รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๔
ครั้งที่ ๑๗ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ
วันพุธที่ ๑๗ และวันพฤหัสบดีที่ ๑๘ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๕
ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา
______________________________
ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ขณะนี้เวลา ๐๙.๕๖ นาฬิกา มีสมาชิกมาลงชื่อแล้ว ๒๓๙ คน ครบองค์ประชุมนะครับ ผมขอเปิดประชุมครับ ขออนุญาตไปตามระเบียบวาระนะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม🔗
มีเรื่องแจ้งซึ่งไม่ปรากฏในระเบียบวาระนะครับ ตามที่ประธานรัฐสภาได้ส่ง ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่รัฐสภา ให้ความเห็นชอบแล้วไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งตามมาตรา ๑๓๒ (๒) ของรัฐธรรมนูญ ส่งไปเมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๖๕ คณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีหนังสือแจ้งว่าไม่มีข้อ ทักท้วงต่อร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวแต่อย่างใด ส่งมาเมื่อ วันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๖๕ คือเมื่อวาน ทั้งนี้ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อ ๑๐๔ กำหนดให้ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบ และได้ดำเนินการตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๒ ก่อนส่งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการตามมาตรา ๘๑ ของรัฐธรรมนูญ ให้ประธานรัฐสภา ชะลอไว้ ๓ วัน เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาจำนวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ ของจำนวน สมาชิกรัฐสภาทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ ๒ สภา เสนอความเห็นต่อประธานรัฐสภา ว่าร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ หรือตราไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และให้ประธานรัฐสภา ส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย ทั้งนี้จะครบกำหนดชะลอ ๓ วัน ครบกำหนด วันศุกร์ที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๖๕ จึงแจ้งที่ประชุมได้รับทราบตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๔ ให้สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นสมาชิกรัฐสภาได้รับทราบ ขอเรียนให้ทราบถึงกระบวนการของ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง🔗
ท่านประธานครับ ขออนุญาต ในประเด็นที่ท่านแจ้งครับ🔗
ขออภัยครับ เชิญครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธาน ณัฐวุฒิ บัวประทุม บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตสอบถาม แนวปฏิบัติ และกับการที่อาจจะเคยมีการทำมาก่อนหน้านี้ในประเด็นหนังสือจากสำนักงาน คณะกรรมการการเลือกตั้ง ท่านประธานได้กรุณาอ่านรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๒ รัฐธรรมนูญ ใช้คำว่า ไม่มีข้อทักท้วง ใช้คำนี้นะครับ ไม่มีข้อทักท้วง แต่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ท่านเขียนมา ๒ วรรคครับ วรรคหนึ่ง ท่านบอกว่าเสียงข้างมากไม่มีข้อทักท้วง อีกวรรคหนึ่ง ท่านบอกว่าเสียงข้างน้อยมีข้อทักท้วง ผมไม่ทราบแนวปฏิบัติว่าก่อนหน้านี้อาจจะเคยมี หรืออาจจะไม่เคยมีว่าอย่างนี้จะถือว่าไม่มีข้อทักท้วงได้หรือไม่ ในเมื่อท่านเขียนติ่งท้ายแบบนี้ แล้วผมคิดว่าแบบนี้เวลาที่เราส่งหนังสือไปสำนักงาน คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือองค์กรอิสระอื่น ๆ เราอาจจะต้องใส่จำนวนเสียงข้างน้อย ไปด้วยหรือครับ ผมคิดว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งตอบแบบนี้ตอบคลุมเครือ ไม่ชัดเจน แล้วก็ส่งผลในทางปฏิบัติของสภาครับ🔗
ครับ แนวปฏิบัติก็ถือตาม มติครับ มติแต่ละแห่งอาจจะไม่เอกฉันท์ แต่ว่ามติว่าอย่างไรก็ว่าอย่างนั้นนะครับ กรณีนี้ ก็ถือว่าไม่มีข้อทักท้วงครับ ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้แจ้งมา🔗
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว🔗
ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว🔗
เราตกลงว่าจะพิจารณา ๓ วันนะครับ กฎหมายนี้เป็นกฎหมายพระราชบัญญัติงบประมาณฉบับสุดท้ายของสภาชุดนี้ เพราะฉะนั้นพวกเราทั้งหลายที่มีหน้าที่ในงานภารกิจเหล่านี้ก็กรุณาได้รับทราบเรื่องนี้ และกฎหมายงบประมาณถือเป็นกฎหมายของรัฐบาลโดยตรง สมาชิกฝ่ายรัฐบาลต้อง รับผิดชอบในเรื่ององค์ประชุมเต็มที่นะครับ ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่🔗
ถ้าพร้อมแล้วขอเชิญ ท่านประธานคณะกรรมาธิการแถลงครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านนะครับ กระผม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธาน คณะกรรมาธิการวิสามัญ ขอเสนอรายงานการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ ต่อท่านประธานและท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามที่สภาผู้แทนราษฎรได้ประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พุทธศักราช ๒๕๖๖ ซึ่งคณะรัฐมนตรีเสนอ และได้มีมติรับหลักการ แห่งร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวในวาระหนึ่ง เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๖๕ และมีมติแต่งตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พุทธศักราช ๒๕๖๖ นั้น คณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณา ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ปรากฏรายละเอียดตามรายงานของ คณะกรรมาธิการวิสามัญ ซึ่งได้เสนอสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านแล้ว กระผมขอเรียน สรุปสาระสำคัญของผลการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พุทธศักราช ๒๕๖๖ ต่อที่ประชุมดังนี้🔗
คณะกรรมาธิการวิสามัญได้เริ่มพิจารณาร่างพระราชบัญญัติตั้งแต่วันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๕ จนแล้วเสร็จในวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๖๕ นะครับ โดยได้ร่วมกันพิจารณา รายละเอียดงบประมาณของหน่วยรับงบประมาณรวม ๗๓๔ หน่วยรับงบประมาณ โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญได้ให้ความสำคัญกับผลสัมฤทธิ์ที่ประชาชนจะได้รับจากการ ใช้จ่ายงบประมาณที่มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๓ แผนการปฏิรูปประเทศฉบับปรับปรุง ร่างนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติและนโยบายสำคัญของรัฐบาล ตลอดจนการจัดงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนแบบพุ่งเป้า เพื่อให้การดำเนินงาน ตามภารกิจของหน่วยรับงบประมาณสามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาต่าง ๆ ต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสบผลสำเร็จเป็นรูปธรรมเกิดผลสัมฤทธิ์และประโยชน์ สูงสุดต่อประชาชน รวมทั้งมีความสอดคล้องกับสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศ ตลอดจนสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและสังคมจากผลกระทบจากสถานการณ์ การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) โดยมีข้อสังเกต ที่สำคัญให้รัฐบาลดำเนินการเกี่ยวกับมาตรการเพิ่มรายได้และลดการกู้เงินของรัฐบาล เพื่อเพิ่มพื้นที่ทางการคลัง ปรับปรุงกระบวนการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณให้มีประสิทธิภาพ และควบรวมหน่วยงานที่มีพันธกิจและโครงการที่ซ้ำซ้อนกันหรือบูรณาการเพื่อลดความซ้ำซ้อน และประหยัดงบประมาณ รวมทั้งกระจายงบประมาณให้ทั่วถึงทุกพื้นที่ ส่งเสริมการมี ส่วนร่วมของประชาชนบนพื้นฐานของความโปร่งใสเป็นธรรมและตอบโจทย์การแก้ไขปัญหา ของประชาชน ทั้งนี้ในการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญได้แต่งตั้งคณะอนุ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณารายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พุทธศักราช ๒๕๖๖ จำนวน ๙ คณะ และคณะกรรมาธิการวิสามัญได้ปรับลดงบประมาณลง จำนวน ๗,๖๔๔,๒๔๓,๘๐๐ บาทถ้วน โดยได้พิจารณาจากความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๓ แผนการปฏิรูปประเทศฉบับปรับปรุง ร่างนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคง แห่งชาติและนโยบายสำคัญของรัฐบาล ตลอดจนเป้าหมายและผลการดำเนินงานจริง ความคุ้มค่า ความพร้อมในการดำเนินงานและศักยภาพในการใช้จ่ายงบประมาณ รวมทั้ง ให้ความสำคัญกับเงินนอกงบประมาณหรือรายได้ที่จัดเก็บเองเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณา อาทิ🔗
๑. รายการที่สามารถปรับลดเป้าหมายหรือปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินงาน ให้เกิดความประหยัด เช่น การฝึกอบรมสัมมนา การจ้างเหมาบริการ การจ้างที่ปรึกษา การประชาสัมพันธ์ การเดินทางไปราชการต่างประเทศ เป็นต้น🔗
๒. รายการที่มีผลการดำเนินงานล่าช้ากว่าแผนที่กำหนดไว้และคาดว่า ไม่สามารถใช้จ่ายได้ทันภายในปีงบประมาณหรือรายการผูกพันงบประมาณเดิมที่ผลการ จัดซื้อจัดจ้างต่ำกว่าวงเงินงบประมาณที่เสนอไว้🔗
๓. รายการที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันหรือที่ได้ดำเนินการ ไปแล้วโดยใช้จ่ายจากการโอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณหรือการปรับแผนการปฏิบัติงาน และแผนการใช้จ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕🔗
๔. รายการที่ยกเลิกโครงการหรือสามารถใช้เงินจากแหล่งอื่นนอกเหนือจาก เงินงบประมาณได้ เช่น เงินนอกงบประมาณหรือรายได้ที่จัดเก็บเอง หรือเงินสะสมคงเหลือ🔗
สำหรับการเพิ่มงบประมาณนั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาเพิ่ม งบประมาณให้หน่วยรับงบประมาณตามความเหมาะสมและจำเป็น และหน่วยงานของ รัฐสภา ศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญและองค์กรอัยการเพื่อให้เพียงพอกับการปฏิบัติ หน้าที่ดังนี้🔗
๑. กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม กระทรวงวัฒนธรรม ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง กระทรวงมหาดไทยและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งสิ้น ๒๔๐ หน่วยรับ งบประมาณ เพื่อเป็นเงินอุดหนุนในการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนจบการศึกษา ขั้นพื้นฐานหรือเรียนฟรี ๑๕ ปี🔗
๒. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อเป็นเงินอุดหนุนการพัฒนาคุณภาพ การให้บริการด้านสาธารณสุขของสถานีอนามัยที่ถ่ายโอนให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด ๔๙ จังหวัด🔗
๓. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายโครงการปรับปรุงการผลิต และกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว และค่าใช้จ่ายโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าว🔗
๔. กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเพื่อบรรเทาปัญหาหนี้สินของเกษตรกร🔗
๕. ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายพัฒนา ศักยภาพเจ้าหน้าที่รัฐและบุคลากรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้🔗
๖. สำนักงานศาลยุติธรรมและสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อเป็นค่าใช้จ่าย การดำเนินงาน🔗
๗. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายการดำเนินงานและค่าก่อสร้าง🔗
๘. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายแผนงาน บุคลากรภาครัฐ รวมจำนวนทั้งสิ้น ๗,๖๔๔,๒๔๓,๘๐๐ บาทถ้วน วงเงินตามจำนวนที่ปรับลด งบประมาณได้🔗
นอกจากนี้คณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาอนุมัติให้มีการเปลี่ยนแปลง งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พุทธศักราช ๒๕๖๖ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลง งบประมาณจากสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข แผนงานบุคลากรภาครัฐ รายการ บุคลากรภาครัฐ จำนวน ๔,๐๙๒,๑๗๗,๖๐๐ บาทถ้วน ไปเป็นงบประมาณรายจ่ายของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อเป็นเงินอุดหนุนสำหรับสนับสนุนการถ่ายโอนบุคลากร สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา นวมินทราชินี และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ตำบลให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัด ๔๙ จังหวัด ซึ่งเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการ การกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติกำหนดแผน และขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ท่านประธาน ที่เคารพ กระผมขอกราบเรียนว่าการพิจารณารายละเอียดงบประมาณ ทั้งการปรับลด การเพิ่ม และเปลี่ยนแปลงงบประมาณดังกล่าว คณะกรรมาธิการวิสามัญได้ให้ความสำคัญ เป็นพิเศษกับความพร้อมและศักยภาพของหน่วยงาน ความซ้ำซ้อน เป้าหมายการดำเนินงาน ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ภารกิจสำคัญเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและสังคม ภายหลังจากภาวะวิกฤติที่เกิดขึ้นจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) และประโยชน์ต่อประชาชนโดยตรงเป็นสำคัญ รวมทั้งสนับสนุนให้ เศรษฐกิจเติบโตและมีความเข้มแข็งรองรับผลกระทบทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ ได้อย่างมีเสถียรภาพ เพื่อให้สามารถดำเนินการภายในกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่าย จำนวน ๓,๑๘๕,๐๐๐ ล้านล้านบาทถ้วน สำหรับรายละเอียดผลการพิจารณา รวมทั้ง ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการปรากฏตามเอกสารรายงานคณะกรรมาธิการวิสามัญที่ได้แจก ให้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติแล้วรวม ๕ เล่มคือ เล่มที่ ๑ เป็นรายงานของคณะกรรมาธิการ วิสามัญ เล่มที่ ๒ เป็นร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ เล่มที่ ๓ (๑) และ (๒) รวม ๒ เล่ม เป็นรายงานผลการพิจารณารายการปรับลด งบประมาณ เล่มที่ ๔ เป็นรายงานผลการพิจารณารายการเพิ่มและเปลี่ยนแปลงงบประมาณ อนึ่งด้วยรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พุทธศักราช ๒๕๖๖ มีคำผิด ทั้งนี้ได้มีหนังสือขอแก้ไขคำผิด เสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อขออนุญาตแก้ไขคำผิดและขอแจกเอกสารแก้ไขคำผิด ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรด้วยแล้ว ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม ขอถือโอกาสนี้ขอบคุณท่านกรรมาธิการวิสามัญทุกท่านที่ได้ให้ความสำคัญ เสียสละเวลา และร่วมมือกันในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พุทธศักราช ๒๕๖๖ อย่างเต็มที่จนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี พร้อมทั้งขอขอบคุณท่านหัวหน้า หน่วยรับงบประมาณทุกท่านที่ได้ให้ความร่วมมือในการชี้แจงรายละเอียดและจัดเตรียม เอกสารให้คณะกรรมาธิการวิสามัญเป็นอย่างดีด้วยเช่นกันนะครับ ท้ายนี้กระผมและ คณะกรรมาธิการวิสามัญยินดีและพร้อมที่จะชี้แจงข้อซักถามของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ในแต่ละมาตราต่อไป ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ขออนุญาตให้กรรมาธิการแก้ไขคำผิดนะครับ เอกสารที่ได้แจก ไปแล้ว ๒ แผ่น คือเล่มที่ ๒ หน้า ๑๘๘ บรรทัดที่ ๒๐ ถึงบรรทัดที่ ๒๑ และขอแก้ไขในเล่มที่ ๔ แก้ไขหน้า ๙ ถึงหน้า ๓๑ นะครับ ขออนุญาตที่ประชุมด้วยนะครับ ผมขอเรียนลำดับที่เราจะ พิจารณาต่อไปนะครับ เมื่อท่านประธานคณะกรรมาธิการได้แถลงแล้ว การพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ ในวาระสองนี้ จะเป็นการพิจารณาเรียงลำดับมาตรา โดยพิจารณาตั้งแต่ชื่อร่าง คำปรารภ แล้วพิจารณาตามลำดับมาตราจนจบร่าง มาตราใดที่มี การแก้ไขก็จะให้กรรมาธิการที่สงวนความเห็นหรือสมาชิกที่ขอสงวนคำแปรญัตติไว้ ได้อภิปรายก่อน ส่วนสมาชิกท่านใดที่ไม่ได้สงวนคำแปรญัตติจะอภิปรายเฉพาะถ้อยคำ หรือข้อความที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมเท่านั้น อันนี้ก็เป็นไปตามข้อบังคับ ข้อ ๑๓๑ ในส่วนที่ อยากจะขอความร่วมมือก็คือเนื่องจากจะมีผู้สงวนความเห็นและแปรญัตติมาก เพราะฉะนั้น เพื่อให้ความสะดวกแก่ท่าน ผมจะไม่ประกาศชื่อนะครับ เพราะว่าท่านที่ไม่มีความประสงค์ จะอภิปรายก็จะไม่ประกาศชื่อ ขอความกรุณาได้ส่งรายชื่อส่งชื่อท่านที่ประสงค์จะอภิปราย ทั้งผู้สงวนความเห็นและผู้แปรญัตติครับ รวมทั้งสมาชิกในกรณีที่มีการแก้ไขครับ เพื่อจะได้ รับทราบเป็นไปโดยลำดับนะครับ ขอเชิญเลขาธิการดำเนินการไปตั้งแต่เริ่มต้นครับ🔗
ชื่อร่างพระราชบัญญัติ ไม่มีการแก้ไข ไม่มีกรรมาธิการ ขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗
มีผู้แปรญัตติขอสงวน คำแปรญัตติ ๒ ท่าน ยังติดใจไหมครับ ถ้าไม่ติดใจ เนื่องจากไม่มีการแก้ไขขอผ่านนะครับ🔗
คำปรารภ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗
คำปรารภ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ ถ้าผู้ขอสงวนความเห็น จะอภิปรายขอเชิญนะครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กรรมาธิการ ผู้สงวนความเห็น คำปรารภที่อยู่ในเล่มที่ ๑ หน้า ๑๔ มีเหตุผลมาจากตัว บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๑๔๐ ซึ่งบัญญัติว่าการจ่ายเงินแผ่นดินจะกระทำได้ เฉพาะที่ได้อนุญาตไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย กฎหมายว่าด้วยวิธีการ งบประมาณ หรือกฎหมายเกี่ยวกับการโอนงบประมาณ กฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง หรือกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ อันนี้ย่อประมาณนี้นะครับ จะเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๐ บังคับไว้ว่าการจ่ายเงินแผ่นดินต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติ ทั้ง ๕ ฉบับ แตกต่างจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งมีพระราชบัญญัติ ๔ ฉบับ ไม่มีวินัยการเงิน การคลังนะครับ ด้วยเหตุผลนี้ผมจึงขอสงวนความเห็นให้เพิ่มนะครับ ตามหน้า ๑๔ แก้ไขเป็น โดยที่เป็นการสมควรตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ เป็นจำนวนเงิน อย่างสูงไม่เกิน ๓,๑๘๕,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อให้หน่วยรับงบประมาณได้มีกรอบวงเงิน งบประมาณสำหรับใช้จ่ายในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ ทั้งนี้การจัดทำงบประมาณ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ และกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด ตรงนี้เนื่องจากว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๐ เขียนไว้นะครับ ก็เลยอยากนำมาเขียนให้ชัดเจน ก็สุดแล้วแต่ดุลยพินิจนะครับ ว่าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้จะลงมติว่าอย่างไร ผมติดใจในประเด็นนี้ครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านผู้แปร ญัตตินะครับ ดอกเตอร์พิสิฐ ลี้อาธรรม เชิญนะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่เรื่องของชื่อพระราชบัญญัติผมไม่ติดใจนะครับ แต่ว่าจะขอ อนุญาตกล่าวเพื่อเป็นหลักฐานไว้ว่าผมอยากจะตัดคำว่า งบประมาณ ออกจากปีงบประมาณ เพราะคำว่า งบประมาณประจำปีมีการใช้ใน พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ แล้วก็ทำให้อาจจะ เกิดความสับสนได้ว่าปีในที่นี้หมายถึงปีงบประมาณหรือปีปฏิทิน เพราะฉะนั้นในเมื่อ ในกฎหมายร่างและในกฎหมายวิธีการงบประมาณมีการใช้คำว่า ปี โดยหมายถึง ปีงบประมาณอยู่แล้ว ในกฎหมายต่าง ๆ ของงบประมาณจึงไม่จำเป็นต้องใช้คำว่า ปีงบประมาณ ให้ถือว่าปีหมายถึงปีงบประมาณอยู่แล้ว อันนี้ผมขอกล่าวไว้เพื่อเป็นบันทึก ที่จะได้ขอแปรญัตติไว้ แต่ว่าขอผ่านประเด็นนี้นะครับ ส่วนในเรื่องคำปรารภกระผมขอให้ ตัดออก เพราะเห็นว่าเยิ่นเย้อเกินความจำเป็นและกระผมไม่ติดใจครับ🔗
ท่านไม่ติดใจนะครับ ท่านเรืองไกรติดใจไหมครับ กรรมาธิการไม่แก้ไขคำปรารภ ถ้าไม่ติดใจจะได้ผ่านไปได้ครับ เชิญเลยครับ🔗
ได้ครับท่านประธานเพื่อให้ การประชุมราบรื่น ผมไม่ติดใจประเด็นนี้ ขอบคุณครับท่านครับ🔗
ขอบคุณมากครับ คำปรารภผ่านไปได้นะครับ ไม่มีการแก้ไข ขอเชิญเลขาครับ🔗
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ ไม่มีการแก้ไข ไม่มีกรรมาธิการ ขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗
ท่านผู้สงวนคำแปรญัตติ ท่านดอกเตอร์พิสิฐครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กระผมไม่ติดใจครับ แต่ขออนุญาตกล่าวเป็นหลักฐานไว้ครับ🔗
ครับ🔗
ว่าในกฎหมายต่าง ๆ เราจะมี มาตรา ๑ ที่จะบอกว่าพระราชบัญญัตินี้เรียกว่า จุด จุด จุด ซึ่งมันซ้ำกับหัวของกฎหมาย แต่ละฉบับอยู่แล้ว ผมเห็นว่าการออกกฎหมายที่มันมีอะไรที่จะเยิ่นเย้อเกินความจำเป็น แล้วก็ไม่เคยมีการอ้างอิงถึงน่าจะตัดออกได้ ก็ขออนุญาตกล่าวไว้ครับ แล้วก็ไม่ติดใจครับ🔗
ท่านดอกเตอร์พิสิฐ ไม่ติดใจนะครับ เพราะฉะนั้นมาตรา ๑ กรรมาธิการไม่มีการแก้ไข ก็ผ่านได้ครับ🔗
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ เป็นต้นไป ไม่มีการแก้ไข ไม่มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวน คำแปรญัตติ🔗
เชิญดอกเตอร์พิสิฐครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในมาตรานี้กระผมขอเติมคำว่า จนถึงวันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๗ เพราะว่าใน พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณฉบับใหม่นี่นะครับอนุญาตให้ใช้เงินประจำปีได้อีก ๑ ปีเท่านั้น จากเดิม ซึ่งอาจจะมีการขอกันเงินไว้แล้วก็ใช้ได้ไปอีกหลาย ๆ ปี แต่เนื่องจากมีการแก้ไขกฎหมายให้มี การใช้เงินงบประมาณของแต่ละปีได้อีกเพียง ๑ ปีเท่านั้น คือจากปีที่เป็นอยู่แล้วก็เพิ่มอีก ๑ ปีเท่านั้น เพราะฉะนั้นเพื่อให้กฎหมายนี้ถูกต้องตามการปฏิบัติ จึงขออนุญาตกำหนดเป็น ตัวเลขให้ชัดเจนครับว่า พ.ร.บ. นี้สงวนไว้ พ.ร.บ. นี้มีผลถึงวันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๗ ครับ🔗
ท่านกรรมาธิการชี้แจง นิดไหมครับเผื่อไม่ติดใจ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วราเทพ รัตนากร ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมาก กรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้พิจารณาแล้วยืนยันว่าการเขียนแบบเดิมเป็นการเขียนที่มีเหตุและผลแล้วก็ไม่มีการแก้ไข เพราะฉะนั้นยืนยันครับ🔗
ท่านดอกเตอร์พิสิฐ ยังติดใจไหมครับท่านครับ🔗
อยากจะขอให้ท่านช่วยยืนยัน ว่าที่กระผมกล่าวนั้นมีอะไรผิดพลาดไหมครับ🔗
ท่านกรรมาธิการ เชิญเลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วราเทพ รัตนากร ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมาก คือเป็นความเห็น ผมคิดว่าที่ท่านกล่าว ก็เป็นความเห็นที่ท่านเสนอในมุมมองของท่าน ในส่วนกรรมาธิการนี้อาจจะยืนยันไม่ได้ ชัดเจนว่าท่านถูกต้องหรือไม่ถูกต้องครับ ขอบคุณครับ🔗
เชิญท่านพิสิฐครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ อันนี้เป็นข้อเท็จจริงว่า พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณบัญญัติไว้อย่างไร ผมยืนยันว่านี่ไม่ใช่ ความเห็น นี่เป็นข้อเท็จจริงก็อยากจะให้ผู้ที่ทำหน้าที่ดูกฎหมายเรื่องนี้ของสำนักงบประมาณก็ดี หรือในกรรมาธิการก็ดีช่วยตอบหน่อยว่าท่านมีข้อมูลชัดเจนไหมว่าที่ผมพูดนี้มันไม่ถูกต้อง🔗
ท่านพิสิฐติดใจไหมครับ ไม่ติดใจนะครับ🔗
คืออยากจะขอให้ท่านได้กล่าว ยืนยันเพื่อจะได้บันทึกเป็นหลักฐานครับ แล้วผมจะไม่ติดใจครับ🔗
กรรมาธิการไม่ประสงค์ จะยืนยันอะไรใช่ไหมครับ ท่านพิสิฐยังติดใจไหมครับ ไม่ติดใจนะครับ เนื่องจากกรรมาธิการ ไม่แก้ไขในมาตรานี้ เมื่อท่านดอกเตอร์พิสิฐไม่ติดใจก็ขออนุญาตผ่านนะครับ🔗
มาตรา ๓ ให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่มีการแก้ไข ไม่มีกรรมาธิการขอสงวน ความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗
ดอกเตอร์พิสิฐ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กระผมเห็นว่าการทำงานของสำนักงบประมาณนั้นได้มีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแล ไม่ได้ดูแลโดยกระทรวงการคลังหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพราะฉะนั้น ที่ไม่มีตำแหน่งของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีอยู่นี่ ผมเห็นว่าที่ผ่านมานี้ไม่ถูกต้อง ตามการปฏิบัติที่แท้จริง ก็ขออนุญาตที่จะแปรญัตติไว้ครับ🔗
กรรมาธิการชี้แจงไหมครับ ไม่ประสงค์จะชี้แจง ท่านดอกเตอร์พิสิฐติดใจไหมครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อไม่ให้เสียเวลาครับ กระผมก็ติดใจแต่ว่าประสงค์ที่จะให้มีการลงคะแนนครับ🔗
ก็ขออนุญาตผ่านมาตรา ๓ เชิญต่อไปครับ🔗
หมวด ๑ บททั่วไป ไม่มีการแก้ไข ไม่มีกรรมาธิการขอสงวน ความเห็น ไม่มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ มาตรา ๔ งบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติ ขอสงวนคำแปรญัตติ🔗
มาตรา ๔ จะมีผู้สงวน ความเห็นไว้หลายท่าน แล้วก็มีผู้แปรญัตติอีกจำนวนเกือบร้อยท่าน เพราะฉะนั้นกรุณาส่งชื่อ ชื่อที่ส่งมาแล้วก็คือกรรมาธิการที่สงวนความเห็น ผมขออ่านชื่อจะได้เตรียมตัวนะครับ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล นางสาวผ่องศรี ธาราภูมิ นายสงวน พงษ์มณี พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ส่วนผู้แปรญัตติ นายณัฐวุฒิ บัวประทุม นายเกียรติ สิทธีอมร นายวีระกร คำประกอบ ผู้ใดจะอภิปรายกรุณาส่งชื่อนะครับ แล้วจะได้ลำดับไป ตามที่ผู้สงวนความเห็นก่อน แล้วไปเป็นผู้แปรญัตติทีหลัง ขอเชิญนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ครับ🔗
กราบเรียนประธานสภาที่เคารพครับ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ ในฐานะกรรมาธิการผู้สงวนความเห็น จะขออภิปรายต่อที่ประชุม ให้พิจารณาปรับลดงบประมาณรวมของประเทศในอัตรา ๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ ผมยอมรับว่ามีความกังวลเกี่ยวกับงบประมาณ ๓.๑๘๕ ล้านล้านบาท ที่เรากำลังพิจารณากัน อยู่ในวันนี้ ผมค้นพบว่าปัญหาใหญ่ที่สุดนั้นที่เราเผชิญอยู่ไม่ใช่ว่าประเทศเราไม่มีเงิน แต่เรากำลังใช้เงินผิดจุดไปกับหลายส่วนที่ยังไม่ตอบโจทย์ ไม่จำเป็น และไม่เป็นธรรม ผมได้ข้อสรุปว่าทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นจากการตั้งงบประมาณโดยไม่คำนึงถึง ๔ ภาพสำคัญ นั่นก็คือภาพกว้าง ภาพใหญ่ ภาพไกล และก็ภาพรวมครับ🔗
ข้อบกพร่องที่ ๑ คือการจัดสรร งบประมาณโดยไม่มองภาพกว้าง ปัจจุบันงบประมาณเราถูกจัดสรรโดยไม่มองภาพกว้างของ คนทั้งประเทศเพื่อพยายามจะกระจายงบประมาณและโครงการต่าง ๆ ไปสู่ทุกจังหวัด อย่างเป็นธรรม หากเรายกตัวอย่างโครงการถนนและโครงการน้ำที่รวมกันก็เกินกว่า ๕๐เปอร์เซ็นต์ของงบลงทุนทั้งหมด เราจะเห็นว่างบประมาณนั้นมีความกระจุกตัวอยู่ในบาง ต่างจังหวัดอย่างชัดเจน สำหรับโครงการซ่อมถนนของกรมทางหลวงและกรมทางหลวง ชนบทเราจะเห็นครับว่า ๗ จังหวัดที่ได้งบประมาณสูงสุดนั้น รวมกันแล้วได้งบประมาณสูงถึง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ของงบทั้งประเทศ ถ้าเราไปดูโครงการปรับปรุงแหล่งน้ำของกรมชลประทานเราก็จะค้นพบเช่นกันครับว่า ๗ จังหวัดที่ได้งบประมาณสูงสุดนั้นรวมกันแล้วได้งบประมาณสูงถึง ๓๖ เปอร์เซ็นต์ของงบ ทั้งประเทศ ผมไม่ได้บอกนะครับว่าการจัดสรรงบอย่างเป็นธรรมหมายความว่างบโครงการ ถนนและโครงการน้ำนั้นจะต้องมีปริมาณที่เท่ากันในทุกจังหวัด แต่การจัดสรรงบนั้นจำเป็น ที่ต้องให้น้ำหนักต่อปัญหาของประชาชนทุกคนได้ทุกพื้นที่อย่างเท่ากัน ท่านประธานครับ สิ่งที่น่ากังวลตอนนี้ก็คือเราไม่แน่ใจว่าจังหวัดที่ได้รับงบประมาณสูงสุดสำหรับการซ่อมถนน หรือปรับปรุงแหล่งน้ำเป็นจังหวัดที่มีปัญหาเรื่องถนนและเรื่องน้ำมากกว่าจังหวัดอื่น จริงหรือไม่ เพราะพอเราไปดูงบซ่อมถนนเราก็จะสังเกตเห็นครับว่าแม้พรรคต้นสังกัดของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมจะมี ส.ส. เขตใน ๓๔ เปอร์เซ็นต์ของทุกจังหวัดทั่วประเทศ แต่ถ้าดูแค่เฉพาะ ๗ จังหวัดที่รับงบสูงสุดเราจะเห็นว่าพรรคนี้จากมี ส.ส. เขตในทั้ง ๗ จังหวัด หรือคิดเป็น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ หรือถ้าเราไปดูงบปรับปรุงแหล่งน้ำเราก็จะสังเกตเห็นว่า แม้พรรคต้นสังกัดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะมี ส.ส. เขตใน ๒๑ เปอร์เซ็นต์ของทุกจังหวัดทั่วประเทศ แต่ถ้าเราเอาเฉพาะแค่ ๗ จังหวัดที่รับงบสูงสุด พรรคนี้กลับมี ส.ส. เขตถึง ๓ จาก ๗ จังหวัดหรือว่าคิดเป็น ๔๓ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ ตัวเลขไม่เคยโกหกใครและผมคิดว่าคำถามที่ประชาชนทั่วประเทศคงอดสงสัยไม่ได้ก็คือ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณโดยคำนึงถึงความเดือดร้อนของทุกคนอย่างเป็นธรรมหรือว่า จัดสรรงบประมาณบนพื้นฐานของผลประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง🔗
ข้อบกพร่องที่ ๒ คือการไม่มองภาพใหญ่ ปัจจุบันงบประมาณเราถูกจัดสรร โดยการขาดการจัดลำดับความสำคัญและการคำนึงถึงปัญหาภาพใหญ่ของประเทศ อย่างเพียงพอ จนทำให้งบนั้นถูกจัดสรรแบบเบี้ยหัวแตกที่แบ่งออกเป็นโครงการเล็ก ๆ ที่นำไปสู่การแค่ได้ทำมากกว่าทำแล้วแก้ปัญหาได้จริง จากทั้งหมด ๒,๕๐๐ กว่าโครงการ เกิน ๗๐ เปอร์เซ็นต์เป็นโครงการที่มีมูลค่าน้อยกว่า ๑๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ถ้าสมมุติคนไทยคนหนึ่งและอีก ๑๐๐ ปีข้างหน้าไม่มีข้อมูลอะไรเลยเกี่ยวกับประเทศไทย ในวันนี้ นอกจากการได้อ่านเอกสารงบประมาณเขาจะไม่มีทางรู้เลยครับว่าปัญหาใหญ่ที่สุด ของประเทศไทยในปี ๒๕๖๕ นั้นคืออะไร เขาจะไม่มีทางรู้เลยครับว่าประเทศเรากำลังต่อสู้ กับปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ต้องการการเพิ่มสวัสดิการให้เพียงพออย่างเร่งด่วน เขาจะไม่มี ทางรู้เลยครับว่าประเทศเรากำลังอยู่ในช่วงที่ต้องเร่งลงทุนในการสร้างงานใหม่ ๆ เพราะว่า การพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวทางเดิมก็อาจจะไปต่อได้ยากในโลกหลังโควิด (COVID) และเขา ก็จะไม่มีทางรู้เลยครับว่าประเทศเรากำลังพยายามกระจายอำนาจให้กับท้องถิ่นเพราะว่า งบส่วนใหญ่ยังถูกกำหนดโดยราชการส่วนกลาง ถ้าการจัดสรรงบประมาณของเรายังไม่ สามารถฉายภาพให้เราเห็นได้ว่าปัญหาที่สำคัญเร่งด่วนที่สุดของประเทศเราคืออะไร ผมคิดว่าอันนี้เป็นสัญญาณที่บ่งบอกได้ชัดครับว่างบประมาณเรายังไม่ตอบโจทย์🔗
ข้อบกพร่องที่ ๓ คือการไม่มองภาพไกล งบประมาณปัจจุบันเราถูกจัดสรร ด้วยการมองแค่การแก้ปัญหาในระยะสั้น แต่ไม่คิดเผื่อในระยะยาว นอกจากหนี้สาธารณะ ที่เพิ่มขึ้นในทุก ๆ ปีประเทศเรายังต้องเผชิญกับอุกกาบาตใหญ่อีก ๒ ลูกที่กำลังพุ่งตรงมา ทำลายความมั่นคงในชีวิตของคนไทยทุกคน อุกกาบาตลูกที่ ๑ คือปัญหาสังคมสูงวัย แต่ในขณะที่ทางรอดของวิกฤตินี้ส่วนหนึ่งอยู่ที่การส่งเสริมการออมในหมู่คนวัยทำงาน ซึ่งรวมถึงแรงงานอิสระ แต่งบที่เราเตรียมให้กับสำนักงานประกันสังคมกับเพิ่มขึ้นเพียง ๑.๖ เท่า ทั้ง ๆ ที่เราก็รู้ครับว่าจำนวนผู้ประกันตนนั้นจะเพิ่มขึ้นประมาณ ๓ เท่า อุกกาบาต ลูกที่ ๒ คือปัญหาภาวะโลกรวน ในขณะที่ภาวะโลกรวนและภัยพิบัติที่ตามมามีโอกาสที่สร้าง ความเสียหายให้กับประเทศเราไม่น้อยไปกว่าสงครามในอดีต แต่งบจัดการผลกระทบของ ภาวะโลกรวนทั้งหมดยังน้อยกว่าแค่ส่วนต่างของงบบุคลากรกลาโหมที่เพิ่มขึ้นในปีนี้🔗
ข้อบกพร่องที่ ๔ คือการไม่มองภาพรวม ปัจจุบันงบประมาณถูกจัดสรร บนฐานของระบบราชการที่ทำงานแบบไซโล (Silo) หรือแบบแยกส่วนตัวใครตัวมันโดยไม่ได้ พยายามมากพอที่จะมองภาพรวมหรือบูรณาการทำอยู่อย่างจริงจังเพื่อประหยัดงบประมาณ และเพิ่มประสิทธิภาพของงาน ในระดับโครงการครับเราเห็นการตั้งโครงการที่ซ้ำซ้อนกัน ทั้งระหว่างแต่ละกระทรวงหรือภายในกระทรวงเดียวกัน หรือในระดับองค์กรครับเราก็เห็น หลายหน่วยงานที่มีภารกิจคล้ายกันแต่กลับถูกผู้บริหารแยกจากกัน เรามี ๒ หน่วยงาน ที่รับผิดชอบเรื่องงานของรัฐสภา แต่ประชาธิปไตยเราก็ยังถูกจัดว่าเป็นประชาธิปไตย แบบตกหล่นบกพร่องโดยดัชนีประชาธิปไตย เรามี ๓ หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องการต่อต้าน การทุจริต แต่ดัชนีความโปร่งใสของเราก็ลดลงมาติดกัน ๔ ปี เรามี ๓ หน่วยงานที่รับผิดชอบ เรื่องการเก็บรายได้แต่เราก็ยังเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้า และเรามี ๖ หน่วยงานจาก ๔ กระทรวง ที่รับผิดชอบเรื่องน้ำแต่ประชาชนก็ยังเข้าไม่ถึงแหล่งน้ำอย่างทั่วถึง แม้ผมเชื่อว่าทุกหน่วยงาน มีเจตนาที่ดีแต่ทางออกของปัญหาต่าง ๆ ของประเทศเรามันไม่ได้อยู่ที่การตั้งหน่วยงานใหม่ ๆ ที่มาทำงานซ้ำซ้อนกันครับ แต่มันอยู่ที่การปฏิรูประบบราชการให้หน่วยงานที่มีภารกิจ คล้ายกันถูกบริหารอยู่ในบ้านหลังเดียวกันเพื่อช่วยลดขั้นตอนและเพิ่มความคล่องตัว ของหน่วยงานซึ่งจะนำไปสู่ทั้งการประหยัดและการเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้งบประมาณ ท่านประธานครับ หากสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ยังยืนยันที่จะไม่ปรับปรุงแก้ไขงบประมาณ ฉบับนี้ ทั้ง ๆ ที่งบประมาณถูกจัดสรรโดยไม่คำนึงถึงทั้งภาพกว้าง ภาพใหญ่ ภาพไกล และภาพรวมของประเทศ ผมกังวลครับว่าประชาชนหลายคนในทั่วทุกมุมของประเทศ จะไม่เห็นภาพอนาคตของประเทศไทย และจะไม่เห็นภาพอนาคตของพวกเขาในประเทศนี้ ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗
ควบคุมเวลาได้ดีนะครับ ต่อไปนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพค่ะ ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการค่ะ ท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉันขอใช้สไลด์ (Slide) นะคะ🔗
สำหรับมาตรา ๔ อยากจะขอ ปรับลดงบประมาณในภาพรวมอีกราว ๆ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานคะ ดิฉันเองก็เป็น หนึ่งในคณะกรรมาธิการนะคะแล้วก็ต้องขอยอมรับว่าอาจจะทำหน้าที่ได้ไม่เพียงพอที่จะ โน้มน้าวกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ให้ปรับลดงบประมาณได้เพิ่มเติมได้อย่างที่ใจคิดนะคะ จึงจำเป็นที่จะต้องมาขอเสียงของสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ค่ะ🔗
เรื่องแรกก็คือเรื่องของความไม่แน่นอนที่จะเป็นภาพในอนาคตที่เราจำเป็น ที่ต้องเจอในระยะเวลาที่อาจจะไม่ไกล เนื่องจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีและ การประมาณการรายได้มีการประมาณการไว้ตั้งแต่ประมาณต้นปี พ.ศ. ๒๕๖๕ จนถึงทุกวันนี้ มีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่นตัวเลขเฉพาะของปี ๒๕๖๕ จีดีพี (GDP) ที่เราเคยคิด เคยเขียนไว้เอกสารประมาณว่าจะขยายตัว ๔ เปอร์เซ็นต์เมื่อวานนี้สภาพัฒน์ เพิ่งแถลงตัวเลขว่าคาดการณ์ว่าสำหรับปีนี้ทั้งปีจีดีพี (GDP) จะขยายตัวเพียงแค่ ๒.๙๕ ยังไม่ต้องพูดถึงอัตราแลกเปลี่ยนที่มีแต่จะอ่อนค่าลงนะคะ หรือว่าราคาน้ำมันดิบที่เคย ประมาณการไว้ที่ ๗๗ ดอลลาร์ต่อบาร์เรล วันนี้ขึ้นไปถึง ๑๐๐ ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแล้ว แต่นั่นคือตัวแรกของปี ๒๕๖๕ มาดูตัวเลขของปี ๒๕๖๖ ค่ะเราก็ยังคงเจอการประมาณการ ที่ผิดพลาด ซึ่งดิฉันเข้าใจได้ว่าโลกมีความแปรปรวนเป็นอย่างมาก ขอหน้าถัดไปค่ะ จีดีพี (GDP) ที่เคยคิดว่าจะขยายตัว ๓.๗ ทั้งปีของปี ๒๕๖๖ ตอนนี้ก็อาจจะไม่ได้ตามนั้น แล้วนะคะ การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกก็กำลังเผชิญกับปัญหาของเศรษฐกิจโลกตกต่ำ ราคาน้ำมันดิบและอัตราแลกเปลี่ยนก็ยังคงเป็นปัญหาอยู่ แต่ที่ดิฉันใส่ตัวสีเขียวไว้เดี๋ยวดิฉันจะ อธิบายตามมา หน้าต่อไปค่ะ ทำให้ประมาณการรายได้น่าจะมีโอกาสที่จะเพิ่มขึ้นแล้วก็มี โอกาสที่จะลดลงเช่นเดียวกันนะคะ ปัจจัยที่เป็นบวกต่อรายได้รัฐ อย่างเช่นราคาน้ำมันดิบ อาจจะกระทบกับปัญหาของประชาชน ต่อค่าครองชีพของประชาชน แต่เป็นบวกสำหรับรายได้ ภาครัฐเพราะว่ารัฐจะสามารถจัดเก็บรายได้ได้จากภาษีมูลค่าเพิ่มจากน้ำมัน จากรายได้ สัมปทานปิโตรเลียม ภาษีเงินได้ปิโตรเลียมนะคะ โดยที่รวมกับอัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนลง แล้วก็ทำให้ราคาน้ำมันเมื่อคิดเป็นเงินบาทยิ่งแพงขึ้นไปอีกนะคะ น่าจะทำให้กรมสรรพากร สามารถจัดเก็บรายได้ได้เพิ่มขึ้นราว ๆ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อดูจากสมมติฐานค่าเซนซิทิวิตี อานาลิสิส (Sensitivity Analysis) ที่ทางกระทรวงการคลังได้เคยทำไว้ แต่ปัจจัยด้านลบก็มี จีดีพี (GDP) ที่ไม่ได้เป็นไปตามเป้าที่วางแผนไว้ตั้งแต่ตอนต้นปี ๒๕๖๕ หรือว่าเศรษฐกิจโลก ที่อาจจะชะลอตัวเมื่อเกิดเงินเฟ้อขึ้นทั่วโลก รวมถึงมาตรการการลดภาษีสรรพสามิตอีก ๕ บาทต่อลิตร ที่ยังไม่รู้จะจบลงเมื่อไร ตรงนี้ก็จะทำให้รายได้รัฐในอนาคตอาจจะลดลง ๑๓๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่ยังไม่พอนะคะนี่คือความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการประมาณการ รายได้ที่ไม่สามารถที่ตอบสนองกับเศรษฐกิจที่ผันผวน ยังมีความท้าทายอยู่ตรงหน้าอีก ๓ ประการ อย่างแรกค่ะ หน้าถัดไปค่ะ ก็คือเรื่องของหนี้อื่น ๆ ที่ไม่ใช่หนี้สาธารณะคือหนี้ ตามมาตรา ๒๘ ของ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง ซึ่งเสมือนกับการให้บัตรเครดิตกับ นายกรัฐมนตรีที่จะสามารถรูดได้ ซึ่งตอนนี้นายกรัฐมนตรีรูดได้ใกล้เต็มวงเงินเต็มที่แล้วนะคะ วงเงินของปี ๒๕๖๖ จะอยู่ที่ประมาณ ๑.๑๑ ล้านล้านบาท แต่ว่าใช้ไปแล้ว ๑.๐๗ นะคะ ก็คือสเปซ (Space) ที่ยังจะสามารถกู้ได้เพิ่มจากหน่วยงานรัฐอื่น ๆ อย่างเช่นรัฐวิสาหกิจ หรือว่า ธ.ก.ส. ก็เหลืออยู่น้อยเต็มทีนะคะ คิดจากที่จะใช้หนี้คืนในปีนี้แล้วก็ยังจะกู้ใหม่ได้ เพียงแค่ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเพียงพอหรือไม่กับการที่จะทำโครงการประกันรายได้ และมาตรการคู่ขนานต่อเนื่อง เพราะว่าปีที่แล้วใช้เงินมากถึง ๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนี้เรา ก็ยังคงเป็นปัญหาอยู่ หน้าถัดไปค่ะ นอกจากนี้ล่าสุดเมื่อวานนี้เองกองทุนน้ำมันก็ได้มีการออกมติ ครม. เพื่อที่จะ ออกร่างพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมัน ในวงเงินสูงถึง ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แถมยังบอกว่าจะอนุมัติงบกลางอีก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อให้บริหารจัดการระหว่างที่รอ ดิฉันย้อนกลับไปดูว่างบกลางตอนนี้เหลือเท่าไร ปีที่แล้ว ปี ๒๕๖๕ อนุมัติไว้ที่ ๘๙,๐๐๐ ล้านบาท มีการอนุมัติให้ใช้จ่ายไปแล้ว ๕๙,๐๐๐ ล้านบาท มีภาระที่จะต้องชดเชยงบบุคลากรที่ตั้งไว้ไม่เพียงพออีกราว ๒๓,๐๐๐ ล้านบาท ก็เป็น เครื่องหมายคำถามตัวใหญ่ ๆ ว่า ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นจะหามาจากไหน ถ้าไม่ใช่จาก งบประมาณปี ๒๕๖๖🔗
หน้าต่อไปอันสุดท้าย เรื่องของยอดหนี้กองทุนประกันวินาศภัย ซึ่งตอนนี้ พุ่งไปแล้ว ๑๐ เท่าของเงินกองทุน เงินกองทุนมีอยู่เพียงแค่ ๕,๖๐๐ ล้านบาท แต่ยอดหนี้ จากเจ้าหนี้ ๗๐๐,๐๐๐ กว่าราย รวม ๆ แล้ว ๖๕,๐๐๐ ล้านบาท แน่นอนว่ากองทุนประกัน วินาศภัยไม่สามารถที่จะใช้หนี้ได้จากเงินที่อยู่ในกองทุนอยู่แล้วก็จำเป็นที่จะต้องกู้เพิ่ม แต่ก็ยังสารภาพกับหนังสือพิมพ์หลาย ๆ แห่งว่ายังไม่รู้ว่าจะเอาเงินมาจากไหน ถ้าสุดท้าย ใช้ไม้ตายเดิมเดียวกับกองทุนน้ำมันก็คือให้กระทรวงการคลังเป็นคนค้ำประกันอีก สุดท้ายหนี้ ทั้งในส่วนของกองทุนน้ำมัน และหนี้ในส่วนของกองทุนประกันวินาศภัยก็จะตกเป็นหนี้ สาธารณะด้วย แน่นอนว่าถ้าสุดท้ายแล้วทางกองทุนทั้ง ๒ กองทุนยังไม่มีความสามารถที่จะ ชำระหนี้ได้ก็จะกลายเป็นภาระในงบประมาณเช่นเดียวกัน ท่านประธานที่เคารพจากที่ดิฉัน พูดมาทั้งหมดนี้เพื่อฉายให้เห็นว่ามันมีความท้าทายในด้านงบประมาณที่กำลังรอเราอยู่ แล้วเราไม่สามารถที่จะจัดการกับความผันผวนทางเศรษฐกิจที่ปัจจัยภายนอกได้เลย ดังนั้น จึงขอปรับลดงบประมาณที่ท่านพริษฐ์ได้พูดไปแล้วว่ามีความไม่จำเป็น ซ้ำซ้อน กระจุกตัว ให้ลงได้อีกราว ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท รายได้ที่เหลือไม่ใช่ว่าเอาเข้างบกลางแต่ให้ออกเป็น พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมกลางปีเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายที่จะเพิ่มขึ้น และความผันผวนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณนะครับ บริหาร เวลาได้ดีครับ ต่อไปนางสาวผ่องศรี ธาราภูมิ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ผ่องศรี ธาราภูมิ กรรมาธิการผู้สงวนความเห็น ขอปรับลดงบประมาณในมาตรา ๔ ภาพรวม ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ ก็คือประมาณ ๑๕,๙๒๕ ล้านบาท ดิฉันกราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังท่านสมาชิกและพี่น้องประชาชนว่าตลอดการทำหน้าที่กรรมาธิการในการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๖๖ นี้ ดิฉันเห็นว่าแม้ส่วนใหญ่ในการใช้จ่าย งบประมาณนั้นได้มีการจัดสรรอย่างเหมาะสม ตรงเป้าหมาย แต่ก็ยังมีจุดที่ดิฉันมีข้อสังเกต มีข้อกังวล แล้วก็มีข้อห่วงใยว่าการใช้จ่ายงบประมาณนั้นจะมีประสิทธิภาพ แล้วก็เกิด ประสิทธิผล คุ้มค่า แล้วก็ยังมีข้อที่จะต้องให้ข้อสังเกตเอาไว้ ยกตัวอย่างก็คือเนื่องจาก งบประมาณมีอยู่หลายแหล่ง นอกจากในตัวพระราชบัญญัติฉบับนี้แล้วก็ยังมีงบประมาณที่อยู่ ในงบของพระราชบัญญัติเงินกู้หรือว่างบกลางของปีที่แล้วที่จะต้องเอามาดูประกอบกัน ดิฉันดูในงบล่าสุดเลย มติ ครม. เมื่อวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๖๕ ได้มีการอนุมัติงบกลางที่ตั้งไว้ เป็นกรณีสำรองจ่ายเพื่อฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อดำเนินโครงการประสิทธิภาพการบริหาร จัดการทรัพยากรน้ำในช่วงฤดูฝน ปี ๒๕๖๕ และกักเก็บน้ำฤดูแล้ง ปี ๒๕๖๕ และปี ๒๕๖๖ ดิฉันกราบเรียนว่าเป็นโครงการที่ดีนะคะ ดิฉันได้ดูมติ ครม. เมื่อสัปดาห์ก่อนนี้เองก็เห็นว่า เป็นโครงการที่ดี ที่เป็นห่วงก็คือว่าในงบปี ๒๕๖๖ ที่ขอมานี้ งบประมาณในการบริหารจัดการ น้ำ ไม่ว่าจะอยู่ที่ในแผนบูรณาการน้ำก็ดีก็จะมีรายการโครงการต่าง ๆ เหมือนกัน อันนั้นเราก็สามารถจะเรียกเอกสารมาตรวจสอบได้ว่าโครงการจะอยู่ที่ไหน อย่างไร แต่พอมา ดูมติ ครม. ที่ใช้งบกลางปี ๒๕๖๕ ก็มีรายการว่ามีประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าโครงการเช่นกัน ดิฉันก็เลยมีคำถามว่าแล้วงบที่จัดสรรในช่วงนี้ แล้วคงจะมีบางรายการที่ปรากฏอยู่ในงบ ปี ๒๕๖๖ เพราะว่ามันมาจากแผนที่สำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติรวบรวมเอาไว้ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าได้ใช้งบจากก้อนไหนไปแล้ว เป็นต้น นอกจากนั้นแล้วฤดูกาล ที่อนุมัติงบประมาณอนุมัติเดือนนี้สิงหาคม แล้วก็บอกว่าให้ดำเนินการให้เสร็จภายใน ๑๒๐ วัน ตอนนี้ทุกคนก็ทราบว่าเป็นฤดูน้ำหลาก โครงการที่เกี่ยวกับการจัดการขุดลอกแหล่งน้ำต่าง ๆ ก็ดี ในช่วงระยะนี้ไม่สามารถทำได้ถ้าโดยเฉพาะที่อยู่ริมน้ำ ดังนั้นดิฉันก็ยังคิดว่าเป็นตัวอย่างว่า การจัดสรรงบประมาณนี้ช่วงเวลามันจะต้องเหมาะสมกับฤดูกาลด้วยถ้าเป็นการขุดลอกอะไร ต่าง ๆ ควรจะทำได้ภายในไตรมาสที่ ๒ หรือไม่ควรจะเกิน ๓ ถ้ามาทำในช่วงนี้น่าจะทำให้ งานไม่เกิดประสิทธิภาพ ต่อมาดิฉันก็คิดว่าในส่วนที่มีหลายโครงการที่ได้ขอรับงบประมาณ ไปแล้ว ไม่มีความพร้อมของโครงการ ไม่สามารถทำงานได้ เราดูผลการเบิกจ่ายที่ผ่านมา หลายโครงการได้รับงบไป ติดขัดปัญหาอุปสรรค ที่ดินไม่พร้อม ยังไม่มีการส่งมอบพื้นที่ หรือว่าบางโครงการมีผู้คัดค้าน เหล่านี้ก็จะมีโครงการมากมายที่มีงบค้างท่ออยู่ ดังนั้นดูอีกเหมือนกันในมติ ครม. ก็มีการรายงานเรื่องของการติดตามการใช้จ่ายงบประมาณ เขียนไว้ชัดเจนนะคะ บอกว่าโครงการที่ลงทุนไม่ได้รับงบประมาณไปแล้วไม่สามารถ ดำเนินการได้อย่างไร เช่นกันค่ะดังนั้นงบประมาณปีนี้ก็จะเกิดปัญหาทำนองเดียวกัน นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีโครงการประเภทที่เขาเรียกว่างบไม่ตรงปกก็คือโครงการเขียนมา แบบหนึ่งว่าจะทำโครงการอะไร แต่ว่าพอไปดูเนื้อในก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง อย่างนี้เป็นต้น ก็อยากจะขอให้ได้มีการปรับปรุง รวมทั้งนี้ยังมีบางโครงการก็คือหน่วยงานที่ขอเข้ามาไม่ได้ เป็นผู้ใช้ หน่วยผู้ใช้งบประมาณไม่ได้เป็นผู้ขอนะคะ เรียกว่าตั้งงบประมาณไว้ไม่ตรงกับที่ หน่วยรับงบประมาณดำเนินการ เหล่านี้ดิฉันก็จะพูดทุกครั้งว่าขอให้หน่วยไหนที่เป็นผู้ดูแล โครงการรับงบประมาณต้องเป็นผู้ขอไม่อยากให้มีการตั้งงบฝากไว้ นอกจากนั้นแล้วยังพบว่า ยังมีรายการที่มีการโอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณในหลายโครงการก็คือเมื่อได้รับงบประมาณ ไปแล้ว อนุมัติจากสภาไปแล้ว พอไปถึงก็อาจจะมีเหตุต่าง ๆ แล้วก็ไปขอโอนเปลี่ยนแปลง เหล่านี้ก็จะเป็นตัวอย่างที่ดิฉันอาจจะไม่ได้ยกรายละเอียดได้ทั้งหมดด้วยเวลาอันจำกัด แต่ว่าก็ขอกราบเรียนว่าเราได้ตรวจสอบคำของบประมาณ ๗๐๐ กว่าหน่วยงานที่เข้ามา ในการพิจารณาของกรรมาธิการ บางหน่วยงานก็ไม่สามารถจะตรวจสอบได้เพราะว่าถ้าเป็น องค์กรอิสระหรือว่าองค์การมหาชนที่ได้รับเงินอุดหนุนไปทั้งก้อนนี้ค่ะ เวลาได้รับงบไปแล้ว ก็จะได้รับจัดสรรไปทั้งก้อนเลย ถึงแม้ว่าจะทำโครงการยังไม่ลุล่วงก็ได้จัดสรรไปแล้ว ดังนั้นถ้าเพื่อให้การจัดสรรงบประมาณในปีต่อ ๆ ไปทำได้มีประสิทธิภาพแล้วก็ตอบโจทย์ แก้ปัญหาของประชาชนได้มากก็ขอให้กำจัดจุดอ่อนเหล่านี้แล้วเราก็จะได้ใช้เงินงบประมาณ อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประสิทธิผล แล้วก็เอาไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้อย่าง แท้จริง ดิฉันจึงขอสงวนความเห็นปรับลดงบประมาณในมาตรา ๔ ตามเหตุผลที่ได้กล่าวแล้ว ก็ขอกราบเรียนท่านประธานค่ะ🔗
ขอบคุณนะครับที่รักษาเวลา ท่านที่ ๔ คุณสงวน พงษ์มณี ขอเชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม สงวน พงษ์มณี กรรมาธิการ ท่านประธานครับ ท่านจะลองรับฟังและทบทวนเกี่ยวเนื่องกันระหว่าง ผม ๔ คนที่เป็นกรรมาธิการ เราจะพูดเรื่องเดียวกันแต่คนละมุมมอง ท่านประธานครับ การจัดทำงบประมาณตามมาตรา ๑๔๔ มันระบุชัดนะครับว่าตั้งแต่วงเงินแล้วก็การจัด โครงการเข้าในวงเงินนั้น ๆ มันเกี่ยวข้องกับ ครม. และสำนักงบประมาณเท่านั้น ๔ ปีมานี้ มาตรา ๑๘๕ ของรัฐธรรมนูญ ใน (๒) มันได้แสดงภาพชัดเจนว่าเมื่อไม่ให้ ส.ส. เข้าไป เกี่ยวข้องกับการทำงานในพื้นที่แก้ปัญหาในพื้นที่ มันจึงเกิดการจัดงบประมาณเหมือนปีนี้ บางจังหวัดครึ่งหมื่น ๕,๐๐๐ กว่าล้านบาทมันเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะว่าการกำกับดูแลของ หน่วยตั้งคำขอมานี้มันไม่ชอบด้วยเหตุด้วยผล ถ้าไม่แก้ตรงนี้เราจะเป็นทาสของการเขียน รัฐธรรมนูญ ๒ มาตรานี้ให้มีคนกลุ่มหนึ่งได้ใช้เงินมหาศาลของเงินแผ่นดินครับ จริงอยู่ครับสำนักงบประมาณบอกว่าเงินนอกงบประมาณพวกผมก็ดูไม่ได้ หมายถึงกับ สำนักงบประมาณ ถูกต้องท่านดูไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่รับงบประมาณแผ่นดิน แต่เงินของ แผ่นดินสภาแห่งนี้ต้องตรวจสอบได้ ท่านประธานครับ ผมจะพูด ๓ เรื่องสั้น ๆ ในเวลา ๗ นาทีนี้ได้อย่างไร อันที่ ๑ พูดเรื่องกระบวนการจัดทำ อันที่ ๒ พูดถึงเรื่องเอาเงินหลวงไปใช้ มากมายและตรวจสอบไม่ได้คือเงินนอกประมาณ อันที่ ๓ กระบวนการจัดทำที่กลัวกันนักกันหนา ถึงขั้นที่ประธานคนแรกเมื่อสักครู่พูดขึ้นมาบอกว่า จัดทำอย่างนั้น อย่างนี้ตามที่แปรญัตติมา ที่จริงไม่ใช่เลยนะครับ ท่านประธานครับ ในวงเงินถ้าใครไปอยู่ นี่เป็นคำแปรญัตติจาก ๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท มี ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทในโครงการที่ขอมาอีก ก็แสดงว่าคำขอ ของหน่วยงานทั่วประเทศมันโอเวอร์ (Over) ไป มันเกินไปแสนกว่าล้านบาท นี่เฉพาะของ ทั้งประเทศ ของในประเทศเรานะครับ แต่นี่อีกฉบับหนึ่ง ๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านครับ นี่คือมาจากองค์กรตามรัฐธรรมนูญของรัฐสภาไม่อยู่ในขาวคาดแดง เพราะขาวคาดแดง จัดแบ่งเงินแล้วอย่างจำกัดจำเขี่ยด้วยวินัยการเงินการคลัง เห็นด้วยครับ แต่ว่าจัดไปแล้ว ทำไมไปกระจุก ทำไมทำอย่างนั้น เอาอำนาจที่ไหนมาทำ เมื่อทำเสร็จแล้วเป็นขาวคาดแดง แล้วเราต้องอามะ ภันเตตามนั้นหรือ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น รัฐบาลต่อไปเข้ามาอย่าให้รัฐธรรมนูญ ๒ มาตรานี้มาทำลายงบประมาณของประเทศเลยนะครับ ท่านครับ ท่านดูให้ดีนะครับ ถ้าหากว่าจัดอย่างเป็นธรรม อบจ. นี่ครับท่าน อบจ. หน้า ๑๖๗ ในเล่มใหญ่ ทั่วประเทศ ตัดเขาออกไป ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท เอาจังหวัดเดียวมาใส่ยังท่วมเลย พัฒนาทั้งประเทศ มีเหตุผลอธิบายอย่างไร ท่านเป็นคนจัดทำเอง พอถึงขั้นแปรญัตติ ๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธานต้องอภิปรายรวบรัด ๗,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี่ทำอย่างไรครับ เอาโยนในสภา ทั้ง ๒ ฝ่ายนี้ก็จัดกลุ่มกันทำ เราคัดเลือกกันเองจากที่ท่านทำมา เราถึงว่าเราไม่ผิดอย่างไร เพราะคุณเป็นคนแปรญัตติและผ่าน ครม. แล้ว เอาเข้ามาปุ๊บแล้วจัดให้ใครครับ จัดที่คุณลืมจัด คุณถ่ายโอนคุณก็ลืมจัด โรงเรียนคุณก็ลืมจัด หลาย ๆ หน่วยงานคุณลืมจัด บางหน่วยงาน น่าเกลียดมาก โอนเขาไปให้องค์กรอื่น ทุกปีเขาได้เงิน ๑๐๖ ล้านบาท เป็นเงินค่าประจำ ๗๙ ล้านบาท อีก ๒๗ ล้านบาทนี่เป็นเงินค่าอาหารสัตว์ของไนท์ซาฟารี ตัดออกปีนี้ การจัด งบประมาณปีนี้ช้างจะเอาที่ไหนมากิน แพนด้าจะเอาที่ไหนมากิน นี่คือการจัดของปีนี้ ท่านประธานครับ รายละเอียดมันอยู่ในนี้หมด ตรงนี้เป็นตัวฟ้อง ๒ อันนี้เป็นตัวฟ้องว่าเขาจัด มาละเอียดอย่างนี้ แล้วคุณเลือกได้เท่านั้น เหลือ ๓,๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่คุณไปจัด แบบนั้นตอบคำถามสังคมได้อย่างไรถ้ามีการร้องมันก็ผิด แต่พวกผมไม่ผิด เพราะพวกผม เป็นคนไม่เห็นด้วย แล้วฝ่ายรัฐบาลก็ไม่ผิดอีกเพราะเลือกเอาในนี้ ที่ผมพูดเรื่องอย่างนี้ ออกมาให้ท่านฟังว่า เราควรจะทบทวนการจัดของเราได้แล้ว ท่านครับ ครม. จะไม่ผิด อย่างเดียวนะ วันอนุมัติงบประมาณคุณไม่ได้อยู่ในห้องประชุม แต่พวกผมไม่ผิดต้องทำการ โต้แย้งเป็นหนังสือ ท่านประธานครับ ผมเองทำ ทำถึงท่านประธานไปแล้ว ไม่รู้ว่าท่านจะตอบ อย่างไร ผมไม่ถึง ป.ป.ช. ครับ ผมถึงท่านประธานเท่านั้น เพราะว่าเราพวกเดียวกัน แต่ถ้ามี คน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเขาพิจารณาแค่ ๑๕ วันท่านประธาน แล้วก็หลุด ทั้งสภา หลุดทั้ง ครม. เลยนะครับ นี่คือการกำกับดูแลของคนที่เขียนกฎหมายโดยไม่ไว้ใจ ตัวแทนของประชาชนเลย เพราฉะนั้นใครที่ชื่นชม ๑๔๔ ดูให้ดีนะครับ กระบวนการจัดทำ งบประมาณมันไม่ผิด แต่ที่ผิดถ้าฟ้องนี่มันเป็นเรื่องการฮั้วประมูล แต่เอาเรื่องนั้นมาตัดสิน ในการทำงานของพวกเรา ท่านประธานครับ ท่านดูดี ๆ นะครับ ผมชมท่านประธานครับ ท่านดูนะครับ พีบีโอ (PBO) ของสภาได้เขียนชัดเจนว่าเงินนอกงบประมาณมากมายนั้น ท่านครับ ใช้อย่างไร ผิดพลาดอย่างไร ตรวจสอบไม่ได้อย่างไร ท่านครับ สั้น ๆ ท่านดูนะครับ ปี ๒๕๖๕ มีเงินนอกงบประมาณ ๔,๓๗๕,๑๔๗ ล้านบาท นี่ปี ๒๕๕๕ นะครับ เอาไปใช้ฟรี ๆ ไม่มีการตรวจสอบ ๑,๔๘๓,๑๓๓ ล้านบาท ๑,๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนั้นเอาไปใช้โดยไม่มี การตรวจสอบ ขนาดเอาไปใช้ ๑,๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เงินเหลือ ๒ ล้านกว่าบาท ยังได้เงินปีนี้เท่าไรครับ มีเงินอยู่ปีนี้ ๔,๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เห็นไหมครับ แล้วใช้ไปฟรี ๆ เท่าไร ๑๐๕,๐๐๐ ล้านบาท ไม่มีการตรวจสอบ รัฐสภานี่ยอมรับไหมการทำอย่างนี้ ผมรับไม่ได้นะครับ ผมจึงไม่รับ งบประมาณนี้เพราะเรื่องอย่างนี้ ไม่ใช่ไม่รับเพราะว่าผมเป็นฝ่ายค้าน ผมเน้นอย่างนี้นะครับ เอาเงินมากกว่าที่เราตรวจสอบ เราตรวจสอบ ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เอาเป็นเอาตายกันนี่ แต่ ๑๐๕,๐๐๐ ล้านบาทใช้ไปนี่ไม่มีใครตรวจสอบได้เลย นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ มันผูกพันทุกอย่าง ท่านกลัว พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง เวลาแปรญัตติเข้ามาท่านเลือกมาสิ ว่าอันไหนที่มันเกิน อันไหนที่มันไม่เกินในงบลงทุนสำหรับท่าน ก็ตัดสินใจอย่างนั้น ก็ไม่ต้องมี การผิด ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านรักษา เวลานะครับ ต่อไป พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ในฐานะกรรมาธิการที่ได้สงวนคำแปรญัตติ ท่านประธานที่เคารพครับ ร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๖ มีจำนวน ๔๐ มาตรา ซึ่งมาตราที่เรากำลังพูดนี้อยู่ใน หมวด ๑ หมวดทั่วไป คือมาตรา ๔ ที่พูดถึงภาพรวมว่าเราได้จัดงบประมาณไว้ ๓,๑๘๕,๐๐๐ ล้านล้านบาท โดยผมได้ขอสงวนคำแปรญัตติว่าจะขอตัดไปประมาณ ๖.๓๗ เปอร์เซ็นต์ ฐานที่จากการตัดเราก็ดูง่าย ๆ ว่าการใช้งบประมาณรายจ่ายย้อนหลังไปพอสิ้นปีงบประมาณ อย่างเพื่อนกรรมาธิการได้พูดไปจะใช้ไม่หมด จะเป็นเงินค้างท่อไว้ ซึ่งจริง ๆ แล้วงบประมาณ แต่ละปีต้องใช้ให้เสร็จภายในวันที่ ๓๐ กันยายนของปีงบประมาณนั้น ๆ เราก็พบว่ามีการ ค้างท่อ แล้วพอมีการค้างท่อไว้ก็คือเป็นภาระของประชาชน เพราะเงินก้อนที่ใช้ไม่หมด ก็มีภาระดอกเบี้ย เพราะส่วนใหญ่รัฐบาลจะมีหน้าที่กู้เป็นหลัก แล้วก็หารายได้เป็นเรื่องรอง จึงไม่มีความคิดเป็นอย่างอื่น เมื่อเป็นเงินกู้ เงินกู้ก็มีดอกเบี้ยจึงมีดอกเบี้ย ดังนั้นผมจึงใช้ ฐานจากข้อมูลดังกล่าวมาตัดไป ๖.๓๗ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานที่เคารพครับ ในการจัดทำ งบประมาณปี ๒๕๖๖ มันยังอยู่ในฐานเดิม ๆ ที่จัดมา โดยเฉพาะรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ ตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ ที่มาชี้แจงงบประมาณ ก็เป็นงบประมาณที่ไม่มุ่งผลในยุทธศาสตร์ คือมียุทธศาสตร์ก็ไม่ปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ ไม่มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ของการใช้จ่าย งบประมาณอย่างจริงจัง แล้วเดี๋ยวผมก็จะชี้ให้เห็นว่าผลสัมฤทธิ์ที่ไม่ได้ประเมินคืออะไร ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะตัด ผมอยากเป็นข้อมูลด้วยว่าในโครงสร้าง งบประมาณปี ๒๕๖๖ เราพบว่ามีการจัดเก็บรายได้ในช่วงประมาณการของปี ๒๕๖๖ กับรายจ่ายประจำมีตัวเลขห่างกันเล็กน้อย แล้วที่สำคัญก็คือการจัดทำดังกล่าวมันจะขัดต่อ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง เนื่องจากว่าเรามีเงินกู้ที่ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง เราได้ บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๐ (๑) ผมจะอ่านให้ฟังนิดหนึ่งว่า งบประมาณรายจ่ายลงทุน เงินกู้ ต้องมาใช้ในรายจ่ายลงทุนจะต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒๐ ของงบประมาณประจำปี และต้องไม่น้อยกว่าวงเงินที่ขาดดุลของปีงบประมาณนั้น ในปีนี้ในรายงานของสำนัก งบประมาณเราพบว่าเรามีรายจ่ายประจำอยู่ ๒,๓๙๖,๙๔๒ ล้านล้านบาทเศษ แต่เรามีรายได้ เพียง ๒,๐๔๙,๐๐๐ ล้านล้านบาทเศษ คือเรามีเก็บเงินทั้งหมดแล้วเหลือเงินรายได้อยู่แค่ ๙๓,๐๐๐ ล้านบาท ๙๓,๐๐๐ ล้านบาท แสดงว่าประชาชนที่เสียภาษีอากร แล้วก็มีการจัดเก็บทั้งหมดเราเอามาเป็นรายจ่ายประจำทั้งหมด รายจ่ายประจำ ผมก็กราบเรียนว่าส่วนใหญ่ไม่ได้สร้างจีดีพี (GDP) ให้เกิดขึ้น ไม่ได้สร้างความเจริญ ทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้น แต่มันเป็นการสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนให้กับรัฐราชการ แต่เป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำให้กับประชาชนโดยเฉพาะสิ่งที่เราจะทำให้เราเห็นก็คือกรณี ของรายจ่ายประจำเวลามาจัดงบแล้วเราก็พบว่าเราจะมีงบประมาณที่ไปกระจุกตัวอยู่ใน กรุงเทพมหานครแล้วก็ในส่วนกลางประมาณ ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ เหลืออีก ๒๖ เปอร์เซ็นต์ เรามีใจบุญของรัฐบาลนี้เกลี่ยไปให้ ๗๖ จังหวัด อันนี้คือโครงสร้างงบประมาณแล้วก็ประเทศไทย ไม่ใช่กรุงเทพฯ ที่เดียวนะครับ ประเทศไทยผมคิดว่าต้องรวมทุกภูมิภาคของประเทศไทย ท่านประธานที่เคารพครับ อันนี้จึงเป็นที่มาของเหตุที่ผมต้องตัดเพราะว่าประการต่อมา ที่ผมเห็นได้ชัดก็คือมีการกระจุกตัว ไม่กระจายตัว ซึ่งอันนี้ขัดรัฐธรรมนูญนะครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๕ เราระบุว่าไว้เลยประชาชนต้องมีโอกาสได้รับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะได้รับการเจริญเติบโตจากงบประมาณก็อย่างที่ผมได้กราบเรียนไปแล้ว ว่า ๗๔ เปอร์เซ็นต์เป็นงบที่มากระจุกตัวในกรุงเทพฯ แล้วก็งบกลางที่อยู่ในมือของท่านนายก แล้วก็ประมาณ ๒๖ เปอร์เซ็นต์นี่มีการกระจายตัวไปในจังหวัดต่าง ๆ และบนจังหวัดต่าง ๆ ที่กระจายตัวส่วนใหญ่ก็จะกระจายตัวเป็นแบบกระจุกตัวอย่างที่มีท่านกรรมาธิการสงวน ได้พูดไปก็คือไปกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ของรัฐมนตรีที่อยู่ในรัฐบาลนี้ กับ ส.ส. ที่อยู่ในรัฐบาลนี้ ส่วนในพื้นที่ที่ไม่มีรัฐมนตรีหรือ ส.ส. ส่วนใหญ่ก็อยู่ตามยถากรรมเหมือนเดิม ท่านประธาน ที่เคารพครับ ประการสำคัญที่ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ที่จะให้อภัยกับการงบประมาณไม่ได้ ก็คือการบริหารงบประมาณที่ผ่านมาไม่มีประสิทธิภาพ เกิดต้นทุนดอกเบี้ยสูง อย่างผม ยกตัวอย่างให้เห็นคือเงินที่มาลงทุนทั้งหมดเป็นเงินกู้เงิน เงินกู้ไม่ได้กู้มาเปล่า ๆ เป็นเงินกู้ ที่มีดอกเบี้ย แล้วดอกเบี้ยในสภาที่นี้ท่านประธานได้กรุณาตามเอกสารให้ผมก็พบว่า มีดอกเบี้ยอยู่ร้อยละ ๒.๔-๒.๕ ขณะที่เงินฝากของประชาชนเวลาไปฝากกับแบงก์ร้อยละ ไม่ถึงสลึง ประมาณสลึงเดียว ก็คือธนาคารก็หากินกับการให้รัฐกู้ แต่รัฐกู้ก็จำเป็นต้องกู้ แต่กู้มาแล้วกลับไม่ใช้เพราะว่าประชาชนคือผู้มีเสียงที่ไม่มีเสียง ดังนั้นเงินจึงกระจุกตัว ผมจึงยกตัวอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบกลางจึงเป็นงบที่มีการค้างท่อมากที่สุด จากเหตุผล ดังกล่าวครับ ผมจึงขอสงวนตัดไว้ประมาณ ๖ เปอร์เซ็นต์ดังที่กล่าวข้างต้นครับเพื่อนำไปใช้ ในส่วนที่จำเป็นครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ท่านกรรมาธิการที่สงวนความเห็น ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการงบประมาณ ในมาตรา ๔ งบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๖ จำนวน ๓.๑๘๕ ล้านล้านบาท ผมขอสงวนคำแปรญัตติปรับลดลงร้อยละ ๑๐ เหตุผลที่ผมมีความจำเป็น ที่จะต้องปรับลดงบประมาณลง เนื่องจากว่าในยอดงบประมาณรวม ๓.๑๘๕ ล้านล้านบาท เรามาจากการจัดเก็บรายได้ในยอด ๒.๔๙๐ ล้านบาท แล้วก็เป็นการกู้ชดเชยครับ ท่านประธานอีกจำนวน ๖๙๕,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ รายจ่ายประจำ ในงบประมาณปี ๒๕๖๖ นี่นะครับคิดเป็นร้อยละ ๗๘.๒ เปอร์เซ็นต์ ก็ประมาณ ๒.๔๘๙ ล้านบาท มีงบลงทุนครับท่านประธาน จำนวน ๖๙๕,๐๗๗ ล้านบาท นี่ตอนที่ตั้งครับ ท่านประธาน ท่านประธานจะเห็นว่างบลงทุนกับการกู้ชดเชยการขาดดุลมันใกล้เคียงกันมาก แล้วท่านประธานครับผมต้องเรียนท่านประธานว่างบลงทุนเรามีน้อยนะครับ เนื่องจากว่า รายจ่ายประจำเราก็สูง และขณะเดียวกันการจัดเก็บรายได้ในช่วงภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ การจัดเก็บรายได้ก็น้อยแล้วก็จะไม่เข้าเป้าด้วย ท่านประธานครับ การตั้งงบประมาณที่มี งบรายจ่ายในการลงทุนน้อยแล้วยังมีความฟุ่มเฟือยไม่เหมาะกับสภาวะทางเศรษฐกิจ ในขณะนี้ ผมยกตัวอย่างท่านประธานครับว่าอย่างงบประมาณที่ตั้งไว้มีการใช้จ่ายนำไปซื้อ อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ผมคิดว่าไม่มีความจำเป็นในภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้เลย ยกตัวอย่าง กองทัพเรือครับ งบประมาณปี ๒๕๖๖ ๔๐,๑๒๓ ล้านบาทนะครับ ก็ยังมีปัญหา ท่านประธานครับ เรือดำน้ำ ท่านประธานครับซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ตั้งไว้ตั้งแต่ งบประมาณปี ๒๕๖๐ ขณะนี้ก็มีปัญหาว่าเรือดำน้ำไม่สามารถที่จะหาเครื่องยนต์ตามสัญญา ก็คือเครื่องยนต์เอ็มทียู ๓๙๖ (MTU 396) ของเยอรมันมาติดตั้งให้ และขณะเดียวกันเรื่องนี้ แทนที่ว่าทางกองทัพเรือจะได้รีบดำเนินการแก้ไขปัญหาแต่กลับมีการพยายามซื้อเวลาแล้วก็ มีแนวโน้มมีท่าทีว่าจะเปลี่ยนเอาเครื่องยนต์ที่ผลิตในประเทศจีนรุ่นซีเอชดี ๖๒๐ (CHD 620) มาใส่ทดแทนนะครับ ซึ่งผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่านี่ครับแสดงให้เห็นถึงว่าการใช้ งบประมาณมันมีความฟุ่มเฟือยครับแล้วก็มันไม่เหมาะกับสภาวะทางเศรษฐกิจในขณะนี้ นอกจากนี้กองทัพเรือก็ยังมีงบประมาณในปี ๒๕๖๖ ก็คือการจัดซื้อยูเอวี (UAV) ก็คืออากาศยาน ไร้คนขับอีกจำนวน ๓ ลำ ๔,๐๐๐ กับ ๗๐ ล้านบาทอย่างนี้ ท่านประธานครับ แสดงให้เห็น ถึงอะไรครับ แสดงให้เห็นถึงว่าการใช้จ่ายงบประมาณเป็นงบลงทุนก็มีน้อยอยู่แล้วแต่กลับ เอาเงินจำนวนมากไปซื้อของอาวุธยุทโธปกรณ์จากต่างประเทศอีก ต่อไปผมยกตัวอย่าง อีกอันหนึ่งที่เห็นได้ชัดเลยครับท่านประธานก็คือในงบประมาณปี ๒๕๖๖ มีการจัดซื้อรายการ ใหม่เลยก็คือเป็นเครื่องบินรบทางยุทธศาสตร์เอฟ-๓๕ เอ (F-35A) ของกองทัพอากาศ ซึ่งในปี ๒๕๖๖ ก็จะมีการตั้งงบประมาณไว้ในการจัดซื้อจำนวน ๒ ลำ แต่ผมต้องกราบเรียน ท่านประธานว่าราคาเครื่องบินเอฟ-๓๕ เอ (F-35A) ราคามันแพงมาก เครื่องบินเปล่า ๆ ลำหนึ่ง ๗๘ ล้านเหรียญ ยังไม่รวมอาวุธก็ประมาณ ๒,๘๐๐ ล้านบาท แล้วถ้าจะซื้อใหม่ คือหมายความว่าถ้าเราได้เริ่มซื้อปีนี้ก็จะต้องทยอยซื้อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะครบ ๑๒ ลำ แล้วท่านประธานครับเครื่องบินที่เราซื้อทั้งหมดก็เป็นเครื่องบินที่ไม่มีอาวุธ เป็นเฉพาะ เครื่องบินเปล่า ๆ ซึ่งมันก็จะเป็นปัญหาในอนาคตที่ทางกองทัพอากาศจะไม่มีเงินไปทำอะไร อย่างอื่นเลยในการพัฒนากองทัพแล้วก็ที่จะซ่อมดูแลเครื่องบินเก่า อุปกรณ์เรดาร์ต่าง ๆ ที่จำเป็น เพราะว่าท่านจะต้องตั้งงบประมาณชนเพดานทุกปี ๆ ในการจัดซื้อเครื่องบินรบเอฟ-๓๕ (F-35) และขณะเดียวกันราคาค่าใช้จ่ายชั่วโมงบินหนึ่งก็ถึง ๑,๓๐๐,๐๐๐ บาทต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นราคาที่สูงมาก ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่ารายละเอียดเดี๋ยวผมจะกราบเรียน ท่านประธานในงบประมาณมาตรา ๘ กระทรวงกลาโหมในรายละเอียด แต่ผมต้อง กราบเรียนท่านประธานครับว่าผมต้องการชี้ให้ท่านประธานได้เห็นว่าการใช้จ่ายงบประมาณ ที่เรามีอยู่จำกัดแล้วก็อยู่ในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจในขณะนี้กลับนำไปซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ จำนวนมากซึ่งมันไม่มีความจำเป็นในสถานการณ์ในขณะนี้ นอกจากนี้ท่านประธานครับ ท่านประธานเห็นไหมครับในงบประมาณปี ๒๕๖๖ เรามีการชำระเงินกู้คืนจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งต้องเรียนท่านประธานว่าเหมือนเรากู้มาแล้วก็เอาไปชำระเงินกู้ เหมือนว่าเราไม่ มี มีแต่หนี้เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ ซึ่งตรงนี้มันจะเป็นปัญหาในการบริหารประเทศแล้วก็เป็น อันตรายในสภาพการเงินการคลังของประเทศในอนาคต แล้วขณะเดียวกันงบประมาณในปี ๒๕๖๖ ที่จะนำไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนซึ่งขณะนี้ ประสบปัญหาในเรื่องของโควิด (COVID) หนักอย่างยิ่ง ในปีนี้ก็ยังไม่เห็นมีอะไรที่เป็นรูปธรรม ที่ชัดเจน นอกจากนี้ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจของแพง น้ำมันแพง แล้วก็ ค่าครองชีพ ค่าไฟฟ้าอะไรต่าง ๆ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะแพงยิ่ง ๆ ขึ้นในปีนี้ ในงบประมาณ ปี ๒๕๖๖ ที่ตั้งไว้ ๓.๑๘๕ ล้านล้านบาทก็ยังไม่มีทิศทาง หรือไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการ ที่จะเข้าไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่กำลังลำบากอยู่ในขณะนี้ ผมจำเป็นที่จะต้องขอ ปรับลดงบประมาณลงร้อยละ ๑๐ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านกรรมาธิการที่สงวนความเห็นอีกท่านหนึ่งนะครับ คุณอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม อย่างไร ถ้ากรรมาธิการประสงค์จะอภิปรายกรุณาส่งชื่อนะครับ เมื่อจบแล้วจะได้ให้ผู้แปรญัตติครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ งบประมาณรายจ่าย ประจำปีนี้ ๓.๑ ล้านล้านบาทเศษ ในขณะเดียวกันรัฐบาลตั้งงบประมาณขาดดุลประมาณ ๕ ๖ แสนล้านบาท แสดงว่ารัฐบาลจัดเก็บเงินภาษีไม่ได้ตามเป้า นั่นประการที่ ๑🔗
ประการที่ ๒ ระหว่างการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีอยู่นั้นเมื่อมี การปรับลด กรรมาธิการปรับลดมาแล้ว ซึ่งฝ่ายบริหารคือฝ่ายรัฐบาลจะเป็นผู้แปรญัตติ เข้ามา ในขณะเดียวกันนั้นต้องกราบเรียนท่านประธานที่เคารพว่า ปรากฏว่ากฎหมาย มาตรา ๑๔๔ นั้นห้ามผู้ที่อนุมัติมีส่วนได้ส่วนเสียกับหน่วยงานที่จะเข้าไปลงในพื้นที่ ต้องกราบเรียนท่านประธานที่เคารพทำให้มีความสับสน ในขณะเดียวกันนั้นทางรัฐบาลได้ขอ แปรญัตติมาให้กองทุนฟื้นฟูประมาณ ๑,๔๐๐ ล้านบาทเศษ ในขณะเดียวกันกรรมาธิการ ก็กังวลว่าในขณะนั้นจะถูกหรือผิด ในฐานะที่ผมเป็นคนหนึ่งซึ่งเคยเป็นผู้ริเริ่มตั้ง พระราชบัญญัติฉบับนี้แล้วก็เคยเป็นประธานมา กฎหมายในกองทุนฟื้นฟูนั้นเขียนไว้ชัดเจนว่า เมื่อมีตำแหน่งทางการเมืองคือสภาผู้แทนราษฎรก็จะสิ้นสุดไปโดยปริยาย ปรากฏว่าถกเถียง กันพอสมควร เนื่องจากว่า ๒ ๓ ปีที่ผ่านมานั้น กรรมาธิการตัดงบประมาณกับกองทุนฟื้นฟู ซึ่ง พ.ร.บ. กองทุนฟื้นฟูนั้นเกิดมา ได้เขียนไว้ชัดเจนว่างบประมาณรายจ่ายประจำปีของทุกปี รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณไปให้ ครั้งแรก ๑,๖๐๐ ล้านบาท แต่ต่อมาปรากฏว่าไม่ได้ ดำเนินการตาม พ.ร.บ. กองทุนฟื้นฟู ในขณะเดียวกันนั้นหน่วยงานหลายหน่วยงานที่รัฐบาล ได้แปรตัดไป แน่นอนครับ ช่วงแรกก็คิดว่าถ้าอนุมัติไปซึ่งผมมีส่วนได้ส่วนเสียในฐานะที่เป็น กรรมาธิการ จึงขอกราบเรียนด้วยความเคารพว่ามันไม่ใช่ เพราะว่าพนักงานในนั้นถึงจะมี สายเลือดผมก็จริงอยู่แต่ก็เป็นพนักงานของรัฐ แต่ในขณะเดียวกันผมอยากให้เป็นบรรทัดฐาน ในขณะเดียวกันรัฐบาลได้แปรงบประมาณไปให้หน่วยงานต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่นกองทัพ ซึ่งสมาชิกได้กราบเรียนไปแล้วนั้นเกี่ยวกับการซื้ออาวุธ ต้องกราบเรียนว่า ผบ. เหล่าทัพ เป็นนักการเมือง เป็นวุฒิสมาชิก ถามว่าผิดหรือไม่นี่คือปัญหา เนื่องจากการบริหารจัดการ งบประมาณรายจ่ายประจำปีจึงไม่ชัดเจน ซึ่งเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้ว ถามว่าวันนี้ กรรมาธิการจะผิดกฎหมายหรือไม่ จะขาดคุณสมบัติหรือไม่ ดังนั้นผมได้แปรตัดงบประมาณ ไว้ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ ก็เนื่องจากว่าความไม่ชัดเจนในการจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน ต้องย้ำ อีกครั้งหนึ่งว่าวันนี้กรรมาธิการได้มีมติเห็นชอบให้เหล่าทัพได้แปรญัตติงบประมาณเข้าไป จำนวนไม่น้อยกว่า ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพราะฉะนั้นถามว่าวันนี้วุฒิสมาชิกซึ่งเป็น นักการเมือง ผบ. เหล่าทัพเป็นวุฒิสมาชิกก็ต้องโหวตเสียงด้วย เพราะฉะนั้นวันนี้ผมต้องกราบเรียนด้วยความเคารพว่าตรงนี้มีความกังวล เนื่องจาก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะต้องเป็นผู้พิจารณาลงมติเห็นชอบ ถ้าหากลูกหลาน เป็นนักการเมืองท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นนายก อบจ. ไม่ว่าจะเป็น อบต. หรือเป็นสมาชิกท้องถิ่น ทั้งหมดนั่นคือนักการเมือง และกรรมาธิการก็ได้จัดงบประมาณมีมติเห็นชอบตามที่รัฐบาล ขอมามันผิดหรือไม่ ถ้าผิดผมเชื่อวันนี้ถ้าจะฟ้อง แน่นอนครับสภาผู้แทนราษฎรจำนวนมาก จะมีญาติเป็นนักการเมืองท้องถิ่น เมื่อจัดงบไปลงในพื้นที่นั้นมันก็จะมีความผิดด้วย เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานว่าควรจะเอาความชัดเจนตรงนี้ ฝ่ายสำนัก งบประมาณแผ่นดินคือ ผอ. ระหว่างลงมตินั้นท่านขออนุญาตเดินออกนอกห้องประชุม เพราะท่านไม่มั่นใจว่างบประมาณที่จัดสรรนั้นมันก็กลับไปสู่ทางงบประมาณ ถ้าท่านอยู่ ในห้องประชุมมันก็จะมีความผิดเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงไม่ชัดเจน จึงขอปรับลดงบประมาณ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ ขอบพระคุณมากท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ผู้สงวน ความเห็นกรรมาธิการก็มี ๗ ท่าน ต่อไปจะเป็นเรื่องของผู้แปรญัตติ ๖ ท่าน🔗
ท่านประธานครับขออนุญาต🔗
ครับผม เชิญเลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ในฐานะกรรมาธิการผู้สงวนความเห็น ซึ่งผมสงวนในเรื่องตัวหนังสือ กรณีนี้ผมเห็นว่ามีความจำเป็น เนื่องจากในการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เมื่อ ๓๑ พฤษภาคมที่ผ่านมา ขออนุญาตเอ่ยนามท่านผู้นำฝ่ายค้าน ได้ขึ้นสไลด์ (Slide) ถามเกี่ยวกับว่างบปีที่ผ่านมาปรับลดต่ำไปกว่าร้อยละ ๒๐ น่าจะผิดวินัย การเงินการคลัง ต่อมาท่านนายกรัฐมนตรีได้ตอบเรื่องนี้ซึ่งเป็นสาระ ผมเห็นว่าคำกล่าวของ ท่านผู้นำและท่านนายกถูกทั้งคู่เป็นประเด็นข้อกฎหมาย ขออนุญาตท่านประธานย้อนไปดู คลิป (Clip) อันนี้ประมาณ ๒ นาที แล้วก็ผมจะได้กราบเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิก ว่าข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องมันมีทั้งรัฐธรรมนูญ มีทั้งกฎหมายวินัยการเงินการคลัง และกฎหมายวิธีการงบประมาณ ขออนุญาตให้ขึ้นคลิป (Clip) ก่อนครับท่านประธาน🔗
เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ขออนุญาตเรียนชี้แจงเรื่องที่สงวนความเห็นสืบเนื่องจากกรณี ดังกล่าวผมคิดว่าเป็นสาระสำคัญ เป็นประเด็นข้อกฎหมายที่เรียนว่าท่านผู้นำฝ่ายค้าน ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้กล่าวในสาระ ทีนี้ตัวบทพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ มาตรา ๒๐ (๑) บอกว่างบประมาณรายจ่ายลงทุนต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒๐ ทั้งตอนตั้งและตอนปรับแล้วอย่างที่ท่านผู้นำฝ่ายค้านว่า อันนี้ผมเห็นด้วย และอีกเงื่อนไขหนึ่ง ต้องไม่น้อยกว่าเงินส่วนที่ขาดดุลของงบประมาณประจำปีนั้น ทีนี้ท่านประธานครับ วันนี้เราปรับลดไปแล้ว ๗,๐๐๐ ล้านบาท ๖,๐๐๐ กว่าล้านบาทไปหน่วยรับงบประมาณ อีก ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาทไปส่วนองค์กรอิสระ ผมอยากให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิก ดูตารางอีกแผ่นหนึ่ง ขออนุญาตขึ้นตารางนี้ด้วย แล้วพวกผมจะอธิบายข้อกฎหมายต่อครับ🔗
ท่านประธานครับ งบประมาณ ปีนี้ตั้งมาถูกต้องทั้ง ๒ เงื่อนไข เราตั้งรายจ่ายลงทุน ๖๙๕,๐๗๗.๔ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๒๑.๘๒ คือไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒๐ ถูกต้อง เงื่อนไขที่ ๒ เรามีเงินขาดทุน ๖๙๕,๐๐๐ ล้านบาทอันนี้ก็ถูก ตอนตั้งถูกทั้งคู่ แต่พอเราปรับลดในกรอบสีแดง เราปรับลดรายจ่ายลงทุน เหลือ ๖๘๙,๔๗๙.๙ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๒๑.๖๕ ก็เกินร้อยละ ๒๐ ของมาตรา ๒๐ แต่ ๖๘๙,๐๐๐ ล้านบาทบาทเศษนั้นต่ำกว่า ๖๙๕,๐๐๐ ล้านบาทชัดเจนครับ ตัวเลขนี้ บวก ลบ คูณ หาร อย่างไรก็ต่ำกว่า ต่ำกว่ามันก็ขัด พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังนะครับ ทีนี้ความเห็นผมที่นำเรียนเพื่อนสมาชิกเพราะอะไรครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๒ บังคับ รัฐต้องรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด มาตรา ๑๔๒ ก็ยังกำหนดไว้ว่าทั้งนี้ตาม หลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ ท่านประธานครับ อีกนิดเดียว ทีนี้ปัญหาก็คือว่าหลายท่านในห้องกรรมาธิการก็เข้าใจว่าการปรับลด เราไปติด แค่เงื่อนไข มาตรา ๑๔๔ ของรัฐธรรมนูญ แต่กฎหมายวินัยกับวิธีการงบประมาณมาตรา ๖ ทั้งคู่ บัญญัติว่าการจัดทำไม่ใช่การตั้ง การจัดทำงบประมาณต้องเป็นไปตามวินัยการเงิน การคลังของรัฐ กรณีดังกล่าวของปีที่แล้ว ผมเป็นผู้ร้องไปที่ ป.ป.ช. กรณีนี้ก็เช่นเดียวกัน ผมติดใจมาตรานี้ การปรับลด ผมถึงบัญญัติให้แก้ไขเพิ่มเติมคำว่า ต้องไม่น้อยกว่าตามที่ อธิบายอยู่ในเล่ม เดี๋ยวกระผมต้องขอมติเรื่องนี้ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
ได้รับครับ เชิญท่าน ประธานคณะกรรมาธิการครับ รัฐมนตรีเชิญเลยครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ ขออนุญาตเรียนชี้แจงสั้น ๆ นิดหนึ่งครับ เรื่องที่มีประเด็นในการอภิปรายในเรื่องของ ประมาณการรายได้ แล้วก็เรื่องของรายจ่าย และมีข้อเสนอในเรื่องของการปรับลด งบประมาณปี ๒๕๖๖ ก็เรียนว่าโดยในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณปี ๒๕๖๖ ซึ่งกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่นั้นก็มีความเห็นในเรื่องของการยืนยัน ในเรื่องของวงเงินงบประมาณ ๓.๑๘๕ ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นวงเงินที่มีความเหมาะสม ก็ด้วยเหตุผล ๒ ประการ🔗
ประการที่ ๑ ก็เป็นเรื่องของความจำเป็นของหน่วยรับงบประมาณและการ จัดสรรให้กับงบลงทุนนั้นอย่างเพียงพอ ซึ่งก็มีประเด็นเยอะในเรื่องของการจัดสรรตรงนี้ ที่ท่านสมาชิกได้มีการประชุม แล้วก็มีการยกในข้อหารือเรื่องของญัตติต่าง ๆ ประเด็นเรื่อง ของโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่ทั่วถึง หรือมีการชำรุดเสียหายนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่ได้มีการจัด งบประมาณให้กับในเรื่องของการปรับปรุงในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานในต่างจังหวัด อีกเหตุผลหนึ่งก็คือในเรื่องของความจำเป็นที่จะต้องใช้จ่ายเงินในงบประมาณแผ่นดินในช่วง ของเศรษฐกิจนั้นที่กำลังฟื้นตัว ต้องเรียนว่าในกรณีของเศรษฐกิจบ้านเรานั้นอาจจะเป็นการ ฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ซึ่งอันนี้ชัดเจนว่าจากดัชนีตัวชี้วัด หรือตัวเลขในเรื่องของการท่องเที่ยว ในปีนี้นั้นก็ดีขึ้นโดยลำดับโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งก็มีการคาดการณ์โดยกระทรวง การท่องเที่ยวนั้นก็คาดการณ์ว่าประมาณ ๖-๘ ล้านในปีนี้เราจะทำได้ แม้กระทั่งบางรายนั้น ก็บอกว่าในช่วง ๕ เดือนสุดท้ายนั้นก็อาจจะทำให้นักท่องเที่ยวนั้นเพิ่มขึ้นมามากอาจจะไปถึง ๘ ล้านถึง ๑๐ ล้านนะครับ อันนี้ก็เป็นตัวเลขการคาดการณ์ แต่เรามีความเชื่อมั่นในเรื่องของ ภาคการท่องเที่ยวที่เริ่มดีขึ้นซึ่งก็จะนำมาในเรื่องของรายได้ ในเรื่องของการจัดเก็บของ รัฐบาล ในส่วนปี ๒๕๖๖ ซึ่งปี ๒๕๖๖ นั้นทั้ง ๒ เรื่อง คือเรื่องการท่องเที่ยวและการส่งออก ก็จะมีความขยายตัวอย่างต่อเนื่องก็เป็นที่มาของรายได้ แม้ว่าจะมีปัจจัยในเรื่องของความ ไม่แน่นอนอยู่อย่างน้อยก็ ๒ เรื่อง คือเรื่องของราคาพลังงาน ซึ่งขณะนี้นั้นถ้าหากเราดูตัวเลข ในช่วงสัปดาห์ที่แล้ว สัปดาห์นี้นั้นราคาก็ค่อนข้างที่จะออกไปในทางที่ปรับตัวลดลงอยู่ต่ำกว่า ๑๐๐ เหรียญต่อสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตามผมก็ไม่ได้บอกว่ามันจะต่ำอย่างนี้ตลอดไปก็ยังมี ความไม่แน่นอนอยู่ ส่วนที่ ๒ ก็เป็นเรื่องแนวโน้มในเรื่องของราคาทางด้านอาหารใน ตลาดโลกนั้นก็ยังมีความไม่แน่นอนอยู่ แต่สิ่งที่เราเห็นชัดเจนก็คือส่วนของรายได้จากภาคการ ส่งออก สิ่งที่เราจะต้องเติมเต็มเข้าไปก็คือในเรื่องของการใช้จ่ายในภาคการลงทุน และการใช้จ่ายของรัฐบาล เพราะฉะนั้นหากดูในเรื่องของกรณีเรื่องของรายได้ของการจัดเก็บ ของรัฐบาลในปี ๒๕๖๕ จนถึงขณะนี้นั้นก็ยังสามารถเก็บรายได้มากกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ ใน พ.ร.บ. งบประมาณ ปี ๒๕๖๕ และสูงกว่าการจัดเก็บรายได้ในปี ๒๕๖๔ ก็เป็นสิ่งที่ สะท้อนให้เห็นเรื่องของความสามารถในการจัดเก็บรายได้ซึ่งก็เป็นที่มาว่าจากการจัดเก็บ รายได้ที่เกินเป้าตรงนี้ก็สามารถที่จะนำส่วนหนึ่งนั้นมาช่วยในเรื่องของการลดภาษีให้กับราคา น้ำมัน ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ซึ่งก็อย่างที่เรียนว่าเราก็จะติดตามสถานการณ์เป็นช่วง ๆ ไป ดูทั้งด้านความเพียงพอของรายได้ การจัดเก็บ กับในเรื่องของขีดความสามารถในการที่จะเข้า ไปช่วยในเรื่องของการพยุงราคาน้ำมันเพื่อไม่ให้เป็นปัญหาสำหรับในเรื่องของการเพิ่มต้นทุน ให้กับราคาสินค้าต่าง ๆ อันนั้นก็เป็นประเด็นที่อยากจะเรียนชี้แจงว่าก็มีความมั่นใจว่า ในปี ๒๕๖๖ นั้นนอกเหนือจากการลงทุนของภาครัฐ การลงทุนของภาคเอกชนตามนโยบาย ของรัฐบาลนั้นก็จะก่อให้เกิดในเรื่องของการกระตุ้นในเรื่องของเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นจาก ปี ๒๕๖๕🔗
อีกประเด็นหนึ่ง ก็คือในเรื่องของมาตรการทางด้านการคลัง ซึ่งท่านสมาชิก ก็ได้มีการอภิปรายถึงในเรื่องของข้อจำกัดในเรื่องของการก่อหนี้ เรื่องของการใช้จ่ายที่อาจจะ เกินตัวไป ซึ่งก็ชัดเจนอยู่ใน ๒ ประเด็นว่าเรื่องของ พ.ร.บ. หนี้สาธารณะ กับในเรื่องของ ระดับหนี้สาธารณะของประเทศ กับในเรื่องของการใช้วงเงินในมาตรา ๒๘ ก็ขออนุญาตกราบเรียนว่าทางกระทรวงการคลังได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการนโยบาย การเงินการคลังในเรื่องของการขยายเพดานตรงนี้เพื่อเพิ่มพื้นที่ทางการคลังให้กับทางรัฐบาล ว่าในกรณีที่มีความจำเป็นนั้นรัฐบาลก็สามารถที่จะในกรณีที่จำเป็นนะครับ หรือกรณี ที่ฉุกเฉินก็สามารถที่มีพื้นที่ทางการคลังในการที่จะทำงานโดยใช้งบประมาณที่อยู่ นอกเหนือจากงบประมาณนี้ได้นะครับ ซึ่งหนี้สาธารณะนั้นขณะนี้ก็อยู่ที่ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องทำให้ได้ถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ การขยายนั้นก็เพื่อเพิ่มพื้นที่ เพียงแต่ว่ากรณีที่จำเป็นเราก็จะคุมไว้ให้อยู่ใน ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ในอีกส่วนหนึ่งก็คือเรื่องของ มาตรา ๒๘ นั้นมติคณะกรรมนโยบายก็ชัดเจนนะครับว่าให้กระทรวงการคลังนั้นเรียกเก็บ เรียกคืนวงเงินที่ได้มีการอนุมัติไป อนุมัติให้ใช้วงเงินล่วงหน้าไปนั้นให้ปิดโครงการต่าง ๆ ซึ่งตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงวันนี้ก็เราก็ปิดโครงการแล้วก็เรียกวงเงินคืนได้ประมาณ ๔๐,๐๐๐- ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ก็เป็นมาตรการที่รัฐบาลและทางกระทรวงการคลังได้ดำเนินการอยู่ ในขณะในนี้นะครับ เพื่อที่จะให้ความมั่นใจว่าในเรื่องของการบริหารในเรื่องของหนี้กับเรื่อง ของการใช้จ่ายเงินงบประมาณ นอกงบประมาณนั้นมีอยู่ในระดับที่รักษาวินัยการเงินการคลัง ก็ขออนุญาตกราบเรียนในเบื้องต้นเพียงเท่านี้ครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านกรรมาธิการสงวนความเห็นขออีกท่านหนึ่งขอเข้าชื่ออภิปรายท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชิญนะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะกรรมาธิการผู้สงวนคำแปรญัตติ ท่านประธานครับ ท่านรัฐมนตรีได้ลุกขึ้นมา ตอบนะครับว่าได้ขยายเพดานหนี้สาธารณะเป็น ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ ไม่แปลก แต่แปลกตรงที่ว่านายกรัฐมนตรีที่ยึดอำนาจมาแล้วก็อยู่มาถึง ๘ ปี วันนี้ได้สร้างตัวเลขหนี้ สาธารณะถึงเกือบ ๗๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว ปี ๒๕๖๕ หนี้สาธารณะ ๙.๘๓ ล้านล้านบาท เกือบ ๑๐ ล้านล้านบาทแล้ว นี่คือผลงานเพียงคนเดียวสร้างหนี้ได้ ๕ ล้านล้านบาท ผมถึงบอกว่านายกรัฐมนตรีของประเทศไทยตั้งแต่ต้นมาจนถึงท่านประยุทธ์เขาสร้างหนี้ไว้ ๕ ล้านล้านบาท แต่ท่านประยุทธ์สร้างคนเดียว ๕ ล้านล้านบาท ชนเพดานนะครับ เกือบ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ หนี้ครัวเรือน ๑๔.๕๘ เปอร์เซ็นต์ ๙๐.๑ เปอร์เซ็นต์ ก็คือว่าหนี้ครัวเรือนเกือบแตะ ๑๕ ล้านล้านบาท คือมันเป็นการสร้างสถิติใหม่ทุกสถิติสำหรับ ประยุทธ์ จันทร์โอชา วันนี้ไม่สามารถที่จะตั้งงบประมาณได้เกิน ๓,๑๘๕,๐๐๐ ล้านบาทได้ ทำไม่ได้ครับเพราะมันจะเกินเพดานหนี้สาธารณะ ท่านประธานครับ วันที่ ๒๔ สิงหาคมนี้ ครบ ๘ ปีของท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา วันที่ ๑๗ วันที่ ๑๘ วันที่ ๑๙ เสนองบประมาณ ถ้างบประมาณผ่านแล้ววันที่ ๑๙ อยากให้ท่านประยุทธ์ได้มายืนบนบัลลังก์นี้แล้วก็บอกว่า ผมพอแล้ว ผมมอบงบประมาณปี ๒๕๖๖ ให้กับพี่น้องประชาชนแล้ว ผมพอแล้ว ผมหยุดแล้ว มันจะสง่างามมากเลยนะครับ หลังจากวันที่ ๒๔ สิงหาคมไปนี้ เกิดศาลตัดสินว่าคุณครบอายุ ๘ ปี ไม่สามารถดำรงตำแหน่งต่อไปได้แม้แต่รักษาการณ์ รัฐมนตรีทั้งหลายประชุม ครม. อนุมัติทุกเรื่องติดคุกหมดครับ ติดคุกหมดครับ เพราะว่าไม่ชอบธรรมที่จะอยู่เป็นรัฐมนตรี เป็นนายกรัฐมนตรีอีกต่อไปแล้ว ท่านประธานครับ ภาษีของประเทศเก็บได้ ๒ ล้านล้านกว่าบาท ๒.๔ ล้านล้านบาท เงินลงทุน ๕ แสนล้านบาท กู้ทั้งหมด กู้ตลอดเวลา ตั้งแต่ยึดอำนาจมา ๘ ปี กู้ กู้ กู้มาจนถึงวันนี้แล้วจะกู้ต่อไป รัฐบาลใหม่ก็ต้องกู้ ใครก็ตามมาเป็นรัฐบาลต่อจาก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นรัฐบาลที่น่าเห็นใจที่สุด น่าสงสารที่สุดเพราะมาใช้หนี้ให้ เผด็จการ ไม่สามารถที่จะฟื้นเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็เป็นความหวังของพี่น้องประชาชนอยากได้ รัฐบาลใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ที่มีความคิดที่จะสร้างชาติอย่างจริงจังท่านประธานครับผมอยากจะ ให้ท่านประยุทธ์พ้นเสียตั้งแต่วันนี้ ไปเถอะครับไปเลี้ยงหลานเสียท่านประธานครับ เอื้อประโยชน์พวกพ้องงบประมาณกระจุกที่บ้านรัฐมนตรี ปี ๒๕๖๕🔗
ท่านพิเชษฐ์เอามาตรา ๔ เดี๋ยวมีผู้ประท้วงอีกเอามาตรา ๔ ก่อนครับ🔗
อันนี้ภาพรวมท่านประธานครับ🔗
ตอนบ่ายค่อยยื่นญัตติอีก🔗
ท่านประธานครับจะอยู่ในกรอบ ปี ๒๕๖๕ ผมก็เป็นกรรมาธิการเหมือนกัน เราตัดงบประมาณ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท เอาไปให้ งบกลางเพื่อเยียวยาโควิดเพื่อดูแลพี่น้องประชาชน วันนี้หายไปไหนครับกลับกลายเป็นว่า ปุ๋ยก็แพง ยาก็แพง น้ำมันก็แพง แต่สินค้าเกษตรถูก ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทนั้นผมเสียใจมาก ที่เอาไปให้งบกลาง แต่ไม่ได้มาช่วยใครเลยเราตรวจสอบไม่ได้ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท เราตรวจสอบไม่ได้เลยเป็นงบจำเป็นเร่งด่วนฉุกเฉิน ปีนี้ไม่ให้งบกลาง ๗,๖๐๐ ล้านบาท เอาไปให้ในส่วนที่เขาจำเป็นจริง ๆ คำขอมา ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่เราตัดได้ ๗,๖๐๐ ล้านบาทเอาไปให้ที่จำเป็น พี่น้องเกษตรกร พี่น้องกองทุนฟื้นฟูเกษตรกรท่านไม่เคยได้รับ งบประมาณเลย ปีนี้กรรมาธิการตัดให้ท่าน ๕๐๐ ล้านบาท พร้อมกับขาไปอยู่คุกครึ่งหนึ่ง ยอม เพราะว่าท่านไม่เคยได้รับงบประมาณเลย ดังนั้นขอฝากพี่น้องประชาชนว่าเราไม่หวัง งบประมาณประจำปี ๒๕๖๖ เราไม่หวังว่ามันจะแก้หนี้ประเทศ ไม่หวังว่าจะทำให้เราลืมตา อ้าปากได้ รอรัฐบาลใหม่ปีหน้าเลือกให้ดีเลือกคนที่รักพรรคที่ชอบ พรรคเพื่อไทย นี่ความหวังนะครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณนะครับ กรรมาธิการที่สงวนความเห็นยังมีไหมครับ ถ้าไม่มีแล้วจะให้ผู้แปรญัตตินะครับ มีผู้แปรญัตติ เข้าชื่อมาแล้ว ๘ ท่าน ท่านแรก คุณณัฐวุฒิ บัวประทุม ท่านที่ ๒ คุณเกียรติ สิทธีอมร ท่านที่ ๓ วีระกร คำประกอบ ท่านที่ ๔ คุณชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ท่านที่ ๕ คุณจิรายุ ห่วงทรัพย์ ท่านที่ ๖ นายนพดล แก้วสุพัฒน์ ท่านที่ ๗ คุณนิคม บุญวิเศษ ท่านที่ ๘ นายพิสิฐ ลี้อาธรรม ขอเชิญคุณณัฐวุฒิครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทองครับ ผมขอใช้สิทธิในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้แปรญัตติในมาตรา ๔ ของพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๖ ครับ แต่ก่อนที่ผมจะเข้าสู่เนื้อหาครับก็ต้องเรียนท่านประธานว่าท่านประธานกรรมาธิการได้กรุณา ตอบยืนยันว่าจะไม่ปรับลดใดต่าง ๆ ซึ่งผมคิดว่าเป็นการตอบที่เร็วไปสักนิดหนึ่ง ที่ท่านควร จะฟังตัวแทนของประชาชนโดยเฉพาะผู้แปรญัตติให้ครบถ้วนก่อนว่าเขามีเหตุผลมีเงื่อนไข มีหลักเกณฑ์ มีหลักการประการใดที่คิดว่ายังจำเป็นที่จะต้องขอให้มีการปรับลดงบประมาณ ของปี ๒๕๖๖ ท่านประธานครับ ผมขอใช้กรอบของกรรมาธิการท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ ในการอภิปราย ในการปรับลดงบประมาณที่พูดถึงเรื่องของภาพกว้าง ภาพใหญ่ ภาพไกล แล้วก็ภาพรวมครับ ในภาพกว้างครับงบประมาณประจำปี ๒๕๖๖ นั้นอยู่ที่วงเงิน ๓.๑๘๕ ล้านล้านบาทเศษ ผมขอปรับลดงบประมาณลง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ หรือคิดเป็นวงเงิน ๓๑๘,๕๐๐ ล้านบาทเศษ ซึ่งอยู่ในกรอบครับ แล้วอยู่ในกรอบที่ถึงแม้ท่านอาจจะบอกว่ามี การตัดงบประมาณลงไปบางส่วนประมาณ ๗,๐๐๐ กว่าล้านบาทนั้น แต่ก็ไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ที่ผมได้กรุณาขอยืนยันว่าจำเป็นที่จะต้องขอให้มีการปรับลดครับ พวกเรา เติบโตมาครับในยุคสมัยที่งบประมาณในขณะที่พวกผมเป็นวัยหนุ่มสาวนั้นมีงบประมาณทั้งปี ไม่ถึง ๑ ล้านล้านบาทเศษด้วยซ้ำเติม พวกผมเติบโตมาในยุคที่ประเทศไทยยังมีการใช้ งบประมาณที่เรียกว่างบประมาณเกินดุล และในบางช่วงเวลาก็มีการใช้งบประมาณที่เรียกว่า งบประมาณสมดุล ผมยังคลางแคลงใจ ว่าถึงแม้หลายปีที่ผ่านมาเราจะมีการใช้งบประมาณในการขาดดุลมาโดยตลอดซึ่งบางครั้ง ตัวเลขขึ้นไปถึง ๓.๓ ล้านล้านบาทเศษ ผมก็ต้องถามแทนพี่น้องประชาชน ซึ่งโจทย์แรก ท่านยังไม่เคยอธิบายในภาษาที่คนโดยทั่วไปเข้าใจว่าในขณะที่พวกเรามีการจัดเก็บรายได้อยู่ที่ ๒.๖ ล้านล้านบาทเศษ ตัวเลขบวกลบนิดหน่อยไม่มากไม่เกินไปกว่านั้น แต่เราจำเป็นต้องใช้ จ่ายถึง ๓.๑๘๕ ล้านล้านบาทนั้น ตกลงแล้วท่านต้องใช้วิธีการกู้ ท่านต้องใช้วิธีการหาเงิน ท่านต้องใช้วิธีการเอาเงินในอนาคตที่เป็นเงินภาษีของพี่น้องประชาชนไปจ่ายหนี้สาธารณะ ถึงแม้เราอาจจำเป็นที่จะต้องใช้การใช้งบประมาณแบบขาดดุลแบบนี้ในการแก้ไขปัญหาของ ประเทศ แต่ตกลงแล้วในภาพกว้างดังกล่าวนั้นท่านชี้แจงให้พี่น้องประชาชนที่ฟังภาษา ไม่ได้เข้าใจคำว่า วินัยการเงินการคลัง ไม่ได้เข้าใจคำว่า พ.ร.บ. งบประมาณ ไม่ได้เข้าใจคำว่า หนี้สาธารณะ นั้นจะเข้าใจได้อย่างไรถึงเหตุผลความจำเป็น และประเทศไทยมีแนวโน้ม จะต้องใช้งบประมาณในการขาดดุลแบบนี้ไปถึงเมื่อไร อย่างไร นั่นเป็นกรณีของภาพกว้างครับ🔗
ในกรณีของภาพใหญ่ เมื่อพูดถึงพื้นที่ทางการคลังครับ เมื่อผมดูรายละเอียด แล้วพบว่าในพื้นที่ทางการคลังโดยแท้มีการใช้งบประมาณอยู่ที่ประมาณ ๒๓๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง ท่านอาจจะพูดถึงงบกลางอีกประมาณเกือบ ๆ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขประมาณ ๑ ใน ๕ ของงบประมาณทั้งหมด แต่ว่าทั้งหมดทั้งมวลเงินจำนวนมาก ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ทางการคลังที่ควรเป็นภาพใหญ่ของอนาคตของประเทศ แต่ไปอยู่ในเรื่อง ของบบุคลากร ไปอยู่ในเรื่องของงบผูกพัน ไปอยู่ในเรื่องของงบสวัสดิการ ซึ่งคำถามของ งบสวัสดิการนั้นก็ถูกตั้งคำถามมาโดยตลอดว่าวันนี้ในสถานการณ์แบบนี้ประเทศไทย ยังจำเป็นที่จะต้องมีสวัสดิการในลักษณะที่เป็นสวัสดิการจำเพาะเจาะจงให้กับบางกลุ่ม มากน้อยขนาดไหน เพียงใด ผมไม่ได้พูดถึงสวัสดิการที่พี่น้องประชาชนจะได้รับแบบถ้วนหน้า แต่ผมพูดถึงสวัสดิการซึ่งแม้กระทั่งกรณีของรถควบคุมสั่งการหรือรถประจำตำแหน่ง ในหน่วยราชการอื่นนั้นถือเป็นงบสวัสดิการที่จำเป็นต้องพูดถึงหรือไม่ โดยเหตุผลดังกล่าว จะเห็นได้ว่างบประมาณภาพใหญ่นั้นไม่ได้นำไปสู่ในการแก้ไขปัญหาปากท้องให้กับพี่น้อง ประชาชน เคยมีงบกลางที่ผ่านกระทรวงการอุดมศึกษาไปสนับสนุนให้วิสาหกิจชุมชน ขอเงินมาใช้ที่นำไปสู่การเพิ่มปัจจัยการผลิตที่ผมเคยอภิปรายคร่าว ๆ ในการอภิปราย ไม่ไว้วางใจ ไปบอกกับพี่น้องประชาชนวิสาหกิจชุมชนที่จังหวัดพะเยาว่าคุณจะได้ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ต่อวิสาหกิจชุมชน แต่ท้ายที่สุดปัจจัยการผลิตที่ให้ไปคือไก่ ๖๐ ตัว พี่น้องประชาชนเขาฝาก มาเลยครับ อย่าดูแคลนเขาว่าเป็นคนโง่ ไม่ใช่เขาคิดไม่เป็นว่าไก่ ๖๐ ตัวนั้นราคาเท่าไร ไม่ใช่เขาคิดไม่เป็นว่ากระชังปลานั้นราคาเท่าไร แล้วทั้งหมดทั้งมวลนั้นไม่ถึง ๑๐๐,๐๐๐ บาท นั่นคือประเด็นภาพใหญ่ที่เราจำเป็นต้องทบทวนว่าตกลงเรากำลังเดินหน้าการแก้ไขปัญหา ในพื้นที่ทางการคลังในแบบใด ประการใด ซึ่งผมเห็นว่าบางส่วนนั้นท่านก็เขียนในข้อสังเกต🔗
ในกรณีของภาพไกลนะครับ ท่านสมาชิกหลายท่านพูดถึงในอนาคต หรือฉากทัศน์ของประเทศไทยชัดเจนว่าเรากำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ แต่วันนี้เรากำลัง ยังหาตัวเลขกันอยู่เลย เลิกกันสักทีเถอะครับ พวกบิ๊กดาตา (Big Data) พวกแมปปิง (Mapping) ใด ๆ ต่าง ๆ ที่ทำข้อมูลกันซ้ำแล้วซ้ำอีก สำนักงานสถิติท่านก็ทำข้อมูลแบบหนึ่ง สำนักงานที่สำมะโนประชากรก็มีข้อมูลแบบหนึ่ง กระทรวงนั้นกระทรวงนี้ก็มีข้อมูลแบบหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าท้ายที่สุดไม่ได้ตอบโจทย์ในประเด็นเรื่องของภาพไกลในการมองประเทศอย่างไร และแน่นอนครับ ภาพไกลดังกล่าวยังรวมถึงหนี้ภาครัฐที่มีมากขึ้นในทุก ๆ ปี แล้วผมไม่มั่นใจ ว่าในหนี้ภาครัฐดังกล่าวนั้นพี่น้องประชาชน ลูกหลานของเราในอนาคตจะต้องแบกรับอีก เป็นจำนวนเท่าไร ในท้ายที่สุดท่านประธานครับ ด้วยเหตุผลและบางประเด็นที่ผมได้นำเรียน ดังกล่าวข้างต้น ผมคิดว่าสำหรับพรรคก้าวไกลนั้น พรรคก้าวไกลเรามองงบประมาณ แบบก้าวไกลว่าต้องกระจายไม่กระจุก ต้องตอบโจทย์ทุก ๆ ปัญหา สวัสดิการต้องถ้วนหน้า และปวงประชาต้องเข้าถึงการใช้งบประมาณได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้น งบประมาณที่เราตั้งไว้ในปี ๒๕๖๖ มิได้ตอบโจทย์ดังกล่าวแต่ประการใด ด้วยเหตุผลทั้งหมดนั้น ผมคิดว่าในภาพรวมยังยืนยันที่จะขอตัดลดงบประมาณลง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ในวงเงิน ๓๑๘,๕๐๐ ล้านล้านบาท เพื่อคืนความสุขให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยอย่างแท้จริง ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณเกียรติ สิทธีอมร ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีราชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมได้ แปรญัตติไว้ปรับลดในภาพรวม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขอฟังคำอธิบายนะครับ บางเรื่องพอดี เมื่อสักครู่ท่านประธานกรรมาธิการได้อธิบายไปแล้วบางส่วนผมจะไม่พูดซ้ำ จะไม่ถามซ้ำ แต่มันมีส่วนที่ท่านได้ยืนยันว่ากรรมาธิการนำข้อสังเกตที่พวกเราอภิปราย ที่สมาชิกอภิปราย ในวาระหนึ่งไปพิจารณาด้วย ผมก็เป็นผู้หนึ่งที่อภิปรายตอนวาระหนึ่งนะครับ ประการแรก ที่ผมอภิปรายไว้ประเด็นที่น่ากังวลมากที่สุดก็คือว่าเราจัดงบประมาณนี้ตอบโจทย์ไหม โจทย์ที่เร่งด่วนที่สุดของประเทศไทยในวันนั้นที่ผมพูดถึงในวาระหนึ่ง ถึงวันนี้โจทย์นั้นยังอยู่ มันมีวิกฤติซ้อนวิกฤติ ๔ เรื่องหลัก ๆ ทั้งโควิด (COVID) ทั้งสงครามยูเครน-รัสเซีย ทั้งวิกฤติ พลังงานที่พุ่งแพงขึ้นไปนะครับ วิกฤติสงครามเงินเฟ้อยังมีอยู่นะครับ แล้วก็ยังไม่มีวี่แวว ว่าจะคลี่คลาย น้ำมันลดลงนิดหน่อย แต่ไม่มากพอครับ แต่ในขณะเดียวกัน น้ำมันลดลง ราคาหน้าปั๊มเพิ่มครับ ทุกคนถามผมหมดเลยครับ เมื่อวานนี้เองนะครับ พอมาประกาศว่า มันลดต่ำกว่า ๙๐ เหรียญต่อบาร์เรล แต่คนไปเติมน้ำมันบอกว่าทำไมราคาน้ำมันของเราเพิ่ม ไม่มีคำอธิบาย ตรงนี้นะครับ เดี๋ยวยังมีความกังวลในเรื่องว่าการจัดเก็บรายได้ยังเป็นไปได้ไหม จัดงบประมาณตอบโจทย์หรือไม่ โชคไม่ดีครับ วิธีการกระบวนการงบประมาณของเราไม่เคย สรุปให้ฟังว่าหลังจากไปผ่านกรรมาธิการแล้วปรับแก้อะไรไปบ้าง แล้วนำข้อสังเกตของ กรรมาธิการไปปรับแก้ตรงไหนบ้าง แล้วมันตอบโจทย์มากขึ้นหรือไม่ และพวกเราเองที่เป็น สมาชิกได้เอกสารมาไม่นานนี้นะครับ แล้วก็ต้องไปถอดรหัสกันเอง มันจะเป็นการดี ที่ท่านประธานกรรมาธิการหรือกรรมาธิการอธิบายให้ชัดนะครับว่าปรับอะไรไปบ้าง หลังจาก ฟังวาระหนึ่งไปแล้วปรับอะไรไปบ้าง แล้วตอบโจทย์ที่พวกเราเป็นกังวลอะไรบ้างนะครับ ตอนนั้นผมก็กังวลว่าสมมติฐานที่ตั้งไว้มันไม่ตรงเลยนะครับ สมมติฐานเรื่องไม่ว่าอัตราการ เจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ การจัดเก็บรายได้ไม่เกิดความมั่นใจ เมื่อสักครู่ ท่านรัฐมนตรีตอบแล้ว ท่านประธานกรรมาธิการยืนยันว่ารายได้นี้จะเก็บได้ก็บันทึกไว้ครับ ก็ดีใจครับ ถ้าเรามั่นใจว่าเราเก็บได้ตามนั้น แต่ในขณะเดียวกันการเจริญเติบโตไม่มีทางได้ ตามที่ตั้งสมมติฐานไว้ เพราะฉะนั้นก็เลยต้องมีคำถามว่าแล้วถ้าเป็นอย่างนั้นมั่นใจขนาดไหน ว่ารายได้เราจะเก็บได้ตามนั้น อันนี้ช่วยอธิบายนิดหนึ่งครับ เพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งก็ยังดีนะครับ อีกประการหนึ่งที่ผมคิดว่ายังมีความเป็นกังวลคือเรื่องหนี้สาธารณะ เมื่อสักครู่บางท่านพูดไปแล้ว ผมจะไม่พูดซ้ำ ท่านก็ยืนยันว่ายังอยู่ในกรอบ ก็ดีครับ อยู่ในกรอบผมก็สบายใจขึ้น แต่หนี้ ครัวเรือนละครับ หนี้ครัวเรือนท่านคงทราบนะครับ ท่านเป็นกรรมาธิการหลายท่านก็ใกล้ชิด ชาวบ้านอยู่ ตอนนี้มันเพิ่มขึ้นจากปี ๒๕๖๒ พอมาถึงปี ๒๕๖๔ มันเพิ่มขึ้น ๒๕ เปอร์เซ็นต์ นั่นคือวิกฤติโควิด (COVID) อย่างเดียวเลย หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น พอหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นแล้ว เรามีงบประมาณตรงไหนที่ไปตอบโจทย์หนี้ครัวเรือนไหมครับ ผมถอดรหัสผมหาไม่เจอครับ ตรงนี้ช่วยตอบทีชาวบ้านจะได้สบายใจนะครับ หนี้ครัวเรือนผมยังไม่พูดถึงหนี้นอกระบบ หนี้นอกระบบเพิ่มขึ้นเหมือนกันครับ เพิ่มขึ้นเยอะมากด้วยครับ หนี้นอกระบบเพิ่มขึ้น แล้วแนวทางของการจัดสรรงบประมาณเราจะไปแก้ปัญหาหนี้นอกระบบให้ประชาชนไหมครับ แล้วท่านประธานทราบไหมครับว่าหนี้นอกระบบคนที่กู้มากที่สุดคือเกษตรกรนะครับ หนี้นอกระบบเฉลี่ยคนละ ๙๐,๐๐๐ บาท มีงานวิจัยเยอะแยะนะครับ ตรงนี้หนี้นอกระบบ เราจะทำอย่างไรกับมันครับ ไม่มีความชัดเจนในแง่การจัดสรรงบประมาณในส่วนนี้นะครับ ก็อยากจะขอทราบเพราะมันเป็นปัญหาของชาวบ้าน เราเป็น ส.ส. เราต้องพูดปัญหาชาวบ้าน และปัญหานี้หมักหมมมาแล้วก็หนักหน่วงมากขึ้นกับวิกฤติทั้ง ๔ ที่เกิดขึ้นนะครับ อีกเรื่องหนึ่งที่ผมต้องขอซักเพราะผมพูดในวาระหนึ่งไปก็คือว่าเงินนอกงบประมาณครับ ท่านรวบรวมไว้ชัดเจนในฉบับที่ ๗ มีทั้งหมด ๘๑๗ หน้า เป็นตารางตัวเลขทั้งหมดเลย ไม่มีคำอธิบายใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่มีสมมติฐาน ไม่มีคำอธิบายเลย แล้วผมก็ตั้งคำถามนี้ไว้ แต่ครั้งนี้ผมยังไม่ได้ยินกรรมาธิการช่วยอธิบายหน่อยว่าท่านไปไล่ดูแล้วตัวนอกงบประมาณ มันยังใช่ไหมครับ แล้วเราจะบริหารจัดการแบบนี้หรือเปล่า เพราะมันสูงมากนะครับ ท่านประธาน มัน ๔ ล้านกว่าล้านบาท ๔ ล้านกว่าล้านบาทนี่สูงกว่างบประมาณทุกปี ของประเทศไทย จัดการอย่างไรดี ไม่มีคำอธิบายนะครับ เอกสารไม่มีคำอธิบาย ผมก็ซักไปแล้ว ในวาระหนึ่ง อันนี้ต้องขอทราบจริง ๆ ครับว่าท่านได้กลับไปทบทวนกันดูไหมครับว่าการ จัดสรรหรือการกำกับดูแลเงินนอกงบประมาณ สภาเองหรือแม้กระทั่งรัฐบาลเองเข้าไปดูได้ มากน้อยแค่ไหน เข้าไปบริหารจัดการได้มากน้อยแค่ไหน มีบางหน้าในหน้า ๖๐๓ ของเอกสารฉบับที่ผมอ้างถึงนี่นะครับ นอกจากไม่มีคำอธิบายแต่มีพูดถึงความเกี่ยวข้อง การโยกเงินระหว่างเงินนอกงบประมาณและงบกลางด้วย ผมก็ตั้งคำถามตั้งแต่วาระหนึ่งแล้ว ก็ยังไม่มีคำตอบ ตรงนี้ผมอยากฟังเพื่อความสบายใจนิดหนึ่งครับว่าเราบริหารจัดการ ทรัพยากรที่เรามีทั้งเงินในงบประมาณและเงินนอกงบประมาณนั้นอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนและตอบโจทย์ที่เป็นปัญหาเร่งด่วนของประชาชนมาก น้อยแค่ไหน อันนี้ก็ต้องเรียนถามท่านเพื่อความสบายใจของสมาชิกแล้วเราจะได้ผ่านงบประมาณ ไปอย่างสบายใจแล้วก็พูดได้อย่างเต็มปากว่าเราได้ทำหน้าที่ แล้วก็การจัดสรรงบประมาณ เมื่อผ่านสภาไปแล้วมีการปรับแก้ไปเพื่อตอบโจทย์ปัญหาเร่งด่วนของประชาชนมากที่สุดครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ครับ ขอบคุณนะครับ ท่านผู้แปรญัตติ คุณวีระกร คำประกอบ ครับ เชิญเลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งขอแปรญัตติไว้ในงบประมาณ มาตรา ๔ งบประมาณรายจ่ายประจำปี ๓,๑๘๕,๐๐๐ ล้านบาท โดยขอตัดลดลงไป ๑ เปอร์เซ็นต์ครับท่านประธาน สาเหตุที่ผมต้องมาพูดในมาตรานี้ ซึ่งเป็นมาตราพูดถึงงบประมาณโดยรวมของประเทศก็เพราะผมเห็นว่างบประมาณแผ่นดิน ที่จัดทำมาทั้งหมดหลาย ๆ ปีที่ผ่านมานี้และปีนี้ด้วยนะครับ ไม่ได้ตอบโจทย์ความต้องการ ของพี่น้องประชาชนเลย การจัดทำงบประมาณประจำปีเป็นไปตามสำนักงบประมาณ เขาก็จะดูว่าใช้งบหมดหรือไม่หมด ถ้าใช้หมดก็ปีหน้าเพิ่มขึ้นให้เท่านี้เปอร์เซ็นต์ ถ้าปีไหน ใช้ไม่หมดเขาก็ตัดลดงบประมาณลง ซึ่งการจัดงบต่าง ๆ นั้นไม่ได้เป็นไปตามความจำเป็น ของพี่น้องประชาชน หลายท่านก็อาจจะบอกหรือท่านพี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้านก็อาจจะ บอกว่าก็ขอให้สภาเป็นผู้ปรับลด เป็นผู้ปรับแต่ง จัดการงบประมาณแผ่นดิน ก็ทำไมผู้แทน ไม่ทำให้มันเรียบร้อยอย่างที่ประชาชนเขาต้องการล่ะ ท่านประธานก็คงทราบว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๔ ห้ามมิให้ ส.ส. และกรรมาธิการจัดแปรญัตติเพิ่มเติมงบประมาณ จะทำการแปรญัตติเพิ่มเติมงบประมาณมิได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม อันนี้ละครับ ท่านประธาน เป็นเรื่องที่ทำให้สภาผู้แทนราษฎรเราไม่สามารถที่จะจัดทำงบประมาณให้ถูกใจ พี่น้องประชาชนหรือให้ถูกตามวัตถุประสงค์ความจำเป็นของประเทศ การจัดทำงบประมาณ ที่ผ่านมาจึงไม่ได้ทำตามความประสงค์ ความจำเป็นของประเทศแต่อย่างใด แต่ทำตาม ที่ข้าราชการเขาทำกันขึ้นมาแล้วก็ปรับแต่งโดยสำนักงบประมาณเสียเป็นหลัก นั่นคือความบกพร่องของการทำงบประมาณมาโดยตลอด ซึ่งตราบใดที่รัฐธรรมนูญยังไม่แก้ไข ในมาตรา ๑๔๔ เราไม่สามารถที่จะทำงบประมาณให้ตรงใจของพี่น้องประชาชน หรือให้มันเป็นไปตามความจำเป็นของประเทศได้ ไม่ได้ตอบโจทย์ของประเทศแต่อย่างใด สิ่งที่ผมจะยืนยันเป็นเหตุผลก็คือท่านประธานคงทราบดีว่าประเทศไทยมีประชากรส่วนใหญ่ คือเกษตรกรครับ เรามีเกษตรกรถึง ๘.๑ ล้านครัวเรือน ๘.๑ ล้านครัวเรือนแปลว่าถ้าคูณด้วย ๔ ๑ ครัวเรือนมี ๔ คนที่ต้องรับผิดชอบ มันก็โดยรวมแล้วก็ประมาณ ๓๒ ล้านคน ๓๒ ล้านคนเกือบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากรประเทศไทยเป็นเกษตรกรหรือเกี่ยวข้องกับ เกษตรกร รายได้ของเกษตรกรจึงมีความจำเป็น สิ่งที่จะต้องตอบโจทย์ให้กับเกษตรกรคืออะไรครับ ๑. เรื่องน้ำ ถือว่ารัฐบาลนี้ทำได้ดีโดยเฉพาะท่านประวิตร วงษ์สุวรรณ ซึ่งท่านเป็นประธาน สทนช. สำนักงานบริหารทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ได้จัดทำโครงการได้ดีพอสมควรแต่สิ่งที่ยังมี ความจำเป็นอยู่แล้วก็ได้เร่งรัด ผมเองได้อภิปรายในสภาหลายครั้งก็คือการเติมน้ำให้กับ แม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งขาดแคลนปีละประมาณ ๔,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ๔,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร เราสามารถเติมได้จากโครงการผันน้ำยวมครับ ตอนนี้แม้จะผ่านอีไอเอ (EIA) ไปแล้วแต่การทำงานของกรมชลประทานก็ยังล่าช้าอยู่ ไม่ทำทีโออาร์ (TOR) เพื่อทำ การประมูล หรือจัดหาผู้ที่จะมาก่อสร้างแต่อย่างใด ทั้ง ๆ ที่อีไอเอ (EIA) หรือการศึกษา ผลกระทบสิ่งแวดล้อมนั้นได้สำเร็จไปแล้ว ท่านประธานก็คงทราบดีว่าอีไอเอ (EIA) นั้น มันมีอายุความครับ ไม่ได้แปลว่าใช้ไปได้เจ็ดชั่วโคตร อีไอเอ (EIA) การศึกษานี่พอศึกษาไปได้ สัก ๕ ปีมันก็ต้องทิ้งขยะแล้ว ใช้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นอยากจะกราบเรียนว่าอยากเร่งรัดให้ทาง สทนช. หรือกรมชลประทานต้องเร่งรัด ผมทราบดีว่างบประมาณเป็นสิ่งจำเป็น โครงการนี้ ชลประทานตั้งราคากลางไว้ถึง ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่ามีประเทศจีนได้เสนอความ ช่วยเหลือโดยผ่านกรรมาธิการบริหารจัดการน้ำของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งผมได้นำเรื่องนี้ ส่งไปให้ท่านรองนายกและส่งให้ทางกรมชลประทานรับทราบ รับรู้หมดว่าทางจีนคิดแค่ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท จาก ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ทางประเทศจีนบอกจะทำให้โดยบริษัทของ รัฐบาลจีน วิสาหกิจของรัฐบาลจีนเสนอมาที่ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วไม่ได้เอางบทันที คิดค่าน้ำเป็นลูกบาศก์เมตรจากการสูบน้ำข้ามเขา เติมน้ำเข้าอ่างเก็บน้ำภูมิพลซึ่งจะเติมได้ ประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านในเฟส (Phase) ที่ ๑ และในเฟส (Phase) ที่ ๒ ง่ายนิดเดียวลงทุน ไม่มากในเฟส (Phase) ที่ ๒ คือต่อท่อเอาน้ำจากสาละวินค่อย ๆ เติมเข้ามาในอ่างเก็บน้ำ ที่เรามีอยู่แล้วของแม่น้ำยวมแล้วสูบข้าม ไม่ได้เพิ่มเติมงบประมาณแต่อย่างใดได้อีกไม่จำกัด เพราะนั้นจะเห็นได้ว่าระบบน้ำชลประทานในพื้นที่ภาคกลางลุ่มน้ำปิงและลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทั้งหมดจะได้รับการแก้ไขอย่างแน่นอน ถ้าหากทางกรมชลประทานเร่งรัดโครงการผันน้ำยวม โดยเร็ว🔗
เรื่องที่ ๒ ที่มีความจำเป็นต่อเกษตรกร ๘.๑ ล้านครัวเรือน หรือ ๓๒ ล้านคน ทั้งประเทศไทย ก็คือในเรื่องของโรงงานปุ๋ยครับ ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมเรามี ทรัพยากรที่จะมาทำปุ๋ยได้ ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยยูเรีย (Urea) หรือปุ๋ยโพแทช (Potash) โดยเฉพาะ โพแทช (Potash) เรามีอยู่ในแผ่นดินของเรา จังหวัดอุดรธานี จังหวัดชัยภูมิ เรามีแหล่งแร่ สะสมอยู่ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านตัน ใช้ ๔๐๐,๐๐๐ ปี เจ็ดชั่วโคตรก็ไม่หมดครับ ๔๐๐,๐๐๐ ปี เพราะปีนี้เราใช้โพแทช (Potash) ประมาณ ๑ ล้านตัน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านตัน อยู่ในแผ่นดิน แต่เราต้องซื้อปุ๋ยโพแทช (Potash) มา โดยเฉพาะปาล์มของภาคใต้และจังหวัดตรัง ของท่านประธานต้องใช้โพแทช (Potash) เยอะ ทำไมต้องซื้อมาจากต่างประเทศครับ ตันหนึ่งเป็นโอ้โฮ เดี๋ยวนี้กระสอบหนึ่งเป็นพันกว่าบาทครับ เป็นพันกว่าบาท เกือบ ๑,๗๐๐ บาทต่อถุง ท่านประธานครับ เราสามารถที่จะตั้งโรงงานได้ แต่ผมเห็นงบประมาณที่เราเขียน ไม่มีเขียนไว้เลยถึงเรื่องของการที่จะตั้งโรงงาน หรือจะสนับสนุนให้วิสาหกิจของไทย เช่น ปตท. หันมาสนใจในการที่จะทำโรงงานปุ๋ยโพแทช (Potash) ให้กับคนไทยเรามีเหมือง แต่เหมืองขุดมาเอาไปขายใครละครับ มันก็ต้องขายให้โรงงานปุ๋ย จึงอยากจะให้ทางท่าน กรรมาธิการงบประมาณได้พยายามที่จะต้องผลักดันให้รัฐบาลตั้งโรงงานปุ๋ยโพแทช (Potash) และปุ๋ยยูเรีย (Urea) เราก็ทำจากก๊าซธรรมชาติ เรามีก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยแต่น่าเสียดาย รัฐบาลมีนโยบายทางด้านการพลังงานเพียงเอามีเทนซึ่งได้จากก๊าซธรรมชาติเอาไปเผา ทำกระแสไฟฟ้าเท่านั้น แทนที่จะเอามีเทนที่มีคุณค่าเอามาทำปุ๋ยยูเรีย (Urea) แบ่งส่วนหนึ่ง ให้มาทำปุ๋ยยูเรีย (Urea) ให้กับพี่น้องเกษตรกร ก็ฝากท่านกรรมาธิการและฝากทางรัฐบาล ด้วยนะครับ สนใจเรื่องของเกษตรกรให้มากกว่านี้แล้วท่านประยุทธ์จะอยู่ได้ ๘ ปีเต็ม ๆ ไปจนถึงปี ๒๕๖๘ ครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ขอเชิญนะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุบลราชธานี เขต ๗ กระผม ได้ขอปรับลดงบประมาณประจำปี ๒๕๖๖ มาตรา ๔ ด้วยงบประมาณ ๓,๑๘๕,๐๐๐ ล้านบาท ผมขอได้ปรับลดลง ๔ เปอร์เซ็นต์ เพราะผมมีความเชื่อมั่นว่าที่จะสามารถเก็บภาษีได้ ไม่สามารถที่จะเก็บภาษีได้ตามเป้า เพราะในขณะนี้ท่านประธานก็คงทราบว่าวันนี้พืชผล การเกษตรก็ไม่เป็นราคา พิษเศรษฐกิจ ราคาสินค้าที่พี่น้องประชาชนใช้อยู่ในวันนี้เพิ่มขึ้น ๕๐ เปอร์เซ็นต์ทุกตัว ประชาชนลำบากยากจน คนตกงาน เมื่อมาดูการลงทุนในปีนี้ท่านกลับ ลงทุนไป ๖๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งเงินลงทุนก็ถือว่าน้อย เมื่อลงทุนน้อยแล้วจะไม่สามารถ กระตุ้นเศรษฐกิจได้ ยิ่งไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้แล้วท่านยังนำเงินส่วนนี้ไปซื้อสิ่งที่ไม่ จำเป็นก็คือเรือดำน้ำที่จะต้องผ่อนต่อไปเรือดำน้ำไม่มีเครื่องยนต์ ที่จะไปซื้อเครื่องบิน ที่จะไป ซื้อสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน เมื่อรัฐบาลไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้ตามเป้า รัฐบาลก็ต้องเร่งรัดในการเก็บภาษี จะไปเก็บที่ไหนครับ ก็เร่งรัดเก็บภาษีกับพี่น้องประชาชน โดยรีดเลือดกับปูครับ รัฐบาลก็สั่งกรมสรรพากรครับ ให้สรรพากรจังหวัดเร่งรัดเก็บภาษี กับผู้ประกอบการร้านค้าโชห่วยเล็ก ๆ ในตลาด จากเคยเสียปีละหมื่นบาท ปีนี้ก็เพิ่มเป็น ๑๑,๐๐๐ บาท เคยเสีย ๒๐,๐๐๐ บาท ก็ขอเพิ่มอีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์เป็น ๒๒,๐๐๐ บาท และในขณะเดียวกันพี่น้องประชาชน พ่อค้าประชาชนที่ประกอบสัมมาอาชีพในตลาดกำลัง การซื้อขายก็ลดลง เพราะว่าท่านนำเงินใส่บัตรก็ให้ไปซื้อแต่โลตัส (Lotus) แม็คโคร (Makro) บิ๊กซี (Big C) ร้านค้าโชห่วยในตลาดก็ขายของไม่ได้ แล้วก็ต้องมีการเก็บภาษีเพิ่มนะครับ ทำให้คนจนต้องจนมากขึ้นนะครับ เพราะร้านค้าโชห่วยเมื่อขายของไม่ได้ โดนภาษีแพงก็จะ ขายสินค้าราคาแพงเพิ่มขึ้นอีกชิ้นละบาทสองบาท ก็ทำให้พี่น้องประชาชนเดือดร้อน เสร็จแล้วเมื่อเก็บภาษีไม่ได้รัฐก็จะสั่งให้เก็บภาษีน้ำมันเพิ่มก็ทำให้คนจนต้องซื้อน้ำมันราคา แพงมากขึ้นเพราะภาษีสรรพสามิตเพิ่มขึ้น และในขณะเดียวกันเกษตรกรกำลังจะทำนา ก็ลงทุนเพิ่มขึ้นในการซื้อน้ำมันที่ราคาแพงแล้วก็ขายพืชผลการเกษตรในราคาถูกนะครับ แล้วในขณะเดียวกันพี่น้องประชาชนผู้ใช้ไฟโควิด (COVID) กลับบ้านวันนี้เพิ่มราคาไฟฟ้า เพิ่มขึ้นซึ่งเดือนหน้าก็ต้องเพิ่มภาระให้กับพี่น้องประชาชนอีกในการเพิ่มราคาไฟฟ้าต่อหน่วย เพราะประชาชนปิดไฟทำงานไม่ได้นะครับ เมื่อรัฐบาลเก็บภาษีน้ำมัน ภาษีไฟฟ้าเสร็จก็ต้อง ไปเร่งรัดเก็บภาษีที่ดิน ซึ่งภาษีที่ดินเป็นภาษีที่พี่น้องประชาชนมีที่ไร่ที่นา เคยเสียภาษีไร่ละ ๑๐ บาทปีนี้ทราบว่าต้องเพิ่มขึ้นเป็น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ก็เพิ่มภาระให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งอดอยากยากแค้นลูกหลานตกงานวันนี้ต้องโดนรัฐบาลรีดเลือดกับปู เก็บภาษีที่ดินเพิ่มขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ การที่รัฐบาลจัดสรรงบประมาณแบบกระจุกตัว ไม่กระจายผ่านมา แบบนี้แบบเดิม ๆ แบบนี้ ๘ ปีที่ผ่านมาก็แบบนี้ครับ ซึ่งมันล้มเหลวแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ก็ไม่ได้นะครับ ท่านประธานครับ ท่านปฏิรูปการเมืองเป็นอย่างไรครับ ๒๐ ปียุทธศาสตร์ชาติ วันนี้ปฏิรูปการเมืองมา ๘ ปี ถอยหลังไหมครับ มีงูเห่า มีการแจกกล้วยในสภา ปฏิรูป ลอตเตอรี่สลากบอกว่าจะมาแก้ปัญหาสลากให้เหลือใบละ ๘๐ บาท วันนี้ใบเท่าไรครับ ก็ใบละ ๑๐๐ บาทเหมือนเดิม ๓ ใบ ๓๖๐ บาท ๔ ใบ ๕๐๐ บาท ปัญหายาเสพติดแก้ได้ไหมครับ ปัญหายาเสพติดยิ่งหนักแก้ไม่ได้ วันนี้ยาบ้าเต็มบ้านเต็มเมืองครับ จากแต่ก่อนเม็ดละ ๓๐๐ บาทหาซื้อยาก วันนี้เม็ดละ ๒๐ บาท แล้วมติ ครม. ในอาทิตย์ที่ผ่านมาก็บอกว่าใครมี ยาบ้าที่ติดตัวมานี่ไม่เกิน ๑๕ เม็ดให้ถือว่าเป็นผู้ป่วย วันนี้ละครับเด็ก ๆ จะได้ถือยาบ้าไม่เกิน ๑๕ เม็ด แล้วเร่ขายในหมู่บ้านเกิดปัญหาตามมานะครับ และเสร็จแล้วเมื่อรัฐบาลแก้ไขปัญหา ไม่ตรงจุด ทำให้การแก้ปัญหาบ้านเมืองไม่ตรงจุด เมื่อรัฐบาลปล่อยปละละเลยไม่เอาจริงเอาจัง จึงทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้กลั่นแกล้งประชาชน ตำรวจดีมีเยอะครับ แต่ตำรวจไม่ดีวันนี้จับ เด็กค้ายาเสพติดซึ่งผู้ใหญ่บ้านแจ้งข่าวไปจับมาเสร็จก็เอาขึ้นศาลเตี้ยแล้วก็ปล่อยเด็ก กลับบ้าน มันจะเป็นวิธีนี้นะครับ เป็นวิธีนี้ไปเรื่อย ๆ ยาบ้ายิ่งจับยิ่งเยอะ ยิ่งจับยิ่งเยอะครับ ท่านประธานครับ สุดท้ายครับเมื่อวานนี้ผมได้รับโทรศัพท์จากพี่น้องประชาชนผู้ใช้ถนน สาย ๒๔ ตำรวจทางหลวงอำเภอปราสาท ได้กลั่นแกล้งพี่น้องประชาชนข่มเหงประชาชน ซึ่งรถขนวัวบรรทุกวัวมาในภาวะเศรษฐกิจที่วัวป่วยเป็นลัมปี สกิน (Lumpy Skin) กำลังจะหาย ก็มีการซื้อขายวัวกันครับ ตำรวจทางหลวงจำชื่อไม่ได้เขาบอกว่าตัวสูง ๆ ดำ ๆ ได้กลั่นแกล้ง พี่น้องประชาชนในการเรียกเก็บเงินคันหนึ่ง ๕,๐๐๐ บาท อันนี้ขอฝากท่านประธานครับ สุดท้ายผมจึงขอปรับลดงบประมาณของมาตรา ๔ ๔ เปอร์เซ็นต์ และไม่เห็นด้วยในการ จัดสรรงบประมาณในปีนี้ครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปคุณจิรายุ ห่วงทรัพย์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะ ฝ่ายค้าน ท่านประธานครับ ผมแปรญัตติไว้ตั้งแต่ชื่อร่าง มาตรา ๑ มาตรา ๒ มาตรา ๓ จะขออนุญาตใช้เวลาเพิ่มนิดหน่อยมาตราต่อไปหรือมาตราอื่น ๆ ที่ผมแปรญัตติไว้จะได้ ไม่ต้องพูดซ้ำซาก ท่านประธานครับ ผมแปรญัตติร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไว้นะครับว่า เดิมเป็นพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ผมเพิ่มคำว่า ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายที่ต้องมีวินัยการคลังประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๖ แล้วก็เพิ่มเติมในลักษณะเช่นนี้มา ๒ ๓ มาตรา จนกระทั่งมาถึงมาตรา ๓ ที่เขียนบอกว่า ให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ผมก็เลยเพิ่มคำว่ารองนายกรัฐมนตรีเข้าไปด้วยครับ แต่นั่นก็ไม่ใช่สาระสำคัญ เพียงแต่ ฝ่ายค้านอยากจะเตือนรัฐบาลครับว่าการทำงบประมาณรายจ่ายแบบขาดดุล ขาดดุล ขาดดุล มาตลอดหลายปีนี้ ท่านได้ส่งเสริมวินัยการเงินการคลังของประเทศหรือไม่ ท่านได้ดูข่าวสาร บ้านเมืองหรือไม่ว่าวันนี้มีคนเจ็บ จน ตายเป็นจำนวนมากหรือไม่ มันจะได้สำนึก และสำเหนียกในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่มันมีการพัฒนาบ้าง แต่พอไปดู งบประมาณรายจ่ายประจำปีย้อนหลังไปทุก ๆ ปี ยิ่งโดยเฉพาะปี ๒๕๕๘ สมัย คสช. มีแต่ สนช. ก็ไม่ว่ากันครับ ท่านมาพวกเดียวกันก็รูดปรื๊ด รูดปรื๊ด แต่งบประมาณรายจ่าย ประจำปี ๒๕๖๒ ปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ ปี ๒๕๖๕ มาจนถึงปัจจุบันที่เราพิจารณาคือปี ๒๕๖๖ ท่านได้สำนึกไหมครับว่าประชาชนฆ่าตัวตายกันไปกี่ครอบครัวแล้ว เมื่อเช้านี้ผมดูข่าวครับ คุณพ่อคุณแม่จนเนื่องจากประกอบธุรกิจไม่ไหวเอารถไปจอดไว้ริมคลองแล้วก็กระโดด ฆ่าตัวตาย เขียนจดหมายไว้ถึงกับน้ำตาจะไหลครับว่าที่ต้องฆ่าตัวตายเนื่องจากพ่อแม่ค้าขาย ไม่ไหวแล้วลูก ติดหนี้ติดสินมากมายหลากหลายเนื่องจากฟังรัฐบาลชุดนี้แล้วไม่เห็นอนาคต ครั้นจะดำเนินชีวิตต่อไปด้วยการลงทุนต่าง ๆ ก็เกรงว่าลูกหลานจะต้องได้รับผลกระทบนี้ ต่อไปด้วย จึงขอลาด้วยการฆ่าตัวตายกระโดดน้ำตายครับ ข่าวออกโทรทัศน์หลายช่อง เมื่อช่วงเช้าครับ ผมอยู่บ้านผมชอบอ่านหนังสือพิมพ์ท่านประธานครับ เป็นตั้งแต่เด็ก ๆ คุณพ่อชอบสอนให้อ่านหนังสือพิมพ์ บ้านผมยังรับหนังสือพิมพ์อยู่ ๕ ๖ ฉบับ ผมก็ไปเจอ นี่ครับหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ แล้วก็หลายฉบับเขียนตรงกัน ผมขออนุญาตหยิบของไทยรัฐมา วาระลับ ครม. ออกพระราชกำหนด ๑.๕ แสนล้านบาท ให้คลังค้ำเงินกู้กองทุนน้ำมัน หลังฐานะบักโกรก บักโกรกภาษาวัยรุ่น ๒๔๙๙ เขาเรียกว่าไม่มีอะไรจะกินแล้วละ พวกนี้ก็จะมีนิสัยเสีย ตื่นขึ้นมาก็พยายามจะมองหาเพื่อนคนโน้น คนนี้เพื่อยืมสตางค์ ยืมไม่ได้ ก็ใช้วิธีขู่กรรโชกบ้าง ยืมไม่ได้ก็ใช้วิธีไปลักเล็กขโมยน้อยบ้าง รัฐบาลชุดปัจจุบันนี้ลักษณะ คล้ายอันนั้นแล้วเพราะบักโกรก ไส้แห้ง ถังแตก ตูดขาด เงินไม่มีแล้วท่านประธานครับ แล้วก็ยังไปจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำแบบนี้ ๓.๑๘๕ ล้านล้านบาท ซึ่งผมจะขอ อนุญาตใช้เวลาอธิบายให้กับสื่อมวลชนและพี่น้องประชาชนฟังว่าที่บอกว่าปีนี้เผาจริง ตอนนี้เวียน ๓ รอบแล้วขึ้นเมรุเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ กำลังจะจุดไฟเผาด้านเศรษฐกิจ อย่างถาวร เตรียมตัวเก็บกระดูกลอยอังคารเศรษฐกิจของประเทศไทยได้เลย ด้วยเหตุผล ดังต่อไปนี้ครับ ตอนแรกเราคิดว่าทำงบประมาณ ๒๕๖๖ คณะกรรมาธิการจะเห็นหน้าเห็นตา พี่น้องประชาชนที่เขาฆ่าตัวตาย ที่เขาประกอบธุรกิจไม่ได้เจ๊งกันเป็นระนาวนี่จะจัดทำ งบประมาณรายจ่ายแบบดีได้บ้างแต่หาไม่ครับ ผมไปดูรายกระทรวงตั้งแต่การตั้งงบประมาณ รายจ่ายขึ้นมาไม่เคยเห็นอะไรน่าเกลียดเท่ากับรัฐบาลชุดนี้จัดทำงบประมาณปี ๒๕๖๖ นี้ครับ บางกรรมาธิการเป็นธุรกิจครอบครัว บางกรรมาธิการไปคุยกันหลังห้อง บางกรรมาธิการ ก็มีอธิบดี มีปลัด รองปลัดที่ฉ้อบางคนไปเจรจาความ ซึ่งไม่อายใครก็แล้วแต่ท่านครับ แต่ท่านก็อายลูกที่บ้านด้วย แล้วผมจะบอกต่อไปนี้ท่านประธานครับว่าทำไมผมจึงต้องตัดถึง ๒๙ เปอร์เซ็นต์ อ้ายจิรายุมันบ้า มีใครเขาไปตัดงบประมาณแผ่นดิน ๒๙ เปอร์เซ็นต์ ผมตัดเพื่อจะบอกว่าท่านอย่าได้เพิ่มภาระหนี้สินให้กับประเทศชาติแบบนี้อีกเลย เมื่อวานนี้ ท่านลักหลับพี่น้องประชาชนไปด้วยการออก พ.ร.ก. พระราชกำหนดโดยคณะรัฐมนตรี ไปกู้เงินอีก ๑.๕ แสนล้านบาท เพื่อไปค้ำประกันกองทุนน้ำมันโดยยังไม่เห็นอนาคตเลยว่า เล่มหนา ๆ ตึ้บ ๆ นี่มันจะสามารถหาเงินให้กับแผ่นดินแล้วไปทำให้ราคาน้ำมันลดได้หรือไม่ ท่านประธานครับ พอผมไปดูหนังสือพิมพ์ผมก็อายหนักเข้าไปอีกครับ มีหลายคอลัมน์ เขียนบอกว่าวิธีการประหยัดงบประมาณ ๑. วิธีการประหยัดพลังงานให้ประชาชนปลูกต้นไม้ มากขึ้น ไปซื้อต้นไม้ใช้สตางค์ไหมล่ะ ๒. ให้ประชาชนเปิดพัดลมคู่กับแอร์ (Air) ที่ ๒๖ องศา บ้าไปแล้ว พัดลมมันก็ใช้ไฟพ่อเจ้าประคุณเอ๊ย นี่ผมไม่อยากบอกหน่วยงานนะกระทรวง พลังงานนี่นะครับ เพราะฉะนั้นผมจึงขออนุญาตอภิปรายดัง ๆ เพื่อสะท้อนไปยัง ท่านคณะกรรมาธิการทั้งหลายว่า ปีสุดท้ายที่เขากล่าวหากันว่าเป็นการจัดทำงบประมาณแบบ ฟังให้ดีนะครับ ทิ้งทวน ทิ้งดาบ เทกระจาด สมัยก่อนได้ยินแต่นิยายเรื่องศรีธนญชัย เอ๊ยไอ้หนุ่มเอ็งเอาขนมไปนะลูกนะไปขายที่ตลาดแบบเทน้ำเทท่า อ้ายนี่รัฐบาลนี้ศรีธนญชัย ทำแบบรัฐบาลศรีธนญชัยแบบเทน้ำเทท่าครับ ก็เอาไปเทเลยแล้วก็หมดเรียบร้อยกลับมา บอกว่าขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า นี่รัฐบาลชุดนี้ทำงบประมาณแบบนี้ รับไม่ได้ ท่านประธานครับ เพราะผมมาดูรายงานของคณะกรรมาธิการในแต่ละคณะอนุซึ่งท่านไม่ได้ ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในการแก้ไขปัญหาเลยดังต่อไปนี้ครับ โดยส่วนใหญ่แล้วเข้ามา นำเสนอก็จะบอกเหตุผลต่าง ๆ ตั้งกันมาเผื่อต่อ ถ้าอยากจะได้ ๑๐๐ ต้องตั้ง ๑๕๐ กรรมาธิการต่อก็จะได้ลดลง บางกระทรวง บางกรมลดไปแค่ ๕๐๐,๐๐๐ บาทจะเป็นจะตาย ผมนี่มีคดีอยู่ภาคใต้ท่านประธานเขาไปแจ้งความผมอยู่ที่ปัตตานี ไม่ว่ากันครับ ว่ากันไปตาม กระบวน แค่ตัดลด ๕๐๐,๐๐๐ บาท เดชะบุญช่วงนี้ผมเป็นคณะอนุ เผอิญคุณแม่ผมเสีย เลยหายไปเกือบ ๑๐ วัน ถ้าผมอยู่ผมก็ไม่ยอมเหมือนกัน แต่ผมก็ไม่ได้ยอมในสภาอย่างเดียว ท่านประธานครับ นอกสภาผมก็ทำตามกฎหมายเหมือนกัน ผมจะบอกท่านประธานอย่างนี้ ว่าหน่วยรับงบประมาณทั้งรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนต่าง ๆ ท่านเชื่อไหมครับ เงินนอกงบประมาณมีจำนวนมาก ผมเป็นประธาน คณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ สัปดาห์ที่แล้วผมเชิญบริษัท ในเครือ ปตท. มาชี้แจง ไปลงทุนที่ประเทศเยอรมันที่แฟรงก์เฟิร์ต ไปซื้อหุ้นบริษัทหนึ่ง ๑๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็ตอบแบบงง ๆ ว่าแถวนี้มันไม่มีที่ลงทุนแล้วใช่ไหม เอาเงิน ประชาชนไป ๒. ผมเรียกมาสอบถามว่าปาล์มน้ำมันหายไป ๒,๑๐๐ ล้านบาท รัฐบาลไทย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในหัวหน้ารัฐบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะ ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท ปตท. แล้วไปถือหุ้นไขว้กับบริษัทเอกชน ท่านได้สอบถามไหมครับ เงิน ๒,๐๐๐ ล้านบาท สร้างโรงเรียนได้ไม่รู้กี่พันหลังโรงเรียน ท่านประธานครับ อย่างนี้ แล้วพอมาจัดทำงบประมาณก็ใช้วิธีการดังต่อไปนี้ครับ ผมบอกท่านประธานครับว่า งบประมาณปีนี้เป็นการกระจุกตัวในพื้นที่ของพรรคการเมืองที่เป็นเจ้าของกระทรวง ไม่ต้องไปอธิบายว่ากระทรวงไหน ตำบลใด อำเภอใด หมู่บ้านใด ครอบครัวไหน เอาเป็นว่า รู้กันแล้วกัน ผมจึงอยากฝากท่านกรรมาธิการว่าอะไรที่มันพอได้ อะไรที่มันเบาได้ก็เบา เถอะครับ ยกคันเร่งบ้างเถอะ ผมบอกอย่างนี้ท่านประธานครับ บางกระทรวง เช่น กระทรวง คมนาคม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา บางกระทรวง เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ ไปดูในเล่มเลยครับ แต่ละกรมกระจุกกันเป็นว่าเล่นเหมือนคุยกันมาก่อนหน้านี้ ถามนี้นะ เคยดูวอลเลย์บอลไหมท่านประธานครับขึ้นชงหน้าเน็ตฟุบตบเพียะ นี่เล่นกันอยู่ใน คณะอนุกรรมาธิการเยอะไม่ใช่ไม่รู้นะ ฝ่ายค้านรู้ ต่อมาท่านประธานครับ งบปรับปรุงแหล่งน้ำ ของกรมชลประทาน ผมได้ยินมาว่าไปลงแถวภาคใต้ประจวบคีรีขันธ์เยอะจริงหรือเปล่า เดี๋ยวต้องดูในเล่มครับ ตอนแปรญัตติรายกระทรวง บางที่ก็ไปลงแถวอีสานไม่ว่ากันครับ แต่ที่น่าสังเกตประธานครับที่ผมจำเป็นต้องปรับลดลงไปเยอะขนาดนี้บางกรมครับ ผมยกตัวอย่างเช่น กรมการข้าว กรมการข้าวสมัยก่อนพัฒนาข้าวของประเทศไทย งบประมาณเอาผมให้เต็มที่เลยควักกระเป๋าจิรายุให้หมดเลยให้ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานรู้ไหมครับว่าตอนนี้มันพุ่งไปเท่าไร ๑๗,๐๐๐ ล้านบาทบวกลบ แล้วข้าวไทย เป็นอย่างไรครับ สู้เวียดนามได้ไหม สู้กัมพูชาได้ไหม สู้ลาวได้ไหม สู้พม่าได้ไหมในอาเซียน (ASEAN) ไม่ต้องพูดถึงแต่ละประเทศ วันนี้จาก ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ ล้านบาทขึ้นไป ๑๗,๐๐๐ ล้านบาท ไปทำอะไรครับดูในเล่มครับ จัดซื้อครุภัณฑ์ทางการเกษตรไปใช้ในศูนย์ข้าวชุมชน ๕,๐๐๐ กว่าแห่งทั่วประเทศ ทั้งที่มีศูนย์ข่าวในปัจจุบันไม่ถึงครึ่งของเป้าหมายครับ จากนี้กรรมาธิการที่ผมฝากไว้ ประชาชนเขาฝากพวกทุกท่านเข้าไปช่วยตัด ดูไหม ท่านประธานที่เคารพครับ การจัดทำงบประมาณแบบเทกระจาด แบบเทน้ำเทท่า ดูให้ดีนะครับ หน่วยงานราชการตอนนี้ก็ขยันตั้งกันจังองค์การมหาชน ผมเป็นประธานคณะกรรมาธิการ องค์การมหาชนครับ เรียกมาบอกไม่เป็นอะไรท่านประธาน เขาเรียกเงินนอกงบประมาณ จัดการกันเต็มที่ อธิบดีเป็นคนออกระเบียบข้อบังคับ ท่านรัฐมนตรีสันติครับ ท่านลงไปเรียก มาดูเลยครับเป็นล้านล้านบาท ท่านเอาไปใช้ให้กับพี่น้องประชาชนได้ไปช่วยการศึกษา สาธารณสุขได้เยอะแยะ รัฐบาลเคยเรียกไหมครับ เวลาผมเรียกนะท่านประธานครับ นี่ผมพูด ถึงกองทุนทรัพยากรน้ำบาดาล กรรมาธิการเชิญแบบสุภาพบุรุษไม่ใช่ตุ๊ด เชิญเสร็จเขาชี้แจง ว่าอย่างไรรู้ไหมครับ เขาบอกว่าบอกท่านประธานรัฐสภาชวนแล้วด้วยเหตุผลที่ไม่มาชี้แจง ต่อกรรมาธิการ ผมถามและประเทศนี้มันจะอยู่กันอย่างไรครับ ในเมื่อระบบการถ่วงดุล ระบบการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งนั่งอยู่บนบัลลังก์ที่ผมเห็นมาโดยตลอดนี้คือ ประธานชวน ยังไม่สามารถขอโทษนะครับ ไปจัดการอะไรได้เลย แล้วผมถามต่อไปว่าแล้วเรา จะทำงบประมาณแบบนี้เพื่อใคร ท่านประธานครับ เขาบอกว่าการจัดทำงบประมาณ ที่ผมต้องตัดไป ๓๐ เปอร์เซ็นต์ สร้างผลงานเอื้อประโยชน์ระหว่างฝ่ายการเมืองไม่ว่ากันจิรายุ ก็แกไม่ได้เป็นรัฐบาลมันก็อย่างนี้ละ ใครเป็นรัฐบาลเขาก็ต้องดูแลไม่ว่ากันนะครับ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ช่วยกรุณาเอาพอประมาณและกระจายมันให้ทั่วถึงหน่อย ได้ไหมครับ พรรคการเมืองใดจะดูภาคไหนก็แล้วแต่ แต่ท่านเห็นหัวของประชาชน ตาดำ ๆ บ้าง พรรคพวกท่านให้ ๘๐ แต่ถ้าชาวบ้านที่มันไม่เกี่ยวข้องท่านให้สัก ๕๐ ก็ได้ การพัฒนามันเป็นลูกโซ่ครับ มันต่อเนื่องโยงใยกัน เหนือ อีสาน กลาง ใต้ ตะวันออกตะวันตก มันไม่ได้ไปพัฒนาที่เดียวแล้วมันจะเจริญทั้งประเทศ จีดีพี (GDP) มันจะเติบโตไม่ใช่ ที่ผมบอกก็คือองค์กรมันซ้ำซ้อน ซ้ำซ้อนอย่างไรครับ ยกตัวอย่างเช่น กรมหลายกรม เกิดขึ้นมา ไหนละครับปฏิรูปประเทศ ทำไมไม่มีการพัฒนาในการแก้ไขครับ ยกตัวอย่างเช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีกรมลักษณะ คล้ายกันครับ บางทีไปถามชาวบ้านร้านช่องรู้จักไหมกรมชลประทานอยู่กับกระทรวงไหน กรมทรัพยากรน้ำรู้จักไหมอยู่กับกระทรวงไหน นี่คนละกระทรวงนะครับ ทรัพยากรน้ำอยู่กับ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ท่านรัฐมนตรีวราวุธ ศิลปะอาชา ดู กรมชลประทานอยู่กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้วมันทำน้ำด้วยกันไหม ก็ทำสิจิรายุ มี พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธานทรัพยากรน้ำ อภิปรายไม่ไว้วางใจผมตะโกน ดัง ๆ ถึงท่าน พลเอก ประวิตร ท่านบิ๊กป้อมครับ ท่านเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ท่านอย่าให้คนรอบตัว ไปเพ็ดทูลอะไรมากนักเลยครับ ถ้าท่านไม่รู้เรียกผมจิรายุจะไปอธิบายให้ท่านฟัง และท่าน จะสุดหล่อเป็นคนที่แก้ไขปัญหาให้กับประเทศชาติได้ ท่านประธานครับ นอกจากนี้ ในกระบวนการขององค์กรต่าง ๆ ผมยกตัวอย่างเช่น กระทรวงพาณิชย์ ท่านจัดทำ งบประมาณแบบนี้มันจึงตัดลดแทบไม่ได้เลยครับ แล้วปีนี้ตั้ง ๓.๑๘๕ ล้านล้านบาท ทั้ง ๆ ที่ จริง ๆ แล้วตั้งแค่ประมาณ ๓.๐ ล้านล้านบาทก็ตั้งได้ ผมยกตัวอย่างครับ กระทรวงพาณิชย์ มีทั้งกรมการค้าต่างประเทศ มีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ มีกรมส่งเสริมการค้า ระหว่างประเทศ ตกลงกรมเดียวกันก็เมาแย่แล้ว นี่ ๓ กรมท่านประธานครับ มันเมากัน ขนาดนั้นเลยหรือครับจัดทำงบประมาณ ผมทวนอีกทีนะ กรมที่ ๑ กรมการค้าต่างประเทศ ลองฟังตามผม กรมที่ ๒ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กรมที่ ๓ กรมส่งเสริมการค้า ระหว่างประเทศ ก็ผมบอกอย่างไรครับไม่ต้องถึงกรมหรอกครับแค่แบนเดียวก็เมาแย่แล้ว นี่ ๓ กรม แล้วเวลาจัดทำงบประมาณผมไปดูในเล่มในรายกระทรวง โอ้โฮ กระทรวงอธิบดี ๓ คนเจรจากับคู่ค้า คู่ค้าก็ถามตกลงจะให้เจรจากับกรมไหน กรมนี้คุยเสร็จอีกอธิบดีเข้ามา ก็คุยเหมือนกัน ผมได้ยินเพื่อนผมที่อยู่ในสหภาพยุโรปอยู่ในเอ็น (UN) อยู่ในสหภาพยุโรปอียู (EU) บอกครับ บอกว่าเวลาเจรจาการค้ากับประเทศไทยเหนื่อยที่สุดเพราะต้องเข้าทวิภาคีบ้าง ภาคีบ้าง ๓ กรม ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากนี้กระทรวงคมนาคมก็เช่นเดียวกันครับ มีรัฐวิสาหกิจ เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย ตอนนี้ก็ไปตั้งเป็นการรถไฟขนส่งมวลชน แห่งประเทศไทย มีกรมขนส่งทางราง ผมถามว่ามันก็ใช้เทคโนโลยีไฟฟ้าไหมครับ มันศึกษา กันคนละที มันก็ต้องใช้เงินคนละทีใช่ไหมครับ จ้างเจ้าหน้าที่พนักงานมันก็จ้างมากกว่า ท่านเลขาธิการรัฐสภาที่นั่งอยู่นี้นะครับ เพราะอะไรครับ ขออภัยที่เอ่ยถึงท่านนะครับ ท่านเลขาธิการรัฐสภาเป็นข้าราชการระดับสูงมีคนเดียวครับเงินเดือนก็ตามมาตรฐาน ก.พ. ตามราคา แต่ถ้าเป็นหน่วยงานราชการที่เป็นรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนต่าง ๆ มากกว่า ท่านเลขาธิการ ๔ คน เผลอ ๆ บางคนจ้างแบบท่านเลขาธิการได้ ๕ คนนะครับ แล้วอย่างนี้ มันจะจัดทำงบประมาณไปเพื่ออะไรครับ ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง แก้ไขการเมือง ยุทธศาสตร์ชาติ โน่นนี่นั่น ขี้หกทั้งเพ คนใต้เขาบอกแบบนั้นครับ สุดท้ายปลายทางท่านประธานครับ ผมจะขอเตือนสติรัฐบาลดัง ๆ อย่างนี้นะครับว่าทำไมผมจึงต้องแปลคำว่า วินัยการเงิน การคลัง เข้าไป เพราะท่านจัดทำงบประมาณรายจ่ายเหมือนเป็นการซูเอี๋ยกันอยู่ในห้อง ประชุมกรรมาธิการงบประมาณหรือเปล่าครับ ท่านไปตกลงอะไรกันหรือเปล่าครับ บางคน ก็ชักดาบ ได้ยินมาว่าบางคนก็บอกว่ารับปากไปเท่านั้น เท่านี้ ถึงเวลาก็ชักดาบมันจริง ไหมครับ บางคนก็พูดบอกว่านี่เดี๋ยวถ้าให้ผ่านเร็ว ๆ นะก็จะจัดการอย่างโน้น อย่างนี้ จริงหรือเปล่าครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอใช้เวลา ๒ นาทีสุดท้ายอย่างนี้ครับว่า การลงมติในการอภิปรายในวาระสองรายมาตรานี้ อย่าลืมนะครับเป็นหน้าที่ของรัฐบาล มาตราใดอยู่กระทรวงใดถ้ากรรมาธิการไม่ตอบผมถือว่าท่านยอมรับคำกล่าวหาของฝ่ายค้าน และนอกจากนี้ท่านประธานครับจากการสังเกตการทำงานของกรรมาธิการไม่ได้กล่าวหา ท่านนะครับ แต่มันเป็นพฤติกรรมของข้าราชการบางคนเป็นเช่นนั้นโทรฝากกันให้วุ่นไปหมด ท่านห้องนี้ห้องปราบเซียนช่วยผมหน่อยเถอะเข้าไปหลังลายเลยโดนหวด ห้องนี้เข้าไปถาม ยิ้ม ๆ แย้ม ๆ สุดยอดดี ผมจึงถามอย่างไรครับว่าการจัดทำงบประมาณมันเป็นอย่างนั้น จริงไหม ถ้าไม่เป็นก็ไม่เป็นอะไรครับ แต่ทำอย่างไรคืนสู่สังคมให้รัฐบาลไทยไม่บักโกรก ไส้แห้ง ถังแตก ตูดขาดได้ ท่านประธานที่เคารพครับ นับจากนี้ตั้งแต่มาตรา ๔ ไปจนถึงมาตราสุดท้ายมันก็จะผ่านไป พอเวลาฝ่ายค้านทักท้วงไม่อยากให้ผ่าน ไม่เห็นด้วยก็กล่าวหาว่าไปขัดแย้งบ้าง ไม่ส่งเสริม ให้ประชาชนได้ใช้งบประมาณบ้าง แต่ถ้าท่านทำงบประมาณแบบนี้ ผมก็ไม่สามารถผ่านได้ ในมาตรา ๔ นี้ผมจึงขอปรับลดไปทั้งหมด ๒๙ เปอร์เซ็นต์ ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ก็ขอเวลาท่านจิรายุ ไปชดเชยมาตราอื่นด้วยก็แล้วกันนะครับ ต่อไปเป็นท่านสมาชิกที่แปรญัตติ คุณนพดล แก้วสุพัฒน์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม นพดล แก้วสุพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท ขอแปรญัตติในมาตรา ๔ เกี่ยวกับเรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปี พุทธศักราช ๒๕๖๖ ดังนี้นะครับ จากรายการที่ทำก็คือตั้งงบประมาณ ๓.๑๘๕ ล้านล้านบาท แล้วก็ไปปรับลดที่เข้ามาในวันนี้ ๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วก็ให้ส่วนราชการไปกับให้ ส่วนราชการและองค์กรอิสระอีก ๕๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท คงตั้งเท่ากับ ๓.๑๘๕ ตรงนี้ที่ตั้ง เป็นข้อสังเกตคือจากรายได้ที่จัดเก็บที่รายงานเข้ามาคือ ๒.๓ ล้านล้านกว่าบาท แล้วก็มีการ กู้อีก ๖๙๕,๐๐๐ ล้านบาท รวมเป็น ๓.๑๘๕ ตรงนี้เองที่เป็นรายการที่เป็นรายจ่ายประจำ เป็นจำนวนมากคือ ๒.๓ ล้านล้านบาท แล้วก็ไปเหลืองบลงทุนก็คือได้มาจากการกู้ เท่ากับว่า การขาดดุลนี้เรากำลังพิจารณาว่าเป็นรายจ่ายประจำที่มาจากรายได้จากภาษีที่จัดเก็บ ตามวิธีการงบประมาณซึ่งพูดถึงเฉพาะรายจ่าย แต่รายได้ผมคิดว่าไม่ได้รวมทั้งหมดเพราะยัง มีรายได้จากเงินนอกงบประมาณที่นอกเหนือจากภาษี คือรายได้จากที่กฎหมายกำหนดให้ ส่วนราชการและหน่วยงานไปทำการจัดเก็บ ไม่ว่าจะเป็นค่าปรับ ค่าใบอนุญาต หรือสัมปทาน ต่าง ๆ อีกจำนวนมาก จากรายงานในเอกสารเงินนอกงบประมาณ ปี ๒๕๖๔-๒๕๖๖ มีถึง ๔ ล้านล้านบาท ซึ่งผมก็มองว่าใน ปี ๒๕๖๖ นี้มี ๑.๗ ล้านล้านบาท ถ้าเอาตรงนั้นมาใช้ รวมเป็นรายจ่าย ซึ่งผมคิดว่าวิธีการจ่ายเราใช้ระเบียบของกระทรวงการคลัง ทั้งของ กรมบัญชีกลางและระเบียบมหาดไทยที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องบังคับใช้ ตรงนี้ไม่มีความชัดเจนว่ารายได้ของรัฐบาลเป็นเฉพาะภาษีอย่างเดียวเท่านั้น หรือที่มาเข้าสภา ให้สมาชิกได้พิจารณากันในวันนี้ ส่วนรายรับที่เป็นเงินนอกงบประมาณอีก ๑.๗ ล้านล้านบาท ในปี ๒๕๖๖ นี้ไม่ได้พูดถึงตามรายงานนะครับ ตรงนี้พี่น้องประชาชนก็เป็นที่สงสัยว่า เขาคิดว่าการเสียภาษีใบอนุญาต ค่าปรับ ค่าธรรมเนียม สัมปทาน หรือรางวัลนำจับต่าง ๆ เข้ารัฐทั้งหมด แต่จริง ๆ แล้วไปเข้ากับส่วนราชการนั้น ๆ ที่มีกฎหมายกำหนดเอาไว้ ยกเว้น โดยให้รัฐมนตรีมีอำนาจที่จะตั้งคณะกรรมการไปออกระเบียบ แล้วก็ใช้เงินในเฉพาะ กระทรวงเพื่อบริหารให้เกิดความคล่องตัวนะครับ รายได้พวกนี้ผมคิดว่าถ้าในช่วงวิกฤตนี้ เอามาใช้รวมเพื่อให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนในเรื่องของการลดรายจ่ายก็จะเกิด ประโยชน์อีกหลายด้านซึ่งไม่กระทบอะไร เพราะว่าส่วนราชการเองปัจจุบันนี้รายจ่ายประจำ เงินเดือนก็มาเบิกเอากับส่วนกลางคือในสภา แต่รายรับที่ได้มากลับไปใช้เป็นเรื่องของส่วนตัว ไม่ได้เกิดประโยชน์กับส่วนรวมตรงนี้เป็นที่น่าสังเกต แล้วก็อยากจะทราบเพราะว่ามีคนที่ ถามไว้ อีกส่วนหนึ่งในส่วนของเงินนอกงบประมาณก็มีการพูดคุยถึงว่าให้ส่วนราชการ ขอสมทบ ซึ่งผมก็มองว่าส่วนที่จะสมทบได้ก็คือเฉพาะส่วนราชการและหน่วยงานอิสระที่สมทบจากเงิน ที่มีอยู่ ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นไม่มีโอกาสที่จะได้ขอเงินส่วนกลาง เพราะเขาก็มี เงินสมทบของเขาอยู่แล้ว ซึ่งตรงนี้เองผมถือว่าเป็นการจัดงบประมาณที่กระจุกไม่ได้กระจาย ให้ทั่วไปถึงพื้นที่ ซึ่งผมคิดว่าหน่วยงานที่จะดูแลทุกเรื่องของพื้นที่คือองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น แล้วเขาก็ยังมีเงินสะสมหรือเงินเหลือจ่ายของเขาก็ไม่มีโอกาสหรือไม่มีระเบียบ ที่จะมาขอเงินจากส่วนกลางโดยที่เขาก็มีเงินสมทบ ตรงนี้ปัญหาที่เกิดในพื้นที่แม้ว่าจะมีเงิน ไม่มากนัก แต่เขาก็มีเงินพอที่จะสมทบเพื่อที่จะของบกลางก็ไม่มีโอกาส ซึ่งตรงนี้ก็อยากจะ ฝากนะครับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าอันนี้ในเฉพาะงบประมาณรายจ่ายประจำปี เราคิดแค่ รายได้ของภาษีอย่างเดียวมาเป็นรายจ่ายโดยที่ไม่ได้รวมรายได้ตามกฎหมายที่กำหนดไว้ ก็อยากจะฝากตรงนี้ไว้ว่าถ้าครั้งต่อไปถ้ามีวิธีการงบประมาณแบบนี้ควรจะแก้ไขให้เอา งบประมาณที่เป็นรายได้ของแผ่นดินทั้งหมดนี่เอามารวมกัน แล้วก็เวลาพิจารณางบประมาณ ขอให้ผ่านสภาจะเกิดความเป็นธรรมและความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน ผมก็ขอแปรญัตติ ในมาตรา ๔ ในเรื่องรายจ่ายประจำปีแค่นี้ก่อนนะครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณนิคม บุญวิเศษ จากนั้นจะเป็นดอกเตอร์พิสิฐ ลี้อาธรรม แล้วก็มีผู้แปรญัตติที่ส่งชื่อมาอีก ท่านหนึ่งก็คือ พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ผมเรียนเพื่อทราบได้เตรียมตัวนะครับ ถ้ากรรมาธิการได้ชี้แจงแล้วหลังจากนั้นก็คงจะลงมติครับ ขอเชิญท่านนิคมครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย กระผมขออภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๖ ในมาตรา ๔ ซึ่งกระผมเองขอแปรญัตติไว้ปรับลด ๕.๒๖ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะได้อภิปรายในแต่ละมาตรา ต่อไป แต่มาตรานี้ผมขออภิปรายในภาพรวม ท่านประธานครับ เหตุผลที่ผมขอปรับลด งบประมาณ ๕.๒๖ เปอร์เซ็นต์นั้น ซึ่งเป็นเงิน ๑๖๗,๕๐๐ ล้านบาทเศษ ผมมีเหตุผลดังนี้ครับ ท่านประธาน ตลอดเวลาที่ผ่านมา ๓ ปีชัดเจนแล้วครับว่าการตั้งงบประมาณในยุคของ ท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ทุกปีครับตั้งไว้ ๓ จุดกว่าล้านล้านบาท ทุกปีครับ แล้วงบประมาณมาจากไหน ส่วนใหญ่ก็มาจากการกู้เนื่องจากว่าเราไม่สามารถ เก็บรายได้ภาษีได้ตามเป้า ทุกปีเราจะอ้างการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) ไม่ได้ เนื่องจากปีที่ไม่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) เราก็ยังจัดเก็บรายได้ไม่เข้าเป้า อาจจะเนื่องจากการบริหารที่ไม่มี ประสิทธิภาพ เศรษฐกิจไม่สามารถฟื้นตัวได้ เนื่องจากว่าต่างประเทศอาจจะไม่คบค้าสมาคม กับรัฐบาลชุดนี้ เนื่องจากเราทราบดีว่ารัฐบาลชุดนี้มาจากการสืบทอดอำนาจ ท่านประธาน ที่เคารพครับ การใช้งบประมาณที่ขาดประสิทธิภาพไม่สัมฤทธิ์ผลตามเป้าหมาย ถึงแม้จะตั้ง งบประมาณมากสักเท่าใดก็ตาม แล้วประเทศก็ไม่สามารถที่จะเจริญเติบโตได้ โดยเฉพาะ การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ปัญหาหนี้สินของพี่น้องประชาชน ปัจจุบันนี้ ไปดูเถอะครับประชาชนมีเงินในกระเป๋าหรือเปล่า หาเช้ากินค่ำ หางานทำยาก หารายได้ยาก มากครับท่านประธาน เนื่องจากว่างบประมาณที่ลงไปนั้นมันไม่ถึงประชาชน งบประมาณ ที่เยอะ ๆ แทนที่จะไปฟื้นฟูเศรษฐกิจ ไปช่วยเอสเอ็มอี (SMEs) เล็ก ๆ น้อย ๆ สามารถ ที่ค้าขายได้ ไปช่วยฟื้นธุรกิจต่าง ๆ เพื่อให้คนมีงานทำ ไปช่วยแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร หนี้ กยศ. หรืออะไรหลาย ๆ อย่างที่ไม่สามารถที่จะพูดได้ในวันนี้ เพราะว่ามันเยอะมาก สิ่งที่มันเกี่ยวข้องกับประชาชนงบประมาณมันไปไม่ถึง มันก็อยู่กับผู้รับเหมา อยู่กับกลุ่ม นายทุน อยู่กับพวกข้าราชการระดับสูงครับ อธิบดี ปลัดทั้งหลายท่านไปดูเถอะครับ ใช้งบประมาณกันแบบ โอ้โฮ หลายคนบอกว่าเกลียดนักการเมือง บอกว่านักการเมืองฉ้อโกง ทุจริต แต่ปัจจุบันนี้มันกลับกัน มันกลายเป็นรัฐบาลก็คือเป็นอีกรัฐหนึ่งเขาเรียกว่า รัฐที่มันมา ยึดอำนาจจากพี่น้องประชาชน ที่นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน เขาเรียกว่า รัฐซ้อนรัฐ ให้อำนาจในการบริหารเงิน ในการใช้จ่ายเงินก็คือข้าราชการระดับสูง แต่ตัวแทนของพี่น้องประชาชนนั้นซึ่งมาจากทุกพื้นที่ เวลาเลือกตั้งเราก็มีเขตพื้นที่ใช่ไหมครับ เราแบ่งเขตออกไป เขตหนึ่งมีประชากรแสนกว่า แสนกว่า แสนกว่า นี่คือการกระจายอำนาจ ที่แท้จริง แต่พอตั้งงบประมาณนั้นไม่เป็นไปตามนั้นครับท่านประธานครับ แทนที่กระจาย งบประมาณลงไปในเขตพื้นที่ให้ทัดเทียมกันอย่างน้อยก็อย่าให้มันกระจุก บางพื้นที่กระจุก มากจนเกินไป บางพื้นที่แทบไม่มีงบประมาณเลย ผมจึงเห็นว่าถ้าเกิดใช้งบประมาณแบบนี้ การพัฒนาประเทศมันไม่สามารถที่จะไปด้วยกันได้ บางพื้นที่งบประมาณเยอะแยะ แต่บางพื้นที่ยังขัดสน งบประมาณในพื้นที่แทบไม่มีเลยครับ แล้วจะทำให้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่นั้นเขาจะมีงานทำได้อย่างไร แล้วประชาชนเขาก็เดือดร้อนเหมือนเดิม โดยเฉพาะ งบประมาณที่ไปกระจุกในลักษณะก็คืองบกลาง ซึ่งงบกลางเองเอาไปทำอะไรครับ เอาไปใช้ ผิดวัตถุประสงค์ ท่านเอาไปให้กระทรวงต่าง ๆ อาจจะเป็นเพราะว่ารู้จักกัน สนิทสนมกัน หรือเพื่ออะไรไม่ทราบ และกระทรวงต่าง ๆ เหล่านี้ก็มีการตั้งงบประมาณประจำอยู่แล้ว แต่ก็มาเอางบกลางเป็นจำนวนมาก บางกระทรวงได้หลายพันล้านบาท เอาไปทำอะไรครับ เสร็จแล้วก็มีการฮั้วประมูลกัน เอางบประมาณลงไปครับ มีการฮั้วประมูลกันครับโครงการ ต่าง ๆ แล้วใช้งบประมาณขาดประสิทธิภาพไม่สัมฤทธิ์ผล อีกอย่างหนึ่งคืองบบริหารจัดการ ภัยแล้งหรือน้ำท่วมนี้ ท่านสังเกตนะครับมีงบเหล่านี้เยอะแยะทุกปีนะครับ แต่ก็มีน้ำท่วม ทุกปีครับ ภัยแล้งทุกปีครับ และจัดเป็นลักษณะงบเป็นงบแบบกระจายไม่มีเมกะโปรเจกต์ (Megaproject) ที่จะทำระบบโครงการน้ำให้มันเป็นเรื่องเป็นราวสักครั้งเดียว โครงการโขง ชี มูล ก็เงียบเลยครับท่านประธาน นี่คือการจัดงบที่เป็นเบี้ยหัวแตกไม่สามารถบริหาร งบประมาณให้มีประสิทธิภาพแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนได้ ผมก็เลยคิดว่าต้องมีการตัด งบประมาณลงไปอย่างน้อยแสนกว่าล้านบาท จริง ๆ แล้วถ้าทราบว่าท่านประยุทธ์ วันที่ ๒๔ หรือ ๒๓ สิงหาคม ถ้าทราบว่าท่านจะไม่ลาออกหรือเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ผมจะตัดงบ ไปครึ่งหนึ่ง เพราะผมไม่ไว้วางใจที่นายกรัฐมนตรีที่ไม่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญจะมาใช้ งบประมาณของแผ่นดิน ผมไม่ไว้วางใจครับท่านประธานครับ แต่บังเอิญก็ไม่ทราบว่าท่านจะ อยู่ต่อหรือไม่ก็ตาม ถ้าท่านอยู่ต่อเดี๋ยวว่ากันอีกทีหนึ่ง ผมก็เลยคิดว่าในชั้นนี้ผมขอตัด งบประมาณลงไป ๕.๒๖ เปอร์เซ็นต์ เป็นเงิน ๑๖๗,๕๐๐ ล้านบาท ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม ตามด้วย พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ มาตรานี้มาตรา ๔ กับมาตรา ๕ กระผมขอแก้ไขถ้อยคำนะครับ เพราะฉะนั้นเหตุผลนี้ผมจะเก็บไว้ใช้ในมาตรา ๕ จะไม่กล่าวในมาตรา ๔ นี้ แต่กระผมเห็นว่า มาตรา ๔ จะเป็นมาตราเดียวที่จะเป็นเรื่องของภาพรวมที่จะอภิปรายได้ จากนั้นก็จะเป็น เรื่องของแต่ละกระทรวงนะครับ ซึ่งในวาระที่ ๑ จริง ๆ แล้วสมาชิกก็ได้มีโอกาสได้อภิปรายภาพรวมไปแล้วในวาระที่ ๑ ซึ่งกระผมเองนั้นก็ได้เห็นด้วยกับวงเงินที่ตั้งไว้ก็คือ ๓.๑๘๕ ล้านล้านบาท การที่เห็นด้วยนั้น ไม่ใช่เป็นเพราะเห็นว่าเงินนี้เหมาะสมหรือเพียงพอ จริง ๆ นี่ไม่เพียงพอครับ แต่ด้วยข้อจำกัด ในเรื่องของรายได้และในเรื่องของปัญหาหนี้ที่เกิดขึ้นก็เลยทำให้สำนักงบประมาณคงจะไม่ สามารถที่จะเบ่งจำนวนนี้ขึ้นไปได้ เพราะฉะนั้นเพื่อจะให้ปัญหานี้ไม่บานปลายออกไป ทำให้ทั้งระบบเราเป็นอัมพาต ผมขอใช้คำว่า อัมพาต หรือเกิดวิกฤติงบประมาณขึ้นมา ผมจึงขออนุญาตใช้เวลาที่เหลืออยู่อภิปรายประเด็นนี้ว่าเรื่องของการจัดสรรงบประมาณนี้ ทุกส่วนราชการคงจะมีความรู้สึกเหมือน ๆ กันว่างบประมาณได้น้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อหักจากเงินเฟ้อแล้ว จริง ๆ เงินประมาณ ๓.๑๘๕ ล้านล้านบาท น้อยกว่าเมื่อ ๒ ปีที่แล้ว ที่ตั้งไว้ ๓.๒ ล้านล้านบาท แล้วถ้าคิดเงินเฟ้อ คิดถึงอัตราเพิ่มของเงินเดือน เพราะฉะนั้น รายจ่ายจริงของส่วนราชการจะลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านี้ เพราะฉะนั้นประเด็น ที่อยากจะขอย้ำก็คือเรื่องของการทำงานของระบบของส่วนราชการว่าทุกวันนี้จะขาดกำลังใจ ขาดความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหา เพราะจะมีความรู้สึกว่าของบประมาณไปก็จะไม่ได้ โดยรวมแล้วขอไป ๑ บาท จะได้เพียง ๕๐ สตางค์ แล้วก็จะลดลงไปเรื่อย ๆ อันนี้ผมคิดว่า เป็นวิกฤติที่รัฐบาลต้องดูแลแก้ไขโดยเร่งด่วน เพราะว่าหากทิ้งไว้ก็เท่ากับว่าเราจะไม่มี เครื่องมือในการบริหารประเทศ ประชาชนเดือดร้อนต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาล แต่รัฐบาลกลับไม่มีเงินเหลืออยู่ที่จะมาใช้จ่ายได้เพราะว่าถูกงบประจำต่าง ๆ กินไปหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อสังเกตของกรรมาธิการ ท่านมีการเขียนประเด็นนี้เอาไว้ว่ารัฐบาลนี้ มีพื้นที่การคลังลดลง ท่านใช้ศัพท์คำว่า พื้นที่การคลัง ซึ่งคงจะไปจากภาษาอังกฤษว่า ฟิสคัลสเปซ (Fiscal Space) จริง ๆ แล้วผมยังมีความรู้สึกว่าตัวเลขที่ท่านใส่ไว้มันมากกว่า ที่เกิดขึ้นจริง เพราะท่านไม่ได้คำนึงถึงงบประจำต่าง ๆ งบผูกพันต่าง ๆ หรือเงินเดือน หรือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เพราะฉะนั้นถ้าท่านคิดถึงรายการเหล่านั้นแล้วผมเชื่อว่าตัวเลขของการ บริหารงบประมาณนี้น่าจะติดลบเสียด้วยซ้ำ เหตุใดจึงติดลบก็เพราะว่าในการแปรญัตติ ของกรรมาธิการ ท่านได้มีการแปรญัตติใส่เงินกลับเข้าไปยังหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณ ไม่เพียงพอทั้งในด้านการศึกษา ทั้งในด้านของสาธารณสุข แล้วก็ในด้านของเกษตร โดยให้เหตุผลว่าตั้งไว้ไม่เพียงพอ ทั้งที่จริง ๆ แล้วเรื่องของการศึกษาฟรี เรื่องของการช่วย เกษตรกร เรื่องของการรักษาพยาบาลฟรีเป็นหน้าที่ของรัฐบาล เพราะฉะนั้นผมจึงอยากจะ ขอย้ำอีกทีว่ารัฐบาลต้องดูแลเรื่องนี้ครับ วิกฤติการจัดทำงบประมาณเกิดขึ้นแล้วเพราะว่าเงิน มันจะมีข้อจำกัดมากขึ้น ๆ วิธีการก็คือต้องมีการลดความซ้ำซ้อน ปฏิรูประบบราชการ ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ซึ่งถามว่าอำนาจหน้าที่อยู่ที่ไหน ผมก็ไปดูมาตรา ๑๙ ของ พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ หน้าที่และอำนาจของผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ข้อ ๑ กำหนด ยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ ผมจึงอยากจะขอให้ท่านได้ช่วยชี้แจงประเด็นนี้ให้ชัดเจน ว่าท่านมีการกำหนดยุทธศาสตร์ในเรื่องนี้อย่างไร เพื่อที่จะให้ส่วนราชการต่าง ๆ มีความ มุ่งมั่นที่จะใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์ได้มากขึ้น ไม่ใช่เกิดความรู้สึกว่าขอไปก็ไม่ได้ ได้แต่โครงการเก่า ๆ โครงการที่ผูกพันไปแล้ว🔗
สำหรับการทำงานของกรรมาธิการก็ขอชื่นชมในการทำงานครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านกล้าหาญที่จะจัดสรรงบประมาณลงไปช่วยเหลืองานต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานของเกษตรนะครับ เกษตรกรได้รับเงินโดยรวมประมาณเกือบ ๓,๐๐๐ ล้านบาท โดยใช้สำหรับกรมการข้าวในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ เพราะฉะนั้นชาวนา ก็จะได้รับประโยชน์จากการที่กรมการข้าวจะได้รับเงินงบประมาณเพิ่มอีกประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในการที่จะดูแลเรื่องของเมล็ดพันธุ์ รวมไปถึงเรื่องของโรงพยาบาลที่อยู่ห่างไกล รพ.สต. ที่ได้รับน้อย ก็จะได้รับเพิ่มขึ้นอีก ๑,๘๔๐ ล้านบาท และเรื่องการศึกษาฟรี ผมเห็นด้วยครับ ที่กรรมาธิการมีความกล้าหาญที่จัดสรรงบประมาณลงไปให้กับหน่วยงานเหล่านี้นะครับ แต่อย่างไรก็ตามครับ ก็ขออนุญาตทวงติงการทำงานของกรรมาธิการ เท่าที่ผมได้เข้าไป สังเกตดูมีบางส่วนนะครับ ผมไม่ถือว่าทั้งหมด พยายามจะตัดลดงบประมาณโดยไปบีบรัด ให้หน่วยรับงบประมาณเขาไปตัดงวดงาน ผมเองเข้าใจดีครับว่าท่านอาจจะมีเป้าหมาย ในการที่จะตัดงบประมาณ แต่การที่ไปให้เขาลดงวดงานหรือให้เขาบอกว่างวดงานไหนช้า ก็เท่ากับเป็นการทำให้เขาไม่ต้องไปเร่งรัดการทำงานของงานก่อสร้างที่อาจจะอยู่ในการ บริหารของเขา แล้วก็ไม่ต้องสงสัยเลยครับว่าทำไมงานราชการต่าง ๆ จึงล่าช้าเพราะท่านไป ตัดงบประมาณเขา เขาก็เลยต้องไปปล่อยให้งวดงานเหล่านี้มันยืดยาวออกไป ผมจึงอยากจะ ขออนุญาตว่าในอนาคตการทำงานของกรรมาธิการเวลาตัดงบ ท่านควรจะต้องดูให้ดีครับ คือตัดเฉพาะเท่าที่จำเป็น แต่อย่าไปตัดเพราะว่ามีเป้าหมายที่จะตัดครับ อันนี้ก็ขออนุญาต กราบเรียนไว้เพื่อเป็นข้อสังเกตครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาลครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขออนุญาตอภิปรายเพราะได้แปรญัตติไว้ในมาตรา ๔ ผมแปรญัตติในมาตรา ๔ งบประมาณรายจ่ายประจำปี ขอตัดลด ๑ เปอร์เซ็นต์ครับ ท่านประธานครับ ๑ เปอร์เซ็นต์คือ ๓๑,๘๕๐ ล้านบาท ผมมีเหตุผลอย่างนี้ท่านประธานครับ สิ่งแรกที่เราควรจะต้องเรียนรู้กันในเรื่องงบประมาณในภาพรวมใหญ่คือที่มาของการจัดสรร งบประมาณประจำปีทุกปี ผมอยู่ในสภาเป็นปีที่ ๔ ผมก็ได้อยู่ในกรอบหรือกระบวนการ งบประมาณมาพอสมควรตั้งแต่ปีแรก ท่านประธานครับ ก่อนที่จะมามันมีปฏิทินงบประมาณ เหมือนที่ท่านผู้ทรงเกียรติท่านหนึ่งท่านถามถึงยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ ประเด็น มันคืออย่างนี้ครับ มันมีกระบวนการมาก่อนและมีวอลลุม (Volume) ของคำของบประมาณ ของหน่วยงาน ๗,๐๐๐ กว่าหน่วยงาน สมัยก่อนก็แค่ ๗๐๐ กว่าหน่วยงานขึ้นมาแล้วมีการ ตัดผ่านสำนักงบประมาณ ที่ขึ้นกับสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ายจากกระทรวงการคลังไป ท่านประธานครับ แล้วเขามีการกำหนดยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ มีการกำหนด ผลผลิตใหม่ ๆ ขึ้นมา นั่นคือหัวใจอันหนึ่งที่ผมอยากกราบเรียนให้ทราบว่านั่นคือสิ่งที่ปรากฏ อยู่ในนั้น แต่สิ่งสำคัญที่ผมจะพูดวันนี้ครับท่านประธานครับ เวลามีน้อย ท่านครับ ประเด็น ของผมก็คือผมไม่เชื่อครับว่าปีนี้ท่านจะจัดเก็บงบประมาณที่ท่านคาดว่าจะเก็บได้ดั่งใจ ท่านเชื่อไหมครับ ในปี ๒๕๖๔ ผมย้อนไปปี ๒๕๖๔ เพราะอะไรครับ เพราะผมจะพูดถึงหนี้ ท่านประธานครับ หนี้ที่บวมเพิ่มจากการจัดสรรงบประมาณแล้วไม่สามารถเก็บงบประมาณ ได้ครับท่านประธาน ปี ๒๕๖๕ กำลังทยอยดูประสิทธิภาพครับ ท่านครับ ในปี ๒๕๖๔ นั้น ๓.๒ ล้านบาท ตั้งงบขาดดุลไว้ ๖๙๕,๐๐๐ ล้านบาท ท่านครับ สำนักบริหารหนี้ต้องกู้เงิน ตั้งงบประมาณเพราะขาดประสิทธิภาพ ไม่สามารถจัดเก็บงบประมาณได้เป็นเงิน ๑๒๗,๔๓๐ ล้านบาทครับ นี่คือปี ๒๕๖๔ ปีนี้ครับท่านประธาน นั่นคือเป็นหนี้บวก บวก บวก บวกไป เรื่อย ๆ ครับท่านประธาน ปีนี้ครับ สถานภาพของการจัดเก็บรายได้ที่ตั้งไว้ครับท่านประธาน จากคำของบประมาณปีที่แล้ว ๓.๑ ล้านล้านบาท ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ขาดดุล ท่านเชื่อไหมครับขณะนี้สถานภาพถึงเดือนมิถุนายนจัดเก็บภาษี ภาษีมาจากหน่วยงาน ที่จัดเก็บของรัฐบาลคือกรมสรรพากร กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร กรมธนารักษ์ บลา บลา บลา (Blah Blah Blah) ท่านครับขณะนี้คือได้ ๒,๒๓๐,๖๗๔ ล้านล้านบาท ยังไม่คำนวณการหัก ภาษีนะครับ หักภาษี หักแล้วจะเหลือเท่าไรครับขณะนี้ ๘ เดือนไปแล้ว ๑.๘ ล้านล้านบาท แล้วประสิทธิภาพจะได้หรือครับ อีก ๓ เดือนครึ่งครับ ไม่ได้แน่นอนครับ กู้อีกครับ เชื่อไหมครับว่าที่ขาดดุลเงินกู้ไว้ปีที่แล้ว ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมบอกได้เลยครับว่าปีนี้ ไม่ต่ำกว่าแสนล้านบาท ท่านต้องสั่งให้สำนักงานบริหารหนี้กู้เพิ่มเพราะไม่มีเงินจ่าย เพราะจ่ายแบบสุรุ่ยสุร่าย เพราะตั้งงบประมาณแบบห่วย ท่านประธานครับ ผมถึงตัด ๓๑,๘๕๐ ล้านบาทออกเพื่อให้มียอดที่จะไม่ต้องไปกู้อีก เพราะปีนี้ขอกู้เท่าไรครับ ๖๙๕,๐๐๐ ล้านบาท ขาดดุลนี่คือขอกู้ครับ ประเด็นก็คือขอกู้มานี่ครับท่านประธานมันต้อง เป็นงบลงทุน ท่านเชื่อไหมครับว่างบลงทุนนี่ไม่ได้เอามาใช้เลยครับลงทุน พอกู้มาปั๊บเอาไป อย่างอื่น ผมกำลังตามดูว่า ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมทำนายเลยครับว่าขณะนี้สถานะของ การเก็บ ประสิทธิภาพของการเก็บภาษี ปี ๒๕๖๕ ที่กำลังอยู่เหลืออีก ๓ เดือนครึ่งนี่ครับ ไม่สามารถเก็บได้ ๒.๔๙ ล้านบาทแน่นอน เพราะขณะนี้สุทธิคือ ๑.๘ แล้วท่านจะได้ ๒.๔ อีก ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาทจะเอามาจากไหน อีก ๓ เดือนกู้อีกครับ นั่นคือประเด็น เพราะชอบ กู้ครับรัฐบาลชุดนี้ ผมอย่างนี้ครับท่านประธานครับที่ผมตัดนี้เพราะว่าผมต้องการให้ชะลอ ไม่ให้เงินมันบวมขึ้นหลังจากปีหน้าของเดือนนี้จะมีการกู้เพิ่มเพราะประสิทธิภาพ ท่านครับ ประสิทธิภาพที่มันไม่สามารถทำได้เพราะอะไรครับ เพราะปีนี้สถานการณ์ประเทศโควิด (COVID) ติดมา ๓ ปีครับท่านประธาน จีดีพี (GDP) ๓ จุดกว่าจะทำได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ ประเด็นก็คือความยากจนความเหลื่อมล้ำยังคงอยู่ที่ในประเทศไทยและผู้ประกอบการ นักลงทุนไม่มาผู้ประกอบการก็ไม่มีครับแล้วจะมีรายได้ขึ้นมาได้อย่างไรปีนี้ครับท่านประธาน ที่จะคาดว่า ๖๙๕,๐๐๐ ล้านบาทที่ขาดดุลเพราะต้องไปกู้ ผมเชื่อว่าต้องกู้อีก ๑๐๐,๐๐๐ หรือ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทของงบปีนี้แน่นอนเพราะว่าประสิทธิภาพที่กะไว้ไม่สามารถจัดเก็บ ได้แน่นอนครับว่า ๒.๙๔ ล้านบาทที่ตั้งไว้นี่ครับ อย่างนี้ก็ได้ประมาณล้านล้านกว่า ๆ ครับ เผลอ ๆ จะทำให้งบประมาณขาดไป ผมจึงเสนอในการตัดลดงบประมาณ ๑ เปอร์เซ็นต์ ๓๑,๘๕๐ ล้านบาท เพื่อชะลอหนี้ของปีหน้าจะได้กู้น้อยครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านกรรมาธิการมีอะไรชี้แจงไหมครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วราเทพ รัตนากร ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ ท่านกรรมาธิการที่ได้สงวนความเห็นและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ได้เสนอคำแปรญัตติ ไว้ในมาตรานี้ กรรมาธิการได้พิจารณาอย่างรอบคอบเท่าที่จะสามารถทำได้โดยทุกฝ่ายก็เห็น ตรงกันว่ามาตรานี้ไม่มีการแก้ไขก็คือคงยอดรวมของงบประมาณไว้ที่ ๓.๑๘๕ ล้านล้านบาท โดยมีประเด็นที่ท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อยและท่านสมาชิกผู้แปรญัตติได้สอบถาม ผมขออนุญาตเป็นตัวแทนกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ตอบเพิ่มเติมในส่วนที่สำคัญแล้วก็ที่ ท่านประธานกรรมาธิการได้ตอบไว้ใน ๒ ๓ ประเด็นนะครับ🔗
ประเด็นแรก ก็คือประเด็นที่ท่านสมาชิกได้สอบถามเกี่ยวกับเรื่องของ แนวทางการปรับลดงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๖ ในส่วนที่มีการปรับลดไปมีเรื่อง ใดบ้าง แล้วก็ความเห็นเป็นอย่างไร ขอเรียนอย่างนี้ว่าในการพิจารณาปรับลดงบประมาณ ในภาพรวมนั้นคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้มีมติปรับลดงบประมาณลงทั้งสิ้น ๗,๖๔๔,๒๔๓,๘๐๐ ล้านบาท หรือคิดเป็นยอดรวมก็คือร้อยละ ๐.๒๔ ของวงเงินงบประมาณ โดยมีการปรับลดในส่วนที่พิจารณาแล้วเห็นว่าผลการดำเนินงานจริง ความพร้อมในเรื่องของ การดำเนินการ และศักยภาพในการใช้จ่ายของงบประมาณของหน่วยรับงบประมาณ มีความจำเป็นที่จะต้องมีการปรับลด ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและให้ ความสำคัญในเรื่องของการใช้เงินนอกงบประมาณที่หน่วยรับงบประมาณจัดเก็บเองด้วย มีเหตุผลประมาณ ๙ เหตุผล ผมขอยกตัวอย่างเพียง ๓ เหตุผล ที่เป็นยอดวงเงินที่มีการ ปรับลดมาก ๆ เหตุผลแรก ก็คือผลการดำเนินงานที่ล่าช้ากว่าที่กำหนดและคาดว่าจะไม่ สามารถเบิกจ่ายได้ทันในปีงบประมาณ เหตุผลที่ ๒ ก็คือเรื่องของการยกเลิกโครงการ หรือการดำเนินงานโดยใช้จ่ายจากแหล่งอื่น ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณในปีนี้ และอีกเหตุผลหนึ่งที่เป็นเหตุผลสำคัญก็คือเรื่องของการประหยัดค่าใช้จ่าย ในเรื่องของการ ทดแทนหรือการเพิ่มประสิทธิภาพ โดยทั้งหมดนั้นมีหน่วยงานที่ถูกปรัดลดไปที่สูงที่สุด ก็คือกระทรวงกลาโหม ถูกปรับลดไป ๒,๗๙๔ ล้านบาท แล้วมีประเด็นที่ท่านสมาชิก ที่เป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้เป็นห่วงในเรื่องของงบประมาณที่ถูกปรับลดขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นที่ถูกปรับลดไป ๗๔๒ ล้านบาท ขอเรียนชี้แจงว่ากรณีการปรับลดของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นโดยอนุกรรมาธิการได้ไปพิจารณาแล้วว่ามีส่วนที่จะต้อง พิจารณาปรับลดที่สำคัญก็คือกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา เนื่องจากผลการดำเนินงาน ที่ล่าช้ากว่ากำหนด และคาดว่าไม่สามารถเบิกจ่ายได้ทันปีงบประมาณ แต่อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากเกือบจะเป็นเอกฉันท์ก็คือมีมติให้มีการเพิ่มงบประมาณให้กับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใน ๒ ส่วนด้วยกัน ส่วนที่ ๑ ก็คือในการเพิ่มแปรญัตติเพิ่มเติม ส่วนที่ ๒ คือการเปลี่ยนแปลงงบประมาณ โดยมี ๓ ยอด ยอดแรกก็คือเงินอุดหนุน เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน ๑๗๕ แห่ง เป็นเงิน ๘๖.๓ ล้านบาท ยอดที่ ๒ ก็คือเงินอุดหนุนการพัฒนาคุณภาพการให้บริการด้านสาธารณสุขของสถานีอนามัย ถ่ายโอน ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำหรับ อบจ. จำนวน ๔๙ แห่ง รวม ๑,๘๔๐ ล้านบาท ส่วนการพิจารณาเปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญและวงเงินงบประมาณสูงก็คือการพิจารณา เปลี่ยนแปลงงบประมาณเพื่อเป็นเงินอุดหนุนให้สำหรับการสนับสนุนถ่ายโอนบุคลากร สถานีอนามัยและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัด ๔๙ แห่ง เป็นเงิน ๔,๐๙๒ ล้านบาทเศษ ภาพรวมของการเปลี่ยนแปลงงบประมาณให้กับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นภาพรวมที่มีงบประมาณเพิ่มขึ้นเป็นเงินจำนวนประมาณ ๘๖,๔๕๗ ล้านบาท🔗
ส่วนประเด็นที่เป็นประเด็นเรื่องข้อกฎหมายที่มีท่านกรรมาธิการได้ตั้ง ประเด็นทักท้วง ในชั้นกรรมาธิการเราได้ใช้เวลาพิจารณากันพอสมควรในเรื่องของการ โอนเปลี่ยนแปลงหรือว่าการเพิ่มเติมปรับลดงบประมาณแล้วจะไปมีปัญหาต่อพระราชบัญญัติ ที่เกี่ยวข้องก็คือพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๒๐ (๑) ในเรื่องหลักเกณฑ์ในการตั้งงบประมาณในส่วนที่งบประมาณรายจ่ายลงทุนต้องมีจำนวน ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒๐ ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี และต้องไม่น้อยกว่าเงินส่วนที่ ขาดดุลของงบประมาณปีนั้น กว่าที่กรรมาธิการจะพิจารณาในเรื่องการปรับลดได้ตัวเลข และเพิ่มเติมงบประมาณในเรื่องนี้แล้ว ได้ใช้เวลาเพื่อที่จะให้เป็นข้อยุติว่าเราได้ดำเนินการเป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง และท้ายที่สุดกรรมาธิการก็มีเสียงไปในทิศทางเดียวกันเกือบทั้งหมดนะครับว่า การพิจารณางบประมาณของคณะกรรมาธิการในฐานะฝ่ายนิติบัญญัตินั้นเราสามารถ ดำเนินการได้ตามรัฐธรรมนูญ โดยมีหลักเกณฑ์ในเรื่องของข้อจำกัด ที่สำคัญก็คือรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๑๔๔ ในส่วนของพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยการเงินการคลังในมาตรา ๒๐ ที่กำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาการตั้งงบประมาณนั้นกรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นว่า เป็นเรื่องของฝ่ายบริหารที่จะต้องทำคำขอจัดทำงบประมาณหรือเสนอร่างขึ้นมา เมื่อเสนอ มาแล้วอำนาจในการพิจารณาอนุมัติเป็นอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะฉะนั้น เมื่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องไม่ได้กำหนดในเรื่องที่ฝ่ายนิติบัญญัติหรือ คณะกรรมาธิการวิสามัญห้ามดำเนินการ เพราะฉะนั้นการดำเนินการของฝ่ายกรรมาธิการ และฝ่ายนิติบัญญัติหรือสภาก็สามารถพิจารณาได้ แต่อย่างไรก็ตามในปีนี้ก็จะเห็นว่า การพิจารณาในส่วนของงบประมาณในด้านของงบรายจ่ายลงทุนถึงแม้จะมีการปรับลด ไปแล้วนะครับ การเพิ่มเติมกลับคืนมาก็ทำให้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๒๐ ของงบประมาณ นี่คือประเด็นที่ผมอยากจะเป็นตัวแทนของท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากเพื่อจะยืนยันว่า ในมาตรา ๔ กรรมาธิการไม่ได้มีการแก้ไขและขอยืนยันให้เป็นไปตามที่เสนอมา ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านกรรมาธิการยังมีอะไรจะชี้แจง ท่านอื่นยังมีอะไรจะชี้แจงไหมครับ ท่านกรรมาธิการ ก็ชี้แจงจนหมดแล้ว อยากจะเรียนถามว่าท่านกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นและท่านผู้แปร ญัตติเอาไว้ยังคงติดใจหรือไม่ครับ ยังคงติดใจไหมครับ สรุปว่ายังติดใจใช่ไหมครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สำหรับเรื่องนี้ติดใจครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านสมาชิกครับ เนื่องจากมาตรานี้คณะกรรมาธิการไม่มีการแก้ไข แต่ผู้สงวนความเห็นยังคงติดใจคำชี้แจง ของคณะกรรมาธิการนะครับ ดังนั้นผมจะขอถามมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับร่าง ของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากที่ไม่มีการแก้ไข หรือเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการ ขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตตินะครับ ก่อนลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ🔗
ขอเชิญ ท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกเข้าห้องประชุมเพื่อจะได้ลงมติในมาตรา ๔ เชิญนะครับ ขอเชิญ ท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกเข้าห้องประชุมนะครับ ท่านสมาชิกที่เข้าห้องประชุมแล้วกรุณาได้ ใช้สิทธิแสดงตนนะครับ เสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ยงยุทธ สุวรรณบุตร จังหวัดสมุทรปราการ หมายเลข ๒๘๙ แสดงตนครับ🔗
หมายเลข ๒๘๙ แสดงตนนะครับ ท่านสมาชิกที่กำลังเดินเข้าห้องประชุม ผมเรียนให้ท่านสมาชิกได้ทราบ เนื่องจากมาตรานี้คณะกรรมาธิการไม่มีการแก้ไข แต่ก็ยังมีกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็น ยังคงติดใจในคำชี้แจงของคณะกรรมาธิการ ดังนั้นจึงต้องขอถามมติจากที่ประชุมว่า จะเห็นด้วย กับร่างของกรรมาธิการที่ไม่มีการแก้ไข หรือเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการที่ขอ สงวนความเห็นและผู้แปรญัตติ ฉะนั้นขอเชิญท่านสมาชิกที่เข้ามาถึงห้องประชุมแล้วกรุณาได้ เสียบบัตรกดปุ่มแสดงตน🔗
ท่านประธานคะ กัลยา ๐๑๕ นะคะ🔗
ท่านกัลยา ๐๑๕ แสดงตนนะครับ🔗
ท่านประธานคะ เบญจา แสงจันทร์ ๑๙๙ แสดงตนค่ะ🔗
ท่านเบญจา ๑๙๙ แสดงตนนะครับ รอท่านสมาชิกเรานิดหนึ่งนะครับ เพราะว่ากำลังเดินเข้ามา🔗
ท่านประธานครับ ชวลิต ๐๘๕ แสดงตนครับ🔗
ท่านประธานครับ ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ๑๑๙ แสดงตนครับ🔗
ท่านณัฐชา แสดงตนครับ🔗
ท่านประธานครับ ประเสริฐ บุญเรือง ๒๑๔ ครับ🔗
ประเสริฐ บุญ เรือง ๒๑๔ แสดงตน ยังมีท่านสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้แสดงตนมีไหมครับ ถ้ายังมี เชิญแสดงตนครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม สมศักดิ์ คุณเงิน ๑๗๕ ขอแสดงตนครับ🔗
ท่านสมศักดิ์ คุณเงิน ๑๗๕ ขอแสดงตน ยังมีท่านสมาชิกกำลังวิ่งเข้ามาอยู่นะครับ รอกันนิดหนึ่งครับ ท่านสมาชิกครับ เมื่อท่านสมาชิกได้แสดงตนกันทุกท่านแล้ว ผมขอปิดการแสดงตนนะครับ เจ้าหน้าที่รายงานผลครับ🔗
ท่านประธานครับ ๔๕๕ แสดงตนครับ🔗
๔๕๕ ไม่ทันแล้ว แต่ว่าขอบันทึกเอาไว้ในที่ประชุม ท่านสมาชิกครับจำนวนผู้เข้าประชุม ๓๔๓ ท่าน บวกอีก ๗ ท่าน ก็เป็น ๓๕๐ ท่าน ถือว่าครบองค์ประชุมนะครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ ท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนนะครับ ท่านผู้ใดเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมาก คือไม่มีการแก้ไขโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นด้วยกับกรรมาธิการ ที่ขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคำแปรญัตติโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใด เห็นว่าควรงดออกเสียโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนครับ🔗
มีท่านสมาชิก ท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิลงคะแนนเชิญครับ ถ้าท่านสมาชิกใช้สิทธิลงคะแนนทุกท่านแล้ว ผมขอปิดการลงคะแนน เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๕๔ ท่าน เห็นด้วย ๒๔๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๐๗ ท่าน งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี เป็นอันว่า ที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับร่างของคณะกรรมาธิการที่ไม่มีการแก้ไข🔗
ขอเชิญ ท่านเลขาธิการดำเนินการอ่านมาตรา ๕ ต่อไปเลยครับ🔗
มาตรา ๕ ให้กระทรวงการคลังมีอำนาจสั่งจ่ายเงินแผ่นดิน ตามรายการและจำนวนเงินที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ หรือตามที่สำนักงบประมาณ จะได้จัดสรร หรือตามที่จะได้มีการโอนเปลี่ยนแปลงตามกฎหมาย ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗
ท่านสมาชิก มาตรา ๕ ให้กระทรวงการคลังมีอำนาจสั่งจ่ายเงินแผ่นดินตามรายการและจำนวนเงิน ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ หรือตามที่สำนักงบประมาณจะได้จัดสรร หรือตามที่จะได้ มีการโอนเปลี่ยนแปลงตามกฎหมาย มาตรานี้ไม่มีการแก้ไข แต่มีกรรมาธิการที่ขอสงวน ความเห็นและมีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ ต่อไปผมจะเชิญท่านสมาชิกที่ขอสงวน ความเห็นได้อภิปราย ท่านแรกเชิญท่าน พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ในฐานะกรรมาธิการ ท่านประธานที่เคารพครับ สำหรับมาตรา ๕ ที่ทางผู้แทนเลขาธิการสภาได้อ่านเนื้อความไปนั้น กระผมขอสงวนคำแปรญัตติเนื่องจากว่า ถ้าถ้อยความทั้งหมดตามมาตรา ๕ ที่ระบุว่าให้กระทรวงการคลังมีอำนาจสั่งจ่ายเงินแผ่นดิน ตามรายการและจำนวนที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ หรือตามที่สำนักงบประมาณจะได้ จัดสรร หรือตามที่จะมีการโอนเปลี่ยนแปลงตามกฎหมาย โดยผมขอสงวนคำแปรญัตติ จะให้ตัดข้อความที่ว่า หรือตามที่สำนักงบประมาณจะได้โอนจัดสรร ทั้งนี้เนื่องจากว่าถ้อยคำ ดังกล่าวผมมองว่าส่อหรือขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญในเรื่องงบประมาณ ในกรณีงบประมาณ ในการใช้จ่ายงบประมาณเราจะมีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๑๔๐ มาตรา ๑๔๑ และมาตรา ๑๔๒ โดยสรุปก็คือมาตรา ๑๔๐ ในการจ่ายเงินแผ่นดินที่จะกระทำได้เฉพาะ อนุญาตไว้ตามกฎหมายว่าด้วยงบประมาณ กฎหมายว่าด้วยวิธีงบประมาณ กฎหมายว่าด้วย การโอนงบประมาณ กฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง หรือกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงิน การคลัง การที่ไปต่อเติมรัฐธรรมนูญให้อำนาจของสำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณได้ นอกจากขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๐ ที่อ่านไปข้างต้นแล้ว ยังขัดหรือแย้งต่อ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๑ คืองบประมาณรายจ่ายแผ่นดินจะกระทำเป็นพระราชบัญญัติ คือจะระบุเป็นพระราชบัญญัติ เราไม่ได้ให้อำนาจของ ผอ. สำนักงบประมาณที่จะจัดสรร อันนี้เป็นการเขียนกฎหมายที่เกินกว่ารัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ เนื่องด้วย งบประมาณมาตรานี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าทาง ผอ. งบประมาณในความ เป็นจริงนั้นท่านมีหน้าที่ที่จะต้องไปประเมินผล หรือไปดูประสิทธิภาพของการใช้งบประมาณ ไม่ใช่ว่าเมื่อสภาผู้แทนราษฎรและรัฐสภาอนุมัติงบประมาณแล้วท่านไปโอนจัดสรรให้อย่างนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องมีสภา แล้วก็ต้องยอมรับว่าวันนี้สำนักงบประมาณก็เป็นส่วนหนึ่งของแดน สนธยาในการจัดงบประมาณ เพราะถ้ามีมาตรานี้เข้าไปเราไม่ตัดเนื้อหา มันนอกจากเป็นการ ต่อเติมรัฐธรรมนูญ หรือส่อไปในการขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญก็จะทำให้วินัยการเงินการคลัง ที่ให้เป็นหน้าที่ของสำนักงบประมาณนั้นไม่ได้ดำเนินการ ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งหนึ่งที่สำนักงบประมาณควรจะทำเป็นอย่างยิ่งก็คือสำนัก งบประมาณมีหน้าที่ประเมินผลสัมฤทธิ์ในการจ่ายเงินงบประมาณ เราจะพบว่าวันนี้เราเริ่ม แผนพัฒนาประเทศเปลี่ยนจากแผนที่ ๑๒ เป็นแผนที่ ๑๓ แต่สิ่งที่ผมไม่ได้เห็นในรายการ ของงบประมาณในครั้งนี้ก็คือหน้าที่ของสำนักงบประมาณที่จะต้องประเมินผล เช่น การประเมินผล การลดความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ในด้านฐานะทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจ แผนยุทธศาสตร์ชาติที่สำนักงานรับไป เขาบอกว่าตัวชี้วัดหนึ่งก็คือว่า รายได้เฉลี่ยต่อหัวของกลุ่มประชากรร้อยละ ๔๐ ที่มีรายได้ต่ำสุดเพิ่มขึ้น ๑๕ เปอร์เซ็นต์ สำนักงบประมาณทราบหรือไม่ว่ากลุ่มที่มีรายได้ต่ำสุดที่บอกว่าจะเพิ่ม ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ๔๐ เปอร์เซ็นต์นั้นจากข้อมูลที่สำนักงบประมาณมาชี้แจง สำนักงบประมาณไม่ได้ประเมินผล สัมฤทธิ์ของการใช้งบประมาณในปีต่าง ๆ ให้เห็นเลย แต่หน้าที่ของท่านกลับจะไปทำลาย วินัยการเงินการคลัง กลับจะไปทำลายกฎหมายโดยมาใส่ข้อความแอบแฝงต่อเติมเข้ามา ในมาตรา ๕ เพื่อจะให้มีอำนาจเฉพาะกิจขึ้นมาเพื่อจะโอนจัดสรรงบประมาณ ท่านอาจจะ อ้างว่าท่านดูงบกลางแล้วก็จะไปใช้จ่ายงบกลาง ซึ่งในประเด็นงบกลางนั้นเขาก็มีกฎหมาย กำหนด ดังนั้นผมจึงขอสงวนคำแปรญัตติให้ตัดถ้อยคำที่ว่า หรือตามที่สำนักงบประมาณ จะได้จัดสรร ออกไปจากมาตรานี้ครับ ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นก็ได้อภิปรายผ่านไปแล้วนะครับ ต่อไปเป็นผู้แปรญัตติ ที่ขอสงวนคำแปรญัตติ🔗
ท่านประธานขออนุญาตครับ ผมอีกท่านหนึ่งครับ🔗
ผมนึกว่าท่าน สละสิทธิ เชิญท่านเรืองไกรครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ในฐานะกรรมาธิการ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกครับ ตามข้อความที่ผมสงวนความเห็นและเพิ่มเติม สำนักงบประมาณเป็นหน่วยงานที่ต้องบริหาร งบประมาณอยู่แล้วเวลาเราออกกฎหมายงบประมาณไป การบริหารงบประมาณ แต่ก็อยาก ให้เติมคำว่า โดยความเห็นชอบของนายกรัฐมนตรี เหตุผลครับ ทุกปีที่เราตั้งให้หน่วยรับ งบประมาณทำคำขอ ท้ายหนังสือของผู้อำนวยการสำนักงบประมาณเราจะเห็นลายเซ็น นายกรัฐมนตรีเห็นชอบทุกครั้งก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรี นี่คือเหตุผล ผมก็เลยเอาแนวทาง ปฏิบัติมาเขียนให้มันชัด ไม่ใช่ว่าให้อำนาจขาดไปเลยโดยที่ไม่ผ่านความเห็นชอบของ ท่านนายกรัฐมนตรี ประกอบกับมาตรา ๓ ของรัฐธรรมนูญ อำนาจอธิปไตยแบ่งเป็น ๓ ฝ่าย ฝ่ายที่ท่านสมาชิกอยู่คือนิติบัญญัติ ฝ่ายที่ใช้อำนาจตุลาการ และอำนาจบริหารราชการแผ่นดิน ก็คือคณะรัฐมนตรีโดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้า จึงใช้คำนี้มาเพิ่มเติมในมาตรา ๕ และอีกส่วนหนึ่งท่านประธานจะเห็นมาตรา ๑๕๘ ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งตอนนี้พูดกันมากวรรคสี่ วาระ ๘ ปีของท่านนายกก็พูดกันเยอะ แต่ผมจะให้ดูวรรคหนึ่งก่อน มาตรา ๑๕๘ วรรคหนึ่ง บัญญัติชัดครับตอนท้ายว่าเมื่อพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอื่น อีกไม่เกิน ๓๕ คน ประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามหลัก ความรับผิดชอบร่วมกัน คำว่า ตามหลักความรับผิดชอบร่วมกัน สำคัญครับนั่นหมายความว่า เมื่อท่านนายกทำอะไรไปหรือรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งทำอะไรไปก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน นี่คือความหมายของวรรคหนึ่งที่ผมอ่านแล้วผมแปลความเช่นนั้น จึงได้ขอสงวนความเห็น ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยว่า มาตรา ๕ นี้ขอให้เติมคำว่า โดยความเห็นชอบของ นายกรัฐมนตรี นี่เหตุผลที่ขอกราบเรียนที่ประชุมแห่งนี้ครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นท่านสมาชิกผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคำแปรญัตติ มีท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม ท่านนิยม เวชกามา และท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ยื่นความจำนงมานะครับ เชิญท่านพิสิฐครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ สำหรับมาตรานี้ผมขอเติมคำว่า ไม่เกิน เข้าไปนะครับ เพราะว่าถ้าอ่าน ตามที่ท่านเขียนไว้เหมือนจะบอกว่าให้กระทรวงการคลังสั่งจ่ายเงินแผ่นดินตามรายการ และจำนวนเงินที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งแท้จริงไม่ใช่ครับ ในการทำงานใด ๆ นี่นะครับเงินที่กำหนดไว้มักจะต้องมีการ พูดง่าย ๆ ก็คือว่าการใช้จ่ายก็จะมีไม่ถึงนะครับ เวลาประมูลหรือเวลาจ่ายก็จะมีเงินเหลือ เพราะฉะนั้นเราไปเขียนเป็นกฎหมายบอกให้เขา จ่ายตามที่กำหนดคงไม่ได้ คุณจะต้องใช้เป็นคำว่า ไม่เกิน นะครับ อันนี้คือเป็นประเด็นที่ผม ขอเสนอ ซึ่งทั้งนี้ก็สอดคล้องกับที่อยู่ในมาตรา ๔ ของ พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ ซึ่งมีการ เขียนบัญญัติคำว่า งบประมาณรายจ่ายเอาไว้ว่างบประมาณรายจ่ายหมายความว่าจำนวน เงินอย่างสูงที่อนุญาตให้จ่ายหรือก่อหนี้ผูกพันได้นะครับ เพราะฉะนั้นผมจึงขอเติมคำว่า ไม่เกินเอาไว้ เพื่อจะได้ให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นครับ ก็ขออนุญาตกราบเรียนครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านนิยม เวชกามา ครับ การอภิปรายในวาระสองนี่เอาเฉพาะประเด็นที่ได้ ขอสงวนความเห็นหรือที่ได้ขอสงวนคำแปรญัตติเอาไว้ตรงประเด็นนั้น เอาประเด็นนั้นเลย ตรง ๆ แบบที่ท่านพิสิฐเมื่อสักครู่นี้ดีมากเลยนะครับ เชิญครับ ท่านนิยมครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ในมาตรา ๕ ผมขอสงวนคำแปรญัตติโดยแก้ไขเพิ่มเติมจากร่างเดิม ในมาตรา ๕ ว่าให้กระทรวงการคลังมีอำนาจสั่งจ่ายเงินแผ่นดินตามรายการและจำนวนเงิน ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติ หรือตามที่สำนักงบประมาณจะได้จัดสรร หรือตามที่จะได้ มีการโอนเปลี่ยนแปลงตามงบ ตามกฎหมาย ท่านประธานครับ ผมแก้ไขเพิ่มเติมเป็นว่า ในมาตรา ๕ ให้กระทรวงการคลังมีอำนาจสั่งจ่ายเงินแผ่นดินตามรายการ แล้วผมตัดที่ว่า ตามจำนวนเงิน ผมมาเพิ่มในคำว่า ให้กระทรวงการคลังมีอำนาจสั่งจ่ายเงินแผ่นดิน ตามรายการที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบ ท่านประธานครับนี่คือประเด็น ผมมีเหตุมีผล ที่ผมตัดออกว่าทำไมผมตัดออก ผมต้องให้เหตุผลท่านประธาน ไม่ใช่ไม่ให้ผมพูดเลย ให้เหตุผลที่ว่าเนื่องจากงบประมาณ เมื่องบประมาณปีที่แล้ว ปี ๒๕๖๕ ท่านตั้งไว้ ๓๑๐,๐๐๐ ล้านล้านบาท มาปีนี้ปี ๒๕๖๖ ท่านตั้งงบประมาณเพิ่มขึ้นมาเป็น ๓๑๘,๕๐๐ ล้านล้านบาท คือเพิ่มขึ้นมา ๘,๕๐๐ ล้านล้านบาท นี่คือเป็นประเด็น ผมต้องตัดว่าการใช้จ่ายเงินงบประมาณท่านจะถือว่าพออนุมัติกระทรวงการคลัง และจะใช้จ่ายได้โดยที่ท่านก็รู้อยู่แล้วว่าวันนี้ท่านมาขอให้งบประมาณผ่านสภา แล้วทำไม ท่านไม่ใช้จ่ายตามที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบ นี่คือประเด็นผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่า จากการที่ผ่านมาผมไปดูในมาตรา ๓๗ ในมาตรา ๓๗ ท่านก็ใส่ว่า นี่คือเกี่ยวกับการปรับลด มันมีอยู่หลายแผนแต่แผนที่ผมต้องมาอ้างเหตุผลที่ผมต้องมาแก้ในมาตรา ๕ คือว่า แผนบูรณาการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบปรับลดไป ๒ ล้านบาท เดี๋ยวผมอ่านไป เสียก่อนท่านประธานครับ แผนบูรณาการเตรียมความพร้อมเพื่อรับปรับสังคมผู้สูงวัย ปรับไป ๑๐ ล้านบาทเศษ ๆ แผนบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำท่านปรับลดไป ๒๒ ล้านบาทเศษ ๆ แล้วอีกแผนหนึ่งที่ผมต้องอ้างถึงต้องยกตัวอย่างคือแผนการบูรณาการ ป้องกันปราบปรามและบำบัดผู้ติดยาเสพติด ท่านปรับตรงนี้ไป ๖๕๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้จึง เป็นประเด็นว่าท่านปรับตามที่อยากใช้อะไรก็ใช้ใช่ไหม ผมต้องยืนยันในที่นี้ว่าที่ผมใส่ไว้ใน มาตรา ๕ ให้กระทรวงการคลังมีอำนาจต้องสั่งจ่ายเงินแผ่นดินตามรายการที่รัฐสภาให้ความ เห็นชอบ อันนี้จึงเป็นประเด็นที่ผมตัดออกเลยคือ และจำนวนเงินที่กำหนดไว้ใน พระราชบัญญัตินี้ หรือตามที่สำนักงบประมาณจัดการ หรือตามที่จะให้มีการโอน เปลี่ยนแปลงตามกฎหมาย คือหลังจากที่สภาอนุมัติไปแล้วท่านอย่าคิดนะว่าท่านอยากใช้จ่าย อย่างไรก็ค่าใช้จ่าย เพราะผมเห็นแล้วว่าพอเอาไปแล้วท่านไปปรับไปเปลี่ยนโดยที่สภานี้ อนุมัติไปอย่างหนึ่ง ท่านไปปรับเปลี่ยนเป็นอีกอย่างหนึ่ง ผมเห็นในลักษณะของการสั่งการ ของผู้มีอำนาจไปที่ท้องถิ่น สกลนครบ้านผมนี่มีการปรับแล้วปรับอีก สั่งแล้วสั่งอีก จนวันนี้ เงินกู้ยังทำสัญญาไม่ได้ นี่คือประเด็นที่ผมต้องตัดออกว่าคุณจะทำอะไรก็ได้แต่ว่าต้องทำ ตามที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบ นี่เป็นประเด็นผมต้องให้เหตุให้ผลเพราะมันมีเกิดขึ้นแล้ว สั่งไป สั่งปรับเปลี่ยน สั่งกลับไปกลับมาจนประชาชนเสียประโยชน์ วันนี้ท้องถิ่นต่าง ๆ ยังทำ สัญญาอะไรไม่ได้เลยท่านประธาน เพราะนี่ล่ะคือไม่ทำตามกระบวนการของสภาอนุมัติไว้ใน ที่แห่งนี้ ผมต้องกราบเรียนว่าวันนี้ท่านตั้งงบเกินไป ๘,๕๐๐ ล้านล้านบาท ก็เพราะท่านตั้ง เกินไป พอเกินไปแล้วงบมันขาดดุลเยอะ พองบขาดดุลเยอะเห็นว่าวันนี้เก็บภาษีไม่ได้เลย เก็บได้แค่หนึ่งจุดล้านล้านบาท แล้วที่ ๒.๙ ล้านล้านบาท มันห่างกันมากท่านประธาน จึงเป็นประเด็นผมต้องแก้ในมาตรา ๕ แก้เพื่อให้มันสมดุลกันว่าระหว่างสภาอนุมัติไปแล้ว สภาเห็นชอบแล้ว ท่านก็ไม่เห็นหัวสภา ท่านไปใช้ในกระบวนการของอีกกระบวนการหนึ่งของ สำนักงบก็ดีนะครับ อาศัยกฎหมายที่ท่านอ้างถึง นี่ละคือที่ผมจำเป็นต้องแก้ ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ก็ถือว่าอภิปรายดีมากตรงประเด็นนะครับตามการประชุมในวาระสอง ต่อไปเชิญท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะฝ่ายค้านติดตามตรวจสอบการทำงานงบประมาณแผ่นดินของรัฐบาล ท่านประธาน ที่เคารพครับ ในรายงานของคณะกรรมาธิการเขียนข้อสังเกตไว้มากพอสมควรผมจับเอามา หลากหลายประเด็น เพื่อที่จะให้สอดรับกับการแก้ไขในมาตรา ๕ ที่ผมระบุเพิ่มเติมไปว่าให้นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการ จากเดิมท่านประธานที่เคารพครับเขียนเพียงแค่ กระทรวงการคลัง พูดง่าย ๆ ก็คือเป็นนิติบุคคล บุคคลใดจะต้องรับผิดชอบหรือไม่ส่วนใหญ่ ก็ลอยตัวกันนะครับ ผมจึงได้แก้ไขและขอสงวนความเห็นไว้ที่ระบุว่าให้นายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ซึ่งท่านประธานคณะกรรมาธิการเป็นรัฐมนตรี แล้วก็ยัง มีตำแหน่งอีกหลากหลายในกระทรวงการคลัง ท่านประธานที่เคารพครับ ภาพรวมของการ จัดทำงบประมาณปีนี้เป็นการจัดทำงบประมาณไม่สอดคล้องกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ของประเทศในปัจจุบัน เนื่องจากมีภาระชดเชยหนี้ภาครัฐเป็นจำนวนมาก ไม่ได้เขียนเอง กรรมาธิการเขาเขียนไว้ เพราะฉะนั้นที่ผมบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต้องรับผิดชอบด้วย ไม่ใช่บอกว่าเป็นของรัฐบาล เป็นเรื่องของ ครม. ผมไม่เกี่ยว ก็พวกท่านทั้งนั้นล่ะครับที่ช่วยกันทำงบประมาณแล้วก็ทำ งบประมาณแบบเทน้ำเทท่า ประเด็นต่อมาท่านประธานครับ งบประมาณรายจ่ายส่วนใหญ่ เป็นงบรายจ่ายที่ต้องจ่ายตามกฎหมายหรืองบรายจ่ายที่ต้องผูกพันหากต้องการมีงบประมาณ เพิ่มเติมเพื่อแก้ไขปัญหาในแต่ละปี มีความจำเป็นต้องหารายได้เพิ่มขึ้นและปรับโครงสร้าง งบประมาณ ทำไหมล่ะครับ เขียนกันไว้หน้า ๒๓๔ ท่านคณะกรรมาธิการทำกันไหมครับ รัฐบาล ต่อมาท่านประธานครับ ควรปรับปรุงกระบวนการใช้เงินนอกงบประมาณให้มี ประสิทธิภาพมากขึ้น สวาปามกันมูมมามมากไม่เคยเจอมาก่อน ผมเป็นผู้แทนมาหลายครั้ง มาหลัง ๆ นี้อาการหนักท่านประธานครับ คุยกันนอกห้องบ้าง ในห้องบ้าง เหยียบเท้ากันจน หัวแม่โป้งบวมกันไปหมดแล้ว ๑.๔ การใช้จ่ายงบกลางหน่วยงานควรใช้กรณีเฉพาะฉุกเฉิน หรือไม่ได้คาดไว้ล่วงหน้าเท่านั้นเพื่อความโปร่งใส ๑.๕ หน่วยงานที่มีภารกิจเหมือนกัน หรือคล้ายคลึงกัน ควรมีการควบรวมหน่วยงานกันหรือบูรณาการกันหรือแบ่งแยกภารกิจกัน ให้ชัดเจนเพื่อลดความซ้ำซ้อน ท่านประธานกรรมาธิการท่านอาคมครับ ท่านเคยคิดจะแก้ไข บ้างไหมครับ เมื่อสักครู่ผมอภิปรายไปแล้วหลายกรมนั้นใช้เงินทับซ้อนกันมากโขเลย บางกรมนี้ ทำงานกันเหมือนกันเป๊ะ เวลาไปประชุมกัน ไปเจรจาความ ๓ กรม ผมพูดไปแล้วแค่แบนเดียว ก็เมาแย่แล้ว นี่ ๓ กรม ท่านประธานครับ หน่วยงานที่มีภารกิจเหมือนกัน คล้ายคลึงกัน ควรจะมีการควบรวมหน่วยงานหรือแบ่งแยกภารกิจให้ชัดเจนเพื่อลดความซ้ำซ้อนและ ประหยัดงบประมาณของประเทศ ทำไหมล่ะครับ อธิบดีคนนั้นเข้ามาขอ ๑,๕๐๐ ล้านบาท ตัดนิดเดียวขนหน้าแข้งร่วงเลยนะครับ ต่อมาท่านประธานครับ ๑.๖ การจำแนกมาตรา ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ควรสอดคล้องกับเอกสารงบประมาณเพราะอะไรรู้ไหมครับ อธิบดีบางคน ปลัดกระทรวงบางคนเข้ามาให้ลูกน้องทำ ผมนี้นั่งเป็นกรรมาธิการงบประมาณ มาหลายครั้ง ยังไม่รู้เลยว่าลูกน้องเขียนผิดมา อย่างนี้มันต้องจัดให้กลับไปเป็นคนชงกาแฟ อย่าให้เป็นอธิบดี อย่าให้เป็นปลัดกระทรวง รองปลัดกระทรวง อายเขา ท่านประธานครับ ทุกหน่วยงานควรศึกษาระเบียบกฎหมายและความเหมาะสมของงบประมาณที่เสนอขอรับ จัดสรรงบประมาณ ท่านประธานกรรมาธิการงบประมาณก็ได้แต่พูดในบันทึกแบบนี้ เคยบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรมไหมครับ ท่านเคยตรวจไหมครับว่ากระทรวง ทบวง กรม อะไรต่าง ๆ มันไม่ได้ทำแบบนี้ไหม ปีหน้าก็อย่าให้ขึ้น ๒ ขั้น ไม่ใช่ว่าขึ้นอธิบดีแล้วจะต้องไป เป็นรองปลัด ไปเป็นปลัดกระทรวง มันน่าเขียนกฎหมายเป็นอธิบดีแล้วยังชัวร์ (Sure) ไม่มั่วนิ่มต้องให้ขึ้น แต่ถ้าไม่ชัวร์ (Sure) แต่แถมมั่วนิ่มด้วย อันนี้ต้องลดระดับลง ท่านประธานครับ นี่เป็นข้อสังเกตของท่านทั้งนั้นนะครับ ผมอ่าน ไม่หมดมันเยอะมาก ผมก็หยิบมาบางอันครับ สำนักงบประมาณควรวางแนวทางในการขอรับ การจัดสรรงบประมาณรายการครุภัณฑ์นอกบัญชีราคามาตรฐานครุภัณฑ์ให้มีมาตรฐาน และความเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ฮั้วประมูลเยอะ คู่เทียบท่านรัฐมนตรีเคยไปดูไหม บางบริษัทมันเคยเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด พอมันสนิทกับข้าราชการระดับสูงเดี๋ยวนี้มันเป็น บริษัทจำกัด เขียนสเปก ทีโออาร์ (Spec TOR) เขียนคู่เทียบกัน ท่านเคยให้สายสืบลงไปดู บ้างไหมครับว่าแต่ละบริษัทมันมีลักษณะเป็นตึกแถวแต่มันมารับงานราชการ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาทได้หรือ จิรายุก็บริษัทเขาทำเอกสาร โรงงานก็อาจจะมีที่อื่น ไม่ว่ากันครับ ที่ผมถึงบอกอย่างไรครับว่ามาตรา ๕ ท่านนายกรัฐมนตรีต้องมารับผิดชอบนะครับ รองนายกรัฐมนตรีที่คุมโน่น คุมนี่ให้นโยบายอย่างเดียว อ้ายพวกนี้ชอบอ้าง โอ้โฮ บางคน อ้างบิ๊กป้อมจนน่าเกลียด ก็ไม่เป็นอะไร ก็ผมบอกอย่างไรครับว่าบางเรื่องผู้หลักผู้ใหญ่ รู้หรือเปล่าผมไม่แน่ใจ ท่านประธานครับ ต่อนะครับ กระบวนการพิจารณางบประมาณ ต้องเปิดเผยโปร่งใส ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน และคณะกรรมาธิการวิสามัญ ควรได้รับข้อมูลจากหน่วยงานก่อนการประชุมพิจารณางบประมาณ มากันที ๑๐ ลัง แต่ละกระทรวง แต่ละกรม ยกลังมาให้ ปัดโธ่เอ้ยแค่การ์ตูนขายหัวเราะ ๕๐ กว่าหน้ายังอ่าน ไม่ครบเลย ฟุตโน้ต (Footnote) มาไหม คัดย่อมาบ้างไหม และอธิบายบ้างไหม แต่ผมชื่นชม ทางสำนักวิชาการของสภา ผมใช้วิธีการในการอ่านข้อมูลของสำนักวิชาการ และขอบคุณ ท่านเลขาธิการสภานะครับ ท่านประธานครับ ที่ผมพูดเช่นนี้เพื่อเตือนสติให้กับรัฐบาลในช่วง เทกระจาดล็อต (Lot) สุดท้าย ตลาดปิดแล้ว ตลาดวายแล้ว งบปี ๒๕๖๖ จบแล้วจบกัน จะไปเจรจาต่อรองอะไรกัน บางคนทำก่อนเกษียณ บางคนเตรียมไว้รับขึ้นเป็นปลัดบ้าง บางคนเตรียมไว้เลือกตั้งหมดแล้ว ปี ๒๕๖๖ ต่อไปนี้จบข่าว ผมจึงบอกท่านประธานครับว่า มาตรา ๕ ผมสงวนความเห็น และผมติดใจมากเลยครับ จึงต้องบัญญัติเพิ่มเติมไปครับว่า ไม่ใช่ว่าอะไรก็โยนแต่กระทรวงการคลังครับ ท่านนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีรับ และรัฐมนตรีว่าการต้องมีสิทธิติดคุกไปพร้อม ๆ กัน ถ้าจัดทำงบประมาณแบบแยบยล นนทการ ผมจึงฝากท่านประธานนะครับว่าผมไม่เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ในมาตรา ๕ และขอสงวนความเห็นในการแปรญัตติ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอเชิญ กรรมาธิการมีอะไรจะชี้แจงไหมครับ กรรมาธิการยังยืนยันตามเดิมตามเสียงส่วนใหญ่ ของกรรมาธิการ ดังนั้นคงจะต้องขอมตินะครับ เพราะเนื่องจากกรรมาธิการไม่มีการแก้ไข คือคงไว้ตามร่างเดิม แต่มีผู้ขอสงวนคำแปรญัตติกับขอสงวนความเห็นนะครับ ซึ่งถามลงมติ ผมจะขอสรุปสั้น ๆ ว่าผู้ขอสงวนนะครับ ก่อนจะลงมติขอเชิญท่านสมาชิกได้แสดงตนเพื่อเช็ก (Check) องค์ประชุมครับ🔗
ขอเชิญ ท่านสมาชิกได้เสียบบัตรกดปุ่มแสดงตนได้แล้วครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานครับ ๐๕๐ ร้อยเอก จองชัย วงศ์ทรายทอง แสดงตนครับ🔗
ท่านจองชัย ๐๕๐ ๑ ท่านครับ🔗
ส.ส. คมเดช ๐๔๒ ครับ🔗
ครับ ท่านคมเดชนะครับ ปิดการแสดงตนครับ มีท่านสมาชิกแสดงตนในห้องประชุม ๓๐๙ ท่าน ครบเป็นองค์ประชุมนะครับ🔗
ต่อไป ผมจะถามมติว่าท่านสมาชิกท่านใดเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่คงไว้ตามร่างเดิมหรือท่าน ต้องการแก้ไขนะครับ ท่านสมาชิกท่านใดเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่คงไว้ตามร่างเดิมไม่แก้ไข กดปุ่ม เห็นด้วย ท่านสมาชิกท่านใดไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการก็คือต้องการแก้ไข คือเห็นด้วย กับผู้ขอสงวนกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย งดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ให้ด้วยครับ เชิญกดปุ่ม ลงคะแนนครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานครับ ๐๕๐ ร้อยเอก จองชัย วงศ์ทรายทอง เห็นด้วยครับ🔗
ครับ ลงคะแนนครบแล้วนะครับ ปิดการลงคะแนนครับ ผู้ลงมติ ๓๓๔ บวก ๑ เป็น ๓๓๕ ท่าน เห็นด้วย ๒๖๑ บวก ๑ เป็น ๒๖๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๗๑ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน ดังนั้นมติของที่ประชุมให้คงไว้ตามร่างเดิม ไม่มีการแก้ไขตาม กรรมาธิการนะครับ🔗
หมวด ๒ งบประมาณรายจ่ายงบกลาง ไม่มีการแก้ไข ไม่มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น แล้วก็ไม่มี ผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗
ต่อไปมาตรา ๖ งบประมาณรายจ่ายงบกลาง ไม่มีการแก้ไข แต่มีกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ เชิญท่านกรรมาธิการ ที่ขอสงวนความเห็นก่อนนะครับ ท่านศิริกัญญาครับ🔗
เรียนท่านประธานค่ะ ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการ จำเป็นที่จะต้องขอสงวนความเห็นเพื่อปรับลดงบประมาณในส่วนของงบกลางตามมาตรา ๖ นี้เพิ่มเติมนะคะ เนื่องจากว่างบกลางประกอบไปด้วย ๑๒ รายการด้วยกัน เวลาที่เราพูดถึง เราก็มักจะเจาะจงไปที่เรื่องของเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินจำเป็นหรือไม่ก็งบกลางในส่วนของ ค่าใช้จ่ายโควิด (COVID) เป็นต้น แต่ว่าเนื่องจากว่าดิฉันได้อ่านรายงานของสำนักงบประมาณ ของรัฐสภา เป็นรายงานเกี่ยวข้องกับงบกลางแล้วก็เลยได้แรงบันดาลใจแล้วก็ข้อมูลเพื่อที่จะ อภิปรายเพื่อตัดลดงบประมาณเพิ่มเติมในส่วนของงบกลางค่ะ ในรายงานฉบับนี้มีการ ชี้ให้เห็นว่างบกลางมีปัญหาในเรื่องของความโปร่งใสใน ๓ เรื่องด้วยกัน ขอสไลด์ (Slide) ขึ้นด้วยค่ะ🔗
แล้วก็ไปที่หน้าที่ ๒ เลยค่ะ ทั้งในส่วนของตัวกระบวนการพิจารณาของกระบวนการใช้จ่ายแล้วก็กระบวนการตรวจสอบ ความไม่โปร่งใสในเรื่องของกระบวนการพิจารณาก็คือว่าทางฝ่ายบริหารนี่ไม่เคยมีการให้ ข้อมูลที่จะประกอบการพิจารณาอนุมัติงบประมาณ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลการใช้จ่ายหรือว่า ผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นหลังจากการใช้จ่ายแล้ว ยังไม่ต้องพูดถึงว่าการรายงานดิฉันคิดว่าในตัว งบกลางเองไม่ได้มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ด้วยซ้ำไปว่าจะมีการที่จะใช้จ่ายแล้วเป็นไปตาม เป้าหมายหรือว่าตัวชี้วัดหรือไม่นะคะ ความไม่โปร่งใสในเรื่องของการอนุมัติการจัดสรร งบประมาณก็มีการใช้ดุลยพินิจค่อนข้างมากว่าโครงการใดเป็นโครงการเร่งด่วน เป็นโครงการ จำเป็น เป็นโครงการที่เกิดจากภัยพิบัติร้ายแรงอะไรต่าง ๆ คำเหล่านี้ต้องใช้การตีความ อย่างมาก ตัวอย่างเช่นที่ผ่านมามีการอนุมัติแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจตามวิกฤติโควิด (COVID) นี้ โครงการนี้มีลักษณะคล้ายกันเลย อย่างเช่น โครงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากมีการเบิกใช้ งบประมาณจากทั้งเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท จากเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ใช้จาก งบกลางทั้งสำรองจ่าย ฉุกเฉินจำเป็น และงบกลางที่เป็นส่วนของโควิด (COVID) ตรงนี้ ก็เป็นปัญหาของการใช้ดุลยพินิจค่อนข้างมากแล้วก็ไม่เคยมีการตั้งนิยามอย่างชัดเจนนะคะ ความไม่โปร่งใสประเด็นที่ ๓ ก็คือในกระบวนการตรวจสอบไม่ได้มีการเปิดเผยข้อมูล การใช้จ่ายงบประมาณต่อรัฐสภา ถ้ากรรมาธิการอยากได้ต้องไปขอข้อมูลกันเอาเองนะครับ แล้วการขอก็ไม่ใช่ว่าจะได้ปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ที่ดิฉันเป็น กมธ. พิจารณางบนี่นะคะ ได้มีการขอรายการของการใช้จ่ายงบกลางก็ไม่ได้มีการส่งข้อมูลแต่อย่างใดนะคะ ปี ๒๕๖๖ ก็เลยใช้วิธีการขอไปแต่ละหน่วยงานเลยว่าแต่ละหน่วยงานได้รับการจัดสรรงบกลาง เป็นจำนวนเท่าไรแบบนั้นนี่เราก็เลยสามารถที่จะพิจารณาได้ แต่ว่าก็เป็นไปได้ด้วยความ ยากลำบาก พอมันไม่ได้มีความโปร่งใสแล้วมันเกิดอะไรขึ้นคะของสไลด์ (Slide) ถัดไปค่ะ ดิฉันคิดว่าในที่นี้ไม่มีใครทราบว่าเอาเข้าจริงแล้วงบกลางที่เป็นส่วนของเงินเลื่อน เงินเดือน เงินปรับวุฒิข้าราชการตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ ถึงปี ๒๕๖๕ ไม่เคยมีการเบิกจ่ายเลยแม้แต่บาทเดียว ขอบคุณสำนักงบประมาณรัฐสภานะคะที่ทำข้อมูลชุดนี้มาให้เราได้เห็นกันเนื่องจากว่า มีแต่สำนัก งบประมาณรัฐสภาเท่านั้นที่ในสภาแห่งนี้ที่เข้าถึงระบบจีเอฟเอ็มไอเอส (GFMIS) ของรัฐบาลได้นะคะ ในส่วนของงบกลางเงินชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ปี ๒๕๕๗-๒๕๖๕ ก็แทบจะไม่ได้มีการเบิกจ่ายและมีการเบิกจ่ายในปี ๒๕๖๔ นิดหน่อยเท่านั้นเอง ดังนั้นเรา เห็นได้เลยว่าถ้าเงินเลื่อนเงินเดือน เงินปรับวุฒิข้าราชการตั้งไว้ปีละหมื่นล้านบาท แถมยังโอน เปลี่ยนแปลงไปทำอย่างอื่นอีก แล้วไม่เคยเบิกจ่ายเลยแม้แต่บาทเดียว ปีนี้เราปรับลดลงได้ค่ะ ในส่วนของเงินชดเชยค่าก่อสร้างก็เช่นเดียวกันนะคะ แต่ว่าปีนี้อาจจะมีเงินเฟ้อที่ตั้งไว้ ๕๐๐ ล้านบาทก็ไม่มั่นใจว่าจะพอไหม แต่ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็นเลยจนกระทั่ง มีรายงานของสำนักงบประมาณรัฐสภาขึ้นมา มาที่เงินสำรองจ่ายฉุกเฉินจำเป็น ขอหน้าถัดไป เช่นเดียวกันค่ะเป็นการติดตามตรวจสอบเป็นไปได้อย่างยากมากของปีงบประมาณ ๒๕๖๕ มีการอนุมัติไปตามมติ ครม. ไปแล้ว ๔๔,๐๐๐ ล้านบาท เท่านั้นยังไม่พอค่ะยังต้องมา กลบเกลื่อนความผิดของรัฐบาลที่มีการตั้งเงินเดือนไว้ไม่พอจ่ายนะคะสำหรับปีนี้ ตอนนี้มีการ คาดว่าจะต้องนำเข้าไปอนุมัติจาก ครม. เป็นเม็ดเงินถึง ๒๓,๐๐๐ ล้านบาท ดิฉันได้พูด เมื่อปีที่แล้วไปแล้วนะคะว่างบประมาณที่มันมีอย่างจำกัดแบบนี้ถ้าไม่ได้มีการปรับโครงสร้าง งบประมาณอย่างจริงจังวันหนึ่งมันอาจจะกระทบกับเงินเดือนของบุคลากรของท่าน ๆ ข้าราชการต่าง ๆ ก็เป็นได้แล้วมันก็เป็นจริง ๆ ปีที่แล้วเป็นปีที่เรามีงบประมาณค่อนข้างน้อย ก็คือลดลงเหลืออยู่แค่ ๓.๑ ล้านล้านบาทก็ไปกระทบกับเงินเดือนนะคะ แล้วตอนนี้ก็กำลัง จะไปควักจ่ายงบกลาง ๒๓,๐๐๐ ล้านบาท แต่เมื่อวานนี้เองตามมติ ครม. บอกว่าจะจัดสรร งบกลางให้กับกองทุนน้ำมัน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทก็ไม่รู้ว่าจะเอาจากไหนมา อาจจะต้อง เลื่อนไปถึงงบกลางปี ๒๕๖๖ ก็เป็นได้ เรามาดูกันค่ะว่า ครม. อนุมัติอะไรไปบ้างนะครับ มีฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานทำถนนใหม่ประมาณ ๔,๒๘๐ ล้านบาท มีการจัดการน้ำ ๒ รอบ เกือบหมื่นล้านบาท และมีโครงการที่ชื่อเสียงไม่ค่อยดีนะคะ มีการพูดกันในเวทีของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ๒ โครงการ ก็คือโครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ที่ให้มหาวิทยาลัยไปจัดการ ๓,๕๖๖ ล้านบาทว่ามีการประชุมอย่างไม่โปร่งใส มีการเบิกจ่าย ที่ไม่ได้เป็นไปตามจริง และมีโครงการที่ใช้หนี้การบินไทยที่ ส.ส. รังสิมันต์ โรม ขออภัยที่เอ่ยนาม ได้อภิปรายไว้ว่าเป็นการใช้หนี้อย่างไม่ถูกต้องตามกระบวนการ ทีนี้พอมาดูการเบิกจ่าย อันนี้ก็เป็นเรื่องน่าตกใจอีกเช่นเดียวกันว่าเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินเร่งด่วนจำเป็นของเรา เบิกจ่ายต่ำมาก เพียงแค่เฉลี่ย ๕ ปี เพียงแค่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ขอหน้าถัดไปค่ะ มีการตั้งไว้ มีการโอนเปลี่ยนแปลง เพราะว่า พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณให้อำนาจการโอน เปลี่ยนแปลงระหว่างรายการของงบกลางได้ เราก็จะเห็นว่ามีการโอนเปลี่ยนแปลงงบกลาง โดยที่เราไม่รู้เลยว่าโอนเปลี่ยนแปลงไปไหน เอาไปใช้ทำอะไร แถมการเบิกจ่ายก็ยังต่ำมาก ปี ๒๕๖๐ ๔๕ เปอร์เซ็นต์ ปี ๒๕๖๑ หนักมากค่ะ งบกลางเบิกจ่ายไป ๗ เปอร์เซ็นต์ ปีที่มันมีวิกฤติก็อาจจะมีการเบิกจ่ายเพิ่มขึ้นมาแต่ว่าก็ยังอยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งบกลางโควิด (COVID) ก็เช่นเดียวกันค่ะ มีการโอนเปลี่ยนแปลง หน้าถัดไปค่ะ มีการโอน เปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกันก็คือเป็นงบกลางโควิด (COVID) แต่ว่าโอนเปลี่ยนแปลงไป มันก็เอาไปใช้ในกิจการอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับโควิด (COVID) แล้วด้วยซ้ำไป หน้าถัดไป หน้าสุดท้ายแล้วค่ะ ดังนั้นการจัดสรรงบประมาณมันควรจะต้องดูถึงความพร้อมของการ ดำเนินการแล้วก็ความไม่จำเป็นเร่งด่วนของโครงการด้วย ถ้าจำเป็นจริงมันจะต้องเบิกจ่าย ภายในปีได้อย่างครบถ้วน จึงเป็นที่มาค่ะว่าดิฉันจึงขอตัดลดงบกลางในทุกรายการลงเหลือ ๕๙๐,๐๔๖ ล้านบาทค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ต่อไป ท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ ครับ🔗
เรียนประธานสภาที่เคารพครับ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ ในฐานะกรรมาธิการผู้สงวนความเห็น จะขออภิปรายต่อที่ประชุม ให้พิจารณาปรับลดงบกลางในอัตรา ๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับถ้าเราไปดูที่สไลด์ (Slide) ๑ อาจจะฝากเจ้าหน้าที่ด้วยนะครับ เราจะเห็นครับว่าแม้สัดส่วนของงบประมาณ ที่ถูกกันไว้สำหรับงบกลางในปีนี้จะลดลงมาเล็กน้อยจากปีที่แล้ว แต่อัตรา ๑๘.๕ เปอร์เซ็นต์ ก็ยังนับว่าเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง ๑๐ ปี รบกวนเจ้าหน้าที่ขึ้นสไลด์ (Slide) ด้วยครับ🔗
ในยุคที่โลกเต็มไปด้วยความผันผวน ความไม่แน่นอน ความซับซ้อน และความคลุมเครือ ผมไม่ปฏิเสธครับว่างบกลางเป็นสิ่งที่ จำเป็นเพื่อให้รัฐบาลนั้นมีความยืดหยุ่นในการมีงบสำรองเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉินสำหรับปัญหา ที่คาดการณ์ไม่ได้ตั้งแต่วันนี้ แต่การมีงบกลางในสัดส่วนที่สูงหรือว่าการเพิ่มความยืดหยุ่น ในการใช้ประมาณนั้นมันจำเป็นต้องมาพร้อมกับอีก ๒ องค์ประกอบครับ ซึ่งผมยังไม่เห็น ในกระบวนการปัจจุบัน🔗
องค์ประกอบที่ ๑ คือเรื่องของวินัย ถ้าเราไปในสไลด์ (Slide) ถัดไปครับ ท่านประธานครับ การตั้งงบกลางไว้สูงอย่างต่อเนื่องมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดสิ่งที่ นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า ภาวะภัยทางศีลธรรม หรือว่าโมรอล ฮาซาด (Moral Hazard) ในกระบวนการพิจารณางบประมาณในปีนี้นะครับมีหลายครั้งมากครับที่งบประมาณที่ถูกตั้งไว้ ดูอย่างไรก็ไม่น่าจะพอสำหรับการดำเนินโครงการที่หน่วยงานได้ประกาศและสัญญา ต่อสาธารณะแล้ว แต่พอผมถามหน่วยงานไปครับว่าจะเอาเงินมาจากไหน หน่วยงานก็มัก จะตอบกลับมาว่าไว้ไปขอจากงบกลาง เพื่อให้เห็นภาพนะครับ ผมจะขอยกตัวอย่างเพียงแค่ ๓ ตัวอย่างเท่านั้นครับ แต่ล้วนเป็นตัวอย่างของโครงการที่สำคัญอย่างยิ่งต่อคุณภาพชีวิตของ พี่น้องประชาชนที่รับฟังและรับชมอยู่ครับ🔗
ตัวอย่างที่ ๑ คือเรื่องของโครงการสวัสดิการประชารัฐครับ หากเราไปดู ประกาศของ ครม. เมื่อต้นปีเกี่ยวกับการขยายโครงการเราจะเห็นว่าเป้าหมายของรัฐบาล คือการเพิ่มจำนวนประชากรผู้ใช้สิทธิจาก ๑๓ ล้านคนขึ้นมาเป็น ๑๘ ถึง ๒๐ ล้านคน หรือว่า ประมาณ ๓๕ ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แต่พอเราไปดูการจัดสรรงบประมาณของกองทุนประชารัฐ สวัสดิการเรากลับค้นพบครับว่ามีการตั้งงบเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเพียงแค่ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น พอผมถามหน่วยงานนะครับว่าจะเอาเงินมาจากไหนหากงบที่ตั้งไว้ไม่พอจ่าย สวัสดิการประชาชน คำตอบที่ได้กลับมาครับก็คืองบกลาง🔗
ตัวอย่างที่ ๒ คืนเงินอุดหนุนรายหัวด้านการศึกษา ถ้าเราย้อนไปตั้งแต่ก่อนที่ ครม. จะมีมติเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียนเมื่อเดือนที่แล้วเราก็จะเห็นครับว่าแม้เราจะใช้ อัตรารายหัวอัตราเดิมมาใช้ในการคำนวณงบประมาณที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน หรือว่า สพฐ. นั้นได้จัดสรรไว้ก็ไม่ได้เพียงพอสำหรับนักเรียนทุกคนอยู่ดีครับ เพราะว่าในขณะที่นักเรียนในสังกัด สพฐ. คาดว่าจะเพิ่มขึ้น ๐.๖ เปอร์เซ็นต์ แต่งบประมาณ ที่ถูกตั้งไว้กลับลดลงถึง ๓.๒ เปอร์เซ็นต์ พอผมถามหน่วยงานครับว่าจะเอาเงินมาจากไหน หากงบที่ตั้งไว้มันไม่พอจ่ายค่าเล่าเรียนให้กับนักเรียน คำตอบที่ได้กลับมาครับประธาน ก็คืองบกลาง🔗
ตัวอย่างที่ ๓ ตัวอย่างสุดท้ายครับคืองบจัดการเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีตัดสินใจลาออกแล้วยุบสภาในวันนี้นะครับผมจะไม่ติดใจเลยครับ หากเราต้องใช้งบกลางมาจัดการเลือกตั้ง เพราะหลังจากผ่านมา ๘ ปีเราต้องยอมรับครับว่า การที่ท่านจะอยู่ดี ๆ ตัดสินใจลาออกเช่นนั้นก็ต้องนับว่าเป็นปาฏิหาริย์หรือปรากฏการณ์ ที่เหนือการคาดการณ์และน่าจะเข้าข่ายเงื่อนไขการใช้งบกลางอย่างชัดเจน แต่สิ่งที่ผมไม่เข้าใจจริง ๆ ก็คือในเมื่อสภาชุดนี้จะครบวาระ ๔ ปี ไม่เกินมีนาคมปีหน้า มันจะมีเหตุผลอะไรที่ทำให้ กกต. และสำนักงบประมาณนั้นไม่ตั้งงบสำหรับการเลือกตั้งไว้ใน งบประมาณปี ๒๕๖๖ หรือว่าท่านรู้อะไรที่ผมไม่รู้หรือเปล่าว่าทำไมปีหน้าถึงจะไม่มีการ เลือกตั้งตามวาระ แต่เช่นเคยครับ พอผมถามหน่วยงานว่าจะเอาเงินมาจากไหนในเมื่อไม่ได้ ตั้งงบจัดการเลือกตั้ง คำตอบที่ได้กลับมาก็คืองบกลาง ท่านประธานครับ คำตอบว่า งบกลาง งบกลาง งบกลาง มันก็อาจจะดีกว่าคำตอบว่า ไม่รู้ ไม่รู้ ไม่รู้ สักเล็กน้อยนะครับ แต่ถ้าใน อนาคตทุกหน่วยงานเลือกที่จะตั้งงบอย่างไม่รอบคอบเช่นนี้แล้วหวังไปพึ่งงบกลางเอาดาบหน้า ต่อให้เราจะเอางบกลางของพลเอก ประยุทธ์ ๘ ปีย้อนหลังมารวมกันก็ยังไม่พอ การตั้ง งบกลางไว้สูงมันอาจจะทำให้เราสบายใจว่าเรามีงบพอสำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉินในแต่ละปี แต่ถ้าการตั้งงบกลางไว้สูงมันกลับไปส่งเสริมให้หน่วยงานชะล่าใจว่าถ้าตั้งงบไม่พอก็ขอจาก งบกลางได้เรื่อย ๆ สักวันหนึ่งโดยเฉพาะในปีไหนที่เกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้นจริง ๆ เราอาจจะ ไม่มีงบเพียงพอสำหรับทุกความไม่รอบคอบ🔗
องค์ประกอบที่ ๒ เข้าไปในสไลด์ (Slide) ถัดไป ต่อยอดจากคำอภิปรายของ ท่านศิริกัญญานะครับ คือเรื่องของความโปร่งใส จริงอยู่ว่าโดยระเบียบแล้วนายกรัฐมนตรีนั้น สามารถเบิกงบกลางมาใช้จ่ายได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบของสภา แต่ที่ผ่านมา เราก็ยังไม่เคยเห็นนายกรัฐมนตรีพยายามจะทำอะไรเพิ่มเติมเพื่อจะเพิ่มความโปร่งใสหรือว่า กระบวนการรับฟังความเห็นเกี่ยวกับการใช้งบดังกล่าว ผมยอมรับว่าผมกังวลมากว่าหากเรา ไม่ทำอะไรงบกลางนี้ก็อาจจะถูกใช้อย่างสุรุ่ยสุร่าย หรือว่ายิ่งกว่านั้นถูกใช้ในการกลับมา คุกคามประชาชน อย่างที่หลายคนทราบดีครับ ต่อยอดจากการอภิปรายของ ส.ส. พิจารณ์ คณะกรรมาธิการของเราจากหลากหลายพรรคก็ได้ร่วมมือกันตัดงบประมาณของ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด หรือว่า บช.ปส. ในการจัดซื้อสปายแวร์ เพกาซัส (Spyware Pegasus) มูลค่า ๓๕๐ ล้านบาท ที่เคยถูกนำมาใช้สอดแนมและละเมิดสิทธิ ความเป็นส่วนตัวของประชาชนที่เห็นต่างจากรัฐบาล แม้มันจะเป็นสิ่งที่เราจำเป็นต้องทำเพื่อ ปกป้องประชาชน แต่ตอนแรกผมก็แอบกังวลแทนรัฐบาลไม่ได้เพราะว่าหากรัฐบาลมีเจตนา อันบริสุทธิ์ใจจริงที่จะใช้เครื่องมือดังกล่าวกับแค่ผู้ต้องสงสัยคดียาเสพติด ผมคิดว่ารัฐบาล ท่านก็คงรู้สึกเป็นเดือดเป็นร้อนมากที่โครงการนี้ไม่ได้รับการอนุมัติ และคงพยายามทำ ทุกวิถีทางที่ท่านทำได้เพื่อจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจของท่านให้ประชาชนได้รับรู้ เพื่อพิสูจน์ ความบริสุทธิ์ใจท่านอาจจะเลือกเปิดเผยข้อมูลบันทึกการใช้งานย้อนหลังให้ประชาชนร่วมกัน เข้ามาตรวจสอบ หรือว่าท่านอาจจะเลือกตั้งคณะกรรมการสอบสวนย้อนหลังถึงข้อกล่าวหา ที่ประชาชนสงสัยก็ได้ แต่การที่ผมไม่เห็นท่านเป็นเดือดเป็นร้อนเลยกับเหตุการณ์ดังกล่าว ก็ทำให้ผมกังวลขึ้นมาใหม่อีกครั้งครับ ก็หรือที่ท่านไม่เป็นเดือดเป็นร้อนกับการที่ บช.ปส. ถูกตัดงบในการซื้อเพกาซัส (Pegasus) ก็เพราะว่าท่านมีแผนจะใช้งบกลางนี่ล่ะไปซื้อแทน เพื่อหลบหนีสายตาประชาชนและการตรวจสอบของรัฐสภา ท่านประธานครับ ในเมื่อรัฐบาล ยังไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นได้ถึงทั้งวินัยในการจัดทำงบประมาณและความโปร่งใสในการใช้ งบประมาณ ผมก็ยังไม่สามารถไว้วางใจให้เราตั้งงบกลางให้ พลเอก ประยุทธ์ไว้สูงเกินจำเป็น เช่นนี้ได้ แล้วผมจะขอเชิญชวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนให้สนับสนุนการปรับลด งบกลางในอัตรา ๕ เปอร์เซ็นต์ เพื่อร่วมกันยืนยันหลักการว่าการใช้งบประมาณของรัฐบาล ภายใต้ระบอบการปกครองแบบรัฐสภานั้นจำเป็นจะต้องถูกตรวจสอบโดยผู้แทนราษฎร ที่มาจากการเลือกตั้งให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ขอบคุณครับ🔗
ในมาตรา ๖ งบกลาง มีผู้ขอสงวนที่ประสงค์จะอธิบายทั้งหมด ๒๕ ท่าน ดังนั้นขอให้ตรงประเด็น ในประเด็นที่ท่านขอสงวน อภิปรายให้เหตุผลตรงประเด็นเลยครับ รักษาเวลาด้วยนะครับ ต่อไปกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็น ท่านอนุรักษ์ บุญศล เชิญครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย งบประมาณรายจ่ายงบกลาง มาตรา ๖ ถ้างบกลางของ ท่านนายกรัฐมนตรีตรงไปตรงมาและเพื่อประชาชนใยกรรมาธิการเสียงข้างน้อยอย่างดิฉัน จะต้องคลางแคลงใจด้วยนะคะ ท่านประธานที่เคารพคะ นั่นคืองบกลางทั้งหมดนั้นเกือบ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเลยทีเดียว แต่มี ๑๒ ข้อเท่านั้นที่ต้องจ่าย แล้วดิฉันเป็นตัวแทนของ พี่น้องประชาชน ดิฉันเห็นความสำคัญในเรื่องของข้อ ๔ ค่ะ ค่าใช้จ่ายในการบรรเทา แก้ไขปัญหาและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-๑๙ (COVID-19) ท่านประธานค่ะ ในงบกลางของท่านนายกรัฐมนตรีตรงนี้นั้นมีการทั้งแก้ปัญหา ทั้งเยียวยา ตอนนี้ในขณะนี้ต้องบอกว่ากลับมาระบาดใหม่อีกครั้ง ดิฉันกลัวว่าพี่น้องประชาชนบ้านดิฉัน จะไม่ได้กินฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) ท่านประธานค่ะ เพราะความไม่ตรงไปตรงมาในเรื่อง ของการบริหารงบกลาง งบกลางที่เป็นก้อน ๆ เกือบ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อยู่หน้าตักใครค่ะ ต้องถามว่าอยู่หน้าตักใคร แล้วพี่น้องประชาชนที่เดือดร้อน เพราะว่างบกลางนี้ต้องบอกว่า กรณีฉุกเฉินเร่งด่วน มันมีกรณีฉุกเฉินเร่งด่วนหลายเรื่องเลยทีเดียวที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ในขณะนี้ กราบเรียนให้ท่านประธานทราบว่าตอนนี้ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้ามขวานทอง ของไทยเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสไหมค่ะ ระเบิดไฟไหม้ราษฎรขาขาดใน ๓ จังหวัดชายแดน ภาคใต้ ดิฉันไม่อยากเห็นเลือดเนื้อของพี่น้องประชาชนต้องหลั่งทาแผ่นดิน งบกลางบริหาร ของท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องฉุกเฉินเร่งด่วนเป็นธรรม เพื่อสามารถที่จะให้พี่น้องประชาชน ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่อย่างมีความสุข มั่นคงและมั่งคั่ง ไม่ใช่อยู่ด้วยความ หวาดระแวงเหมือนในขณะที่เกิดขึ้น ณ บัดเดี๋ยวนี้ ท่านจะบริหารงบกลางอย่างไร ไม่ใช่อยู่หน้าตักแล้วเป็นประโยชน์ที่มากมายมหาศาลที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน ที่แม้กระทั่งเรียก เอกสารในขณะที่เป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยก็ยังไม่ครอบคลุมในงบประมาณเกือบ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานค่ะ นั่นคือความจำเป็นที่ ๑ ที่ดิฉันต้องนำกราบเรียน ให้ท่านประธานได้รับทราบค่ะ🔗
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานค่ะ เรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้างและพนักงานของรัฐ ๗๖,๐๐๐ ล้านบาท ๗๖,๐๐๐ ล้านบาท อีสานแล้งพัฒนาน้ำ ในภาคอีสานทั้งภาค ๗ เปอร์เซ็นต์ ๗ เปอร์เซ็นต์ ไม่กี่พันล้านบาทในแต่ละปี ดิฉันขอให้ขยับขึ้น ในแต่ละปีเป็น ๕ เปอร์เซ็นต์ ๖ เปอร์เซ็นต์ ๗ เปอร์เซ็นต์ จะได้บวกเป็น ๑๑ ๑๒ ๑๓ ๑๔ ๑๕ อย่าได้ทิ้งให้ความแห้งแล้งของภาคอีสาน มีการจัดการบริหารงบกลางอย่างไม่เป็นธรรม ท่านประธานค่ะ ในเรื่องที่ ๒ ๗๖,๐๐๐ ล้านบาท ท่านบริหารจัดการอย่างไร ราคากลาง ในการรักษาพยาบาล ค่ายาเท่าไร ค่ารักษาพยาบาลเท่าไร โรงพยาบาลของรัฐแต่ละโรงนั้น เท่ากันหรือไม่ หรือว่าใครต้องการที่จะเขียนเอาเท่าไร เหมือนว่าขณะที่ข้าราชการไปถามว่า เป็นแค่นี้ทำไมจะต้องราคานี้ อ๋อนำจากข้าราชการเพื่อไปโปะ ๓๐ บาทอย่างนี้ใช่หรือไม่ นี่คืองบกลาง แล้วเงินจำนวนมหาศาลค่ารักษาพยาบาล ท่านประธานค่ะ ดิฉันต้องการให้มี การรณรงค์ในเรื่องของการออกกำลังกายหรือว่าการบริโภคอุปโภคอย่างไรก็ได้ การอยู่ การกิน การอยู่ เพื่อที่จะลดค่ารักษาพยาบาลลง แล้วนำเงินภาษีของราษฎรที่รีดเลือดจากปู ไปบริหารจัดการเรื่องอื่น ๆ ที่พี่น้องประชาชนเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส ๒ ข้อเท่านั้น ท่านประธานค่ะ งบกลางฉุกเฉินหรือเชิญมาพบ มีจุดจบเริ่มต้นปนเป้าหมายต้องดูแล ประชาชนคนแห่งหัวใจ โซ่ตรวนต้องคลายเพราะงบประมาณเป็นของบ้านเมือง กราบขอบพระคุณท่านประธานค่ะ🔗
ขอเชิญ ท่านพันตำรวจเอก ทวี ปรับลด ๗ เปอร์เซ็นต์ เชิญครับ ให้เหตุผลเลยครับ🔗
ขอบพระคุณครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ในฐานะกรรมาธิการ สำหรับมาตรา ๖ งบกลางปี ๒๕๖๖ ที่ตั้งไว้ ๕๐๙,๔๗๐ ล้านบาทเศษ ผมได้ขอตัด ๗ เปอร์เซ็นต์ ก็คือ ๔๑,๓๓๒ ล้านบาทเศษ ท่านประธานที่เคารพครับ ในเรื่องงบกลางถือว่าเป็นแดนสนธยาเป็นเงามืดของงบประมาณ แล้วเป็นจุดที่เป็นผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่าง ผอ. สำนักงบประมาณกับนายกรัฐมนตรี อย่างแท้จริง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากให้ท่านสมาชิกและท่านผู้มีเกียรติที่ได้ฟัง ได้รับรู้ว่างบกลางมันจะมีอยู่ในกฎหมายทั้ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง และพระราชบัญญัติ วิธีงบประมาณซึ่งเขียนซ่อนไปซ่อนมาจนไม่มีการปฏิบัติตามกฎหมายเคร่งครัด ใน .พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง ก็จะอยู่ในมาตรา ๓๖ เอาในมาตรา ๒๒ ก่อนแล้วกันครับ เขาบอกว่า รายการงบกลางให้ตั้งเฉพาะที่มีเหตุผลและความจำเป็นที่ไม่อาจจัดสรรหรือไม่สมควรจัดสรร งบประมาณให้แก่หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบโดยตรง อันนี้เขียนไว้ต้องเป็นเรื่องที่มีเหตุ จำเป็นไม่ควรจัดสรร แต่ในทางปฏิบัติพอเวลาไปใช้งบประมาณก็จะไปใช้แบบซ้ำซ้อน กับหน่วยที่ปฏิบัติ แล้วประการสำคัญใน พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง ที่เราก็จะเขียนอยู่ใน มาตรา ๓๖ ใน พ.ร.บ. วิธีงบประมาณ ที่มาเขียนขมวดให้เป็นอำนาจของ ผอ. สำนัก งบประมาณกับนายกรัฐมนตรีไว้ ก็คือรายการงบกลางให้ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ จัดสรรให้หน่วยรับงบประมาณที่เบิกจ่ายโดยตรงและในกรณีที่จำเป็นผู้อำนวยการ งบประมาณอนุมัติโดยนายกรัฐมนตรีให้โอนงบกลางในรายการใดรายการอื่นเพิ่มเติม ในงบกลางก็ได้ ซึ่งในงบกลางในครั้งนี้ได้ตั้งไว้จำนวน ๑๒ รายการ ท่านประธานที่เคารพครับ เวลาจะพิจารณางบประมาณเราต้องพิจารณาให้รอบคอบ ก็คือใน พ.ร.บ. วิธีงบประมาณ มาตรา ๑๐ ในมาตรา ๑๐ ถ้าจะไม่ผิดประมาณ (๘) (๙) ให้ดูผลงานของงบกลางในอดีตได้ ว่าใช้อย่างไร ผมไม่จำเป็นต้องดูในอดีต ดูแค่งบกลางปี ๒๕๖๔ เราก็พบว่าในปี ๒๕๖๔ ปกติเป็นปีหนึ่งเราจะเห็นว่าไม่ปฏิบัติตามวินัยการเงินการคลัง วินัยการเงินการคลังก็คือ จะต้องมีการใช้จ่ายเงินเมื่อครบวันที่ ๓๐ กันยายน แต่ว่าถ้าไม่ครบวันที่ ๓๐ กันยายนใช้ไม่ได้ ส่วนใหญ่เขาจะกันไว้เหลื่อมปี ซึ่งผมเห็นว่าการกันไว้เหลื่อมปีส่อในทางที่ขัดวินัยการเงิน การคลัง เพราะเงินงบประมาณที่นำมาใช้ส่วนใหญ่จะเป็นเงินกู้ เงินกู้ที่มีดอกเบี้ยที่ผม อภิปรายไปแล้ว เราก็พบว่าในปี ๒๕๖๔ มีกันเหลื่อมปีไว้ ๒๓๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ โดยเฉพาะในจำนวนนี้เป็นงบกลางสูงสุดเลยที่จะมีกันเหลื่อมปีไว้คือ ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็คือตั้งไว้แล้วก็ไม่ได้จ่าย แล้วก็ในจำนวน ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้ เราก็พบว่ากันแบบมีหนี้ และกันแบบไม่มีหนี้ก็มี อันนี้จึงแสดงให้เห็นว่างบกลางเป็นงบที่นายกรัฐมนตรีนำไปใช้อาจจะ ไม่มีวินัยการเงินการคลัง เพราะอะไรรู้ไหมครับ เวลาการใช้งบกลางมันจะมีระเบียบไปออกไว้ ถ้าวงเงิน ๑๐ ล้านบาท ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณเสนอให้นายกรัฐมนตรีทราบและเมื่อ นายกรัฐมนตรีทราบก็เอาไปใช้ คนสองคนอาจจะซอยเวลาเราไปตามในมติ ครม. จะไม่เจอ แต่ถ้าในวงเงิน ๑๐ ล้านบาทถึง ๑๐๐ ล้านบาทก็เป็นเรื่องของ ผอ. สำนักงบประมาณ เสนอให้นายกรัฐมนตรีเห็นชอบ วันดีคืนดีนายกรัฐมนตรีอาจจะกังวลหน่อยก็ส่งให้ ครม. ก็ได้ นายกรัฐมนตรีจะไม่ส่งให้ ครม. ก็ได้ จะเห็นไหมว่าเวลาการใช้งบกลางก็ใช้กันเพียง ๒ คน แต่ถ้าวงเงินมากกว่า ๑๐๐ ล้านบาท ขึ้นไปนายกรัฐมนตรีเห็นชอบ แล้วก็เสนอเข้า ครม. อย่างไรก็ตามพอนายกเห็นชอบเข้า ครม. ส่วนใหญ่ ครม. ก็จะไม่มีปากเสียงและจะไม่ถาม ดังนั้นงบกลางจึงเป็นดินแดนที่ผมเรียกว่า เป็นดินแดนสนธยาเพราะว่าอะไรรู้ไหมครับ เนื่องจากว่างบกลางไม่สามารถตรวจสอบได้ กรรมาธิการงบประมาณเมื่อปี ๒๕๕๕ ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่าให้ สตง. ทำการตรวจงบกลาง ให้หน่อยเพราะทุกหน่วยรับงบประมาณจะตรวจให้หมด ปรากฏว่าข้อสังเกตสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรเรา ๕๐๐ กว่าคนเห็นชอบ แล้วก็ ส.ว. ก็เห็นชอบ ปรากฏว่าปีนี้กลับไม่มี รายงานตรวจงบกลางนำมาให้เห็น อย่างท่านกรรมาธิการศิริกัญญาได้พูดว่าเรายังมีงบกลาง หลายรายการโดยเฉพาะรายการเลื่อนเงินเดือนและปรับวุฒิ เดิมตั้ง ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท ปีนี้มาตั้ง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท พบว่าไม่มีการใช้เลยเพราะไปใช้ช่องมาตรา ๓๖ พ.ร.บ. วิธีงบประมาณไปโอนโยกกันไปใช้ เนื่องจาก พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง ให้มีการตรวจสอบ แต่ก็ไม่ยอมมีการตรวจสอบ ในปีนี้ผู้ว่า สตง. ก็ขึ้นมาพูดเลยว่าข้อสังเกตกำลังจะทำ นายกรัฐมนตรีอยู่มา ๘ ปี จะพ้นสมัยแล้วยังกำลังจะทำอีก แล้วก็ไม่มีข้อมูลให้ตรวจสอบ ดังนั้นจึงเห็นว่างบกลางไม่ได้ถูกควบคุม ไม่สามารถที่จะตรวจสอบได้ แล้วก็เป็นเรื่องที่ขอ หลักฐานยากมาก ในประการสำคัญอันหนึ่งก็คือผมจึงเห็นว่าวันนี้งบกลางไปใช้ผลประโยชน์ ทางการเมืองมากกว่า ผมจึงขอตัด ๗ เปอร์เซ็นต์ครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ท่านยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ท่านตัดงบกลาง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เชิญให้เหตุผลครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการงบประมาณปี ๒๕๕๖ ในมาตรา ๖ งบกลางที่ตั้งไว้ทั้งสิ้น ๕๙๐,๔๗๐ ล้านบาท ผมขอปรับลดงบประมาณลงร้อยละ ๑๐ เหตุผลในการปรับลดงบกลางลง ร้อยละ ๑๐ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่างบกลางในแต่ละปีเพิ่มขึ้นมาตลอด ยกตัวอย่าง เมื่อสมัยรัฐบาลนายกยิ่งลักษณ์มีงบกลางเพียงปีหนึ่ง ๓๔๓,๑๓๑ ล้านบาท พอปีต่อ ๆ มา ก็เพิ่ม อย่างปี ๒๕๖๐ เพิ่มเป็น ๔๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๑ ๔๓๐,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มมาเรื่อย ๆ ครับ ปี ๒๕๖๕ ๕๘๗,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๖ เพิ่มมาเป็น ๕๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ทีนี้ผมต้องเรียนท่านประธานครับ เวลางบกลางมันไม่มีรายละเอียด ก็เหมือนเป็น การตีเช็คเปล่าให้กับนายกรัฐมนตรีในการใช้ ซึ่งการตรวจสอบต่าง ๆ ก็เป็นไปโดยยาก ผมยกตัวอย่างว่าในงบกลางปี ๒๕๖๖ ใน (๒) ที่ตั้งไว้บอกว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการใช้เงิน ทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ๒,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธาน จะเห็นว่าที่ผ่านมามีหมูตายที่เป็นโรคอหิวาต์เสียชีวิต เกษตรกรถูกทำลายหมูไปเป็นจำนวนมาก แล้วจนถึงขนาดนี้เกษตรกรก็ยังไม่ได้รับเงินชดเชยเลย ซึ่งชาวบ้านแถวบ้านผมทางภาคอีสาน เขาฝากมาทวงถามว่า อย่างงบกลางที่ตั้งไว้อย่างนี้บอกว่าเป็นกรณีฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วน จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีเงินเลย แล้วก็วัวตายที่เสียชีวิตตรงนี้ก็ยังไม่ได้เงินชดเชย ซึ่งขณะนี้นะครับก็ต้องยอมรับว่ามีทั้งวิกฤติเศรษฐกิจ วิกฤติโควิด (COVID) เกษตรกร เขาเดือดร้อนมากนะครับ อย่างนี้ตั้งงบกลางไว้ทำไมไม่เร่งรีบในการเบิกจ่าย ใน (๔) ครับ ท่านประธาน ปี ๒๕๖๖ เป็นค่าใช้จ่ายในการบรรเทาแก้ไขปัญหาและเยียวยาผู้ได้รับ ผลกระทบจากโรคระบาดโควิด (COVID) ๓,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนี้ผมต้องเรียนท่านประธาน ครับว่ามันจะพอได้อย่างไรครับท่านประธาน ตั้งไว้เพียงแค่ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ ท่านประธานต้องยอมรับความจริงว่าการระบาดของโควิด (COVID) มันหนักมากนะครับ ยารักษาก็ไม่มีนะครับ ตอนนี้ให้ยาตามอาการ แล้วเวลาคนป่วยเป็นโควิด (COVID) ท่านประธานบอกว่าเดี๋ยวนี้ไม่ต้องไปโรงพยาบาลแล้วครับ ให้รักษาเองที่บ้านเลย ซึ่งท่านประธานครับมันเป็นโรคติดต่ออันตรายร้ายแรงนะครับ มันก็เกิดการแพร่เชื้อ เต็มไปหมดเลย โดยเฉพาะในต่างจังหวัดครับท่านประธาน เงินตรงนี้มันไม่พอครับ ท่านประธาน ๓,๐๐๐ ล้านบาท ยกตัวอย่างต่อไปครับ ใน (๕) บอกค่าใช้จ่ายในการ รักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ ๗๖,๐๐๐ ล้านบาท ถามบอกว่าตรงนี้ ท่านประธานทำไมต้องเอามาตั้งอยู่ในรายการของบกลาง ซึ่งมันรู้อยู่แล้วว่าเราจะต้องมี ประมาณการเท่าไร ทำไมเราต้องมาตั้งในงบกลางตรงนี้ เราน่าจะไปเขียนไว้ในมาตราอื่น เพื่อให้มีการตรวจสอบได้ทั้งจากกรรมาธิการและประชาชนทั่วไป ต่อไปใน (๖) ท่านประธานครับ ตั้งไว้ในส่วนของเงินชดเชยค่างานก่อสร้างจำนวน ๕๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ขณะนี้ พวกนี้เขาเรียกว่าค่าเค (K) ในการชดเชยให้กับผู้รับเหมาก่อสร้างที่ทำงานกับภาคราชการ ขณะนี้ท่านประธานก็ทราบนะครับว่าน้ำมันราคา ผมยกตัวอย่างดีเซล ท่านประธานที่ใช้เงิน เยอะ ๆ ในงานก่อสร้าง เมื่อก่อนราคาหนึ่ง ๒๐ กว่าบาท ๒๐ ต้น ๆ ตอนนี้รัฐบาลก็ไปอั้น ราคาไว้ที่ ๓๕ บาท ซึ่งท่านประธานครับบริษัทที่ประมูลงานไปก็ต้องการที่จะได้รับเงินชดเชย ทั้งค่าน้ำมัน เหล็ก ก็เป็นวัสดุในการก่อสร้างที่มีราคาเพิ่มขึ้นมาก แล้วตรงนี้ท่านประธาน มันก็ไม่สอดคล้องค่าน้ำมันเพิ่ม ค่าเหล็กขึ้น แต่คุณไปตั้งเงินชดเชยไว้เพียงแค่ ๕๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ นอกจากนี้ในงบประมาณนะครับ ยังมีงบรายจ่ายอันหนึ่งที่สำคัญใน (๑๒) บอกว่าเป็นเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ๙๒,๔๐๐ ล้านบาท เงินตรงนี้ตาม พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐปี ๒๕๖๑ บอกว่ามีบางประเด็นที่เขียนไว้บอกว่าให้เป็น ดุลยพินิจในการตัดสินใจ โดยในข้อความใน พ.ร.บ. งบประมาณวินัยการเงินการคลัง ปี ๒๕๖๑ บอกว่าภารกิจที่มีความจำเป็นเร่งด่วนของรัฐ คราวนี้มันก็ไปตีความว่าโครงการ หรือกิจกรรมที่อนุมัติเป็นภารกิจที่มีความจำเป็นเร่งด่วนของรัฐ แล้วภารกิจนั้นมันเร่งด่วน จำเป็นจริง ๆ ไหม ผมต้องกราบเรียนท่านประธานครับว่าเวลามีการใช้เงินงบประมาณ กรณีสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วนจะไม่เหมาะกับสถานการณ์ ยกตัวอย่าง เช่น เวลาขณะนี้กำลังเกิดอุทกภัยก็มีการอนุมัติเงินก้อนนี้มาก็เอาไปทำอะไร ก็ไปแก้ปัญหา ภัยแล้งก็มีครับ บางทีช่วงหน้าแล้งก็ไปอนุมัติเงินที่ไปแก้ปัญหาอุทกภัยอย่างนี้ครับ ผมต้องกราบเรียนประธานนะว่าเงินก้อนนี้เวลาเอาไปใช้มันไม่ตรงกับสภาพความเป็นจริง แล้วก็ตรงนี้เวลาไปตีความบอกว่าเป็นกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ซึ่งเวลาคนเป็นรัฐบาลก็ไป ตีความเข้าข้างตัวเอง ดังนั้นทั้งหมดนะครับ เหตุผลทั้งหมดที่ผมกราบเรียนท่านประธานไป ผมมีความจำเป็นที่จะต้องปรับลดงบประมาณในส่วนของงบกลางลงร้อยละ ๑๐ ครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอเชิญ ท่านกรรมาธิการที่ขอสงวน ท่านวิชาญครับ ท่านตัดงบกลาง ๕ เปอร์เซ็นต์ เชิญให้เหตุผลครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยครับ ท่านประธานสาเหตุที่มีการ ปรับลดงบประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ ในส่วนของงบกลางมาตรา ๖ ผมมองว่าการใช้จ่ายในเรื่อง ของโครงการต่าง ๆ นี่มันต้องสอดรับกับแผนยุทธศาสตร์ใน ๗ ด้านของทางรัฐบาล ซึ่งทางรัฐบาลอ้างในเรื่องของการจัดทำงบประมาณในครั้งนี้ แล้วก็มาดูรายมาตราในส่วนของ งบกลางซึ่งทางท่านสมาชิกได้อภิปรายในเรื่องของการดูในเรื่องการใช้ประโยชน์ แล้วก็ดูใน เรื่องของผลสัมฤทธิ์ของงานต่าง ๆ ทีนี้ถ้ามาดูกันนะครับว่าในแต่ละรายไอเท็ม (Item) ในงบกลางมีทั้งหมด ๕๙๔,๗๐๐ กว่าล้านบาทนี่นะครับ ก็เป็นตัวเลขซึ่งอยู่ในงบกลาง ๑๒ รายการ ใน ๑๒ รายการท่านประธานครับถ้าดูให้ดีว่าแต่ละรายการมีการแยกหมวด ออกมา ทีนี้หลายท่านเองก็บอกกล่าวว่าการใช้จ่ายนี่มันต้องตรงหมด การที่จะให้งบประมาณ มากกว่าในแต่ละหมวด ซึ่งเราแบ่งแยกออกมานั้นคงทำไม่ได้ แต่พอมาดูทางหลาย ๆ ท่าน ที่ทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบอกว่าได้รับตัวเลข ซึ่งดูแล้วมันคละเคล้ากันไปก็แสดงว่า การแบ่งหมวดแต่ละส่วนนั้นไม่ได้ถือการจัดหมวดหมู่ออกมาให้ชัดเจน เพราะฉะนั้นในเรื่อง ของการจัดทำงบประมาณ ถ้าเกิดมีการพิจารณาแต่ละหมวดหมู่นี่ก็ต้องทำให้มันตรงกับ หมวดหมู่ เช่นในหมวดที่ ๔ ค่าใช้จ่ายในการบรรเทาและแก้ไขและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ จากโรคระบาดไวรัสโคโรน่า ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) งบประมาณตัวเลขนะครับ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ผมถามว่าในแต่ละตัวเลขที่ท่านกำหนดมามันคือตัวเลขที่จะต้องใช้จ่าย แต่พองบประมาณนี้มันใช้จ่ายเกินนะครับก็จะมีการเอาหมวดอื่นมาโปะใส่ เพราะฉะนั้น การนำหมวดอื่นมาโปะใส่แสดงว่าการตั้งเม็ดเงินงบประมาณในแต่ละครั้งที่ตั้งมานั้นมันไม่ได้ สะท้อนตัวเลขตามความเป็นจริง อันนี้เป็นกรณีแรกนะครับว่าสาเหตุที่ปรับลดงบประมาณ แสดงว่ามันไม่มีความเป็นจริงแล้วก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องใช้ในหมวดที่จะต้องยกตัวเลข ออกมาถึง ๕๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ส่วนที่ ๒ ก็คือในเรื่องของการเพิ่มตัวเลขซึ่งดูจากการ สะท้อนภาพว่าในแต่ละปีเรามีการจัดทำงบประมาณของรัฐเราไปมองเรื่องรายได้จีดีพี (GDP) แล้วก็มาสรุปรวมว่าตัวรายได้ต่าง ๆ ของรัฐสะท้อนให้เห็นว่างบประมาณต้องเพิ่มเติม แต่โดยภาพรวมแล้วมันเป็นไปไม่ได้ครับ เพราะเราทำงบประมาณทุกครั้งตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้ทำ งบประมาณขาดดุลมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นการทำงบประมาณขาดดุลมันสะท้อนให้เห็นว่า เราต้องคืนงบ ดังนั้นในงบกลางในส่วนต่าง ๆ ที่เป็นงบประมาณตรงนี้มันไม่จำเป็นที่จะต้องมี การผลักเพิ่มสูงขึ้นตลอดเพราะว่าตัวเลขการใช้นั้นไม่ได้สะท้อนตามความเป็นจริงในกรณีแรก ดังนั้นในการตั้งงบประมาณจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มตามจำนวนตัวเลขของจีดีพี (GDP) ที่พูดถึง🔗
อีกส่วนหนึ่งท่านประธานผมมองว่าการที่เรากำหนดว่าการใช้งบกลางจะต้อง อยู่ในทั้ง ๑๒ หมวดหรือภาระในเรื่องของปัญหาเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินจำเป็นตอนนี้ ตั้งไว้ประมาณ ๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในตัวเลขดังกล่าวผมมองว่าคำว่ากรณีฉุกเฉินจำเป็น ถูกอ้างแบบพร่ำเพรื่อ ถูกอ้างในลักษณะของการส่งบอกกล่าวว่าขณะนี้มีความจำเป็น เรื่องปัญหาภัยแล้ง ขณะนี้มีปัญหาเรื่องน้ำท่วม แต่ท้ายที่สุดปัญหาเหล่านี้มันเป็นปัญหา ซึ่งพบอยู่ เห็นอยู่ตลอดทุกครั้ง ทุกปี ซึ่งบางครั้งลงไปดูการตั้งเม็ดเงินงบประมาณ รายกระทรวงต่าง ๆ มันมีการมองให้เห็นว่าทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับปัญหาเรื่องของ อุทกภัย เรื่องของปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้มันมีเม็ดเงินประจำอยู่ แต่กลับมาใช้ในส่วนของงบกลางโดยใช้คำว่า สาเหตุว่ามันเป็นเรื่องของกรณีฉุกเฉินจำเป็น อันนี้เป็นส่วนหนึ่งซึ่งผมมองว่าการจัดทำงบประมาณแต่ละปีต้องชี้ให้เห็น ชี้ให้ชัดในการทำ งบประมาณ ไม่ใช่ใช้วิธีการในเรื่องของการใช้วิธีการใช้จ่ายงบกลาง แล้วก็มีส่วนหนึ่งที่ผม เป็นห่วงเพราะว่าตอนที่คณะกรรมาธิการได้ซักถามในส่วนของทาง กกต. คณะกรรมการ การเลือกตั้ง เลขาธิการของ กกต. ถูกสอบถามว่างบประมาณในรายจ่ายทำไมไม่ตั้ง เพราะว่า รู้อยู่แล้วว่าจะมีการเลือกตั้งในปีหน้าคือในปี ๒๕๖๖ แต่คำถามนี้ได้รับคำตอบว่าไม่มีความ ชัดเจน ถ้ามีการเลือกตั้งขึ้นมาก็จะใช้งบกลาง ซึ่งทำให้เห็นว่าในส่วนของราชการประจำ อะไรก็ตามที่ลืม หรืออะไรก็ตามที่ตั้งแล้วจะมีความจำเป็นหรือไม่มีความจำเป็น แต่ถ้าบอกว่า เป็นนโยบายของทางรัฐบาลก็ใช้วิธีการโดยการใช้งบกลาง ปีนี้ผมบังเอิญใน ๔ ครั้งของการ จัดทำงบประมาณนี้ ผมไม่ได้มีโอกาสในการที่จะมาเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญ แต่ปีนี้มาเป็น ปีที่แล้วเป็นอนุกรรมาธิการ ก็ทราบมาว่าการปรับลดส่วนหนึ่งพอปรับลด เสร็จแล้วมักจะไม่มีที่ลงก็เอาไปใส่ไว้อยู่ในส่วนของงบกลางซึ่งพอเป็นงบกลางปุ๊บทางท่าน นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีก็จะใช้งบกลางดังกล่าวมองเหมือนกับว่าอันไหนที่มีสิ่งต่าง ๆ ที่ลงพื้นที่ไปแล้วเหมือนกับเป็นการหาเสียงล่ะครับ ไปพบเห็น ไปเจออะไรก็เอามาใช้งบกลาง ในการใช้ประโยชน์ ดังนั้นในการปรับตัวเลขดังกล่าวผมมองว่างบกลางตรงนี้เป็นปัญหา แล้วสุดท้ายดูจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจเที่ยวที่แล้วในเรื่องของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ตรงนี้บอกชี้ให้เห็นชัดเลยว่าการใช้จ่ายเม็ดเงินในเรื่องของ งบกลางเอาไปใช้จ่ายในเรื่องของการจัดอบรมสัมมนา อันนี้ยิ่งชัดเจนครับ ขอบพระคุณครับ จึงพิจารณาปรับลดงบประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ ขอบคุณครับ🔗
ขอเชิญ ท่านกรรมาธิการสุทินครับ ตัดงบกลาง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เชิญอภิปรายเหตุผลครับ🔗
การเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม จากพรรคเพื่อไทย ในฐานะ กรรมาธิการครับ ผมขออนุญาตที่จะปรับลดงบของงบกลาง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุผลว่า งบนี้ ๑. ใช้จ่ายโดยไม่โปร่งใส มีเจตนาที่ไม่สุจริต แล้วก็พบเห็นตามข้อเท็จจริงด้วยว่าไม่น่าจะ สอดคล้องกับคำว่า เร่งด่วน จำเป็น ฉุกเฉิน ท่านประธานครับ งบกลางเป็นที่รู้และกังวล แล้วก็ติดใจกันมาตลอดว่าเป็นงบที่เราตรวจสอบยาก แล้วก็เป็นงบที่มีการเปิดช่องให้รั่วไหล ได้มากที่สุด ทีนี้มันก็เกิดเหตุทำให้เราต้องกังวลจริง ๆ เพราะดูแล้วมันครบวงจร เมื่อประมาณปี ๒๕๖๑ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านไปแก้กฎหมายระเบียบวินัยการเงินการคลัง ไปเพิ่มอำนาจให้ตัวเองในการอนุมัติงบกรณีฉุกเฉินและจำเป็นมากขึ้นในหลายรายการ พูดง่าย ๆ ว่าเดิมทีใน พ.ร.บ. ระเบียบวินัยการเงินการคลัง ให้นายกรัฐมนตรีอนุมัติได้น้อย ท่านก็ไปแก้เสียเยอะเลย จำนวนตัวเลขผมเคยพูดในสภานี้ครั้งหนึ่ง เราก็บอกว่ามีเหตุจำเป็น อะไรต้องไปแก้เพิ่มอำนาจ ที่จริงถ้าบ้านเมืองมันโปร่งใสเรายิ่งแก้อำนาจให้ลดลง ให้มันเข้าสู่ ระบบ แต่ท่านก็แก้เยอะ พอแก้เยอะก็ตามมาอีกมาเห็นอะไรรู้ไหมครับ ในการจัดงบประมาณ ปีนี้หรือปีก่อน ๆ จนถึงปีนี้ด้วยก็ไม่มีรายละเอียด การจัดงบกลางเพียงแต่ตั้งเป็นก้อนกลม ๆ มา ไม่มีรายละเอียดให้ การไม่มีรายละเอียดให้ขั้นตอนการตรวจสอบเบื้องต้นคือต้นทางคือสภา แล้วก็ตรวจยาก เมื่อตรวจยากมันก็ยิ่งไปสอดคล้องกับเจตนาที่ท่านไปแก้เพิ่มอำนาจท่าน ก็ทำให้เรากังวลมากขึ้นว่าไปแก้เพิ่มอำนาจแล้ว พอเสนอเข้ามาก็ไม่มีรายละเอียด พอไม่มี รายละเอียดตรวจสอบไม่ได้ พอไปดูการใช้นี่ท่านประธานก็ชัดขึ้นมาอีก ดูของปีก่อน ๆ ก่อน ปีก่อน ๆ นี้ท่านกรรมาธิการติดตามการใช้งบประมาณสภาผู้แทนราษฎร คุณไชยา พรหมา นี่ล่ะคุยกันกับผมตลอด พวกผมก็ให้ตามงบนี้ให้หน่อย ดูการใช้งบให้หน่อย สิ่งที่คณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณพูดตลอด บ่นตลอดกับพวกเราก็คือว่า คณะกรรมาธิการติดตามการใช้งบประมาณพยายามที่จะขอรายละเอียดการใช้เงินไปกับ สำนักงบประมาณแล้วก็งบนายกรัฐมนตรี คืองบกลางไม่ค่อยได้รับความร่วมมือ เขาบ่นตลอด ว่าขอรายละเอียดให้มาชี้แจงพฤติกรรมคือ ๑. ไม่มาชี้แจง ๒. พอมาเอกสารนี่ชอบใช้คำว่า เอกสารปกปิด คุณจะไปปกปิดอะไรกับคณะกรรมาธิการ ถ้าขนาดนั้นยังปกปิดแล้วใครจะไป ตรวจสอบแทนประชาชนได้ ๑. ไม่ค่อยมาชี้แจง ๒. ถ้ามาก็เอกสารทุกอย่างปกปิด และ ๓. สอดคล้องกับการตั้งงบประมาณเลยคือไม่ให้รายละเอียด ในคำชี้แจงก็ไม่ให้ รายละเอียดมาอีก คณะกรรมาธิการติดตามการใช้งบประมาณเขาก็ปวดหัว เขาก็จนปัญญา ที่เขาจะตรวจสอบ เขาก็บอกกับพวกผมซึ่งเป็นผู้แทนราษฎรว่าตรวจไม่ได้ ทำไมไม่ได้ ก็ไม่ได้ เพราะว่าไม่ได้รับความร่วมมือ ไม่มา มาแล้วไม่มีรายละเอียด แถมแบบปกปิดด้วย นี่คือพฤติกรรมซึ่งเราคิดว่าไม่โปร่งใสแล้วก็มีเงื่อนงำ แล้วพอมาดูข้อเท็จจริงท่านประธาน ที่เคารพครับ เมื่อสักครู่นี้ท่านกรรมาธิการวิชาญได้เกริ่นแล้ว จะยกตัวอย่างให้ฟังเลย คือถ้าเอาเรื่องใหม่ขี้เกียจไปตาม เอาเรื่องเก่าที่เคยพูดกันแล้วในสภานี่ล่ะเราจะต่อติดง่าย เราจะอธิบายเข้าใจกันง่าย ถ้ายังฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจคราวที่แล้ว ดูการใช้งบกลางของ ท่านนายกอนุมัติ ๒,๐๐๐ ล้านบาทไปให้กับมหาวิทยาลัย ๓ ๔ แห่ง ไปทำอะไรรู้ไหมครับ ก็บอกว่าไปวิจัยด้วยบางส่วน วิจัยนี่มันฉุกเฉินจำเป็นหรือครับ อ้างโควิด (COVID) ด้วย วิจัยกว่าจะได้ผลวิจัยออกมามันปี ๒ ปี กว่าจะไปใช้ในทางปฏิบัติอีก มันไม่มีเหตุผลเลยที่จะ เอาใช้งบกลางซึ่งบอกว่าเร่งด่วนฉุกเฉินจำเป็นไปให้กรรมการวิจัย บางส่วนก็โอเค (OK) ไปอบรมสัมมนาพัฒนาอาชีพก็ใช่ แต่อันนี้มันไปซ้ำซ้อนกับหน่วยงานกระทรวง ทบวง กรม เขาอีก กระทรวงเกษตรก็ทำ พัฒนาชุมชนก็ทำ พาณิชย์ก็ทำ ท้องถิ่นก็ทำ แล้วเอางบกลาง ไปอนุมัติ ไปทำซ้ำซ้อนเขาทำไม นี่แสดงว่ามันไม่ได้ฉุกเฉินหรือจำเป็นจริงครับ แล้วที่ไปทำ เราก็ไปลงกระจุกอยู่บางที่บางมหาวิทยาลัย พอเราลงไปดูการทำงานแล้วยิ่งเห็นชัดเลยว่า ๑. มันไม่ได้ตอบโจทย์ประชาชน มันไม่ได้บอกถึงความจำเป็นเร่งด่วนฉุกเฉินจริง ๆ แล้วที่ เจ็บปวดกว่านั้นก็คือไปพบว่าได้กลิ่นว่ามีการทุจริต ก็มีสมาชิกวันนั้นก็พูดในสภาบอกว่า จะจ่ายชาวบ้านเท่านั้น เท่านี้ ท้ายที่สุดก็ได้เงิน ๔๐๐ บาท ข้าวกล่อง ๑ กลุ่ม วันนั้นคือการ อภิปรายในสภาแห่งนี้ แล้วถามว่านายกรัฐมนตรีขึ้นมาชี้แจงไหม เรื่องนี้ที่เรากล่าวหา เราตามมาตั้งแต่ต้นทางเลยเรื่องงบกลางมาเจอข้อเท็จจริงท่านก็ไม่ตอบ พอขึ้นมาตอบก็ตอบ ง่าย ๆ ตอบพอเสียแล้วไป แล้วสุดท้ายก็ยกมือให้กันผ่าน เรื่องนี้ก็เป็นที่ติดใจ ที่ผมต้องขึ้นมา พูดเรื่องนี้จริง ๆ ใช้เวลา ๗ นาทีเพื่ออยากจะย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า การใช้งบกลางโดยเฉพาะ รัฐบาลชุดนี้ โดยเฉพาะนายกประยุทธ์ จันทร์โอชา ตั้งแต่ต้นทาง ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ มีปัญหาทำให้เราคลางแคลงใจตลอด ผมทบทวนอีกครั้งหนึ่ง ตั้งแต่ไปแก้อำนาจ เพิ่มหน้าตัวเองให้อนุมัติในวงเงินที่สูงขึ้น พอมาตั้งงบประมาณก็ไม่มีรายละเอียด พอให้ไป ชี้แจงในคณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณก็ไม่ให้รายละเอียด แล้วไปดูการใช้จริง ๆ ก็พบ เงื่อนงำและทุจริตจริง แล้วไม่ใช่เร่งด่วนฉุกเฉินจริง เพราะฉะนั้นถ้าปีนี้ให้ไปอีก ยิ่งเป็นปีจะ เข้าสู่การเลือกตั้ง ท่านก็จะไปอะไรอีก มันคิดไปได้ทั้งนั้นล่ะ มันจะไม่เกิดประโยชน์กับ ประชาชนจริง ๆ ถ้ารายการที่จะให้วันนี้เท่าที่ตรวจสอบกระทรวง ทบวง กรม เขาทำกันเป็นปกติ แล้วที่ไม่ชี้แจงรายละเอียดท่านเอาไปทำอะไร แล้วที่กังวลมากขึ้นก็คือเพิ่มขึ้นทุกปี เพราะฉะนั้นในปีนี้ผมก็ขอตัดเหลือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ไม่ต้องเพิ่มขึ้นทุกปีล่ะ ก็เอาเท่าปีที่แล้ว เราก็ยังเจ็บปวด เพราะฉะนั้นท่านประธานครับผมจึงขอตัดงบกลางปีนี้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปเป็น ส่วนของผู้สงวนคำแปรญัตตินะครับ เชิญท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ท่านตัด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เชิญให้เหตุผลครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทอง ผมขอใช้สิทธิในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครับ ขอแปรญัตติตัดลด งบประมาณในมาตรา ๖ งบประมาณรายจ่ายงบกลางในวงเงิน ๕๙๔,๗๐๐ ล้านบาทเศษลง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ หรือคิดเป็นวงเงินที่ ๕๙,๐๐๐ ล้านบาทเศษครับ ท่านประธานครับ พูดถึง ประเด็นเรื่องงบกลางแล้วเป็นประเด็นที่เจ็บใจทุกรอบครับ เพราะว่าในปีที่ผ่านมาสภาของเรา มีมติให้โอนงบบางส่วนที่จะมีการตัดในตอนแรกจำนวนไม่ใช่น้อยนะครับ เป็นหลักหมื่นล้าน เข้าไปในงบกลาง เพราะเราก็เชื่อว่าคนที่ใช้งบกลางจะพูดถึงความจำเป็น พูดถึงความ ทุกข์ยากลำบากของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสถานการณ์โควิด (COVID) แต่ปีนี้เรารู้แล้วครับว่าเราทำแบบนั้นไม่ได้อีก เป็นประสบการณ์ เป็นบทเรียน โดยเฉพาะกับ พวกผมที่เป็นพรรคการเมืองใหม่ ที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก และด้วยเหตุผล ประเด็นดังกล่าวครับ ในปีนี้การตรวจสอบการใช้งบประมาณที่เรียกว่างบกลางจึงต้องมีความ เข้มงวดมากยิ่งขึ้น ซึ่งผมจะพูดอยู่ใน ๓ หรือ ๔ ส่วนด้วยกันครับ🔗
ในส่วนที่ ๑ ท่านประธานครับ ก็คือค่าใช้จ่ายทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ตรงนี้ครับที่เป็นปัญหามากที่สุดเพราะว่าเอาเข้าจริง ๆ วงเงิน ๒,๐๐๐ ล้านบาทนั้นส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนอย่างยิ่งครับ โดยเฉพาะในสถานการณ์ ภัยพิบัติที่เราไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร สัปดาห์ที่แล้วน้ำท่วมที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย สัปดาห์นี้อาจจะมีดินถล่ม อาจจะมีแผ่นดินไหว อาจจะมีไฟไหม้ทั้งในเมืองและต่างจังหวัด ซึ่งเราก็พบอยู่บ่อยครั้ง แต่สิ่งที่ไม่มีมาตรฐานครับ ก็คือกรณีของระเบียบกระทรวงการคลัง ที่ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินปี ๒๕๖๒ โดยเฉพาะ ข้อที่ ๒๐ เพื่อนสมาชิกผม คุณศิริกัญญาก็ได้พูดชัดนะครับว่าการระบุว่าอะไรคือภัยพิบัติ ฉุกเฉินนั้นก็ไม่เหมือนกัน การลงรายละเอียดว่ากรณีแบบนี้จำเป็นเร่งด่วนขนาดไหน ก็ไม่เหมือนกัน ผมไม่ได้พูดลอย ๆ นะครับ ผมมีหลักฐาน อย่างเช่น กรณีของอุบัติเหตุท่อก๊าซ ระเบิดที่ตำบลเปร็ง จังหวัดสมุทรปราการ ทีมงานของผม คุณพนิดา มงคลสวัสดิ์ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. พรรคก้าวไกล ลงไปศึกษารายละเอียดกรณีนี้ครับ พบว่าทางอำเภอบอกกับพี่น้อง ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติกรณีท่อก๊าซระเบิด บอกว่าจะมีการจ่ายงบกลาง ประชาชนก็รอคอยว่าตกลงเขาจะได้เมื่อไร อย่างไร แต่ปรากฏว่าเขาไม่ทราบว่าจะต้องมีการ ประกาศโดยจังหวัด จะต้องมีระยะเวลาการประกาศที่ไม่เกินใน ๓ เดือน ท้ายที่สุด เคส (Case) นี้ไม่มีการประกาศพื้นที่ภัยพิบัติ ไม่มีการจ่ายงบกลาง ผมไม่ได้โทษผู้ว่าราชการ จังหวัดสมุทรปราการนะครับ แต่กำลังพูดถึงเกณฑ์มาตรฐานกลางที่จะใช้ในกรณีวิเคราะห์ กรณีภัยพิบัติต่าง ๆ ว่าจะเป็นแบบใด ประการใด นั่นเป็นส่วนที่ ๑🔗
ส่วนที่ ๒ ที่ผมต้องบอกพูดแล้วเจ็บใจครับ ต้องขอบพระคุณท่านประธานวิป (Whip) ฝ่ายค้านของพวกเรา ท่านอาจารย์สุทิน คลังแสง ครับ ก็คือกรณีการบรรเทาแก้ไข ปัญหาเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า (Virus Corona) โครงการนี้ น่าเจ็บใจที่สุดครับ ผมใช้ทวิตเตอร์ (Twitter) มีเพื่อนสมาชิกที่เป็นสมาชิกของพรรคก้าวไกล ในจังหวัดพะเยาท่านทราบว่าผมกำลังจะขึ้นเครื่องบินกลับบ้านภรรยาที่จังหวัดพะเยา ท่านบอกผมพอมีเวลาครึ่งชั่วโมงไหม ผมก็ถามว่าอะไรกันครึ่งชั่วโมงเอง มีเวลาพอหรือที่จะ คุยกับพี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชนเดินทางมาเยอะเลยครับ จากอำเภอเชียงคำ จากอำเภอปง จากอำเภอเชียงม่วน จากอำเภอดอกคำใต้ จากอำเภอแวดล้อมในบริเวณ จังหวัดพะเยาที่ไปเจอโครงการใช้งบกลางตัวนี้ครับ ที่ได้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจกันไป แล้ววันนี้ยังไม่มีคำตอบว่าตกลงแล้วที่บอกว่าจะให้ปัจจัยการผลิตต่อพี่น้องประชาชน ชุมชนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาทเงินมันไปตกหายที่ไหน มีการอบรมกันวันเดียว ๔๐๐ บาท ข้าวกล่อง ๑ กล่อง ตอนนี้ครับที่เราจำเป็นต้องทวงคำตอบและไม่อาจไว้วางใจกรณีการใช้ งบกลางในเงื่อนไขของการบรรเทาเหตุที่เกิดขึ้นจากโรคระบาดติดเชื้อต่าง ๆ ได้🔗
ส่วนที่ ๓ เช่นเดียวกันครับ ก็คือเงินสำรองเพื่อจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ผมพูดในที่นี้มา ๓ ปีแล้วครับ และเครือข่ายที่เขาทำประเด็นเรื่องเงินอุดหนุนเด็กเล็ก แบบถ้วนหน้าก็ทวงถามผม เพราะว่ามีการใช้เงื่อนไขที่อยู่ในงบกลางเป็นตัวประกัน เป็นตัวประกันคืออย่างไรครับ ก็คือมีการตั้งงบในส่วนหลักไว้ส่วนหนึ่งในกระทรวงการพัฒนา สังคมที่จะใช้จ่ายในเงินอุดหนุนเด็กเล็กแบบถ้วนหน้า แต่ท่านก็แกล้งตั้งไม่ครบ ท่านสำรวจ ไม่ครบ ท่านตั้งไม่ครบ ท่านไม่ทำแบบถ้วนหน้า ในท้ายที่สุดพอไม่ทำแบบถ้วนหน้า แล้วมีกรณีเด็กที่มีความจำเป็นมากกว่าที่ท่านกำหนดไว้ท่านก็มาใช้งบกลางครับ ปีงบประมาณ ๒๕๖๔ ๓,๕๐๐ ล้านบาท แล้วอยู่ดี ๆ ไม่ใช่ว่าไปหยิบงบกลางมาใช้จะได้ทันที มันต้องมีระยะเวลาการเบิกจ่าย แต่ผมพูดมาโดยตลอดว่าท่านอย่าเอาเด็กเป็นตัวประกัน เพราะเด็กเล็กรอวันเดียวไม่ได้ ก็กลายเป็นว่ากว่าจะเบิกจ่ายต่าง ๆ ท้ายที่สุดเขาก็จะต้อง สำรองเงินตัวเองไปก่อนหรือแม้กระทั่งบางครั้งไม่มี ท่านลองนึกถึงค่าแพมเพิร์ส (Pampers) ลองนึกถึงค่านมผง ลองนึกถึงค่าที่เด็กต้องไปฉีดวัคซีนต่าง ๆ แล้วมันจะเจ็บใจไหมล่ะ ที่งบประมาณในส่วนนี้กลายเป็นตัวประกันที่มาเขียนไว้ แต่ไม่เอาไปใช้ในงบประมาณหลัก ที่ควรจำเป็น ฉะนั้นอย่าเอาเด็กมาเป็นตัวประกันในงบประมาณที่เรียกว่า งบกลาง อีกครับ นั่นคือ ๓ ส่วนที่ผมจำเป็นต้องพูดถึงในเรื่องของการตัดลดงบประมาณในส่วนของ ๕๙๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นจำนวน ๕๙,๐๐๐ ล้านบาท🔗
ผมฝากสุดท้ายท่านประธานครับ สุภาษิตไทยบอกอย่าไว้ใจทางอย่าวางใจคน ตราบใดที่นายกรัฐมนตรีชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งจะครบตำแหน่ง ๘ ปี ในอีกไม่กี่วันนี้ ผมไม่สามารถที่จะไว้วางใจให้ท่านเป็นผู้ใช้งบกลางในการบริหารราชการ แผ่นดินได้ แต่ในทำนองกลับกันวันใดที่นายกไม่ชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผมอาจจะ พอไว้วางใจทางและวางใจในงบกลางที่อย่างไรเสียก็น่าจะตัดงบลงไปมากกว่านี้ให้เป็น งบปกติที่ควรจำเป็นจะต้องใช้ ฉะนั้นด้วยเหตุผลที่ผมนำเรียนต่อท่านประธานทั้งหมด ผมขอตัดลดงบประมาณในส่วนมาตรา ๖ งบกลางลงเป็นจำนวน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ในวงเงิน ๕๙,๐๐๐ ล้านบาท ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ท่านต่อไป ท่านเรวัต วิศรุตเวช ตัด ๕ เปอร์เซ็นต์ เชิญแถลงเหตุผลครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายแพทย์เรวัต วิศรุตเวช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอแปรญัตติปรับลดงบประมาณในมาตรา ๖ งบประมาณรายจ่ายงบกลาง ซึ่งผมอาจจะให้เหตุผลที่แตกต่างออกไปนะครับ งบที่ตั้งไว้คือ ๕๙๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ผมขอปรับลดร้อยละ ๕ เป็นจำนวน ๒๙,๕๐๐ ล้านบาทเศษ โดยปรับลดจากงบใน (๑๒) คือเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ที่ตั้งไว้ ๙๒,๔๐๐ ล้านบาท ให้เหลือเพียง ๖๒,๘๗๖ ล้านบาทเศษ ท่านประธานครับ ถามว่าทำไมผมถึง เฉพาะเจาะจงที่ (๑๒) เพราะว่า (๑๒) ซึ่งเป็นเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น มันเป็นเงินที่ตั้งไว้ให้ พลเอก ประยุทธ์มีอำนาจใช้และ พลเอก ประยุทธ์กำลังจะพ้นจาก ตำแหน่งหลังวันที่ ๒๔ สิงหาคม ท่านประธานครับ ส่วนในวงเล็บอื่น ๆ นั้นผมไม่ได้ไป ปรับลดเลย ผมยกตัวอย่างเช่นใน (๘) เงินเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ ซึ่งก็ไม่ควรไปปรับลด หรือปรับลดไม่ได้ ท่านประธานครับ ผมจะขออภิปรายให้เหตุผลที่ปรับลดนะครับ พลเอก ประยุทธ์ยึดอำนาจฉีกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้วก็ใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี ๒๕๕๗ ซึ่งมีการแต่งตั้งพวกพ้องมาเป็น สนช. แล้วให้ สนช. เลือกตัวเองมาเป็นนายก เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๗ แล้วก็ยังตั้งพวกตัวเองมาเขียนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไปบังคับใช้ให้ ประชาชนนี้ลงประชามติยอมรับ ใครขวางก็จับไปขัง ดังนั้นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ จึงไม่ใช่ ของประชาชน โดยประชาชนเพื่อประชาชน แต่เป็นรัฐธรรมนูญของ พลเอก ประยุทธ์ โดยประยุทธ์เพื่อประยุทธ์ครับ นอกจากนั้นยังให้เขียนบทเฉพาะกาลเอาไว้ว่า ๕ ปีแรกนี่ให้ ส.ว. เลือกนายกได้ ซึ่ง ส.ว. เหล่านี้ พลเอก ประยุทธ์ก็เป็นคนเลือกมา ก็แปลว่าต้องการ อยู่ยาว ครบ ๘ ปีแล้วก็ยังต้องการอยู่ต่อ แต่ประชาชนนั้นหมดความอดทนแล้วเพราะตลอด ๘ ปีนั้น นายทุนรวยเอา ๆ แล้วประชาชนมีแต่จนลง ๆ ท่านประธานครับ ผมกำลังอภิปราย ให้เหตุผลว่าทำไมจึงขอปรับลดงบประมาณในมาตรา ๖ (๑๒) ก็เพราะว่า พลเอก ประยุทธ์ จะต้องพ้นตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๘ วรรคสี่ ซึ่งห้ามไม่ให้ใครเป็นนายก เกิน ๘ ปี ดังนั้น พลเอก ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีมาตั้งแต่วันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๗ ก็ต้องครบ ๘ ปีในวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๕ ครับ และ พลเอก ประยุทธ์จะต้องพ้นตำแหน่งทันที ในวันถัดไปตามมาตรา ๑๗๐ วรรคสอง จะให้ใครมาบิดเบือนที่จะอยู่ต่อ ให้องค์กรใด มาตะแบงว่าจะต้องอยู่ต่อได้ มันจะพบกับจุดจบแบบทรราชรุ่นเก่า ๆ นะครับ ประชาชนจะ แสดงพลังออกมาขับไล่อย่างแน่นอน ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นเพื่อตัดไฟแต่ต้นลมครับ ผมขอปรับลดงบประมาณในส่วนนี้ เพราะ พลเอก ประยุทธ์จะไม่มีโอกาสได้ใช้งบประมาณ ก้อนนี้ แต่จะมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามครับท่านประธานก็คงจะใช้ งบประมาณอย่างไม่ฟุ่มเฟือยและมีประสิทธิภาพมากกว่า พลเอก ประยุทธ์ เท่าที่ผ่านมา ผมจึงขอปรับลดงบประมาณในส่วนนี้เป็นจำนวนเงิน ๒๙,๕๒๓ ล้านบาทเศษ ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ🔗
ท่านต่อไป ท่านเกียรติ สิทธีอมร ท่านตัด ๒๐ เปอร์เซ็นต์ครับ เชิญอภิปรายเหตุผลครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก็ขออนุญาตให้คำอธิบายว่าทำไมถึงปรับลดนะครับ จริง ๆ ผมคาดหวังว่ากรรมาธิการ จะอธิบายข้อสังเกตที่ผมให้ไว้ตอนวาระหนึ่ง แล้วอธิบายว่าท่านเอาไปปรับอย่างไรบ้าง มันก็จะเป็นประโยชน์มากครับ เผอิญท่านก็ยังไม่ได้อธิบายนะครับ ผมก็ต้องถือโอกาสนี้ ทั้งอภิปรายย้ำในสิ่งที่ผมได้พูดไปแล้วตั้งคำถามด้วยว่าหลักคิดของกรรมาธิการตอนพิจารณานี้ ใช้วิธีหลักคิดอย่างไรบ้าง ต้องย้อนกลับไปมาตรา ๑๕ ของ พ.ร.บ. วิธีงบประมาณ เขาเขียน ไว้ชัดว่างบกลางคืออะไร งบกลางต้องไม่เหมือนงบทั่วไปสำหรับหน่วยรับงบประมาณ ต้องไม่เหมือนนะครับ ต้องแตกต่าง แตกต่างอย่างไรไม่เขียนชัดเท่าไรแต่ต้องแตกต่าง อันที่ ๒ ก็คือเป็นกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นนะครับ ท่านประธานทีนี้ตอนวาระหนึ่งผมไล่ดูเลย นะครับว่าตามเอกสารของงบประมาณเลยครับที่นำเสนอ มันก็มีทั้งหมดในจำนวนเงิน ๕๙๐,๐๐๐ ล้านบาท มีทั้งหมด ๑๒ รายการ ใน ๑๒ รายการผมคิดว่าประเภทที่เป็น งบประมาณที่ไม่สามารถคาดเดาได้ ประเมินไม่ออกว่าจะเป็นเท่าไร ไม่รู้ว่าใครจะเป็นคนเป็น หน่วยรับงบประมาณนำไปใช้ จริง ๆ มันมีใน ๑๒ รายการ มีเพียง ๕ รายการเท่านั้นครับ ที่พอไปได้ ก็คือว่าไม่ทราบจริง ๆ วันที่ผมทำเอกสารงบประมาณผมไม่ทราบว่าจะตั้งงบ อย่างไร และไม่ทราบจริง ๆ บางกรณีว่าหน่วยที่รับงบประมาณจะเป็นใครเพราะไม่ทราบ เป็นเรื่องของอนาคต เป็นเรื่องที่ประเมินไม่ได้ แต่ที่เหลือนี้นะครับหลังจาก ๕ รายการนี้ คืออีก ๗ รายการก็ต้องเรียนท่านประธานเลยครับมันเป็นเรื่องที่ผมได้ตั้งข้อสังเกตไว้ใน วาระหนึ่งแล้วบอกว่าเอาไปใส่ในส่วนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ไหม ปรับลดตรงนี้เสีย ถ้าท่านประธานจำได้ในยุคที่เราเป็น ส.ส. สมัยก่อนหน้านี้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ ปี ๒๕๔๘ อะไรก็แล้วแต่นี้นะครับ งบกลางนี่แทบจะไม่มีเลย เพราะต้องเป็นกรณีที่จำเป็นจริง ๆ อย่างมากแสนล้านบาท ตอนนี้มันไป ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ต้องมีความเข้มข้นในการ ตรวจสอบ ต้องมีความชัดเจนในการของบประมาณและการนำไปใช้มากขึ้นแสนล้านบาทกับ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ต่างกันเยอะ ๖ เท่าแล้วครับ แล้วก่อนหน้านั้นเลยท่านประธานคงจำได้ ท่านประธานเป็น ส.ส. มาก่อนผมด้วยซ้ำไป ไม่มีงบกลางน้อยมากเป็นหลักหมื่นล้านบาท อย่างมาก และฉุกเฉินจริง ๆ ทีนี้ตอนนี้พอมันไป ๕๙๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว ถามว่าที่ใส่ไว้ว่า เป็นงบกลางคืออะไรบ้าง รายการที่ ๕ ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลข้าราชการ ๗๖,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบหรือครับ ไม่มีหน่วยรับงบประมาณชัดเจนหรือครับ คาดเดาไม่ได้เลยหรืออย่างไรครับ ๗๖,๐๐๐ ล้านบาท อีกรายการเงินชดเชยค่างาน สิ่งก่อสร้างอันนี้ ๕๐๐ ล้านบาทพอไปได้ แต่จริง ๆ แล้วก็เป็นเรื่องของหน่วยงานที่รับ งบประมาณและบริหารงานก่อสร้างก็ต้องมีเผื่อเหลือเผื่อขาดจากสัญญานะครับ เงินช่วยเหลือข้าราชการ ลูกจ้างพนักงาน ๔,๒๐๐ ล้านบาท มอบให้หน่วยงานไหนรับผิดชอบ ไปไม่ได้หรือครับ เงินเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญ ๓๒๒,๐๐๐ ล้านบาท เยอะนะครับ อันนี้เป็น งบกลางได้หรือเปล่าครับ ทำไมไม่จัดสรรให้ไปอยู่ในงบในส่วนที่เป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการดูแลเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญ การเลื่อนเงินเดือนและปรับวุฒิข้าราชการหมื่นล้านบาท ท่านมองไม่ออกเลยหรือครับว่าในปีต่อปีท่านจะปรับใคร ตรงนี้ผมก็มีปัญหาแล้วก็ตั้งคำถาม ไว้ตั้งแต่คราวที่แล้วนะครับ จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้รับคำตอบก็กลับมาเหมือนเดิม🔗
อีกอันหนึ่งเงินสำรองสมทบเงินชดเชยข้าราชการ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เกือบ ๖,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ผมรวม ๗ รายการนี้ ท่านประธานทราบไหมครับ ว่ารวมแล้วเป็นยอดเท่าไรครับ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นจริง ๆ เกือบ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่คาดเดาไม่ได้จริง ๆ มองไม่ออกจริง ๆ คือประมาณแสนล้านบาทเท่านั้นเองครับ ที่เหลือนี่เราทราบครับ ทีนี้คำถามก็เลยมีอยู่ว่าพอทราบแล้วการจัดสรรงบประมาณทั้งใน กรณีที่ท่านทราบว่าจะไปใช้ทำอะไร หน่วยงานใดเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบมันเข้าข่าย มาตรา ๑๕ ของ พ.ร.บ. วิธีงบประมาณหรือไม่ อันนี้ผมขอให้ช่วยยืนยันนิดหนึ่งครับ เพราะมันจะเป็นประโยชน์ในการดำเนินการของสภาในการตรวจสอบการใช้งบประมาณ การตั้งงบประมาณ การใช้งบประมาณให้มีความละเอียดรอบคอบมีหลักธรรมาภิบาล เพราะผมจะไม่พูดซ้ำนะครับ หลายท่านอภิปรายแล้วว่ามันตรวจยาก เพราะมันขยับไปเรื่อย เพราะฉะนั้นตรงนี้เองผมเคยตั้งข้อสังเกตไว้แล้วผมก็อยากฟังคำอธิบายครับ ท่านประธานครับ ถ้าคำอธิบายดีพอ ผมเข้าใจผิดในส่วนไหนยินดีรับฟังครับ แต่ถ้าอธิบายไม่ได้เลยว่างบเหล่านี้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จริง ๆ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในงบกลาง จัดสรรได้ไป หน่วยงานที่รับงบประมาณได้โดยตรงและจะได้ตรวจสอบกำกับได้อย่างโปร่งใส ทำไมไม่ทำครับ ก็ตั้งคำถามประมาณนี้ครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ท่านต่อไป ท่านวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ ตัด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เชิญให้เหตุผลครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขตเลือกตั้งที่ ๓ พรรคเพื่อไทย ผมขออภิปรายในมาตรา ๖ ที่เป็นงบกลาง ซึ่งรัฐบาลได้ตั้งไว้ สูงถึง ๕๙๐,๔๗๐ ล้านบาท เป็นงบประมาณที่สูงมากเกินความจำเป็น ผมขอปรับลด ร้อยละ ๑๐ เหตุผลที่ผมขอปรับลดมีเหตุผลดังต่อไปนี้ งบกลางเป็นงบที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ได้อนุมัติเฉพาะกรอบวงเงิน แต่ไม่ทราบรายละเอียดและเป็นงบประมาณที่สูงเกิน ความจำเป็น ที่สำคัญท่านประธานที่เคารพครับ งบกลางในปี ๒๕๖๕ นั้นขณะนี้ผมได้ ตรวจสอบดูแล้วมีการเบิกจ่ายน้อยมาก มีการเบิกจ่ายเพียง ๑๙,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ ๒๑.๔๕ เหตุผลในการตัดข้อที่ ๒ อำนาจการอนุมัติงบประมาณรายการฉุกเฉิน และความจำเป็น กระบวนการต่าง ๆ วิธีการตรวจสอบยากมาก เหตุผลที่ ๓ ที่ขอตัดก็คือ การอนุมัติงบประมาณรายการฉุกเฉินและจำเป็นของรัฐบาลใช้ไปในผลประโยชน์ ทางการเมืองมากกว่าความเดือดร้อนของราษฎร ของประชาชน เช่นจัดสรรลงพื้นที่ของ ส.ส. ของรัฐบาล โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ใกล้ชิด เหตุผลข้อที่ ๔ เป็นเหตุผลที่สำคัญท่านประธาน ที่เคารพครับ ตัวอย่างการอนุมัติงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อฉุกเฉินและจำเป็นตามมติ ครม. เมื่อวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๖๕ อนุมัติงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น เพื่อดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในช่วง ฤดูฝน ปี ๒๕๖๕ และการกักเก็บน้ำเพื่อฤดูแล้ง ปี ๒๕๖๕/๒๕๖๖ จำนวน ๑,๓๖๑ โครงการ ๕ กระทรวง ๑๑ หน่วยงาน รวมเป็นเงินงบประมาณทั้งสิ้น ๔,๐๑๙ ล้านบาท ผมกราบเรียนท่านประธานเลยว่ามาดู ในรายละเอียดที่ ครม. อนุมัติ จะเห็นได้ว่ามีกระทรวงมหาดไทย ๗๗๗ โครงการ มีทั้งเทศบาลเมือง ๑ โครงการ เทศบาลตำบล ๕๒ โครงการ เทศบาลนคร ๒ โครงการ จังหวัด ๓๔ โครงการ องค์การบริหารส่วนจังหวัด ๔๗๗ โครงการ องค์การบริหารส่วนตำบล ๒๑๑ โครงการ นี่คือของทรวงมหาดไทย พอวกมาดูกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีทั้งหมด ๔๑๑ โครงการ กระทรวงที่ ๓ เป็นกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำนวน ๑๓๙ โครงการ กระทรวงที่ ๔ เป็นกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ๒ โครงการ ซึ่งกระทรวงนี้ผมยังสงสัยมาก ซึ่งไปเกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำและเรื่องภัยแล้ง กระทรวงที่ ๕ คือกระทรวงกลาโหม กระทรวงกลาโหมก็เช่นเดียวกันมีทั้งหมด ๓๒ โครงการ ซึ่งทั้ง ๕ กระทรวงนี้ ๑๓ หน่วยงาน ผมก็เลยมีข้อสังเกตว่าการจัดสรรงบประมาณในช่วงนี้ ภัยแล้งจริงหรือไม่ ซึ่งเป็นช่วงหน้าฝน จัดสรรงบประมาณเดือนสิงหาคมจะเบิกจ่ายให้ทัน ปีงบประมาณภายในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๕ ได้อย่างไร ดังนั้นจึงมีเจตนาส่งเสริมให้การ จัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีพิเศษเพราะเกรงว่าจะแล้วเสร็จไม่ทันปีงบประมาณจึงไม่สามารถใช้วิธี สอบราคาหรือประกวดราคาได้ นี่เป็นที่สังเกตท่านประธานที่เคารพครับ จากเหตุผลดังกล่าวนั้น ผมจึงเห็นว่างบประมาณงบกลางนั้นที่ตั้งไว้ ๕๙๐,๔๗๐ ล้านบาทนั้นสูงมากเกินความจำเป็น จึงขอปรับลดลง ๕๙,๐๔๗ ล้านบาท ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลเลยว่า เมื่อปรับลดงบกลางลงแล้ว ๕๙,๐๐๐ ล้านบาทนั้นถามว่าจะเอาไปไว้ที่ไหน ผมกราบเรียน เลยว่าขอเสนอเอางบประมาณ ๕๙,๐๔๗ ล้านบาทนั้นให้รัฐบาลนำไปดำเนินการโครงการ แก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในแต่ละหมู่บ้าน ในแต่ละตำบล แต่ละอำเภอ แต่ละจังหวัดให้ได้ทั่วถึงเท่าเทียมกัน ทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุผลที่ผมขอปรับลดลงร้อยละ ๑๐ ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗
ขอเชิญ ท่านบุญฐิณ ประทุมลี ตัด ๑ เปอร์เซ็นต์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายบุญฐิณ ประทุมลี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมุกดาหาร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมจะขออภิปรายงบกลางในการปรับลด ๑ เปอร์เซ็นต์ มาตรา ๖ งบกลางมีทั้งหมด ๕๙๔,๗๐๐ กว่าล้านบาท มีทั้งหมด ๑๒ ข้อ ผมจะขอลงรายละเอียดพอสรุปซึ่งสมาชิก หลายท่านก็ได้อภิปรายไปแล้ว ในข้อ ๑๒ ก็คือเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน ๙๒,๔๐๐ ล้านบาท ในส่วนนี้มันไม่มีแผนงานโครงการที่รองรับ ที่เราพูดกันประจำว่า เป็นเช็คเปล่า ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็สามารถใช้จ่ายได้ทุกกรณี ทุกกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งในส่วนนี้บางครั้งคนที่ใช้ถ้าโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันดำรงตำแหน่งมา ๘ ปี ใช้งบนี้ประมาณเฉลี่ยปีละ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๘ ปีก็เกือบล้านล้านบาท เหตุผลความ โปร่งใสต่าง ๆ หลายท่านได้พูดแล้วผมจะไม่พูดซ้ำอีก แต่ในจุดนี้มองว่าเงินส่วนนี้ถ้าเรามีผู้นำ ที่เป็นนายกรัฐมนตรีที่มีความรู้ความสามารถ มีวิสัยทัศน์ในการจัดสรรเงินส่วนนี้ก็คงจะเกิด ประโยชน์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะปีนี้เป็นปีสุดท้ายของการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ปัจจุบัน ในการใช้จ่ายส่วนนี้อย่างไรมันก็ต้องหมดในปีงบประมาณแต่ละปี ผมไม่เคยเห็น งบกลางส่งคืนแผ่นดินเลย ฉะนั้นจะต้องมีแผนงานโครงการที่รองรับที่ไปเอื้อประโยชน์กับพวกพ้อง ในส่วนนี้ก็อ้าง เหตุผลต่าง ๆ นานา อันนี้คือข้อที่ปรับลด ส่วนข้อที่ ๘ ผมขอลดข้อที่ ๘ ก็คือเบี้ยหวัด เบี้ยบำเหน็จบำนาญข้าราชการซึ่งสูงมาก ๓๒๒,๗๐๐ กว่าล้านบาท ในส่วนนี้เป็นเงินของ ข้าราชการบำนาญซึ่งไม่ใช่ภาระหรือเป็นรัฐไทยป่วยเนื่องจากเงินก้อนนี้ แต่มันเป็นหน้าที่ ความรับผิดชอบที่รัฐไทยจะต้องรับผิดชอบต่อในหมวดนี้เพราะมันมีชัดเจน ข้าราชการ ทุกหน่วยงานที่รับบำเหน็จบำนาญเขารับราชการผ่านมาจนถึงวันนี้ ผ่านปัญหาอุปสรรค แม้แต่การเจ็บป่วยเสี่ยงภัยต่าง ๆ จนถึงวันนี้ อันนี้คือเป็นหน้าที่ถึงแม้เขาจะเจ็บป่วย เพราะอายุทางร่างกาย อายุมากตามวัยสังขาร ตามหลักในหมวดนี้ถ้าเราจะแก้ ผมมี ข้อเสนอแนะและข้อสังเกตว่าเงินส่วนนี้ถ้าจะปรับลด ก็ต้องวางแผนเป็น ๒๐ ๓๐ ปี ปกติข้าราชการมันมีคณะกรรมการ กพร. นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แต่ละปีมีข้าราชการ เกษียณทุกตำแหน่งที่เกษียณไปจะต้องมารวม แล้วก็มาวิเคราะห์อย่างจริงจังว่าหน่วยงานไหน กระทรวง ทบวง กรมไหนที่สมควรจะไม่บรรจุแต่งตั้งอีก ซึ่งบริบททุกวันนี้มันก็เปลี่ยนไปเยอะ แล้ว หลายหน่วยงานจำเป็นต้องยุบรวมหรือลดกำลังลงก็จำเป็นต้องลดลงอย่างจริงจัง เพราะ มันจะมีผลต่อการบรรจุแต่งตั้งต่อไปว่าในอีก ๒๐ ๓๐ ปี เขาก็ต้องใช้เงินในส่วนนี้ ดังนั้นใน การวางแผนล่วงหน้าจะต้องวางแผนเป็นระยะยาวเพื่อให้เงินส่วนนี้ลดลง บางครั้ง บางภาระ งานจำเป็นต้องจ้างเหมาจ้างก็จ้าง แต่สังเกตว่าหลายหน่วยงาน ผมไม่เอ่ยก็ได้ เราต้องมีคณะกรรมการที่วิเคราะห์อย่างจริงจังและภาครัฐ ภาคประชาชนต้องมีส่วนร่วม ส่วนมากก็ยอมปรับลด ขออภัยยกเว้นหน่วยงานที่จำเป็นจริง ๆ อย่างเช่นกระทรวง สาธารณสุขอย่างนี้ก็ยังคงไว้อยู่ หรือหน่วยงานของครูถ้าจำนวนลดลงก็ต้องปรับ หลายหน่วยงานที่จำเป็นต้องลดลง มันจะไม่เป็นข้อผูกพันในอนาคต ดังนั้นผมจึงขอปรับลด และตั้งข้อสังเกตว่าในการที่จะแก้ไขระยะยาว เราจะต้องวางแผนอย่างจริงจัง ผมจึงขอ ปรับลดในงบกลางส่วนนี้ ๑ เปอร์เซ็นต์ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอเชิญ ท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ ท่านตัด ๓๕ เปอร์เซ็นต์ เชิญให้เหตุผลครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ งบกลางเราพูดกันมาตั้งแต่มีรัฐสภาก่อนหน้านี้ ก็พูดกันเยอะครับว่างบกลางตรวจสอบไม่ได้บ้าง เป็นการใส่กระเป๋าขวาของท่าน นายกรัฐมนตรี แล้วก็ไปควักกระเป๋าซ้ายไปแจกตามยถากรรมของประเทศ ฟังแบบนี้มา หลายสิบปีครับ จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติรัฐประหารปี ๒๕๕๗ มีการจัดทำงบประมาณ รายจ่ายประจำปี ๒๕๕๘ ปี ๒๕๕๙ ปี ๒๕๖๐ ปี ๒๕๖๑ และปี ๒๕๖๒ พอมีรัฐบาลใหม่ เราก็คาดหวังว่างบกลางจะได้ใช้อย่างตรงไปตรงมา และตามครรลองคลองธรรม ปฏิเสธไม่ได้ ครับว่างบกลางมีความจำเป็นเนื่องจากรัฐสภา และฝ่ายบริหารทั่วโลกก็ต้องมีกันงบกลางไว้ แต่คำถามคือกันอย่างไรให้เหมาะสม อันนี้เป็นคำถามที่ต้องหาคำตอบ แล้วก็หาคำตอบกัน มานาน ผมอยากจะฝากท่านเลขาธิการรัฐสภา ถ้ามีโอกาสได้ครับ ท่านช่วยโฆษณา รบกวน ทำสรุปว่าตั้งแต่เรามีรัฐสภามา ๘๐ ปี งบกลางมันใช้ไปแล้วมันเป็นประโยชน์ไหม ซึ่งผมเห็น ท่านทำมาบางส่วนก็ขอขอบพระคุณท่านครับ แต่อยากจะทราบมากกว่านี้ว่าที่เพื่อนสมาชิก ได้อภิปรายไว้ ได้ให้ข้อสังเกตไว้มากมายหลากหลาย เช่นการจัดทำงบประมาณไม่สอดรับกับ การฟื้นตัวเศรษฐกิจ เนื่องจากปัจจุบันมีการชดเชยภาระหนี้สินของประเทศมาก การจัดทำ งบกลาง หน่วยงานควรใช้เฉพาะกรณีฉุกเฉินหรือไม่ได้คาดไว้ล่วงหน้าเท่านั้น เพื่อความ โปร่งใสในการใช้จ่ายงบประมาณอย่างนี้เป็นต้น ที่ผ่านมาหลายปีงบประมาณ ๑๐ ปีย้อนหลัง มันทำกันอย่างนั้นจริงไหม ถ้าไม่จริงข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการแต่ละคณะเขามีข้อสังเกต แบบไหนและรัฐบาลไปดำเนินการแก้ไขอย่างไร กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผมตัดลดลงไปทั้งหมด ๓๕ เปอร์เซ็นต์จากยอด ประมาณ ๕๙๐,๐๐๐ ถือว่าเป็นตัวเลขที่เยอะนะครับ เนื่องจากช่วงเทกระจาด ของบประมาณรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในช่วงโค้งสุดท้ายผมไม่อยากให้พี่น้อง ประชาชนที่ทำธุรกิจหากินกับการทำงานหาเช้ากินค่ำแล้วก็จ่ายภาษี ๗ เปอร์เซ็นต์บ้าง ๑๐ เปอร์เซ็นต์บ้าง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของนิติบุคคลบ้าง เขาจะแหกโค้ง เทกระจาดตามงบประมาณแผ่นดินของรัฐบาลชุดนี้ได้ เนื่องจากปีนี้ท่านจัดมาอย่างไรปีที่แล้ว ท่านก็ว่าไปตามนั้นเหมือนเดิม ผมก็เคยคิดนะครับว่าตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ ปี ๒๕๖๕ ปี ๒๕๖๖ น่าจะมีการปรับปรุงแก้ไขในเรื่องของงบประมาณที่เรียกกันว่างบกลางบ้าง แต่ก็ไม่มีเลยนะครับ ท่านประธานกรรมาธิการ ท่านคณะกรรมาธิการเดี๋ยวช่วยตอบผม หน่อยเถอะว่าตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ ปี ๒๕๖๕ ปี ๒๕๖๖ ๔ ปีนี่ท่านได้แก้ไขหรือท่านได้ วางโครงสร้างในการจัดสรรงบประมาณงบกลางเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างไร หรือทำเพียง เพื่อประโยชน์ของนายกรัฐมนตรีที่ทุกคนจะต้องหมอบก้มต่ำเอามือกุมไปหาท่านแล้วก็ขอ ท่านครับ ผมขอหน่อยเถอะครับ อยากให้ท่านไปลงจังหวัดนั้น จังหวัดนี้ ท่านรองนายก พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ครับ ผมอยากได้งบกลางครับ ถึงขนาดเบี้ยวประชุมไปรับรอง ท่านที่สระบุรีก็เอากันแล้วล่ะครับ เพราะฉะนั้นผมจึงอยากถามผ่านไปยังคณะกรรมาธิการ และฝ่ายข้อมูลครับว่าการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ต้องกันงบกลางไว้นี่ พอใกล้ ๆ จะมีช่วงเทกระจาด ท่านประธานครับ ท่านประธานลองดูโทรทัศน์ช่วงนี้ ลองดูหนังสือพิมพ์ ช่วงนี้ ลองฟังวิทยุช่วงนี้ จะเห็นเป็นช่วงปลายเทอมของรัฐบาลช่วงเทกระจาด เงินมัน เหลือเยอะ ก็ไปซื้อโฆษณาโทรทัศน์บ้าง ซื้อแบบไม่มีเหตุไม่มีผล ยิ่งกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ก็ซื้อในหนังสือพิมพ์บ้าง ๑ ควอเตอร์ (Quarter) ๒ ควอเตอร์ (Ouarter) บ้าง โฆษณาโพรโมต (Promote) รัฐมนตรีบ้างหน้าตาก็ไม่หล่อเท่าผมแต่ลงหน้าไปเกือบ ๑ ใน ๔ ของหน้า ผมอยากรู้ว่ากระทรวง ทบวง กรมเขาทำอะไร แต่สุดท้ายท่านก็โพรโมต (Promote) ตัวเอง บางคนก็รีทัช (Retouch) เสียเวอร์ ใช้แอป (App) เสียโอ้โฮหน้าขาวโบ๊ะ อย่างนี้ผมถาม หน่อยนะครับว่า ๔ ปีมานี้รัฐบาลแก้ไขปรับปรุงในการจัดทำงบประมาณบ้างหรือไม่ เมื่อเช้าผมอ่านหนังสือพิมพ์ ๔ ๕ ฉบับ เอาล่ะเริ่มแล้ว ประมาณเดือนกันยายน ตุลาคม เป็นช่วงเทกระจาดรัฐมนตรีสั่งอธิบดีบ้าง เงินเหลือไหมถ้าเหลือไปซื้อโฆษณาหน่อย ท่านนายกรัฐมนตรีมีงบกลางเยอะเดี๋ยวถ้าไม่พอไปเอาตรงนั้นมา ท่านประธานครับนี่เดือน ๘ นับอีกไม่กี่วันจะมีข้าราชการเกษียณอีกจำนวนมาก เมื่อวานให้ผมฟังคณะรัฐมนตรีมีมติ ตั้งอธิบดีบ้างหลายกระทรวง ทบวง กรม ก็เลยทำช่วงนี้เขาเรียกว่า ช่วงเทกระจาดนะจ๊ะ จะบอกให้ ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุผลที่ผมต้องตัดลด ๓๕ เปอร์เซ็นต์ในภาวะช่วงท้าย ปีงบประมาณของรัฐบาลชุดนี้ก็เพราะผมไม่เห็นเลยครับว่า ๔ ปีที่ผ่านมาท่านใช้งบกลาง ได้ดีแบบไหน อย่างไร ถามว่าถ้าเกิดหมดปีงบประมาณไปเงินเหลือท่านเอาไปทำอะไรครับ มีไหมครับที่ท่านนายกรัฐมนตรีผู้หาญกล้าเป็นประธานคณะกรรมการเศรษฐกิจของชาติ หัวหน้าชุดทีมเศรษฐกิจ เหลืออีก ๑ เดือนจะหมดปีงบประมาณ งบปี ๒๕๖๕ เหลือเท่าไร ท่านเคยบอกพี่น้องประชาชนไหมครับ เอาล่ะจิรายุเดี๋ยวมันอาจจะมีสึนามิ ฟ้ามันอาจจะรั่ว ฝนมันอาจจะตก อุทกภัยมันจะมาก็ไม่เป็นอะไรครับ แต่ท่านได้ช่วยบอกพี่น้องประชาชน ไหมครับว่าของปีที่แล้ว ปี ๒๕๖๕ ๕๐๐,๐๐๐ กว่าเหลือเท่าไร ไม่ใช่แบบเมื่อสัปดาห์ ที่ผ่านมาท่านประธานครับ โหวตกฎหมายรัฐธรรมนูญ บัตร ๕๐๐ หาร ๑๐๐ ปรากฏว่า พรรคเล็กก็ไปรับท่านรองนายกที่สระบุรีได้ยินมาว่าก็ไปของบกลาง ผมถามหน่อยเถอะครับ ว่างบกลางที่เหลือปี ๒๕๖๕ เท่าไร แล้วถ้าเหลือสัก ๑๐๐,๐๐๐ ปีนี้ท่านจะขออีก ๕๐๐,๐๐๐ กว่า สิริรวมเป็น ๖๐๐,๐๐๐ กว่าท่านจะบริหารจัดการอย่างไรครับ ซึ่งเป็นคำถามผ่านไปยัง กรรมาธิการนะครับ ไม่เอาแบบนั่งนิ่ง ๆ นะครับ นั่งนิ่ง ๆ แล้วก็โหวตผ่าน โหวตผ่าน โหวตผ่าน ประชาชนเขาอยากรู้ เพราะฉะนั้นโดยสรุปท่านประธานครับ ปัญหาเกี่ยวกับ การโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งแน่นอนครับตัดเสร็จก็โอนเข้าไปที่งบกลาง ท่านช่วย บอกพี่น้องประชาชนหน่อยครับ ท่านอย่ามาบอกว่าไม่รู้นี่จิรายุมันจะเกิดอะไรเดือนหน้า พรุ่งนี้มันจะฟ้าถล่มไหมอะไร อย่างไร มันประมาณการได้บางส่วนครับ แต่บางอันมันสามารถที่จะวางแผนอย่างเป็นระบบได้ครับ เช่นท่านบอกประชาชนเลยครับว่าจิรายุงบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๖๖ มันเริ่มนับ ๑ ตุลาคม ถ้ามันใช้ปี ๒๕๖๕ ไม่หมด มันเหลือ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เราจะเอาไปลงทุนเอสเอ็มอี (SMEs) ตามแบบพรรคไทยรักไทย พลังประชาชน เพื่อไทยเขาเคยทำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างนี้มันพอจะมองเห็นภาวะเศรษฐกิจของชาติครับ สุดท้ายปลายทางผมอยากจะบอกง ท่านประธานว่างบกลางจะเท่าไรไม่ว่ากันครับ มันเป็นการตั้งตามธรรมเนียมประเพณี แต่สิ่งที่พวกเราอยากรู้ก็คือว่าเมื่อท่านตั้งงบกลางแล้วมันเอาไปบริหารจัดการแบบไหน อย่างไร มันเหลือมันควรจะเอาไปทำอะไรบ้างนะครับ ไม่ใช่เป็นงบประมาณแบบ ช น อ ท่านประธานรู้จัก ช น อ ไหมครับ เขาเรียกงบประมาณ ช น อ คืองบประมาณแบบชี้นิ้วเอา อ้ายพวกนี้เข้ามาก็ชี้นิ้วเอา ชี้นิ้วเอา ไม่มีหลัก ไม่มีเกณฑ์อะไรเลย ผมจึงฝากท่านประธานว่า ผมขอสงวนความเห็นในการแปรญัตติในมาตรานี้ไว้ครับ ขอขอบพระคุณครับ🔗
ท่านต่อไป ท่านเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ ตัด ๕ เปอร์เซ็นต์ เชิญอภิปรายเหตุผลครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ผมขออภิปรายปรับลดงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๖ ในมาตรา ๖ ในส่วนของงบกลาง การตั้งงบกลางมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน อย่างเร่งด่วนและมีประสิทธิภาพอย่างทันท่วงที เช่น ปัญหาภัยพิบัติ น้ำท่วม ฝนแล้ง โรคระบาด รวมถึงปัญหาเฉพาะหน้าที่พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อน ในอดีตที่ผ่านมา การเบิกจ่ายงบกลางในหลายโครงการทำได้ดีอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือ เกษตรกรชาวสวนยางในช่วงวิกฤติโควิด (COVID) ที่ทำให้ราคายางตกต่ำ ในโครงการ แบริเออร์ (Barrier) ยางพาราที่ร่วมกับกระทรวงคมนาคมทำกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ การเกษตร และนำงบกลางมาช่วยแก้ไขปัญหาโควิด (COVID) ไม่ว่าจะเป็นการซื้ออุปกรณ์ ทางการแพทย์ วัคซีน และค่าตอบแทนพี่น้อง อสม. ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการแก้ไขปัญหา โควิด (COVID) และเป็นคนที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการทำงาน แต่สิ่งที่เป็นปัญหาตลอด ระยะเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการช่วยเหลือพี่น้อง เกษตรกรเวลาเกิดภัยพิบัติต่าง ๆ หรือโรคติดต่อที่เกิดขึ้นกับปศุสัตว์ ในปีที่ผ่านมาเกิดปัญหา โรคระบาดอหิวาต์ในสุกรทำให้สุกรล้มตายเป็นจำนวนมาก และบางส่วนต้องกำจัดทิ้ง โดยคำสั่งของรัฐ เพื่อป้องกันตัดตอนโรคระบาดไม่ให้กระจายตัวออกไปในพื้นที่อื่น แต่มาตรการเยียวยาที่ต้องใช้งบกลางมีความล่าช้าเป็นอย่างมาก หลังจากเกิดปัญหาในส่วน ของท้องถิ่นได้รวบรวมข้อมูลจำนวนเกษตรกรผู้เสียหายส่งไปยังส่วนกลาง ใช้ระยะเวลา ไม่เกิน ๒ อาทิตย์ครับ แต่กว่าจะมีการอนุมัติเงินงบกลางใช้เวลามากกว่า ๖ เดือน ซึ่งตลอด ระยะเวลา ๖ เดือน พี่น้องเกษตรกรสูญเสีย สูญเสียค่าเสียโอกาส สูญเสียรายได้ ได้รับความ เดือดร้อน หลายคนต้องไปกู้หนี้นอกระบบเพื่อมาจุนเจือครอบครัว เพื่อมาใช้หนี้ค่าอาหาร สุกร รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการฆ่าเชื้อ ซึ่ง ๑ สถานที่ต้องฆ่าเชื้อถึง ๓ รอบ เพื่อใช้ทำความ สะอาด ได้แต่รอความหวังจากเงินเยียวยา ซึ่งในทางกลับกันถ้าพี่น้องเกษตรกรเหล่านั้นได้รับ การเยียวยาภายใน ๑-๒ เดือนแรกหลังจากการเกิดปัญหา เกษตรกรสามารถนำเงินส่วนนั้น มาใช้จ่ายและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า สามารถนำเงินส่วนนั้นมาต่อยอดทดแทนการเลี้ยงสุกรได้ เช่น การเลี้ยงแพะ หรือเลี้ยงไก่ หรือทำเกษตรประเภทอื่นปัญหาที่เกิดขึ้นก็คงจะไม่รุนแรง เช่นนี้ ไหนยังจะมีปัญหาที่เกี่ยวกับระบบชลประทานซึ่งเวลาน้ำท่วมท่านประธานคงทราบดี ว่าคันคลองได้พัง กว่าจะรองบกลางเพื่อไปแก้ไขไม่ทันหรอกครับ เพราะไม่มีเกษตรกร หรือชาวนาคนไหนที่จะรอให้รัฐใช้ระยะเวลาเวลา ๓ เดือน ๔ เดือน เขารีบครับ เขามีน้ำ เขาต้องการที่จะทำนา ก็กลายเป็นพี่น้องเกษตรกรต้องรวบรวมกำลังทรัพย์สินเพื่อจะมา ซ่อมแซม เพื่อจะมาเตรียมรับน้ำจากระบบ เพื่อใช้ในการทำเกษตรรอบต่อไป ท่านประธานครับ นี่เป็นเพียงตัวอย่างที่เกิดขึ้นจากความล่าช้าของผู้ที่มีอำนาจในการเบิกจ่ายงบกลาง ทุกครั้งที่ ทวงถามก็ได้รับคำตอบว่าอยู่ในระหว่างการตรวจสอบ ซ้ำร้ายกว่านั้นบอกกลัวว่าข้อมูล จะบิดเบือน กลัวว่าเกษตรกรจะโกง เรียนด้วยความเคารพครับ ถ้าเกษตรกรจะโกงยังไม่ได้ เท่ากับที่เขาเสียหาย ก็เรียนด้วยความเคารพว่าถ้าเป็นข้าราชการทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน แต่กลัวว่าพี่น้องจะโกงก็ต้องพิจารณาตัวเอง ผมไม่อยากให้เป็นเหมือนกับคำพูดที่ว่า การเยียวยาที่ล่าช้าคือการไม่เยียวยา เรามีรัฐบาลนะครับแล้วก็ ๓ ปีกว่าที่ผ่านมานะครับ ผมเรียนด้วยความเคารพว่าถ้ารัฐบาล ใช้จ่ายงบกลางนะครับอย่างมีประสิทธิภาพ มีประสิทธิผลมันจะส่งผลกับรัฐบาลโดยตรง ช่วยเขาตอนที่เขาเดือดร้อนนี่มันมีคุณค่ามากที่สุดแล้วครับ สิ่งที่ผมอธิบายไปเป็นสาเหตุที่ผม จะขอปรับลดงบประมาณในส่วนของงบกลาง ๕ เปอร์เซ็นต์ เพื่อเป็นการสะท้อนถึงปัญหา ที่เกิดขึ้นไปยังผู้มีอำนาจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับปรุงในการใช้งบประมาณ ส่วนงบกลางให้มีประสิทธิภาพ มีประสิทธิผลให้รวดเร็วมากกว่านี้ ขอบคุณครับ🔗
ขอเชิญ ท่านนพดล แก้วสุพัฒน์ ตัด ๓ เปอร์เซ็นต์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาที่เคารพครับ ผม นพดล แก้วสุพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท ขออภิปรายตัดงบประมาณงบกลาง ๓ เปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุผลเบื้องต้น โดยหลักแล้วงบประมาณงบกลางเป็นงบที่ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบของกรรมาธิการวิสามัญ ของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา การตั้งไม่สามารถที่จะไปตรวจสอบความโปร่งใส หรือควบคุมตรวจสอบการทุจริต โดยหลักที่จะให้ทำก็คือด้วยความจำเป็นเร่งด่วนแล้วก็ ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ในกรณีที่งบปกติไม่ได้ตั้งไว้ แต่การตั้งงบประมาณ งบกลางลอยไว้ ๕๐๐,๐๐๐ กว่าไปบวกกับที่กรรมาธิการตัดเพิ่มมาอีก ๗,๐๐๐ กว่า ตรงนี้ถึงแม้ว่าจะมีรายการที่ผ่านมติ ครม. บางอย่างที่เอาไปใช้แล้วตรงนั้นก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง แต่ในส่วนที่เป็นโครงการของภาพรวมในส่วนราชการที่ขอเข้ามาใช้ได้มีการตรวจสอบกัน หรือไม่ว่าเป็นการตั้งขอที่ซ้ำซ้อน เพราะว่าในระบบบริหารราชการเรามีการบริหารราชการ แบบส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ก็คือเรามี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะรับภาระความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนอยู่แล้วก็จะทำ ให้งบที่ส่วนราชการขอนี้อาจจะไปซ้ำซ้อน หรืออาจจะเป็นงบที่ผูกพันข้ามปี ซึ่งผมเห็นด้วยว่า หลักเกณฑ์ตรงนี้ไม่ควรมีเรื่องของการผูกพันนะครับ ในส่วนที่บอกว่าปัญหาความเดือดร้อน ในพื้นที่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเขาได้ใช้งบของเขาแล้วในหลาย ๆ เรื่องที่ทำเหมือนกับ ที่รัฐบาลกลางแล้วบอกว่าจะแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโควิด (COVID) เรื่องภัยพิบัติ น้ำท่วม ไฟไหม้ หรือพายุต่าง ๆ เบื้องต้นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เขาต้องจ่ายไปก่อนนะครับ จากคราวที่แล้วไว้ว่าจะในเรื่องของโรคระบาดโควิด (COVID) ท้องถิ่นได้จัดสรรงบประมาณลงไปช่วยเหลือด้วยความรวดเร็ว เพราะว่าส่วนของรัฐบาลกลาง กว่าจะลงไปก็ไม่ได้มีฐานข้อมูลทั่วถึงและรวดเร็ว ตรงนี้เมื่อลงไปแล้วก็จะกลายเป็นเรื่องของ การใช้เงินซ้ำซ้อน ซึ่งผมคิดว่ามันไม่มีความจำเป็นในส่วนราชการ แต่ก็อยากจะฝากว่า ถ้าในส่วนที่จำเป็นในพื้นที่คือในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะดูแลพี่น้อง ประชาชนให้ได้รับประโยชน์ที่เกิดขึ้นทั่วถึงมากกว่าที่ส่วนราชการที่จะไปเจาะทำเฉพาะ บางเรื่องครับ แล้วก็มีหน่วยงานทำอยู่แล้วก็อยากจะฝากว่าถ้าเอาหลักเกณฑ์ตรงนี้ที่มีอยู่แล้ว ถ้าจะพิจารณานอกจากตัดตรงนี้ที่ไม่จำเป็นแล้ว ส่วนที่จะใช้ครั้งหน้าต่อไปก็ควรจะดูในเรื่อง ที่ฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนและเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึง เพราะว่าในทุกพื้นที่ ของประเทศไทยเรามีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและคนที่มือยาวสาวได้สาวเอาก็มีนะครับ ส่วนคนที่อยู่ไกลหรือไม่รู้กติกาซึ่งไม่ชัดเจนอยู่ในเรื่องของวิธีการงบประมาณ เพราะว่าเมื่อลง ถึงพื้นที่แล้วระเบียบการใช้งบกลางตรงนี้ผมก็ยังไม่รู้ว่าจะใช้ระเบียบของกระทรวงการคลัง ของกรมบัญชีกลางหรือของกระทรวงมหาดไทยที่จะต้องมีระเบียบเฉพาะขึ้นมาในส่วน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งมีหน้าที่ซ้อนกับส่วนราชการอยู่แล้ว นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เขามีความจำเป็นที่ถึงมือพี่น้องประชาชนจริง ๆ ในเวลาใช้ผมคิดว่า ตรงนี้ถ้า ครม. จะใช้งบกลางที่เป็นภาพรวมนอกจากที่นายกรัฐมนตรีและ ผอ. สำนัก งบประมาณจะมีอำนาจใช้แล้วไม่มากนัก แต่ภาพรวมส่วนใหญ่ที่จะใช้แล้วเกิดประโยชน์ ในภาพรวมก็อยากจะฝากไว้ว่าควรจะไปลงในพื้นที่ซึ่งถ้าพี่น้องประชาชนได้ก็จะได้เหมือนกัน และทั่วถึงมากกว่าข้อมูลในส่วนราชการทำเฉพาะเรื่องซึ่งจะเป็นการซ้ำซ้อนเหมือนอย่าง คราวที่แล้ว แต่ละหน่วยงานทำข้อมูลเข้ามาจะซ้ำซ้อนกัน ซ้อนกันไปซ้อนกันมาจนตัวเลข เกินจำนวนคนนะครับ ถ้าเอาทุกกรม ทุกกระทรวงมารวมกันแล้วก็จะเกินจำนวนคนไทย เวลาจ่ายออกไปผมคิดว่าอันนี้ไม่ถูกต้อง แต่ถ้าในพื้นที่จะมีระบบการจัดการผมคิดว่าจะเป็น ประโยชน์มากกว่าถ้าเวลาจะใช้จริง ๆ ก็ฝากไว้นะครับ แล้วมันจะไม่เกิดการซ้ำซ้อนเพราะว่า พื้นที่ได้แล้วเขาตรวจสอบกันเองครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ท่านต่อไป ท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม ท่านตัด ๕ เปอร์เซ็นต์ เชิญอภิปรายเหตุผลครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ งบกลางเป็นงบที่ก่อให้เกิดความสงสัยแล้วก็มีข้อข้องใจกันมาทุกครั้ง ที่มีการประชุมอภิปรายงบประมาณ จริง ๆ แล้วกระผมก็เคยนำเสนอวิธีการปรับปรุงแก้ไข เพื่อจะให้งบกลางมีความโปร่งใส ซึ่งวันนี้ผมก็ขออนุญาตที่จะกล่าวอีกครั้งหนึ่งก็ต้องขออภัย หากท่านจะต้องฟังซ้ำนะครับว่าผมเคยกล่าวไว้อย่างไร งบกลางที่เราตั้งไว้ประมาณ ๕๙๐,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็นประมาณ ๑๘.๕ เปอร์เซ็นต์ของวงเงินงบประมาณ ๓.๑๘๕ ล้านล้านบาท เกือบ ๒๐ เปอร์เซ็นต์เป็นเงินก้อนโตนะครับ ขณะที่เรามีเอกสารงบประมาณ เป็นลัง ๆ แต่ละกระทรวงต้องนำเสนอข้อมูลมากมายด้วยกันเป็นเล่ม ๆ แต่ปรากฏว่างบกลาง มีเงินถึง ๕๙๐,๐๐๐ ล้านบาท มีกระดาษแค่ใบเดียวคือมีการแจ้งยอดว่าจะมีการเบิกจ่าย รายการอะไรบ้าง ประมาณ ๑๑ ๑๒ รายการแล้วก็แค่นั้นครับ รายละเอียดต่าง ๆ เท่าที่ผม เคยไปนั่งในกรรมาธิการก็ไม่สามารถให้ข้อมูลได้ว่าได้มาอย่างไร อันนี้เป็นที่มาที่ผมกล่าวว่า เป็นความไม่โปร่งใสของการทำงานนะครับ ก็อยากจะให้มีการปรับปรุงระบบงบประมาณ ให้โปร่งใสมากขึ้น วิธีการก็คือต้องแยกหมวดครับ ในงบกลาง ๕๙๐,๐๐๐ ล้านบาท จริง ๆ แล้ว ๔๙๐,๐๐๐ ล้านบาทหรือประมาณ ๘๓ เปอร์เซ็นต์นี้ เป็นงบเกี่ยวกับข้าราชการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับรักษาพยาบาล งบช่วยเหลือข้าราชการและลูกจ้าง งบเบี้ยหวัด บำนาญ งบเลื่อนเงินเดือน เหล่านี้เป็นต้น ประมาณ ๗ รายการ เป็นงบเกี่ยวกับข้าราชการ ๔๙๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นงบที่เป็นการใช้จ่ายในกรณีฉุกเฉินและจำเป็นต่าง ๆ เพียงประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทหรือเพียง ๑๗ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ในการบริหารจัดการก็แยกกันครับ คืองบที่เกี่ยวกับข้าราชการอยู่ในการดูแลของกรมบัญชีกลาง กรมบัญชีกลางท่านก็เป็น ฝ่ายตั้งรับ เวลาที่ข้าราชการมาเบิกก็เบิกตามหลักฐานเท่านั้น ผมเคยเชิญทางกรมบัญชีกลาง มาสอบถามในกรรมาธิการครับว่าและมีการตรวจสอบไหมว่าข้าราชการที่มาเบิกเบี้ยหวัด บำนาญ เหล่านี้เป็นต้น มีตัวตนอยู่หรือเปล่า ท่านก็บอกว่าท่านก็ดูตามหลักฐานเท่านั้น แต่ไม่ได้ไปตรวจสอบจริง อันนี้คือประเด็นหนึ่งที่พวกเราเป็นห่วงว่าระบบการบริหารจัดการ งบนี้ยังไม่ได้มีความชัดเจนเพียงพอ แต่ถ้าหากมีการแยกงบออกมาเป็น ๒ หมวด ก็คือหมวดที่เกี่ยวกับข้าราชการซึ่งน่าจะ ประมาณได้อยู่แล้วว่าค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไร และจริง ๆ แล้วผมก็อยากจะขอเรียนว่า ตัวเลขที่ท่านตั้งไว้เกี่ยวกับงบกลางของรักษาพยาบาล ๗๖,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๔ ๒ ปี ก่อนหน้านี้ รายจ่ายจริงมันเกิดขึ้นแล้วถึง ๗๙,๐๐๐ ล้านบาท พูดง่าย ๆ คือว่าที่ท่านตั้งจ่าย มันไม่พอ แล้วไม่พอทำอย่างไรครับ ไม่พอกรมบัญชีกลางก็มีอำนาจตาม พ.ร.บ. เงินคงคลัง เพราะว่ามีกฎหมายอนุญาตให้จ่ายอยู่แล้วก็สามารถใช้เงินคงคลัง แล้วก็ไปตั้งงบชดใช้เงิน คงคลังในปีต่อไป อันนี้คือการบริหารจัดการของกรมบัญชีกลาง ส่วนงบอีกก้อนหนึ่ง งบฉุกเฉิน รวม ๆ ได้ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อยู่ในการดูแลหรืออำนาจของ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ท่านมีอำนาจที่จะจัดการเรื่องนี้ได้ตาม พ.ร.บ. วิธีการ งบประมาณ เพราะฉะนั้นในเมื่อ ๒ งบนี้มันเป็นคนละเรื่องกัน คนละงบกันแต่กลับมาอยู่ใน หมวดเดียวกัน ถามว่าเอ๊ะทำไมจึงเกิดเป็นอย่างนี้ ผมก็สงสัยครับ อยากจะให้ท่าน กรรมาธิการช่วยตอบโดยท่านผู้อำนวยการสำนักงบประมาณซึ่งก็เป็นกรรมาธิการอยู่ด้วย ช่วยชี้แจงด้วยว่าเป็นเพราะว่าท่านมีอำนาจตามมาตรา ๖๐ มาตรา ๓๖ วรรคสุดท้ายว่า หากงบกลางหมวดใด รายการใดที่ไม่พอใช้ ท่านสามารถโยกจากรายการหนึ่งไปรายการหนึ่งได้ พูดง่าย ๆ ก็คือว่างบฉุกเฉินที่ท่านมีอำนาจอยู่ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เกิดมีปัญหาไม่เพียงพอ ท่านก็จะมีอำนาจที่จะตัดเอามาจาก ๔๙๐,๐๐๐ ล้านบาทได้นะครับ พูดง่าย ๆ ก็คือว่าท่านก็ ไปเบียดเอางบของข้าราชการ ส่วนกรมบัญชีกลางเมื่องบเหล่านี้ถูกเบียดไปก็ไปใช้เงินคงคลัง ผมเชื่อว่าท่านน่าจะมีคำตอบและมีเหตุผลว่าท่านทำไมถึงไม่แยกหมวด ช่วยชี้แจงประเด็นนี้ ให้เป็นที่เข้าใจเพราะว่ามันเป็นเรื่องที่ประชาชนสอบถามกันมาก แล้วเพื่อน ส.ส. ก็สอบถาม เรื่องนี้ตลอดเวลาเกี่ยวกับเรื่องของงบกลางว่าความโปร่งใสและความชัดเจนเป็นอย่างไร และที่สำคัญผมอยากจะให้มีการบริหารจัดการงบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกับงบของ สวัสดิการข้าราชการ หลายรายการน่าจะมีการบริหารจัดการที่ดีขึ้น เช่นงบรักษาพยาบาล ที่เมื่อสักครู่กระผมได้กล่าวไปว่าตั้งไว้น่าจะไม่เพียงพอ เราตั้งรับอย่างเดียวในเรื่องของ สาธารณสุขเกี่ยวกับข้าราชการ จริง ๆ แล้วมันควรจะเป็นงบที่ให้ข้าราชการมีโอกาสที่จะเบิก เพื่อจะไปดูแลในเรื่องของสุขภาพได้ ไปฟิตเนส (Fitness) ไปดูแลการออกกำลังกายเพื่อจะ ไม่ให้เป็นโรค แต่ที่ท่านทำอยู่ทุกวันนี้ต้องให้ข้าราชการเป็นโรคก่อนถึงจะจ่ายได้ก็คือไปเบิก เป็นค่ารักษาพยาบาล เพราะฉะนั้นเรื่องของความคล่องตัว เรื่องของการบริหารจัดการ น่าจะมีขึ้นในเรื่องนี้ ถ้าหากท่านมีการแยกหมวดให้ชัดเจน แล้วก็เป็นเงินก้อนโต ๔๙๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ พูดง่าย ๆ เป็นเงินที่ต้องจ่ายจากภาษีอากรของประชาชน เพราะฉะนั้นหากเราไม่ ดูแลให้ดีอนาคตเงินก้อนนี้ก็จะมีการขยายมากไปอีก เพราะว่าเรื่องของค่ารักษาพยาบาล ก็เป็นที่ทราบกัน ทุกโรคก็มีปัญหากันทั้งนั้นว่ามักจะบานปลายออกไป ก็ขออนุญาต กราบเรียนครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอเชิญ ท่านทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ดิฉัน ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย วันนี้ดิฉัน ขออภิปรายแปรญัตติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี ๒๕๖๖ งบประมาณที่ตั้งไว้คือ ๓,๑๘๕,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นงบกลางถึง ๕๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท งบกลางนี้คิดเป็น ๑๘.๕ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณทั้งหมด ดิฉันไม่เห็นด้วยค่ะ ดิฉันจึงขอปรับลดลงไว้ ๘ เปอร์เซ็นต์ตามเหตุผลที่ดิฉันจะให้วันนี้ค่ะ ท่านประธานค่ะ งบกลางตั้งไว้ ๕๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถือเป็นงบประมาณส่วนที่ใหญ่ที่สุดในงบประมานของส่วนราชการ และ ๔ ปี ประยุทธ์ ๒ ตั้งงบกลางไว้กว่า ๒.๓ ล้านล้านบาท ท่านประธานคะ ทำไมต้องตั้ง งบกลางไว้จำนวนสูงมากขนาดนี้ มีวัตถุประสงค์อะไรแอบซ่อนไว้หรือเปล่าคะ โดยปกติ ถ้าเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีความสามารถในการบริหารประเทศเราคงไม่กังวลใจเท่าตอนนี้ แต่ตอนนี้เรามีนายกรัฐมนตรีที่ไร้ประสิทธิภาพ เพราะตลอดระยะเวลา ๘ ปีมา ท่านดำรง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมา ๘ ปี ท่านบริหารก็พิสูจน์มาแล้วว่าประชาชนมีแต่ความลำบาก อดอยากไปทั้งแผ่นดิน แต่ท่านกลับจงใจตั้งงบกลางไว้สูง เพราะงบกลางเปรียบเสมือนเรา เซ็นเช็คเปล่าไว้ในมือคุณประยุทธ์เพราะงบกลางนี้ไม่ปรากฏรายละเอียดของโครงการ นายกรัฐมนตรีสามารถจะโอนงบไปทำอะไรอย่างอื่นก็ได้โดยไม่ต้องมาผ่านฝ่ายนิติบัญญัติ ให้กลั่นกรองก่อน ส่อมีปัญหาทุจริต ในที่นี้ดิฉันขอพูดเรื่องเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น ๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท และรวม ๔ ปีนี้นะคะ ท่านตั้งงบประมาณส่วนนี้ไว้ถึง ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งยังไม่เคยมีใครตรวจสอบได้เลย และดิฉันก็มั่นใจว่าเพื่อนสมาชิก หลายท่านก็คงแคลงใจในงบนี้เหมือนกันค่ะ และเพราะอะไรคือจะเป็นบทพิสูจน์ว่านั่นคือสิ่ง ฉุกเฉินและจำเป็น ใครจะเป็นคนให้หลักการนี้ล่ะคะ เพราะการใช้งบกลางนี้ตรวจสอบไม่ได้ ไม่มีตัวชี้วัด ไม่มีแผนการใช้งบประมาณนะคะ ดิฉันจะขอยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากเกิดมี เหตุการณ์ชุมนุมของพี่น้องประชาชนที่มีความเห็นต่างทางการเมือง แต่นายกรัฐมนตรี ก็อาจจะมองว่าเป็นเหตุฉุกเฉินก่อความวุ่นวาย นายกรัฐมนตรีก็มีอำนาจที่จะใช้เงินสำรอง ฉุกเฉินในการสั่งสลายผู้เห็นต่างได้ ซึ่งจริง ๆ แล้วเหตุการณ์ในการชุมนุมก็เป็นสิทธิเสรีภาพ ของพี่น้องประชาชน ทีนี้ถ้าเราทำอย่างนี้ เราไม่เท่ากับเป็นการตั้งงบประมาณเพื่อมาทำร้าย พี่น้องประชาชนเราเองหรือคะ การใช้งบประมาณมันกลายเป็นดุลยพินิจของนายกรัฐมนตรี ที่มีความคิดว่าอย่างไรจะตีความว่าฉุกเฉิน ดังนั้นดิฉันขอตัดลดงบประมาณลง ๘ เปอร์เซ็นต์ เพื่อนำเงินไปช่วยเหลือประชาชนให้พ้นวิกฤติแพงทั้งแผ่นดิน พังทั้งแผ่นดิน เช่น น้ำมันแพง ไฟฟ้าแพง ที่นายกรัฐมนตรีท่านต้องไปดูสาเหตุของการแพงแล้วมาแก้ไขปัญหา ไม่ใช่ท่านมา อบรมคำสอนของพระพุทธเจ้าอริยสัจ ๔ แต่ถ้าจะให้แก้สาเหตุจริง ๆ อย่างที่ท่านว่า ตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีว่านะคะ เราจะพูดถึงอริยสัจ ๔ ว่าสมุทัยคือ สาเหตุ ก็คือตัว นายกรัฐมนตรีเองอีก ถ้ามีวิธีแก้ปัญหาก็คือ มรรค ก็คือนายกรัฐมนตรีก็ออกไปเสีย นิโรธ ก็คือผล ทุกสิ่งในประเทศไทยก็จะดีขึ้นค่ะ แต่เมื่อใช้คำสอนของพระพุทธเจ้าแก้ไม่ได้ เราก็ต้องใช้ความเป็นจริง เราต้องขอใช้สภาแห่งนี้ ตัดลดงบกลางลงเพื่อไปช่วยเหลือ ประชาชนสิคะ ใช้เงินส่วนนี้อัดเข้าไปในระบบเศรษฐกิจเพื่อให้วงล้อเศรษฐกิจได้หมุนได้ เพราะตอนนี้นะคะ เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจทั้ง ๔ ตัวยังไม่มีตัวไหนที่ขับเคลื่อนได้อย่าง แท้จริงเลยค่ะ ดิฉันจึงขอยืนยันยังตัดงบกลาง ๘ เปอร์เซ็นต์ เพื่อนำไปแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจ ดิฉันไม่สามารถไว้วางใจนายกรัฐมนตรีที่มีปัญหากับเซลล์สมองตัวเองหรอกคะ วันก่อนนั้น ว่ามี ๘๔,๐๐๐ เซลล์เดี๋ยวนี้ว่ามี ๘,๔๐๐,๐๐๐ เซลล์ ดิฉันแนะนำนะคะ ปกติมนุษย์มีแค่ ๑๐๐,๐๐๐ เซลล์ ดิฉันแนะนำให้นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ไปพบหมอดีกว่าค่ะ ดิฉันกลัวมันจะ เป็นเซลล์มะเร็งที่มากไปนะคะ แล้วก็ดิฉันจึงไม่อาจไว้วางใจนายกรัฐมนตรีท่านนี้ได้ให้ถือเช็ค มือเปล่าไว้ในมือมากขนาดนี้ ดิฉันจึงขอตัดงบกลาง ๘ เปอร์เซ็นต์เพื่อไปกระตุ้นเศรษฐกิจ บรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ขอบคุณค่ะ🔗
ท่านต่อไป ท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ ครับ ปรับลด ๕ เปอร์เซ็นต์ เชิญให้เหตุผลครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย เป็นที่ทราบกันดีว่างบกลางเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารในการตั้งงบประมาณ และพิจารณาอนุมัติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร หากฝ่ายบริหารตั้ง งบประมาณรายจ่ายงบกลางโดยเฉพาะรายการเงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น มากเกินไปย่อมเสียโอกาสในการตั้งงบประมาณรายจ่ายให้แก่หน่วยรับงบประมาณอื่นที่มี รายการค่าใช้จ่ายที่ชัดเจน ส่วนรายการงบกลางโดยเฉพาะเงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็นตั้งไว้ลอย ๆ ไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน ท่านประธานที่เคารพ กรณีตั้งงบไว้บรรเทา ความเสียหายจากภัยพิบัติ สาธารณภัยร้ายแรงต่าง ๆ เช่น อุทกภัย วาตภัย อัคคีภัย หรือภัยสาธารณะอื่น ๆ ซึ่งเป็นเรื่องคาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้ เป็นสิ่งที่พวกกระผมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรับได้ แต่กรณีอื่น ๆ ควรให้หน่วยรับ งบประมาณอื่นที่มีรายการค่าใช้จ่ายที่ชัดเจนได้มีส่วนในการตั้งงบประมาณเพื่อที่จะนำมา แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ชนบทในจังหวัดนครพนมเวลาลงพื้นที่คราใดเรื่องที่ได้รับแจ้ง ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนมากที่สุดคือปัญหาน้ำสะอาดเพื่อการอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร ๒. ปัญหาความต้องการไฟฟ้าเพื่อการเกษตร ปัญหาทั้ง ๒ ประการ ดังกล่าวเป็นความจำเป็นพื้นฐานที่รัฐต้องดูแลประชาชนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๖ ที่บัญญัติไว้ในหมวด ๕ หน้าที่ของรัฐเรื่องการมีสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็น ถ้ารัฐบาล ปรับลดงบประมาณงบกลางลงแล้วให้หน่วยรับงบประมาณอื่น เช่น กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ซึ่งมีศักยภาพในการนำน้ำใต้ดินมาใช้ประโยชน์ทั้งการอุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการเกษตร ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งใช้ประโยชน์ทั้งการอุปโภคบริโภคนะครับ ใช้ประโยชน์ทั้งน้ำ เพื่อการเกษตร แต่หน่วยงานที่มีความพร้อมมีศักยภาพได้รับงบประมาณนิดเดียว ทั้ง ๆ ที่มี แผนงานโครงการต่าง ๆ พร้อม โดยเฉพาะไฟฟ้าครัวเรือนและไฟฟ้าเพื่อการเกษตรชาวบ้าน ร้องขอกันระงมเพราะการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจไม่ได้มีนโยบายตั้งงบประมาณ เพื่อการนี้ไว้ ท่านประธานที่เคารพครับ ประเทศไทยเป็นประเทศสังคมเกษตร คนไทย ทั้งประเทศอยู่ได้ก็โดยเกษตรอุ้มชู เวลาบ้านเมืองมีวิกฤติเศรษฐกิจต้องปิดกิจการหรือพี่น้อง ตกงานกลับไปตายรัง อย่างน้อยเมื่อกลับบ้าน กลับชนบทอาชีพที่จะทำให้ชาวบ้านพออยู่ พอกินได้ก็คือเกษตร เหลือก็ขาย แต่สิ่งที่เป็นปัจจัยพื้นฐานที่พี่น้องขาดอย่างมากก็คือไฟฟ้า โดยเฉพาะไฟฟ้าเพื่อการเกษตรรัฐบาลไม่ให้ความสำคัญเลย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ควรทำงานเชิงรุกกล้าลงทุนไม่ใช่รอรับค่าไฟ รอรับปันผลจากรายได้ที่เก็บได้เหมือนเสือนอนกิน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมมีข้อสังเกตที่อยากจะเรียนรัฐบาลประเด็นความเป็นธรรม ในการจัดงบกลางโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในช่วงฤดูฝน ปี ๒๕๖๕ และการกักเก็บน้ำเพื่อฤดูแล้งปี ๒๕๖๕/๒๕๖๖ ของจังหวัดนครพนมได้รับ งบประมาณดังนี้ครับท่านประธานมีเพียง อบต. ๒ อบต. ได้รับงบประมาณเพียง ๑ โครงการ โครงการละ ๔๕๐,๐๐๐ บาท นอกนั้นองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครพนมรับไป ๓๕๔ โครงการ งบ ๑๗๘ ล้านบาทเป็นขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนครพนมถึง ๑๗๗ ล้านบาท อบต. ต่าง ๆ ซึ่งมีถึง ๑๐๔ องค์กรได้เพียง ๒ ค่อนข้างจะโหดร้ายมากครับ ท่านประธาน ตรงนี้เห็นชัดเจนว่างบกลางไม่มีความเป็นธรรมในการที่จะจัดสรรงบประมาณ ให้กับท้องถิ่นอย่างเป็นธรรม ขณะนี้ อบต. ต่าง ๆ มองกันตาปริบ ๆ ว่าองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดนครพนมรับงบประมาณโครงการเล็ก ๆ น้อย ๆ ของ อบต. ไปทำหมด แล้วอย่างนี้ การกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนตามนโยบายของรัฐบาล อย่างไร นี่คือตัวอย่างหนึ่งของการจัดสรรงบประมาณของงบกลางที่ไม่เป็นธรรมที่เห็นชัดเจน ก็อยากจะเรียนสอบถามไปยังคณะรัฐบาลที่รับผิดชอบเรื่องนี้จะตอบต่อปัญหานี้อย่างไร และในโอกาสต่อไปอย่าให้มีปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นเป็นอันขาด เพราะว่าความไม่เป็นธรรม ไม่มีใครอยากได้รับหรอกครับท่านประธาน ขอขอบคุณครับ🔗
ขอเชิญ ท่านรังสิมันต์ โรม ตัด ๔.๘ เปอร์เซ็นต์ เชิญให้เหตุผลครับ🔗
เรียนท่านประธาน ผม นายรังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมขออภิปรายตัดงบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๖ ตามมาตรา ๖ ลงเป็นสัดส่วน ๔.๘ เปอร์เซ็นต์ โดยเป็น การตัดงบในเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นที่ได้ตั้งเอาไว้ ๙๒,๔๐๐ ล้านบาท ตัดลงเป็น ๒๘,๓๔๓ ล้านบาท จะคงเหลือ ๖๔,๐๕๗ ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นจำนวนสัดส่วน ประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณทั้งประเทศ อยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดให้เรา ตัดได้ ท่านประธานครับ งบกลางในส่วนของรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น ซึ่งต่อไปนี้ผมจะเรียกสั้น ๆ ว่า งบกลาง เราได้ยินเกี่ยวกับเรื่องของงบกลางมา มากว่าเป็นงบประมาณก้อนใหญ่ ตอนที่เอาเข้าสภาไม่มี ส.ส. คนไหนเลยแม้แต่คนเดียว ที่จะมีโอกาสได้รับทราบข้อมูลล่วงหน้าว่าสุดท้ายแล้วงบก้อนนี้ถูกเอาไปใช้อย่างไร เอากันตรงไปตรงมาเงินที่มากขนาดนี้ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะปิดบังไม่ให้สภารู้ สิ่งที่ท่าน ต้องทำตอนที่ท่านยื่นเข้ามาสภาท่านควรที่จะมีเอกสารชี้แจงมาตั้งแต่ต้นเพื่อให้ประชาชน และสมาชิกได้รู้ว่างบกลางของท่านถูกใช้อย่างไร เงินก้อนนี้เราไม่สามารถตรวจสอบได้เลย ยิ่งท่านปิดมากเท่าไร ยิ่งท่านป้องกันไม่ให้คนรู้มากเท่าไร คนมันก็ยิ่งอยากรู้เพราะนั่น หมายความว่าท่านไม่บริสุทธิ์ใจตั้งแต่ต้นว่าสุดท้ายแล้วเงินก้อนนี้ท่านเอาไปทำอะไรกันแน่ ดังนั้นผมฝากเลยว่าเงินก้อนนี้ต้องทำให้โปร่งใสมากที่สุด แล้วในเรื่องของงบกลางนะครับ คนที่มีอำนาจกำหนดเรื่องนี้ก็มีแต่ฝ่ายบริหารคือนายกรัฐมนตรี และ ครม. ที่จะไปตัดสินใจใช้ กับเรื่องต่าง ๆ เมื่อภายหลังเงินก้อนนี้ผ่านสภา สำหรับสภาแล้ว ส.ส. อย่างพวกเรา งบกลาง มันตรวจสอบไม่ได้จริง ๆ แล้วสภาซึ่งมีอำนาจในการตรวจสอบถ่วงดุลเราจะสามารถทำ หน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนได้อย่างไร แล้วเมื่องบกลางมันผ่านไปแล้วเราทำได้แค่ ๒ อย่าง อย่างที่ ๑ คือภาวนาครับ ภาวนาให้รัฐบาลใช้เงินก้อนนี้กับเรื่องที่จำเป็นหรือเร่งด่วน จริง ๆ อย่างที่ ๒ กร่นด่าประณามรัฐบาลให้หนักเมื่อพบข้อเท็จจริงว่าสุดท้ายแล้วรัฐบาล กลับฉวยโอกาสเอาเงินก้อนนี้ไปใช้กับเรื่องที่ทรยศต่อความไว้วางใจที่สภาและประชาชน ได้มอบให้ ท่านประธานครับ เมื่อพูดถึงฉุกเฉินและความจำเป็นในบริบทของงบที่สภาเข้าไป ตรวจสอบตั้งแต่ต้นไม่ได้แล้ว การใช้งบกลางแต่ละครั้งของรัฐบาลจึงต้องตอบสังคมให้ได้ว่า ทำไมมันถึงฉุกเฉินและจำเป็นถึงขนาดที่ไม่สามารถบอกกับสภาตั้งแต่ต้นได้ และแน่นอนที่สุด ต้องตอบให้ด้วยว่าเงินก้อนนี้ที่มันฉุกเฉินและจำเป็นต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนจริง ๆ อย่างไร เราถึงจะยอมรับได้หากรัฐบาลใช้งบกลางอย่างมีคุณค่าและประโยชน์ ยกตัวอย่างเช่น การไปฟื้นฟูผู้ประสบภัยพิบัติเรายอมรับได้ หากรัฐบาลใช้งบกลางไปซื้อวัคซีนป้องกันโควิด (COVID) เรายอมรับได้ แต่ที่ผ่านมา ท่านประธานครับ เรากลับพบเจอการใช้งบกลางไปกับการซื้อสไตรเกอร์ (Stryker) ๓๗ คัน ๒,๘๐๐ ล้านบาท กรณีนี้หลายท่านอาจจะบอกว่าเอามาพูดซ้ำไม่รู้กี่รอบแล้ว แต่มันพูดซ้ำได้ ทุกรอบจริง ๆ เพราะมันคือตัวอย่างอมตะนิรันดร์ว่าการใช้เงินงบกลางของรัฐบาลนี้เป็นไป อย่างไม่มีคุณค่าอย่างไร ผ่านมาเกือบ ๔ ปี นับตั้งแต่มีการอนุมัติงบก้อนนี้ไปซื้อ สไตรเกอร์ (Stryker) ผ่านมาเกือบ ๓ ปี นับจากที่มีการส่งมอบสไตรเกอร์ (Stryker) ดังกล่าว เรายังไม่เคยเห็นสไตรเกอร์ (Stryker) ดังกล่าวถูกใช้เพื่อความจำเป็นเร่งด่วนที่เป็นประโยชน์ ต่อประชาชนเลยแม้แต่น้อย และกรณีล่าสุดที่ผมเพิ่งอภิปรายไม่ไว้วางใจไปเมื่อไม่นาน คือกรณีที่มีการทุจริตในกองบินตำรวจที่ไปสั่งจ้างการบินไทยซ่อมเครื่องบินในช่วงปี ๒๕๖๓ จนเกินงบประมาณ หลักฐานทุกอย่างมีความชัดเจน ปรากฏว่าสุดท้ายรัฐบาลได้ใช้เงิน ๙๓๗ ล้านบาท ไปแก้ปัญหาการกระทำทุจริตดังกล่าวทั้ง ๆ ที่นายกรัฐมนตรีรู้เรื่องนี้ตั้งแต่ต้น รู้ตั้งแต่ก่อนที่ศาลล้มละลายกลางจะชี้ว่าตำรวจจะเป็นลูกหนี้เด็ดขาดด้วยซ้ำ แต่พวกท่าน ไม่ได้ทำอะไรเลย ท่านแก้ปัญหาด้วยการใช้เงิน เงินงบกลางที่คิดกันว่าจะเอาไว้ใช้ในการ แก้ปัญหาการฟื้นฟูจากภัยพิบัติอะไรต่าง ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน อย่างเช่นกรณีที่ มันเกิดปัญหาโควิด (COVID) มันได้กลายเป็นเงินสำหรับการเผื่อกรณีที่จะมีการทุจริตคอร์รัปชัน นั่นจึงเป็นเหตุผลครับท่านประธานว่าผมไม่สามารถไว้วางใจให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ถือเงินงบกลางที่มากขนาดนี้อีกต่อไป ที่ผ่านมามันพิสูจน์กันแล้วท่านประธานครับ ว่าชายคนนี้ไม่มีศักยภาพในการที่จะบริหารเม็ดเงินของประชาชนให้อย่างมีคุณค่าได้ ถ้าไม่ติดข้อกำหนดของกฎหมายความตั้งใจผม ผมอยากจะตัดให้มากกว่านี้อีก แต่ถ้าจะตัด มากกว่านี้เดี๋ยวมันจะไปกระทบต่อเงินเดือนของข้าราชการต่าง ๆ ซึ่งเราไม่สามารถทำได้ ด้วยเหตุผลทั้งหมด ผมจึงมีความเห็นว่าเราควรที่จะตัดลดงบประมาณส่วนนี้ลงที่ ๔.๘ เปอร์เซ็นต์ อย่าปล่อยให้คนที่ไม่มีศักยภาพในการบริหารเงินของประชาชนให้ใช้เงิน อย่างมือเติบโดยไม่เห็นคุณค่าอีกต่อไป ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ท่านต่อไป ท่านเทียบจุฑา ขาวขำ ตัด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เชิญให้เหตุผลครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางเทียบจุฑา ขาวขำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ ดิฉันขออภิปราย ดิฉันได้แปรญัตติปรับลดงบประมาณประจำปี ๒๕๖๖ รัฐบาลได้จัดสรร งบประมาณไว้ ๓,๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพิ่มจากงบประมาณปี ๒๕๖๕ เกือบ ๘๕,๐๐๐ ล้านบาท แต่ที่น่าสนใจของดิฉันในงบประมาณปี ๒๕๖๖ ก็คืองบกลางค่ะ ซึ่งมีเกือบ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มจากปี ๒๕๖๕ ถึง ๑๙,๐๐๐ ล้านบาท โดยเฉพาะรายการ เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเพิ่มขึ้นถึง ๙๐,๐๐๐ ล้านกว่าบาท มันเสมือนเป็น การซุกงบประมาณไว้สำหรับฝ่ายบริหารในการจัดการ ท่านประธานคะ ดิฉันไม่เห็นด้วยกับ งบประมาณรายจ่ายงบกลางในปีงบประมาณ ๒๕๖๖ ดิฉันจึงขอปรับลดงบกลางลงจำนวน ๘ เปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุผลดังนี้ค่ะ ท่านประธานคะ ในการจัดสรรงบประมาณงบกลางกลับพบว่ารัฐบาลได้นำเงินงบประมาณบางส่วนไปใช้ ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์แล้วก็ไม่คุ้มค่าของภาษีที่ประชาชนได้จ่าย โดยเฉพาะรายการ เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นมีไว้ช่วยเหลือและแก้ไขหรือบรรเทาปัญหาความ เดือดร้อนให้กับประชาชนหรือกรณีที่เกิดความเสียหายในลักษณะต่าง ๆ จากภัยธรรมชาติ เช่น ปัญหาน้ำท่วมก็ดี อุทกภัย ซึ่งปรากฏว่าปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นประชาชนยังไม่ได้รับการ ดูแลอย่างทั่วถึง เช่นในปีที่ผ่านมารัฐบาลได้นำงบกลางเหล่านี้ไปใช้ผิดทิศทาง ไม่คำนึงถึง ผลกระทบความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนและงบประมาณที่นำมาใช้โดยที่ไม่จำเป็น ในขณะที่ประชาชนเดือดร้อนกันทุกหย่อมหญ้า น่าสงสารประชาชนนะคะ ประชาชนในยุคนี้ ยุคข้าวยากหมากแพง ยุครัฐบาลท่านประยุทธ์เหมือนตายซ้ำซาก เช่น ปี ๒๕๖๖ นี้รัฐบาลได้ อนุมัติงบกลาง ๙๓๗ ล้านบาทเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการชำระหนี้ค่าซ่อมบำรุงอากาศยาน ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้วก็ซุ่มอนุมัติอีก ๔๐๐ ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายโครงการ ประชาสัมพันธ์เป็นเจ้าภาพเอเปค (APEC) ของไทย บ่งบอกถึงการใช้งบกลางในสิ่งที่ไม่ จำเป็นแล้วก็ผิดวัตถุประสงค์ ท่านประธานคะ งบกลางตั้งไว้สูงมากเกือบ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ดิฉันดูแล้วงบกลางนี่มันสูงเกินไป แล้วก็ในรัฐบาลชุดนี้ดิฉันว่าควรจะเอางบกลางเข้ามาดูแล พี่น้องเกษตรกร แต่ดูในเล่มไม่เห็นเลยค่ะ ไม่มีที่จะดูแลพี่น้องเกษตรกรเพียงน้อยนิด แล้วบางอย่างก็ถูกละเลยไปด้วยซ้ำ เช่น กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรที่กองทุนนี้ เป็นที่พึ่งที่หวังของเกษตรกรซึ่งมีสมาชิกของกองทุนนับเป็นล้านคน และทุกคนก็หวังที่จะให้ กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรนี้มาช่วยเหลือเรื่องหนี้สินที่ล้นพ้นตัว แต่ปรากฏว่ารัฐบาล มิได้ตั้งงบประมาณไว้เลยในปี ๒๕๖๖ แต่ในงบกลางมีรายการกองทุนฟื้นฟู ดิฉันนำเสนอว่า งบกลางควรจะเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกร แต่ดิฉันต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการที่ได้ แปรญัตติงบประมาณเพิ่มเติมให้กับกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จำนวน ๕๐๐ ล้านบาท ต้องขอขอบคุณอีกครั้งหนึ่งที่ท่านเห็นพี่น้องเกษตรกรที่มีความสำคัญแล้วก็ยากลำบาก แล้วดิฉันคิดว่าเงินงบกลางมีเยอะควรให้การสนับสนุนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย ในส่วนของเงินอุดหนุนทั่วไป พบว่าในปี ๒๕๖๖ ได้จัดสรร ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในอุดหนุนเฉพาะกิจก็ได้รับจัดสรรแค่ ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งงบประมาณที่จัดสรรในครั้งนี้ ถือว่าน้อยมากเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้น โดยส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับรายการบุคลากรและ สวัสดิการ และการถ่ายโอน อาหารเสริมหรือนม อาหารกลางวันและเป็นเบี้ยยังชีพเกือบ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งงบประมาณเหล่านี้มันเป็นยอดงบประมาณที่จะดันเงินอุดหนุนให้กับ ท้องถิ่นให้ดูว่าสูงขึ้นในภาพรวม เพียงแค่ขอผ่าน เพียงแค่ขอผ่านของท้องถิ่นว่าให้มียอดให้ สูงขึ้น ๒๙ เปอร์เซ็นต์ แต่งบประมาณส่วนนี้งบประมาณของท้องถิ่นไม่สามารถที่จะนำมา พัฒนาในอำนาจหน้าที่ของท้องถิ่นได้ เพราะฉะนั้นการจัดสรรงบประมาณของงบกลางนี้ ดิฉันเห็นควรอย่างยิ่งที่จะตัดงบประมาณลดลง ๖ เปอร์เซ็นต์ เพื่อเอาไปสนับสนุนให้กับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและกองทุนฟื้นฟูพัฒนาเกษตรกร ท่านประธานคะ เลือดจากปู ควรนำมาพัฒนาท้องถิ่นให้ดีขึ้นค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
ขอเชิญ ท่านสุรทิน พิจารณ์ ตัดลด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เชิญให้เหตุผลครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายสุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ บัญชีรายชื่อ ท่านประธานครับ งบกลาง ที่รัฐบาลได้ตั้งเอาไว้เกือบ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ปรากฏว่ามีโครงการที่จะต้องปฏิบัติอยู่ ๑๒ โครงการ โครงการที่ ๑๒ ตั้งไว้ทั้งหมด ๙๒,๐๐๐ ล้านบาท ผม ส.ส. สุรทิน หัวหน้าพรรค ประชาธิปไตยใหม่อยากเสนอแบ่งเงินโครงการที่ ๑๒ ออกมาช่วยพี่น้อง ช่วยเหลือเกษตรกร หรือกลุ่มมวลชนที่มาเรียกร้อง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม ผรท. ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเขื่อน กลุ่มปัญหา ที่ดิน กลุ่มป่าไม้ แม้กระทั่งกลุ่มชาติพันธุ์ เพราะอะไร เพราะปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับพี่น้อง เหล่านี้เป็นปัญหาที่มาจากโครงการของรัฐบาลทั้งนั้น อย่างเช่นกรณีเขื่อนต่าง ๆ ยกตัวอย่าง เขื่อนสิรินธร เขื่อนสิรินธรมีพี่น้องประชาชนเดือดร้อนเพราะโครงการของรัฐบาลแท้ ๆ ท่านประธานครับ โครงการของรัฐบาลแท้ ๆ ที่ไม่ตั้งเขื่อนแล้วไปสร้างเขื่อน น้ำได้ท่วมไร่ ท่วมนาพี่น้องประชาชน รัฐบาลก็ยังไม่ได้ชดเชยอยู่ท่านประธานครับ ถ้ามาถึงปัจจุบันนี้ ก็เป็นเวลาเกือบ ๒๕ ปีแล้ว เขื่อนแม่น้ำอูน ในปี ๒๕๖๑ รัฐบาลได้สร้างเขื่อนน้ำอูนเพื่อไล่ พี่น้องที่เรียกว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ปรากฏว่าในสมัยนั้นว่าจะชดเชยพี่น้องไร่ละ ๑๖,๐๐๐ บาท แต่มีพี่น้องได้รับเงินชดเชยไร่ละ ๑,๐๐๐ บาทแค่นั้น ยังเหลืออยู่ เวลาที่เสียไปประมาณ ๔๐ ปี เกือบ ๕๐ ปี พี่น้องเสียโอกาสนะครับ กระผมเลยขอเสนอแบ่งเงินจำนวนโครงการที่ ๑๒ ๙๒,๐๐๐ ล้านบาท แบ่งมาสัก ๖,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อมาให้พี่น้องที่เสียโอกาสเหล่านี้ จะได้ชดเชยเขาบ้าง ไม่ต้องมาเดินขบวนล้อมทำเนียบให้ยุงที่กรุงเทพฯ กัด คนบ้านนอกมา กรุงเทพฯ แม้กระทั่งที่ปัสสาวะก็ยังยาก แต่ต้องดั้นด้นมาให้รัฐบาลได้รู้ปัญหาต่าง ๆ นี่คือสิ่งที่กระผมกราบเรียนว่างบกลางที่ตั้งเอาไว้ โครงการต่าง ๆ ๑๒ โครงการไม่ได้ว่า แต่ขอตัดโครงการที่ ๑๒ แค่นั้น ๙๒,๐๐๐ ล้านบาท ขอตัดมา ๖,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อมาใช้ โครงการเหล่านี้ เพื่อมาใช้ให้กับพี่น้องกลุ่มมวลชนเหล่านี้มาทุกปี อย่างเช่นสภาประชาชน ๔ ภาค พูดถึงที่ดินก็เพราะอะไรครับ ก็เพราะว่าโครงการของรัฐบาลไปเอาที่พี่น้องไปสร้าง โครงการต่าง ๆ โดยเฉพาะการสร้างเขื่อนนี่ล่ะ พี่น้องก็ไม่มีที่ทำกิน เขื่อนสิรินธรผมขอย้ำอีกเดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นปัญหาครับท่านประธาน เพราะอะไร น้ำท่วมนาเขา ต้องโยกย้ายทั้งชีวิตทั้งครอบครัวขึ้นไปอยู่บนเขา บนเขาก็มีแต่หิน ไม่มีดินพอจะเพาะปลูกได้ ต้องทำอาชีพอื่น ไปหาจับตั๊กแตนไปหาแหย่ไข่มดแดงมาขายอย่างนี้ มันไม่พอที่จะประทังชีวิต อยากจะให้รัฐบาลลงไปสำรวจข้อเท็จจริงว่าทำอย่างไรพี่น้องมวลชนเหล่านี้ถึงเดินขบวน มาทุกปีครับ เดี๋ยวหน้าฝนก็พอจะทุเลาหน่อย อีกสักพักก็มาอีกแล้วหลังจากหน้าฝนเพื่ออะไร เพื่อมาเรียกร้องสิทธิที่เสียไปครับ จึงขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปที่รัฐบาลว่าควรจะตัด ออกมา ผ่านมาที่กรรมาธิการตัดออกมาแค่ ๖,๐๐๐ ล้านบาท ไม่เท่าไรครับ ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยกับงบประมาณของกรรมาธิการของรัฐบาลที่เสนอมาทั้งหมด พรรคประชาธิปไตยใหม่ เป็นพรรครัฐบาล อยากจะให้งบประมาณเหล่านี้ลงไปสู่พี่น้องประชาชน แต่สิ่งที่เกิดขึ้น กับสภา อาทิตย์ที่แล้ว ๒-๓ อาทิตย์ที่ผ่านมาคือสภาล่ม พี่น้องด่าจนหูชาครับไปลงพื้นที่ไหน ไม่ว่าจะเป็นอีสาน สุดท้ายผมไปที่ภาคใต้จังหวัดนครศรีธรรมราชก็ถูกด่ากลับมาเพราะอะไร เพราะสภาล่ม ใครที่ทำให้ล่มก็ ส.ส. เราทำให้ล่ม ไม่อยากโทษใคร สิ่งที่พี่น้องต้องการ คือต้องการเลือกตั้งใหม่ กราบเรียนท่านประธานไปที่นายกรัฐมนตรีว่าพี่น้องประชาชน คนไทยต้องการเลือกตั้งใหม่ถ้างบประมาณผ่าน ท่านประธานครับ ผ่านท่านประธานไปที่ นายกรัฐมนตรีว่าโปรดให้ยุบสภาเพื่อให้พี่น้องเลือกคนใหม่เข้ามา หรือจะเลือกคนเก่าก็ได้ อันนี้ที่ไปเจอมาด้วยตัวเองครับ ๗ ๘ จังหวัดสัปดาห์ที่แล้ว เมื่อวานนี้ผมก็อยู่ที่จังหวัด กาญจนบุรีก็ถูกต่อว่าอย่างนี้ว่าผู้แทนราษฎรให้เงินเดือนมาเป็นแสนบาท แต่ไม่ทำงานแทนที่ จะเข้าสภาเพื่อให้สภาผ่านไปได้ ท่านประธานครับ นี่คือสิ่งที่ได้กราบเรียนต่อท่านประธาน ว่างบประมาณของงบกลางผมขอตัดแบ่งงบประมาณของข้อ ๑๒ มา ๖,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาพี่น้องมวลชน ขอบคุณครับ🔗
ขอเชิญ ท่านพลตำรวจตรี สุพิศาล ครับ ท่านตัด ๑ เปอร์เซ็นต์ เชิญอภิปรายเหตุผลครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขออนุญาตอภิปรายด้วยการแปรญัตติมาตรา ๖ เรื่องของงบกลาง งบกลางนั้นผมขอตัด ๑ เปอร์เซ็นต์นะครับ ๑ เปอร์เซ็นต์คือ ๕,๙๐๔ ล้านบาทเศษ ๆ ท่านประธานครับ ตัดตรงไหนท่านดูในเอกสารนะครับ ผมตัดใน (๑๒) ครับท่านประธาน (๑๒) คือเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ซึ่งมี ๙๒,๔๐๐ ล้านบาท ตัดอย่างไรครับ สิ่งที่ผมเป็นคำถาม งบกลางหลาย ๆ ท่านบอกว่าตรวจสอบไม่ได้ จริง ๆ ครับ เพราะว่า ๑. เพราะงบกลางไม่มี เคพีไอ (KPI) ไม่มีผลสัมฤทธิ์ ผมถามครับท่านประธานถามไปยังประธานกรรมาธิการวิสามัญ ท่านรัฐมนตรีครับ ผลสัมฤทธิ์คืออะไรงบกลาง เคพีไอ (KPI) คืออะไร ใครเป็นคนลงเอ็ม ๗ (M7) รู้จักเอ็ม ๗ (M7) ไหมครับ ในอีเมิร์จ (eMerge) ไม่ใช่อีเมนเซอร์ (eMENSER) อีเมนเซอร์ (eMENSER) เอ็ม ๗ (M7) ใครเป็นคนลง ถ้าไม่มีคนลงก็ไม่มีคนรับรอง งบประมาณนี้มาได้อย่างไร สำนักงบประมาณต้องรู้ดีเรื่องนี้ถึงใช้งบประมาณอยู่ในก้อนนี้ เดี๋ยวถึงคิวของสำนักงบประมาณผมจะอภิปรายให้ดูครับ ท่านประธานครับ ในประเด็น ของมันอย่างนี้ครับ มันมีระเบียบว่าด้วยการบริหารการจ่ายงบประมาณของสำนักงาน ปี ๒๕๖๒ ในข้อ ๕ นี้สำคัญ ในข้อ ๕ คือการจ่าย งบประมาณมี ๔ ข้อครับท่าน แต่ข้อ ๔ นะครับ (๕) ข้อ ๔ นะครับเป็นรายจ่ายที่ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณแต่มีภารกิจจำนวนเร่งด่วน ที่จะต้องดำเนินการและจะต้องใช้จ่ายแค่นั้นนะครับ หรือก่อหนี้ผูกพันงบประมาณโดยเร็ว ต้องก่อหนี้ด้วยครับ คือให้ผูกพันต่ออย่างไรครับ นี่คือกติกาข้อสุดท้ายครับที่สำนักงบประมาณ ใช้ประจำครับ ท่านประธานครับ ปีนี้ผมเข้างบอนุก่อสร้างครับท่าน เป็นที่ปรึกษาครับ ท่านเชื่อไหมครับลิ้นครับ ท่านประธานครับ มาอ้างว่า ฯพณฯ นายกอ้างครับ งบลงทุนถูกตัดโน่น ตัดนี่นะครับ ตัวท่านนั่นล่ะครับเป็นคนตัดเอง ใช้เองครับ ประเด็นคือมาอ้างว่างบกลาง คณะรัฐมนตรีเป็นคนจ่ายก็ตัวท่านเป็นคนเสนอจ่าย แล้วท่านรู้ไหมครับ งบกลางในลิ้น ท่านไปดูลิ้นลิ้นในเอกสารครับมันจะมีลิ้นว่าโอนงบกลางจ่าย เชื่อไหมครับโอนเดือนไหนครับ พฤษภาคม มิถุนายน มีหน่วยงานหนึ่งครับรับโอนมา ๓ ไอเท็ม (Item) ๑๙๖ ล้านบาท ใช้ไป ๒ ล้านครับท่าน เหลืออีก ๑๙๔ ล้านบาท แล้วเขียนตัวเลขผิดอีกครับผมเลยถามว่า เงินที่เหลือไปไหนครับ นี่ครับอันสุดท้ายครับที่เป็นตัวเลขที่จำได้เมื่อสักครู่เพิ่งเปิดครับ กรมเจ้าท่าครับ ไปดูหน้าครับ ๒-๘๑-๘๒ ครับ ๗๙,๓๗๐,๔๐๔,๐๐๐ ใช้ครับให้มานะครับ แต่ไม่ได้ใช้เลยสักบาทครับ ๗๙ ล้านบาท ท่านประธานงบกลางครับจ่ายมาทำไมครับ จ่ายมา เดือนพฤษภาคม มิถุนายน แล้วแถมก้อนสุดท้ายครับ ๓๒ ล้านบาทครับ ให้เขียนเลยครับว่า ผูกพันข้ามปีอีก ท่านประธานครับ นี่คือนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยที่ใช้งบกลาง แบบสุรุ่ยสุร่าย แบบไม่มีใครตรวจสอบได้ด้วย เพราะอะไรครับ เพราะสำนักงบประมาณ เขียนระเบียบการจ่ายงบกลางนี้ไว้มันจึงทำได้แบบไม่ผิดกฎหมายครับ ท่านประธานครับ แบบอะไรครับ อาจจะทุจริตก็ได้เพราะปกปิด ไม่โปร่งใสนะครับ ล่าช้า และที่สำคัญคือไม่ได้ ตกลงไปอยู่ภาคประชาชน ใครที่เข้าสำนักงบประมาณ งานงบประมาณปีหน้านะครับมันจะมี ลิ้นนะครับ ลิ้นเกี่ยวกับการโอนถ่ายงบประมาณและลิ้นอีกอันหนึ่งคือลิ้นที่ต้องชี้แจงคือลิ้น การโอนงบประมาณระหว่างเดือนพฤษภาคม พอปลายพฤษภาคมงบตกทั้งหมดนะครับ เหลือจ่ายเท่าไร เพราะปีที่แล้วเราให้งบไปเราตัดงบไปเข้างบกลางมันถึงเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ ครับว่าท่านใช้จ่ายงบประมาณแบบฟุ่มเฟือยโดยไม่คิดถึงสาระ ทำไมไม่คืนครับ คืนเพื่ออะไร เพื่อไม่ต้องไปกู้อย่างไรครับท่านประธาน ถ้าท่านยังใช้จ่ายงบกลางงบที่เหลือ มันเหลือนี่ครับ ท่านก็คืนไปครับเพื่ออะไรครับ เพื่อไม่ต้องให้สำนักงานบริหารหนี้ไปกู้หนี้ ปีนี้ผมอภิปราย ในภาพรวมไปแล้วว่าการจะเกิดหนี้ผูกพันของงบปี ๒๕๖๕ ที่มี ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ขาดดุลครับ บวมครับ ผมตั้งไว้เลยครับ สำนักบริหารหนี้ ใช้ พ.ร.บ. บริหารหนี้กู้อีก ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แน่นอนเพื่ออะไรครับ เพื่อมาโปะที่รัฐบาลขาดประสิทธิภาพในการเก็บ รายได้ ๒.๔๙ ล้านบาท ผมบอกได้เลยครับว่าได้ ๒.๒ ล้านบาทเท่านั้น นี่คือประสิทธิภาพของ รัฐบาลที่ไม่สามารถเก็บได้เพราะวิกฤติของโควิด (COVID) เพราะรัฐบาลหาเงินไม่เป็น หาเงินไม่ได้ และไม่รู้จักหาเงิน นั่นคือสิ่งสำคัญครับผมถึงตัด เพื่ออะไรครับ เพื่อเอาเงินคืน ไม่ต้องใช้หนี้เยอะ ๆ ครับ ท่านประธานครับแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์เองครับ ๕,๙๐๔ ล้านบาทเศษ ๆ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ต่อไปเชิญท่านชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ตามด้วยท่านนิยม เวชกามา นะครับ ท่านชูวิทย์ ไม่พร้อมนะครับ เชิญท่านนิยมครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมเสนอปรับลด ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ผมเป็นสมาชิกสภาแห่งนี้ที่ปรับลด มากที่สุดคือ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ทำไมผมปรับลด ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ผมมีเหตุมีผลเนื่องจากงบกลาง ความเป็นจริงผมยังเห็นว่ามันต้องใช้เงินนิดเดียว ในสมัยท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ใช้เงิน แพลม ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่งบกลางในสภาท่านเข้ามา ๓ ปี ปีที่ ๔ นายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่มีปีไหนที่งบกลางน้อย ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทหมด ปีนี้งบกลางของ ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา คือ ๕๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็นเรื่องที่ผมมองแล้ว อีลุ่ยฉุยแฉกเลยท่านประธาน ผมจึงเสนอตัด ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ผมตัดเลยก็เหลืออยู่ ๒๙๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่คือผมตัด ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ทำไมผมถึงเสนอตัด เป็นที่รู้กันงบกลาง คือเงินที่ใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็นเข้าใจได้ท่านประธาน ผมจึงถือว่างบกลางในโครงการของท่าน ที่เสนอเข้ามาให้ผมดูนี่มี ๑๒ โครงการ ผมอ่านแล้วมันก็เหมือนตีเช็คเปล่า ทำไมผมว่า ตีเช็คเปล่า แค่โครงการที่ ๒ กับโครงการที่ ๑๒ ท่านเขียนแยกทำไม ท่านเขียนแยกหลอกผม ใช่ไหม ว่าโอ๊ยเงินนี่มันคนละโครงการ โครงการที่ ๑๒ ท่านใช้เงินไป ๙๒,๔๐๐ ล้านบาท ข้อความไม่ได้แตกต่างกันเนื้อหาสาระ ไปแตกต่างกันท่านเติมเข้านิดหน่อย โครงการที่ ๒ ท่านใช้เงิน ๒,๐๐๐ ล้านบาท แต่ทั้ง ๒ โครงการมีเนื้อหาอันเดียวกัน ผมอ่านให้ฟังก็ได้ ท่านประธานเดี๋ยวชาวบ้านที่ฟังทางบ้านจะไม่เข้าใจว่าผมทำไมตัด ๕๐ เปอร์เซ็นต์ โครงการที่ ๑๒ เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ฟังต่างกันไหมกับโครงการที่ ๒ ชดเชยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยอุบัติกรณีฉุกเฉิน ไม่ได้แตกต่างกัน ในเนื้อหาสาระ เขาเรียกว่าใช้ภาษาให้มันโกหกคนได้ ผมจึงว่าเห็นว่า ๒,๐๐๐ ล้านบาท กับ ๙๒,๔๐๐ ล้านบาท เอามารวมกันเลยถ้าท่านอยากได้ มันถึงเป็น ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อย่างไร ที่ผมต้องบอกต่อมา ๒ อันนี้เป็นโครงการเดียวกันนะไม่ต้องเขียนแยก เหมือนกับที่ เขาซอยงบประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ๕๐๐,๐๐๐ ๕๐๐,๐๐๐ เพื่อให้ไม่เกินอำนาจของท้องถิ่น อบต. เหมือนกันไม่ผิดท่านประธาน ผมจึงบอกว่าผมรับไม่ได้ อันหนึ่งถึงบอกว่างบฉุกเฉิน ของท่านฉุกเฉินได้อย่างไร เงินชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้าง งานก่อสร้างแต่ละหน่วยงานก็มีเป็น ของตนเองอยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องชดเชยค่าก่อสร้างนี้ เหมือนกับสภาถ้าไม่พอคุณก็ต้องงบใหม่ งบของ สภาเป็นหมื่น ๆ ล้านบาท ผมจึงกราบเรียนว่าท่านคิดได้อย่างไร ผมไม่พูดถึงนะครับเงิน หลายคนพูดมากแล้ว ค่าใช้จ่ายในการบรรเทาแก้ปัญหาเยียวยาผู้ประสบไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ผมไม่พูด ผมจะบอกว่าข้อโครงการที่ ๗ โครงการที่ ๘ โครงการที่ ๙ อะไรนี้ ผมต้องบอกท่านว่าท่านนายกรัฐมนตรีกลับไปคิดใหม่ กรรมาธิการผ่านตาได้อย่างไร เงินช่วยเหลือข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานรัฐ ๔,๒๐๐ ล้านบาทท่านประธาน แล้วมาเพิ่ม อีกเรื่องเงินเดือนกับเบี้ยบำเหน็จบำนาญเขียนให้มันโก้ ไม่มีหรอกครับ บำนาญผมนี้ไม่ต้อง เพิ่มอะไรนักหนาเลย วันนี้ก็ยังได้เท่าเดิมอยู่ เดือนละ ๒๐,๐๐๐ บาท ผมยังบอกว่าไม่มีความ จำเป็นผมจึงตัด ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะผมถือว่าท่านตีเช็คเปล่า เขียนให้มันโก้ ทีนี้ผมต้องถาม ท่านอีกนิดหนึ่ง เงินสมทบของลูกจ้าง โครงการที่ ๑๐ ท่านประธาน ท่านรู้ไหม อส. ทหาร ผ่านศึกก็เป็นลูกจ้าง วันนี้เจ็บปวดไม่มีเพิ่ม ไม่มีลดอยู่แค่นี้ เงินเดือนหมื่นหนึ่ง ก็หมื่นหนึ่งอยู่นี่ล่ะ อส. ท่านเคยคิดไหมว่าจะเพิ่มให้เขา ไม่มีเขียนเฉย ๆ ครับท่านประธาน เลื่อนขั้นเงินเดือนปรับวุฒิข้าราชการ หลายปีแล้วท่านประธานที่ข้าราชการเขาก็เจ็บปวดกัน อยู่ทุกวันนี้ ไม่มีการเลื่อนการปรับอะไร ก็เลื่อนโดยปกติไม่ต้องไปใช้งบกลาง ในหน่วยงาน ของรัฐแต่ละหน่วยงานเขาก็ใส่งบของเขาไว้อยู่แล้ว ผมจึงบอกว่านี่คือวิธีคิดการตีเช็คเปล่า เบี้ยบำเหน็จบำนาญยิ่งไปใหญ่เลยครับ ไม่มี ไม่มีครับ เงินสำรองจ่ายชดเชยข้าราชการ ไม่มีหรอกครับ วันนี้ในส่วนของราชการเขามีเงินเขา ที่ผมเป็นห่วงที่สุดคือยาบ้า ยาเสพติด เต็มบ้านเต็มเมือง ท่านคิดไหมที่จะไปแก้ปัญหาตรงนี้ พ่อแม่พี่น้องจะเป็นจะตายแล้ว ลูกจะฆ่าจะแกงหมดเหมือนตกนรกทั้งเป็น ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านชูวิทย์มาแล้วนะครับ เชิญท่านชูวิทย์ครับ ตามด้วยท่านจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุบลราชธานี เขต ๗ ต่อด้วยงบประมาณประจำปี ๒๕๖๖ มาตรา ๖ ซึ่งงบกลาง ผมได้ปรับลดงบประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์จากยอดงบประมาณ ๕๙๐,๔๗๐ ล้านบาท ลง ๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธาน ที่เคารพครับ งบกลางตั้งไว้สูงมากแล้วก็สูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา แล้วก็สูงขึ้นทุกปี ๆ แต่งบประมาณตั้งไว้สูง ๆ ทำให้ขาดดุลงบประมาณตลอดมา แล้วก็ไม่สอดคล้องกับการแก้ไข ปัญหาตามความเป็นจริง เช่น วันนี้ประเทศป่วยเป็นโควิด (COVID) ติดต่อกัน ๓ ปี วันนี้ตั้ง งบประมาณไว้ ๓,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อดูแลผู้ป่วยเป็นโควิด (COVID) และแก้ไขปัญหาเยียวยา แต่ไม่สามารถที่จะดูแลผู้ป่วยได้อย่างจริงจัง ซึ่งเราจะสังเกตเห็นครับว่ารอบแรกช่วยกันแก้ไข ปัญหาโควิด (COVID) เรียกว่า ไทยชนะ รอบ ๒ หมอชนะ รอบ ๓ หายนะ รอบ ๔ มรณะ แล้วรอบที่ ๕ ที่กำลังประสบอยู่ในขณะนี้ก็คือท่านนายกประยุทธ์บอกว่าตัวใครตัวมัน วันนี้ป่วยเป็นโควิด (COVID) นะครับ ไปโรงพยาบาลได้อะไรครับ ได้พาราเซตามอล (Paracetamol) รักษาทุกโรค ก็ได้พาราเซตามอล (Paracetamol) กลับมาครับแล้วก็มาพัก ที่บ้าน จะกินฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) ได้ไหม ได้ ต้องไปหาซื้อเอาเองครับ แต่ก็บอกว่า เป็นของปลอม วันนี้ชาวบ้านประสบปัญหาครับ ป่วยต้องนอนที่บ้านกินยาพารา วันนี้รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณไปให้ ท่านประธานครับ ผมขอยกตัวอย่างปัญหาที่เกิดขึ้นในจังหวัดอุบลราชธานี อำเภอตาลสุม รพ.สต. นาคาย อำเภอตาลสุม ได้รับเงินช่วยเหลือเร่งด่วนผู้ป่วยโควิด (COVID) ในระบบเฮชไอ (HI) ป่วยแล้ว ไปกักตัวที่บ้านตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม พอเดือนสิงหาคมงบประมาณก็ถูกโอนไป เพื่อจะให้กับผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโควิด (COVID) แล้วได้ใช้จ่ายยืมเงินไปก่อนหน้านี้ หัวหน้า รพ.สต. ได้เบิกเงิน ๔๘,๘๐๐ บาทตั้งแต่วันที่ ๒ สิงหาคม ชาวบ้านรอครับ ชาวบ้านได้เงิน ตอนไหนครับ หลังจากมาร้องเรียนผม แล้วได้รับเงินวันที่ ๑๑ สิงหาคมครับ อันนี้กระทรวง สาธารณสุขต้องตรวจสอบนะครับว่าเบิกเงินวันนี้ทำไมไม่ไปจ่ายเขาเอาเงินไปไหน พี่น้อง ประชาชนเดือดร้อนครับ แล้วขอยกตัวอย่างต่อเนื่องค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งขณะนี้โรงเรียนทุกโรงเรียนมีเด็กเพิ่มขึ้น แต่งบประมาณกระทรวงศึกษากลับปรับลดลง เกือบ ๓.๒ เปอร์เซ็นต์ อาหารกลางวันเด็กจาก ๒๐ บาท เป็นมาหลายปีครับ ตอนนี้ก็ขอขึ้น ขอเพิ่ม ขอเงินจากงบกลาง ขออาหารกลางวันเพิ่มให้เด็กได้ไหม เพราะวันนี้สินค้าราคาแพง อาหารราคาแพง ไก่ก็ขึ้น หมูก็ขึ้น เนื้อก็ขึ้น ไข่ก็ขึ้น ขอเพิ่ม ได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นเท่าไร พี่น้องประชาชนที่เคารพครับ ลูกหลานที่ไปโรงเรียนได้เพิ่มขึ้นอีก ๑ บาท เป็น ๒๑ บาท วันนี้ ๒๑ บาทถ้าครูร้องมาก ๆ ทำไม่ได้ กระทรวงศึกษาหรือรัฐบาลว่าอย่างไรครับ วันนี้จะทำข้าวกล่องโดยให้เจ้าสัวทำข้าวกล่องราคานี้ไปส่งให้โรงเรียน มีนักเรียนกี่คนก็จะทำ ข้าวกล่องมาส่งให้ มี ๑ วัน ๒๐ คน ๑ เดือน ๖๐๐ กล่องก็จะส่งมาให้ วันนี้รัฐบาลคิดอะไรครับ เงิน ๒๑ บาทที่ให้เขาไป ครูก็จะไปซื้อเป็ด ซื้อไก่ ซื้อผัก ใกล้ ๆ โรงเรียน พี่น้องประชาชน ก็จะได้ขายนะครับ ก็จะมีเงินหมุนเวียนในพื้นที่ ซึ่งงบกลางในอดีต รัฐบาลในอดีตที่ผ่านมา งบกลางตั้งไว้เพื่ออะไรครับ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง ซึ่งวันนี้ภัยแล้ง แล้งมาหลายปีครับ แต่ว่าไม่ได้รับงบประมาณในการจัดหาน้ำกิน น้ำใช้ น้ำเพื่อการเกษตร ซึ่งกรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล มีผู้ร้องขอมาเยอะครับ แต่ไม่สามารถจัดสรร งบประมาณให้กับพี่น้องประชาชนได้ วันนี้โควิด (COVID) ๓ ปีที่ผ่านมาพี่น้องลำบากยากจน สำนักนายก กองทุนหมู่บ้าน เพิ่มเงินให้กองทุนหมู่บ้าน ให้กรรมการไปจัดให้ชาวบ้าน ยืมเงิน ไปซื้อวัวมาเลี้ยงได้ไหมครับ ๒ ๓ ปี ครอบครัวละ ๒ ตัวหรือเลี้ยง ๒ ตัว ๕ ปี ฟื้นค่อยเอาวัว มาส่งคืน ส่งคืนเงินกองทุนหมู่บ้านก็ได้ เป็นการแก้ไขปัญหา เกาให้ถูกที่คันให้กับพี่น้อง ประชาชนนะครับ ผมจึงอยากฝากรัฐบาลว่างบประมาณประจำปี ๒๕๖๖ เพื่อลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาสให้กับประชาชน ผมจึงไม่ขอรับและไม่เห็นด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกลครับ ท่านประธานครับ งบประมาณรายจ่างงบกลางก็ถือเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้รัฐบาลมีความ คล่องตัวในการบริหารราชการแผ่นดินนะครับ โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องรับมือกับสถานการณ์ ที่คาดเดาไม่ได้ แล้วก็ไม่สามารถใช้งบประมาณในการดำเนินนโยบายได้อย่างรวดเร็วก็จะใช้ งบตัวนี้ในการบริหารจัดการ แล้วก็แก้ไขปัญหาตามสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทันท่วงที ก็พูดง่าย ๆ เป็นงบที่เอามากองไว้ตรงกลางนั่นล่ะครับเราถึงเรียกว่างบกลาง ใครจะใช้ก็ได้ ก็ให้ไปขอ ถ้าจำเป็นเร่งด่วนก็เป็นอำนาจของฝ่ายบริหารในการอนุมัติ แต่ว่างบกลางครับ ท่านประธานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปีครับ ปีที่แล้ว ๕๘๗,๐๐๐ ล้านบาท ปีนี้ ๕๙๐,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มมา ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท แบ่งเป็นรายการค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับ บุคลากรก็ปาไป ๖ รายการแล้วครับ รายการค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบุคลากรคิดเป็น ๘๒.๙ เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด ๔๘๙,๔๐๐ ล้านบาท นี่ไม่ได้เรียกงบกลางแล้วครับ มีค่าอะไรบ้างครับ มีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง พนักงานรัฐ มีเงินช่วยเหลือข้าราชการ ลูกจ้าง พนักงานรัฐ มีเงินเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ มีเงินเลื่อนเงินเดือน เงินปรับวุฒิ ข้าราชการ มีเงินสมทบลูกจ้างประจำ มีเงินสำรองสมทบชดเชยข้าราชการ เท่ากับว่า ๘๒ ๘๓ เปอร์เซ็นต์นี้ก็คือเอาไปอวยให้ลูกน้องข้าราชการทั้งหลาย ก็เข้าใจได้ว่าคุณประยุทธ์ ก็คงไม่มีใครที่จะนับหน้าถือตาสักเท่าไร ก็คงต้องให้ข้าราชการนี่ล่ะ เพราะฉะนั้นมันก็ ไม่แปลกที่จะเอางบกลางไปทำอะไรแบบนี้ ทั้ง ๆ ที่งบกลางเหล่านี้จัดสรรไปให้หน่วยงาน ราชการเขาจัดการกันเองก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมาอยู่กับนายกรัฐมนตรีเลย ไม่จำเป็น นายกรัฐมนตรีจะต้องเป็นคนจ่ายเองเลย แค่อยากจ่ายเองเท่านั้นเองครับ ให้มันเป็นบุญคุณ แค่นั้นล่ะทั้ง ๆ ที่เป็นเงินภาษีประชาชน หน่วยงานราชการเขาจัดการเองได้ กรมบัญชีกลาง ก็มีหน้าที่ในการจัดการอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องมากั๊กเอาไว้ในกระเป๋าตัวเองตั้ง ๕๐๐,๐๐๐ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ๕๙๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่มันเกือบ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณประเทศเลยครับ ถ้าเกิดว่าการที่เป็นผู้นำประเทศ การเป็นผู้นำรัฐบาล ของประเทศที่ไม่สามารถคาดเดาอะไรล่วงหน้าได้เลย คาดเดาสถานการณ์อะไรที่จะเกิดขึ้น ไม่ได้เลยก็ไม่แปลกที่จะกั๊กเอาเงิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณประเทศมาเก็บไว้ใน กระเป๋าตัวเองก่อน ถ้าย้อนกลับไปดู ๘ ปีครับ ๘ ปีที่ พลเอก ประยุทธ์ ปล้นอำนาจ ทั้งอำนาจ ทั้งเวลา ปล้นทั้งงบประมาณไปจากพวกเรา อันนี้ต้องขอขอบคุณข้อมูลจาก สำนักงบประมาณของรัฐสภาที่ทำข้อมูลมาดีมาก งบประมาณรายจ่ายงบกลางช่วง ปี ๒๕๕๗-๒๕๖๖ ถึงปีล่าสุดปีนี้ ได้รับจัดสรรตาม พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ร.บ. รายจ่ายเพิ่มเติม แล้วก็ พ.ร.บ. โอนงบประมาณประจำปี รวม ๘ ปี ๔.๙๗ ล้านล้านบาท มากกว่างบประมาณประเทศไป ๑.๖ ๑.๗ เท่าเลย ๔.๙๗ ล้านล้านบาท คุณประยุทธ์ ใช้ทำอะไรได้ตามใจเลย เอาไปทำอะไรบ้าง ๘ ปีนี่ก็เป็นเหมือนเดิมนะครับ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับ บุคลากร ๗๓ เปอร์เซ็นต์ ก็เหมือนเดิมครับ เบี้ยหวัด เบี้ยบำนาญ เงินช่วยเหลือ เงินเดือน เงินเลื่อนเงินเดือน เงินสมทบอะไรทั้งหลายแหล่ เป็นเงินทั้งสิ้น ๓.๖๗ ล้านล้านบาท มากกว่า งบประมาณประเทศอีกแล้ว ที่เหลือก็เอาไปใช้ดำเนินการตามนโยบายของตัวเองครับ ก็เป็นนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ บัตรกองทุนประชารัฐ มีโครงการที่ถึงเวลาทัวร์ (Tour) ให้ทั่วไทย โครงการชิมช้อปใช้ เป็นการพัฒนาพื้นที่อีอีซี (EEC) แล้วก็ที่เหลือบางส่วนจะเป็น การอนุมัติงานที่ซ้ำซ้อนกับงานที่ดำเนินงานของหน่วยงานราชการอยู่แล้วด้วย อย่างเช่น การดำเนินงานของศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาประมงผิดกฎหมาย อันนั้นก็มีงบประมาณ ให้เขาไปแล้วก็มีให้เพิ่มไปอีก ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการส่งเสริมการใช้ยางพารา อันนั้นก็มี หน่วยงานที่ดูแลอยู่แล้วก็ไปซ้ำซ้อนกันอีก นี่คือปัญหาของการใช้งบกลางซึ่งมันมากเกินไป ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณแผ่นดิน ท่านประธานครับ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ ถึงปี ๒๕๖๖ งบประมาณที่เป็นบุคลากรที่ผมบอกไป ๗๓ ๗๔ เปอร์เซ็นต์ จริง ๆ แล้วตามระเบียบว่าด้วย วิธีบริหารงบประมาณปี ๒๕๖๒ ข้อ ๒ กำหนดให้การใช้จ่ายงบประมาณงบกลาง รายการ เกี่ยวกับบุคลากรให้อยู่ในกำกับของกรมบัญชีกลางซึ่งหมายความว่าอะไร หมายความว่า ท่านสามารถตั้งรายการเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายบุคลากรแยกออกไปให้งบประมาณเป็นส่วนของ กรมบัญชีกลางเขาจัดการได้เลย เพราะเขาเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลโดยตรงอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเอามารวมเลย ถ้าเราไปดูเงินเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญนี่ ปี ๒๕๕๗ กับปีนี้ ปี ๒๕๖๖ มันเพิ่มขึ้นมา ๒ เท่าเลยนะครับ ปี ๒๕๕๗ ๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ปีนี้เพิ่มเป็น ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปัญหาของการใช้งบกลางนี้มันเป็นเรื่องของการตรวจสอบ แล้วก็ความ โปร่งใสในการใช้งบประมาณ ผู้แทนราษฎรอย่างพวกเราไม่สามารถตรวจได้เลยว่าคุณจะใช้ ทำอะไรบ้าง มีตัวชี้วัดอะไร แล้วใช้ไปแล้วมันเกิดผลสัมฤทธิ์แค่ไหน ไม่มีตัวชี้วัดอะไรให้เรา ตรวจสอบได้เลย จะตรวจสอบได้ก็ต่อเมื่อใช้ไปแล้ว ปีที่แล้วโอนงบไปแล้วก็บอกเอาไปทำ โควิด (COVID) โน่นนี่นั่น แล้วก็ไม่ได้ไปทำครับ เงินที่ไปทำโควิด (COVID) เบิกจ่ายไปแค่ ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์เอง แต่เชื่อไหมเงินที่เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบุคลากรเบิกจ่ายได้ มากกว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์อีก คือเบิกจ่ายงบประมาณที่ตั้งเอาไว้ด้วยซ้ำ หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าท่านเดา ไม่ได้เลยว่าปีที่จะถึงจะต้องมีค่าใช้จ่ายบุคลากรเท่าไร จะต้องจ่ายเบี้ยหวัดใครบ้าง จะต้องจ่ายบำนาญใครบ้าง ท่านไม่รู้อะไรเลย รู้แต่เพียงว่าเอาเงินมากั๊กไว้ก่อนแล้วเดี๋ยวค่อย ว่ากันหน้างาน ท่านประธานครับ สุดท้ายก็ผมขอตัดลด ๑ เปอร์เซ็นต์ครับ เพราะว่านี่ไม่ใช่ เรื่องที่เราควรจะทำเป็นวัฒนธรรมเป็นประเพณีของการจัดทำงบประมาณต่อไป การเอาเงิน ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ของงบประมาณแผ่นดินไปกั๊กไว้ในกระเป๋าของนายกรัฐมนตรีคนเดียว และเป็นแบบนี้มา ๘ ปีแล้ว ไม่ใช่เรื่องที่ดีเลยมันเป็นการทำให้บ้าอำนาจมากขึ้นไปใหญ่ ถ้า พลเอก ประยุทธ์ อยากจะกั๊กเงินไว้ขนาดนี้แสดงว่าท่านไม่รู้จริง ๆ ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นมาก ท่านต้องกั๊กไว้ก่อนแล้วก็ไม่ได้เอาไปใช้อะไรที่เกี่ยวกับประชาชนเท่าไร นอกเหนือจากการ เอาไปสร้างบุญคุณกับข้าราชการเพื่อมาสนับสนุนตัวเองในการทำงานมาตลอด ๘ ปี ก็อยากให้เพื่อนสมาชิกทุกท่านครับยอมตัดลด ๑ เปอร์เซ็นต์ครับ เพื่อที่จะให้เป็นตัวอย่าง ในปีถัด ๆ ไป ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านวิสาร เตชะธีราวัฒน์ และตามด้วยท่านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ นะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิสาร เตชะธีราวัฒน์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดเชียงราย ต่อมาตรา ๖ ของงบประมาณรายจ่าย งบกลาง ๕๙๐,๔๗๐ ล้านล้านบาท ผมขออนุญาตปรับลด ๘ เปอร์เซ็นต์นะครับ สาเหตุที่ผม ขออนุญาตปรับลดนั้นเพราะเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าเราทราบดีนะครับว่าตั้งแต่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาเป็นนายกรัฐมนตรีเอาง่าย ๆ ก็คือหนังสือพีบีโอ (PBO) ซึ่งเป็นหนังสือที่ทางสภาผู้แทนราษฎรเราสำนักงบประมาณของรัฐสภานี่ได้ทำรายละเอียด ให้เรามานะครับ อันนี้จะเห็นชัดเจนมากครับท่านประธาน งบกลางตั้งแต่ปี ๒๕๕๗-๒๕๖๖ ท่านใช้ไปทั้งหมด ๔,๙๖๖,๒๐๕.๕๘ ล้านล้านบาทครับ ท่านประธานครับ อันนี้มันไม่มี ประโยชน์อะไรใด ๆ เลย สาเหตุผมต้องเรียนท่านประธานว่าการขอใช้งบกลางนี่นะครับ อันที่ ๑ ก็คือมันเป็นรายละเอียดที่เรามีระเบียบของการใช้งบตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ ผมขออนุญาต ท่านประธานผมขอสไลด์ (Slide) ไว้นะครับ🔗
ในข้อที่ ๕ ชัดเลยครับท่านประธาน ข้อที่ ๕ เขาบอกว่าการขอรับจัดสรรงบกลางครับ เขาจะมีหมวดที่ ๑ อันที่ ๑ เขาบอกว่า การขอรับงบกลางมันต้องใช้ในกรณีจำเป็นฉุกเฉิน และจะมี (๑) เขาบอกว่ารายจ่ายเพื่อเป็น การป้องกันและแก้ไขสถานการณ์อันจะมีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือความมั่นคงของรัฐ อันที่ ๒ เป็นรายจ่ายที่จำเป็นต้องจ่ายเพื่อเยียวยาและบรรเทาความ เสียหายจากภัยพิบัติและสาธารณภัยร้ายแรง ข้อ ๑ ข้อ ๒ พลเอก ประยุทธ์ ไม่ค่อยใช้ครับ เพราะว่าจริง ๆ แล้วท่านอ้างบอกว่าเวลาไฟไหม้ น้ำท่วม ภัยแล้ง ท่านจะใช้ตัวนี้แต่ใช้ไม่เยอะ เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้แสดงความคิดเห็นแล้วก็ได้สะท้อนความเห็นให้ท่านประธาน และกรรมาธิการได้รับทราบแล้ว ข้อที่ใช้มากที่สุดนี้ก็คือ ข้อ ๓ กับข้อ ๔ ครับ ซึ่งการจัด งบประมาณอันนี้เขาบอก ข้อ ๓ รายจ่ายการจัดสรรงบประมาณไว้แล้วแต่เป็นจำนวน ไม่เพียงพอและมีความจำเป็นเร่งด่วนในการที่จะจ่ายก่อหนี้ผูกพันงบประมาณโดยเร็ว ว่ากันตรง ๆ ก็คือว่าอันนี้ครับเป็นงบที่ตั้งไว้ใน พ.ร.บ. รายจ่ายทุกปี แต่ว่าตั้งแล้วไม่พอ เป็นต้น อันที่ ๔ เป็นเรื่องที่ใช้เยอะที่สุดเลยครับ เพราะท่านบอกว่าการใช้จ่ายจะต้องเป็น รายจ่ายที่ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ แต่มีภารกิจจำเป็นเร่งด่วนและต้องดำเนินการ และต้องใช้จ่ายหรือก่อหนี้ผูกพันงบประมาณโดยเร็ว ข้อนี้เป็นข้อที่ พลเอก ประยุทธ์ อ้างแล้ว ก็ใช้มากที่สุดนะครับ เพราะว่าเป็นการอ้างว่าเร่งด่วนและทั้งหมดทั้งปวงนี่ไม่อยู่ใน พ.ร.บ. งบประมาณเลยครับว่ากันตรง ๆ ก็คืองบตามใจฉันนะครับ ท่านประธานครับ อย่างที่ทราบ เพราะว่าโครงการเหล่านี้เวลาตั้งเข้าไปไม่เกิน ๑๐ ล้านบาทก็โอเค (OK) นายกรับทราบ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณก็จบไปนะครับ แต่ถ้าเกิน ๑๐ ล้านบาท ถึง ๑๐๐ ล้านบาท ก็เพียงแต่รายงานให้ทราบเท่านั้นเอง แต่ที่หนักหนาสาหัสที่สุดครับท่านประธาน ก็คืองบกลางที่เอามาอ้างแล้วก็ใช้แบบที่ไม่มีที่มาที่ไปครับ นั่นหมายถึงว่าเป็นงบที่ถือว่า ท่านนายกรัฐมนตรีใช้เพื่อที่เอาไปเป็นประโยชน์ทางการบริหารการเมืองครับ งบอันนี้เราทราบอยู่แล้วนะครับว่าเป็นการตรวจสอบยากมาก และที่สำคัญคือนายกรัฐมนตรี ใช้ขณะนี้ไปให้กับพรรคเล็ก ๆ ที่มีการต่อรองที่จะรอรับกล้วย รับงบประมาณ ท่านประธาน เห็นชัดที่สุดก็คือพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคนะครับ ผมไม่ต้องพูดถึงพรรคใหญ่นะครับ พรรคเล็ก ๆ ที่มีสมาชิก ๔ ๕ คนร่วมรัฐบาลได้งบกระทรวงเยอะแยะ เอากันตรง ๆ ชัด ๆ ก็คือกระทรวงอุดมศึกษา นวัตกรรม ปรากฏว่าได้งบซึ่งเอาไปให้แต่ละมหาวิทยาลัย ซึ่งเพื่อนสมาชิกเรามีการอภิปราย มีการพูดจาอย่างชัดเจนแล้ว ท่านประธานครับ มีอย่างที่ไหนครับระดับมหาวิทยาลัยจะเอาไปสอนชาวบ้านเลี้ยงกบ เลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด แล้วก็เอาไปเพาะลำไย แล้วปรากฏว่ามีการส่งโครงการในนี้ไปแบบปัจจุบันทันด่วน ผ่านจาก ปลัดกระทรวงไปให้รัฐมนตรี ไปให้รองนายกรัฐมนตรี ผ่านนายกรัฐมนตรี ๒ ๓ วันมาก็มีคน ไปรอเก็บสตางค์ ซึ่งตรงนี้ผมเรียนท่านประธานว่ามันตรวจสอบไม่ได้เลยครับ ท่านใช้เงิน ไปเป็นเกือบ ๕ ล้านล้านบาทในช่วงจังหวะที่ท่านเป็นผู้บริหารประเทศ เป็นนายกรัฐมนตรี นี่ครับ มันถึงไม่ได้รับความไว้วางใจอย่างไรครับ ท่านเอาไปบริหารเพื่อที่จะให้ท่านอยู่ได้ ในทางการเมือง ผมเรียนท่านประธานว่าเราชัดเจนว่างบนี้ตรวจสอบไม่ได้ และท่าน นายกรัฐมนตรีใช้เพื่อเป็นการบริหารประโยชน์ของพรรคการเมืองที่ท่านจะต้องเอามาร่วม รัฐบาล ผมเสนอท่านประธานครับในช่วงสุดท้ายนี้ครับ เรียนท่านประธานไปถึงกรรมาธิการ ทุกท่านนะครับว่าช่วงที่ท่านเป็นกรรมาธิการท่านได้ถาม ท่านได้ตรวจสอบหรือไม่ในนี้นะครับ มันมีการบอกว่าการใช้งบกลางจะต้องให้มารายงานต่อคณะรัฐมนตรี ต่อสำนักงบประมาณ ภายใน ๑๕ วัน ผมเสนอท่านประธานกับกรรมาธิการเป็นแบบนี้ได้ไหมครับ ขอให้เพิ่มไปใน ข้อสังเกตของกรรมาธิการเลยครับว่าการใช้งบกลางอันนี้ครับต้องมารายงานต่อสภาทุก ๓ เดือนครับ เอาเลยครับงบปี ๒๕๖๖ นี่เราใช้อันแรกเลยครับหลังจากตุลาคมไปแล้วนี่ครับ ภายในเดือนธันวาคมงบปี ๒๕๖๖ ต้องให้คณะรัฐมนตรีมารายงานการใช้งบกลางเพื่อแสดง ความโปร่งใสว่าท่านไม่ได้เอาไปซื้ออะไรที่ผิดปกติ ไม่ได้เอาไปซื้ออะไรเพื่อบริหาร ทางการเมือง เพราะฉะนั้นฝากท่านประธานว่าขอให้มีข้อสังเกตของกรรมาธิการเลยครับว่า งบกลางอันนี้ขอให้ท่านต้องมารายงานต่อสภาในทุก ๆ ๓ เดือนครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ ผมไม่เห็นด้วย ต้องขออนุญาตตัดงบประมาณงบกลางในมาตรา ๖ นี้ลง ๘ เปอร์เซ็นต์ครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านจุลพันธ์นะครับ ตามด้วยท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม และท่านนพพล เหลืองทองนารา ครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ต่อร่างพระราชบัญญัติ ผมได้แปรญัตติเพื่อปรับลดงบประมาณรายจ่ายงบกลางลง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ครับจากยอด ทั้งสิ้น ๕๙๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ผมขอปรับลด ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ จากตัวเลขที่ทางกรรมาธิการงบประมาณปีนี้ได้ไปศึกษามารวมถึงหน่วยงานของรัฐสภาเอง ได้รวบรวมข้อมูลมานี้นะครับ ในช่วงเพียงแค่ระยะเวลาตั้งแต่มีการปฏิวัติรัฐประหารมาไม่กี่ปี ๗ ๘ ปี งบกลางผ่านการใช้การไปแล้วไม่ต่ำกว่า ๔ ล้านล้านบาท เป็นเงินมหาศาลสูงกว่า งบประมาณในปีปัจจุบันด้วยซ้ำ มันเป็นเงินจำนวนมหาศาลที่ใช้ไปโดยต้องใช้คำว่า อีลุ่ยฉุยแฉก คือไม่มีกระบวนการในการที่จะกำกับหรือควบคุมดูแล ไม่มีกระบวนการในการ จะตรวจสอบให้อย่างรัดกุม และที่สำคัญเป็นไปตามอัธยาศัยของคณะรัฐมนตรี ซึ่งสุดท้าย หลายครั้งหลายหนเรามีข้อท้วงติงกันมาโดยตลอดในสภาแห่งนี้ว่ากระบวนการใช้งบกลาง เหล่านั้นมันไม่เป็นประโยชน์ มันไม่เกิดตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการให้เกิดจริง ท่านประธานครับ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาอย่างที่ผมได้เรียนถ้านับรวมตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ เป็นต้นมานะครับไม่น่าเชื่อ จากงบกลางซึ่งเคยตั้งอยู่ในอดีตในปี ๒๕๕๗ และก่อนหน้าอยู่ในเฉลี่ยราวปีละประมาณ ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ๑๐-๑๓ เปอร์เซ็นต์ของยอดวงเงินงบประมาณ แต่ในช่วงที่ผ่านมาในช่วง ของรัฐบาลชุดปัจจุบันนี้มีการผลักตัวเลขนี้ขึ้น ปัจจุบันแตะอยู่ที่ระดับ ๑๘-๒๐ เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมากครับ เป็นตัวเลขที่สูงจนน่าตกใจ งบประมาณในส่วนงบกลางนั้น ผมเข้าใจครับ มันใช้ในเรื่องของกรณีฉุกเฉินและจำเป็น ใช้ในเรื่องของเป็นค่ารักษาพยาบาล ข้าราชการ เงินในเรื่องของการสมทบข้าราชการ การชดเชยค่าก่อสร้างต่าง ๆ เงินเลื่อนวุฒิ เบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ มันรวมอยู่หลายประเภทซึ่งรวมอยู่ในงบกลางตามระเบียบวิธีการ ทำงบประมาณอันนี้เราเข้าใจได้ แต่ตัวเลขที่น่าสนใจแล้วก็ต้องติดตามอย่างละเอียดและผม ก็จะฝากถามไปยังทางกรรมาธิการซึ่งท่านไปทำงานให้พวกเรามาหลายเดือนนะครับ ก็เป็น เรื่องที่สำคัญที่ท่านจะต้องไปสืบค้นเอาข้อมูลต่าง ๆ มา คำถามที่ผมจะถามท่าน🔗
คำถามแรก เป็นเรื่องเกี่ยวกับเบี้ยหวัดบำนาญครับ ในงบกลาง ๕๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็นเบี้ยหวัดบำนาญไปครึ่งหนึ่ง ๓๒๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ใน ๓๒๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ตัวเลขนี้น่าตกใจมากเพราะอะไรครับ ถ้าอย่างที่ผมได้เรียนย้อนกลับไปเมื่อ ประมาณเกือบ ๑๐ ปีที่แล้ว ปี ๒๕๕๗ ตัวเลขเบี้ยหวัดบำนาญนี่อยู่ในระดับเพียงแค่ ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเองในแต่ละปี แต่ในช่วงการบริหารราชการของรัฐบาล ชุดปัจจุบันเพียงแค่ ๗ ๘ ปีเท่านั้น เบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญไหลขึ้นทุกปีอย่างไม่มีอัตรา ผ่อนเลยพุ่งขึ้นสูงตลอดต่อเนื่อง ปัจจุบันไปแตะที่ ๓๒๒,๐๐๐ ล้านบาท ปีหน้ารับประกันว่า จะขึ้นไปเรื่อย ๆ ยังไม่หยุด อีกไม่นานครับ ๒ ๓ ปีแล้วจะเห็น ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่คือการบริหารราชการที่ผิดพลาด ผิดทิศหรือไม่ กับการที่สร้างรัฐราชการที่ใหญ่โตขึ้นมา กับการที่ไปอุ้มชูไปให้รางวัลพิเศษกับภาคข้าราชการ มากเกินไปหรือไม่ ผมไม่ได้ติดใจกับเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญกับพี่น้องข้าราชการที่ทำงาน มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน แต่มันเป็นปัญหาของการบริหารราชการแผ่นดินที่สร้างรัฐราชการ ที่มันเทอะทะ และที่สำคัญที่สุดมันเกิดจากการที่เรามีการประกาศอะไรต่าง ๆ เช่น พระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินหรือเปล่า เขาได้ ๒ เท่านะ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นตัวเลข ที่มันน่ากลัวและมันก็ไปเบียดกินเอากับงบประมาณแผ่นดินซึ่งมันควรจะเป็นประโยชน์กับ พี่น้องประชาชน ควรจะเป็นเงินที่ลงไปในการพัฒนาต่าง ๆ แต่เรากำลังแบกภาระในเรื่องของ เบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นที่ผมจะถามท่านก็คือแล้วท่านไปถาม มาหรือไม่ว่าในช่วง ๗ ๘ ปีที่ผ่านมาทำไมจาก ๑๓๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๓๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ในระยะเวลาอันรวดเร็วมันเกิดอะไรขึ้น อันนี้เป็นคำถามแรก🔗
ส่วนที่ ๒ เป็นเรื่องซึ่งเพื่อนสมาชิกพูดกันมาเยอะแล้ว ก็คือเงินในส่วนของ กรณีฉุกเฉินและจำเป็น อันนี้เราเข้าใจครับ ใครเป็นรัฐบาลก็มีความจำเป็นในบางส่วน ที่จะต้องมีเงินในลักษณะของการฉุกเฉินและจำเป็นเพื่อที่จะเอามาใช้บริหารราชการแผ่นดิน ในกรณีที่มีภัยพิบัติ น้ำท่วม หรืออะไรต่าง ๆ แต่กระบวนการใช้เงินกรณีฉุกเฉินและจำเป็น ที่ผ่านมา อย่างที่ผมได้เรียนใช้คำไปเบื้องต้นก็คือมันอีลุ่ยฉุยแฉก มันเป็นการใช้เงินซึ่งไม่ตรง ตามวัตถุประสงค์กับกรณีที่มันเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นจริง ๆ หลายครั้งหลายหนเป็นการใช้ งบประมาณซึ่งไปซ้ำซ้อนกับงานฟังก์ชัน (Function) กับงานงบประมาณปกติของหน่วยงาน ราชการ ก็เห็นทำถนน ก็เห็นทำระบบน้ำ ไปขุดลอก มันก็อย่างเดียวกัน นี่คือกระบวนการปกติ ซึ่งหน่วยงานราชการสามารถตั้งงบประมาณในกรณีปกติได้ ที่สำคัญที่สุดท่านประธานครับ กรณีของเงินฉุกเฉินและจำเป็น งบประมาณในส่วนของการใช้ในการฉุกเฉินและจำเป็นในช่วง ๓ ๔ ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ ถึงปีปัจจุบันการเบิกจ่ายต่ำมาก เบิกจ่ายเพียงแค่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ส่วนที่เหลือเป็นการกันเหลื่อมปี ท่านบอกว่าก็ใช้หมด สุดท้าย ก็ใช้หมด งบกลางเพื่อการฉุกเฉินและจำเป็นนี่ใช้หมดทุกครั้ง แต่ถ้าเราดูในลักษณะของตัว งบประมาณแล้วนี่คือการฟ้องต่อสังคมครับ อ้ายการใช้เพียงแค่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ มีปี ๒๕๖๑ ใช้ ๗ เปอร์เซ็นต์ แต่สุดท้ายพอสิ้นปีงบประมาณกันเหลื่อมใช้ครบมันหมายถึงอะไร นี่คือกรณี ที่เราพูดกันมาโดยตลอดว่านี่คืองบลด แลก แจก แถม เอาไว้ให้กับหน่วยงานราชการ เอาไว้ให้กับพรรคการเมือง เอาไว้ให้กับส่วนราชการเพื่อที่จะเอาไปสนับสนุนในกิจกรรม ภารกิจทางการเมืองหรือเปล่า ปีนี้เราเพิ่งผ่านงบประมาณเพิ่งผ่านมติ ครม. ไปเมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคมที่ผ่านมา เอาไปให้ สทนช. ๔,๐๐๐ ล้านบาทก็งบกลางนี่ล่ะครับ บอกว่าจะเอามาทำ อะไรครับ ขออนุญาตอ่านนะครับ เอามาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ทรัพยากรน้ำในช่วงฤดูฝนและการกักเก็บน้ำเพื่อฤดูแล้งนะครับ อนุมัติ ๑๑ สิงหาคม น้ำท่วมอยู่ครับ และกระบวนการในการอนุมัติเงินงบประมาณ ๔,๐๐๐ ล้านบาท ถามว่าท่านจะทำเสร็จ พรุ่งนี้ไหม มันก็ไม่มีทาง สุดท้ายก็ต้อง ๓ เดือนข้างหน้า กว่าจะเห็นก็คือสถานการณ์ปัญหา น้ำท่วมของพี่น้องประชาชนมันผ่านไปแล้ว การกักเก็บน้ำก็ไม่ทันแล้ว เพราะมันท่วมแล้ว มันแห้งแล้ว นี่คือกระบวนการผ่านงบประมาณ ซึ่งมันอีหลุยฉุยแฉกและไม่เกิดประโยชน์ ต่อพี่น้องประชาชน สุดท้ายเป็นเพียงแค่การแบ่งเค้กกันหรือไม่ เพราะฉะนั้นผมเลยยืนยัน ครับว่าเราจะต้องปรับลดงบประมาณในส่วนนี้ลงไม่ต่ำกว่า ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ผมเสนอ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่มีประเด็นท้วงติงหลายคนท่านกรรมาธิการก็คงมาบอกผมบอกว่ามันมี ความจำเป็นเพราะงบกลางเหล่านี้ใช้แล้วมันเอาไว้ในกรณีฉุกเฉินต้องมีสำรองไว้ตลอดเวลา อันนี้ไม่ใช่เป็นประเด็นน่าห่วง เพราะอย่างที่ผมได้เรียนการใช้งบประมาณในช่วง ๓ ๔ ปีที่ผ่านมา ใช้จริงไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะอนุมัติเบิกจ่ายเหลื่อมปีไปครึ่งหนึ่ง เพราะฉะนั้นการใช้จริงมันไม่เคยถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของงบกลางที่ตั้งไว้ และที่สำคัญที่สุด ท่านประธานครับ ตาม พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ เรามีมาตราหนึ่งที่กำหนดไว้อยู่แล้วว่า มันมีเงินที่เรียกว่า เงินทุนสำรองจ่าย ซึ่งสามารถจ่ายได้ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อ ๒ ปีที่ผ่านมา สำนักงบประมาณเงินช็อต (Short) ขาดมือ หมุนไม่ทัน งบกลางหมด ตอนนั้นสถานการณ์ โควิด (COVID) ก็ใช้กลไกเดียวกันครับ ก็คือสามารถดึงเงินจากทุนสำรองนั้นมาใช้ก่อนได้ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้วก็ตั้งคืนในปีถัดไป หมายความว่าในกรณีที่มันฉุกเฉินแล้วมันสำคัญ จริง ๆ ถ้าปรับลดไปสัก ๓๐,๐๐๐ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท พอถึงเวลาถ้ามันเกิดเหตุใด ๆ ที่มันฉุกเฉินรัฐบาลก็ยังมีกลไกผ่าน พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณที่จะเอาเงินทุนสำรองจ่าย ออกมาใช้ได้ถึง ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มันจึงไม่ใช่ปัญหาใด ๆ ในการบริหารราชการแผ่นดิน เพราะฉะนั้นผมยืนยันครับงบกลางในส่วนนี้เราควรจะต้องตัด โดยเฉพาะในส่วนของงบ สำรองจ่ายเพื่อการฉุกเฉินและจำเป็นลง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ตามด้วยท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ในมาตรา ๖ นี้ผมขอเสนอตัดงบกลาง ๑ เปอร์เซ็นต์ ผมตกใจมากนะครับ ที่ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ได้พูดว่าตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ จนถึงปี ๒๕๖๖ นี้ งบกลางของท่านประยุทธ์มันตั้ง ๔ ล้านล้านบาท ตกใจมากครับท่านประธาน คือเพิ่งทราบ ตอนนี้นะครับที่ท่านได้รวบรวมมา แล้วงบกลางนี้ผมเห็นด้วยนะครับที่ว่าจะมานำเสนอต่อ สภาผู้แทนราษฎรทุก ๓ เดือน ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี นายกไปทำอะไรที่ไหน เพราะเราไม่ สามารถจะทราบได้เลยว่าท่านเอาไปทำอะไรที่ไหน ใน (๑๐) เงินสมทบลูกจ้างประจำ ๕๐๐ ล้านบาท อันนี้คือเขาเรียกว่า งบบังหน้า ๕๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ความจำเป็นจริง ๆ ของลูกจ้างประจำเขายากลำบากมาก สวัสดิการอะไรเขาก็ไม่ได้กับเขา ถ้ามีครอบครัว มีลูกก็ด้อยค่ากว่าข้าราชการ กว่าพนักงานราชการ วันนี้ท่านให้เขาแค่ ๕๐๐ ล้านบาท ผมว่ามันน้อยมาก ท่านเอามาบังหน้าสำหรับงบจำเป็นฉุกเฉินของท่าน ถ้าเป็นไปได้นะครับ แบ่งงบใน (๑๒) เอามาให้ลูกจ้างประจำ ผมคิดว่ามันจะดีมาก ท่านประธานครับ เงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ผมพูดเฉพาะ (๑๒) นี่ละครับ ๙๒,๔๐๐ ล้านบาทนี้ มันเหมือน งบส่วนตัวนะครับตั้งทุกปี เหมือนงบส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีซึ่งจะต้องได้ทุกปี ๆ ท่านประธานครับ แต่งบนี้มันใช้ไม่หมดสักปีเลยครับ ทุกปีจะใช้ไม่หมด ขณะที่เราอภิปราย งบประมาณประจำปี ๒๕๖๖ นั้น เงินของปี ๒๕๖๕ ก็ยังใช้ไม่หมด ใช้ได้ไม่กี่เปอร์เซ็นต์เอง มันจะไปหมดเมื่อไรครับ งบของนายกมันจะไปหมดหลังจากงบประมาณที่เราพูดกันในสภา ผ่านแล้ว เขาถึงจะใช้งบหมดเลย ท่านประธานครับ งบกลางปี ๒๕๖๒ งบกลางปี ๒๕๖๓ งบกลางปี ๒๕๖๔ ใช้หมดแล้ว เอาไปใช้อะไรครับ ไม่ทราบ ไม่รู้ ที่ไหน อย่างไร ไม่รู้ ท่านประธานครับ ผมขอเอกสารจากสำนักงบประมาณ การใช้งบประมาณงบกลาง โดยเฉพาะ (๑๒) งบเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น (๑๒) ของนายกรัฐมนตรี สำนักงบประมาณให้ผมได้หรือไม่ ผมขอในวันที่ ๑๙ ให้เวลาท่าน ๑ วัน ของการใช้จ่าย งบกลางปี ๒๕๖๒ ปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ ผมอยากจะดูว่านายกรัฐมนตรีเอาไปใช้อะไร เพราะชาวบ้านเขาเรียกว่า งบซานตาคลอส เวลานายกรัฐมนตรีไปจังหวัดไหน นายกรัฐมนตรี ก็ตามไปแจก ใครเดือดร้อนใครต้องการ ใครขอเพื่อการเมืองบ้าง เพื่อพวกพ้องบ้าง ท่านก็อนุมัติไป แต่มันไร้ซึ่งแผน มันไร้ซึ่งยุทธศาสตร์ แสดงว่าข้าราชการหรือหน่วยงาน ในจังหวัดนั้น ๆ บกพร่อง ไม่สามารถจัดงบประมาณตอบสนองความต้องการของพี่น้อง ประชาชนได้ ต้องให้นายกรัฐมนตรีมาอนุมัติ ถ้ามันเร่งด่วนมันคงจะต้องใช้ไปก่อนแล้ว แต่นี่มาร้องเรียนนายกรัฐมนตรีแสดงว่าไม่เร่งด่วน ท่านประธานที่เคารพ วันนี้ผมขอนะครับ ปี ๒๕๖๒ ปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ ผมอยากจะรู้ว่าท่านเอาไปใช้อะไร งบของท่านมันต้องฉุกเฉิน จริง ๆ จำเป็นจริง ๆ หลายท่านอภิปรายไปแล้วเอาให้ลูกน้องเอาไปแจกตามมหาวิทยาลัย ตรวจสอบก็ไม่ได้ วันนี้น้ำท่วมน้ำจังหวัดเชียงราย ท่วมแม่สาย ท่วมอำเภอขุนตาล ท่วมอำเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงรายเห็นหน้าประยุทธ์ไหม เห็นหน้านายกรัฐมนตรี ไหมครับ ตัวไม่ไปเงินต้องไป เงินไม่ไปถุงยังชีพต้องไป มันฉุกเฉินอย่างไรครับ ส.ส. ก็ไม่ให้ ไปเกี่ยวข้องกับงบประมาณจะเอาอะไรไปให้พี่น้องชาวบ้าน นายกรัฐมนตรีกอดเงินไว้ ๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ใช้เหลื่อมปี ใช้ข้ามปี เสร็จแล้วก็ตรวจสอบไม่ได้ นี่คืองบของ นายกรัฐมนตรีที่ชื่อประยุทธ์ใช้ไป ๔ ล้านล้านบาทตั้งแต่ปฏิวัติมา ท่านประธานครับ น้ำมัน ก็แพง พี่น้องเกษตรกรเดือดร้อน ปุ๋ยก็แพง ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้าแพงหมดมันจำเป็นจริง ๆ ต่อฤดูกาล เอาเงิน ๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทให้ฉุกเฉินเขาไปชดเชยเขาหน่อยสิครับ นี่ฉุกเฉิน จริง ๆ ท่านไม่รักพี่น้องชาวนาจริง ๆ นี่ละครับนายกรัฐมนตรีที่มาจากการปฏิวัติ ผมตัด ๑ เปอร์เซ็นต์ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ตามด้วยท่านนพพล เหลืองทองนารา นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ งบกลาง ๕๙๐,๕๗๐ ล้านบาท ท่านประธาน ทราบไหมว่างบประมาณรายจ่ายประจำปี ๓.๑ ล้านล้านบาทเศษ ท่านประธานครับ งบประมาณที่งบกลางเฉลี่ยแล้ว รัฐบาลใช้ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้ารวมเบ็ดเสร็จ ๘ ปี ท่านนายกรัฐมนตรีใช้ไป ๔.๔ ล้านล้านบาทเศษ แต่เปรียบเทียบเท่ากับว่า ๑ ใน ๕ ส่วนของงบประมาณแผ่นดิน แปลว่าวันนี้กระทรวง ทบวง กรม ทั้งหมดปีนี้ ๓.๑ ล้านล้านบาท นายกรัฐมนตรีใช้คนเดียวที่ผ่านมา ๔.๔ ล้านล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ จะเห็นได้ว่างบกลางนั้นเป็นงบที่อำนาจการตัดสินใจอยู่ที่ นายกรัฐมนตรีแต่ผู้เดียว ท่านประธานครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน (๔) ค่าใช้จ่ายในการ บรรเทาแก้ไขปัญหาเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) ๓,๐๐๐ ล้านบาท ผมสอบถามจากพี่น้องประชาชนที่ได้พบที่ได้รับ ผลกระทบยังไม่เห็นรัฐบาลไปเยียวยาอย่างไรเลย นั่นประการที่ ๑🔗
ประการที่ ๒ ต้องกราบเรียนว่าใน (๗) เงินช่วยเหลือราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ ๔,๒๐๐ ล้านบาท ผมเห็นว่าและปฏิบัติจริง ข้าราชการชั้นผู้น้อย เป็นลูกจ้าง เงินเดือนได้เดือนละประมาณ ๘,๐๐๐ กว่าบาทต่อ ๑ เดือน มีทั้งหมดของอาชีวะ ๑๓,๗๔๐ ๔๐ กว่าอัตรา ยังเป็นลูกจ้างจบปริญญาตรี ปริญญาโท ไม่มีสวัสดิการอะไรเลย อยากเห็นว่าเงินตรงนี้ไปจ่ายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินสมทบลูกจ้างประจำ ๕๐๐ ล้านบาท อย่างที่สมาชิกได้กล่าวไปแล้วนั้นถามว่ามันเพียงพอหรือไม่ ตอบว่า ไม่เพียงพอ ส่วนสาระสำคัญในเงินสำรองสมทบและเงินชดเชยข้าราชการ ๗๕,๙๘๐ ล้านบาท ถามว่ารัฐบาลไปดำเนินการได้จริงหรือไม่ แต่สาระสำคัญนั้นผมต้องกราบเรียนสั้น ๆ ว่างบสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือความจำเป็น ๙๒,๔๐๐ ล้านบาทนั้น ท่านประธานครับ คำว่า ฉุกเฉิน วันนี้พี่น้องประสบภัยธรรมชาติ เช่นน้ำท่วมหรือฝนแล้งก็ไม่เห็นไปปฏิบัติการ อย่างไร แทนที่จะใช้งบประมาณดังกล่าวนั้นไปดำเนินการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรได้มีการ เตรียมการวางภาชนะ หรือหนอง คลอง บึงเก็บไว้เมื่อยามน้ำมาก น้ำแล้งจะได้มีน้ำใช้ น้ำคือชีวิต ท่านประธานที่เคารพครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบประมาณดังกล่าวพี่น้อง ประชาชนเดือดร้อนผมดูจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีเราได้พูดกันมา ๓ ๔ ปีแล้ว รัฐบาลก็ไม่ได้ดำเนินการทางใด ในเล่มขาวคาดแดงก็ไม่มี โครงการเขื่อนมโนรมย์เพื่อจะเป็น เส้นทางที่สามารถผันน้ำเข้าสู่แม่น้ำป่าสัก เขาเรียกชัยนาท-ป่าสัก และจะไปตรงคลอง ระพีพัฒน์เส้นทางสายนี้ผ่านหลายจังหวัดในภาคกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เขื่อนป่าสักนั้น ปรากฏว่าผมได้พูดหลายครั้งแล้วว่าการสร้างเขื่อนทำให้สะพานจมน้ำ ใช้งบประมาณ ๘๐๐ ล้านบาท ๓ ปีแล้วก็ยังไม่ได้ดำเนินการทางใดทางหนึ่งเลย จึงอยากจะกราบเรียนว่า งบฉุกเฉินนั้นเอาไปใช้ได้หรือไม่ ขณะนี้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศได้รับผลกระทบจาก ทำมาหากิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ทำกินที่อยู่อาศัยมาเป็นร้อย ๆ ปี กรมที่ดินบอกว่าไม่มี งบประมาณไปเผชิญสืบหรือไปออกรังวัดเพื่อจะออกโฉนดให้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลพบุรี มีหลายแสนล้านไร่ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ทหารก็ดี ไม่ว่าป่าสงวนหรือในเขตปฏิรูปที่ดิน และในที่ว่างเปล่าจำนวนมาก ปรากฏประชาชนเดือดร้อนถามว่ากี่ปีแล้วครับ กี่สิบปีเป็นร้อยปี ไม่สามารถจะหาเอกสารทำกินได้ อยู่ดีวันดีราชการก็ไปไล่ที่ทำมาหากิน อย่างนี้งบประมาณ ฉุกเฉินนี้รัฐบาลเอาไปใช้ได้หรือไม่ ในขณะเดียวกันพี่น้องเกษตรกรเป็นที่ทราบกันดีว่าปัญหา ปัจจัยการผลิตแพงไม่ว่าเครื่องไม้เครื่องมือ ไม่ว่าปุ๋ย ทุกสิ่งทุกอย่างเราต้องนำมาจาก ต่างประเทศ ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ รัฐบาลคิดไหมว่าเงินฉุกเฉินจะแก้ปัญหาลดต้นทุนได้ ทำให้เกษตรกรทั้งประเทศได้รับผลกระทบคือต้นทุนสูง แต่ผลผลิตออกมาปรากฏราคาต่ำกว่าต้นทุนทำให้พี่น้องเกษตรกรทั้งประเทศเดือดร้อน ผลกระทบทำให้ประชาชนเป็นหนี้สินล้นพ้นตัว ตกอยู่ในสภาพล้มละลาย ดังนั้นผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานว่างบจำนวน ๙๒๐,๔๐๐ ล้านบาทนั้น สามารถที่จะเอาเงินไปใช้ได้ หรือไม่ เพราะเป็นอำนาจตัดสินใจกับท่านนายกรัฐมนตรีแต่ผู้เดียว จริง ๆ แล้วเขาเรียก อนุมัติงบลอย ลอยถือว่าถ้าหากว่าเงินดังกล่าวถ้าไปดำเนินการที่ทุจริต เขาเรียกว่าทุจริต เชิงนโยบาย สิ่งต่าง ๆ ที่สภาเห็นชอบในวันนี้นั้นในวาระสองก็อยากจะให้ท่านทั้งหลาย ได้ตัดสินใจ ผมจึงปรับลด ๒๓ เปอร์เซ็นต์ ขอบพระคุณมากครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านนพพล เหลืองทองนารา🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นพพล เหลืองทองนารา พรรคเพื่อไทย จังหวัดพิษณุโลก คนพรหมพิรามครับ ท่านครับ ผมเองก็ตั้งอกตั้งใจที่จะขออนุญาตอภิปรายในมาตรา ๖ ซึ่งผมเองได้เขียนปรับลด งบประมาณของงบกลางในปีนี้ไว้ ๕ เปอร์เซ็นต์ คืองบทั้งหมดก็อย่างที่พวกเราได้ทราบกัน ก็มีอยู่ ๕๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนะครับ ผมเองขอปรับลดไป ๕ เปอร์เซ็นต์ คือเอาออกไปอีก ๒๙,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็จะเหลืออยู่ประมาณ ๕๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านครับในงบกลาง จริง ๆ คำนิยามของงบกลางหลายท่านก็ทราบดีอยู่แล้วว่าต้องใช้ในเรื่องของจำเป็น และฉุกเฉิน หรือไม่ก็เป็นเรื่องที่เราไม่สามารถคาดเดาได้ว่ามันจะใช้เมื่อไร ใช้อย่างไร จะใช้ จำนวนเท่าไร แต่ผลปรากฏว่าในสิ่งที่รัฐบาลท่านได้ตั้งมาเหมือนอย่างที่มี ส.ส. หลายท่าน บอกไป ผมเองก็ตกใจมากนะครับ และที่ว่า ๔ ล้านล้านบาท ตลอดระยะเวลาที่ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีว่าใช้เงินในส่วนของงบกลางไป ๔ ล้านล้านบาท มันไม่ใช่แค่ ๔ ล้านล้านบาท มันขาดอีกนิดเดียวก็จะเป็น ๕ ล้านล้านบาทแล้ว ตั้งแต่ ปี ๒๕๕๗ ตั้งแต่ท่านมาดำรงตำแหน่งจนถึงปีนี้ปี ๒๕๖๖ เฉลี่ยแล้วปีหนึ่งงบกลางก็ตกแล้ว ใกล้ ๆ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเปรียบเทียบกับจีดีพี (GDP) ก็ตกแล้ว ๓.๒๑ นะครับ ร้อยละ ๓.๒๑ นะครับ ซึ่งจริง ๆ แล้วในงบประมาณของประเทศทั้งหมดอย่างปี ๒๕๖๖ เทียบกับจีดีพี (GDP) ของเมืองไทยแล้วมันก็ตกอยู่แค่ ๑๖.๒๑ เปอร์เซ็นต์ แต่งบกลาง ว่าไปแล้ว ๓ เปอร์เซ็นต์กว่านะครับ แล้วจริง ๆ ในงบประมาณ ซึ่งดูแล้วแต่ละรายการ มันควรจะไปตั้งอยู่ในส่วนของงบประมาณประจำปีได้ แต่เหตุไฉนผมเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าท่านก็รู้อยู่เต็มอกว่าในหลายสิ่งหลายอย่างท่านคาดการณ์ได้อยู่แล้วว่ามันจะต้องมีรายจ่าย อย่างไรบ้าง จำนวนเท่าไร จ่ายเมื่อไร แต่ท่านก็ยังจะยัดเข้ามาอยู่ในงบกลาง ซึ่งตรงนี้ถือว่า เป็นการตั้งงบประมาณที่ผิดฝาผิดตัว ผิดรูปผิดร่างนะครับ มันไม่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ เพราะฉะนั้นผมเองไม่เห็นด้วยเลย ถ้าท่านจะทำอย่างนี้ ท่านครับในส่วนที่จะช่วยเหลือ เกษตรกรท่านไม่เอาไปตั้งในงบกลางบ้างหรือครับ ถามว่าอย่างเงินในโครงการรับจำนำ ทำไมท่านต้องไปเอาเงินนอกงบประมาณ ท่านก็เอามันในนี้บ้างก็ได้ครับ ทีอย่างอื่นที่มัน คาดคะเนได้อะไรได้ท่านเอามาตั้งไว้ได้ ท่านก็ไม่ได้เกรงกลัวสิ่งใด แต่กับสิ่งที่จะช่วยเหลือ เกษตรกรบ้างต้องระหกระเหิน ต้องคอยให้พี่น้องถามทุกปี อย่างค่าเก็บเกี่ยวจะได้ไหม ๆ แล้วอย่างปีนี้ผมเองก็ยังดีใจว่าโอเค (OK) หลายคนทักท้วงว่าท่านควรจะเอาเงินในส่วนของ ถ้าเรียกกันง่าย ๆ คือค่าพัฒนาคุณภาพข้าวหรือค่าเก็บเกี่ยวเอามาไว้ในงบประมาณ แต่ผลปรากฏว่าท่านเองท่านก็เอามาเหมือนกันแต่ว่าท่านไม่ได้สนใจเลย นั่นหมายความว่า พอสำนักงบประมาณบอกว่ามีเงินให้ท่านเหลืออยู่แค่ ๑๕,๒๖๐ ล้านบาท แต่โครงการ ทั้งหมดมันใช้อยู่ ๕๓,๐๐๐ กว่าเกือบ ๕๔,๐๐๐ นะครับ อย่างนี้ท่านไม่สนใจเลยท่านก็เอามา ตั้งในงบกลางบ้างสิ พูดถึงนะครับ อันนี้ถ้าไหน ๆ มันจะไม่เอาตามคำนิยามของคำว่างบกลางแล้วนี่ ท่านช่วยเหลือเกษตรกร ซื้อความสุขให้กับเกษตรกรบ้างไม่ได้หรือครับ เพราะฉะนั้นผมเองไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่รัฐบาล ได้ตั้งงบประมาณไว้ถึง ๕๙๐,๔๗๐ ล้านบาทในงบกลางปีนี้ผมเองจึงขอตัดงบประมาณ ในส่วนนี้ออกจำนวน ๕ เปอร์เซ็นต์ครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไป เชิญท่านนิคม บุญวิเศษ ตามด้วยท่านมานพ คีรีภูวดล ท่านประกอบ รัตนพันธ์ และท่านประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้า พรรคพลังปวงชนไทย กระผมขออภิปรายในมาตรา ๖ งบประมาณรายจ่ายงบกลาง ซึ่งปี ๒๕๖๖ นี้นะครับได้ตั้งงบกลางไว้จำนวน ๕๙๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ซึ่งผมขอตัดลด ๗ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ เป็นจำนวนเงิน ๔๑,๐๐๐ ล้านบาทเศษครับ ก็ยังคงเหลือ งบจำนวนมาก ๕๔๙,๐๐๐ ล้านบาทเศษครับท่านประธาน ตลอดระยะเวลา ๗ ปีที่ผ่านมาถึง ๘ ปีนี้การตั้งงบประมาณ โดยเฉพาะงบกลางนี้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษทุกปีครับ รวมแล้ว ประมาณ ๔ ล้านล้านบาท ซึ่งผมเห็นว่าการตั้งงบประมาณลักษณะนี้เป็นการตั้งงบประมาณ ที่ผมบอกได้เลยว่าจงใจนะครับจงใจที่จะทำให้งบประมาณเหล่านี้สามารถตรวจสอบได้ยากขึ้น เพราะอะไรครับ เพราะรัฐบาลนั้นโดยการบริหารของท่านนายกประยุทธ์ จันทร์โอชา ถ้าท่าน มาในระบอบประชาธิปไตยโดยการไว้วางใจของพี่น้องประชาชนโดยตรง โดยที่ไม่ได้มา แบบพิเศษผมไว้วางใจท่าน แต่ท่านมาแบบลักษณะพิเศษท่านเข้ามาร่วมกับข้าราชการ โดยเฉพาะสำนักงบประมาณผมขอติสำนักงบประมาณ ผมไม่ทราบว่าท่านไปร่วมกันนะครับ อย่างไรถึงสามารถทำงบประมาณกลางขึ้นมาได้มากขนาดนี้ โดยที่เดิมงบประมาณกลางนั้น ซึ่งมันใช้จ่ายค่าพยาบาลข้าราชการเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ เงินสำรอง เงินสมทบ ข้าราชการ เงินสวัสดิการต่าง ๆ ผมเชื่อว่าเงินเหล่านี้เราสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่า แต่ละปีมีจำนวนประมาณเท่าใด ถ้าเราสามารถคาดการณ์ได้หน่วยงานนี้ก็ควรจะมีหน่วยงาน เข้ามารับผิดชอบเงินส่วนนี้ซึ่งประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของเงินทั้งหมด ๘ ปี ๔ ล้านล้านบาท เราทราบว่าเงินที่จ่ายลักษณะนี้แต่ละปีมันเท่าไร แต่เงินฉุกเฉินเร่งด่วนผมเข้าใจว่ามันไม่ สามารถคาดการณ์ได้ คำว่า ฉุกเฉินเร่งด่วน เป็นเหตุการณ์ที่เราไม่สามารถคาดได้ แต่การตั้ง งบประมาณแต่ละปี ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท มันก็ยังเยอะเกินไปท่านประธาน เพราะทุกปี ไม่สามารถใช้งบได้หมดหรอกครับ ยกเว้นปีที่มีการระบาดของไวรัสโคโรนา (Virus Corona) เราเข้าใจได้ครับ ซึ่งปีนั้นตั้งงบประมาณไว้ ๙๖,๐๐๐ ล้านบาท ทราบว่าเงินไม่พอก็เลยมี พ.ร.บ. โอนงบประมาณเข้ามาอีก ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท รวมแล้วเป็น ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท จึงได้มีการขยายวงเงินวินัยการเงินการคลังจาก ๒.๕-๓.๕ ขยายเป็นไม่เกิน ๗.๕ แต่มาปีนี้ แล้วโรคระบาดนั้นมันเริ่มที่จะเข้าที่เข้าทางแล้ว แล้วเงินงบประมาณที่ใช้กรณีฉุกเฉินเร่งด่วน ๓ ๔ ปีที่ผ่านมาได้ไปตรวจสอบแล้วพบว่าใช้ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ในการที่กฎหมายเขียนไว้ อย่างชัดเจน กฎหมายเขียนไว้ว่าเงินก้อนนี้จะต้องใช้ในกรณีฉุกเฉินเร่งด่วน แต่ท่านไปอนุมัติ ให้หน่วยรับงบประมาณ โดยเฉพาะกระทรวงต่าง ๆ บางกระทรวงได้เงินไป ๗,๐๐๐ ๘,๐๐๐ ล้านบาท แล้วไปทำอะไรเอาไปทำโครงการซึ่งเป็นโครงการที่ไม่เร่งด่วน บางหน่วยงาน มีการฮั้วประมูลกัน มีแค่ ๒ บริษัทเองท่านประธานได้งานไป ผมใบ้ให้ก็ได้บริษัทหนึ่งอยู่ ปราจีนบุรี บริษัทหนึ่งอยู่ราชบุรี มีการเขียนสเปก (Spec) ล็อกสเปก (Lock Spec) ขึ้นมาใช้ งบฉุกเฉินเร่งด่วนนี่งบประมาณกลางของนายกรัฐมนตรีนี่นะครับ ใช้งบประมาณกลาง ที่นายกรัฐมนตรีที่ถือไว้ผมคิดว่าเป็นงบประมาณที่ท่านต้องการลงพื้นที่เพื่อเป็นการหาเสียง ล่วงหน้าหรือไม่ ท่านกรรมาธิการต้องตอบนะครับ เพราะกรรมาธิการผมก็ไม่เห็นมีการตัด ไม่แน่ใจว่าท่าน ตัดได้หรือไม่ อย่างไร จริง ๆ แล้วเงินก้อนใหญ่ขนาดนี้ไม่ควรจะผ่านมาถึง ๔ ปี เรามีการ อนุมัติเงินลักษณะนี้มา ๔ ปีแล้ว เราก็เห็นอยู่แล้วว่าเงินงบประมาณงบกลาง มันไม่สามารถ ที่จะตรวจสอบ ไม่สามารถวัดผล ไม่คุ้มค่าเงินภาษีของแผ่นดิน แล้วเรายังมีการอนุมัติงบ ในปี ๒๕๖๖ อีก มันเป็นการอนุมัติงบแบบทิ้งทวนหรือไม่ งบนี้สามารถลงหาเสียงได้ ท่านประธานครับ นายกรัฐมนตรีไปอยู่ตรงไหนนี่ มีใครก็ตามที่รู้จักนายกรัฐมนตรีมาของบ เพราะอะไรครับ เพราะบางคนไม่สามารถตั้งงบประมาณขึ้นมา กลัวมีกรรมาธิการตรวจสอบ กลัวสภาตรวจสอบ เขียนโครงการงบขึ้นมาอาจจะไม่ผ่านก็เลยใช้วิธีการของบฉุกเฉินเร่งด่วน นี้ล่ะครับ งบกลางจากนายกรัฐมนตรีมันของ่ายกว่า เห็นไหมครับนายกรัฐมนตรีก็อนุมัติสิ เพราะรู้จักกัน ฉะนั้นงบลักษณะนี้มีครับ ทำถนนหนทาง ทำโครงการเจาะบ่อน้ำบาดาล ทำอะไรพวกนี้ ซึ่งงบเหล่านี้มันมีอยู่ในส่วนของหน่วยงานอยู่แล้วซึ่งเขาสามารถตั้ง งบประมาณขึ้นมาตามปกติอยู่แล้ว แต่ท่านได้เอางบประมาณฉุกเฉินเร่งด่วนไปใช้ผิดประเภท ใช้ผิดวัตถุประสงค์อันนี้ชัดเจน ถามว่าท่านจะรับผิดชอบอย่างไร ท่านนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบอย่างไร รวมทั้งสำนักงบประมาณด้วยต้องรับผิดชอบอย่างไรเพราะท่านสมรู้ร่วมคิด กันนี่ครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการตั้งงบประมาณขนาดนี้ผมจึงไม่เห็นด้วย ผมไม่ไว้วางใจ ยิ่งท่านจะหมดวาระ ๘ ปีแล้วนี่ แต่ถ้าท่านยังต่ออีกแล้วเราจะไว้วางใจท่านได้อย่างไร ขนาดท่านไม่เคารพรัฐธรรมนูญนี่ และปัจจุบันนี้ท่านเป็นผู้ถืออำนาจ ถือกฎหมาย นอกจากนั้นยังไม่พอยังมาถือเงินอีกครับ เท่ากับท่านมีอำนาจเกินความจำเป็น รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เขียนไว้ชัดเจนว่าเขาป้องกันไม่ให้คนมีอำนาจเกิน ๘ ปี เห็นไหมครับเพราะจะเกิด วิกฤติทางการเมือง ฉะนั้นงบประมาณส่วนนี้ผมถึงขอตัดลดจำนวน ๗ เปอร์เซ็นต์ ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็ถือว่าน้อย ก็อยากให้สภาช่วยกันพิจารณาด้วยว่าอยากให้ช่วยปรับลด งบส่วนนี้ลงไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชนครับ กราบขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านมานพครับ ตามด้วยท่านประกอบนะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ และชนเผ่าพื้นเมือง ท่านประธานครับ ผมขออภิปรายงบประมาณปี ๒๕๖๖ ในมาตรา ๖ งบประมาณรายจ่ายว่าด้วยเรื่องงบกลาง ตลอดที่ผ่านมาผมคิดว่าท่านสมาชิกก็ได้อภิปราย ไว้แล้วว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้ใช้งบประมาณตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ ถึงปี ๒๕๖๖ รวมตัวเลขทั้งหมด เกือบจะ ๕ ล้านล้านบาท ขาดไปเป็นหมื่นล้านบาทจะถึง ๕ ล้านล้านบาทนะครับ ผมคิดว่า อันนี้คือประเด็นว่าทำไมเรามอบอำนาจให้กับคนคนเดียวที่จะต้องตัดสินใจใช้งบประมาณ เยอะขนาดนี้ในการทำงาน และที่สำคัญคือว่าวัตถุประสงค์ในการมีงบกลางผมคิดว่า ทุกประเทศ ทุกองค์กรก็ต้องมีอยู่แล้วล่ะว่าจะต้องมีงบกลาง แต่ว่าจะต้องไปทำหน้าที่ให้มัน บรรลุเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ เจตนารมณ์ของงบกลางจริง ๆ ก็คือปัญหาที่มันเรื้อรัง ปัญหาที่ มันเร่งด่วนฉุกเฉินจริง ๆ แล้วท่านสมาชิกก็ได้อภิปรายว่าจริง ๆ แล้วเป็นเรื่องของการใช้ งบกลางในทางการเมือง หรือผลประโยชน์ หรือเพื่อประโยชน์ใด ๆ หรือไม่ อันนี้ก็เป็นเหตุผล ที่ผมคิดว่าเราจำเป็นจะต้องอภิปราย ท่านประธานครับ ผมคิดว่าการที่มีงบกลางถ้ามีเจตนา ที่จะแก้ไขปัญหาจริง ๆ เรื่องนี้ผมคิดว่าก็สามารถใช้ได้ ผมขอยกตัวอย่างครับ เรื่องนี้ผม อภิปรายมาหลายครั้งแล้ว ปัญหาเรื่องสถานะบุคคลและสัญชาติ กระทรวงมหาดไทยบอกว่า มีประมาณ ๙๐๐,๐๐๐ คน ๙๐๐,๐๐๐ คนนี่ใช้งบประมาณไม่เยอะ เพียงแต่ว่ามันมีขั้นตอน มันมีหน่วยงานที่ต้องเกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน นอกจากกระทรวงมหาดไทยแล้วก็ต้องพูดถึง เรื่องของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ พูดถึงองค์กรในพื้นที่ต้องมีหลักฐาน ต้องมีการตรวจดีเอ็นเอ (DNA) ใช้งบประมาณก็ไม่ค่อยเยอะเท่าไร เพราะฉะนั้นก็คือเรื่องเหล่านี้มันเป็นปัญหาที่มัน จะไปสู่ปัญหาอื่น ๆ การที่สถานะบุคคลและสัญชาติ มันไม่ชัดเจน มันไปตัดสิทธิต่าง ๆ ความเป็นพลเมืองที่มีสถานะบุคคล หรือมีสัญชาติ ที่เรามีเขาไม่มี เขาเข้าไม่ถึงนะครับ ตัวเลขมันก็มีอยู่แล้ว ผมคิดว่างบกลางถ้าเอามาใช้ในเรื่อง นี้ปีละประมาณแค่ ๒๐๐ ล้านบาทนะครับ ปีนี้ปี ๒๕๖๖ ท่านเอามาใช้สัก ๒๐๐ ล้านบาท ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรื่องนี้ กระทรวงมหาดไทยเป็นแม่งาน ตั้งหน่วยบริการในพื้นที่ เฉพาะอย่างที่ผมเคยอภิปรายครับ พื้นที่เชียงราย ๒ จุด แม่ฮ่องสอน ๒ จุด ราชบุรี ๒ จุด เหล่านี้ใช้งบประมาณไม่ถึง ๒๐๐ ล้านบาท แก้ปัญหาปีถึง ๒ ปีก็จบแล้วครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นคือปัญหาเรื่องนี้มันจะต้องไม่มีเรื่องกระบวนการสีเทา หรือว่ากระบวนการ ที่นำไปสู่การค้ามนุษย์เกิดขึ้นในกระบวนการเหล่านี้นะครับ🔗
ประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน เรื่องของปัญหาที่ดินป่าไม้ ปัญหาเรื่องไก่กับไข่ อะไรเกิดก่อนนะครับ เจ้าหน้าที่บอกว่าอยู่ในเขตป่า ชาวบ้านว่าอยู่ก่อนที่จะมีเขตป่า อยู่ก่อนที่ยังไม่มีประเทศไทย ประเทศไทยไปดูเองครับ ถูกจัดตั้งคำว่าเป็นประเทศไทยในปี พ.ศ. อะไร อันนี้คือปัญหาอันยาวนานนะครับ พ.ร.บ. ป่าไม้ถาวร ปี ๒๔๘๔ นิยามความหมาย คำว่า ป่า ป่าคือที่ที่ไม่มีโฉนด ไม่มีเอกสารสิทธิ ๓๒๐ ล้านไร่ในปี ๒๔๘๔ ราคาบ้านนะครับ สนาม โรงเรียน วัด ไม่แน่ใจว่าบ้านท่านประธานยังเป็นป่าอยู่หรือเปล่าตาม พ.ร.บ. นี้ ผมคิดว่าทุกคนที่เป็นสมาชิกผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลอยู่ใน กรรมาธิการวิสามัญแก้ไขปัญหาที่ดินและการออกเอกสารสิทธิรับรู้ถึงปัญหาเหล่านี้ ปัญหาเรื่องที่ดินป่าไม้เกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชนไม่ต่ำกว่า ๑๐ ล้านคนครับท่านประธาน ไม่ว่าจะอยู่ในที่ดินป่าสงวน อุทยาน ชายเลน ที่ราชพัสดุ เขตทหาร ที่ น.ส.ล. ที่ของรัฐอื่น ๆ ไม่ว่าจะไปที่สหกรณ์ การนิคมเยอะแยะมากมายนะครับ สิ่งที่รัฐบาล สิ่งที่นายกรัฐมนตรี จะต้องทำการใช้งบประมาณส่วนกลางแก้ปัญหากับคนส่วนใหญ่ประมาณ ๑๐ ล้านคน ที่มีปัญหาอยู่ตอนนี้ และที่สำคัญมันสามารถใช้ได้ครับ โดยอำนาจครับ ปัญหาที่มันเดินไม่ได้ ปัญหาเรื่องนี้เพราะอะไรรู้ไหมครับประธาน หน่วยงานแต่ละหน่วยงานผมไปคุยหมดแล้วครับ อ้างอย่างเดียวคือไม่มีงบประมาณ ไปที่กรมอุทยานก็บอกว่าแต่ละสำนักได้ปีละประมาณสัก ๒๐ ๓๐ หมู่บ้าน ไปที่กรมอุทยานปีหนึ่งก็ได้ประมาณ ๓๐ ๔๐ หมู่บ้าน จังหวัดเชียงใหม่ ต้องใช้เวลาประมาณ ๘๐ ปี ๗๐ ปีถึงจะแก้ปัญหาทั้งหมด เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะแก้ปัญหา ความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรมนี่สิทธิขั้นพื้นฐานของพี่น้องประชาชนคือการอยู่ในที่ดิน ในแผ่นดินไทยร่วมกัน อยู่โดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อที่จะเข้าถึงสิทธิ เพื่อที่จะเข้าถึงบริการ ของรัฐต่าง ๆ ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญให้มันเท่าเทียมกัน เพื่อที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิต ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยและการประกอบอาชีพให้ชอบด้วยกฎหมาย สิ่งเหล่านี้ต่างหากครับ ที่งบกลางควรจะมาทำหน้าที่ เพราะว่าหน่วยงานอื่น ๆ ก็อ้างว่าไม่มีงบประมาณ อ้างว่าเป็น เรื่องที่จะต้องบูรณาการเชื่อมโยงกับหลายหน่วยงาน ท่านก็ใช้อำนาจเหล่านี้ครับ หากว่าท่าน นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามอำนาจของ ครม. ที่มีอยู่นะครับ ทำ ๒ เรื่องนี้ ผมคิดว่าจะเป็นมหากุศลใหญ่มากเลยครับที่จะแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนนะครับ คน ๙๐๐,๐๐๐ คนก็จะมีสถานะบุคคล โดยความร่วมมือของหลาย ๆ หน่วยงานตามกรอบ อำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย คน ๑๐ ล้านคนที่มีปัญหาเรื่องที่ดินป่าไม้ ที่เป็นคดีอยู่ท่านนายก ทราบไหมครับ ฝากท่านประธานไปถึงท่านนายกนะครับว่า หลังจากที่ท่านเข้ามารัฐประหาร มีนโยบายว่าด้วยการทวงคืนผืนป่า ตอนนี้ที่เราเรียกว่าคดีแห้ง คดีไม่แห้ง คดีดิบอยู่ในโรงพัก แล้วประมาณ ๔๐,๐๐๐ คดี ๔๐,๐๐๐ คดีนะครับพี่น้องประชาชนหลายคนต้องเข้าคุก และหลาย ๆ คนจำนวนเยอะมากที่ไม่สามารถประกอบอาชีพใช้พื้นที่ของตัวเองได้ พ.ร.บ. ป่าอุทยาน พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๖๔ บอกว่าต้องไปพิสูจน์ ต้องไปรังวัด แต่เจ้าหน้าที่ บอกว่ายังติดในคดีนี้ไม่สามารถทำได้ สิ่งสำคัญที่สุดเพราะว่าท่านจำเป็นจะต้องใช้ งบประมาณกลางเหล่านี้นะครับ อะไรที่หน่วยงานอื่นทำไม่ได้เพื่อที่จะแก้ปัญหาให้พี่น้อง ประชาชน แก้ปัญหาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำท่านสามารถใช้ได้นะครับ เพราะฉะนั้น ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตตัดงบประมาณงบกลางนี้ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ขอบคุณมากครับ ท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านประกอบ ตามด้วยท่านประเสริฐพงษ์นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตที่จะอภิปรายในมาตรา ๖ นะครับ งบกลาง เพราะถือว่า เป็นมาตราที่มีความสำคัญมากมาตราหนึ่ง ท่านประธานครับ งบประมาณรายจ่าย ปี ๒๕๖๖ มีทั้งหมด ๓,๑๘๕,๐๐๐ ล้านล้านบาทนะครับ ก็ถือว่าเป็นงบประมาณที่ไม่มากนัก ถ้าเรา เปรียบเทียบกับรายจ่ายทุกประเภทของประเทศ ในจำนวนนี้ท่านประธานครับ เป็นงบกลาง เสียประมาณร้อยละ ๒๐ ก็คือตกอยู่ประมาณ ๕๙๐,๔๗๐ แสนล้านบาทนะครับ ก็ถือว่า อยู่ในประมาณสัก ๑ ใน ๕ หรือตัวเลขกลม ๆ ว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถามว่ามากไหม ก็ตอบว่าแล้วแต่ความรู้สึกของแต่ละคน แต่ผมเองก็กราบเรียนท่านประธานว่า เป็นงบประมาณที่ไม่มาก ที่บอกว่าไม่มากนั้นเพราะอะไรครับ เพราะว่าตั้งแต่ผมเป็น ส.ส. มา ปี ๒๕๔๔ งบประมาณรายจ่ายในมาตรา ๖ ในงบกลางก็ประมาณนี้ครับ ก็ประมาณ ร้อยละ ๒๐ ของงบประมาณรายจ่ายทั้งประเทศทั้งหมดในภาพรวมก็ถือว่าไม่มาก ถามว่า งบกลางนั้นมีความจำเป็นไหม ถ้าท่านประธานเห็นในภาระค่าใช้จ่ายในงบกลางนั้นท่านจะ เห็นว่าครอบคลุมถึง ๑๒ รายการด้วยกันนะครับ และรายการที่สำคัญที่สุดแล้วก็มีความ จำเป็นก็คือรายการที่ ๑๒ นะครับ คือกรณีสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินและมีความจำเป็น ที่ผมกราบเรียนว่ามีความสำคัญเพราะอะไรครับ เพราะว่าเราคาดการณ์ไม่ได้ครับว่าสิ่งที่ เกิดขึ้นในอนาคตนั้น ไม่ว่าเรื่องของภัยพิบัติต่าง ๆ เรื่องของวาตภัย เรื่องของอุทกภัย เรื่องของภัยแล้ง เรื่องของโรคภัยต่าง ๆ ไม่ว่าโรคที่เกิดขึ้นกับคนหรือว่าโรคที่เกิดขึ้นกับสัตว์ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่เราเห็นได้ชัด ๆ นะครับว่าสิ่งที่คาดไม่ถึง ถ้าเราไม่เตรียมการไว้ก็จะมี ปัญหา เช่น โรคอุบัติใหม่ที่พวกเรากังวลกันมากที่สุดในวันนี้ ไม่เฉพาะประเทศไทยเราครับ ทั้งโลกเลย คือโควิด-๑๙ (COVID-19) ท่านประธานครับ ถ้าเกิดว่ารัฐบาลไม่ตั้งงบประมาณ ส่วนนี้ไว้อย่างเพียงพอ ผมกราบเรียนว่ามันเป็นเรื่องที่มีปัญหาอย่างแน่นอน และวันนี้ นอกจากโควิด-๑๙ (COVID-19) ซึ่งไม่มีท่าทางท่าทีที่จะลดน้อยถอยลง ก็มีโรคซ้ำขึ้นมาอีก ที่กำลังจะติดตามมานะครับ ฝีดาษลิง ถ้าเกิดว่าโรคพวกนี้มันลุกลาม มันระบาดใหญ่โต ผมถามว่าถ้าเราไม่ตั้งงบประมาณในงบกลางไว้ในส่วนกรณีฉุกเฉินและจำเป็นแล้วจะทำ อย่างไร ประเทศชาติจะทำอย่างไร ก็เป็นปัญหาที่มีความสำคัญที่สุด โรคอุบัติใหม่ทั้งคน และสัตว์ ของสัตว์ท่านประธานครับ ท่านจะเห็นว่าโรคลัมปี สกิน (Lumpy Skin) ของโค กระบือ ของสัตว์กีบ ก็ระบาดมา ก็สร้างความเสียหายเยอะแยะหมดโรคแอฟริกา สวาย ฟีเวอร์ (AFRICAN SWINE FEVER) เอเอฟเอส (AFS) ที่เกิดกับสุกรก็เห็นประจักษ์แล้ว นะครับว่ามันค่อนข้างที่จะต้องใช้เงินค่อนข้างมากในการเยียวยารักษาป้องกันโรค สิ่งเหล่านี้ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญและจำเป็น แต่สิ่งที่เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้อภิปรายมา ผมเห็นด้วยนะครับว่าถึงแม้ว่างบประมาณส่วนกลางมีจำนวนที่เพียงพอนะครับ แต่ว่าถ้าเกิด ใช้ไม่มีประสิทธิภาพ ถ้าเกิดใช้ไม่โปร่งใส ตรงนั้นเป็นเรื่องที่น่าวิตก เพราะฉะนั้นผมอยาก กราบเรียนท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลหลักในการใช้จ่าย งบประมาณงบกลางนะครับว่างบที่ใช้อยู่นี้ท่านจะต้องทำให้เกิด ๒ เรื่องด้วยกันที่เป็นหลัก ๑. เรื่องของความจำเป็นและประหยัดนะครับ อะไรที่มีความจำเป็นท่านต้องใช้และใช้ให้ ทันท่วงทีนะครับ ที่ผมกราบเรียนตรงนี้เพราะอะไรครับ เพราะว่าหลาย ๆ ครั้งและมีบทเรียนว่ารัฐบาลก็ไม่ได้ ใช้งบนี้สนองตอบต่อความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้ ผมยกตัวอย่างกรณีภาคใต้ที่เกิด พายุปาบึกก็ทำให้เกิดความเสียหายทั้งพี่น้องเกษตรกร ทั้งโรงเรียน ทั้งอะไรทั้งหมด ที่มีผลกระทบจากพายุปาบึก ท่านทราบไหมว่าวันนี้หลายโรงเรียนที่เขามีปัญหาจากน้ำท่วม จากโดนพายุ และอาคารเสียหายมากมายยังไม่ได้รับการเยียวยา ไม่น่าเชื่อเลยทั้ง ๆ ที่ว่างบประมาณรายจ่ายกรณีฉุกเฉินงบกลางนี่เหลือทุกปี แต่ผมไม่เข้าใจว่าทำไมรัฐบาลไม่ได้ ใช้งบประมาณส่วนนี้ไปเยียวยาให้ทันกับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ความเดือดร้อน ของส่วนราชการที่รับผลกระทบขึ้นมา ก็ฝากท่านประธานไปยังรัฐบาลว่าผมเองนั้นผมไม่ได้มี ความรู้สึกว่างบประมาณงบกลาง ๕๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เกือบ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มันเป็นจำนวนมากผมคิดเช่นนั้นครับ ยิ่งมากยิ่งดี แต่คิดในส่วนที่ว่ารัฐต้องใช้จ่ายงบกลางนี้ ให้ทันท่วงที ให้ประหยัด แล้วก็ตอบสนองความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนให้ได้ อย่างไรก็ตามผมคิดว่างบกลางนี่เป็นงบประมาณที่จะต้องตอบสนองและแก้ปัญหาให้กับ พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่แล้วมาโครงการประกันรายได้ของพี่น้องเกษตรกร ซึ่งเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล เป็นนโยบายที่พรรคประชาธิปัตย์ได้นำเสนอ เป็นนโยบาย ที่มีความสำคัญ ประกันรายได้ของพืชหลักของพี่น้องทุกภาค ๕ พืชด้วยกัน แต่วันนี้ผม กราบเรียนว่าจำนวนที่ประกันรายได้นั้นแต่ละพืชนั้นไม่เพียงพอเพราะว่าปัจจัยการผลิต มันเพิ่มขึ้น ผมเชื่อว่าต้องใช้งบกลางนี้ในการเยียวยาพี่น้องเกษตรกรมากเพิ่มขึ้น เรื่องอาหาร กลางวัน เพื่อนสมาชิกหลายคนบอกว่า ๒๑ บาท มันไม่พอแล้วต่อมื้อ ผมเข้าใจว่าต้องขึ้นเป็น ๒๕ บาท ก็ต้องใช้งบกลางนี่ล่ะครับ เพราะฉะนั้นก็กราบเรียนท่านประธานว่างบกลางมี ความจำเป็นมากน้อยเท่าไร ผมคิดว่าไม่มีใครบอกได้หรอกครับ เพียงแต่ว่ารัฐบาลต้องใช้ งบกลางที่มีอยู่ในจำนวนที่ตั้งไว้แต่ละปีนั้นให้มันจำเป็น เร่งด่วน และโปร่งใสตรวจสอบได้ ขอบคุณท่านประธานครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านประเสริฐพงษ์ ตามด้วยท่านคำพอง เทพาคำ นะครับ🔗
เรียนท่านประธาน สภาที่เคารพ ผม ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ อดีตอนาคตใหม่ ปัจจุบันพรรคก้าวไกลนะครับ ขออภิปรายวาระที่ ๒ งบประมาณ มาตรา ๖ ซึ่งผมขอตัดลด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ด้วยสาเหตุดังต่อไปนี้ครับท่านประธาน รายจ่ายงบกลาง ถ้าเราพูดถึงกรณีฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนจริง ๆ แล้วนี่ ประชาชนเวลาประสบภัยต่าง ๆ เขาจะพึ่งพิงกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นลำดับที่ ๑ แต่ปรากฏว่างบประมาณของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละที่ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันหมดครับ ไม่พอ และรัฐบาล ก็จัดสรรงบประมาณไม่ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ น้ำท่วม ไฟไหม้ โควิด (COVID) ถนนพัง บ้านพังจากพายุ หรือแม้กระทั่งพายุที่เพื่อนสมาชิกอภิปรายก่อนหน้านี้ เมื่อประสบภัย รัฐบาลกลางก็ไม่ได้ช่วยเหลืออะไรเลย ปัจจุบันก็ยังรออยู่เป็นต้นนะครับ จะเห็นได้ชัดว่า งบประมาณรายจ่ายงบกลางจริง ๆ ควรจะต้องไปวางไว้ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งทั่วประเทศมีระเบียบการใช้จ่ายและระบุวิธีการใช้จ่ายชัดเจน เป็นรายจ่ายงบกลาง เงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน เหตุสาธารณภัย ป้องกันยับยั้งก่อนเกิดสาธารณภัย คาดว่าจะเกิด หรือฉุกเฉินบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นส่วนรวม มีการตีวงจำกัดอำนาจ เอาไว้ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดูแล ๑ ๒ ๓ ๔ สตง. เข้าตรวจนะครับ ตรวจสอบ ภายในดูแลเข้มงวดเหลือเกินว่าจะใช้จ่ายจำเป็นจริง ๆ เท่านั้น แต่ปรากฏว่าเมื่อเปรียบเทียบ กับรัฐบาลกลางที่พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เอาไปใช้อย่างสุรุ่ยสุร่ายตลอดหลายปี ที่ผ่านมาท่านประธานครับ มันตรงกับวิธีคิดที่ภาคประชาชนเขาบอกว่างบกลางที่อ้างว่า เร่งด่วนจริง ๆ ที่รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์พยายามเอาไปใช้จ่ายมันก็คืองบตามอารมณ์ สร้างความนิยมของรัฐบาลเท่านั้น ผมคิดว่าการตัดลด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของรายจ่ายงบกลางเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลหรือมากกว่านี้ ก็ยังได้เลยครับเพื่อให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เขาได้รับการเยียวยาหรือได้รับการแก้ไข ผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดีกว่านายกรัฐมนตรีครับ และในข้อสังเกตของกรรมาธิการ เพื่อความโปร่งใสในการใช้จ่ายงบประมาณเอกสารหน้า ๒๓๗ เขียนชัดครับ ผมฝาก กรรมาธิการนิดหนึ่งนะครับท่านเขียนบอกแบบนี้แปลความได้หลายอย่าง มันแปลความได้ว่า หลักธรรมาภิบาลที่รัฐบาลประกาศนักประกาศหนา และพยายามยัดเยียดให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นเขียนใต้หนังสือ โอ้ยหลักธรรมาภิบาลราชการต้องดูโน่น ดูนี่ให้ชัด แต่รัฐบาลเอง กลับละเลย ไม่อย่างนั้นจะเป็นข้อสังเกตของกรรมาธิการได้อย่างไรครับ ผมจึงต้องฝากว่า ท่านกรรมาธิการครับข้อสังเกตของท่านน้อยไปครับ ท่านต้องฝากข้อสังเกตไปยังหน่วยงาน ราชการ ไปยังสำนักงบประมาณ ไปยัง สตง. ด้วยครับ ทำไมเวลาเข้าตรวจองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นถึงเข้มงวดเหลือเกิน หลายที่โดนเรียกเงินคืน แต่เวลาส่วนราชการส่วนกลาง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาจากการปฏิวัติไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และนี่พยายามจะอยู่ ต่ออีก ๘ ปี นี่คือความหิวกระหายอำนาจที่ไร้ความชอบธรรมที่สุด สำนักงบประมาณ สตง. ท่านจะต้องเข้าตรวจอย่างเข้มงวดมากกว่านี้ ฝากเป็นข้อสังเกตในกรรมาธิการเพิ่มในเอกสาร หน่อยเถอะครับ ผมอยากเห็นบรรดาพรรคการเมืองที่เคยหาเสียงเคยไปพูดไว้กับประชาชน ทั่วประเทศครับว่าจะไม่เอา พลเอก ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ ๓ ปีกว่าที่ผ่านมาท่านก็ ขานชื่อ พลเอก ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี วันนี้ท่านจะมาหาเสียง พูด พูด พูด แล้วก็ทำ ทำ ทำ ผมคิดว่าคำพูดเป็นนายท่านครับ วันนี้ประชาชนจะช่วยกันตัดสินในอนาคตของ นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ผมขอปรับลด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ครับ🔗
ขอเชิญ ท่านประเสริฐพงษ์ควรจะอภิปรายอยู่ในประเด็นนะครับ🔗
ประเด็นถูกต้องแล้วครับ ท่านประธาน ผมจบแล้วครับท่านประธาน🔗
อ๋อจบแล้ว เชิญครับ ท่านสมาชิกครับ ต่อไปเหลือท่านสุดท้ายนะครับ ซึ่งเป็นผู้แปรญัตติที่ขอสงวน คำแปรญัตติมีท่านคำพอง เทพาคำ แล้วจากนั้นจะเป็นการชี้แจงของท่านกรรมาธิการนะครับ ฉะนั้นจึงแจ้งท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกห้องประชุมขอให้เตรียมเข้าห้องประชุมนะครับ เพื่อจะได้ลงมติกันต่อไปครับ เชิญคุณคำพอง เทพาคำ ครับ คุณคำพองอยู่ไหมครับ เชิญครับ เจ้าหน้าที่ช่วยดูไมโครโฟนให้ท่านคำพองด้วย เจ้าหน้าที่อยู่ไหน🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม คำพอง เทพาคำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขอเรียน ท่านประธานได้แปรญัตติในมาตรา ๖ งบกลางกว่าเกือบ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นการ ยืนยันท่านประธานว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีครบแล้ว ๘ ปี และมีการใช้งบประมาณแผ่นดินมาแล้ว ๘ ปีงบประมาณครับท่านประธาน ถ้าสภาแห่งนี้ ปล่อยให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้งบกลางอีกกว่าเกือบ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่ก็จะเป็นปีที่ ๙ นั่นรวมประมาณที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถลุงคนเดียวไปเกือบ ๖ ล้านล้านบาท นี่เฉพาะงบกลางนะครับท่านประธาน ถามว่าประชาชนได้อะไรจากการ ใช้จ่ายงบกลางของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ผ่านมา และที่จะใช้จ่ายในอนาคต ในปี ๒๕๖๖ นี้ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการที่ประชาชนประสบภัยพิบัติจากธรรมชาติ และจากภัยความพินาศทางเศรษฐกิจก็ดี ท่านประธานรู้ไหมครับว่ามีประชาชนเกษตรกร ที่ได้รับความเสียหายได้รับผลกระทบจากโรคระบาดในสุกรในไก่เท่าไร กลุ่มเกษตรกรที่ทำเกษตรพันธสัญญาทั่วประเทศ วันนี้โอดครวญครับท่านประธาน ไม่ได้รับ การดูแล ไม่ได้รับการแก้ไข ไม่ได้รับการเยียวยา สูญเสียรายได้ สูญเสียทุนในการลงทุน ในเกษตรกรรมพันธสัญญาไปเป็นจำนวนมหาศาล แต่งบกลางไม่เคยที่จะได้รับจากรัฐบาล จาก พลเอก ประยุทธ์ในการที่จะไปให้ความช่วยเหลือและเยียวยา แม้จะมีการเยียวยาบ้าง แต่ไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ อาจจะบอกว่าได้มีการเยียวยาอยู่ ได้มีการให้ความช่วยเหลือ เกษตรกรอยู่ แต่ท่านประธานครับ ผมว่าไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมขอย้ำนะครับ คือกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับความเสียหายจากการทำเกษตร พันธสัญญาในห้วงระยะเวลาที่ผ่านมา และงบกลางที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครอบครองอยู่และมีอำนาจเบิกจ่าย หรือที่มีการเบิกจ่ายแบบอีลุ่ยฉุยแฉกไปแจกลิ่วล้อ ไปละลายจัดเวทีทางการเมืองอยู่ในขณะนี้มันคืองบกลางใช่หรือไม่ มันคืองบกลางที่ได้รับ อนุมัติของแต่ละปี และในปีงบประมาณปี ๒๕๖๖ พลเอก ประยุทธ์ก็จะใช้จ่ายอย่างมือเติบ แบบที่ตรวจสอบไม่ได้อีกหรือไม่กว่า ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่าสรุปแล้วในส่วนของผมนี่ ผมคิดว่ามันก็เป็นการยืนยันนะครับว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีมาครบ ๘ ปีชัดเจน จากการที่ใช้งบประมาณงบกลางอย่าง มันมือมาครบ ๘ ปี ผมจึงขอตัดงบประมาณงบกลาง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นจำนวนเงิน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านกรรมาธิการชี้แจง เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วราเทพ รัตนากร ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ขออนุญาตท่านประธานสภา ใช้เวลาเพื่อชี้แจงตอบข้อสงสัยและข้อซักถามของท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อย และท่านสมาชิกผู้เสนอคำแปรญัตตินะครับ ในมาตรา ๖ ในส่วนของงบประมาณรายจ่าย งบกลางต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ได้อภิปรายไปในความเป็นห่วงการใช้จ่ายหรือการตั้ง งบประมาณรายจ่ายเงินงบกลาง โดยมีการเสนอแนะให้มีการปรับลด ก็เฉกเช่นเดียวกันกับ กรรมาธิการที่ได้รับมอบหมายจากสภานี้ให้ไปดำเนินการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๖ โดยในการพิจารณามาตรานี้ก็ได้ให้ ความสำคัญแล้วก็ใช้เวลาในการพิจารณาพอสมควร ในประเด็นที่ท่านผู้อภิปรายได้อภิปรายไป ก็ใกล้เคียงกับทางกรรมาธิการได้ซักถาม ก็เรื่องของความเหมาะสม ความจำเป็นและความ โปร่งใสในการตั้งงบประมาณ อยากจะเรียนว่างบประมาณที่อยู่ในงบกลางในปีนี้นะครับ ก็มีการตั้งงบประมาณมาในปี ๒๕๖๖ เป็นยอดเงิน ๕๙๐,๔๗๐ ล้านบาท ซึ่งกรรมาธิการ เสียงข้างมากได้พิจารณาแล้วเห็นว่าควรจะคงไว้ ไม่ได้มีการปรับลดจึงไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง ตามที่ผู้อภิปรายได้เสนอให้มีการปรับลดด้วยเหตุผลหลายประการ ผมขออนุญาตที่จะเอา เหตุผลที่เป็นประการหลักเพื่อใช้เวลาให้สั้นที่สุด🔗
ประเด็นแรกก็คือว่าการเพิ่มขึ้นของงบกลางในปีนี้ ถ้าดูจากตัวเลข เปรียบเทียบกับปี ๒๕๖๕ ซึ่งได้ตั้งไว้ ๕๘๗,๔๐๙ ล้านบาทเศษ ก็จะเห็นว่ามีสัดส่วน การเพิ่มขึ้นร้อยละ ๐.๕๒ นั่นก็หมายความว่าเพิ่มขึ้นดูเหมือนไม่มากนัก ถ้าเป็นจำนวนเงิน ก็เพิ่มขึ้นเพียง ๓,๐๖๐ ล้านบาท กรณีของงบกลางมีข้อซักถามและสงสัยว่าเหตุใดจึงนำรายการต่าง ๆ มาตั้งไว้ในงบกลาง ผมอยากจะเรียนว่าตามนัยของกฎหมายว่าด้วยพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณปี ๒๕๖๑ ก็ได้กำหนดให้งบประมาณรายจ่ายงบกลาง ได้แก่ งบประมาณรายจ่ายที่ตั้งไว้เพื่อจัดสรร ให้แก่หน่วยรับงบประมาณใช้จ่ายโดยแยกต่างหากจากงบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับ งบประมาณ และให้มีรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นด้วย ซึ่งตรงนี้ ผมจะอภิปรายต่อไปว่ามีรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็นมีความจำเป็นอย่างไร และรายการที่ต้องตั้งงบกลางนั้นก็เป็นไปตามนัยของพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง ของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๒๒ ที่กำหนดไว้ว่า งบประมาณรายจ่ายงบกลางให้ตั้งได้เฉพาะ ในกรณีที่มีเหตุผลและความจำเป็นที่ไม่อาจจัดสรรหรือไม่สมควรจัดสรรงบประมาณรายจ่าย ให้แก่หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบได้โดยตรง ซึ่งการกำหนดงบกลางไว้จะแบ่งออกเป็น ๒ กรณี🔗
กรณีแรก ก็เป็นค่าใช้จ่ายที่มีการกำหนดวัตถุประสงค์ไว้แล้วและสามารถ กำหนดกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจนแต่ไม่สามารถกำหนดจำนวนเป้าหมายได้ ตรงนี้เป็นคีย์เวิร์ด (Keyword) สำคัญว่ามีวัตถุประสงค์ มีเป้าหมาย แต่ไม่สามารถกำหนดจำนวนเป้าหมายได้ จึงทำให้ไม่สามารถประมาณการค่าใช้จ่ายของแต่ละหน่วยรับงบประมาณได้ใกล้เคียงกับ ความเป็นจริง ดังเช่นกรณีที่ไม่สามารถทราบได้ว่าจะมีผู้มีสิทธิเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล แต่ละหน่วยงานที่ขอรับในปีนั้น ๆ ได้เท่าใด หรือมีผู้รับบำเหน็จบำนาญในหน่วยงานนั้น ๆ จำนวนเท่าใด เนื่องจากไม่สามารถประมาณการข้าราชการที่ลาออกหรือเสียชีวิตระหว่างปีได้ อันนี้เป็นต้นนะครับ นอกจากนั้นก็มีรายการที่จ่ายตามสิทธิและสวัสดิการตามที่กฎหมาย กำหนดไว้ อันนี้เป็นวัตถุประสงค์แรก🔗
วัตถุประสงค์ที่ ๒ ก็คือต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่ทราบวัตถุประสงค์ในการ ดำเนินการ แต่ไม่อาจคาดหมายล่วงหน้าเกี่ยวกับการรับงบประมาณของหน่วยรับและ ไม่สามารถกำหนดเป้าหมายในการดำเนินการไว้อย่างชัดเจน เช่น ค่าใช้จ่ายทดรองราชการ การช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉินที่มีค่าใช้จ่ายที่ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับภัยนั้น ๆ ทำให้ ไม่สามารถประมาณการค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายชดเชยให้แต่ละส่วนราชการได้ เป็นต้น อันนี้คือ กรอบตามกฎหมาย ทีนี้ก็มาดูโครงสร้างของงบกลาง งบกลางท่านสมาชิกได้อภิปรายไปแล้ว ว่าโครงสร้างใหญ่ ๆ มี ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ ก็เป็นงบประมาณที่เรียกว่า เป็นงบกลางที่มีรายการ งบกลางนี้จำนวน ๑๒ รายการ ที่อภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้ก็จะมี ๒ ส่วน ส่วนที่เป็นรายการ ๑-๑๑ ก็จะเป็นรายการที่มีการกำหนดรายการไว้ ยกตัวอย่างเช่น ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับในเรื่อง ของการรักษาพยาบาลลูกจ้างและพนักงานของรัฐ ค่าใช้จ่ายเงินเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ เงินสำรองสมทบ และเงินชดเชยข้าราชการ รวมทุกรายการนี้เป็นเงินที่เรียกว่าอยู่ในกลุ่มที่ ๑ ก็คือกลุ่มรายการงบกลางซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบุคลากรภาครัฐ ซึ่งเป็นวงเงินจำนวนถึง ร้อยละ ๘๒ เปอร์เซ็นต์ ก็คือ ๔๘๙,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ตรงนี้นี่ถ้าจะให้ความเป็นธรรมกับ ฝ่ายบริหาร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีไม่มีสิทธิในการที่จะไปพิจารณา ส่วนใหญ่ก็เป็นไป ตามสิทธิของกฎหมาย ส่วนในกลุ่มที่ ๒ ก็คือค่าใช้จ่ายอื่นภายใต้แผนงานพื้นฐานและ แผนยุทธศาสตร์ มีจำนวน ๖ รายการ รวมเป็นวงเงินประมาณ ๑๐๑,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนี้คิดเป็นร้อยละประมาณ ๑๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นงบประมาณที่เรียกว่างบกลางตั้งไว้ให้ สำหรับฝ่ายบริหารคือนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีในการพิจารณาเช่นรายการเงินสำรองจ่าย กรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ซึ่งปีนี้ก็ตั้งไว้เพียงร้อยละ ๒.๙๐ ของวงเงินงบประมาณรวม ก็คือ ๙๒,๔๐๐ ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วจำนวน ๓,๔๐๐ ล้านบาท ซึ่งก็สอดคล้องกับ ประกาศของคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐที่ได้กำหนดสัดส่วนงบประมาณ รายจ่ายงบกลางเงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นต้องตั้งไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒ แต่ไม่เกิน ร้อยละ ๓.๕ ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ก็คือประมาณ ๖๒,๐๐๐ ล้านบาท แต่ไม่เกิน ๑๐๘,๕๐๐ ล้านบาท ปีนี้ตั้งไว้ ๙๒,๔๐๐ ล้านบาท ถ้าดูตรงนี้ก็จะเห็นได้ว่าฝ่ายบริหารไม่ได้ ใช้งบประมาณงบกลางทั้งก้อน ๕๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนใหญ่ก็จะเป็นรายการที่มีการกำหนดไว้ตามกฎหมายไว้แล้ว อันนี้ก็เป็นเหตุผล ที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้พิจารณาแล้วเห็นสมควรว่ายังคงไว้ที่ไม่ได้มีการปรับลด เนื่องจากมีความจำเป็นในการที่จะต้องสนับสนุนให้ฝ่ายบริหารมีงบไปใช้จ่ายในการแก้ไข ปัญหาของประเทศ🔗
ส่วนประเด็นปลีกย่อยที่ท่านกรรมาธิการสอบถาม ๒-๓ ประเด็น ผมอยากจะใช้เวลาตรงนี้อีกเล็กน้อยก็คือเรื่องของเหตุผลในการเพิ่มขึ้นของประมาณ ที่เรียกว่างบกลางนี้ ทำไมเพิ่มขึ้นทุกปี แล้วก็มีสัดส่วนที่สูงค่อนข้างที่จะไม่ลดเลย ก็ต้องเรียนว่า เนื่องจากว่ามี ๒ ก้อนอย่างที่ผมได้เรียน ก้อนที่เป็นรายจ่ายที่มีการกำหนดรายการไว้แล้ว มีการเพิ่มขึ้นของปีนี้ กรรมาธิการได้สอบถาม ได้รับคำชี้แจงอย่างนี้ว่าในปีงบประมาณ ปี ๒๕๖๖ มีงบกลางรายการเงินเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญได้จัดสรรไว้ทั้งสิ้น ๓๒๒,๗๙๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบประมาณปี ๒๕๖๕ เป็นจำนวนเงิน ๑๒,๑๙๐ ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเงินเบี้ยหวัด เงินบำเหน็จ เงินบำนาญข้าราชการ เงินบำเหน็จลูกจ้าง และเงินทำขวัญข้าราชการและลูกจ้าง เงินช่วยเหลือข้าราชการ ผู้รับบำนาญเสียชีวิต เงินสงเคราะห์ผู้ประสบภัย เงินช่วยค่าครองชีพของผู้รับเบี้ยหวัด บำนาญ หรือ ช.ค.บ. และเงินบำเหน็จดำรงชีพซึ่งเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่จะเป็นอย่างที่ผมเรียนแล้วว่าเป็นเงินที่ต้องจ่าย ตามกฎหมาย นั่นก็คือเหตุผลหลัก ๆ ที่วงเงินงบประมาณงบกลางในส่วนที่เป็นรายการ กำหนดไว้ได้เพิ่มสูงขึ้น ถ้าดูจากการเพิ่มสูงขึ้นเฉพาะรายการเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญในปีนี้ เพิ่มสูงขึ้นจำนวน ๑๒,๑๙๐ ล้านบาท เมื่อเทียบกับงบกลางทั้งหมดในปีนี้เพิ่มขึ้นเพียง ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท นั่นก็เป็นเหตุผลที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้เห็นควรคงไว้ไม่ได้ มีการปรับลดงบประมาณดังกล่าวครับ ผมขอเรียนเพิ่มเติมในประเด็นปลีกย่อยอีกเล็กน้อย ในเรื่องของการตั้งงบประมาณในส่วนของงบกลางที่เกี่ยวกับเงินค่าเค (K) ก็ตาม หรืองบประมาณในเรื่องของการจ่ายเบี้ยหวัดก็ตาม เนื่องจากว่าค่าเค (K) หรือเงินชดเชย ค่างานสิ่งก่อสร้างหรือเรียกว่าค่าเค (K) ปีนี้ตั้งไว้ ๕๐๐ ล้านบาท ไม่ได้มีการปรับลด เนื่องจากว่าได้มีการเทียบเคียงกับในปี ๒๕๖๔ ปี ๒๕๖๕ ว่ามีการใช้จ่ายสถิติย้อนหลัง ประมาณตัวเลข ๕๐๐ ล้านบาท จึงได้ไม่มีการปรับลด🔗
ในส่วนของเงินเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญที่เพิ่มขึ้นเมื่อสักครู่ ผมกล่าวไปแล้ว ประมาณ ๑๒,๐๐๐ ล้านบาทเศษ นอกจากเหตุผลที่มีการเพิ่มขึ้นแล้วก็ยังมีกฎหมาย ที่ได้กำหนดใช้อีก ๒ ฉบับด้วยกัน ที่บังคับให้มีผลการเบิกจ่ายเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญ เพิ่มขึ้น ก็คือ ๑. พระราชกฤษฎีกาช่วยเหลือเงินค่าครองชีพผู้รับบำเหน็จบำนาญ หรือ ช.ค.บ. ฉบับลงวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๖๒ สาระก็คือทำให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมเงินค่าครองชีพ ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญเพิ่มจากกำหนดขั้นต่ำในการรับเบี้ยหวัดบำนาญจากเดือนละ ๙,๐๐๐ บาทเป็นเดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท ฉบับที่ ๒ คือกฎกระทรวงกำหนดอัตราและวิธีการ รับบำเหน็จดำรงชีพปี ๒๕๖๒ สาระสำคัญก็คือขยายเพดานการขอรับบำเหน็จดำรงชีพ ของผู้รับบำนาญ ซึ่งเพดานผู้รับบำนาญที่มีอายุ ๗๐ ปี มีสิทธิขอรับเงินเพิ่มขึ้นเป็น ๑๕ เท่า ของบำนาญรายเดือน อันนี้ก็คือเหตุผลที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้พยายามที่จะดูในส่วน ของงบกลางที่ได้ตั้งประมาณในปีนี้แล้วมาขอให้กรรมาธิการและรัฐสภาพิจารณา ทั้งหมด ทั้งปวงก็เลยเป็นที่มาของการพิจารณาในส่วนของงบกลางในปีนี้ว่ากรรมาธิการเสียงข้างมาก ยังคงยืนยันที่ไม่มีการแก้ไขและไม่มีการปรับลด เพราะฉะนั้นก็เรียนท่านประธานผ่านไปยัง ผู้ที่ซักถามแล้วต้องขอบคุณในข้อห่วงใย และผมคิดว่าสภาคงจะต้องร่วมกันตรวจสอบ อย่างนี้ต่อไป เรื่องของความโปร่งใสนั้นผมคิดว่าไม่ว่าจะเป็นงบกลางหรืองบประมาณปกติ ระบบการตรวจสอบก็อาจจะใกล้เคียงหรือเหมือนกัน ก็ขึ้นอยู่กับช่องทางที่ท่านสมาชิก จะได้ใช้ต่อไป แล้วกรรมาธิการปีนี้ก็ได้เขียนข้อสังเกตตามที่สมาชิกได้อภิปรายไปแล้วด้วย ก็ขอขอบคุณที่ท่านทั้งหลายจะได้กรุณาเข้าใจและช่วยลงมติยืนยันตามเสียงกรรมาธิการ เสียงข้างมากที่ไม่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงต่อไป ขอบคุณครับ🔗
มีท่าน กรรมาธิการจะชี้แจงไหมครับ หรือหมดแล้ว เมื่อกรรมาธิการเสียงข้างมากชี้แจงแล้วนะครับ ผมขอถามกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคำแปรญัตติว่า ท่านยังคงติดใจหรือไม่ครับ เชิญท่านจุลพันธ์🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ ประเด็นแรกเลยยังติดใจครับ อย่างไรก็คงต้อง ลงมติกัน ส่วนประเด็นที่ ๒ การตอบอาจจะยังมีข้อซักถามที่ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน ประเด็นในส่วนของงบกลางเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็น มีคำถามหนึ่งนั่นก็คือถ้าท่านคิดว่า ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่เหมาะสมในส่วนของงบกลางเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็นนั้นการปรับลด อีก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทไม่ใช่ปัญหา เพราะอย่างที่ผมได้เรียนเรามีเงินสำรองจ่ายอีก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทตาม พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ หมายความว่าถ้าปรับลด ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่กระทบแน่นอนเพราะว่าสุดท้ายถ้ามีความจำเป็นต้องใช้จริงก็ยังดึงเงินก้นถุงเงินสำรอง มาใช้จ่ายในกรณีฉุกเฉินและจำเป็นมาเติมในก้อนนี้ได้นะครับ อันนี้เป็นประเด็นที่ ๑🔗
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมได้สอบถามไปนั่นก็คือในส่วนของเงินเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญที่ผมถามท่านก็คือท่านได้ถามหรือไม่ว่าในฐานะกรรมาธิการที่ต้องไปทำงาน แทนพวกเรานะครับว่าในช่วงเกือบ ๑๐ ปีที่ผ่านมามันเป็นไปได้อย่างไรจาก ๑๓๒,๐๐๐ ล้านบาทกลายเป็น ๓๒๐,๐๐๐ ล้านบาทในระยะเวลาไม่ถึง ๑๐ ปีมันเกิดอะไรขึ้น อันนี้เป็นคำถามครับ ถ้าท่านได้สอบถามก็กรุณาโปรดตอบด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านกรรมาธิการจะชี้แจงไหมครับ ท่านกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ไม่ชี้แจง ท่านสมาชิกครับ เนื่องจากมาตรานี้คณะกรรมาธิการไม่มีการแก้ไข แต่ผู้สงวนยังคงติดใจคำชี้แจงของ คณะกรรมาธิการ ดังนั้นผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับร่างของคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากที่ไม่มีการแก้ไขหรือกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติที่ขอสงวน คำแปรญัตติหรือไม่ ก่อนลงมติผมขออนุญาตแจ้งการเปลี่ยนแปลงจำนวนสมาชิก ให้ท่านสมาชิกได้รับทราบก่อนนะครับว่าวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงจำนวนสมาชิกจากทั้งหมด ๔๗๘ ท่าน เหลืออยู่ ๔๗๗ ท่าน ฉะนั้นจำนวนองค์ประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งก็ยังคงเท่าเดิม คือ ๒๓๙ ท่านเหมือนเดิมนะครับ แจ้งให้ท่านทราบครับ ก่อนที่เราจะลงมติผมขอตรวจสอบ องค์ประชุมนะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกเข้าห้องประชุมนะครับ🔗
ขอเชิญ ท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกเข้าห้องประชุมนะครับ ส่วนท่านสมาชิกที่อยู่ในห้องประชุมแล้ว ขอความกรุณาท่านได้เสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนนะครับ🔗
มีสมาชิก ท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิแสดงตนเชิญครับ ถ้าใช้สิทธิแสดงตนกันทุกท่านแล้วผมขอปิด การแสดงตนนะครับ เจ้าหน้าที่รายงานผลครับ จำนวนผู้เข้าประชุมในขณะนี้ ๓๑๗ ท่าน ถือว่าครบองค์ประชุมนะครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ ท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ท่านผู้ใดเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติ ที่ขอสงวนคำแปรญัตติโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย แต่ท่านผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม รังสิมันต์ โรม ๓๐๐ ไม่เห็นด้วยครับ🔗
ท่านรังสิมันต์ โรม ไม่เห็นด้วยนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ๑๑๙ ไม่เห็นด้วยครับ🔗
๑๑๙ ไม่เห็นด้วย🔗
ท่านประธานค่ะ เบญจา แสงจันทร์ ๑๙๙ ไม่เห็นด้วยค่ะ🔗
คุณเบญจา ไม่เห็นด้วย สมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนเชิญนะครับ ถ้าใช้สิทธิกัน ทุกท่านแล้วผมขอปิดการลงคะแนนครับ เจ้าหน้าที่รายงานผล จำนวนผู้ลงมติ ๓๓๐ ท่าน เห็นด้วย ๒๒๙ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๙๗ บวก ๓ เท่ากับ ๑๐๐ ท่าน งดออกเสียง ๓ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ที่ไม่มีการแก้ไขนะครับ🔗
ต่อไปเชิญ ท่านเลขาธิการดำเนินการอ่านมาตราต่อไปครับ เข้าสู่หมวด ๓ ครับ🔗
หมวด ๓ งบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ ไม่มีการแก้ไข ไม่มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น ไม่มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ มาตรา ๗ งบประมาณรายจ่ายของสำนักนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานในกำกับ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗
มาตรา ๗ งบประมาณรายจ่ายของสำนักนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานในกำกับ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็นและมีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ ต่อไปผมจะเชิญ คณะกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นตามกำหนดเวลา ที่กำหนดไว้นะครับ ท่านแรกเชิญท่านศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม ตามด้วยท่านสมชัย ศรีสุทธิยากร เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท ในฐานะกรรมาธิการผู้สงวนคำแปรญัตติ กราบเรียนท่านประธานว่า ในงบของสำนักนายกรัฐมนตรีนี้ผมได้แปรญัตติตัดงบประมาณจากที่กรรมาธิการได้ตัดงบไป ร้อยละ ๑ งบของสำนักนายกรัฐมนตรีนี้ที่ตั้งไว้ ๒๒,๖๕๒ ล้านบาทเศษ ก็มีที่กรรมาธิการ ได้ปรับลดไป ๑,๑๓๒ ล้านบาทเศษ ขออนุญาตไม่เอ่ยเศษงบตอนท้ายนะครับ คงเหลืองบ ที่ต้องใช้จ่าย ๒๑,๕๑๙ ล้านบาทเศษ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าเหตุผลที่ผมปรับลด มีอยู่ ๓ ประการด้วยกัน อยากจะเรียนท่านประธานดังนี้ เนื่องจากว่าสำนักนายกรัฐมนตรี มีรายการหลายรายการที่เบิกจ่ายใน ๓ ปีที่ผ่านมา อันนี้ผมอ้างที่การวิเคราะห์ของสำนักงานพีพีโอ (PPO) ของสภาผู้แทนราษฎร ได้ชี้แจง เรื่องการเบิกจ่ายว่าไม่เป็นไปตามเป้าในงบประมาณ ๓ ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๓-๒๕๖๕ ต่ำกว่าร้อยละ ๗๐ แล้วก็บางหน่วยงานก็ต่ำมากนะครับ เพราะฉะนั้นการใช้งบประมาณ ผมคิดว่ายังไม่มีประสิทธิภาพมากพอที่จะเอางบไปใช้จ่ายในส่วนนี้จึงเป็นประเด็นที่ ๑ แต่ต้องขอชมเชยนะครับว่าบางหน่วยได้เบิกจ่าย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ในจำนวนหน่วยงาน ราชการของสำนักนายกรัฐมนตรี ๑๘ หน่วยงาน นั่นก็คือองค์กรมหาชนนะครับได้เบิกจ่าย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ราชวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ และกองทุนหมุนเวียนก็ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์อันนี้ก็ขอชมเชยด้วย แต่อย่างไรก็ตามโดยภาพรวมเรียนว่ายังต่ำกว่าเป้า ในการเบิกจ่ายนี่คือปัญหาเหตุผลที่ ๑ เพราะว่าต้องการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณ🔗
ในประเด็นที่ ๒ ผมอยากเรียนท่านประธานว่าในการใช้จ่ายงบประมาณ ของสำนักนายกรัฐมนตรีด้วยภารกิจก็คือการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลแล้วก็ให้การ บริการประชาชนตามหน่วยงานต่าง ๆ นั้นเป็นประเด็นสำคัญ แต่ว่างบส่วนหนึ่งผมเข้าใจว่า ค่าใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนและส่วนหนึ่งก็เป็นการเพิ่มศักยภาพ ที่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่นก็คือสำนักงานคณะกรรมการกระจายอำนาจเพื่อสร้าง ความเข้มแข็งของท้องถิ่นและจูงใจให้ท้องถิ่นทำงานนี่ผมเห็นด้วย แต่อย่างไรก็ตามยังมีงบที่ ผมอยากเรียนท่านประธานว่าในบางส่วนต้องใช้อย่างประหยัดและใช้เท่าที่จำเป็น โดยเฉพาะ ความไม่ซ้ำซ้อนซึ่งกันและกัน เพราะว่าในภารกิจนั้นได้เขียนว่าให้บูรณาการขับเคลื่อน นโยบายในจุดนี้มีหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นการรณรงค์หรือว่าการสัมมนาการฝึกอบรม ซึ่งในส่วนนี้ผมเห็นว่ายังมีส่วนที่ซ้ำซ้อนและงบก็ใช้จ่ายไม่ประหยัดมากพอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ของสัมมนาหรือว่าหลักสูตรสำคัญ ๆ ของสำนักนายกรัฐมนตรี แต่ที่ผมแปลกใจในส่วนที่ ๓ ผมอยากเรียนท่านประธานว่า ผมเห็นงบราชการลับก็เลยอยากถามกรรมาธิการเหมือนกันว่า ได้ตรวจสอบมากน้อยเพียงใด เพราะว่างบราชการลับนั้นมีถึง ๑๙ รายการ งบประมาณ ๕๕๘ ล้านบาทเศษ ในส่วนนี้ก็กระจายรายการไปตามหน่วยต่าง ๆ ผมอยากจะยกตัวอย่าง ให้ท่านประธานได้ทราบบางหน่วยดังเช่นงบลับของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีตั้งไว้ ๖๐ ล้านบาท ผมอาจจะไม่รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการต้องตรวจราชการลับ อย่างเช่นสภาความมั่นคง ๕๐ ล้านบาท แล้วก็สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ๒๓๒ ล้านบาทเศษ แล้วก็แปลกใจยังมีงบลับของกรมศุลกากร งบลับของกรมสรรพสามิต กรมศุลกากร ๑๕ ล้านบาท กรมสรรพสามิต ๑๒ ล้านบาท กรมสรรพากรอีก ๑๐ ล้านบาท รวมไปถึงกรมทางหลวง ที่เกี่ยวข้องกับตำรวจทางหลวงอีกยังมีงบลับ เพราะฉะนั้นในสำนักงานปลัดกระทรวง มหาดไทยและกรมปกครองรวมแล้ว ๑๐ ล้านบาทเศษ แล้วก็มีเรื่องของกระทรวงแรงงาน ก็ยังมี ๒ ล้านกว่าบาท สิ่งเหล่านี้ผมอยากเรียนท่านประธานอยากถามกรรมาธิการว่าได้ ตรวจสอบและมีการตัดงบในส่วนนี้หรือไม่ ซึ่งเป็นงบที่มากอยู่แล้วก็ตรวจสอบได้ยาก ผมจึงเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าจริง ๆ แล้วการใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์ กับพี่น้องประชาชนและไปใช้ในการบริการประชาชนตามภารกิจของสำนักนายกรัฐมนตรี ผมเห็นด้วย แต่รายการที่ผมได้กล่าวด้วยเหตุผล ๓ ประการให้ท่านประธานได้ทราบนี้ เป็นเหตุผลหนึ่ง ที่ผมอยากจะตัดงบของสำนักนายกรัฐมนตรีลงไปร้อยละ ๑ แล้วก็อยากถามกรรมาธิการ เหมือนกันว่าในการตรวจสอบงบลับนั้นที่มี ๑๙ รายการได้มีการชี้แจงอย่างไร หรือไม่ จึงเรียนท่านประธานไว้เพื่อตัดงบประมาณดังกล่าว ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสมชัย ตามด้วยนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม สมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคเสรีรวมไทยครับ ก่อนที่จะนำเสนอ ความเห็นว่าเหตุใดจึงจำเป็นจะต้องตัดงบประมาณของสำนักนายกรัฐมนตรี ผมขออนุญาต ที่จะกล่าวถึงความรู้สึกความในใจนะครับว่าเมื่อผมมาทำงานในหน้าที่นี้ สิ่งที่ผมมุ่งหวัง จะเห็นก็คือการที่งบประมาณรายจ่ายของแผ่นดินได้ถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่า มีประสิทธิภาพ แล้วก็หน่วยงานราชการต่าง ๆ ได้รับผิดชอบในการที่จะใช้จ่ายงบประมาณอย่างเต็มที่นะครับ แต่สิ่งที่เมื่อมาทำงานแล้วผมก็พบว่าหลายหน่วยราชการมีประสิทธิภาพจริงครับ มีความรู้ ความสามารถ ผู้บริหารนั้นได้จัดทำรายการงบประมาณต่าง ๆ อย่างถือว่ามีประสิทธิภาพ เป็นที่ยอมรับได้ แต่ในขณะเดียวกันก็กลับพบว่าในบางหน่วยราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสำนักนายกรัฐมนตรีกลับปรากฏว่ามีการใช้จ่ายงบประมาณอย่างไม่เหมาะสมเป็นไป อย่างไม่มีประสิทธิภาพและไม่เกิดประสิทธิผลเท่าที่ควรครับ ผมขออนุญาตที่จะยกตัวอย่าง หน่วยราชการหน่วยงานหนึ่งซึ่งความจริงแล้วงบประมาณที่ขอมาไม่ได้มากมายอะไร ชื่อหน่วยงานว่าสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้าง ความสามัคคีปรองดองครับ หน่วยงานนี้สังกัดในสำนักนายกรัฐมนตรี ขออนุญาตขึ้นสไลด์ (Slide) นะครับ🔗
ของบประมาณมาเพียงแค่ ๔๓ ล้านบาทซึ่งก็ไม่ได้มากมายอะไร แต่ถ้าดูจากชื่อของหน่วยงานดังกล่าว เราก็จะเห็น นะครับว่าเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ตั้งขึ้นมาตามคำสั่งของคณะรักษา ความสงบเรียบร้อย เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ โดยมีสิ่งซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ของการ ดำเนินการที่สำคัญอยู่ในหลายเรื่อง ยกตัวอย่างเช่นเรื่องของการกำหนดนโยบายแนวทาง การขับเคลื่อน การบูรณาการการปฏิรูปประเทศขับเคลื่อนในเรื่องของการทำงาน ตามยุทธศาสตร์ชาติ หลายต่อหลายอย่าง อันนี้อยู่ในคำสั่งที่เกิดขึ้น ถามว่าเรามุ่งหวังอะไรกับ คณะกรรมการชุดนี้ แน่นอนครับเมื่อเป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นมาใหม่และมีบทบาทสำคัญ ที่ชัดเจนครับในเรื่องของการปฏิรูป การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติและการสร้าง ความปรองดองสมานฉันท์ สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ เราจะเห็นนะครับว่าหน่วยงานนี้ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แต่ขออนุญาตครับวันที่หัวหน้าหน่วยงานมาชี้แจงกับ กรรมาธิการผมก็เข้าไปสืบค้นในเว็บไซต์ (Website) ของหน่วยงานนี้ อันนี้ลงวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ท่านประธานครับ ท่านดูครับแม้กระทั่งชื่อรองนายกรัฐมนตรีก็ผิด แม้กระทั่งชื่อ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก็ผิดทั้งชื่อและรูป อันนี้ตัวอย่างให้เห็น สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ อันนี้ก็คือผู้อำนวยการสำนักงบประมาณก็ผิดทั้งรูปทั้งชื่อนะครับ นี่คือทำงานกัน อย่างไรหน่วยงานนี้ตั้งขึ้นมาเกือบ ๕ ปีแล้ว วันที่มาชี้แจงกับทางกรรมาธิการนะครับ ท่านประธาน เว็บไซต์ (Website) ยังผิดเลย แสดงว่าอะไรครับ ผู้บริหารไม่ได้สนใจที่จะดูถึง เนื้อในสาระของการทำงานของหน่วยงานเลยแม้แต่นิดเดียวนะครับ ดูสไลด์ (Slide) ถัดไปครับ ถามว่าแล้วท่านทำงานกันอย่างไรบ้าง คณะกรรมการซึ่งจะเป็นกรรมการที่จะดูแลในเรื่องเกี่ยวกับการขับเคลื่อนการปฏิรูป การทำงานตามยุทธศาสตร์ชาติและสร้างความปรองดองสมานฉันท์ซึ่งเป็นความหวัง ของประเทศ ท่านพูดอยู่ตลอดเวลาว่าประเทศจะต้องก้าวไปข้างหน้า ต้องมียุทธศาสตร์ ของประเทศ ประเทศจะต้องแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ต้องสร้างความปรองดองสมานฉันท์ คณะกรรมการที่ประชุมกันเขายอมรับนะครับ ตัวแทนผู้บริหารที่มาชี้แจงยอมรับว่าเกือบ ๕ ปีที่ผ่านมาประชุมกันครั้งเดียว นี่คือหลักฐานที่ปรากฏว่าประชุมกันเพียงแค่ครั้งเดียว นั่นก็คือมีการประชุมกัน ครั้งที่ ๑/๒๕๖๓ เมื่อวันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๖๓ ครั้งเดียวครับ ท่านนายกประยุทธ์เป็นประธาน เบี้ยประชุมก็ไม่เยอะหรอกครับ ๙,๖๐๐ บาท กรรมการก็ ๗,๒๐๐ บาท แต่ถามว่าแล้วท่านทำอะไร ดังนั้นถ้ามาดูในรายการของงบประมาณที่ท่าน ตั้งมา นี่ตัวอย่างยกให้เห็น ท่านตั้งเบี้ยประชุมกรรมการถึง ๒,๖๐๐,๐๐๐ บาท แต่ในขณะที่ ๕ ปี ท่านประชุมเพียงแค่ครั้งเดียว แล้วท่านตั้งงบประมาณอย่างไร ทำไม อย่างนี้เป็นต้นครับ สิ่งต่าง ๆ ที่ออกมาเป็นตัวอย่างว่าแม้กระทั่งหน่วยงานที่เป็นหน่วยงานหลักที่ดูแลจะเป็น ทิศทางของประเทศในการปฏิรูปประเทศ ในการทำงานตามยุทธศาสตร์ชาติจะขับเคลื่อน ให้เกิดความปรองดองสมานฉันท์ท่านก็ยังทำงานแบบนี้ แล้วท่านจะมาของบประมาณอะไร ผมเห็นใจผู้บริหารใหม่ที่มา ก็ต้องเรียนให้ทราบตามตรงว่า ณ วันนั้นพอผมฉายสไลด์ (Slide) ที่เป็นรูปผู้บริหารผิด ๆ มา รองนายกผิด รัฐมนตรีผิด ก็มีการแก้ไขกันในช่วงบ่าย แต่ถามว่า ถ้าเราไม่ไปดูอะไรเกิดขึ้น มันก็จะเป็นอย่างนี้ตลอดไป แล้วก็กลายเป็นว่าสิ่งที่เราตั้งใจจะใช้ งบประมาณให้เกิดประโยชน์ต่าง ๆ เหล่านี้มันก็จะไม่เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ครับ ไม่ได้มี เพียงแค่หน่วยงานเดียวนี่ผมยกตัวอย่างเพียงแค่หน่วยงานเดียว หน่วยงานอื่น ๆ ก็เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก็ดี หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนในการปฏิรูปประเทศต่าง ๆ ก็ดี การทำงานต่าง ๆ เหล่านี้ผมถือว่ายังเป็นการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร คงเป็นเรื่องซึ่งหน่วยงาน ราชการเองต้องคิดว่าท่านจะใช้งบประมาณแผ่นดินให้เกิดประโยชน์คุ้มค่าอย่างไร สภาให้เงิน ไปได้แต่หน่วยราชการเองต้องคิดว่าทำงานอย่างไรให้ถูกต้อง ให้คุ้มค่า อันนี้ถือว่าอับอายมาก เพราะว่าแม้กระทั่งเป็นหน่วยงานที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธานก็ยังผิดครับ ดังนั้นผมจึงขอ อนุญาตที่จะตัดงบประมาณในส่วนของสำนักนายกทั้งหมด ๕ เปอร์เซ็นต์ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณศิริกัญญา ตามด้วยคุณธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานค่ะ ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการค่ะ สำหรับงบประมาณของสำนักนายกในมาตรา ๗ ดิฉันขอปรับลดลงเหลือ ๒๑,๕๒๐ ล้านบาท เนื่องจากว่าหน่วยงานภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรีนั้นมีมากถึง ๒๗ หน่วยงาน และแต่ละ หน่วยงานนี้ก็มีรายละเอียดที่เราเห็นควรว่าจะต้องปรับลด แต่เนื่องจากว่าเวลาที่เราได้รับ มีอยู่แค่ ๗ นาที จึงมีการแบ่งงานกันทำในทั้งกรรมาธิการของพรรคก้าวไกล แล้วก็สมาชิก ของพรรคก้าวไกลค่ะ ส่วนตัวของดิฉันเองได้รับมอบหมายให้พูดใน ๒ หน่วยงานด้วยกันค่ะ🔗
หน่วยงานแรก ก็คือสำนักงานพัฒนาพิงคนครเป็นองค์การมหาชน สำนักงานนี้ จริง ๆ แล้วเป็นหนึ่งในสำนักงานที่มีแผนว่าจะถูกยุบเลิกไปตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ ซึ่งเป็นดำริของ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ก็คือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยต่อมาในปี ๒๕๖๒ ได้มีการ ออกพระราชกฤษฎีกาเพื่อที่จะยุบเลิกสำนักงานนี้ ขอสไลด์ (Slide) ด้วยค่ะ🔗
โดยในรายละเอียดของ พ.ร.ฎ. ฉบับนี้ก็มีประกาศให้ในส่วนงานที่เป็นศูนย์ประชุมให้โอนให้กับกรมธนารักษ์ ในส่วนของ ที่เป็นเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ซึ่งเดิมก็อยู่ภายใต้สำนักงานพัฒนาพิงคนครก็ให้โอนให้กับ องค์การสวนสัตว์ อย่างไรก็ดีก็ยังไม่มีการยุบเลิกจนถึงทุกวันนี้นะคะ ปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ ไม่ได้มีการเข้ามาของบประมาณ แต่พอปี ๒๕๖๕ มีการของบประมาณมา ๑๐๖ ล้านบาท ปี ๒๕๖๖ มีการของบประมาณ ๗๘ ล้านบาทนะคะ ในช่วงที่หน่วยงานนี้เข้ามาชี้แจง พอดีดิฉันลาป่วยนะคะ ก็เลยอยากจะ สอบถามกรรมาธิการท่านอื่นเหมือนกันว่าตกลงแล้วหน่วยงานนี้มีแผนที่จะยุบเลิกตัวเอง ในภายในปีไหน เพราะว่าตามความเข้าใจว่าในพระราชกฤษฎีกาไม่ได้กำหนดว่าจะยุบเลิก ให้เสร็จภายในวันไหน ก็คือให้ใช้ระยะเวลาได้ตามสมควรนะคะ แต่ว่าถ้าจำเป็นถึงขั้นมี พระราชกฤษฎีกาออกมาให้ยุบเลิกแล้วนะคะ แต่ว่า ๔ ปีผ่านไปก็ยังคงมาของบประมาณ แผ่นดินอยู่แบบนี้ก็แสดงว่าแผนการยุบเลิกก็คงจะไม่ได้เป็นไปตามแผนการที่วางไว้นะคะ🔗
สำหรับหน่วยงานต่อมาค่ะ อาจจะซ้ำกับท่านกรรมาธิการสมชัยเมื่อสักครู่ แต่ว่าดิฉันจะพยายามจะพูดให้ในหัวข้อที่ไม่ได้ซ้ำกันนะคะ แน่นอนค่ะว่าสำนักงานนี้นะคะ ถ้าดูจากชื่อก็มีงานอย่างน้อย ๓ เรื่องก็คือเรื่องของการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง หน่วยงานนี้เป็นผลผลิตต่อเนื่องมาจาก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แล้วก็ถูกตั้งขึ้นโดยคำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๑๙/๒๕๖๑ จนถึงทุกวันนี้ก็คือตั้งมาได้เกือบ ๕ ปีแล้วนะคะ มาดูงานแรกนะคะ ดิฉันเสียใจมากที่อาจจะมีข้อผิดพลาดทำให้ไม่สามารถที่จะแสดงสไลด์ (Slide) ได้นะคะ สำหรับหน่วยงานนี้ตั้งมา ๕ ปีนะคะ เกือบ ๆ ๕ ปี ก็เท่า ๆ กับอายุของ แผนการปฏิรูปประเทศซึ่งจะครบ ๕ ปีในปี ๒๕๖๕ นี้ด้วยนะคะ ปรากฏว่าสำนักงานนี้ก็ได้มี การทำเว็บไซต์ (Website) เพื่อที่จะแสดงความคืบหน้าของการปฏิรูปประเทศ ซึ่งในเว็บไซต์ (Website) แสดงไว้อย่างชัดเจนว่าความคืบหน้าเป็นไปได้ ๑๗.๘๕ เปอร์เซ็นต์ ๕ ปีทำได้ ๑๗.๘๕ เปอร์เซ็นต์ เท่ากับการปฏิรูปประเทศมันไม่คืบหน้าไปไหนเลย ทีนี้ความรับผิดชอบ จะต้องตกอยู่ที่ใคร ในเมื่อสำนักงานนี้มีภารกิจชัดเจนที่จะต้องขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แต่การปฏิรูปประเทศกลับไม่คืบหน้า จนถึงปีสุดท้ายของแผนการปฏิรูปประเทศแล้วก็ยังคง สำเร็จเพียงแค่ ๑๗.๘๕ เปอร์เซ็นต์ ใครจะต้องรับผิดชอบ งานอย่างที่ ๒ ค่ะ ขับเคลื่อนปฏิรูป งานที่ ๒ ก็คือขับเคลื่อนเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ งานยุทธศาสตร์ชาติก็ปรากฏการรายงานผล การดำเนินงานว่าบรรลุเป้าหมายแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติหรือไม่นะคะ ในปี ๒๕๖๒ ปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ มีแผนที่บรรลุค่าเป้าหมายไม่ถึงครึ่งนะคะ จาก ๑๔๐ กว่าแผน มีผ่านในปี ๒๕๖๒ ๒๐ แผน ผ่านปี ๒๕๖๓ ๓๐ แผน แล้วก็ผ่านของปี ๒๕๖๔ เพียงแค่ ๓๙ แผน ยุทธศาสตร์ชาติตกเป้าใครต้องรับผิดชอบค่ะ ถ้าสำนักงานนี้ทำหน้าที่ขับเคลื่อน ยุทธศาสตร์ชาติ ยังไม่ต้องพูดถึงเป้าหมายที่ ๓ ค่ะคือเรื่องของการสร้างความสามัคคี ปรองดอง ผ่านมา ๕ ปีเพิ่งมาตั้งงบประมาณปีนี้เป็นปีแรกเพื่อเริ่มการศึกษาการสร้างความ สามัคคีปรองดองว่าจะทำอย่างไร ก็คือยังไม่รู้เลยว่าจะต้องทำอย่างไรเมื่อผ่านมาแล้ว ๕ ปี นอกจากนี้การตั้งงบประมาณก็ยังมีความน่าสงสัยในหลาย ๆ ประการ ปีนี้งบบุคลากรเพิ่มขึ้น ๗๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ที่ผ่านมามีการจ้างข้าราชการเพียงแค่ ๒๙ คน จากที่มีอัตราที่ได้รับอนุมัติ จาก ครม. ไป ๕๕ อัตรา แต่ว่าจ้างได้แค่ ๒๙ คน ในปีนี้มีการของบบุคลากรเพิ่มมา ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ก็ไม่รู้ว่าจะเอาไปจ่ายให้ใครหรือคิดว่าน่าจะจ้างใครได้เพิ่มบ้างหรือเปล่า ต่อมาค่ะงบก้อนใหญ่อีกก้อนหนึ่งคือหลักสูตรพัฒนานักบริหารระดับสูง ป.ย.ป. นะคะ ใช้งบ ๗ ล้านบาท ปี ๒๕๖๔ ก็ตั้งแบบนี้เหมือนกัน ๕.๔ ล้านบาท แต่เบิกจ่ายไปได้เพียงแค่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ปี ๒๕๖๕ ก็ตั้งงบหลักสูตรแบบนี้ล่ะ ๕ ล้านบาท แต่ก็เบิกจ่ายไปได้ไม่ถึง ๕๐๐,๐๐๐ บาท ที่น่าสงสัยก็คือมีการตั้งค่าลงทะเบียนอบรมหลักสูตรรวมไว้ในงบก้อนนี้ด้วย สูงถึง ๒.๗ ล้านบาท ก็ยังงงว่าสรุปแล้วหลักสูตรนี้ใครต้องจ่ายเงินค่าลงทะเบียนแล้ว เงินลงทะเบียนนี้มันจะไปตกอยู่ที่ใคร ก็เป็นความน่าสงสัยมากว่าหลักสูตรนี้มันทำไว้เพื่ออะไร กันแน่นะคะ มีการตั้งงบประมาณค่าใช้จ่ายรางวัลเลิศรัฐประเภทรวมใจแก้จน ๑ ล้านบาทเศษ ซึ่งปกติ รางวัลเลิศรัฐทุกท่านก็จะทราบว่าเป็นหน้าที่ของ ก.พ.ร. แต่ไม่เป็นไร ป.ย.ป. อยากทำด้วย ปรากฏว่าปี ๒๕๖๔ เบิกจ่ายได้เพียงแค่ ๑ ใน ๓ ปี ๒๕๖๕ ตั้งไว้ ๑ ล้านบาทเบิกจ่ายไปได้แค่ ๓๗,๐๐๐ บาท ต่อมาที่ค่าใช้จ่ายประชาสัมพันธ์สูงถึง ๑.๒ ล้านบาท พอไปดูในไส้ในแล้วก็ ตกใจค่ะมีการตั้งงบสำหรับการจัดคลับเฮาส์ (Club House) เฟซบุ๊กไลฟ์ (Facebook Live) ครั้งละ ๕๐,๐๐๐ บาท ก็งงเหมือนกันนะว่าการจัด คลับเฮาส์ (Club House) หรือว่า เฟซบุ๊กไลฟ์ (Facebook Live) มันมีค่าใช้จ่ายสูงถึงขนาดนี้เลย และมีการจ้างอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) ในการเผยแพร่สื่อประชาสัมพันธ์ ๑ ครั้ง ๒๐๐,๐๐๐ บาท มันต้องอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) ระดับไหนคะถึงจะได้รับค่าจ้าง ๒๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนสุดท้ายที่น่าสนใจค่ะก็คือ เรื่องของค่าใช้จ่ายติดตามประเมินผลปฏิบัติราชการ ๒ ล้านบาท ๒ ล้านบาทนะคะ เท่ากับ เป็น ๕ เปอร์เซ็นต์ของงบประจำปีของหน่วยงาน แน่นอนว่าดิฉันเห็นด้วยกับการที่หน่วยงาน ต่าง ๆ อยากที่จะต้องติดตามประเมินผลการทำงานของตัวเองนะคะ แต่ว่าขนาดโครงการ ใหญ่ ๆ ที่เป็นเมกะโพรเจกต์ (Megaproject) ก่อสร้างลงทุนขนาดใหญ่เราก็ยังมีโกลเดนรูล (Golden Rule) ๒ ต่อ ๙๘ ก็คืองบประเมินผลแค่ ๒ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็งบที่ดำเนินงานจริง ๙๘ เปอร์เซ็นต์ สำหรับสำนักงานท่านนี่ขอค่าใช้จ่ายติดตามประมวลผลสูงถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ ด้วยความน่าสงสัยแบบนี้ ด้วยความที่มีผลประกอบการ มีผลการดำเนินงานแบบนี้ดิฉันคิดว่า หลังจากที่เราสามารถที่จะยุบเลิกสำนักงานพัฒนาพิงคนครได้แล้วนี่เราก็ควรจะต้องมานั่ง พิจารณาแล้วค่ะว่าหน่วยงานสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และความสามัคคีปรองดองนี้ควรจะต้องถูกยุบเลิกเป็นหน่วยงานต่อไปหรือไม่ ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณธัญวัจน์ ตามด้วยคุณอนุรักษ์ บุญศล ครับ คุณธัญวัจน์พร้อมไหมครับ🔗
ขอโทษค่ะท่านประธาน เผอิญเมื่อสักครู่ไมค์ไม่ดังนะคะ🔗
เจ้าหน้าที่ ช่วยไปดูไมค์ตรงที่มีกระจกด้วย🔗
โอเค (OK) ค่ะ เรียนท่านประธาน ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสัดส่วนกรรมาธิการงบประมาณปีนี้ค่ะ🔗
ท่านธัญวัจน์ครับ ถ้าท่านจะอภิปรายนอกกระจกท่านต้องสวมแมสก์ (Mask) นะครับ เจ้าหน้าที่ช่วยดูไมค์ ตัวนี้ด้วย ไม่เป็นอะไรครับท่านไม่ต้องรีบร้อนเดี๋ยวพูดผิด เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานค่ะ ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล แล้วก็เป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการ ของสัดส่วนพรรคก้าวไกลค่ะ วันนี้ธัญจะมาขออภิปรายเกี่ยวกับประเด็นในเรื่องของ สำนักนายกนะคะ สำนักนายกนั้นประเด็นคืออะไร ข้อแรกเลยเราจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มากมายค่ะ อย่างแรกธัญได้เหลือบไปเห็นโครงการหนึ่งที่น่าสนใจอยู่ในเรื่องของโครงการ เสริมสร้างอัตลักษณ์ความเป็นชาติสำนึกในความเป็นไทยต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วธัญก็จะเห็นว่า ในโครงการดังกล่าวนั้นในหมวดรายจ่ายอื่น ๆ ก็จะมีพูดถึงการสร้างเยาวชนต้นแบบ ทีนี้ธัญก็ต้องถามกลับไปว่าการที่เราจะต้องสร้างเยาวชนต้นแบบนั้น ต้นแบบของท่าน เป็นอย่างไร เมื่อดูจากหัวข้อแล้วนี่เราก็ยังพบว่าเรายังมีการบ่มเพาะความนิยม ชาตินิยม คลั่งชาติแบบสุดโต่งให้กับเด็กเยาวชนรุ่นใหม่อยู่ การที่ท่านมีโครงการเหล่านี้เรากำลังเสีย งบประมาณเพื่อที่จะบอกว่าเด็กกลุ่มนี้คือกลุ่มที่ดี และเด็กกลุ่มนี้คือกลุ่มที่ไม่ดี เป็นการที่ บ่มเพาะให้ประชาชนและเด็กคนรุ่นใหม่นั้นต้องเดินตามแถวกัน แทนที่เราจะมีโครงการ หรือใช้งบประมาณเพื่อให้ยอมรับและเคารพกัน แล้วก็โอบรับความหลากหลาย นั่นคือเป็นประเด็นแรกที่ธัญอยากที่จะตัดในโครงการดังกล่าว ออกไป โครงการดังกล่าวไม่ได้ช่วยอะไรเลยเพราะว่าอย่างที่สุดแล้วเด็กทุกคนก็ควรที่จะ เติบโตและไม่จำเป็นที่จะต้องมีใครเป็นแบบอย่าง เขาสามารถที่จะเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองค่ะ🔗
ส่วนข้อที่ ๒ ก็คือเกี่ยวกับกรมประชาสัมพันธ์ค่ะ กรมประชาสัมพันธ์นั้น เราจะเห็นได้เลยว่างบประมาณที่เกี่ยวข้องมีเพิ่มขึ้นทุกปี งบประมาณดังกล่าวนี้ธัญจะเห็นว่า มันจะมีกระบวนการที่จะสื่อสาร การปรับเปลี่ยนทัศนคติและวัฒนธรรมสู่มวลชน โครงการ ต่าง ๆ เหล่านี้ของกรมประชาสัมพันธ์ในเชิงรายละเอียดแล้วธัญไม่ได้มีความไม่เห็นด้วยกับ การดำเนินงาน หรือค่าดำเนินการ หรือวัสดุอุปกรณ์ใด ๆ เลย แต่ธัญมีปัญหาเกี่ยวกับวิธีการ ที่ท่านตั้งโครงการนั้นว่าทำไมท่านจึงต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติ หรือสื่อสารความเป็นอัตลักษณ์ ที่ท่านกำหนดเองสู่มวลชน คำถามที่สำคัญก็คือถ้าเรามองย้อนกลับไปเมื่อปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ และปี ๒๕๖๕ ท่านใช้งบเพิ่มจาก ๒๐๐ ล้านบาท เป็น ๖๐๐ ล้านบาท และ ณ ปีนี้ เพิ่มเป็นพันล้านบาท ธัญจะบอกว่าสิ่งที่ท่านต้องปรับเปลี่ยนไม่ใช่สื่อสารความปรับเปลี่ยน ท่านต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติของท่านเอง ท่านไม่สามารถที่จะใช้งบประมาณสูงมากกว่านี้ ขึ้นไปอีกในกรมประชาสัมพันธ์เพื่อที่จะบอกว่าทุกคนควรจะปรับเปลี่ยนทัศนคติให้เป็นไป อย่างที่ท่านคิด ท่านเพิ่มงบประมาณเพราะอะไร เพราะสังคมไม่เป็นอย่างที่ท่านคิดหรือเปล่า การสื่อสารแบบไหนที่บอกว่านี่คืออัตลักษณ์ นี่คือความภูมิใจของความเป็นไทยแบบที่เรา ศึกษากันทุกวันนี้หรือเปล่า ที่เรายังมีความบ่มเพาะความเกลียดชังประเทศเพื่อนบ้านของเรา ไม่ว่าจะเป็นเมียนมาร์ ไม่ว่าจะเป็นลาว ไม่ว่าจะเป็นประเทศเขมร เรายังมีคำว่าต่างด้าวที่มอง เขาเป็นประชาชนคนละระดับกับเรา เรายังมีความเกลียดกลัวพวกเขาจากการสื่อสาร ประวัติศาสตร์ต่าง ๆ เหล่านี้หรือเปล่า นี่คือการสื่อสารการสร้างความเป็นอื่น นี่ไม่ได้เป็นการ สื่อสารที่อยู่ในโลกยุคหลังสมัยใหม่ค่ะ วันนี้ถ้ากรมประชาสัมพันธ์จะสื่อสารว่ารัฐทำงาน อย่างไร สื่อสารความเป็นไปของโลกใบนี้ ความรู้ที่ประชาชนควรจะรับรู้ งบตรงนี้ธัญก็ เห็นด้วยที่ไม่จำเป็นต้องตัด แต่ถ้าท่านมีโครงการแบบนี้ธัญขอเสนอตัดค่ะ🔗
ส่วนสุดท้ายจะเป็นในส่วนของสภาพัฒน์พูดถึงแผนยุทธศาสตร์ชาติ ฉบับที่ ๑๓ แผนยุทธศาสตร์ชาติ ฉบับที่ ๑๓ เราได้รวมความหลากหลายไว้หรือไม่ ท่านกำหนดกฎหมาย ที่สำคัญต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ฉบับที่ ๑๓ หรือไม่ ธัญจะยกตัวอย่างเช่นกฎหมายสมรสเท่าเทียม ก่อนที่จะผ่านวาระหนึ่ง เรามีข้อถกเถียง กันมากเลยว่าเราจะให้สัญชาติของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้นที่จะมีโอกาสสมรสได้เพราะว่าเรา มีความกังวลเรื่องความมั่นคง บางฝ่ายก็บอกว่าเราไม่ควรเปิดให้ต่างชาติเข้ามาสมรสเลย เพราะว่าจะกระทบกับความมั่นคง นี่คือความไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ไม่รู้เรื่องไม่รู้ราว สภาพัฒน์ เราเคยมีงานวิจัยต่าง ๆ เหล่านี้ไหม เพราะวันนี้ในคณะกรรมาธิการได้พิจารณาแล้วเราเปิดให้ ทุกสัญชาติที่จะสมรสกันได้ เพราะเมื่อพิจารณาแล้วเราพบว่ามีผลดีทั้งสังคมและเศรษฐกิจ ความหลากหลายต่าง ๆ เหล่านี้ กฎหมายที่สำคัญต่าง ๆ เหล่านี้มีอยู่ในแผนพัฒนาสังคม และเศรษฐกิจของท่านหรือไม่ หรือตัวอย่างอย่างเช่นการหวงแหนงบประมาณของราชการ กลัวว่ากฎหมายสมรสเท่าเทียมนั้นจะทำให้กระทบต่อการเงินการคลังของประเทศ เราก็มี ตัวอย่างให้เห็น มีงานศึกษาจากต่างประเทศแต่ประเทศไทยหรือสภาพัฒน์เคยได้ศึกษาความ หลากหลายต่าง ๆ เหล่านี้หรือไม่ มันไม่ใช่เป็นเรื่องสิทธิมนุษยชนเพียงอย่างเดียว แต่มันคือ สังคมและเศรษฐกิจที่จะพัฒนาต่อไปด้วย และหากเราได้เรียนรู้จากต่างประเทศ ความเท่าเทียม ทางเพศ กฎหมายสมรสเท่าเทียมนั้นสร้างมูลค่าเศรษฐกิจให้เติบโต ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ในสหรัฐ เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้สภาพัฒน์เคยได้พิจารณาและนำไปเรียนบอก นายกรัฐมนตรีหรือไม่ ธัญก็จึงอยากจะเสนอตัดงบประมาณของส่วนสำนักนายกรัฐมนตรีนี้ ๒ เปอร์เซ็นต์ค่ะท่านประธาน ขอบคุณค่ะ🔗
ท่านจบ หรือยังครับ🔗
จบแล้วค่ะท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านอนุรักษ์ บุญศล ตามด้วยท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ นะครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพคะ มาตรา ๗ งบประมาณรายจ่ายของสำนักนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานในกำกับให้ตั้งเป็นจำนวน ๒๒,๔๖๒ ล้านบาทกว่า ๆ นะคะ ดิฉันปรับลด ๒ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานคะ เพราะว่าอะไรนั่นหรือ🔗
ข้อ ๑ ใหญ่เลยสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ไปที่ ๑.๓ หรือ (๓) แผนงานยุทธศาสตร์ส่งเสริมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๑๖๓ ล้านบาท กราบเรียนให้ท่านประธานทราบว่าตรงนี้ดีไหมแผนงานยุทธศาสตร์ส่งเสริม การกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ท่านประธานที่เคารพคะ ดีมาก ๆ เลยค่ะ นั่นคือการกระจายอำนาจ คนที่อยู่ใกล้ประชาชนมากที่สุดก็คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น อบต. เทศบาล อบจ. หรือแม้กระทั่งผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอนะครับ แต่ว่าตรงไหนที่กระจายอำนาจไปแล้วฝ่ายปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถที่จะทำงานได้ ตรงนี้นั้นสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีควรจะนำมาพิจารณาในกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ในการพิจารณางบประมาณในครั้งนี้นั้นเราได้สอบถามหลายครั้งในเรื่องของการกระจาย อำนาจ ในเรื่องของถนน อบต. ถนนเทศบาลที่ไม่สามารถที่จะก่อสร้างให้พี่น้องประชาชนได้ แล้วเอากลับคืนมาที่ทางหลวงชนบทได้หรือไม่ เพราะว่าโอนเงินไปให้ โอนงานไปให้ ไม่มีงบประมาณค่ะ ท่านประธานคะ ตรงนี้นั้นดิฉันก็เลยเห็นว่าต้องนำมาอภิปรายใน สภาผู้แทนราษฎรเพื่อที่จะมีแนวทางที่จะเป็นการกระจายอำนาจ โดยโอนทั้งงาน และงบประมาณไปให้เขา แล้วพี่น้องประชาชนก็ยังเหมือนเดิมค่ะ ท่านประธานคะ โดยเฉพาะบ้านดิฉันยังหัวแดงอยู่เลย ฝนตกมันก็ยังเหมือน ๔๐ ๕๐ ปีที่แล้ว ซึ่งมันไม่น่าจะ เหมือนเดิมขนาดนั้นที่จะต้องนั่งบนหลังคารถสองแถวและหัวแดง เสื้อผ้าแดง ถนนเป็น ขี้โคลนไม่น่าจะมีแล้วตรงนี้ ตรงนี้ ๑๖๓ ล้านบาทนี่ค่ะน้อยนิดมากสำหรับงบประมาณ แต่ว่าแผนของท่านมันจะต้องฟังรอบด้านด้วย กรรมาธิการเสียงส่วนน้อยถามแล้วถามอีก ถามอีกถามแล้วว่าจะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร ดิฉันจะต้องได้รับคำตอบจากท่านวราเทพ ที่เป็นประธานที่ตาชั่งไม่เอียงนี่นะคะ🔗
ข้อที่ ๒ กรมประชาสัมพันธ์ กรมประชาสัมพันธ์ ๑,๔๕๔ ล้านกว่าบาท ท่านประธานคะ (๒) แผนยุทธศาสตร์ปรับเปลี่ยนค่านิยมและวัฒนธรรมเกือบพันล้านนะคะ เกือบพันล้านบาท ดิฉันหวงแหนงบประมาณซึ่งเป็นภาษีของพี่น้องประชาชน แม้นว่าจะเป็น ค่านาไร่ละ ๕๐ สตางค์ หรือไร่ละ ๑ บาทก็ตาม นั่นคือหยาดเหงื่อแรงงานของพี่น้องจริง ๆ เปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้าง ต้องถามจริง ๆ ว่าเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้าง นอกจากไวนิล (Vinyl) ที่พรินต์ (Print) ออกมาแล้วเป็นค่าใช้จ่ายติดตามสถานที่ต่าง ๆ ด้วยคำคม ไม่ทราบว่า ประดิดประดอยกันชัดเจนอะไรขนาดไหนอย่างไร แล้วไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ๒ ปีมานี้ ท่านประธานคะ ดิฉันยกตัวอย่างให้ ท่านประธานฟังด้วยความเคารพว่า ๒ ปีโควิด (COVID) มานี้ทุกคนอยู่บ้าน ปีนี้ปีที่ ๓ เด็ก ๆ ออกไปโรงเรียน เด็ก ๆ ยังสวัสดีไม่เป็นเลย วัฒนธรรมการไหว้ การไหว้ผู้ใหญ่คืออย่างไร จะเดินเอาไหล่ชน ทุกคนเอาไหล่ชนกันเลยหรือคะ วัฒนธรรมการไหว้ตรงนี้เกือบ พันล้านบาท บอกว่าแผนยุทธศาสตร์ปรับเปลี่ยนค่านิยมและวัฒนธรรม กรมประชาสัมพันธ์ ยังทำไม่ได้เลย แม้กระทั่งวัฒนธรรมการไหว้ ดิฉันจะว่าไปต่อในกระทรวงต่าง ๆ ในเรื่องของ วัฒนธรรมการไหว้ต่อไป เรื่องนี้จะต้องเกิดแล้วมันจะเป็นวัฒนธรรมไทยที่งดงามได้อย่างไร ถ้าเด็ก ๆ เกิดมาแล้วไม่รู้จักการไหว้ จะเรียกเด็ก ๆ ในประเทศไทยว่าเมืองแห่งแดนสนธยา อย่างนั้นหรอกหรือค่ะ กราบเรียนให้ท่านประธานทราบดังนี้ค่ะ🔗
ต่อไปค่ะในงบประมาณรายจ่ายที่ดิฉันปรับลด ๒ เปอร์เซ็นต์นี้นะคะ มีสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ท่านประธานสภาที่เคารพคะ ดิฉันติดใจมากเลย โลงศพที่ห่อด้วย ธงชาติกำลังจะเกิดขึ้นอีกแล้ว เกิดขึ้นอีกแล้ว ลงเฮลิคอปเตอร์ไปบ้านใครกลับบ้านเป็น ครั้งสุดท้ายเกือบ ๔๐๐ ล้านบาท จะให้ตายซ้ำแล้วซ้ำอีกหรือค่ะ แล้วบุคคลที่ไม่ตาย พิการตลอดชีวิตละค่ะ ที่ไม่ได้ห่อธงชาติเหล่านั้นเขาจะมีชีวิตอยู่อย่างไร เมื่อเช้านี้ดิฉันก็ได้ อภิปรายไปแล้วถึงในเรื่องด้ามขวานทองของไทยมันจะต้องไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้นะคะ เรามีงบประมาณทำไมไม่ใช้งบประมาณให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ให้เป็นความมั่นคง ต่อพี่น้องประชาชน ไม่มีการเสียเลือดเสียเนื้อ ไม่มีการตายเกิดขึ้น ท่านประธานคะ ดิฉันขอ ปรับลดด้วยใจบริสุทธิ์จริง ๆ ๒ เปอร์เซ็นต์ของที่นี่ที่ดิฉันกล่าวมา งบประมาณรายจ่ายของ สำนักนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่ดิฉันกล่าวถึง กราบขอบพระคุณท่านประธานค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณพริษฐ์ วัชรสินธุ ครับ🔗
เรียนประธานสภาที่เคารพ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ ในฐานะกรรมาธิการผู้สงวนความเห็น ขออภิปรายต่อที่ประชุมให้พิจารณา ปรับลดงบประมาณของสำนักนายกรัฐมนตรีในอัตรา ๕ เปอร์เซ็นต์ จะขอเจ้าหน้าที่ขึ้นสไลด์ (Slide) ด้วยนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ถ้าเราไปดูในสไลด์ (Slide) ที่ทางเจ้าหน้าที่กำลังจะขึ้น เราจะเห็นครับว่าจาก ๒๘ หน่วยรับงบประมาณ ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรีนั้น ความจริงมีหลายงานเลยครับที่สมควรถูกปรับลดบทบาท และถูกทบทวนถึงความจำเป็นของภารกิจ โดยเฉพาะภารกิจของบางหน่วยงาน ในหลากหลายมิติ หน่วยงานที่คงหนีไม่พ้นการตั้งคำถามในลักษณะดังกล่าว ก็คือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรหรือว่า กอ.รมน. ที่ขอรับงบประมาณ ปีนี้ ๗,๘๖๗ ล้านบาท สูงสุดเป็นอันดับ ๑ จาก ๒๘ หน่วยงาน และคิดเป็น ๒๔ เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณทั้งหมดของสำนักนายกรัฐมนตรี ผมอยากจะเริ่มต้นวันนี้ครับด้วยการขอทำ ความเข้าใจจากข้าราชการใน กอ.รมน. นะครับว่าการอภิปรายเพื่อปรับลดงบประมาณ ในวันนี้ไม่ได้เป็นการโจมตีตัวท่านหรืองานของท่านเป็นรายบุคคล แต่เป็นการบอกว่าจากการ ประเมินวัตถุประสงค์โครงสร้างแล้วก็ผลงานที่ผ่านมาของหน่วยงาน บทบาทของหน่วยงานนี้ จำเป็นจะต้องทบทวนด้วย ๔ เหตุผล ไปสไลด์ (Slide) ถัดไปเลยครับ🔗
เหตุผลที่ ๑ กอ.รมน. ที่ผ่านมาถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเมืองเพื่อรักษา ความมั่นคงของรัฐบาลมากกว่าความมั่นคงของรัฐหรือว่าของประชาชน มันเป็นเรื่อง ไม่น่าแปลกใจหรอกครับที่ กอ.รมน. นั้นจะมีบทบาทเพิ่มขึ้นแทบจะทุกครั้งหลังจากมีการทำ รัฐประหาร หลังจากรัฐประหารปี ๒๕๔๙ กอ.รมน. ก็ถูกยกระดับสถานะทางกฎหมายขึ้นมา และหลังรัฐประหารปี ๒๕๕๗ กอ.รมน. ก็ถูกเพิ่มอำนาจครั้งใหญ่ผ่านคำสั่งของหัวหน้า คสช. ที่นำไปสู่การขยายตัวของ กอ.รมน. ระดับภาคและระดับจังหวัด จนแทรกซึมไปถึงการอบรม ตามสถานศึกษา บทบาทที่ผ่านมาของ กอ.รมน. ก็ถูกตั้งคำถามถึงความเป็นกลางทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการระดมมวลชนเพื่อไปสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญในประชามติปี ๒๕๕๙ ไม่ว่าจะเป็นการติดตามและสกัดกั้นการเคลื่อนไหวของนักการเมืองแล้วก็ประชาชนที่อยู่ฝั่ง ตรงข้ามกับรัฐบาล หรือว่าการฟ้องร้องแม้กระทั่งหัวหน้าพรรคการเมืองฝ่ายค้านด้วยมาตรา ๑๑๖ จากงานเสวนาทางวิชาการ แม้เราจะได้รัฐบาลใหม่หลังจากการเลือกตั้งครั้งถัดไป แต่หากเราไม่ปรับบทบาทของ กอ.รมน. หน่วยงานนี้ก็เสี่ยงที่จะยังคงถูกใช้เป็นแขนขาของฝ่ายความมั่นคงที่แอบอิงกับ คณะรัฐประหาร แล้วก็ระบอบประยุทธ์เพื่อแฝงตัวอยู่ในรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ🔗
เหตุผลที่ ๒ ภารกิจด้านความมั่นคงภายในของ กอ.รมน. นั้นก็มีความซ้ำซ้อน กับหน่วยงานด้านความมั่นคงหน่วยงานอื่น หากเรามองลึกลงไปถึงภารกิจของ กอ.รมน. ที่เกี่ยวกับความมั่นคงเราก็จะค้นพบว่าแทบทั้งหมดนั้นล้วนเป็นภารกิจที่หน่วยงานอื่นที่มี อยู่แล้วก็ทำแทนได้หมด ถ้าเราจะพูดถึงภารกิจในระดับปฏิบัติการ ตำรวจหรือทหารก็มี หน้าที่เช่นนี้อยู่แล้ว หรือว่าถ้าเราจะพูดถึงการประเมินสถานการณ์และการวางแผน สภาความมั่นคงแห่งชาติก็มีอยู่เพื่อสิ่งนี้ หรือหากเราไปดูสำนักงานต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้ โครงสร้างอันใหญ่หลวงของ กอ.รมน. เราก็จะเห็นว่าหลายสำนักงานมีพันกิจที่คล้ายกับ หน่วยงานที่มีอยู่แล้วในสังกัดอื่น🔗
เหตุผลที่ ๓ คือโครงการของ กอ.รมน. ความจริงก็ได้ขยายบทบาทเกินเลย ภารกิจความมั่นคงนั้นไปไกลแล้ว ถ้าเหตุผลข้อที่แล้วทำให้หลายคนเริ่มรู้สึกแปลกใจว่าทำไม กอ.รมน. มีภารกิจด้านความมั่นคงที่ไปซ้ำซ้อนกับหน่วยงานด้านความมั่นคงหน่วยงานอื่น ท่านจะแปลกใจยิ่งกว่าเมื่อท่านค้นพบว่า กอ.รมน. ปัจจุบันนั้นมีการทำโครงการที่ดูแล้ว อย่างไรก็ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับความมั่นคง ในปีนี้ กอ.รมน. มีการตั้งงบประมาณไว้อย่างน้อย ๓๒ ล้านบาท สำหรับงานด้านทรัพยากรธรรมชาติอย่างน้อย ๑๐ ล้านบาท สำหรับ พัฒนาการเมืองอย่างน้อย ๘ ล้านบาท สำหรับงานด้านพลังงานและอาหาร และอย่างน้อย ๗ ล้านบาท สำหรับงานด้านสิ่งแวดล้อม ที่ผมต้องพูดว่าอย่างน้อยก็เพราะว่า กอ.รมน. นั้น มีการของบประมาณในหลายโครงการที่ตั้งชื่อไว้กว้างและไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนว่าเอาไป ทำอะไร เห็นแบบนี้แล้ว กอ.รมน. ก็อาจจะแย้งผมกลับมาว่าความจริงแล้วภารกิจเหล่านี้ บางส่วนก็เป็นไปตามกรอบของภารกิจความมั่นคงของหน่วยงาน เนื่องจากยุทธศาสตร์ของ กอ.รมน. ในปี ๒๕๖๐-๒๕๖๔ ก็เป็นนิยามความมั่นคงไว้อย่างครอบจักรวาล รวมไปถึง ๑๐ หมวดหมู่ ความจริงแล้วการตีความคำว่า ความมั่นคง ในลักษณะที่กว้าง มันก็ไม่ได้เป็น เรื่องที่ผิดเสมอไปหรอกครับ แต่สิ่งที่มันผิดนั้นคือการไปสรุปจากตรงนี้ครับ เพราะฉะนั้น ภารกิจเกี่ยวเกี่ยวกับความมั่นคงทุกรูปแบบจะต้องเป็นหน้าที่ของทหารหรือว่าหน่วยงาน กึ่งทหารอย่าง กอ.รมน. ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้ว เราควรจะไปสู่ข้อสรุปที่ว่าความมั่นคง ปัจจุบันนั้นได้วิวัฒนาการเป็นหลากหลายรูปแบบที่ต้องการความรู้เฉพาะทางจนทำให้ภารกิจ และงบประมาณความมั่นคงทั้งหมดไม่ควรจะถูกผูกขาดไว้กับทหาร หรือว่าหน่วยงาน กึ่งทหารอย่าง กอ.รมน. เป็นหลักอีกต่อไป🔗
เหตุผลข้อสุดท้าย เหตุผลที่ ๔ คือการทบทวนบทบาทของ กอ.รมน. นั้น ก็จะช่วยเพิ่มความเป็นไปได้ในการรับมือกับภัยคุกคามต่อความปลอดภัยมิติอื่น ๆ ท่านประธานครับ การลดงบประมาณหรือลดบทบาทของ กอ.รมน. นั้นไม่ได้จะทำให้ชีวิต ของพี่น้องประชาชนเราปลอดภัยน้อยลง เพราะนอกจากจะไม่กระทบการรักษาความมั่นคง รูปแบบเดิม ๆ ที่หน่วยงานอื่นทำแทนได้อยู่แล้ว แต่งบประมาณที่เราประหยัดได้จาก กอ.รมน. ก็ยังจะช่วยทำให้ประเทศเรานั้นมีงบประมาณมากขึ้นในการไปลงทุนกับการป้องกัน พี่น้องประชาชนจากภัยต่อความปลอดภัยรูปแบบอื่น ๆ ถ้าอยากจะรู้ว่าช่วยได้แค่ไหน ลองจินตนาการดูว่าถ้าเรามีงบเพิ่มขึ้นปีละ ๘,๐๐๐ ล้านบาท หากเราบริหารดี ๆ เราจะมีงบ พอสำหรับทั้งการจ้างตำรวจหญิงประจำทุกสถานีเพื่อรับมือกับคดีการล่วงละเมิดทางเพศ เราจะมีงบพอสำหรับการเพิ่มประมาณ สำหรับควบคุมและกำจัดมลภาวะ ๒ เท่าจากปัจจุบัน และเราก็มีงบประมาณพอสำหรับการตรวจสุขภาพจิตขั้นพื้นฐานประจำปีให้กับนักเรียน มัธยมแล้วก็นักศึกษาทุกคน🔗
ท่านประธานครับ ด้วย ๔ เหตุผลดังกล่าว ผมเลยอยากจะขอให้ สภาผู้แทนราษฎรนั้นพิจารณาปรับลดบทบาทและงบประมาณของ กอ.รมน. ภายใต้สังกัด สำนักนายกรัฐมนตรีในปีนี้ แต่ผมต้องขอทิ้งท้ายการอภิปรายครั้งนี้ด้วยการแสดงความเสียใจ และแสดงความเป็นห่วงเป็นใยต่อพี่น้องประชาชนทุกคนที่ถูกกระทบจากเหตุระเบิดรวม ๑๑ จุด ในจังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี และจังหวัดนราธิวาสเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา แล้วก็ขอ เป็นกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทุกคนหน้างานที่พยายามจะคลี่คลายสถานการณ์ ผมอยากให้ พี่น้องประชาชนทุกคนเข้าใจว่าการเสนอให้ปรับลดบทบาทของ กอ.รมน. นั้นไม่ได้เป็นการ เสนอโดยละเลยถึงความสำคัญในการรักษาความปลอดภัยของพี่น้องคนไทยทั่วประเทศ แต่การเสนอให้ปรับลดบทบาทของ กอ.รมน. นั้นเป็นการเสนอด้วยความเชื่อมั่นว่า ประเทศเรามีหน่วยงานอื่นที่มีประสิทธิภาพมากพออยู่แล้วในการรับมือกับภัยคุกคามต่อ ความมั่นคงในรูปแบบเดิมแทนที่ กอ.รมน. แล้วก็เป็นการเสนอด้วยความตระหนักดีว่า ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่กระทบต่อความเป็นความตายของพวกเราทุกคนนั้นได้ขยายไปสู่ รูปแบบที่หลากหลายเกินกว่าโครงสร้างที่ถูกคิดค้นในสมัยสงครามเย็นอย่าง กอ.รมน. จะสามารถรับมือได้ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณยุทธพงศ์ จรัสเสถียร แล้วผมเรียนให้ทราบเพื่อให้พวกเราได้เตรียมตัวเรื่องการลงมติไว้ว่า ยังมีสมาชิกอภิปรายอีกประมาณ ๑๔ ท่าน เพราะฉะนั้นก็มีเวลาที่สมาชิกจะได้รับทราบครับ ขอเชิญยุทธพงศ์ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการงบประมาณเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ในมาตรา ๗ งบประมาณ รายจ่ายของสำนักนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานในกำกับ มาตรา ๗ นะครับ ๒๒,๖๕๒ ล้านบาท ผมขอปรับลดงบประมาณลงร้อยละ ๑๐ เหตุผลในการปรับลดงบประมาณครับท่านประธาน ผมคิดว่าหลายหน่วยงานภายใต้การกำกับของสำนักนายกรัฐมนตรีใช้งบประมาณไม่เกิด ประโยชน์อย่างสูงสุด แล้วก็ใช้ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ในสภาวะที่เรากำลังมีวิกฤติทางด้าน งบประมาณเราจำเป็นจะต้องมีการประหยัดงบประมาณ ยกตัวอย่าง🔗
หน่วยงานที่ ๑ กรมประชาสัมพันธ์ ๑,๔๘๔ ล้านบาท เงิน ๑,๔๘๔ ล้านบาท เอาไปทำอะไรครับ ไปซื้ออุปกรณ์สำหรับรถผลิตรายการนอกสถานที่ รถโอบี (OB) ครับ ราคาคันหนึ่ง ๒๓ ล้านบาท ท่านประธานครับ ก่อนหน้านี้กรมประชาสัมพันธ์ก็เคยซื้อรถโอบี (OB) ในปีงบประมาณก่อน ๆ ไปสำนักงานตามภูมิภาคต่าง ๆ อย่างเพียงพอแล้ว อย่างนี้ก็มา ซื้ออีกนะครับซึ่งผมคิดว่ามันจะเป็นเวลาที่ไม่เหมาะสม นอกจากนี้ยังมีงานโครงสร้างพื้นฐาน ไอทีอินฟราสตรักเจอร์ (IT Infrastructure) สำหรับศูนย์ปฏิบัติการและแพร่ภาพออกอากาศ ๘๔ ล้านบาทอย่างนี้ครับ ผมคิดว่าของพวกนี้ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้งบประมาณ ในขณะนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายในการจัดหาอุปกรณ์ในการผลิตรายการโทรทัศน์สำหรับศูนย์บริการ แพร่ภาพออกอากาศอีก ๑๖๔ ล้านบาท นี่คือสิ่งที่ผมเรียนว่าในขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็น ที่จะต้องนำเงินงบประมาณไปพัฒนาในด้านนี้ครับควรที่จะเอาเงินไปทำในด้านอื่นก่อน🔗
หน่วยงานที่ ๒ ก็คือสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ในปีงบประมาณ ๒๕๖๖ ๔๘๔ ล้านบาท แล้วก็ได้เพิ่มขึ้นจากเมื่อปี ๒๕๖๕ เป็นจำนวนมาก พันธกิจของสำนัก ข่าวกรองแห่งชาติบอกว่าพัฒนาและส่งเสริมมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยของ หน่วยงานรัฐและฝ่ายพลเรือน แล้วก็บอกว่าเป็นศูนย์กลางบูรณาการข่าวกรองแห่งชาติ แต่ผมต้องกราบเรียนท่านประธานเลยครับว่าสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติทำงานอย่างไรที่ได้ งบประมาณไปเป็นจำนวนมาก ปล่อยให้มีการระเบิดใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณ ประสิทธิภาพในการทำงาน ดังนั้นผมจึง เห็นว่าควรที่จะมีการปรับลดงบประมาณในส่วนของสำนักข่าวกรองแห่งชาติลง🔗
หน่วยงานที่ ๓ ก็คือสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง หรือ ป.ย.ป. ในงบประมาณปี ๒๕๖๖ ได้ตั้งไว้ ๔๓.๓๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ หน่วยงานนี้มีพันธกิจบอกว่าแนวทางในการดำเนินการ แก้ไขปัญหาเพื่อให้มีการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศตามแผนปฏิรูปประเทศ นโยบายการ ปฏิรูปของรัฐบาลยุทธศาสตร์ชาติ ท่านประธานครับ ตั้งแต่เรามีการใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ การปฏิรูปประเทศที่เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลมีอะไรบ้างครับ ที่เห็นเป็นชิ้นเป็นอัน ที่ ป.ย.ป. ดำเนินการแล้วเป็นผลสำเร็จ นอกจากนี้ ป.ย.ป. ยังบอกว่ามีหลักสูตรการบริหาร ราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปการสร้างความสามัคคีปรองดอง ผมก็ต้องเรียน ท่านประธานนะครับว่าความสามัคคีปรองดองไม่ประสบความสำเร็จเลยครับ ทำให้สังคม ในทุกวันนี้มีความแตกแยกมากขึ้นเรื่อย ๆ และขณะเดียวกันจะหาคนมาเป็น ผอ. ป.ย.ป. ก็คือผู้อำนวยการ ป.ย.ป. ซึ่งเปรียบเทียบระดับข้าราชการซี ๑๑ ก็ยังหาคนจะมาเป็น หน่วยงานนี้ยากเลยครับ ผมคิดว่าหน่วยงานนี้ทำงานไม่ประสบความสำเร็จควรที่จะมีการ ปรับลดงบประมาณ หน่วยงานต่อไปก็คือ ศรชล. หรือศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ ของชาติทางทะเลได้รับการจัดสรรงบประมาณในปี ๒๕๖๖ ๑,๒๖๓ ล้านบาท ท่านประธานครับ ในงบประมาณของ ศรชล. ๑,๒๖๓ ล้านบาท ปรากฏว่าเป็นงบผูกพัน ไปเสีย ๖๑๙ ล้านบาท สูงถึงร้อยละ ๔๘ ท่านประธานครับ การที่มีงบผูกพันเป็นจำนวนมาก มันก็ทำให้เป็นภาระที่การจะตั้งงบประมาณใหม่ การที่จะมีรายจ่ายดำเนินงานใหม่ ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ เพราะว่า ศรชล. ก็คือ กอ.รมน. ทางทะเลนะครับ ท่านประธานแล้วก็มี พื้นที่ในการรับผิดชอบมากมายนะครับ ดังนั้นการใช้จ่ายบริหารงบประมาณต้องมีการใช้จ่าย บริหารงบประมาณที่มันดีกว่านี้เพราะว่าเป็นหน่วยงานใหม่ พื้นที่ความรับผิดชอบมาก ดังนั้นผมคิดว่าการไปตั้งงบผูกพันไว้เยอะผมไม่เห็นด้วยนะครับ จึงขอเสนอให้มีการปรับลด งบประมาณลง หน่วยงานสุดท้ายครับท่านประธานครับก็คือสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจ สร้างสรรค์องค์การมหาชน ในงบประมาณปี ๒๕๖๖ ตั้งงบไว้ ๒๒๒ ล้านบาท ท่านประธานครับ หน่วยงานนี้ก็คือทำเกี่ยวกับครีเอทีฟ อีโคโนมี (Creative economy) คือเศรษฐกิจ สร้างสรรค์ ท่านประธานครับได้รับงบประมาณไปทุกปี ๆ แต่ผมไม่เห็นผลงานเลยครับ ท่านประธานว่าสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้มีผลงานอะไรนะครับ อย่างปีนี้ ก็มีตั้งเมตาเวิร์ส (Metaverse) นะครับ อีโคซิสเต็ม (Ecosystem) ๒๕ ล้านบาท มีตั้ง งบประมาณในการพัฒนาความสามารถของผู้ประกอบการและธุรกิจสร้างสรรค์อีก ๒๓ ล้านบาท มีการพัฒนาพื้นที่สร้างสรรค์และกลไกสนับสนุนธุรกิจสร้างสรรค์อีก ๕๓ ล้านบาท ท่านประธานครับทางกรรมาธิการต้องชี้แจงครับว่าเอางบประมาณพวกนี้ไปทำ อะไรนะครับ เพราะว่าได้งบประมาณไปแล้วมันไม่เกิดผลงานนะครับ ไม่เกิดการใช้จ่าย งบประมาณให้เกิดประโยชน์ นอกจากนี้ผมต้องเรียนครับท่านประธานครับ ในยุครัฐบาล ที่ผ่าน ๆ มาเคยมีโครงการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เอาเงินไทยเข้มแข็งไปทำเมื่อหลายปีที่แล้ว แล้วก็มีเกี่ยวกับการทำงานด้านการวิจัยเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไว้ที่กระทรวงพาณิชย์ ผมก็ต้อง เรียนท่านประธานว่าหน่วยงานนี้ต้องไปเอาเอกสาร ไปเอางานวิจัยของกระทรวงพาณิชย์ มาใช้ด้วยเพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด ดังนั้นผมจึงขอปรับลดงบประมาณลงร้อยละ ๑๐ ขอบคุณครับ🔗
ครับ ขอบคุณนะครับ ต่อไป พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ผมได้แปรญัตติเกี่ยวกับงบประมาณรายจ่ายของสำนักนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานในกำกับ ขอปรับลด ๕ เปอร์เซ็นต์ครับคือปรับลดจาก ๒๒,๖๕๒ ล้านบาทเศษ ไป ๑,๑๓๒ ล้านบาทเศษครับ ท่านประธานที่เคารพครับ สำนักนายกรัฐมนตรีเป็นรูปแบบ ของรัฐราชการรวมศูนย์ที่ทำให้เห็นเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง ในปี ๒๕๕๗ ก่อนที่ พลเอก ประยุทธ์จะยึดอำนาจแล้วก็เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี เรามีหน่วยงานของสำนักนายก ประมาณ ๒๑ หน่วยรับงบประมาณ แต่วันนี้ปี ๒๕๖๖ มีถึง ๒๗ หน่วยรับงบประมาณ จึงเป็นตัวอย่างของการสร้างรัฐราชการรวมศูนย์ คือต้องการที่จะครอบงำ ทำงานซ้ำซ้อน หรือไปแย่งงานกระทรวง ทบวง กรมที่ทำดีอยู่แล้ว หรือกระทรวง ทบวง กรมที่เขาสามารถ ทำได้ดีถ้าส่งเสริมงบประมาณไป เป็นลักษณะที่เป็นหน่วยงานที่เป็นนักทฤษฎีที่ไม่มีการ ปฏิบัติทำให้เกิดการง่อยเปลี้ยเสียขา และที่สำคัญเป็นหน่วยงานที่ผมอาจจะกล่าวได้ว่าอยู่บน หอคอยงาช้าง เหตุที่ผมตัด ผมจะเร็ว ๆ แล้วกันนะครับ ในจำนวน ๒๗ หน่วยงานนี้ผมจะพูด เร็ว ๆ คืออาจจะพูดของกรมประชาสัมพันธ์ ท่านประธานที่เคารพครับที่ผมหยิบมาเฉพาะ หน่วยงานที่มียุทธศาสตร์นโยบายที่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ กรมประชาสัมพันธ์จะมีแผน ยุทธศาสตร์ปรับเปลี่ยนค่านิยมและวัฒนธรรม ท่านประธานครับ ในรัฐธรรมนูญของเรามีหมวดสิทธิเสรีภาพ มีหมวดหน้าที่ของประชาชน มีหมวดหน้าที่ของรัฐ และมีหมวดนโยบายของรัฐ ทุกหมวดนั้นในเรื่องวัฒนธรรม ค่านิยม จะต้องเขียนไว้เลยว่าจะต้องอนุรักษ์ ฟื้นฟู ส่งเสริมขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรม แต่กรมประชาสัมพันธ์ปรากฏว่านำเงิน ๑,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ไปทำการเปลี่ยนค่านิยมและ วัฒนธรรม รากเหง้าของปัญหาความขัดแย้งทั้งหมดก็คือคนที่วัฒนธรรมหนึ่งจะไปบีบบังคับ ให้อีกวัฒนธรรมหนึ่งทำตามตัวเอง จะไปเปลี่ยน เช่น คนศาสนาพุทธอาจจะถูกบังคับให้ เปลี่ยนเป็นอีกศาสนาหนึ่ง หรือคนศาสนาอิสลามจะถูกบังคับให้เปลี่ยนเป็นอีกศาสนาหนึ่ง ศาสนาก็คือวัฒนธรรม การที่คนกรมประชาสัมพันธ์เริ่มติดกระดุมเม็ดแรกก็ต้องการจะไป ปรับเปลี่ยนค่านิยมและวัฒนธรรม ซึ่งอันนี้อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ก็พยายามมาพูดว่า เกิดจากเพราะยุทธศาสตร์ของ พลเอก ประยุทธ์ต้องการจะเปลี่ยนวัฒนธรรมให้คนคิดแบบ พลเอก ประยุทธ์ทั้งหมดหรือไม่ อันนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของการตัดงบประมาณส่วนนี้🔗
อีกส่วนหนึ่งผมคิดว่ามีความสำคัญค่อนข้างมากก็คืองบประมาณของสำนัก งบประมาณ สำนักงบประมาณวันนี้ท่านได้ถูกเป็นจำเลยของสภาแห่งนี้เพราะสำนัก งบประมาณเราจะพบว่าท่านมีงบประมาณโดยเฉพาะในแผนยุทธศาสตร์บริการประชาชน และพัฒนาประสิทธิภาพภาครัฐ สำนักงบประมาณทำงานทุกอย่างแต่สิ่งที่ตัวเองต้องทำ กลับไม่ทำ ก็คือใน พ.ร.บ. วิธีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ จะต้องเป็นผู้ติดตามประเมินผลแผนงานหรืองบประมาณ ท่านประธานที่เคารพครับ แม้แต่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๑๕๒ ก็ยังให้มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ของการใช้ งบประมาณ ท่านประธานทราบหรือไม่ว่าปรากฏว่าในการชี้แจงงบประมาณในเรื่องการ ติดตามประเมินผลงบประมาณที่ใช้ไปนี้ปรากฏว่าไม่มีรายงานจากสำนักงบประมาณเลย มีแต่สำนักงบประมาณจัดแล้วการประเมินผลล้มเหลวแล้วก็ไม่ต้องรับผิดชอบ เช่นแผนงาน บูรณาการเอสเอ็มอี (SMEs) ที่ตั้งไว้มานานปรากฏว่าพอเอสเอ็มอี (SMEs) ล่มสลายก็เลิก แผนบูรณาการ ที่สำคัญอย่างยิ่งตอนนี้เราเข้ามาเป็นในแผนที่ ๑๓ ซึ่งมีตัวชี้วัดอยู่ ๕ ตัว ซึ่งเมื่อเช้าผมได้พูดไป ๑ อันก็คือว่าคนยากจนร้อยละ ๔๐ จะต้องมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็ล้มเหลว แต่ที่สำคัญคือประสิทธิภาพความเสมอภาคที่จะต้องเพิ่มขึ้น ก็ปรากฏว่าลดลง แล้วก็สัดส่วนของผู้ยากจนจะลดเหลือประมาณร้อยละ ๖.๕ เมื่อสิ้นแผน แต่ปรากฏว่าวันนี้ที่ต่ำกว่าเส้นความยากจนกลายเป็น ๑๐ กว่าล้านคน ทุกอย่างนี้สำนัก งบประมาณที่มีหน้าที่ต้องประเมินตรงนี้กลับไม่เอาผลประเมินมาใช้ อันนี้ก็ถือว่าเป็นส่วนที่ สำนักงบประมาณทำงานทุกเรื่อง เรื่องหนึ่งที่ไม่ทำคือการประเมินผล แล้วมาจัดใน งบประมาณ แล้วก็ไม่รับผิดชอบกับงบประมาณที่จัดไป ปรากฏว่าพอจัดไปแล้วไปสร้างความ เหลื่อมล้ำ สร้างกระจุกตัว อันนี้คือตัวอย่าง🔗
ในอีกส่วนหนึ่งที่ผมอยากจะเรียนก็คือสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดิน แห่งชาติ หรือ คทช. ครับ ซึ่ง คทช. ก็ต้องยอมรับว่าเกิดขึ้นมาเพราะต้องการจะไปปฏิรูปที่ดิน ที่อยู่ในแผนปฏิรูปที่กระจายการถือครองที่ดิน ปรากฏว่า คทช. ก็เป็นหน่วยงานที่ไปครอบงำ หน่วยงานที่ทำได้อยู่แล้ว ที่เขามีกฎหมายอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นอุทยานแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็น กรมป่าไม้ ไม่ว่าจะเป็น ส.ป.ก. อันนี้คือตัวอย่างครับ🔗
แล้วสุดท้ายครับ ผมอาจจะขอกล่าวก็คือ กอ.รมน. คือวันนี้เราต้องเสียใจกับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภาคใต้ก็ฝาก อาจจะไม่ถึงขนาดอภิปรายแล้วเพราะเวลาหมด ก็ฝากนะครับ การทำให้สูญเสียสินทรัพย์ที่เกิดขึ้นทางเศรษฐกิจ ก็อยากให้มีการเข้าไปช่วยเหลือเยียวยา แล้ว กอ.รมน. ก็ปรากฏว่าเป็นหน่วยงานที่เป็นรัฐซ้อนรัฐที่ทำงานทุกอย่าง ยกเว้นความมั่นคง ของประชาชน อันนี้ก็อยากจะให้ตัดงบส่วนนี้ด้วยครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณวิชาญ มีนชัยนันท์ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ ในฐานะกรรมาธิการ ในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย ในมาตรา ๗ ผมได้มีการสงวนไว้เพื่อปรับลดจำนวน ๕ เปอร์เซ็นต์ สาเหตุที่จะต้องปรับลดในมาตรา ๗ นั้น ผมมองเห็นว่าในส่วนของสำนักนายกรัฐมนตรี มีหน่วยงานจำนวนมากที่งอกขึ้นมาเต็มไปหมด เลยครับ โดยเฉพาะในส่วนของเช่น ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน องค์การมหาชนเกิดขึ้นเยอะมาก ทีนี้ประเด็นก็คือว่าการตั้งหน่วยงานต่าง ๆ เหล่านี้มันก็มีการใช้เงินแล้วก็มีการตั้งภารกิจ กรอบต่าง ๆ มีการดูและทับซ้อนในส่วนต่าง ๆ แต่สิ่งที่ผมจะขออนุญาตหยิบยกประเด็น ที่จะเอาขึ้นมาพูดหารือ อันแรกคือในเรื่องของทางสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ท่านประธานครับ ผมได้มีเอกสารเมื่อสักครู่พอดีจะขึ้นจอก็ไม่ทัน ผมกับทางคณะ โดยเฉพาะตัวผมเองได้ทำในส่วนหนึ่งในการเป็นมูลนิธิ เป็นองค์กรที่ไม่หวังประโยชน์ แต่กำลังบอกกล่าวว่าในเรื่องของการพิจารณาส่วนใหญ่เราจะเอาหน่วยงานราชการเป็นหลัก แล้วก็มักจะบอกว่าหน่วยงานราชการมีการขอเงินงบประมาณต่าง ๆ ในการศึกษาหน่วยงาน ในการวิเคราะห์ วิจัยต่าง ๆ ซึ่งในกรรมาธิการเองก็ได้สอบถามแล้วก็มีการปรับลดทุกครั้ง ทุกปี แต่ครั้งนี้เราไม่ได้มองครับว่าหน่วยงานที่เป็นภาคเอกชนที่สามารถดำเนินการได้ เราไม่ได้ส่งเสริมเขาเลยครับ ผมได้ทำโครงการการศึกษาการพัฒนาเมืองฝั่งตะวันออก ของกรุงเทพมหานครเล่มนี้ครับ เมื่อสักครู่จะขึ้นจอแล้วก็ผ่านทางสภาผู้แทนราษฎร ในคณะกรรมาธิการการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ผมหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมามีการรับฟังความคิดเห็น ถึง ๓,๐๐๐ ครั้ง แล้วก็มีในส่วนของพี่น้องประชาชนเองให้ความเห็น รวมถึงหน่วยงาน ราชการที่มาทำ มาตอบ มีทั้งในเรื่องของการจัดกรรมสิทธิ์โดยไม่ต้องลงทุน เรื่องของการตัด แหล่งน้ำต่าง ๆ เป็นการป้องกันน้ำท่วม มีเส้นทางรถเป็นสายมอเตอร์เวย์ (Motorway) ต่าง ๆ ที่เราทำขึ้นมา เสียดายนะครับผมไม่สามารถขึ้นจอได้แล้วก็ได้นำส่วนนี้นำส่งให้กับ หน่วยงานทั้ง สทนช. ทั้งกรมชลประทาน กรมทางหลวง และหน่วยงานต่าง ๆ แต่เสียดาย ที่ว่าหน่วยงานต่าง ๆ เหล่านี้มีการสำรวจและการทำโครงการต่าง ๆ ควบคู่กันไป ก็เลยไม่ สามารถที่จะเอาชิ้นงานที่ผมกับทางคณะแล้วก็มีหน่วยงานที่ทางมูลนิธิที่ผมเป็นประธานอยู่ มูลนิธิคนรักเมืองมีนได้ทำขึ้นมา เห็นว่ามันเป็นประโยชน์ต่อสภา แล้วก็ไปศึกษาอีก หลายเรื่อง ผลปรากฏว่าการศึกษาต่าง ๆ เหล่านี้มีภาคเอกชนจำนวนมากที่เอาไปใช้ ประโยชน์ แล้วก็มีภาคเอกชนที่เขาสำรวจออกแบบต่าง ๆ อยากจะมานำเสนอให้กับภาครัฐ แต่ภาครัฐเองรู้สึกว่าจะมีความรู้สึกว่าใจแคบไปในเรื่องหน่วยงานต่าง ๆ ผมไม่ทราบว่า การศึกษาบางอย่างใช้เงินของรัฐเป็นจำนวนมาก เป็นเม็ดเงินบางทีเป็นหลายร้อยล้านบาท บางทีก็หลายสิบล้านบาท แต่เล่มนี้ศึกษาจนละเอียดนะครับ ใช้เงินไป ๓ ล้านกว่าบาทครับ ท่านประธาน มีเจ้าหน้าที่ มีหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งหมด ๗๐ กว่าหน่วยงานที่มารับฟัง ความคิดเห็น ผมจึงหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูดว่าในส่วนของ สทนช. เป็นสำนักแผนน้ำ ที่จะต้องมาดูในเรื่องของการป้องกันน้ำท่วม การใช้น้ำ แต่การใช้ประโยชน์ต่าง ๆ เหล่านี้ ถามว่าในหน่วยงานปฏิบัติเองทำได้หรือเปล่า อันนี้ก็เลยเป็นข้อสังเกตประเด็นแรก🔗
ประเด็นที่ ๒ ในส่วนของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผมติดใจ ครับว่ามีโครงการที่เป็นเงินกู้ของทางรัฐบาล ๑.๒ ล้านล้านบาท ตอนที่เอาไปกู้เพื่อดูแล เรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจของโควิด (COVID) บังเอิญมันมีเงินอยู่ประมาณจำนวน ๗๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทที่เขาตัดออกมาทำโครงการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องธงฟ้า คนละครึ่ง แล้วก็อีกส่วนหนึ่ง บอกว่าให้เอาไปใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ไปให้หน่วยงานภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม โดยได้กำหนดกรอบตรงนี้ให้เมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน โดยผ่านทาง สปน. ในส่วนของ สำนักนายก แล้วก็ได้มอบหมายให้กับทางสภาพัฒน์ไปดูโครงการ แต่แปลกครับท่านประธาน โครงการที่อยู่ในมือผม ๒ โครงการผ่านเรียบร้อยนะครับ แต่เงินไม่ได้ลงมาในรายละเอียด ก็เลยเป็นที่ตั้งข้อสังเกตว่าโครงการที่ทำเป็นโครงการ เช่นโครงการเลี้ยงปลาซึ่งมีเกษตรกร ลงชื่อกันมาเป็นหลายร้อยชื่อ ผ่านจากทางกระทรวงเกษตร อีกโครงการหนึ่งเป็นโครงการ ตู้ฟักไข่ ๒ โครงการนี้รวมแล้วประมาณ ๙ ล้านกว่าบาท รายชื่อต่าง ๆ ถูกรวบรวมเรียบร้อย เงินทั้งหมดในโครงการ และผมไปตามเช็ก (Check) ๑๘ ๑๙ โครงการหายหมดครับ ไม่รู้ไปอยู่ไหน ไม่มีการตอบ ไม่มีการบอกเลยว่าโครงการที่เขามาชี้แจงถึง ๕ ๖ ครั้ง กับภาคประชาชนไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน แล้วปรากฏว่าสิ่งที่ได้มาอีกฉบับหนึ่งก็คือการอนุมัติเงิน ออกมา อนุมัติเป็นยิบ ๆ ย่อย ๆ ครับท่านประธาน ไม่รู้จะไปกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร กับตัวเลขตัวเงินถึง ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ออกมาประมาณ ๕๐,๐๐๐ ๖๐,๐๐๐ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ลงไปในส่วนของท้องถิ่น สิ่งนี้ก็เลยทำให้หวนคิดขึ้นมาว่าในส่วนของ สำนักนายกนี่องค์กรเยอะแยะมากมายที่ผมกล่าวไปนะครับ ท่านจัดตั้งขึ้นมาจนกระทั่ง จะต้องมีสำนักงาน จะต้องมีคน จะต้องมีค่าใช้จ่าย มันเป็นการสิ้นเปลืองหรือเปล่า ผมจึงคิดว่าในหน่วยงานของสำนักนายกในมาตรา ๗ เป็นหน่วยงานซึ่งมากเกินความจำเป็น แล้วก็ใช้พัฒนาในส่วนขององค์กรที่มันทับซ้อนกัน จึงพิจารณาปรับลดงบประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ของสำนักนายกในมาตรา ๗ ครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปจะเป็น ผู้แปรญัตตินะครับ มีทั้งหมด ๑๑ คน ผมขออนุญาต ๕ ท่านแรก คือคุณวีระกร คำประกอบ นางสาวเพชรดาว โต๊ะมีนา คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ คุณเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร นางสาวณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ ขอเชิญคุณวีระกรครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๗ ซึ่งผมได้ขอตัดไป ๑ เปอร์เซ็นต์นะครับ จากงบประมาณรายจ่ายของสำนักนายกและหน่วยงานในกำกับ ซึ่งตั้งงบประมาณไว้ ๒๒,๔๖๒ ล้านบาทเศษนะครับ เขาตัดเพราะเหตุว่ามันมีส่วนงานของสำนักนายกที่สำคัญ ที่สุดก็คือสำนักงบประมาณ การจัดทำงบประมาณของสำนักงบประมาณ ซึ่งหลายคนนะครับ ประชาชนในประเทศอาจจะเข้าใจว่าผู้จัดทำงบประมาณคือสภาผู้แทนราษฎร จริง ๆ ไม่ใช่ งบประมาณต่าง ๆ จัดทำโดยข้าราชการ และที่สำคัญที่สุดก็คือจะอนุมัติ ไม่อนุมัติอยู่ที่ สำนักงบประมาณเท่านั้นเอง ผู้แทนราษฎรมีหน้าที่ตัด เติมไม่ได้นะครับดังที่ผมได้กราบเรียน ท่านประธานในขั้นต้นว่ามาตรา ๑๔๔ ของรัฐธรรมนูญบังคับให้ ส.ส. และกรรมาธิการ ไม่สามารถที่จะแปรเพิ่มเติมหรือแปรปรับปรุง เพื่อให้มันต้องตามประสงค์ ตามเจตจำนงของ ประชาชน ทำไม่ได้เลยนะครับ เพราะฉะนั้นการจัดทำงบประมาณท่านจะว่าดีหรือไม่ดีอยู่ที่ สำนักงบประมาณเป็นหลัก ท่านประธานที่เคารพครับ ตลอดระยะเวลาเราจะเห็นได้ว่า งบลงทุนนั้นมีอยู่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์โดยประมาณบวกนิดหน่อย ตีเสีย ๒๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น สำนักงบประมาณเคยคิดบ้างไหมครับ หรือตั้งเป้าบ้างไหมว่าสักวันหนึ่งข้างหน้าอาจจะ ๕ ปี หรือ ๑๐ ปีข้างหน้าเราจะมีงบประมาณใช้ในการลงทุนสัก ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ตั้งเป้าไว้ไหมครับ ไม่เลย การจัดทำงบประมาณถามว่าตรงใจพี่น้องประชาชนไหม โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกร ชาวนา ชาวไร่ ซึ่งต้องใช้ทั้งในเรื่องของน้ำในการทำชลประทาน หรือจะเป็นเรื่องของปุ๋ย โรงงานปุ๋ยต่าง ๆ ไม่เคยมีการคิดที่จะทำเลยเพื่อพี่น้องเกษตรกร ตรงกันข้ามงบกรมการข้าว ผมพูดไม่รู้กี่ปีแล้วในเรื่องการพัฒนาพันธุ์ข้าว ก็ไม่ได้รับการ สนับสนุนดูแลแม้แต่น้อย งบประมาณยังคงลดลง ๆ ทุกปี ซึ่งเดี๋ยวพอถึงกรมการข้าวผมก็คง จะพูดอีก🔗
ที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือในเรื่องของงบประมาณท้องถิ่นครับ เช้าขึ้นมา ท่านประธานก็คงจะฟังอยู่ตลอด ส.ส. ของเราที่จะต้องมาหารือกับท่านประธานเป็นเรื่อง งานท้องถิ่นทั้งนั้นครับ ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ ถนนไม่ดี แหล่งน้ำไม่มี แหล่งน้ำไม่ดี ก็พูดวนกันอยู่ ในนี้ล่ะครับ เราให้งบประมาณท้องถิ่นเขาเพียงพอหรือเปล่า การกระจายอำนาจ สำนักงาน กระจายอำนาจก็อยู่ในนี้อยู่ในแผนงานของท่านนายกรัฐมนตรีนี่ล่ะ ๓ แผนงานยุทธศาสตร์ ส่งเสริมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เราพูดกันไว้ตอนที่เราพูดกันถึง เรื่องการกระจายอำนาจไปให้ท้องถิ่น เราบอกว่าเราจะถ่ายโอนภารกิจต่าง ๆ ไปให้ท้องถิ่น แต่เราจะเพิ่มงบประมาณให้ท้องถิ่นเป็นประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายจ่าย แผ่นดิน ซึ่งเรามีอยู่ประมาณ ๓ ล้านล้านบาท ๑ ใน ๓ มันก็ควรจะเป็นประมาณ ๑ ล้านล้านบาท ต้องตกไปให้กับท้องถิ่น วันนี้ท้องถิ่นได้เท่าไรครับ ได้ ๘๖,๓๓๒ ล้านบาท ท่านประธาน ลองนึกดูสิครับ นี่คือเงินอุดหนุนครับ เพราะอะไร ถามสำนักงบประมาณ สำนักงบประมาณ ก็บอกว่าก็ท้องถิ่นต้องเก็บงบประมาณเอง ซึ่งเขาคาดการณ์ว่าท้องถิ่นจะเก็บงบประมาณเอง ได้มาก คือมากเกินกว่าที่ท้องถิ่นเก็บได้จริงเป็น ๑๐ เท่าครับ ปัจจุบันท้องถิ่นเก็บภาษี และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ได้เอง ผมว่าประมาณสักแสนกว่าล้านบาท แต่เขาคาดว่าท้องถิ่น จะเก็บได้ ๘๐๐,๐๐๐ ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เขาถึงให้งบอุดหนุนแค่ ๘๖,๓๓๒ ล้านบาท สิ่งเหล่านี้ทำให้ท้องถิ่นขาดเม็ดเงินในการนำไปลงทุนเพื่อแก้ไขปัญหาในท้องถิ่น ท้องที่ นี่ล่ะที่ผมกำลังจะบอกกับท่านประธานว่าการจัดงบประมาณของสำนักงบประมาณไปใช้ ในสิ่งที่ไม่จำเป็น ผมเคยพูดหลายครั้งในที่ประชุมแห่งนี้ก็คือการนำไปสร้างศาลต่าง ๆ ศาลจังหวัดนครสวรรค์มีตั้งแต่ศาลปกครอง ศาลแรงงาน ศาลอะไรต่าง ๆ เยอะหมดเลยครับ ซึ่งเมื่อก่อนก็อยู่กับศาลอุทธรณ์ภาค ๖ ซึ่งเป็นตึกขนาดยักษ์ ขนาดใหญ่ในจังหวัดนครสวรรค์ ก็ไม่เคยเต็มครับ การใช้ก็ไม่เคยเต็ม ไม่เคยล้น ไม่เคยว่าเขาจะมีปัญหา แต่สำนักงบประมาณ ก็ไปจัดเงินให้เขาไปสร้างเป็นเอกเทศ สร้างอาณาจักรขึ้นมาใหม่เป็นศาลแรงงาน ศาลปกครอง ศาลครอบครัว ศาลให้เยอะไปหมดเลย จนกระทั่งผมสังเกตดูเพราะอยู่ใกล้ ๆ บ้านผม ไม่มีผู้คนเข้าไปใช้กันเท่าไรหรอกครับ แล้วก็ถามท่านผู้พิพากษาซึ่งเป็นพรรคพวกกัน ว่ามีคดีมากน้อยแค่ไหน ศาลแรงงานภาค ๖ ก็ปรากฏว่าปี ๆ หนึ่งแทบไม่มีคดีครับ แต่สร้างอลังการใหญ่โตทั้งบ้านพัก ทั้งอะไรต่าง ๆ เราเอาเงินไปใช้กันในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง สิ่งหนึ่งที่จะต้องพูดกับท่านประธานก็คือในเรื่องของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ท่านประธานที่เคารพครับ จีดีพี (GDP) ของประเทศไทยฟื้นไหมในขณะนี้ หลังจากโควิด (COVID) เริ่มฟื้นครับ แต่การฟื้นตัวของจีดีพี (GDP) ประเทศไทยไปกันแบบ หอยทาก จีดีพี (GDP) ของไทยในควอเตอร์ (Quarter) ที่ ๑ ในไตรมาสแรกขึ้น ๒.๓ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ประเทศเวียดนามขึ้น ๕.๑ เปอร์เซ็นต์ ประเทศมาเลเซียขึ้น ๕ เปอร์เซ็นต์ ประเทศอินโดนีเซียขึ้น ๕ เปอร์เซ็นต์ ในควอเตอร์ (Quarter) ที่ ๒ หรือ ไตรมาสที่ ๒ ของปีนี้ ประเทศไทยจีดีพี (GDP) ขึ้น ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ประเทศ เวียดนามขึ้น ๗.๗ เปอร์เซ็นต์ ประเทศมาเลเซียขึ้น ๘.๙ เปอร์เซ็นต์ ประเทศอินโดนีเซียขึ้น ๕.๔ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานที่เคารพครับ สภาพัฒน์ยังคาดการณ์ว่าปีนี้ทั้งปี จีดีพี (GDP) ประเทศไทยจะเติบโตประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ประเทศเวียดนาม ประเทศมาเลเซีย และประเทศอินโดนีเซียจะเติบโตไม่ต่ำกว่า ๗ เปอร์เซ็นต์ เหตุไฉนถึงเป็นอย่างนี้ นั่นก็เพราะการคาดการณ์ที่ผิดพลาดของสภาพัฒน์สิ่งหนึ่งที่ผิดพลาดแน่ ๆ ก็คือประเทศไทย เราเพิ่งมีเอฟทีเอ (FTA) กับประเทศได้แค่ ๑๘ ประเทศ ในขณะที่เวียดนามมีเอฟทีเอ (FTA) หรือเขตการค้าเสรีส่งของไปขายโดยไม่เสียภาษีได้ถึง ๕๓ ประเทศ การลงทุนจึงลดลง ๆ ในประเทศไทยเศรษฐกิจประเทศไทยจึงฟื้นตัวได้ช้าเพราะสามารถส่งไปขายได้แค่ ๑๘ ประเทศที่ไม่ต้องเสียภาษี ในขณะที่เวียดนามและประเทศในอาเซียน (ASEAN) อื่น ๆ ที่เป็นคู่แข่งกับประเทศไทยเขาสามารถส่งไปขายยังต่างประเทศได้ถึง ๕๓ ประเทศครับ โดยไม่ต้องเสียภาษี ก็เดี๋ยวจะไปพูดในมาตราต่อ ๆ ไป ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณหมอเพชรดาว โต๊ะมีนา เชิญครับ🔗
เรียนประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคภูมิใจไทย ภูมิลำเนาจังหวัดปัตตานีค่ะ ดิฉันได้ขอสงวนคำแปรญัตติในมาตรา ๗ งบประมาณรายจ่าย ของสำนักนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานในกำกับโดยขอปรับลดงบประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุผลการกระจายแผนงานงบประมาณที่ไม่ครอบคลุมไม่ทั่วถึงในบางพื้นที่ค่ะ และในครั้งนี้ดิฉันขออนุญาตที่จะอภิปรายหน่วยงานสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ องค์การมหาชนที่มีงบประมาณ ๒๒๒,๓๗๑,๗๐๐ ล้านบาทค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ ในรอบปีที่ผ่านมาเรามักจะได้ยิน คำว่า ซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) รวมทั้งการใช้ ความคิดสร้างสรรค์ในการแปลงทุนทางวัฒนธรรมเพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศ บ่อยครั้งที่ เรามักจะภูมิใจเมื่อมีตัวแทนจากประเทศไทยไปแสดงอัตลักษณ์หรือวัฒนธรรมในประเทศอื่น ๆ ดิฉันในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจาก ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อมองดู สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่บ้านเกิดของดิฉันมักจะพบว่าพื้นที่แห่งนี้ผู้คนต่างมีอัตลักษณ์ อันโดดเด่น มีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่าซึ่งสามารถก่อให้เกิดแหล่งรายได้ใหม่ ๆ ให้กับพื้นที่ แต่เรื่องเหล่านี้กลับไม่ถูกให้คุณค่ามากนัก งบประมาณมักจะทุ่มไปยังความมั่นคง เป็นหลัก แต่เมื่อวานนี้ก็ยังคงมีเหตุการณ์วางระเบิด วางเพลิงรวม ๑๑ จุดในปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ดิฉันขออนุญาตแสดงความเสียใจกับผู้ที่รับบาดเจ็บและครอบครัวผู้เสียชีวิต มา ณ โอกาสนี้ด้วยค่ะ ในปีที่ผ่านมาค่ะมีกิจกรรมที่เยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมกลุ่มกันใส่ชุดมลายูในวันฮารีรายอซึ่งเป็นวันสำคัญทางศาสนาที่หาดวาสุกรี อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี วันดังกล่าวมีผู้คนมารวมตัวกันเป็นจำนวนมากแสดงให้เห็นถึงความภูมิใจ ที่จะแสดงอัตลักษณ์ด้านการแต่งกายตามวัฒนธรรม แต่หลังจากที่จัดงานไปแล้วกลับพบว่า ถูกเจ้าหน้าที่เรียกไปรายงานตัว สิ่งที่ดิฉันคิดว่าเป็นก้าวย่างที่น่าสนใจเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา มีการจัดงานเพื่อออกแบบกระบวนการพัฒนาคุณภาพของเสื้อผ้าแนวมลายูที่มีวัฒนธรรม ร่วมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กับประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียให้ก้าวไปสู่ มาตรฐานสากลและได้รับการตอบรับที่ดีมากค่ะเพื่อที่จะก้าวสู่ศูนย์กลางแฟชั่นมลายูร่วมกัน กับประเทศเพื่อนบ้าน และนั่นคือสิ่งที่ทำให้หลายคนรู้สึกจุดประกายว่าความภูมิใจ ในอัตลักษณ์และวัฒนธรรมนั้นสามารถต่อยอดในเชิงธุรกิจได้ และความสำเร็จนั้นจะกลับมา ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ เราควรที่จะตั้งโจทย์ใหม่ว่าความโดดเด่นด้านอัตลักษณ์ และวัฒนธรรมนั้นจะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างไรบ้าง ดิฉันทราบมาว่าในต้นเดือน กันยายนที่จะถึงนี้ค่ะจะมีการจัดงานที่เกี่ยวข้องกับเกลือปัตตานีหรือที่เรียกว่าเกลือหวาน การัม มานิส (Garam Manis) จัดในรูปแบบของงานสร้างสรรค์ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะ ทราบค่ะว่าจังหวัดปัตตานีเป็นแหล่งผลิตเกลือเพียงแห่งเดียวหากนับตั้งแต่จังหวัดเพชรบุรี จรดไปยังรัฐยะโฮร์บาห์รูของประเทศมาเลเซียมีการผลิตกันอย่างต่อเนื่องอยู่หลายร้อยปีค่ะ เป็นรายได้และเป็นทั้งความภาคภูมิใจของประชาชน แต่ทุกวันนี้มีผู้คนทำนาเกลือน้อยลง เพราะสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงรวมทั้งราคาผลผลิตที่ตกต่ำการใช้ความคิดสร้างสรรค์ อาจจะแปรเปลี่ยนให้สภาพวิกฤติกลายเป็นโอกาสให้กับชาวนาเกลือในพื้นที่ได้แล้วก็ต้อง ขอขอบคุณทางสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ได้จัดสรรงบประมาณในครั้งนี้ ในบางส่วนค่ะ อันนี้คือตัวอย่างค่ะที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ บนพื้นฐานของทุนทางวัฒนธรรม ทุนทางอัตลักษณ์มาเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและการบริการ ที่เกี่ยวข้องและท้ายสุดจะเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหน่วยงานของสำนักนายกรัฐมนตรี หรือหน่วยงานในกำกับในปีต่อ ๆ ไปควรที่จะเปิดโอกาสให้ระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ได้มีที่ทางให้มากขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่นอกจากจะเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ ได้แสดงศักยภาพของตัวเองแล้วยังมีโอกาสที่จะสร้างรายได้ใหม่ ๆ ให้กับพื้นที่ความขัดแย้ง ที่มีโลคอล คอนเทนต์ (Local Content) หรือต้นทุนทางวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นด้านอาหาร ศิลปวัฒนธรรม ดนตรีภาพยนตร์ สถาปัตยกรรม ไปสู่ซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) นี่เป็นการผลักดันการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยการต่อยอดสร้างสรรค์ทุนทางวัฒนธรรม ให้ทันสมัยเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มต่อไปได้ค่ะ ด้วยเหตุผลเหล่านี้ค่ะดิฉันคิดว่าขอปรับลด งบประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์ค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ท่านต่อไป คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ขอเชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ขอร่วม อภิปราย พ.ร.บ. งบประมาณ ปี ๒๕๖๖ ในมาตรา ๗ สำนักนายกรัฐมนตรีและหน่วยงาน ในกำกับ ผมขอแปรญัตติลดลง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ครับท่านประธานเป็นมูลค่ากว่า ๘,๐๐๐ ล้านบาท🔗
อันที่จริงแล้วสำหรับมาตรา ๗ เป็นมาตราของสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นมาตราที่มีความสำคัญกับพี่น้องประชาชน แล้วในขณะเดียวกันก็เป็นงบประมาณที่เพื่อนสมาชิกมีการตัดงบมากที่สุดด้วยเป็นมาตราหนึ่ง ที่ผมบอกว่าสำคัญก็เพราะว่าสำนักนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นเหมือนหน่วยงานที่จะเป็นแขนขา ให้กับผู้นำของประเทศสามารถที่จะเปลี่ยนวิสัยทัศน์ของผู้นำของนายกรัฐมนตรีให้เป็น ผลลัพธ์ที่ดีต่อพี่น้องประชาชนได้ สำนักนายกรัฐมนตรีมีหน้าที่ประสานงานกับกระทรวง ต่าง ๆ สามารถที่จะทำให้เกิดผลลัพธ์กับพี่น้องประชาชน และยังเป็นหน่วยงานของสำนัก นายกรัฐมนตรีที่คอยช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในภารกิจต่าง ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในกระทรวงต่าง ๆ ที่มีอยู่ในรัฐบาล แต่ในขณะเดียวกันครับก็มีเหตุผลเมื่อผมได้ตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนแล้ว ก็เห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องตัดงบประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ด้วย ๓ เหตุผลด้วยกันครับ ท่านประธาน🔗
เหตุผลที่ ๑ ก็คืองบประมาณเป็นงบประมาณที่ไม่มีเหตุผลแล้วก็มีความ จำเป็น มีความซ้ำซ้อน ฟุ่มเฟือยในส่วนของงบความมั่นคง ซึ่งหน่วยงานที่ผมพูดถึงนี้ก็คือ กอ.รมน. และ ศรชล. ในส่วนของ กอ.รมน. นั้นเท่าที่ผมได้เปิดดูก็จะเห็นว่าเป็นงบประมาณ เกี่ยวกับความมั่นคง แต่ว่าส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเบี้ยเลี้ยงเพิ่มให้กับฝ่ายความมั่นคงที่มี ทั้งเงินเดือน มีทั้งสวัสดิการ แล้วก็เงินพิเศษจากต้นสังกัดอยู่แล้วนะครับ ในส่วนของ ศรชล. หรือที่เรียกว่าศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล เป็นการควบรวม คนที่รับผิดชอบเกี่ยวกับผลประโยชน์ทางทะเลของชาติ ไม่ว่าจะเป็นทหาร ไม่ว่าจะเป็น ตำรวจ ไม่ว่าจะเป็นกรมเจ้าท่า แต่ไม่มีการเพิ่มบุคลากร งบที่มีนี้เป็นงบที่เกี่ยวข้องกับการ เพิ่มบ้านพักแล้วก็เพิ่มออฟฟิศ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีการเพิ่มบุคลากร ซึ่งไม่มีความจำเป็นและฟุ่มเฟือย นะครับ🔗
เหตุผลที่ ๒ ก็คือเรื่องของงบที่ไม่ควรอยู่กับสำนักนายกรัฐมนตรี ควรที่จะอยู่ ที่อื่น ตัวอย่างที่ให้เห็นก็คือเรื่องของงบของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์และงบประมาณเกี่ยวกับ เฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งและม้าทรงที่เป็นงบส่วนใหญ่อยู่ในสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งจริง ๆ แล้วน่าจะไปอยู่ที่มาตรา ๓๖ มากกว่านะครับ🔗
เหตุผลที่ ๓ ก็คืองบที่ไม่มีประสิทธิภาพ เป็นการใช้งบประมาณอย่าง ไม่มีประสิทธิภาพในการสื่อสารของรัฐบาล ซึ่งก็คืองบของกรมประชาสัมพันธ์ทั้งหมด ๑.๔ พันล้านบาทครับ ในภาพใหญ่ครับท่านประธาน งบประมาณของสำนักนายกรัฐมนตรีนั้น มีหน่วยงานที่อยู่ในกำกับทั้งหมด ๒๘ หน่วยงาน แต่งงบประมาณทั้งหมดกระจุกตัวเกือบ ๘๐ เปอร์เซ็นต์อยู่กับแค่หน่วยงาน ๕ หน่วยงานที่ผมได้กล่าวมาเป็นงบประมาณที่กระจุก ในส่วนของ กอ.รมน. มีงบประมาณอยู่ทั้งหมด ๕,๔๓๕ ล้านบาท สไลด์ (Slide) ต่อไปเลย นะครับ โดยที่จาก ๕,๔๓๕ ล้านบาท ๓,๗๑๓ ล้านบาท เป็นงบเกี่ยวกับกำลังพลทั้งสิ้นไม่ได้เป็น งบประมาณที่สามารถที่จะเพิ่มความมั่นคงให้กับประเทศชาติได้เลย เพราะว่ามันเป็นเบี้ย ที่ซ้ำซ้อนกับงบประมาณที่มีอยู่แล้วที่เป็นสวัสดิการของหน่วยต้นสังกัดกับสถานการณ์ ที่เกิดขึ้นใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ระเบิดเพลิงไหม้ทั้งหมด ๑๗ จุด แต่ว่าได้รับ งบประมาณไป ได้เบี้ยเลี้ยงไปก็ยังไม่สามารถที่จะรับประกันความมั่นคงให้กับพี่น้อง ประชาชนได้ ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้ ตั้งด่านเยอะก็ไม่สามารถที่จะป้องกันไม่ให้มีเหตุ เกิดขึ้นใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้🔗
ทางด้านฝั่งขวางบของ ศรชล. เป็นงบประมาณทั้งหมด ๑,๒๕๖ ล้านบาท เป็นงบสร้างบ้านพักด้วย ออฟฟิศด้วย แล้วก็ซื้อเรือด้วยทั้งหมด ๗๖๖ ล้านบาท อันนี้ก็คิดว่า ไม่มีความจำเป็นเพราะว่า ศรชล. เป็นงบประมาณที่รวมบุคลากรขึ้นมาไม่ได้เพิ่มบุคลากร ไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้องมีบ้านพักเพิ่มหรือว่ามีออฟฟิศเพิ่มนะครับ หน้าต่อไปครับ🔗
ในส่วนที่เป็นงบประมาณที่ไม่ควรที่จะอยู่ในสำนักนายกรัฐมนตรีเพราะว่า ไม่ได้เป็นงบของนายกรัฐมนตรี ฝั่งซ้ายคือราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เป็นหน่วยงานด้านการศึกษา มีเรื่องเกี่ยวกับการวิจัย มีเรื่องเกี่ยวกับวิชาการ แล้วก็มีนักศึกษาที่อยู่ในสถาบันจริง ๑,๓๕๘ คน ทั้งหมดนี้น่าจะไปอยู่กับกระทรวง อว. ไม่ควรที่จะอยู่กับสำนักนายกรัฐมนตรี ควรที่จะไปอยู่ กับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมมากกว่า ซึ่งตรงนี้ราชวิทยาลัย จุฬาภรณ์กินงบประมาณไปถึง ๒๑ เปอร์เซ็นต์ของงบสำนักนายกรัฐมนตรีเลยทีเดียว แสดงว่าไม่ได้เป็นงบของนายกรัฐมนตรีนะครับ🔗
ในส่วนที่ ๒ ก็คืองบเลขาธิการนายกรัฐมนตรีครับ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี จริง ๆ แล้วมีหน้าที่ประสานงานทำให้วิสัยทัศน์ของนายกรัฐมนตรีนี้เกิดขึ้นได้จริง แล้วก็ประสานงานกับกระทรวงต่าง ๆ จริง ๆ แล้วพอเข้าไปดูในงบเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นงบของนายกรัฐมนตรีจริง ๆ แค่ ๑๓ เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือเป็นงบเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง เป็นเรื่องเกี่ยวกับม้าทรงส่วนพระองค์ ซึ่งทั้งหมดควรที่จะย้ายไปอยู่ที่มาตรา ๓๖ ในราชการ ส่วนพระองค์ ทั้งหมด ๑,๗๘๑ ล้านบาท แล้วก็ยังมีงบลับอีก ๕๕๘ ล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็น แล้วว่าเลขาธิการนายกรัฐมนตรีที่ควรจะช่วยประสานงานให้นายกรัฐมนตรีมีงบของตัวเองแค่ ๑๓ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็น่าจะอยู่ผิดที่นะครับ🔗
ในส่วนที่ ๓ งบที่ไม่มีประสิทธิภาพครับ กรมประชาสัมพันธ์ได้รับงบประมาณ ทั้งหมด ๑,๔๕๔ ล้านบาท ใช้เฟซบุ๊ก (Facebook) เป็นต้น มีผู้ติดตามอยู่ ๔.๑ แสนคน เมื่อไปดูหน่วยงานประชาสัมพันธ์อีกอันหนึ่งอยู่ที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเหมือนกัน ใช้งบประมาณ ๑๔ ล้านบาท ต่างกันทั้งหมดนี่ร้อยเท่า แต่ในเฟซบุ๊ก (Facebook) ก็มีคนตาม ๔.๑ แสนคนเท่ากัน งบประมาณต่างกันร้อยเท่าแต่ผลลัพธ์ออกมาเท่ากัน อันนี้ผมคิดว่า ในเรื่องของกรมประชาสัมพันธ์น่าจะพิจารณาในการทำงาน แต่ผลสำคัญมากที่สุดจากสิ่งที่ ผมได้อภิปรายเกี่ยวกับสำนักนายกรัฐมนตรีกับ ๕ หน่วยงานที่อยู่ในกำกับ คือการเบียดเบียน พื้นที่ทางการคลังกับสถาบันต่าง ๆ ที่มีผลประโยชน์กับพี่น้องประชาชนโดยตรง เกี่ยวข้องกับ อนาคตของประเทศโดยตรง นั่นก็คือยกตัวอย่างครับ เรื่องของธนาคารที่ดินได้งบเพียงแค่ ๓๗ ล้านบาท ธนาคารที่ดินนี่คือกลไกในการลดความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดินของ ประเทศไทย คือการกระจายที่ดินจากภาครัฐไปสู่ประชาชนได้เป็นอย่างดี เป็นการป้องกัน สิทธิของคนยากคนจนไม่ให้ที่ดินไปอยู่ในมือของนายทุน ในเรื่องของสำนักงานทรัพยากรน้ำ แห่งชาติก็ได้งบน้อยมากนะครับ กี่ครั้งกี่ปีแล้วที่พอหน้าแล้งเราก็ขนน้ำไปหาคน หน้าฝนเราก็ ขนคนหนีน้ำ กับสิ่งที่พี่น้องภาคเหนือกำลังประสบอยู่นี่ก็เป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรีสามารถ ทำได้ ในเรื่องของสำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ก็พูดกันเรื่องเกี่ยวกับซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) แต่ได้งบประมาณน้อยนิดเดียว แล้วก็เรื่องการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (Digital) ที่จะทำให้เกิดความโปร่งใสเรื่องเกี่ยวกับคอร์รัปชันจะได้หมดไป แล้วก็ทำงานได้มี ประสิทธิภาพ ทั้งหมดนี้คือ ดิน น้ำ ลม ไฟของประเทศเลย ท่านประธานลองดู เรื่องที่ดินก็ดี เรื่องน้ำก็ดี เรื่องเศรษฐกิจก็คือเรื่องไฟในการทำงานใช่ไหมครับ แล้วก็พัฒนาดิจิทัล (Digital) ก็คือสิ่งที่อยู่ในลมที่เราสามารถที่จะประสานงานไปยังพี่น้องประชาชนได้กลับไม่ได้รับ นี่คือปัญหาของสำนักนายกรัฐมนตรี และผมขอยืนยันตัดงบประมาณลง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตกรุงเทพมหานคร ธนบุรี คลองสาน บางกอกใหญ่ พรรคก้าวไกล วันนี้ผมได้ขอแปรญัตติตัดลดงบประมาณ ในส่วนของสำนักนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานในกำกับตามมาตรา ๗ ลง ๕ เปอร์เซ็นต์ หรือราว ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งผมจะให้เหตุผล ต่อไปนี้นะครับ ก่อนอื่นต้องขออนุญาต แสดงความเสียใจกับพี่น้องทางภาคใต้ที่สูญเสีย เพราะว่าคนในเขตผมก็เป็นพี่น้องมุสลิม อยู่เยอะ แล้วหลาย ๆ ท่านก็มีญาติอยู่ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่างไรก็ขอแสดงความ เสียใจ แล้วก็ให้กำลังใจกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ฝ่ายความมั่นคงที่อยู่ตรงนั้นด้วยนะครับ ท่านประธานครับ เหตุผลที่ผมอยากขอตัดลดลงไปในส่วนของ กอ.รมน. อย่าเพิ่งเบื่อกันนะครับ เพราะว่าผมจริง ๆ แล้วอยู่เฉย ๆ ก็อดทนไม่ได้ เพราะว่าไปดูคลิป (Clip) ฝ่ายโสตเอาคลิป (Clip) ขึ้นได้ไหมครับ🔗
จากสำนักข่าวประชาไท ซึ่งก็ได้ไปรายงานว่าวันนี้มีบรรยากาศหน้างานแสดงดนตรีบทเพลงเพื่อชาติและราชบัลลังก์ ซึ่งโอ้โฮดูประชาชนคับคั่งนะครับ ตอนแรกผมเห็นทรงผมแล้วนึกว่าเป็น เขาเรียกว่ามีงาน ตัดผมฟรีหรือเปล่า ขาว ๓ ด้านมาเลย นายกก็ไปงานนี้ครับ เพิ่งเกิดขึ้นวันนี้นะครับ นายกบอกว่าซาบซึ้งสะอื้นมาก ผมไม่แน่ใจว่าสะอื้นอะไรนะครับ โฆษกลาออกจะมาเป็น ส.ส. หรือว่านี่ครับตำรวจเยอะมากนึกว่าโดนแก๊สน้ำตาหรือเปล่า แล้วอันนี้แต่ผมทราบแน่ ๆ ครับ ท่านประธานว่าคนที่สะอื้นแล้วควรน้ำตาตกคือประชาชนชาวไทยนะครับ ขอภาพถัดไปครับ กอ.รมน. ซึ่งได้งบประมาณไปเยอะมาก ประมาณ ๕,๔๐๐ กว่าล้านบาท ใช้งบประมาณครับ ขอขึ้นภาพหน่อยครับ ใช้งบประมาณกว่า ๒๐ ล้านบาทในการจัดงานวันนี้ นี่เรายังจะให้เงิน เขาเยอะขนาดนี้โดยอ้างความมั่นคงอีกหรือครับ เอาไปจัดงานที่ห้างใหญ่ใจกลาง กรุงเทพมหานครอย่างนี้หรือครับ ไปจัดแสดงเพลงอย่างนี้หรือครับ ผมถามจริง ๆ เถอะครับ ว่าอันนี้คือความมั่นคงของใครกันแน่ มันคือการตั้งหน่วยงานมาในสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นโบนัสให้กับข้าราชการทหารบางกลุ่มหรือเปล่า โดยอ้างความมั่นคงซึ่งงบประมาณ ในส่วนนี้ ๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมยืนยันนะครับว่าในความคิดเห็นของผมควรจะยุบ กอ.รมน. ได้แล้ว แล้วควรจะโอนงบ ๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท ให้ตำรวจ ทหารปกตินี่ละครับ ที่เขาไปทำงานในพื้นที่เสี่ยงอันตรายได้สวัสดิการที่ดี ได้อุปกรณ์ป้องกันที่ดีให้มีสวัสดิภาพ ชีวิตที่ดี มีความมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่กับประชาชน รวมถึงอาจจะไปพัฒนาเศรษฐกิจ ในเมืองภาคใต้ ผมเคยคุยกับนักวิชาการที่มีความรู้เกี่ยวกับการแก้ปัญหาไฟใต้ ความมั่นคง ทางภาคใต้ เขาบอกว่า ส.ส. เท่าคุณคิดดูสิถ้าไฟไหม้บ้านคุณ คุณจะเอาไฟไปดับไหม ไม่มีทาง แก้ปัญหาความขัดแย้งครับในโลกใบนี้ด้วยการใช้ปืนและความรุนแรงมันต้องใช้ความเข้าใจกัน หลาย ๆ อย่างใน กอ.รมน. เป็นในลักษณะว่าบังคับให้คนอยู่ภาคใต้เป็นคนไทยแบบ ภาคกลาง ผมไม่เข้าใจเลยครับทำไมทุกคนเป็นตัวของตัวเองไม่ได้นี่มันโลกศตวรรษที่ ๒๑ แล้วครับ ใครอยากเป็นอะไร มันก็เป็นครับ ความเป็นไทยจริง ๆ มันคืออะไร ทุกคนต่างมา จากทุกที่ ดูนามสกุลผมก็ได้ครับก็ลิ้มจิตรกร แซ่ลิ้มแน่ ๆ โล้สำเภามา อากงก็เป็นก๊กมินตั๋ง เก่านะครับ ถ้าย้ายไปไต้หวันป่านนี้ได้ต้มเบียร์ไปแล้ว แต่โล้สำเภาผิดลำมาเมืองไทย ต้องมาเป็น ส.ส. เพื่อต่อสู้ เพื่อต้มเบียร์ หน่วยงานหลายหน่วยงานในสำนักนายกรัฐมนตรี ควรจะได้งบประมาณเพิ่มขึ้นมาก ๆ อย่างสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ซีอีเอ (CEA) โดนตัดไปกว่า ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท ดูอาจจะไม่เยอะนะครับ แต่งบตอนแรกเขาได้มาก็น้อย เหลือเกินครับ ๒๒๒ ล้านบาท เพื่อนสมาชิกหลายคนก็อภิปรายต่าง ๆ นานาครับว่าจำเป็น ไม่จำเป็น แต่ผมบอกเลยนะครับว่าจำเป็นที่สุด เพราะว่าอันนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้าง อุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่จะนำไปสู่ปลายทางก็คือซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ตอนนี้เขาได้ ๒๒๒ ล้านบาทครับท่านประธาน ผมไปติดตามการทำงานของเขาปีก่อน สู้ใจขาดดิ้นครับ มีเท่าไรทำเท่านั้น พยายามทำทุกพื้นที่เอาอัตลักษณ์ท้องถิ่นมา ผมเชื่อว่า ในอีกเดือนสองเดือนจะมีงานที่ทางสงขลาแล้วก็ปัตตานี ซึ่งผมก็จะตามไปดูแล้วก็ไป ตรวจสอบการใช้งบประมาณว่าเขาได้ทำตามถูกต้องหรือเปล่า อาจจะแวะดู กอ.รมน. ด้วยก็ได้ ว่าทำงานถูกต้องหรือเปล่า ซึ่งจริง ๆ แล้วผมพูดตรง ๆ นะครับ ๒ หน่วยงานนี้เป็น ๒ หน่วยงานที่ผมใกล้ชิด หน่วยงานแรก กอ.รมน. ใกล้ชิดก็คือไปงานที่ไหนพี่เขาจะอยู่ที่นั่น เป็นหน่วยงานที่จริง ๆ ก็ทักทายกันปกติก็เข้าใจว่าเจ้าหน้าที่ทำหน้าที่ ส่วนอีกหน่วยงานหนึ่งตั้งใจจริง ๆ แต่ไปตัดเขา ผมเลยไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการที่มาตัดในส่วนนี้นะครับท่านประธาน อย่างไร ก็ฝากวอนเพื่อนสมาชิกว่าอย่างไรขอปรับลด ๕ เปอร์เซ็นต์ ในส่วนของ กอ.รมน. ครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลครับ ท่านประธานครับ ผมได้แปรญัตติสำหรับมาตรา ๗ งบประมาณรายจ่ายของสำนักนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานในกำกับที่มีงบประมาณถึง ๒๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท ปรับลดไว้ที่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ และในสำนักนายกรัฐมนตรีนี้ มีหน่วยงานหนึ่งที่น่าสนใจและได้รับงบประมาณไปถึง ๕๖๔ ล้านบาท ก็คือสำนักเลขาธิการ คณะรัฐมนตรีในวิสัยทัศน์และพันธกิจขององค์กรระบุไว้ว่ามีหน้าที่หลักในการให้คำแนะนำ และช่วยเหลือคณะรัฐมนตรีในการบริหารราชการแผ่นดิน แต่หากเราไปดูงบประมาณ แล้วจะพบว่างบประมาณจำนวน ๕๐๐ กว่าล้านบาทนั้นถูกจัดสรรไปเพื่อสนับสนุน การบริหารงานของคณะรัฐมนตรีเพียง ๑๕๔ ล้านบาทเท่านั้น ในขณะที่เหลือเป็นงบสำหรับ การประสานและขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ถึง ๔๑๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ งบประมาณส่วนนี้สูงถึง ๗๓ เปอร์เซ็นต์ เรียกได้ว่างบประมาณของหน่วยงานนี้มีไว้ เพื่อดำเนินการเรื่องเครื่องราชอิสริยาภรณ์อย่างเดียวเลยครับ ดังนั้นเมื่อพูดถึงหน่วยงานนี้ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่เราจะต้องพูดถึงเครื่องราชอิสริยาภรณ์ครับ ท่านประธานครับ เครื่องราชอิสริยาภรณ์หรือที่เรารู้จักกันในชื่อของว่าเครื่องราชนั้นเป็นเครื่องแสดงเกียรติยศ และบำเหน็จความชอบที่พระมหากษัตริย์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อพระราชทานแก่ผู้ที่ ปฏิบัติงานราชการหรือทำความดีความชอบให้แก่ประเทศชาติ แต่ถ้าเราลองย้อนกลับไปดู ประวัติความเป็นมา เราจะพบว่าเครื่องราชนั้นได้รับอิทธิพลมาจากประเทศฝั่งตะวันตก โดยในยุโรปเครื่องราชเริ่มต้นในสงครามครูเสด (Crusades) เนื่องจากนักรบสมัยก่อน ใส่เกราะเป็นโลหะทั้งตัว รวมทั้งศีรษะและใบหน้าทำให้ไม่ทราบได้ว่าใครเป็นใคร จึงมีแนวคิด ทำสัญลักษณ์ขึ้นมาแทนให้คนอื่นทราบว่าใครเป็นใคร และใครอยู่ฝ่ายตน จนต่อมากลายเป็น สัญลักษณ์ของนักรบความกล้าและเกียรติยศ สำหรับประเทศไทยเครื่องราชเกิดขึ้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีดำริให้สร้างขึ้นอย่างตะวันตกในปี ๒๔๐๐ แล้วก็มีการพระราชทานต่อมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา ๑๖๕ ปีแล้ว มาถึงตรงนี้ก่อนที่ผมจะลง ไปในละเอียดของงบประมาณในการประสานงานและขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ผมอยากจะขออธิบายคร่าว ๆ ถึงประเภทและขั้นตอนวิธีการขอพระราชทานและคืน เครื่องราชก่อนเพื่อให้เห็นภาพของการใช้งบประมาณก้อนนี้ครับ ในปัจจุบันเครื่องราช แบ่งออกได้เป็น ๓ ประเภทใหญ่ครับ คือเครื่องราชชั้นสายสะพาย ชั้นต่ำกว่าสายสะพาย และเหรียญตรา โดยแต่ละคนก็จะได้รับพระราชทานแตกต่างกันไปตามยศและตำแหน่ง หน้าที่ที่ได้รับ ส่วนในการส่งคืนนั้นตั้งแต่ปี ๒๔๓๒ ก็มีประกาศพระราชบัญญัติ เครื่องราชอิสริยาภรณ์เพิ่มเติมกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่าผู้ที่ได้รับพระราชทานจะต้องส่งคืน เครื่องราชใน ๒ กรณี คือกรณีที่ผู้ได้รับพระราชทานถึงแก่ความตายและในกรณีที่ได้รับ พระราชทานเครื่องราชชั้นที่สูงขึ้น หากผู้ได้รับพระราชทานไม่ส่งคืนหรือเครื่องราชได้รับ ความชำรุดหรือเสียหายในส่วนที่เป็นสาระสำคัญจะต้องชดใช้เงินราคาค่าเครื่องราชแทน แต่หากเครื่องราชเสียหายเพียงเล็กน้อยก็สามารถส่งคืนได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทางภาครัฐ จะเป็นฝ่ายออกค่าใช้จ่ายและนำเอาเครื่องราชที่ได้รับคืนมาไปซ่อมแซมเพื่อใช้ในการ พระราชทานในปีต่อไป ดังนั้นงบประมาณหลัก ๆ เกี่ยวกับเครื่องราชจึงแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คืองบประมาณในการสร้างและงบประมาณในการซ่อมซึ่งปีนี้หน่วยงาน ตั้งงบประมาณมาเกินจริงครับ หากเราไปดูในเอกสารงบประมาณจะพบว่าในปี ๒๕๖๔ และปี ๒๕๖๕ มีการเบิกจ่ายได้น้อยมาก โดยในปี ๒๕๖๔ เบิกจ่ายไป ๒๘ เปอร์เซ็นต์ และปี ๒๕๖๕ ที่ใกล้จะหมดปีงบประมาณแล้ว เบิกจ่ายไปเพียง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ และเพื่อให้เข้าใจถึงงบประมาณในส่วนนี้ได้ง่าย ผมขอยกตัวอย่างการคำนวณค่าใช้จ่ายจริงของการสร้างและซ่อมเครื่องราชชั้นสายสะพาย ในปี ๒๕๖๔ เนื่องจากหน่วยงานได้ชี้แจงว่าชั้นสายสะพายเป็นชั้นที่ใช้งบประมาณเป็นส่วนใหญ่ และงบประมาณจะถูกนำไปใช้เพื่อสร้างชั้นสายสะพายก่อน ส่วนในปี ๒๕๖๔ จากข้อมูล การพระราชทานในราชกิจจานุเบกษามีผู้ที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชในชั้นสายสะพาย จำนวน ๑๔,๗๐๗ ราย หากคำนวณค่าสร้างโดยอิงจากราคาต่อหน่วยตามที่หน่วยงานได้ให้ เอกสารราคาค่าสร้างมา เครื่องราชชั้นสายสะพายหากสร้างใหม่ทั้งหมดรวม ๆ แล้วจะต้องใช้ งบประมาณ ๓๘๐ ล้านบาท สำหรับชั้นที่ต่ำกว่าสายสะพายทางหน่วยงานก็ได้ชี้แจงว่า ในปีนั้นไม่สามารถผลิตได้ทัน ซึ่งก็สอดคล้องกับความเป็นจริงที่ข้าราชการที่ต้องได้รับ เครื่องราชได้แค่ใบประกาศนียบัตรกำกับเครื่องราช แล้วก็รอกันข้ามปีจนกว่าจะได้ของจริง บางรายอยากได้มาติดประดับเครื่องแต่งกายก่อนต้องไปหาซื้อในตลาดมืดหรือเช่าเพื่อมา ติดเอง หรือบางรายที่ถูกเรียกให้ไปรับก็ไม่ได้ไปรับเนื่องจากกลัวการเก็บรักษาเพราะมี ค่าชดใช้คืนที่สูง ท่านประธานครับ เรามาดูต่อว่าในปี ๒๕๖๖ ทำไมผมถึงยืนยันว่าหน่วยงาน ตั้งงบประมาณไว้สูงเกินจริง ในปี ๒๕๖๖ หน่วยงานของบประมาณมาเป็นจำนวน ๓๘๘ ล้านบาท สำหรับค่าสร้างและค่าซ่อม และหน่วยงานชี้แจงว่าในปี ๒๕๖๖ จะมีปัญหาเรื่องกำลัง การผลิต น่าจะสร้างเครื่องราชชั้นสายสะพายได้ที่ประมาณ ๕,๐๐๐ ชิ้น จะเห็นได้ว่า ในปี ๒๕๖๖ จะมีการสร้างเครื่องราชชั้นสายสะพายจำนวนน้อยกว่าปี ๒๕๖๔ ถึง ๖๖ เปอร์เซ็นต์ แต่งบประมาณกลับไม่ได้ลดลงในสัดส่วนที่เท่ากันเลย กลับเพิ่มขึ้นถึง ๑๗ เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ หากเราเทียบสัดส่วนคนที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชชั้นสายสะพาย แต่ละประเภทจากปี ๒๕๖๔ ก็จะพบว่างบประมาณที่เหมาะสมกับการสร้างเครื่องราช ชั้นสายสะพาย ๕,๐๐๐ ชิ้นนั้นจะอยู่แค่ ๑๓๐ ล้านบาท นี่คิดราคาแบบสร้างใหม่ทั้งหมด ถ้ามีการนำเครื่องราชที่ได้รับคืนมาพระราชทานใหม่งบประมาณจะน้อยลงไปกว่านี้อีก สำหรับค่าซ่อมหน่วยงานชี้แจงว่าจะได้รับคืนเครื่องราชมาปีละประมาณ ๒,๕๐๐ ชิ้น เป็นเครื่องราชชั้นสายสะพาย จำนวน ๒,๐๐๐ ชิ้น ที่เหลือเป็นชั้นต่ำกว่าสายสะพาย ๒๓,๐๐๐ ชิ้น โดยค่าซ่อมจะคิดเป็น ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของค่าสร้าง ดังนั้นถ้าเรานำสัดส่วน การพระราชทานของชั้นสายสะพายมาคำนวณราคาค่าซ่อมก็จะพบว่าชั้นสายสะพายจะใช้ งบประมาณ ๑๕ ล้านบาท หากนับรวมชั้นต่ำกว่าสายสะพายด้วยโดยคำนวณจากราคา มัธยฐานก็จะพบว่าใช้เงิน ๓๑ ล้านบาท ดังนั้นงบประมาณสำหรับค่าสร้างและซ่อมเครื่องราช ของปี ๒๕๖๖ ที่มากที่สุดควรจะรวมแล้วเพียง ๑๗๖ ล้านบาทเท่านั้น ท่านประธานครับ ผมไม่เห็นด้วยที่หน่วยงานนำเอาเรื่องการพระราชทานเครื่องราชมาของงบประมาณที่สูง เกินจริง และที่มากไปกว่านั้นคือหน่วยงานบอกว่าจะวนใช้เครื่องราชเพื่อลดภาระทาง งบประมาณ แต่แจกมาจะ ๒๐๐ ปีแล้ว เรียกได้ว่าคนที่ได้ไปตายแล้วเกิดใหม่จนมารับ อีกรอบหน่วยงานก็ยังคงใช้งบประมาณในการสร้างที่ยังสูงอยู่ และนี่เป็นเพียงหน่วยงานเดียว ในสำนักนายก ยังมีอีกหลาย ๆ หน่วยงานที่ของบประมาณมาเกินจริง จึงเป็นเหตุผลให้ผม ขอปรับลดงบประมาณของสำนักนายกและหน่วยงานในกำกับ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ๕ ท่าน ต่อไปนะครับ ท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ดอกเตอร์พิสิฐ ลี้อาธรรม คุณชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ นางสาวเบญจา แสงจันทร์ คุณสุรทิน พิจารณ์ เชิญ พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ที่ต้องมายืนตรงนี้เพราะเพื่อนผมอยู่กันเต็มครับ ผมก็เลย ต้องมา แล้วไม่มีสไลด์ (slide) ครับ เพราะต้องการให้เห็นเพื่อน ๆ สมาชิก ในมาตรานี้ครับ ท่านประธาน เป็นมาตรา ๗ ผมตัดลดงบประมาณ ๑ เปอร์เซ็นต์ คือ ๒๒๔,๖๒๒,๒๕๑ บาท นั่นคือจำนวน ๑ เปอร์เซ็นต์ มาตรานี้ของผมตัวแทนกรรมาธิการวิสามัญสำนักงบประมาณ มาตอบนะครับ ผมบอกเลยเพราะผมจะพูดไปที่สำนักงบประมาณ ท่านประธานครับ ผมตัดเงินจำนวนดังกล่าวกับที่สำนักงบประมาณ ตัดที่ไหนครับ ท่านประธาน ไปดูแผนงานในแผนงานยุทธศาสตร์พัฒนาบริหารบริการประชาชนและการ พัฒนาประสิทธิภาพภาครัฐ รับไปครับปีนี้ขอรับไป ๓๖๘ ล้านบาทเศษ ท่านประธานรู้ไหม ครับว่าปีที่แล้วรับเท่าไรครับ ๒๓๕ ล้านบาท เพิ่มขึ้นครับ เพิ่มขึ้นมาก ๆ ๑๓๕ ล้านบาทครับ สงสัยจะได้ปูนบำเหน็จครับท่านประธาน รัฐบาลบอกสำนักงบประมาณเก่งต้องให้ปูน บำเหน็จ โดยเฉพาะแผนนี้ท่านประธานไปดูนะครับในแผนนี้มันมีเงินจากไหนครับ ท่านประธานครับ เป็นเงินของที่เกี่ยวกับการดำเนินงาน ๘๔ ล้านบาท งบลงทุน ๒๗๐ ล้านบาท งบรายจ่ายอื่น ๑๔ ล้านบาทเศษครับท่านประธาน อยู่ใน ๒ โครงครับ ๒ โครงครับ ท่านประธาน โครงแรก คือโครงการติดตามและประเมินผลประมาณ ๖ ล้านเศษ ๆ แต่โครงที่ ๒ นะครับเพิ่มประสิทธิภาพและการบริหารจัดการงบประมาณ ๓๖๒ ล้านบาท ครับท่านประธาน เดี๋ยวว่ากันครับ ท่านประธานมาดูตรงนี้ครับ สำนักงบประมาณไม่เคย ติดตามผลสัมฤทธิ์ของสำนักงบประมาณคือการจัดงบประมาณรายจ่ายให้มีความครอบคลุม สนองต่อเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายรัฐบาลเพื่อให้ประชาชนได้รับบริการ สาธารณะอย่างครบถ้วนนี่คือผลสัมฤทธิ์ครับ เคพีไอ (KPI) มีอยู่ ๕ ตัว แต่ปีนี้ใช้แค่ ๔ ตัว ตัวที่ใช้ก็คือร้อยละตัวที่ ๑ คือร้อยละงบประมาณรายจ่ายที่จัดสรรตามยุทธศาสตร์ชาติ และนโยบาย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับ อันนี้ไม่ร้อยแน่เพราะเงินแค่ ๖ ล้านบาท อันที่ ๒ ความสำเร็จของการติดตามงบประมาณพัฒนาประเทศ อันนี้ร้อยละ ๙๖ อันที่ ๓ ร้อยละ การใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายจริงภาพรวม ๙๘.๗๐ ครับ อันที่ ๔ ร้อยละของการใช้จ่าย งบประมาณรายจ่ายลงทุน ๙๔.๗๕ ครับ นี่คือตัวชี้วัดท่านประธานดูครับ ตัวชี้วัดตัวที่ผมบอก แล้วว่ามันไม่สำเร็จแน่เพราะใช้เงินแค่ ๖ ล้านบาทครับ ผมว่าจะเป็น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ได้อย่างไร แค่เคพีไอ (KPI) ท่านประธานครับ ของงบกลางยังไม่ลงเลยครับ ผลสัมฤทธิ์ งบกลางก็ไม่มี แล้วจะวัดได้อย่างไร จะติดตามผลอย่างไร ไปติดตามในอีเมนซ์ (eMENSCR) ติดตามได้ไหม ใครลง ไม่มีใครลงครับ เปิดอีเมนซ์ (eMENSCR) เดี๋ยวนี้ก็ได้ครับ อีเมนซ์ (eMENSCR) ครับ อย่าไปอีเมนเซอร์ครับ เพราะไม่มีอีอาร์ (ER) มันซีอาร์ (CR) ท่านครับ กลับมาดูครับว่าทำไมงบประมาณอันนี้ผมจะตัดที่โครงการนี้ โครงการนี้ครับท่านครับเป็น โครงการต่อเนื่อง เป็นโครงการเริ่มต้นเมื่อ ๖ ปีที่แล้ว ตอนนี้ใช้ไป ๑,๗๔๕,๘๗๓,๖๐๐ บาท ๖ ปีครับเป็นโครงการอะไรครับท่าน ไล่มาดูเลยเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา ปรับปรุงระบบสารสนเทศของสำนักงบประมาณ ยังใช้กระดาษอยู่เลยครับ กระดาษเวลาเข้า สำนักงบประมาณครับ ท่านประธานเป็นกระดาษครับไม่มีเอกซ์เซล (Excel) มากองให้ ตอนไหนครับ กองให้ก่อน ๕ นาทีครับ เปิด ๕ นาทีเพื่อค้นหาข้อบกพร่องทำได้อย่างไรครับ ที่จริงมันต้องถึงมือก่อน อนุ. ๑ วัน เต็ม ๆ ถ้ามา ๕ นาทีผมเปิดได้ ๒ หน้าครับ เปิดมาโอน เปลี่ยนแปลงงบประมาณ งบกลางใช้จ่ายอย่างไร โอนอย่างไร ผมเปิดได้เท่านี้ เปิดไปดู ทีโออาร์ (TOR) ครบถ้วนไหม มีได้เท่านั้นครับ ๕ นาที นี่คือสำนักงบประมาณครับ เล่นแร่แปรธาตุ แล้วบอกว่าจะทำระบบสารสนเทศตามนี้ ๑,๗๐๐ ล้านบาทผมตัดครับปีนี้ เพราะว่า ๑,๗๔๕ ล้านบาท ๖ ปีที่แล้วถึงไหนครับเป็นงบผูกพัน ตรงนี้ต้องชะลอครับ ท่านประธาน ๓๐๐ ล้านบาทเอาไปแค่ครึ่งหนึ่งพอ เพราะไม่รู้อยู่ไหน ระบบสารสนเทศ ในแผนโครงการที่ ๒ ของแผนนี้นะครับ ท่านประธานครับ นี่คือสิ่งที่ท่านขอประทานโทษ อาจารย์สมชายครับที่อภิปรายเรื่องตัวที่ตั้งของหน่วยงานโครงการของสำนักนายก ผิดเพี้ยนไปหมดครับไม่มีครับ ผมเหลือนาทีสุดท้ายท่านประธานครับ การโอนย้าย งบประมาณสำนักงานเป็นผู้ที่เป็นเจ้าพ่อใช้อำนาจในพระราชบัญญัติวิธีงบประมาณ ใช้อำนาจใน พ.ร.บ. บริหารหนี้ ก่อหนี้ก็ได้ นั่นของกระทรวงการคลัง แต่ก็ต้องมาใช้ พ.ร.บ. วิธีงบประมาณ เปลี่ยนแปลงผลสัมฤทธิ์ เปลี่ยนแปลงตัวเคพีไอ (KPI) เพี้ยนครับ ถ้าอย่างนั้น ตัวเคพีไอ (KPI) ที่บอกว่าจะได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ติดตามประเมินผลชาติหน้าตอนบ่าย ๆ ครับท่านประธาน หัวเราะเยาะเลยอะไรครับตั้งเคพีไอ (KPI) อย่างนี้ ถ้าอย่างนั้นผลสัมฤทธิ์ ที่บอกว่าจะได้เพื่อประชาชนได้รับบริการสาธารณะอย่างครบถ้วนไม่มีทางเป็นไปได้ ครับท่านประธาน ไม่มีทางเลยครับ เพราะระบบติดตามงบประมาณยังทำไม่ได้เลยครับ มี ๖ ล้านบาท ท่านประธานครับ มาดูครับถ้าพรรคก้าวไกลมีท่านพิธาเป็นรัฐมนตรี มีรัฐมนตรีคลัง ผมถามนะครับว่าระบบซีโร เบส บัดเจตติง (Zero Based Budgeting) จะเกิดทันที กล้าไหมครับ กล้า ๆ หน่อยสำนักงบประมาณว่าเปลี่ยนแปลงกรุงเทพมหานครเขาจะเริ่มใช้ แล้วครับท่านประธาน นี่คือตัวเคพีไอ (KPI) ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป ดอกเตอร์พิสิฐ ลี้อาธรรม ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ มาตรา ๗ นี้นะครับก็ได้มีผู้อภิปรายกันมากแล้วว่ามีความซ้ำซ้อนนะครับ มีการทำงานที่อาจจะไม่เป็นเอกภาพ กระผมอาจจะไม่จำเป็นต้องไปกล่าวซ้ำอีกทีหนึ่ง แท้ที่จริงแล้วเมื่อตอนที่ผมอธิบายมาตรา ๔ ผมได้ย้ำว่าระบบงบประมาณเรานี่ครับมีวิกฤติ แล้วจำเป็นจะต้องมีการประหยัด จะต้องมีการลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานลง เพราะฉะนั้น เมื่อมาเริ่มมาตรา ๗ ซึ่งเป็นหน่วยงานแรกก็คือสำนักนายกรัฐมนตรีก็จะเป็นตัวอย่างครับว่า การที่สำนักนายกมีถึง ๒๗ หน่วยงานอยู่ในการบังคับบัญชามีความจำเป็นและเหมาะสม หรือไม่ ผมยกตัวอย่างสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ถ้าดูชื่อเราก็ไม่น่าเชื่อว่า จะอยู่ที่นี่น่าจะไปอยู่ที่กระทรวงสาธารณสุข ครั้นเมื่อดูแผนงาน แผนงานยุทธศาสตร์ เสริมสร้างให้คนมีสุขภาวะที่ดีก็ทำให้ผมนึกถึงงานของ สสส. ก็จะสงสัยว่าจะมีความซ้ำซ้อน กันหรือไม่อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นประเด็นหลักก็คืออยากจะขออนุญาตตัดงบประมาณ ประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์เพื่อจะให้สำนักงานต่าง ๆ ได้มีการไปทบทวนภารกิจอำนาจหน้าที่ ของตนเองเพื่อจะให้เกิดความกระชับ แล้วเราจะได้มีงบประมาณเหลือให้กับงานใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต ผมขออนุญาตฉายสไลด์ (Slide) นะครับ🔗
ถ้าเราดูภารกิจของสำนัก นายกรัฐมนตรีซึ่งมีปรากฏอยู่ใน พ.ร.บ. ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ฉบับที่ ๒๐ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ นี่เองนะครับ จะเห็นได้ว่าท่านเขียนอำนาจหน้าที่ของสำนัก นายกรัฐมนตรีกว้างขวางมากครับ มีทั้งเรื่องของการเงิน เรื่องของการพัฒนาเศรษฐกิจ เรื่องของการบริหารงานบุคคล กฎหมายต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น อันนี้ผมคิดว่าถ้าสำนัก นายกรัฐมนตรีจะทำตัวอย่างนะครับเพื่อปักธงว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมีการลด ความซ้ำซ้อน ลดการทำงานที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์เท่าที่ควร เพราะว่ามีการแย่งงานกันทำ อย่างนี้เป็นต้นครับก็น่าจะเป็นโอกาสที่ดี ผมอยากจะเสนอต่อไปครับว่าการแก้ไขปัญหา ของสำนักนายกรัฐมนตรีอีกทางหนึ่ง ก็คือเรื่องที่ว่าสำนักนายกรัฐมนตรีมีถึง ๒๖ ๒๗ หน่วยงานที่อยู่ในองค์กรเดียวกันแล้วงานกว้างขวางมากนะครับ ผมอยากที่จะให้นำ หน่วยงานหลาย ๆ หน่วยงานมาอยู่ด้วยกัน ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการตั้งเป็นกระทรวงเศรษฐกิจขึ้นมานะครับ เริ่มจากสภาพัฒน์ สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานส่งเสริมการลงทุน และสำนักงบประมาณ ท่านดูตรงที่ผมเขียนเป็นภาษาอังกฤษ ใครก็ตามที่เรียนเศรษฐศาสตร์ก็จะรู้ว่าตัวแปรเหล่านี้คือองค์ประกอบที่สำคัญอุปสงค์ของ ประเทศ ที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนจีดีพี (GDP) อย่างที่เรากล่าวขวัญกันว่าของเรานี่เติบโตช้า ของเรานี่ไม่เคยมีการ ประสานกันเท่าที่ควร ถ้ามาอยู่องค์กรเดียวกัน มาอยู่ภายใต้กระทรวงเศรษฐกิจ แล้วก็นำ หน่วยงานเหล่านี้ซึ่งอยู่กับสำนักนายกรัฐมนตรี แต่ให้มาเป็นกระทรวงใหม่นี่ผมก็คิดว่าน่าจะ เป็นโอกาสหนึ่งที่จะทำให้เราพลิกแนวทางของการพัฒนาเศรษฐกิจเราได้ ให้จีดีพี (GDP) ซึ่งขณะนี้เราโตช้ามาก เราโตช้าที่สุดในอาเซียน (ASEAN) มาหลายปีแล้ว จะได้มีการทบทวน กันว่าเราจะต้องมีการปรับตัวแปรตัวไหน มีการประสานกันมากขึ้น อันนี้คือทางด้านของ อุปสงค์นะครับ ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปครับ หน่วยงานในสำนักนายกรัฐมนตรียังมีอีกเยอะ ที่น่าจะมาจับรวมกันเพราะว่าเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการผลิต ทั้งเป็นตัวที่ดูแลเรื่องของ ปัจจัยการผลิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเทคโนโลยี เรื่องของบุคลากร เรื่องของที่ดิน และเรื่อง ของน้ำ สิ่งเหล่านี้ควรต้องมีการประสานกัน ผมจึงอยากจะนำเสนอว่าถ้าเราจะมีการตัดทอน ความซ้ำซ้อนและลดองค์กรให้มีความกระชับ โดยเฉพาะสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นตัวอย่าง ก็อาจจะแยกตัวออกมาตั้งเป็นกระทรวงเศรษฐกิจเพื่อตอบโจทย์ของประเทศที่กำลังเป็นเรื่อง ใหญ่อยู่ขณะนี้ว่าระบบของบ้านเรายังไม่อาจที่จะพัฒนาต่อยอดขึ้นไปได้ ขออนุญาต กราบเรียนเป็นข้อเสนอและเป็นเหตุผลในการตัดงบในครั้งนี้ครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ จังหวัดอุบลราชธานี เขต ๗ วันนี้ขออภิปราย มาตรา ๗ ด้วยงบประมาณของสำนักนายกรัฐมนตรีที่ใช้เงิน ๒๒,๖๕๑ ล้านบาท ซึ่งเป็น เม็ดเงินถือว่าน้อยมากในการดูแลพี่น้องประชาชนตามนโยบายรัฐบาลภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ท่านประธานที่เคารพครับ โครงการดี ๆ ในอดีตเช่นกองทุนหมู่บ้าน หมู่บ้านละ ๑ ล้านบาท วันนี้หลายหมู่บ้านมีเงินหลายล้านบาท แต่วันนี้ก็มีกลุ่มหากินกับกองทุนหมู่บ้าน ในปีงบประมาณที่ผ่าน ๆ มาเราจะได้เห็นว่ามีการจัดสรรงบประมาณไปพัฒนาหมู่บ้าน แต่ไม่สามารถที่จะเกาถูกที่คันได้เพราะรัฐบาลบังคับให้ซื้อตู้น้ำมันหยอดเหรียญ ตู้น้ำกด ซื้อรถไถ ซึ่งวันนี้ก็ร้างหมดแล้วนะครับ ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องได้เพราะซื้อ ตู้น้ำมันหยอดเหรียญ ตู้น้ำกด ซื้อรถไถนี้มันได้เปอร์เซ็นต์ง่าย ก็ทำให้คณะกรรมการกองทุน หมู่บ้านอยากซื้อ วันนี้เราอยากจะเสนอแนะให้แก้ปัญหา อยากให้เอาโครงการดี ๆ มาแก้ไข ปัญหาความยากจนให้กับพี่น้องประชาชนคนรากหญ้า โครงการดี ๆ โดยผ่านคณะกรรมการ กองทุนหมู่บ้านก็ได้ ก็จะเรียกว่าโครงการนี้สามารถแก้ไขปัญหาในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจที่เป็น โควิด (COVID) ใน ๓ ๔ ปีที่ผ่านมา ผมขอยกตัวอย่างโครงการนี้ครับ โคแก้จน โดยให้ เกษตรกรที่สนใจอยากเลี้ยงโคให้เกษตรกรยืมเงินจากกองทุนหมู่บ้านไปซื้อโคครอบครัวละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ก็จะซื้อแม่โคได้ ๒ ตัว โดยปลอดดอกเบี้ย ๒ ปี แล้วปีที่ ๓ เริ่มจ่ายดอกเบี้ย ร้อยละ ๑ บาท ปีที่ ๔ ปีที่ ๕ ก็ส่งคืน โดยมีคณะกรรมการกลั่นกรองจากหมู่บ้าน คนที่จะได้ ยืมเงินนี้ต้องเป็นคนดี ส่งเงินกองทุนตรงตามเป้าหมาย ไม่เล่นการพนัน มีคอกวัว มีแปลงหญ้า และมีหลักเกณฑ์อะไรก็เพิ่มขึ้น เป็นการลดรายจ่ายการทำการเกษตรเพราะว่ามีขี้วัว ไม่ต้องไปซื้อปุ๋ย ลดการนำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศ รัฐบาลก็ไม่ต้องนำเงินไปซื้อปุ๋ยจาก ต่างประเทศ ลดการซื้อยาฆ่าแมลง เป็นการเพิ่มรายได้ก็คือวัวแก้จน มีข้าวงาม มีคุณภาพดี น้ำหนักดี ขายได้ราคา และอีกอันหนึ่งครับ วันนี้เป็นปัญหาหนักที่สุดในขณะนี้คือความมั่นคงในการดำรงชีวิต ในไซเบอร์ (Cyber) เว็บ (Web) การพนันในโทรศัพท์ ความมั่นคงในชีวิตของประชาชน ในปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ ปี ๒๕๖๕ ที่ผ่านมานี้ถือว่าความมั่นคงทางไซเบอร์ (Cyber) เป็นความเสี่ยงที่ส่งผลให้กับประเทศไทยเป็นระยะยาวครับ ซึ่งมีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ในวันนี้ ซึ่งจะเห็นในข่าวนะครับว่ามีประชาชนได้ถูกโทรศัพท์โทรหาว่าคุณได้รับสิทธิกู้เงิน คุณมีของที่ไปรษณีย์ตกค้าง คุณต้องกดนั่นกดนี่ และในโทรศัพท์ก็จะมีเว็บ (Web) ปลอม ๆ มาหลอกพี่น้องประชาชน ในขณะที่คนมันจนครับ ก็อยากจะกดเข้าไปดู ก็อยากจะบอกเขา แล้วสุดท้ายเขาก็แฮ็ก (Hack) เอาเงินไปหมดนะครับ ผมจึงอยากจะฝากท่านนายกถึง ท่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกนะครับว่า วันนี้รัฐบาลต้องมีแผนงานเตรียมความพร้อมรับมือ ในการแก้ไขและป้องกันอย่างเป็นระบบ เช่นเร่งรัดการพัฒนาบุคลากรทางไซเบอร์ (Cyber) ให้มีความรู้เท่าเทียม วิวัฒนาการของภัยคุกคามทางไซเบอร์ (Cyber) ได้ทันท่วงที จัดหา เครื่องมือที่ทันสมัยเพื่อสนับสนุนการตรวจค้นและวิเคราะห์ข้อมูลอาชญากรรมทางไซเบอร์ (Cyber) ตลอดจนหาแนวทางแก้ไขปัญหา กำหนดมาตรการที่เข้มงวด ปิดช่องโหว่ของการ ก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ (Cyber) ให้ได้ ที่ผ่านมามีแนวทางอย่างไร มีแนวทางทำงาน ร่วมกันในเชิงบูรณาการกันไหม ร่วมกับหน่วยงานหรือกระทรวงต่าง ๆ อย่างไรนะครับ วันนี้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงกลาโหม กระทรวงยุติธรรม สำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ ต้องมีแนวทางดำเนินการร่วมกัน บูรณาการเพื่อลดความซ้ำซ้อน เพื่อเป็น เอกภาพในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน เกาให้ถูกที่คัน เพื่อพี่น้องประชาชนจะได้มี ความสุขในการแก้ปัญหา ผมจึงขอปรับลดงบประมาณในมาตรา ๗ ๕ เปอร์เซ็นต์ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป นางสาวเบญจา แสงจันทร์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน เบญจา แสงจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลค่ะ จากร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ดิฉันได้ขอแปรญัตติตัดลดงบประมาณใน มาตรา ๗ ของสำนักนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานในกำกับลง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ด้วยกันค่ะ ซึ่งดิฉันจะขออภิปรายถึงเหตุผลในการขอปรับลดงบประมาณในส่วนนี้ ท่านประธานคะ หลังจากรัฐประหารปี ๒๕๕๗ เราเห็น คสช. เดินหน้าภารกิจยึดกุมอำนาจทางการเมือง และให้กองทัพเข้ามาครอบงำอำนาจรัฐไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ โดยตลอดระยะเวลา ๘ ปี ของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ที่มาจากการรัฐประหารเข้ามาใช้อำนาจทางการบริหารที่มี ความกลัวเกิดขึ้นในจิตใจของพวกเขาอยู่ตลอดเวลา พวกเขากลัวการเปลี่ยนแปลงนะครับ ดังนั้นพวกเขาจึงพยายามสร้างภาพให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว และความกลัวนี้เอง เป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมให้การทุ่มเม็ดเงินมหาศาล เพื่อไปใช้ในการรักษา อำนาจในนามของความมั่นคงภายใน และนี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมการดำรงคงอยู่ของรัฐบาลนี้ และกองทัพจึงแยกกันไม่ออกจากการรักษาความสงบในนามของความมั่นคงค่ะ และขอบเขต ของความมั่นคงนี้เองนะคะท่านประธาน กำลังเป็นคำที่ถูกตีความให้กว้างขวางออกไปเรื่อย ๆ แล้วนำไปสู่การขยายบทบาทอำนาจหน้าที่และงบประมาณของกองทัพอย่างกว้างขวาง ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และการพัฒนาอีกด้วยค่ะ และนั่นมันตามมาถึง การขยายกำลังพลและงบประมาณเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ในตลอดระยะเวลาเกือบทศวรรษ ที่ผ่านมาด้วยค่ะ ท่านประธานคะ ที่มาของเรื่องนี้เกิดมาจากหลังรัฐประหารทุกครั้งจะมีการ ขยายอำนาจทางการทหาร และทุ่มงบประมาณไปกับการรักษาความมั่นคงภายใน มอบนโยบายด้านความมั่นคงให้กับกองทัพ ให้กับหน่วยงานอย่างสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. และกำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบให้กับ กอ.รมน. อย่างกว้างขวาง และให้อำนาจล้นเกินอย่างมากค่ะ ผ่านการประกาศใช้พระราชบัญญัติ สภาความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙ และหลังจากนั้นก็ประกาศนโยบายในการทำแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งท่านประธานคะ นี่ถือว่าเป็นครั้งแรกของประเทศนะคะที่มีการประกาศแผนนโยบาย โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ และประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งเรื่องนี้เองค่ะ ที่ทำให้แผนนี้มีผลบังคับใช้ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติตาม ซึ่งแตกต่างจากในอดีต ที่ผ่านมาที่นโยบายด้านความมั่นคงของ สมช. เป็นเพียงแค่เอกสารที่นำเสนอให้กับ ครม. ได้รับทราบเพียงเท่านั้น และด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้งบประมาณ บทบาท อำนาจ หน้าที่ของ กองทัพและ กอ.รมน. ได้ขยายออกไปอย่างกว้างขวางครอบคลุมทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เราจึงได้เห็นการใช้งบประมาณของ กอ.รมน. รวมหลายพันล้านบาทค่ะ ผ่านแผนงานยุทธศาสตร์ความมั่นคงที่สูงมากขึ้นในทุก ๆ ปีนะคะ และครอบคลุมประเด็น กว้างมาก ตั้งแต่การเสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์ การแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ การสร้างความปรองดองและการแก้ปัญหาความมั่นคงทางไซเบอร์ (Cyber) ที่กลายเป็นการ ของบจัดสรรไปเพื่อจับจ้องสอดแนมประชาชนอย่างงบประมาณติดตั้งกล้องวงจรปิด แต่ก็ยัง เป็นเรื่องที่น่ากังขาถึงประสิทธิภาพค่ะว่ากล้องวงจรปิดบางจุดไม่สามารถทำงานได้อย่าง ที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในค่ายทหารนะคะ หรือแม้แต่การใช้งบประมาณไปเพื่อ แก้ไขปัญหาแรงงานข้ามชาติและการค้ามนุษย์ที่เปิดโอกาสให้หน่วยงานรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับ การค้ามนุษย์เสียเอง แล้วก็เข้าไปช่วยป้องกันการบรรเทาสาธารณภัยซึ่งเป็นการทำงาน ที่ใช้งบประมาณที่เข้าไปซ้ำซ้อนกับหน่วยงานที่มีอยู่แล้ว หรือเป็นการใช้อำนาจ การใช้ งบประมาณเข้าไปแก้ไขปัญหาในเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ อย่างเช่นยุทธการการทวงคืน ผืนป่าที่ให้อำนาจ กอ.รมน. และงบประมาณในการไประรานสร้างปัญหาให้กับพี่น้อง ประชาชนอีกด้วยค่ะ ท่านประธานคะ ไม่เพียงเท่านั้นค่ะ สภาความมั่นคงแห่งชาติ และหน่วยงานในกำกับของ พลเอก ประยุทธ์ อย่าง กอ.รมน. ได้ใช้งบประมาณไปสร้าง ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สร้างความมั่นคงทางพลังงาน สร้างความมั่นคงทางอาหาร และสาธารณสุขอีกด้วย เราจึงเห็นการที่รัฐบาลจัดสรรงบประมาณ ปี ๒๕๖๖ ให้กับ สภาความมั่นคงแห่งชาติ ให้กับ กอ.รมน. ที่เป็นเสมือนลมใต้ปีกเฮือกสุดท้ายของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์หลายพันล้านค่ะ เพื่อเข้าไปคุมทุกองคาพยพที่นอกเหนือไปจากอำนาจ หน้าที่ทางด้านความมั่นคงแล้วก็ขยายอำนาจให้กับสภาความมั่นคงไปคุมแผนพลังงาน ไปคุมแผนเศรษฐกิจและมอบหมายภารกิจงานไปให้กับ กอ.รมน. โดยใช้งบประมาณไปเพื่อ ดำเนินโครงการเกี่ยวกับการทำพลังงานโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) หลายแห่งค่ะ แต่ใช้งาน ไม่ได้ ใช้เงินงบประมาณไปซื้อถุงยังชีพให้กับประชาชนตามพื้นที่ต่าง ๆ ใช้งบประมาณไปกับ การเก็บเมล็ดพันธุ์พืช ปลูกผัก ทำอาหารแล้วก็ออกตะเวนแจกจ่ายข้าวกล่องตามพื้นที่ต่าง ๆ ใช้งบไปกับการทำโครงการประชารัฐไทยนิยมยั่งยืน ทำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ทำอีกสารพัด เลยค่ะ ไปจนกระทั่งกำจัดผักตบชวาในแม่น้ำลำคลอง ทำทุกอย่างค่ะ ยกเว้นหน้าที่ของ ตัวเอง ท่ามกลางคำถามตัวโต ๆ ค่ะท่านประธานว่าภารกิจที่ทำกับงบประมาณที่ใช้มันผิดฝา ผิดตัวกันหรือเปล่า ท่านประธานคะ ดิฉันเรียกงบประมาณตัวนี้ว่างบประมาณแห่งความกลัว ก็ไม่ใช่เรื่องที่เกินเลยไปนักนะคะ เพราะว่ารัฐกลัว รัฐจึงเลือกที่จะเพิ่มอาวุธ เพิ่มความเข้มข้น ของการบังคับใช้กฎหมาย เพิ่มการโฆษณาชวนเชื่อ เพิ่มการสอดส่องประชาชน เพิ่มความมั่นคง ให้กับตนเองและกองทัพ หว่านเมล็ดเงิน หว่านเม็ดเงินลงไปทั่วประเทศ ตั้งแต่เหนือจรดใต้ และแม้แต่ปัญหาชายแดนใต้นะคะ รัฐก็เลือกที่จะใช้หน่วยงานฝ่ายทหารอย่าง กอ.รมน. ให้ทำหน้าที่บทบาทนำฝ่ายพลเรือนในการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการแบบทหาร ซึ่งผลงาน ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมาก็คงเป็นที่ทราบกันอย่างดีแล้วค่ะท่านประธานว่าการใช้ทหาร นำการเจรจามันไม่ได้ผลในการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้แต่อย่างใดเลยค่ะ ท่านประธานคะ จากที่ดิฉันได้อภิปรายมาทั้งหมด เราจะเห็นการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลทหารแปลงรูป ที่ผูกหลักคิด เน้นอุดมการณ์ของรัฐ เอาเรื่องความมั่นคงของชาติมาผูกรวมกับจิตใจของผู้คน ไว้ด้วยกัน ทำให้ต้องหวานเม็ดเงิน ทุ่มงบประมาณมหาศาลไปเพื่อหล่อเลี้ยงและสร้างต้นทุน แห่งความกลัวเพื่อรักษาความมั่นคงของตัวเองให้สูงขึ้นอยู่เสมอในทุก ๆ ปีค่ะ ท่านประธานคะ ที่เรายังคงเห็นการจัดสรรงบประมาณแบบนี้อยู่ทุกปีก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจาก หลักคิดของ พลเอก ประยุทธ์ที่ได้ให้นโยบายไว้กับการเตรียมการจัดทำงบประมาณรายจ่าย ประจำปีในทุก ๆ ปีอีกด้วย ดังนั้นดิฉันเสนอว่าต้องนำกองทัพและ กอ.รมน. ออกไปจาก ภารกิจความมั่นคงรูปแบบใหม่นี้ทั้งหมด ความหมายก็คือว่าภัยคุกคาม ภัยความมั่นคง ที่อยู่ในแผนนโยบายระดับชาติที่ พลเอก ประยุทธ์ได้มโนขึ้นมาแทบจะไม่มีภารกิจอะไรให้กับ กองทัพเหลืออีกเลย ไม่ว่าจะเป็นนโยบายเศรษฐกิจ นโยบายพลังงาน นโยบายความมั่นคง ทางอาหาร หรือนโยบายสาธารณสุข ปล่อยให้หน่วยงานอื่นเขาทำไป หน่วยงานที่รับผิดชอบ มีอยู่แล้ว กองทัพไปทำหน้าที่หลักของตัวเองในการปกป้องประเทศ หรือแม้แต่ในเรื่องของ ๓ จังหวัดชายแดนใต้ ถึงเวลาแล้วที่ต้องเอาทหารออกไปเพราะว่าวิธีการแก้ไขปัญหา แบบทหารมันทำให้สถานการณ์ในภาคใต้เลวร้ายลงเรื่อย ๆ ท่านประธานคะ เมื่อตัดภารกิจ ด้านความมั่นคงภายในของ กอ.รมน. ออกไปจากกองทัพแล้วก็จะสามารถประหยัด เงินงบประมาณหลายหมื่นล้านที่อยู่ในโครงการนี้ได้ เมื่อภารกิจนี้กลับไปเป็นภารกิจหลักของ หน่วยงานตามที่รับผิดชอบ กอ.รมน. ที่มีบุคลากรอยู่ถึงเกือบ ๖๐,๐๐๐ คน ก็อาจจะต้องลด ขนาดลงและสุดท้ายควรจะยุบไปในที่สุด ซึ่งการยุบหน่วยงานอย่าง กอ.รมน. ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในช่วงรัฐบาลของท่านประธานเป็นนายกในปี ๒๕๔๓ หลังมีการประกาศยกเลิก พ.ร.บ. ป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ก็เคยมีเสียงเรียกร้องว่าให้ยุบ กอ.รมน. นี่ผ่านมา ๒๐ ปีแล้วค่ะ นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใดและทั้งหมดนี้คือเป็นสาเหตุที่ดิฉันต้องขอปรับลด งบประมาณในส่วนนี้และขออนุญาตว่าต้องปรับลดบุคลากรที่เป็น กอ.รมน. และยุบไป ในที่สุดด้วยค่ะท่านประธาน ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณสุรทิน พิจารณ์ ครับ🔗
กราบขอบคุณท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม สุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๗ นี้ กระผม สุรทิน หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่จะพูดถึงเรื่องคณะกรรมการนโยบายที่ดินของรัฐบาล นโยบายที่ดินที่ตั้งเอาไว้เป็นนโยบายที่สร้างปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนยกตัวอย่างง่าย ๆ ที่อำเภอโขงเจียม บ้านท่าแพ ๗ ๘ หมู่บ้านแถวนั้น พี่น้องอยู่มาตายไปแล้วสามชั่วโคตรแล้ว ท่านประธานครับ เดี๋ยวนี้ปรากฏว่าอุทยานเข้าไปรุกจะไล่พี่น้องหนี ยกตัวอย่างเช่น พ่อใหญ่เสาร์บ้านท่าแพ เดี๋ยวนี้ลูกหลานของแกก็เกิดเติบโตมาประมาณ ๑๐ ชีวิตแล้ว มีที่ดินอยู่ ๔ ๕ ไร่ ๒ ๓ วันก็ร้องเรียนมาว่าทางอุทยานจะไปปักเขตไม่ให้ออกจากที่ดิน ในอุทยาน ไปรุกที่ดินของชาวบ้านไม่พอ ชาวบ้านไปหาแหย่ไข่มดแดง หน่วยห้ามล่า ก็จะเข้าไปจับ ไปหาปลาที่แม่น้ำมูล ที่แม่น้ำสองสีก็จะเข้าไปจับ อันนี้มันปัญหาชัด ๆ อยากถามกรรมการที่ดินทำอะไร เอางบประมาณไป ๒๐๐ กว่าล้านบาทไปทำอะไร บ้านเมือง เดือดร้อนเพราะราชการไม่ใช่เดือดร้อนเพราะพี่น้องประชาชน นี่อยากถามตัวนี้ อันนี้ข้อที่ ๙ ท่านประธานครับ อีกข้อหนึ่งก็คือข้อที่ ๒๒ มีธนาคารที่ดินขึ้นมาอีกเป็นองค์กรมหาชน ถามว่าองค์กรมหาชนเอาสตางค์ไหม ก็เอาเงินภาษีพี่น้องประชาชนนี่ อันนี้ก็เอาไปแล้ว ๓๖ ล้านบาท ถามว่ามาแก้ปัญหาพี่น้องประชาชนไหม ไม่เลย จะให้ทำอย่างไรไม่มีที่แล้ว พี่น้องมาอยู่โขงเจียมนี่สามชั่วคนตายไปแล้ว อุทยานเพิ่งเกิดขึ้นปี ๒๕๒๔ มาไม่ถึง ๕๐ ปีครับ นี่คือสร้างปัญหา นอกจากนี้ก็ที่ดินที่สังขละ แถวบ้านเรดาร์ แถวบ้านทิโคร่ง เมื่อวานวันเสาร์ ก็ไปประชุมพี่น้องก็มาร้องเรียนว่าอยู่มาตายไปแล้วสองสามชั่วโคตรแล้วไม่มีที่ดิน ไม่มีเอกสารสิทธิแม้กระทั่งใบเดียว ท่านประธานครับ แล้วอุทยานก็ภาษาเขาเรียกว่า จอบ ที่จะไล่หนีอยู่บ่อย ๆ เกิดเป็นคนไทย ที่ดินเท่าแมวดิ้นตายก็ยังไม่มีท่านประธานครับ ที่จริงมันเป็นนโยบายของรัฐบาลว่า ต้องหาที่ดินให้คนจนคนละ ๑๕ ไร่ อันนี้ไม่เลยครับ มีแต่ไปไล่พี่น้อง ข้าราชการรับทุกปี สอบเข้าทุกปี ท่านประธานที่คารพครับ แต่ว่าไม่สร้างความสุขให้กับพี่น้อง มีแต่สร้าง ความทุกข์ อีกอันหนึ่งก็ที่วังน้ำเขียว ท่านประธานที่เคารพ ที่วังน้ำเขียวอำเภอปักธงชัย อำเภอครบุรี อำเภอเสิงสาง อันนี้ก็ไปแจ้งความจับพี่น้อง อย่างเช่น ที่วังน้ำเขียวก็ครึ่งอำเภอ เลยครับ ขนาดเป็นอำเภอแล้วท่านประธานครับ นี่ถามว่าพี่น้องรุกที่ดินหรือที่ดินไปรุกพี่น้อง ราชการไปรุกพี่น้องไหม ก็ราชการไปรุกพี่น้องเพราะว่ากรมอุทยานเพิ่งเกิดขึ้น นี่คือปัญหา ทั้งนั้นนะครับ นี่คือที่เรียนกับท่านประธานไว้ว่าจะต้องตัดงบประมาณในบางนโยบาย ในบางโครงการ อีกโครงการหนึ่งที่เป็นปัญหานะครับ คือโครงการ กอ.รมน. ท่านประธาน ตอนนั้นที่เป็นคอมมิวนิสต์ในป่า กอ.รมน. ละตัวดีท่านประธานครับ ที่ออกไปเป็นคอมมิวนิสต์ ก็เพราะพวกนี้ผมเป็นครูด้วยแล้วก็ไปถามญาติพี่น้องมาสอบสวนสารพัดสารเพมันอยู่ได้ ที่ไหนล่ะท่านประธานครับ มันต้องไปอยู่ป่า ผมกับรองศุภชัยต้องไปอยู่ป่าก็เพราะนี่ล่ะตัวดี กอ.รมน. นี้ล่ะ แต่ไม่ได้มาอาฆาตมาดแค้นกันนะครับเป็นผู้แทนราษฎร แต่ชี้ให้เห็นว่า เป็นนโยบายที่สร้างองค์กรขึ้นมาเพื่อปกป้องผู้ปกครอง สร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องผู้มีอำนาจ ไม่ได้สร้างขึ้นมาช่วยพี่น้องประชาชนนะครับ กอ.รมน. ใครครับ ยืมคนมาทำงาน งบประมาณ ซ้ำซ้อน เปิดไปดูทุกกระทรวงครับ มีงบประมาณของ กอ.รมน. เต็มไปหมด นี่คือปัญหา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเห็นด้วยกับน้องที่อภิปรายไปครับ ผู้ทรงเกียรติที่อภิปรายไปว่า ต้องตัดงบประมาณ ผมต้องตัดแน่นะครับ เพราะอะไร เพราะมันเป็นปัญหานะครับ กอ.รมน.🔗
อันที่ ๑ ยืมคนมาทำงานแต่ตั้งงบประมาณท่านประธานครับ อย่างเช่น ประธาน กอ.รมน. คือใคร นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แต่นายกรัฐมนตรีก็มาทำงาน เอาทั้งเบี้ยเลี้ยง เอาทั้งเวลาราชการนั่นล่ะมารับเบี้ยเลี้ยงที่ กอ.รมน. นี่ล่ะ บางจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นอีก🔗
อันที่ ๒ คือไม่เกิดประโยชน์เลยครับท่านประธานครับ เราเอาเงิน ๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท ไปให้พี่น้องประชาชนไปขุดบ่อบาดาลผมว่ามีประโยชน์กว่าท่านประธานครับ🔗
อันที่ ๓ คือสร้างความขัดแย้ง สร้างความขัดแย้ง กอ.รมน. สร้างความขัดแย้ง ในประเทศ ในสังคม บ้านไหนมีความแตกแยกเข้าไปเลยไปเข้าอีกฝั่งหนึ่งนะครับ🔗
อันที่ ๔ คือแบ่งแยกและปกครอง นี่คือปัญหาของ กอ.รมน. เพราะฉะนั้น กระผม นายสุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ เห็นว่างบประมาณในส่วนนี้ละ ไม่ต้องตัดข้ออื่นหรอก ผมขอตัดของข้อนี้ของ กอ.รมน. ข้อ ๑๗ ผมขอตัด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ ขอส่งเจ้าหน้าที่กลับ กรม กอง หมด ตัด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลยครับ ไม่ต้องมาทำ ส่วนอื่นก็ไปทำอยู่แล้วนะครับ งานไม่มีก็ไปร้องเพลงนะครับ ไปร้องเพลงชาติ ไปร้องเพลงปลุกระดมกัน เกลียดสั่งคนอีกกลุ่มหนึ่ง นี่กราบเรียนท่านประธานครับ จึงขอตัด เฉพาะข้อ ๑๗ ทั้งหมดครับ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ขอบคุณทุกท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ขอเรียนว่า ผู้แปรญัตติที่เสนอชื่อมานะครับ ๓ ท่าน แล้วก็มีชื่อของผู้ช่วยสงวนความเห็นเพิ่มเข้ามาอีก ๒ ท่าน เป็น ๕ ท่าน คือคุณสมชาย ฝั่งชลจิตร คุณนิยม เวชกามา คุณจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ คุณพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน คุณอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม อย่างไรก็กรรมาธิการที่สงวนความเห็น กับผู้ที่แปรญัตติกรุณาถ้ามีความประสงค์อภิปรายส่งชื่อมา เพราะหลังจากนั้นจะได้ให้ผู้ที่ ไม่ได้แปรญัตติแต่มีความประสงค์จะอภิปราย เพราะมีการแก้ไขได้อภิปรายต่อครับ ขอเชิญ คุณสมชายครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผมสมชาย ฝั่งชลจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมขออนุญาตอภิปรายแปรญัตติงบประมาณ มาตรา ๗ ในพระราชบัญญัติงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ ความจริงท่านหัวหน้าพรรคผมได้ขอแปรญัตติตัดไป ๔๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว ผมไม่ควรจะอภิปรายอีก แต่เนื่องจากว่ามันมีประเด็นที่สามารถจะเอามาพูดคุยได้ โดยเฉพาะ งบประมาณของสำนักนายกรัฐมนตรีที่มีอยู่ ๒๒,๖๕๒ ล้านกว่าบาท มันเป็นงบประมาณ ซึ่งสามารถใช้บริหารราชการ แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นใน พ.ร.บ. งบประมาณนั้นก็คือความซ้ำซ้อน ของหน่วยงานที่สังกัดอยู่ในสำนักนายกรัฐมนตรี ผมยกตัวอย่างให้ท่านประธานเห็นว่า สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนก็มีพันธกิจในเรื่องของพื้นฐานการปรับสมดุล และพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ ในขณะเดียวกันสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบ ราชการก็มีพันธกิจเรื่องนี้อยู่ด้วย แล้วก็ใช้งบประมาณ ๓๐๐ กว่าล้านบาท กับสำนักงาน คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนก็ใช้งบประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท นี่คือความซ้ำซ้อน ในขณะเดียวกันสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติก็อยู่ในสำนักนายกรัฐมนตรี แล้วมี กรมทรัพยากรน้ำอยู่ในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นี่คือความเลอะเทอะ หรือเทอะทะของระบบราชการจริง ๆ งบประมาณไปละเลงกันโดยที่ทำงานซ้ำซ้อนกัน แล้วก็ไม่มีการบูรณาการต่างคนต่างก็เอาไปทำลงพื้นที่ จะเรียกว่าไปหาเงินทอนด้วยกัน หรือไม่ก็ไม่รู้ แต่เอางบประมาณไปวางไว้ในส่วนราชการของตนเอง แต่ใน พ.ร.บ. งบประมาณ ปี ๒๕๖๖ แม้กระทั่งปี ๒๕๖๕ ที่ผ่านมา ทุกหน่วยงานเขียนงบประมาณ ด้านความมั่นคงมาตลอด ก็เหมือนที่เพื่อนสมาชิกทุกท่านพูดที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น กปน. ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานใดก็ตามมีแต่ความมั่นคง และที่สำคัญที่สุดท่านประธานครับ ในชีวิตผม ผมรู้สึกนะครับว่าเวลางบประมาณสภาเข้าเมื่อไรภาคใต้ร้อนขึ้นทุกที นี่คือสิ่งที่มัน เห็นมาประจำ จะเกิดเหตุอย่างไรเราไม่รู้ แต่มันเป็นข้อสังเกตได้ งบประมาณที่ใช้ใน กปน. ที่ใหญ่ที่สุดคือการสร้างสายข่าว และนี่ก็เหมือนที่เพื่อนสมาชิกพูดเมื่อสักครู่ว่านี่คือการสร้าง ความขัดแย้งในหมู่ประชาชนให้สงสัยกันจนนำไปสู่ความรุนแรง แต่ที่ผมอยากจะเน้นของ กรมประชาสัมพันธ์แผนยุทธศาสตร์ปรับเปลี่ยนค่านิยมและวัฒนธรรม ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท สงสัยนะครับ เพราะประเทศนี้จะเปลี่ยนค่านิยมและวัฒนธรรมเป็นอะไร วัฒนธรรมเรา ตรงไหน การกิน การมีชีวิต วิถีชีวิต ความคิดความอ่าน เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกคุณธัญวัจน์ ของพรรคผมพูดว่ามันเปลี่ยนโลกโกลบอลไรซ์ (Globalized) หลังความทันสมัย วัฒนธรรมไทย หรือวัฒนธรรมของมนุษยชาติมันพัฒนาไปตามกลไกและการพัฒนาของเทคโนโลยี สังคม มันเปลี่ยน วัฒนธรรมมันก็สืบทอดเชื่อมต่อกัน เราอาจจะกินข้าวกับตะเกียบ บางคนอาจจะ กินข้าวกับมือหรืออาจจะใส่เสื้อผ้าแฟชั่นมันก็กระจายกันทั่วโลก แต่สิ่งหนึ่งที่มันเกิดขึ้นในงบประมาณพันกว่าล้านบาทนี้คืออะไร โลกมันกำลังจะเป็นเสรีนิยม โลกกำลังจะเป็นประชาธิปไตย เคารพในความเป็นศักดิ์ศรีของเพื่อนมนุษย์ ศักดิ์ศรีของคน ที่เท่าเทียมกัน นี่คือสิ่งที่มันเป็นจริงในโลกปัจจุบัน แต่กรมประชาสัมพันธ์กำลังจะพาเราไปสู่ ยุคฟิวดัล (Feudalism) หรือเปล่า ประเทศนี้ต้องถอยกลับไปเพื่อที่จะเป็นประชาธิปไตย ไม่ได้หรือ ต้องใส่ชุดราชปะแตน ห้ามใส่อย่างอื่นหรืออย่างนั้นหรือครับ หรือจะต้องร้องเพลง ไทยเดิม ลาวดวงเดือน จะร้องเพลงฮิปฮอป (Hip Hop) ไม่ได้ คุณกำลังวางแผนในการที่จะใช้ วิธีการปรับเปลี่ยนค่านิยมในงบประมาณพันกว่าล้านบาท คุณจะเอาประเทศไทย เอาคนไทย ไปอยู่ตรงไหนในซอกหลืบของสังคมโลก นี่คือสิ่งที่ต้องคิดนะครับ เพราะฉะนั้นวิธีคิดแบบนี้ มันกำลังจะใช้สื่อในกรมประชาสัมพันธ์เพื่อลงทุนในการกล่อมเกลาและกดหัวประชาชนไม่ให้ เงยหัว หรือแต่ได้คิดว่าประเทศนี้มันควรจะมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ในการพูดคุย ในการแสดงความคิดเห็น ในการที่จะทำโดยสิทธิของความเป็นมนุษยชนที่คุณกับผม มีค่าเท่ากัน เพราะทุกคนล้วนแต่เกิดมาจากการปฏิสนธิกับไข่และอสุจิ นี่คือสิ่งที่มันเป็นจริง และโลกมันพัฒนาไป วิทยาศาสตร์มันก้าวหน้า งบประมาณที่จะทำพันกว่าล้านบาทนี้ มันหมายความว่าอย่างไร ผมถึงอยากจะตัดทั้งหมดเลยพันกว่าล้านบาทนี้ แต่ว่าที่ผมเสนอมา ๒ เปอร์เซ็นต์ ๔๕๐ กว่าล้านบาท ก็ขออนุญาตตัดด้วยครับ🔗
ต่อไปดอกเตอร์นิยม เวชกามา ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ในมาตรา ๗ ผมขอตัด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ในเงินจำนวน ๒๒,๖๐๐ กว่าล้านบาท ขอปรับลดไป ๒,๒๖๕ ล้านบาท เนื่องจากมาตรา ๗ เป็นกฎหมายร่างที่เกี่ยวกับรายจ่ายของสำนักนายกรัฐมนตรี ปรากฏว่าท่านนายกรัฐมนตรีท่านตั้งหน่วยงานที่มาอยู่ในกำกับของท่านนอกจากสำนักของ ท่านแล้วหลายหน่วยงานมีปัญหา ผมนี่ยังเสียใจอยู่ทุกวันนี้การตั้งหน่วยงานซ้ำซ้อนกัน หมายความว่าสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติเป็นหน่วยงานที่เกิดขึ้นแล้ว มาอยู่ในสำนักนายกรัฐมนตรี วันนี้ผมเป็นคนหนึ่งที่โหวตสำนักงานนี้ขึ้นมา แต่แทนที่พี่น้อง ประชาชนจะได้ประโยชน์ พี่น้องประชาชนผิดหวังกับสำนักงานนี้มากครับ ตั้งมาแล้วไป ซ้ำซ้อนกับกรมที่ดิน ซ้ำซ้อนกับกรมอุทยานแห่งชาติ วันนี้เป็นเครื่องยืนยันแล้วจากการ ทำงานมาของท่าน เป็นสำนักงานที่ตั้งขึ้นมาแล้วท่านเขียนไว้สวยหรูนะในสำนักงาน คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ แผนที่ ๑ ผมอ่านดูแล้ว แผนงานพื้นฐานด้านการสร้าง ความเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ท่านประธานครับ ในขณะที่เป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อม แต่ท่านตั้งไว้ว่าคือศัตรูของประชาชน หน้าที่ของท่านไปทำเอกสารสิทธิ ท่านไม่เคยทำเลย จากรายงานที่ท่านมารายงานในสภาแห่งนี้ ผมไปอ่านดูรายงานมีแต่ ร้องเรียนว่าบุกรุกนั่น บุกรุกนี้ แต่เอกสารสิทธิของท่านไม่เคยทำ ผมยืนยันว่ามีหลายอำเภอ ในเขตเลือกตั้งผม ไม่ว่าตำบลแมดนาท่ม ตำบลเหล่าโพนค้อ อำเภอโคกศรีสุพรรณ หมู่บ้าน ที่ตั้งมา ๑๐ ๒๐ ปี วันนี้ท่านได้เข้าไปดูไหม เข้าไปดูว่าบ้านเขามีเอกสารสิทธิไหม โดยเฉพาะ บ้านนิรมัย ตำบลกุสุมาลย์ และ ๒ คาบเกี่ยวกับโพธิไพศาล บ้านตั้งมาตั้งแต่ปี ๒๔๙๗ มีบ้านเลขที่ มีเรือน มีบ้านเป็นพันหลังคา วันนี้ยังเป็นพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิเลย ท่านประธานครับ อันนี้ผมจำเป็นต้องตัดจริง ๆ ๒,๒๐๐ กว่าล้านบาท แล้วผมจะตัด ร้อยเปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำไปในหน่วยงานที่ ๙ สำนักงานคณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ ที่ผมพูด แบบนี้ก็ยืนยันว่าบ้านโนนเจริญอีกบ้านหนึ่งซึ่งหน่วยงานต้องเข้าไปดูเป็นบ้านจดมีเป็น พระราชฎีกาชัดเจน ตามมาตรา ๗ หน่วยงานที่ ๙ ไม่เคยเข้าไปดูเลยครับ อยู่ด้วยความ แล้งแค้นนะครับ ถนนเข้าไม่ได้เพราะหน่วยงานนี้ไม่ไปดู ผมนึกว่าท่านนายกรัฐมนตรี มีหน่วยงานที่ในกำกับแล้วห่วยจริง ๆ อันนี้ผมบอกว่าส่วนวัดผมไม่พูดเลยวันนี้ผมตรวจสอบ ไปกับที่ดินจังหวัด ไปกรมที่ดินบอกว่าส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดิน แห่งชาติ อ่านแผนที่มีวัดศิริพัฒนาราม ตำบลเหล่าปอแดง วัดพุทธไสยาราม ตำบลเชียงเครือ อำเภอเมือง ให้อ่านแผนแล้ว ๖ เดือนยังอ่านไม่จบหมายความว่าอย่างไรแผนที่ทางอากาศ ส่วนวัดบ้านโคกกลาง ตำบลจันทร์เพ็ญ อำเภอเต่างอย วัดดอยธรรมเจดีย์ วันนี้บอกขอ เอกสารสิทธิไม่ได้ โบสถ์สร้างเสร็จทำสังฆกรรมไม่ได้ นี่คือปัญหา ถึงบอกว่าผมเสียใจจริง ๆ ที่โหวตให้ท่านเป็นหน่วยงานที่เข้ามาดูแลความทุกข์ความสุขของพี่น้องประชาชน แต่วันนี้ ท่านเป็นรัฐราชการ ไม่ได้ทำประโยชน์อะไร มีหน้าที่ในการกล่าวหา ประชาชนบุกรุกที่ดิน สร้างรัฐราชการให้เกิดขึ้นในประเทศไทย จึงเป็นปัญหาซึ่งผมต้องขอตัดจริง ๆ ท่านประธาน ผมรับไม่ได้ ที่หน่วยงานอีกหน่วยงานหนึ่ง ผมก็เป็นความหวังเหมือนกันเพราะเป็นหน่วยงาน คือสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ท่านประธาน หน่วยงานนี้ตั้งขึ้นมาคิดว่าจะมาดูแล เรื่องงบประมาณ มีปัญหาเรื่องน้ำทั้งหมด โดยเฉพาะบ้านผมนี้หนองหารดีใจมากครับ ท่านประธานในงบประมาณต่อเนื่อง ๗,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ วันนี้ก็ยัง เหมือนเดิมเพราะให้หน่วยงาน หน่วยงานที่เข้ามาดูแลเรื่องน้ำโดยเฉพาะกำกับดูแล เรื่องงบประมาณเกี่ยวกับน้ำไม่ว่ากรมชลประทาน กรมประมงอะไรก็แล้วแต่ วันนี้ท้องถิ่น ยังแบ่งกันเหมือนเดิม ทำไมไม่ดูเขา วันหนึ่งก็หยิบงบประมาณจากหนองหารไปทำแหล่งน้ำ อย่างอื่น ปล่อยให้ท้องถิ่นเขาทำอย่างไรแบบเบี้ยหัวแตก ผมก็เสียใจนะ ผมจึงกราบเรียนว่า คนที่มาเป็นประธานดูแลเรื่องน้ำนี่เป็นถึงรองนายกรัฐมนตรี ยศพลเอก วันนี้ท่านเข้าไปดูไหม ไปดูหนองหารผม ๒-๓ รอบไปนั่งอยู่ที่หอประชุมโรงพยาบาลไปยืนอยู่ ๕ นาที ที่ริม หนองหารแล้วก็ไปที่อื่น อันนี้ผมกราบเรียนว่าผมรับไม่ได้จริง ๆ ในเรื่องท่านจัดสรร งบประมาณ แล้วงบประมาณเป็นเรื่องเสียหาย จริงอยู่ของสำนักงานนโยบายที่ดินแห่งชาติ ๒๕๔ ล้านบาท งบประมาณของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ๕๑๘ ล้านบาท เป็นงบ เป็นเงินเดือนทั้งสิ้นไม่ได้มีประโยชน์อะไรต่อบ้านต่อเมืองเลยครับ ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชิงเทรา พรรคก้าวไกล ท่านประธาน เวลาน้อย ๗ นาที แต่ว่าหน่วยงานภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรีมีตั้ง ๒๗ หน่วยงาน แล้วก็ แต่ละหน่วยงานต้องบอกว่าแสบ ๆ ทั้งนั้นครับท่านประธาน เพราะไม่ว่า กอ.รมน. ศรชล. กรมประชาสัมพันธ์ สภาความมั่นคง สทนช. สำนักปลัดนายก สลน. สลค. แต่ละหน่วยงานนี่ แสบ ๆ ทั้งนั้น แต่ถ้าต้องเลือกผมคงจะต้องเลือกพูดถึงสำนักงบประมาณครับ เพราะว่านี่เป็น เหมือนกับกระเป๋าเงิน กระเป๋าสตางค์ของประเทศที่ไม่น่าเชื่อจริง ๆ ว่าวันนี้กระเป๋าฉีกครับ ผมยกตัวอย่างการจัดทำงบประมาณของหน่วยงานราชการที่จะต้องผ่านสำนักงบประมาณ ก่อนที่จะเข้ามาในสภาแห่งนี้ให้พวกเราพิจารณากันนะครับ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี หรือว่า สลค. มีการขอจัดซื้อโครงการระบบสารสนเทศทดแทนของเดิม แต่ว่าไส้ในแอบยัด ไอแพดโปร (iPad Pro) ตัวท็อป (Top) มาเครื่องละ ๖๐,๐๐๐ บาท ๒๑๐ เครื่อง นายกจะซื้อให้ลูกน้อง ผมคงไม่ต้องสาธยายนะครับว่ามันเละเทะตรงไหนแล้วทำไมถึงต้องตัด โชคดีครับท่านประธานที่ท่านศิริกัญญากรรมาธิการของพรรคก้าวไกลเราเสนอตัดงบ ไอแพดโปร (iPad Pro) ตัวนี้สำเร็จ ไม่อย่างนั้นเราอาจจะได้เห็นลูกน้องท่านนายกเดบิวต์ (Debut) เป็นดาวติ๊กต๊อก (TikTok) กันบานเลย ท่านประธานครับ ผมอยากให้ดูเอกสารว่า ในการจัดทำงบประมาณของ สลค. ซึ่งผ่านการอนุมัติจากสำนักงบประมาณมายังสภาแห่งนี้ มันหน้าตาอย่างไร ท่านประธานดูนะครับรายละเอียดที่เขียนเอาแค่ชื่อโครงการ โครงการ ซื้อทดแทนของเดิม ซื้อทดแทนของเดิมก็แปลกแล้วครับ ซื้อทดแทนอะไรครับเป็นราคา นอกมาตรฐานทั้งหมด ถ้าเคยซื้อแล้วมันต้องเป็นในมาตรฐานสิครับ ดูรายละเอียดนะครับ ชื่อ ชื่อรายการคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต (Tablet) แบบที่ ๑ แบบที่ ๒ แบบที่ ๓ โอเค (OK) ผมเข้าใจครับเขียนแบบนี้เพื่อเปิดไว้จะได้มีการแข่งขัน แค่บอกว่าอยากได้สเปก (Spec) อะไร และยี่ห้อไหนที่มีสเปก (Spec) เหมือนกันก็เข้ามาแข่งขันกันเราจะได้ราคาถูกที่สุด แต่พอมาดูในรายละเอียดทางด้านขวาผมขยายให้ดู จริง ๆ แล้วแค่เห็นราคา ๖๐,๐๐๐ บาท มันก็ชัดเจนแล้วครับว่าไอแพดโปร (iPad Pro) ตัวท็อป (Top) เท่านั้น ดูในรายละเอียด อ่านแค่ ๒ บรรทัดแรกก็รู้แล้วครับ ไม่มียี่ห้ออื่นหรอกครับในโลกนี้ ล็อกสเปก (Lock Spec) แบบนี้สำนักงบประมาณปล่อยผ่านได้อย่างไรครับ นี่มันผิดระเบียบจัดซื้อจัดจ้างของ สำนักนายกเองด้วยทั้งฉบับ ปี ๒๕๓๕ ปี ๒๕๖๐ ผิดหมด อันนี้ สตง. ป.ป.ช. ผมฝากทำงาน หน่อยนะครับ อย่าเอาไปดองนะครับ ใช้งบประมาณแบบไม่เห็นหัวประชาชนแบบนี้สำนักงบ จงใจปล่อยมาหรือเปล่าผมไม่เข้าใจ ปีที่แล้วเพิ่งซื้อไอโฟน ๑๒ (iPhone 12) ไป ๑๑๑ เครื่อง สำนักงบก็ปล่อยผ่านมา ผมไปตามดูเอกสารงบประมาณปีที่แล้ว สลน. สำนักเลขาธิการ นายกรัฐมนตรีไม่มีปรากฏว่าจะซื้อไอโฟน (iPhone) ในเอกสารงบประมาณ มาดูปีนี้เงินโอน งบประมาณก็ไม่มีโอนไปซื้อ แล้วอยู่ไหนครับ สรุปซื้อไอโฟน ๑๒ (iPhone 12) ๑๑๑ เครื่อง แจกลูกน้องไม่ต้องผ่านสภาใช่ไหมครับ ไม่ต้องมีการตรวจสอบใช่ไหมครับ เอาสตางค์ จากไหนถามจริง ท่านประธานครับ เท่านั้นยังไม่พอนะครับ ดูใบเสนอราคาที่ สลค. เอาราคา ที่ได้จากร้านค้ามาเป็นการของบประมาณนะครับ หน้าถัดไปครับ ผมขยายให้ดูทางขวา ใบเสนอราคาของบริษัทหนึ่งราคายอดรวม ๖๗ ล้านบาท ท่านกล้าซื้อหรือครับ ใบเสนอราคา เขียนว่าเครื่องคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต (Tablet) แบบที่ ๑ ๖๐,๐๐๐ บาท สรุปยี่ห้ออะไร รุ่นอะไร คอมพิวเตอร์แท็บเล็ต (Tablet) แบบที่ ๑ มันคือคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต (Tablet) แบบไหนครับ เสนอราคามาแบบนี้กล้าซื้อครับ ๖๗ ล้านบาท เห็นเป็นแบบนี้แล้วสำนักงบ ปล่อยผ่านเข้าสภามาได้อย่างไรผมไม่เข้าใจ ดูหน่วยงานอื่นที่เขาขอซื้อไอแพด (iPad) หน้าถัดไปครับ สำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ครับ ขอโทษครับอันนี้เป็นใบเสนอราคา อีกหน่วยงานหนึ่งก็ซื้อคอมพิวเตอร์เหมือนกันแต่เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์สเปก (Spec) สูง แล้วสเปก (Spec) สูงนี่สูงแค่ไหนครับ ไม่มีรายละเอียดอะไรเลยใบเสนอราคาแบบนี้รับได้ หรือครับสำนักงบ หน้าถัดไปครับ นี่คือตัวอย่างครับ สำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์เขาจะเอา ไอแพด (iPad) ไปทำศูนย์เมตาเวิร์ส (Metaverse) เขาก็เขียนว่าไอแพด (iPad) ราคา ๒๕,๐๐๐ บาท ไม่เห็นต้องถึง ๖๐,๐๐๐ บาทเลย แล้วก็บอกตรง ๆ ว่าเป็นไอแพด (iPad) ทำไมบอกตรง ๆ ไม่ได้ครับ ทำไมต้องเขียนหลอกขนาดนั้น ท่านประธานครับ ในฐานะ อนุกรรมาธิการครุภัณฑ์ไอซีที (ICT) ผมมีหน่วยงานราชการ ๒๒๓ หน่วยงานที่เข้ามาชี้แจง แล้วก็ทราบไหมครับว่าใบเสนอราคาจำนวนมากที่หน่วยงานเอามาให้กรรมาธิการดู เป็นใบเสนอราคาที่น่าสงสัยทั้งหมด เมก (Make) ขึ้นมาหรือเปล่าผมไม่ทราบ ปลอมแปลงเอกสารหรือเปล่า ผมก็มั่นใจว่าน่าจะเป็นอย่างนั้นล่ะ ผู้ขายเขารู้เรื่องหรือเปล่า ผมยังไม่รู้เรื่องเลยท่านประธาน ไม่รู้ว่าคนขายเขารู้หรือเปล่าว่าใบเสนอราคาเขามาปรากฏ อยู่ในชั้นกรรมาธิการ ผมเอาตัวอย่างใบเสนอราคาที่ไม่สมบูรณ์มาให้ดูนะครับ ซึ่งเป็นใบเสนอ ราคาที่มีลักษณะที่สำนักงบก็ตอบเอง ตัวแทนสำนักงบบอกว่าไม่สมบูรณ์ ใช้ไม่ได้ ผิดระเบียบ หน้าถัดไปครับ อันนี้เป็นแบบแรกครับ ไม่มีวันที่ ไม่รู้เสนอราคาตั้งแต่เมื่อไร ไม่เซ็นชื่อด้วย ไม่มีลายเซ็นด้วย ไม่รู้ใบเสนอราคาของจริงหรือเปล่า แบบนี้จำนวนมาก นี่แค่ตัวอย่างนะครับ วันที่ที่เสนอครับ ในภาพนี้วันที่ ๔ เดือน ๗ คือก่อนที่จะเข้ามาชี้แจงกรรมาธิการแป๊บเดียว มันเลยกรอบที่จะของบประมาณจากสำนักงบไปแล้ว กระบวนการงบประมาณเรามันต้องจบ ตั้งแต่กุมภาพันธ์แล้ว แสดงว่าใบเสนอราคานี้ไม่ได้ผ่านสำนักงบแน่นอนท่านประธาน แล้วเสนอมาได้อย่างไร แบบนี้ก็เยอะมาก หน้าถัดไปครับ ท่านประธานผมถูกเบลอ (Blur) ชื่อหมดเลย ผมจะบอกว่าอันนี้เป็นการเซ็นชื่อแบบพิมพ์เข้าไปแล้วก็เลือกฟอนต์ (Font) ที่มันใกล้เคียงกับลายมือที่สุด อันนี้จำนวนมากเป็นแบบนี้ พิมพ์ชื่อแบบน่าเกลียดเลย รูปขวา บนนี่ฟอนต์อังสนา นิว (Font Angsana New) เลยด้วยซ้ำ ไม่เปลี่ยนฟอนต์ (Font) ด้วยซ้ำ และดูราคาที่ซื้อ ๔๐ ล้านบาทอย่างนี้ ๕๐ ล้านบาทอย่างนี้ เป็น ๑๐๐ ล้านบาทก็มี กล้าซื้อ ของเขาหรือครับ หน้าถัดไปครับ ท่านประธานเบลอ (Blur) แบบนี้ผมก็ไม่รู้จะอภิปราย อย่างไรครับ ผมไม่รู้ไปเบลอ (Blur) ตอนไหนไม่แจ้งผมด้วยนะครับ คือจะบอกว่าการเอาภาพ มาแปะอันนี้คือตัดแปะ ท่านประธานเห็นเส้นทางขวามือไหม เส้นมันขาดใช่ไหมครับ เพราะว่ามันเป็นการครอป (Crop) ภาพลายเซ็นของจริงมาทับเอกสารซึ่งไม่ใช่เอกสาร ที่สมบูรณ์แน่นอน หน้าถัดไปได้เลยครับ เบลอ (Blur) อยู่แล้วนี่ นี่ก็เหมือนกันครับ อันนี้ภาพ พื้นหลังยังเป็นสี่เหลี่ยมอยู่เลย ยังไม่สี่เหลี่ยมกรอบดำ ๆ อยู่เลยครับ คือตัดมาแปะแล้วก็ไม่ได้ ปรับแสงด้วย หน้าถัดไปครับ อันนี้ตัดครอป (Crop) มาทั้งสี่เหลี่ยมเลย ครอป (Crop) มาทั้ง ช่องเลย ไม่ปรับแสงสักหน่อย ใช้กล้องมือถือถ่ายด้วยเบี้ยวมาก หน้าถัดไปครับ โอเค (OK) ครับท่านประธาน คือผมจะบอกว่าผมมั่นใจครับ แล้วก็ท้าทายเลยให้มาเถียงได้เลยว่าอันนี้ ไม่ปลอม เพราะว่ามากกว่า ๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์ของหน่วยงานราชการในประเทศนี้ทั้งหมด ทำใบเสนอราคาแบบนี้มาให้กรรมาธิการตรวจสอบ สำนักงบปล่อยให้หน่วยงานราชการ ทำแบบนี้ได้อย่างไร หน่วยงานราชการ ๒๒๓ หน่วยงาน นี่คือทั้งประเทศเลยนะครับ ภายใต้ การดูแลของนายกรัฐมนตรีที่ชื่อประยุทธ์ พังกันไปหมดแล้ว ถ้าใบเสนอราคาปลอมแบบนี้ แล้วยอดที่มาขอกับสภาล่ะมันจะเป็นยอดที่ถูกต้องหรือเปล่า มันจะเป็นราคาที่เหมาะสม หรือเปล่า ถ้าใบเสนอราคานี้มันเป็นราคาที่สูงกว่าปกติล่ะ การเข้ามาของบประมาณในสภา เราก็ตรวจสอบไม่ได้เพราะว่าเขียนชื่อโครงการแบบนี้ครับ โครงการทดแทนบ้าง โครงการ ปรับปรุงบ้าง บำรุงรักษาบ้าง เราก็ไม่รู้ว่าไส้ในคืออะไร แล้วแต่ละยี่ห้อเป็น ๑๐๐ ล้านบาท หลัก ๑๐ ล้านบาท ๑๐๐ ล้านบาททั้งนั้น เราจะประหยัดงบประมาณประเทศได้อีก หลายหมื่นล้าน ผมมั่นใจถ้าเกิดว่าเรามีวิธีการทำงบประมาณที่ซื่อตรงกว่านี้ สุจริตกว่านี้ และผมมั่นใจว่าเมื่อก่อนนี้ไม่ได้เป็นกันแบบนี้ จริง ๆ แล้วแค่ปีที่แล้วก็ไม่ได้เละเทะขนาดนี้ แต่ภายใต้การดูแลของนายกประยุทธ์เป็นแบบนี้กันหมด แล้วผมยินดีเปิดเผยเอกสารทุกหน้า ทุกใบ แล้วก็มีเป็นปึ๋ง ๆ ทุกหน่วยงานมีหมด ไม่มีหน่วยงานไหนที่ไม่ปลอมแปลงเอกสารครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ มีผู้แปรญัตติ เสนอชื่อเข้ามาอีกท่านนะครับ คุณคำพอง เทพาคำ ขอเชิญเลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม คำพอง เทพาคำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในมาตรา ๗ ผมขออนุญาตท่านประธานในการที่จะอภิปรายขอแปรญัตติในส่วนของสำนักนายกรัฐมนตรี ที่จริงก็มีหลายหน่วยงานที่หลายท่านก็ได้อภิปรายไปบ้างแล้ว แต่ผมอยากจะมีเรื่องที่จะ อภิปรายเพิ่มเติมเป็นเหตุผลที่ทำไมผมถึงได้ขออนุญาตท่านประธานแปรญัตติปรับลดลง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ที่จริงหน่วยงานของกรมประชาสัมพันธ์ ผมอยากจะยกตัวอย่างงบของ กรมประชาสัมพันธ์นี่นะครับ ปีนี้ตั้งอยู่ที่ประมาณ ๑,๔๐๐ ล้านบาท หน่วยงานนี้มีภาระหน้าที่ที่จะต้องสร้างความเชื่อถือ ในด้านข้อมูลข่าวสารในสังคม สร้างความเข้าใจอันดีระหว่างในหมู่ประชาชนกับรัฐบาล กับประชาชน อีกทั้งยังจะต้องสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศต่อสังคมโลก ต่อสังคมสากล อย่างเป็นกลางและแบบใช้ข้อมูลที่รอบด้านที่ผ่านมาไม่น่าจะให้งบประมาณเสียด้วยซ้ำ หลายท่านบอกว่าไม่ควรจะให้งบประมาณไปทำเสียด้วยซ้ำนะครับ กรมประชาสัมพันธ์ ควรจะมีหน้าที่สร้างความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐหน่วยงานต่าง ๆ กับประชาชน ชื่อก็ กรมประชาสัมพันธ์ ท่านประธาน ไม่ใช่ชื่อว่ากรมโฆษณาการเสียเมื่อไรหรือว่ากรมรัฐบาล สัมพันธ์นะครับ งานของกรมประชาสัมพันธ์ก็จะต้องเป็นเป็นงานที่ไม่ใช่กระบอกเสียงของ รัฐบาลแต่เพียงฝ่ายเดียว มันจะต้องเป็นกระบอกเสียงของพี่น้องประชาชนในชุมชนในกลุ่ม ต่าง ๆ ด้วย ข้อมูลข่าวสารจากประชาชนก็ต้องถูกนำมานำเสนอด้วย มีรายการในร่มของ กรมประชาสัมพันธ์ไปออกรายการหลายครั้งในเชิงที่ด้อยค่ากลุ่มคนนะครับที่เห็นต่างกับ รัฐบาลอย่างหน้าตาเฉย ในขณะที่อีกฝ่ายไม่มีโอกาสที่จะนำเสนอข้อมูลผ่านช่องทางของ กรมประชาสัมพันธ์ มีอยู่เรื่องหนึ่งครับท่านประธานน่าอับอายมากที่เราไปให้งบประมาณแล้ว กรมประชาสัมพันธ์ไปทำข้อมูลหนักหนาสาหัสมากคือการไปวิพากษ์วิจารณ์การขนส่งรถไฟ ความเร็วสูงของประเทศเพื่อนบ้าน บ่อยครั้งมากจนเขาอดทนไม่ไหวเขาก็จาดเอาครับเขา เรียกว่าต้องเสียหน้าเป็นที่อับอายไปทั่วเอเชียอาคเนย์เลยต้องหอบกระเช้าดอกไม้ ไปขอขมาตัวแทนของประเทศเพื่อนบ้านอย่างน่าอัปยศที่สุด อันนี้ผมจึงอยากจะกราบเรียน ท่านประธานที่เคารพว่าการที่กรมประชาสัมพันธ์ถูกครอบงำโดยรัฐบาลก็เลยทำให้ กรมประชาสัมพันธ์ไม่สามารถที่จะทำตัวเป็นตัวกลางหรือว่าเป็นกลางในการที่จะแสดงถึง ข้อมูลข่าวสารที่รอบด้านได้นะครับ อีกหน่วยงานหนึ่งครับท่านประธานก็คือสำนักงาน คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ เป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นใหม่ปีนี้น่าจะเป็นปีที่ ๒ ที่เป็น หน่วยงานรับงบประมาณ จนบัดนี้ยังไม่รู้ภารกิจว่าตัวเองควรจะทำอะไร ในขณะที่ปัญหา ที่ดินที่ทำกินที่อยู่อาศัยของพี่น้องประชาชนสะสมสั่งสมมานานมาก แล้วก็อยู่กระจัดกระจาย ในทุกมุมของสังคมไทยนะครับ ไม่ว่าจะให้ป่าซึ่งมาทับที่ของพี่น้อง อุทยานมาทับที่พี่น้อง หรือแม้กระทั่งที่ดินของเอกชนที่ครอบครองหลุดมือจากเกษตรกรจากชาวไร่ชาวนาแล้วหลุด มือไปอยู่ในกลุ่มนายทุน สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติจนบัดนี้ยังไม่รู้ว่า จะจัดทำอะไรอย่างไรกับเรื่องที่ดิน นโยบายแผนงานที่ชัดเจนก็ไม่มีนะครับ เพราะไปแตะ อะไรก็ไม่ได้ ไปแตะที่ดินมุมไหนก็ไม่มีไม่มีอำนาจที่ชัดเจน ไม่มีนโยบายที่ชัดเจน ดังนั้นจึงทำ ให้การทำงานของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติอย่างมะงุมมะงาหราอยู่ ผมถึงบอกว่าผมถึงอยากกราบเรียนท่านประธานว่าในการเสนองบประมาณอันนี้เฉพาะ ๒ หน่วยงานที่ผมให้ความสนใจ เพื่อที่จะเพิ่มเติมให้ท่านประธานรับทราบว่าจริง ๆ แล้ว หน่วยงานที่อยู่ในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีจำนวนมากมีภารกิจมีหน้าที่หลายอย่างที่ไม่เป็น ประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหา ของประเทศชาติบ้านเมืองเลยดังนั้นผมจึงขอปรับลด งบประมาณของสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นภาพรวมลดลง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ มีท่านผู้แปรญัตติ อีกไหมครับ ต่อไปผู้สงวนความเห็นที่ขอเพิ่มเข้ามา ๒ ท่าน คุณพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ขอเชิญนะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการผู้สงวนความเห็น ในมาตรา ๗ สำนักนายกรัฐมนตรีผมปรับลด ๑ เปอร์เซ็นต์ นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยจะดี จะเลว จะชั่วอย่างไร ขึ้นอยู่กับ ๒๗ หน่วยงานที่เขาบังคับบัญชาอยู่ เพราะฉะนั้นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยจะมีตัวช่วย จะมีเครื่องมือที่เขาสามารถบริหารจัดการได้ ๒๗ หน่วยงาน ด้วยงบประมาณ ๒๒,๖๕๒ ล้านบาท ท่านประธานครับนี่คือเครื่องมือของนายกรัฐมนตรีบวกกับงบกลาง (๑๒) เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นอีก ๙๒,๔๐๐ ล้านบาท บวกกับ ๒๒,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๑๐๕,๐๕๒ ล้านบาท นี่อยู่ในการครอบครองบริหารจัดการของนายกรัฐมนตรี ชื่อประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านประธานครับ ทุกปีจะเป็นอย่างนี้บวกกับ ๗๗ จังหวัดที่ กอ.รมน. ใช้หน่วยงานต่าง ๆ เพื่อความมั่นคงแห่งรัฐ ท่านประธานลองนึกภาพดูว่า การบริหารจัดการของประยุทธ์ จันทร์โอชา สำนักนายกรัฐมนตรีบวกกับอีก ๗๗ จังหวัด ล้วงลูก ล้วงลึกได้ทั้งหมด ท่านประธานครับ ผมอยากจะเรียนพ่อแม่พี่น้องคนไทยทั้งหมดว่า ท่านประยุทธ์มีเครื่องมืออะไรบ้าง ท่านประธานครับ สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้ ๕๖๐ ล้านบาท กรมประชาสัมพันธ์ ๑,๔๘๔ ล้านบาท สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ๔๘๔ ล้านบาท สำนักงบประมาณ ๖๓๑ ล้านบาท สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง ๓๐ ล้านบาท สำนักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกา ๒๓๘ ล้านบาท สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ๑,๓๕๒ ล้านบาท สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ๑๑๓ ล้านบาท สำนักงานคณะกรรมการนโยบาย ที่ดินแห่งชาติ ๒๕๔ ล้านบาท สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ๓๐๓ ล้านบาท สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอ (BOI) ๒๓๔ ล้านบาท สำนักงาน ทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ๕๑๙ ล้านบาท สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ๙๔ ล้านบาท สำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ๒๘๔ ล้านบาท สำนักงานเลขาธิการ คณะรัฐมนตรี ๖๐๔ ล้านบาท แล้วยังมีสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ๒,๗๓๔ ล้านบาท ท่านประธานครับไปต่อครับ ลำดับที่ ๑๗ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ราชอาณาจักร ๕,๔๘๖ ล้านบาท นี่ละครับ กอ.รมน. ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ ของชาติทางทะเล ๑,๒๖๓ ล้านบาท ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ๔,๖๘๒ ล้านบาท สำนักงาน คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ๘๖ ล้านบาท สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ๑๒๒ ล้านบาท สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) ๓๖ ล้านบาท สำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์แห่งชาติ ๒๒๒ ล้านบาท อันนี้มันน่าจะตัดทั้งหมดทุกวันนี้ก็ถูกคุกคามทุกคน สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) ๑๑๒ ล้านบาท สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) ๑๐๒ ล้านบาท อันนี้ก็น่าจะตัดทั้งหมดนะครับ เพราะว่าถูกคุกคามทางไซเบอร์ (Cyber) อยู่สำนักงาน ส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ๓๘๙ ล้านบาท และสำนักงาน สุดท้าย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์กรมหาชน) ๒๒๒ ล้านบาท ๒๗ หน่วยงานนี้อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา และ ๗๗ จังหวัด ที่ก้าวล่วง ก้าวล้ำ เข้าไปล้วงลูกล้วงมือที่จังหวัดได้ ท่านประธานครับ ๘ ปีที่ประยุทธ์ จันทร์โอชา บริหารจัดการด้วย ๒๗ หน่วยงาน บวกอีก ๗๗ จังหวัด รัฐนาวาของประยุทธ์ จันทร์โอชา วันนี้พายเรือในอ่างไม่ไปไหนครับ ปีที่แล้วสำนักนายกได้ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ปีนี้ลดเหลือ ๒,๐๐๐ ล้านบาท รวมแล้วปีนี้ได้ ๑๕๐,๐๕๒ ล้านบาท สำหรับประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการบริหารจัดการองค์กรที่ตัวเองดูแลโดยเฉพาะ ท่านประธานครับ แทรกแซง ซ้ำซ้อน ล้วงลูก ผมไม่ว่าครับ แต่ ๘ ปีที่ท่านได้บริหารนี้ทำให้ประเทศชาติเกือบล่มสลาย ผมจึงตัดค่าใช้จ่าย ๑ เปอร์เซ็นต์ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตท่านประธาน ในมาตรา ๗ สงวนความเห็นไว้ในฐานะกรรมาธิการ ท่านประธานที่เคารพ งบประมาณ ๒๒,๖๖๒ ล้านบาทเศษ ๒๗ หน่วยงาน เพื่อนสมาชิกพรรคเพื่อไทยได้นำเสนอตัวเลขไปแล้วนั้น ผมคงไม่ต้องกล่าว ซึ่งมีบางหน่วยงานที่ลึก ๆ คืองบประมาณการรักษาความมั่นคงภายใน ราชอาณาจักร ๕,๔๘๖ ล้านบาท และอีกหน่วยงานหนึ่งคือหน่วยงานรักษาประโยชน์ ของชาติทางทะเลอีก ๑,๒๖๓ ล้านบาทนั้น ถามว่าความมั่นคงของประเทศทั้งภายใน ชายฝั่งทะเล และเขตชายแดนก็มีปัญหาอย่างที่พี่น้องประชาชนได้ทราบแล้ว ท่านประธาน ทราบแล้วว่า เมื่อวานนี้ ๑๑ จุด ท่านประธานทราบไหมว่าวันนี้พี่น้องชาวจังหวัดลพบุรี ทหารลพบุรีซึ่งไปประจำการอยู่ตายเกือบทุกอาทิตย์ เกือบทุกวัน ต้องกลับลพบุรีอยู่เสมอ ด้วยธงชาติ ความมั่นคงภายในของประเทศไม่สามารถจะแก้ไขปัญหาได้ ระหว่างที่มีการ จัดสรรงบประมาณก็ต้องมีการวางแผนอย่างแยบยลเพื่อจะให้งบประมาณผ่านโดยสะดวก ท่านประธานที่เคารพ ถ้าหากว่ารัฐบาลชุดนี้ยังบริหารจัดการอยู่ผมมั่นใจว่าไม่มีทางจะ แก้ปัญหาความสงบภายในได้🔗
ส่วนประเด็นที่ ๒ ต้องกราบเรียนว่าใน (๒๒) เกี่ยวกับเรื่องการจัดการ ธนาคารที่ดิน และย้อนกลับไปที่ข้อ ๙ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ งบประมาณ ๒๖๒ ล้านบาทเศษ ในขณะเดียวกันนั้นต้องกราบเรียนด้วยความเคารพ ที่ดินของประเทศไทยที่ผมกราบเรียนไปแล้วในเบื้องต้นว่าท่านไม่สามารถจะแก้ไขปัญหา ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้ทั้งประเทศ หน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับดูแลเรื่อง ที่ดินในประเทศมีทั้งหมด ๑๗ หน่วยงานด้วยกัน ปรากฏว่ารัฐบาลสามารถที่จะออกวันแมป (One Map) หรือสามารถที่จะดำเนินการได้แต่ไม่ยอมประกาศใช้ เพราะบางที่บุคคลสำคัญ ของรัฐบาลมีที่ดินเป็นหมื่น ๆ ไร่ ในขณะเดียวกันท่านประธานทราบไหมครับว่างบประมาณที่ดินที่ทำไมไม่สามารถออกโฉนดได้ แต่บางที่ดินเขาเรียกโฉนดลอยนะครับสามารถออกได้เฉพาะผู้ที่มีอำนาจรัฐ ท่านประธาน ที่เคารพครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพยากรน้ำแห่งชาตินั้นมีหลายหน่วยงานด้วยกัน ต้องกราบเรียนว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และอีกหลายหน่วยงานที่มีการบริหารจัดการน้ำซึ่งกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ผมจึงอยากจะ กราบเรียนว่าวันนี้จำเป็นต้องพิจารณาเรื่องงบประมาณตรงนี้ ถ้าผมดูรวม ๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ทำไมไม่ตั้งกระทรวงทรัพยากรน้ำแห่งชาติเสียเลยนะครับ อันนี้ผมกราบเรียนด้วยความ เคารพ ผมฝากท่านประธานไปเลยครับว่าผมได้เสนอญัตติให้ตั้งกระทรวงทรัพยากรน้ำ แห่งชาตินะครับ แต่ท่านประธานยังไม่ได้บรรจุให้เพื่อจะดำเนินการตามกระบวนการของ ฝ่ายนิติบัญญัติ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่าสิ่งต่าง ๆ ที่ผมกราบเรียนไปนั้น และอีกหลายหน่วยงานด้วยกัน ผมขออนุญาตปรับลด ๒๓ เปอร์เซ็นต์ ในมาตรา ๗ กราบขอบพระคุณท่านประธานที่เคารพครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ท่านผู้สงวนความเห็นอภิปรายได้หมดแล้วนะครับ ท่านผู้แปรญัตติก็อภิปรายได้หมด เนื่องจากมาตรานี้แก้ไข สมาชิกที่ไม่ได้แปรญัตติก็มีสิทธิอภิปราย มีคุณอมรรัตน์ โชคปมิตต์กุล ขออภิปราย ขอเชิญนะครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จากจังหวัดนครปฐมค่ะ วันนี้นะคะดิฉันขอร่วมอภิปรายงบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๖๖ วาระสองนะคะ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ กอ.รมน. หรือกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ซึ่งเป็น ๑ ใน ๒๗ หน่วยงานที่สังกัดอยู่ในสำนักนายกรัฐมนตรีค่ะ ซึ่งในปีนี้ได้งบประมาณไป หลายพันล้านบาทเหมือนกับหลาย ๆ ปีที่ผ่านมาค่ะ ปีนี้ได้ไปถึง ๗,๘๖๗ ล้านบาท ซึ่งในจำนวน ๗,๘๐๐ กว่าล้านบาทค่ะท่านประธาน มันอยู่ในงบประมาณรายจ่ายอื่นถึง ๗,๓๔๔ ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น ๙๓ เปอร์เซ็นต์ของงบรายจ่ายทั้งหมด การที่เอาไปไว้ในรายจ่าย อื่นนะคะ มันไม่สามารถที่จะตรวจสอบได้ค่ะ เพราะว่าเอกสารชี้แจงต่อกรรมาธิการ งบประมาณของ กอ.รมน. ชี้แจงมาประมาณ ๑๐ บรรทัดเท่านั้นค่ะ คือชี้แจงว่าเงินหลาย ๆ พันล้านบาทที่อยู่ในส่วนของงบรายจ่ายอื่นบอกว่า เช่น เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของงาน ข่าวกรอง ๕๕๒ ล้านบาท เพื่อรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินประชาชน ๖๘๒ ล้านบาท หรือคำกล่าวลอย ๆ เช่น ไว้เพื่อแก้ปัญหาสนับสนุนการกระทำผิดอะไร อย่างนี้ค่ะท่านประธาน ตรวจสอบยาก แล้วก็ตรวจสอบโดย สตง. ไม่ได้ค่ะ ท่านประธานคะ พวกเราได้รู้จักกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในหรือ กอ.รมน. ดีนะคะ ในบทบาท ช่วงชิงมวลชนในยุคคอมมิวนิสต์ ในยุคสงครามเย็น ซึ่งบทบาทเหล่านั้นมันจบสิ้นไปหลายสิบปี แล้วค่ะท่านประธาน แล้วจริง ๆ แล้ว กอ.รมน. เป็นหน่วยงานที่ควรจะถูกยุบทิ้งไปพร้อมกับ การออกพระราชบัญญัตินะคะ ปกป้องกันภัยอันเป็นคอมมิวนิสต์ค่ะ รู้สึกจะเป็นในสมัยที่ ท่านประธานสภาเคยเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่นะคะ ดิฉันไม่แน่ใจ ประมาณราวปี ๒๕๓๐ แต่ท่านประธานคะ นอกจาก กอ.รมน. จะไม่ได้ถูกยุบทิ้งด้วยการหมดภารกิจไปอย่างสิ้นเชิง นานหลายสิบปีแล้ว กลับมีสิ่งตรงกันข้ามค่ะ คือยังมีการสถาปนานะคะ บทบาทและอำนาจ ของ กอ.รมน. ให้เพิ่มสูงขึ้น มีการฟื้นอำนาจ กอ.รมน. เพื่อรักษาอำนาจของกองทัพค่ะ ไม่ว่าจะอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีหรือว่าอยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นะคะ ท่านประธานคะ มีการปรับโครงสร้างของ กอ.รมน. หลังจากนั้นค่ะ โดยการปรับโครงสร้าง ๒ ครั้งหลังรัฐประหาร ๒ ครั้งหลัง คือปรับโครงสร้างในปี ๒๕๕๒ หลังรัฐประหารปี ๒๕๔๙ และหลังรัฐประหารในปี ๒๕๕๗ ล่าสุดก็มีการปรับโครงสร้าง กอ.รมน. อีกครั้งในปี ๒๕๖๐ การปรับโครงสร้างแต่ละครั้งนะคะ ได้ขยายขอบเขตอำนาจ บทบาทหน้าที่เกี่ยวกับความ มั่นคงขยายออกไปจนครอบจักรวาลค่ะ ครอบคลุมทุกสิ่งในประเทศนี้ กลายเป็นรัฐซ้อนรัฐ ท่านประธานคะ ทำไมนะคะ ทำไมเราถึงจะต้องหยุดนะคะ ทำไม กอ.รมน. ถึงสนับสนุนให้ทหารมาทำงานการเมือง ในโครงสร้างภายในของ กอ.รมน. ตำแหน่งที่สำคัญทั้งหมดล้วนเป็นทหารและเป็นกองทัพทั้งสิ้นนะคะ ผู้อำนวยการ กอ.รมน. คือนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา รองผู้อำนวยการ กอ.รมน. ก็คือผู้บัญชาการ ทหารบก และเลขาธิการ กอ.รมน. ก็คือเสนาธิการทหารบก มีการดึงเอาตำรวจและพลเรือน เข้ามาเป็นโครงสร้างของ กอ.รมน. แต่พอเป็นพิธีเท่านั้นนะคะ แต่อำนาจทั้งหมดเกือบ ร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่ในมือของทหารทั้งสิ้นนะคะ และท่านประธานทราบไหมคะว่าครั้งหนึ่ง มีนายตำรวจแอบกระซิบดิฉันมานะคะ ครั้งหนึ่งตำรวจได้พยายามจะถอนตัวออกมาจาก โครงสร้าง กอ.รมน. เพราะรู้ว่าตัวเองไม่ได้มีบทบาทไม่ได้มีความสำคัญเป็นเพียงไม้ประดับ แต่ว่าไม่ได้รับอนุญาตค่ะถูกปฏิเสธจึงยังจำใจอยู่ประกอบเป็นโครงสร้างของ กอ.รมน. จนถึง ปัจจุบันนี้ มุมคิดแบบทหารนะคะที่มีแนวคิดเรื่องภัยของความมั่นคงที่คับแคบ ล้าหลัง และหลงยุค ยังติดอยู่ในยุคคอมมิวนิสต์ค่ะทำให้ กอ.รมน. ที่ประกอบด้วยทหารแทบทั้งหมด มองคนที่คิดต่างทางการเมืองโดยมีอุดมการณ์ทางการเมืองต่างกัน เขามองว่าเป็นศัตรู เหมือนที่เคยมองภัยจากคอมมิวนิสต์ เขาแยกไม่ออกค่ะท่านประธาน เราก็จะเห็นได้ว่า การคิดต่าง การมีอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกันซึ่งเป็นปกติของการปกครองระบอบ ประชาธิปไตย ทหารไม่มีวันเข้าใจค่ะ เราจะเห็นได้จากในกลางปีประมาณเดือนตุลาคม ปี ๒๕๓๓ กอ.รมน. ภาค ๔ ส่วนหน้าได้ไปแจ้งความเอาผิด ๑๒ นักการเมืองฝ่ายค้าน และนักวิชาการที่เขาลงไปจัดเสวนากันที่จังหวัดปัตตานีหลังการเลือกตั้งในปี ๒๕๖๒ ที่มีการ รณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญเขาก็ลงไปจัดกัน แต่ กอ.รมน. เป็นคนไปแจ้งความยัดข้อหา ภัยความมั่นคงมาตรา ๑๑๖ ให้กับนักวิชาการและนักการเมืองฝ่ายค้านในครั้งนั้นค่ะ จำนวน ๑๒ คนด้วยความไม่เข้าใจเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญว่ามันเป็นเรื่องที่ทำได้โดยชอบธรรม กฎหมายเขียนขึ้นมาได้ก็แก้ไขได้ค่ะท่านประธาน นอกจากนั้นการแก้ไขปัญหาไฟใต้ ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เราจะเห็นได้แล้วเมื่อคืนนี้ตอนเที่ยงคืน ๑๗ สิงหาคมที่ผ่านมา เมื่อคืนนี้สด ๆ ร้อน ๆ มีระเบิดทั้งสิ้นใน ๑๐ อำเภอถึง ๑๑ จุด กระจายไปทั้ง ๓ จังหวัด ยะลา ปัตตานี นราธิวาส มีการระเบิดร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า ปั๊มน้ำมัน อันนี้คือ ความล้มเหลวของการทำงานของ กอ.รมน. ซึ่งปีนี้ได้งบประมาณไปถึง ๑,๔๔๘ ล้านบาทค่ะ รวมทั้งที่คุณประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่ในตำแหน่งได้ยาวนานมาถึง ๘ ปี ทั้ง ๆ ที่ไม่มีใคร ยอมรับนะคะ ก็เพราะเป็นผลงานของ กอ.รมน. ในส่วนหนึ่งค่ะที่ทำการสร้างทัศนคติทาง การเมืองที่ผิด ๆ จัดงานจัดตั้งมวลชนของ กอ.รมน. ในต่างจังหวัด ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ที่อยู่ในหมวดรายจ่ายอื่นที่ไม่สามารถตรวจสอบได้โดย สตง. ค่ะ ทำไมคะดิฉันถึงบอกว่า เราไม่ควรจะมี กอ.รมน. อีกต่อไปมี ๔ เหตุผลค่ะท่านประธาน เหตุผลแรกเป็นงานที่ซ้ำซ้อน กับหน่วยงานราชการอื่น ๆ ที่เขามีงานหลักอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ มีงานที่ครอบคลุมอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นภารกิจสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้ก็ไป ซ้ำซ้อนกับกรมทรัพยากรค่ะ ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมประเพณีนะคะ ตอนนี้ลามเข้าไปถึง งานฟื้นฟูประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงามของประเทศด้วยค่ะ ซึ่งไปซ้ำซ้อนกับกระทรวง วัฒนธรรม มีงานป้องกันภัยจากไซเบอร์ (Cyber) ที่ไปซ้ำซ้อนกับกระทรวงดิจิทัลด้วยค่ะ ท่าน ประธานคะ ทุกหน่วยงานรับงบประมาณล้วนแต่มีอำนาจมีหน้าที่แล้วก็ต้องมีความรับผิดชอบ ตามมา แต่สำหรับ กอ.รมน. เป็นข้อยกเว้นค่ะ เพราะความที่เป็นหน่วยงานเสริมแล้วก็อ้าง ตัวเองว่ามีหน้าที่บูรณาการ แต่กลับไม่ต้องรับผิดชอบเมื่อมีความผิดพลาดหรือความล้มเหลว เลยเพราะว่ามีเจ้าภาพหลักที่เป็นเจ้าของงานหลักตรงนั้นเขารับผิดชอบอยู่แล้วคือรับแต่ชอบ ไม่เคยต้องรับผิดความผิดพลาดนะคะที่ทำไป นอกจากจะมีการซ้ำซ้อนนะคะกับหน่วยงานที่มี อยู่แล้ว แล้วก็ยังมีทุกครั้งทุกปีจะมีงบประมาณมากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ อยู่ในหมวดรายจ่ายอื่นที่ตรวจสอบไม่ได้และเอื้อตรงนี้นะคะเอื้อให้หน่วยราชการนั้น มีการยักย้ายถ่ายเทเงินงบประมาณหรือมีการเปลี่ยนแปลงเงินงบประมาณที่เป็นอำนาจ ของเพียงหัวหน้าหน่วยงานเท่านั้นค่ะ และการที่อ้างว่ามีการตั้งงบประมาณในการหาข่าว และในการสร้างแหล่งข่าวต่าง ๆ ในความเป็นจริงแล้ว กอ.รมน. ใช้ผู้ใหญ่บ้าน ใช้กำนัน และใช้ อสม. ในการเป็นแหล่งข่าวให้ และผู้ใหญ่บ้าน กำนันได้รับค่าตอบแทนแล้วจากกระทรวงมหาดไทย ส่วน อสม. ได้รับ ค่าตอบแทนแล้วจากกระทรวงสาธารณสุขค่ะ มีเงินเดือน มีค่าตอบแทนกันอยู่แล้ว ไม่ทราบว่า กอ.รมน. เอางบประมาณไปทำอะไร ดิฉันจึงไม่อาจจะไว้วางใจให้หน่วยงานที่มีมุมมองและมี ทัศนคติขัดกับหลักการประชาธิปไตยได้ใช้เงินภาษีของพี่น้องประชาชนทุกปี ๆ ปีละหลาย พันล้านบาทได้อีกต่อไปค่ะ การยุบ กอ.รมน. จะเป็นส่วนหนึ่งสำคัญที่จะเอาทหารออกจาก การเมืองไทย และเป็นส่วนสำคัญในการปฏิรูปกองทัพ และถ้าจะเปรียบแล้ว กอ.รมน. เหมือนกับอวัยวะในร่างกายก็เปรียบเสมือนไส้ติ่งที่ไม่มีความจำเป็น ตัดทิ้งออกไปได้เลย ถ้ายังไม่สามารถยกเลิก กอ.รมน. ได้ในเร็ว ๆ นี้ เราควรจะปรับปรุงโครงสร้างของ กอ.รมน. เอาทหารออกไปและเอาพลเรือนเข้าไปแทนที่ ดิฉันหวังใจเป็นอย่างยิ่งว่าเมื่อเรามี ประชาธิปไตยที่แข็งแรงขึ้นเราจะสามารถกำหนดนิยามความมั่นคงภายในของประเทศ ให้เหมาะสมกว่านี้ ให้แคบกว่านี้ และเอาพลเรือน เอาวิสัยทัศน์ของพลเรือนเข้าไปนั่ง มีอำนาจใน กอ.รมน. ดิฉันขอตัดงบประมาณทั้งหมด ขอยุบหน่วยงานนี้ ไม่ควรจะต้อง เสียเงินแม้แต่ล้านเดียวให้กับหน่วยงานที่เป็นไส้ติ่งที่ไม่มีความสำคัญและยังมีทัศนคติที่ผิด ๆ ต่อเรื่องของความมั่นคงภายในประเทศอีกด้วย ขอบคุณมากค่ะ🔗
ขอบคุณนะครับ เชิญกรรมาธิการชี้แจงครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ผ่องศรี ธาราภูมิ กรรมาธิการ ดิฉันขอตอบประเด็นคำถามของท่านกรรมาธิการผู้สงวน ความเห็นและสมาชิกที่ได้สงวนคำแปรญัตติ ทั้งหมดประมาณ ๒๕ ท่าน ในประเด็นต่าง ๆ ในมาตรา ๒๗ สำนักนายกรัฐมนตรีที่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หน่วยรับงบประมาณมากถึง ๒๗ หน่วยงาน ประเด็นคำถามแล้วก็ข้อห่วงใยคำถามของทุกท่านที่ได้อภิปรายมานั้น ก็สอดคล้องกับที่กรรมาธิการได้ตั้งคำถามต่อหน่วยงานเช่นเดียวกัน เนื่องจากเวลาอันจำกัด ดิฉันก็จะขอตอบเป็นบางประเด็นที่ท่านได้สอบถาม🔗
ในประเด็นเรื่องของการตั้งงบประมาณประเภทงบราชการลับ ว่าสำนัก เลขาธิการนายกรัฐมนตรีมีอยู่จำนวนเท่าใด แล้วก็การใช้จ่ายเป็นอย่างไร ในคำชี้แจงของ หน่วยรับงบประมาณก็ได้ชี้แจงว่าคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๒๓ กำหนด ว่าการจัดสรรงบประมาณประเภทลักษณะเงินราชการลับให้ทำได้เฉพาะสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงกลาโหม และกรมตำรวจเท่านั้น ดังนั้นส่วนราชการใดที่มีภารกิจที่ต้องดำเนินการ ในลักษณะปกปิดไม่อาจเปิดเผยได้ไม่ว่าจะเป็นด้านความมั่นคง ด้านการป้องกันปราบปราม ยาเสพติด ด้านการข่าว หรือลักษณะอื่นที่มีลักษณะปกปิดเพื่อประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือโดยสภาพแห่งเทคโนโลยีก็ต้องตั้งงบประมาณไว้ที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในปีงบประมาณ ๒๕๖๖ นี้ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้ตั้งเงินราชการลับให้หน่วยรับ งบประมาณทั้งหมด ๑๙ หน่วยงาน รวมเป็นเงิน ๕๕๘,๐๕๓,๐๐๐ บาท เท่ากับงบประมาณ ปี ๒๕๖๕ และในการดำเนินการนั้นก็จะต้องมีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการ ใช้จ่ายเงินราชการลับเป็นตัวกำกับด้วยนะคะ🔗
ในส่วนของได้มีการตั้งคำถามว่าเหตุใดยังมีการตั้งงบประมาณไว้ที่สำนักงาน พัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) ทั้ง ๆ ที่จะต้องโอนไปเป็นองค์การสวนสัตว์ ในประเด็นนี้ กรรมาธิการโดยเฉพาะดิฉันเองก็ให้ความสนใจเนื่องจากพระราชกฤษฎีกายุบเลิกสำนักงาน พัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) เมื่อปี ๒๕๖๒ ได้มีผลให้ส่วนราชการนี้ที่มีอยู่ ๒ หน่วยงาน ก็คือศูนย์การประชุมและศูนย์แสดงสินค้าก็โอนไปอยู่ที่กรมธนารักษ์ ในส่วนของสำนักงาน เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ในตอนต้นก็ให้โอนไปอยู่ที่องค์การสวนสัตว์ แต่ว่าในมาตรา ๓ ของใน พ.ร.ฎ. ยุบเลิกสำนักงานได้กำหนดว่า ในระหว่างที่การดำเนินงานยังไม่แล้วเสร็จก็ให้ทาง สำนักงานพัฒนาพิงคนครได้ดูแลหน่วยงานนี้ไปก่อน และในระหว่างนี้ก็เช่นเดียวกันได้มีการ สอบถามหน่วยงานว่าเหตุใดเวลาเนิ่นนานแล้วจึงไม่ได้ดำเนินการให้แล้วเสร็จ ก็พบว่าเนื่องจากทั้งองค์การสวนสัตว์ แล้วก็เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีมีพันธกิจที่ต่างกันนะคะ องค์การสวนสัตว์ยังไม่พร้อมที่จะเป็นหน่วยรับ ดังนั้นทางสำนักงานจึงยังต้องดูแลกิจการนี้อยู่ แล้วก็การตั้งงบประมาณในปี ๒๕๖๖ นี้ก็ตั้งเฉพาะในส่วนงบบุคลากรค่ะ ถ้าเป็นส่วนของ ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ทางหน่วยงานเป็นผู้ดูแลดำเนินการเองนะคะเนื่องจากมีคำถามจำนวนมาก เลยนะคะ ดิฉันก็กราบเรียนว่าทุกหน่วยงานที่ท่านได้สอบถามมานี่ค่ะ กรรมาธิการได้ สอบถามรายละเอียดมากมายมีปรากฏอยู่ในเอกสารรายงานเล่มฉบับที่ ๑ อยู่ในข้อสังเกต หน้า ๒๔๘-๒๕๗ นะคะ ก็ขอยืนยันว่ากรรมาธิการได้ตรวจสอบทุกหน่วยงานแล้วก็ได้ปรับลด ส่วนที่ไม่จำเป็นออกไปแล้ว โดยในมาตรา ๗ นี้ก็ได้มีการปรับลดไปทั้งสิ้น ๑๙๐,๓๐๑,๖๐๐ บาท คงเหลือวงเงินที่ได้รับจัดสรรก็คือ ๖๒,๒๒๕,๑๐๐ บาทถ้วน กรรมาธิการก็ขอยืนยันตามที่ได้ ดำเนินการมานะคะ ก็ขอกราบเรียนค่ะ🔗
ขอบคุณนะครับ เนื่องจาก มาตรา ๗ กรรมาธิการแก้ไขนะครับ แล้วก็มีผู้สงวนความเห็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย แล้วก็มีสมาชิกแปรญัตติ ดังนั้นคงต้องตั้ง ๒ คำถามนะครับ คำถามแรกก็คือเห็นควรแก้ไข ตามที่กรรมาธิการแก้ไขหรือไม่ก่อนนะครับ ถ้าเห็นว่าควรแก้ไขก็คำถามที่ ๒ ว่าจะแก้ไขตาม กรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือตามที่ผู้สงวนความเห็นและผู้แปรญัตติ รบกวนสมาชิกกรุณา เข้ามานะครับ🔗
จำนวนสมาชิกเปลี่ยนแปลง จาก ๔๗๘ ท่าน เป็น ๔๗๗ ท่าน แต่องค์ประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งเท่าเดิมครับ คือ ๒๓๙ ท่าน เนื่องจากนางสาววทันยา บุนนาค ได้ลาออกครับ องค์ประชุมเท่าเดิมนะครับ ๒๓๙ ท่าน สมาชิกเราที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ ๔๗๗ ท่าน สมาชิกกรุณากดบัตรแสดงตนนะครับ🔗
ปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตนขณะนี้ ๒๙๗ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗
เนื่องจากมาตรา ๗ มีการ แก้ไขตามที่ได้เรียนแล้วนะครับ ก็ขอถามมติที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยในการแก้ไขหรือไม่ ผู้ใดเห็นด้วยให้มีการแก้ไขกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗
ปิดการลงมติครับ🔗
ท่านประธานค่ะ🔗
ครับ🔗
เบญจา แสงจันทร์ เห็นด้วยค่ะ🔗
ยังไม่ประกาศผล ก็อนุญาตครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๐๑ บวก ๑ ๓๐๒ ท่าน เห็นด้วย ๒๙๗ บวก ๑ ๒๙๘ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน มติที่ประชุมเห็นด้วยกับ กรรมาธิการแก้ไขนะครับ🔗
คำถามต่อไป เห็นด้วย ในการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมากหรือเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่สงวนความเห็น คือกรรมาธิการเสียงข้างน้อยและผู้แปรญัตติ ผู้ใดเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อย คือไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการ เสียงข้างมากกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติ นะครับ🔗
ท่านประธานค่ะ เบญจา แสงจันทร์ ๑๙๙ ไม่เห็นด้วยค่ะ🔗
ท่านประธานต้องแสดงตน อีกรอบไหมครับ🔗
ขออภัยครับ เจ้าหน้าที่ ก็ท้วงผม ขออภัยครับ🔗
ขอพวกเราแสดงตนอีกครั้ง การลงมติครั้งที่ ๒ แสดงตนอีกครั้ง ขออภัยด้วยครับ🔗
เจ้าหน้าที่ไม่มีปัญหา นะครับ🔗
ท่านประธานคะ เบญจา แสงจันทร์ ๑๙๙ แสดงตนค่ะ🔗
สมาชิกพร้อมนะครับ ปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตน ๒๙๘ บวก ๑ ๒๙๙ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ🔗
ขอถามมติว่าผู้ใดเห็นด้วย กับกรรมาธิการเสียงข้างมากแก้ไขกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อย หรือผู้แปรญัตติกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗
ท่านประธานคะ เบญจา แสงจันทร์ ๑๙๙ ไม่เห็นด้วยค่ะ🔗
บวก ๑ นะครับ สมาชิก พร้อมนะครับ ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๐๐ บวก ๑ ๓๐๑ ท่าน เห็นด้วย ๒๒๑ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๗๘ บวก ๑ ๗๙ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี มติที่ประชุมเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากครับ ก็จบมาตรา ๗ นะครับ🔗
ขอเชิญเลขาธิการครับ🔗
มาตรา ๘ งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงกลาโหม และหน่วยงานในกำกับมีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวน คำแปรญัตติ🔗
ผมเรียนพวกเราได้ทราบ สถานการณ์ของผู้อภิปรายมาตรา ๘ มีการแก้ไขครับ จึงมีสิทธิที่อภิปรายนะครับสำหรับ ผู้ไม่แปรญัตติ แต่ว่าขณะนี้กรรมาธิการที่สงวนความเห็นได้ส่งชื่อขออภิปรายมาแล้ว ๙ ท่าน มีสมาชิกผู้แปรญัตติส่งชื่อมาแล้ว ๑๓ ท่าน เพราะฉะนั้นสถานการณ์ขณะนี้คงจะมีผู้อภิปราย อย่างน้อย ๒๐ กว่าท่าน เพราะฉะนั้นพวกเราที่รอลงมติก็ไปปรับตัวอยู่ที่ไหนก็ตาม แต่ว่าก็มี เวลาอยู่ครับ ขอเชิญท่านแรกกรรมาธิการสงวนความเห็นคุณสมชัย ศรีสุทธิยากร ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม สมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ในสัดส่วนของพรรคเสรีรวมไทยครับ ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมขอสงวนความเห็นไว้ก็คืองบประมาณค่าใช้จ่ายของกระทรวง กลาโหม ซึ่งเมื่อเราพิจารณาแล้วพบว่าในการจัดทำงบประมาณของกระทรวงกลาโหมนั้น หลายเรื่องที่ทางกรรมาธิการได้ขอข้อมูลไป แต่กระทรวงกลาโหมนั้นไม่ได้ตอบข้อมูล กลับคืนมา หลายต่อหลายเรื่องนั้นยังเป็นประเด็นที่ค้างคา ยังเป็นประเด็นที่สงสัยอยู่ ผมขออนุญาตที่จะขึ้นสไลด์ (Slide) เกี่ยวกับของกระทรวงกลาโหมครับ🔗
ว่าในประเด็นของงบประมาณ รายจ่ายของกระทรวงกลาโหมนั้นมีประเด็นใดบ้าง ซึ่งเป็นประเด็นที่ยังเป็นที่ค้างคาสงสัย ประเด็นหนึ่งซึ่งผมคงจะเอามาพูดกันในวันนี้ก็คือเรื่องเกี่ยวกับงบประมาณค่าตอบแทน เหมาจ่ายการจัดหารถประจำตำแหน่ง ซึ่งในส่วนของกองทัพ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงาน ปลัดกระทรวงกลาโหม กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ แล้วก็ในส่วนของ กองบัญชาการกองทัพไทยได้มีการตั้งงบประมาณเกี่ยวกับเรื่องของค่าตอบแทนเหมาจ่าย การหารถประจำตำแหน่งให้กับข้าราชการกระทรวงกลาโหมตั้งแต่ระดับชั้นยศพันเอกพิเศษ พลตรี แล้วก็พลโทขึ้นไป โดยเป็นการเทียบกับทางข้าราชการประจำว่าถ้าเป็นในระดับของ พันเอกพิเศษซึ่งคุมกองกำลังนั้นก็จะเทียบเท่ากับระดับรองอธิบดี ถ้าเป็นระดับพลตรี ก็เทียบเท่ากับระดับอธิบดี ถ้าเป็นระดับพลโทขึ้นไปให้เทียบเท่ากับระดับปลัดกระทรวง ซึ่งในการกำหนดอัตราค่าตอบแทนเหมาจ่ายดังกล่าวเลยทำให้กระทรวงกลาโหมนั้นมีตัวเลข ของนายพลต่าง ๆ ซึ่งจะได้รับเงินในส่วนของค่าตอบแทนเหมาจ่ายดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ตัวเลขที่ผมนำเสนอให้เห็นก็จะเห็นว่าสำนักงานปลัดกระทรวงนั้นมีตัวเลขในเรื่องของ ค่าตอบแทนเหมาจ่ายถึง ๕๑.๙ ล้านบาท กองทัพบกมีถึง ๒๔๐.๓ ล้านบาท กองทัพเรือมี ๑๑๖.๓ ล้านบาท กองทัพอากาศมี ๗๕.๑ ล้านบาท แล้วก็กองบัญชาการกองทัพไทยมี ๗๐.๗ ล้านบาท รวมทั้งกระทรวงก็จะเป็นเงินถึง ๕๕๔.๓ ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวถ้าหากว่า ไปเทียบรวมกับกระทรวงอื่น ๆ ทุกหน่วยราชการ กระทรวงกลาโหมกระทรวงเดียวมีรายการ ค่าใช้จ่ายดังกล่าว ผมขออนุญาตอ้างอิงจากเพื่อนกรรมาธิการนะครับ ท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ ได้คำนวณมาแล้วว่าเป็นตัวเลขถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ หรือร้อยละ ๗๐ กระทรวง ๆ เดียว มีรายการในเรื่องนี้ถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่กระทรวงอื่นอีกไม่รู้กี่สิบกระทรวงรวมแล้วแค่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นตัวเลขดังกล่าวนี้เป็นตัวเลขที่ทางกรรมาธิการ ได้ขอตัวเลขง่าย ๆ จากกระทรวงกลาโหมไปก็คือว่าปัจจุบันท่านมีนายพลทั้งหมดกี่คน เป็นพลตรีเท่าไร พลโทเท่าไร พลเอกเท่าไร แล้วก็ตำแหน่งดังกล่าวนั้นใครบ้างซึ่งเป็น ตำแหน่งที่ครองกำลัง ใครบ้างที่เป็นตำแหน่งซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ หรือตำแหน่งทางด้าน ที่ปรึกษาต่าง ๆ ถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้ แล้วก็สิ่งหนึ่งซึ่งผมได้อภิปรายในวันที่ตัวแทนจากกองทัพ ได้มาชี้แจงก็คือว่าเราทราบว่ามีรถประเภท ๑ ซึ่งระดับสูงของทางกองทัพนั้นใช้เป็นรถประจำ ตำแหน่ง ท่านก็ตอบว่าไม่ใช่ครับ รถประเภทนี้เรียกว่ารถควบคุมสั่งการ เบนซ์ เอส ๕๐๐ (Benz S500) เป็นรถควบคุมสั่งการ แต่แรกความเข้าใจของเราก็คือว่าน่าจะเป็นการใช้เงิน ของรถประจำตำแหน่งเพื่อที่จะให้มาจัดหารถที่อาจจะมีสเปก (Spec) ที่สูงขึ้น เป็นรถที่หรู มากขึ้น โดยอาจจะมีการใช้งบประมาณของกองทัพบางส่วนเข้ามาสมทบ ปรากฏว่าสิ่งซึ่งได้รับคำตอบจากทางท่านปลัดกระทรวงกลาโหมก็บอกว่าไม่ใช่ครับ คนละอย่างกัน รถประจำตำแหน่งก็ยังเป็นรถประจำตำแหน่งซึ่งมีสเปก (Spec) เทียบเท่ากับ ปลัดกระทรวง เทียบเท่ากับระดับของอธิบดี รองอธิบดี ไม่ได้แตกต่างกัน แต่รถเบนซ์ เอส ๕๐๐ (Benz s500) ที่เป็นรถหรูนี้ท่านเรียกว่าเป็นยุทธภัณฑ์ เป็นอาวุธรบครับเรียกว่า รถควบคุมสั่งการ สิ่งที่เราขอก็คือว่าในส่วนของรถควบคุมสั่งการท่านมีทั้งหมดกี่คัน เพราะตัวเลขที่ผมได้มานี้ผมได้มาว่าในกองทัพมีประมาณ ๓๐ คันที่เป็นรถควบคุมสั่งการ ข้อมูลที่ผมได้มาก็คือไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม รองปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด เสนาธิการ ผู้บัญชาการทหารบก ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก รองผู้บัญชาทหารบก ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เสนาธิการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ประธานที่ปรึกษากองเรือ รองผู้บัญชาการ ทหารเรือ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ เสนาธิการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ประธานที่ปรึกษากองทัพอากาศ รองผู้บัญชาการกองทัพอากาศ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหาร อากาศ เสนาธิการทหารอากาศ ทั้งหมดประมาณ ๓๐ นาย มีรถสิ่งที่ว่าเป็นรถควบคุมสั่งการ ที่เป็นรถหรู คำถามคือแล้วได้ถามไหมครับว่าจริง ๆ แล้วท่านมีกี่คัน และท่านใช้เงิน งบประมาณรายจ่ายที่เหลือจ่ายในแต่ละปีนั้นไปทำการเปลี่ยนแปลงรายการกับทาง สำนักงบประมาณในปีไหนบ้าง เปลี่ยนแปลงจากรายการอะไร เช่น กรณีที่ว่าใช้เงินในการ จัดซื้ออาวุธแล้วก็เงินเหลือ งบก่อสร้างเงินเหลือแล้วก็มาเปลี่ยนแปลงรายการ ตกลงกับ สำนักงบประมาณครับว่าจะขอมาเปลี่ยนเป็นยุทธภัณฑ์ที่เรียกว่า รถควบคุมสั่งการ ถามไป ครับว่าท่านมีกี่คันแล้วก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงงบประมาณในปีไหนบ้าง ผมขออนุญาต เอาสไลด์ (Slide) ถัดไปให้ดูครับว่าคำถามต่าง ๆ ที่ทางกรรมาธิการได้ถามไป ไม่ใช่มีผมถาม คนเดียวครับ มีคนถามทั้งหมด ๑๙ คน ๑๙ คนนี้ไม่มีคำตอบจากกระทรวงกลาโหม แม้แต่รายเดียว คำถามคือแล้วเราจะทำงบประมาณกันได้อย่างไรในเมื่อท่านมาชี้แจง ในที่ประชุมของกรรมาธิการท่านก็รับปากว่าท่านจะเอาข้อมูลมาให้กับทางกรรมาธิการ แต่ท้ายสุดครับท่านไม่มีข้อมูลใด ๆ มาให้แก่กรรมาธิการเลย ไม่ใช่ผมคนเดียวครับ ทุกคนที่ถามกระทรวงกลาโหมไม่มีใครเคยได้คำตอบ แต่ท่านพยักหน้าตอบว่าจะให้ข้อมูล ต่าง ๆ เหล่านี้ แต่ถึงเวลานี้ผ่านไป ๑ เดือนยังไม่มีข้อมูลใด ๆ ทั้งสิ้น ผมขออนุญาตสรุป ด้วยคะแนนขออนุญาตกลับมา ๒ สไลด์ (Slide) สุดท้ายครับว่า คะแนนของไอทีเอ (ITA) ของกระทรวงกลาโหมนั้นท่านได้อันดับ ๒ ของประเทศ ท่านได้คะแนนถึง ๙๔.๙๑ ร้อยละ ๙๔.๙๑ สูงมากครับ เป็นที่ ๒ ของประเทศ แล้วถ้าหากว่ามองอันดับสูงสุดในระดับ ของกองทัพต่าง ๆ มีกองทัพเรือ อันดับ ๑ กองทัพอากาศ อันดับ ๔ กองบัญชาการกองทัพไทย อันดับ ๕ กองทัพบก อันดับ ๖ คำถามคือท่านได้คะแนนความโปร่งใสมาได้อย่างไร แม้กระทั่งข้อมูลว่านายพลมีกี่คนท่านก็ไม่ยอมบอกให้กับสภาผู้แทนราษฎรได้มีโอกาสได้รับรู้ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ผมขออนุญาตตัดงบประมาณของกระทรวงกลาโหมเป็นจำนวนเงิน ๕ เปอร์เซ็นต์ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม กรรมาธิการสงวนความเห็น เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท ในฐานะกรรมาธิการ ซึ่งผมได้สงวนคำแปรญัตติ ในมาตรา ๘ กระทรวงกลาโหม ขอปรับลดร้อยละ ๑ ท่านประธานครับ แม้ว่ากรรมาธิการ งบประมาณได้ปรับลดไปแล้วด้วยเงิน ๔,๔๐๐ กว่าล้านบาทเศษ นั่นคือส่วนที่กรรมาธิการได้ ตัดงบของกระทรวงกลาโหมไป อย่างไรก็ตามผมยังเห็นว่าในการตัดงบของกระทรวงกลาโหม ครั้งนี้ ซึ่งปรากฏในรายงานเล่มของกรรมาธิการ เล่มที่ ๑ ซึ่งขอตั้งไว้ ๘๘,๐๐๐ ล้านบาทเศษนั้นก็คงเหลืองบ ๘๓,๐๐๐ กว่าล้านบาทเศษนะครับ แต่ผมเข้าใจว่าในงบกระทรวงกลาโหมนี้คงมีเพื่อนกรรมาธิการแล้วก็สมาชิกคงพูดในส่วนของ ที่เกี่ยวข้องกับกองทัพ ไม่ว่ากองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ รวมทั้งสำนักงาน ปลัดกระทรวง ทั้งในด้านของความมั่นคงการป้องกันประเทศทั้งในและต่างประเทศ แต่ในส่วนนี้ผมจะไม่ขอพูดถึงนะครับ แต่ก็เรียนท่านประธานว่าจะพูดในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ที่กระทรวงกลาโหมรับไปดำเนินการในเรื่องของงบประมาณในแผนการป้องกันปราบปราม บำบัดรักษาเรื่องยาเสพติด ในโครงการป้องกันยาเสพติด ปราบปรามยาเสพติด บำบัดรักษา ฟื้นฟูยาเสพติด นั่นคือส่วนที่ผมได้พิจารณาคิดว่าเป็นส่วนที่ไปซ้ำซ้อนกันหลายหน่วยงาน ซึ่งมีงบอยู่ประมาณเกือบ ๓๐๐ กว่าล้านบาทเศษนะครับ รายละเอียดนั้นผมขอแยกแยะให้ ท่านประธานได้ทราบว่า ในสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมซึ่งมีปรากฏอยู่ในแผนบูรณาการ ปราบปราม ในแผนป้องกันปราบปราม แล้วก็บำบัดรักษายาเสพติดหลายล้านบาททีเดียว แยกเป็นป้องกัน ๑,๓๐๐,๐๐๐ กว่าบาทนะครับ แล้วก็ปราบปรามอีก ๔๐๐,๐๐๐ บาท บำบัดรักษาอีก ๓๐๖,๐๐๐ กว่าบาทนะครับ กองทัพบกมีแผนบูรณาการที่เกี่ยวข้องกับการ ป้องกันปราบปราม บำบัดรักษายาเสพติด ๑๙๕ ล้านบาทเศษ ซึ่งก็แยกเป็นป้องกันยาเสพติด ๑๘ ล้านบาท แล้วก็ปราบปราม ๑๗๔ ล้านบาทเศษ แล้วก็บำบัดรักษา ๒ ล้านบาทเศษ กองทัพเรือก็เช่นเดียวกันนะครับ โดยย่อก็ประมาณ ๔๕ ล้านบาทเศษ กองทัพอากาศ ๑๔ ล้านบาทเศษ ซึ่งก็แยกเป็นทั้งด้านป้องกัน ๕ ล้านบาทเศษ ปราบปราม ๖ ล้านบาทเศษ บำบัดรักษาอีก ๒.๗ ล้านบาทเศษเป็นต้นนะครับ ที่ผมนำเรียนท่านประธานโดยแยกแยะ แต่ละหน่วยของกระทรวงกลาโหมให้ทราบ ซึ่งในส่วนนี้ผมเห็นว่ายังไปปรากฏอยู่ในแผน บูรณาการด้านป้องกันปราบปราม บำบัดรักษายาเสพติดด้วยเช่นกัน จึงเรียนประธานว่า ในเรื่องเหล่านี้นะครับมีอยู่หลายหน่วยที่ดำเนินการในเรื่องอย่างที่ผมได้กล่าวให้ท่านประธาน ได้ทราบในเรื่องของการป้องกันปราบปราม บำบัดรักษายาเสพติด เกือบทุกหน่วย ท่านประธานครับทั้งหมดในแผนบูรณาการปรากฏ ๘ กระทรวง ๒๕ หน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงกลาโหมที่ผมกล่าวถึง กระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ หรือแม้กระทั่งกระทรวงอุดมศึกษา ในส่วนนี้มีงบที่ดำเนินการเรื่องนี้อยู่ ๔,๑๘๘ ล้านบาทเศษ ท่านประธานครับ บวกกับงบที่ผมได้กล่าวถึงของกระทรวงกลาโหม ผมเรียนท่านประธานว่า เรามีงบที่กระจายแบบนี้ในเรื่องของป้องกันและปราบปรามยาเสพติด รวมทั้งบำบัดรักษา ฟื้นฟู เรายังเห็นว่าปริมาณของงบที่ทุ่มลงไปต่อเรื่องนี้แต่ละปี ๆ มีมากพอสมควร เป็นพัน ๆ ล้านบาท และกระทรวงกลาโหมอีก ๓๐๐ กว่าล้านบาท เราก็ยังไม่ทราบเพราะว่าในด้านการ ดำเนินการเรายังเห็นว่ายังมีผู้ค้ายา มีผู้เสพยาและยาเสพติดก็ไม่ได้ลดน้อยถอยลงไป จากสังคมไทย เพราะฉะนั้นการที่ผมได้พยายามอธิบายต่อท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการ ในเรื่องของงบประมาณว่า งบประมาณเรื่องยาเสพติดที่นำไปใช้ในกองทัพก็ดีจะต้องใช้อย่าง มีประสิทธิภาพและเกิดผล แต่ถ้าปรากฏไม่เกิดผลนี่ผมคิดว่างบประมาณที่ใช้ก็ไม่เกิดประโยชน์ สิ่งเหล่านี้เป็นอันตราย ต่อพี่น้องประชาชนเพราะยาเสพติดที่กล่าวถึงมีแต่โทษ เพราะฉะนั้นผมอยากจะบอก ท่านประธานว่าในการบูรณาการนั้นถูกต้องที่จะต้องทำงานร่วมมือกัน ไม่ว่าจะฝ่ายปกครอง ฝ่ายตำรวจ ฝ่ายทหารก็ดี แม้กระทั่งในชุมชนนี่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อสม.หรือว่าองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีส่วนทำเรื่องนี้ด้วยจะต้องผนึกกำลังกันอย่างแท้จริง แต่ที่ดูในงบ บูรณาการก็ดี หรือกองทัพนำไปใช้ก็ดี มันยืนยันว่าต่างหน่วยต่างทำแล้วก็ไม่เกิดประโยชน์ เพราะฉะนั้นจะต้องหาวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง ผมเรียนว่าในปีต่อไปเราจะต้องให้ สำนักงบประมาณ ขออนุญาต ๑ นาทีท่านประธาน ว่าจะต้องมีการประเมินหน่วยรับ งบประมาณในด้านนี้อย่างจริงจัง แม้กระทั่งกองทัพที่ผมพูดถึงว่าจะต้องดูประสิทธิผล ประสิทธิภาพในการนำงบไปใช้ว่าจะเกิดประโยชน์กับสิ่งที่ไปดำเนินการนั้นได้ทำให้ยาเสพติด ได้ลดลงไปมากน้อยเพียงใด ผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่าผมจึงไม่ค่อยจะเห็นด้วย ในการที่กองทัพนำงบนี้ไปดำเนินการ แม้ว่าบางส่วนอาจจะช่วยได้แต่การดำเนินการนี้ จะต้องทำอย่างบูรณาการอย่างที่ผมกล่าวให้ท่านประธานได้ทราบแล้ว ผมจึงขอพิจารณา ตัดงบในส่วนนี้ลงไป ซึ่งส่วนหนึ่งได้มีกรรมาธิการได้ตัดงบไปอย่างที่ผมกล่าวถึง ๔,๔๐๐ กว่าล้านบาทเศษแล้ว จึงนำเรียนท่านประธานเพื่อทราบให้พิจารณาในเรื่องนี้ด้วยครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ท่านต่อไป ที่ขอสงวนความเห็น ท่านอนุรักษ์ บุญศล ท่านตัด ๒ เปอร์เซ็นต์ เชิญให้เหตุผลครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยนะคะ ท่านประธานที่เคารพคะ งบประมาณรายจ่ายของ กระทรวงกลาโหมและหน่วยงานในกำกับให้ตั้งเป็นจำนวนถึง ๘๕,๓๘๗ ล้านกว่าบาท เลยทีเดียว ท่านประธานคะ ดิฉันปรับลดลง ๒ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นถือว่าน้อยนิดมากและ ปรับลดเพราะอะไรถึงปรับลด เพราะว่ากระทรวงกลาโหมนั้นดูแลทหารพรานไม่ดีเท่าที่ควร ดิฉันกราบนำเรียนให้ท่านประธานรับทราบดังนี้ว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น เวลาที่มีอะไรเกิดขึ้น ข่าวเมื่อคืนนี้ก็เช่นเดียวกัน เมื่อวานนี้ก็เช่นเดียวกันทหารพรานเสียชีวิต แล้วทีนี้เมื่อเขา เปรียบตัวเองว่าเขาเป็นสุนัขล่าเนื้อ เจ้านายสั่งไปล่าเนื้อ เป็นสุนัขล่าเนื้อเมื่อได้ชิ้นเนื้อมาแล้ว คาบมาส่งต่อไว้ข้าง ๆ รองเท้าบูท (Boot) ของเจ้านาย เมื่อเจ้านายอิ่มหมีพีมันแล้วแม้นเนื้อ ติดเศษกระดูกก็ไม่มี ทหารพรานเหล่านั้นแก่ชรามากแล้ว แผ่นดินที่จะกลบฝังตัวเอง เท่าฝ่ามือยังไม่มี ทหารพรานเหล่านั้นจึงขอให้สร้างเป็นสร้างนิคมสร้างตนเองของทหารพราน เพื่อที่จะมีที่ดินพออยู่อาศัยและทำมาหากินเมื่อฟันฟางหักหมดแล้ว นั่นคือทหารรับใช้ ดิฉันจำเป็นต้องตัดเพราะว่าท่านไม่ดูแลทหารชั้นผู้น้อยเหล่านี้เลย เหรียญตราที่มันทับอยู่บน หน้าอก นายพลที่ท่านสมชัยถามว่ากี่คน ไม่มีคำตอบ นั่นหมายความว่าภาษีของราษฎรก็ยังส่งต่อเพื่อที่จะทำนุบำรุงให้เป็นนายพลคับไปด้วย เหรียญตราทั้งประเทศค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ นั่นหมายความว่ากระทรวงกลาโหม ต้องดูแลข้าราชการชั้นผู้น้อย ไม่ใช่ให้สุนัขล่าเนื้อเหล่านั้นต้องตาละห้อยน้ำตาเต็มเบ้าตา แม้กระทั่งฟันฟางที่หักแล้วเมื่อแก่ชราก็ไม่มีประโยชน์อันใด ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันถามปลัดกระทรวงกลาโหมยังไม่ได้คำตอบเช่นเดียวกัน ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ดิฉันถามว่าขณะที่ ๓๐ กว่าปีที่แล้ว ดิฉันสอนอยู่เชิงเขาภูพาน ขณะที่มีการเคลื่อนย้ายทหาร แต่ละครั้งจะมีหนังสือเวียนมา ครูบ้านนอกอย่างดิฉันไปยืนข้างถนนแล้วพาเด็ก ๆ โบกมือให้กำลังใจ ประชาชนเป็นบ้าน ทหารเป็นรั้ว นั่นคือความรัก จดหมายถึงแนวหลัง จำนวนมหาศาล ดิฉันถามว่าทุกวันนี้ทำไมไม่มีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในหัวใจของประชาชน หมายความว่าประชาชนไม่รักทหารแล้วหรืออย่างไร คุณอยู่ในแดนลี้ลับมหัศจรรย์ของการ เล่นงบประมาณภาษีของพี่น้องประชาชนอย่างนั้นหรือ ความรัก ความคิดถึง ความผูกพัน ทำไมในงบประมาณ ๘๕,๓๘๗ ล้านกว่าบาท จึงไม่ยึดโยงกับประชาชนเลย เหรียญตรา เหล่านั้นมันสร้างหอคอยงาช้างขึ้นมาจนไม่สามารถที่จะโน้มลงมาถึงประชาชนได้ใช่หรือไม่ นี่คือความจำเป็นที่จะต้องตัดว่าคุณไม่รักประชาชนแล้วหรืออย่างไร จึงเกิดนายพลมหาศาล ขึ้นมาอย่างนี้ เกิดเรื่องราวมากมายที่เป็นข้อกังขาให้กับสังคมไทยว่าในนั้นมีแดนสนธยา เกิดขึ้นในกระทรวงกลาโหม ท่านเล่นแร่แปรธาตุงบประมาณเพื่อยุทโธปกรณ์เท่านั้นหรือ ไม่มีการยึดโยงกับประชาชนเลยหรือ ประชาชนเป็นบ้าน ทหารเป็นรั้วเคยพึ่งพาอาศัยกัน ต่อไปมีแต่ความกังขา มีแต่ความคิดว่าอะไรมันเกิดขึ้นอยู่ในกองทัพทั้ง ๓ เหล่าทัพ ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันก็เลยว่าการสร้างนิคมสร้างตนเองนั้นมีงบประมาณถึง ๑,๓๒๑ ล้านบาท ดิฉันกลับมาที่ทหารพรานค่ะ ทุกครั้งที่ธงชาติห่อโลงศพ รองเท้าบูท (Boot) ปรบเท้าเข้ามารับโรง น้ำตาคนเป็นพ่อแม่ที่เป็นชาวนาหลั่งรดผืนดินได้ชั่วครั้งชั่วคราว ในความยิ่งใหญ่และรักชาติ ต่อไปก็คือการพลัดพรากกันตลอดชีวิต ครั้งแล้วครั้งเล่า ของทหารชั้นผู้น้อยค่ะท่านประธาน แล้วในเรื่องของประชาชนไม่รักหรืออย่างไร ในงบประมาณนั้นจะต้องยึดโยงให้ได้ในงบประมาณเกือบแสนล้านบาทค่ะท่านประธาน เพราะว่ามันจะทำให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่งและความรักสามัคคีตราบนานเท่านาน กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ🔗
ท่านต่อไป ท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ์ ตัด ๕ เปอร์เซ็นต์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพนะครับ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ์ ในฐานะกรรมาธิการผู้สงวนความเห็น จะขออภิปรายให้ที่ประชุมนั้น พิจารณาปรับลดงบประมาณของกระทรวงกลาโหมในอัตรา ๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ ไม่มีใครปฏิเสธหรอกครับว่ากองทัพที่แข็งแกร่งนั้นบางครั้งก็จำเป็นจะต้องมียุทโธปกรณ์ ที่ทันสมัยอยู่บ้างในบางกรณี แต่การของบประมาณสำหรับยุทโธปกรณ์ใหม่ อย่างเช่น เครื่องบินเอฟ-๓๕ (F-35) ที่สังคม กำลังจับตามองในปีนี้ นอกจากจะเป็นการของบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ ณ ปัจจุบันแล้ว ยังเป็นการของบประมาณสำหรับโครงการใหม่โดยที่ยังไม่ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า สามารถใช้งบประมาณในแผนงานและโครงการที่มีอยู่แล้วอย่างมีประสิทธิภาพได้มาก เพียงพอ จะขอให้เจ้าหน้าที่ขึ้นสไลด์ (Slide) นะครับ🔗
ท่านประธานครับ วันนี้ผมเลยอยากจะ ขอเสนอปรับลดงบประมาณ และเลื่อนโครงการใหม่หลายส่วนออกไปในปีนี้ก่อนจนกว่า กองทัพจะสามารถพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นได้ถึงความจริงจังและความจริงใจในการปฏิรูป ตนเองผ่าน ๕ ข้อพิสูจน์ดังต่อไปนี้ครับ🔗
ข้อพิสูจน์ที่ ๑ คือการควบคุมขนาดของกองทัพแล้วก็งบบุคลากร กองทัพไทยนั้น นับเป็นกองทัพที่มีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับจำนวนประชากร และนับวันก็ยิ่งมีขนาดใหญ่ขึ้น เรื่อย ๆ ซึ่งสวนทางกระแสโลกนะครับ แล้วก็ทำให้สัดส่วนของงบบุคลากรนั้นสูงขึ้นถึง ๕๔ เปอร์เซ็นต์ของงบทั้งหมด ซึ่งสูงสุดในรอบ ๖ ปี แม้ว่าท่านปลัดกระทรวงกลาโหม ก็จะยืนยันกับผมด้วยวาจาในชั้นกรรมาธิการว่าท่านก็เห็นถึงความจำเป็นในการลดจำนวน กำลังพล แต่ต้องยอมรับครับว่ากองทัพปัจจุบันนั้นยังคงอยู่ในสภาพที่ผมเรียกว่า นายพลล้น พลทหารเฟ้อครับ ในส่วนของอาการนายพลล้นต้องยอมรับว่ามรดกที่ตกทอดมาจากอดีต ได้ทำให้จำนวนนายพลในกองทัพไทยมีสัดส่วนที่สูงกว่าประเทศอื่นหลายเท่าตัว ด้วยเงินเดือนและสวัสดิการที่สูง การที่กองทัพไม่สามารถควบคุมจำนวนนายพลในสังกัด ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมได้ ก็ส่งผลอย่างมากต่อการเพิ่มขึ้นของงบบุคลากร ในส่วนของ อาการพลทหารเฟ้อนะครับ นอกจากระบบเกณฑ์ทหารเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพโดยการ ประกอบอาชีพของผู้มีเพศกำเนิดชายแล้ว แต่การมีอยู่ของการบังคับเกณฑ์ก็ยังทำให้กองทัพนั้น ไม่ละเอียดและไม่จริงจังพอในการลดจำนวนพลทหารที่ไม่จำเป็น เพราะเขารู้ครับเพราะถ้าขอ จำนวนเยอะ ๆ เผื่อไปก่อน พอถึงเวลาที่คนสมัครไม่ถึงยอดเขาก็ไปบังคับคนมาเป็นทหาร ในส่วนที่ขาดได้🔗
ข้อพิสูจน์ที่ ๒ คือการตัดสิทธิพิเศษของนายทหารให้มาอยู่เหนือพลเรือน ผมไม่ปฏิเสธครับว่าทหารเป็นอาชีพที่สร้างประโยชน์แก่ประเทศไทยได้แน่นอน แต่อาชีพอื่น ก็สร้างประโยชน์แก่ประเทศไทยได้เช่นกันครับ ปัญหาของระบบราชการปัจจุบันคือการทำให้ เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างข้าราชการพลเรือน และข้าราชการทหาร จนทำให้ทหารในระดับ นายพลนั้นได้รับสิทธิพิเศษด้านสวัสดิการและงบประมาณหลายอย่างเหนือข้าราชการ ในสายงานอื่น ปัญหาส่วนหนึ่งก็มาจากระเบียบข้าราชการที่ไปกำหนดให้ทหารระดับนายพล ซึ่งรวมกันแล้วมีอยู่ประมาณ ๑,๐๐๐ คนภายในกระทรวงกลาโหมกระทรวงเดียว มีลำดับ อาวุโสเทียบเท่ากับอธิบดีในกรมต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่กระทรวงอื่นนั้นก็อาจจะมีอธิบดีรวมกันไม่ถึง ๑๐ คนต่อกระทรวง มันเลยเป็นความปกติที่ไม่น่าแปลกใจที่งบประมาณที่ถูกจัดสรรให้กับ ข้าราชการแทนที่รถประจำตำแหน่ง หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า ค่าตอบแทนเหมาจ่าย แทนการจัดหารถประจำตำแหน่ง เลยกระจุกอยู่ที่กระทรวงกลาโหมกระทรวงเดียวถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ นี่ขนาดผมยังไม่ได้รวมงบของรถควบคุมสั่งการที่อาจารย์สมชัยกล่าวไว้ เมื่อสักครู่เข้าไปนะครับ🔗
ข้อพิสูจน์ที่ ๓ คือการโอนถ่ายภารกิจที่ไม่เกี่ยวกับทหารไปให้หน่วยงานอื่น ที่เชี่ยวชาญกว่า หลักสูตรการบริหาร ๑๐๑ มักจะพูดเสมอถึงการพุต เดอะ ไรท์ เพอร์ซอน อิน เดอะ ไรท์ จ็อบ (Put The Right Person In The Right Job) หรือว่าการมอบหมายงาน ที่ตรงกับความถนัดของแต่ละคน หรือว่าหน่วยงาน แต่ปัจจุบันหลายโครงการที่กองทัพขอรับ งบประมาณนั้นเป็นโครงการที่ดูจะเกินเลยความเชี่ยวชาญหรือว่าพันธกิจของกองทัพ ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคงหนีไม่พ้นโครงการที่มีชื่อว่า โครงการพัฒนาศักยภาพด้านการพัฒนา ประเทศและการช่วยเหลือประชาชน ที่ใช้งบประมาณรวม ๓,๑๖๐ ล้านบาท ครอบคลุม ตั้งแต่โครงการน้ำ ๑,๓๔๓ ล้านบาท โครงการถนน ๗๑๕ ล้านบาท หรือการเกษตรและ การประมง ๖๖ ล้านบาท ผมไม่ปฏิเสธครับว่าโครงการเหล่านี้ก็อาจจะเป็นประโยชน์ ต่อพี่น้องประชาชน แต่ผมก็หวังว่ากองทัพก็จะไม่ปฏิเสธเช่นกันว่าประเทศเรามีหน่วยงานอื่น ที่มีความเชี่ยวชาญ และทำเรื่องเหล่านี้ได้ดีกว่า ถูกกว่า และมีประสิทธิภาพมากกว่ากองทัพ🔗
ข้อพิสูจน์ที่ ๔ คือการวางหลักประกันในการสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ให้ตกถึงคนไทยผ่านนโยบายออฟเซต (Offset) แน่นอนครับว่างบยุทโธปกรณ์ทุกบาท ทุกสตางค์นั้นจำเป็นต้องถูกตั้งคำถามถึงความจำเป็น แต่แม้ในส่วนที่กองทัพอาจจะพิสูจน์ ได้ว่าจำเป็นต้องจัดซื้อจัดจ้างจากต่างประเทศจริง เราก็ยังจำเป็นที่ต้องวางมาตรการเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ตกมาสู่คนไทย ๑ มาตรการที่ควรพิจารณาคือการริเริ่ม หรือว่าการเริ่มดำเนินการนโยบายออฟเซต (Offset) อย่างจริงจังครับ ผ่านการตั้งเงื่อนไข ในสัญญานำเข้ายุทโธปกรณ์เพื่อรับประกันประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยจะได้ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเป้าหมายการสร้างงาน หรือว่าข้อบังคับเรื่องการโอนถ่ายเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการเติบโตของอุตสาหกรรมความมั่นคงภายในประเทศ และช่วยเรา ประหยัดงบประมาณโดยการลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศได้ในอนาคตครับ🔗
ข้อพิสูจน์สุดท้ายครับ หรือว่าข้อพิสูจน์ที่ ๕ คือการเปิดตนเองต่อการ ตรวจสอบโดยประชาชน ท่านประธานครับ เวลาเราพูดถึงงบลับของกองทัพ ความจริง ต้องเรียนตามตรงนะครับว่ากองทัพนั้นมีงบลับ ๒ ชั้นครับ ชั้นที่ ๑ ที่หลายคนอาจจะคุ้นเคยกัน คืองบลับ หรือว่าเงินราชการลับของกองทัพ ซึ่งแม้จะเป็นไปตามระเบียบราชการ แต่ปีนี้ก็มีปริมาณ สูงถึง ๔๓๘ ล้านบาท แต่งบลับชั้นที่ ๒ ที่ผมเรียกว่างบลับกว่าครับ ก็คืองบที่เราไม่รู้ แม้กระทั่งปริมาณ แล้วก็ไม่เคยเห็นรายละเอียด นั่นก็คืองบรายได้และรายจ่ายของธุรกิจ ทั้งหลายของกองทัพ ตั้งแต่สนามกอล์ฟยันสนามมวย แม้กองทัพก็ได้ชี้แจงว่าเขากำลังจะเริ่ม จ่ายค่าเช่าและค่าธรรมเนียมกับกรมธนารักษ์ แต่ตราบใดที่เรายังไม่รู้ว่ากองทัพมีรายได้จาก เงินนอกงบประมาณส่วนนี้เท่าไร เราจะประเมินได้อย่างไรว่ากองทัพต้องใช้เงินจากใน กระบวนการงบประมาณเท่าไรถึงจะเหมาะสม ผมเข้าใจว่าในบางกรณีมันก็อาจจะมีงบ บางส่วนที่เปิดเผยไม่ได้จริง ๆ เพราะอาจจะกระทบต่อความมั่นคง แต่หากกองทัพใช้เหตุผล เรื่องความมั่นคงมาเป็นข้ออ้างในการปกปิดงบประมาณในทุก ๆ เรื่อง ประชาชนก็จะยิ่ง สงสัยว่าความมั่นคงนั้นหมายถึงความมั่นคงของประเทศ ของกองทัพ หรือว่าของใคร ในทางกลับกันถ้ายิ่งกองทัพเปิดเผยงบประมาณอย่างโปร่งใสต่อประชาชนเท่าไร หรือเปิด ช่องให้ตัวแทนประชาชนเข้าไปตรวจสอบงบที่อาจเปิดต่อสาธารณะไม่ได้ ผมก็เชื่อว่าถ้าไม่มี อะไรผิดปกติอย่างที่ท่านชอบยืนยัน ข้อสงสัยของประชาชนก็จะยิ่งลดน้อยลง ท่านประธานครับ วันนี้ผมเลยอยากจะเชิญชวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนมาร่วมกันปรับลดงบประมาณ ขอกระทรวงกลาโหมในอัตรา ๕ เปอร์เซ็นต์ เพื่อเป็นการส่งสัญญาณกลับไปที่กองทัพว่า แม้ที่ผ่านมาท่านอาจจะยังทำได้ดีไม่พอในการได้รับความไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎร ในการอนุมัติงบประมาณทั้งหมดในวันนี้ แต่หากกองทัพสามารถพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นได้ ในอนาคตว่าเขามีความพร้อมจะปฏิรูปตนเองให้เป็นกองทัพของประชาชนที่เท่าทันโลกผ่าน ๕ ข้อพิสูจน์ดังกล่าว ผมเชื่อว่าตรงนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของกองทัพในการกอบกู้ ความไว้วางใจจากผู้แทนราษฎรและจากประชาชนที่กำลังหดหายไปอย่างน่าเป็นห่วง ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอเชิญ ท่านกรรมาธิการต่อไป ท่านยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ปรับลด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เชิญให้เหตุผลครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการงบประมาณ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตได้ใช้พาวเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ประกอบการอภิปรายนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ในงบประมาณ มาตรา ๘ ของกระทรวงกลาโหม ในแผนงานพื้นฐานได้รับงบประมาณทั้งสิ้น ๘๘,๑๖๖ ล้านบาท งบประมาณกระทรวงกลาโหมวันนี้ผมต้องเรียนท่านประธานว่าที่ผมมีความ จำเป็นต้องปรับลดงบประมาณลงร้อยละ ๑๐ เนื่องจากว่างบประมาณในส่วนของเริ่มตั้งแต่ กองทัพเรือที่ได้รับงบในแผนพื้นฐาน ๑๗,๙๓๑ ล้านบาท แต่ถ้ารวมทุกงบเลยนะครับ กองทัพเรือจะได้งบประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ทั้งบูรณาการต่าง ๆ ท่านประธานครับ งบประมาณที่ได้นำไปจัดซื้อเรือดำน้ำซึ่งมีราคาแพงมหาศาล ลำละ ๑๒,๕๐๐ ล้านบาท แต่ว่าภาวะเศรษฐกิจตอนนี้เรามีวิกฤติเศรษฐกิจทั้งโควิด (COVID) และของแพง น้ำมันแพง ประชาชนเดือดร้อนแต่ไปซื้อเรือดำน้ำไม่มีเครื่องยนต์ สไลด์ (Slide) ถัดไปหน้า ๗ นะครับ ท่านประธานครับ ทูตเยอรมันประจำประเทศไทยแจ้งว่าทางการจีนไม่ได้ติดต่อให้มีการซื้อ เครื่องยนต์เอ็มทียู ๓๙๖ (MTU 396) จากเยอรมันก่อนที่จะมีการลงนามขายเรือดำน้ำให้กับ ประเทศไทย แล้วขณะนี้ก็ทราบเป็นอย่างดีว่าทางจีนไม่มีเครื่องยนต์มาใส่ให้เรือดำน้ำไทย หน้า ๘ ครับ เส้นตายบอกว่าวันที่ ๘ สิงหาคม จีนจะหาเครื่องยนต์มาให้กับประเทศไทย แต่พอถึงวันที่ ๙ สิงหาคมที่ผ่านมากองทัพเรือก็ได้หารือกับฝ่ายจีนที่ขายเรือดำน้ำให้เรา ก็ปรากฏว่าจีนก็ไม่สามารถหาเครื่องยนต์เยอรมันมาใส่ให้ มาเสนอว่าเป็นเครื่องยนต์จีน รุ่น ซีเอชดี ๖๒๐ (CHD 620) มาใส่ให้ ซึ่งต้องเรียนท่านประธานว่าเครื่องยนต์รุ่นนี้แม้กระทั่ง เรือดำน้ำจีนเองก็ยังไม่เคยใช้เลยนะครับ ก็เรียกว่าถ้ากองทัพเรือไปยอมเขาเอาเครื่องยนต์ ที่ไม่เคยใช้ที่ไหนในโลกมาก่อน เราจะให้ทหารเรือเราไปเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายหรือครับ เอาชีวิต ไปเป็นหนูทดลองให้เขาหรือครับ แล้วก็เลื่อนไปอีกครับ วันที่ ๙ สิงหาคมไม่ได้ ก็บอกเป็น วันที่ ๑๕ กันยายน อย่างนี้ความเสียหายมันก็เกิด งบประมาณที่เราใช้ไปเราก็ต้องกู้มาก็ต้อง เสียดอกเบี้ยครับ ต่อไปนะครับไปที่หน้า ๑๘ เลยครับท่านประธานครับ คือเนื่องจากผมมีเวลาจำกัด ในงบประมาณปี ๒๕๖๖ นะครับไปที่หน้า ๑๘ ก็มีการจัดซื้อกองทัพอากาศมีการได้ งบประมาณทั้งหมด ๓๗,๐๐๐ ล้านบาท แต่ในมาตรา ๘ ที่เรากำลังอภิปรายกันอยู่ครับ ได้ไปทั้งหมด ๒๑,๙๓๑ ล้านบาท ของกองทัพอากาศในงบพื้นฐานไปซื้อเครื่องบินรบใหม่ เอฟ-๓๕ เอ (F-35A) หน้า ๑๙ ครับ ท่านประธานครับ เครื่องบินเอฟ-๓๕ เอ (F-35A) นี่เป็นเครื่องบินใหม่ล่าสุดมีคุณสมบัติต่าง ๆ เป็น ๕ ข้อเลยนะครับ ๑. ล่องหนได้ ๒. บินด้วย ท่าทางพิสดาร ๓. มีกล้องรอบลำตัว ๔. บินเร็วเหนือเสียง ๕. เป็นเครื่องบินอวกาศควบคุม ยูเอวี (UAV) ได้ อันนี้ผมไม่เถียงครับว่าคุณสมบัติเครื่องบินมีคุณสมบัติที่ดีมาก ๆ แต่ราคา ก็แพงมาก หน้า ๒๐ ท่านประธานครับ ประเทศเราขณะนี้เป็นหนี้อยู่ ๑๐.๑๒ ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๖๑ ของจีดีพี (GDP) แต่เราเป็นหนี้แต่กลับจะไปซื้อเครื่องบินรบใหม่ หน้า ๒๑ ท่านประธานเห็นไหมครับว่าวันนี้งบประมาณ ๓.๑๘๕ ล้านล้านบาท เรากู้มาตั้ง ๖๙๕,๐๐๐ ล้านบาท แต่เอาเงินกู้แทนที่จะมาช่วยเหลือประชาชนกลับเอาไปซื้อเครื่องบินรบใหม่ หน้า ๒๒ ราคาเครื่องบินแพงมากครับท่านประธาน ราคาเครื่องบินเปล่า ๆ เอฟ-๓๕ เอ (F-35A) ที่เรากำลังซื้ออยู่ลำละ ๒,๙๐๐ ล้านบาท ค่าใช้จ่ายในการบินชั่วโมงละ ๑,๓๐๐,๐๐๐ บาท และท่านประธานครับ ที่เราซื้อทั้งหมดนี่เราซื้อเครื่องบินเปล่า ๆ นะครับถ้าได้ซื้อลำที่ ๑ เมื่อไรจะต้องซื้อต่อไปเรื่อย ๆ ให้ครบ ๑๒ ลำ แต่ถ้าซื้อเสร็จท่านประธานงบประมาณเรายัง ไ ม่ พ อ ต้ อ ง ไ ป ตั้ ง ง บ ซื้ อ อำวุ ธ ต่ำ ง หำ ก ง บ ป ร ะ มำ ณเค รื่ อ ง บิ น เป ล่ำ ๆ ที่เรากำลังซื้อลำละ ๒,๙๐๐ ล้านบาท ถ้ารวมอาวุธด้วยจะเป็นลำละ ๔,๑๐๐ ล้านบาท ต่อเลยครับ ท่านประธานครับ ขณะนี้ค่าเงินบาทเราก็อ่อนนะครับ ดอลลาร์ก็แข็งก็ทำให้ มูลค่าราคาเครื่องบินก็เพิ่มขึ้นอีก ท่านประธานต่อเลยครับ หน้า ๒๔ แต่ว่าการที่เขาจะขาย เครื่องบินรบ เอฟ-๓๕ เอ (F-35A) ให้กับเราหรือไม่อยู่ที่สภาคองเกรส (Congress) ของสหรัฐ ซึ่งขั้นตอนท่านประธานจะต้องใช้เวลา ๒๐ เดือนในการที่สภาคองเกรส (Congress) จะอนุมัติขายเครื่องบินเอฟ-๓๕ เอ (F-35A) ให้เราหรือไม่ ต่อเลยครับ ท่านประธานครับ เมื่อวันที่ทางท่านผู้บัญชาการทหารอากาศได้ไปพบกับทางอเมริกาข่าวเขาก็บอกครับ บอกว่า ยังไม่มีความแน่นอนใด ๆ เลยครับที่สหรัฐจะขายเครื่องบินเอฟ-๓๕ เอ (F-35A) ให้กับ กองทัพอากาศไทย ต่อเลยท่านประธานครับ สุดท้ายเขาบอกว่าการอนุมัติขายเครื่องบินรบ เอฟ-๓๕ (F-35) อยู่ที่รัฐบาลอเมริกาและสภาคองเกรส (Congress) ใครจะไปบังคับคองเกรส (Congress) ใครจะไปบังคับรัฐบาลอเมริกาได้ ดังนั้นเราโอกาสที่จะได้เครื่องบินก็ไม่ใช่ง่าย ๆ เพราะว่าเราไม่ใช่ชาติพันธมิตรที่ใกล้ชิดในนาโต้ (NATO) ต่อเลยครับท่านประธาน แต่กองทัพอากาศเองกลับมีการเสนองบประมาณในการจัดซื้อเครื่องบิน ๒ ลำ ในงบประมาณปี ๒๕๖๖ ถึงปี ๒๕๖๙ ท่านประธานครับ จะเห็นได้ว่ามันเป็นการตั้ง งบประมาณที่ยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนอะไรเลย ทางผู้ขายเขาก็ยังไม่บอกเลยว่าเขาจะขาย ให้หรือเปล่า แต่ทำไมเรานี่ถึงจะต้องไปตั้งงบประมาณในการจัดซื้อเครื่องบินเอฟ-๓๕ (F-35) ถัดไปเลยครับ หน้า ๒๘ ท่านประธานครับ กองทัพอากาศได้เงินไปก็ยังบริหารงบไม่ได้เลย ผมยกตัวอย่างท่านประธานได้งบประมาณไปตั้งแต่ปี ๒๕๖๔ โครงการที่ ๑ โครงการ พัฒนาการปฏิบัติการในห้วงอวกาศ ๑,๔๔๐ ล้านบาท ตั้งแต่ปี ๒๕๖๔ ป่านนี้ยังทำสัญญา ทำอะไรไม่ได้เลย เบิกจ่ายก็ไม่ได้ งบปี ๒๕๖๖ ก็ไม่ได้ตั้ง โครงการที่ ๒ พัฒนาและปรับปรุง ระบบป้องกันทางอากาศอีก ๙๔๕ ล้านบาท ก็ยังใช้งบประมาณไม่ได้เลยครับ โครงการที่ ๓ โครงการพัฒนาการป้องกันที่ตั้งทางทหารของกองทัพอากาศอีก ๙๔๐ ล้านบาทก็ยังทำอะไร ไม่ได้เลยครับ ยังเปิดประกวดราคาอะไรก็ไม่ได้ โครงการที่ ๔ โครงการจัดหาทดแทนวิทยุ พื้นดินสู่อากาศ ๙๑๐ ล้านบาท ก็ยังทำอะไรไม่ได้ โครงการปรับปรุงขีดความสามารถ เครื่องบินขับไล่เอฟ-๕ (F-5) อีก ๒๕๒ ล้านบาท ก็ยังทำอะไรไม่ได้ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานครับว่าขนาดโครงการง่าย ๆ ก็ยังทำอะไรไม่ได้เลย ๑,๒๘๓ ล้านบาทเงินก็ยังค้างอยู่ ดังนั้นผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่าไม่มีความจำเป็น ที่กองทัพอากาศจะต้องไปตั้งงบประมาณในการจัดซื้อเครื่องบินรบเอฟ-๓๕ เอ (F-35A) ในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ ในภาวะที่ประชาชนกำลังลำบากในขณะนี้ครับ ผมมีความจำเป็น ที่ต้องปรับลดงบประมาณของกองทัพอากาศและของกระทรวงกลาโหมลงร้อยละ ๑๐ เพื่อเห็นว่าเงินตรงนี้เอาไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่เขากำลังเดือดร้อนจากโรคโควิด (COVID) จากวิกฤติเศรษฐกิจของแพง น้ำมันแพง หมูตาย วัวตายก็ยังไม่มีเงินชดเชยให้เขา เลยนะครับ ดังนั้นเอฟ-๓๕ (F-35) ยังไม่จำเป็นในขณะนี้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอเชิญ ท่านศิริกัญญาครับ ท่านตัด ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ เชิญอภิปรายเหตุผลครับ🔗
เรียนท่านประธานค่ะ ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สำหรับกระทรวงกลาโหม ดิฉันขอตัดปรับลดลงเหลือ ๘๓,๗๕๗ ล้านบาทค่ะ ท่านประธานคะในชั้นกรรมาธิการนี้ กระทรวงที่ถูกตัดงบลดประมาณลงมากที่สุดก็คือกระทรวงกลาโหมอยู่ที่ประมาณ ๒,๘๐๐ ล้านบาท จากยอดที่ตัดได้ทั้งหมด ๗,๖๔๔ ล้านบาทค่ะ ถ้าดูอย่างนี้ท่านประธาน อาจจะเห็นอกเห็นใจกระทรวงกลาโหมขึ้นมาว่า โฮถูกตัดมากที่สุดนะเกือบครึ่งหนึ่ง ที่กรรมาธิการตัดได้มาจากกระทรวงกลาโหม แต่ในความเป็นจริงแล้วปีนี้ไม่ใช่เป็นปีที่ กลาโหมถูกตัดเยอะมากอะไรเลยนะคะ เพียงแต่ว่ายอดรวมที่กรรมาธิการกับอนุกรรมาธิการ สามารถตัดได้มันน้อยมากกว่าทุกปี เรียกว่าน้อยที่สุดในรอบ ๔ ปีที่ดิฉันเป็นกรรมาธิการ งบประมาณมาเลยก็ว่าได้ ๔ ปีที่เป็นอายุของสภาชุดนี้เลยนะคะ ปีที่แล้วขนาดเป็นปีที่ งบประมาณเหลือน้อยวงเงินรวม ๓.๑ ล้านล้านบาท เราก็ยังสามารถที่จะตัดงบกลาโหมได้ถึง ๓,๓๔๕ ล้านบาท แสดงว่าปีนี้กรรมาธิการอาจจะไม่ขยันที่จะตัดงบประมาณสักเท่าไรนะคะ แต่ว่าถึงแม้ว่าจะตัดไปแล้ว ๒,๘๐๐ ล้านบาท ดิฉันก็ยังเห็นว่ายังมีอีกหลายส่วนที่ยังสามารถ ที่จะตัดเพิ่มได้ถ้ากรรมาธิการหรือว่าอนุกรรมาธิการได้ใส่ใจในรายละเอียดมากจริง ๆ เราจะเห็นปัญหาของความด้อยประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณของกลาโหมอย่างมาก ก่อนที่จะไปชี้ให้เห็นว่าความด้อยประสิทธิภาพของกระทรวงกลาโหมเป็นอย่างไร ดิฉันขอแวะ เรื่องหนึ่งก่อนนะคะ ท่านกรรมาธิการสมชัย ขออภัยที่เอ่ยนามนะคะได้มีการทวงถามเอกสาร คำถาม คำตอบต่าง ๆ ที่จะได้จากกระทรวงกลาโหม เพราะว่านี่ก็ผ่านมา ๑ เดือนแล้วสำหรับ อาจารย์สมชัยแล้วก็ยังไม่ได้คำตอบ ต้องบอกท่านกรรมาธิการสมชัยว่าดิฉันรอมา ๓ ปี กับคำตอบของกระทรวงกลาโหมที่ให้ไปแต่ละปี ๓ ปีผ่านไปก็ยังไม่เคยได้รับคำตอบได้อย่าง ครบถ้วน อาจจะมีการเลือกตอบบางคำตอบที่เป็นที่น่าพอใจ และถ้าใครอยู่มาตลอดจะรู้ว่า การเรียกเอกสาร การได้เอกสารจากกระทรวงกลาโหมนั้นยากขึ้นเรื่อย ๆ ปีแรกที่ดิฉันเป็น กรรมาธิการทุกอย่างอยู่ในเอกสารชี้แจงมาเป็นซองอย่างดีแล้วกรรมาธิการสามารถนำ เอกสารกลับบ้านได้ ต่อมาไม่กี่เดือนค่ะเรามีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ รายจ่ายประจำปี ๒๕๖๓ เวทีนั้นเป็นเวทีแรกค่ะที่กลาโหมเริ่มใช้เทคนิคการใช้เอกสารลับ แล้วก็เรียกกลับ จากนั้นมาก็มีพัฒนาการมาเรื่อย ๆ จากเอกสารลับเฉย ๆ รับแล้วเรียกคืน เป็นเอกสารลับและลับมากและเรียกคืน จนถึงวันนี้เราแทบจะไม่เหลือเอกสารอะไรที่จะเก็บ เป็นที่ระลึกจากการพิจารณางบกระทรวงกลาโหมอีกต่อไปแล้วนะคะ เพราะว่าทุกอย่างเป็น เอกสารลับและลับมากและเรียกคืนแทบทั้งหมด แม้แต่ในชั้นอนุกรรมาธิการซึ่งต้องใช้ เอกสารจำนวนมาก เนื่องจากงบกลาโหมมีปริมาณมาก ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทที่จะต้อง พิจารณาเอกสารมาเป็นแฟ้ม ๆ ได้ดูประมาณ ๑๐ นาที ถ้าไม่เรียกขอก็ไม่ได้ แล้วก็เรียกเก็บคืน ถ้าอ่านไม่เสร็จไม่ให้คืนนี้ก็มายืนเฝ้าจนกว่าเราจะอ่านเสร็จแล้วก็จะขอแฟ้มกลับคืนไปนะคะ🔗
อีกเรื่องหนึ่งที่ดิฉันได้ตั้งข้อสังเกตไว้ตั้งแต่ต้นก็คือเรื่องของงบบุคลากร ของกลาโหมที่โตเอา ๆ นะถึงแม้ว่าปีนี้จะเป็นปีที่กลาโหมยินยอมพร้อมใจตัดลดงบประมาณ ของตัวเองลงในทุก ๆ หน่วยงานรับงบประมาณ แต่ว่างบบุคลากรเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก็ได้รับคำตอบในห้องกรรมาธิการว่ากระทรวงกลาโหมไม่ได้เพิ่มจำนวนบุคลากรในปีนี้ แต่งบที่เพิ่มขึ้นนั้นก็คือการปรับขึ้นเงินเดือนประจำปี ซึ่งปีนี้ปรับขึ้น ๖ เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน ก็ไม่แน่ใจว่าข้าราชการกระทรวงอื่น ข้าราชการสังกัดอื่นนั้นได้เงินเดือนขึ้นเฉลี่ยที่ ๖ เปอร์เซ็นต์หรือไม่ เพราะนี่มันคือ ๒ ขั้นเต็มเลยด้วยซ้ำไปที่เป็นค่าเฉลี่ย แสดงว่าจะมี ข้าราชการของกระทรวงกลาโหม จะมีนายทหารบางส่วนที่ได้มากกว่า ๒ ขั้นใช่หรือไม่ มาที่ประเด็นของความด้อยประสิทธิภาพค่ะ ขอสไลด์ (Slide) ขึ้นค่ะ🔗
เรื่องง่าย ๆ เลยค่ะ คือเรื่องของ การเบิกจ่าย ซึ่งนี่น่าจะเป็นเรื่องที่อนุกรรมาธิการแล้วก็กรรมาธิการควรจะต้องดูเป็น อย่างแรก ถ้ายังเบิกจ่ายไม่ได้ก็ไม่ควรจะได้รับเงินเพิ่มไป ในส่วนของค่าใช้จ่ายในการ สนับสนุนการส่งกำลังบำรุง และซ่อมบำรุง และผลิตเพื่อแจกจ่ายนี้มีอยู่ในทุกกองทัพ และเป็นงบที่มีคำอธิบายเพียงแค่บรรทัดเดียว ขอย้ำว่าของบประมาณรวม ๆ แล้วเป็น หมื่นล้านบาทแต่คำชี้แจงมีเพียงแค่บรรทัดเดียว แต่ถ้าไปดูในการเบิกจ่ายจริงค่ะ นี่คือเบิกจ่ายจริงสุดท้ายแล้วเพราะว่าเป็นข้อมูลตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ เป็นต้นมา ก็จะพบว่ากองทัพไม่เคยเบิกจ่ายครบ โดยเฉลี่ยแล้วของปี ๒๕๖๓ ทั้ง ๓ เหล่าทัพจะอยู่ที่ ประมาณแค่ ๕๘ เปอร์เซ็นต์ ปี ๒๕๖๔ เพิ่มขึ้นมาหน่อยเป็น ๗๔ เปอร์เซ็นต์ งบของ ปี ๒๕๖๕ ยังไม่ครบปีก็ใช้ไปได้แค่ ๓๓ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นเมื่อพิจารณาถึงผลของการเบิกจ่าย จริง ๆ แล้วกรรมาธิการควรจะต้องตัดลดงบประมาณในส่วนของค่าใช้จ่ายในการสนับสนุน การส่งกำลังบำรุงลงได้อีกร่วม ๆ ๒,๔๐๐ ล้านบาท แต่ก็น่าเสียดายว่าสุดท้ายในส่วนนี้ เราปรับลดไปได้เพียงแค่ ๖๐ ล้านบาท กองทัพบกไม่ได้ตัดเลย กองทัพเรือกับกองทัพอากาศ ตัดไปแค่กองทัพละ ๓๐ ล้านบาท🔗
ประเด็นต่อมาที่เป็นเรื่องของความไร้ประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน ก็คือเรื่อง ของการโอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งแน่นอนว่าหน่วยงานต่าง ๆ ที่มี งบประมาณมากขนาดนี้ก็คงไม่สามารถที่จะกะเกณฑ์งบประมาณอะไรได้ตรงเป๊ะ ๆ อาจจะมี เหลือเศษเกินบ้าง ขาดบ้าง เกินบ้างก็ต้องมีโอนเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา แต่สำหรับ กระทรวงกลาโหมแล้วดูจะเป็นเรื่องปกติมากจนเกินไป ในบางปีอย่างเช่นปี ๒๕๖๒ กองทัพเรือมียอดงบประมาณโอนเปลี่ยนแปลงสูงถึง ๒,๔๙๔ ล้านบาท นี่คือราว ๕ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณทั้งหมด ท่านประธานที่เคารพ ถ้าจะคาดการณ์งบประมาณ กันไม่ได้ ต้องมาโอนเปลี่ยนแปลงกันเป็น ๕ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณแบบนี้ ดิฉันคิดว่า ก็คงต้องแชร์ความผิดกันด้วยระหว่างหน่วยงานที่เป็นเจ้าของงบประมาณและหน่วยงาน อย่างเช่นสำนักงบประมาณที่ต้องดูแลการจัดสรรงบประมาณให้เป็นไปตามจริง นี่ล่ะค่ะ สุดท้ายแล้วการโอนเปลี่ยนแปลงไปทำอย่างอื่นก็เท่ากับว่ากระทรวงกลาโหมสามารถที่จะใช้ งบประมาณไปทำอะไรก็ได้โดยที่ไม่ต้องผ่านหูผ่านตาของสภา ไม่ต้องได้รับการอนุมัติจาก สภาก่อน เรามาดูว่ากองทัพบกชอบโอนเปลี่ยนแปลงไปอะไรบ้าง กองทัพบกมีการโอน เงินเดือนทหารค่ะ เงินเดือนที่ขึ้นทุกปีก็ใช้เหลือแล้วก็โอนไปเป็นค่าตอบแทนอาสาสมัคร ทหารพราน มาปีนี้มาขอซื้อกระสุนปืนใหญ่ก็แอบโอนเปลี่ยนแปลงไปเป็นการสร้างลาน สวนสนาม มีการโอนงบอาวุธยานเกราะล้อยางเฮลิคอปเตอร์ไปเป็นแฟลตนายทหาร มีการโอนงบซื้อปืนกลมินิกัน (Minigun) ไปซื้อรถยนต์โดยสารขนาดเล็ก บางคนอาจจะคิดว่า เอ๊ะระเบียบของการโอนเปลี่ยนแปลงนี่มันโอนเปลี่ยนแปลงได้เฉพาะโครงการที่อยู่ใน โครงการเดียวกันเท่านั้น แต่ก็ด้วยวิธีการทำงบประมาณแบบกลาโหม กลาโหมค่ะ โครงการหนึ่ง ก็จะกินนิยามค่อนข้างกว้างมาก แล้วเราก็เลยเห็นแบบนี้ที่สามารถจะโอนจากการซื้ออาวุธ ไปเป็นงบก่อสร้างได้อย่างปกติ ของกองทัพเรือยิ่งแล้วใหญ่ค่ะ มีการเปลี่ยนโอนกลับไป กลับมาในปีเดียวกันก็โอนงบที่จะซื้อเรือตรวจการณ์ไปเป็นซื้อเรือฟริเกต (Frigate) จากนั้น ก็โอนงบของเรือฟริเกต (Frigate) ไปเป็นงบประมาณซื้อยูเอวี (UAV) หรือว่าจรวดมิสไซล์ (Missile) แทน แล้วก็มีการโอนงบเรือดำน้ำ อันนี้น่าจะเป็นงบที่เหลือจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือว่าอะไรก็ตามไปซื้อเรือยกพลขึ้นบก แล้วก็เรือลากจูงด้วยซ้ำไป กองทัพอากาศนี่แทบไม่รู้ อะไรเลยนะคะ เพราะว่าเขียนเป็นประเภทงบประมาณอย่างเช่นค่าครุภัณฑ์สายพลาธิการ ซึ่งเราไม่มีทางที่จะรู้ได้เลย ดังนั้นมันคือการไร้ประสิทธิภาพในการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งดิฉันคิดว่าคนที่อนุมัติให้โอน เปลี่ยนแปลงก็ต้องรับผิดชอบด้วยเช่นกันนั่นก็คือสำนักงบประมาณค่ะ เป็นเหตุให้จำเป็น ที่จะต้องตัดงบเพิ่มให้เหลือ ๘๓,๗๕๗ ล้านบาท สำหรับงบกระทรวงกลาโหม มาตรา ๘ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอเชิญ ท่านกรรมาธิการผู้สงวนนะครับ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ท่านตัด ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เชิญให้ เหตุผลครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง กรรมาธิการ คือผมได้สงวนไว้ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ก็คือจะขอตัดงบของกระทรวงกลาโหมจาก ๘๘,๑๖๖ ล้านบาทเศษ ไป ๑๓,๒๒๔ ล้านบาทเศษ ท่านประธานที่เคารพครับ ทำไมดูว่าถึงตัดงบค่อนข้างมาก ให้เหตุผลก็คือว่า ความจริงกระทรวงกลาโหมได้รับงบถึง ๑๙๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ แต่ว่าเวลาการจัด งบประมาณครั้งนี้เราจะแยกงบบุคลากรเอาไปอีกมาตราหนึ่ง คือมาตรา ๓๘ ซึ่งเดี๋ยวเราคง จะไปพูดกัน เหตุที่เรามีความเห็นว่าจะต้องตัดงบของกระทรวงกลาโหม เนื่องจาก กระทรวงกลาโหมโดยปกติการใช้งบจะไปอยู่ในหมวดรายจ่ายอื่น อย่างเช่นในปี ๒๕๖๖ งบประมาณ ๒๕๖๖ เป็นอยู่ในหมวดรายจ่ายอื่นเสีย ๖๓,๙๓๖ ล้านบาทเศษ งบรายจ่ายอื่น มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายมาแล้ว มันก็คืองบลับหรือเป็นงบที่ไม่อยู่ในหมวดของ บุคลากร ไม่อยู่ในหมวดงบดำเนินการ ไม่อยู่ในหมวดงบลงทุน ไม่รู้จะใช้ชื่ออะไร ก็ไปใช้ชื่อ รายจ่ายอื่น หน่วยงานที่นิยมใช้หมวดรายจ่ายอื่นก็คือในหน่วยงานของกองทัพ แม้แต่ ตำรวจเองยังใช้หมวดรายจ่ายอื่นเพียงเล็กน้อย ๓ ๔ เปอร์เซ็นต์ แต่ทางกองทัพบางทีถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่ามันไม่สามารถตรวจสอบได้ดีกว่านะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ พองบของกองทัพเวลาเอาไปใช้ไม่ได้ใช้เงินเฉพาะก้อนนี้ แต่ไปใช้เงินถึงในอนาคต ผมก็ทราบ ว่าในการจัดซื้ออาวุธก็อาจจะมีความสำคัญแล้วเราก็ให้เกียรติ แต่เนื่องจากสถานการณ์ ปัจจุบันเราประสบปัญหาเศรษฐกิจอย่างรุนแรง คือหน่วยงานทางกองทัพควรจะต้องมี ความเห็นใจ ความอยู่รอดของประชาชนก็คือความมั่นคงของชาติ ไม่ใช่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนของตัวเองเป็นความมั่นคง อันนี้ผมบ่อยครั้งที่เห็นทางหน่วยงานด้านความมั่นคง จะนิยามความมั่นคงผิด คือถ้าประชาชนจะแหลกสลาย จะสูญเสีย จะด้อยโอกาส จะไม่มี ข้าวกิน ท่านยังมองว่าไม่ใช่เรื่องความมั่นคง อันนี้ทหารจะมีความเข้าใจผิด พอไปจัดงบของ กองทัพเราจะพบว่าก็จะมีงบผูกพันข้ามปี ปกติงบผูกพันข้ามปีเรามีคณะกรรมการนโยบาย การเงินระบุว่างบผูกพันข้ามปีไม่ควรจะเกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะอีก ๙๐ เปอร์เซ็นต์ จะเปิดพื้นที่ให้งบประมาณใช้ในการดูแลประชาชน แต่เราพบว่ารัฐบาลนี้หรือสำนัก งบประมาณผมก็ขอตำหนิด้วยนะครับ ก็กลายเป็นศรีธนญชัย ก็บอกว่างบผูกพันข้ามปี เฉพาะข้ามปีใหม่ ข้ามปีนี้จะไม่ให้ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้ารวมงบผูกพันข้ามปีในอดีตไม่เอา มารวม ในความจริงวันนี้เราจะพบว่างบผูกพันข้ามปีพองบประมาณปี ๒๕๖๖ สูงไปถึง ๓๓.๔ เปอร์เซ็นต์ คือมันจะมีงบผูกพันข้ามปีที่เราจะต้องผูกพันไปในอนาคต รุ่นลูก รุ่นหลาน ถ้าเกิดรัฐบาลนี้อยู่อีก ๑๔ วันจะครบต้องพ้นสภาพเพราะนายกครบ ๘ ปี คนมาเป็นรัฐบาลใหม่ ก็จะมีงบผูกพันข้ามปีถึง ๑ ล้านล้านบาท ๙๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ งบผูกพันข้ามปีก็คืน หนี้สาธารณะในอนาคตแล้วก็คือเป็นหนี้ที่จะต้องไม่เกิดรายได้ เป็นหนี้ที่เกิดจากการซื้ออาวุธ เป็นหนี้คือเสียจีดีพี (GDP) ด้วยซ้ำ ดังนั้นผมจึงเห็นว่าการที่กองทัพยังไม่มีความพร้อมในเรื่องอาวุธ แล้วก็มีการตรวจสอบไม่ได้นั้น ผมคิดว่าเมื่อสถานการณ์ขณะนี้ควรที่จะรอเอาเงินเพื่อไปช่วยเหลือคุณภาพชีวิตของ ประชาชนที่กำลังจะอดตายทั้งประเทศ ที่กำลังได้รับผลกระทบจากความเหลื่อมล้ำ ที่กำลัง ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงโดยเฉพาะปัจจุบันด้วยความใจดำของรัฐบาลก็ปล่อยให้ ค่าไฟสูงขึ้นอีก เพราะค่าไฟจะไปอยู่ค่าครองชีพทุกคน ดังนั้นผมจึงเห็นว่าควรจะตัดงบไป ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่เราไม่ได้พูดถึงก็คือวันนี้กองทัพ โดยเฉพาะ กองทัพบกใช้ช่องของ กอ.รมน. คือ กอ.รมน. เอาไปแฝงไว้สำนักนายกรัฐมนตรี แต่จริง ๆ กอ.รมน. ก็คือของกองทัพบก สิ่งที่เราจะพบเห็นก็คืองบบุคลากรพอไปใส่ในมาตรา ๓๘ เราก็จะตรวจว่ากองทัพก็มีงบประมาณแต่อาจจะสูงกว่าหน่วยงานอื่นเป็น ๔๕ เปอร์เซ็นต์ หน่วยงานอื่นงบบุคลากรประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเราตรวจ เชิงลึกเชิงฟอเรนสิก แอคเคาน์ติง (Forensic Accounting) ทางด้านบัญชีเราไปดูของ สตง. เราจะพบว่างบบุคลากรของกองทัพ ผมยกตัวอย่างกองทัพบก ปี ๒๕๖๑ เราตั้งงบ ขาวคาดแดงไว้ งบบุคลากรประมาณ ๕๙,๐๐๐ ล้านบาท แต่พอไปดู สตง. ตรวจพบว่ามี ๖๐,๐๐๐ จาก ๕๙,๐๐๐ ก็มีประมาณ ๖๕,๐๐๐ ล้านบาท เอ๊ะทำไมมันเกินมาเกือบ หมื่นล้านบาท แล้วพอไปดูปีต่อไปก็เฉลี่ยแล้วก็ประมาณปีละหมื่นล้านบาท ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เอามาจากไหน ทำไมบุคลากรของกองทัพบกจึงมีเงินมากขึ้นแล้วพอไปดู ก็ไปถึง บางอ้อ ก็พบว่าใน กอ.รมน. ที่เอางบไปประมาณ ๗,๐๐๐ พันล้านบาทต่อปีหรือก็จะเอา บรรจุบุคลากรของกองทัพบก และหน่วยงานอื่นก็เป็นน้ำจิ้มก็ประมาณ ๕๐,๐๐๐ คน แล้วก็ไปรับเงินอีกก้อนหนึ่ง แล้วพอ กอ.รมน. ไม่รู้จะรายงานงบอย่างไร ในปีที่ผ่านมาก็เป็น รายงาน ใช้เป็นเงินราชการลับคือประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านบาท ๖,๐๐๐ ล้านบาท แล้วปีนี้ มาเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นเงินเพื่อความมั่นคงบรรทัดเดียว แต่สิ่งอย่างนี้ไม่สามารถตรวจใน งบประมาณได้ ต้องไปตรวจที่งบการเงินของ สตง. ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลที่ผมขอตัดงบของ กระทรวงกลาโหม ๑๕ เปอร์เซ็นต์🔗
ท่านวิชาญ กรรมาธิการ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ ในฐานะกรรมาธิการที่สงวนคำอภิปรายปรับลดไว้ ๕ เปอร์เซ็นต์ในส่วนของ มาตรา ๘ ในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย ท่านประธานในมาตรา ๘ ของกระทรวงกลาโหม ถึงแม้ว่างบประมาณปีนี้จะมีสัดส่วนลดกว่างบประมาณในปีที่แล้ว แต่ก็มีสิ่งซึ่งควรที่จะนำมา พิจารณาในการปรับลด ผมจึงขออนุญาตนะครับว่าในส่วนกลาโหมนั้นเป็นกระทรวงซึ่งดูแล ในเรื่องของความมั่นคง แล้วก็จะต้องดูแลในเรื่องของการพัฒนาเพื่อดูแลพี่น้องประชาชน ทีนี้ในส่วนหนึ่งนั้นถ้าบอกว่ากรอบภารกิจของกระทรวงนี้ เป็นกรอบภารกิจซึ่งพี่น้องประชาชน คาดหวังถึงความปลอดภัย โดยเฉพาะในเรื่องของความปลอดภัยทางใต้ก็จะมีปัญหาเกิดขึ้น ยิ่งตอนนี้ความรุนแรงก็เกิดเพิ่มมากขึ้น ก็แสดงให้เห็นถึงว่าการที่กองทัพมียุทธวิธี ในการป้องกันแก้ไขในเรื่องของความรุนแรงอาจจะไม่สอดรับกับการที่พี่น้องประชาชน จะทำความเข้าใจ ก็เลยเกิดปัญหาความรุนแรงขึ้น ผมจึงคิดว่าการใช้กำลังหรือการใช้ มาตรการต่าง ๆ นั้นไม่ได้ช่วยให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจและได้เข้าถึงอย่างที่ ท่านนายกรัฐมนตรีบอกนะครับ ผมกลับมองว่าการที่เราจะทำให้งบประมาณนั้นใช้จ่ายได้เหมาะสมดีที่สุดนั้นจะต้องมีการ เปลี่ยนแปลง โดยการเปลี่ยนแปลงของกองทัพก็ต้องมาดูกันว่ากองทัพจะต้องทำตัวเอง ให้เล็กลง หลายประเทศเขาให้กองทัพมีขนาดเล็กลง แล้วก็มีการเพิ่มสมรรถภาพในเรื่องของ กำลังรบ แล้วโดยเฉพาะจะต้องมีการบูรณาการ ไม่ใช่แบบว่าแยกเหล่า แยกกลุ่ม แยกกอง พอเวลาเราแยกว่าเป็นทัพบก ทัพเรือ ทัพอากาศ แต่อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงกลาโหม เราแบ่งเหล่ากันก็จริงแต่ควรจะมีการดูในเรื่องของการบูรณาการ ในเรื่องของยุทธปัจจัย ทีนี้ประเด็นก็คือคนที่จะต้องดูแลกองทัพเขาบอกว่าเป็นคนเก่ง คนที่เป็นคนเก่งจะต้องบริหาร กำลังพลได้ แต่วันนี้คนเก่งอย่างเดียวไม่พอ เพราะผมคุยกับนายทหารหลาย ๆ ท่านบอกว่า กำลังที่มีกำลังรบหรืออยู่ภายใต้การดูแลของนายพลที่สั่งการ ผู้บัญชาการเหล่าทัพไม่สามารถ เข้าถึงคนที่อยู่ในกองกำลังได้โดยเฉพาะในเรื่องของสวัสดิการ เพราะฉะนั้นจะต้องดูในเรื่อง ของสวัสดิการควบคู่กันไป ผมเห็นว่าในเรื่องของสวัสดิการจะเป็นขวัญกำลังใจให้กับทหาร เพราะว่ากองทัพจะต้องมีการปรับตัวเอง เมื่อปรับตัวเองแล้วยุทธวิธีหรือยุทธปัจจัยต่าง ๆ ในเรื่องของอาวุธที่มีปัญหาซื้อกันมาก หลาย ๆ ปี หลาย ๆ ครั้ง แล้วอาวุธแต่ละส่วนเราไม่ สามารถที่จะผลิตเองได้ แล้วเราก็ไม่คิดจะผลิตครับท่านประธาน ผมเคยลงไปตรวจในเรื่อง ของ ๕ จังหวัดทางภาคใต้ที่เกิดปัญหาแล้วก็เป็นแหล่งที่จะซื้ออาวุธเยอะมาก มีการเรียกว่า ฟอกอาวุธกันที่นั่น เวลาจะจัดซื้อยุทธปัจจัยต่าง ๆ ก็มักจะใช้งบประมาณในส่วนที่ดูแล อยู่ที่ทางใต้เป็นหลัก เราไม่เคยมีการพัฒนา แม้กระทั่งในเรื่องของการดู ในเรื่องของการที่จะ ส่งเสริมสนับสนุน เรามีสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ แต่มีงบประมาณเพียง ๑๖๕ ล้านบาท ลำพังแค่งบในเรื่องของค่าใช้จ่ายดำเนินการก็คือในเรื่องของเงินเดือน ค่าใช้จ่ายประจำ ก็หมดแล้วครับ แล้วจะไปพัฒนาอะไรในเรื่องของการดูแล เรื่องของการที่จะวิจัย หรือวิเคราะห์ แม้กระทั่งในเรื่องขององค์กรต่าง ๆ ที่เป็นองค์กรการอุดมศึกษา เช่น มหาวิทยาลัยจุฬา เนคเทค (NECTEC) หรือ สจล. หรือแม้กระทั่งในส่วนของภาคเอกชนเราก็ ไม่เคยส่งเสริมสนับสนุนใด ๆ ทั้งสิ้น ก็เลยทำให้ประเทศไทยคิดแต่อย่างเดียวว่าต้องการอะไร เราก็จะจัดหา ต้องการอะไรเราก็จะจัดซื้อ ก็เลยเป็นปัญหาว่าสิ่งที่เราซื้อมานี่พะรุงพะรัง จนกระทั่งเราไม่สามารถที่จะเอาไปดูหรือวิเคราะห์ได้ว่าอุปกรณ์เหล่านี้เป็นอุปกรณ์ที่สามารถ จะสร้าง หรือทดแทน หรือซ่อมบำรุงได้ ในอดีตบอลลูนที่ใช้ในเรื่องของยุทธปัจจัยที่ส่งไปทางใต้ ขนาดผมเองเคยอภิปรายในสภาบอกว่าขอให้สถาบันไปใช้หรือไปวิจัยว่ามันเป็นอะไร เครื่องตรวจจับระเบิด หรือแม้กระทั่งอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่สามารถผลิตได้เอง โดยเฉพาะสถาบัน ต่าง ๆ เขาบอกว่าทำได้ แต่เราไม่เคยส่งเสริมครับ ก็ย่อมแสดงว่าการที่กระทรวงกลาโหมไม่คิด จะพัฒนามันเลยย่ำอยู่กับที่ ทั้ง ๆ ที่ประเทศต่าง ๆ ที่เป็นประเทศใกล้บ้านเราเดี๋ยวนี้เขา สามารถผลิตยุทธปัจจัยด้วยตัวเอง แล้วก็ไม่ได้พึ่งพาการนำซื้อสิ่งต่าง ๆ เสียอย่างเดียว ถ้าประเทศไทยวันนี้ทางกระทรวงกลาโหมสามารถที่จะพูดคุยกันในระหว่างเหล่าทัพว่าเราจะ มุ่งเน้นในเรื่องของการทำรีเอ็นจิเนียริง (Reengineering) ทั้งระบบ และบูรณาการให้เกิด ประโยชน์กับกองทัพ ผมคิดว่ากำลังพลในเรื่องต่าง ๆ เราไม่เป็นรองใคร เพราะในอดีตที่เรามี กองทัพเกิดขึ้นมันเป็นกองทัพที่สามารถทำงานได้จริง ๆ ครับ ดังนั้นผมจึงขออนุญาตนะครับว่าทางกระทรวงกลาโหมต้องมีการพัฒนาปรับปรุงแล้วก็มีการ ดูแลในเรื่องของคน ในเรื่องของปัจจัย แล้วก็ส่งเสริมในเรื่องของการสร้างคนขึ้นมา จึงขออนุญาตนะครับว่าไขมันมีเยอะก็ต้องตัดออกนะครับ ตอนนี้ก็คงขออนุญาตเสนอให้มี การปรับลดงบประมาณลง ๕ เปอร์เซ็นต์จากยอดนะครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอเชิญ ท่านปกรณ์วุฒิครับ ตัด ๓.๑๔ กว่าเปอร์เซ็นต์นะครับ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยผู้สงวนความเห็นครับ ท่านประธานครับ สำหรับงบประมาณของกระทรวงกลาโหมนะครับ ๔ ปีที่ผ่านมาที่เรา พิจารณากันนะครับเต็มไปด้วยความไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศ ไม่โปร่งใส แล้วก็ไม่ตรงไปตรงมารวมมาถึงปีนี้ก็ยังคงเป็นเช่นเดิมครับ ดังนั้นวันนี้พวกเราพรรคก้าวไกล ทั้งที่เป็นกรรมาธิการและเพื่อนสมาชิกที่ได้แปรญัตติเอาไว้อีกหลาย ๆ คนนะครับก็จะมา อภิปรายถึงโครงการต่าง ๆ ของกระทรวงกลาโหมที่ไม่สมควรจะได้รับงบประมาณจากภาษี ของประชาชนครับ ในส่วนของผมที่จะอภิปรายนะครับ ผมขอฝ่ายโสตขึ้นสไลด์ (Slide) ให้ด้วยครับ🔗
ในความไม่ตรงไปตรงมา ของ ๒ โครงการแรกสั้น ๆ นะครับ คือการก่อสร้างอาคารพักข้าราชการกองทัพเรือ ๒ แห่ง ที่ทุ่งมหาเมฆแล้วก็ที่บางกอกน้อยนะครับ ทั้ง ๒ แห่งครับมีลักษณะคล้าย ๆ กัน ที่เหมือนกัน ก็คือเป็นอาคารที่มีขนาด ๗๙ ห้องครับ ๗๙ ห้องครับท่านประธาน ตัวเลขแปลก ๆ นี้มันมา เพราะอะไร สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ ก็เพราะว่าตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมนะครับกำหนดเอาไว้ว่าอาคารห้องพักที่มีจำนวน ๘๐ ห้องขึ้นไปจำเป็น จะต้องทำอีไอเอ (EIA) ก็เลยสร้างแค่ ๗๙ ห้องครับ นี่ผมไม่ได้คิดเอาเองเพราะว่ากองทัพเรือ ได้ยอมรับในห้องอนุกรรมาธิการที่ดินและสิ่งก่อสร้างครับ ยอมรับหน้าตาเฉยว่าที่สร้าง ๗๙ ห้อง ก็เพราะว่าจะได้ไม่ต้องทำอีไอเอ (EIA) ครับ นี่เราไม่ต้องไปบ่นเศรษฐีที่ปลูกกล้วย เพื่อเลี่ยงภาษีเลยครับ ท่านประธานขนาดหน่วยงานราชการยังทำทุกวิถีทาง หาทุกช่องว่าง เพื่อให้ไม่ต้องประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ไม่ต้องรับฟังความคิดเห็นประชาชนที่ได้รับ ผลกระทบครับ มาถึงโครงการต่อไปครับเป็นเนื้อหาหลักที่ผมจะอภิปรายในวันนี้ครับ ท่านประธาน สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ คืออาคารที่พักข้าราชการกองทัพเรือขนาด ๓๒๕ ห้องครับที่ทุ่งมหาเมฆ งบประมาณรวมทั้งสิ้น ๙๕๐ ล้านบาท แต่ของบในปีนี้มา ๑๙๐ ล้านบาทครับ สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ จริง ๆ โครงการนี้นะครับ ๓๒๕ ห้องเป็นเพียง แค่ ๑ ใน ๓ ตึกที่จะทำการสร้าง โครงการเต็มทั้งหมดเป็นตามภาพที่เห็นในภาพที่ปรากฏนี้ เลยนะครับ เป็นอาคารชุดมีทั้งหมด ๓ ตึกรวมกันทั้งสิ้นมี ๙๗๕ ห้อง บนพื้นที่ ๑๔ ไร่ พื้นที่ใช้สอยกว่า ๑๔๐,๐๐๐ ตารางเมตร มีที่จอดรถ ๙๙๙ คัน จัดเป็นประเภทอาคารสูง และอาคารขนาดใหญ่พิเศษครับ ข้อสังเกตแรกครับ มีเพื่อนสมาชิกที่เป็นอนุกรรมาธิการ สิ่งก่อสร้างก็ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ในห้องอนุครับ ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปครับ นี่เป็นภาพจาก กูเกิล สตรีต วิว (Google Street View) ครับท่านประธาน ถนนในบริเวณนั้นมันแคบ นิดเดียวครับ มันเป็นแค่เลน (Lane) สวนเลน (Lane) เท่านั้นนะครับมันจะมีปัญหา ในการจราจรแล้วก็ถนนมันอาจจะไม่สามารถรองรับรถที่สัญจรพร้อมกันเป็นส่วนมาก ได้หรือไม่นะครับ ทางหน่วยงานชี้แจงในอนุครับว่าโครงการนี้เป็นการสร้างเพื่อทดแทน ตึกเดิมเท่านั้น มีคนมาอยู่เท่าเดิมครับไม่ได้มีคนมาอยู่เพิ่ม ปัจจุบันมันก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร มากมายนะครับ ซึ่งพอได้ข้อมูลเช่นนั้นอนุเขาก็ไม่ได้ติดใจอะไรในประเด็นนี้แต่ไม่มีประเด็น ปัญหาอื่น ๆ ครับท่านประธาน แน่นอนครับ ๓๒๕ ห้องมันเกิน ๘๐ ห้องอย่างไรก็ต้องทำ อีไอเอ (EIA) ครับ ณ ตอนนี้โครงการนี้ยังอยู่ในระหว่างขั้นตอนของการทำอีไอเอ (EIA) ประเด็นแรกคือยังทำอีไอเอ (EIA) ไม่ผ่านแล้วมาของบได้อย่างไรครับ และนอกจากนั้นครับ ในการนำเสนอของหน่วยงานครับก็ระบุว่าจะมีกิจกรรมการมีส่วนร่วม ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปนะครับ แล้วก็มีขอบเขตพื้นที่ศึกษาในรัศมี ๑ กิโลเมตรนะครับ ครอบคลุมทั้งสิ้น ๓ แขวง สไลด์ (Slide) ถัดไปด้วยนะครับ ๓ แขวงนี้อยู่ในเขตสาทร แล้วก็เขตยานนาวาครับ ซึ่งก็มีการประชาสัมพันธ์ในการทำอีไอเอ (EIA) แต่ประชาชนรอบข้างก็ร้องเรียนกับพรรคก้าวไกล มานะครับว่าการประชาสัมพันธ์ในการทำอีไอเอ (EIA) นั้นแย่มากครับ ไม่มีความทั่วถึงทำแบบขอไปที แล้วก็ได้ทราบข้อมูลมาครับว่ามีการทำกิจกรรมรับฟัง ความเห็นครั้งที่ ๑ ไปแล้วนะครับ ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปครับ อันนี้เป็นป้ายที่ประชาสัมพันธ์ รับฟังความเห็นในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ขอปิดสไลด์ (Slide) ก่อนก็ได้ครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานคิดว่าประชาชนในเขตสาทร ยานนาวามันน่าจะมีความ หนาแน่นพอสมควรใช่ไหมครับ รัศมี ๑ กิโลเมตรที่จะทำการศึกษาต่ำ ๆ ก็น่าจะมีหลายพันคน ทราบไหมครับว่าการทำกิจกรรมครั้งแรกมีผู้เข้าร่วมกี่คนครับ ๓๐ กว่าคนท่านประธาน แล้วพอเห็นคนมาน้อยไปเกณฑ์เอาทหารมานั่งฟังครับ ทีมงานของพรรคก้าวไกลไปลงพื้นที่ครับ และได้ไปรวบรวมความเห็นประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้างโครงการนี้ ผมมีรายชื่ออยู่ กับท่านประธานเต็มเลยครับ นิติคอร์ด นางลิ้นจี่ ๔ สุพรีมวิลล์เย็นอากาศ ปาโก้นางลิ้นจี่ โรงแรมชามา บ้านสวนจันทร์ เย็นอากาศการ์เด้น บ้านสวนหมากนางลิ้นจี่ ๔ อีกเพียบครับ พูดทั้งวันก็ไม่หมด ทั้งหมดที่ผมกล่าวมานะครับเขาไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้างโครงการนี้แล้ว ไม่เคยทราบเรื่องการประชาสัมพันธ์ของเจ้าของโครงการเรื่องการรับฟังความเห็นเลยแม้แต่ ครั้งเดียวครับ และข้อมูลจากผู้เข้าร่วมการรับฟังความเห็นครับท่านประธานข้อกังวลของเขา ก็คือเรื่องของคาพาซิตี (Capacity) ครับ เพราะว่าเอาเข้าจริง ๆ ในบริเวณนั้นจริง ๆ มันติด กฎหมายผังเมืองครับสร้างตึกที่มันเกิน ๑๐ ขั้นยังไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่พอดีกองทัพเรือเป็น หน่วยงานราชการครับทำให้ไม่ติดกฎหมายผังเมือง ทำให้จะสร้างกี่ชั้นก็ได้ และการสร้างตึก ที่มันใหญ่ขนาดนี้มันก็จะมีผลกระทบเรื่องของทิศทางลม ทัศนียภาพในบริเวณนั้นที่จะ เปลี่ยนไป แล้วก็เรื่องของการจราจรครับ ทางผู้ที่เข้าร่วมงานก็ตั้งคำถามในวันนั้นที่รับฟัง ความเห็นว่าในเมื่อมันเป็นการสร้างทดแทนทำไมหน่วยงานถึงไม่ทุบตึกเดิมแล้วสร้างตึก ที่มีความสูงเท่าเดิมครับมันจะได้ไม่มีปัญหาครับ หน่วยงานตอบว่าอะไรครับ หน่วยงาน บอกว่าทำแบบนั้นไม่ได้ครับ เพราะว่าต้องสร้างให้คนอยู่อาศัยได้เพิ่มมากขึ้น เพราะปัจจุบัน กำลังพลไม่มีที่อยู่ ขอสไลด์ (Slide) ครับ สไลด์ (Slide) สุดท้ายครับ ตอนที่ชี้แจงในห้องอนุ บอกว่าไม่มีคนมาอยู่เพิ่มแล้วแต่ในความเป็นจริงคือสร้างใหญ่กว่าเดิมแล้วจะมีผู้พักอาศัย ในโครงการนี้ที่ถนนแคบ ๆ เลน (Lane) สวนเลน (Lane) รวมกัน ๔,๘๐๐ กว่าคน และแน่นอนว่ามันจะมีปัญหาต่าง ๆ ตามมาแล้วส่งผลกระทบกับประชาชนที่พักอาศัย หรือทำงานอยู่ในบริเวณนั้นอีกเป็นจำนวนมากอีกแน่นอนครับ ปิดสไลด์ (Slide) ได้เลยครับ สรุปคือโครงการนี้นอกจากของบมาโดยที่ยังผ่านอีไอเอ (EIA) แล้วกระบวนการทำอีไอเอ (EIA) ก็ไม่ตรงไปตรงมา ไม่โปร่งใส ไม่รับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่จะได้รับผลกระทบ ดังนั้นจึงไม่สมควรที่จะได้รับงบประมาณครับ และประกอบกับเนื้อหาที่เพื่อนสมาชิกก้าวไกล อีกหลายคนจะอภิปราย ผมจึงขอเสนอความเห็นในการตัดงบประมาณกระทรวงกลาโหม เป็นจำนวน ๓.๑๔๑๕ เปอร์เซ็นต์หรือประมาณ ๒,๗๖๙ ล้านบาท ท่านประธานขอบคุณครับ🔗
ต่อไปเป็น ผู้แปรญัตติที่สงวนคำแปรญัตตินะครับ ท่านแรกเชิญท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม ครับ ท่านตัด ๒ เปอร์เซ็นต์เชิญครับ เชิญท่านพิสิฐก่อนแล้วต่อไปเป็นท่านวรภพนะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมขอตัดงบของกระทรวงกลาโหม ๒ เปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุผล ๓ ประการครับ🔗
ประการที่ ๑ ก็คือในช่วง ๒ ๓ ปีมานี้ผมได้เพียรพยายามที่จะเสนอให้ กระทรวงกลาโหมจัดการศึกษาให้กับทหารเกณฑ์ คือในแต่ละปีครับทั้งกองทัพบก ทั้งกองทัพเรือและกองทัพอากาศได้มีการเกณฑ์เด็กที่จะเข้ามาเป็นทหารเข้าใจว่าปีหนึ่งน่าจะ ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ คนซึ่งกำลังพลเหล่านี้ครับอยู่ได้สัก ๒ ปีก็ต้องปลดประจำการ แล้วก็กลับเข้าไปสู่ตลาดแรงงาน กระผมได้พยายามที่จะขอให้ทางกระทรวงกลาโหมได้จัดให้ มีการศึกษาให้กับทหารเกณฑ์เหล่านี้เพื่อที่ว่าเมื่อปลดประจำการแล้วจะได้กลับไปเป็น พลเมืองที่มีความรู้ความสามารถ เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน เพราะต้องยอมรับว่า คนที่ถูกเข้ามาเป็นทหารเกณฑ์ย่อมจะไม่ได้รับการศึกษาถึงระดับอุดมศึกษา เนื่องจากคนที่ จะเรียนถึงระดับนั้นได้ก็จะมีการเรียน รด. แต่สำหรับผู้ที่เรียนจบแค่ประถมหรือแค่มัธยม ก็จะไม่มีโอกาสแล้วก็จะต้องเข้ามาเป็นทหารเกณฑ์ ด้วยเหตุนี้ผมจึงคิดว่าถ้าหาก กระทรวงกลาโหมจะได้กำหนดให้เป็นหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าเมื่อมาเป็นทหารเกณฑ์ จบไปแล้วจะได้มีความรู้ติดตัวไปก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อบุคลากรของประเทศเหล่านี้ และตลาดแรงงานเองก็ต้องการแรงงานที่มีความสามารถที่ได้รับการฝึกฝน มีวินัย ซึ่งผม เชื่อว่าทางกองทัพสามารถดำเนินการให้ได้ เท่าที่กระผมได้พยายามติดตามมาก็ได้มีการ ยอมรับว่าได้มีการจัดการศึกษาโดยขอให้ทางกระทรวงได้จัดการให้ แต่เท่าที่ได้สังเกตดูจะมี ลักษณะเป็นแบบสมัครใจมากกว่าก็คือว่าหน่วยไหนที่มีความขยัน หรือมีผู้นำ มีผู้บังคับบัญชา ที่มีวิสัยทัศน์ก้าวไกลที่มองเห็นอนาคตของทหารเหล่านี้ก็จะจัดการให้ แต่เราก็ไม่แน่ใจว่าจะมี การจัดให้อย่างทั่วถึงหรือไม่ เพราะว่ามันไม่ได้เป็นนโยบายที่กำหนดชัดเจน ซึ่งถ้าเราดู บางประเทศที่เขามีความสำเร็จในเรื่องนี้เขาได้ดำเนินการอย่างจริงจัง เข้าใจว่าที่ประเทศ สิงคโปร์หรือประเทศอิสราเอลก็ตาม แล้วก็เป็นประโยชน์มากต่อตลาดแรงงานเนื่องจาก ตลาดแรงงานของเราต้องการบุคลากรเหล่านี้ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ผมยังพยายามจะเพียรดู ว่าเอกสารงบประมาณเล่มคาดสีแดงนี้มีปรากฏหรือไม่ ผมเองก็ตรวจไม่เจอ เพราะฉะนั้น ผมก็ขออนุญาตที่จะสอบถามในเรื่องนี้ประการแรกครับ แล้วก็จะขอดูแลต่อไปว่าเรื่องนี้ ควรจะเป็นนโยบายที่ชัดเจนของกระทรวงกลาโหม🔗
ประการที่ ๒ ที่ผมอยากจะขอให้ตัดเพื่อจะได้เป็นเสียงสะท้อนกลับไปให้กับ เรื่องของนโยบายความมั่นคง เพราะสิ่งที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของชายแดน ผมพบว่าเรายังมีคนจำนวนมากที่ไม่ได้รับบัตรประจำตัว ประชาชน แล้วก็มีเหตุผลว่าเป็นเรื่องของความมั่นคงซึ่งอธิบายไม่ได้ รวมไปถึงเรื่องของ การค้าชายแดน หลายด่านที่ได้สอบถามดูก็ยังไม่มีความก้าวหน้าในการเปิดด่าน สอบถามดู ก็เป็นเหตุผลเรื่องทางชายแดนอีก เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ผมจึงขออนุญาตที่จะใช้โอกาสนี้ ในการที่จะปรับลดงบของกระทรวงกลาโหมเพื่อจะได้เป็นเสียงสะท้อนกลับไป🔗
ประการที่ ๓ เมื่อ ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมา สภาแห่งนี้ได้มีการผ่านร่างกฎหมาย ที่กระผมเสนอก็คือเรื่องของกฎหมาย กบข. ที่เปิดโอกาสให้ข้าราชการมีสิทธิที่จะนำ เงินกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการไปจัดหาที่อยู่อาศัยได้ ทหารซึ่งมีอยู่จำนวนมากด้วยกัน ก็ย่อมมีสิทธิด้วย แต่ผมเข้าใจว่างบประมาณที่ท่านตั้งมาในเอกสารงบประมาณเหล่านี้ มีงบเกี่ยวกับการก่อสร้างบ้านพักที่อยู่อาศัยจำนวนมาก ผมเชื่อว่าถ้าหากเราเปิดทางให้ทหาร มีสิทธิที่จะขอเบิกเงิน กบข. ไปซื้อบ้านได้เช่นเดียวกับข้าราชการอื่น ๆ แล้วเขาก็น่าจะมีสิทธิ ที่จะขอค่าเช่าบ้านนี้ไปหาที่อยู่อาศัยเอง เพราะฉะนั้นความจำเป็นหรือความต้องการที่ต้องมีการปลูกโรงเรือนบ้านพักนายทหารต่าง ๆ ก็น่าจะลดลงนะครับ ผมจึงขออนุญาตที่จะปรับลดเพื่อจะได้ให้มีการทบทวนในเรื่องนี้นะครับ ทบทวนในเรื่องของการใช้จ่ายของรัฐเกี่ยวกับเรื่องของที่อยู่อาศัย อย่างที่เพื่อนกรรมาธิการ เมื่อสักครู่ได้กล่าวไปว่ายังเป็นประเด็นที่อาจจะมีเรื่องของการดำเนินการที่อาจจะมีคำถามได้ แต่เรื่องนี้ผมเชื่อว่าทหารเองน่าจะได้ประโยชน์จากการแก้ไขกฎหมาย กบข. ที่กระผม นำเสนอไป แล้วก็เข้าใจว่าสัปดาห์หน้าวุฒิสภาก็จะมีการพิจารณาเรื่องนี้นะครับ แล้วก็ สามารถผ่านร่างเป็นกฎหมายได้ภายในปีนี้ เพราะฉะนั้นงบประมาณปี ๒๕๖๖ น่าจะต้องมี การทบทวนในเรื่องนี้เสียใหม่ว่ายังจำเป็นอยู่หรือไม่ที่กองทัพต่าง ๆ จะต้องมีการสร้าง ที่อยู่อาศัยจำนวนมากด้วยกัน ขอบพระคุณมากครับ🔗
ท่านวรภพ ตัด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เชิญอภิปรายเหตุผลครับ🔗
กราบเรียนประธานสภา ที่เคารพ ผม วรภพ วิริยะโรจน์ สมาชิกผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลครับ ผมขออภิปรายสนับสนุนการตัดงบประมาณกระทรวงกลาโหม ๑๐ เปอร์เซ็นต์ครับ เหตุผล ก็คือว่าทุกวันนี้กระทรวงกลาโหมมีเงินนอกงบประมาณ ผมคำนวณเร็ว ๆ ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ดังนั้นมันจึงมีความจำเป็นที่ควรจะต้องตัดงบประมาณของกระทรวงกลาโหม ๑๐ เปอร์เซ็นต์ตรงนี้เพื่อให้เอาเงินนอกงบประมาณมาเป็นเงินในงบประมาณนะครับ แล้วก็ ให้กระทรวงกลาโหมเอาเงินก้อนนี้ไปสร้างเป็นสวัสดิการประชาชนแทนนะครับ แล้วก็เงิน นอกประมาณที่ผมกำลังจะอภิปรายนี้จริง ๆ ถ้าเรียกให้มันถูกต้องบอกว่ามันคือเงินของ นอกงบประมาณ เพราะว่ามันไม่ใช่เงินที่อยู่ในงบการเงินของกระทรวงกลาโหมที่รายงาน ออกมานะครับ เพราะว่าเงินนอกประมาณที่รายงานไว้นั้นส่วนใหญ่เป็นรายได้ของ โรงพยาบาลของกองทัพซึ่งมีการรายงานอยู่ แต่ที่ผมกำลังจะพูดต่อไปนี้มันคือธุรกิจกองทัพ พาณิชย์ที่ว่าไม่มีการรายงาน ไม่มีการตรวจสอบใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นบ่อน้ำมัน สนามกอล์ฟ โรงแรม สนามม้า สนามมวย ค่าเช่า สถานีวิทยุ ปั๊ม รายได้เหล่านี้ไม่มีการ เปิดเผยนะครับ มีแต่คำอ้างว่าเอามาเป็นสวัสดิการกองทัพ ซึ่งก็ควรจะต้องตั้งคำถามได้แล้ว ว่านี่มันเป็นสวัสดิการของใคร ของนายพล ขุนศึกศักดินาหรือเปล่า เพราะทำไมถึงไม่มีการ เปิดเผย อย่าว่าแต่สภาเลยนะครับ สตง. ก็ตรวจสอบไม่ได้นะครับ เพราะว่ากองทัพนี้อ้างมา ตลอดว่ากองทัพตรวจสอบกันเองนะครับ ถ้าเป็นสวัสดิการจริงทำไมถึงตรวจสอบไม่ได้ ที่ตลกร้ายที่สุดก็อาจจะเป็นคะแนนความโปร่งใสของ ป.ป.ช. ที่ให้กระทรวงกลาโหม ทุกหน่วยงานผ่าน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ ก็ค่อนข้างย้อนแย้งกับข้อมูลที่ผมได้รับรู้มา แล้วถ้าเงินนอกของนอกงบประมาณถ้าถามว่ามันเยอะแค่ไหนผมอาจจะลองไล่ให้ดูทีละก้อน เริ่มจากบ่อน้ำมัน จริง ๆ เราก็มีความพยายามสื่อสารกับประชาชนมาตลอดว่าคนไทยต้องใช้ น้ำมันแพง เพราะว่าเราไม่มีบ่อน้ำมัน แต่จริง ๆ มันมีครับ เพียงแต่ว่าโชคร้ายหน่อยที่บอก น้ำมันนั้นมันอยู่ภายใต้การดูแลของกองทัพ ทรัพยากรควรจะเป็นของประชาชนมันก็เลย กลายเป็นรายได้ของนายพลนะครับ เพราะว่ามันมีบ่อน้ำมันที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ กระทรวงพลังงานเขาก็มีข้อมูลยืนยันมาชัดเจนนะครับว่าวัน ๆ หนึ่งกองทัพขุดน้ำมันมากลั่น ได้ถึง ๕๔๐ บาร์เรลต่อวัน ถ้าคำนวณออกมาให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือประมาณ ๘๖,๐๐๐ ลิตรต่อวัน ต่อให้เอาคิดว่าคุณภาพน้ำมันอาจจะเป็นเกรดที่ไม่ค่อยดี ก็คือได้เป็นน้ำมันเกรดน้ำมันเตา เสียเยอะ คิดคำนวณเร็ว ๆ ต้นทุนถูก ๆ เลยก็ได้ออกมาเป็นรายได้ ๖๐๐ ล้านบาทต่อปี อย่างที่บอกว่า ๖๐๐ ล้านบาทนี้จริง ๆ มันควรจะเป็นทรัพยากรของประชาชนทุกคน แต่น่าเสียดายโชคร้ายครับมันก็เลยกลายเป็นรายได้ของนายพล หรือแม้กระทั่งสนามกอล์ฟ ๓๖ แห่ง อันนี้คือเฉพาะที่กองทัพบกเปิดเผยออกมานะครับ ยังไม่รวมของกองทัพเรือ กองทัพอากาศ ที่ไม่มีการเปิดเผยออกมาเลยนะครับ และที่กองทัพบกเขาเปิดเผยมาจริง ๆ เป็นเรื่องที่ดีนะครับ แต่ก็ต้องเท้าความว่าเพราะมันมีเหตุการณ์กราดยิงที่โคราช ซึ่งก็เป็นจังหวะที่มีการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกองทัพนะครับ ผบ.ทบ. ในขณะนั้นก็มาพูดกับ กรรมาธิการงบประมาณ ซึ่งตอนนั้นผมก็เป็นกรรมาธิการงบด้วยนะครับ พูดเสียงแข็งเลยครับ ๓ เดือนจะเปิดเผยออกมาว่าเงินนอกงบประมาณพวกนี้มีเท่าไรบ้าง นี่รอมา ๓ ปีแล้วครับ ยังไม่เห็นวี่แววนะครับ ซึ่งสุดท้ายกลายเป็นว่าเป็นทางสื่อหรือแมตเทอร์ (Matter) ครับ ต้องใช้ พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารถึงได้ข้อมูลตรงนี้มา ก็ได้รู้ครับว่ากองทัพมีสนามกอล์ฟ ๓๖ แห่งนะครับ อย่างที่บอก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ ไม่เปิดเผยนะครับ ซึ่งผมก็ต้อง ตั้งเป็นคำถามครับ นี่มันกลาโหมหรือกลุ่มทุนอสังหานะครับ สนามกอล์ฟแต่ละที่ใจกลางเมือง ทั้งนั้นนะครับ แล้วก็จริง ๆ ผมตั้งเป็นข้อสงสัยนะครับว่ารายได้ที่แจ้งจริงไหม เพราะว่า เปิดเผยออกมาสนามกอล์ฟอย่างที่รามอินทรา ๕๐๐ ไร่ แจ้งรายได้เพียง ๑๕๐ ล้านบาทต่อปี นี่คำนวณออกมากลายเป็นว่าสร้างรายได้ ๓๐๐,๐๐๐ บาทต่อไร่ต่อปี นี่ขนาดที่ที่รามอินทรา ตรงเมืองนี่ครับ ดังนั้นมันน้อยมากถ้าเทียบกับศักยภาพของมันนะครับ นอกจากนี้กองทัพ มีโรงแรมอีก ๕ แห่งครับ สนามม้า ๑ แห่ง สนามมวย ๑ แห่ง รายได้รวมกลม ๆ ประมาณ ๓๐๐ ล้านบาทต่อปี อันนี้ก็เหมือนกันครับ เข้ากระเป๋าใครครับ ปั๊มอีกจำนวนมากนะครับ แล้วก็ยังไม่รวมถึงที่ดินราชพัสดุครับ ที่ดินราชพัสดุทั้งหมดประเทศไทยเรามี ๑๒ ล้านไร่ครับ ธนารักษ์เขาก็เปิดเผยมาครับว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์อยู่ในความครอบครองของกองทัพก็คือ ประมาณ ๖ ล้านไร่นะครับ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะมีพื้นที่อะไรเยอะขนาดนั้นนะครับ เพราะว่าต่อให้มี พื้นที่กำลังพลซ้อมรบอะไรนี่ ผมคิดว่าไม่ควรจะเกินล้านไร่ด้วยซ้ำนะครับ แล้วก็ถ้าเรามาคิด ง่าย ๆ ครับ ถ้าวันนี้เราให้ชาวบ้านเขาเช่าทำเกษตร ที่ดินทำกินที่ขาดแคลนจำนวนมากครับ ไร่ละพันบาท นี่ก็คือ ๕,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีนะครับ ที่จะเกิดขึ้นจากที่ดินกองทัพที่ไม่มีการถูก ใช้ประโยชน์อยู่นะครับ หรือแม้กระทั่งค่าเช่าประชาชนวันนี้เป็นแสน ๆ รายนะครับที่เช่าที่ กองทัพอยู่ครับ ซึ่งแน่นอนครับ ก็ไม่มีการเปิดเผย ไม่มีการรายงานว่ารายได้ตรงนี้เข้ากระเป๋า ใครนะครับ นี่ยังไม่รวมสถานีวิทยุกองทัพบกครับ อันนี้ไม่เคยมีการเปิดเผยมานะครับ สถานีโทรทัศน์ ทีวี (TV) กองทัพบกนะครับ ที่วันนี้ผู้ถือหุ้นยังเป็นนายพลอยู่ ทั้ง ๆ ที่ก็ใช้ สินทรัพย์ราชการครับ คือมันเลยกลายเป็นว่าแทนที่รายการเงินนอกงบประมาณเหล่านี้ สินทรัพย์เหล่านี้ ถ้าถูกเปิดเผยออกมา ถูกบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ จริง ๆ มันสามารถตัดลบงบประมาณของกลาโหมแล้วก็มาสร้างเป็นสวัสดิการประชาชนได้อีกอย่าง น้อย ๆ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ แล้วมันก็กลายเป็นว่ากองทัพกลายเป็นหน่วยงานที่มี อภิสิทธิ์พิเศษ คือเอาสินทรัพย์แผ่นดินมาสร้างรายได้ให้กับเหล่านายพล ขุนศึก ศักดินานี่ครับ ไม่ต้องมาตรวจสอบครับ ไม่ให้เกิดการตรวจสอบอ้างเป็นสวัสดิการกองทัพอย่างเดียวนะครับ และสุดท้ายที่ผมว่ามันเป็นประเด็นสำคัญครับ คือมันเป็นการเบี่ยงเบนโฟกัส (Focus) ของกองทัพให้ออกจากภารกิจหน้าที่ในการป้องกันประเทศครับ กลายเป็นว่ากองทัพวัน ๆ ก็หมกมุ่นอยู่แค่ปกป้องคุ้มครองผลประโยชน์ของกองทัพพาณิชย์ของตัวเองนะครับ ทั้งที่ไม่ใช่เป็นหน้าที่ ไม่ใช่ความถนัด แต่เป็นขุมทรัพย์ของเหล่านายพลนะครับ วันนี้จริง ๆ ก็อยากให้กรรมาธิการชี้แจงนะครับ หรือแม้กระทั่งให้เจ้าหน้าที่ส่งโพยมาก็ได้นะครับ ว่าที่ผม อภิปรายไปนี่ไม่ถูกต้องอย่างไร ว่าเงินนอกของนอกงบประมาณมันเป็นมูลค่าเท่าไร แล้วทำไมถึงไม่มาเป็นเงินงบประมาณประจำปีครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านต่อไป ท่านนายแพทย์เรวัต วิศรุตเวช ครับ ตัด ๕ เปอร์เซ็นต์ครับ เชิญอภิปรายครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม นายแพทย์เรวัต วิศรุตเวช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทยครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออภิปรายสรุปอย่างสั้น ๆ นะครับว่า ขอปรับลดงบประมาณในมาตรา ๘ ซึ่งเป็นงบประมาณรายจ่ายกระทรวงกลาโหมที่ตั้งไว้รวม ๘๘,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ขอปรับลดร้อยละ ๕ ก็คือปรับไปประมาณ ๔,๔๐๐ ล้านบาท คงเหลืออยู่ที่ประมาณ ๘๓,๗๐๐ ล้านบาทครับท่านประธานครับ เหตุผลที่ขอปรับลด ในมาตรา ๘ นี้เป็นเหตุผลในทำนองเดียวกันกับที่ผมขอปรับลดในมาตรา ๖ ที่ผมได้อภิปราย ไปแล้วครับท่านประธานครับ คือเนื่องจากกรณีที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะครบ ๘ ปี ในวันที่ ๒๔ สิงหาคม แล้วจะต้องพ้นจากตำแหน่งในวันถัดไปตามมาตรา ๑๗๐ วรรคสอง ท่านประธานที่เคารพครับ ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาเป็นที่ประจักษ์ชัดเลยว่า พลเอก ประยุทธ์นี้ตั้งงบประมาณของกระทรวงกลาโหมเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากเลย แต่ว่ากลับ นำงบประมาณไปใช้อย่างไม่คุ้มค่า ผมใช้คำว่า อย่างหน้าละอาย ด้วยครับ ผมขอยกตัวอย่าง ของการใช้งบประมาณที่เลอะเทอะมากเลย เช่น การไปซื้อเรือเหาะครับ ไปซื้อเรือเหาะ ที่เหาะไม่ได้ ไปซื้อเรือดำน้ำแต่ดำน้ำไม่ได้ เพราะอะไรครับ เพราะว่ายังหาเครื่องยนต์ มาติดตั้งไม่ได้ มันเหลือเชื่อจริง ๆ ครับ คืออันนี้มันเป็นเรื่องของกองทัพ เรื่องระดับชาติ นี่นะครับ ทำไมทำกันเหมือนกับเด็กเล่นขายของ มันเหลือเชื่อจริง ๆ ครับ ไม่น่าเชื่อว่าเราจะ ทำกันแบบนี้ นอกจากนั้นก็ยังไปซื้ออาวุธอีกหลายชนิด รวมทั้งที่กำลังจะซื้อเครื่องบินรบ ที่แพงมาก ๆ ในขณะที่รัฐบาลก็หาเงินไม่ค่อยจะเป็น หาเงินไม่ค่อยจะได้ และประเทศกำลัง ประสบกับวิกฤติเศรษฐกิจ ประชาชนกำลังเดือดร้อนลำบากยากจนครับ ในที่สุดประชาชนนั้น ทนเห็นความเหลวแหลกที่เอาเงินภาษีของประชาชนไปใช้อย่างเลอะเทอะไม่ได้จึงพากัน ส่งเสียงประณามด้วยความไม่พอใจ พลเอก ประยุทธ์ก็โกรธ แล้วก็แสดงพฤติกรรม ที่ไม่เหมาะสมต่าง ๆ นานาซึ่งไม่เหมาะสมกับตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม คะแนนนิยมตกต่ำ เรื่อย ๆ แล้วก็พรรคพวกตัวเองก็ยังแอบแทงข้างหลังอีก ท่านประธานที่เคารพ โดยสรุปครับ งบประมาณที่ขอมาในปีนี้ผมเห็นว่ามันเกินความจำเป็นและไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ ต่อประชาชนและประเทศชาติเลย ดังนั้นผมจึงขอปรับลดเป็นจำนวนเงิน ๔,๔๐๐ ล้านบาท และให้เหลือเพียง ๘๓,๗๐๐ ล้านบาทเศษ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ท่านต่อไป ท่านทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ ตัด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เชิญอภิปรายครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย วันนี้ดิฉัน ขออภิปรายแปรญัตติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๖ ในสัดส่วนของ กระทรวงกลาโหม ดิฉันขอปรับลดงบประมาณเพียงแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ดิฉันขออธิบายถึง เหตุผลในการที่ดิฉันปรับลดงบประมาณของกระทรวงกลาโหมดังนี้ กองทัพอากาศได้ตั้ง งบประมาณในการจัดซื้อเครื่องบินแบบยุทธศาสตร์ เอฟ ๓๕ เอ (F-35A) ที่ไม่ติดอาวุธ และดิฉันมั่นใจในอนาคตก็คงจะตั้งงบเพื่อจะติดอาวุธกับเครื่องบินอีก ๒ ลำนี้ แต่เนื่องจาก การจัดซื้อเครื่องบินในครั้งนี้ยังไม่ผ่านการพิจารณาจากสภาคองเกรส (Congress) ซึ่งขั้นตอน ต่าง ๆ ที่จะต้องผ่านการพิจารณาจากสภาคองเกรส (Congress) ต้องใช้ระยะเวลาประมาณ ๒๐ เดือน หากสภาคองเกรส (Congress) อนุมัติขายให้แก่ประเทศไทยเราก็สามารถ ตั้งงบประมาณในปี ๒๕๖๗ ได้ซึ่งการจัดซื้อก็ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเอาเงินไปกองไว้ อย่างนี้นะคะ ดังนั้นถ้าหากสภาคองเกรส (Congress) อนุมัติก่อน กองทัพอากาศ ก็ไม่เสียเวลาและไม่ได้เสียหาย การเอาเงินจากภาษีประชาชนไปกองไว้แล้วไม่ได้ใช้จะทำให้ ประชาชนเสียโอกาส เพราะแทนที่จะเอาเงินงบประมาณส่วนนี้ไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ที่กำลังอดอยาก ข้าวยากหมากแพง แต่กลับเอาเงินไปค้างไว้ที่กองทัพโดยไม่รู้ว่าเราจะได้ซื้อ เครื่องบินเมื่อไร การเอาเงินไปกองไว้ดิฉันเกรงว่าประชาชนอาจจะสงสัยได้ว่ากองทัพมีอะไร แอบแฝงอีกหรือเปล่า มีเจตนาทุจริตอะไรอีกหรือเปล่า อันนี้เป็นการคาดการณ์ของประชาชน และอีกทั้งก่อนหน้านี้ประเทศไทยได้จัดซื้อเรือดำน้ำที่ยังมีปัญหาเรื่องเครื่องยนต์จากจีน จนเป็นปัญหาคาราคาซังอยู่ถึงทุกวันนี้ รวมไปถึงงบเช่ารถหรูประจำตำแหน่งของนายทหาร ระดับสูงประจำกองทัพที่กองทัพอ้างว่าเป็นรถควบคุมการสั่งการไม่ใช่รถประจำตำแหน่ง จน สตง. ก็ส่งทีมเข้าไปตรวจสอบรถเบนซ์ เอส ๕๐๐ (Benz S500) ของกองทัพซึ่งพบว่า มีการทุ่มงบประมาณจัดซื้อไว้ถึง ๓๐ คัน นอกจากนี้ยังมีประเด็นในเรื่องของการใช้ งบประมาณในเรื่องเกณฑ์ทหารซึ่งควรเปลี่ยนจากระบบบังคับเกณฑ์ทหารมาเป็นระบบ สมัครใจจะดีกว่านะคะ🔗
- ๑๕๘ การสร้างสวัสดิการที่ดีให้กับทหารเกณฑ์จะทำให้มีการสมัครใจเข้าสู่มาเป็นทหารเพื่ออ้าง ประสิทธิภาพให้กับกองทัพนะคะ อีกทั้งประเทศไทยยังมีนายพลจำนวนที่เยอะเกินกว่า ความจำเป็น ในปี ๒๕๖๓ นี้เรามีนายพลบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายมากถึง ๗๙๒ คน หากนับย้อน ไปตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ ถึงปี ๒๕๖๓ นี้เรามีนายพลแต่งตั้งโยกย้ายมากกว่า ๑๐,๐๐๐ คน ซึ่งเป็นสัดส่วนของนายพลไทยต่อจำนวนกำลังพลอยู่ที่ ๑:๖๖๐ นาย ในขณะที่สหรัฐอเมริกา มีขนาดกองทัพที่ใหญ่กว่าไทยและมีประสิทธิภาพที่สูงกว่ามาก มีสัดส่วนนายพลต่อกำลังพล อยู่แค่ ๑:๑๖๐๐ นายเท่านั้น ปัญหาเช่นนี้ทำให้งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงกลาโหม สูงเกินความจำเป็น ไหนจะมีงบราชการลับที่ไม่สามารถตรวจสอบรายละเอียดซ่อนอยู่อีก จำนวนเกือบ ๕๐๐ ล้านบาทในสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และกองบัญชาการกองทัพไทย งบลับนี้ก็น่าสงสัยอีกละคะมันลับจนไม่ สามารถตรวจสอบได้ ประชาชนก็อาจจะตั้งข้อสงสัยจะมีการทุจริตอีกนะคะ แล้วยังมี งบประมาณอีกหลายส่วนที่กองทัพเข้าไปมีส่วนร่วม ทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่ของตัวเองเลย เช่นการประกวดภาพการใช้ทหารไปทำกองทัพไอโอ (IO) เพื่อมาโจมตีและดิสเครดิต (Discredit) กับคนเห็นต่างทางการเมืองกับรัฐบาล งบประมาณเงินภาษีของประชาชนนะคะ ท่านประธาน เราควรใช้ทุกบาททุกสตางค์ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด งบแบบไหนที่ไม่ จำเป็นเราก็ตัดไปเสียเพื่อนำเงินไปช่วยประชาชนให้มีสวัสดิการที่ดีขึ้น เช่น เบี้ยผู้สูงอายุ ที่พักที่สนับสนุนคุณประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีค่ะ มีนโยบายว่าจะให้ ๑,๐๐๐ บาท โดยค่าแรงขั้นต่ำ ๔๐๐-๔๒๕ บาทจนจะ ๔ ปีนี้นะคะจะไม่เห็นมีนโยบายไหนเลยที่ นายกรัฐมนตรีเอาไปทำ แต่ขยันจริง ๆ ค่ะซื้ออาวุธ ท่านตั้งซื้ออาวุธให้มันทุกปีเลย ไม่รู้ว่า ถ้าไม่ตั้งงบประมาณซื้ออาวุธสักปีประเทศไทยเราจะเสียเอกราชให้ใครหรือเปล่า หรือถ้าไม่ ตั้งซื้อไม่ทราบว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะตายหรือเปล่า ถ้านายกรัฐมนตรีจะตายดิฉันยอมค่ะ ยอมตัดให้ท่านแล้วจะได้เป็นบุญนะคะ แต่นี่มันไม่ใช่มันเป็นเงินภาษีของประชาชนทั้งนั้น กองทัพที่ใหญ่กับงบประมาณที่เลอะเทอะไม่ยอมปรับลดขนาดลงท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจ อย่างนี้ ความหิวโหยของประชาชนท่านตั้งงบประมาณไม่เห็นหัวประชาชนอย่างนี้ดิฉันขอ ยืนยันค่ะ ดิฉันขอลดงบประมาณของกระทรวงกลาโหมเพียงแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์เพื่อไปเพิ่ม สวัสดิการให้ประชาชนและแก้วิกฤติเศรษฐกิจให้ประชาชน ขอบคุณค่ะ🔗
ท่านต่อไป ท่านพิจารณ์ เสนอตัด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เชิญอภิปรายเสนอเหตุผลครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สำหรับมาตรา ๘ งบประมาณกระทรวงกลาโหม ๘๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท ไม่รวมรายจ่ายบุคลากรภาครัฐ ผมขอเสนอตัดที่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ขอสไลด์ (Slide) ที่ ๑ ครับ ท่านประธานครับ🔗
ท่านประธานครับ จากสไลด์ (Slide) ที่ผมจะขึ้นให้ดูด้วยนี้นะครับก็จะเห็นว่าในกรอบสีน้ำเงินคืองบประมาณ ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็กรรมาธิการตัดมาประมาณ ๒,๗๘๐ ล้านบาท ๓.๑๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าดูสัดส่วนภาพรวมที่มีการตัดมาก็ถือว่าเยอะพอสมควร ๑ ใน ๓ แต่เอาเข้าจริงครับ ท่านประธานไปดูในกรอบเขียวครับ จริง ๆ แล้วงบประมาณในส่วนนี้มันเป็นการตัดจริง ๆ แค่ ๔๖๐ ล้านบาทเท่านั้นเองครับ คือตัดจริง ๆ คือหมายความว่าตัดโครงการหรือว่าตัดเงิน ที่จะใช้จริง ๆ แต่ว่าอีก ๒,๒๙๐ ล้านบาทมันเป็นการเลื่อนจ่ายครับประธาน คือพูดง่าย ๆ แทนที่เราจะต้องผ่อนในปีนี้เราก็ไม่ผ่อนครับ แล้วก็เลื่อนออกไปก่อนผลักภาระไปปีหน้า ซึ่งนั่นแปลว่าภาระทางการคลังก็ยังคงอยู่แต่อยู่ในปีถัดไป นั่นแปลว่าการจัดหายุทโธปกรณ์ ในช่วงที่งบประมาณของแผ่นดินมีความฝืดเคืองในขณะที่เรามีปัญหาในทางการคลัง เมื่อวานนี้ก็เพิ่งจะมีมติ ครม. ที่ให้อำนาจกระทรวงการคลังในการค้ำประกันเงินกู้อีก ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท สิ่งเหล่านี้ก็จะยังเป็นภาระทางงบประมาณต่อไปเพราะมันเป็นแค่การ เลื่อนไปนะครับ ทีนี้ในในกรอบสีชมพูครับท่านประธาน ผมจะพูดถึงงบประมาณของ สำนักปลัดกระทรวงกลาโหมก่อนนะครับ งบประมาณ ๕,๑๐๐ ล้านมีการปรับลด เพียงแค่ ๘ ล้านบาท ตัดไป ๘ ล้านบาทซึ่งไม่เห็นด้วยครับท่านประธาน ในสไลด์ (Slide) ถัดไปครับ ผมกำลังจะแสดงให้เห็นว่าภายใต้สำนักงานปลัดกระทรวง กลาโหม เรามีเงินทุนหมุนเวียนทั้งหมด ๕ เงินทุน ๕ กิจการที่สำนักงานปลัดดูแลอยู่ โรงงาน เภสัชกรรมทหาร อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ โรงงานผลิตวัตถุ ระเบิด โรงงานแบตเตอรี่ทหาร ภายใต้ ๕ เงินทุนหมุนเวียนนี้ ณ สิ้นปีงบประมาณ ๒๕๖๓ สตง. ตรวจสอบแล้วก็มีรายได้ที่สูงกว่าค่าใช้จ่ายสะสมอยู่ประมาณเกือบ ๆ พันล้านบาท ในการฟอร์คาสต์ (Forecast) ในอนาคตปี ๒๕๖๖ คาดการณ์ว่าจะมีอยู่ประมาณ ๑,๑๐๐ ล้านบาท ผมมีข้อสังเกต ๒ ประการ🔗
ประการแรก จริง ๆ แล้ว ๕ กิจการนี้ควรจะมีการพัฒนาแล้วก็ต่อยอดให้มี ความสามารถในการพึ่งพาตนเองได้บ้าง ลดภาระของงบประมาณแผ่นดินได้บ้างนะครับ เพราะทั้ง ๕ โครงการนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ แล้วก็โรงงานผลิตวัตถุระเบิดมันควรที่จะพัฒนาตัวเองเพื่อไปอยู่ ในซับพลายเชน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศภายในประเทศของเราได้ ในเมื่ออุตสาหกรรมนี้ก็เป็นเอสเคิร์ฟ (S-Curve) ที่ ๑๑ ที่รัฐบาลนี้ตั้งใจจะพัฒนาขึ้น แล้วพอมาดูโครงการของ สป. ที่ขอมาในปีนี้หลายต่อหลายโครงการเป็นการสนับสนุน เป็นการพัฒนา เป็นการซ่อมบำรุง เป็นการจัดหาเครื่องจักร เครื่องไม้เครื่องมือใหม่ ๆ เพื่อที่จะมาสนับสนุนทั้ง ๕ กิจการนี้ แต่ก็มาสู่ข้อสังเกตที่ ๒ ครับ เราไม่เห็นการใช้เงินสะสม เพื่อมาสมทบงบประมาณในปีงบประมาณนี้เลยของสำนักงานปลัด ดังนั้นจึงไม่เห็นด้วย ในการปรับลดเพียงแค่ ๘ ล้านบาท🔗
สไลด์ (Slide) ถัดไปกองทัพเรือครับ กองทัพเรือถูกปรับลดทั้งสิ้น ๒๔๕ ล้านบาท โดยที่ ๒ ล้านบาทนั้นก็มาจากค่าเรือดำน้ำลำที่ ๑ อันนี้งงมากครับ ท่านประธาน ยืนยันว่ากองทัพทราบแล้วนะครับว่าจีนไม่สามารถที่จะซับพลาย (Supply) เรือดำน้ำให้เราด้วยเครื่องยนต์จากเยอรมันได้ตั้งแต่กันยายน ๒๕๖๔ ซึ่งก็เป็นช่วงที่จัดทำ งบประมาณ แต่เหตุใดกองทัพเรือยังคงจัดของบประมาณมาที่ ๒๐๐ ล้านบาท ยังดีครับ ที่อนุกรรมาธิการได้ทำการปรับลดไป ๒๐๐ ล้านบาท แต่ท่านประธานครับ ผมอยากจะเรียน ต่อท่านประธานนะครับแล้วก็บันทึกต่อที่ประชุมนี้เลยครับว่ากองทัพเรือเดินหน้าซื้อเรือดำน้ำ ลำที่ ๑ นี้จากจีนแน่ ๆ สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ ทำไมถึงพูดแบบนี้ครับ ท่านประธานครับ เพราะผมกำลังจะบอกท่านประธานครับว่า ถ้ารอบนี้กองทัพเรือไม่สามารถปิดดีล (Deal) ปิดการซื้อเรือดำน้ำลำที่ ๑ นี้ได้ ไม่สามารถที่จะยอมรับข้อเสนอของจีนต่อจากนี้ที่จะเป็นการ ให้เครื่องยนต์ที่ผลิตในประเทศจีนแทนเครื่องยนต์ที่ผลิตในเยอรมันได้ นั่นแปลว่ากองทัพเรือ อาจจะไม่มีโอกาสได้ซื้อเรือดำน้ำอีกแล้วอย่างน้อยก็อีก ๓ หรือ ๔ ปีข้างหน้านะครับ ท่านประธาน นั่นจึงเป็นเหตุผลครับที่เราเห็นตามข่าวครับว่ากองทัพเรือมีการขยายเวลาไปถึง วันที่ ๑๕ ถ้าดูจากสไลด์ (Slide) ที่ผมแสดงให้เห็นนะครับ จะเห็นว่าหลายโครงการ ที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนเรือดำน้ำไม่มีท่าทีที่จะชะลอหรือหยุดลงเลยครับ ท่านประธานครับ ดูในกรอบสีน้ำเงินจะเห็นว่าท่าจอดเรือดำน้ำระยะที่ ๑ ระยะที่ ๒ โรงซ่อมบำรุง คลังเก็บ ตอร์ปิโด อาคารทดสอบ แล้วก็คลังอาวุธปล่อยนำวิถี ทั้งหมดเราเห็นแล้วว่าได้รับงบประมาณ ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปี ๒๕๕๖ จำนวนไม่น้อย แต่ในกรอบสีน้ำเงินแสดงให้เห็นว่าไม่มีการ เบิกจ่าย การเบิกจ่ายเป็นศูนย์ครับ แต่แม้การเบิกจ่ายเป็นศูนย์หรือเบิกจ่ายได้ไม่เต็มเม็ด เต็มหน่วย แต่ก็ยังคงของบประมาณมาในปี ๒๕๖๖ ตามปกติเหมือนเดิมครับ จริง ๆ แล้ว ถ้ากองทัพเรือรู้ว่าไม่สามารถที่จะซื้อเรือดำน้ำได้ตามปกติ งบประมาณเหล่านี้ก็ไม่ควร จะขอมานะครับ🔗
สไลด์ (Slide) ถัดไปกองทัพอากาศครับ กองทัพอากาศตัดลดงบประมาณไป ๓๙๙ ล้านบาท โดย ๓๖๙ ล้านบาทนั้นเป็นค่าเครื่องบินเอฟ-๓๕ เอ (F-35A) ๒ ลำ ต้องเรียนว่า ตอนแรกงบประมาณถูกตั้งไว้ทั้งมูลค่าทั้งโครงการ ๒ ลำ ๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็ขออนุมัติ มติ ครม. จ่ายเงินงวดแรกเพียงแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์อนุกรรมาธิการตัดลด งบประมาณไป ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๗๐๐ กว่าล้านบาทตัดเรียบ แต่พอเข้าไปในชั้นกรรมาธิการ ก็มีอุทธรณ์ครับ ขอกลับโดยรอบนี้ลดมาเหลือ ๕ เปอร์เซ็นต์ แสดงให้เห็นว่าอะไรครับ ขอแปะไว้ก่อนครับ คือรอบนี้ทำอย่างไรก็ได้กองทัพอากาศ เพื่อสามารถที่จะตั้งโครงการนี้ ให้อยู่ใน พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ ผมเชื่อว่าคิดเหมือนกันกับกองทัพเรือครับ คือรอบนี้ถ้าตั้งไว้ไม่ได้ ถ้าแปะไว้ไม่ได้ปีหน้าไปสู่รัฐบาลหน้าดีไม่ดีอาจจะไม่สามารถซื้อได้เลย ไปอีกหลายปีครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้ทั้งกองทัพเรือและกองทัพอากาศนี่คือพฤติกรรมที่ผมใช้คำว่า เหมือนกับคนอยากได้ของเล่นครับ ลูกอยากได้ของเล่นแต่ว่าไม่ได้ดูเลยว่าคุณพ่อคุณแม่นั้น ซื้อไหวหรือเปล่า ภายใต้ปัญหาด้านงบประมาณที่ผมได้เรียนไปเมื่อตอนต้นแล้ว ดังนั้นผมก็ เห็นว่าทั้งกองทัพเรือและกองทัพอากาศก็ควรจะปรับลดงบประมาณให้มากกว่านี้🔗
มาที่กองทัพบก ท่านประธานครับ ปรัดลดไปที่ ๒,๐๗๐ ล้านบาท แต่เป็นการ เลื่อนงบประมาณไปที่ ๑,๖๘๙ ล้านบาท เอาเข้าจริง ๆ แล้วปรับลดได้แค่นิดเดียวครับ แต่ว่าเกือบ ๘๒ เปอร์เซ็นต์ของการปรับลดเป็นการเลื่อนออกไป ขอสไลด์ (Slide) ถัดไป ที่เลื่อนออกไปหรือว่าที่ปรับลดได้ก็ต้องถามว่าเป็นการเสียสละหรือเป็นการทันเกม ในการงบประมาณ เพราะ ๑,๖๙๐ ล้านบาทที่เราตัดได้นี้เป็น ๓ โครงการที่จริง ๆ แล้ว ไม่ควรจะตั้งงบประมาณมาด้วยซ้ำ โครงการแรก (Slide) ถัดไปครับ เป็นโครงการซ่อมบำรุง ยุทโธปกรณ์ งบประมาณ ๙๑๘ ล้านบาท ซ่อมเอ็ม ๓๕ (M35) ๕๑๘ ล้านบาท ซ่อมยูนิม็อก (UNIMOG) ๔๐๓ ล้านบาท ยูนิม็อก (UNIMOG) ซ่อมแบบไหนครับท่านประธาน ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปครับ นี่คือรถบรรทุกยูนิม็อก (UNIMOG) รถบรรทุกยูนิม็อก (UNIMOG) สภาพเป็นแบบนี้ครับที่จะเอามาซ่อม ซ่อมนี่ ๒ ล้านบาท แต่ซื้อใหม่ ๒.๒ ล้านบาทไม่ซื้อครับ แต่จะซ่อม ซ่อมเพื่ออะไรครับ สภาพเป็นแบบนี้ แต่สุดท้ายแล้วก็ยกเลิกการซ่อม ขอสไลด์ (Slide) ถัดไป พอยกเลิกการซ่อมครับ คำถามคืองบประมาณก็ลดลงจาก ๙๑๘ ล้านบาท ควรจะเหลือที่ ๕๑๘ ล้านบาท เพราะเหลือซ่อมแค่รถเอ็ม ๓๕ (M35) แล้ว สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ แต่ปรากฏว่าเป็นอย่างไรครับ ปีนี้ตั้งงบประมาณมายังตั้งเหมือนเดิม ตั้งตามปกติ เหมือนการซ่อมยังคงซ่อมเหมือน ๒ คันอยู่ คือได้รับงบประมาณไปแล้วในปี ๒๕๖๔ และปี ๒๕๖๕ ที่ ๓๑๗ ล้านบาท แต่ปีนี้ก็ยังขอมาอีก ๓๓๕ ล้านบาท รวมกันเป็น ๕๕๒ ล้านบาท นี่คือตั้งมาเพื่อให้ตัดนะครับท่านประธาน อย่าเรียกว่าการตัดงบประมาณ ของกองทัพบกเราตัดได้เยอะ แต่ว่าจริง ๆ แล้วกองทัพบกตั้งมาเพื่อให้กรรมาธิการตัด แล้วก็ตัดได้ครับ กรรมาธิการตัดได้ ๒๑๕ ล้านบาท เพราะว่าตั้งมาให้รอตัดอยู่แล้ว สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ ดังนั้น ๓ โครงการผูกพันของกองทัพบกเป็นโครงการที่เบิกจ่ายไม่ได้ ตามเป้าแต่ตั้งงบมาเพื่อให้ตัด โครงการแรกผมพูดไปแล้วเรื่องการซ่อมรถบรรทุก แล้วก็อีก ๒ โครงการ เป็นการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ แล้วก็เป็นโครงการที่จัดหาหัวลากขนส่ง ซึ่งทั้ง ๒ โครงการนี้ได้รับงบประมาณตั้งแต่ปี ๒๕๖๕ ไปแล้ว แต่ว่าเบิกจ่ายเป็นศูนย์ครับ เมื่อเบิกจ่าย เป็นศูนย์ จริง ๆ แล้วก็ไม่ควรตั้งงบประมาณมาตั้งแต่แรก แต่ก็ตั้งมาเพื่อจะให้กรรมาธิการ ตัดนะครับ สไลด์ (Slide) สุดท้ายครับ ผมเห็นว่าจริง ๆ แล้วในส่วนของกองทัพบก จริง ๆ แล้วยังมีอีก ๔ โครงการใหม่ที่เราควรจะปรับลดได้ซึ่งจะเป็นโครงการที่ผูกพัน แล้วก็เป็นภาระทางงบประมาณในปีถัด ๆ ไป ดังนั้นผมก็ยืนยันว่าสำหรับกระทรวงกลาโหม ก็ยืนยันปรับลดที่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ🔗
ขอเชิญ ผู้สงวนคำแปรญัตติท่านต่อไปครับ ท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย กระผมได้แปรญัตติในมาตรา ๘ งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงกลาโหม ซึ่งตั้งไว้ ๘๘,๐๐๐ ล้านบาทเศษ โดยขอปรับลดลง ๕ เปอร์เซ็นต์ มีเหตุผลประกอบดังนี้ครับ สาเหตุที่ กระผมขอปรับลดงบประมาณของกระทรวงกลาโหมลง ๕ เปอร์เซ็นต์ เพื่อสะท้อนไปยังการ จัดสรรงบประมาณแก้ไขปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าน่าจะแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด ซึ่งทำให้ไม่อาจแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพกระผมก็เห็นใจ เข้าใจการปฏิบัติหน้าที่ ของเจ้าหน้าที่ทั้งทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง อส. ในการดูแลรักษาความสงบใน ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ รู้สึกเป็นห่วงความปลอดภัยของประชาชน เป็นห่วงความปลอดภัยของ เจ้าหน้าที่ ขณะเดียวกันก็เป็นห่วงปัญหาเศรษฐกิจสังคมที่พี่น้องประชาชนทั้ง ๓ จังหวัด ประสบมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน แม้จะใช้งบประมาณมหาศาลในการแก้ไขปัญหา แต่ถ้านโยบายไม่ถูกต้องก็เหมือนกับ ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ในรอบกว่า ๑๐ ปีที่ผ่านมามีการใช้งบประมาณแก้ไขปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ปรากฏว่าทั้ง ๓ จังหวัด คือจังหวัด ปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาสติดอันดับ ๑ ใน ๑๐ จังหวัดที่ยากจนของประเทศ สะท้อนว่าต้องมีความบกพร่องในนโยบาย ในการแก้ไขปัญหาอย่างชัดเจน ท่านประธาน ที่เคารพ ในอดีตผู้บริหารประเทศได้ปรับนโยบายในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในประเทศ ซึ่งเคยยืดเยื้อยาวนานกว่า ๑๐ ปีเช่นกันสมัยนั้นคือสมัยของ ฯพณฯ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ท่านได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ ๖๖/๒๕๒๓ เรื่องนโยบายการเมืองนำการทหาร ตามข้อเสนอของ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ อดีต ผบ.ทบ. อดีต ผบ.ทหารสูงสุด โดยนำแนวทางนโยบายการเมืองนำการทหารอภัยต่อกัน ให้ออกมาร่วมพัฒนาชาติไทย จึงสามารถยุติสงครามภายในประเทศที่ยืดเยื้อยาวนานลงได้ อย่างน่าชื่นชม เมื่อนโยบายและการปฏิบัติตามนโยบายของ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่น่าจะถูกต้องกับสถานการณ์เพราะเหตุการณ์ต่าง ๆ มันฟ้องก็น่าจะปรับเปลี่ยนนโยบาย โดยดูรุ่นพ่อ รุ่นพี่ที่เคยทำมา ทำสำเร็จมาปรับใช้ กระผมยังมีข้อสังเกตที่จะฝาก กระทรวงกลาโหมได้ประสานกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการ ดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบาย ๖๖/๒๕๒๓ กรณีอดีตคอมมิวนิสต์มาลายาได้ออกจากป่า มาร่วมพัฒนาชาติไทย มาอยู่ในที่ดินที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา จนเป็นหมู่บ้านปิยะมิตร ๑-๔ โดยกองทัพบกต้องเช่าที่ดินจากกรมป่าไม้เป็นเวลา ๓๐ ปีให้พี่น้องดังกล่าวได้อยู่อาศัย บัดนี้ได้พ้นเวลา ๓๐ ปีมาหลายปีแล้วจนพี่น้องได้รับสัญชาติไทย มีลูกมีหลานสร้างความ เจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจให้กับอำเภอเบตงมาจนทุกวันนี้ แต่จากการที่กระผมได้อยู่ คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ได้เห็นหนังสือที่กรมป่าไม้ มีหนังสือถึงจังหวัดยะลา เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๕ แล้วมีเงื่อนไขหลายประการ ที่จะทำให้กองทัพบกที่จะเช่าที่ดินให้กับพี่น้องหมู่บ้านปิยะมิตร ๑-๔ อยู่อาศัยเป็นไปด้วย ความยากลำบาก เช่น ๑. ตรวจสอบพื้นที่ขออนุญาตว่าเป็นเขตแหล่งแร่เพื่อทำเหมือง ตามกฎหมายว่าด้วยแร่หรือไม่ ๒. ตรวจสอบพื้นที่ขออนุญาตว่าเป็นแหล่งซากดึกดำบรรพ์ อยู่ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์หรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ ในระหว่างส่วนราชการด้วยกันระหว่างกระทรวงกลาโหมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ ควรศึกษานโยบายความมั่นคงของรัฐบาลในอดีตอย่างลึกซึ้ง สาเหตุที่รัฐบาลในอดีตสามารถ แก้ไขปัญหาความมั่นคงลงได้อาศัยการเมืองนำการทหาร แต่ถ้ามีเรื่องที่จะต้องย้อนกลับไป กว่า ๓๐ ปีที่ผ่านมา ผมก็คิดว่าความไม่มั่นคงในที่ดินที่อยู่อาศัยของอดีตคอมมิวนิสต์มาลายา จะทำให้สังคมตรงนั้นปั่นป่วน เพราะอดีตคอมมิวนิสต์มาลายาออกมาร่วมพัฒนาชาติไทยกว่า ๓๐ ปีแล้ว โดยกองทัพได้เช่าที่ดินจนเป็นหมู่บ้านปิยะมิตร ๑-๔ ปักหลักปักฐานมั่นคง ยังจะมีเงื่อนไขอะไรอีก ถ้าชาวบ้านไม่มีความมั่นคงในที่ดินที่อยู่อาศัยในที่ทำกินแล้วเขาจะมีกำลังใจที่จะทำหน้าที่ พลเมืองไทยที่ดีได้อย่างไร กระผมจำเป็นจะต้องเสนอตัดงบประมาณเพื่อสะท้อน ให้ทั้งส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้ศึกษานโยบายความมั่นคงในอดีตแล้วรีบดำเนินการแก้ไข ปัญหาดังกล่าวโดยด่วน ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ท่านต่อไป ท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ พรรคก้าวไกล สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ขออนุญาตอภิปรายคำแปรญัตติของผมในมาตรา ๘ กระทรวงกลาโหม ผมขอตัด ๑ เปอร์เซ็นต์ เป็นเงินจำนวน ๘๘๑,๑๖๖,๑๑๐ บาท ประเด็น คืออย่างนี้ครับท่านประธานกระทรวงกลาโหมมีการวางผลสัมฤทธิ์ไว้ ๒ ตัวครับท่านประธาน พูดถึง ๑. มีความพร้อมในการสนับสนุนกองทัพ ในการเผชิญภัยคุกคามทุกรูปแบบทุกมิติ ขีดเส้นใต้ครับท่านประธานและทุกระดับความรุนแรง มีเคพีไอ (KPI) ครับท่านประธาน ๑ ตัว ความสำเร็จในการสนับสนุนกองทัพในการเผชิญภัยคุกคามไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๐ นี่คือตัว เคพีไอ (KPI) ของกองทัพบกครับ ผลสัมฤทธิ์ตัวที่ ๒ ครับ มีความพร้อมในการธำรงไว้ซึ่งสถาบัน พระมหากษัตริย์ ตัวเคพีไอ (KPI) ครับท่านประธาน ความสำเร็จในการธำรงไว้ซึ่งสถาบัน พระมหากษัตริย์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับท่านประธาน ผมตัด ๘๐๐ กว่าล้านบาทนี้ในแผนอะไร รู้ไหมครับ แผนยุทธศาสตร์พัฒนาศักยภาพการป้องกันประเทศและเตรียมความพร้อม ภัยคุกคามทุกมิติ ท่านประธานครับ เคยได้ยินคำว่า ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ท่านเคยได้ยิน ไหมครับ ผมไปฟังบรรยายจากนายทหารท่านหนึ่งจากค่ายแถว ๆ ภาคตะวันออกครับ ท่านอธิบายภัยคุกคามรูปแบบใหม่คืออะไรครับ ค้ายาเสพติด ของหนีภาษี แรงงานต่างชาติ หลบหนี บลา บลา บลา (Blah) (Blah) (Blah) เยอะแยะเลยครับ มันงานตำรวจครับท่านประธาน ภัยคุกคามรูปแบบใหม่เขียนมาได้อย่างไร เขียนอย่างนี้ครับท่านประธาน เพราะอะไรครับ เพราะรัฐธรรมนูญครับ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๕๒ วรรคสอง ท่านจำไว้นะครับนี่คือรากเหง้าของกองทัพครับ กำลังทหารให้ใช้เพื่อประโยชน์ในการพัฒนา ประเทศด้วย เพื่อน ส.ส. ที่อภิปรายเรื่องทหารมีรายได้มาจากตรงนี้ครับท่านประธาน มาตรานี้มาตราเดียวสั้น ๆ กำลังทหารให้ใช้เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศด้วย นั่นล่ะครับเป็นที่มาของรายได้ทุกชนิดที่ปรากฏเมื่อตรวจสอบ เมื่อปกปิดเอกสารลับต่าง ๆ ท่านประธานครับ ผมตัด ๘๘๑ ล้านบาทเศษ ๆ อยู่ในแผนปรากฏว่าอย่างไร ผมอยากหัวเราะ ครับท่านประธาน อยากหัวเราะมาก ๆ ครับ เพราะกรรมาธิการวิสามัญตัดไปแล้วครับ ตัดไปแล้ว ๒,๗๔๕ ล้านบาทเศษ ๆ อยู่ในแผนนี้อยู่ในแผนที่ผมว่า อยู่ในแผนของสำนักปลัด ๕.๘ ล้านบาท อยู่ในแผนของกองทัพบก ๒,๐๔๐ ล้านบาท อยู่ในแผนของกองทัพเรือ ๒๔๕ ล้านบาท อยู่ในแผนของ ทอ. ๓๙๙ ล้านบาทเศษ ๆ และกองทัพไทยอีก ๕๖ ล้านบาท อยากหัวเราะเลยครับ เพราะมากกว่าผมตั้ง ๓๐๐ เปอร์เซ็นต์ นั่นล่ะครับจุดที่ผมจะตัดในการจัดซื้ออาวุธ ยุทโธปกรณ์ทั้งกองทัพอากาศ กองทัพเรือ คงไม่ต้องพูดซ้ำเพราะมีผู้อภิปรายเยอะมากเลย ท่านประธานกลับมาดูตรงนี้ครับ ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ มีเพื่อน ส.ส. ผมอยู่พรรคอื่นที่เป็น ตำรวจด้วยกันฝากมาครับ บอกว่างบบุคลากรกองทัพ ท่านครับงบบุคลากรนั้นจะเห็นว่า มีรายจ่ายที่เห็น ของกองทัพบก ๑๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทในปี ๒๕๖๔ แต่ปรากฏว่า สำนักงบประมาณตรวจพบเงินเพิ่มอีกในปี ๒๕๖๔ อีก ๓๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท กองทัพเรือ ก็มีเหมือนกันครับ กองทัพเรือ ปี ๒๕๖๔ ๓๙,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ปี ๒๕๖๔ มีเพิ่ม สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท มีเหมือนกันหมดครับ ตรงนี้ตรวจไม่ได้ครับ ทำไมเขาถึงมีงบมากกว่างบบุคลากรเพราะว่าเขามีตำแหน่งอื่น ๆ อย่างไรครับ ตำแหน่งบวก บวก บวกครับมันจึงมีเบี้ยหวัดหรือเบี้ยเงินต่าง ๆ อีกมากมายครับท่านประธาน ผมว่า ในตัวเคพีไอ (KPI) ที่ตัดไปร้อยละ ๘๐ การสนับสนุนกองทัพให้เผชิญภัยคุกคามไม่น้อยกว่า ร้อยละ ๘๐ ผมว่าทำไม่ได้หรอกครับ อาชญากรรมยังทำไม่ได้เลย ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ทุกมิตินะครับ เขียนเข้าไปได้อย่างไร ตัวเคพีไอ (KPI) แบบนี้ เขียนไปเพื่ออะไรครับ เพื่อเอา งบประมาณครับท่านประธาน ขอกินรวบทุกแผนก ตอนนี้กำลังขยายอาณาเขตครับ กองทัพเรือไปอยู่สำนักนายก ศรชล. ครับ กองทัพบกไปอยู่ก็อยู่ กอ.รมน. แล้วกินไป ทั้งปีทั้งชาติ มีรองผู้ว่าความมั่นคงทางด้าน กอ.รมน. อีกหน่อยก็ต้องมีรองผู้ว่าทางน้ำอีกของ กองทัพเรือ เพราะมีผิวน้ำอ่าวไทย อ่าวอันดามัน ทะเลอันดามันเยอะแยะไปหมดเลยครับ กำลังสร้างผลผลิตใหม่ สำนักงบประมาณเป็นหน่วยของรัฐบาลที่ปกปิดช่วยอิงแอบเอกสาร ในเรื่องงบประมาณทุกตัว แล้วไม่สร้างความเท่าเทียมกันกับกระทรวงอื่น ตีตราเอกสารลับ เก็บกลับบ้าน ให้ดูแค่ ๕ นาทีมีที่ไหนครับ ผมถึงตัดงบประมาณของสำนักงบประมาณอย่างไร เมื่อมาตราที่แล้ว นี่ล่ะครับคือกองทัพกระทรวงกลาโหม ปีหน้าถ้ารัฐบาลประชาธิปไตย เข้ามายืน ผมเชื่อแน่ว่าจะถูกรื้องบประมาณแบบเบ็ดเสร็จ และจะมีงบประมาณแบบ ซีโรเบส (Zero Based) ในกองทัพ ขอบคุณครับ🔗
ท่านต่อไป ท่านดะนัย มะหิพันธ์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม ดะนัย มะหิพันธ์ พรรคเพื่อไทย อำนาจเจริญ เขตเลือกตั้งที่ ๒ ท่านประธานครับ ผมได้ขอสงวนคำแปรญัตติขอปรับลดงบประมาณในมาตรา ๘ ไว้เป็น ตัวเลขกลม ๆ ก็คือ ๘,๑๖๖,๐๑๙,๗๐๐ บาทถ้วน ซึ่งคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็ร้อยละ ๙.๒๖ ท่านประธานครับ ผมฟังจากกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ท่านได้นำเสนอในเรื่องของการ พิจารณาปรับลดงบประมาณของกระทรวงกลาโหมแล้วนี่หดหู่ใจครับ หน่วยงานราชการ เหมือนกัน อยู่ในประเทศไทยเช่นกัน ทำไมถึงมีความแตกต่างกันในการปฏิบัติผมไม่ทราบ มิน่าท่านนายกรัฐมนตรีท่านถึงอยากจะอยู่นาน ๆ เพราะอะไรครับ เพราะอำนาจอันหอมหวาน แล้วก็สิ่งที่กระทรวงนี้มีอิทธิพลเหนือกระทรวงอื่นน่ากลัวครับ ท่านประธานครับ กระทรวงกลาโหมได้งบประมาณอยู่ในระดับต้น ๆ ทุกปีครับ มีปรับลดบ้าง ถ้ากระทรวงอื่นลดก็ลดด้วย ผมเรียนว่าทุกปีผมดูแผนงานทุกแผนงานในหน่วยงาน ในกระทรวงศึกษาแล้วแผนงานที่ท่านอ้างทุกปีก็คือแผนงานด้านความมั่นคงมีอยู่ทุกหน่วย ถามว่าประเทศไทยวันนี้มันไม่มั่นคงตรงไหน มีเรื่องเดียวคือเรื่องเศรษฐกิจเท่านั้นที่ไม่มั่นคง มีประเทศไหนมารบราฆ่าฟันไหมครับ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดเหตุการณ์ขึ้นที่จริงแล้ว รัฐบาลท่านน่าจะเป็นรัฐบาลที่แก้ได้ เพราะเป็นรัฐบาลทหารแต่เรื่องเหล่านั้นไม่เคยมีเลยครับ งบที่ลงไป ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็เป็นงบลับที่หลายคนพูดไปแล้วว่าเราไม่สามารถ ตรวจสอบได้เลย ท่านประธานครับ รัฐบาลอ้างความมั่นคง แล้วความมั่นคงกำลังจะทำให้ ประเทศชาติเสื่อม ผมยกตัวอย่างว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้แค่เครื่องบินรบต่างประเทศเขาบิน เหนือน่านฟ้าเข้ามาในประเทศไทย คำตอบที่ได้บอกว่าเขาหลงทาง นี่หรือครับการรักษา ประชาธิปไตย การรักษาอธิปไตยของประเทศแล้วความมั่นคงแค่นี้ท่านยังดูแลไม่ได้ เสียใจครับ เสียใจที่กระทรวงกลาโหมซึ่งพวกเรามองว่าน่าจะเป็นที่ให้เคารพสักการะ แต่วันนี้ท่านกลับ เป็นที่เคลือบแคลงใจในเรื่องของงบประมาณ ผมเห็นว่าข้อสังเกตที่กรรมาธิการท่านได้เขียนไว้ ข้อ ๑.๓ ท่านบอกว่ากระทรวงกลาโหมมีงบนอกงบประมาณซึ่งเป็นงบพิเศษซึ่งหลายท่าน ได้พูดไปแล้วปีหนึ่งประมาณ ๔,๕๓๐,๖๓๘ ล้านบาท งบเหล่านี้ไม่สามารถตรวจสอบได้เลย แล้วข้อสังเกตข้อ ๑.๕ นะครับ หน่วยงานที่มีภารกิจเหมือนกันหรือคล้ายกันควรมีการ รวบรวม ควบรวม หรือบูรณาการ หรือแบ่งแยกภารกิจกันให้ชัดเจนเพื่อความซ้ำซ้อน และประหยัดงบประมาณของประเทศ ผมถามว่าทุกหน่วยงานในกระทรวงกลาโหมเคยถาม กันไหมว่าความมั่นคงที่พูดถึงท่านจะบูรณาการกันได้อย่างไร ต่างคนต่างแย่งกันทำครับ ผมสงสารประเทศชาติ สงสารพี่น้องประชาชนที่ยากจนวันนี้คนเป็นทหารลำบากก็มีแต่ ทหารเกณฑ์ครับ ส่วนนายพล นายพันอยู่สบายหลายท่านอภิปรายไปแล้วรถนั่งเปลี่ยนนั่ง วันละคัน ๒ คันก็ได้ ผมจึงเสนอให้ตัดงบประมาณของกระทรวงกลาโหม ๙.๒๖ เปอร์เซ็นต์ ต้องขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอเชิญ ท่านณธีภัสร์ครับ🔗
เรียนประธานสภา ที่เคารพ ผม นายณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลครับ ผมจะได้แปรญัตติปรับลดงบประมาณสำหรับมาตรา ๘ งบประมาณของ กระทรวงกลาโหมซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณไปอันดับต้น ๆ นะครับ แต่กลับมี งบประมาณที่ตรวจสอบไม่ได้มากที่สุดไว้ที่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ท่านประธานครับ ก่อนที่ผม จะพูดถึงการใช้งบประมาณของกระทรวงกลาโหมมีสิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะพูดถึงก่อนนั่นก็คือ การประเมินการใช้งบประมาณของกองทัพและหน่วยงานความมั่นคงอย่าง กอ.รมน. ทุกท่าน ในที่นี้คงจะทราบดีครับว่า ในการพิจารณางบประมาณนั้นเป็นปกติที่ทุกหน่วยงานจะต้องมีหน่วยงานภายนอกซึ่งตอนนี้ ก็คือ ก.พ.ร. หรือคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการมาทำการประเมินการทำงาน รวมถึงการใช้งบประมาณของหน่วยงานนั้นและรายงานผลการประเมินต่อกรรมาธิการ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส แต่ท่านประธานทราบไหมครับว่าในปี ๒๕๕๙ พลเอก ประยุทธ์ ได้ใช้มาตรา ๔๔ ออกคำสั่ง คสช. ที่ ๕/๒๕๕๙ ให้หน่วยงานด้านความมั่นคงอย่าง กระทรวงกลาโหมทำการประเมินและตรวจสอบตนเองไม่ให้หน่วยงานภายนอกเข้ามา ตรวจสอบอีกทั้งผลการตรวจสอบกระทรวงกลาโหมก็ไม่ได้รายงาน ผลการตรวจสอบตัวเอง ให้แก่กรรมาธิการทราบแต่อย่างใด แต่หากรายงานก็จะเป็นการตรวจสอบตัวเองประเมิน ตัวเองและรายงานตัวเอง มันก็คงจะไม่มีประโยชน์อะไรครับ ความไม่โปร่งใสของงบประมาณ กระทรวงกลาโหมไม่ได้มีแค่นั้นนะครับ แต่ในกระทรวงกลาโหมยังมีงบประมาณตัวหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า งบราชการลับ งบราชการลับนี้มีอยู่ในหลายหน่วยงานครับท่านประธาน แต่กระทรวงกลาโหมเป็นหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณส่วนนี้ไปมากที่สุดโดยได้รับไปถึง จำนวน ๔๗๐ ล้านบาท และแน่นอนครับว่างบส่วนนี้ไม่มีใครทราบได้เลยครับว่าถูกนำไป ใช้จ่ายอะไร อย่างไร ตามที่ชื่อมันบอกไว้ งบลับนี้ถึงแม้แต่ขั้นกรรมาธิการพิจารณา งบประมาณเองก็ยังไม่ทราบครับ ท่านประธานครับ ผลกระทบที่เกิดจากงบราชการลับแบบนี้ ไม่ใช่การพิจารณางบประมาณที่ยากลำบากเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการสร้างช่องทางทุจริต คอร์รัปชันและที่เลวร้ายคืออาจจะมีการแอบอ้างเอางบประมาณส่วนนี้ไปใช้ในการละเมิด สิทธิเสรีภาพของประชาชน เช่น อาจจะเอาไปซื้อมัลแวร์ (Malware) อย่าง เพกาซัส (Pegasus) มาคอยติดตามสอดส่องผู้มีความคิดเห็นต่างกับรัฐบาลก็ทำได้ และงบราชการลับ ตัวนี้มีข้อสังเกตหลายอย่างที่ชวนให้สงสัย ท่านประธานครับ งบประมาณปกติแล้วจะมีการ เบิกจ่ายไม่ทันบ้าง เบิกเกินบ้าง แต่ทุกหน่วยงานในกระทรวงกลาโหมเบิกจ่ายงบลับ อย่างครบทุกบาททุกสตางค์เลยครับ การใช้งบที่น่าสงสัยแบบนี้ ผู้ที่ตรวจสอบได้มีแต่ ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน แต่ผู้ตรวจเงินแผ่นดินมีอำนาจเพียงรายงานผลต่อนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่นายกรัฐมนตรีก็เป็นผู้กำกับดูแลสำนักนายกรัฐมนตรีและเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหมซึ่งเป็นหน่วยงานที่ใช้งบประมาณและเป็นผู้ที่อนุมัติการใช้งบลับเสียเอง อย่างนี้การตรวจสอบจะมีประโยชน์อะไรล่ะครับ และ สตง. ก็ยังชี้แจงอีกครับว่ามีบาง หน่วยงานไม่ได้ทำตามระเบียบและได้รายงานต่อนายกรัฐมนตรีไปแล้ว แต่เราก็ยังไม่เห็น การดำเนินการอะไรจากนายกรัฐมนตรีเลยแม้แต่อย่างเดียว นอกจากนี้หน่วยงาน บางหน่วยงาน เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ได้ระบุเหตุผลในการของบราชการลับ อย่างชัดเจนว่าเป็นไปเพราะมีเหตุการณ์ชุมนุมประท้วง แล้วอย่างนี้จะไม่ให้ผมคิดได้อย่างไร ครับว่างบส่วนนี้อาจจะมีการทุจริตและถูกนำไปใช้ในการคุกคามพี่น้องประชาชนนะครับ และท่านประธานลองคิดดูนะครับว่าถ้าเรามีงบราชการลับนี้สูงถึง ๔๗๐ ล้านบาทที่อยู่ใน กระทรวงกลาโหมมันจะน่ากลัวขนาดไหนครับ จริง ๆ แล้วงบราชการลับนี้มีอยู่ในหลาย ๆ หน่วยงานและมีมานานแล้วครับ แต่กลับเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สวนทางกับการทำงานที่ยิ่งทำต้อง ยิ่งโปร่งใส แต่สำหรับงบราชการลับแล้วยิ่งนานยิ่งตรวจสอบไม่ได้ ยิ่งนานยิ่งเพิ่มและที่เพิ่ม ไม่ใช่แค่จำนวนเงิน แต่หน่วยงานก็เพิ่มด้วย ถ้าเราไปดูจำนวนหน่วยงานที่ตั้งงบราชการลับ ในสำนักนายกรัฐมนตรีจะเห็นได้เลยครับว่าจำนวนหน่วยงานเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน รวมถึง บางหน่วยงาน เช่น กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กรมการจัดหางาน หน่วยงานพวกนี้ ต้องมีงบลับด้วยหรือครับ นี่เรากำลังจะทำให้งบที่ตรวจสอบไม่ได้มีมากเกินความจำเป็น หรือเปล่า ในทางกลับกันถ้าเราไปดูในต่างประเทศจะเห็นได้ว่ามีการใช้งบในลักษณะนี้ เหมือนกัน แต่ในต่างประเทศมีแนวโน้มที่จะทำให้งบลับมีความโปร่งใสและสามารถ ตรวจสอบได้มากขึ้น เช่น ในสหรัฐอเมริกามีการตรวจสอบถ่วงดุลงบราชการลับโดยตั้ง กรรมาธิการที่เรียกว่า กรรมาธิการความมั่นคงในสภาคองเกรส (Congress) มาทำหน้าที่ ในการตรวจสอบงบลับโดยเฉพาะ แต่ในประเทศไทยงบส่วนนี้ยังคงไม่มีมาตรการตรวจสอบใด ที่มีประสิทธิภาพเลยครับ ท่านประธานครับ นอกจากจำนวนงบประมาณที่ตรวจสอบไม่ได้มากที่สุดแล้ว กลาโหมยังมีงบประมาณสำหรับ พันธกิจและภารกิจหน้าที่ที่ไม่ใช่ของกองทัพโดยตรงมากที่สุดด้วย ในงบประมาณของ กลาโหมมีโครงการที่ไม่ใช่หน้าที่ของทหารมากมาย เช่น การทำเกษตร ปศุสัตว์ สร้างถนน อนุรักษ์พันธุ์พืช เลี้ยงวัว เลี้ยงหมู ปลูกหญ้าแฝก ทำศูนย์เศรษฐกิจพอเพียง ไปจนถึงดูแลแม่ และเด็กแรกคลอด รวม ๆ แล้วใช้งบประมาณไปถึง ๙๒๒ ล้านบาท ท่านประธานครับ มันสมควรแล้วหรือที่กระทรวงกลาโหมจะได้งบประมาณไปทำงานที่ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของ ตนเองสูงขนาดนี้ และบางทีได้งบไปสูงกว่าหน่วยงานหลักอีก อย่างงบประมาณในการทำ เกษตรผสมผสาน หน่วยงานซึ่งมีพันธกิจโดยตรงอย่างกระทรวงเกษตรได้งบประมาณไปเพียง ๕ ล้านบาทเท่านั้น แต่กองทัพกลับได้งบประมาณไปสูงถึง ๔๐ ล้านบาท เป็นหน่วยเสริมที่ได้ งบมากกว่าหน่วยงานหลักถึง ๘ เท่า ทำไมเราถึงไม่นำงบประมาณส่วนนี้ไปให้กับหน่วยงาน ที่มีอำนาจหน้าที่ด้านนี้โดยตรง ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ มากกว่าทหาร เพื่อให้ หน่วยงานหลักทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากจะเป็นการเสริมให้หน่วยงานแข็งแรง แล้วยังใช้งบประมาณน้อยกว่าการลงทุนสร้างหน่วยงานเสริมขึ้นมาอีก ด้วยเหตุผลความ ไม่โปร่งใสและการทำงานที่ไม่สอดคล้องกับงานของกองทัพ ซึ่งจริง ๆ แล้วมีมากกว่าที่ผม กล่าวมานะครับ ผมจึงขอปรับลดงบประมาณของกระทรวงกลาโหมที่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านต่อไป ท่านวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิสาร เตชะธีราวัฒน์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดเชียงราย ในมาตรา ๙ เรื่องกระทรวงกลาโหม ผมขออนุญาตปรับลด ๙ เปอร์เซ็นต์ เรียนท่านประธานอย่างนี้ว่า ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ ตั้งแต่สมัย เรามีนายกชื่อ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร งบกลาโหมเรามีแค่ ๘๕,๙๐๐ ล้านบาทครับ ท่านประธานครับ จากปี ๒๕๔๙ จนถึงปี ๒๕๕๙ ขณะนี้ ๑๐ ปีเพิ่มมา ๑๐๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ถ้าเราคิดมาถึง ๒๕๖๖ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ ถึงปี ๒๕๖๖ กระทรวงกลาโหมงบความมั่นคง เฉลี่ยแล้วปีหนึ่ง ๒๐๐,๓๕๐ ล้านบาท ผมเรียนท่านประธานว่าสาเหตุที่ผมปรับลดมีอยู่ ๒ ๓ เรื่องที่จะขออนุญาตท่านประธานไปเร็ว ๆ นะครับ อันแรกผมเรียนท่านประธานว่า งบเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนาเพื่อการป้องกันประเทศ ท่านประธานครับ อันนี้ ปี ๒๕๖๓ ถึงปี ๒๕๖๕ ลดลงอย่างต่อเนื่องเลยครับ ปีนี้เรามีแค่ ๑๙๗.๒๕ ล้านบาท สิ่งที่อยากเรียน ท่านประธานก็คือว่าการที่เราจะมีการวิจัยพัฒนาเพื่ออาวุธต่าง ๆ มันจะได้ทำให้เกิดความ มั่นคง และที่สำคัญก็คือเกิดการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจภายในประเทศด้วย ปัจจุบันนี้ ประเทศไทยอยู่ในชั้นที่ ๓ หรือเขาเรียกว่า เติร์ดเทียร์ (Third Tier) หมายถึงว่าเป็นประเทศ ที่ไม่สามารถที่จะผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ได้ด้วยตนเอง มีแต่เพียงบางส่วนที่เป็นอะไหล่ และการผลิตได้ขนาดเล็ก ๆ เท่านั้นเอง ทั้ง ๆ ที่ความรู้ความสามารถของบุคลากรในประเทศไทย เราสามารถที่จะพัฒนาเป็นการยิงอาวุธไร้ท่อ ๑๐ หัวจ่าย หรือว่ามีการพัฒนาเครื่องเกราะ ล้อยางได้ทุกอย่าง แต่สาเหตุนั้นเพราะอะไรครับ มันไม่มีการพัฒนา เพราะกองทัพต้องการ ที่จะซื้ออาวุธ จำเป็นจริง ๆ เพราะว่าการซื้อนี้เป็นหลักของกองทัพทั้งหมด สิ่งที่ต้องตัด งบประมาณตัวนี้มันทำให้เกิดเงินไหลออกนอกประเทศ และที่สำคัญคืออะไรครับ ขาดโอกาส ที่จะพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศด้วย ท่านประธานครับ มีเรื่องที่จะขออนุญาต ท่านประธานว่าทุกวันนี้ประเทศ ๑๓๐ ประเทศทั่วโลกเขาใช้นโยบายออฟเซตโพลิซี (Offset Policy) ครับ คำว่า ออฟเซตโพลิซี (Offset Policy) นั่นหมายถึงว่ามันมีมาตรการ ทางกฎหมายใหม่ที่ผู้ซื้ออาวุธและผู้ที่จะขายอาวุธมีข้อตกลงเพิ่มเติมกัน นั่นหมายถึงว่า จะต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูงให้กับผู้ซื้อด้วย และจะต้องมีการร่วมลงทุน ในระหว่างภาครัฐกับเอกชนในระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายด้วย ที่สำคัญหนักกว่านั้นก็คือว่าเขา ต้องการที่จะให้มีการสร้างงานและมีการพัฒนาทักษะให้สูงขึ้น ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงเรา มาเลเซีย อินโดนีเซีย เขาใช้นโยบายอันนี้แล้ว แต่ประเทศไทยเรากรรมาธิการได้สอบถามไหม ว่าออฟเซต โพลิซี (Offset Policy) ท่านรู้จักไหมครับ เรียนประธานว่าตอนนี้มีเรื่องที่ยิ่งใหญ่ ที่เราคิดว่าถ้าไม่พูดสำหรับกองทัพคงไม่ได้ นั่นก็คือการที่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่อง ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ คนไทยเรานะครับ เราเสียใจ เรามีปัญหา เราเห็นแล้วน่าสงสารมากเป็นข่าวครึกโครมไปทั่วโลก ผมคิดว่าวันนี้ถ้าเราไม่พูด เรื่องนี้ไม่ได้แน่นอนครับ เพราะเรามีการตั้งงบลับเยอะมากนะครับ ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงกลาโหม สำนักปลัดกระทรวง กองทัพอากาศ กองทัพบก กองทัพเรือ มีหมดครับ แต่สิ่งที่ผมอยากจะขอเรียกร้องท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการขณะนี้นะครับ มันมีการตั้ง คณะกรรมการพิเศษของรัฐบาลชุดนี้นะครับ คณะที่ ๑๙/๒๕๖๔ โดยคำสั่งของ ท่านนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๖๔ ผู้แทนพิเศษชุดใหญ่มีอยู่ ๕ ท่าน ผมว่าคณะชุดนี้ครับ ขอท่านประธานและกรรมาธิการยุบเลิกเลยครับเพราะล้มเหลว แก้ปัญหาไม่ได้ครับ คุณตั้งมาแล้วครับ ท่านประธานครับ ผลาญงบประมาณประเทศชาติ โดยคณะผู้แทนพิเศษครับ ไม่ได้รู้เรื่องเกี่ยวกับการทหารจะไปบอกว่าคณะผู้แทนพิเศษ มีอำนาจในการเจรจากับหลาย ๆ กลุ่มที่มีการก่อการร้าย ท่านประธานทราบไหมครับ เอาไปประชุมในยุโรปครับ ใช้เงินไม่รู้กี่ร้อยล้านนะครับ และที่สำคัญขณะทุกวันนี้ครับ งบกลาโหม งบความมั่นคงของเราครับ ท่านทุ่มเทไป ยิ่งทุ่มยิ่งเจ๊ง ยิ่งทุ่มยิ่งเสีย ยิ่งทุ่มปัญหา ยิ่งแก้ไม่หมดครับ เพราะฉะนั้นปัญหาเกิดจากคน ๆ เดียวก็คือท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะ ที่เป็นรัฐมนตรีกลาโหมครับ คุณแก้ต้องการอะไรครับ คุณแก้ต้องการที่จะมีงบพิเศษไปลง ภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมที่เกี่ยวกับโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) เครื่องสูบน้ำ เจ๊งกันเป็น แถวเลยครับ ไม่ได้ใช้ครับ ถึงเวลาผลาญงบ ท่านประธานครับ งบตรงนี้นะครับ ผมว่าผมตัด ๙ เปอร์เซ็นต์น้อยไป เพราะว่าเห็นถึงความล้มเหลวในการแก้ปัญหาของท่านนายกรัฐมนตรี และงบกระทรวงกลาโหมซึ่งใช้อีลุ่ยฉุยแฉกมาก งบลับทั้งนั้น แต่ท่านประธานเห็นไหมครับ ทุกวันนี้พี่น้องใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่สงบครับ ถึงเวลาขึ้นมาต่อรองอย่างไรครับ ต่อรองบอกว่าให้ทหารออกไปจากนอกพื้นที่ได้หรือครับ ท่านประธานครับ ทุ่มงบไปเท่าไร ก็ไม่มีทางจบ ไม่มีทางสิ้นครับ สาเหตุก็เพราะว่าแก้ปัญหาผิด ๆ ครับ ท่านประธานจำเมื่อ ๒๐ ๓๐ ปีที่แล้วได้ไหมครับ สมัยเรามีแม่ทัพชื่อ พลเอก หาญ ลีลานนท์ สมัยนั้นนะครับ ใช้นโยบายใต้ร่มเย็น เหมือนกับเพื่อนสมาชิกเราได้บอกไว้ครับ ไม่ต้องเป็นต้องเอาคนโน้น คนนี้ไป เดี๋ยวนี้รู้ข่าวอีกนะครับว่าแต่งตั้งรองโฆษกพรรคหนึ่งที่อยู่แถวภาคใต้นี่ครับ เป็นผู้หญิง ไปเป็นคณะกรรมการผู้แทนพิเศษอีกครับ ไปเพื่อไปกินเบี้ยเลี้ยง ไปเพื่อเป็นการ เอาการประชุมซึ่งไม่ได้ประโยชน์ แล้วเงินภาษีอากรพี่น้องประชาชนซึ่งขณะนี้ประเทศเรา ต้องกู้เงิน ประเทศเราต้องเสียดอกเบี้ย พี่น้องเกษตรกรเราต้องรอรับการช่วยเหลือนะครับ ชาวนาในจังหวัดเชียงรายหว่านนา ๓ ครั้ง น้ำท่วมตลอดครับ ไม่มีการไปช่วยเหลือครับ งบประมาณทหารเพิ่ม ๑๓๒ เปอร์เซ็นต์ครับ แล้วจะอยู่อย่างไรครับ พี่น้องประชาชนครับ กระทรวงกลาโหม รัฐกลาโหมและบริหารโดยรัฐทหาร อำนาจรวมศูนย์ เดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะเป็น ข้าราชการในสังกัดไหนนะครับ ต้องทำตัวเหมือนทหารครับ ถ้าไม่อย่างนั้นอยู่ลำบากครับ เพราะฉะนั้นผมขอท่านประธานว่าผมจึงไม่เห็นควรที่จะให้งบกระทรวงกลาโหมในมาตรา ๘ นี้นะครับ ผมขอปรับลด ๙ เปอร์เซ็นต์ครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ท่านต่อไป ท่านจิรัฏฐ์ครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกลครับ ท่านประธานครับ กระทรวงกลาโหมก็เหมือนทุก ๆ ปีครับ งบเยอะเหมือนเดิมครับ งบเยอะ โอนเก่งแล้วก็หน้ามึน แล้วก็บ้าของเล่น งบเยอะครับ เยอะจริง ๆ ท่านประธานครับ เทียบกับหน่วยงานอื่น ๆ ถ้าลองไปเทียบกับกระทรวง อว. นะครับ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ระดับอุดมศึกษา งบ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท มี ๙๘ หน่วยงานย่อยนะครับ กลาโหม ๘๕,๐๐๐ ล้านบาท มากกว่าเขา แล้วก็มีหน่วยงานแค่ ๖ หน่วยงาน เป็นหน่วยงานเดียวครับ ท่านประธาน ที่ประชาชนจะต้องซื้อกางเกงใน ถุงเท้า รองเท้า ชุดกีฬา ที่นอน ผ้าห่ม หมอน มุ้ง เครื่องแต่งกาย ทุกอย่างต้องซื้อให้หมด ตำรวจ พยาบาลไม่เห็นต้องซื้อให้นะครับ มีแค่หน่วยงานเดียว อาชีพเดียวที่ประชาชนต้องซื้อให้ทุกอย่าง โอนเก่งครับท่านประธาน สภาอนุมัติอย่างหนึ่ง กลาโหมโอนไปทำอีกอย่างหนึ่งตลอด อย่างที่ท่านศิริกัญญาชี้แจงไป มีการโอนงบประมาณที่มันผิดปกติเยอะแยะไปหมดเลย ท่านประธาน ๒๒๓ หน่วยงานที่เข้ามาชี้แจงในอนุกรรมาธิการครุภัณฑ์นี่นะครับที่ผมเป็น อนุกรรมาธิการ กลาโหมโอนเยอะสุดแล้วครับแล้วก็โอนแบบเยอะกว่าคนอื่นเขาหลายเท่าตัว ทั้งตัวเงิน ทั้งตัวรายการ กองทัพเรือนะครับท่านประธานแห้วเรือดำน้ำ ประชาชนก็แอบดีใจ นะครับว่าแห้วเครื่องยนต์ไปแล้วก็น่าจะได้งบคืนมาทำอย่างอื่นเอาไปพัฒนาอย่างอื่น เอาไป ลงทุนอย่างอื่นได้ ก็ไม่ได้คืนงบครับท่านประธาน พอจะหมดเวลาเดดไลน์ (Deadline) จะต้องคืนงบประมาณแล้วก็โอนไปทำอย่างอื่นโอนไปจ่ายค่าบุคลากรบ้าง โอนไปซื้อ สไตรเกอร์ (Stryker) ล้อยางบ้าง ทหารเรือน่าจะอยู่ในทะเลนะครับไม่น่าไปอยู่ในเกราะ รถยานเกราะอะไรเลย แล้วก็โอนไปสร้างบ้านพักบ้าง โอนไปซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์บ้าง ทั้ง ๆ ที่น่าจะคืนงบประมาณในเมื่อไม่ได้ใช้ในเมื่อแห้วเครื่องยนต์ก็ต้องคืนงบประมาณนั่นคือ สิ่งที่ประชาชนคาดหวัง หน้ามึนครับท่านประธานหลายท่านอภิปรายไปแล้วว่าถามอะไร ก็ไม่ค่อยจะตอบ ตอบก็ตอบแบบมั่ว ๆ มึน ๆ แล้วก็ทวงเอกสารก็จะเงียบไม่เคยให้เอกสาร ในห้องกรรมาธิการนี่นะครับบางทีผมถาม ๓ ๔ ครั้ง ขนาดนั่งหน้าชนกันอย่างนี้นะครับ นั่งตรงข้ามกันอย่างนี้นะครับถาม ๓ ๔ ครั้งหันมาพยักหน้าแล้วก็ไม่ตอบ บางคำถามผมยัง ไม่ได้คำตอบนะครับ ก็เป็นอย่างนี้ละครับหน้ามึน ๆ อย่างนี้ละครับเพราะว่างบเยอะ แล้วก็ตอบชี้แจงไม่ได้ อันสุดท้ายบ้าของเล่นท่านประธานยุทโธปกรณ์ก็อย่างที่เห็นครับว่ามัน ไม่เคยพอในเอกสารชี้แจงขาดแคลนเยอะมาก ขาดแคลนแบบเห็นแล้วตกใจท่านประธาน กระสุนนี้ขาดแคลนเป็นหลายสิบล้านนัด ร่มชูชีพขาดแคลนเป็นแสนตัว ยางรถยนต์นี่นะครับ ขาดแคลน ๒๐,๐๐๐ ๓๐,๐๐๐ เส้น ปีหนึ่งกองทัพบกใช้ยางรถยนต์ ๑๖,๐๐๐ เส้นนะครับ โอ้โฮไปวิ่งถนนวิบากที่ไหนครับทำไมใช้เยอะขนาดนี้ ของเล่นอะไรอีกครับ โรงงานผลิตครับ ผลิตยา ผลิตยาด้วยนะครับ ผลิตยางรถยนต์ผมบอกไปแล้ว รง. ซย. กรซท. ศซส. สพ.ทบ. นี่นะครับงบเยอะทุกปีผลิตยางได้จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ บอกว่าผลิตยางได้เอง ไม่ครับ ซื้อสำเร็จรูป ซื้อยางที่มันเกือบจะเสร็จแล้วแค่มาอบขั้นตอนสุดท้ายแล้วก็บอกว่าตัวเองผลิตเอง เอกสารที่ชี้แจงมานี่รายการที่จะซื้อยางจากข้างนอกนี่นะครับซื้อถูกกว่าที่ตัวเองผลิตอีก แต่ก็ยังจะต้องผลิตเป็นภารกิจต่อไป เรื่องที่ผมมีประเด็นก็คือเรื่องของเอฟ-๓๕ (F-35) ขอสไลด์ (Slide) ด้วยครับ🔗
ต้องถามกรรมาธิการครับ อันนี้ขอ คำตอบจากกรรมาธิการด้วยนะครับว่าให้ผ่านได้อย่างไร เอกสารชี้แจงของกองทัพอากาศ ๖๔ หน้า มีปรากฏเอฟ-๓๕ (F-35) อยู่ ๑ บรรทัดครับที่เห็นในภาพเลยครับ ตัวเล็กมาก หน้าถัดไปครับ ๑ บรรทัดที่ไม่มีข้อมูลอะไรเลยถามอะไรตอบไม่ได้เลย นั่นคือเป็นสาเหตุให้ อนุกรรมาธิการมีมติเป็นเอกฉันท์เลยครับว่าไม่ให้ผ่าน เพราะว่านี่มันจะผูกพันอีกนานเลย ที่เขียนมาในตาราง ขอหน้าถัดไปนะครับ ในตารางเขียนว่าผูกพันปี ๒๕๖๖ ถึงปี ๒๕๖๙ แค่นี้ก็ตอบไม่ได้แล้วครับ ๓ ปี ผลิตเสร็จแล้วหรือ ๒ ลำนี้ขึ้นบินได้หรือเปล่า ตอบไม่ได้ สักอย่าง สิงคโปร์นี่นะครับร่วมลงทุนวิจัยกับทางอเมริกากับบริษัทผู้ผลิตเขายังใช้เวลา ๗ ปี นั่นคือสั่งหลายสิบลำหลายร้อยลำ ๗ ปีถึงจะผลิตเสร็จ ของเรา ๓ ปีจะได้ ๒ ลำหรือครับ เป็นไปไม่ได้ ๒ ลำ ๗,๐๐๐ ล้านบาทบินได้ไหมครับ บินไม่ได้ ไม่มีระบบสื่อสาร ไม่มีระบบ การบิน ไม่มีระบบเมนเทนแนนซ์ (Maintenance) ขึ้นบินได้รอบเดียวลงมาแล้วคือเจ๊งเลย ต้องรอเมนเทนแนนซ์ (Maintenance) อย่างเดียว เพราะฉะนั้นผมคาดการณ์จากการ คาดการณ์ ขอสไลด์ (Slide) หน้าถัดไปนะครับ จากการคาดการณ์นี่ถ้า ๑ ฝูง จะต้องใช้เงิน ถึง ๘๐,๐๐๐ ล้านนะครับ อันนี้ไม่รวมอาวุธนะครับ แต่ไม่เป็นไรท่านประธานเราก็ไม่เน้น อาวุธอยู่แล้วที่ผ่านมาก็ใช่ว่าเราจะเน้นอาวุธ เพราะว่ากองทัพอากาศเราก็เน้นบินโชว์อย่างเดียว ไม่ได้เน้นยิงใคร ทุกวันนี้ก็ไม่ได้มีอาวุธติดทุกเครื่องหรอกแต่เน้นเครื่องบิน ถามอะไรตอบไม่ได้ สักอย่างเดียว นั่นคือสาเหตุครับที่ทำให้ตัดงบประมาณตัวนี้แล้วพอไปชี้แจงในห้อง กรรมาธิการชุดใหญ่ วันนั้นก็มีกรรมาธิการอยู่ในห้องประชุมยังไม่ถึงครึ่งผมถ่ายรูปมาด้วย แล้วก็มีกรรมาธิการที่อภิปรายสนับสนุนนี่ ๒ ๓ คนครับท่านประธาน แต่เช้าวันรุ่งขึ้นอยู่ดี ๆ มติโหวตชนะ ๔๐ กว่าเสียงอะไรครับ เอ้ยอะไรครับท่านประธาน ไม่มีเหตุผลอะไรรองรับเลย แค่อยากให้ หน้าถัดไปท่านประธาน นี่เอกสารอุทธรณ์ครับก่อนหน้านี้มีแค่บรรทัดเดียว อุทธรณ์มา ๒ หน้าก็ไม่มีเนื้อหาสาระครับท่านประธาน ผมไม่อ่านให้ฟังเพราะไม่มี เนื้อหาสาระ แค่บอกว่าจำเป็น อยากได้ มันขาดแคลนเท่านั้นครับ อีกหน้าหนึ่งครับ ฉบับที่ ๒ มี ๒ ฉบับ ฉบับที่ ๒ เนื้อหาสาระสำคัญอยู่ในช่องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ สีแดงก็คือลดจาก ๗๐๐ กว่าล้านบาท เหลือ ๓๖๙ ล้านบาท คือจัดโพรโมชัน (Promotion) ชุดใหญ่ให้กรรมาธิการ จะเอาให้ได้ เสีย ๓๖๙ ล้านบาทวันนี้ ผมก็ชี้แจงในกรรมาธิการ ไปแล้วนะครับ เสีย ๓๖๙ ล้านบาทวันนี้ จะต้องเสียอีก ๗๐,๐๐๐-๘๐,๐๐๐ ล้านบาทแน่ ๆ ภายใน ๑๐ ปี ก็ยังจะโหวตให้ผ่าน ผมขอเหตุผลจากกรรมาธิการจริง ๆ ว่าให้ผ่านได้อย่างไร ข้อมูลอะไรไม่มีเลย ข้อมูลที่เราเห็นตามทีวี (TV) นี่ ทอ. ไปชี้แจงที่อื่น แต่ในสภาไม่เอาข้อมูล อะไรมาชี้แจงเลย เพราะฉะนั้นผมเชื่อถือไม่ได้เลยที่ไปชี้แจงตามสื่อหรือว่ามันเป็นข้อมูลที่ ทอ. ได้รับมาจากทางอเมริกาจริง ๆ ไม่เชื่อเลยนะครับ แม้กระทั่งในห้องอนุกรรมาธิการ พาวเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ที่เอาขึ้นโชว์ยังเป็นพาวเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ที่ท่านยุทธพงศ์ เป็นคนเอามาขึ้นเอง ท่านกรรมาธิการเป็นคนเอามาขึ้นเอง บรรทัดเดียว ท่านให้ไปได้อย่างไร ๗๐,๐๐๐-๘๐,๐๐๐ ล้านบาทที่จะต้องเสียผูกพันไปอีก ๑๐ ปี แผนเดิม นี้นะครับ สมุดปกขาวเล่มเดิมของกองทัพอากาศ ท่านประธานผมขอเวลาอีกนิดหนึ่งนะครับ เล่มเดิมไม่ได้มีการจัดซื้อเครื่องบินเจน ๕ (Gen 5) แผนเดิมคือซ่อมของเดิมและใช้ไปอีก ๒๐ ปี เครื่องเจน ๕ (Gen 5) มีแผนจะซื้ออยู่แล้วในอีก ๑๐ ปีข้างหน้า มันจะครบรอบพอดี และอีก ๑๐ ปีข้างหน้าราคามันก็ถูกกว่านี้ท่านซื้อไปได้อย่างไร ท่านอนุมัติไปได้อย่างไรครับ นี่มันเป็นแค่การสร้างตำนานของ ผบ.ทอ. คนใหม่เท่านั้นเองนะครับ นี่มันดีคัมลีเจนด์ (Decom Legend) ชัด ๆ แค่อยากจะสร้างตำนานให้เหมือนพ่อที่เคยทำไว้ จะเปลี่ยนจาก สายกริพเพน (Gripen) มาเป็นสายเอฟ (F) เหมือนเดิม มันก็แค่นั้น ท่านให้ไปได้อย่างไร ณ ช่วงเวลาปัจจุบัน ไม่ใช่เวลาที่จะลงทุนซื้ออะไรแพงขนาดนั้น ๑ ฝูงเอาไปบินอะไรครับ เหตุผลของกองทัพอากาศคือเอาไปเสริมด้านฝั่งตะวันออกเพราะว่าฝั่งตะวันออกความพร้อมรบ ไม่เพียงพอ ฝั่งตะวันออกเป็นใคร ลาวกับกัมพูชา ๒ ประเทศนี้รวมกันยังไม่มีความพร้อมรบ จะสู้เราได้อยู่แล้วทางอากาศ ฝั่งตรงข้ามก็เพื่อนซี้เปิดประเทศให้เขามากลับเรือ กลับรถได้ แล้วจะกลัวอะไร ทำไมมันบอบบางเหลือเกินความมั่นคง ท่านประธานหน้าถัดไปนิดเดียวครับ ก่อนหน้าที่จะพิจารณาวาระหนึ่งในสภา ผบ.ทอ. เปลี่ยนโลโก้ (Logo) รอแล้วครับ ทางขวานี้ เป็นรูปเอฟ-๓๕ (F-35) ไม่ใช่รูปเอฟ-๑๖ (F-16) เหมือนเดิมแล้วที่กองบินโคราช คือรู้ว่าจะได้ แน่ ๆ หรือครับถึงเปลี่ยนรอ ผมถามในห้องอนุกรรมาธิการก็บอกว่าเปลี่ยนกลับแล้วครับ แล้วก็หัวเราะแฮะ แฮะ หน้าถัดไปสุดท้ายแล้วครับ งบลับครับท่านประธาน ลับเหลือเกิน มันลับอะไรครับ ในห้องอนุกรรมาธิการมีแค่ ทร. กับ ทบ. ทหารบกกับทหารเรือ ต้องเอา เอกสารมาให้เซ็นด้วย ต้องเซ็นรับด้วย ที่เห็นในภาพนี้มีลายน้ำนะครับ ลายน้ำมีชื่อผมอยู่ด้วย ถ้าเปิดเผยไปนี่มันทำไมครับ ถ้าเพื่อนบ้านรู้ว่าทหารไทย กองทัพไทยซื้อคูโบตา (Kubota) รุ่นใหม่แล้วความมั่นคงมันสั่นคลอนหรือครับ ที่นอนฟูกมันลับตรงไหน อ้ายที่มันลับมันไม่ได้ ปิดบังเพื่อนบ้านหรอกครับ มันปิดบังประชาชน ท่านประธานไม่กี่วันครับ ผมเอาภาพนี้ ไปเปิดเผย ทบ. ก็ออกมาติงบอกว่าไม่เหมาะสม อ้าวถ้าผิดก็ฟ้องสิครับ ไม่ฟ้องผมล่ะ ไม่เหมาะสมคืออะไรครับ กองทัพมีหน้าที่มาคอยตรวจสอบความเหมาะสมของพฤติกรรม ของผู้แทนราษฎรแล้วหรือครับ คอยสอดส่องว่าใครมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมอย่างนั้น หรือครับ ไม่เหมาะสมคืออะไรครับ มาว่ากันอย่างนี้คืออะไรครับผมไม่เข้าใจ อ้ายที่ไม่ยอม เปิดเผยข้อมูลต่างหาก อ้ายที่เอาเงินภาษีประชาชนไปซื้อฟูกที่นอนแล้วไม่เปิดเผยต่างหาก ที่ไม่เหมาะสมนั้น ผมไม่ได้ไปเอาเอกสารข้อมูลที่ ผบ.ทอ. ท่านเอาเงินส่วนตัวจะไปซื้อของมา เปิดเผยให้ใครดู ไม่ใช่เงินส่วนตัว ผบ.ทบ. แน่นอน นี่มันเงินภาษีประชาชน ไม่เปิดเผยได้ อย่างไร แล้วไม่เหมาะสมตรงไหน อ้ายออกมาพูดแบบนี้ไม่เหมาะสมท่านประธาน ผมเสนอ ตัดไว้ ๑ เปอร์เซ็นต์ครับ แต่ในความเป็นจริงแล้วถ้าดูจากข้อมูลของผมน่าจะมากกว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แต่อย่างไรก็ฝากเพื่อนสมาชิกด้วยก็แล้วกันครับ ขอบคุณครับ อย่างไร ขอคำตอบจากกรรมาธิการด้วยนะครับ🔗
ท่านต่อไป ท่านคำพองครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม คำพอง เทพาคำ ผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล ในมาตรา ๘ กระทรวงกลาโหม ผมได้ขอสงวนคำแปรญัตติไว้โดยขอปรับลด ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ส่วนหนึ่งก็ตามข้อมูล การอภิปรายของเพื่อนสมาชิกท่านอื่น ๆ ที่ได้อภิปรายสงวนคำแปรญัตติไปแล้ว แต่สำหรับผม ขออภิปรายในส่วนที่เป็นงบอื่น ๆ ของกองทัพบกคือเงินราชการลับ ซึ่งปรากฏอยู่ในงบ กองทัพบก เรื่องงบประมาณเงินราชการลับนี้ครับท่านประธาน มันเป็นผลผลิตเป็นผลพวงมาจากสงครามเย็นตั้งแต่ ๕๐ ๖๐ ปีที่แล้วนะครับ เพราะทาง ราชการไม่ไว้วางใจใคร เดินตามก้นของจักรวรรดินิยมอเมริกาแล้วก็มากดขี่ มาหาข่าวมาสืบ ราชการลับประชาชนคนไทยด้วยกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ในอดีตงบราชการลับ สร้างความร่ำรวยให้กับผู้นำกองทัพ ผู้นำทหารมาแล้วนะครับ โดยไม่มีใครตรวจสอบ ไม่มีองค์กรอะไรเข้าไปตรวจสอบได้ ผู้นำกองทัพสมัยนั้นก็ตายอยู่บนกองเงินกองทองนะครับ วุ่นวายในการแย่งชิงทรัพย์สินของทายาท วุ่นวายไปหมดนะครับ ที่จริงคำว่า งบลับ นะครับ คำว่า ปกปิด กับคำว่า ลับ ความหมายก็แตกต่างกัน ลับราชการลับก็คือไม่รู้เอาไปทำอะไร แต่ถ้าปกปิดโอเค (OK) รู้ แต่ว่าเปิดเผยไม่ได้ ที่จริงยุคสมัยนี้อะไรคือภารกิจราชการลับ ทุกอย่างมันเห็นกันอยู่ ไม่มีอะไรที่รอดสายตาของการตรวจสอบไปได้ ถ้าจะยกตัวอย่างว่า กองทัพไปปฏิบัติการลับในเรื่องของยาเสพติด แต่การปฏิบัติการยาเสพติดนี่นะครับ ผมก็คลุกคลีอยู่กับการแก้ไขปัญหายาเสพติดมาตั้งแต่เป็นหนุ่มนะครับ ตั้งแต่หนุ่ม ๆ ทำงานร่วมกับทหารกับตำรวจมา ทำลับ ๆ ไม่ได้หรอกครับ มันต้องปฏิบัติการที่ตรงไปตรงมา เป็นจริง การข่าวก็ต้องเป็นการข่าวที่ชัดเจนที่เป็นจริงตรงไปตรงมา บอกว่าจะมีการ ปฏิบัติการข่าว พวกยาเสพติดมันก็หัวหดแล้วครับ บอกว่ากำลังจะมีหน่วยทั้ง ป.ป.ส. ทั้งทหาร ทั้งตำรวจ ทั้งพลเรือน นักปฏิบัติการทั้งหลายและฝ่ายปกครองเข้าพื้นที่มันก็หัวหด แล้วครับท่านประธาน แต่ถ้าไปปฏิบัติการลับ ๆ ไม่รู้ไปทำอะไรที่ไหน อันนี้มันไม่มี ประสิทธิภาพ ไม่ได้ประโยชน์หรอกครับ ไม่ประสบผลสำเร็จ เรื่องของงบราชการลับ ท่านประธานคงจำได้ว่าในสมัยประวัติศาสตร์ทางการเมือง นายแคล้ว นรปติ ผู้แทนราษฎร จังหวัดขอนแก่น ท่านเคยอภิปรายไว้ว่างบลับนี่มันเหมือนปอบเข้ายายแสน ปอบเข้าไปสิง อยู่กับยายแสน หมอเอาแส้เอาหวายเอาลำข่าตีมันก็ไม่ยอมออกจากปาก ไม่ยอมออกจาก ยายแสน จนยายแสนต้องบอบช้ำก็ไม่ยอมออกจากปาก เขาเรียกว่าปอบเข้ายายแสน ท่านผู้แทนแคล้ว นรปติ ท่านอภิปรายไว้เมื่อ ๓๐ ๔๐ ปีก่อน ตั้งแต่ปี ๒๕๑๘ ก็มีความ พยายามที่จะยกเลิก แต่วันนี้งบราชการลับมันก็ยังหลอกหลอนเป็นปอบเข้ายายแสนอยู่ ไม่รู้จะออกสักทีหนึ่ง งบราชการลับถ้ามันตรวจสอบไม่ได้ก็ไม่จำเป็นต้องเอาไปใช้ก็ต้องยกเลิก ตัดทิ้งเสียทั้งหมด ส่วนภารกิจใดที่ต้องใช้ในราชการลับก็เอาคืนมาเป็นปฏิบัติการในที่แจ้ง ถ้ากองทัพ กองทัพบกทำไม่ได้ก็ให้หน่วยงานที่เขามีประสิทธิภาพทำได้นะครับ โดยทำแบบ ตรงไปตรงมา ซึ่งวันนี้ก็ไม่รู้ว่าอะไรคือภารกิจลับ ราชการลับคืออะไรครับ คือภารกิจอุ้มคน หายหรือเปล่า อุ้มคนเห็นต่างหายไปเฉย ๆ อันนี้เป็นราชการลับหรือเปล่าต้องใช้เงินใช้ทอง ในการทำ เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของนักศึกษาอาจารย์ตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ พวก ๓ นิ้ว ไปติดตามนักการเมืองฝ่ายค้าน ไปติดตามนักกิจกรรมประชาธิปไตยเคลื่อนไหวทาง ประชาธิปไตยหรือเปล่า คือราชการลับ ไปลับ ๆ ล่อ ๆ อยู่หน้าสำนักงานของผู้แทนราษฎร ฝ่ายค้านหรือเปล่า หรือว่าเขาจัดกิจกรรมเปิดตัวนักการเมืองก็ไปลับ ๆ ล่อ ๆ อยู่แถว ๆ เวทีนั้นหรือเปล่า นั่นคือภารกิจราชการลับแล้วต้องใช้เงินใช้ภาษีอากรของราษฎร หรือว่า พวกปฏิบัติการไอโอ (IO) ด้อยค่าคนโน้น ด้อยค่าคนนี้นะครับ การเข้าไปคุกคามขับไล่ ชาวบ้านที่สุรินทร์บอกว่าเป็นที่ของทหารเป็นภารกิจลับหรือเปล่า พี่น้องเดือดร้อนคนอายุ ๙๐ ปี อายุเกือบ ๑๐๐ ปี ร้องห่มร้องไห้เพราะกำลังถูกทหารกดดันคุกคามขับไล่ออกจาก พื้นที่ ซึ่งอยู่อาศัยทำกินมาตั้งแต่ปู่ย่าตาทวดนะครับ หรือว่าการกดดันพี่น้องที่นครพนม อดีต ผรท. ที่วางอาวุธพับธงแล้วจัดสรรที่ดินให้ทำกินหลังสงครามเสร็จสิ้น การเจรจาสงครามประชาชน จะไปขับไล่เขา เป็นปฏิบัติการลับหรือเปล่า หรือพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศ ข้อสงสัยที่ครหา เป็นอย่างมากในการใช้งบประมาณรายการบางอย่างของกระทรวงกลาโหมก็คือโครงการลม เบิกจ่ายตรวจรับแบบลม ๆ มีกลิ่นบ้าง ไม่มีกลิ่นบ้าง อันนี้เป็นราชการลับหรือเปล่าครับ เป็นงบลับหรือเปล่าพวกประเภทถนนหนทางลมนี่นะครับ จากที่ฟังข้อมูลจากเพื่อนสมาชิก ที่อภิปรายให้ปรับลดและในส่วนที่ผมได้ขออนุญาตท่านประธาน ท่านประธานได้กรุณาให้ผม อภิปรายนะครับงบราชการลับ รวมทั้งภาพรวมของงบกระทรวงกลาโหม ผมขอปรับลดลง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ท่านจุลพันธ์ ท่านสุดท้ายแล้วกระมังครับ แล้วก็จะได้ให้กรรมาธิการตอบ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในเบื้องต้นผมขออนุญาตพูดในฐานะตัวแทนวิป (Whip) ฝ่ายค้านครับ จากข้อตกลงที่ได้มี การพูดคุยร่วมกับท่านประธานชวน หลีกภัย เราจะใช้วิธีการพักการประชุม แล้วก็เริ่มต่อ ในช่วงเช้า แต่ว่าเมื่อทางฟากฝั่งรัฐบาลประสานมาให้เป็นการปิดการประชุมในทุกวัน ก็เข้าใจ ได้ครับเพื่อยืนยันในเรื่ององค์ประชุมในช่วงเช้าเผื่อมีการลงมติ ซึ่งในประเด็นนี้พวกผม ไม่ได้ติดใจ เพียงแต่ว่าในส่วนของมาตรา ๘ กระทรวงกลาโหม ผมต้องกราบเรียนต่อ ท่านประธานว่าก็คงหมดผู้อภิปรายที่ผมครับ ถ้าทางกรรมาธิการประสงค์จะตอบคืนนี้ก็ยินดี นะครับรับฟังแต่ว่าขณะนี้เพื่อนสมาชิกก็เหลือบางตามาก ก็อยากจะให้ท่านประธานได้เปิด โอกาสในช่วงเช้าหากมีใครที่ได้รับฟังคำตอบหรือจะมาตอบช่วงเช้าก็ได้นะครับ แล้วยังมีข้อ สงสัยก็อยากจะให้เปิดโอกาสได้ซักถามเพิ่มเติม แต่ไม่ใช่การอภิปรายใหม่ครับ ไม่ใช่การ เข้าชื่ออภิปรายใหม่ อันนี้ผมรับทราบ ก็ถ้าเป็นเช่นนั้นช่วงเช้าก่อนการลงมติอาจจะมีการ ซักถามเพิ่มเติมถ้ายังมีประเด็นที่ยังค้างคาใจ เพราะว่ากระบวนการในสภาเรามอบหมาย หน้าที่ให้กรรมาธิการไปทำงานแทนเรา เราก็ต้องซักถามกับกรรมาธิการครับ ในส่วนของการ อภิปรายผมเริ่มการอภิปรายได้เลยไหมครับท่านประธานครับ🔗
เชิญต่อครับ🔗
ในส่วนของการอภิปรายมาตรา ๘ งบของกระทรวงกลาโหมนั้นนี่นะครับ ผมต้องเรียนต่อท่านประธานว่าผมผิดหวังกับ เสียงข้างมากในกรรมาธิการนะครับ เราติดตามข่าวสารการทำงาน ผมเสนอปรับลด ๒๐ เปอร์เซ็นต์ในส่วนของกระทรวงกลาโหม เราติดตามการทำงานในส่วนของกรรมาธิการ รวมถึงชั้นอนุกรรมาธิการอย่างใกล้ชิดครับ ผมก็ได้รับทราบข่าวเช่นเดียวกับพี่น้องประชาชน ทั่วประเทศในเรื่องของการปรับลดงบประมาณในส่วนของเครื่องบินรบเอฟ-๓๕ (F-35) ซึ่งปรับลดออก ๒ ลำ เงินเพียงแค่ ๗๐๐ กว่าล้านบาทเท่านั้น แต่มันเป็นเงินของการผูกพัน ในงวดแรก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เรารับฟังข่าวด้วยความยินดีครับ เพราะขณะนี้พี่น้องประชาชน มีความเดือดร้อน โดยเฉพาะปัญหาด้านเศรษฐกิจ งบประมาณเรื่องของเอฟ-๓๕ (F-35) มันผูกพันหลายปี มันเป็นงบก้อนใหญ่ เพียงแค่ ๒ ลำแรกก็ตกเป็นเงิน ๗,๘๘๐ ล้านบาทเศษ ในระยะเวลา ๓ ๔ ๕ ปี แต่ต้องเรียนท่านประธานครับทางคณะกรรมาธิการมีการใช้ เสียงข้างมากรับการอุทธรณ์ของกองทัพอากาศ โดยนำเครื่องบินทั้ง ๒ ลำกลับมา แต่มีการให้ อุทธรณ์แล้วก็อนุมัติให้ผูกพันงบประมาณในปีแรก ๕ เปอร์เซ็นต์ เป็นเงิน ๓๘๐ กว่าล้านบาทเศษ ต้องเรียนต่อท่านประธานอย่างนี้ครับ การผูกพันนี้ท่านสร้างภาระกับ งบประมาณอย่างใหญ่หลวง ท่านไม่ได้มีการปรับลดเงินจริง การปรับลดเงินที่มาบอกว่า ปรับลดได้อีก ๓๐๐ กว่าล้านบาท มันไม่ใช่ข้อเท็จจริง เพราะเป็นเพียงการผลักงวดงาน ออกไปในปีถัด ๆ ไป สุดท้ายภาระต่องบประมาณก็ยังเท่าเดิม ๗,๘๐๐ กว่าล้านบาทใน ๒ ลำนี้ ก็ยังเท่าเดิม และที่สำคัญผมต้องเรียนต่อท่านประธานผ่านมายังกรรมาธิการเสียงข้างมาก ท่านสร้างภาระให้กับงบประมาณ ผมเรียนเลยนะครับไม่ต่ำกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กับการอนุมัติการอุทธรณ์ครั้งนี้ เพราะเราทราบกันดีว่ากระทรวงกลาโหมโดยทางกองทัพอากาศแจ้งความจำนงชัดเจนว่า การจะซื้อเครื่องบินรบเอฟ-๓๕ (F-35) นี้ต้องมีอย่างน้อย ๑ ฝูง ๑ ฝูงคือ ๑๒ ลำ ๑๒ ลำ ตกรวมกันแล้ว ๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท นี่ยังไม่นับรวมอาวุธยุทโธปกรณ์ ยังไม่นับรวมน้ำมัน การค่าฝึกบิน ค่าฝึกนักบินต่าง ๆ รวมถึงเรื่องของการจัดสร้างจุดจอดพักแฮงเกอร์ (Hanger) รวมไปรวมมาไม่ต่ำกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ใน ๑๐ กว่าปีข้างหน้า ซึ่งนี่คือภาระ ต่องบประมาณอย่างใหญ่หลวงและสามารถนำเงินงบประมาณในส่วนนี้มาสร้างประโยชน์ ให้กับพี่น้องประชาชนจำนวนมากนะครับ ท่านฝากติ่งไว้ ๓๐๐ แต่ความหมายของมันคือ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่คือสิ่งที่ผมเห็นชอบด้วยไม่ได้จริง ๆ ที่สำคัญที่สุดท่านประธานครับ ผมฝากผ่านไปยังกรรมาธิการ ท่านรับฟังประเด็นนี้ดี ๆ แล้วท่านก็ตอบคำถามด้วยในฐานะ กรรมาธิการ ท่านกำลังทำอะไรกันอยู่ ท่านมีการปรับลดงบประมาณในส่วนของเครื่อง เอฟ-๓๕ (F-35) ลดงวดงานแรกจาก ๑๐ เปอร์เซ็นต์เหลือ ๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านรู้หรือไม่ กระบวนการในการผูกพันงบประมาณเราก็รู้กันดี ผมก็เคยเป็นกรรมาธิการงบประมาณครับ ในปีแรกนั้น มติ ครม. ดั้งเดิมเขาบอกว่าการผูกพันงบประมาณใด ๆ ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น งบก่อสร้าง งบจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ลักษณะนี้ก็เช่นเดียวกัน ต้องผูกพันงบประมาณ ในปีแรก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ในระยะเวลาต่อมาทางคณะรัฐมนตรีก็ได้มีมติคณะรัฐมนตรีออกมา ว่าให้ปรับลดงวดงานแรกลงเหลือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ด้วยนัยว่าในขณะนั้นอย่างงบประมาณเริ่ม ตึงตัวก็มีความจำเป็นจะต้องจัดทำโครงการมากขึ้น ผูกพันงบประมาณให้มากขึ้น ก็ลดการ ผูกพันในปีแรกลงจาก ๒๐ เปอร์เซ็นต์เหลือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นตัวเลขที่ทุกคนทราบกันดี แต่วันนี้ด้วยคณะกรรมาธิการงบประมาณชุดนี้สิ่งที่ท่านอนุมัติการอุทธรณ์ของหน่วยงาน ก็คือทางกองทัพอากาศนั้น ท่านกำลังแทรกแซงอำนาจของฝ่ายบริหารหรือไม่ ท่านไปอนุมัติ ให้เขาผูกพันได้ ๕ เปอร์เซ็นต์แล้วท่านก็บอกว่าผ่านได้ อนุญาตให้ใช้ได้ ๕ เปอร์เซ็นต์ คือ ๓๐๐ กว่าล้านบาท ๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วผมรับทราบมาว่าการพูดคุยในชั้นกรรมาธิการ ตัวแทนจากสำนักงบประมาณเป็นคนให้คำตอบว่าอ๋อทำได้ เดี๋ยวเราไปขออนุมัติ ครม. ตามหลัง แล้วท่านเอาอะไรไปมั่นใจว่าคณะรัฐมนตรีจะอนุมัติให้ท่าน ให้ลดกรอบวงเงิน ผูกพันในปีแรกจาก ๑๐ เปอร์เซ็นต์เหลือ ๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านไปเอาความมั่นใจที่ไหน กระบวนการทำงบประมาณมันเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๐ ถึงมาตรา ๑๔๔ มาตรา ๑๔๐ พูดชัดเจนครับ การจ่ายเงินแผ่นดินจะทำได้เฉพาะที่ได้อนุญาตไว้ในกฎหมายว่า ด้วยงบประมาณรายจ่าย กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ กฎหมายว่าด้วยเกี่ยวกับ การโอนงบประมาณ กฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง หรือกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลัง พอมาดูในรายละเอียดกฎหมายวินัยการเงินการคลัง มาตรา ๓๗ ก็พูดชัดเจนว่ากระบวนการทำ ต้องเป็นไปตามกฎหมายทุกประการ มติ ครม. ก็เป็นกฎหมายรูปแบบหนึ่งซึ่งเขาออกมาแล้ว ว่ามันจะต้องผูกพันอย่างน้อย ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านว่ามันย้อนแย้งหรือไม่ว่าท่านในฐานะ กรรมาธิการท่านไปอนุมัติให้เหลือ ๕ เปอร์เซ็นต์ได้ โดยความหวังว่าคณะรัฐมนตรีจะต้อง ออกมติ ๕ เปอร์เซ็นต์ หรือท่านได้รับสัญญาณอะไรมา ถ้าท่านได้รับสัญญาณจาก คณะรัฐมนตรีมาหมายความว่าท่านกำลังปฏิบัติหน้าที่ภายใต้การแทรกแซงของฝ่ายบริหาร แต่ถ้าเกิดว่าท่านยืนยันว่าท่านไม่มีสัญญาณใด ๆ ท่านกำลังปฏิบัติหน้าที่โดยแทรกแซงอำนาจ ของฝ่ายบริหารเช่นเดียวกัน ซึ่งไม่สามารถปฏิบัติได้ หาก พ.ร.บ. งบประมาณฉบับนี้ ท่านทำงานแทบเป็นแทบตาย ๒ เดือน ๓ เดือน ผ่านการเห็นชอบในเรื่องของมาตรานี้คือ มีการอุทธรณ์ได้ ให้เงินคืนไป ๓๐๐ กว่าล้านบาท เป็น ๕ เปอร์เซ็นต์ของการผูกพันในปีแรก แล้วมีคนไปร้องตาม มาตรา ๑๔๘ ของรัฐธรรมนูญ บอกว่ากระบวนการตรากฎหมายไม่ชอบ บอกว่าการตรากฎหมายนี้มีกระบวนการที่ผิดขั้นผิดตอน กฎหมายตกขึ้นมานะครับ เรื่องใหญ่นะครับงบประมาณแผ่นดิน ผมว่าท่านไม่ควรเสี่ยงในส่วนนี้ ท่านยินยอมรับฟังเสียง ของข้างน้อยอย่างพวกผมดีกว่า ปรับลด ไม่ต้องเอาของผม ๒๐ เปอร์เซ็นต์ก็ได้ ปรับลดตาม จำนวนที่เหมาะสม แล้วอย่างน้อยเอาเครื่องบินรบทั้ง ๒ ลำนี้ออกไปจากการผูกพัน งบประมาณ ซึ่งจะเป็นภาระกับงบประมาณแผ่นดินไปอีกหลายสิบปี ผมว่านี่เป็นทางออกที่เหมาะสมที่สุด ท่านกรุณาตอบด้วยนะครับคำถามของผมว่าท่านใช้ อำนาจหน้าที่ใดในการที่จะไปอนุมัติให้มีการปรับลดงบประมาณในส่วนของการผูกพันในปีแรก จาก ๑๐ เปอร์เซ็นต์เหลือ ๕ เปอร์เซ็นต์ ทั้งที่มติ ครม. มันผูกไว้ที่ ๑๐ ครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอเชิญ ท่านกรรมาธิการ ท่านสรวุฒิจะตอบเชิญครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม สรวุฒิ เนื่องจำนง ในฐานะกรรมาธิการครับ ผู้แทนจากชลบุรี ผมเองต้องกราบ ขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่นั่งจนถึงวินาทีนี้เราอยู่เป็นเพื่อนกันครับ แล้วก็เข้าใจว่า คงมีปัญหาเดียวกันก็คือง่วง ๆ บ้าง แต่ว่าพยายามจดคำถามทุกข้อ ๒๒ ท่านนะครับที่เป็น ท่านกรรมาธิการผู้สงวนความเห็นจำนวน ๙ ท่าน แล้วก็ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ ผู้สงวนคำแปรญัตติครับ ผมขออนุญาตอภิปรายเพื่อตอบคำถามของทุกท่านแยกเป็น ๒ ประเด็นสั้น ๆ นะครับ🔗
ประเด็นแรก ก็คือจุดที่มีจุดร่วมกัน คำถามที่มีจุดร่วมกัน ส่วนที่ ๒ เป็นคำถาม ที่มีความแตกต่างในรายละเอียดบ้าง ท่านกรรมาธิการหลายท่านผมขออนุญาตไม่เอ่ยนาม ท่านเพราะว่าเยอะมาก คงไล่ชื่อไม่ไหวแต่ว่าก็จดไว้ทุกท่านครับ จะเห็นว่างบประมาณในส่วน ของมาตรา ๘ กระทรวงกลาโหมนี้ หลายท่านท้วงติงนะครับ หลายคนมองเห็นถึงความ จำเป็นแตกต่างกันแล้วก็เข้าใจว่าทุกท่านล้วนแต่คิดว่ากระทรวงกลาโหมเป็นกระทรวง ที่สำคัญเพราะเป็นกระทรวงที่รักษาความมั่นคง ถ้าเปรียบเป็นบ้านก็เปรียบเสมือนเป็นบ้านที่ มีรั้วอันเข้มแข็ง แล้วสิ่งที่ท่านสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายที่เป็นประโยชน์มาก ๆ อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือเราไม่ได้ลดทอนความสำคัญของกระทรวงนี้ แต่ส่วนหนึ่งซึ่งผมคิดว่าท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติทุกท่านผ่านไปจากท่านประธานที่ท่านสมาชิกทุกท่านต้องรับฟัง รวมทั้ง สำนักงบประมาณแล้วก็หน่วยรับงบประมาณ ก็คือการบริหารโครงการของกระทรวงกลาโหม ทุกท่านมองว่าค่อนข้างมีปัญหา มีการเบิกจ่ายงบประมาณที่ไม่ตรงตามงวดงานนะครับ มีการคลาดเคลื่อนของการเบิกจ่ายงบประมาณค่อนข้างสูง สิ่งเหล่านี้ผมขอชี้แจงอย่างนี้ นะครับว่าจากข้อมูลทั้งในส่วนที่ผมเป็นประธานอนุกรรมาธิการเอง แล้วก็เป็นกรรมาธิการ ในชุดใหญ่เองเราพบว่า ๒ ๓ ปีที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมมีเป้าหมายสำคัญอยู่ ๒ เรื่องครับ กระทรวงกลาโหมจะมุ่งเป้าหมายไปทางซ้ายหรือทางขวา นั่นก็คือจะสร้างอาวุธเองนะครับ หรือจะซื้อเขา ซึ่ง ๒ ส่วนมันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงแล้วก็มีข้อดี ข้อเสีย ซึ่งผมเองอาจจะไม่ ลงรายละเอียดในคืนนี้ แต่ขอชี้แจงกับทุกท่านว่าเราเองส่วนใหญ่จะใช้วิธีจัดซื้อครับ เพราะว่า ๑. สะดวกรวดเร็วไม่ต้องไปเสียเวลากับการวิจัย เป็นเทคโนโลยีที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถใช้ แล้วได้ผล เหมาะสมกับงบประมาณประเทศ เหมาะสมกับสภาวะในการเตรียมพร้อมในการ ป้องกันประเทศในลักษณะต่าง ๆ ทั้งทางบก ทางอากาศ ทางน้ำ เพราะฉะนั้นนโยบายของ ประเทศเราก็จะมุ่งซื้อเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นยุทโธปกรณ์ที่เราได้จัดซื้อก็มาจากหลายส่วน ตามความจำเป็นแล้วก็ตามลักษณะการจัดหานะครับ แต่ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าเมื่อซื้อ ๒ ๓ ปีที่ผ่านมาปัญหาที่ประสบความสำคัญอย่างมากก็คือเรื่องสถานการณ์โรคระบาด คือโควิด (COVID) ดังนั้นเมื่อมีสถานการณ์โควิด (COVID) การตรวจรับ การตรวจสอบ การร่างทีโออาร์ (TOR) ร่วมกันค่อนข้างมีปัญหาครับ เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ ทำให้มีการเบิก งวดงานที่ค่อนข้างคลาดเคลื่อน แต่ในชั้นอนุกรรมาธิการหลักการในการปรับลดงบประมาณ หลาย ๆ เรื่อง เราได้นำทุกปัจจัยมาคำนวณเบ็ดเสร็จครับ เราได้ปรับลดงวดงานในสิ่งที่ ไม่จำเป็น โครงการที่ไม่สามารถเบิกจ่ายได้ตรงเวลา โครงการที่สามารถเลื่อนงวดงานและเอา ไปทยอยจ่ายในปีถัด ๆ ไปได้ หรือแม้กระทั่งบางโครงการที่ไม่จำเป็นเราก็พิจารณาตัดออก ส่วนในหลาย ๆ เรื่องที่ผมคิดว่าท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติแล้วก็สำนักงบประมาณอาจจะต้องมี การตกลงร่วมกันในอนาคต ก็คือเรื่องการซ้ำซ้อนของหน่วยงานที่เทียบระดับชั้นนะครับ เช่นท่านกรรมาธิการสมชัยได้กรุณาอภิปรายนะครับว่ารถประจำตำแหน่งมันฟุ่มเฟือย แล้วก็การเทียบชั้นกับข้าราชการพลเรือนในระดับต่าง ๆ มันอาจจะไม่สอดคล้องกับภาวะต่าง ๆ แล้วก็สถานการณ์ของประเทศมากนัก ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ท่านสมาชิกต้องรับฟังครับ แล้วก็ใน ส่วนอื่น ๆ ที่ท่านสมาชิกได้อภิปราย จุดร่วมใหญ่ ๆ จุดหนึ่งซึ่งสมาชิกได้อภิปรายซึ่งเป็น ประโยชน์นะครับก็คือเรื่องเครื่องบินเอฟ-๓๕ (F-35) ครับ ผมขออภิปรายอย่างนี้นะครับว่า เอฟ-๓๕ (F-35) ในชั้นกรรมาธิการและชั้นอนุกรรมาธิการไม่มีผู้ใดแม้แต่คนเดียวครับ ที่ปฏิเสธว่าเครื่องบินนี้มันจำเป็น มันเป็นเครื่องบินที่ล้ำสมัยมากครับ ทันสมัยมากแล้วก็ไม่ว่าที่ไหนในโลกก็อยากได้ครับ แล้วก็ประเทศอเมริกานั้นเขาไม่ได้ขายให้ประเทศไหนง่าย ๆ นะครับมีการอนุมัติบ้าง ไม่อนุมัติบ้าง แต่ว่าเอฟ-๓๕ (F-35) จะทำให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขัน และป้องกันประเทศได้อย่างมากอีก ๔๐ ๕๐ ปีครับ ผมขอเรียนข้อเท็จจริงอย่างนี้นะครับว่า ปัจจุบันเครื่องบินของประเทศไทยมีความพร้อมที่สามารถเป็นเครื่องบินขับไล่แต่ไม่สามารถ ครองอากาศได้เครื่องบินเอฟ-๑๖ (F-16) เอฟ-๕ (F-5) นะครับ ซึ่งกริพเพน (Gripen) อัลฟ่าเจต (ALPHA JET) ซึ่งเครื่องบิน ๔ ลักษณะที่จัดหามาในคราวนี้เราเองต้องทยอยปลด ระวางครับ เอฟ-๑๖ (F-16) เราปลดระวางไปเมื่อ ๒๕๖๔ ส่วนหนึ่ง ซึ่งทำให้กำลังทางอากาศ ของเราทางตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือนั้นอ่อนกำลังลงอย่างมาก ผมขออนุญาต เปิดเผยข้อมูลที่พอจะเปิดเผยได้นะครับว่าศึกทางขวาเราประเทศที่เราคิดว่าเป็นประเทศ เพื่อนบ้านในอาเซียน (ASEAN) แล้วเราต้องมีการเจรจาต่อรอง ทั้งเรื่องการป้องกันภัยทาง ทะเล ทางบก ทางอากาศ อย่างเช่นเวียดนามเขามีเครื่องบินเจน ๔ (Gen 4) นะครับ ที่เทียบเท่ากับเอฟ-๑๖ (F-16) อยู่คือซู-๓๐ (Su-30) ถึง ๓๔ ลำ ไม่รวมกับเครื่องบินที่เขา กำลังจะเสริมอีกซู-๕๗ (Su-57) ซู-๗๕ (Su-75) ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องบินเจน ๕ (Gen 5) เช่นเดียวกับเอฟ-๓๕ (F-35) เครื่องบินเจน ๕ (Gen 5) มันดีอย่างไรครับ มันดีเพราะว่า มันสามารถมองไกลเหมือนคนมองไกลมาก ๆ นะครับ เรียกว่าระยะทางหลายสิบกิโลเมตร ดังนั้นมันจะเซฟ (Save) ชีวิตของนักบิน เซฟ (Save) บุคลากร เซฟ (Save) เครื่องบิน เซฟ (Save) งบประมาณ เซฟ (Save) ทุกอย่างครับ ภายในปี ๒๕๗๕ นั้นประเทศไทยจะลด ขนาดฝูงบินจาก ๖๘ ลำนะครับเหลือประมาณไม่เกิน ๓๐ ลำครับ ท่านก็ลองคิดดูครับว่า ประเทศไทยจะมีการอ่อนแรงแค่ไหน วันนี้ถ้าผมเปรียบเทียบนะครับว่า ปี ๒๕๒๗ ประเทศไทย ไม่ได้ซื้อเอฟ-๑๖ (F-16) มา ๑๖ เครื่องนะครับ บวกกับอีก ๒ เครื่องที่เราขอจัดซื้อไปก็คือ เอฟ-๑๘ (F-18) แต่เงินเราไม่พอครับประเทศสหรัฐอเมริกาก็อนุมัติให้เราซื้อเอฟ-๑๖ (F-16) ในคราวนั้น ทำให้เรามีอำนาจการต่อรองทั้งซ้าย ทั้งขวา ทั้งหน้า ทั้งหลัง ทั้งบน ทั้งล่าง มหาศาลครับ แล้วก็เป็นสิ่งที่เทียบไม่ได้เลยครับถ้าเทียบกับการรักษาอธิปไตยแล้วก็รักษา ประโยชน์ของประเทศไทยนะครับ ทีนี้มีสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไป ท่านสมาชิกก็คือเรื่องกลไกการอนุมัติครับ ผมขอกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่า คำว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปีชื่อมันก็บอกชัดเจนอยู่แล้วครับว่ามันเป็นงบประมาณ เพราะฉะนั้นงบประมาณมันก็ผ่านเป็นขั้นเป็นตอนมาครับว่ามีการจัดทำ มีการเสนอโครงการ มีการปรับลดเป็นชั้น แล้วในขั้นของเราในวาระสอง วาระสามมันก็ยังไม่เป็นข้อยุติ ขึ้นอยู่กับว่า ท่านสมาชิกทั้งเสียงข้างมาก ข้างน้อยจะมีข้อมูลแล้วก็โน้มน้าวท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ทุกท่านจะลงมติในแต่ละมาตราเป็นอย่างไร แต่ผมยืนยันครับว่าในชั้นของการอนุมัติ ในขั้นตอนต่าง ๆ มีการพิจารณาอย่างรอบคอบ แล้วก็กรรมาธิการได้คำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ทุก อย่างครับ การอนุมัติโครงการและเป็นที่มาของการให้งบประมาณไปบางส่วน มีคำถาม ที่ผมเป็นคนตั้งเองนะครับในกรรมาธิการ เพราะผมบอกว่าการจัดซื้องบประมาณในคราวนี้ เครื่องบินในคราวนี้กับสภาคองเกรส (Congress) ทุกคนในกรรมาธิการ ทั้งอนุแล้วก็ กรรมาธิการชุดใหญ่ไม่มีใครปฏิเสธครับว่ามันจำเป็น แล้วมันจะเป็นประโยชน์กับประเทศ มาก ๆ ถ้าย้อนกลับไปปีที่แล้วซึ่งผมก็มายืนตอบอย่างนี้ครับ ผมก็เป็นกรรมาธิการชุดใหญ่ด้วย แล้วก็เป็นประธานอนุกรรมาธิการด้วย ซึ่งปีที่แล้วมีเรือดำน้ำเราก็ยังพิจารณากันเลยครับว่า ถ้าเกิดสมมุติว่าเราสามารถให้และไม่ให้อะไรได้เราจะพิจารณาจากหลักอะไร เอฟ-๓๕ (F-35) ถ้าปีที่แล้วมาพร้อมกับเรือดำน้ำผมคิดว่าท่านสมาชิกส่วนใหญ่คงมีการต่อต้านอย่างหนัก แต่ว่าในปีนี้ครับเราก็จะได้เห็นสิ่งที่เราเคยพูดกันในปีที่แล้ว คำถามที่ผมเคยตอบไปในปีที่แล้ว ซึ่งผมเองก็ไม่สามารถตอบได้เต็มปากนักแต่ปีนี้มันอาจจะตอบได้เต็มปาก นั่นก็คือคำถามจาก เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านนะครับที่บอกว่า พ.ศ. นี้ ยุคนี้มันยังมีสงครามอยู่อีกหรือ ผ่านไป ย้อนไป ๔ ๕ เดือน รัสเซีย ยูเครน เป็นภูมิภาคที่เจริญที่สุดในโลกนะครับ ยุโรปก็ยังมีปัญหา เรื่องความขัดแย้งจนกระทั่งเกิดความวุ่นวายไปทั่วโลก เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ครับเป็นสิ่งที่ จำเป็นมาก ๆ แล้วก็การให้เอฟ-๓๕ (F-35) ในคราวนี้ผมก็ถาม เป็นคนถามเองครับว่า กองทัพอากาศจะรับปากได้ ๒ เรื่องหรือไม่ ๑. ถ้าสมมุติว่าจัดซื้อแล้วไม่ได้จะมีการโอน เปลี่ยนแปลงงบประมาณซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของท่านสมาชิกที่ได้กรุณาอภิปราย ในคราวนี้นะครับว่าจะมีการโอนเปลี่ยนแปลงหรือไม่ คำตอบของกองทัพอากาศครับก็บอกว่า เขาจะไม่มีการโอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณแน่นอนแต่ว่าจะคืนงบประมาณ🔗
เรื่องที่ ๒ ว่าถ้าเกิดสมมุติจัดซื้อของเอฟ-๓๕ (F-35) แล้วปีนี้ให้ประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ หลายท่านพูดถูกนะครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติคือท่านจุลพันธ์ก็พูดถูกต้อง ว่าเครื่องบินลำนี้มันยังไม่ได้มาทันทีครับ พออนุมัติคราวนี้แล้วนี่จะต้องมีการจัดซื้อร่วมกับ กองทัพอากาศเช็ก กองทัพอากาศกรีซ ซึ่งเราซื้อเป็นล็อต (Lot) ครับ แล้วก็เครื่อง เอฟ-๓๕ (F-35) เคยแพงมาก ๆ ปัจจุบันล็อต (Lot) ที่เราได้คือล็อต (Lot) ประมาณเกือบ ๒๐ มันจะเป็นเครื่องที่ราคาค่อนข้างถูก แล้วก็เป็นการจัดซื้อร่วมกันกับประเทศที่เป็นมิตร ประเทศหลายประเทศครับ เพราะฉะนั้นผมขอกราบเรียนท่านสมาชิกอย่างนี้ว่ากลไกที่เราใช้ ในการพิจารณาและการอนุมัตินั้นถูกต้อง แล้วก็ในขณะนั้นเรามีข้อมูลเพียงพอในการ ตัดสินใจครับ จึงขอกราบประธานผ่านไปท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ขอบคุณครับ🔗
เนื่องจาก มาตรา ๘ ท่านกรรมาธิการได้มีการแก้ไขคือได้ปรับลดจากร่างเดิมในวาระแรก ตัดลดลงไป ๒,๗๗๘ ล้านบาทโดยประมาณ ดังนั้นจึงต้องขอมติจากที่ประชุม ผมขอไปดำเนินการต่อ ในคราวประชุมครั้งต่อไปซึ่งเรามีหนังสือนัดประชุมกันแล้วนะครับ เป็นวันพฤหัสบดีที่ ๑๘ สิงหาคม เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา ก็คือเช้าวันพฤหัสบดีวันนี้ล่ะครับ เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา เก้าโมงครึ่งเช้าเราดำเนินการต่อนะครับ วันนี้ขอปิดประชุมก่อนครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗