รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๔
ครั้งที่ ๑๕/๒๕๖๕ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง)
วันพฤหัสบดีที่ ๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๕
ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา
______________________________
ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ขณะนี้เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกานะครับ ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมจะอนุญาตให้ ท่านสมาชิกได้ปรึกษาหารือตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๒๔ ขอท่านสมาชิกได้หารือท่านละ ๒ นาทีนะครับ ขออนุญาตไปตามลำดับรายชื่อนะครับ ท่านแรก คุณเอกชัย ทรงอำนาจเจริญ ขอเชิญเลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม เอกชัย ทรงอำนาจเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทยครับ ขอหารือท่านประธานถึงปัญหาเดือดร้อนของพี่น้อง ประชาชน🔗
เรื่องที่ ๑ เรื่องเงินช่วยเหลือเยียวยา อสม. ติดโควิด (COVID) ผมต้องขอบคุณ พี่น้อง อสม. ที่ผ่านมาช่วยเหลือพี่น้องในการดูแลควบคุมโรคมาตลอดจนหลายท่านต้องติด โควิด (COVID) เสียเอง อสม. บางรายได้รับเงินช่วยเหลือสนับสนุนในการติดโควิด (COVID) แต่ อสม. อีกหลายท่านยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือจากการติดโควิด (COVID) ทั้ง ๆ ที่บางราย มีอาการเจ็บป่วยเรื้อรังครับ ฝากกระทรวงสาธารณสุขได้ติดตามให้พี่น้อง อสม. ด้วยครับ🔗
เรื่องต่อมาก็คือเรื่องการกลับมาระบาดใหม่ของโรคลัมปีสกิน (Lumpy Skin) ซึ่งกำลังลุกลามบานปลายอยู่ในขณะนี้ ผมได้รับการร้องเรียนจากท่านปศุสัตว์และพี่น้อง ในหลายพื้นที่ว่าวัคซีนไม่เพียงพอ ฝากท่านประธานไปยังกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ให้ช่วยเร่งจัดหาวัคซีนให้เพียงพอกับพี่น้องเกษตรกรด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๓ ก็คือเรื่องเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาด ของโรคอหิวาต์หมู อหิวาต์หมูระบาดมาเป็นปีจนป่านนี้เกษตรกรหลายท่านยังไม่ได้รับเงิน ช่วยเหลือชดเชยเลยครับ ฝากท่านประธานไปยังรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ครับ ให้เร่งติดตาม อย่าให้ระบบราชการที่ล่าช้ามาซ้ำเติม มาปิดกั้นโอกาสในการฟื้นตัวของพี่น้อง เกษตรกรด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๔ ก็คือผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากท่าน อบต. และพี่น้องประชาชน บ้านนาคำใหญ่ ตำบลแก้ง อำเภอเดชอุดม เรื่องถนนเชื่อมต่อจากบ้านนาคำใหญ่ หมู่ที่ ๑๐ ตำบลแก้ง อำเภอเดชอุดม เชื่อมไปบ้านศรีเมืองใหม่ หมู่ที่ ๑๑ ตำบลนาเกษม อำเภอ ทุ่งศรีอุดม อยู่ในสภาพเสื่อมโทรม สัญจรด้วยความยากลำบาก ฝากท่านประธานไปยัง กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ให้เร่งจัดสรรงบประมาณทำถนน คอนกรีตเสริมเหล็กให้พี่น้องประชาชนได้รับความสะดวกด้วยครับ ขอบพระคุณครับ ท่านครับ🔗
ต่อไปคุณปริญญา ฤกษ์หร่าย ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายปริญญา ฤกษ์หร่าย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ผมต้องขออนุญาตปรึกษาหารือกับท่านประธาน ๓ เรื่องด้วยกัน🔗
เรื่องแรก ผมได้รับหนังสือจากองค์การบริหารส่วนตำบลบึงสามัคคีนะครับ ท่านนายกวิรุฬ ศิริพันธ์ ถนนทางหลวงหมายเลข ๑๐๗๔ จากบ้านทุ่งสนุ่นไปบ้านบึงบ้าน อำเภอบึงสามัคคี จังหวัดกำแพงเพชร หลักกิโลเมตรที่ ๔๓-๔๔ มีโค้งหักศอกที่อันตราย แล้วก็มีการเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งนะครับ ผมก็อยากจะฝากให้กรมทางหลวงมาติดตั้งสัญญาณ จราจรแล้วก็รวมถึงความชัดเจนในเรื่องของการเดินทางของพี่น้องประชาชนเพื่อลดอุบัติเหตุ แล้วก็มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนนะครับ🔗
ในเรื่องที่ ๒ เรื่องของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาวังบัว ฝายชั่วคราววังบัว ที่กั้นลำน้ำปิงบริเวณตำบลเทพนคร อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร ตอนนี้เริ่มมีการชำรุด ของฝาย ผมก็อยากจะฝากให้กรมชลประทานได้จัดสรรงบประมาณไปซ่อมบำรุงเพื่อไม่ให้ ฝายนั้นมีความชำรุดมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้🔗
ในเรื่องสุดท้ายก็คือเรื่องของกรมชลประทานเช่นเดียวกันนะครับ ก็อยากจะ ให้กรมชลประทานนั้นได้จัดสรรงบประมาณสร้างดาดคอนกรีตเส้น ๑ อาร์ (1R) ในโครงการ ส่งน้ำบำรุงรักษาวังบัว ระยะทางประมาณ ๒๘-๒๙ กิโลเมตร เพื่อเพิ่มศักยภาพในการส่งน้ำ ให้พี่น้องประชาชน ก็ขอกราบเรียนท่านประธานครับ🔗
ต่อไปคุณสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ผมขอหารือปัญหาเกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิที่ทำกินของชาวบ้าน ท่านประธานครับ ผมได้รับการร้องเรียนจากนายสมศรี บุญรินทร์ อายุ ๘๐ ปี นายสมบูรณ์ สารภาพ และชาวบ้านละทาย หมู่ที่ ๘ ตำบลละทาย อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ เนื่องจากชาวบ้านละทาย หมู่ที่ ๘ บางส่วนได้อาศัยที่ดินทำกินปลูกพริก ปลูกหอม และได้ สร้างบ้านเรือนทำมาหากินตั้งแต่บรรพบุรุษและที่ดินทำกินของชาวบ้านยังไม่มีเอกสารสิทธิ ประมาณ ๑๐๐ ครัวเรือน แต่บางครัวเรือนกลับมีเอกสารสิทธิเป็นโฉนด น.ส.๒ และ น.ส.๓ ก. ผมจึงขอฝากท่านประธานผ่านไปยังกรมที่ดิน สำนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ กระทรวงมหาดไทย เข้าไปตรวจสอบให้ด้วยครับและออกเอกสารสิทธิให้ด่วนด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ผมได้รับการร้องเรียนจากนายคำพา หาคำ เรื่องการจัดตั้งที่พักสงฆ์ เพื่อสร้างวัดที่พักสงฆ์บ้านหนองขุน ตำบลผักแพว อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ ได้จัดทำเอกสารหลักฐานตามระเบียบและกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ตามมาตรา ๔ (๑) แห่ง พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ เพื่อสร้างวัดให้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ชาวบ้านได้ส่งหนังสือ และทำตามขั้นตอนทุกประการตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๔ จนกระทั่งบัดนี้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็ยังไม่มีข้อชี้แจงใด ๆ ให้ทราบเลย เมื่อสอบถามไปยังกรมป่าไม้กับสำนักพระพุทธศาสนา แห่งชาติก็ปรึกษาหารือกันอยู่ให้รอไปก่อนตอนนี้ชาวบ้านรอมาเกือบปีแล้วครับก็ยังไม่ได้รับ คำตอบ ผมจึงขอฝากท่านประธานผ่านไปยังสำนักพระพุทธศาสนาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง🔗
เรื่องที่ ๓ ผมได้รับการร้องเรียนจากนายสนั่น สุขอ้วน นายกองค์การบริหาร ส่วนตำบลหนองบัว เรื่องสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าจากกรมชลประทาน กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ เมื่อประมาณปี ๒๕๕๐ ได้ให้บริการน้ำเพื่อการเกษตรและอุปโภคบริโภคให้กับ ประชาชนในเขตตำบลหนองบัวมาโดยต่อเนื่องผ่านคลองส่งน้ำจำนวน ๔ สาย ระยะทาง ประมาณ ๗,๔๐๐ เมตร ครอบคลุมพื้นที่จำนวน ๕ หมู่บ้าน ปัจจุบันสถานีสูบน้ำเดิม เป็นแบบแพลอยได้เกิดความชำรุดเสียหายไม่สามารถใช้การได้ทำให้ประชาชนประสบปัญหา การขาดแคลนน้ำ ฝากท่านประธานผ่านไปยังกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งดำเนินการให้ด้วยครับ ขอขอบคุณครับ🔗
ขอเชิญนางสาวพิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพนะคะ ดิฉัน พิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบ บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดกระบี่ ท่านประธานคะ ดิฉันได้รับการร้องเรียน จากชาวเกาะลันตา หมู่ที่ ๓ เกาะลันตาใหญ่ว่าในช่วงที่มีมรสุมเรือเสียหายมาก เพราะว่ามี มรสุมเข้าแล้วเรือก็แตกแล้วก็เป็นจริงค่ะท่านประธานเมื่อวาน ๒ วันก่อน เมื่อมรสุมเข้า ขอสไลด์ (Slide) ด้วยนะคะ🔗
มีเรือชาวบ้านเสียหาย กว่า ๒๐ ลำแตกที่คลองโตบ มีปัญหาว่าชาวบ้านเสียหายมากเสียหาย ๒๐ กว่าลำ ซึ่งปัญหานี้ ท่านประธานคะสามารถแก้ได้โดยการขุดคลองเข้าไปให้เก็บข้างใน นี่ค่ะเรือแตกชาวบ้าน เสียหายเดือดร้อนเรือล่มพายุมากเพราะว่าไม่มีที่เก็บเรือเลยค่ะ นี่คือที่เกาะลันตาใหญ่ค่ะ แต่ที่ศาลาด่านมันมีการแก้ปัญหาแล้วโดยท่านนายกเทศมนตรีพงศ์สวัสดิ์ ดำรงอ่องตระกูล แล้วก็ที่ปรึกษากำนันอารีย์ ลู่เด็นบุตร ก็ได้ขุดทางเรือเข้าไปให้เรือได้จอด รูปต่อไปนะคะ มันมีทางแล้วดิฉันถึงปรึกษาหารือส่งไปถึงกรมทรัพยากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้รีบสร้าง ทางเข้าเรือแบบนี้ให้เรือนี้มีความปลอดภัยในชีวิตค่ะ และที่สำคัญที่สุดคือควรจะมีการเจรจา ให้ชัดเจนนะคะว่าเรือนี้เขื่อนที่จะสร้างเป็นเขื่อนไม้ไผ่หรือเป็นเขื่อนคอนกรีตค่ะ โดยให้ นายอำเภอเกาะลันตาทำหนังสือถึงหัวหน้า ผู้ว่า แล้วก็หัวหน้าทุกส่วนแล้วนะคะ ดิฉัน ขอปรึกษาหารือผ่านทุกส่วนนี้เข้าไปถึงประชาชนได้รับการแก้ไขโดยเร็วที่สุดค่ะ🔗
อีกเรื่องหนึ่งท่านประธานคะ จากจังหวัดกระบี่ค่ะ ได้รับการร้องเรียนจาก เจ้าหน้าที่บางส่วนของเจ้าหน้าที่ที่สนามบินจังหวัดกระบี่ว่าทุกวันนี้สนามบินได้รับ การดำเนินงานมากขึ้นแล้วค่ะไฟลท์ (Flight) ต่าง ๆ ก็มากขึ้นแล้ว เพียงแต่ว่าเจ้าหน้าที่ ทำงานบางคนทำงานถึง ๑๖ ชั่วโมงติดต่อกันแล้วเงินโอที (OT) ค่าใช้จ่ายก็ยังไม่ได้รับ ๓ เดือนแล้วค่ะ ซึ่งเราจะคาดหวังบริการที่ดีต้อนรับนักท่องเที่ยวหลังโควิด (COVID) ได้อย่างไรถ้ายังมีการจัดการอย่างนี้อยู่ จึงหารือท่านประธานช่วยจัดการให้ด้วยค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะ🔗
คุณวุฒินันท์ บุญชู ครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม วุฒินันท์ บุญชู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๔ จังหวัดสมุทรปราการ พรรคก้าวไกล สืบเนื่องจากผมเอาปัญหามาปรึกษาท่านประธานเมื่อ ๖ เดือนที่แล้วนะครับ ก็คือปัญหา การจราจรในอำเภอบางพลี โดยเฉพาะเรื่องรถเทรลเลอร์ (Trailer) หรือรถหัวลาก ปัญหา ที่เกิดขึ้นในอำเภอบางพลีหลังจากที่ผมได้ปรึกษาหารือกับท่านประธาน ๑ เดือนต่อมา ทางหน่วยงานราชการ ภาคเอกชนและผู้ประกอบการได้ร่วมกันประชุมและเชิญผม เข้าประชุมด้วยเพื่อหาแนวทางแก้ไข ปัญหาก็ได้รับการแก้ไขมาในระดับหนึ่ง แต่เมื่อ ๖ เดือนผ่านไป คือปัจจุบันนี้ปัญหานั้นได้กลับเข้ามาอีกครั้งหนึ่งครับ ปัญหาที่ว่าก็คือ ปัญหาเรื่องการจราจร โดยเฉพาะรถหัวลากซึ่งใช้ลากตู้คอนเทนเนอร์ (Container) ในบริเวณ เช่นถนนบางนา-ตราด ตรงจุดตัดระหว่างถนนบางพลี-กิ่งแก้ว ซึ่งเป็นคอขวด การจราจรก็คับคั่ง แต่มีรถเทรลเลอร์ (Trailer) ได้เข้าแถวกันเป็นระยะทางเป็นกิโล ๆ เพื่อที่จะออกถนน บางนา-ตราด🔗
ประเด็นที่ ๒ ในถนนวัดบางพลีหรือถนนวัดบางพลีใหญ่ใน หรือบางทีเรียกว่า วัดหลวงพ่อโต ซึ่งการจราจรในนั้นก็คับคั่งถนนก็คับแคบแต่ได้มีรถเทรลเลอร์ (Trailer) เข้ามาจอดบริเวณเลน (Lane) ซ้ายของถนนเพื่อที่จะรอเข้าลานตู้ใช้ระยะทางเป็นกิโล ๆ ปิดทางเข้าหมู่บ้านสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก ประชาชนได้ ร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น สภ.บางพลี ศูนย์ดำรงธรรม แต่ก็ยังไม่ได้รับการ แก้ไข ผมในฐานะของผู้แทนราษฎรซึ่งรับผิดชอบอยู่ในเขตนั้นก็อยากจะเอาปัญหานี้มาแจ้งให้ ท่านประธานทราบและให้ทำหนังสือไปถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง โดยเฉพาะ สภ. บางพลีและหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ ที่รับผิดชอบให้เร่งดำเนินการในการจัดเกี่ยวกับ ปัญหาด้านนี้ให้ยั่งยืนและแก้ปัญหาโดยดูความรับผิดชอบ โดยให้ความเห็นใจประชาชน ด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
คุณกองตรี อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายกองตรี อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั้งที่ ๓ พรรคพลังประชารัฐครับ วันนี้ผมมีปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมากราบหารือกับท่านประธาน ๑ เรื่อง ก็คือเรื่องปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวตำบลวังอ่าง อำเภอชะอวด จังหวัด นครศรีธรรมราช ซึ่งมีปัญหาอยู่ ๓ ประเด็น ตามที่ผมได้ไปพบปะกับพี่น้องประชาชนนะครับ ขอสไลด์ (Slide) ด้วยนะครับ🔗
ที่อำเภอชะอวด ก็ได้พบว่าในตำบลวังอ่าง หมู่ที่ ๕ ตำบลวังอ่าง ก็บ้านวังหอน บ้านหลังอ้ายหมี บ้านหนักเหรียง🔗
ปัญหาที่ ๑ ก็คือมีปัญหาเรื่องการประกอบอาชีพทางการเกษตร การตัดโค่น ต้นยางพาราที่หมดอายุการใช้งานหรือว่าใช้งานมาเป็นเวลานานแล้วไม่สามารถจะกรีดยาง ให้มีคุณภาพได้ เมื่อจะไปตัดโค่นปลูกใหม่นี้ก็มีปัญหาเรื่องที่ซับซ้อนกับที่ป่าไม้ ที่อุทยาน ก็ขอให้ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เข้าไปดูแลหาวิธีการแก้ปัญหา🔗
ปัญหาที่ ๒ ก็คือเรื่องกระแสไฟฟ้าที่ใช้ในหมู่บ้านไม่เพียงพอ ในพื้นที่นี้มีการ ส่งเสริมการท่องเที่ยว มีพี่น้องประชาชนเข้าไปท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากในแต่ละเทศกาล ก็ไม่มีความสะดวกในการที่จะใช้เรื่องของกระแสไฟฟ้าและสัญญาณอินเทอร์เน็ต (Internet) ขอให้ กสทช. เข้าไปช่วยดูแลด้วยนะครับ🔗
ปัญหาที่ ๓ ก็คือเรื่องของการใช้กระแสไฟฟ้าที่จะเป็นเรียกว่าผลิตไฟฟ้าที่อยู่ ในอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำใส เพราะเป็นพื้นที่ที่มีอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำใสอยู่ในที่นั้น ตามนโยบายของ รัฐบาลครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
คุณวิสิษฐ์ เตชะธีราวัฒน์🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม วิสิษฐ์ เตชะธีราวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ขอนำ ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนโดยได้รับการบอกกล่าวจากผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น โดยเฉพาะท่าน สท. แจ็ค ท่านณรงค์ชัย เขื่อนแก้ว สท. ในตำบลเจดีย์หลวง แล้วก็ในตำบล แม่พริก อำเภอแม่สรวย เกี่ยวกับเรื่องไฟฟ้าแสงสว่าง ถนนช่วงระหว่างอำเภอแม่สรวย ถึงอำเภอเวียงป่าเป้า หมายเลข ๑๑๘ บริเวณหน้าโรงพยาบาลอำเภอแม่สรวย บ้านสันจำปา บ้านแม่พริก บ้านป่าซางพัฒนาและบ้านหนองหล่ม ไฟฟ้าแสงสว่างดับมาเป็นระยะเวลาเกือบ ๑ ปีแล้วครับ ได้แจ้งไปที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็คือแขวงการทางที่ ๑ เชียงราย แต่ก็ไม่ได้รับ การตอบสนอง ทำให้เกิดอุบัติเหตุล้มตายกันเป็นจำนวนมาก ก็ขอให้ท่านประธานได้แจ้งไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้องครับ โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคมด้วยนะครับ🔗
อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องลำไย ปีนี้ลำไยตกต่ำมากครับ ชาวสวนลำไยได้ฝาก คลิป (Clip) ขอคลิป (Clip) ครับ สะท้อนให้เห็นว่าพี่น้องชาวสวนลำไยเดือดร้อนนะครับ ว่าลำไยปีนี้ตกต่ำอย่างมากครับ ขอคลิป (Clip) ลำไยด้วยครับ🔗
ลำไยราคาปีนี้ไม่ถึง ๑๒ บาทครับ เปิดเสียงนิดหนึ่งครับจะได้ฟังที่พี่น้องได้พูดถึงครับ นี่ละครับคลิป (Clip) ที่พี่น้องชาวสวน ลำไยฝากนะครับว่าปีนี้ลำไยตกต่ำมาก ๑๒ บาท แล้วเบอร์เล็กกิโลกรัมละ ๕๐ สตางค์ พี่น้องฝากถามครับว่าเงินชดชยลำไยไร่ละ ๒,๐๐๐ บาท ไม่เกิน ๒๕ ไร่ ฟรุตบอร์ด (Fruit Board) ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้อนุมัติในหลักการแล้ว ตอนนี้เสนอไปที่ ครม. ก็ฝากท่านนายกประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านให้ความหวัง ท่านรับปากพี่น้องเกษตรกร ชาวสวนลำไยแล้วช่วยอนุมัติด้วยครับ เงิน ๒,๐๐๐ บาทไม่เกิน ๒๕ ไร่ ก็เพื่อชดเชย ความเดือดร้อนให้พี่น้องชาวสวนลำไยในภาคเหนือตอนบนด้วยครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน🔗
นายขวัญเลิศ พานิชมาท ครับ🔗
กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ ผม นายขวัญเลิศ พานิชมาท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขตอำเภอศรีราชา และเกาะสีชัง วันนี้ผมมีเรื่องจะปรึกษาหารือเร่งด่วนกับท่านประธาน ๒ เรื่องนะครับ🔗
เรื่องแรกเป็นปัญหาคาราคาซังไม่รู้จักจบจักสิ้นของถนนสาย รย. ๓๐๑๓ ปากร่วม-มาบยางพร ของทางหลวงชนบทระยอง ถนนเพียงแค่ระยะทาง ๑๗ กิโลเมตร ที่สร้างมามากกว่า ๕ ปีแล้วและไม่มีวี่แววว่าจะเสร็จสิ้นสักทีนะครับ ผมได้นำเรื่องนี้มาพูด ในสภาตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ ตั้งแต่เริ่มมาเป็นผู้แทน จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะเสร็จนะครับ เมื่อ ๓ เดือนที่แล้วอธิบดีกรมทางหลวงชนบทก็ได้ลงไปสั่งการด้วยตนเองนะครับ สุดท้ายก็เหมือนเดิมชาวบ้านเกิดอุบัติเหตุตกหลุม ตกท่อไม่เว้นแต่ละวันเสียหายทั้งชีวิต และทรัพย์สิน ชาวบ้านทุกข์ทนทรมานมาเป็นระยะเวลานานมากเกินไปแล้วครับ ก็ขอฝาก ท่านประธานไปยังกรมทางหลวงชนบท สังกัดกระทรวงคมนาคม ให้เร่งแก้ไขให้ชาวบ้าน อย่างเร่งด่วนด้วยครับ🔗
ส่วนเรื่องที่ ๒ เป็นปัญหาด้านคุณภาพชีวิตของชาวอำเภอศรีราชา โรงพยาบาลหลักประจำอำเภอศรีราชาก็คือโรงพยาบาลแหลมฉบังที่คนเกือบทั้งอำเภอ ต้องเข้ารักษาตามสิทธิที่นี่นะครับ เครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์มีพร้อมทุกอย่างเลย แต่ขาดบุคลากรทางการแพทย์ทั้งหมอและพยาบาลนะครับ การตรวจรักษาจึงไม่ทั่วถึง การดูแลผู้ป่วยจึงไม่ทั่วถึงอย่างเต็มที่ ขอให้ต้นสังกัดกระทรวงสาธารณสุขช่วยส่งเจ้าหน้าที่ บุคลากรทางการแพทย์ทั้งหมอและพยาบาลมาเสริมอย่างเร่งด่วนด้วยนะครับ รวมถึง ช่วยปรับปรุงด้านการบริการให้ดีกว่านี้ด้วยนะครับ อย่าให้ชาวบ้านขนานนามว่าโรงฆ่าสัตว์ อีกเลยครับ อันนี้ชาวบ้านฝากมานะครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗
คุณบัลลังก์ อรรณนพพร ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายบัลลังก์ อรรณนพพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขต ๑๐ พรรคเพื่อไทย วันนี้มีเรื่องหารือกับท่านประธาน ๓ เรื่องด้วยกัน ดังนี้ครับ ท่านประธาน🔗
เรื่องที่ ๑ ได้รับการร้องเรียนจากนายภัทรพงศ์ สถิตชล นายกองค์การบริหาร ส่วนตำบลหินตั้ง อำเภอบ้านไผ่ ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนจากถนนที่สัญจรไปมาชำรุด เสียหาย คือถนนเส้นระหว่างบ้านหินลาด หมู่ที่ ๗ ตำบลหินตั้ง เชื่อมต่อตำบลบ้านลาน อำเภอบ้านไผ่ ระยะทาง ๔ กิโลเมตร และถนนเชื่อมระหว่างบ้านนาโน หมู่ที่ ๙ ตำบลหินตั้ง ถึงบ้านหินฮาว อำเภอเปือยน้อย จังหวัดขอนแก่น ระยะทาง ๕.๓ กิโลเมตร ทั้ง ๒ เส้นนี้ เคยหารือกับท่านประธานในสภาแห่งนี้ในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ แล้ว แต่ไม่ได้รับการแก้ไข🔗
เรื่องที่ ๒ ได้รับการร้องเรียนจากนายภิญโญ ศรีทัพสกุลชาย นายกองค์การ บริหารส่วนตำบลแคนเหนือ และพี่น้องประชาชนชาวตำบลแคนเหนือ ทุกคนที่เดินทาง สัญจรไปมาผ่านถนนเส้นบ้านแคนเหนือ หมู่ที่ ๑ ตำบลแคนเหนือ อำเภอบ้านไผ่ ไปยัง บ้านหนองขี้เห็น ตำบลบ้านหัน อำเภอโนนศิลา จังหวัดขอนแก่น ระยะทาง ๑๐ กิโลเมตร พี่น้องประชาชนทั้ง ๒ อำเภอได้ร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไข หน่วยงานที่รับผิดชอบคือองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่นครับ🔗
เรื่องที่ ๓ ได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนชาวตำบลแคนเหนือ ตำบลหนองน้ำใส ผ่านนายกองค์การบริหารส่วนตำบลทั้ง ๒ แห่ง เรื่องขอให้ซ่อมแซมถนน เส้นบ้านหนองน้ำใสถึงบ้านโคกโพธิ์ไชย อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ถนนเส้นนี้สัญจร ไปมาลำบากมาก ไม่มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยประชาชนทั้ง ๒ ตำบล ได้สะท้อนปัญหาความเดือดร้อนผ่านโซเชียล (Social) ร้องขอให้มีการปรับปรุงซ่อมแซม ถนนดังกล่าวอย่างเร่งด่วน หน่วยงานที่รับผิดชอบคือองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น และมีประชาชนร้องเรียนว่างบองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่นที่ได้รับการจัดสรรมา แต่ละเขตได้มีแต่ไปศึกษาดูงาน ไม่ได้ตอบโจทย์ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่โดยตรง กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาววชิราภรณ์ กาญจนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ดิฉันขออนุญาตหารือท่านประธานค่ะ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการดังต่อไปนี้🔗
เรื่องแรก จัดสร้างแหล่งเก็บน้ำเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านที่ขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ และน้ำทางด้านการเกษตร ดังต่อไปนี้ ๑. จัดสร้างอ่างเก็บน้ำบ้านสวนกล้วย พร้อมสถานี สูบน้ำและระบบชลประทานหมู่ที่ ๑๗ ตำบลบ้านส้อง อำเภอเวียงสระ ๒. จัดสร้างฝาย คลองถม พร้อมสถานีสูบน้ำและระบบชลประทานหมู่ ๒ ตำบลคลองปราบ อำเภอ บ้านนาสาร แทนฝายเก่าที่ชำรุดอยู่ ๓. จัดสร้างแก้มลิงบ้านคลองเสียว พร้อมสถานีสูบน้ำ และระบบชลประทานหมู่ ๑๐ ตำบลเวียงสระ อำเภอเวียงสระ🔗
เรื่องที่ ๒ แก้ไขปัญหาแนวตลิ่งพัง ดังต่อไปนี้ ๑. ตลิ่งริมคลองฉวางหมู่ที่ ๑ ถึงหมู่ที่ ๔ ตำบลท่าชี อำเภอบ้านนาสาร ๒. ตลิ่งริมคลองฉวาง หมู่ที่ ๔ ตำบลลำพูน อำเภอบ้านนาสาร ๓. ตลิ่งริมแม่น้ำตาปี หมู่ ๖ ตำบลคลองฉนวน อำเภอเวียงสระ🔗
เรื่องที่ ๓ แก้ไขปัญหาถนนมีสภาพแคบชำรุดเป็นหลุม เป็นบ่อขนาดใหญ่ ๑. ถนนสายห้วยระกำเชื่อมระหว่างตำบลควนสุวรรณกับเทศบาลเมืองนาสาร อำเภอ บ้านนาสาร ๒. ถนนสายตัดใหม่เลียบทางรถไฟเชื่อมระหว่างตำบลคลองปราบกับตำบลพรุพี อำเภอบ้านนาสาร ๓. ถนนสายนาสาร-ท่าชี-เคียนซา เชื่อมจากถนนสายเอเชียไปตำบล อรัญคามวารี อำเภอเคียนซา🔗
เรื่องที่ ๔ ขอให้เร่งจัดสรรที่ดินทำกินที่เอกชนเคยเช่าจากรัฐเพื่อปลูก ปาล์มน้ำมัน ปัจจุบันได้หมดสัญญาเช่าแล้วในหลายอำเภอของจังหวัดสุราษฎร์ธานีให้กับ ชาวบ้านที่ไม่มีที่ดินทำกินได้มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง🔗
เรื่องที่ ๕ ปรับปรุงซ่อมแซมสนามกีฬาเทศบาลตำบลเวียงสระ เนื่องจาก ปัจจุบันมีสภาพทรุดโทรมมาก🔗
เรื่องสุดท้ายค่ะ แก้ไขปัญหาและป้องกันช้างป่าบุกรุกทำลายพืชผลทางการ เกษตรของชาวบ้านในหลายอำเภอของจังหวัดสุราษฎร์ธานี กราบขอบพระคุณค่ะ🔗
คุณทองแดง เบ็ญจะปัก🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม นายทองแดง เบ็ญจะปัก ส.ส. พรรคก้าวไกล จังหวัด สมุทรสาคร เขต ๑ มีเรื่องปรึกษาหารือท่านประธาน ๒ เรื่องนะครับ🔗
คือเรื่องเนื่องจากสะพานยูเทิร์น (U-turn) กลับรถตรงวัดบางไผ่เตี้ยได้ชำรุดเสียหายแล้วก็หล่นลงมาทับประชาชนบาดเจ็บ ๒ รายและเสียชีวิต ๒ ราย ก่อนอื่นนั้นกระผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งไปยังญาติ ผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ และผู้ได้รับการกระทบกระเทือนจากการไปวิ่งยูเทิร์น (U-turn) ไกล แล้วก็ได้รับความเดือดร้อนในการเดินทางไปกลับ คือออกจากท่าฉลอมไปต้องไปยูเทิร์น (U-turn) ที่แยกบ้านแพ้วใช้เวลานานประมาณ ๘ กิโลเมตร ซึ่งเคยปรึกษาหารือกับ กรมทางหลวงผู้รับผิดชอบว่าจะกลับใกล้กว่านั้นได้ไหม เขาบอกว่าใกล้ไม่ได้เพราะเกิด อันตรายจากการที่รถจะวิ่งทางตรงนั้นมากเกินไป เพราะฉะนั้นในเมื่อกลับไม่ได้นั้น ก็ขอให้ หน่วยงานที่รับผิดชอบหรือเกี่ยวข้องนั้นขอให้ติดไฟแสงสว่างและเครื่องหมายจราจรต่าง ๆ ให้ชัดเจนและถูกต้อง🔗
อีกปัญหาหนึ่งนะครับ เมื่อจังหวัดสมุทรสาครนั้นได้มีสะพานข้ามคลอง มหาชัยใช้มาเป็นเวลานานแล้วเกิดการชำรุดเสียหายเกิดขึ้น ทำให้ประชาชนในจังหวัดสมุทรสาคร ตอนนี้เดินทางลำบากมากในการที่จะเดินทางเข้าเมืองหรือเดินทางผ่านเข้ามาในตัว อำเภอเมือง สะพานนั้นเกิดการแตกร้าวแล้วก็เป็นอันตราย อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมทางหลวงหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมนั้นได้จัดสรรงบประมาณ ได้จัดสร้างซ่อมแซมหรือทำถนน หรือสะพานใหม่ให้จังหวัดสมุทรสาครด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
คุณพิบูลย์ รัชกิจประการ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายพิบูลย์ รัชกิจประการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย เขต ๑ จังหวัด สตูลครับ ผมขอหารือปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ใช้สัญจรทางถนน ในเขตเทศบาลเมืองสตูลและเขตเทศบาลตำบลคลองขุด โดยเฉพาะชั่วโมงเร่งด่วนการจราจร ติดขัดมากทำให้การสัญจรไม่สะดวกและปลอดภัย สาเหตุมาจากมีทางเข้าเมืองถนนสายเดียว ทำให้เกิดปัญหาในการสัญจร ดังนั้นทาง อบจ. เทศบาลเมืองสตูล เทศบาลตำบลคลองขุด ได้ทำโครงการและตั้งงบประมาณรายจ่ายเพื่อแก้ปัญหาการจราจรในเขตเมืองสตูล ฝั่งตะวันออกตั้งงบศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมถนนทั้ง ๒ สาย ถนนสายหลักจากแยก ทางหลวงชนบทที่ สต. ๓๐๑๖ ตำบลคลองขุดไปบรรจบที่แยกถนนยาตราสวัสดิ์ ตำบลพิมาน อำเภอเมืองสตูล โดยกรมทางหลวงชนบทเป็นคนออกแบบและก่อสร้าง ขณะนี้ อยู่ในระหว่างการดำเนินงานของกรมทางหลวงชนบท ถนนสายรองจากถนนสายบ้านท่าจีน คลองพร้าว ถึงบ้านโคกพยอมที่ยังไม่สามารถ ดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จได้ตลอดสาย เทศบาลตำบลคลองขุดเป็นผู้ดำเนินการ ในการก่อสร้างซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการอยู่ในขั้นตอนเสนอถึงเลขาธิการ คณะรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ท่านประธานครับ การก่อสร้างถนน ๒ สาย ได้ดำเนินการตามขั้นตอนมาเป็นระยะเวลาเกือบ ๒๐ ปี เป็นถนนที่ชาวบ้านเรียกว่า ถนนในตำนาน พี่น้องประชาชนได้มาร้องเรียนกับผมให้ช่วยแก้ปัญหา ผมจึงได้เรียนต่อ ท่านประธานให้ช่วยแจ้งกรมทางหลวงชนบทให้เร่งรัดขั้นตอนการดำเนินงานเพื่อให้ คณะรัฐมนตรีมีมติยกเว้นการใช้ป่าชายเลนเพื่อขออนุญาตใช้พื้นที่ในการก่อสร้างถนน ถนนสายรองก็เร่งให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรีเร่งดำเนินการเพื่อให้คณะรัฐมนตรีมีมติผ่อนผัน ยกเว้นการใช้ป่าชายเลนเพื่อขออนุญาตในพื้นที่ในการก่อสร้างถนนต่อไปครับ ขอบพระคุณ มากครับ🔗
คุณวิสาร เตชะธีราวัฒน์🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิสาร เตชะธีราวัฒน์ จังหวัดเชียงรายจากพรรคเพื่อไทยนะครับ สืบเนื่องจากที่มีปัญหาปิดสนามบิน นานาชาติแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ ๓๐ ที่ผ่านมา ท่านประธานครับ จากวันนั้น ถึงวันนี้นับกินเวลา ๖ วันแล้ว ทราบข่าวว่าขณะนี้มีข่าวดีที่ทางการเก็บกู้เสร็จเมื่อประมาณ ตีสาม ๕๗ นาทีของเมื่อคืน ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมอยากจะเรียกร้องท่านประธานก็คือว่า อันที่ ๑ มันเกิดความล่าช้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งแทนที่กัปตันจะได้รับการยกย่องว่าทำให้ ผู้โดยสารปลอดภัย แต่ปรากฏว่าจากการบริหารผิดพลาดของทางสายการบินก็ไปแอบอ้างว่า มีการดูแล มีการบริหารจัดการให้ผู้โดยสารอย่างดี ซึ่งตรงนี้ล่ะผมคิดว่าเป็นโอกาสที่เสียไป ของสายการบิน สิ่งที่ผมอยากเรียกร้องก็คือขณะนี้มันเกิดอะไรขึ้นมาครับ ผู้บริหารประเทศ ผู้บริหารกระทรวงคมนาคม ไม่ว่าจะเป็น พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ว่าจะเป็น ท่านรัฐมนตรีศักดิ์สยาม ชิดชอบ ท่านรอรับรายงานอยู่หรืออย่างไรครับ จนบัดนี้ท่านทราบ ไหมว่าจังหวัดเชียงราย ผมขอเรียกร้องเสียงดัง ๆ ให้ท่านประธานได้รับรู้ว่าขณะนี้ คนเชียงรายถ้านับเป็นหัวขึ้นเครื่องบินเสียหายไปประมาณ ๓๔ เที่ยวบิน เฉลี่ยแล้ว ๒,๓๐๐ คนต่อ ๑ วัน เที่ยวบินอื่น ๆ อีกนะครับ และเราจะต้องเสียหายเกี่ยวกับนักท่องเที่ยว เสียหาย เกี่ยวกับคนที่จะเดินทางไปทำมาหากิน ธุรกิจต่าง ๆ ซึ่งยอดเงินเหล่านี้วัน ๆ หนึ่งประมาณสัก ห้า หก สิบล้านบาท เรื่องเหล่านี้ใครรับผิดชอบครับ อยากเรียกร้องท่านประธานว่า ขอท่านประธานครับ เราเหลือเวลาอีก ๕ ๖ เดือนจากสภาชุดนี้ เราบริหารโดยที่ไม่ต้องส่ง เอกสารไปใช้เวลา ๓ เดือน ๕ เดือน ขอท่านประธานว่าเราพัฒนาโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ได้ไหมครับ ขอเรียกร้องเสียงดัง ๆ ตรงนี้ให้ส่งไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และท่านนายกรัฐมนตรีว่าต้องเรียกร้องตรงนี้เพื่อที่จะต้องเรียกร้องศักดิ์ศรีการท่องเที่ยว ของประเทศชาติกลับคืนมา รายได้จะต้องกลับคืนมาไม่อย่างนั้นความเชื่อมั่นของไอเคโอ (ICAO) ต่างชาติ ไม่เหลืออยู่เลยครับ ท่านประธานครับ ขอเรียกร้องดัง ๆ ครับ🔗
คุณสุชาติ อุสาหะ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สุชาติ อุสาหะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดเพชรบุรี วันนี้ผมมีเรื่องหารือ ท่านประธานผ่านไปถึงท่านศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แล้วก็ ถึงท่านผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน สตง. กรณีอุบัติเหตุคานสะพานกลับรถตกที่ถนนพระราม ๒ ทางหลวงหมายเลข ๓๕ อยู่ในความรับผิดชอบของนายสมบัติ ประภพรัตนกุล ผู้อำนวยการ ศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ ๓ ปทุมธานี เป็นงานทำเอง มีผู้เสียชีวิต ๒ คนและบาดเจ็บ อีกจำนวนหนึ่ง สาเหตุที่แท้จริงเกิดจากขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ผิดพลาด หรือเพราะ โครงสร้างสะพานมีปัญหา ข้อเท็จจริงนี้มีความสำคัญมากเหมือนกรณีเครื่องบินตกต้องหา สาเหตุให้ได้ว่ามาจากนักบินหรือเครื่องบิน เพราะถ้าไม่รู้จะทำให้เครื่องบินรุ่นนั้นทั้งหมด ขึ้นบินไม่ได้ กรณีนี้ก็เช่นกันถ้ากรมทางหลวงไม่ชี้ถึงสาเหตุที่แท้จริงจะทำให้กระทบต่อความ น่าเชื่อถือของโครงสร้างพื้นฐานทั้งประเทศ และจากการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน มีแนวโน้มว่าน่าจะเกิดจากการวางแผนการรื้อถอนที่ผิดพลาดหรือประมาท ขอภาพด้วย นะครับ🔗
และในส่วนของการทำงานมีการควบคุมดูแล ให้เป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ โดยเฉพาะกรณีที่มีการซ่อมแซมหรือทำงาน ในขณะที่มี การจราจรด้านล่างเหมาะสมเป็นไปตามมาตรฐาน เหตุเกิดตั้งแต่เวลา ๒ ทุ่ม ผมก็ต้องถามหา ความรับผิดชอบของนายสมบัติ ประภพรัตนกุล ผู้อำนวยการศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ ๓ ปทุมธานี แล้วขอให้ผู้ว่า สตง. เข้ามาตรวจงานทำเองสัญญานี้ด้วยว่าเป็นไปตามรูปแบบ ถูกต้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงกรณีนี้ปัจจุบันต้องยอมรับว่าถนนพระราม ๒ หรือทางหลวง แผ่นดินหมายเลข ๓๕ สายดาวคะนอง-วังมะนาว เป็นเส้นทางที่ลงสู่ภาคใต้ทั้งหมด มีระยะทางสั้นกว่าถนนเพชรเกษมประมาณ ๔๐ กิโลเมตร ต่อมามีผู้สัญจรเส้นทางดังกล่าว จำนวนมากทำให้มีการก่อสร้างทั้งการขยายถนน รวมถึงการก่อสร้างทางยกระดับต่าง ๆ การก่อสร้างบนถนนพระราม ๒ กลายเป็นภาพจำลองของผู้สัญจรไปมาจนถูกขนานนามว่า ถนนเจ็ดชั่วโคตร คือการสร้างที่ยาวนานเสมือนที่ไม่มีวันจะจบสิ้น ผู้ที่เดินทางจากจังหวัดเพชรบุรี จากจังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ หรือ ๑๔ จังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดตรังของท่านประธานนี่นะครับ เวลาท่านเดินทางผ่านตลอด ๓๐ ปีที่ผ่านมาถนนสายนี้มีอยู่ ๒ วัน คือวันที่รถติดมากกับ วันที่รถติดมากที่สุดนะครับ ไปหัวหิน ชะอำ ใช้เวลา ๔ ชั่วโมง กระทบการท่องเที่ยว แล้วก็เศรษฐกิจมหาศาล ขอให้ท่านประธานส่งเรื่องถึงท่านผู้ว่า สตง. แล้วก็ท่านรัฐมนตรี กระทรวงคมนาคมด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
คุณกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด มหาสารคาม เขต ๑ พรรคเพื่อไทย ขอนำเรียนปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวจังหวัด มหาสารคาม ๓ เรื่องนะครับ ขอรูปนะครับ🔗
ปัญหาที่ ๑ ปัญหาความปลอดภัยถนนทางหลวง ทล. ๒๓ ซึ่งเป็นถนน ทางหลวงหลักจากจังหวัดมหาสารคามไปอำเภอบรบือ ไปกรุงเทพมหานคร ซึ่งถนนเส้นนี้ มีผู้ใช้รถเป็นจำนวนมากนะครับแล้วก็มีความเร็วสูงทำให้เกิดอุบัติเหตุแล้วก็มีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บเป็นจำนวนมากนะครับ จึงขอดำเนินการให้กระทรวงคมนาคมติดตั้งสัญญาณ ไฟจราจร ๒ จุด คือ ๑. จุดสามแยกหนองจิก หนองโน ซึ่งจุดนี้คือจุดที่ไปอำเภอบรบือและไป กรุงเทพมหานครนะครับ จุดที่ ๒ คือสี่แยกบ้านเขวา หรือแยกมิตรภาพนี้เคยพูดไปแล้ว ที่จะไปจังหวัดร้อยเอ็ดนะครับ🔗
ปัญหาที่ ๒ ครับขอรูปนะครับ ปัญหาความเดือดร้อนน้ำท่วมถนนทางหลวง หมายเลข ๒๐๘ นะครับ ซึ่งเป็นเส้นทางจากมหาสารคามไปอำเภอโกสุมพิสัยและจังหวัด ขอนแก่นนะครับ ซึ่งจากการที่มีน้ำท่วมทำให้เกิดปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรในพื้นที่ จึงขอให้กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคมได้ดำเนินการแก้ไขโดยวางท่อระบายน้ำขนาดใหญ่ เพื่อเป็นทางระบายน้ำสู่ช่องทางชลประทานต่อไปนะครับ🔗
ปัญหาที่ ๓ ขอรูปนะครับ ปัญหาถนนคูพนังน้ำชลประทาน บ้านเจริญสุข หมู่ที่ ๑๒ ตำบลเกิ้ง อำเภอเมืองมหาสารคามนะครับ ผมได้รับการประสานงานจากพี่น้อง ประชาชนนะครับว่าผิวถนนคูพนังน้ำชลประทาน ทางเข้าหมู่บ้านเจริญสุข หมู่ที่ ๑๒ นะครับ ก็คือจากชุมชนโพธิ์ศรีไปตำบลเกิ้งนะครับ มีสภาพชำรุดทรุดโทรมตามที่เห็นในภาพนะครับ ก็ขอให้กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการแก้ไขนำเข้างบประมาณในปี ถัดไปด้วยครับ ขอบคุณมากครับ🔗
นางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันได้รับแจ้งปัญหาในพื้นที่ของเทศบาลเมืองกันตังและพื้นที่ตำบลเกาะลิบง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง จากท่าน สท. กาญจน์ ตั้งปอง สมาชิกสภาเทศบาลเมืองกันตัง รวมถึงผู้นำ ท้องถิ่น ท้องที่ จึงขอหารือท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้าไปแก้ไขปัญหา เร่งด่วน ๓ เรื่องด้วยกันค่ะ🔗
เรื่องแรก ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่เขตชุมชนเทศบาลเมืองกันตัง ทั้ง ๆ ที่กรมโยธาธิการและผังเมืองได้ก่อสร้างระบบระบายน้ำหลักเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมจากน้ำ ทะเลหนุนแล้วนั้น แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเมื่อมีการส่งมอบงานให้กับทางเทศบาลเมืองกันตัง ระบบเปิดปิดประตูน้ำอัตโนมัติทำงานไม่สมบูรณ์ค่ะ ทำให้เวลาฝนตกหนักน้ำจะล้นฝาท่อ จนท่วมขังทำให้ทรัพย์สินหายค่ะ จึงขอฝากไปยังกรมโยธาธิการและทางเทศบาลเมืองกันตัง ช่วยตรวจสอบแก้ไขโครงการดังกล่าวเพื่อป้องกันน้ำท่วมซ้ำซากค่ะ🔗
เรื่องต่อมาเป็นเรื่องปัญหากองทรายที่มาจากการขุดลอกร่องน้ำกันตังซึ่งถูก นำมากองไว้บริเวณหน้าท่าเรือกันตังเป็นเวลานานกว่า ๓ ปีแล้วค่ะ พบว่าในหน้าแล้งก่อให้เกิด ปัญหามลพิษ ฝุ่นทรายพัดเข้าบ้านเรือนชาวบ้านในพื้นที่ ส่วนในหน้ามรสุมทรายก็ถูกพัดลง ทะเลก่อให้เกิดปัญหาร่องน้ำตื้นเขินและหญ้าทะเลตาย จึงขอฝากไปยังกรมเจ้าท่าและทาง เทศบาลเมืองกันตังให้แก้ไขความเดือดร้อนโดยด่วนค่ะ🔗
เรื่องสุดท้ายค่ะท่านประธาน ปัญหาการเก็บภาษีรุกล้ำลำน้ำในพื้นที่ของ เกาะลิบง ที่มีการเก็บภาษีชาวบ้านไม่เป็นธรรมใน ๒ กรณีด้วยกัน ๑. คือกรณีที่ชาวบ้านอยู่ มานานก่อนมีการประกาศเก็บภาษี ๒. กรณีที่ดินตกน้ำค่ะ เมื่อโดนน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่ง ทำให้บ้านกลายเป็นที่รุกล้ำลำน้ำ ซึ่งเรื่องนี้ดิฉันเองก็เคยหารือในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ มาแล้วครั้งหนึ่ง ทำให้มีการชะลอการเก็บภาษีส่วนนี้เพื่อรอสำรวจใหม่ แต่ปัจจุบันทราบว่า ยังไม่มีการสำรวจความถูกต้องเลย แต่ทาง อบต. เกาะลิบงได้มีการทำหนังสือจัดเก็บภาษี ไปถึงชาวบ้านในพื้นที่ จึงขอฝากไปยังกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม ให้ทบทวนเรื่องนี้ใหม่ โดยด่วนค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
คุณศักดินัย นุ่มหนู ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ศักดินัย นุ่มหนู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตราด พรรคก้าวไกลครับ วันนี้ผมขอนำ ปัญหาและความต้องการของพี่น้องชาวจังหวัดตราดมาหารือต่อท่านประธานสภา ๒ เรื่อง ด้วยกันครับ🔗
เรื่องแรกครับ ก็ขอให้หน่วยงานของกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม ได้เข้าไป ดำเนินการขุดลอกร่องน้ำในแม่น้ำตราดนะครับ ซึ่งก็มีความตื้นเขินแล้วก็ไม่ได้มีการขุดลอก กันมามากกว่า ๑๐ ปีแล้วครับ ความสำคัญของร่องน้ำนี้นะครับ ทั้งเรื่องของอุตสาหกรรม การประมง ทั้งในเรื่องของการขนส่ง ขนถ่ายสินค้าอุตสาหกรรมของการต่อเรือ และการซ่อม บำรุงรักษาเรือนะครับ เพราะฉะนั้นการขุดลอกแม่น้ำตราดนี้จะเป็นการเสริมศักยภาพ ทางด้านเศรษฐกิจให้กับจังหวัดตราดได้ดียิ่งขึ้นครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ ก็เป็นเรื่องของการที่จะขอให้รัฐบาลได้ศึกษา โครงการในการที่จะสร้างสะพานข้ามเกาะช้าง ซึ่งแน่นอนครับว่าสะพานนี้ก็จะเป็นการ ส่งเสริมเรื่องของการท่องเที่ยว แต่สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นครับท่านประธาน นั่นก็คือเรื่องของ ชีวิตผู้คน อำเภอเกาะช้างมีประชากรราว ๆ ๙๐๐๐ คน มีประชากรแฝงอีกประมาณสัก ๒๐,๐๐๐ คนครับที่อยู่ในส่วนของภาคบริการ และอยู่ในส่วนของธุรกิจโรงแรม แล้วก็มี นักท่องเที่ยวที่มาจากทุกมุมโลกนี่ปีละนับล้านคนนะครับ ดังนั้นในเรื่องของคุณภาพชีวิต ในเรื่องของอุบัติเหตุ เรื่องของโรคภัยไข้เจ็บซึ่งสามารถที่จะเกิดขึ้นได้อย่างกะทันหัน ซึ่งแน่นอนว่าโรงพยาบาลในเกาะช้างเองก็ไม่อาจที่จะมีข้อจำกัดในการที่จะรองรับเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นการที่จะลำเลียงผู้เจ็บป่วยจากเหตุเภทภัยต่าง ๆ ในการขนส่งผู้โดยสารที่ได้รับ การรักษาพยาบาลได้อย่างทันท่วงทีจึงมีความสำคัญและมีความจำเป็นนะครับ เพราะฉะนั้น สะพานข้ามเกาะช้างนั้นจึงเป็นมากกว่าทางเชื่อม แต่มันหมายถึงลมหายใจ มันหมายถึง โอกาสของชีวิตที่จะได้อยู่ต่อครับท่านประธาน ผมก็คิดว่าทุกชีวิตสำคัญเสมอก็อยากจะให้ หน่วยงานของกระทรวงคมนาคมได้เร่งศึกษาออกแบบแผนงานโครงการในการที่จะสร้าง สะพานข้ามเกาะช้างด้วยเหตุผลที่ผมได้กล่าวมาแล้ว ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗
คุณจารึก ศรีอ่อนครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม จารึก ศรีอ่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี เขต ๒ พรรคพลังท้องถิ่นไท ขออนุญาต หารือท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเกี่ยวกับเรื่องการทำ บัตรประชาชนของพี่น้องประชาชนที่ยังไม่มีบัตรหรือบัตรขาดมาเป็นเวลานาน🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ พี่น้องประชาชน ชาวจังหวัดจันทบุรีของผมยังไม่มีบัตรประชาชนอีกหลายราย ผมเองได้รวบรวมมาเพื่อจะให้ ดำเนินการทำบัตรให้พี่น้องประชาชนนะครับ การทำบัตรให้พี่น้องประชาชนนั้นมี ๒ แนวทาง แนวทางที่ ๑ ก็คือสืบสาวราวเรื่องว่าบุคคลคนนี้เกิดที่หมู่บ้านนี้ ตำบลนี้ อำเภอนี้จริงนะครับ เอากำนัน ผู้ใหญ่บ้านมาเป็นพยาน เอาบ้านข้างเคียงมาสอบปากคำนะครับก็สามารถออก บัตรประชาชนได้ แต่ว่ากรณีพี่น้องประชาชนที่พลัดถิ่น พลัดฐานมานะครับไม่สามารถที่จะ สืบสาวราวเรื่องในท้องถิ่นปัจจุบันที่ตัวเองอาศัยอยู่นะครับจึงต้องดำเนินการตรวจดีเอ็นเอ (DNA) ครับท่านประธานที่เคารพครับ การตรวจดีเอ็นเอ (DNA) นั้นต้องใช้จ่ายประมาณ ๑๔,๐๐๐ บาท พี่น้องคนยาก คนจนไม่มีเงินที่จะไปตรวจดีเอ็นเอ (DNA) ก็ไม่สามารถทำบัตร ประชาชนได้นะครับ ผมเองได้ประชุมแล้วก็สรุปกันว่าให้ไปเริ่มต้นกันที่อำเภอดำเนินการ แต่อำเภอแจ้งว่าไม่มีงบประมาณในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในส่วนของค่าตรวจดีเอ็นเอ (DNA) เพราะฉะนั้นเรียนว่าเรื่องนี้ผมเคยพูดในสภา ๑ ครั้ง รัฐบาลนำมาเป็นนโยบาย ตามชาร์ต (Chart) ที่แสดงเมื่อสักครู่นะครับ เพราะฉะนั้นท่านเอามาเป็นนโยบายแล้ว ท่านต้องมีมาตรการรองรับนะครับว่ากรณีพี่น้องจะตรวจดีเอ็นเอ (DNA) ท่านจะต้องเอา งบประมาณส่วนไหนไปดำเนินการเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนนะครับ เพราะฉะนั้น ขออนุญาตท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยว่ากรณีดังกล่าว ท่านจะต้องส่งสัญญาณไปยังจังหวัดต่าง ๆ นะครับว่ากรณีพี่น้องจะต้องตรวจดีเอ็นเอ (DNA) จะต้องใช้งบประมาณส่วนไหนอย่างไรครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗
คุณเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุดรธานี เขต ๗ พรรคเพื่อไทย ขอกราบหารือท่านประธานดังนี้ครับ หลวงพ่อ สมเกียรติ ชิตมาโร วัดป่าถ้ำตาลเลียน ปลัดณวรรณ กำนันผู้ใหญ่อนันต์ บัวเรียน รองพลวัฒน์ ผู้ใหญ่คำบุ ผู้ใหญ่ล้อม สุกรรณ วันชัย บุญไทย และนายกปรีชา ปราณี คุณสัมพันธ์ คุณไกรสรณ์ ได้ร้องเรียนจากหมู่บ้านผาสุก ตาลเลียน พี่น้องชาวอำเภอกุดจับบอกว่าได้รับ ความเดือดร้อน อยากให้แก้ไขปัญหาถนนสาย ๒๒๖๓ ที่ชำรุดเสียหายไม่มีท่อระบายน้ำ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ ตำรวจช่วยกวดขันรถบรรทุกหนักที่วิ่งผ่านทำให้ถนนได้รับความเสียหาย แล้วก็ให้รีบ ดำเนินการโดยกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม แก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนผู้สัญจร ไปมาได้รับความสะดวกปลอดภัยด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ พระอาจารย์แป๊ะ วัดถ้ำดอยเทพนิมิต สจ.พนมพร ประธานสุภาพร ผู้กองสวาท สท.บุญส่ง สำนวน บุณยธันว์ แล้วก็ท่านณภัทร คุณสุพรรณี ตลอดจนพี่น้อง ชาวตำบลหนองบัวบาน ต้องการให้หน่วยงานที่รับผิดชอบช่วยปรับผิวจราจรถนนเข้าวัดถ้ำเกีย ซึ่งเป็นที่ไปทำบุญแล้วก็สัญจรไปมาได้โดยสะดวก ขอให้ปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย รีบไปดำเนินการแก้ไขให้พี่น้องประชาชนโดยด่วนด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๓ ท่านกำนันคำพอง ผู้ใหญ่คำตัน โอฬาร คุณอุดม ทองรีถาวร คุณจีรนันท์ แล้วก็พี่น้องชาวตำบลน้ำพ่น ขอร้องให้ปรับผิวถนนลาดยางหน้าโรงเรียน บ้านเลา โรงเรียนบ้านน้ำพ่น เพียง ๑ กิโลเมตร ให้ปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย รีบดำเนินการเพื่ออำนวยความสะดวกให้พี่น้องประชาชนสัญจรไปมาได้โดยสะดวกปลอดภัย ด้วยครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗
คุณวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสตูล พรรคภูมิใจไทย เป็นปัญหาเกี่ยวกับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นครับ ซึ่งผมเชื่อว่าปัญหานี้ไม่ว่าจะเป็น อบต. หรือว่า อบจ. ทุก ๆ ที่กำลังเผชิญอยู่ นั่นก็คือเรื่องของงบประมาณที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อภาระหน้าที่ที่ต้อง ดูแลและรับผิดชอบ ยกตัวอย่างให้เห็นง่าย ๆ เรื่องของถนน องค์การบริหารส่วนตำบล แต่ละที่นั้นจะมีถนนที่อยู่ในการดูแลหลายสิบสาย แต่ว่าเมื่อเรามาดูงบประมาณแล้วสามารถ ดูแลถนนได้เพียงแค่ไม่กี่สายเท่านั้นเอง ในพื้นที่จังหวัดสตูล องค์การบริหารส่วนตำบลท่าแพ อำเภอละงู จังหวัดสตูล ถนนสายท่าแพ-ดาหลำ ความยาวประมาณแค่ ๓ กิโลเมตร เท่านั้นเอง มันพังจนไม่รู้จะพังอย่างไรแล้วครับ เพราะว่าใช้งานมานานมาก อยากจะซ่อม อยากจะทำใหม่ก็ไม่มีงบประมาณที่เพียงพอ ซึ่งถนนสายนี้ใช้งบประมาณอยู่ที่ประมาณ ๑๗ ล้านบาท จึงอยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังสำนักงบประมาณและกรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่น อยากจะให้เข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้ให้กับพี่น้องประชาชนด้วย อาจจะใช้ เงินเหลือจ่ายเข้ามาอุดหนุนตรงนี้ก็ได้ หรือว่าถ้าไม่อุดหนุนงบประมาณเพิ่มเข้ามาให้ ก็มีอีกวิธีหนึ่งที่ทางท่านนายกหลาย ๆ ท่านได้เรียกร้องเข้ามา นั่นก็คือการเร่งรัดกระบวนการ การโอนถ่ายถนนที่เกินกำลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะดูแลได้กลับไปให้กับ กรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม เป็นผู้ดูแลแทน ซึ่งผมเชื่อว่าถ้าเราทำแบบนี้แล้ว เราจะสามารถดูแลถนนหนทางของเราได้ดีขึ้น เพราะว่าสุดท้ายแล้วเมื่อถนนพังนี่ คนที่โดน ตำหนิก็คือทางท่านนายก ก็คือทางสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลและส่วนจังหวัดต่าง ๆ ไม่ใช่ว่าไม่อยากซ่อม ไม่อยากทำ แต่ว่ามันไม่มีงบประมาณที่จะทำจริง ๆ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
คุณขจิตร ชัยนิคม ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย จังหวัดอุดรธานี มีเรื่องหารือท่านประธานอยู่ ๓ ๔ เรื่อง🔗
เรื่องที่ ๑ เรื่องการยกเลิกที่ ส.ป.ก. ในเขตเทศบาลเมืองบ้านดุง เรื่องนี้ผมได้ ทำในกระทู้ถามแยกเฉพาะถามท่านรัฐมนตรีตั้งแต่วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๖๒ ได้รับการ ยืนยันว่าจะรีบดำเนินการ ๓ ปีแล้วยังไม่ได้ดำเนินการอะไร พี่น้องในเขตเทศบาลเมืองบ้านดุง ซึ่งเป็นเทศบาลเมืองอันดับ ๒ ของจังหวัดอุดรธานี มีความเดือดร้อนเท่าที่ร้องเรียนมา ประมาณ ๗๑๖ ราย คุณวิเชียร โพธิ์สอน เป็น สท. เสร็จแล้วจนกระทั่งมาวันนี้ลูกชาย คุณสุดทิศ โพธิ์สอน เป็น สท. ต่อเนื่องยังไม่เรียบร้อยเลยครับ ขอเรียนท่านประธานด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ เรื่องแลกเปลี่ยนที่ดินครับ ที่ตั้งโรงเรียนบ้านป่าเป้า ตำบลดงเย็น อำเภอบ้านดุง อันนี้ได้รับร้องเรียนจากคุณด่านชัย ฮันวงศ์ ท่านประธานครับ เรื่องนี้ ๔๓ ปีครับ ๔๓ ปี การแลกเปลี่ยนราชการยังโอนแลกเปลี่ยนให้เขาไม่เรียบร้อยนะครับ เรื่องตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๒๒ ผมปรึกษาที่นี่ตั้งแต่ครั้งแรกที่เข้ามาเป็นยังไม่เรียบร้อย เลยครับ ผมไม่ทราบว่าประเทศไทยนี่คือประเทศอะไร ๔๐ กว่าปีแล้วครับ🔗
เรื่องสุดท้ายนะครับ เมื่อวานนี้ผมได้รับร้องเรียนในฐานะที่ผมเป็น อนุกรรมาธิการการปกครอง คนที่กรณีติดโควิด (COVID) ไม่ได้รับเงินประกันภัยครับ เดี๋ยวนี้ ๔ บริษัทถูกปิด มีคนมาร้องขอค่าสินไหมทดแทน ๖๗๔,๒๓๐ รายครับ งบประมาณที่จะต้อง ใช้ประมาณ ๖๕,๐๐๐ ล้านบาทสำหรับค่าทดแทน คุณอาทิตย์ ยิ้มพ่วงสินธุ์ ได้รับอนุมัติจาก บริษัทตั้งแต่ ๒๕ พ.ค. ๒๕๖๔ จนปัจจุบันยังไม่ได้เงินครับ แล้วก็นายกันติทัชภัส นากุล กับคณะ ได้มาร้องเรียนแทนคนประมาณ ๖๗๔,๒๓๐ ราย อันนี้เป็นวิกฤติซึ่งรัฐบาลนี้จะต้อง ใช้งบกลาง หรืองบประมาณที่ขออนุมัติสภาไปหลาย ๆ แสนล้านบาท เอาไปอะไรครับ เจอ จ่าย จบ ไม่ใช่เรื่องจริงครับ คนประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ คนยังไม่ได้รับ ขอบคุณมากครับ🔗
คุณนิยม ช่างพินิจ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม ช่างพินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก ท่านประธานครับ ผมมีเรื่องหารือ เรื่องความเดือดร้อนจากพี่น้องประชาชนอยู่ ๓ เรื่องด้วยกันครับ🔗
เรื่องแรก เมื่อเดือนที่แล้วพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น มายื่นหนังสือกับผม ขอร้องให้ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรนะครับ โดยเฉพาะช่วยเหลือ ค่าเก็บเกี่ยวหรือลดต้นทุนการผลิต เพราะจะเห็นได้ว่าเราจะจำนำข้าวขาวที่ ๑๐,๐๐๐ บาท แต่ว่าตอน ๑๐,๐๐๐ บาทนั้นราคาปุ๋ย ราคาน้ำมัน ลูกละ ๖๐๐ ๗๐๐ บาท แต่มาปัจจุบันนี้ ปุ๋ยลูกละ ๑,๐๐๐ กว่าบาท ๑,๕๐๐ ๑,๖๐๐ ๑,๗๐๐ บาท ยันไปถึง ๑,๘๐๐ บาท น้ำมัน ก็เหลือ ๓๐ กว่าบาท เพราะฉะนั้นกระผมอยากจะให้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เป็นนโยบายช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวหน่อย เดิมนี่ช่วยไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท ไม่เกิน ๒๐ ไร่ ขอไร่ละ ๑,๕๐๐ บาท ไม่เกิน ๒๐ ไร่ ผมว่าตรงนี้จะช่วยเยียวยา แล้วก็ช่วยเหลือพี่น้อง เกษตรกรได้ ก็คงฝากไว้นะครับ นี่คือหารือเรื่องแรกครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ก็คืออยากให้ขยายช่องถนนจราจรจาก ๒ ช่องจราจร เป็น ๔ ช่องจราจร ถนนหมายเลขทางหลวง ๑๐๖๕ จากตำบลหนองกุลามายังจังหวัดพิษณุโลกนะครับ อุบัติเหตุ เกิดขึ้นบ่อยครั้งครับ แล้วก็ทางหลวงหมายเลข ๑๐๖๓ จากพิษณุโลกไปอำเภอบางกระทุ่ม เส้นนี้ก็เหมือนกันครับ ก็อยากจะให้ขยายไหล่ทางให้กับพี่น้องประชาชน เพราะว่ามี รถบรรทุกน้ำมัน รถบรรทุกอ้อยวิ่งสัญจรไปมาตลอดเวลานะครับ🔗
เรื่องที่ ๓ อยากให้ซ่อมแซมเขื่อนป้องกันตลิ่งนะครับ โดยเฉพาะแม่น้ำยม หมู่ที่ ๒ ตำบลบางระกำ อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก นี่ก็ได้รับเรื่องจากผู้นำนะครับ ไม่ว่าจะเป็น สจ.เชาวลิต บุญก่อ ท่านนายกวิบูลย์ ตั้งเกษมวิบูลย์ ท่านผู้ใหญ่ กำนัน นะครับ แล้วก็ไปที่ตลิ่ง เซาะจากตลิ่งแม่น้ำน่าน หมู่ที่ ๕ ตำบลสนามคลี แล้วก็หมู่ที่ ๕ ตำบลโคกสลุด ของเขตพื้นที่อำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗
คุณทศพร ทองศิริ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายทศพร ทองศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชาวราษฎร์บูรณะทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล วันนี้ผมจะขอหารือถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนดังนี้ครับ เขตราษฎร์บูรณะ เรื่องหาบเร่แผงลอย ผมพูดเรื่องนี้กันมานานครับ ตั้งแต่ช่วงปีแรก ที่เข้าสภาจนถึงตอนนี้ มีเพียงแค่พื้นที่บางจุดที่เปิดจุดผ่อนปรน แต่ยังไม่มีข้อยุติที่ชัดเจน ล่าสุดครับ ผมลงพื้นที่เข้ารับเรื่องร้องทุกข์ที่ตลาดสดบางปะกอกก็มีพ่อค้าแม่ขายจากทุก ๆ เขตในกรุงเทพมหานครฝั่งธนที่มารวมตัวกันเพื่อพูดคุย และจะยื่นคำร้องให้กับสำนักงานเขต ทุกเขต ผมนี้สะเทือนอารมณ์ครับ ตอนเจอแม่ค้าขายมะนาวท่านหนึ่งข้อมือขาด ยืนร้องไห้ เล่าให้ฟังว่าขายมะนาวเพียงอย่างเดียวเพื่อเลี้ยงลูก ๓ คน ตอนเจอเทศกิจมาจับก็หอบของ วิ่งหนีกันจ้าละหวั่น เรื่องสลดนี้เพราะผู้บังคับใช้ระเบียบนั้นไม่ยึดโยงเอาหัวใจของประชาชน เป็นที่ตั้ง จนถึงตอนนี้ครับต้องเลือกระหว่างฟุตพาท (Footpath) ที่สะอาดกับการที่ ประชาชนจะไม่มีกิน ท่านจะเลือกอะไรครับ ไม่ต้องตอบผมนะครับ ถามหัวใจท่านดู เมืองไทยนี้ขึ้นชื่อเรื่อง สตรีตฟู้ด (Street Food) ครับ ผมเห็นขายคอนเทนต์ (Content) กันไปทั่วโลกเลย แล้วนี่อะไรครับ แค่เรื่องขายของนะครับ ก็ฝากท่านประธานครับ ผ่านไปยังท่านผู้ว่าของคน กทม. ในการตัดสินใจเรื่องหาบเร่แผงลอยนี้ให้ชัดเจน ด้วยความเห็นใจและเข้าใจหัวอกของ ทุกคนด้วยนะครับ เขตทุ่งครุ ช่วงนี้ยาเสพติดแพร่ระบาดในพื้นที่เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น ในหมู่บ้านหรือในชุมชน ซึ่งมีข่าวลือครับว่าช่วงนี้มาม่าแพง แต่ยาบ้าถูก ก็ไม่ทราบว่าจริงไหม แต่ว่าสิ่งที่ผมแปลกใจคือประชาชนในเขตพูดกันให้ว่อน แซดไปหมดครับ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทราบเรื่องนี้หรือไม่ ก็ฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยติดตามเรื่องนี้ อย่างใกล้ชิดด้วยนะครับ ผมขอขอบคุณแทนประชาชนทั้ง ๒ เขตล่วงหน้า ขอบคุณครับ🔗
คุณสะถิระ เผือกประพันธุ์🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม สะถิระ เผือกประพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พรรคเศรษฐกิจไทยครับ ท่านประธานครับ วันนี้ผมมีเพียงเรื่องเดียวครับ กับปัญหาความเดือดร้อนที่มีมานานของลูกจ้างประจำครับ โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอสัตหีบ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตเปรียบเทียบอย่างนี้ครับ ผู้แทนเราก็เหมือนเป็นลูกจ้าง แล้วนายจ้างเราก็คือพี่น้องประชาชนซึ่งจ้างเรามาจากภาษีของเขาเพื่อมาแก้ปัญหา ความเดือดร้อนของเขาครับท่านประธานครับ ท่านประธานครับ ลูกจ้างประจำมีลักษณะ การปฏิบัติงานอยู่ ๒ อย่างครับ สิทธิของลูกจ้างประจำที่มีชีวิตอยู่นั้นมีอยู่ ๒ อย่างครับ เงินบำเหน็จลูกจ้างเมื่อเกษียณอายุราชการ เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพลูกจ้างประจำ แต่มีสิทธิอีก ๒ สิทธิครับที่ไม่ควรตัดสิทธิของลูกจ้างประจำเมื่อเกษียณอายุแล้วครับ ท่านประธานครับ มีสิทธิที่ลูกจ้างประจำต้องเสียไปและสมควรได้รับเมื่อเกษียณอายุ เพราะส่งผลกระทบต่อชีวิตของลูกจ้างประจำและครอบครัวเขาเป็นอย่างมากครับ สิทธิเกี่ยวกับสวัสดิการการรักษาพยาบาลครับท่านประธานครับ ซึ่งหากเป็นลูกจ้างประจำ ที่เกษียณอายุราชการแล้วเขาจะไม่จัดว่าเป็นผู้รับบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยสวัสดิการ เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของกระทรวงการคลังครับ ดังนั้นเมื่อลูกจ้างประจำเกษียณ อายุราชการจะเสียสิทธิรักษาพยาบาลครับ แล้วเช่นกันครับ อีกสิทธิหนึ่งครับท่านประธาน คือสิทธิของการศึกษาของบุตร ท่านประธานครับ ไม่จัดว่าเป็นผู้รับบำนาญตามกฎหมาย ว่าด้วยสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรของกระทรวงการคลัง ดังนั้นเมื่อลูกจ้างประจำ เกษียณอายุราชการแล้วจะไม่ได้รับสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาบุตรเช่นกัน ท่านประธานครับ จากการเสียสิทธิทั้ง ๒ สิทธินี้ครับ ทำให้มีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของลูกจ้างประจำ และครอบครัวของเขาเป็นอย่างมากครับ ทั้งการศึกษาบุตร บุตรหลานจะเล่าเรียนอย่างไร ไม่มีค่าใช้จ่ายหลังเกษียณอายุราชการ ท่านประธานครับ แล้วค่ารักษาพยาบาลครับ ยิ่งอายุ ๖๐ ปีแล้ว ๖๕ ปีแล้วครอบครัวก็ไม่รับสิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลทั้งนั้น สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราควร จะต้องคิดแล้วครับ ฝากถึงกระทรวงการคลังด้วยครับ ผมจึงใคร่ขอท่านประธานผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอาชีพลูกจ้างประจำครับท่านประธานครับ รวมถึงเสนอการแก้ไขพระราชกฤษฎีกา เงินสวัสดิการรักษาพยาบาล พ.ศ. ๒๕๕๓ รวมถึงระเบียบของทุกกระทรวงครับ เกี่ยวกับ สวัสดิการรักษาพยาบาลและการศึกษาบุตรของลูกจ้างประจำเมื่อเกษียณอายุราชการด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์🔗
ขอบคุณท่านประธาน ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ดิฉันต้องขอขอบคุณท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครนะคะ เมื่อวานนี้ท่านได้ลงพื้นที่ เขตลาดกระบังค่ะ เพื่อที่จะไปสำรวจปัญหาน้ำท่วมจากฝนตกหนักในสัปดาห์ที่ผ่านมานะคะ น้ำท่วมขึ้นสูงมาก พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อน รวมถึงท่านเองได้ลงไปดูสภาพถนน ที่ชำรุดทรุดโทรมเสียหาย ฉะนั้นแล้วท่านสามารถที่จะสั่งการเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาได้ทันที ดิฉันขอประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพมหานคร สำนักการโยธา สำนักงานเขตลาดกระบังได้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนด้วยค่ะ และจากการที่มีฝนตกหนักเกิดน้ำท่วมนะคะ ดิฉันได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชน จากหลาย ๆ ที่ด้วยกันค่ะว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำหน้าที่ในการระบายน้ำหรือเฝ้าเครื่องสูบน้ำค่ะ มีการมาเรี่ยไรเงินจากคนในชุมชนและหมู่บ้านเพื่อที่จะไปเติมน้ำมันเครื่องสูบน้ำนะคะ ตรงนี้เองถ้าหากว่าเป็นชุมชนหรือหมู่บ้านที่มีฐานะพอสมควรก็คงไม่มีปัญหา แต่ถ้าหากว่า เป็นชุมชนที่ขาดแคลน ขัดสน แค่การดำเนินชีวิตประจำวันปกติก็ลำบากอยู่แล้ว ถ้าหากจะต้องเอาเงินไปจ่ายค่าเครื่องสูบน้ำเพื่อที่จะสูบน้ำทั้งหมู่บ้านก็คงเป็นปัญหาที่ลำบาก ฉะนั้นแล้วดิฉันจึงอยากทราบว่าทางการ ทางรัฐเอง ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานเขตหรือ กรุงเทพมหานครได้จัดสรรงบประมาณในส่วนนี้หรือไม่ ถ้าหากว่าไม่มีก็ขอให้ดำเนินการ จัดสรรงบประมาณเพื่อที่จะจ่ายเป็นค่าน้ำมันในการติดตั้งเครื่องสูบน้ำแล้วก็สูบน้ำให้กับพี่น้อง ประชาชนด้วยนะคะ🔗
อีกเรื่องหนึ่งค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันขอให้ทางสำนักการโยธากรุงเทพมหานคร แก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังบริเวณจุดกลับรถทางยกระดับช่วงระหว่างถนนเจ้าคุณทหาร และกรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ ช่วงที่จะวนรถกลับไปมีนบุรีฝนตกทีไรน้ำท่วมสูงทุกครั้งแม้ว่าจะ ยกระดับแล้วก็ตาม ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการด้วยค่ะ ขอบคุณท่านประธานค่ะ🔗
คุณเกียรติ เหลืองขจรวิทย์🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ เหลืองขจรวิทย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคภูมิใจไทย มีเรื่องปรึกษาหารือผ่านไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยดูแลครับ🔗
เรื่องที่ ๑ ไฟส่องสว่าง ๒ ข้างทางสาย ๒๐๕ วัดชัยดิษฐารามถึงวัดเขายายกะตา กม. ๖๕-๖๘ ระยะทาง ๑ กิโลเมตร ในพื้นที่ที่อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี ๒ ข้างทาง ซึ่งมีประชาชนอาศัยอยู่อย่างมาก แล้วก็ไฟมืด แล้วเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง🔗
เรื่องที่ ๒ คือทางหลวงสาย ๒๓๓๘ ช่วง กม. ๒๒-๒๔ บ้านหนองน้ำใส ตำบลหนองผักแว่น อำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี ๒ ข้างทางซึ่งมีประชาชนอาศัยอยู่ จำนวนมากแล้วเป็นทางโค้ง ซึ่งเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งแล้วก็มีชาวบ้านตายกันหลายคน ในระยะใกล้ ๆ กันนี้ ก็ขอไฟแสงสว่าง ๒ ข้างทางจากกรมทางหลวงด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๓ ไฟส่องแสงสว่างเหมือนกัน ๒ ข้างทางสายลพบุรี ทางหลวงชนบท สาย ลบ. ๔๐๑๒ ช่วงหลังวัดหัวลำ ตำบลหัวลำ อำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นช่วงที่ เป็นทางโค้งหักศอก ๓ ศอก ๔ ศอกด้วยกัน ซึ่งมีประชาชนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก แล้วก็มี ชาวบ้าน มีพระ มีอะไรที่เดินทางผ่านไปผ่านมาเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งครับ🔗
เรื่องที่ ๔ ไฟส่องแสงสว่าง สาย ๒๒๖๐ บ้านหินลาว ตำบลกุดตาเพชร อำเภอลำสนธิ จังหวัดลพบุรี ช่วง กม. ๒๐-๒๑ เป็นหมู่บ้านที่มีประชาชนอาศัยอยู่จำนวนมาก ซึ่งเป็นจุดที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง🔗
เรื่องที่ ๕ คือทางหลวงท้องถิ่น ขอให้กรมทางหลวงท้องถิ่น ทางหลวงชนบท หรืออะไรก็ได้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยดูแลถนนชำรุดสายสะพานดำสามแยกทรัพย์สมบูรณ์ แล้วก็วังน้อย บ้านนางผมหอม ช่วยดูแลหน่อยครับ ขอบคุณมากครับ🔗
คุณอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย เรียนหารือกับท่านประธานฝากไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง🔗
ประเด็นที่ ๑ ปัญหาเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเขตอำเภอ พัฒนานิคม เรื่องการก่อสร้างสะพานข้ามเขื่อนแม่น้ำป่าสัก ซึ่งเขื่อนป่าสักนั้นสร้างมาตั้งแต่ ปี ๒๕๓๗ รวมแล้ว ๒๘ ปี ฝากไปถึงทางกระทรวงคมนาคมและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมช่วยดำเนินการประสานงานอย่างเร่งด่วนเรื่องการรับรองแบบก่อสร้าง🔗
ประเด็นที่ ๒ เรื่องกระทรวงการท่องเที่ยว เรื่องการสร้างสะพานลอยฟ้า ซึ่งการรถไฟ ชลประทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขตสะพานที่ข้ามรถไฟลอยฟ้าเป็นที่ท่องเที่ยว อยากให้ทางกระทรวงคมนาคมคือรถไฟและชลประทานช่วยดำเนินการประสานงาน ดังที่ท่านเห็นอยู่แล้วว่าเป็นที่ท่องเที่ยวและพี่น้องชาวจังหวัดลพบุรีนั้นเสียพื้นที่ทำกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำเภอโคกสลุงนั้นมีประชากรไม่น้อยกว่า ๑๒,๐๐๐ คน จะได้มีรายได้ เพิ่มเติม🔗
ประเด็นที่ ๓ นั้นเกี่ยวกับเรื่องความเดือดร้อนของที่นาประชาชน เกี่ยวกับ เรื่องที่ทำกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขตอำเภอพัฒนานิคม อำเภอโคกสำโรง อำเภอหนองม่วง ที่ดินส่วนใหญ่ยังไม่มีเอกสารสิทธิในที่ทำกินนะครับ อยากให้ทางกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรมที่ดินได้ดำเนินการเผชิญสืบเพื่อออกรังวัดที่ดิน เพื่อให้ราษฎรได้ออก เอกสารเป็นโฉนดที่ดินต่อไปครับ ขอบพระคุณมากครับ ท่านประธานครับ🔗
ท่านปรีดา บุญเพลิง ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายปรีดา บุญเพลิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน การศึกษานำการเมือง ครูพัฒนาคน คนพัฒนาชาติ ขอหารือ ท่านประธานผ่านไปยังนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องการบรรจุ ผู้บริหารสถานศึกษา เนื่องจากผมลงพื้นที่พบปะพี่น้องเพื่อนครู ผู้ปกครองนักเรียน ได้รับการ ร้องทุกข์ในการปฏิบัติหน้าที่โรงเรียนขนาดเล็กตั้งแต่ ๒๐ คนลงมาที่มีครูผู้สอนไม่ครบ ชั้นเรียน เมื่อผู้บริหารเกษียณอายุราชการกระทรวงศึกษาธิการไม่บรรจุแต่งตั้งผู้บริหาร สถานศึกษาทดแทน ซึ่งเกิดจากหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดตำแหน่งเพื่อการบริหารจัดการ อัตรากำลังของ ก.ค.ศ. ที่มีนักเรียนต่ำกว่า ๔๐ คนลงมาให้ตัดตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา ส่วนตำแหน่งต่ำกว่า ๑๒๐ คนถึง ๒๐ คนลงมาต้องรอตำแหน่งจากโรงเรียนที่ถูกยุบไม่ไปตั้ง เป็นผู้บริหารสถานศึกษา เมื่อไม่มีโรงเรียนถูกยุบรวมตำแหน่งผู้บริหารก็ไม่ได้รับการแต่งตั้ง เมื่อไม่มีผู้บริหารแต่งตั้งจึงต้องแต่งตั้งครูผู้สอนทำหน้าที่รักษาการในตำแหน่งผู้บริหาร สถานศึกษา จึงทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ เช่นครูผู้สอนที่รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการ โรงเรียน ซึ่งไม่เคยได้รับการอบรมพัฒนาในการบริหารสถานศึกษา ครูขาดความเชื่อถือในตัว ผู้รักษาการในตำแหน่ง การบริหารงบประมาณไม่กล้าตัดสินใจ ภาระงานในหน้าที่เพิ่มขึ้น จากหน้าที่การสอน ครูผู้สอนไม่อยากรักษาการในตำแหน่ง คุณภาพการศึกษาตกต่ำลงมา ทุกขณะ ท่านประธานครับ ถ้าประเทศไม่มีนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ รัฐมนตรีว่าการ รัฐมนตรีช่วยว่าการ ถ้าจะให้ปลัดกระทรวงรักษาการ นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีว่าการ รัฐมนตรีช่วยว่าการ ดูสิว่าจะบริหารประเทศชาติ อย่างไร จะได้รับความเชื่อมั่น เชื่อถือจากประชาชนหรือไม่ โรงเรียนก็เฉกเช่นเดียวกัน ผมอยากให้นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกำกับดูแลอย่างจริงจัง แก้ปัญหาว่าจะดำเนินการโดยเร่งด่วนหรือไม่ ครูและผู้ปกครองรออยู่ หลายปีที่ผ่านมาได้รับ ความเสียหายอย่างมาก อย่าให้คุณภาพการศึกษาตกต่ำไปมากกว่านี้ครับ ขอบคุณครับ🔗
นายแพทย์เรวัต วิศรุตเวช🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม นายแพทย์เรวัต วิศรุตเวช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทยครับ ท่านประธานครับ วันนี้ผมต้องขออนุญาตหารือเพราะผมห่วง ความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนครับ ท่านประธานครับ ส่วนใหญ่เราจะได้ยินการโฆษณา ถึงสรรพคุณของกัญชาแล้วพูดกันมากครับมีการพูดกันมาก แต่ว่าโทษของกัญชาซึ่งมีอยู่ มากมายมีการพูดกันน้อยมากหรือแทบจะไม่ได้พูดเลย เพราะฉะนั้นวันนี้ผมจำเป็นต้องพูด อีกด้านหนึ่งของกัญชาคือโทษของกัญชาครับ โทษของกัญชาซึ่งเป็นอันตรายมาก ๆ เกิดจาก สารทีเอสซี (THC) ที่มีอยู่ในกัญชาครับ ซึ่งเป็นพิษต่อทั้งร่างกายและจิตใจและแบ่งเป็น ๒ ชนิดครับ คือชนิดเฉียบพลันและชนิดเรื้อรัง ท่านประธานครับ วันนี้เวลาจำกัด ผมจะขอ อนุญาตพูดเฉพาะพิษชนิดเฉียบพลันครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตอ่านครับ พิษที่ทำ ให้เกิดอาการทางจิตใจอาจมาด้วยอาการวุ่นวาย อาละวาดทำร้ายผู้อื่น ทำร้ายตัวเองหรือคิด ฆ่าตัวตาย ทำลายข้าวของ หูแว่วหวาดระแวง หลงผิด เป็นอันตรายต่อตนเองและบุคคลอื่น ที่เรียกว่า ผู้ป่วยเอสเอ็มไอวี (SMIV) คือผู้ป่วยจิตแพทย์เรื้อรังกลุ่มเสี่ยงที่มีความเสี่ยงสูง ต่อการก่อความรุนแรงครับ ส่วนอาการเฉียบพลันทั้งร่างกาย เช่น ความดันโลหิตต่ำ ไม่มีสมาธิ พูดไม่ชัด สติสัมปชัญญะลดลง กระสับกระส่าย ชัก วิตกกังวลเฉื่อยชา ง่วงซึม มือสั่น คลื่นไส้ กล้ามเนื้ออ่อนแรง และถ้าใช้กัญชาร่วมกับบุหรี่ไฟฟ้าอาจมีอันตรายมากถึงขั้นเสียชีวิต โดยเฉพาะจากโรคปอดอักเสบเฉียบพลัน พิษต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ได้แก่ ใจสั่น นอกจากนี้ท่านประธานครับ ยังมีรายงานการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายและภาวะหัวใจเต้น ผิดจังหวะ ภาวะพิษเฉียบพลันจะมีความรุนแรงมากขึ้นในผู้ป่วยเด็ก บางครั้งอาจมีความ รุนแรงถึงแก่ชีวิต โดย ๑ ใน ๓ ของเด็กที่เสพกัญชาจะมีภาวะหัวใจเต้นเร็ว ส่วนพิษต่อระบบ อื่น ๆ ก็ยังมีครับ เช่นไตวายเฉียบพลัน ท่านประธานที่เคารพครับ พิษที่มีมากมายขนาดนี้ จะไม่บอกกับประชาชนได้อย่างไรครับ กัญชามีคุณอนันต์ครับ แต่โทษก็มีมากมายตามที่ได้ กล่าวมา ท่านประธานครับ จึงขอเรียนผ่านท่านประธานไปยังรัฐบาลว่าจะต้องสื่อสาร ให้ประชาชนทราบทั้งคุณและโทษให้ครบถ้วน พร้อมทั้งมีมาตรการควบคุมป้องกันเฝ้าระวัง ผลกระทบต่าง ๆ เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนทุกคนครับ ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ🔗
นางสาวไพลิน เทียนสุวรรณ🔗
เรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน นางสาวไพลิน เทียนสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๗ จังหวัดสมุทรปราการ พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ดิฉันเองมีข้อหารือมานำเรียนต่อ ท่านประธานสภาด้วยกันทั้งหมด ๓ เรื่อง🔗
เรื่องแรกค่ะ เนื่องด้วย ในพื้นที่ในคลองบางปลากด อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ มีผู้ร้องเรียน ผ่านมายังเฟซบุ๊ก (Facebook) ไพลิน เทียนสุวรรณ จำนวนหลายรายในเรื่องของปัญหา ความเดือดร้อนของถนนการก่อสร้างถนน ค.ส.ล. ซอยร่วมพัฒนา ที่เริ่มตั้งแต่ปากซอย ร่วมพัฒนาเชื่อมต่อวัดใหญ่ ซึ่งถนนเส้นนี้อยู่ในหมู่ที่ ๓ เชื่อมไปยังหมู่ที่ ๔ ตำบลในคลอง บางปลากดนะครับ ซึ่งประชาชนได้ร้องเรียนก็คือว่าตอนนี้โครงการได้ดำเนินการก่อสร้าง มาเป็นเวลานานมากแล้วแต่ยังไม่แล้วเสร็จ ดิฉันเองก็ขอนำเรียนผ่านไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องให้ผู้รับจ้างเร่งดำเนินการ เพราะตอนนี้เราเจอปัญหาในเรื่องเกี่ยวกับฝนตกหนัก แล้วก็ทำให้พี่น้องประชาชนที่สัญจรอยู่แถวนั้นได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก แล้วก็เกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้งนะคะ🔗
เรื่องที่ ๒ ในพื้นที่หมู่ที่ ๖ ตำบลในคลองบางปลากดในตำบลเดียวกันนะคะ มีผู้ร้องเรียนว่าซอยคู่สร้างเยื้องกับซอยเจริญสุข ๑ ไฟดับมา ๓ เดือนแล้ว ดิฉันเองก็ขอนำเรียน ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการในเรื่องเกี่ยวกับไฟฟ้าส่องสว่างของพ่อแม่พี่น้อง ประชาชนในพื้นที่ค่ะ🔗
เรื่องที่ ๓ ดิฉันเองต้องขอกราบขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้ดำเนินการเร่งรัดในเรื่องเกี่ยวกับ เงินเยียวยาพ่อแม่พี่น้องเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในเขตพื้นที่อำเภอพระสมุทรเจดีย์ ซึ่งดิฉันเองได้หารือในสภาผู้แทนราษฎรแล้วนะคะ และบัดนี้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะดำเนินการจ่ายเงินให้กับพ่อแม่พี่น้องในเร็ววันนี้ค่ะ ก็กราบขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งค่ะ🔗
ผมถือโอกาสนี้ขอบคุณ และชื่นชมทุกท่านนะครับ เพราะว่าได้นำปัญหาของพี่น้องประชาชนมาหารือ ทุกท่านได้ รักษาเวลาดีอย่างยิ่งนะครับ คงมีคุณหมอท่านเดียวที่เกินเวลาไปหน่อย แต่ไม่เป็นอะไรครับ เพราะว่าก็อยู่ในเวลาใช้เวลาประมาณชั่วโมงเศษ ๆ🔗
ดูรายชื่อผู้มาลงชื่อแล้ว ขณะนี้ ๒๙๗ ท่าน องค์ประชุมคือ ๒๓๙ ท่าน ขณะนี้ครบองค์ประชุมนะครับ ผมขอเปิด ประชุมและดำเนินการไปตามระเบียบวาระ🔗
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม🔗
เรื่องแรกก็คือรับทราบ เรื่อง วุฒิสภาได้ลงมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบแล้วปรากฏในระเบียบวาระจำนวน ๑ เรื่อง และไม่ ปรากฏในระเบียบวาระจำนวน ๑ เรื่อง เรื่องนี้ประธานวุฒิสภาได้แจ้งว่าที่ประชุมวุฒิสภา ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติและได้ลงมติเห็นชอบกับสภาผู้แทนราษฎรแล้ว🔗
๑. ในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๑๖ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) วันจันทร์ที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๕ ที่ประชุมวุฒิสภาได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติกำหนด ความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบแล้ว🔗
๒. ในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๑๘ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๕ ที่ประชุมวุฒิสภาได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ เครื่องสำอาง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งวุฒิสภาลงมติเห็นชอบด้วยกับสภาผู้แทนราษฎร🔗
ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ปรากฏในระเบียบวาระ🔗
เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม ซึ่งไม่ปรากฏในระเบียบวาระ🔗
เรื่องที่ ๓ รับทราบประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง ผลการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง🔗
ตามที่ได้มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด ลำปาง เขตเลือกตั้งที่ ๔ แทนตำแหน่งที่ว่างและคณะกรรมการการเลือกตั้งได้กำหนดให้ วันอาทิตย์ที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๕ เป็นวันเลือกตั้งนั้น คณะกรรมการการเลือกตั้งได้อาศัย อำนาจตามความในมาตรา ๘๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ และมาตรา ๑๒๗ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ ประกาศรายชื่อผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำปาง เขตเลือกตั้งที่ ๔ คือนายเดชทวี ศรีวิชัย สังกัดพรรคเสรีรวมไทย จึงแจ้งให้ที่ประชุมรับทราบครับ🔗
เรื่องที่ ๔ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปฏิญาณตนในที่ประชุมก่อนเข้ารับหน้าที่ ตามมาตรา ๑๑๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย🔗
ด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๑๕ กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องปฏิญาณตนในที่ประชุมแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิก ก่อนเข้ารับหน้าที่ คุณเดชทวี ศรีวิชัย พร้อมนะครับ ขอเชิญกล่าวคำปฏิญาณตนโดยผม จะเป็นผู้กล่าวนำ คุณเดชทวีเอ่ยชื่อตัวเองนะครับ🔗
“ข้าพเจ้า (นายเดชทวี ศรีวิชัย) ขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้ และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”🔗
ยินดีด้วยครับ🔗
ขอบพระคุณครับ🔗
ด้วยเหตุผลนี้นะครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดเท่าที่มีอยู่และปฏิบัติหน้าที่ได้ขณะนี้มีจำนวน ๔๗๘ คน องค์ประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งคือ ๒๓๙ คนครับ🔗
เรื่องที่ ๕ รับทราบเรื่องข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ฉบับที่ ๓ พ.ศ. ๒๕๖๕ มีผลใช้บังคับ🔗
ตามที่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเห็นชอบด้วยกับร่างข้อบังคับ การประชุมสภาผู้แทนราษฎร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในคราวประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๔ ครั้งที่ ๙ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เมื่อวันพุธที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๖๕ แล้วนั้น บัดนี้ข้อบังคับการประชุมดังกล่าวได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศ และงานทั่วไปเล่ม ๑๓๙ ตอนพิเศษ ๑๖๓ ง ลงวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๕ แล้ว ดังนั้นข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ฉบับที่ ๓ พ.ศ. ๒๕๖๕ จึงมีผลใช้บังคับตั้งแต่ วันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๕ เป็นต้นไป ทั้งนี้ตามข้อบังคับ ข้อ ๒๑ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ฉบับที่ ๓ พ.ศ. ๒๕๖๕ กำหนดให้แจ้งการนัดประชุมให้สมาชิกทราบทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ จึงจะยกเลิกการจัดส่งเอกสารการนัดประชุมทางไปรษณีย์ แต่ทั้งนี้หากสมาชิกท่านใดมีความ ประสงค์รับเอกสารทางไปรษณีย์ สามารถกรอกแบบฟอร์มแสดงความประสงค์ให้จัดส่ง เอกสารการนัดประชุมทางไปรษณีย์ได้ ณ จุดลงชื่อมาประชุมของสมาชิกนะครับ สมาชิก รับทราบเรื่องนี้ อันนี้ต้องปฏิบัติไปตามข้อบังคับ แต่มีบางท่านคงมีความประสงค์จะขอได้รับ เอกสารกรุณาไปกรอกเอกสารเพื่อเจ้าหน้าที่จะได้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของท่านต่อไป🔗
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี🔗
ท่านสมาชิกครับก่อนที่ประชุมจะพิจารณาเรื่องตามระเบียบวาระต่อไป ผมขออนุญาตที่ประชุม ถ้าไม่ขัดข้องคือขออนุญาตนำระเบียบวาระที่ ๗ เป็นเรื่องที่ยังไม่ได้ บรรจุระเบียบวาระก็มี ๓ เรื่องเป็นขอขยายเวลาของกรรมาธิการชุดต่าง ๆ เรื่องการขยายเวลา จำนวน ๒ เรื่อง เรื่องที่ ๑ เรื่องตั้งกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่าง ๑ เรื่อง ขออนุญาต นำขึ้นมาพิจารณาก่อนนะครับ🔗
สมาชิกไม่ขัดข้องนะครับ ผมขออนุญาตตามระเบียบวาระ🔗
ระเบียบวาระที่ ๗ เรื่องอื่น ๆ🔗
๗.๑ คณะกรรมาธิการการพลังงาน ขอขยายระยะเวลาการพิจารณาญัตติ เพื่อพิจารณาศึกษาการปรับโครงสร้างราคาพลังงานและกองทุนน้ำมันให้เป็นระบบและยั่งยืน ออกไปอีก ๙๐ วัน นับตั้งแต่วันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๖๕🔗
เรื่องนี้ประธานคณะกรรมาธิการ นายกิตติกร โล่สุนทร ได้แจ้งว่าเนื่องจาก ญัตติมีความสำคัญ กรรมาธิการจำเป็นต้องศึกษาข้อมูล ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย อย่างรอบด้านเพิ่มเติมเพื่อหาทางในการปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้เป็นระบบและยั่งยืน ดังนั้นจึงขอขยายเวลาพิจารณาศึกษาญัตติออกไปอีก ๙๐ วันนับแต่วันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๖๕ เป็นการขยายครั้งที่ ๘ เพื่อประโยชน์ในการทำงานของคณะกรรมาธิการ ท่านสมาชิก ไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่นนะครับ🔗
อนุญาตให้ขยายเวลา นะครับ ต่อไปนะครับ🔗
๗.๒ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการบริหารจัดการปาล์มน้ำมัน อย่างเป็นระบบ ขอขยายระยะเวลาการพิจารณาศึกษาเรื่องดังกล่าวออกไปอีก ๙๐ วัน นับตั้งแต่วันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๖๕ คือวันพรุ่งนี้เป็นต้นไปนะครับ เรื่องนี้ประธาน คณะกรรมาธิการ คุณวีระกร คำประกอบ แจ้งว่าเนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรค ติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) ส่งผลให้คณะกรรมาธิการไม่สามารถ ลงพื้นที่เพื่อศึกษารับฟังข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาและผลกระทบได้ ดังนั้นจึงขอขยายเวลา การพิจารณาศึกษาเรื่องดังกล่าวออกไปอีก ๙๐ วันนับแต่วันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๖๕ เป็นการ ขอขยายเวลาครั้งที่ ๘ เพื่อประโยชน์ในการทำงานของคณะกรรมาธิการ มีสมาชิกผู้ใดขัดข้อง ไหมครับ🔗
ถ้าไม่ขัดข้อก็ขออนุญาต ให้มีการขยายเวลา เพียงแต่ถ้าจะตั้งข้อสังเกตเตือนนิดหนึ่งก็คือว่าขยายมาแล้ว ๘ ครั้ง เพราะฉะนั้นอาจจะต้องขอให้พิจารณาเพื่อให้จบ ต่อไปเป็นเรื่องที่ไม่ได้บรรจุระเบียบวาระ ๓ เรื่องครับ🔗
๗.๓ เรื่องการขอขยายระยะเวลาของคณะกรรมการจริยธรรม สภาผู้แทนราษฎรตามข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และกรรมาธิการ พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อ ๒๗ โดยคณะกรรมาธิการจริยธรรมสภาผู้แทนราษฎร มีหนังสือขอขยายระยะเวลาพิจารณาเรื่องร้องเรียนจริยธรรม นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ จำนวน ๒ เรื่อง🔗
เรื่องที่ ๑ ขยายเวลาพิจารณาเรื่องร้องเรียนที่ ๑๒ กรณีการเสนอชื่อบุคคล ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมให้ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมาธิการ เนื่องจากการพิจารณา เรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างคณะอนุกรรมการจัดทำรายงานการสอบหาข้อเท็จจริงเพื่อเสนอต่อ คณะกรรมการจริยธรรม ดังนั้นจึงขอขยายระยะเวลาพิจารณาเรื่องร้องเรียนดังกล่าวออกไป อีก ๓๐ วันนับแต่วันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๕ เป็นการขอขยายระยะเวลาครั้งที่ ๕ ตามข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรม ข้อ ๒๗ เพื่อประโยชน์ในการทำงานของ คณะกรรมาธิการ ท่านสมาชิกมีท่านใดขัดข้องไหมครับ🔗
ถ้าไม่มีก็ขออนุมัตินะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ขยายเวลาพิจารณาเรื่องร้องเรียนเรื่องที่ ๑๓ กรณี การโพสต์ (Post) ข้อความในเฟซบุ๊ก (Facebook) เนื่องจากการพิจารณาเรื่องร้องเรียนดังกล่าวคณะกรรมการ อยู่ระหว่างการลงมติวินิจฉัยและต้องจัดทำรายงานเพื่อเสนอต่อสภา ดังนั้นจึงขอขยายเวลา การพิจารณาเรื่องดังกล่าวออกไปอีก ๓๐ วันนับแต่วันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๖๕ เป็นการขอ ขยายเวลาครั้งที่ ๙ ตามข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรม ข้อ ๒๗ เพื่อประโยชน์ในการ ทำงานของคณะกรรมการ ท่านสมาชิกมีท่านใดขัดข้องไหมครับ🔗
ถ้าไม่มีก็ถือว่าที่ประชุม เห็นชอบให้คณะกรรมการจริยธรรมสภาผู้แทนราษฎรขยายเวลาการพิจารณาเรื่องร้องเรียน ออกไปตามที่ร้องขอ🔗
๗.๔ คณะกรรมาธิการการศึกษา ขอขยายระยะเวลาการพิจารณาศึกษา กลุ่มญัตติเกี่ยวกับปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและผลกระทบจากการยุบเลิก โรงเรียนขนาดเล็กออกไปอีก ๙๐ วันนับแต่วันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๖๕ เรื่องนี้ท่านรองประธาน กรรมาธิการ คุณสฤษดิ์ บุตรเนียร ได้มีหนังสือแจ้งว่ามีข้อมูลและปัญหาที่ต้องมีการศึกษา อย่างรอบด้าน และต้องรับฟังข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) ส่งผลให้การประชุมของคณะกรรมาธิการต้องเลื่อนออกไปนะครับ ดังนั้นจึงขอขยายเวลา การพิจารณาศึกษาญัตติออกไปอีก ๙๐ วัน นับแต่วันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๖๕ เป็นการขอขยายเวลา ครั้งที่ ๘ เพื่อประโยชน์ในการทำงานของคณะกรรมาธิการ ท่านสมาชิกท่านใดขัดข้องบ้างครับ🔗
ถ้าไม่มีก็อนุญาตให้ กรรมาธิการขยายเวลานะครับ ถ้าจะมีการเตือนเป็นข้อสังเกตก็คือเป็นการขยายครั้งที่ ๘ แล้ว ฉะนั้นกรรมาธิการอาจจะต้องเร่งให้เสร็จโดยเร็วนะครับ🔗
๗.๕ ตั้งกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตาม การบริหารงบประมาณแทนตำแหน่งที่ว่างลง ๑ ตำแหน่ง โดยประธานคณะกรรมาธิการ คุณไชยา พรหมา ได้มีหนังสือแจ้งว่าขอให้ตั้งกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่าง เนื่องจาก นายทายาท เกียรติชูศักดิ์ ได้ขอลาออกจากตำแหน่งกรรมาธิการ จึงเป็นอันพ้นจากการเป็น กรรมาธิการตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ (๓) ตำแหน่งที่ว่างเป็นกรรมาธิการในสัดส่วนของ พรรคเพื่อไทย ขอเชิญพรรคเพื่อไทยเสนอชื่อแทนตำแหน่งที่ว่างครับ เชิญเลยครับ🔗
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ขอตั้งกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณในตำแหน่งที่ว่างลง คือท่าน ส.ส. ประเสริฐ จันทรรวงทอง แทน นายทายาท เกียรติชูศักดิ์ ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗
ขอผู้รับรองครับ🔗
ที่ประชุมเห็นชอบให้ตั้ง คุณประเสริฐ จันทรรวงทอง นะครับ ขอบคุณมากครับ ก็จบเรื่องที่ขอหยิบยกขึ้นมาเพื่อให้ เราได้มีโอกาสได้ทำงานนะครับ ต่อไปจะเป็น🔗
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว🔗
ร่างพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว🔗
ขอเชิญกรรมาธิการ วิสามัญด้วยนะครับ🔗
ในการนี้อนุญาตให้ บุคคลภายนอกเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมได้ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๔ วรรคสองนะครับ ๑. นางพรพิมล สัมฤทธิ์ผ่อง ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายการบริหารราชการแผ่นดิน สำนักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกา ๒. นางสาววลัยรัตน์ ศรีเชียงพิมพ์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานเงินเดือน ค่าจ้างบำเหน็จบำนาญ กรมบัญชีกลาง ๓. นายวิริยะ ธรรมจักร นิติกรชำนาญการ กลุ่มงานเงินเดือน ค่าจ้าง บำเหน็จบำนาญ กรมบัญชีกลาง ๔. นายสุจินดา สุขุม ผู้ช่วยเลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ขอเชิญครับ ท่านประธานกรรมาธิการพร้อมขอเชิญแถลงได้ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานกรรมาธิการ ขอเสนอร่างพระราชบัญญัติ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... สภาผู้แทนราษฎร ตามที่ที่ประชุม สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๓ ครั้งที่ ๓๙ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) วันพุธที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๔ ได้ลงมติรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญ ข้าราชการ (ฉบับที่..) พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ และร่างพระราชบัญญัติกองทุน บำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ที่นายพิสิฐ ลี้อาธรรม กับคณะเป็นผู้เสนอ และตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาคณะหนึ่งเพื่อพิจารณากำหนดการแปรญัตติภายใน ๑๕ วัน ซึ่งมีผู้เสนอคำแปรญัตติจำนวน ๑ คน คือนายวรภพ วิริยะโรจน์ เสนอคำแปรญัตติในมาตรา ๔ ซึ่งเป็นการแก้ไขมาตรา ๓๙ วรรคสอง มาตรา ๔/๑ ซึ่งเป็นการเพิ่มมาตรา ๔๓/๑ ต่อมา ในคราวประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๔ ครั้งที่ ๗ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) วันพุธที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๖๕ ที่ประชุมได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จ บำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และได้มีการตั้งข้อสังเกตต่าง ๆ โดยคณะกรรมาธิการ วิสามัญได้ขอถอนร่างพระราชบัญญัติเพื่อนำไปพิจารณาปรับปรุงใหม่ตามข้อสังเกตของ ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบให้ถอนร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ตามที่ ร้องขอ บัดนี้คณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งมีจำนวน ๑๑ มาตรา เสร็จแล้ว โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญมีการเพิ่มมาตราใหม่จำนวน ๒ มาตรา ซึ่งเป็นไปตามหลักการตามร่างของนายพิสิฐ ลี้อาธรรม กับคณะเป็นผู้เสนอ ที่สภาผู้แทนราษฎรได้รับหลักการในวาระหนึ่งแล้วนั้น สรุปสาระสำคัญมีดังนี้🔗
๑. เพิ่มมาตรา ๔/๑ ซึ่งเป็นการเพิ่มมาตรา ๔๓/๑ ของร่างพระราชบัญญัติ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙ เหตุผลเนื่องด้วยคณะกรรมาธิการวิสามัญ เห็นว่าที่อยู่อาศัยถือได้ว่าเป็นสินทรัพย์ที่สมาชิกจะสามารถลงทุนและสร้างหลักประกัน ในอนาคตได้ มูลค่าก็มีแต่จะสูงขึ้น เพื่อให้สมาชิกได้รับการช่วยเหลือในเรื่องของปัจจัย ๔ และส่งเสริมให้สมาชิกมีบ้านเป็นของตนเองเพื่อความมั่นคงทางสังคม จึงเห็นว่าการส่งเสริม ให้สมาชิกสามารถขอรับเงินจากกองทุนในอัตราไม่เกินร้อยละ ๓๐ ของจำนวนเงินสะสม เงินสมทบและผลประโยชน์ตอบแทนที่บันทึกไว้ในบัญชีรายบุคคล เพื่อใช้จ่ายในการจัดหา ที่อยู่อาศัยจึงเป็นเรื่องที่เหมาะสมสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในมาตรา ๕ (๓) ของ พระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ. ศ. ๒๕๓๙ โดยให้เป็นหน้าที่ ของคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการที่จะออกหลักเกณฑ์ในการดำเนินการ ต่อไป ทั้งนี้เป็นไปตามหลักการของร่างพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... นายพิสิฐ ลี้อาธรรม กับคณะเป็นผู้เสนอ ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้รับ หลักการในวาระหนึ่งไว้แล้ว🔗
๒. มีการเพิ่มมาตรา ๗/๑ ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๗๐/๘ ของพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙ เหตุผลเนื่องจาก ร่างพระราชบัญญัติที่คณะรัฐมนตรีเสนอแก้ไขมานั้นมีการตกหล่นในส่วนของการแก้ไข อัตราส่งเงินสะสมของสมาชิกซึ่งเปลี่ยนสถานภาพจากข้าราชการไปเป็นพนักงาน มหาวิทยาลัยที่ยังประสงค์เป็นสมาชิก กบข. อยู่ ด้วยเหตุนี้จึงได้เสนอแก้ไขให้สมาชิกซึ่งเป็น พนักงานมหาวิทยาลัยดังกล่าวมีสิทธิส่งเงินสะสมได้ไม่เกินร้อยละ ๓๐ ของเงินเดือน เช่นเดียวกับสมาชิกอื่นตามร่างพระราชบัญญัติที่คณะรัฐมนตรีเสนอแก้ไขและเพื่อให้ สอดคล้องกับหลักการของกฎหมายของพระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับและเพื่อไม่ให้เป็นการ เลือกปฏิบัติ ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักการของร่างพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญ ข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... นายพิสิฐ ลี้อาธรรม กับคณะผู้เสนอ ซึ่งสภาผู้แทนราษฎร ได้รับหลักการในวาระหนึ่งไว้แล้ว ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญยังได้จัดทำข้อสังเกต ที่คณะรัฐมนตรีและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องควรทราบและพิจารณาดำเนินการต่อไป และขอให้สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาให้ความเห็นชอบ ซึ่งรายละเอียดปรากฏในรายงานแล้ว ดังนั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญจึงขอเสนอร่างพระราชบัญญัติตามที่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม และข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป คณะกรรมาธิการวิสามัญขออนุญาตให้ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้เข้าร่วม ประชุมสภาผู้แทนราษฎรด้วยครับ🔗
อนุญาตแล้วครับ🔗
อนุญาตแล้วนะครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ในวาระสองก็จะเริ่มตั้งแต่ชื่อร่าง คำปรารภ และเรียงลำดับมาตราจนจบร่าง สำหรับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีกรรมาธิการสงวน ความเห็น ไม่มีผู้แปรญัตติสงวนคำแปรญัตติ ดังนั้นก็จะให้กรรมาธิการที่สงวนความเห็น ได้อภิปรายก่อนนะครับ ส่วนสมาชิกที่ไม่ได้สงวนคำแปรญัตติ ไม่ได้แปรญัตติก็จะอภิปรายได้ เฉพาะถ้อยคำหรือข้อความในมาตราที่มีการแก้ไขเท่านั้นครับ ก็เรียนเพื่อเราได้ปฏิบัติไปตาม ข้อบังคับ ขอเชิญท่านเลขาธิการครับ🔗
ท่านประธานครับ ขอหารือ ก่อนที่จะเข้าสู่รายละเอียดนิดเดียวครับ🔗
ขอบคุณครับ🔗
ท่านประธานครับ ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตหารือท่านประธานเพื่อความชัดเจนก่อนที่จะดำเนินการต่อครับ เนื่องจากว่า กฎหมายฉบับนี้เคยเข้ามาสภาไปแล้วครั้งหนึ่ง แล้วก็มีการพิจารณาไปแล้วเมื่อวันพุธที่ ๒๒ มิถุนายนที่ผ่านมานี้เองนะครับ มีการลงมติรายมาตราไปบางส่วนแล้ว แล้วในท้ายที่สุด ของรายงานที่ท่านส่งมาเมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม ท่านใช้คำว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญ ได้ขอถอนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ออกไปเพื่อพิจารณาปรับปรุงใหม่ ผมไม่แน่ใจว่าวันนั้น ที่ได้มีการวินิจฉัยว่าเป็นการขอถอนนี้ ขอถอนเพื่อไปปรับปรุงเฉพาะมาตราที่ค้าง การพิจารณาและข้อสังเกตที่ขัดต่อมาตราที่ได้มีการลงมติไปแล้ว แต่นี่ที่ท่านกลับมาชี้แจงนี้ เสมือนว่าเป็นการจะกลับมาพิจารณาใหม่ทั้งฉบับ ผมไม่มั่นใจว่าจะเป็นไปอย่างนั้นจริงหรือไม่ ประการใดครับ ต้องขอความชัดเจนก่อนครับท่านประธานครับ🔗
ครับ เริ่มใหม่หมดครับ ตั้งแต่ชื่อร่างเลยครับ เพราะว่าเราไม่ได้ตกลงเหมือนกฎหมายบางฉบับที่ว่าเมื่อรับไปแล้วก็จะ ขอกลับมาเริ่มมาตราไหน ถ้าอย่างนั้นวันนี้ขอเริ่มตั้งแต่ชื่อร่างเลย เชิญท่านเลขาธิการครับ🔗
ชื่อร่าง พระราชบัญญัติ ไม่มีการแก้ไข คำปรารภ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๑ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๒ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๓ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๔ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๔/๑ คณะกรรมาธิการเพิ่มขึ้นใหม่ มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น🔗
มาตรา ๔ เมื่อสักครู่นี้ มีกรรมาธิการติดใจอะไรไหมครับ เชิญมาตรา ๔ ครับ มาตรา ๔/๑ หรือมาตรา ๔ ครับ🔗
มาตรา ๔/๑ ค่ะ🔗
มาตรา ๔ ไม่มีปัญหา มาตรา ๔/๑ เชิญท่านเลขาครับ มาตรา ๔/๑ มีกรรมาธิการเพิ่มขึ้นใหม่ ขอเชิญกรรมาธิการ นะครับ เชิญท่านเลขาครับ มาตรา ๔/๑ กรรมาธิการขอเพิ่มขึ้นใหม่ ขอเชิญกรรมาธิการ ที่สงวนความเห็น🔗
ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนะคะ ดิฉัน ศรีกัญญา ยาทิพย์ เลขาธิการคณะกรรมการ กบข. กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ลงมติไม่เห็นด้วย กับมาตรา ๔/๑ ที่ให้เพิ่มความเป็นมาตรา ๔๓/๑ แห่งพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จ บำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙ และตั้งข้อสงวน โดยให้ตัดมาตรา ๔/๑ ออก เพื่อให้เป็นไป ตามร่างพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่เสนอโดย รัฐบาล ด้วยเหตุผล ๕ ประการดังนี้🔗
ประการที่ ๑ การที่พระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙ บัญญัติให้ข้าราชการต้องเป็นสมาชิกของ กบข. และกำหนดให้สมาชิก ต้องส่งเงินสะสมให้แก่ กบข. เป็นจำนวนขั้นต่ำร้อยละ ๓ ของเงินเดือน โดยรัฐส่งเงินสมทบ อีกร้อยละ ๓ ของเงินเดือน และเงินชดเชยส่วนบำนาญที่เปลี่ยนแปลงไปจากพระราชบัญญัติ บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๔๙๔ อีกร้อยละ ๒ ของเงินเดือน เพื่อให้ กบข. บริหาร ให้เกิดดอกผลและสะสมไว้ในบัญชีเงินรายบุคคลของสมาชิก โดยมุ่งหมายให้เป็นเงินออม ที่มีความพอเพียงสำหรับใช้จ่ายในการดำรงชีพเมื่อสมาชิกเกษียณอายุราชการ จึงเห็นว่า อัตราออมดังกล่าวไม่ได้มีจำนวนเพียงพอสำหรับการใช้จ่ายเพื่อวัตถุประสงค์อื่นด้วย ดังนั้น หากให้สมาชิกสามารถนำเงินดังกล่าวออกไปใช้จ่ายเพื่อการจัดหาที่อยู่อาศัยได้ก่อน ก็จะส่งผลกระทบต่อความพอเพียงของเงินออม เพื่อการเกษียณอายุราชการของสมาชิก รวมทั้งไม่ส่งเสริมการออมทรัพย์ของสมาชิกอีกด้วย🔗
ประการที่ ๒ กบข. ไม่ได้จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์และภารกิจในการจัดหา สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยให้แก่สมาชิก จึงไม่ควรนำเรื่องดังกล่าวมากำหนดไว้ในพระราชบัญญัติ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งปัจจุบันมีหน่วยงานภาครัฐที่มีศักยภาพ และความเชี่ยวชาญในด้านการวิเคราะห์และบริหารจัดการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยให้บริการ แก่สมาชิกอยู่แล้ว เช่น ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารออมสิน สหกรณ์ออมทรัพย์ ส่วนราชการเจ้าสังกัดของสมาชิก🔗
เหตุผลประการที่ ๓ การเพิ่มความตามมาตรา ๔๓/๑ แห่งพระราชบัญญัติ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙ ดังกล่าวจะทำให้ความที่เพิ่มเติมเข้ามานั้น ขัดต่อบทบัญญัติของมาตรา ๔๔ และมาตรา ๔๕ แห่งพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จ บำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙ กล่าวคือมาตรา ๔๔ บัญญัติให้สมาชิกภาพของสมาชิก สิ้นสุดลงเมื่อผู้นั้นออกจากราชการและมาตรา ๔๕ บัญญัติให้สมาชิกมีสิทธิได้รับบำเหน็จ บำนาญ เงินสะสม เงินสมทบ เงินประเดิม เงินชดเชย และผลประโยชน์ตอบแทนเงินดังกล่าว เมื่อสมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลง ดังนั้นหากจะเพิ่มความในมาตรา ๔๓/๑ ตามที่ กรรมาธิการเสียงข้างมากเสนอมานั้นจะต้องแก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๔๕ ด้วยเพื่อให้ สอดคล้องกัน ซึ่งจะทำให้การแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติมาตราดังกล่าวไม่เป็นไปตามหลักการ ของร่างพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่สภาผู้แทนราษฎร ลงมติรับหลักการไว้🔗
ประการที่ ๔ การกำหนดให้สิทธิแก่สมาชิกสามารถขอรับเงินจาก กบข. ได้ไม่เกินร้อยละ ๓๐ ของเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ตอบแทนของเงินดังกล่าว เพื่อการจัดหาที่อยู่อาศัยของตนได้นั้น ในทางปฏิบัติก็ไม่สามารถตอบสนองความต้องการ ด้านการจัดหาที่อยู่อาศัยของสมาชิกได้อย่างแท้จริง เนื่องจากปัจจัยของการใช้สิทธิดังกล่าว อยู่ที่ปริมาณเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ตอบแทนของเงินดังกล่าวที่จะนำมาใช้ได้ โดยสมาชิกที่เริ่มสร้างครอบครัวและจัดหาที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองนั้น ประเมินว่ามีอายุ ประมาณ ๓๑ ถึง ๓๕ ปี จะมีปริมาณเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ตอบแทนของเงิน ดังกล่าวที่ออมไว้ค่อนข้างน้อย โดยเฉลี่ยคนละประมาณ ๓๐,๐๐๐ บาท ซึ่งไม่เพียงพอ ที่จะวางมัดจำในการเช่าซื้อที่อยู่อาศัยได้ อีกทั้งปัจจุบันสถาบันการเงินต่าง ๆ ก็ให้สินเชื่อ ที่อยู่อาศัยแก่ข้าราชการที่เป็นสมาชิก กบข. เต็มมูลค่าของที่อยู่อาศัยแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีความ จำเป็นที่ กบข. จะต้องให้สิทธิสมาชิกขอรับเงินจาก กบข. เพื่อไปจัดหาที่อยู่อาศัยได้อีก🔗
เหตุผลประการสุดท้าย ซึ่งเป็นเหตุผลที่สำคัญที่สุดก็คือการให้สิทธิแก่สมาชิก สามารถนำเงินออกจาก กบข. เพื่อไปจัดหาที่อยู่อาศัย ย่อมไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ที่กำหนดในมาตรา ๕ วรรคสอง (๑) และ (๒) แห่งพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญ ข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙ ที่ต้องการให้สมาชิกออมเงินเพื่อเป็นหลักประกันการจ่ายบำเหน็จ บำนาญและให้ประโยชน์ตอบแทนจากการรับราชการแก่ข้าราชการเมื่อออกจากราชการ นอกจากนี้การอนุญาตให้สมาชิกนำเงินออกจาก กบข. เพื่อหาที่อยู่อาศัย เป็นถ้อยคำที่มี ความหมายกว้างและครอบคลุมถึงการซื้อ การเช่าซื้อ หรือการเช่าที่อยู่อาศัยก็ได้ ซึ่งสมาชิก อาจไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยที่จัดหาอย่างแน่นอน ดังนั้นการจัดหาที่อยู่อาศัยดังกล่าว จึงไม่ส่งเสริมการออมทรัพย์ของสมาชิกตามวัตถุประสงค์และขอบเขตการดำเนินงานของ กบข. ซึ่งในส่วนของการขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในมาตรา ๕ วรรคสองนั้น ดิฉันใคร่ขอเชิญผู้แทนกฤษฎีกาช่วยชี้แจงในส่วนของจุดประสงค์ของการจัดตั้งกองทุน ที่กำหนดไว้ในมาตรา ๕ และมาตราอื่นที่เกี่ยวข้องค่ะ🔗
กรรมาธิการที่สงวน ความเห็นจะอภิปรายมีอีกไหมครับ เชิญเลยครับ🔗
ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรค่ะ ดิฉัน นางพรพิมล สัมฤทธิ์ผ่อง ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ขออนุญาตชี้แจงเพิ่มเติม เกี่ยวกับเรื่องของการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๔๓/๑ ในกรณีที่หลักการของร่างมาตรา ๔๓/๑ กำหนดให้มีการนำเงินออมออกมาใช้ก่อนเพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดหาที่อยู่อาศัย ตรงนี้อาจจะเป็นการขัดกับวัตถุประสงค์ของกองทุนตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ซึ่งโดยวัตถุประสงค์หลักของมาตรา ๕ นี้ การออมก็คือ เป็นเพื่อวัตถุประสงค์ในการเป็นหลักประกันการจ่ายบำเหน็จบำนาญและให้ประโยชน์ ตอบแทนการรับราชการแก่ข้าราชการเมื่อออกจากราชการแล้ว ซึ่งก็หมายความว่าการที่จะ นำเงินจากกองทุนมาใช้ได้ จะนำมาใช้ได้เมื่อมีการออกจากราชการแล้ว ในการกำหนดให้ นำเงินออกจากกองทุนมาใช้ก่อนออกจากราชการก็อาจจะขัดกับวัตถุประสงค์ตามที่มาตรา ๕ กำหนดไว้นะคะ นอกจากนี้แล้วในเรื่องของการให้นำเงินจากกองทุนออกมาใช้ก่อนก็จะไม่ สอดคล้องกับตัวยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ที่กำหนดให้มีการส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจในการออมและการลงทุนระยะยาวเพื่อเพิ่ม ความสามารถในการพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจของประชาชนทุกกลุ่มด้วย ซึ่งโดยเฉพาะเรื่อง ของการรองรับสังคมกลุ่มผู้สูงวัยอย่างมีคุณภาพ ตรงนี้ก็จะต้องมีการเตรียมความพร้อมด้วย เพื่อให้มีการออมและการลงทุนในระยะยาวของตัวบุคคล โดยเฉพาะข้าราชการสมควรที่จะ ออมตั้งแต่ก่อนเกษียณอายุ เพื่อประโยชน์ของความมั่นคงทางเศรษฐกิจของตัวบุคคลนั้น และนอกจากนี้แล้วเหตุผลประการสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือการที่ให้นำเงินของกองทุน ออกมาใช้ได้ก่อนที่สมาชิกจะออกจากราชการค่ะ ก็ยังเป็นการทำลายความเข้มแข็งของ กองทุนและเป็นผลร้ายกับสมาชิกรายอื่นและมีความเสี่ยงที่จะเป็นหนี้เสียขึ้นมาอีก แล้วก็จะ ส่งผลกระทบต่อสถานะของกองทุนในอนาคตด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ🔗
มีกรรมาธิการขอ สงวนความเห็น ๓ ท่านนะครับ ท่านวิรัชติดใจที่จะอภิปรายไหมครับ เชิญเลยครับ เนื่องจาก มาตรานี้กรรมาธิการเพิ่มขึ้นใหม่ เพราะฉะนั้นสมาชิกที่ไม่ได้แปรญัตติก็มีสิทธิที่จะอภิปราย มีชื่ออยู่ ๑ ท่านแล้วครับ เชิญท่านวิรัชครับ🔗
ผมไม่ติดใจครับท่านประธาน🔗
ถ้าอย่างนั้นก่อนที่ กรรมาธิการจะชี้แจงขอเชิญท่านสมาชิกที่ขออภิปราย พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ขอเชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขออนุญาตใช้สิทธิสมาชิกในการตั้งคำถามของการแก้ไข เพิ่มเติมในมาตรา ๔๓/๑ ดังกล่าวนี้ ท่านประธานครับ ผมเป็นอดีตข้าราชการบำนาญ ผมรับเงิน กบข. ก็เคยรับ เงินบำนาญก็ยังรับอยู่นะครับ สิ่งแรกที่ยืนยันครับว่าพรรคก้าวไกลไม่เคยคิดตัดเงินบำนาญใครทั้งสิ้นที่เป็นข้าราชการ และเป็นอดีตข้าราชการชัดเจนนะครับ อย่าปล่อยข่าวเช่นนี้ออกไป ในการทำหน้าที่ ผมกราบเรียนว่ากฎหมายฉบับนี้ที่พรรคเราต้องการให้มีการใช้เงินที่มีอยู่นี่อย่างสมบูรณ์ เมื่อสักครู่ฝ่ายกฎหมายก็ดีหรือกรรมการจากเสียงส่วนน้อยที่กล่าวถึงเรื่องการขัดกันของ กฎหมาย ผมยึดกฎหมายอย่างนี้ครับกฤษฎีกาในมาตราที่ท่านอาจจะเพิ่งใช้ครั้งแรก มาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญเขียนว่าการปรับปรุงกฎหมายนั้นจะมีความจำเป็นหรือไม่ สอดคล้องสถานการณ์ ขณะนี้สถานการณ์และที่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตคือการจัดทำ กฎหมายใหม่นี่คือสิ่งที่เป็นรากเหง้าของการเขียนก่อนที่จะกำหนดในหลักการ ฉะนั้นเราเอง มักจะไม่คำนึงถึงรัฐธรรมนูญที่ตราไว้นะครับ นี่คือหลักการที่ครอบคลุมใหญ่กว่าหลักการ ที่เขียนไว้ซึ่งลงรายละเอียดน้อยกว่าแล้วก็ไม่ได้เคยเขียนเรื่องประเด็นอุปสรรคการดำรงชีวิต และสิทธิของพลเมือง ฉะนั้นการดำเนินการเพื่อขจัดอุปสรรคการดำรงชีวิตหรือการประกอบ อาชีพเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชนมันตราอยู่ในมาตรา ๑๗ วรรคหนึ่งนะครับ ชัดเจน ผมจึงขอค้านในประเด็นของท่านเรื่องของประเด็นผมสนับสนุนที่กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ ไปแก้มาแล้วนะครับท่าน โดยเฉพาะในมาตรา ๔/๑ ที่ขอแก้ ๔๓/๑ ซึ่งให้สมาชิก ๕ ปีขึ้นไป ขอรับเงินจากกองทุนไม่เกินร้อยละ ๓๐ ของจำนวนเงินสะสมและเงินผลประโยชน์ตอบแทน ดังกล่าวที่บันทึกไว้รายบุคคล เพื่อใช้โดยวัตถุประสงค์เฉพาะในการจัดหาที่อยู่อาศัยของตนได้ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีที่คณะกรรมการกำหนดพูดง่าย ๆ ครับ ผมว่าอันนี้เป็น นิมิตหมายใหม่ครับท่านประธาน เงินคือเฟิร์สต์คัม (First Come) ครับ เงินของเขาครับ ก็ต้องเฟิร์สต์เสิร์ฟ (First Serve) ฉะนั้นเมื่อเขาเอาเข้ามาแรกเข้าก็เป็นสิทธิของเขาอยู่แล้ว แล้วมันเป็นแค่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ มันไม่ได้ทั้งหมด อีก ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ยังอยู่ที่กองทุนนะครับ กองทุนก็ยังเอาไปทำโน่น ทำนี่ในพระราชบัญญัตินี้ได้ ผมเคยครับ อยู่ในสถานการณ์อยู่ปีหนึ่งที่กองทุน กบข. นี้ตกต่ำมากที่สุดครับ เงินฝากล้านกว่าบาท หายฮวบไปเหลือ ๗๐๐,๐๐๐ ครับ งงครับตอนนั้นส่งใบรายงานมาครับ ตกใจมากเลยครับ บอกว่าผู้บริหารทำอะไรกันอยู่ ซึ่งมาตรา ๗๐ ที่จะเอาไปลงทุน อันนี้ข้อดีครับ ผมถือว่าดี คือรู้จักที่จะมีการควบคุม แต่ประเด็นเรื่องของการที่อยู่อาศัยผมถือว่าการเอาไปใช้ใน ที่อยู่อาศัยนั้นมันคือบั้นปลายชีวิตของสมาชิกแล้วมันเป็นแค่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของยอดเงิน ที่ต้องส่งนะครับ และกฎหมายก็กำหนดเลยว่าต้องส่งไม่เกิน ๓๐ เปอร์เซ็นต์อีกนะครับ อันนี้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของเงินสมาชิกที่จะเอาไปเป็นทุนประเดิมเพื่อจะซื้อที่อยู่อาศัยของตน ผมเลยมาถามอันนี้ มาถามกรรมการเสียงส่วนใหญ่ครับว่าในประเด็นของการที่จะกำหนด หลักเกณฑ์นี้นะครับ และเงื่อนไขของกรรมการที่กำหนดเรื่องของกรอบโอเค (OK) ครับ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ผมเข้าใจแล้วครับ แต่มีที่อยู่อาศัยของตนเองได้มันหมายความว่าอะไร โครงสร้างมันมากขนาดไหน เพราะกว่าที่จะรับราชการมาอาจจะมีบ้านอยู่แล้วนะครับ แต่พอดีอาจจะต้องไปใช้บั้นปลายชีวิต เพราะหลังจากนั้นก็ยกให้ลูกไปแล้ว ลูกไม่เลี้ยงแล้ว ก็ต้องไปซื้อบ้านหรือไปเช่าอสังหาริมทรัพย์ หรือห้องในคอนโดอยู่ อันนี้มันเข้าหลักการ พวกนี้ไหม มันจะมีหลักการพวกนี้หรือหลักเกณฑ์เงื่อนไขต่าง ๆ ที่กำหนดมาภายหลังเกิดขึ้น ไหมครับ เพื่อให้คนที่ชราภาพได้ซื้อ อีกหน่อยอาจจะมีโพรเจกต์ (Project) ใหญ่ของรัฐบาล หมู่บ้านสวัสดิการผู้ชรา เพื่อเปิดให้เป็นการดูแลเป็นคอมเพลกซ์ (Complex) ใหญ่ของรัฐบาลฝ่ายกระทรวงพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์อาจจะเกิดขึ้น แล้วดัมป์ (Dump) โครงการนี้ออกมา ผู้เป็น สมาชิกก็สามารถจะเข้าไปอยู่อาศัยโดยใช้เงินเป็นต้นทุนที่จะเข้าไปเป็นทุนประเดิมจากเงินที่ เขามีอยู่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์เพื่อไปเข้าสู่โครงการที่จะดูแลผู้ชราของกระทรวงพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ก็ได้ เพราะอาจจะเป็นวิลเลจ (Village) ใหญ่ ๆ ที่ดูแลครบวงจร เลยครับ ตั้งแต่สาธารณสุข บ้านสะอาด ตั้งแต่การดูแลสุขภาพ ตั้งแต่ดูแลการออกกำลังกาย ดูแลอาหาร ให้ครบวงจร แต่ขาดเงินครับเงินทุนประเดิม ปรากฏว่าให้เป็นลูก ยกบ้านนี้ให้ลูก ไปแล้ว ไม่มีบ้านของตนเอง นี่ครับสิ่งที่เงินก้อนนี้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์สามารถให้ประโยชน์ เรากำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ผมอายุ ๖๘ ปีแล้วครับ แต่ยังมีบ้านครับ แต่นี่คนที่ไม่มีครับ ผมเป็นห่วงบรรดาสมาชิกทั้งหลายที่มีทุนน้อย ส่ง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ผมยังบอกว่ายังส่งน้อย เลยครับ ทำไมเปิดน้อยนัก ประเด็นคือให้เขาเก็บหอมรอมริบ บางคนอาจจะโอเวอร์ (Over) ได้นะครับ ผมว่าในอนาคตข้างหน้าและสำคัญที่สุดครับกองทุนเดี๋ยวมันมีอีกหลายมาตรา มาตรา ๗/๑ เดี๋ยวผมจะพูดถึงเรื่องการลงทุนในความมั่นคงสูง ผมจะถามกรรมการด้วยครับ ในมาตรานี้สนับสนุนครับให้คณะกรรมการเสียงส่วนใหญ่ผ่านมาตรานี้ครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ครับ เชิญกรรมาธิการ ชี้แจงครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะรองประธาน คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ กบข. (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ก่อนอื่น กระผมขออนุญาตขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการนะครับ ที่ท่านได้กรุณาได้ชี้แจงตั้งแต่ต้น ว่าคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่มีความเห็นเป็นเอกฉันท์นะครับ เสียงส่วนใหญ่ว่าสมควร จะให้ กบข. เปิดทางให้นำเงินของข้าราชการไปลงทุนได้ในการซื้อบ้าน ในการจัดหา ที่อยู่อาศัย ผมย้ำนะครับ ไม่ได้เอาเงินไปใช้จ่ายหมดเปลืองแต่เอาไปลงทุน เพราะฉะนั้น เงินออมยังอยู่ครับ แต่ว่าไม่ได้อยู่ในรูปที่ กบข. บริหารเอง กบข. เอาเงินไปลงทุนในตลาดหุ้น ในตลาดหลักทรัพย์ของอเมริกา ซึ่ง ๖ เดือนที่ผ่านมาก็เสียหายไปเยอะแยะเป็นหมื่นล้าน ข้าราชการทุกท่านที่เปิดสลิป (Slip) ที่ กบข. ส่งให้ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาก็คงจะตกใจ เหมือนกันนะครับว่าตัวเลขมันติดลบอย่างที่ท่านเรียนท่านสมาชิกที่ได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วการที่คนเราจะมีบ้านที่อยู่อาศัยของตัวเองมันเป็นปัจจัยพื้นฐาน มันเป็นปัจจัย ๔ ที่ทุกคนพึงมี ยิ่งถ้าเป็นข้าราชการมีฐานะในสังคมก็สมควรต้องมีบ้าน ของตัวเอง แต่ทุกวันนี้ต้องยอมรับครับว่าเงินเดือนก็ไม่มากแล้วก็ค่าใช้จ่าย ค่าดูแล ค่าครองชีพ ก็สูง เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะมีบ้านของตัวเองยากมาก ซึ่งต้องขอบคุณผู้ร่างกฎหมาย เมื่อตอน ๒๐ กว่าปีที่แล้วที่ได้มีการออกแบบ กบข. โดยเฉพาะในมาตรา ๕ ท่านดูนะครับ ช่วยเปิดมาตรา ๕ หน่อยครับ มาตรา ๕ เขียนไว้ชัดครับว่าวัตถุประสงค์ของ กบข. มี ๓ ประการ ประการที่ ๑ คือให้มีการออม ๒. คือจัดบำนาญ และ ๓. คือจัดสวัสดิการ ท่านผู้แทนเมื่อสักครู่นี้ได้กล่าวว่าจะทำผิดกฎหมาย กบข. ไม่ใช่เลยครับ เทคโนโลยี ช่วยขึ้นจอมาตรา ๕ ด้วยนะครับ🔗
ว่ามาตรา ๕ มี (๓) ครับ ว่าให้ กบข. ดูแลเรื่องสวัสดิการ แต่ กบข. ที่ผ่านมาไม่ได้สนใจทำเรื่องนี้เลย กระผมเองในฐานะที่อดีต ก็เคยเป็นกรรมการอิสระของ กบข. ผมย่อมต้องพยายามปกป้องดูแลให้ กบข. นี้มีความ มั่นคงอยู่แล้ว การนำเสนอกฎหมายข้อนี้ไม่ได้มีเหตุผลที่จะทำให้ กบข. นี้เสียหายแต่ประการใด เป็นการเปิดโอกาสให้สมาชิกก็คือข้าราชการนี้ได้มีสิทธิที่จะเอาเงินของเขาเอง ผมย้ำนะครับ เงินของเขาเอง ไม่ใช่เอาเงินจากราชการหรือเงินแผ่นดิน เพราะว่าข้าราชการแต่ละท่านมี บัญชีรายบุคคลอยู่แล้วว่ามีเงินอยู่เท่าไร มีเงินที่สะสมหรือสมทบเท่าไร หรือเงินดอกผลเท่าไร เพราะฉะนั้น ๓๐ เปอร์เซ็นต์นี่คำนวณง่ายมาก แล้วก็ไม่ได้ไปเบียดบังท่านใด ไม่ได้เบียดบัง คนอื่นที่เป็นสมาชิกด้วยกันถ้าเกิดเขาไม่เอาเงินออก เพราะฉะนั้นย้ำว่าเป็นเงินของเขาเอง ที่จะไปจัดหา🔗
เหตุผลอีกประการหนึ่ง ทุกวันนี้เราเห็นข้าราชการที่ทำงานอย่างเหนื่อยยาก ลำบาก แล้วก็มีภาระค่าครองชีพสูง ท่านต้องไปก่อหนี้ก่อสินมากมาย ภาระหนี้ครัวเรือน ที่ทางแบงก์ชาติได้ประกาศมาสูงถึง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ซึ่งสูงมาก เราก็ไม่อยาก เห็นข้าราชการไปก่อหนี้ถ้าจะไปซื้อบ้าน ถ้าจะมีก็คือต้องพยายามแบ่งเบา เงินที่อยู่ใน กบข. ก็เป็นเงินของเขาเอง ถ้าเงินของเขาเองไปลงทุนดาวน์ (Down) ก็จะลดภาระหนี้ลงไปบ้าง ลดภาระในการจ่ายดอก จ่ายต้น และผมขอย้ำเท่าที่ผมมีประสบการณ์มาแล้วก็สอบถาม หลายท่าน ใครก็ตามที่ซื้อบ้านในยามที่อายุยังน้อยเมื่อยามเกษียณบ้านนั้นจะเป็นประโยชน์ อย่างมากเลย ผมยกตัวอย่างนะครับ ผมเคยซื้อบ้านหลังแรกด้วยเงิน ๕๕๐,๐๐๐ บาท ๑๐ กว่าปีต่อมาผมขายได้ ๓ ล้านกว่าบาท เพราะว่าอสังหาริมทรัพย์เป็นการลงทุนที่ได้ ผลตอบแทนสูงมากในทุกสังคม เพราะฉะนั้นก็อยากจะขอย้ำว่าเงินนี้ไม่ได้เป็นการใช้ หมดเปลืองแต่เป็นการเอาไปลงทุน และเมื่อลงทุนแล้วระบบการเงินก็มีวิธีการที่จะให้ ผู้เกษียณอายุสามารถเอามาใช้เลี้ยงดูตัวเองได้ที่เรียกว่ารีเวิร์สมอร์ตเกจ (Reverse Mortgage) ซึ่งสมาชิกท่านหนึ่งก็เคยอภิปรายไปแล้วว่าท่านสามารถเอาบ้านที่ท่านเป็น เจ้าของอยู่ไปเสนอกับสถาบันการเงินให้เขาจ่ายเป็นเงินต้นให้ท่านคืนมา และเมื่อท่าน หมดวาระในการใช้บ้านนั้นบ้านก็จะตกเป็นสมบัติของสถาบันการเงินนั้น เป็นต้น เพราะฉะนั้นขออนุญาตครับ ในแง่กฎหมายไม่มีข้อติดขัดเลยเพราะว่ามาตรา ๕ ที่มีอยู่ใน กฎหมาย กบข. (๓) นี้เขียนไว้ชัดว่าเป็นสวัสดิการที่ กบข. จะทำได้ และ ๒. ก็คือว่ามันเป็น การลงทุน ผมไม่ได้ต้องการให้ กบข. ให้สินเชื่อ ท่านเข้าใจผิดครับ ที่ท่านเอ่ยมาในข้อ ๓ ว่าจะเป็นการเพิ่มภาระสินเชื่อนี้ไม่จริงครับ เพราะว่าถ้าเอาเงินนี้ออกไปเป็นการลดภาระหนี้ แล้วเรื่องนี้ก็เป็นการออม เพราะฉะนั้นท่านบอกว่าจะทำให้เงินออมไม่เพียงพอ จริง ๆ แล้ว อย่างที่ผมเรียนนะครับ มันเป็นการลงทุนที่เจ้าของ ๑. ประหยัดค่าเช่าบ้าน ทุกวันนี้เราเห็น ข้าราชการไม่น้อยต้องเสียเงินค่าเช่าบ้าน เขาประหยัดค่าเช่าบ้าน เอาเงินที่หลวงอาจจะจ่าย ให้มาใช้ในการผ่อนบ้านได้ ถึงวาระสุดท้ายของการรับราชการก็สามารถที่จะได้เป็น เจ้าของบ้านอย่างที่ท่านสมาชิกเมื่อสักครู่ได้อภิปรายไป เพราะฉะนั้นการที่บอกว่ามาตรา ๔๔ มาตรา ๔๕ ไปล็อกเงินไว้ แล้วต้องได้เงินเฉพาะต่อเมื่อเกษียณนี่ไม่จริง เนื่องจากมาตรา ๕ ได้เปิดทางไว้แล้ว แล้วก็อย่างที่ได้กราบเรียนว่าวิธีการได้บ้านมันมีวิธีการมากมายด้วยกัน ทางคณะกรรมาธิการไม่ประสงค์ที่จะไปผูกมัด กบข. มากเกินไปก็เลยเปิดช่องให้ คณะกรรมการ กบข. ไปพิจารณากำหนดกฎเกณฑ์เอา เราไม่ได้ไปกำหนดว่าต้องเป็นเช่าซื้อ หรือเป็นการอย่างนั้น อย่างนี้ในรายละเอียดแต่ประการใด อันนี้ก็ขออนุญาตที่จะกราบเรียน เป็นความเห็นที่คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ได้มีมติ แล้วก็อยากจะให้ข้าราชการได้มี โอกาสได้มีบ้านเป็นของตัวเองครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณนะครับ เนื่องจาก มาตรานี้กรรมาธิการเพิ่มขึ้นใหม่ มีกรรมาธิการสงวนความเห็นขอให้ตัดออก อย่างไรก็ตาม เมื่อเพิ่มขึ้นใหม่ก็ต้องขอมติที่ประชุมว่าจะเห็นควรให้เพิ่มขึ้นใหม่หรือไม่ ขอเชิญท่านสมาชิก เข้ามาเพื่อลงมติในมาตรานี้นะครับ ได้รับรายงานว่าขณะนี้มีกรรมาธิการประชุมในช่วงเช้า ๒๔ คณะ ขอให้รอสมาชิกด้วยก็จะรอนะครับ สมาชิกที่เข้ามาแล้วกดบัตรเพื่อแสดงตน จะรอนะครับ🔗
เชิญท่านสมาชิกแสดงตนครับ🔗
ท่านประธาน ผมหมายเลข ๒๙๖ แสดงตนครับ🔗
คุณหมอบัตรไปไหนเสีย ละครับ🔗
เมื่อวานลืมไว้ที่บ้านครับท่าน🔗
กฎหมายนี้ก็จะเป็น ประโยชน์กับพี่น้องข้าราชการที่รับบำเหน็จบำนาญนะครับ🔗
ท่านประธานครับ🔗
ครับผม🔗
ผมหมายเลข ๒๘๙ แสดงตน🔗
ท่านที่แสดงตนผ่าน ทางเสียงอย่าไปกดบัตรซ้ำนะครับ🔗
หมายเลข ๒๒๙ แสดงตนครับ🔗
๓ แล้ว หมายเลข ๒๒๙ ๓ ท่านแล้ว🔗
ท่านประธานครับ หมายเลข ๑๑๙ ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ แสดงตนครับ🔗
ครับ หมายเลข ๑๑๙ เป็น ๔ นะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมหมายเลข ๑๐๒ แสดงตนครับ🔗
เป็น ๕ ครับ เพื่อน ๆ สมาชิกที่อยู่ในห้องกรรมาธิการครับ ขอความกรุณาลงมาเพื่อลงมติในมาตรา ๔/๑ ของพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการครับ🔗
ท่านประธานครับ มานพ คีรีภูวดล หมายเลข ๑๕๖ แสดงตนครับ🔗
๖ ครับ🔗
นายคารม พลพรกลาง หมายเลข ๐๔๔ แสดงตนครับ🔗
ขอเรียนว่ากฎหมาย ฉบับนี้มี ๙ มาตรา พอผ่านมาตรานี้ไปแล้วจะเป็นมาตรา ๕ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๖ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๗ ไม่มีการแก้ไข มีการเพิ่มมาตรา ๗/๑ ขึ้นมา สมาชิกอย่าไปอยู่ไกล เพราะว่าคงจะเสร็จได้เร็วครับ มาตรา ๘ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๙ ไม่มีการแก้ไข องค์ประชุม ของเรา ๒๓๙ ท่าน สมาชิกที่เพิ่งเข้ามากดบัตรนะครับ ปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้า ประชุมแสดงตน ๒๓๙ ท่าน บวก ๖ ท่าน ๒๔๕ ท่านครับ ครบองค์ประชุมครับ🔗
เนื่องจากมาตรานี้ กรรมาธิการเพิ่มขึ้นใหม่จึงต้องขอถามมติที่ประชุมว่ามาตรา ๔/๑ กรรมาธิการเพิ่มขึ้นใหม่ ขอถามมติที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยในการเพิ่มขึ้นใหม่หรือไม่ ผู้ใดเห็นด้วยที่กรรมาธิการ เพิ่มขึ้นใหม่กดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วยที่กรรมาธิการเพิ่มขึ้นใหม่กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม เกษม ศุภรานนท์ ๐๒๘ เห็นด้วยครับ🔗
บวก ๑ ครับ สมาชิก พร้อมไหมครับ ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๒๔๗ บวก ๑ เป็น ๒๔๘ ท่าน เห็นด้วย ๒๔๖ บวก ๑ เป็น ๒๔๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี มติที่ประชุมเห็นด้วยที่กรรมาธิการเพิ่มขึ้นใหม่🔗
ท่านเลขาธิการต่อเลยครับ🔗
มาตรา ๕ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๖ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๗ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๗/๑ คณะกรรมาธิการเพิ่มขึ้นใหม่🔗
มาตรา ๗/๑ กรรมาธิการ เพิ่มขึ้นใหม่ ไม่มีกรรมาธิการเสียงข้างน้อยสงวนความเห็น แต่มีสมาชิกขออภิปรายเนื่องจาก เพิ่มขึ้นใหม่ พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ขอเชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ พรรคก้าวไกล สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ขออภิปรายและตั้งคำถามกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ ในมาตรานี้เนื่องจากมีการแก้ไขนะครับ อย่างนี้ท่านประธานครับ มาตรา ๗/๑ นั้นได้ยกเลิก ข้อความในมาตรา ๗๐/๘ ของพระราชบัญญัติเดิมแล้วให้แก้ไขข้อความใหม่โดยเขียนว่า ให้สมาชิกตามมาตรา ๗๐/๖ ส่งเงินสะสมเข้ากองทุนโดยคำนวณตามบัญชีอัตราเงินเดือน และตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง แต่ทั้งนี้ต้องส่งเงินสะสมดังกล่าวจะต้องไม่เกิน ร้อยละ ๓๐ ของเงินเดือน มี ๒ ประเด็นครับ ประเด็นเรื่องเงินเดือน แล้วก็ไม่เกินร้อยละ ๓๐ ร้อยละ ๓๐ นี้ผมเข้าใจเพราะว่ามันอยู่ในหลักการแต่มันเป็นหลักการเรื่องของการที่ กำหนดให้มีการส่งเงินสะสม มีแก้ไขใน (๒) ที่เขียนว่า เงินสะสมส่งไม่เกินร้อยละ เพราะว่า มันเขียนไว้ในหลักการเลยเกินไม่ได้ อันนี้ผมเข้าใจในคำถาม แต่ทีนี้ประเด็นเป็นอย่างนี้ครับ หลังจากนี้ท่านประธานครับ คำว่า เงินเดือน ผมอยากเรียนนิดเดียวครับคำว่า ประเด็น เงินเดือน คนที่คำนวณอาจจะเข้าใจเรื่องเงินเดือนคลาดเคลื่อนไปบ้าง ผมมีเงินเดือน ๗๐,๐๐๐ กว่าบาท ส.ส. ครับ แต่มีเงินประจำตำแหน่งอีก ๓๐,๐๐๐ กว่าบาท ที่จริงเงินเดือน มันน้อย ข้าราชการจะมีเงินเดือน แต่มันมีเงินประจำตำแหน่ง เงินค่าตอบแทนอื่น ๆ นะครับ เบี้ยประชุม เงินค่าวิชาชีพ เงินค่าเช่ารถประจำตำแหน่ง อีกเยอะแยะครับ ผมก็เลยคิดว่ามันต่ำไป แต่ถือว่าไม่เกินหลักเกณฑ์ หลักการที่กำหนดไว้ แต่จริง ๆ แล้วมันต่ำไป จริง ๆ ทั้งเดือนก็ได้ ผมเคยใช้เงินเดือนของผมตอนอยู่ตำแหน่ง ทั้งเงินเดือน แต่ผมไปใช้เงินที่อื่น คือเงินที่มันเกิน ตอนเป็นผู้บัญชาการเงินเดือนแสนกว่าบาท ผมเอาอีก ๕๐,๐๐๐ บาทฝากเข้าไปเลยเป็นเงินเดือน ๕๐,๐๐๐ กว่าบาท ไม่ได้ใช้เลยครับ ก็เป็นเงินสะสมทุกวันนี้กินดอกเบี้ยหลายแสนบาทครับ เงินปันผลครับ มันพอครับ สมัยนี้ข้าราชการครูเดี๋ยวนี้มีเงินทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่เงินเดือนอีกเยอะแยะ บางคนเกือบแสน ผมถึงว่าตรงนี้กรอบคิดผมยังไม่เห็นด้วย แต่ก็เป็นคำถามท่านประธานครับว่าการที่เอาอัตรา เงินเดือนมาเป็นตัวครองผมก็ยังอิหลักอิเหลื่อ แล้วก็เป็นไปตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง และตามอัตราคำว่าและตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวงอะไรครับ ไม่ใช่เงินเดือน มันบวก เพิ่มใช่ไหมครับ ช่วยอธิบายหน่อยเป็นเงินที่ผมพูดไปแล้วใช่หรือไม่ สมมติว่าเงินเดือนเท่านี้ และตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง คือมีเงินพ่วงอีก ๕๐,๐๐๐ บาท ผมส่งได้ไหมครับ ๖๐,๐๐๐ บาท ๓๐,๐๐๐ บาท ๓๐ เปอร์เซ็นต์จากเงินเดือน ๑๐๐,๐๐๐ บาทช่วยตอบด้วย ทีนี้กลับไปท่านประธาน โดยเฉพาะเรื่องของประเด็นในหลักการมันย้อนขึ้นไปถึงตัว มาตรา ๗๐ ด้วย เรื่องของการเปิดโอกาสให้ เพราะว่าเงิน ๓๐ เปอร์เซ็นต์เป็นเงินสะสม การส่งเงินสะสมดังกล่าวไม่เกินร้อยละ ๓๐ มันเพื่ออะไร เพื่อเอาไปลงทุนตามมาตรา ๗๐ ซึ่งมาตรา ๗๐ ได้มีการแก้ ผมก็เลยขอแถมนิดหน่อยว่าในมาตรา ๗๐ มันจะมีเรื่องของการ เลือกแผนการลงทุนเรื่องตามมาตรา ๗๑ (๒) มาตรา ๗๑ (๓) ซึ่งจะมีเรื่องของการลงทุน ที่เกี่ยวกับเงินที่เอา ๓๐ เปอร์เซ็นต์ดังกล่าวไม่เกิน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ผมผูกไว้ที่ไม่เกินร้อยละ ๓๐ ว่าเอาไปลงทุนในมาตรา ๗๐ มันมีการลงทุนที่เขาเรียกว่าหลักทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูง ไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๖๐ ก็มีหรือจะแตกต่างก็ได้ใน (๓) ของมาตรา ๗๑ (๓) ผมถามล่วงไป นิดเดียวท่านประธานเพื่อให้เกิดความเข้าใจในที่ประชุมนี้ครับ ทุกวันนี้ก็ยังลงทุนใน ตลาดหลักทรัพย์อยู่ เพราะว่ามันมีมูลค่าและมันมีความมั่นคงสูง อย่างเช่น เศษ ๕๐ มีความมั่นคงสูง เศษ ๑๐๐ ก็กลาง ๆ แต่ถ้าเป็นมายด์แมป (Mind Map) มันก็จะมีความ มั่นคงต่ำ มีความเสี่ยงสูง ฉะนั้นในการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๗๐ ทั้งหมดเรื่องของเงิน ฝากธนาคาร พันธบัตร ตราสารหนี้หรือแสดงสิทธิต่าง ๆ และกองทุนสามารถเอาไปลงทุน ในความมั่นคงสูงในตลาดหลักทรัพย์อย่างนี้อะไรเป็นตัววัดที่ร้อยละ ๖๐ อะไรเป็นความ แตกต่างในมาตรา ๗๑ (๓) ที่บอกว่าจะแตกต่างอย่างไรก็ได้ เพราะเขียนไว้ในมาตรา ๗๐ ในวรรคถัดมา แล้วที่สำคัญคือไม่ยินยอมก็ถือว่ากองทุนเอาไปลงทุนได้ แต่ผมก็ยังติดใจ ตรงนี้ไม่ยินยอมอย่างไรก็ต้องส่งรายงานให้เจ้าตัวเขาทราบว่าเอาเงินเขาไปทำอะไร อันนี้เป็น ส่วนสำคัญ ช่วยตอบผมเรื่องความมั่นคงสูงนิดหนึ่งที่ไปเกี่ยวข้องกับเอาเงินไปร้อยละ ๓๐ เพื่อให้เกิดความกระจ่างในที่ประชุมแห่งนี้นะครับ แต่ผมก็ยังสนับสนุนการแก้ไขมาตรานี้ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ทางกรรมาธิการจะชี้แจงไหมครับ เชิญครับถ้ามี🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดิฉัน นางสาววลัยรัตน์ ศรีเชียงพิมพ์ ผู้แทนจากกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ขออนุญาตตอบคำถามในประเด็นที่บอกว่าการคิดอัตราเงินเดือนในการส่ง เงินสะสมของพนักงานมหาวิทยาลัยที่เปลี่ยนสภาพจากมหาวิทยาลัยของรัฐไปเป็น มหาวิทยาลัยในกำกับอัตราเงินเดือนที่ใช้ในการคำนวณเงินสะสมตรงนี้จะเป็นอัตราเงินเดือน ที่ได้รับตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการประเภทนั้น ๆ แต่ว่าตัวเงินเดือนเองไม่รวมถึง เงินเพิ่มพิเศษรายเดือนสำหรับค่าวิชา สำหรับเงินประจำตำแหน่งที่ต้องฝ่าอันตรายเป็นปกติ หรือว่าเงินพิเศษสำหรับการสู้รบนะคะ แล้วก็ไม่รวมเงินเพิ่มพิเศษสำหรับการปราบปราม ผู้กระทำความผิดหรือว่าเงินเพิ่มอย่างอื่นด้วยนะคะ ซึ่งหลักการในเรื่องนี้อยู่ในมาตรา ๓๙ วรรคท้ายของตัวพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙🔗
สำหรับประเด็นในเรื่องของอัตราเงินเดือนที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงนะคะ เราจะมีกฎกระทรวงที่ใช้ในการคำนวณเงินเดือน เราเรียกว่า เงินเดือนอ้างอิงที่ไม่ใช่เงินเดือน ที่มีการได้รับจริงเนื่องจากว่าพนักงานมหาวิทยาลัยที่เปลี่ยนสภาพจากมหาวิทยาลัยของรัฐ ไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับค่ะ พนักงานมหาวิทยาลัยเหล่านี้จะมีอัตราเงินเดือนที่สูงกว่า อัตราเงินเดือนข้าราชการเดิมทำให้ในการคิดอัตราเงินสะสมเข้า กบข. จะต้องใช้บัญชีอัตรา เงินเดือนอ้างอิงโดยเทียบกับข้าราชการพลเรือนทุกประเภทเพื่อไม่ให้เกิดความลักลั่นกันค่ะ ขออนุญาตกราบเรียนค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกไม่มีอะไรติดใจแล้วนะครับ กรรมาธิการขอชี้แจงเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานและขอ กราบเรียนผู้ถามในประเด็นเรื่องการลงทุนของ กบข. ในสินทรัพย์มั่นคงสุข การลงทุน ในสินทรัพย์มั่นคงสุขมีการกำหนดไว้ในกฎกระทรวง สินทรัพย์มั่นคงสุขที่สำนักงานสามารถ ลงทุนได้มีรายละเอียดดังต่อไปนี้นะคะ เป็นสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสุข อาทิเช่น ๑. เงินสด เงินฝากธนาคาร หรือบัตรเงินฝากที่ธนาคารเป็นผู้ออก ๒. พันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย ตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกัน เงินต้นและดอกเบี้ย ตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่รัฐวิสาหกิจออกตามกฎหมายด้วยวิธีการ ตามงบประมาณเป็นผู้ออก ตั๋วแลกเงินที่ธนาคารเป็นผู้รับรอง สลักเงินหรือรับรองอาวัล หรือตั๋วสัญญาที่ใช้เงินที่ธนาคารเป็นผู้สลักหลังหรือรับอาวัลโดยไม่มีข้อจำกัดความรับผิด ตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่ธนาคารเป็นผู้ออก ตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นหรือองค์กรมหาชนโดยหน่วยงานของรัฐเป็นผู้ออกตามที่คณะกรรมการกำหนด ตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่รัฐบาลต่างประเทศ รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายต่างประเทศ องค์กรระหว่างประเทศ สถาบันการเงิน รัฐบาลระหว่างประเทศหรือสถาบันการเงินระหว่าง ประเทศเป็นผู้ออกหรือเป็นผู้ค้ำประกัน ซึ่งดำเนินการภายใต้ข้อผูกพันที่กำหนดตามมารยาท โดยกระทรวงการคลัง เรียนมาเพื่อทราบค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ เนื่องจากมาตรานี้คณะกรรมาธิการเพิ่มขึ้นใหม่ ดังนั้นผมจะขอถาม มติจากที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการหรือไม่นะครับ ก่อนที่จะลงมติผมขอ ตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ🔗
ขอเชิญ ท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกเข้าห้องประชุมนะครับ แล้วก็ท่านที่อยู่ในห้องประชุมแล้วกรุณา เสียบบัตรกดปุ่มแสดงตนนะครับ🔗
ขอเชิญ ท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกเข้าห้องประชุมนะครับ ขอความกรุณาท่าน ส.ส. ที่กำลังประชุม กรรมาธิการอยู่ได้เข้ามาห้องประชุมใหญ่เพื่อลงมติก่อนนะครับ ท่านที่เข้ามาถึงแล้วก็ กรุณาได้เสียบบัตรกดปุ่มแสดงตนนะครับ แต่ถ้าท่านสมาชิกท่านใดที่มีปัญหาเรื่องบัตรก็ใช้ ไมโครโฟนแสดงตนได้ครับ ท่านอมรัตน์เข้ามาถึงก็ครบองค์พอดีละครับ ก็เห็นใจนะครับ ท่านสมาชิกเราวิ่งเข้า วิ่งออกระหว่างห้องประชุมใหญ่กับห้องกรรมาธิการ พี่น้องประชาชน ที่รับชมอยู่ทางบ้านก็ขอได้เข้าใจนะครับว่าเรามีภารกิจในสภาแห่งนี้หลายอย่าง ท่านสมาชิก ท่านใดที่มาถึงแล้ว โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน มีท่านผู้ใดที่ยังไม่ได้แสดงตน มีไหมครับ ถ้ามีก็เชิญนะครับ ถ้าแสดงตนทุกท่านแล้วผมขอปิดการแสดงตนครับ เจ้าหน้าที่ แสดงผลครับ ท่านสมาชิกครับ จำนวนผู้เข้าร่วมประชุมในขณะนี้ ๒๔๓ ท่าน ถือว่าครบ องค์ประชุมนะครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ ท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ท่านผู้ใดเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการที่เพิ่มมาตรา ขึ้นใหม่โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ๑๒๔ เห็นด้วยครับ🔗
๑๒๔ เห็นด้วย มีท่านสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนมีไหมครับ ถ้ามีก็เชิญนะครับ ถ้าใช้สิทธิกันทุกท่านแล้วผมขอเปิดการลงคะแนนครับ เจ้าหน้าที่แสดงผล จำนวนผู้ลงมติ ๒๓๙ ท่าน เห็นด้วย ๒๓๔ บวก ๑ เป็น ๒๓๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๔ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการ คือเพิ่มมาตราขึ้นใหม่ของคณะกรรมาธิการนะครับ🔗
ขอเชิญ ท่านเลขาธิการดำเนินการอ่านมาตราต่อไปครับ ท่านสมาชิกอย่าเพิ่งไปไหนนะครับ เพราะว่า มันไปด้วยความเร็วแล้วครับตอนนี้ เชิญครับ🔗
มาตรา ๘ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๙ ไม่มีการแก้ไข🔗
ก็ถือว่าจบ การพิจารณาเรียงตามลำดับมาตราแล้วนะครับ ต่อไปเป็นการพิจารณาทั้งร่าง เป็นการสรุป อีกครั้งหนึ่งตามข้อบังคับ ข้อ ๑๓๒ มีท่านสมาชิกท่านใดจะขอแก้ไขถ้อยคำหรือไม่ครับ เฉพาะถ้อยคำนะครับ🔗
ถ้าไม่มี ก็ถือว่าจบการพิจารณาในวาระสองนะครับ🔗
ต่อไปเป็นการพิจารณาในวาระสามเพื่อให้สภาลงมติว่าจะเห็นชอบหรือไม่ เห็นชอบ โดยไม่มีการอภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๑๓๓ ดังนั้นผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะ เห็นชอบด้วยกับร่างพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หรือไม่นะครับ ก่อนลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ🔗
ขอเชิญ ท่านสมาชิกเสียบบัตรกดปุ่มแสดงตนครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม หมายเลข ๑๒๔ แสดงตนครับ🔗
ครับ หมายเลข ๑๒๔ แสดงตนนะครับ ขอบคุณครับ มีท่านสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้แสดงตน มีไหมครับ ที่กำลังเดินอยู่หลังห้องประชุม ท่านไม่ต้องเดินไปหาที่นั่งตัวเองครับ ตรงไหนว่าง เสียบเลย ถ้าท่านแสดงตนทุกท่านแล้วนะครับ ผมขอปิดการแสดงตน เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้เข้าประชุมในขณะนี้ ๒๔๕ ท่าน ถือว่าครบองค์ประชุมนะครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ ท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนนะครับ ท่านผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญใช้สิทธิลงคะแนนครับ🔗
มีท่านสมาชิก ท่านใด🔗
ท่านประธานครับ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม หมายเลข ๑๒๔ เห็นด้วยครับ🔗
ท่านณัฐวุฒิ เห็นด้วยนะครับ ท่านณัฐวุฒิวิ่งเข้ามาโหวต วิ่งเข้ามาแสดงตนแล้วก็วิ่งออกไปอีก🔗
ท่านประธานคะ ดิฉัน พิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล หมายเลข ๒๕๑ เห็นด้วยค่ะ🔗
เห็นด้วย นะครับคงมีภารกิจ ไม่เป็นอะไรนะครับเสร็จภารกิจแล้วก็ช่วย ๆ กันมานั่งเฝ้าห้องประชุม หน่อยแล้วกัน ถ้าทุกท่านใช้สิทธิลงคะแนนแล้วทุกท่านนะครับ ผมขอปิดการลงคะแนน เจ้าหน้าที่รายงานผลครับ จำนวนผู้ลงมติทั้งหมด ๒๔๐ ท่าน บวก ๒ ท่าน ก็เป็น ๒๔๒ ท่าน เจ้าหน้าที่น่าจะใช่นะ บวก ๒ ท่านใช่ไหม บวก ๒ ท่านครับ เห็นด้วย ๒๓๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๓ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบด้วยกับ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นะครับ🔗
ท่านสมาชิกครับ ตามที่คณะกรรมาธิการได้เสนอข้อสังเกตไว้ในรายงานของคณะกรรมาธิการเพื่อให้สภา พิจารณาว่าเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการหรือไม่โดยไม่มีการอภิปราย ถ้าเห็นด้วย ผมจะได้ส่งรายงานและข้อสังเกตนี้ไปยังคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อทราบ หรือดำเนินการต่อไปตามข้อบังคับ ข้อ ๑๒๗ ประกอบกับข้อ ๑๐๕ ซึ่งรายละเอียดของ ข้อสังเกตได้ปรากฏตามรายงานของคณะกรรมาธิการแล้ว ต่อไปผมจะขอถามมติจาก ที่ประชุมนะครับจะเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการหรือไม่ ก่อนลงมติผมขอ ตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ🔗
ขอเชิญ ท่านสมาชิกเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนนะครับ โปรดเสียบบัตรแล้วกดปุ่มแสดงตนนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ณัฐวุฒิ บัวประทุม ๑๒๔ แสดงตนครับ🔗
ท่านณัฐวุฒิ แสดงตน ท่านสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้แสดงตนเชิญนะครับ ท่านนิกร จำนง เพิ่งวิ่งเข้ามา เชิญเลยครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สมบัติ ศรีสุรินทร์ ๓๘๓ แสดงตนครับ🔗
ครับ ๓๘๓ แสดงตนนะครับ เชิญนะครับยังรออยู่ครับ ท่านสมาชิกที่อยู่ห้องกรรมาธิการช่วยมา เติมให้หน่อยสัก ๓ ๔ ท่านครับ ท่านที่เดินเข้ามาถึงห้องประชุมแล้วรีบเสียบเลยนะครับ เสียบบัตรกดปุ่มแสดงตนนะครับ มีท่านสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้แสดงตนเชิญนะครับ ถ้าแสดงตนกันครบทุกท่านแล้ว ผมขอปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมในขณะนี้ ๒๔๒ บวก ๒ เป็น ๒๔๔ ท่าน ถือว่าครบองค์ประชุมนะครับ🔗
ต่อไปเชิญ ท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ท่านผู้ใดเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญใช้สิทธิออกเสียง ลงคะแนนครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ๑๒๔ เห็นด้วยครับ🔗
ท่านณัฐวุฒิ เห็นด้วยนะครับ มีท่านสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิลงคะแนนเชิญนะครับ แต่ถ้าใช้สิทธิ ลงคะแนนครบทุกท่านแล้ว ผมขอปิดการลงคะแนนนะครับ เจ้าหน้าที่รายงานผลครับ จำนวนผู้ลงมติ ๒๔๔ ท่าน เห็นด้วย ๒๔๑ บวก ๑ เป็น ๒๔๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับ ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการนะครับ🔗
ขอขอบคุณ คณะกรรมาธิการครับ จบเป็นที่เรียบร้อยครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมขอหารือนิดหนึ่งครับ🔗
เชิญครับ🔗
ผม มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์ครับ ท่านประธานครับ ตอนนี้เวลาประมาณเที่ยง ๑๐ นาที แล้วก็องค์ประชุมมีเกินประมาณ ๒ เสียงเท่านั้นเอง ผมอยากให้ท่านประธานไปหารือวิป (Whip) ฝ่ายรัฐบาลของทุกพรรค ว่าให้มาประชุมกันเยอะ ๆ นิดหนึ่งนะครับ เพราะว่าผมอยู่ฝ่ายค้านต้องลงมาจากห้องประชุม ต้องมานั่งกดให้ฝ่ายรัฐบาล ถ้าอย่างไรท่านประธานไปประชุมกับฝ่ายรัฐบาลให้เรียบร้อยก่อน ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวตอนบ่ายสอง องค์ประชุมน่าจะล่มอีกเหมือนเมื่อวาน ขอบคุณครับ🔗
ท่านหัวหน้า พรรคไทยศรีวิไลย์ก็เพิ่งเข้ามานะครับ ก็ไม่เป็นอะไรครับอยู่กรรมาธิการก็เข้า ๆ ออก ๆ อย่างนี้ละครับ อย่างไรวันนี้ก็ไม่ล่มครับวันนี้ไม่ต้องห่วง ช่วงบ่ายนี้ท่านประธานก็มีนัดหารือ กับวิป (Whip) ทั้ง ๓ ฝ่ายอยู่แล้ว ก็คงจะได้มีการปรึกษาหารือกันว่าจะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น อย่างไร ขอบคุณมากที่ให้ข้อเสนอแนะครับ ท่านสมาชิกครับ ต่อไปจะเป็นการพิจารณา🔗
เรื่องด่วน🔗
๑. ร่างพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายพิสิฐ ลี้อาธรรม กับคณะ เป็นผู้เสนอ) ซึ่งคณะรัฐมนตรีขอรับไปพิจารณาก่อนรับ หลักการและได้ส่งคืนสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณา🔗
ด้วยในคราว ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๓ ครั้งที่ ๓๐ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) ในวันพุธที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ ที่ประชุมได้มีมติอนุมัติให้คณะรัฐมนตรีรับร่าง พระราชบัญญัติไปพิจารณาก่อนรับหลักการ โดยให้รอการพิจารณาไว้ภายใน ๖๐ วัน ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑๘ ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๕ รับทราบ ข้อสังเกตและผลการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวตามที่สำนักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องแก้ไข เพิ่มเติมพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช ๒๔๘๕ ตามที่ท่านสมาชิกเสนอ และคณะรัฐมนตรีมีมติให้ส่งคืนร่างพระราชบัญญัติพร้อมข้อสังเกตมาเพื่อให้ สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาในวาระหนึ่งต่อไป รายละเอียดปรากฏในเอกสารที่เจ้าหน้าที่ได้ จัดวางไว้ให้ท่านสมาชิกแล้วนะครับ ในการนี้ผมได้อนุญาตให้บุคคลภายนอกซึ่งได้รับ มอบหมายจากคณะรัฐมนตรีเข้าร่วมชี้แจงข้อเท็จจริงต่อที่ประชุมตามข้อบังคับ ข้อ ๖๗ ฉะนั้นผมจึงขอเชิญท่านผู้มีรายชื่อดังต่อไปนี้เข้าร่วมประชุมชี้แจง ผู้แทนจากธนาคาร แห่งประเทศไทย ๑. นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ๒. นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ๓. นางสุวรรณา เชื้อบุญชัย ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกฎหมาย ๔. นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายบริหาร การสื่อสารองค์กร ๕. นายจิรานุวัฒน์ ธัญญะเจริญ ผู้อำนวยการ ๖. นายกวีวุฒิ สุมาวงศ์ ผู้อำนวยการ แล้วก็ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาคือนางสาวจีรภัทร์ การประเสริฐกิจ ผู้อำนวยการกองกฎหมายการเงินการคลัง กองกฎหมายการเงินการคลัง เชิญผู้ร่วมชี้แจงที่ผมได้อ่านรายชื่อไปแล้วเข้าประจำที่นะครับ🔗
ท่านสมาชิกครับ ผู้เสนอมีสิทธิอภิปรายในประเด็นที่คณะรัฐมนตรีมีข้อสังเกตและผลการพิจารณาตามที่ได้ ขอรับไปพิจารณาก่อนรับหลักการ ขอเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตแจกเอกสาร ๒ ชิ้นนะครับ🔗
ชิ้นแรกเป็นพาวเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ซึ่งมีวางอยู่ที่หน้าเคาน์เตอร์ของท่านสมาชิกแล้ว และอีกชิ้นหนึ่งจะเป็น ใบแถลงข่าวนะครับ ซึ่งกระผมได้ทำขึ้นเมื่อวานนี้นะครับ เพราะว่ามีการให้ข่าวในสื่อมวลชน อย่างไม่ค่อยถูกต้องนัก ก็ขออนุญาตใช้โอกาสนี้ในการชี้แจงครับ ช่วยฉายสไลด์ (Slide) ที่กระผมได้ขอให้ทางเทคนิคได้เตรียมไว้ครับ🔗
ในการทำงานของพวกเราในสภา ทุกท่านก็ทราบดีครับว่าพวกเรามีหน้าที่ในการที่จะดูกฎหมาย มีคณะกรรมาธิการที่จะเชิญ หน่วยงานต่าง ๆ มาชี้แจง แล้วเราก็ให้ข้อเสนอแนะแก่รัฐบาลไป เราไม่ได้มีบทบาทหน้าที่ในการ ไปกำหนดนโยบายโดยตรง เรามีหน้าที่เพียงแต่เป็นผู้เสนอนะครับ ขณะเดียวกันนี่นะครับ ในรัฐธรรมนูญก็มีบทบัญญัติ กฎหมายต่าง ๆ ก็มีบทบัญญัติด้วยที่จะให้หน่วยงานอิสระต่าง ๆ ได้มาชี้แจงต่อสภาในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านของกระบวนการยุติธรรม กระบวนการตรวจสอบหรือองค์กรอิสระอื่น สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ เช่น ศาล ศาลก็ต้องมา รายงานต่อสภา ไม่ว่าจะเป็นศาลยุติธรรม ศาลปกครอง หรือศาลรัฐธรรมนูญก็ตาม แต่ละปีที่เพื่อนสมาชิกก็ได้มีโอกาสอภิปรายแสดงความเห็นต่าง ๆ ส่วนการตัดสินใจ ดำเนินการนั้นอยู่ที่องค์กรอิสระเท่านั้นเองนะครับ สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ ในกระบวนการ ยุติธรรมกฎหมายก็มีระบุไว้ครับว่าให้ส่งรายงานมายังรัฐสภานะครับ ทั้งสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ หรือทางด้าน กสทช. ก็เช่นกันครับ มีระบุเพราะ กสทช. ได้ถือว่าเป็นองค์กรอิสระ ก็ต้องมีการส่งรายงานมา ซึ่งเพื่อนสมาชิกก็ทราบดีครับ แต่ละปีเราก็มีการอภิปรายกัน สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ อันนี้ก็คือตัวบทกฎหมายของ กสทช. มีระบุไว้ชัดว่าต้องรายงานรัฐสภา ต่อไปครับ องค์กรอิสระอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น กกต. หรือ ป.ป.ช. หน่วยงานตรวจสอบ สตง. ก็ล้วนแต่ต้องส่งรายงานให้สภาเพื่อที่สภาจะได้ศึกษา แล้วก็ให้ความคิดเห็นต่อไปนะครับ สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ นี่คือ สตง. เราใช้เวลากับ สตง. หลายครั้งในการที่จะพูดคุยกับ สตง. ในสภาแห่งนี้ สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ อันนี้ก็เป็นอีก ตัวอย่างหนึ่งว่าเป็นกฎหมายของ สตง. ที่มีระบุไว้ชัดว่าให้รายงานต่อทั้งสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ ยังมีอีกหลายองค์กรครับ สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ ธนาคารเอสเอ็มอี (SME Bank) ซึ่งมีงบดุลเพียงแสนกว่าล้านบาทก็มารายงานให้พวกเรา ได้รับทราบ พวกเราก็ได้มีความเห็นฟีดแบก (Feedback) กลับไป สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย เอ็กซิมแบงก์ (Exim Bank) ก็เช่นกัน มีการมารายงานแล้วเราก็ให้ความเห็นไปนะครับ ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างขององค์กรอิสระ ที่มีการทำงานเป็นเอกเทศจากรัฐบาล แล้วสภาก็ได้รับทราบข้อมูลนะครับ พวกเราก็นำไป เผยแพร่ต่อให้กับประชาชน ประชาชนที่ติดตามการทำงานของสภาทั้งทางวิทยุหรือทาง โทรทัศน์ก็มีโอกาสได้รับรู้ข้อมูลอย่างกว้างขวางนะครับ อันนี้ก็เป็นตัวอย่างของเอ็กซิมแบงก์ (Exim Bank) สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ เท่าที่ผ่านมาไม่เคยมีปรากฏครับว่าพวกเราในสภา แห่งนี้ได้เข้าไปแทรกแซงหรือเข้าไปก้าวก่ายการทำงานขององค์กรอิสระเหล่านั้น เพราะถ้ามี ก็จะเป็นเรื่อง เนื่องจากรัฐธรรมนูญระบุไว้ชัดว่าห้ามนะครับ สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นองค์กรอิสระที่กระผมเองก็มี ส่วนเกี่ยวข้องในฐานะที่เป็นนักเรียนทุนมาก่อน ผมได้ทำงานอย่างเต็มที่ในธนาคารเป็นเวลา กว่า ๑๗ ปีก็มีความผูกพันอย่างมาก แล้วก็อยากจะเห็นองค์กรนี้เป็นองค์กรอิสระที่ได้รับการ ยอมรับนับถือ มีหน้าที่ต่าง ๆ มากมายด้วยกัน ผมไม่ลงรายละเอียดนะครับ สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ งบดุลของธนาคารใหญ่กว่าธนาคารเอสเอ็มอี (SME Bank) หรือธนาคาร เอ็กซิมแบงก์ (Exim Bank) เป็นจำนวนกว่าร้อยเท่า งบดุลของที่แบงก์ชาติสูงถึง ๖ ล้านล้านบาท ๒ เท่าของงบประมาณแผ่นดิน เพราะฉะนั้นบทบาทของธนาคารสูงมากครับในเชิงเศรษฐกิจ ในเรื่องของการดูแลการไหลเวียนของเงินและด้านต่าง ๆ มีความเป็นอิสระซึ่งอยู่ในกฎหมาย ของแบงก์ชาติ สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ กฎหมายแบงก์ชาติ ฉบับที่ ๔ เขียนไว้ชัดครับว่า แบงก์ชาติมีความเป็นอิสระ แต่ให้กระทรวงการคลังกำกับนะครับ กำกับดูแลไม่ได้หมายถึงว่า เป็นผู้ดำเนินการ เพราะฉะนั้นเวลาที่เราถามรายละเอียดจากกระทรวงการคลัง ท่านจะไม่ทราบ เพราะท่านเป็นเพียงแต่ผู้กำกับ เหมือนกับที่แบงก์ชาติกำกับแบงก์พาณิชย์ จะให้แบงก์ชาติ ไปตอบเรื่องของแบงก์พาณิชย์เองก็คงจะไม่ได้นะครับ สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ เพราะฉะนั้น โดยสรุปนะครับ องค์กรอิสระต่าง ๆ ทุกวันนี้กฎหมายใหม่ ๆ จะมีการระบุไว้ว่าให้มารายงาน ต่อสภา เพื่อประชาชนได้รับทราบแล้วก็โอกาสที่ทางสมาชิกจะไปแทรกแซงก้าวก่ายคงไม่ได้ เพราะกฎหมายเขาเขียนห้ามไว้มีความผิดถ้าเกิดมีการละเมิดเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นประเด็น ที่ทางกฤษฎีกาได้เขียนมาว่าทางแบงก์ชาติออกแบบไว้ให้อยู่ในการควบคุมของฝ่ายบริหาร ก็เป็นเรื่องที่ขัดแย้งกับประเด็นที่เขียนไว้ในกฎหมาย โดยเฉพาะในหมายเหตุของแบงก์ชาติ ฉบับที่ ๔ ที่เขียนว่าธนาคารรับผิดชอบต่อฝ่ายบริหาร โดยไม่ได้บอกว่ารับผิดชอบต่อสภาด้วย พวกเราในที่ประชุมแห่งนี้คงทราบดีครับว่า ไม่เคยมีปรากฏว่ารัฐบาลท่านมาชี้แจงอะไร แทนแบงก์ชาติ เพราะพวกเราก็ใช้วิธีการที่จะเชิญเจ้าหน้าที่แบงก์ชาติต่าง ๆ มาถาม มาหารือในที่ประชุมของกรรมาธิการ ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือดีมากแล้วก็ต้องขอบคุณท่านผู้ว่าการ ที่อนุญาตให้สมาชิกได้มีโอกาสซักถามเจ้าหน้าที่แบงก์ชาติ แล้วแบงก์ชาติทำงานหนักมาก ในการชี้แจง แต่ข้อมูลเหล่านี้ไม่ค่อยเข้าถึงประชาชน เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ประเทศไทยเราจึง มีแฮนดิแคป (Handicap) มีความอ่อนด้อยในเรื่องของการเงิน ประชาชนไม่ค่อยรู้เรื่อง การเงิน แล้วก็เป็นหนี้เป็นสินกันมากมาย ไม่รู้จักที่จะคำนวณอัตราดอกเบี้ยทบต้นเหล่านี้ เป็นต้น เพราะฉะนั้นเรื่องของการเปิดเผยข้อมูลการให้ความรู้ การให้ประชาชนได้รับข้อมูล ข่าวสารทางเศรษฐกิจและการเงินจึงเป็นเรื่องสำคัญของการพัฒนาประเทศในยุคใหม่ ที่ต้องการความโปร่งใสและต้องการการมีข้อมูลมาศึกษาดูแล เพราะฉะนั้นประเด็นที่กระผม นำเสนอนะครับ สไลด์ (Slide) ต่อไปนะครับ ก็คือที่จะให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีการ มารายงานต่อสภา ส่วนรายละเอียดจะรายงานอย่างไร ผมก็เปิดช่องให้กับกรรมาธิการ ที่อาจจะตั้งขึ้นเพื่อจะมากำหนดเรื่องนี้ต่อไปกับแบงก์ชาติร่วมกัน หลักก็คืออยากจะให้มีการ ยึดโยงกันระหว่างการทำงานขององค์กรอิสระ ซึ่งมีงบดุลถึง ๒ เท่าของงบประมาณแผ่นดิน ได้มีโอกาสที่จะใช้เวทีของสภาแห่งนี้พูดจากับประชาชนทั้ง ๖๖ ล้านคนทั่วประเทศ เพราะว่า เวลาที่เราอภิปรายในสภาประชาชนเขาจะให้ความสนใจ แล้วก็ให้การรับรู้ที่มาก จริง ๆ แล้ว ผมเชื่อว่าการทำงานของแบงก์ชาติมีความซับซ้อนแล้วก็มีรายละเอียดมากนะครับ แล้วก็ข้อมูลต่าง ๆ มีมากด้วยกัน ยากที่คนภายนอกจะเข้าถึง แล้วแต่ละปีนะครับ สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ ขอโทษ กลับไป สไลด์ (Slide) เมื่อสักครู่นี้ครับมีการให้ข้อมูลกับ ต่างประเทศอย่างเต็มที่ เพราะต่างประเทศเขาต้องการข้อมูล เช่น ไอเอ็มเอฟ (IMF) แต่ละปี ก็จะส่งทีมมาประชุมกับเจ้าหน้าที่ของแบงก์ชาติที่เรียกว่า อาร์ทิเคิล โฟร์ คอนซัลเทชัน (Article IV Consultation) ซึ่งสมัยก่อนผมก็เกี่ยวข้องด้วยครับ เราต้องทำข้อมูลทุกอย่างที่เขาเรียก ไม่ว่าข้อมูลเศรษฐกิจ การเงินใด ๆ ก็ตาม แล้วเขาก็ไปเขียนรายงานและงานของประเทศไทยก็ถูกส่งไปทั่วโลก ธนาคารกลางและกระทรวงการคลังทุกประเทศได้รับข้อมูลของประเทศไทยหมด เพียงแต่ว่า พวกเราไม่ได้เห็นในสภานี้ พูดง่าย ๆ ก็คือว่าในการทำงานของแบงก์ชาติท่านเห็นมีข้อมูล เต็มที่แล้ว ข้อมูลเหล่านี้เปิดเผยออกมาอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าช่องทางในการเข้าหาประชาชน ระดับรากหญ้า ผมเชื่อว่ายังยากอยู่ ยังน้อยอยู่ สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ เพราะฉะนั้นในเรื่อง ของความเป็นกลางของธนาคารกลาง ในเรื่องของความเป็นอิสระก็มีรองรับไว้ทั้งใน พ.ร.บ. แบงก์ชาติ ทั้งในกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ห้ามไม่ให้สมาชิกเข้าไปก้าวก่าย เพราะฉะนั้น ประเด็นเรื่องของการที่จะเป็นห่วงว่าเราจะไปก้าวก่ายแทรกแซงนี้ ผมคิดว่าท่านตัดไปได้เลย เราไม่มีทางที่จะไปทำได้ แล้วก็ความเป็นอิสระนี้ท่านจะได้รับการประกันมากขึ้นถ้าหากท่าน มายึดโยงกับสภา เพราะว่าสภาเราจะเป็นหน่วยงานที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลว่า การทำงานนั้นเหมาะสมหรือไม่ ตัวอย่างเช่นการที่แบงก์ชาติจะดำเนินนโยบายการเงิน ท่านก็ต้องมีเป้าหมาย มีวิธีการ แต่ขณะเดียวกันรัฐบาลท่านอาจจะมีอะเจนดา (Agenda) ในการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ อยากจะปล่อยเงิน อยากจะอัดฉีดเงิน จะหาเงินจากที่ไหน ในอดีตหลายประเทศในโลกที่ล่มจมส่วนใหญ่ก็เอามาจากตรงนี้ครับ คือรัฐบาลก็ไปบีบ แบงก์ชาติให้เอาเงินออกมาใช้จ่าย เป็นผลทำให้เศรษฐกิจเกิดปัญหาเงินเฟ้อ เกิดปัญหา อัตราดอกเบี้ย ซึ่งประเทศไทยโชคดี แบงก์ชาติกับกระทรวงการคลังก็ยังเหนียวแน่น ไม่ทำอย่างนี้ แต่อนาคตเราก็ไม่อยากให้มันมีช่องโหว่ มีจุดอ่อนเกิดขึ้น การที่ท่านมายึดโยง กับสภา มารายงานสภาเป็นระยะ ๆ ก็จะเป็นการทำให้เกิดความสว่างขึ้นมาว่าจะทำอะไร ที่มันผิดแผกครรลองครองธรรมคงไม่ได้เพราะสภาตรวจสอบอยู่ ผมจึงเชื่อว่าวิธีการแบบนี้ โดยสรุปนะครับ สไลด์ (Slide) สุดท้ายเลยครับ การให้ธนาคารแห่งประเทศไทยยึดโยงกับ อันนี้เป็นตัวอย่าง ก่อนไปสไลด์ (Slide) สุดท้าย เป็นตัวอย่างว่าประเทศพัฒนาแล้วที่ก้าวหน้า ก็มีการกำหนดให้แบงก์ชาติต้องไปรายงานต่อรัฐสภาในรูปแบบต่าง ๆ แม้กระทั่งเพื่อนบ้านเรา ธนาคารกลางของอินโดนีเซียซึ่งถือว่าเป็นธนาคารกลางที่มีอิทธิพลมาก เป็นพี่ใหญ่ของ อาเซียน (ASEAN) ก็ต้องรายงานทั้งต่อรัฐบาลและรัฐสภา ผมเองโดยส่วนตัวก็เคยใกล้ชิดกับ ผู้ว่าการแบงก์ชาติท่านหนึ่งในยุคที่ผมเป็นเจ้าหน้าที่แบงก์ชาติอยู่ ก็ได้เรียนรู้จากเขาเพราะว่า เขาก็ทำงานกับรัฐสภาอย่างใกล้ชิด บางครั้งมีความไม่ชอบมาพากลกับรัฐบาลบ้างถึงขนาดว่า ผู้ว่าการแบงก์ชาติถูกรังแกก็มี ก็อาศัยสภาละครับเป็นตัวค้ำยันให้ เพราะฉะนั้นสไลด์ (Slide) สุดท้ายครับ ผมก็อยากเห็นแบงก์ชาติมีที่ยืนในสภาด้วย ได้มีโอกาสที่จะใช้สภาในการสื่อสาร ข้อมูลซึ่งท่านทำอยู่แล้วเยอะมาก เพียงแต่ว่าระดับรากหญ้า ระดับประชาชนยังไม่ค่อยเข้าถึง ต้องอาศัยกูรู (Guru) หรืออาศัยผู้รู้บางท่านมาบอกกล่าวอีกทีหนึ่งครับ แต่อย่างไรก็ตาม ประชาชนทั่วไปก็ยังมีระดับของความรู้เกี่ยวกับการเงินน้อยมาก ยังหวังแต่ว่าแบงก์ชาติ จะต้องตรึงดอกเบี้ยต่ำ แบงก์ชาติจะต้องตรึงอัตราแลกเปลี่ยนให้คงที่ เหล่านี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นผมไม่อยากเห็นเหตุการณ์เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วนี้เกิดขึ้นอีก ที่การตัดสินใจเรื่องใหญ่ ๆ อยู่ที่คนสองคน แล้วเมื่อผิดพลาดประเทศชาติเสียหายใหญ่หลวง ผมอยากเห็นระบบมีการ เปิดเผยข้อมูล มีความยึดโยงกัน นี่คือสังคมยุคใหม่ครับ เรื่องของความโปร่งใส ผมไม่ได้ต่อว่า ท่านผู้ว่าแบงก์ชาติเขาไม่โปร่งใส่นะครับ ท่านนี่พยายามเต็มที่ แต่มันเป็นเทรนด์ (Trend) ของสังคมที่อยากเห็นการทำงานของหน่วยงานรัฐมีการถ่วงดุล มีการตรวจสอบได้ มีความสะดวกรวดเร็ว เพราะว่าวิกฤติเศรษฐกิจโลกมันย่อมมาแล้วมาอีก แล้วในระยะ ข้างหน้านี้พวกเราก็ต้องเตรียมรับกับเหตุการณ์ของเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความวุ่นวาย อยู่ทุกวันนี้ ก็ขออนุญาตกราบเรียนแต่เพียงเท่านี้ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นการอภิปรายของท่านสมาชิก มีท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ท่านเกียรติ สิทธีอมร แล้วก็ท่านวรภพ วิริยะโรจน์ เชิญท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกขออภิปรายในพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยเฉพาะร่างพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... อย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ก็มีแค่ ๔ มาตรานะครับที่เข้าสภาในวาระแรกนี้ อย่างนี้ครับก็คือมันมี มาตราที่สำคัญก็คือแค่การรายงานที่ท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม ได้นำเสนอข้อมูล ผมกราบเรียน ว่าเรื่องของระบบเศรษฐกิจนี้เป็นเรื่องสำคัญนะครับ เป็นรายงานที่ต้องจำเป็นที่ธนาคาร แห่งประเทศไทยซึ่งอยู่นอกเหนืออำนาจของนิติบัญญัติมานานพอสมควรแล้วนะครับ แล้วโลกมันเปลี่ยนไป ท่านประธานครับ ท่านประธานรู้จักวูก้าเวิรด์ (VUCA World) ไหมครับ วี ยู ซี เอ เวิรด์ (V U C A World) โลกที่ปัจจุบันนี้ทั้งโลกเขาใช้คำว่า โลกที่มันมี ความผันผวน มีความคลุมเครือ มีความไม่แน่นอน แล้วก็มีความซับซ้อนอย่างยิ่ง มันเคลื่อน ด้วยความรวดเร็ว โดยเฉพาะเรื่องภาวะเศรษฐกิจทางด้านการเงินนะครับ โดยเฉพาะเงิน เรื่องของเงินในที่นี้เป็นสิ่งสำคัญ ท่านประธานครับ เรื่องของเงินมันพูดถึงเรื่องเสถียรภาพของ การเงิน เสถียรสภาพของสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องและระบบการชำระเงินของประเทศ ซึ่งอยู่ในอำนาจและหน้าที่ เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปนะครับ เป็นหน้าที่และอำนาจ กฎหมายสมัยใหม่ ผมก็งง ๆ นะครับ ใช้คำว่า หน้าที่และอำนาจก็แล้วกันเพื่อให้ทันสมัยหน่อยนะครับ ท่านประธานครับ ในพระราชบัญญัติฉบับนี้สิ่งที่สมควรทำผมเห็นด้วย เห็นด้วยในความคิด ของผมว่าธนาคารแห่งประเทศไทยแม้กระทั่งครั้งสุดท้ายผมเคยเชิญมาเรื่องอ้ายฉ้อโกง ฉ้อโกงคอลเซ็นเตอร์ (Call Center) ผมบอกให้ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศหน่อย ให้ธนาคารไทยพาณิชย์ช่วยหน่อย ให้ธนาคารไทยพาณิชย์ชอร์ต (Short) เงินคือฟรีซ (Freez) เงินในระบบเมื่อมีการฉ้อโกงเงิน คือแช่แข็งที่เฉย ๆ ไม่ได้ยึดเงินคืนครับ แช่แข็งเพื่อให้ ปลายทางหยุดเงินไม่ให้ออกได้แค่นั้นเองครับ เพื่อให้พิสูจน์ว่าเป็นเงินที่ชอบด้วยกฎหมาย ก็จะช่วยให้ชาวบ้านที่ถูกฉ้อโกงคอลเซ็นเตอร์ (Call Center) ได้ดีกว่ากับการที่ไล่จับบ้า ๆ บอ ๆ อยู่ทุกวันนี้ ถ้าเขาชอร์ต (Short) ได้ตัวปั๊บมันเอาเงินไม่ได้จบแล้วครับ เพราะเงิน มันไหลออกจากบัญชีมันหยุดอีกบัญชีหนึ่งชอร์ต (Short) เงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ก็เฉย ๆ ครับ ไม่เดือดร้อนกับประชาชนครับเพราะเป็นอิสระ ฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำให้เห็นชัด โดยเฉพาะภาคการดำเนินงานเรื่องของภาวะที่ผมกราบเรียนนะครับ ท่านประธานครับ เรื่องของภาวะการเงินหรือรายงานการเงินเป็นหัวใจสำคัญ ปัจจุบันการเงินของเราทั้งระบบ ที่เป็นระบบที่ใช้เงิน เช่นการขึ้นดอกเบี้ย อัตราดอกเบี้ยที่ต้องอิงตลาดโลก ท่านประธานครับ ตลาดหุ้นที่อยู่ที่ดาวโจร ที่เซี่ยงไฮ้ ที่ปักกิ่ง ที่ฮ่องกง หรือแม้กระทั่งใกล้ ๆ บ้านเราก็สิงคโปร์ นี่ครับ นิคเคอิ (Nikkei) อีกครับ มันก็ขึ้นอยู่กับสงครามครับเป็นผลกระทบของอัตราระบบ การเงินทั้งนั้น ถ้าสภาเราไม่รู้ ผมว่าสภาเราทันสมัยครับ เดี๋ยวนี้ในสภามีผู้ทรงคุณวุฒิ ทางเศรษฐกิจเยอะมากขึ้น ๆ ไม่เหมือนสมัยก่อนนะครับ สมัยก่อนอาจจะมีน้อยแต่สมัยนี้ มีความรู้เยอะ แล้วบางคน บางท่านผ่านรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีช่วยมาเยอะแยะเลยอยู่ในสภา เข้า ๆ ออก ๆ สามารถให้คำแนะนำ สามารถให้ ประสบการณ์ สามารถให้มุมมอง แล้วบางคนมาจากนายทุน แล้วบางคนมาจากส่วนของ เศรษฐกิจหลายส่วน สิ่งสำคัญคือเรื่องระบบการชำระเงินของประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่เคยบอกครับนี่ผมก็ตั้งกระทู้ถามก็มีครับ เรื่องเงินทุนสำรอง ทองสำรองเพิ่มขึ้น เอาไปทำ อะไรเงียบกริบเหมือนกันครับ ยังไม่ตอบเลยครับท่านประธานครับ ทองบวมขึ้นมาเรื่อย ๆ เอาไปทำอะไรเงินที่สำรองอยู่ในจำนวนเท่าไรที่เป็นแสนล้านเอาไปไว้ทำอะไร ไม่เคยบอก สภาไม่รู้ครับ ผมอยากรู้ครับท่านประธาน ฉะนั้นการรายงานนี้เป็นหัวใจสำคัญ และประเด็น เรื่องการดำเนินงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยนี้ต้องทำให้สอดคล้องกับนโยบายทาง เศรษฐกิจของภาครัฐ ท่านครับ ขณะนี้ภาครัฐเองรัฐบาลที่ครองอำนาจมายาวนานขนาดนี้ กู้เงินครับ หาเงินไม่เป็นครับ นี่คือการดำเนินงานทางเศรษฐกิจครับ เมื่อไม่มีอินคัม (Income) เข้า แคส (Cash) ก็ไม่มี มันก็เลยไม่มีแคสโฟลว์(Cash Flow) เงินจะต้องไปเอาแคส (Cash) จากการกู้ ๑๐ ล้านล้านบาทตอนนี้เห็น ๆ อยู่ แล้วต้องใช้หนี้เสียดอกเบี้ยครับ อัตราดอกเบี้ย อีกที่ต้องใช้ผูก นั่นคือระบบการเงินทั้งหมดครับท่านประธาน ฉะนั้นสิ่งสำคัญคือ ๒ แมตช์ (Match) รัฐบาลต้องรายงานเรา แต่รัฐบาลไม่เคยรายงาน ในหนังสือนี่ครับ ที่บอกว่ารัฐบาลต้องมีหน้าที่รายงานเคยมาพูดไหม เรียกมาถามก็บอกรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังอึ้มอั้ม อึ้มอั้ม อึ้มอั้มไปครับท่านประธาน ตอบถูไปถูมา ความชัดเจนไม่เคย พูดเลยครับ นั่นคือสิ่งที่ผมอยากให้เห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ดีครับ แต่มันอาจจะถี่เกินไป ๓ เดือน ๓๐ วัน เพราะเราเคยรับรายงาน รายงานปฏิรูปยุทธศาสตร์ทุก ๓ เดือน ยังเข้ามา ไม่ทันเลยครับสะสมเป็นกอง ๆ เลยครับเข้าคิวไม่ได้สัก ๖ เดือนครับ แต่ผมเห็นด้วย ท่านประธานครับต้องรายงานสภา สภานี้มีผู้ทรงคุณวุฒิอีกหลายคนไม่ใช่มีแค่ที่ธนาคาร แห่งประเทศไทยเท่านั้นครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นท่านเกียรติ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม นายเกียรติ สิทธีอมร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก็อยากจะขอแสดงความเห็น จริง ๆ ผมคิดว่าคนที่โน้มน้าวไปในทิศทาง ที่จะไม่เห็นด้วยนี่ต้องอธิบายตัวเองมาก ต้องอธิบายว่าความคิดหลักคิดคืออะไรก่อนที่จะ ตัดสินใจลงคะแนนโดยสภานี่ต้องถกกันให้ชัดถึงข้อดี ข้อเสียและหลักเหตุผล แล้วก็หลัก ธรรมาภิบาลที่เกี่ยวข้องด้วย🔗
ประการแรก การรายงานคำถามที่สำคัญที่สุด คือการรายงานปีละ ๑ ครั้ง ทำให้เสียความเป็นอิสระได้อย่างไร ผมมองไม่ออกนะครับเสียความเป็นอิสระได้อย่างไร เรามีองค์กรอิสระมากมายเลยที่รายงานต่อสภา และเราในฐานะเป็นฝ่ายนิติบัญญัติและเป็น ผู้แทนของประชาชนมีโอกาสที่จะสะท้อนปัญหาของประชาชนให้ทราบ เสียหายตรงไหนครับ เสียหายตรงไหน ตรงนี้ ถ้าตอบไม่ได้นี่ผมก็คิดว่ามันก็ไม่รู้จะไปอย่างไร ถ้าตอบไม่ได้เลยครับ ว่าเสียหายตรงไหน ผมเห็นแต่ข้อดี เอาข้อเสีย คนไหนคิดว่ามีข้อเสียมาเล่าให้พวกเราฟัง เผื่อเราจะเปลี่ยนใจ ข้อที่ ๒ ถ้าดูตัวอย่างประเทศอื่น ๆ พอดีเมื่อสักครู่อาจารย์พิสิฐ พูดเฉพาะอินโดนีเซีย แต่ข้อเท็จจริงปรากฏชัดเจนนะครับ สหรัฐอเมริการายงานต่อสภา ๒ ครั้งต่อปี อินโดนีเซียทุกไตรมาส เอาประเทศไอซ์แลนด์ ๒ ครั้งต่อปี อังกฤษทุกครั้ง ที่เผยแพร่รายงานต้องมารายงานกับสภา ออสเตรเลีย ๒ ครั้งต่อปี ประเทศไทยบอกยังไม่ถึงเวลา ต้องถามว่าหลักคิดตรงนี้มาจากไหน ผมก็พยายามไปทำความเข้าใจว่าที่บอกพวกเรากันมา บอกว่ามันยังไม่ถึงเวลามันมาจากไหน มันมาจากรายงานของกฤษฎีกาต่อรัฐบาลและเป็นเอกสารที่ลงนามโดยเลขาธิการ คณะกรรมการกฤษฎีกา แล้วบอกว่าขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็น ผมตั้งคำถามอย่างนี้นะครับ เพราะผมเองเป็นคนหนึ่งที่คุ้นเคยกับ พ.ร.บ. ว่าด้วยการทำงานของกฤษฎีกา ท่านทำเกิน หน้าที่หรือเปล่าครับ ท่านให้ความเห็นเป็นประเด็นข้อกฎหมายที่ยกร่างมาหรือเป็นความเห็น เรื่องนโยบาย ถ้าท่านบอกว่ายังไม่ถึงเวลานี่นั่นเป็นความเห็นเรื่องนโยบาย เรื่องแนวคิด เรื่องหลักปฏิบัติ เรื่องธรรมาภิบาล ท่านมีสิทธิให้ความเห็นตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการทำงาน ของกฤษฎีกาหรือไม่ เพราะผมเป็นคนหนึ่งที่อ่าน พ.ร.บ. ของท่านและอ่านละเอียดด้วย ทุกมาตรา เพราะผมเคยมีปัญหาอยู่แล้วและเคยโต้แย้งว่าท่านทำเกินหน้าที่ การให้ความเห็น ลักษณะนี้เป็นการให้ความเห็นที่เกินหน้าที่อันควรต่อคำถามที่มีโดยรัฐบาล จริง ๆ ท่าน ต้องทำอะไรครับ ถามว่าร่างที่เสนอมามันมีข้อไหนไหมที่จะทำให้เสียความเป็นอิสระหรือไม่ ไม่ใช่ว่ายังไม่ถึงเวลาอันควร เพราะฉะนั้นคำตอบอย่างนี้ผมมีปัญหามากเลยครับ แล้วทำไม รัฐบาลต้องช่วยกฤษฎีกา กฤษฎีกาไม่ใช่รัฐบาล กฤษฎีกาไม่ใช่สภา กฤษฎีกาเป็นผู้มีความรู้ ด้านกฎหมายใช่ครับ แต่ต้องให้ความเห็นด้านกฎหมาย แล้วถ้าท่านจะให้ความเห็นของท่าน มีน้ำหนัก ท่านต้องเปรียบเทียบสิว่าประเทศอื่นเขาทำกันไหม ในขณะที่ผู้เสนอเขาก็ เปรียบเทียบให้เห็นดูแล้วว่าประเทศที่ไปไกลแล้วเขาทำกันเป็นประจำ แล้วไม่ได้มีข้อเสียหาย ไม่ได้เสียความเป็นอิสระเลยแม้แต่นิดเดียว แล้วการที่มีโอกาสที่จะสะท้อนความเห็น และปัญหาของประชาชนโดยผ่านสภาผู้แทนราษฎรในสภานี้ข้อเสียคืออะไร วันนี้ผมก็งงกับ ท่าทีเช่นนี้และคำอธิบายเช่นนี้เพราะพวกเราคือตัวแทนประชาชน และทุกครั้งแม้กระทั่ง งบประมาณเราสะท้อนปัญหาของประชาชนเพื่อทำให้ทุกฝ่ายที่ร่วมกันรับผิดชอบทำได้ดีที่สุด เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมก็ไม่เข้าใจช่วยอธิบายทีครับ ผมก็ต้องสะท้อนช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ผมเป็นที่ปรึกษาท่านนายกชวนครับ และท่านรู้ไหมครับ เราพ้นวิกฤติได้อย่างไร ท่านทราบไหมครับ มันมีคณะกรรมาธิการอันหนึ่งที่ตั้งขึ้นมาเป็น พิเศษเลยของสภานี่ละครับดึงทุกฝ่ายมาร่วม รวมทั้งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย มานั่งด้วยกัน ถึงจะร่วมกันแก้ปัญหาวิกฤติที่เกิดขึ้นได้ดีที่สุด เร็วที่สุด แต่ท่านบอกว่าแค่มา อธิบายว่าปี ๆ แต่ละปีปีละครั้งทำอะไรไปบ้าง แนวคิดเป็นอย่างไรบ้าง มันยังไม่ถึงเวลา ไม่เข้าใจ ตรงนี้ผมคิดว่าอยากให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเองต้องมองว่าอันนี้คือโอกาส โอกาสที่ดีของธนาคารแห่งประเทศไทยที่จะทำความเข้าใจโน้มน้าวให้ความรู้กับผู้แทนของ ประชาชนที่จะไปเล่าสู่กันฟังและถ่ายทอดให้ประชาชนได้มองเห็นด้วยว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง กับชีวิตของเขาคิดอย่างไร และทำอย่างไรไปบ้างเพื่อแก้ปัญหาของประชาชนเพียงปีละ ๑ ครั้ง ปีละครั้งมันไม่เสียหายอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว ผมคิดว่าถ้าอธิบายไม่ได้ว่าความเป็น อิสระมันสูญเสียอย่างไร ผมคิดว่าประเด็นของท่านนี่ตกเลย แล้วกฤษฎีกาครับ จริง ๆ ผมเป็น กังวลนะครับ เพราะผมทำกฎหมายหลายฉบับซึ่งร่างของกฤษฎีกาไม่ถูก และในที่สุดต้องแก้ ในชั้นกรรมาธิการ ผมกำลังจะบอกว่ากฤษฎีกาไม่ใช่คนที่ถูกต้องทุกครั้งในทุกกรณีนะครับ และในกรณีเช่นนี้ผมคิดว่าทำเกินหน้าที่ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการทำงานของกฤษฎีกา แล้วถ้ายังเป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ พวกเราก็มีหน้าที่ที่จะต้องตั้งคำถามนี้ไปยังองค์กร ที่ตรวจสอบการทำงานของกฤษฎีกาว่าทำอย่างนี้ถูกหรือเปล่า ผมว่าเกินหน้าที่นะครับ และผมคิดว่าการที่ให้องค์กรที่รับผิดชอบนโยบายการเงิน สภาดูแลเรื่องงบประมาณซึ่งเป็น เรื่องมาตรการการคลัง การเงินและการคลังเป็นเรื่องที่ต้องสอดประสานกันถึงจะเกิด ประโยชน์สูงสุดกับประชาชนแล้วทำไมไม่ให้เรามีโอกาส แล้วทำไมไม่ใช้โอกาสในการรายงาน กับสภาเป็นโอกาสที่จะสะท้อนการทำงานของธนาคารแห่งประเทศไทยกับประชาชนว่า ทำอะไรให้เขาแล้วมันจะมีผลดีอย่างไรกับชีวิตเขา ก็ขอคำตอบครับ ขอความชัดเจนครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ต่อไปไปเชิญท่านวรภพ วิริยะโรจน์ ตามด้วยคุณพิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม วรภพ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จริง ๆ เหตุผลที่ผมลุกขึ้นมาอภิปรายนี่เพราะผมอยากสนับสนุนเพิ่มการมีส่วนร่วม ของประชาชน แล้วก็เพิ่มความรับผิดรับชอบของหน่วยงานของรัฐ ดังนั้นผมจึงอยาก สนับสนุนพระราชบัญญัติฉบับนี้นะครับ เหตุผลเพราะว่าผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่เสนอ พ.ร.บ. การมีส่วนร่วมของประชาชน และอยากกำหนดให้ทุกหน่วยงานของรัฐต้องจัดประชุมรับฟัง ความคิดเห็นต่อประชาชนโดยตรง อย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง เหตุผลดังนั้นผมก็เลยมองว่าการมา รายงานต่อสภาก็คือหนึ่งในกลไกที่เพิ่มการมีส่วนร่วม แล้วก็เพิ่มความรับผิดรับชอบของ หน่วยงานรัฐเช่นกัน ซึ่งในที่นี้ก็ต้องยืนยันอีกครั้งนะครับว่าธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นหน่วยงานของรัฐที่กินเงินเดือนจากภาษีของประชาชนผ่านระบบการเงินก็ตาม ดังนั้น ผมเลยมองว่าการรายงานไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร เพราะอำนาจหน้าที่ยังเป็นของธนาคาร แห่งประเทศไทยในการตัดสินใจอยู่ดีนะครับ เหตุผลที่ผมต้องสนับสนุนอย่างนี้ผมก็ต้องเกริ่น ก่อนนะครับว่า ไม่ใช่ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยทำงานไม่ดีหรือว่ามีข้อบกพร่องอะไร เพียงแต่ว่าด้วยความเดือดร้อนหรือความต้องการของพี่น้องประชาชนทุกวันนี้มีความ เรียกร้องอยากให้ทุกหน่วยงานของรัฐทำได้ดีกว่านี้ ทำได้เร็วกว่านี้ แล้วก็มีการบูรณาการกัน มากกว่านี้ เพราะปัญหาหลาย ๆ เรื่องมันจำเป็นต้องมีการทำงานร่วมกันของธนาคาร แห่งประเทศไทย แล้วก็แม้แต่กระทรวงการคลังก็ตาม ซึ่งแน่นอนครับ การมารายงานสภา ต่อผู้แทนราษฎรก็เป็นกลไกอีกกลไกหนึ่งที่ทำให้ท่านได้มีโอกาสรับฟังความคิดเห็น ปัญหา และความต้องการมากขึ้น และท่านจะได้นำข้อมูลตรงนี้ไปตัดสินใจต่อได้นะครับ ผมอาจจะ ยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วกันนะครับว่าในช่วงโควิด (COVID) ท่านออกซอฟต์โลน (Soft Lone) ออกมา พวกผมก็ได้มีความพยายามสื่อสารไปว่ามันไม่ได้แก้ปัญหาให้ ท่านก็ใช้ เวลา ๑ ปีในการทบทวนแก้ไขออกมาเป็นสินเชื่อฟื้นฟูนะครับ ซึ่งก็อาจจะยังไม่ได้ตอบโจทย์ มากนัก อันนี้ก็เป็นสิ่งสะท้อนว่าถ้ามีกลไกลให้ท่านมารายงานต่อสภาได้รับฟังความคิดเห็น ของผู้แทนราษฎร หรือแม้กระทั่งประชาชนโดยตรงอาจจะมีความตื่นตัวรับผิดรับชอบในการ ดำเนินการต่าง ๆ ปรับปรุงแก้ไขต่าง ๆ ได้ดีกว่านี้นะครับ หรือแม้กระทั่งความคืบหน้าต่าง ๆ ผมยกตัวอย่างเช่นว่าที่ท่านอยากจะทำเรื่องอีแทกซ์ อินวอยซ์ (e-Tax Invoice) หรือดิจิทัล แฟกเทอริง (Digital Factoring) ก็เป็นเรื่องที่ดี และผมก็ยังรอมา ผมก็คิดว่ารอมา ๒ ๓ ปีแล้ว แล้วก็ยังไม่เห็นความคืบหน้าที่รวดเร็วอย่างที่ประชาชนเขาต้องการ นี่ก็เป็นอีกเหตุผลที่ว่า ทำไมการมารายงานต่อสภาก็จะทำให้มีการติดตามให้หน่วยงานของท่าน แม้แต่กระทั่ง คนทำงานเองก็มีความตื่นตัวรับผิดรับชอบกับประชาชนมากขึ้นนะครับ ยังมีอีกเยอะ หรือแม้กระทั่งเรื่องอินฟอร์เมชัน เบส เลนดิง (Information Based Lending) ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี ที่จะทำให้ดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินปล่อยให้กับลูกหนี้เขาสะท้อนตามความเสี่ยง ดอกเบี้ย เงินกู้เขาได้ลดลง จากปัจจุบันมันเป็นเหมือนว่าถ้าผ่านเส้นเกณฑ์ก็ได้ดอกเบี้ยเท่ากันหมด ซึ่งผมว่านี่คือความไม่เป็นธรรมของระบบการเงินไทยก็เห็นความตั้งใจ แต่ก็ยังไม่เห็นความ คืบหน้าในระดับที่ผมคิดว่าประชาชนพึงพอใจ นี่ก็เลยเป็นอีกเหตุผลว่าทำไมการมารายงาน ต่อสภาหรือการรับฟังประชาชนท่านก็จะได้เข้าใจตรงนี้ แล้วก็เป็นการทำให้หน่วยงาน ของท่านปฏิบัติหน้าที่ได้เร็วขึ้นนะครับ หรือแม้กระทั่งการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งก็อย่าง ที่บอกว่าวันนี้เราก้าวข้ามจากวิกฤติธุรกิจมาเป็นวิกฤติของรายย่อย ก็มีความจำเป็นที่จะต้อง ยกระดับสิทธิของลูกหนี้ในการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้นะครับ แม้แต่ในช่วงบ่ายวันนี้ ก็จะมี พ.ร.บ. ล้มละลายเข้ามา ก็ไม่ได้เห็นความพยายามในการเพิ่มของสิทธิลูกหนี้ให้มีการ ยื่นฟื้นฟูหนี้สินของบุคคลธรรมดาได้นะครับ นี่ก็คงเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ว่าถ้าท่านรับฟัง ความคิดเห็นจากประชาชนมากขึ้น ท่านรับฟังความคิดเห็นปัญหาจากผู้แทนราษฎรมากขึ้น การทำงานของท่านก็จะสะท้อนแก้ปัญหาให้กับประชาชนได้เร็วขึ้นนะครับ ดังนั้นผมจึง ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการที่มีบทความที่บอกว่าการมารายงานต่อสภาคือการแทรกแซง ทางการเมืองนะครับ เพราะว่าผู้แทนราษฎรย่อมต้องนำความคิดเห็นของประชาชน มาสะท้อนให้กับท่านและอำนาจหน้าที่ทุกอย่างยังอยู่กับธนาคารประเทศไทยอย่างเต็ม รูปแบบอยู่แล้วนะครับ ดังนั้นผมจึงขอไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีการลงบทความแบบนี้ แม้ว่ากฎหมายฉบับนี้ต่อให้ผ่านหรือไม่ผ่านจากสภาแห่งนี้นะครับ ก็ยังอยากให้ธนาคาร แห่งประเทศไทยเพิ่มการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนโดยตรง ไม่จำเป็นต้องผ่านสภา ก็ได้ครับ ท่านลองไปฟัง เปิดรับฟังกับประชาชนโดยตรง ผมไม่อยากได้ยินคำตอบที่ว่า ทุกวันนี้ก็มีการสื่อสาร มีการแถลงข่าวอยู่แล้ว เพราะนั่นคือการสื่อสารในรูปแบบเดียว ผมคิดว่าถ้าท่านเปิดโอกาสให้ทางภาคธุรกิจ ภาคเอกชน หรือแม้กระทั่งประชาชนรายย่อย สมาคมลูกหนี้ คนที่แก้ปัญหาเรื่องหนี้สินให้ประชาชนอยู่ได้มีโอกาสเข้าไปสะท้อน ไปพูดคุย กับท่าน พูดง่าย ๆ ครับ ก็คือจะเรียกว่าไปตำหนิ ไปวิพากษ์วิจารณ์ก็ได้ แต่นี่คือกลไกในการ เพิ่มความรับผิดรับชอบของหน่วยงานภาครัฐ แล้วก็อยากให้ธนาคารประเทศไทยเป็นต้นแบบ ของกลไกในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตรงนี้ เพื่อให้หน่วยงานอื่น ๆ เขาได้เอาไป เป็นแบบอย่าง แล้วก็เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนในประเทศไทย เพิ่มความรับผิด รับชอบของหน่วยงานรัฐครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ต่อไปเชิญคุณพิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล ครับ ตามด้วยท่านนิคม บุญวิเศษ นะครับ🔗
ท่านประธานคะ ดิฉัน พิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัด กระบี่ค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันขออภิปรายเพื่อสนับสนุนหลักการของท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม ที่ขอให้เสนอ พ.ร.บ. ตัวนี้ค่ะ ดิฉันเป็นนักเศรษฐศาสตร์ และดิฉันก็เชื่อว่าหลาย ๆ ท่านที่นั่ง อยู่บนนั้นก็เป็นนักเศรษฐศาสตร์เหมือนกัน ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นแหล่งที่ทุก ๆ คน นักเศรษฐศาสตร์อยากจะทำงานด้วย ดิฉันเชื่อมั่นในความเก่งกาจ ความสามารถ ความดีงาม ของธนาคารแห่งประเทศไทย ทุกครั้งตั้งแต่สมัยก่อนมีไอเอ็มเอฟ (IMF) หรือต้มยำกุ้ง ก็ชัดเจนว่าธนาคารแห่งประเทศไทยได้ทำงานบางอย่างเพื่อกู้ประเทศได้ในวันนั้น ร่วมกับ กระทรวงการคลัง ท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม ก็อยู่ ท่านธารินทร์ นิมมานเหมินท์ ก็อยู่ และคุณพ่อ ของดิฉัน ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง พิเชษฐ์ พันธุ์วิชาติกุล ก็อยู่ตรงนั้นด้วย ดิฉันเห็นความพยายามอย่างหนักของกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยทำงาน ร่วมกันเพื่อฟื้นฟูประเทศในวันนั้น วันนี้ยังเป็นภาพประทับจำอยู่ และดิฉันเชื่อว่าสิ่งที่ดิฉันพูด ในวันนี้เป็นไปเพื่อให้ธนาคารแห่งประเทศไทยดูสง่างามค่ะ การรายงานในสภาไม่ได้เป็นเหตุ ให้อ้างถึงการคุกคามของสภามีต่อแบงก์ชาติได้ สตง. ก.ล.ต. ป.ป.ช. ซึ่งส่งผลโดยตรงด้วยซ้ำ ก็ยังต้องมารายงานสภา และอันนี้ละค่ะเป็นความสวยงามของระบอบการปกครองของ บ้านเราคือประชาธิปไตยที่ซึ่งทุกคนต้องถูกตรวจสอบ การบอกว่าเป็นเวลานานหรือมีทั้งข้อดี และข้อเสีย มีความลับบางอย่างแถลงไม่ได้ ดิฉันคิดว่าคนของแบงก์ชาติมีความเฉลียวฉลาด และเก่งกาจสามารถมากที่จะสามารถนำข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ทำสิ่งที่ยากให้เป็นสิ่งที่ง่าย ให้ประชาชนได้ยินสิ่งที่ท่านทำงานผ่านการถ่ายทอดสภา ให้ท่านได้ฟังสิ่งที่ ส.ส. และประชาชนเดือดร้อนผ่านทางการถ่ายทอดสภา ดิฉันไม่จำเป็นต้องโทรหาเพื่อนดิฉันที่นั่ง อยู่บนนั้นว่าท่านรองผู้ว่าคะ ในฐานะที่เป็นเพื่อนกัน ขอให้ความรู้ ให้ข้อมูลอย่างนี้ อย่างนั้น ส.ส. ทั้งสภา ตัวแทนประชาชน ๗๗ ล้านคนสามารถบอกความทุกข์ ความสุขให้กับธนาคาร แห่งประเทศไทยได้ และดิฉันเชื่อว่านี่คือความสวยงาม นี่คือความโปร่งใส นี่คือระบอบ ประชาธิปไตยซึ่งเรามุ่งหวัง แล้วธนาคารแห่งประเทศไทยจะตอบคำถามของระบบโลก ได้อย่างไรว่าเราไม่ต้องรายงานสภา การตรวจสอบไม่ถูกทำผ่านโดยตัวแทนของประชาชน โอเค (OK) ท่านประธานคะอาจจะมีข้อเสียบางอย่าง ดิฉันเชื่อว่าท่านผู้ว่าหรือทุกท่านที่อยู่ ข้างบนนั้นมีความเก่งกาจ มีศักยภาพและมุ่งหวังให้ประเทศชาติเราเดินไปข้างหน้าได้ ถึงจะขอร้องว่าให้เปลี่ยนวิกฤตินี้เป็นโอกาสค่ะ อย่าคิดว่าสภานี้ทำเพื่อตรวจสอบ ทำเพื่อ กดดันหรือทำเพื่อใช้อำนาจควบคุม เพราะเราทำอะไรไม่ได้ แค่ท่านฟังเราและเราฟังท่าน แล้วอยากจะให้ท่านมองเห็นว่านี่เป็นโอกาสในการเสนองานที่ท่านทำให้ประชาชนได้ฟัง แล้วก็มีความใกล้ชิดกับประชาชนมากขึ้น และนี่คือสิ่งที่ควรจะต้องทำ ท่านประธานคะ ย้ำอีกหลาย ๆ ครั้ง ที่ใดมีความมืดก็ส่องความสว่างเข้าไป แต่ถ้าธนาคารแห่งประเทศไทย มีความสว่างอยู่แล้ว ส่องแสงเข้าไปอีกมันก็จะเป็นประกายสวยงาม ทำให้รู้สึกว่าอย่างน้อย แบงก์ชาติของเราเป็นที่เชื่อมั่น เป็นที่ฝากฝังชีวิตของประชาชนได้นะคะ ดิฉันเสียดายที่ระบบไม่สามารถให้ท่านรายงานก่อนดิฉันจะพูดได้ ดิฉันก็อยากจะฟัง เหมือนกันว่าที่ท่านบอกว่าทำไม่ได้หรือกฤษฎีกาบอกทำไม่ได้นี่เหตุผลใด ๆ ที่จะบอกได้ว่า ไม่ควรจะรายงานสิ่งนี้กับสภาผู้แทนราษฎรค่ะ ดิฉันจะรอฟัง ขอบคุณมากค่ะ🔗
ขอบพระคุณครับ ต่อไปเชิญท่านนิคมครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค พลังปวงชนไทย ตอนแรกกระผมก็กะจะนั่งฟังแล้วไม่อภิปรายครับ พอได้รับฟังคำชี้แจงแล้วก็ ต้องลุกขึ้นมาอภิปราย จากที่ผมได้ฟังท่านประธานพูดนะครับ ผมก็รู้สึกว่าถ้าไม่อภิปรายนั้น จะเป็นการบันทึกในที่ประชุมแห่งนี้ จะทำให้องค์กรบางองค์กรมันห่างเหินจากพี่น้อง ประชาชน โดยเฉพาะคำว่า องค์กรอิสระ ท่านประธานที่เคารพครับ คำว่า องค์กรอิสระ ถ้าเข้าใจจริง ๆ หมายถึงว่าเป็นองค์กรที่หน่วยงานของรัฐต่าง ๆ ไม่สามารถมาควบคุมได้ ไม่แทรกแซงได้ แต่องค์กรนี้เป็นองค์กรของประชาชนที่จะมากำกับดูแลการทำงานของ ฝ่ายรัฐบาลเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมต่อประชาชน เขาจึงเรียกว่า องค์กรอิสระ แต่องค์กรอิสระที่เราให้อำนาจหน้าที่จนมากเกินไปนี้ไม่ยึดโยงกับประชาชนจนหลงลืมอำนาจ ตัวเอง จนลืมว่าใครเป็นเจ้านายของตัวเอง องค์กรเหล่านี้ไม่ควรจะมีคำว่า องค์กรอิสระ ครับ ผมจะบอกให้เลยว่าองค์กรเหล่านี้พยายามจะแยกตัวเองว่าอิสระ แม้กระทั่งต่ออำนาจของ ประชาชนด้วยซ้ำ เมื่อมีความอิสระมากนี่ความโปร่งใสมันไม่มีครับท่านประธาน ไม่สามารถ ตรวจสอบได้ เข้าหายาก ประชาชนซึ่งเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนเข้าไม่ได้ พรรคต่าง ๆ ที่บอกว่าอย่าไปก้าวก่าย อย่าไปแทรกแซง กลัวถูกยุบพรรค จริง ๆ แล้วเข้าใจผิดครับ ผมยกตัวอย่างเช่น กสทช. ที่ท่านประธานพูดเมื่อสักครู่ กสทช. เป็นองค์กรของรัฐองค์กรหนึ่ง รัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจนครับ พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการ ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และโทรคมนาคม ๒๕๕๓ เขียนไว้ชัดเจนว่า กสทช. เป็นองค์กรของรัฐองค์กรหนึ่งทำหน้าที่ในการจัดสรรคลื่นความถี่โดยอยู่ภายใต้กำกับ การดูแลของนายกรัฐมนตรี เพราะนายกเป็นผู้รักษาการใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ เห็นไหมครับ ไม่ใช่องค์กรอิสระที่จะแตะต้องไม่ได้เลย ฉะนั้นถ้าธนาคารแห่งประเทศไทยก็เช่นกัน ท่านก็อยู่ภายใต้กระทรวงกระทรวงหนึ่งเช่นกัน ซึ่งกระทรวงนี้ก็คือรัฐมนตรีเป็นผู้กำกับ รัฐมนตรีก็มาจากประชาชนใช่หรือไม่ ฉะนั้นทุกองค์กรประชาชนจะต้องเป็นใหญ่ ถ้าท่านบอกว่าท่านเป็นองค์กรอิสระแล้วไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงได้ ตรวจสอบได้ นี่คือการห่างเหินกับอำนาจของประชาชนมากเกินไป ผมคิดว่าถ้าคิดอย่างนี้ก็เป็นเจ้า เถอะครับ มาจากสวรรค์เถอะครับ ไม่อยากจะให้ประชาชนรับทราบ ไม่อยากจะมารายงาน กลัวการตรวจสอบหรือครับ อย่าลืมสิว่าเราให้อำนาจท่านแล้ว อำนาจท่านคือไม่ต้องการให้ รัฐบาลเข้าไปแทรกแซง เข้าไปครอบงำ ให้ทำหน้าที่โดยอิสระเพื่อพี่น้องประชาชน แต่ไม่ได้ หมายถึงว่า ส.ส. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนตรวจสอบไม่ได้ ไม่ใช่ ถ้าคิดอย่างนี้ก็ตายละครับประเทศไทยนี่ แล้วงบประมาณมาจากไหน ก็มาจากภาษีของ พี่น้องประชาชนใช่หรือไม่ นอกจากว่าท่านไม่รับเงินเดือน ท่านเป็นอิสระ ท่านมาทำงาน แบบจิตอาสา อย่างนี้ไม่ตรวจสอบหรอกครับ ฉะนั้นเมื่อไรที่ท่านรับเงินเดือน ท่านยังกินภาษี ประชาชนคำว่า อิสระ นั้นอิสระต่อนักการเมือง อิสระต่อการครอบงำ แต่ไม่ใช่อิสระต่อ พี่น้องประชาชน นั่นหมายถึงว่าการมารายงานต่อสภานี้ท่านมารายงานต่อพี่น้องประชาชน เพราะสภาคือ ส.ส. ส.ส. มาจากเสียงส่วนใหญ่ของพี่น้องประชาชน ฉะนั้นมารายงาน เถอะครับ ๓ เดือนครั้ง ๑ เดือนครั้ง ถ้าท่านขยันมาเราก็ยินดีที่จะให้คำแนะนำ เพราะว่า ถ้า ส.ส. หรือสภาไม่มีการแนะนำหรือตรวจสอบ การทำงานของท่านก็จะทำงานไปเรื่อย ถูกไหม เหมือนช่วงที่ผ่านมาการปล่อยเงินกู้เช่นกัน งบประมาณของประเทศเยอะแยะ มากมาย ท่านไปออกกฎกติกาให้ธนาคารพาณิชย์ได้ประโยชน์ แทนที่ประชาชนที่ยากจน เอสเอ็มอี (SMEs) ที่ยากจนนะครับ ที่มีวิกฤติในช่วงไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ต้องการ เงินกู้ก็ไปออกกฤษฎีกาทำให้ไม่สามารถเข้าถึงเงินกู้ได้ ยกตัวอย่างอย่างนี้ครับถ้าเกิดสภาไม่มี การอภิปรายก็ไม่มีการแก้กฎหมายหรอกครับ เพราะเริ่มแรกบอกว่าให้เฉพาะเอสเอ็มอี (SMEs) ที่เป็นลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์กู้ได้ในอัตราที่ไม่เกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของเงิน ค้างครับ เขาเรียกเงินกู้ พอเราอภิปรายไปท่านก็มาแก้ใหม่ว่าโอเค (OK) ให้เอสเอ็มอี (SMEs) รายใหม่เขาสามารถกู้ได้ด้วย ก็ลักษณะนี้เช่นกันครับถ้าเราไม่มีการอภิปรายถามว่าธนาคาร แห่งประเทศไทยจะรู้คนเดียวได้อย่างไร ถูกไหมครับ เพราะอย่าลืมว่าท่านถือเงิน เราเป็น ประชาชน แต่ถ้าท่านคิดออกมาที่สวนทางกับประชาชน เอารัดเอาเปรียบประชาชน แล้วประชาชนที่ไหนละครับจะมีสิทธิ มีเสียงมาพูดได้ นอกจากให้ ส.ส. เป็นคนพูดให้ ฉะนั้นการรายงานในสภาถูกต้องแล้วครับ อย่ากลัวการตรวจสอบ อย่ากลัวเลยครับองค์กร อิสระทั้งหลายให้พึงระลึกเลยว่าท่านอยู่ภายใต้ประชาชนนะครับ เราให้เกียรติท่านว่าเป็น องค์กรอิสระอย่ามีการครอบงำ นั่นคือเกียรติสูงสุดแล้ว เราไม่ก้าวก่ายท่านหรอกครับ แต่ถ้าท่านคิดว่าท่านเป็นคนอิสระแต่ไม่สามารถตรวจสอบจากประชาชนได้ อันนี้ผมคิดว่า เป็นเรื่องที่คิดผิด ขอให้พวกท่านได้คิดเถอะครับว่าพวกเราทุกคนอยู่ภายใต้ประชาชน ฉะนั้นการตรวจสอบเป็นเรื่องที่ถูกต้องเรื่องที่ทำให้ท่านรู้สึกโปร่งใส แล้วพวกเราทุกคน ก็จะช่วยกันนะครับ ขอความกรุณาว่าอย่าคิดว่าองค์กรนี้เป็นองค์กรอิสระเหมือน ป.ป.ช. เหมือน ปปง. เหมือน กกต. ครับ ไม่ใช่ครับ ธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่ภายใต้กระทรวงครับ กสทช. ก็เช่นกันครับอยู่ภายใต้ พ.ร.บ. กสทช. ซึ่งนายกรัฐมนตรีรักษาการอยู่ ไม่ใช่องค์กร อิสระเหมือนที่กฤษฎีกาพยายามจะเขียนกฎหมายให้เป็น ขอฝากไว้ด้วย ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง เชิญครับ ตามด้วยนางสาวณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ พรรคภูมิใจไทย ด้วยที่ ท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม ได้เสนอการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นี่ครับผมเห็นด้วย เป็นอย่างยิ่ง ผมขออนุญาตท่านประธานนะครับว่าในประเทศไทยเรา ณ วันนี้องค์กรหลัก ที่ค้ำจุนประเทศให้อยู่ได้ ๓ หลักเลยก็คือในส่วนของธนาคารแห่งประเทศไทย มีสภาพัฒน์ มีสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ นี่ ๓ องค์กรหลักจะเปลี่ยน รัฐบาล จะเปลี่ยน ส.ส. จะเปลี่ยนใครก็ตาม ๓ องค์กรหลักนี้คือเส้นเลือดของประเทศไทย ที่จะชี้ทิศทางเศรษฐกิจของประเทศไทยว่าจะให้อยู่หรือให้ไปอย่างไรบ้าง ในส่วนของธนาคาร แห่งประเทศไทยท่านประธานก็คงจะทราบดีว่าคนที่อยู่ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นองค์กร ที่ได้รับค่าจ้างตอบแทนเงินเดือนนี่สูงมาก ผมมีลูกผมก็อยากจะให้ลูกทำงานธนาคาร แห่งประเทศไทยมากกว่าธนาคารพาณิชย์หรือบริษัทอื่น ประเทศไทยรัฐวิสาหกิจหน่วยงาน ที่ได้รับค่าตอบแทนสูงมีไม่กี่หน่วยงานละครับ ที่ถ้าบอกแล้วเราต้องทำนายทายทักว่าคนนี้ เก่งแน่นอน แล้วก็ต้องมีเส้นสายแน่นอน ไม่มีกี่องค์กรละครับ เพราะฉะนั้นดัชนีในส่วนของ สังคมธนาคารแห่งประเทศไทยก็ถือว่าเป็นกลุ่มของพนักงานที่มีความเก่ง ถือว่าอยู่ในชั้นบน ของสังคมส่วนน้อยในประเทศไทย เพราะฉะนั้นการที่ท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม เสนอการแก้ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เพื่อให้ธนาคารแห่งประเทศไทยได้รายงานให้สภาผู้แทนราษฎร ทราบเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ธนาคารแห่งประเทศไทยให้เหตุผลไว้เยอะแยะมากนะครับที่ไม่เห็นด้วย ซึ่งผมดูแล้ว อ่านแล้วฟังไม่ขึ้นนะครับ เช่นบอกว่าธนาคารแห่งประเทศไทยมีความโปร่งใส อยู่แล้วในด้านข้อมูล ผมไม่ได้เถียงครับว่าไม่โปร่งใส แต่สิ่งที่ต้องการแก้ไขเรียกร้อง ผมต้องการที่จะให้ธนาคารแห่งประเทศไทยได้รายงานแล้วก็วิเคราะห์ด้วย ความโปร่งใส การเข้าถึงข้อมูลของพี่น้องประชาชนในวันนี้อย่าว่าแต่ประชาชนทั่วไปเลยในการเข้าถึง ผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรม เช่น ในเรื่องของโรงแรม ในเรื่องของโรงงานยังต้องไป สอบถามธนาคารพาณิชย์เลย แล้วธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ก็ไปก็อปปี (Copy) มาจาก ธนาคารแห่งประเทศไทยนี่ละครับ แต่คราวนี้มันเชื่อมโยงกันในเรื่องของเงินกู้ครับ เพราะฉะนั้นการที่ภาคเอกชนหรือภาคอุตสาหกรรมเขาเป็นหนี้ธนาคารพาณิชย์แล้วเขาไม่ได้ รับข้อมูลเลยว่าวันนี้สถานการณ์ประเทศในนโยบายการเงินและการคลังของประเทศมันจะมี ทิศทางบวกหรือลบ มีสถานการณ์ยูเครน-รัสเซียแล้วมันจะมีผลกระทบกับเรื่องโรงแรม อย่างไร มีสถานการณ์อ่อนไหวในเรื่องไต้หวัน-จีนอนาคตมันจะเป็นอย่างไร ช่วยวิเคราะห์ ให้องค์กรภาคเอกชนที่ลงทุนที่เป็นลูกค้าของธนาคารพาณิชย์ ในขณะเดียวกันธนาคาร พาณิชย์ทั้งหมดมีสมาคมธนาคารพาณิชย์ก็อยู่ภายใต้กติกาของธนาคารแห่งประเทศไทย วันนี้เราต้องยอมรับนะครับว่านักเศรษฐศาสตร์หรือว่าการที่จะเทรด (Tread) เงิน การเอา เงินเข้า เอาเงินออก นักเศรษฐกิจ นายธนาคาร ภาคเอกชนมีความรู้น้อยมาก เพราะฉะนั้น อันนี้ก็คือเป็นตัวชี้วัดเป็นตัวที่อ่อนด้อยของข้อมูลของนักธุรกิจของประเทศไทย ผมไม่ใช่มอง ในเรื่องของการมีการตรวจสอบข้อมูลนะครับ แต่ผมมองว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้อง เป็นพี่เลี้ยง จะต้องเป็นองค์กรหลักในเรื่องของการให้ข้อมูลกับนักธุรกิจไทยในภาพรวม แต่ถ้ามีข้อมูลที่ถูกต้องหวงแหนข้อมูล ไม่ได้วิเคราะห์ข้อมูล ไม่ได้ใช้ความรู้ความสามารถ เพื่อที่จะแบ่งปันให้กับนักธุรกิจ ผมคิดว่าในเรื่องนี้เป็นเรื่องของการแชร์ข้อมูล แล้วก็ให้ข้อมูล โดยเราต้องมีการแก้ไขกฎหมายที่จะต้องยึดหลักยึดโยง เพื่อที่จะให้เป็นกติกาได้ในสังคม ภาคธุรกิจต่อไป วันนี้นักธุรกิจไทยไม่เข้มแข็งก็เนื่องจากว่าสมาคมธนาคารหรือธนาคาร เวลามีเงินเห็นว่าคนนี้มีเครดิตดี มีทรัพย์สินเยอะก็ไปเชิญชวนให้เปิดวงเงินกู้กันทีเป็น พันล้าน เชียร์กันให้ลงทุน พอในภาวะวิกฤติเนื่องจากไม่มีข้อมูลที่แท้จริงเศรษฐกิจไปไม่ไหว วันที่ไปกู้วันนั้นนี่ครับผู้จัดการธนาคารอุ้มขึ้นบันไดไปนั่งในห้อง ผู้จัดการเลี้ยงก๋วยเตี๋ยว เปิดแอร์ (Air) เย็น ๆ วันที่นักธุรกิจแย่เนื่องจากว่าวิเคราะห์ข้อมูลไม่เป็น เชื่อข้อมูลฝ่ายเดียว ก็ปรากฏว่าธุรกิจล้ม วันที่ธนาคารทวงหนี้วันนั้นผู้จัดการไม่ไปอุ้มนะครับ ให้คนขับ มอเตอร์ไซค์ใส่หมวกกันน็อกไปอุ้มมา มันช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นได้ ทั้งนักธุรกิจขนาดเล็ก นักธุรกิจขนาดใหญ่ก็ดีไป ถ้ากู้แล้วเขาบอกว่ากู้ให้ธนาคารง้อเลย กู้สักหมื่นล้าน แสนล้านนี่นะครับ ธนาคารก็จะใช้พิธีพระสวดมนต์ว่าอย่าให้ลูกหนี้มีอันเป็นไป ขอให้ประสบความสำเร็จ แต่สิ่งเหล่านี้มันเป็นเรื่องของความเชื่อมันทำไม่ได้ แต่สิ่งที่ทำได้ ก็ต้องทำแบบท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม ในการที่จะแก้กฎหมาย ร่างกฎหมายเพื่อที่จะให้สภาได้ รับรู้ รับทราบแล้วก็ได้นำข้อมูลเหล่านี้ได้ไปกระจาย แล้วก็ให้พี่น้องประชาชนทุกส่วนเข้าถึง ข้อมูลที่แท้จริง เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องใจกว้างแล้วก็ต้องไป ดำเนินการรูปแบบว่าจะทำอย่างไรเพื่อที่จะรายงาน อย่ามีอัตราสูงเกินไปว่าองค์กรของท่าน ภาคประชาชนจะเข้ามาตรวจสอบข้อมูล ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่เป็นการตรวจสอบ ข้อมูล ผมคิดว่าเป็นเรื่องของการช่วยชาติมากกว่า นโยบายการเงินการคลังของประเทศ ถึงจะมีความเข้มแข็งในอนาคตต่อไป อันนี้ก็สรุปว่าขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยและเพื่อน สมาชิกได้เห็นด้วยกับร่างฉบับการแก้ไขฉบับนี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณณธีภัสร์ ตามด้วยคุณศิริกัญญา ตันสกุล นะครับ เชิญครับ🔗
เรียนประธานสภา ที่เคารพ ผม ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ หลังจากที่ร่างพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทยแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๖๑/๑ ถูกนำไปให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาและรับฟังความเห็นจากหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทุกหน่วยงานต่างก็มีความเห็นสอดคล้องกันว่ายังไม่มีความจำเป็นที่จะเพิ่มบทบัญญัติ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องจัดทำรายงานเสนอต่อรัฐสภาโดยตรง ซึ่งผมเองได้อ่าน เหตุผลของทั้งผู้เสนอร่างและความเห็นของหน่วยงานทั้งหมดแล้ว ซึ่งต่างก็มีความเห็น ที่อยากจะให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน แต่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับเสถียรภาพ ทางการเงินของประเทศเช่นนี้เราจำเป็นต้องชั่งดูว่าสิ่งไหนจะเกิดประโยชน์และสิ่งไหน จะก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะทำให้ประเทศสูญเสียประโยชน์มากกว่ากัน🔗
สำหรับในประเด็นเรื่องว่าถ้าหากธนาคารแห่งประเทศไทยได้มาชี้แจง แถลงรายงานเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจการเงินและแนวนโยบายในการดำเนินงานที่สภา จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมและประชาชนนั้น ซึ่งผมก็เห็นด้วยและเห็นว่ามันมีประโยชน์ แต่หากปัจจุบันนั้นธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้มีการจัดทำรายงานสภาพเศรษฐกิจการเงิน รายการวิเคราะห์สภาพเศรษฐกิจ แนวทางการดำเนินงาน ตลอดจนงบการเงินของธนาคาร แห่งประเทศไทยเอง เผยแพร่ต่อสาธารณชนผ่านเว็บไซต์ (Website) ของธนาคาร แห่งประเทศไทยและสื่อโซเชียล (Social) ให้ทราบโดยทั่วกันอยู่แล้วและคณะกรรมการ นโยบายการเงินก็มีรายงานผลการดำเนินงานต่อคณะรัฐมนตรีทุก ๖ เดือนตาม พ.ร.บ. ธนาคารแห่งประเทศไทย มาตรา ๖๑ รวมไปถึงการเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการของทั้ง วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร แล้วหากจะถามว่าการเพิ่มช่องทางการรายงานที่ สภาผู้แทนราษฎรอีกจะทำให้ประชาชนหรือตัวแทนของประชาชนเพิ่มช่องทางการรับรู้ จะดีกว่าหรือไม่ แน่นอนครับมันดีแน่ ถ้าไม่มีความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบอย่างอื่น ต่อประเทศชาติ ซึ่งหนึ่งในนั้นที่ผมกังวลก็คือการรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย ต่อรัฐสภาอาจจะนำไปสู่ความกังวลของต่างชาติที่จะเกิดการแทรกแซงทางการเมือง ในการดำเนินงานของธนาคารกลางจนส่งผลกระทบกับเครดิตหรือความน่าเชื่อถือ ของประเทศไทย ท่านประธาน ผมยกตัวอย่างประเทศฮังการีโดยในปี ๒๕๕๔ ที่ธนาคาร เริ่มมีการชี้แจงต่อรัฐสภาปีละ ๑ ครั้ง ส่งผลให้ในปีเดียวกันนั้นอันดับความน่าเชื่อถือ ของประเทศฮังการีถูกปรับลดลงจากโลเวอร์ มีเดียม เกรด (Lower Medium Grade) สู่ระดับนอน อินเวสต์เมนต์ เกรด (Non-Investment Grade) จากการจัดอันดับ ความน่าเชื่อถือของมูดีส์ อินเวสเตอร์ส เซอร์วิส (Moody’s Investors Service) และ สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ส (Standard and Poor’s) นะครับ หลังจากรัฐสภาผ่านกฎหมาย ธนาคารกลางฉบับใหม่ ขอสไลด์ (Slide) ที่ ๑ ครับ🔗
ซึ่งในเวลานั้นนะครับ สหภาพยุโรปและธนาคารกลางยุโรปพยายามคัดค้าน เพราะกฎหมายดังกล่าวเป็นการ แทรกแซงความเป็นอิสระของธนาคารกลางฮังการี แล้วเมื่อปี ๒๕๖๓ ประเทศอินโดนีเซีย ที่เพิ่งมีกฎหมายระบุให้ธนาคารกลางชี้แจงการดำเนินงานต่อรัฐสภาทุกไตรมาส ทำให้มี นักวิชาการหลายแห่งแสดงความกังวลและนักเศรษฐศาสตร์จากซิตีรีเสิร์ช (City Research) ออกมาระบุว่าการที่ธนาคารกลางและรัฐบาลอินโดนีเซียมีความใกล้ชิดกันมากขึ้นจะส่งผล กระทบต่อความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนและเพิ่มแรงกดดันต่อค่าเงินได้ และต่อมาสำนักข่าว ซีเอ็นบีซี (CNBC) รายงานว่าหลังจากที่มีการผ่านกฎหมายธนาคารกลางของอินโดนีเซีย เงินรูปีก็อ่อนค่าลง ซึ่งบ่งชี้ว่านักลงทุนกังวลต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลาง หรือแม้แต่ ประเทศศรีลังกาที่กำลังเผชิญกับปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจจากการบริหารการเงินที่ผิดพลาด ของรัฐบาลและดำเนินนโยบายการคลังขาดดุล ส่งผลให้หนี้ต่างประเทศเพิ่มขึ้นและทุนสำรอง เงินตราต่างประเทศลดลง ทางผู้ว่าการธนาคารของศรีลังกาที่ได้รับแต่งตั้งใหม่ได้ให้สัมภาษณ์ กับเอ็นดีทีวี (NDTV) ว่าความตั้งใจของเขาคือการรักษาธนาคารกลางให้เป็นสถาบันอิสระ ที่สามารถตัดสินใจได้โดยไม่มีการแทรกแซงทางการเมือง และศรีลังกาก็จะก้าวพ้นวิกฤติได้ หากธนาคารกลางมีความเป็นอิสระ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการที่ธนาคารกลางมีความใกล้ชิดกับ การเมืองจะส่งผลที่ไม่ดีนักต่อความน่าเชื่อถือต่อต่างประเทศและนักลงทุน ท่านประธานครับ หากเราจะพูดถึงความเป็นสากลการรายงานแนวทางและผลการดำเนินงานของธนาคารกลาง ต่อรัฐสภาก็ไม่ใช่วิธีการปฏิบัติที่เป็นสากลครับ จากข้อมูลของไทยพับลิกา (ThaiPublica) ระบุว่าประเทศจำนวนน้อยมากที่ธนาคารกลางมีการรายงานผลการดำเนินงานต่อรัฐสภา เช่น ธนาคารกลางฮังการีและรัสเซียกำหนดให้ชี้แจงปีละ ๑ ครั้ง ขณะที่ธนาคารกลางอีกส่วนหนึ่งมีการกำหนดให้ชี้แจงต่อชั้นกรรมาธิการ เช่น ธนาคารกลาง สหรัฐที่ประธานจะชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนและวุฒิสภาที่เกี่ยวข้อง ๒ ครั้งต่อปี โดยมีเพียงธนาคารกลางของอินโดนีเซียเท่านั้นที่มีการรายงานต่อรัฐสภาทุกไตรมาสครับ หลายท่านอาจจะสงสัยว่าการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้ามารายงานมันจะเกิดการ แทรกแซงขึ้นได้อย่างไร ท่านประธานครับ ผู้แทนราษฎรในที่นี้เป็นตัวแทนของประชาชน มาจากหลายพื้นที่หลายประเด็น ซึ่งทุกคนต้องการผลักดันประเด็นเพื่อประชาชนของตนเอง ดังนั้นก็อาจจะมีการสะท้อนปัญหาต่าง ๆ ทางด้านการเงินที่ตนเองต้องการผ่านไปสู่ธนาคารกลาง จนนำไปสู่การทำให้ประชาชนอาจเข้าใจคลาดเคลื่อนในการดำเนินงานนโยบายทางด้าน การเงินของธนาคารกลางที่จะต้องดูแลเสถียรภาพทางการเงินของประเทศในระยะยาว หากเราอยากให้ประชาชนรับรู้การรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทยอาจจะให้เข้ามา รายงานกับกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง เช่น กรรมาธิการการเงินและช่วงเวลานั้น เราก็จะ สามารถถ่ายทอดสดหรือไลฟ์ (Live) ออกไปให้ประชาชนที่สนใจเข้ามารับฟังได้ครับ มาถึงตรงนี้แล้วผมอยากให้สภาแห่งนี้คำนึงถึงผลที่จะตามมาให้ถี่ถ้วนอีกสักนิด เพราะเรา ไม่ใช่ประเทศแรกที่กำลังจะทำเช่นนี้ แต่มีตัวอย่างให้เห็นว่าหากธนาคารกลางไม่เป็นอิสระแล้ว และมีความใกล้ชิดกับการเมืองผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ซึ่งแน่นอนว่าผลลัพธ์ที่ไม่ดีนั้น สุดท้าย แล้วก็ตกที่ประเทศของเราและประชาชนของเรา ดังนั้นจึงเกิดคำถามว่าเราคุ้มที่จะเสี่ยงกัน หรือไม่ และเราหาวิธีการป้องกันความเสี่ยงไว้หรือยัง สุดท้ายนี้ผมอยากให้การเสนอกฎหมาย ครั้งนี้ส่งสัญญาณไปถึงธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นแรงกระตุ้นในการจัดทำรายงานสรุป รวบรวมแนวทางให้ประชาชนและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าถึงและเข้าใจได้มากขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและโปร่งใสตามที่สภาผู้แทนราษฎรมีความกังวลครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณศิริกัญญา ตามด้วยท่านวิรัตน์ วรศริน ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานค่ะ ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลค่ะ ดิฉันก็จะ เป็นอีกหนึ่งเสียงที่จะขอไม่รับหลักการของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เพื่อสนับสนุนท่านณธีภัสร์ ที่เพิ่งได้อภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้ เรื่องแบ่งเป็นทั้งหมด ๔ เรื่อง อยากที่จะอภิปรายให้ทาง สมาชิกได้รับฟังผ่านท่านประธานไป เรื่องแรกก็คือเรื่องของหลักการของการยึดโยงกับ ประชาชน เรื่องที่ ๒ คือความเป็นอิสระของธนาคารกลางหา เรื่องที่ ๓ คือเรื่องของความ โปร่งใส และเรื่องที่ ๔ คือการตรวจสอบได้ค่ะ🔗
เรื่องแรก คือเรื่องของหลักการของการยึดโยงกับประชาชน อันนี้ดิฉัน เห็นด้วยเต็มที่ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องมีความรับผิดชอบต่อประชาชน แต่นั่นจำเป็นที่จะต้องเป็นความเชื่อมโยงตามสายของการบังคับบัญชาและการกำกับดูแล ซึ่งระบุไว้ชัดในร่างพระราชบัญญัติธนาคารประเทศไทยเรียบร้อยแล้วว่าการกำกับดูแล และการรายงานต่าง ๆ จะต้องทำต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งนั่นคือสายของ ความรับผิดรับชอบของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย สภาแห่งนี้อาจจะเคยชินกับ การที่เรามีรายงานเรื่องเข้ามาเพื่อรับทราบกับสภายาวเป็นหางว่าว เราเลยไม่ทันได้มี ข้อคิดหรือว่ามีการพิจารณาว่าเพราะเหตุใดหน่วยงานดังกล่าวถึงต้องมารายงานต่อ สภาผู้แทนราษฎร ถ้าเรามาพิจารณารายงานเพื่อทราบที่สภาจะต้องพิจารณากันอยู่ทุกวันนี้ องค์กรเหล่านั้นก็จะมีความยึดโยงกับสภาไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง ทั้งรัฐสภามีส่วนในการ แต่งตั้ง มีส่วนในการผ่านงบประมาณหรือว่ามีกฎหมายระบุชัดเจนว่าจำเป็นที่ต้องมารายงาน ผลการดำเนินงานต่อสภาผู้แทนราษฎร บางส่วนเป็นเรื่องของการถ่วงดุลอำนาจเป็น สเพกชัน ออฟ พาวเวอร์ (Spection Of Power) อย่างเช่นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม อย่างเรื่องของศาลต่าง ๆ ที่เข้ามา ก็เพื่อให้เกิดความสมดุลของอำนาจอธิปไตยทั้ง ๓ ฝ่าย ในส่วนขององค์กรอิสระอื่น ๆ ที่เป็นองค์กรอิสระที่เกิดขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. กกต. หรือว่าสำนักงานคณะกรรมการผู้ตรวจเงินแผ่นดินต่าง ๆ กลุ่มเหล่านี้ก็จำเป็นที่จะต้องมารายงานต่อสภา เนื่องมาจากว่าพวกเขานั้นมีหน้าที่ในการ ตรวจสอบฝ่ายบริหาร จำเป็นที่จะต้องมารายงานเรื่องราวต่าง ๆ ต่อรัฐสภา เพราะว่า ไปรายงานต่อผู้บริหาร ต่อฝ่ายบริหารก็ไม่ได้เพราะว่ามันไม่ได้เกิดการเช็ก แอนด์ บาลานซ์ (Check and Balance) เกิดขึ้นนะคะ ที่ต้องมาเน้นย้ำก็เพื่อที่จะคงความเป็นอิสระของ ธนาคารกลางให้ยังคงอยู่ แต่ดิฉันมีตัวอย่างเพิ่มเติมจากที่ท่านณธีภัสร์ได้กล่าวไปแล้ว ขอสไลด์ (Slide) ขึ้นค่ะ เพราะว่าไม่กี่ประเทศที่ธนาคารกลางต้องมารายงานต่อสภานั้น เพราะประเทศเหล่านั้นกลไกความรับผิดรับชอบนั้นมันเป็นสายเดียวกัน ที่จะพูดถึงก็คือว่า รัฐสภามีอำนาจในการแต่งตั้งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ยกตัวอย่างเช่น ประเทศ อินโดนีเซียที่เขาต้องมารายงานต่อรัฐสภาทุก ๆ ไตรมาสเป็นเพราะว่ารัฐสภาเป็นผู้แต่งตั้ง ผู้ว่าการ อัลบาเนียขนาดรัฐสภาแต่งตั้งก็ยังรายงานแต่เฉพาะกับคณะกรรมาธิการของรัฐสภา อาร์เมเนียก็เช่นเดียวกันนะคะ รัสเซีย ฮังการี ทั้งหมดนี้ที่มารายงานกับรัฐสภาส่วนใหญ่ ก็คือเป็นเพราะว่ารัฐสภาเป็นผู้แต่งตั้ง ดังนั้นจะเห็นว่าสายความรับผิดรับชอบมันเลยโดยตรง จำเป็นที่จะต้องรับผิดรับชอบต่อสภาและรัฐสภาตามที่กฎหมายกำหนด ดังนั้นก็เลยจะต้องมี คำถามว่าการแก้ไข พ.ร.บ. ธนาคารแห่งประเทศไทยครั้งนี้เพื่อให้รัฐสภาได้มีบทสนทนา กับทางธนาคารแห่งประเทศไทย จำเป็นที่จะต้องมีการแก้ไขในเรื่องของการแต่งตั้งไปด้วย เลยไหมเพื่อทำให้สายความรับผิดชอบมันชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งดิฉันไม่แนะนำนะคะวิธีการนี้ เนื่องจากว่าแบบนี้ก็จะเป็นข้อกังวลที่จะเกิดขึ้นจากการรับรู้ขององค์กรระหว่างประเทศ ต่าง ๆ หรือว่าตลาดการเงินต่าง ๆ ด้วยว่าการแทรกแซงของรัฐสภาและฝ่ายการเมืองจะถูกทำ ได้อย่างง่ายดายขึ้น อย่างที่ท่านณธีภัสร์ได้พูดถึงเคส (Case) ของประเทศอินโดนีเซียไปแล้ว ซึ่งเพิ่งเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมาเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี่เองนะคะ ประเด็นต่อมาเรื่องของความ เป็นอิสระ เมื่อสักครู่ท่านพิมพ์รพีก็พูดถึงเรื่องของการเป็นนักเรียนเศรษฐศาสตร์นะคะ เรื่องของความเป็นอิสระของธนาคารกลางมันเป็นเรื่องที่ไม่สามารถที่จะสร้างขึ้นได้ ในวันเดียวอย่างแน่นอน เพราะว่าความน่าเชื่อถือต้องเกิดจากการสั่งสม แล้วก็ความเป็น สถาบันขององค์กรทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ของประเทศด้วยเช่นเดียวกัน แล้วที่สำคัญ มันเกี่ยวข้องกับการรับรู้มากกว่าเรื่องของความเป็นจริงนะครับ ถึงแม้ว่าสภาจะพูดเน้นย้ำ เป็นหนักเป็นหนาว่าจะไม่มีการแทรกแซงเกิดขึ้นนะครับ แต่ว่าการรับรู้ของสื่อ ขององค์กร ระหว่างประเทศ ของตลาดการเงินต่าง ๆ ของผู้ที่เป็นนักวิเคราะห์อะไรต่าง ๆ จะรับรู้ได้ อย่างไรว่าสภาจะไม่ได้มีอิทธิพลอย่างไรกับการตัดสินใจของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือคณะกรรมการนโยบายการเงิน ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าเรื่องของเป้าหมายที่ไม่ตรงกัน ระหว่างบรรดานักเมืองและธนาคารกลางมันเป็นเรื่องคลาสสิก (Classic) ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะแต่ในประเทศไทย นักการเมืองก็ย่อมต้องมีเป้าหมายในทางเศรษฐกิจที่เป็น ระยะสั้น เราจะเห็นการกดดันให้ธนาคารกลางทั่วโลกคงดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำเพียงเพื่อ กระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นครับ แต่ว่าแมนเดต (Mandate) หรือว่าความรับผิดชอบของ ธนาคารกลางนั้นเป็นเรื่องระยะยาว ซึ่งจำเป็นที่จะต้องมองไปในอนาคตไกล ๆ มากกว่านั้น เยอะนะคะ ทำให้เกิดความขัดแย้งของเป้าหมายของนักการเมืองและธนาคารกลางเกิดขึ้น จนทำให้เกิดเป็นทฤษฎีเรื่องของวัฏจักรทางเศรษฐกิจในด้านทางการเมืองครับ หรือว่า โพลิทิคัล บิสสิเนส ไซเคิล (Political Business Cycle) เกิดขึ้นได้เลยทีเดียวว่าดอกเบี้ย มักจะมีอัตราที่ต่ำลงในช่วงก่อนเลือกตั้งเป็นต้น อันนี้อย่าปฏิเสธเรื่องจริงที่มันเกิดขึ้นทั่วโลก ดังนั้นความเป็นอิสระของธนาคารกลางยังคงจะต้องดำรงไว้ให้คงอยู่ ๒ เรื่องสุดท้ายดิฉันขอ รวบเลยละกันเรื่องของการตรวจสอบได้และความโปร่งใส ฉะนั้นก็ต้องขอยอมรับเรื่องของ ความโปร่งใสว่าของธนาคารแห่งประเทศไทยมีมาตรฐานที่ดีมากกว่าองค์กรอิสระอื่น ๆ ท่านจำครั้งสุดท้ายที่ศาลรัฐธรรมนูญออกมาแถลงเรื่องของรายงานประจำปีกับสาธารณชน เป็นเมื่อไรดิฉันจำไม่ได้ กกต. ออกมาพูดคุยสื่อสารกับสาธารณะชนครั้งสุดท้ายที่ไม่ใช่เรื่อง เกี่ยวกับการเลือกตั้งเมื่อไรดิฉันจำไม่ได้ แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีการสื่อสารกับสาธารณชนโดยตลอด แล้วก็การรายงาน สถานการณ์ทางเศรษฐกิจนี้ทุกเดือน พบปะกับสื่อมวลชนแล้วก็นักวิเคราะห์ ๒ เดือนครั้ง ดิฉันคิดว่าน่าจะเป็นไปได้ ดังนั้นเรื่องของความโปร่งใสมันมีวิธีการทำได้หลายทางและไม่ จำเป็นที่จะต้องเอาความอิสระของธนาคารกลางเข้ามาเสี่ยง🔗
ส่วนเรื่องสุดท้ายของการตรวจสอบได้ กระบวนการตรวจสอบไม่สามารถ ทำได้ผ่านการรายงานต่อสภาต้องยอมรับเรื่องนี้ หนทางกลไกที่จะทำได้ต้องผ่านกรรมาธิการ คุณไม่สามารถที่จะพูดคุยโดยตรง ซักถาม แล้วมีการชี้แจงได้อย่างตรงไปตรงมา หรือว่า ถึงลูกถึงคน หรือว่าให้มันได้ผลลัพธ์ที่มันได้ดีมันไม่สามารถทำได้ในสภาใหญ่ขณะนี้ มันจำเป็นที่จะต้องทำผ่านกระบวนการหรือว่ากลไกของคณะกรรมาธิการ ซึ่งทุกวันนี้ธนาคาร แห่งประเทศไทยก็ได้ถูกเรียกเข้ามาชี้แจงในคณะกรรมาธิการต่าง ๆ เป็นระยะ ๆ อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าไม่ได้มีการกำหนดไว้ว่าจำเป็นที่จะต้องมารายงานต่อคณะกรรมาธิการเป็นประจำ ทุก ๆ ไตรมาสหรือว่าทุก ๆ ปี ซึ่งถ้าเป็นในแนวทางนั้นก็อาจจะเป็นไปได้ แต่ว่าไม่ใช่การมา รายงานต่อสภาในทุก ๆ ไตรมาส อย่างที่มีการเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมาย ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านวิรัตน์ วรศสิริน เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวิรัตน์ วรศสิริน พรรคเสรีรวมไทย ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธาน เป็นอย่างสูงที่อนุญาตให้ผมได้แสดงความคิดเห็น ต้องเรียนท่านประธานโดยตามตรงผมเอง ลุกขึ้นมาก็ไม่รู้จะพูดอะไร ไม่ได้คิดไว้เลย ไม่รู้จะพูดอะไรดี เพราะว่าเหมือนกันทุกครั้ง ร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรีรับไป ๓ เดือน ๔ เดือน ครั้งนี้จะ ๕ เดือนหรือเปล่าก็ไม่ทราบแล้วก็ตีคืนกลับมา แล้วก็เป็นแบบฟอร์ม (Form) เดิม ๆ อย่างนี้ ทุกครั้งครับท่านประธาน ในครั้งนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทางเศรษฐกิจหลายหน่วยงานพร้อมกับกฤษฎีกาก็เหมือนทุกครั้ง กฤษฎีกาก็จะมาพูดถึง ปัญหาโน้น ปัญหานี้ต่าง ๆ สุดท้ายร่างพระราชบัญญัติที่ไม่รับในวาระหนึ่งของสภาไป ก็กลับมาผ่านคณะรัฐมนตรี แล้วก็กลับมาอย่างนี้ทุกครั้ง เป็นอย่างนี้ทุกครั้ง รัฐบาลจะลาก เวลาไปเพื่ออะไร ลากไปแล้วก็กลับมาตอบด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานา ฟังได้บ้าง ฟังไม่ได้บ้าง อย่างในครั้งนี้ผมคิดว่าในความเห็นผมดูมันก็ฟังไม่ได้นะครับ หากธนาคารแห่งประเทศไทย มารายงานต่อสภาเป็นการรายงาน ซึ่งสมาชิกสภาหลายท่านมี ๕๐๐ คนก็สามารถออก ความเห็นได้มากกว่าในกรรมาธิการที่มีไม่กี่คน ความคิดเห็นต่าง ๆ ย่อมจะหลากหลาย และดีกว่าอย่างแน่นอนใช่ไหมครับท่านประธาน ผมยกตัวอย่างนะครับ ในวิกฤติต้มยำกุ้ง ปี ๒๕๔๐ ที่ผ่านมา ถ้าหากธนาคารแห่งประเทศไทยได้มารายงานต่อรัฐสภาเป็นระยะ ๆ จะ ๓ เดือนก็ตาม ๖ เดือนก็ตาม ปีละครั้งสองครั้งก็ยังดี สภาจะได้ช่วยกันพิจารณาถึง ความเสี่ยงต่าง ๆ แต่ละคนมีความเห็นที่แตกต่างกัน ในสภามีผู้ที่มีความรู้มากมายซึ่งอาจจะ ไม่ชำนาญหรือเก่งเท่าท่านผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยก็ตาม แต่ว่าก็มีความเห็นกัน หลากหลายซึ่งอาจจะช่วยท่านพิจารณาได้อย่างรอบคอบ ท่านประธานจะเห็นว่าประเทศไทย เราวันนี้เห็นว่าก็มีเงินทุนสำรอง ๒๐๐,๐๐๐ แสนกว่าล้านเหรียญก็ตาม ท่านคิดว่า มั่นคงหรือ ท่านคิดว่ามั่นคงอย่างนั้นหรือ หากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้น เกิดสิ่งที่ไม่คาดฝันขึ้น ผมเห็นมาเยอะแล้วครับ คนรวย ๆ ล้มในข้ามวันนี่ ท่านประธานเห็นหลังคาสภาไหม ฝนไม่ตกหลังคาน้ำไม่รั่วหรอกครับ ฝนตกเมื่อไรเราถึงจะเห็นมันมีรอยรั่ว ธนาคาร แห่งประเทศไทยก็เหมือนกัน ประเทศไทยเราก็เหมือนกัน ถึงวันหนึ่งฝนตกทั่วฟ้าเราไม่รู้ว่า ประเทศเรามีหลังคารั่วกี่จุดนะครับ เงินทุนต่างประเทศไหลออก ท่านว่าไม่มีความเป็นไปได้ แต่ผมว่าเป็นไปได้ทั้งนั้นในโลกนี้ ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ ผมสนับสนุนอย่างเต็มที่กับ ร่างพระราชบัญญัติของท่านอาจารย์พิสิฐ ลี้อาธรรม ซึ่งท่านก็เป็นผู้ชำนาญ เป็นผู้มีความรู้ ในด้านการเงิน อยากจะให้รัฐบาลนำไปพิจารณาอย่าผูกมัดตัวเองว่าเป็นผู้รอบรู้เก่งกาจ สามารถ ผมอยากให้ท่านทำตัวให้เล็กลง ฟังความเห็นให้มากขึ้น โดยเฉพาะธนาคาร แห่งประเทศไทย ท่านมีอิสระเหนือองค์กรอิสระด้วยซ้ำไป ผมคิดว่าท่านมีอิสระมากนะครับ ท่านมีสวัสดิการต่าง ๆ มากมายกว่าทุกองค์กรเยอะแยะไปหมด อยากให้ท่านรายงานต่อสภานี้ เพื่อให้ทุกคนได้มีความคิดเห็น ช่วยกันมีความคิดเห็นในด้านการเงินการคลังของประเทศ อยากให้รู้ว่าประเทศไทยเคยล้มละลายมาแล้วและเราก็ควรที่จะพิจารณาฟังความคิดเห็นจาก สภาแห่งนี้ด้วยกัน ก็กราบขอบพระคุณท่านประธานถึงรัฐบาลนะครับ กราบขอบพระคุณ อย่างสูงครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญผู้ชี้แจงครับ เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ และสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีให้ร่วมกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องชี้แจงให้ข้อมูลประกอบการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม กับคณะเป็นผู้เสนอ และคณะรัฐมนตรีขอรับไป พิจารณาก่อนที่สภาจะลงมติในวาระรับหลักการเพื่อให้ได้มีโอกาสในการตรวจสอบชี้แจง แล้วก็ได้ลงรายละเอียดก่อนที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดจะลงมติ ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี สำหรับสภาของเราในการที่จะได้มีความละเอียดรอบคอบในเรื่องของการพิจารณากฎหมาย นะครับท่านประธาน และท่านสมาชิกที่เคารพครับกระผมขอกราบเรียนเมื่อคณะรัฐมนตรี ได้รับร่างไปพิจารณา ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเชิญหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย สำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย มาร่วมประชุมและได้ เชิญท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติเข้าร่วมชี้แจงด้วย และที่ประชุมมีความเห็นดังนี้ โดยที่ร่างพระราชบัญญัตินี้ได้เสนอให้เพิ่มมาตรา ๖๑/๑ แห่งพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช ๒๔๘๕ เพื่อกำหนดให้ธนาคาร แห่งประเทศไทยจัดทำรายงานเปิดเผยสภาพเศรษฐกิจการเงินการคลัง วิเคราะห์สภาวะ เศรษฐกิจของประเทศและเศรษฐกิจโลก รวมทั้งแนวทางการดำเนินงานของธนาคาร แห่งประเทศไทยเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาทราบทุก ๓ เดือนนั้นเนื่องจาก ปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทยมีการเปิดเผยหรือเผยแพร่รายงานและข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ให้สาธารณชนได้รับทราบผ่านหลากหลายช่องทางอยู่แล้ว และการเข้าถึงเป็นไปด้วยความ สะดวก รวมถึงหากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภามีประเด็นข้อสงสัยหรือข้อซักถาม เกี่ยวกับเศรษฐกิจหรือนโยบายในการดำเนินงานของธนาคารแห่งประเทศไทยก็สามารถใช้ ช่องทางตั้งกระทู้ถามหรือผ่านทางคณะกรรมาธิการที่มีการร้องขอได้ ดังนั้นจึงยังไม่มีความ จำเป็นที่ต้องแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติดังกล่าวตามที่สมาชิกได้เสนอคณะรัฐมนตรี ในคราวประชุมเมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๕ ได้มีมติรับทราบข้อสังเกตและผลการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวข้างต้นตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอและให้ ส่งคืนร่างพระราชบัญญัติไปยังสภาผู้แทนราษฎรพร้อมแจ้งข้อสังเกตไปเพื่อประกอบการ พิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรด้วย แล้วก็หากว่ามีข้อสงสัยประการใดผมก็อยากให้ทาง ผู้แทนของคณะกรรมการกฤษฎีกาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้รายละเอียดต่อไปนะครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ครับ ยังมี ผู้ชี้แจงจะชี้แจงอีกไหมครับ ผมมองไม่ค่อยเห็นข้างล่างนะครับ เจ้าหน้าที่ช่วยดูด้วย มีใช่ไหมครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านนะคะ ดิฉัน นางสาวจีรภัทร์ การประเสริฐกิจ ผู้อำนวยการกองกฎหมายการเงินการคลัง สำนักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกาค่ะ ขออนุญาตนำเรียนชี้แจงในประเด็นสำหรับตัวร่างที่ท่านสมาชิกมีการเสนอแก้ไข เพิ่มเติมตัวพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทยใน ๓ ประเด็นนะคะ คือในหลักการของ ที่ท่านสมาชิกเสนอให้มีการแก้ไขก็คือประสงค์ที่จะให้ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีการ จัดทำในส่วนของการรายงานเปิดเผยสภาพเศรษฐกิจ แล้วก็รวมทั้งแนวทางการดำเนินงาน ของ ธปท. เพื่อที่จะรายงานทางรัฐสภาทราบทุก ๓ เดือน คือในประเด็นแรกในประเด็น ที่ท่านสมาชิกได้มีการอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องของแนวทางในการกำหนดให้มีการรายงานต่อ รัฐสภา ขออนุญาตนำเรียนข้อมูลดังนี้ ก็คือว่าจริง ๆ ในส่วนของกฎหมายที่กำหนดให้มีการ รายงานผลการดำเนินการต่อรัฐสภาหรือคณะรัฐมนตรี ถ้าดูในเรื่องของหน่วยงานที่เป็นฝ่าย บริหารในลักษณะขององค์กรที่ทำหน้าที่กำกับดูแลเช่นเดียวกับทางธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สำนักงาน ก.ล.ต หรือว่าสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือว่า คปภ. ในเรื่องของการกำหนดให้มีการรายงานผลการดำเนินการก็จะเป็นรูปแบบของ การรายงานในลักษณะที่เป็นรายงานกิจการประจำปี หรือว่ารายงานผลการดำเนินงาน ประจำปี ก็จะมีการกำหนดให้มีการรายงานต่อคณะรัฐมนตรี แต่ว่าถ้าหากเป็นในลักษณะ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภาคการเงิน ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ก็จะมี ๒ แห่ง ตามที่ท่านสมาชิกได้มีการอภิปรายว่ามีการกำหนดให้รายงานต่อทางรัฐสภา แต่ว่าโดย ส่วนใหญ่ของตัวสถาบันการเงินเฉพาะกิจก็จะกำหนดให้มีการรายงานในเรื่องของผลการ ดำเนินกิจการต่อทางท่านรัฐมนตรี แล้วก็ทางคณะรัฐมนตรีเท่านั้น โดยวัตถุประสงค์ ในลักษณะของการกำหนดหลักการดังกล่าวก็คือเป็นเรื่องของการที่จะให้ทางฝ่ายบริหาร คือทางคณะรัฐมนตรีหรือทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเองได้ใช้ข้อมูลต่าง ๆ ที่ทางตัวหน่วยงานต่าง ๆ ได้มีการรายงานสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในเรื่องของการกำหนด นโยบาย หรือว่ามาตรการ หรือว่าแนวทางในการบริหารราชการ โดยเฉพาะในส่วนเรื่องที่ เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นภารกิจของฝ่ายบริหารโดยตรง แต่ว่าในกรณีที่ มีการกำหนดให้มีการรายงานต่อทางรัฐสภาก็จะเป็นกรณีของหน่วยงานอื่นของรัฐที่จะมีการ กำหนดให้รายงานผลการปฏิบัติงานในแต่ละปี หรือว่าผลการสอบบัญชีกับทางรัฐสภา ซึ่งหน่วยงานดังกล่าวโดยหลักสำคัญก็คือว่าจะเป็นหน่วยงานซึ่งเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ โดยเป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ในการตรวจสอบหรือว่าถ่วงดุล รวมถึงการปฏิบัติ หน้าที่ตามที่ทางรัฐธรรมนูญมีการกำหนดเอาไว้ค่ะ แล้วก็จะมีเรื่องของการเข้าสู่ตำแหน่ง ก็จะมีการกำหนดว่าอาจจะมีการให้ทางรัฐสภาให้ความเห็นชอบ ดังนั้นในเรื่องของการ รายงานผลการปฏิบัติการ ไม่ว่าจะเป็นทางสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงาน กกต. สำนักงาน ป.ป.ช. หรือว่าสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ก็จะกำหนดให้มีการ รายงานผลการดำเนินงานต่อทางรัฐสภา ดังนั้นถ้าเราดูในภาพรวมของการรายงานผล การดำเนินงาน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานในกำกับ หรือว่าสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่เป็น หน่วยงานทางฝ่ายบริหารก็จะกำหนดกลไกให้มีการรายงานต่อรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรี เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ หรือว่าการกำหนดนโยบายของทางฝ่ายบริหาร นอกจากนั้น ถ้าเราพิจารณาตามกรอบของกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐก็จะมีการกำหนดว่า ในเรื่องของการรายงานต่อรัฐสภาจะกำหนดให้ทางกระทรวงการคลังมีการจัดทำตัวรายงาน รับจ่ายเงินงบประมาณ แล้วก็ในเรื่องของรายงานผลการตรวจสอบของทางสำนักงาน การตรวจเงินแผ่นดินต่อรัฐสภาด้วย แต่ว่าถ้าเป็นเรื่องของการทำรายงานการเงินประจำปี ก็จะกำหนดให้เสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แล้วก็ถ้าเป็นองค์กรอิสระต่าง ๆ ก็อาจจะให้เสนอทางคณะรัฐมนตรี ดังนั้นในประเด็นเรื่องของการรายงานในหลักการที่ทาง ท่านสมาชิกเสนอในเรื่องของการรายงานผลการดำเนินกิจการของทาง ธปท. เสนอต่อทาง รัฐสภานี่จริง ๆ ก็อาจจะมีความไม่สอดคล้องกับตัวกฎหมายที่มีการกำหนดอยู่ในปัจจุบัน ในหลาย ๆ หน่วยงานที่ทำหน้าที่ในลักษณะเดียวกับทางธนาคารแห่งประเทศไทยนะคะ นี่คือในประเด็นแรกที่มีการกำหนดอยู่ในปัจจุบันในหลาย ๆ หน่วยงานที่ทำหน้าที่ในลักษณะ เดียวกับทางธนาคารแห่งประเทศไทย นี่คือในประเด็นแรก🔗
ประเด็นที่ ๒ ในประเด็นเรื่องที่ทางท่านสมาชิกมีการอภิปรายเกี่ยวกับเรื่อง อำนาจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบของธนาคารแห่งประเทศไทย จริง ๆ แล้ว ในบทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทยในฐานะที่เป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐบาลนะคะ ตามกฎหมายของ ธปท. เองก็ได้มีการกำหนดให้มีการตรวจสอบหรือมีการกำกับดูแลโดยฝ่าย บริหารอยู่แล้ว ถ้าเกิดเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ อย่างเช่น ในเรื่องของการรายงานสภาพ เศรษฐกิจ หรือว่าผลการดำเนินงานที่เกี่ยวกับนโยบายการเงิน หรือว่าการประเมินผลต่าง ๆ ก็จะมีการกำหนดให้ต้องรายงานต่อคณะรัฐมนตรี แต่ถ้าเกิดเป็นเรื่องของรายงานผลการ ดำเนินกิจการก็จะเป็นการรายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ในประเด็นเรื่องของการตรวจสอบหรือว่าการกำกับดูแลโดยทั่วไปท่านรัฐมนตรีก็จะมีอำนาจ ในการที่จะกำกับกิจการของทางธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย รวมถึงถ้าท่านสมาชิก ทางรัฐสภาเห็นว่าในกลไกต่าง ๆ หากมีประเด็นที่เห็นควรให้มีการตรวจสอบ ถ้าดูตาม หลักการของรัฐธรรมนูญก็จะเห็นได้ว่ากลไกได้ถูกวางเอาไว้ให้ทางรัฐสภาได้มีการตรวจสอบ โดยการตั้งกรรมาธิการ ไม่ว่าจะเป็นกรรมาธิการสามัญหรือวิสามัญขึ้นมาในการที่จะศึกษา และตรวจสอบข้อเท็จจริง แล้วก็มีการเชิญทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงในเรื่อง ดังกล่าวได้ก็จะทำให้ในเรื่องของข้อมูลต่าง ๆ สามารถที่จะได้รับในรายละเอียด แล้วก็เป็น ประโยชน์หรือตรงประเด็นกับที่ทางสภามีประเด็นนะคะ🔗
ประเด็นที่ ๓ ที่จะขอนำเรียนชี้แจงก็คือในเรื่องของการทำหน้าที่ของ สำนักงานในการที่จะดำเนินการให้ความเห็นต่อร่างที่ทางท่านสมาชิกเสนอ ในหลักการของ การดำเนินการที่ทางสำนักงานมีการให้ความเห็นในครั้งนี้ ตามที่ทางท่านรัฐมนตรีได้นำเรียน ในเบื้องต้นก็คือว่าจริง ๆ แล้วคือเป็นการหารือร่วมกันในระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทุกหน่วยงานที่พิจารณาในเรื่องของความสอดคล้องของตัวหลักการของตัวร่างกฎหมาย ว่าจะเป็นการสอดคล้องกับนโยบาย หรือว่าอยู่ในกรอบงบประมาณของที่ได้มีการจัดตั้งเอาไว้ หรือไม่ ดังนั้นแล้วในการพิจารณาตัวร่างของทางท่านสมาชิกก็จะมีการพิจารณาร่วมกันของ หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง แล้วก็เป็นการดำเนินการโดยที่ทางคณะรัฐมนตรีได้มีมติ มอบหมายมาให้ดำเนินการ ซึ่งตามอำนาจหน้าที่ของสำนักงานตามพระราชบัญญัติ คณะกรรมการกฤษฎีกาก็มีการกำหนดอำนาจหน้าที่ไว้อย่างชัดเจนแล้วว่าสำนักงานสามารถ ที่จะพิจารณาตัวร่างกฎหมายตามที่ทาง ครม. มีอำนาจในการมอบหมายได้ ก็ขออนุญาต นำเรียนใน ๓ ประเด็นค่ะ🔗
อาจารย์พิสิฐ เดี๋ยวนิดหนึ่งครับ ยังมีผู้ชี้แจงอีกท่านหนึ่ง เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ขออนุญาตกราบเรียน ชี้แจงในประเด็นต่าง ๆ ที่ท่าน ส.ส. ได้หยิบยกมาอภิปราย เช่นเรื่องของการที่ข้อมูลอาจจะ ไม่เพียงพอในการชี้แจงของเรา การที่มีการรับฟังความคิดเห็นจาก ธปท. ที่ท่านมองว่าอาจจะ น้อยเกินไป และประเด็นที่เกี่ยวกับข้อห่วงใยที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยมีต่อการแก้ไข พ.ร.บ. ในครั้งนี้ ก็ขออนุญาตชี้แจงใน ๔ ประเด็นด้วยกัน แล้วก็ให้ข้อมูลเพิ่มเติมประกอบ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทยนี้ที่นายพิสิฐ ลี้อาธรรม กับคณะ ได้เสนอ🔗
ประเด็นแรก เรื่องเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจต่าง ๆ เกี่ยวกับ แนวการดำเนินนโยบายก็ต้องขอเรียนว่าทางธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญเรื่องนี้ มาโดยตลอด และการให้ข้อมูลให้มาอย่างต่อเนื่องและครบถ้วนกับหลายกลุ่มด้วยกัน กลุ่มแรกจะเป็นกลุ่มฝ่ายบริหารซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยมีการรายงานข้อมูลที่เป็นข้อมูล รายเดือน เช่นรายงานสภาวะเศรษฐกิจและการเงิน มีการรายงานข้อมูลที่เป็นราย ๖ เดือน เช่นรายงานภาวะเศรษฐกิจการเงินและผลการ ดำเนินงานของคณะกรรมการนโยบายการเงิน และมีการรายงานข้อมูลรายปีที่รวมถึงกรอบ นโยบายการเงิน งบการเงินประจำปี และสรุปผลการดำเนินงานของ ธปท. ซึ่งข้อมูล และรายงานเหล่านี้ล้วนเปิดเผยต่อทางฝ่ายบริหารและเปิดเผยแก่สาธารณชนต่อเนื่อง แต่ก็น้อมรับประเด็นที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้ยกขึ้นมาเรื่องเกี่ยวกับการเข้าถึงของข้อมูล พวกนี้ทางธนาคารแห่งประเทศไทยก็ต้องพยายามทำให้รายงานการสื่อสารอะไรต่าง ๆ ของเราทำในภาษาที่ง่ายกว่านี้ เพื่อที่ประชาชนสามารถจะเข้าถึงและเข้าใจได้ง่ายขึ้น🔗
กลุ่มที่ ๒ ที่มีการรายงานและชี้แจงก็คือต่อฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งทำผ่านช่องทาง กรรมาธิการต่าง ๆ ซึ่งก็ทำมาอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอจะเห็นได้จากในปี ๒๕๖๓ ที่มีการ ชี้แจงต่อกรรมาธิการต่าง ๆ ๑๑๓ ครั้ง ปี ๒๕๖๔ ๘๘ ครั้ง และในครึ่งปีแรกของปี ๒๕๖๕ ๔๘ ครั้ง ซึ่งการรายงานต่อกรรมาธิการก็เป็นการรายงานที่ตรงประเด็น มีการทำงานกัน รับฟังความคิดเห็นที่ตรงจุดและเป็นประโยชน์ในยามปกติในช่วงที่ไม่มีโควิด (COVID) เราก็มี การเชิญกรรมาธิการมาที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นประจำทุกปีเพื่อมาแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นกัน และการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่าง ๆ เหล่านี้ก็เป็นประโยชน์ต่อการ ทำงานของ ธปท. อย่างมาก ตัวอย่างที่เห็นที่เป็นรูปธรรมก็เป็นเรื่องของการที่เรามีมาตรการ ออกมาในช่วงการแก้วิกฤติโควิด (COVID) ปี ๒๐๑๙ ซึ่งการที่เราได้มีการหารือร่วมกับ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาติดตามตรวจสอบการใช้เงินตามพระราชกำหนด ๓ ฉบับ เพื่อแก้ไขปัญหาเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ โรคโควิด (COVID) เชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corana 2019) นั้นก็ได้นำความคิดเห็น จากคณะกรรมาธิการนี้มาประกอบในการออกแบบปรับปรุงเงื่อนไขต่าง ๆ ภายใต้ พ.ร.ก. ซอฟต์โลน (Soft Loan) มาเป็น พ.ร.ก. ฟื้นฟู ทำให้ พ.ร.ก. ฟื้นฟูนี่สามารถปล่อยสินเชื่อได้ ออกไปเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่ได้ออกไปภายใต้ พ.ร.ก. ซอฟต์โลน (Soft Loan)🔗
กลุ่มที่ ๓ ก็คือกลุ่มสาธารณชน ซึ่งทางธนาคารแห่งประเทศไทยก็ตระหนักดี เรื่องของความสำคัญของความเชื่อมั่นของสาธารณชนและเห็นชัดว่าการที่จะสร้างความ เชื่อมั่นนี่ต้องสร้างความเข้าใจเป็นสิ่งที่จำเป็น ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยก็มีการชี้แจง สื่อสารอย่างต่อเนื่องกับสาธารณชนโดยตรงในปี ๒๕๖๔ ที่ผ่านมามีการออกแถลงข่าวของ ธนาคารแห่งประเทศไทยทั้งสิ้น ๖๒ ครั้งในปี ๒๕๖๕ ครึ่งปีแรกทั้งหมด ๓๒ ครั้ง การโพสต์ (Post) ประเด็นต่าง ๆ ผ่านโซเชียลมีเดีย (Social Media) ช่องทางต่าง ๆ ของ ธปท. ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก (Facebook) หรือไลน์ (LINE) ในปี ๒๕๖๔ ๓,๕๐๐ ครั้ง ปี ๒๕๖๕ ครึ่งปีแรก ๒,๒๕๐ ครั้ง และนอกจากการสื่อสารก็เป็นการเอ็นเกจ (Engage) และเป็นการ รับฟังเช่นเดียวกันร่วมไปด้วย เราได้มีการจัดบริฟฟิง (Briefing) กับนักวิเคราะห์และนักลงทุน มากกว่า ๓๐ ครั้ง และออกพบปะผู้ประกอบการภาคธุรกิจกว่า ๖๓๑ ราย ล้วนเป็นโอกาส ที่เราจะได้ไม่ใช่แค่สื่อสารสิ่งที่เราทำให้ข้อมูลแก่สาธารณชน แต่เป็นโอกาสที่จะรับฟัง ประเด็นต่าง ๆ ข้อห่วงใยต่าง ๆ จากภาคประชาชน ภาคธุรกิจด้วย การทำงานต่าง ๆ ไม่ว่าตอนที่เราจะมีการออกภูมิทัศน์ รายงานภูมิทัศน์ทางการเงินใหม่ เราก็มีการออกเพเพอร์ (Paper) หารือ รับฟังความเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ ในการที่จะกำหนดนโยบายที่จะประกอบ เรื่องของการดำเนินนโยบายเกี่ยวกับภาคการเงินในอนาคต🔗
ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องการเทียบเคียงการรายงานต่าง ๆ ของ ธปท. กับหน่วยงานอื่นของภาครัฐที่มีความคล้ายกับทางธนาคารแห่งประเทศไทย ก็จะขอเรียนว่า ไม่ได้แตกต่างและเป็นในแนวทางที่แนวทางเดียวกัน ถ้าเทียบเคียงกับหน่วยงานที่ใกล้เคียง ในแง่หน้าที่การงานกับทางธนาคารแห่งประเทศไทย เช่นหน่วยงานกำกับดูแลทางด้าน การเงินที่คล้ายกับ ธปท. เช่นสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. และสถาบันคุ้มครองเงินฝาก กฎหมายก็กำหนดให้รายงานผลการดำเนินงาน ต่อฝ่ายบริหารโดยไม่ต้องรายงานต่อฝ่ายนิติบัญญัติเช่นเดียวกับของ ธปท. ส่วนในกรณีของ ธนาคารภาครัฐส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เป็นการรายงานต่อรัฐสภาในกรณีที่ได้มีการอ้างถึง เช่น เอสเอ็มอีแบงก์ (SME Bank) และเอ็กซิมแบงก์ (EXIM Bank) เหตุผลที่ต้องรายงานต่อสภา ก็เนื่องจากกฎหมายไม่ได้กำหนดช่องทางอื่นในการเผยแพร่และเรื่องการดำเนินงานต่อ สาธารณชนซึ่งต่างกับสถาบันการเงินอื่นของภาครัฐ เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคาร สงเคราะห์ ธนาคารอิสลาม ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องเปิดเผยผลการดำเนินงานต่อ สาธารณชนเช่นเดียวกับ ธปท. ที่มีกฎหมายกำหนดให้เปิดเผยข้อมูลการรายงานต่าง ๆ ต่อฝ่ายบริหาร รวมถึงประกาศในราชกิจจานุเบกษา🔗
ประเด็นที่ ๓ คือประเด็นที่เทียบเคียงการรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย กับธนาคารกลางอื่นในต่างประเทศ ก็ขอเรียนอีกว่าสิ่งที่ธนาคารแห่งประเทศไทยทำ ก็สอดคล้องกับแนวทางและหลักการที่เราเห็นในต่างประเทศในประเทศหลัก ๆ หลักการ ทั่วไปเป็นหลักการของความรับผิดชอบรายงานตามความรับผิดชอบ ความหมายคือว่า ฝ่ายไหนมีอำนาจหน้าที่ในการแต่งตั้งและถอดถอนผู้ว่าการ การรายงานก็จะผ่านช่องทางนั้น ตัวอย่างที่มีการพูดถึงบ่อย อย่างเช่นของสหรัฐที่ประธานของเฟด (Fed) มีการรายงานต่อ รัฐสภาก็เป็นเพราะว่าคนที่แต่งตั้งผู้ว่าการของธนาคารกลางของสหรัฐหรือเฟดแชร์แมน (Fed Chairman) ก็ทำผ่านวุฒิแล้วในกรณีของสหรัฐเองการรายงานของแชร์แมน (Chairman) ของเฟด (Fed) ก็ไม่ได้เป็นต่อสภาโดยรวม แต่เป็นต่อกรรมาธิการเช่นเดียวกัน ส่วนถามว่ามีธนาคารกลางที่รายงานตรงต่อสภาหรือเปล่า ก็มีแต่ไม่มาก มีอยู่เพียง ๖ ประเทศที่มีรายงานต่อรัฐสภาโดยตรง ได้แก่ อินโดนีเซีย แอลเบเนีย อาร์เมเนีย รัสเซีย ฮังการี และกัวเตมาลา ซึ่งในบางประเทศที่ได้เอ่ยถึงก็มาจากการที่ผู้ว่าการถูกแต่งตั้ง โดยรัฐสภา แต่จะเห็นว่าในประเทศหลัก ๆ ส่วนใหญ่การรายงานต่าง ๆ การชี้แจงก็จะเป็นต่อ กรรมาธิการ มิใช่ต่อรัฐสภาโดยตรง🔗
ประเด็นที่ ๔ ประเด็นสุดท้ายก็คือเรื่องของความเสี่ยงและผลข้างเคียงที่อาจ ไม่พึงประสงค์ ที่อาจจะเกิดขึ้นจากการแก้ไข พ.ร.บ. จากการที่จะมีการรายงานแนวทาง การดำเนินงานต่อสภาซึ่งอาจจะนำไปสู่การกดดันการทำงานของ ธปท. ในฐานะธนาคารกลาง ซึ่งการที่ธนาคารกลางจะสามารถทำภาระหน้าที่ได้ต้องอาศัยความเชื่อมั่น ซึ่งองค์ประกอบสำคัญของความเชื่อมั่นก็คือความเป็นอิสระของธนาคารกลาง ซึ่งต้องเรียน ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่าความเป็นอิสระของธนาคารกลาง รวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย ความเป็นอิสระในการดำเนินงาน มิใช่ความเป็นอิสระในเรื่องของการกำหนดเป้าหมาย ซึ่งต้องมีการหารือกับทางกระทรวงการคลังและด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ในความเป็นอิสระนี้ก็มีความรับผิดชอบที่ชัดเจน ตัวอย่างเช่นถ้าเงินเฟ้อหลุดออกจากเป้า ทางธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องมีการชี้แจง มีจดหมายเปิดผนึกต่อรัฐมนตรีคลัง แล้วก็เปิดเผยต่อสาธารณชนต่อไป ซึ่งการที่จะลดหรือทำให้คนมองว่าอาจจะมีการลด ความเป็นอิสระจะกระทบความเชื่อมั่น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือ ต่อเครดิตเรตติง (Credit Rating) ของประเทศ ซึ่งมีโอกาสทำให้ต้นทุนต่าง ๆ ต้นทุนการกู้ยืมต่าง ๆ นี้สามารถ ที่จะสูงขึ้น ตัวอย่างเหมือนที่ท่าน ส.ส. ผู้ทรงเกียรติบางท่านก็ได้เอ่ยถึง มีอย่างชัดเจน ในต่างประเทศที่มีการมองในกรณีต่าง ๆ ที่การเมืองมีสิทธิที่จะเข้ามากดดันหรือกระทบ การทำงาน หรือความเป็นอิสระของธนาคารกลางก็ส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นนี้ ตัวอย่างเช่นที่มีการพูดถึงในประเทศฮังการี ที่มีการแก้กฎหมายเรื่องการแต่งตั้งผู้บริหาร ระดับสูงของธนาคารกลางและมีการแก้กฎหมายเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของธนาคารกลาง ทำให้นักลงทุนกังวล ทำให้บริษัทจัดอันดับ เช่น มูดีส์ (Moody’s) และเอสแอนด์พี (S&P) ลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศจากระดับที่น่าลงทุนหรือลงทุนได้คือ อินเวสต์เมนต์ เกรด (Investment Grade) เป็นอันดับที่นอน อินเวสต์เมนต์ เกรด (Non-Investment Grade) คือไม่น่าลงทุนทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐและภาคเอกชน สูงขึ้นทันที เห็นได้จากผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลระยะ ๑๐ ปี ช่วงนั้นที่ปรับสูงขึ้น ๒.๓ เปอร์เซ็นต์ และส่งผลให้ตลาดหลักทรัพย์ต่าง ๆ ราคาดัชนีตลาดหลักทรัพย์ก็ปรับลดลง จากความเชื่อมั่นที่ถูกกระทบ แต่นอกจากประเทศฮังการี ตัวอย่างอื่นก็มีของประเทศ อินโดนีเซียที่ได้มีการเอ่ยถึง ตอนที่มีระบุเพื่อให้มีการชี้แจงต่อรัฐสภาทุกไตรมาส เช่นเดียวกับที่ระบุในร่าง พ.ร.บ. ธปท. ในครั้งนี้ ก็มีข้อกังวลจากนักลงทุนต่างประเทศ เกี่ยวกับความเป็นส่วนอิสระในการทำงานทำหน้าที่ของธนาคารกลางหรือประเทศ แอฟริกาใต้ ซึ่งในช่วงมิถุนายน ๒๕๖๐ ก็เริ่มมีกระแสว่ารัฐบาลกำลังกดดันผลักดันกฎหมาย ธนาคารกลางให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีของเศรษฐกิจและสังคมแทนเงินเฟ้อ ทำให้ทั้งมูดีส์ (Moody’s) และ เอสแอนด์พี (S&P) ออกมาเตือนว่าความพยายามกดดัน การดำเนินกิจการของธนาคารกลางจากภาคการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจนำไปสู่การ ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของทั้ง ๒ บริษัทจัดอันดับ และทำให้เขามองว่าเสถียรภาพ ของประเทศในระยะยาวกำลังถดถอยจากความพยายามแทรกแซงความเป็นอิสระของ ธนาคารกลางที่เดิมนับเป็นหนึ่งในจุดแข็งของประเทศ สำหรับไทยเองอันดับความน่าเชื่อถือ อยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาโดยตลอด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือก็คือมีความ มั่นใจในกรอบการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นฝั่งการเงินหรือการคลัง ท่านประธานและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ตัวอย่างที่ผมเล่าสะท้อนให้เห็นว่าตัวอย่างจาก ต่างประเทศที่ผมได้เล่าสะท้อนให้เห็นถึงแม้ร่าง พ.ร.บ. นี้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติอาจจะ ไม่ได้มีเจตนารมณ์หรือความตั้งใจที่จะมากดดัน หรือแทรกแซงในการดำเนินการของธนาคาร แห่งประเทศไทย ตัวอย่างที่ได้เล่าถึงในต่างประเทศสะท้อนว่าแค่เพียงการส่งสัญญาณหรือไป สร้างความกังวลที่อาจจะมีการกดดันต่อการทำงานและความเป็นอิสระของธนาคารกลาง ส่งผลต่อความเชื่อมั่น การที่จะมีช่องทางต่าง ๆ พวกนี้ถึงแม้จะไม่ถูกใช้ ดังนั้นเป็นความเสี่ยง แล้วก็เป็นผลข้างเคียงที่อาจจะไม่พึงประสงค์จากการที่จะมีการแก้ไข พ.ร.บ. ท่านประธาน โดยสรุปก็ขอย้ำว่าที่ผ่านมาทางธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูล การทำงานอย่างโปร่งใส การชี้แจงเรื่องการดำเนินนโยบายต่าง ๆ มาโดยตลอด ไม่ว่าจาก กลุ่มฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ แล้วก็สาธารณชนมาโดยตลอด ๒. การรายงานของเรา ก็สอดคล้องกับการรายงานของหน่วยงานภาครัฐที่มีความคล้ายกับธนาคารแห่งประเทศไทย ๓. การรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทยก็สอดคล้องกับแนวทางที่ธนาคารกลาง ในประเทศหลัก ๆ เขาพึงปฏิบัติอยู่ และสุดท้ายทางเราก็มองว่าความเสี่ยงจากผลข้างเคียง ที่อาจไม่พึงประสงค์จากการที่จะแก้ พ.ร.บ. ครั้งนี้ จึงทำให้คิดว่าโดยรวมแล้วยังไม่มีความ จำเป็นที่จะต้องแก้ร่าง พ.ร.บ. ตามที่นำเสนอ ณ ตอนนี้ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ก่อนที่ท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน และท่านขจิตร ชัยนิคม จะขออภิปรายเพิ่มเติม ท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม ขอเอาข้างล่างก่อน เห็นท่านขอไว้นานแล้วครับ เชิญท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ตามด้วยท่านขจิตร ชัยนิคม เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ในร่างของร่างพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ต้องขอบคุณท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม ที่มีความเป็นห่วงเป็นใยเรื่องสถานะทางการเงิน ของประเทศและความรอบคอบในการบริหารการเงินของประเทศ ซึ่งเราก็มีบทเรียน ความล้มเหลวมาอยู่ ๒ ครั้งแล้ว ความล้มเหลวแต่ละครั้งไม่ใช่ว่าจะเดือดร้อนเฉพาะ คนข้างบน แต่พี่น้องประชาชน ชาวไร่ ชาวนาก็เดือดร้อนไปด้วย ซึ่งเขาไม่ได้เป็นผู้กระทำ แต่คนกระทำนั้นก็คือคนระดับสูงทั้งนั้น ความเสียหายของประเทศกว่าจะเยียวยาได้หลายปี กว่าจะฟื้นคืนชีพนักธุรกิจล้มหาย ตายจากไปเป็นจำนวนมาก ดังนั้นที่ท่านผู้ว่าการการธนาคารแห่งประเทศไทยได้ลุกขึ้นมา ตอบนั้น ผมคิดว่าก็เป็นเหตุผลของท่านนะครับ เป็นเหตุผลของท่าน แต่เหตุผลของประชาชน เขาอยากรู้ เขาต้องการรู้ เขาไม่ต้องการทราบนโยบายทางการเงินของแบงก์ชาติ ท่านจะมี นโยบายอย่างไรก็แล้วแต่ท่าน แต่ท่านต้องแสดงผลงานให้ประชาชนได้รับทราบ นักธุรกิจ จะได้ตัดสินใจ จะได้รับทราบแนวทางการเงินของประเทศ ไม่ใช่ว่าไม่รู้อะไรเกิดขึ้นไม่รู้ ท่านบอกว่าท่านปรึกษาคณะรัฐมนตรี ท่านปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ใช่ครับ แต่ยังไม่เพียงพอ ขอรับทราบได้ไหม คนไทยทำธุรกิจร้อยล้าน พันล้าน หมื่นล้านขึ้นไป หรือเอสเอ็มอี (SMEs) ๑๐ ล้านบาท ๒๐ ล้านบาท เขาจะต้องมีอันพังทลาย ล้มละลาย เพราะไม่รู้สถานะทางการเงินของประเทศ วันนี้นี่นะครับท่านบอกว่ากดดันท่าน เราไม่ได้ เกี่ยวข้องนโยบายการเงินของท่านแต่ละปี แต่ละเดือน ท่านจะทำอะไรก็เรื่องของท่าน ความเป็นอิสระท่านก็มีอิสระของท่านอยู่แล้ว ความเชื่อมั่น ความเชื่อมั่นไม่ได้มีเฉพาะ แบงก์ชาติ ความเชื่อมั่นมันอยู่ที่นายกรัฐมนตรีด้วย คณะรัฐมนตรีด้วย ถ้าเกิดมาจาก การปฏิวัติรัฐประหารโลกนี้ใครจะให้ความเชื่อมั่น ถูกต้องไหมครับ ถึงท่านจะมีคุณภาพ สูงสุด แต่ปฏิวัติรัฐประหารมานี้ทั่วโลกเขาไม่ยอมรับ คุณจะเอาความเชื่อมั่นมาจากไหน เรตทิงก์ (Rating) เครดิตก็เหมือนกัน มันเป็นองค์รวม เป็นภาพรวมของทั้งประเทศ ไม่ใช่โดยเฉพาะแบงก์ชาติ ท่านจะมาอ้างว่าท่านจะเสียหาย ท่านจะไม่ได้รับความไว้วางใจ จากนานาชาติ ไม่ใช่ เราขอให้ท่านแสดงผลงานอย่างท่านพิสิฐ ขออนุญาตเอ่ยนาม ขอให้ท่าน รายงานปีละครั้ง แต่ผมคิดว่าไม่เพียงพอสำหรับความรอบคอบทางการเงินของประเทศ ท่านต้องแสดงผลงานมารายงานต่อสภาผู้แทนราษฎรอย่างน้อย ๖ เดือนต่อครั้ง จะได้ไม่ไป ปู้ยี่ปู้ยำในกลุ่มของ ครม. ในกลุ่มของกระทรวงการคลัง เราไว้ใจท่านแต่เราไม่วางใจ ดีนะที่ผมไม่เสนอ ๓ เดือน ผมเสนอ ๖ เดือนเห็นใจท่าน เอาผลงานที่ทำ ๖ เดือนมาเสนอ ต่อสภาผู้แทนราษฎร สิ้นปีอีก ๑ ครั้ง นี่คือความสมบูรณ์การพัฒนา แล้วทางด้านการเงิน อะไรเกิดขึ้น เราอยากรับทราบ วันนี้เป็นแดนสนธยาเป็นสิ่งที่ใครแตะต้องไม่ได้ ดีมากครับ ผมสนับสนุนร่างอันนี้ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านขจิตร ชัยนิคม เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุดรธานี ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม ที่ได้เสนอพระราชบัญญัตินี้เพียงแต่อ่านข้อความที่ท่านเสนอนั้น ก็ไม่ต้องดูอะไร ก็สมควรจะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง พระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศ ใช้มา ๘๐ ปี เสร็จแล้วถ้าถามว่าควรรายงานสภาวะเศรษฐกิจหรือกิจการหรืออะไรต่าง ๆ ของธนาคารแห่งชาติหรือธนาคารแห่งประเทศไทยทุกไตรมาสไหม เขาบอกว่าท่านสรุปงาน ทุกไตรมาสไหม ก็ต้องรายงานนะครับ แต่ถามว่าควรรายงานต่อรัฐสภาไหม ถ้าตอบว่าไม่ แล้วไม่จำเป็น ผมไม่เห็นด้วย ผมเห็นด้วยกับการรายงานกับพระราชบัญญัติที่เสนอนี้ เห็นด้วยไม่ได้หมายความว่าเห็นด้วยเพราะผมเป็นสมาชิกรัฐสภา เห็นด้วยเพราะความเป็น อิสระในการบริหาร ในการจัดการ ในเรื่องเทคนิค เรื่องวิธีการที่จะสามารถควบคุมดูแล หรือสนับสนุนธนาคารไทยพาณิชย์หรือธนาคารสถาบันการเงินทั่วไป เพื่อให้บริการแก่ประชาชน ผลสุดท้ายเราต้องการให้ธนาคารแห่งประเทศไทยดูแลสถาบัน การเงินเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้เติบโต ได้แข็งแกร่ง ตั้งแต่คนยากคนจนที่ไปรับบริการ ธนาคาร ไปจนกระทั่งสถาบันการเงินนะครับ บางครั้งธนาคารแห่งประเทศไทยดูผลงานจาก ธนาคารพาณิชย์ ดูกำไรจากการประกอบการ แต่ท่านได้รับรู้ประชาชนที่มาใช้บริการจาก ธนาคารแล้วทุกข์ยากลำบาก แล้วถูกเอารัดเอาเปรียบจากการบริหารที่ไม่เป็นธรรม ท่านควบคุมถึงไหม ท่านดูแลไหม ในวันที่ท่านเป็นอิสระมา ๘๐ ปี เวลาที่เศรษฐกิจล่มจม ใครรับผิดชอบ ประเทศชาติ ประชาชนต้องรับผิดชอบ ภาษีอากรทุกบาททุกสตางค์ต้องไป อุ้มธนาคาร ต้องไปอุ้มสถาบันการเงิน ท่านไปหามาเองหรือเปล่า ท่านต้องการอิสระมาก จนกระทั่งไม่บอกให้ใคร แม้แต่เจ้าของประเทศหรือตัวแทนของประเทศไทยรับรู้ ผมว่า การเขียนในข้อจำกัดเมื่อ ๘๐ ปีที่แล้วมีความเหมาะสมที่จะได้รับการเปลี่ยนแปลงมาก ผมไม่เห็นด้วยกับการแถลงของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยหรือฝ่ายบริหารที่สรุปว่า ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ควรรายงานสภาวะเศรษฐกิจ แล้วท่านไม่รายงานเศรษฐกิจ ให้ประชาชนรับรู้ ท่านบอกว่ามีสื่อที่ท่านจะรายงานทางสื่อนะครับ แล้วรายงานทางสื่อได้ ทำไมรายงานรัฐสภาไม่ได้ คนที่อยู่ในรัฐสภาคือผู้แทนปวงชนชาวไทยเป็นคนที่มีความรู้ มีประสบการณ์อย่างน้อยได้สัมผัสความทุกข์ยากของประชาชน ซึ่งเป็นผลงานของท่าน ในการบริหารควบคุมสถาบันการเงิน สถาบันการเงินทำอะไรกับประชาชน ประชาชนรวยขึ้น ๆ เพราะสถาบันการเงิน หรือว่าจนลง จนลง จนลง เพราะมาตรการของธนาคารอย่างไร เพราะท่านไม่เคยรับรู้ความหลากหลาย ความทุกข์ยากของประชาชนที่ล่มจมจากกิจการ ของธนาคาร ท่านรับทราบแต่ความเดือดร้อนของสถาบันการเงิน เวลาเขาล้มละลาย เวลาเขาประสบภาวะ ท่านก็เอาเงินประชาชนไปแก้อย่างไร แล้วลำพังจะมารายงานอะไร กันนักหนานี่ อะไรที่เป็นความลับที่ไม่ควรเปิดเผยก็อย่ารายงาน แต่สภาวะเศรษฐกิจของ ประเทศในรอบ ๓ เดือน ๔ เดือน ทำไมถึงไม่อยากรายงาน ท่านต้องการความอิสระหลุดโลก ไปเลยใช่ไหม หลุดออกไปเลย แล้วเวลาเจ๊ง เวลาบริหารไม่ได้ท่านมาของบประมาณก็ต้อง ชี้แจงต่อผู้แทนปวงชนชาวไทย ต่อสภาผู้แทนราษฎร ต่อวุฒิสภา เพราะฉะนั้นไม่มีเหตุผล ใด ๆ เลย ทั้งในระดับประเทศและในระดับสากลที่จะไม่ให้เจ้าของประเทศรับรู้สถานะ สภาวะทางเศรษฐกิจ เราไม่ต้องการเข้าไปแทรกแซงการบริหารนะครับ เทคนิคการบริหาร การแสวงหากำไร การสร้างความมั่นคงให้กับสถาบันการเงินเราไม่ต้องการทราบ แต่เรา ต้องการทราบว่าแนวโน้มสภาวะเศรษฐกิจอะไรต่าง ๆ ตามที่ต้องมารายงานเพื่ออะไร🔗
ใจเย็น ๆ นะครับ🔗
ก็อย่างน้อยคนที่รู้ครับ ท่านประธานครับ ผมใจเย็นตลอด แต่การพูดมันเป็นลีลาในบางครั้ง🔗
เป็นห่วงครับ🔗
ไม่ใช่การแสดงนี่คือความจริงใจครับ ท่านประธานครับ ผมฟังเหตุผลแล้วผมไม่คิดว่าจะได้รับฟังเหตุผลเหล่านี้ว่ายังไม่มีความ จำเป็นจะแก้ไขกฎหมายนี้ กฎหมายวิเศษวิโสเหลือเกินใช้มา ๘๐ ปี รัฐสภานี้ ประเทศนี้ ผ่านทั้งประชาธิปไตย ผ่านทั้งเผด็จการครั้งแล้วครั้งเล่า กฎหมายใช้มา ๘๐ ปีจะทันสมัย ได้อย่างไร การรายงานสภาวะทางเศรษฐกิจทางการเงิน การบริหารแนวโน้มกิจการของโลก ของประเทศไม่รายงานให้สมาชิกรัฐสภาในฐานะเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยทราบ แล้วท่านจะทราบในกลุ่มของนักการเงินใช่ไหม นักธุรกิจใช่ไหม ท่านถือว่าท่านเป็นผู้วิเศษ ทางการเงินใช่ไหม ความรู้เหล่านี้มันเป็นสากลรับรู้ได้ทุกคน สภาวะเหล่านี้เป็นเรื่องจำเป็น ที่ประชาชนต้องทราบ แล้วประชาชนติดตามภาวะต่าง ๆ ในทางสภาผู้แทนราษฎร ทั้งในวุฒิสภา ทั้งรัฐสภาเป็นจำนวนมากในขณะนี้ จึงมีความจำเป็นที่จะออกกฎหมาย ตรากฎหมายตามที่มีผู้เสนอนี้ผมขอยืนยัน ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผมขอเพียงสั้น ๆ นิดเดียว🔗
ท่านวิรัตน์ ท่านนั่งก่อนครับ ผมยังไม่อนุญาตท่านครับ ท่านวิรัตน์ได้ใช้สิทธิไปรอบหนึ่งแล้ว แล้วก็ เมื่อสักครู่นี้ท่านยืนขึ้นและยกมือผมนึกว่าท่านจะประท้วงเรื่องอะไร ฉะนั้นท่านนั่งลงครับ🔗
ขออนุญาตท่านประธานนิดหนึ่ง🔗
ผมจะให้ ท่านพิสิฐได้อภิปรายก่อนครับ🔗
ท่านประธาน ฟังเหตุผลสั้น ๆ ก่อนดีไหมท่านประธาน ผมฟังคำชี้แจงของท่านผู้ว่าแล้วติดใจนิดหนึ่งเพื่อให้เป็นประโยชน์ ต่อประชาชน🔗
ท่านนั่งลง ก่อนครับ ท่านนั่งลงแล้วท่านยกมือแล้วผมจะอนุญาตให้มันถูกข้อบังคับนะครับ แล้วก็ให้ เวลาท่าน🔗
สั้น ๆ เองท่านประธาน สั้นนิดเดียว🔗
เอาสัก ๒ นาที🔗
เมื่อสักครู่ผมก็พูดแค่ ๕ นาที ท่านประธาน🔗
คืออย่างนี้ คราวที่แล้วท่านยืนขึ้นท่านก็บอกว่าผมไม่ได้เตรียมอะไรมาพูดแล้วไม่รู้จะพูดเรื่องอะไร ก็นึกว่าท่านไม่ได้มีอะไรจะพูด ที่จริงจะให้นั่งลงตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ผมอนุญาตท่านครับ สัก ๒ ๓ นาที เชิญครับ🔗
ขอบพระคุณครับท่านประธาน ครั้งนี้มีอะไรจะพูดนิดหน่อยท่านประธานกราบขอบพระคุณครับ จากฟังคำชี้แจงของ ท่านผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยก็กราบขอบพระคุณท่าน เพียงแต่ว่าผมไม่ค่อยเห็นด้วย ในคำชี้แจงท่านที่ว่าท่านว่าการที่จะแถลงต่อสภาผู้แทนราษฎรจะเกิดผลข้างเคียงซึ่งอาจจะ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น ผมคิดว่าการรายงานเป็นความโปร่งใส ความเชื่อมั่นที่จะ กระทบ จะกระทบในทางบวกมากกว่าทางลบ ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยที่จะบอกว่า ความเชื่อมั่นคือความอิสระ ความอิสระต้องมีขอบเขต ไม่ใช่อิสระเหมือน คสช. เหมือนท่าน พลเอก ประยุทธ์ ความอิสระต้องมีขอบเขตมันไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นหรอกครับ ท่านประธาน แต่มันจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น ที่นี่เป็นสภานิติบัญญัติไม่ใช่ฝ่ายบริหารท่านไม่ต้อง ห่วงขนาดนั้น ไม่มีใครไปจับมือท่านทุกอย่างหรอกครับ ทุกอย่างยังเป็นที่ท่านทำเองนะครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาส ขอบพระคุณอย่างสูงครับ🔗
ใช้เวลา ไม่หมดเลย ขอบคุณครับ เชิญท่านพิสิฐครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นาย พิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะที่เป็นผู้นำเสนอกฎหมายเพื่อแก้ไข พ.ร.บ. ธปท. (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ท่านประธานครับ ก่อนอื่นต้องขอบคุณท่านผู้ว่าการนะครับที่ได้ช่วยกรุณาชี้แจงเรื่องต่าง ๆ อย่างละเอียด ผมต้องขอแสดงความยินดีกับท่านด้วยครับ เพราะว่าผมพบกันครั้งแรกเมื่อตอนที่ผมเป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ท่านเป็นเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการคลังที่คุณธารินทร์ ได้รีครูต (Recruit) เข้ามานำเข้ามาจากเวิลด์แบงก์ (World Bank) ผมก็ชื่นชมท่านอยู่ตลอด แล้วก็ได้เห็นการทำงานของท่านมาตลอด ก็ขอแสดงความยินดีที่วันนี้ท่านได้มีโอกาสมา ทำงานใหญ่ แต่ก็อยากให้ท่านฟังหน่อยครับในฐานะที่ผมผ่านประสบการณ์มาเยอะรับรู้ถึง ความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงวิกฤติ แล้วก็เมื่อออกจากการเมืองช่วงหนึ่งผมก็ได้ คลุกคลีกับภาคเอกชนต่าง ๆ ก็รับรู้ถึงปัญหาของเรื่องต่าง ๆ ครับ ก็อยากจะขออนุญาต สะท้อนสิ่งที่ผมได้เห็นมานะครับ🔗
เรื่องแรกที่อยากจะขอเรียนครับ ก็คือบทบาทของกฤษฎีกาผมเห็นด้วยกับ ท่านเกียรติ สิทธีอมร ขออภัยที่เอ่ยนาม ผมอยากจะให้ทางกฤษฎีกานี่ได้ไปดูกฎหมาย ของท่านนะครับ มาตรา ๑๕ ทวิ ว่าบทบาทหน้าที่ของท่านคืออะไร ผมเองเป็นกรรมาธิการ มาหลายชุด แล้วก็ดูกฎหมายมาหลายฉบับ และผมยอมรับครับว่าอุปสรรคหนึ่งในการทำกฎหมายของผมก็คือเจ้าหน้าที่ของท่านที่มักจะทำ อะไรที่ผมคิดว่าไม่สอดคล้องกับมาตรา ๑๕ ทวิ ที่คุณเกียรติได้ยกขึ้นมา ผมอยากจะฝากท่าน กลับไปทบทวนเรื่องนี้เสียใหม่เพราะบทบาทของท่านในฐานะที่ปรึกษากฎหมายควรจะทำ อะไรนะครับ ท่านเป็นที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาลนะครับ เพราะฉะนั้นท่านก็น่าจะมี ทางออกให้รัฐบาลซ้ายหรือขวาก็ได้แต่ไม่ใช่มาฟันธงมาให้เหตุผลว่ายังไม่ถึงเวลา เรื่องเวลานั้น เป็นจัดจ์เมนต์ (Judgment) ของฝ่ายบริหารและฝ่ายการเมือง ผมขอย้ำนะครับว่าท่านนี้เป็น นักกฎหมาย ปกตินักกฎหมายนี้ก็จะเป็นที่ปรึกษากฎหมายครับ ไม่ใช่เป็นผู้กำหนดนโยบาย อันนี้ท่านทำไม่ถูกในส่วนที่คุณเกียรติได้ยกขึ้นมานะครับ อันนี้เป็นประเด็นแรก🔗
ส่วนประเด็นต่อไปที่ทาง สศค. ผู้อำนวยการกฎหมายได้ยกขึ้นมา ท่านอ้างถึง กฎหมายหลายฉบับของหน่วยงานที่มีการรายงานหรือไม่รายงาน ใช่ครับกฎหมายเราทุกวันนี้ ยุ่งเหยิงมากไม่เป็นระบบ แต่กฎหมายใหม่ ๆ นี้เริ่มดีขึ้น ๆ อย่างที่ผมได้กราบเรียนตอนต้น นะครับว่ากฎหมายที่ออกหลัง ๆ นี้จะมีการให้รายงานต่อรัฐสภา แต่กฎหมายที่ออก ก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย ธ.ก.ส. หรือธนาคารอาคารสงเคราะห์หรือแบงก์ชาติ เมื่อ ๘๐ ปีที่แล้วจะไม่ได้สนใจเรื่องนี้ จริง ๆ แล้วคำว่ามาโปร่งใสเพิ่งผุดขึ้นมาเมื่อสัก ๒๐ ๓๐ ปีนี้เอง เพราะฉะนั้นเราต้องมีภารกิจในการไปตรวจกฎหมายต่าง ๆ ว่าหน่วยงานใด ควรจะรายงาน หน่วยงานใดไม่ควรจะรายงาน เพราะตอนที่ตรากฎหมายในช่วงนั้น ๆ เขาอาจจะไม่ได้คิดถึงแนวโน้มใหม่ ๆ ของโลก โลกทุกวันนี้ต้องการความโปร่งใส ต้องการ การตรวจสอบได้ ต้องการการเปิดเผยข้อมูลนะครับ ต้องการการแบ่งแยกอำนาจ อย่างล่าสุด สภาของเราทุกวันนี้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ก็ไม่ให้เราไปมีบทบาทในการเมืองก็คือ ในฝ่ายบริหาร สมัยก่อนนะครับ ส.ส. อาจจะเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้ เป็นอย่างนั้น อย่างนี้ได้ เดี๋ยวนี้ไม่ได้เลยนะครับ เดี๋ยวนี้พวกเราได้แต่นั่งอยู่ในที่ประชุมแห่งนี้แล้วก็ ในกรรมาธิการเราจะไปก้าวก่ายทำงานในกระทรวงต่าง ๆ ไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้นประเด็น เรื่องของการแทรกแซงทางการเมืองนี้อาจจะมีในอดีตที่ท่านเป็นห่วงซึ่งผมเห็นด้วย แต่ทุกวันนี้มันเปลี่ยนไปแล้วครับ โลกเปลี่ยนครับ โลกต้องการความโปร่งใส ต้องการแบ่งแยก อำนาจ ซึ่งวันนี้เมืองไทยเราเป็นอย่างนี้แล้ว ก็อยากจะให้คณะกรรมการกฤษฎีกา ท่านช่วยไปตรวจกฎหมายต่าง ๆ ว่าองค์กรต่าง ๆ ที่ตั้งขึ้นสอดคล้องกับสภาวการณ์ใหม่ ไหมนะครับ ธปท. ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งขององค์กรที่ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการปรับ ระบบให้มีความโปร่งใส ให้มีความชัดเจนมากขึ้น ผมไม่ได้ต่อว่าว่า ธปท. ไม่โปร่งใสนะครับ ท่านอย่าไปทึกทักว่าผมจะมาว่ากล่าวท่าน ผมนี้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขเติบโตมาจาก ธปท. เอง ผมมีความภูมิใจในความเป็นศิษย์เก่าแบงก์ชาติ เพราะผมรับทุนจากแบงก์ชาติและผมก็ ทำงานแบงก์ชาติ ๑๗ ปีโดยมีความสำเร็จสูงสุดในอาชีพการงานของผมนะครับ ผมได้ทุ่มเท การทำงานอย่างภาคภูมิใจ เพราะฉะนั้นผมไม่ได้มีความคิดเห็นอื่นใดที่จะมาทำให้ ธปท. เสื่อมถอย ตรงกันข้าม ผมต้องการที่จะปกป้อง ธปท. ให้มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง ทุกวันนี้ท่านอยู่ภายใต้การควบคุมหรือกำกับของกระทรวงการคลัง เราไม่ทราบหรอกครับว่า กระทรวงการคลังจะมาขอกู้เงินท่านเมื่อไร แล้วท่านจะคิดดอกเบี้ยเท่าไร ผมพยายาม บ่อยครั้งในห้องประชุมแห่งนี้ ถามกระทรวงการคลัง ถามนายกรัฐมนตรีตอนอภิปราย งบประมาณว่าการชดเชยการขาดดุลท่านกู้จากใคร ก็ไม่ตอบ ทั้งที่เป็นกฎหมายใน พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ ระบุไว้ชัดว่าในการแถลงงบประมาณประจำปีท่านต้องระบุการชดเชย การขาดดุลแต่ท่านก็ไม่ตอบ เหตุผลที่ผมต้องการถามหรือมีการเขียนกฎหมายในลักษณะนี้ ในสมัยโน้นก็คือต้องการกันไม่ให้แบงก์ชาติถูกเอาเปรียบจากรัฐบาลมากไป เพราะการกู้เงิน จากแบงก์ชาติมันเป็นวิธีการที่ง่ายนะครับ ง่ายกว่าการขึ้นภาษี ง่ายกว่าการไปกู้จากเอกชน แค่แก็กเดียวก็ได้เงินมาเป็นพันเป็นหมื่นล้านได้แล้ว หรืออย่าง พ.ร.ก. ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่แบงก์ชาติได้ทำมานี้ผมก็ไม่แน่ใจว่าระหว่างรัฐบาลกับกระทรวงการคลัง ระหว่าง กระทรวงการคลังกับแบงก์ชาติคุยกันอย่างไร แบงก์ชาติถูกเอาเปรียบมากไปหรือเปล่า เพราะฉะนั้นถ้าเกิดแบงก์ชาติมีที่ยืนในสภามาชี้แจงกับประชาชนเป็นระยะ ๆ เราก็จะช่วย สอดส่องดูแลให้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศอย่างที่ท่านกรรมาธิการได้กล่าวว่า นักการเมืองก็คือฝ่ายบริหาร พวกเราไม่ใช่นักการเมือง ในแง่ของความเป็นข้าราชการแล้ว เพราะเรามีหน้าที่นิติบัญญัติอย่างเดียว นักการเมืองมักจะมองประโยชน์ระยะสั้น แต่พวกเราในที่ประชุมแห่งนี้ หลายท่านที่ได้กล่าวนะครับเรามองประโยชน์ของประชาชน ในระยะยาว เรามองประโยชน์ของเศรษฐกิจโดยรวม แน่นอนครับ มูดีส์ (Moody’s) หรือ เอสแอนด์พี (S&P) อาจจะว่านั่นว่านี่ แต่ยามวิกฤติท่านจำได้ไหม ปี ๒๕๔๐ ๒ หน่วยงานนี้ เดาเปลี่ยนเราทุกเดือน ถ้าเวลาที่เราเซนี่เขาถีบเราล้มไปเรื่อย ๆ แล้วก็ทุกประเทศในโลก ก็เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นผมอยากจะฝากท่านในฐานะที่ท่านมีความรับผิดชอบต่อหน่วยงาน หลักของประเทศได้โปรดเอาใจใส่ประโยชน์ของประชาชน วิธีการหนึ่งก็คือการเปิดเผยข้อมูล อย่างกว้างขวาง ผมไม่ได้ต่อว่าแบงก์ชาติไม่ได้เปิดเผยข้อมูลนะครับ จริง ๆ แล้วผมชื่นชม ที่หน่วยงานอย่างแบงก์ชาติได้ให้ข้อมูลอย่างมากต่อประชาชน อย่างที่ท่านได้พยายาม บอกกล่าวว่าได้มีการชี้แจงแถลงข่าว ๖๒ ครั้งในปี ๒๕๖๔ ปี ๒๕๖๕ ก็แถลงข่าวถึง ๓๒ ครั้ง ใช่ครับ ท่านทำเยอะ ผมเห็นใจน้อง ๆ ที่อยู่ในหน่วยงานที่ท่านทำ แต่เมื่อผมไปเปิดดูบีเวอร์ (BEAVER) หรือเปิดดูสื่อที่ออกไปจำนวนที่ถึง ขออภัยครับ น้อยกว่าที่ออกจากสภามาก เวลาที่ออกจากสภานี่ออกไปกว้างขวาง จำนวนมีสูงกว่าเยอะ มีอิมแพกต์ (Impact) ต่อเศรษฐกิจ ต่อประชาชนระดับรากหญ้าสูงกว่าเยอะ ผมเองก็พยายามจะเปิดดูเว็บไซต์ (Website) ของแบงก์ชาติ ผมเคยบอกกล่าวกับผู้บริหารแบงก์ชาติ ขออภัยที่ไม่เอ่ยนาม ว่าเดี๋ยวนี้เข้าไปยากมาก ข้อมูลก็ไม่ค่อยทันสมัย ผมเคยบ่นมาหลายครั้งไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้น ระยะหลังครับ เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะเรียนว่าที่ผมนำเสนอกฎหมายนี้ผมไม่ได้ต้องการ ดิสเครดิต (Discredit) แบงก์ชาติ ผมไม่ได้ต้องการที่จะบอกว่าแบงก์ชาติทำงานไม่ดี จริง ๆ แบงก์ชาติทำงานหนักมาก เพียงแต่ว่าวิธีการที่เป็นอยู่ถ้าจะให้ดีกว่านี้ก็คือใช้ประโยชน์ จากสภาในการสื่อให้กับประชาชนได้รับทราบ การที่ท่านผู้ว่าได้กล่าวว่าท่านได้มีการส่งคนมา คุยในสภาปีนี้ก็ ๔๘ ครั้ง ปีที่แล้วก็ไป ๘๘ ครั้ง หรือปี ๒๕๖๓ ก็ ๑๑๓ ครั้ง เป็นการแสดงว่า ประชาชนมีความสนใจมากต่อเรื่องของแบงก์ชาติ กรรมาธิการต่าง ๆ จึงได้มีหนังสือเชิญ ท่านมาชี้แจง แม้กระทั่งกรรมาธิการงบประมาณเองก็เช่นกันพยายามจะเชิญท่านมาชี้แจง แต่โอเค (OK) ล่ะท่านก็ส่งเจ้าหน้าที่ไป ส่งผู้เชี่ยวชาญที่เฉพาะด้านไป ก็เป็นประโยชน์ครับ แต่ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าถ้าหากท่านในฐานะผู้นำขององค์กรที่มีความสำคัญของ ประเทศอย่างแบงก์ชาติ ท่านเป็นผู้นำมาชี้แจงที่นี่ด้วยตนเอง เป็นการเปิดประเด็น แล้วรายละเอียดก็ไปพูดในกรรมาธิการ ผมว่านี่จะเป็นการรองรับโดยกฎหมายที่ถูกต้อง ทุกวันนี้สิ่งที่ท่านพยายามทำเป็นร้อย ๆ ครั้งนี่ไม่มีกฎหมายรองรับนะครับ แต่ว่าถ้าหากเราใส่ ประโยคสั้น ๆ ลงไปในกฎหมายแบงก์ชาติทุกคนก็จะรู้สึกว่านี่มีกฎหมายรองรับ แล้วก็เป็น การถูกต้องอย่างที่ท่านสมาชิกหลายท่านได้กล่าว เพราะฉะนั้นผมอยากจะเรียนว่าเราไม่ได้มี เจตนาที่จะกดดันแบงก์ชาติ แล้วเราก็ไม่มีทางที่จะกดดันได้เลยเพราะอำนาจอยู่ที่ท่านครับ กฎหมายแบงก์ชาติก็คุ้มครองท่านอยู่แล้วตามที่ผมกล่าว พ.ร.บ. แบงก์ชาติ ฉบับที่ ๔ ก็ระบุ ไว้ชัดว่าแบงก์ชาติเป็นอิสระ เพราะฉะนั้นท่านมีข้อมูลลับจะไม่เปิดเผยท่านก็บอกได้ เหมือนกับที่ศาลหรือ ป.ป.ช. เคยมาชี้แจงที่นี่เป็นระยะ ๆ เราก็ไม่มีทางที่จะไปกดดัน ป.ป.ช. หรือศาลว่าอย่าไปทำอย่างโน้น ทำอย่างนี้ เราได้แต่สะท้อนความเห็นของประชาชนเท่านั้น ภาระที่ท่านจะเกิดขึ้นน้อยมากครับ เพราะว่าแบงก์ชาติเองก็ทำงานอย่างเต็มที่อยู่แล้ว มีข้อมูล ผมเชื่อว่าน้อง ๆ ที่แบงก์ชาติทำงานอย่างเต็มที่อยู่แล้ว มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ต่อประชาชน เพียงแต่ว่าข้อมูลเหล่านี้มันเข้ามาไม่ถึง🔗
ท่านพิสิฐ ช่วยสรุปแล้วนะครับ เห็นท่านวนไปวนมา🔗
สรุปก็คือว่า ๑. ผมอยากให้ กฤษฎีกาไปทบทวนใหม่ในบทบาทหน้าที่ของท่าน ๒. ก็คือการมารายงานขององค์กรต่าง ๆ ที่กระทรวงการคลังชี้แจงมาท่านช่วยไปทบทวนหน่อยว่ามันเหมาะสมหรือเปล่าครับ อย่าไปเอาเรื่องการแต่งตั้งมาเป็นตัวตั้ง เอาเรื่องประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้งและผม ดีใจครับที่ท่านได้กล่าวหาว่าพวกเราจะมีโอกาสแทรกแซง เพราะเรานึกไม่ออกครับว่าเราจะ แทรกแซงองค์กรอิสระได้อย่างไรนะครับ เพราะฉะนั้นสุดท้ายแล้วก็ขออนุญาตที่จะเรียน นะครับว่าโดยความตั้งใจของผม ผมต้องการจะปกป้องให้แบงก์ชาติให้มีความเป็นอิสระ อย่างแท้จริง ไม่ให้ฝ่ายบริหารหรือการเมืองเอาเปรียบ เช่นเรื่องของการกู้เงิน ซึ่ง ณ เวลานี้ เรื่องของหนี้สาธารณะเป็นเรื่องใหญ่นะครับ หนี้สาธารณะได้มีการกระโดดขึ้นมาสูงมาก เราไม่ต้องการสิ่งนี้มันบานปลายออกไปโดยที่สภาไม่รับรู้นะครับ ก็ขออนุญาตกราบเรียนครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านเกียรติมีอะไรอีกไหมครับ เอาสรุป ๆ เลยนะครับท่าน🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาครับ ผมสั้น ๆ จริง ๆ ครับ เกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมได้มี โอกาสรู้จักท่านผู้ว่าคนนี้ก่อนที่ท่านจะมาเป็นผู้ว่า ท่านเป็นคนดี คนเก่งนะครับ ผมเชื่อถือท่าน และผมเชื่อมั่นว่าท่านจะทำในสิ่งที่ดีกับประเทศไทย ไม่ว่าวันนี้จะโหวตออกมาเป็นอย่างไร ผมอยากให้ท่านคำนึงถึง ๒ ๓ เรื่องต่อไปนี้นะครับ ข้อแรกหลักแอกเคานต์เทบิลิตี (Accountability) คือความรับผิดชอบร่วม ร่วมรับผิดชอบในเศรษฐกิจของประเทศ ท่านต้องไม่ลืม ความร่วมรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้คืออะไร มันเริ่มด้วยกู๊ดกัฟเวิร์นแนนซ์ (Good Governance) หรือหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใสนะครับ การที่ท่านยึดโยงกับ ผู้แทนของประชาชนไม่เสียหายเลยครับ เป็นโอกาสเสียอีกถ้าไม่ผ่าน ท่านก็จะเสียโอกาส ในการที่จะรับฟังสภาแห่งนี้ ซึ่งเป็นตัวแทนประชาชนสะท้อนปัญหาถึงท่าน ความน่าเชื่อถือ ขององค์กรของประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าพอปรับกฎหมายแล้วจะต้องไม่น่าเชื่อถือเสมอไป ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ท่านพูดและสิ่งที่ท่านทำและเนื้อหาของกฎหมายที่จะปรับปรุงนะครับ พอดีเมื่อสักครู่ที่ท่านพูดในตัวอย่างของท่านที่ยกว่ามันมีผลกระทบ ท่านไม่ได้พูดถึงสาระ ของกฎหมายที่เขาพยายามจะแก้ แต่ของเราไม่ได้ต้องการมีอำนาจอะไรเลย ให้ท่านมาเล่า ให้ฟังเท่านั้นเอง ปีหนึ่งจะกี่ครั้งก็แล้วแต่ครับ ผมคิดว่าปีละครั้งก็ไปได้นะครับ ก็ฝากท่านไว้ ผมคิดว่าประเทศนี้ความน่าเชื่อถือขึ้นอยู่กับสิ่งที่ท่านพูด สิ่งที่ท่านทำ และสิ่งเหล่านั้นสำคัญ กว่าโครงสร้างกฎหมายครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ ต่อไปนี้ผมก็จะขอมติจากที่ประชุมว่าจะรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หรือไม่นะครับ ก่อนที่จะลงมติ ผมขอตรวจสอบ องค์ประชุมนะครับ ฉะนั้นขอเชิญท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกเข้าสู่ห้องประชุม นะครับ🔗
เชิญท่าน สมาชิกที่อยู่ข้างนอกเข้าห้องประชุม เราจะได้ลงมติว่าจะรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หรือไม่นะครับ🔗
ท่านประธานครับ หมายเลข ๐๗๒ เผดิมชัย สะสมทรัพย์ ครับ พอดีไม่ได้มีบัตรมาครับ🔗
หมายเลข ๐๗๒ แสดงตนนะครับ เชิญท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกเข้าห้องประชุม ส่วนท่านสมาชิกที่อยู่ ในห้องประชุมแล้วกรุณาเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ณัฐวุฒิ กดแสดงตนไปแล้วนะครับ ไม่ได้วิ่งไปวิ่งมาครับ🔗
กดแสดงตน ไปแล้ว ไม่ได้แสดงตนทางไมโครโฟนนะครับ🔗
ใช่ครับ เมื่อเช้าเห็นท่านประธาน แซวว่าผมวิ่งไปวิ่งมาครับ ก็เลยบอกว่าไม่ได้วิ่งไปวิ่งมาครับ🔗
ก็เห็น อย่างนั้นจริง ๆ ครับ ก็เข้าใจว่าท่านมีภารกิจละครับ ยังดีครับท่านก็ยังห่วงองค์ประชุมอยู่ ยังวิ่งเข้ามา เข้าใจที่ท่านมีภารกิจอยู่ข้างนอก แต่ก็ยังมีความรับผิดชอบต่อองค์ประชุมครับ ก็ต้องขอแสดงความชื่นชม ขอขอบคุณครับ เชิญท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกหรืออยู่ ในห้องกรรมาธิการนะครับกรุณาได้เข้าสู่ห้องประชุมใหญ่เพื่อเราจะได้ลงมติกันครับ🔗
แสดงตน ครบทุกท่านแล้วนะครับ ปิดการแสดงตนนะครับ มีท่านสมาชิกที่แสดงตนในห้องประชุม ๒๔๗ บวก ๑ เป็น ๒๔๘ ท่าน ครบเป็นองค์ประชุมนะครับ🔗
ต่อไป ผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หรือไม่นะครับ ท่านสมาชิกท่านใดเห็นควรรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ฉบับนี้โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านสมาชิก ท่านใดเห็นว่าไม่ควรรับหลักการกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ถ้าท่านผู้ใดงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านกดปุ่มลงคะแนนได้ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานครับ ศุภชัย ใจสมุทร ไม่เห็นด้วยครับ ๓๖๖ ครับ🔗
ไม่เห็นด้วย นะครับ🔗
ไม่เห็นด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗
มีท่านสมาชิก ท่านใดที่ลงคะแนนทางบัตร มีสมาชิกท่านใดที่ลงคะแนนทางบัตรไม่ได้หรือไม่ได้เอาบัตรมา มีไหมครับ ถ้าไม่มีขอปิดการลงคะแนนนะครับ ผู้ลงมติทั้งหมด ๒๕๖ ท่าน เห็นด้วย ๔๙ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒๐๒ บวก ๑ เป็น ๒๐๓ ท่าน งดออกเสียง ๕ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี มติของที่ประชุมไม่รับหลักการ คือไม่เห็นด้วย ไม่รับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้นะครับ🔗
เป็นการ จบวาระนี้นะครับ ขอบคุณท่านที่มาชี้แจง ต่อไปครับ🔗
เรื่องด่วนที่ ๒ ร่างพระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. .... (นายรังสิมันต์ โรม กับคณะ เป็นผู้เสนอ) ซึ่งคณะรัฐมนตรีขอรับไปพิจารณาก่อน รับหลักการ และได้ส่งคืนสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณา🔗
ในเรื่องนี้ เป็นเรื่องของการประชุมของเราเมื่อวันพุธที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ ที่ประชุมได้มีมติอนุมัติให้ คณะรัฐมนตรีรับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไปพิจารณาก่อนรับหลักการ โดยให้รอการ พิจารณาไว้ภายใน ๖๐ วันตามข้อบังคับ เป็นไปตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑๘ ซึ่งคณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๕ ได้รับทราบข้อสังเกตและผลการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอว่าไม่ควรรับ หลักการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยให้ความเห็นว่ากลไกการประกาศใช้และการบังคับใช้ มาตรการตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการแก้ไข ปัญหาในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยเฉพาะปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และกลไกตาม พระราชกำหนดที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันมีความเหมาะสมและเป็นธรรมอยู่แล้ว และคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ส่งคืนร่างพระราชบัญญัติพร้อมข้อสังเกตมาเพื่อให้ สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาในวาระหนึ่งต่อไป รายละเอียดปรากฏในเอกสารที่เจ้าหน้าที่ ได้แจกให้นะครับ ซึ่งผมได้อนุญาตให้บุคคลภายนอกที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรี เข้ามาร่วมชี้แจงข้อเท็จจริงต่อที่ประชุมตามข้อบังคับ ข้อ ๗๖ มีผู้แทนจากสำนักงาน สภาความมั่นคงแห่งชาติ ท่านวรณัฐ คงเมือง ที่ปรึกษาด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ ความมั่นคง มีผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาคือท่านพรพิมล สัมฤทธิ์ผ่อง ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายการบริหารราชการแผ่นดิน กองกฎหมายการบริหารราชการ แผ่นดิน เชิญเข้ามาข้างในห้องประชุมครับ🔗
ท่านสมาชิกครับ ท่านผู้เสนอคือท่านรังสิมันต์ โรม ก็มีสิทธิอภิปราย แต่ว่าต้องย้ำว่าเป็นประเด็นที่ คณะรัฐมนตรีมีข้อสังเกตและผลการพิจารณาตามที่ได้ขอรับไปพิจารณาก่อนรับหลักการ เชิญท่านรังสิมันต์ โรม เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ขออภิปรายอีก ครั้งในฐานะของผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อแทนที่พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ซึ่งเดิมที ผมก็ได้อภิปรายเสนอร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ไปแล้วในการประชุมเมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ แต่ว่าก็ยังไม่ทันได้ลงมติวาระแรกนะครับ ครม. โดยความเห็นชอบของสภาก็ได้ขอรับเอา ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ไปพิจารณาก่อนรับหลักการตามที่ท่านประธานเพิ่งชี้แจง แล้ววันนี้ก็ได้ ฤกษ์นำกลับเข้ามาสภาอีกครั้งหลังจากถูกอุ้มเป็นเวลากว่า ๖ เดือน ท่านประธานครับ กฎหมายฉบับนี้ผมขอย้ำหลักการนิดเดียว คือการให้มีกฎหมายว่าด้วยสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งมีเหตุผลประกอบคือ พ.ร.ก. ฉุกเฉินที่บังคับใช้อยู่นั้นลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน อย่างเกินสมควรแก่เหตุและให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ในการบังคับใช้ข้อกำหนดที่ออกมา โดยได้รับการละเว้นการตรวจสอบถ่วงดุลโดยสภาผู้แทนราษฎรและองค์กรตุลาการเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ในทางปฏิบัตินายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีสามารถประกาศและขยายระยะเวลา การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินออกไปได้โดยที่องค์กรอื่นใดไม่สามารถคัดค้านได้ จึงต้อง กำหนดมาตรการในการตรวจสอบถ่วงดุลให้เป็นไปตามหลักการแบ่งแยกอำนาจตาม รัฐธรรมนูญ และเมื่อมาดูเนื้อหาของการนำไปพิจารณาของ ครม. นะครับท่านประธาน เราจะพบว่าสิ่งที่ได้รับกลับมาเป็นเพียงแค่ความเห็นจากข้าราชการประจำของหน่วยงาน ต่าง ๆ เท่านั้น ซึ่งกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่นนี้เราได้เคยทำ ไปแล้วตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ ตั้งแต่ก่อนที่ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เข้าสภา ครั้งแรกด้วยซ้ำ หน่วยงานอย่างกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย อัยการสูงสุด สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ให้ความเห็นมาตั้งแต่คราวที่แล้ว และที่สำคัญคือผู้ที่ขอไปพิจารณาคือ ครม. ไม่มีตรงไหนที่เป็นความเห็นจากนายก หรือรัฐมนตรีประจำกระทรวงที่เกี่ยวข้องเลยทั้งที่เป็นผู้ใช้อำนาจบริหารโดยรับผิดชอบต่อ ประชาชน บันทึกไว้ในนี้เลยแม้แต่คนเดียว แล้วแบบนี้จะไม่ให้เราบอกว่านี่คือการเตะถ่วง กระบวนการการตรากฎหมายของสภาได้อย่างไร สรุปแล้วท่านประธานเจตนาในการนำ ร่างกฎหมายดังกล่าวที่ท่านอ้างว่าไปศึกษา ท่านศึกษาได้ผลว่าอย่างไรครับ ท่านนายกได้ผล ว่าอย่างไรครับ ท่านรัฐมนตรีได้ผลว่าอย่างไรครับ ทำไมในรายงานของท่านถึงไม่มี ท่านก็แค่ เล่นปาหี่เพื่อให้การพิจารณากฎหมายฉบับนี้มันล่าช้าเท่านั้นท่านประธานครับ เท่ากับว่า หน่วยงานที่ไปศึกษาจริง ๆ ก็มีแค่เพียงหน่วยงานของรัฐซึ่งจำนวนมากว่ากันตรงไปตรงมา ก็คือเห็นดีเห็นงามกับ พ.ร.ก. ฉุกเฉินเดิมอยู่แล้ว ว่ากันง่าย ๆ ท่านก็แค่เอาตามความสะดวก ของตนเองนั่นล่ะ จะมีแค่เฉพาะคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเท่านั้นที่มีความเห็น ไปในทางเดียวกันว่าจะต้องมีการถ่วงดุลโดยสภา เพื่อให้การใช้อำนาจพิเศษของฝ่ายบริหาร มีความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น แล้วท่านประธานเชื่อไหมตอนที่ผมไปชี้แจงให้หน่วยงานของรัฐ ได้รับฟังถึงเหตุผลว่าทำไมถึงต้องมีการเสนอกฎหมายฉบับนี้ไม่มีใครซักถามผมเลยแม้แต่ คำถามเดียว ทุกคนนั่งเงียบหลังจากที่ผมได้ชี้แจงไป แล้วหลังจากที่ให้ผมออกจากที่ประชุม ไปแล้วก็ค่อยไปพูดกันข้างหลังว่าไม่เห็นด้วยอย่างนั้น อย่างนี้ โดยที่ผมไม่สามารถตอบอะไร หรือชี้แจงอะไรถึงความเคลือบแคลงสงสัยได้เลย พวกท่านทำราวกับสรุปกันไปแล้วว่า กฎหมายฉบับนี้พวกท่านจะให้เหตุผลไว้อย่างไร แล้ว ครม. ก็เอาเหตุผลอันนั้นมาใช้ต่อแบบ ที่ไม่มีการแก้ไขเลยแม้แต่คำเดียว ไม่มีอะไรที่เป็นความคิด ความอ่านของ ครม. ชุดนี้เลย แม้แต่น้อย พูดกันตรงไปตรงมารัฐบาลนี้มีธงกันอยู่แล้วว่าจะไม่เอากฎหมายฉบับนี้ พวกท่านมีเวลาเป็นปี ๆ ในการศึกษาพวกท่านก็ไม่ศึกษา จึงอุ้มกฎหมายฉบับนี้เพื่อถ่วงเวลา ให้นานที่สุด ซึ่งท่านก็ทำสำเร็จนะครับถ่วงไปได้ ๖ เดือน แต่วันนี้เราก็เอากลับมาพิจารณากัน อีกครั้ง ท่านประธานครับ ตามที่ทุกท่านคงจะทราบกันอยู่แล้ว วันนี้สถานการณ์โควิด (COVID) ดีขึ้นมาก ซึ่งเราต้องขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ช่วยกันพาสถานการณ์ของ ประเทศชาติให้ดีขึ้น ต้องขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์และด่านหน้าทุกท่านที่ทำให้ สถานการณ์โควิด (COVID) ดีขึ้น รัฐบาลได้ยกเลิกมาตรการต่าง ๆ จำนวนมาก ซึ่งในทุกพื้นที่ วันนี้เป็นสีเขียวทั้งหมด ตัวเลขของทางการบ่งชี้ชัดว่ามีไม่ถึง ๒,๐๐๐ คนแล้วที่ติดโควิด (COVID) การเปิดประเทศเพื่อให้นักท่องเที่ยวสถานบันเทิงสามารถเปิดได้เหมือนปกติ สิ่งเหล่านี้ชี้ชัดว่าสถานการณ์ของประเทศไทยต่อสถานการณ์โควิด (COVID) นั้นดีขึ้น ใกล้เคียงกับอีกหลายประเทศที่ได้ตัดสินใจเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบแล้ว🔗
คำถามที่สำคัญครับท่านประธาน มีความจำเป็นอะไรที่ต้องต่อ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน อีกต่อไป ทั้ง ๆ ที่สถานการณ์วันนี้ไม่เหลือความฉุกเฉินอะไรอีกต่อไปแล้ว ประกอบกับ ถ้าต้องมีกฎหมายบางประการเพื่อมาควบคุมสถานการณ์บ้าง ทำไมท่านไม่ใช้ พ.ร.บ. โรคติดต่อ หรือถ้ากฎหมายดังกล่าวไม่เพียงพอ ทำไมไม่แก้ไขให้ครอบคลุมเพียงพอ รัฐบาล มีเวลาในการเตรียมเรื่องนี้มาอย่างเนิ่นนาน ทำไมถึงไม่ทำ นี่คือสิ่งที่ผมและพี่น้องประชาชน จำนวนมากคาใจและไม่อาจจะเข้าใจถึงการกระทำของรัฐบาลได้ เอาจริง ๆ นะครับท่านประธาน ถ้า พลเอก ประยุทธ์มีความจริงใจในการแก้ไขสถานการณ์โควิด (COVID) อย่างจริงจัง สิ่งที่ท่านต้องทำในวันนี้ ในวันนั้นนะครับที่มีการแพร่ระบาดคือการเอาเจล (Gel) เอาหน้ากากอนามัยไปแจก คือการตั้งหน่วยเคลื่อนที่เร็วเพื่อตรวจคัดกรองโควิด (COVID) หรือแม้กระทั่งการสนับสนุนการฉีดวัคซีนให้กับพี่น้องประชาชน ฉะนั้นการยังคง พ.ร.ก. ฉุกเฉินต่อไปมันคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากการที่รัฐบาลเสพติดอำนาจจึงยังคงกฎหมาย พิเศษฉบับนี้เอาไว้เป็นเครื่องมือเพื่อปกป้องอำนาจของตัวเอง ท่านประธานครับ ถ้าเราไป อ่านรายงานสรุปการประชุมของสภาความมั่นคงแห่งชาติและหน่วยความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง ที่ทาง ครม. ได้แนบมาด้วย จะเห็นว่าหนึ่งในข้ออ้างหลาย ๆ ข้อที่หน่วยงานได้กล่าวอ้างถึง ความจำเป็นของ พ.ร.ก. ฉุกเฉินฉบับปัจจุบัน คือกฎหมายฉบับนี้ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับ เจ้าหน้าที่รัฐในการปฏิบัติงาน ทำไมครับ พออยู่ภายใต้หลักกฎหมายปกติทั่วไปมีการ ตรวจสอบถ่วงดุลอย่างที่ควรจะเป็น มันทำให้เจ้าหน้าที่ถึงกับหมดความมั่นใจในการทำงาน เลยหรือครับ และเพราะได้ความมั่นใจจาก พ.ร.ก. ฉุกเฉินมาใช่ไหม ถึงทำให้ตั้งแต่มีการ ประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เป็นต้นมา สถิติตั้งข้อหาประชาชนที่เห็นต่างทางการเมือง โดยอาศัย พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ถึงมีจำนวนไม่ต่ำกว่า ๑,๔๐๐ คน ทั้ง ๆ ที่ถามว่าที่ผ่านมาเราพบ คลัสเตอร์ (Cluster) หรือการแพร่กระจายโควิด (COVID) ของคนที่ออกมาชุมนุมมากแค่ไหน เท่าที่ผมทราบท่านประธานจากการติดตามรายงานข่าวมาตลอดคือไม่มีเลย เพราะส่วนมาก พี่น้องประชาชนเขาชุมนุมกันกลางแจ้ง มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา โอกาสที่จะติดโควิด (COVID) ระหว่างกันมีน้อยมาก แต่เดี๋ยวนี้การอ้าง พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แบบปูพรมหว่านแหได้ กลายเป็นประเพณีปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ไปเรียบร้อยแล้ว คนมาชุมนุมใส่หน้ากากป้องกันโรค มิดชิดแค่ไหนก็ประกาศออกลำโพงขยายเสียงไว้ก่อนว่าฝ่าฝืน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แล้วเตรียม หยิบปืนกระสุนยางรอยิงต่อเลย ขนาดว่าบางกรณีไปยื่นจดหมายกันไม่กี่คน ตำรวจที่ไปคุม ยังเยอะกว่าแล้วเขาก็เตรียมตัวป้องกัน ถามว่าเรื่องที่ไปยื่นคือเรื่องอะไร ไปยื่นเรื่องติดตาม กรณีคุณวันเฉลิมถูกอุ้มหาย แค่นั้นพอแล้วหรือครับที่จะถูกยัดข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เป็นที่เรียบร้อย นี่ล่ะครับคืออันตรายอย่างยิ่งของการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ฉบับปัจจุบันที่ได้ให้ อำนาจต่อนายกรัฐมนตรีหลายอย่างโดยที่ไม่ต้องตรวจสอบอะไรเลย และยกเว้นความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ที่เกิดความมั่นใจผิด ๆ แล้วใช้อำนาจผิด ๆ และใช้ อำนาจผิด ๆ ไปลงไม้ลงมือกับประชาชน พวกเราในฐานะของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน มีความเห็นว่าการใช้กฎหมายดังกล่าวเป็นการใช้ที่ผิด วัตถุประสงค์ รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เนื่องจากสถานการณ์ โควิด (COVID) การชุมนุมทางการเมืองไม่ใช่วัตถุประสงค์ที่ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ที่ประกาศใช้ในฉบับนี้มุ่งบังคับใช้ พวกเราในฐานะสมาชิกผู้แทนราษฎรหลายๆ คน รู้ว่าการกระทำดังกล่าวของ พลเอก ประยุทธ์เป็นการใช้อำนาจอย่างไม่ถูกต้อง แต่สภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถ ดำเนินการใด ๆ ได้เลยในการหยุดยั้งการใช้อำนาจที่ผิด ๆ แบบนั้นได้ ผมจึงเห็นว่า การดำเนินคดีความรุนแรงและการไม่ต้องรับผิดชอบทางกฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐแบบนี้ เราไม่สามารถยอมได้ ท่านประธานครับ ผมจึงคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จำเป็นต้องเพิ่มอำนาจ ให้กับสภาผู้แทนราษฎรเพื่อใช้ในการควบคุมการใช้อำนาจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ดังที่ปรากฏ ใน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ฉบับปัจจุบัน ซึ่งผมขออนุญาตท่านประธานสรุปออกมาเป็น ๖ สาระสำคัญ เพื่อเน้นย้ำให้เพื่อนสมาชิกและพี่น้องประชาชนที่ติดตามทางบ้านได้รับทราบ🔗
ข้อ ๑ ในมาตรา ๕ คือการแก้ไขจากการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยนายกรัฐมนตรี จากเดิมประกาศได้คราวละสูงสุด ๓ เดือน แก้เป็นคราวละไม่เกิน ๓๐ วัน โดยที่เมื่อประกาศแล้วจะต้องได้รับความเห็นชอบภายใน ๗ วันหลังจากประกาศ โดยสภาผู้แทนราษฎร โดยต้องนำเสนอเหตุผลในการประกาศนำเสนอมาตรการ และข้อกำหนดที่จะนำมาใช้ และนำเสนอกระบวนการที่จะนำไปสู่การยุติสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น และกลับสู่สถานการณ์ปกติต่อสภา หากสภาไม่เห็นชอบก็ให้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน สิ้นสุดลงทันที นอกจากนี้การขยายระยะเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินจากเดิมที่ขยายได้ คราวละสูงสุดไม่เกิน ๓ เดือน ก็เหลือเป็นขยายได้คราวละไม่เกิน ๓๐ วัน และจะต้องได้รับ ความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรเช่นกัน🔗
ข้อ ๒ ในกรณีที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในขณะที่ไม่มี สภาผู้แทนราษฎร ผมก็ได้อุดช่องว่างตรงนี้ไว้ว่าการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในช่วงเวลา ดังกล่าวนั้นจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีโดยที่ระยะเวลาที่ประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉินนั้นจะต้องไม่เกิน ๓๐ วันนับแต่ที่ประกาศ และในกรณีที่ประกาศไม่ถึง หากจะขยายระยะเวลาก็ขยายได้แค่เท่าที่ไม่เกิน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ประกาศเท่านั้น และหากในภายหลังจากที่ประกาศมีสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่เข้ามาในระหว่างที่ประกาศนั้น ยังไม่สิ้นสุดลงก็ขอให้ความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรโดยทันที🔗
ข้อ ๓ เมื่อประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินสิ้นสุดลงก็กำหนดให้นายกรัฐมนตรี ต้องนำเสนอรายงานผลการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินต่อสภาผู้แทนราษฎรภายใน ๓๐ วัน หรือในกรณีที่ไม่มีสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้น ก็ให้รอรายงานต่อสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ ต่อไปส่วนในวรรคท้ายที่กำหนดว่าจะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินอีกครั้งภายหลังสิ้นสุด สถานการณ์ฉุกเฉินเดิมน้อยกว่า ๓ วันจะกระทำมิได้ ก็เพื่ออุดช่องว่างหากจะมีนายกรัฐมนตรี คนไหนหัวหมอมากถึงขนาดที่จะค่อย ๆ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไปทีละ ๓ วัน ซึ่งอาจจะ เกิดขึ้นได้จริง ๆ🔗
ข้อ ๔ ในมาตรา ๙ เรื่องการออกข้อกำหนดของนายกรัฐมนตรีภายหลัง ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้ตัดอำนาจออกข้อกำหนดห้ามการเสนอข่าวที่อาจทำให้ ประชาชนหวาดกลัวหรือเข้าใจผิดจนกระทบความมั่นคงความสงบที่เคยมีอยู่ใน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ออกไปเพราะผมเห็นว่าในสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น ข่าวสารที่ประชาชน สมควรได้รับมากที่สุดไม่ใช่ข่าวสารด้านเดียวที่รัฐควบคุมว่าต้องการให้ประชาชนรู้อะไร ไม่รู้อะไรเท่านั้น แต่ต้องเป็นข้อมูลข่าวสารที่รอบด้านมาจากหลายภาคส่วนที่เห็นในหลายแง่มุม ให้ประชาชน ได้รับรู้อย่างทั่วถึงที่สุด เพื่อทำให้ประชาชนเท่าทันกับสถานการณ์ที่เป็นจริงและสามารถที่จะ ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้🔗
ข้อ ๕ การตัดข้อยกเว้นที่ให้ข้อกำหนดประกาศคำสั่งหรือการกระทำใด ๆ ภายใต้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนั้นไม่ให้อยู่ในอำนาจของศาลปกครองและข้อยกเว้นให้ พนักงานเจ้าหน้าที่และผู้มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.ก. นี้ไม่ต้อง รับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ในการระงับหรือ ป้องกันการกระทำความผิดกฎหมายที่เคยมีอยู่ใน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ มาตรา ๑๖ และมาตรา ๑๗ ตามลำดับออกไป เพื่อยืนยันว่าการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐไม่ว่าใน สถานการณ์ใด ๆ จะต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบขององค์กรตุลาการได้เสมอ ไม่ใช่จะอ้าง สถานการณ์ฉุกเฉินแล้วมาออกข้อกำหนดอะไรก็ได้ ใช้งานเจ้าหน้าที่ที่ไปกระทำการใด ๆ ก็ได้ ที่เกินเลยจากการควบคุมสถานการณ์ฉุกเฉิน แล้วจะมายกเว้นไม่ให้ตรวจสอบถ่วงดุลอย่างที่ ควรจะเป็นได้🔗
ข้อ ๖ ข้อสุดท้าย ตามมาตรา ๑๒ กรณีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่มีความร้ายแรง ที่ให้อำนาจประกาศให้เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวบุคคลได้จากเดิม ใน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ที่สามารถควบคุมตัวได้นานสูงถึง ๗ วัน และขยายเวลาได้ นานสูงถึง ๓๐ วัน และไม่ให้ควบคุมตัวไว้ที่สถานีตำรวจที่คุมขังทัณฑสถานหรือเรือนจำ ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับใหม่นี้เห็นว่ากระบวนการที่ดีที่สุดที่จะเป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพให้กับ พี่น้องประชาชนได้ดีที่สุดในสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น คือจะต้องดำเนินกระบวนการเช่นเดียวกัน กับในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยการควบคุมให้ควบคุมตัวได้ไม่เกิน ๔๘ ชั่วโมง ต้องควบคุมตัวภายในสถานีตำรวจที่ยากและทนายความสามารถเข้าถึงได้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะถูกทรมานหรือถูกอุ้มหาย และเมื่อครบกำหนดแล้วหากจะต้อง ควบคุมตัวต่อไปก็ให้ดำเนินการต่อไปตามประมวลกฎหมายอาญาเท่านั้น และการจับกุม ควบคุมตัวทั้งหมดนี้จะต้องไม่กระทบกระเทือนต่อสิทธิของญาติที่จะได้เข้าไปเยี่ยมผู้ถูก ควบคุมตัวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาด้วย ท่านประธานครับ ถ้าจะให้สรุป ง่าย ๆ เลยนะครับ สิ่งที่ผมเสนอไปมันเป็นแค่เพียงการทวงคืนการตรวจสอบถ่วงดุลกลับคืนมา ถ้าเรายึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยเรายอมรับได้หรือครับกับการที่ถ้ารัฐบาลคิดอยากจะ เพิ่มอำนาจ เพิ่มข้อยกเว้นกฎหมายให้กับตัวเอง รัฐบาลสามารถตัดสินใจเพิ่มมันขึ้นมาได้ด้วย ตัวเอง อยากจะเพิ่มมันอย่างนี้ยาวไปถึงไหนก็ทำกันเองได้หมด คนอื่นจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวข้อง ไม่ได้เลย พูดแค่นี้ก็เห็นปัญหาในเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนแล้วครับ ผมจึงเสนอร่าง พ.ร.บ. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฉบับนี้ขึ้นมาเพื่อบอกว่าถ้ารัฐบาลคิดจะ แก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินใด ๆ ก็ตามแล้วต้องการอำนาจบริหารจัดการอย่างนั้นก็ขอให้ถาม ความเห็นคนอื่นบ้าง พูดแทนราษฎรอย่างเรา ๆ นี้ก็ไม่ใช่คนที่ไม่มีความรู้ ทุก ๆ คนในที่นี้ ก็พบปะพี่น้องประชาชน ได้รับฟังเสียงประชาชนกันมาตลอดว่าเขาคิดเห็นกันอย่างไร ย่อมอยู่ในฐานะที่จะร่วมตัดสินใจได้ว่าการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในแต่ละครั้งนั้นจำเป็น หรือไม่จำเป็น ถ้านายกรัฐมนตรีอย่าง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐมนตรีทุกท่าน มีความจริงใจในการแก้ไขปัญหา มีความเคร่งครัดในการปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้คิดหาเศษหาเลย จากอำนาจที่ได้เพิ่มมา ไม่ได้เป็นพวกที่อยากควงอำนาจล้นเกินไว้เพื่อที่จะได้ดีดนิ้วได้ตาม สะดวกก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องหวาดกลัวร่างกฎหมายฉบับนี้ ดังนั้นผมขอเรียกร้องอีกครั้ง ให้สภาแห่งนี้โหวตรับหลักการร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ผมเชื่อว่าถ้าเราได้ไปคุยกันต่อในชั้นของกรรมาธิการจะสามารถช่วยกันคิด ช่วยกันสร้าง ให้กฎหมายนี้ทั้งเป็นเครื่องมือแก้สถานการณ์ฉุกเฉินและประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไปด้วยกันได้อย่างดี ท่านประธานครับ ขอให้เพื่อนสมาชิกทุกคนช่วยกันพิจารณากฎหมาย ฉบับนี้เพื่อความผาสุกของพี่น้องประชาชนด้วยเถอะครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปก็เป็นการอภิปรายของท่านสมาชิกนะครับ ท่านละ ๗ นาที ท่านแรกท่านอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ท่านกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ นะครับ ท่านสมคิด เชื้อคง เชิญท่านอมรัตน์ครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จากจังหวัดนครปฐม ก่อนที่ดิฉันจะอภิปรายเพื่อสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉินที่เสนอโดยท่านรังสิมันต์ โรม และ ส.ส. พรรคก้าวไกล เพื่อที่จะให้เห็น ถึงความล้าสมัยไม่เหมาะสมกับสภาพการณ์สังคมในปัจจุบันของกฎหมายฉบับนี้ และเพื่อให้ เห็นว่ากฎหมายฉบับนี้มี ๒ จงใจ คือ ๑. จงใจคุกคามสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของประชาชน และ ๒. จงใจสร้างคดีความทางการเมืองเพื่อขัดขวางการเคลื่อนไหวขับไล่นายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา และมีการใช้ที่ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายด้วย ดิฉันจะขอ กล่าวถึงสถานการณ์ของการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินในปัจจุบันสักเล็กน้อย ท่านประธานครับ อาจกล่าวได้ว่า พ.ร.ก. ฉุกเฉินฉบับที่ใช้มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ นี้เป็น ๑ ใน ๓ กฎหมายที่เป็น ไม้ค้ำยันให้กับระบอบประยุทธ์อีก ๒ กฎหมาย คือมาตรา ๑๑๒ และมาตรา ๔๔ ท่านประธานค่ะ ภาวะตีบตันทางการเมืองที่ไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่เกิดขึ้นจากการ จงใจบีบให้เกิดภาวะตีบตันแล้วทำรัฐประหาร กฎหมายแรกที่เป็นไม้ค้ำยันให้กับระบอบ ประยุทธ์ คือการประกาศใช้มาตรา ๔๔ ภายหลังการยึดอำนาจเพียง ๓ วัน การใช้มาตรานี้ ทำให้เกิดสิ่งที่รับไม่ได้คือการที่พลเรือนต้องไปขึ้นศาลทหารอย่างน้อย ๒,๑๗๗ คน และอย่างน้อย ๑,๗๒๐ คดี ในเวลานั้นค่ะท่านประธานแม้แต่การจะทำภาพตัดต่อล้อเลียน พลเอก ประยุทธ์ ล้อเลียน พลเอก ประวิตร ด้วยการเอาภาพ ๒ คนนี้มาใส่ลงไปในกระทง เพียงเท่านั้นเป็นเรื่องขำขันก็ถูกดำเนินคดีข้อหาความมั่นคงมาตรา ๑๑๖ และถูกนำตัวไป ขึ้นศาลทหาร ศาลทหารท่านประธานทราบไหม ศาลทหารที่มีตุลาการมีผู้พิพากษาอยู่ ๓ คน และกำหนดว่า ๒ ใน ๓ นั้นไม่จำเป็นต้องจบนิติศาสตร์ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ ทางกฎหมาย ศาลทหารที่มีวิธีการพิจารณาที่ไม่ต่อเนื่องที่มีการล่าช้าจนกระทั่งทำให้ผู้ต้องหา ทนไม่ไหวบางคนจำเป็นที่จะต้องรับสารภาพ เพราะทนทรมานไม่ไหว บางคนต้องลี้ภัย ไปต่างประเทศ เพราะทนสภาพบีบคั้นไม่ไหว เพราะเป็นศาลที่ไม่ได้มีมาตรฐานในทาง กฎหมายเลย แม้ว่าก่อนหน้านั้นกฎหมายมาตรา ๑๑๒ ที่เอามาใช้เป็นไม้ค้ำยันระบอบ ประยุทธ์ ๑ ใน ๓ ของกฎหมายที่เป็นไม้ค้ำยันนี้ แม้ก่อนหน้านั้นในเดือนมิถุนายน ปี ๒๕๖๓ แม้ว่าตัว พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เองจะได้ออกมาแถลงต่อสื่อมวลชนด้วยตัวเอง ออกมาเตือนสติให้ประชาชน ให้เยาวชนสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและพระเมตตาของ ในหลวงรัชกาลที่ ๑๐ ที่ทรงห้ามไม่ให้ใช้มาตรา ๑๑๒ ในการดำเนินคดีต่อคนที่ละเมิดสถาบัน แต่ต่อมาในครึ่งปีหลังของปี ๒๕๖๓ เกิดการเบ่งบานของม็อบ (Mob) ประชาธิปไตยขับไล่ ทรราชขึ้นมา พลเอก ประยุทธ์ก็นำมาตรา ๑๑๒ กลับมาใช้อย่างกว้างขวางอีก ใช้กับผู้ที่ ชุมนุมทางการเมือง ใช้กับผู้ที่ออกมาขับไล่ตัวเอง ผู้ที่เห็นต่างกับรัฐบาล ปิดกั้นเสรีภาพในการ แสดงความคิดเห็นตามระบอบประชาธิปไตยที่มีรัฐธรรมนูญรองรับ เรียกง่าย ๆ ก็คือว่าเอามาใช้เป็นกฎหมายปิดปากประชาชนโดยไม่ได้คำนึงถึงสิ่งที่ตัวเอง ได้ออกมาแถลงไปแล้ว อันนี้ดิฉันอยากทราบว่าเป็นการขัดพระราชประสงค์หรือไม่ อย่างไร และ พลเอก ประยุทธ์จะต้องรับผิดชอบในกรณีนี้หรือไม่ อย่างไร กฎหมายตัวที่ ๓ ที่เป็นไม้ ค้ำยันระบอบประยุทธ์คือ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ฉบับที่เรากำลังจะขอให้ยกเลิกไปค่ะ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ที่ใช้มาแล้ว ๒ ปีครึ่ง คือ พ.ร.ก. ที่ใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๘ ประกาศใช้และต่ออายุมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งปัจจุบันต่ออายุเป็นครั้งที่ ๑๙ แล้ว ครั้งนี้ล่าสุดจะไปสิ้นสุดในวันที่ ๓๐ กันยายน ซึ่งดิฉันแน่ใจว่าจะต่อไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งหมดอายุรัฐบาลนี้ ทำอย่างนี้ไม่มีความละอายใจ เลยนะคะ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ฉบับนี้เกิดขึ้นในปี ๒๕๔๘ มีวัตถุประสงค์เพื่อจะใช้กับสถานการณ์ ๓ จังหวัดชายแดนใต้ แต่ก็ถูกนำมาอ้างในสถานการณ์ที่ต่อสู้กับเชื้อโรคทั้ง ๆ ที่เรามี พ.ร.ก. โรคติดต่อ ซึ่งเอามาแก้เป็นบางมาตราก็สามารถใช้ได้แล้ว แต่จงใจที่จะเอามาใช้ เพื่อควบคุมการชุมนุมขับไล่รัฐบาลเท่านั้น คนที่ตกเป็นเหยื่อของ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ส่วนใหญ่ จะเป็นเด็ก สตรี และคนชรา ขอสไลด์ (Slide) ด้วยค่ะ🔗
เป็นเด็ก เป็นนักเรียน เป็นนักศึกษาที่ออกมาชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยโดยสุจริต สันติ ปราศจากอาวุธ ใส่หน้ากากอนามัยครบถ้วนและไม่ได้อยู่ในสถานที่แออัดก็โดน ไม่ต้องบรรยายกันมาก เราก็เห็นด้วยภาพแล้ว ขอภาพแรกด้วยค่ะ เมื่อสักครู่ดิฉันลืมให้ท่านประธานดูภาพแรกไป ห้องโสตขอสไลด์ (Slide) แรกด้วยค่ะ นี่ค่ะยืนอยู่คนเดียวปิดปากมีแมสก์ (Mask) ใส่ก็โดน ดำเนินคดี อีกภาพหนึ่งขอเป็นภาพต่อไป นี่ค่ะท่านประธาน คนที่อยู่ในภาพสตรีวัย ๖๗ ปี ชื่อป้าเป้า นางวรวรรณ แซ่อึ้ง อันนี้ถูกดำเนินคดีข้อหาประทุษร้ายเจ้าหน้าที่ค่ะ ท่านประธาน ลองมองภาพนี้ให้ดี ๆ ว่าใครประทุษร้ายใครคะ ข้อหาข่มขู่ประทุษร้ายเจ้าหน้าที่โดยกำลัง โดนหิ้วตัว ด้วยเจ้าหน้าที่ คฝ. อาวุธครบมือกับประชาชนมือเปล่า ผู้หญิงอายุ ๖๗ ปีค่ะ เหตุที่โดนรวบตัวนี้แล้วก็ถูกดำเนินคดี พ.ร.ก. ฉุกเฉินไปแล้วดิฉันเป็นคนไปดูแลเองค่ะ การที่โดนหิ้วครั้งนี้เกิดจากป้าเป้าคนนี้ได้เห็นเหตุการณ์ที่ตำรวจกำลังหิ้วเด็กผู้ชายที่ไปจอดรถ นั่งอยู่บนรถมอเตอร์ไซค์เพื่อดูเหตุการณ์การชุมนุมก็ถูกรุมกระทืบและป้าเป้าคนนี้เข้าไปช่วย เข้าไปบอกว่าให้หยุดการกระทำเช่นนั้น ตอนนี้ถูกตัดสินเมื่อเร็ว ๆ นี้ค่ะ ศาลชั้นต้นตัดสิน จำคุก ๑ ปี รอลงอาญา ๓ ปี ปรับ ๒๐,๐๐๐ บาท และต้องบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ๒๔ ชั่วโมง ทำไมดิฉันถึงได้ลุกขึ้นมาอภิปรายกฎหมายที่เสนอโดยพรรคก้าวไกล คือ พ.ร.บ. บริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะเพื่อที่จะปิดจุดอ่อน ข้อแรก เมื่อเปรียบเทียบกับ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ฉบับที่เราใช้ในปัจจุบันที่นายกรัฐมนตรีมีอำนาจออก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เมื่อไรก็ได้ตามอำเภอใจ ต่ออายุไปเท่าไร เมื่อไรก็ได้ตามที่เมื่อสักครู่ ส.ส. รังสิมันต์ได้อภิปรายไปแล้วค่ะ เราจะปิดจุดอ่อนในข้อนี้โดยจะต้องนำมาให้สภาพิจารณา เมื่อต้องการที่จะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินจะต้องขออนุญาตจาก ครม. ภายใน ๓ วัน และจะต้องส่งให้สภาผู้แทนราษฎรที่เป็นตัวแทนของประชาชนทั้งหมดนี้พิจารณาภายใน ๗ วัน เมื่อจะมีการต่ออายุจะต้องต่ออายุได้ครั้งละไม่เกิน ๓๐ วัน ถ้าไม่ได้รับความเห็นชอบ จากสภาผู้แทนราษฎร การประกาศ พ.ร.บ. ฉุกเฉิน นั้นจะต้องมีอันสิ้นสุดไป รวมทั้งการส่ง เข้ามาพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรจะต้องส่งมาพร้อมกับแพ็กเกจ (Package) วิธีการแก้ไข สถานการณ์ฉุกเฉิน ขั้นตอนวิธีการมาให้สภาพิจารณาด้วย และเมื่อมีการหยุดการใช้ พ.ร.บ. ฉุกเฉิน แล้วจะต้องรายงานต่อรัฐสภาของเราภายใน ๓๐ วันด้วยถึงประสิทธิภาพ ประสิทธิผล การได้ผลของการใช้ พ.ร.ก. นี้ พ.ร.บ. นี้จะมีประโยชน์ให้ฝ่ายบริหารมีความระมัดระวัง ในการใช้อำนาจพิเศษ และเมื่อสภาไม่เห็นด้วยกฎหมายจะต้องตกไป ตรงกับหลักการตรวจสอบถ่วงดุลในระบอบ ประชาธิปไตย และจะสามารถป้องกันการสับสน เช่นเมื่อคราวหนึ่งเคยเกิดการประกาศซ้อน ๒ ครั้งค่ะ ในช่วงวันที่ ๑๕ ถึงวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๖๓ สร้างความสับสนให้กับเจ้าหน้าที่ เพราะมีการประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉินร้ายแรงซ้ำกับ พ.ร.บ. การชุมนุมสาธารณะ ประเด็น ที่สำคัญมากที่สุดที่ดิฉันให้ความสำคัญที่สุด พ.ร.บ. ฉุกเฉิน ฉบับที่เสนอโดยพรรคก้าวไกล เพื่อไปแทนที่ พ.ร.บ. ฉุกเฉิน ที่ใช้ในปัจจุบันนี้ ประเด็นสำคัญที่สุดคือการยกเลิกการจำกัด การใช้อำนาจศาลปกครอง นั่นหมายความว่าอะไรคะ หมายความว่าปัจจุบันที่เราใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ฉบับปัจจุบัน เมื่อประชาชนถูกคุกคาม ไม่สามารถไปเรียกร้องฟ้องร้องคดีนี้ นำคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลปกครองได้นะคะ แต่ พ.ร.บ. สถานการณ์ฉุกเฉิน ของพรรคก้าวไกลได้เปิดโอกาส เมื่อรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมเรายังจะมีศาลปกครอง เป็นที่พึ่งของประชาชนได้นะคะ ดิฉันทราบว่ากฎหมายนี้ถูกอุ้มหายไปเป็นเวลาถึง ๖ เดือน ตามที่เมื่อสักครู่ ส.ส. รังสิมันต์ได้พูดไป ดิฉันมั่นใจว่าสภาแห่งนี้อาจจะไม่ได้เห็นด้วย ไม่ยอมยกมือสนับสนุน แต่ดิฉันขอให้ประชาชนที่รักความเป็นธรรมทั้งหลาย ถ้าท่านต้องการ กฎหมายที่มีความก้าวหน้า มีความทันสมัย สอดคล้องกับสถานการณ์โลกยุคปัจจุบัน และเป็นไปเพื่อพิทักษ์รักษาปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน ป้องกันการถูกคุกคามโดยรัฐ ด้วยกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม เลือกตั้งครั้งหน้าเลือกก้าวไกลเป็นรัฐบาล แล้วเราจะได้มี กฎหมายก้าวหน้าแบบนี้ใช้กันสักที ขอบคุณมากค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ พรรคก้าวไกล แบบบัญชี รายชื่อ ขออนุญาตมาอภิปรายในประเด็นของร่างพระราชบัญญัติการบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉินของท่าน ส.ส. รังสิมันต์ โรม ผมว่ากันในตัวหนังสือเลยครับ ท่านประธาน ที่เป็นหนังสือที่อยู่ในเอกสารนะครับ ผมขอสนับสนุนร่างนี้ ถึงเวลาแล้วครับ พ.ร.ก. นี้ใช้มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ถึงปัจจุบัน ผมถามหน่อยครับ กฤษฎีกาทำอะไรอยู่ครับ พ.ร.บ. หลักเกณฑ์และการจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผล ปี ๒๕๖๒ บอกนะครับ นี่คือ พ.ร.ก. กี่ปีแล้วครับ มันหนึ่งในนั้นก็คือ พ.ร.ก. ที่เกิน ๕ ปีต้องประเมินผล กฤษฎีกา ทำอะไรครับ ประเมินผลใช่ไหมครับ พ.ร.ก. ข้อ ๙ ใช้อำนาจ และไปถึงข้อ ๑๑ ๑๒ อีก ผมพูดถึงเรื่องนี้ เรื่องอะไรทำไมครับ ท่านประธานครับ ท่านจำวันที่ ๑๔ ตุลาคม ถ้าเลื่อน ตัวหนังสือลงไป ญัตติหนึ่งญัตติที่เขียนอยู่มันค้างสภาครับ ญัตติที่ผมกับท่าน ส.ส. สุทธวรรณ เสนอด่วนปีกว่าแล้วครับไม่ได้เข้า นั่นคือกันยกระดับ พ.ร.ก. ที่ใช้อำนาจตามมาตรา ๙ จากร้ายแรง เป็นร้ายแรงฉุกเฉิน ฉุกเฉินร้ายแรงอย่างยิ่ง ทำได้อย่างไร เพราะใครเป็นคนทำ ให้ผมเข้าสภาสิครับท่าน ยอมให้ผมพูดสิครับ ผมจะฉีกรัฐบาลให้ฟังเลยครับ กล้า ๆ หน่อย ตั้งกรรมการ ท่านประธานครับ วิกฤติทั้งหลายเห็นอยู่นะครับว่ากฤษฎีกาก็ไม่ได้ทำเรื่องการ ประเมินผล แล้วการที่ท่าน ส.ส. รังสิมันต์ โรม ยกระดับพระราชกฤษฎีกาที่รัฐบาลออก ในฝ่ายบริหารออกนะครับท่านประธาน กับการเป็น พ.ร.บ. อันไหนมันดีกว่ากัน ผมอยากจะ รู้ครับ ถามชาวบ้านเลยก็ได้ครับ กฎหมายที่ออกจากฝ่ายนิติบัญญัติย่อมจะดีกว่าจาก กฎหมายรัฐบาลครับ และรัฐบาลนี้ไปเอาของรัฐบาลไหนมาครับ ผมไม่อยากพูดมากนะครับ ท่านครับ ในเอกสารที่ปรากฏอยู่ในนี้นะครับผมก็จะเข้าเรื่องเลย ผมอ่านเอกสารสรุปนะครับ แล้วก็บันทึกด่วนที่สุด นร ๐๘๑๑/๒๖๑๐ ลงวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๖๕ เรื่องนี้ครับ ผลการประชุม ถ้าอ่านดีแล้วท่านประธานครับ ผมกราบเรียนนะครับว่าผมอยากจะหัวเราะ ครับท่านประธาน ขอหัวเราะหน่อยครับท่านประธานครับ หัวเราะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า เลยครับท่าน ท่านอ่านในนี้นะครับ โดยเฉพาะ ตลกมากครับ เป็นการอวยครับ อวยแบบสุดลิ่มทิ่มประตู สงสัยตอนนั้นท่าน ส.ส. ผมเดินออกไปแล้วเลยอวยกันใหญ่เลยในการประชุมนี่ครับ ผมจะบอก เป็นชิ้น ๆ เลยว่าที่พูดนี่มีทั้งโกหก มีทั้งอวยนะครับ ดูนะครับ ในหน้า ๓ หน้า ๔ ครับ ท่านประธานครับ ในเอกสารครับ ผมไม่พูดนอกเรื่องครับ ท่านครับ ข้อ ๑ ที่ขีดไว้เลยครับนี่ พ.ร.ก. สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ดีมากและมีประสิทธิภาพ แม้บางครั้งยังไม่สามารถระงับเหตุ ยุติได้นะครับ เหตุยุติได้กี่ปีแล้วครับ ชายแดนภาคใต้ครับ พ.ร.ก. นี้ใช้ชายแดนภาคใต้ครับ กี่ปีแล้วครับ เอา ๖๕ แล้วลบด้วย ๔๘ สิครับท่าน ๑๖ ปีกว่า ๑๗ ปีแล้วครับ ใครรับผิดชอบ ชายแดนภาคใต้ครับ ผมไม่อยากบอกครับ ทำอะไรไม่ได้เลยครับ เพราะไปฆ่ากันครับ อ้างใช้ กฎหมายครับ ถูกต้อง ต้องถูกต้องสิครับ ถ้าไม่ถูกต้องถูกฟ้องครับ อ้างถูกต้องครับ ทำชอบ ด้วยกฎหมาย แต่จริง ๆ แล้วประชาชนบอกซ้อมทรมานครับ นี่ครับ มีการพูดเลยครับ ชัดเจน ครับท่านประธาน ใช้อำนาจนะครับ ในข้อนี้บอกว่ามีการได้ผลประโยชน์จากการที่เจ้าหน้าที่ ผู้แทนของอัยการ บอกเลยนะครับ ความผิดที่เกิดขึ้นนี่นะครับได้มาจากการซักถามของ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารนะครับ จากการซัดทอด ความผิดนี่ ซักถามหรือซักซ้อมครับ นี่ก็คือ ประเด็นสำคัญ ท่านได้ข้อเท็จจริงจริงหรือเปล่าครับ ถูกอุ้มหาย ถูกฆ่าตาย ถูกทรมาน ถูกร้องเรียน ขึ้นอยู่บนศาลต่อสู้คดีเยอะแยะเลยครับท่าน นี่ก็คือความจริง ผมถึงหัวเราะครับ ว่าเขียนได้อย่างไร อวยกันขนาดนี้นะครับ ซัดทอดมันคือซัดซ้อมทรมานท่านประธานครับ อันนี้ยิ่งหนักใหญ่ครับท่านประธาน ท่านดูครับ ข้อ ๒.๑ ครับท่านประธาน เขียนไว้เลยครับ นี่ของสภาความมั่นคงแห่งชาติครับ เขียนไว้ชัดเลย เห็นว่าโดยหลักการแก้ไขสถานการณ์ ฉุกเฉินต้องมีความรวดเร็ว การให้อำนาจจัดการเป็นของฝ่ายนิติบัญญัติ นี่ครับ ฝ่ายที่นี่ครับ อาจไม่ทันท่วงทีกับการระงับเหตุ ดูถูกครับ ดูถูกท่านประธานด้วยครับ อยู่ข้างบน เป็นฝ่าย นิติบัญญัติ แก้ไขไม่ได้ครับไม่ทันท่วงที ฝ่ายบริหารเก่งกว่าครับ ฝ่ายนิติบัญญัติ ถ้าพูดตรง ๆ ก็โง่เขลาครับ พูดแบบชาวบ้านบอกว่านิติบัญญัตินี่โง่มากครับ ไม่ฉับไวผมไม่เห็นฉับไว ตรงไหนเลยครับ มีครับ วันที่ ๑๔-๑๕ คืนวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๖๓ หรือวันที่ ๑๕ ยกระดับ พ.ร.บ. ฉุกเฉินธรรมดาเป็นร้ายแรง ยกแบบรวดเร็วครับ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ข้ามคืนเลยครับ แต่ถ้าไปดูราชกิจจานุเบกษานั้นลงก่อนวันที่ ๑๖ ลงก่อนเวลา ๑๖.๓๐ นาฬิกาแน่นอน ผมเชื่อครับ เพราะมันอยู่ในร้านคอมพิวเตอร์ ถ้าพรินต์ (Print) ออกมาปั๊บรู้เลยครับ เปิดได้เลยครับว่ามันถูกร่างตั้งแต่วันนั้น และเขียนเนื้อความ ไว้ก่อนที่จะมีเหตุการณ์ ผมพูดได้เพียงแค่นี้ครับท่านประธานครับ🔗
ขออีกนิดเดียวครับท่านประธานครับ เพื่อให้จบ ท่านครับ ท่านดูในสภา กลาโหม ผมก็อยากจะหัวเราะครับ ท่านประธานครับ ผู้แทนครับ นี่ก็เขียนไว้ครับ เขียนไว้ชัด เลยครับท่านประธาน บอกว่าที่เป็นทั้งหมดนี่ครับ การยกร่างฉบับใหม่นี้มีหลักว่าต้องเป็น ปัญหาข้อกฎหมายที่เกิดขึ้นนะครับ มีปัญหาข้อเท็จจริงนะครับ มิใช่ปัญหาข้อเท็จจริง หรือเป็นปัญหาที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ ก็มันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่แท้ ๆ ท่านประธาน ก็รู้ครับ ตำรวจ ทหาร หรือผู้ใช้พระราชกำหนดนี้ เอาข้อกฎหมายที่ตราไว้ดีครับ ตราไว้ดีครับ แต่ไปเพี้ยนครับ นี่เห็น ๆ อยู่เขียนมาอย่างนี้ครับท่านประธาน แล้วไม่ให้ผม โจมตีได้อย่างไร พระราชกำหนดไม่มีปัญหาข้อกฎหมาย ใช่ครับพระราชกำหนดไม่มีปัญหา ข้อกฎหมาย แต่คนปฏิบัติไม่เขียนต่อล่ะครับ นี่มันต้องเขียนว่าแต่ผู้ปฏิบัติผิดเพี้ยน เลือกปฏิบัติ ไม่กระทำการตามกฎหมายเพราะอะไรครับ พ.ร.ก. ไม่ให้ความคุ้มครองอย่างไร ที่ฟ้องแพ่งไม่ได้นี่ทั้งนั้นเลยครับ นี่คือสิ่งที่ปรากฏอยู่ในเอกสารนี้ ผมถึงบอกว่าอยากหัวเราะ สุดท้ายท่านประธานครับ มีหน่วยเดียวครับ ผมชื่นชมมากครับ กล้าท้าทายอำนาจ ท่านเขียน ผู้แทน ที่เหลือทั้ง ๑๐ หน่วย อวยหมดครับ อวย ๆ โอ๊ยดีหมดครับ สุดยอดครับเจ้านาย ทำได้ถูกครับ ดีจังเลยครับ แต่มีหน่วยนี้หน่วยเดียวกล้าครับ สำนักงานคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนครับ ขอบคุณคุณปวีณา จันทร์เอียด ผู้ชำนาญการ ขออนุญาตเอ่ยนาม ไม่เสียหาย เห็นด้วยครับ สรุปครับ เพื่อเพิ่มกลไกถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหารมันชัดเจนอยู่แล้ว สภาแห่งนี้เป็นสภามาจากการเลือกตั้ง สภาหน่วยงานหนึ่งเขาบอกเราโง่ครับ นิดเดียวครับ ท่านประธานไม่เกินนี้สรุปแล้วครับ แล้วก็เห็นด้วยกับระยะเวลา ๓๐ วันที่ใช้ที่ท่านโรมพูด ในเงื่อนไขตาม พ.ร.บ. ทั้งหมดเพื่อลดอำนาจ เพื่อถ่วงดุล และเพื่อเป็นไปด้วยกฎหมาย ผมเชื่อว่าสมาชิกในสภาแห่งนี้คงอยากจะเห็น พ.ร.บ. มีมากกว่า พ.ร.ก. เพราะ พ.ร.ก. ใช้มา นานแล้ว ๑๖ ถ้าไม่ผมจะตามดูว่าสำนักงานกฤษฎีกาจะประเมินผลสัมฤทธิ์ที่ชาวบ้าน ร้องเรียนอย่างไรครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปก็ขอให้ช่วยกันรักษาเวลาด้วยเพราะถ้าเกินไปคนละ ๒ ๓ นาที ๒ ๓ นาที มันก็จะยาว ไปเรื่อย ๆ คนมาทีหลังก็บอกว่าทำไมคนก่อนเลยเวลาได้ ประธานก็จะเสียหายนะครับ ต่อไป เชิญท่านกมลศักดิ์ ตามด้วยท่านสมคิด เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๔ จังหวัดนราธิวาส ประกอบด้วย อำเภอบาเจาะอำเภอยี่งอ อำเภอรือเสาะ และอำเภอศรีสาคร พรรคประชาชาติ ท่านประธานผมขออนุญาตอภิปรายเกี่ยวกับ พ.ร.บ. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ท่านรังสิมันต์ โรม ขออนุญาตเอ่ยนาม ได้เสนอเข้ามาในสภาเมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ และ ครม. นำไปพิจารณาและนำกลับเข้าสู่สภาในวันนี้อีกครั้งหนึ่ง ท่านประธานครับ ในฐานะที่ผมอยู่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นี้ อ่านหลักการและเหตุผลที่ท่าน ส.ส. รังสิมันต์ ได้เสนอเข้าสู่สภาเมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ พระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ ฉุกเฉินนี้แล้ว โดยหลักการและเหตุผลที่ท่านรังสิมันต์ในฐานะเจ้าของญัตติเสนอเข้ามา เหตุที่ต้องมีการตราเป็นพระราชบัญญัติด้วยเหตุผลอ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญตั้งแต่หมวด ๓ ก็คือมองถึงสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทยในหมวด ๓ ตั้งแต่มาตรา ๒๖ ๒๘ ๓๐ ๓๒ ๓๓ ๓๘ และ ๔๔ โดยนำกรณีศึกษาเหตุการณ์ ๓ อย่างที่เกิดขึ้นในประเทศไทยที่ฝ่ายบริหาร นำ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฉบับปี พ.ศ. ๒๕๔๐ มาบังคับใช้กับพี่น้องประชาชน ๑. ในเหตุการณ์นั้น ก็คือการแก้ปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ๒. ก็คือการแก้ปัญหาสถานการณ์โควิด (COVID) โดยนำ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน มาใช้บังคับโดยอ้างกรณีจำเป็น ๓. ก็คือเกี่ยวกับกรณี การชุมนุม นี่คือหลักการสถานการณ์เหตุการณ์ ๓ เหตุการณ์ใหญ่ ๆ ที่เหตุและผลที่ต้องตรา เป็นพระราชบัญญัติทั้ง ๆ ที่มีพระราชกำหนดอยู่แล้ว ท่านประธานครับ ผมก็นั่งเฝ้าตั้งตารอ เหตุผลของ ครม. ว่าจะมีมติเป็นเช่นไร เดาไม่ผิดว่ากฤษฎีกาในฐานะฝ่ายกฎหมายของรัฐบาล ต้องออกมาในลักษณะไม่เห็นด้วย ผมก็รอนั่งอ่านดูเหตุผลที่กฤษฎีกาในฐานะฝ่ายกฎหมายที่เสนอ ครม. และบอกไม่เห็นด้วยนี้ ผมไม่น่าเชื่อนะครับว่าระดับกฤษฎีกาจะอ้างเหตุผลเสนอ ครม. ไม่ตรงกับหลักการ และเหตุผลที่ทางฝ่ายเจ้าของญัตติเป็นผู้เสนอออกเป็นพระราชบัญญัติ ท่านประธานครับ อย่างที่ผมอภิปรายตั้งแต่ต้นเหตุผลสำคัญที่ท่านรังสิมันต์เข้าเสนอพระราชบัญญัติฉบับนี้ เพื่อจะให้มีการถ่วงดุลและมองว่า พ.ร.ก. ที่มีอยู่ก่อนแล้วนี้นะครับมันไปละเมิดสิทธิเสรีภาพ โดยระยะเวลาที่ผ่านมามันสะท้อนให้เห็นหลาย ๆ อย่าง แต่ปรากฏว่าหนังสือของกฤษฎีกา ที่เสนอ ครม. นี้นะครับไม่ได้กล่าวอ้างสิ่งเหล่านี้เลย ตรงกันข้ามกลับไปมองด้านเดียวบอกว่า พ.ร.ก. ที่มีอยู่แล้วมีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา แต่ไม่ได้มองถึงผลกระทบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนะครับผมไม่น่าเชื่อว่ากฤษฎีกาจะเอาเหตุผลยกตัวอย่างกรณีการบังคับใช้ พ.ร.ก. ในประเทศแคนาดา นั่นก็คือตามหนังสือฉบับลงวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๕ อย่างนี้ สะท้อนให้เห็นอะไรครับ กฤษฎีกาไปอ้างเสนอ ครม. ว่าแคนาดาบังคับใช้หนักกว่านี้ ไปยกเหตุการณ์ในประเทศแคนาดามาเป็นเหตุผลเสนอ ครม. ที่ไม่เห็นด้วย สถานการณ์ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้กับแคนาดามันคนละเรื่องกันเลยนะครับผลกระทบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น มันคนละอย่างกันเลย แล้วยิ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าอ่านหน่วยงานหลายหน่วยงานนี้นะครับ ที่กฤษฎีการวบรวมมาให้ความเห็นก่อนที่จะเสนอเข้าสู่ ครม. นี้นะครับไม่ใช่ว่าหน่วยงาน ราชการไม่เห็นด้วยทั้งหมด ผมอ่านแล้วหลายหน่วยงานเห็นด้วยในหลักการบางหลักการ บางเหตุผลก็คือเรื่องการถ่วงดุล ทั้งสำนักงานอัยการสูงสุด กระทรวงมหาดไทย ผู้แทน กระทรวงต่างประเทศ กล่าวโดยสรุปเห็นด้วยให้มีการรายงานเข้าสู่สภาเมื่อสถานการณ์ ฉุกเฉินสิ้นสุดลง ตรงนี้สะท้อนให้เห็นอะไรครับ แสดงว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้เราสามารถ ที่จะผ่านการพิจารณาของสภาในชั้นกรรมาธิการเราก็มาสังคายนาได้ ไม่ใช่ไม่เห็นด้วย ทั้งหมด แต่ทำไม ครม. ถึงฟันธงว่าไม่เอาด้วยทั้งหมด ท่านประธานครับ พ.ร.บ. สถานการณ์ ฉุกเฉิน ฉบับตัวร่างของท่านรังสิมันต์มีลักษณะคล้าย ๆ กับที่มีอยู่ แต่ ครม. ที่ไม่เห็นด้วย ผมยังมองว่าเป็นการหวงอำนาจของฝ่ายบริหาร ในสถานการณ์ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ๑๘ ปีแล้วครับ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๘ มีการประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินใน ๓ จังหวัดชายแดน ภาคใต้ตั้งแต่วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๘ ตอนนี้ ๒๕๖๕ ถ้าเด็กแรกเกิดใน ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ลูกหลานของพี่น้องใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๘ ตอนนี้เขาอายุ ๑๘ ปีแล้ว ถามว่าสถานการณ์โดยใช้กฎหมาย พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ที่มีอยู่โดย รัฐบาลไม่ยอมทบทวนต่อมา ๓ เดือนครั้ง ที่ร่างของท่านรังสิมันต์บอก ๓๐ วันมาพิจารณา ขยายอีกครั้ง ทำไมไม่พิจารณาไม่เอาออกเป็นลักษณะของ พ.ร.บ. เพื่อให้สภามีส่วนร่วม ในการพิจารณา ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ร.ก. ๑๘ ปีสภาไม่มีส่วนร่วมเลย ตัวแทนที่มา จากพี่น้องประชาชนไม่มีส่วนร่วมเลยเพราะเป็นพระราชกำหนด ท่านประธานที่เคารพครับ ประเทศไทยไม่ใช่ไม่เคยมี พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แต่ทำไมในอดีตผมไปดูประวัติการบังคับใช้ กฎหมายทางราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินสมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามยังออกเป็น พระราชบัญญัติ ๒๔๙๕ เป็นพระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ๒๔๙๕ ขออีกนิดเดียวครับท่านประธาน ขออนุญาตเพราะว่ามันเกี่ยวโยงกับเรื่อง ๓ จังหวัดชายแดน ภาคใต้ ตอนนี้ ๑๘ ปีของ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ยิ่งบังคับใช้ เหมือนกับให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่ลุแก่อำนาจ ช่วงหลังนี้มีการปะทะปิดล้อมดูเหมือนว่า รัฐบาลไทยฝ่ายรัฐเจ้าหน้าที่ไทยไม่มีวิธีการอื่นใดเลยที่จะแก้ปัญหา ปิดล้อมทุกครั้ง วิสามัญทุกครั้ง ตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ ถึงปี ๒๕๖๕ หลายสิบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ๕๕ ศพแล้วนะครับ ท่านประธานที่เคารพ ยังไม่เคยมีการดำเนินคดีใด ๆ เพราะ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่ยกเว้นความรับผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญา แล้วก็ไม่ต้องรับผิดทาง ปกครอง แม้แต่ปัจจุบันนี้ภาคประชาสังคมเองที่เคลื่อนไหวต้องการอนุรักษ์วัฒนธรรม ประเพณี สิ่งแวดล้อม ก็ยังถูกคุกคามไม่ให้มีการเคลื่อนไหวโดยใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเป็นห่วงครับว่าถ้ารัฐบาลยังดื้อดึง ยังดื้อดันที่จะไม่มีการ ทบทวน ยังไม่ยอมรับผิดกับบางเรื่อง บางนโยบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการบังคับใช้ กฎหมายพิเศษ โดยเฉพาะในปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นี่นะครับ ผมเกรงว่าท่านกำลัง ไปจุดไฟกองใหม่ให้มันเกิดขึ้นอีก และเหมือนกับว่าท่านกำลังไปเติมเชื้อเพลิงใหม่ เพราะว่า ปัจจุบันนี้มีสิ่งที่น่าเป็นห่วงเวลามีการวิสามัญฆาตกรรม มีการเสียชีวิตปรากฏการณ์ที่คนหนุ่ม สาวออกมาแห่ต้อนรับศพสรรเสริญคนที่ถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญฆาตกรรมมันกำลังเกิดขึ้น ขยายวงกว้างใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ มันสะท้อนให้เห็นว่า พ.ร.ก. ฉุกเฉิน กำลังเติม เชื้อไฟกองใหม่ ตราบใดที่ยังไม่มีการทบทวน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน หรือให้สภาเรามีส่วนร่วม เพื่อถ่วงดุลการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ กองไฟกองใหม่ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้กำลังจะ ลุกขึ้นมาใหม่ ผมเป็นห่วงครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสมคิด เชื้อคง ตามด้วยท่านมานพ คีรีภูวดล นะครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม สมคิด เชื้อคง พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดอุบลราชธานี ก็ขอขอบพระคุณท่านผู้เสนอ ร่างพระราชบัญญัติในเรื่องนี้นะครับ ท่านรังสิมันต์ โรม ความจริง พ.ร.บ. เราหลายฉบับ ทุกวันนี้ก็แปลกเวลารัฐบาลจะไม่เอาอะไรก็ทำเป็นเท่นะครับ บอกเดี๋ยวจะเอาเข้า ครม. ไปศึกษา ความจริงก็ไม่เอาแต่ต้นนั่นละครับ แต่พูดเหมือนให้มันเป็นหลักการ พอนำไปศึกษา เสร็จกลับมาก็บอกไม่เอา แล้วก็ไม่รู้ศึกษาอย่างไร ก็ศึกษาคล้าย ๆ กันนะครับ ไม่ว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับไหนไปก็แล้วกัน เพราะฉะนั้นผมเรียนท่านประธานว่ามันก็แปลกในรัฐบาลชุดนี้ เข้ามาบ่อย แล้ว พ.ร.บ. ที่ออกไปก็เจออย่างนี้ ผมบ่นให้ท่านประธานฟังนะครับ คือเรียน อย่างนี้ว่าร่าง พ.ร.บ. บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ผมได้ดูเอกสารที่ ครม. เอาให้ ผู้แทนกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ที่จะให้ความเห็น ถ้าท่านนึกอะไรไม่ออกเปิดออกมา ก็แทบจะเป็นมันเหมือนแพตเทิร์น (Pattern) เดียวกัน ถ้าถ่ายเอกสารได้คงถ่ายไปแล้ว เพราะแนวคิดอะไรต่าง ๆ ก็เป็นระบบราชการล้วน ๆ สถานการณ์ฉุกเฉินต่าง ๆ ซึ่งออกมา ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ใน พ.ร.ก. นั้น แน่นอนยุคนั้นมันอาจจะเหมาะกับสถานการณ์นั้น แต่ยุคนี้ มันก็เปลี่ยนแปลงไปอีกสถานการณ์หนึ่ง เราจะเอามาใช้ทุกอย่างไม่ได้ อย่างนั้นเราก็ต้องเอา กฎหมายปฏิวัติตั้งแต่จอมพล ป. พิบูลสงครามมาสิครับ ตั้งแต่จอมพล สฤษดิ์มาไม่ต้องแก้กันเลย อันนี้ความปรารถนาดีของผู้เสนอของคุณรังสิมันต์ โรม และคณะนั้น เขาปรารถนาที่จะให้ เป็น พ.ร.บ. แล้วให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นคนออก ดีชั่วถี่ห่างอย่างไรพวกเราก็ยังได้พูดคุยกัน ในความเห็นต่าง ๆ ของตัวแทนกระทรวงกลาโหม ผมก็พอที่จะคัดมาเล็กน้อยนะครับ ท่านประธาน ร่าง พ.ร.บ. ที่เสนอที่เขาไม่เห็นด้วย กำหนดหน่วยงานตรวจสอบมากขึ้น ในพระราชบัญญัติ เมื่อชั่งน้ำหนักดูแล้วอาจจะกระทบกับประโยชน์ในการรักษาความสงบ เรียบร้อย มาก็ประหลาดอีก หน่วยงานดูแลมากขึ้นมันต้องดี มันจะไปกระทบความสงบ อย่างไร ถ้าเราเปิดใจกว้างหน่อยว่าวันนี้โลกมันกว้างแล้ว อะไรที่เขาไปดูก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี ช่วยกันนะครับ เพราะฉะนั้นกระทรวงกลาโหมก็ให้ความเห็นไม่เห็นด้วย ก็จะไปเห็นด้วยกับ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เดิม สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็มีด้วย บอกว่าร่าง พ.ร.บ. อาจทำให้เกิดความขัดแย้งแก่ฝ่ายบริหารในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ต้องแก้ไขด้วยความรวดเร็วต่อเนื่องก็เป๊ะเหมือนกับการปฏิบัติงาน ผมก็ยังมองไม่ออกว่ามันจะขัดแย้งกันอย่างไรในเมื่อเราออก พ.ร.บ. ไปแล้ว คนที่ออก พ.ร.บ. ก็คือตัวแทนพี่น้องประชาชน แล้วผู้ปฏิบัติผมเชื่อว่ากฎหมายที่ออกไปรับรองว่าเขาจะต้อง ดูว่าผู้ปฏิบัติ ปฏิบัติได้หรือไม่ อันนี้ความเห็นของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ไม่เห็นด้วย ท่านประธานครับ สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติก็มาคล้าย ๆ กัน บอกว่า พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ที่มีถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการดูแลสถานการณ์ฉุกเฉิน อันนี้ก็เหมือนลอกกันมาเหมือน ทุกอันนั่นล่ะครับ เนื่องจากสามารถนำไปแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ที่ไม่ปกติได้จริง ท่านให้ ความเห็นอย่างนี้ คือพอจะไม่รับแล้วก็เขียนดี เขียนเท่ แต่ความจริงแล้วนี่ถามว่าสถานการณ์ ฉุกเฉินแล้วท่านก็ยกตัวอย่างว่า นี่สำนักงานข่าวกรองนะครับ เขาบอกว่าเช่นกรณีเหตุการณ์ ความไม่สงบใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ แปลว่ามี พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แล้วสถานการณ์ภาคใต้ ดีขึ้นหรือครับ มันพิสูจน์หรือครับ ผลงานเป็นที่ประจักษ์ว่าดีขึ้นไม่มีอะไรแล้วหรือครับ สรุปแล้วมันก็เดินไปอย่างเดิม เสียหายงบประมาณไม่รู้เท่าไรก็ไปแบบเก่า ปีหนึ่งไม่รู้เท่าไร ถ้าคิดเป็นตัวเลขผมขี้เกียจจำมันมาก เกือบ ๒๐ ปีนี่มันมาก การแก้ไขปัญหาแน่นอน มันต้องมีปัญหา แต่ว่าในเมื่อเขาจะออกกฎหมายที่มันทำงานได้รวดเร็วขึ้น สะดวกขึ้นก็ได้ ทำไมไม่ทำ เราจะไปยึดติดกับเรื่องเก่า ๆ ทำไม อันนี้เป็นความเห็นสำนักงานข่าวกรอง แห่งชาติ สำนักงานอัยการสูงสุดก็มาด้วยนะครับ มาด้วย คือไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ. ที่เขา เสนอว่ากรณีตัดอำนาจในการกำหนดห้ามเสนอข่าว วันนี้จะไปกำหนดกฎเกณฑ์บังคับคน ที่จะเสนอโน่น เสนอนี่ มันไม่ใช่ว่าจะทำง่าย ๆ โลกมันไปไกล โลกมันกว้าง ข่าวสารต่าง ๆ ที่ออกมานี้มันมีมากมาย แล้วทางตัวแทนอัยการสูงสุดก็บอกว่า เนื่องจากในพื้นที่ ๓ จังหวัด ชายแดนชายภาคใต้มีข่าวบิดเบือนจำนวนมาก ท่านรู้ด้วยนะว่าบิดเบือน บิดเบือนก็ไปทำ ความจริงสิครับ ข่าวที่บิดเบือนแก้ง่ายนิดเดียว คือหน่วยราชการทำความจริงให้ปรากฏ ทุกวันนี้มันจะบิดเบือน ไม่บิดเบือนก็เนื่องจากภาคราชการนี้ไม่ทำความจริงให้ปรากฏ ไปโกหกอะไรเขาไว้ ไปตั้งใจที่จะไม่ทำอะไรเขาไว้ เพราะฉะนั้นท่านไม่ต้องห่วงหรอกเรื่องข่าว ถ้าเขาจะกำหนดกฎเกณฑ์ก็ทำได้นะครับ เพราะผมเชื่อว่าหน่วยราชการไม่สามารถ กำหนดการออกข่าว การออกสื่อได้ มันมีหลายช่องทางทั้งทวิตเตอร์ (Twitter) เยอะแยะเลย ท่านจะไปกำหนดอย่างนั้นมันไม่ได้ ท่านต้องไหลตามสถานการณ์ด้วยแล้วก็ทำตามนั้นครับ พอไม่รับก็คล้าย ๆ กัน กระทรวงมหาดไทยก็ให้ความเห็นคล้าย ๆ กันนะครับ กระทรวงการ ต่างประเทศก็มาด้วย ก็เหมือนกันล่ะครับ บอกการขยายระยะเวลาต่าง ๆ เป็น ๓๐ วัน มันเป็นความยุ่งยาก เพราะฉะนั้นเวลา พ.ร.บ. ต่าง ๆ ที่เดินเข้าไปสู่รัฐบาลใช้เวลานานแล้ว กลับลงมาก็ไม่เอา ท่านประธานครับ ต่อไปนี้ถ้าไม่เอาก็ไม่เอาแต่ต้นดีไหมครับ โหวตกัน ตั้งแต่ต้นจะได้รู้ คณะผู้เสนอในสมัยต่อไปเขาจะได้เสนออะไรเพิ่มเติมขึ้นมาได้ เนื่องจากว่า ถ้าตกสมัยนี้ ทางคุณรังสิมันต์ โรม ก็เสนออีกไม่ได้ในกรณีที่เป็น พ.ร.บ. ชนิดเดียวกัน เพราะฉะนั้นฝากกราบเรียนไปยัง ครม. ว่าบางเรื่องที่เป็น พ.ร.บ. ที่มีความจำเป็นในการ ทำงานในการที่จะปกป้องพี่น้องประชาชน นี่ยังไม่รวมถึงว่าเรื่องอื่น ๆ ที่จะต้องป้องกัน การชุมนุมอะไรต่าง ๆ ให้อำนาจเจ้าหน้าที่จนเลยเกินไปนะครับ พี่น้องประชาชนไม่ได้รับ ความคุ้มครอง เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมยังเห็นด้วยว่า พ.ร.บ. ที่เขาเสนอสมควรจะรับเข้าสู่ การพิจารณาแล้วตั้งกรรมาธิการครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านมานพ คีรีภูวดล เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ ขออภิปรายร่างพระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินที่คุณรังสิมันต์ โรม ได้นำเสนอ ท่านประธานครับ ผมอ่านในข้อโต้แย้งของหน่วยงานราชการที่เป็นตัวแทนของฝ่ายรัฐบาล ผมคิดว่าเป็นเหตุผลที่ผมจะต้องขึ้นมาอภิปราย จริง ๆ แล้วถ้าดูแล้วเกือบทุกหน่วยงาน เหมือนกับว่าจะลอกกันมาเลย ยกเว้นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติครับ ท่านประธาน นี่เป็นเหตุผลที่ผมจะต้องลุกขึ้นมาอภิปราย การใช้ระยะเวลา บอกว่า ขอไปศึกษา ๖ เดือน ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่มันควรมีเหตุมีผล และเนื้อหาในการที่จะมาตอบ สภาเยอะกว่านี้ แต่การใช้เวลาครั้งนี้ ผมคิดว่ามันเสียเวลา เสียเวลาสภา เสียเวลา ท่านประธาน เสียเวลางบประมาณต่าง ๆ มากมายครับ ท่านประธานครับ สถานการณ์ ฉุกเฉินอะไรครับ พ.ร.ก. ฉุกเฉินว่าด้วยโรคโควิด (COVID) ประกาศมา ๒ ปีเกือบจะ ๓ ปีแล้ว ล่าสุดวันที่ ๑ ขยายเวลาวันที่ ๑ สิงหาคมถึงวันที่ ๓๐ กันยายน มันฉุกเฉินอะไรครับ ๒ ปี กว่าจะ ๓ ปีเขาเรียกว่าฉุกเฉินหรือท่านประธาน ประเทศในโลกนี้ไม่ได้หมายความว่าไม่มี พ.ร.บ. สถานการณ์ฉุกเฉิน เขามีครับ เขามีกระบวนการมีส่วนร่วม เขามีกระบวนการ ตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจครับท่านประธาน แต่ประเทศไทยคือว่าถ้าจะใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เพื่อการบริหารและมีอำนาจอย่างปกติ ก็เขียนไปให้มันชัด ๆ เลยครับท่านประธาน การทำอย่างนี้ ผมคิดว่ามันส่อทำให้ประชาชนคิดว่าท่านใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เป็นเครื่องมือ ในการที่ไม่ให้พี่น้องประชาชนได้ตอบโต้ ได้มีปาก มีเสียงได้ครับ ผมอยากจะยกตัวอย่างนี้ ท่านประธานในช่วงแรก ๆ ในการประกาศ พ.ร.บ. สถานการณ์ฉุกเฉินช่วงโควิด (COVID) มันเป็นการเปิดอำนาจให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐแบบพร่ำเพรื่อเกินไป หน่วยงานต่าง ๆ ก็สามารถที่จะอ้างว่าจะเป็นตำรวจ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่อื่น ๆ ที่บอกว่าอยู่ในสถานการณ์ ฉุกเฉิน เครื่องมือตรงนี้ที่ทำให้เจ้าหน้าที่ราชการที่จะใช้โอกาสในการสร้างประโยชน์ หรือทำให้พี่น้องประชาชนเกิดความเดือดร้อน ตัวอย่างแรกครับท่านประธาน ช่วงแรก ๆ ผมก็ได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องประชาชน จากพี่น้องแม่แจ่มครับ เป็นช่วงที่จะต้อง ขนหอมแดงไปขายที่จังหวัดลำพูน จากบนดอยไปขายที่จังหวัดลำพูนกว่าจะเก็บในสวนเสร็จ ขึ้นรถแล้วก็ขนไปกลับมา กลับมาก็จะเที่ยงคืนแล้วครับท่านประธาน เจ้าหน้าที่อ้างว่า คุณกลับมาช้า เขากำหนดเวลาไม่เกิน ๔ ทุ่ม ท่านประธานครับ ทั้ง ๆ สถานการณ์โควิด (COVID) ที่อำเภอแม่แจ่มตอนนั้นไม่มีสักรายเลย จังหวัดเชียงใหม่นับจำนวนได้เลยนะครับ แต่เจ้าหน้าที่ก็ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน อ้างว่าประชาชนไม่เคารพกติกา ไม่อยู่ในกรอบ เวลาที่กฎหมายบังคับไว้ คือต้องกลับบ้านหรือว่าต้องไม่ออกมาในเวลา ๔ ทุ่ม ประชาชนทั้ง ๓-๔ คน ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการ มีการปราบ มีการขึ้นศาลนะครับ อันนี้ก็คือว่าการออก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แบบพร่ำเพรื่ออย่างนี้ผมคิดว่ามันทำไปเพื่ออะไร และที่สำคัญคือมันกระทบ ต่อประชาชนที่เราเห็นตัวอย่างชัดเจน🔗
กรณีที่ ๒ ท่านประธานครับ พี่น้องประชาชนที่อยู่บนดอย ในป่า ในดอย เขาก็จะมีวิถีอยู่แล้ว ปกติปศุสัตว์ของเขาเขาไม่ใช่ในฟาร์ม เขาจะเลี้ยงไว้ในป่า ทั้งวัว ทั้งควาย เขาจะเลี้ยงไว้ แล้วเขาก็จะมีกระบวนการไปดูทุกวัน เขาไปดูแล้วเขาก็กลับมา กลับมาดึก ๆ ไปเจอเจ้าหน้าที่ป่าไม้เขาบอกว่านี่คุณพกอาวุธปืนด้วย ปกติชาวบ้านเข้าป่าก็จะมีปืนแก๊ป อยู่แล้วเพื่อป้องกันตัวเอง แต่ปรากฏว่าเขาก็ใช้อำนาจนี้ วันนี้ยังอยู่ในขั้นตอนเขาเรียกว่า รอลงอาญาครับ ๒ คนนี้ถูกปรับคนละ ๑๒,๐๐๐ บาท ศาลท่านเมตตาเหลือ ๗,๕๐๐ บาท รอลงอาญา ๑ ปี ท่านประธานเห็นไหมว่าการประกาศแบบวงกว้าง การประกาศแบบ ที่ไร้ขอบเขต ประกาศโดยไม่มีเหตุผลที่สมควรและยืดระยะเวลาเหมือนเป็นภาวะปกติ ที่มันต้องฉุกเฉินทั้งตลอด ทั้งปีทั้งชาติอย่างนี้ มันเป็นช่องว่างช่องโหว่ของเจ้าหน้าที่รัฐที่จะใช้ เครื่องมือตรงนี้ในการเข้าไปจัดการหรือเข้าไปดำเนินการกับพี่น้องประชาชน ซึ่งจะไม่ได้รับ ความเป็นธรรมในเรื่องเหล่านี้ครับ ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมอยากจะบอกว่าวันนี้เราก็รู้กัน ทั้งหมดแล้วทั้งประเทศ โดยกระทรวงสาธารณสุขเขาประกาศว่าโควิด (COVID) ตอนนี้ ไม่ได้เป็นโรคแบบร้ายแรงแล้ว เป็นโรคปกติ เป็นโรคท้องถิ่น ผมมาจากจังหวัดเชียงใหม่ นักท่องเที่ยวไม่ว่าจากต่างประเทศครับท่านประธาน จากพี่น้องคนในประเทศก็เดินทาง ไปเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ เครื่องบินแต่ละเที่ยวเต็มไปหมดเลยครับ บางวันขากลับจากเชียงใหม่กลับกรุงเทพฯ ไม่ว่างด้วยซ้ำไปท่านประธาน ทุกคนเข้าใจว่า มันเป็นสถานการณ์ปกติ โรคโควิด (COVID) เป็นก็คือโรคท้องถิ่น และประชาชนที่เขาเจอ สถานการณ์อย่างนี้เขาก็อยู่ตามปกติแต่เขารู้ว่าเขามีบทเรียนอย่างไรที่จะต้องรักษาและ ป้องกันตัวเองอย่างไร เขามีขั้นตอนอย่างไรที่จะต้องไปแจ้งเจ้าหน้าที่ เขามีขั้นตอนอย่างไร ที่จะต้องเข้าไปติดต่อส่วนราชการในการที่จะป้องกันตัวเอง เมื่อเกิดเหตุการณ์เขาจะทำ อย่างไร ผมคิดว่าเรื่องนี้เขาเข้าใจ และการที่ประกาศเป็นภาวะปกติหรือว่าโรคท้องถิ่น ผมคิดว่าอันนี้เป็นที่รับรู้และรับทราบ ประเด็นสำคัญก็คือว่าแล้วไฉนฝ่ายบริหารโดยรัฐบาล ต้องมายืดเวลา ยืดเวลา พ.ร.ก. ฉุกเฉินเรื่องโควิด (COVID) นะครับจากวันที่ ๑ สิงหาคม ถึง ๓๐ กันยายนนี้ต่อไป มันไม่มีเหตุผลครับ ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่จะมาอธิบายว่ามันเป็น ความฉุกเฉิน ซึ่งมันย้อนแย้งกับสิ่งที่รัฐบาลเองได้ประกาศว่าเป็นโรคท้องถิ่น ท่านประธานครับ การที่คุณรังสิมันต์ โรม ได้เสนอว่าควรจะใช้ระยะเวลาในการประกาศแต่ละครั้งไม่เกิน ๓๐ วัน ผมคิดว่าอันนี้ชอบด้วยเหตุผลตรรกะต่าง ๆ อยู่แล้วนะครับ เพราะว่าการฉุกเฉิน มันไม่ใช่ฉุกเฉินตลอดทั้งปีทั้งชาติแบบนี้ หากเราให้ฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายบริหารได้ใช้อำนาจ ตามสมควรก็คือว่า ๓๐ วันเป็นเรื่องปกติที่ควรจะเกิดขึ้น แต่ว่าหลังจาก ๓๐ วันกระบวนการ ที่จะมีส่วนร่วม เช่นรัฐสภาแห่งนี้ที่มาจากพี่น้องประชาชน เช่นหน่วยงานอื่น ๆ ที่ประเมินว่า สถานการณ์ฉุกเฉินมันมีองค์ประกอบทั้งทางวิชาการหรือข้อมูลอื่น ๆ เข้ามาควรจะเป็น เหตุผลที่ถูกต้องอยู่แล้วครับ การที่ ครม. รับร่างไปแล้วและกลับมาชี้แจงกับทุกหน่วยงาน ยกเว้นกรรมการสิทธิมนุษยชนนะครับ ซึ่งไม่เห็นด้วยกับร่างของคุณรังสิมันต์ โรม ด้วยทั้งสิ้น ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ ๑. เสียเวลาตั้งแต่ต้น ๒. การที่ยืนหยัดในหลักการร่างเดิมที่รัฐบาล ประกาศใช้โดยไม่มีกระบวนการมีส่วนร่วมของตัวแทนพี่น้องประชาชนคือรัฐสภา ผมคิดว่า ขัดกับหลักประชาธิปไตย ขัดกับการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน และสิ่งเหล่านี้ผมคิดว่า การประกาศแบบตลอดชาติ ประกาศแบบยาวอย่างนี้ผมคิดว่าภาวะฉุกเฉินต่อไปพี่น้อง ประชาชนจะไม่ให้ความเคารพ และการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินจะไม่มีความศักดิ์สิทธิ อีกต่อไปครับ ท่านประธานขอบคุณมากครับ🔗
ขอเชิญ ท่านปดิพัทธ์ครับ🔗
เรียนท่านประธานครับ พอดีเห็น ท่านรัฐมนตรีเข้ามาครับ แล้วผมเป็นผู้อภิปรายสรุปสุดท้ายนะครับก็เลยคิดว่าทางผู้ชี้แจง ที่ได้ฟังเพื่อน ๆ ที่อภิปรายไปแล้วมีอะไรจะชี้แจงเพิ่มเติม หรือว่าท่านรัฐมนตรีมีอะไรจะสรุป กับทางสภาไหมครับ🔗
ขอเชิญ ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีให้ร่วมกับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงให้ข้อมูลประกอบการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการบริหาร ราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งท่านรังสิมันต์ โรม กับคณะเป็นผู้เสนอ แล้วก็คณะรัฐมนตรีขอรับไปพิจารณาก่อนที่สภาจะได้ลงมติในวาระรับหลักการ และได้ส่งคืน มายังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณา จึงต้องขอกราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิก ที่เคารพครับ ผมขอกราบเรียนว่าเมื่อคณะรัฐมนตรีได้รับร่างไปพิจารณาได้มอบหมายให้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย สำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการ เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สำนักงานอัยการสูงสุดและสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาร่วมประชุมและได้เชิญสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นผู้เสนอร่างข้อบัญญัติเข้าร่วมชี้แจงด้วย ซึ่งที่ประชุมมีความเห็นดังนี้ กลไกการ ประกาศใช้และการบังคับใช้มาตรการตามร่างพระราชบัญญัตินี้มีผลกระทบโดยตรง ต่อประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ฉุกเฉิน ส่วนกลไกตามพระราชกำหนด ปัจจุบันมีความเหมาะสมแล้วก็เป็นธรรมอยู่แล้ว และมีมาตรการทางกฎหมายที่เบากว่า กฎหมายต่างประเทศเช่นประเทศแคนาดา สำหรับการให้อำนาจนายกรัฐมนตรีในการออก ข้อกำหนดเพื่อห้ามการเสนอข่าว การจำหน่ายหรือการเผยแพร่ซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่อ อื่นใดที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูล ข่าวสารเป็นมาตรการที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ดังเช่นการเผยแพร่ข่าวปลอมหรือข้อมูลที่ ไม่ถูกต้องที่สร้างความตระหนกตื่นกลัวและความเข้าใจผิด นอกจากนี้หน่วยงานต่าง ๆ ยังมี ข้อห่วงกังวลต่อประเด็นที่มีการเสนอแก้ไข เนื่องจากสถานการณ์ฉุกเฉินจำเป็นต้องมีความ รวดเร็วในการแก้ไขปัญหา หรือทำให้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นคลี่คลายเพื่อไม่ให้กระทบกับ ประโยชน์ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ รวมทั้งมิให้ประชาชนได้รับอันตราย และเดือดร้อนจนไม่อาจทำให้ใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ดังนั้นจึงยังไม่ควรรับหลักการร่าง พระราชบัญญัติดังกล่าวและเห็นควรใช้บังคับพระราชกำหนดดังกล่าวต่อไป คณะรัฐมนตรี ในคราวประชุมเมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๕ มีมติรับทราบข้อสังเกตและผลการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ และให้ส่งคืน ร่างพระราชบัญญัติไปยังสภาผู้แทนราษฎรพร้อมชี้แจงข้อสังเกตเพื่อประกอบการพิจารณา ของสภาผู้แทนราษฎรด้วย ดังนั้นวันนี้จึงมีท่านผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้ให้ข้อมูลในรายละเอียดต่อไป กราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗
เชิญท่าน ผู้แทนจาก สมช. หรือคณะกรรมการกฤษฎีกาจะชี้แจงไหมครับ ท่านมีอะไรชี้แจงเชิญนะครับ🔗
นายวรณัฐ คงเมือง (ที่ปรึกษาด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคง : กราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกที่เคารพ กระผม นายวรณัฐ คงเมือง ที่ปรึกษา ด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคง สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ขอเรียนชี้แจง เพิ่มเติมดังนี้นะครับ ผมอยากกราบเรียนว่าการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉินนี้เป็นดังที่ท่านสมาชิกอภิปราย คือเราได้นำมาใช้ใน ๓ ลักษณะ ได้แก่ เรื่องของการใช้ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เรื่องของการชุมนุมทางการเมืองที่มีการใช้ ความรุนแรง เรื่องของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) โดยสำนักงาน สภาความมั่นคงแห่งชาติได้หารือกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในเรื่องเกี่ยวกับสถานการณ์ทั้ง ๓ ข้างต้น แล้วก็ขอยืนยันว่ากฎหมายที่ใช้บังคับในปัจจุบันมีความเหมาะสมและมี ประสิทธิภาพในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของการที่พิจารณาว่า สถานการณ์ฉุกเฉินนี้เป็นสถานการณ์ที่ไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด และจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีเครื่องมือทางกฎหมายเพื่อใช้บังคับในการแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะที่กฎหมายปกติไม่อาจดำเนินการแก้ไขสถานการณ์ได้นะครับ สำหรับความจำเป็น ของการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เรามุ่งเน้นแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินให้คลี่คลายลง แล้วก็เพื่อความ ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นหลัก โดยไม่นำไปใช้นอกเหนือจากเหตุ ตามที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แล้วก็ในการใช้หรือการขยายพระราชกำหนดการบริหาร จัดการฉุกเฉินในแต่ละครั้งก็จะมีกระบวนการทั้งการตรวจสอบข้อเท็จจริงของสถานการณ์ จากหน่วยงานด้านการข่าวและหน่วยงานด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง มีการพิจารณา ผ่านกลไกของคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อกลั่นกรองเหตุผลและความ จำเป็นก่อนเสนอนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีต่อไป อนึ่งในประเด็นที่ท่านสมาชิก ได้กรุณาอภิปรายอาจจะเรียนเพิ่มเติมเล็กน้อยดังนี้ ในเรื่องของการประเมินผลสัมฤทธิ์ ของกฎหมายคือ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ใน พ.ร.บ. หลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ ของกฎหมายปี ๒๕๖๒ ก็ได้กำหนดให้หน่วยงานดำเนินการโดยขณะนี้ สมช. อยู่ระหว่าง ดำเนินการประเมินผลสัมฤทธิ์ ซึ่งจะดำเนินการให้แล้วเสร็จในปี ๒๕๖๗ ซึ่งก็อยู่ในกรอบ ระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดนะครับ ในส่วนของเรื่องจังหวัดชายแดนภาคใต้ การใช้ พ.ร.ก. นี้ก็มีท่านสมาชิกกังวลในเรื่องเกี่ยวกับความถูกต้องเหมาะสมในการใช้และวิธีปฏิบัติของ เจ้าหน้าที่ก็เรียนว่าในส่วนของ กอ.รมน. ภาค ๔ ส่วนหน้า มีระเบียบปฏิบัติที่ชัดเจนในการ ควบคุมดูแลผู้ต้องหารวมถึงการตรวจร่างกายการให้ญาติเยี่ยมได้ แล้วก็ พ.ร.ก. นี้ก็จะ คุ้มครองเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติโดยสุจริตเท่านั้น แล้วก็ไม่เลือกปฏิบัติไม่เกินสมควรแก่เหตุ สำหรับการขยายระยะเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็จะมีการ พิจารณาอย่างรอบคอบจากทุกฝ่าย รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนด้วยนะครับ แล้วก็โดยใช้สถาบันการศึกษาเข้ามาออกแบบสอบถามแล้วก็เสนอรวบรวมประมวลความเห็น ถึงความจำเป็นในพื้นที่ด้วยนะครับ อย่างไรก็ตามในการใช้ พ.ร.ก. ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็มีความพยายามในการปรับลดพื้นที่ที่ไม่จำเป็นลงนะครับ ซึ่งขณะนี้ก็ได้มีการลดพื้นที่ลง ตามลำดับนะครับ ขอเรียนว่าสภาพสถานการณ์ฉุกเฉินนี้ตามที่ผมเรียนว่ามันไม่สามารถ คาดการณ์ที่เกิดขึ้นหรือระดับความรุนแรงของสถานการณ์ทำให้กฎหมายไม่อาจกำหนด มาตรการที่ชัดเจนตายตัวไว้ล่วงหน้านะครับ การให้ฝ่ายบริหารออกข้อกำหนดไม่ใช่การสั่งการ โดยไม่มีขอบเขตหรือคลุมเครือ เนื่องจากที่ได้เรียนว่าจะต้องมีการผ่านกลไกต่าง ๆ เพื่อกลั่นกรองจนกระทั่งเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ขอสรุปว่าร่างพระราชบัญญัตินี้จะมีผล โดยตรงต่อประสิทธิภาพในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในแง่ของความทันท่วงทีของ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาหรือทำให้สถานการณ์คลี่คลายเป็นหลักนะครับ เพื่อไม่ให้กระทบถึงการรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ รวมถึงไม่ให้ประชาชนได้รับ อันตรายและเดือดร้อนมากเกินไปนะครับ ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการรักษาความมั่นคงของชาติ ดังนั้น สมช. จึงเห็นยังไม่ควรรับหลักการร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวและเห็นควรใช้บังคับ พระราชกำหนดต่อไปครับ ขอขอบพระคุณครับ🔗
ผู้แทน สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีอะไรจะชี้แจงไหมครับ ไม่มีนะครับ ถ้าไม่มีก็ถือว่าการอภิปราย ยุติให้ผู้เสนอได้มีสิทธิสรุปในประเด็นที่คณะรัฐมนตรีได้มีข้อสังเกตและผลการพิจารณาของ คณะรัฐมนตรี เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ปดิพัทธ์ สันติภาดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดพิษณุโลก เขต ๑ พรรคก้าวไกล จากการที่ได้ฟังคำชี้แจงของท่านรัฐมนตรีซึ่งก็เป็นการอ่านตามสคริปต์ (Script) ตรงนี้นะครับ เดี๋ยวผมขอมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนว่าเหตุผลที่ทางเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายนั้นผมคิดว่า คำตอบของคณะรัฐมนตรีนั้นไม่เป็นที่น่าพอใจเลยนะครับ แล้วก็ทาง สมช. ด้วยซึ่งผมจะ พยายามสรุปให้กระชับแล้วก็อยากจะขอความร่วมมือจากทางเพื่อนสมาชิกสภานิติบัญญัติ แห่งนี้นะครับว่าอันนี้คือโอกาสในการที่เราจะยืนหยัดเพื่อศักดิ์ศรี แล้วก็หน้าที่ของ สภานิติบัญญัติว่าเรามีหน้าที่ในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร ถ้าเราปล่อยโอกาสนี้ไปนะครับ แล้วทำให้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน นั้นกลายเป็นเครื่องมือของฝ่ายบริหารที่ปราศจากการตรวจสอบ และพึ่งพาความชอบธรรมจากหน่วยงานของตัวเองเท่านั้น เรื่องแบบนี้จะเป็นที่น่าย่ำยีและ เป็นที่เสียศักดิ์ศรีของสภานิติบัญญัติเป็นอย่างมาก สิ่งที่ท่านตัวแทนจาก สมช. บอกนะครับ การประเมินผลของ พ.ร.ก. นี้จะสิ้นสุดในปี ๒๕๖๗ เพราะฉะนั้นตอนนี้ทั้งที่โรคประจำถิ่น ซึ่งโควิด (COVID) ได้ประกาศเป็นโรคประจำถิ่นไปแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นการประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เพื่อแก้ไขสถานการณ์โควิด (COVID) และท่านจะต้องรอการประเมินถึง ปี ๒๕๖๗ นี้ ผมคิดว่าไม่เป็นธรรมกับประชาชน ผมฉีดวัคซีน ๔ เข็มแล้วครับ รัฐมนตรี ๖ เข็มแล้ว ตอนนี้ เอาวิทยาศาสตร์มาคุยกันไหมครับว่าตกลงแล้วเราต้องฉีดวัคซีนกี่เข็ม แล้วจำนวนประชากร เท่าไรถึงจะเรียกว่าไม่ฉุกเฉิน ถ้าพูดอย่างนี้มันเอาอะไรมาวัดกันละครับว่าตอนนี้ประเทศ ยังฉุกเฉินในเรื่องของโควิด (COVID) อยู่ เราเตรียมเปิดประเทศแล้ว ตอนนี้นักท่องเที่ยว ไม่ใช่เราเตรียมเปิดครับ เราเปิดไปแล้ว นักท่องเที่ยวตอนนี้เต็มข้าวสารแล้วนะครับ แล้วถ้ายัง คิดว่าตอนนี้เป็นเรื่องฉุกเฉิน ผมคิดว่าไม่เป็นธรรมและไม่เป็นวิทยาศาสตร์ เป็นการใช้มุมมอง ของฝ่ายความมั่นคงแบบทหาร ที่จริง ๆ แล้วท่านหวาดหวั่นในเรื่องของสถานการณ์ การชุมนุมทางการเมืองเท่านั้นเอง เรื่องของโควิด (COVID) ท่านตัดทิ้งเลยครับ รอบหน้า ถ้าจะประกาศพระราชกิจจานุเบกษาท่านพูดตรง ๆ ไปเลย ท่านพูดตรง ๆ ไปเลยอย่าเอา โควิด (COVID) มาอ้างอีก ท่านอ้างฝีดาษลิงยังดีกว่านะครับ ตอนนี้อ้างโควิด (COVID) มันเป็นข้ออ้างที่ไม่มีใครเขาเชื่อแล้ว แล้วท่านก็ประกาศไปเลยว่าจะคุม ใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน จนกว่าจะมีการเลือกตั้งเสร็จ เอาอย่างนี้ไหมครับ ตอนนี้เหลือแค่ ๒ ประเทศนะครับที่ขยาย พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ไปเรื่อย ๆ ไทยกับพม่า ท่านจะให้ผมเข้าใจอย่างไร พม่านี้บอกเลยนะครับ จะประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน จนกว่าจะมีการเลือกตั้งนะครับ คุณประยุทธ์เอาแบบนี้ไหม ครม. เอาแบบนี้หรือครับ ประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน จนกว่าจะมีการเลือกตั้ง เรื่องนี้เป็น ประเด็นทางการเมืองครับท่านประธาน ไม่ใช่ประเด็นทางสาธารณสุข เพราะฉะนั้นผมว่า รอบหน้า สมช. ใจกล้า ๆ ครับ ประกาศราชกิจจาไปเลยว่าคุมม็อบ (Mob) จนกว่าจะมีการ เลือกตั้งเสร็จ เรื่องนี้ประชาชนจะได้เข้าใจ และไม่เป็นที่น่าหัวเราะเยาะว่าใช้เรื่องโควิด (COVID) มาอ้างเป็นเวลากว่า ๒ ปีครึ่ง แล้วถ้าครบรอบในเดือนปลายปีนี้ก็คือ ๓ ปีที่ทุกอย่าง ยังฉุกเฉินอยู่ ท่านประธานครับ เวลาเราพูดคำว่าฉุกเฉินนี่เราพูดถึงอะไรครับ ไฟไหม้บ้าน แผ่นดินไหวใช่ไหมครับ นี่ไฟไหม้บ้านมา ๓ ปีแล้วหรือครับยังดับไม่ได้ ประสิทธิภาพคืออะไร ควรจะเปลี่ยนผู้บริหารได้แล้วใช่ไหมครับ ๓ ปีจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินไม่ได้ ภาคใต้ ๑๘ ปี จัดการความขัดแย้งสถานการณ์ไม่ได้ และท่านก็รู้ว่าจริง ๆ ภาคใต้นี่ความขัดแย้งมันไม่ได้ เกิดขึ้นเพราะประชาชนหรอกครับ แต่มันเกิดขึ้นเพราะการใช้อำนาจที่ลุเกินของเจ้าหน้าที่รัฐ และปราศจากการตรวจสอบต่างหาก ไม่อย่างนั้นไม่ค้ามนุษย์กันลึ่ม ๆ อยู่ที่ภาคใต้ได้ หรอกครับ เจ้าหน้าที่รัฐทั้งนั้นเลย แล้วเรื่องแบบนี้เราจะอธิบายต่อประชาชนอย่างไรว่า การใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินนั้น เป็นแบบที่พวกท่านอภิปราย พอเราดูเรื่องของประสิทธิภาพ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ไม่มีประสิทธิภาพ แล้วท่านอย่าเอาแคนาดามาเทียบไทยเลยครับ ท่านจะ เทียบจัสติน ทรูโดกับประยุทธ์หรือครับ แคนาดาเขาใช้แรงเพราะว่ามันเกี่ยวข้องกับการ ก่อการร้าย แล้วเขาใช้แค่ไม่กี่วันเท่านั้นครับ แล้วจบ อันนี้เราใช้ ๓ ปีแล้วนะครับ โดยคุณประยุทธ์นี่คุณเทียบกับจัสติน ทรูโดนี่ผมคิดว่าท่านไปเขียนมาใหม่เถอะครับ อย่าเอา แคนาดามาอ้างเลย แล้วจริง ๆ หน่วยงานต่าง ๆ ที่มีการพูดถึง ๑๑ หน่วยงานนี่ผมไม่ได้ แปลกใจเลยนะครับว่าทำไมถึงไม่มีใครเห็นด้วย ก็เพราะไม่มีหน่วยงานไหนในที่นี้ใส่ใจเหตุผล ที่ท่านรังสิมันต์ โรม เสนอก็คือเรื่องสิทธิมนุษยชน ท่านมองความมั่นคงของรัฐบาลเป็นหลัก ต่างหาก ไม่ว่าเจ้าหน้าที่รัฐกระทำการผิดพลาดอย่างไรนะครับ เราไปดูก็ได้ว่ากระบวนการ ในการบังคับใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินนั้นเป็นอย่างไร มีปัญหาทั้งตัวบท และมีปัญหาทั้งเรื่องของการ บังคับใช้ ผู้ชุมนุมมากมายนะครับ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องโควิด (COVID) เลย แต่เจ้าหน้าที่ ตำรวจที่มาชี้แจงกับกรรมาธิการพัฒนาการเมืองบอกว่า ถ้าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ไปจับกุม และตั้งข้อหาพวกเขา เจ้าหน้าที่ตำรวจจะโดน ๑๕๗ ครับ ไม่ควบคุมโรคติดต่อ ทั้งที่ตำรวจ ก็รู้สึกอับอายนะครับที่ต้องใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน จับคนที่ไอคอนสยาม แต่ในขณะเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นงานอะไรของรัฐบาลนะครับ คนอย่างแน่นเลยครับ ผมเห็นคนที่ไปล้อมกอด คุณประยุทธ์นะครับ ดูอันตรายมากเลยนะครับ แต่ไม่มีใครโดนจับเลยครับ แต่คนที่ยืนทำ โพลล์ (Poll) คนเดียว คนที่ไปยืนเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหาคนเดียวโดนจับเรื่อง พ.ร.ก. ฉุกเฉิน จำนวนคนก็ไม่ตรง ความเสี่ยงก็ไม่ตรง สุดท้ายเป็นดุลยพินิจที่ไร้ความ รับผิดชอบ รัฐมนตรีไปกินนมที่ทองหล่อเกิดคลัสเตอร์โควิด (Cluster COVID) ไม่เห็นโดนจับ เลยครับ กินนมเย็นที่ทองหล่อนะครับกับเยาวชน แล้วนั่นมันเอฟวิเดนต์ (Evident) ชัดเจน นะครับว่ามันต้นเหตุการณ์ระบาด แต่เยาวชนที่ชุมนุมทางการเมืองไม่มีการระบาดแม้แต่ คนเดียว ท่านยัดคดีใส่เขา แล้วบางคนต้องถูกจำคุกด้วย ท่านประธานครับ เหตุผลที่บอกว่า จะทำให้การควบคุมสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น มีประสิทธิภาพนั้นตกไปนะครับ แล้วเรื่องความ เป็นธรรมก็ตกไปเช่นกัน เพราะจริง ๆ แล้ว พ.ร.ก. ฉุกเฉิน นั้นเป็นเครื่องมือทางการเมือง เท่านั้นเอง ท่านประธานครับ การบังคับใช้มีปัญหา เนื้อหามีปัญหา เพราะฉะนั้นผมคิดว่าสภาของเราไม่ควรจะมองว่านี่คือการแก้กฎหมายด้วยใบหน้าของ ท่านรังสิมันต์ที่เป็นคู่ปรับกับคุณประยุทธ์ ไม่ใช่เรื่องของการเขียนว่านี่เป็นร่างของพรรคก้าวไกล แล้วท่านจะคว่ำแต่ท่านกลับมาในหลักการสิครับ ฝ่ายนิติบัญญัติมีหน้าที่ในการตรวจสอบ ฝ่ายบริหาร แล้วเราก็ไม่ได้ลิดรอนอำนาจฝ่ายบริหาร ท่านก็มีอำนาจในการประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แต่เราขอความรับผิดชอบได้ไหมครับ ฉุกเฉินก็คือฉุกเฉิน เอาไป ๓๐ วันก่อน แล้วถ้า จะขยายก็เอาเหตุผลมาคุยกัน ท่านควบคุมโรคได้หรือยังเอามาคุยกัน นำเสนอกัน เราเรียกร้องความโปร่งใส เราร้องเรียกร้องแอกเคานต์เทบิลิตี (Accountability) ของการที่ สภาแห่งนี้จะตรวจสอบฝ่ายบริหาร แต่ถ้าสภาแห่งนี้ปล่อยให้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เป็นเครื่องมือ แบบนี้ ไม่รู้นะครับ หลายคนที่กำลังจะย้ายพรรครอบหน้าอาจจะโดนเช็กบิล (Check Bill) ก็ได้เวลาที่เคลื่อนไหวทางการเมืองและตรงข้ามกับรัฐบาล ผมคิดว่าตอนนี้เรามีศักดิ์ศรี กันหน่อยเถอะครับ แล้วก็รับหลักการของ พ.ร.บ. นี้เสีย ปรับปรุงให้สถานการณ์ฉุกเฉินนั้น เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินที่เราตั้งใจทำงานเพื่อประชาชนไม่ใช่รับใช้ผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะ นายกรัฐมนตรีที่บ้าอำนาจ เรื่องนี้เราสามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยการรับหลักการ ไม่ว่าท่าน จะเห็นด้วยในรายละเอียดต่าง ๆ ระยะเวลามาต่อรองกันได้ อำนาจของศาลปกครอง มาต่อรองกันได้ แต่ถ้าแม้แต่หลักการยังไม่รับนี่ผมคิดว่าสภาแห่งนี้กำลังโดนแทรกแซง โดยอำนาจดิบเถื่อนของฝ่ายบริหารที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอย่างแท้จริง และจริง ๆ แล้ว ถ้าจะคว่ำกัน ส.ส. รัฐบาลควรจะเดินหน้าอภิปรายต้านกันหน่อยนะครับ ไม่ใช่นั่งเงียบ ๆ แบบนี้ แล้วถึงเวลาก็กดปุ่มเพื่อจะคว่ำกฎหมายนี้ ผมคิดว่าไม่แฟร์ (Fair) แล้วก็ไม่เป็นเหตุ เป็นผลเลย แล้วมันจะบันทึกเอาไว้เลยว่าสภาแห่งนี้โหวตคว่ำ พ.ร.บ. นี้ในวาระที่ ๑ โดยไม่มี เหตุผลใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นเพียงการรับใช้อำนาจของคุณประยุทธ์แล้วก็ ครม. ซึ่งวันนี้ก็ชี้แจง ได้น่าผิดหวังมาก ท่านประธานครับ สิ่งที่เกิดขึ้นผมอยากจะอ่านอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้บันทึกอยู่ ในสภานี้อย่างชัดเจนว่าพรรคก้าวไกลของเราสนใจในเรื่องของความมั่นคงของประเทศ แน่นอน แต่ความมั่นคงของประเทศนั้นจะต้องนำมาซึ่งการตรวจสอบถ่วงดุลของฝ่ายบริหาร ที่ประชาชนนั้นมีปากมีเสียงโดยที่ไม่ได้มีการลุแก่อำนาจทางกฎหมายและเราใส่ใจในเรื่อง ของสิทธิมนุษยชน ซึ่งความเห็นของคณะกรรมการสิทธิได้พูดถึงว่าเห็นด้วยว่าควรจะมีการ เพิ่มกลไกตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารเพิ่มขึ้น ซึ่งร่างพระราชบัญญัติ ได้แบ่งกลไกการตรวจสอบเป็น ๒ ส่วน คือการประการครั้งแรกและการขยายเวลา ซึ่งเห็นสมควรว่าการขยายเวลาควรจะให้สภาผู้แทนราษฎรได้เห็นชอบด้วย ถ้าเรานึกสภาพ กฎหมายแบบนี้ได้บังคับใช้ไปแล้ว คณะรัฐมนตรีก็คือแค่เอากลับมารายงานสภาเท่านั้นเอง ว่าคุณใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ไปแล้ว ๓ เดือนมีผลอย่างไร ใช่ไหมครับ แล้วเสียงข้างมาก ของรัฐบาลก็ยังซัปพอร์ต (Support) หรือสนับสนุนให้คณะรัฐมนตรีนั้นใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ต่อไปได้ แต่นี่ไม่เคยมีการชี้แจงใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่เคยมีอะไรที่ต้องรับผิดชอบทั้งสิ้น และผม คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าอัปยศจริง ๆ และทำให้ฝ่ายบริหารนั้นลอยนวล ไร้การตรวจสอบ โดยนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจล้นมือ จริง ๆ แล้วถ้าท่านนายกรัฐมนตรีอยากจะใช้ ม. ๔๔ ต่อ ก็ใช้ไปเลยครับ จริง ๆ ตอนนี้ก็มาใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แทน ท่านไม่เหลืออำนาจแล้วครับ มีแต่ความหวาดกลัวว่าประชาชนนั้นจะลุกฮือขึ้นต่อต้านท่าน ผมเห็นใบหน้าของคุณประยุทธ์ ต่อ พ.ร.ก. จนถึงหลังเลือกตั้งแน่ ๆ ครับ เพราะจนตอนนี้ท่านยังไม่รู้เลยจะเอา ๑๐๐ หรือ ๕๐๐ ท่านยังไม่รู้เลยว่าใครเป็นเพื่อนแท้ของท่านบ้างที่อยู่ข้าง ๆ ท่าน เสียบทิ่มแทง พังกันไปหมด เพราะฉะนั้นอันนี้ล่ะครับ มันให้เห็นชัดเจนว่าเราเดินหน้าไปสู่ประเทศที่มี ฉันทามติและมีประเทศที่สงบสุขไม่ได้เลย ท่านจะใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ที่ไร้เหตุผลแบบนี้เพื่อให้ ประเทศนี้สงบสุขจริง ๆ หรือครับ ท่านไปดูก็ได้ว่าคนที่โดน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ๒,๐๐๐ กว่าคน มันมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับโควิด (COVID) นิดเดียวเท่านั้นเองที่เหลือเป็นเรื่องการต่อต้านรัฐบาล ครับ และจริง ๆ เป็นการต่อต้านรัฐบาลที่ไม่มีความรุนแรงด้วย เมื่อสักครู่ท่าน สมช. บอกว่า ใช้ในการควบคุมการชุมนุมที่มีความรุนแรง รุนแรงตรงไหนครับ น้อง ๆ ที่ท่านอมรัตน์ชี้แจง ไปนี่ มีกระดาษเปล่าแผ่นหนึ่งกับสติ๊กเกอร์ (Sticker) มีอาก้าหรือครับ มีปืนหรือครับ ที่ท่านต้องใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน จับเขาไม่มีนะครับ มานั่งคุยกันเถอะครับ เอาเหตุเอาผลมาคุยกัน ประชาชนจะได้รับความเป็นธรรมไม่ว่าเขาจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล เขาควรมี พื้นที่ที่ปลอดภัยในการแสดงออก ท่านประธานครับ การขยายเวลาต่อไปเรื่อย ๆ สวนทางกับ จำนวนวัคซีนที่เพิ่มขึ้น สวนทางกับการเปิดประเทศ สวนทางกับทุกอย่าง แต่การขยายเวลาต่อไปเรื่อย ๆ โดยไร้ซึ่งเหตุผลนะครับ โดยเฉพาะการประกาศล่าสุดที่ไม่มี บทบาทของกระทรวงสาธารณสุขเลยนะครับ เป็นตำรวจทหารนั่งทุบโต๊ะเลยว่าจะขยาย พ.ร.ก. สิ่งนี้เองนะครับสะท้อนชัดเจนว่าเราปล่อยให้อำนาจของนายกรัฐมนตรีไร้ซึ่งการ ตรวจสอบถ่วงดุลแบบนี้ไม่ได้ แล้วสิ่งที่เราสามารถยืนยันได้ว่าเราเห็นด้วยกับหลักการนี้ และเห็นด้วยกับอำนาจของสภานิติบัญญัติ ผมคิดว่าผมขอให้ทางมือในสภาแห่งนี้ได้รับ หลักการร่างของท่านรังสิมันต์ โรม และที่เหลือเราไปว่ากันต่อในกรรมาธิการ ท่านประธานครับ เรากำลังจะมีการเลือกตั้งแล้วนะครับไม่ว่ามันจะเร็วหรือช้าก็ตามและเราเห็นชัดเจนว่า ในสภาเราปั่นป่วนแค่ไหน แต่ความปั่นป่วนนี่ท่านเอากฎหมายมากดไว้ไม่ได้การปั่นป่วนนี้ มันคือการที่เราคลายล็อกและให้ประเทศนั้นเดินหน้าไปสู่ฉันทามติทางการเมืองคือการ เลือกตั้งในปีหน้านะครับ แต่ถ้าประชาชนยังไม่มีสิทธิเสรีภาพอย่างเต็มที่ในการรณรงค์ ในการแสดงออกทางความคิด ถ้าประชาชนยังไม่มีโอกาสเต็มที่ในการที่จะแสดงออกว่าเขา เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลแล้วยังมีแต่ความอยุติธรรมที่กดขี่ประชาชนแบบนี้ต่อไป ผมคิดว่าพวกเราไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบนี้ได้ แล้วผมคิดว่าประชาชนจะต้อง สั่งสอนพวกเราในการเลือกตั้งรอบหน้าแน่นอน แต่อย่างไรก็ดีไม่ว่าเราจะรับหรือไม่รับ หลักการพวกเราคิดถึงหน้าประชาชนเถอะครับ คิดถึงหน้าประชาชนที่ตอนนี้ถูกกฎหมาย อยุติธรรมแบบนี้กดขี่อยู่ต้องติดกุญแจติดตามตัว ต้องติดกำไลข้อเท้าติดตามตัว พวกเขา สูญเสียโอกาสในการเรียน พวกเขาสูญเสียโอกาสในการสร้างเศรษฐกิจในการดูแลครอบครัว เวลาเราคุยกันในห้องแอร์ (Air) แบบนี้เรามองตัวเลข ๒,๐๐๐ กว่าคนท่านมองเป็นเรื่องเล่น ๆ เป็นเรื่องสบาย ๆ ว่าตอนนี้ประเทศก็สงบดี แต่ท่านลองไปสวมรองเท้าอยู่ในครอบครัว ของเขาสิครับ ลองเป็นลูกหลานท่านสิครับ ลองเป็นพ่อแม่ท่านที่โดน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน สิครับ ผมคิดว่าท่านมายืนชี้แจงแบบนี้ไม่ออก คืนความเป็นธรรมให้กับพี่น้องประชาชนเถอะครับ แล้วก็รับ พ.ร.บ. นี้ไปมันคงไม่ได้เสร็จเร็วแน่หรอกครับ ผมคิดว่าก็ยังมีเวลาเรื่อย ๆ ให้พวกท่าน ได้แก้ไขคำว่า ฉุกเฉินของท่านเอาให้จบได้ไหมครับโควิด (COVID) นี่เอาให้จบได้แล้วครับ แล้วก็เดินหน้าให้ พ.ร.บ. นี้ได้รับการรับรองแล้วไปต่อให้กลายเป็นกฎหมายที่ชอบธรรม ผมคิดว่าเรื่องนี้ทางสภาของเราตัดสินใจให้ดีขึ้นได้โดยที่ไม่ต้องไปเชื่องหรือว่าเชื่อฟัง ฝ่ายบริหารอย่างที่ตอนนี้ทุกท่านทำอยู่ขอบคุณครับ🔗
เป็นการ จบการอภิปรายและอภิปรายสรุปตามข้อบังคับ ข้อ ๗๕ ขั้นตอนต่อไปเป็นขั้นตอนการขอมติ จากที่ประชุมในขั้นรับหลักการในวาระหนึ่งนะครับ แต่ก่อนจะลงมติต้องตรวจสอบ องค์ประชุมตามข้อบังคับ ข้อ ๗๘ ครับ เชิญท่านสมาชิกเข้ามาห้องประชุม เชิญท่านสมาชิก เข้ามาห้องประชุมเพื่อแสดงตนครับ🔗
ขอเชิญ ท่านสมาชิกที่เข้ามาห้องประชุมก็ใช้สิทธิแสดงตนได้นะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม คำพอง เทพาคำ สมาชิกผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ เมื่อวานนี้ผมขออนุญาตท่านประธานครับ🔗
มีอะไร เชิญครับ🔗
คือเมื่อวานนี้ผมได้เรียนถาม ท่านประธานชวนแล้วนะครับว่าปี ๒๕๑๒ รอนานไหม แต่เมื่อวานนี้เรารอ ๕๓ นาทีครับ ขอความกรุณาท่านประธานรอสักครู่นะครับ รอองค์ประชุมนะครับท่านประธาน🔗
คงมี ท่านสมาชิกที่ประชุมกรรมาธิการงบประมาณจะรอสักพักนะครับ เดินมาไกลหน่อย ท่านประธานคณะกรรมการประสานงานทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้านได้โทรตามหรือยังครับ ช่วยตามหน่อยนะครับ ผมให้เวลาอีก ๕ นาทีนะครับ🔗
ขออนุญาตครับท่านประธานครับ ผมดูโดยสายตานี่ผมคิดว่าใกล้จะครบแล้วครับ ขอให้ท่านประธานใจเย็น ๆ อีกสักนิดหนึ่ง นะครับ🔗
ขอเชิญ ท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกวิ่งมาหน่อยนะครับ ท่านสมาชิกเข้ามาครบไหมครับ ได้แสดงตน ครบหมดทุกท่านหรือยังครับ🔗
ท่านประธานครับ ณัฐวุฒิครับ เมื่อสักครู่ ส.ส. ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ แสดงตนนะครับ เข้าใจว่าครบแล้วครับ🔗
ครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอปิดการแสดงตนนะครับ ปิดการแสดงตน มีท่านสมาชิกมาแสดงตน ๒๔๐ ท่าน องค์ประชุมเราต้องการ ๒๓๙ ท่าน เกินมา ๑ ท่านเองอย่าลุกไปไหนนะครับ🔗
ต่อไป เมื่อองค์ประชุมครบตามข้อบังคับ ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะรับหลักการ แห่งร่างพระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. .... หรือไม่ ท่านสมาชิก ท่านใดเห็นควรรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. .... โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านสมาชิกท่านใดเห็นว่าไม่ควรรับหลักการกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ถ้างดออกเสียงก็ช่วยกรุณากดปุ่ม งดออกเสียงให้ด้วยนะครับ เชิญท่านกดปุ่มลงคะแนนได้ครับ🔗
ลงคะแนน ครบไหมครับ ถ้าครบขอปิดการลงคะแนนครับ จำนวนผู้ลงมติมี ๒๔๑ ท่าน เห็นด้วย ๖๙ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๖๙ ท่าน งดออกเสียง ๓ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี ดังนั้นมติ ของที่ประชุมไม่รับหลักการในวาระหนึ่ง เป็นการจบเรื่องด่วนที่ ๒🔗
ต่อไปเรื่อง ด่วนที่ ๓ ที่ประชุมพร้อมไหมครับท่านอรรถกร🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม อรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ขอเรียนต่อท่านประธานถ้าเราประเมินสถานการณ์วันนี้เราก็ประชุมกัน มาหลายเรื่อง แต่เข้าใจว่าตอนนี้ผู้มาชี้แจงก็มารออยู่ข้างหลังบัลลังก์ของท่านประธานนะครับ เราก็สามารถให้ผู้ชี้แจงเข้ามาแล้วก็เริ่มชี้แจง แล้วเราก็ลองดูอีกรอบหนึ่งก็ได้นะครับ จึงขออนุญาตนำเรียนท่านประธานครับ🔗
ไม่เป็น อะไรครับ บรรยากาศไม่ค่อยพร้อมเท่าไร ผมปิดประชุมแล้วครับ ขอบคุณครับ🔗