือไปร่วมเพื่อที่จะจัดหายุทโธปกรณ์ใด ๆ แต่เป็นการร่วมมือเพื่อใช้ องค์ความรู้ที่ ช ทวี มหาชน มีอยู่มาร่วมดำเนินการในการวิจัยและพัฒนาครับ🔗
ประเด็นที่ ๓ การวิจัยของสถาบันนั้นทับซ้อนกับการวิจัยของเหล่าทัพ หรือหน่วยวิจัยของกระทรวงกลาโหมหรือไม่ ขออนุญาตตอบคำถามท่านผู้ทรงเกียรติว่า ในส่วนของการพัฒนาวิจัยของสถาบันนั้น ต้องเรียนว่าหน่วยงานวิจัยของกระทรวงกลาโหมเอง ที่มีอยู่นั้นเป็นการวิจัยที่ผมได้กล่าวข้างต้นว่าวิจัยเพื่อซ่อมนะครับ คือบำรุงสภาพนะครับ คงสภาพของยุทโธปกรณ์ให้สามารถใช้งานได้ แต่การเสริมหรือการสร้างยังไปไม่ถึงจุดนั้น จำเป็นที่จะต้องมีหน่วยงาน เช่นสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศที่สามารถที่จะเสริม ก็คือนำนวัตกรรมที่เป็นองค์ความรู้ นวัตกรรมบางอย่างจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้งบประมาณ ค่อนข้างสูงมาดำเนินการ สถาบันเองใช้งบประมาณส่วนหนึ่งบวกกับสถาบันสามารถใช้ความ ร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐหรือภาคเอกชนที่มีองค์ความรู้ก็จะสามารถมาเสริม คือเสริม ประสิทธิภาพให้กับอาวุธยุทโธปกรณ์ของเหล่าทัพ ยืนยันว่าตรงนี้ไม่ได้ซ้ำซ้อนกับหน่วยงาน วิจัยของกระทรวงกลาโหมแต่อย่างใด และการสร้างคือสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมาเป็นนวัตกรรม เพื่อที่จะให้ในอนาคตเพื่อที่จะ ๑. สู่สายการผลิตในการขับเคลื่อนผลักดันเศรษฐกิจ เนื่องจาก รัฐบาลมีนโยบายในการที่กำหนดให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศเป็นอุตสาหกรรมลำดับที่ ๑๑ หรือที่เรียกว่าเอส-เคิร์ฟ ๑๑ (S-Curve 11) นะครับ เพราะฉะนั้นการที่เรามีอุตสาหกรรม แต่เดิมเราเป็นผู้ซื้อนะครับ การเปลี่ยนผ่านจากผู้ซื้อมาเป็นผู้ใช้หรือผู้ผลิตเองจำเป็นอย่างยิ่ง จะต้องอาศัยทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาคราชการและหน่วยงานเอกชนร่วมกันในการ บูรณาการว่าเราจะนำต้นแบบและองค์ความรู้ภาคเอกชนหรือภาคการศึกษามาขับเคลื่อน ผลิตของใช้เองในประเทศและสามารถส่งออกไปยังต่างประเทศได้นะครับ ยืนยันอีกครั้งว่า หน้าที่และอำนาจของสถาบันนั้นไม่มีการทับซ้อนกับการดำเนินการวิจัยของเหล่าทัพครับ🔗
สำหรับประเด็นที่ ๔ เรื่องการนำมาใช้ในส่วนของต้นแบบการวิจัยนั้น ปัจจุบัน สถาบันเองนะครับ เนื่องจากพระราชบัญญัติเทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ. ๒๕๖๒ นั้น ได้มีข้อแตกต่างที่สำคัญนะครับ จากพระราชกฤษฎีกาเดิม ๒๕๕๑ ก็คือใน พ.ร.บ. เทคโนโลยี ป้องกันประเทศ พ.ศ. ๒๕๖๒ นั้น มีวัตถุประสงค์เพิ่มเติมมากขึ้นในมาตรา ๒๒ (๑) แล้วก็ มาตรา ๒๒ (๒) สำคัญครับว่าในมาตรา ๒๒ (๑) ก็คือต้นแบบนั้นจะต้องนำไปสู่อุตสาหกรรม ป้องกันประเทศได้ นั่นหมายความว่าการวิจัยพัฒนาไม่ใช่แค่อยู่บนหิ้ง จะต้องสามารถเอาไป อยู่ห้างได้ ก็คือนำต้นแบบที่วิจัยเองหรือร่วมวิจัยไปสู่การผลิต การผลิตนั้นก็จะสัมพันธ์กับ วัตถุประสงค์ที่ ๒ คือการส่งเสริมสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้เกิดขึ้น การที่จะ ส่งเสริมสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศได้ ก็คือ พ.ร.บ. นี้ได้ให้อำนาจสถาบัน ตามมาตรา ๒๓ (๗) คือสามารถร่วมทุนหรือเป็นหุ้นส่วนในการจัดตั้งนิติบุคคลในการดำเนิน ธุรกิจ นั่นหมายความว่าเป็นการสร้างอีโคซิสเตม (Ecosystem) ของระบบเศรษฐกิจในการ ขับเคลื่อน ก็คือสถาบันไม่ไปแข่งขันกับเอกชน แต่นำต้นแบบที่ได้จากการวิจัยส่งมอบ ที่เรียกว่าแมนูแฟกเจอริง ดีไซน์ (Manufacturing Design) ให้กับเอกชนไปสู่การผลิตร่วมกัน จัดตั้ง นั่นคือมีการจ้างงาน สร้างมูลค่าเพิ่มเศรษฐกิจให้กับประเทศ เพราะฉะนั้นนี่คือหลักการ ดำเนินการของสถาบันในการดำเนินการว่าปัจจุบันเมื่อเราได้ พ.ร.บ. เทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ. ๒๕๖๒ มาแล้ว เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๒ นั้น ปัจจุบันสถาบันสามารถนำงานวิจัย ที่เป็นต้นแบบไปร่วมกับภาคเอกชนจัดตั้งนิติบุคคลใหม่เป็นการพิสูจน์ว่าเราสามารถนำ งานวิจัยไปให้เอกชนที่เรียกว่ารีเสิร์ช ฟอร์ โพรดักชัน (Research for Production) ๓ บริษัท บริษัทแรก คือต้นแบบยานเกราะล้อยาง ๔ คูณ ๔ เราร่วมกับเอกชนไทยในการจัดตั้งบริษัท ทีดีไอ ไทย ดีเฟนซ์ อินดัสทรี จดทะเบียนเรียบร้อยในเมืองไทยพร้อมที่จะผลิตและจำหน่าย ผลงานที่ ๒ ในส่วนของต้นแบบคือต้นแบบอากาศยานไร้คนขับ หรือเรียกว่าอันแมนด์ แอเรียล วีฮิเคิล (Unmanned Aerial Vehicle) เราร่วมกับบริษัทไทยและบริษัทต่างประเทศ ในการจัดตั้งบริษัท แอร์โร เทคโนโลยี อินดัสทรี คอมเพนนี ลิมิเต็ด หรือที่เรียกว่าเอทิล (ATIL) อยู่ระหว่างการดำเนินการในการสร้างโรงประกอบรวม เพื่อทำการผลิตและจำหน่ายอากาศยาน ไร้คนขับทั้งในและต่างประเทศ และบริษัทที่ ๓ ก็คือนำต้นแบบอาวุธปืน ก็คืออยู่ในเทคโนโลยี ยานรบและระบบอาวุธ เราได้ต้นแบบเราก็ไปร่วมกับบริษัทของคนไทยในการจัดตั้งโรงงาน ผลิตอาวุธปืนที่เรียกว่าบริษัท แวพอน แมนูแฟคเจอเรอร์ อินดัสทรี หรือ ดับเบิลยูเอ็มไอ (WMI) ปัจจุบันโรงงานพื้นที่ก็คืออยู่บริเวณอำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี อยู่ระหว่างการ ก่อสร้าง นั่นเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าต้นแบบในการวิจัยเราสามารถนำไปสู่การผลิต การร่วมทุน หรือเป็นหุ้นส่วนได้ตามหน้าที่และอำนาจใหม่ เป็นการสร้างอีโคซิสเตม (Ecosystem) ของระบบ เศรษฐกิจอีกระบบหนึ่งในการที่จะ ๑. ลดการนำเข้า ๒. คือมุ่งเป้าการส่งออก🔗
ท่านผู้ทรงเกียรติท่านที่ ๓ ที่กรุณาให้ข้อสังเกต ก็คือ ท่านภาสกร เงินเจริญกุล ต้องกราบขอบพระคุณท่านเป็นอย่างยิ่งที่ได้กรุณาเข้าใจในส่วนของการวิจัยและพัฒนา แน่นอนครับว่าการวิจัยและพัฒนานั้นที่ผมได้กราบเรียนท่านผู้ทรงเกียรติทั้ง ๒ ท่าน คือเดิม ในรายงานประจำปี ๒๕๖๓ เราดำเนินการ ๕ เทคโนโลยีแพล็ตฟอร์ม (Platform) ที่ผมกล่าว คือมีเทคโนโลยียานรบระบบอาวุธ เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ เทคโนโลยีจำลองยุทธ เทคโนโลยีสารสนเทศการสื่อสาร และเทคโนโลยีจรวดเพื่อความมั่นคง อย่างไรก็ตามเรายังมี อีก ๓ เทคโนโลยี เนื่องจากเราทราบดีว่าการที่จะเดินทางไปสู่การที่เป็นหน่วยงานที่สามารถ ทำงานวิจัยได้ เป็นผู้นำของอาเซียน (ASEAN) ได้ นอกจากทั้ง ๕ เทคโนโลยีดังกล่าวแล้ว เรายังมี อีก ๓ เทคโนโลยีเพิ่มเติมมา🔗
๑. เทคโนโลยีด้านพลังงานที่เป็นพลังงานทุกประเภท รีนิวเอเบิล เอนเนอร์จี (Renewable Energy) เราก็มอง อีวี (EV) เราก็มอง ไฮบริด (Hybrid) เราก็มองเทคโนโลยี ที่ ๗ คือเทคโนโลยีพวกปัญญาประดิษฐ์ แน่นอนครับเอไอ (AI) เป็นสิ่งสำคัญ และสุดท้าย ในส่วนของเทคโนโลยีเพิ่มเติมมาอีกคือเทคโนโลยีอวกาศ นั่นเป็นเครื่องประกันว่าสถาบัน ของเราจากเดิมที่เป็น พ.ร.ฎ. การจัดตั้ง พ.ศ. ๒๕๕๑ เพียงแค่ได้ต้นแบบเราก็ปรับเปลี่ยน สภาพมาเป็นเทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ. ๒๕๖๒ ที่สามารถให้อำนาจหน้าที่เพิ่มเติม ไม่เพียงแค่วิจัยนะครับ สามารถที่นำต้นแบบนั้นไปสู่การผลิตใช้ในประเทศและส่งออกตามที่ผม ได้กราบเรียนผู้ทรงเกียรติท่านวิรัตน์ไปแล้วนะครับ ขอบพระคุณครับ🔗
เชิญครับ🔗
ขอบพระคุณท่านประธานครับ ผม วิรัตน์ วรศสิริน พรรคเสรีรวมไทย ก็กราบขอบพระคุณท่านผู้อำนวยการที่ได้กรุณาชี้แจง อย่างละเอียดกว่าคำถามด้วยซ้ำไป ละเอียดมากนะครับท่านประธาน ที่จริงแล้วที่ผมพูดถึง ช ทวี ผมก็ด้วยความเป็นห่วง ผมเห็นว่าในสมัย คสช. บริษัท ช ทวีเข้ามามีสัมปทานมากมาย เช่นรถเมล์อีทิกเก็ต (e-Ticket) ของรถเมล์ ๒,๖๐๐ คัน ใช้วงเงินไปทั้งสิ้น ๑,๖๐๐ กว่าล้านบาท ก็ไม่ทราบว่าถึงวันนี้ทางสถาบันได้ดูตรวจสอบประวัติหรือยัง อีทิกเก็ต (e-Ticket) ใช้ได้ หรือไม่ เราสูญเสียเงินไป ๑,๖๐๐ กว่าล้านบาทหรือเปล่าหรืออย่างไร ก็ฝากท่านไปดูด้วย ผมก็เกรงว่าสถาบันจะเสียหายต่องบประมาณของชาติในอนาคตนะครับ อีกนิดเดียวสั้น ๆ ท่านประธานครับ ในหนังสือรายงานเล่มนี้ ๓๐ หน้าแรกก็เป็นรูปกรรมการ ๓๐ หน้าหลัง ก็เป็นรูปกรรมการ ผมคิดว่าปีหน้าไม่ต้องมีรูปกรรมการมากอย่างนี้ครับ ไม่ต้องหรอกครับ เปลืองหน้ากระดาษครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ไม่มี สมาชิกท่านใดติดใจซักถามแล้วนะครับ ผู้แทนหน่วยงานก็ไม่มีอะไรชี้แจงเพิ่มเติมนะครับ ถ้าไม่มีก็ถือว่าที่ประชุมได้รับทราบรายงานประจำปี ๒๕๖๓ ของสถาบันเทคโนโลยีป้องกัน ประเทศเสร็จแล้วครับ ขอบคุณครับ ขอบคุณผู้แทนสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศครับ🔗
๒.๖ รับทราบรายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของ ประเทศไทย ปี ๒๕๖๔🔗
๒.๗ รับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔🔗
ทั้ง ๒ ระเบียบวาระคือ ๒.๖ กับ ๒.๗ เป็นหน่วยงานของคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติต้องเป็นผู้มาชี้แจง แต่ท่านเลขาธิการได้ทำหนังสือขอเลื่อนไปชี้แจง ในโอกาสต่อไป เพราะว่าติดภารกิจทั้ง ๒ วาระนะครับ ทั้ง ๒.๖ และ ๒.๗🔗
๒.๘ รับทราบรายงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔ และรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน สำหรับ ปีสิ้นสุดวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๔🔗
เรื่องนี้ขอเลื่อนนะครับ มีหนังสือจากสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินติดภารกิจ ขอเลื่อนนะครับ🔗
๒.๙ รับทราบรายงานประจำปี ๒๕๖๔ ของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัย และสร้างสรรค์🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ผม ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ได้รับมอบหมายจาก ประธานกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ให้มานำเสนอประกอบ การนำเสนอรายงานประจำปี พุทธศักราช ๒๕๖๔ ของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัย และสร้างสรรค์ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าก่อนที่จะได้นำเสนอรายละเอียด ขอนำเสนอวีดิทัศน์ ๖ นาทีก่อน แล้วก็ทางสำนักงานกองทุนจะสรุปผลการดำเนินงานสั้น ๆ ประมาณ ๕ นาที ก่อนที่จะได้รับข้อสังเกตจากท่านสมาชิกครับ ท่านประธานครับ🔗
เชิญครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานนะครับ ท่านประธานครับ ขออนุญาตสั้น ๆ เท่านั้นเองนะครับว่า ผลการดำเนินงานในปี ๒๕๖๔ โดยภาพรวมทั้งหมดผลการดำเนินงานก็ดีขึ้นทุกด้านนะครับ ภายใต้การประเมินใน ๔ มิติ ในเรื่องของไอทีเอ (ITA) เราก็ดีขึ้น การพัฒนาองค์กรก็ดีขึ้น กองทุนก็ยังมุ่งมั่นมุ่งเน้นที่จะทำตามวัตถุประสงค์ของกองทุนนะครับ แล้วก็ต้องการเปิดรับ ข้อเสนอแนะและการมีส่วนร่วม เพราะฉะนั้นถ้าท่านสมาชิกแม้วันนี้ได้รับทราบรายงานแล้ว มีข้อเสนอแนะอื่น ๆ เพิ่มเติมกองทุนก็พร้อมที่จะเปิดกว้างรับฟังตลอดเวลาครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ🔗
มีสมาชิก จะซักถามไหมครับ ถ้าไม่มีจะถือว่ารับทราบนะครับ เชิญครับ เข้าประเด็นสั้น ๆ เลยครับ🔗
เอาสั้น ๆ ท่านประธาน สวัสดีครับ ผม ส.ส. ทองแดง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรสาคร เขต ๑ ในสื่อที่รายงาน ไปทั้งหมดนี้ที่ได้รับฟังมานี่ จริง ๆ แล้วบ้านเรามันเป็นเมืองพุทธ เรามีเทคโนโลยี เรามีทุนอยู่ ในมือ แต่ผมเปิดดูแล้วไม่เห็นใส่หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเข้าไปเลย ไม่มีเลยครับ เราดึง โรงเรียนออกจากวัดไปเยอะแยะแล้ว แล้วสื่อพวกเราครับ เราเป็นเมืองพุทธเราไม่เติมไว้เลย มันง่าย ๆ เลยครับ ถ้าคุณอยากให้ประเทศไทยเราเจริญรุ่งเรืองไปข้างหน้าด้วยคุณธรรม ผมไม่เห็นเอามาใส่ไว้เลย อย่างเช่นหลักธรรมในพระพุทธศาสนาของเรา อบายมุข ๔ อย่างนี้เราใส่ไว้ไหม ความเป็นนักเลงหญิง ความเป็นนักเลงสุรา การพนัน สิ่งพวกนี้เราเติมไปไหม เราไม่ได้เติมไปเลยครับ เราวิ่งตามโลกภายนอกเขาไปตลอดเวลา เมื่อวิ่งตามไปแล้วเทคโนโลยีพวกนี้มันกลับมาสู่ลูกหลานของเราไหมในด้านความคิด ในความรับผิดชอบ ความกตัญญูกตเวทีในลูกหลานของพวกเรานี้มีไหม เรามาเรียกร้อง เรามี โอกาส เรามีเครื่องมือ มีทุน เรื่องพวกนี้ผมว่าถ้าจะทำสื่อสร้างสรรค์หรือสื่อแบบนี้ถ้าบอกว่า สื่อสร้างสรรค์หลักธรรมในทางพระพุทธศาสนาของเรานี้เอามาใช้นะครับ ยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างการคบมิตรอย่างนี้ ง่าย ๆ เลยครับ คือในพระพุทธศาสนาของเรานี้ก็จะบอกว่ามิตรมี ๔ จำพวก ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่ามิตรปฏิรูป คนเทียมมิตรมี ๔ จำพวก ๑. คนปอกลอก ๒. คนดีแต่พูด ๓. คนหัวประจบ ๔. คนชักชวนในทางฉิบหาย อย่างนี้มันมีอยู่ใน พระพุทธศาสนาของเราแล้ว ถ้าเรามีโอกาสก็น่าจะแนะนำให้เติมไปนะครับ เติมไปแล้วก็เอา บุคลากรของเรามี พระภิกษุเรามีตั้ง ๒๐๐,๐๐๐ กว่ารูป เราน่าจะนิมนต์ท่านมาให้ความรู้ ถวายนิตยภัตท่านไปบ้างก็ได้เรามีเงินเยอะแยะ เพราะฉะนั้นอย่างอาจารย์พยอมอย่างนี้ นิมนต์มาได้ อย่าง ว.วชิรเมธีอย่างนี้นิมนต์มาได้ เราเดินทางสร้างสรรค์ในเทคโนโลยีพวกนี้ แต่เดินหันหลังให้วัด เรามีวัดไว้ทำไม เรามีวัฒนธรรมของเราไว้ทำไม เพราะฉะนั้นถ้าเราเดิน อย่างนี้ในอนาคต ๒๐ ปีข้างหน้า เราจะมีแต่การฉกชิงวิ่งราว แล้วก็โต้แย้งในผลประโยชน์ กันทั้งนั้น ไม่มีใครเสียสละ ไม่มีใครเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูก ทุกคนบอกทำอะไรก็ได้อย่างเช่น ประเภทพวกนี้ จะฝากทางกองทุนไปหน่อยนะครับ อย่างไรถ้าเกิดมีรายงานในฉบับหน้า อยากจะเจอหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนาใส่ไว้ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานครับ ก็จะขอตอบสั้น ๆ ว่าปี ๒๕๖๔ อาจจะน้อยไปนิดนะครับ แต่ว่าในรายงานก็มี อย่างปีที่แล้วเราก็ร่วมมือกับมูลนิธิสวนโมกข์ทำรายการออกทางไลน์ทีวี (LINE TV) ชื่อรายการว่าทำอะไรก็ทำ ซึ่งมีพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล เป็นที่ปรึกษา รายการนี้ ๑๒ ตอนได้รับการตอบรับดีมากครับ ท่านทองแดงครับ ได้มีคนวิว (View) ในช่วงที่เปิดตัว ๓ ล้านกว่าวิว (View) ปีที่แล้วยังได้ร่วมมือกับทางมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยทำเรื่อง สื่อโฆษณาชวนเชื่อ การรู้เท่าทันสื่อโฆษณาชวนเชื่อทางศาสนา แล้วก็ได้ร่วมมือกับทาง มหาเถรสมาคมในการส่งเสริมโครงการหมู่บ้านศีล ๕ ด้วย แต่อย่างที่ท่านว่าอาจจะยังเห็น น้อยไปหน่อย ปีนี้เยอะมากเลยนะครับ อย่างเมื่อ ๒ วันที่แล้วก็ยังได้ไปร่วมงานกับมูลนิธิ พระรัตนตรัยในการนำเสนอผลงานที่กองทุนได้ให้การสนับสนุนมูลนิธิพระรัตนตรัย ซึ่งมีสมเด็จพระมหาธีราจารย์ ท่านเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม แล้วท่านก็เป็น กรรมการมหาเถรสมาคมด้วย ส่วนโครงการอื่น ๆ นี้เราร่วมกับศูนย์คุณธรรม โดยตัวผู้จัดการ ก็มีความใส่ใจในการที่จะประยุกต์ใช้หลักธรรมในพระพุทธศาสนา ข้อสังเกตของท่านก็จะ น้อมรับไปปฏิบัติด้วยความเต็มใจอย่างยิ่งครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านศรัณย์ ทิมสุวรรณ เชิญครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย จริง ๆ มีคำถาม ไม่มากหรอกครับ เพียงแต่ว่าค่อนข้างสงสัยผมเข้าใจในหลักการในวิสัยทัศน์ของท่านต้องการ ให้คนเท่าทันสื่อ แล้วก็ต้องการสนับสนุนกลุ่มสื่อที่อาจจะไม่ได้รับการสนับสนุนมากพอ ทีนี้พอเรามาดูข้างหลังท่านกองทุนทั้งหลายมันก็มีรายงานว่าท่านให้กลุ่มไหนไปบ้าง แบ่งเป็น อย่างไรบ้างก็แล้วแต่ แต่ผมเห็นรายงานมาอย่างน้อย ๒ ๓ ปี ในช่วงเวลาที่ผมอยู่ในสภา ที่เราเห็นได้อย่างหนึ่งก็คือมันจะมีกลุ่มหนึ่งครับท่านประธาน ไม่ว่าเราจะดูกี่ปีก็เป็นกลุ่ม บริษัทเดิม ๆ อันนี้ผมไม่ได้ว่าอะไรนะครับ เพียงแต่อยากรู้ว่าถ้าเราอยากจะกระจายโอกาสให้มันกระจายไปถึงคนที่อยากทำสื่อ หรือคน ที่มีแนวคิดที่น่าสนใจในการที่พัฒนาสื่อมากขึ้น บางทีการให้ทุนกลุ่มเดิมซ้ำไปเรื่อย ๆ ผมว่า มันอาจจะไม่ตอบโจทย์ในวิสัยทัศน์ของกองทุนของท่าน โดยเฉพาะการให้งบประมาณกับ บางกลุ่ม หรือบางบริษัทเป็นที่สงสัยของประชาชนว่าเขาทำสื่อสร้างสรรค์จริงหรือไม่ หรือว่า เป็นสื่อที่มีความชัดเจนว่าสนับสนุนใครคนใดคนหนึ่ง อันนี้ก็มีอยู่ในรายงานของท่านเอง จริง ๆ ผมไม่ได้เอาเล่มเปรียบเทียบมาก็คือเล่มของปีก่อน มีหลายกลุ่ม หลายบริษัทมาก หรืออาจจะเป็นคนละชื่อ แต่ว่ารู้จักกันทำธุรกิจร่วมกันเข้ามาขอทุนกับกองทุนของท่านซ้ำไป ๆ สลับกัน ๆ อย่างน้อยก็ ๒ ๓ ปีที่ผมดูมา ก็อาจจะฝากดูเรื่องนี้นิดหนึ่งครับ มันเป็นเรื่องความ โปร่งใส ท่านบอกว่าเป็นกองทุนสื่อเพื่อตามวิสัยทัศน์ของท่าน แต่ว่าถ้ามันเกิดการให้แต่กลุ่ม เดิม ๆ อย่างนี้ สุดท้ายแล้วมันก็จะกลายเป็นแค่ว่าก็สลับกันมาขอทุน แล้วบางอย่าง บางโครงการที่เข้ามาขอ คือที่ท่านแสดงในนี้ที่ลงไปตามโรงเรียนมีสื่อกับน้อง ๆ กับเด็ก อันนี้ ผมดีใจที่มีคนให้ความสนใจที่คนกลุ่มนี้ที่อยากทำสื่อได้รับงบประมาณจากท่าน แต่มันก็มี หลายโครงการที่ผมอ่าน ๆ ดูได้งบไปอาจจะ ๓ ล้านบาทบ้าง ๕ ล้านบาทบ้าง แต่ไม่เห็นปรากฏ ว่าผลงานการทำสื่อของเขากลับมามันมีอะไรที่ตอบสนองบ้าง เพราะว่าจากที่ทำรายงาน ส่วนใหญ่จะเป็นกิจกรรมเกี่ยวกับเด็กใช่ไหมครับ เป็นสื่อของเด็กบ้าง ให้สังคมรู้เท่าทันบ้าง ซึ่งกลุ่มนี้เท่าที่ผมดูเร็ว ๆ ก็จะได้งบประมาณไม่เกิน ๑ ล้านบาท ๗๐๐,๐๐๐ บาทบ้าง ๕๐๐,๐๐๐ บาทบ้าง แต่มันก็มีบางกลุ่มที่ได้งบประมาณ ๔ ล้านบาท ๕ ล้านบาท ๔ ล้านบาท ๕ ล้านบาท ซ้ำ ๆ กันอยู่อย่างนี้ ก็อาจจะฝากดูตรงนี้นิดหนึ่ง อันนี้เป็นห่วงครับ ผมเชื่อว่ากองทุนมีวิสัยทัศน์ที่ดีมีความตั้งใจที่ดี แต่ว่าถ้าท่านจะใช้คำว่า ปล่อยปละละเลย ก็คงไม่ได้ ก็คือถ้าท่านไม่ละเอียดในการให้ทุนอีกหน่อยความน่าเชื่อถือมันก็จะน้อยลง และในฐานะของสมาชิกสภาแห่งนี้ที่ได้เห็นรายงานหลาย ๆ ปี มันก็ทำให้ผมสงสัยเหมือนกัน ว่าบางกลุ่ม บางบริษัท บางบุคคลได้รับงบจากท่านบ่อย แต่เมื่อเราไปดูว่าสื่อที่เขาทำนี่ มันไม่ได้ส่งเสริมหรือว่าไม่ได้สร้างสรรค์อย่างที่ท่านต้องการ อันนี้ก็ฝากไว้นะครับ ขอบคุณครับ🔗
เดี๋ยวท่าน ค่อยตอบครั้งเดียวนะครับ ให้ท่านสมาชิกได้ซักถามก่อน ต่อไปท่านมานพ คีรีภูวดล ตามด้วย ท่านสมชาย ฝั่งชลจิตร เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ ขออภิปรายรายงานของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ต้องขอบคุณทางกองทุน ได้ส่งวารสารมาให้ทางผมแล้วก็เพื่อนสมาชิกพรรคก้าวไกล เราก็ได้ติดตามวารสารของท่าน ทุกฉบับ อันนี้ต้องขอบคุณ ทีนี้ผมคิดว่าผมอยากจะแสดงความเห็นในประเด็นเรื่องการ บริหารจัดการเรื่องงบประมาณ เมื่อสักครู่นี้ท่านสมาชิกก็ได้อภิปรายไปแล้วนะครับ เราพบว่า กลุ่มที่ได้รับทุนต่อเนื่อง อันนี้ก็เป็นประเด็นคำถามว่ามันมีเหตุมีผลอย่างไร แล้วไม่ใช่เฉพาะ ในเหตุผลในคำถามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อันนี้กลุ่มพี่น้องประชาชนเขาถามมา ทีนี้ ประเด็นที่ผมอยากจะแสดงความเห็นในเรื่องของงบประมาณ งบประมาณของกองทุนโดยรวม เอาเลขกลม ๆ ก็คือประมาณ ๕๘๙ ล้านบาท ต่าง ๆ เหล่านี้ก็ว่าไป ในปีงบประมาณปี ๒๕๖๔ จำนวน ๕๘๙ ล้านบาท เป็นงบประมาณที่ไปสนับสนุนโครงการแค่ ๒๒ ล้านบาทกว่า ๆ อันนี้ ถ้าเราเทียบตัวงบประมาณและการสนับสนุน ๙๕ โครงการเหล่านี้ ผมคิดว่าอันนี้เป็นสัดส่วน ค่อนข้างที่จะน้อยมาก อันนี้ประเด็นแรกนะครับว่าทำอย่างไร งบที่จะนำไปสู่การสนับสนุน ผู้ผลิตสื่อสร้างสรรค์ในพื้นที่ต่าง ๆ ในกลุ่มต่าง ๆ เข้าถึงงบประมาณให้มากที่สุด กระจาย ให้มากที่สุด อันนี้คือเราจะทำอย่างไร กรรมการบริหารกองทุนจะออกแบบยุทธศาสตร์ ออกแบบงานตรงนี้ได้อย่างไร🔗
ประเด็นที่ ๒ ท่านประธาน เรามาดูในงบประมาณในรายละเอียดนะครับ เราพบว่ามันมีความแตกต่างของตัวงบประมาณ มันมีโครงการหนึ่งนะครับ โครงการพัฒนา ชุดความรู้เกี่ยวกับการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานสำหรับชาติพันธุ์ได้รับอยู่ ๑๙๐,๐๐๐ กว่าบาท โครงการที่ ๑๗ แล้วก็อีกโครงการหนึ่งโครงการภาพยนตร์เรื่องพระร่วงพระราชาผู้ทรงธรรม ได้รับงบประมาณ ๓๐ ล้านบาท ๑๙๐,๐๐๐ บาท กับ ๓๐ ล้านบาท หลักเกณฑ์และมาตรฐาน ที่กรรมการผู้พิจารณาโครงการเอาหลักเกณฑ์อะไรครับ พี่น้องชาติพันธุ์ในประเทศนี้อย่างน้อย ที่สุดในข้อมูลทางวิชาการมีอยู่ ๔๖ กลุ่ม ประชากรประมาณ ๖ ล้านกว่าคน แบ่งเป็นกลุ่ม ที่อยู่บนพื้นที่สูง กลุ่มที่อยู่ในพื้นที่ทะเล แล้วก็พื้นที่ราบ พื้นที่ราบความสุ่มเสี่ยงที่จะสูญเสีย อัตลักษณ์วัฒนธรรมตัวเองสูงมาก เพราะว่าสังคมส่วนใหญ่กลืน แต่พอมาดูงบประมาณครับ ในเรื่องนี้มีอยู่แค่ ๑๙๐,๐๐๐ บาท ขณะที่อีกโครงการหนึ่งพระร่วงพระราชาผู้ทรงธรรม ตั้ง ๓๐ ล้านบาท ผมคิดว่าเป็นประเด็นคำถามนะครับว่า ในกระบวนการจัดสรรงบประมาณ ของคณะกรรมการจัดสรรงบประมาณของกองทุนมีเกณฑ์อย่างไร มีเงื่อนไขอย่างไร อันนี้ คือประเด็นที่ผมอยากจะซักถามนะครับ🔗
ส่วนที่ ๒ ที่ผมอยากจะแลกเปลี่ยนเพื่อให้เกิดกระบวนการขับเคลื่อนต่อไป ให้มันเป็นสื่อที่ประชาชนเข้าใจแล้วก็มีการสร้างสรรค์จริง ๆ ท่านประธานครับ ในสถานการณ์ ความขัดแย้งของประเทศเพื่อนบ้าน คือที่ประเทศเมียนมาร์เมื่อวานนี้ก็มีการสู้รบกันนะครับ สู้รบกันแล้วก็มีคนอพยพมาอยู่ที่ฝั่งไทย ๓๐๐ กว่าคน แล้วสถานการณ์อย่างนี้มันเกิดขึ้นปีกว่า เกือบ ๒ ปีแล้วนะครับ พี่น้องระหว่าง ๒ ฝั่งชายแดนนั้นบางทีเขาก็เป็นเครือญาติกัน การอพยพหนีภัยสงครามข้ามมาในประเทศไทย ผมคิดว่าถ้าหากเราไม่สื่อสารข้อเท็จจริง เราไม่ได้สื่อสารข้อมูลให้กับพี่น้องอีกฝั่งหนึ่งที่อยู่ฝั่งไทยเข้าใจเรื่องนี้ แทนที่จะเกิดความเห็นใจ ความเข้าใจในฐานะเพื่อนมนุษย์ที่อยู่ร่วมโลกนี้ ในฐานะมนุษยชนมันจะเกิดความขัดแย้ง ผมคิดว่าอันนี้บทบาทของสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์จะต้องทำ บทบาทเหล่านี้เป็นบทบาท ที่จะต้องสนับสนุนบุคคลและองค์กรหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการสร้างพื้นที่กลาง พื้นที่สื่อสาร ให้กับผู้คนในสังคมที่จะต้องเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งในพื้นที่ความขัดแย้งกลาย ๆ ถึงแม้ว่าไม่ได้อยู่ในพื้นที่สู้รบหรือว่าเกี่ยวข้องโดยตรง เราจะเห็นว่าในพื้นที่กรณีความขัดแย้ง ที่ยูเครนกับรัสเซียอยู่คนละโลกเลยนะครับ แต่คนไทยคนในพื้นที่ได้รับรู้ ได้สัมผัส ได้เข้าใจ ได้ติดตาม ขณะที่สถานการณ์ในพื้นที่ที่ใกล้บ้านเรา พื้นที่ชายแดนเราติดกับประเทศเพื่อนบ้าน เมียนมาร์นะครับ ตั้งแต่แม่ฮ่องสอนถึงระนอง เพราะฉะนั้นก็คือว่าพื้นที่ความขัดแย้ง ความรุนแรงที่เกิดขึ้นตลอดแนวชายแดนของประเทศไทยส่งผลกระทบถึงคนไทยที่อยู่ในพื้นที่ ในเขตแดนไทยอย่างไร เมื่อมีการหนีตายก็ต้องเข้ามา ผมคิดว่าบทบาทของการสื่อสาร หรือว่า การสนับสนุนองค์กรที่ทำเรื่องนี้ด้านสิทธิมนุษยชน เรื่องของการช่วยเหลือ เรื่องสิทธิของ ผู้ลี้ภัย หรือแม้กระทั่งเด็ก ผมดูในคลิป (Clip) นี่ผมตกใจเด็กผู้หญิง ผู้สูงอายุ ผู้ที่ไม่มีทางที่จะ ต่อสู้กับคนที่แข็งแรง คนที่มีอำนาจกระบอกปืน พื้นที่เหล่านี้ผมคิดว่าคณะกรรมการ สื่อสร้างสรรค์จะต้องมาพิจารณาเป็นพิเศษ เพราะว่าถ้าหากเราไม่ได้หยิบยกความขัดแย้งตรงนี้ แทนที่ว่าบ้านเราจะปลอดภัย ผมคิดว่าความปลอดภัย ในแง่ของความเข้าใจโดยเบื้องต้นจะเกิด ทัศนคติที่ไม่ดีต่อผู้ลี้ภัย ดังนั้นท่านประธานครับ ผมอยากจะสรุปสั้น ๆ อย่างนี้ว่ากระบวนการ จัดสรรงบประมาณ ๕๐๐ กว่าล้านบาทนี้ ทำอย่างไรให้มันมีตัวเลขในการสนับสนุนโครงการ ต่าง ๆ ให้เพิ่มขึ้น อันนี้ประเด็นที่ ๑🔗
ประเด็นที่ ๒ สัดส่วนในการสนับสนุนโครงการที่มันมีความห่างกันมากอย่างนี้ มันมีหลักเกณฑ์อะไร มันมีเหตุผลอะไร ๑๙๐,๐๐๐ บาท กับ ๓๐ ล้านบาท🔗
ประเด็นที่ ๓ ก็คือว่าการเปิดพื้นที่ที่มันล่อแหลมในแง่ของความปลอดภัย ทางมนุษยชนกับสังคมไทย ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสมชาย ฝั่งชลจิตร ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สมชาย ฝั่งชลจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล ผมขออนุญาตท่านประธาน พูดถึงรายงานของสำนักงานกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ก็อยากจะตั้งคำถาม กับคณะกรรมการกองทุนนี้ว่าที่ผมอ่านนี่มันไม่เจอยุทธศาสตร์สำคัญเลยว่ากองทุนนี้ มีเป้าหมายที่พูดถึงการพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์นี่มันคืออะไร และนำไปสู่เป้าหมาย ที่เป็นองค์รวมระดับประเทศ แต่ที่เห็นก็คือการจัดสรรงบประมาณ ไม่รู้ว่าองค์กรเครือข่าย ของคณะกรรมการอยู่หรือไม่ โดยเฉพาะบริษัททั้งหลายที่เป็นผู้ผลิตสื่ออยู่ในสื่อสาธารณะ ก็ได้รับทุนจากคณะกรรมการนี้ไปดำเนินการ โดยเฉพาะรายชื่อบริษัทที่ได้เกินกว่า ๑ ล้านบาท มีไม่กี่ราย แล้วถามว่าสื่อสร้างสรรค์เหล่านั้นที่คุณให้ไป องค์กรหรือบริษัทเหล่านั้นให้ไปนี่ ได้ทำอะไรที่เป็นลักษณะที่เป็นองค์รวมของการพูดถึงคำว่า สื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ให้กับสังคม โดยเฉพาะเยาวชนได้รับรู้เป็นที่กว้างขวาง อะไรคือสื่อปลอดภัยตามที่ว่าหรือว่า คณะกรรมการชุดนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างของอำนาจรัฐที่ตั้งมาภายใต้อำนาจของ รัฐประหาร ปี ๒๕๕๗ แล้วก็พยายามที่จะใช้งบประมาณเพื่อไปอุดหนุนกระบวนการในการ กล่อมเกลาคนให้ยอมรับอำนาจเผด็จการ ภาพลักษณ์ในเรื่องของสิทธิเสรีภาพและความเป็น ประชาธิปไตย หรือความเป็นพลเมืองของรัฐในฐานะที่เป็นพลเมืองที่เป็นผู้มีสิทธิเสรีภาพ สื่อสร้างสรรค์ที่ว่านี้มีอะไรเป็นคำตอบให้กับผมบ้าง เพียงแต่ว่าที่ไปดูรายงานแล้วก็เห็นองค์กร ที่มารับทุนไปก็เป็นส่วนย่อย ๆ ที่ไม่ได้เป็นในเชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถจะตอบคำถามว่า เราจะสร้างพลเมืองที่เข้าใจถึงบทบาทสำคัญของสื่อในยุคใหม่ได้ เข้าใจอิทธิพลและผลกระทบ ของสื่อยุคใหม่ที่มันเกิดขึ้นได้ หรือมองแต่ว่าอุดหนุนเฉพาะกลุ่มบุคคลที่มีส่วนร่วมในการ กล่อมเกลาให้คนสยบยอมต่ออำนาจเผด็จการ สื่อสร้างสรรค์สร้างจิตสำนึกโดยวิธีไหน ในยุทธศาสตร์ของการทำงานของคณะกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ วันนี้เราเห็นกระบวนการในการไล่ล่าคนที่มีความเห็นต่างทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อไหน ก็ตาม เพราะฉะนั้นในแนวคิดของคณะกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ มียุทธศาสตร์อะไรที่ต้องการจะให้คนในสังคมนี้ได้รับรู้เป็นวงกว้าง ไม่ใช่แจกรายย่อย เพื่ออุดหนุนกลุ่ม ผมไม่อาจจะเรียกได้ว่ากลุ่มไหนก็ตาม แต่บางทีก็ตั้งข้อสงสัยว่ากลุ่มบริษัท ที่ได้เงินไป ๒ ๓ ล้านบาท ๔ ๕ ล้านบาท จากกองทุนนี้เป็นเครือข่ายของฝ่ายผู้มีอำนาจ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพูดว่ากองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ควรจะเข้าถึง สถาบันการศึกษา ให้โอกาสกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยในสถาบันการศึกษา ไม่ใช่เอาแต่เรื่องระดับ มหาวิทยาลัย แต่ว่าการสร้างสรรค์และสื่อปลอดภัยนี้คือเป้าหมายที่ต้องไปที่เยาวชน แต่ไม่ใช่ กลุ่มย่อย ๆ มันจะต้องทำอะไรที่มันเป็นเชิงกว้างผลักดันไปสู่แนวทางของการที่จะให้เยาวชนรุ่นเยาว์ ทั้งหลายได้เข้าถึงสื่ออย่างมีอิสระ และที่สำคัญให้รู้ถึงซึ่งอันตรายของความปลอดภัยที่มาจาก เฟกนิวส์ (Fake News) อะไรก็ตาม ที่สำคัญที่สุดสื่อสร้างสรรค์ควรจะมีแนวทางในการสร้าง วัฒนธรรม ระบอบประชาธิปไตย วัฒนธรรมในการเคารพสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค และความเท่าเทียมกันของมนุษย์ผ่านกระบวนการที่ท่านสามารถอุดหนุนได้ในกลุ่มคนที่ ทำงานด้านสิทธิเสรีภาพ ในภาพองค์รวมของเครือข่ายที่ทำงานด้านสิทธิเสรีภาพและความ เป็นประชาธิปไตยของเมืองนี้ช่วยอุดหนุนให้มากกว่านี้ หรือเห็นพวกเขาเหล่านั้นด้วย ไม่ใช่ เห็นแก่เครือข่ายของตนเองที่ทำงานอยู่ภายใต้กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ผมอยากจะฝากให้ไปทบทวนยุทธศาสตร์ที่จะทำงานด้านสื่อสร้างสรรค์ให้เกิดความปลอดภัย ได้จริง ๆ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ เหลืออีกท่านหนึ่งนะครับ ท่านชวน ชูจันทร์ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชวน ชูจันทร์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ กรุงเทพมหานคร ผมต้องขอขอบคุณ ท่านผู้จัดการกองทุนแล้วก็ทีมงานที่วันนี้ได้มาให้ข้อมูลมารายงานกับสภาในครั้งนี้นะครับ ผมเพิ่งได้ประชุมกับท่านวันอังคารที่แล้ว วันนี้ก็เลยขอโอกาสเสนอแนะบางเรื่องนะครับว่า กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์นั้นควรจะทำงานอย่างไร และให้ประสบเป้าหมาย ที่มีกองทุนนี้ขึ้นมานะครับ อย่างตามที่ท่านรายงานมานี้มันจะมีอยู่ ๒ งานที่สื่อกองทุนนี้ได้ทำ ก็คือส่งเสริมให้หน่วยงานภายนอก บุคคลภายนอกมาของบประมาณไปสร้างสื่อที่เป็นผลบวก และเป็นผลดีกับสังคม อีกส่วนหนึ่งก็คือทางกองทุนทำเอง ถ้ากองทุนคิดอะไรได้ที่ดีในด้านสื่อ ก็ลงไปทำ ผมว่าวันนี้เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่เราจะต้องคิดกัน แล้วก็ถือว่าหน่วยงานกองทุนนั้น เป็นหน่วยงานสำคัญมาก โดยวัตถุประสงค์ของกองทุนนั้นตามที่ผมเข้าใจก็คือต้องการมี กองทุนสักก้อนหนึ่งเพื่อจะให้สังคมได้เป็นสื่อทั้งทำเองแล้วก็ให้คนอื่นได้ช่วยทำ วันนี้ประเด็น ที่จะต้องติดตามก็คือวันนี้การทำสื่อไม่เหมือนเก่าแล้ว การทำสื่อวันนี้ไม่ได้ยุ่งยากเหมือนก่อน ผมก็เลยอยากจะเสนอว่าสิ่งที่ต้องทำเองนั้นผมว่าเราต้องทำงานในเชิงรุกมากขึ้น อะไรที่คิดว่า จะเป็นประโยชน์กับการสื่อสารในทางสังคม เพราะท่านทำเองนั้นท่านคิดได้ไกลกว่า ท่านคิด ได้ดีกว่าที่ให้คนภายนอกที่จะมาขอทุนไปทำ ผมจำได้เมื่อหลายปีที่ผ่านมาชุมชนที่ผมอยู่ ก็เคยขอทุนจากกองทุนนี้ไปทำ แต่เป็นการทำสื่อเล็ก ๆ ให้กับชุมชน ทำและเป็นประโยชน์ กับเยาวชน เขาก็เคยขอไปทำนะครับ นอกจากจะทำเองในเชิงรุกแล้ว เมื่อสักครู่มีท่าน สมาชิกอภิปรายว่าทำไมบุคคลภายนอกหรือหน่วยงานภายนอกถึงซ้ำ ๆ กันในการขอทุน อันนี้ก็พอเข้าใจได้ ถ้าผมจะเข้าใจคือบุคคลที่ไม่เคยขอนั่นจะไม่ค่อยทราบว่ามีกองทุนนี้อยู่ ให้เขาใช้ เพราะฉะนั้นคนที่ขอใช้มีความเข้าใจ มีความเชี่ยวชาญในด้านเขียนขอทุนก็จะขอ ต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อต่อยอดงานที่ทำ เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่อยากจะกราบเรียนแนะนำท่านก็คือว่า เราต้องประชาสัมพันธ์ให้คนภายนอกได้ทราบมากขึ้นอีกว่าเรามีกองทุนนี้อยู่ มีวัตถุประสงค์อะไร การเข้าถึงกองทุนนั้นไม่ยุ่งยากเท่าไร ผมว่าก็จะทำให้มีการขอทุนได้หลากหลายหน่วยงานขึ้น เพราะว่าวันนี้การทำสื่อไม่ได้ยุ่งยากเหมือนก่อนแล้ว หลายคนก็ทำได้ อยู่ที่ว่าถ้าเขาเห็นว่า มีกองทุนนี้อยู่เขาก็สามารถทำได้นะครับ ในส่วนของการทำงานของกองทุนเองนั้นที่มีส่วนที่ทำเอง ผมคิดว่าต้องทำงานเชิงรุกให้มาก กว่านี้ วันนี้เราก็รู้แล้วว่าเรื่องสื่อ เรื่องซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ที่เราเห็นทุกวันนี้มันมี อิทธิพลมากกับการเปลี่ยนแปลง กับการส่งเสริมทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าระดับประเทศ หรือระดับ ชุมชนนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ผมว่าจะต้องเป็นนโยบายเข้าไปว่าในแต่ละช่วงเราคิด เรื่องนี้อย่างไร เราใช้เงินตัวนี้ส่งเสริม หรือเราเท่าทัน หรือเราทำอะไรที่เป็นเชิงรุกกับสื่อ ทั้งหลายที่เกิดขึ้น หรือว่าเราเพิ่งพูดกันถึงซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ผมก็ได้ความคิด หลายอย่างนะครับ เรื่องนี้ที่มันเกิดขึ้นในสังคมไทยว่าเราจะทำอย่างไรให้สิ่งที่เป็นวัฒนธรรม ด้านลึก ด้านสื่อ เพราะว่าสื่อมีความสำคัญมาก วันนี้ชีวิตเราทุกคนแทบจะไม่พ้นเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านทำผมอยากให้กำลังใจท่านนะครับว่าอย่างไรก็ช่วยกันคิดแล้วว่าจะทำงาน ในเชิงรุกอย่างไรให้มันเกิดผลดีกับส่วนรวม ทั้งบุคคลที่มาขอทุน แล้วก็ตัวของกองทุน บุคลากรในกองทุนเองที่จะทำให้มันเกิดสิ่งใดขึ้นกับประเทศให้มากที่สุด ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ท่านผู้รายงานจะชี้แจงไหมครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผม ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุน ขออนุญาตรับข้อเสนอแนะของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ และขออนุญาตที่จะตอบ ในบางประเด็นนะครับ บางประเด็นก็อาจจะตอบรวม ๆ กัน เรื่องของความโปร่งใสในการ พิจารณาทุน กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ผมซึ่งคิดว่าก็อยู่มาหลายองค์กร แล้วก็ดูการทำงานของหลายหน่วยงาน ผมก็ยืนยันว่าวันนี้เราเป็นหน่วยงานหนึ่งที่เปิดเผยข้อมูล มากที่สุดครับ แล้วก็พร้อมที่จะให้มีการตรวจสอบในทุกขั้นตอน แต่ก็อย่างที่ทุกท่านทราบว่า ในการพิจารณาทุนอย่าง ๒ ปีที่ผ่านมา ปี ๒๕๖๓ มีผู้ยื่นขอทุน ๑,๔๖๐ โครงการ ปี ๒๕๖๔ มีผู้ขอทุน ๑,๓๐๐ กว่าโครงการ มูลค่าที่ขอมารวมแล้ว ปี ๒๕๖๓ ขอมา ๕,๗๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๔ เยอะกว่าอีกครับ ๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในขณะที่เรามีเงินอยู่ในการจัดสรรทุน แต่ละปีโดยเฉลี่ยก็ ๓๐๐ ล้านบาท ตัวเลขกลม ๆ กองทุนเราได้รับงบประมาณประจำปี ปีละ ๕๐๐ ล้านบาท ตัวเลขกลม ๆ ซึ่งเป็นอีก ๒๐๐ ล้านบาท หรือประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นงบดำเนินการเองของกองทุน รวมถึงงบบริหารจัดการด้วยนะครับ ทีนี้อย่างที่ผมเรียน ไปแล้วว่าทุกครั้งเวลาประกาศผลทุนก็จะมีคนที่ผิดหวังแล้วก็ไม่ได้รับทุน ก็จะมีการออกข่าว รวมถึงร้องเรียนทุกครั้ง ในสภาผู้แทนราษฎรก็ดี ในวุฒิสภาก็ดี เราก็มีหน้าที่มาชี้แจงทุกปี แต่ว่าไปดูรายละเอียดจริง ๆ ผมยืนยันว่ากองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์มีหลักเกณฑ์ ที่ชัดเจน หลักเกณฑ์ที่ชัดเจนก็คือว่าเป็นไปตามประกาศในการให้ทุนแต่ละปี ประกาศสาธารณะ แล้วประชาสัมพันธ์ โดยเปิดให้มีการรับฟังความคิดเห็นแล้วก็เผยแพร่ รวมถึงประกาศ ทางเว็บไซต์ (Website) ซึ่งการขอทุนนั้นเราใช้ระบบดิจิทัล (Digital) ร้อยเปอร์เซ็นต์ ส่วนกระบวนการพิจารณา ผมยืนยันว่ากองทุนมีคณะกรรมการเยอะที่สุด ประมาณ ๕ ขั้นตอน ตั้งแต่สำนักงานดูเอกสารเบื้องต้น กลั่นกรองความถูกต้องครบถ้วนของเอกสาร จากนั้นเราก็มีผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกทั้งเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน แล้วก็นักวิชาการ หรือผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันการศึกษาอยู่ประมาณปีหนึ่งประมาณ ๑๐ คณะ ทำหน้าที่ กลั่นกรองข้อเสนอโครงการเบื้องต้น ผ่านจากเบื้องต้นมาแล้วก็ไปที่คณะอนุกรรมการกลั่นกรอง และพัฒนาโครงการ ซึ่งคณะกรรมการกองทุนชุดใหญ่เป็นผู้ตั้งขึ้น เสร็จแล้วจากขั้นตอนที่ ๓ ก็ไป ขั้นตอนที่ ๔ คือส่งให้กับอนุกรรมการบริหารกองทุนซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา ๒๓ แล้วสุดท้ายก็เสนอรายละเอียดให้ทางคณะกรรมการกองทุนรับทราบ ตอนที่ขอทุนตอนที่ ในกระบวนการกลั่นกรองและคัดเลือก สำนักงานเองก็ไม่ทราบว่าจะมีบริษัทไหน หรือกลุ่มไหน ได้บ้างนะครับ เราก็มาทราบตอนที่ประกาศแล้ว อย่างปี ๒๕๖๔ เรามีผู้ผ่านการคัดเลือก อยู่ ๙๕ โครงการ ใน ๙๕ โครงการก็ไปพบว่าจริง ๆ มีผู้ที่เคยได้รับทุนเดิมอยู่ประมาณ ๑๑-๑๒ ราย ก็เป็นไปอย่างที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้กล่าวนะครับ บางท่านเคยได้ทุน ปี ๒๕๖๒ แล้วก็มีผลงานดี ขออนุญาตยกตัวอย่างว่าอย่างโครงการบรูด้าน้อยผจญภัย ซึ่งก็เคยได้รับทุนต่อเนื่องเหมือนกัน แล้วล่าสุดโครงการนี้ก็ได้รับการซื้อลิขสิทธิ์ไปออกอากาศ ในแพล็ตฟอร์ม เน็ตฟลิกซ์ (Platform Netflix) ซึ่งทำเป็นหนังแอนิเมชัน (Animation) จำนวน ๑๕ ตอน ก็เป็นความภาคภูมิใจของกองทุนว่าคอนเทนต์ (Content) ที่เราผลิต ก็สามารถออกสู่สายตาของประชาคมโลกได้ ก็เรียนยืนยันว่ากองทุนให้ความสำคัญในเรื่อง ของความโปร่งใสในการบริหารจัดการในกระบวนการพิจารณาทุนครับ🔗
มาข้อสังเกตของท่านศรัณย์ได้ตอบไปแล้วนะครับ ของท่านมานพที่ท่าน พูดถึงว่า ๒๐ กว่าล้านบาทเป็นทุนสำหรับเด็ก ซึ่งทั้งหมดนี้ ๓๐ กว่าโครงการ ๓๙ โครงการ แต่งบรวมของการจัดสรรทุนอย่างที่ผมเรียนไปแล้วว่า ๓๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๔ ที่ท่าน ไปเห็นว่าตัวเลขสูงสุดทำไมมันมีโครงการใหญ่ ๓๐ ล้านบาท แล้วโครงการเล็กนี่แค่ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าบาท อันนั้นเป็นไปตามประกาศของกองทุนนะครับ ก็คือว่าเราต้องการให้มี โครงการหลายระดับตั้งแต่โครงการขนาดใหญ่ โครงการขนาดกลาง และโครงการขนาดเล็ก โครงการขนาดเล็กก็ต้องการเปิดพื้นที่สร้างโอกาสให้กับผู้ขอทุนที่เป็นคนเล็กคนน้อย ผู้ขอทุน หน้าใหม่ นักเรียนซึ่งอายุไม่ต่ำกว่า ๒๐ ปี ก็ยังสามารถขอทุนที่กองทุนได้นะครับ ทุกอย่าง ก็เป็นไปตามหลักเกณฑ์นะครับ🔗
ส่วนอีกอันหนึ่งที่น่าสนใจมาก ๆ เรื่องของการนำเสนอ ส่วนเรื่องของชนกลุ่มน้อย หรือกลุ่มชาติพันธุ์ที่ท่านสมาชิกได้ให้เกียรติพูดถึงนะครับ เมื่อสักครู่ผมไปนั่งไล่ดูก็มีหลากหลาย โครงการเหมือนกันนะครับ ในปี ๒๕๖๔ ก็มีอยู่ ๙ โครงการ แล้วก็รวมงบประมาณเกือบ ๑๐ ล้านบาท ก็เป็นความภาคภูมิใจอันหนึ่งของกองทุนในการทำงานร่วมกับกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งมีทุกปีสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ แล้วก็เป็นประเภทของทุนที่เราได้กำหนด อย่างประเภท เปิดรับทั่วไปในกลุ่มคนพิการ กลุ่มคนด้อยโอกาส อันนั้นก็รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์ด้วยนะครับ🔗
ในประเด็นเรื่องของการส่งเสริมการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ให้เข้าใจแล้วก็ รับมือกับสถานการณ์ความขัดแย้งในสังคม โดยภาพรวมก็คือว่าทุกปี ทั้งปี ๒๕๖๔ แล้วปีนี้ ปี ๒๕๖๕ กองทุนจะมีประเด็นในการให้ทุนในเรื่องของการส่งเสริมการสร้างสื่อเพื่อส่งเสริม สังคมพหุวัฒนธรรม แล้วก็มีประเด็นในเรื่องของการสร้างความสามัคคีหรือความปรองดอง ของคนในชาตินะครับ🔗
ส่วนประเด็นเรื่องของการส่งเสริมผู้ประกอบวิชาชีพสื่อในการที่จะรายงาน ข้อเท็จจริงที่ประชาชนควรจะรู้ ปีนี้เป็นปีแรกที่เราได้ริเริ่มในการที่จะขยับทำงานร่วมกับ สมาคมวิชาชีพสื่อ ๔-๕ สมาคม เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ผมคิดว่าปีหน้าเราก็จะได้มารายงาน ให้ท่านได้ทราบความคืบหน้า ส่วนประเด็นที่มีสมาชิกได้ให้ข้อสังเกตเรื่องยุทธศาสตร์ ยุทธศาสตร์กองทุนชัดเจนมากว่าต้องการที่จะให้ประชาชนทั่วไป คนส่วนใหญ่ของประเทศ ทั้ง ๖๗ ล้านคนได้เข้าถึงสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ อย่างน้อยที่สุดได้มีโอกาสในการร่วม กับแนวทางการทำงานของกองทุน ยุทธศาสตร์ของเราก็คือเราต้องการส่งเสริมให้ประชาชน คนไทยมีทักษะในการรู้เท่าทันสื่อ ง่าย ๆ เลยว่าเป็นผู้เปิดรับสื่อที่ดี มีสติ รู้ทันข่าวลวง ข่าวปลอม เฟกนิวส์ (Fake news) ให้สามารถแยกแยะวิเคราะห์ได้ ไม่เชื่อ ไม่แชร์ (Share) อะไรที่ง่าย ๆ รวดเร็ว สูงขึ้นไปกว่านั้นก็ต้องการให้มีส่วนร่วมในการที่จะมาเป็นกลไกในการที่ จะเฝ้าเตือน เฝ้าระวัง หรือคัดกรองในสื่อที่ไม่ปลอดภัยไม่ดีทั้งหลาย เรายังมีกระบวนการ ในการที่ต้องการจะส่งเสริมในระดับที่สูงขึ้น มากขึ้นไปกว่านั้นอีกก็คือว่าต้องการเห็นทุกคน ในยุคที่ทุกคนเป็นสื่อได้ ก็อยากให้โอกาสที่เราเกิดแพล็ตฟอร์ม (Platform) ใหม่ของสื่อภูมิทัศน์ สื่อที่เกิดขึ้นใหม่ ก็ให้คนที่มีศักยภาพได้มีโอกาสในการสร้างสรรค์สื่อดี ๆ เพราะฉะนั้นก็ส่งเสริม ให้ทุกคนลุกขึ้นมา อย่างปีนี้ก็มีโครงการในการให้เด็กและเยาวชนนี้ผลิตสื่อประกวดกัน เรามีคนที่สมัครเข้าโครงการ ๙๐๐ กว่าราย แล้วก็มีสื่อที่ส่งเข้าประกวด ๗๐๐ กว่าราย ๘๐๐ กว่าราย ล่าสุดที่กำลังคัดอยู่ก็เหลือจังหวัดละ ๓ ราย อันนี้ก็ถือว่าเป็นการเปิดพื้นที่ เพราะฉะนั้นยุทธศาสตร์คือเราต้องการเห็นคนไทยมีความตื่นรู้ มีทักษะในการรู้เท่าทันสื่อ และเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพสามารถรับมือข่าวลวง ข่าวปลอมได้ ร่วมกันขับเคลื่อนสังคม ในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ (Content) ดี ๆ เนื้อหาดี ๆ เพื่อที่จะให้พื้นที่สื่อมีสื่อดีมากกว่า สื่อแย่ ๆ ก็ต้องขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่าน ข้อสังเกตของทุกท่านผมมีทีมงานที่จดไว้ ในทุกประเด็น แล้วก็ต้องไปรายงานกับคณะกรรมการประเมินผลการดำเนินงานของกองทุน ตามมาตรา ๓๓ และมาตรา ๓๔ ซึ่งจะซักถามเราทุกประเด็นที่สมาชิกตั้งข้อสังเกตว่ากองทุน มีแผนในการดำเนินการอย่างไร เพราะฉะนั้นเรียนให้ท่านประธานแล้วก็ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติทราบในความตั้งใจของกองทุนครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ท่านสมาชิก ก็ถือว่าจบการอภิปรายซักถามแล้วนะครับ ถือว่าที่ประชุมได้รับทราบรายงานประจำปี ๒๕๖๔ ของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์แล้วนะครับ ผมต้องขอขอบคุณตัวแทน หน่วยงานนะครับ ขอบคุณมากครับ ต่อไปครับ🔗
๒.๑๐ รับทราบรายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน ที่ ๑๑-๑๓/๒๕๖๕🔗
ด้วยสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้มีหนังสือแจ้งว่า เนื่องจากในวันนี้ผู้แทนจากหน่วยงานที่จะเข้าชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ติด ภารกิจสำคัญ ซึ่งได้มีการกำหนดนัดหมายกันไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว จึงขออนุญาตเลื่อน การเข้าร่วมประชุมเพื่อชี้แจงรายงานต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรออกไปก่อน🔗
๒.๑๑ รับทราบรายงานประจำปี ๒๕๖๔ ของสำนักงานคณะกรรมการนโยบาย เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก🔗
ด้วยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ได้มีหนังสือแจ้งว่าเนื่องจากในวันนี้ผู้แทนจากหน่วยงานที่จะเข้าชี้แจงต่อที่ประชุมสภา ผู้แทนราษฎรติดภารกิจสำคัญ จึงได้มีหนังสือและได้มีการกำหนดนัดหมายกันไว้ล่วงหน้าแล้ว จึงขออนุญาตเลื่อนการเข้าร่วมประชุมเพื่อชี้แจงรายงานต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ออกไปก่อน🔗
๒.๑๒ รับทราบรายงานการสร้างระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประจำปี งบประมาณ ๒๕๖๔🔗
ด้วยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้มีหนังสือแจ้งว่าเนื่องจาก ในวันนี้ผู้แทนจากหน่วยงานที่จะเข้าชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรติดภารกิจสำคัญ ซึ่งได้มีการกำหนดนัดหมายกันไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว จึงขออนุญาตเลื่อนการเข้าร่วมประชุม เพื่อชี้แจงรายงานต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรออกไปก่อน🔗
๒.๑๓ รับทราบรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินกองทุน ประกันสังคม สำนักงานประกันสังคม สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๓🔗
ด้วยเลขาธิการ คณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งว่าคณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบรายงานของผู้สอบบัญชี และรายงานการเงินกองทุนประกันสังคม สำนักงานประกันสังคม สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๓ ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอและให้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อทราบ ตามมาตรา ๒๗ แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ซึ่งรายละเอียดของรายงาน ประจำปีดังกล่าวเจ้าหน้าที่ได้จัดวางตามที่นั่งของท่านสมาชิกไว้แล้วนะครับ มีท่านสมาชิก ติดใจที่จะซักถามนะครับ🔗
ในการนี้ผมได้อนุญาตให้ตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมชี้แจงข้อเท็จจริง ต่อที่ประชุมตามข้อบังคับ ข้อ ๗๖ ขอเชิญผู้มีรายชื่อดังต่อไปนี้เข้าร่วมชี้แจงในที่ประชุม ๑. นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ๒. นายนันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ๓. นางสาวพรรณิกา เหลืองสุรีย์ ผู้ตรวจราชการกรม ๔. นางนงค์ลักษณ์ กอวรกุล ผู้อำนวยการสำนักจัดระบบบริการทางการแพทย์ ๕. นายธนิทธิ์ ลอยพิมาย ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนา ๖. นางสาวจีริสุดา เอี่ยมสกุล นักวิชาการแรงงาน ชำนาญการ เชิญท่านตัวแทนหน่วยงานผู้ร่วมชี้แจงเข้าประจำที่นะครับ🔗
ต่อไป ในรายงานฉบับนี้มีท่านสมาชิกสนใจที่จะซักถามความเข้าใจ ๑ ท่าน คือท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม จากพรรคประชาธิปัตย์ เชิญท่านพิสิฐครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นท่านประธานครับ ผมขอขอบคุณทางสำนักงานประกันสังคมที่ได้กรุณามาให้ข้อมูล แล้วก็มาชี้แจงครับ รายงานฉบับนี้ก็เป็นรายงานที่ทาง สตง. ได้ตรวจสอบแล้วก็ให้การรับรอง อย่างไม่มีเงื่อนไข ก็ขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ แต่อย่างไรก็ตามผมก็จะมีข้อซักถาม บางประการที่อยากจะให้ทางประกันสังคมได้ช่วยชี้แจงเพื่อความกระจ่างแล้วก็เพื่อประโยชน์ ต่อการทำงานในระยะยาวนะครับ งบนี้เป็นงบของปี ๒๕๖๓ ซึ่งก็คือเป็นปีที่มีโควิด (COVID) เกิดขึ้น ก็ต้องเข้าใจครับว่าก็จะมีผลกระทบต่อรายได้รายจ่ายของสำนักงาน ก็คือเรื่องของเงิน ที่เข้ามา ผมก็รับได้ที่เงินจะต้องลดลง รายจ่ายเพิ่มขึ้น ซึ่งก็ปรากฏว่าปี ๒๕๖๓ รายได้ก็ลด จากปี ๒๕๖๒ จาก ๒๑๗,๐๐๐ ล้านบาท เหลือ ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ขณะที่รายจ่ายเพิ่มขึ้น จาก ๙๔,๐๐๐ มาเป็น ๑๓๔,๐๐๐ โดยสรุปก็คือจากปี ๒๕๖๒ ซึ่งเคยเกินดุลหรือมีรายได้ มากกว่ารายจ่าย ๔๕,๐๐๐ กลายเป็นว่าติดลบ ๖,๔๐๐ ซึ่งอันนี้ก็หวังว่าจะเป็นเรื่องเฉพาะหน้า เป็นเรื่องชั่วคราว ถ้าโควิด (COVID) หายไปเรื่องนี้ก็ต้องกลับสู่ปกตินะครับ ผมก็ไม่ได้มีประเด็น ที่จะว่ากล่าวในเรื่องนี้ แต่ที่ผมอยากจะเห็นท่านดูแลต่อก็คือเงินของกองทุนประกันสังคม นี่ครับ แท้ที่จริงแล้วมันมี ๒ ลักษณะ🔗
ลักษณะที่ ๑ ก็คือเงินที่เป็นการจ่ายเฉพาะหน้าปีต่อปี เช่น เรื่องรักษาพยาบาล เรื่องเจ็บป่วย หรือเรื่องของการดูแลคลอดบุตร การเสียชีวิต เหล่านี้เป็นต้นครับ นั่นก็ของ ประเภทหนึ่ง อีกประเภทหนึ่งคือเงินที่ต้องเก็บระยะยาวเพื่อใช้สำหรับชราภาพ ก็คือว่าคนที่ จ่ายปีนี้อาจจะต้องรอไปอีก ๒๐ ๓๐ ปีที่จะได้รับเงินเพราะว่าอายุยังไม่ถึง เพราะว่ายังไม่ ถึงเกณฑ์ เพราะฉะนั้นเงินก้อนลักษณะแรกถ้าหากขาดแคลนขาดเหลือก็อาจจะมีการขึ้น อัตราหรือลด อันนี้ก็คงจะพอแก้ขัดได้ แต่เงินระยะยาวนี่ครับ เงินที่ต้องใช้สำหรับการจ่าย บำนาญในอนาคตเราจะต้องมีระบบที่จะดูแลรับประกันได้ว่าคนรุ่นนี้ที่เขาจ่ายตอนนี้เขาจะมี ความชัดเจนว่าในอีก ๒๐ ๓๐ ปีข้างหน้าเวลาที่เขาชราแล้วจะต้องมีเงินให้เขา ไม่ใช่ว่า พอถึงเวลานั้นหมด ณ เวลานี้งบดุลที่ท่านแสดงอยู่ก็ดี หรือข้อมูลต่าง ๆ ที่ท่านให้มาก็ดียังไม่มี การยืนยันในส่วนนี้ ผมจึงต้องพยายามที่จะต้องขุดข้อมูลขึ้นมาว่าตกลงเงินที่จะต้องจ่าย เพื่อการชราภาพมีมากน้อยแค่ไหน แล้วผมก็ตกใจครับว่าถ้าหากผมเอาทุนที่ท่านแสดงอยู่ ในงบในหน้า ๕ ในส่วนที่ว่าจัดสรรเพื่อค่าประโยชน์ทดแทนกรณีอื่นนอกจากชราภาพมาหัก จากทุนทั้งหมด ผมก็สมมุติว่าส่วนที่เหลืออยู่น่าจะเป็นของชราภาพ ปรากฏว่าส่วนนี้ลดจาก ๖๐๒,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๒ เหลือ ๕๑๑,๐๐๐ ล้านบาท ก็อยากจะให้ท่านช่วยชี้แจงว่า เงินที่คุณจะกันไว้ให้กับชราภาพในอนาคตยังอยู่ดีหรือไม่ ข่าวลือข่าวอ้างที่ว่าอีกไม่กี่สิบปี ข้างหน้าเงินจะหมด มันจริงเท็จแค่ไหน เพื่อจะได้เป็นความมั่นใจให้กับคนรุ่นใหม่ ๆ ที่เขา ต้องจ่ายเงินเข้าประกันสังคมว่าถึงเวลานั้นแล้วจะมีเงินจ่ายเขา นี่ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่อยาก จะให้ท่านได้ช่วยอธิบายครับ และจริง ๆ แล้วผมอยากจะเสนอให้ทางสำนักงานแยกเงินของ ประกันสังคมออกเป็น ๒ ส่วนให้ชัดเจนครับ แยกบัญชีว่าเงินส่วนที่เป็นของชราภาพมีรายรับ รายจ่ายเท่าไร ณ เวลานี้ท่านแยกเป็นมาตรา มาตรา ๓๓ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ ซึ่งมันไม่ได้ มีความสามารถที่จะมาทำตรงนี้ได้ มาใช้ในการแยกแยะได้ ก็อยากจะเสนอว่าในการชี้แจง ครั้งต่อไปช่วยทำบัญชีแยกให้เห็นว่าเงินที่เป็นลักษณะชราภาพแต่ละปี ๆ มีเงินเข้าเงินออก จำนวนเท่าไร เป็นบวกหรือเป็นลบ นั่นก็เป็นเรื่องที่ ๑ นะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ที่อยากจะขอคอมเมนต์ (Comment) ก็คือเรื่องของผลตอบแทน สถานการณ์เศรษฐกิจโลกและตลาดเงินตลาดทุนโลกตอนนี้กำลังว้าวุ่นมาก ผลตอบแทน ย่อมติดลบ อันนี้เป็นธรรมดาครับ อยากจะให้ท่านได้ชี้แจงว่าในรอบปี ๒๕๖๓ หรือแม้กระทั่ง ปี ๒๕๖๔ ซึ่งปิดไปแล้ว และปี ๒๕๖๕ ซึ่งวันนี้จะเป็นวันสุดท้าย ผลตอบแทนการลงทุนของ ประกันสังคมออกมาแล้วเท่าไรจากเงินที่ท่านมีอยู่ประมาณ ๒ ล้านล้านบาท นี่ก็เป็นเรื่องหนึ่ง เพราะผมเห็นท่านเอาเงินฝากออมทรัพย์ถึง ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๓ ซึ่งเราก็เข้าใจ ดีว่าการฝากออมทรัพย์นี้ดอกเบี้ยต่ำมาก ทำไมท่านจึงเอาเงินจำนวนเป็นหมื่นล้านฝากเป็น ออมทรัพย์ ไม่คิดจะหาผลประโยชน์ และเมื่อเดือนที่ผ่านมาก็มีข่าวว่าท่านเอาเรื่องเข้า ครม. ที่จะเอาเงินประกันสังคมมาให้กู้หรือมาจ่ายให้กับผู้ประกันตน ซึ่งไอแอลโอ (ILO) เขาคัดค้าน เรื่องนี้ ผมคิดว่าในหลักการของไอแอลโอ (ILO) ในหลักการของประกันสังคม ช่วยฉายสไลด์ (Slide) ด้วยครับ🔗
เงินของประกันสังคมเป็นเงิน แผ่นดิน ไม่ใช่เงินของผู้ประกันตน เพราะฉะนั้นถ้าท่านจะจ่ายผู้ประกันตนในลักษณะนี้ ท่านควรจะต้องแยกบัญชีออกมาแล้วก็แปลงเงินลักษณะนี้ให้เป็นเงินที่เป็นเงินแบบ กบข. ก็คือเป็นรายบัญชี เพราะฉะนั้นการที่ไอแอลโอ (ILO) มาคัดค้านอันนี้นะครับ ผมก็แปลกใจว่า ทำไมท่านจึงเอาเรื่องเข้า ครม. ที่จะมาทำกฎหมายเอาเงินนี้ออกมาใช้ อันนี้ผมคิดว่าท่านคง ต้องดูแลว่าให้เงินเหล่านี้มันมีการใช้อย่างถูกต้องครับ แล้วก็แน่นอนอย่างที่ผมเรียนครับ เงินที่คนรุ่นใหม่เขาจ่ายเข้าไปนี่เขาย่อมต้องการความชัดเจนว่าเวลาที่เขาเกษียณมีเงินจ่ายเขา แต่ถ้าเกิดท่านใช้วิธีการเอาเงินตรงนี้มาจ่าย ทั้งที่ในหลักวิชาการเขาไม่เห็นด้วยกันนะครับ อันนี้คงต้องชี้แจงกันหนักครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ เหลืออีกท่านหนึ่งนะครับ ท่านดะนัย มะหิพันธ์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ดะนัย มะหิพันธ์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดอำนาจเจริญ ท่านประธานครับ ผมได้อ่าน รายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินกองทุนประกันสังคม สำนักงานประกันสังคม แล้วก็ดูตัวเลขที่ท่านลงในรายละเอียดในหน้า ๔ เรื่องสินทรัพย์ของกองทุน ก็ทำให้เห็นว่า กองทุนมีสินทรัพย์มากมายตั้ง ๕๔๘,๐๐๐ ล้านกว่าบาท แต่ที่ผมสงสัยครับท่านประธาน ผมสงสัยในรายการที่ ๗ เงินสมทบค้างรับ ซึ่งมีเงินสมทบค้างรับอยู่ทั้งหมด ๗๖,๖๓๘ ล้านบาทเศษ พอไปดูในรายละเอียดหมายเหตุประกอบคำชี้แจง ท่านบอกว่าเงินสมทบ ค้างรับงวดเดือนธันวาคม ๒๕๖๓ จากนายจ้างและผู้ประกันตนทั้งหมด ๑๒,๔๙๕ ล้านบาท แล้วก็มีจากส่วนราชการ ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท จากผู้ประกันตนโดยการสมัครใจ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท อันนี้คือค้างรับระยะสั้นจากเดือนธันวาคม ๒๕๖๓ แล้วพอไปดูค้างรับกรณี หลายงวดก็มีจากนายจ้างและผู้ประกันตนอีกตั้ง ๖,๒๒๒ ล้านบาทเศษ จากส่วนราชการ และผู้ประกัน ๔๗ ล้านบาทเศษ จากผู้ประกันตนโดยสมัครใจ ๒๐๐ กว่าล้านบาทเศษ ที่ผมถามเรื่องนี้ผมเรียนถามว่าเมื่อท่านไปลงเป็นสินทรัพย์ ท่านลงเป็นสินทรัพย์นั่นก็หมายถึง รายได้ที่จะเกิดขึ้นกับกองทุน แต่ในรายการค้างรับท่านไม่มีอะไรเป็นเครื่องยืนยันเลยว่า หมวดเงินค้างรับเหล่านี้จะได้รับกลับเข้ามาในกองทุนในเวลาไหนอย่างไร เพราะจากนายจ้าง ผู้ให้ประกันก็ยังไม่สามารถที่จะจัดเก็บได้ในระยะยาวก็เป็นจำนวนเงินตั้งหลายพันล้านบาท จึงอยากจะเรียนถามท่านว่าในการที่ท่านไปลงเป็นสินทรัพย์ถือว่าเป็นเงินรายได้ของกองทุน แต่ท่านยังมีหน่วยค้างรับอยู่ขณะนี้ ท่านมีวิธีการมีมาตรการมีแนวทางที่จะติดตามเงินเหล่านี้ อย่างไร ถึงจะไปลงในรายการหมวดเงินนี้ได้ ก็ขอให้ท่านได้ตอบด้วยครับ🔗
ขอบคุณครับ ฝ่ายผู้ชี้แจง ท่านเลขาธิการหรือท่านผู้ใดจะชี้แจง เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน นางสาวพรรณิกา เหลืองสุรีย์ ผู้ตรวจราชการกรม ขอขอบคุณจากคำถามของท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม จากเงินที่ว่าแบ่งเป็น ๒ ส่วนในระยะสั้น ระยะยาว ทางกองทุนเงินทดแทนได้เก็บ เงินตามประเภทกิจการนี้ไว้ เงินระยะยาวที่เราเก็บในเรื่องของชราภาพนะคะ ทางการบัญชี เราได้กันเงินทุกบาททุกสตางค์คงเหลือในแต่ละปีเอาไว้ จากงบการเงินหน้า ๔ แล้วก็หน้า ๕ จะเห็นว่าเรามีประมาณการหนี้สิน ประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพอยู่นะคะ ซึ่งเงินของ กองทุนตัวนี้เราได้กันเรียบร้อยแล้วคือทั้งหมด ๑.๖ ล้านล้านบาท ทั้งหมดที่เราสะสมมาตั้งแต่ เราจัดเก็บในกรณีของกรณีชราภาพ เรารับรู้ทางบัญชีไว้เป็นหนี้สินทั้งหมดแล้วนะคะ สำหรับ ทุนที่เหลืออยู่ก็คือเป็นทุนที่ยังไม่ได้จัดสรร กับทุนที่จัดสรรไว้ในกรณีอื่น เช่นเจ็บป่วยก็คือ เป็นการสำรองในส่วนของทุนนะคะ สำหรับความมั่นคงเดี๋ยวจะขอให้ท่านผู้อำนวยการ กองวิจัยจะเป็นคนชี้แจงนะคะ🔗
ต่อมาคือในเรื่องของหนี้สิน หนี้สินจากในงบการเงินที่บอกว่ามีหนี้สิน เงินสมทบค้างรับอยู่จำนวนมาก ในรายละเอียดสำหรับเงินที่มากที่สุดก็คือเงินของงวด เดือนธันวาคม คำว่า เงินสมทบ งวดเดือนธันวาคม ๑๗,๐๐๐ ล้านบาท ตัวนี้เกิดจากในกรณี ที่ค่าจ้างจะเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม แต่ค่าจ้างตัวนี้เมื่อหักเงินสมทบของผู้ประกันตน และนายจ้างนอกสมทบแล้ว ตามกฎหมายบอกให้จ่ายภายในวันที่ ๑๕ ของเดือนถัดไป ในทางบัญชีตัวนี้เป็นรายได้ที่คาดว่าต้องได้แน่นอนในเดือนมกราคม ในระบบของบัญชี จึงต้องตั้งค้างรับไว้ทั้งงวดเดือนของเดือนธันวาคม ซึ่งเงินตัวนี้จะได้รับในเดือนมกราคม สำหรับเงินสมทบค้างรับหลายงวดของนายจ้าง สำนักงานประกันสังคมเองก็มีมาตรการที่จะ ติดตามเงินสมทบค้างชำระนี้มาโดยตลอด จะสังเกตว่าเงินสมทบค้างรับก็จะลดลงมาเรื่อย ๆ สำหรับมาตรการของการติดตามเงินสมทบค้างชำระเราก็จะมีทั้งติดตามแล้วก็เตือนเชิงสั่ง แล้วก็ยึดอายัดในกรณีที่หากนายจ้างนั้นไม่มีเงินชำระกับเรา เราก็จะต้องมีการสอบทรัพย์สิน ของนายจ้างเป็นตามขั้นตอน สำหรับในเรื่องของการลงทุน ผลตอบแทนจากการลงทุน ปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ ปี ๒๕๖๕ จะขอเชิญให้ทางฝ่ายเจ้าหน้าที่ของเราได้ชี้แจงต่อไปนะคะ🔗
เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานครับ ผม ธนิทธิ์ ลอยพิมาย ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนา ก่อนอื่นต้องขอ กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์พิสิฐ ลี้อาธรรม สำหรับคำถามนะครับ เรื่องของกองทุน ๒ กรณี โดยเฉพาะเรื่องของกรณีชราภาพคิดว่าเป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจของสาธารณชน ซึ่งปัจจุบันนี้ในเดือนมีนาคม ๒๕๖๕ ยอดของ ๒ กรณี ซึ่งมีทั้งกรณีชราภาพและสงเคราะห์บุตร ก็จะอยู่ที่ประมาณ ๒ ล้านล้านบาทในสถานะปัจจุบัน โดยที่เป็นเรื่องของในอนาคตแนวโน้ม เรื่องของกองทุนชราภาพมีแนวโน้มที่มั่นคงอยู่ในช่วงซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นประมาณอีก ๒๐ ปีข้างหน้า หลังจากนั้นเนื่องด้วยโครงสร้างประชากรที่เราเปลี่ยนจากสังคมมาเป็นสังคม ผู้สูงอายุ รวมทั้งเรื่องอายุของประชาชนที่อายุยืนขึ้น ก็จะมีผลกระทบต่อเรื่องของกองทุน กรณีชราภาพ ซึ่งจากประมาณการที่นำเรียนไปก็คือว่าอีกประมาณ ๒๐ ปีข้างหน้ากองทุน ยังเพิ่มขึ้น เพียงแต่ว่าในอนาคตเริ่ม ๆ จะลดลงนะครับ อันนี้เป็นประมาณการกรณีที่เรายัง ไม่ได้มีการดำเนินการอะไรเลยนะครับ สภาพกองทุนจะเป็นในลักษณะนี้ อย่างไรก็ตามครับ สำนักงานประกันสังคมมีการให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องของ มาตรการที่จะมาดำเนินการในการที่จะรองรับความท้าทายต่าง ๆ นี้ เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง ที่หลายประเทศทั่วโลกได้เผชิญอยู่ โดยมาตรการสำคัญที่จะมีการสร้างความมั่นคงให้กับทาง กองทุนชราภาพ เช่นเรื่องของการขยายอายุเกษียณ แล้วก็เรื่องของการเพิ่มอัตราเงินสมทบ ซึ่งที่ผ่านมาเราก็ได้มีการศึกษาไป และในการดำเนินการก็จะต้องค่อยเป็นค่อยไป เคยมีการเสนอ ไว้แล้วนะครับ เพียงแต่ว่าที่ผ่านมาอาจจะเนื่องจากเป็นช่วงของโควิด (COVID) ทำให้อาจจะ ยังต้องชะลอไปก่อน ซึ่งในอนาคตเมื่อสังคมมีความพร้อมก็จะได้มีการมาทบทวนกัน แล้วก็ ดูว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้กองทุนชราภาพมีความยั่งยืนต่อไปในอนาคต ซึ่งเรื่องนี้จะต้องสร้าง ความเข้าใจแล้วก็ต้องมีการเตรียมการศึกษา แล้วที่สำคัญคือต้องดำเนินการอย่างค่อยเป็น ค่อยไปครับ อย่างเช่นกรณีของการขยายอายุเกษียณก็อาจจะต้องกำหนดเป็นรายปีว่าผู้ที่เกิด พ.ศ. นี้ จะขยายอายุเกษียณเป็นเท่าไร หรือว่าการขึ้นอัตราเงินสมทบก็แล้วแต่ก็จะต้องดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปอาจจะเป็น ขั้นบันได ซึ่งตรงนี้ทางสำนักงานประกันสังคมได้เคยมีการพิจารณา แล้วก็ได้มีการเสนอทาง คณะกรรมการประกันสังคมได้ให้ความเห็นชอบในหลักการเกี่ยวกับเรื่องของแผนสร้างความ ยั่งยืนของกองทุนประกันสังคม ซึ่งทางคณะกรรมการประกันสังคมก็ได้มีเห็นชอบในหลักการ แล้วก็ให้ทางสำนักงานประกันสังคมไปดำเนินการ ไปศึกษาในรายละเอียด ซึ่งเมื่อทุกอย่าง มีความพร้อมก็จะได้มานำเสนอทางท่านคณะกรรมการประกันสังคมเพื่อพิจารณาต่อไปครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนในเบื้องต้นเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ🔗
เชิญครับ🔗
สวัสดีค่ะ ดิฉัน นางสาวจีริสุดา เอี่ยมสกุล นักวิชาการแรงงานชำนาญการ จากกองบริหารการลงทุนของ สำนักงานประกันสังคมค่ะ ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณดอกเตอร์พิสิฐสำหรับคำถามเกี่ยวกับ เรื่องการลงทุน🔗
ขอตอบประเด็นแรก เรื่องเงินออมทรัพย์ที่ท่านพิสิฐมีข้อสังเกตว่าเรามีเงิน อยู่ในตัวเงินฝากออมทรัพย์ในปี ๒๕๖๓ เป็นจำนวนถึง ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งขอเรียนว่า เนื่องจากในปี ๒๕๖๓ เป็นปีที่เกิดวิกฤติโควิด (COVID) ทางสำนักงานจึงต้องสำรองเงินเอาไว้ ส่วนหนึ่งเพื่อใช้ในการจ่ายสิทธิประโยชน์ จึงทำให้ในปี ๒๕๖๓ มีเงินในตัวออมทรัพย์ แล้วก็ ตราสารหนี้ระยะสั้นเพิ่มขึ้นเนื่องจากต้องสำรองเอาไว้เนื่องจากเป็นวิกฤติ อันนี้เป็นประเด็น แรกนะคะ🔗
ประเด็นที่ ๒ จะเป็นประเด็นของอัตราผลตอบแทนในแต่ละปี ในปี ๒๕๖๓ ที่มีวิกฤติเกิดขึ้นเป็นวิกฤติโควิด (COVID) ปีแรก ผลตอบแทนที่เราได้ถ้าดูตามมาตรฐานบัญชี ภาครัฐ ซึ่งเราก็จะตีมูลค่าตลาดของสินทรัพย์ที่เราถือไว้เผื่อขาย แล้วเราก็จะดูตามราคาทุน ของตัวพันธบัตรซึ่งเป็นสินทรัพย์ส่วนใหญ่ที่เราลงทุนไว้ ผลตอบแทนที่ได้รับก็จะอยู่ที่ ๑.๗๖ เปอร์เซ็นต์ โดยมีผลตอบแทนที่รับรู้แล้ว ๕๙,๐๐๐ ล้านบาท สำหรับปี ๒๕๖๔ ตลาดก็เริ่มดีขึ้น แล้วเราก็มีการกระจายการลงทุนไปหลากหลายมากขึ้นทำให้ผลตอบแทน ในปี ๒๕๖๔ อยู่ที่ ๔.๙ เปอร์เซ็นต์ตามมาตรฐานบัญชีภาครัฐ โดยมีผลตอบแทนที่รับรู้แล้วอยู่ ประมาณ ๖๒,๐๐๐ ล้านบาท สำหรับปี ๒๕๖๕ ตรงนี้จะเป็นผลตอบแทนตั้งแต่มกราคมจน สิ้นสุดพฤษภาคม ๒๕๖๕ อย่างที่ทราบนะคะว่าภาวะตลาดตอนนี้ก็ได้รับผลกระทบจาก วิกฤติของรัสเซีย-ยูเครน แล้วก็เงินเฟ้อราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ซึ่งกระทบในตัวของตลาด ทั้งพันธบัตรที่เราถืออยู่แล้วก็ในตลาดหุ้นด้วยทำให้ผลตอบแทนจนถึงพฤษภาคมจะติดลบอยู่ ตามมาตรฐานบัญชีภาครัฐ ๑.๗๐ แต่อย่างไรก็ตามเราก็จะมีผลตอบแทนที่รับรู้แล้วที่เป็น ดอกเบี้ยรับ หรือเงินปันผล หรือกำไรจากการขายหลักทรัพย์เข้ามาอยู่ประมาณ ๓๗,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งก็เป็นผลตอบแทนที่ค่อนข้างจะเป็นกระแสเงินสดหรือว่าผลตอบแทนที่เข้ามา แน่นอน โดยในขณะที่ผลตอบแทนที่โชว์ (Show) ตามภาวะตลาดก็จะสะท้อนทางมูลค่าบัญชี ซึ่งเป็นการตีมูลค่า ก็เป็นตามภาวะตลาด และทางสำนักงานประกันสังคมก็มีการติดตาม อย่างใกล้ชิดถึงภาวะตลาด แล้วก็มีการปรับกลยุทธ์เพื่อลดผลกระทบจากภาวะตลาดให้มากที่สุด ขอบพระคุณค่ะ🔗
เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกทุกท่านครับ ผม นายนันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมครับ ขออนุญาตอบคำถามท่านอาจารย์พิสิฐอีกข้อหนึ่ง ข้อสุดท้ายครับ ก็เป็นเรื่องของการนำเงินออกมาใช้ก่อน ข้อนี้ต้องขออนุญาตนำเรียนย้อนไป ถึงเหตุผลความเป็นมาว่าจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) ที่ได้ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของลูกจ้างผู้ประกันตน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ และสังคมได้รับความเดือดร้อน กลุ่มผู้ใช้แรงงานก็ได้มีการยื่นข้อเรียกร้องต่อท่านนายกรัฐมนตรี ต่อท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และต่อท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ในเรื่องนี้ก็ขอให้สำนักงานประกันสังคมนั้นได้มีการปรับปรุงข้อกฎหมายเกี่ยวกับประโยชน์ ทดแทนในกรณีชราภาพในเรื่องนี้นะครับ โดยในประเด็นที่อยากจะได้มีการขอคืนและขอกู้ สำนักงานเองก็ได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาข้อเรียกร้องดังกล่าว นอกจากนั้นก็ได้มี การประชุมเพื่อเร่งการพิจารณาดังกล่าว ได้มีการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่มี ส่วนเกี่ยวข้องในประเด็นการนำเงินกองทุนชราภาพบางส่วนออกมาใช้ก่อน ได้มีการรับฟัง ความคิดเห็นระหว่างวันที่ ๑-๓๐ เมษายน ในปี ๒๕๖๔ ผ่านทางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบกลางทางกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และของสำนักงานประกันสังคม สำนักงานประกันสังคมได้สรุปและวิเคราะห์รายงานเมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน ก็มีผู้ที่เห็นด้วยนั้น มากกว่าผู้ที่ไม่เห็นด้วย สำนักงานประกันสังคมจึงได้ยกร่างพระราชบัญญัติโดยนำประเด็น ในเรื่องขอคืนหรือขอกู้ที่เอาออกมาใช้ก่อน ตามที่ท่านได้เอ่ยถึงนะครับ เรื่องนี้ผมได้นำไปให้ ทางคณะกรรมการนโยบายการบริหารทุนหมุนเวียนได้พิจารณาด้วย ซึ่งได้พิจารณาเหตุผล ความจำเป็นวัตถุประสงค์ แล้วก็พนักงานทุนหมุนเวียนเองก็ได้มีการประชุมเมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๖๔ ก็เห็นชอบให้นำเสนอคณะรัฐมนตรี ซึ่งหลังจากเสนอคณะรัฐมนตรีแล้ว ขณะนี้ก็อยู่ในวาระที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้หารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สัปดาห์ละ ๓ วัน ณ วันนี้ก็ยังดำเนินการอยู่ ผมขออนุญาตนำเรียนไม่ว่าจะเป็นเรื่องขอคืน หรือขอกู้นะครับ สำนักงานเองก็ได้พยายามที่จะชี้ให้เห็นว่าจะต้องเป็นกรณีที่มีเกิดเหตุวิกฤติ เศรษฐกิจร้ายแรง สาธารณภัยร้ายแรง หรือเหตุการณ์อื่น ๆ ที่กระทบต่อสถานการณ์ ทางเศรษฐกิจจริง ๆ อย่างเช่นโควิด (COVID) ที่ผ่านมา ก็คาดว่าจะเป็นสถานการณ์ที่ไม่ได้ เกิดขึ้นง่ายนัก ในขณะเดียวกันสำนักงานเองก็ได้ออกแบบไว้ เงินที่จะให้ผู้ประกันตนนั้นได้คืน หรือคืนไปก่อน หรือขอไปค้ำประกันเป็นเงินกู้ให้กับทางธนาคาร ซึ่งเขาเหล่านั้นบางคนก็ไม่มี เครดิตบูโรติด ไม่มีหลักประกันใด ๆ ในยามที่เดือดร้อน ก็คิดว่าจะเป็นเงินเพียง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ หรือเป็นเงินไม่เกิน ๓๐,๐๐๐ บาท ซึ่งมองว่าก็ไม่ได้เป็นเงินที่มากมายนักสำหรับบางคน แล้วก็จะต้องอยู่ในเงื่อนไขที่จะต้องมีวิกฤติจริง ๆ อย่างที่ผมได้นำเรียนในเบื้องต้นนะครับ ในส่วนเรื่องของคนรุ่นใหม่ที่ท่านได้กรุณาให้คำแนะนำว่าต้องการความชัดเจนนะครับ สำนักงานขออนุญาตรับไว้แล้วก็จะพยายามเพิ่มเติมสร้างการรับรู้ในช่องทางต่าง ๆ ให้มาก ยิ่งขึ้นนะครับ กราบขอบพระคุณท่านครับ🔗
ขอบคุณครับ จะชี้แจงต่อหรือครับ ที่จริงชี้แจงเฉพาะส่วนที่ท่านสมาชิกข้องใจก็พอนะครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม บุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ เลขาธิการสำนักงาน ประกันสังคม อยากจะกราบเรียนอย่างนี้ ท่านประธานครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่า พร้อมที่จะน้อมรับข้อสังเกตแล้วก็ข้อซักถามที่ทางท่านอาจารย์และท่านดะนัยได้กรุณา ให้ข้อแนะนำสำนักงานประกันสังคมก็จะน้อมรับ ที่สำคัญยิ่งจะพัฒนาการให้บริการ แล้วก็ พัฒนาความมั่นคงของกองทุนให้มีความมั่นคงและยั่งยืนมากขึ้น ในเรื่องนี้เคยทำการศึกษา กับท่านอาจารย์ไว้ครั้งหนึ่งแล้วตอนที่สถาบันพระปกเกล้า ก็ขออนุญาตน้อมรับไว้ แล้วก็ จะไปสร้างการรับรู้ให้มากขึ้น ขอบคุณครับ🔗
ก็ถือว่า ท่านสมาชิกได้สอบถาม ท่านอาจารย์มีอะไรอีกไหมครับ เชิญครับ🔗
ต้องขออภัยท่านประธานครับ เพื่อความกระจ่างก็คืออยากจะขอตั้งเป็นข้อสังเกตไว้ จะได้บันทึกไว้นะครับ🔗
ประการที่ ๑ ที่ท่านผู้ตรวจได้ชี้ให้เห็นว่าได้มีการบันทึกหนี้กรณีชราภาพไว้ อยู่ในงบหน้า ๕ ใช่ครับ อันนี้เป็นหนี้สิน แต่ที่ผมอยากจะให้ท่านทำก็คือเอาหนี้สินและทรัพย์สิน มาอยู่ด้วยกันครับ ว่าในขณะที่หนี้สินของท่านมันเพิ่มจาก ๑.๕๖ ล้านล้านบาท ในปี ๒๕๖๒ มาเป็น ๑.๖๔ ล้านล้านบาท ในปี ๒๕๖๓ ปรากฏว่าถ้าเราดูในส่วนของสินทรัพย์ซึ่งมันไม่มี การแยกครับว่าเป็นชราภาพหรือไม่ใช่ชราภาพ สินทรัพย์ในส่วนที่เป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ก็คือสินทรัพย์ระยะยาว หลายรายการมันไม่ชัดเจน ผมอยากให้ท่านเอาสินทรัพย์และหนี้สิน ของชราภาพมาอยู่ด้วยกัน เพื่อจะได้เห็นว่าเรากำลังติดลบหรือว่ามีเกิน มีความคล่องตัว ในการบริหารแค่ไหน ตรงนี้ที่ไม่ชัดเจน เพราะท่านไม่ได้แยกสินทรัพย์ออกมาให้เราดู นี่คือ ประการที่ ๑🔗
ส่วนประการของท่านรองเลขาธิการนะครับ ผมเข้าใจดีครับว่าเราคงอยากจะ เอาเงินมาช่วยประชาชน ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่นำเสนอเรื่องกฎหมาย กบข. ที่จะให้เอาเงิน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของ กบข. นี่ครับให้ข้าราชการที่เป็นเจ้าของเงินเขาเอาไปซื้อบ้านได้นะครับ ผมก็เป็นคนนำเสนอนะครับ และหลักของผมก็คือว่า กบข. เป็นเงินของข้าราชการเขาเอง เพราะฉะนั้นชอบที่เขาจะเอาเงินไปบริหาร เพราะฉะนั้นถ้าเกิดท่านจะแก้ตรงนี้ของประกันสังคม ท่านจะต้องคลิก (Click) ตรงนี้ก่อน เพราะเงินประกันสังคมเป็นเงินแผ่นดิน เป็นส่วนหนึ่ง ของเงินที่เขาเอามารายงานว่าเป็นเงินทุนหมุนเวียน เหมือนกับเป็นเงินของบริษัทประกันภัย ประกันชีวิตที่รับประกันทั่วไปและถึงเวลาก็จะจ่ายสินไหมทดแทนให้ ฉันใดท่านก็ทำแบบนั้น เพราะฉะนั้นอยู่ ๆ การที่ท่านเอาเงินแผ่นดินมาจ่ายออกนะครับ ท่านจะต้องปรับเปลี่ยน เสียก่อนครับ คือแปลงบัญชีแทนที่จะเป็นดิฟายด์ เบเนฟิต (Defined Benefit) หรือเป็น ดิฟายด์ คอนทริบิวชัน (Defined Contribution) ขออภัยที่ใช้ภาษาอังกฤษ ท่านต้องมี การปฏิรูประบบบัญชีท่านก่อน ก่อนที่ท่านจะจ่ายออกนะครับ เพราะว่าหลักการของกฎหมาย ประกันสังคมท่านตั้งมาเมื่อ ๓๐ กว่าปีที่แล้ว เป็นเงินเพื่อการประกันครับ ไม่ใช่เงินที่เอามา เป็นแบบบัญชี อย่างเช่น กบข. ขอบพระคุณมากครับ🔗
ท่านสมาชิกครับ ก็ถือว่าจบการรายงานรับทราบรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการตรวจเงินกองทุน ประกันสังคม สำนักงานประกันสังคม สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๓ แล้วนะครับ ก็ขอขอบคุณตัวแทนหน่วยงานจากกองทุนประกันสังคม สำนักงานประกันสังคมครับ ต่อไปครับ🔗
๒.๑๔ รับทราบรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินกองทุนจัดรูปที่ดิน เพื่อพัฒนาพื้นที่ กรมโยธาธิการและผังเมือง สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๓🔗
ด้วยเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งว่าคณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบ รายงานของผู้สอบบัญชี และรายงานการเงินกองทุนจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ กรมโยธาธิการ และผังเมือง สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๓ ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อทราบตามมาตรา ๘๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดรูปที่ดิน เพื่อพัฒนาพื้นที่ พ.ศ. ๒๕๔๗ ซึ่งรายละเอียดของรายงานประจำปีดังกล่าวเจ้าหน้าที่ ได้จัดวางตามที่นั่งของท่านสมาชิกแล้ว ท่านสมาชิกก็คงจะได้ศึกษาแล้วนะครับ ได้รับทราบ จากเจ้าหน้าที่ว่าสำหรับรายงานฉบับนี้ท่านสมาชิกได้ศึกษาแล้วไม่มีท่านสมาชิกท่านใดติดใจ ฉะนั้นผมจึงถือว่าสภาเราได้รับทราบรายงานฉบับนี้เป็นที่เรียบร้อยนะครับ🔗
ระเบียบวาระ ต่อไปครับ🔗
๒.๑๕ รับทราบรายงานประจำปี ๒๕๖๔ ของกองทุนเพื่อความเสมอภาค ทางการศึกษา🔗
ด้วยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาได้มีหนังสือแจ้งว่าเนื่องจาก ในวันนี้ผู้แทนจากหน่วยงานที่จะเข้าชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรติดภารกิจสำคัญ ซึ่งได้มีการกำหนดนัดหมายกันไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว จึงขออนุญาตเลื่อนการเข้าร่วมประชุม เพื่อชี้แจงรายงานต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรออกไปก่อนนะครับ🔗
ท่านสมาชิกครับ วันนี้เราก็ได้ประชุมกันมาพอสมควร พรุ่งนี้เราก็ยังจะมีการประชุมร่วมรัฐสภาอีก วันนี้ ผมกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่ให้ความร่วมมืออยู่ร่วมประชุมกันจนถึงบัดนี้ ฉะนั้นวันนี้ผมขอปิดการประชุมครับ ขอบคุณครับ🔗