รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๔
ครั้งที่ ๒๐ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง)
วันพุธที่ ๒๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๕
ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา
______________________________
เชิญนั่งครับ ท่านสมาชิกก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม ผมขออนุญาตให้ท่านสมาชิกได้ปรึกษาหารือ ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๒๔ โดยผมจะให้ปรึกษาหารือ ตามลำดับรายชื่อและเวลาที่ยื่นโดยใช้เวลาท่านละ ๒ นาทีนะครับ ท่านแรกผมขอเชิญ ท่านสงวน พงษ์มณี ตามด้วยท่านสุรทิน พิจารณ์ เชิญท่านสงวนครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย จังหวัดลำพูน วันนี้จะมาขอหารือนำความเดือดร้อนเรื่องน้ำท่วม น้ำแล้งของจังหวัดลำพูนสั้น ๆ ๒ เรื่องนะครับ🔗
เรื่องที่ ๑ ฝายพญาอุต น้ำย้อนจากฝายพญาอุตจะไปเกิดความเสียหายให้กับ ตำบลริมปิง ตำบลประตูป่า อำเภอเมืองลำพูน และตำบลสันทรายมหาวงศ์ อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ฝนตกธรรมดาน้ำท่วมติดต่อกันมาตลอดเป็นการเพิ่มต่อเนื่องติดต่อกันมา ซ้ำซาก ก็อยากจะให้ทางกระทรวงเกษตรโดยกรมชลประทานได้ไปคิดแก้ปัญหาหาเรื่องประตูน้ำ ของฝายพญาอุตให้ด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ขณะนี้ทางจังหวัดลำพูนมีแม่น้ำแม่ทาเป็นแม่น้ำสายใหญ่ของ อำเภอแม่ทาทั้งหมด เป็นแม่น้ำสายเดียวที่ยังไม่มีอ่างเก็บน้ำเลย วันนี้ได้รับทราบจาก กระทรวงเกษตรว่าอ่างเก็บน้ำแม่สะป๊วดมีความสมบูรณ์พร้อมที่จะก่อสร้างแล้ว จึงขอให้ทาง กระทรวงเกษตรได้ดำเนินการจัดงบประมาณในปี ๒๕๖๗ ให้กับทางลำพูนด้วยครับ🔗
ที่ผมรายงานมา ๒ เรื่องนี้เพราะว่าเป็นการรายงานบนพื้นฐานของความเดือดร้อน ที่ร้องต่อทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรก่อนที่จะมีงบประมาณปีนี้ ทางกระทรวงเกษตร ได้ส่งอธิบดีกรมชลประทานมาตรวจสอบปัญหาและยืนยันว่าทั้ง ๒ โครงการนี้มีแนวทาง แก้ปัญหา จึงขอนำเรียนท่านประธานว่าช่วยกรุณาส่งเรื่องไปยังกระทรวงเกษตร กระทรวงมหาดไทย และผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนด้วยครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสุรทิน ตามด้วยท่านชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ นะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ แบบบัญชีรายชื่อ ท่านประธานครับ มี ๒ เรื่อง ที่จะกราบเรียนท่านประธาน🔗
เรื่องแรก ก็คือเรื่องรถติดที่ถนนรังสิต-นครนายก จากสี่แยกรังสิตก็คือสี่แยก ที่ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค ไปถึงคลอง ๑๖ ท่านประธานครับ ที่มาหารือกับท่านประธาน เพราะมันติดบรรลัยจริง ๆ ตอนเช้าติดจะเข้าทำงานมากรุงเทพฯ นี่ติดอย่างน้อยตั้งชั่วโมงครึ่ง ตอนเย็นนี้ไม่ต่ำกว่า ๒ ชั่วโมงกว่าจะไปถึงคลอง ๑๑ คลอง ๑๒ ได้ นี่คือกราบเรียน ท่านประธานเพราะอะไร เพราะว่าถนนเส้นนี้เป็นถนนที่พี่น้องกรุงเทพฯ พี่น้องหลายจังหวัด เดินทางไปท่องเที่ยว เป็นถนนท่องเที่ยว อันที่ ๑ คนไปท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นน้ำตกสาริกา น้ำตกนางรอง เขื่อนขุนด่านปราการชลที่นครนายก ไปกินผลไม้ อีกอันหนึ่งก็เป็นถนนที่ พระองค์ท่านสมเด็จพระเทพฯ ไปสอนหนังสือที่โรงเรียนนายร้อย จปร. นะครับ นอกจากนี้ ก็จะมีมหาวิทยาลัยหลาย ๆ มหาวิทยาลัยที่อยู่ในถนนเส้นนี้ไม่ว่าจะเป็นของเอกชนหรือของรัฐ คนเยอะมากนะครับ มี ส.ส. หลายท่านอยู่ถนนเส้นนี้เจอปัญหามา ตอนเช้าก็ติด ตอนเย็นก็ติด อยากจะให้ทางกรมทางหลวงออกแบบยกถนนอีกเป็นเหมือนกับถนนบรมราชชนนีที่ออกไป ทางนครปฐมลักษณะนี้ ต้องยกตรงนี้อีกชั้นหนึ่งนะครับ🔗
ปัญหาที่ ๒ ก็คือจุดเดิมจากสี่แยกรังสิตไปที่โรงพยาบาลเซนต์คาร์ลอสนี่ก็ติด ตอนเช้าไม่เป็นไรแต่ตอนเย็นอย่างน้อยต้องมี ๑ ชั่วโมง ปัญหาเหล่านี้ทั้ง ๒ แห่ง กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคมรับผิดชอบครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านชูวิทย์ ตามด้วยท่านนพดล แก้วสุพัฒน์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ อุบลราชธานี เขต ๗ พรรคเพื่อไทย วันนี้มีเรื่องปรึกษาหารือ ท่านประธานอยู่ ๒ ๓ เรื่องครับ🔗
เรื่องแรก ก็คือขอให้ปรับปรุงถนน ๒๑๓๔ ๒๑๓๕ และขยายถนนให้เป็น ๔ ช่องจราจรจากอำเภอตระการพืชผลไปอำเภอศรีเมืองใหม่และโขงเจียม ซึ่งขณะนี้ครับ ช่วงบริเวณบ้านกุศกรก็มีถนนฝั่งขวาพังตลอดเพราะว่ามีรถบรรทุกหนักวิ่งตลอดแนวครับ แล้วก็เส้นแยกจากแก้งกอก ศรีเมืองใหม่ นาโพธิ์กลาง เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวผาชะนะได และแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อเยอะมาก เขาเรียกว่าสามพันโบก ก็อยากให้หน่วยหรือแขวงได้เอาวัสดุ ไปปิดให้ถนนเลียบให้พี่น้องได้สัญจรไปมาในช่วงนี้นะครับ แล้วก็ถนนเส้น ๒๐๕๐ ตระการ-อุบล ช่วงเซเป็ดถึงตำบลขามเปี้ย ฝั่งซ้ายมือพังตลอดแนวนะครับ เพิ่งสร้างยังไม่ถึง ๓-๔ เดือนเลย ถนนพังหมดแล้วนะครับ แล้วสุดท้ายครับ ท่านประธานครับ ในขณะนี้มีกระแสพี่น้อง ประชาชนได้รับข่าวเรื่องรถกระบะ รถกึ่งกระบะ รถแค็บ (Cab) ที่บอกว่าจะต้องมีการบังคับ ใช้กฎหมายในวันที่ ๕ กันยายนที่จะถึงนี้ ใครที่นั่งกระบะแค็บ (Cab) ตอนสองจะมีความผิด ซึ่งตอนนี้อยากกราบเรียนพี่น้องประชาชนครับว่าวันนี้การบังคับใช้กฎหมายจะไปบังคับใช้ กฎหมายตั้งแต่วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๖๕ พี่น้องที่มีรถกระบะแค็บ (Cab) หรือรถกึ่งกระบะ สามารถนั่งข้างหลังได้ คนนั่งข้างหน้าต้องรัดเข็มขัดตลอดเวลานะครับ ส่วนใครที่มีกระบะ ก็สามารถนั่งกระบะในตัวกระบะได้นะครับ แต่อย่าขึ้นนั่งบนขอบกระบะท่านจะมีความผิดนะครับ ถ้ามีตำรวจคนไหนกลั่นแกล้งพี่น้องประชาชนให้แจ้งมาถึงผู้แทนราษฎรทุกคนครับ ซึ่งในขณะนี้ ยังไม่สามารถที่จะบังคับใช้กฎหมายของ พ.ร.บ. จราจรฉบับนี้ได้ จึงขอกราบเรียนท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านนพดล ตามด้วยท่านสุเทพ อู่อ้น ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นพดล แก้วสุพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไทย ขอหารือท่านประธานไปสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๓ เรื่องดังนี้ครับ🔗
เรื่องแรก ขอให้มีระเบียบสิทธิสวัสดิการของสมาชิกสภาท้องถิ่นทุกรูปแบบ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่เพราะมาจากการเลือกตั้งของผู้แทนประชาชนแต่ไม่ได้สิทธิ รักษาพยาบาลหรืออื่น ๆ เลยนะครับ จึงให้กระทรวงมหาดไทยหรือกระทรวงการคลังออกระเบียบ ดำเนินการให้ด้วย🔗
เรื่องที่ ๒ ขอให้กรุงเทพมหานคร อสม. หรือปัจจุบันนี้เรียก อสส. ที่ทำหน้าที่ คัดกรองและคำแนะนำ รวมทั้งช่วยเหลือดูแลด้านสุขภาพให้กับชุมชนในเขต กทม. อย่างใกล้ชิด แต่ไม่ได้สิทธิต่าง ๆ เหมือนอย่าง อสม. ในต่างจังหวัด จึงให้กระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร และกระทรวงการคลังช่วยดำเนินการจะเป็นประโยชน์ในการดูแลพี่น้องประชาชนนะครับ🔗
เรื่องที่ ๓ ขอให้ช่วยดำเนินการแก้ไขชื่อสถานีอนามัยตำบลทั่วประเทศที่ยัง ค้างอยู่เป็นชื่อสถานีอนามัยแล้วเปลี่ยนเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลคือ รพ.สต. ให้เหมือนกันทั้งประเทศเพื่อความเข้าใจของพี่น้องประชาชน เพราะปัจจุบันนี้ส่วนหนึ่ง หน่วยบริการนี้ก็ยังเรียกชื่อสถานีอนามัยเมื่อถ่ายโอนไปให้กับ อบต. ในรุ่นแรก แล้วก็มา เปลี่ยนชื่อเป็น รพ.สต. นะครับ แล้วก็มาโอนให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดอีก ๔๙ จังหวัด ปัจจุบันนี้อีก ๓,๐๐๐ กว่าแห่ง แล้วก็ยังสังกัดอยู่ในทั้งส่วนของท้องถิ่นและส่วนของกระทรวง สาธารณสุข แต่ชื่อไม่ได้เหมือนกัน แต่การบริการหรือสำนักงานรูปแบบเดียวกันทั้งประเทศ จึงขอให้กระทรวงสาธารณสุขหรือกระทรวงมหาดไทยช่วยพิจารณาดำเนินการเพื่อความไม่สับสน ของพี่น้องประชาชน ขอขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสุเทพ อู่อ้น นะครับ ตามด้วยท่านสฤษดิ์ บุตรเนียร ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุเทพ อู่อ้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สัดส่วน เครือข่ายแรงงาน มีเรื่องหารือท่านประธานไปยังรัฐบาล ไปยังพรรคการเมือง ไปยัง กกต. และไปยังพี่น้องประชาชนผู้ใช้แรงงานผู้ทรงอำนาจ รัฐบาลไม่จริงใจกับพี่น้องผู้ใช้แรงงาน ได้มีการหาเสียงที่จะมีการดำเนินการปรับค่าจ้างขั้นต่ำตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ ขณะนี้ยังไม่มี ความคืบหน้าในการดำเนินการ ยังปล่อยให้ในเรื่องของสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวขึ้น อย่างต่อเนื่อง ไฟฟ้าก็ขึ้น ขณะนี้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็จะขอปรับราคาขึ้น ดังนั้นเห็นได้ชัดเจนว่า กรรมาธิการการแรงงานได้มีการศึกษาชัดเจนว่าค่าจ้างที่เพียงพอ ๑ คนในสากลเลี้ยงครอบครัวได้ ๓ คน แต่ประเทศไทยกลับกัน ๑ คนยังไม่พอเลี้ยงชีพตัวเองเลย พรรคการเมืองโดยเฉพาะ พรรคพลังประชารัฐหาเสียงไว้ ๔๒๕ บาท ไม่ดำเนินการ ปล่อยให้รอ รอฉันรอเธออยู่แต่ไม่รู้ รัฐบาลอยู่ไหน เรื่องนี้ครับต้องอย่าไปโทษคณะกรรมการค่าจ้างเพราะ ครม. เขาต้องเป็นฝ่ายอนุมัติ และที่สำคัญ กกต. ช่วยพิจารณาพรรคการเมืองเหล่านี้ที่หาเสียงไว้แล้วไม่ปฏิบัติควรยุบพรรคนี้ไปเสีย พรรคต่าง ๆ ที่หาเสียงไว้ หารือไปยังประชาชนต่อไปอย่าให้พรรคการเมืองเหล่านี้กลับมา บริหารประเทศหลอกลวงพวกเราอีกเลย ระบบที่ดีที่สุดสำหรับดูแลประชาชนคือระบบ รัฐสวัสดิการตั้งแต่เกิดได้รับการดูแล เรียนก็ต้องเรียนฟรีจริง ๆ บั้นปลายชีวิตต้องมีบำนาญ ได้เม็ดเงินที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ก็ฝากให้พี่น้องประชาชนในการที่จะดูแลสำหรับ การเลือกตั้งครั้งหน้าสำหรับพรรคที่หลอกลวงประชาชนอย่าให้กลับมาอีกเลยครับท่านประธาน ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสฤษดิ์ ตามด้วยท่านธนกร ไชยกุล ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรี เขต ๓ อำเภอกบินทร์บุรี อำเภอนาดี พรรคภูมิใจไทย วันนี้ผมได้รับเรื่องมาปรึกษาหารือจากท่านวิชัย หัดเจริญ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสำพันตา อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี และท่านกำนันสุชานาถ พยุงพรพิสิฐ ในเรื่องขอปรับปรุงถนนลาดยางที่เส้นบ้านหนองแหน หมู่ที่ ๗ ตำบลสำพันตา อำเภอนาดี ถึงเส้นแก่งหินเพิง อำเภอแก่งดินสอ อำเภอนาดี เนื่องจากว่าถนนดังกล่าว เป็นเส้นทางแหล่งท่องเที่ยวแก่งหินเพลิงซึ่งได้รับการปรับปรุงซ่อมแซมมาบ้างแล้ว แต่เนื่องจากว่าเป็นการทำเพียงชั่วคราว ซึ่งถึงเวลาหน้าฝนก็มีการผุพังไปตามสภาพกาล จึงกราบเรียนยังท่านประธานสภาไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอได้โปรดให้มีการซ่อมแซม ให้มีมาตรฐานต่อไปครับ🔗
เรื่องที่ ๒ เรื่องไฟส่องสว่างบริเวณเส้นทางจากสายบ้านสระดู่ถึงสระแท่น หมู่ที่ ๖ หมู่ที่ ๗ ตำบลสำพันตา จากเขตเทศบาลตำบลนาดีถึงหัวสะพานข้ามแม่น้ำสายใหญ่ ตำบลสะพานหิน ระยะทาง ๔ กิโลเมตร เส้นทางนี้มีความมืดต้องการแสงสว่างเนื่องจากว่า มีรถบรรทุกการเกษตรซึ่งวิ่งตลอดเวลาอีกทั้งยังไม่มีแสงสว่างจึงเกิดอุบัติเหตุบ่อย จึงกราบ ขอความเมตตาในเรื่องของแสงสว่างเพื่อให้เกิดความปลอดภัย อีกทั้งยังเป็นเรื่องฤดูกาล ท่องเที่ยวซึ่งมีฝนตกชุกในช่วงนี้ที่มีผู้คนสัญจรไปมาและไปเที่ยวที่แก่งหินเพิง จึงขอเรียน ท่านประธานสภาไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อโปรดให้ความอุปถัมภ์และพัฒนาในส่วนนี้ เพื่อความปลอดภัยประชาชนต่อไปครับ ขอกราบขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านธนกร ตามด้วยท่านประกอบ รัตนพันธ์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายธนกร ไชยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยโสธร เขต ๓ อำเภอเลิงนกทา อำเภอกุดชุม อำเภอไทยเจริญ ได้รับการร้องเรียนจากนายสังวรณ์ มูลชีวะ บ้านนาซึม หมู่ที่ ๖ ตำบลนาโส่ อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร เป็นตัวแทนของกลุ่มเกษตรกรผลิตข้าวอินทรีย์ ให้ช่วยติดตามเงินชดเชยช่วยเหลือจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อจ่ายให้กลุ่มเกษตรกร ผลิตข้าวอินทรีย์ในโครงการนี้ ทั้งนี้ตามที่รัฐบาลได้มีนโยบายปลูกข้าวอินทรีย์ ๑ ล้านไร่ โดยทำเป็นโครงการตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ ถึงปี ๒๕๖๓ จำนวนทั้งหมด ๓ รุ่น โดยรุ่นปี ๒๕๖๐ ปี ๒๕๖๑ ได้กำหนดครัวเรือนละไม่เกิน ๑๕ ไร่ ส่วนรุ่นปี ๒๕๖๒ ได้กำหนดครัวเรือนละ ไม่เกิน ๗ ไร่ โดยโครงการดังกล่าวราษฎรผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับเงินชดเชยไร่ละ ๙,๐๐๐ บาท ในระยะเวลา ๓ ปี โดยการจ่ายเงินชดเชย ๓ งวด โดยงวดที่ ๑ จ่ายไร่ละ ๒,๐๐๐ บาท งวดที่ ๒ จ่ายไร่ละ ๓,๐๐๐ บาท งวดที่ ๓ จ่ายไร่ละ ๔,๐๐๐ บาท โดยโครงการดังกล่าวได้มีราษฎร เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก เฉพาะในหมู่บ้านนาซึมมีผู้เข้าร่วมโครงการ ๒ รุ่น คือรุ่นปี ๒๕๖๑ ปี ๒๕๖๒ รวมทั้งหมด ๖๖ ครัวเรือน และระยะเวลาในการทำโครงการได้สิ้นสุดลงแล้ว โดยผู้เข้าร่วมโครงการรุ่นที่ ๑ และรุ่นที่ ๒ ระยะเวลาทำโครงการก็ได้สิ้นสุดลงตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ แต่รุ่นที่ ๒ นี้เพิ่งจะได้รับเงินชดเชยเพียง ๒ งวดเท่านั้น ส่วนรุ่นที่ ๓ ระยะเวลา ในการทำโครงการก็ได้สิ้นสุดลงแล้วตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๕ แต่รัฐเพิ่งจะจ่ายเงิน ชดเชยให้กับผู้เข้าร่วมโครงการในรุ่นนี้เพียง ๑ งวดเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ทางราษฎรผู้เข้าร่วม โครงการจึงได้ขอความช่วยเหลือมายังท่านได้โปรดติดตามทวงถามเงินที่รัฐบาลค้างจ่ายให้กับ ประชาชนเพื่อมาแบ่งเบาภาระความเดือดร้อนให้กับประชาชนครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านประกอบ รัตนพันธ์ ตามด้วยท่านเดชทวี ศรีวิชัย🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ผมมีเรื่องหารือท่านประธาน ๒ เรื่องด้วยกันนะครับ🔗
เรื่องแรก ผมได้รับคำร้องเรียนจากพี่น้องชาวตำบลนาไม้ไผ่และตำบล ควนกรดถึงอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นตรงบริเวณสี่แยกบ้านวังขรี บริเวณนั้นประชาชนหนาแน่นครับ ใช้ทางจราจรซึ่งเป็นถนนหลักเชื่อมระหว่างสี่แยกควนกรดกับสี่แยกบ่อน้ำร้อน เกิดอุบัติเหตุ บ่อยมากครับ จึงขอให้ทางหลวงได้กรุณาติดตั้งสัญญาณไฟจราจรที่บริเวณนั้นเพื่อลด อุบัติเหตุนะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ผมได้รับคำร้องเรียนจากผู้ปกครองและคุณครูโรงเรียนนิคมบ้านวังหิน ตำบลบ้านลำนาว อำเภอบางขัน และโรงเรียนบ้านหนองคล้า ตำบลปริก อำเภอทุ่งใหญ่ ว่าบริเวณโรงเรียนนั้นถนนเป็นโคลนตม นักเรียนสัญจรไปมารองเท้าเลอะเทอะเหยียบย่ำ อาคารเรียนสกปรก แล้วพอถึงฤดูแล้งก็มีฝุ่นเยอะมาก ก็ขอให้ทางกระทรวงศึกษาธิการ ได้กรุณาจัดสรรงบประมาณเพื่อที่จะไปปรับเปลี่ยนถนนที่เป็นโคลนตมให้เป็นถนนคอนกรีต เสริมเหล็กด้วยนะครับ ก็ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานอย่างสูงยิ่งครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ต่อไปเชิญท่านเดชทวี ตามด้วยผู้ช่วยศาสตราจารย์พรชัย อินทร์สุข นะครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม เดชทวี ศรีวิชัย เสรีรวมไทย ลำปาง เขต ๔ ขออนุญาตหารือเรื่อง พ.ร.บ. ป่าไม้ ๒๔๘๔ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ อปท. ทั่วประเทศสะดุ้งผวากันนะครับ โดยเฉพาะมาตรา ๔ (๑) ที่บัญญัติว่า ป่า หมายความว่า ที่ดินที่มิได้มีบุคคลใดมาตามกฎหมายที่ดิน ทำไมผมถึงโฟกัส (Focus) ตรงนี้ตามมาตรา ๔ (๑) คืนส่วนกลางจัดให้มีการกระจายอำนาจไปท้องถิ่นให้ยืนหยัดด้วยตัวเอง คิดเองทำเองว่า อย่างนั้น แต่เรื่องนี้ไม่จริงครับไม่ใช่เลย เรื่องจริง ๆ นั้นขออนุญาต ข้อ ๑ ส่วนกลางให้อำนาจ ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจลงนามขึ้นทะเบียนทางหลวงท้องถิ่น ข้อ ๒ ให้นายก อปท. เป็นผู้อำนวยการทางหลวงท้องถิ่นโดยตำแหน่ง ข้อ ๓ ให้ป่าไม้จังหวัดมีอำนาจให้ใช้พื้นที่ ๒๐ ไร่ แต่จริง ๆ สิ่งเหล่านี้มีไว้ทำไมครับ มีเพื่ออะไร มันเป็นอำนาจกลวง ๆ แล้วก็ไม่สามารถ ที่จะไปตอบสนองพี่น้องประชาชนคนตาดำ ๆ เจ้าของภาษีได้เลย ผมยกตัวอย่างเช่นเทศบาล เวียงมอกกับเทศบาลเวียงตาล เมื่อวานผมพูดทีหนึ่งแล้ว เทศบาลเวียงมอกนี่ก็เอาลาภลอย หลุดคว่ำไปแล้ว ภาษาเหนือเขาเรียกว่า ลาภคว่ำ งบประมาณ ๔ ล้านบาทหลุดลอยไปเลย เพราะ มาตรา ๔ (๑) แล้วก็เทศบาลตำบลเวียงตาลนี่ยิ่งเจ็บปวดรวดร้าวเข้ากระดูกดำเลย ท่านประธาน ซ้ายก็โฉนด ขวาก็โฉนด ถนนตรงกลางนี่พี่น้องประชาชนใช้มาร่วมนับสิบ ๆ ปีแล้ว แต่ปรากฏว่ามันเข้าข่าย มาตรา ๔ (๑) ตรงนี้ล่ะครับผมบอกว่าเราควรจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องแก้ไข พ.ร.บ. ป่าไม้ ๒๔๘๔ มาตรา ๔ (๑) โดยขออนุญาตแนะนำตรงนี้นิดหนึ่งว่า เราควรจะเพิ่มเติมคำว่า เว้นเสียแต่ว่าเป็นถนนที่ได้ขึ้นทะเบียนทางหลวงท้องถิ่น ซึ่งการขึ้น ทะเบียนทางหลวงท้องถิ่นนี้ อปท. เสนอไปผู้ว่า ผู้ว่าเป็นคนเซ็นอนุมัติลงนามนะครับ แล้วถามว่าในท้องถิ่นเขาจะไม่รู้กันหรือว่าพื้นที่ตรงนี้เป็นอย่างไร มีสภาพเป็นอย่างไร ผมเชื่อว่า เจ้าหน้าที่พวกนี้ไม่อยากที่จะเอาเท้าไปแหย่เข้าคุกหรอกครับ และที่สำคัญที่สุดผมบอกว่า ขอได้โปรดให้ พ.ร.บ. ๒๔๘๔ มาตรา ๔ (๑) อย่าให้เป็นตัวถ่วงความเจริญของ อปท. เลย และขออนุญาตต่ออีกนิดเดียวครับที่ผมได้หารือวันนั้นขอกราบขอบพระคุณไปยังรัฐบาลด้วย ที่หารือเรื่องถนนโค้งมรณะ ตอนนี้ทราบข่าวว่าทางหลวงได้ดำเนินการไปแล้วเป็นบางส่วน เริ่มดำเนินการแล้ว ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านพรชัย ตามด้วยท่านศักดินัย นุ่มหนู นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม ผู้ช่วยศาสตราจารย์พรชัย อินทร์สุข ขอหารือจากชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านจังหวัด พิจิตรนำโดยท่านกำนันปกรณ์ แพพ่วง ขอหารือเรื่องเก่าคือเรื่องที่ผมเคยหารือเอาไว้ประมาณ ๒ รอบ หรือ ๓ รอบ ว่าอยากจะให้ทางกระทรวงมหาดไทยได้พิจารณาปรับเงินเดือนชมรม ของกำนันผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สารวัตร รวมถึง ณ เวลานี้ได้รับร้องขอจากทางตัวแทน ของสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล สมาชิกของสภาเทศบาลได้ร้องขอมาเพื่อให้ปรับอัตรา เงินเดือนเพิ่มขึ้น แล้วอีกอย่างหนึ่งก็คือ อยากจะให้ทางกระทรวงมหาดไทยพิจารณาในเรื่องของ การปูนบำเหน็จบำนาญให้กับกำนัน ผู้ใหญ่บ้านหลังจากเกษียณอายุแล้ว คือได้รับบำเหน็จและบำนาญ ๒. คือปัจจุบันนี้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านไม่ได้รับค่าสวัสดิการ อย่างเช่นค่าเล่าเรียนบุตร ค่ารักษาพยาบาลครอบครัว จึงขอให้กระทรวงมหาดไทยได้พิจารณาในเรื่องสวัสดิการของกำนันผู้ใหญ่บ้านด้วยครับ ต้องขอขอบคุณ🔗
อีกเรื่องหนึ่งคือผู้อำนวยการแขวงการทางจังหวัดพิจิตร ผมได้ร้องขอไฟแดง ไว้ที่แยกอำเภอวชิรบารมีแต่ไม่ได้ แต่ทาง ผอ. ได้รับปากไว้ว่าจะนำแผ่นแบร์ริเออร์ (Barrier) ไปกั้นกีดขวางให้ทางจราจรสัญจรไปมาสำหรับพี่น้องประชาชนได้กลับรถสะดวกสบายยิ่งขึ้น และต้องขอขอบคุณ ผอ. แขวงการทางจังหวัดพิจิตรไว้ ณ ที่นี่ด้วยครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านศักดินัย ตามด้วยนางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ศักดินัย นุ่มหนู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตราด พรรคก้าวไกล ผมขอนำปัญหาในพื้นที่ ของจังหวัดตราดมาหารือกับท่านประธานใน ๓ เรื่อง ใน ๓ พื้นที่ครับ🔗
เรื่องแรก ก็ขอให้หน่วยงานกรมทางหลวงชนบท ได้เข้าไปดำเนินการสร้างสะพานข้ามคลองห้วยทางควาย ในพื้นที่หมู่ที่ ๔ บ้านเนินยาง ตำบล ห้วยแล้ง อำเภอเมือง ซึ่งสะพานเดิมก็ได้สร้างกันมาร่วม ๓๐ ปีแล้ว แล้วก็มีสภาพที่คับแคบ ชำรุดทรุดโทรมครับ มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เพราะเนื่องจากว่าบริบทของสังคมตอนนี้ เปลี่ยนไป ผู้คนอยู่กันเยอะแล้วก็มีรถราวิ่งกันมาก รถก็มาจ๊ะเอ๋กันบนสะพานนี้ละครับ หลบกัน ก็ชนตรงราวสะพานก็หลายครั้งแล้วเกิดความบาดเจ็บแล้วก็เสียหายนะครับ ก็ต้องการที่จะให้ มีการสร้างขึ้นมาใหม่🔗
เรื่องที่ ๒ ก็ได้รับการร้องเรียนมาจากราษฎรที่อยู่ในพื้นที่หมู่ที่ ๓ บ้านเกษมสุข ตำบลเทพนิมิต กับหมู่ที่ ๖ บ้านมุมสงบ ตำบลแสนตุ้ง อำเภอเขาสมิง ว่าถนนสายหมายเลข ตร. ๓๐๓๘ ระยะทาง ๑,๒๐๐ เมตร ซึ่งเป็นทางเชื่อมระหว่าง ๒ หมู่บ้าน ว่าถนนสายนี้ เป็นหลุมเป็นบ่ออย่างมากครับ พี่น้องที่เขาสัญจรไปมาก็ได้รับอุบัติเหตุกันแล้ว โดยเฉพาะ มอเตอร์ไซค์ก็เพิ่งจะมีอุบัติเหตุบาดเจ็บกันไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ด้วย ก็อยากจะให้หน่วยงาน ที่รับผิดชอบได้เข้าไปดำเนินการแก้ไขด้วยครับ🔗
แล้วเรื่องสุดท้ายครับ เรื่องที่ ๓ ก็เป็นเรื่องที่ผมเคยได้หารือกับทางสภาแห่งนี้ มาแล้วแต่ว่ายังไม่ได้รับการแก้ไขนะครับ จึงเสนอต่อสภาอีกครั้งหนึ่งครับ ก็คือขอให้ หน่วยงานของกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคมได้เร่งเข้าไปดำเนินการโครงการขุดลอก ๕ ร่องน้ำ ในอำเภอเกาะช้าง อันได้แก่ ๑. ร่องน้ำสลักเพชร ๒. ร่องน้ำทางเข้าอุทยาน ๓. ร่องน้ำ เจ็กแบ๊ ๔. ร่องน้ำสลักคอก และ ๕. ร่องน้ำบางเบ้า เนื่องจากว่าทั้ง ๕ ร่องน้ำมีสภาพตื้นเขิน เรือออกไปทำการประมงก็ลำบาก พี่น้องประชาชนออกไปทำมาหากินก็ไม่สะดวก ก็อยากที่จะให้ หน่วยงานที่รับผิดชอบได้เข้าไปดำเนินการแก้ไขทั้ง ๓ เรื่องนี้ด้วยครับ ขอขอบคุณมากครับ🔗
ต่อไปเชิญ คุณมัลลิกาครับ ตามด้วยท่านนิยม เวชกามา นะครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี เขต ๒ พรรคภูมิใจไทย วันนี้มีเรื่องมาขอหารือท่านประธาน ๓ เรื่อง🔗
เรื่องที่ ๑ ช่วงนี้มีฝนตกในหลาย ๆ พื้นที่ ประชาชนก็มีความหวาดหวั่นว่า น้ำจะท่วมนาข้าวหรือเปล่าเพราะว่ากำลังจะเก็บเกี่ยว ท่านประธานคะ มันมีพื้นที่แก้มลิงที่ไว้ สำหรับพักน้ำ ๑๓ ทุ่ง ตั้งแต่อำเภอบางระกำ พิษณุโลกเรื่อยมา ท่าวุ้ง ลพบุรี อ่างทอง อยุธยา เมื่อก่อนทางรัฐบาลเคยชดเชยให้เป็นพันธุ์ข้าวปลูก ๕ กิโลกรัมต่อ ๑ ไร่ เสร็จแล้วโครงการนี้ ก็หายไปท่านประธาน วันนี้ขอเป็นตัวแทนเกษตรกร อยากฝากท่านประธานถึงท่านนายกรัฐมนตรี และ ครม. ทั้งคณะได้ช่วยพิจารณาโครงการนี้ให้กลับขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง🔗
เรื่องที่ ๒ พื้นที่ในเขตอำเภอท่าวุ้ง อำเภอบ้านหมี่ แล้วก็อำเภอเมือง อย่างเช่น ตำบลดอนโพธิ์ โก่งธนู โพธิ์เก้าต้น ส่วนใหญ่ทำการเกษตร ทำนา ทำสวนเป็นส่วนมาก ทีนี้ปัญหาก็คือว่าคลองส่งน้ำมันจะมีปัญหาเรื่องของวัชพืช พี่น้องเกษตรกรร้องขอมาที่ คลอง ๑ ขวา ๒๑ ขวา บริเวณตำบลโพธิ์เก้าต้นขอให้ช่วยดาดเป็นคอนกรีตเพื่อที่จะให้น้ำนั้น ไหลได้สะดวกขึ้น ส่วนสถานีสูบน้ำก็มีปัญหาเรื่องระดับน้ำแล้วก็บานระบายชำรุด อย่างเช่น ปากคลองลำโพนทอง ปากคลองสนามแจง ปากคลองสายห้วยแก้ว ประตูระบายน้ำบางขาม ขอฝากถึงกรมชลประทานให้ช่วยปรับปรุงเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน🔗
เรื่องที่ ๓ เรื่องของน้ำประปาหมู่บ้าน ขอขยายเขตประปาส่วนภูมิภาค ไปที่ตำบลบางลี่ อำเภอท่าวุ้ง ตำบลโพธิ์เก้าต้น อำเภอเมือง แต่ถ้าเกิดไม่สามารถขยายเขตได้ ก็อยากให้กรมน้ำบาดาลช่วยลงไปดูในพื้นที่เพื่อที่จะวางระบบน้ำประปาหมู่บ้าน ซึ่งจะเป็น การแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนด้วยค่ะ ขอขอบคุณท่านประธานค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านนิยม ตามด้วยท่านเกียรติ เหลืองขจรวิทย์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ประชาชนขอให้ออกเอกสารสิทธิที่ดิน ตำบลเหล่าโพนค้อ อำเภอโคกศรีสุพรรณ บ้านน้อยหนองไผ่สวน หมู่ที่ ๑๑ จำนวน ๗๒ ครัวเรือน พื้นที่ ๓๒๐ แปลง ๑,๘๐๐ ไร่ บ้านหนองเหียน หมู่ที่ ๔ ตำบลเหล่าโพนค้อ ๒๗ ครัวเรือน ๔๒ แปลง ๑๐๐ ไร่ ตำบล แมดนาท่ม บ้านป่าไร่ หมู่ที่ ๗ ตำบลแมดนาท่ม ๔๐ ครัวเรือน ๑๗๐ แปลง ๔๐๐ ไร่ บ้านแสงจันทร์ หมู่ที่ ๑๓ ตำบลแมดนาท่ม จำนวน ๒๐ แปลง ๑๐๐ ไร่ ๒๕ ครัวเรือน บ้านหนองนางเลิง หมู่ที่ ๙ ตำบลบ้านโพน อำเภอโพนนาแก้ว ๔๐ แปลง ๑๐๐ ไร่ ๓๐ ครัวเรือน แล้วขอไฟฟ้า ท่านประธาน กลุ่มทอผ้าครามและผ้ามัดหมี่จากสีธรรมชาติ กลุ่มวัดสุวรรณาราม บ้านแป้น ตำบลบ้านแป้น อำเภอโพนนาแก้ว ๒. บ้านนาจาน หมู่ที่ ๖ บ้านนาจานใหม่ หมู่ที่ ๙ สายคลองห้วยแฮด ตำบลบ้านโพน อำเภอโพนนาแก้ว จังหวัด สกลนคร บ้านอ้อมแก้ว หมู่ที่ ๗ บ้านอ้อมแก้วน้อย หมู่ที่ ๑ ตำบลบ้านโพน อำเภอโพนนาแก้ว จังหวัดสกลนคร แล้วที่ชาวบ้านร้องเรียนมาเดือดร้อนมากคือมีนายทุนไปออกโฉนดทับที่ดิน ของชาวบ้านในพื้นที่บ้านนาตงใหญ่ ตำบลนาตงวัฒนา อำเภอโพนนาแก้ว จังหวัดสกลนคร อันนี้ทวงของเก่าท่านประธานคือบ้านนิรมัยทั้ง ๓ หมู่บ้าน ผมหารือไปแล้วได้ ๓ ๔ เดือน ๑,๐๐๐ กว่าหลังคาของตำบลกุสุมาลย์ อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร ยังไม่มีอะไรคืบหน้า ท่านประธานฝากด้วยครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านเกียรติ ตามด้วยท่านวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ เหลืองขจรวิทย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคภูมิใจไทย วันนี้มีเรื่องปรึกษาหารือผ่านท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือโครงการพัฒนา แหล่งน้ำของกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่จัดทำขึ้นมา ให้กับอำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี ซึ่งประชาชนทั้ง ๖ ตำบลที่จะได้รับผลประโยชน์ จากโครงการนี้ โครงการนี้ใช้งบลงทุนไปตกประมาณ ๓๐๐ กว่าล้านบาท ก่อสร้างเสร็จมา เมื่อปี ๒๕๖๓ จนป่านนี้ยังไม่มีน้ำใช้ แล้วก็ไม่รู้ว่าโครงการนี้ทำไปเพื่อประโยชน์อะไร และรออะไรอยู่ก็อยากจะถามรัฐบาล ซึ่งราษฎรตำบลหนองผักแว่น ตำบลหัวลำ ตำบลซับจำปา ตำบลแก่งผักกูด ตำบลท่าหลวง และตำบลในเขตเทศบาลท่าหลวง ตอนนี้เขารอน้ำใช้อยู่ ในช่วงนี้ โครงการอยากจะให้ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปตรวจดู หน่อยว่ามันติดขัดอะไร เพราะใช้งบประมาณไปมากแล้ว🔗
เรื่องที่ ๒ ไฟแสงสว่างหรือไฟเตือนที่ช่วงอำเภอสระโบสถ์ ตรงสี่แยกอำเภอ สระโบสถ์ ตรงช่วงโรงพยาบาลเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งเป็นสี่แยกและรถมาด้วยความเร็ว รถสัญจรมากแล้วเกิดอุบัติเหตุบ่อยมีผู้บาดเจ็บและล้มตายกันมาก อยากจะขอเป็นไฟแดง กับกรมทางหลวงให้ช่วยจัดการเรื่องนี้หน่อยครับ🔗
เรื่องที่ ๓ อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องการถือสิทธิครองที่ดินของอำเภอชัยบาดาล อำเภอท่าหลวง และอำเภอลำสนธิ ทั้ง ๓ อำเภอนี้อยากจะให้ทางรัฐบาลช่วยดูแลนิดหนึ่ง คือผ่านมานานแล้วจนป่านนี้ยังมีปัญหาอยู่ครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ต่อไป เชิญท่านวิวัฒน์ชัย ตามด้วยท่านผ่องศรี แซ่จึง นะครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ ศรีสะเกษ เขต ๓ พรรคเพื่อไทย ผมมีเรื่องความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนมาหารือท่านประธานดังต่อไปนี้🔗
เรื่องที่ ๑ ผมได้รับคำร้องจากนายบุญเพ็ง พรหมมานนท์ นายกเทศมนตรี ตำบลศรีรัตนะ ขอให้ประสานงานกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เพื่อให้วางท่อน้ำประปา ซึ่งเป็นท่อเมน (Main) จากโครงการพระราชดำริไปยังโรงพยาบาลอำเภอศรีรัตนะ และชุมชน บ้านจอก บ้านทุ่งระวี และชุมชนบ้านหนองแคน ดังรายละเอียดจะมอบให้กับท่านประธาน🔗
เรื่องที่ ๒ ผมได้รับหนังสือจากนายสมนึก พันธ์แก่น ผู้อำนวยการโรงเรียน อนุบาลไพรบึง ให้ติดตามอาคารเรียน ๒๑๖ ล/๕๗ ซึ่งได้ดำเนินการตามขั้นตอนส่งมา เรียบร้อยแล้ว ซึ่งผมจะส่งเอกสารให้กับท่านประธาน🔗
เรื่องที่ ๓ ผมได้รับคำร้องจากนางยุวดี แสงใส สมาชิกองค์การบริหาร ส่วนตำบลบ้านโนนคำตื้อ ตำบลหนองหว้า ขอให้กรมทางหลวงชนบทได้ออกไปดำเนินการ แก้ไขสะพานข้ามห้วยสร้างเนื่องจากว่าเป็นสะพานเก่าและแคบ ดังรายละเอียดจะมอบให้ ท่านประธาน🔗
เรื่องที่ ๔ ผมได้รับคำร้องจาก นายสุรศักดิ์ อุ่นเรือน ผู้ใหญ่บ้านบ้านหนองงูเหลือม หมู่ที่ ๑๓ ว่าถนนที่อยู่ในความรับผิดชอบ ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษนั้น ขณะนี้ชำรุดเสียหายมากระหว่างเส้นทาง บ้านโนนจักจั่นมายังบ้านหนองงูเหลือม หมู่ที่ ๑๓ ระยะทาง ๔ กิโลเมตร🔗
เรื่องสุดท้าย พี่น้องอำเภอศรีรัตนะ อำเภอไพรบึง อำเภอพยุห์ และอำเภอ เบญจลักษ์ ได้รับความเดือดร้อนเกี่ยวกับไฟฟ้าขยายเขตเพื่อการเกษตร เนื่องจากว่า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคนั้นได้บอกว่าขาดเจ้าพนักงานออกไปสำรวจ ขาดงบประมาณ และ ที่สำคัญที่สุดก็คือเมื่องบประมาณมีแล้วบอกว่าขาดอุปกรณ์ไฟฟ้า จึงถือโอกาสนี้นำเรียน ท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาล แล้วจะส่งเอกสารให้กับทางท่านประธานส่งไปหน่วยงาน ที่รับผิดชอบ ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านผ่องศรี ตามด้วยท่านปดิพัทธ์ สันติภาดา ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพคะ ผ่องศรี แซ่จึง เขต ๘ จังหวัดศรีสะเกษ มีเรื่องนำเรียนความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ผ่านท่านไปยังรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ๓ เรื่องค่ะ🔗
เรื่องที่ ๑ เป็นความเดือดร้อนของแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ของ โรงพยาบาลอำเภอศิลาลาดซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่เกิดใหม่ เป็นน้องใหม่ ตั้งอยู่เหมือนกับจะอยู่ ในป่าค่ะ เป็นโรงพยาบาลขนาด ๓๐ เตียง มีเจ้าหน้าที่ แพทย์ พยาบาล ๙๐ คน แต่มีบ้านพัก เพียง ๔ หลัง และมีแฟลต ๑ หลัง ๒๔ ห้องเท่านั้นเอง โรงพยาบาลนี้เกิดใหม่แล้วก็ตั้งอยู่ ในป่าเป็นอำเภอที่อยู่ไกลเมือง ไกลปืนเที่ยง เจ้าหน้าที่มาจากที่อื่นเป็นส่วนใหญ่ แล้วที่สำคัญ ก็คือไม่มีบ้านให้เช่าค่ะ แม้จะมีบ้างแต่ว่าเวลาการเดินทางมาทำงานมาขึ้นเวรบ่ายนี่จะทำให้ ได้รับความลำบากแล้วก็ไม่ปลอดภัย เพราะฉะนั้นขอความกรุณาท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุขได้พิจารณาช่วยเหลือเพื่อเป็นกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้วยค่ะ🔗
เรื่องที่ ๒ ถนนสาย ๒๐๘๓ ระหว่างบ้านหัวช้าง อำเภอราษีไศล ช่วงบ้านโกทา ไปถึงบ้านหนองอึ่งเกิดอุบัติเหตุบ่อยมาก โดยเฉพาะทางแยกเข้าไปบ้านหัวขัวเสียหาย ทั้งทรัพย์สินชีวิตของพี่น้องประชาชน อุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยจนเป็นเรื่องที่น่าตกใจ ขอความกรุณา ไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้โปรดพิจารณาว่าควรจะขยายถนนนี้เป็น ๔ เลน (Lane) แล้วก็ติดไฟส่องสว่าง เพื่อลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้อง ประชาชนที่สัญจรไปมา เป็นถนนสายหลักค่ะ🔗
เรื่องที่ ๓ ถนนสายเดียวกันนะคะ ๒๐๘๓ ระหว่างอำเภอราษีไศลไปอำเภอ มหาชนะชัย ช่วงสะพานข้ามแม่น้ำมูลไปถึงสามแยกที่จะต่อไปยังอำเภอศิลาลาดเป็นถนน ที่อยู่ในเมือง มีโรงเรียนตั้งอยู่ ๒ โรง แล้วตามถนนมีร้านค้าเยอะแยะมากมาย ขรุขระ ชำรุด ทรุดโทรม ขอความกรุณาเหมือนเดิมค่ะไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้โปรด กรุณาช่วยเหลือซ่อมแซมเป็นการด่วนด้วย เพื่อรักษาชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านปดิพัทธ์ ตามด้วยท่านสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ปดิพัทธ์ สันติภาดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดพิษณุโลก เขต ๑ พรรคก้าวไกล ตอนนี้ปัญหาที่ชาวพิษณุโลกเจอมากเลยก็คือเรื่องของปัญหาสุนัขแล้วก็แมวจรจัด ซึ่งเป็น ปัญหาไม่ใช่แค่ของจังหวัดพิษณุโลกแต่ว่าทั่วประเทศไทย ปริมาณของสัตว์จรจัดที่สำรวจ ตอนนี้มีมากกว่า ๓ ล้านตัวต่อปี ๓ ล้านตัวต่อปีนี้ ตัวเมีย ๑ ตัว สามารถทำลูกได้ถึง ๑๐ ตัว ต่อปี เพราะฉะนั้นเรากำลังพูดถึงปริมาณที่ไม่มีจำกัดของสัตว์จรจัดกว่าหลายแสนตัวต่อปี ที่เกิดขึ้นใหม่ แต่ท่านประธานทราบไหมครับว่าศักยภาพในการทำหมันของกรมปศุสัตว์นั้น มีจำกัดมาก และบางปีทำไม่ถึง ๑๐๐,๐๐๐ ตัวต่อปีเท่านั้น รวมไปถึงยังเป็นภารกิจที่สับสน ซ้ำซ้อนและเกินศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำให้เป็นปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ แล้วก็มีปัญหาทั้งปริมาณของสัตว์จรจัดแล้วก็การควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าด้วยครับ ปัญหาเรื่องนี้ ทำไมผมต้องหารือเพราะว่ามันรุนแรงขึ้นเพราะว่าเศรษฐกิจของประเทศมันย่ำแย่ครับ ทำให้ ประชาชนไม่มีกำลังที่จะพาสัตว์ไปทำหมันที่คลินิกเอกชน รวมไปถึงการที่มีปริมาณสัตว์จรจัดมาก ในแต่ละครอบครัว ก็เลยมีการไปปล่อยที่ข้างทาที่ป่าอ้อย ที่ข้างถนนนะครับ เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ทำให้ปริมาณมันมีมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมไปถึงตอนนี้ท่านประธาน วัคซีน โรคพิษสุนัขบ้า ต้นทุนราคาเพิ่มขึ้น ๑ เท่าตัว เพราะว่าสายการผลิตเอาไปผลิตโควิด (COVID) กันหมด แล้วก็เป็นเรื่องของค่าเงินที่มันเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นตอนนี้งบประมาณของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่เพียงพอในการจัดซื้อวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้าแล้ว ผมอยากหารือ ให้กรมปศุสัตว์กระทรวงเกษตรเร่งประชุมแล้วก็หาวิธีอื่นครับ วิธีใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ ปลดล็อกท้องถิ่น ตอนนี้บางท้องถิ่นซื้อวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้ายังไม่กล้าไปฉีดแมวเลยนะครับ กลัว สตง. จับ รวมไปถึงการที่จะพิจารณาเพิ่มกำลังของสัตวแพทย์ประจำตำบล ข้อเสนอต่าง ๆ เหล่านี้ครับควรจะต้องนำมาหารือและมีมาตรการที่มีประสิทธิภาพเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ถ้าทำไม่ได้เดี๋ยวเชิญผมเข้าไปร่วมทำงานได้นะครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสิริพงศ์ ตามด้วยท่านไตรรงค์ ติธรรม ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขต ๑ พรรคภูมิใจไทย ผมมีเรื่องหารือท่านประธานทั้งสิ้น ๖ เรื่องดังนี้ครับ🔗
๑. ท่านประธานครับ ปีนี้ฝนตกชุกมาก เกษตรกรที่ตำบลบ่อแก้ว อำเภอวังหินได้ร้องเรียนมาเขาหว่านข้าว ๓ ครั้งแล้ว แต่ปรากฏว่า ข้าวก็ยังไม่เป็น ต้นทุนสูงมากครับจึงอยากขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กรุณา เพิ่มเงินสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพข้าวในรอบปีนี้ ขอให้เขาได้มากขึ้นด้วย เพื่อเป็นการบรรเทาทุกข์ของเขา🔗
๒. เรื่องเงินอุดหนุนเกษตรอินทรีย์ที่เกษตรกรทวงถามมาว่าตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ ปี ๒๕๖๑ ปี ๒๕๖๒ เขายังไม่ได้รับเงินเลย ขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ติดตามให้ด้วย🔗
๓. คลองอีสานเขียวจากตำบลบ่อแก้วไปตำบลซำ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ ตอนนี้ตื้นเขินขอให้หน่วยงานไม่ว่าจะเป็นกรมชลประทานหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในกรุณาเข้าไปดูแลด้วย🔗
๔. ขอความกรุณากรมชลประทานได้ทำการสำรวจออกแบบสร้างฝายชะลอน้ำ ห้วยแฮด บ้านเหล่าโนนตูม ตำบลทุ่ม อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ🔗
๕. ถนนจากวัดป่าบ้านหนองกิโลไปถึงวัดป่าหนองม่วง ระยะทาง ๑,๕๐๐ เมตร เป็นดินเหนียวหน้าฝนไม่สามารถสัญจรได้ อบจ. บอกว่าไม่เข้าหลักเกณฑ์ อบต.ก็ขาด ศักยภาพในการพัฒนา ขอให้กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นได้เข้าไปแก้ปัญหานี้ให้ด้วย🔗
และข้อสุดท้ายครับ ขอให้กรมทางหลวงได้กรุณาทบทวนปรับลดขนาดของ วงเวียนวงแหวนทางทิศเหนือของอำเภอเมือง ศรีสะเกษ เพราะตอนนี้ได้รับการร้องเรียน จากชาวบ้านจำนวนมากว่าการขยายเขตทางในครั้งนี้ จำเป็นที่จะต้องเวนคืนที่ของชาวบ้าน บ้านบางคนหายไปเป็นหลังเลย ขอให้กรมทางหลวงได้กรุณาทบทวนแบบด้วยครับขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านไตรรงค์ ตามด้วยท่านสุรชาติ ศรีบุศกร ครับ🔗
เรียนท่านท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายไตรรงค์ ติธรรม เขต ๒ จังหวัดบึงกาฬ พรรคเพื่อไทย วันนี้มีเรื่องหารือ ๒ เรื่องครับ🔗
เรื่องที่ ๑ เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๕ มีหนังสือร้องเรียนร้องทุกข์มาหาผม เรื่องขอความอนุเคราะห์ติดตามเงินเยียวยาเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู เรียนนายไตรรงค์ ติธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบึงกาฬ ซึ่งเป็นนางสาวอะไรผมจำชื่อเขาไม่ได้เป็นตัวแทน ที่มาร้องเรียนเรื่องนี้ในจังหวัดบึงกาฬ เพราะฉะนั้นผมจึงร้องเรียนต่อไปถึง ๒ ท่าน ท่านแรก คือนายกรัฐมนตรี ท่านที่ ๒ คือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านประภัตร โพธสุธน เรื่องเงินเยียวยาเพราะว่าตอนนี้ได้ผ่าน ครม. เรื่องงบกลางไปแล้วฉะนั้นทั้ง ๒ ท่าน รีบเอาเงินไปให้เขาเสีย เพราะว่าอย่างไรเขาทำเอกสารอะไรเรียบร้อยหมดแล้ว เนื่องจากว่า บางราย ๆ ละ ๕๐,๐๐๐ บาท ๖๐,๐๐๐ บาท ๗๐,๐๐๐ บาท ๘๐,๐๐๐ บาท รายละ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าบาทเป็นรายย่อยทั้งนั้นละครับ ฉะนั้นจึงฝากประธานไปยังทั้ง ๒ ท่านด้วย ให้รีบดำเนินการ🔗
เรื่องที่ ๒ นะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ ได้ประกาศว่าราคายางพารานี้จะต้องอิงกับราคาน้ำมัน ขณะนี้ราคาน้ำมันนั้นสูงขึ้นอย่างมากมาย แต่ราคายางสาละวันเตี้ยลง ๆ เรื่อย ๆ ยางก้อนท่านประธานก็รู้ เดี๋ยวนี้ราคายางก้นถ้วย ก็แค่ ๒๖ บาท ฉะนั้นฝากท่านด้วย สิ่งที่ท่านได้พูดไปแล้วท่านต้องทำให้ได้ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสุรชาติ ตามด้วยท่านอนุรักษ์ บุญศล นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุรชาติ ศรีบุศกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิจิตร เขต ๓ พรรคพลังประชารัฐ ขอหารือท่านประธานสภาผ่านไปยังสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ขอภาพด้วยครับ🔗
เนื่องด้วยโรงพยาบาลบึงนาราง ซึ่งตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ ๒ ตำบลบึงนาราง อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร เป็นโรงพยาบาลประเภทเอฟ ๓ (F3) หรือโรงพยาบาลขนาดเล็ก สร้างเมื่อปี ๒๕๕๖ ปัจจุบันมีบุคลากรรวม ๗๖ คนโรงพยาบาล บึงนารางแห่งนี้ไม่มีอาคารอุบัติเหตุและไม่มีอาคารผู้ป่วยใน ภารกิจหลักคือโรงพยาบาลทั่วไป รักษาโรคทั่วไป และโรคอุบัติเหตุในยามที่มีผู้ป่วยมารักษาตัวเมื่อแพทย์วินิจฉัยให้นอน โรงพยาบาลครั้งใด ทางโรงพยาบาลก็ต้องรีเฟอร์ (Refer) หรือส่งต่อผู้ป่วยไปรักษาต่อยัง โรงพยาบาลอื่น โดยมียอด ๕ ปีย้อนหลัง ตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ ถึงเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๕ การส่งต่อ ผู้ป่วยไปรักษาตามโรงพยาบาลอื่น ๆ มีมากถึง ๑๘,๐๔๕ รายและการเข้ามารักษาการให้รับ การบริการของโรงพยาบาลบึงนารางแห่งนี้ใน ๕ ปีย้อนหลังเช่นกัน มีมากถึง ๒๓๐,๔๑๐ ราย ทางด้านภาคส่วนของพื้นที่ชุมชนก็ได้พยายามสร้างแนวทางความร่วมมือในการทอดผ้าป่า สามัคคี แต่ทั้งหมดทั้งมวลงบประมาณก็ไม่เพียงพอทางโรงพยาบาลจึงขอความอนุเคราะห์ ไปยังสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้โปรดอนุมัติงบประมาณในการก่อสร้างอาคาร บริการสุขภาพ หรืออาคารผู้ป่วยในจำนวน ๓๐ เตียงในปีงบประมาณ ๒๕๖๗ ทั้งนี้เพื่อการดูแล รักษาชีวิตให้กับผู้ป่วยและผู้ประสบอุบัติภัยในรูปแบบต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงเรียนมาด้วยความเคารพครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านอนุรักษ์ ตามด้วยท่านวัชระ ยาวอหะซัน เชิญครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ขออนุญาต กราบเรียนหารือท่านประธานผ่านไปถึงท่านประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมชลประทาน และ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง🔗
เรื่องขอให้ก่อสร้างฝายชะลอน้ำกั้น แม่น้ำสงคราม ช่วงบ้านดอนเจริญ ตำบลโพนสูง อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ดิฉัน ได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายธนกร พรรื่นเริง นายก อบต. ตำบลโพนสูง อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร และนายอัครฉัตร ขันธะมูล นายก อบต. ดงเย็น ตำบลดงเย็น อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี เรา ๒ ตำบล ๒ อำเภอ ๒ จังหวัดค่ะ ท่านประธานคะกับพี่น้องประชาชน ลงสำรวจพื้นที่แม่น้ำสงครามฝั่งบ้านดอนเชียงยืน บ้านดอนเจริญ ตำบลโพนสูง เพื่อต้องการ ให้ชาวไร่ชาวนาในบริเวณนั้นได้ใช้น้ำเพื่อการเกษตร เช่นบริเวณฝายเก่า สักครู่นี้ค่ะฝายเก่า ที่ยืนอยู่บนฝายค่ะ บ้านดอนเจริญ ตำบลโพนสูง ฝายชะลอน้ำตัวนี้ ท่านประธานหลังนี้นั้น สร้างมานานกว่า ๔๐ ปีแล้วค่ะ ไม่ทันยุคทันสมัย ไม่ทราบว่าโครงสร้างพื้นฐานข้างล่างนี้ จะใช้ได้นานอีกสักเท่าไร และไม่สามารถเก็บกักน้ำได้จำนวนมาก จึงอยากจะให้สร้างใหม่เลย แล้วก็มีฝายชะลอน้ำกั้นแม่น้ำสงครามบริเวณห้วยสันจอดไหลตกด้วยค่ะ แล้วก็ปักฟาก ทั้งสองฝั่งแม่น้ำสงคราม ดิฉันและ ส.ส. อาภรณ์ สาราคำ ได้ลงพื้นที่ในอำเภอสว่างแดนดิน มีฝายชะลอน้ำมีน้ำในหน้าแล้งบ้างเพื่อสร้างเศรษฐกิจชุมชนค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านวัชระ ตามด้วยท่าน จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วัชระ ยาวอหะซัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดนราธิวาส กระผมขอหารือ เรื่องความเดือดร้อน ๒ เรื่อง ๒ อำเภอครับท่านประธาน🔗
เรื่องแรก นายรัศมินทร์ นิติธรรม ผู้ใหญ่บ้านบ้านกาเด็ง หมู่ที่ ๗ ตำบลละหาร อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส ร้องเรียนถนนทางหลวงสาย หมายเลข ๔๓๐๐ ถนนรามโกมุท น้ำท่วมขังตลอดทั้งปี แล้วก็เป็นถนนเชื่อมระหว่างเทศบาลตำบลยี่งอด้วย แล้วก็เป็นเส้นทางหลัก ของอำเภอระแงะ อำเภอรือเซาะ อำเภอศรีสาคร ในการที่จะเดินทางเข้ามาตัวเมืองได้รับ ความเดือดร้อนเป็นอย่างมากครับ ฝากด้วยนะครับท่าน🔗
เรื่องที่ ๒ ได้รับร้องเรียนจากนายประเสริฐ แซ่ฮ่อ นายกเทศบาลตำบล ตันหยงมัส ว่าถนนสายหลักหมายเลข ๔๐๕๕ ถนนระแงะมรรคา เป็นถนนหลักของ ชาวเทศบาลตันหยงมัส เป็นทางเชื่อมไปสถานีรถไฟตันหยงมัสด้วย เป็นเส้นทางหลักของ ชาวอำเภอจะแนะเข้ามาตัวเมืองนราธิวาสด้วยครับ แล้วก็น้ำท่วมขังสูงประมาณ ๔๐ เซนติเมตร ช่วงนี้ฝนตกหนักมากเกือบจะทุกวัน อย่างไรก็แล้วแต่อยากจะให้ทางหลวงรับผิดชอบด้วย ชาวบ้านเดือดร้อนประสบอุบัติเหตุตลอดเกือบทุกอาทิตย์ อย่างไรก็ฝากให้ท่านประธาน ผ่านไปยังหน่วยงานรับผิดชอบด้วย ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านจิรัฏฐ์ ตามด้วยท่านประมวล พงศ์ถาวราเดช ครับ🔗
ขอบคุณท่านประธาน ผม จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ด้วยความที่ สะพานลอยที่ตำบลบางวัว อำเภอบางปะกง ที่มีอายุการใช้งานมามากกว่า ๓๐ ปีแล้วนี่ ประชาชนจำเป็นจะต้องใช้ข้ามไปขึ้นรถโดยสารฝั่งตรงข้ามวันละจำนวนมากก็เกิดอุบัติเหตุ มีรถมาชนทำให้เกิดความเสียหาย แล้วก็อยู่ในระหว่างการซ่อม ระยะนี้ประชาชนก็คือใช้ชีวิต กันยากลำบากจำเป็นที่จะต้องนั่งวินมอเตอร์ไซค์เพื่อไปข้ามถนนอีกสะพานหนึ่งที่อยู่ใกล้ ๆ เพราะฉะนั้นเพื่อที่จะไม่เป็นการเพิ่มภาระให้ประชาชนไปมากกว่านี้ ก็เลยอยากจะให้ กรมทางหลวงพิจารณาที่จะเร่งรัดการซ่อมสะพานลอยหน้าวัดบางวัว ตำบลบางวัว อำเภอบางปะ กง จังหวัดฉะเชิงเทรา ให้เสร็จเร็วกว่าที่กำหนดไว้จะดีมากเลยนะครับ เพราะว่าไม่จำเป็นต้อง ใช้เวลานานหลายเดือนขนาดนั้น🔗
เรื่องที่ ๒ ขอปรับระดับความลาดเอียงพื้นผิวถนนบริเวณถนนยูเทิร์น (U turn) ใต้ทางด่วนกรุงเทพ-ชลบุรี สายใหม่ กิโลเมตรที่ ๕๓ บวก ๓๐๐ ได้รับแจ้งมาจากประชาชน ในพื้นที่ที่จำเป็นจะต้องใช้เส้นทางยูเทิร์น (U turn) นี้ทุกวัน แล้วก็เป็นถนนที่ลาดเอียง แล้วมอเตอร์ไซค์จะสัญจรลำบากมากเลยครับ แล้วก็เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ก็ขอให้พิจารณา ปรับระดับความลาดเอียงของผิวถนนที่อยู่ใต้บริเวณทางยูเทิร์น (U turn) นะครับ ก็ฝากไปยัง แขวงทางหลวงชลบุรีนะครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านประมวล ตามด้วยท่านนพพล เหลืองทองนารา นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ประมวล พงศ์ถาวราเดช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พรรคประชาธิปัตย์ สืบเนื่องจาก ๒ ๓ เดือนที่ผ่านมา ผลผลิตมะพร้าวเพิ่มมากขึ้น และประสบกับมีผลผลิตทางผลไม้ไม่ว่าทุเรียน มังคุด ได้ออกสู่ตลาดทำให้ราคามะพร้าวตกต่ำ ลงเหลือลูกละประมาณ ๗-๘ บาท ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการค้าต่างประเทศ กรมการค้าภายใน กรมศุลกากร และหน่วยงานต่าง ๆ ได้ดำเนินการแก้ปัญหาตามที่กระผม ได้หาหรือมาก่อนหน้านี้โดยตลอด ณ ปัจจุบันสต็อก (Stock) ที่อยู่ในล้งตามบ้านเกษตรกร ยังมีอยู่จำนวนมากจึงทำให้ราคามะพร้าวขยับขึ้นได้น้อยมาก จึงขอให้หน่วยงานดังกล่าว ข้างต้นได้เข้มงวดการนำเข้าและการลักลอบนำเข้าอย่างเคร่งครัดต่อไปเพื่อให้สต็อก (Stock) ในล้งตามบ้านของเกษตรกรได้มีจำนวนมะพร้าวลดน้อยลงจะทำให้ราคามะพร้าวเพิ่มสูงขึ้น ตามลำดับ จึงเรียนมายังท่านประธานสภาไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ปฏิบัติอย่างเข้มงวด ต่อไป เพื่อให้ราคามะพร้าวเพิ่มสูงขึ้นลูกละประมาณ ๑๕ บาท เพื่อให้พี่น้องเกษตรกร ชาวสวนมะพร้าวมีรายได้เพียงพอต่อการครองชีพต่อไป และขอให้กรมส่งเสริมการเกษตร และสหกรณ์ และกรมวิชาการเข้าไปแก้ปัญหาแมลงศัตรูมะพร้าว อย่างเช่น แมลงดำหนาม หนอนหัวดำ ซึ่งในเขตจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกมะพร้าวมากที่สุดในประเทศ ได้ผลกระทบอย่างรุนแรง จึงเรียนมาเพื่อให้ดำเนินการปัญหาดังกล่าวเพื่อให้พี่น้องเกษตรกร ชาวสวนมะพร้าวได้มีรายได้เพียงพอต่อการครองชีพ ขอบคุณท่านประธานสภาครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านนพพล ตามด้วยนางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผม นพพล เหลืองทองนารา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพิษณุโลก พรรคเพื่อไทย คนพรหมพิรามครับ ท่านครับวันนี้ผมเองจะมาขออาศัย เมตตาของท่านให้บอกกล่าวไปถึงกรมชลประทานเพราะขณะนี้ใกล้ฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว แล้วก็ ผลผลิตข้าวของพี่น้องเกษตรกรในอำเภอพรหมพิรามแล้วก็ในอำเภอเมือง ก็กำลังออกรวง เต็มที่นะครับ ก็จะเก็บเกี่ยวได้แล้ว แต่ว่าตอนนี้มีน้ำหลากลงมา แต่ว่าน้ำยังพอพร่องออกไปได้ เพราะฉะนั้นผมเองอยากจะกราบเรียนขอให้ท่านได้ช่วยบอกทางกรมชลประทานไปทาง โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานเรศวรให้รีบพร่องน้ำออกจากทุ่งสารลงสู่ลำน้ำแควน้อย โดยผ่านฝายมะขามสูงโดยไม่ชักช้าเพราะว่าช้ากว่านี้แล้วผลผลิตข้าวก็จะเสียหายนะครับ เพราะเมื่อมันเริ่มท้องข้าวแล้ว🔗
ประการที่ ๒ ความหวังหนึ่งที่พี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศนี้รอคอย นั่นก็คือ ค่าเก็บเกี่ยว ผมเองในการประชุมอภิปรายในเรื่องของงบประมาณก็ได้พูดเรื่องนี้หลายครั้ง ครับท่านครับ ๑,๐๐๐ บาท ๒๐ ไร่ ค่าเก็บเกี่ยวหรือค่าพัฒนาคุณภาพข้าวเป็นความหวังของ พี่น้องเกษตรกรนะครับ ผมแล้วก็พรรคเพื่อไทยขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลไม่ว่าพรรคไหน จะเป็นเจ้าของนโยบายหรือใครก็ตามที่เป็นคนอนุมัติก็ตาม สุดท้ายก็ขอให้เห็นแก่พี่น้อง เกษตรกรนะครับ ในส่วน ๓,๕๐๐ นั้นที่ว่าไร่ละ ๗๐๐ บาท ไม่เกิน ๕ ไร่ โดยผ่านกรมการข้าว แต่ว่าไม่ผ่านศูนย์ข้าวชุมชนแล้วนี้นะครับ ผมเองก็ต้องขอบพระคุณกรรมาธิการงบประมาณ ทุกท่านที่ได้ช่วยกันเพื่อพี่น้องเกษตรกรแต่ว่ามันไม่พอเพียงล่ะครับ เพราะวันนี้ราคาข้าวก็ยัง ตกต่ำอยู่ส่วนราคาปุ๋ยแม้ว่าจะลงมานี้แต่ก็ยังลงมาอยู่ในอัตราที่น้อยมากนะครับ ยังไม่คุ้ม ก็ขอเงิน ๒๐,๐๐๐ ให้กับพี่น้องเกษตรกรในค่าเก็บเกี่ยว ขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณพัชรินทร์ครับ ตามด้วยท่านประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ นะครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒ กรุงเทพมหานคร ปทุมวัน บางรัก สาทร พรรคพลังประชารัฐค่ะ วันนี้ดิฉันมีเรื่องหารือท่านประธาน ๒ เรื่องด้วยกันนะคะ🔗
เรื่องแรก เป็นการเฝ้าระวังจุดเสี่ยงริมแม่น้ำเจ้าพระยากรุงเทพมหานคร เนื่องจากขณะนี้มีปริมาณน้ำฝนที่มากกว่าทุก ๆ ปีและในทางภาคเหนือ ภาคอีสาน ก็มี การประสบอุทกภัยจากปริมาณน้ำฝนที่มากกว่าปกติทำให้ปริมาณน้ำจากตอนบนของ ประเทศไหลลงมาที่ภาคกลางและกรุงเทพมหานคร ดิฉันจึงอยากขอหารือท่านประธาน ผ่านไปยังกรุงเทพมหานครได้เตรียมความพร้อมเฝ้าระวังจุดเสี่ยงริมแม่น้ำเจ้าพระยาไม่ว่า จะเป็นการเร่งซ่อมแซมรอยรั่วตามแนวเขื่อนของกรุงเทพมหานคร รอยรั่วตามเขื่อน ของเอกชนและจุดที่ยังไม่มีเขื่อนถาวรค่ะ ในขณะเดียวกันก็ขอให้ทางกรุงเทพมหานคร ได้เร่งประสานกับกรมราชทัณฑ์ในการที่จะเร่งดำเนินการลอกท่อในพื้นที่ที่เป็นจุดเสี่ยงก่อน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำให้ดียิ่งขึ้น🔗
เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องของเครื่องออกกำลังกายบริเวณสวนเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา เขตสาทร เนื่องจากว่าบริเวณสวนนี้มีเครื่องออกกำลังกายที่ชำรุดทรุดโทรม อยู่จำนวนมาก แล้วทางกรรมการชุมชนก็ได้ประสานไปยังสำนักงานเขตแล้ว สำนักงานเขต ได้มีการนำเครื่องออกกำลังกายออกไปทั้งหมด ทั้งตัวเครื่องออกกำลังกายที่ชำรุดและ เครื่องออกกำลังกายที่ใช้การได้ดีอยู่ แล้วก็ยังไม่มีการนำมาติดตั้งกลับคืนให้ ดิฉันจึงอยากขอ หารือท่านประธานผ่านไปยังกรุงเทพมหานครได้ซ่อมแซมแล้วก็ติดตั้งเครื่องออกกำลังกาย ให้กับพี่น้องประชาชนที่มาใช้สวนสาธารณะแห่งนี้ด้วยค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านประเดิมชัยครับ ตามด้วยท่านนริศ ขำนุรักษ์ นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต ๕ ดินแดง ห้วยขวาง พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตนำเรียนท่านประธาน หารือไปถึงหน่วยงาน ๓ เรื่องนะครับ🔗
เรื่องที่ ๑ ขอให้ทางการเคหะแห่งชาติ สังกัดกระทรวงพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์ได้จัดพื้นที่บริเวณหน้าแฟลต ๕๓ ตรงถนนประชาสงเคราะห์ ในส่วนของ การเคหะดินแดง ๒ ได้เป็นสถานที่ในการจอดรถจักรยานยนต์เพื่อรองรับตลาดที่มีอยู่ในบริเวณ พื้นที่แฟลต ๕๑-๕๓🔗
เรื่องที่ ๒ ขอให้กรุงเทพมหานครได้มีการก่อสร้างประตูระบายน้ำ และติดตั้ง ในส่วนของปั๊มน้ำตรงบริเวณปลายคลองห้วยขวางตัดคลองชวดใหญ่ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหา น้ำท่วมในพื้นที่เขตห้วยขวางและพื้นที่เขตดินแดงนะครับ🔗
เรื่องที่ ๓ ขอให้ทางการเคหะแห่งชาติได้ทบทวนมาตรการในการขึ้นค่าเช่า แผงค้าสำหรับผู้ที่ทำมาค้าขายในพื้นที่ของการเคหะแห่งชาติทั้งหมดนะครับ ไม่ว่าจะเป็น ตลาดห้วยขวาง ไม่ว่าจะเป็นตลาดกลางดินแดง หรือว่าตลาดอื่น ๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบ ของการเคหะแห่งชาตินะครับ แล้วก็ขอให้ได้เร่งให้มีการต่อสัญญากับผู้ค้าว่าตอนนี้ผู้ค้า เริ่มไม่มั่นใจ เพราะว่าทางการเคหะแห่งชาติเองมีนโยบายในการที่จะให้บริษัทลูก ซึ่งเป็น ปัญหาอยู่ในขณะนี้ ก็คือในส่วนของบริษัทที่เรียกว่าบริษัทแซมโก้เข้ามาเป็นคนกลาง ในการบริหารจัดการ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็อยากขอให้ท่านประธานได้เร่งส่งหนังสือไปถึง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง ๓ หน่วยงาน กราบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านนริศ ตามด้วยท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม นะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม นริศ ขำนุรักษ์ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตหารือท่านประธาน🔗
เรื่องที่ ๑ ขอให้กระทรวงการคลังโดยกรมธนารักษ์เร่งการอนุญาตให้จังหวัด พัทลุงใช้ที่ดินแปลงเรือนจำเก่า ซึ่งกระผมได้ร้องขอให้ย้ายออกไปอยู่นอกเมือง และได้รับ การอนุมัติในสมัยรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อที่จะใช้ที่ดินแปลงเก่านี้ใช้เป็นลานคนเมือง ไว้สำหรับคนพัทลุงทำกิจกรรม ไว้ทำพิพิธภัณฑ์ประจำเมืองพัทลุง เพื่อเก็บรวบรวมสิ่งมีค่า ในประวัติศาสตร์ทางสังคมและทางธรรมชาติ ซึ่งเป็นมรดกที่สำคัญ ประชาชนพัทลุงเห็นด้วย และกรมโยธาธิการ กระทรวงมหาดไทย ได้ออกแบบไว้แล้วส่วนหนึ่ง🔗
เรื่องที่ ๒ ขอให้กระทรวงมหาดไทยและผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุงตั้งคณะทำงานขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรและระบบจราจรในตัวเมืองจังหวัดพัทลุง เพราะขณะนี้ติดขัดมาก โดยเฉพาะเส้นทางเข้าสู่โรงพยาบาล แล้วก็ให้ศึกษาไปจนถึงการย้ายส่วนราชการ โรงเรียน สถานศึกษาออกนอกเมืองในบางส่วนราชการและบางโรงเรียน🔗
เรื่องที่ ๓ ขอให้กระทรวงสาธารณสุขจัดหาอุปกรณ์ เครื่องมือให้พร้อม ในตึกอุบัติเหตุ ที่ผมร้องขอในวันที่เป็น ส.ส. ใหม่ ๆ ขณะนี้ได้รับการอนุมัติแล้ว แต่ผมหวั่นว่า เครื่องมืออุปกรณ์จะไม่สมบูรณ์มากนักนะครับ เพราะว่าการที่จะเป็นเมืองท่องเที่ยว ตึกอุบัติเหตุต้องมีระบบที่มีความพร้อม จังหวัดพัทลุงแม้จะเป็นจังหวัดเล็ก ๆ ครับ แต่ว่า มีสถิติอุบัติเหตุสูงมาก🔗
เรื่องสุดท้าย ขอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสั่งการให้ ทสจ. จังหวัดพัทลุงเร่งรัดการปลูกต้นไม้ในจังหวัดพัทลุง ไม่ว่าเป็นปลูกป่าอนุรักษ์ ป่าสงวน ที่สาธารณะ ถนน เพราะการปลูกป่าให้มากจะทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และเป็นเศรษฐกิจ ที่ดีของประเทศด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านอุบลศักดิ์ครับ ตามด้วยท่านกรุงศรีวิไล สุทินเผือก นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ผมขอหารือท่านประธานเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้อง ประชาชนชาวจังหวัดลพบุรีและสระบุรี🔗
ประเด็นที่ ๑ เรื่องไฟฟ้าสาธารณะถนนลพบุรี-วังม่วง ระหว่างหน้าว่าการ อำเภอพัฒนานิคมถึงหน้าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ไม่มีไฟฟ้าติดเลยแม้แต่ดวงเดียว ยกเว้น ของชาวบ้าน อยากให้หน่วยงานที่รับผิดชอบให้ช่วยดำเนินการติดไฟสาธารณะเป็นการด่วน เพราะเป็นที่สัญจรไปมาในการท่องเที่ยว🔗
ประการที่ ๒ เรื่องปัญหาแบริเออร์ (Barrier) ทางหลวงสาย ๒๐๕ ถนนสุรนารายณ์ ระหว่างตำบลห้วยโป่ง วังขอนกว้าง โคกสำโรง คลองเกตุ เพนียด วังเพลิงถึงวังม่วง ปรากฏว่า เป็นที่กีดขวาง กีดกั้นตามที่ส่วนราชการได้ไปดำเนินการ แต่ปรากฏว่าเมื่อมีฝนตกน้ำท่วม ไหลเข้าสู่ตลาดโคกสำโรง ทำให้พี่น้องประชาชนในเขตโคกสำโรงได้รับผลกระทบเดือดร้อน ทั้งธุรกิจ บ้านเรือนจมครับ🔗
ส่วนประการที่ ๓ นั้นท่าน ส.ส. องอาจ วงษ์ประยูร ส.ส. สระบุรีได้ฝากมาถึง หน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำเภอบ้านหมอเช่นเดียวกันที่ทำแบริเออร์ (Barrier) กั้นถนนระหว่างพุทธบาท-บ้านหมอ ซึ่งปรากฏว่าเกิดอุบัติเหตุตลอดเวลาทุกอาทิตย์ ได้รับความเดือดร้อนถึงชีวิตและทรัพย์สินทั้งเขตโคกสำโรงและเขตพระพุทธบาท ปรากฏว่า อุบัติเหตุ ประชาชนเขาไม่ต้องการแบริเออร์ (Barrier) เพราะทำให้การสัญจรไปมาสายตา ประชาชนที่ขับรถไปมานั้นมองไม่ค่อยเห็น ผวา ทำให้เกิดอุบัติเหตุ ขอบคุณท่านประธาน อย่างสูงครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านกรุงศรีวิไลครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพอย่างสูง ผม กรุงศรีวิไล พรรคพลังประชารัฐ เขต ๕ อำเภอบางบ่อ อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ ตามที่กระผมได้หารือเรื่องสะพานไม้ข้ามคลองที่อยู่ในสภาพเสี่ยงอันตราย ใช้งานไม่ได้ของจังหวัดสมุทรปราการประกอบด้วยสะพานคลองพระยานาคราช คลองไทรโยค คลองช้างตาย และสะพานไม้ข้ามคลองอ้อมซึ่งอยู่ใกล้คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต ผมได้รับ หนังสือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าอยู่ในความรับผิดชอบประกอบด้วยกระทรวงมหาดไทย และกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคมแจ้งว่าจะเข้าไปดำเนินการสำรวจออกแบบประมาณ ราคาก่อสร้างให้แก่องค์การปกครองท้องถิ่นนำไปประกอบขอสนับสนุนการงบประมาณ ซึ่งกระผมเห็นว่าการให้คำตอบเช่นนี้ไม่มีความชัดเจนจะเข้าไปดำเนินการเมื่อใด ประชาชน จะมีสะพานข้ามคลองที่มีสภาพแข็งแรงได้อย่างไร ปัจจุบันประชาชนเขตจังหวัดสมุทรปราการ ก็ได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากนี้กระผมขอประชาสัมพันธ์เชิญชวน พี่น้องเสียหน่อยว่านักท่องเที่ยว ประชาชนทั่วไปในจังหวัดใกล้เคียงหรือว่าที่อื่นให้มาเยี่ยมชม หอชมเมืองของจังหวัดสมุทรปราการได้แล้วนะครับ เปิดให้ชมฟรีถึงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๕ ด้านในจะมีจัดนิทรรศการร้อยเป็นเรื่องเมืองปากน้ำ พร้อมจุดชมวิวเมืองปากน้ำ ๓๖๐ องศา ซึ่งบรรยากาศด้านในและทิวทัศน์ของจังหวัดสมุทรปราการมีความสวยงาม จึงอยากจะเชิญชวน ให้มาเยี่ยมชมและชมสินค้าพื้นบ้าน คนสมุทรปราการมีน้ำใจครับ รักทุกคนที่ไปเยือน คิดถึง ทุกคนที่ไปหาครับ และสาว ๆ สวย ๆ ทั้งนั้นท่านประธานครับ เชิญครับ ขอบคุณครับ🔗
เดี๋ยวจะไปเยี่ยม สักวันครับ ท่านสมาชิกครับ เปิดโอกาสให้ท่านสมาชิกเราได้หารือครบทุกท่านแล้วครับ ผมขอพัก ๕ นาทีนะครับ🔗
พักการประชุมเวลา ๑๐.๓๙ นาฬิกา🔗
เริ่มประชุมต่อเวลา ๐๙.๔๒ นาฬิกา🔗
เรียน ท่านสมาชิกขณะนี้ได้มีสมาชิกลงชื่อมาประชุมจำนวน ๒๖๐ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้วนะครับ ผมขอเปิดการประชุมและดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระนะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม🔗
๒.๑ รับทราบเรื่อง วุฒิสภาได้ลงมติให้ขยายเวลาการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ การเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ออกไปเป็นกรณีพิเศษอีก ๓๐ วัน🔗
ด้วยประธานวุฒิสภาได้มีหนังสือแจ้งว่าในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๒๒ สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ ๑ วันอังคารที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๖๕ ที่ประชุมได้ลงมติให้ขยาย เวลาการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ออกไป เป็นกรณีพิเศษอีก ๓๐ วันนับแต่วันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๖๕ จึงขอแจ้งให้ที่ประชุมได้ทราบนะครับ🔗
ต่อไปนะครับ🔗
๒.๒ รับทราบเรื่อง วุฒิสภาได้ลงมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติป้องกันและ ปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบแล้ว🔗
ด้วยประธานวุฒิสภาได้มีหนังสือแจ้งว่าในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๒๒ สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ ๑ วันอังคารที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๖๕ ที่ประชุมได้ลงมติเห็นชอบด้วยกับ สภาผู้แทนราษฎร ในร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... จึงขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบนะครับ🔗
ต่อไป เป็นเรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ซึ่งไม่ปรากฏในระเบียบวาระคือ🔗
๒.๓ รับทราบเรื่อง การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง🔗
ตามที่ประธานรัฐสภาได้ส่งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่รัฐสภาพิจารณาไม่แล้วเสร็จทัน ตามกำหนดเวลาภายใน ๑๘๐ วัน คือครบกำหนดในวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๕ ซึ่งมาตรา ๑๓๑ (๑) ของรัฐธรรมนูญ ให้ถือว่ารัฐสภาให้ความเห็นชอบตามร่างที่เสนอ ตามมาตรา ๑๓๑ ไปยัง คณะกรรมการการเลือกตั้งตามมาตรา ๑๓๒ (๒) ของรัฐธรรมนูญซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้มีหนังสือแจ้งว่าไม่มีข้อทักท้วงต่อร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว แต่อย่างใด ทั้งนี้ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อ ๑๐๔ กำหนดให้ร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบและได้ดำเนินการตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๒ ก่อนส่งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการตาม มาตรา ๘๑ ของรัฐธรรมนูญให้ประธานรัฐสภาชะลอไว้ ๓ วันเพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภา จำนวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ ของจำนวนสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดเท่าที่อยู่ของทั้ง ๒ สภา และเสนอ ความเห็นต่อประธานรัฐสภาว่าร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวมีข้อความขัด หรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือตราไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและให้ประธานรัฐสภา ส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยซึ่งจะครบกำหนดระยะเวลาที่ชะลอไว้ ๓ วัน ในวันศุกร์ที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๖๕ ดังนั้นจึงขอแจ้งกรณีดังกล่าวตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๔ ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นสมาชิกรัฐสภาได้ทราบนะครับ จึงขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบ🔗
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี🔗
ต่อไปเป็นการพิจารณาเรื่องที่ที่ประชุมเห็นชอบให้เลื่อนขึ้นมาพิจารณาก่อน เนื่องจากในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๔ ครั้งที่ ๑๙ สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ ๑ (เป็นพิเศษ) วันอังคารที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๖๕ ที่ประชุมได้มีมติให้เปลี่ยนระเบียบวาระ ตามข้อบังคับ ข้อ ๕๔ (๒) และข้อ ๕๔ (๕) โดยขอนำระเบียบวาระเรื่องด่วนที่ ๙ และ ระเบียบวาระเรื่องด่วนที่ ๖ ขึ้นมาพิจารณาตามลำดับก่อนระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วผมขอดำเนินการตามนี้นะครับ🔗
เรื่องด่วน🔗
๙. พิจารณากรณีวุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. ....🔗
ด้วยประธาน วุฒิสภาได้มีหนังสือแจ้งว่าในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๒๑ สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง วันอังคารที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๖๕ ที่ประชุมได้พิจารณาและลงมติให้แก้ไขเพิ่มเติม ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. .... และให้ส่งร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมายังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๓๗ (๓) ทั้งนี้ในการพิจารณาตามมาตรา ๑๓๗ (๓) ของรัฐธรรมนูญถ้าสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมให้ถือว่าร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาแล้ว และให้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๘๑ แต่ถ้าสภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นชอบด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมให้แต่ละสภาตั้งบุคคลซึ่งเป็น หรือมิได้เป็นสมาชิกแห่งสภานั้น ๆ มีจำนวนเท่ากันตามที่สภาผู้แทนราษฎรกำหนดประกอบ เป็นคณะกรรมาธิการร่วมกันเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้และให้รายงานและเสนอ ร่างพระราชบัญญัติที่ได้ร่วมกันพิจารณาแล้ว ถ้าสภาทั้งสองให้ความเห็นชอบให้ดำเนินการ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๑ แต่ถ้าสภาใดสภาหนึ่งไม่เห็นชอบด้วยไม่ว่าอีกสภาหนึ่งจะได้ พิจารณาร่างข้อบัญญัติฉบับนี้แล้วหรือไม่ ให้ยับยั้งร่างพระราชบัญญัติไว้ก่อนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๗ วรรคสาม ท่านสมาชิกท่านใดจะอภิปรายไหมครับ เดี๋ยวนะครับตอนนี้ก็มีการเสนอ รายชื่อมาแล้วเชิญครับ เชิญท่านชวลิตครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์🔗
ท่านชวลิต ต้องขออภัยนิดหนึ่งครับ พอดีการแจ้งชื่อผู้ที่จะอภิปรายเรียงตามลำดับไว้แล้ว ท่านชวลิต ก็มีชื่อเป็นอันดับที่ ๓ นะครับ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตท่านก่อนนะครับ ขอท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ตามด้วยพลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แล้วก็ท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ ท่านเป็น อันดับที่ ๓ นะครับ แล้วตามด้วยท่านอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ เชิญท่านณัฐวุฒิก่อนครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทอง ก่อนอื่นต้องขอประทานโทษท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ ซึ่งท่านเป็นหนึ่ง ในคนสำคัญที่มีส่วนในการผลักดันกฎหมายฉบับนี้ เนื่องจากว่าผมเองต้องขอประทานโทษ จริง ๆ ที่ได้มาลงลำดับไว้ในลำดับที่ ๑ ครับ ท่านประธานครับ ในร่างพระราชบัญญัติป้องกัน และปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. .... ซึ่งวุฒิสภาได้รับจาก สภาแห่งนี้ไป แล้วมีการบรรจุวาระตั้งแต่วันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ และท้ายที่สุดมีการผ่าน ลงมติเมื่อวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๖๕ นั้น ถ้านับดูคร่าว ๆ ก็ถือว่าเป็นเวลา ๖ เดือนเต็มครับ ความจริงทางวุฒิสภาก็มีการขอขยายระยะเวลามาที่สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้หลายครั้ง จนพวกผมเองก็กริ่งเกรง หรือไม่มั่นใจว่าตกลงแล้ววุฒิสภาจะมีการผ่านกฎหมายฉบับนี้ หรือไม่ และหน้าตาเป็นอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการระบุว่า การกระทำใดเป็นความผิดฐานกระทำทรมานหรือการกระทำให้บุคคลสูญหายบ้าง แต่อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาจากร่างที่ผ่านการพิจารณาของวุฒิสภาผมเองมีทั้งหมด ๕ กรอบในการอภิปราย ที่ทั้งเป็นประเด็นข้อสังเกต แล้วก็เป็นประเด็นสอบถามด้วยกันครับ🔗
ในประการที่ ๑ สิ่งที่มีความสำคัญที่สุดในการจะระบุว่ากฎหมายฉบับนี้ เป็นกฎหมายที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอนุสัญญาว่าด้วย การต่อต้านการทรมาน และกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในระดับระหว่างประเทศหรือไม่ จำเป็นที่จะต้องดูที่นิยามครับ มีข่าวหนาหูมากครับ แล้วร่างที่ผ่านในกรรมาธิการในชั้น วุฒิสภาตอนแรกก็ไม่ได้มีการใส่คำว่า การกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์เข้าไป แต่ผมฟังการอภิปรายของวุฒิสภาในวันนั้นทั้งวันนะครับ กรรมาธิการ เสียงข้างน้อยและเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาก็เห็นว่าหากไม่มีนิยามหรือคำนี้เข้าไปปุ๊บกฎหมายฉบับนี้ จะกลายเป็นกฎหมายที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ไม่เกิดประโยชน์ต่อการป้องกัน และปราบปรามการกระทำให้สูญหาย และการกระทำให้ทรมานต่อบุคคลใด ๆ ต่าง ๆ ในท้ายที่สุดไม่ได้มีการตัดคำ ๆ นี้ ฉะนั้น ณ ขณะนี้ต้องถือว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกระทำ ป้องกันการปราบปรามทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายนั้นครอบคลุมนิยาม ทั้งประเด็นเรื่องของการกระทำทรมาน เรื่องของการบังคับให้บุคคลสูญหาย และการกระทำ อื่นใดที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ นี่คือหลักการที่วุฒิสภาท่าน ได้ยืนยันนะครับ แล้วผมคิดว่าเป็นประเด็นสำคัญต่อการพิจารณาว่าสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ จะเห็นชอบตามที่วุฒิสภาแก้ไขหรือไม่ นั่นเป็นประการที่ ๑🔗
ประการที่ ๒ ประการนี้ผมจำเป็นต้องพิจารณาก็คือว่ากฎหมายฉบับนี้นั้น มีกระบวนการในการควบคุมต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐในการที่อาจจะไปกระทำการทรมาน หรือการกระทำให้บุคคลสูญหายอย่างไรบ้าง ผมก็คิดว่ามีประเด็นสำคัญอยู่ ๒ ส่วนด้วยกัน ส่วนที่ ๑ ก็คือหลักการรับฟังพยานหลักฐาน ในความเป็นจริงเป็นหลักการสากลทั่วไป ว่าพยานหลักฐานใด ๆ ที่ได้มาโดยมิชอบนั้นมิควรถูกอ้างอิงเป็นพยานหลักฐาน ทางวุฒิสภา ได้มีการตัดมาตรา ๓๐ ในกรณีของการรับฟังพยานหลักฐานที่ห้ามมิให้ศาลมีการรับฟัง ผมไม่มั่นใจว่าท่านมีการอภิปรายยืนยันกันแบบใด ประการใด แต่ท้ายที่สุดถึงแม้ไม่มีมาตรานี้อยู่ ก็ต้องกลับไป อ้างอิงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาครับว่าหลักฐานใด ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้มาโดยมิชอบนั้นจะไม่สามารถถูกเอามาอ้างเป็นพยานหลักฐาน ในศาลได้ ผมคิดว่านี่เป็นประเด็นที่ต้องยืนยันครับ ในขณะเดียวกันเฉกเช่นเดียวกับกรณีของ มาตรา ๑๒ ครับ มาตรา ๑๒ เป็นกรณีที่พยายามจะล็อกว่ากระบวนการควบคุมการดำเนินการ เจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นหากมีการกระทำจะต้องไม่มีกฎหมายใด ๆ ไปนิรโทษกรรม มาตรานี้ อาจจะไม่ถูกใช้จริงก็ได้ครับ แต่เป็นในเชิงป้องกันและเชิงป้องปรามว่าหากมีการกระทำแบบนั้น หรือแม้ในอนาคตอาจจะมีกฎหมายใด ๆ ออกมานิรโทษกรรมนั้นจะมิมีการใช้กับเจ้าหน้าที่ ของรัฐที่กระทำความผิดตามกฎหมายฉบับนี้ เสียดายว่าท่านตัดออก แต่ผมคิดว่าหลักการ โดยทั่วไปที่ยืนยันว่าจะต้องไม่มีการนิรโทษกรรม หรือมีอายุความที่ยาวนานนั้นยังมีอยู่ ในหลักการอื่น นั่นเป็นประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะสนับสนุนหรืออภิปรายประกอบครับ🔗
ประเด็นที่ ๓ ท่านประธานครับ ก็คือประเด็นเรื่องการดำเนินคดีครับ การดำเนินคดีการกระทำความผิดตามกฎหมายฉบับนี้นั้นวุฒิสภาท่านได้พิจารณาอยู่หลาย ข้อความด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของมาตรา ๓๒ มาตรา ๓๒ เป็นการขยาย อายุความครับว่ากรณีการกระทำทรมานหรือการกระทำให้บุคคลสูญหายนั้นอายุความ มันต้องยาวนานกว่าอายุความการรับผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหรือวิธีพิจารณาความ โดยทั่วไป แน่นอนท่านอาจจะบอกว่ามันไม่เป็นมาตรฐาน มันไม่มีหลักการที่รองรับใด ๆ ต่าง ๆ แต่ท้ายที่สุดการแก้เป็นคำว่า อายุความนั้นมิให้เริ่มนับจนกว่าจะทราบชะตากรรมของ ผู้ถูกกระทำให้สูญหาย ผมคิดว่านี่ก็ยังเป็นอายุความที่ยาวอยู่ดีครับ หลายครั้งหลายเคส (Case) ในอดีตที่ผ่านมาซึ่งยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาหายไปที่ใด อย่างไร ไม่ว่ากรณีของท่านหะยีสุหลง ไม่ว่ากรณีของคุณบิลลี่ พอละจี ซึ่งเชื่อกันได้ว่าได้พบชะตากรรมของตัวเขาที่แก่งกระจานแล้ว ต่าง ๆ เป็นต้น ก็จะมีอายุความที่ต้องนับ ณ ขณะนั้น มิใช่นับจากวันที่เกิดเหตุหรือพบว่า มีการกระทำความผิดทางอาญาเกิดขึ้น ผมเสียดายกรณีการตรวจสอบอำนาจของพนักงานอัยการ อำนาจการตรวจสอบของพนักงานอัยการนั้นอยู่ในมาตรา ๓๔ ว่ากรณีพนักงานอัยการ มีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง ผมคิดว่าประเด็นนี้สำคัญ ก็คือการให้อำนาจของอัยการสูงสุดเป็นผู้พิจารณา แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้จะไม่มีมาตรการนี้อยู่ ผมคิดว่าระบบของคณะกรรมการที่ยังคงอยู่ ในกฎหมายฉบับนี้น่าจะรองรับได้ นั่นเป็นประการที่ ๓ ครับ🔗
ประการที่ ๔ ท่านประธานครับ วุฒิสภาได้เปลี่ยนหลักการสำคัญในเรื่องของ การได้มาซึ่งคณะกรรมการอยู่ ๒ ส่วนด้วยกันครับ ส่วนที่ ๑ ก็คือสภาผู้แทนราษฎร เราเห็นว่า จะต้องมีคณะกรรมการสรรหาเพื่อนำไปสู่การได้มาซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิและตัวแทนผู้เสียหาย ที่เหมาะสมในการเข้ามาเป็นกรรมการ แต่ถ้าตัดออกไม่เป็นไรครับ มาดูกันที่โครงสร้างของ คณะกรรมการ วันนี้คณะกรรมการในเชิงโครงสร้างนั้นท่านมีการปรับเปลี่ยนเพิ่มอธิบดี กรมสอบสวนคดีพิเศษ เพิ่มนายกสภาทนายความที่ผมเห็นด้วย และเพิ่มประธานสภา การสื่อสารมวลชนแห่งชาติ ซึ่งผมอาจจะมีเควสชันมาร์ก (Question Mark) ตัวโต ๆ ว่า จะถือว่าเป็นองค์กรผู้แทนวิชาชีพได้หรือไม่ เพราะเขามีอายุที่สืบเนื่องยาวนานมาทั้งหมด ๓๕ ปี ผมขออนุญาตท่านประธานสรุปจบสั้น ๆ นิดเดียวครับ มีการพยายามบอกว่ากฎหมาย ฉบับนี้อาจจะไม่สามารถนำไปบังคับได้จริงในส่วนของเจ้าหน้าที่ ผมคิดว่าไม่มีกฎหมายใด หรอกครับที่จะตอบว่าทำได้ หรือไม่ได้ ถ้าไม่เริ่มจากการลงมือทำด้วยเหตุผลและความจำเป็น ทั้งหมดถึงแม้อาจจะมีประเด็นข้อสังเกตและข้อทักท้วงอยู่บ้าง แต่ในภาพรวมผมคิดว่า ถึงเวลาที่ประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องมีกฎหมายป้องกันและปราบปรามการกระทำให้บุคคล สูญหายและปราบปรามการทรมาน พรรคก้าวไกลขอสนับสนุนให้สภาแห่งนี้ลงมติรับรอง กฎหมายฉบับนี้ เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้มีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ เมื่อสักครู่ผมขานชื่อ พลตำรวจตรี สุพิศาลเอาไว้ ได้ทราบว่าท่านสลับให้ท่านรังสิมันต์ โรม อภิปรายก่อนใช่ไหมครับ เชิญท่านรังสิมันต์ โรม ครับ และตามด้วยท่านชวลิตนะครับ🔗
เรียนท่านประธาน ผมรังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ขออภิปรายในฐานะของ อีกด้านหนึ่งก็คือเป็นรองประธานของกรรมาธิการที่พิจารณากฎหมายฉบับนี้ร่วมกันกับ ท่านประธานชวลิต ก่อนอื่นผมต้องเรียนกับท่านประธานว่าผมขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกทุกท่าน โดยเฉพาะเพื่อนสมาชิกจากฝั่ง ส.ส. ที่ได้แสดงจุดยืนสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้ ตอนที่เราโหวต กันวาระสามไม่มีท่านใดเห็นคัดค้านกฎหมายฉบับนี้เลยแม้แต่ท่านเดียว นั่นหมายความว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่เราสามารถเรียกได้ว่าได้รับฉันทามติจาก ผู้แทนของปวงชนชาวไทยทุกท่านนะครับว่ามีความสำคัญที่เราจะต้องมีกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งกฎหมายฉบับนี้เราอาจจะพูดได้ว่าถ้าไปดูประวัติศาสตร์ความเป็นมากว่าจะเป็นกฎหมาย ฉบับนี้มีพัฒนาการการต่อสู้อย่างยาวนาน มีความพยายามในการผลักดันกฎหมายฉบับนี้ ตั้งแต่สมัย สนช. แต่ไม่สำเร็จ เริ่มมีความสนใจเห็นควรว่ามีกฎหมายฉบับนี้ต่อเมื่อที่มีการอุ้มหาย คุณตาร์วันเฉลิมที่พนมเปญ ประเทศกัมพูชา หลังจากนั้นเมื่อเกิดกรณีของผู้กำกับโจ้กฎหมาย ฉบับนี้ก็ยิ่งถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ จนในท้ายที่สุดเราสามารถผลักดันไปสู่การพิจารณา ในวาระหนึ่ง วาระสองตามลำดับและสุดท้ายก็ผ่านของชั้นวุฒิสภาและส่งกลับมาที่นี่ ท่านประธานครับ เมื่อเราพิจารณาในรายละเอียดที่วุฒิสภาได้แก้ไขมา จริง ๆ ต้องเรียนกับ ท่านประธานตามตรงว่าหลายเรื่องก็น่าผิดหวังที่เราไม่สามารถผลักดันให้สำเร็จได้ในชั้นของวุฒิ เรื่องหนึ่งที่ผมได้พยายามผลักดันนะครับ คือเรื่องของกรรมการที่ผมตั้งใจให้เห็นว่าผู้ที่จะ เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเป็นเพื่อนของผู้เสียหายในการเข้าไปตรวจสอบผู้ที่ใช้อำนาจรัฐ จะต้องยึดโยงกับประชาชน นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการสรรหาโดยกรรมการจึงจำเป็นต้องยึดโยง กับสภาแห่งนี้ มันจึงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่วุฒิซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้งไปตัดเรื่องนี้เสีย เรากำลังจะมีกรรมการซึ่งถูกยึดโยงโดยประชาชน มีความไว้เนื้อเชื่อใจโดยประชาชนมากกว่า ปกติ พวกเขากลับตัดเรื่องนี้ออกไป กรรมการจำนวนมากจึงกลายเป็นข้าราชการประจำ ซึ่งประชาชนไม่ได้เป็นผู้เลือกหรือมีความเกี่ยวข้องอะไรเลย และที่น่าเสียดายต่อไปก็คือ ข้าราชการประจำเหล่านี้ถ้าเราไปดูกันจริง ๆ ในกฎหมายหลายฉบับพวกเขาก็นั่งเป็นกรรมการ ชุดอื่น ๆ ครับ คำถามก็คือเราจะมีกรรมการที่เป็นเพื่อนให้กับประชาชน เป็นคนที่คอยแนะนำ ให้กับประชาชนได้อย่างไร ไม่ต้องเอาเรื่องของความชอบธรรม เอาแค่ว่าเวลาที่ท่านมีท่านจะมี ให้กับพี่น้องประชาชนมากแค่ไหน ท่านประธานครับ นี่จึงเป็นสิ่งที่ผมเสียดายมาก ๆ ที่กรรมการ ที่กำลังจะยึดโยงกับสภาผู้แทนราษฎรถูกตัดออกไปนะครับ นี่อาจจะเป็นโมเดล (Model) แรก เป็นตัวอย่างให้กับการออกแบบกฎหมายในเรื่องอื่น ๆ ที่จะทำให้เราเริ่มกลับมาคิดว่าการดีไซน์ (Design) ให้มีคณะกรรมการต่าง ๆ ตามกฎหมายมันถูกยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น แต่ไม่เป็นอะไร ครับท่านประธาน ผมเข้าใจดีว่าเราอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ได้ปกติมากนัก เรื่องนี้มันจึงจำเป็น ต้องกลืนเลือดครับ มันจึงจำเป็นต้องยอมรับ แม้ว่าจะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่วุฒิสภาตัดไปก็ตาม🔗
เรื่องที่ ๒ ที่ผมเสียดายมากจริง ๆ ครับ อยู่ในมาตรา ๒๐ (๗) ซึ่งเป็นการให้ อำนาจกรรมการในการตรวจสอบสถานที่ที่มีการควบคุมตัว ซึ่งการตรวจสอบตรงนี้สามารถ ทำได้โดยพลัน โดยพลันก็คือการแจ้งล่วงหน้ามันจะไม่มี นั่นหมายความว่าหากมีกรณีที่ เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวซึ่งอาจจะถูกใช้เพื่อการซ้อมทรมาน กรรมการสามารถที่จะเข้าไป ตรวจสอบได้ ซึ่งการที่เข้าไปตรวจสอบโดยพลัน มันจะทำให้เรามีโอกาสช่วยเหลือคนที่ถูก ซ้อมทรมานได้ แต่น่าเสียดายครับที่เรื่องนี้ถูกตัดออกไป นั่นหมายความว่ากรณีที่มันมี ข้อสงสัยว่ามันมีการควบคุมตัวเอาไว้ในสถานที่ราชการ เราก็จะต้องมีการประสานงานกัน ตามขั้นตามตอน ซึ่งการประสานงานเหล่านี้บางครั้งมันไม่ได้ถูกเชื่อถือและไว้วางใจจาก พี่น้องประชาชน หลายครั้งพี่น้องประชาชนก็ตั้งคำถามว่ามันคือการช่วยเหลือพวกพ้อง หรือไม่ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่น่าเสียดายประการที่ ๒🔗
ประการที่ ๓ ที่น่าเสียดาย คือในเรื่องของอายุความ ซึ่งในกรรมาธิการที่เรา พิจารณาในชั้นของสภาผู้แทนราษฎร เรากำหนดให้อายุความสูงสุดคือ ๔๐ ปี แต่เนื่องจาก การแก้ไขของวุฒิสภาได้แก้โดยให้เริ่มนับจนกว่าจะทราบชะตากรรมของผู้ที่ถูกกระทำ ให้สูญหาย ซึ่งนั่นหมายความว่าอายุความมันจะเป็นไปตามประมวลกฎหมายที่เราบังคับใช้ อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งสูงสุดก็คือไม่มีทางเกิน ๒๐ ปี เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่เรื่องนี้ถูกตัดออกไป กรณีอุ้มหายและซ้อมทรมาน ท่านประธานเรียนด้วยความเคารพนะครับ บางครั้งกว่าที่เรา จะจับคนร้ายมาได้ บางครั้งพูดกันตรงไปตรงมาคือมันต้องรอให้เขาหมดอำนาจเสียก่อน ยิ่งอายุความน้อยเท่าไรโอกาสที่เราจะเอาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ท่านอาจจะอธิบายว่าอายุความเหล่านี้มันกำหนดเอาไว้เพื่อให้พยานหลักฐานมันยังถูกใช้ ในกระบวนการทางกฎหมายต่อไปได้ ถ้านานเกินไปพยานหลักฐานมันอาจจะหาไม่ได้แล้ว แต่ในโลกปัจจุบันสิ่งที่พวกท่านทำเอาไว้ในทางอาญาหลาย ๆ อย่างเราสามารถหยิบเอามา พิสูจน์กันได้ เพราะเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันมันได้ก้าวล้ำเกินกว่าระบบกฎหมายที่เรา บังคับใช้กันอยู่ด้วยซ้ำไป จึงเป็นเรื่องที่น่าเสียที่วุฒิสภาได้ตัดเรื่องนี้ แต่สุดท้ายครับท่านประธาน ไม่ว่าผมในฐานะที่เป็นรองประธานของกรรมาธิการที่พิจารณากฎหมายฉบับนี้ และมีส่วน ในการช่วยยกร่างกันมาตั้งแต่ต้น แม้ว่าหลายเรื่องที่ผมอยากจะเห็นมันจะยังไม่เกิดขึ้น แต่ยอมรับครับ ต้องกลืนเลือดครับท่านประธานว่าวันนี้ด้วยระยะเวลาที่สภาชุดนี้มี สิ่งที่เรา ทำได้ก็คือต้องยอมรับในสิ่งที่วุฒิสภาแก้มา ซึ่งหลายเรื่องก็ต้องชื่นชมวุฒิสภาเช่นกันว่า ท่านได้คงรักษาบางเรื่องที่เราคิดว่ามีความสำคัญและยังอยู่ในกฎหมายฉบับนี้อยู่ ชั่งน้ำหนัก กันแล้วนะครับ ผมในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากฝั่งของพรรคก้าวไกล ก็คงต้อง ยืนยันว่าเราคงต้องให้ผ่านสำหรับกฎหมายฉบับนี้ และเห็นว่าไม่ควรที่จะไปตั้งกรรมาธิการร่วม อีกแล้ว ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ แล้วก็โยกมาฟังรัฐบาลด้วย ท่านอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม การซ้อมทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. .... ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณนะครับ เพื่อนสมาชิกที่ให้ความเห็นชอบในวาระสามที่ผ่านมาเป็นเอกฉันท์ ไม่มีท่านผู้ใดคัดค้าน แม้แต่เสียงเดียว ในขณะเดียวกันเมื่อวานนี้เพื่อนสมาชิกก็ได้กรุณาให้ความเห็นชอบ เลื่อนระเบียบวาระเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาเป็นเรื่องด่วน แล้วก็ต้องขอขอบคุณวุฒิสภาที่คง สาระสำคัญร่างของสภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านการพิจารณาไป อยากจะเรียนกับท่านประธานครับ การที่วุฒิสภาได้แก้ไขไม่มากนักแล้วก็ส่งกลับมาให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาในวันนี้ ก็เพื่อที่จะพิจารณาว่าเห็นชอบตามที่วุฒิสภาได้แก้ไขหรือไม่ อย่างไรท่านประธานครับ กระผม ได้นำร่างที่วุฒิสภาได้แก้ไขหารือนอกรอบกับคณะกรรมาธิการ ซึ่งมีตัวแทนจากทุกพรรคการเมือง ทุกพรรคการเมืองได้ส่งเพื่อน ส.ส. เข้ามาเป็นคณะกรรมาธิการแล้วมีความเห็นร่วมกันว่า ควรเห็นชอบกับการแก้ไขของวุฒิสภา เพราะเป็นการแก้ไขที่ไม่กระทบกับสาระสำคัญของ ร่าง พ.ร.บ. เฉพาะอย่างยิ่งยังคงสาระสำคัญที่สอดคล้องกับอนุสัญญาระหว่างประเทศ ที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคีกับยูเอ็น (UN) จำนวน ๒ ฉบับ คือ ๑. อนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้ายหรือที่ย่ำยี ศักดิ์ศรี ๒. อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หาย สาบสูญ ท่านประธานที่เคารพครับร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นที่สนใจติดตาม ทั้งจากประชาชน ทั่วไป องค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะต่างประเทศทูตานุทูต ๒๓ ประเทศได้มาพบผมและคณะกรรมาธิการที่สภาแห่งนี้ ติดตามร่างกฎหมายเราหลายเรื่อง ไม่ ว่าจะเป็น พ.ร.บ. ที่ทำเกี่ยวกับเรื่องการกระทำขององค์กรที่ไม่แสวงหากำไร รวมทั้งติดตาม ร่างกฎหมายฉบับนี้ ทั้งนี้การติดตามดังกล่าวก็เพื่อที่จะติดตามว่าประเทศไทยได้ออกกฎหมาย ให้สอดคล้องกับอนุสัญญาระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคีหรือไม่ และที่สำคัญจะมี กฎหมายที่ออกมาเพื่อคุ้มครองประชาชนและที่สำคัญคุ้มครองเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วย หากเจ้าหน้าที่คนนั้นได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างสุจริต ด้วยเหตุผลดังกล่าวดังที่กราบเรียนมาข้างต้น กระผมเห็นชอบกับการแก้ไขของวุฒิสภาเพื่อให้กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้เป็นประโยชน์ กับประเทศชาติและประชาชน โดยเฉพาะภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศสืบไป ขอขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นท่านอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ตามด้วยท่านพลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคพลังประชารัฐ ต่อญัตติที่พิจารณา อยู่ขณะนี้เกี่ยวกับการพิจารณากรณีที่สมาชิกวุฒิสภาได้มีการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. .... ซึ่งสภาผู้แทนราษฎร ได้พิจารณาและมีการปรับปรุงแก้ไขในสาระสำคัญจำนวน ๑๐ มาตรา และเมื่อสักครู่ที่ประชุม ก็จะได้ยินนะครับว่าท่านสมาชิกที่ได้อภิปรายไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นท่านณัฐวุฒิ ท่านรังสิมันต์ และท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ทั้ง ๓ ท่านได้ศึกษา ได้ติดตามความเป็นมา ของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้และเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ถึงแม้จะได้มีการแก้ไข โดยสมาชิกวุฒิสภา แต่ในสาระสำคัญที่เป็นร่างของสภาผู้แทนราษฎรนั้นได้มีการปรับปรุงแก้ไขซึ่งไม่ได้กระทบ กับสาระสำคัญมาก ส่วนใหญ่เห็นด้วยนะครับว่าให้เรารับในส่วนของร่างของวุฒิสภา ขอกราบเรียนต่อท่านประธานนะครับว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ถือว่าเป็นร่างกฎหมายที่จะทำให้ ประเทศไทยเรายกระดับมาตรฐานของการอำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชนและถือว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับคนไทยที่เรามีกฎหมายที่มีรูปแบบการตรวจสอบถ่วงดุลในการ สืบสวนสอบสวน ในการอำนวยความยุติธรรมให้ซึ่งผิดแผกไปจากประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญาและถือว่าเป็นการถ่วงดุลของผู้ใช้อำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องยินดี กับประชาชนใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้และ ๔ อำเภอของจังหวัดสงขลา ผมเองในฐานะ ที่เป็นทนายความเราเป็นคนใช้กฎหมาย เราใช้กฎหมายแล้วเราเห็นสภาพของกฎหมาย ที่ไม่อำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชน เราหวังอย่างยิ่งที่จะเข้ามาเพื่อที่จะช่วยกันผลักดัน ให้มีกฎหมายที่คิดว่าสามารถจะอำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชนได้ และกฎหมายนี้ เป็นกฎหมายฉบับหนึ่งที่เป็นกฎหมายที่ดีที่สามารถจะเอาไปใช้ได้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องขอขอบคุณสำหรับภาคประชาสังคมที่ช่วยกันผลักดันกฎหมายฉบับนี้ ต้องขอขอบพระคุณ สมาชิกวุฒิสภา ต้องขอขอบพระคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้ และที่สำคัญต้องขอขอบพระคุณรัฐบาลของพลเอก ประยุทธ์ที่กฎหมายฉบับนี้ในครั้งที่เป็น รัฐบาลที่แล้ว มีการเสนอต่อรัฐบาลต่อสภา คสช. แล้วตกไปและยังยืนยันที่จะเสนอ ร่างกฎหมายฉบับนี้เข้ามาอีกในรัฐบาลนี้ และทำให้ประสบผลสำเร็จผ่านสภาผู้แทนราษฎร ผ่านสมาชิกวุฒิสภา และวันนี้มายืนอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาประเด็นที่สมาชิกวุฒิสภา มีการปรับปรุงแก้ไข ในฐานะผู้แทนของพรรคพลังประชารัฐขอยืนยันว่าพรรคพลังประชารัฐ ยินดีที่จะผลักดันกฎหมายที่ดี ๆ ให้กับคนไทย โดยเฉพาะร่างพระราชบัญญัติป้องกัน และปราบปรามการกระทำการทรมานและกระทำให้บุคคลสูญหายฉบับนี้ ในการประชุมร่วม ของภาคร่วมรัฐบาล ผมก็เชื่อเช่นเดียวกันว่าพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคสนับสนุนให้รับ ร่างกฎหมายฉบับนี้ที่สมาชิกวุฒิสภามีการปรับปรุงแก้ไข แม้นว่ามีหลายประเด็นที่เราคิดว่า ยังไม่ได้เป็นที่พึงพอใจ แต่ก็ไม่ได้กระทบสาระสำคัญสำหรับการอำนวยความยุติธรรมให้กับ คนไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะคนใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ จังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส และ ๔ อำเภอของจังหวัดสงขลาขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญพลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ตามด้วยท่านกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในร่างพระราชบัญญัติที่ส่งคืนมาในการป้องกันและปราบปรามทรมานดังกล่าว พ.ศ. .... ที่วุฒิสมาชิกส่งคืนมา ผมมีความเห็นอย่างนี้ครับท่านประธานครับ ในทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย และขอคืนครับท่านประธาน ในประเด็นของการไม่เห็นด้วย สิ่งแรกคือคำปรารภที่ท่านตัด มาตรา ๓๓ ออกไปผมไม่เห็นด้วยแน่ เพราะว่าท่านไปตัดมาตรา ๑๙ (๗) ทิ้งนะครับผมถึงว่า ทำไมถึงต้องตัดมาตรา ๓๓ ฉะนั้นมาตรา ๑๙ (๗) ยังคงต้องอยู่ท่านประธานครับ ก็ขอคืน แล้วสิ่งที่ขอคืนนั้นในมาตรา ๑๕ มาตรา ๓๑ มาตรา ๓๔ เดี๋ยวผมอภิปรายถัดไปครับ แต่สิ่งที่ดีขึ้นและผมก็ยืนยันว่าในมาตรา ๑๔ นั้นเป็นเรื่องของการให้มีสถาบันใหม่ ๆ เข้ามา เพื่อพิจารณา ท่านประธานครับ ในมาตรา ๑๔ เป็นเรื่องของที่มีองค์กรอื่น ๆ เข้ามา เช่น องค์กรเกี่ยวข้องคือดีเอสไอ (DSI) สภาทนายความ และประธานสื่อมวลชน ประธาน สื่อมวลชนนี้นะครับ ผู้แทนของรากหญ้าจริง ๆ กระแสข่าวต่าง ๆ จากข่าวสารที่มากระทบ ในสังคมจะเป็นตัวแทนที่เอามาช่วยเหลือได้ครับ ท่านประธานครับแต่สิ่งที่ไม่เห็นด้วย ในมาตรา ๑๕ คือการตัดคณะกรรมการสรรหา นี่คืออำนาจผู้แทนนะครับ ท่านเห็นไหมว่า ตั้งแต่ประธานสภาเป็นประธานสรรหา ไล่บลา บลา บลา (Blah Blah Blah) ไปนี่ ทั้งหมด นี่คืออกรอบของตัวแทนประชาชนทั้งประเทศ สมาชิกวุฒิสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ครับท่านประธาน มาตัดตรงนี้ทิ้งผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะนี่คืออำนาจบริสุทธิ์ของ ประชาชนที่จะเข้ามาใช้ตัวแทนของเขาที่ได้มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้นผมยังคงยืนและยังคิดว่า มาตรา ๑๕ นี้คงจะต้องเก็บไว้ครับ🔗
ส่วนในมาตราถัดไปมาตรา ๑๙ ที่ไปตัด (๗) ผมก็ไม่เห็นด้วยครับ ผมเห็นด้วยกับ ส.ส. รังสิมันต์ โรม เรื่องอำนาจที่เข้าไปค้นนั้น อำนาจเข้าไปเคหะสถาน (๗) นั้นเป็นอำนาจ ของคณะกรรมการในกลุ่มคณะกรรมการเท่านั้นเอง ไม่ใช่คนทั่วไปครับ เมื่อเหตุฉุกเฉิน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องค้นหาพยานหลักฐาน หรือข้อเท็จจริงในบ้าน หรือใช้อำนาจของ พระราชบัญญัติฉบับนี้มันก็ต้องเกิดขึ้นทันทีครับ มันไม่ใช่เรื่องธรรมดาครับท่านประธาน🔗
ในมาตราที่ถัดไปนั้นจะเป็นเรื่องของมาตรา ๓๐ ผมเห็นว่ามาตรานี้ที่ปรากฏต่อ สาธารณชนโดยเฉพาะมาตรา ๓๐ ที่เป็นการรับฟังพยานก็ตัดทิ้งนะครับ ผมว่าอันนี้มันเป็น เรื่องเฉพาะคดีครับ ผมก็ยังขอคืนในมาตรา ๓๐ ส่วนเรื่องการดำเนินคดีนั้นก็พูดง่าย ๆ ระยะเวลาในมาตรา ๓๒ ก็ดีขึ้น ถือว่าปรับอย่างนี้รับได้ครับ แต่โดยเฉพาะมาตรา ๓๔ ท่านประธานครับ คดีนี้มันไม่ใช่คดีขี้หมูขี้หมา มันเป็นคดีที่เกิดขึ้นจากความซับซ้อนของ การดำเนินการโดยเฉพาะการใช้อัยการสูงสุดเป็นผู้ชี้ขาด การสั่งฟ้อง สั่งไม่ฟ้อง เป็นอำนาจ อัยการใช่ครับ แต่คดีนี้เป็นคดีพิเศษจริง ๆ มันไม่ใช่คดีธรรมดาเพราะมันพิเศษ พิสดาร ซับซ้อน ท้าทายอำนาจรัฐ และที่เหลือก็คือรังแกประชาชนที่มีความอ่อนแอกว่า นั่นคือ ประเด็นสำคัญเลย เพราะฉะนั้นมาตรานี้ผมก็ว่าวุฒิสมาชิกไม่น่าไปตัดทิ้ง ผมก็ขอคืนมาตรา ๓๔🔗
สุดท้ายจริง ๆ ครับท่านประธาน อีกมาตราหนึ่งที่เกี่ยวข้องครับ ผมอยาก เรียนเลยครับว่าในการดำเนินการของวุฒิสมาชิกนี้ไม่ได้มองมุ่งเน้นถึงเรื่องของการใช้อำนาจ ที่สำคัญในเรื่องของการพิจารณา เพราะพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นพระราชบัญญัติพิเศษ ที่จะดูแลคนที่อ่อนด้วยพลัง ตกอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ และคณะกรรมการ ที่บอกว่าเป็นผู้บังคับใช้ตามกฎหมายนั้นคือเป็นศัตรู ไม่กระทำการ ไม่ดูแลให้ และเป็นเป้าหมาย ที่ทำให้ประชาชนผู้ด้อยโอกาสไม่สามารถสู้ หรือไม่สามารถจะต่อกรได้กับอำนาจรัฐ หรืออำนาจ ของผู้มีอิทธิพล หรืออำนาจของบุคคลที่เป็นระดับอาชญากร นั่นคือประเด็นว่าการซุกซ่อน พยานหลักฐานต่าง ๆ มันมีความซับซ้อน ดังนั้นการมีคณะกรรมการก็ดีซึ่งจะเข้าไปค้นหา พยานหลักฐานนั้นผมเชื่อว่าท่านมีความบริสุทธิ์ใจ มีสิ่งที่ท่านจะทำเพื่อประชาชนเพื่อผู้ที่ตก เป็นเหยื่อ หรือญาติของผู้ที่ตกเป็นเหยื่ออย่างจริงจังครับ และประเด็นของการใช้อำนาจนั้น เราตั้งคณะกรรมการผ่านระบบสภาคือจากผู้แทนของราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งครับประธาน มิใช่มาจากการแต่งตั้ง ถ้าเมื่อไรวุฒิสภามาจากการแต่งตั้ง ๒๐๐ คนในอีก ๕ ปีข้างหน้า ผมก็จะยอมรับ เพราะนั่นคือมาจากอำนาจประชาชนเช่นเดียวกัน แต่ขณะนี้ไม่ใช่ มาแก้ของเรา เพราะมีอำนาจชั่วคราวตามบทเฉพาะกาลเท่านั้น ผมคิดว่ากฎหมายฉบับนี้ต้องขอคืนในบางมาตรา และโดยเฉพาะอำนาจที่จะค้นหาพยานหลักฐาน ผมเชื่อว่าเป็นอำนาจบริสุทธิ์ที่คณะกรรมการ ไม่กระทำความผิด เพราะว่าอยู่ในสายตาของประชาชน อยู่ในสายตาของเหยื่อ อยู่ในสายตา ของผู้เสียหาย อยู่ในสายตาของทายาท อยู่ในสายตาของประชาชน ที่มองเห็นคดีนี้เป็นคดี สำคัญ ซับซ้อน ท้าทายอำนาจรัฐ และรังแกประชาชน ดังนั้นผมจึงเห็นว่าการที่จะพิจารณา ร่วมกันนั้นยังเป็นประเด็นสำคัญ แล้วแต่สภาแห่งนี้ว่าจะพิจารณาอย่างไรในประเด็นของการแก้ไข กฎหมายนะครับ อยู่ที่โหวตของสภาแห่งนี้ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านกมลศักดิ์ ตามด้วยท่านสุทัศน์ เงินหมื่น นะครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๔ นราธิวาส ประกอบด้วยอำเภอบาเจาะ อำเภอยี่งอ อำเภอรือเสาะ และอำเภอศรีสาคร พรรคประชาชาติ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต เป็นส่วนหนึ่งในการอภิปรายแสดงความเห็นเกี่ยวกับญัตติที่สภาเราได้พิจารณาในวันนี้ เกี่ยวกับกรณีที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. .... ขออนุญาตเท้าความให้ท่านประธานได้รับทราบว่า จริง ๆ กฎหมายฉบับนี้สภาของเราได้พิจารณา ๓ วาระเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว ในขณะนั้น คณะกรรมาธิการที่แต่งตั้งโดยสภาของเราต้องยอมรับว่าได้ทำงานกันอย่างหนัก ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ในกรรมาธิการ รวมตลอดถึงตัวแทนของพรรคการเมืองหลาย ๆ พรรคที่ส่ง ตัวแทนที่มีประสบการณ์จากภาคประชาสังคมมาเป็นหนึ่งในการแสดงความเห็นในวาระสอง ในขณะนั้น ใช้เวลานานกว่าจะผ่านกฎหมายฉบับนี้ในวาระสามของสภาของเรา ผมเอง ในฐานะที่เป็นหนึ่งในตัวแทนของพรรคประชาชาติ แล้วก็พรรคประชาชาติเราก็เป็นหนึ่ง ในเจ้าของเดิมที่ได้เสนอเข้าสู่สภาเกี่ยวกับ พ.ร.บ. การซ้อมทรมาน ได้ติดตามรอฟังข่าวว่า วุฒิสภาจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายของสภาของเราหรือไม่ อย่างไร มีการเปลี่ยนแปลง ในหลักการและเหตุผลที่สำคัญหรือไม่ อย่างไร เพราะว่ากฎหมายฉบับนี้ท่านประธานครับ เป็นกฎหมายที่คนทั้งประเทศเฝ้ารอมานานแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องใน ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ท่านทราบไหมครับว่า ตอนที่สภาของเราพิจารณาผ่านวาระสาม มีพี่น้อง ประชาชนในพื้นที่กล่าวคำว่า ซูโกรต่ออัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา นั่นก็คือขอบคุณพระเจ้า ที่มีกฎหมายฉบับนี้ เพราะอะไรหรือครับ เพราะคนที่ได้รับผลกระทบจากการซ้อมทรมาน มากที่สุดของประเทศนี้ ถ้านับตั้งแต่ในอดีตเป็นต้นมาก็คือพี่น้องใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยเหตุผลที่ในพื้นที่มีการบังคับใช้กฎหมายพิเศษทั้งกฎอัยการศึก และ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน มาเป็นระยะเวลาเข้าปีที่ ๑๘ จนกลายเป็นกฎหมายปกติ ช่องทางที่จะนำไปสู่การร้องเรียน การเข้าถึงกฎหมาย การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมตามกฎหมายที่มีอยู่ปกติมันทำได้ยาก มีการร้องเรียน มีการเรียกร้อง ให้มีการยกเลิก พ.ร.ก. กฎอัยการศึก ทางฝ่ายรัฐก็นิ่งเฉย จนมีการขอให้มีการทำกำแพงไม่ให้มีเกราะป้องกันไม่ให้เกิดการซ้อมทรมาน ถ้าท่านไม่ยกเลิก ก็ให้มีกำแพงเกราะป้องกัน ไม่ให้มีการทรมานกับพี่น้องประชาชนที่จะสร้างเงื่อนไขกับปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมทราบมาว่าก่อนหน้านี้จริง ๆ มีการร่างกฎหมายฉบับนี้มาตั้งแต่ ปี ๒๕๕๖ จริง ๆ ประเทศไทยเรามีอนุสัญญาเจนีวามานานแล้ว แต่เรานิ่งเฉย มีการขยับ ให้มีการร่างกฎหมายฉบับนี้โดยกระทรวงยุติธรรมมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ เกือบจะสำเร็จอยู่แล้ว ในขณะนั้นแต่มีการปฏิวัติรัฐประหารเสียก่อนตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ทราบเรื่องนี้ แล้วก็ปล่อยให้มีการปกครอง ปล่อยให้มีการละเมิดสิทธิการซ้อมทรมานจนกระทั่งเป็นเวลา ๘ ปี ใกล้หมดระยะเวลาของท่านนายกรัฐมนตรีจึงมีการให้ความสำคัญ โดยบังเอิญกับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีกระแสเรียกร้องทั้งประเทศจากกรณีของผู้กำกับโจ้คลุมถุงดำในขณะนั้น จึงเป็นที่มาที่คณะรัฐมนตรีเองร่างเสนอกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่สภา ท่านประธานครับ อย่างไรก็ตาม ผมนั่งดูสาระสำคัญของวุฒิสมาชิกที่มีการแก้ไขแล้วนะครับ ผมนั่งดูหลักการและเหตุผล จากอันเดิมที่สภาของเราผ่านวาระสามกับหลักการและเหตุผลที่วุฒิสมาชิกเสนอเข้ามาสู่สภา รับได้ครับ รับได้ในเรื่องของหลักการและเหตุผล ในเรื่องของบางมาตราโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำนิยามในเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ก็ยังคงอยู่ สาระสำคัญต่าง ๆ ประตูเข้าไปสู่ กระบวนการยุติธรรม กรณีที่พี่น้องถูกซ้อมทรมานก็ยังคงอยู่ สาระสำคัญที่จะป้องกันไม่ให้ พี่น้องประชาชนถูกเจ้าหน้าที่ซ้อมทรมานก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง หากจะมีบ้างในเรื่องของอายุความ หากจะมีบ้างในเรื่องของคณะกรรมการ ผมเชื่อว่าหลาย ๆ พรรคตามที่ได้อภิปรายในตอนต้น รับได้ และผมพรรคประชาชาติเองเราเห็นว่าบางกรณี บางมาตราที่ ส.ว. วุฒิสมาชิกได้มีการแก้ไข เราสามารถรับได้เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้สามารถใช้บังคับประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้โดยพลัน ทันกับก่อนที่จะมีการสิ้นอายุขัยของรัฐบาลชุดนี้ อย่างไรก็ตามผมยังมองว่ากฎหมายฉบับนี้ คนที่จะบังคับใช้ปกครองประเทศกับกฎหมายป้องกันการซ้อมทรมานคือรัฐบาลสมัยหน้า ซึ่งยังไม่ทราบว่าใครจะเป็นรัฐบาล อย่างไรก็ตามนะครับ เราบังคับใช้ไปก่อน หากมีการแก้ไข หรือปฏิบัติแล้วมันมีผลกระทบต้องแก้ไขหรือไม่ อย่างไร ผมเชื่อว่ารัฐสภาในสมัยหน้า ก็สามารถที่จะหยิบยกนำมาแก้ไขได้ในโอกาสต่อไปบนพื้นฐานหลักการและเหตุผลสิทธิเสรีภาพ ของพี่น้องทั้งประเทศ ขอขอบคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสุทัศน์ เงินหมื่น และตามด้วยท่านวิรัตน์ วรศสิริน นะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทัศน์ เงินหมื่น แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กฎหมายร่างพระราชบัญญัติป้องกัน และปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย กระผมและสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ได้ร่วมกันเสนอในวาระหนึ่ง ซึ่งก็ขอถือโอกาสนี้ขอบพระคุณท่านสมาชิกที่กรุณาให้การสนับสนุน ร่างที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอและร่างอื่น ๆ ที่เพื่อนสมาชิกได้ร่วมกันเสนอ หลังจากที่ผ่าน วาระหนึ่งแล้ว กระผมก็ได้รับเกียรติให้เป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมาธิการชุดนี้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์เกี่ยวกับการกระทำให้บุคคลสูญหายนั้นเป็นเหตุการณ์ หรือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างยืดเยื้อยาวนานมาตั้งแต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี ๒๔๗๕ บรรดานักการเมืองภาคอีสาน นักการเมืองภาคกลาง ภาคเหนือและภาคใต้หรือบุคคลผู้ที่ต่อสู้ เพื่อประชาธิปไตย ต่อสู้กับเผด็จการจะได้รับผลกระทบจากการกระทำที่ไม่เป็นธรรมบางครั้ง ก็เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ บางครั้งก็เป็นบุคคลซึ่งรับใช้เจ้าหน้าที่ของรัฐ หลายเหตุการณ์ ท่านประธานที่เคารพ สมัยก่อนนั้นนักการเมืองภาคอีสานกระผมได้กราบเรียนไปแล้ว เช่นท่านอดีต ๔ รัฐมนตรี ถูกอุ้มแล้วก็ถูกฆ่าที่สี่แยกบางเขน ท่านเตียง ศิริขันธ์ ถูกเรียกจากห้องประชุม ของคณะ ส.ส. แล้วก็ปรากฏเป็นศพที่จังหวัดกาญจนบุรี ขอประทานโทษท่านคุณปู่ ท่านหะยีสุหลง ผู้มีชื่อเสียงทางภาคใต้ก็โดนในกรณีเดียวกัน ล่าสุดก็มีเรื่องผู้กำกับโจ้ และเรื่องของวันเฉลิม ต้าร์ ซึ่งเป็นคนจังหวัดอุบลราชธานีของกระผมเองก็ถูกอุ้มหาย เพราะฉะนั้นการต่อสู้เพื่อจะให้มีบทบัญญัติของกฎหมายเพื่อมาคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จึงเป็นเรื่องที่ประชาชนและผู้ที่มาจากการเลือกตั้งใส่ใจ และเอาใจใส่เป็นพิเศษที่จะรณรงค์ให้มีกฎหมายฉบับนี้ออกมา คนของพรรคประชาธิปัตย์เอง สมัยก่อนท่านไถง สุวรรณทัต ก็โดนระเบิดขณะที่ปราศรัยโจมตีเผด็จการ ในเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ท่านชวน หลีกภัย และคณะรัฐมนตรีหลายคนของพรรคประชาธิปัตย์ก็ถูกล้อม แล้วก็ถูกบังคับขู่เข็ญ ท่านชวน หลีกภัย ก็เป็นบุคคลหนึ่งซึ่งเป็นเป้าหมายที่จะดำเนินการ ให้เกิดอันตราย ท่านไปเขียนหนังสือเรื่องเย็นลมป่า พูดถึงเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้อง ประชาชนจนได้รับชื่อเสียงและเป็นที่นิยมมาจนปัจจุบันนี้ ท่านประธานที่เคารพ กฎหมาย ฉบับนี้นอกจากจะเป็นการสอดคล้องกับอนุสัญญาระหว่างประเทศแล้วยังเป็นแนวทางที่แก้ไข ให้กับพี่น้องประชาชนเพื่อที่จะต่อสู้กับอำนาจที่ไม่ชอบธรรม อำนาจเผด็จการ ถึงอย่างไรก็ตาม ในแนวทางการแก้ไขเราคุยกันมากครับ ผมให้ข้อคิดกับน้อง ๆ ที่เป็นกรรมาธิการเสมอว่า สิ่งที่เราอยากได้ทั้งหลายนั้นบางครั้งมันจะไม่ได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเราพยายาม ประคับประคองเพื่อที่จะให้ได้ในบางส่วนที่สามารถปกป้องคุ้มครองชีวิตทรัพย์สินของพี่น้อง ได้นั้นเราพยายามรับไว้ก่อน เมื่อใดที่โอกาส อำนาจของประชาชนมีมาก ส.ส. ในสภา เป็นตัวแทนของประชาชนมีมากขึ้น เราก็ค่อยที่จะมาปรับปรุงแก้ไขกันให้สอดคล้องกับ ความต้องการที่เราอยากได้ ด้วยเหตุนี้ผมเองเมื่อเห็นการปรับปรุงแก้ไขของท่านวุฒิสมาชิก จริงอยู่ข้อเท็จจริงหรือความเห็นบางอย่างอาจจะไม่สอดคล้องกันแต่ผมกับเพื่อนกรรมาธิการ ส่วนหนึ่งก็พิจารณาแล้วเห็นว่าถึงแม้จะมีการปรับปรุงแก้ไขเราก็จะสามารถนำบทบัญญัติ ที่มีอยู่แล้วหลังจากการปรับปรุงแก้ไขของท่านวุฒิสมาชิกนั้นมาใช้บังคับเพื่อคุ้มครอง สิทธิเสรีภาพของประชาชนก็ทำได้ และเมื่อใดมีโอกาสเราจึงค่อยมาปรับปรุงแก้ไขกัน ให้สมบูรณ์ตามเจตนารมณ์และตามที่เราต้องการ ด้วยเหตุนี้เองการแก้ไขของวุฒิสมาชิกนั้น กระผมพรรคประชาธิปัตย์จึงเห็นด้วยในระดับหนึ่งและตอนนี้ก็ถือว่ารับได้ มิฉะนั้นแล้ว หากจะไม่รับอาจจะมีปัญหาในอนาคต แต่ถ้าเรารับวันนี้แล้วแน่นอนที่สุดอีกไม่นานกฎหมาย ฉบับนี้ก็ออกมาใช้บังคับเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ท่านประธานครับ กระผม ในฐานะกรรมาธิการและฐานะของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และในฐานะของ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเสนอกฎหมายฉบับนี้ จึงเห็นชอบในการที่จะแก้ไขโดยวุฒิสมาชิก รับได้ครับ ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ต่อไปเชิญท่านวิรัตน์ ตามด้วยท่านสงวน พงษ์มณี นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายวิรัตน์ วรศสิริน พรรคเสรีรวมไทย กราบขอบคุณท่านประธาน ต่อเรื่อง ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ต้องกราบเรียนท่านประธานว่าพรรคเสรีรวมไทยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นกรณีเรียกว่า พิเศษจริง ๆ ในชั้นตั้งกรรมาธิการในสภาผู้แทนกระผมเองก็ได้รับการร้องขอจากสมาชิก ท่านทวี สอดส่อง ต้องขออนุญาตที่เอ่ยนามท่านจากพรรคประชาชาติให้เสนอชื่อคุณอังคณา นีละไพจิตร ซึ่งแทนที่ผมจะไปเป็นกรรมาธิการเองก็ตามที่ท่านร้องขอมาก็ให้ท่านอังคณา ไปซึ่งเป็นผู้ที่เหมาะสมอย่างยิ่งพรรคท่านเสรีพิศุทธ์ท่านบอกเป็นผู้เหมาะสมแล้วให้ไป ถูกต้องแล้ว ดังนั้นเราพรรคเสรีรวมไทยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้จริง ๆ อยู่แล้ว ผมเห็นด้วย กับท่านสมาชิกหลายท่านที่ได้กล่าวก่อนหน้านี้นะครับทั้งเรื่องอายุความต่าง ๆ การคุ้มครอง ควรจะยาวนานนะครับ การคุ้มครองควรจะต่อเนื่องกันไปตั้งแต่อุ้มหายไปแล้วจนกระทั่ง พบตัวควรจะต่อเนื่องยาวไปนะครับ เพราะว่าหลักการและเหตุผลของกฎหมายฉบับนี้ก็เพื่อให้การทรมานและทำให้บุคคลสูญหาย โดยเจ้าหน้าที่รัฐกฎหมายฉบับนี้ใช้กับเจ้าหน้าที่รัฐว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่างร้ายแรงจะกระทำไม่ได้ไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตามไม่ได้ทั้งนั้น การกระทำที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือว่าย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์นี้ก็เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนเช่นกัน แม้จะไม่ร้ายแรง แล้วก็ค่อนข้างจะพิสูจน์ยากนิดหนึ่ง เพื่อเป็นการยกระดับของกฎหมาย เพิ่มประสิทธิภาพ ในการบังคับใช้กฎหมาย เพิ่มมาตรฐานการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐให้ตระหนักถึง สิทธิพลเมือง รวมถึงการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนทั้งระดับประเทศแล้วก็ประชาชนด้วยนะครับ กำหนดฐานความผิดต่าง ๆ เพิ่มมาตรการป้องกันและปราบปรามและเยียวยาผู้เสียหาย นะครับท่านประธาน หลักการในกฎหมายนี้ก็แบ่งไปเป็น ๕ หลักใหญ่ ๆ ก็คือเรื่องการทรมาน การสูญหาย ความโหดร้ายการกระทำที่โหดร้ายไร้มนุษยชนและย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ท่านประธานการทรมานกับการสูญหายน้ำหนักมันเป็นมากน้อยอย่างไรเราเห็นชัดอยู่ เห็นชัดอยู่ ส่วนโหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์นี่คำจำกัดความของความเสียหาย เหล่านี้มันค่อนข้างจะจำกัดความได้ยากเป็นพิเศษนะครับว่าจะโหดร้ายขนาดไหน ไร้มนุษยธรรม ขนาดไหนถึงจะเรียกว่าไร้มนุษยธรรม หรือว่าย่ำยีขนาดไหนถึงจะย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็น มนุษย์ต่าง ๆ เหล่านี้มันจะจำกัดความได้ยาก อย่างเช่น ในกฎหมายแพ่งนะครับท่านประธาน ผู้ได้รับความเสียหายทางด้านทรัพย์สิน ชื่อเสียง หรือเสรีภาพนี่ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งซึ่งจำกัดความยาก เช่นเดียวกันแต่อย่างไรก็ตามเราก็ควรจะต้องมีไว้ถูกต้องแล้วตามที่ท่านวุฒิสภาท่านได้ส่งมา ซึ่งไม่ได้ตัดออกก็ถูกต้องแล้วนะครับ อย่างน้อยก็จะได้เพิ่มเป็นให้สิทธิกับประชาชนมากขึ้น และทำให้ยกระดับของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติต่อประชาชนให้ดีขึ้นให้ถูกต้องมากขึ้น ประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็เป็นไปโดยสอดคล้องกับอนุสัญญา ๒ ฉบับ ซึ่งไม่ต้องกล่าวถึง ผมเองอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าเรื่องการตั้งคณะกรรมการ ในมาตรา ๑๕ ที่ถูกตัดออกไปนั้น ซึ่งผมก็ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่ตัดออกไป คณะกรรมการที่จะตั้งขึ้น โดยสภาซึ่งหลัก ๆ ผมดูแล้วก็น่าจะเป็นฝ่ายค้านร่วมกับรัฐบาลนะครับ มีท่านประธานสภา เป็นกรรมการสรรหา ผู้นำฝ่ายค้าน หรือนายกสภาทนายความ แล้วก็สมาชิกพรรคฝ่ายค้าน และรัฐบาล ฝ่ายละ ๔ คน ซึ่งก็แน่นอนที่สุดเราก็ไม่ได้เป็นฝ่ายค้านตลอดไปแล้วก็ไม่ได้เป็น รัฐบาลกันตลอดไปหรอกครับ ใครเป็นก็เหมือนกันแต่ว่าก็จะเป็นการถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน เพื่อเข้าไปเป็นกรรมการส่วนหนึ่ง เราต้องยอมรับนะครับว่าผู้ที่เป็นรัฐบาลเป็นผู้ที่ถือ อำนาจรัฐเป็นผู้กระทำและอาจจะมีเจ้าพนักงานกระทำความผิด ซึ่งจะต้องดูการควบคุม โดยฝ่ายค้านประชาชนจึงจะได้รับความเป็นธรรมนะครับ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผมเสียดายว่าได้ตัดไป หากไม่ได้ตัดไปผมเชื่อมั่นว่ากฎหมายฉบับนี้จะดีขึ้นอย่างแน่นอน จะดีกว่านี้อีกมากมาย หลายเท่านะครับ ท่านประธานครับผมเองก็มีความเห็นเหมือนกับหลาย ๆ ท่านก็เสียดายว่า กฎหมายนี้ตัดไปหลายอย่าง ซึ่งเราก็อยากจะแก้ไขให้ได้ดีที่สุด ไหน ๆ ก็ทำมาแล้วอยากจะให้ ได้ดีกว่านี้ แต่ว่าการนำมาพิจารณาร่วมกันใหม่อีกครั้งก็เกรงว่าเวลาอาจจะไม่พอนะครับ ก็เป็นเพราะว่า ณ ปัจจุบันท่านนายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งเกิน ๘ ปีไม่ได้ท่านจะยุบสภา วันไหนเราก็ไม่รู้ หรือว่าท่านจะดำเนินการอย่างไรเราก็ไม่รู้ เราก็กลัวว่าสภาจะหมดอายุไป และกฎหมายอาจจะตกไปได้ ดังนั้นก็คิดว่าจะไม่รับก็ไม่ได้ก็จำใจจะต้องรับผ่านไปก่อนวันหน้า ค่อยว่ากันใหม่ ขอให้กฎหมายได้ออกไปใช้บังคับเพื่อให้ประชาชนได้มีสิทธิเสรีภาพที่ดีกว่านี้ ที่ถูกต้องต่อไปนะครับ ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานอย่างสูงที่ให้โอกาสครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสงวน ตามด้วย พลตำรวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สงวน พงษ์มณี ส.ส. พรรคเพื่อไทย เขต ๑ ท่านประธานครับในสมัยประชุมนี้นับว่าสภาของเรา ได้พิจารณากฎหมายสำคัญที่เราเรียกร้องต้องการกันมาหลายปีหลายฉบับ ตั้งแต่กฎหมาย ที่โทษอาญาเล็กน้อยปรับเป็นพินัย กฎหมายว่าด้วยการให้กำหนดเวลาในการดำเนินคดี ทางอาญาของผู้ถูกดำเนินคดีทางอาญาการว่าควรจะมีอายุเวลาสักเท่าไรในการดำเนินคดีกัน มาฉบับนี้ก็อีกเหมือนกันท่านมันเป็นกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่ควรจะมี ใครที่ไม่เคย ตกอยู่ในภาวะว่าครอบครัวถูกกระทำการโดยที่ไม่เป็นธรรม การกระทำการโดยไม่เป็นธรรม คือเอารัดเอาเปรียบกันในการดำเนินคดีอยู่ในจุดที่อันตรายมากสำหรับความขัดแย้งท่านครับ วันนี้ปัญหาความขัดแย้งมาก ๆ ของประเทศไทยส่วนหนึ่งเนื่องจากว่าครอบครัวเคยถูก ทำร้าย ครอบครัวถูกดำเนินคดี ถูกอุ้มฆ่า อุ้มหาย ลูกหลานก็มีความเครียดแค้นทางสังคม เข้ามาดำเนินชีวิตที่ไม่สนใจอะไรต้องการจะแก้แค้นอย่างเดียวก็มีนะครับท่านครับ แต่พอเรา มาดูว่าหลักการใหญ่มันป้องกันการจับกุมทรมาน แต่การแก้ปัญหาของการจับกุมและ ไปทรมานก็บอกว่าต้องให้อำนาจ คณะกรรมการสามารถเข้าไปตรวจสอบติดตามได้โดยพลัน ก็ถูกตัดออกจาก ส.ว. ท่านไม่เห็นด้วย หลาย ๆ เรื่องนะครับ อย่ามาตรา ๑๔ ก็เปลี่ยนแปลง องค์ประกอบของกรรมการ เขาก็ตัด พยายามจะเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของคณะกรรมการ มาตรา ๑๕ ก็ตัดกระบวนการสรรหา มาตรา ๒๐ (๗) ตัดการเข้าไปติดตามตรวจค้นในขณะ ที่ถูกจับกุมไม่ให้มี ไม่ให้ทำ แล้วก็มาตรา ๓๒ ก็เรื่องของอายุความ ผมพูดรายละเอียดเหล่านี้ คร่าว ๆ เพื่อจะบอกว่าถ้าสมมุติเราจะตั้งกรรมการร่วมกันก็คงจะยืดไปอีก ผมจึงเห็นด้วยกับ หลาย ๆ ท่านที่บอกว่าจำเป็นต้องยอมรับในการแก้ไขไปก่อน เราใช้คำว่า เรายอมรับที่ท่าน ส.ว. แก้ไขไปก่อนนะครับ ให้กฎหมายฉบับนี้ได้ประกาศใช้เสีย เราก็จะรู้ว่าบ้านเรามีหลักประกันแล้ว ประเด็นไหนก็ตามที่เราเจ็บปวดอยากจะให้แก้ไขอยากให้รีบทำมันเกิดทำไม่ได้กฎหมาย ประกาศใช้ไม่ได้เราก็จะผิดหวังเหมือนรัฐบาลก่อนที่เราถูกยึดอำนาจเราก็จะทำแต่เราไม่ได้ทำ มันก็ทิ้งช่วงมาตั้งหลายปี เสมือนกับว่าเขาไม่ต้องการให้ประกาศจะใช้กฎหมายนี้ในสมัยที่มี สภานิติบัญญัติ แต่มาวันนี้รัฐสภาทั้ง ๒ สภาแม้มีความเห็นต่างกันก็ยังเป็นเรื่องที่ยอมกันได้ ผมพูดทั้งหมดมาผมเห็นว่ากฎหมายที่เราเลื่อนมาอีกฉบับหนึ่งก็สำคัญกฎหมายนี้ก็ยิ่งสำคัญ ก็อยากจะให้ประกาศใช้ จะเป็นหลักประกันสำหรับคนที่ถูกดำเนินคดีว่าฉันนะจะมี หลักประกันแล้วกฎหมายเป็นอย่างนี้ คุณเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่าทำเกินกว่าเหตุนะ แล้วเจ้าหน้าที่ของรัฐแม้จะตัดพวกนี้ออกไปแล้ว ผมคิดว่าสำนึกของท่านและครอบครัว ของท่านก็จะระมัดระวังในการทำงาน เพราะถ้าหากว่ามีการจับได้ไล่ทันท่านจะถูกลงโทษ อย่างหนักในบทลงโทษ ผมคิดว่าแค่นี้ก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี จึงเห็นด้วยกับถ้าสภาของเรา จะยอมรับการแก้ไขของ ส.ว. เพื่อจะให้ทางรัฐสภาดำเนินไปตามมาตรา ๘๑ เพื่อจะปฏิบัติ ตามบททั่วไปมาตรา ๒ ว่าเราจะต้องทูลเกล้าฯ ถวายกฎหมายนี้ขึ้นไป ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยกับการตัดและยอมรับว่าเราควรประกาศใช้โดยเร็วครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ต่อไปเชิญท่านพลตำรวจตรี สุรินทร์ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พลตำรวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ เกี่ยวกับเรื่องพิจารณากรณีวุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. .... เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งครับ เราเห็นว่า น่าจะมีการรับไว้ก่อนเพราะรัฐบาลของเรา สภาของเราก็ดีอยู่ไม่นานแล้วตรงนี้ และมันเสียหาย อย่างรุนแรงที่เราไม่คาดคิดมาก่อน ในกรณีของหะยีสุหลงถูกอุ้ม เราต้องยอมรับว่าก็มาจาก ข้าราชการ และผลปรากฏอย่างไร เกิดบีอาร์เอ็น (BRN) เกิดความวุ่นวายขึ้นมา จนถึงบัดนี้ ยังไม่จบสาเหตุใหญ่ก็มาจากตรงนั้นล่ะครับ🔗
แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งที่เราเห็นชัด ๆ เรื่องของอัลรูไวลี ซึ่งเป็นคนสนิทของทูต ซาอุดีอาระเบียที่ถูกฆ่าตาย แล้วก็มีการอุ้มกัน ปรากฏว่าอย่างไรครับ ๓๒ ปีที่เรามีการตัด ความสัมพันธ์ระหว่างซาอุดีอาระเบียกับรัฐบาลไทยเพิ่งเกิดขึ้นในปีนี้ ความสัมพันธ์เริ่มดีขึ้น ๓๒ ปีเราขาดอะไรไปบ้าง เรื่องของ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่หะยีสุหลงถูกอุ้ม แล้วก็ มีข่าวว่าพาไปถ่วงน้ำ ถามว่าก่อนหน้านั้นไปทรมานอย่างไรบ้าง เราไม่มีสิทธิที่จะรู้ได้เลยครับ การหายตัวไปของทนายสมชาย นีละไพจิตร เราก็รู้ว่าสาเหตุจากอะไร จากทนายสมชาย ไปดำเนินการในเรื่องของการซ้อมที่จังหวัดนราธิวาสเพื่อจะไปฟ้องศาลปรากฏว่าทนาย สมชายได้หายไป การหายไปของ สจ. พักคูรอซี ที่สนามบินดอนเมืองมีการเช็กอิน (Check in) ที่สายการบินนกแอร์เรียบร้อยแล้วแล้วก็หายไป ปรากฏว่ากล้องวงจรปิดก็ดี อะไรก็ดี ในสนามบินดอนเมืองไม่มีเลย อันนี้คือการสูญเสียอย่างรุนแรง รีบออกกฎหมายนี้เสียครับ การจับก่อนแล้วเอาไปทรมานไปหาหลักฐานมันจะไม่มีขึ้น เราเสียหายมามากแล้ว ในปี ๒๕๔๗ ในช่วงนั้นเรื่องของทนายสมชายก็ดี ตั้งแต่มีการปล้นปืนมามีคนสูญหายเป็นจำนวนมาก ฉะนั้นเป็นวิธีเดียวที่เราจะยอมรับก็คือหมายความว่าอยากได้ อยากให้มันผ่านสภานี้ไป ไม่ต้องตั้งกรรมการร่วมอะไรทั้งหมดแล้ว เพราะว่าโอกาสมันมีน้อยนิดและเราเสียหายมาก ผมคิดว่าถ้าคิดเป็นเงินนะครับ เป็นล้าน ล้าน ล้าน ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งเศรษฐกิจ แล้วก็ทุกอย่างนะครับ โดยเฉพาะเงินงบประมาณแผ่นดินที่ไปใช้จ่ายในการปราบปรามก็ใช้ ตรงนั้นก็หลายแสนล้านบาท แล้วด้านเศรษฐกิจอีกล่ะครับ ตรงนี้อีกมากมายนะครับ การตัด ความสัมพันธ์ระหว่างซาอุดีอาระเบียกับรัฐบาลไทย ๑. คนงานของเรา ๒. ในการส่งสินค้า ไปขายซาอุดีอาระเบีย ตัดขาดไป ๓๒ ปี จากปัญหาอย่างเดียวคืออยากได้ตำแหน่ง ใครสนิท กับใครถือว่าต้องรู้ก็อุ้มไปก่อนไปทรมาน ถ้าได้หลักฐานก็เอามาไปหาหลักฐาน ถ้าไม่ได้ หลักฐานก็ฆ่าทิ้ง ต้องรีบออกโดยด่วนนะครับ และเรื่องนี้ต้องให้ผ่านสภานี้ไปได้ครับ ขอขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ยังมีท่านสมาชิกท่านใดที่จะร่วมแสดงความคิดเห็นอะไรไหมครับ🔗
ถ้าไม่มีต่อไป ผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมของวุฒิสภาหรือไม่ โดยก่อนลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ🔗
ขอเชิญ ท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกเข้าห้องประชุมนะครับ เพื่อเราจะได้ลงมติในเรื่องด่วนที่ ๙ พิจารณากรณีวุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. .... ซึ่งท่านสมาชิกเราก็ได้แสดงความคิดความเห็นไป พอสมควรแล้วนะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกนะครับ ท่านสมาชิกที่อยู่ในห้อง กรุณาเสียบบัตรแสดงตนนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมหมายเลข ๐๙๕ แสดงตนครับ ชาดา ไทยเศรษฐ์ ครับ🔗
ท่านชาดา แสดงตนนะครับ สมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้แสดงตนเชิญนะครับ ถ้าท่านสมาชิกแสดงตน ทุกท่านแล้ว ผมขอปิดการแสดงตนนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ในขณะนี้ ๒๗๓ ท่านบวก ๑ ท่านเป็น ๒๗๔ ท่าน ครบองค์ปะชุมครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ ท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมของวุฒิสภา โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นชอบด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมของวุฒิสภาโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญใช้สิทธิลงคะแนนครับ🔗
มีท่านสมาชิก หลายท่านที่กำลังวิ่งเข้ามาเชิญนะครับ ใช้สิทธิลงคะแนนครับ ลงคะแนนทุกท่านแล้วนะครับ ผมขอปิดการลงคะแนนครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้ลงมติ ๒๘๙ ท่าน เห็นด้วย ๒๘๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีเป็นอันว่าที่ประชุม มีมติเห็นชอบด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมของวุฒิสภาแล้วก็ถือว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๓๗ (๓) แล้วนะครับ🔗
ต่อไปจะเป็น การพิจารณาเรื่องด่วน🔗
๖. พิจารณากรณีวุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติมาตรการป้องกัน การกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. ....🔗
ด้วยประธาน วุฒิสภาได้มีหนังสือแจ้งว่าในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๑๔ สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ ๑ วันจันทร์ที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕ ที่ประชุมได้พิจารณาและลงมติให้แก้ไขเพิ่มเติม ร่างพระราชบัญญัติมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ ความรุนแรง พ.ศ. .... และให้ส่งร่างข้อบัญญัติดังกล่าวมายังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อดำเนินการ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๓๗ (๓) ทั้งนี้ในการพัฒนาตามมาตรา ๑๓๗ (๓) ของรัฐธรรมนูญถ้าสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมให้ถือว่าร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาแล้ว และให้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๑ แต่ถ้าสภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นชอบด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมให้แต่ละสภาตั้งบุคคลซึ่งเป็น หรือมิได้เป็นสมาชิกแห่งสภานั้น ๆ มีจำนวนเท่ากันตามที่สภาผู้แทนราษฎรกำหนดประกอบ เป็นคณะกรรมาธิการร่วมกันเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ และให้รายงานและเสนอ ร่างพระราชบัญญัติที่ได้ร่วมกันพิจารณาแล้วต่อสภาทั้งสองถ้าสภาทั้งสองได้เห็นชอบ ให้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๑ แต่ถ้าสภาใดสภาหนึ่งไม่เห็นชอบด้วย ไม่ว่าอีก สภาหนึ่งจะได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้แล้วหรือไม่ให้ยับยั้งร่างพระราชบัญญัติไว้ก่อนตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๗ (๓) มีสมาชิกท่านใดจะอภิปรายไหมครับ ท่านสมาชิกก็ได้มีท่านสมาชิก แจ้งความจำนงมาแล้วตอนนี้ ๔ ท่าน ท่านแรกท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ท่านที่ ๒ ท่านพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ท่านที่ ๓ พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ และท่านที่ ๔ ท่านสุทัศน์ เงินหมื่น เชิญท่านณัฐวุฒิ บัวประทุมครับ🔗
ท่านประธานครับขอให้ ท่านพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เป็นคนแรกได้ไหมครับ ท่านขอแจ้งไว้แบบนั้นครับท่าน🔗
ไม่เป็นไรครับ ถ้าอย่างนั้นก็เชิญนางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เชิญครับ🔗
ขอบพระคุณท่านณัฐวุฒิ ดิฉัน นางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒ กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐค่ะ ต้องขอบพระคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสดิฉันได้อภิปราย ในการพิจารณากรณีวุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติมาตรการป้องกันการกระทำ ความผิดซ้ำในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. .... ซึ่งสภาเราก็ได้ทำการ พิจารณาไปแล้วในครั้งหนึ่ง ต้องบอกว่าในตัวร่างพระราชบัญญัตินี้ ดิฉันในฐานะผู้เสนอ ร่างพระราชบัญญัติคู่กับกระทรวงยุติธรรม อันดับแรกค่ะ ก็ต้องขอขอบพระคุณเพื่อนสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน รวมทั้งสมาชิกวุฒิสภาที่ได้เห็นชอบในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยมีเสียงเป็นเอกฉันท์รวมไปถึงคณะรัฐมนตรีที่ได้ร่วมผลักดันร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ อย่างเต็มที่ นั่นสะท้อนให้เห็นค่ะว่าพวกเราพยายามที่จะทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน แล้วก็แสดง ให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องบังคับใช้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ค่ะ ดิฉันจะขออนุญาต ได้อภิปรายถึงสาระสำคัญโดยสังเขปอีกครั้งเพื่อที่ให้เพื่อนสมาชิกได้ตัดสินใจในการที่จะ ลงมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้อีกครั้งหนึ่งค่ะ แน่นอนว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ชื่อก็บอกอยู่แล้วค่ะ มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ ดังนั้นตรงตัวเลยค่ะ ก็คือว่า ร่างพระราชบัญญัตินี้มีขึ้นมาเพื่อที่จะป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ โดยเป็นในลักษณะ ของการที่จะพยายามส่งเสริมการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำความผิดในคดีอุกฉกรรจ์ที่มีความรุนแรง ซึ่งประกอบไปด้วย ๓ ความผิดด้วยกัน นั่นก็คือความผิดเกี่ยวกับเพศ อย่างเช่น ข่มขืนกระทำชำเรา ข่มขืนเด็ก กระทำอนาจาร ความผิดที่ ๒ คือความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย อย่างเช่น การฆ่าคนตาย ทำร้ายร่างกาย จนอันตรายสาหัส และสุดท้ายเป็นความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพอย่างเช่นการเรียกค่าไถ่นะคะ ซึ่งในการอภิปรายคราวก่อนดิฉันก็ได้ยกตัวอย่างคดีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยที่เป็น เหตุการณ์สะเทือนขวัญต่าง ๆ ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นอีกนะครับ เพราะว่าผู้ที่ได้รับการปล่อยตัวนั้น มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงที่จะกระทำความผิดซ้ำ แต่เราไม่มีกลไกใด ๆ ที่จะไปป้องกันและแก้ไข ปัญหาเหล่านี้ ดังนั้นจึงเป็นที่มาของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดย พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็ได้กลับมา ณ สภาแห่งนี้อีกครั้งเนื่องจากว่าทางวุฒิสภาได้มีการแก้ไข ซึ่งการแก้ไขทั้งสิ้น ๑๒ มาตรา เมื่อพิจารณาในรายละเอียดแล้วเห็นมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลัก ๆ คือ ๒ มาตราด้วยกัน นั่นก็คือมาตรา ๒๑ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการใช้มาตรการทางการแพทย์ซึ่งเป็นสิ่งที่ทั้ง ทางสังคมและสื่อมวลชนให้ความสนใจในประเด็นของเรื่องการฉีดไข่ฝ่อ ถึงแม้ว่าอาจจะ ไม่มีศัพท์นี้ในพระราชพระราชบัญญัติกฎหมายฉบับนี้ แต่ในส่วนมาตรการตรงนี้ก็อาจจะเป็น ส่วนหนึ่งที่ใช้ในเรื่องของมาตรการทางการแพทย์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมาตรการต่าง ๆ ไม่ได้มี เฉพาะมาตรการทางการแพทย์เท่านั้นแต่ยังมีมาตรการถึงมาตรการการเฝ้าระวังไม่เกิน ๑๐ ปี อย่างเช่น การติดกำไลอีเอ็ม (EM) การรายงานตัว มาตรการคุมขังหลังพ้นโทษไม่เกิน ๓ ปี คือควบคุมผู้พ้นโทษที่มีความเสี่ยงจะกระทำความผิดซ้ำในคดีอุกฉกรรจ์ หรือการคุมขัง ฉุกเฉินไม่เกิน ๗ วัน อย่างเช่นถ้าผู้ถูกเฝ้าระวังจะกระทำความผิดซ้ำหรือมีเหตุฉุกเฉินและไม่มี มาตรการอื่นใดที่จะยับยั้งการกระทำความผิดหรือก่อการเหตุซ้ำได้แล้วเราจะสามารถขอ คุมขังฉุกเฉินได้ทันทีค่ะ ซึ่งมาตรการต่าง ๆ เหล่านี้ที่จะมีคณะกรรมการมาพิจารณาว่า ผู้ที่กระทำความผิดที่เข้าข่าย ๓ ความผิดด้วยกันที่ได้กล่าวมาข้างต้นนี้จะถูกบังคับใช้ในการ บำบัดฟื้นฟูอย่างไร รวมไปถึงหลังการปล่อยตัวจะเข้ารับมาตรการอย่างไร ซึ่งอย่างที่ได้ นำเรียนค่ะ มาตรการทางการแพทย์เป็นเพียง ๑ ใน ๑๓ มาตรการที่จะนำมาป้องกัน การกระทำความผิดซ้ำ แต่แน่นอนเมื่อเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนเราก็จะต้องพิจารณา พ.ร.บ. ฉบับนี้กันอย่างละเอียดรอบคอบค่ะ ซึ่งในตัวของพระราชบัญญัติในมาตรา ๒๑ ก็คือ เป็นเรื่องของการที่จะใช้มาตรการทางการแพทย์ให้ดำเนินการผู้ประกอบโดยผู้ประกอบ วิชาชีพเวชกรรมอย่างน้อย ๒ คน ซึ่งมีความเห็นพ้องต้องกัน ทางวุฒิสมาชิกได้เพิ่มข้อความว่า ทั้งนี้ต้องเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขาจิตเวชและสาขาอายุรศาสตร์อย่างน้อยสาขาละ ๑ คน และหากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมเห็นว่าจำเป็นจะต้องมีการใช้ยา หรือด้วยวิธีการรูปแบบอื่น ให้กระทำได้เมื่อผู้กระทำความผิดยินยอม เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ดิฉัน ต้องขออธิบายขยายความในประเด็นนี้อีกสักนิดหนึ่งเพื่อทำความเข้าใจหลังจากที่สังคม ก็มีประเด็นคำถามเหล่านี้มากมายว่าแล้วถ้าผู้กระทำความผิดไม่ยินยอมที่จะใช้มาตรการ ทางการแพทย์ค่ะ จะทำอย่างไร มาตรการทางการแพทย์เราอาจจะนำมาใช้พิจารณาในวรรคสอง ของมาตรา ๒๑ กรมราชทัณฑ์จะนำผลของการใช้มาตรการทางการแพทย์ตามวรรคหนึ่งมาใช้ เป็นเงื่อนไขประกอบการพิจารณาลดโทษ พักการลงโทษ หรือให้ประโยชน์อื่นใดเป็นผลให้ ผู้กระทำความผิดได้รับการปล่อยตัวก่อนกำหนด นั่นหมายความเราก็อาจจะนำมาเป็นส่วน ในการพิจารณาลดโทษได้ หรือทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็มีมาตรการอีก ๑๒ มาตรการที่จะป้องกัน กระทำความผิดซ้ำดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นที่ไม่ใช่มาตรการทางการแพทย์มาใช้พิจารณากับ ผู้ที่ไม่ยินยอมใช้มาตรการทางการแพทย์ได้อีก สำหรับในส่วนของอีกข้อคือมาตรา ๓๔ ทางวุฒิสมาชิกได้เพิ่มข้อความในวรรคสองคือผู้ใดถูกคุมขัง ผู้ใดถูกสั่งให้คุมขังภายหลัง การพ้นโทษให้กรมราชทัณฑ์คุมขังไว้ในสถานที่คุมขังที่มิใช่เรือนจำ และจะปฏิบัติต่อผู้ถูกคุมขัง เสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้ นั่นก็เป็นเรื่องของสิทธิและเสรีภาพของผู้ที่กระทำความผิด ที่ได้รับการปล่อยตัวไปแล้ว ซึ่งดังที่ดิฉันได้อภิปรายมาทั้งหมดก็แสดงให้เห็นถึงประเด็นที่ การแก้ไขของทางท่านวุฒิสมาชิก ดิฉันเห็นว่าการแก้ไขนี้ไม่ได้ทำให้สาระสำคัญที่สภาผู้แทนราษฎร ได้เคยเห็นชอบไปแล้วในสภาแห่งนี้เปลี่ยนแปลงแต่อย่างไร แต่อีกทั้งยังจะช่วยทำให้ ตัวกฎหมายมีความละเอียดรอบคอบและรัดกุมมากขึ้นครับ ท่านประธานดังที่ได้อภิปราย มาทั้งหมดคงทำให้เพื่อนสมาชิกได้เห็นแล้วถึงความจำเป็นที่สภาแห่งนี้จะต้องเร่งในการ พิจารณาและบังคับใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้อย่างเร่งด่วนครับ เพื่อเป็นกลไกในการที่จะ ขับเคลื่อนด้านความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นในการดำรงชีวิตให้กับพี่น้องประชาชน และพวกเราคนไทยทุกคนได้อยู่ในสังคมนี้อย่างปลอดภัย ดิฉันจึงอยากขอให้เพื่อนสมาชิก ทุกท่านได้เห็นถึงความสำคัญในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ และเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. ที่ทางวุฒิสภา ได้มีการแก้ไขขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทอง ท่านประธานครับ ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ มาตรการป้องกันและการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง ซึ่งทางวุฒิสภาได้ลงมติเห็นชอบ แล้วก็มีรายละเอียดที่แตกต่างจากในชั้น ส.ส. อยู่ทั้งหมด ๑๑ ข้อหรือ ๑๒ ข้อด้วยกันครับ ผมอยากจะอย่างนี้ท่านประธานครับ กฎหมายฉบับนี้ เป็นกฎหมายที่มีความท้าทายครับ มีความท้าท้ายต่อสังคม มีความท้าทายต่อการจับตา ของนานาอารยประเทศ มันต้องสร้างดุลยภาพหรือความสมดุลกันครับระหว่างของการจำกัดสิทธิ หรือวิธีการที่ใช้ในการลงโทษผู้กระทำความผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในความผิดเกี่ยวกับเพศ ซึ่งก็อาจจะมีอยู่จำนวนไม่มากนักที่มีโอกาสในการกระทำความผิดซ้ำ แต่ถึงแม้จะมีจำนวน ไม่มากแต่ส่งผลกระทบต่อตัวผู้เสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อร่างกายจิตใจ หรือแม้กระทั่งถึงขนาดการเสียชีวิต และผลกระทบต่อคนรอบข้างอย่างมีนัยสำคัญซึ่งเป็นสิ่งที่ เรามิอาจมองข้ามได้ แต่วิธีการจำกัดสิทธิหรือใช้ในการลงโทษผู้กระทำความผิดนั้นก็ต้อง สร้างดุลภาพว่าจะต้องไม่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนเขา สิทธิความเป็นพลเมืองของเขา ถึงแม้เขาเองจะถูกลงโทษตัดสินว่ามีความผิด แต่ความเป็นพลเมืองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ของพวกเขานั้นยังเต็มตัวอยู่ตลอดเวลาและไม่มีใครพรากสิ่งเหล่านั้นไปจากพวกเขาได้ ผมมีอยู่ ๔ กรอบที่ใช้ในการอภิปรายต่อร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ครับ ในกรอบที่ ๑ ก็คือ ประเด็นที่สำคัญยิ่งครับที่ปรากฏอยู่ในกรณีของการใช้มาตรการทางการแพทย์หรือวิธีการอื่นใด ที่เกี่ยวข้องในมาตรา ๒๑ ผมไม่ได้พูดเองแต่มาตรานี้เป็นที่พูดกันในสื่อสารมวลชนหรือ คนทั่วไปว่านี่เรากำลังจะใช้วิธีการฉีดไข่ให้ฝ่อหรือในภาษาอังกฤษที่เรียกว่า เคมิคอล คาสเตรชัน (Chemical Castration) กับผู้ต้องหาเด็ดขาดที่อาจมีโอกาสกระทำ ความผิดซ้ำในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศใช่หรือไม่ สภาผู้แทนราษฎรได้จำกัดสิทธิอย่างยิ่งว่า กรณีการกระทำดังกล่าวนั้นจะต้องเป็นไปบนพื้นฐานที่ต้องมีผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ให้ความเห็นชอบ ต้องได้รับความยินยอมจากตัวของผู้ต้องขังและในกระบวนการเงื่อนไข ต่าง ๆ นั้นจะต้องมีการประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ อาจจะเป็นประกาศหรือระเบียบ หรือกฎกระทรวงสาธารณสุขหรือกระทรวงยุติธรรมก็แล้วแต่ วุฒิสภาไปแก้บางส่วนครับ🔗
ส่วนแรกคือการแก้ในกรณีผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมนั้นท่านแยกให้เห็นว่า จะต้องมีผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ๑. สาขาจิตเวชศาสตร์ กับ ๒. สาขาอายุรศาสตร์ จิตเวชศาสตร์นี้ผมเห็นด้วยแล้วก็เป็นประเด็นที่ผมอภิปรายทั้งในวาระหนึ่งแล้วก็ในชั้น กรรมาธิการว่าผมคิดว่าอย่างน้อยที่สุดจำเป็นต้องมี เพิ่มอายุรศาสตร์เข้าไปก็คงไม่เสียหาย แต่ประการใด แต่ผมติดใจครับในการเพิ่มเติมข้อความของคำว่า นอกเหนือจากการใช้ยา ซึ่งเราเข้าใจว่าคือการใช้ยาในการปรับฮอร์โมน อาจจะมีวิธีการรูปแบบอื่น ๆ ผมคงต้องค้น และต้องดูว่าวิธีการประชุมของวุฒิสภานั้น วิธีการรูปแบบอื่น ๆ นั้นท่านหมายความแค่ไหน เพราะนี่กำลังอาจจะกลายเป็นช่องทางในการละเมิดสิทธิของผู้ต้องขัง อีกทั้งยังระบุตอนท้าย ว่าเว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น กฎหมายที่จำกัดสิทธิต้องเขียนให้ชัดครับ การเขียนแบบนี้หมิ่นเหม่ต่อการที่จะเปิดช่องให้มีวิธีการที่หลากหลายในการควบคุมหรือลงโทษ ผู้ต้องขังที่มีโอกาสกระทำความผิดซ้ำซึ่งต้องเขียนให้ละเมียดละไม ต้องเขียนให้ชัดเจนกว่านี้ และต้องมีรูปแบบรูปธรรมที่ชัดเจนว่านั่นหมายถึงอย่างไร แบบใด ประการใดซึ่งเป็นสิ่งที่ อาจจะต้องระวังครับ🔗
ประการที่ ๒ ที่วุฒิสภามีการพิจารณาก็คือเรื่องของการเพิ่มเติมสถานที่คุมขัง นักโทษภายหลังการพ้นโทษในกรณีมีความเสี่ยงว่าเขาอาจจะกระทำความผิดซ้ำ ผมคิดว่าวุฒิสภา เพิ่มเติมไม่เสียหายครับ ก็คือการพูดให้ชัดซึ่งจริง ๆ สภาผู้แทนราษฎรเราก็พูดแต่เราไม่อยาก มีการปรับแก้ข้อความเข้าไปว่าสถานที่คุมขังต้องไม่ใช่เรือนจำ สถานที่คุมขังต้องไม่ใช่คุก ฉะนั้น คงเป็นหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรมจะต้องไปออกรูปแบบสถานที่คุมขังในกรณีแบบนี้ว่า จะสร้างรูปแบบมาตรฐานแบบใดเพิ่มเติมอย่างไร อย่าเขียนแต่เพียงข้อความในกฎหมายซึ่งผม เห็นด้วยและสนับสนุนว่านี่เป็นการย้ำให้ชัดว่าต้องไม่ใช่เรือนจำ ต้องไม่ใช่คุก แต่รูปสถานที่นั้น ที่เป็นสถานที่คุมขังที่รองรับนั้นคงต้องมีความชัดเจนไปกว่านี้ นั่นเป็นเงื่อนไขประการที่ ๒🔗
เงื่อนไขประการที่ ๓ ที่วุฒิสภามีการปรับแก้ ผมคงไม่ลงรายละเอียดนะครับ เพราะเป็นการแก้ไขข้อความที่มีการผิดหลง ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรเราก็คงต้องระมัดระวัง มากกว่านี้ เช่น ในกรณีที่ท่านแก้จากคำว่า พื้นฟู ของเราเป็นคำว่า ฟื้นฟู นี้ถูกต้อง ท่านแก้ จากคำว่า กรมคุมประพฤติ เป็น พนักงานคุมประพฤติ ก็ถูกต้องเพื่อให้เห็นในทางปฏิบัติ อันนี้ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีที่พวกเราเห็นช่องทางที่ท่านวุฒิสภาติงเข้ามา เพียงแต่ว่า กระบวนการติงแบบนี้หากสภาผู้แทนราษฎรยันก็ต้องมีการตั้งกรรมาธิการร่วมหลายครั้ง กฎหมายที่สำคัญและจำเป็นอาจจะไม่ได้ถูกใช้ในกรอบเวลาที่ควรหรืออาจจะตกไปเพราะเหตุ ดังกล่าว ฉะนั้นช่องทางนี้ดีครับ แต่ผมคิดว่าในอนาคตคงต้องมาปรับรูปแบบในรัฐธรรมนูญกันว่า การติติงของวุฒิสภานั้นคงไม่ใช่การนำไปสู่การตั้งกรรมาธิการร่วมแต่ต้องกลับมาเบ็ดเสร็จ ที่สภาผู้แทนราษฎรที่เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน🔗
ในประการที่ ๔ ประการสุดท้ายก็คือประเด็นเรื่องของสิทธิในการอุทธรณ์ต่าง ๆ อย่างที่ผมเรียนท่านประธานแต่ต้นว่ากฎหมายฉบับนี้ต้องใช้อย่างระมัดระวังนะครับ เพราะเป็น กฎหมายที่จำกัดสิทธิและกระทบต่อสิทธิของผู้ต้องขังและครอบครัวและญาติพี่น้องของเขา สภาผู้แทนราษฎรเราบอกว่าการอุทธรณ์นั้นจะต้องเป็นการอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย แต่วุฒิสภาท่านได้เพิ่มว่าไม่จำเป็นต้องเป็นข้อกฎหมายเท่านั้น ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย สามารถอุทธรณ์ได้ทั้งคู่ภายในระยะเวลา ๑ เดือน เพียงแต่ผมห่วงประเด็นวรรคสองที่ท่าน เพิ่มเข้ามา วรรคสองของมาตรา ๔๒ ท่านเพิ่มบอกการยื่นอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลา การบังคับ ตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ผมไม่ทราบเจตนารมณ์ของท่าน แต่กลายเป็นว่ามาตรการที่ท่าน บอกจะใช้ตามมาตรา ๒๑ หากผู้ต้องขังอุทธรณ์แล้วจะฉีดยาเขาอย่างไรครับ เพราะว่านี่บอกว่า ไม่เป็นการทุเลาการบังคับ แสดงว่าทำไปก่อนแล้วค่อยมาดูว่าสุดท้ายคำสั่งของศาลอุทธรณ์นั้น จะเป็นอย่างไร ซึ่งผมคิดว่าการเขียนแบบนี้ไม่ระมัดระวังอย่างมากพอ ถึงแม้ว่ากรณีการใช้ การฉีดยาหรือการใช้ยา ที่เป็นหนึ่งในมาตรการทางการแพทย์นั้นจะต้องได้รับความยินยอมแต่มันไม่ครอบคลุม ประเด็นนั้น ผมคิดว่านี่เป็นประเด็นที่วุฒิสภาอาจจะไม่ละเมียดละไมอย่างเพียงพอครับ แต่อย่างไรตามทั้งหมดทั้งมวลผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่แค่สิ่งที่อยู่ในกฎหมายแต่เป็นสิ่งที่ ต้องป้องปรามและป้องกันตั้งแต่ต้นที่ต้องระมัดระวังมิให้คนที่มีโอกาสไปก่อการกระทำ ความผิดในเรื่องเพศนั้นมีโอกาสที่จะกระทำความผิดซ้ำ ส่วนเมื่อเขากระทำความผิดครับ สังคมต้องมีที่ยืนและมีวิธีการที่เหมาะสม ผมย้ำคำนี้คำสุดท้ายนะครับ รายบุคคลมิใช่ตัดเสื้อโหล แต่เป็นการแก้ไขปัญหารายบุคคลให้ผู้ต้องขังเพื่อไม่ให้เขาไปกระทำความผิดในลักษณะ แบบเดียวกันนี้อีก แบบนี้ต่างหากที่สังคมก็จะได้ประโยชน์ ประชาชนก็จะได้รับความสงบเรียบร้อย ตามเจตนารมณ์ที่ท่านต้องการ แล้วก็เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่สำคัญในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ครับ ในภาพรวมพรรคก้าวไกลเห็นว่าเป็นกฎหมายที่มีนัยที่ดีขึ้น และการแก้ไขนั้นมิได้มีการตัด สาระสำคัญแต่ประการใด เราจึงเห็นชอบให้มีการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้โดยการลงมติ เห็นชอบในวันนี้ครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญพลตำรวจตรี สุพิศาล ตามด้วยท่านสุทัศน์ เงินหมื่น นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมขออนุญาต มีส่วนอภิปรายในพระราชบัญญัติฉบับนี้ด้วยที่เกี่ยวกับเรื่องการซ้อมทรมาน พระราชบัญญัติ ฉบับนี้ส่งคืนกลับมาจะมีอยู่ ๒ ประเด็นที่หลัก ๆ คือประเด็นของมาตรา ๒๑ แล้วก็มาตรา ๓๔ สิ่งที่อยากให้เพิ่มเติมโดยเฉพาะหลักการแล้วนั้นท่าน ส.ส. ณัฐวุฒิ ก็บอกแล้วว่าเราเห็นด้วย แต่ยังมีคอมเมนต์ (Comment) นิดหน่อยนะครับ โดยมาตรา ๒๑ นั้นมีการแก้ไข โดยเฉพาะ มีหมอที่เข้าไปเกี่ยวข้อง โดยหมอจิตเวช หมออายุรเวท แต่ประเด็นของผมท่านประธานครับ ในวรรคสุดท้ายของมันที่บอกว่า หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ในการใช้มาตรการทางการแพทย์ ให้เป็นไปตาม และมาตรการอื่น ๆ ที่เขียนไว้เฉย ๆ ในวรรคหนึ่งมันคืออะไรนะครับ ถ้าไม่เขียน วิธีหลักการไว้มันจะหายไป เพราะในวรรคหนึ่งนี้ไม่ต้องบอกด้วยว่าคำแนะนำของคณะกรรมการ เป็นการใช้ได้ดุลพินิจไปได้เลย ท่านประธานครับ นั่นคือประเด็น ๆ หนึ่งครับ🔗
ผมมาที่มาตรา ๓๔ ท่านประธานครับ อันนี้ดีครับ ผมขอบคุณที่ทางสภา ข้างบนนี้ได้ให้ความเห็นใจของมาตรานี้จำนวนมาก ในเนื้อความที่ปรากฏในวรรคสองของ มาตรา ๓๔ นั้นขยายครับ ขยายความชัดเจนของการคุมขังของกลุ่มผู้กระทำความผิดซ้ำ สิ่งสำคัญคือการที่บอกชัดเลยว่าห้ามใช้เรือนจำ อันนี้สิ่งแรกที่ผมเคยพูดไว้ในวาระแรกว่า จะใช้เรือนจำ ขอบเขตของเรือนจำเป็นพื้นที่ขังหรือคุมขังตามคำนิยามนั้นไม่ได้โดยเด็ดขาด เพราะว่าเขาเป็นผู้กระทำความผิดซ้ำ แล้วตอนนี้ถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์แล้ว เพียงแต่สิ่งที่เขาเคย ทำซ้ำ ๆ ยังอยู่ในจิต อยู่ในภาวะของบุคคลที่อาจจะกระทำอีก เพราะฉะนั้นการปฏิบัติตัว ผู้คุมขังจะเหมือนผู้กระทำผิดมิได้ อันนี้ชัดเจนนะครับ อันนี้ต้องคำนึงถึงมาตรา ๒๙ ของรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน แต่ประเด็นของผมมีในส่วนที่เกี่ยวข้องเนื้อหาของมาตรา ๓๔ นี้ ที่จะสนับสนุนนะครับ เพื่อให้ความชัดเจนของมาตรานี้ได้มีมากขึ้นครับ เราต้องพิจารณา และแยกแยะของประเด็นดังกล่าวนี้ให้ครบถ้วน เพราะอะไรครับ เพราะในเรื่องของการใช้ อำนาจในการคุมขังนี้ซึ่งเป็นหลักการต้องมุ่งเน้นในการแก้ไขปัญหา โจทย์มันคือเขาจะกระทำ ความผิดซ้ำนะครับ เพราะฉะนั้นตัวรัฐเอง ตัวหน่วยงานที่รับผิดชอบเองจะต้องมีทูล (Tool) หรือเครื่องมือครับ ที่จะทันสมัยทางอาชญาวิทยาครับ เพราะฉะนั้นอาชญาวิทยาสมัยใหม่ มันมีเครื่องมือหลายตัวครับ ทั้งทางด้านจิตเวช ทั้งทางด้านสภาพแวดล้อม ทั้งทางด้าน การกระทำความผิดซ้ำทางด้านพฤติกรรมศาสตร์ ต่าง ๆ นานานี้มันเป็นทฤษฎีที่เรียนรู้ ในความทันสมัยได้ นานาอารยประเทศเขาใช้วิธีเครื่องมือทางความสมัยใหม่เข้ามาใช้ เพื่อดูแลคนที่กระทำความผิดซ้ำ เพราะฉะนั้นการดูแลการกระทำความผิดซ้ำจะต้องมุ่งเน้น ให้เห็นเลยว่าผู้ที่กระทำความผิดนั้นเป็นอะไรครับ เป็นผู้ป่วย หรือเป็นผู้ที่จะกระทำความผิด ซ้ำอีก ต้องมีเส้นขาดให้ได้ครับ มีเครื่องมือที่จะตัดขาดตรงนี้ให้เห็นต้องมีเส้นขาดให้ได้ มีเครื่องมือที่จะตัดขาดตรงนี้ให้เห็นว่าไม่ใช่ผู้ป่วยนะครับ ไม่ใช่คนที่เสียสติ ไม่ใช่คนที่มีความรู้สึก ที่ไม่รู้ดีรู้ชั่วไม่สามารถกลับเป็นคนดีได้ จุดประสงค์คือการใช้มาตรการตาม พ.ร.บ. นี้ต้องการให้เขากลับเป็นคนดีทางสังคมครับ ท่านประธาน เพื่ออะไร เพื่อให้สังคมมีคนเพิ่ม มีปริมาณคนเพิ่มครับ เพราะฉะนั้นการที่จะ ขีดเส้นตรงนี้หลักเกณฑ์และวิธีการของคณะกรรมการจะต้องแม่นและมีเครื่องมือที่วัดได้ ทางเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพให้ชัดเจนครับ🔗
ในประเด็นของผู้ที่กระทำความผิดซ้ำที่เป็นทั้งเยาวชนหรือเป็นผู้ใหญ่ก็มีเขต อีกครับท่าน ผมยกตัวอย่างให้ฟังครับ ถ้าเด็กที่เติบโตขึ้นมาโดยภาวะของการกดทับทางสังคม แล้วเกิดการกระทำผิดซ้ำทางเพศบ่อย ๆ นะครับ หรือกระทำความผิดในเรื่องของการใช้ เครื่องมือในการทำร้ายคนอื่นซ้ำ ๆ สิ่งที่เด็กยังสามารถปรับหรือแก้ไขได้ในทางทันสมัย อาจจะเขาได้มาจากการดูเกมมหาโหด ดูเกมทางเครื่องมือทันสมัย เราก็ต้องใช้เครื่องมือ เช่นนั้นเหมือนกัน เช่น เกมวิดีโอ เกมที่เป็นพลวัตใหม่ของวิทยาศาสตร์เข้าไปแก้ไขปัญหา โซน (Zone) ผู้ใหญ่ครับท่าน ผู้ใหญ่ก็ต้องมีทูล (Tool) อีกอย่างหนึ่ง เช่น เกิด ๕๐ อัป (Up) ขึ้นไปถึงผู้สูงวัยก็จะต้องปรับสภาพแวดล้อมของพื้นที่ที่คุมขังให้เหมาะสม หาญาติที่ใกล้ชิด ที่เชื่อใจหรือผู้ที่เขาเชื่อใจเข้ามาพูดคุยพบปะ มีสิ่งอันเล็กอันน้อยที่รัฐควรจะให้ได้ เพื่ออะไร เพื่อปรับพฤติกรรมศาสตร์ของผู้ที่กระทำผิดดังกล่าวมิให้กระทำผิดซ้ำ ให้เห็นโทษและคุณค่า ของสังคมที่เขาลงมือทำผ่าน ๆ มาเพื่อให้เขามีความรู้สึกอิน (In) ไปกับสิ่งที่เขาลงมือว่า มันกระทำ เป็นตราบาปที่เขาไม่ควรจะกระทำนะครับ ถ้าเขาเห็นพวกนี้แล้วเขาก็สามารถ ที่จะปรับตัวเองหรือปรับปรุงตัวเองให้เป็นคนดี แต่สุดท้ายแล้วจริง ๆ ว่าเมื่อถ้าเป็นพวกผู้สูงวัย หรือผู้ที่เป็นผู้ใหญ่ การส่งถ่ายกลับออกไปสู่สังคมมันจะต้องมีเส้นทาง ทิศทางและมีเครื่องมือ ที่ทันสมัยพอสมควร โดยเฉพาะการชั่งสมดุลของผู้กระทำผิดซ้ำแต่ละช่วงวัย มันจะต้องมี อย่างชัดเจนและให้มากขึ้น ๆ อย่าให้เกินเลยกว่าที่กฎหมายกำหนดครับท่านประธานครับ โดยเฉพาะการที่จะใช้พื้นที่คุมขัง เริ่มจากพื้นที่คุมขังครับ ขอให้มี เขาเรียกอินฟรา (Infra) หรือความสะดวกสบายให้แตกต่างจากห้องควบคุมขังไปนะครับ แล้วสิ่งที่จะเตือนเขาได้ก็คือ ให้เห็นทิวทัศน์ ให้เห็นภาพลักษณ์ในเชิงบวกของประเด็นหรือปัญหาที่เขาเคยลงมือกระทำ ความผิดในความผิดซ้ำ ๆ ในประเภทนั้น เพื่อให้เห็นร่องรอยสิ่งที่เขาเคยลงมือ เขาจะได้ ปรับปรุงตัวและแก้ไข ผมเห็นด้วยครับ ในการแก้ไขกลับมาของครั้งนี้ครับ ขอบคุณครับ ท่านโหวตเห็นด้วยครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสุทัศน์ครับ ก่อนท่านสุทัศน์จะอภิปรายนะครับ แจ้งท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอก ได้ทราบว่าหลังจากท่านสุทัศน์อภิปรายจบ ถ้าไม่มีท่านสมาชิกท่านใดจะอภิปรายต่อก็จะมี การลงมตินะครับ ฉะนั้นก็ต้องขอเชิญท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกเตรียมเข้าห้องประชุมครับ เชิญท่านสุทัศน์ เงินหมื่น ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทัศน์ เงินหมื่น แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขออนุญาตแสดงความคิดเห็น ประกอบการแก้ไขของวุฒิสมาชิกในร่างพระราชบัญญัติมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ ในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง ท่านประธานครับ กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมาย ที่มีความสำคัญฉบับหนึ่ง กล่าวคือแนวทางในการลงโทษตามระบบของกระบวนการยุติธรรม หรือของราชทัณฑ์นั้นเดิมก็มีความเชื่อว่าลงโทษให้หนักปรับให้มากเพื่อที่จะให้มีการเข็ดหลาบ ไม่กระทำความผิดอีก แต่ผมเชื่อว่าแนวทางดังกล่าวนั้นก็จะมีการปรับปรุงที่จะมีแนวทาง ความคิดใหม่ว่านอกจากลงโทษแล้วยังจะต้องมีการบำบัดฟื้นฟู แก้ไข และให้ออกมาสู่สังคมได้อย่างปกติเหมือนประชาชนทั่วไป สังเกตจากประมวลกฎหมาย ยาเสพติดได้มีการลดโทษบางส่วน ได้มีการเพิ่มมาตรการในการบำบัดฟื้นฟู หมายความว่า มียาเสพติดจำนวนหนึ่งนั้นให้ถือว่าเป็นผู้ที่ต้องบำบัดฟื้นฟูถือว่าเป็นคนป่วย ไม่ใช่ผู้จำหน่าย กฎหมายฉบับนี้ก็เช่นเดียวกันข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นคือเมื่อมีการกระทำความผิดซ้ำเช่นทางเพศ ก็ดี ผู้ที่กระทำความผิดด้วยความรุนแรงก็ดี ถึงแม้จะเข้ารับโทษแล้วออกมาจากเรือนจำถึงแม้ จะมีการฝึกอาชีพ มีการอบรม มีการจำคุกเป็นเวลานานก็ยังมีการกระทำความผิดซ้ำอีก ซึ่งได้มีกฎหมายฉบับนี้ออกมาโดยถือว่ามาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษ จะมีอยู่ ๑๓ ประการด้วยกัน คือ🔗
๑. ห้ามเข้าใกล้ผู้เสียหายจากการกระทำความผิด🔗
๒. ห้ามทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการกระทำความผิด🔗
๓. ห้ามเข้าเขตกำหนด🔗
๔. ห้ามออกนอกประเทศเว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล🔗
๕. ห้ามก่อให้เกิดอันตรายต่อละแวกชุมชนที่ตนพักอาศัย🔗
๖. ให้พักอาศัยในสถานที่ที่กำหนด🔗
๗. ให้พักอาศัยในสถานที่บำบัดที่กำหนด หรือให้ไปอยู่ในภายใต้การดูแล ในสถานบำบัด🔗
๘. ให้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานหรือผู้ดูแลสถานที่พักอาศัย🔗
๙. ให้มารายงานตัวพนักงานคุมประพฤติ🔗
๑๐. ให้ใช้มาตรการทางการแพทย์🔗
๑๑. ให้เข้าบำบัดฟื้นฟู🔗
๑๒. ให้แจ้งเจ้าพนักงานคุมประพฤติทราบถึงการเปลี่ยนสถานที่ทำงาน🔗
๑๓. ให้ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัวในการเฝ้าระวัง🔗
ถึงอย่างไรก็ตามกฎหมายฉบับนี้ในมาตรา ๑๙ ก็ได้ระบุถึงว่ามาตรการแก้ไข ฟื้นฟูการกระทำความผิดให้ใช้มาตรการทางการแพทย์เป็นที่น่าสังเกตว่าการใช้มาตรการ ทางการแพทย์นั้นยังไม่ชัดเจนแต่วุฒิสมาชิกก็เป็นห่วง จึงถือว่าถ้าใช้มาตรการทางการแพทย์ แพทย์จะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาจิตเวชศาสตร์และสาขาอายุรศาสตร์อย่างน้อยสาขาละ ๑ คน รวมทั้งได้มีการพูดถึงการใช้ยาหรือด้วยวิธีการรูปแบบอื่น การใช้ยาก็คงพอเข้าใจได้ หรือการใช้วิธีการรูปแบบอื่นก็ยังไม่ชัดเจนจนมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะต้อง ไปฉีดยาให้มีอารมณ์เพศลดลง หรือว่าไปทำหมัน หรือว่าไปทำอย่างอื่น เช่นฉีดไข่ให้ฝ่อ เป็นต้นครับ แต่ทั้งนี้ก็พอมีความสบายใจจะอยู่ระดับหนึ่งคือว่ายังถือว่าถ้าการกระทำดังกล่าว ของคณะแพทย์นั้นต้องได้รับความยินยอมจากผู้ที่ถูกกระทำ แต่ถึงอย่างไรทางวุฒิสมาชิก ก็ได้ไปแก้ไขว่าเว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ตรงนี้ล่ะครับเป็นเรื่องที่จะทำให้ เราต้องเฝ้าระวังติดตามต่อไปว่าการที่จะบัญญัติให้กฎหมายมีไว้เป็นอย่างอื่นนั้นคืออะไร ยังไม่ชัดเจนเป็นเรื่องที่เราจะต้องติดตามกันต่อไปในอนาคต แต่ก็มีความสบายใจได้ระดับหนึ่งว่า ทั้งนี้ให้รัฐมนตรีกำหนดในกฎกระทรวงโดยข้อเสนอแนะของคณะกรรมการก็ยังหวังความเป็นธรรม หรือหวังความเข้าใจที่ชัดเจนจากคณะกรรมการ ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิหลายส่วน ประเด็นต่อมาก็คือว่าเมื่อเป็นอย่างนี้แล้วกระผมจะเห็นด้วยหรือไม่กับการแก้ไขของ วุฒิสมาชิก ชั่งน้ำหนักแล้วไม่ใช่เห็นด้วยเต็มที่หรอกครับแต่ยังจะต้องเฝ้าระวังติดตาม การดำเนินการต่อไปในอนาคตและการบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น แต่มาเมื่อพิจารณาถึงระยะเวลา ที่กฎหมายนี้จะต้องใช้บังคับเราคอยกันมาเป็นเวลานาน หากเราไม่เห็นด้วยวันนี้แล้วจะต้อง กลับไปประชุมร่วมกับวุฒิสมาชิก ท่านประธานครับทุกคนคงเห็นตรงกันกับผมว่าและเวลา ในอนาคตที่เราจะมาพิจารณากฎหมายฉบับนี้ร่วมกับวุฒิสมาชิกและให้กฎหมายฉบับนี้ ออกมามีผลบังคับใช้นั้นแน่นอนหรือไม่แล้วจะได้ออกมาเมื่อไร ในขณะนี้กระผมจึงเห็นว่า ผมเห็นด้วยกับการแก้ไขวุฒิสมาชิกและจะติดตามดูความคืบหน้าในการออกกฎหมายที่จะ ประกอบหรือออกกฎกระทรวงที่จะมาประกอบในเรื่องนี้ครับ ท่านประธานครับ กระผม เห็นด้วยครับ🔗
๓๘/๑🔗
ขอบพระคุณครับ เหลือท่านนิคม บุญวิเศษ อีกท่านหนึ่งนะครับ ท่านนิคม บุญวิเศษ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้า พรรคพลังปวงชนไทย กระผมขออภิปรายเรื่องการกระทำความผิดซ้ำโดยเฉพาะความผิดทางเพศ ท่านประธานที่เคารพครับ ในวาระแรกผมได้อภิปรายไปแล้วครั้งนี้ขออภิปรายเพิ่มเติม ในกรณีที่สมาชิกวุฒิสภาได้แก้ไขเพื่อให้พิจารณา ผมเห็นด้วยในหลายอย่าง แต่ในประเด็น ที่ผมอยากจะเสนอให้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพวกเรา แล้วก็พี่น้องที่อยู่ทางบ้านที่ได้รับฟัง ความจริงแล้วการที่คนที่มีคดีโดยเฉพาะคดีข่มขืนแล้วก็ฆ่า หรือฆ่าแล้วข่มขืน เป็นความผิด ที่ร้ายแรงท่านประธานครับ อันนี้คือเป็นความผิดครั้งแรก เรามาลองวิเคราะห์กันว่าถ้าฆ่าข่มขืน ถามว่าคนที่ถูกฆ่า ญาติพี่น้องที่เขามีลูกสาวคนเดียว เขาให้อภัยได้หรือไม่อย่างไร แต่ในสังคม ก็บอกว่าต้องให้อภัย ต้องให้เขาแก้ตัวนี่ จริง ๆ แล้วผมคิดว่าการฆ่าข่มขืนต้องมีมาตรการ กฎหมายที่ค่อนข้างจะแรงครับ แต่ยิ่งกว่านั้นในเมื่อออกจากคุกมาแล้วยังมากระทำซ้ำอีก เรากำลังพูดถึงเรื่องการกระทำซ้ำ เราควรจะให้อภัยหรือไม่ เราลองคิดดู คนมีลูกสาวมีหลานสาว ถ้าโดนกระทำแบบนี้นะครับ เรายังไม่ได้พูดถึงเรื่องการเยียวยาของผู้ที่โดนกระทำโดยเฉพาะ คนที่เขาเสียชีวิต ญาติพี่น้องคนที่เป็นพ่อแม่จะทำอย่างไร มีลูกสาวคนเดียว หรือคนที่ไม่ได้ เสียชีวิตเขาจะอยู่ในสังคมอย่างไร เคยคิดถึงหัวอกของคนที่โดนกระทำหรือคนที่เป็นพ่อแม่ เป็นญาติพี่น้องหรือไม่ เขาจะอยู่อย่างไรครับ เราเคยคิดเยียวยากลุ่มนี้อย่างไร รัฐบาล มีวิธีการอย่างไร แต่ในขณะเดียวกันเรากำลังมาหาวิธีช่วยคนที่กระทำความผิด เรื่องนี้ผมคิดว่า มันไม่สมดุลกันนะครับ ผมคิดว่าถ้ามีการกระทำความผิดซ้ำแบบนี้กฎหมายต้องแรง ถ้ากฎหมายไม่แรง ไม่กลัว เรื่องนี้ก็ต้องเกิดขึ้นอีก ผมเชื่อว่าไม่มีหรอกครับถ้ากฎหมายเบา ๆ คนจะกลัว ฉะนั้นกฎหมายต้องแรงครับ มีการแนะนำ มีการบอกว่าถ้ากระทำความผิดซ้ำ ออกมานี่อาจจะต้องมีการฉีดยาเพื่อลดฮอร์โมนทางเพศ แต่สิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยคือจะต้อง ได้รับความเห็นชอบหรือยินยอมจากผู้กระทำความผิด ท่านประธานครับ ถ้าผู้กระทำความผิด ไม่ยินยอมจะทำอย่างไรครับ ทำความผิดแล้วสมมุติว่าเขาบอกว่าต้องติดคุก ผู้กระทำความผิด ไม่ยินยอมจะทำอย่างไรครับ ฉะนั้นกฎหมายต้องใช้บังคับ ไม่ใช่ว่าต้องไปถามความยินยอม จากผู้กระทำความผิด เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อันตรายต่อสังคม ปัจจุบันนี้คนมีลูก มีหลาน มีลูกสาว พ่อแม่ก็ไปทำงานข้างนอกเพื่อหาเลี้ยงชีพ หาเลี้ยงครอบครัวปล่อยให้ลูกสาว หลานสาว อยู่บ้านคนเดียว สังคมเรานี่เป็นสังคมที่หวาดระแวง แต่ถ้ากฎหมายยังหน่อมแน้ม กฎหมาย ยังไม่เอาจริงเอาจัง แล้วสังคมจะอยู่ด้วยกันอย่างไร เราไม่พูดถึงคนป่วยนะครับ คนป่วย อีกเรื่องหนึ่ง ถ้ามีจิตป่วยก็รักษาอีกแบบหนึ่ง แต่ถ้าคนที่ทำด้วยกมลสันดานที่ต้องทำแบบนี้ เป็นคนที่ไม่ดีเป็นคนชั่วนี่แล้วท่านจะทำอย่างไร ยังจะออกกฎหมายเพื่อช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ อีกหรือครับ ถึงเราจะพูดถึงเรื่องมนุษยธรรม สังคมอะไรก็แล้วแต่ ผมคิดว่าต้องมองคน ส่วนใหญ่ด้วย สังคมคนส่วนใหญ่จะอยู่อย่างไร จะอยู่อย่างหวาดระแวง จะอยู่อย่างมีความสุข ถ้ากฎหมายไม่เอาจริงเอาจัง ไม่รุนแรง แล้วไม่ประหารชีวิต ไม่ติดคุกตลอดชีวิต คนเหล่านี้ ออกมาแล้วก็ทำซ้ำอีก ผมคิดว่าสังคมถ้าเราคิดอย่างนี้อยู่ด้วยกันยากครับ เราไม่ได้มองถึง สังคมคนส่วนใหญ่ แต่เราไปมองคนอีกกลุ่มหนึ่งที่กระทำความผิดแล้วพยายามที่จะช่วยเหลือ ผมไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เราควรจะมาคิดว่าเราจะเยียวยา ฟื้นฟูจิตใจคนที่โดนกระทำอย่างไร พ่อแม่ญาติพี่น้องหรือคนที่ตายอย่างไร ถ้ารัฐบาลไม่ช่วย แล้วใครจะช่วย กฎหมายฉบับนี้ออกมาถ้ายังมาเห็นแก่คนที่กระทำความผิดนี้ผมว่าผมไม่เห็นด้วย ควรจะมีมาตรการที่รุนแรงกว่านี้ ถ้าครั้งแรกโอเค (OK) ครับ แต่ครั้งที่ ๒ ไม่ควรให้อภัย ถ้าฆ่าข่มขืนนะครับท่านประธาน ติดคุกตลอดชีวิต ถ้าประหารชีวิตได้ก็ควรจะประหาร แล้วผมเจอน้องคนหนึ่ง อันนี้ประสบการณ์จริง เขาโดนกระทำชำเรามาตั้งแต่ตอนเด็กตอนนี้ เขาโตเป็นผู้ใหญ่ คนที่กระทำชำเราที่ข่มขืนเขาคือพ่อเขาเองครับ โตขึ้นมาเขาก็มาเขียน หนังสือบรรยายประวัติของเขากว่าเขาจะโตขึ้นมาชีวิตยากลำบากตอนวัยรุ่นจนถึงตอนโต ก่อนเขาจะมีจิตใจที่เข้มแข็ง เขาอยู่ในสังคมที่ยากลำบากมาก เก็บตัวเป็นความลับไม่พูดกับใคร ไม่กล้าเปิดเผยความจริง อยู่ในสังคมที่อายท่านประธาน แต่ด้วยบังเอิญที่เขามีความสามารถ มีความเข้มแข็งขึ้นมาด้วยตัวเขาเอง ปัจจุบันนี้เขาก็มีชีวิตที่ดีขึ้น โดยเขียนหนังสือฉบับหนึ่ง เขาเคยเสนอผมว่าถ้าเป็นไปได้ช่วยเสนอในสภาหน่อยว่าถ้าคนที่จะกระทำความผิดแบบนี้ กระทำซ้ำ ๆ แบบนี้ควรจะตัดอวัยวะเพศ เขาเสนอให้แบบนี้ครับ จริง ๆ แล้วผมก็เห็นด้วย เพื่อป้องกันการกระทำความผิดอีก แต่ถ้าที่ประชุมนี้ไม่เห็นด้วยก็อีกเรื่องหนึ่งครับ แต่ผมคิดว่า กฎหมายมันจะต้องรุนแรง จะต้องแรงครับ ถ้ากฎหมายไม่แรงเหมือนกฎหมายยาเสพติด ออกมาก็ทำผิดอีก ฉะนั้นคนดีควรจะอยู่ด้วยความไม่หวาดระแวง เราควรจะเอาคนไม่ดี เข้าคุกเข้าตะราง หรือถ้าไม่ดีมาก ๆ ฆ่าข่มขืนผมเห็นด้วยควรจะมีการประหารชีวิตครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านสมาชิกครับ ท่านผู้อภิปรายก็ได้อภิปรายจบสิ้นนะครับ ต่อไปนี้เราก็จะมีการลงมตินะครับ พิจารณากรณี วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิด เกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. .... ฉะนั้นก่อนที่จะลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุม ขอเชิญท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกเข้าห้องประชุมครับ🔗
ขอเชิญ ท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกเข้าห้องประชุมนะครับ เพื่อจะได้ลงมติกันว่าเราจะเห็นชอบด้วย กับการแก้ไขเพิ่มเติมของวุฒิสภาหรือไม่นะครับ ท่านสมาชิกที่เข้ามาถึงห้องประชุมแล้วกรุณา ได้เสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนนะครับ🔗
มีท่านสมาชิก ท่านใดที่ยังไม่ได้แสดงตนเชิญนะครับ รอท่านสมาชิกอยู่เพราะช่วงนี้เป็นช่วงรับประทาน อาหารเที่ยงพอดี ท่านใดที่ยังไม่ได้แสดงตนเชิญนะครับ เพื่อนสมาชิกรออยู่ ถ้าแสดงตน ทุกท่านแล้ว ผมขอปิดการแสดงตนนะครับ เจ้าหน้าที่รายงานผลครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๒๙๒ ท่าน ถือว่าครบองค์ประชุมนะครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ ท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนนะครับ ท่านผู้ใดเห็นชอบด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติม ของวุฒิสภาโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นชอบด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมของวุฒิสภา โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญ ลงคะแนนครับ🔗
ลงคะแนน ทุกท่านแล้วนะครับ ผมขอปิดการลงคะแนน เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้ลงมติ ๒๙๗ ท่าน เห็นด้วย ๒๙๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๓ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมของวุฒิสภานะครับ จึงถือว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๗ (๓) แล้วนะครับ🔗
ต่อไปจะเป็น การพิจารณา🔗
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว🔗
ร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหาร ท้องถิ่น พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอ ข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. .... พิจารณาเสร็จแล้ว🔗
ขอเชิญ คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่นะครับ🔗
ท่านสมาชิกครับ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นการพิจารณาในวาระสอง ซึ่งจะพิจารณาเริ่มต้น ตั้งแต่ชื่อร่าง คำปรารภ แล้วเรียงตามลำดับมาตราจนจบร่าง โดยผมจะให้กรรมาธิการที่สงวน ความเห็นไว้หรือท่านสมาชิกที่สงวนคำแปรญัตติไว้ได้อภิปรายก่อนนะครับ ส่วนท่านสมาชิกที่ ไม่ได้สงวนคำแปรญัตติไว้จะอภิปรายได้เฉพาะถ้อยคำหรือข้อความที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม เท่านั้น ย้ำอีกนิดหนึ่งนะครับ ส่วนท่านสมาชิกที่ไม่ได้สงวนคำแปรญัตติไว้จะอภิปรายได้ เฉพาะถ้อยคำหรือข้อความที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมเท่านั้น เมื่อคณะกรรมาธิการได้ตอบชี้แจง จนจบแล้วจะเป็นการลงมติในมาตรานั้น ๆ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๓๑ ในการนี้ผมได้อนุญาต ให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๔ วรรคสอง ขอเชิญผู้มี รายชื่อดังต่อไปนี้เข้าร่วมชี้แจงในที่ประชุมนะครับ นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ ผู้อำนวยการ กองกฎหมายและระเบียบท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการแถลงครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายสมศักดิ์ คุณเงิน รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่งได้รับมอบหมาย จากประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติ ท้องถิ่น พ.ศ. .... ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพดังนี้🔗
ตามที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๒ ครั้งที่ ๑๘ (สมัยสามัญ ประจำปีครั้งที่สอง) เมื่อวันพุธที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ และครั้งที่ ๒๑ (สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่สอง) วันพุธที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ ที่ประชุมได้พิจารณาและลงมติให้รับหลักการ แห่งร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) และร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิก สภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ... (นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ กับคณะ เป็นผู้เสนอ) และเห็นชอบส่งให้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอ ข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. .... เป็นผู้พิจารณา กำหนดการแปรญัตติภายใน ๗ วัน โดยให้เอา ร่างพระบัญญัติของคณะรัฐมนตรีเป็นหลักในการพิจารณานั้น ในการนี้คณะกรรมาธิการ ขอเรียนว่าตามที่คณะกรรมาธิการได้เสนอรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. .... ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้นั้น🔗
เนื่องด้วยคณะกรรมาธิการได้ตรวจพบว่ามีความจำเป็นต้องมีการแก้ไข ร่างพระราชบัญญัตินี้ในบางมาตราเพื่อให้ถูกต้องและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา ในการปฏิบัติตามร่างพระราชบัญญัตินี้ ด้วยเหตุนี้คณะกรรมาธิการจึงได้ปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นสมควรขออนุญาตถอนร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องสมบูรณ์ ต่อไป และเมื่อคณะกรรมาธิการได้ปรับปรุงแก้ไขเสร็จเรียบร้อยแล้วจะได้นำกลับมาเสนอ ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาต่อไป จึงกราบเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาครับ🔗
ท่านสมาชิกครับ เดี๋ยวสรุปนิดหนึ่งว่าทางท่านประธานกรรมาธิการได้แถลงขอถอนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ออกไปปรับปรุงแก้ไข ท่านสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างไร เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมเป็นกรรมาธิการในชุดนี้ด้วยครับท่านประธาน แล้วก็เป็นเสียงข้างน้อย เมื่อสักครู่ท่านรองประธานกรรมาธิการได้แถลงขอถอนร่าง พ.ร.บ. นี้ออกไปแล้วบอกว่า จะไปแก้บางมาตรา ผมยังไม่รู้เลยว่าบางมาตราที่ท่านพูดคืออะไร เพราะฉะนั้นการที่รัฐบาลเอง เป็นผู้เสนอร่าง พ.ร.บ. นี้เข้าสภา ตัวผมอยู่ในกรรมาธิการเราเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมก็สงวนความเห็น แล้วก็ขอแปรญัตติเอาไว้ ซึ่งในหลักการต่าง ๆ เราก็ค้านไว้แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นไปเพิ่มอำนาจให้ผู้ว่า ไปเพิ่มอำนาจให้กระทรวงมหาดไทย แล้วก็ไปจัดการ เรื่องลงคะแนนลับ ซึ่งไม่มีบัญญัติอยู่ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้และไม่เป็นไปตามหลักสากล แล้ววันนี้ ท่านมาบอกว่าจะขอถอนออกไป ผมคิดว่าพรรครัฐบาลและประธานเองก็ไม่มา รัฐมนตรีช่วยนิพนธ์ ท่านชักเข้าชักออกอย่างนี้เสียฟอร์ม (Form) หมดครับท่านประธาน การขอถอนร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ไม่แมน (Man) เลยท่านประธานครับ จริง ๆ ต้องถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาลด้วยครับ เพราะมีนายกเถื่อนครับท่านประธาน🔗
ก็อย่าได้ ลามปามไปที่อื่น เราพูดเฉพาะร่างพระราชบัญญัติ ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ สภาที่กำลังพิจารณา รายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเพื่อถอดถอน สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. .... นั้น ผมได้ฟังท่านรองประธาน คณะกรรมาธิการได้ลุกขึ้นเสนอต่อสภานี้ว่าจะขอถอนร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้กลับไปเพื่อปรับปรุง ความจริงแล้วการเสนอเพื่อที่จะขอถอนร่างกลับไปปรับปรุงเป็นสิ่งที่ทำได้ครับ แต่เบื้องต้น ทีเดียวในความจริงท่านรองประธานคณะกรรมาธิการก็น่าที่จะเพิ่มเติมความเห็นของ คณะกรรมาธิการที่ขอถอนร่างออกไปสักเล็กน้อยว่าด้วยเหตุผลอะไร และด้วยเรื่องอะไร เพราะว่าสภาจำเป็นที่จะต้องให้การอนุมัติหรือไม่อนุมัติให้ท่านถอนร่างฉบับนี้ออกไป แต่โดย ความเห็นส่วนตัว ผมเรียนท่านประธานว่าผมติดตามกฎหมายฉบับนี้มาตั้งแต่เริ่มต้นที่เข้าสู่ วาระหนึ่งในสภานี้นะครับ และผมได้อภิปรายคัดค้านหลักการของกฎหมายฉบับนี้เอาไว้ ตั้งแต่ต้น จนเมื่อกระทั่งคณะกรรมาธิการวิสามัญมีการจัดตั้งขึ้น แล้วก็ไปพิจารณาในชั้น กรรมาธิการ ผมก็ได้สงวนคำแปรญัตติและตามเข้าไปในคณะกรรมาธิการไปชี้แจงไปโต้แย้ง ไปแสดงความเห็นคัดค้านกับทางคณะกรรมาธิการ แต่ทางคณะกรรมาธิการก็ยังยืนในจุดที่เป็น ตัวร่างเดิมเอาไว้ ซึ่งผมเห็นว่าเป็นร่างที่จะขัดกับหลักการของระบอบประชาธิปไตยครับ ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่าผมนี้สงวนไว้เกือบทุกมาตรา กฎหมายฉบับนี้นั้น เดิมทีเคยมี เอาไว้ตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ และมีการบัญญัติเรื่องของการเข้าชื่อเพื่อที่จะลงมติ หรือลงคะแนนเสียงถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นไว้แล้ว ซึ่งโดยหลักการ เดิมที่เป็นกฎหมายซึ่งต้องออกตามรัฐธรรมนูญตั้งแต่ฉบับเมื่อปี ๒๕๔๐ ก็คือเคารพหลักการ ของเสียงที่เป็นเสียงที่จัดตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นว่าเมื่อประชาชนเลือก สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นมา ถ้าเกิดเขาไปทำผิดอะไรเข้า คนที่จะมีสิทธิในการ ที่จะถอดถอนเขาก็ควรที่จะเป็นประชาชนผู้ซึ่งมีสิทธิเลือกตั้งที่แต่งตั้งเขามานั่นเอง หลักการนี้ ยึดไว้โดยตลอดในกฎหมายฉบับที่เป็นการเข้าชื่อเพื่อลงคะแนนเสียงถอดถอนสมาชิกสภา ท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นดำเนินการเช่นนั้นมาตลอดครับ จนกระทั่งมาเมื่อปี ๒๕๖๐ ที่ผ่านมาที่มีร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็มีบทบัญญัติที่เขียนเอาไว้ เรื่องของการจัดทำกฎหมาย ว่าด้วยเรื่องของการถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น เพียงแต่เขียนตัวสาระ ในรัฐธรรมนูญต่างไปจากเดิม แต่ไม่ได้มีการเขียนผูกไว้ในหลักการให้มีการเปลี่ยนแปลง เรื่องของการที่จะถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นได้ แต่ปรากฏครับว่า ทางกระทรวงมหาดไทยจะโดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นหรืออย่างไร ผมไม่ทราบ กลับไปเขียนเปลี่ยนหลักการเสียใหม่ว่าโดยกฎหมายฉบับนี้ไปใช้ชื่อว่าเข้าชื่อเพื่อถอดถอน สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น โดยวิธีการก็คือให้ประชาชนเข้าชื่อกัน ส่งไปทางฝั่ง ผู้กำกับดูแลก็คือของกระทรวงมหาดไทย เช่นนายอำเภอ เช่นผู้ว่า แล้วแทนที่จะยึดตาม หลักการระบอบประชาธิปไตยว่าประชาชนเป็นคนเลือกเข้ามาหรือสถาปนาอำนาจที่เขาได้อยู่ ต้องเป็นคนไปลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนกลับไปเอาอำนาจให้กับกระทรวงมหาดไทย คือนายอำเภอกับผู้ว่าเป็นคนถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นได้เสียเอง นี่คือหลักการที่ขัดกับระบอบประชาธิปัตย์ ผมตามไปดูกฎหมายฉบับนี้ทางคณะกรรมาธิการ โดยบางฝ่ายเช่นฝ่ายกฤษฎีกาก็ดีอะไรก็ดี พยายามอธิบายว่าตัวสาระที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ มันเปลี่ยนไป แต่หลักการไม่ได้เปลี่ยนครับท่าน เพราะฉะนั้นถ้าท่านไปเขียนไว้ตามที่ท่าน เป็นเสียงข้างมากกลับมาอันนี้เป็นการรวบอำนาจประชาชนในเรื่องของการกระจายอำนาจ ทางท้องถิ่นกลับไปอยู่ในมือของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นราชการส่วนกลางและกระจาย ไปสู่ส่วนภูมิภาคขัดหลักการระบอบประชาธิปไตยครับ ทำไม่ได้ครับ ผมแปรญัตติเอาไว้ตั้งแต่ ชื่อร่าง ตั้งแต่มาตราที่เกี่ยวข้องทุกมาตราไปเลยเพื่อให้ย้อนกลับไปสู่หลักการที่จะต้องเคารพสิทธิ และเสียงของประชาชนที่เลือกผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่นมา แต่ชี้แจงแล้ว ตอนนั้นคณะกรรมาธิการก็ยืนครับ ก็ไม่เป็นไรเป็นสิทธิของท่าน แต่ผมเข้าใจว่าเรื่องนี้ทำให้ องค์กรปกครองท้องถิ่นทั่วประเทศมีปฏิกิริยาในเชิงลบครับ🔗
ท่านสาทิตย์ครับ ขออนุญาตนิดหนึ่งนะครับ ขณะนี้ทางกรรมาธิการเสียงข้างมากนี่ได้เสนอต่อที่ประชุม สภาผู้แทนราษฎรเพื่อขอถอนร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นนี้ออกไปทบทวนแก้ไขในส่วนที่อาจจะยังบกพร่องอยู่ ฉะนั้นสิ่งที่กำลัง พิจารณากันอยู่ในขณะนี้คือว่าอยากจะถามความเห็นของท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านว่า ท่านเห็นเป็นอย่างไร ยังไม่ต้องลงในเนื้อหารายละเอียดอื่น ๆ นะครับ เอาเป็นว่าท่านจะเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยที่เขาเสนอขอถอนออกไป🔗
ขอบคุณมากท่านประธานครับ ด้วยความเคารพท่านประธานนะครับ ผมอธิบายตรงนี้สั้น ๆ เพื่อสรุปว่าถ้าท่านถอนกลับไป เพื่อยืนยันตามหลักการเดิมให้กระทรวงมหาดไทยเป็นคนถอดถอน ผมว่านี่เป็นปัญหาครับ แต่ถ้าท่านลุกขึ้นกับสภานี้บอกว่าท่านพร้อมที่จะกลับมายอมรับเสียงของประชาชน โดยหลักการเช่นนั้น และจะกลับไปสู่หลักการที่ประชาชนซึ่งเป็นคนเลือกจะต้องเป็นคน ลงคะแนนเสียงถอดถอนได้ อันนี้ก็ยอมให้กลับไปปรับปรุงได้ครับ มิฉะนั้นก็จะถอนกลับไป แล้วก็ปรับปรุงโดยหลักการเดิมและกลับมาก็จะเป็นปัญหาอีกครับ ผมเรียนท่านประธาน เป็นการเบื้องต้นอย่างนี้ครับ เพราะเรื่องนี้กฎหมายนี้เป็นเป็นหลักของประชาธิปไตยเรื่องของ ท้องถิ่นซึ่งพรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนเรื่องของการกระจายอำนาจ เพราะฉะนั้นขอให้ทาง คณะกรรมาธิการโดยตัวแทนลุกขึ้นมายืนยันหน่อยว่าโดยหลักการที่ท่านถอนกลับไปนั้น จะเปลี่ยนกลับไปสู่หลักการเดิมซึ่งบัญญัติเอาไว้ในกฎหมายฉบับเดิมหรือไม่ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ เดี๋ยวท่านประธานค่อยชี้แจงนะครับ เดี๋ยวขอท่านสมาชิกอีกสัก ๒ ท่านอภิปรายแสดง ความเห็นก่อนครับ ท่านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ต่อกระบวนการ ที่ทางท่านประธานกรรมาธิการและกรรมาธิการวิสามัญซึ่งเรามอบหมายให้ท่านไปทำกฎหมาย เรื่องของร่างพระราชบัญญัติเข้าชื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น และท่านมีความเห็นว่า จะถอนกลับไปทำงานทั้งที่เพิ่งจะบรรจุ แล้วเราก็ยังไม่ได้เดินหน้าในการพิจารณาเลยแม้แต่ มาตราเดียวนะครับ โดยส่วนตัวผมต้องเรียนอย่างนี้ครับในฐานะวิป (Whip) ฝ่ายค้านนะครับ มันเป็นกระบวนการทางกฎหมายที่เราไม่เคยปฏิบัติ เพราะว่าเมื่อเรื่องเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรแล้ว เราก็ว่ากันไปตามมาตรา จะถูกจะผิด จะแก้ จะแปรญัตติมันก็อาศัยเสียงของสภาเสียงข้างมาก ก็เป็นผู้ตัดสิน ในส่วนของวาระสามถ้าร่างมันใช้ได้เราก็ผ่านเป็นประโยชน์กับประชาชน แต่ถ้าร่างอย่างเช่นร่างนี้ในขณะนี้ถ้าเราไปอ่านในรายละเอียด ผมเรียนท่านด้วยความเคารพ ก่อนเลยว่าเราเห็นว่าถ้ามันผ่านสภาไปตามร่างที่ท่านทำมาผมก็ไม่เห็นด้วยครับ วาระสาม มีแนวโน้มสูงครับที่กฎหมายนี้จะไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ อันนี้ เป็นสิ่งซึ่งแนวโน้มมันน่าจะเป็น แต่ด้วยความเคารพครับเรากำลังถกกันว่าท่านมาขอถอน ซึ่งต้องใช้มติของสภาเราจะมีมติเห็นชอบกับการขอถอนร่างไปทำใหม่แก้ไขหรือไม่นะครับ สิ่งที่พวกผมต้องการฟังจากท่านก่อนนั่นก็คือท่านถอนไปเพื่ออะไรนะครับ ถ้าท่านถอนไปด้วย เพราะมีกระแสคัดค้านจากพี่น้องท้องถิ่นอันนี้ผมก็ได้ยินได้ฟังมาครับ ลงพื้นที่แล้วก็ได้ยิน ได้ฟังมาเช่นเดียวกัน มีกระแสการคัดค้านจากทางผู้บริหารแล้วก็สมาชิกท้องถิ่นในทุกระดับ ที่เขาคัดค้านในหลายประเด็น เช่นเรื่องของการเข้าชื่อ ๕,๐๐๐ คนสามารถถอดถอนได้ ผ่านทางหน่วยงานรัฐ ทางเจ้าหน้าที่รัฐอันนี้เป็นสิ่งซึ่งค่อนข้างขัดต่อหลักการประชาธิปไตย เพราะเขาเลือกตั้งมา แต่ผมต้องเรียนต่อท่านประธานผ่านไปยังทางกรรมาธิการว่าถ้าท่าน จะถอนไปเพื่อที่จะดองร่างนี้ผมไม่แน่ใจว่านี่คือวัตถุประสงค์หรือไม่ แต่นั่นไม่ใช่หนทางออก ตามวิถีทางและกลไกของรัฐสภา วิธีการที่เราควรจะทำก็คือเดินหน้าสู่การพิจารณาในราย มาตราและไปสิ้นสุดที่วาระสาม ไม่เป็นไรครับ เราในฐานะกรรมาธิการท่านได้รับมอบหมาย จากทางสภาไป วันนั้นวาระหนึ่งมันมีเรื่องของหลักการซึ่งท่านก็ต้องยึดถือตามที่หลักการซึ่งสภาได้ให้ ความเห็นชอบในวาระแรก ใครลงมติก็รับผิดชอบตามที่ท่านลงมติไปอันนั้นเป็นเรื่องปกตินะครับ แต่ในฐานะกรรมาธิการท่านได้รับมอบหมายมาท่านก็ต้องมีหน้าที่ทำภารกิจนั้นให้เสร็จสิ้น ตามกระบวนความ วันนี้ท่านเสร็จสิ้นแล้วนะครับ ท่านถึงส่งสภามาบรรจุเข้าระเบียบวาระ การประชุม แต่สุดท้ายสภาจะมีความเห็นอย่างไรมันไม่ได้อยู่ในมือของกรรมาธิการอีกต่อไป เพราะฉะนั้นก็จะรอฟังท่านชี้แจงก่อนว่าสาเหตุที่ท่านจะถอน ท่านต้องให้เหตุผลประกอบให้ชัดเจน ถอนไปดอง ถอนไปทิ้ง ถอนไปแล้วแก้กลับมา เราจะเห็นอะไร เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลง ที่มีนัยสำคัญ และมีการปรับเปลี่ยนให้มันเข้ากับกระบวนการทางประชาธิปไตยมากขึ้นหรือไม่ หรือเราจะเห็นเหมือนเดิมที่คล้าย ๆ กับเดิมที่ท่านส่งเข้ามาในวันนี้ ถ้ากลับมาแล้วไม่ได้แก้ไข อะไรที่เป็นนัยสำคัญกลับมาไม่มีเหตุให้ถอนครับ วันนี้เราเดินหน้าเลยครับ ถ้ามันจะตกก็ให้ มันตกไป เพราะว่าถ้ามันไม่เกิดประโยชน์กับประชาชน ถ้ามันขัดต่อหลักการประชาธิปไตย ผมเชื่อว่าเสียงข้างมากในสภาแห่งนี้ก็ไม่เห็นชอบ ซึ่งก็ไม่ได้เสียหายกับท่านในฐานะ กรรมาธิการนะครับ เป็นเรื่องปกติของกระบวนการในการตรากฎหมาย เพราะฉะนั้นทางวิป (Whip) ของฝ่ายค้านและพรรคเพื่อไทยยืนยันครับ ถ้ายังเป็นอย่างนี้เรายืนยันให้มีการลงมติว่า จะถอนหรือไม่ แต่ว่าเราอยากจะได้ฟังคำอธิบายที่ชัดเจนมากขึ้นก่อนครับ🔗
มีท่านผู้อภิปรายนะครับ ที่ติดตามความหมายว่าประเด็นก็คือท่านรองประธานกรรมาธิการได้ขอเสนอถอนญัตตินี้ ทีนี้การถอนญัตติดังกล่าวนี้ตามข้อบังคับก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมสภา เพราะฉะนั้นประเด็นขณะนี้จึงมีการให้เหตุผลกันว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยในการถอน เอาเฉพาะประเด็นนี้นะครับ อนึ่งขอเรียนว่าเมื่อตอนเช้าท่านประธานกรรมาธิการได้แจ้ง ให้ผมทราบว่าท่านต้องไปการประชุมเรื่องการกระจายอำนาจก็เลยไม่ได้มา เมื่อสักครู่ก็มีคน พูดถึงอยู่ก็เลยเรียนให้ทราบครับ ผมขอเชิญท่านผู้ให้เหตุผลในการที่จะเห็นว่าถอนหรือไม่ถอน ท่านต่อไปก็คือคุณสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ขอเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขต ๑ พรรคภูมิใจไทย ต้องเรียนท่านประธานว่าการที่ท่านกรรมาธิการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติ การเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. .... พิจารณาเรื่องการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภา ท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. .... นั้น ทางพรรคภูมิใจไทยเราก็ยืนยันว่าเรามีความคิด ที่อยากจะส่งเสริมให้ท้องถิ่นมีอำนาจมากขึ้น มีงบประมาณมากขึ้น สามารถดูแลพี่น้อง ประชาชนได้ดียิ่งขึ้น และในหลายมาตราที่เราได้ศึกษาดูผมก็ยังมีข้อกังวลใจว่าร่างที่ กรรมาธิการท่านเสนอมาจะขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในเรื่องของการกระจายอำนาจ สู่ท้องถิ่นหรือไม่ โดยในพรรคของเราก็มีท่านกรรมาธิการก็คือท่านกิตติชัย เรืองสวัสดิ์ ที่เป็น กรรมาธิการ ท่านก็ได้ขอสงวนความเห็นเอาไว้อยู่ในหลายมาตราเช่นเดียวกันนะครับ ดังนั้น ทางเราจึงคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีหากกรรมาธิการท่านจะถอนร่างนี้ออกไปก่อน เพราะถ้าเราเดินหน้า เรื่องนี้ต่อไปผมคิดว่ามันก็จะไปถึงทางตัน แล้วก็มีโอกาสที่กฎหมายฉบับนี้จะไม่ได้ถูกนำไป บังคับใช้สูง แต่ขอว่าเมื่อท่านนำกลับไปแล้วขอให้ท่านนำกลับไปแก้ไขให้มันครบถ้วน ถูกต้อง สอดรับกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญครับ ขอบคุณครับท่านประธาน เห็นด้วยให้ถอนครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณนพดล แก้วสุพัฒน์ ครับ🔗
ขอบคุณท่านประธาน กระผม นพดล แก้วสุพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท ผมคิดว่า ในเรื่องนี้การร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อถอดถอนสมาชิกหรือผู้บริหารท้องถิ่นเป็นไปตาม รัฐธรรมนูญที่จะกำหนด ได้อ่านดูแล้วหลายมาตราก็เป็นไปตามเจตนารมณ์แต่มีบางมาตรา ที่ไม่เป็นไปตามความต้องการหรือเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญคือให้ประชาชนเป็นผู้มีอำนาจจริง ในการที่จะพิจารณาก็คือไปให้อำนาจกับกระทรวงมหาดไทยโดยผ่านทางผู้ว่าราชการจังหวัด หรือนายอำเภอเป็นผู้ออกคำสั่ง หยุดการปฏิบัติหน้าที่หรือถอดถอนผู้บริหารหรือสมาชิกสภา ตรงนี้ ผมคิดว่าตรงนี้เป็นการเขียนขัดกับหลักการในรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมคิดว่าเป็นบางมาตรา ถ้าจะแก้ไขปรับปรุงก็เห็นด้วยกับการที่จะถอนออกไปปรับปรุงในเรื่องพวกนี้ให้ถูกต้องชัดเจน แต่ก็อยากจะฝากถึงเรื่องเวลาที่จะขอถอนไปจะมีกำหนดระยะเวลาเท่าไรที่จะนำเข้ามา ก็คิดว่าในส่วนนี้ทางพรรคพลังท้องถิ่นไทเราเห็นด้วยกับการที่จะขอถอนไปทำให้สมบูรณ์ก่อน เพราะถ้าเอาออกมาใช้แล้วเกิดความขัดแย้งในพื้นที่ไม่เป็นไปตามความต้องการของประชาชน ก็จะเกิดปัญหาในพื้นที่เพราะว่าเขาเป็นผู้ใช้ เป็นผู้เลือก เป็นผู้แต่งตั้งและถอดถอนเอง ถ้าเขาเป็นไปตามความต้องการไม่เป็นไร แต่ว่าถ้าให้คนอื่นมาก็จะเป็นเครื่องมือในการสร้าง ความขัดแย้งในพื้นที่ ก็เห็นด้วยในการที่จะขอถอดถอนไปทำให้สมบูรณ์ก่อน ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณนะครับต่อไป คุณมานพ คีรีภูวดล ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกลในสัดส่วนชาติพันธุ์และ ชนเผ่าพื้นเมือง ท่านประธานครับอย่างนี้ครับ ผมคิดว่าผมมีเหตุผลที่จะลุกขึ้นพูดในประเด็นนี้ ต่อกรณีร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ท่านประธานครับ ในวาระหนึ่งผมคิดว่าสภาแห่งนี้ได้มีการเสนอให้ความคิดเห็นทั้งใน หลักการและวิธีการ สุดท้ายเราก็ผ่านในวาระหนึ่ง เราก็ให้เวลากับกรรมาธิการได้พิจารณา ได้ถกเถียงกันเพื่อที่จะกลับมาในสภาแห่งนี้ เราใช้เวลาหลายเดือนนะครับ อยู่ ๆ กรรมาธิการ ก็จะมาบอกว่าวันนี้ขอถอน ผมคิดว่ามันไม่มีเหตุผลพอครับท่านประธานครับ เราในฐานะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่อยู่ในกระบวนการตั้งแต่ต้นซึ่งผมเองก็เห็นคัดค้านในหลักการว่า มันเป็นการไปล้วงอำนาจของภาคประชาชนมากเกินไปที่จะให้ข้าราชการประจำเข้าไปตัดสิน เพราะฉะนั้นก็คือว่า ๒ ๓ เดือนที่ผ่านมากรรมาธิการทำอะไรไปบ้าง การถอนออกจาก ถอนออกไปก่อนผมคิดว่ามันเป็นไปได้ครับ แต่ทีนี้ก็ต้องอธิบายว่า ๓ เดือน ๔ เดือนที่ท่าน ไปทำงานนี้อะไรบ้างถือว่าเป็นความก้าวหน้า อะไรบ้างที่คิดว่าที่มีเหตุผลในการถอน ผมคิดว่า มันควรจะมีการพูดคุยอภิปรายได้เยอะกว่านี้ครับ อยู่ ๆ แล้วก็มาถอนแล้วผมคิดว่ามันไม่สมควร อย่างยิ่งเลยครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗
ต่อไปคุณมานพ คีรีภูวดล ครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมได้แสดง ความเห็นแล้วครับ🔗
ขออภัยครับ คุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ครับ🔗
ท่านประธานครับ พอดี ผมได้นำส่งคลิป (Clip) ไปที่ฝ่ายโสต🔗
ท่านขอเป็นคนสุดท้าย บังเอิญว่ามีท่านอื่น คุณประเสริฐพงศ์อภิปรายแล้วใช่ไหมครับ คุณวรภพ วิริยะโรจน์ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วรภพ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในส่วนที่ ทางกรรมาธิการได้เสนอญัตติให้ถอดถอนของร่างนี้ออกไปก่อน ผมคิดว่าในประเด็นสาระสำคัญ อยากให้มีการพูดคุยกันว่าเมื่อกรรมาธิการถอดไปแล้วจะมีการแก้ไขอะไรบ้าง เพราะว่าเหตุผลหนึ่ง ที่ต้องยืนยันครับว่าร่างนี้มันมีปัญหากับท้องถิ่นจำนวนมากโดยเฉพาะในประเด็นใหญ่ ๆ ก็คือ ของมาตรา ๖ (๒) ครับ ที่เปิดช่องให้ข้าราชการแต่งตั้ง มีอำนาจถอดถอนท้องถิ่นที่มาจาก การเลือกตั้งได้ ซึ่งเป็นการขัดหลักการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง ดังนั้นให้นึกง่าย ๆ ว่าผู้ว่า กทม. ผู้ว่าชัชชาติอย่างนี้ครับ คนเลือกเข้ามา ๑.๓ ล้านเสียง แต่กลายเป็นว่าประชาชนริเริ่ม เพียงแค่ ๕,๐๐๐ คน เสนอให้ข้าราชการแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการสอบสวนสั่งหยุดพักปฏิบัติหน้าที่ แล้วก็ถอดถอนผู้ว่า ที่มาจากการเลือกตั้ง ๑.๓ ล้านเสียงได้อันนี้เป็นกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง และผมคิดว่า ประเด็นสำคัญมันจะทำให้เกิดผลเสีย คือว่าสุดท้ายแล้วท้องถิ่นจะทำงานเพื่อรับใช้ราชการ ส่วนกลาง เพราะเขามีอำนาจถอดถอนท้องถิ่นได้มากกว่าประชาชนในพื้นที่ของตัวเอง ดังนั้น ถ้าเกิดว่าทางกรรมาธิการจะถอดร่างนี้ออกไป อยากให้กรรมาธิการยืนยันนะครับว่าในประเด็นนี้ ที่มีการอภิปรายตั้งแต่วาระหนึ่ง ในกรรมาธิการก็อภิปรายไปแล้วให้มีการแก้ไข แต่ทางกรรมาธิการ เสียงข้างมากก็ยังยืนยันยังดื้อที่จะออกมาเป็นร่างนี้ครับ ยังอยากให้ยืนยันตรงนี้นะครับ แต่ส่วนของทางผม ผมก็ยังเสนอว่ายังไม่มีความจำเป็นที่ต้องถอน เหตุผลเพราะว่ากรรมาธิการ เสียงข้างน้อย โดยกรรมาธิการประเสริฐพงษ์ แล้วก็กรรมาธิการคุณบรรณมีการสงวนความเห็น เอาไว้แล้วในประเด็นนี้นะครับว่ามีการเปลี่ยนหลักการไม่เปิดช่องให้ข้าราชการแต่งตั้งมา ถอดถอนท้องถิ่นได้ ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องถอน สามารถดำเนินการตามระเบียบวาระ แล้วให้โหวตตามความเห็นกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้เลยนะครับ เหตุผลอีกอย่างหนึ่ง เพราะว่ากรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้สงวนความเห็นไว้อย่างน่าสนใจว่าจะให้มีการกลับมา ว่าเป็นประชาชนริเริ่มเข้าชื่อเพื่อเสนอให้มีการลงคะแนนทางลับในการถอดถอนท้องถิ่น คือต้องบอกก่อนอีกครั้งหนึ่งครับว่าเราไม่ได้คัดค้านการที่ให้มีกระบวนการถอดถอนท้องถิ่น เพียงแต่ว่าท้องถิ่นที่มาจากการเลือกของประชาชนย่อมต้องเป็นอำนาจของประชาชนในการ ถอดถอนท้องถิ่นนั้น ไม่ใช่ข้าราชการแต่งตั้ง แล้วเราก็ไม่เห็นด้วยกับการให้กระบวนการ ถอดถอนโดยการเข้าชื่อเปิดเผยทั้งหมดอย่างเดียวแล้วเป็นการถอดถอนได้เพราะว่าในแง่ข้อเท็จจริง จะเกิดปัญหาในพื้นที่จำนวนมาก ถ้าเกิดเราจะมีการเข้าชื่อแล้วให้ครบดังนั้นวิธีที่ถูกต้องที่สุด ก็คือเข้าชื่อเพื่อให้มีการลงมติทางลับนะครับ แล้วผลของการลงมติในทางลับนั่นล่ะถึงจะเป็น ตัวกำหนดว่าประชาชนเป็นฉันทามติของคนในท้องถิ่นนั้นที่มีความต้องการจะถอดถอน ท้องถิ่น ดังนั้นยืนยันอีกครั้งหนึ่งครับว่ากรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่สงวนไว้เพียงพอแล้ว ที่จะทำให้ร่างนี้เดินหน้าต่อไปได้ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องถอนออกไป แล้วถ้าถอนออกไป ก็อยากให้กรรมาธิการชี้แจงนะครับว่าท่านจะกลับไปแก้ประเด็นนี้หรือไม่เพราะว่าท้องถิ่น เขารอฟังอยู่ว่ามันเป็นกฎหมายที่ขัดหลักการอย่างชัดเจนครับ ขอบคุณครับ🔗
คุณอนุรักษ์ บุญศล ครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ เมื่อกรรมาธิการวิสามัญซึ่งพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. .... สภาผู้แทนราษฎร การเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น ขอถอนออกไปก่อน ดิฉันเห็นด้วยกับการถอนออกไปก่อน เพราะทราบมาว่าการเข้าชื่อ ของประชาชน แล้วตอนแรกมอบให้นายอำเภอด้วยซ้ำเพื่อพิจารณาการถอดถอน ถ้าพูดง่าย ๆ ก็ทั้ง อบต. ทั้ง สท. นายก อบต. นายกเทศบาล แล้วก็นายก อบจ. ด้วยนะคะ มันเป็นการให้ รัฐราชการฮึกเหิมแล้วฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ประชาธิปไตยนะคะ แล้วท่านพิจารณาอย่างไร ถึงให้นายอำเภอและผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถที่จะเข้ามาพิจารณาถอดถอนประชาธิปไตย จากมือของประชาชนได้ คิดอยู่ว่านักประชาธิปไตยที่อยู่ในรัฐสภาคิดได้อย่างไร หรือกรรมาธิการ ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์นั้นรับใช้ ดีครับนาย ได้ครับผม เหมาะสมครับท่านกับใครหรือไม่นะคะ ให้ถอนออกไปก่อนเลยค่ะ แล้วให้ท่านพิจารณา ให้ท่านตอบว่าเมื่อถอนออกไปแล้วการถอดถอน ท่านจะทำอย่างไรต่อไป เมื่อมาในกระบวนการประชาธิปไตยก็ควรใช้กระบวนการประชาธิปไตย ไม่อย่างนั้นความเสมอภาคและการลดความเหลื่อมล้ำจะไม่เกิดในประเทศเลยค่ะท่านประธาน รัฐราชการก็จะไปคุมทั้งหมด แล้วก็อยู่ในวังวนเดิม ๙๐ ปีรัฐสภาก็จะเหมือนเดิม ๆ ฉะนั้น ถอนออกไปก่อน ไม่ให้ถอดถอนสมาชิกท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นในกระบวนการที่ท่าน ทำมานี้ แต่ดิฉันอยากทราบว่าเมื่อถอนออกไปแล้วกระบวนการของท่านจะทำอย่างไรบ้าง ดิฉันคัดค้านอย่างยิ่งเลยค่ะ ที่จะให้รัฐราชการเข้ามาควบคุมประชาธิปไตยแล้วใส่โซ่ตรวน ประชาชนทุกคนค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
คุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ🔗
ท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล เขตบางแค กรุงเทพมหานคร ท่านประธานครับ ขอชี้แจงท่านประธานเบื้องต้นเล็กน้อยก็คือ ผมได้นำส่งสื่อในการนำเสนอประกอบการอภิปรายล่วงหน้าก่อนหน้านี้ประมาณ ๔๐ กว่านาทีแล้ว แต่ว่าถ้ายังตรวจสอบไม่ทันก็ไม่เป็นอะไรนะครับ เดี๋ยวผมอาจจะขออนุญาต ใช้การพูดไมค์แทนแต่ถ้าทันก็จะให้ฝ่ายโสตเปิดเลยนะครับ จริง ๆ ผมต้องนำเรียน เพื่อนสมาชิกทุกท่านครับ เข้าใจว่าร่างกรรมาธิการเสียงข้างมากที่เสนอเข้าสู่สภานี้มีปัญหาจริง แต่ผมคิดว่าผมไม่เห็นด้วยที่จะเอากระบวนการในการขอมติวิป (Whip) พรรคร่วมรัฐบาล ที่มีข้อบกพร่องมาตีรวนกระบวนการสภา ทำไมผมจึงกล่าวเช่นนั้นครับท่านประธาน เพราะว่า เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านมีทั้งทางพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งพรรคภูมิใจไทย หรือแม้แต่ พรรคฝ่ายค้านก็ตาม ทุกพรรคครับ พบว่าร่างนี้มีปัญหาจริง แล้วจริง ๆ ก่อนหน้านี้เพื่อนสมาชิก ทั้งที่เป็นกรรมาธิการหรือว่าไม่ได้เป็นกรรมาธิการก็ตามก็ได้ชี้แจงไปแล้วนะครับ เป็นบันทึก ในที่ประชุมกรรมาธิการว่าไม่เห็นด้วยกับร่างเสียงข้างมากครั้งนี้ แต่ทำไมถึงมีมติวิป (Whip) พรรคร่วมรัฐบาลออกมาวันจันทร์ว่าให้รับตามกรรมาธิการเสียงข้างมาก จนนำมาสู่ปัญหา ในวันนี้ที่อยู่ดี ๆ ก็มีการเสนอจากกรรมาธิการว่าจะต้องถอนร่างออกไป เพราะว่าถ้าพิจารณา กันในสภาแห่งนี้วันนี้หลาย ๆ ฝ่ายมีข้อกังวลว่าอาจจะเป็นการไม่สอดคล้องกับหลักการ การกระจายอำนาจครับ แต่ผมอยากยืนยันว่าจริง ๆ แล้วกรรมาธิการเสียงข้างน้อยก็คือ ท่านประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ตัวแทนจากพรรคก้าวไกลได้สงวนความเห็นเอาไว้ แล้วผมคิดว่า พวกเราสามารถดำเนินการในวันนี้ได้ เมื่อสักครู่พอดีเห็นฝ่ายโสตกำลังเปิดคลิป (Clip) ผมจะ ขออนุญาตท่านประธานได้ให้ฝ่ายโสตนำเสนอข้อมูลประกอบ ที่ผมเชื่อว่าวันนี้เราเดินหน้าต่อได้ เพราะว่าทุกพรรคการเมืองเห็นด้วยกับข้อเสนอของท่านประเสริฐพงษ์อยู่แล้วนะครับ เชิญฝ่ายโสตเปิดคลิป (Clip) ได้เลยนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ท่านประธานจะเห็นได้ว่าตัวอย่างที่ผมได้นำเสนอนี้มีตัวแทนจากพรรคการเมืองทุกพรรค รวมถึงพรรคร่วมรัฐบาลได้บอกชัดเจนไปก่อนหน้านี้เป็นเดือน ๆ แล้วว่าไม่เห็นด้วยกับ ร่างกรรมาธิการเสียงข้างมากที่จะให้ประชาชน ๕,๐๐๐ คนไปเสนอมหาดไทย หรือว่าเสนอ ผู้ว่าเพื่อปลดท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้งได้ อันนี้ล่ะครับ ที่ผมกำลังจะบอกว่ากระบวนการ ในการขอมติวิป (Whip) ร่วม พรรคร่วมรัฐบาลที่ออกมาเมื่อวันจันทร์เป็นกระบวนการ ที่ทำลายกระบวนการสภา เพราะจริง ๆ แล้วถ้ามติวิป (Whip) พรรคร่วมรัฐบาลออกมา ซาวด์ (Sound) เสียงจากเพื่อนสมาชิกในพรรคร่วมรัฐบาลก่อนว่าให้เดินตามกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยของกรรมาธิการประเสริฐพงษ์ได้ วันนี้เราไม่ต้องถอนร่างครับ เพราะการสงวน ความเห็นของท่านประเสริฐพงษ์ได้ตอบโจทย์สิ่งที่ทุกท่านได้ลุกขึ้นอภิปรายไว้หมดแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นในญัตติการถอน การพิจารณาในวันนี้ผมขอแสดงความไม่เห็นด้วยและอยากให้ สภาของเราเดินหน้าต่อโดยเห็นตามกรรมาธิการเสียงข้างน้อยครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ที่จริงก็ได้ให้ความเห็น โดยทั่วถึงแล้วนะครับ แต่มีท่านสุดท้ายขอมาเป็นอีกท่านหนึ่ง ขอเป็นท่านสุดท้ายนะครับ ท่านนิยม เวชกามา ประเดี๋ยวต้องลงมติขอเพื่อนสมาชิกได้เตรียมตัวมาลงมติด้วยครับ ว่าจะอนุญาตให้ถอนหรือไม่ครับ ขอเชิญท่านนิยมครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมมาไม่ทันการชี้แจงการขอถอดถอนเพราะผมติดประชุมกรรมาธิการอยู่ แต่ผมขอแสดงความคิดเห็นในฐานะเป็นสมาชิกคนหนึ่งของสภาแห่งนี้ ผมไม่เห็นด้วย ท่านประธานในการถอนออกไปเฉย ๆ ผมไม่ได้ฟัง แต่ว่าเนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ ตอนนำเสนอ เข้ามาผมเป็นคนนั่งฟังการชี้แจงของท่านรัฐมนตรีนิพนธ์ว่าต้องการขยายอำนาจของประชาชน ในสภาท้องถิ่น ผมเองก็พยายามอ่านนะพยายามอ่านที่แจกมา ผมก็เห็นว่าจะถอนอย่างไร เราต้องมีหลักการในการถอน ไม่ได้คัดค้านหรือคัดค้านท่านประธาน เพียงแต่ว่าจะถอน อย่างไร ผมไม่อยากเห็นสภาแห่งนี้เป็นสภาโจ๊ก คือวันหนึ่งเอาเข้ามาแล้วพอทำเสร็จกฎหมาย เสร็จแล้วพอมาวาระสอง วาระสาม จะเอาเข้ามาอีกบอกว่าขอถอน ผมเกรงว่ากฎหมายฉบับอื่น มันจะเป็นเหมือนกันนะครับ ถ้าคราวต่อไปถ้าจะเข้ามาอีกครั้งหนึ่งจะเอากฎหมายเข้ามา เพื่อเป็นการยืนยันเพื่อจะทำกฎหมายผมอยากจะให้รอบคอบ ผมฟังชัดเจนท่านประธานวันนั้น ท่านนิพนธ์บอกดีแล้วไปแก้ไขให้มันดี ผมอ่านหลายท่านที่เขียนที่แปรญัตติไว้เขาก็แปลออกว่า ถ้าแบบนี้ไม่เอา ผมไม่เห็นด้วยอยู่แล้วให้นายอำเภอให้ผู้ว่ามาปลดผู้บริหารท้องถิ่นผมไม่เห็นด้วย ตั้งแต่แรกแล้วตั้งแต่อภิปรายรับหลักการผมก็ไม่เห็นด้วย ต้องไปแก้ไขว่ามันทำไม่ได้หรอก เรื่องแบบนั้นมันเสียหายในระบบ เพราะประชาชนคนเลือกต้องประชาชนเป็นคนปลด ไม่ใช่ ประชาชนเลือกแต่ให้ผู้ว่าปลด ประชาชนเลือกให้นายอำเภอปลด ผมก็ไม่เห็นด้วย เพียงแต่ว่า ท่านประธานการถอนกฎหมายคราวนี้ถ้าทางฝ่ายวิป (Whip) รัฐบาลบอกถอนอย่างไรมันก็สู้ ไม่ได้หรอกครับ แต่ว่าผมอยากให้บันทึกไว้ในที่นี้ว่าอย่าทำแบบนี้อีกประธาน อย่าทำแบบนี้อีก ไปทำแทบเป็นแทบตายกรรมาธิการไปนั่งประชุมกันเถียงกันวันหนึ่งพอเอาเข้ามาบอกถอน เพราะมีการคัดค้านจากท้องถิ่น ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่าถ้าแบบนี้เราทำกฎหมาย ทุกฉบับเหมือนกันหมดวันหนึ่งก็ถอนถึงเวลา แล้วทำทำไม อันนี้ผมแสดงความเห็นเพื่อให้ สภาบันทึกไว้ท่านประธานครับ ผมไม่เห็นด้วยอยู่เฉย ๆ ถอนออกไป แต่ผมก็ไม่เห็นด้วยนะ จะให้นายอำเภอ ผู้ว่ามาปลด ไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว ท่านไปอ่านดูเลยท่านประธานบางคน แปรญัตติไว้ถ้าจะดีก็เอาตามแปรญัตติก็เป็นเรื่องดีนะท่านประธาน ขอบคุณมากครับ🔗
ท่านสมาชิกครับ ตามข้อบังคับนั้นญัตติที่บรรจุเข้าระเบียบวาระแล้วจะถอนได้ต้องได้รับความเห็นชอบ จากที่ประชุมนะครับ เพราะฉะนั้นขอเชิญท่านสมาชิกเข้ามานะครับ🔗
ท่านประธานครับในฐานะ กรรมาธิการและถูกพาดพิงครับ🔗
เชิญเลยครับ🔗
ท่านประธานครับ🔗
ขอเชิญสมาชิกเข้ามาด้วยครับ เชิญผู้กรรมาธิการครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ในฐานะกรรมาธิการแล้วก็ถูกพาดพิงโดยท่าน ส.ส. ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เมื่อสักครู่ ผมเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยขอแปรญัตติในหลักการเอาไว้ เยอะแยะหลายมาตราและพร้อมยืนยันกับคุณบรรณ แก้วฉ่ำ ซึ่งเป็นกรรมาธิการสัดส่วน พรรคก้าวไกลและเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่มักจะอ้างเรื่องว่า สภาแห่งนี้ไม่ได้มอบหลักการเรื่องการลงคะแนนโดยลับเอาไว้ท่านก็ไม่ยอมใส่เข้าไปในรายมาตรา ซึ่งเป็นหลักการสากล รวมทั้งการตัดอำนาจสอบสวน ซึ่งผมคิดว่าถ้าสภาแห่งนี้ยืนยัน กรรมาธิการเสียงข้างน้อยเราวันนี้แม้จะโหวต ผลออกมาอย่างไรก็แล้วแต่ถ้าจะต้องกลับไป พิจารณาใหม่ทางผมยืนยันว่าเรื่องหลักการ เรื่องลงคะแนนลับ เรื่องอำนาจสอบสวนจะต้อง เป็นไปตามหลักสากล แล้วก็อยากให้ยืนยันกับสภาแห่งนี้ว่าพรรคก้าวไกลเรายืนหยัดร่วมกับพี่น้อง ชาวท้องถิ่นที่จะไม่ถูกดูหมิ่นดูแคลนครับท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอเชิญสมาชิกเข้ามา แล้วก็เสียบบัตรกดปุ่มเพื่อแสดงตนนะครับ ท่านกรรมาธิการระหว่างแสดงตนเชิญนะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติครับ จากคำอภิปรายของท่านสมาชิกหลายท่านที่ได้ให้ข้อคิดและตั้งข้อสังเกต🔗
ท่านรองประธานไปพูด ในตู้นะครับไม่ได้สวมหน้ากากเดี๋ยวถูกหาว่าเลือกปฏิบัตินะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ข้อสังเกต จากคำอภิปรายของท่านสมาชิกหลายท่านที่ได้กรุณาชี้แจงเมื่อสักครู่ที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการ ซึ่งกระผมเองในฐานะที่เป็นรองประธานคนที่หนึ่งและทำหน้าที่ประธานในวันนี้ขอรับ สิ่งที่ท่านได้ตั้งข้อสังเกตไว้ สิ่งที่กราบเรียนขอยืนยันครับว่าที่ขอถอนไปจะไปปรับปรุงแก้ไข ให้ดีและให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น มีเพียงประเด็นเทคนิคทางกฎหมายเล็กน้อยเท่านั้นนะครับ ส่วนเรื่องต่างๆ นั้นอยู่ในสาระสำคัญที่เอกสารได้นำเสนอท่านประธานและท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติหมดอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นประเด็นข้อกฎหมายดังกล่าวนี้ถ้าหากว่าผ่านไปก็จะมี ปัญหาในทางปฏิบัติ กระผมขออนุญาตท่านกรรมาธิการเพียงท่านเดียวที่จะได้ช่วยดูว่า ข้อกฎหมายที่เราจะปรับปรุงนั้นคืออะไรเพื่อคลายความวิตกกังวลของท่านสมาชิกว่าไม่มี อะไรนอกเหนือนี้นะครับ ยืนยันว่ารับไปก็จะปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นในแง่ของหลักการที่ยึด ตามกฎหมายบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๔ และร่างของคณะรัฐมนตรีซึ่งเรา ก็ดำเนินการมาอย่างนั้นอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นขออย่าได้วิตกกังวลในส่วนนั้นเลยครับ กระผม ขออนุญาตเรียนเชิญให้ทางท่านชื่นสุมนตัวแทนกฤษฎีกาได้กรุณาตอบอธิบายเล็กน้อย เท่านั้นเองครับ กราบขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ท่านประธานครับ ผมเรียนถาม ที่มีการสอบถามอีกประเด็นหนึ่งก็คือขอเวลาสักประมาณเท่าไรครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ เราคิดว่า น่าจะใช้เวลาไม่น่าจะเกิน ๓๐ วัน🔗
๓๐ วัน พอดีมีสมาชิก ท่านหนึ่งพูดถึงเวลาอยู่ด้วยครับ เชิญท่านสมาชิกเข้ามาแสดงตนนะครับ ขอเชิญอีกครั้งหนึ่งครับ🔗
โดยข้อบังคับนะครับที่ว่า ญัตติที่ประธานได้บรรจุเข้าระเบียบวาระแล้วจะถอนได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมของที่ประชุม เพราะฉะนั้นมติก็จะต้องถามว่าที่ประชุมยินยอมหรือไม่นะครับ ปิดการแสดงตนครับ จำนวน ผู้เข้าประชุมที่แสดงตนขณะนี้ ๒๖๒ ท่าน ครบองค์ประชุม🔗
คำถามก็คือผู้ใดยินยอม ให้ถอนกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่ยินยอมให้ถอนกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗
ท่านสมาชิกพร้อมไหมครับ ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๒๘๒ ท่าน เห็นด้วยให้ถอน ๒๑๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๕๘ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๖ ท่าน มติที่ประชุมยินยอมให้ถอนครับ🔗
ก็ขอบคุณกรรมาธิการครับ ท่านสมาชิกครับวาระต่อไปจะเป็นการพิจารณาเรื่องด่วน🔗
เรื่องด่วน🔗
๑. ร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)🔗
คณะรัฐมนตรีพร้อมไหมครับ ส่วนใหญ่ก็ไปสันนิษฐานว่าร่างที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วเมื่อสักครู่นี้คงใช้เวลานาน ท่านรองนายกรัฐมนตรีมาแล้วนะครับ ผมขอเรียนว่าโดยคณะรัฐมนตรีได้เสนอร่างพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. มายังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๓๓ (๑) นอกจากนี้คณะรัฐมนตรี ยังได้นำเสนอรายงานการรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องและรายงานการวิเคราะห์ ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากกฎหมายเพื่อประกอบการพิจารณาในกระบวนการตรากฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๗๗ แล้ว รายละเอียดปรากฏในเอกสารที่เจ้าหน้าที่ได้จัดวางไว้ให้ เจ้าหน้าที่แล้วนะครับ ในการเสนอหลักการครั้งนี้ได้ขออนุญาตให้ตัวแทนจากสำนักงาน อัยการคือนายเสวต อภัยรัตน์ อัยการพิเศษฝ่ายคณะกรรมการ และผู้แทนจากสำนักงาน กฤษฎีกาคือนางพรพิมล สัมฤทธิ์ผ่อง ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย ขอเชิญ ๒ ท่านนะครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีพร้อมเชิญเลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ รัฐบาลขอเสนอร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มายังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อกรุณารับไว้พิจารณา ร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นผู้จัดทำขึ้นและได้มีการรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา ๗๗ เรียบร้อยแล้ว สาเหตุที่ต้องนำเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มาก็เพื่อที่จะเป็นการแก้ไข กฎหมายฉบับเดิม โดยอนุโลมตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มาตรา ๑๘๐ และมาตรา ๑๙๐ ขณะเดียวกันก็อนุโลมตามการแก้ไขกฎหมายระเบียบข้าราชการต่าง ๆ ที่ได้เคยเสนอมายังสภา ก่อนหน้านี้แล้วและได้แก้ไปเสร็จสิ้นแล้ว เช่น กฎหมายเกี่ยวกับระเบียบข้าราชการศาลยุติธรรม ศาลชำนัญพิเศษ ศาลปกครอง คราวนี้ก็มาถึงคราวของอัยการ และต่อไปในอนาคตก็จะมีการแก้ไข กฎหมายที่เกี่ยวกับระเบียบข้าราชการพลเรือน ระเบียบข้าราชการทหารตามมาอีกโดยอนุโลม ใช้หลักเดียวกัน หลักที่ว่านั้นก็คือว่า ในอดีตนั้นเมื่อข้าราชการไม่ว่าฝ่ายใดก็ตามที่จะต้องพ้นจากตำแหน่งและข้าราชการนั้น เป็นข้าราชการระดับสูง การพ้นจากตำแหน่งจะต้องนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณา โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พ้นจากตำแหน่งทั้งสิ้นนะครับ ทีนี้คำว่า พ้นจากตำแหน่งนั้น ถ้าข้าราชการตายก็ถือว่าพ้นจากตำแหน่ง ข้าราชการลาออกก็ถือว่าพ้นจากตำแหน่ง ข้าราชการ ครบเกษียณอายุราชการก็ถือว่าพ้นจากตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่งโดยเหตุดังเช่นว่ามานี้ ได้มีการพิจารณากันในเวลาต่อมาว่าการที่จะต้องนำความกราบบังคมทูลให้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้พ้นทุกรายไปนั้นน่าจะไม่เหมาะสม ต่อมารัฐธรรมนูญก็ได้มีการปรับปรุงแก้ไข แล้วก็แยกออกเป็น ๒ ระบบ ในบางกรณีการพ้นจากตำแหน่งให้ใช้วิธีนำความกราบบังคมทูล เพื่อทรงทราบ ส่วนบางกรณีจึงจะนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สั่งให้พ้นจากตำแหน่งอีกทีหนึ่ง เช่นถ้ากรณีเป็นการออกหรือพ้นเพราะว่าตาย เพราะว่าเกษียณ หรือเพราะว่าถูกลงโทษให้ออกจากราชการ ดังนี้ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบก็พอ แต่ถ้าหากว่าเป็นการออกเพราะเหตุอื่น เช่นการโอนไปรับราชการที่อื่น การไปรับราชการทหาร หรือการให้ออกเพราะเหตุขาดคุณสมบัติหรือทุพพลภาพ จึงจะนำความกราบบังคมทูลให้ทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ อีกทีหนึ่ง เรื่องอย่างนี้ก็มีการแยกออกเป็น ๒ ระบบมาระยะหนึ่งแล้ว ในการนี้จึงจำเป็นต้องแก้พระราชบัญญัติทั้งหลายให้สอดคล้องกับหลักหรือระบบที่จัดเอาไว้ ในรัฐธรรมนูญ ครั้งนี้ก็เลยเสนอร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการเข้ามา เพื่อแก้ไขกฎหมายที่เคยออกไปเมื่อ ๑๒ ปีที่แล้ว หลักการของฉบับนี้ก็คือแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๕๓ เพื่อกำหนดการดำเนินการ เกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของข้าราชการอัยการ ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๕๕ วรรคสอง ส่วนเหตุผลก็เป็นดังที่กราบเรียนท่านประธาน กล่าวคือว่าเป็นการสมควรดำเนินการ เกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของข้าราชการอัยการให้มีความเหมาะสมในกรณีนำความ กราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบ และเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง ทั้งนี้โดยพิจารณา เทียบเคียงกับกรณีของข้าราชการและฝ่ายตุลาการในมาตรา ๑๘๐ และมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่บัญญัติให้ในกรณีที่พ้นจากตำแหน่งเพราะความตาย เกษียณอายุ หรือพ้นจากราชการเพราะถูกลงโทษให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ จึงเสนอร่างพระราชบัญญัตินี้มายังสภาผู้แทนราษฎรครับ🔗
ขอบคุณนะครับ มีท่านสมาชิก ขออภิปรายส่งชื่อมา ๓ ท่าน ท่านแรก คุณณัฐวุฒิ บัวประทุม ท่านที่ ๒ คุณคารม พลพรกลาง ท่านที่ ๓ คุณวิรัช พันธุมะผล ขอเชิญคุณณัฐวุฒิก่อนครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทอง ผมขอมีส่วนในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติระเบียบ ข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... แต่ก่อนอื่นก็ต้องถามท่านผู้ชี้แจงก่อนนะครับ วันนี้ท่านมาในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรี ผมมีอยู่ทั้งหมด ๔ เหตุ ที่จะประกอบการพิจารณาด้วยกันครับ แล้วก็เป็นข้อซักถามและข้อสังเกตไปในคราวเดียวกัน🔗
ประการที่ ๑ การแก้ไขร่าง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการนั้น ท่านอ้าง การใช้คำว่า อนุโลม ซึ่งเดี๋ยวจะมาดูกันต่อว่าบรรทัดฐานของคำว่า อนุโลม นั้นเป็นแค่ไหน ท่านบอกว่ากรณีนี้เคยมีการเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรขอแก้ไขในกรณีของข้าราชการฝ่ายตุลาการ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ และท่านก็บอกว่ารอบนี้เป็นการอนุโลมไปใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๐ ด้วยความเคารพครับท่านประธาน ผมอ่านมาตรา ๑๘๐ เขียนไว้ว่า พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งข้าราชการฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือนตำแหน่งปลัดกระทรวง อธิบดีและเทียบเท่า และทรงให้พ้นจากตำแหน่ง เว้นแต่เป็นกรณีที่พ้นจากตำแหน่ง เพราะความตาย เกษียณอายุ หรือพ้นจากราชการเพราะถูกลงโทษ ไม่มีข้อความใด ๆ เลย ที่เชื่อมโยงไปถึงคำว่า พนักงานอัยการ คำว่า พนักงานอัยการ นั้นอยู่แค่มาตราเดียวครับ ก็คือในหมวด ๑๓ ที่ว่าด้วยองค์กรอัยการโดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา ๒๔๘ เท่านั้นนะครับ ก็อ่านกฎหมายกันตามตัวอักษรเป๊ะ ๆ ครับว่าตกลงที่อนุโลมไปให้ใช้มาตรา ๑๘๐ นั้น มันมีความเชื่อมโยงกันแบบใด ประการใด และในขณะเดียวกันหากจะให้ใช้แบบนั้นจริง ข้อความในมาตรา ๑๙๐ ซึ่งเคยใช้กับกรณีของข้าราชการฝ่ายตุลาการกับข้อความใน ๑๘๐ นั้น ก็มิได้เหมือนกันเสียทีเดียว เพราะข้อความในมาตรา ๑๙๐ มีกรณีของการพ้นจากตำแหน่ง ตามวาระ แต่กรณีมาตรา ๑๘๐ ไม่มีการพ้นจากตำแหน่งตามวาระแต่ประการใด ฉะนั้น ต้องดูก่อนครับว่าฐานที่มาของการแก้ไข พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการในครั้งนี้นั้น เป็นการแก้ไขที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญถูกต้องตามคำว่า อนุโลม แล้วมันเชื่อมโยงกันแบบใด ประการใดที่ท่านผู้ชี้แจงได้พูดหรือไม่ แล้วในขณะเดียวกันครับแล้วถ้าอย่างนั้น พ.ร.บ. องค์กรอัยการ ซึ่งมีอีกฉบับหนึ่งออกในปี ๒๕๕๓ เหมือนกัน จะเทียบเคียงจะใช้คำว่า อนุโลม แบบเดียวกันนี้ไปแก้ไขใด ๆ อื่นหรือไม่ นั่นเป็นประการที่ ๑ ครับ🔗
ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ ประการที่ ๒ ก็คือว่าในกรณีของการแก้ไข ครั้งนี้นะครับ ผมก็ต้องถามย้อนกลับไปว่าเมื่อมีการแก้ไข พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องกับข้าราชการ ฝ่ายศาลทั้งหมด ๓ ๔ ฉบับ ท่านก็ต้องตอบครับว่าวันนี้กฎหมายทั้งหมดนั้นมีผลบังคับใช้แล้ว หรือไม่ อย่างไร และหากเห็นว่ามันสามารถเทียบเคียงแล้วใช้กันได้ เพราะเหตุใดท่านถึง ไม่เสนอร่างกฎหมายฉบับนี้เข้ามาในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกัน ผมดูการรับฟังความคิดเห็นนะครับ ท่านเปิดรับฟังความคิดเห็นระหว่างวันที่ ๑๖-๓๐ สิงหาคม ๒๕๖๔ พนักงานอัยการมีเกือบ ๒,๐๐๐ คน สมัยผมเรียนมัธยมต้นผมก็อยู่กับคุณลุงที่เป็นข้าราชการอัยการตอนที่มาเรียนที่ กรุงเทพฯ ก่อนไปเรียนคณะนิติศาสตร์ มหาลัยธรรมศาสตร์ มีผู้ไปแสดงความคิดเห็น ๑๒ คน แล้วข้าราชการอัยการที่เหลือท่านไม่มีความคิดเห็นต่อกฎหมายของท่านเลยหรือครับ ตกลงแล้ว วิธีการประชาสัมพันธ์เป็นแบบใด ประการใด เพราะเหตุใดอัยการซึ่งบอกว่าเป็นที่ปรึกษา กฎหมายทำหน้าที่เป็นตัวแทนกฎหมายยังไม่ได้ไปแสดงความคิดเห็นในกฎหมายของท่านเองเลย แล้วจะไปให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นได้อย่างไร ท่านช่วยตอบหน่อยว่านอกเหนือ จากการเปิดเว็บไซต์ (Website) รับฟังความคิดเห็น มีเวทีรับฟังความคิดเห็นของพนักงานอัยการ หรือไม่ กี่ครั้ง แบบใด ประการใด มีผู้เข้าร่วมจำนวนเท่าใด แสดงเหตุผลอย่างไร แล้วทำไม ท่านอัยการสูงสุดถึงต้องรอถึงเดือนกุมภาพันธ์ ปี ๒๕๖๕ ถึงเพิ่งยื่นกฎหมายฉบับนี้ในการลงนาม เพื่อนำไปสู่การเข้ากระบวนการของ ครม. นั่นเป็นประการที่ ๒🔗
ประการที่ ๓ ท่านประธานครับ ถ้าจะบอกว่าการใช้ข้อความนั้นเทียบเคียง มาจากกรณีของการแก้ไขระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการเยอะแยะไปหมดนะครับ จริง ๆ ท่านปรับนิดเดียวก็คือเอา (๗) ที่พูดถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการให้ออก ไล่ออกใด ๆ ต่าง ๆ นั้น กลับเข้ามา มาอยู่ในกรณีที่จำเป็นต้องแยกประเภทว่ามีการกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบ กับกรณีของการถูกสั่งให้ออก กรณีของรองอัยการสูงสุดที่ชื่อเนตร นาคสุข อยู่ตรงใด หากกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ แน่นอนวันนี้ยังไม่มีนะครับ แต่ท่านต้องชี้แจงสังคม กฎหมายฉบับนี้หมิ่นเหม่ต่อการไปกระทบต่อสถานะของข้างบนที่จะต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง ในกรณีของข้าราชการที่กระทำความผิด แล้วก็คงมีไม่น้อยเช่นเดียวกัน ที่มาที่ไปของอัยการ สังคมเขาคลางแคลงใจ สมัยก่อนคนที่เก่งระดับเกียรตินิยมอันดับ ๑ อย่างท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านจบต่างประเทศ ท่านอาจจะเข้าสู่ระบบการสอบทั้งสนามใหญ่และสนามเล็ก แต่เดี๋ยวนี้ มีกรณีหนึ่งครับสังคมคลางแคลงใจมากเพราะคนที่สอบผ่านระบบอัยการสนามจิ๋วมีสัดส่วน ที่สูงกว่าลูกตาสีตาสา ยายมียายมา แบบลุงผมที่มาจากอำเภอผักไห่ สาวผักไห่อยุธยา ของท่านประธานสภานี่ครับ ท่านพยักหน้าด้วยครับ โอกาสจะเข้ามาเป็นอัยการแทบมี น้อยลงไป นักเรียนนอกไปเรียนมหาวิทยาลัยไม่กี่แห่ง จบต่างประเทศ ๒ ใบ มาสอบสนามจิ๋วแล้วเข้ามาเป็นอัยการเยอะแยะไปหมด ความสัมพันธ์ สถานะของผู้สอบ ๓ สนามนั้นแตกต่างกันหรือไม่ กระบวนการขึ้นสู่ตำแหน่งเพราะว่ามีขั้น ขั้น ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ปกติอัยการมีหลักประกันว่าการขึ้นสู่ตำแหน่งจะต้องไปพร้อม ๆ กัน แต่ระบบสนามเล็ก สนามใหญ่ สนามจิ๋วทำให้ระบบนั้นเปลี่ยนไปนะครับ แล้วมีผลต่อ กฎหมายฉบับนี้ไหม มีผลต่อการพ้นสู่สถานะ พ้นสู่ตำแหน่งแบบใด ประการใด นั่นเป็น ประการที่ ๓ ครับ🔗
ประการที่ ๔ หากฉบับนี้มีการแก้ไขแต่เพียงมาตราเดียว ผมยังคิดว่าถ้าท่าน ตอบคำถามได้ทั้งหมดก็ควรจะผ่าน ๓ วาระครับ ไม่จำเป็นต้องตั้งไปตั้งกรรมาธิการ มาพิจารณาเสียเวลาท่านอัยการที่รอคอยกระบวนการที่ถูกต้อง ชอบธรรม ท่านก็จะได้ มีกฎหมายออกมารองรับ เพียงแต่ว่าผมคงจำเป็นต้องขอคำตอบจากท่านก่อนถึงประเด็นที่ ผมตั้งข้อสังเกตและประเด็นที่สอบถามว่าเราควรจะรับหรือไม่รับหลักการ แต่หากตอบได้ จริง ๆ ผมอยากเสนอให้พิจารณา ๓ วาระในสภาแห่งนี้ด้วยซ้ำ แต่ยังเป็นแค่ข้อเสนอนะครับ ยังคงไม่ได้เป็นญัตติแต่ประการใด ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ต่อไปคุณคารม พลพรกลาง🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จังหวัดร้อยเอ็ด ต่อร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่..) พ.ศ. ....จริง ๆ ผมก็นึกอยู่ เหมือนกันว่ามีมุมอะไรที่จะพูดในเรื่องกฎหมายซึ่งไม่ได้มีเนื้อหาสาระในการเปลี่ยนแปลงเยอะ แต่เมื่อพิจารณาหลาย ๆ อย่างแล้วนะครับ อันนี้มีนัยแล้วมีความสำคัญ ประเทศเราปกครอง ด้วยกฎหมาย รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจผ่าน ๓ สถาบัน บริหาร ตุลาการ และฝ่ายนิติบัญญัติ ปัจจุบันนี้คนที่รับราชการส่วนใหญ่มีความภูมิใจ หลาย ๆ คน เขียนข้างหลังว่าเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผมนี่ไม่ได้มีวาสนาได้เป็น ตุลาการครับ เป็นเพียงทนายความ แต่ทนายความปัจจุบันนี่เขาก็เอาสภาทนายความไปไว้ใน พระบรมราชนูปถัมภ์ ที่คณะรัฐมนตรีได้เสนอกฎหมายฉบับนี้ผมสนับสนุนด้วยเหตุผล หลายประการ ท่านประธานครับ ตุลาการเวลาเขาจะเข้าสู่ตำแหน่งเขาก็ต้องโปรดเกล้าฯ เวลาจะพ้นก็ส่งพ้นตำแหน่งให้อยู่ในพระเนตรพระกรรณพระมหากษัตริย์ จะว่าไปแล้วถ้าไม่มี สถาบันนี้บ้านเราจะมีโอกาสมาพูดในสภาจ๋อยๆ อย่างนี้หรือเปล่าไม่แน่ใจ อัยการเป็นคนที่มี อำนาจฟ้องคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ตำรวจจะสอบสวนตำรวจ มาอย่างไรก็แล้วแต่ อัยการมีอิสระตามมาตรา ๒๔๘ รัฐธรรมนูญในการสั่งคดีโดยปราศจาก อคติ เพราะฉะนั้นคนเป็นข้าราชการอัยการจะว่าไปแล้วไม่ได้มีอะไรที่ด้อยไปกว่าตุลาการ หรือผู้พิพากษา ท่านอาจารย์วิษณุทราบดีครับท่านประธาน เพราะเป็นอาจารย์สอนกฎหมาย การสั่งคดีของอัยการท่านจะเห็นนะครับ คดีประมาท ตำรวจรับแจ้งความประมาท รับแจ้ง ความตาย สุดท้ายคนสั่งฟ้องคืออัยการ กระทบสิทธิต่อประชาชน ตำแหน่งนี้จึงสำคัญ มุมหนึ่งเขาเรียกโจทก์ โจทก์ฟ้อง ประชาชนธรรมดาจนนายกรัฐมนตรีนี้ถูกฟ้องโดยอัยการ กฎหมายเขียนไว้อย่างนั้น ฝั่งหนึ่งครับเวลาส่วนราชการถูกฟ้องเขาเรียกอัยการว่า ทนายแผ่นดิน ผมเป็นทนายประชาชนเพราะเป็นทนายความธรรมดา แต่เวลาอัยการมาว่าความแทน ส่วนราชการเขาเรียก ทนายแผ่นดิน นัยนี้จึงมีความสำคัญในการที่จะเมื่อกฎหมายตัวนี้แก้เข้ามา เพื่อให้กรณีที่อัยการถูกสั่งลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือให้ออก ต้องให้นำความกราบบังคมทูลฯ เพื่อทรงทราบอีกครั้งหนึ่งมันลึกซึ้งกว่านั้นครับ การที่เข้าสู่ตำแหน่งก็ต้องได้รับการโปรดเกล้าฯ ต้องถวายสัตย์ มีคำในรัฐธรรมนูญท่านประธานครับ เหมือนที่เราเข้าปฏิญาณตนในสภา แต่คนละมุม การที่เอาข้าราชการที่สำคัญ เวลาทำงานกับประชาชนไปผูกไว้กับสถาบัน พระมหากษัตริย์ หลายคนมองอย่างไรไม่ทราบ แต่ ส.ส. คารม พลพรกลาง นี่มองว่ามันเป็นการกระตุ้นจิตสำนึก ให้คนที่ทำงานตำแหน่งนี้ต้องตรงไปตรงมารักษาผลประโยชน์ประชาชน มันสะท้อนถึงว่า สถาบันที่โปรดเกล้าฯ หรือรับทราบเวลาท่านพ้นจากตำแหน่งอยู่เบื้องหลังท่าน ท่านทำอะไร ท่านก็ต้องคิดถึงว่าใครที่ให้ท่านเข้ามาอยู่ในนี้ โดยเฉพาะสถาบันตุลาการ เพราะฉะนั้น ตุลาการจึงได้รับความเคารพจากประชาชน ยุ่ง ๆ จะนายกกี่ปี ครบ ๘ ปี ๙ ปี กี่สมัยยุติด้วย ตุลาการ ถูกไหมครับ เพราะว่าถ้าเราไม่ยอมรับใครเสียเลยประเทศนี้ก็ทะเลาะเบาะแว้งตีกันตาย วกมาที่อัยการครับ ท่านประธานอัยการก็สำคัญมาก ผมก็มีเพื่อนเป็นอัยการอยู่พอสมควร ถ้าอัยการสำเหนียก อัยการคิดตลอดเวลาว่าจะทำอะไรมันกระทบต่อประชาชน จะสั่งคดี คนจนลักซาลาเปา จะสั่งคดีให้มันเหมาะสมกับรูปคดีอย่างไร ตำรวจจะทำสำนวนไม่ดีอย่างไร เราต้องทราบครับ ปัจจุบันวิธีความอาญานี้ไม่ได้ให้อัยการไปนั่งร่วมสอบสวนท่านประธานทราบดี เพราะฉะนั้นการที่ให้อัยการเข้าตำแหน่ง ไม่ใช่อัยการผู้ช่วย เป็นอัยการจังหวัดแล้วแต่ขึ้นไป แล้วก็เป็นอัยการสูงสุดผ่านพระเนตรพระกรรณจึงสำคัญ ความสำคัญนี้ผูกโยงไปถึงสถาบันด้วย สถาบันที่อยู่ค้ำจุนบ้านเมืองเรา ถ้าใจลึก ๆ ไม่ใจอคติสถาบันอย่างนี้ล่ะครับทำให้พวกเรา ยังเดินไปไหนมาไหนได้สะดวกโยธิน เพราะฉะนั้นการที่ ครม. คณะรัฐมนตรีเสนอกฎหมาย ตัวนี้จึงถูกต้อง เพียงแต่ว่าท่านรองวิษณุได้บอกว่าต้องแก้กฎหมายอื่นที่ข้าราชการชั้นสูง ตั้งแต่ปลัดกระทรวง อธิบดี หรือเทียบเท่าให้อยู่ในพระเนตรพระกรรณของพระมหากษัตริย์ ซึ่งมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น โดยหลักการแล้วจึงเป็นเรื่องที่ เหมาะสมแล้วทำให้ถ้วนทั่ว เพราะว่าประเทศเรานั้นผมก็อยากจะพูดอะไรสักนิดหนึ่ง ท่านประธานเวลาใครทำอะไร ตัดเงินที่ไปเกี่ยวข้องกับสถาบันชั้นสูงผมก็พยายามนึกอยู่ว่า เราเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม เป็นสิทธิเป็นความคิดแตกต่าง แต่ผมคิดว่าสถาบันนี้ล่ะครับ ที่ทำให้เมืองไทยมันไปได้เรื่อย ๆ อาจจะไม่รุ่งโรจน์โชติช่วงชัชวาลแต่มันสงบเรียบร้อย เพราะฉะนั้นการที่ให้อัยการได้เข้ามาอยู่ในระบบนี้เหมือนผู้พิพากษาจึงถูกต้อง จึงขอสนับสนุน ในวาระรับหลักการครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ต่อไปฝ่ายค้านนะครับ คุณนิรมิต สุจารี ครับ หลังจากนั้นก็จะเป็นรัฐบาล คุณวิรัช พันธุมะผล เชิญท่านนิรมิตครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายนิรมิต สุจารี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ต่อร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... กระผมใครขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานว่าประเทศไทยมีการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยระบบรัฐสภาโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะฉะนั้นอำนาจ อธิปไตยของไทยเราแบ่งออกเป็น ๓ ฝ่าย นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ กระบวนการของ ตุลาการซึ่งประกอบไปด้วยทนาย อัยการ ศาล และราชทัณฑ์ก็มีส่วนสำคัญเพราะเป็น กระบวนการที่ใช้อำนาจรัฐเพื่อพี่น้องประชาชน ถึงแม้ว่าบทบาทของอัยการที่สนับสนุน ให้มีการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการอัยการ จะไม่เกี่ยวข้องกับประชาชน โดยตรง แต่บทบาทหน้าที่ การใช้อำนาจ ของอัยการเป็นบุคคลที่มีบทบาทต่อสิทธิเสรีภาพและผลประโยชน์ของประชาชนเป็นอย่างยิ่ง หลักการ เหตุผล แห่งความจำเป็นในการเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เข้ามาในสภา ก็เนื่องจากว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ มาตรา ๑๘๐ และมาตรา ๑๙๐ ได้วางหลักไว้ว่า เมื่ออัยการกำหนดให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งข้าราชการฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือน ตำแหน่งปลัดกระทรวงและอธิบดีหรือเทียบเท่าก็มีความจำเป็นที่จะต้องมีการตราพระราชบัญญัติ ระเบียบของอัยการให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเสนอร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้เข้ามาในสภาเพื่อให้พิจารณาแล้วก็ประกาศใช้ต่อไป กระผมเห็นด้วยในหลักการ ที่จะตราร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เนื่องจากว่าถ้าหากอัยการพ้นจากตำแหน่งเพราะความตาย เกษียณอายุและพ้นราชการเพราะถูกลงโทษก็มีความจำเป็นที่จะต้องให้นำความกราบบังคมทูลฯ เพื่อทราบจึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติฉบับนี้ สาระสำคัญที่จะต้องมีการตราก็คือ ร่างพระราชบัญญัติข้าราชการฝ่ายอัยการมีสาระสำคัญ คือแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๕๕ วรรคสอง เพื่อกำหนดให้ดำเนินการเกี่ยวกับ การพ้นตำแหน่งของอัยการให้มีการแก้ไขเพิ่มเติม เพราะฉะนั้นเพื่อให้เป็นการสอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญซึ่งประกาศใช้มาแล้วและขณะเดียวกันก็มีการแก้ไขระเบียบข้าราชการที่พ้นจาก ตำแหน่ง โดยเฉพาะเรื่องของศาล ศาลชำนาญการพิเศษและศาลปกครองสภาแห่งนี้ก็ได้ พิจารณาและมีการแก้มีการผ่านไปเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ กระผมจึงมีความจำเป็นและมีความเห็นที่จะสนับสนุนรับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เพื่อพิจารณา ต่อไปครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปคุณวิรัช พันธุมะผล ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม วิรัช พันธุมะผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย ในฐานะที่ผมเคยรับราชการอัยการมาก่อน การเป็นอัยการตั้งแต่เป็นอัยการผู้ช่วยเท่านั้น ที่ไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ตั้งแต่อัยการจังหวัดผู้ช่วยขึ้นไป หรืออัยการประจำกรม อัยการจังหวัด อัยการชั้นนั้นขึ้นไปตลอด การแต่งตั้งทุกครั้งจะมี กระบวนการเหมือนกับศาลครับ ศาลก็เหมือนกันสมัยก่อนผู้ช่วยผู้พิพากษาเท่านั้นที่ไม่มี พระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่ตั้งแต่ผู้พิพากษาขึ้นไปจะมีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเหมือนกันตลอด แม้แต่เงินเดือนก็เหมือนกันตลอด แต่ว่าอัยการ จะช้ากว่าศาลทุกครั้ง ทุกครั้งกฎหมายศาลจะไปก่อน แล้วอัยการก็จะตามไป เขาเรียก ปาท่องโก๋นะครับก็จะไปกันอย่างนี้เหมือนกันและในรัฐธรรมนูญก็เขียนไว้ว่าอัยการมีอิสระ ในการพิจารณาสั่งคดีเพื่อความเป็นธรรมและเป็นการป้องกันการถูกแทรกแซง โดยอิทธิพลต่าง ๆ เพราะฉะนั้นจึงมีคณะกรรมการอัยการ ข้าราชการอัยการที่มาจากการเลือกตั้งเหมือนกับศาล แบบเดียวกัน นี่คือสาเหตุว่ามันเป็นประเพณีครับ ประเพณีที่ใช้มาตลอดมีการแต่งตั้งทุกครั้ง ก็มีพระบรมราชโองการตั้งแต่โบราณกาลมาแล้ว นี่คือสาเหตุ แม้แต่การสอบเข้าเป็นอัยการ เหมือนกัน สอบเข้าเป็นผู้พิพากษา ลอกมาเหมือน ๆ กันครับ ศาลเขียนอย่างไร อัยการก็เขียนอย่างนั้น ที่ทำไมอัยการต้องมี เงินเดือนเท่ากับศาล เพราะไม่เช่นนั้นอัยการก็ไปสอบเป็นผู้พิพากษาหมด อัยการก็ต้องเปิดสอบ ตลอดเวลาเพราะว่าถ้าเงินเดือนศาลมากกว่า เพราะคนที่จะเป็นผู้พิพากษาหรืออัยการ ต้องจบนิติศาสตร์บัณฑิตและเนติบัณฑิตไทย เพราะฉะนั้นนี่เป็นวิธีการที่สำนักงานอัยการสูงสุด หรือกรมอัยการในสมัยนั้นต้องทำแบบเดียวกับศาลตลอดเวลาเพื่อให้อัยการส่วนหนึ่งก็ยังเป็น อัยการต่อไป ไม่ได้ไปสอบศาล นี่คือสาเหตุที่ว่าทำไมต้องมีระบบในการแต่งตั้งเหมือนกัน แล้วก็มีระบบข้าราชการอัยการแบบคณะกรรมการเหมือนกัน เพื่อรักษาไว้ซึ่งความยุติธรรม ในการแต่งตั้ง โยกย้าย ผู้พิพากษา อัยการทุกคนจะเลื่อนตำแหน่งโดยเกือบจะไม่มีการแซงกันครับ ผมขอยืนยันกับท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ว่าเกือบ ๙๕ เปอร์เซ็นต์ หรือเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จะไม่มีการแซงกัน แม้แต่นักเรียนนอกซึ่งจบปริญญาโท ๒ ตัวก็ไม่ได้มีสิทธิ แต่ว่าตอนเข้า มีสิทธิพิเศษเท่านั้นเอง แต่ก็เป็นตั้งแต่สมัยขออนุญาตครับท่านประธาน รู้สึกท่านเคยสอบ เป็นผู้พิพากษา สมัยโน้นท่านก็เป็นผู้พิพากษา ก็เป็นอย่างนี้มาตลอดครับ ไม่มีอภิสิทธิ์ทั้งสิ้น ในการที่จะแซงคิว ปกติเขาไม่อยากแซงคิวกันเท่าไรหรอกครับ นี่คือเหตุผล และที่ท่านรองนายก ได้กรุณาพูดไว้แล้วว่าการแต่งตั้งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๘๐ และ มาตรา ๑๙๐ แล้วก็มีการแก้กฎหมายของศาล แล้วศาลปกครองในลักษณะเดียวกัน แล้วอัยการก็ตามมา คือมันเป็นประวัติศาสตร์เป็นอย่างนี้ตลอดมา ผมจึงสนับสนุนให้แก้ กฎหมายตัวนี้ให้เหมือนกันเพื่อเป็นไปตามจารีตประเพณีของทั้งศาล อัยการ ซึ่งเป็นไปอย่างนี้ ตลอดมา แต่สิ่งหนึ่งที่ผมยังคิดอยู่ตลอดเวลา ผมอยากให้มีการแก้ไขคุณสมบัติของคน เป็นผู้พิพากษาและอัยการ ไม่เพียงแต่จบนิติศาสตร์บัณฑิตและเนติบัณฑิตไทยเท่านั้นเอง แต่การจบปริญญาโททางกฎหมายไม่ว่า ๑ ตัว หรือ ๒ ตัว เขาเรียกสนามใหญ่ สนามกลาง สนามจิ๋ว คือสนามจิ๋วต้องจบปริญญาโท ๒ ตัวจากต่างประเทศนะครับ สนามกลางคือจบ ตัวเดียวจากต่างประเทศ น.บ. น.บ.ท. แล้วก็ปริญญาโท ผมยังอยากให้จบคนที่จะเป็น ผู้พิพากษาหรืออัยการเพราะท่านเงินเดือนสูง เพราะเงินเดือนสตาร์ต (Start) ก็เท่ากับซี ๖ แล้วพรวดเดียวก็เป็น ซี ๗ ซี ๘ แล้วก็ซี ๙ เพราะฉะนั้นผมก็ยังบอกว่าเมื่อคุณได้เงินเดือนสูง แล้วคุณเป็นผู้ที่มีหน้าที่ดูแลเสรีภาพ อิสรภาพของประชาชนมาก เพราะฉะนั้นท่านควรจะมี ศักยภาพพิเศษ เช่นนอกจากท่านจบนิติศาสตร์แล้วเป็นไปได้ไหมที่จะให้จบปริญญาโท ทางรัฐศาสตร์ หรือวิศวะ หรือแพทย์เข้าไปในนั้นด้วย ให้สอบสนามจิ๋วจบ น.บ. น.บ.ท. แล้วก็ จบแพทย์อีกสักอันหนึ่ง หรือจบวิศวะอันหนึ่ง หรือจบคอมพิวเตอร์อันหนึ่ง เพื่อให้เกิด วิสัยทัศน์ที่กว้างขึ้นนี่คือเหตุผล ผมสนับสนุนนะครับ แต่ผมอยากเสนอไปยังศาลและอัยการ ว่าคนที่จะเป็นผู้พิพากษา อัยการ ในการสอบเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาหรืออัยการผู้ช่วยจะเพิ่ม คุณวุฒิพิเศษ เช่นปริญญาโทสาขาอื่น ๆ อีกสาขาหนึ่งซึ่งทำให้วิสัยทัศน์กว้างขึ้น🔗
ประเด็นสุดท้ายที่ท่านณัฐวุฒิ ขออนุญาตเอ่ยชื่อโดยไม่ได้เสียหายนะครับ ท่านบอกว่ากฎหมายตัวนี้มันเขียนผ่านสภาเรามา ๒ ฉบับแล้ว เขียนเหมือนกันหมด แล้วก็ ผ่านการกลั่นกรองของคณะกรรมการกฤษฎีกา ผ่านการกลั่นกรองของอัยการมาแล้ว เป็นไปได้ไหม ที่วันนี้จะพิจารณา ๓ วาระเลย ผมขอเสนอว่าถ้าพิจารณา ๓ วาระเลย อ่านจบแล้วก็จบ ไม่ต้องเสียเงินค่าเบี้ยเลี้ยงกรรมาธิการอีก แล้วก็เสียเวลาช้าไปเปล่า ๆ ผมอยากฝากไปยัง รัฐบาลนะครับว่าถ้ากฎหมายอะไรที่แก้ ๑ มาตรา ไม่น่าต้องตั้งกรรมาธิการเลย เพราะว่า ผ่านกระบวนการพิจารณาของกฤษฎีกาและสำนักเลขาธิการ ครม. มาแล้ว ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากเสนอว่าให้เป็นไป ๓ วาระ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ท่านวิรัช เดี๋ยวจะเข้าใจผิด ผมไม่ได้สอบเป็นผู้พิพากษาครับ ผมรอรัฐธรรมนูญเพื่อจะสมัครผู้แทน แต่ว่าเพื่อนร่วมรุ่น สมัยที่ ๑๗ ก็ไปเป็นผู้พิพากษาเกือบทั้งหมดครับ เป็นประธานศาลฎีกาไป ๓ ท่าน เป็นอัยการสูงสุด ๑ ท่าน เป็นองคมนตรี ๑ ท่าน เดี๋ยวจะเข้าใจผิด ผมไม่ได้ไปสอบผู้พิพากษาครับ ท่านต่อไป คุณธีรัจชัย พันธุมาศ ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขออนุญาตแสดง ความเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการฝ่ายอัยการ ซึ่งได้มีการ เสนอมา เรื่องนี้ครับท่านประธาน โดยหลักการแล้วการเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญในราชการ โดยเฉพาะฝ่ายเกี่ยวกับการยุติธรรมนั้น การเกิด การดำรงอยู่ การจากไป มันมีนัยของการ ที่จะทำให้ข้าราชการแต่ละท่านได้ปฏิบัติหน้าที่โดยซื่อสัตย์สุจริตจริง ๆ หรือไม่ การเกิด การเข้าไป ถ้าเกิดเข้าไปโดยการยึดโยงจากประชาชนหรือมีการอนุมัติจากตัวแทนประชาชน ก็จะทำให้ข้าราชการนั้นไม่กล้าที่จะออกนอกกรอบ แต่กระบวนการของประเทศเรายังไม่ถึง ขั้นนั้น การดำรงอยู่ถ้าเกิดมีการตรวจสอบจากฝ่ายที่มาจากประชาชนก็สามารถที่จะทำให้ ข้าราชการนั้นปฏิบัติได้ดีขึ้น โดยเฉพาะข้าราชการอัยการ หรือตุลาการ หรืออื่น ๆ ก็แล้วแต่ การจากไปถ้าผ่านโดยประชาชน โดยสภาก็จะเป็นสิ่งที่ดี นั่นคือเป็นสิ่งที่ใฝ่ฝันในการปกครอง ระบอบประชาธิปไตย ในกรณีรัฐธรรมนูญของเรานะครับ ในมาตรา ๑๘๐ มาตรา ๑๙๐ มาตรา ๑๘๐ คือการแต่งตั้งและให้พ้นตำแหน่งข้าราชการประจำฝ่ายพลเรือนคือ ปลัดกระทรวง อธิบดี และเทียบเท่า และการให้พ้นตำแหน่ง ก็ต้องผ่านโดยพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นประมุข ของประเทศ เว้นแต่การพ้นตำแหน่งเพราะความตาย เกษียณอายุ หรือพ้นเพราะถูกลงโทษ กรณีอย่างนี้ก็มีดีกรี (Degree) ที่เป็นนัย ในส่วนรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ พระมหากษัตริย์ ทรงแต่งตั้ง และให้ผู้พิพากษา และตุลาการพ้นจากตำแหน่ง แต่ในกรณีพ้นจากตำแหน่ง เพราะความตาย เกษียณอายุตามวาระ หรือพ้นจากราชการเพราะถูกลงโทษ ให้นำความ เพื่อทูลเกล้าฯ ทรงทราบ ดีกรีอยู่อย่างนี้ครับ ถ้าจะให้ข้าราชการนั้นรู้สึกระมัดระวังไม่กล้า กระทำผิดนะครับ ก็ต้องให้ประมุขของประเทศนั้นสั่งให้พ้นจะมีดีกรีที่เข้มแข็งแล้วก็จะกลัว จะเกรงประวัติเสื่อมเสียของตัวเอง แต่กรณีที่ไม่ต้องการให้เข้มแข็งก็คือให้ทราบ ให้ทรงทราบ คือแจ้งเพื่อทราบเท่านั้นเอง ดีกรี (Degree) ๒ ตัวนี้ครับ ทำให้คนที่กล้าความผิดน้ำหนัก ไม่เหมือนกันนะครับ ผมเรียนอย่างนี้ข้าราชการในส่วนของปลัดกระทรวง อธิบดี และเทียบเท่า เขาใช้ดีกรี (Degree) ตามรัฐธรรมนูญใช้ดีกรีคือเอามาปนกันโดยหลักที่อาจจะไม่สอดคล้องกับ ในรัฐธรรมนูญหลักคือถ้าตาย ถ้าเกษียณ หรือย้ายอะไรอย่างนี้ก็แจ้งทรงทราบในส่วนนี้ ของตุลาการก็เหมือนกันครับ แต่ไปเอาไล่ออก ปลดออกไปอยู่ด้วย คือเขาเรียกว่าทรงให้พ้น จากตำแหน่ง กรณีอย่างนี้ทำให้ดีกรี (Degree) ความเข้มข้นในความเกรงกลัวนั้นน้อยลงนะครับ ผมเรียนว่าในรัฐธรรมนูญไม่มีเรื่องอัยการในการพ้นตำแหน่ง ไม่มีนะครับ ใน พ.ร.บ. ระเบียบ ราชการฝ่ายอัยการที่สำคัญคือ (๗) จากเดิมอยู่ที่ให้นำความกราบทูลฯ เพื่อมีราชโองการ ให้พ้นตำแหน่ง ก็คือในเรื่องของถูกลงโทษ ไล่ออก ปลดออก หรือให้ออก จะต้องมีพระราชโองการ ให้พ้นจากตำแหน่งนะครับ นั่นคือรุนแรง แต่ฉบับนี้คือให้ย้ายไปอยู่ ให้ทรงทราบเท่านั้นเอง ให้เพื่อทราบเท่านั้นเอง กรณีอย่างนี้ทำให้อ่อนลงไปเกินสมควรแก่เหตุหรือไม่ จะอ้างบอกไป เทียบเคียงก็ไม่มีรัฐธรรมนูญรองรับ จะบอกว่าปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญก็ไม่มี บอกว่าอัยการจะต้องเป็นแบบนี้ ในเมื่อแบบเดิมมันดีอยู่แล้ว ทำให้คนที่เป็นอัยการนั้นไม่กล้า ที่จะกระทำผิด เพราะกลัวจะถูกพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง ทำไมไม่คงไว้ละครับ แล้วทำไมถ้าเกิดว่าแบบนี้ดีจริงทำไมไม่ทำให้หมดเลยครับ ศาลอัยการทำให้เหมือนกัน ทำให้เป็นอย่างนี้ครับ นั่นคือเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงตรงนี้ใช่หรือไม่ ท่านกำลังจะไปปรับ อัยการให้เหมือนกันใช่หรือไม่ กรณีนายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุดที่ถูกให้ออกจาก ตำแหน่งรองอัยการสูงสุดแบบสมประโยชน์ในคดีวรยุทธ อยู่วิทยา นะครับ ก็คือให้ออก ตรงกับวันที่ประสงค์จะลาออก มันเข้ากรณีแบบเดิมใช่ไหมครับ ไม่ใช่มาแบบใหม่นะ แบบเดิมคือมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง ไม่ใช่แบบแจ้งเพื่อทรงทราบเท่านั้นเอง นี่คือนัยอยู่ตรงนี้เท่านั้นเองครับท่านประธานครับ เมื่อรัฐธรรมนูญไม่มี จะมากล่าวอ้างว่า เป็นการแก้ให้สอดคล้องตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ แต่บอกว่าการเทียบเคียง แล้วทำไม รัฐธรรมนูญไม่ร่างตั้งแต่ต้นว่าให้อัยการต้องแก้แบบนี้ด้วยล่ะครับ ผมเรียนถามว่าท่านรอง นายกรัฐมนตรีวิษณุ เครืองาม ท่านเป็นนักกฎหมายที่เป็นระดับปรมาจารย์ก็ได้ ทำไมท่านถึง ไม่ทำแบบตรงไปตรงมา ไม่มีก็ไม่มี ไม่ต้องไปใส่ก็ได้ ปล่อยไว้ก็ดีอยู่แล้วไม่ใช่หรือครับ ทางที่ดี ควรแก้รัฐธรรมนูญให้ส่งกลับไปเหมือนกับอัยการไม่ดีกว่าหรือครับ เพราะทำให้ข้าราชการนั้น ไม่กล้าที่จะไปทำสิ่งที่ผิดเพราะจะมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง นี่กำลังทำให้เป็น การผ่อนคลายแล้วก็เอื้อให้คนกล้าหาญในการกระทำผิดมากขึ้น ให้ถูกลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกมากขึ้นใช่หรือไม่ ผมมองแล้วนะครับ เมื่อรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติไว้ชัดเจน จะไปทำให้เปรียบเทียบมันก็ไม่ควรเพราะว่าที่รัฐธรรมนูญเขียน ผมว่ามันอ่อนไปด้วยซ้ำ น่าจะแก้ไขกลับไปด้วยซ้ำ ดังนั้นผมจึงเห็นว่าไม่ควรจะแก้ไขในส่วนนี้ครับ ควรให้เป็นแบบเดิม ดีอยู่แล้วเพราะจะทำให้ข้าราชการอัยการนั้นจะต้องไม่กล้ากระทำผิดถึงขั้นถูกลงโทษไล่ออก และปลดออกเพราะเกรงว่าจะถูกมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งครับ🔗
ท่านรองนายกมีอะไรที่จะ ชี้แจงไหมครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ขอกราบเรียนท่านประธานย้อนไปถึงข้อสังเกตที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก่อนหน้านี้ บางท่านได้ตั้งข้อสังเกตไว้ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่กำลังจะพยายามแก้ไขทั้งระบบให้มันเข้าเป็น ระบบเดียวกัน แต่กฎหมายนั้นมันกระจัดกระจายกันอยู่หลายฉบับ ตำรวจฉบับหนึ่ง ทหารฉบับหนึ่ง อัยการฉบับหนึ่ง ศาลฉบับหนึ่ง ศาลนั้นก็ยังมีศาลยุติธรรมฉบับหนึ่ง ศาลปกครองฉบับหนึ่ง ศาลชำนาญพิเศษอีกหลายฉบับ ความตั้งใจแต่แรกก็คือต้องการมา ทีเดียว ที่เรียกกันว่าเป็นพวงหรือเป็นแพกเกจ (Package) แต่ก็ไม่สามารถจะทำเช่นนั้นได้ เพราะว่าผู้ที่เกี่ยวข้องหรือหน่วยงานเจ้าของร่างกฎหมายบางฉบับท่านก็คิดว่าเมื่อจะแก้แล้ว ท่านก็ประสงค์จะแก้อย่างอื่นด้วยเพื่อที่จะให้สมบูรณ์ในเรื่องอื่น ๆ อีกหลายเรื่องก็เลยทำให้ รั้งรอกันอยู่ อย่างกรณีของอัยการทีแรกก็คิดว่าจะแก้มาตราอื่นอีกด้วย ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับ มาตราที่เสนอเข้ามาในวันนี้ แต่ภายหลังก็พิจารณาแล้วเห็นว่าอาจจะล่าช้าก็เสนอฉบับนี้มาก่อน คือแก้เฉพาะมาตรา ๕๕ ส่วนข้าราชการพลเรือนนั้นก็ควรจะต้องแก้เสียด้วยให้เข้ากับระบบ ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๐ ที่ได้ตั้งหลักใหม่ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ทางนั้น ก.พ. ก็เห็นว่าเมื่อจะแก้แล้วควรจะแก้เสียอีกหลายเรื่องก็เลยยังไม่สามารถจะมาสภาได้ นี่คือ เหตุผลว่าทำไมจึงค่อยทยอยกันมา เป็นคำถามของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งผมเอง ก็ได้เคยถามมาก่อนหน้านี้ เพราะมีความรู้สึกไม่อยากจะรบกวนสภาเหมือนกัน เสนอมาทั้งที แก้อยู่มาตราเดียว มันก็มีที่มาดังที่ได้กราบเรียนท่านประธานนี่ล่ะครับ🔗
ประเด็นที่ ๒ ก็คือเรื่องอนุโลมหรือเรื่องเทียบเคียงนั้น ขออนุญาตกราบเรียน อย่างนี้นะครับว่าโดยระบบแล้วมันถือหลักว่าอย่างนี้ครับว่า ถ้าหากว่าการเข้าสู่ตำแหน่งใด จะต้องไปเกี่ยวพันกับพระมหากษัตริย์ คือทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เข้าสู่ตำแหน่ง หลักมันก็มีว่าเมื่อจะต้องพ้นจากตำแหน่งไม่ว่าจะพ้นด้วยเหตุใดก็ตาม อย่างที่ได้กราบเรียนว่า ตายก็ถือว่าพ้น เกษียณก็ถือว่าพ้น ลาออกก็ถือว่าพ้น ถูกไล่ออกก็ถือว่าพ้น เมื่อตอนเข้ามาต้องอาศัยพระบรมราชโองการ ตอนจะออกก็ควรจะต้องมีการอาศัยพระบรมราชโองการด้วย นี่คือหลักที่ถือกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว ภายหลังเมื่อปรากฏว่าข้าราชการมีจำนวนมากขึ้นแล้วก็ มีเหตุที่จะต้องพ้นจากราชการมากขึ้นก็มาคิดว่าเพื่อที่จะเป็นการลดพระราชภาระ ซึ่งเรื่องนี้ ไม่ได้คิดเอง เป็นเรื่องที่ได้หารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะสำนักพระราชวังแล้วว่าเมื่อเวลา ที่จะพ้นจากตำแหน่งหากจะต้องนำความกราบบังคมทูลทั้งหมดเพื่อให้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สั่งให้พ้นจากตำแหน่งบางทีก็อาจจะดูประหลาด รัฐบาลเคยได้รับคำถามจากสำนักพระราชวัง ในอดีตว่าทำไมข้าราชการคนหนึ่งเมื่อเขาเสียชีวิต ซึ่งการเสียชีวิตก็คือการพ้นจากตำแหน่ง จะต้องนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งอีกหนหนึ่ง เสียด้วย ก็เขาตายครับ นี่คือเหตุผลที่ทำให้ภายหลังจากที่มีคำถามนี้มาจากสำนักพระราชวัง จึงทำให้การยกร่างรัฐธรรมนูญก็ดี หรือกฎหมายธรรมดาอื่นหลังจากนั้นก็ดีมีการจัดระบบเสียใหม่ บัดนี้ก็ได้จัดระบบไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๐ และมาตรา ๑๙๐ มาตรา ๑๘๐ เป็นเรื่อง ของข้าราชการพลเรือนและข้าราชการทหารระดับสูง มาตรา ๑๙๐ เป็นกรณีของผู้พิพากษา และตุลาการ ส่วนอัยการนั้นไม่ได้เคยเขียนเอาไว้ ถ้าจะมีก็ไปอยู่ในพระราชบัญญัติธรรมดา แต่ไม่ได้อยู่ในรัฐธรรมนูญ แต่อัยการนั้นได้ยึดโยงอย่างที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วิรัช พันธุมะผล ได้กราบเรียนท่านประธานเป็นอย่างนั้นจริง ๆ คือได้อิงกันมาตลอดระหว่าง ผู้พิพากษา อัยการ กับตุลาการ เพราะฉะนั้นแม้ในส่วนของอัยการจะไม่ได้เคยเขียนเอาไว้ แต่ในพระราชบัญญัติเขาก็เขียน อย่างเช่นในกรณีของพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ ฝ่ายอัยการซึ่งใช้มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ ก็ได้เขียนเอาไว้ว่าเมื่อแต่งตั้งอัยการก็จะต้องทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นี่คือตอนเข้าสู่ตำแหน่ง แล้วก็ตอนออกจากตำแหน่งหรือพ้นจาก ราชการก็ต้องทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง หรือแม้แต่กรณีที่จะต้องเข้าเฝ้า ถวายสัตย์ปฏิญาณ เมื่อผู้พิพากษา ตุลาการมีการเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ อัยการก็มีบทบัญญัติ ในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการให้ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณด้วยเช่นกัน นี่คืออิงกัน มาตลอด เพราะฉะนั้นเมื่อบัดนี้มาตรา ๑๘๐ ในรัฐธรรมนูญพูดถึงเรื่องข้าราชการพลเรือนและ ข้าราชการทหาร แล้วก็จำแนกออกเป็น ๒ ระบบ สำหรับการพ้นจากตำแหน่งว่าถ้าเป็นการพ้นจาก ตำแหน่งเพราะว่าตาย พ้นจากตำแหน่งเพราะว่าเกษียณอายุ พ้นจากตำแหน่งก็เพราะว่า ถูกออกเนื่องจากถูกลงโทษให้แค่นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบก็พอ แต่ถ้าเป็นการออก เพราะเหตุอย่างอื่นจึงจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สั่งให้พ้นจากตำแหน่ง นี่เป็นระบบที่วางไว้ ในมาตรา ๑๘๐ ส่วนมาตรา ๑๙๐ ซึ่งเป็นเรื่องผู้พิพากษาและตุลาการนั้นก็มาเขียน อีกแบบหนึ่งนะครับว่า ถ้าเป็นเรื่องกรณีที่ผู้พิพากษาหรือตุลาการ ๑. ตาย ๒. เกษียณอายุ ๓. ออกตามวาระ มีคำว่า ตามวาระโผล่เข้ามาสำหรับตุลาการและผู้พิพากษา ก็เพราะว่า ตำแหน่งบางตำแหน่งมันมีวาระ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญมีวาระ ๗ ปี กรณีตาย กรณีเกษียณ กรณีออกตามวาระ หรือกรณีถูกลงโทษก็ให้ใช้วิธีกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบก็พอครับ โดยไม่ต้องโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งเสียอีกทีหนึ่ง นอกจากนั้นจึงจะให้พ้นจากตำแหน่ง ระบบอย่างนี้เป็นระบบที่วางเอาไว้ในรัฐธรรมนูญจึงต้องมาทำกฎหมายทั้งหลาย ในระดับพระราชบัญญัติให้สอดคล้องกัน อัยการนั้นถ้าจะว่าโดยเคร่งครัดก็ไม่มีกรณีที่จะต้อง ไปทำให้สอดคล้องเพราะว่าในรัฐธรรมนูญไม่ได้พูดถึงจริง ๆ อย่างที่ท่านได้ยกขึ้นนะครับ แต่ก็เพราะเหตุว่าโดยธรรมเนียมโดยประเพณีแล้วก็โดยหลักปฏิบัติครับ หรือแม้แต่ โดยพระราชบัญญัติของอัยการเขาอิงตุลาการมาโดยตลอด อิงในเรื่องเงินเดือน อิงในเรื่อง ถวายสัตย์ อิงในเรื่องเข้าสู่ตำแหน่งมันก็เลยต้องมาอิงตอนที่จะออกจากตำแหน่งเมื่อตุลาการ จะต้องใช้วิธีทรงทราบหรือใช้วิธีโปรดเกล้าฯ อัยการก็มาใช้วิธีกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบ หรืออิงกับเรื่องการที่จะโปรดเกล้าฯ เพื่อให้มันมีผลทำนองเดียวกัน ก็ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานดังนี้ครับ🔗
ขอบคุณท่านรอง นายกรัฐมนตรี กระบวนการต่อไปก็คือจะพิจารณาว่าจะรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการหรือไม่นะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกเข้ามาครับ🔗
สมาชิกที่เข้ามาแล้วกรุณา เสียบบัตรกดปุ่มแสดงตนนะครับ🔗
เตรียมไว้เลย ถ้าเราจะขอให้ กรรมาธิการเต็มสภาพิจารณาต้องเป็นการเสนอโดยคณะรัฐมนตรีหรือสมาชิกต้องเสนอ รับรองไม่น้อยกว่า ๒๐ คนถึงจะทำได้ครับ และที่ประชุมต้องอนุมัติ สมาชิกพร้อมพอสมควรแล้ว ปิดการแสดงตน จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตนขณะนี้ ๒๕๖ ท่านครบองค์ประชุมครับ🔗
ขอถามมติว่าผู้ใดเห็นควร รับหลักการร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าไม่ควรรับหลักการกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗
ขอปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๒๖๕ ท่าน เห็นด้วย ๒๖๓ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน มติที่ประชุมรับหลักการนะครับ🔗
กระบวนการต่อไปก็เชิญ เสนอกรรมาธิการครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ พลังประชารัฐ จากจังหวัดฉะเชิงเทรา ขอนำเรียนเสนอต่อท่านประธานและที่ประชุมครับ เพื่อให้เสนอตั้ง กรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... จำนวนทั้งหมด ๒๕ คน ขอผู้รับรองด้วย🔗
ขอผู้รับรองนะครับ ที่ประชุมเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗
ถือว่าที่ประชุมเห็นด้วย ให้มีกรรมาธิการวิสามัญ ๒๕ คน สัดส่วนก็จะเป็นอย่างนี้นะครับ เป็นสัดส่วนกรรมาธิการ ของคณะรัฐมนตรี ๕ คน สัดส่วนของพรรคการเมือง ๒๐ คน พรรคเพื่อไทย ๖ คน พรรคพลังประชารัฐ ๔ คน พรรคภูมิใจไทย ๓ คน พรรคประชาธิปัตย์ ๒ คน พรรคก้าวไกล ๒ คน พรรคเศรษฐกิจไทย ๑ คน พรรคชาติไทยพัฒนา ๑ คน พรรคเสรีรวมไทย ๑ คน ขอเชิญ แต่ละพรรคการเมืองเสนอครับ ครม. ก่อนครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ รัฐบาล ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... จำนวน ๕ คน ดังนี้ครับ ๑. นายเสวต อภัยรัตน์ ๒. นางสาวสุขุมา วิจิตรวงศ์วาน ๓. นางพรพิมล สัมฤทธิ์ผ่อง ๔. นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ และ ๕. นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ🔗
ของรัฐมนตรีไม่ต้องรับรอง พรรคเพื่อไทย ๖ คนครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย จำนวน ๖ ท่านดังนี้ครับ ๑. ศาสตราจารย์พิเศษชัยเกษม นิติสิริ ๒. นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ๓. นายนิรมิต สุจารี ๔. นายอดิศร เพียงเกษ ๕. นายจำนงค์ ไชยมงคล ๖. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ขอผู้รับรองครับ ถูกต้องครับ พรรคพลังประชารัฐ ๔ คน🔗
ท่านประธานที่เคารพ จักรพันธ์ พรนิมิตร กรุงเทพมหานคร พลังประชารัฐ ขออนุญาตเสนอรายชื่อกรรมาธิการ ในสัดส่วนของพรรคพลังประชารัฐ จำนวน ๔ ท่าน ดังรายนามต่อไปนี้ครับ ๑. นายกฤช แก้วอยู่ ๒. นายต่อศักดิ์ อัศวเหม ๓. นางภัทธมน เพ็งส้ม และ ๔. นายดิสทัต คำประกอบ ขอผู้รับรองครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้องนะครับ พรรคภูมิใจไทย ๓ คน🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายกิตติชัย เรืองสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคภูมิใจไทย ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนพรรคภูมิใจไทย ๓ ท่าน ๑. นายคารม พลพรกลาง ๒. นายสุรเชษฐ์ งามวงศ์ และ ๓. นางสาวณปภัช จินดาทนุธรรม ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไป พรรคประชาธิปัตย์ ๒ คน🔗
ขอเสนอ รายชื่อคณะกรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ จำนวน ๒ ท่าน ๑. นายสุทัศน์ เงินหมื่น ๒. นายวิรัตน์ วิริยะพงษ์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไป พรรคก้าวไกล ๒ คน🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วุฒินันท์ บุญชู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๔ จังหวัดสมุทรปราการ พรรคก้าวไกล ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ ฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... สัดส่วนพรรคก้าวไกล ๒ คน ๑. ณัฐวุฒิ บัวประทุม ๒. เอกราช อุดมอำนวย ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไป พรรคเศรษฐกิจไทย ๑ คน🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ผู้ช่วยศาสตราจารย์พรชัย อินทร์สุข ส.ส. พิจิตร พรรคเศรษฐกิจไทย ขอเสนอรายชื่อ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ดังมีรายนามต่อไปนี้ ขอเสนอนายสมศักดิ์ คุณเงิน ขอผู้รับรองครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไป พรรคชาติไทยพัฒนา ๑ คน🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เสมอกัน เที่ยงธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี จากพรรคชาติไทยพัฒนา ในสัดส่วน ของพรรคชาติไทยพัฒนาขอเสนอ นายภิเศก สายชนะพัน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไป พรรคเสรีรวมไทย ๑ คน🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการในสัดส่วน ของพรรคเสรีรวมไทย จำนวน ๑ ท่าน นายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้องครับ ขอเชิญเลขาธิการอ่านรายชื่ออีกครั้งครับ🔗
รายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ๑. นายเสวต อภัยรัตน์ ๒. นางสาวสุขุมา วิจิตรวงศ์วาน ๓. นางพรพิมล สัมฤทธิ์ผ่อง ๔. นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ ๕. นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ๖. ศาสตราจารย์พิเศษชัยเกษม นิติสิริ ๗. นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ๘. นายนิรมิต สุจารี ๙. นายอดิศร เพียงเกษ ..๑๐. นายจำนงค์ ไชยมงคล ๑๑. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ๑๒. นายกฤษณ์ แก้วอยู่ ๑๓. นายต่อศักดิ์ อัศวเหม ๑๔. นางภัทธมน เพ็งส้ม ๑๕. นายดิสทัต คำประกอบ ๑๖. นายคารม พลพรกลาง ๑๗. นายสุรเชษฐ์ งามวงศ์ ๑๘. นางสาวณปภัช จินดาทนุธรรม ๑๙. นายสุทัศน์ เงินหมื่น ๒๐. นายวิรัตน์ วิริยะพงษ์ ๒๑. นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ๒๒. นายเอกราช อุดมอำนวย ๒๓. นายสมศักดิ์ คุณเงิน ๒๔. นายภิเศก สายชนะพัน ๒๕. นายธนดล สุวัณณะฤทธิ์🔗
ไม่มีการเปลี่ยนแปลงนะครับ เชิญกำหนดระยะเวลาแปรญัตติครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร ขอเรียนเสนอระยะเวลาแปรญัตติ ๑๕ วัน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้องนะครับ สมาชิกเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗
ก็ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบ แปรญัตติ ๑๕ วัน ก็จบกระบวนการสำหรับในกระบวนการขั้นต้นของร่างพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....🔗
ต่อไปท่านรองนายกรัฐมนตรีต้องต่ออีกฉบับหนึ่งใช่ไหมครับ ขอบคุณ ท่านรองนายกครับ ต่อไป🔗
๒. ร่างพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับ ..) พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)🔗
เนื่องจากมีร่างพระราชบัญญัติ ทำนองเดียวกันอีก ๑ ฉบับ คือร่างพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับ ..) พ.ศ. .... (นายวรภพ วิริยะโรจน์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ) อยู่ในระเบียบวาระที่ ๕.๔๒🔗
โดยที่ร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับเป็นเรื่องทำนองเดียวกัน สามารถ รวมพิจารณาพร้อมกันตามข้อบังคับ ข้อ ๕๕ (๒) และลงมติในวาระหนึ่งขั้นรับหลักการ ทั้งหมดรวมกันตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑๗ วรรคสาม สมาชิกถ้าไม่เห็นเป็นอย่างอื่นนะครับ ก็จะดำเนินการรวมกันและดำเนินการตามที่ผมได้เรียนไว้นะครับ ขอเรียนว่าในกระบวนการ เสนอกฎหมายนี้คณะรัฐมนตรีได้เสนอร่างพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับ ..) พ.ศ. .... มายัง สภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๓๓ (๑) นอกจากนี้คณะรัฐมนตรียังได้เสนอรายงานการรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องและ รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากการออกกฎหมาย เพื่อประกอบการพิจารณา ในกระบวนการการตรากฎหมายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ แล้ว รายละเอียดปรากฏในเอกสาร ที่เจ้าหน้าที่ได้จัดให้ท่านสมาชิกแล้วนะครับ ดังนั้นร่างพระราชบัญญัติที่นายวรภพ วิริยะโรจน์ กับคณะเป็นผู้เสนอ ตามระเบียบวาระที่ ๕.๔๒ สำนักงานจึงไม่จำเป็นต้องจัดให้มีการรับฟัง ความคิดเห็นอีก ตามประกาศสภาผู้แทนราษฎรเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการรับฟังความคิดเห็น และการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากร่างพระราชบัญญัติที่เสนอโดยสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรหรือผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๒ วรรคสาม เนื่องจากเป็นกรณีที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เสนอร่างพระราชบัญญัติที่มีหลักการทำนองเดียวกันกับ ร่างพระราชบัญญัติที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ ซึ่งได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจาก ผู้เกี่ยวข้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ ไปแล้ว โดยสรุปก็คือฉบับของคุณวรภพไม่ต้อง ไปดำเนินการเริ่มต้นใหม่นะครับ🔗
ในการนี้จะอนุญาตให้ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงนะครับ ๑. นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล รองอธิบดีกรมบังคับคดี ๒. นายเชษฐ์ชฎิล กาญจนอุดมการ ผู้อำนวยการกองบังคับคดีล้มละลาย กรมบังคับคดี ๓. นางสาวดาวเนียร วิทยากุล นิติกรชำนาญการ กรมบังคับคดี ขอเชิญ ๓ ท่านครับ🔗
ขอเชิญฉบับแรกเลยครับ ของท่านรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอก่อน ขอเชิญเลยครับ สมาชิกที่มีความประสงค์ จะอภิปรายกรุณาส่งชื่อมานะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ขอเสนอร่างพระราชบัญญัติ ล้มละลาย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมีหลักการและเหตุผลดังนี้🔗
หลักการ แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช ๒๔๘๓ ดังต่อไปนี้🔗
ข้อ ๑ แก้ไขเพิ่มเติมจำนวนหนี้ของลูกหนี้ที่ร้องขอให้มีการฟื้นฟูกิจการ ในหมวด ๓/๑ กระบวนการพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๙๐/๓ มาตรา ๙๐/๔ และมาตรา ๙๐/๖🔗
ข้อ ๒ แก้ไขเพิ่มเติมกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ที่เป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม แก้ไขเพิ่มเติมหมวด ๓/๒ กระบวนการพิจารณา เกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ที่เป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม มาตรา ๙๐/๙๑ ถึงมาตรา ๙๐/๑๒๘🔗
ข้อ ๓ กำหนดกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แบบเร่งรัด เพิ่มหมวด ๓/๓ กระบวนการพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แบบเร่งรัด มาตรา ๙๐/๑๓๕ ถึงมาตรา ๙๐/๑๕๒🔗
ข้อ ๔ กำหนดอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในกระบวนการพิจารณา เกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และบทกำหนดโทษที่เกี่ยวข้อง เพิ่มมาตรา ๑๔๒/๑ และมาตรา ๑๗๔/๑🔗
เหตุผลโดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติในหมวด ๓/๒ กระบวนการพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ที่เป็นวิสาหกิจขนาดกลางและ ขนาดย่อม ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช ๒๔๘๓ เพื่อให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ ได้อย่างทั่วถึง รวมทั้งคุ้มครองเจ้าหนี้และบุคคลที่เกี่ยวข้องหรือให้ลูกหนี้ที่มีลักษณะ เป็นกิจการขนาดย่อมสามารถเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการได้เช่นเดียวกับการฟื้นฟูกิจการปกติ และมีกระบวนการที่ไม่ซับซ้อน ทั้งนี้ลูกหนี้ยังคงเป็นผู้บริหารกิจการตามแผนฟื้นฟูกิจการ อีกทั้งกำหนดจำนวนหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ ทั้งลูกหนี้ที่ที่เป็นองค์กรขนาดใหญ่และกิจการ ขนาดย่อมเพื่อให้สามารถร้องขอให้มีการฟื้นฟูกิจการและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ และสังคมในปัจจุบัน และเพิ่มเติมกระบวนการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แบบเร่งรัดเพื่อใช้เป็น ทางเลือกให้แก่ลูกหนี้ทั้ง ๒ ลักษณะดังกล่าวด้วยรวมถึงให้อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เข้ามามีส่วนร่วมในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เพื่อทำให้กระบวนการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปของคุณวรภพ วิริยะโรจน์ เชิญเลยครับ🔗
กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ ผม วรภพ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ก็จะขอ นำเสนอร่างพระราชบัญญัติล้มละลายต่อสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ครับ ก่อนอื่นเลยจะขอ อภิปรายหลักการและเหตุผล🔗
หลักการ ก็คือแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓🔗
(๑) ก็คือแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนหนี้ของลูกหนี้ที่ร้องขอให้มีการฟื้นฟูกิจการ ในหมวด ๓/๑ กระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้🔗
(๒) แก้ไขเพิ่มเติมกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ที่เป็น วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมทั้งหมด🔗
(๓) กำหนดกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการแบบเร่งรัดและ🔗
(๔) กำหนดกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูสภาวะทางการเงินของลูกหนี้ ที่เป็นบุคคลธรรมดา🔗
เหตุผล โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติในหมวด ๓/๒ กระบวนการ พิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ที่เป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช ๒๔๘๓ เพื่อเป็นการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ ได้อย่างทั่วถึงรวมทั้งคุ้มครองเจ้าหนี้และบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยมีหลักการสำคัญให้ลูกหนี้ ที่เป็นลักษณะเป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสามารถเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการได้ เช่นเดียวกับการฟื้นฟูกิจการปกติ โดยมีระยะเวลาที่สั้นกว่าและมีกระบวนการที่ไม่ซับซ้อน ทั้งนี้ลูกหนี้ยังคงเป็นผู้บริหารกิจการตามแผนฟื้นฟูกิจการ อีกทั้งกำหนดจำนวนหนี้ ในการฟื้นฟูกิจการ ทั้งลูกหนี้ที่เป็นองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่และกิจการขนาดย่อมเพื่อให้ สามารถร้องขอให้มีการฟื้นฟูกิจการและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน กำหนดให้มีกระบวนการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แบบเร่งรัดเพื่อใช้เป็นทางเลือกให้แก่ลูกหนี้ ทั้ง ๒ ลักษณะดังกล่าวครับ และนอกจากนี้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวนี้มิได้ กำหนดให้มีกระบวนการฟื้นฟูกิจการหรือสภาวะทางการเงินของลูกหนี้ที่เป็นบุคคลธรรมดา จึงทำให้ลูกหนี้ที่เป็นบุคคลธรรมดาที่ประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงินชั่วคราวไม่อยู่ใน สถานะที่จะชำระหนี้ได้ แต่มีเหตุอันสมควรและมีช่องทางที่จะฟื้นฟูสภาวะทางการเงิน ให้กลับเข้าสู่สภาวะปกติได้ ไม่อาจเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูทางการเงินได้และโดยที่ลูกหนี้ ที่เป็นบุคคลธรรมดาเป็นจำนวนมากในระบบเศรษฐกิจในปัจจุบัน ดังนั้นเพื่อให้ลูกหนี้ที่เป็น บุคคลธรรมดา ซึ่งไม่อยู่ในสถานะที่ชำระหนี้ได้แต่มีช่องทางที่จะฟื้นฟูสภาวะทางการเงิน ให้กลับสู่สภาวะปกติได้มีโอกาสในการได้รับการฟื้นฟูทางการเงินและเป็นทางเลือกให้มีช่องทาง ในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในจำนวนหนี้ที่อาจจะสามารถตกลงหรือประนีประนอมความกันได้ โดยไม่ต้องตกเป็นบุคคลล้มละลาย โดยมีพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นตัวกลางในการทำแผนฟื้นฟู อันเป็นไปตามเจตจำนงระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ไม่ให้เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จึงจำเป็น ต้องตราพระราชบัญญัตินี้ครับ🔗
ผมขออภิปรายเหตุผลสนับสนุนเพิ่มเติมครับ ถ้าให้ผมกล่าวโดยสรุปเลย สาระสำคัญที่ผมมีความจำเป็นต้องยื่นร่างพระราชบัญญัติล้มละลายฉบับนี้เข้าสู่สภาแล้วก็ อยากเชิญชวนให้สภาแห่งนี้รับหลักการของร่างที่ผมเสนอนี้เข้าไปด้วย เหตุผลก็เพราะว่า ผมมีการเพิ่มหมวดครับ ให้สิทธิลูกหนี้สำหรับบุคคลธรรมดา สามารถยื่นขอฟื้นฟูหนี้สินได้เหมือนกับธุรกิจที่มีสิทธิในการยื่นขอฟื้นฟูกิจการได้ แล้วฟื้นฟู หนี้สินของบุคคลธรรมดานี้มันคืออย่างไร ผมอยากอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ มันก็เหมือนกับ เป็นสิทธิของลูกหนี้ให้มีช่องทางกลไกทางกฎหมายในการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้ ทุกรายพร้อมกันได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็นบุคคลล้มละลายก่อนนะครับ หลักการที่สำคัญ ของการแก้ไขหนี้คือเรายืนยันก่อนว่ามีหนี้ต้องใช้หนี้ และเมื่อมีปัญหาก็ต้องแก้ไขหนี้ครับ ซึ่งแน่นอนว่าดีกว่าการหนีหนี้ การเจรจาการแก้ไขหนี้ย่อมดีกว่าการที่เราปล่อยให้ลูกหนี้ ยึดหลักว่า ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย เหตุผลเพราะว่ามันก็เป็นการแก้ไขที่ผิดพลาด แล้วก็ไม่เป็นธรรม กับเจ้าหนี้ด้วย แต่การเจรจากับเจ้าหนี้ด้วยความที่ข้อเท็จจริงก็คือลูกหนี้มักมีเจ้าหนี้หลายราย การเจรจากับเจ้าหนี้ทีละรายมันจึงเกิดปัญหาไม่ค่อยประสบความสำเร็จเพราะว่าเมื่อเจรจา กับเจ้าหนี้รายแรก เจ้าหนี้รายแรกตกลง แต่ถ้าเกิดไปเจรจากับเจ้าหนี้รายที่ ๒ เจ้าหนี้รายที่ ๒ ไม่เห็นด้วย สุดท้ายแล้วผลลัพธ์ของการที่เจรจากับเจ้าหนี้รายแรกมันก็จะไม่สำเร็จ นี่คือ เหตุผลที่ว่าทำไมการเจรจาหนี้ของบุคคลธรรมดามันจึงควรจะต้องเป็นการเจรจากับเจ้าหนี้ ทุกรายพร้อมกัน และนั่นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีตัวบทกฎหมาย มีกลไก มีช่องทางเพื่อให้ เกิดการเจรจากับเจ้าหนี้ทุกรายพร้อมกันได้นะครับ และแน่นอนที่สุดเมื่อเจ้าหนี้สามารถ เจรจาได้มันก็เป็นการลดภาระของลูกหนี้ไปในบางช่วงบางตอนที่เขามีปัญหาสภาพคล่อง ให้ไม่ต้องถูกไล่ฟ้อง ยึดทรัพย์ ไม่ต้องถูกยึดบ้าน ยึดเครื่องมือทำมาหากิน ไม่ต้องถูกเบี่ยงเบน สมาธิไปกับการวิ่งเจรจากับเจ้าหนี้ทีละราย ทำให้ลูกหนี้เมื่อเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้ ทุกรายพร้อมกันได้ก็จะมีพลัง แล้วก็เวลาในการมุ่งมั่นตั้งใจทำมาหาได้เอามาใช้คืนหนี้ได้ครับ และในขณะเดียวกันก็เป็นการช่วยลูกหนี้ไม่ให้ต้องตกเป็นบุคคลล้มละลายโดยไม่จำเป็น เพราะการเป็นบุคคลล้มละลายจริง ๆ มันมีต้นทุนของมันไม่ว่าจะเป็นการถูกยึดทรัพย์ ถ้าเป็น ข้าราชการก็อาจจะมีสิทธิตกงาน ขาดคุณสมบัติ ทำธุรกรรมการเงินก็ไม่ได้ ดังนั้นการมีหมวดฟื้นฟู หนี้สินของบุคคลธรรมดาก็เป็นการช่วยลูกหนี้ในประเด็นนี้ด้วย ในขณะเดียวกันผมก็ยังยืนยัน ว่าการเพิ่มหมวดฟื้นฟูหนี้สินสำหรับบุคคลธรรมดาจริง ๆ มันเป็นธรรมกับเจ้าหนี้ด้วย เหตุผล เพราะว่าถ้าเราปล่อยให้ลูกหนี้เจรจากับเจ้าหนี้ทีละราย มันอาจจะเป็นเหตุการณ์ที่ว่า ใครมาก่อนได้ก่อน เจรจากับเจ้าหนี้รายแรกไปก่อนมันก็สำเร็จ มันก็อาจจะไม่เป็นธรรม กับเจ้าหนี้รายอื่น ๆ ดังนั้นการมีกลไกให้เจรจากับเจ้าหนี้ทุกรายพร้อมกันผมมองว่ามันก็เป็นธรรม กับเจ้าหนี้ด้วยนะครับ แล้วในหลักการคือเจ้าหนี้เองก็ยังมีสิทธิคัดค้านต่อแผนฟื้นฟูหนี้สิน ของบุคคลธรรมดานี้ได้ ถ้าเจ้าหนี้มองว่าเป็นแผนฟื้นฟูที่ไม่เป็นธรรม และโดยหลักการ ของแผนฟื้นฟูหนี้สินหรือฟื้นฟูกิจการเองก็ตาม เจ้าหนี้หลังแผนฟื้นฟูย่อมต้องได้รับประโยชน์ มากกว่าปล่อยให้ลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลาย พูดง่ายๆ ก็คือสุดท้ายแล้วเจ้าหนี้จะต้องได้ ประโยชน์มากกว่าที่จะไปฟ้องยึดทรัพย์ลูกหนี้ทั้งหมด เหตุผลเพราะว่าในแผนนี้มันก็ต้องมี วางหลักไว้ว่าลูกหนี้ยังต้องชำระหนี้ได้มากกว่าที่จะมายึดทรัพย์เขา และแน่นอนในประโยชน์ สำคัญอีกอันหนึ่งก็คือว่าให้เจ้าหนี้เมื่อลูกหนี้สามารถมาเจรจามีช่องทาง การแก้ไขหนี้ก็จะเกิดขึ้น เจ้าหนี้เองก็สามารถบริหารจัดการหนี้สินของตัวเองได้ ดีกว่าให้ว่าลูกหนี้อยู่ดี ๆ ก็หนีหนี้ไป ดื้อ ๆ ไม่ชำระหนี้ หายไปเลย ติดต่อไม่ได้ อันนี้ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่เจ้าหนี้เขากังวลมากที่สุดนะครับ เพราะเขาไม่สามารถบริหารจัดการได้ ในขณะเดียวกันการมีหมวดฟื้นฟูหนี้สินสำหรับ บุคคลธรรมดา ผมว่ามันมีประโยชน์อีกอย่างหนึ่งก็คือลดภาระงานของราชการไม่ว่าจะเป็นงาน ของศาลหรือว่าของเจ้าหน้าที่ก็ตาม เพราะว่ามันจะไม่เพิ่มคดีความในคดีแพ่ง ทุกวันนี้คดีแพ่ง หมวดหนี้สินมีคดีมากกว่า ๗๐๐,๐๐๐ คดีต่อปี เหตุผลเพราะว่ามันก็อย่างที่ผมได้เกริ่นไปว่า ด้วยความที่ลูกหนี้มีเจ้าหนี้หลายราย เมื่อลูกหนี้มีปัญหาไม่มีกลไกช่องทางให้เขา กลายเป็นว่า เจ้าหนี้หลาย ๆ รายนี้ก็มารุมฟ้องลูกหนี้ เกิดเป็นหลายคดีแพ่งโดยที่ไม่จำเป็น ดังนั้นถ้าสามารถ มีกลไกในการฟื้นฟูหนี้สิน เจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้ทุกรายพร้อมกันก่อนได้ก็จะเป็น การลดคดีแพ่งในระบบราชการลงได้ แล้วในขณะเดียวกันร่างที่ผมเสนอไปนี้ครับก็เป็นการเปิดช่องให้ภาคประชาสังคมเข้ามาช่วย เป็นบทบาทสำคัญในการแก้ไขฟื้นฟูหนี้สินให้บุคคลธรรมดาได้ด้วย ไม่ใช่แค่เจ้าหน้าที่รัฐ อย่างเดียวครับ เพราะว่าถ้าเราเปิดให้ภาคประชาสังคมเข้ามาผมคิดว่ามันแบ่งเบาภาระของทั้ง กระทรวงยุติธรรมหรือแม้กระทั่งของแบงก์ชาติที่ทุกวันก็กลายเป็นกลไกหลักในการเจรจา ปรับโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้ครับ แต่ว่าด้วยความหนี้มันไม่ได้มีแค่สถาบันการเงินอย่างเดียว มันมีอีกหลายประเภทที่มีความจำเป็นที่ต้องตราเป็นกฎหมายเป็นพระราชบัญญัติฉบับนี้ แล้วในขณะเดียวกันคือมันต้องมายอมรับกลับมาที่ข้อเท็จจริงครับวันนี้ว่าหลังจากโควิด (COVID) ปัญหาหนี้สิน ปัญหาหนี้ครัวเรือน หนี้นอกระบบกลายเป็นปัญหาสำคัญที่บอกได้ เลยว่าอยู่ในขั้นวิกฤติ จริง ๆ ตัวเลขมันก็ฟ้องอยู่แล้วว่าก่อนหน้าโควิด (COVID) เป็นหนี้ ครัวเรือนต่อจีดีพี (GDP) เราก็สูงเป็นอันดับต้น ๆ อยู่แล้วเมื่อหลังโควิด (COVID) แล้วก็อยู่ใน ขั้นที่ว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ถ้าเรายังปล่อยให้ไม่มีคนไกล ไม่มีนโยบายหรือไม่มี กฎหมายในการช่วยเหลือลูกหนี้เหล่านี้หนี้สินมันก็จะกลายมาเป็นฉุดรั้งเศรษฐกิจไม่ให้ประเทศไทย ก้าวข้ามต่อไปได้นะครับ แล้วผมก็ยังคิดว่าครับมันเป็นวิวัฒนาการสำคัญของกฎหมายนะครับ สมัยก่อนการไม่ชำระหนี้หรือการเบี้ยวหนี้เป็นคดีอาญาต้องติดคุก แต่เมื่อวิวัฒนาการสังคม มันเปลี่ยนผ่านมาเราก็มองว่ามันเป็นคดีแพ่ง แล้วเมื่อมีวิกฤติต้มยำกุ้งที่ภาคธุรกิจได้รับนะครับ ผลกระทบจำนวนมาก เราก็เลยเปิดช่องให้ภาคธุรกิจสามารถยื่นฟื้นฟูกิจการได้ แต่ในเมื่อถึง วันนี้ครับเป็นวิกฤติโควิด (COVID) คนที่ได้ผลกระทบคือลูกหนี้บุคคลธรรมดาจำนวนมาก เป็นผู้ได้รับผลเป็นหลักก็ถึงเวลาแล้วที่เราจะมองว่าวิกฤติโควิด (COVID) นี้ก็สมควรที่จะ เพิ่มสิทธิของลูกหนี้บุคคลธรรมดาให้สามารถยื่นขอฟื้นฟูหนี้สินเจรจากับเจ้าหนี้ทุกราย พร้อมกันได้เหมือนที่ธุรกิจเขาสามารถทำได้ ดังนั้นจึงอยากให้สภาแห่งนี้ลงมติรับหลักการ ร่างที่ผมเสนอ เพราะในร่างที่ผมเสนอนั้นมีหลักการเพิ่มในหมวดของฟื้นฟูหนี้สินของบุคคล ธรรมดาอยู่ด้วย ในขณะร่างของที่ ครม. เสนอเข้ามานั้นไม่ได้มีหลักการข้อนี้ก็อยากให้สภา แห่งนี้รับหลักการ เพื่อเข้าไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไขในชั้นกรรมาธิการต่อไปครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ สมาชิก ที่ประสงค์อภิปรายกรุณาส่งชื่อมานะครับ ท่านแรก พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ขอเชิญนะครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขอกราบเรียนว่าศาลยังไม่สั่งให้ผมหยุดปฏิบัติหน้าที่ ผมเลยต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างนี้ตลอดไป ครับท่านประธาน เมื่อวาน ๒ ๓ วันก็เต็มที่ครับ ๔๐ มาตรา ๒๙ เท่านั้นเองครับท่านประธาน ก็ถือว่ายังมีหน้าที่ต้องทำก็ว่าต่อไปครับ ในวาระนี้เป็น พ.ร.บ. ที่เข้ามาคือ พ.ร.บ. ล้มละลาย (ฉบับ ..) พ.ศ. .... ท่านประธาน ผมสนับสนุนร่างของท่าน ส.ส. วรภพ วิริยะโรจน์ที่มีการเติม การฟื้นฟูลูกหนี้บุคคลธรรมดา ผมกราบเรียนว่าในประเด็นของการอภิปรายนั้นเป็นเรื่องของ การขอให้มีการฟื้นฟูกระบวนการพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และการอำนวยการ ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สินครับ ประเด็นคำถามอย่างนี้ครับท่านลูกหนี้ ลูกหนี้ที่ปรากฏ ในนิยามศัพท์นี้คือลูกหนี้ที่เป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่เราเรียกเอสเอ็มอี (SMEs) ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย ปี ๒๔๘๓ นะครับท่านประธาน ผมจะวุ่นวายตรงนี้ ท่านประธานมันก่อนผมเกิดอีก ท่านประธานครับวัตถุประสงค์ของการร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ขึ้นมาจากรัฐบาลก็ดีจากท่าน ส.ส. วรภพก็ดีเป็นเรื่องของการช่วยเหลือครับท่านประธาน เพื่อคุ้มครอง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของลูกหนี้ที่จะสามารถเข้าถึงเงิน เงินคือเม็ดเงินที่เขา ไม่มีครับก็ต้องเอามาจากรัฐบาลหรือเอาจากเอกชนหรือเอาจากธนาคารที่เป็นผู้มีเงินหรือ การที่จะเข้าถึงได้นั้นมันก็ต้องมีกระบวนการฟื้นฟู ได้อย่างเป็นปกติไม่ใช่เป็นแบบพิเศษเอ็กซตรา (Extra) หรือต้องมีเงื่อนไข บลา บลา บลา (Blah Blah Blah) และความสำคัญคือมันต้องไม่ซับซ้อน การซับซ้อนทำให้ลูกหนี้ไม่สามารถ เข้าถึงได้แน่นอน เช่น มีสเต็ป (Step) ขั้นตอนหลาย ๆ ขั้นตอน ต้องเอาทรัพย์สิน ต้องไปขนที่ดิน ต้องไปเอาคนมาค้ำประกัน ต้องไปเอาสินทรัพย์อย่างอื่นหรือมูลค่าหรือแวลู (Value) ที่เกิด การจดทะเบียนในเอสเอ็มอี (SMEs) มาใช้อีก วุ่นวายครับ ไม่ต้องซับซ้อน เพื่อสามารถร้องขอ ให้มีการฟื้นฟูได้โดยเร็ว สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน ตอนนี้กำลังฟื้นฟู ประเทศชาติกำลังไล่ทะลวงฟันกิจการหลาย ๆ กิจการเพื่อให้เกิดการฟื้นฟูได้ดีขึ้น เพื่อให้ กระบวนการฟื้นฟูนั้นเกิดการเร่งรัด สิ่งสำคัญนะครับคือมิติสุดท้ายคือต้องมีลูกหนี้ธรรมดา ท่านประธานครับขณะนี้ประเทศชาติเสียหาย เสียหายจากภาวะอะไรครับ ภาวะและปัจจัย ของเศรษฐกิจที่ทรุดโทรม ๒-๓ ปีที่ผ่านมา จากอะไรครับ ก็รู้ ๆ อยู่ ภัยที่ทั้งโลกวิบัติ สงคราม ที่เกิดขึ้น เพื่อนบ้านที่มีปัญหา การข้ามแดน แรงงานที่หายไป และที่สำคัญนะครับการบริหาร ราชการแผ่นดินของรัฐบาลซึ่งขณะนี้กราบขอบคุณศาลรัฐธรรมนูญ ๕ ต่อ ๔ ครับท่านประธาน หยุดอำนาจนี้แล้วครับ ผมดีใจมากเลยครับก็จะรอเดือนกันยายนอีกคราวหนึ่งว่าท่านจะเห็นควร อย่างไร แต่เคารพในคำตัดสิน ท่านประธานครับ นั่นคือการบริหารราชการที่รัฐบาลหาเงิน ไม่เป็นครับ ประเด็นคือกู้หนี้เก่ง เพราะมันเกิดวิกฤติผมเข้าใจ แต่ภาวะของการสร้างให้เกิดรายได้ ของคนทั้งชาตินี้ครับ เช่น เศรษฐกิจท้องถิ่น เศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจรากหญ้า เศรษฐกิจ รากหญ้านี้ผมใช้ในนิยามศัพท์ของแผนบูรณาการสวยมากครับเศรษฐกิจรากหญ้า แต่คนใช้เงิน คือรองนายกที่เกี่ยวข้องไม่รู้เรื่องเลย ผมตำหนิเลยเรื่องนี้ นั่นคือสิ่งที่ไม่สามารถอิมพลีเมนต์ (Implement) เรื่องของเงินงบประมาณ ผมคิดนะครับว่าเงินที่งบประมาณไปผ่านเมื่อวานนี้ ๓ ล้านล้านบาทนี้ คงไม่ก่อให้เกิดหนี้เยอะ ๆ เพราะว่าการประมาณการรายได้นี้ผมกลัวมันจะ ติดลบครับ มันเป็นไปไม่ได้เพราะว่าช่วงนี้เศรษฐกิจจีดีพี (GDP) ๓ กว่ากว่านี้ ผมยังไม่คิดว่า มันจะเป็นไปได้ นั่นคือสิ่งอันหนึ่งที่ผมเห็นว่ามันเป็นปัจจัยในทางลบครับ ถ้าอย่างนั้นการที่ ผู้บริหารประเทศถูกเปลี่ยนในภาวะเช่นนี้ก็เกิดเขาเรียกสะดุดขาหกล้มเหมือนกันครับ ไม่ว่า ท่านรองนายกที่อยู่ข้างบนนี้ท่านจะเป็นผู้มาบริหารภาวะเศรษฐกิจหรือเปล่า หรือท่านจะเป็น นิติบริกรของรัฐบาลต่อไป ในเรื่องการตีความตามมาตราในรัฐธรรมนูญ เรื่อง ๘ ปี ๙ ปีอะไรนี้ครับ ท่านประธานครับ คือบ่อเกิดของการเกิดหนี้เกิดจากภาวะที่ผ่านมา ๒ ๓ ปี สิ่งที่สำคัญ คือหนี้บุคคลไม่ใช่แค่เอสเอ็มอี (SMEs) เพราะฉะนั้นหนี้บุคคลที่เกิดขึ้น ท่านครับมีเพื่อน หรือมีลูกไหมครับ พวกที่ทำธุรกิจเขาเรียกว่า หนี้เครดิตบูโร ท่านลองไปกู้ครับ บุคคลผมว่า เครดิตบูโรที่มันเขียนว่า ๑๐ บวก ๑๐ ครับ คะแนน ๑๐ ครับ ตอนนี้ ๐๑๐๑ กู้ไม่ได้เลย อันนี้คือเงื่อนไขสำคัญที่รัฐบาลต้องไปช่วยเหลือให้บุคคลธรรมดาต้องยกเลิกคือถ้าฟื้นฟู ในพระราชบัญญัตินี้มีมาตรการอันหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องการฟื้นฟูหนี้บุคคล คือแค่ไปเยียวยา คือช่วง ๒ ๓ ปีที่ผ่านมาเครดิตบูโรให้ลบทิ้งเลย ให้ธนาคารทุกธนาคารที่จะให้กู้เงินหรือให้โลน (Loan) ต่าง ๆ ให้เข้าถึงเงินกู้ต่าง ๆ ต้องลบทิ้งเลยครับ เพราะบุคคลธรรมดาหรือเอสเอ็มอี (SMEs) ที่มีปัญหาจากภาวะของการดำเนินการของรัฐบาล นี่คือส่วนสำคัญครับท่านประธาน สุดท้ายคือเจ้าพนักงานผู้พิทักษ์ทรัพย์ เจ้าพนักงานผู้พิทักษ์ทรัพย์ที่นั่งอยู่ที่นี่ทั้ง ๓ ๔ คนนี้ ต้องคำนึงถึงตัวบทกฎหมายนี้ให้มากครับ ถ้าเขาไม่มีแหล่งที่ได้เงินมาทรัพย์ที่มีอยู่เขาก็ ไม่สามารถจะไปพิทักษ์ทรัพย์ให้เกิดประโยชน์ได้ ผมเห็นด้วยครับบ่อเกิดของมูลหนี้ต้องถูก เยียวยาและจะต้องช่วยกันฟื้นฟูลูกหนี้แบบธรรมดาก่อนที่จะเป็นลูกหนี้เอสเอ็มอี (SMEs) ขอบวกเข้าไปเถอะครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ชื่อที่ส่งมาแล้ว พรรคก้าวไกล อีก ๒ ท่านนะครับ คุณองค์การ ชัยบุตร นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล ขอเชิญคุณองค์การ เชิญเลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน กระผม องค์การ ชัยบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อจากพรรคก้าวไกล ขออนุญาต อภิปรายญัตติล้มละลายนะครับ ก่อนอื่นกราบเรียนท่านประธานว่าผมเองไม่ได้เข้าใจในเรื่อง กฎหมายล้มละลายอย่างลึกซึ้งเพียงใดแต่เข้าใจผิวเผิน แล้วก็อยากมีส่วนร่วมในการอภิปราย ในญัตตินี้ จากสภาพที่กระผมเห็นจริงที่เกิดขึ้นไม่ว่าลูกหนี้จะเป็นหนี้เองจากการสมัครใจ หรือไม่สมัครใจ สภาพตรงนี้เกิดขึ้นทั่วประเทศ ทุกสาขาอาชีพ ตั้งแต่เกษตรกร พ่อค้าแม่ขาย หรือข้าราชการเองก็ไม่วายที่จะอยู่ในวงจรนี้นะครับ แต่เมื่อช่วงที่รัฐบาลนี้ได้เข้ามาบริหาร ประเทศ ผนวกกับนโยบายของรัฐและสถานการณ์โควิด (COVID) พี่น้องส่วนใหญ่ที่หาเช้ากินค่ำ ไม่ว่าชาวบ้านที่รับจ้าง พวกประกอบอาชีพบริการต่าง ๆ กลุ่มนี้ไม่มีหลักทรัพย์ ไม่มีเงิน ที่จะดำรงชีพมาตรฐาน ได้เท่าไรก็กินแค่นั้น วันต่อมาไม่รู้จะได้เท่าไร เหตุการณ์ที่ปรากฏก็คือ ไปกู้หนี้ยืมสินนอกระบบเขามา อันนี้อันตราย ส่วนหนึ่งก็หาส่งแบงก์ไม่ได้ ด้วยสภาวะ เศรษฐกิจที่แร้นแค้นนะครับ ก็เลยโดนฟ้องล้มละลาย เมื่อล้มละลายแล้วก็โดนตัดสิทธิ ไปหลายปีนะครับ บางคนก็ฆ่าตัวตาย ท่านประธานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายที่ในประเทศไทย ผมเองเป็นห่วง ถ้ารัฐจะมีมาตรการการล้มละลายและฟื้นฟู ดูแลเกษตรกร หรือชาวบ้าน ที่มีปัญหาเหล่านี้ก็น่าจะเป็นการดีและผมสนับสนุน ผมเองอยากเห็นรัฐบาลหรือรัฐบาลคราวหน้า ได้มาดูแลเรื่องหนี้สินภาคประชาชนเป็นหลัก เป็นนโยบาย เป็นเมน (Main) หลักของรัฐบาล ที่จะให้ประชาชนหลุดพ้นเป็นเรื่องที่ดี แล้วผมเองก็เห็นว่าญัตตินี้ให้ความสำคัญกับคนตัวเล็ก ตัวน้อย ยกตัวอย่างแท็กซี่ก็โดนยึดไปหลายคันแล้ว บ้านผมนี่จะฆ่าตัวตาย โดยเฉพาะผมเป็น กรรมาธิการหนี้สินร้องมาทุกอาทิตย์ท่านประธาน ๑,๗๐๐,๐๐๐ ๑,๘๐๐๐,๐๐๐ ๑,๙๐๐,๐๐๐ ถ้ารัฐไม่มีมาตรการดูแลที่ชัดเจนให้เข้าถึงแหล่งเงินกู้ต่าง ๆ เขาจะเอาตัวเอาตัวไม่รอดครับ ที่ดินที่สวย ๆ ก็ถูกนายทุนยึดไป ถูกแบงก์ยึดไปแล้วเอาไปขาย ผมมาเป็นผู้แทน ๓ ปี ผมต้องพึ่ง ทีมกฎหมายที่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้ประมาณ ๕ ๖ ท่าน ในพื้นที่ทั่วภาคอีสาน ขอบคุณมากครับ ท่านประธาน🔗
ท่านองค์การช่วยรักษาเวลา ขอบคุณมากครับ นางสาวศิริกัญญา เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพค่ะ ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขออภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติล้มละลายที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมทั้ง ๒ ร่าง แต่ว่า ในความเป็นจริงถ้าเราดูอย่างถี่ถ้วนแล้วเราจะพบว่าร่างของท่านวรภพ วิริยะโรจน์ นั้นจะมี ความครอบคลุมมากกว่า ถือได้ว่ามีเนื้อหาคล้ายกัน แต่ว่าของท่านวรภพนั้นจะมีการต่อเติม ในส่วนของการขอยื่นล้มละลายโดยสมัครใจ หรือว่าฟื้นฟูหนี้สินโดยสมัครใจของบุคคล ธรรมดา ท่านประธานที่เคารพคะ สำหรับร่างของ ครม. นั้นจะเป็นการขยายโอกาสให้กับ เอสเอ็มอี (SMEs) หรือว่าบุคคลธรรมดาที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจให้ได้มีโอกาสที่จะยื่นขอ ล้มละลายโดยสมัครใจ ขอฟื้นฟูกิจการของตัวเองได้ให้มีโอกาสมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม การกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำของหนี้ โดยที่สำหรับหนี้นิติบุคคลจะต้องมีหนี้ตั้งแต่ ๒ ล้านบาทขึ้นไป ถึงแม้จะขยายขยับลงมาจากเดิมที่ขั้นต่ำต้องเป็น ๓ ล้านบาทแล้ว แต่ดิฉันก็ยังคิดว่าตรงนี้ ยังคงเป็นอุปสรรคให้กับเอสเอ็มอี (SMEs) หลายรายที่อาจจะประสบปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัวอันเนื่องมาจากวิกฤติของโควิด-๑๙ (COVID-19) ให้ไม่ได้มีโอกาสที่จะเข้าถึงการฟื้นฟูกิจการอย่างเป็นธรรมนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โดยเฉพาะ หนี้ของบุคคลธรรมดา จากเดิมจะต้องเป็นยอดหนี้ตั้งแต่ ๒ ล้านบาทขึ้นไป แต่ว่าร่างของ ครม. ได้ปรับแก้ลดจำนวนขั้นต่ำลงมาเหลือหนี้ตั้งแต่ ๑ ล้านบาทขึ้นไป ก็ถือว่าเป็นการขยายโอกาส แต่ยังไม่มากพอค่ะ และที่สำคัญอย่างยิ่งหนี้รายย่อยที่เป็นหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลต่าง ๆ ที่ประชาชนในประเทศนี้กำลังประสบกันอยู่ ที่เป็นปัญหาหนี้ครัวเรือนที่กลายเป็นปัญหาที่ เรื้อรังมาถึงทุกวันนี้ก็ยังคงไม่ได้รับการแก้ไขค่ะท่านประธาน จริง ๆ แล้วลูกหนี้ทุกคนนะคะ ดิฉันเชื่อว่าไม่มีใครตั้งใจอยากที่จะเบี้ยวหนี้ ไม่มีใครตั้งใจอยากที่จะชักดาบนะคะ แต่ว่ากลไก ในการฟื้นฟูหนี้ต่าง ๆ ของเรานั้นมีความเป็นธรรมมากพอแล้วหรือยัง แน่นอนว่าเรามี กระบวนการประนอมหนี้ ไกล่เกลี่ยก่อนจะถึงชั้นศาลครับ แต่ว่ากระบวนการนั้นลูกหนี้ ต้องกระทำได้อย่างยากลำบากเนื่องจากว่าต้องไปเจรจากับเจ้าหนี้ทีละราย ๆ เมื่อไม่สามารถ ที่จะหมุนเงินได้ทันเจ้าหนี้แต่ละราย ๆ ได้ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการในชั้นศาลโดยที่ ณ ปัจจุบันนี้ เป็นเจ้าหนี้เท่านั้นที่มีสิทธิที่จะฟ้องล้มละลายกับลูกหนี้ ลูกหนี้ไม่มีสิทธิเลยค่ะที่จะเป็นคนที่ จะยื่นต่อศาลเพื่อที่จะขอฟื้นฟูกิจการด้วยตัวเอง ด้วยเหตุนี้ทำให้อำนาจการต่อรองระหว่าง เจ้าหนี้กับลูกหนี้มันไม่เท่ากันและแน่นอนว่าเจ้าหนี้จะได้เปรียบมากกว่า ดิฉันจึงเห็นว่ากลไกนี้ โดยการแก้ไขเพิ่มเติมของท่านวรภพ วิริยะโรจน์ ที่ได้ขยายการฟื้นฟูกิจการให้ไปสู่การฟื้นฟู หนี้สินของรายย่อยที่เป็นหนี้ของบุคคลธรรมดา โดยที่ไม่ได้เป็นหนี้ที่เกิดจากการประกอบ ธุรกิจนั้นจะเป็นการช่วยเหลือบรรเทารวมไปถึงการทำให้กระบวนการการแก้หนี้เป็นธรรม กับลูกหนี้รายย่อยมากขึ้นนะคะ แน่นอนดิฉันคิดว่าทางรัฐบาลก็คงจะรับร่างของคณะรัฐมนตรี โดยปกติอยู่แล้วนะคะ แต่ว่าก็จะขอร้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้รับร่างของท่านวรภพ วิริยะโรจน์ ด้วยเพราะว่าจะเป็นร่างที่จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องหนี้สินครัวเรือนให้กับประชาชน ได้อย่างทั่วหน้ามากยิ่งขึ้นแล้วก็จะยิ่งเป็นการช่วยเหลือให้ปัญหาหนี้ครัวเรือนของประเทศนั้น สามารถที่จะแก้ไขก่อนที่จะเป็นระเบิดเวลาลูกต่อไปสำหรับเศรษฐกิจไทยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณนะครับ ท่านรัฐมนตรี มีอะไรสรุปไหมครับ เสนอมาเดี๋ยวนี้ ท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกกรุณาเตรียมตัวหน่อยนะครับ เพราะว่ามีผู้อภิปรายไม่มากครับ เชิญท่านพิสิฐครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยกับการนำเสนอเพื่อแก้ไขกฎหมายล้มละลายเพื่อให้มีความคล่องตัว มากขึ้นนะครับ ทั้ง ๒ ฉบับ ก่อนอื่นผมขออนุญาตเรียนว่า เท้าความเดิมว่ากฎหมายฉบับนี้กฎหมาย ล้มละลายได้ตราขึ้นในสมัยที่ท่านประธานรัฐสภายังเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ ๒ ในปี ๒๕๔๓ ซึ่งก่อนหน้านั้นหากมีการไม่สามารถชำระหนี้เกิดขึ้น ลูกหนี้ก็จะต้องถูกฟ้องล้มละลาย ไม่สามารถ ที่จะฟื้นฟูได้เพราะกฎหมายไม่รองรับนะครับ แล้วในวิกฤติเศรษฐกิจช่วงนั้นเราก็มีการแก้ไข กฎหมายหลายฉบับ กฎหมายล้มละลายฉบับนี้ในปี ๒๕๔๓ ก็เป็นฉบับหนึ่งที่ได้มีการจัดทำขึ้น ซึ่งทำให้กระบวนการฟื้นฟูกิจการของธุรกิจต่าง ๆ กระทำได้รวดเร็วมากขึ้น แล้วก็มีการตั้ง ศาลชำนาญพิเศษเกิดขึ้น ก็ทำให้ระบบเป็นไปตามมาตรฐานสากล ตัวอย่างเช่นการบินไทยที่มี ปัญหาเรื่องของการเงินก็เข้าสู่กระบวนการของศาลฟื้นฟูนะครับ แล้วก็สามารถที่จะดำเนินการได้ อย่างเช่นปัจจุบันนี้ นี่คือสิ่งที่ได้เกิดขึ้น ซึ่งเวลาผ่านไป ๒๐ ปีเศษเราก็มีประสบการณ์ หลายประการที่จำเป็นจะต้องมีการแก้ไขตามที่ ครม. ได้เสนอร่างอันนี้ขึ้นมา ขณะเดียวกัน ในปัจจุบันเราก็ได้เห็นว่าประชาชนโดยเฉพาะ ต่าง ๆ ก็มีหนี้สินมากขึ้นนอกเหนือจากของ เอสเอ็มอี (SMEs) หนี้ครัวเรือนขณะนี้กระโดดเพิ่มไปสูงถึง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพี (GDP) ซึ่งถือว่าสูงมากแล้วก็เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศถ้าหากเราไม่มีการดูแลที่ดีเพียงพอ แล้วก็เกิดความเดือดร้อนเมื่อมีปัญหาเรื่องการไม่สามารถชำระหนี้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่ รายได้มีความผันผวนทำให้เกิดปัญหา เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นด้วยกับคุณวรภพ ขออภัยที่เอ่ยนาม คุณวรภพท่านเป็นอนุกรรมาธิการ ในชุดเดียวกับผมที่เราดูแลเรื่องนี้กันในการคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง ซึ่งมีกระผม เป็นประธานอนุอยู่นะครับ เราก็มีดำริที่อยากจะให้มีการนำเสนอกฎหมายเพื่อที่จะให้ ประชาชนหรือครัวเรือนได้มีการฟื้นฟูได้มีโอกาสที่จะพัฒนาตนเอง คือเปลี่ยนแปลงตนเอง ที่จะขอเข้าฟื้นฟูแล้วก็มีแผนในการฟื้นฟูเฉกเช่นเดียวกับของธุรกิจต่าง ๆ ซึ่งขณะนี้ก็มีตัวอย่าง ที่ได้เกิดขึ้นโดยที่มีการกระทำโดยสมัครใจจำนวนไม่น้อยแล้วก็ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้มาทำ หน้าที่นี้ตามที่คณะกรรมาธิการได้รับฟังมา แต่ว่ากระบวนการขั้นตอนต่าง ๆ ไม่มีกฎหมาย รองรับ เพราะฉะนั้นการที่มีการนำเสนอกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับ กระผมจึงคิดว่าเป็นประโยชน์แล้วก็ ควรแก่การให้การสนับสนุนครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญ ท่านนิยมครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ฉบับนี้ผมเห็นด้วย ในหลักการ เพราะคำว่า กฎหมายล้มละลาย สำหรับคนยากคนจนเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก พอล้มละลายเราหมดสภาพความเป็นบุคคล ท่านประธานครับมันไม่เหมือนกับบางทีพวกเศรษฐี คนร่ำรวย นักธุรกิจใหญ่ ล้มละลายล้มบนฟูกนั้นประเด็นของผู้มีอันจะกินผู้มีเงินมีทอง แต่ความล้มละลายของพี่น้องประชาชนทั่วไปมันล้มละลายแล้วเหมือนกับตายทั้งเป็น ทรัพย์สิน ถูกยึด คำนี้ไม่อยากได้ยินครับ ผมต้องกราบเรียนประธานว่าพี่น้องบ้านผมหลายคนมีปัญหา เรื่องล้มละลายนะครับ กฎหมายฉบับนี้มันเก่าท่านประธาน ปี ๒๔๘๓ หลายคนในที่นี้ยังไม่เกิด เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่ามันถึงเวลา ต้องขอบคุณทาง ครม. การเสนอกฎหมายเข้ามา ทั้งคุณวรภพ ที่มีแนวคิดอยากจะแก้กฎหมายล้มละลายให้มีการฟื้นฟู เพราะความล้มละลายของคนไม่มี ประโยชน์ ถ้ามีการฟื้นฟูให้โอกาสให้หาเงินมาใช้หนี้นั่นคือวิธีการที่ดีที่สุด ผมดูในหลักการ เหตุผล ผมรับได้ท่านประธาน เพราะผมมีเพื่อนหลายคนอยู่เฉย ๆ ถูกฟ้องล้มละลาย ถูกยึดทรัพย์ ถูกพิทักษ์ทรัพย์ โดยที่ตัวเองไม่ได้ทำอะไรเพียงแต่ไปค้ำประกันเรื่องไม่ยิ่งใหญ่มาก เพราะฉะนั้น กฎหมายล้มละลายฉบับนี้มันมีผลดีต่อคนยากคนจนนะครับ ต่อคนที่ไปค้ำประกันคนอื่น บางทีค้ำประกันซื้อรถก็ถึงขนาดยึดทรัพย์ล้มละลาย อันนี้คือเป็นประเด็นจึงกราบเรียน ท่านประธานว่าถ้าหากเราให้โอกาสเขานะครับ ให้โอกาส ทำไมต้องให้ล้มละลาย ให้เขากลับมา เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่ผมต้องฝากซึ่งกรรมาธิการซึ่งจะไปทำแก้กฎหมายฉบับนี้ให้ไปดูละเอียด รอบคอบว่าสิ่งไหนที่จะฟื้นฟู สิ่งไหนกระบวนการที่จะล้มละลายที่จะไม่ง่าย เพราะทุกวันนี้ กระบวนการล้มละลายยังง่ายอยู่ ผมเห็นเพื่อนผมคนหนึ่งเป็นอดีตข้าราชการครู ไม่รู้เรื่องรู้ราว แต่ว่ามันมีชาวบ้านให้ไปค้ำประกัน นี่เป็นเรื่องจริงที่ถูกยึดทรัพย์ ถูกขายทอดตลาด ก็เห็นว่า มันเป็นชาวบ้านก็ไปเซ็นค้ำประกันให้เขาซื้อรถ วันนี้ไม่มีปัญญาส่ง ตัวเองไม่ได้มีส่วนได้เสีย แต่ชาวบ้านพอซื้อรถไม่มีปัญญาส่ง นาน ๆ เข้าเงินมันพอกพูนก็หนีไป สุดท้ายเขามาเอากับ คนค้ำประกันนี่เป็นเรื่องที่เจ็บปวดนะสำหรับชาวบ้านทั่วไป ผมจึงฝากว่ากฎหมายฉบับนี้จะมี ประโยชน์ต่อพี่น้องซึ่งเป็นคนยากคนจนอยู่แล้วอย่าให้ต้องมารับกรรมโดยที่ตัวเองก็ไม่ได้ ประโยชน์อะไร หลายคนมีปัญหาจากการยึดทรัพย์แค่ไปค้ำประกันเท่านั้นเอง ผมจึงกราบเรียนว่า วันนี้จะเป็นอะไรก็แล้วแต่ต้องไปดู แม้กระทั่งธนาคาร ธ.ก.ส. ก็ยังมาไล่เบี้ยจะเอาเป็นเอาตาย กับพี่น้องประชาชน อันนี้จึงเป็นว่ากฎหมายล้มละลายฉบับนี้ผมจึงมีความเห็นว่าถึงเวลา ที่จะต้องแก้ไข ถึงเวลาที่จะเข้ามาฟื้นฟูให้คนยากคนจนมีโอกาสยืนอยู่ในสังคม ไม่ใช่แต่จะให้ บุคคลที่ล้มบนฟูกเท่านั้น ขอบคุณมากท่านประธานครับ🔗
ต่อไปคุณวิรัตน์ วรศสิริน🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวิรัตน์ วรศสิริน ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสได้อภิปราย คงจะไม่ใช้เวลามากนัก บังเอิญเข้ามาก็เห็นว่าเป็น พ.ร.บ. ล้มละลาย ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ประชาชนโดยทั่วไปมีความทุกข์กับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ท่านประธานครับผมนี่ประสบ คนมาร้องเรียนผมว่าเขานี่ตั้งแต่วิกฤติต้มยำกุ้งจนถึงตอนนี้เรื่องปัญหาหนี้สินก็ยังไม่จบครับ ยังไม่จบกันเลย ดอกเบี้ยก็พอกพูนขึ้นทุกวัน ๆ จากที่เดิมทีเคยมีบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่จะ มาช่วยทำให้สามารถแฮร์คัต (Hair Cut) ได้บ้างอะไรบ้าง แต่ปัจจุบันไม่ใช่อย่างนั้น บริษัท บริหารสินทรัพย์ที่ขายหนี้ต่อไป ๆ ก็ทำให้ต้นทุนของเขา หนี้ของเขาเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อย ๆ เพิ่มมากขึ้น หนี้ที่เคยมีอยู่ ๑๐๐ บาท กลายเป็น ๒๐๐ บาท ๓๐๐ บาทอะไรอย่างนี้นะครับ ท่านประธาน ปัจจุบันนี้บริษัทใหญ่ ๆ ก็ประนอมหนี้ได้ง่ายแล้วก็มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล มากกว่าบริษัทเล็ก ๆ หรือประชาชนทั่ว ๆ ไป ประชาชนทั่ว ๆ ไปจะประนอมหนี้เป็นเรื่องที่ ยากลำบากมาก ธนาคารหรืออะไรต่าง ๆ ก็พยายามจะลากเวลาออกไปให้ดอกเบี้ยไปเรื่อย ให้ดอกเบี้ยเกิดดอกเกิดผลไปเรื่อย เพราะฉะนั้นการมี พ.ร.บ. ที่จะล้มละลายใหม่ที่จะมาช่วย ผมคิดว่าทุกอย่างน่าจะดีขึ้นนะครับ ก็รู้สึกต้องขอบพระคุณอย่างสูงที่เสนอพระราชบัญญัตินี้ เข้ามาในสภาเพื่อช่วยเหลือประชาชน ผมเองก็อยากจะแสดงความเห็นเพียงแค่เล็กน้อยตรงนี้ เพื่อประกอบไว้พิจารณา สนับสนุนอย่างเต็มที่ครับท่านประธาน ก็กราบขอบคุณท่านประธาน เป็นอย่างสูงนะครับ🔗
ขอบคุณท่านวิรัตน์นะครับ ท่านสมาชิกครับ ขอเชิญท่านสมาชิกเข้ามานะครับ ประเดี๋ยวท่านรัฐมนตรีมีความประสงค์ จะสรุป แล้วก็คุณวรภพจะสรุปอีกท่านหนึ่ง เชิญนะครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้รับมอบหมายจากทางคณะรัฐมนตรีให้มาเสนอ กฎหมายฉบับนี้นะครับ ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญในการที่จะช่วยแก้ปัญหาของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะที่ทำธุรกิจ ต้องเรียนให้เข้าใจก่อนนะครับ ทำธุรกิจ มีกิจการ ไม่ใช่การแก้ปัญหา หนี้ของครัวเรือน เพราะคือการต้องเข้าใจคอนเซ็ปต์ (Concept) ของหนี้ก่อนสั้น ๆ คือถ้าประชาชนทั้งบุคคลหรือนิติบุคคลมีหนี้สินแล้วมีปัญหาชำระหนี้ไม่ได้ก็จะมีการฟ้องทางแพ่ง เพื่อให้ชำระหนี้นะครับ อาจจะมีการถ้ามีจดจำนองก็เอาทรัพย์สินไปบังคับคดีขายทรัพย์สิน เพื่อจะเอาเงินมาใช้หนี้เป็นกระบวนการทางแพ่งก่อนครับ แต่ถ้าดำเนินโครงการทางแพ่ง ไปแล้วยังชำระหนี้ได้ไม่หมด ยังเหลือเงินมีเป็นหนี้อยู่เกินกว่า ๑ ล้านบาททางกฎหมายก็ถือว่า เป็นหนี้สินล้นพ้นตัว ซึ่งอันนี้จะเข้าข่ายที่ทางเจ้าหนี้สามารถฟ้องให้ลูกหนี้ล้มละลายได้นะครับ คดีล้มละลายเราก็ทราบก็คือท่านจะทำธุรกรรมอะไรไม่ได้แล้ว เงินก็ต้องหยุด หยุดเดินหยุดใช้ จ่ายทั้งหมด ทรัพย์สินต่าง ๆ ก็ต้องหยุด ธุรกรรมต่าง ๆ หยุดนิ่งหมด ซึ่งถ้าบางคนทำธุรกิจอยู่ เป็นโรงงานหรือเป็นร้านค้ากิจการถ้าโดนฟ้องล้มละลายก็ต้องหยุดไปหมด ก็จะไม่มีรายได้ พนักงานลูกจ้างก็ต้องตกงานกันหมดนี่ยกตัวอย่าง จึงได้เกิดกระบวนการที่เรียกว่า การฟื้นฟู กิจการขึ้นมานะครับ ซึ่งก็มีมานานแล้วนะครับการฟื้นฟูกิจการ อย่างที่ล่าสุดเห็นเป็นข่าวใหญ่ ก็การบินไทยก็ถือเป็นการฟื้นฟูก็ทำให้กิจการสามารถเดินหน้าต่อไปได้ มีการทำแผนฟื้นฟู ปรับลดหนี้ ปรับลดส่วนผู้ถือหุ้น หาเงินทุนใหม่เข้ามาเติม มีการขายทรัพย์สิน มีการลดคนงาน พยายามปรับทุกอย่างเพื่อให้กิจการสามารถไปต่อได้นี่คือการฟื้นฟูกิจการนะครับ ซึ่งวันนี้ ก็เป็นสิ่งที่ได้ทำมาอย่างต่อเนื่องในพ.ร.บ. นี้นะครับ แต่เนื่องจากเราเห็นว่าหลัก ๆ ก็คือเห็นว่า จำนวนหนี้ที่จะให้เข้าแผนฟื้นฟูเดิมตั้งไว้ที่ ๑๐ ล้านบาท สำหรับบริษัทขนาดใหญ่หรือบริษัท มหาชน ก็ขอเปลี่ยนเป็น ๕๐ ล้านบาท ซึ่งยังอยู่ในหมวด ๓/๑ แล้วส่วนบุคคลธรรมดา เราก็ให้อยู่ที่เกิน ๑ ล้านบาทแต่ไม่ถึง ๕๐ ล้านบาท หรือเอสเอ็มอี (SMEs) ก็ ๒ ล้านบาท ที่มีเพื่อนสมาชิกพูดว่าทำไมไม่เอาต่ำกว่า ๑ ล้านบาทนะครับ ก็เรียนว่ามันก็ต้องให้สอดคล้อง กับกฎหมายล้มละลาย เพราะวันนี้กฎหมายล้มละลายจะล้มละลายได้มันอยู่ที่มีหนี้เกิน ๑ ล้านบาท เพราะฉะนั้นจะฟื้นฟูกิจการก็ต้องอยู่ที่ ๑ ล้านบาท ตัวเลขจะได้เป็นสอดคล้องกัน ส่วนบางหมวดเราก็จะกำหนดขึ้นมาใหม่ก็คือหมวด ๓/๒ ยกเลิกกระบวนการพิจารณา เกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ที่เป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมทั้งหมดซึ่งมีอยู่เดิม ในกฎหมายเดิมยกเลิกนะครับ แล้วบัญญัติขึ้นใหม่เพื่อจะนำหลักการและกระบวนการ พิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามหมวด ๓/๑ ก็คือของกิจการขนาดใหญ่ หรือกิจการที่เป็นบริษัทมหาชนเอามาปรับใช้เพื่อให้ลักษณะของการฟื้นฟูกิจการของบริษัทใหญ่ หรือบริษัทเล็กก็จะมีกระบวนการที่ไปในทำนองเดียวกันสอดคล้องกันนะครับ และสุดท้าย เรื่องสำคัญก็คือมีการกำหนดเพิ่มเติมหมวด ๓/๓ คือกระบวนการพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟู กิจการแบบเร่งรัดเพื่อเปิดโอกาสให้ลูกหนี้สามารถยื่นคำร้องเพื่อขอฟื้นฟูกิจการได้อย่างรวดเร็วขึ้น ซึ่งอันนี้ก็จะมีตัวอย่างได้เยอะ เช่น บางทีอาจจะเป็นคลินิก เป็นคุณหมอที่อาจจะมีการกู้เงิน มาทำคลินิกแล้วก็มีปัญหาไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามเงื่อนไขที่กำหนดโดยเจ้าหนี้ ก็ต้องขอ ฟื้นฟูกิจการ จะมีหนี้ประมาณ ๕ ๑๐ ล้านบาทแล้วแต่ครับ ซึ่งอันนี้ก็มีอยู่นะครับหรืออาจจะ เป็นโรงเรียน ซึ่งผู้ถือใบอนุญาตเป็นบริษัทเล็ก ๆ หรืออาจจะเป็นบุคคลด้วยครับที่เป็น เจ้าของโรงเรียน มีการกู้ยืมเงินมาทำโรงเรียนแล้วก็ไม่สามารถชำระหนี้ได้ เพราะฉะนั้น การฟื้นฟูกิจการมันจะต่างกับการล้มละลาย การฟื้นฟูกิจการก็คือบุคคลที่เป็นหนี้หรือนิติบุคคล เขายังมีกิจการมีธุรกิจที่ยังสามารถมีรายได้อยู่ เพียงแต่ไม่พอจะชำระหนี้ในช่วงเวลานั้นนะครับ จึงต้องเข้าฟื้นฟูกิจการเพื่อให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้นะครับ ส่วนหนี้ของบุคคลที่มี เงินเดือนประจำ หรือคนที่ไม่มีธุรกิจอะไรนะครับแต่ว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือว่าโดนฟ้องแพ่ง บังคับคดีไปจนหมดแล้วยังมีหนี้เหลืออยู่เยอะเรียกว่าไม่สามารถชำระหนี้ได้แล้วก็จะไปเข้าสู่ กระบวนการล้มละลาย ก็อยากให้เพื่อนสมาชิกได้เข้าใจด้วยว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมาย การฟื้นฟูกิจการที่เราต้องการจะดูแลทั้งประชาชนแล้วก็บริษัทหรือจะเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด นิติบุคคลด้วยที่ยังมีธุรกิจแต่มีปัญหาทางด้านการเงินและให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้นะครับ ก็อยากให้เพื่อนสมาชิกช่วยกันสนับสนุนนะครับลงมติรับหลักการในกฎหมายฉบับนี้เพื่อให้ เราสามารถนำสิ่งต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นจากการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ไปใช้ในการฟื้นฟูกิจการ ของลูกหนี้ให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปฉบับ คุณวรภพ เชิญสรุปครับ🔗
กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ ผม วรภพ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ถ้าผมกล่าวสรุป ผมก็เห็นด้วยกับที่ท่านรัฐมนตรีอภิปรายเกริ่นขึ้นมานะครับว่าร่าง พ.ร.บ. ล้มละลายที่ ครม. เสนอเข้ามาเป็นร่างที่ดีครับ เจตนาเพื่อช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) ให้กลับฟื้นฟู มีสิทธิ ฟื้นฟูกิจการได้สะดวกขึ้นได้ง่ายขึ้นนะครับ เพียงแต่ผมมองว่าอันนี้เป็นโอกาสที่ดีที่เราจะทำให้ สิทธิในการฟื้นฟูกิจการที่ธุรกิจได้รับนี้ขยายมาถึงบุคคลธรรมดาด้วย เพื่อเป็นโอกาสดีในการที่เรา จะสามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินให้ภาคครัวเรือนได้ด้วยในวาระโอกาสนี้นะครับ จึงเป็นที่มา ที่อยากให้สภาแห่งนี้รับร่างหลักการที่ผมเสนอต่อสภาแห่งนี้ เพราะว่าร่างที่ผมเสนอมีเพิ่ม หลักการไว้ชัดเจนว่าอยากให้มีเพิ่มหมวดในการฟื้นฟูหนี้สินของบุคคลธรรมดา ไม่ใช่เฉพาะ ธุรกิจหรือเอสเอ็มอี (SMEs) ที่มีสิทธิในการยื่นขอฟื้นฟูกิจการได้ แล้วก็ขอขอบคุณเพื่อนสมาชิก ทุกท่านที่สนับสนุนในร่างของผม แล้วก็ยืนยันเหมือนที่ท่าน ส.ส. นิยม เวชกามา ได้อภิปราย ไว้นะครับว่าถึงแม้จะเป็นชื่อร่างว่าเป็นร่าง พ.ร.บ. ล้มละลาย แต่เจตนาเพื่อป้องกันไม่ให้ มีการล้มละลายโดยไม่จำเป็น ก็คือให้มีการเพิ่มหมวดฟื้นฟูบุคคลธรรมดา อันนี้ต่างหาก เป็นกลไกสำคัญที่ว่าช่วยเหลือบุคคลธรรมดาแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือนได้ ก็ขอยืนยัน ให้สภาแห่งนี้รับหลักการร่างของผมเข้าไปประกบแล้วก็พิจารณาทบทวนกันในชั้นกรรมาธิการ ต่อไป เพื่อเป็นประโยชน์ของลูกหนี้บุคคลธรรมดา แล้วก็แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนให้กับประเทศไทย ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป ก็จะเป็นกระบวนการเพื่อลงมติรับหลักการหรือไม่ เชิญสมาชิกเข้ามาเพื่อแสดงตนครับ🔗
ขอเชิญสมาชิกเสียบบัตร และกดปุ่มแสดงตนครับ🔗
สมาชิกพร้อมพอสมควรแล้ว ขอปิดการแสดงตน จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตนในขณะนี้ ๒๖๙ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗
ขอถามมติที่ประชุม มติ ก็คือจะขอถามว่าจะรับหลักการร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับหรือไม่ ผู้ใดเห็นควร รับหลักการโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรไม่รับหลักการโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใด เห็นควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗
ปิดการลงมติครับ จำนวน ผู้ลงมติ ๓๐๓ ท่าน เห็นด้วยคือรับหลักการ ๒๙๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนสียง ๔ ท่าน มติที่ประชุมรับหลักการนะครับ🔗
กระบวนการต่อไปก็เชิญ เสนอกรรมาธิการครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดฉะเชิงเทรา ขอเรียนเสนอต่อท่านประธาน และที่ประชุมให้สภาได้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ล้มละลาย (ฉบับ ..) พ.ศ. .... จำนวนทั้งหมด ๒๕ คน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้องครับ สมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗
ถ้าไม่มีความเห็นเป็น อย่างอื่น ที่ประชุมเห็นด้วยกรรมาธิการวิสามัญ ๒๕ คนนะครับ สัดส่วนก็จะเป็นของ คณะรัฐมนตรี ๕ คน เป็นของพรรคการเมืองดังต่อไปนี้ พรรคเพื่อไทย ๖ คน พรรคพลังประชารัฐ ๔ คน พรรคภูมิใจไทย ๓ คน พรรคประชาธิปัตย์ ๒ คน พรรคก้าวไกล ๒ คน พรรคเศรษฐกิจไทย ๑ คน พรรคชาติไทยพัฒนา ๑ คน พรรคเสรีรวมไทย ๑ คน ครับ ขอเชิญของคณะรัฐมนตรี🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญ จำนวน ๕ ท่าน ดังนี้ ๑. นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์ก ูล ๒. นายพสิษฐ์ อัศววัฒนาพร ๓. นางศิรสา ไชยหมาน ๔. นายวีระกร คำประกอบ ๕. นางบุญญาพร นาตะธนภัทร🔗
ต่อไปพรรคเพื่อไทย ๖ คน🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... จำนวน ๖ ท่าน ในสัดส่วนของ พรรคเพื่อไทย ดังนี้ ๑. นายโกศล ปัทมะ ๒. พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ๓. นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ ๔. นายชัยยันต์ ผลสุวรรณ์ ๕. นายกิตติกร โล่ห์สุนทร ๖. นายพชร นริพทะพันธุ์ ของผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้องครับ พรรคพลังประชารัฐ ๔ คนครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน นางสาวไพลิน เทียนสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ ดิฉันขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการร่าง พ.ร.บ. ล้มละลาย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ๑. ท่านอัครวัฒน์ อัศวเหม ๒. ท่านภาคิน สมมิตรธนกุล ๓. ท่านศุภวัฒน์ วัฒนมงคล ๔. ท่านพิเชษฐ สถิรชวาล ขอผู้รับรองค่ะ🔗
ผู้รับรองถูกต้องครับ พรรคภูมิใจไทย ๓ คน🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายกิตติชัย เรืองสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคภูมิใจไทย ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย ๓ ท่านครับ ๑. นายวิรัช พันธุมะผล ๒. นายมารุต มัสยวาณิช และ ๓. นายโชติพิพัฒน์ เตชะโสภณมณี ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไป พรรคประชาธิปัตย์ ๒ คนครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายวิวรรธน์ นิลวัชรมณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญร่างพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ๒ ท่าน ดังนี้ ๑. นายสุทัศน์ เงินหมื่น ๒. นายพิสิฐ ลี้อาธรรม ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้องครับ พรรคก้าวไกล ๒ คนครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ศักดินัย นุ่มหนู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตราด พรรคก้าวไกล ขอเสนอรายชื่อ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วน ของพรรคก้าวไกล ๒ ท่าน ๑. นายวรภพ วิริยะโรจน์ ๒. นายเชิดศักดิ์ หิรัญสิริสมบัติ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้องนะครับ พรรคเศรษฐกิจไทย ๑ คนครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ผู้ช่วยศาสตราจารย์พรชัย อินทร์สุข ขอเสนอท่านยุทธนา โพธสุธน เป็นคณะกรรมาธิการ ร่างพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้องนะครับ ต่อไปพรรคชาติไทยพัฒนา ๑ คนครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เสมอกัน เที่ยงธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรีจากพรรคชาติไทยพัฒนาในสัดส่วน ของพรรคชาติไทยพัฒนาขอเสนอนายชัชสิษฐ์ โอจารุทิพย์ ของผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรองนะครับ🔗
ขอบคุณครับ🔗
พรรคเสรีรวมไทย ๑ คน🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายวิรัตน์ วรศสิริน พรรคเสรีรวมไทย ขอเสนอรายชื่อในสัดส่วนของพรรคเสรีรวมไทย ๑ คน ขอเสนอ พลตำรวจโท ชัยวัฒน์ ฉันทวรลักษณ์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้องครับ ขอเชิญเลขาธิการทบทวนรายชื่อครับ🔗
รายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ล้มละลาย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... จำนวน ๒๕ ท่าน ๑. นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ๒. นายพสิษฐ์ อัศววัฒนาพร ๓. นางศิรสา ไชยหมาน ๔. นายวีระกร คำประกอบ ๕. นางบุญญาพร นาตะธนภัทร ๖. นายโกศล ปัทมะ ๗.พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ๘. นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ ๙. นายชัยยันต์ ผลสุวรรณ์ ๑๐. นายกิตติกร โล่ห์สุนทร ๑๑. นายพชร นริพทะพันธุ์ ๑๒. นายอัครวัฒน์ อัศวเหม ๑๓. นายภาคิน สมมิตรธนกุล ๑๔. นายศุภวัฑฒ์ วัฒนมงคล ๑๕. นายพิเชษฐ สถิรชวาล ๑๖. นายวิรัช พันธุมะผล ๑๗. นายมารุต มัสยวาณิช ๑๘. นายโชติพิพัฒน์ เตชะโสภณมณี ๑๙. นายสุทัศน์ เงินหมื่น ๒๐. นายพิสิฐ ลี้อาธรรม ๒๑. นายวรภพ วิริยะโรจน์ ๒๒. นายเชิดศักดิ์ หิรัญสิริสมบัติ ๒๓. นายยุทธนา โพธสุธน ๒๔. นายชัชสิษฐ์ โอจารุทิพย์ และ ๒๕. พลตำรวจโท ชัยวัฒน์ ฉันทวรลักษณ์🔗
ขอบคุณครับ กำหนดเวลา แปรญัตติครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ อรรถกร ศิริลัทธยากร ขอเรียนเสนอระยะเวลาแปรญัตติ ๑๕ วัน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
๑๕ วัน ผู้รับรองถูกต้อง ท่านสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗
ไม่มีก็ถือว่าที่ประชุม เห็นชอบแปรญัตติ ๑๕ วัน โดยที่ร่างพระราชบัญญัติมากกว่า ๑ ฉบับ มี ๒ ฉบับ เพราะฉะนั้น ต้องเลือกว่าจะเอาฉบับใดเป็นหลักในการพิจารณาครับ ขอเชิญเสนอครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ อรรถกร ศิริลัทธยากร ขอเสนอให้ใช้ร่างรัฐบาลเป็นร่างหลักครับ🔗
ขอใช้ร่างรัฐบาลเป็นหลัก ในการพิจารณาวาระสอง ที่ประชุมเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗
เห็นชอบนะครับ ขอขอบคุณทุกฝ่ายสำหรับการพิจารณาเรื่องด่วนที่ ๒ ก็จบ ขอขอบคุณสมาชิกถ้าเราช่วยกัน ประหยัดเวลามันมีงานที่ค้างอยู่พอสมควร ถ้าช่วยกันประหยัดเวลาก็จะทำให้เรื่องต่าง ๆ ผ่านไปได้ด้วยดี🔗
๓. ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)🔗
กฎหมายฉบับนี้คณะรัฐมนตรี ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มายังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๓๓ (๑) นอกจากนี้คณะรัฐมนตรียังได้นำเสนอรายงานผลการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายเพื่อประกอบการพิจารณา ในกระบวนการตรากฎหมายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ แล้ว รายละเอียดปรากฏในเอกสาร ที่เจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมให้สมาชิกไว้แล้ว ในการพิจารณาวาระแรกนี้ผู้เสนอขออนุญาตให้ บุคคลดังต่อไปนี้มีส่วนร่วมให้ข้อมูลและชี้แจงครับ ๑. นายสถาพร รัตนสุวรรณ นักวิชาการ จัดหาที่ดินชำนาญการพิเศษ กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ๒. นางสาวฉัตรนภา รักชาติเจริญ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย กรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม ขออนุญาต ให้เข้ามาได้นะครับ ขอเชิญท่านรัฐมนตรีเสนอหลักการครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ขอเสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วย การเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมีหลักการและเหตุผล ดังนี้🔗
หลักการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มา ซึ่งอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๖๒ ดังต่อไปนี้🔗
ข้อ ๑. แก้ไขเพิ่มเติมให้รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกากำหนด เขตที่ดินที่จะเวนคืนมีอำนาจอนุมัติให้ขยายระยะเวลาการกำหนดราคาอสังหาริมทรัพย์ เบื้องต้นของคณะกรรมการตามมาตรา ๑๙ ได้🔗
ข้อ ๒ กำหนดให้เจ้าหน้าที่มีหน้าที่แจ้งให้เจ้าของทรัพย์สินมารับทรัพย์สิน ที่เจ้าหน้าที่รื้อถอนคืนไปภายในระยะเวลาที่กำหนด และให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการขาย ทรัพย์สินที่รื้อถอนนั้นแล้วนำเงินส่งคืนแก่เจ้าของทรัพย์สินได้🔗
ข้อ ๓ กำหนดให้เจ้าหน้าที่มีหน้าที่ถอนเงินค่าทดแทนที่วางไว้ต่อศาล หรือสำนักงานวางทรัพย์ หรือฝากไว้กับธนาคารออมสินเพื่อส่งคืนคลัง เมื่อผู้มีสิทธิได้รับเงิน ค่าทดแทนไม่มารับภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยไม่ตัดสิทธิของผู้มีสิทธิจะรับเงินค่าทดแทน ที่ยื่นคำร้องขอรับเงินค่าทดแทนคืนภายหลังจากพ้นระยะเวลาที่กำหนด🔗
ข้อ ๔ แก้ไขเพิ่มเติมให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาล และมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากเงินค่าทดแทน🔗
ข้อ ๕ แก้ไขเพิ่มเติมองค์ประกอบของคณะกรรมการซึ่งทำหน้าที่พิจารณา การคืนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่เจ้าของเดิมหรือทายาท เหตุผล โดยที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยว่าบทบัญญัติในการร้องขอรับเงินค่าทดแทนที่วางไว้ ให้ร้องขอรับภายใน ๑๐ ปี นับแต่วันที่มีการวางเงิน ถ้าไม่มาร้องขอภายในเวลาที่กำหนดเช่นว่านั้นให้เงินนั้นตกเป็นของ แผ่นดิน ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖ วรรคหนึ่ง ซึ่งบทบัญญัตินี้อยู่ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ พ. ศ. ๒๕๖๒ จึงจำเป็นต้องมีการแก้ไขให้สอดคล้องกันกับที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย อีกทั้งคณะกรรมการที่ทำหน้าพิจารณาการคืนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่เจ้าของเดิมหรือทายาท มีองค์ประกอบมาจากผู้แทนหลายหน่วยงาน ทำให้การพิจารณาคืนอสังหาริมทรัพย์ ขาดความคล่องตัว สมควรแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติของพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืน และการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ในเรื่องดังกล่าวให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ข้างต้น รวมถึงแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติที่ยังไม่สอดคล้องกับการบังคับใช้ในทางปฏิบัติ ในคราวเดียวกัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ จึงขอเสนอต่อที่ประชุมเพื่อพิจารณาครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ท่านสมาชิก ที่มีความประสงค์อภิปรายเชิญ มีชื่อของพรรคก้าวไกล ๒ ท่าน ส่งมาแล้วท่านอื่นถ้าประสงค์ อภิปรายขอเชิญ ขอร้องอย่างเดียวครับพวกเราถ้าใช้เวลาไม่ถึง ๗ นาทีจบได้ก็จบไปนะครับ แต่ว่าถ้าเนื้อหาจำเป็นก็ไม่มีปัญหาอะไรครับ พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ คุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ขอเชิญพลตำรวจตรี สุพิศาล ก่อนครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ในร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืน และการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ (ฉบับที่..) พ.ศ. ... อย่างที่ท่านรัฐมนตรีได้กล่าวไปแล้ว นะครับว่ามันเป็นเรื่องของการเกิดปัญหาจากพระราชบัญญัตินี้ที่ตราไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ ท่านประธานเป็นปัญหาในบางมาตรา แล้วประกอบกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ปรากฏว่ามันไม่สอดคล้องต่อการบังคับใช้ของกฎหมาย โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่มาชี้แจง จะเกิดการลักลั่นหรือการปฏิบัติที่ขัดแย้งต่ออำนาจ โดยเฉพาะที่จะต้องกล่าวอ้างจริง ๆ คือขออนุญาตอ่านมาตรา ๒๖ ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งบัญญัติไว้ ชัดเจนครับเพราะว่าการกล่าวอ้างเป็นการกล่าวอ้างที่สำคัญ คือการตรากฎหมายที่มีผล ในการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลที่ให้เป็นไปตามเงื่อนไข หรือที่บัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญในกรณีที่รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติไว้เป็นเงื่อนไข กฎหมายดังกล่าวต้องไม่ขัดต่อ หลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และกระทำการ กระทบต่อสิทธิศักดิ์ศรีและความเป็นมนุษย์ของบุคคลมิได้ บลา บลา บลา (Blah Blah Blah) แล้วก็ที่สำคัญอีกมาตรา มาตรา ๓๗ ที่ว่าด้วยบุคคลบุคคลย่อมมีสิทธิในทรัพย์สินและการสืบ มรดกนะครับ โดยเฉพาะการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะอาศัยอำนาจ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้น ตรงนี้ล่ะครับ แล้วก็มันจะมีในเนื้อหาของประโยคก็คือ และต้องชดใช้ค่าทดแทนที่เป็นธรรมในเวลาอันสมควร ตลอดจนผู้ทรงสิทธิบรรดาที่ได้รับ ความเสียหายได้รับการเวนคืน นี่ครับรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ถึงเป็นเหตุที่จะต้องเอามาตีความกัน ในประเด็นของมันคือในร่างพระราชบัญญัตินี้มีจุดมุ่งหมายสำคัญครับ มีจุดมุ่งหมายก็คือ เพื่อให้ประชาชนผู้ที่ถูกเวนคืนได้รับการพิจารณากำหนดค่าทดแทนอย่างเป็นธรรม แล้วก็ รวมถึงการคุ้มครองนะครับ ให้ผู้มีสิทธิได้รับค่าทดแทนมีสิทธิฟ้องครับท่านประธาน ฟ้องคดี ต่อศาลได้ตามขั้นตอนและกระบวนการที่กฎหมายกำหนด นอกจากนั้นสิ่งที่จะแก้กฎหมาย ในการบัญญัติกฎหมายฉบับนี้ครับ ท่านประธานครับเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นต่อการที่ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัย แล้วคำวินิจฉัยนั้นบางบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ในปี ๒๕๖๒ นั้นขัดแย้ง จึงเป็นที่มาของการดำเนินการแก้ไข🔗
อันที่ ๒ ในพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นเรื่องของการแก้ไขเรื่องการบังคับใช้ โดยเฉพาะเรื่องของอำนาจของคณะกรรมการที่มีอยู่ครับ ที่มีอยู่ในไหนครับท่านประธาน ที่อยู่เดิมครับ คณะกรรมการนี้ก็มีอยู่เดิมปี ๒๕๖๒ ก็มีอยู่เดิม แต่ในนี้ต้องการที่จะตัด คณะกรรมการที่เป็นผู้แทน ๒ หน่วยงาน คือสำนักงบประมาณกับสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินออก เพื่อให้เกิดความคล่องตัวครับ คล่องตัวของการตีความหรือการคืนอสังหาริมทรัพย์นี้ให้กับ เจ้าของทรัพย์เพื่ออะไรครับ เพื่อให้เกิดคล่องตัวแล้วยังเป็นรูปธรรม แต่ก็ยังคงรูปของ คณะกรรมการเดิมอยู่เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และสมควรที่จะให้มีหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ เพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องจัดการเรื่องที่ดิน เพราะที่มาที่นี่อสังหาริมทรัพย์เป็นที่ดิน ส่วนใหญ่ครับ แต่ผมฝากไว้นิดเถอะอีกหน่อยจะมีดิจิทัล แอสเสต (Digital Asset) นะครับ มันจะมีที่ดินในโลกเสมือนอีกในอนาคตข้างหน้า มีการยึดกัน มีการครอบครองกัน และเอามาใช้ ในการทำธุรกรรม นั่นคือประเด็น มีคณะกรรมการที่เพิ่มในการเข้าร่วมตรวจสอบและแก้ไข ปัญหาครับ อันนี้คือตราไว้ในมาตรา ๙ ซึ่งมาตรา ๙ ก็ไม่ได้เขียนละเอียดครับ แต่เขียนว่า จะว่าไปตามพระราชบัญญัตินี้เฉย ๆ ไม่ได้บอกว่าจะใคร ผมก็มีประเด็นอยู่ในส่วนของประเด็นนี้ และในส่วนของการที่ขัดต่อมาตรานั้นก็เป็นบางมาตราเท่านั้นเองที่เห็น ผมก็ยังมีความเห็นว่า จะรับรองครับ เพื่อให้เกิดการแก้ไขในมาตรานี้ครับ ใช้เวลาพอสมควร ๕ นาที ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านพลตำรวจตรี สุพิศาล มากนะครับ ขอบคุณเรื่องเวลาครับ ต่อไปคุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ครับ🔗
ท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล เขตบางแค กรุงเทพมหานคร ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมขอชี้แจงเพื่อนสมาชิกผ่าน ท่านประธานว่าในส่วนของร่างที่ ครม. เสนอมานั้นโดยส่วนตัวของผมไม่ได้มีความเห็น คัดค้านอันใด จริง ๆ แล้วเนื้อหาสาระจะเป็นเรื่องของที่แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๔๘ ที่ยังคง รักษาสิทธิหรือไม่ตัดสิทธิผู้ที่จะได้รับเงินชดเชยภายหลังจากการพ้นระยะเวลาการรับเงิน ชดเชยไปแล้ว แต่วันนี้ที่ผมจะขอลุกขึ้นอภิปรายเสริมครับท่านประธาน จริง ๆ แล้วผมต้อง บอกก่อนว่าผมเสียดายอย่างยิ่งที่เมื่อเช้าอย่างที่ผมได้นำเรียนในที่ประชุมว่า กระบวนการหากมติวิป (Whip) พรรคร่วมรัฐบาลมาตีรวนกระบวนการสภาทำให้เราต้อง ถอนร่างของ พ.ร.บ. ถอดถอนท้องถิ่นออกไป ทำให้วันนี้เราต้องพิจารณากฎหมายเวนคืน ของรัฐบาลในวันนี้ ซึ่งจริง ๆ แล้ว ถ้าวันนี้เราพิจารณาร่างถอดถอนท้องถิ่นในวันนี้ พ.ร.บ. เวนคืนอาจจะต้องไปพิจารณาในสัปดาห์หน้า ซึ่งก็ยังมีโอกาสร่างที่ผมและพรรคก้าวไกล ได้เสนอจะได้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาพร้อมกันเพราะเป็นเรื่องในทำนองเดียวกัน เป็นเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ. เวนคืนที่ดินเหมือนกัน ที่ผมจะลุกขึ้นอภิปรายก็คือในเรื่องของ หลักการในร่าง พ.ร.บ. เวนคืนที่ผมได้เสนอถึงแม้จะไม่ทันในวาระนี้ก็ตาม เผื่อที่ทางเพื่อนสมาชิก หรือคณะกรรมาธิการวิสามัญยกร่างจะหาช่องทางในการแก้ไขเพิ่มเติมต่อไป ในส่วนของ ร่าง พ.ร.บ. เวนคืนที่ผมและพรรคก้าวไกลได้เสนอครับ เราให้ตั้งชื่อว่าเป็นร่างปลดล็อก เวนคืนท้องถิ่น ที่มาหลักการและเหตุผลก็คือปัจจุบันกฎหมาย พ.ร.บ. เวนคืนของประเทศไทย ตลอดทั้งประวัติศาสตร์ เราให้อำนาจในการเวนคืนที่ดิน ผู้ที่มีอำนาจในการริเริ่มกระบวนการ เวนคืนที่ดินคือคณะรัฐมนตรี เพราะจะต้องตราพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่จะเวนคืนที่ดิน ด้วย พ.ร.ฎ. ซึ่งเป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรีอย่างเดียวเท่านั้น แต่ว่าการออกแบบกระบวนการ แบบนี้เป็นกระบวนการคอขวดที่ทำให้การพัฒนาที่ดินโดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัดท้องถิ่น ที่อยู่ใกล้ประชาชนมากที่สุด เขาไม่สามารถดำเนินการโครงการใด ๆ ได้ ต่างจากกรณี ในต่างประเทศ ผมยกตัวอย่างกรณีหนึ่ง ตั้งแต่ผมเป็น ส.ส. สมัยแรกปีแรกที่เข้ามาผมได้ตั้ง ข้อหารือกับท่านประธานโดยตรงที่สภาทีโอที (TOT) ว่าในเขตบางแคผมมีถนนเส้นหนึ่งที่ชื่อว่า ถนนสุขาภิบาล ๑ หรือถนนบางแค ชาวบางแครู้จักดี มีการตรา พ.ร.ฎ. เวนคืนตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ สมัยยุครัฐบาลทักษิณ ต่อมามีปฏิวัติ ปี ๒๕๔๙ เกิดเหตุสะดุดล้มทางการเมืองก็ทำให้โครงการ ตรงนี้สะดุดไปไม่ได้ดำเนินการต่อ จนมีการตรา พ.ร.ฎ. เวนคืนอีกครั้งในรัฐบาลสุรยุทธ์ ในปี ๒๕๕๑ หลังจากนั้นมาก็ยังเร่งรัดกระบวนการเวนคืนไม่เสร็จจนในปี ๒๕๕๔ มีข้อสั่งการ จากนายกอภิสิทธิ์ในการเร่งรัดกระบวนการที่ดินในโครงการดังกล่าว จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ๒๑ ปีผ่านมา ถนนสุขาภิบาล ๑ ในเขตบางแคก็ยังคงเป็นถนนที่ ๒ ข้างทางมีตึกร้างเป็นจำนวนมาก ทำไมถึงเป็นตึกร้างเพราะชาวบ้านหรือนายทุนในบริเวณนั้นรู้อยู่แล้วว่าถนนเส้นนี้มีโอกาส ที่จะถูกเวนคืนในอนาคต จาก ๒ เลน (Lane) ที่เขาจะขยายเป็น ๔ เลน (Lane) เพราะฉะนั้นบรรดา ตึกแถวข้างทางตรงนั้นไม่มีใครมากล้าซื้อครับ ซื้อไปเดี๋ยวก็ต้องถูกเวนคืนอยู่ดี แต่กระบวนการ ก็ยังค้างเติ่งอยู่แบบนั้น เพราะว่าการเวนคืนที่ดินจะต้องผ่านการตราพระราชกฤษฎีกา ผ่าน ครม. อย่างเดียว แล้วเราก็ทราบกันดีอยู่ว่าภายใต้การเมืองบริบทแบบประเทศไทย ๕ ปี ๖ ปี มีการปฏิวัติรัฐประหารทีหนึ่ง บริบททางการเมืองไทยสถานการณ์ทางการเมืองไม่มั่นคง แข็งแรง ประชาธิปไตยของไทยไม่มั่นคงแข็งแรง เพราะฉะนั้นโครงการแบบนี้ผมจะชี้ให้เห็นว่า ในฐานะ ส.ส. เขต ถนนเส้นเล็ก ๆ เส้นเดียวในกรุงเทพมหานคร ๒๑ ปีเวนคืนไม่ได้ครับ เพราะกฎหมายเวนคืนมีคอขวดอยู่ที่คณะรัฐมนตรี สิ่งที่ผมได้เสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งไม่ทันมาพิจารณาในวาระนี้ ก็คือการที่กระจายอำนาจการเวนคืนที่ดินลงไปที่ท้องถิ่น ในระดับจังหวัด ซึ่งเรามีตัวอย่างที่ดีจากประเทศที่พัฒนาแล้วหลาย ๆ ประเทศ อย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่น ประเทศอังกฤษ และประเทศเยอรมนี ทุกประเทศที่ผมได้นำเรียนมานี้เป็นรัฐเดี่ยว แบบเราทั้งหมดซึ่งเขาให้ท้องถิ่นในระดับจังหวัดหรือจริง ๆ กรณีที่ดีที่สุดก็คือตัวอย่างกรณี ประเทศญี่ปุ่น เขาให้ผู้ว่าที่มาจากการเลือกตั้ง ผู้ว่าจังหวัดมีอำนาจในการอนุมัติ กระบวนการ การเวนคืนที่ดินได้ อันนี้คือเป็นที่มาที่ทำให้ผมจำเป็นจะต้องเสนอร่าง พ.ร.บ. เวนคืนเข้าสู่สภา ผมขอทิ้งท้ายในช่วง ๒ นาทีนี้นะครับท่านประธาน จริง ๆ แล้วผมได้รับหนังสือชี้แจงกลับมา เป็นการพิจารณาจากประธาน เข้าใจว่าเป็นเรื่องการทำงานของคณะทำงานของเจ้าหน้าที่ ที่ว่า พ.ร.บ. เวนคืนที่พรรคก้าวไกลเสนอมานี้เป็นกฎหมายว่าด้วยการเงิน ผมอยากจะชี้แจง เพื่อนสมาชิกเพียงเล็กน้อยนะครับ จริง ๆ แล้วการตีความว่าเป็นร่างการเงินหรือไม่ร่างการเงิน ก็คือเรากำลังจะบอกว่ากฎหมายฉบับนั้นทำให้หน่วยงานของรัฐต้องมีภาระเพิ่มหรือเปล่า ต้องใช้เจ้าหน้าที่เพิ่มหรือเปล่า มีภารกิจเพิ่มหรือเปล่า แต่จริง ๆ แล้วร่างกฎหมายเวนคืน ที่เรากำลังกระจายอำนาจลงไปให้ท้องถิ่นอนุมัติกระบวนการเวนคืนที่ดินได้นี้ ไม่ได้เป็นการเพิ่ม ภาระทางงบประมาณ เจ้าหน้าที่อาจจะตีความเจตนารมณ์ของผมผิดครับ เพราะว่าในจดหมาย ที่เขาชี้แจงกลับมาว่าเป็นร่างการเงินนี้ เขาใช้คำว่า ไปเพิ่มภารกิจให้ท้องถิ่น แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ สิ่งที่พวกเรากำลังแก้ไขนี้ แค่แก้ไขให้นายก อบจ. นะครับ ในขณะนี้ถ้าพูดถึงบริบทปัจจุบัน มีอำนาจในการอนุมัติ กระบวนการเวนคืนที่ดินในจังหวัดตนเองครับ แต่เขาไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของโครงการ นะครับท่านประธาน ความหมายก็คือยกตัวอย่างในถนนสุขาภิบาล ๑ เขตบางแคของผม ถ้ากรมทางหลวง หรือกรมทางหลวงชนบทอยากจะต้องการขยายถนนเส้นนี้ต่อ เขาเป็น เจ้าของโครงการ เขาเป็นเจ้าของงบประมาณครับ ไม่จำเป็นจะต้องไปขอถึงคณะรัฐมนตรี ขอแค่ผู้ว่า กทม. ผ่านการตราเป็นข้อบัญญัติของสภา กทม. ก็ริเริ่มกระบวนการเวนคืนที่ดินได้ เป็นการแก้ปัญหาคอขวด เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าร่างที่ผมและพรรคก้าวไกลเสนอมานี้ไม่ได้ เป็นการเพิ่มภาระงบประมาณของท้องถิ่นนะครับ และไม่ควรเป็นร่างการเงิน ซึ่งผมจะนำเรียน ชี้แจงท่านประธานและประธานคณะกรรมาธิการทั้ง ๓๕ คณะโดยตรงในวันศุกร์นี้นะครับ ก็ขอความกรุณาทุกท่านช่วยกันสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. เวนคืนปลดล็อกท้องถิ่นด้วยนะครับ ขอบคุณครับ🔗
คนละเรื่องกันเลยนะครับ ส่วนประเด็นที่คุณณัฐพงษ์มีความเห็นว่าถ้าหลักการมันไม่เปลี่ยนเราเสนอแปรญัตติฉบับนี้ ส่วนเรื่องที่วันศุกร์ต้องประชุมเรื่องพระราชบัญญัติการเงินนั้นก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งต่างหาก จะไม่เกี่ยวกับอันนี้ครับ ต่อไปคุณประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ภูมิลำเนากระบี่ ท่านประธานครับ เรื่องของการเวนคืนที่ดินสร้างปัญหาความหนักใจนะครับ สร้างความกังวล แล้วก็ให้กับพี่น้องชาวจังหวัดกระบี่ เนื่องจากว่ากรมทางหลวงตอนนี้มีแผนงาน ที่จะทำถนน ๔ ช่องจราจรเลี่ยงเมืองกระบี่ครับ ซึ่งกระบี่บ้านผมติดขัดปัญหาเรื่องการจราจร ซึ่งผมเคยหารือผ่านสภาแห่งนี้มานานหลายครั้งแล้วครับ ตั้งแต่ที่อำเภอเหนือคลองมาจนถึง เมืองกระบี่ เลยเมืองกระบี่ไปผ่านแยกตั้ง ๗ ไฟแดงนะครับ แล้วก็รถติดยาวมากในช่วงเวลาเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นเช้าไปโรงเรียน หรือเย็นโรงเรียนเลิก หรือแม้กระทั่งปัจจุบันไม่ได้ช่วงเวลาที่เป็น การจราจรเร่งด่วนก็กลายเป็นปัญหารถติดมานาน ซึ่งตอนนี้มีการพยายามผลักดันให้มีการแก้ไข แล้วก็ผ่านมาหลายยุคหลายสมัยจนปัจจุบันกรมทางหลวงได้วางแผนที่จะทำถนนเลี่ยงเมือง ทีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงก็คือว่าล่าสุดที่ไปฟังความคิดเห็นที่จังหวัดกระบี่เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ที่ผ่านมา พี่น้องประชาชนหลายพื้นที่ก็ไปร่วมแสดงความคิดเห็น กังวลกันครับท่านประธาน และผมก็ได้รับคำร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่เช่นเดียวกันว่า การเวนคืนที่ดินหลายพื้นที่ ที่ดำเนินงานไปแล้วดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปดำเนินงาน โดยเฉพาะของกรมทางหลวง บางครั้งก็ไปใช้รูปแบบของการมัดมือชกครับ แล้วก็ไปสื่อสารกับพี่น้องประชาชนในรูปแบบ ที่ไม่ค่อยเคารพพี่น้องประชาชนหรือเอาความคิดแบบใจเขาใจเรา เพราะว่าตัวเองต้องการแค่ จะทำถนนตามหน้าที่ของตัวเอง แต่ปรากฏว่าไปผ่านสระน้ำ ไปผ่านบ้านเขา ไปผ่านสวน มีผลอาสินโน่น นี่ นั่น แต่บางทีวิธีคิดของข้าราชการนี่ล่ะครับสำคัญ โดยเฉพาะข้าราชการ ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ซึ่งไม่ค่อยได้สัมผัสกับพี่น้องประชาชนมากนัก เนื่องจากว่าท่านไม่ค่อย ฟังเสียงประชาชนหรอกครับ ท่านฟังแต่อธิบดีกรมทางหลวง เพราะฉะนั้นมีหลายเคส (Case) หลายกรณีที่พี่น้องประชาชนร้องผมมาว่าเจ้าหน้าที่พอมาติดต่อแล้วบอกว่ารีบไปเซ็นเอกสาร รับเงินรับทองเสียให้เรียบร้อยนะครับ เรื่องเวนคืนที่ดินคุณสู้เขาไม่ได้ คุณสู้ราชการไม่ได้ ถ้าคุณไม่ไปเซ็นรับ ณ ตอนนี้ยินยอม รับเงินตอนนี้ที่ราชการจัดมาให้แล้วเท่านี้ ๆ บาท ถ้าคุณไม่รับตอนนี้ต่อไปเราก็จะไม่ให้ คุณก็ต้องไปร้องศาล ไปอุทธรณ์ผ่านกระบวนการ ขั้นตอน ซึ่งชาวบ้านพี่น้องประชาชนเขาไม่มีองค์ความรู้แบบนี้นะครับ ก็ร้องผ่านผมซึ่งเป็น ผู้แทนราษฎร บางครั้งผมก็ต้องแนะนำว่าอย่างไรก็ต้องไปประสานโดยตรง หรือแม้กระทั่ง อาจจะต้องไปใช้สิทธิทางศาล เรื่องแบบนี้ที่ผมต้องลุกขึ้นมาอภิปรายประเด็นเรื่องการเวนคืน กฎหมายนี่ผมไม่ขัดข้องที่รัฐบาลพยายามจะแก้ไขกฎหมาย แต่ผมดูรายละเอียดแล้วผมคิดว่า ประเด็นสำคัญครับท่านประธาน อยู่ที่ดุลพินิจของข้าราชการในแต่ละพื้นที่ เป็นคนที่จะ เข้าไปสื่อสารกับพี่น้องประชาชน ทำให้เขาหายกังวล ทำให้แต่ละเคส (Case) แต่ละกรณี ทุกบ้าน ทุกหลัง ทุกพื้นที่ที่จะต้องถูกเวนคืนพี่น้องประชาชนจะต้องได้รับคำตอบอย่างสิ้นสงสัย เพราะเขากำลังได้รับผลกระทบในที่ดินที่อยู่มานานจากปู่ย่าตายายถ่ายทอดลงไปพ่อแม่ และเขาเตรียมที่จะส่งทอดที่ดิน หรือสิ่งปลูกสร้างอสังหาริมทรัพย์ให้กับลูกหลานเขา ผมจึงเรียกร้องว่ากรมทางหลวงที่กำลัง จะไปทำพื้นที่ถนนเลี่ยงเมืองจังหวัดกระบี่บ้านผมซึ่งผมเห็นด้วย รีบ ๆ ทำเถอะ รอมา ๒๐ ปีแล้ว ผ่านมาหลายยุคหลายสมัย หลายผู้แทน หลายรัฐบาล วันนี้ผมก็อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ก็คิดว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ของรัฐบาล ผมไม่ขัดข้องเลยเพียงแต่ว่าก็ต้องฝากประเด็นเกี่ยวกับ การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ พฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ ช่วยไปสื่อสารกับพี่น้องประชาชน ให้เขาเกิดความมั่นใจ ให้เขาเกิดความเชื่อมั่นนะครับ ปี ๒๕๖๘ ผมไปดูรายละเอียดบอกว่า ที่จังหวัดกระบี่บ้านผมจะออกกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินอะไรต่าง ๆ ผมคิดว่าพี่น้องประชาชน จะได้รับประโยชน์จากการแก้ไขร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ที่นำเข้าสู่สภา และผมยืนยันว่าผมจะ รักษาผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดกระบี่ซึ่งเป็นภูมิลำเนา ของผมและจังหวัดอื่น ๆ ทางภาคใต้นะครับ ผมคิดว่าต้องฝากไปยังสำนักสำรวจออกแบบ ของกรมทางหลวงแล้วก็ฝากถึงอธิบดีกรมทางหลวงด้วยว่าช่วยประสานงาน ช่วยสั่งการไปยัง บรรดาข้าราชการที่อยู่ในพื้นที่ เวลาสื่อสารกับประชาชนท่านจะต้องใช้หลักธรรมาภิบาล เปิดเผย โปร่งใส เข้าถึงได้ง่าย และอย่าวางมาดเป็นเจ้านายประชาชนครับ ท่านคือข้าราชการ ที่รับใช้พี่น้องประชาชน ก็ยินดีที่ร่างกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาแห่งนี้ และในวาระสองก็คงจะต้องฝากว่าที่กรรมาธิการที่จะช่วยกันดูแลให้รักษาประโยชน์ของ พี่น้องประชาชนที่ต้องเสียสละที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับ ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไปท่าน สมคิด เชื้อคง ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ สมคิด เชื้อคง พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุบลราชธานี ขอขอบพระคุณครับ ต่อกรณีร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วย การเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งพอผมได้ดูก็มองว่าเรื่องนี้เป็นประโยชน์ต่อ พี่น้องประชาชนซึ่งก็เห็นด้วย เนื่องจากว่าเป็นการที่เราต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญว่าด้วย สิทธิเสรีภาพของประชาชนในกรณีที่เวนคืน รายละเอียดต่าง ๆ ผมก็เชื่อว่าวันนี้ผู้แทน กรมทางหลวงมาก็คงได้ทราบว่าวิธีการเวนคืนเป็นอย่างไร แต่ที่อยากจะเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังผู้แทนที่มาชี้แจงว่ากรณีเวนคืนไม่ว่าจะเป็นจุดไหนก็แล้วแต่ สิ่งที่เราพบมา สิ่งที่ คนเป็นผู้แทนที่ได้พบเรื่องเวนคืนส่วนหนึ่งจะมาจากเรื่องการประชาสัมพันธ์ของหน่วยงาน ซึ่งพี่น้องไม่ค่อยเข้าใจแล้วก็ยากต่อการประสานงาน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็ฝากประธานไปยัง ผู้ที่จะเป็นกรรมาธิการหรือผู้ที่จะอยู่ในการกำหนดเรื่องนี้ ความจริงมันไม่ใช่รายละเอียด แต่มันเป็นเรื่องที่ทางกรมทางหลวงต้องปฏิบัติ ต้องรับทราบ เรื่องหนึ่งก็คือความล่าช้า ที่เกิดขึ้นในการเวนคืนและแทบทุกแห่งก็บ่น บ่นกันอยู่เรื่อยว่ากว่าจะรู้เรื่องกว่าจะทำอะไร ล่าช้ามากครับ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นในยุคนี้เพราะการติดต่อสื่อสารต่าง ๆ มันรวดเร็วขึ้น เป็นการสะท้อนให้เห็นการทำงานของภาคราชการ ความจริงกฎหมายเวนคืน ของกรมทางหลวงได้เคยปรับปรุงแก้ไขมาครั้งหนึ่ง ผมก็จำได้ว่าปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ ซึ่งได้ ปรับปรุงแก้ไขให้เป็นธรรมมากขึ้น แล้วคณะกรรมการก็ตัดอำนาจที่จะตัดสินใจได้ฝ่ายเดียว ก็จะต้องให้ประชาชนมีสิทธิด้วย เพราะฉะนั้นเรื่องกฎหมายเวนคืนเรื่องนี้ก็เป็นสิทธิของ พี่น้องประชาชนที่จะต้องได้รับคืนเมื่อเกินกำหนด ๑๐ ปี ก็อยากจะฝากไปยังกรรมาธิการว่า เรื่องนี้ก็เห็นด้วยและพรรคเพื่อไทยเองก็พยายามจะพูดเรื่องกฎหมายเวนคืนมาหลายครั้ง เพราะฉะนั้นวันนี้ก็เห็นด้วยที่จะตั้งกรรมาธิการครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ท่านสมาชิกครับ มีท่านสมาชิกที่ยังมีความประสงค์ที่จะอภิปรายอีกไหมครับ ถ้าไม่มี ท่านรัฐมนตรี มีอะไรชี้แจงเพิ่มเติมไหมครับ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ก็ขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกนะครับ จากที่ฟังอภิปราย ส่วนใหญ่ก็ให้การสนับสนุนการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ เพราะด้วยหลักก็เป็นการแก้ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าศาลรัฐธรรมนูญในเรื่อง ของการที่บังคับให้เงินค่าเวนคืนที่ประชาชนไม่ได้มารับไปให้ตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งเราแก้ ฉบับนี้เงินนั้นก็จะไม่มีคำว่าตกเป็นของแผ่นดิน คือทายาทหรือผู้ที่มีสิทธิจะมารับเงินจะผ่าน ไปกี่ปีก็ตามถ้าเขาทราบว่ามีเงินตัวนี้เขาก็สามารถมาขอรับคืนได้ ก็คือทำให้สิทธิของเขามีอยู่ ตลอดไปซึ่งถือว่าเป็นการเพิ่มสิทธิให้กับพี่น้องประชาชน แต่ส่วนเรื่องกระบวนการเวนคืน หรือการดำเนินการของกฎหมายฉบับนี้เราไม่ได้ลงไปแก้ไขเพราะถือว่ายังสามารถทำงานได้ อย่างมีประสิทธิภาพอยู่ครับ โดยเฉพาะที่เพื่อนสมาชิกพูดถึงเรื่องท้องถิ่นคือคงหมายถึง กรุงเทพมหานคร ก็เรียนว่า กทม. ก็สามารถเวนคืนได้นะครับ ปัจจุบันมีหลายโครงการที่ กทม. ก็ทำหน้าที่เวนคืนเอง อย่างที่เห็นง่าย ๆ คือถนนที่อยู่แถววัดแก้วฟ้าใกล้ ๆ รัฐสภาเรา กทม. เป็นเจ้าพนักงานเวนคืน เป็นเจ้าหน้าที่เวนคืน ซึ่งปฏิบัติโดยใช้อำนาจของกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ออกพระราชกฤษฎีกาเพื่อให้เกิดการเวนคืนให้กระบวนการนี้เกิดขึ้น แต่คนดำเนินงาน ทั้งหมดก็คือท้องถิ่น ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถเป็นเจ้าพนักงานในการทำกิจการ เวนคืนได้อยู่แล้วโดยกฎหมาย เพียงแต่ว่าก็มาขอใช้อำนาจของกระทรวงมหาดไทยในการออก พ.ร.ฎ. ซึ่งก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องแก้กฎหมายในเรื่องนี้นะครับก็เรียนไว้แค่นี้ เพื่อทราบครับ🔗
ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีครับ สมาชิกครับเมื่อก่อนอภิปรายสิ้นสุดนะครับต่อไปเราก็จะได้🔗
ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ผมมีการอภิปรายในประเด็นดังกล่าวจะขอชี้แจงเล็กน้อยครับท่านประธาน จากคำชี้แจง ของท่านรัฐมนตรีครับ🔗
เชิญครับ🔗
ท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล เขตบางแค กรุงเทพมหานครครับ ก็ขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่ขึ้นชี้แจงแล้วก็ประเด็นดังกล่าว อาจจะมีการเข้าใจคลาดเคลื่อนเล็กน้อยครับ ผมทราบดีว่าท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพมหานคร หรือว่าเป็นท้องถิ่นในระดับใดในต่างจังหวัดก็ตามเป็นเจ้าพนักงานใน พ.ร.บ. เวนคืนปัจจุบัน ในการเวนคืนที่ดินได้อยู่แล้วนะครับ แต่สิ่งที่ผมกำลังจะพูดก็คือเรื่องของการอนุมัติให้มีการริเริ่ม กระบวนการเวนคืนที่ดินครับ พวกเราทราบกันดีว่ากระบวนการในการตราพระราชกฤษฎีกา ใช้ระยะเวลานานหลายเดือนกว่าจะเสนอเข้าสู่ ครม. วาระการประชุม ครม. กว่าจะถูกบรรจุได้ ไม่ใช่ง่าย แต่ถ้าเรากระจายอำนาจตรงนี้ลงไปที่ท้องถิ่นการตราเป็นข้อบัญญัติท้องถิ่นสามารถ ทำได้เร็วกว่า ซึ่งจริง ๆ ในเรื่องของกระบวนการเวนคืนที่ดินในพระราชบัญญัติมีการกำหนด ไว้หมดแล้วครับท่านประธานว่าก่อนที่จะไปตราเป็นข้อบัญญัติไปทำเป็น พ.ร.ฎ. หรือทำเป็น กฎหมายการเวนคืนจะต้องมีการปรึกษาหารือกับสำนักงบประมาณในการเตรียมงบประมาณ ให้มีความพร้อมก่อนอยู่แล้ว กระบวนการตรงนั้นเราไม่ได้ไปยุ่งครับ เราแค่ไปปลดล็อกคอขวด ในการริเริ่มกระบวนการเวนคืนที่ดินให้ทำได้คล่องตัวขึ้นเพียงเท่านั้น แล้วจริง ๆ อาจจะขอ ชี้แจงเพิ่มเติมนิดหนึ่งครับตอนที่ผมอภิปรายจบพอดีท่านประธานที่ทำหน้าที่คนก่อน ท่านประธานชวนได้ชี้แจงว่าผมเองอาจจะพูดนอกกรอบเพราะว่าสามารถแปรญัตติได้ จริง ๆ แปรญัตติไม่ได้นะครับ เพราะร่างที่คณะรัฐมนตรีเสนอมาเป็นหลักการที่แคบคือแก้เป็นข้อ ๆ แต่ร่างที่ผมและพรรคก้าวไกลเสนอเราเขียนเป็นหลักการกว้างก็คือการปลดล็อกเวนท้องถิ่น เพราะฉะนั้นผมไม่อาจใช้กระบวนการสภาปกติในการแก้เรื่องนี้ผ่านร่างขอ ครม. ได้จึงทำให้ ต้องลุกขึ้นอภิปรายในประเด็นดังกล่าวครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกต่อไปเราจะมีการลงมติกัน ก่อนที่จะลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ🔗
ขอเชิญ ท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกเข้าห้องประชุมเพื่อจะได้มีการลงมติกันในร่างพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ท่านสมาชิกที่อยู่ใน ห้องประชุมแล้วโปรดแสดงตนโดยการเสียบบัตรแล้วกดปุ่มแสดงตัวนะครับ🔗
มีท่านสมาชิก ท่านใดที่ยังไม่ได้แสดงตนเชิญนะครับ ถ้าแสดงตนทุกท่านแล้วผมขอปิดการแสดงตนนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลนะครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๒๕๑ ท่าน เป็นอันว่าครบองค์ประชุมครับ🔗
ต่อไปผมจะขอ มติจากที่ประชุมว่าจะรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มา ซึ่งอสังหาริมทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หรือไม่ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียง ลงคะแนนนะครับ ผู้ใดเห็นควรรับหลักการโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นว่าไม่ควร รับหลักการโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญใช้สิทธิลงคะแนนครับ🔗
มีท่านสมาชิก ท่านใดที่ยังไม่ได้ลงคะแนนเชิญนะครับ กำลังวิ่งเข้ามาอีก ๒ ๓ ท่าน เชิญครับ ถ้าลงคะแนน ทุกท่านแล้วผมขอปิดการลงคะแนนนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้ลงมติ ๒๗๘ ท่าน เห็นด้วย ๒๗๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน เป็นอันว่า ที่ประชุมมีมติรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นะครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ เสนอคณะกรรมาธิการครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ พลังประชารัฐ ฉะเชิงเทรา ขอเรียนเสนอท่านประธานและที่ประชุมให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... จำนวนทั้งหมด ๒๕ ท่านครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ มีสมาชิกท่านใดเสนอเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗
ไม่มีนะครับ ถ้าไม่มีท่านใดเสนอเป็นอื่นผมก็ถือว่าที่ประชุมมีมติให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ จำนวน ๒๕ ท่าน จำนวนกรรมาธิการวิสามัญ ๒๕ ท่าน เป็นสัดส่วนของคณะรัฐมนตรี จำนวน ๕ ท่าน สัดส่วนกรรมาธิการของแต่ละพรรคการเมือง จำนวน ๒๐ ท่านนะครับ เชิญคณะรัฐมนตรี เสนอรายชื่อครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ในสัดส่วนของรัฐบาล จำนวน ๕ ท่าน ดังนี้ ๑. นายเมธี เขียวอ่อน ๒. นางสาวฉัตรนภา รักชาติเจริญ ๓. นายภุมรินทร์ ศรีมูล ๔. นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช ๕. ว่าที่พันตรี สรชาติ วิชย สุวรณพรหม🔗
กรรมาธิการ ในสัดส่วนของรัฐมนตรีเสนอไปแล้วนะครับ ๕ ท่าน ดังนั้นสัดส่วนกรรมาธิการของแต่ละ พรรคการเมือง เป็นดังนี้นะครับ พรรคเพื่อไทย จำนวน ๖ ท่าน พลังประชารัฐจำนวน ๔ ท่าน ภูมิใจไทย จำนวน ๓ ท่าน พรรคประชาธิปัตย์ จำนวน ๒ ท่าน และพรรคก้าวไกล จำนวน ๒ ท่าน พรรคเศรษฐกิจไทย จำนวน ๑ ท่าน พรรคชาติไทยพัฒนา จำนวน ๑ ท่าน พรรคเสรีรวมไทย จำนวน ๑ ท่าน ขอเชิญตัวแทนแต่ละพรรคการเมืองเสนอชื่อกรรมาธิการในสัดส่วนของ พรรคตัวเองนะครับ แล้วก็ขอผู้รับรองตามข้อบังคับด้วยนะครับ เชิญพรรคเพื่อไทยครับ🔗
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน สุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตภาษีเจริญ ตลิ่งชัน ๔ แขวงกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย จำนวน ๖ ท่าน ๑. นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ๒. นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ๓. นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม ๔. นายวิสิษฐ์ เตชะธีราวัฒน์ ๕. นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ๖. นายวิม รุ่งวัฒนจินดา ขอผู้รับรองค่ะ🔗
ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ ต่อไปเชิญพรรคพลังประชารัฐครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายจักรพันธ์ พรนิมิตร กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการ ในสัดส่วนพรรคพลังประชารัฐ จำนวน ๔ ท่าน ดังต่อไปนี้ครับ ๑. นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์ ๒. นายประสิทธิ์ มะหะหมัด ๓. นางสาวไพลิน เทียนสุวรรณ และ ๔. นายดิสทัต คำประกอบ ขอผู้รับรองครับ🔗
ผู้รับรอง ถูกต้องครับ ต่อไปพรรคภูมิใจไทย ๓ ท่านครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายกิตติชัย เรืองสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคภูมิใจไทยครับ ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วย การเวนคืนและได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ (ฉบับที่.. ) พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย ๓ ท่านครับ ๑. นายคารม พลพรกลาง ๒. นายเกียรติ เหลืองขจรวิทย์ และ ๓. นายธรา สีตะพงศ์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ ต่อไปพรรคประชาธิปัตย์ ๒ ท่านครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายวิวรรธน์ นิลวัชรมณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืน และการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ๒ ท่าน ดังนี้ ๑. นายสาคร เกี่ยวข้อง ๒. นายสุรเชษฐ์ บิลสัน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ ต่อไปพรรคก้าวไกลครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ ผม นายทองแดง เบ็ญจะปัก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ เมืองสมุทรสาคร ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและ การได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคก้าวไกล ๒ คนคือ ๑. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ๒. รองศาสตราจารย์สมเกียรติ วรปัญญาอนันต์ ขอผู้รับรองครับ🔗
ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ ต่อไปพรรคเศรษฐกิจไทย ๑ ท่านครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ขอเสนอชื่อคณะกรรมาธิการร่างพระราชบัญญัติเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... จำนวน ๑ ท่าน คือท่านพลตำรวจเอก ยงยุทธ เทพจำนงค์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรอง ถูกต้องครับ ต่อไปพรรคชาติไทยพัฒนาครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เสมอกัน เที่ยงธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรีจากพรรคชาติไทยพัฒนาในสัดส่วน ของพรรคชาติไทยพัฒนา ขอเสนอนายโกไสย เดชรุ่งเรือง ขอผู้รับรองด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ พรรคเสรีรวมไทย ๑ ท่านครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัตน์ วรศสิริน ในสัดส่วนของพรรคเสรีรวมไทย ขอเสนอนางปิยะศิริ นาโคศิริ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรอง ถูกต้องครับ ต่อไปเชิญท่านเลขาธิการอ่านรายชื่อกรรมาธิการครับ🔗
ท่านประธานครับ ขออนุญาต เปลี่ยนรายชื่อครับ🔗
เชิญครับ พรรคไหนครับ ภูมิใจไทยเชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายกิตติชัย เรืองสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคภูมิใจไทย ขอเสนอเปลี่ยนรายชื่อ ในลำดับที่ ๑ ในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย จากนายคารม พลพรกลาง เป็นนายอดิพงษ์ ฐิติพิทยา ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ เชิญท่านเลขาธิการอ่านรายชื่อกรรมาธิการครับ🔗
รายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... จำนวน ๒๕ ท่าน ๑. นายเมธี เขียวอ่อน ๒. นางสาวฉัตรนภา รักชาติเจริญ ๓. นายภุมรินทร์ ศรีมูล ๔. นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช ๕. ว่าที่พันตรี สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม ๖. นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ๗. นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ๘. นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม ๙. นายวิสิษฐ์ เตชะธีราวัฒน์ ๑๐. นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ๑๑. นายวิม รุ่งวัฒนจินดา ๑๒. นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์ ๑๓. นายประสิทธิ์ มะหะหมัด ๑๔. นางสาวไพลิน เทียนสุวรรณ ๑๕. นายดิสทัต คำประกอบ ๑๖. นายอดิพงษ์ ฐิติพิทยา ๑๗. นายเกียรติ เหลืองขจรวิทย์ ๑๘. นายธรา สีตะพงศ์ ๑๙. นายสาคร เกี่ยวข้อง ๒๐. นายสุรเชษฐ์ บิลสัน ๒๑. นายณัฐพงษ์ เรือง ปัญญาวุฒิ ๒๒. รองศาสตราจารย์สมเกียรติ วรปัญญาอนันต์ ๒๓. พลตำรวจเอก ยงยุทธ เทพ จำนงค์ ๒๔. นายโกไสย เดชรุ่งเรือง และ ๒๕. นางปิยะศิริ นาโคศิริ🔗
ต่อไปขอเชิญ กำหนดระยะเวลาแปรญัตติครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม อรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดฉะเชิงเทรา ขอเรียนเสนอระยะเวลาแปรญัตติ ๑๕ วัน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
๑๕ วัน มีท่านสมาชิกท่านใดเสนอเป็นอื่นไหมครับ🔗
ถ้าไม่มีก็ถือว่า ที่ประชุมมีมติกำหนดระยะเวลาแปรญัตติตามข้อบังคับภายใน ๑๕ วัน ท่านสมาชิกครับ ก็ถือว่าเราจบการพิจารณาเรื่องด่วนที่ ๓ ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มา ซึ่งอสังหาริมทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ขอบคุณท่านรัฐมนตรีและผู้ชี้แจง ต่อไปก็จะเป็น การพิจารณา🔗
๔. ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)🔗
ด้วย คณะรัฐมนตรีได้เสนอร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. .... มายังสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๓๓ (๑) นอกจากนี้คณะรัฐมนตรี ยังได้นำเสนอรายงานการรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องและรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบ ที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย เพื่อประกอบการพิจารณาในกระบวนการตรากฎหมายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ แล้ว รายละเอียดปรากฏในเอกสารที่เจ้าหน้าที่ได้จัดวางไว้ให้ท่านสมาชิกแล้วนะครับ ต่อไปเชิญท่านรัฐมนตรีแถลงหลักการและเหตุผล เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ กระผม เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีให้มา นำเสนอร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. .... โดยมีหลักการและเหตุผลดังนี้🔗
หลักการ ปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยมหาวิทยาลัยนเรศวร🔗
เหตุผล โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงการบริหารมหาวิทยาลัยนเรศวรให้เป็น สถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการแต่อยู่ในกำกับของรัฐ เพื่อประโยชน์ในการ บริหารจัดการที่เป็นอิสระ มีความคล่องตัวและมีธรรมาภิบาลสามารถจัดการศึกษาในระดับ อุดมศึกษาได้อย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ เพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการและให้สอดคล้อง กับการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ สังคมและการปฏิรูปการอุดมศึกษา ตลอดจนให้ความสำคัญ กับความต้องการของประชาชนในเขตภาคเหนือตอนล่างของประเทศไทย จึงจำเป็นต้อง ตราพระราชบัญญัตินี้ สาระสำคัญ🔗
๑. ปรับปรุงพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนเรศวร พุทธศักราช ๒๕๓๓ และที่แก้ไขเพิ่มเติมเพื่อเปลี่ยนสถานภาพมหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการให้ไปเป็นมหาวิทยาลัย ที่อยู่ในกำกับของรัฐ ยังคงมีสถานภาพเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมาย ว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวง การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษา และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวกับอุดมศึกษา แต่ไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ และกฎหมายอื่น แต่ยังคงได้รับการจัดสรรงบประมาณตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ เพื่อให้มหาวิทยาลัยมีการบริหารจัดการที่ดีตามหลักธรรมาภิบาล มีความคล่องตัวในการ ดำเนินงานควบคู่กับความรับผิดชอบที่จะดำเนินภารกิจอย่างมีคุณภาพประสิทธิภาพ สอดคล้องกับความต้องการในการพัฒนาประเทศ มีความเชื่อมโยงกับนโยบายของรัฐบาล โดยรัฐสามารถกำกับดูแลและตรวจสอบได้🔗
๒. โครงสร้างมหาวิทยาลัย กำหนดให้มหาวิทยาลัยสามารถจัดตั้งส่วนงาน เฉพาะกิจหรือส่วนงานเสมือนจริง เพื่อปฏิบัติภารกิจตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ เพื่อให้ มหาวิทยาลัยมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการ เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต และลดภาระรายจ่ายที่อาจเกิดขึ้นจากการจัดตั้งส่วนงานถาวร โดยคำนึงถึงคุณภาพทาง วิชาการ ความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณ ลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหาร เป็นสำคัญ🔗
๓. กำหนดให้มหาวิทยาลัยนเรศวรสร้างนวัตกรรมร่วมกับสถานศึกษาชั้นสูง หรือสถาบันอื่นในประเทศและต่างประเทศได้ ให้มหาวิทยาลัยมีอำนาจหน้าที่ให้ทุนเพื่อสร้าง นวัตกรรมได้ ให้มหาวิทยาลัยมีอำนาจจัดตั้งนิติบุคคลหรือร่วมลงทุนกับบุคคลอื่น เพื่อนำ นวัตกรรมมาใช้ประโยชน์ได้ กำหนดคุ้มครองทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยที่ใช้เพื่อประโยชน์ เกี่ยวกับนวัตกรรมด้วย รวมทั้งร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม ภาคประชาสังคม สนับสนุนให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยการปฏิบัติงานจริง มีความรู้ทักษะ สมรรถนะและคุณลักษณะอื่นที่สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ โดยกำหนดให้ สามารถจัดหลักสูตรให้ผู้เรียนใช้เวลาส่วนหนึ่งในสถานประกอบการของหน่วยงานต่าง ๆ ได้🔗
๔. มีสภามหาวิทยาลัยเป็นองค์กรบริหารสูงสุดของมหาวิทยาลัย การดำเนินการ ต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย มีอำนาจหน้าที่ในการกำกับอภิบาลให้มหาวิทยาลัยดำเนินงาน เพื่อสาธารณประโยชน์ปฏิบัติภารกิจอุดมศึกษาและมีวิทยาการที่มีคุณค่าต่อมวลมนุษย์อย่างสมดุล และสมบูรณ์เป็นไปตามหลักการจัดการอุดมศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการอุดมศึกษา🔗
๕. องค์ประกอบของสภามหาวิทยาลัย ให้มีกรรมการสภามหาวิทยาลัยจาก บุคคลภายนอกไม่น้อยกว่า ๒ ใน ๓ ของจำนวนกรรมการทั้งหมด โดยการเพิ่มจำนวนกรรมการ สภามหาวิทยาลัยประเภทผู้ทรงคุณวุฒิเป็น ๑๖ คน ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล และตัดตำแหน่งกรรมการและเลขานุการสภามหาวิทยาลัยซึ่งอธิการบดีเลือกจากผู้ดำรง ตำแหน่งรองอธิการบดีออก โดยให้สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งเลขานุการ เนื่องจากมี รองอธิการบดีเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยในสัดส่วนของกรรมการที่มาจากผู้บริหารแล้ว หรือเพื่อให้สอดคล้องกับประกาศของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและ นวัตกรรมเรื่องแนวปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา นายกสภามหาวิทยาลัย ต้องมาจากบุคคลภายนอกซึ่งไม่ใช่ผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยเพื่อให้มีความชัดเจน สภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ ๓ ปี แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกัน ๒ วาระไม่ได้ ทั้งนี้เพื่อให้ เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล การดำเนินการตามมติของสภามหาวิทยาลัยเนื่องจากได้พบปัญหา ในทางปฏิบัติของสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งเกี่ยวกับการดำเนินการตามมติของ สภามหาวิทยาลัย โดยมีการอ้างว่าต้องรอให้สภามหาวิทยาลัยรับรองรายงานการประชุมก่อน จึงจะดำเนินการตามมตินั้นได้ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมาย จึงกำหนดไว้ ว่าเมื่อสภามหาวิทยาลัยมีมติประการใดแล้วให้ดำเนินการตามมตินั้นได้ทันที โดยไม่ต้อง รับรองรายงานการประชุมก่อน เว้นแต่สภามหาวิทยาลัยจะมีมติไว้เป็นอย่างอื่น ทั้งนี้เพื่อให้ เกิดความชัดเจนกับผู้ปฏิบัติงาน🔗
๖. อธิการบดีเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดและรับผิดชอบการบริหารงาน ของมหาวิทยาลัยขึ้นตรงต่อสภามหาวิทยาลัย หรือจะให้มีรองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี หรือทั้งรองอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดีตามจำนวนที่สภามหาวิทยาลัยกำหนดเพื่อทำ หน้าที่และรับผิดชอบตามที่อธิการบดีมอบหมายก็ได้ ให้อธิการบดีเป็นผู้ดำรงตำแหน่ง ระดับสูงตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต การดำเนินการประเมินอธิการบดีเป็นการประเมินแบบ ๓๖๐ องศา คือให้ผู้ที่อยู่ภายใต้ บังคับบัญชาและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการประเมินอธิการบดี โดยการให้ข้อมูล เช่น คณบดี บุคลากร นิสิต ศิษย์เก่า ผู้มีส่วนได้เสีย เช่น สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น รายงานจากการประเมินผล ของอธิการบดีได้รับการพิจารณาผ่านกรรมการสภามหาวิทยาลัย และได้รับข้อเสนอจาก สภามหาวิทยาลัยเพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาการบริหารงาน หลังจากนั้นนำผลการประเมิน อธิการบดีไปเผยแพร่ต่อสาธารณะต่อไป เพื่อให้อธิการบดีและรองอธิการบดีสามารถทุ่มเท อุทิศเวลาให้กับการบริหารงานมหาวิทยาลัยเต็มที่ จึงกำหนดให้อธิการบดีหรือรองอธิการบดี ที่เป็นคณาจารย์ประจำสามารถลดภาระการปฏิบัติหน้าที่ทางวิชาการในระหว่างที่เป็นผู้บริหารได้🔗
๗. กำหนดให้มีเฉพาะกรรมการที่จำเป็นเพื่อให้การบริหารจัดการมหาวิทยาลัย เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยกรณีที่สภามหาวิทยาลัยเห็นควรให้มีคณะกรรมการเพิ่มเติม ย่อมสามารถออกข้อบังคับมหาวิทยาลัยเพื่อกำหนดให้มีคณะกรรมการดังกล่าว แต่ต้องคำนึงถึง ความจำเป็นและภาระงบประมาณจากการมีคณะกรรมการต่าง ๆ🔗
๘. เปลี่ยนแปลงโทษสำหรับความผิดบางประการให้เป็นโทษปรับเพียงอย่างเดียว และกำหนดบทเฉพาะกาลให้เปลี่ยนโทษปรับเป็นอัตราค่าปรับเป็นพินัยเมื่อกฎหมาย ว่าด้วยการปรับเป็นพินัยใช้บังคับแล้ว ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย และคำแนะนำของคณะกรรมการพัฒนากฎหมายเรื่องการกำหนดโทษ อาญาในกฎหมาย🔗
๙. ประโยชน์ที่นิสิต บุคลากร ประชาชน และสังคมจะได้รับจากการปรับเปลี่ยน สภาพมหาวิทยาลัยนเรศวรไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐมีดังนี้🔗
๑. คุณภาพการศึกษาของทรัพยากรมนุษย์ของประเทศจะได้รับการพัฒนา เพื่อเป็นกำลังในการพัฒนาเศรษฐกิจทุกระดับ🔗
๒. เป็นการสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีความรู้ความสามารถ สามารถปฏิบัติงาน ได้ตอบสนองต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศที่ต้องการแรงงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ ในการลงมือปฏิบัติงาน🔗
๓. ระบบการศึกษาจะได้รับการพัฒนาตามมาตรฐานสากลและเพิ่ม ขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการศึกษา วิจัย และนวัตกรรมให้กับประเทศ🔗
๔. ประชาชนจะได้รับประโยชน์ในการให้บริการทางวิชาการและวิชาชีพ จากมหาวิทยาลัยที่มิได้มุ่งแสวงหาผลกำไร แต่มุ่งพัฒนาคนไทยให้เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า มีความรู้ด้านวิชาการที่จะนำไปพัฒนาประเทศให้มั่นคงและยั่งยืนต่อไป🔗
๕. มหาวิทยาลัยจะปฏิเสธไม่รับผู้ใดซึ่งผ่านการคัดเลือกเข้าศึกษาไม่สูงกว่า ระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยเพราะเหตุที่ผู้นั้นไม่มีเงินชำระค่าเล่าเรียนหรือค่าใช้จ่ายอื่น เนื่องมาจากการขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างแท้จริง หรือจะให้ผู้เรียนยุติหรือพ้นสภาพผู้เรียน เพราะเหตุดังกล่าวมิได้ มหาวิทยาลัยต้องส่งเสริมและสนับสนุนผู้ซึ่งมหาวิทยาลัยรับเข้าศึกษา และผู้เรียนซึ่งขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างแท้จริง ให้มีโอกาสเรียนจนสำเร็จปริญญาตรี🔗
๖. ให้มีกฎหมายเฉพาะที่รับรองสถานภาพและเส้นทางความก้าวหน้า ที่ชัดเจนมากขึ้น บุคลากรที่เป็นข้าราชการและลูกจ้างประจำมีสิทธิที่จะเปลี่ยนสถานภาพ มาเป็นพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาได้ ซึ่งปัจจุบันไม่สามารถกระทำได้🔗
๗. บุคลากรที่เป็นสายสนับสนุนวิชาการ มีองค์กรหน่วยงานที่ทำหน้าที่ ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดี ระหว่างผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย ผู้บริหาร และคณาจารย์ ประจำคือสภาพนักงาน ทั้งนี้เมื่อมหาวิทยาลัยนเรศวรเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ จะทำให้การพัฒนาศักยภาพความเป็นเลิศทางวิชาการ และการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย มีความเป็นอิสระ มีความคล่องตัวในการดำเนินการด้วยกลไกของสภามหาวิทยาลัย ซึ่งเป็น องค์กรที่รับผิดชอบควบคุมดูแลกิจการของมหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล โดยมหาวิทยาลัยจะสามารถกำหนดระเบียบข้อบังคับในการบริหารจัดการเรื่องต่าง ๆ ได้เอง ภายใต้กรอบพระราชบัญญัติของมหาวิทยาลัย มีเพียงแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปจะเป็นการร่วมอภิปรายของท่านสมาชิกนะครับ ตอนนี้ฝ่ายค้านเสนอชื่อมา ๒ ท่าน ฝ่ายรัฐบาล ๔ ท่าน ท่านแรก ท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ครับ ตามด้วยท่านเกษมสันต์ มีทิพย์ เชิญครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทองครับ ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายในขั้นรับหลักการร่างพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยนเรศวร ความจริงฟังท่านผู้ชี้แจงก็เกือบคล้อยตามและเคลิ้มตามนะครับว่า ควรจะต้องรับหลักการในกฎหมายฉบับดังกล่าว มีคำถามครับว่าคนจังหวัดอ่างทองไปเกี่ยว อะไรกับมหาวิทยาลัยนเรศวรซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดพิษณุโลก ก็ต้องเรียนด้วยความเคารพครับ สมัยครั้งเมื่อยังเป็นมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตพิษณุโลก คุณป้าผมจากจังหวัด อ่างทองก็ต้องไปขึ้นรถไฟที่อำเภอท่าเรือ พระนครศรีอยุธยา ไปลงที่พิษณุโลก เดินไปเรียนที่ มศว. พิษณุโลกสมัยนั้น แล้วมหาวิทยาลัยนเรศวรเองนั้นยังเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชน ที่อยู่ในภาคกลางครับแต่เป็นภาคกลางตอนบน เช่น นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท กำแพงเพชร พิจิตร ได้โอกาส มีโควตามีโอกาสที่จะเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยนั่นคือ คุณูปการของนเรศวรแล้วก็เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผมจะอภิปรายในประการลำดับถัดไปครับ ท่านประธานครับ ประการที่ ๑ เลยครับ ผมจำเป็นว่าต้องถามในเชิงหลักการครับ ถึงแม้ หลักการกฎหมายฉบับนี้จะเป็นหลักการที่กว้างที่บอกว่าให้มีการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วย มหาวิทยาลัยนเรศวร แต่ผมจำเป็นต้องถามในเชิงปรัชญาครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณี ข้อความที่ปรากฏอยู่ในมาตรา ๗ เป็นต้นไปครับ ว่าทิศทางอนาคตของมหาวิทยาลัยนเรศวรนั้น ท่านจะเน้นอย่างไร ในเหตุและผลท่านบอกชัดเจนนะครับว่ามหาวิทยาลัยนเรศวรนั้น ให้ความสำคัญกับความต้องการของประชาชนในเขตภาคเหนือตอนล่างของประเทศนะครับ แต่ในรายละเอียดทั้งหมด ๙๒ มาตราผมไม่พบข้อความที่เกี่ยวข้องกับประเด็นของภาคเหนือ ตอนล่างแต่ประการใด ภาคเหนือตอนล่างต้องการอะไรครับ ๑. นี่คือพื้นที่เกษตรกรรม ๒. นี่คือพื้นที่ชุ่มน้ำแต่มิใช่พื้นที่ที่รองรับน้ำท่วม เราต้องเลิกครับในกรณีที่บอกว่าอำเภอบางระกำ พิษณุโลก ต้องระกำทนทุกข์กับน้ำท่วมตลอดไป นี่ไม่ใช่ ภาคเหนือตอนล่างต้องการประเด็น เรื่องของโลจิสติกส์ (Logistic) ผ่านสี่แยกอินโดจีน ขึ้นไปในภาคเหนือตอนบนออกไปทาง ภาคตะวันออก ออกไปในประเทศลาว ขึ้นไปในประเทศจีนหรือประเทศเมียนมาร์ได้ แต่สิ่งที่ท่าน ไม่ได้เขียนเลยคือภาคเหนือตอนล่างจำเป็นที่ต้องการมหาวิทยาลัยชั้นนำในทางการแพทย์ สมัยผมยังเป็นเอ็นจีโอ (NGO) ดูแลเด็ก ๆ ที่ถูกทำร้ายมีหลายเคส (Case) ครับ เด็ก ๆ จาก กำแพงเพชรหมอไม่รู้จะส่งไปที่ไหนระหว่างส่งไปนเรศวร ส่งไปโรงพยาบาลสวนปรุงที่เชียงใหม่ หรือเลี้ยวขวาเข้ากรุงเทพมหานคร ฉะนั้นสิ่งที่ท่านบอกในเหตุและผลนั้นผมไม่พบว่าอยู่ใน รายละเอียดว่าท่านต้องการให้ มน. เป็นศูนย์กลางรองรับความจำเป็นและความต้องการของ ภาคเหนือตอนล่างแต่ประการใด สิ่งที่เห็นในมาตรา ๗ นั้นก็เป็นคำเดิม ๆ ที่ท่านต้องการให้ นักศึกษาบรรลุธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ บอกต้องรอบรู้วิชาการ เชี่ยวชาญวิชาชีพ มีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อส่วนรวมเป็นที่พึ่งของผู้อื่นได้เป็นแบบอย่างที่ดี มีจริยธรรมรักถิ่นฐาน ภูมิใจในชาติ ทุกมหาลัยของท่านเขียนแบบนี้ไหมครับผมชักสงสัย นั่นเป็นประการที่ ๑ ครับ🔗
ประการที่ ๒ ท่านประธานผมอยากจะพูดว่าในระบบช่วยเหลือนักศึกษา เพราะว่าระบบช่วยเหลือนักศึกษาที่ท่านพูดว่ามีหลักประกันว่าคนจนต้องได้เรียน นเรศวร กำหนดออกมาเลยว่าตกลงวันนี้ท่านรับนักศึกษาโครงการพิเศษที่เรียกว่าโครงการช้างเผือก แบบผมที่จบช้างเผือกจากธรรมศาสตร์ ซึ่งท่านเคยเป็นคณบดีรัฐศาสตร์ แบบเพื่อนที่เรียนจบ แพทย์จุฬาลงกรณ์ชนบทต่าง ๆ มีไหมครับในมหาวิทยาลัยนเรศวร แล้วไม่ใช่แค่ความยากจน อย่างเดียว ปัญหาที่พี่น้องประชาชนในภาคเหนือประสบอีกเป็นจำนวนหนึ่งไม่ว่าจะเป็นพี่น้อง ที่อุตรดิตถ์ พี่น้องที่เชียงราย พี่น้องที่พะเยา ซึ่งในอดีตก็ มน. พะเยาวันนี้เป็นมหาวิทยาลัย พะเยา พี่น้องที่กำแพงเพชร พี่น้องที่ตากไปเรียนที่ มน. ก็คือประเด็นเรื่องของสถานะบุคคล ท่านให้หลักประกันหรือเขียนไว้ตรงไหนไหมครับว่าเด็ก ๆ ที่จบ ม.๖ ถึงแม้อาจจะยังไม่มี สถานะบุคคล แต่เมื่อมาเรียนที่มหาวิทยาลัยนเรศวร นเรศวรซึ่งมีศูนย์เซ็นเตอร์ (Center) ด้วยนะครับ มีอาจารย์จบจากคณะนิติศาสตร์ธรรมศาสตร์ไปดูแลเรื่องคณะนิติ มีสถานีคล้าย ๆ กับสถานีสัญชาติแบบที่ท่านอาจารย์พันธุ์ทิพย์ กาญจนจิตราทำที่จะมีหลักประกันว่าคนที่มาเรียน มน. นั้นจะได้รับการส่งเสริมจนได้สถานะบุคคลเป็นทรัพยากรเป็นกำลังของประเทศ มีเลขประจำตัว ๑๓ หลักมีสัญชาติไทย ฉะนั้นท่านอย่าตอบแต่เพียงเรื่องความยากจน ซึ่งผมเองก็ไม่ชัดว่าท่านจะปฏิเสธหรือไม่ แต่ท่านต้องตอบเรื่องการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลด้วย นั่นเป็นประการที่ ๒🔗
ประการที่ ๓ ท่านประธานก็คือระบบโครงสร้าง ผมพยายามจะอ่านนะครับ ก็พบว่าท่านมีโครงสร้างที่อาจจะไม่ได้แตกต่างกับกรณีของมหาวิทยาลัยนอกระบบอื่น ๆ มาก นัก มีสภามหาวิทยาลัยซึ่งไม่อยากให้มีอีกแล้วครับที่อธิการบดีเมื่อพ้นวาระขึ้นไป เป็นนายกสภามหาวิทยาลัย มีสภาคณาจารย์ มีสภาพนักงาน มีคณะกรรมการอยู่ ๒ ชุด เรียกว่าคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย คณะกรรมการพิจารณาตำแหน่ง ทางวิชาการ ผมไม่เห็นความเชื่อมโยงของนักศึกษาครับ ท่านอาจจะบอกว่าการเป็นนักศึกษา ไม่จำเป็นต้องเขียนในนี้ก็ได้ แต่สิ่งที่ท่านเปิดรับฟังความคิดเห็นในร่างกฎหมายฉบับนี้ก็คือ ฟังเสียงของนักศึกษาแล้วนักศึกษาเขาอยากมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของมหาวิทยาลัย เขาอย่างไร อย่าบอกว่านักศึกษามาก็ไปครับ ผมเจอท่านอาจารย์เอนกตั้งแต่ปี ๒๕๓๘ ปี ๒๕๓๙ ที่ธรรมศาสตร์ผมเองก็ยังผูกพันกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉะนั้นไม่ใช่พวกผมจบ ๔ ปีที่ใดมาก็ไป แต่ความผูกพันการรู้สึก การมีส่วนร่วม การเห็นอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยนั้น ผมไม่เห็นในร่าง พ.ร.บ. ของมหาวิทยาลัยนเรศวรแล้วผมคิดว่าจำเป็นที่ต้องมีรายละเอียด เหล่านั้นให้ชัดเจนครับ🔗
ประการที่ ๔ ท่านประธานครับ เป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งคือเรื่องของบุคลากรและ งบประมาณครับ เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ล่าช้าครับท่านมีการประมาณการถึงปี ๒๕๖๖ ท่านบอกปี ๒๕๖๓ จะใช้เงินอยู่ประมาณ ๑,๓๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๔ ขึ้นมา ปี ๒๕๖๖ ท้ายที่สุดจะใช้อยู่ที่ ๒,๑๐๐ ล้านบาทเศษ ซึ่งเป็นเงินของการลงทุนแค่ ๓๓ ล้านบาทเองครับ ที่เหลือเป็นงบบุคลากรหมดเลย แต่เนื่องจากรายงานฉบับนี้เก่าครับ ผมขอเวลาท่านประธาน อีกสัก ๑ นาทีครับ เพื่อเป็นประโยชน์ของพี่น้องประชาชนที่จะเข้าเรียนระดับปริญญา รายงานฉบับนี้เก่าไปนิดท่านชี้แจงได้ไหมครับแล้วประมาณการหลังจากกฎหมายฉบับนี้ จะมีผลบังคับใช้ก็คือตั้งแต่ปี ๒๕๖๖ ปี ๒๕๖๗ ปี ๒๕๖๘ และปี ๒๕๖๙ งบประมาณมันจะบาน ไปมากน้อยขนาดไหนอย่างไรมันขัดกับปรัชญาที่เรากำลังจะบอกว่ามหาวิทยาลัยจะออกนอก ระบบจะมีศักยภาพในการหารายได้ แต่ท้ายที่สุดงบยังบานครับ แล้วไปบานที่งบประมาณ ของบุคลากรซึ่งคำถามสุดท้ายที่เพื่อนพี่น้องจากมหาวิทยานเรศวรที่ไม่ใช่พนักงานราชการ ไม่ใช่ข้าราชการเขาฝากถามผมมาก็คือว่าในกรณีที่ท่านไม่มีระบบของกฎหมายแรงงานมาช่วย ดูแลเช่นในข้อความมาตรา ๑๔ คนที่เป็นลูกจ้างชั่วคราว คนที่เป็นลูกจ้างประจำ คนเหล่านี้จะมี สถานะอย่างไรหากมีการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ ผมคิดว่าจำเป็นที่ต้องได้รับคำตอบที่ชัดเจน ผมไม่ใช่คนพิษณุโลก แต่ผมยืนยันว่าการพัฒนามหาวิทยาลัยนเรศวรไม่ได้ผูกขาดเฉพาะศิษย์เก่า แต่ผูกขาดกับพี่น้องประชาชนทุกคนในประเทศแห่งนี้ผมขอตั้งคำถามก่อนที่จะรับหรือไม่รับ หลักการกฎหมายฉบับนี้ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านเกษมสันต์ ตามด้วยท่านปดิพัทธ์ สันติภาดา นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายเกษมสันต์ มีทิพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จังหวัดพิษณุโลก ขออภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. .... ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัตินี้ผมจะไม่อภิปรายไม่ได้เลยเพราะมหาวิทยาลัย นเรศวรเป็นมหาวิทยาลัยที่ผมรักมากที่สุด เรียนมาตั้งแต่สถาปัตยกรรมศาสตร์ ซิ่วครับ ต้องสอบเข้าเรียนวิศวกรรมโยธาแต่ก็ยังคงเลือกมหาวิทยาลัยนเรศวร ปริญญาโทเอ็มบีเอ (MBA) ก็เรียนที่มหาวิทยาลัยนเรศวรและได้ร่วมงานกับมหาวิทยาลัยนเรศวรมาโดยตลอด ตั้งแต่เป็นกรรมการหอการค้าจังหวัดพิษณุโลก โดยเฉพาะวิทยาลัยโลจิสติกส์ (Logistics) และห่วงโซ่อุปทาน มหาวิทยาลัยนเรศวรเป็นมหาวิทยาลัยที่ใช้พระนามของพระมหากษัตริย์ ที่มีคุณูปการอันใหญ่หลวงต่อแผ่นดิน อีกทั้งพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีประสูติกาล และจำเริญวัยที่เมืองพิษณุโลกสองแคว พ.ศ. ๒๕๓๓ ได้มีการตราพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. ๒๕๓๓ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ซึ่งเป็นวันครบรอบ ๔๐๐ ปี แห่งการขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระนเรศวร มหาราช ๕๕ ปี แห่งจุดเริ่มต้นวิทยาลัยการศึกษาพิษณุโลก ๓๒ ปี แห่งการสถาปนา มหาวิทยาลัยนเรศวรได้ผลิตบัณฑิต มหาบัณฑิต และดุษฎีบัณฑิตไปพัฒนาประเทศ หลากหลายสาขาอาชีพเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะทำงานในภาครัฐหรือเอกชน อีกทั้งยังได้ดูแล พี่น้องประชาชนในจังหวัดพิษณุโลกในด้านสาขาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ และสถาปัตยกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เกษตรศาสตร์ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ โดยเฉพาะด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์การแพทย์ โรงพยาบาล มหาวิทยาลัยนเรศวรเป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก อีกทั้งยังร่วมงานกับ ภาครัฐและเอกชนในด้านวิชาการและการพัฒนาพื้นที่ ปัจจุบันมหาวิทยาลัยนเรศวรเป็น มหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการ ๑ ใน ๙ แห่งที่ยังอยู่ในที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ในขณะที่มหาวิทยาลัยอีก ๒๗ แห่ง เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐหมดแล้ว การเปลี่ยน สถานะของมหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ คือเป็น หน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการและไม่เป็นรัฐวิสาหกิจ เป็นนิติบุคคล เป็นหน่วยงาน ของรัฐที่ยังได้รับการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ อย่างเพียงพอ และจำเป็นต้องมีการประกันคุณภาพการศึกษาจะทำให้มหาวิทยาลัยนเรศวร มีประสิทธิภาพและคล่องตัวมากขึ้นอย่างที่ได้ตั้งใจไว้ จะเกิดผลดีและผลเสียต่อผู้มีส่วน เกี่ยวข้องโดยตรงโดยเฉพาะข้าราชการ พนักงานมหาวิทยาลัย พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ผู้มีความรู้ และลูกจ้างชาวต่างชาติ และนิสิตอย่างไร คงต้องนำเอาปัญหาและผลดีที่เกิดขึ้นจาก ๒๗ มหาวิทยาลัยที่เปลี่ยนฐานะเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐแล้วหรือมหาวิทยาลัยอื่น ทั้งในประเทศและต่างประเทศมาเป็นกรณีนะครับ หากมีบางข้อความที่ต้องปรับปรุง แก้ไขในชั้นกรรมาธิการ ผม นายเกษมสันต์ มีทิพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จังหวัดพิษณุโลก ขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. .... ในวาระหนึ่ง ชั้นรับหลักการครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านปดิพัทธ์ ตามด้วยท่านสุรสิทธิ์ นิติวุฒิวรรักษ์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ปดิพัทธ์ สันติภาดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลกของแท้คนเดียวนะครับ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ในการที่มหาวิทยาลัยจะออกนอกระบบนี้แน่นอนก็เป็นเรื่อง ที่เหมาะสมเพื่อให้ปรับไปตามยุคตามสมัยนะครับ แต่ว่าในภาพรวมผมก็อยากทราบ คำชี้แจงจากทางท่านรัฐมนตรีว่า ในมหาวิทยาลัยทั้งหมดของประเทศไทย สัดส่วนของมหาวิทยาลัยที่อยู่ในระบบและนอกระบบควรจะเป็นสัดส่วนเท่าไร เพราะว่า มหาวิทยาลัยนอกระบบก็จะมีข้อกังวลเรื่องของค่าเทอมที่เพิ่มขึ้นใช่ไหมครับ ถึงแม้จะไม่ได้ ปรับขึ้นมากก็ตาม เพราะว่าถ้าเราจะอนุมัติหลักการในการออกนอกระบบกีฬามหาวิทยาลัย ไปเรื่อย ๆ คำถามก็คือว่าแล้วในภาพรวมของทั้งประเทศเราควรจะมีสัดส่วนของในและ นอกระบบอย่างไร เพื่อไม่ให้มีการตกหล่นของนักศึกษากลุ่มใดกลุ่มหนึ่งนะครับ โดยเฉพาะ กลุ่มที่อาจจะมีต้นทุนต่ำกว่านักศึกษาท่านอื่น ทีนี้ข้อกังวลเวลาที่จะออกจากระบบก็แน่นอน มันจะมีตัวอย่างจากหลายมหาวิทยาลัยนะครับ ที่เมื่อออกระบบแล้วมีปัญหาในเรื่องของ บุคลากร แล้วก็เรื่องค่าเทอมนักศึกษา แต่ทีนี้ถ้าออกนอกระบบได้อย่างละมุนละม่อมที่สุดนะครับ สร้างการมีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุดครับ และค่าเทอมนักศึกษาที่ปรับเปลี่ยนไปออกนอกระบบ แน่นอนมาพูดถึงประสิทธิภาพใช่ไหมครับ อิสระในการบริหารจัดการ ทีนี้หลายครั้งมหาวิทยาลัย ก็จะไปลงทุนกับตึกและสิ่งก่อสร้างมากกว่า แต่ว่าการพัฒนาคุณภาพการศึกษา หรือส่วนที่เป็น ซอฟต์แวร์ (Software) ที่ไม่ใช้ตึกสิ่งก่อสร้างเหล่านั้นอาจจะได้รับการส่งเสริมเท่าที่ควรนะครับ ทีนี้ถ้าเวลล์ บีอิง (Well Being) หรือว่าเป็นสวัสดิภาพของนักศึกษาเป็นหัวใจสำคัญก็ต้องคง มีการเพิ่มเติมในหลายมาตราเข้าไป แล้วก็เราพูดถึงเวลล์ บีอิง (Well Being) ของนักศึกษา เราคงต้องพูดถึงการบริหารพื้นที่นอกรั้วมหาวิทยาลัยด้วยนะครับ เพราะว่าเวลาที่มหาวิทยาลัย มีการเปลี่ยนแปลงก็จะกระทบกับพี่น้องประชาชน หรือว่าผู้ประกอบการที่อยู่ในรอบรั้ว มหาวิทยาลัย เพราะพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อมที่เรียกว่ามหาวิทยาลัย ท่านประธานครับ สิ่งที่เป็นหัวใจของการคัดสรรบุคลากรหรือว่าเป็นบอร์ด (Board) ของมหาวิทยาลัยนั้นก็คือ สภามหาวิทยาลัยใช่ไหม ทีนี้ถ้าเราคิดถึงสภามหาวิทยาลัยที่ยึดโยงกับภารกิจของมหาวิทยาลัย ผมคิดว่าเราอาจจะต้องคิดถึงส่วนประกอบใหม่ ๆ เพราะว่าเมื่อเราย้อนดูสภามหาวิทยาลัย หลาย ๆ ครั้ง หรือว่าในมหาวิทยาลัยนเรศวรก็จะมีการแต่งตั้งองคมนตรีนะครับ แม่ทัพ นายพล ทั้งที่ไม่ใช่โรงเรียนเตรียมทหารนะครับ แต่ก็ไปกำกับมหาวิทยาลัยอีกทีหนึ่ง ทีนี้ถ้าเรา สามารถเพิ่ม ๒ ๓ ส่วนได้ เช่น ส่วนที่ ๑ ก็คือส่วนของอาชีพหลักนะครับ ที่มหาวิทยาลัย นเรศวรจะต้องผลิตบุคลากรเพื่อภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งอาจจะคิดถึงตัวแทนของเกษตรกรของ สภาเกษตร เราคิดถึงสภานิสิตนักศึกษา ที่เขาควรจะต้องมีที่อยู่ในสภามหาวิทยาลัยด้วย เพราะว่าพวกเขาเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงต่อการขึ้นหรือลงของตำแหน่งผู้บริหาร เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ เราพูดถึงผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิพอเราไปย้อนดูในหลาย ๆ มหาวิทยาลัยผูกขาดอำนาจกว่า ๓๐ ปีก็มีนะครับ เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วควรจะต้องทำให้ สภามหาวิทยาลัยมีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด ยึดโยงกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมากที่สุด แล้วก็ทำให้มันเกิดระบบการบริหารที่โปร่งใส ไม่ใช่การผูกขาดอำนาจในระหว่างชนชั้นนำ ของมหาวิทยาลัยกันเอง ท่านประธานครับ มาตราที่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งอธิการบดี คณบดี ผมอยากให้มาตรานี้หรือหมวดนี้มีความก้าวหน้ามากขึ้นไป เราจะการันตีได้อย่างไร ครับว่าบุคลากรที่เราได้สรรหาและคัดเลือกเพื่อให้เป็นคณบดีและอธิการบดีเป็นการสรรหา และคัดเลือกตามความรู้ ความสามารถ และความเป็นเลิศในการบริหารมากกว่าเส้นสาย ในสภามหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นข้อครหาในหลาย ๆ ที่นะครับ ในเมื่อจะออกจากระบบราชการ ในเมื่อจะออกจากระบบ และบริหารจัดการได้ มีความเป็นอิสระมากขึ้น และมีประสิทธิภาพ มากขึ้น โครงสร้างภายในแบบนี้ล่ะครับจะเป็นตัวกำหนดว่าเราจะสามารถทำให้มหาวิทยาลัยนั้น ตอบโจทย์ต่อโลกที่แปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แล้วก็ยึดโยงกับนิสิตนักศึกษาและประชาชน มากขึ้นได้อย่างไร ท่านประธานครับ มีอีกบางอย่างที่พูดถึงภารกิจของมหาวิทยาลัย อย่างเช่น ในมาตร ๘ ผมเข้าใจว่าเนื้อหาของกฎหมายก็จะล้อมากับการออกนอกระบบของจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย หรือว่ามหิดลนะครับ แต่ว่าสิ่งที่แตกต่างมันก็อยู่ในมาตรา ๘ (๔) ที่พูดถึง หลักการจัดการอุดมศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการอุดมศึกษาจะต้องเติมหลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียงไปด้วย ผมไม่ได้มีปัญหากับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนะครับ แต่ถ้าผม อยู่ในคณะเศรษฐศาสตร์ผมก็จะกังวลว่าแล้วอย่างนี้ผมจะสอนเศรษฐศาสตร์อื่นได้หรือเปล่า ผมจะสามารถผลักดันทุนนิยมเสรีได้หรือเปล่า ผมจะสามารถพูดถึงสังคมนิยมในหลัก เศรษฐศาสตร์ได้หรือเปล่า เพราะว่าสุดท้ายมันโดนบังคับไว้ด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง แล้วถ้าเราจะทำให้ภารกิจของมหาวิทยาลัยมันปรับเข้ากับยุคกับสมัย ตอนนี้สิ่งที่ นักศึกษาต้องการมากที่สุดคือบรรยากาศของความเป็นประชาธิปไตยในมหาวิทยาลัย มันต้องมีสักมาตราที่พูดถึงสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองของนักศึกษา มหาวิทยาลัย ต้องพูดถึงสิทธิเสรีภาพและการปกป้องในเสรีภาพทางวิชาการของนักวิชาการ ในมหาวิทยาลัย สิ่งเหล่านี้ล่ะครับมันจะส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยเหมาะสมกับโลก ที่เปลี่ยนแปลงไปมากขึ้น มากกว่าการออกกฎหมายในปี ๒๕๖๕ แต่เราใช้กฎหมาย ที่เหมือนกับมหาวิทยาลัยใน ๑๐ ๒๐ ปีก่อน ผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่ตอบโจทย์นะครับ ท่านประธานครับ ในมาตราต่าง ๆ ผมคิดว่าในเชิงหลักการนั้นถ้าท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจง ให้ความกระจ่างในเรื่องของข้อดีของการออกนอกระบบ แล้วก็คลายความกังวลของบุคลากร และนิสิตนักศึกษาได้ พรรคก้าวไกลก็จะไม่มีในเรื่องของวาระหนึ่ง และในส่วนของวาระสอง ในเรื่องของการจะปรับปรุงให้ พ.ร.บ. นี้เอื้อต่อการก้าวกระโดดหรือเอื้อต่อประสิทธิภาพของ มหาวิทยาลัยและเอื้อกับระบบการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยและการพัฒนาประเทศ ในวาระสองผมเองก็จะเข้าไปเป็นกรรมาธิการด้วย เพื่อได้แสดงความคิดเห็นในหลายมาตรา ที่ผมอยากจะเสนอต่อทางคณะกรรมาธิการ และเราก็จะมีศิษย์เก่าหลายท่านนะครับ แล้วก็ ควรจะต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นเป็นคู่ขนานไป แน่นอนกฎหมายฉบับนี้ผ่านการรับฟัง ความคิดเห็นมาแล้ว แต่พอเราจะลงรายมาตรา ผมคิดว่าเรายังต้องการให้มีส่วนร่วมของ บุคลากรนะครับ อาจารย์ใน มน. แล้วก็นิสิตนักศึกษามากขึ้นและมากขึ้น และตอนนี้ มน. เอง ก็เปิดโรงเรียนสาธิต มน. ด้วยและเปิดไปถึงระดับอนุบาลแล้วด้วย เพราะฉะนั้นผมคิดว่า การทำงานของชั้นกรรมาธิการที่เปิดการรับฟังนะครับ แล้วก็สร้างการมีส่วนร่วมในเวทีต่าง ๆ ในระดับจังหวัดพิษณุโลกและภาคเหนือตอนล่างจะเป็นประโยชน์ที่ทำให้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ สมบูรณ์ขึ้นนะครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสุรสิทธิ์ครับ ตามด้วยท่านสุเทพ อู่อ้น ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ สำหรับ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ผมเชื่อว่าในสภาแห่งนี้คงไม่มีความขัดข้องในเรื่องของการรับหลักการ เพราะว่าเป็นสิ่งที่เป็นความต้องการของมหาวิทยาลัยนเรศวรที่จะมีการปรับโครงสร้างนะครับ เพื่อให้มหาวิทยาลัยนั้นก้าวไปสู่ความเจริญงอกงามในอนาคตครับ ซึ่งผมอยากจะเรียนว่า ในการออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยเท่าที่จำได้ หลังจากการใช้บังคับพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ เรามีการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติที่เป็นส่วนราชการ ออกนอกระบบเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับเท่าที่จำได้ประมาณ ๒๘ แห่ง ฉบับนี้คงน่าจะเป็น ฉบับที่ ๒๙ ในจำนวนนี้ก็มีจำนวนที่ยังไม่ได้เสนอที่จะเข้าสู่มหาวิทยาลัยในกำกับอีกไม่น้อยกว่า ๕๓ แห่ง ในส่วนของมหาวิทยาลัยอื่นก็มีการนำเสนออยู่ในขั้นตอนต่าง ๆ รวมทั้งในขั้นตอน ของคณะกรรมการกฤษฎีกาด้วย ก็เรียนว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมเข้าใจว่าในการปรับ โครงสร้างของมหาวิทยาลัยอย่างน้อยที่สุดผมคิดว่าวัตถุประสงค์ที่สำคัญตามที่ท่านรัฐมนตรี อว. ได้กล่าวไปก็เป็นสิ่งที่มีความเห็นพ้องด้วย เพราะเราอยากจะเห็นมหาวิทยาลัยทุกแห่ง มีความเป็นอิสระ มีความคล่องตัว มีธรรมาภิบาล มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะ ในเรื่องของทางวิชาการ รวมทั้งในการปรับตัวต่อการปฏิรูปอุดมศึกษาให้มีความสอดคล้อง กับต่างประเทศ อย่างไรก็ตามนะครับ ผมเองอยากเรียนว่าในส่วนที่เราต้องนึกว่ามีบางส่วน เขายังไม่เข้า บางส่วนมีการนำเสนอเข้ามา มันเป็นสิ่งที่ทำให้เรามองว่าแล้วที่ไม่นำเสนอนั้น มีเหตุผลอย่างไร ผมอยากเรียนถามในเบื้องต้นนะครับว่ามหาวิทยาลัยนเรศวรที่มีแนวทาง ที่จะขอออกนอกระบบนะครับ ในอดีตที่ผ่านมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ ตามพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยนเรศวรมีปัญหาในการดำเนินการมากน้อยแค่ไหน ประการที่ ๒ นั้นมหาวิทยาลัย นเรศวรมีความพร้อมต่อการที่จะออกนอกระบบอย่างไรนะครับ อันนี้มันเป็นคำถามหนึ่ง ซึ่งผมเชื่อว่าคนที่ไม่ได้อยู่ในภูมิภาคอย่างจังหวัดพิษณุโลกนี่นะครับ ในจังหวัดนั้นหรือว่าในภูมิภาคนั้นก็จะมีคำถามอยู่อย่างนี้ อย่างไรก็ตามผมอยากเรียนว่า ในการนำเสนอออกนอกระบบเรามักจะพูดถึงในเรื่องของสถานะของมหาวิทยาลัย เราจะพูดถึง ในเรื่องของบุคลากรว่าจะมีทิศทางอย่างไร จะมีความเจริญก้าวหน้าอย่างไร มีสิ่งจูงใจที่เรา จะนำเสนออยู่ตลอดเวลาว่ามีในเรื่องของเงินเดือน สวัสดิการที่จะมีการเพิ่มขึ้นอย่างน้อยที่สุด ๑.๕-๑.๗ ตรงนี้รวมทั้งสวัสดิการทั้งหลายที่จะปรากฏอยู่ในกฎหมายฉบับนี้ นอกจากนี้สิ่งที่ ผมเองอยากจะเห็นก็คือในปัญหาที่เราพูดถึงในเรื่องของการบริหารอย่างซีอีโอ (CEO) ในเรื่องของสวัสดิการของพนักงาน และในเรื่องของการดำเนินการให้มหาวิทยาลัยนั้น สามารถที่จะเป็นมหาวิทยาลัยที่เป็นที่ยอมรับของสังคม แล้วก็เป็นสิ่งที่สามารถที่จะเชื่อมโยง แล้วก็เท่าเทียมกับในต่างประเทศได้ ผมเองอยากเรียนว่าประการสำคัญที่สุดนี้นะครับ เรามองว่าเมื่อเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับแล้ว สำคัญที่สุดก็คือผู้บริหารมหาวิทยาลัยก็คือ อธิการบดี ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะมีความแตกต่างอยู่ ๒ ประการ ก็คือเรื่องของ โครงสร้างของกรรมการสภามหาวิทยาลัยซึ่งจะมีจำนวนที่มีความแตกต่างเพื่อความโปร่งใส แล้วก็ในมาตรา ๙ นั้นก็จะมีเรื่องของส่วนงานเฉพาะกิจซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจเพราะว่า ไม่ปรากฏในกฎหมายหรือร่างกฎหมายออกนอกระบบเลย ก็คือในเรื่องของส่วนงานเสมือนจริง ผมไม่มั่นใจว่าจะเป็นลักษณะของเทคโนโลยีชั้นสูงที่เรียกว่า เมตาเวิร์ส (Metaverse) หรือไม่ แต่ว่าถ้าหากว่าเป็นเรื่องของเทคโนโลยีชั้นสูงนี้ ปัญหาคือค่าใช้จ่ายบุคลากรที่จะมาทำด้านนี้ และประการต่อมาก็คือในเรื่องของการดำเนินการผมอยากให้เมตาเวิร์ส (Metaverse) หรือว่า ในเรื่องของส่วนงานเสมือนจริงสามารถที่จะประสานงานทั้งภายในและภายนอก รวมทั้ง ในต่างประเทศได้ด้วย อย่างไรก็ตามผมอยากเรียนว่าในส่วนที่เป็นปัญหาที่สุดก็คือเราจะเจอ ปัญหาในเรื่องของผู้บริหารที่ขาดธรรมาภิบาลในเรื่องของผลประโยชน์ เพราะว่ามหาวิทยาลัย ที่ออกระบบแล้วจะสามารถออกระเบียบการกำหนดในเรื่องของเงินเดือน ค่าใช้จ่ายอะไรต่าง ๆ ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มมากขึ้น แล้วมหาวิทยาลัยเองก็จะเจอปัญหาในเรื่องการหารายได้ รายได้ก็จะปรากฏอยู่ในมาตรา ๑๖ ซึ่งตรงนี้คือปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นกับหลาย ๆ มหาวิทยาลัย ที่มีการหารายได้กับการบริหารงานที่ไม่สมดุลกัน ดังนั้นในเรื่องเหล่านี้โดยเฉพาะในเรื่อง ปัญหาการทุจริตที่อาจจะเกิดขึ้นได้บ้างในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแล้ว สิ่งเหล่านี้ ผมอยากจะเห็นในส่วนของ อว. ว่าเมื่อเราให้เขาเป็นอิสระจริง แต่ว่าในส่วนที่จะสามารถ ทำให้กฎหมายฉบับนี้มีประสิทธิภาพ ผมไม่แน่ใจว่าเราจะสามารถใส่ไปได้อีกอย่างไรในการที่จะ ป้องกันในเรื่องของประสิทธิภาพ ความรู้ความสามารถในเรื่องของการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ของซีอีโอ (CEO) ทั้งหลายนี้ แล้วก็ในส่วนของสวัสดิการของพนักงานก็เช่นเดียวกัน บางมหาวิทยาลัยที่อยู่ในกำกับแล้วก็เจอปัญหาในเรื่องของสวัสดิการซึ่งจะมีความแตกต่างกัน ดังนั้นผมเรียนโดยสรุปนะครับว่าในกฎหมายฉบับนี้ผมอยากจะเห็นความสมบูรณ์ของ ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนเรศวรให้มันมีความสมบูรณ์แบบอาจจะมากกว่าในฉบับ ที่ผ่านมา เราจะรวบรวมปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นของมหาวิทยาลัยในกำกับทั้งหลายที่ปรากฏ อยู่เข้ามาแก้ปัญหาในกฎหมายฉบับนี้ ผมหวังอย่างยิ่งว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะมี ความสมบูรณ์ในอนาคต แล้วก็เป็นที่พึ่งของทุก ๆ คนต่อไปครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสุเทพ ตามด้วยท่านรองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุเทพ อู่อ้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สัดส่วน เครือข่ายแรงงาน ขออนุญาตอภิปรายเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งมี ในมาตรา ๑๔ กิจการของมหาวิทยาลัยไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยกฎหมาย คุ้มครองแรงงานและกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ ท่านประธานครับ ไม่ทราบว่ากฎหมายคุ้มครองแรงงานและกฎหมายแรงงานสัมพันธ์มันเป็น กฎหมายที่ไม่ดีตรงไหน ท่านประธานครับผมเองในฐานะเป็นคนใช้แรงงานได้รับมอบหมาย เป็นประธานกรรมาธิการการแรงงานได้รับเรื่องปัญหาร้องเรียนมาจากหน่วยงานของ มหาวิทยาลัยหลายแห่งที่ออกไปสู่นอกระบบแล้วไม่มีกฎหมายคุ้มครองแรงงาน กฎหมาย แรงงานสัมพันธ์เข้าไปดูแลเขาเหล่านั้น เห็นได้ชัดเจนครับท่านประธานกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ซึ่งเป็นกฎหมายที่เรียกว่าขั้นต่ำต่ำต้อยเรี่ยดินเป็นค่าที่มนุษย์ที่เกิดมาควรได้รับการดูแล คุ้มครองในเรื่องกฎหมายคุ้มครองแรงงาน คำถามว่าแล้วถ้าเกิดกรณีที่มีปัญหาที่เกิดขึ้น ผมเองในฐานะกรรมาธิการพยายามเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยเข้ามาพูดคุย เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาในกรณีที่มีการกระทำกับครูกับลูกจ้างซึ่งก็อ้างไปให้ฟ้องศาลปกครองต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้อยากจะสอบถามว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับการที่จะมาแก้แล้วผลักออก หรืออาจจะ ก็อปปี (Copy) มาจากมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ที่ได้มีการดำเนินการ กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ ส่งเสริมให้มีการรวมตัวซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งประเทศไทยก็ระบุไว้ชัดเจนประชาชนมีสิทธิ การรวมตัวเป็นสหกรณ์เป็นสหภาพแรงงาน ไฉนกฎหมายฉบับนี้จึงมาบอกว่าไม่ใช้กฎหมาย แรงงานสัมพันธ์ มองเห็นถึงการรวมตัวเป็นเรื่องอันตรายและอย่างไรครับรัฐธรรมนูญกำหนด ไว้ชัดเจนว่าส่งเสริมให้มีกิจการเหล่านั้น คำถามอีกนะครับในเรื่องของเกี่ยวกับการโอนย้ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เตรียมการในเรื่องกองทุน การกระจายในกองทุนที่มีอยู่จะทำอย่างไร สิ่งที่ลูกจ้าง ซึ่งเป็นครูเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในกระบวนการจะต้องได้รับการดูแลจากการปฏิบัติงาน สิ่งเหล่านี้สะท้อนกลับมาโดยตลอดจึงขออนุญาตมาอภิปรายผ่านท่านประธานว่าทำไมกฎหมาย มาตรา ๑๔ ถึงจะได้มีระบุไว้ถึงขนาดนั้น ในขณะที่ปัญหาเหล่านี้มันควรจะแก้ด้วยกฎหมาย ฉบับเดียวก็บอกอยู่แล้วว่ากฎหมายคุ้มครองแรงงาน มันซึ่งควรที่จะใช้ให้ควบคุมกันไป ซึ่งผมเอง ในฐานะกรรมาธิการการแรงงานแม้กระทั่งกฎหมายคุ้มครองแรงงานมาตรา ๔ ซึ่งก็ระบุไว้อีก ไม่คุ้มครองกับราชการและราชการภูมิภาค ผมถึงถามกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่ร่างมานี่ หน่วยงานภาครัฐมีความคิดเห็นอย่างไรถึงพยายามกันกฎหมายตัวนี้ที่จะไม่ใช้ในการคุ้มครอง คนที่เป็นลูกจ้างไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ รัฐภูมิภาคนี่มารวมถึงมหาวิทยาลัย การอภิปรายในเรื่องนี้ ควรที่จะต้องเจาะลึกเข้าไปถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในการที่จะมีกฎหมายฉบับนี้ออกมา ๑. คุ้มครอง ครูบาอาจารย์ คุ้มครองเจ้าหน้าที่ และที่สำคัญจะทำให้นักศึกษาที่เข้าไปเรียนจะได้รับความรู้ จากครูบาอาจารย์ที่มีความมั่นคง การอภิปรายเรื่องประวัติศาสตร์อะไรต่าง ๆ ในเรื่องเหล่านี้ ผมมองว่าไม่ใช่เวทีที่จะมาคุย มันควรที่จะลงลึกเข้าไปถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้น แล้วปัญหา เหล่านี้เคยเกิดขึ้นจากหลาย ๆ มหาวิทยาลัยที่มีการแปรสภาพออกไป ขณะนี้เองกรรมาธิการ แรงงานเมื่อช่วงบ่ายแก่ ๆ ผมได้มีการประชุมคณะครูที่ออกจากนอกระบบให้กรรมาธิการ ช่วยตั้งคณะศึกษาว่าจะมีการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้กับเขาอย่างไร ซึ่งผมเองก็มีแผนที่จะ ดำเนินการเรื่องเหล่านี้อยู่ จึงจำเป็นจะต้องอภิปรายว่าถ้าลักษณะนี้กฎหมายของ พระราชบัญญัตินเรศวรจะออกนี่ก็เห็นชัดเจนมีการกำหนดในมาตรา ๑๔ อีกเช่นกันนะครับ เรื่องของการที่จะไม่ให้อยู่ในกฎหมายคุ้มครองแรงงานและแรงงานสัมพันธ์ นานาประเทศ เขาพัฒนาไปไกลแล้วในการคุ้มครองก็อยากจะวิงวอนนะครับท่านผู้บริหารผ่านไปยัง ท่านประธานว่าอย่ารังเกียจกฎหมายคุ้มครองแรงงานและกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ที่จะ ส่งเสริมให้เกิดการรวมตัวเจรจาต่อรองและสร้างแรงงานสัมพันธ์ให้เกิดขึ้นในหน่วยงาน ราชการ มหาวิทยาลัย ท้ายสุดนี้ก็ขอให้ท่านประธานช่วยฝากบอกว่าพี่น้องแรงงานที่เป็นเหมา ช่วงเหมาบริการซึ่งอยู่ในทั้งภาครัฐและในมหาวิทยาลัยก็ยังไม่ได้รับการดูแล พรรคก้าวไกล โดย คุณธีรัจชัยก็พยายามช่วยผลักดันว่าที่ผ่านมาลูกจ้างเหล่านี้ยังไม่มีกฎหมายอะไรที่จะคุ้มครอง ดูแล ก็ขอฝากให้ท่านประธานช่วยผลักดันในการแก้ไขกฎหมายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น ให้เกิดการคุ้มครองเขาเหล่านั้นด้วยครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ต่อไปเชิญท่านรองศาสตราจารย์รงค์ ตามด้วยท่านนพพล เหลืองทองนารา ครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม รองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัด นครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานครับผมมาจากปักษ์ใต้มาอภิปราย มหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ที่ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบนนะครับ เหตุผลที่ได้มาอภิปราย แสดงความเห็นก็คือการมาแสดงความชื่นชมยินดีกับชาวมหาวิทยาลัยนเรศวร ชาวพิษณุโลก ชาวจังหวัดใกล้เคียง ชาวจังหวัดพิจิตร ชาวจังหวัดเพชรบูรณ์ หรือจังหวัดอื่น ๆ นะครับ ที่มหาลัยได้เปลี่ยนสถานะตัวเองออกจากมหาวิทยาลัยราชการมาเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ หรือมหาวิทยาลัยนอกระบบ ซึ่งผมมีความมั่นใจเหมือนกับที่ผู้เสนอเมื่อสักครู่บอกว่าธรรมาภิบาล ก็จะต้องเกิดขึ้นภายใต้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ คุณภาพของบัณฑิตก็จะต้องเกิดขึ้นภายใต้การบริหารใหม่ ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ เพราะถ้ามี พ.ร.บ. ฉบับนี้แล้วคุณภาพบัณฑิตไม่สามารถตอบสนองต่อ โลกาภิวัตน์ ไม่สามารถตอบสนองต่อไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ไม่สามารถตอบสนอง ต่อเทคโนโลยีที่มันเข้ามาก็ไม่รู้จะเปลี่ยนสถานภาพอย่างไร เพราะฉะนั้นผมจึงมีความยินดี ที่ชาวภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน ที่มหาวิทยาลัยนเรศวรได้ออกนอกระบบ เพราะเชื่อว่านี่คือตัวอย่างหนึ่งของการกระจายอำนาจทางการบริหารที่จะต้องรวมศูนย์ ไว้ที่รัฐบาลกลางที่เราพูดกันในสภานี้บ่อย แต่ตัวอย่างของมหาวิทยาลัยนเรศวรก็คือตัวอย่าง ของกระบวนการกระจายอำนาจทางการบริหารจากที่อยู่ที่ อว. อุดมศึกษาหรืออยู่ที่สภา การอุดมศึกษาให้ไปอยู่ที่มหาวิทยาลัยนเรศวรซึ่งมีโครงสร้างคือสภามหาวิทยาลัยและ อธิการบดีคณะวิชาหรือตลอดจนไปถึงหน่วยงานอื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้นภายใต้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ เป็นการกระจายอำนาจจากส่วนกลางไปไว้ที่นั่น แล้วที่มหาวิทยาลัยนเรศวรสภามหาวิทยาลัย เขาจะได้มีอำนาจในการกำหนดเลยว่าเขาจะทำเน้นบัณฑิตอุตสาหกรรมการเกษตร เขาจะเน้น บัณฑิตที่จะสนใจเรื่องปศุสัตว์ เขาจะเน้นบัณฑิตเรื่องเทคโนโลยีสมัยใหม่ เขาจะเน้นอะไร ท่านประธานที่เคารพขึ้นอยู่กับสภามหาวิทยาลัยซึ่งเรามอบอำนาจไปให้เขา ประเด็นที่ น่าสนใจครับก็คือสิ่งนี้มันเป็นความเป็นอิสระของมหาวิทยาลัย แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ผมก็อยากตั้งข้อสังเกตนิดหนึ่งครับว่าความเป็นอิสระในการกระจายอำนาจทางการบริหาร จากส่วนกลางไปกองไว้ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร อย่าให้มันมีตัวอย่างเหมือนกับการกระจาย อำนาจในมหาลัยอื่น ๆ ในประมาณ ๓ ทศวรรษมานี้กระจายอำนาจไปแล้วไปรวมศูนย์ รวมศูนย์ไว้ที่อธิการ รวมศูนย์ไว้ที่สภามหาวิทยาลัย แล้วสภามหาวิทยาลัยจะออกข้อบังคับ จะออกระเบียบ ข้อบังคับและระเบียบนั้นละท่านประธานครับจะเป็นตัวกดขี่คนที่เรียกกันว่า อาจารย์ พนักงานในมหาวิทยาลัย เครื่องมือในการใช้อำนาจของผู้บริหารในมหาวิทยาลัย กระจายให้เขาแล้วเขาจะต้องไปกระจายต่อไปที่คณะวิชา หรือสำนักวิชา หรือหลักสูตร หรือศูนย์ความเป็นเลิศอะไรก็แล้วแต่ที่จะออกมาภายใต้โครงสร้างของมหาวิทยาลัย ผมคิดว่า ตรงนี้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่าตัวสภามหาวิทยาลัย ตัวอธิการบดี ไม่ใช่กระจายอำนาจไปให้ยู (U) แล้วยู (U) ไปรวมศูนย์ออกเครื่องมือที่เรียกว่า ข้อบังคับหรือระเบียบไปกดทับบุคลากรต่าง ๆ จนทำให้สูญเสียความเป็นธรรมาภิบาล ให้สูญเสียความตั้งใจของคณาจารย์ที่จะทำ ความเป็นเลิศให้กับลูกศิษย์ที่จะผลิตลูกศิษย์อันนี้น่าสนใจมาก ตรงนี้ผมก็อยากจะฝาก ตั้งข้อสังเกตในการพูดที่หลักการตรงนี้ว่าถ้าวาระสองเราจะมาแก้กันตรงนี้ไปดูตรงนี้ ว่าทำอย่างไรที่จะสร้างหลักประกันไม่ให้เกิดการใช้อำนาจแบบล้นเท่าทวีแล้วกดทับอันนี้ ผมพูดตรงนี้เพราะผมได้ข้อมูลสิ่งเหล่านี้มาเยอะในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ด้วยความที่ว่าอยู่ใน มหาวิทยาลัยนี้เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย เหมือนกับท่านผู้เสนอ ท่านรัฐมนตรี เราเคยทำงานร่วมกันมาแล้วก็เห็นนะครับ อย่างไรก็ตาม ผมก็เห็นว่าสิ่งหนึ่งที่บอกว่าเราเป็นอิสระ จริง ๆ แล้วอิสระอันที่ ๒ ก็คือว่าอิสระนี่ขอเงินจาก รัฐบาลกลาง ขอเงินจากตรงนี้ไปเป็นรายได้ตามมาตราที่บัญญัติไว้มาตรา ๑๖ มาตรา ๑๖ เป็นรายได้ของมหาวิทยาลัย อิสระในการมาขอเงินตรงนี้ ใช้เงินตรงนี้ในส่วนราชการก็คือ วันที่ ๓๐ กันยายน เป็นวันสุดท้าย แต่มหาวิทยาลัยในกำกับไม่ต้องครับ ใช้ไม่หมดวันที่ ๓๐ กันยายน เอาใส่กระป๋อง ผมยกตัวอย่างแบบอุปมาอุปไมยให้เข้าใจ ใส่ไว้ในกระป๋อง ผู้บริหาร ทำไม่ทัน อาจารย์ทำไม่ทัน บุคลากรทำไมทันใส่กระป๋อง นี่คือเกิดการทุจริต นี่คือก่อให้เกิด อาการที่เรียกกันว่าไม่มีธรรมาภิบาลเกิดขึ้น ดังนั้นความอิสระเหล่านี้ไม่ใช่เป็นความอิสระ ที่จะมาขอสตางค์ที่ส่วนกลางและเอาไปเก็บไว้ และไปทำอะไรก็ได้ เพราะฉะนั้นกระบวนการ ที่ท่านผู้เสนอบอกว่าเราจะมีการประเมินอธิการบดี ๓๘๐ องศา ผมเคยอยู่ในมหาวิทยาลัย ที่ประเมินอธิการบดี ๓๘๐ องศา มีองค์กรที่เรียกกันว่าผู้ประเมินจากภายนอก แต่ธรรมาภิบาล ก็ยังมีปัญหาอยู่ อันนี้ทำอย่างไรเวลาเราไปทำในวาระสอง วาระสาม จะทำสิ่งเหล่านี้นะครับ มีข้อความเหล่านี้เพื่อที่จะไม่ก่อให้เกิดสิ่งที่ผมกำลังพูดนี่เกิดผลิตซ้ำอยู่ที่ ม. นเรศวร หรือความเป็นอิสระทางวิชาการ อาจารย์อิสระทางวิชาการที่จะผลิตที่จะวิจัย มหาวิทยาลัย นเรศวรอาจจะเป็นมหาวิทยาลัยวิจัย อาจจะเป็นมหาวิทยาลัยผลิตบัณฑิต เป็นรีเสิร์ซ ยูนิเวอร์ซิตี (Research University) หรือว่าทีชชิง ยู (Teaching U) จะเป็นแบบไหนให้เขา ว่าของเขาเลยนะครับ แต่ว่าทั้งนี้ทั้งนั้นจะก่อให้เกิดการพูดคุยกันในมหาวิทยาลัย ผมชอบที่ มหาวิทยาลัยนเรศวรมีโครงสร้างอันหนึ่งก็คือสภาพนักงานกับสภาอาจารย์นะครับ สภาอาจารย์ กับสภาพนักงานเขียนแยกกันเลย อันนี้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่าอันนี้ก็คือแบ่งแยกอำนาจไหม ให้พวกพนักงานไปอยู่พวกหนึ่ง ให้อาจารย์ไปอยู่พวกหนึ่ง จะก่อให้เกิดชนชั้นในมหาวิทยาลัยไหม หรือเป็นการทอนพลังของอาจารย์กับพนักงานไม่ให้รวมกลุ่มกันและไปเคาน์เตอร์ ไปบาร์เกนนิง (Bargaining) ต่อท่านอธิการบดี หรือไปต่อรองต่ออธิการบดี ต่อรองต่อสภามหาวิทยาลัยไหม แต่ทั้ง ๒ ส่วนนี้ไม่ว่าจะเป็นสภาอาจารย์หรือสภามหาวิทยาลัยเป็นเครื่องมือที่น่าสนใจที่จะ ไปต่อรอง หรือการบาลานซ์ ออฟ พาวเวอร์ (Balance Of Power) ในโครงสร้างการบริหาร ของมหาวิทยาลัย แต่ข้อความเหล่านี้ยังไม่ปรากฏอยู่ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งอยากจะ ฝากให้ทางคนที่เป็นกรรมาธิการจะได้ไปพิจารณากันต่อไปครับ ผมก็คิดว่าการที่มหาวิทยาลัย เดินมาตรงนี้ถูกทางแล้วครับ เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ เป็นมหาวิทยาลัยที่อยู่นอกระบบ แต่ต้องเป็นนอกระบบที่ต้องพึ่งตัวเองให้ได้มากที่สุด เป็นการกระจายอำนาจทางการบริหาร แต่กระจายต่อไปยังหน่วยองค์กรข้างล่างในมหาวิทยาลัยครับ ก็ขอชื่นชมกับชาว ม. นเรศวร ภาคกลางตอนบน ภาคเหนือตอนล่างครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านนพพล เหลืองทองนารา ตามด้วยศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นพพล เหลืองทองนารา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพิษณุโลก พรรคเพื่อไทย คนพรหมพิรามครับ ท่านครับ ในร่างพระราชบัญญัติของ มหาวิทยาลัยนเรศวรในการที่จะออกนอกระบบผมเองก็ไม่ใช่ศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัย นเรศวร ไม่ได้เคยอะไรมากมายกับทางมหาวิทยาลัยเลย แต่ผมเองก็ยินดีที่จะสนับสนุน ในวาระหนึ่งรับหลักการ แต่ว่าในส่วนขั้นตอนของกรรมาธิการนี่ผมเองก็คงจะต้องพูดจา แล้วก็แสดงความคิดความเห็นต่าง ๆ ที่ผมเองได้รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ผมรู้ว่าพระราชบัญญัติ ฉบับนี้จะเข้าสู่สภา ผมเองก็เตรียมตัว เพราะจริง ๆ แล้วผมก็เข้าใจในสิ่งที่เป็นสิ่งอ่อนด้อย ของผมก็คือในเรื่องของวิชาการนี่ผมเองไม่ได้ที่จะมีความเชี่ยวชาญอะไรมากนัก แต่ผม มีความตั้งใจและผมก็ต้องการอยากที่จะให้พี่น้องประชาชน น้อง ๆ เยาวชนในจังหวัด พิษณุโลกหรือแม้แต่ในภาคเหนือตอนล่างตามที่เขียนไว้ในหลักการและเหตุผลเพื่อที่จะ ตอบสนองความต้องการของคนในภาคเหนือตอนล่างให้ได้มีความเป็นเลิศทางวิชาการ ให้เขา ได้รับการพัฒนา เพราะอย่างที่ผมได้อภิปรายในเรื่องของงบประมาณที่ผ่านมาเมื่อไม่กี่วันนี้ ในเรื่องของกระทรวงศึกษาธิการว่า การศึกษาของน้อง ๆ เยาวชนเขาจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ เป็นผู้ที่จะพัฒนาประเทศ เพราะฉะนั้นถ้าเสาเข็มรากฐานของน้อง ๆ เยาวชนเหล่านี้แม้ว่า จะอยู่ในระดับอุดมศึกษาก็ตาม ถ้าเขาไม่มีความแข็งแรงในด้านวิชาการแล้วก็ความรอบรู้ ตลอดจนวิสัยทัศน์แล้วก็ธรรมาภิบาล ประเทศไทยเราก็ไปรอดยากครับ วันนี้ผมอยากจะบอกท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายนะครับว่า มหาวิทยาลัยนเรศวรมีความพร้อมในการที่จะออกนอกระบบ นั่นก็คือว่ากว่าจะมาเป็น มหาวิทยาลัยนเรศวรก็ได้ผ่านยุคผ่านสมัยมาหลายยุคหลายสมัยตั้งแต่ยุคที่เป็นวิทยาลัยครู ตอนนั้นยังเป็นวิทยาเขต ๑ ของมหาลัยศรีนครินทรวิโรฒ แล้วก็ต่อมาตามแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก็มีการที่จะให้มีการผลิตครูอย่างที่บอกถึงได้มีมหาวิทยาลัย เพื่อผลิตครูเพิ่มขึ้น แล้วก็ต่อมาก็ได้ยกตัวเองเพื่อให้เป็นเอกเทศ ก็เลยเป็นมหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ ไม่ได้เป็นวิทยาเขตของใครอีกแล้วนะครับ แล้วเราก็ได้สั่งสมประสบการณ์ จริง ๆ แล้วการออกนอกมหาวิทยาลัยของมหาวิทยาลัยนเรศวรมีเริ่มต้นตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้มีการเสนอไปสู่สภามหาวิทยาลัยตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ และในปี ๒๕๔๗ ก็ได้มีการส่งมาให้ กฤษฎีกา และกฤษฎีกาก็เห็นชอบกับสิ่งที่สภามหาวิทยาลัยได้ส่งออกมาในเรื่องของการออก นอกระบบ แต่ว่าทั้งหลายทั้งสิ้นก็มีอะไรหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องผ่านอุปสรรค นักศึกษาต่อต้าน จนกระทั่งทำให้ในวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ นายกองค์การนิสิตของมหาวิทยาลัย นเรศวรได้ยื่นหนังสือกับประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อจะขอไม่เห็นด้วยกับการที่ สภามหาวิทยาลัยนั้นได้มาขอออกนอกระบบ จนกระทั่งวันที่ ๔ ธันวาคมต่อมาก็ได้มีการขอถอน จากคณะรัฐมนตรี โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในสมัยนั้นแล้วก็ได้มีการพูดจากัน ทำความเข้าใจกัน มีการปรับปรุงอะไรกันมาหลายอย่าง จนกระทั่งมาถึงวันนี้วันที่มหาวิทยาลัย นเรศวรนั้นพร้อมที่จะกลับมาสู่ในการที่จะยื่นร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนเรศวรในการที่จะ พาตัวเองออกนอกระบบ ผมเองเชื่อนะครับ เชื่อในจิตวิญญาณของความเป็นอาจารย์ทั้งหลาย บุคลากรทางการศึกษาทั้งหลายของมหาวิทยาลัยนเรศวรว่ามีเจตจำนงที่ดี มีหลักการที่ดี เพื่อที่จะ ตอบสนองความต้องการของประชาชน แต่จริง ๆ แล้วผมว่าใจลึก ๆ ของอาจารย์ทุกคน หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนในการร่างกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา จริงอยู่อาจจะเขียนว่าเพื่อคน ภาคเหนือตอนล่างหรือคนพิษณุโลก แต่จริง ๆ แล้วผมคิดว่าคณาจารย์ทั้งหลายไม่ใจแคบ ขนาดนั้นหรอกครับ เวลาคิดก็คิดในภาพกว้าง เพียงแต่ว่านี่คือจุดเด่นในการที่จะให้กฎหมาย ฉบับนี้โน้มน้าวใจของทุกคนที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้นะครับ พิษณุโลกตั้งแต่ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในฉบับที่ ๙ ได้ประกาศให้พิษณุโลกนั้นเป็นศูนย์กลาง ในทุกด้าน ทั้งด้านโลจิสติกส์ (Logistics) ด้านสังคมด้านเศรษฐกิจ ให้พิษณุโลกเป็นเมืองศูนย์กลาง เพราะฉะนั้นการเดินทางไม่ว่าจะมุมไหนของประเทศไทยหรือแม้แต่วันนี้ทุกคนก็ยอมรับ กันแล้วว่าแม้การเดินทางไม่ว่าจะมุมไหนของภูมิภาคนี้ พิษณุโลกคือศูนย์กลางและมีอนาคต ในวันข้างหน้า จริงนะครับพิษณุโลกนั้นมองดูเหมือนกับว่าเราเป็นพื้นที่เกษตรกรรม ถูกต้องครับ นั่นเป็นพื้นฐานและทุกวันนี้ชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังอาศัยด้านเกษตรกรรม ผมถึง พยายามพูดเสมอในส่วนที่เกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรในเรื่องของชลประทาน จนมีคนบอกว่าผมไปทะเลาะอะไรหรือไม่พอใจอะไรกรมชลประทาน น้ำมันคือชีวิตนะครับ ไม่มีน้ำแล้วเกษตรกรจะอยู่อย่างไรผมถึงต่อสู้เพื่อเกษตรกร ไม่รู้ล่ะใครจะว่าอย่างไรก็ช่าง แต่ชีวิตเกษตรกรนั้นสำคัญที่สุดเพราะฉะนั้นแล้วทั้งเกษตรกรรม จริง ๆ แล้วอย่างที่ผม โลจิสติกส์ (Logistics) ไม่มีจังหวัดไหนในภาคเหนือตอนล่างที่มีความสมบูรณ์เท่าพิษณุโลกแล้ว และยังมีการพัฒนาในสาขาอื่นได้ ท่านผู้แทนครับ มหาวิทยาลัยนเรศวรพร้อมที่จะออกนอกระบบ ผมเองเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง แต่อย่างที่ผมบอกนะครับ ทั้งหลายทั้งสิ้นอุปสรรคที่จะเกิดขึ้น ในวันข้างหน้า อนาคตเราไม่เห็น ทางตรงมองไกลสุดสายตาเราก็เห็นแล้วครับ แต่เมื่อไร ที่เป็นหลังโค้งเราก็มองไม่เห็น ยังมีอะไรอีกหลายอย่าง เพราะฉะนั้นในเรื่องของอนาคต ที่ทุกคนเป็นห่วง ผมต้องขอบคุณแทนพี่น้องประชาชนในพิษณุโลกว่า ส.ส. หลายท่านเป็นห่วง การวางหลักเกณฑ์การวางอะไรที่จะไม่ให้เกิดสถาบันที่เป็นเทวดา เป็นสถาบันที่ผู้คนโดยทั่วไป ก็เข้าไม่ถึงผมไม่ยอมแน่เพราะฉะนั้นในชั้นกรรมาธิการรบกวนทุกท่านที่จะเป็นกรรมาธิการ เพื่อช่วยพิจารณาดูเพื่อลูกหลานของเราด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ต่อไปเป็นท่านศาสตราจารย์โกวิทย์ ตามด้วยท่านวิสาร เตชะธีราวัฒน์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผมศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท จังหวัดนครศรีธรรมราช วันนี้ผมขอร่วมอภิปรายเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. .... ที่เปลี่ยนสถานะมหาวิทยาลัยนเรศวรให้มีฐานะเป็นหน่วยงาน ในกำกับของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการ นั่นคือหลักการใหญ่ที่กำหนดไว้ในมาตรา ๕ ผมเรียน ท่านประธานอย่างนี้นะครับว่าชีวิตผมเองต้องบอกท่านประธานว่าได้ผ่านการเป็นอาจารย์ ในมหาวิทยาลัยมามากกว่า ๓๐ ปี ได้อยู่ทั้งมหาวิทยาลัยในระบบเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ ที่เป็นส่วนราชการ และอยู่ทั้งมหาวิทยาลัยที่อยู่ในกำกับคล้าย ๆ กับที่มหาวิทยาลัยนเรศวร กำลังจะออกไปอย่างนี้ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นทั้ง ๒ ระบบที่ผมอยากจะบอก ท่านประธานเพื่อจะเป็นหลักการหรือว่าเป็นแนวคิด แล้วก็เป็นคำถามให้ตอบอันนี้ผมผ่าน ประสบการณ์จริงมาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ล่าสุดก็อยู่ที่ ธรรมศาสตร์ ซึ่งออกนอกระบบไปก่อนนเรศวร ผมเรียนอย่างนี้เราฝันว่ามหาวิทยาลัย ออกนอกระบบ อันนี้ถ้าดูตามหลักการในมาตรา ๗ มาตรา ๘ ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร อยากออกไป นั่นก็คือความต้องการให้มีอิสระมีความคล่องตัว อยากจะเป็นเลิศทางวิชาการ มันก็มีคำถามเยอะว่าเป็นเลิศทางวิชาการก็เป็นอยู่แล้วล่ะ ถามว่าตอนไม่ออกนี้มันไม่คล่องตัว ตรงไหน อย่างไร ก็มันคล่องตัว อันนี้ผมพูดเพื่อย้อนแย้งนิดหนึ่งว่าบางเรื่องมันก็มีเพียงแต่ว่า การใช้ทรัพยากร การวางหลักสูตร การหารายได้อะไรต่ออะไรมันอาจจะมีมาก เพราะฉะนั้น คำถามที่ควรจะถามก็คือว่าอะไรคือความแตกต่างจากที่ไม่เคยอยู่ในระบบและออกนอกระบบ อะไรคือความต่าง อันนี้เป็นคำถามที่อยากถาม ผมคิดว่าถ้าอ่านแล้วมันต่างในโครงสร้าง ต่างในเรื่องของสถานะ ต่างในเรื่องของความเป็นพนักงานที่จะต้องเปลี่ยนไป ส่วนราชการต่าง ๆ ที่ปรับเปลี่ยน แต่คำถามหนึ่งที่ไม่ได้เขียนไว้ก็คือความแตกต่างในแง่ของการที่นักศึกษา ผมเล่าให้ท่านประธานฟังสักนิดหนึ่งว่าตอนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ออกนอกระบบ มีนักศึกษากลุ่มหนึ่งมาถามผมว่าอาจารย์ครับธรรมศาสตร์ออกนอกระบบแล้วพวกผมได้ อะไรบ้าง อันนั้นคือคำถามที่ยิ่งใหญ่มากแล้วเขาก็อยากได้คำตอบนี้ ผมไปอ่านในมาตราต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยนเรศวร ไม่ได้เขียนไว้ครับว่าประโยชน์ของนักศึกษาจะได้ตรงไหน อย่างไร อันนี้ช่วยตอบหน่อยครับ เพราะฉะนั้นธรรมศาสตร์เองตอนนั้น เราก็จะต้องอธิบายนักศึกษา ผมเรียนอย่างนี้มันอาจจะมีอยู่ในมาตรา ๓๗ บอกว่านักศึกษาที่ยากจนหรือขาดแคลน ทุนทรัพย์เวลาจะเข้ามาเรียน บอกว่าไม่ให้ปฏิเสธที่จะรับ อันนั้นก็เป็นประโยชน์ส่วนหนึ่ง แต่ท่านอย่าลืมโครงสร้างมหาวิทยาลัยไม่ได้วนเวียนอยู่เฉพาะสภามหาวิทยาลัย อธิการบดี คณบดี มหาวิทยาลัยไปตั้งอยู่ที่ชุมชน คำถามคือชุมชนท้องถิ่นได้ประโยชน์อะไรบ้าง เพราะว่าในมาตรา ๘ ผมเห็นว่านเรศวรได้เขียนว่า มหาวิทยาลัยต้องรับผิดชอบต่อสังคมและ ท้องถิ่น เป็นต้น เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ต้องเขียนในมาตราไหนบ้างที่พูดถึงเรื่องนี้ ผมอยากเรียน ท่านประธานอีกเรื่องหนึ่งว่าสิ่งที่ไม่ได้พูดแล้วไม่ได้กล่าวไว้ก็คือสิทธิประโยชน์ของนักศึกษา ยกเว้นมาตราที่ผมได้กล่าวไปแล้ว เรื่องของชุมชนท้องถิ่นที่จะต้องเชื่อมโยงกันอย่างไรให้เป็น ประโยชน์เพราะว่าการเรียนในมหาวิทยาลัยเดี๋ยวนี้นักศึกษาก็เริ่มน้อยลงเพราะเด็กเกิดน้อย หลักสูตรต่าง ๆ ก็เริ่มปิดตัว คำถามก็คือว่าเราจะใช้ประโยชน์ให้กับชุมชนท้องถิ่น ให้กับ ภาคประชาสังคมที่อยู่นอกมหาวิทยาลัยได้อย่างไร นั่นคือเป็นประเด็นหลักนะครับ เพราะฉะนั้นในประการต่อมาผมมาดูรายได้มหาวิทยาลัย รายได้มหาวิทยาลัยพูดไปทั้งหมดนี่ ผมยกตัวอย่างในมาตรา ๑๖ ก็แล้วกันที่เขียนไว้ เช่น รายได้จากเงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาล จัดสรรให้ รายได้จากเงินอุดหนุนที่รับการจัดสรรตามกฎหมาย รายได้ที่เป็นเงินและทรัพย์สิน ที่มีผู้อุทิศให้ รายได้หรือผลประโยชน์ที่มหาวิทยาลัยมีกองทุนจัดตั้งขึ้น รายได้จากค่าเล่าเรียน ค่าบำรุง ค่าบริการ เงินหรือทรัพย์สิน และรายได้จากผลประโยชน์อื่น เป็นต้น รายได้ที่ผม กล่าวมาจากมาตรา ๓๘ มันไม่ได้ชี้ให้เห็นว่ามหาวิทยาลัยนี้จะพึ่งตนเองได้อย่างไรครับ ตกลง คุณรับเงินจากรัฐเกือบทั้งหมดเลย อันนี้ก็คือเป็นประเด็นหลักที่ผมจะถามว่ามหาวิทยาลัย นเรศวรเมื่อออกนอกระบบแล้วจะมีวิธีการพึ่งตนเองได้อย่างไร นั่นก็คือหลักใหญ่ของ มหาวิทยาลัยออกนอกระบบเพื่อให้ท่านมีอิสระในการบริหารงาน เพราะว่าในมาตรา ๑ ที่เขียนไว้ก็คือว่ารายได้ของมหาวิทยาลัยไม่ส่งเงินให้กับแผ่นดิน อันนี้ก็ถูกต้องถ้าเป็นอย่างนี้ แต่ว่าท่านต้องมีหลักประกันในการที่ทำให้มหาวิทยาลัยยืนอยู่ได้ เลี้ยงตัวเองได้ นี่คือประเด็นใหญ่ ผมอยากให้ตอบด้วยว่ามีมาตราไหนบ้างที่เขียนไว้ว่าจะนำไปสู่การพึ่งตนเองได้ แล้วที่มีปัญหา ที่ผมอยากจะบอกนั้นก็คือว่าในมาตรา ๑๖ วรรคสอง ในกรณีที่รัฐบาลได้ปรับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง ค่าตอบแทน ผมบอกได้เลยจูงใจกันมากครับ มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ว่าอาจารย์จะมีเงินมากขึ้น ผู้บริหารจะมีตำแหน่งต่าง ๆ มากขึ้น เขียนแบบนี้มันไม่เป็น ประโยชน์กับชุมชนและนักศึกษาเลยแม้แต่นิดเดียว อันนี้คือประเด็นที่ผมอยากจะอ่านต่อว่า สิทธิประโยชน์อื่นใดที่ให้แก่ข้าราชการ รัฐบาลจัดสรรงบประมาณในลักษณะเงินอุดหนุน ทั่วไปเพิ่มเติมให้แก่มหาวิทยาลัยในสัดส่วนเดียวกันเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายให้แก่พนักงาน มหาวิทยาลัยด้วย นั่นก็แปลความว่าในที่สุดรัฐบาลก็ต้องซัปพอร์ต (Support) ตลอดไป วิธีคิดแบบนี้มันใช่หรือมหาวิทยาลัยออกนอกระบบอยากถาม เพราะฉะนั้นสุดท้าย ท่านประธานครับผมขอ ๑ นาทีก็คือว่า ข้าราชการและพนักงานจะมี ๒ ระบบทันที แต่ว่า ในหลายมาตราเขียนบอกว่า ๑ ปีจะต้องปรับสถานะ นั่นก็คือเป็นวิธีการที่ปรับสถานะ แต่ประเด็นที่ผมอยากจะถามก็คือว่าผลประโยชน์ที่เป็นพนักงานมหาวิทยาลัยหมายความว่า หลักประกันชีวิตที่เขาควรจะดำรงอยู่เหมือนข้าราชการคืออะไร นั่นคือสิ่งที่มันยังเหลื่อมล้ำ ผมอยากเรียนท่านประธานว่าขณะนี้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบทุกมหาวิทยาลัยยังมีปัญหา ระหว่างข้าราชการในมหาวิทยาลัยที่เป็นอาจารย์และพนักงานหรือเป็นบุคลากรในมหาวิทยาลัย กับพนักงานมหาวิทยาลัยก็ยังมีความแตกต่าง มีความเหลื่อมล้ำกันอย่างมากทั้งการประเมิน และการนำเข้าสู่การมีตำแหน่งต่าง ๆ อันนี้ก็คือสิ่งที่ผมอยากเรียนท่านประธาน ผมเห็นด้วย กับมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ แต่ว่าอยากเรียนท่านประธานว่าต้องตอบคำถามที่ผมได้ถาม ไปให้ท่านประธานได้ทราบในประเด็นต่าง ๆ ที่ผมได้ถามไป ผมยินดีที่จะรับหลักการให้ ถ้าตอบคำถามอย่างที่ผมได้กล่าวมาแล้วต่อท่านประธานครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านวิสาร ตามด้วยท่านบัญญัติ เจตนจันทร์ ครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม วิสาร เตชะธีราวัฒน์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดเชียงราย โดยร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ กระผมให้การสนับสนุนเกี่ยวกับเรื่องร่างพระราชบัญญัติของมหาลัยนเรศวร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งอาจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ซึ่งท่านเป็นรัฐมนตรีอยู่ ผมเรียนท่านประธานตรง ๆ นะครับว่า ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะอภิปรายในเนื้อหา พ.ร.บ. นเรศวร แต่วันนี้ครับผมต้องการที่จะพูดกับ อาจารย์ของผม อาจารย์ดอกเตอร์เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ที่ผมเคยคาดหวังว่าจะเป็นคนที่ นำพาประชาธิปไตยมาสู่ประเทศไทย อาจารย์เคยมีประวัติดีเด่นไม่ว่าจะเป็นเรื่องการต่อสู้ โดยการหนีเข้าป่า อาจารย์เคยทำหลายเรื่องที่ทำให้กระตุกสังคมไทยลูกหลาน ลูกศิษย์ลูกหา อาจารย์ได้มีความหวัง แต่ผมเรียนว่าวันนี้นะครับต่อร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ผมมีปัญหา ถามอาจารย์เอนกผ่านท่านประธานสภาไป ๓ เรื่อง🔗
เรื่องแรกอย่างที่ท่านรัฐมนตรีบอกไว้ว่าท่านจะมีวัตถุประสงค์ ๘ ๙ ข้อ ถามท่านตรง ๆ ว่าท่านจะทำแบบนั้นได้จริง ๆ ไหมครับ และท่านจะเอางบประมาณที่ไหน และที่สำคัญกว่านั้นคือท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายหลายท่านแล้วครับว่า สิ่งที่เราต้องการนั้นไม่ได้หมายถึงว่าเราจะให้ครูบาอาจารย์หรือบุคลากรของท่านได้มีโอกาส ที่บริหารเองทำเอง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งว่ากันตรง ๆ ผมเองมีลูกหลานคนเชียงรายของผม มาเรียนอยู่ที่ มน. เยอะครับ แต่เท่าที่ฟังดูวิชาการก็ยังไม่กระตือรือร้นสักเท่าไหร่ ต้องเรียนว่า ยังตามห่างชั้นกับมหาวิทยาลัยหลัก ๆ อีกหลายขุม แต่วันนี้ที่ผมจะต้องเรียนท่านประธาน ก็คือว่าผมข้องใจครับ งบของกระทรวง อว. จริง ๆ ก็ ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่งบในกำกับ ดูแลของท่าน ๑๔๓,๐๐๐ ล้านบาทครับ ท่านประธานครับที่ผมไม่สบายใจที่สุดก็คืองบกลาง งบ อว. ที่ท่านบอกว่าท่านมาตอบในสภาตอนที่อภิปรายเรื่องงบประมาณท่านบอกว่า ไม่มีปัญหา ท่านดูแลได้ ท่านทำให้นักศึกษามีรายได้มีการฝึกงานและมีการส่งเสริมให้มี การกระจายรายได้ ท่านประธานครับผมถามท่านเอนกตรง ๆ ท่านศาสตราจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ครับ ในเรื่องที่เพื่อนสมาชิกเราได้อภิปรายในช่วงไม่ไว้วางใจแล้วก็มีเรื่องทาง มหาวิทยาลัย ๔ อัน ที่เราได้ถามกันไว้นะครับไม่ว่าจะเป็น มทร. อีสาน มทร. แม่โจ้ มทร. มหาสารคาม เทคโนโลยีราชภัฏมหาสารคาม ๒,๐๕๑ ล้านบาท ท่านเป็นคนลงนามด้วย แล้วท่าน จะบอกว่าท่านไม่รู้หรือครับ แล้วงบ อว. ตรงนี้ท่านมีสภาวิจัยอีก ๑๗,๐๐๐ ล้านบาท เรื่องตรงนี้ ผมเรียนท่านอาจารย์เอนกตรง ๆ ว่าต่อมความรู้สึกความเป็นประชาธิปไตยที่ท่านเคยต่อสู้ เรียกร้องมามันหายไปไหนครับ มีคนมาเล่าให้ผมฟังเยอะแยะแต่ผมไม่เชื่อว่าอาจารย์เอนกผม จะเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้ อาจารย์ครับทั้งหมด ๔ อันนี้อาจารย์บอกว่าถ้าอาจารย์ไม่รู้ก็แสดงว่า อาจารย์ถูกหลอก แต่ถ้าอาจารย์รู้แสดงว่ามันผิดชัด ๆ มีอย่างที่ไหนเซ็นผ่านผัวะๆ เข้างบกลาง ตกลงมา อาจารย์ก็บอกว่ายูทูที (U2T) ก็ได้ดีบีซีจี (DBCG) ท่านก็ทำได้ แต่อาจารย์ครับ ทุกวันนี้มหาวิทยาลัยมันควรจะต้องมีหน้าที่ที่สอนให้นักศึกษาให้มีนวัตกรรมที่ดีขึ้น แต่ว่า คนที่เขียนโครงการงบกลางอันนี้ผมท้าได้เลยอาจารย์ครับคนเขียนคนเดียวกัน และคนที่จูงมือ อาจารย์ไปผมไม่อยากใช้คำว่าจูงจมูกก็คือดอกเตอร์ที่อยู่ข้างกายอดีตนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ ผมกล่าวหาแล้วเรื่องนี้เราได้ยื่น ป.ป.ช. ไว้เรียบร้อย ฟังอาจารย์ว่าวันนี้ผมพูดถึง มหาวิทยาลัยนเรศวรอาจารย์ตอบผม ๓ ๔ ข้อว่าทำอย่างไร แต่ผมข้องใจตอนนี้อาจารย์ ต้องตอบให้สังคมได้รู้ อาจารย์มหาวิทยาลัยทุกที่เขียนโครงการ ๔ อันนี้เขียนเหมือนกันหมด คนเขียนคนเดียวกันหมดผมยืนยัน และอาจารย์เชื่อไหม ครม. ไม่มีแล้วครับ อยู่ ๆ มันก็ บายพาส (Bypass) จากปลัดไปถึงรัฐมนตรีแล้วก็กลับชงลงมาแล้วก็มีลูกน้องคนที่อาจารย์ ไม่รู้ไปไล่รอเก็บสตางค์อยู่ จริงเท็จผมไม่รู้นะครับอาจารย์แต่ว่าโครงการนี้กลิ่นมันเหม็นมาก และเสียชื่อนามสกุลอาจารย์ไปตลอดเลย ทั้ง ๆ ที่ถือว่าสกุลนี้เป็นสกุลที่ดีที่สุดในภาคเหนือ จะเป็นที่ยกย่องของพี่น้องบ้านเรา แต่อาจารย์ครับอันนี้ขอเตือนอาจารย์แรง ๆ เลยว่าไม่ถูก เรียนอาจารย์ว่าตัวนี้มันเป็นเรื่องที่เหมาะสมไหมครับ🔗
ท่านประธานครับ🔗
ว่าคนที่เป็นระดับครูบาอาจารย์ ในมหาวิทยาลัยแต่ต้องไปสอนให้พี่น้องประชาชนเลี้ยงกบ สอนให้เพาะเห็ดและตอนนี้ อาจารย์ครับต้องไปทำ🔗
ท่านวิสารครับ นิดหนึ่งนะครับ มีท่านสมาชิกประท้วงครับ🔗
ระดับมหาวิทยาลัยนะครับ🔗
เดี๋ยวนะครับ ท่านวิสารครับ แป๊บหนึ่งครับ มีท่านสมาชิกประท้วงครับ ประท้วงเรื่องอะไรครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม นายเขตรัฐ เหล่าธรรมทัศน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรครวมพลัง ขอประท้วงผู้ที่กำลัง อภิปรายอยู่ครับ เมื่อสักครู่ใช้สิทธิพาดพิงนามสกุลครับ ก่อให้เกิดความเสียหายแล้วก็ อีกอย่างการอภิปรายของท่านไม่ได้อยู่ในประเด็นเลย ออกนอกประเด็นไปไกลเลยครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๖๙ ขอบคุณครับ🔗
ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ ขอบพระคุณหลานรักด้วยนะครับ จริง ๆ แล้วผมเคยยกย่องและเคยเล่าให้อาจารย์ฟังว่า ลูกอาจารย์คนนี้มีอนาคตจริง ๆ🔗
เดี๋ยวนะครับ ท่านวิสารครับ เดี๋ยวให้ประธานวินิจฉัยนิดหนึ่ง ท่านวิสารครับพอมีการประท้วงประธาน ต้องวินิจฉัยนะครับ ฉะนั้นท่านหยุดรอนิดหนึ่งนะครับ ผมขออนุญาตอย่างนี้ครับ ประธาน ก็ฟังตลอดนะครับ ขอวินิจฉัยว่าท่านวิสารยังอยู่ในประเด็นอยู่เพียงแต่ว่าท่านอาจจะ ออกกว้างไปนิดหนึ่ง ฉะนั้นท่านวิสารก็ดึงเข้ามาตรงประเด็นเลย เชิญอภิปรายต่อครับ🔗
ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ ผมก็อยู่ในสภานี้ไม่มากไม่น้อย แต่เชื่อมั่นว่าสิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้เป็นความตั้งใจดี หวังดี และความรักและเคารพต่อท่านอาจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ซึ่งผมได้บอกแต่แรกว่า ท่านเป็นคนที่สอนผมมาด้วยที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่เรียนอาจารย์ว่าแค่นี้ยังไม่พอ ที่ผมกล่าวหานี้ผมไม่ได้บอกว่าอาจารย์ผิด แต่ถ้าอาจารย์ไม่รับรู้ก็แสดงว่าอาจารย์ถูกหลอก ระดับศาสตราจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์ จะโดนพวกนี้หลอกถ้าไม่สมรู้ร่วมคิดกัน ผมคิดว่า มันไม่น่าเป็นไปได้ แต่สิ่งที่ผมอยากเรียนท่านประธานก็คือว่าอะไรครับ มหาวิทยาลัยนเรศวร ถ้าเราจะทำแบบนี้ผมถามไป ๓ คำถามแล้วว่า ๘ ๙ ข้อที่อาจารย์บอกนี้อาจารย์จะทำ อย่างไรและปฏิบัติได้จริงไหม และอาจารย์จะเอางบจากที่ไหนเพราะเดี๋ยวนี้งบไปหมดแล้ว และอาจารย์มีแสนกว่าล้านบาทนี้ งบสภาวิจัยผมเรียนถามอาจารย์ตรง ๆ เถอะ ทุกวันนี้ ทุกมหาวิทยาลัยเขาเก็บกัน ๑๐ เปอร์เซ็นต์อาจารย์ทราบไหม มีแต่คนวิ่งไปตามเอาใจ ท่านรัฐมนตรี ทุกวันนี้เขาก็ลือกันสนั่นว่า มน. เอาใจอาจารย์เอนกมาก มีงบกลางได้อีก ๒๗๕ ล้านบาทของมหาวิทยาลัยนเรศวรนี้ครับ ทีนี้ที่ผมเรียนถามก็คือว่าทั้งหมดนี้เราต้องเอาพี่น้อง ประชาชน ลูกหลานชาวบ้านที่เข้าไปเรียนมหาวิทยาลัยนี้เป็นหลัก และผมต้องเรียนอาจารย์ว่า แค่นี้ยังไม่พอครับ ทุกวันนี้ที่ผมอเนจอนาถใจที่สุดคืออะไรครับจะใช้งบไม่ทันทุกมหาวิทยาลัย เดี๋ยวนี้มีการประชุมกันทางซูม (Zoom) แล้วครับ บอกว่าต้องไปรีบจัดสัมมนาไปรีบจัดอบรม แล้วอบรมอะไรครับระดับอาจารย์มหาวิทยาลัยครับ อบรมให้ทำน้ำยาซักผ้า อบรมให้ทำสบู่ อบรมให้ทำน้ำยาล้างมือ มันได้อะไร มหาวิทยาลัยนี้มันควรจะต้องดีกว่านี้อยู่ในการควบคุมดูแล ของศาสตราจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์ มันต้องไปไกลกว่านี้ อย่าไปยึดติด ที่ผมเรียนนี้ ผมด้วยความรักนะครับอาจารย์ อาจารย์จะรู้ดีว่าผมเคารพนับถือบ้านอาจารย์ ตระกูลอาจารย์ แค่ไหน เพราะฉะนั้นเรียนให้ท่านเขตรัฐได้ทราบด้วยแล้วกันนะครับ ผมเรียนท่านประธาน อย่างนี้ว่าสิ่งที่ผมถามผมขอให้อาจารย์รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ตอบผมด้วยเพราะว่า ท่านจะได้เคลียร์ (Clear) ตัวท่านเอง ถ้าท่านไม่รู้ท่านบอกไม่รู้ แต่ถ้าท่านไม่รู้ท่านจะทำ อย่างไรกับเรื่องที่มันเกิดขึ้นมา ส่วนในเรื่องนี้อาจารย์ครับผมฝากว่า ๓ ๔ ข้อที่ผมถาม ๘ ๙ ข้อที่ อาจารย์บอกว่าอาจารย์อธิบายว่าจะดีอย่างโน้นดีอย่างนี้ อาจารย์ทำได้จริงไหม และอาจารย์ จะทำอย่างนี้อาจารย์จะเอางบมาจากที่ไหนและที่สำคัญก็คือ ณ วันนี้เราต้องเอาพี่น้อง ประชาชนเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ๆ ที่ขาดโอกาส🔗
ท่านวิสาร สรุปได้แล้วนะครับ🔗
ซึ่งมาเรียนอย่างที่อาจารย์บอกว่า ดีแล้วนี่ผมคิดว่าเราไม่ต้องเก็บค่าใช้จ่าย เราไม่ต้องเก็บค่าใช้จ่าย เราต้องให้เขาได้เรียนจนจบ สิ่งที่จะต้องขอฝากท่านประธานอันสุดท้ายก็คือว่าขณะนี้งบมันเหลือ แล้วถือเวลานี้ไปประชุม กันทางคอนเฟอเรนช์ (Conference) ต้องรีบจ่ายเงินภายในเดือนกันยายนนี้ให้หมดนะ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวงบจะตกไป บ้านเรามีเงินเหลือขนาดนั้นหรือครับ เราต้องกู้เงินนะครับ อาจารย์ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นตัวนี้ผมคิดว่าถ้าบริหารมหาวิทยาลัยเป็นแบบนี้ การศึกษาประเทศไทยไปไม่ได้แน่ เราล่มจมแน่ เราล้าหลังกว่าประเทศเพื่อนบ้านอีกหลาย ๆ ประเทศแน่นอน ผมเรียนว่าวันนี้ผมอาจจะนอกเรื่องหน่อย แต่ว่าเพราะเจออาจารย์เอนก ผมเลยต้องถามเรื่องนี้ตรง ๆ ครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ต่อไปเป็น ท่านบัญญัติ ตามด้วยท่านธีรัจชัย พันธุมาศ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขออภิปรายสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. มหาวิทยาลัย นเรศวร พ.ศ. .... ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมยินดีกับพี่น้องชาวภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน จริง ๆ ก็ทั้งประเทศล่ะครับ เพราะว่ามหาวิทยาลัยนี้เป็นมหาวิทยาลัยของ ประเทศไทย แต่ว่าตั้งอยู่ในภูมิประเทศภาคเหนือตอนล่างที่จะเติบโตเป็นมหาวิทยาลัยที่ออก นอกระบบราชการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ การที่มหาวิทยาลัยที่เพิ่งจะก่อตั้งนี่ ต้องเป็นมหาวิทยาลัยที่อยู่ในระบบราชการเพราะว่ามาได้ความมั่นคงในระยะที่กำลังเติบโต เรียกว่าเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นกำลังจะเติบโตนะครับ มีสเพิร์ต (Spurt) หรือจุดเติบโตขึ้น การออก นอกระบบก็มีความคล่องตัว มีความเป็นอิสระนะครับ สามารถที่จะพัฒนาขึ้นไปได้นะครับ แต่ว่ามหาวิทยาลัยนี้ตั้งมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ ก็ ๓๒ ปีแล้วครับ แต่ถ้าเริ่มตั้งแต่ก่อตั้งก็ปี ๒๕๑๐ เท่าที่ศึกษาประวัติดูนะครับ แต่ก็เป็นห่วงว่างบประมาณรายจ่ายประจำปีหลังจากที่ผ่านสภา ไปเมื่อวานนี้นะครับ มหาวิทยาลัยนเรศวรได้งบประมาณค่าใช้สอย ๕๓๘ ล้านบาทเศษ แล้วก็งบบุคลากร ๒,๓๒๘ ล้านบาทเศษ แน่นอนเมื่อออกจากระบบราชการไปเงินเดือนของ ครูบาอาจารย์ก็จะต้องมากขึ้น ทางมหาวิทยาลัย ทางรัฐบาลได้เตรียมความพร้อมหรือไม่ ถ้ากฎหมายนี้ผ่านไปเงินก็ไม่มี มีแผนการรองรับที่จะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายให้บุคลากร ที่บัญชีเงินเดือนจะต้องเปลี่ยนแปลงไป แต่เมื่อมหาวิทยาลัยจะต้องอยู่รอด ค่าเงินเดือนของ บุคลากรมากขึ้นก็จำเป็นจะต้องหารายได้มาเพิ่มขึ้น มีแผนการในการรองรับรายได้ของ มหาวิทยาลัยอย่างไร มหาวิทยาลัยมีทรัพย์สิน มีสินทรัพย์หรือมีที่ดิน มีอะไรที่จะหารายได้ มาเสริมเพิ่มเติมเข้ามาได้อย่างไร ในส่วนนี้ก็อยากจะรู้เพราะเป็นห่วง แล้วหลักสูตรหลาย ๆ หลักสูตรที่ไม่คุ้มค่ากับการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยก็คงจะอยู่นิ่งเฉยแบบเดิมไม่ได้แล้ว หลักสูตรซึ่งปัจจุบันเท่าที่ศึกษาดูมีถึง ๑๘๔ หลักสูตร นักศึกษา ๒๕,๐๐๐ กว่าคน อาจารย์ ๑,๕๐๐ คน ในส่วนนี้เป็นองค์กรที่ใหญ่มากนะครับ การออกนอกระบบแม้ว่าจะมีข้อเด่น ข้อดี แต่การที่จะอยู่รอดต้องมีธุรกิจทางด้านการศึกษาด้วย ผมก็อยากจะสอบถามในส่วนนี้ว่า ได้เตรียมพร้อมไว้แล้วหรือไม่ อย่างไร ในส่วนของวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยที่ตั้งไว้ยังเป็น วิสัยทัศน์เดิมอยู่หรือเปล่าว่าเป็นวิทยาลัยที่เพื่อสังคมของผู้ประกอบการ ซึ่งหลักของการเป็น มหาวิทยาลัยที่รับใช้สังคมให้นักศึกษาเป็นผู้ประกอบการ อันนี้เป็นวิสัยทัศน์ที่ทันสมัยนะครับ ผมก็อยากที่จะให้รักษาไว้ เพราะเรียนหนังสือไปเป็น บัณฑิตไปแต่ไม่เป็นผู้ประกอบการนะครับ มหาวิทยาลัยเพื่อสังคมของผู้ประกอบการ คำว่า ผู้ประกอบการภาษาฝรั่งเศสเขาอาจจะเรียกว่าออนเทอร์เพอร์เนอร์ชิป (Entrepreneurship) หรือเอนเตอร์ไพรส์ (Enterprise) นะครับ อันนี้สำคัญมาก ก็ขอให้รักษาอันนี้ไว้นะครับ เพราะเรียนไปแล้ว เรียนเพื่อรู้ รู้แล้วประกอบอาชีพไม่ได้ก็ป่วยการนะครับ ถ้าอย่างนี้ยังอยู่ แล้วจะขยายผลเพิ่มเติมเข้าไปได้อย่างไร ถ้าจะเพิ่มว่าเป็นอินโนเวทีฟ ออนเทอร์เพอร์เนอร์ชิป (Innovative Entrepreneurship) จะได้ไหม เป็นผู้ประกอบการเชิงนวัตกรรมเพื่อเปลี่ยนแปลง เศรษฐกิจ เปลี่ยนแปลงสังคมนะครับ แล้วมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบอย่างนี้ยังตอบโจทย์ ความเป็นมหาวิทยาลัยท้องถิ่นหรือเปล่า หรือเป็นมหาวิทยาลัยของโลก วิจัยเพื่อชาวโลก แต่ไม่วิจัยเพื่อชาวพิษณุโลก ไม่วิจัยเพื่อชาวภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน และไม่วิจัย เพื่อสังคมไทย ถ้าอย่างนั้นผมก็ไม่ปลื้มกับการออกนอกระบบนะครับ ผมเป็นกรรมาธิการ งบประมาณ ผมจะบอกเสมอว่ามหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่มาของบประมาณมีแผนงาน โครงการ อะไรที่บ่งบอกถึงความเป็นมหาวิทยาลัยท้องถิ่นส่วนหนึ่งด้วย ต้องแบ่งงานกัน มหาวิทยาลัย ประเทศไทยมีตั้งเยอะ ถ้าไม่แบ่งงานกัน ต่างคนก็ต่างวิจัยไปแข่งกับชาวโลก ไปดวงดาวไหน ก็ไม่รู้ แต่ประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไรจากมหาวิทยาลัยของท่าน ท่านต้องแบ่งพื้นที่กับ มหาวิทยาลัยใกล้เคียงนะครับ ตอบโจทย์เกษตรกร ตอบโจทย์ทุกอาชีพที่เขาติดขัดอะไร เพราะปัจจุบันการประกอบอาชีพดั้งเดิมถ้าไม่มีนวัตกรรม ไม่มีการแก้ไขปัญหาการผลิต ปัญหาโลจิสติกส์ (Logistics) การตลาด เรื่องคุณภาพ ถ้าไม่มีแล้วสิ่งนี้ผู้ประกอบอาชีพ ในพื้นที่อยู่ไม่รอด ท่านจะจบมาเพื่อเป็นผู้ประกอบการด้วยตัวของท่านเองโดยไม่ไปดูแล บรรพบุรุษครอบครัวของนักศึกษาในท้องถิ่นก็คงไม่ได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็คุ้มค่าที่จะออกไปนะครับ ก็เป็นห่วงว่าคนยากคนจน ถ้าหน่วยกิตเพิ่มขึ้นท่านต้องหารายได้ ท่านจะขึ้นค่าหน่วยกิตมากน้อย แค่ไหนนะครับ ท่านมีทุนการศึกษาไว้รองรับเด็กยากจนหรือไม่ อย่างไรนะครับ เพราะว่า มหาวิทยาลัยนเรศวรปัจจุบันอยู่อย่างนี้ก็ดีอยู่แล้ว แต่ถ้าจะออกไปต้องตอบโจทย์คนยากคนจน ลดความเหลื่อมล้ำ ตอบโจทย์ความเป็นมหาวิทยาลัยท้องถิ่น วิจัยเพื่อเขา ตอบโจทย์เป็น มหาวิทยาลัยของประเทศไทยและชาวโลก มีผลงานการวิจัยที่โดดเด่น ถ้าอย่างนั้นผมก็จะ เห็นชอบแล้วก็ลงมติเห็นชอบให้ท่านนะครับ กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ พอท่านธีรัจชัย พันธุมาศ อภิปรายจบก็จะเป็นการชี้แจงของท่านรัฐมนตรี เสร็จจากรัฐมนตรีชี้แจงแล้วก็จะมีการลงมตินะครับ เชิญท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกเตรียมเข้า ห้องประชุมครับ เชิญท่านธีรัจชัยครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขออนุญาต อภิปรายในส่วนของร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนเรศวรนะครับ ผมมีความรู้สึกตื่นเต้น เหมือนกันว่าที่มหาวิทยาลัยนเรศวรนั้นจะก้าวไปสู่ความเป็นอิสระขึ้น ออกนอกระบบราชการ แต่ก็ยังมีสิ่งที่ยังต้องกังวลใจอยู่เหมือนกันนะครับ เนื่องจากการเป็นมหาวิทยาลัยออกนอก ระบบราชการนั้นมันเป็นกึ่งราชการและกึ่งของเอกชนที่จะต้องมีการบริหารให้เกิดความสมดุล ในส่วนของการที่เป็นเอกชนนั้นก็ทำให้มีความคล่องตัวในงานวิจัย ในการพัฒนาทางวิชาการ ได้พัฒนาขึ้น ในการบริหารบุคลากรก็ทำได้ นี่คือสิ่งที่อยากจะให้เป็น จะสร้างสรรค์ต่าง ๆ ไม่ต้องมีสายบังคับบัญชายาวไปถึงรัฐบาลกลางโดยตรงแล้วก็ลงมาสู่มหาวิทยาลัยซึ่งยาวมาก ช้ามากในการตัดสินใจ แต่สิ่งที่ผมดูอยู่หลายประการก็ยังมีความเป็นห่วงอย่างน้อย ๒ ประการ ประการแรกคือในเรื่องของความที่วัตถุประสงค์ตามมาตรา ๗ เช่นมีโครงการวิจัย นวัตกรรม ส่งเสริมพัฒนา ประยุกต์วิทยากรชั้นสูงสอดคล้องกับความต้องการของประเทศ และภูมิภาค วิสัยทัศน์แบบนี้มันเป็นวิสัยทัศน์พื้น ๆ ค่อนข้างมากสำหรับมหาวิทยาลัยที่จะ ก้าวสู่เป็นมหาวิทยาลัยระดับโลกโดยใช้ทรัพยากรท้องถิ่นหรือองค์ความรู้ที่วิจัยท้องถิ่นไปรับใช้ คนไทยและให้ไปสู่ระดับโลกขึ้นมา เราไม่มีวิสัยทัศน์ในการที่จะสร้างเป็นผู้นำทางการเปลี่ยนแปลง ไปในทางแข่งขันในระดับโลก เพื่อการใช้ทรัพยากรมีคุณค่าการบริหารจัดการที่ดี เราไม่มีตรงนี้เลยนะครับ เราเป็นแค่บอกว่า เป็นมหาวิทยาลัยที่มีผู้รักถิ่นฐาน มีจริยธรรม ภูมิใจในชาติ รอบรู้วิชาการ เชี่ยวชาญวิชาชีพ เป็นแค่นักวิชาชีพ แล้วความคิดอย่างนี้เป็นความคิดที่ค่อนข้างจะไม่ค่อยก้าวหน้าทันต่อ กระแสโลก ถ้าคิดแบบนี้โอกาสไปแข่งขันมหาวิทยาลัยระดับโลกที่ทั่วโลกจะเข้าใจยาก สิ่งต่อมา ก็คือในเรื่องของหน้าที่กระทำมีวัตถุประสงค์ในเรื่องคือสามารถซื้อขาย รับจ้าง จัดหา โอน ตามมาตรา ๑๕ เช่าซื้อ มีสิทธิครอบครองทรัพย์สิน มีดำเนินการวิทยุกระจายเสียง โทรทัศน์ ได้ กู้ยืมเงิน ออกพันธบัตรได้ เป็นต้น เหล่านี้คือเป็นอำนาจในการจัดการธุรกิจได้อย่างเต็ม รูปแบบเลยนะครับ แต่ในส่วนของมาตรา ๑๖ ก็คือรายได้ของมหาวิทยาลัยมีดังต่อไปนี้คือ เงินอุดหนุนทั่วไปจากรัฐบาลจัดสรรให้เป็นรายปีและเงินอุดหนุนทั้งหมด นี่คือเป็นองค์กร ที่ค่อนข้างจะมีโอกาสในการที่จัดทำบริการทางวิชาการหรือทำธุรกิจได้เต็มรูปแบบแต่ยังต้อง เหมือนกับลูกที่ไม่โต ก็คือลูกที่ต้องได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลอยู่เป็นประจำ สิ่งเหล่านี้ ผมอยากจะฝากทางท่านรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยว่าทำอย่างไรที่จะให้มหาวิทยาลัย นเรศวรนั้นเติบโตมีวิสัยทัศน์ที่กว้างกว่านี้ ชัดเจนกว่านี้ ก้าวหน้ากว่านี้ แล้วก็บริหารด้วยการ พึ่งตนเองได้มากรายได้รัฐให้น้อย เพราะถ้าเป็นอย่างนี้ก็คือมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ที่ค่อนข้างจะลูกแหง่หน่อย ประการต่อมาสิ่งที่สำคัญคือความมั่นคงของบุคลากรครับ พระราชบัญญัติฉบับนี้ระบุไว้เลยว่าจะต้องมีการโอนข้าราชการ ลูกจ้างราชการทั้งหมด มาเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของมหาวิทยาลัย เมื่อมีการโอนมานั้นสิ่งที่สำคัญก็คือความมั่นคง ของบุคลากรไม่ว่าเป็นอาจารย์หรือลูกจ้างของมหาวิทยาลัยก็จะมีความมั่นคงที่ถ้าพูดตรง ๆ ราชการมั่นคงกว่าเพื่อน แต่ตรงนี้จะมั่นคงน้อยลง ถามว่าเราจะมีอะไรที่เป็นหลักประกันได้ เพราะว่ามาตรา ๑๔ เขาบอกว่ากิจการของมหาวิทยาลัยไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วย การคุ้มครองแรงงานและกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ แต่พนักงานมหาวิทยาลัยต้องได้รับ การคุ้มครองและประโยชน์ตอบแทนที่คำนวณเป็นเงินได้โดยรวมทั้งหมดไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ ในกฎหมายคุ้มครองแรงงาน หลักประกันแบบนี้มันไม่ใช่ตัวชี้วัดนะครับว่าจะได้ประโยชน์ ตามกฎหมายแรงงานจริง ๆ ผมตั้งโจทย์อย่างนี้นะครับ ถ้าสมมุติว่ามหาวิทยาลัยเติบโต ขึ้นไปได้กำไรเยอะ ยืนด้วยขาตัวเองได้ แต่เงินเดือนทำตามติดดินพนักงานสวัสดิการให้ทำ ตามติดดินตามกฎหมายแรงงานเท่านั้น ถามว่าผู้บริหารนั้นได้ให้ความเป็นธรรมแก่การจ้างงาน หรือไม่ ตอบว่าไม่ใช่ ถ้ามหาวิทยาลัยไม่ประสบความสำเร็จเป็นลูกแหง่สามารถที่จะรับรายได้ จากรัฐรายปีมาอุดหนุน กรณีอย่างนี้พอเป็นไปได้นะครับที่เป็นมาตรา ๑๔ ดังนั้นสิ่งสำคัญ ในการบริหารจัดการก็จะต้องมีในส่วนของกฎหมายแรงงานสัมพันธ์เพื่อที่จะให้มีอำนาจ ต่อรองเป็นอาจารย์ของคนเป็นลูกจ้าง มีกลไกทางกฎหมายที่จะโต้แย้งต่อรองสวัสดิการ ความเป็นอยู่ค่าจ้างต่าง ๆ ให้เขา แต่กฎหมายฉบับนี้ตัดออกไปครับ นั่นก็คือว่าต้องรอ การตีความของผู้บริหารมหาวิทยาลัยว่าจะทำให้ได้ตามมาตรา ๑๔ หรือไม่ ขั้นต่ำหรือไม่ แต่จะเกินกว่านี้ถ้าเป็นคนที่จิตใจค่อนข้างจะหวังผลประโยชน์ในส่วนตนแต่ไม่คำนึงถึงจิตใจ ซึ่งเราไม่ได้พูดถึงตัวบุคคลนะครับ ตรงนี้ก็จะทำให้คนที่เป็นลูกจ้างของมหาวิทยาลัยนั้น จะต้องลำบาก ผมต่อสู้เรื่องกรณีของรัฐ ลูกจ้างเหมาบริการภาครัฐ ซึ่งมีประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ คน ในประเทศนี้ หน่วยราชการก็จ้างเป็นแบบจ้างทำของครับ ไม่ได้จ้างแบบจ้างแรงงาน ไม่มี สวัสดิการตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ไม่มีประกันสังคม เงินเดือนเท่าไรก็ได้เท่านั้น เจ็บป่วยรักษาเอง เติบโตไปแล้วพ้นไปแล้วก็รับผิดชอบตัวเองขึ้นไป ผมต่อสู้เรื่องนี้มาตั้งแต่ ปี ๒๕๖๒ ครับ ตอนนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเขาบอกว่าจะทำให้เป็นความชัดเจน ภายใน ๓ เดือน นั่นคือสิ่งที่เป็นความหวังที่ผู้รับจ้างเหมาบริการภาครัฐ ๘๐๐,๐๐ คนจะได้ แต่กรณีอย่างนี้จะซ้ำรอยเดิมไหมครับ เพราะเรารอจากหน่วยราชการก็ถูกแบบนี้ ถูกกด มาแล้วครับ ๘๐๐,๐๐๐ คน ๒๐ ปีก็เป็นอย่างนั้นครับ แล้วตรงนี้จะเป็นแบบเดิมหรือไม่ ผมก็ฝากท่านรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัย ได้ช่วยกรุณาทำหลักเกณฑ์ตรงนี้ให้ชัดแล้วตัดตรงแรงงานสัมพันธ์ออกได้ไหม ถ้าตัดได้ผมเชื่อว่า ความเป็นธรรมจะมีกลไกในการต่อรองเองภายในมหาวิทยาลัยนะครับ เชื่อว่าผู้บริหารไม่กล้า ทอดทิ้ง แล้วเขาจะมีสวัสดิการที่มั่นคงเพราะเขาขาลอยนะครับ ไม่ได้เป็นข้าราชการแล้วครับ เรื่องนี้ขอฝากขีดเส้นใต้ ๓๕๐ เส้น ให้ท่านรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยได้โปรดพิจารณา และช่วยแก้ไขด้วยครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านรัฐมนตรีชี้แจงครับ🔗
ขอขอบคุณท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรตินะครับ ท่านทั้งหลายห่วงใยเรื่องการศึกษาอุดมศึกษามากนะครับ ห่วงใยหลายประเด็นเหลือเกิน แต่ว่าผมก็จะขอชี้แจงเพิ่มเติมบางประเด็นก็คงทำความกระจ่างให้ท่านได้บ้างนะครับ พระราชบัญญัติฉบับนี้มันมาจากการขับเคลื่อนจากข้างล่าง ในบรรดากฎหมายที่เราพิจารณา บางฉบับมันก็ท็อปดาวน์ (Top down) เยอะ เป็นนโยบายของคนข้างบน เช่น นายกรัฐมนตรี หรือว่ารัฐมนตรีนะครับ แต่ว่าพระราชบัญญัติประเภทที่ให้มหาวิทยาลัยออกจากราชการ มันเป็นเรื่องที่เราได้ทำกันมาตั้งแต่สมัยท่านนายกอานันท์แล้ว แล้วรัฐบาลต่อจากนั้นมา ก็มีนโยบายว่าไม่บังคับว่ามหาวิทยาลัยจะต้องไปอยู่ในกำกับ มหาวิทยาลัยไหนที่ยังอยากที่จะอยู่ ในระบบราชการรัฐบาลก็ไม่ได้ไปบังคับ ก็ใช้เวลาทำกันนานทีเดียวนะครับ มาจนถึงตอนนี้ มหาวิทยาลัยที่ออกจากระบบราชการแล้วก็มีสัก ๓๐ แห่งเท่านั้น คือเป็นมหาวิทยาลัย ประเภททั่ว ๆ ไปสัก ๒๗ ๒๘ แห่ง จุฬา ธรรมศาสตร์ มหิดล แล้วก็มีมหาวิทยาลัยราชภัฏ ก็รู้สึกมีมหาวิทยาลัยสวนดุสิตเท่านั้นที่ออกแล้วก็ออกไปได้นะครับ ระบบ มทร. ราชมงคลก็มี ราชมงคลธัญบุรี เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ข้างล่างจะต้องพิสูจน์ตัวเอง แล้วก็จะต้องมี กำลังใจ แล้วก็จะต้องมีความมุมานะที่อยากจะออกนอกระบบราชการจึงจะออกได้นะครับ มหาวิทยาลัยนเรศวรเป็นมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพ ผมต้องบอกอย่างนั้นนะครับ มีคุณภาพ แล้วก็ก่อตั้งขึ้นมา ๓๐ กว่าปีก็มีผลงานเยอะ ท่านทั้งหลายไปนั่งรถวนรอบ ๆ มหาวิทยาลัย ก็จะเห็นว่ามันยิ่งใหญ่ มันอลังการมาก แล้วก็ประโยชน์ที่ทำให้แก่พิษณุโลกและจังหวัด ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบนก็สูงนะครับ พิษณุโลกมีชีวิตชีวาขึ้นเยอะเลยนะครับ เป็นเมืองมหาวิทยาลัยจากเดิมที่เป็นเมืองการทหาร เป็นเมืองราชการ ตอนนี้ก็เป็นเมือง มหาวิทยาลัยด้วย ท่านทั้งหลายที่เป็นสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติคงได้ไปเห็นอะไรมาเยอะแล้ว ก็คงไม่แตกต่างจากผมว่าจริง ๆ แล้วเราควรจะดีใจที่เขามุมานะจนกระทั่งมาถึงวันนี้ได้นะครับ เป็นมหาวิทยาลัยที่มีอนาคตมาก ด้วยเหตุนี้เขาจึงคิดอยากที่จะเขยิบขึ้นสูงขึ้นไปอีก อยากที่ จะแข่งกับมหาวิทยาลัยที่เขาคิดว่าไปได้ดีกว่าเขา เขาอยากที่จะยกระดับขึ้นไป แล้วก็มีความพร้อม ที่จะรับความไม่แน่นอนอันเกิดจากการที่ออกนอกระบบราชการนะครับ ผมคิดว่านอกจากนั้น พระราชบัญญัติฉบับนี้ยังสะท้อนการกระจายอำนาจทางบริหารราชการ คือพอออกนอก ระบบราชการแล้วเขาก็จะอยู่ห่างจากรัฐมนตรีมากขึ้นไปอีก อำนาจที่รัฐมนตรีจะไปกำกับ ไปดูแลอะไรเขานี่เป็นอำนาจกว้าง ๆ แล้วก็ขึ้นอยู่กับสภามหาวิทยาลัยเยอะเลยนะครับ คำถามหลาย ๆ คำถามที่ท่านถามผมจริง ๆ แล้วในระบบมหาวิทยาลัยของไทยต้องถามจาก อธิการบดี แล้วก็ยิ่งถามจากอธิการบดีในมหาวิทยาลัยในกำกับก็จะได้คำตอบที่ชัดเจนมากขึ้น เพราะว่าเขาบริหารเองเยอะนะครับ เรื่องต่าง ๆ น้อยเรื่องมากที่จะมาถึงรัฐมนตรีนะครับ มันจะหยุดอยู่แค่สภามหาวิทยาลัยครับ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่พวกเราคงปรารถนาที่จะเห็นระบบราชการของเรามีลักษณะแบบนี้มากขึ้น ไม่ใช่ท็อปดาวน์ (Top Down) อย่างเดียว นอกจากนั้นมันก็มาจากความต้องการที่มหาวิทยาลัย อยากจะปกครองตนเองด้วยนะครับ เมื่อก่อนนี้ท่านคงจำได้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นายกสภา ก็เป็น จอมพล สฤษดิ์ บ้าง จอมพล ถนอมบ้าง อธิการบดีก็จอมพล ถนอมบ้าง เชียงใหม่ ก็เช่นเดียวกันนะครับ ที่ไหน ๆ ก็เช่นเดียวกันนะครับ ก็คือว่าเอานักการเมืองชั้นผู้ใหญ่ที่ส่วนใหญ่ เป็นนายทหารด้วยไปเป็นอธิการบดี ไปเป็นนายกสภานะครับ เราก็ได้ขับเคลื่อน ได้ต่อสู้กัน ช่วยกันจนกระทั่งเป็นชาวมหาวิทยาลัยปกครองตนเองมากขึ้น ๆ การสรรหาอธิการบดี การสรรหา คณบดีอะไรก็เกิดขึ้นเพราะกระแสอันนี้จึงมีวันนี้กัน แต่กระแสประชาธิปไตยในการบริหาร ราชการส่วนของมหาวิทยาลัยมันก็ยังดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นเขาก็อยาก ที่จะมีส่วนในการปกครองพัฒนาดูแลตนเองมากขึ้น หลาย ๆ อย่างที่พวกเราถามนี้นะครับ ผมคงไปตอบแทนพวกเขาไม่ได้ทั้งหมด แต่ว่ามีที่พอจะได้อยู่บ้างนะครับ เช่น ที่ท่านถามมาว่า สภามหาวิทยาลัยควรจะให้นิสิตเข้ามามีส่วนอะไรแค่ไหนอย่างไรนะครับ ที่เขาแจ้งผมมาก็คือว่า องค์การนิสิตของมหาวิทยาลัยที่มหาวิทยาลัยนเรศวรเข้ามามีส่วนร่วมมากแล้วก็เสนอแนะ ให้คำปรึกษาในการบริหารแก่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยสม่ำเสมอนะครับ แล้วก็บอกว่านิสิต สามารถเข้าพบผู้บริหารรวมถึงทำข้อเสนอต่าง ๆ ผ่านระบบออนไลน์ (Online) ก็ได้นะครับ เน้นการสื่อสาร ๒ ทิศทางรวมทั้งมีโควตาพิเศษความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านร้อยละ ๑๐ ของนิสิต ทั้งหมดด้วยนะครับ ก็คงจะพอตอบทำให้ท่านหายกังวลใจไปบ้างนะครับ ที่ท่านถามมาว่า มันจะทำให้นักศึกษาต้องเสียค่าเล่าเรียนค่าธรรมเนียมอะไรสูงขึ้นไหม เขาก็บอกมาว่า การเปลี่ยนสถานภาพของมหาวิทยาลัยจะไม่ส่งผลกระทบต่อค่าธรรมเนียมการศึกษานะครับ อันนี้ผมก็ไปดูจากธรรมศาสตร์ ดูจากมหิดล ดูจากจุฬามันก็ไม่ได้ขึ้นอะไรมากนักนะครับ อันนี้ก็เป็นความห่วงของผมตั้งแต่อยู่มหาวิทยาลัยแล้วนะครับ ตอนนั้นธรรมศาสตร์ออกนอก ระบบราชการเราก็ไม่เห็นด้วยกันหลายคน ประเด็นที่กลัวว่าออกนอกราชการแล้วเราจะไปขึ้น ค่าธรรมเนียมนักศึกษา จริง ๆ ก็ไม่ได้ขึ้นสักเท่าไรขึ้นตามราคาของเงินเฟ้อมากกว่านะครับ มีที่ท่านถามมาว่าสวัสดิการแรงงานมันจะต้องมีกฎหมายรองที่ออกมาอีกเยอะนะครับเพื่อจะ ทำให้สวัสดิการในมาตรา ๑๔ ที่ได้ระบุเอาไว้ สวัสดิการตามมาตรา ๑๔ จะต้องได้รับประโยชน์ ไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายคุ้มครองแรงงานนะครับ มหาวิทยาลัยกำลังจัดเตรียม กฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้องกับการจัดสวัสดิการประกันว่าจะต้องไม่น้อยกว่าที่ได้จาก กฎหมายแรงงานอย่างแน่นอนนะครับ แล้วก็จะต้องมีระบบพิทักษ์คุณธรรม มีคณะกรรมการ บริหารงานบุคคล มีคณะกรรมการอุทธรณ์ร้องทุกข์เพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของบุคลากร มหาวิทยาลัยด้วย ปัญหาเรื่องทุจริตท่านก็เป็นห่วงใช่ไหมครับ ก็ได้สอบถามที่มหาวิทยาลัยแล้ว เขาก็บอกว่าการหารายได้ของมหาวิทยาลัยนั้นมหาวิทยาลัยมีแนวทางป้องกันการทุจริต โดยกำหนดในหมวด ๔ บัญชีการตรวจสอบ มาตรา ๕๕ ให้มีคณะกรรมการตรวจสอบซึ่งเป็น บุคคลภายนอกที่มีความเป็นกลาง รวมทั้งมีการตรวจสอบโดยสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน เป็นผู้ตรวจสอบบัญชีของมหาวิทยาลัย และมีการรายงานเสนอต่อรัฐมนตรีเพื่อเผยแพร่ ประชาชนทราบเป็นการทั่วไปด้วยนะครับ ผมว่าเขาก็มีอะไรที่ตั้งใจจะทำนะครับ ปัญหา ที่ท่านบอกว่าเขาจะเป็นมหาวิทยาลัยของโลกของต่างประเทศอย่างเดียว หรือจะเป็น มหาวิทยาลัยของพื้นที่ของท้องที่ด้วยนะครับ เท่าที่ผมไปดูเขาก็ทำทั้ง ๒ อย่าง คือการที่ต้อง ทันโลกต้องตามโลกให้ทันนี่นะครับ พวกเราสมาชิกสภาทั้งหลายท่านก็พูดในการอภิปราย หลายต่อหลายครั้งว่ามหาวิทยาลัยของไทยต้องทันโลก ถ้ามหาวิทยาลัยไม่ทันโลกแล้วประเทศไทย ก็จะไม่ทันโลกด้วย ถ้ามหาวิทยาลัยของเราล้าหลัง เช่นล้าหลังกว่าประเทศเพื่อนบ้านเราก็จะแข่งกับคนอื่นไม่ได้ เพราะฉะนั้นในเวลานั้นเราก็ได้ เห็นว่าจากที่มหาวิทยาลัยจะทำวันนี้ก็คือจะทำเพื่อแข่งกันในระดับโลกได้ แต่ว่าในระดับ ท้องที่ ท้องถิ่น ชุมชน เขาก็ทำกันเต็มที่นะครับ มหาวิทยาลัยทำหลายเรื่องเหลือเกิน รวมทั้ง ช่วยทำโครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบลยูทูที (U2T) ที่สมาชิกผู้ทรงเกียรติบางท่านได้เอ่ยมา เมื่อสักครู่ ก็สร้างผลงานต่าง ๆ ให้แก่พื้นที่มากมาย บางเรื่องก็เป็นเรื่องไฮเทค (High Tech) บางเรื่องก็เป็นเรื่องมีเดียมเทค (Medium Tech) บางเรื่องก็เป็นเรื่องโลว์เทค (Low Tech) แต่ว่าทุก ๆ ระดับเทคโนโลยีมันสำคัญทั้งนั้น จะเป็นโปรตีนจากแมลงหรือจะแค่เลี้ยงกบ หรืออะไรอย่างนี้มันต้องสอดคล้องตามความพร้อมของแต่ละพื้นที่ ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายครับ ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติครับ ผมคงจะไม่ตอบคำถามทั้งหมด แต่ข้อดีก็คือว่าเดี๋ยวเราตั้ง กรรมาธิการ ท่านอธิการบดี รักษาการอธิการบดีก็จะมา ผมก็จะเตรียมเสนอให้ท่านเป็น กรรมาธิการอยู่แล้ว ปัญหาหลาย ๆ เรื่องที่เป็นรายละเอียดท่านถามจากอธิการบดีได้ ท่านขอหลักประกันจากอธิการบดีได้ และถ้าท่านจำเป็นที่จะต้องแก้ไขมาตราไหนก็ยินดีเสมอ ตามหลักการแล้วผมไม่มีอะไรขัดนะครับ แล้วโดยทั่ว ๆ ไปผมก็เห็นด้วยกับอะไรที่ท่านเสนอ มาเยอะทีเดียว เพราะฉะนั้นก็ขอขอบคุณท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติทุก ๆ ท่านครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ🔗
ท่านประธานครับ ขออนุญาต สอบถามท่านรัฐมนตรีหน่อย ท่านประธานอนุญาตไหมครับ🔗
เชิญท่านครับ เอาสั้น ๆ นะครับ🔗
กราบขอบพระคุณ ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม วิรัตน์ วรศสิริน ก็อยากจะเรียนสอบถามท่านรัฐมนตรี ท่านว่ามหาวิทยาลัย มีความพร้อมแล้วก็จะใหญ่ขึ้นไปอีก ผมก็เลยไปนึกถึงตอนแปรรูป ปตท. ก็มีความพร้อม แล้วก็จะใหญ่ขึ้นไปอีก ทุกวันนี้มันแพงขนาดไหนน้ำมัน มหาวิทยาลัยจะแพงขึ้นอีกไหม แต่ท่านรัฐมนตรีก็บอกว่ามันก็ไม่น่าจะแพงอะไรมากมาย ก็เห็นเพิ่มขึ้นนิดหนึ่ง น่าจะเป็น เงินเฟ้อมากกว่า ผมก็คิดถึงบะหมี่สำเร็จรูป มันจะเงินเฟ้อเหมือนบะหมี่สำเร็จรูปหรือเปล่า ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ท่านรัฐมนตรี ไม่ต้องตอบแล้วนะครับ ผมตอบแทนก็ได้ว่ามันคนละเรื่องครับ ท่านสมาชิกครับ ต่อไปนี้ เราก็จะมีการลงมตินะครับ ก่อนลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ🔗
ขอเชิญ ท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกเข้าห้องประชุมนะครับว่าท่านสมาชิกที่อยู่ในห้องประชุมแล้วกรุณา ได้เสียบบัตรกดปุ่มแสดงตนนะครับ กดปุ่มแสดงตนนะครับ เพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อน ก่อนที่เราจะลงมตินะครับ🔗
แจ้งท่านสมาชิก ที่เพิ่งเดินเข้าห้องประชุมใหม่นะครับ ขณะนี้เรากำลังตรวจสอบองค์ประชุมเพื่อจะนำไปสู่ การลงมติในเรื่องด่วนที่ ๔ ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. .... เชิญท่านสมาชิกที่อยู่ ข้างนอกรีบเข้าห้องประชุม ท่านสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้แสดงตนก็เชิญครับ เมื่อแสดงตน ทุกท่านแล้ว ผมขอปิดการแสดงตน เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้เข้าประชุมในขณะนี้ ๒๕๕ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗
ต่อไปผมจะ ขอมติจากที่ประชุมว่าจะรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. .... หรือไม่ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนนะครับ ท่านผู้ใดเห็นควรรับหลักการ โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นว่าไม่ควรรับหลักการโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นว่า ควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญลงคะแนนครับ🔗
ลงคะแนน เสร็จทุกท่านแล้วนะครับ ผมขอปิดการลงคะแนนครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้ลงมติ ๒๕๗ ท่าน เห็นด้วย ๒๕๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นะครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ เสนอคณะกรรมาธิการครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ อรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดฉะเชิงเทรา ขอเรียนเสนอให้สภาตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. .... จำนวน ๒๕ คน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
มีผู้เสนอ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจำนวน ๒๕ ท่าน มีท่านสมาชิกท่านใดเสนอเป็นอื่นไหมครับ🔗
ถ้าไม่มี ท่านผู้ใดเสนอเป็นอื่นก็ถือว่าที่ประชุมมีมติให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ จำนวน ๒๕ ท่าน จำนวน ๒๕ ท่านนี้ที่ประชุมกำหนดให้มีกรรมาธิการ ๒๕ ท่าน สัดส่วนของคณะกรรมาธิการ ของคณะรัฐมนตรีจำนวน ๕ ท่าน สัดส่วนกรรมาธิการของแต่ละพรรคการเมืองจำนวน ๒๐ ท่าน ขอเชิญคณะรัฐมนตรีเสนอรายชื่อกรรมาธิการครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ขอเสนอผู้แทน คณะรัฐมนตรี ๕ ท่าน ดังต่อไปนี้ ๑. นายสุภัทร บุญส่ง ๒. รองศาสตราจารย์ดอกเตอร์ ศรินทร์ทิพย์ แทนธานี ๓. นายชัยยุทธนา วงศ์วานิช ๔. นายพรชัย ตระกูลวรานนท์ ๕. นางสุเนตา แซ่โก๊ะ ๕ ท่านครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ สัดส่วนกรรมาธิการของแต่ละพรรคการเมืองเป็นดังนี้นะครับ พรรคเพื่อไทย จำนวน ๖ คน พรรคพลังประชารัฐ จำนวน ๔ คน พรรคภูมิใจไทย ๓ คน พรรคประชาธิปัตย์ ๒ คน พรรคก้าวไกล ๒ คน พรรคเศรษฐกิจไทย ๑ คน พรรคชาติไทยพัฒนา ๑ คน พรรคเสรีรวมไทย ๑ คน เชิญตัวแทนแต่ละพรรคการเมืองได้เสนอกรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคตัวเองนะครับ พรรคเพื่อไทย ๖ คน เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย จำนวน ๖ ท่าน ดังนี้ครับ ๑. นายนพพล เหลืองทองนารา ๒. ศาสตราจารย์ดอกเตอร์ นายแพทย์ศิริเกษม ศิริลักษณ์ ๓. นายปรีชา ตรีสุวรรณ ๔. นางสาวพิมพ์พิชชา ชัยศุภกิจเจริญ ๕. นายมานะศักดิ์ จันทร์ประสงค์ ๖. นางสาวอรุณี กาสยานนท์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ ต่อไปพรรคพลังประชารัฐ ๔ คนครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จักรพันธ์ พรนิมิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากกรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ขอเสนอกรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคพลังประชารัฐจำนวน ๔ ท่าน ดังรายนามต่อไปนี้ ๑. นายภูดิท อินสุวรรณ์ ๒. นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ ๓. รองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ และ ๔. นายอนุชา น้อยวงศ์ ขอผู้รับรองครับ🔗
ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ ต่อไปพรรคภูมิใจไทยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายกิตติชัย เรืองสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคภูมิใจไทย ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย ๓ ท่าน ๑. นายเกษมสันต์ มีทิพย์ ๒. นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ๓. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดอกเตอร์รังสฤษฏ์ อินทรโม ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรอง ถูกต้อง ต่อไปพรรคประชาธิปัตย์ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายวิวรรธน์ นิลวัชรมณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ๒ ท่าน ดังนี้ ๑. ศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน ๒. ศาสตราจารย์สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรอง ถูกต้อง ต่อไปพรรคก้าวไกล ๒ ท่านครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายจรัส คุ้มไข่น้ำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี พรรคก้าวไกล ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. ... ในสัดส่วนพรรคก้าวไกล ๒ ท่าน คือ ๑. นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ๒. นายณชพล พลอาสา ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรอง ถูกต้อง ต่อไปพรรคเศรษฐกิจไทยครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม สมศักดิ์ คุณเงิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น พรรคเศรษฐกิจไทย ท่านประธาน ที่เคารพครับ ในสัดส่วนของพรรคเศรษฐกิจไทย ขออนุญาตเสนอรายชื่อกรรมาธิการ ๑ ท่าน คือผู้ช่วยศาสตราจารย์พรชัย อินทร์สุข ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ พรรคชาติไทยพัฒนา🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เสมอกัน เที่ยงธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี จากพรรคชาติไทยพัฒนา ขอเสนอนายวิจิตร พรพฤฒิพันธุ์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ ต่อไปเชิญพรรคเสรีรวมไทยครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ วิรัตน์ วรศสิริน พรรคเสรีรวมไทย ขอเสนอกรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคเสรีรวมไทย ๑ ท่าน ขอเสนอนางเบญจวรรณ สุจริต ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรอง ถูกต้องครับ เชิญท่านเลขาธิการอ่านรายชื่อกรรมาธิการครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมขอ อนุญาตเปลี่ยนรายชื่อกรรมาธิการที่เสนอชื่อหนึ่งในสัดส่วนพรรคพลังประชารัฐครับท่านประธาน🔗
เชิญครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ ขอเสนอนายภาคิน สมมิตรธนกุล แทน นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ🔗
ขอบพระคุณครับ🔗
ฝ่ายเลขานุการ แก้ไขด้วยนะครับ เชิญอ่านรายชื่อกรรมาธิการครับ🔗
รายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. .... จำนวน ๒๕ ท่าน ๑. นายพรชัย ตระกูลวรานนท์ ๒. นางสุเนตตา แซ่โก๊ะ ๓. นายสุภัทร บุญส่ง ๔. รองศาสตราจารย์ ศรินทร์ทิพย์ แทนธานี ๕. นายชัยยุทธนา วงศ์วานิช ๖. นายนพพล เหลืองทองนารา ๗. ศาสตราจารย์ศิริเกษม ศิริลักษณ์ ๘. นายปรีชา ตรีสุวรรณ ๙. นางสาวพิมพ์พิชชา ชัยศุภกิจเจริญ ๑๐. นายมานะศักดิ์ จันทร์ประสงค์ ๑๑. ผู้ช่วยศาสตราจารย์อรุณี กาสยานนท์ ๑๒. นายภูดิท อินสุวรรณ์ ๑๓. นายภาคิน สมมิตรธนกุล ๑๔. รองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ ๑๕. นายอนุชา น้อยวงศ์ ๑๖. นายเกษมสันต์ มีทิพย์ ๑๗. นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ๑๘. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดอกเตอร์รังสฤษฏ์ อินทรโม ๑๙. ศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน ๒๐. ศาสตราจารย์สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ๒๑. นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ๒๒. นายณชพล พลอาสา ๒๓. ผู้ช่วยศาสตราจารย์พรชัย อินทร์สุข ๒๔. นายวิจิตร พรพฤฒิพันธุ์ และ ๒๕. นางเบญจวรรณ สุจริต🔗
ขอเชิญ กำหนดระยะเวลาแปรญัตติครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ อรรถกร ศิริลัทธยากร พลังประชารัฐ ฉะเชิงเทรา ขอเสนอ ระยะเวลาแปรญัตติ ๑๕ วันครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ มีท่านใดเสนอเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗
ไม่มีนะครับ ท่านสมาชิกครับก็ถือว่าสภาผู้แทนราษฎรของพวกเราได้ผ่านการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. ... เสร็จเป็นที่เรียบร้อย รับหลักการไปแล้ว แล้วก็ตั้งกรรมาธิการ เรียบร้อย ก็ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่มาชี้แจง แล้วก็ขอบคุณท่านสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรของพวกเราทุกท่านที่ได้ร่วมกันทำงานจนสำเร็จลุล่วงได้ดี วันนี้เราได้ประชุมกัน มาพอสมควรแล้วนะครับ ผมขอปิดการประชุมครับ🔗