รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๔
ครั้งที่ ๒๔ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ
วันศุกร์ที่ ๒ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๕
ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา
______________________________
เรียนท่าน สมาชิก ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมผมจะอนุญาตให้ท่านสมาชิกได้ปรึกษาหารือ ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๒๔ โดยผมจะให้ปรึกษาหารือ ตามลำดับรายชื่อและเวลาที่ยื่น โดยใช้เวลาท่านละ ๒ นาที ท่านแรกเชิญท่านเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม ตามด้วยท่านประกอบ รัตนพันธ์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี เขต ๗ พรรคเพื่อไทย ผมได้รับการร้องเรียนจากนายกเวียงชัย กำนันสุดใจ ผู้ใหญ่อ๊อด ผู้ใหญ่กาจ ผู้กองสวาท และที่น้องชาวตำบลหนองไฮ บ้านตาด พี่น้องชาวอำเภอหนองวัวซอ อำเภอกุดจับ🔗
เรื่องสำนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานี ออกรังวัดที่ดินเพื่อออกหนังสือสำคัญเป็นที่หลวง และหนังสือร้องคัดค้านจากพี่น้องประชาชน จำนวน ๒,๒๖๖ ฉบับ ท่านประธานที่เคารพครับ การเอาที่อยู่อาศัยที่ทำกินของชาวบ้าน แม้แต่วัดวาอาราม สถานศึกษาที่อยู่กันมาตั้งแต่ปู่ย่าตายายมาเป็นของหลวง ซึ่งเป็นเรื่องที่ พี่น้องประชาชนไม่สบายใจและได้รับความเดือดร้อน ก็อยากให้กรมธนารักษ์ กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย และรัฐบาลเข้าไปดูแลแก้ไขปัญหานี้ ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นที่ทุ่งหมากหญ้า อำเภอหนองวัวซอ ที่ตำบลหนองไฮ บ้านตาด อำเภอเมือง อุดรธานี ที่ทุ่งตาลเลียนสร้างก่อกุดจับ ที่ทุ่งเชียงเพ็ง ปะโค เมืองเพีย ล้วนแต่เป็นที่ที่ได้รับ ผลกระทบจากการรังวัดของเจ้าหน้าที่ที่ดิน และเป็นการเข้าไปดูแลของกรมธนารักษ์ ซึ่งอยู่ ในความดูแลของกระทรวงมหาดไทย ผมจึงอยากกราบเรียนท่านประธานว่าให้หน่วยงาน ที่รับผิดชอบมาดูแลแก้ไขโดยด่วน และผมขออนุญาตมอบเอกสารการคัดค้านให้ท่านประธาน ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านประกอบ ตามด้วยท่านบุญรื่น ศรีธเรศ นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กระผมมีเรื่องที่จะปรึกษาหารือท่านประธาน ๒ เรื่องด้วยกันครับ🔗
เรื่องที่ ๑ ผมได้รับคำร้องเรียนจากสมาคมลูกจ้างส่วนราชการการศึกษา แล้วก็ ผอ. โรงเรียน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานหลายท่านด้วยกันนะครับ ต่อกรณีมติ ครม. เมื่อปี ๒๕๔๘ เรื่องของการบริหารบุคลากรภาครัฐในกรณีที่ให้ยกเลิก ยุบเลิกตำแหน่งลูกจ้างประจำ ในกรณีที่เกษียณอายุราชการ ลาออก และเสียชีวิตนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ คำสั่งดังกล่าวไปกระทบกับสถานศึกษาอย่างมากมาย เพราะว่า ตำแหน่งลูกจ้างประจำโดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งนักการภารโรงต้องยกเลิกไปทำให้ไม่มี ผู้ดูแลอาคารสถานที่ของโรงเรียน สร้างความยากลำบากในการบริหารโรงเรียน ในที่สุดก็มี ผลกระทบต่อเรื่องคุณภาพทางการศึกษา เพราะโรงเรียนต้องใช้อุปกรณ์อื่นมาทำหน้าที่แทน🔗
เรื่องที่ ๒ กระผมได้รับคำร้องเรียนจากพี่น้องชาวอำเภอทุ่งสง ต่อกรณีที่ ถนนสายบ้านทรายขาว ตำบลเขาขาว อำเภอทุ่งสง ไปยังถนนบ้านลำนาว ตำบลบ้านลำนาว อำเภอบางขัน ระยะทางประมาณ ๑๐ กว่ากิโลเมตร มีสภาพชำรุดทรุดโทรมมาก เป็นหลุม เป็นบ่อยากต่อการสัญจรไปมา ก็ขอกราบเรียนท่านประธานเพื่อที่จะให้ทางองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราชได้กรุณาไปช่วยปรับปรุงให้ถนนเส้นดังกล่าวได้ใช้ประโยชน์ ในการสัญจรไปมาได้รับความสะดวกนะครับ ก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเพื่อที่จะให้ ท่านประธานส่งเรื่องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๒ กระทรวงด้วยกัน ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านบุญรื่น ตามด้วยท่านกฤติเดช สันติวชิระกุล นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางบุญรื่น ศรีธเรศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาฬสินธุ์ เขต ๑ พรรคเพื่อไทย ดิฉัน ขอหารือท่านประธานจากเรื่องเดิมที่เคยหารือมาแล้วค่ะ คิดว่าครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๓ แล้วค่ะ ท่านประธาน เมื่อวานดิฉันได้ถูกทวงถามจากนายเสาร์ ฤทธิ์รุ่ง นายกเทศบาลตำบลบึงวิชัย และนางวัฒนา สุดชะเน ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีตำบลบึงวิชัย อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ เกี่ยวกับโครงการพัฒนาถนนท้องถิ่นที่ได้ส่งไปแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๖๔ จำนวน ๓ โครงการค่ะ โครงการที่ ๑ คือโครงการสร้างถนน ค.ส.ล. จากสะพานคลองชลประทาน ๒ อาร์ (2R) ถึงสะพานห้วยคันฮุง หมู่ที่ ๓ ยาว ๑,๔๓๐ เมตร โครงการที่ ๒ โครงการปรับปรุงผิวทาง แอสฟัลติกคอนกรีต (Asphalt Concrete) จากบ้านลาดสมบูรณ์ หมู่ที่ ๙ ถึงบ้านบึงวิชัย หมู่ที่ ๔ ระยะทาง ๓ ช่วง ยาว ๒,๙๔๒ เมตร โครงการที่ ๓ ก่อสร้างถนน คสล. สายลำปาวน้อย-กุดท่าแร่ กว้าง ๔ เมตร ยาว ๔,๐๔๕ เมตร ทั้ง ๓ โครงการเป็นโครงการเร่งด่วนค่ะท่านประธาน ปรากฏว่าเร่งด่วนรอมา ๒ ปีแล้วค่ะ เดี๋ยวนี้ทราบว่าเขายังไม่ได้รับงบประมาณจัดสรรให้กับ โครงการทั้ง ๓ เลย ดิฉันจึงขอหารือท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงมหาดไทยในส่วนของ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้โปรดสั่งการไปยังจังหวัดกาฬสินธุ์ให้ท้องถิ่นจังหวัด กาฬสินธุ์ออกไปตรวจสอบโครงการแล้วก็ขอจัดสรรงบประมาณให้กับพี่น้องชาวตำบลบึงวิชัย ทั้ง ๓ โครงการด้วยค่ะ🔗
ข้อ ๒ หารือท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงมหาดไทยเช่นกันค่ะ ในส่วนของ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้โปรดสั่งการไปยังจังหวัดกาฬสินธุ์ ให้ ปภ. จังหวัด กาฬสินธุ์จัดทำโครงการงบประมาณเพื่อของบประมาณสร้างกันตลิ่งพังให้กับพี่น้องชาวบ้าน หนองมะเกลือ หมู่ที่ ๕ ที่ได้รับแรงน้ำจากฝั่งชีที่ได้เซาะกร่อนแล้วก็พังทลายถึงบ้านค่ะ ก็เลยอยากจะให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยออกไปดูตรงนั้นและจัดสรรงบประมาณ ให้ด้วยค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านกฤติเดชครับ ตามด้วยท่านศักดินัย นุ่มหนู นะครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม กฤติเดช สันติวชิระกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ เขต ๒ พรรคภูมิใจทย ผมขอหารือท่านประธานอยู่ ๒ ๓ เรื่องครับ🔗
เรื่องแรกผมได้รับการประสานงานจากนายจิตติพล เอ้ยวัน นายกองค์การ บริหารส่วนตำบลบ่อเหล็กลอง อำเภอลอง เรื่องทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๑๑ ช่วงสี่แยก แม่แขม อำเภอลอง จังหวัดแพร่ ถึงเขตติดต่อจังหวัดลำปาง ซึ่งกระผมได้หารือท่านประธาน ไปเมื่อเดือนสิงหาคม ปีพุทธศักราช ๒๕๖๒ ซึ่งเป็นระยะเวลา ๓ ปีกว่าครับท่านประธาน ที่ขอขยายเป็นถนน ๔ เลน (Lane) ซึ่งเป็นถนนที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งมาก นำมาซึ่งการ สูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของพ่อแม่พี่น้องประชาชน แต่ถนนดังกล่าวเป็นเขตตัดผ่านพื้นที่ อนุรักษ์ อุทยานแห่งชาติเวียงโกศัยตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม จึงขอฝากไปยังกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงคมนาคมช่วยเร่งติดตามโครงการ ตามหนังสือที่แนบมาด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ เรื่องเขตป่าไม้ ท่านประธานครับ พื้นที่ตำบลบ่อเหล็กลอง และหลายพื้นที่ในอำเภอลอง อำเภอวังชิ้นและอำเภอเด่นชัย ส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่าไม้ ป่าสงวนและป่าอุทยาน พี่น้องต้องการปรับปรุงถนนหนทางและอ่างเก็บน้ำ แต่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถเข้าพื้นที่ทำได้เพราะติดเขตป่า เช่น อ่างเก็บน้ำบ้านแม่ลอง อ่างเก็บน้ำห้วยม่วง บ้านนาตุ้ม อ่างเก็บน้ำห้วยผักไห่ บ้านทุ่งเจริญ โรงเรียนบ้านแม่ลอง ติดเขตป่าไม้และที่ราชพัสดุ จึงขอนำเรียนไปยังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๓ กระผมได้รับการประสานงานจากนายพยุงสิทธิ์ เดชบริบูรณ์ นายกเทศมนตรีตำบลปากกาง อำเภอลอง ถึงปัญหาการสัญจรถนนทางหลวงชนบท หมายเลข ๑๔๐๓ ช่วงบ้านวังต้นเกลือถึงปากทางบรรจบทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๑๑ จึงขอฝากไปยังทางหลวงชนบทจังหวัดแพร่ช่วยติดตั้งไฟส่องสว่างและทำเครื่องหมายจราจร เพื่อความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชนด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านศักดินัย ตามด้วยท่านวัชรพล โตมรศักดิ์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ศักดินัย นุ่มหนู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตราด พรรคก้าวไกล ผมขอนำปัญหา ความเดือดร้อนของพี่น้องชาวตราดมาหารือกับท่านประธาน ๒ เรื่อง ใน ๒ พื้นที่นะครับ🔗
เรื่องแรกเป็นเรื่องในพื้นที่ของอำเภอบ่อไร่ที่เกี่ยวข้องกับฝายตางามที่ตำบล บ่อพลอย ฝายตางามนี้เป็นฝายที่กั้นน้ำคลองตางามที่มีประตูระบายน้ำเพียงแค่ ๒ ประตู เท่านั้น ปัญหาของมันก็คือว่าคลองตางามเป็นคลองที่รับน้ำมาจากหลาย ๆ คลองมารวมกัน ไม่ว่าจะเป็นคลองบ่อไร่ คลองหนองบอน หรือจากน้ำตกสลัดได น้ำตกคลองแก้ว เมื่อมีน้ำ มามากปัญหาที่ตามมาก็คือว่ามันระบายไม่ทันแล้วก็ไปท่วมเรือกสวนไร่นาแล้วก็บ้านเรือน ของพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะในพื้นที่ของอำเภอบ่อไร่ ทางแก้ไขก็คือว่าต้องเพิ่มช่องทาง ของการระบายน้ำเพื่อที่จะให้น้ำไหลออกโดยเร็ว ก็ขอเรียนผ่านท่านประธานไปยังหน่วยงาน ของกรมชลประทานได้เร่งดำเนินการแก้ไขในจุดนี้ให้ด้วยนะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ผมได้รับการร้องเรียนจากราษฎรจำนวน ๔ หมู่บ้านด้วยกันว่าได้รับ ความเดือดร้อนจากการทำถนนตรงพิกัดตรงนี้กิโลเมตรที่ ๔๐๓ จากการทำถนนของ กรมทางหลวงสายตราด-คลองใหญ่ ที่ไม่ได้เปิดช่องทางกลับรถหรือช่องทางยูเทิร์น (U-turn) ที่บริเวณหน้าวัดเนินทราย ซึ่งเมื่อก่อนนี้มีประชาชนเข้าวัดก็จะได้สะดวก ตอนนี้ก็ทำให้ ชาวบ้านที่จะเข้ามาทำบุญทำทานก็จะต้องไปกลับรถค่อนข้างไกลทำให้ทั้งพระสงฆ์แล้วก็ ชาวบ้านเองเกิดความเดือดร้อน แล้วก็อยากที่จะให้กรมทางหลวงนั้นได้พิจารณาปรับให้เปิด ช่องทางกลับรถหรือช่องทางยูเทิร์น (U-turn) ที่มีความปลอดภัยแล้วก็สะดวกที่ไม่ไกลจาก พื้นที่ที่ชาวบ้านจะได้เข้าไปทำบุญยังวัดเนินทรายนี้ได้ครับ ขอให้ดำเนินการแก้ไขให้ด้วยครับ ชาวบ้านก็ร้องเรียนมาครับ ขอขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านวัชรพล ตามด้วยท่านอภิชาติ ตีรสวัสดิชัย ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วัชรพล โตมรศักดิ์ โคราช พรรคชาติพัฒนา ผมมีเรื่องหารือท่านประธาน ๑ เรื่อง ซึ่งเป็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนชาวโคราช ฝากส่งต่อไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านเฉลิมชัย ศรีอ่อน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน สืบเนื่องจากที่ผมเคยหารือเรื่องของคลองโคกแฝกซึ่งเป็น คลองระบายน้ำเพื่อไม่ให้น้ำท่วมเมืองโคราช ซึ่งก่อสร้างในปี ๒๕๕๗ จากที่น้ำท่วมใหญ่ ปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๔ ที่โคราช จึงได้มีโครงการนี้เกิดขึ้นเพื่อผันน้ำออกนอกเขตเศรษฐกิจ คลองตัวนี้มีระยะทาง ๑๒ กิโลเมตร เริ่มต้นจากที่อำเภอขามทะเลสอไปถึงบึงพุดซา คลองตัวนี้ ก่อสร้างด้วยเงินงบประมาณเกือบ ๓๐๐ ล้านบาท ประธานที่เคารพ แต่เหตุการณ์ที่ผ่านมานั้น คลองนี้เมื่อก่อสร้างเสร็จก็พังตามไปด้วย วันนี้ที่เกิดปัญหาขึ้นอย่างมากที่ผมต้องมากราบเรียน ซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ก็คืออยากจะให้ท่านอธิบดีกรมชลประทานท่านลงไปดูคลองตรงนี้หน่อยครับ ว่างบประมาณที่ลงไปซ่อมแซมนั้นไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรเลย พี่น้องประชาชนในขณะนี้ ต้องเดือดร้อน จากเดิมที่เขาเคยสะดวกสบายในเรื่องการผันน้ำเข้านาเข้าไร่สวน แต่เขากลับ ต้องทุกข์ทรมานอย่างมาก เพราะฉะนั้นผมจึงมี ๒ ๓ เรื่องที่อยากฝากไปว่างบประมาณที่จะ ดำเนินการซ่อมแซมที่จัดสรรมานั้นขอให้รีบดำเนินการทั้งหมด ๘ กิโลเมตร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ๑. ควรจะมีการแก้ไขแบบรูปแบบใหม่จากเดิมที่เป็นคลองน้ำตรงกลางและมีคลอง ๒ ข้างที่จะ ผลักดันให้พี่น้องเกษตรกรนั้นไม่ได้ประโยชน์เลย ขอให้ทำเป็นคลองเดียว และ ๒. ขยายถนน จากเดิม ๔ เมตร ให้เป็นข้างละ ๖ เมตร เพื่อให้รถสัญจรไปมาได้ และ ๓. ผมอยากจะให้ท่าน ได้ดำเนินการในการที่จะทำถนน ๒ ข้างนั้นให้เป็นถนนลาดยาง สิ่งที่ผมพูดทั้งหมดนี้เป็นความ เดือดร้อนอย่างแสนสาหัสของพี่น้องประชาชนที่มีพื้นที่เกือบ ๒๐,๐๐๐ ๓๐,๐๐๐ ไร่ จึงอยากที่จะให้กรมชลประทานโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติได้เร่ง ดำเนินการ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านอภิชาติ ตามด้วยท่านอนุชา น้อยวงศ์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอภิชาติ ตีรสวัสดิชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ขอนำเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่เสนอผ่านท่านประธานเพื่อนำไป แจ้งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบในการดำเนินการแก้ไข ดังนี้ครับ🔗
๑. กรมทางหลวงขอให้ปรับปรุงขยายผิวจราจรทางหลวงหมายเลข ๒๓๔๖ บ้านดอนเชียงบานไปอำเภอนาหว้า ทางกลับบ้านของท่านประธานนะครับ บริเวณทางโค้ง ปากทางสามแยกทางหลวงชนบทที่จะไปบ้านแสนพัน บริเวณ ๒ หมู่บ้านที่มีชุมชนหนาแน่น คือบ้านหนองสนมและบ้านโนนเบ็ญ ซึ่งบริเวณดังกล่าวผิวจราจรของถนนมีเพียง ๒ เลน (Lane) จราจร ซึ่งคับแคบและเป็นบริเวณที่พี่น้องในแต่ละหมู่บ้านนั้นใช้ยานพาหนะประจำ ท้องถิ่นไม่ว่ารถอีแต๋น รถสามล้อเครื่อง มอเตอร์ไซค์ หรือรถบรรทุกดิน ซึ่งขับที่จะเลี้ยวเข้า ทางแยกชนบทต้องชะลอ เปิดสัญญาณไฟรอเลี้ยว แต่เนื่องจากรถทางตรงที่วิ่งมาจากอำเภอ นาหว้าหรือว่าบ้านดอนเชียงบานนั้นวิ่งด้วยความเร็วจึงก่อให้เกิดอันตรายอยู่บ่อยครั้ง ก็ขอความอนุเคราะห์จากทางท่านประธานให้ทางกรมทางหลวงได้ปรับปรุงแก้ไขถนนบริเวณ ดังกล่าวนี้ให้เป็น ๔ เลน (Lane) จราจรทั้งทางเข้าหรือว่าทางก่อนที่จะถึงสามแยกทางหลวง ชนบท🔗
หน่วยงานที่ ๒ กรมชลประทาน ขอให้สร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก คลองระบายน้ำ ดี ๓-๔ (D3-4) กิโลเมตรที่ ๘.๗๖๐ ข้ามลำห้วยลาก ตำบลเชียงเครือ เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาสะพานเก่าซึ่งคับแคบชำรุดผุพังไปแล้ว เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ พี่น้องประชาชนได้รับความสะดวก🔗
และข้อที่ ๓ ขอให้กระทรวงมหาดไทยได้พิจารณาจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม ค่าตอบแทนให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และประธานชุมชน คณะกรรมการชุมชน ในเขตเทศบาลนคร เทศบาลเมือง ให้ได้รับค่าตอบแทนในการทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน ก็จะเป็นสิ่งที่เป็นการเสริมกำลังใจให้แก่คนที่ทำงาน ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านอนุชา ตามด้วยท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม อนุชา น้อยวงศ์ จากเขตการเลือกตั้งที่ ๓ จังหวัดพิษณุโลก ขอหารือท่านประธานถึงข้อเสนอจากผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่นตำบลวังยาง อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก โครงการพัฒนาคลองซับรังเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งจากในเขตพื้นที่นี้ อยู่ในหมู่ที่ ๑ ตำบลบ้านคลองตะเคียน ตำบลวังยาง อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก โดยต้องการทำอ่างเก็บน้ำขนาดกลางในพื้นที่ ๒๐๐ ไร่ จึงขอให้ทางกรมชลประทานออกแบบ สำรวจเป็นโครงการชลประทานขนาดกลางโครงการนี้จะมีประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ๓ ตำบล กล่าวคือตำบลวังยาง ตำบลวังโพรง และตำบลไทรย้อย อำเภอเนินมะปราง จังหวัด พิษณุโลก🔗
และข้อร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนเรื่องถนนในเขตตำบลวังยาง กล่าวคือ หมู่ที่ ๒ บ้านไทรดงยั้ง ถนนจากหมู่บ้านนี้ไปยังบ้านวังหินระยะทาง ๓ กิโลเมตร มีสภาพ ชำรุดทรุดโทรมเป็นอย่างยิ่ง ขอให้ทางหลวงชนบทออกสำรวจและจัดหางบประมาณซ่อมแซม🔗
และข้อร้องเรียนจากผู้ใหญ่บ้าน ตำบลพันชาลี ชื่อนายสมปอง ผลสุด กล่าวคือ ถนนจากตำบลพันชาลี หมู่ที่ ๘ และหมู่ที่ ๙ ไปยังตำบลเนินมะปราง ถนนมีสภาพชำรุด ทรุดโทรม การขนพืชผลทางการเกษตรได้รับอุปสรรคเป็นอย่างยิ่ง ขอให้ทางหลวงชนบท ได้ดำเนินการเข้าไปซ่อมแซมโดยด่วน จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาและหาทางดำเนินการ ต่อไปครับ ขอขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านพิเชษฐ์ ตามด้วยนางสาวเพชรดาว โต๊ะมีนา🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมขอเรียกร้องไปยังกระทรวงการคลัง กรมสรรพสามิต สำนักงานยาสูบ ที่มีข่าววงในว่าจะลดโควตาผู้ปลูกใบยาลง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ในปี ๒๕๖๖ นี้ ซึ่งชาวไร่ยาสูบ ยอมไม่ได้นะครับ เพราะว่าภาคเหนือ เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา แพร่ น่าน เพชรบูรณ์ มีความเดือดร้อน ท่านลดโควตาเขาทุกปีนะครับ อันนี้ก็เรียกร้องขอให้คงโควตาไว้เหมือนเดิม🔗
เรื่องที่ ๒ เรียกร้องไปที่กระทรวงมหาดไทย แล้วก็กระทรวงการต่างประเทศ เรื่องการเปิดจุดผ่านแดนจุดผ่อนปรนในจังหวัดเชียงรายที่บ้านแจมป๋อง บ้านห้วยลึก อำเภอ เวียงแก่น ๒ จุด แล้วก็ที่อำเภอเชียงของที่ท่าผาถ่าน ก็อยากจะให้ทางกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดช่วยเร่งให้เปิดจุดผ่านแดนให้ประชาชนทั้ง ๒ ฝั่งแม่น้ำโขงได้ไปมาหาสู่ กันได้นะครับ🔗
เรื่องที่ ๓ ปรากฏว่าในหมู่บ้านหมู่ที่ ๑๒ ซอย ๒๙ ตำบลศรีดอนชัย อำเภอ เชียงของ มีถนนลูกรังตกค้างอยู่ ๓๐๐ เมตร ก็อยากจะขอเป็นถนนคอนกรีต เพราะว่า ในหมู่บ้านทั้งหมดนั้นก็เป็นคอนกรีตหมด อันนี้อยู่กลางหมู่บ้านนะครับ แค่ ๓๐๐ เมตร ก็ฝากไปยังท้องถิ่นช่วยดูงบประมาณที่เหลือจ่ายปี ๒๕๖๕ ช่วยดูแลบ้านหมู่ที่ ๑๒ ตำบล ศรีดอนชัยด้วยครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณเพชรดาว ตามด้วยท่านปดิพัทธ์🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ภูมิลำเนาจากจังหวัดปัตตานี เกือบ ๒ ปีที่แล้วพฤศจิกายน ๒๕๖๓ ดิฉันได้ หารือเรื่องพิจารณาให้ทัศนมาตรศาสตร์เป็นหนึ่งในสาขาการประกอบโรคศิลปะ และในครั้งนั้น ทำให้เพื่อนสมาชิกหลายท่านแจ้งว่าเพิ่งทราบว่ามีผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจวัดสายตาและ สุขภาพตาเบื้องต้นคือนักทัศนมาตรศาสตร์ และมีการเรียนการสอนสาขานี้ในประเทศไทย ด้วยค่ะ ขอบเขตการทำงานต่างกับช่างแว่นและจักษุแพทย์ หลังจากนั้นดิฉันได้รับหนังสือ ตอบกลับจากกระทรวงสาธารณสุขเมื่อมีนาคม ๒๕๖๔ ว่าอยู่ระหว่างขั้นตอนการจัดทำร่าง พระราชกฤษฎีกาการประกอบโรคศิลปะสาขาทัศนมาตรศาสตร์ โดยมีการกำหนดนิยามวิชาชีพ เพื่อรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาทัศนมาตรศาสตร์ ท่านประธานที่เคารพ ระหว่างรอผลการดำเนินการยกร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ดิฉันได้มีโอกาสจัดสัมมนา เรื่องการเพิ่มโอกาสการมองเห็นให้เด็กไทยมีสุขภาพสายตาดีที่จังหวัดปัตตานีเมื่อมีนาคมปีนี้ มีคุณครูโรงเรียนประถมในพื้นที่เข้าร่วม ๔๐ กว่าโรงเรียน ได้นักทัศนมาตรศาสตร์ที่มีจิตอาสา ในพื้นที่ภาคใต้มาร่วมเป็นวิทยากรทำให้คุณครูสามารถตรวจคัดกรองและตรวจวัดการมองเห็น เบื้องต้นส่งต่อนักเรียนที่มีปัญหาด้านสายตาให้กับผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการดูแลต่อไป คุณครูได้ เล็งเห็นถึงความสำคัญและเป็นอีกหนึ่งเสียงที่อยากให้มีนักทัศนมาตรศาสตร์ในโรงพยาบาล ชุมชนทุกแห่งทั่วประเทศเพื่อทำให้เด็กนักเรียนเข้าถึงการบริการมากขึ้น ดิฉันขออนุญาต เรียนฝากท่านประธานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบค่ะ เนื่องจาก ทัศนมาตรศาสตร์เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่สำคัญที่กระทำเกี่ยวกับสายตาและระบบการเห็น ของมนุษย์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อดวงตาอันเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกายได้ ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณภานุ ศรีบุศยกาญจน์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายภานุ ศรีบุศยกาญจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัด สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้กระผมได้รับการสอบถามจากพี่น้องประชาชน เป็นจำนวนมากให้ช่วยติดตามโครงการรถไฟเชื่อมอ่าวไทยสู่อันดามันที่จะทำให้นักท่องเที่ยว เข้าสู่พื้นที่ ตลอดจนภาคนักธุรกิจและนักท่องเที่ยวต่าง ๆ จะได้รับผลประโยชน์จากเส้นทางนี้ อย่างมากมาย เพราะเป็นการรวม ๔ จังหวัดเข้าด้วยกันคือจังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ และ สุราษฎร์ธานี และที่สำคัญครับโครงการนี้จะเชื่อมโยงสนามบินกระบี่และสนามบินภูเก็ต วิ่งเข้าสู่ท่าเทียบเรืออำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี และทราบว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้าสู่ พื้นที่มากกว่า ๓๐ ล้านคนต่อปี โดยเฉพาะที่ดินและเส้นทางแนวทางนี้ก็เคยได้สำรวจ ออกแบบมา แต่ปัจจุบันล่วงเลยมาเป็นเวลานานครับ จึงขอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือกระทรวง คมนาคมได้โปรดเร่งติดตามและศึกษาโครงการนี้ใหม่อย่างเร่งด่วนครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ผมได้รับการร้องเรียน จากคณะครูโรงเรียนสุราษฎร์พิทยา ๒ เรื่อง โรงอาหารปัจจุบันนั้นมีสภาพทรุดโทรม จนไม่อาจจะใช้งานได้ ทางโรงเรียนได้จัดให้เอาห้องประชุมของโรงเรียนมาจัดเป็นโรงอาหาร ซึ่งไม่พอกับจำนวนนักเรียนจึงไปกางเต็นท์เพิ่มบริเวณนอกอาคารโรงเรียนให้เด็กใช้ ปัจจุบัน ย่างเข้าสู่หน้าฝนครับ สร้างความลำบากมากเด็กนักเรียนไม่สามารถรับประทานอาหารได้ทัน จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือกระทรวงศึกษาธิการได้โปรดจัดหาโรงอาหารที่ได้มาตรฐาน ให้กับเด็กนักเรียนอย่างเร่งด่วนครับ🔗
เรื่องสุดท้ายครับ ปีที่แล้วกระผมได้มีโอกาสหารือเกี่ยวกับการย้ายเรือนจำกลาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ปัจจุบันต้องขอขอบคุณกระทรวงยุติธรรม การประปาส่วนภูมิภาคที่ได้ จัดการดำเนินการงบประมาณเรียบร้อยได้จัดย้ายไป ซึ่งคาดว่าภายในปลายปีนี้จะจัดย้ายได้ ประปาส่วนภูมิภาคที่ได้จัดการดำเนินการงบประมาณเรียบร้อยนะครับ ได้จัดย้ายไป ซึ่งคาดว่า ภายในปลายปีนี้จะจัดย้ายได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ และต้องขอขอบคุณท่านผู้ว่าราชการจังหวัด สุราษฎร์ธานี ท่านวิชวุทย์ จินโต ซึ่งท่านเป็นพ่อบ้านที่ประสานงานได้อย่างยอดเยี่ยม และท้าย ที่สุดก็หวังว่าโครงการนี้จะเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับพี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่ครับ ขอกราบ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณอาภรณ์ สาราคำ ตามด้วยท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์พรชัย อินทร์สุข นะครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอาภรณ์ สาราคำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี เขต ๔ พรรคเพื่อไทย วันนี้ดิฉันมีเรื่องหารือท่านประธาน ๒ เรื่องค่ะ🔗
ดิฉันได้ลงพื้นที่กับ สจ. กรวีร์ สาราคำ ได้รับการร้องเรียนจากคณะกรรมการหมู่บ้าน และคณะ อปพร. ที่เป็นหน่วยงานจิตอาสา ที่เป็นไม้เป็นมือในการดูแลความสงบในชุมชนได้เป็นอย่างดีค่ะท่านประธาน ได้รับ การร้องเรียนร้องขอให้เห็นใจ ผู้ที่มีอำนาจอนุมัติค่าตอบแทนให้ด้วยค่ะ ดิฉันจึงฝาก ท่านประธานผ่านไปถึงกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นช่วยหยิบยกการพิจารณาค่าตอบแทน ให้กับคณะกรรมการหมู่บ้าน และคณะ อปพร. ในชุมชน ถึงแม้ว่าจะเป็นค่าตอบแทนที่ไม่ มากนัก แต่ก็เป็นขวัญกำลังใจในการทำงานค่ะ🔗
เรื่องที่ ๒ ดิฉันได้รับการร้องเรียนจากนางวิไลรัตน์ วงศ์สมศรี ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๕ บ้านหนองบัวแดง ตำบลหนองไผ่ อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ถึงความเดือดร้อน ในการสัญจรไปมามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เนื่องจากถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ ดิฉันขอให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยทำถนนให้กับพี่น้องชาวบ้านหนองบัวแดงด้วยค่ะ ท่านประธานคะ ถนนจากเส้นทางบ้านเพ็กไปถึงวัดหายโศก ตำบลหนองไผ่ อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี และเส้นทางปากทางบ้านดงบาก ตำบลหนองไผ่ อำเภอหนองหาน เช่นกันค่ะท่านประธาน ดิฉันได้หารือท่านประธานแล้วแต่ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข ดิฉันจึงขอให้ท่านประธานผ่านไปถึง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยดำเนินการด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านพรชัยครับ ตามด้วยท่านสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม ผู้ช่วยศาสตราจารย์พรชัย อินทร์สุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิจิตร เขต ๑ พรรคเศรษฐกิจไทย กระผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากอดีตสมาชิกสภาเทศบาลเนินปอ ท่านเกริกชัย มาตะพาบ ว่าเมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคมที่ผ่านมาเวลาประมาณ ๘ โมงเช้า เขื่อนชั่วคราวกั้นแม่น้ำปิงได้เกิดการชำรุดเสียหาย โดยแม่น้ำพัดพาเขื่อนพังมีความกว้าง ประมาณ ๔๐ เมตร ซึ่งเป็นเขื่อนที่อยู่ในความดูแลของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาวังบัว เชื่อมต่อระหว่างตำบลเทพนคร บ้านวังยาง จังหวัดกำแพงเพชร เกิดการชำรุดเสียหายครับจึง ทำให้ระดับน้ำบริเวณหน้าฝายลดลงและไม่สามารถส่งมายังพื้นที่ ๒ จังหวัดได้ คืออำเภอต่าง ๆ ของจังหวัดกำแพงเพชรและจังหวัดพิจิตร จังหวัดพิจิตรซึ่งประกอบไปด้วยอำเภอสามง่าม อำเภอวชิรบารมี อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จึงขอร้องเรียนไปยังท่าน พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รักษาการนายกรัฐมนตรีให้ดูแลและช่วยเหลือโครงการซ่อมแซมบำรุงรักษาฝายกั้นน้ำ แม่น้ำปิงที่วังบัวโดยเร่งด่วน เพื่อที่จะไม่ให้เกิดการขาดแคลนน้ำในฤดูใกล้เก็บเกี่ยวประมาณ เดือนธันวาคม จึงขอให้ท่านแจ้งไปยังรักษาการนายกรัฐมนตรี พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ โดยเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือพี่น้องชาวพิจิตรและกำแพงเพชรอย่างเร่งด่วน ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสมมุติ ตามด้วยนายกองตรี อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ พรรคประชาชาติ จังหวัดปัตตานี อำเภอยะรัง มายอ ทุ่งยางแดง🔗
ผมได้มีโอกาสพบปะและเยี่ยมเยียน สมาคมโรงเรียนเอกชนในระบบจังหวัดปัตตานี และหลายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาสะท้อน ปัญหาความต้องการต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ🔗
ข้อแรกก็คือเงินอุดหนุนครูสอนศาสนาในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ควบคู่วิชาสามัญ ข้อเท็จจริง🔗
๑. โรงเรียนประเภทนี้จะมีบุคลากร ๒ ส่วน คือครูที่สอนวิชาสามัญและวิชา ศาสนา ประการที่ ๒ เงินอุดหนุนรายบุคคลนั้นจะคำนวณเฉพาะนักเรียนที่เรียนวิชาสามัญ อย่างเดียว และครูสอนศาสนาจะให้เงินเป็นค่าตอบแทนและให้สูงสุดโรงเรียนละไม่เกิน ๔ คน ข้อเสนอก็คือว่าขอให้ช่วยเหลือเงินเดือนครูสอนศาสนา คิดคำนวณจากเงินอุดหนุน รายบุคคลโดยเพิ่มเป็นเงินช่วยเหลือครูสอนศาสนาโดยใช้จำนวนนักเรียนจาก อน.๔ ของทุกเดือนดังเช่นการใช้กับโรงเรียนทั่วไป🔗
๒. เงินอุดหนุนอาหารกลางวันนักเรียนโรงเรียนเอกชน ข้อเท็จจริงก็คือ จะอุดหนุนเงินอาหารกลางวันแก่นักเรียนโรงเรียนเอกชน ๒ ประเภท ก็คือ ๑. โรงเรียน เอกชนที่จดทะเบียนเป็นมูลนิธิหรือโรงเรียนการกุศลของวัดจะจัดเงินอุดหนุนอาหารกลางวัน ครบร้อยละ ๑๐๐ ๒. โรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษาจะจัดเงินอุดหนุนเงินอาหาร กลางวันเฉพาะนักเรียนที่มีภาวะโภชนาการและด้อยโอกาส จึงเกิดความเหลื่อมล้ำขึ้นทั้ง ๆ ที่ เป็นคนไทยด้วยกัน ข้อเสนอก็คือขอให้กระทรวงศึกษาธิการจัดเงินอุดหนุนอาหารกลางวัน ครบร้อยละ ๑๐๐ แก่โรงเรียนเอกชนทุกประเภทเหมือนโรงเรียนของรัฐ เพื่อความเสมอภาค ของนักเรียนไทยทุกคน ตรีมอกาแซะห์ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญนายกองตรี อาญาสิทธิ์ ตามด้วยคุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายกองตรี อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั้งที่ ๓ พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ ผมขออนุญาตจะนำปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่มาเพื่อหารือกับ ท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นะครับ🔗
ปัญหาที่จะนำมา หารือก็คือเรื่องของการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการบริหารจัดการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำ ในคลองชะอวด-แพรกเมือง และแม่น้ำปากพนัง สาเหตุปัญหานี้เกิดจากโครงการพัฒนา ลุ่มน้ำปากพนังได้ก่อสร้างประตูระบายน้ำบริเวณแม่น้ำปากพนังที่เรียกว่าประตูระบายน้ำ อุทกวิภาชประสิทธิ และได้ขุดคลองแพรกเมืองและสร้างประตูระบายน้ำเพื่อที่จะแก้ไข ปัญหาเรื่องของน้ำเค็มที่จะขึ้นมาสู่ในแม่น้ำชะอวด แต่ปรากฏว่าจากการก่อสร้างก็ทำให้ เกิดผลกระทบ ทำให้สวนไร่นาแล้วก็สวนปาล์มของพี่น้องเกษตรกรที่อยู่บริเวณรอบ ๆ คลอง ชะอวดได้รับความเดือดร้อนถูกน้ำท่วมไม่สามารถที่จะใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ ไม่สามารถที่จะ ใส่ปุ๋ยได้ ไม่สามารถที่จะเก็บผลผลิตได้ และพี่น้องเกษตรกรได้ร้องเรียนไปยังกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขนะครับ ในส่วนนี้กระผมได้ไปดูปัญหาแล้วก็เห็นว่า ทางจังหวัดก็มีคณะกรรมการทำงาน แต่ว่าจะต้องกำกับดูแลให้การปฏิบัติเกิดผลให้สามารถ แก้ไขปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นให้กับพี่น้องประชาชน จึงกราบเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และพิจารณาครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านณัฐพงษ์ ตามด้วยท่านสมบูรณ์ ซารัมย์ ครับ🔗
ท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกล เขตบางแค กรุงเทพมหานคร ท่านประธานครับ วันนี้ผมขออนุญาตหารือท่านประธาน ๔ เรื่องด้วยกันครับ🔗
เรื่องแรกก็คือปัญหาการจราจรติดขัดบริเวณแยกเดอะมอลล์บางแค บริเวณ จุดตัดถนนเพชรเกษมและกาญจนาภิเษก ที่ผ่านมาล่าสุดได้มีจัดทำโครงการผ่านตลอด ไม่จอดแช่ของกรุงเทพมหานคร ซึ่งทาง ผอ.รุจิราได้ลงไปดูด้วยตัวเองนะครับ ก็ขอบคุณ ทางเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายนะครับ แต่อย่างไรก็ตามปัญหาตรงนี้ผมมองว่าเป็นในเรื่องของการที่ยัง ต้องอาศัยกำลังเจ้าหน้าที่อยู่ ความหมายก็คือถ้าไม่มีเจ้าหน้าที่เทศกิจหรือตำรวจลงไปดูแล ปัญหาก็อาจจะกลับมาได้ จึงอยากจะหารือท่านประธานส่งเรื่องไปยังกรุงเทพมหานครให้ผู้ว่า หรือว่า ผอ. เขตลงไปช่วยดูแลหาทางแก้ไขเยียวยาในระยะยาว อย่างเช่น การทำนโยบาย หรือว่าเอากรวยไปตั้ง ๑ เลน (Lane) ซ้าย เพื่อป้องกันไม่ให้รถจอดแช่ก็ได้นะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ คือเรื่องปัญหาน้ำท่วมตรงแยกเดอะมอลล์บางแคเช่นกันครับ ผมเคยตั้งกระทู้ถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งตอนนี้กำลังจะเข้าสู่การใช้ งบประมาณของปี ๒๕๖๖ ซึ่งวันนั้นทางท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงว่ามีการตั้งงบประมาณ ๙๐ ล้านบาทไว้แล้ว เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในบริเวณดังกล่าว ก็อยากจะฝากท่านประธาน ลงไปเร่งรัดทางกรุงเทพมหานครหรือกระทรวงมหาดไทยให้มีการเบิกจ่ายแล้วก็จัดทำ งบประมาณในโครงการดังกล่าวในปีงบประมาณหน้า🔗
ข้อต่อไปครับ คือบริเวณแยกถนนเพชรเกษม ถนนบางแค ก็คือมีอุบัติเหตุ บ่อยครั้งก็อยากจะให้ท่านประธานส่งข้อหารือนี้ไปยังกรุงเทพมหานครร่วมกับสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ อาจจะต้องใช้ตำรวจจราจรลงไปดูแลกวดขันตรงนั้นก่อน แล้วก็ในระยะยาว อาจจะต้องให้ทางกระทรวงคมนาคมพิจารณารูปแบบในการปรับทางกลับรถแยกดังกล่าว เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุในบริเวณนั้น🔗
เรื่องสุดท้ายคือการจราจรบริเวณจุดตัดถนนกาญจนาภิเษกออกพระราม ๒ ท่านประธาน ชาวบ้านแนะนำมาว่าอยากจะให้สร้างจุดกลับรถเพิ่มเติมตรงบริเวณคลอง บางบอนเพื่อลดปริมาณการจราจรในบริเวณนั้น ก็อาจจะต้องส่งข้อหารือไปยังกระทรวง คมนาคมครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสมบูรณ์ครับ ตามด้วยท่านณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สมบูรณ์ ซารัมย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ข้อหารือ ท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๓ เรื่อง🔗
เรื่องที่ ๑ การช่วยเหลืออุทกภัยซึ่งในช่วงเดือนสิงหาคมฝนตกหนักในพื้นที่ อำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ พุทไธสง นาโพธิ์ และคูเมือง ทำให้น้ำเอ่อล้นตลิ่งในลำห้วยแอก ลำห้วยตะกั่ว ลำพังชู ลำสะแทด และลำมูล ทำให้น้ำท่วมพื้นที่นาข้าวของพี่น้องเกษตรกร เป็นพื้นที่กว้าง ๒๑,๐๐๐ ไร่เศษ แล้วก็เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนผ่าน ๑,๗๓๐ ราย ฝากถึงหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทางกระทรวงมหาดไทยได้บูรณาการ หน่วยออกสำรวจพื้นที่เสียหายแล้วก็ดำเนินการช่วยเหลือโดยด่วนครับ🔗
ประเด็นที่ ๒ ก็คือการที่พี่น้องเกษตรกรขาดน้ำประปาในการอุปโภคบริโภค หมู่ที่ ๔ บ้านจิกน้อย ตำบลคูเมือง อำเภอคูเมือง ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ตั้งมาเป็นร้อยปี มีประชาชน อาศัยอยู่ประมาณ ๖๐๐ กว่าหลังคาเรือน ขาดน้ำประปาในการอุปโภคบริโภค ฝากถึงหน่วยงาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมทรัพยากรน้ำได้พิจารณางบประมาณ สนับสนุน🔗
ประการที่ ๓ โรคระบาดในนาข้าว ก็คือโรคขอบใบแห้งระบาดในพื้นที่อำเภอ ลำปลายมาศ อำเภอพุทไธสง อำเภอนาโพธิ์ และอำเภอเมืองของจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งฝากถึง หน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้พิจารณาสำรวจทำการช่วยเหลือโดยด่วนครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านณัฐพงษ์ ตามด้วยท่านปรีดา บุญเพลิง ครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน เขต ๓ พรรคเพื่อไทย วันนี้กระผมขอหารือ ท่านประธานได้ช่วยประสานไปยังรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งนายกรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม ช่วยแก้ไขปัญหา ความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนครับ เนื่องจากผลกระทบจากพายุมู่หลานทำให้หลายพื้นที่ ในจังหวัดน่านประสบความเดือดร้อน น่านมีพื้นที่ได้รับผลกระทบ ๑๓ อำเภอ ๖๑ ตำบล ๓๖๘ หมู่บ้าน ผู้ประสบภัยจำนวนกว่า ๑๒,๐๐๐ ครัวเรือน โดยเฉพาะในเขตของผมเอง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สูง เช่น อำเภอบ่อเกลือ อำเภอทุ่งช้าง อำเภอเชียงกลาง อำเภอปัว เป็นต้น เกิดอุทกภัยน้ำท่วมเข้าบ้านเรือน ดินสไลด์ (Slide) ปิดถนน ถนนหนทางที่ใช้สัญจร ก็พังทลาย พื้นที่ทางการเกษตรก็เสียหาย จึงอยากให้ทางรัฐบาลช่วยเร่งแก้ไขปัญหาเยียวยา ชดเชยให้แก่ผู้ประสบความเดือดร้อนเหล่านี้โดยเร่งด่วนด้วยครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถนน ที่พังทลายไป ยกตัวอย่างเช่น ถนนสายบ้านกอก อำเภอเชียงกลาง ไปยังบ้านปางแก บ้านมณีพฤกษ์ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน เกิดความเสียหายอย่างมาก ถนนทรุด ดินใต้ถนน ก็สไลด์ (Slide) ลงมาแทบไม่เหลือช่องจราจรเลย ตอนนี้ก็ได้มีการนำเอาเครื่องจักรเข้าไป ปรับปรุงแก้ไขปัญหาทำทางเบี่ยงให้เบื้องต้น แต่ก็ต้องกราบเรียนว่าดูแล้วก็ยังอันตราย เป็นอย่างมากครับ จึงอยากให้ท่านประธานสภาช่วยประสานไปยังกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม ช่วยเร่งดำเนินการจัดสรรงบประมาณเข้าไปก่อสร้างถนนให้ใหม่โดยเร่งด่วน ด้วยครับ เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้อง ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านปรีดา บุญเพลิง และตามด้วยท่านโกศล ปัทมะ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายปรีดา บุญเพลิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน การศึกษานำการเมือง ครูพัฒนาคน คนพัฒนาชาติ ขอหารือ ท่านประธานผ่านไปยังนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำรัฐบาล ดังนี้ครับ เนื่องจากเมื่อวานนี้ มีองค์กรครูได้แต่งกายชุดดำมาเรียกร้องปัญหาเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษาที่หน้ารัฐสภา และยื่นข้อเรียกร้องเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ โดยเฉพาะมาตรา ๔๑ มาตรา ๔๒ ซึ่งมีการแก้ไขร่างมาตราดังกล่าวที่มีการสร้างความเหลื่อมล้ำ ระหว่างข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในกระทรวงศึกษาธิการ และสุ่มเสี่ยงต่อการ สร้างผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์ของครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งขณะนี้ทราบข่าว เป็นการภายในว่ามีกลไกของรัฐบาลครอบงำคณะกรรมาธิการวิสามัญ เท็จจริงเป็นอย่างไร ไม่อาจทราบได้ โดยใช้มติเสียงข้างมากไม่คำนึงถึงความเป็นธรรม จึงเป็นการกระทำที่ย่ำยี หัวใจของครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งแผ่นดิน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอฝาก ปัญหานี้ไปยังนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำรัฐบาลได้โปรดหันมาสนใจการปฏิรูปการศึกษา อย่างแท้จริงก่อนที่จะไม่มีอะไรให้ปฏิรูป ท่านประธานที่เคารพครับ ทำไมการศึกษาของ ประเทศไทยจึงมีปัญหา จากอดีตคุณภาพการศึกษาของไทยอยู่ในระดับต้น ๆ ของอาเซียน (ASEAN) ปัจจุบันเป็นอย่างไรทุกท่านทราบดี ผม นายปรีดา บุญเพลิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน ซึ่งมีสายเลือดครูร้อยเปอร์เซ็นต์เป็นครูมาทั้ง ชีวิตเป็นห่วงคุณภาพการศึกษาของลูกหลานไทยที่จะอยู่ร่วมกันในสังคมไทย สังคมอาเซียน (ASEAN) และสังคมโลกร่วมกันอย่างมีความสุข ร่วมกันพัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรือง ตลอดไป ผมขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี รัฐบาล และคณะกรรมาธิการวิสามัญโปรดรับฟัง ความเห็นของครูและบุคลากรทางการศึกษาด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านโกศล ตามด้วยท่านอนันต์ ผลอำนวย นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายโกศล ปัทมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขต ๕ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนเกี่ยวกับการก่อสร้างขยายถนน สาย ๒๐๒ ช่วงอำเภอสีดาถึงอำเภอบัวใหญ่ งบประมาณประมาณ ๕๘๐ ล้านบาท และควบคุม การก่อสร้างโดยสำนักก่อสร้างทางหลวงที่ ๒ กรมทางหลวง การก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ แต่ขณะนี้อยู่ในระหว่างค้ำประกันสัญญานะครับ ปัจจุบันถนนเส้นนี้ มีสภาพชำรุดเสียหายเป็นช่วง ๆ ตลอดเส้นทางทำให้พี่น้องประชาชนเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ ผมไม่ทราบว่าการชำรุดเสียหายเกิดจากการก่อสร้างไม่ตรงตามแบบหรือว่าไม่มีประสิทธิภาพ หรือว่ารถบรรทุกบรรทุกเกินน้ำหนัก ดังนั้นจึงขอให้ทางกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ติดตามผู้รับจ้างไปดำเนินการซ่อมแซมให้กับพี่น้องประชาชนโดยด่วนด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ผมได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องอำเภอแก้งสนามนาง โดยเฉพาะ พี่น้องตำบลบึงสำโรง พี่น้องตำบลสีสุก และก็พี่น้องตำบลบึงพะไล ประสบปัญหาในการ ยื่นขอออกเอกสารสิทธิเฉพาะรายกับสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมาสาขาอำเภอบัวใหญ่ ซึ่งบางคนหรือว่าบางรายยื่นมาเกือบ ๑๕ ปี แต่ไม่มีความคืบหน้าและยังไม่ได้รับเอกสารสิทธิ แต่อย่างใด ดังนั้นผมจึงเรียนผ่านท่านประธานไปยังกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย แล้วก็ สำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมาสาขาบัวใหญ่เร่งรัดดำเนินการให้กับพี่น้องประชาชน โดยด่วนด้วย กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านอนันต์ ตามด้วยท่านดะนัย มะหิพันธ์ นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอนันต์ ผลอำนวย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกำแพงเพชร ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายรังสรรค์ สบายเมือง นายกสมาคมโรงสีข้าวและกลุ่มผู้ค้าพืชไร่ ตามฤดูกาลว่าได้รับผลกระทบจากการใช้กฎหมาย พ.ร.บ.🔗
ท่านอนันต์ครับ ถ้าท่านจะอภิปรายพูดอยู่นอกกรอบตู้กระจกท่านต้องสวมแมสก์ (Mask) ด้วยครับ🔗
หายใจไม่ออก🔗
ประธาน อยู่ในกรอบนะครับ🔗
ผมขออนุญาตเริ่มใหม่นะครับ🔗
เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอนันต์ ผลอำนวย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกำแพงเพชร ได้รับเรื่อง ร้องเรียนจากนายรังสรรค์ สบายเมือง นายกสมาคมโรงสีข้าวและกลุ่มผู้ค้าพืชไร่ตามฤดูกาล เนื่องจากว่าผลกระทบจาก พ.ร.บ. ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในปี ๒๕๖๒ ทำให้กลุ่มผู้ประกอบการ พืชไร่ อาคาร และคลังสินค้าได้รับผลกระทบใน ๕ ด้าน เมื่อกฎหมายฉบับนี้ออกมาแล้วเจอ กับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันทั้งสงครามและโควิด (COVID) ทำให้ไม่ไปทำให้ผู้ประกอบการนั้น ประสบความสำเร็จได้ก็คือ ๑. ไม่คำนึงถึงรายได้ผลตอบแทนของสิ่งปลูกสร้างในแต่ละพื้นที่ เช่นค่าเช่าอาคารในเมืองใหญ่และต่างจังหวัดราคาต่างกันมาก แต่อัตราการเสียภาษี อยู่ในอัตราเดียวกัน ในประเด็นที่ ๒ ประเภทธุรกิจมีผลต่อการใช้พื้นที่และสิ่งปลูกสร้าง เช่น ห้างสรรพสินค้าและคลังสินค้าที่อยู่ในต่างจังหวัด ซึ่งมีรายได้และผลประกอบการแตกต่างกัน พื้นที่ที่เป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างเช่นห้างสรรพสินค้ารายใหญ่ หรือว่าอู่ซ่อมรถ หรือว่าโกดัง เก็บสินค้าในต่างจังหวัดใช้พื้นที่มากกว่ากันเยอะ แต่ต้องเสียภาษีจำนวนมากเท่ากัน ๓. ระยะเวลาในการหารายได้หรือการใช้ประโยชน์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบางประเภท ธุรกิจบางประเภทใช้งานได้ทั้งปี บางประเภทได้ครึ่งปี บางประเภทได้ ๓ เดือน อย่างเช่น ในช่วงของคลังข้าวหรือว่าโกดังของมันสำปะหลังต่าง ๆ เหล่านี้ ซึ่งใช้เป็นช่วงของฤดูกาล และประการถัดมาภาษีที่เก็บจากสิ่งปลูกสร้างก่อนปี ๒๕๖๒ ผู้ประกอบการเขาก็ไม่รู้ว่า ในปี ๒๕๖๒ จะออกภาษีมาเข้มงวดขนาดนี้ ไม่อย่างนั้นเขาก็อาจจะไม่ประกอบกิจการต่อไป และสุดท้ายอัตราค่าปรับของภาษีแพงมาก ๔๐ เปอร์เซ็นต์ และสุดท้ายจริง ๆ ท่านประธาน ประเภทธุรกิจที่ประกอบการขาดทุนหรือปิดกิจการ ซึ่งลงทุนไปแล้วก็ยังต้องเสียภาษีอยู่ เพราะฉะนั้นก็อยากให้รัฐบาลทบทวนวิธีการที่จะเก็บภาษีทำให้เป็นธรรมกับทุกฝ่ายอย่าง เท่าเทียมกัน ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านดะนัย ตามด้วยนางสาวกัลยา รุ่งวิจิตรชัย เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ นายดะนัย มะหิพันธ์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดอำนาจเจริญ เขตเลือกตั้งที่ ๒ ท่านประธานครับ ผมมีเรื่องปรึกษาหารือเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ๒ เรื่อง ขอภาพด้วยครับ🔗
เรื่องแรกคือถนนลาดยางเชื่อมระหว่าง ตำบลลือถึงตำบาลนาป่าแซง อำเภอปทุมราชวงศา ช่วงทางแยกบ้านลือถึงแยกบ้านวินัยดี ชำรุดเสียหายเป็นอย่างมาก เป็นหลุมลึกเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ จะมีอุบัติเหตุ สอบถามนายกเทศมนตรีตำบลนาป่าแซงว่าอยู่ในความรับผิดชอบของใคร ทราบว่าถนนเส้นนี้เดิมเป็นขององค์การบริหารส่วนจังหวัดอำนาจเจริญ แต่ตอนนี้ได้โอนไปให้ ทางหลวงชนบท เท็จจริงเป็นอย่างไรไม่รู้ครับ แต่ว่ามันชำรุดเสียหายมาก ก็อยากจะฝาก ท่านประธานให้มีผู้รับผิดชอบลงไปดูแลด้วยครับ ดูแล้วเพิ่งสร้างเสร็จยังไม่นานนะครับ แต่ก็จะชำรุดแล้ว🔗
เรื่องที่ ๒ ขอให้ติดตั้งสัญญาณไฟจราจรตรงทางแยก ๒ จุด ว่าที่พันตรี เผชิญลาภ อินทรจันทร์ นายกเทศมนตรีตำบลพนา ได้ร้องเรียนว่าเกิดอุบัติเหตุที่ทางแยกบ่อยครั้ง บางครั้งรุนแรงจนถึงเสียชีวิตนะครับ จุดแรกก็คือทางแยกตรงแยกศาลหลักเมืองอำเภอพนา เป็นถนนทางหลวงหมายเลข ๒๑๓๔ พนา-ตระการพืชผล ซึ่งตัดกับถนนหมายเลข ๒๐๔๙ พนา-ม่วงสามสิบ ตรงแยกนั้นไม่มีสัญญาณไฟจราจรนะครับ แยกที่ ๒ คือแยกหน้าที่ว่าการ อำเภอพนา ถนนหมายเลข ๐๐๔๙ พนา-สว่างใต้ตัดกับถนน อบจ. อำนาจเจริญ ตรงช่วงหน้า ที่ว่าการอำเภอพนา อันนี้ก็เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งครับ เพราะว่าไม่มีสัญญาณไฟจราจร จึงขอให้ท่านประธานได้โปรดสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงไปดำเนินการเพื่อความ ปลอดภัยของพี่น้องประชาชนด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณกัลยา ตามด้วยท่านสุรชาติ เทียนทอง เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวกัลยา รุ่งวิจิตรชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระบุรี พรรคพลังประชารัฐ ขอหารือท่านประธานนะคะ🔗
เรื่องที่ ๑ คือในช่วงฤดูมรสุมแล้วก็ฝน ตกชุกระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักมีปริมาณที่สูงขึ้น ชาวบ้านที่อยู่ริมน้ำเก็บข้าวของแล้วก็เฝ้าระวัง ในช่วงค่ำคืนที่กลัวน้ำจะมา โชคดีค่ะท่านประธาน ในช่วงนี้ฝนทิ้งช่วงห่างไปหลายวันทำให้ ปริมาณน้ำลดลง ประกอบกับทางเขื่อนป่าสักปรับลดระดับน้ำในช่วงนี้ลงก็ทำให้น้ำยังคงอยู่ ไม่ล้นตลิ่ง แต่ว่ายังไว้วางใจไม่ได้เพราะว่าวันนี้กรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศแจ้งเตือนว่าจะมี ฝนตกหนักในทุกพื้นที่ติดต่อกันถึง ๗ วัน ฉะนั้นอาจจะเกิดน้ำท่วมฉับพลันได้ จึงวอน ท่านประธานสภาผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นชลประทาน หรือว่า ปภ. จังหวัด แล้วก็ อปท. ในส่วนพื้นที่ได้ช่วยกันเตรียมรับมือกับน้ำที่อาจจะท่วมขึ้นฉับพลันได้🔗
เรื่องที่ ๒ จากฝนตกหนักถนนชำรุดก็ทำให้พื้นที่ถนนเสียหายหลาย ๆ พื้นที่ ก็อยากจะให้หน่วยงานของแขวงการทาง ทางหลวงชนบท แล้วก็ อปท. ในแต่ละพื้นที่ได้ออก สำรวจเพื่อที่จะดำเนินการซ่อมแซมปรับปรุงถนนให้ประชาชนได้ใช้สัญจรได้เหมือนเดิมนะคะ ซึ่งต้องขอขอบคุณแขวงการทางจังหวัดสระบุรี สำหรับถนนที่ขรุขระตรงนี้ท่านได้มาดำเนินการ ปรับปรุงและซ่อมแซมให้จนตอนนี้ใช้งานได้ตามปกติแล้ว ขอบคุณท่านประธานค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณสุรชาติ ตามด้วยท่านณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ สุรชาติ เทียนทอง พรรคเพื่อไทย กรุงเทพมหานคร มีเรื่องประเด็นหารือท่านประธาน ๒ เรื่อง🔗
เรื่องแรกเป็นเรื่องของสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. ขณะนี้ มีมติการบอกยกเลิกสัญญาระหว่าง สปสช. กับทางโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ก่อนอื่นเลย ผมต้องกราบเรียนว่าผมมิอาจก้าวล่วงข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานกับทางโรงพยาบาลครับ แต่อย่างไรก็ดีมติบอกเลิกสัญญาดังกล่าวสร้างความกังวลให้กับพี่น้องประชาชนภายใน เขตหลักสี่ จตุจักร แล้วก็พื้นที่ใกล้เคียงหลายหมื่นคนครับ เพราะว่าการบอกเลิกสัญญา ดังกล่าวทำให้พี่น้องประชาชนเกิดความกังวลว่าท่านเหล่านั้นจะมีโรงพยาบาลรองรับ การดูแลสุขภาพของประชาชนหรือไม่นะครับ ก็ขอฝากไปยัง สปสช. ให้ได้ทบทวนมติ ดังกล่าวนะครับ หรือถ้าสุดท้ายแล้ว สปสช. ยังมีมติยืนยันในการบอกเลิกสัญญา ก็ขอฝาก ไปทาง สปสช. ให้มีมาตรการรองรับสิทธิรักษาของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวนะครับ เพราะว่าเท่าที่ผมทราบโรงพยาบาลและสถานพยาบาลใกล้เคียงในพื้นที่ขณะนี้สิทธิรักษา ก็ได้เต็มหมดแล้วนะครับ ในอดีตที่ผ่านมามีการยกเลิกสัญญาของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งทำให้ สิทธิรักษาของพี่น้องประชาชนในพื้นที่หลักสี่ จตุจักร และพื้นที่ใกล้เคียงจะต้องไปรักษา ในสถานพยาบาลที่ไกลออกไป ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อพี่น้องประชาชนที่เป็นผู้สูงอายุแล้วก็ผู้มี รายได้น้อยนะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ สั้น ๆ ครับ ขอฝากไปยังกระทรวงมหาดไทยและกรุงเทพมหานคร เรื่องของการให้สวัสดิการในการประกันสุขภาพให้กับผู้นำชุมชนในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีอยู่ประมาณ ๒,๕๐๐ ชุมชนครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านณัฐวุฒินะครับ ตามด้วยท่านจิรพงษ์ ทรงวัชราภรณ์ นะครับ🔗
เรียนท่านประธาน กระผม ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ จังหวัดสุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา ผมขออนุญาตนำเรื่อง ความเดือดร้อนของพี่น้องชาวจังหวัดสุพรรณบุรีที่อาศัยตลอดริมแม่น้ำท่าจีนและในทุ่งเจ้าเจ็ด รวมทั้งทุ่งโพธิ์พระยาในเขตอำเภอบางปลาม้าและอำเภอสองพี่น้อง มาร้องขอให้ท่านประธาน ได้ช่วยดังนี้ เมื่อปลายปี ๒๕๖๔ ต่อเนื่องต้นปี ๒๕๖๕ น้ำท่วมหนักในเขตพื้นที่ที่ผมได้กล่าว ไว้เบื้องต้น ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ ชดเชย เยียวยาค่าความเสียหายบ้านเรือนที่ประสบ น้ำท่วมหนักนานนับเดือน ระเบียบการช่วยเหลือของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ใช้ไม่ได้ ไม่มีใครปฏิบัติได้จริง เพราะยากต่อการสำรวจและไม่คุ้มค่ากับความเสียหาย ดังนั้นจึงใคร่ขอท่านประธานได้กรุณาทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีได้อนุมัติงบกลางกรณีฉุกเฉิน จำเป็นเร่งด่วนช่วยเหลือหลังคาเรือนละ ๕,๐๐๐ บาท ในเขตพื้นที่ที่ประกาศเป็นเขตภัยพิบัติด้วย ท่านประธาน ในปีนี้น้ำฝนบนฟ้าก็มาก น้ำหลากจากภาคเหนือมายังเขื่อนชัยนาทก็ไม่น้อย ขณะนี้ต้องระบายเกิน ๒,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีอย่างแน่นอนครับ และมันจะส่งผล กระทบต่อบ้านเรือนที่อยู่ริมแม่น้ำน้ำท่วมแน่นอนครับ ดังนั้นขอท่านประธานได้โปรด ทำหนังสือถึงรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลเรื่องน้ำเตรียมแผนรองรับ พร้อมทั้งอนุมัติเงิน ช่วยเหลือเยียวยาบ้านที่ถูกน้ำท่วม และประกาศเป็นเขตภัยพิบัติไว้ล่วงหน้าจะได้ช่วยเหลือ ได้ทันเวลา ไม่เหมือนกับปีที่ผ่านมา ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ต่อไปเชิญท่านจิรพงษ์ ตามด้วยท่านนริศ ขำนุรักษ์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร กระผม นายจิรพงษ์ ทรงวัชราภรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคเพื่อไทย จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) รัฐบาลออกคำสั่งป้องกันการแพร่ระบาด สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง ภาคธุรกิจการค้า ขายปลีก การบริการ หรือ เอสเอ็มอี (SMEs) ขนาดกลางและขนาดเล็กได้ปิดกิจการเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันไม่มีทุน ที่จะกลับมาประกอบกิจการใหม่ ยังคงเหลือไว้ภาคธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) ที่มีสินเชื่อ กับทางธนาคาร ที่ได้รับอานิสงส์จาก พ.ร.ก. เงินกู้ การให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงิน แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) หรือซอฟต์โลน (Soft Lone) ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ในปีนี้ ก็ต้องเริ่มผ่อนชำระเงินต้นให้กับทางธนาคารในสภาวะเศรษฐกิจที่ยังย่ำแย่ ถูกซ้ำเติมด้วย วิกฤติพลังงานน้ำมันแพง ไฟฟ้าแพง ค่าแรงถูก จากรายงานวันที่ ๑ สิงหาคมที่ผ่านมา พ.ร.ก. เงินกู้ได้ถูกใช้ไปเพียง ๓.๒ แสนล้านบาท ยังคงเหลืออีกประมาณ ๑.๘ แสนล้านบาท กระผม ขอให้รัฐบาล โดยเฉพาะรักษาการนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ และรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการคลังเร่งอัดเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับเอสเอ็มอี (SMEs) ผู้ที่ประสงค์จะเปิด กิจการใหม่ และเพิ่มวงเงินให้กับเอสเอ็มอี (SMEs) ที่มีสินเชื่อเดิม ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านนริศ ตามด้วยท่านวันนิวัติ สมบูรณ์ ครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตหารือ เพื่อที่จะให้รัฐบาลและกระทรวงที่เกี่ยวข้องตอกเข็มเริ่มโครงการในจังหวัดพัทลุง ๔ เรื่อง ด้วยกันครับ🔗
เรื่องที่ ๑ ขอให้กระทรวงกีฬาและการท่องเที่ยวตอกเสาเข็มสร้างโรงเรียน กีฬาแห่งแรกของจังหวัดพัทลุง เพราะว่าชาวบ้านอยากได้ และหลายโรงเรียนพร้อมสนับสนุน🔗
เรื่องที่ ๒ ตอกเสาเข็มสร้างสนามกีฬาแห่งที่ ๓ ด้านตอนใต้พัทลุง เพราะว่า จะใช้เป็นเจ้าภาพในการแข่งขันกีฬา ซึ่งจะเกิดขึ้นอีกมากในพื้นที่จังหวัดพัทลุง ซึ่งถือได้ว่า เป็นเมืองแห่งกีฬาแต่ขาดแคลนสิ่งเหล่านี้ ขอให้กระทรวงคมนาคมตอกเสาเข็มสร้างสนามบิน พัทลุง ซึ่งศึกษาความเป็นไปได้แล้วพบความเหมาะสม ก็เหลือแต่จังหวัดจะหาพื้นที่ เท่านั้นเองนะครับ🔗
เรื่องที่ ๓ ขอให้ตอกเสาเข็มก่อสร้างปรับปรุงถนนสายเลียบทะเลสาบพัทลุง ซึ่งมีความจำเป็นที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานในการพัฒนาจังหวัดพัทลุง🔗
เรื่องที่ ๔ ขอให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ตอกเสาเข็ม สร้างบ้านคนยากจนให้ครบทุกหลังในพื้นที่จังหวัดพัทลุง ซึ่งมีอยู่จำนวนอีกหลายหลัง ผมคิดว่า ในปี ๒๕๖๖ นี้ให้เป็นปีสุดท้ายสำหรับการที่จะมีบ้านของคนยากจนอยู่นะครับ🔗
เรื่องสุดท้ายขอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนับหนึ่ง ตอกเสาเข็มที่จะประกาศให้ทะเลสาบพัทลุงเป็นมรดกโลก เพราะมีความหลากหลาย ทางชีวภาพสูง มีทรัพยากรทั้งป่าไม้ สัตว์ป่าที่อุดมสมบูรณ์ มีชุมชน มีเมืองที่มีความสำคัญ มีความยาวนานในทางประวัติศาสตร์ซึ่งเหมาะสมที่จะเป็นมรดกโลก หากเป็นมรดกโลกแล้ว ก็จะเป็นเมืองที่มีความสำคัญและจะเป็นเมืองที่คนเข้ามาท่องเที่ยว ประการสำคัญ อีกประการหนึ่งก็คือจะเป็นที่หวงแหนของบุคคลโดยทั่วไปที่จะหวงแหนสิ่งเหล่านี้ไว้เป็น มรดกโลก ไว้เป็นมรดกที่สำคัญของจังหวัดพัทลุงครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านวันนิวัติ ตามด้วยท่านอดิพงษ์ ฐิติพิทยา ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วันนิวัติ สมบูรณ์ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดขอนแก่น วันนี้มีเรื่องหารือท่านประธานทั้งหมด ๒ เรื่อง🔗
เรื่องแรกขอให้กรมทางหลวงได้ดำเนินการ ขยายถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒๔๔๐ หรือถนนเจนจบทิศช่วงอำเภอพลไปถึงทางพาด ซึ่งระยะทางตั้งแต่ต้นจนท้ายถนน ๓๕ กิโลเมตรทั้งหมด แต่ว่าเวลาที่ผ่านมาได้ดำเนินการ ก่อสร้างไปแล้วตอนนี้เหลืออยู่ ๕ ช่วงที่ยังเป็นฟันหลออยู่ เหลืออยู่ ๕ ช่วงระยะทางรวม ๑๙.๖ กิโลเมตร ฝากท่านประธานไปยังกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ให้ได้เร่งดำเนินการ ต่อไปครับ เป็นถนนที่สำคัญครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ขอให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้กรุณาจัดสรรงบประมาณ เพื่อดำเนินการซ่อมแซมถนน สะพาน และฝายกักเก็บน้ำในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รับผิดชอบ ซึ่งได้ชำรุดเสียหายจากเหตุน้ำท่วมที่ผ่านมา จากน้ำท่วมที่ฝนตกหนักต่อเนื่อง ตลอดหลายวัน ขอความกรุณาจริง ๆ ครับท่านประธาน เป็นภารกิจที่ไม่ใช่ภารกิจประจำ เป็นภารกิจที่เป็นภารกิจเพื่อพี่น้องประชาชนจริง ๆ เนื่องจากเป็นภัยพิบัติ สังเกตจากรูป ได้นะครับ รูปนี้ที่อำเภอชนบทที่นี่ท่วมประจำ ปีนี้น้ำชีมาเร็วด้วยพี่น้องประชาชนก็จัดการ กันเอง มีหน่วยงานภาครัฐมาช่วยบ้าง ขอความกรุณาครับท่านประธาน กราบขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านอดิพงษ์ ตามด้วยท่านปดิพัทธ์ สันติภาดา เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอดิพงษ์ ฐิติพิทยา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ เขตเลือกตั้งที่ ๕ อำเภอกระสัง อำเภอพลับพลาชัย อำเภอห้วยราช ตำบลไพศาลของอำเภอประโคนชัย พรรคภูมิใจไทย กระผมขออนุญาตปรึกษาหารือเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ในประเด็นดังต่อไปนี้ครับ🔗
ก่อนอื่นเลยผมต้องขอขอบพระคุณ ท่านศักดิ์สยาม ชิดชอบ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ได้อนุมัติโครงการก่อสร้าง ถนนสาย ๒๒๐๘ จากอำเภอกระสังไปอำเภอประโคนชัยโดยขยายผิวจราจรขนาด ๔ ช่อง จราจร ทำให้ประชาชนผู้ใช้เส้นทางนี้ได้รับความสะดวกสบายและมีความปลอดภัยเพิ่ม มากขึ้น ดังนั้นผมจึงอยากขอความอนุเคราะห์จากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สนับสนุนงบประมาณและพิจารณาอนุมัติโครงการเพื่อซ่อมบำรุงถนนที่มีความชำรุดเสียหาย และได้รับการร้องทุกข์จากประชาชนในพื้นที่อีก ๔ เส้นทาง ดังต่อไปนี้ครับ🔗
๑. ถนน บร. ๔๐๖๘ เชื่อมระหว่างตำบลเมืองไผ่ถึงตำบลศรีภูมิของอำเภอ กระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ ขนาดผิวจราจร ๖ เมตร ระยะทางประมาณ ๒,๐๐๐ เมตร🔗
๒. ถนนสาย บร.ถ. ๑๕๙-๐๐๑๑ เชื่อมระหว่างบ้านติม ตำบลศรีภูมิ ถึงบ้าน ไผ่ลวก ตำบลชุมแสงของอำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ ขนาดผิวจราจรกว้าง ๖ เมตร ระยะทาง ประมาณ ๓,๘๐๐ เมตร🔗
๓. ถนนสาย บร.ถ. ๑๐๐๔๐ เชื่อมระหว่างบ้านอุดมธรรม ตำบลกระสัง ถึงบ้านตาสะดำใหญ่ ตำบลบ้านปรือ อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ ขนาดผิวจราจร ๖ เมตร ระยะทางประมาณ ๔,๕๐๐ เมตร🔗
๔. ถนนสาย บร.ถ. ๑๖๒-๐๑๕ เชื่อมระหว่างบ้านสนวนนอก ตำบลสนวน ถึงบ้านเกตุใต้ ตำบลบ้านตะโก อำเภอห้วยราช จังหวัดบุรีรัมย์ ขนาดผิวจราจร ๖ เมตร ระยะทางประมาณ ๓,๑๐๐ เมตร🔗
จึงขอนำเรียนไปยังกระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องได้ให้การสนับสนุนงบประมาณพิจารณาอนุมัติโครงการเพื่อซ่อมแซมปรับปรุง ถนนดังกล่าวเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พ่อแม่พี่น้องประชาชนด้วยครับ ขอกราบ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านปดิพัทธ์ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ปดิพัทธ์ สันติภาดา ผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก เขต ๑ พรรคก้าวไกล ความเดือดร้อน ของประชาชนทั่วประเทศตอนนี้ก็คือเรื่องของถูกแก๊งมิจฉาชีพออนไลน์ (Online) ผมขอแสดง เอกสารเลยครับ🔗
คนที่ถูกโดยล่าสุดภรรยาผมเองครับ มีหมายจับออกชื่อของภรรยาผมที่อยู่ถูกต้องหมด ส่งจากพันตำรวจโทท่านหนึ่งที่ สภ. พัทลุง หมายจับแบบนี้ส่งให้แล้วก็บอกว่าจะมีไปที่บ้านแต่ว่าขอโทรศัพท์มาก่อนแล้วก็ขอแอดไลน์ (Add Line) แล้วก็ส่งข้อมูลนี้ให้ รูปต่อไปเลยครับ อันนี้เป็นหนังสือรับรองคุณสมบัติผู้ได้รับ การแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนผู้มีอำนาจตรวจสอบดูแลทรัพย์สินผู้ต้องหาคดีฟอกเงิน เรื่องราว ก็คือบอกว่ามีคนแอบอ้างชื่อภรรยาผมไปเช่ารถแล้วรถคันนี้เอาไปใช้ขนยาเสพติด ๖๐,๐๐๐ เม็ด แล้วก็ถูกจับเรียบร้อย นี่หน้าผู้ต้องหาส่งให้ดูเรียบร้อยนะครับ ถัดไปครับ อันนี้แสดงตัวว่า เป็นตำรวจจริง ๆ พอวิดีโอคอล (Video Call) กันก็แต่งชุดตำรวจแล้วก็อยู่ในสถานีตำรวจด้วย อันนี้สัญญาเช่ารถยนต์ว่าภรรยาผมไปทำสัญญาเช่ารถยนต์แบบนี้เรียบร้อยแล้ว แล้วรถคันนี้ ก็เอาไปใช้ขนยาเสพติด มีบัญชีเก่าบัญชีหนึ่งของภรรยาผมถูกอายัดด้วยนะครับ อายัดเป็น ของกลาง แล้วบัญชีอื่น ๆ ก็จะถูกอายัดด้วยถ้าไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบเส้นทาง การเงิน อันนี้บัญชีของกลางคดีอาญาครับ เอกสารแบบนี้ส่งให้กับภรรยาของผมแล้วก็ขอดู เลขที่บัญชีที่เหลือทั้งหมดเพื่อจะตรวจสอบว่ามีข้อหาเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงินหรือเปล่า ท่านประธานครับ เรื่องแบบนี้พอเราไปแจ้งที่สถานีตำรวจ ก็ขอบคุณทาง สภ. พิษณุโลกครับ แต่ข่าวร้ายก็คือเขาบอกว่าขบวนการแบบนี้เกิดขึ้นมา ๑ ปีแล้ว สอบถามดูบางคนโดน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ผู้จัดการแบงก์โดน ๑.๗ ล้านบาท มีคนโทรศัพท์ปลอมเป็นตำรวจ ไปต่างประเทศบอกว่าให้ส่งเงินประกันตัวเพราะลูกเขาโดนจับอยู่ที่เมืองไทยโอนมาอีก ๕๐๐,๐๐๐ บาท ท่านประธานครับ ข้อมูลส่วนบุคคลของเราทั้งหมดนี้ถูกปล่อยให้กับ กระบวนการมิจฉาชีพแล้ว ผมไม่ได้มาทวงให้ภรรยาผมนะครับ แต่พี่น้องประชาชนจำนวนมาก ที่ถูกหลอก ตอนนี้คือคนดีคนที่ไม่เคยถูกตำรวจโทรศัพท์หา คนที่ต้องการพิสูจน์ความจริงใจ ของตัวเองและกลายเป็นเหยื่อแบบนี้ ผมขอส่งให้กับท่านนายกรัฐมนตรี กองกำลังตำรวจ ไซเบอร์ (Cyber) จัดการโดยเร่งด่วนนะครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกขณะนี้การปรึกษาหารือครบทุกท่านแล้วนะครับ🔗
ขณะนี้ได้มี สมาชิกมาลงชื่อประชุมจำนวน ๒๕๖ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ ดังนั้นผมขอเปิด การประชุมและดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระนะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว🔗
๔.๑ รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง ปัญหาการบังคับใช้และแนวทางแก้ไข เพิ่มเติมพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของ ประชาชนพิจารณาเสร็จแล้ว🔗
ดังนั้นผมจึง ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่นะครับ เชิญคณะกรรมาธิการครับ🔗
ด้วยประธาน คณะกรรมาธิการ ท่านณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ได้มีหนังสือขออนุญาตให้อนุกรรมาธิการ พิจารณาศึกษาปัญหากฎหมายและระเบียบการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุม ซึ่งผมพิจารณาแล้วเห็นว่าเพื่อประโยชน์ ในการพิจารณาจึงได้อนุญาตตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๔ วรรคสอง จึงขอเชิญผู้มีรายชื่อดังต่อไปนี้ เข้าร่วมชี้แจงในที่ประชุม ๑. นายพร้อมสิน บุญจันทร์ อนุกรรมาธิการ ๒. นายพัชรปรัตถ์ อนุกรรมาธิการ ๓. นายอริย์ธัช ยอดไชยเกียรติ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๔. นายกษิเดช แดงเดช ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ๕. นายสุธน จิตร์มั่น ผู้ชำนาญการประจำ คณะกรรมาธิการ เชิญนะครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ ท่านประธานคณะกรรมาธิการแถลงครับ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกลจากชาวบางขุนเทียน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร วันนี้เป็นเรื่องของคณะกรรมาธิการที่พิจารณาเสร็จแล้วในเรื่องของปัญหาการบังคับใช้ และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหาร ท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๒ ท่านประธานครับ ในส่วนของรายงานฉบับนี้คณะกรรมาธิการ การพัฒนาการเมืองเราได้ตั้งอนุขึ้นมา ๑ อนุ โดยมีท่าน ส.ส.ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการ แล้วก็อนุกรรมาธิการทุกท่านได้สรุปประเด็นคร่าว ๆ มา เป็นทั้งหมด ๑๑ ประเด็น ในส่วนนี้ก็จะมีทางคณะกรรมาธิการเราจะขออนุญาตนำเสนอต่อ ที่ประชุมแห่งนี้นะครับ และหลังจากนั้นก็จะนำส่งฝ่ายบริหารต่อไปก็คือในเรื่องของกรณี การห้ามบุคคลตามมาตรา ๓๔ ให้ดำเนินการใด ๆ เป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลผู้สมัคร หรือพูดง่าย ๆ ก็คือว่าปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเองที่มีปัญหากัน ในการเลือกตั้งท้องถิ่นระดับต่าง ๆ กรุงเทพมหานครก็ ส.ก. ต่างจังหวัดก็ อบต. อบจ. ต่าง ๆ แต่ตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นสังกัดพรรคการเมืองหรือว่าเป็นนักการเมืองที่เข้ามา ทำงานก็มีตำแหน่ง พอมีตำแหน่งก็ไม่สามารถเข้าไปทำการช่วยหาเสียงได้ อันนี้ก็เป็น ผลกระทบที่พี่น้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลาย ๆ คนก็พูดในสภาแล้วก็ได้มีการหารือกัน จนไปตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญแก้ไขก็มีนะครับ ในส่วนของคณะกรรมาธิการการพัฒนา การเมืองของเราก็ได้ทำเรื่องนี้อย่างมีรายละเอียดเชิงลึกแล้วก็นำมาเสนอ เดี๋ยวทาง ท่านองอาจ คล้ามไพบูลย์ ก็จะนำเสนอในตัวมาตรา ๓๔ ในรายงานฉบับนี้ครับ🔗
ในส่วนต่อไปก็จะเป็นเรื่องของการพิจารณาคัดเลือกเจ้าพนักงานที่ประจำ หน่วยเลือกตั้งในมาตรา ๒๘ ก็คือคณะกรรมการประจำหน่วย ในแต่ละหน่วยเลือกตั้ง ทั่วประเทศไทยมี ๙๐,๐๐๐ หน่วย ในแต่ละ ๙๐,๐๐๐ หน่วย ๑ หน่วยก็จะมี กปน. กปน. คือ คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งที่เลือกโดย กกต. จะเป็นผู้บริหารระดับท้องถิ่น ครู อาจารย์ หรือข้าราชการต่าง ๆ มานั่ง แต่ว่าวิธีการอะไรต่าง ๆ ในมาตรา ๒๘ แล้วก็ในกรณี ของการย้ายทะเบียนบ้านข้ามเขตยังไม่ครบ ๑ ปี ทำให้มีปัญหาในการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง การเลือกตั้งระดับท้องถิ่นกรุงเทพมหานครก็มีปัญหาครับท่านประธาน คือเลือกผู้ว่าต้องไปเลือก อีกหน่วยหนึ่ง เลือก ส.ก. ไปเลือกหน่วยหนึ่ง เนื่องจากการสังกัดอยู่ในทะเบียนบ้านนั้นไม่ครบปี นับลดหลั่นกันไป ทั้ง ๒ ประเด็นนี้ก็จะเป็นคุณพร้อมสินอนุกรรมาธิการได้มาชี้แจงในลำดับ ต่อไปครับ🔗
ในกรณีต่อไปคือการเลือกตั้งล่วงหน้าซึ่งมีปัญหามาก การเลือกตั้งล่วงหน้า มีรายละเอียดยิบย่อยมากมาย ตอนนี้คณะกรรมาธิการศึกษามาแล้วจะมีท่าน ส.ส.วรภพ วิริยะโรจน์ ได้เข้ามานำเสนอต่อนะครับ🔗
อีกประเด็นหนึ่งก็คือระยะเวลาในการคำนวณค่าใช้จ่ายของผู้สมัครสำหรับ การเลือกตั้งแต่ละครั้ง อันนี้ก็มีปัญหาเช่นกัน คณะกรรมาธิการศึกษามาแล้วเรื่องบัญชีรายรับ รายจ่ายของผู้สมัคร เรื่องการตีความคำว่า สัญญาว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด ในมาตรา ๖๕ อันนี้ก็เป็นปัญหาครับ🔗
ในส่วนของการกำหนดสีบัตรเลือกตั้งในกรณีที่จะต้องใช้บัตร ๒ ใบ อันนี้ เช่นกัน ในกรณีใช้บัตร ๒ ใบที่กำลังจะเข้ามาถึงก็คือการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ต้องใช้บัตร ๒ ใบ รายละเอียดตรงนี้ทางท่านอนุกรรมาธิการท่านอริย์ธัชก็จะนำเสนอ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องแล้วก็เรื่องของระยะเวลาการออกเสียงลงคะแนน เรื่องของการให้ ความรู้แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็จะแบ่งหน้าที่ของคณะกรรมาธิการเราได้นำเสนอต่อเพื่อนสมาชิก ทุก ๆ ท่าน แล้วหลังจากนั้นจะเป็นการตอบประเด็นข้อซักถามนะครับ ผมในฐานะประธาน คณะกรรมาธิการก็ขอนำเสนอไว้เท่านี้ และขออนุญาตท่านประธานครับ ให้อนุกรรมาธิการ ได้นำเสนอในประเด็นที่เกี่ยวข้องที่ผมได้กล่าวมาข้างต้นนี้ครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ท่านกรรมาธิการ จะชี้แจงเพิ่มเติมเชิญครับ ท่านสมาชิกท่านใดจะร่วมอภิปรายก็ยื่นความจำนงนะครับ ถ้าไม่ร่วมอภิปรายก็แสดงว่าเห็นด้วยกับรายงานนะครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผม องอาจ คล้ามไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ แบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะที่เป็นที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการพิจารณา เรื่องที่ท่านประธานได้เรียนให้พวกเราทราบไปแล้วนะครับ หัวใจสำคัญที่เราพิจารณาในเรื่องนี้ ก็คือมาตรา ๓๔ ของพระราชบัญญัติการเลือกตั้งท้องถิ่น ซึ่งพวกเราในสภานี้ก็ทราบดีว่า ในมาตรา ๓๔ นี้ก็มีถ้อยคำอยู่หนึ่งถ้อยคำก็คือข้อห้ามโน่นนี่อะไรต่าง ๆ รวมทั้งเรื่องของ การให้คุณให้โทษ พอมีคำนี้ขึ้นมาจากกฎหมายในปี ๒๕๖๒ หลังจากนั้นเมื่อมีการเลือกตั้ง ท้องถิ่นไม่ว่าระดับใดก็ตามบุคคลที่อยู่ในข้อห้ามนี้ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นต่าง ๆ นี้ก็ไม่ได้มีโอกาส ที่จะเข้าไปช่วยรณรงค์ในการหาเสียงเลือกตั้งถึงแม้ว่าบุคคลนั้น ๆ จะเป็นสมาชิกพรรคการเมือง เพราะแน่นอนที่สุดครับ ข้าราชการการเมืองหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนมากก็จะเป็น สมาชิกพรรคการเมือง แต่เมื่อพรรคการเมืองที่ท่านเหล่านั้นสังกัดส่งบุคคลลงสมัคร รับเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น แต่ปรากฏว่าข้าราชการการเมืองก็ดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ดี หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นเหล่านั้น ก็ไม่สามารถที่จะเข้าไปช่วยรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งได้ ทั้ง ๆ ที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานทาง รัฐธรรมนูญ และในฐานะที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองเขาควรที่จะมีสิทธิเข้าไปทำกิจกรรม ของพรรคการเมือง และส่วนมากข้อบังคับของพรรคการเมืองก็จะบัญญัติไว้ค่อนข้างชัดเจนว่า สมาชิกของพรรคการเมืองนั้นจะต้องเข้าไปมีส่วนสนับสนุนการทำงานของพรรคการเมืองนั้น ๆ หรือสนับสนุนกิจกรรมนั้น ๆ กิจกรรมสำคัญของพรรคการเมืองก็คือการรณรงค์หาเสียง เลือกตั้ง เพราะฉะนั้นเมื่อมีข้อห้ามในมาตรา ๓๔ ของกฎหมายการเลือกตั้งท้องถิ่น หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นออกมา โดยเฉพาะคำว่า ให้คุณให้โทษ ทางคณะอนุกรรมาธิการ ของคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองก็เลยมาศึกษาในเรื่องนี้ เราได้เชิญหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น กกต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากกระทรวงมหาดไทยก็ดีมาประชุมปรึกษา หารือร่วมกัน เราก็เห็นว่าในอดีตกฎหมายถ้อยคำคล้ายคลึงกันนี่ไม่มีคำว่าข้อห้ามในเรื่อง ของการให้คุณให้โทษ แต่พอมีคำนี้ขึ้นมาก็ทำให้เกิดปัญหาอย่างที่ผมได้กราบเรียนไปแล้ว เพราะฉะนั้นทางคณะอนุกรรมาธิการก็พิจารณาเห็นว่ามันจะต้องมีการแก้ไขกฎหมาย เพื่อเอาคำนี้ออกไปเสีย เพราะถ้าไม่มีคำนี้แล้วก็จะเหมือนกฎหมายการเลือกตั้งท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่นในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งข้าราชการการเมืองก็ดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ดี โดยเฉพาะท่านที่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง ซึ่งส่วนมากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือข้าราชการการเมืองก็เป็นสมาชิกพรรคการเมืองอยู่แล้วครับ ก็จะสามารถไปทำหน้าที่ ของเขาในฐานะสมาชิกพรรคการเมือง แล้วก็สามารถทำหน้าที่ของเขาตามสิทธิเบื้องต้น ตามรัฐธรรมนูญ เพราะท่านทั้งหลายคงทราบดีว่าการเมืองการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นนั้น ก็ต้องถือเป็นรากฐานสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และถ้าพรรคการเมือง จะมีความเข้มแข็งได้เราก็ต้องทำให้พรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยนั้นสามารถทำ กิจกรรมได้โดยเสรีโดยทั่วไป เพราะฉะนั้นคณะอนุกรรมาธิการก็เลยพิจารณาศึกษา แล้วควรจะได้มีการแก้ไขกฎหมายและเอาคำว่า ให้คุณให้โทษ ออกไปในข้อห้ามนี้ ในที่สุด สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้โดยพรรคการเมืองต่าง ๆ ก็ได้มีการเสนอแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ เข้ามาสู่สภาผู้แทนราษฎร ผมอยากจะกราบเรียนว่าปฐมบทของการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ ในสภาผู้แทนราษฎรนี้ก็มาจากการทำงานของคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองครับ และกฎหมายที่กำลังแก้ไขอยู่ในขณะนี้ก็อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ วิสามัญแก้ไขกฎหมาย โดยเฉพาะมาตรา ๓๔ นี้นะครับ และขณะนี้การพิจารณาของ คณะกรรมาธิการก็พิจารณาเสร็จแล้ว กำลังเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรนี้ต่อไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมี ส่วนร่วมของประชาชนทำมานั้น ก็ต้องถือว่าเป็นผลสัมฤทธิ์อันสำคัญที่จะทำให้มีการแก้ไข กฎหมายให้มีความเป็นประชาธิปไตยในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นมากยิ่งขึ้นครับ ขอกราบ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้เสนอให้กรรมาธิการได้ชี้แจงต่อนะครับ มีท่าน ส.ส.วรภพ วิริยะโรจน์ ๒ นาที ท่านพร้อมสิน ๕ นาที ท่านอริย์ธัช ๑๕ นาที เอาสัก ๑๐ นาที ก็พอกระมังครับ มันยาวไป เชิญคุณพร้อมสินครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ และท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านนะครับ ผมได้รับมอบหมายจากท่านประธาน คณะกรรมาธิการให้มาพูดถึงประเด็น ๒ ประเด็น ประเด็นแรกก็คือเรื่องของมาตรา ๒๘ ของพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น เกี่ยวกับการแต่งตั้ง เจ้าพนักงานประจำหน่วยเลือกตั้งครับ ส่วนประเด็นที่ ๒ ที่ผมจะพูดคือเรื่องของมาตรา ๓๘ เป็นเรื่องของกรณีการย้ายทะเบียนบ้านยังไม่ครบ ๑ ปี ทำให้ไม่สามารถมีสิทธิเลือกตั้งสมาชิก สภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นได้นะครับ🔗
ผมขออนุญาตมาที่ประเด็นแรกก่อนครับ ทางคณะกรรมาธิการของเราได้มี การศึกษาในประเด็นของมาตรา ๒๘ แล้วพบปัญหาว่าในการแต่งตั้งเจ้าพนักงานที่เป็น คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำหน่วย ในทางปฏิบัติแล้วมักจะเป็นเจ้าพนักงานคนเดิม โดยส่วนใหญ่นะครับ คนเดิมที่ว่าหมายถึงอย่างไร ก็คือเจ้าพนักงานคนนั้นจะประจำหน่วย เลือกตั้ง ไม่ว่าจะมีการเลือกตั้งกี่ครั้งก็ตามถ้าเขาอยู่พื้นที่นั้นเขาก็จะผูกขาดตำแหน่งมาเรื่อย ๆ สิ่งเหล่านี้ที่ทำให้ทางคณะกรรมาธิการเล็งเห็นว่าอาจจะก่อให้เกิดปัญหาเรื่องของการผูกขาด ตำแหน่งหน้าที่และก็มีโอกาสลดความเสี่ยงที่จะเกิดการแทรกแซงการเลือกตั้งได้ง่าย โดยทางคณะกรรมการการเลือกตั้งก็ได้ให้เหตุผลว่าสาเหตุที่จำเป็นที่จะต้องให้มีเจ้าพนักงาน ครองตำแหน่งเดิมนาน ๆ เพราะเรื่องของประสบการณ์ คำว่า ประสบการณ์ ของคณะกรรมการ การเลือกตั้งหมายถึงว่าความผิดพลาดในการดำเนินงานประจำหน่วยเลือกตั้งที่ลดน้อยลง สิ่งเหล่านี้ทำให้เป็นเหตุผลอย่างหนึ่งของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ให้เจ้าพนักงาน ครองตำแหน่งเดิมนาน ๆ แต่ทางคณะกรรมาธิการก็เล็งเห็นแล้วว่าการให้ครองตำแหน่งเดิม นาน ๆ จะส่งผลเสียอย่างที่ผมกล่าวไป จึงได้เสนอไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ทำการ จัดอบรมผู้ที่อยากจะมีโอกาสได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นคณะกรรมการประจำหน่วย เลือกตั้ง ถือว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปสามารถที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง และมีส่วนร่วมกับการเลือกตั้งได้ และเป็นการลดความเสี่ยงที่จะเกิดการแทรกแซง ปัญหา การแทรกแซงการเลือกตั้งได้นะครับ และนี่ก็เป็นเรื่องของประเด็นที่ ๑🔗
ขอต่อประเด็นที่ ๒ เลยนะครับ ประเด็นที่ ๒ เรื่องของมาตรา ๓๘ ท่านประธานครับ มาตรา ๓๘ เป็นเรื่องของกรณีที่ว่าประชาชนทั่วไปเวลาย้ายทะเบียนบ้าน ถ้าเป็นการเลือกตั้ง ส.ส. ตาม พ.ร.บ. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และบทบัญญัติ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๕ (๓) ได้ระบุไว้เลยว่าถ้าเราย้ายทะเบียนบ้านไปเขตเลือกตั้งอื่น ยังไม่ครบ ๙๐ วัน สามารถกลับไปเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งเดิมได้ คือสมมุติกระผมย้าย เขตเลือกตั้ง สมมุติจังหวัดอุบลราชธานีไปอยู่ที่จังหวัดอุดรธานีแต่ย้ายไปไม่ครบ ๙๐ วัน แต่ถึงวันเลือกตั้งผมยังมีสิทธิที่จะกลับไปเลือกตั้งที่จังหวัดอุบลราชธานีได้ แต่เมื่อเป็น พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น สิทธิของผู้เลือกตั้ง ในมาตรา ๓๘ วรรคสอง กล่าวไว้ชัดเลยว่าผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งคือผู้ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ในเขตเลือกตั้ง ๑ ปีขึ้นไป ความต่างของ ๑ ปี กับ ๒ เดือน มันเยอะครับท่านประธาน กลายเป็นว่าปัญหาของประเด็นนี้ทำให้เกิดประชาชนกลุ่มหนึ่งที่อาจจะมีเรื่องส่วนตัว ที่จำเป็นต้องย้ายทะเบียนบ้านไม่ว่าจะเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ถูกตัดสิทธิในการเลือกตั้งสมาชิก สภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นที่เขาจะต้องนำมากำหนดอนาคตท้องถิ่นของเขาได้เลย ท่านประธานครับ ในประเด็นส่วนนี้ทางคณะกรรมาธิการได้สอบถามไปยังคณะกรรมการ การเลือกตั้งเขาก็ได้ให้เหตุผลมาว่าสาเหตุที่จะต้องมีการห้ามไม่ให้มีการย้ายทะเบียนบ้าน ๑ ปี ก็เพราะว่าป้องกันไม่ให้มีการซื้อ การย้ายทะเบียนบ้านครับ การย้ายทะเบียนคือเป็นการ เทคะแนนจากเขตเลือกตั้งหนึ่งไปลงกับอีกเขตเลือกตั้งหนึ่ง ซึ่งก็ฟังดูมีเหตุผลครับ แต่ก็มี ปัญหาว่าทำไมการเลือกตั้งท้องถิ่นถึงเป็น ๑ ปี ในขณะที่การเลือกตั้ง ส.ส. ถึงเป็น ๙๐ วัน ถ้าการเลือกตั้งเป็นอำนาจเพียงหนึ่งอย่าง อย่างเดียวที่ประชาชนภายใต้ระบอบประชาธิปไตย จะมีเหนือนักการเมืองและข้าราชการของประเทศนี้ได้ เขาก็ได้เสียสิทธินี้ไปแล้วครับ ท่านประธาน แต่ถึงอย่างไรก็ดีทางคณะกรรมาธิการก็เล็งเห็นแล้วชั่งน้ำหนักผลได้ ผลเสีย ก็เลือกที่จะให้คงกฎหมายมาตรา ๓๘ แบบเดิมเอาไว้ แต่เสนอแนะไปยังคณะกรรมการ การเลือกตั้งว่าจะต้องให้ความรู้แก่ประชาชนว่าถ้าคุณย้ายทะเบียนบ้านคุณจะเสียสิทธิ ตรงนี้ไป หากย้ายทะเบียนบ้านภายใน ๑ ปี ในช่วงวันเลือกตั้งเพื่อเป็นการรักษาสิทธิให้กับ ประชาชนทั่วไป ผมก็มี ๒ ประเด็นนี้ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ต่อไปท่านวรภพหรือเปล่า🔗
ขออภัย ท่านประธานครับ ท่านกษิเดชแทนท่านวรภพครับ ขอบคุณครับ🔗
เชิญท่านกษิเดช🔗
กราบเรียนประธานสภา ที่เคารพ ผม กษิเดช แดงเดช ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการนะครับ วันนี้ผมขออนุญาต รายงานในประเด็นของกรณีเลือกตั้งล่วงหน้าครับ ทุกคนทราบดีอยู่แล้วนะครับว่าหลักของ ความเป็นประชาธิปไตยคือการยึดถือเสียงข้างมาก คำนึงถึงเสียงข้างน้อย แล้วก็หาทางออก ที่สมเหตุสมผลของคนทุกเสียงแล้วก็ตรวจสอบได้ แล้วก็หลักของการเพิ่มการมีส่วนร่วม ของประชาชน โดยสิ่งที่สำคัญในระบอบประชาธิปไตยก็คือการเลือกตั้งหรือว่าการที่มีสิทธิ ในการเลือกตั้ง แต่ว่าปัญหาของกฎหมายฉบับนี้ในมาตรา ๔๐ ก็คือไม่มีสิทธิหรือว่าตัดสิทธิ การเลือกตั้งล่วงหน้านะครับ ซึ่งผมเห็นสมควรว่าให้มีการแก้ไขให้มีการเลือกตั้งล่วงหน้า ซึ่งทุกคนในที่นี้ผมเชื่อว่าทุกคนมองว่าการเมืองระดับชาติเป็นการเมืองที่สำคัญถูกไหมครับ แต่จริง ๆ แล้วการเมืองท้องถิ่นที่เปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของชาติก็สำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งการเลือกตั้งล่วงหน้าก็คือการเพิ่มสิทธิให้กับประชาชน ถ้าเรามองถึงสิทธิประชาชนมากพอ เคารพประชาชนมากพอก็ควรที่จะแก้ไขให้มีการเลือกตั้งล่วงหน้าได้ หรือในกรณีคนที่อยู่ ต่างประเทศเราก็ใช้วิธีการเดียวกันกับการเลือกตั้งระดับชาติได้ ซึ่งมันก็ไม่ได้ยากอะไร เพราะว่าเราก็มีแนวทางอยู่แล้ว เช่น ทางไปรษณีย์ หรือว่าเราอาจจะประยุกต์การใช้เทคโนโลยี ซึ่งก็มีแนวทางอยู่แล้ว แล้วก็ใช้งบประมาณไม่ได้มากอะไร ผมขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าการเมือง ท้องถิ่นคือกระดูกสันหลังของชาติ ในประเด็นของการเลือกตั้งล่วงหน้าก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร ผมเชื่อว่าทุกคนในที่นี้ก็เห็นพ้องต้องกัน ถ้าเคารพสิทธิประชาชนมากพอ เคารพประชาชน มากพอ ก็อยากให้มีการเลือกตั้งล่วงหน้าอยากให้สิทธิของประชาชนไม่ตกหล่น ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการยังมีอีกไหมครับ เชิญครับ หลังจากท่านนี้แล้วผมจะขอให้ ท่านสมาชิกได้ร่วมอภิปรายนะครับ เผื่อมีอะไรท่านกรรมาธิการค่อยตอบชี้แจงต่อไป เชิญครับ🔗
เรียนประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม อริย์ธัช ยอดไชยเกียรติ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ประเด็นที่ผมรับผิดชอบในการชี้แจงครั้งนี้ก็คือประเด็นที่ ๓.๕ จนถึงข้อเสนอแนะ และข้อสังเกตที่ ๔🔗
ในประเด็นที่ ๑ ครับท่านประธาน เรื่องของระยะเวลาในการคำนวณค่าใช้จ่าย เรื่องนี้ไม่ซับซ้อนครับ แต่ก็มีปัญหาอยู่ คือกฎหมายปัจจุบันกำหนดไว้เพียงแค่ว่าการที่จะทำ การคำนวณค่าใช้จ่ายเลือกตั้งเพื่อสำหรับตำแหน่งที่ว่างลงและผู้สมัครที่จะเข้ามาดำรง ตำแหน่งใหม่ แต่บริบทจริง ๆ กลับมีรูปแบบอื่นที่ไม่ได้กำหนดไว้ในกฎหมาย กรรมาธิการ จึงเสนอแก้ไขกฎหมายมาตรา ๖๑ (๓) เพื่อให้ครอบคลุมถึงรูปแบบอื่น ๆ ที่กฎหมายปัจจุบัน ไม่ได้มีใช้อยู่🔗
ในประเด็นถัดไปครับ ผมอยากจะยกตัวอย่างสั้น ๆ เกี่ยวกับการยื่นบัญชี รายรับรายจ่ายผู้สมัครรับเลือกตั้ง ในกรณีของการเลือกตั้งผู้ว่าและสมาชิกสภาท้องถิ่น ของกรุงเทพมหานครครั้งล่าสุด รวมทั้งผู้ว่าและ ส.ก. แล้วมีจำนวนทั้งหมด ๔๐๘ คน กฎหมายกำหนดให้ผู้สมัครทั้งหมดไปยื่นเอกสารบัญชีรับจ่ายที่สำนักงานคณะกรรมการ การเลือกตั้ง กกต. กทม. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งที่อาคารศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ กำหนดไว้ ๙๐ วันหลังจากวันเลือกตั้ง แต่สภาพความเป็นจริงคือทั้ง ๔๐๘ คน ไปรวมตัวกันในช่วงเวลาไม่ถึงสัปดาห์สุดท้ายทำให้การยื่นเอกสารมีปัญหามากมายครับ ทั้งเรื่องเอกสารตกหล่น เอกสารที่จะต้องเพิ่มเติม การแก้ไข การยื่นเพิ่มเติม ทำให้หลายครั้ง ผู้สมัครจะต้องเสียเวลาเดินทางกลับมาที่บ้านพักตัวเอง ที่สำนักงานแก้ไขแล้วกลับไปยื่นใหม่ ไม่มีทางที่จะจบภายในวันเดียว ทางกรรมาธิการเลยเสนอแก้ไขการกระจุกตัวที่สำนักงาน คณะกรรมการการเลือกตั้ง กทม. ให้ผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นออกคำสั่งให้ สำนักงานเขตทั้ง ๕๐ เขต ใน กทม. เป็นผู้รับเอกสารแทน แต่เรื่องนี้ดูเหมือนว่าจะดี ยังมีรายละเอียดของเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบในการตรวจเอกสารบัญชีรับจ่ายทั้งหมด เพราะถ้าหากเจ้าหน้าที่ไม่มีความรู้ ไม่มีความละเอียด ไม่ได้เข้าใจเอกสาร สุดท้ายผู้สมัคร ก็จะเดินทางกลับไป กกต. เช่นเดิม ดังนั้นแล้วนอกจากการกระจายออกไปที่ต่าง ๆ ความรู้ ความสามารถในการตรวจสอบเพื่อให้เอกสารถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญครับ เพราะถ้าหาก ผิดพลาดไปมันคือโทษทางอาญาที่ผู้สมัครจะต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง🔗
ในประเด็นถัดไปคือเรื่องของสัญญาว่าจะให้ เรียกว่าเป็นประเด็นคลาสสิก (Classic) สำหรับการเลือกตั้งท้องถิ่น สัญญาว่าจะให้มีหลายมุมครับ แต่ประเด็นที่กรรมาธิการ ศึกษาและเสนอแนะไป คือเรื่องของการที่สมาชิกและผู้บริหารท้องถิ่นนำเสนอนโยบาย นอกเหนืออำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งของตัวเอง ยกตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าผมลงสมัคร ส.ก. ในกรุงเทพมหานครแล้วผมไปหาเสียงว่าผมจะจัดหาวัคซีนให้กับคนกรุงเทพมหานคร ในเขตเลือกตั้งของผม หมิ่นเหม่มากที่จะถูกตีความว่าผมสัญญาว่าจะให้ประโยชน์อื่นใด เพราะมันไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของสมาชิกสภา กทม. อย่างผมที่สามารถทำได้ เพราะเป็นอำนาจ หน้าที่ของรัฐส่วนกลางที่จะจัดหาวัคซีน ดังนั้นแล้วกรรมาธิการจึงนำประเด็นนี้มาทำเป็น ข้อเสนอว่าให้ตีความตามมาตรา ๖๕ ใน (๑) และ (๓) ว่าถ้าหากไม่เข้า ๒ เงื่อนไขนี้ เข้าเงื่อนไขที่ ๓ ให้พิจารณาเป็นกรณีไป ถ้าหากหาเสียงอยู่ในอำนาจหน้าที่ของตนเองทำได้ เป็นประโยชน์ต่อประชาชนในเขตเลือกตั้ง หากแต่เป็นอำนาจหน้าที่ที่ไม่ใช่ของตนเองทำให้ ประชาชนสับสนเพื่อสร้างคะแนนนิยมจะต้องถูกพิจารณา🔗
ประเด็นต่อไป ประเด็นที่ ๓.๘ คือเรื่องการกำหนดสีบัตรเลือกตั้ง เนื่องจาก การเลือกตั้งผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่นเป็นการเลือกตั้งบัตร ๒ ใบ จะต้องเลือกผู้บริหาร ใบหนึ่ง เลือกสมาชิกใบหนึ่ง ต่างกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อปี ๒๕๖๒ ที่มีเพียงแค่ใบเดียว ประชาชนจำแค่เลข จำแค่พรรค แล้วเดินเข้าคูหากากบาทได้เลย แต่การ เลือกตั้งกรุงเทพมหานครครั้งล่าสุดบัตรผู้ว่า กทม. สีน้ำตาล บัตรสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร สีชมพู ลำพังแค่ประชาชนจำว่าคนนี้อยู่พรรคไหน อยู่กลุ่มไหน เบอร์อะไร นโยบายอะไร สีพรรคการเมืองเป็นอย่างไร แค่นี้ก็เป็นภาระสำหรับประชาชนมากพอที่จะเข้าไปใช้สิทธิ ออกเสียงเลือกตั้งในวันลงคะแนนแล้วครับ กรรมาธิการจึงเสนอว่าจะต้องแก้ไขกฎหมาย มาตรา ๑๓๓ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติเลือกตั้งผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่น กำหนดให้ชัดเลยว่าไม่เอาแล้วสีมันใกล้เคียงกันเดี๋ยวมันสร้างความสับสน เอาคู่สีตรงข้ามเลย ถ้าผู้ว่าสีแดง สมาชิกก็ต้องสีเหลือง ถ้าผู้บริหารสีน้ำเงิน สมาชิกก็สีส้ม คราวนี้ประชาชน ก็จะไม่สับสน แล้วจะไม่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาใช้อย่างนี้ตลอดระยะเวลา คราวนี้ประชาชน ก็จะจำได้แล้วว่าคนนี้เดินมาบอกเป็นสมาชิกมาหาเสียงบัตรสีส้ม ถึงเข้าคูหาก็กาได้เลย ไม่สร้างความสับสน และไม่ทำให้เสียในตอนที่นับคะแนนด้วยครับ🔗
ในประเด็นถัดไปเป็นประเด็นที่เกิดกับการเลือกตั้งทุกระดับคือการใช้ดุลยพินิจ ของคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งในการวินิจฉัยว่าบัตรไหนดี บัตรไหนเสีย เรื่องนี้ ต้องบอกตามตรงจริง ๆ ไม่ใช่ความผิดของคณะกรรมการประจำหน่วย แต่มันอาจจะเป็น ความเหนื่อยล้าที่เริ่มทำการเปิดหน่วยเลือกตั้งตั้งแต่แปดโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น พอปิดหีบ นับบัตรไปถึง ๒ ทุ่ม ๓ ทุ่มก็มี ดังนั้นแล้วการแก้ปัญหานี้เราสร้างกลไกเข้ามาเพื่อช่วยงาน เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยและเพิ่มจำนวนคนมาช่วยงานครับ🔗
ประเด็นที่ ๑ คือจะต้องทำการอบรมเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยอย่างเข้มข้น แล้วต้องออกเอกสารให้ชัดว่าลักษณะแบบไหน หลักเกณฑ์แบบไหนที่เรียกว่าบัตรดี แบบไหน ที่เรียกว่าบัตรเสีย ถ้าถึงหน้างานแล้วมีกรณีแบบนี้เจ้าหน้าที่หยิบเอกสารขึ้นมาดูตอบได้ครับ ว่าดีหรือเสีย และที่สำคัญเอกสารดังกล่าวจะต้องติดประกาศหน้าหน่วยเลือกตั้งให้ประชาชน ที่เข้ามาร่วมสังเกตการณ์ได้เห็นชัดไปด้วยเลยว่ามันดีหรือมันเสียกันแน่ในบัตรนี้ เพราะประชาชน จำนวนมากที่ตื่นตัวทางการเมืองไปช่วยเฝ้าหน่วยเลือกตั้ง แล้วคราวนี้ข้อครหาจะน้อยลง และที่สำคัญที่สุดครับ แม้ว่าจะพิจารณาใช้ดุลยพินิจอย่างถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ จะมี บัตรเสียแม้แต่ใบเดียวสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจะต้องนำมาถอดบทเรียนครับว่า บัตรเสียนั้นเกิดจากกรณีแบบไหน เพื่อจะไม่ให้บัตรเสียเกิดขึ้นอีกในอนาคตครับ🔗
ในข้อสุดท้ายของข้อเสนอข้อประเด็นศึกษาที่ ๓ ครับท่านประธาน คือ การเปิดเผยรายงานผลการนับคะแนนเลือกตั้ง ประเด็นนี้ต้องเรียกว่าเป็นอะไรที่บีบคั้นหัวใจ วันเลือกตั้งอย่างมาก เนื่องจากถ้าหากผมวันอาทิตย์ตื่นเช้าไปลงคะแนนเลือกตั้ง จากนั้น ผมไปทำธุระ ผมอยากจะรู้ว่าเขตตัวเองคนที่เราเลือกได้รับเลือกตั้งไหม ผมแทบจะไม่มีทางรู้ เลยครับท่านประธาน เพราะตามระเบียบของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด ไว้ว่า เมื่อนับคะแนนเสร็จแล้วหัวหน้าคณะกรรมการประจำหน่วยจะต้องออกเอกสาร ส.ถ. ผ.ถ. ๕/๗ ในเอกสารใบนั้นเรียกว่าเป็นการสรุปผลเลือกตั้งของหน่วย ๆ นั้นได้เลย ประกอบ ไปด้วยจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิ จำนวนบัตรดี จำนวนบัตรเสีย และคะแนนตามหมายเลขต่าง ๆ ที่ประชาชนได้ลงคะแนน แต่เอกสารนั้นมีเพียงแค่ ๓ ใบ ท่านประธาน มีใบที่ต้องส่งกลับไปที่สำนักงานเขต มีใบที่อยู่ในถุงบัตรดี และใบสุดท้ายคือ ใบที่พวกเราหวังว่าจะเจออยู่หน้าหน่วยเลือกตั้ง คือใบที่จะปิดประกาศอยู่หน้ากระดาน หน่วยเลือกตั้ง แต่สถานการณ์จริงถ้าเลือกตั้งหน้าฝนต้องบอกว่าข่าวร้ายครับ เพราะเอกสาร เหล่านั้นก็จะเปียกก็จะหาย สุดท้ายแล้วผมก็ไม่รู้ครับว่าใครชนะ ต้องรอข้ามวันข้ามคืน ไปดูในข่าวไปดูในอะไร กรรมาธิการเห็นว่าเรื่องนี้สำคัญครับ เพราะพรรคการเมืองเอง ก็อยากจะรู้ว่าคะแนนของหน่วยเลือกตั้งนั้น ๆ ได้เท่าไร ไม่สามารถรู้ได้ครับ เกิดการลงทุน ทางด้านทรัพยากรคน เงิน การสร้างระบบ สุดท้ายเป็นปัญหาครับเพราะข้อมูลไม่ตรง กรรมาธิการจึงเสนอครับว่าการที่จะแก้ปัญหานี้อย่างระยะยาวมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะ ต้องแก้ไขกฎหมายมาตรา ๑๐๐/๒ มาตรา ๑๐๒ เพื่อเพิ่ม ๒ หลักการเข้าไป หลักการที่ ๑ เราจะบังคับเลยว่า ส.ถ. ผ.ถ. ๕/๗ ที่เป็นสรุปผลการนับคะแนนจะต้องแปะหน้าหน่วย จะกี่ใบไม่รู้ล่ะแต่ต้องให้ประชาชนทราบโดยทั่วกัน และหลักการที่ ๒ ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ การกำหนดเลยว่าคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งนั้นจะต้องส่งให้กับผู้อำนวยการ เลือกตั้งท้องถิ่นและผู้อำนวยการเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อนำเข้าสู่ระบบ สารสนเทศ ว่าง่าย ๆ คืออัป (Up) ขึ้นออนไลน์ (Online) ครับท่านประธาน ท่านอาจจะบอกว่า นี่เป็นการเพิ่มภาระคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือไม่ ต้องบอกว่าไม่ครับ เพราะปัจจุบันมี ภาคประชาสังคมจำนวนมาก อย่างองค์กรที่เรียกว่าพันช์อัป (Punch Up) วีวิช (We Wish) หรือแม้กระทั่งสถาบันพระปกเกล้าเข้าไปสนับสนุนงานตรงนี้ ทั้งจำนวนคน กลไก ระบบ หรือแม้กระทั่งการออกแบบการทำงานร่วมกัน เป็นโอกาสดีที่เราจะใช้การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เข้ามาสร้างให้ประชาชนได้รู้ว่าเขาได้คะแนนหน่วยเลือกตั้งนั้น ๆ เท่าไร และสำนักข่าว ฝ่ายสื่อสารมวลชนต่าง ๆ ก็จะดึงข้อมูลจากตรงนี้ไปนำเสนอและเป็นที่รู้กัน ไม่ข้ามคืน เหมือนที่ผ่านมา ท่านประธานครับ เหลือเพียงแค่ ๓ ประเด็นเท่านั้น ผมคิดว่าน่าจะไม่เกิน ๑๐ นาที🔗
ต่อมาคือเรื่องของระยะเวลาในการออกเสียงลงคะแนนครับ มีช่วงเวลาที่ทำ การพิจารณา คณะกรรมการการเลือกตั้งได้สะท้อนปัญหาให้ฟังว่าการที่หน่วยเลือกตั้งเปิด ตั้งแต่แปดโมงเช้าปิดห้าโมงเย็น มีสภาพความเหนื่อยล้าของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่จะต้องอยู่ทั้งวัน ไม่ว่าจะแดด จะฝน จะพักผ่อนที่ไหนก็ไม่ได้ต้องอยู่ประจำหน่วยตลอด จนถึงช่วงเวลานับคะแนน บางหน่วยเขตใหญ่นับจนถึงดึกดื่น ๕ ทุ่ม เที่ยงคืนก็ยังไม่เสร็จ คณะกรรมการมีข้อเสนอครับ ระหว่างวันไม่ใช่ทุกวินาทีที่คนจะเดินเข้าหน่วยอย่างหนาแน่น อาจจะมีเพียงแค่ช่วงเช้าหรือช่วงเวลาใกล้ปิดหน่วย ช่วงระหว่างวันอาจจะผลัดคิว ผลัดเวร พักผ่อน นอนพัก เพื่อให้มีแรงในการตรวจสอบในช่วงเย็น แต่นี่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดครับ เพราะเรา ก็เสนอว่าสามารถใช้หน่วยงานอย่างศูนย์นักศึกษาวิชาทหารที่มีนักศึกษาวิชาทหารจำนวนมาก สามารถมาช่วยงานในเบื้องต้นได้ หรือจะใช้มหาวิทยาลัยระดับอุดมศึกษาสามารถเอานักศึกษา มาช่วยทำการตรวจการเลือกตั้งหรือว่ามาช่วยกันนับคะแนนได้ เพิ่มจำนวนคน ไม่ได้เพิ่ม ค่าใช้จ่าย เพียงแค่เพิ่มความร่วมมือสร้างพาร์ตเนอร์ (Partner) กับหน่วยงานต่าง ๆ ก็น่าจะ แก้ไขในประเด็นที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกังวลได้🔗
ส่วนต่อมาครับเป็นประเด็นที่เราพูดกันทุกครั้งเมื่อใกล้จะถึงการเลือกตั้ง แต่ผลผลิตมันกลับไม่ชัดเจน คือการสร้างความรู้ให้กับประชาชนเพื่อการเลือกตั้ง ผมถาม ท่านประธานง่าย ๆ ล่าสุดการเลือกตั้งผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่นยังมีประชาชน จำนวนมากบอกว่าช่วยทำให้เศรษฐกิจดีหน่อย แต่นั่นไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของฝ่ายองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นเลยครับ เป็นหน้าที่ของรัฐส่วนกลาง ในขณะเดียวกันเวลาเลือกตั้ง ส.ส. เดินเข้าพื้นที่ทีใดชาวบ้านบอกว่าท่อแตกช่วยหน่อย คลองน้ำไม่ไหลเลยมาลอกให้หน่อย ต้นไม้ล้มมาตัดให้หน่อย แต่อำนาจหน้าที่นั้นเป็นของท้องถิ่นครับ ดังนั้นแล้วก่อนที่จะทำการ เลือกตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องบอกประชาชนให้รู้ว่าพวกเขา เหล่านี้มีอำนาจหน้าที่ถึงขั้นไหน ทำอะไรได้บ้าง ทำอะไรไม่ได้บ้าง หลังจากนั้นประชาชน จะตัดสินใจได้ว่าใครพูดจริง ใครพูดไม่จริง แล้วเขาจะตัดสินใจเลือกตามที่เขาต้องการได้🔗
และประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน อาจจะเรียกว่าที่ผมพูดมาทั้งหมด เป็นประเด็นที่เกิดขึ้นจริงตามสภาพปัญหาพร้อมกับข้อเสนอแนะที่กรรมาธิการได้เสนอไป แต่ประเด็นนี้คือประเด็นที่พวกเราเยาวชนคนไทยคาดหวัง คือพระราชบัญญัติการเลือกตั้ง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นในมาตรา ๔๙ (๒) กำหนดไว้ว่าถ้าใครอยากจะเป็น สมาชิกสภาท้องถิ่นจะต้องอายุ ๒๕ ปี ถึงจะลงรับสมัครเลือกตั้งได้ แต่ท่านประธานครับ หลักการของการเลือกตั้งมันง่ายนิดเดียวครับ ถ้าเด็กอายุ ๑๘ ปีมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง เด็กคนนั้นจะต้องมีสิทธิลงรับสมัครเลือกตั้งด้วยเช่นเดียวกัน ด้วยหลักการเช่นนี้ถูกนำไปใช้ ในประเทศยุโรปกว่า ๒๕ ประเทศ ในสหรัฐอเมริกามีเมเยอร์ (Mayor) มีผู้ว่าการรัฐเช้าไปเรียน บ่ายเข้าสำนักงาน ถามว่าคนเลือกเขามา นั่นคือเหตุผลที่เพียงพอที่เขาได้รับการดำรง ตำแหน่งครั้งนั้น เยาวชนไทยมีความรู้ความสามารถมีไอเดีย (Idea) ในการเปลี่ยนโลกครับ ท่านประธาน หลายคนได้เวทีการต่อสู้ทางด้านสิ่งแวดล้อม หลายคนมีนวัตกรรมเกี่ยวกับ เกษตรกร สุดท้ายแล้วสมองไหลออกนอกประเทศหมดไปอยู่ต่างประเทศ สุดท้ายประเทศไทย ไม่ได้อะไรเลยครับ ปัจจุบันเรามีนักศึกษาจบระดับปริญญาตรี ๖๐๐,๐๐๐ คนต่อปี มันจะเป็นไปไม่ได้หรือครับว่าจะมีเด็กสักคนเดียวที่เขาอยากจะเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นในบ้านเกิดเขา แต่ไม่ได้ท่านประธานครับ เพราะถ้าผมเป็นเด็กคนนั้น ผมต้องรอจนถึงอายุ ๒๕ ปี เพราะเมื่อผมอายุ ๒๕ ปี ผมก็ต้องลังเลระหว่าง ส.ส. หรือ ส.ก.🔗
ท่านกรรมาธิการ ช่วยสรุปด้วยนะครับ🔗
จบแล้วครับ ท่านประธาน เป็นทางลงพอดี สุดท้ายแล้วผมกำลังจะบอกว่านอกจากการเมืองการปกครอง ส่วนท้องถิ่นที่มีการเลือกตั้งที่เข้มแข็งแล้ว การเปิดโอกาสกว้างให้กับเยาวชนมีส่วนร่วมกับ ทางการเมืองจะเป็นบทสรุปทุกอย่าง จะเป็นการเปลี่ยนฉากทัศน์ทางการเมืองการปกครอง ส่วนท้องถิ่นแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปมีท่านสมาชิกยื่นความจำนงที่จะร่วมอภิปรายแสดงความคิดเห็นมี ๑. ท่านคารม พลพรกลาง ๒. ท่านนพดล แก้วสุพัฒน์ ๓. ท่านศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม ๔. นางสาวศรีนวล บุญลือ ๕. นายฐิตินันท์ แสงนาค เชิญท่านคารม🔗
ท่านประธานครับ พอดีฝ่ายเลขาแจ้งต้องบันทึกไว้ในที่ประชุมแก้ไข ๓ ข้อ ต้องอ่านในที่ประชุม ขออนุญาต ท่านประธานเล็กน้อยครับ มีการแก้ไขรายงานของคณะกรรมาธิการในหน้าสารบัญ ข้อ ๑ ก็คือบรรทัดที่ ๑๙ แล้วก็หน้าที่ ๒๖ บรรทัดที่ ๑๙ หน้าที่ ๒๖ บรรทัดที่ ๒๘ จากข้อเสนอแนะ เป็นข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ🔗
เชิญท่านคารม🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จังหวัด ร้อยเอ็ด คนอำเภอสุวรรณภูมิ ต่อรายงานการพิจารณาศึกษาเรื่องปัญหาการบังคับใช้ และแนวทางแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหาร ท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๒ ต้องขออนุญาตท่านประธานจะใช้เวลาในการอภิปรายและสอบถาม ผู้มาชี้แจ้ง ซึ่งเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญสัก ๒ ประเด็นนะครับ ที่ผมคิดว่าผมมีความสงสัย แล้วไม่ชัดเจน ท่านผู้ชี้แจงสักครู่ได้พูดอยู่ ๒ ประเด็น คือเรื่องของสัญญาว่าจะให้ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดกรณีที่ท้องถิ่นนั้นทำเกินขอบอำนาจ ถ้าอย่างนั้นก็จะตีความว่าเป็นสัญญาว่าจะให้ กับประเด็นเรื่องอายุของคนที่จะมาเป็น ผู้บริหารท้องถิ่น ต้องเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าผมก็คนบ้านนอกครับ บ้านผม ก็ อบต. เหมือนบ้านท่านประธาน ก็คือ อบจ. นครพนม สัญญาว่าจะให้เป็นเรื่องที่ถ้าจะ ตีความกัน ถ้าจะเปรียบเทียบกับเรื่องแนวความคิดในการพัฒนา ถ้าจะบอกว่ากรุงเทพมหานคร ส.ก. มีหน้าที่ อันนี้ยกตัวอย่างมีหน้าที่ทำอะไร ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ แต่หน้าที่นั้นหาวัคซีนมาให้ ประชาชนนี่ไม่ใช่หน้าที่ อันนี้ชัดเจนง่ายมากเลย แล้วไม่แปลกที่ว่าจะทำเกินขอบอำนาจ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ แต่ถ้ามาคิดอย่างจังหวัดนครพนมบ้านท่านประธาน สุวรรณภูมิบ้านผมนี่ อบต. หัวโทนของนายกไพรัช เลิศพันธ์ ถ้าเขาคิดจะพัฒนาในเรื่อง ศาสนสถานหรือถนนที่เป็นของ อบต. แต่ไปผูกโยงอยู่ อบจ. ผูกโยงต่อไปกรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่น เขารู้อยู่แล้วว่างบประมาณเขามีงบอุดหนุนเฉพาะกิจได้กี่บาท ๆ แต่เขาอยากได้ เขาอยากพัฒนาบ้านเขา เขาอยากให้ท้องถิ่นพัฒนาให้มันเจริญเพื่อให้ท้องถิ่น แข็งแรง แล้วไปตีความเป็นสัญญาว่าจะให้ตามมาตรา ๖๕ วรรคสาม อันนี้ก็น่าคิดเหมือนกันว่า ถ้าอย่างนี้มันจะไปสร้างแนวความคิดให้กับคนที่มาเป็นผู้บริหารท้องถิ่นรุ่นใหม่ ๆ ให้เขากล้า คิดนอกกรอบ ให้เขาอยากใส่แนวความคิดในการพัฒนาบ้านเกิดเมืองนอนเขาได้อย่างไร แล้วเมื่อท้องถิ่นไม่พัฒนาประเทศมันจะไปได้อย่างไร เราต้องยอมรับว่าประเทศไทยมี ๗๗ ซิตี (City) ๗๗ เมืองก็แล้วกัน เพราะว่าจะนับกรุงเทพมหานครเป็นจังหวัดมันก็ไม่ใช่ เพราะเป็น เมืองรูปแบบพิเศษ เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่าเรื่องนี้ที่คณะกรรมาธิการได้เขียนไว้ในบทสรุป ผู้บริหาร ก็มีเหตุผลระดับหนึ่งว่าต้องดูขอบเขตหน้าที่เกินเลยขนาดไหน อันนี้น่าคิดว่าถ้าไป บีบเขาเกินไป เวลาหาเสียงเวลาที่เขาจะพูดเขาทำอะไรไม่ได้เลย เราก็จะได้ผู้บริหารท้องถิ่น ที่มาทำตามนโยบาย นั่งอยู่แต่สำนักงาน ชาวบ้านเดือดร้อนหรือประชาชนในเขตที่เขา อยากจะมีชีวิตเป็นอยู่ที่ดี เขาไปดึงงบประมาณจากส่วนกลางเพราะงบประมาณมันรวมศูนย์ อยู่ที่กรุงเทพฯ อย่างนี้จะตีความว่าเขาสัญญาว่าจะให้หรืออย่างไร นี่คือคำถามแรก ถึงแม้ว่า เรื่องนี้มันอาจจะต้องพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ท่านประธาน คือเคสบายเคส (Case by Case) ก็แล้ว แต่ผมอยากให้ตีความว่าต้องตีความแบบกว้างเพื่อให้ท้องถิ่นเขามีความคิดพัฒนา อย่างบ้านผมบ่อพันขันของนายกเทศมนตรีจำปาขัน สมชาย เหลืองอ่อน อย่างนี้ ถ้าเขาอยาก พัฒนาบ่อพันขันซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวของสุวรรณภูมิ แต่งบมันไปเกี่ยวข้องกับ สทนช. อย่างนี้ เขาใส่แนวความคิดไปได้หรือเปล่า เป็นสัญญาว่าจะให้หรือเปล่า อันนี้คือคำถาม🔗
ประเด็นสุดท้ายท่านประธานครับ เมื่อวานผมหลุดเรื่องเวลานิดหนึ่ง แต่วันนี้ จะอยู่ในกรอบเวลา เรื่องอายุของคนที่จะมาเป็นผู้บริหารท้องถิ่น เด็กรุ่นใหม่นี้ดี ๆ นะครับ เราก็ต้องสนับสนุนเพราะว่ารุ่นเก่าก็ต้องเสียชีวิตไป แต่ผมไม่เห็นด้วยครับ เด็กอายุ ๑๘ ปี มาเป็นผู้บริหารท้องถิ่น ผู้พิพากษาที่เขาจะเข้ามาชี้ขาดตัดสินคดีนี้ท่านประธานรู้ไหม อายุต้อง ๒๕ ปีนะครับ ไม่ใช่เด็กไม่มีวุฒิภาวะ แต่ความรอบรู้บางครั้งเราก็ต้องมองเด็ก บางที มองแต่เป้าหมายไม่มองอุปสรรคและปัญหาระหว่างทาง ๑๘ ปีที่ท่านพูดถึงมีสิทธิเลือกตั้ง แต่จะมีสิทธิเป็นผู้บริหารไหม ท่านไปดูนะครับ กฎเกณฑ์เงื่อนไขของการเข้ารับราชการที่เป็น พนักงานอัยการก็ ๒๕ ปี ท่านประธานด้วยความเคารพ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็น่าคิดเหมือนกัน ว่าเราดูเมืองนอกไม่ใช่ว่าจะใช้กับเมืองไทย เพราะเมืองไทยมีที่มา เพราะฉะนั้นแนวความคิด ที่ท่านเสนอมา ผู้ชี้แจงพูดมาก็น่ารับฟังแต่นี่ประเทศไทย บางครั้งผมเห็นคนในสภาชี้บอกเด็ก ทั้งนั้นที่นั่งอยู่นี้สู้เด็กรุ่นใหม่ไม่ได้หรอก เด็กรุ่นใหม่เกิดจากพ่อแม่อายุมากไม่ใช่หรือครับ ที่หัวขาว ๆ ที่นั่งอยู่ในนี้ก็คนมีอายุทั้งนั้นล่ะครับ เพราะฉะนั้นก็เรียนว่าผมยังเห็นว่าเกณฑ์ ที่ให้ไว้ถูกต้องแล้ว เพราะฉะนั้นแนวความคิดนี้ก็ยังยึดโยงอยู่ เพราะฉะนั้นก็เรียนสอบถาม อยู่ ๒ ประเด็นสั้น ๆ แค่นั้นเพื่อจะไม่ให้เกินเวลา เพราะผมยังเชื่อว่าท้องถิ่นจะพัฒนาได้ ต้องเกิดจากแนวความคิดที่พัฒนาใหม่ ๆ แล้วก็ต้องเปิดกว้างให้ผู้บริหาร แล้วก็ประเด็นที่ ๒ ที่ผมสรุปสั้น ๆ ก็คือว่าเด็กนี่ดีครับ แต่เด็กบางทีมองแต่เป้าหมายไม่มองอุปสรรคระหว่างทาง ถ้าเรียกกันว่าขับรถ ขับสู่เป้าหมายชนระหว่างทางระเนระนาดเลย อันนี้ผมจึงเห็นว่าอายุ ๒๕ ปีนี้ถูกต้องแล้วครับ ขอบคุณท่านประธานด้วยความเคารพครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านนพดล ตามด้วยศาสตราจารย์โกวิทย์นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นพดล แก้วสุพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท ขออภิปรายรายงานเกี่ยวกับปัญหาการบังคับใช้และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๒ ดังนี้นะครับ จากที่ได้อ่านดู ก็คิดว่าเป็นการปรับปรุงในทางที่ดีขึ้น แต่ก็อาจจะมีบางข้อที่ปฏิบัติลำบากหน่อยนะครับ หรืออาจจะไม่ตรงตามข้อเท็จจริง อย่างเช่น ผมอาจจะยกตัวอย่างกรณีของเขตเลือกตั้ง ท้องถิ่นเอง เราก็คงจะรวมทั้ง กทม. พัทยา อบจ. เทศบาล และ อบต. ในส่วนของ อบต. ผู้บริหารกับสมาชิกอยู่ในเขตพื้นที่ไม่กว้าง เรื่องภูมิลำเนา อายุ เวลาที่ต่างหมู่บ้านกันก็คงจะ ไม่เท่าไร แต่ว่าถ้าเป็นเขตของเทศบาลเมือง หรือ อบจ. ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือว่าระยะเวลา การอยู่ภูมิลำเนาหรือย้ายไม่เกิน ๑ ปีที่กำหนดไว้ หรือเกิน ๑ ปี บางคนไปถึงหน่วยเลือกได้ แค่นายก แต่ว่าสมาชิกต้องกลับไปเลือกที่หน่วยเดิมเกิดความสับสน ซึ่งอยู่ในจังหวัดเดียวกัน ตรงนี้ก็คือแนวทางหนึ่งนะครับ ในส่วนของ กทม เองก็คงจะใช้คล้าย ๆ ระบบของ อบจ. ซึ่งเป็นการเลือกตั้งในส่วนของท้องถิ่นนะครับ ซึ่งอันนี้ก็คงจะเป็นเรื่องหนึ่งที่อยากจะตั้ง ข้อสังเกตไว้นะครับ ส่วนของการคัดเลือกเจ้าพนักงานที่มาทำหน้าที่ในส่วนของข้าราชการ ในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเองก็คงจะใช้บุคลากร แต่เมื่อมีการประกาศใช้ กำหนดการเลือกตั้งพร้อมกันทั้งประเทศ บางที่บุคลากรไม่พอนะครับ เพราะว่า อบต. เอง ๕,๐๐๐ กว่าแห่งไม่ได้มีเจ้าหน้าที่เท่ากันหมดนะครับ ก็จะต้องไปใช้บุคคลภายนอกซึ่งเป็น ประชาชน ปัญหาที่เกิดขึ้นมาเมื่อมีการฟ้องร้องพี่น้องประชาชนที่เข้ามาเป็นกรรมการ ไม่ได้รับความคุ้มครองหรือได้รับสิทธิ คือถ้านั่นก็ต้องไปสู้ศาลกันเอง ไม่มีเงินไปช่วยนะครับ เพราะว่าอันนี้ก็คงจะเป็นเรื่องหนึ่งที่เขาร้องเข้ามานะครับ กรณีเลือกตั้งล่วงหน้าก็จะมีปัญหา ส่วนใหญ่คนที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นข้าราชการจะต้องไปประจำหน่วยเลือกตั้ง แต่ภูมิลำเนาเดิมอยู่ต่างจังหวัดนะครับ ทีนี้การอำนวยความสะดวกจะมีวิธีการอย่างไร เพราะว่าเขาเองจะต้องทำเรื่องลา หรือไปเลือกตั้งล่วงหน้าก่อนเป็นอาทิตย์ เพราะว่าถ้าไม่ไป มันก็ยิ่งเสียสิทธิ หรือว่าถูกตัดสิทธิในบางอย่าง ซึ่งตรงนี้จะมีวิธีการที่จะอำนวยความสะดวก อย่างไรนะครับ การเลือกตั้งทั้งหมดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ได้ใช้งบประมาณ ส่วนกลาง ใช้งบประมาณของท้องถิ่นเองที่ตั้งจากงบประมาณของตัวเองในการที่จะกำหนด อันนี้การที่จะไปใช้หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ก็ใช้อยู่ ๒ กฎหมาย ๑. คุณสมบัติหรือการจัดการ ตามกฎหมายจัดตั้งกระทรวงมหาดไทยตาม พ.ร.บ. สมาชิกสภาท้องถิ่น กับการเมืองคือ ตาม พ.ร.บ. การเลือกตั้งของ กกต. ซึ่ง ๒ อันนี้จะขัดกันอยู่นะครับ บางเรื่องไม่ตรงกัน อย่างเช่น คุณสมบัติที่มีภูมิลำเนา กับคุณสมบัติที่เสียภาษีในต่างท้องที่แล้วไม่มีคุณสมบัติ ตรงนี้ควรที่จะใช้เป็นแนวทางเดียวกัน และอีกหลาย ๆ ข้อที่คุณสมบัติระหว่างกฎหมายจัดตั้ง ที่มาของสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น กับกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นของ กกต. จะไม่ค่อยตรงกัน ก็จะเกิดความสับสนในเรื่องของการที่จะทำให้ทั้งผู้มีสิทธิสมัคร ผู้สมัคร แล้วก็ผู้มีสิทธิลงคะแนน ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้เองก็อยากจะให้เขียนชัดเจน ส่วนระยะเวลา การลงคะแนนตอนนี้เราดูว่าต่างกัน เพราะว่า กทม. ใช้แปดโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น ส่วน อปท. อื่น ยังกำหนด ๘ โมงถึงสามโมงเย็น ถึง ๑๕.๐๐ นาฬิกา จะใช้เวลาไหนก็เป็นกฎหมาย ฉบับเดียวกันที่จะออกมาบังคับใช้ เพราะมิฉะนั้นแล้วก็จะเกิดการสับสน เพราะว่าทุกคนที่อยู่ ในประเทศไทยผมคิดว่าเป็นคนที่อยู่ในท้องถิ่น ความเข้าใจเรื่องของท้องถิ่นที่สลับซับซ้อน มันก็อาจจะเป็นเรื่องที่ยุ่งยากลำบากใจ เพราะว่าเขาไม่เข้าใจ อันนี้ไม่รวมถึงการเลือกตั้งใหญ่ ของ ส.ส. ส.ว. ซึ่งจะมีกฎหมายต่างหากออกมาไม่เกี่ยวกัน ส่วนการหาเสียงผมคิดว่าควรจะกำหนดให้ชัดเจนในเรื่องของการที่จะไปหาเสียงเกินอำนาจ หน้าที่ ซึ่งหลายแห่งปัจจุบันนี้มี อย่างเช่น อบต. หนึ่งมีงบประมาณสัก ๒๐ ล้านบาท แต่หาเสียงว่าผมจะทำสัก ๑๐๐ ๒๐๐ ล้านบาท ซึ่งเกิน ๔ ปีอย่างไรก็ทำไม่ได้นะครับ ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นการหลอกลวง เช่นผมจะสร้างโรงพยาบาลถ้าได้เข้าไป ซึ่งหน้าที่ของท้องถิ่น ไม่สามารถที่จะไปจัดการบำรุงรักษาหรือสร้างโรงพยาบาลได้ เพราะว่ายังไม่มีการถ่ายโอน แม้แต่ อบจ. เองก็ยังจัดการเรื่องนี้กันไม่ชัดเจนนะครับ ซึ่งผมคิดว่าต้องดูด้วยว่าอำนาจหน้าที่ ที่ไปรับปากกับพี่น้องประชาชนนั้นตรงกับข้อเท็จจริงหรืออำนาจหน้าที่ของกฎหมาย ไม่ว่าจะ จัดตั้งหรือกฎหมายกระจายอำนาจ หรือกฎหมายอื่นที่มีอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ. ที่กฎหมาย กำหนด ก็อยากจะฝากไว้ตรงนี้ว่าให้มันชัดเจน ขนาดป้ายนะครับ ปัจจุบันนี้เราจะนับจำนวน หรือขนาด อย่าง กทม. มีขนาดไม่เกิน ๑๒๐ เซนติเมตร คูณ ๒.๔๐ เมตรต่อ ๑ ป้าย แต่บางที่ ปัจจุบันผ่าเป็น ๔ แล้วนับเป็น ๑ หรือว่านับในจำนวนขนาดเท่าที่คูณในเนื้อที่พื้นที่หรือนับ แค่จำนวนป้ายตรงนี้ เพราะว่าจะเกิดการได้เปรียบเสียเปรียบกัน เพราะว่าบางที่อย่าง กทม. ใช้ป้ายเล็กก็นับเป็นหนึ่ง บางคนใช้ป้ายใหญ่ก็นับเป็นหนึ่งนะครับ กับอีกส่วนหนึ่งการที่เอาชื่อ ของพรรคการเมืองมาหาเสียงในท้องถิ่นเองจะเกิดความเหลื่อมล้ำแล้วก็เกิดความขัดแย้ง เพราะว่าอำนาจหน้าที่ของท้องถิ่นคือบริหารในพื้นที่นั้นพื้นที่เดียว แต่การที่มีพรรคการเมือง ไปสนับสนุนนั่นคือภาพรวมของการบริหารทั้งประเทศ จะเอาพื้นที่ของทั้งประเทศมาหาเสียง กับพื้นที่เดียวประชาชนจะสับสน ก็อยากจะฝากไว้ตรงนี้นะครับ ให้คณะกรรมาธิการช่วยตอบ แล้วก็ช่วยชี้แจงด้วยครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านศาสตราจารย์โกวิทย์นะครับ ตามด้วยนางสาวศรีนวล บุญลือ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท จังหวัดนครศรีธรรมราช ท่านประธานครับ ผมขอร่วมอภิปรายรายงาน พิจารณาศึกษาปัญหาการบังคับใช้และแนวทางแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการเลือกตั้ง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๒ ของคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ก่อนอื่นต้องขอ ขอบคุณคณะกรรมาธิการนี้ที่ได้มีความพยายามที่จะพิจารณาเพื่อจะแก้ไขพระราชบัญญัติ การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๒ ที่ยังมีข้อบกพร่องอยู่ อันนี้ ก็เห็นประเด็นต่าง ๆ ที่ท่านกรรมาธิการได้ชี้ประเด็นว่าจะมีความพยายามแก้ไขในส่วนใดบ้าง อันนั้นก็เป็นสิ่งที่ดีและขอชมเชยไว้ด้วย ผมเรียนง่าย ๆ ก็คือว่าที่ท่านองอาจ ขออนุญาต เอ่ยนาม พูดถึงมาตรา ๓๔ ซึ่งได้มีกรรมาธิการจัดตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาเรื่องนี้และแก้ไข แล้วก็สอดคล้องกับกรรมาธิการที่ได้ศึกษาตรงนี้ผมก็เห็นด้วย แต่ประเด็นนี้มีอยู่ประเด็นเดียว ที่ผมอยากจะถามก็คือว่ายังมีการพูดถึงวุฒิสมาชิกอยู่นะครับ เพราะว่าในการกระทำใด ๆ เราปลดล็อกให้พรรคการเมือง สมาชิกพรรคการเมือง แล้วก็สมาชิกสภาท้องถิ่นไปดำเนินการ หาเสียงได้แทนผู้สมัครสมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผมก็เข้าใจว่าในเอกสารยังไม่ได้ ปลดไปแต่อย่างใด อันนี้ก็อยากถามในประเด็นที่ ๑🔗
ส่วนประเด็นอื่น ๆ ผมค่อนข้างจะเห็นด้วยในหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นการเสนอ ให้มีการเลือกตั้งล่วงหน้า ข้อเท็จจริงก็คือว่าที่ผมสนับสนุนการเลือกตั้งล่วงหน้าก็เพราะว่า การเลือกตั้ง อบจ. ก็ดี เทศบาลก็ดี ที่ผ่านมาอุปสรรคหนึ่งที่คนอยู่ต่างจังหวัดเช่นมาทำงาน ในกรุงเทพมหานคร ทำงานในเมืองใหญ่ ซึ่งเขาไม่สามารถที่จะไปลงทะเบียนหรือว่าไปใช้สิทธิ เลือกตั้งได้ก็จะทำให้เขาหมดสิทธิ เสียสิทธิในการเลือกตั้ง แต่ถ้านำเสนอให้การเลือกตั้ง ล่วงหน้าเกิดขึ้นเพิ่มตรงนี้นี่ผมเห็นด้วย🔗
ในประเด็นต่อมาผมคิดว่าชัดเจนคือการกำหนดบัตรเลือกตั้งให้ชัดเจน ระหว่างสีของผู้สมัคร ผู้บริหารท้องถิ่นกับสมาชิกสภาท้องถิ่น อันนี้เห็นด้วยก็ชัดเจนอยู่แล้ว ส่วนเรื่องต่อมาก็คือการประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องประชาชนทราบว่าพี่น้องประชาชนจะใช้สิทธิ เลือกตั้ง ผู้มีสิทธินั้นจะต้องมีที่อยู่ในทะเบียนบ้านไม่น้อยกว่า ๑ ปี อันนั้นก็ดี ที่เสนอ อีกเรื่องหนึ่งก็คือการยื่นบัญชีทรัพย์สินรายรับรายจ่ายของผู้สมัครทั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผมเห็นว่าเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกทางกรรมาธิการที่ศึกษา ผมคิดว่า เมื่อก่อนยื่นต่อผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำจังหวัด ท่านก็ไปเพิ่มว่าหรือให้ยื่นต่อหัวหน้า พนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็น ผอ. การเลือกตั้งประจำจังหวัดมอบหมายก็ได้ อันนั้นก็เห็นด้วย เพราะฉะนั้นหลายประเด็นที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่คำถามของผม ท่านประธานครับ ผมมีอยู่เรื่องเดียวที่จะถามกรรมาธิการเพื่อความชัดเจน แล้วก็เสนอแนะ เพิ่มเติมนั่นก็คือการเสนอแนะไว้อยู่ในหน้า ๒๙ ผมเรียนท่านประธานว่าคณะกรรมาธิการ การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ผมว่าชัดเจนก็คือ พยายามที่จะเสนอเรื่องของการให้ความรู้แก่ประชาชน ประเด็นนี้ผมเข้าใจว่าเป็นประเด็น สำคัญของการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในเรื่องของการให้ความรู้ ความเข้าใจต่อประชาชนถึงหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ในการเลือกผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิก สภาท้องถิ่น เพื่อให้เขาเข้าใจ อันนี้เห็นด้วยว่าเลือกนายก อบต. ทำไม นายก อบจ. หรือ นายกเทศมนตรีทำไม แล้วก็เลือกสมาชิกสภาท้องถิ่น สมาชิกสภา อบจ. สมาชิกสภาเทศบาล สมาชิกสภา อบต. ทำไม ในประเด็นที่ ๑ ผมเห็นด้วย🔗
ประเด็นที่ ๒ ก็คือเรื่องของการไปใช้สิทธิ รณรงค์ให้ไปใช้สิทธิ แต่ท่านเสนอ ให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา อันนี้ผมเห็นด้วยว่า เป็นเรื่องที่ดี🔗
ประเด็นที่ ๓ ให้มีการฝึกอบรม ควรริเริ่มให้มีหลักสูตรอบรมเทคนิคต่าง ๆ แล้วก็ในเรื่องของเจ้าพนักงานดำเนินการเลือกตั้งที่ต้องคัดเลือกให้รอบคอบ อันนี้เห็นด้วย แต่ประเด็นที่ท่านไม่ได้เขียนอันนี้เป็นประเด็นที่ผมอยากเสนอไว้ก็คือ ผมคิดว่าในกฎหมาย เลือกตั้งท้องถิ่นเรื่องหนึ่งที่ไม่ค่อยได้เขียนนักก็ถือว่าการป้องกันการซื้อเสียง การป้องกัน โดยภาคพี่น้องประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งคอยพิทักษ์ผลประโยชน์ของพี่น้อง เพราะผมเห็นว่า การเลือกตั้งท้องถิ่นเป็นเรื่องของเรา เป็นเรื่องของประชาชนที่อยู่ในท้องถิ่น เพราะฉะนั้น จะต้องคอยเป็นหูเป็นตา ผมไม่แน่ใจว่าจะเขียนไว้ตรงไหนในหน้า ๒๙ เพิ่มเติมจากข้อเสนอ ของผมที่มีต่อท่าน เพื่อป้องกันการซื้อเสียงในการเลือกตั้ง ทั้งนี้ผมเห็นว่าการเลือกตั้งท้องถิ่น มีการซื้อเสียงมากในปัจจุบันโดยเรารู้หรือไม่รู้ก็ตาม จับได้หรือไม่ได้ก็ตาม มีการพูดกันว่า เลือกตั้งเทศบาลทุ่มเงินไปเท่านั้นเท่านี้ เลือกตั้งนายกเทศมนตรี เลือกตั้งนายก อบต. เลือกตั้ง นายก อบจ. เรื่องอย่างนี้มีการลงทุนทางการเมือง แล้วผมไม่แน่ใจว่าเมื่อลงทุน ทางการเมืองก็มีการถอนทุนทางการเมืองด้วย ผมอยากให้กรรมาธิการได้พิจารณาเรื่องที่ ผมพูดถึงด้วยว่าจะมีวิธีการป้องกันอย่างไร จะเขียนไว้ตรงไหนหรือว่าในกฎหมายมันเขียน เรื่องนี้หรือไม่อย่างไร ผมอยากได้รับคำชี้แจงด้วยครับ เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน และประโยชน์ของท้องถิ่นที่จะทำให้เกิดการป้องกันการซื้อสิทธิขายเสียง ขอบคุณมากครับ ท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านศรีนวล ตามด้วยท่านฐิตินันท์ แสงนาค ครับ🔗
กราบเรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ข้าเจ้า นางสาวศรีนวล บุญลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเชียงใหม่ เขต ๘ พรรคภูมิใจไทย ขออภิปรายรายงานพิจารณาศึกษาเรื่องปัญหาบังคับใช้และแนวทางแก้ไข เพิ่มเติมพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๒ ของคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ของสภาผู้แทนราษฎร ตามที่ผ่านมาบอกว่าอดีตและปัจจุบันนะเจ้า เจ้าก็ได้ทำงานเริ่มตั้งแต่ ท้องถิ่นมาโดยตลอด คือปัญหาคงมีต่อเนื่องมาอยู่เรื่อย ๆ นะเจ้า🔗
ประเด็นที่ ๑ นะเจ้าอยากจะขอแก้ไขในการทำงาน การที่จะมีการเลือกตั้ง อยากให้ทางอำเภอหรือหน่วยงานราชการมีการประชุมประชาสัมพันธ์ชี้แจงหื้อกับชาวบ้าน ได้หื้อความเข้าใจการเลือกตั้งท้องถิ่นเกี่ยวกับการเอาบัตรไปจ่อมหีบแล้วก็บัตรแต่ละสีว่า เลือกตั้งแบบไหนนะเจ้า ที่ผ่านมานี่มีการสับสน บางครั้งประชาชนไปหน่วยเลือกตั้งยังบ่ฮู้ เลยว่าจะเข้าอย่างใด วิธีอย่างใดนะเจ้าทำหื้อมีการบัตรเสียนักจำนวนนัก🔗
ประเด็นที่ ๒ นะเจ้า การเลือกตั้งคณะกรรมการอยู่หน่วยเลือกตั้งอยากหื้อ คัดสรรคนที่มีคุณธรรมจริยธรรม อยากให้ได้หน่วยงานราชการพร้อมกับคณะกรรมการ หมู่บ้านอย่างมีความยุติธรรม ที่ผ่านมานี้นะเจ้าการเลือกตั้งท้องถิ่นได้ประสบปัญหา มีผู้ใหญ่บ้านหรือกรรมการในหมู่บ้านบางครั้งมีพรรคมีพวกแบ่งแยกกัน เวลาถ้าช่วงที่ ผ่านมานะเจ้าเลือกตั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังบ่มีเลยในหน่วยเลือกตั้ง บางทีผู้ใหญ่บ้านเป็นคน ของผู้บริหารที่ลงสมัครเห็นชาวบ้านเข้าไปนะเจ้าจะบอกเลยว่าเอาคนนี้ บางครั้งนี้สร้างความ สับสนหื้อกับประชาชนที่เข้าไปหน่วยเลือกตั้งนะเจ้า ถ้าจะเลือกนาย ก นาย ข บางครั้ง จะเลือกนาย ก ไปชี้เอาเลขนาย ข อยากจะเลือกนาย ข ไปชี้เอาเลขนาย ก ยะอย่างใดหื้อ ประชาชนเลือกเบอร์ของตัวเก่าที่ตัวเก่าที่จะเลือกนะเจ้า อันนี้ก็ขอฝากโตยนะเจ้า ขอหื้อ คณะกรรมการที่อยู่หน่วยเลือกตั้งมีคุณธรรม จริยธรรมนะเจ้า บ่ต้องแบ่งฝักแบ่งฝ่ายแล้วก็ บ่ต้องชี้แนะและชี้นำ ขอหื้อทำด้วยคุณธรรมนะเจ้า🔗
ข้อ ๓ อยากจะเรียนฝากทุกท่านโตยได้แก้ไขปัญหาคณะผู้บริหารท้องถิ่น บ่ควรอยู่เกิน ๒ ปีนะเจ้า ถ้าอยู่เกิน ๒ ปีไปสร้างรากสร้างฐานแล้วก็อยู่อย่างต่อเนื่อง คนอื่น อยากให้เข้ามาก็บ่สามารถที่จะเข้ามาบริหารได้นะเจ้า คือจะมีการชิงดีชิงเด่นกัน อยากหื้ออยู่ ครบวาระสัก ๒ สมัย แล้วก็แบ่งให้คนอื่นได้มาบริหารแทนนะเจ้า ข้อจำกัดนะเจ้าบ่ควรหื้อ มีอายุเกิน ๗๐ ปี หรือ ๗๕ ปี ปัจจุบันนี้นะเจ้าบางคนนี้ที่อยู่ต่อเนื่องมา ๖ สมัย ๗ สมัย อายุเกินจน ๘๐ ๙๐ ปี ตัวเองเดินจะบ่ไหวแล้วแทนที่จะหยุดแล้วหื้อรุ่นลูกรุ่นหลานมา ทำงานต่อ แล้วบ่สมควรที่จะหื้อมีการสืบทอดอำนาจนะเจ้า ถ้ามีการสืบทอดอำนาจป้อเป็น แล้วเวลาป้อออกไปเอาลูกขึ้นมาแทน อันนี้ก็สร้างปัญหาหื้อกับสังคมเป็นประเด็นที่ใหญ่ ที่สุดนะเจ้า🔗
ข้อ ๔ กำหนดระยะเวลาการเลือกตั้งที่ผ่านมานะเจ้า อดีตที่ผ่านมานี้ เฮาจะเปิดเลือกตั้งหีบเลือกตั้งประมาณ ๘ โมงจนถึง ๓ โมงครึ่ง ณ ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงมา ๘ โมงนะเจ้า ถึง ๕ โมงเย็น คือน่าเห็นใจคณะกรรมการที่หน่วยเลือกตั้งที่อยู่ห่างไกล ถ้าเวลา จะเอาหีบมาส่งที่จุดศูนย์กลางก็แสนยากลำบาก ดังนั้นก็ขออยากให้หื้อกลับไปใช้ ๘ โมงเช้า ถึงเวลา ๑๕.๓๐ นาฬิกา ปิดหีบเปิดการนับคะแนนแล้วกรรมการก็จะได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ นะเจ้า ถ้าเฮาไปปิดหีบ ๕ โมงเย็น การนับคะแนนเสร็จประมาณ ๒ ทุ่ม ๓ ทุ่ม กว่าจะเดินทาง เอาหีบมาส่งระยะทางมันไกลสงสารคณะกรรมการที่อยู่ชนบทนะเจ้า อันนี้ก็ขอหื้อแก้ไข เพิ่มเติมด้วยนะเจ้า🔗
ข้อ ๕ การเมืองท้องถิ่นกับการเมืองระดับชาติ อันนี้น่าจะทำร่วมกันได้ ปัจจุบันนี้ มีกฎหมาย มีข้อบังคับ ผู้บริหารท้องถิ่นบ่สามารถที่จะไปช่วยกันหาเสียง แม้กระทั่ง เวลาถ้าเลือกตั้งท้องถิ่น ส.ส. ก็บ่สามารถที่จะไปชี้แนะชี้นำได้ ดังนั้นนะเจ้าอยากหื้อแก้ไข ปัญหาเกี่ยวกับกฎหมาย อยากหื้อทางท้องที่ท้องถิ่น และ ส.ส. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนะเจ้า จะได้ทำงานเชื่อมโยงกัน แล้วก็ทำงานไปด้วยกันได้หื้อได้เรียบง่ายสบาย แล้วก็เกิด ผลประโยชน์หื้อกับประชาชนนะเจ้า ทุกข้อที่เจ้าได้เสนอแนะมานี้ก็อยากหื้อคณะกรรมาธิการ ช่วยกันไปพิจารณาและแก้ไขเพื่อประโยชน์ของประชาชน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ก็คงอยู่ร่วมกับประเทศไทยได้ไปตลอดกาลนะเจ้า ขอกราบขอบพระคุณเจ้า🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านฐิตินันท์ แสงนาค และตามด้วยท่านดะนัย มะหิพันธ์ นะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ ผม นายฐิตินันท์ แสงนาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดขอนแก่น ตัวแทนคนเมือง พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ วันนี้ผมขออภิปรายรายงานการพิจารณา ศึกษาปัญหาการบังคับใช้และแนวทางแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิก สภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๒ ผมมีข้อเสนอแนะ ข้อท้วงติง แล้วก็ข้อเห็นด้วย อยู่ประมาณ ๕ หัวข้อครับ ท่านประธานครับ ผมในฐานะเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งเราได้พิจารณาเสร็จแล้วเมื่อครั้งที่แล้วจะเข้าสภาในเร็ว ๆ นี้ เราแก้ไขมาตรา ๓๔ ใน พ.ร.บ. เลือกตั้งท้องถิ่น ท่านประธานครับ เรื่องที่ผมจะอภิปรายในวันนี้ ผมมี ๓ หัวข้อ🔗
ข้อ ๑ ก็คือคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้ง มีกรรมาธิการบางท่านเสนอว่า น่าจะอายุสัก ๑๘ ปีขึ้นไป มีผู้อภิปรายบางท่านว่าอาจจะเด็กเกินไป สำหรับผมเห็นว่าอายุสัก ๒๐ ปีกำลังพอดี เพราะว่าเป็นผู้บรรลุนิติภาวะ ถ้า ๑๘ ปีขึ้นไปเพิ่งเลือกตั้งครั้งแรกครับ เข้าคูหากาบัตรยังมือสั่นอยู่เลย เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมว่าสัก ๒๐ ปี น่าจะเหมาะสมครับ🔗
ข้อ ๒ เรื่องการแยกสีบัตรเลือกตั้ง อันนี้เห็นด้วยมากครับท่านประธาน เพราะว่าการเลือกตั้งของท้องถิ่นที่ผ่านมาสีบัตรเลือกตั้งของนายก อบต. หรือผู้เลือกตั้ง อบต. ใกล้เคียงกันมากดูลำบากโดยเฉพาะผู้สูงอายุ ควรจะแยกกันให้ชัดเจน เช่น สีแดง กับสีน้ำเงิน หรือสีแดงกับขาว ท่านประธานครับ เอาง่าย ๆ เอาสัญลักษณ์ธงชาติไทยนี้ล่ะ เป็นเกณฑ์จะทำให้ชัดเจนแยกแยะง่ายครับ จะช่วยให้บัตรเสียน้อยลงด้วยครับ🔗
ข้อ ๓ ที่ผมตั้งข้อสังเกตไว้ก็คือคณะกรรมการของหน่วยเลือกตั้งครับ ท่านประธานครับ การเลือกตั้งท้องถิ่นส่วนใหญ่ในชนบทก็จะเอาบรรดาผู้มีชื่อเสียง ครูตามโรงเรียนต่าง ๆ มาเป็นกรรมการหน่วยเลือกตั้งซึ่งก็ซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนี้ ๑๐ ปี ๒๐ ปี ก็บุคคลหน้าเดิม ดังนั้นผมจึงเห็นว่าควรจะให้บุคคลเหล่านี้ไม่ต้องพักเป็นเหมือนเดิมนั่นล่ะ แต่ให้สลับหน่วยเลือกตั้ง สลับหน่วยเลือกตั้งที่ห่างออกไปพอสมควร ไม่ใช่อยู่หน่วยเลือกตั้ง เดิมตลอดไป ซึ่งกรรมการที่คุมหน่วยเลือกตั้งจะรู้เห็นกันครับ จะรู้จักผู้สมัครทุกคนอาจจะมี การใช้เทคนิคหรือแทกติก (Tactic) ช่วยเหลือกัน ซึ่งจะนำมาซึ่งความไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม ในการเลือกตั้งด้วยครับ🔗
ข้อ ๔ อันนี้สำคัญมากนะครับเรื่องการหาเสียง ท่านประธานครับ มันจะโยง กับข้อ ๕ ที่ผมจะพูดเรื่องการหาเสียงครับ ข้อ ๔ ผู้เลือกตั้งท้องถิ่นผมจะเสนอให้สามารถ หาเสียงได้ทุกอย่าง เพราะอะไรครับ เพราะว่าข้อ ๕ ที่ผมจะพูดต่อไป หรือ พ.ร.บ. เลือกตั้ง ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญเราทำอยู่ เราจะแก้ไขมาตรา ๓๔ ให้ผู้สมัครสังกัดพรรคการเมืองได้ และพรรคการเมือง ส.ส. ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสามารถช่วยหาเสียงได้ ดังนั้นมันจะ มาโยงกับข้อ ๔ คือผู้สมัครท้องถิ่นสามารถหาเสียงได้ไม่มีขีดจำกัด คุณจะสร้างสนามบิน คุณจะสร้างทางรถไฟสามารถเสนอได้ เพราะว่าท้องถิ่นนั้นแต่ละท้องถิ่นพื้นที่ต่างกัน ปัญหา ต่างกัน และผู้สมัครท้องถิ่นสังกัดพรรคการเมืองแน่นอนครับเขาอิงนโยบายพรรคการเมือง อยู่แล้ว และ ส.ส. ในพรรคการเมืองนั้นสามารถมาช่วยหาเสียงได้ ผู้เลือกตั้งหรือประชาชน จะเป็นคนตัดสินเองว่านโยบายที่หาเสียงเป็นจริงหรือไม่ สอดคล้องกับพื้นที่ของเขาหรือไม่ เพราะฉะนั้นให้หาเสียงไปเลยไม่ต้องจำกัด คุณพูดอย่างไรประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเขาจะ เป็นคนตัดสินเองว่าพูดแล้วทำได้หรือไม่ นั่นคือข้อ ๔ ครับ🔗
ข้อ ๕ ข้อสุดท้ายที่ผมจะอภิปรายในวันนี้ ก็คือการให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคการเมือง ผู้บริหารท้องถิ่นสามารถช่วยหาเสียงได้ อันนี้ในคณะกรรมาธิการวิสามัญ ของเราถกเถียงกันมากว่าช่วยหาเสียงได้อย่างไร ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเราเสนอตั้งแต่ ส.ส. ส.ว. มาเลยนะครับ แต่ปรากฏว่าทางกฤษฎีกาทักท้วงว่า ส.ว. มีกฎหมาย มีรัฐธรรมนูญ บางมาตราห้ามไว้อยู่ จึงให้เฉพาะ ส.ส. พรรคการเมืองช่วยหาเสียงได้ ท่านประธานสังเกตดู เลือกตั้งท้องถิ่นที่ผ่านมามีหลายคนลงในนามพรรคการเมือง แต่ ส.ส. ในสภาซึ่งสังกัด พรรคการเมืองนั้นไม่สามารถไปช่วยหาเสียงได้มันตลกนะครับ เหมือนเกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง ภาษิตโบราณพูดไว้ เพราะฉะนั้น ณ วันนี้เราจึงจะมาแก้ไขกฎหมาย ให้มันตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน เมื่อผู้สมัครท้องถิ่นสังกัดพรรคการเมืองได้ ก็ให้เขาหาเสียงได้ตามนโยบายพรรคการเมืองนั้น ๆ ซึ่งเขาจะกำหนดนโยบายมาแล้วว่า นโยบายระดับชาติ ระดับจังหวัด ระดับ อบจ. อปท. เทศบาล เขามีอยู่แล้วครับ เพราะฉะนั้น ให้เขาหาเสียงได้เต็มที่โดยไม่จำกัด และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ส.ส. รัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรีช่วยหาเสียงได้ครับ ช่วยได้ตอนที่ไม่ใช้เวลาราชการไปหาเสียง อันนี้ จะเปิดกว้างและจะเป็นมิติใหม่ของการเมืองไทยและท้องถิ่นครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านดะนัย ตามด้วยท่านพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายดะนัย มะหิพันธ์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดอำนาจเจริญ เขตเลือกตั้งที่ ๒ ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิก สภาท้องถิ่น พ.ศ. .... ผมดูในมาตรา ๓๔ ที่มีการร่างแก้ไขเพิ่มเติมที่ทางคณะกรรมาธิการ ได้ส่งมา ในมาตรา ๓๔ บอกว่าในกรณีที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ข้าราชการการเมือง สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น กระทำการใด ๆ โดยมิชอบด้วยหน้าที่และอำนาจอันเป็นการกลั่นแกล้งผู้สมัครใด ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือกรรมการการเลือกตั้ง หรือผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด หรือคณะกรรมการ การเลือกตั้งประจำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมอบหมาย มีอำนาจสั่งยุติหรือระงับการกระทำนั้นได้ อันนี้คือวรรคหนึ่ง วรรคสอง ในกรณีที่ปรากฏ ข้อเท็จจริงว่าเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐกระทำการใด ๆ โดยมิชอบด้วยหน้าที่และอำนาจอันเป็น การกลั่นแกล้งผู้สมัครใด ๆ หรือดำเนินการใด ๆ ที่เป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครใด ให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม นั่นก็คือสั่งยุติได้เช่นกัน ท่านประธานครับ ข้าราชการการเมือง รัฐมนตรีก็เป็นข้าราชการการเมือง ข้าราชการ พนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอหัวหน้าส่วนราชการ เป็นพนักงานของรัฐ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผมถามว่าท่านจะมอบหมายให้ไปสั่งยุติ ท่านดูสิครับว่าความกล้าหาญที่จะไปสั่งให้ยุติ ทำได้หรือ มีหลักประกันอะไร เอาล่ะถ้าให้คณะกรรมการการเลือกตั้งผมพอเชื่อถือได้ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งไปสั่งว่าท่านรัฐมนตรีท่านไปทำการมิถูกต้องนะ ให้ท่านยุตินะ นี่น่าเชื่อถือได้ แต่ถ้าเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผมไม่เชื่อครับ ทุกวันนี้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการ นั่นล่ะคือผู้บงการ เรื่องการเลือกตั้งทั้งหมด ผมไม่เคยเห็นเลยว่ากลุ่มบุคคลเหล่านี้จะกล้าสั่งให้ยุติ ผมไม่เชื่อ ท่านเขียนไว้อย่างนี้ท่านมีหลักประกันอะไรที่จะทำให้เชื่อได้ว่าสามารถปฏิบัติได้ และอยาก จะถามว่าเมื่อสั่งยุติแล้ว รู้ว่ากระทำความผิด สั่งยุติแล้ว มีการสอบสวนเอาผิดไหม หรือว่า ยุติเฉย ๆ ทำผิดยุติ หยุด แต่การกระทำมันเกิดขึ้นแล้ว ความผิดเกิดขึ้นแล้ว น่าจะมีการ เอาความผิดกับกลุ่มบุคคลเหล่านี้หรือไม่ ถ้าผิดอยู่ในขั้นไหนระดับใด สิ่งเหล่านี้ผมอยาก จะเรียนท่านคณะกรรมาธิการว่าท่านคิดดีครับ แต่การปฏิบัติผมว่าเป็นไปไม่ได้ เราลอง คิดใหม่สิครับว่าใครจะมีอำนาจในการไปสั่งยุติเรื่องเหล่านี้ที่แท้จริง มันถึงจะเกิดผล ที่ท่านเขียน ถ้าท่านอย่างนี้ผมว่าไม่มีครับ เป็นไปไม่ได้ นายอำเภอก็เหมือนเดิม แถวบ้านผมนี่ ผมไม่อยากจะพูดเรื่องการเลือกตั้ง เขาสั่งหมดล่ะครับ สั่งลงไปหากำนัน สั่งลงไปหา ผู้ใหญ่บ้านให้ดำเนินการอย่างนั้นอย่างนี้ มีรางวัลด้วยครับ ดังนั้นผมจึงอยากจะกราบเรียน ฝากท่านประธานผ่านไปถึงกรรมาธิการว่าในมาตรา ๓๔ ที่ท่านเขียน ท่านลองอธิบายสิครับ ว่าบุคคลเหล่านี้เขามีอำนาจสั่งจริงหรือไม่ อำนาจที่เขาได้รับมอบหมายอยู่ตรงไหน อย่างไร และคนที่ถูกระงับยับยั้งไปนั้นความผิดปรากฏเช่นใด ขอให้ท่านได้ชี้แจงด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านพิจารณ์ ตามด้วยท่านปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขอร่วม อภิปรายแสดงความเห็นต่อรายงานของคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสาร มวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ก่อนอื่นก็ต้องขอชื่นชมทางกรรมาธิการโดยเฉพาะ ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่าน ส.ส. ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ก็ทำงานแข็งขันแล้วผมคิดว่า รายงานหลายฉบับจากคณะกรรมาธิการนี้ก็เป็นประโยชน์ไปสู่การพัฒนาประชาธิปไตยของเรา ในส่วนของรายงานฉบับนี้ที่พูดถึงเกี่ยวกับเรื่องของสมาชิกสภาท้องถิ่นแล้วก็การเลือกตั้ง ท้องถิ่น ก่อนอื่นก็ต้องเรียนว่าเห็นด้วย ผมเห็นด้วยในเนื้อหาของรายงานโดยเฉพาะในข้อเสนอ แนะนำทั้ง ๓ ประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอายุ ผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ระยะเวลาในการ ออกเสียงลงคะแนน แล้วก็การให้ความรู้กับพี่น้องประชาชนหรือว่าโหวตเตอร์ เอดดูเคชัน (Voter Education) ท่านประธานครับ ก็ต้องเรียนว่านั่งฟังการแสดงความเห็นของ เพื่อนสมาชิกหลายท่าน บางท่านก็มีพูดถึงว่าการไปกำหนดอายุของผู้มีสิทธิรับสมัครเลือกตั้ง ๑๘ ปีมันน้อยเกินไป ท่านประธานครับ ผมคิดว่าถ้าบอกว่าผู้สมัครน้อยเกินไปบางทีอาจจะ ต้องกำหนดระยะถ้าใช้ลอว์จิก (Logic) นี้ต้องไปกำหนดอายุว่าต้องไม่เกินเท่าไรด้วย เพราะผู้สมัครบางท่านอาจจะอายุมากเกินไปหรือเปล่า ดังนั้นผมจึงคิดว่าการเขียนกฎหมาย กฎระเบียบควรจะเปิดกว้างให้ผู้ที่สนใจแล้วอยากจะเข้ามาเป็นผู้มีสิทธิที่จะลงแข่งขัน รับเลือกตั้งควรจะเปิดกว้าง สุดท้ายแล้วท่านประธานครับ มันจะเป็นหน้าที่ของพี่น้อง ประชาชนเองที่จะตัดสินว่าเขาเหล่านั้น บุคคลที่เสนอชื่อมานั้นมีความเหมาะสมหรือไม่ ไม่ใช่ว่า พวกเราจะไปทำให้มันแคบไว้เสียก่อน เพราะถ้าบอกว่าอายุ ๑๘ ปีน้อยไป ก็อาจจะต้องไป กำหนดครับว่าอายุเท่าไร มากเท่าไรลงรับสมัครไม่ได้ ทีนี้ท่านประธานครับ โดยภาพรวม ผมคิดว่าการที่เราศึกษาเรื่องนี้ถ้าสรุปสั้น ๆ เลยครับ คือเราจะต้องออกแบบกติกาให้มันง่าย ที่สุด ง่ายสำหรับใครครับ ง่ายสำหรับผู้ที่จะลงสมัครแข่งขันรับเลือกตั้ง ง่ายสำหรับผู้ที่จะมา ใช้สิทธิเลือกตั้ง แล้วก็ง่ายสำหรับกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ถ้าทุกอย่างง่ายมันก็จะไปได้ ท่านประธาน ยกตัวอย่างเช่นเรื่องอะไรครับ เรื่องหมายเลขรับสมัครครับท่านประธาน ล่าสุด เรามีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ผมคิดว่า รอบนี้ผู้สมัครเยอะ ทั้งผู้ว่าก็ดี ทั้ง ส.ก. ก็ดี แต่ว่าพอหมายเลขของผู้รับสมัครแต่ละกลุ่ม แต่ละเขตก็ใช้คนละหมายเลข บางทีผู้ว่ากับ ส.ก. เป็นทีมเดียวกัน ก็ใช้คนละหมายเลข อันนี้ สร้างความสับสนแล้วก็ไม่ได้ทำให้ง่ายต่อพี่น้องประชาชน🔗
ประเด็นที่ ๒ การเลือกตั้งล่วงหน้าหรือการเลือกตั้งนอกเขต อันนี้สำคัญครับ ผมไม่เข้าใจว่าเราเลือกตั้งระดับชาติ เรามีเลือกตั้งล่วงหน้า เรามีเลือกตั้งนอกเขต แต่ทำไม เลือกตั้งท้องถิ่นถึงไม่ทำ ทำไมถึงทำไม่ได้ อันนี้ก็ไม่ได้สร้างความง่ายให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่จะมาใช้สิทธิได้ตามเวลาที่ตัวเองสะดวก🔗
ประเด็นต่อไปคือกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งครับประธาน ต้องบอกว่า ในการเลือกตั้งผู้ว่าที่ผ่านมา ผมก็ต้องไปใช้สิทธิในฐานะคนกรุงเทพมหานคร แต่เห็นปัญหา ท่านประธานครับ เห็นปัญหาตั้งแต่การเริ่มต้นนับคะแนนในจุดที่ผมไปใช้สิทธิมี ๗ เต็นท์ ด้วยกัน ปรากฏว่าอย่างไรท่านประธานครับ การติดป้ายประกาศว่าจำนวนบัตรที่เอามาใช้ มีเท่าไร จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะมีเท่าไร บางหน่วยก็ติด บางหน่วยก็ไม่ติด พอถึงตกเย็นครับ นับคะแนนเสร็จปรากฏว่าแทนที่จะต้องมาติดรายงานผลการเลือกตั้ง บางหน่วยก็ติด บางหน่วยก็ไม่ติด ซึ่งอันนี้ก็ไม่เข้าใจว่าเกิดจากว่านาน ๆ ที เลือกตั้งทีแล้วไม่มีการอบรม ที่รอบด้านหรือเป็นความจงใจที่จะให้เกิดการตรวจสอบได้ยากลำบากหรือเปล่า หรือจะเป็น เรื่องของตัวแทนพรรคการเมืองที่จะไปเฝ้าหน่วยเลือกตั้ง อันนี้ก็ฟังจากพี่น้องประชาชน เขาก็ถามว่าทำไมตัวแทนประจำหน่วยเลือกตั้งจากพรรคการเมืองเห็นจะมีแต่ก็รอบที่แล้ว ตอนเลือกตั้งผู้ว่าก็พรรคเพื่อไทย หรือพรรคก้าวไกล หรือเป็นตัวแทนจากท่านผู้ว่าชัชชาติ แต่ทำไมเห็นบางพรรคการเมือง บางกลุ่มการเมืองกลับไม่มี เขาก็พูดกันติดตลกครับท่านประธาน หรือว่าเอ๊ะไปเป็นกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งกันไปแล้วหรือเปล่า เลยไม่ต้องมีตัวแทน ประจำพรรคการเมืองที่อยู่ในหน่วยเลือกตั้ง ทีนี้อย่างนี้ท่านประธานครับ ผมคิดว่าสิ่งที่ คณะกรรมาธิการนี้พยายามทำในการที่จะสร้างการมีส่วนร่วม แล้วก็หาตัวแทนของภาคประชาชนที่จะมาเฝ้าหน่วยเลือกตั้งที่ทำไปเมื่อตอนเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ดีมากแล้วก็ขอชื่นชม แล้วก็อยากให้ทางคณะกรรมาธิการการพัฒนา การเมืองได้รุดหน้าแล้วก็เดินหน้าต่อในประเด็นนี้ในการเข้าสู่การเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศ ครั้งต่อไป ท่านประธานครับ ในเรื่องของผลการเลือกตั้งครับ ผลการเลือกตั้งต้องเรียนว่า ที่ผมกล่าวไปเมื่อสักครู่แล้วว่าพอเลือกตั้งเสร็จต้องยอมรับจริง ๆ ว่ามีบางหน่วยเลือกตั้งที่ไม่ติด ผลคะแนนบนบอร์ด (Board) หน้าหน่วยเลือกตั้ง พอไม่ติดแล้วนี่มันตรวจสอบไม่ได้ครับ หลาย ๆ พรรคการเมืองพยายามที่จะไปเก็บภาพแต่ก็เก็บไม่ได้ ตัวแทนของพรรคการเมือง หรืออาสาสมัครที่ตั้งใจที่จะมาตรวจสอบการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรมก็ถ่ายรูปเก็บภาพไม่ได้ ผมคิดว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นที่อยากจะฝากทางกรรมาธิการ ถ้ามีโอกาสได้เชิญหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ กกต. ก็คงต้องเน้นย้ำเรื่องนี้🔗
แล้วก็ประเด็นสุดท้ายครับ นอกจากเรื่องผลการเลือกตั้งแล้ว สิ่งที่ กกต. เอง ก็ยินดีที่จะเผยแพร่ให้กับพรรคการเมืองหรือให้บรรดาผู้สมัครไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบัญชี รายชื่อหน่วยเลือกตั้ง หรือบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ต้องบอกว่าเราอยู่ในยุค ดิจิทัล (Digital) แล้ว แต่ว่าทางคณะกรรมการหรือ กกต. ก็ยังคงจะให้พรรคการเมือง หรือผู้สมัครไปซีรอกซ์ (Xerox) เอกสารครับ ซึ่งมีเอกสารเป็นจำนวนมากแล้วก็เปลือง งบประมาณมหาศาล แต่ว่าจริง ๆ แล้วก่อนที่จะได้เอกสารมาตัว กกต. เองก็มีดิจิทัลไฟล์ (Digital File) ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดถึงไม่ให้ดิจิทัลไฟล์ (Digital File) เหล่านั้น ให้ผู้สมัครหรือให้กับพรรคการเมือง ซึ่งผมคิดว่ามันจะช่วยประหยัดเวลาแล้วก็ทำงาน ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะฉะนั้นโดยสรุปก็ฝากประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ให้กับทาง คณะกรรมาธิการ แล้วก็ขอชื่นชมการทำงานที่ผ่านมา ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านปกรณ์วุฒิ ตามด้วยท่านวีระกร คำประกอบ เชิญครับ🔗
ขอบคุณท่านประธาน ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลครับ ก็ขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายรายงานฉบับนี้ของคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน มี ๓ ประเด็นนะครับ🔗
ประเด็นแรกก็คือเรื่องของคะแนนรายหน่วย ซึ่งผมก็เห็นด้วยอย่างมาก ที่ กกต. จำเป็นที่จะต้องเปิดเผยคะแนนรายหน่วยออกมา ถ้าเรายังจำกันได้ในการเลือกตั้ง ระดับชาติก็คือมีนาคม ๒๕๖๒ ที่ผ่านมามีปัญหาเรื่องนี้อย่างมาก ขนาดการเลือกตั้ง ที่ประชากรเป็นแสน ๆ คนยังมีการชนะกันแค่หลักร้อยหรือหลักสิบ แล้วผมคิดว่าการเลือกตั้ง ท้องถิ่นนี่การชนะกันในหลักสิบเป็นเรื่องปกติเลย ฉะนั้นด้วยคะแนนรายหน่วยสำคัญมาก ในความโปร่งใส เพื่อให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่าคะแนนเสียงของเขามันสะท้อนเจตนารมณ์ ออกมาผ่านผลการเลือกตั้งจริง ๆ เพราะความผิดพลาดแค่เพียงหลักสิบมันหมายความว่า มันเปลี่ยนชื่อของผู้บริหารท้องถิ่นของเขาได้ ท่านประธานครับ ผมเคยได้ไปร่วมศึกษาดูงาน กับคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองนี่ล่ะครับที่ กกต. แล้วผมก็สนใจเรื่องนี้ ผมก็สอบถาม เรื่องคะแนนรายหน่วยว่าคุณได้คะแนนรายหน่วย เอกสารจากหน่วยเลือกตั้งแต่ละหน่วย ในคอมมอนเซนส์ (Common Sense) ของผมนะครับ ในสามัญสำนึกของผมนี่ผมคิดว่า มันจะต้องมีการคีย์ (Key) ข้อมูลลงในคอมพิวเตอร์ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง มันต้องมีครับ ฉะนั้นมันไม่ได้เป็นการยากใด ๆ เลย ไม่จำเป็นต้องทำสวยงามครับ ผมคิดว่าจริง ๆ แล้ว ไฟล์เอ็กเซล (File Excel) ไฟล์ (File) เดียวอัปโหลด (Upload) ขึ้นเว็บไซต์ (Website) มันจบแล้วครับ ที่เหลือใครจะเอาไปทำอะไรต่อเอาไปทำได้ครับ แต่เท่าที่ผมได้รับคำตอบจาก กกต. มาในวันนั้น ผมเข้าใจว่าแม้กระทั่งไฟล์เอ็กเซล (File Excel) ที่รวมคะแนนรายหน่วย อาจจะไม่มีด้วยซ้ำครับ หน่วยงานที่ได้รับงบประมาณปีละ ๑,๗๐๐ ล้านบาท เรื่องแค่นี้ แค่ทำให้การเลือกตั้งทุกระดับมันโปร่งใส นี่ผมยังตั้งคำถามเลยว่าเขาเข้าใจหรือเปล่าว่า อะไรบ้างที่มันสำคัญ อะไรบ้างที่ควรจะต้องทำเพื่อให้ประชาชนไม่มีคำครหากับ กกต. ไม่ใช่แค่ ออกมาแล้วก็บ่นโวยวายว่าเขาทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว แต่หน้าที่ของเขาคืออะไร บางที ผมยังคิดว่าเขาเองยังไม่ทราบด้วยซ้ำ เรื่องคะแนนรายหน่วยนี่ก็เป็นเรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ที่ผมคิดว่าจะต้องปรับปรุงอย่างรวดเร็ว และจริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องง่ายมาก ๆ ไม่ได้จำเป็น ที่จะต้องให้ภาคประชาสังคมที่ไม่ได้มีงบประมาณใด ๆ เลยเข้าไปช่วยเหลือ🔗
ประเด็นที่ ๒ คือประเด็นของการหาเสียงครับ การหาเสียงที่ผมก็เห็นด้วย แน่นอนว่าการหาเสียงใด ๆ ก็ตามควรจะหาเสียงในสิ่งที่เขาสามารถทำได้จริง ๆ ไม่ใช่หาเสียง ในสิ่งที่เขาไม่มีอำนาจ ไม่มีงบประมาณที่จะทำได้ ท่านประธานครับ ถ้าเราจำได้ว่าในการเลือกตั้ง ปี ๒๕๖๒ พรรคการเมืองก็ยังถูกผูกมัดเอาไว้ด้วยมาตรา ๕๗ ของ พ.ร.บ. พรรคการเมือง และการกำหนดนโยบายของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณาให้คำนึงถึงนโยบาย ใด ๆ ที่จะต้องใช้จ่ายเงินจะต้องมีวงเงินที่ต้องใช้ที่มาของเงินแล้วนะครับ ไม่ใช่มาตรา ๕๗ ขออภัยท่านประธาน นโยบายที่พรรคการเมืองใช้หาเสียงมันจะต้องมีที่มาของงบประมาณ ซึ่งก็มีการพูดคุยกันในการเลือกตั้งครั้งที่แล้วมากพอสมควร ฉะนั้นการเลือกตั้งท้องถิ่นเอง ก็เช่นกันผู้บริหารท้องถิ่นก็จำเป็นที่จะต้องเข้าใจว่าอำนาจหน้าที่ของเขามีมากแค่ไหน และเมื่อเข้าไปได้รับการดำรงตำแหน่งแล้วเขาสามารถดำเนินนโยบายใด ๆ ได้บ้าง และมัน เป็นหน้าที่ของ ส.ส. ของสภาแห่งนี้ที่จะรับทราบว่าอำนาจหน้าที่ของเขามันน้อยเหลือเกิน มันเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องแก้กฎหมายให้อำนาจของท้องถิ่นมีมากขึ้นให้เขาสามารถพัฒนา ท้องถิ่นของเขาเองได้มากขึ้น ไม่ใช่ต้องมานั่งแบมือขอเงินจากรัฐส่วนกลางที่รวมศูนย์เอาไว้ ตรงที่ส่วนกลางมากขนาดนี้ สมัยการประชุมหน้าร่างรัฐธรรมนูญปลดล็อกท้องถิ่นเข้ามา ผมคิดว่าถ้าทุกท่านเห็นด้วยกับเรื่องนี้ก็รอไปพูดกันตอนนั้นครับ แล้วไปรอลงมติในตอนนั้นว่า เราจะปลดล็อกให้ท้องถิ่นมีอำนาจมากที่ได้จริงหรือไม่🔗
ในประเด็นสุดท้ายคือประเด็นอายุของผู้สมัคร ในเอกสารนี้ก็มีอยู่ ในยุโรป ในหลาย ๆ ประเทศก็ระบุไว้ที่อายุ ๑๘ ปี ผมมองว่ามันไม่ได้สำคัญเลยว่าเราจะระบุขั้นต่ำ ของอายุไว้เท่าไรนะครับ บางท่านไปเทียบกับผู้พิพากษา ผู้พิพากษาใครเลือกครับ ประชาชน หรือครับ เขาอายุ ๑๘ ปี ถ้าท่านมองเห็นว่าเขาเด็กเกินไปก็ไม่ต้องเลือกครับ ถ้าผมมองเห็น ว่าเขาไม่เด็กเกินไป ถ้าผมมองเห็นว่าเขามีวุฒิภาวะพอที่จะบริหารท้องถิ่นได้ ผมก็เลือก ๑ สิทธิ ๑ เสียงเท่ากันครับ ถ้าท่านเชื่อในเรื่องนี้ท่านไม่ต้องเลือก ผมเลือก สุดท้ายเสียง ส่วนใหญ่ว่าอย่างไรก็แบบนั้นครับ แต่ถ้ายังมองกันว่าอายุ ๑๘ ปีน้อยไป อายุ ๒๐ ปีน้อยไป อายุ ๒๕ ปีน้อยไปให้ลงเลือกตั้งไม่ได้ ผมคิดว่าเด็กอายุ ๑๘ ปี ยังเข้าใจคำว่า ๑ สิทธิ ๑ เสียง มากกว่าท่านครับ เท่านี้ท่านประธานขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านวีระกร ตามด้วยท่านสุเทพ อู่อ้น นะครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณแล้วขอชื่นชมนะครับ ทั้งท่านประธาน ณัฐชา แล้วก็กรรมาธิการทั้งคณะเลยที่ได้กรุณาพิจารณาเรื่องนี้อย่างละเอียด ถึงแม้ว่าจะมี บทสรุปเป็นร่างแก้ไขเพียงถึงมาตรา ๕ มาตรา ๖ ๖ มาตราเท่านั้นเอง แต่ว่าก็มีข้อสังเกต ไว้เยอะพอสมควร ในข้อสังเกตบางอันก็ฟังดูดี แต่บางอันก็อาจจะก้าวหน้าไปสักนิดหนึ่ง เช่น เรื่องอายุซึ่งผมไม่ติดใจหรอกนะครับ วันหนึ่งข้างหน้าเด็ก ๑๘ ปี ก็อาจจะมีความรู้ความคิด มีวุฒิภาวะสูงก็เป็นการเขียนโดยพรรคก้าวไกลนะครับ ก็จะเอาใจเด็กอายุ ๑๘ ปีนั่นล่ะครับ แต่อย่างไรก็ตามครับบางเรื่องก็ต้องดูด้วยว่าวุฒิภาวะของผู้ที่จะเข้าไปบริหารมันก็ต้องมีบ้าง อย่างไรก็ตามวันนี้ผมขอพูด ๒ เรื่อง เรื่องแรกก็คือการแก้ไขมาตรา ๓๕ ในมาตรา ๓ ที่แก้ไข มาตรา ๓๕ ซึ่งพูดถึงว่าข้าราชการการเมืองจะต้องไม่เข้าไปช่วยหาเสียงนั่นล่ะครับ ท่านคงจำ ได้ว่ามีคลิป (Clip) ว่อนในอินเทอร์เน็ต (Internet) แล้วผมก็ดังชั่วข้ามคืนเหมือนกันที่ไปช่วย หาเสียงให้นายก อบต. ตำบลพระนอน ซึ่งจริง ๆ ไม่ใช่หาเสียงเลย บังเอิญผ่านไปแล้วเขา โบกมือครับ รถผมไปไหนคนก็จำได้ในเขตเลือกตั้งผม ผมลงพื้นที่ธรรมดานี่ล่ะ คณะที่เขา จะออกไปหาเสียงก็ยังไม่ออกจากบ้าน ผมก็เลยโบกมือผมก็ต้องลงไปทักทายเขาทั่วไป คณะเขามีประมาณสัก ๓๐ คน ผมก็จับไมค์ได้จะบอกเทสต์ (Test) ไมค์ก็ได้ แต่ว่าเป็นเรื่อง ที่เขากำลังเทสต์ (Test) ไมค์ของเขาอยู่เขาก็โหล โหล โหลอยู่นั่นล่ะ ผมก็ไปโหลด้วย แต่โหลของผมก็ทักทายไปอ้าวขอให้ได้รับเลือกตั้งกันทุกคน ดีนะ กกต. เขาไม่บ้าจี้ตามคลิป (Clip) นะครับ แม้กระทั่งผู้สมัครฝ่ายตรงข้ามกับตาคนนี้เขาก็ยังไม่ได้ไปร้องเรียนเลยนะครับ แต่คลิป (Clip) นี่ มันร้องเรียนว่อนทั่วหมดเลย กกต. ไปสอบก็พบว่าพูดอยู่ในบ้านของผู้สมัครนั่นล่ะ และคนถ่าย ก็คือผู้สมัครนายกนั่นล่ะ ถ่ายเล่นเก็บไว้สนุกสนานกันไป อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน ก็คงทราบแล้วเพื่อนสมาชิกบางท่านก็ได้อภิปรายไปบ้างแล้ว ก็คือ ส.ส. กับสมาชิกท้องถิ่น มันช่วยกันไม่ได้ก็รู้สึกว่ามันจะขัดความรู้สึก บางที กกต. ไปเล่นเรื่องอะไรก็ไม่รู้ อ้ายที่มัน ไม่เป็นเรื่องเป็นราวชอบเล่น ที่เขาซื้อเสียงกันฉิบหายวายวอดเลยทั้งบ้านทั้งเมืองนี้กลับไม่จับ ปล่อยเขา นี่มานั่งสัญญาว่าจะให้บอกจะทำถนนก็ไม่ได้ผิดกฎหมาย บอกจะทำนั่นก็ไม่ได้ แล้วมันจะสมัครไปทำไมกัน ทั้งหมดทั้งสิ้นก็คืออย่าไปตีวงแคบนัก นักการเมืองมันก็ต้องมีพูด เพื่อเอาใจประชาชน เหมือนกับวันนี้ท่านประธานก็เอาใจเด็กอายุ ๑๘ ปี ก็พยายามที่จะเขียน ขึ้นมาเหมือนกัน ถามว่าอ้ายนี่ผิดไหม สัญญาว่าจะให้กับเด็ก ๑๘ ปีมีสิทธิเลือกตั้งนี่ผิดไหม มันก็ผิดทั้งนั้นล่ะครับถ้ามันจะดูว่าผิด แต่ว่าความที่เราเขียนไปนี้ ท่านต้องยอมรับนะครับ กฎหมายฉบับนี้เขียน พ.ศ. อะไร เขียนปี ๒๕๖๒ ส.ส. เขียนหรือเปล่า สภาแห่งนี้เขียนหรือเปล่า ไม่ใช่นะครับ สนช. เขาเขียนนะครับ สภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งไม่รู้เรื่องการเมือง ไม่รู้เรื่อง นักการเมืองเลยมานั่งเขียน ก็ทำไมจะไปช่วยหาเสียงกัน ส.ส. ไปช่วยหาเสียง สจ. ไปช่วย หาเสียง ก็ช่วยกันได้มันเป็นนักการเมืองเหมือนกัน คุณจะมากีดกันกันทำไมล่ะ นี่เป็นเพราะ สนช. ไม่มีความเข้าใจในเรื่องของการเมือง การเมืองมีหลายระดับ แต่ทุกระดับมันก็ไต่เต้า ขึ้นไป นายก อบต. ไปเป็น สจ. สจ. ขึ้นมาเป็น ส.ส. มันก็เป็นอย่างนี้ล่ะครับ แล้วมันก็คือ ทีมพรรคเดียวกัน กลุ่มก้อนเดียวกันที่ดูแลพี่น้องประชาชน แล้วทำไมไม่ให้ ส.ส. เข้าไปช่วย บางเรื่องบางราวการเขียนกฎหมายฉบับนี้ ปี ๒๕๖๒ ผมว่าคุณณัฐชาครับ กรรมาธิการ ยังแก้น้อยมาก อย่างนี้ไม่ควรจะให้มีด้วยซ้ำไป มาตรา ๓๕ นี้ตัดทิ้งไปเลยครับ ไม่ควรให้มี ท่านไปเขียนอะไรคือไปจำกัดทำไมล่ะ ไปจำกัดนักการเมืองไม่ให้ไปหาเสียง นักการเมือง หาเสียงด้วยอะไร ไม่ได้เอาเงินไปแจกครับ พูดครับเพื่อให้ประชาชนมีความรู้สึกว่า นักการเมืองเขาแคร์ (Care) ถนนสายนี้เป็นหลุมเป็นบ่อ เป็นเตาขนมครก ถ้าผมได้เป็นผมจะ ปรับปรุงแก้ไข อย่างนี้ท่านประธานครับ แม้ว่าถนนสายนั้นมันไม่ใช่ถนน อบต. มันเป็นถนน ของทางหลวงชนบท อย่างนี้เป็นต้น แต่ ส.ส. ไป ส.ส. ก็พูดได้นะครับ ไปช่วยเขาพูดได้ว่า ถ้าท่านเลือกคนนี้ผมจะช่วยประสานงานทางหลวงชนบทให้แก้ไข ถนนหลุมบ่อนี้จะไม่มี อีกต่อไป อะไรทำนองนี้นะครับ ท่านประธานก็คงจะเห็นว่ามันไม่ได้เป็นเรื่องอะไรที่เสียหาย ผิดศีลธรรมใด ๆ ทั้งสิ้น มันเป็นเรื่องที่ดีด้วยซ้ำไปที่ทำให้นักการเมืองท้องถิ่นที่จะลงหาเสียง เขารู้ปัญหา ถ้าพูดถูกใจโดนใจประชาชน ประชาชนเขาก็เลือกเราถูกไหมครับ ถ้ามันทำไม่ได้สิ คราวหน้าเขาก็ไม่เลือก ก็ทำไมไม่ให้ประชาชนเขาลงโทษล่ะครับ ทำไมต้องมานั่งเขียนกีดกัน อะไรกันมากมาย มาตรา ๓๕ ผมเห็นว่ากรรมาธิการแก้ไขแต่แก้ไขไม่โดนใจผม โดนใจมันต้อง ตัดทิ้งไม่ต้องมีนะครับ มีทำไม อีกมาตราหนึ่งก็คือมาตรา ๖๕ เรื่องสัญญาว่าจะให้ สัญญาว่า จะให้นี้ ท่านประธานครับ อย่างที่ผมกราบเรียนไปเมื่อสักครู่นี้จะไปตีกรอบว่านอกเหนือ อำนาจหน้าที่หรืออะไรอย่างนี้ ส.ส. ก็ดี หรือท้องถิ่นก็ดี การหาเสียงมันก็จะต้องพูดให้โดนใจ พี่น้องประชาชน มันจะอยู่ในกรอบแห่งอำนาจหรือไม่ก็ตาม ผมไม่เห็นเลยว่ามันจะเป็น การเสียหายอะไร การที่นักการเมืองท้องถิ่นก็ดีหรือระดับชาติก็ดี เขาจะรู้ปัญหาประชาชน มันไปหนักกบาล กกต. ตรงไหน ออกกฎหมายมาอย่างนี้ครับท่านประธาน ขอประทานโทษ ขอถอนครับ🔗
ก็ระมัดระวัง คำพูดหน่อยนะครับ เพราะถ่ายทอดออกไปทั่วประเทศ🔗
ขอประทานโทษ พอพูดเรื่องเหล่านี้ มันใกล้จะเลือกตั้งแล้ว ของมันก็ขึ้นเป็นธรรมดาครับ ท่านประธานครับ ฝากท่านด้วยนะครับ ส่วนเรื่องอายุ ๑๘ ปี ผมพูดไปแล้วเพียงแต่อยากจะให้ท่านกรรมาธิการได้โปรดพิจารณาด้วย มาตรา ๓๔ ควรตัดทิ้ง มาตรา ๖๕ ก็เช่นเดียวกัน ควรจะเขียนกว้าง ๆ หรือตัดทิ้งไปได้ก็ดี ผมไม่เห็นเลยว่าการที่จะไปโฆษณาหาเสียงเกินอำนาจหน้าที่เล็ก ๆ น้อย ๆ จะมานั่ง กลั่นแกล้งกันจนถึงขนาดไปสัญญาว่าจะให้ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสุเทพ ตามด้วยท่านธีรัจชัย พันธุมาศ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุเทพ อู่อ้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สัดส่วน เครือข่ายแรงงาน วันนี้ขออนุญาตท่านประธานได้มีส่วนร่วมในการที่จะอภิปรายเรื่องของ การรายงานศึกษาปัญหาการบังคับใช้และแนวทางแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการเลือกตั้ง สมาชิกสภาท้องถิ่น ผมเห็นด้วยนะครับการเลือกตั้งล่วงหน้า เพราะผมเป็นคนใช้แรงงาน ซึ่งได้มีประสบการณ์ทำงานมา ๓๐ กว่าปี จะเห็นว่าในโอกาสที่เราจะได้มีการเลือกตั้งในพื้นที่ และท้องถิ่นนั้นมันเป็นภาระ เป็นต้นทุนที่เราเองนั้นทำงานก็มีค่าใช้จ่ายอยู่แล้ว แต่ว่าการที่เรา ต้องมีส่วนร่วมกับการเมืองท้องถิ่นเป็นเรื่องที่จำเป็นที่จะต้องให้เราได้มีโอกาส เพราะฉะนั้น การเลือกตั้งล่วงหน้าก็เป็นเรื่องที่จะทำให้พี่น้องผู้ใช้แรงงานไม่ว่าจะเป็นแรงงานในระบบ นอกระบบที่มีจำนวนมากกว่า ๓๐ ล้านคน จะได้มีโอกาสในการเลือกตั้งท้องถิ่น เพราะที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นนั้นผู้ที่เข้ามีส่วนร่วมในการเลือกตั้ง โดยเฉพาะพี่น้องผู้ใช้ แรงงานนั้นจะไปร่วมในการเลือกตั้งน้อยมาก แต่ถ้ามีการเลือกตั้งที่สามารถเลือกตั้งล่วงหน้าได้ ในพื้นที่ที่มีการทำงานอยู่ ส่วนเรื่องอายุของผู้ที่จะมีโอกาสได้เป็นคณะผู้บริหารท้องถิ่น ๑๘ ปีก็สามารถที่จะทำงานได้แล้ว นั่นก็คือสิ่งหนึ่งที่จะบอกว่าแรงงานเราก็จะได้มีโอกาสที่จะ เข้าไปบริหารท้องถิ่นเช่นกัน เป็นสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นและมีความก้าวหน้าในการที่จะยกระดับ ให้พี่น้องประชาชน พี่น้องผู้ใช้แรงงาน ซึ่งเราก็ถือได้ว่าอายุจะมาเป็นกฎเกณฑ์ นี่ผมก็มองว่า คนเราเกิดมาถึงอายุ ๑๘ ปีแล้วคงจะต้องมีความรู้ความสามารถ และเฉพาะดูคนที่จะเลือก เขาก็มีสิทธิ มีวิจารณญาณในการที่จะเลือกบุคคลที่จะมาเป็นผู้บริหาร ซึ่งเรื่องนี้ก็มีความจำเป็น ท้ายสุดที่อยากจะฝากไว้กับกรรมาธิการในคณะนี้ผ่านทางท่านประธานไป ขอเสนอในเรื่อง ที่อยากจะให้เกิดขึ้น อย่างที่ผมเรียนให้ทราบว่ามีพี่น้องแรงงานที่อยู่ในระบบ ๑๐ กว่าล้านคน ที่ทำงานอยู่ในสถานประกอบการ อยู่ในโรงงาน อยู่ในบริษัทห้างร้าน ซึ่งมีชื่อเป็นผู้ประกันตน อยู่ในระบบประกันสังคม เราเองอยู่ในท้องถิ่นที่บริษัทนั้นตั้งอยู่ ทำงานกันมาอย่างที่ผมบอก ๓๐ ปี ถ้าเกิดไปเกษียณก็จะมีถึงเกือบ ๔๐ ปี แต่เราไม่มีโอกาสที่จะเลือกผู้นำท้องถิ่นที่เราอยู่ ในที่ทำงานแห่งนั้นเลย สิ่งที่เห็นชัดเจนคือปัญหาในพื้นที่ รถติด น้ำท่วม ไฟฟ้า ประปา ที่เราอยู่ในพื้นที่นั้นเรามีโอกาสจะเลือกผู้นำท้องถิ่นในถิ่นที่เราทำงานอยู่ จึงอยากเสนอไปยัง ท่านประธานผ่านไปในส่วนของผู้ที่จะกำหนดการเลือกตั้งท้องถิ่นว่าให้มีการนำผู้ใช้แรงงาน ที่อยู่ในสถานประกอบการหรือท้องถิ่นตามทะเบียน การขึ้นประกันสังคมก็ระบุไว้ชัดเจนว่า สถานที่ตั้งของโรงงาน สถานประกอบการอยู่ที่หนใดแห่งนั้นก็มีสิทธิที่จะเลือกได้ นี่ล่ะจะเป็น เรื่องที่ก้าวหน้าที่สุด ยกตัวอย่างในนิคมต่าง ๆ ซึ่งอีอีซี (EEC) ที่จะเกิดขึ้นก็เป็นการที่บอกว่า จะมีการขยายเรื่องการจ้างงาน ๗๐๐,๐๐๐ ๘๐๐,๐๐๐ อัตรา ถามว่าคนที่อยู่ในพื้นที่นั้น ๗๐๐,๐๐๐ ๘๐๐,๐๐๐ อัตรา ไม่มีสิทธิเลือกตั้งผู้นำท้องถิ่น มันก็เป็นจุดหนึ่งที่ไม่สะท้อนว่า บุคคลเหล่านั้นที่จะมาเป็นผู้นำท้องถิ่นไม่ได้เข้าใจปัญหาความเดือดร้อนคนส่วนใหญ่ที่ในพื้นที่ เพราะเห็นได้ชัดเจนว่าพอมีอุตสาหกรรมเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นอยุธยา นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรปราการ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา รวมกระทั่งไปถึงนครราชสีมา คนเหล่านี้มาจากเหนือ ใต้ อีสาน ตะวันออก ตะวันตก มาทำงาน อย่างพวกผมนี่ตั้งแต่อายุ ๑๘ ปี จนเกษียณ ๖๐ ปี ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่สถานประกอบการนั้น ยาวนาน นานาประเทศที่พัฒนาแล้วเขาเปิดโอกาสให้แรงงานที่ทำงานอยู่ในสถานประกอบการ ได้มีโอกาสเลือกตั้งในสถานประกอบการที่นั้นเปิดอยู่ในแห่งหนท้องถิ่นนั้น ซึ่งเรื่องนี้ ก็อยากจะฝากเป็นเรื่องที่ให้มีการปรับปรุงเพื่อที่ให้เกิดการก้าวหน้าพัฒนาในการเลือกตั้ง ท้องถิ่นด้วยครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านธีรัจชัยและตามด้วยท่านคำพอง เทพาคำ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมขออภิปราย เกี่ยวกับรายงานการศึกษาปัญหาการบังคับใช้และแนวทางแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งคณะกรรมาธิการ การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นผู้จัดทำ และนำเสนอเข้าสู่สภา ก่อนอื่นผมขอชื่นชมคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ตั้งใจทำกฎหมายฉบับนี้ออกมา แก้ไขข้อบกพร่องที่เคยมีในอดีตและทำได้ดีครับ เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมาย ที่ร่างขึ้น ไม่ใช่ในสภาของผู้ที่มาจากประชาชน แต่เป็นสภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งมาจาก การแต่งตั้งของคณะรัฐประหาร ความเข้าใจในการใช้กฎหมายท้องถิ่น เจตนารมณ์ที่จะให้ ท้องถิ่นนั้นมีอำนาจจริงก็อาจจะยังคลาดเคลื่อนไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยจริง ๆ ผมจะขอพูดสัก ๓ ประเด็น🔗
ประเด็นที่ ๑ ในเรื่องของอายุของผู้ที่จะมีสิทธิในการเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น ในรายงานฉบับนี้ทำไว้ดี ก็ทำไว้ว่าเมื่อเปรียบเทียบ อายุปัจจุบันของกฎหมายฉบับนี้คือ ๒๕ ปี เท่ากับ ส.ส. ในระดับชาตินะครับ แต่ในรายงาน เขียนว่าเมื่อเปรียบเทียบกับอายุของผู้สมัครรับเลือกตั้งในประเทศกลุ่มยุโรป จากข้อมูลอายุ ผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งกรณีเลือกตั้งระดับท้องถิ่นนั้นพบว่าประเทศกลุ่มยุโรปส่วนใหญ่ จำนวน ๒๕ ประเทศกำหนดบุคคลอายุ ๑๘ ปีมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ก็คือความก้าวหน้าของ ประเทศกลุ่มยุโรปที่เขาไปไกล ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสอดคล้องกับผู้สมัครรับเลือกตั้ง แต่ของเรา ยังลักลั่นกันอยู่ห่างถึง ๗ ปี บุคคลอายุ ๑๘ ปีมีสิทธิเลือกตั้ง แต่บุคคลอายุ ๒๕ ปีจึงจะมีสิทธิ สมัครรับเลือกตั้ง ความคิดของหลาย ๆ ฝ่ายที่เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกหลายท่านอภิปรายบอกว่า เกรงว่าจะไม่มีวุฒิภาวะ เกรงว่าจะยังไม่บรรลุนิติภาวะจะไม่สามารถเลือกตั้ง เดี๋ยวเขามา ชักจูงอะไรก็เชื่อ ความคิดแบบนั้นถ้าเป็นยุคสมัยเมื่อสัก ๕๐ ปี ๑๐๐ ปีที่แล้วยุคสมัยที่เรา ยังใช้แบบเรียนจินดามณีให้เด็กเรียนอยู่ เขียนกระดานชนวนอยู่ ผมคิดว่าสอดคล้องกับ ความเป็นจริงครับ แต่สำหรับตอนนี้นะครับ แม้กระทั่งรัฐบาลกำหนดกลุ่มในการเรียนรู้ กลุ่ม ๘ สาระวิชา แต่คนที่เป็นเยาวชนของเราอายุ ๑๘ ปี หรือ ๑๕-๑๖ ปีเขาไม่ได้เรียน เฉพาะตรงนั้นล่ะครับ นั่นคือกรอบที่รัฐบาลกำหนดให้เรียน แต่เขาไม่ได้เรียนขนาดนั้น เขา เรียนจากโซเชียลมีเดีย (Social Media) เรียนจากอินเทอร์เน็ต (Internet) เรียนจากข้างนอก ความรู้หลากหลาย เร็วกว่าคนที่อายุ ๔๐ ปี ๕๐ ปี ๖๐ ปี สามารถแสดงความคิดอ่าน ทางการเมืองได้อย่างแหลมคม คมคายและก้าวหน้ากว่าคนอายุ ๓๐ ปี ๔๐ ปี ๕๐ ปี ๖๐ ปี ที่เกิดก่อนเขามามาก ดังนั้นถ้าเรายังถือเกณฑ์อายุว่า ๑๘ ปีจะต้องไม่รู้เรื่อง จะต้องไร้เดียงสา ผมเชื่อว่าเป็นความเห็นที่อาจจะไม่สอดคล้องกับยุคสมัยในปัจจุบัน ผมเห็นว่าเราควร แหวกกรอบตรงนี้ สิทธิผู้มีสิทธิเลือกตั้ง กับสิทธิผู้เสนอตัวเลือกตั้งให้เขามีสิทธิ แล้วสิทธิ ในการเลือก คนเลือก ผู้เลือก ประชาชนตั้งแต่ ๑๘ ปีขึ้นไปจะตัดสินเองว่าใครเหมาะสม อย่าไปขีดคั่นแค่อายุแล้วกีดกั้นมนุษย์เอง🔗
เรื่องที่ ๒ เรื่องการส่งเสริมประชาธิปไตยคือส่งเสริมพรรคการเมือง กฎหมาย ท้องถิ่น เลือกตั้งท้องถิ่น จะมีข้อบังคับ กกต. บอกว่าพรรคการเมืองจะไม่สามารถไปช่วย ผู้สมัครหรือเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นกับผู้บริหารท้องถิ่นได้ กติกาแบบนี้เป็นกติกาที่ส่งเสริม ประชาธิปไตยหรือครับ กติกาแบบนี้เป็นกติกาที่ทำให้พรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เข้มแข็งหรือครับ ไปแยกระหว่างท้องถิ่นกับการเมืองระดับชาติ ซึ่ง ๒ สิ่งนี้ในทางพฤตินัย ในความเป็นจริงไม่สามารถแยกกันได้เลย แต่เพราะว่าคนที่ออกแบบการเลือกตั้งกฎหมาย ท้องถิ่นคนเดิมไม่ใช่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ได้มาจากประชาชน ไม่เข้าใจแล้วพยายามแยก หรือจะต้องการทำลายด้วยซ้ำให้ระบอบประชาธิปไตยของประเทศนั้นอ่อนแอจึงมาแยก การเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ห้ามพรรคการเมือง ไปช่วยหาเสียงมันดูตรรกะที่ตลก แปลกมาก แล้วจะทำให้ทางการเมืองเข้มแข็งได้อย่างไร จะแยกท้องถิ่นให้เขาไปทำพรรคการเมืองเอง ไปสร้างนโยบายเองหรือครับ ทำไมให้ทั้งหมดเลย พรรคการเมืองของทั้งประเทศคิดทั้งนโยบายระดับชาติ คิดทั้งนโยบายท้องถิ่น ใช้กลไก ของพรรคช่วยกันหาทำระบบเพื่อสร้างความมั่นคงในท้องถิ่น สร้างความมั่นคงในระดับชาติ แบบมีความก้าวหน้าในการบริหารจัดการไม่ถูกต้องมากกว่าหรือ ตรงนี้ในรายงานอาจจะไม่มี แต่ผมขอเพิ่มเติมว่าควรจะให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือในส่วนของผู้บริหาร สามารถไปช่วยหาเสียงระดับท้องถิ่นได้ ไม่ควรไปกีดกั้น🔗
ประเด็นที่ ๓ ก็คือในเรื่องของคะแนนหลายหน่วยจุดนี้สำคัญมาก เลือกตั้ง ส.ส. บางทีผ่านไป ๓ เดือน ยังไม่รู้ว่าคะแนนรายหน่วยเป็นอย่างไรบ้าง หายไปใครจะแก้ อย่างไรก็ไม่รู้ในส่วนของ กกต. ที่เคยเลือกตั้งปี ๒๕๖๒ เลือกตั้งรายหน่วยสำคัญมากครับ ในการเลือกตั้งเราจะเห็นพี่น้องประชาชนดูง่าย ๆ ก็คือว่าจะมีคะแนนที่ขีดครับ ขีดอยู่ใน กระดานในตอนนับคะแนนขีด ๆ ขึ้นมา พอเลือกตั้งเสร็จเขาจะเอายัดใส่กล่องไปเลย อาจจะรีบ เก็บก็ได้ เสร็จแล้วจะมีอีกใบรายงาน เขาเรียกใบรายงานที่เอาไปขีด ใบรายงานผลของ กรรมการประจำหน่วย ๒ สิ่งนี้มันจำเป็นต้องเช็ก แอนด์ บาลานซ์ (Check and Balance) ว่า มันตรงกันไหม แต่กรณีอย่างนี้ยังเป็นที่มืดดำไม่สามารถตรวจสอบได้ครับ ทำไมไม่เปิด เอาเข้าสื่ออิเล็กทรอนิกส์เข้าในทันทีภายใน ๒๔ ชั่วโมง เอาขึ้นทั้ง ๒ ตัวเลยครับ จะได้มี การตรวจสอบว่าไม่มีใครเปลี่ยนใบคะแนน ถ้านับคะแนนใหม่ไม่มีใครเปลี่ยนคะแนนในหีบ แล้วจะเกิดการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรมมากยิ่งขึ้นนะครับ ตรงนี้ในรายงานยังไม่ชัดเจน ผมขอเสริมเพื่อจะให้มีการแก้ไขในส่วนนี้ ถ้ามีการเปิดเผยคะแนนรายหน่วยทั้งคะแนน ที่ขีดบนกระดานกับคะแนนที่กรรมการรายงานขึ้นมาตรงกันตรวจสอบได้ทุกเมื่อเข้าสื่อ อิเล็กทรอนิกส์ภายใน ๒๔ ชั่วโมง ตรงนี้จะทำให้การคดโกง การช่วยเหลือผู้ลงคะแนน สิทธิจะเกิดขึ้นยากและเราจะได้ผู้บริหารซึ่งเป็นตัวแทนอย่างแท้จริง ไม่ใช่คนที่ถูกคดโกงมา โดยผู้มีอำนาจในการเลือกตั้งครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านคำพอง ตามด้วยท่านชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม คำพอง เทพาคำ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในรายงานฉบับนี้ผมคิดว่า มันเป็นเรื่องที่เราจะทำการศึกษาเพื่อที่จะหาข้อสรุปในการพัฒนาเรื่องของการปกครอง ในส่วนของการปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นเรื่องของการกระจายอำนาจซึ่งมีความสำคัญยิ่ง ในการที่จะพัฒนาประชาธิปไตย ปีนี้เป็นปีที่ ๙๐ แล้วในการสถาปนาเทศบาลซึ่งถือว่า เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ก้าวหน้าที่สุดในสังคมไทยซึ่งได้มีการสถาปนาขึ้นมา ผมคิดว่า ในส่วนของการที่จะไปให้คุณให้โทษซึ่งมันจะเกี่ยวเนื่องกับเรื่องของการไปหาเสียง ผมคิดว่า มันควรจะถูกยกเลิกออกไปได้แล้ว เพราะหลายพรรคการเมืองไม่ใช่เฉพาะยุคนี้นะครับ ที่ผ่านมาเรื่องของการกระจายอำนาจ เรื่องของการที่จะให้อำนาจท้องถิ่นในการบริหาร จัดการท้องถิ่นของตัวเองตามภูมิปัญญา ตามภูมิประเทศ ตามระบบนิเวศทางการเมืองของเขา หลายพรรคการเมืองก็ประกาศว่าจะต้องให้มีการกระจายอำนาจ ดังนั้นพรรคการเมือง นักการเมืองสามารถที่จะไปหาเสียง ไปให้ข้อมูล ตลอดจนไปให้แนวทาง ในการที่จะให้พี่น้องได้ตัดสินใจได้ถูกต้องในการที่จะใช้นโยบายต่าง ๆ ของคณะผู้บริหาร ท้องถิ่น ในส่วนของการตีความเรื่องของผู้สมัครรับเลือกตั้งว่าจะสามารถ ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับ เรื่องของการให้ประโยชน์ตามมาตรา ๖๕ นี้ ผมคิดว่ามันมีส่วนหนึ่ง ส่วนอื่น ๆ ผมคิดว่า หลายท่านก็อภิปรายไปแล้ว แต่ว่าในส่วนเรื่องของการกำหนดนโยบายมันจะต้องแยกออกมา ให้ชัดเจนว่าส่วนไหนที่เป็นนโยบาย ส่วนไหนสามารถที่จะให้ผู้สมัครประกาศเป็นนโยบาย โดยต้องมีข้อบัญญัติและข้อกำหนดที่ชัดเจนว่านโยบายที่จะริเริ่มโดยผู้สมัครนี่ต้องตีความ คือไม่ต้องไปบอกว่าอันนี้เป็นอำนาจของท้องถิ่น อันนี้เป็นอำนาจตามกฎหมายที่กฎหมาย กำหนดไว้ว่าเป็นอำนาจ แล้วก็ต้องมีข้อจำกัดเรื่องของเป็นบทบาทหน้าที่หรือไม่ ผมคิดว่า เรื่องนี้เพราะท้องถิ่นแต่ละท้องถิ่นมันแตกต่างกัน อย่างบ้านผมตำบลนาเวียง มีป่า มีน้ำ มีห้วย หนอง คลอง บึง ถ้าผู้สมัครนายกเทศมนตรีเขาจะประกาศบอกว่าจะพัฒนาแหล่งน้ำ เดี๋ยวเขาจะบอกไปเปิดในกฎหมาย ไปเปิดในกฎหมายของ สตง. เป็นบทบาทหน้าที่ของ ท้องถิ่นหรือไม่ หาเสียงได้หรือเปล่าอันนี้ หรือบ้านพี่น้องผมอยู่เชียงคานเป็นเมืองในฝัน เป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยว เป็นเมืองที่ใครอยากไปยล เขาอยากจะกำหนดให้มันเป็น เมืองในฝันล่ะเชียงคาน ผู้ที่สมัครรับเลือกตั้งเขากำหนดนโยบายไปเชียงคานเหมือนเข้าไป ดินแดนแห่งสรวงสวรรค์อะไรทำนองนี้ เขาจะกำหนดนโยบายอย่างชัดเจนแล้วหาเสียงกับ พี่น้องประชาชนในท้องถิ่นของเขา เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ต้องแยกออกมาต่างหากอย่าไปปน กับสัญญาว่าจะให้เป็นทรัพย์สินแยกออกมาเลยว่าการประกาศนโยบายนี่สามารถประกาศ นโยบายได้อย่างกว้างขวางนะครับ🔗
กลับมาเรื่องอายุ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งกับผู้เลือกตั้ง จะต้องมีอายุสอดคล้องกัน ๑๘ ปีก็ต้องสามารถเลือกคน ๑๘ ปีได้ ๑๘ ปีก็สามารถสมัคร รับเลือกตั้งเพื่อที่จะให้คน ๑๘ ปีขึ้นไปเลือกได้ ซึ่งมันก็อยู่ที่นโยบาย มันอยู่ที่เราต้องเชื่อมั่น ในวิจารณญาณของพี่น้องประชาชนเจ้าของอำนาจว่าเขามีวิจารณญาณ มีดุลยพินิจ ก่อนตัดสินใจที่จะกากบาทลงไปนะครับเขาก็ต้องรู้ ไม่ใช่ปล่อยให้เฉพาะอายุ ๓๕ ปีขึ้นไป อัน นั้นเชี่ยวชาญในเรื่องของการเป็นนักเลือกตั้งก็โอเค (OK) ครับ ก็คิดว่าเป็นผู้ใหญ่ แต่ว่า คนที่อายุ ๑๘ ปี ถ้าเขาอยากจะเลือกคนรุ่นเขาเข้าเป็นผู้บริหารล่ะ เรื่องวุฒิภาวะมันสร้าง ด้วยจิตสำนึก มันสร้างด้วยมโนสำนึกนะครับ มันไม่ได้สร้างด้วยว่าอายุเท่าโน้นเท่านี้ถึงจะมี วุฒิภาวะ บางทีคนอายุ ๑๘ ปี ๑๙ ปีนี่เขาเป็นอัจฉริยะ เขาเป็นนักบริหาร นักวางแผนก็ได้ ในขณะเดียวกันคนอายุ ๘๐ ปี ๙๐ ปี ถ้าพี่น้องประชาชนในท้องถิ่นเขายังเลือกกันอยู่นี่ก็ต้องให้ โอกาส เขาจะอยู่สักกี่สมัยก็ได้เอาจนกว่าชาวบ้านจะไม่เลือก บอกว่าคนแก่ยักแย่ยักยัน ในระดับประเทศก็ยังเห็นอยู่นี่ครับว่าพอได้เป็นรักษาการนายกรัฐมนตรีก็ไม่ต้องมีใครพยุง นับประสาอะไรคนที่อยู่ในท้องถิ่นเขาอยู่กับไร่กับนาเดินเหินอยู่ในท้องถิ่น คน ๗๐ ปี ๘๐ ปี ๙๐ ปี หลายประเทศการเมืองระดับโลกคนมีอายุมาก ๆ ก็สามารถเป็นได้ ได้รับเลือกตั้งเขาก็ สามารถที่จะเข้าสู่กระบวนการ เข้าสู่การเป็นผู้นำได้ ในทำนองเดียวกันคนหนุ่มคนสาวอายุ ๑๘ ปีขึ้นไปก็สามารถที่จะเข้าสู่กระบวนการ เข้าสู่ระบบการปกครองท้องถิ่น เข้าสู่เป็น ผู้บริหาร เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นได้ และเขาก็ทำเพื่อท้องถิ่นเขานะครับ พื้นฐานอะไรต่าง ๆ เขาอยู่ในท้องถิ่น ความรู้ความเข้าใจท้องถิ่นของเขาอยู่ในท้องถิ่นเขาอยู่แล้ว ดังนั้นการที่จะสังเคราะห์ออกมาเป็นกฎระเบียบ สังเคราะห์ออกมาเป็นนโยบาย สังเคราะห์ ออกมาเป็นการบริหาร ผมคิดว่าเรื่องของอายุน่าจะสอดคล้องกับอายุของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง คือตั้งแต่ ๑๘ ปีขึ้นไป ไปจนถึงโน่นล่ะครับเอาสิ้นอายุขัยเลย ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านชูวิทย์ครับ ตามด้วยท่านมานพ คีรีภูวดล เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ พรรคเพื่อไทย อุบลราชธานี เขต ๗ ก็จากรายงาน ปัญหาการบังคับใช้และแนวทางแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๒ ท่านประธานครับ ประเทศไทยของเราเป็นสังคมเอื้ออาทร ต่อกัน เมื่อมีอะไรก็จะมีการปรึกษาหารือกันนะครับ ซึ่งการปรึกษาหารือกันก็จะส่งเสริม ในการส่งเสริมประชาธิปไตย ส่งเสริมความเจริญของบ้านเมือง ส่งเสริมระบบพรรคการเมือง วันนี้จะมีการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านคนที่จะเป็นผู้ใหญ่บ้านก็มาปรึกษาหารือผู้แทน จะมีการ เลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น จะมีการเลือกตั้ง อบต. หรือนายกเทศบาล หรือนายก อบต. ก็จะมีสมาชิกมาปรึกษาหารือผู้แทน ซึ่งวันนี้สังคมเรามันสังคมเอื้ออาทร วันที่ผมไปสมัคร ผู้แทนผมก็ต้องไปขอร้องให้ผู้นำหมู่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน อบต. นายก อบต. ช่วยรณรงค์ หาเสียงให้กับผมในนามพรรคเพื่อไทย แล้วกลุ่มนี้ก็ช่วยรณรงค์หาเสียงในหมู่บ้านในชุมชน แล้วก็ให้ผมประสบความสำเร็จในการเป็นผู้แทนราษฎร แต่ในขณะเดียวกันเมื่อเรามาเป็น ผู้แทนแล้วเขาก็มีความจำเป็นที่จะลง อบต. ก็มีความจำเป็นที่จะลงนายก อบต. มีความจำเป็น ที่จะลงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แต่กฎหมายฉบับนี้กลับห้ามผู้แทนราษฎรไปหาเสียงให้กับ อบต. ไปหาเสียงให้กับนายก อบต. ไปช่วยหาเสียงให้กับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผมคิดว่ามันเกาไม่ถูกที่คัน ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วเมื่อมีระบบส่งเสริมประชาธิปไตย ระบบพรรคการเมือง ซึ่งผู้สมัครนายก อบต. ต้องสังกัดพรรค เมื่อสังกัดพรรคก็ขออนุญาตพรรค พรรคก็ให้ใช้โลโก (Logo) พรรคเพื่อไทย เมื่อใช้โลโก (Logo) พรรคเพื่อไทยแล้วบุคคลในพรรคเพื่อไทย ต้องสามารถไปช่วยรณรงค์หาเสียงให้ได้ เราจึงจะเรียกว่าส่งเสริมประชาธิปไตย และเสร็จแล้ว เมื่อเราส่งเสริมประชาธิปไตยแบบนี้แล้วนะครับ พี่น้องประชาชนก็จะได้ความรู้ เพราะว่า ผู้แทนก็จะไปช่วยบอกว่าให้เลือกนายนี้ในนามพรรคเพื่อไทย ถ้านายนี้เป็นพรรคเพื่อไทย เป็นรัฐบาลก็จะมีนโยบายส่งเสริมอาชีพให้กับพี่น้องในชุมชน ก็จะมีการจัดสรรงบประมาณ มาช่วยเหลือดูแลพี่น้องในความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน จาก อบต. ก็จะเป็น อบจ. ก็จะเป็น ส.ส. ในนามพรรคเพื่อไทย มันก็จะเป็นการบูรณาการการเมืองให้เดินไปข้างหน้า ก็อยากจะให้เรียนท่านประธาน🔗
แล้วอีกอันหนึ่งเรื่องอายุ ผมฝากประเด็นเดียวครับ ก็คือเรื่องอายุว่าวันนี้ การสมัครผู้แทนราษฎรอายุ ๒๕ ปีบริบูรณ์สามารถสมัครผู้แทนราษฎรได้ ก็ถือว่าเป็นสถาบัน ที่สูงที่สุดของการเมืองว่าคนจะมาเป็นผู้แทนต้องอายุ ๒๕ ปี แต่ในขณะกลับกันครับ นายก อบต. ทำไมต้อง ๓๕ ปี ทำไมไม่เอา ๒๕ ปี ๒๕ ปีนายก อบต. บรรลุนิติภาวะดำเนินชีวิต ตัวเอง ประกอบสัมมาอาชีพตัวเองมา ๖ ๗ ปีแล้ว จาก ๑๘-๒๕ ปีก็จะสามารถรู้ผิดรู้ชอบ ก็อยากจะให้แก้ตรงที่นายก อบต. นายกเทศบาล อายุ ๒๕ ปีให้ตรงกับผู้แทน ไม่ใช่สมัคร ผู้แทนอายุ ๒๕ ปี แต่สมัครนายก อบต. ไม่ได้ สมัครนายกเทศบาลไม่ได้ ต้องอายุ ๓๕ ปี🔗
และสุดท้ายครับ ก็คือเวลาเลือกตั้งนี่นะครับ ก็อยากจะให้ท่านกรรมาธิการ ได้สังเกตครับว่าการเลือกตั้งเรากำหนดเวลาว่า ๘.๐๐-๑๗.๐๐ นาฬิกา ผมว่าใช้เวลาที่เหลือนี่ ผิดครับ อยากจะให้เลือกตั้งตั้งแต่แปดโมงเช้า ถึง ๑๕.๐๐ นาฬิกา จะเป็นเวลาที่ดีมากครับ เพราะพี่น้องประชาชนจะรีบไปเลือกตั้งก็คือตั้งแต่เก้าโมงเช้าไปถึงเที่ยง แล้วก็คล้อย ๆ บ่ายโมง บ่าย ๒ โมงก็เริ่มจะหมดคนแล้วครับ ถ้าสมัครกำนัน ผู้ใหญ่บ้านนี่จะรู้เลยครับว่า ใครไม่ได้ไปใช้สิทธิก็จะมีการไปตามครับ ไปตามให้มาใช้สิทธิ บ่าย ๒ โมง ๑๔.๐๐ นาฬิกานี่ หมดแล้วครับ แต่ถ้าจะมีโกงการเลือกตั้งก็จะมีผีมาเลือกตั้งก็คือช่วงบ่าย ๓ โมง บ่าย ๔ โมง ถึงบ่าย ๕ โมง ก็คือจัดตั้งแต่ ๑๕ ๑๖ ๑๗ นี่ไม่มีใครเลยครับ มีแต่กรรมการการเลือกตั้งอยู่ ก็จะมีผีล่ะครับมาเลือกตั้งตอนนี้ แต่ถ้าจบบ่าย ๓ โมง ๑๕.๐๐ นาฬิกา คณะกรรมการ การเลือกตั้งก็จะดำเนินการเปิดหีบนับคะแนนก็จะใช้เวลาอีกประมาณ ๑ ชั่วโมง ก็ยังสว่างอยู่ พี่น้องประชาชนมาเฝ้าดูหีบเลือกตั้งได้ เสร็จแล้วก็สามารถนำหีบไปส่งที่อำเภอไม่ค่ำครับ แต่ถ้าเสร็จ ๑๗.๐๐ นาฬิกา กว่าจะเสร็จกว่าจะอะไรเสร็จ ๑๘.๐๐ นาฬิกา กว่าจะนับคะแนน เสร็จทุ่ม ๒ ทุ่ม กว่าจะไปถึงอำเภอนี่ก็มีข้อผิดพลาดเบอร์ ๑ ได้ ๒๐ คะแนน เบอร์ ๒ ได้ ๓๐ คะแนน แต่กลับจะเป็นเบอร์ ๒ ได้ ๒๐ คะแนน คะแนนกลับกันแค่นี้ล่ะครับ คะแนน กลับไปกลับมาก็ทำให้การเลือกตั้งผิดพลาดแล้วนะครับ ก็ขอเสนอประเด็นแค่นี้ครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านมานพ คีรีภูวดล เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ ท่านประธานครับ วันนี้ที่เราอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องท้องถิ่นนี่นะครับ วันนี้มีน้อง ๆ นักเรียน นักศึกษาก็ดูการอภิปราย น่าจะอยู่ข้างบนนี้นะครับ ก็อยากจะให้ท่านประธานประสานไป เพื่อให้น้อง ๆ ได้ออกสื่อด้วย ท่านประธานครับ ผมขอบคุณคณะกรรมาธิการการพัฒนา การเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร เรื่องนี้ มันเป็นเรื่องสำคัญครับท่านประธาน โดยเฉพาะเรื่องของกระบวนการประชาธิปไตย กระบวนการประชาธิปไตยถ้าเราไม่พูดถึงเรื่องของท้องถิ่นนี่เป็นไปไม่ได้ครับ🔗
ประเด็นแรกผมอยากจะเห็นเรื่องของคุณค่าแล้วก็ความก้าวหน้าของผู้คน ที่อยู่ในสังคมนี่นะครับ โดยเฉพาะเรื่องของอายุของผู้คนที่จะต้องมาใช้สิทธิเลือกตั้ง ๑๘ ปี ท่านประธาน ผมเชื่อมั่นและผมก็เห็นตัวอย่างในประเทศนี้ในโลกนี้ว่าคนอายุต่ำกว่า ๑๘ ปี ก็เป็นผู้บริหาร คนอายุ ๑๘ ปีก็เป็นนักบริหารที่เป็นล้าน ๆ ก็มีครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นเรื่องอายุผมคิดว่า ๑๘ ปีควรจะเปิดโอกาสอย่างยิ่ง ที่สำคัญวันนี้โลกมันเปลี่ยน จริง ๆ คนอายุน้อย ๆ ๑๘ ปี วันนี้เขาสามารถที่จะพัฒนาหรือว่าเรียนรู้ผ่านโลกออนไลน์ (Online) วันนี้ไม่ต้องเข้าห้องสมุดครับท่านประธาน บางทีนักเรียนนักศึกษาน้อง ๆ คนที่ อยากจะใฝ่รู้ใฝ่เรียนเขาสามารถที่จะสื่อสารเข้าไปค้นในห้องสมุดต่างประเทศ มหาวิทยาลัย ดัง ๆ ได้แล้ว จะรู้เรื่องประวัติศาสตร์ จะรู้เรื่องของการเมือง จะรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงครับ ผมเข้าใจว่าวันนี้โลกที่มันเปลี่ยนแปลง คนรุ่นใหม่พัฒนาและก้าวไกล ก้าวไกลกว่าพวกเรา ก้าวหน้ากว่าพวกเราด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ผมคิดว่ามันคือการพัฒนากระบวนการ มีส่วนร่วมในทางประชาธิปไตย ในท้องถิ่นนี่ครับ บ้านผมอยู่บ้านป่าบ้านดอย มีท่านสมาชิก หลายท่านที่เป็นผู้นำท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น อบต. ไม่ว่าจะเป็นเทศบาล หรือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ต้องมาปรึกษาคนรุ่นใหม่เรื่องของการออกเอกสาร การเดินเรื่องเอกสาร เรื่องการผลิตสื่อ การทำสื่อเหล่านี้ คือว่ามันไม่เสียหายอะไรเลยครับ และเราควรจะส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ที่เขา จะต้องเป็นอนาคตในการบริหารในการอยู่กับท้องถิ่นนี้ต่อไป แล้วก็เรื่องของผู้บริหารที่อายุ ๒๕ ปี ผมคิดว่าในเมื่อระดับกลางก็คือสภาผู้แทนราษฎรนี้นะครับ เรากำหนดที่อายุ ๒๕ ปี ก็ถือว่าเป็นผู้บริหารระดับสูง เพราะฉะนั้นในระดับพื้นที่ผมคิดว่ามันต้องมีเกณฑ์ที่มี ความเหมือนกันคือ ๒๕ ปี🔗
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะพูดก็คือเรื่องของการเลือกตั้งล่วงหน้าครับ ท่านประธาน ถึงแม้ว่าประเด็นอาจจะซ้ำกับสมาชิกครับ แต่ว่าผมอยากจะเสนอข้อมูลให้กับ ท่านประธานอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าอย่างผมที่เป็นพี่น้องชาติพันธุ์ชนเผ่า คนที่ออกมาทำงาน คนที่มาเรียนหนังสือนี่ไปอยู่ในเมือง ไปอยู่ในมหาวิทยาลัย ไปรับจ้างอยู่ในกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัดอย่างนี้ครับ แต่ความเชื่อมโยงที่จะทำให้เขามีโอกาสที่จะเลือกผู้นำท้องถิ่น ของตัวเองมันขาดหายไป เป็นการเลือกตั้งในหมู่บ้านก็ดี ในตำบลก็ดี การเลือกตั้งล่วงหน้า ในระดับประเทศสามารถทำได้ เพราะฉะนั้นหลักการก็คือว่าการเลือกตั้งล่วงหน้าต้องเป็นไป ได้ทุกระดับ ทุกวันนี้ผมคิดว่าไม่ใช่อุปสรรคเรื่องของเครื่องไม้เครื่องมือแล้ว ไม่ใช่อุปสรรค เรื่องของศักยภาพคนทำงานแล้วครับ มันอยู่ที่วิธีคิดว่าเราจะเชื่อมโยงให้คนที่ออกไปอยู่ ต่างพื้นที่กลับมาได้ทันมีส่วนร่วม หรือมีโอกาสในการตัดสินใจที่เขาจะเลือกผู้นำของตัวเอง หรือไม่ อันนี้เป็นเรื่องสำคัญและหลายคนไปอยู่ข้างนอกชุมชนหมู่บ้านก็ไม่ได้อยู่ตลอดไปครับ วันหนึ่งเขาก็ต้องกลับมา แล้วเขาเองก็มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับชุมชน เพราะฉะนั้นการเลือกตั้ง ล่วงหน้าจึงเป็นสิ่งสำคัญ ในเมื่อระดับประเทศมีได้ ในระดับพื้นที่ต้องมีทุกระดับครับ🔗
ประเด็นสุดท้าย เรื่องของการพัฒนากระบวนการประชาธิปไตยที่มีความ เชื่อมโยงกัน โดยเฉพาะเรื่องของคนที่มาทำงานการเมืองไม่ว่าจะเป็นระดับประเทศ ไม่ว่า จะเป็นระดับจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นระดับหมู่บ้าน ระดับตำบล มันก็คือระบอบประชาธิปไตย ที่เราใช้ว่าเป็นพรรคการเมืองเหมือนกันนะครับ แต่ระดับพื้นที่อาจจะไม่ใช่พรรค อาจจะเป็น กลุ่มพัฒนา กลุ่มรัก กลุ่มนั้น กลุ่มนี้ก็เต็มไปหมดครับ ในความเป็นจริงแล้วเราปฏิเสธไม่ได้ ทุกพรรคการเมืองที่อยู่ตรงนี้ก็มีสมาชิกที่เป็นผู้นำ อบต. ก็มีสมาชิกที่เป็นผู้ใหญ่บ้าน ก็มีสมาชิกที่เป็น ศอ.บต. แล้วก็ทำงานด้วยกัน อันนี้คือความเป็นจริง เพราะฉะนั้นถ้าหากว่า เราอยากจะเห็นการพัฒนาการเมืองที่มันเชื่อมโยงกันตั้งแต่ระดับพื้นที่ไปถึงระดับบน ผมคิดว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องจำเป็นและมีความสำคัญมาก หากเราเชื่อมโยงระดับพื้นที่ออกมาก็คือ เรื่องปัญหาของพี่น้องหรือประเด็นต่าง ๆ ที่มันมีความสำคัญที่จะนำไปสู่การขยับเชิงนโยบาย ในระดับสภาใหญ่ ผมคิดว่าอันนี้เป็นสิ่งที่จะต้องมีเนื้อหาใกล้เคียงกัน เราไม่ต้องปฏิเสธหรอก เราไม่มีความสัมพันธ์กัน ผมมาอยู่ตรงนี้ผมก็มีเครือข่ายของผมที่มีความคิด มีความชอบ มีความรัก หรือมีเป้าหมายร่วมกัน แต่ละพรรคก็เหมือนกันก็มี เพราะฉะนั้นก็ทำให้มันชัดเจน ไปเลยว่าสุดท้ายก็คือว่าทิศทางที่จะพัฒนาระยะยาวมันจะได้ชัดเจนว่ากลุ่มที่คิดแบบนี้ ทั้งตั้งแต่ระดับพื้นที่ไปถึงระดับประเทศเป็นอย่างไร กลุ่มที่คิดแบบนี้ตั้งแต่ระดับพื้นที่จนถึง ระดับประเทศนี้จะนำพาสังคมอย่างไร ผมคิดว่าอันนี้เป็นเรื่องที่จะต้องพัฒนา ดังนั้นผม ขอสนับสนุนรายงานของคณะกรรมาธิการ แล้วก็หลาย ๆ เรื่องผมคิดว่าจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องดูข้อเท็จจริงในการเปลี่ยนแปลงของโลก วันนี้เรามีผู้บริหารระดับโลกและเป็นที่ ยอมรับอายุน้อย ๆ เยอะแยะมากมาย เรามีกลุ่มที่มีความหลากหลายชาติพันธุ์ไม่ว่าจะเป็น ที่นิวซีแลนด์ก็ขึ้นมาเป็นรัฐมนตรี ผมคิดว่ากระบวนการประชาธิปไตยที่เปิดโอกาสให้ทุกกลุ่ม แล้วก็ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอายุน้อยอายุมากนี่ มันคือวิธีการเดียวที่จะนำไปสู่การสกรีน (Screen) แล้วก็การคัดเลือกของประชาชนครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเป็นท่านสุดท้ายแล้วนะครับ ท่านพยม พรหมเพชร เชิญท่านพยมครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพอย่างสูง ตลอดจนถึงท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระผม พยม พรหมเพชร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เขต ๓ พรรคพลังประชารัฐ เรื่องการเลือกตั้งท้องถิ่นเป็นเรื่องที่เราพบเราเห็น มาหลายสิบปีแล้วครับ พ.ร.บ. ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งมีมาหลายสิบปี แล้วก็มีการปรับปรุง มีการดูแล มีการตรวจสอบ ตลอดระยะเวลาเราจะ เห็นว่าผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ ความตั้งใจค่อนข้างจะได้น้อย ไม่ค่อยได้ ได้น้อย เพราะเขา ยังเชื่อว่าเลือกตั้งท้องถิ่นต้องมีเงิน มันต้องรวย มันต้องมีสตางค์ มันต้องมีอิทธิพล นี่จิตสำนึก ของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นคนดี ๆ ที่มีความรู้ความสามารถโอกาสที่จะเข้ามาในสภา ท้องถิ่นยาก แต่เนื่องจากว่าในชนบทบ้านเรา บ้านผม คนไหนมีพี่น้องมาก คนไหนชอบ ช่วยงานเพื่อนเก่ง ๆ คนไหนที่อยู่กับสังคม อยู่กับส่วนรวม มีหลายตำแหน่ง มี อบต. เป็นสมาชิก อบต. สมาชิก อสม. เป็นกลุ่มสนใจต่าง ๆ นั้นโอกาสได้สูง แต่สำคัญที่สุดพอมา เปลี่ยนเป็นหมู่บ้านละคนนี่หมายถึง อบต. ไม่รวมไปถึงเทศบาลหรือ อบจ. พอมาเป็นหมู่บ้าน ละคน และค่าตอบแทนก็ไม่เพิ่มขึ้นทำให้ลำบากในการสรรหาคนดีมาทำงาน กระผมเห็นอยู่ ตลอดครับ เดี๋ยวนี้เรื่องระดับชาติไม่ต้องพูดถึง เพราะนี่เรื่องของการเลือกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น กระผมมั่นใจว่าถ้าเราจะปรับปรุงจะบูรณาการอบรมให้กับผู้ใช้สิทธิ ชี้ให้เห็นถึงว่าการเลือกคนเข้าไปทำงานต้องให้สาระ ให้ประโยชน์และมีคุณภาพในการทำงาน เราจะอาศัยงบประมาณที่ อบต. ได้รับการจัดสรร ที่ท้องถิ่นได้รับการจัดสรรจากกรม ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หรือส่วนราชการอื่น หาเพียงพอไม่ ต้องดูศักยภาพของผู้นำหรือฝ่ายบริหารเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่ความสามารถ ชัดเจนที่สุดครับ แต่น่าเห็นใจ อบต. หรือท้องถิ่นนี้ทางราชการจะจัดสรรงบประมาณให้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๓๑ เปอร์เซ็นต์สูงสุด แต่ตอนนี้หลายสิบปีผ่านมา สมัยผมเป็น สจ. สมัย ๑ สมัย ๒ ก็ยังไม่เห็นปรับปรุงมาเลย เพราะฉะนั้นฝากรัฐบาล รัฐบาลนี้คงจะฝาก ไม่ทันแล้ว ต้องฝากรัฐบาลหน้าว่า ๑. ดูแลท้องถิ่นให้ดี จัดสรรงบประมาณให้ดี หรือ ส่วนราชการต่าง ๆ ที่ไปดูแลท้องถิ่น ต้องดูที่ความขาดแคลนจำเป็นของพี่น้องจริง ๆ หลายเรื่องที่ว่าแก้ปัญหาไม่ได้ตลอดระยะเวลา ๒๐ ๓๐ ปี สิ่งสำคัญที่สุดสรุปว่า ๑. พยายาม ให้ความรู้กับพี่น้องประชาชนถึงการเลือกผู้นำท้องถิ่นของเรา ๒. การดูแลของ กกต. หรือผู้ที่ ตรวจสอบการเลือกตั้งนั้นต้องดูแลให้จริงจัง กระบวนการยุทธการอะไรต่อมิอะไร ตอนนี้ มันมีชื่อมีเสียงในการซื้อเสียง ในการใช้เงินอย่างสูง เพราะฉะนั้นถ้าผมคิดว่า ๒ ส่วนนี้ สามารถที่จะปรับปรุงบูรณาการมาได้การเลือกตั้งของเราแน่นอนครับ แน่นอนว่าจะบริสุทธิ์ ผุดผ่องขึ้นกว่าเดิม จะมีผู้บริหาร จะมีผู้นำกล้ามาทำงานให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องจริง ๆ แล้วก็พี่น้องประชาชนจะได้อยู่ดีมีความสุขตลอดไปตามเจตนารมณ์ของราชการครับ ขอขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการมีอะไรจะชี้แจงเพิ่มเติมไหมครับ เอาสรุปสั้น ๆ เลยนะครับ🔗
ท่านประธาน ขอสรุปการซักถามของเพื่อนสมาชิกเพียงสั้น ๆ เล็กน้อยในประเด็นข้อซักถามเท่านั้น ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล จากชาวบางขุนเทียนในฐานะประธานคณะกรรมาธิการครับ ในประเด็นการรายงานของคณะกรรมาธิการในส่วนของการบังคับใช้และแนวทางการแก้ไข เพิ่มเติมพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๒ นั้น วันนี้ได้รับคำชื่นชมถือว่าในภาพรวมเป็นคำชื่นชมจากเพื่อนสมาชิกทั้ง ๑๕ ท่าน ก็มีความคิด ที่แตกต่างหลากหลาย แต่ในภาพรวมนั้นก็ไปในแนวทางที่เห็นด้วยเนื่องจากว่าเป็นปัญหา ที่มาสู่พี่น้องประชาชนแล้วก็เป็นปัญหาที่เพื่อนสมาชิกได้พบเจอ ยกตัวอย่างเช่น ท่านวีระกร คำประกอบ เมื่อสักครู่ที่ท่านได้ยกตัวอย่างนั่นก็คือภาพที่เห็นชัดเจนที่สุดเรื่องของมาตรา ๓๔ เรื่องของการห้ามเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีพฤติกรรมที่เป็นคุณหรือโทษให้กับ ผู้สมัครระดับท้องถิ่น ซึ่งในมาตรา ๓๔ นี้เราก็ได้ระบุไว้ว่าเรามีความเห็นว่าการเมืองในทุกระดับซึ่งพรรคการเมือง ส่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง นี่เป็นการเมืองระดับชาติ แต่การเมืองระดับชาติย่อมมีรากฐานจากการเมืองระดับท้องถิ่น เพราะฉะนั้นมันมีการเชื่อมโยง ยึดโยงถึงกันอยู่ บางครั้งเหตุการณ์ที่ท่านวีระกร คำประกอบ ได้เอ่ยขึ้นก็คือไปอยู่ในพื้นที่ ซึ่ง ส.ส. ก็มีพื้นที่ทับซ้อนกันกับท้องถิ่นล่ะครับ แต่อำนาจหน้าที่แตกต่างกัน พอได้พบเจอ ได้พูดคุยกันก็เป็นปัญหาข้อกังวลที่เป็นการแก้ไขในมาตรา ๓๔ ที่ทางคณะกรรมาธิการได้เสนอมา ในส่วนต่อไปที่มีเพื่อนซักถามกันมาเยอะในมาตรา ๒๘ ก็คือคณะกรรมการประจำหน่วย หรือ กปน. ตัว กปน. นี่ก็คือในแต่ละหน่วยเลือกตั้งจะมีคณะกรรมการประจำหน่วย ซึ่ง กกต. เป็นฝ่ายเลือกมา ซึ่งเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านก็ให้ข้อกังวลว่าจะไปเป็นการช่วยเหลือ หรือว่า เป็นการอำนวยความสะดวกให้กับพรรคการเมือง หรือนักการเมือง ผู้สมัครระดับท้องถิ่น คนใดคนหนึ่งหรือไม่ แล้วก็มีข้อกังวลว่าหลาย ๆ ครั้งพรรคการเมืองในการเลือกตั้ง ส่งผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้ง แต่บางพรรคการเมืองไม่ได้ส่งผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งเลย ก็มีข้อกังวลว่าหรือว่าไปเป็นคณะกรรมการประจำหน่วยเสียแล้ว เพราะฉะนั้นในข้อนี้ ทางคณะกรรมาธิการเราก็ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ครับ ก็คือวาระของคณะกรรมการประจำหน่วย ที่เข้าไปเป็นกรรมการอยู่ในหน่วยเลือกตั้ง แล้วก็เน้นย้ำเรื่องของการอบรมครับ เรื่องของการ อบรมให้ความรู้ เกณฑ์การปฏิบัติ เงื่อนไขการปฏิบัติ เพราะว่าสังเกตได้ว่าในหลาย ๆ ครั้ง เกณฑ์การปฏิบัติของคณะกรรมการประจำหน่วย ขนาดอยู่หน่วยใกล้กันก็ปฏิบัติต่างกัน นั่นเป็นข้อเสียของการที่ไม่ได้อบรมมากเท่าที่ควรนะครับ🔗
ในส่วนสุดท้ายก็คือเรื่องการตรวจสอบ ภาคประชาสังคมให้ได้ตรวจสอบ มากยิ่งขึ้นเพื่อความเป็นกลาง ความสุจริต ความโปร่งใสของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ไม่อย่างนั้นก็จะเกิดความเคลือบแคลงสงสัย และหลาย ๆ ครั้งขนาดเมื่อสักครู่ท่านสมาชิก เพื่อนสมาชิกอภิปรายถึงคณะกรรมการการเลือกตั้งก็อารมณ์ขึ้น ท่านประธานได้เบรกไป เมื่อสักครู่ อีกส่วนหนึ่งที่พูดถึงเยอะมากเลยคือเรื่องของอายุ อายุ ๑๘ ปีที่คณะกรรมาธิการ ได้แก้ไขนั้น ขอย้ำกับเพื่อนสมาชิกครับ ไม่ใช่ว่าเรากำหนดอายุ ๑๘ ปีแล้วเขาได้เป็นนายก อบต. นายก อบจ. เลยนะ เขาต้องผ่านการเลือกตั้งก่อน นั่นหมายความว่าเรากำหนดอายุ ๑๘ ปีเข้าไปแล้วมีความรู้ความสามารถมากน้อยแค่ไหนก็ไปลงรับสมัครเลือกตั้ง สุดท้ายคนที่ ให้โอกาสก็คือพี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชนที่เลือกท่านมาเช่นกันนี่ล่ะครับ🔗
เพื่อนสมาชิกเมื่อสักครู่ท่านฐิตินันท์ แสงนาค ก็ได้ให้ความเห็นไว้ คือเดิมท่าน อยู่พรรคเดียวกับผม ท่านบอกเด็กอายุ ๑๘ ปีเข้าคูหามือยังสั่นอยู่เลย ก็เด็กมือสั่น ๆ นั่นล่ะ ที่กาท่านแล้วก็ได้มาเป็น ส.ส. รอบนี้ นี่คือสิ่งที่เรียกว่ามุมมอง มุมมองที่เพื่อนสมาชิก หลาย ๆ ท่านอาจจะมีมุมมองแตกต่างกัน แต่วันนี้คณะกรรมาธิการเราอยากจะเปิดโอกาส และก็อยากจะปรับพื้นฐานให้เข้าใจตรงกันว่าการที่เราเปิดโอกาสให้แนวคิดใหม่ ๆ แนวคิด รุ่นใหม่เข้ามาขับเคลื่อนในระดับท้องถิ่นก็ดี ในระดับชาติก็ดีเป็นประโยชน์ยิ่งนะครับ เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวว่าเด็กจะเข้าคูหามือสั่นแล้วจะทำไม่ได้ ไม่เป็นอะไร นายกรัฐมนตรี ยังขาสั่นอยู่เลยครับ วันนี้เดินจะล้มแหล่ไม่ล้มแหล่ยังเป็นได้ เพราะฉะนั้นอยากจะให้โอกาส อยากจะให้เกียรติกับพี่น้องประชาชนทุก ๆ ท่านได้เข้ามามีส่วนร่วมเหมือน ๆ กันนะครับ แล้วก็ วันนี้ขอขอบคุณท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ในการที่ได้ พิจารณาร่วมกันของรายงานฉบับนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการลงมติ แต่อาจจะไม่มีการลงมติ เพราะว่าทั้งสภาก็เห็นไปในแนวทางเดียวกัน ก็ส่งไปยังฝ่ายบริหารได้เร่งพิจารณาแล้วก็ผลักดัน เรื่องนี้ต่อไปนะครับ ในส่วนของประโยชน์อื่นใดเรื่องนี้ ท่านประธาน ท่าน ส.ส. หลายท่าน ท่านวีระกร ท่านดะนัย มะหิพันธ์ ท่าน ส.ส.สุเทพ อู่อ้น ท่าน ส.ส.คำพอง เทพาคำ ต่าง ๆ ได้ซักถามไว้ในส่วนของประเด็นสัญญาว่าจะให้ ว่าทางคณะกรรมาธิการแก้ไขอย่างไร ในส่วนนี้ผมขออนุญาตท่านประธานสัก ๒ นาทีเท่านั้นให้ท่านกรรมาธิการที่ดูเรื่องนี้โดยละเอียด เพราะว่ากว่าจะเคาะมาเป็นร่างรายงาน เรื่องนี้มีการโต้เถียงกันในคณะกรรมาธิการ มากพอสมควร และเดี๋ยวหลังจากท่านกรรมาธิการอริย์ธัชได้เสนอต่อสภาแห่งนี้อาจจะเข้าใจ ตรงกัน แล้วก็จะเป็นเสียงเดียวกันที่จะนำเสนอต่อฝ่ายบริหารต่อไปครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ ก็จบการอภิปรายของท่านสมาชิก แล้วก็จบการชี้แจงของท่านประธาน คณะกรรมาธิการนะครับ ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับรายงานของ คณะกรรมาธิการหรือไม่ ท่านสมาชิกครับ จากที่ได้รับฟังการอภิปรายของท่านสมาชิกซึ่งมี ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันคือเห็นด้วยกับรายงานของคณะกรรมาธิการ และไม่มีผู้ใด คัดค้าน ดังนั้นผมจะขออาศัยอำนาจตามข้อบังคับ ข้อ ๘๘ ถามที่ประชุมว่าจะมีท่านสมาชิก ท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ🔗
ถ้าไม่มี ท่านสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่น ผมจะถือว่าที่ประชุมเห็นชอบกับรายงานของ คณะกรรมาธิการตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๔ ประกอบข้อ ๘๘ นะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม คารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จังหวัดร้อยเอ็ด จริง ๆ ผมก็ได้ฟัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วม ของประชาชน ได้ตอบข้อซักถามแล้วก็เข้าใจดี แต่นัยที่ผมพูดไปนี่คือผมไม่ได้เห็นด้วยกับ เรื่องอายุ แต่ว่าก็เพื่อให้ทุกอย่างราบรื่นต้องเรียนว่าผมอภิปรายนี่ผมไม่ได้เห็นด้วยนะครับ ที่ไม่เห็นด้วยผมก็มีเหตุผลได้แจ้งไปแล้ว แต่ผมก็ไม่ติดใจครับ🔗
ก็มันผ่าน ขั้นตอนนั้นไปแล้ว🔗
ผมไม่ติดใจครับ ก็แจ้งให้ ท่านประธานทราบอย่างไรครับ ผมไม่ติดใจเพราะท่านถามครับ🔗
ขอบคุณ ท่านคารมครับ ท่านสมาชิกครับ ด้วยคณะกรรมาธิการได้เสนอข้อสังเกตไว้ในรายงาน เพื่อให้สภาพิจารณาว่าจะเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการหรือไม่ โดยไม่มีการ อภิปราย ซึ่งถ้าเห็นด้วยผมก็จะได้ส่งรายงานและข้อสังเกตไปยังคณะรัฐมนตรีและหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเพื่อทราบหรือดำเนินการต่อไปตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๕ รายละเอียดของข้อสังเกต ปรากฏตามรายงานของคณะกรรมาธิการ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้จัดวางให้ท่านสมาชิกเพื่อประกอบ การพิจารณาแล้ว ผมขออาศัยอำนาจตามข้อบังคับ ข้อ ๘๘ ถามที่ประชุมว่าจะมีท่านสมาชิก ท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ คือคัดค้านข้อสังเกตตามที่คณะกรรมาธิการเสนอหรือไม่ครับ🔗
หากไม่มี ท่านสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่น ผมถือว่าที่ประชุมเห็นด้วยกับข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๕ ประกอบข้อบังคับ ข้อ ๘๘ ท่านสมาชิกครับ ก็ถือว่าเราจบการพิจารณาเรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ๔.๑ รายงานการพิจารณา ศึกษาเรื่องปัญหาการบังคับใช้และแนวทางแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิก สภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ ศ. ๒๕๖๒ แล้วนะครับ ต้องขอกราบขอบพระคุณ คณะกรรมาธิการนะครับ ต่อไปจะเป็นระเบียบวาระ🔗
๔.๒ รายงานการศึกษา เรื่อง ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งคณะกรรมาธิการ การสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พิจารณาเสร็จแล้ว🔗
ด้วยคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม ได้พิจารณาศึกษาเรื่องตามระเบียบวาระที่ ๔.๒ ถึง ๔.๖ ตามหน้าที่และอำนาจ เสร็จเรียบร้อยแล้ว และได้มีการบรรจุในระเบียบวาระมาเป็นระยะเวลานานทำให้เนื้อหา และข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการบางส่วนในรายงานไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ ในปัจจุบัน ประธานคณะกรรมาธิการคือนางสาวกัลยา รุ่งวิจิตรชัย จึงได้ทำหนังสือแจ้งว่า คณะกรรมาธิการมีความประสงค์ขอเลื่อนการพิจารณารายงานการศึกษาตามระเบียบวาระ ที่ ๔.๒ ถึง ๔.๖ ออกไปก่อน เพื่อนำรายงานดังกล่าวมาปรับปรุงเนื้อหาเพื่อให้สอดคล้องกับ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้อย่างถูกต้องครบถ้วน และเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา โดยเมื่อรายงานของคณะกรรมาธิการได้ปรับปรุงและแก้ไขแล้ว คณะกรรมาธิการจะได้ นำเสนอต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งหนึ่งต่อไปนะครับ วาระต่อไปครับ🔗
๔.๓ รายงานศึกษา เรื่อง เทคโนโลยี 5G ซึ่งคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมพิจารณาเสร็จแล้ว ขอเลื่อนไปนะครับ🔗
๔.๔ รายงานการศึกษา เรื่อง New Space และกิจการอวกาศ (Space Economy) ซึ่งคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พิจารณาเสร็จแล้ว ขอเลื่อนนะครับ🔗
๔.๕ รายงานการศึกษา เรื่อง การเกษตรยุคใหม่ของประเทศไทย The Next Generations Farming of Thailand ซึ่งคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม พิจารณาเสร็จแล้ว แต่ว่าคณะกรรมาธิการขอเลื่อนไปก่อน🔗
๔.๖ รายงานการศึกษา เรื่อง การศึกษา TELEMEDICINE ในประเทศไทย ซึ่งคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พิจารณา เสร็จแล้ว แต่คณะกรรมาธิการขอเลื่อนไป🔗
๔.๗ รายงานการศึกษา เรื่อง แนวทางการกำหนดราคาขายปลีกก๊าซ NGV ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและบรรเทาปัญหา ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM ๒.๕) ซึ่งคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุนพิจารณาเสร็จแล้ว🔗
ขอเชิญ คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่🔗
ด้วยประธาน คณะกรรมาธิการ คือท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ ได้มีหนังสือขออนุญาตให้ผู้แทนจากคณะกรรมาธิการ กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน คณะที่ ๒ เข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุม ซึ่งผมพิจารณาแล้วเห็นว่าเพื่อประโยชน์ในการพิจารณาจึงได้ อนุญาตตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๔ วรรคสอง จึงขอเชิญท่านผู้มีรายชื่อดังต่อไปนี้เข้าร่วมชี้แจง ในที่ประชุม ๑. นายวิโชค เพชรแก้ว ๒. นางสาววณิชชา บุญลือ ๓. ว่าที่ร้อยตรี ทงทอง ห่วงทรัพย์ ๔. นางสาวญาธิณัฏฐ์ เชาว์วรรณกิจ เชิญเข้าร่วมชี้แจงด้วยนะครับ ต่อไปเชิญ ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้แถลงครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กร อิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน กราบเรียนท่านประธานครับ คณะกรรมาธิการได้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการขึ้นมาพิจารณาว่าสรุปแล้ววันนี้เราจะใช้น้ำมัน ประเภทใดที่เป็นแหล่งเชื้อเพลิงพลังงานทางด้านขนส่ง โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง ของประเทศ กราบเรียนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ที่ผ่านมาหลายท่านคงจะคุ้นเคยดีกับ รถบรรทุกที่ใช้น้ำมันดีเซล แต่ว่าในช่วง ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมาผมเชื่อว่าท่านสมาชิกหลายท่าน และพี่น้องประชาชนคงจะได้ไปเปลี่ยนเชื้อเพลิงซึ่งเรารู้จักกันดีว่าก๊าซธรรมชาติ เช่น เราไป เปลี่ยนถังแบบโดนัท (Donut) กลม ๆ ที่อยู่ในยางอะไหล่บ้าง ไปเปลี่ยนถังแบบแคปซูล ร้านค้าในหัวเมืองใหญ่ ๆ ทั่วประเทศไทยก็มีเยอะแยะมากมายที่รับเปลี่ยนไปใช้ก๊าซเอ็นจีวี (NGV) บ้าง แอลพีจี (LPG) บ้าง โดยสาระสำคัญท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ก็เพื่อราคา ที่มันถูกลงแล้วก็การเดินทางประหยัดค่าใช้จ่าย เรียกว่าในสมัยยุคนั้นเราจะไปไหนก็ต้องบอก คำนี้ครับว่าเดี๋ยวเราขอแวะเติมก๊าซหน่อยหรือว่าแวะเติมแก๊สหน่อย แน่นอนครับนอกจากรถที่เป็นรถขนส่งแล้วหลายท่านคงจะเห็นเป็นลักษณะคล้ายแคปซูล เรียงอยู่ด้านหลังรถเป็นจำนวนมาก เราก็จะมีความเชื่อว่าก๊าซเอ็นจีวี (NGV) นั้นจะสามารถ ใช้งานได้อย่างดีแล้วก็มีประสิทธิภาพ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ คณะกรรมาธิการได้ตั้ง คณะอนุกรรมาธิการขึ้นมา โดยมีท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ รองประธานคณะกรรมาธิการ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการได้ศึกษาเรื่องนี้น่าสนใจนะครับ ผมจึงอยากจะขอให้ ท่านสมาชิกได้ลองเปิดดูในรายงานว่าตกลงแล้วรัฐบาลไทยโดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี หรือรักษาการนายกรัฐมนตรีนั้นจะมีแนวทางอย่างไรในการใช้พลังงานของชาติ ผมนำเสนอ อย่างนี้ครับว่าสมัยก่อนเรารู้จักเพียงแค่น้ำมันดีเซลนะครับ แต่ระยะหลังนี้เรามีการเติมแก๊ส หรือว่าแอลพีจี (LPG) เอ็นจีวี (NGV) กันมากขึ้น แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติครับ ก๊าซแอลพีจี (LPG) หรือว่าเอ็นจีวี (NGV) ทั้ง ๒ แบบนี้มีหน่วยงานรับรองว่า มีสภาพมลพิษน้อยกว่าน้ำมันดีเซล อันนี้เป็นข้อมูลที่ชัดเจนนะครับ เดี๋ยวผมจะให้ ท่านประธานคณะอนุกรรมาธิการได้อธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม แต่ขอนำเรียนสรุปอย่างนี้ว่า ๒ ปีที่แล้วก่อนที่เราจะมีสถานการณ์โควิด (COVID) ผมนำเรียนท่านว่าเราพูดกันแต่เรื่องของ พีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) หลังจากมีสถานการณ์โควิด (COVID) เรากลัวตายมากกว่าพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) นะครับ แล้วเราก็พร้อมที่จะสูดควันพิษที่เราเรียกกันว่าพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) เข้าไป ทุกวันโดยไม่รู้สึกอะไรอีกแล้วในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมาใช่หรือไม่ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ รายงานที่มีการศึกษาเข้ามาพบว่าเครื่องยนต์ดีเซล โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร และหัวเมืองใหญ่ ๆ เป็นเครื่องยนต์กลไกสำคัญที่เพิ่มมลภาวะเป็นพิษทางด้านพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) มากกว่าเอ็นจีวี (NGV) เพราะฉะนั้นกรรมาธิการคณะของพวกเราก็ได้ทำการศึกษา แล้วก็มีข้อคิดเห็นมากมายหลากหลายที่อยู่ในเล่ม รายละเอียดผมจะขออนุญาตมอบให้ ท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ได้อธิบายครับว่าวันนี้ตกลงแล้วเราควรจะใช้เอ็นจีวี (NGV) หรือเราควรจะใช้น้ำมันดีเซลครับ จะขออนุญาตท่านประธานให้ท่านอัครเดชได้ช่วยอธิบาย เพิ่มเติมครับ กราบขออนุญาตท่านประธานครับ🔗
อนุญาตครับ ขอเชิญ อัครเดชครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต ๔ พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นต้องขอบคุณท่านประธานคณะกรรมาธิการ กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร ท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ได้แถลงผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการที่ได้ มอบหมายให้คณะอนุกรรมาธิการได้ดำเนินการศึกษาเรื่องเกี่ยวกับราคาขายปลีกแก๊สเอ็นจีวี (NGV) ที่มีผลกระทบต่อฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) ซึ่งท่านประธานจิรายุ ห่วงทรัพย์ ก็ได้ชี้แจง กับทางท่านประธานและเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติไปนะครับว่าปัจจุบันนี้ตัวแก๊สเอ็นจีวี (NGV) นั้นที่ผ่านมาได้มีบทบาทสำคัญในการลดปัญหาเรื่องมลภาวะทางด้านฝุ่นละออง โดยเฉพาะฝุ่นละอองพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) ซึ่งเป็นปัญหาในระดับชาติ แล้วสภาผู้แทนราษฎร ของเราก็ได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาคณะหนึ่งเพื่อที่จะมาศึกษาแก้ไขปัญหา เรื่องของฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) เพื่อให้รัฐบาลได้ไปดำเนินการ ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญนั้น ได้มีผลการศึกษาส่งมายังสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็ส่งให้ทางรัฐบาลได้ไปดำเนินการ ซึ่งการพิจารณาในเรื่องของแก๊สเอ็นจีวี (NGV) ราคาขายปลีกแก๊สเอ็นจีวี (NGV) แล้วก็เรื่อง ของฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) นั้น ท่านประธานครับ มีส่วนที่สัมพันธ์กันโดยตรงกับเรื่องของ การควบคุมปัญหาเรื่องของมลพิษทางด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องปัญหาทางด้านอากาศ ก่อนอื่นต้องเรียนท่านประธานว่าปัญหาเรื่องของฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) นั้นมีแหล่งที่มา ที่แตกต่างกันไปครับ ในส่วนของกรุงเทพมหานครนั้นฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) มาจากการขนส่ง ทางถนนร้อยละ ๖๔ มาจากการขนส่งนอกเหนือจากถนนร้อยละ ๒ มาจากภาคอุตสาหกรรม ร้อยละ ๒๔ มาจากภาคครัวเรือนร้อยละ ๒ มาจากการเผาในที่โล่งร้อยละ ๔ แล้วก็อื่น ๆ ร้อยละ ๔ อันนี้เป็นผลการศึกษาที่คณะกรรมาธิการได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น สถาบันทางการศึกษาและหน่วยงานทางราชการได้มาให้ข้อมูล ถ้าสิ่งที่ทางคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาเกี่ยวกับแนวทางและแก้ปัญหาฝุ่นละอองพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) ชี้แจง แบบนี้แล้ว ท่านประธานครับ จะเห็นได้ว่าการขนส่งทางถนนหรือภาคขนส่งนั้นเป็นตัวปัญหาที่ทำให้ ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลนั้นมีปัญหาฝุ่นละออง ขนาดเล็กหรือพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) นั้นมาจากยานพาหนะ มาจากการจราจรที่หนาแน่น เป็นหลัก ซึ่งถ้าเราใช้ในส่วนของเชื้อเพลิงเอ็นจีวี (NGV) ในการให้เครื่องยนต์นั้นสันดาปแทน น้ำมันดีเซล ผลการศึกษาชัดเจนครับว่าฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) ที่ออกมาจากเอ็นจีวี (NGV) นั้น แทบจะไม่มีเลยท่านประธานครับ แต่ถ้ามาจากดีเซลนั้นจะมีฝุ่นละอองพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) เป็นจำนวนมาก ซึ่งผลการศึกษานั้นชัดเจนที่ในรายงานที่ทางคณะอนุกรรมาธิการและทาง กรรมาธิการได้เสนอให้เพื่อนสมาชิกได้ดูนะครับ ก็จะมีในหน้า ๑๗ ก็คือโดยเฉพาะรถบรรทุก รถโดยสารประจำทางที่ใช้น้ำมันดีเซลจะมีความแตกต่างเรื่องของฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) นั้น ต่างกันเป็น ๑๐ ฉะนั้นการศึกษาของทางอนุกรรมาธิการก็ได้ผลการสรุปครับว่าถ้ารัฐบาล ส่งเสริมให้ประชาชนนั้นได้ใช้เครื่องยนต์ที่สันดาปด้วยเอ็นจีวี (NGV) นั้นก็จะลดปัญหาฝุ่น พีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) ได้อย่างเป็นรูปธรรม ก็คือการลดฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) ที่ ๖.๔ แต่ที่ผ่านมารัฐบาลนั้นได้จำหน่ายแก๊สเอ็นจีวี (NGV) ผ่านรัฐวิสาหกิจของ ปตท. ที่ทำหน้าที่ ในการจำหน่ายแก๊สเอ็นจีวี (NGV) ซึ่งกำกับโดยกระทรวงพลังงาน แต่ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ ปี ๒๕๕๙ ทาง ปตท. นั้นได้เพิ่มหรือขึ้นราคาแก๊สเอ็นจีวี (NGV) อย่างต่อเนื่อง ทำให้รถบรรทุก ที่เคยใช้แก๊สเอ็นจีวี (NGV) รถยนต์โดยสารสาธารณะที่ใช้เอ็นจีวี (NGV) นั้นหันกลับมาใช้ ดีเซล ตัวนี้คือเป็นปัญหาอย่างมากที่ทำให้เกิดปัญหาฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) ในช่วงที่ผ่านมา ตามรายงานที่คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางป้องกันแก้ไขปัญหาฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) ได้รายงานมา ฉะนั้นตรงนี้ทางคณะอนุกรรมาธิการจึงมีแนวทางเสนอครับว่าการที่ จะลดฝุ่นละอองพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) ในกรุงเทพมหานครได้อย่างเป็นรูปธรรม ทางรัฐบาล โดยกระทรวงพลังงานจะต้องให้ ปตท. ส่งเสริมการใช้เอ็นจีวี (NGV) มากขึ้น ฉะนั้นจะส่งเสริม อย่างไรครับท่านประธาน จริง ๆ แล้วรายงานฉบับนี้เสร็จสิ้นมาประมาณปีหนึ่งแล้วครับ แต่ว่า ยังไม่ได้รับการบรรจุเข้ามาพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร ตอนนั้นถ้าท่านประธานและทาง เพื่อนสมาชิกจำได้ราคาเชื้อเพลิงดีเซลตอนนั้นยังไม่สูงขนาดนี้นะครับ ราคาน้ำมันดิบยังไม่สูง ขนาดนี้ ตอนนั้นที่เราเพิ่งผ่านวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) มานะครับ ตอนนั้นน้ำมันดีเซล ถูกมาก น้ำมันดิบประมาณ ๓๐-๔๐ เหรียญต่อบาร์เรลนะครับ ฉะนั้นการที่น้ำมันดีเซล กับตัวเอ็นจีวี (NGV) ราคาเกือบใกล้เคียงกันเลยนะครับ อยู่ที่หน้าปั๊มจำหน่ายอยู่ที่กิโลกรัมละ ๑๕ บาทกว่า ๆ ของเอ็นจีวี (NGV) แต่ในขณะเดียวกันน้ำมันดีเซลอยู่ที่ ๒๐ บาทกว่า แต่ว่า อัตราการบริโภคของเอ็นจีวี (NGV) สูงกว่า ทำให้การบริโภคหรือการใช้ในเรื่องของเชื้อเพลิง ระหว่างเอ็นจีวี (NGV) กับดีเซลแทบจะไม่แตกต่างกัน แต่ในขณะเดียวกันค่าบำรุงรักษา เครื่องยนต์ที่เป็นเอ็นจีวี (NGV) สูงกว่าดีเซลมากทำให้ผู้ประกอบการหันกลับมาใช้ดีเซล ในการเติมน้ำมันเพื่อที่จะได้ให้รถขนส่ง รถบรรทุก และรถโดยสารสาธารณะให้บริการ ประชาชน ฉะนั้นผมจึงได้มีการศึกษากันครับว่าถ้าทาง ปตท. โดยกระทรวงพลังงานลดราคา ตัวของเอ็นจีวี (NGV) ลงไป เท่ากับเป็นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการหันกลับมาใช้เอ็นจีวี (NGV) ก็จะทำให้ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) ลดลงอย่างเป็นรูปธรรม ถ้าจากนี้ไปภายใน ระยะเวลา ๓-๔ ปีข้างหน้านะครับ ถ้าทาง ปตท. ยืนยันแล้วก็ส่งเสริม โดยเฉพาะกระทรวง พลังงานออกมาเป็นนโยบายของทางรัฐบาลให้ทาง ปตท. ตรึงราคาเอ็นจีวี (NGV) ไว้แล้วก็ลด ราคาลงมานะครับ ก็จะทำให้ปัญหาเรื่องของฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) ที่เกิดจากภาคขนส่ง ก็จะแก้ไขปัญหาได้ ตัว ๖๔ เปอร์เซ็นต์ที่ผมเรียนท่านประธานไปนะครับ ฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) ที่เกิดจากภาคขนส่งก็จะหายลงไป ถ้าหายลงไปก็จะทำให้ค่าฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) ที่ทางกรมควบคุมมลพิษได้ควบคุมไว้ก็จะไม่เกินค่ามาตรฐาน ก็เลยขออนุญาตได้นำเรียน ผลการศึกษาเพิ่มเติมจากที่ทางท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านจิรายุได้เรียนให้ ท่านประธานและท่านสมาชิกครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านสมาชิก สอบถามเชิญนะครับ เชิญท่านเกียรติ สิทธีอมร ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่น ต้องขอขอบคุณความคิดริเริ่มของคณะกรรมาธิการชุดนี้นะครับ ในการที่นำเรื่องนี้ไปศึกษา อย่างจริงจัง แล้วก็เป็นเรื่องที่ผมเองก็สนใจเพราะว่าจริง ๆ การใช้ก๊าซธรรมชาตินั้นมันเป็น ทรัพยากรที่เรามีส่วนหนึ่งในประเทศแล้วมันเป็นทางเลือกหนึ่ง จริง ๆ แล้วปฏิเสธไม่ได้ตอนนี้ โลกมีทางเลือกเยอะมาก แต่ทางเลือกใดดีที่สุด ทางเลือกนโยบายอย่างไรเป็นการบริหารจัดการ ที่ดีที่สุด เผอิญการศึกษาครั้งนี้ให้ความสำคัญกับในกรณีด้านสิ่งแวดล้อมก็คือพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) ซึ่งไม่ผิดอะไรเลยนะครับ เป็นเป้าหมายที่ถูกต้องที่เราพยายามจะลดพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) จากสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะในเมืองหลวง โดยเฉพาะในเมืองที่มีการจราจรที่หนาแน่น แต่ทีนี้เผอิญเอ็นจีวี (NGV) หรือก๊าซธรรมชาติที่เรามีเราไม่ได้นำเข้าอย่างเดียว เรามีส่วนหนึ่ง เรามีในประเทศ ส่วนหนึ่งเรานำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน อีกส่วนหนึ่งเรานำเข้าจากประเทศ เช่นกาตาร์ซึ่งมีก๊าซธรรมชาติอยู่ค่อนข้างมาก ปัญหาก็คือว่าต้นทุนต่างกันมาก ต้นทุนที่เรา ผลิตได้เองกับต้นทุนที่นำเข้าจากแหล่งต่าง ๆ แตกต่างกันมาก คำถามมันก็เลยมีอยู่ว่าได้มี การตรวจสอบไปบ้างหรือไม่ว่าราคาที่เป็นธรรมจริง ๆ มันคืออะไร ต้นทุนที่แท้จริง วิธีการ เกลี่ยต้นทุนเป็นอย่างไร ผมก็พยายามอ่านที่ท่านได้นำเสนอซึ่งก็มีความสมบูรณ์ระดับหนึ่ง แต่พอไปดูในรายงานที่เป็นบรรณานุกรมซึ่งเป็นการชี้แจงของ ปตท. เอง ไม่มีรายละเอียดหลัก ของการเกลี่ยต้นทุน ซึ่งอันนี้แม้กระทั่งราคาก๊าซที่ปั๊ม คำถามแรกก็คือว่ามันสะท้อนต้นทุน หรือเปล่า ทำไมต้อง ๑๐ บาท ณ วันนี้มัน ๑๕ บาทกว่า แต่ทำไมที่ปากหลุมมันอยู่แค่ ๓ บาทเอง ที่เราผลิตได้ในประเทศ บางหลุมอยู่ที่ ๑.๕๐ บาท แล้วไปถึงปั๊มมันเป็น ๑๕ บาท ได้อย่างไร อันนี้ผมไม่ได้เห็นในรายงานว่ามีการศึกษาในประเด็นนี้ ซึ่งก็อยากซักถามนิดหนึ่งว่า เราลงลึกมากน้อยแค่ไหน หลักของการเกลี่ยต้นทุนและราคาขาย จริง ๆ เขามีหลายราคา ในการขาย เขาไม่ได้ขายราคาเดียว ถ้ารถยนต์ใช้ รถบรรทุกใช้ ใช่ครับราคาเดียวที่ปั๊มที่เราเห็น แต่มันมีปัญหาเรื่องต้นทุนค่าผ่านท่อ เรามีปัญหาเรื่องต้นทุนที่มีการนำไปใช้ในกรณีของ โรงไฟฟ้าราคาไม่เท่ากันเลยนะครับ ราคาก๊าซที่ขายไปโรงผลิตกระแสไฟฟ้าเอสพีพี (SPP) โรงเล็กหน่อย หรือไอพีพี (IPP) โรงใหญ่หน่อยก็ไม่เท่ากันอีก ตรงนี้ผมคิดว่าถ้าเรายังไม่ได้ ตรวจสอบลงลึกในประเด็นเหล่านี้เราอาจจะได้คำตอบที่ไม่ชัด แต่ในมิติของการใช้เป็นทางเลือก เพื่อลดพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) ไม่ปฏิเสธนะครับอย่างไรก็มาลดได้มันดีกว่า แต่ปัญหาของเรามันมี อย่างนี้ครับ มันเหมือนกับท่านกำลังจะบอกว่าโรงไฟฟ้าเราควรจะผลิตด้วยเชื้อเพลิงอะไร ถ้าบอกถ่านหินสิ่งแวดล้อมกระทบสูง ถ้าบอกว่าเป็นนิวเคลียร์พลังงานสะอาดเลยเอาไหม ถ้าบอกเป็นโรงไฟฟ้าใช้ก๊าซธรรมชาติสะอาดเหมือนกัน ถือเป็นคลีน (Clean) เหมือนกัน แต่เรามีจำกัดต้นทุนเป็นอย่างไร ทีนี้หลายประเทศที่เขามีส่วนหนึ่งที่เป็นทรัพยากร ในประเทศที่ราคาถูกกว่านำเข้า เขาจะมีนโยบายทางเลือกว่าจะใช้ให้มันหมดไปรวดเร็ว มากน้อยแค่ไหนเพราะมันมีจำกัด ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันมีจำกัด พอมีจำกัดแล้วเขาก็เลือกว่า จะเอาไปใช้ในกรณีใดบ้าง บางประเทศแค่ประเทศเพื่อนบ้านเรา เช่น ประเทศเวียดนามมี แต่นโยบายของรัฐเขาก็คือว่าจะใช้เมื่อเป็นหนทางสุดท้าย ก็คือตอนนี้เก็บไว้ครับไม่ยอมใช้ ใช้ให้น้อยที่สุด แต่นำเข้าให้มากที่สุดก่อนเพราะอิงกับราคาตลาดอยู่แล้วตอนนั้น เพิ่งค้นพบ ทีหลัง เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นทางเลือกของนโยบาย คำถามผมก็เลยมีกลับมาว่าจริง ๆ แล้ว เสียดายนิดหนึ่งครับว่าหัวข้อที่ศึกษาจะดีมากเลยนะครับ แต่มิติของการเลือกการใช้ทรัพยากร ที่มีจำกัดนี่กระจายไปใช้ในอุตสาหกรรมใดบ้าง ในภารกิจใดบ้างนั้นมันสำคัญมากเลยครับ มันสำคัญมาก ทีนี้จากวันนั้นถึงวันนี้ผมก็อ่านรายงานของท่านนะครับ คือผมคิดว่ายังไม่ได้ลงลึกในเรื่องของ ต้นทุนที่แท้จริงและราคาขายที่หลากหลายมากนะครับ ราคาขายไปแต่ละกลุ่มแต่ละคนนี่ เป็นคนละราคานะครับ ตรงนี้ท่านได้มีการซักไซ้ไล่เลียงกับ ปตท. มากน้อยแค่ไหน แล้วก็มี คำอธิบายที่ชัดเจนมากน้อยแค่ไหน อันนี้ก็อยากจะสอบถามนะครับ นโยบายทางเลือก ถ้าท่านบอกว่าใช้ ๕๐ เปอร์เซ็นต์เลยในสรุปของท่าน ท่านเขียนไว้ว่าขอ ๕๐ เปอร์เซ็นต์เลย แล้วท่านก็พูดถึงต้นทุนค่าบำรุงรักษาของเครื่องยนต์ก๊าซเอ็นจีวี (NGV) นี่สูงกว่าเครื่องยนต์ ดีเซลท่านคงทราบนะครับ ใช้ก๊าซเผาผลาญอุณหภูมิมันสูงกว่าที่เครื่องยนต์ออกแบบมา เครื่องยนต์ทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นแอลพีจี (LPG) หรือเอ็นจีวี (NGV) จะมีปัญหาว่า ค่าบำรุงรักษาสูงมากเพราะอุณหภูมิที่เผาผลาญมันสูงเมื่อเทียบกับการใช้น้ำมันปกติ ไม่ว่า จะเป็นดีเซลหรือแก๊สโซลีน (Gasoline) ธรรมดานะครับ แต่สิ่งหนึ่งที่มีการเอารัดเอาเปรียบ กันนิดหนึ่งก็คือพอเห็นว่าน้ำมันอันไหนถูกค่าต้นทุนเครื่องยนต์จะแพง และค่าบำรุงรักษา จะแพง อันนี้ต้องเข้าไปกำกับดูแลเลยนะครับ จะบอกว่าเป็นกลไกตลาดคงไม่ใช่ ท่านคง ทราบนะครับ คนไหนซื้อรถยนต์ดีเซลสิ่งแรกที่เขาบอกก็คือต้องเพิ่มอีก ๑๐๐,๐๐๐ บาท เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์แก๊สโซลีน (Gasoline) ถามว่าผู้ผลิตอธิบายได้ไหมว่าทำไมต้องเพิ่ม ชิ้นส่วนเขาน้อยกว่านะครับ แต่เขาเพิ่มเพราะเขาบอกว่าราคาน้ำมันมันถูก ตรงนี้มันมี ผลกระทบหมดเลยครับ นโยบายเรื่องทรัพยากรที่เราจะไปใช้ว่าจะใช้ให้มีต้นทุนมากน้อย แค่ไหน หรือใช้มากน้อยแค่ไหนต้องคำนึงถึงสิ่งที่เรามี ต้นทุนที่เรามี สิ่งที่เราต้องนำเข้า และผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ ตรงนี้ครับอยากซักถามว่าทางกรรมาธิการได้มีการลงไป ในรายละเอียดหรือไม่🔗
แล้วก็อีกประการหนึ่งที่อยากจะซักถามนะครับ ณ วันนี้เรามีทางเลือกอื่น ไหมครับ เช่น อีวี (EV) ขนส่งเป็นอีวี (EV) ไปเลยครับ อันนี้ก็คือคลีน (Clean) ไม่มีพีเอ็ม (PM) เลยครับ แล้วไม่ต้องมีการโต้เถียงเรื่องราคาก๊าซอีกต่อไป รวมทั้งกรณีว่าถ้ายังจำเป็น ที่จะต้องใช้เครื่องยนต์ดีเซลที่เรามีอยู่มันเปลี่ยนข้ามคืนไม่ได้ ได้มีการไปดูไหมครับว่า มีเทคโนโลยีใดใส่กรองเพิ่มได้ไหมก่อนที่จะออกจากท่อไอเสีย ผมเข้าใจว่าอย่างโรงไฟฟ้ามันมี อย่างเช่น โรงไฟฟ้าถ่านหินที่เขาใส่ดีซัลฟูไรเซชัน (Desulfurization) ก็คือการลดค่าซัลเฟอร์ (Sulfur) ออกจากปล่องก่อนออก เทคโนโลยีเหล่านี้ท่านได้ดูหรือไม่ครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ก่อนที่จะ เชิญท่านต่อไปนะครับ ขอเรียนสถานภาพของวาระวันนี้นะครับ หลังจากรายงานผลของ คณะกรรมาธิการชุดนี้จบแล้ว ก็จะมีรายการขอเลื่อนและคณะกรรมาธิการที่มีความพร้อม อีก ๒ คณะ คือคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจของคุณศิริกัญญาซึ่งท่านพร้อมอยู่แล้วครับ หลังจากนั้นก็จะมีในวาระที่ ๔.๑๐ รายงานเรื่องการบริหารราชการรูปแบบจังหวัดจัดการตนเอง ของคณะกรรมาธิการการกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการ รูปแบบพิเศษ ซึ่งท่านประธานซูการ์โน มะทา ก็พร้อมอยู่แล้ว ฉะนั้นผมเรียนให้พวกเราทราบว่า จะได้ระลึกถึงคณะกรรมาธิการชุดต่อไปด้วยว่าเขารออยู่ด้วยนะครับ เพื่อว่าการอภิปรายจะได้ ไม่ยืดเยื้อเกินไป ต่อไปคุณสุเทพ อู่อ้น แล้วคุณประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุเทพ อู่อ้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เครือข่าย แรงงาน วันนี้กราบเรียนท่านประธานขออนุญาตร่วมอภิปรายเกี่ยวกับการศึกษาของเอ็นจีวี (NGV) จากบริษัท ปตท. เนื่องด้วยพี่น้องผู้ใช้แรงงาน คนขับแท็กซี่ได้ให้กระผมในฐานะคนใช้ แรงงานได้มีส่วนร่วม ซึ่งขณะนี้รถแท็กซี่ที่มีอยู่ในประเทศไทยมากกว่า ๒๐๐,๐๐๐ คัน ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาของแก๊สเอ็นจีวี (NGV) ที่สูงจึงทำให้ต้นทุนของการดำเนินการ ขับแท็กซี่เป็นต้นทุนที่สูง จากภาวการณ์โควิด (COVID) ที่เกิดขึ้นเมื่อปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ ปี ๒๕๖๕ สืบเนื่องมาโดยตลอด มีผลกระทบกับคนขับแท็กซี่ ซึ่งจะเห็นได้ว่าผู้โดยสารเองก็น้อยลง ดังนั้นรายได้ที่ได้แต่ละวัน ก็น้อยลง แต่ต้นทุนเรื่องของเชื้อเพลิงเอ็นจีวี (NGV) นั้นมีราคาปรับสูงขึ้น ในการขับแท็กซี่ จะหยุดรอผู้โดยสารก็ไม่ได้ผู้โดยสาร จึงจำเป็นต้องขับอยู่อย่างต่อเนื่อง นั่นก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่งานวิจัยบอกว่าเป็นผลกระทบจากเอ็นจีวี (NGV) แต่ถามว่าถ้าเกิดพี่น้องแท็กซี่จอดอยู่ ไม่มีการขับเคลื่อนก็ไม่ไปหาผู้โดยสาร ขณะนี้ถึงแม้จะมีเรื่องบัตร บัตรเป็นส่วนลดที่ให้กับ พี่น้องแท็กซี่แต่ก็ไม่ทั่วถึงทำให้ต้นทุนของเขาเหล่านั้นสูงขึ้น หลายครั้งที่ได้เห็นว่ามีพี่น้อง แท็กซี่ที่ไม่สามารถที่จะดำเนินธุรกิจได้ เลือกทางเลือกในการที่จะจบชีวิตตัวเองในแท็กซี่ ด้วยเหตุของต้นทุนที่เกิดขึ้น ต้นทุนแท็กซี่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจดทะเบียนก็มีราคาสูง และเมื่อต้องมีระบบแอปพลิเคชัน (Application) ต่าง ๆ แท็กซี่โอเค (Taxi OK) ก็มีต้นทุนที่สูง นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในภาวการณ์ที่ผ่านมา ได้ใช้ความพยายามในการนำเสนอปัญหาไปยังหน่วยงาน ภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เห็นได้ชัดเจนว่าขณะนี้พี่น้องแท็กซี่ที่ขับรถอยู่ถูกยึดรถเป็นจำนวนมาก จากราคาต้นทุนที่สูงและภาวการณ์ต่าง ๆ เข้ามา มองเรื่องของสิ่งที่อยากจะให้คณะกรรมาธิการ ศึกษาผ่านไปทางท่านประธานว่าขอให้ดำเนินการควบคุมราคาให้กับพี่น้องชาวแท็กซี่ที่จะ สามารถขับรถในการดำรงชีพเลี้ยงครอบครัวได้ ขณะนี้เองแท็กซี่ที่มาร้องเรียนกับทางเรา ก็พยายามที่จะขอความช่วยเหลือไปกับหน่วยงาน ไม่ว่าจะธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่ว่าจะ เป็นไฟแนนซ์ (Finance) ต่าง ๆ ว่าให้ผ่อนทุเลาในการที่จะไม่ยึดรถเพื่อใช้ในการประกอบ อาชีพ นี่คือเป็นสิ่งหนึ่งที่อยากจะฝากเรียนท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการศึกษา เรื่องแก๊สนะครับ เป็นไปได้ไหมที่เราจะทำให้ราคาเอ็นจีวี (NGV) นั้นต่ำลงมากกว่า ๑๐ บาท เหมือนเมื่ออดีตที่เคยผ่านมา จะทำให้เขาเหล่านั้นยังได้ประกอบอาชีพต่อไปในการที่จะเลี้ยงดู ครอบครัว สิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่ยังไม่ได้มีการศึกษาที่จริงจัง แต่มันเป็นส่วนหนึ่ง ของคนที่ประกอบอาชีพอย่างอิสระ และเป็นอาชีพที่คนไทยเราสืบเนื่องกันมาตลอดนะครับ อีกนิดหนึ่งครับ เสริมในเรื่องของอนาคตก็จะมีพลังงานอีวี (EV) มาทดแทน ถามว่ารถที่มีใช้ ปัจจุบันนี้ใช้เอ็นจีวี (NGV) แล้วอนาคตการเปลี่ยนถ่ายเป็นพลังงานไฟฟ้าเขาเหล่านั้นสามารถ ที่จะก้าวต่อไปได้อย่างไร เพราะขณะนี้ต้นทุนการผ่อนรถคันหนึ่งที่กำหนดไว้ ๙ ปี พอหมด สภาพเสื่อมอย่างที่คณะศึกษาบอกได้ชัดเจนว่าในเรื่องของแก๊สเอ็นจีวี (NGV) ส่งผลกระทบ กับเครื่องยนต์ในการซ่อมบำรุง เราใช้ความพยายามให้มีการขยายไปได้ ๑๒ ปี แต่ก็เป็น การชั่วคราว สิ่งเหล่านี้เป็นภาพที่อยากจะสะท้อนให้กับท่านประธานและสื่อสารไปยังผู้ที่ เกี่ยวข้องในการลงไปดูแลเยียวยาพี่น้องชนชั้นแรงงานคนขับแท็กซี่ ซึ่งเป็นคนที่ดูแลด้านการ เดินทางให้กับพี่น้องประชาชน และจะได้ไม่เพิ่มต้นทุนให้กับพี่น้องประชาชน เพราะขณะนี้ มิเตอร์ (Meter) ก็ยังโดนควบคุมราคาอยู่ที่เท่าเดิมไม่ได้มีการปรับ แต่ต้นทุนปรับขึ้น อย่างมากมาย ก็ฝากเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผม นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๕ ดินแดง ห้วยขวาง พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่น ต้องขออนุญาตชื่นชมในส่วนของคณะกรรมาธิการที่ได้ไปศึกษาในเรื่องของแนวทางการกำหนด ราคาขายปลีกก๊าซเอ็นจีวี (NGV) ของบริษัท ปตท. เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด และบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กพีเอ็ม ๒.๕ (MP2.5) โดยเฉพาะในพื้นที่เขตเมืองหลัก อย่างกรุงเทพมหานคร หรือว่าเมืองใหญ่ ๆ ซึ่งถ้าหมดจากหน้าฝนนี้ไปท่านประธานก็คงจะได้รับทราบนะครับ โดยเฉพาะในส่วนของ กรุงเทพมหานครนั้นปัญหาที่ตามมา หรือแม้แต่ในส่วนของเชียงใหม่ หรือว่าเมืองใหญ่ต่าง ๆ กับปัญหาที่ตามมาก็จะเป็นปัญหาในเรื่องของฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) ท่านประธานครับ จากการที่ผมได้ดูในรายละเอียดที่ทางคณะกรรมาธิการได้ไปศึกษามา ผมมีประเด็นที่จะเรียน สอบถามไปถึงคณะกรรมาธิการ เพื่อที่จะให้เกิดความกระจ่างในส่วนของรัฐบาลหรือว่า กระทรวงที่จะรับเอาข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการไปประกอบการพิจารณาในการดูแล พี่น้องประชาชน ในข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการที่ได้สรุปมาที่บอกว่ารัฐบาลควรส่งเสริม ให้มีการใช้ก๊าซเอ็นจีวี (NGV) และเครื่องยนต์เอ็นจีวี (NGV) เพื่อที่จะให้มีประสิทธิภาพ เพื่อการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) ที่เกินมาตรฐานอย่างตรงจุดและมี ประสิทธิภาพ ท่านประธานครับ ในทางปฏิบัติเท่าที่ผมได้ดูในรายละเอียดรายงานทั้งหมด ก็จะเห็นว่าราคาตอนที่ทางคณะกรรมาธิการได้ศึกษากับราคา ณ ปัจจุบันที่รัฐบาลมีมาตรการ ในการตรึงราคา โดยเฉพาะในเรื่องของก๊าซเอ็นจีวี (NGV) ซึ่งเท่าที่ตรวจสอบนี่นะครับ ในสิ้นเดือนกันยายนนี้ทางรัฐบาลเองก็ยังไม่ได้มีมาตรการที่ชัดเจนออกมาว่าในเรื่องของ การตรึงราคา ในเรื่องของก๊าซเอ็นจีวี (NGV) ที่จะช่วยเหลือ โดยเฉพาะผู้ประกอบการหรือว่า ในส่วนของผู้ให้บริการรถโดยสารสาธารณะพวกกลุ่มรถแท็กซี่ หรือว่าภาคการขนส่งที่ถือว่า เป็นกลไก หรือว่าเป็นหัวใจหลักในเรื่องของการที่จะทำให้ต้นทุนทางการตลาดของสินค้านั้น สูงขึ้นหรือไม่ ในเรื่องของภาคการขนส่งก็เป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้พี่น้องประชาชนนั้นได้รับ ผลกระทบความเดือดร้อน สิ่งที่ปรากฏในเอกสารโดยเฉพาะในเรื่องของแนวทางการกำหนด หรือว่าการดูในเรื่องของโครงสร้างราคาของก๊าซ ในข้อสรุปของคณะกรรมาธิการเองก็ยังไม่ได้ มีข้อเสนอแนะที่ชัดเจนไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนะครับว่าจะมี ในส่วนความเห็นของ คณะกรรมาธิการที่ได้ไปศึกษามาในรายละเอียดทั้งหมดนี่ครับ จะมีข้อเสนอแนะหรือว่า ข้อสังเกตใดที่เป็นประโยชน์ นอกจากประเด็นที่ชัดเจนก็คือว่าการใช้ก๊าซเอ็นจีวี (NGV) มันจะลดในเรื่องของฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) แต่ในเรื่องของราคากับมาตรการในการส่งเสริม ที่จะให้พี่น้องประชาชนหันมาให้ความสนใจในการที่จะใช้เชื้อเพลิงทดแทนที่เรียกว่าน้ำมัน โดยเฉพาะก๊าซเอ็นจีวี (NGV) ในขณะนี้ ในรายงานก็ไม่ได้มีการศึกษาหรือว่าไม่มีการเขียนไว้ ผมไม่ทราบนะครับ แต่เท่าที่ดูมันไม่มีปรากฏไว้ ก็ขออนุญาตเรียนสอบถามท่าน ในส่วนอื่น ๆ ท่านประธานครับ ขออนุญาตเรียนสอบถามเพิ่มเติมไปก็คือว่าในกรอบการพิจารณาของ คณะกรรมาธิการนี่นะครับ ถ้าเราจะพูดถึงประโยชน์ของการใช้ก๊าซเอ็นจีวี (NGV) นี่นะครับ มันมีกระบวนการในเรื่องของการติดตั้ง โดยเฉพาะรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์ดีเซล ถ้าเราซื้อ รถยนต์ที่มีการใช้น้ำมันโดยเฉพาะในเรื่องของเครื่องยนต์ดีเซลจะต้องมีการมาเปลี่ยนแปลง ในเรื่องของประเภทของการใช้เชื้อเพลิงทดแทนอย่างก๊าซเอ็นจีวี (NGV) ในแนวทาง การศึกษาก็ไม่ได้มีการแนะนำหรือข้อเสนอแนะว่าหน่วยงานอื่นนอกจากในส่วนของ ปตท. แล้วนี่นะครับ รัฐบาลเองน่าที่จะไปกำหนดมาตรการหรือวิธีการอย่างอื่นใด ๆ ไหมครับว่า ที่จะส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนหันมาสนใจในการใช้ก๊าซเอ็นจีวี (NGV) มากขึ้น ในรายงาน ท่านเขียนไว้นะครับว่ากลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับการใช้ก๊าซเอ็นจีวี (NGV) มีรถยนต์อยู่ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าคัน มีสถานีที่ให้บริการเรื่องของก๊าซเอ็นจีวี (NGV) ประมาณ ๔๐๐ กว่าสถานี แต่ในมาตรการอื่นที่จะทำให้คนมาให้ความสนใจ เพราะว่าจาก ๘ บาทกว่าที่ท่านศึกษา ในขณะนั้น ตอนนี้มันอยู่ที่ ๑๕ บาทกว่าต่อกิโลกรัมสำหรับก๊าซเอ็นจีวี (NGV) นะครับ ซึ่งนั่นหมายความว่าในช่วงประมาณเกือบ ๒ ปีที่ผ่านมาราคาก๊าซเอ็นจีวี (NGV) ขึ้นไปเกือบ ร้อยเปอร์เซ็นต์ จาก ๑๓ บาท เป็น ๑๕ บาท ก็ขึ้นไปเกือบ ๕๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ขออภัยท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ในมาตรการการส่งเสริมในเรื่องของการที่จะสร้างแรงจูงใจ ยกตัวอย่างเช่น ในนี้ถ้าศึกษาว่าถ้าเป็นรถเครื่องยนต์ดีเซลถ้าหันมาเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์การใช้ที่จะเปลี่ยนมา ใช้ก๊าซเอ็นจีวี (NGV) จะต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายตกคันหนึ่ง ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ บาท ฉะนั้นมาตรการตรงนี้ ท่านประธานครับ กรรมาธิการเองได้มีการศึกษาไหมว่าหน่วยงานอื่น ยกตัวอย่างเช่น กรมโรงงานอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการดูแลเรื่องของอุปกรณ์ ในการติดตั้ง ในเรื่องของระบบก๊าซเอ็นจีวี (NGV) มันสามารถทำอย่างไรให้ถูกลงได้ไหม หรือว่ามีมาตรการใดในการส่งเสริมให้คนมาเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ในเรื่องของรถในการที่จะ มาใช้ก๊าซเอ็นจีวี (NGV) หรือไม่ได้อย่างไร และรวมทั้งในเรื่องของมาตรการภาษี ยกตัวอย่าง ท่านประธานครับ ในกรณีที่เราใช้รถโดยปกติทั่วไปกับรถที่ใช้ก๊าซเอ็นจีวี (NGV) ถ้าเราเห็นว่า การใช้ก๊าซเอ็นจีวี (NGV) มันลดปัญหาในเรื่องของมลภาวะได้มาก ซึ่งแทนที่เราจะใช้ งบประมาณไปเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องของมลภาวะ เราก็ไปส่งเสริมในเรื่องของรถ โดยเฉพาะ เรื่องของภาษี มาตรการภาษี อย่างนี้เป็นต้น ผมคิดว่ามันก็จะเกิดประโยชน์ในภาพรวม ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาในองค์รวม ก็ขออนุญาตเรียนสอบถามท่านประธานผ่านไปถึง ทางท่านประธานหรือว่าคณะกรรมาธิการ กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ รักษาเวลา อีก ๓ ท่านครับ นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ คุณอนุรักษ์ บุญศล คุณคารม พลพรกลาง ขอ ๕ บวก ๗ นะครับ ประทานโทษครับ ขอ ๕ บวก ๒ นะครับ ถ้าจบ ๕ ได้ก็ขอบพระคุณ เพื่อให้กรรมาธิการชุดต่อไปได้มีโอกาส เชิญคุณจาตุรงค์ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด ศรีสะเกษ ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการ ท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ได้ศึกษาเรื่องการใช้ แก๊สเอ็นจีวี (NGV) เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว และเรื่องของฝุ่นละอองที่เอาเข้าสภาในวันนี้ ผมนำเรียนท่านประธานนะครับว่าผมได้ติดตามเรื่องเอ็นจีวี (NGV) มาตลอดตั้งแต่เริ่ม เปิดสถานีใหม่ ๆ เลยครับ ใหม่ ๆ ตอนนั้นมีผู้ซึ่งขุดแก๊ส สถานีปั๊มแก๊สแล้วก็รถใช้ เอ็นจีวี (NGV) นะครับ ตอนนั้นราคาประมาณ ๘ บาท ๘.๕๐ บาท น้ำมันประมาณเกือบ ๓๐ บาท ราคาแก๊สกับน้ำมันต่างกัน ๓ ๔ เท่า แล้วเมื่อมาเทียบราคาต่างกัน ๓ ๔ เท่า พอมาเติมแล้ววิ่งคนใช้เอ็นจีวี (NGV) จะเหลือกำไร ๒ เท่าตัว เกือบ ๆ ๓ เท่าตัวในวันนั้น เพราะฉะนั้นวันนั้นจึงไม่แปลกใจเลยครับว่าปี ๒๕๔๓ ที่ ปตท. ได้จัดให้มีสถานีบริการ และส่งเสริมให้มีแก๊สเอ็นจีวี (NGV) แต่เท่าที่สอบถามดู ปตท. เขาบอกว่าตรงนี้เขาขาดทุน กำไรของระบบ ปตท. ทั้งหมด คือต้นทุนที่เขานำแก๊สมาจากพม่าก็ดีต่อท่อมานี่ราคาสูงกว่า เขาต้องซับซิไดซ์ (Subsidize) อีกหลายบาททีเดียว หลังจากนั้นพอมาปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๔ ขึ้นมาเป็น ๑๓.๕๐ บาท คนที่ใช้รถเอ็นจีวี (NGV) ที่เป็นรถบรรทุกกับรถเก๋ง รถทั่วไป รถแท็กซี่ เริ่มมีส่วนต่างที่กำไรจากการใช้เปลี่ยนจากน้ำมันไปเป็นแก๊ส เหลือแค่แก็ป (Gap) ไม่ถึง เท่าตัว พอมาปัจจุบันราคาต้องบอกว่าไม่เหลือแล้วครับ น้ำมันกับเอ็นจีวี (NGV) เพราะเอ็นจีวี (NGV) ขึ้นมา ๑๕ บาท จังหวัดบ้านผม ๑๗ ๑๘ บาท แล้วก็น้ำมัน๓๐ ๓๕ บาท พอไม่เหลือ เสร็จปั๊บ ขณะนี้เอ็นจีวี (NGV) เมื่อปี ๒๕๖๒ สถานบริการปิดไปแล้ว ๖๐ ปั๊ม ๖๐ สถานี และผมเชื่อว่าทยอยปิดตัวไปหมด โดยเฉพาะที่อุบลราชธานีก็เริ่มปิด ที่ไหนก็เริ่มปิด ในกรุงเทพฯ ก็เริ่มปิด นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นจริง เพราะเขาอยู่ไม่ได้ แล้วเชื่อไหมอุปกรณ์เอ็นจีวี (NGV) ที่ปิดแล้วนี่ประเทศไหนซื้อในราคาถูก ๆ ไปทำ ประเทศอินเดียครับ ประเทศอินเดีย ซื้ออุปกรณ์เอ็นจีวี (NGV) ไปพัฒนาบ้านเขา ทีนี้ก็มาพูดถึงเรื่องว่าปัญหา ผมรณรงค์เลยครับ ว่าจากการวิจัยไม่ว่าเราจะใช้น้ำมันกับก๊าซผลต่างของการที่เกิดสันดาปและเกิดพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) ซึ่งเกิดจากฝุ่นละออง จากคาร์บอนมอนอกไซด์ จากก๊าซ ๔๑ เท่า เมื่อเปรียบเทียบ กิโลกรัมของการใช้ เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าการลงทุนเปรียบเทียบกันกับผลที่มีพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) ซึ่งในกรุงเทพฯ ก็ประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์เกิดจากการสันดาป จากขนส่งในเชิงอุตสาหกรรมก็อาจจะมีบ้าง ๒๐ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกันรัฐบาลต้องเอาเม็ดเงินไปแก้ไขปัญหาฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) มากมายขนาดไหน ปัญหาสุขภาพของพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะช่วงที่เราไม่ได้ ใส่แมสก์ (Mask) จมูกเรานี่จะต้องกรอง มีขนที่จมูกกรอง พอเราดูที่จมูกปุ๊บจะดำมาตลอด ทุกคนที่อยู่ในกรุงเทพมหานคร เพราะฉะนั้นไลฟ์ (Life) ชีวิตความเป็นอยู่เซอร์ไววัลเรต (Survival Rate) หรือว่าไลฟ์ (Life) ของความสุขของคนที่อยู่เจอฝุ่นพีเอ็ม (PM) ตรงนั้น มันจะเหลือน้อยเต็มที เพราะฉะนั้นคนที่อยู่ต่างจังหวัดไม่ได้รับฝุ่นเขาก็จะมีชีวิตที่ยืนยาว และมีความสุข ความสุขตรงนี้กับการที่กระทรวงสาธารณสุขจะต้องมาจ่าย กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต้องมาจ่ายแก้ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) ใช้เงิน มหาศาล เมื่อเทียบกับการรณรงค์โดยการทำอย่างไรส่งเสริมให้เอ็นจีวี (NGV) เขาอยู่ได้ ทาง ปตท. ต้องขอร้องเลยว่าขาดทุนตัวนี้ท่านไปทำซีเอสอาร์ (CSR) ให้กับอื่น ๆ อย่างหน่วยงาน เยอะแยะ แต่ท่านมาทำซีเอสอาร์ (CSR) ให้กับพี่น้องประชาชนทรัพยากรมนุษย์ ลงทุนแบบนี้ ผมว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม เพราะฉะนั้นขาดทุนบ้างนิดหน่อยแต่ว่ากำไรในส่วนน้ำมัน ส่วนอื่น ๆ ยังมี มากมายเอามาซับซิไดซ์ (Subsidize) เอามาซีเอสอาร์ (CSR) ให้กับเอ็นจีวี (NGV) ได้หรือไม่ แล้วเมื่อไปเปรียบเทียบกับแอลพีจี (LPG) ก็ยังมีการซับซิไดซ์ (Subsidize) มีการช่วยเหลือ ที่ผ่านมาปี ๒๕๕๙ ช่วยเหลือรถสาธารณะจากเดือนละ ๙,๐๐๐ บาท เป็น ๑๐,๐๐๐ บาท ก็จะเรียนถามทางคณะกรรมาธิการ ข้อที่ ๑ ท่านได้ถามไหมว่าเราจะมีวิธีการอย่างไรที่จะ ทำให้การใช้แก๊สเอ็นจีวี (NGV) ควรหันมาใช้ทั้งภาครัฐใช้รถ โดยการที่ลดซับซิไดซ์ (Subsidize) โดยการให้ราคาครึ่งหนึ่งหรือต่ำกว่าครึ่งแล้วเขาอยู่ได้ ไม่ว่ามาตรการต่าง ๆ จะทำอย่างไร ทำได้ไหมครับ ต้องขอกราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณอนุรักษ์ครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ต้องขอบคุณท่านประธาน จิรายุ ห่วงทรัพย์ เป็นอย่างสูงที่ได้ศึกษาเรื่องนี้ แล้วก็ยังมีท่านอัครเดชศึกษาเพิ่มเข้าไปอีก นี่นะคะ เรื่องของการลดฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) โดยการใช้แก๊สเอ็นจีวี (NGV) ในรถยนต์ นี่สรุปง่าย ๆ อย่างนี้เลยค่ะ แล้วดิฉันถามไปที่กรรมาธิการทุกท่านว่าค่านิยมล่ะคะ ท่านได้ ศึกษาค่านิยมของคนไทยกับการใช้แก๊สเอ็นจีวี (NGV) หรือไม่คะ ดิฉันอ่านและศึกษา ในหลายบทความค่ะ เขาบอกว่าไม่จำเป็นก็อย่าไปติดเลย เขาบอกแก๊สเอ็นจีวี (NGV) เพราะว่าค่าติดตั้งประมาณ ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ บาท แล้วยังไม่พอนะคะ พออยากขายรถ เมื่อถึงวันหนึ่งมันใช้มานานหรือว่าเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสอยากขายรถยนต์ ราคาก็จะถูก กดทับลงไปมากเลยทีเดียว ดิฉันถามกรรมาธิการทุกท่านที่อยู่บนบัลลังก์เคียงข้างท่านประธาน ว่าได้ศึกษาเรื่องนี้แล้วหรือยัง เพราะว่าถ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลใช้แก๊สเอ็นจีวี (NGV) ไม่ว่าจะเป็นรถบรรทุกแคปซูลใหญ่ ๆ เหมือนจะไปดาวอังคารนี่ค่ะ แล้วก็รถขนส่งโดยสาร โดยเฉพาะรถแท็กซี่จะได้กำไรมากขึ้นอย่างนี้ ใช่อยู่ค่ะว่าเราสามารถที่จะศึกษา มีการศึกษา เยอะเพิ่มมากขึ้น จริง ๆ แล้วเมื่อสักครู่ท่านสมาชิกท่านหนึ่งก็เอ่ยขึ้นมาว่าปั๊มเอ็นจีวี (NGV) มันปิดตัวลงแล้วด้วยค่านิยมส่วนหนึ่งด้วยค่ะ ปิดไปตลอดทางเลย ทำไมหรือคะท่านประธาน ที่ดิฉันลุกขึ้นมาอภิปรายตรงนี้ ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่ติดเอ็นจีวี (NGV) เช่นเดียวกันค่ะ ดิฉันอยากประหยัดค่ะ สมมุติว่าเดือนหนึ่งใช้ดีเซลสัก ๓๐,๐๐๐ บาท เอ็นจีวี (NGV) จะใช้ ประมาณ ๒๐,๐๐๐ บาท ดิฉันเหลือตั้ง ๑๐,๐๐๐ บาทไปกราบพระที่ไหนก็ทำบุญค่าน้ำ ค่าไฟยังได้เลยค่ะ แต่ทีนี้มันเป็นค่านิยม พอมันแก่ตัวลงมาท่านประธานขา กราบเรียน ให้ท่านทราบค่ะว่าไปขายที่ไหนเขาก็ไม่เอา มันก็ต้องจอดเป็นซาก ก็ต้องกลับมาใช้ดีเซล ดิฉันถึงถามว่าท่านกรรมาธิการได้ศึกษาค่านิยมของคนไทยแล้วหรือยัง ถ้าศึกษาค่านิยมของ คนไทยแล้วว่าสามารถที่จะรณรงค์กันได้ในกรุงเทพฯ ทั้งหมดทั้งมวลทุกยี่ห้อนี้มาใช้เอ็นจีวี (NGV) ทั้งหมด ฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) โดยกรมควบคุมมลพิษไม่ต้องใช้สตางค์อะไรเลย ถามคุณหมอสิคะคนในกรุงเทพฯ เป็นโรคภูมิแพ้มาก นอกจากโรคภูมิแพ้แล้วต่อไปเป็นมะเร็ง ที่ปอดด้วยแล้วก็ลุกลามไปที่อื่นมากมาย เสียค่ารักษาพยาบาลมากขนาดไหน ท่านทำดี ที่สุดแล้ว ดิฉันถามท่านจะต้องตอบดิฉันนะคะว่ามันจะต้องศึกษาไปถึงเรื่องของค่านิยมด้วย ถ้าค่านิยมยังอยากเป็นเสมียนอยู่ ยังใช้รถโดยใช้น้ำมันโดยทั่วไปอยู่ในอันเดียวกันนี้มันก็จะไม่ เกิดขึ้นในประเทศไทยค่ะ และปั๊มเอ็นจีวี (NGV) ต่าง ๆ ก็ปิดตัวลง ปิดตัวลง จะไปเติมที่ไหน คนที่ไปต่างจังหวัดนี้จะไม่มีที่เติมเลยค่ะ แล้วก็ใส่แคปซูลเยอะ ๆ แคปซูลในรถบรรทุกค่ะ ท่านประธานคะหนักมาก แล้วทีนี้เขาให้บรรทุกกี่กิโลเมตรทำลายถนนไปเท่าไร แล้วก็ต้อง เสียภาษีของราษฎรมาซ่อมอีก มันจะมองมุมเดียวไม่ได้ ดิฉันมองหลายมุมนะคะ แต่ก็ต้อง ขอบคุณท่านกรรมาธิการเป็นอย่างสูงเลยทีเดียวในเรื่องนี้ว่าน้ำมันดีเซลนั้นหรือน้ำมันเบนซินนั้น แก๊สที่ปล่อยควันเสียออกมาคาร์บอนมอนอกไซด์เป็นพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) มหาศาลจริง ๆ มากรุงเทพมหานครครั้งแรกดิฉันเห็นสีหม่น ๆ เต็มไปหมดเลย ดิฉันเป็นคนบ้านนอกค่ะนึกว่า หมอกลง เขาบอกว่าไม่ใช่นะคะ นั่นคือพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) ตายแล้วฝุ่นเยอะขนาดนี้แล้วเรา จะใช้ชีวิตอยู่กันอย่างไร ในท้องถนนนี่เต็มไปหมดเลย หน้าร้อนนี่ร้อนมากอย่างนี้ค่ะ แล้วก็ ถ้าศึกษาเรื่องนี้เป็นผลดีมากเลยค่ะ แต่อยากให้การศึกษากว้างออกไปสักหน่อยเรื่องของ ค่านิยมด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ🔗
ขอบคุณนะครับ คุณคารม พลพรกลาง เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ ขออนุญาตท่านประธานชี้แจงนิดหนึ่งได้ไหมครับ🔗
ได้ครับ🔗
ท่านประธานครับ เนื่องจาก เป็นประเด็นที่แหลมคมที่ท่านอนุรักษ์ บุญศล ได้ตั้งมาเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน มากเลยนะครับ ขออนุญาตท่านประธาน กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ต้องขอบคุณ ท่านเกียรติ สิทธีอมร ท่านประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ท่านจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ท่านอนุรักษ์ บุญศล ที่ตั้งข้อคำถามได้ค่อนข้างที่จะแหลมคมแล้วก็คิดว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และพี่น้องประชาชนนะครับ🔗
กรณีของท่านอนุรักษ์ บุญศล นะครับ กรณีที่ท่านบอกว่าได้ศึกษาถึงค่านิยม ของพี่น้องประชาชนแล้วหรือยังนะครับ อันนี้เป็นคำถามที่ผมคิดว่าเป็นประโยชน์มากที่ทาง คณะกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการนี้จะได้เรียนตอบท่านเรื่องกรณีการใช้ก๊าซเอ็นจีวี (NGV) ถ้าท่านดูในรายงานของคณะอนุกรรมาธิการ เดิมตอนที่ทาง ปตท. แล้วก็กระทรวง พลังงานส่งเสริมให้มีการใช้ก๊าซเอ็นจีวี (NGV) ได้มีการออกนโยบายว่าราคาก๊าซเอ็นจีวี (NGV) จะต้องอยู่ที่ร้อยละ ๕๐ ของราคาน้ำมัน อย่างเช่นถ้าราคาน้ำมันอยู่ที่ลิตรละ ๒๐ บาท เอ็นจีวี (NGV) ต้องไม่เกิน ๑๐ บาท ถ้าขึ้นมา ๓๐ บาท เอ็นจีวี (NGV) ก็จะต้องไม่ควรเกิน ๑๕ บาท แต่ที่ผ่านมาไม่ใช่ช่วงนี้นะครับ ช่วงก่อนวิกฤติราคาพลังงาน ท่านประธานจะเห็นว่า ราคาน้ำมันบางทีลงไปอยู่ที่ลิตรละ ๑๗ บาท แต่ราคาเอ็นจีวี (NGV) เราอยู่ ๑๕ บาท บางช่วงจ๊อบเบอร์ (Jobber) ผู้ประกอบการรถบรรทุกซื้อจ๊อบเบอร์ (Jobber) มา คือซื้อมา เยอะ ๆ จากจ๊อบเบอร์ (Jobber) บางทีลิตรละ ๑๓ บาทก็มี ๑๕ บาทก็มี ราคาเอ็นจีวี (NGV) กับราคา ๑๕ บาทกว่า ตรงนี้มันเป็นเรื่องของความคุ้มค่าในการใช้ก๊าซ ถ้าเราสามารถรักษา ส่วนต่างได้ที่ร้อยละ ๕๐ ตามนโยบายตั้งแต่ที่มีการรณรงค์ให้ใช้ก๊าซเอ็นจีวี (NGV) ตั้งแต่ช่วง ปี ๒๕๔๔ ปี ๒๕๔๕ อย่างที่ท่านจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ได้บอกนะครับ ก็จะทำให้ปัจจุบันนี้พี่น้องประชาชนก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนรถ หรือผู้ประกอบการก็ไม่ จำเป็นต้องเปลี่ยนเครื่องยนต์จากเอ็นจีวี (NGV) มาเป็นดีเซลนะครับ ความคุ้มค่าในการใช้ ก็ยังมีอยู่ ทีนี้มีข้อสังเกตของท่านอนุรักษ์ บุญศล ที่บอกว่าถังใหญ่มันหนักมาก ก็หนักจริง ๆ ถ้าท่านเห็นบนรถบรรทุกบางทีบรรทุกกัน ๑๐ ถัง ๒๐ ถังในกรณีวิ่งทางไกล แต่เนื่องจาก ถ้าเราบรรทุกถังแก๊สเอ็นจีวี (NGV) น้ำหนักมันก็ต้องถูกลดจากสิ่งของที่จะบรรทุก สมมุติว่า รถพ่วงแม่ลูกนะครับ ที่เป็นตัวแม่ลูกอ่อนถูกกรมทางหลวงกำหนดไว้ที่ ๓๐ ตัน ถ้า ๓๐ ตัน ตัวรถหนักอยู่ที่ประมาณ ๑๑ ตัน ก็จะบรรทุกของได้ ๑๙ ตัน ถ้าถังแก๊สเอ็นจีวี (NGV) ถูกตีไว้ ที่ตันครึ่งของก็จะบรรทุกได้น้อยลง แต่ความคุ้มค่าในเรื่องของเชื้อเพลิงก็ยังดีอยู่ ฉะนั้นถนน ก็ไม่ได้ถูกทำลายด้วยการบรรทุกถังแก๊สเอ็นจีวี (NGV) อันนี้คือสิ่งที่อยากจะชี้แจงให้ ท่านประธานไปยังท่านอนุรักษ์ บุญศล ได้ทราบว่าการที่บรรทุกถังแก๊สเอ็นจีวี (NGV) ไม่ได้ ทำลายถนนนะครับ เพราะว่าสิ่งของที่จะต้องบรรทุกมันก็จะน้อยลงไปเพราะต้องไปชดเชย กับตัวถังแก๊สที่ต้องบรรทุกไป🔗
ทีนี้ข้อคำถามของท่านนายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ นะครับว่าได้มี การศึกษาหรือไม่ว่าราคาที่เหมาะสมอยู่ที่เท่าไร ก็อย่างที่ผมได้ชี้แจงว่าจริง ๆ แล้วราคา ที่เหมาะสมมันควรจะอยู่ที่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ คือไม่ควรเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ คือถ้าเรามาพูดกัน ตอนนี้ที่ราคาน้ำมันดีเซลแพงเป็นช่วงวิกฤติพลังงาน แล้วราคาแก๊สเอ็นจีวี (NGV) อยู่ที่ ๑๕ บาท อันนี้คือเป็นราคาที่เหมาะสม เมื่อสักครู่ผมลงไปข้างล่างหลังบัลลังก์ก็ไปเจอ ท่านนิโรธ สุนทรเลขา ท่านประธานวิป (Whip) ท่านก็บอกครับว่าการศึกษารายงานอันนี้ เป็นประโยชน์ ผมก็เรียนกับท่านนิโรธ สุนทรเลขา บอกว่าจริง ๆ แล้วมันไม่ทันสถานการณ์ ถ้ารายงานของคณะกรรมาธิการชุดนี้เข้ามาในช่วงปีที่แล้วที่ราคาน้ำมันดีเซลหน้าสถานีจ่าย อยู่ลิตรละ ๑๗ บาท ถ้ารายงานนี้ออกมาช่วงนั้นจะเห็นชัดเจนเลยครับว่าแก๊สเอ็นจีวี (NGV) ควรจะอยู่ที่ราคา ๘ บาทกว่า เพื่อส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนได้มาใช้แก๊สเอ็นจีวี (NGV) แล้วการใช้แก๊สเอ็นจีวี (NGV) เรียนท่านประธานไปยังท่านสมาชิกครับว่ารายงานมีการชี้แจง ไว้ชัดเจนเลยตามหน้า ๖ ครับ พี่น้องประชาชนที่รับชมอยู่ทางบ้าน ผมขออนุญาตได้ชี้แจง คำว่าต่างกันเยอะครับ รถบรรทุกในกรณีที่เมื่อสักครู่ผมบอกว่าต่างกว่า ๑๐ เท่าตัวนี่ นั่นคือ กรณีพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) ที่ปล่อยออกมาเทียบกรัมต่อกิโลเมตรท่านประธาน ถ้าเป็นน้ำมัน ดีเซล ๐.๒๓ ถ้าเป็นแก๊สเอ็นจีวี (NGV) อยู่ที่ ๐.๐๑ อันนี้ต่างกัน ๒๐ เท่า แต่ถ้ากรณีเราไปคิด พีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) กรัมต่อกิโลกรัมเชื้อเพลิงอันนี้ยิ่งเห็นชัดเจนเลยดีเซลปล่อยพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) ออกมา ๐.๙๔ กรัมต่อกิโลกรัมแก๊สในขณะที่เอ็นจีวี (NGV) อยู่ที่ ๐.๐๒ ท่านประธาน จะเห็นว่าแตกต่างกัน ๕๐ เท่าครับ ฉะนั้นการที่รัฐบาลหันมาส่งเสริมการใช้เอ็นจีวี (NGV) จึงเป็นการแก้ปัญหาเรื่องของฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) ใน กทม. ได้อย่างแน่นอนครับ แต่ปัจจุบันนี้ตามที่ทางนายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านบอกว่า ปั๊มก๊าซปิดไปเป็นจำนวนมาก อันนี้คือสิ่งที่เป็นตัวบ่งบอกว่าปริมาณรถในการใช้แก๊สเอ็นจีวี (NGV) มันน้อยลง มันน้อยลง เพราะอะไรครับ เพราะราคาเชื้อเพลิงที่เป็นดีเซลหรือเบนซิน กับเอ็นจีวี (NGV) มันแทบจะเท่ากันเลย ถ้ารัฐบาลรักษาส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ที่เป็นดีเซลหรือเบนซิน ต่างกับเอ็นจีวี (NGV) อยู่ที่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ประชาชนจะไม่เลิกใช้ เอ็นจีวี (NGV) แน่นอนครับ เพราะยังมีความคุ้มค่าอยู่ อย่างที่ท่านอนุรักษ์ บุญศล บอกว่า ยังไปเปลี่ยนใช้เอ็นจีวี (NGV) เพราะช่วงนั้นมันต่างกันเยอะใช้แล้วมันคุ้มค่า อันนี้คือสิ่ง ที่รัฐบาลต้องมาปรับปรุงครับท่านประธาน ว่าการที่รัฐบาลจะมีนโยบายเรื่องของการส่งเสริม ให้ประชาชนใช้พลังงานอย่างไร จะต้องเป็นนโยบายที่ชัดเจนแล้วต้องเป็นนโยบายที่ทำ ในระยะยาว เพราะผู้ประกอบการขนส่งมาร้องเรียนกับคณะกรรมาธิการว่าเปลี่ยนชุดแก๊ส เอ็นจีวี (NGV) ในรถบรรทุกคันหนึ่งคันละ ๕๐๐,๐๐๐-๘๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อที่จะมาใช้เอ็นจีวี (NGV) แต่พอเปลี่ยนไปปุ๊บรัฐบาลก็มาลอยตัวค่าแก๊ส พอใช้แก๊สค่าสึกหรอก็เยอะ เพราะว่า ความร้อนสูงกว่าความร้อนต่อบีทียู (BTU) สูงกว่า ในรายงานชัดเจนครับ ถ้าท่านประธาน ดูในหน้า ๘ ค่าบีทียู (BTU) เอ็นจีวี (NGV) อยู่ที่ ๓๗๔ บาทต่อล้านบีทียู (BTU) ในขณะที่ ดีเซลอยู่ที่ ๗๔๖ ต่อล้านบีทียู (BTU) ฉะนั้นตัวนี้จะเป็นตัวชี้ว่าการที่ใช้เอ็นจีวี (NGV) จะทำให้ ค่าสึกหรอของเครื่องยนต์สูงกว่า แต่ว่าสิ่งที่ได้คืออะไรครับ ฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) น้อยกว่ามากแทบจะไม่เกิดฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) เลย ฉะนั้นการที่รัฐบาลจะตั้งนโยบายในการเซต (Set) ราคาแก๊สหรือราคาเชื้อเพลิง ต่าง ๆ จะต้องเป็นนโยบายที่ระยะยาว ไม่ใช่นโยบายที่กลับไปกลับมา แล้วตอนนี้ปัญหา ที่สำคัญคือกระทรวงพลังงานแทบจะไปกำกับรัฐวิสาหกิจโดยเฉพาะ ปตท. ไม่ได้เลยนะครับ แทบจะไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโรงกลั่น ค่าการกลั่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของค่าแก๊ส เอ็นจีวี (NGV) แทบจะไปกำกับดูแลแทบจะไม่ได้เลย เพราะว่าอะไรครับ เพราะว่าเรื่องของ นโยบายด้วย เรื่องของกฎหมายด้วย เรื่องของกลไกต่าง ๆ ด้วย ซึ่งเพื่อนสมาชิกก็คงทราบ🔗
อีกนิดเดียวครับท่านประธาน ชี้แจงท่านเกียรติ สิทธีอมร ท่านเกียรติ ก็ได้ตั้งคำถามว่าโครงสร้างของแก๊สได้ดูไหม แล้วได้มีการแบ่งอุตสาหกรรมในการใช้ไหม คณะกรรมาธิการได้ศึกษาไหม ก็เรียนว่าได้ศึกษาในโครงสร้างของราคาแก๊สครับท่านเกียรติ ในส่วนของโครงสร้างทางกระทรวงพลังงานได้มอบหมายให้สถาบันการศึกษามาศึกษาโครงสร้าง แต่ทางคณะกรรมาธิการหรือคณะอนุกรรมาธิการที่ผมเป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการ ที่ทำการศึกษาเรื่องนี้ก็ยังติดใจว่าสิ่งที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ถ้าท่านดูในรายงานที่นำเรียน ท่านสมาชิกไป ในมหาวิทยาลัยขอนแก่นเอง ในส่วนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเอง ในหน้า ๘ ก็ชัดเจนว่ามีราคาขายแก๊สที่เหมาะสมเท่าไร แต่ตรงนี้ยังเป็นที่กังขาของกรรมาธิการ อยู่ว่าต้นทุนอย่างที่ท่านเกียรติบอกว่าค่าแก๊สปากบ่อหรือปากหลุมเท่าไร ค่าขนส่งทางท่อ เท่าไร มันก็อยู่ที่ตัวเลขที่ทาง ปตท. จะตั้งมาว่าเท่านั้นเท่านี้ แต่ถามว่าต้นทุนจริง ๆ มันเท่าไร ไม่มีใครรู้ครับ เหมือนกับกรณีค่าการกลั่นอย่างนี้ครับ ค่าการกลั่นที่เป็นประเด็นว่าค่าการกลั่น อยู่เท่าไร วันนี้คณะอนุกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการเชิญหน่วยงานทั้งกระทรวงพลังงาน ปตท. สนพ. กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาหารือนี้ วันนี้หน่วยงานราชการเป็นไปได้อย่างไร ยังไม่รู้เลยว่าค่าการกลั่นที่แท้จริงเท่าไร เพราะอะไรครับ เพราะเอกชนโรงกลั่นนี่ไม่ยอม เปิดเผยต้นทุนที่แท้จริงของค่าการกลั่นออกมา อันนี้ก็คือปัญหา ถึงแม้ว่าเราจะมีโครงสร้าง ให้มหาวิทยาลัยมาศึกษาโครงสร้างแก๊ส แต่ตัวเลขต่าง ๆ ก็ยังมาจาก ปตท. อยู่ดี โดยไม่มีใคร สามารถเข้าไปรู้ได้เลยว่าต้นทุนจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าผ่านท่อ ค่าแก๊สปากหลุม ค่าต้นทุน ในการขนส่งแล้วจริง ๆ มันเท่าไร แล้วเขาบวกเขามีกำไรเท่าไร อันนี้ก็เรียนให้ท่านเกียรติ สิทธีอมร ได้ทราบในข้อคำถาม ทีนี้การแบ่งในส่วนของภาคอุตสาหกรรมในความเหมาะสม ตอนนี้ก็ต้องเรียนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่าทางคณะอนุกรรมาธิการก็ได้มีการไปศึกษา แล้วก็ติดตามว่าตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้แก๊สเอ็นจีวี (NGV) โรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ แล้วก็ภาคขนส่ง ปัญหาในเรื่องของการใช้แก๊สเอ็นจีวี (NGV) ตอนนี้ก็ไม่มีการขาดแคลน ฉะนั้นการกำหนดสัดส่วนในการใช้แก๊สเอ็นจีวี (NGV) ไม่เหมือนเมื่อก่อนครับ ถ้าเมื่อก่อน จะเห็นว่าในปั๊มแก๊สเอ็นจีวี (NGV) ต่อคิวกันยาวมาก แล้วตอนนี้สถานการณ์มันพลิกจาก หน้ามือเป็นหลังมือ ตอนนี้แทบจะไม่มีคนเติมแก๊สแล้ว เอ็นจีวี (NGV) ปั๊มแก๊สก็ทยอยปิดไป ฉะนั้นในเรื่องของการแบ่งสัดส่วนก็ยังไม่ใช่เป็นประเด็นสำคัญที่ทางคณะอนุกรรมาธิการ จะได้มาศึกษาในส่วนนี้ แต่สิ่งที่เราตั้งใจที่จะศึกษาคือจะชี้ให้เห็นว่าการที่รัฐบาลส่งเสริม การใช้เอ็นจีวี (NGV) แล้วมีการกำหนดราคาขายปลีกที่เหมาะสมก็คือ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงจะสามารถแก้ไขปัญหาฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) ในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลได้อย่างแน่นอน อันนี้คือสิ่งที่คณะอนุกรรมาธิการศึกษามาแล้วก็ยืนยัน ในที่ประชุมครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอเชิญคุณคารมครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จังหวัด ร้อยเอ็ด คนอำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ดครับ ต้องกราบเรียนท่านประธานว่าพอฟัง ท่านอัครเดชได้พูดขึ้นก็ถือว่าเท่ากับรายงานเล่มนี้ได้เข้าใจหมดแล้ว ก็ต้องเรียนว่าในเวลา เร็ว ๆ ที่ผมมีความสนใจอยากจะพูดนี้ ผมจะใช้เวลาสัก ๕ นาทีท่านประธาน ไม่เกินกว่านั้น รายงานนี้เป็นแนวทางการกำหนดราคาขายปลีกก๊าซเอ็นจีวี (NGV) ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) ถ้าในทางกฎหมายเรื่องนี้มีอยู่ ๒ ประเด็นเท่านั้น ประเด็นแรกคือ ฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) เยอะขึ้นเพราะว่าใช้น้ำมันดีเซล ประเด็นที่ ๒ พยายามที่จะให้มี พลังงานเอ็นจีวี (NGV) มาทดแทน แล้วก็มีคนกำกับคือคณะกรรมการนโยบายพลังงาน หรือกระทรวงพลังงาน ท่านประธานเป็นผู้แทนมานานและผมก็ชื่นชม ผมก็เป็นผู้แทน เรื่องนี้ถ้าจะแก้ก็แก้อยู่ ๒ อย่าง แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม กับแก้ปัญหาปากท้องคือต้นทุน ผมเป็นคนอำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด มาขับแท็กซี่กรุงเทพฯ เยอะมาก ตั้งแต่แท็กซี่ ๑ ก เขาเรียกว่า ก ข ครับท่านประธาน ทันครับ อายุแก่ประมาณนั้นครับ ประเด็นคือว่า ปตท. ร่ำรวยจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ท่านพูดมานี้เอ็นจีวี (NGV) ที่ท่านอัครเดช ท่านกรรมาธิการที่พูดมานี่เราเป็นรัฐบาล ทำไมเราจะทำให้ราคาเอ็นจีวี (NGV) เป็นครึ่งหนึ่ง หรือต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของน้ำมันดีเซลไม่ได้ บังเอิญวันพรุ่งนี้ผมจะต้องกลับ วันนี้ประชุมเสร็จ จะกลับร้อยเอ็ดไปอำเภอโพนทราย อำเภอโพนทราย ตำบลศรีสว่าง เวลาเขาไม่มีงานทำ ในหน้านาเขามาขับแท็กซี่ที่กรุงเทพฯ เยอะมากท่านประธาน เขามาหารายได้ แต่ทุกวันนี้ ก็ต้องยอมรับว่าหากินลำบาก ๑. ต้นทุนสูง ๒. เจอโควิด (COVID) เข้าไปนี่คนไม่นั่งแท็กซี่ ท่านประธานรู้ไหมครับ ท่านประธานไปบ้านผมบ่อย ๆ ผมทราบ เวลาเขาผ่อนรถไปแล้ว เขาถูกยึด ถูกยึดเงินเขาหายไป อันนี้ปัญหาคือคนขับแท็กซี่ ส่วนปัญหาพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) เรียนท่านประธานตรง ๆ ไม่จำเพาะอยู่ดีเซลอย่างเดียว เป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม เราต้องเพิ่ม พื้นที่สีเขียว ท่านดูเลยครับในรายงานด้านท้าย ซึ่งต้องยอมรับว่ารายงานฉบับนี้ละเอียดมาก ละเอียดมากครับ บอกถึงเรื่องปัญหาพีเอ็ม (PM) มาจากอะไรบ้าง จากโรงงานอุตสาหกรรม จากเรื่องอื่น ทุกวันนี้ไม่เฉพาะกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่ฝุ่นพีเอ็ม (PM) เยอะ ท่านประธาน เชียงใหม่ ร้อยเอ็ดบ้านผม ผมจะสรุปในเวลาสั้น ๆ ก็คือว่านักการเมืองคนที่มา เป็นรัฐบาลมีหน้าที่แก้ไขเรื่องนี้ ถ้าเราไม่สามารถแก้ไขเรื่องนี้เพื่อประชาชนได้ไม่มีประโยชน์ ที่เป็นนักการเมือง แล้วมีนักการเมืองเท่านั้นที่จะแก้ไขได้ คือต้องเป็นรัฐบาลด้วยนะครับ ฝ่ายค้านก็พูดในสภาได้แต่แก้ไม่ได้ คนที่จะแก้ได้คือรัฐบาลที่จะต้องไปสั่งคณะกรรมการ นโยบายพลังงานแห่งชาติพูดกับ ปตท. ที่มีปั๊มอยู่ทั่วประเทศ บ้านผมนี่ก็เยอะแยะครับ ได้ประโยชน์กำไรปีละกี่แสนล้านบาท ทำไมจะดูแลเรื่องนี้ไม่ได้ ให้เอ็นจีวี (NGV) ก็คือ พลังงานสะอาด ต้องขอบคุณนะครับ เมื่อสัก ๒ สัปดาห์ท่านศักดิ์สยาม ชิดชอบ ไปเปิดรถเมล์ เรียกว่ารถสาธารณะที่ใช้พลังงานสะอาดอีวี (EV) ท่านต้องส่งเสริมเรื่องนี้ ในนี้ไม่ค่อยได้พูดถึง เท่าไร แต่จริง ๆ แล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องพลังงานซึ่งควรมี ส่งเสริมรถไฟฟ้าอะไรพวกนี้ เป็นเรื่อง ที่จะทำให้มีพลังงานสะอาดแล้วก็มีสิ่งแวดล้อมดีขึ้น สุดท้ายต้องเรียนท่านประธานว่าต้องชื่นชม ยอมรับครับว่าชื่นชมและทำรายงานละเอียดมาก แต่ว่าความละเอียดนี้รัฐบาลต้องนำไปสู่ การปฏิบัติทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์ จากการศึกษาและรายละเอียดต่าง ๆ เขาจะ ชื่นชมว่านักการเมืองได้ช่วยประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนทุกมิติ อาจจะได้ช่วย คนอีสานหรือคนขับแท็กซี่ทุกจังหวัดที่มาขับแท็กซี่ในกรุงเทพฯ ด้วย กราบขอบพระคุณ ท่านประธาน แล้วก็ขอบคุณท่านกรรมาธิการที่ได้ศึกษาอย่างตั้งใจ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณภาสกร เงินเจริญกุล เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ภาสกร เงินเจริญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ ต้องขออนุญาตท่านประธานอภิปรายเกี่ยวกับรายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทาง การกำหนดราคาขายปลีกก๊าซเอ็นจีวี (NGV) ของบริษัท ปตท. เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงาน สะอาดและบรรเทาปัญหาฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) คือผมขอชื่นชมคณะกรรมาธิการนี้ที่มี ความตั้งใจแล้วก็ทำรายงานได้ค่อนข้างดีนะครับ แต่ผมมีข้อเสนอหรือมีความเห็นในส่วนของ การพิจารณาเรื่องของก๊าซเอ็นจีวี (NGV) อยู่ประมาณหนึ่งดังนี้นะครับ คือผมอยากจะแสดง ความคิดเห็นอย่างนี้ครับว่า ก๊าซเอ็นจีวี (NGV) เรานี่เราใช้มานานพอสมควรแล้วก็นานมาก แล้วถ้าเกิดเราพูดถึงเรื่องการบรรเทาปัญหาพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) หรือราคาก๊าซ จะเห็นว่า จริง ๆ แล้วถ้าเรามามองโครงสร้างของก๊าซเอ็นจีวี (NGV) ถ้าเป็นภาคขนส่งเราใช้เพียง ๓ เปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่มันจะเป็นราว ๆ สัก ๕๔ เปอร์เซ็นต์ ถ้าผมจำไม่ผิดนะครับ ราว ๆ ๕๔ เปอร์เซ็นต์มันเป็นการเอาไว้ใช้ในการผลิตไฟฟ้านะครับ เท่ากับว่าเรากำลังพูดถึง ๓ เปอร์เซ็นต์ของการขนส่งในประเทศที่ใช้เอ็นจีวี (NGV) แต่ทีนี้พลังงานโลกหรือพลังงานสะอาดมันกำลังจะเปลี่ยนไปว่าจะเป็นพวกอีวี (EV) แทน ผมเลยไม่แน่ใจว่าทางคณะกรรมาธิการมีการพิจารณาเรื่องนี้หรือเปล่า ผมกำลังมองแบบนี้ หลาย ๆ ท่านสมาชิกบอกว่าปั๊มเอ็นจีวี (NGV) มีการปิดตัวไปเยอะ ธุรกิจที่แปลงเครื่องยนต์ จะเป็นเอ็นจีวี (NGV) ก็หายกันไปเยอะ มันแสดงอย่างนี้ครับว่าเอ็นจีวี (NGV) ก็อาจจะกำลัง ถูกดิสรัปต์ (Disrupt) เหมือนกัน อาจจะกลายเป็นอีวี (EV) แทน อย่างนี้อีวี (EV) ผมเลยมอง อย่างนี้ครับว่าถ้าเราต้องการโฟกัส (Focus) เรื่องพลังงานสะอาดและลดพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) จริง ๆ อีวี (EV) เป็นทางเลือกที่ดีนะครับ แล้วเป็นเทรนด์ (Trend) ของอนาคตที่ไปด้วย ถ้าเกิดว่าเราเริ่มด้วยการเปลี่ยน เอ็นจีวี (NGV) ไม่เอาล่ะ เพราะผมว่าเดี๋ยวนี้แก็ป (Gap) ความต่างกับน้ำมันก็อาจจะไม่ได้เยอะมาก อาจจะไม่คุ้ม แต่อีวี (EV) เป็นเทคโนโลยีมาใหม่ ซึ่งถ้ารอภาครัฐก็อาจจะใช้เวลาอีกนาน แต่ถ้าเราเริ่มจากตัวเราเองเปลี่ยนจากรถที่มีสันดาป ภายในที่ใช้กันอยู่นี่แล้วเป็นอีวี (EV) ขึ้นมามันเกิดอะไรขึ้นครับ เกิดอันที่ ๑ ครับ ถ้าเราแปลง เครื่องยนต์ปกติเป็นอีวี (EV) ธุรกิจการแปลงเหมือนสมัยก่อนที่เราแปลงเครื่องยนต์ แล้วเป็นใช้แก๊สได้นี่เกิดนะครับ จากนั้นเกิดอะไรขึ้นอีกครับ ก็เกิดพวกสเตชันชาร์จจิง (Station Charging) เกิดอีกธุรกิจอันนี้ เกิดอะไรต่อครับ เกิดการที่มีบริษัทเข้าไปในบ้าน แปลงร่างสเตชันชาร์จ (Station Charge) ในบ้านอีก แล้วทำให้อย่างไรครับ ทำให้ธุรกิจการใช้ พลังงานตัวใหม่ที่เป็นรถไฟฟ้าของบ้านเรามันเติบโตเร็วขึ้นครับ สิ่งที่เราอยากให้เกิดขึ้นอีก ๑๐ ปีข้างหน้ามันก็สั้นลง ลดปัญหาพีเอ็ม (PM) ได้หรือเปล่า ได้ครับ เพราะมันเกิดการใช้ ในมุมกว้างนะครับ ผมก็เลยคิดว่าการที่เรามาศึกษาเอ็นจีวี (NGV) อย่างเดียวมันอาจจะไม่ ตอบโจทย์ในอนาคตข้างหน้า มันอาจจะเป็นธุรกิจหรือพลังงานที่ถ้าเราย้อนไปสัก ๒๐ ปี ที่แล้ว โอ้โฮตัวนี้มันจะเป็นประโยชน์มหาศาลมาก แต่วันนี้มันน่าจะมีพลังงานทางเลือก ทางอื่น พลังงานสะอาดอย่างเช่นอีวี (EV) ในการที่จะพิจารณาศึกษาให้มันมากกว่านี้ อันนี้ เป็นความคิดเห็นที่อยากจะบันทึกในสภาแล้วก็ส่งไปให้รัฐบาลช่วยดูด้วย ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านจิรายุ มีอะไรเพิ่มเติม กรรมาธิการมีอะไรเพิ่มเติม เชิญนะครับ🔗
ท่านประธานครับ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการที่ศึกษาเรื่องนี้นะครับ ขออนุญาตได้ชี้แจงท่านประธาน ไปยังท่านภาสกร เงินเจริญกุล นะครับ ความเห็นของท่านเป็นความเห็นที่เป็นประโยชน์มาก แล้วก็เป็นข้อคิดเห็นที่ทางคณะกรรมาธิการเราก็ได้มีการหารือกันนะครับว่า ถ้าทางรัฐบาล ส่งเสริมอีวี (EV) ทางกรรมาธิการก็มีการศึกษาและหารือกันนะครับว่ามันจะต้องใช้ระยะเวลา ก็เรียกว่าเป็นลองเทอม (Long-term) ก็คือระยะยาว กว่าที่เราจะเปลี่ยนรถที่ใช้จากฟูเอล (Fuel) ที่เป็นเชื้อเพลิงมาเป็นระบบอีวี (EV) หรือพลังงานสะอาด อาจจะต้องใช้ระยะเวลา เป็น ๑๐ ปี ๑๐ ปีขึ้นไปในการส่งเสริมนะครับ แต่ตัวเลขวันนี้ถ้าเราดูฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) ถ้าในกรุงเทพมหานครฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) มาจากไหนครับ ส่วนใหญ่คือ ๖๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ มาจากภาคขนส่งก็คือรถบรรทุก รถยนต์ที่ใช้ดีเซลเป็นตัวสันดาปก็จะปล่อยฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) ถ้าเราลดตัวนี้ได้ สมมุติว่าวันนี้เราเอารถที่ดีเซลทั้งหมด ไม่ต้องทั้งหมดนะครับ เอาสักประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ ไปเปลี่ยนมาใช้เอ็นจีวี (NGV) ปีหน้าเราจะไม่เจอ ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) ใน กทม. เลยนะครับ นี่คือจากผลการศึกษา ทีนี้พอเราดูตรงนี้ เราก็บอกว่า พอดีผมเป็นกรรมาธิการวิสามัญศึกษาเรื่องฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) ด้วยนะครับ ถ้าทางเหนือฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) มาจากการเผาไร่แล้วก็ไฟป่า ถ้าในภาคกลางก็คือมาจาก การเผาไร่เผานา ฉะนั้นซอร์ซ (Source) หรือฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) ในแต่ละพื้นที่แตกต่าง กันไป แต่วันนี้เรามองในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลก่อนนะครับ ไม่ใช่ประเทศไทย เอาเฉพาะกรุงเทพมหานครและปริมณฑลก่อน รถที่เราใช้อยู่ในกรุงเทพมหานครตอนนี้ อยู่ประมาณ ๑๐ ล้านคัน สะสมนะครับ ๑๐,๑๘๐,๐๐๐ คันเศษ ๆ แต่เป็นรถบรรทุกแล้วก็ รถปิกอัป (Pickup) ที่ใช้ดีเซลอยู่ที่ประมาณ ๒,๖๐๐,๐๐๐ คัน ทีนี้ถ้าเราเอารถประมาณ ๒,๖๐๐,๐๐๐ คัน ไม่ต้อง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อย่างที่ผมเรียน ท่านประธานไปนะครับว่าเอาแค่ประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วรัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจนว่า ราคาแก๊สเอ็นจีวี (NGV) อยู่ที่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง เราเซต (Set) อย่างนี้ ไว้เลยนะครับ อย่าไปกลับนโยบายไปมา ทางประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกเคยมาหารือ กับกรรมาธิการว่าถ้ารัฐบาลมีนโยบายที่แน่นอน ครึ่งหนึ่งของราคาน้ำมันเขาพร้อมจะเอา รถบรรทุกที่เขามีอยู่ในเครือข่ายเกือบแสนคันมาใช้เป็นเอ็นจีวี (NGV) ได้เลย เพราะว่า สามารถเปลี่ยนครับท่านประธาน คือมันเป็นเครื่องยนต์ดีเซลแต่มันมีชุดคิต (Kit) ผู้ที่ ประกอบการรถบรรทุกหรือร้านที่ดัดแปลงรถจะรู้ว่ามันเป็นชุดคิต (Kit) ครับ ที่ผมบอกว่า ชุดหนึ่งประมาณ ๕๐๐,๐๐๐-๘๐๐,๐๐๐ บาท อย่างที่ท่านจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ท่านได้บอกว่า ชุดติดสำหรับรถบรรทุก รถโดยสารอยู่ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐-๘๐๐,๐๐๐ บาท แต่ถ้ารถกระบะ ก็ลดหลั่นลงมาไม่ถึงราคานี้ ถ้าใช้ตรงนี้เขาสามารถยกไปติดตั้งได้เลยเพราะเขาก็จะคุ้มค่ากว่า ประมาณปี ๒ ปีนี่เขาคืนทุนแล้วที่เขาลงทุนไป เพราะว่ารถบรรทุกใช้ปริมาณน้ำมันดีเซล ในแต่ละวันถ้าวิ่งทางไกลได้เยอะมาก วันหนึ่งก็ ๓๐๐-๔๐๐ ลิตร ถ้าเขาคำนวณแล้วว่า ประมาณ ๒ ปีคืนทุน แต่ที่ผ่านมารัฐบาลกลับนโยบายไปมาครับ พอช่วงส่งเสริมให้มีการใช้ ผู้ประกอบการก็หันไปใช้ชุดแก๊สเอ็นจีวี (NGV) เพื่อใช้เอ็นจีวี (NGV) ในการมาเป็นเชื้อเพลิง พอใช้ไปได้สักระยะหนึ่งรัฐบาลใหม่เข้ามาครับ ถ้าท่านจำได้นะครับ พอ คสช. เข้ามาก็มี การศึกษาแล้วก็ลอยตัวเอ็นจีวี (NGV) ไปที่ ๑๓ บาทกว่า แล้วก็มาจบที่ ๑๕ บาทกว่า ผู้ประกอบการก็มองว่าแล้วตอนนี้ดีเซลอยู่ที่ประมาณลิตรละ ๑๐ กว่าบาท ๒๐ บาทต้น ๆ นี่ ใช้ดีเซลคุ้มกว่า แล้วที่ลงทุนไปก็ไม่มีใครลงทุนเพิ่ม คนที่ใช้ชุดคิต (Kit) เอ็นจีวี (NGV) ไปแล้ว ก็ต้องถอดออกมาแล้วมาใช้ดีเซล ถ้าวันนี้รัฐบาลมีความชัดเจนกลุ่มสหพันธ์ที่มาหารือ กับคณะกรรมาธิการ ขนส่งทางบกเขาบอกเขาพร้อมที่จะเอาชุดเอ็นจีวี (NGV) นี้ขึ้นมาติดตั้ง แล้วก็ใช้เอ็นจีวี (NGV) แล้วทาง ปตท. โดยกระทรวงพลังงานก็ต้องบอกให้ ปตท. มีสถานีจ่าย ที่พร้อมในกรุงเทพฯ และปริมณฑล แล้วเราก็จะไม่ต้องนี่เลยครับท่านประธาน ที่มาควบคุม เวลา ถ้าท่านจำได้ว่าช่วงที่พีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) สูง ๆ กทม. ออก แล้วก็สำนักงานตำรวจ แห่งชาติ ออกกฎว่ารถบรรทุกห้ามเข้ามาในกรุงเทพฯ ชั้นใน ก็มีปัญหาเรื่องการขนส่งก็ต้อง เอารถเล็กมาทอย พอเอารถเล็กรถปิกอัป (Pickup) มาทอย ใครที่รับกรรม ประชาชนครับ เพราะค่าขนส่งมันเพิ่มขึ้น สุดท้ายราคาสินค้าก็ต้องเพิ่มขึ้น อันนี้คือสิ่งที่เป็นความยากลำบาก แต่ถ้ารัฐบาลส่งเสริมการใช้เอ็นจีวี (NGV) เราก็ไม่ต้องไปบอกว่ากรุงเทพฯ ตรงนี้ชั้นใน ห้ามรถบรรทุกเข้า รถบรรทุกก็เข้ามากลางคืนอยู่แล้วก็เข้ามาเหมือนเดิมเพราะว่าเป็นเอ็นจีวี (NGV) มันก็ไม่มีฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) ฉะนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นถ้าเราแก้ปัญหาเรื่องของราคา แก๊สเอ็นจีวี (NGV) ที่เหมาะสม ราคาขายปลีกที่เหมาะสม ฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) ในระยะ ๒ ๓ ปีจะหมดไปโดยไม่ต้องรอรถอีวี (EV) หรือรถไฟฟ้าตามที่ท่านภาสกรได้ตั้งคำถามมา แต่ว่าความเห็นของท่านเป็นประโยชน์มากว่าในอนาคตควรจะเป็นอย่างนั้นครับ ก็คือใช้ รถไฟฟ้าแทนรถที่มาจากการสันดาปด้วยน้ำมันเชื้อเพลิงครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณนะครับ เท่าที่ ได้ฟังท่านสมาชิกท่านแรกตั้งแต่คุณเกียรติมาถึงท่านสุดท้ายท่านภาสกร ทั้ง ๗ ท่านก็ไม่มีผู้ใด คัดค้านรายงานนี้ ก็ขออนุญาตใช้ข้อบังคับ ข้อ ๘๘ ว่าสมาชิกจะมีความเห็นเป็นอย่างอื่น หรือไม่🔗
ถ้าไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่าสมาชิกเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการ🔗
เรียนท่านประธานครับ🔗
เชิญคุณเกียรติครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานครับ เกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นิดเดียวเท่านั้นเองครับ ท่านประธาน ผมคงไม่เห็นชอบกับรายงานนะครับ เพียงแต่ว่ามันยังขาดอีกหลายมิติก็ขอให้ บันทึกไว้ในเรื่องของทางเลือกนะครับ ซึ่งผมคิดว่าก็อยากจะขอให้บันทึกไว้ อีกเรื่องหนึ่งที่ผม คิดว่าเป็นหลักสำคัญนิดหนึ่ง พอดีท่านอัครเดชท่านได้กรุณาตอบมาว่าท่านติดใจเรื่องต้นทุน ที่ไม่ได้รับคำตอบจาก ปตท. เผอิญมันไม่ได้เขียนในรายงานท่านครับ ถ้าเขียนมันก็จะเป็นประโยชน์ แล้วเป็นเรื่องที่เรายอมรับไม่ได้ สภาแห่งนี้ยอมรับไม่ได้เลยว่า สิ่งที่เราตั้งคำถามไปที่เป็นผลกระทบสูงสุดต่อประชาชนทุกคนในประเทศนี้ไม่เคยได้รับ คำตอบเลย ผมตั้งคำถามทุกครั้งแล้ว แม้กระทั่งถามคณะกรรมการที่กำกับดูแลกิจการ พลังงานด้วย เพราะฉะนั้นทุกรายงานที่ออกจากสภามันต้องสะท้อนปัญหาเดียวกันว่า เราไม่ได้รับความร่วมมือครับ แล้วมันทำให้เราไม่สามารถทำงานได้ดีต่อประชาชนครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ผมขออนุญาตเสนอ ข้อสังเกตรายงานของคณะกรรมาธิการด้วยนะครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๕ นั้นถ้าไม่มี สมาชิกเห็นเป็นอย่างอื่นนะครับ โดยข้อ ๘๘ สมาชิกไม่มีผู้ใดคัดค้านข้อสังเกตและสมาชิก ไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น ก็ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบกับข้อสังเกตคณะกรรมาธิการครับ ก็จบวาระนี้ ก่อนขึ้นวาระใหม่คุณเกียรติมีอะไรเพิ่มเติมไหมครับ ไม่มีอะไรนะครับ ก็ขอบคุณ กรรมาธิการนะครับ ขอบคุณทุกท่าน ขอบคุณสมาชิกด้วยที่ได้ช่วยประหยัดเวลานะครับ เพื่อให้ความเห็นใจกรรมาธิการชุดต่อไปไม่ต้องรอนานเกินไป ขอชื่นชมครับ เพราะกรรมาธิการ บางชุดนั้นไม่พร้อมเลย ก็เรียนพวกเราว่าที่นัดประชุมวันศุกร์ผมก็รู้ว่าไม่สะดวกสำหรับ พวกเรามากนัก แต่เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณานี่มันค้างอยู่ ๓๐ เรื่อง ถ้าเราไม่ทำอย่างนี้ เรื่องที่ท่านอุตส่าห์ทำงานหนักมาตลอดจะไม่เป็นผลงานเลย ก็เลยรบกวนว่าขอวันศุกร์เพื่อให้ งานของท่านได้ปรากฏนะครับ ๔.๘ ขอเลื่อนครับ ต่อไป🔗
๔.๙ รายงานการศึกษา เรื่อง ความคุ้มค่าและประสิทธิผล การส่งเสริม การลงทุนต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจพิจารณาเสร็จแล้ว🔗
ขอเชิญคณะกรรมาธิการครับ🔗
คณะกรรมาธิการ ขออนุญาตให้บุคคลดังต่อไปนี้มีส่วนให้ข้อมูลชี้แจงด้วย คุณประมวล สุธีจารุวัฒน คุณสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล คุณบัญญัติ บุญญา นาวาตรี บดินทร์ สันทัด นางสาวดารารัตน์ รัชดานุรักษ์ อนุญาตครับ เชิญครับ กรรมาธิการพร้อมนะครับ ท่านพิจารณ์เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ และประธานคณะอนุกรรมาธิการ ศึกษาความคุ้มค่าและประสิทธิผลของการส่งเสริมการลงทุน วันนี้ก็ได้รับมอบหมายจาก ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจให้มานำเรียนชี้แจงต่อที่ประชุมนะครับ ถึงรายงานฉบับนี้ ท่านประธานครับ รายงานฉบับนี้เป็นการศึกษาที่ชื่อยาวนิดหนึ่งครับ คือเป็นการศึกษาความคุ้มค่าและประสิทธิผลของการส่งเสริมการลงทุนต่อการพัฒนา เศรษฐกิจ โดยมีวัตถุประสงค์ของรายงานฉบับนี้เพื่อให้มีการจัดทำแนวทางและข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับความคุ้มค่าและประสิทธิผลของมาตรการการส่งเสริมการลงทุน ข้อเสนอแนะ ในการตั้งตัวชี้วัดที่ใช้ในโครงการส่งเสริมการลงทุนและโครงการลงทุนต่าง ๆ ของภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะมีข้อเสนอแนะในด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกิดขึ้นของ อุตสาหกรรมต่อเนื่องผ่านการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ที่ยั่งยืนในระยะยาวต่อไป🔗
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับคือการกำหนดแนวทางการประเมินผลโครงการ ภาครัฐอย่างมีระบบผ่านตัวชี้วัดที่ชัดเจนและสามารถบ่งบอกถึงประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และผลกระทบของโครงการต่อระบบเศรษฐกิจอย่างบูรณาการ รวมถึงเพื่อเป็นแนวทาง ในการออกแบบมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่เหมาะสมต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจ นอกจากโครงการลงทุนขนาดใหญ่และการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐภายใต้กรอบงบประมาณ ในแต่ละปียังจะสามารถต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมใหม่โดยอาศัยกลไกการถ่ายทอดเทคโนโลยี ภายใต้นโยบายจัดซื้อแบบชดเชย ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษนะครับท่านประธาน ที่เรียกว่า ออฟเซต โพลิซี (Offset Policy) ซึ่งเป็นการสร้างเงื่อนไขอันไปสู่การต่อยอดทางเศรษฐกิจ ผ่านการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐครับ ท่านประธานครับ หากจะกล่าวถึงความเป็นมา ของการพิจารณารายงานฉบับนี้ก็ต้องเรียนว่านอกจากงบประมาณรายจ่ายการลงทุนของ ภาครัฐที่อยู่ประมาณร้อยละ ๒๐ ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี รัฐบาลยังมีการลงทุน ในโครงการพื้นฐาน โครงการพื้นฐานขนาดใหญ่ที่เป็นการร่วมทุนกับเอกชน ไม่ว่าจะเป็น การลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน หรือที่เรียกว่าเอสอีแซด (SEZ) หรือเขต พัฒนาพิเศษภาคตะวันออกอีอีซี (EEC) ซึ่งก็จะมีโครงการภายใต้อีอีซี (EEC) อย่างเช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม ๓ สนามบิน โครงการท่าเรือน้ำลึก เป็นต้น อีกทั้งยังมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอ (BOI) ซึ่งก็ถือเป็นเม็ดเงินลงทุนอีกรูปแบบหนึ่ง เช่นกัน แต่ท่านประธานครับหากแต่การลงทุนเหล่านี้ที่เป็นความหวังในการดึงดูดนักลงทุน จากต่างประเทศกระตุ้นเม็ดเงินการลงทุนในภาพรวมอาจจะไม่สามารถนำประเทศไทยไปสู่ การพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีอนาคตที่อาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมของตนเองเพื่อก้าวไปสู่ ประเทศที่มีรายได้สูงได้ ท่านประธานครับ เราต้องยอมรับครับว่าการลงทุนต่าง ๆ ของภาครัฐ ยังขาดการประเมินผลอย่างมีบูรณภาพ แล้วยังขาดการออกแบบตัวชี้วัดที่มีประสิทธิภาพ ในการวัดผล จึงทำให้ภาครัฐเองไม่สามารถประเมินความคุ้มค่าส่งผลให้เกิดปัญหาในการ กำหนดแนวทางพัฒนาอย่างมีวิสัยทัศน์ นั่นจึงเป็นที่มาของรายงานฉบับนี้ครับท่านประธาน ในการศึกษาคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมาธิการ ซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๔ ท่าน ได้แก่ตัวผมเองในฐานะประธาน คณะอนุกรรมาธิการ แล้วก็ยังมีท่าน ส.ส.จิราพร สินธุไพร ท่าน ส.ส.เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร และ ท่าน ส.ส.จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ นอกจากนั้นยังมีผู้เชี่ยวชาญอีก ๖ ท่านด้วยกัน ซึ่งวันนี้ก็จะ มาร่วมชี้แจงด้วย ๓ ท่านตามลำดับ ได้แก่ ท่านดอกเตอร์สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ท่านนาวาตรี ดอกเตอร์บดินทร์ สันทัด และท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ประมวล สุธีจารุวัฒน โดยทางอนุกรรมาธิการของเราได้พิจารณาถึงภาพรวมการลงทุน รวมถึงมาตรการส่งเสริม การลงทุนทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน แนวทางการประเมินมูลค่าโครงการตัวชี้วัดในโครงการ ขนาดใหญ่ของรัฐ เราศึกษาถึงกฎหมายและเงื่อนไขต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้าง ในปัจจุบัน นอกจากนั้นยังศึกษาถึงกลไกการจัดซื้อจัดจ้าง การบังคับใช้นโยบายจัดซื้อจัดจ้าง แบบชดเชยที่เกิดขึ้นในต่างประเทศเพื่อจะได้ถอดบทเรียนและหาแนวทางมาปรับใช้กับ ประเทศไทย โดยในการศึกษานี้ทางคณะอนุกรรมาธิการก็ได้รวบรวมข้อมูลอย่างรอบด้าน มีการเชิญหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับโครงการลงทุนต่าง ๆ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษา ในหัวข้อที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการภาคเอกชนในแวดวงธุรกิจที่เคยเข้าร่วมในโครงการลงทุน ของภาครัฐเข้ามาชี้แจงมาให้ข้อมูลนะครับ ตลอดจนแสดงความเห็นข้อเสนอแนะต่าง ๆ รวมไปถึงมีการจัดเสวนาแล้วก็ลงพื้นที่พบปะพูดคุยเพื่อรับฟังความเห็นจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นท่านประธานครับ ผมขอกราบเรียนท่านประธานและก็ผ่านไปยังเพื่อน สมาชิกถึงผลการศึกษาโดยสรุปนะครับ แล้วต่อจากนั้นก็จะมีทางอนุกรรมาธิการแล้วก็ ผู้เชี่ยวชาญอีก ๓ ท่านที่จะลงรายละเอียดต่อไปครับ ท่านประธานครับ ภาครัฐไทยนะครับ ย้ำอีกครั้งครับว่ายังขาดแนวทางในการประเมินความคุ้มค่าในแต่ละองค์ประกอบด้านการลงทุน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำครับ ในส่วนของต้นน้ำครับนั่นก็คือการส่งเสริมการลงทุนโดยมี หน่วยงานอย่างบีโอไอ (BOI) เป็นผู้รับผิดชอบ แม้หน่วยงานเองจะมีการประเมินผลในเชิง ปริมาณจากกระบวนการการยื่นขอการส่งเสริมการลงทุน หากแต่ว่าไม่ได้มีการเปรียบเทียบ ในเชิงประสิทธิภาพและความคุ้มค่าต่อเงินงบประมาณที่รัฐสูญไปแต่อย่างใดครับ อีกทั้ง ยังขาดการติดตามการลงทุนจริงในพื้นที่ ยังขาดรูปแบบการส่งเสริมการลงทุนที่นำไปสู่ การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพัฒนาด้านนวัตกรรม ในส่วนของปลายน้ำครับ คือเราพบว่า ยังขาดการประเมินความคุ้มค่าอย่างมีประสิทธิภาพในโครงการลงทุนของภาครัฐอย่างเป็น ระบบในทุกระดับ ตั้งแต่โครงการย่อย โครงการขนาดใหญ่ไปจนถึงภาพรวมภาพใหญ่ ของทุกโครงการที่ควรมีการประเมินความคุ้มค่าว่าเชื่อมโยงไปสู่เป้าหมายร่วมกันอย่างไร เมื่อศึกษารายละเอียดของโครงการลงทุนขนาดใหญ่อย่างน้อย ๆ ที่ยกขึ้นมาก็จะมี ๓ ส่วน ด้วยกันครับ ก็คือมีเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซี (EEC) ซึ่งก็จะมีรถไฟ ความเร็วสูงเชื่อม ๓ สนามบิน และเจ้าภาพก็คือ สกพอ. หรือสำนักงานอีอีซี (EEC) อีกส่วนหนึ่ง ที่เราดูก็คือเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน หรือเอสอีแซด (SEZ) ที่มีสภาพพัฒน์ เป็นเจ้าภาพ เฉพาะที่กล่าวมาแล้วรวมมูลค่าการลงทุนกว่าแสนล้าน แต่ในทุกโครงการที่กล่าวมากลับไม่มี การกำหนดเป้าหมาย และตัวชี้วัดที่จะนำไปสู่การประเมินความคุ้มค่าและประสิทธิผลร่วมกัน ทั้งที่เป็นตัวเงินและที่ไม่เป็นตัวเงิน โดยหน่วยงานเจ้าภาพขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน ผู้รับผิดชอบในแต่ละโครงการย่อย จึงนำไปสู่การกำหนดทิศทางของโครงการในระยะต่อ ๆ มา โดยที่ไม่มีการพิจารณาว่าที่ผ่านมามีผลประโยชน์หรือความคุ้มค่าอย่างไร ทั้งนี้เราพบว่า การกำหนดตัวชี้วัดเป็นปัญหาจริง ๆ พอตัวชี้วัดไม่ชัดเจน เอาแค่ประเมินความคุ้มค่าในระดับ ปฏิบัติการของส่วนราชการต่าง ๆ ก็มีปัญหาแล้วครับ จากการศึกษาเราได้ข้อมูลและเอกสาร ที่ได้รับจากหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น สกพอ. สภาพัฒน์ การรถไฟแห่งประเทศไทย การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ทางคณะอนุกรรมาธิการเห็นถึงปัญหาในการกำหนด ตัวชี้วัด เราเปรียบเทียบในรูปแบบที่เรียกว่าไม่ได้สลับซับซ้อนอะไรเลยครับ คือเป็นการกำหนด ตัวชี้วัดความคุ้มค่าแบบที่เรียกว่าสมาร์ต (SMART) เอส (S) เอ็ม (M) เอ (A) อาร์ (R) ที (T) เอส (S) คืออะไรครับ สเปซิฟิกซ์ (Specific) คือกำหนดตัวชี้วัดต้องเฉพาะเจาะจงและชัดเจน เอ็ม (M) คือ เมชัวร์เอเบิล (Measurable) ก็คือสามารถวัดผลได้จริง เอ (A) คือแอกชีฟเอเบิล (Achievable) คือสามารถดำเนินการให้บรรลุผลได้จริง อาร์ (R) คือเรียลลิสติก (Realistic) คือสอดคล้องสมเหตุสมผลตามวัตถุประสงค์และวิสัยทัศน์ ส่วนที (T) คือไทม์ลี (Timely) สามารถกำหนดระยะเวลาในการวัดผลที่ชัดเจน ถ้าพูดเพื่อให้เห็นภาพผมยกตัวอย่างอย่างนี้ ถ้าเราต้องการมีโครงการที่ทำให้เกิดการกระจายรายได้เราจะระบุตัวชี้วัดอย่างไรครับ ก็ต้องบอกว่าเป็นการกระจายรายได้ที่เพิ่มขึ้น ไม่พอครับ เพิ่มขึ้นเท่าไร ก็ต้องบอกว่าเพิ่มขึ้น กี่เปอร์เซ็นต์ ยังไม่พอ ก็ต้องบอกระยะเวลาว่าจะเพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ภายในกี่เดือน ภายใน กี่ปี ซึ่งควรจะต้องเป็นระยะเวลาที่สามารถรู้ผลได้เป็นจริง นอกจากนั้นยังต้องกำหนดว่า จะติดตามและประเมินผลทุกไตรมาสหรือจะทุกรอบอย่างไร ทีนี้ถ้าท่านประธานและเพื่อน สมาชิกเปิดดูในรายงานของคณะกรรมาธิการ ถ้าพลิกไปดูในช่วงหน้า ๘๐ ถึงหน้า ๙๕ ทางคณะอนุกรรมาธิการได้เปรียบเทียบตัวชี้วัดที่เราเห็นว่ามันไม่มีความชัดเจนอย่างไร ในหน้า ๘๓ ตัวชี้วัดระดับประเทศของอีอีซี (EEC) ระบุว่าความสามารถในการเรียนรู้ เทคโนโลยีของธุรกิจเพิ่มขึ้นแค่นี้ แล้วอย่างไรครับ ตกลงแล้วคือเพิ่มขึ้นเท่าไร ความสามารถ ด้านไหน แล้วจะเรียนรู้อะไร ไม่มีการระบุในตัวชี้วัด หรืออย่างในหน้า ๘๖ ตัวชี้วัดระดับ จังหวัดของโครงการเอสอีแซด (SEZ) หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนที่ระบุว่าสถาน ประกอบการจดทะเบียนในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษเพิ่มขึ้น แล้วจะเพิ่มขึ้นเท่าไรล่ะครับ แล้วภายในระยะเวลาช่วงเวลาเท่าไรที่เราต้องการให้เพิ่มขึ้นก็ไม่ได้ระบุครับ ดังนั้นการบริหาร จัดการภาครัฐสมัยใหม่เพื่อความมีมาตรฐาน มีวิธีการวัดผลที่ชัดเจน มีกระบวนการทบทวน ความคุ้มค่าของการลงทุน ประเมินความคุ้มค่าในการดำเนินงาน จึงต้องมีการกำหนดตัวชี้วัด ต่าง ๆ และมีการระบุรายละเอียดให้เฉพาะเจาะจงชัดเจนสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ สอดคล้อง กับพันธกิจ และมีการกำหนดตัวเลขที่ชัดเจนเพื่อที่จะสามารถประเมินความคุ้มค่าในแต่ละ ช่วงเวลาได้ ท่านประธานครับ ในส่วนของข้อสังเกตข้อเสนอแนะต่าง ๆ ซึ่งจะประกอบด้วย ตัวชี้วัดที่ผมได้เกริ่นไปเมื่อสักครู่แล้วนะครับ แล้วก็ยังมีเรื่องของตัวชี้วัดร่วมระหว่างองค์กร ภาษาอังกฤษเรียกว่าจอยต์ เคพีไอ (Joint KPIs) รวมถึงนโยบายจัดซื้อแบบชดเชยออฟเซต โพลิซี (Offset Policy) และข้อสังเกตเรื่องของแนวทางการสนับสนุนและพัฒนาผู้ประกอบการ ภายในประเทศ แล้วควรจะมีการยกร่างพระราชบัญญัติอย่างไร เดี๋ยวต่อจากนี้ทางผู้แทนจาก คณะกรรมาธิการก็จะชี้แจงต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ🔗
อนุกรรมาธิการขอเชิญครับ ขอเรียนแนวปฏิบัตินะครับ อะไรที่เป็นรายละเอียดที่อยู่ในเอกสารแล้วถือว่าสมาชิกได้อ่าน เอกสารนะครับ แต่ว่าถ้าเราประสงค์ที่จะสรุปเหมือนอย่างที่ประธานสรุปเมื่อสักครู่นี้ ก็สามารถสรุปได้ แต่อย่าไปใช้เวลาลงรายละเอียดนะครับ ขอเชิญนะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ในฐานะเลขานุการคณะอนุกรรมาธิการศึกษาความคุ้มค่า และประสิทธิผลการส่งเสริมการลงทุนต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ผมใช้เวลาเพียงสั้น ๆ นำเสนอ ใน ๒ ส่วนที่ผมได้รับมอบหมายจากคณะกรรมาธิการ ก็คือผลการศึกษาในแง่ว่าสภาพ การส่งเสริมการลงทุนปัจจุบันก่อเกิดปัญหาอะไร และมีแนวทางการแก้อย่างไรในการกำหนด ตัวชี้วัดร่วมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในประเด็นแรกผลจากการศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการ พบว่าการส่งเสริมการลงทุนของเราประสบปัญหาสำคัญอยู่ ๔ ข้อสั้น ๆ คือ🔗
๑. การลงทุนในภาพรวมของไทยอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง หากเทียบกับวิกฤติ เศรษฐกิจปี ๒๕๔๐ หลายประเทศที่ประสบวิกฤติเศรษฐกิจพร้อมไทย เช่น อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ หรือมาเลเซีย วันนี้การลงทุนโดยเฉพาะภาคเอกชนฟื้นตัวกลับไปสูงกว่าก่อนวิกฤติแล้ว ในขณะที่ประเทศไทยการลงทุนภาคเอกชนยังไม่กลับมาฟื้นตัวได้เท่าเดิม🔗
๒. ซึ่งสำคัญมากต่อการสร้างความสามารถทางการแข่งขันของไทยในอนาคต ก็คือในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีเป็นตัวกำหนดความสามารถในการแข่งขัน เราพบว่าจากการ ศึกษาแม้ที่ผ่านมาภาครัฐจะทุ่มเททรัพยากรจำนวนมากเพื่อส่งเสริมการลงทุน ดึงดูด การลงทุนเพื่อหวังให้เกิดการต่อยอดเทคโนโลยี แต่หลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรม ยานยนต์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการส่งเสริมจากรัฐจำนวนมาก ปัจจุบันยังเป็นผู้ตามมากกว่าผู้นำ ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว🔗
๓. ข้อค้นพบที่สำคัญที่เราพบว่าเป็นปัญหาก็คือการส่งเสริมการลงทุนที่ผ่านมา ไม่คุ้มค่าและไม่มีประสิทธิภาพ เครื่องมือหลักที่รัฐบาลไทยใช้ในการส่งเสริมการลงทุน มาตลอดก็คือการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่จากการศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการพบว่า เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งในกลุ่มอาเซียน (ASEAN) ด้วยกันสิทธิประโยชน์ทางภาษี ที่เราให้ไม่ด้อยกว่าประเทศอื่น ดังนั้นปัจจุบันรัฐบาลจึงไม่ควรเน้นขยายสิทธิประโยชน์ ทางภาษีเพื่อดึงดูดการลงทุน หากแต่นักลงทุนต้องการประเด็นอื่น ๆ เช่น การลดอุปสรรค ในการประกอบธุรกิจหรือการเตรียมความพร้อมแรงงานให้มีทักษะเพียงพอรองรับการลงทุน จากต่างประเทศ🔗
และปัญหาประการสุดท้ายที่สำคัญมาก ๆ ของรายงานฉบับนี้ ก็คือเราค้นพบว่า ภาครัฐขาดบทบาทนำในการใช้การลงทุนของรัฐช่วยส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชนและ ส่งเสริมให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี ต้องเรียนทุกท่านว่ารัฐในฐานะที่เป็นผู้ลงทุนโครงการ ขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อจัดจ้างจากภาคเอกชนต่างประเทศหรือระหว่างรัฐต่อรัฐ ด้วยกัน ในฐานะรัฐบาลมีความสามารถในการออกแบบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างให้เกิด เงื่อนไขการถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างผู้ขายต่อผู้ซื้อได้ดีกว่าเอกชน🔗
จากปัญหาทั้ง ๔ ข้อที่เรียนไปนำมาสู่ข้อสรุปของคณะอนุกรรมาธิการสำคัญ เรื่องหนึ่งก็คือเราพบว่าการส่งเสริมการลงทุนของไทยในปัจจุบันมีหลายหน่วยงานเกี่ยวข้อง แต่ขาดเจ้าภาพหลักรับผิดชอบ ขาดตัวชี้วัดและการประเมินความคุ้มค่า อย่างเช่นที่ท่าน ส.ส.พิจารณ์ได้เกริ่นไป เรามีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเหลือเกิน ถ้าเป็นภาพรวมการลงทุน เรามีบีโอไอ (BOI) กรมสรรพากร กรมศุลกากร ในเชิงพื้นที่เรามีอีอีซี (EEC) นอกจากนี้เรายัง มีสภาพัฒน์ รวมถึงการนิคมอุตสาหกรรมที่ช่วยดูแลเขตเศรษฐกิจพิเศษต่าง ๆ ถ้าว่าการไม่มี หน่วยงานรับผิดชอบโดยตรงในภาพรวมทำให้มีการกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดว่าการลงทุน ที่ทำไปสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ของชาติหรือไม่ หรือส่งเสริมการลงทุนไปถูกทางหรือไม่ หรือกำลังจะพาประเทศไปสู่เป้าหมายใด ดังนั้นรายงานฉบับนี้จึงเสนอว่า เพื่อให้การส่งเสริม การลงทุนมีความคุ้มค่าจึงควรจัดทำดัชนีชี้วัดร่วมระหว่างองค์กร ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษว่า จอยต์ เคพีไอ (Joint KPIs) จอยต์ เคพีไอ (Joint KPIs) จะช่วยให้เกิดประโยชน์อย่างน้อย ๓ ข้อในแง่การส่งเสริมการลงทุน🔗
ประการแรก ช่วยให้การประเมินความคุ้มค่าระหว่างหน่วยงานมีประสิทธิภาพ มากขึ้น🔗
ประการที่ ๒ จะช่วยลดความสูญเปล่าจากตัวชี้วัดที่ซ้ำซ้อนหรือต่างคนต่างทำ🔗
ประการสุดท้าย ช่วยให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจเรื่องการใช้งบประมาณว่า ควรใช้อย่างไร มีความคุ้มค่าเพียงใด🔗
ผมไม่ขอลงรายละเอียดมาก แต่อยากชี้ให้เห็นว่าในรายงานนำเสนอว่าอย่างน้อย ในการกำหนดตัวชี้วัดต้องประกอบไปด้วย ๓ ระดับที่สอดคล้องกัน ระดับบนสุดคือระดับที่ ๑ คือระดับยุทธศาสตร์ของประเทศ ระดับที่ ๒ คือระดับโครงการใหญ่ ๆ เช่น โครงการพัฒนา เขตเศรษฐกิจพิเศษต่าง ๆ และระดับล่างสุดคือระดับปฏิบัติการหรือโครงการย่อย เช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษในแต่ละจังหวัด ทั้งนี้อยากเรียนท่านประธานว่าเรื่องจอยต์ เคพีไอ (Joint KPIs) ไม่ใช่เรื่องใหม่ ก.พ.ร. เคยวาง หลักแล้ว เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้เลยโดยในรายงานมีการยกตัวอย่าง มีการกำหนด ผู้รับผิดชอบและการให้น้ำหนักตัวชี้วัดแต่ละตัวไว้แล้ว สุดท้ายผมอยากเรียนท่านประธาน และที่ประชุมแห่งนี้ว่าหากการส่งเสริมการลงทุนมีการกำหนดเจ้าภาพที่ชัดเจน มีตัวชี้วัด ที่มีประสิทธิภาพ ครบองค์ประกอบตามหลักสมาร์ต (SMART) จะเชื่อว่าช่วยให้การส่งเสริม การลงทุนมีความคุ้มค่า มีประสิทธิภาพมีประสิทธิผลช่วยให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีได้จริง สร้างอุตสาหกรรมต่อเนื่องได้ และประการสำคัญที่สุดจะช่วยให้การใช้ทรัพยากรของรัฐ เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป สมาชิกจะได้สอบถามนะครับ ยังมีผู้สรุปใช่ไหมครับ เชิญเลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นาวาตรี บดินทร์ สันทัด วันนี้ขออนุญาตนำเสนอข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับ เรื่องนโยบายการชดเชยหรือว่าออฟเซต โพลิซี (Offset Policy) ขออนุญาตเจ้าหน้าที่ครับ ขึ้นสไลด์ (Slide) หน่อยครับ🔗
ขอบคุณครับ ในส่วนของการ นำเสนอของผมจะเป็นการนำเสนอนโยบายออฟเซต โพลิซี (Offset Policy) เฉพาะด้าน อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ การค้นคว้าดังกล่าวจะมีวางรากฐาน อยู่บนข้อมูลทางวิชาการ มีหนังสือทั้งในและต่างประเทศที่ศึกษาวิจัยในเรื่องดังกล่าว มันไม่ใช่เรื่องใหม่ครับ เกิดขึ้นมาประมาณ ๔๐ ๕๐ ปีแล้วในโลกนี้ สำหรับบ้านเรายังเป็น เรื่องใหม่อยู่ หนังสือพวกนี้หาได้ทั่ว ๆ ไป สไลด์ (Slide) ต่อไป ในส่วนของคำจำกัดความ มีการให้คำจำกัดความที่หลากหลาย โดยสรุปแล้วนโยบายออฟเซต โพลิซี (Offset Policy) เป็นนโยบายที่สนับสนุนให้ประเทศที่เป็นผู้ซื้อยุทโธปกรณ์ เมื่อทำการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ จากต่างประเทศจะต้องมีเงื่อนไขในการเรียกร้องกิจกรรมทางเศรษฐกิจและทางเทคโนโลยี เพิ่มเติมให้กับประเทศผู้ซื้อ มีการให้คำจำกัดความในองค์กรหลาย ๆ องค์กร แล้วก็นักวิชาการ หลาย ๆ ท่าน รวมทั้งองค์การการค้าโลกระหว่างประเทศหรือว่าคณะกรรมการยุโรป แล้วก็ นักวิชาการทั่ว ๆ ไป สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ คำจำกัดความก็อย่างที่แจ้งไปแล้ว มันคือเงื่อน แก้ไขเพิ่มเติมที่ผู้ประกอบการจัดซื้อจัดจ้าง ในประโยชน์ของนโยบายจะทำให้เกิดการถ่ายทอด เทคโนโลยีแล้วก็รับรองการพึ่งพาตนเองครับ สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ อันนี้เป็นภาพ การคำนวณคร่าว ๆ ทำเป็นอินโฟกราฟิก (Infographic) ให้เข้าใจง่าย ๆ กิจกรรมที่เพิ่มเติมมา จากการจัดซื้อก็จะมีตัวอย่าง เช่น การถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือว่าการลงทุนโดยตรงจาก ต่างประเทศ หรือว่าช่วยในเรื่องของการผลิตยุทโธปกรณ์ร่วม การวิจัยพัฒนาร่วมกับบริษัท ชั้นนำต่างประเทศ สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ ในหนังสือแจ้งตัวเลขว่ามีประเทศต่าง ๆ ในโลก ประมาณ ๑๓๐ ประเทศทั่วโลก แต่ประเทศที่เป็นระดับที่ใช้ออฟเซต โพลิซี (Offset Policy) ชั้นนำ มีตามภาพฉายมีประมาณ ๒๐ ประเทศทั่วโลก มีประเทศในทวีปเอเชีย (Asia) ก็จำนวนหลายประเทศ ประเทศที่โดดเด่นที่สุดจากการค้นคว้าวิจัยของพวกเรา เราค้นพบว่า จะเป็นประเทศเกาหลีใต้และประเทศตุรกีครับ สไลด์ (Slide) ต่อไป สไลด์ (Slide) นี้เราจะ เห็นว่าในองค์ประกอบของนโยบายจะมีในเรื่องของการให้เทรดโชว์ (Trade Show) การให้ มูลค่าสัญญาขั้นต่ำแล้วก็การให้เพอร์เซนต์เทจ (Percentage) แต่ละประเทศก็จะมีการให้ พารามิเตอร์ (Parameter) การให้ตัวเลขนโยบายที่แตกต่างกัน สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ ถ้าจัดกลุ่มแล้วจะมีประมาณ ๓ กลุ่ม กลุ่มเอ (A) กลุ่มบี (B) กลุ่มซี (C) แต่ละกลุ่มก็จะมีนัย แล้วก็มีผลลัพธ์ของการใช้นโยบายที่แตกต่างกันนะครับ สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ อันนี้เป็นตัวอย่างโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีในเรื่องของจรวด เราไม่ควรจะให้การจัดซื้อจัดจ้างมันจบแค่การที่เราจ่ายเงินไปแล้วได้สินค้ามาใช้แล้วก็ปลด ประจำการไป มันก็ควรจะมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทางเทคโนโลยีพ่วงขึ้นมาเพิ่มด้วย สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ อันนี้เป็นคล้าย ๆ กับเบนช์มาร์กกิง (Benchmarking) ขีดความสามารถ ด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของประเทศไทยและประเทศในเอเชีย (Asia) แล้วก็ ประเทศรอบ ๆ บ้าน จะเห็นว่าขีดความสามารถของประเทศไทยเราจะอยู่ในระดับกลาง ๆ อันนี้เป็นข้อมูลจากสำนักข่าวเจนส์ (JANES) เขาแรงก์กิง (Ranging) มาให้ ประเทศที่มี ขีดความสามารถสูงสุดในภูมิภาคเราก็จะเป็นสิงคโปร์ ตามมาด้วยมาเลเซีย อินโดนีเซีย สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ ส่วนนี้เป็นงบประมาณในด้านการวิจัยพัฒนาด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เราจะสังเกตว่าสีเขียว ๆ เป็นสีของประเทศสิงคโปร์นะครับ สิงคโปร์จะมีงบประมาณด้านการ วิจัยพัฒนาของด้านอุตสาหกรรมในด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศอยู่ประมาณร้อยละ ๓ ของงบประมาณทางด้านการทหาร รองลงมาก็จะเป็นอินโดนีเซีย และมาเลเซียตามลำดับ สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ อันนี้เป็นโครงการตัวอย่างของประเทศมาเลเซียมีครบทั้ง ๓ ด้าน ทั้งยุทโธปกรณ์ทางบก ทางเรือ ทางอากาศ สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ ประเทศอินโดนีเซียครับ อันนี้เป็นโครงการที่โดดเด่นมีโครงการปืนเอฟเอช ๒ (FH2) เป็นโครงการปืนแห่งชาติที่ได้รับ การถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศ สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ เกาหลีใต้มีโครงการที่รับ ถ่ายทอดเทคโนโลยีจากล็อกฮีดมาร์ติน (Lockheed Martin) จนสามารถพัฒนาขีดความสามารถ โดยบริษัทเอกชนภายในประเทศเคเอไอ (KAI) จนสามารถทำการส่งออกเครื่องบินไปยัง ต่างประเทศได้ รวมถึงโครงการเรือดำน้ำด้วยครับ จริง ๆ แล้วบ้านเราก็มีปัญหาเชิงนโยบาย ทางงบประมาณต่าง ๆ ที่จะต้องได้รับการแก้ไขในหลาย ๆ ประเด็น หลัก ๆ แล้วก็จะเป็น เรื่องของงบประมาณ แล้วก็การสนับสนุนจากภาครัฐ แล้วก็การพัฒนาขีดความสามารถ ผ่านทางการใช้นโยบายภาครัฐ ข้อพิจารณาในการดำเนินการต่อไปในการศึกษาเชิงลึก ณ ขณะนี้เราทราบว่าทาง สวทช. ได้รับมอบหมายกำลังศึกษาในหัวข้อนี้อยู่ เราก็จะต้องมาดู ผลลัพธ์ของการศึกษานี้ในช่วงปลายปีนี้ แล้วก็ที่ผ่านมาเป็นการศึกษาทางวิชาการเท่านั้น ก็อยากจะให้มีการศึกษาเชิงลึกจากการดำเนินงานออฟเซต (Offset) จริง ๆ ในต่างประเทศ ก็จะทำให้งานศึกษาของเรามีความน่าเชื่อถือ แล้วก็มีความผิดพลาดในการปฏิบัติงานน้อยลง ก็ขอขอบคุณผู้ให้ข้อมูลทางวิชาการครับ กระผมขออนุญาตจบการรายงานเพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญเลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายประมวล สุธีจารุวัฒน ในฐานะอนุกรรมาธิการศึกษาความคุ้มค่า ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการส่งเสริมการลงทุน ขออนุญาตท่านประธานเรียนผล การศึกษาที่นำไปสู่ข้อสังเกตที่ ๓.๒.๔ ในรายงานนะครับ โดยมีเนื้อหาที่ผมต้องการนำเสนอ เพียงแค่ ๒ ประเด็น🔗
ประเด็นที่ ๑ หัวใจสำคัญของการศึกษาฉบับนี้เป็นเรื่องของการเพิ่มคุณค่า ลดความสูญเปล่าอันเกิดจากการใช้งบประมาณของภาครัฐในการลงทุนด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะในรอบหลายปีที่ผ่านมา เราจะพบว่ามีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานหลายตัว อาทิเช่นการปรับปรุงเส้นทางระบบรางต่าง ๆ รถไฟฟ้าต่าง ๆ รถไฟความเร็วสูง แต่สิ่งที่เป็น ข้อกังวลแล้วก็นำมาเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษานี้ก็คือในกระบวนการลงทุนเหล่านี้ แทบทั้งหมดเป็นการจัดซื้อโดยที่ไม่มีเงื่อนไขที่จะทำให้เราสามารถตอบได้ว่านอกเหนือไปจาก การใช้งบประมาณเพื่อจัดซื้อสิ่งของเหล่านี้มาใช้งานแล้วเราจะสามารถเพิ่มขีดความสามารถ ทางด้านการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถด้านวิจัยพัฒนา หรือแม้แต่การ เพิ่มขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมได้อย่างไรบ้าง ผมยกตัวอย่างแบบง่าย ๆ สมมุติถ้ามีการตั้งคำถามว่าการจัดซื้อรถไฟ ๑ ขบวนจะทำให้อุตสาหกรรมของประเทศ เติบโตหรือมีความสามารถเพิ่มขึ้นอย่างไร หรือจะทำให้งานวิจัยพัฒนาที่อยู่ภายใต้การดูแล จัดการโดยกระทรวงการอุดมศึกษาเพิ่มขึ้นอย่างไร คำตอบในปัจจุบันนี้จะตอบไม่ได้ เพราะว่าประเด็นที่ ๒ ที่ผูกกับเรื่องนี้แล้วสำคัญมากก็คือกลไกในการที่จะประเมิน ขีดความสามารถมันจะต้องผ่านกระบวนการพิจารณาตัวชี้วัด ซึ่งดัชนีชี้วัดต่าง ๆ ที่เราใช้ ในปัจจุบันแยกการทำงานกันระหว่างกระทรวงหน่วยงานต่าง ๆ กระทรวงการอุดมศึกษา ก็มีตัวชี้วัดของตัวเอง กระทรวงอุตสาหกรรมก็มีตัวชี้วัดของตัวเอง ในขณะที่กระทรวง คมนาคมก็มีตัวชี้วัดของตัวเอง เราไม่สามารถตอบได้ว่าการเกิดขึ้นของโครงการรถไฟ ๑ โครงการทำให้ความสามารถด้านวิจัยพัฒนาเพิ่มขึ้นอย่างไร หัวใจเรื่องนี้จึงนำมาสู่ประเด็น ที่พวกเราได้ทำการศึกษาแล้วก็พบว่าในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านเรา อย่างมาเลเซียก็ดีหรือแม้แต่อินโดนีเซียก็ดีมีการประยุกต์ใช้ตัวนโยบายจัดซื้อแบบชดเชย หรือออฟเซต โพลิซี (Offset Policy) มาเลเซียเริ่มใช้ตั้งแต่ปี ๑๙๘๗ ในขณะที่ทางอินโดนีเซีย เริ่มใช้ตอนปี ๑๙๘๒ แปลว่าเขาเริ่มความคิดทำนองนี้ล่วงหน้าเราไปแล้วกว่า ๓๐ ปี สิ่งที่ผม ต้องการเรียนชี้แจงก็คือถ้าหากประเทศไทยต้องการที่จะยกระดับความสามารถในการใช้ งบประมาณภาคต่าง ๆ ของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานก็ดี รวมไปถึงการจัดซื้อยุทธภัณฑ์ก็ดี ในระยะยาวรัฐบาลควรจะได้ริเริ่มให้มีการนำนโยบายออฟเซต โพลิซี (Offset Policy) หรือว่านโยบายการจัดซื้อแบบชดเชยเข้ามาประกอบการใช้งาน ถ้าสามารถประยุกต์ใช้ได้ในระยะยาวเราก็จะสามารถยกระดับขีดความสามารถ แล้วก็สร้าง ตลาดงานใหม่ ๆ สร้างอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ซึ่งก็จะกลายเป็นอุตสาหกรรมที่ดึงดูดน้อง ๆ นักเรียนรุ่นใหม่ ๆ ที่ต้องการจะพัฒนาขีดความสามารถตัวเองเป็นวิศวกรชั้นดี เป็นนายช่าง ชั้นดี เป็นนักวิจัยชั้นดี อันนี้ก็จะกลายเป็นเรื่องซึ่งดึงดูดให้คนเหล่านี้สามารถที่จะมาร่วมกัน ทำงานแล้วก็ส่งเสริม แล้วก็ยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมประเทศไทย ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านพิจารณ์ ครบนะครับ ท่านผู้เสนอรายงานของการศึกษาได้รายงานครบถ้วนแล้วนะครับ ต่อไป ก็ขอเชิญสมาชิกท่านแรก คุณประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ จากนั้นก็เป็นศาสตราจารย์พิสิฐ ลี้อาธรรม นะครับ เชิญคุณประเดิมชัยครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๕ ดินแดง ห้วยขวาง พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตท่านประธานครับ ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมในการทำงานของคณะกรรมาธิการ การพัฒนาเศรษฐกิจของสภาผู้แทนราษฎรที่ได้ไปศึกษาในเรื่องของความคุ้มค่า และประสิทธิผลการส่งเสริมการลงทุนต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจที่สำคัญ ในการที่จะขับเคลื่อนประเทศ โดยเฉพาะในยามที่ประเทศของเราประสบกับปัญหาสภาวะ เศรษฐกิจอยู่ในขณะนี้ ในรายละเอียดที่ผมพยายามจะได้ขอดูข้อมูลในเอกสารทั้งหมด ๑๒๐ กว่าหน้าที่ได้จัดทำมานั้น โดยส่วนใหญ่ต้องชื่นชมครับว่าเป็นการศึกษาที่ละเอียด และสมควรอย่างยิ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะรัฐบาลน่าที่จะได้รับเอารายงานฉบับนี้ ไปประกอบการพิจารณาในการบริหารราชการแผ่นดิน แต่ผมมีข้อสังเกตอยู่หลายประการ ที่ขออนุญาตเรียนสอบถามท่านประธานผ่านไปถึงทางคณะกรรมาธิการ โดยเฉพาะประเด็น ที่ทางคณะกรรมาธิการได้หยิบยกขึ้นมาศึกษา โดยเฉพาะในโครงการของการให้เอกชนลงทุน ในการดำเนินการในโครงการเดินรถไฟความเร็วสูงเชื่อม ๓ สนามบินจากดอนเมืองไปจนถึง อู่ตะเภา ซึ่งในโครงการนี้ท่านประธานทราบดีนะครับว่าในระบบวิธีการบริหารจัดการมีในเรื่อง ของการที่ให้เอกชนนำเอาที่ดินของการรถไฟไปพัฒนาด้วย โดยเฉพาะที่ดินทางด้านย่านมักกะสัน ซึ่งในนี้ก็มีการกล่าวถึงไว้แต่ไม่ได้มีการให้รายละเอียดมากนัก เราจะเห็นว่าโครงการนี้ระยะเวลา ผ่านมาเป็นเวลาพอสมควร แต่วิธีในการที่จะทำให้เอกชนซึ่งได้สัมปทานไปแล้วในการที่จะไปพัฒนาที่ดินย่านมักกะสัน ซึ่งก็อยู่ใกล้ ๆ บ้านท่านประธานครับ เรายังไม่เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในการที่จะนำไปสู่ การพัฒนา นั่นหมายความว่าอะไรครับ นั่นหมายความว่าการลงทุนที่ภาคเอกชนมีข้อตกลง กับทางรัฐบาลหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบนี้ในการที่จะนำที่ดินในย่านนั้นไปพัฒนาเพื่อที่จะ ก่อให้เกิดทางด้านเศรษฐกิจ มันยังไม่มีการดำเนินการใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ ก็ขออนุญาตเรียนถามท่านประธานผ่านไปถึงทางคณะกรรมาธิการว่าในรายละเอียดพวกนี้ ได้มีการศึกษาลงไปบ้างหรือไม่🔗
ในประการที่ ๒ ขออนุญาตเรียนสอบถามไปถึงทางคณะกรรมาธิการ เพราะว่า ทางคณะกรรมาธิการเองได้พูดถึงโดยเฉพาะในเรื่องของพระราชบัญญัติว่าด้วยการ จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ปี ๒๕๖๐ ซึ่งส่วนหนึ่งเราจะเห็นว่าการลงทุน โดยเฉพาะในส่วนของการลงทุนของภาครัฐนี้ ระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างจะมีผลบังคับใช้ ก็ต่อเมื่อหน่วยงานของรัฐปฏิบัติอย่างตรงไปตรงมา มีหลายโครงการที่รัฐให้การสนับสนุน และใช้งบประมาณจำนวนมากไปลงทุน แต่ผลการดำเนินการในโครงการยังไม่เกิดขึ้น ผมยกตัวอย่าง เช่นการดำเนินการในการที่จะให้ได้มาซึ่งการก่อสร้างโรงงานผลิตน้ำมหาสวัสดิ์ ขนาด ๘๐๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งเริ่มดำเนินการมาเกือบ ๑ ปี ในขณะนี้ยังหาตัว ผู้รับจ้างไม่ได้เลย ท่านประธานครับ ยังอยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมการพิจารณาผล การประกวดราคา ซึ่งถ้าเราดูถึงประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยงานที่รับผิดชอบก็จะ เห็นว่าเป็นไปด้วยความล่าช้าทั้ง ๆ ที่คนกรุงเทพมหานครประสบปัญหาในเรื่องของน้ำ ที่ขาดแคลนโดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้ง น้ำไม่พอใช้มีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการดูแลจาก การประปานครหลวง ซึ่งการประปานครหลวงเองก็มีโครงการในการที่จะขยายกำลังการผลิต แต่กระบวนการในการที่จะดำเนินการให้โครงการเป็นไปด้วยความรวดเร็วนี้ เราจะเห็นถึง ความล่าช้าที่มันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นตรงนี้การที่ทางคณะกรรมาธิการเองได้ไปพิจารณา ถึงกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างในปี ๒๕๖๐ แล้วก็ได้นำมาตั้งเป็นข้อสังเกตถึงกลไกในการทำงาน ตรงนี้ก็อยากจะเรียนสอบถามว่านอกจากสิ่งที่ท่านเสนอเป็นแนวทางหรือทางออกในเรื่อง ของการที่จะให้มีการพิจารณาเพิ่มเติมเข้าไปในส่วนของกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างแล้ว ท่านยังมี แนวทางหรือวิธีการอื่นอย่างไรที่จะได้มีการนำเสนอเพิ่มเติมอีกบ้างหรือไม่ กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ🔗
ต่อไปอาจารย์พิสิฐ ลี้อาธรรม และหลังจากนั้นอีก ๒ ท่าน ท่านวิรัตน์ วรศสิริน แล้วก็คุณวีระกร คำประกอบ ขอเชิญ ดอกเตอร์พิสิฐครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ เมื่อผมได้รับเอกสารฉบับนี้ดูจากหัวข้อแล้วผมก็ดีใจที่ได้มีการศึกษาเรื่องนี้ ก็คือมาดูเรื่องความคุ้มค่าและประสิทธิผลของการส่งเสริมการลงทุนต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ผมก็นึกไปถึงว่าสิ่งที่เราลงทุนไปอย่างที่ท่านได้มีเขียนไว้ในหน้า ๓๔ เป็นหลัก ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในอีอีซี (EEC) นี้ ผมก็หวังว่าคณะกรรมาธิการจะได้ช่วยประเมินครับว่าที่เราลงทุนไป ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้มันคุ้มค่าไหม มันเกิดประสิทธิผลไหม หรือว่าสิ่งที่มีการดำเนินการ ในส่วนของอีพีแซด (EPZ) ก็ตาม หรือการทำงานของบีโอไอ (BOI) ที่ได้มีการให้สิทธิประโยชน์ ทางภาษีอากรไปมากมาย เมื่อบวกลบคูณหารแล้วมันคุ้มค่าไหม อันนี้คือสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นโจทย์ ที่ผมอยากเห็น แต่ก็อย่างที่เราได้ฟังเมื่อสักครู่นะครับ ท่านกรรมาธิการก็ไปมุ่งประเด็น ในเรื่องของการบริหารจัดการว่าการบริหารจัดการไม่ได้มีการจัดทำตัวชี้วัด ไม่ได้มีการจัดทำ เรื่องของสมาร์ต (SMART) หรือเคพีไอ (KPIs) เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งผมก็คิดว่ามันอาจจะเป็น ประโยชน์ แต่มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่พูดง่าย ๆ ก็คือว่าได้ผลในแง่ของการเกิดประโยชน์ อย่างแท้จริงนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราต้องเข้าใจว่าบทบาทของรัฐในเรื่องของการส่งเสริมการลงทุน เราไม่ใช่ ผู้ปฏิบัติครับ เราเป็นเพียงแต่ฟาซิลิเตเตอร์ (Facilitator) เราให้บริการต่าง ๆ เราให้ความ สะดวก ส่วนการดำเนินการโครงการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชนเป็นเรื่องของ แต่ละแห่ง แต่ละที่ที่เขาต้องไปดำเนินการ เพราะฉะนั้นจะมีการใช้หลักบริหารอย่างเคพีไอ (KPIs) หรือสมาร์ต (SMART) ที่ท่านพูดถึงก็คงจะไม่ง่าย ผมเองก็เคยอยู่ในภาครัฐ ผมก็เคย เกี่ยวข้องกับเรื่องของการทำเคพีไอ (KPIs) เป็นกระบวนการที่ผมเชื่อว่าทุกหน่วยงานก็ถือว่า เป็นเพนพอยต์ (Pain Point) ก็คือมันเจ็บปวดมาก ต้องเสียเวลามาก และสุดท้ายก็ไม่ค่อยได้ อะไร แล้วก็ซ้ำซ้อนกับเรื่องของการวัดโดยระบบอื่นเช่นทีโออาร์ (TOR) ในขณะที่ยังมีอยู่ ก็ยังมีเคพีไอ (KPIs) มาทับซ้อนเป็นต้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านกรรมาธิการพยายามจะชี้ว่า ความล้มเหลวหรือความไม่มีประสิทธิผลของการลงทุนที่เกิดขึ้นก็ดี จีดีพี (GDP) ที่เราโตช้า ในอาเซียน (ASEAN) ก็ดีมาจากเรื่องนี้ ผมก็คิดว่าอาจจะเป็นเพียงส่วนหนึ่ง จริง ๆ แล้ว ปัญหาของบ้านเรามันใหญ่โตกว่าเรื่องนี้นะครับ มันมีเรื่องของประชากรที่มีปัญหาเรื่องของ คุณภาพของการศึกษา เรื่องของอายุ เรื่องของแรงงานที่เข้ามาแล้วก็อาจจะน้อยลง น้อยลง เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน หรือแม้กระทั่งเรื่องของความถนัดสิ่งเหล่านี้เป็นต้น มีปัจจัย หลายประการครับ และผมก็อยากจะฟังว่าแล้วที่ท่านไป ผมใช้คำว่าชี้ว่าเขาไม่มีเคพีไอ (KPIs) หรือไม่มีการชี้วัด หรือแม้กระทั่งไม่มีประสิทธิผล และหน่วยงานเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นบีโอไอ (BOI) หรืออีพีแซต (EPZ) หรืออีอีซี (EEC) เขาได้ตอบท่านอย่างไร เราจะได้เห็นทั้ง ๒ ด้าน เพราะว่าเวลาจำกัดนะครับ ก็อยากจะชี้นำว่าแท้ที่จริงแล้วในการส่งเสริมการลงทุนบ้านเรา ก็ไม่ได้ตกต่ำหรือพูดง่าย ๆ คือไม่ได้ผิดพลาดนะครับ ก่อนเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งเรามีการส่งเสริม การลงทุนในส่วนของอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) เรามีการสร้างมาบตาพุด สร้างแหลมฉบัง พัทยา ก็เกิดความสำเร็จครับ แล้วก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ประเทศไทยล้ำหน้า กว่าอาเซียน (ASEAN) แต่แน่นอนครับ ในช่วง ๒๐ ปีที่ผ่านมาเรามีปัญหาต่าง ๆ มากมาย ด้วยกัน ซึ่งผมก็เชื่อว่าอยู่นอกเหนือการควบคุมของบีโอไอ (BOI) แล้วก็อยากที่จะให้ท่าน ถ้ามีโอกาสจะดำเนินการต่อครับ ช่วยฟันธงว่าที่เราดำเนินการไปใน ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ของอีอีซี (EEC) มันคุ้มค่าไหม มันมีประสิทธิผลไหม เพราะท่านไม่ได้พูดในส่วนนี้ ท่านเพียง พูดแต่ว่าไม่มีตัวชี้วัด แล้วจริง ๆ ที่ท่านบอกว่าไม่มีการวัด ไม่มีคนที่วางแผนรวม จริง ๆ ก็มี สภาพัฒน์อยู่นะครับ สภาพัฒน์ก็น่าจะเป็นองค์กรที่จะมาช่วยดูภาพรวมได้ ถ้าสภาพัฒน์ ไม่ทำงาน ท่านก็ต้องฟันธงมา เพราะฉะนั้นผมอยากจะให้ท่านช่วยลองปรับปรุง แล้วก็หาทาง ที่จะส่งเสริมสนับสนุนให้งานอันนี้ได้มีประโยชน์มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วยมองไปข้างหน้า เพราะอุตสาหกรรมหลักของเราต่อไปข้างหน้านี้จากการที่มีเทคโนโลยีใหม่ มีดิจิทัลเทคโนโลยี (Digital Technology) เรื่องของอีวี (EV) เรื่องของเซลลูลาร์ (Cellular) หลายประเทศกำลัง ส่งเสริมเรื่องของการสร้างอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semi-Conductor) คือชิป (Chip) บ้านเรายังไม่มีการกล่าวถึงเลย เราควรจะดำเนินการอย่างไร สิ่งเหล่านี้อยากจะได้รับฟัง จากท่าน ถ้าหากท่านอยู่ในคณะกรรมาธิการในเรื่องของการพัฒนาเศรษฐกิจ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณวิรัตน์ วรศสิริน ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัตน์ วรศสิริน พรรคเสรีรวมไทย ต่อรายงานผลการศึกษาเรื่องความคุ้มค่าการลงทุน ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ผมเองก็แปลกใจที่ท่านกรรมาธิการท่านว่านับตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ มา ภาคเอกชนเรายังไม่ฟื้นตัวกลับไปสู่ระดับก่อนวิกฤติ เรื่องนี้ก็แปลกใจครับ จริง ๆ แล้ววิกฤติ เศรษฐกิจ ปี ๒๕๔๐ วิกฤติต้มยำกุ้งไทยเป็นต้นเชื้อเป็นต้นเพลิงที่ทำให้เกิดวิกฤตินี้แล้วลามไป หลายประเทศในเอเชียใต้ในภูมิภาคนี้ เราจะเห็นมีการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามามากมาย ในวิกฤติเศรษฐกิจนั้นถือเป็นโอกาสของฝรั่งที่จะเข้ามาซื้อสินทรัพย์ถูก ๆ ในภูมิภาคนี้ ทางเกาหลีใต้เดิมทีเราก็จะเห็นว่าธุรกิจของเขาก็มีที่ขึ้นชื่อธุรกิจไฟฟ้า รถยนต์ต่าง ๆ ก็ไม่ได้ มากมายเหมือนปัจจุบัน แต่มีการลงทุนจากต่างชาติเข้าไปอย่างมากมายหลังจากวิกฤติ ปี ๒๕๔๐ จนทำให้เปลี่ยน ประเทศเกาหลีใต้จากอดีตกลับมาเป็นปัจจุบันอย่างพลิกหน้ามือหลังมือเลยนะครับ แล้วทำไม ของประเทศไทยถึงไม่เป็นอย่างนั้น ประเทศไทยเรามีความภาคภูมิใจกับอุตสาหกรรม ทางด้านการเงินที่เข้ามามากมาย แบงก์ต่างชาติ นักลงทุนต่างชาติมาทุ่ม เข้ามาซื้อธนาคาร ในประเทศไทยที่เรียกว่าทุกธนาคารไม่เว้นแม้แต่ธนาคารเดียวนะครับ นักลงทุนต่างชาติ เข้ามาซื้อหมดนะครับ มาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่หมด และไทยเราก็ภาคภูมิใจอย่างยิ่งว่า เราเป็นฮับ (Hub) ทางการเงินนะครับ ซึ่งไม่ได้มุ่งเน้นไปทางอุตสาหกรรมการผลิต แต่กลายเป็นอุตสาหกรรมทางด้านการเงินเป็นหลัก ก็ไม่แปลกหรอกครับ ซึ่งสุดท้ายแล้ว อุตสาหกรรมของคนไทยเอง ทุกบาทคุ้มค่าด้วยธานินทร์ก็อยู่ไม่ได้นะครับ ก็เป็นที่น่าเสียดาย อย่างยิ่งว่าสินค้าไทยเราเอง อุตสาหกรรมไทยเราเองหลายอย่างก็อยู่ไม่ได้ อันนี้ผมคิดว่า ตรงนี้ท่านกรรมาธิการก็อุตสาหกรรมธนาคารแต่ว่าเติบโตอย่างมากนะครับ ยังมีเรื่องเกี่ยวกับ เรื่องรถไฟฟ้า ๓ สนามบิน เมื่อสักครู่นี้มีท่านสมาชิกท่านได้พูดไปบ้าง แต่ผมรู้สึกว่ารถไฟฟ้า ๓ สนามบิน มีเส้นดอนเมือง สุวรรณภูมิและอู่ตะเภา การทำสัญญาตามที่ผู้ที่ได้ประมูลไป เราก็ยกเส้นสุวรรณภูมิให้เขาไปนะครับ ก็ขายให้ราคาถูก ๆ ไป เส้นนี้ทางรถไฟลงทุนไป ๑๐,๖๐๐ ล้านบาท รัฐลงทุนไปอีก ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ทั้งหมดต้นทุน ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท โดยที่มูลค่า ณ ปัจจุบันจริง ๆ ต้องตก ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ก็ขายให้ รวมไปในสัญญานี้ ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่คุ้มค่า ไม่คุ้มค่าต่อการ ร่วมลงทุนอย่างยิ่งนะครับ นี่เท่ากับเราลงทุน รัฐลงทุนเป็นสัดส่วน ๒ ต่อ ๑ ไม่ใช่ ๑ ต่อ ๑ แต่เป็น ๒ ต่อ ๑ ต้นทุนเราจริง ๆ ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เราก็ขายให้ ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ขาย ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทไม่ว่านะครับ ถึงเวลาวิกฤติโควิด (COVID) มาบอกให้ช่วย เยียวยา ไปต่อสัญญาให้ฉันผ่อนชำระเป็น ๑๐ ปี ผมคิดว่าประชาชนได้เยียวยา ๑๐ ปีไหม ประชาชนไม่ได้เยียวยา ๑๐ ปีหรือครับ โควิด (COVID) ที่ผ่านมาประชาชนยากลำบากมาก ธุรกิจเล็ก ๆ ไม่ได้เยียวยา แต่ธุรกิจใหญ่โตได้เยียวยา เยียวยาที ๑๐ ปีนะครับ ผมคิดว่าในการ ลงทุนต่าง ๆ ถ้ารัฐเปลี่ยนแปลงนะครับ เปลี่ยนตัวเองมาร่วมลงทุนกับธุรกิจไม่ต้องขนาดใหญ่ หรอกครับ ธุรกิจทั่ว ๆ ไปได้ก็จะเป็นประโยชน์กับประชาชน ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์ มากกว่านะครับ อันนี้ก็กล่าวแสดงความเห็นต่อท่านประธานไปยังท่านกรรมาธิการนะครับ มีความเห็นเพียงเล็กน้อยนี้ล่ะครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณวีระกร คำประกอบ เชิญเลยครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ก่อนอื่นต้องขอชมเชยนะครับ ถึงแม้เวลาน้อยสำหรับคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ทำได้ดีครับ ตั้งแต่เรื่องแรกภาพรวมการลงทุนยังอยู่ในระดับต่ำนะครับ ซึ่งผมเห็นว่าที่ท่านเขียนมาทั้งหมดถูกเป๊ะหมดเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นนับตั้งแต่วิกฤติ เศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ปี ๒๕๔๐ ประเทศไทยยังไม่ฟื้นตัวอะไรต่าง ๆ ที่ท่านเขียนมาในข้อที่ ๑ นี่ เยี่ยมนะครับเขียนได้ดี ข้อที่ ๓ ก็เขียนได้ดีครับ การส่งเสริมการลงทุนภาครัฐที่ผ่านมา ไม่คุ้มค่า ไม่มีประสิทธิภาพ เครื่องมือหลักที่รัฐบาลใช้ดึงดูดการลงทุนก็คือบีโอไอ (BOI) ยกเว้นภาษีต่าง ๆ ให้กับผู้ลงทุน ก็เขียนได้ดีครับ ในวรรคสองยิ่งเขียนได้ดีใหญ่เลย การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจึงไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่เอกชนใช้พิจารณาเลือกประเทศจุดหมาย ที่จะเข้าไปลงทุน รัฐบาลไม่ควรเน้นขยายสิทธิประโยชน์ของภาษีหรือตัวเงินเพิ่มเติม เพื่อดึงดูดการลงทุน แต่ควรมุ่งใช้ทรัพยากรไปในเรื่องของการลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ และปฏิรูป และปฏิบัติตามกฎระเบียบต่าง ๆ ของรัฐ เตรียมความพร้อมบุคลากร เหล่านี้ถือว่า ท่านเขียนได้ดีครับ แล้วก็ไม่ได้อยากจะติอะไรเลยที่ท่านเขียนนี่ เพียงแต่สิ่งที่สำคัญที่สุด ที่ท่านลืมเขียนไป ซึ่งผมอยากจะให้คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจคณะนี้ได้กรุณานำไปพิจารณาเพิ่มเติม ก็คือสิ่งที่เรายังขาดและอาจจะเป็นสิ่งที่ผมเองก็ไม่อยากพูดถึง ก็คือความไม่ค่อยมีวิสัยทัศน์ ของผู้นำประเทศในช่วงที่ผ่านมา ท่านไม่ได้อยู่ในสิ่งที่ท่านศึกษา ความจริงควรจะเขียนไว้ด้วย นี่ขอพูดในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีที่เคยดูแลบีโอไอ (BOI) มาก่อน สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เอกชนวันนี้ เขาไม่อยากมาลงทุนประเทศไทยซึ่งท่านได้ขมวดไว้หมด แต่ท่านลืมประเด็นที่สำคัญก็คือ เรามีเอฟทีเอ (FTA) กับแค่ ๑๘ ประเทศ ในขณะที่เวียดนามมีเอฟทีเอ (FTA) กับ ๕๓ ประเทศ ทำไมท่านไม่ศึกษาเรื่องนี้ล่ะ นี่คือประเด็นสำคัญที่สุด ใครจะมาลงทุนประเทศไทย ผมถามแค่นี้ ตอนนี้ลงทุนก็เอาไปขายได้ในกลุ่มประเทศแค่ ๑๘ ประเทศที่เป็นเอฟทีเอ (FTA) ด้วย คือเป็น ประเทศที่ไม่ต้องเสียภาษี ผมไปลงทุนเวียดนามไม่ดีกว่าหรือ ผมส่งไปขายได้ ๕๓ ประเทศ โดยไม่ต้องเสียภาษี นี่คือสิ่งที่คณะกรรมาธิการพิจารณาไม่ได้ลงรายละเอียดลึกตรงนี้ สิ่งที่เอกชน เขาพิจารณา ความจริงแล้วประเทศไทยเป็นประเทศที่นักลงทุนอยากมามากครับ โดยเฉพาะ นักลงทุนญี่ปุ่น สาเหตุที่สำคัญก็คือแรงงานไทยน่ารักและมีความสะดวกสบายในการอยู่ที่ ประเทศไทย ประชาชนเป็นมิตร ไม่มีเรื่องก่อการร้าย ไม่มีเรื่องศาสนา มีแต่สิ่งที่น่าพักผ่อน หย่อนใจครับ เสาร์อาทิตย์สบาย นักลงทุนญี่ปุ่นอยากมาประเทศไทยมาก แต่วันนี้เขาไม่มา ลงทุนเพราะเรามีเอฟทีเอ (FTA) แค่ ๑๘ ประเทศ เรายังไม่ได้เข้าซีพีทีพีพี (CPTPP) เรายัง ไม่ได้เข้าอียู (EU) นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด มาลงทุนประเทศไทยไปขายอียู (EU) ต้องเสียภาษี ผม ไปลงทุนเวียดนามไม่ดีกว่าหรือ ส่งไปขายในตลาดอียู (EU) ไม่ต้องเสียภาษี ผมส่งไปขายใน ประเทศกลุ่มซีพีทีพีพี (CPTPP) ไม่ต้องเสียภาษี มาประเทศไทยได้แค่ ๑๘ ประเทศ แม้เป็นประเทศใหญ่ ๆ ก็ตาม อังกฤษยังส่งไปไม่ได้เลยครับยังต้องเสียภาษี เหล่านี้ผมว่า เป็นข้อบกพร่องนิดเดียวที่อยากจะให้ท่านไปศึกษาเพิ่มเติม🔗
สิ่งที่ผมอยากจะเรียนกับท่านอีกเรื่องหนึ่งก็คือว่าสิ่งที่ท่านเน้นกับผมก็ถูกที่สุด ถูกอยู่แล้วล่ะครับ เรื่องถ่ายทอดเทคโนโลยีอะไรต่าง ๆ แต่ว่าก็ลืมประเด็นที่สำคัญไปอยากฝาก ท่านด้วยนะครับ รัฐบาลไปลงทุนในสิ่งที่อาจจะไม่ค่อยตรงประเด็นเท่าไร มองภาพไม่กว้าง ทำไมเราไม่ไปเข้าซีพีทีพีพี (CPTPP) ทำไมเราไม่เข้าอียู (EU) เพราะประเทศเหล่านี้เป็นประเทศ ที่เป็นไฮสแตนดาร์ด เอฟทีเอ (High Standard FTA) ก็คือกว่าที่คุณจะไปเข้าได้มันเหมือนต้อง สอบเข้า คุณต้องยอมรับเงื่อนไขหลาย ๆ เรื่อง เช่น ยูพอฟ ๑๙๙๑ (UPOV 1991) การที่ท่าน จะเข้ากลุ่มประเทศเหล่านี้ได้ท่านต้องยอมรับสนธิสัญญายูพอฟ ๑๙๙๑ (UPOV 1991) ซึ่งบังคับให้ท่านต้องเคารพต่อนักวิจัยพันธุ์พืชใหม่ ๆ เอ็นจีโอ (NGO) ก็ใช้ประเด็นนี้ล่ะครับ ไปคอยกระตุ้น เกษตรกรทั้งหลายอย่าให้เข้าซีพีทีพีพี (CPTPP) อะไรเหล่านี้ รัฐบาลควรจะ ลงทุนอะไร ควรจะลงทุนในกรมการข้าว ควรจะลงทุนงานวิจัยและพัฒนาในเรื่องพันธุ์พืชต่าง ๆ แต่รัฐบาลก็ลดงบประมาณกรมการข้าวลงทุกปี ๆ จนปีนี้ผมไปวิ่งเต้นไปขอร้องให้ช่วย แปรญัตติเข้ามาผมจะช่วยพูดให้อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ กว่าที่จะได้งบประมาณมาเลือดตาแทบ กระเด็น กว่าที่จะได้งบประมาณในการทำวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวซึ่งเรามีพันธุ์ข้าวที่อยู่ ในสายพันธุ์ของกรมการข้าวตั้ง ๒๐,๐๐๐ กว่าสายพันธุ์ แต่เราไม่มีงบประมาณในการทำวิจัย และพัฒนา อันนี้ต่างหากครับการลงทุนของภาครัฐไม่ตรงประเด็น แทนที่จะพัฒนาจุดนี้ จุดแข็งของประเทศไทยคืออะไร จุดแข็งของประเทศไทยคือการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชต่าง ๆ ซึ่งเรามีความหลากหลายทางชีวภาพมากมายเหลือเกิน แต่ไม่ได้เอามาใช้ให้เกิดประโยชน์ กับไปทำอีอีซี (EEC) ซึ่งดีนะครับ ผมไม่ได้ว่าไม่ดี ยิ่งไม่มีอีอีซี (EEC) ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ ยิ่งไม่มี จุดเด่นเลยที่จะให้นักลงทุนเขามาลงทุนในประเทศไทย แต่นอกเหนือจากอีอีซี (EEC) ความสะดวกสบายทั้งหลายสาธารณูปโภคต่าง ๆ แล้วสิ่งที่ท่านจำเป็นจะต้องจัดให้กับนักลงทุน ก็คือต้องมีเอฟทีเอ (FTA) มากเพียงพอ ท่านดูตัวเลขสิครับ หลังจากปีนี้นะครับ ตัวเลขในปีนี้ การเติบโตทางเศรษฐกิจ ถามว่าทำไมหลังโควิด (COVID) มานี้ประเทศไทยเจริญเติบโตไตรมาสแรก ๒.๓ เปอร์เซ็นต์ ไตรมาสที่ ๒ ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ คาดว่าทั้งปีคงจะโตแค่ ๓ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่เวียดนาม ไตรมาสแรกโต ๕.๑ เปอร์เซ็นต์ ไตรมาสที่ ๒ โต ๗๗ เปอร์เซ็นต์ มาเลเซียโตไตรมาสที่ ๒ ถึง ๘.๙ เปอร์เซ็นต์ ประเทศไทยโต ๒ เปอร์เซ็นต์กว่า ถามว่าทำไม ก็มันส่งไปขายต่างประเทศ ได้แค่ ๑๘ ประเทศที่ไม่เสียภาษี ขอสรุปเพียงเท่านี้ล่ะครับ ช่วยไปศึกษาต่อด้วยนะครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ กรรมาธิการ เชิญเลยครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะรองประธาน คณะกรรมาธิการ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้กรุณา แสดงความเห็นนะครับ และรวมถึงซักถามต่าง ๆ ตั้งแต่ท่านประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม ท่านวิรัตน์ วรศสิริน และท่านวีระกร คำประกอบ ความเห็นหลายอย่าง ของท่านก็เป็นประโยชน์ แล้วทางคณะกรรมาธิการก็จะรับไป มีทั้งการศึกษาต่อแล้วก็ไป หารือร่วมกันนะครับ🔗
ท่านประเดิมชัยขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านประเดิมชัยและท่านวิรัตน์ได้กรุณา พูดถึงโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม ๓ สนามบิน ก็ต้องเรียนครับว่าในช่วงที่กรรมาธิการ ทำการศึกษา แล้วก็รวมถึงช่วงการจัดทำรายงานนี่ก็เป็นช่วงที่เราจะยังไม่ได้เห็นตามหน้าข่าว ว่าโครงการนี้มีการดำเนินการที่มีผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนไปถึงไหน รวมถึงเรียกว่า ความพยายามที่อาจจะดูเหมือนเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนผู้ชนะการประมูลหรือไม่ ก็ต้องเรียนว่าดังนั้นในรายละเอียดดังกล่าวที่ท่านสอบถามก็จึงไม่ได้ปรากฏอยู่ในตัวรายงาน ของการพิจารณาฉบับนี้นะครับ🔗
ต่อท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม ก็ต้องขอบพระคุณความเห็นของท่านนะครับ แล้วก็ เห็นด้วยในหลาย ๆ ด้าน จริง ๆ แล้วก็อยากที่จะฟันธงอย่างที่ท่านว่า ว่า ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มันคุ้มค่าและมันมีประสิทธิผลอย่างไร แต่ประเด็นก็คือว่าในขณะที่เราพิจารณาเราศึกษานี่ หลายโครงการ แม้กระทั่งถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่เสร็จ ดังนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่ต้องดูก็คือว่า ต้องไปดูว่ามีการตั้งเป้าหมายอย่างไร มีการตั้งตัวชี้วัดอย่างไร มีการประเมินผลอย่างไร และด้วยมูลค่าการลงทุนที่สูงถึง ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มันจำเป็นที่จะต้องมีการประสานงาน ร่วมมือกัน การที่จะประเมินผลครอสส์ (Cross) กันนะครับ เพื่อที่จะให้รู้ว่าเป้าหมายที่เราวาง ไว้นั้นไปได้ถึงหรือเปล่า แต่พอเราก่อนที่จะไปถึงคำตอบนั้นนะครับ ในกระบวนการนั้นเราก็ พบถึงปัญหาของการตั้งตัวชี้วัดหรือการวางเป้าหมายเสียแล้ว นั่นจึงเป็นที่มาของรายงานที่ เพื่อนสมาชิกได้เห็นนะครับ แล้วก็จึงเป็นถึงที่มาเมื่อศึกษาไปแล้วก็พบว่าในการลงทุนหรือ การส่งเสริมการลงทุนต่าง ๆ สิ่งที่เราขาดไปจริง ๆ คือจะทำอย่างไรให้เม็ดเงินที่เราลงทุนไป แล้วนั่นกลับมาซึ่งดอกผลในด้านของเทคโนโลยี ในด้านขององค์ความรู้ที่เราจะไปพัฒนา อุตสาหกรรมของเราได้ต่อไป จึงมาสู่ข้อเสนอของเรื่องนโยบายจัดซื้อแบบชดเชย หรือออฟเซต โพลิซี (Offset Policy) เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกทุกท่านได้พูดถึงว่าแล้วหากทำการ ศึกษาในเรื่องของกฎหมายเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง ประเด็นที่ทุกวันนี้อาจจะพบเห็นว่า มีการทุจริตคอร์รัปชันจะแก้ไขอย่างไร ก็ต้องเรียนว่าอันนี้เป็นสิ่งที่ทางคณะกรรมาธิการ และคณะอนุกรรมาธิการก็ห่วงใยนะครับ เพราะต้องเรียนว่าเมื่อเราอิมพลีเมนต์ (Implement) หรือว่าเราใช้นโยบายจัดซื้อแบบชดเชยก็ต้องบอกว่ามันไม่ได้เป็นการที่จะพิจารณาเพียงแค่ ราคาว่าผู้ขายให้เราได้สูงต่ำอย่างไร แต่มันจะต้องมีการพิจารณาถึงมูลค่าของสิ่งที่จะได้ เพิ่มเติมมากกว่าตัวสินค้าหรือบริการนั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ต่าง ๆ ที่จะสามารถนำมา ต่อยอดได้นะครับ ดังนั้นในสิ่งนี้ผมคิดว่าก็คงจะต้องใช้ความโปร่งใสการเปิดเผยข้อมูลของ หน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งปัจจุบันกฎหมายก็มีได้บัญญัติไว้แล้วแต่ก็ยังขาดการปฏิบัติอย่างเอาจริง เอาจังที่จะทำให้ภาคประชาชนสามารถที่จะเข้าถึงข้อมูลแล้วก็ตรวจสอบในรายละเอียดได้🔗
สำหรับท่านวีระกร ก็ขอบพระคุณนะครับ ขออนุญาตที่เอ่ยนามอีกครั้งครับ ก็เห็นด้วยนะครับท่านบอกว่าน่าจะระบุลงไปในรายงานว่าผู้นำนั้นขาดวิสัยทัศน์ ก็ขอบคุณ ท่านวีระกรที่ได้กรุณาบันทึกในที่ประชุมแห่งนี้ไว้แล้วนะครับ ก็ขอบคุณนะครับ เพื่อนสมาชิก แล้วก็ท่านประธานครับ เดี๋ยวสักครู่ขออนุญาตให้ทางผู้แทนชี้แจงอีกท่านหนึ่งนะครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ในฐานะเลขานุการคณะอนุกรรมาธิการครับ ขอใช้เวลาเพียงสั้น ๆ เพื่อตอบข้อซักถามของท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ ก่อนอื่นก็ต้อง ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความเห็นต่อรายงานฉบับนี้นะครับ จึงมีหลายส่วนของรายงานฉบับนี้ เนื่องจากว่าเราไม่มีเวลาลงรายละเอียดนะครับ เช่นหลายท่านถามถึงว่ากระบวนการ เช่น ข้อเสนออย่างออฟเซต โพลิซี (Offset Policy) สามารถทำได้กับ พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างปัจจุบัน ไหม ได้ศึกษาไหมนะครับ ทางเราก็มีการเชิญผู้แทนจากกรมบัญชีกลางมาให้ความเห็น ถ้า อย่างในรายงานก็มีระบุไว้ในหน้า ๑๑๔ ว่าผู้แทนกรมบัญชีกลางให้ความเห็นว่าสามารถทำได้ ทันที เพียงแต่ว่าต้องเอาจริงเอาจังกับเรื่องการกำหนดเงื่อนไขเพื่อให้เกิดการส่งเสริม เทคโนโลยีให้เกิดขึ้นจริงนะครับ🔗
อีกประเด็นหนึ่ง จริง ๆ ทุกหน่วยงานที่เราเชิญมาหลังจากเราหารือและเรามี การประเมินตัวชี้วัดว่าครบถ้วนหรือตกหล่นในประเด็นไหนตามหลักของสมาร์ต (SMART) แล้วเรามีการส่งกลับไปให้แต่ละหน่วยงานพิจารณาว่าเห็นชอบหรือเห็นแย้งอย่างไร เช่น สภาพัฒน์ถ้าตามที่บันทึกไว้ในหน้า ๘๖ ซึ่งดูแลหน่วยงาน ดูแลโครงการเขตพัฒนาเศรษฐกิจ พิเศษเอสอีแซด (SEZ) ซึ่งเราก็ประเมินไปในหน้า ๘๖ ว่าแต่ละตัวมันขาดอะไรบ้าง มันขาด ในแง่มิติของเวลา ขาดมิติในแง่การลงรายละเอียดตัวเลข เช่น ระบุเฉย ๆ ว่าสถานประกอบการ ที่จดทะเบียนในพื้นที่เศรษฐกิจใหม่เพิ่มขึ้นอย่างนี้ เราก็บอกไปว่ามันขาดการลงรายละเอียด ซึ่งทางนั้นก็ตอบรับกลับมาว่าเห็นด้วยนะครับ พร้อมกับให้ข้อเสนอแนะด้วยว่าการใช้ หลักสมาร์ต (SMART) ก็เหมาะกับการนำไปประเมินตามแผนยุทธศาสตร์ ก็เป็นความกรุณา ของหน่วยงานที่ให้ความร่วมมือ แล้วก็อย่างประเด็นการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชน มีท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติตั้งคำถามก็สามารถไปดูรายละเอียดในหน้า ๑ ได้ว่าถ้าเรา เปรียบเทียบกับแต่ละประเทศที่อยู่ใกล้เคียงกับเราเมื่อปรับฐานให้เท่ากันแล้วเราก็ฟื้นตัวช้า กว่าเขาจริง ๆ🔗
ส่วนประเด็นสุดท้ายที่อยากขออนุญาตสรุปผ่านท่านประธานสภาไปก็คือว่า จริง ๆ ประเด็นที่เราคุยกันหรือถกเถียงกันว่าคุ้มค่าหรือไม่คุ้มเราจะไม่ต้องมาถึงคำถาม นี้เลย ถ้าหน่วยงานเบื้องต้นก่อนการใช้งบประมาณมีการกำหนดตัวชี้วัดตั้งแต่ต้นเราก็ สามารถมีความชัดเจนแล้วก็โปร่งใสในการประเมินผลได้ในแง่ความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์ กับงบประมาณ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณกรรมาธิการ ไม่มีผู้ใดคัดค้านรายงานนะครับ จึงต้องขออนุญาตเรียนถามว่าผู้ใดจะมีความเห็นเป็นอย่างอื่น หรือไม่ครับ🔗
ถ้าไม่มีผู้ใดมีความเห็น เป็นอย่างอื่น ก็ถือว่าที่ประชุมให้ความเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการนะครับ ด้วยคณะกรรมาธิการได้เสนอข้อสังเกตไว้ในรายงานเพื่อให้สภาพิจารณาว่าจะเห็นด้วยกับ ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการหรือไม่โดยไม่มีการอภิปราย ซึ่งถ้าเห็นด้วยก็จะได้ส่งรายงาน และข้อสังเกตไปยังคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อทราบและดำเนินการต่อไป ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๕ รายงานของข้อสังเกตปรากฏตามรายงานคณะกรรมาธิการ ซึ่งเจ้าหน้าที่จัดไว้ให้แล้วในเอกสารนะครับ ผมก็ขออาศัยข้อบังคับ ข้อ ๘๘ ถามที่ประชุมว่า ท่านผู้ใดมีความเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ🔗
ถ้าไม่มีความเห็นอย่างอื่น ก็ถือว่าที่ประชุมไม่คัดค้านข้อสังเกตคณะกรรมาธิการครับ ให้ความเห็นชอบข้อสังเกต คณะกรรมาธิการ ขอบคุณคณะกรรมาธิการนะครับ ขอบคุณทุกท่านครับ ขอบคุณเพื่อน สมาชิกที่ได้ช่วยกันประหยัดเวลาเพื่อให้คณะกรรมาธิการชุดสุดท้ายในวันนี้ที่พร้อมนะครับ ต้องขอชื่นชมทุกชุดที่มีความพร้อม เพราะว่าหลายชุดไม่พร้อมก็เลยทำให้เราสามารถพิจารณา ได้เพียงแค่ ๔ วาระ🔗
๔.๑๐ รายงานการศึกษา เรื่อง การบริหารราชการรูปแบบจังหวัดจัดการตนเอง (Self-governing Province) ซึ่งคณะกรรมาธิการการกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษพิจารณาเสร็จแล้ว🔗
ขอเชิญคณะกรรมาธิการ🔗
คณะกรรมาธิการขออนุญาต ให้บุคคลดังต่อไปนี้มีส่วนร่วมในการชี้แจง นายชำนาญ จันทร์เรือง นายบรรณ แก้วฉ่ำ หัวหน้าฝ่ายนิติการองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขอเชิญนะครับ ๒ ท่าน เมื่อพร้อมแล้วเชิญท่านประธานหรือตัวแทนคณะกรรมาธิการรายงานครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอนุรักษ์ จุรีมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ สภาผู้แทนราษฎร ขอรายงาน ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรทราบว่า🔗
ตามที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๑ ครั้งที่ ๒๑ วันพุธที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๖๒ ได้ลงมติแต่งตั้งคณะกรรมาธิการการกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ เพื่อให้มีหน้าที่และอำนาจตามข้อบังคับการประชุม สภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๙๐ (๑๙) ในการกระทำกิจการการสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับการบริหารราชการและการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งส่งเสริมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ บัดนี้คณะกรรมาธิการได้ดำเนินการศึกษา เรื่อง การบริหารราชการรูปแบบจังหวัดจัดการตนเอง เสร็จเรียบร้อยแล้วและมีข้อเสนอ เพื่อจัดทำร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการจังหวัดจัดการตนเอง พ.ศ. .... โดยมี สาระสำคัญดังนี้🔗
๑. การจัดตั้งจังหวัดจัดการตนเอง🔗
๒. การกำหนดให้ยกเลิกข้าราชการส่วนภูมิภาคในจังหวัดที่ได้จัดตั้ง เป็นจังหวัดจัดการตนเอง🔗
๓. การกำหนดหลักการพื้นฐานของการปกครองส่วนท้องถิ่น🔗
๔. การกำหนดให้การบริหารจังหวัดจัดการตนเองประกอบด้วยโครงสร้าง ๓ ส่วน🔗
๕. การกำหนดให้การบริหารเทศบาลหรือองค์การบริหารส่วนตำบล ประกอบด้วยโครงสร้าง ๓ ส่วนเช่นเดียวกับโครงสร้างการบริหารจังหวัดจัดการตนเอง🔗
๖. การกำหนดอำนาจหน้าที่ของจังหวัดจัดการตนเอง เทศบาล และองค์การ บริหารส่วนตำบล🔗
๗. การกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเอง🔗
๘. การกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างจังหวัดจัดการตนเองกับเทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล🔗
๙. การกำหนดหลักการในการคลังและรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น🔗
๑๐. การกำหนดภาษีรายได้อื่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น🔗
๑๑. การกำหนดหลักการการมีส่วนร่วมของประชาชน🔗
๑๒. การกำหนดให้มีคณะกรรมการตรวจสอบขึ้นในจังหวัดจัดการตนเอง🔗
๑๓. การกำหนดให้มีคณะกรรมการส่งเสริมการบริหารจังหวัดจัดการตนเอง🔗
กระผมจึงขอเสนอรายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการ เรื่อง การบริหาร ราชการรูปแบบจังหวัดจัดการตนเอง ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาต่อไป ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ มีสมาชิก ขออภิปรายนะครับ ท่านแรกคุณมานพ คีรีภูวดล ต่อไปคุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ขอเชิญ ท่านมานพครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ และชนเผ่าพื้นเมืองครับ ท่านประธานครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญนะครับ ผมก็อยากจะ อภิปรายว่าในพื้นที่เชียงใหม่ที่บ้านเกิดผมเป็นอย่างไร และจริง ๆ แล้วเรื่องนี้เชียงใหม่ มีการขยับมาค่อนข้างที่จะยาวนานแล้วนะครับ เรื่องนี้ถ้าผมจำไม่ผิดเครือข่ายที่เชียงใหม่ ลุกขึ้นพูดเรื่องนี้ เรื่องเชียงใหม่จัดการตนเองตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ มีกระบวนการมีส่วนร่วมของ ทุกส่วนนะครับ มีกระบวนการนำเสนอ มีการยกร่าง พ.ร.บ. แล้วด้วยครับท่านประธาน ที่เชียงใหม่ ประเด็นสำคัญมันอย่างนี้ครับ เชียงใหม่เป็นจังหวัดค่อนข้างที่จะใหญ่ ความยาว ก็คือเกิน ๓๐๐ กิโลเมตร ตั้งแต่อำเภอแม่อายเหนือสุดไปถึงอำเภออมก๋อย และที่สำคัญ มีบางพื้นที่ติดกับประเทศเมียนมาร์ด้วย แล้วก็ติดกับจังหวัดเชียงราย จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดตาก จังหวัดลำพูน เป็นจังหวัดที่มีเรื่องต้นทุนหลาย ๆ ด้าน ผมยกตัวอย่างอย่างนี้ครับ เรื่องของความเป็นความหลากหลายของผู้คนในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงใหม่มีไม่น้อยกว่า ๒๐ กลุ่มชาติพันธุ์นะครับท่านประธาน คือความหลากหลายตรงนี้มันคือต้นทุนและในอดีต เชียงใหม่ก็ปกครองตัวเองอยู่แล้วครับ เชียงใหม่ตั้งขึ้นมา ๗๒๐ กว่าปี ๓๐ กว่าปีนี่นะครับ ๗๐๐ กว่าปีที่เกิดขึ้นมันก็เป็นศักยภาพ มันก็เป็นเมือง เป็นอาณาจักรอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่าเราพูดถึงเรื่องเชียงใหม่จัดการตนเองหรือจังหวัดจัดการตนเอง ผมคิดว่าเชียงใหม่ มีความพร้อม ทั้งในแง่กระบวนการศึกษา ทั้งในแง่ต้นทุน ทั้งในแง่ของผู้คนที่มีความแตกต่าง และหลากหลายครับ ทีนี้เราจะกระจายอย่างไร เราจะบริหารจัดการอย่างไร ผมคิดว่า หลายท่านอาจจะไม่เข้าใจว่าจะต้องแยกออกจากทางส่วนกลางไหม ไม่ใช่ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าเรื่องสำคัญที่จังหวัดจัดการตนเองที่ผมพูดเรื่องเชียงใหม่เยอะเพราะว่าผมได้มี ส่วนร่วมในกระบวนการคิดเรื่องนี้นะครับ ท่านอาจารย์ชำนาญที่เป็นกรรมาธิการอยู่ก็มี ส่วนร่วมด้วยกัน เราจะกระจายเรื่องอะไรครับท่านประธาน เพื่อให้เกิดความคล่องตัว เพื่อให้ เกิดดึงศักยภาพของพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นมิติเรื่องการศึกษา ต้นทุนการศึกษาของคนพื้นที่ คนท้องถิ่นเองนี่ผมคิดว่าก็มีอยู่แล้ว ความแตกต่างตรงนี้มันคือต้นทุนอีกมุมหนึ่ง เราไม่จำเป็น จะต้องดึงให้ทุกจังหวัดเหมือนกับที่กรุงเทพฯ เราไม่จำเป็นจะต้องดึงให้ทุกจังหวัดมีความ เหมือนกันในหลาย ๆ เรื่อง สำคัญผมคิดว่าประเด็นที่ควรจะต้องให้แต่ละจังหวัดบริหาร จัดการตนเอง คือเรื่องการศึกษา เรื่องการเกษตร เรื่องการท่องเที่ยว เรื่องวัฒนธรรม เรื่องทรัพยากรสิ่งแวดล้อม เรื่องภาษีงบประมาณ เรื่องตำรวจ เรื่องสาธารณสุข เรื่องสวัสดิการ เรื่องสังคม แล้วก็เรื่องผังเมือง สิ่งที่จังหวัดต้องให้ส่วนกลางจัดการมีแค่ ๔ เรื่อง ๑. เรื่องของ ความมั่นคงทางทหาร ๒. เรื่องของระบบศาลยุติธรรม ๓. ก็คือเรื่องของระบบเงินตรา ๔. เรื่องการต่างประเทศ ผมคิดว่าที่ผมพูดมันไม่เกินไปครับ เพราะว่าตัวอย่างในต่างประเทศ ก็เคยเกิดขึ้นและทำไปแล้ว และในอดีตในประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นภาคอีสาน ภาคใต้ ภาคเหนือ ก็เป็นลักษณะอย่างนี้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าในช่วงหนึ่งมันมีความจำเป็นด้วยเหตุผล ทางการเมืองระหว่างประเทศ ด้วยเหตุผลเรื่องของความรักชาติก็รวมศูนย์อำนาจ สถานการณ์ วันนี้ ๒๐ กว่าปีมานี้ ผมคิดว่าโลกมันเปลี่ยน บรรยากาศในโลกนี้มันเปลี่ยนครับ เพราะฉะนั้น ก็คือว่าการปลดปล่อยให้พื้นที่ท้องถิ่นได้บริหารจัดการตนเองตามที่ทุนวัฒนธรรม ทุนสังคม ทุนมนุษย์ ทุนทรัพยากรได้ถูกปลดปล่อยออกมา ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้นอกจากจะเป็นกำไร ให้กับโดยรวมของประเทศ กำไรเรื่องอะไรครับ กำไรเรื่องนี้ผมคิดว่ามันมองได้ทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และการศึกษา และที่สำคัญผมคิดว่ามันจะเป็นเสน่ห์ของรูปแบบการปกครอง แนวใหม่ที่จะสามารถทำให้เราสามารถที่จะไปดูแล้วก็ไปวัดกันได้ว่าเราบริหารจัดการตนเอง มันมีความโดดเด่นและมันเพิ่มศักยภาพให้คนพื้นที่อย่างไร ขอบคุณมากท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป คุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย หลังจากนั้นจะเป็นคุณประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ คุณอภิชาติ ศิริสุนทร ขอเชิญคุณสาทิตย์ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมได้อ่านรายงาน การศึกษา เรื่อง การบริหารราชการรูปแบบจังหวัดจัดการตนเอง ของคณะกรรมาธิการ การกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่นเล่มนี้ เรียกได้ว่าอ่านครบทุกหน้านะครับ ผมถือโอกาสนี้ขอบคุณทางคณะกรรมาธิการที่ได้จัดทำรายงานที่ผมเห็นว่าเป็นประโยชน์ อย่างยิ่งเล่มนี้ขึ้นมา หลายคนที่อยู่ในกรรมาธิการนั้นล้วนแล้วแต่เป็นคนที่เรียกว่าคร่ำหวอด อยู่กับวงการของการกระจายอำนาจ ความจริงแนวคิดเรื่องจังหวัดจัดการตนเองพูดกัน มานานแต่ก็ไปไม่ถึงฝั่งฝันเสียที ผมกับพรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นส่วนหนึ่งที่พวกเราสนับสนุน แนวความคิดนี้ถึงขนาดที่มีความคิดแบบนี้บรรจุเอาไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างน้อย ๒ ๓ ฉบับ ที่ผ่านมาแต่ก็ยังไปไม่ถึงฝั่งฝัน น่าเสียดายที่รายงานฉบับนี้เรามาในช่วงปลายสมัยสภาพอดี ซึ่งโอกาสที่จะผลักดันเรื่องนี้ภายในรัฐสภานี้ก็อาจจะมีระยะเวลาที่จำกัดและคงเป็นไปได้ยาก แต่ในตอนท้ายที่ผมจะอภิปรายก็อยากจะเสนอแนวทางออกไปไว้ว่าถ้าเราเห็นด้วยกับรายงาน ฉบับนี้ เราจะขับเคลื่อนในเรื่องนี้ต่อไปได้อย่างไร แต่ผมมีข้อสังเกตบางส่วนครับ ในรายงาน ของท่านหน้า ๑๓ ผมต้องถือโอกาสนี้ขอบคุณที่ได้มีการกล่าวถึงเรื่องหนึ่งก็คือการอ้างถึง เรื่องการปฏิรูปการเมือง ซึ่งมีการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการปฏิรูป ปี ๒๕๕๓ แล้วมีการจัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการเมืองขึ้นมา ๒ ชุด ชุดของท่านอานันท์ ปันยารชุน กับคุณหมอประเวศ วะสี ซึ่งต้องเรียนท่านประธานว่าช่วงนั้นเป็นช่วงสถานการณ์ การเมืองมีความผันผวน มีความขัดแย้งรุนแรง และเป็นช่วงที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ นำโดยท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็ มองเห็นเรื่องนี้เป็น ๑ ใน ๕ เรื่อง กับเรื่องอื่น ๆ ที่มีการหยิบยกทำเรื่องปฏิรูปขึ้นมา ในช่วงนั้น ก็มีการจุดพลุเรื่องจังหวัดจัดการตนเองที่ชัดเจนมาก แนวคิดหนึ่งที่ท่านเขียนไว้ในรายงานนี้ แล้วผมว่ามันดีมาก ท่านพูดถึงจังหวัดจัดการตนเองที่มาจากแนวคิดกรรมการปฏิรูปว่า มันเป็นการเปิดพื้นที่ภาคประชาสังคม ภาคประชาชนให้มีพื้นที่และสามารถเข้าไปจัดการ อำนาจรัฐในท้องถิ่นที่เข้าถึงการจัดการทรัพยากรท้องถิ่นได้ จากเดิมซึ่งเป็นการรวบอำนาจ ทั้งหลายผูกขาดมาส่วนหน้าส่วนกลาง จะทำให้เสียงของประชาชนตัวเล็ก ๆ มีเสียงที่ดังขึ้น อันนี้ผมว่าเป็นหลักที่ถูกต้อง แม้แต่กระทั่งแนวคิดที่บอกว่าจังหวัดจัดการตนเองเป็นการลด บทบาทของประชาธิปไตยแบบตัวแทนอย่างในปัจจุบัน แล้วก็กลายมาเป็นประชาธิปไตย ทางตรงมากขึ้น รวมถึงเป็นการลดบทบาทของอำนาจรัฐรวมศูนย์เข้มข้นอย่างที่เป็นอยู่ ในปัจจุบันนี้กลายไปเป็นประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมของประชาชนแบบกระจายอำนาจ มากยิ่งขึ้น ผมคิดว่าแนวคิดเช่นนี้เป็นแนวคิดที่ถูกและเราก็ควรจะเดินไปสู่แนวคิดเหล่านี้ ซึ่งผ่านแนวคิดที่เราเรียกว่าจังหวัดจัดการตนเอง เพราะจะเป็นการคิดกลับทางกับแนวคิด ของโครงสร้างของการบริหารราชการแผ่นดินอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ท่านเสนอแนวคิด ซึ่งผมเห็นด้วยเช่นเดียวกันครับว่าควรจะมีกฎหมายกลางขึ้นมาฉบับหนึ่ง กำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ และจังหวัดที่มีความพร้อมก็สามารถที่จะขอเข้าไปใช้กฎหมายกลางตัวนี้ในการที่จะกำหนด รูปแบบของการปกครองที่เรียกว่าจังหวัดจัดการตนเองเหล่านี้ขึ้นมาได้ แต่อย่างไรก็ตามครับ ด้วยความเห็นด้วยผมก็ยังมีข้อสังเกตกับเป็นข้อเสนอ ๒ ข้อ🔗
ข้อที่ ๑ รายงานฉบับนี้ผมคิดว่ายังขาดอยู่ ๒ เรื่อง ซึ่งถ้ามีการรายงานไปยัง รัฐบาลแล้ว กรรมาธิการถ้ามีเวลาก็ควรทำต่อคือ ๑. ควรที่จะมีการวิเคราะห์ถึงผลกระทบ อาจจะเรียกว่าผลกระทบจากกฎหมายหรือจากนโยบายจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง นี้ว่าถ้ามีการดำเนินการในจังหวัดใดแล้วผลกระทบจะเกิดขึ้นอย่างไรบ้าง เช่น ราชการ ส่วนกลางที่ถูกยกเลิกไป ตำแหน่งผู้ว่า ตำแหน่งนายอำเภอ หรือตำแหน่งอื่น ๆ ต่าง ๆ จะมี ผลกระทบจำนวนเท่าไร แล้วเราก็จะมีทางออกในเรื่องนี้อย่างไร แม้แต่กระทั่งการศึกษา ผลกระทบไปถึงเรื่องของแนวคิดในเชิงของการจัดเก็บภาษีโดยท้องถิ่น ซึ่งก็เป็นปัญหาอยู่ ปัจจุบัน เพราะส่วนท้องถิ่นส่วนใหญ่มักจะต้องพึ่งพิงราชการส่วนกลางในการที่จะได้รับ งบอุดหนุน แต่จังหวัดจัดการตนเองจะต้องมีงบประมาณที่เพียงพอที่มาจากภาษีของตนเอง หรืออาจจะแบ่งจากรัฐบาลกลางบางส่วน ในรายละเอียดที่เป็นผลกระทบที่ผมคิดว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่ง🔗
กับประการที่ ๒ ครับ เป็นข้อสังเกตซึ่งหลายฝ่ายมีการพูดถึงเอาไว้ค่อนข้าง ที่จะหลายครั้งแล้ว ก็คือเราจะทำอย่างไรให้จังหวัดจัดการตนเองไม่กลายเป็นการลุกขึ้น ของการเมืองแบบบ้านใหญ่ในต่างจังหวัดด้วย นั่นก็คือการพูดถึงเรื่องของการมีสภาต่าง ๆ ซึ่งถูกต้อง แต่เราจะทำอย่างไรกระบวนการเข้าสู่อำนาจไม่กลายเป็นกระบวนการเข้าสู่อำนาจ ของกลุ่มธุรกิจการเมืองที่อาศัยเส้นทางการเมือง ใช้อำนาจทั้งอำนาจรัฐอำนาจเงินทั้งหลาย เข้าไปสู่อำนาจและเอื้อประโยชน์ของพวกพ้องตัวเองอย่างที่หลาย ๆ จังหวัดเป็นอยู่ ในปัจจุบัน ผมคิดว่าแนวคิดเหล่านี้เป็นแนวคิดที่ต้องทำต่อ และผมเองก็ไม่อยากจะเห็น ปัจจุบันที่มีสวนกล้วยระดับประเทศกลายเป็นมีสวนกล้วยระดับจังหวัด และทุกจังหวัดที่เป็น จังหวัดจัดการตนเองก็มีระบบสวนกล้วยเข้าไป ซึ่งนั่นเป็นการบิดเบือนหรือทำลายเจตนารมณ์ ของประชาธิปไตยในระดับตัวแทน🔗
ข้อเสนอสุดท้ายท่านประธานครับ ก็คือว่าเราจะขับเคลื่อนเรื่องนี้หรืออย่างไร ในช่วงปลายของรัฐสภา ผมคิดว่าเสนอไปยังรัฐบาลก็ยังขับเคลื่อนได้ยาก เพราะเป็นช่วง ปลายแล้ว แต่ดีที่สุดก็คือผมคิดว่าทุกพรรคการเมืองจะต้องหยิบยกประเด็นเหล่านี้ เป็นประเด็นหนึ่งในนโยบายพรรค แล้วก็เร่งขับเคลื่อนเรื่องนี้ต่อไปเพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรม ผมเห็นด้วยกับรายงานฉบับนี้ครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ และคุณนพดล แก้วสุพัฒน์ ครับ เชิญประเดิมชัยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต ๕ ดินแดง ห้วยขวาง พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตท่านประธานในการ ที่จะได้แสดงความคิดเห็นต่อรายงานการศึกษา เรื่อง การบริหารราชการรูปแบบจังหวัด จัดการตนเอง ของคณะกรรมาธิการการกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการ บริหารราชการรูปแบบพิเศษ สภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ ถ้าเราดูภาระหน้าที่ของ คณะกรรมาธิการมันจะมีในเรื่องของการบริหารราชการรูปแบบพิเศษที่กรรมาธิการจะต้อง นำไปพิจารณาและศึกษาด้วย ในปัจจุบันนี้เรามีรูปแบบการปกครองรูปแบบพิเศษอยู่ ๒ แห่ง ด้วยกัน ก็คือในส่วนของกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา แต่เท่าที่ผมดูในรายงานการศึกษา ของคณะกรรมาธิการจะมุ่งเน้นไปในส่วนของจังหวัดภูมิภาคเป็นหลักที่ต้องการจะกระจาย อำนาจให้จังหวัดมีรูปแบบในเรื่องของการบริหารราชการจัดการตนเองโดยให้มีการเลือกตั้ง ผู้ว่า มีสภา และก็สภาพลเมืองในสาระสำคัญ แต่สิ่งที่ผมได้ดูในเอกสารทั้งหมด การเชิญ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลต่อทางคณะกรรมาธิการ ผมค่อนข้างแปลกใจว่าทำไม คณะกรรมาธิการชุดนี้ถึงมองข้ามกรุงเทพมหานครไป กรุงเทพมหานครเป็นต้นแบบในเรื่อง ของการกระจายอำนาจให้มีการปกครองรูปแบบพิเศษตั้งแต่ปี ๒๕๒๘ จนถึงปัจจุบัน ก็ประมาณเกือบ ๓๐ ปีแล้วที่กรุงเทพมหานครได้มีการปกครองตนเอง โดยมีผู้บริหารมาจาก การเลือกตั้งคือผู้ว่าและสภา แต่ท่านประธานครับ จาก ๒๐ กว่าปีที่ผ่านมาเราก็เห็นว่า กรุงเทพมหานครเป็นเมืองใหญ่โครงสร้างที่มีอยู่ในปัจจุบันเพียงผู้ว่า รองผู้ว่าในการที่จะ ไปให้บริการในการดูแล ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนมันไม่ค่อย ประสบความสำเร็จ เพราะว่ามันเปรียบเสมือนพีระมิดฐานข้างบนคือผู้ว่าอยู่ยอดพีระมิด แต่พี่น้องประชาชนซึ่งอยู่ฐานล่างเปรียบเสมือนฐานพีระมิด แต่มันไม่ได้มีการที่จะได้รับ การดูแลอย่างเท่าเทียม อย่างรวดเร็ว อย่างทันใจ เพราะว่าเราพยายามที่จะได้นำเสนอ ให้กรุงเทพมหานครให้ผู้บริหารระดับเขตมาจากการเลือกตั้ง ผมถึงตั้งคำถามว่าทำไม คณะกรรมาธิการชุดนี้ไม่หยิบยกเอากรุงเทพมหานครเข้าไปศึกษาด้วย ท่านคิดว่า กรุงเทพมหานครที่มีอยู่ในปัจจุบันดีเพียงพอแล้วหรือในการที่จะดูแลสารทุกข์สุขดิบ หรือว่า แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน แต่ท่านกลับมุ่งเน้นไปดูแลในเรื่องของ ต่างจังหวัดเป็นหลัก ประการที่ ๑🔗
ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ ผมได้ดูในเอกสารประกอบจะเห็นว่าในตัว ยกร่างที่ท่านเขียนเป็นกฎหมายมามันยังมีข้อความที่ขัดแย้งกันอยู่ในตัวและมีความไม่ชัดเจน ยกตัวอย่างเช่นในเรื่องของการจัดเก็บภาษี โดยในส่วนของจังหวัดจัดการตนเองครับ การกระจายภาษีไปให้ส่วนท้องถิ่นที่อยู่ในจังหวัดนั้น ๆ ไม่มีความชัดเจน ไม่มีความ เป็นรูปธรรม ที่ท่านเขียนไว้ในกฎหมายท่านบอกว่าให้จัดสรรอย่างเพียงพอต่อความต้องการ ของแต่ละท้องถิ่น ตรงนี้จะเป็นปัญหาอย่างมากสำหรับในกรณีที่ท่านสามารถเดินไปสู่จังหวัด ในรูปแบบของจังหวัดจัดการตนเองตามที่ท่านได้มีการเขียนและมีการหยิบยกกันขึ้นมา เอาง่าย ๆ อย่างที่ผมเรียนท่านประธานไปเมื่อสักครู่คือว่าอย่าง กทม. การพิจารณาในเรื่องของการแบ่งรายได้หรือว่านำเอาเงินไปให้แต่ละเขตในการพัฒนามีปัญหา อย่างมาก เขตใหญ่ได้รับงบประมาณเท่ากับเขตเล็ก ฉะนั้นตรงนี้การที่คณะกรรมาธิการ ได้มีการศึกษา แต่ผมยังมองว่าหลักการผมเห็นด้วย หลักการนี่เห็นด้วยในการที่จะให้มี การกระจายอำนาจไปสู่การปกครองที่ให้มีรูปแบบของการดูแลบริหารจัดการภายใต้ ความต้องการของประชาชนในจังหวัดนั้น ๆ ซึ่งเขาจะทราบถึงปัญหาและวิธีการแก้ไขที่ดี แต่ในรายละเอียดที่ท่านได้ศึกษามานี้ หรือแม้แต่ในเรื่องของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ท่านยังเขียน ไว้ว่าให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านยังคงปฏิบัติหน้าที่ได้ตามเดิม แต่บอกว่าให้มีอำนาจเพิ่มเติมตามที่ บัญญัติในข้อบัญญัติท้องถิ่น มันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นส่วนหนึ่ง ของราชการส่วนกลาง เพราะฉะนั้นการที่ท่านต้องการให้มีจังหวัดจัดการตนเองนี่นะครับ อย่างกรุงเทพมหานครยกเลิกกำนัน ผู้ใหญ่บ้านหมด ไม่มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แต่ในนี้ท่านเขียนไว้ ยังผูกติดในเรื่องการให้มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แถมยังจะให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านมีภาระหน้าที่ เพิ่มขึ้นตามข้อบัญญัติท้องถิ่น นั่นหมายความว่าถ้ามีเทศบาล ถ้ามี อบต. ที่มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อยู่ในส่วนของพื้นที่ต่าง ๆ เหล่านี้ เขาจะต้องไปปฏิบัติที่อยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่ของนายก อบต. หรือว่านายกเทศมนตรีทั้ง ๆ ที่เขามีนายอำเภอที่จะต้องดูแลเขาอยู่ด้วย เพราะฉะนั้น ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ผมอยากจะฝากท่านประธานไปถึงทางคณะกรรมาธิการว่า🔗
๑. ขอให้ท่านได้พิจารณาทบทวนในเรื่องของภาระหน้าที่ของท่านให้ครอบคลุม ทั้งในเรื่องของโครงสร้างการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ในส่วนของกรุงเทพมหานคร ฝากให้ท่านได้ไปศึกษาด้วยว่าถึงเวลาที่จะต้องกระจายไปให้ผู้บริหารระดับเขต โดยเฉพาะ ผู้อำนวยการเขตมาจากการเลือกตั้งแล้วหรือไม่🔗
๒. ในเรื่องของการที่ท่านเขียนไว้ให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านจะต้องไปอยู่ภายใต้ ผู้บริหารท้องถิ่นตามภารกิจในส่วนของการที่จะให้มีรูปแบบของการบริหารราชการ ในรูปแบบจังหวัดจัดการตนเอง ผมคิดว่าตรงนี้จะเป็นสิ่งที่นำไปสู่ภาคปฏิบัติเป็นไปได้ยาก ก็ขออนุญาตนำเรียนท่านประธาน แล้วก็ฝากไว้ครับ ขอบคุณครับ🔗
เชิญครับ ท่านนพดล แก้วสุพัฒน์🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นพดล แก้วสุพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท จังหวัดนนทบุรี ก็ขออภิปรายเรื่องการบริหารราชการรูปแบบจังหวัด จัดการตนเองนะครับ ก็ต้องขอบคุณคณะกรรมาธิการที่ได้พยายามร่างพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการจังหวัดจัดการตนเอง ซึ่งเป็นการพูดกันมานานช่วงหนึ่งผมจำได้ว่า ได้มีการพูดถึงอย่างรุนแรงแล้วก็เป็นที่ชัดเจน โดยตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เรามีการตั้ง คณะกรรมการปฏิรูปขึ้นมา ๒ คณะ ในปี ๒๕๕๓ ทั้ง ๒ คณะนี้พูดถึงเรื่องการกระจายอำนาจ การปกครองของพี่น้องประชาชนที่จะบริหารจัดการตนเองในพื้นที่จนจบทั้งสมัชชาปฏิรูป และคณะกรรมการปฏิรูป มีการนำเสนอโดยท่านอาจารย์อานันท์ ปันยารชุน เสนอให้ยุบ ภูมิภาคครั้งนั้น ซึ่งจะเป็นไปได้แต่เมื่อมีการไปถามความเห็นส่วนราชการ ซึ่งตอนนั้นรัฐบาล ก็ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบคือสำนักนายกรัฐมนตรีไปถามส่วนราชการทั้งประเทศว่า เรื่องการกระจายอำนาจการจัดการตนเองเห็นเป็นอย่างไร คำตอบที่ออกมาซึ่งตอนนั้น ผมเองก็เป็นคณะกรรมการอยู่ในสมัชชาปฏิรูปเรื่องนี้อยู่ ผลที่ตอบออกมาก็คือไม่เห็นด้วย ก็พับไป ก็มีการพูดถึงจากนักวิชาการหลายส่วน หลายพื้นที่ เราก็พยายามที่จะนำเสนอ ในเรื่องของการให้อำนาจของพี่น้องประชาชนในการที่จะบริหารจัดการพื้นที่กันเอง เป็นอิสระ ตามรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่พูดถึงว่าพื้นที่ใดที่มีความพร้อมก็จะสามารถยกเป็นพื้นที่ที่จะ บริหารจัดการตนเองได้ ใน พ.ร.บ. อันนี้เองผมก็คิดว่าเป็นส่วนหนึ่งที่จะนำไปสู่ในเรื่องของ การบริหารราชการแบบแนวใหม่อาจจะมีไม่ครบในเรื่องการกระจายอำนาจเอง ในด้านของ กฎหมายผมคิดว่า ในส่วนของการยกร่างของกฎหมายที่จะจัดการตนเองในจังหวัดนั้นยังไม่ได้ไปยกเลิกอำนาจ หน้าที่ที่ซ้ำซ้อนของกฎหมายอื่นให้ชัดเจน เพราะว่าในส่วนของการกระจายอำนาจที่เราพูด ถึงนี้ เราพูดถึงเรื่องขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกับการที่จะเลือกตั้งผู้ว่าราชการ จังหวัดโดยตรง แล้วก็ให้ขึ้นกับพี่น้องประชาชนในการตัดสินใจตรงนี้เอง ภารกิจในเรื่องของ การที่จะบริหารในพื้นที่นั้นไม่ว่าจะเป็นภารกิจด้านงานใหญ่ ๆ ภารกิจในเรื่องของการที่จะ ต้องจัดหารายได้ ภาษีส่วนหนึ่งที่ผมเห็นอยู่นี้ จังหวัดที่มีความพร้อมก็อาจจะมีภาษีฐานร่วม ๕๐ ๕๐ กับรัฐบาล ซึ่งตรงนี้ถ้าทุกจังหวัดทำมันก็อาจจะเกิดความเหลื่อมล้ำ เพราะว่าจังหวัด ที่มีความพร้อมใหญ่ ๆ ผมคิดว่ายังมีไม่กี่จังหวัด เช่น ภาษีที่จังหวัดที่มีรายได้จำนวนมาก อย่างเช่นจังหวัดระยองก็ต้องเอามาใช้ส่วนกลางเพื่อไปใช้กับจังหวัดที่มีรายได้น้อย ส่วนภาษี ที่จัดเก็บเองอย่างไรก็ต้องเป็นของท้องถิ่นแล้วก็ไปออกเอง ก็เห็นด้วยในการที่จะจัดการให้ ภาษีฐานร่วมเป็นธรรมแล้วก็กระจายไปยังจังหวัดอื่นที่จะอยู่ได้ด้วย ซึ่งก็อาจจะมองแบบนั้น ในส่วนของความเห็นต่อไปผมก็มองว่าในเรื่องของผลกระทบจากภารกิจที่ซ้ำซ้อนกันระหว่าง ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ซึ่งในส่วนของท้องถิ่นเองเรามีกฎหมายจัดตั้งที่มี ภารกิจหน้าที่เหมือนกับของส่วนราชการจำนวนมาก และมีการถ่ายโอนภารกิจอีกประมาณ ๓๐๐ กว่าภารกิจแล้วซึ่งยังไม่สมบูรณ์ทั้งหมด จึงออกเรื่องของระเบียบการใช้งบประมาณ ไม่ได้ ซึ่งในกฎหมายเรื่องของจังหวัดจัดการตนเองนี้ก็อาจจะไปเขียนให้เป็นอำนาจของ การบริหารเลย ซึ่งเมื่อบริหารในพื้นที่จังหวัดจัดการตนเองแล้ว ภารกิจก็คือในเรื่องของงาน ในเรื่องของการบริหารงบประมาณคือเงิน และบุคลากรที่อยู่ในพื้นที่ที่ซ้ำซ้อนกันตรงนี้ ผมมองว่าหลักการที่ซ้ำซ้อนกันจะบูรณาการอย่างไร ถ้าซ้ำซ้อนกันก็ต้องร่วมกันทำ ไม่ว่าจะเป็น คนของท้องถิ่นกับท้องถิ่นเองในจังหวัดนั้น ท้องถิ่นกับส่วนราชการ ในส่วนของจังหวัดนั้น เองก่อน และในส่วนของจังหวัดจัดการตนเองกับส่วนราชการส่วนกลาง ซึ่งผมคิดว่ามีความ ซ้ำซ้อนตรงนี้ต้องมีระบบบูรณาการที่ชัดเจนมากขึ้น โดยมีกฎหมายเข้ามากำกับในการทำงาน ส่วนหนึ่ง เมื่อสักครู่นี้มีการพูดถึงเรื่องของกฎหมายลักษณะปกครองท้องที่ซึ่งเขาอยู่อีก ฉบับหนึ่งภายใต้อำนาจของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งการถามความเห็นตรงนี้ก็ควรที่จะต้อง เขียนให้ชัดเจนว่าเขามีตำแหน่งอยู่ในฐานะอะไร สังกัดจะย้ายมาอยู่กับท้องถิ่นแล้วเขาจะมี ความก้าวหน้ามั่นคงอย่างไร แล้วจะทำงานร่วมกันอย่างไร เพราะว่าอำนาจหน้าที่เดิม ของกฎหมายลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. ๒๔๕๗ ยังครอบคลุมเป็นอำนาจของนายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วก็ยังซ้อนในเรื่องของการพัฒนาท้องถิ่นที่เราเขียนในเรื่องของ ให้อำนาจของท้องถิ่นด้วย เพราะว่าเรายังไม่ได้ยกเลิกในส่วนตรงนี้ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่เป็นห่วง แล้วก็เป็นข้อสังเกต ระบบใหม่ผมคิดว่าเราใช้ระบบดิจิทัล (Digital) บริหาร ราชการแล้ว การทำฐานข้อมูลมันไปได้ง่ายแล้วก็ประหยัดงบประมาณ ทำอย่างไรเมื่อทำให้ จังหวัดจัดการตนเองแล้วจะลดรายจ่ายในการบริหารงานในราชการส่วนประจำแล้วมาเพิ่ม เป็นรายได้ของการพัฒนาจังหวัดนั้นได้มาก เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนนะครับ เพราะว่าก็เป็นห่วงตรงนี้ ก็จัดตั้งข้อสังเกตเพิ่มไว้ให้ เพราะว่าอาจจะเห็นด้วยแต่ว่าข้อสังเกต ที่จะไปร่างต่อนี้ก็ควรจะมีเพิ่มเติมในทางปฏิบัติ ก็อยากจะฝากความเห็นตรงนี้ไว้ เพราะว่า หลักของการกระจายอำนาจเมื่อพื้นที่ติดกัน มีผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการเลือกตั้ง อีกจังหวัดหนึ่งไม่มี ความใกล้เคียงตรงนั้นก็อาจจะทำให้เกิดความสับสนในการที่จะบริหาร พื้นที่ใกล้เคียงกัน ก็ต้องขอขอบคุณทางคณะกรรมาธิการที่ช่วยกันร่าง แล้วผมก็อยากจะตั้ง ข้อสังเกตเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนในเรื่องตรงนี้ต่อไปนะครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ท่านต่อไป ท่านอภิชาติและท่านณัฐวุฒิ เชิญท่านอภิชาติก่อนครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม อภิชาติ ศิริสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมขออนุญาต ท่านประธานได้มีส่วนร่วมในการอภิปราย รายงานการศึกษา เรื่อง การบริหารราชการรูปแบบ จังหวัดจัดการตนเอง ของคณะกรรมาธิการการกระจายอำนาจ การปกครองท้องถิ่น และการ บริหารราชการรูปแบบพิเศษของสภาผู้แทนราษฎร ก็ต้องบอกว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้ได้เสนอสิ่งที่ถูกต้องแล้วนะครับ เป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชน มีความคาดหวังและต้องการ เพราะว่าการรวมศูนย์อำนาจของรัฐไทยในอดีตเดิมทีพี่น้อง ประชาชนมีอำนาจเป็นของตัวเองอยู่แล้วล่ะ เพียงแต่ว่ารัฐไทยดึงอำนาจทั้งหลายของ พี่น้องประชาชนเข้าสู่ส่วนกลางเพื่อกระชับอำนาจในการที่จะบริหารจัดการทรัพยากร ทั้งหลาย โดยแนวคิดจากส่วนกลางซึ่งที่ผ่านมา ๑๐๐ ปี มันก็เป็นบทสรุปให้เห็นอยู่แล้วว่า การรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางทั้งหลายไม่ได้สะท้อนการแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชน โดยแท้จริง ปัญหาน้ำท่วมก็ยังแก้ไม่ได้นะครับ ปัญหาหนี้สินก็ยังแก้ไม่ได้ ปัญหาสินค้า ทางการเกษตรก็ยังแก้ไม่ได้ คุณภาพชีวิตทั้งหลายของพี่น้องประชาชนก็ยังตกต่ำอยู่ดีไม่สามารถ แก้ไขได้ เพราะว่าอำนาจทั้งหลายอยู่ที่ส่วนกลางทั้งหมด การที่จะร้อยเรียงการแก้ไขปัญหา ของแต่ละท้องถิ่นนี่เป็นไปได้ยาก เพราะปัญหาของแต่ละท้องถิ่นย่อมแตกต่างกัน ไม่เหมือนกัน ดังนั้นผมเห็นด้วยกับการที่คณะกรรมาธิการได้เสนอเรื่องรูปแบบการจัดการตนเอง ซึ่งก็คือ การเอาอำนาจคืนให้กับพี่น้องประชาชนนั่นเอง โดยหลักการอย่างไรก็แล้วแต่อำนาจประชาชน ก็ต้องรับใช้ประชาชน นั่นก็หมายถึงว่าต้องเปิดพื้นที่ทางอำนาจให้กับพี่น้องประชาชน ต้องเปิด พื้นที่ทางอำนาจตัดสินใจเลือกผู้แทนของตัวเอง เลือกผู้ว่าราชการจังหวัดที่จะมาบริหารแก้ไข ปัญหาให้เขาโดยตรง เพราะเขาสามารถที่จะสัมผัส สามารถที่จะตัดสินใจเปลี่ยนใหม่ได้ กับผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากส่วนกลางแล้วเขาไม่มีสิทธิที่จะตำหนิ ไม่มีสิทธิที่จะเปลี่ยนแล้ว ถ้าแก้ไขปัญหาให้เขาไม่ได้ แต่ผมก็ใคร่ขออยากจะตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับรายงานฉบับนี้นะครับ ซึ่งผมเห็นด้วย แต่ผมขอตั้งข้อสังเกตสัก ๒ ๓ ประเด็นที่อาจจะยังไม่ชัดเท่าไร หน้า ๑๙ หน้า ๒๐ เรื่องของการกำหนดให้การบริหารจัดการตนเองประกอบไปด้วยโครงสร้าง ๓ ส่วน ส่วนที่ ๑ ก็คือเรื่องสภาจังหวัดจัดการตนเอง ซึ่งผมก็เห็นด้วยนะครับ เพราะสภามาจาก พี่น้องประชาชนเลือกตั้งมามีวาระที่ชัดเจน ถ้าตัวแทนไม่สามารถดำเนินการหรือแก้ไขปัญหา ให้พี่น้องประชาชนได้ ประชาชนก็ตัดสินใจเปลี่ยนใหม่ได้ ก็เช่นเดียวกันผู้ว่าราชการจังหวัด ก็ต้องมาจากพี่น้องโดยตรง อันนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ แต่ว่าโครงสร้างในส่วนที่ ๓ เรื่องสภาพลเมือง ผมยังไม่ชัดว่าสภาพลเมืองตามที่คณะกรรมาธิการได้เขียนมา ที่มาของ สภาพลเมืองมาจากการคัดกันเอง ทำไมไม่มาจากการเลือกตั้ง ผู้ว่าก็มาจากการเลือกตั้งแล้ว สภาท้องถิ่นก็มาจากการเลือกตั้งแล้ว และยังมีสภาพลเมืองซึ่งมากำกับดูแล ถ่วงดุล ตรวจสอบ ผมคิดว่ามันก็ซ้ำซ้อนกับสภาท้องถิ่นเป็นหน้าที่เดียวกันหรือเปล่า อันนี้ถามกรรมาธิการครับ และสภาพลเมืองทำไมที่มาถึงมาจากการคัดเลือกกัน ทำไมไม่มาจากการเลือกตั้ง ในเมื่อผู้ว่า ก็มาจากการเลือกตั้ง สภาท้องถิ่นก็มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้นผมคิดว่าเรื่องสภาพลเมืองก็ควร ที่จะต้องมาจากการเลือกตั้งเช่นเดียวกันถึงจะมีความชอบธรรมในการที่จะไปตรวจสอบถ่วงดุล ผู้ว่าที่มาจากการเลือกตั้ง และสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งอันนี้ผมก็คงจะถามทางกรรมาธิการ ทีนี้อำนาจ ข้อสังเกต ผมขออนุญาตนิดหนึ่งในหน้า ๒๖ ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะของ กรรมาธิการเขียนไว้ ผมสรุปแล้วกันนะครับ รัฐบาลควรพิจารณายกฐานะเฉพาะจังหวัดที่มี ความพร้อมทั้งทางด้านรายได้ต่าง ๆ หรือจังหวัดที่โดดเด่น ซึ่งผมว่าเราจะติดกับดักนะครับ เพราะที่ผ่านมาความพร้อมของเรื่องการใช้อำนาจของประชาชนมันเป็นพลวัตครับ มันเป็น พัฒนาการ ไม่ใช่ติดกับดักว่าประชาชนไม่พร้อม จังหวัดไหนไม่พร้อมไม่ต้องกระจายอำนาจ ไม่ใช่ครับ ควรที่จะต้องเอาประชาชนเป็นที่ตั้งเหมือนที่ท่านเขียนไว้ในมาตรา ๖ ให้ยึด เจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชน ถ้าพี่น้องประชาชนจังหวัดนั้นบอกว่าพร้อมแล้วต้องการ ยึดความต้องการพี่น้องประชาชนเป็นหลัก อย่าไปยึดว่าจังหวัดนั้นรายได้น้อยไม่พร้อม โน่นนี่นั่นไม่ถูกครับ เพราะว่าตราบใดที่เราไม่เปิดพื้นที่ให้พี่น้องประชาชนมีพัฒนาการ ในการใช้อำนาจของตัวเอง ตราบนั้นก็ไม่มีอำนาจประชาชนในโครงสร้างของบ้านเมืองนี้ ดังนั้นผมคิดว่าน่าจะยึดเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชนเป็นหลักนะครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ท่านณัฐวุฒิ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ จังหวัดสุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา ก่อนอื่น ผมต้องขอชื่นชม ขอคารวะและขอแสดงความภาคภูมิใจกับคณะกรรมาธิการการกระจาย อำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ สภาผู้แทนราษฎร ชุดนี้ที่ได้มีการศึกษา เรื่อง การบริหารราชการรูปแบบจังหวัดจัดการตนเองขึ้นครับ ท่านประธานครับ ผมมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปีที่รัฐธรรมนูญปฏิรูปการเมือง ครั้งสำคัญก็คือพุทธศักราช ๒๕๔๐ โดยนายกบรรหาร ศิลปอาชา รัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ เป็นฉบับแรกที่กำหนดรูปแบบจังหวัดที่มีความพร้อม สามารถที่จะเป็นองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ขึ้นมาได้ นั่นหมายความว่าจะมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ๒๕ ปีแล้วครับท่านประธาน วันนี้ปี ๒๕๖๕ เรายังมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด เพียงจังหวัดเดียวคือกรุงเทพมหานคร น่าเศร้าไหมครับ ยิ่งไปกว่านั้นครับท่านประธาน ตั้งแต่ ปี ๒๕๕๗ จนถึงปัจจุบัน ๘ ปีครับ ไม่มีการเลือกตั้งผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่น ทำได้อย่างไรครับ นี่คือหลุมดำ นี่คืองานชิ้นโบว์ดำของรัฐบาล ที่ผ่านมาทำให้การกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่นหยุดชะงักไปถึง ๘ ปี ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมได้มีโอกาสพบผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครท่านนี้นะครับ ขออนุญาต เอ่ยนามครับ ท่านผู้ว่าชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผมไปขอบคุณท่านครับ ทำไมถึงต้องไปขอบคุณครับ ก็เพราะว่าท่านผู้ว่าท่านนี้สามารถแสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างการปกครองที่ผู้ว่ามาจาก ประชาชน มาจากการเลือกตั้ง กับผู้ว่าแต่งตั้งมันแตกต่างกันขนาดไหน ให้เห็นความเป็น ประชาธิปไตยกับเผด็จการ การแต่งตั้งมันแตกต่างกันขนาดไหน กับความยึดโยงกับพี่น้อง ประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมได้ดูเอกสารของคณะกรรมาธิการชุดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์โกวิทย์ พวงงาม ซึ่งเป็น ประธานคณะทำงานศึกษาแนวคิดจังหวัดจัดการตนเองและจัดทำร่างพระราชบัญญัติระเบียบ บริหารราชการจังหวัดจัดการตนเองฉบับนี้ขึ้น ทั้งหมดมี ๑๐ หมวด ๑ บทเฉพาะกาล ประกอบ ไปด้วย หมวด ๑ บททั่วไป หมวด ๒ จังหวัดจัดการตนเอง หมวด ๓ การบริหารราชการจังหวัด จัดการตนเอง หมวด ๔ การบริหารเทศบาลหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หมวด ๕ อำนาจหน้าที่ของจังหวัดจัดการตนเอง หมวด ๖ ความสัมพันธ์ระหว่างจังหวัดจัดการตนเอง กับรัฐบาลกับท้องถิ่นด้วยกัน หมวด ๗ การคลังและรายได้ หมวด ๘ การมีส่วนร่วมของ ประชาชน หมวด ๙ คณะกรรมการตรวจสอบ และหมวด ๑๐ คณะกรรมการส่งเสริม การบริหารจังหวัดจัดการตนเอง และบทเฉพาะกาล ทั้งหมดมี ๑๓๔ มาตรา ท่านประธาน ผมอ่านแล้วยังไม่เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างจังหวัดจัดการตนเองกับระดับอำเภอที่มี นายอำเภอและมีส่วนราชการระดับส่วนกลางกับจังหวัดจัดการตนเอง อ่านแล้วยังไม่เห็นภาพ ขออนุญาตท่านกรรมาธิการอธิบายให้ผมเห็นภาพหน่อยครับ นอกจากนั้นครับ หมวด ๑๐ มันควรจะมีการจัดตั้งเป็นลักษณะระดับกระทรวง ระดับประเทศ เราอาจจะไม่ใช้คำว่า กระทรวง ใช้คำนี้ก็ได้ครับ คณะกรรมการส่งเสริมการบริหารจัดการการ กระจายอำนาจและการจัดการตนเองขึ้นมา ระดับประเทศจะได้เห็นว่าจะประสานงาน เพราะว่าหน่วยงานของการกระจายอำนาจมันใหญ่ แล้วก็ปรัชญามันนอกเหนือจากกระทรวง มหาดไทยแล้ว ดังนั้นถ้ามีโอกาสก็ขอให้ศึกษาต่อทำเถอะครับ พ.ร.บ. ระเบียบการบริหาร ราชการการกระจายอำนาจนี้นะครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไป ท่านสุเทพกับท่านอาดิลันนะครับ เชิญท่านสุเทพครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุเทพ อู่อ้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เครือข่าย แรงงาน ขออนุญาตมีส่วนร่วมในการอภิปรายรายงานศึกษา เรื่อง การบริหารจัดการรูปแบบ จังหวัดจัดการตนเอง เรื่องของการกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่นและการบริหาร จัดการรูปแบบใหม่ คืออย่างนี้ครับท่านประธาน ในการที่ส่งเสริมให้มีการกระจายอำนาจ เป็นเรื่องที่ดี ผมเองในฐานะที่เคยทำงานมาแล้วก็ย้ายถิ่นจากบ้านเกิดไปทำงานต่างจังหวัด ที่ไม่ใช่บ้านเกิด พบเห็นปัญหาการบริหารจัดการในจังหวัดเนื่องจากจะมีประชากรแฝง นั่นก็คือแรงงาน แรงงานมีอยู่ด้วยกันแบ่งออกเป็นแรงงานไทย แล้วก็แรงงานข้ามชาติ หรือในกฎหมายไทยว่าแรงงานต่างด้าว สิ่งที่เกิดขึ้นเนื่องจากการบริหารจัดการด้านการ บริหารบุคลากร ซึ่งประชากรเหล่านั้นไม่มีชื่ออยู่ในพื้นที่ก็ไม่สามารถที่จะมีการจัดเก็บภาษี หรือแม้กระทั่งเรื่องของเงินภาษีจากส่วนกลางที่จะมีกระจายไปในท้องถิ่นก็ไม่ได้เอาส่วนของ ประชากรแฝงที่ผมพูดถึงนั้นลงไปด้วยมีความจำเป็น วันนี้ที่คณะกรรมาธิการได้มีการรายงาน ดังนั้นก็เป็นข้อเสนอแนะที่อยากจะนำเสนอยังท่านประธานไปกับคณะกรรมาธิการ เราควรส่งเสริม เมื่อสักครู่ผมได้อภิปรายในเรื่องของการเลือกตั้งท้องถิ่นแล้ว แรงงานที่อยู่ ในพื้นที่สถานประกอบการ อยู่ในสถานประกอบการควรมีสิทธิในการเลือกตั้ง มาดูในเรื่อง ของการจัดเก็บภาษีซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะในจังหวัดนั้น ๆ อำเภอนั้น ๆ ตำบลนั้น ๆ เมื่อไม่ได้มีการจัดเก็บภาษีจากประชากรแฝงก็จะไม่มีเงินที่จะมาบริหารจัดการในพื้นที่ สาธารณะ โรงพยาบาล ป้ายรถเมล์ หรือที่สาธารณะต่าง ๆ ที่มีประชากรแฝงเหล่านั้น มาใช้อยู่ มีความจำเป็นที่จะต้องมีการนำขึ้นทะเบียนเป็นประชากรในพื้นที่ ถ้าเป็นคนไทย หรือแรงงานข้ามชาติ เรายังมีระบบประกันสังคมซึ่งเป็นตัวที่จะกำหนดได้ มาดูอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องแรงงานข้ามชาติ ซึ่งเป็นปัญหามายาวนานเรื่องของการนำเข้าแรงงานที่มีค่าใช้จ่ายที่สูง ดังนั้นหลักการที่ดีควรจะต้องมีการลดต้นทุน เพราะเรามีความจำเป็นที่จะต้องใช้พี่น้อง แรงงานข้ามชาติ นั่นก็คือการนำเข้าที่มีค่าใช้จ่ายที่น้อยและน้อยมาก ๆ เพื่อที่จะลดช่อง ในการที่จะฉ้อฉลการเรียกเก็บผลประโยชน์ ถ้าเราสามารถดำเนินการเก็บการนำเข้าที่มี ต้นทุนต่ำแล้วมาเก็บภาษีของท้องถิ่น นั่นหมายความว่ามาทำงานได้มีมูลค่าเพิ่ม ได้มีเงิน ก็ให้ท้องถิ่นในการเข้าไปเก็บภาษีมาเพื่อบริหารจัดการตนเอง น่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง สำหรับในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ ท้องถิ่นต่าง ๆ นี่คือสิ่งที่กระผมเองในฐานะผู้ใช้แรงงานก็มองว่า เราจะได้ตอบโจทย์ในเรื่องของการที่จะลดการที่จะไปเรียกร้องผลประโยชน์จากหน่วยงานต่าง ๆ ถึง ๑๕ หน่วยงาน ที่รุมโต๊ะจีนกินกับพี่น้องแรงงานข้ามชาติ สำคัญอย่างยิ่งผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งควรจะเป็นคนที่อยู่ในท้องถิ่นมาอย่างพอสมควร ในการที่จะมีข้อมูลต่าง ๆ ไม่ว่าจะด้านแรงงานที่ผมบอก แล้วก็ด้านของพื้นที่ต่าง ๆ น่าจะเป็น ประโยชน์อย่างยิ่งในการที่จะพัฒนาจังหวัดตนเองให้มีการต่อเนื่องในการที่จะทำให้เกิด การบริหารจัดการ เรื่องสาธารณูปโภค เรื่องสาธารณะ และสำคัญอย่างยิ่งเรื่องบริหารจัดการ แรงงานที่จะอยู่ในพื้นที่นั้น ๆ จึงต้องขออนุญาตท่านประธานได้มีการอภิปรายประเด็น ของการดูแลพี่น้องแรงงานแฝงที่เรียกอยู่ปัจจุบันให้เป็นประชากรที่อยู่ในพื้นที่ตามหลักของ ทะเบียนประกันสังคมที่มีอยู่ครับ🔗
เชิญท่าน อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ครับ🔗
ขอบคุณท่านประธาน เรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคพลังประชารัฐ ขออนุญาตได้มีโอกาสอภิปรายในรายงานการศึกษา เรื่อง การบริหาร ราชการในรูปแบบจังหวัดจัดการตนเอง ที่เสนอต่อสภาในวันนี้ ก่อนอื่นก็ต้องขอชื่นชมครับว่า คณะกรรมาธิการได้มีความพยายามที่จะทำรายงานฉบับนี้ออกมา ขอนำเรียนต่อท่านประธาน ฝากผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกนะครับว่ารูปแบบการจัดการรูปแบบพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นจังหวัด จัดการรูปแบบพิเศษหรือรูปแบบใด ๆ ความจริงแล้วในรัฐธรรมนูญเราเอง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๒๔๙ วรรคสอง ก็ได้เขียนไว้เหมือนกันว่าในการจัดการจัดตั้งองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบใดให้คำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น และความสามารถในการปกครองตนเองในด้านรายได้ จำนวน และความหนาแน่นของ ประชากรและพื้นที่ที่ต้องรับผิดชอบประกอบกัน นั่นหมายถึงว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ได้เข้าใจเจตจำนงของประชาชนและได้เขียนบัญญัติไว้ด้วยนะครับว่าการดำเนินการในการ ให้มีการบริหารและจัดการรูปแบบจังหวัดจัดการตนเอง หรือการบริหารจัดการในรูปแบบ พิเศษใด ๆ นั้นเป็นสิ่งที่ทำได้และเป็นสิ่งที่ควรที่จะต้องให้โอกาสกับคนในพื้นที่ที่มีเจตจำนง ได้มีโอกาสได้มีการจัดการตามที่ตัวเองต้องการจริง ๆ เราเองไม่ต้องกลัวนะครับว่าสิ่งที่เรา กำลังจะทำนั้นจะทำให้เกิดกรณีถึงขั้นเสียดินแดนหรือทำให้มีการแบ่งแยก ในรายงานฉบับนี้ ผมพยายามศึกษาได้อ่านนะครับ แต่ก็ยังเกิดความเสียดายในบางประการนะครับว่าจังหวัด ชายแดนภาคใต้บ้านผมยังไม่ได้ปรากฏรายละเอียดใด ๆ ในเอกสารรายงานฉบับนี้ มีปรากฏ เพียงแต่ในข้อเสนอแนะ ข้อสังเกตและเสนอแนะของคณะกรรมาธิการในข้อ ๑.๓ เท่านั้นเอง ความจริงแล้วจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นจังหวัดที่มีรูปแบบหรือวิถีชีวิต อัตลักษณ์ วัฒนธรรม ของคนใน ๓ จังหวัด ก็คือ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส เป็นรูปแบบพิเศษน่าสนใจที่เราจะได้ ไปศึกษา น่าสนใจที่เราจะได้ไปเรียนรู้และเป็นต้นแบบในกฎหมาย และที่คณะกรรมาธิการ มีกรอบภารกิจตามที่ระบุไว้ในข้อบังคับของสภาผู้แทนราษฎร แต่ก็ยังไม่ปรากฏนะครับว่า มีการศึกษาในส่วนของจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรืออาจจะมีแล้วแต่ผมเองอาจจะเสียโอกาส ที่จะไม่ได้รับโอกาสในการเข้าไปให้ข้อมูล หรือข้อเสนอแนะ ข้อชี้แนะกับกรรมาธิการว่า ผมคิดเห็นอย่างไรในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นตัวแทนของคนจังหวัดยะลา แต่ก็ไม่ได้มีโอกาส ไม่ได้มีข้อมูลตรงนี้ เพราะผมเชื่อว่าเมื่อไรที่เรามีผู้ปกครองที่เข้าใจวิถีชีวิต เข้าใจอัตลักษณ์ เข้าใจวัฒนธรรม เป็นคนที่เข้าใจของคนที่อยู่ในปกครอง ปัญหาความขัดแย้ง ก็จะลดน้อยลง อย่าให้เกิดกรณีอย่างจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีการจับกุม มีการดำเนินคดีกับบุคคลที่พยายาม ที่จะรณรงค์ พยายามที่จะรักษาวิถีวัฒนธรรมมลายู แต่งกายมลายู ในการรณรงค์ให้มีการรักษา อัตลักษณ์ของคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ทำประตูชัย หรือรักษาอัตลักษณ์ มีการ ประกวดประชันเรื่องของการแต่งกายมลายูในสมัยโบราณและวิถีชีวิตปัจจุบัน ก็มีการตั้ง ข้อกล่าวหาหรือมีการตั้งข้อระแวงสงสัยกับคนเหล่านี้ อย่างในระยะเวลาที่ผ่านมาประมาณ สัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีข้อระแวงสงสัยว่าจะมีการแจ้งข้อกล่าวหากับน้อง ๆ เยาวชนผู้ที่เป็น แกนนำในการรณรงค์ให้มีการรักษาวัฒนธรรมมลายู หรือการแต่งกาย หรือการทำประตูชัย สำหรับให้เห็นถึงวิถีของคนมลายูปัตตานี เหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมยังมองว่าหากเรามีผู้นำ หรือผู้ปกครองที่เข้าใจ ผู้ปกครองที่มาจากคนในพื้นที่โดยผ่านรูปแบบการจัดการรูปแบบ พิเศษ ปัญหาเหล่านี้ก็จะหมดไปและจะนำไปสู่สังคมที่มีสันติสุขและสันติภาพต่อไป ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
เชิญท่าน ธีรัจชัย ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขออนุญาต อภิปรายในรายงานการศึกษา เรื่อง การบริหารราชการรูปแบบจังหวัดจัดการตนเอง ผมขอขอบคุณท่านคณะกรรมาธิการที่กรุณาศึกษาเรื่องนี้และทำได้สำเร็จอย่างดียิ่ง เพราะว่า แนวคิดในจังหวัดจัดการตนเองนั้นจะทำให้เป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง ประชาธิปไตยที่เป็นแบบการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง ในอดีตความคิดเดิมที่ว่ารัฐรวมศูนย์ อำนาจจะสามารถทำหน้าที่ลดช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างพื้นที่เจริญหรือร่ำรวยกับพื้นที่ ยากจนได้พัฒนาได้ดี คือต้องการให้ไปเกลี่ย แต่ความคิดเหล่านั้นพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริง ในการปกครองแบบประชาธิปไตยสมัยใหม่การกระจายอำนาจประเทศญี่ปุ่น ประเทศพัฒนา หลายประเทศเขาจะกระจายอำนาจให้จังหวัดแต่ละจังหวัดนั้นจัดการตนเองให้อำนาจแท้จริง ของเราหมกมุ่นอยู่กับการที่รวมศูนย์อยู่ส่วนกลาง ใช้การปกครองส่วนกลางหรือภูมิภาค ไปกำกับท้องถิ่น หมกมุ่นกับแค่การเลือกตั้งผู้ว่า เลือกตั้งท้องถิ่น แต่อำนาจไม่ได้ไปถึง อำนาจ ทางภาษีอากรเก็บเองมากไม่ได้ อำนาจในส่วนแบ่งที่บอกว่า ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ได้ ๒๗ เปอร์เซ็นต์ ยังไม่ขยับ อำนาจการใช้บุคลากรก็ถูกการปกครองส่วนภูมิภาคมาครอบงำอยู่ทั้งหมดไม่มีพลัง ในการทำงานอย่างแท้จริง นี่คือสิ่งที่เราหมกมุ่นตรงนี้ แต่แนวคิดของคณะอนุกรรมาธิการนั้น ได้มีความคิดที่ก้าวหน้าครับ ยกตัวอย่างเช่นในส่วนของอำนาจระหว่างส่วนกลาง เราตัด ส่วนภูมิภาคออก มีแต่อำนาจในด้านป้องกันประเทศ อำนาจหน้าที่ในด้านการคลังของรัฐ ในระบบเงินตรา อำนาจในการศาล และประการสุดท้ายคืออำนาจด้านความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศ ที่เหลือนั้นกระจายลงสู่ท้องถิ่น รูปแบบท้องถิ่นแบ่งเป็น ๓ ระดับ ระดับจังหวัด คือเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง มีสภาจังหวัดเลือกตั้งโดยตรง รูปแบบรองลงมา คือเทศบาลก็เลือกตั้งโดยตรง สภาโดยตรง และลดหลั่นลงมา มีสภาพลเมืองในการกำกับ ถึงแม้จะมีบางท่านบอกว่าที่มาสภาพลเมืองมีข้อสงสัยทำไมไม่มาจากการเลือกตั้งหรือไม่ ก็ไม่ว่ากัน เดี๋ยวเรามาแก้ไขได้ในส่วนนี้ ถือว่าเป็นหลักการที่ดีนะครับ ในส่วนของการกำกับ ดูแลได้เปลี่ยนรูปแบบหมด เดิมผู้ว่าราชการจังหวัดกำกับดูแลในส่วนของผู้บริหารท้องถิ่น ทั้งหมดไม่ว่า อบจ. เทศบาลต่าง ๆ หรือในส่วนของนายอำเภอก็บางส่วน ในส่วน อบต. อะไร ก็กำกับดูลงไป แต่เราเปลี่ยนรูปแบบใหม่มาเป็นเรื่องแบบของนายกรัฐมนตรีผู้กำกับดูแล และกำกับดูแลนั้นเป็นการดูแลหลังจากปฏิบัติแล้วเพื่อเพิ่มความอิสระของอำนาจท้องถิ่น ไม่ใช่ก่อน ก่อนมีการอนุญาตไม่อิสระ ถ้าหลังไปกำกับทีหลัง ตรงนี้เป็นการปล่อยอำนาจ อย่างมากที่สุด ในเรื่องภาษีอากรมีการเพิ่มภาษีอากรที่นอกเหนือจากภาษีท้องถิ่นอย่างเดียว ขึ้นมาแล้วจัดการแบ่ง ตอนแรกบอกว่าเป็น ๗๐ ต่อ ๓๐ ท้องถิ่นได้ ๗๐ รัฐ ๓๐ อีกหน่อย จะเพิ่มเป็น ๑๐๐ ได้ขึ้นมา กรณีอย่างนี้เป็นการเพิ่มอำนาจเงินให้แก่ในส่วนของจังหวัด จัดการตนเองในทุกระดับ ให้จังหวัดจัดการตนเองสามารถแบ่งงบระดับเทศบาล ระดับต่ำกว่า เทศบาลได้ด้วยตัวเองในการจัดสรรงบประมาณในส่วนนี้ให้เพียงพอในการบริหารท้องถิ่น นอกจากนั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนก็สามารถทำให้มีการถอดถอนผู้บริหารท้องถิ่นได้🔗
ต่อไปก็คือเป็นเรื่องของกรรมการในการตรวจสอบจังหวัดจัดการตนเองให้มี การตรวจสอบการใช้เงินทั้งหมด นี่คือเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบที่กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น อย่างแท้จริงครับ เดิมรวมศูนย์อยู่ส่วนกลางทั้งหมด เมื่อมีการยึดอำนาจทีเดียวยึดรัฐบาลได้ ทุกอย่างเบ็ดเสร็จเป็นการยึดอำนาจ แต่ถ้าเกิดว่าเป็นรูปแบบแบบนี้นะครับ ทำสำเร็จขึ้นมา ยึดอำนาจส่วนกลางรัฐบาลท้องถิ่นก็ยังอยู่ได้ จะป้องกันการรัฐประหารได้อย่างดียิ่ง และคนกรุงเทพฯ ส่วนกลางจะไปรู้ปัญหาของท้องถิ่นได้อย่างไร ไม่มีครับ นี่คือรูปแบบเดิม แต่ถ้าเป็นรูปแบบที่ศึกษาอันนี้สามารถทำได้ครับ คนท้องถิ่นรู้แบบรถติดอยู่บ้านตัวเอง เป็นอย่างไร น้ำท่วมแก้ไขปัญหาอย่างไร จะดูแลการท่องเที่ยวอย่างไร จะดูวัฒนธรรมอย่างไร ดีกว่าส่วนกลางไปกำกับ ส่วนกลางส่งผู้ว่าไปไม่กี่ปีเป็นคนต่างถิ่นมาทำก็ไม่สามารถทำได้ครับ ท่านประธาน แต่สิ่งที่ผมอยากจะขอเสริมในส่วนของรูปแบบความเป็นไปได้สิ่งนี้ ก็คือรูปแบบ การตรวจสอบการทุจริตประพฤติมิชอบ เราให้อำนาจท้องถิ่นมากแต่เราต้องมีรูปแบบ การตรวจสอบแบบที่เข้มข้นเหมือนกัน ใช้รูปแบบการตรวจสอบท้องถิ่นแบบ ป.ป.ช. ส่วนกลางไปตรวจสอบ ผมว่าอาจจะไม่เหมาะสมและไม่สามารถที่จะแก้ไขได้ เรามีรูปแบบ อื่นไหม เช่นเราใช้บล็อกเชน (Block Chain) ใช้เอไอ (AI) ใช้กรรมการตรวจสอบทุจริต ท้องถิ่นขึ้นมาแล้วก็ดูแลตรงนี้ขึ้นไป ตรงนี้อาจจะยังไม่มี เป็นแค่ควบคุมตรวจสอบทั่วไป แต่ไม่ได้เข้มข้นเหมือนกับตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชัน🔗
ประการที่ ๒ ที่ผมอยากจะขอเสริมก็คือความเป็นไปได้ของการผลักดันตรงนี้ ในรายงานในช่วงของรายงานความเห็นครั้งสุดท้ายได้แบ่งเป็นยกฐานะความพร้อมด้านรายได้ จังหวัดลักษณะโดดเด่นของภูมิประเทศลักษณะพิเศษ ยกฐานะจังหวัดที่ลักษณะพิเศษ ทางวัฒนธรรมด้านสังคม ยกฐานะจังหวัดที่เป็นเมืองขนาดใหญ่ แต่ไม่ได้บอกบังคับว่าจะต้อง ให้เป็นเลยทันที โดยธรรมชาติของมนุษย์ที่มีอำนาจเป็นผู้บริหารในรัฐส่วนกลางจะไม่ยอม ปล่อยครับ ทำไมเราไม่กำหนดไปเลยว่ากี่จังหวัด ๑ ๒ ๓ เพราะเหตุผลอะไรจะต้องเป็น ทันที ถึงแม้ว่าจังหวัดอื่นยังไม่พร้อมแต่ต้องกำหนดเบื้องต้น สมมุติว่าทั้งกลุ่มจังหวัดทั้งหมด กำหนดว่าให้เป็นทันทีเลย เราจะมีจังหวัดจัดการตนเองขึ้นมาเปรียบเทียบได้ทันทีภายใน ระยะเวลาที่พระราชบัญญัติฉบับนี้บังคับใช้ เรื่องนี้ผมเชื่อว่าสำคัญนะครับ หรือเราจะเอา อีกแบบก็ได้ครับ ให้เป็นพร้อมกันทั้งประเทศ แต่มันเป็นไปไม่ได้ยังไม่พร้อมในส่วนนี้ นี่คือสิ่ง ที่ผมอยากจะเสริมกับท่านคณะกรรมาธิการ แต่อย่างไรก็ตามผมเห็นด้วยกับแนวคิดของ การศึกษาตามรายงานนี้ทั้งหมด แต่ขอเพิ่มเติมในสิ่งที่ผมได้ให้ความเห็นไว้เรื่องการปราบปราม การทุจริต และเรื่องของความเป็นไปได้ และกำหนดให้เริ่มต้นทันที ไม่ใช่ในกลุ่มจังหวัด ที่กำหนดนะครับ ไม่ใช่ปล่อยให้ส่วนกลางตัดสินอีกครั้งหนึ่ง ผมคิดว่าถ้าเรื่องนี้ถูกบังคับใช้ เป็นกฎหมาย ผมเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงการพัฒนาประเทศ การกระจายอำนาจจะเกิดขึ้น อย่างแท้จริง ไม่เป็นเหมือนเดิม ๆ ครับ🔗
ท่านต่อไป ท่านชวน ชูจันทร์ และท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ชวน ชูจันทร์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ต้องขอขอบคุณจริง ๆ ท่านคณะกรรมาธิการที่พยายามศึกษาและก็สนใจในด้านการจัดการตนเอง ผมอยากจะให้ ข้อสังเกตในเชิงคำถามนะครับว่าเรื่องการจัดการตนเองนั้น โดยธรรมชาติแล้วถ้าก่อนที่จะมี รัฐที่เข้มแข็งชาวบ้านเขาจัดการตนเองกันในหลาย ๆ เรื่องมาแล้ว ถ้าเราย้อนไปถ้าคนสูงอายุ สักหน่อยจะเห็นครับ แต่เมื่อมีรัฐไทยเติบโตขึ้นการจัดการตนเองของชาวบ้านหลาย ๆ เรื่อง หยุดลง จนสุดท้ายภาครัฐก็มองออกว่ารัฐเข้มแข็งอย่างนี้ไม่สามารถพัฒนาประเทศไปได้ ต้องทำให้ชาวบ้านเข้มแข็งขึ้นด้วย จึงพยายามในหลายปีที่ผ่านมา เดิมเรามีข้าราชการ ส่วนกลางแล้วก็ส่วนภูมิภาค ท้องถิ่นแทบจะไม่มี ผมจำได้เริ่มมีสภาตำบลก่อนหลวม ๆ แล้วก็ มีแนวคิดที่จะทำให้เป็นนิติบุคคล ก็เป็นองค์การบริหารส่วนตำบล ท่านผู้อาวุโสที่เสียชีวิตไปแล้ว ขอเอ่ยนามคือ อาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ก็พยายามคิด เรื่องนี้ เดิมผมก็คิดเหมือนกันว่าเมื่อเรามีนิติบุคคลในท้องถิ่น มีองค์การบริหารส่วนตำบล มีเทศบาลมากขึ้นน่าจะทำให้พื้นที่เล็ก ๆ ในตำบลเจริญรุ่งเรืองได้ มาถึงวันนี้หลายคนก็คงจะ เห็นว่าไม่ใช่ เพราะอะไร วันนี้มันกลายเหมือนว่าเรามีที่ว่าการอำเภอทุกตำบลเท่านั้นเอง ชาวบ้านในตำบลหลายอย่างก็ยังเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเติบโตขึ้น ไม่มีอะไรเข้มแข็งขึ้น อันนี้ คือปัญหาอย่างหนึ่งที่เราเห็นว่ามันใช่หรือเปล่า ทีนี้เมื่อเราคิดในเรื่องจังหวัดจัดการตนเอง ขึ้นมาอีก ต้องตอบให้ได้นะว่าที่มันไม่เจริญ มีเทศบาลก็แล้ว มีองค์การบริหารส่วนตำบล ก็แล้ว มันมาติดขัดที่จังหวัดหรือเปล่า เพราะไม่มีการจัดเรื่องจังหวัดจัดการตนเอง จึงทำให้ การขับเคลื่อนความเจริญในจุดเล็ก ๆ ซึ่งมันน่าจะง่ายมากมันทำไม่ได้ แต่ถ้าเราแก้ปัญหา ไม่ตรง เมื่อมีจังหวัดจัดการตนเองมาอีกเดี๋ยวจะดูคล้าย ๆ กับที่ผ่านมา เรามีจุดเล็กที่คิดว่า จะเป็นไปได้มากก็เป็นไปไม่ได้ แล้วก็คิดกันเรื่อย ๆ ตั้งองค์กร ตั้งรูปแบบกันไปเรื่อย ๆ แต่ก็ยังไม่เติบโตไปถึงไหน อันนี้น่าคิดนะครับว่าหลังจากตรงนี้แล้วจะเป็นอย่างไร ผมว่าบางที เราอาจจะตั้งโจทย์ผิดหรือเปล่า แล้วเราแก้ปัญหาไปเรื่อย ๆ เลยไม่รู้จะไปจบตรงไหน ถ้าเราตั้งตรงนี้ขึ้นมาแล้วและชุมชนเล็ก ๆ ในตำบล ในอำเภอ ก็ยังไม่สามารถที่จะเจริญ เติบโตได้ ไม่สามารถพัฒนาได้อีก เราจะคิดรูปแบบอะไรต่อไปอีก อันนี้ก็น่าคิดนะครับ ผมอยากให้ข้อสังเกตไว้ว่าเรื่องการจัดการตนเองผมได้ทำมาหลายชุมชน ผมพยายามให้คำ หรือคีย์เวิร์ด (Keyword) ว่าชุมชนจัดการตนเอง ผมอยากจะเรียนนะครับว่าที่ชุมชนไม่เจริญ หรือไม่เติบโต หรือไม่เข้มแข็ง ไม่ยั่งยืนทุกวันนี้ เพราะว่าเราไม่ได้ให้เขาทำงาน รัฐเอาไปทำเอง ในหลาย ๆ เรื่อง ในการทำงานนั้นมันต้องมีจุดเริ่มต้น พอเมื่อให้เขาจัดการตนเองได้ ในจุดเล็ก ๆ เขาก็จะพัฒนาตนเองไปเรื่อย ๆ ในหลาย ๆ ด้าน สุดท้ายเขาก็จะเข้มแข็ง แล้วก็ จะคิดเอง คิดเป็น ถ้าเราเริ่มต้นตรงนี้ไม่ถูกนะครับ มันก็จะไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นการจัดการ ตนเองสำคัญ ในหลาย ๆ เรื่องต้องเริ่มเรื่องใดเรื่องหนึ่งก่อนเล็ก ๆ ทีนี้ถ้าเราไปดูวันนี้ เมื่อเรามีองค์การบริหารส่วนตำบลแล้ว เราก็คิดว่าการจัดการตนเองในชุมชนคงจะดีขึ้น เราอุตส่าห์มีผู้แทนจากการเลือกตั้งไปบริหารในองค์การบริหารส่วนตำบลหรือเทศบาล แต่ก็ไม่ทำให้ประชาชนในพื้นที่นั้นเข้มแข็ง หรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่รุดหน้าไปเรื่อย ๆ สิ่งที่ไม่มี ก็มีขึ้น สิ่งที่ตัวเองทำไม่ได้ในชุมชนก็ทำมากขึ้นก็ไม่มี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำ เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องโภชนาการ เรื่องสุขภาพอนามัย เรื่องสนามกีฬาอะไรพวกนี้ครับ ก็ไม่ได้เกิดขึ้นในชุมชน เท่าไร ชุมชนก็มีแต่ความว่างเปล่าเหมือนเดิม แล้วก็มีหน่วยราชการ ท่านประธานครับ ถ้าท่านดูในจังหวัด ๑ จังหวัด เรามีหน่วยงานเยอะมากใน ๑ จังหวัด ทั้งท้องถิ่น ส่วนภูมิภาค ส่วนกลาง ตัวแทนจากกระทรวง ทบวง กรม อยู่เต็มไปหมดเลยครับ แต่ก็ไม่สามารถทำให้ ชาวบ้านหรือประชาชนเข้มแข็งขึ้นได้ อันนี้เป็นสิ่งที่น่าคิด ก็อยากจะให้ข้อสังเกตว่าเห็นด้วยครับ ที่เราพยายามคิดแล้วก็ชื่นชม แล้วก็สนับสนุนที่เราพยายามคิดให้ชาวบ้านนั้นเข้มแข็งให้ได้ แต่ถ้าเราตั้งโจทย์ไม่ถูก เราทำในรายละเอียดไม่ตรงประเด็น เราก็จะล้มเหลวอีก แล้วก็คงหา วิธีคิดกันใหม่ ก็อยากให้ข้อสังเกตไว้นะครับ อย่างไรก็ตามก็ยินดีครับ แล้วก็จะพยายามให้มัน เกิดขึ้นให้ได้ ขอบพระคุณครับ🔗
เชิญท่าน พิเชษฐ์ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพ ผมเห็นรายงานของคณะกรรมาธิการการกระจายอำนาจ การปกครอง ส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ สภาผู้แทนราษฎร ท่านได้ไปศึกษามา ตามข้อบังคับ ตามเงื่อนไขของกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ความเป็นไปของประเทศนี้มันขึ้นอยู่กับรัฐธรรมนูญที่ใช้ปกครองประเทศ รัฐธรรมนูญฉบับไหนดีประเทศก็ก้าวหน้า รัฐธรรมนูญฉบับไหนที่ไม่สมบูรณ์ประเทศก็ถอยหลัง รัฐธรรมนูญประเทศไทยที่เป็นของประชาชนโดยประชาชนเพื่อประชาชน คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ทำให้ประเทศชาติได้รับการกระจายอำนาจอย่างทั่วถึง ความเจริญของประเทศ รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว แต่พอมารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ประเทศเรามีปัญหา ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญทุกฉบับเขียนเหมือนกันหมด ในมาตรา ๑ ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่ง อันเดียวจะแบ่งแยกมิได้ นี่คือมาตรา ๑ ผมอยากจะเรียนถามคณะกรรมาธิการว่าที่ท่านได้ กระทำไปนี้ประโยชน์ยังไม่ชัดเจน ท่านเขียนประโยชน์ ๓ ๔ ข้อไม่ชัดเจน ท่านทำจังหวัด จัดการตนเองประโยชน์คืออะไรที่ชัดเจน ข้อเสียมีไหม เดี๋ยวตอบผมนะ มีประโยชน์กับข้อเสีย อย่างไร มีแต่ประโยชน์อย่างเดียวหรืออย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ มันมีตัวอย่าง ที่พัทยา พัทยาก็จัดการตนเองแต่ว่ามันเล็ก มันเล็กมากเหมือนที่หลายท่านพูดไป มันเล็ก จนว่าเป็นกลุ่มคนผู้มีอิทธิพลได้บริหารจัดการมาตลอดตั้งแต่เป็นพัทยา ปกครองพิเศษ บริหารตนเอง ใครเปลี่ยนแปลงผู้ปกครองผู้บริหารของพัทยาได้บ้าง ไม่มี นี่คือข้อเสีย มาถึง กรุงเทพมหานครใหญ่มาก ใหญ่จริง ๆ ใหญ่จนปัญหาของกรุงเทพมหานครแก้แทบจะไม่ได้ นี่คือตัวอย่าง ๒ จังหวัดที่บริหารตนเอง ท่านประธานที่เคารพครับ แล้ว ๒๐ กระทรวงเอาไป ไว้ไหน ท่านจะให้เขาทำอย่างไร ส่วนราชการท่านต้องพึ่งเขาใช่ไหม ต้องพึ่ง ๒๐ กระทรวง ใช่ไหม หรือไม่พึ่งเลย ความลึกในการบริหารประเทศคุณอยู่มา ๔ ปี แล้วก็ไปทั้ง ๓ องค์กรเลย ทั้งผู้ว่า ทั้งสภา ทั้งสภาพลเมือง ๓ องค์กร ๔ ปีไป ๔ ปีไป แล้วความลึกรากเหง้าของการ พัฒนาอยู่ที่ไหน นายก อบต. ขึ้นมาไม่รู้เรื่อง กว่าจะรู้เรื่องก็ ๒ ปี แล้วกระทรวงมหาดไทย เอาไปไว้ไหน นายอำเภอไม่มี ไม่มีนายอำเภอ ส.ส. อยู่ไหน ส.ส. ที่จะมารวมประเทศ ที่จะมา พูดถึงปัญหาของประเทศในภาพรวมอยู่ที่ไหน ไม่เขียน ตอบผม ไม่ต้องมี ส.ส. ในจังหวัด พึ่งพาตนเองใช่ไหม ลืมไปหรือว่าจงใจ ท่านประธานที่เคารพครับ รองผู้ว่าอะไรก็เลือกตั้ง กันเองหมด เลือกกันเองหมด สภาพลเมืองก็คัดกันเอง คือผมจะบอกให้ถ้าเกิดอยากจะมี เหมือนกรุงเทพมหานคร เช่นเชียงใหม่ก็ออกพระราชบัญญัติการปกครองเชียงใหม่ขึ้นมา พระราชบัญญัติดูแลภูเก็ตขึ้นมา เมื่อมันมีความจำเป็นพระราชบัญญัติเฉพาะของเขา จังหวัด นครราชสีมา ๓ จังหวัดนี้จำเป็น จำเป็นก็ร่างพระราชบัญญัติจังหวัดนครราชสีมาขึ้นมา มันไม่ใช่ว่าจังหวัดไหนก็พึ่งพาตนเอง แล้วส่วนกลางล่ะ แล้วความเป็นประเทศชาติล่ะ คุณต้องการเขื่อนไหม คุณต้องการถนน ๘ เลน (Lane) ๔ เลน (Lane) ไหม เอาเงินที่ไหนมา พึ่งพาตนเอง คุณต้องพึ่งพาจากประเทศพึ่งพาจากรัฐบาลกลาง อย่าเอาความสนุก คิดให้มาก กว่านี้ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
เชิญท่าน วิรัช แล้วก็ท่านวิสารนะครับ ท่านวิรัช พรรคภูมิใจไทย เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายวิรัช พันธุมะผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคภูมิใจไทย ผมก็นั่งฟังอยู่ความจริงผมเคยรับราชการเป็นนิติกร ๑๐ กรุงเทพมหานคร เมื่อตอนหนุ่ม ๆ เมื่อ ๔๐ ปีที่แล้ว มันแปลกนะครับ ผมอยู่ต่างจังหวัดเป็นข้าราชการอัยการต่างจังหวัดก็เห็น มาทุกอย่าง ผมเรียนว่าตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๒๘๒ ก็ได้บัญญัติ ไว้ว่า ภายใต้บังคับมาตรา ๑ รัฐจะต้องให้ความเป็นอิสระแก่ท้องถิ่นตามหลักการปกครอง ตนเอง ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ นี่คือกฎหมายหลักตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ทีนี้เมื่อมีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็มีพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๕๔ แล้วก็มีคณะกรรมการกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็คลานต้วมเตี้ยม ๆ อยู่ ประชาชนก็เรียกร้องให้ท้องถิ่น ปกครองตนเองได้ ทุกสมัยผมจำได้คือผมเป็นคนที่สนใจฟังสภาผู้แทนราษฎรเวลามีการ ประชุมเกือบทุกสมัย ถ้าลองย้อนกลับไปดูครับ ทุก ๔ ปีที่มี ส.ส. นะครับ ก็จะมีกรรมาธิการ ศึกษาการกระจายอำนาจจังหวัดปกครองตนเองทุกครั้ง แล้วก็ซ้ำซ้อน ๆ อยู่อย่างนี้ พอศึกษา เกือบหมดระยะอายุของสภานั้นก็เสนอสภามาแล้วก็กลายเป็นเศษกระดาษกองอยู่อย่างนี้ กองเป็นเล่ม ๆ อยู่ที่บนโต๊ะเยอะแยะเลย ก็กองกันไป ทำกันไป แต่ผมบอกตรง ๆ ว่าสิ่งที่ทำ ไม่ได้เพราะอะไร ผมเคยเป็นอนุกรรมการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการว่าด้วยการ พัฒนาการปกครองส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น ก็มีอดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน คณะอนุกรรมการ ไม่อยากเอ่ยชื่อนะครับ ท่านก็พยายามบอกว่าต้องให้ส่วนกลางเป็นคน ปกครอง ท้องถิ่นไม่รู้เรื่อง ก็พูดอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ก็เป็นเรื่องของกระทรวงมหาดไทย ทำไมผม ว่าเรื่องของกระทรวงมหาดไทยล่ะครับ ผมอธิบายให้ท่านฟัง พระราชบัญญัติระเบียบบริหาร ราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ เขาบอกว่าให้จัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ดังนี้🔗
๑. ระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง🔗
๒. ระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาค ภูมิภาคคือ ผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนจังหวัด อัยการจังหวัด คลังจังหวัด ศึกษาธิการจังหวัด ขนส่งจังหวัด🔗
๓. ระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น🔗
ทีนี้มันเป็นอย่างนี้เมื่อมีระเบียบบริหารส่วนภูมิภาค มาตรา ๕๔ ก็บอกว่า ในจังหวัดหนึ่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดคนหนึ่งรับนโยบายและคำสั่งจากนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม มาปฏิบัติให้เหมาะสมกับท้องที่และประชาชน ทีนี้ล่ะ มันเป็นทางออก ถ้าท่านยังคลานต้วมเตี้ยม ๆ อยู่ ขออนุญาตผมตายไปก็คงจะเป็นอย่างนี้ล่ะ ไปไหนไม่ได้ ไปไม่กี่น้ำเดี๋ยวก็กลับบ้านอีกเหมือนเดิมล่ะครับ เขาเขียนไว้ว่าให้ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัดสังกัดกระทรวงมหาดไทย คำนี้นะครับ กระทรวงมหาดไทยปล่อยใครไปไม่ได้ ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด นายอำเภอ ล้วนแต่สังกัดกระทรวงมหาดไทยทั้งนั้น เพราะฉะนั้นกระทรวงมหาดไทยจะปล่อย ให้ไปเลือกตั้งกันเองหรือว่าจัดการเองเป็นไปไม่ได้ ไม่ว่าใครจะเป็นนายกสมัยไหน พอเวลาเป็น ฝ่ายค้านต้องปล่อยให้กระจายอำนาจ ต้องให้ท้องถิ่นมีอิสระ โอ้โฮร้องกระเชอไป แต่เวลาเป็น รัฐบาล แบะ แบะ แบะ ก็ให้อาจารย์วุฒิสาร ตันไชย ก็เหมือนพายเรือในอ่าง พายไปพายมา ก็อยู่ในอ่าง อาจารย์วุฒิสาร ตันไชย ก็เป็นเลขาธิการคณะกรรมการการกระจายแผนอำนาจ จนบัดนี้ก็ยังอยู่ที่เดิม เวลาหมดแล้วแต่ผมขอเติมสุดท้าย ถ้าสภาแน่จริงไหม แน่จริงไหม แก้กฎหมายพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินมาตราเดียวว่าให้นายก อบจ. ดำรง ตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย เห็นไหมกระจายอำนาจร้อยเปอร์เซ็นต์เลย นายก อบจ. จะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดทำหน้าที่ได้ไหม ทำ ๒ หน้าที่ คือเป็นนายก อบจ. และเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านไม่ต้องห่วงว่าเขามาจากเลือกตั้ง แล้วเขาจะแข็งเมือง ก็กฎหมายมันมีนี่ครับ ส่วนกลางก็จะปลดเขาได้ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยก็ปลดนายก อบจ. ได้ ในพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ ส่วนจังหวัด ถ้ามีอะไรที่ไม่ชอบหรือไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นถ้าท่าน ส.ส. อยากจะเลือกตั้ง จริงไหม อยากให้ผู้ว่ามาจากผู้ว่าที่มาจากประชาชนไหม เหมือนอย่าง กทม. ผมเป็นนิติกร ๑๐ กทม. ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่มาจากการเลือกตั้งท่านเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ตามกฎหมาย พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน เพราะในพระราชบัญญัติระเบียบบริหาร ราชการกรุงเทพมหานครได้มีมาตราหนึ่งบัญญัติไว้ว่าให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มีอำนาจและหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ว่าราชการจังหวัดด้วย นี่เห็นไหมครับ ท่านชัชชาติเป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดด้วย เป็นผู้ว่ากรุงเทพมหานครด้วย นี่คือคำเสนอของผม ถ้าเราอยากมีจริง อย่ามัวไปคุยกัน บอกว่าผมตายแล้วก็คงไม่จบหรอกครับ ผมเสนอว่าสภานี้แก้กฎหมายเลย พรรคไหนก็ได้ยื่นขึ้นมาเลยแก้ พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินมาตราเดียว ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด เอานายก อบจ. ก่อนแล้วกัน ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย จบครับ ขอบพระคุณที่ฟังผมเล่า จนจบครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ท่านวิสาร🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิสาร เตชะธีราวัฒน์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดเชียงรายนะครับ ต่อรายงานของคณะกรรมาธิการ การศึกษา เรื่อง การบริหารราชการรูปแบบจังหวัดจัดการตนเอง ผมต้องขออนุญาตชื่นชม เป็นเบื้องต้นก่อน โดยเฉพาะคณะอนุกรรมาธิการเกี่ยวกับเรื่องกระจายอำนาจ แต่ขอเรียน แสดงความคิดเห็นร่วมกับเพื่อนสมาชิกคืออย่างนี้กรรมาธิการครับ เดี๋ยวนี้กลายเป็นว่า เรื่องมันบานปลายใหญ่โต ก่อนที่ผมจะมาประชุมนี่ครับ ก็มีข้าราชการหลายส่วนนะครับ บอกตกลงวันนี้สภาจะมีการเสนอกฎหมายเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดหรือ จริง ๆ แล้ว มันต้องอธิบายให้ชัดเจน เพราะว่าขณะนี้อย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านเป็นกังวลเป็นห่วง ผมชื่นชมแล้วก็อยากให้ท่านกรรมาธิการได้ขยายความให้ชัด ๆ ว่าไปแล้วอย่างที่เพื่อนสมาชิก อภิปรายหลายท่านนะครับ มาตรา ๑ ของเราครับ ราชอาณาจักรไทยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แบ่งแยกมิได้ ซึ่งตรงนี้ก็ยากแล้วนะครับ สิ่งที่เราจะไปเลือกตั้งเป็นจังหวัด จังหวัดเป็นมณฑล ต่าง ๆ ซึ่งผมคิดว่ามันยังอีกไกล แต่ก็ให้กำลังใจกรรมาธิการว่าสิ่งที่ท่านทำมาเดินมาถูกทาง ผมขออนุญาตวิพากษ์วิจารณ์ เวลาสั้น ๆ ขออนุญาตท่านประธานไปเรื่องที่เป็นข้อสังเกตของ ท่านกรรมาธิการ ผมเรียนว่ามีข้อสรุปอันหนึ่งที่ผมเพิ่งเห็นแล้วก็ดีใจที่มันมีที่มาที่ไป บทสรุป ข้อเสนอแนะหน้า ๒๕ ครับ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าการที่ท่านจะบริหารจังหวัดจัดการตนเอง เราไม่ได้มุ่งหวังที่จะทำให้เป็นทุกที่ แล้วก็อันไหนพร้อมโดยใช้ประชาชนในพื้นที่เป็นที่ตั้ง แล้วก็อยู่ที่เจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอ่านแล้วผมสะดุดใจก็คือก่อนหน้า ที่มีปัญหาตัวนี้ขึ้นมาครับ เรามีการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปมา ๒ ชุด มีท่านนายกรัฐมนตรี อานันท์ชุดหนึ่ง แล้วก็มีท่านคุณหมอประเวศ วะสี ชุดหนึ่ง ผมก็เลยนึกย้อนไปได้ครับว่า เมื่อสมัยนั้นมันมีการทะเลาะเบาะแว้งแตกแยก การทำให้ประเทศชาตินี้เราจะทำอย่างไร ที่จะไม่ให้เกิดการแบ่งพี่น้องประชาชนออกไป แต่สิ่งที่พวกเรากำลังคิดกำลังทำ ผมคิดว่า กรรมาธิการเริ่มดีแล้วแต่อย่าไปเร็ว เป็นไปไม่ได้ครับประเทศไทยจะมีการเลือกตั้ง ผู้ว่าราชการจังหวัด เดี๋ยวนี้กลายเป็นว่ามันเกิดความระส่ำระสาย ข้าราชการในภูมิภาค เขาบอกว่าอีกหน่อยเขาจะต้องกลายเป็นข้าราชการท้องถิ่นหรือ สิ่งที่อยากจะฝากให้ท่านประธานกับกรรมาธิการได้คิดอีกอันหนึ่งคืออย่างนี้ครับ เราค่อยเป็น ค่อยไป ประเทศไทยขณะนี้เท่าที่ผมทราบมีแค่ ๑๐ จังหวัดแค่นั้นเองที่สามารถจะเลี้ยงตัวเองได้ อีกส่วนที่เหลือยังต้องการใช้งบจากส่วนกลางอยู่เลย เพราะฉะนั้นถ้าจังหวัดไหนพร้อมอย่างที่ ท่านให้ข้อสังเกตมา ๔ ๕ ข้อนี่ก็ไปก่อน แล้วท่านต้องมีตารางเวลาเลยนะครับ อย่าไปรอ ๒๐ ปี ๒๕ ปี อย่างจังหวัดภูเก็ตพร้อมไป จังหวัดเชียงใหม่บางส่วนพร้อมไป หรือแม้กระทั่ง จังหวัดเชียงรายของผมมันเป็นเมืองการค้าชายแดน เป็นประตูที่จะสู่ประเทศจีนพร้อมก็ไป จังหวัดน่านเขามีดีในเรื่องวัฒนธรรมให้เขาเลี้ยงตัวเองได้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่ต่างชาติอยากมา ก็ให้เขาไปครับ สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าถ้ากรรมาธิการจะไม่รีบเร่งและอย่าไปยกทีเดียวครับ ผมว่า ตัวนี้จะเกิดประโยชน์🔗
ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานอีกอันหนึ่งที่เป็นปัญหาขณะนี้เป็นเพราะว่า รัฐรวมศูนย์ครับ ทุกวันนี้ท่านประธาน ท่านกรรมาธิการเห็นเหมือนผมไหมครับว่า ผู้ว่าใหญ่สุด ผู้ว่าเป็นประธานคณะอนุกรรมการทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน การศึกษา เรื่องความสงบ เรียบร้อย แม้กระทั่งเวลามีภัยพิบัติต่าง ๆ ผู้ว่าก็ต้องเป็นผู้อำนวยการในการที่จะจัด งบประมาณเหล่านี้ สิ่งเหล่านี้เลยอยากจะขอฝากท่านกรรมาธิการได้ช่วยคิดหน่อย คือผู้ว่านี่ อย่างที่เรารู้เขาจะไปรู้ดีกว่าพี่น้องประชาชนในพื้นที่คงไม่ได้เพราะท่านไปจากส่วนกลาง บางคนไปปีเดียวเกษียณ บางคนไป ๒ ปีเกษียณ นโยบายที่จะพัฒนาในจังหวัดผมคิดว่า อย่างไรก็สู้คนในจังหวัดไม่ได้ แต่ว่าถ้าเราจะให้เลือกตั้งทันทีทันใดนี้พวกเราโดนโจมตีนะครับ ว่าท่านจะไปเป็นมลรัฐแล้วหรือ จะไปแบ่งแยกแล้วหรือ จะทำให้พี่น้องประชาชนได้มีความ เป็นอิสระแล้วหรือ ซึ่งจริง ๆ แล้วเราไม่ได้ไปถึงขนาดนั้นทันทีทันใด ข้อสังเกตข้อแนะนำ ที่กรรมาธิการทำไว้นี่ท่านต้องขยายครับ ผมขออนุญาตจริง ๆ แล้วว่าหลายอันอย่าไปตาม เอ็นจีโอ (NGO) เพราะในกรรมาธิการชุดตอนสมัยกรรมาธิการปฏิรูปนี่เอ็นจีโอ (NGO) มีอำนาจมากครับ ก็พยายามจะทำโน่นทำนี่เรียกร้องเต็มที่ แต่เราอย่าไปตามเขาครับ เอาข้อเท็จจริงเป็นหลัก เดี๋ยวนี้เราชัด ๆ เลยคือรัฐรวมศูนย์นี่ทำอย่างไรที่จะให้ท้องถิ่น มีโอกาสได้รับการจัดสรรงบที่มันดี ๆ โดยเฉพาะอาจจะแบ่งเป็นเอส (S) เอ็ม (M) แอล (L) ก็ได้ครับ เห็นชัดเลยทุกวันนี้เวลาตั้งงบประมาณอะไรจะต้องมาจากส่วนกลาง ปีนี้บอกว่า ต้องมีกรอบให้ซื้อรถขยะ ปีนี้จะต้องให้งบถนน ๕ ล้านบาท แต่ปรากฏว่าบางเรื่องนี้มันไม่มี ความต้องการจากพี่น้องประชาชนที่จำเป็นเรื่องเหล่านี้ เขาก็สามารถที่จะแบ่งงบประมาณ เอาเป็นก้อนไปให้เขาแล้วเขาจะได้ทำทันที ผมเรียนท่านประธานว่าเวลามีน้อยก็ถือโอกาสนี้ ชื่นชม แล้วก็เห็นด้วยกับท่านอนุกรรมาธิการ ท่านกรรมาธิการการกระจายอำนาจนะครับ แต่ว่าต้องขอให้ท่านค่อยเป็นค่อยไปอย่าใจร้อน เพราะไม่อย่างนั้นกลายเป็นว่าคณะกรรมาธิการ ทำมาดี ๆ ศึกษามาดี ๆ โดนคนอื่นไปบิดเบี้ยวแล้วหาว่าเราจะแบ่งแยกประเทศ ไปแบ่งแยกรัฐ อะไรอย่างนี้ ก็ขอให้กำลังใจนะครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ท่านต่อไป ท่านคำพอง และท่านสฤษฏ์พงษ์นะครับ เชิญท่านคำพองก่อนครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม คำพอง เทพาคำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ต่อรายงานฉบับนี้ผมเห็นว่าเป็นการศึกษาหารูปแบบการกระจายอำนาจที่สมบูรณ์ที่สุด ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่แทนระบบภูมิภาค ซึ่งเราเห็นว่ามันไม่สอดคล้อง ต่อศักยภาพและปัญหาของพี่น้องประชาชนในพื้นที่นะครับ ผู้ว่าราชการจังหวัดที่ส่งไปจาก ส่วนกลางก็ทำงานยึดโยงกับส่วนกลาง เห็นปลัดกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยเป็นนาย แต่ว่าถ้าผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้งก็จะยึดโยง กับพี่น้องประชาชน ยึดโยงกับปัญหา ยึดโยงกับพื้นที่ ยึดโยงกับทรัพยากร ตลอดจนศักยภาพ ของพื้นที่ของจังหวัดของตัวเอง เพราะฉะนั้นในการทำงานก็จะมีความแตกต่างกันครับ ความรับผิดชอบก็แตกต่างกันแน่นอน เรื่องนี้ท่านประธานครับ เรามีความพยายามที่จะ เริ่มต้นการกระจายอำนาจ การหารูปแบบการปกครององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ เราก็เริ่มต้นกันที่การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ จริง ๆ มีพรรคการเมืองหนึ่ง ชื่อพรรคก้าวหน้า ในปี ๒๕๒๔ ได้พยายามที่จะจดทะเบียนเรื่องนี้ จดทะเบียนพรรคการเมือง โดยมีนโยบายหลักคือเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป้าหมายหลัก ๆ ก็คือการกระจาย อำนาจ ปรากฏว่ากระทรวงมหาดไทย นายทะเบียนสมัยนั้นผมพูดในสภาแห่งนี้หลายครั้ง ไม่ยอม ก็ด้วยเหตุผลนี้ล่ะครับ เพื่อความมั่นคงโน่นนี่นั่นไปหมด เดี๋ยวก็แบ่งแยกดินแดน เดี๋ยวก็โน่นนี่เป็นอันตรายต่อ เรื่องของรัฐเดี่ยว เราเป็นรัฐเดี่ยวนะครับ อธิบายแล้วอธิบายอีกเขาก็ไม่เข้าใจล่ะครับ เพราะว่าถ้าประชาชนเลือกผู้นำของเขาขึ้นมา เลือกผู้บริหารท้องถิ่นเขาขึ้นมา เป้าหมายก็คือ จะทำให้การขาดเอกภาพแห่งรัฐ บูรณภาพแห่งดินแดนไปเลย คิดไปไกลโน่นนะครับ ผู้ที่จะ มาสมัครเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ใช่ใครนะครับ ลูกหลานบ้านเรานี่ล่ะ ถ้ารวยหน่อยก็เป็น อาเสี่ยอะไรก็ว่ากันไปเขาประสบผลสำเร็จ หรือว่าเป็นนักปกครอง เป็นนักกฎหมาย เป็นหมอ เป็นแพทย์ เป็นพยาบาล เป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นนายกเทศมนตรี อบต. มีความสามารถ ชาวบ้านเลือกก็ได้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนะครับ ที่แล้วมาก็คือเราถูกขัดขวาง โดยเฉพาะ กระทรวงมหาดไทยสมัยนั้นก็ให้ร้ายป้ายสีเสียใหญ่โตเลยครับ แต่หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ท่านประธานคงจะจำได้ว่ากระแสของการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดขึ้นมาอีกครั้งนะครับ มีบางพรรคก็เลยมีการเสนอนโยบายเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด แต่สิ่งสำคัญก็คือเรื่อง การกระจายอำนาจนะครับ สุดท้ายได้ อบต. ยกเลิกสุขาภิบาล ก็ยังดีนะครับพี่น้องของเรา ได้บริหารท้องถิ่นของตัวเองนะครับ ในพื้นที่หลายจังหวัดหลังจากนั้นได้ อบต. ได้เทศบาล ได้ยกเลิกสุขาภิบาล หลังจากนั้นเรื่องของจังหวัดจัดการตนเองก็กลับเข้ามาอยู่ในกระแส การกระจายอำนาจอีกครั้งหนึ่งนะครับท่านประธาน มีหลายจังหวัดที่ริเริ่ม ไม่ใช่ริเริ่ม โดยหน่วยงาน โดยกระทรวงมหาดไทย หรือราชการ ริเริ่มโดยชาวบ้านนะครับ จากคณะทำงาน อย่างที่ว่านั่น คณะปฏิรูปประเทศ ปฏิรูปแล้วก็ขึ้นหิ้ง แต่ว่าชาวบ้านเอาไปขับเคลื่อนจริง อย่างที่อำนาจเจริญครับท่านประธาน อำนาจเจริญถึงกับเขาเรียกว่ามีธรรมนูญจังหวัด จัดการตนเอง โดยใช้ยุทธศาสตร์จังหวัดธรรมเกษตร นี่คือเรื่องที่เขาคิดธรรมนูญของเขา ขึ้นมา โดยดูศักยภาพของจังหวัดของเขา ดูคนของเขา ดูทรัพยากรอะไรต่อมิอะไร แล้วเขา ก็มีธรรมนูญบอกว่าจังหวัดอำนาจเจริญต้องเป็นจังหวัดธรรมเกษตร แต่ผู้เข้าไปบริหารครับ ท่านประธาน อย่างผู้ว่าราชการจังหวัด บางคนก็เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดครั้งแรกในชีวิต เหลือเวลาราชการอีก ๑ ปีจะเกษียณ เป็นเพื่อเกียรติยศชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลสืบไป พอได้ ชื่อว่าเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดแล้วก็ไปหรือไม่ก็รอย้าย ปรากฏว่าธรรมนูญอย่างนี้ที่ชาวบ้าน คิดจังหวัดจัดการตนเองไม่สามารถที่จะขับเคลื่อนได้โดยผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาแล้วก็ไป แบบไว ๆ จนชาวบ้านเขาไม่รู้จักชื่อบางคนก็มี ชาวบ้านเขาบอกว่าคนที่มาเป็นผู้ว่าราชการ จังหวัดอำนาจเจริญได้ ๓๐ ปีก็ ๓๐ คน ไม่รู้หัวนอนปลายเท้าเลย ไม่รู้บางคนมาจากไหน มาแล้วก็ไปแว็บ ๆ อย่างนั้นกลไกสำคัญในการที่จะขับเคลื่อนเรื่องของจังหวัดจัดการตนเอง ผมเห็นด้วยนะครับ และเห็นด้วยกับรายงานฉบับนี้ที่จะมีเรื่องของกลไกในการที่จะมา ขับเคลื่อน เรื่องของจังหวัดจัดการตนเอง ซึ่งแต่ละจังหวัด เชียงใหม่ อำนาจเจริญก็แตกต่างกัน ก็ไม่ต้องรอ อย่าให้รอนานเลยครับ ถ้าผลการศึกษานี้ผ่านสภาไปกฎหมายตัวอย่างก็ร่างครับ ภายในระยะเวลาประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยหน้าก็เอาเข้าสภาผ่านสภานะครับ ภายใน ปี ๒๕๗๐ นี้ก็ให้เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดปี ๒๕๗๕ ๑๐๐ ปีเปลี่ยนแปลงการปกครองก็ให้ ได้เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดที่เป็นลูกเป็นหลานของชาวบ้านมาบริหารจังหวัดจัดการตนเอง ของเขานะครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
เชิญท่าน สฤษฏ์พงษ์ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ พรรคภูมิใจไทย ผมขออนุญาต ใช้เวลาอภิปรายแสดงความคิดเห็นในเรื่องรายงานการศึกษา เรื่อง การบริหารราชการในรูปแบบ จังหวัดจัดการตนเอง ก่อนอื่นผมต้องขอชื่นชมแล้วก็ขอขอบคุณคณะอนุกรรมาธิการซึ่งมา จากบุคคลภายนอก เช่น ท่านบรรณ แก้วฉ่ำ ถือว่าเป็นลูกหม้อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มายาวนานนะครับ และเคยทำงานร่วมกัน แล้วก็ท่านอาจารย์ชำนาญ จันทร์เรือง ซึ่งหลุดจาก ส.ส. ไปแล้วยังมีหัวใจช่วยงานในส่วนนี้ แล้วก็อาจารย์มหาวิทยาลัย เพื่อนองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นทั้ง ๓ สมาคมนะครับ รวมทั้งผู้นำของพี่น้องประชาชนด้วยที่เราลงพื้นที่เข้าไปขอ ความรู้นะครับ ตัวผมเองเป็นคณะกรรมาธิการสามัญในเรื่องของการกระจายอำนาจ และผมมองเห็นว่าวันนี้ ในเรื่องของการกระจายอำนาจในประเทศไทยนั้นเดินขึ้นมาอีกก้าวหนึ่ง ในอดีตที่ผ่านมานั้น เรามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากสมาชิกสภาท้องถิ่นก็เยอะ ณ วันนี้ก็มีเพิ่มขึ้นนะครับ แต่ว่าวันนี้เราสามารถที่จะสรุปทำรูปเล่มเป็นรายงานที่สมบูรณ์ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ผมคิดว่า วันนี้เป็นการก้าวขยับในเรื่องของการกระจายอำนาจ แม้กระทั่งจะไม่สำเร็จภายในเดือนหน้า หรือว่าอีก ๑ ปี ในประเด็นของผมนั้น ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าในประเทศไทยเรานั้น ถ้าจะให้มีการกระจายอำนาจสำเร็จนั้นมันต้องมีองค์ประกอบหลายอย่าง องค์ประกอบที่ ๑ ผมคิดว่าในส่วนของรัฐบาลกลางหรือผู้มีอำนาจ หรือผู้รับมอบอำนาจจากพี่น้องประชาชน มานั้นต้องเห็นความสำคัญในเรื่องของการกระจายอำนาจก่อน ในขณะเดียวกันภาคประชาชน ที่กำลังจะขึ้นมารับมอบอำนาจหรือรับหน้าที่ในเรื่องของการปกครองตนเองนั้นก็ต้องเข้าใจ ในระบอบประชาธิปไตยด้วย ต้องเข้าใจในเรื่องของกฎหมาย เข้าใจในเรื่องของการบริหารด้วย ผมคิดว่าวันนี้เราไม่ใช่เป็นการแบ่งการปกครองนะครับ ไม่ใช่เป็นการแบ่งแยกการปกครอง หรือว่าแบ่งการปกครองซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่ผมคิดว่าเราช่วยกันทำหน้าที่ตามกฎหมาย สมมุติว่าเราจะทำโครงสร้างในเรื่องของการกระจายอำนาจที่สมบูรณ์นั้นนะครับ วันนี้ยังมี อุปสรรคหลายเรื่องของกระทรวงมหาดไทยซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดก็ยังมีความห่วงใย ยังมีความกลัวในเรื่องของการที่จะสูญเสียอำนาจ ในขณะเดียวกันผมคิดว่าถ้าเรายังใช้ มาตรการเดิมตามกฎหมาย ไม่ว่าจะภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ซึ่งในอดีตนั้น พ.ร.บ. แผน และขั้นตอนการกระจายอำนาจฉบับปี ๒๕๔๒ นั้น ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ นั้น ค่อนข้างที่จะดี แต่ในขณะเดียวกันการขับเคลื่อนในรูปแบบของการกระจายอำนาจซึ่งอยู่ สำนักนายกรัฐมนตรีนั้นมีกำลังคนน้อยนิดนะครับ แล้วก็มอบหมายนโยบายในส่วนของ รัฐบาลกลางนั้นยังไม่มีความชัดเจน ตรงนี้ก็เป็นอุปสรรคนะครับ เพราะฉะนั้นผมมองเห็นว่า การกระจายอำนาจในเรื่องของการปกครองผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีนะครับ แต่ก่อนอื่นรัฐบาล ควรจะทบทวนกรอบอำนาจหน้าที่ของกระทรวงในส่วนกลาง ๒๐ กระทรวงวันนี้อำนาจเยอะ เหลือเกิน เพราะฉะนั้นเราควรที่จะมาทบทวนว่าในกระทรวงงานหลัก ๆ ที่ท้องถิ่นกำลัง เติบโตในวันนี้อะไรบ้างที่เราคงจะกระจายอำนาจไปให้ท้องถิ่นได้นะครับ แล้วก็ไปเขียน กฎหมายใหม่ และต้องไว้ใจท้องถิ่น วันนี้เรายังใช้หลักยึดถือว่าท้องถิ่นยังยืนอยู่บนขาตัวเอง ไม่ได้ อันนี้ไม่มีวันกระจายอำนาจได้ เนื่องจากว่าเราไปเขียนกฎหมายจำกัดในเรื่องของภาษี เราไปจำกัดในเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ จำกัดเงินอุดหนุนทั่วไปต่าง ๆ อย่างนี้ท้องถิ่นไม่มีวันโต ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเขากระจายอำนาจไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าประเทศไทย เรามีการปกครองแบบ ๒ ชั้น รัฐบาลกลางกับท้องถิ่น อย่างประเทศอินโดนีเซียเขาก็เอา ภูมิภาคออกไปแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นผมยังเชื่อว่าถ้าการกระจายอำนาจที่ดีนั้นทำให้ ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง เพราะฉะนั้นการกระจายอำนาจบางครั้งเราต้องยึดหลัก เช่นไม่จำเป็น จะต้องมีสภาทับซ้อนกันมาก เราต้องไปปรับโครงสร้างใหม่ ผมไม่ห่วงใยในเรื่องของผู้มีอิทธิพล เข้ามาปกครอง ผมไม่ห่วงใยในเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชันครับ เพราะวันนี้เราสามารถที่จะ ตรวจสอบ สามารถที่จะมีองค์กรต่าง ๆ เข้ามาดูหน้าที่ในเรื่องของการทุจริต ในเรื่องของ การใช้อิทธิพล แล้วก็ในเรื่องของผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น วันนี้ก็มีวุฒิการศึกษา มีความเชี่ยวชาญ บางท่าน บางพื้นที่ อดีต ส.ส. อดีตรัฐมนตรี ก็ไปเป็นผู้นำนายกองค์การ บริหารส่วนจังหวัดนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเป็นการพัฒนามาอีกระดับหนึ่งที่ต้องขอ ชื่นชม และเราคงจะต้องไปดูในเรื่องของฐานภาษี เราต้องไปดูเรื่องของข้อกฎหมายต่าง ๆ เพื่อที่จะให้การกระจายอำนาจได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีและโดยเร็วนะครับ แล้วก็คงจะดูเป็น ภูมิภาคในเรื่องของความพร้อม ถ้าเราไม่ให้โอกาสคนที่มีความสามารถ ที่มีความเข้มแข็ง แล้วนั้น เราก็จะไม่มีตัวอย่างที่จะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะมีการแข่งขันกันได้ต่อไป ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
อีก ๓ ท่าน ท่านนพพล หมอบัญญัติ แล้วก็ท่านทวีนะครับ เชิญท่านนพพลก่อนครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผม นพพล เหลืองทองนารา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด พิษณุโลก พรรคเพื่อไทย คนพรหมพิรามครับ วันนี้ผมเองก็ขอที่จะได้แสดงความคิดเห็น ในส่วนของรายงานการศึกษา เรื่อง การบริหารราชการรูปแบบจังหวัดจัดการตนเอง ท่านครับ ผมเองก็เติบโตมาจากท้องถิ่นตั้งแต่ครั้งแรกที่ผมได้เป็นนักการเมืองท้องถิ่น ผมเป็นตั้งแต่สมัย กรรมการสุขาภิบาลในสมัยนั้น แล้วก็มาเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด แล้วก็ มาเป็นรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ตลอด ๒๔ ปีที่ผ่านมาในชีวิตการเมืองนี้ ผมเอง เคยมีความหวังมาก ๆ สำหรับการกระจายอำนาจ จนกระทั่งจะนำไปสู่การได้มีการเลือก ผู้ว่าราชการจังหวัดอย่างแท้จริง ที่มีการบริหารงานโดยคนท้องถิ่น แล้วก็มีงบประมาณ เพียงพอ มีอะไรหลาย ๆ อย่างผมหวังไว้ นั่นก็คือที่ผมหวังไว้ตอนนั้นผมอายุ ๒๗ ปี สิ่งที่ผม คิดอย่างนั้นเพราะอะไรรู้ไหมครับ เพราะว่าก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในส่วนของ การกระจายอำนาจ การยกฐานะก็ดี อะไรก็ดี ผู้ว่า นายอำเภอสวมหมวก ๒ ใบ แล้วเป็น ข้าราชการส่วนภูมิภาคที่ถือว่าใหญ่โตมากใหญ่จริง ๆ จนวันหนึ่งได้ถอยออกไปสวมหมวก ใบเดียว สวมหมวกในหน้าที่ของตัวเองเท่านั้น แล้วส่วนของการบริหารงบประมาณทั้งหลาย ท้องถิ่นดูแล จนกระทั่งมีการโอดควรญกันเลยว่าผู้ว่าไม่มีอะไรแล้ว เพราะว่าไปอยู่ที่นายก อบจ. หมด อะไรหมด แต่ว่านั่นล่ะเป็นช่วงที่ผมดีใจที่สุดเพราะว่าผมเองเหมือนอย่างท่าน ส.ส. หลาย ๆ ท่านได้พูดว่าคนท้องถิ่นน่าจะดูแล เขาดูแลตัวเขาเองได้ดีกว่า เพราะฉะนั้นแล้ว ผมก็ดีใจว่ามีความหวังแล้วในการที่จะได้เลือกตั้งผู้ว่าที่มาจากประชาชน แล้วตัดราชการ ส่วนภูมิภาคออกไปเหลือแต่ส่วนกลาง แล้วก็เป็นส่วนท้องถิ่นเลย ซึ่งจริง ๆ แล้วในส่วนท้องถิ่น ในปี ๒๕๔๓ ผมเป็นคนเดียวในสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลกที่มีหน่วยงาน มีสถาบันหนึ่งมาถาม เห็นด้วยไหมกับ อบต. เห็นด้วยไหมกับ อบจ. ผมบอกผมไม่เห็นด้วยกับ อบจ. และ อบต. ผมอยากให้มีส่วนกลาง แล้วต่อมาท้องถิ่นก็คือ อบอ. นั่นล่ะ องค์การบริหาร ส่วนอำเภอเพราะผมก็มอง มองว่าตำบลทั้งหลาย ๗,๐๐๐ ๘,๐๐๐ ตำบล มีตั้งร้อยละ ๓๐ ที่ไม่พร้อม แม้จนมาถึงวันนี้ก็ยังมีอีก ๒,๐๐๐ กว่าแห่งที่ไม่พร้อมที่จะดูแลตัวเอง ส่วน อบจ. นั้น ก็ใหญ่เทอะทะเกิน แต่ถ้าเป็นรูปแบบของอำเภอ ทุกอย่างทุกอำเภอผมก็คำนวณโดยขอ ความคิด ขอความรู้จากผู้ที่มีประสบการณ์ในการคิดคำนวณวิธีงบประมาณอะไรพวกนี้ ไม่มีอำเภอไหนเลยที่อยู่จะดูแลตัวเองไม่ได้ แต่ในระดับตำบลวันนี้ยังมีอีกตั้ง ๒,๐๐๐ กว่า เอาล่ะครับ แต่นั่นก็เป็นความนึกคิดของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ท่านครับ พูดถึงวันนี้มีการเลือกตั้ง ผู้ว่า ๑ แห่ง เหมือนอย่างที่ณัฐวุฒิท่านได้บอกนะครับ ก็คือกรุงเทพมหานคร แต่ว่าในความ เป็นจริงตกลงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นผู้ว่าจริง ๆ เหมือนอย่างผู้ว่าที่อื่นหรือไม่ เหมือนกับผู้ว่าอีก ๗๖ จังหวัดหรือไม่ ผมอยากจะถามผู้บริหารประเทศ ผมอยากจะถามผู้ที่มี ส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องของการกระจายอำนาจ ผมเริ่มไม่แน่ใจว่าสรุปแล้วการกระจายอำนาจ คือการเลือกตั้งที่มีกระจายไปสู่ทุกหนทุกแห่งเกือบหมื่นแห่งในประเทศไทย ณ เวลานี้ นั่นคือ การกระจายอำนาจใช่หรือครับ หรือว่ามันเป็นแค่สัญลักษณ์ที่แสดงให้นานาประเทศได้เห็น ว่าวันนี้ประเทศไทยได้มีการกระจายอำนาจให้คนท้องถิ่นเขาได้ดูแลกันเอง รัฐบาลส่วนกลาง ไม่ได้ไปรวบอำนาจมา นั่นผมว่ามันเป็นแค่เปลือก ไม่ใช่แก่นของมัน เพราะท่านให้มี การเลือกตั้งจริงแต่ท่านก็ยังคุมกำเนิดในเรื่องของงบประมาณ ท่านให้งานเขาไป ท่านไม่ได้ให้ เงินเขาไป ท่านให้งานให้เงินไปก็จริง แต่ว่างานกับเงินอันนั้นมันไม่ควรจะมาอยู่ตรงนี้ ก็ควรจะต้องอยู่ที่ส่วนกลางเหมือนเดิม เช่นเงินผู้สูงอายุทำนองนี้ ผมเองต้องขอกราบ ขอบพระคุณท่านคณะกรรมาธิการที่ได้พิจารณาจัดทำรายงานเรื่องของจังหวัดปกครอง ตนเองนี้ขึ้นมา ต้องกราบขอบพระคุณครับ🔗
หมอบัญญัติ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัด ระยอง พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขออภิปรายเห็นชอบและชื่นชมต่อรายงานการศึกษา เรื่อง การบริหารราชการรูปแบบจังหวัดจัดการตนเอง หรือเซลฟ์ กัฟเวิร์นนิง โพรวินซ์ (Self Governing Province) โดยคณะกรรมาธิการกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ สภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ดีใจที่รายงานฉบับนี้มีการเอ่ยถึงจังหวัดระยองว่าเป็นจังหวัดที่มีความพร้อมทางด้านเศรษฐกิจ แล้วก็การพัฒนาด้านสาธารณูปโภคที่พร้อมที่จะใช้ร่าง พ.ร.บ. จังหวัดจัดการตนเอง ซึ่งเป็นข้อสังเกตท้ายรายงานฉบับนี้ ผมต้องขอเท้าความนิดหนึ่งนะครับว่าจังหวัดระยอง โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยองได้เชิญนิด้ามาศึกษาร่างพระราชบัญญัติ ๒ ฉบับ เกือบ ๑๐ ปีแล้ว ตอนนั้นใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๕๐ ฉบับที่ ๑ เป็นรูปเล่มเผยแพร่เรียบร้อยแล้วนะครับ คือร่างพระราชบัญญัติการบริหารจังหวัด จัดการตนเอง พ.ศ. .... แต่ว่ายังไม่ได้มานำเสนอเป็นญัตติในสภาผู้แทนราษฎร ฉบับที่ ๒ คือ ร่างพระราชบัญญัติจังหวัดระยองจัดการตนเอง พ.ศ. .... ทั้ง ๒ ฉบับนี้ยังไม่ได้บรรจุเข้ามา เป็นญัตติเป็นกฎหมาย ซึ่งคณะกรรมาธิการที่ศึกษารายงานเรื่องนี้สอดคล้องกับความต้องการ ของชาวระยอง ซึ่งผ่านการศึกษาเรื่องของการแสดงความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนที่นิด้า ไปศึกษามาเกือบ ๑๐ ปีแล้ว ท่านประธานที่เคารพ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๔๙ กำหนดให้มีการจัดการปกครองท้องถิ่นตามหลักการปกครองตนเอง ตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น ทั้งนี้ตามวิธีการและรูปแบบองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นที่กฎหมายกำหนด การจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบใดให้คำนึงถึง เจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่นและความสามารถในการปกครองตนเองในด้านรายได้ จำนวน และความหนาแน่นของประชากร และพื้นที่ที่ต้องรับผิดชอบประกอบกัน นี่คือ สาระสำคัญของต้นเรื่องที่คณะกรรมาธิการชุดนี้ได้นำมาขยายผลจนเป็นร่างพระราชบัญญัติ ที่มีความสมบูรณ์พอสมควรนะครับ ที่ผมถือตรงนี้ซึ่งคล้าย ๆ กันกับที่ทางจังหวัดระยอง ได้ศึกษา เพียงแต่จังหวัดระยองได้ศึกษาไว้ ๒ ชอยซ์ (Choice) คือ ๒ ตัวเลือก ตัวเลือกที่ ๑ จังหวัดระยองหลุดออกไปจากการเป็นจังหวัดการบริหารงานส่วนภูมิภาคด้วยการเป็น พ.ร.บ. จังหวัดระยองจัดการตนเอง แต่ผมคิดว่าฉบับนี้ที่คณะกรรมาธิการศึกษาเป็น พ.ร.บ. รวม ถ้าหากว่าเป็นกฎหมายในอนาคต ซึ่งผมหวังว่าสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้เห็นชอบต่อรายงานนี้ เห็นชอบต่อข้อสังเกตนี้ จะมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกพรรคการเมืองเสนอร่าง พ.ร.บ. เข้ามาบรรจุไว้ในญัตติของสภาผู้แทนราษฎรอย่างแน่นอน ใน พ.ร.บ. จังหวัดจัดการตนเอง ซึ่งเป็น พ.ร.บ. รวม จังหวัดใดมีความพร้อม ยกตัวอย่างในรายงานฉบับนี้ไว้หลายประเภท จังหวัดที่มีรายได้พร้อม จังหวัดที่มีภูมิประเทศที่แตกต่างเป็นพิเศษ จังหวัดที่มีวัฒนธรรม แตกต่างเป็นพิเศษสามารถออกไปได้โดยออกเป็นพระราชกฤษฎีกา ผมเห็นด้วยและตรงกับที่ จังหวัดระยองได้ศึกษานะครับ ท่านประธานครับ สิ่งที่จังหวัดจัดการตนเอง ผมขออนุญาตนำเรียนเพื่อให้ท่านสมาชิกและท่านผู้ฟังทางบ้าน ได้ทราบก็คือว่าร่าง พ.ร.บ. จังหวัดจัดการตนเองสภาพเป็นอย่างไร ถ้าพูดภาษาอังกฤษ เขาเรียกว่าในร่างนี้เป็นทูเทียร์ (Two Tier) ทูเทียร์ (Two Tier) คือบริหาร ๒ ชั้น ในชั้นบน เรียกว่าสภาจังหวัดจัดการตนเอง ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดจัดการตนเอง ซึ่งเลือกตั้งตรงจาก พี่น้องประชาชนและเพิ่มเติมเข้ามามีสภาพลเมือง จังหวัดจัดการตนเองในเทียร์ (Tier) บน อันนี้คือเทียร์ (Tier) บนระดับที่ดูภาพรวมทั้งจังหวัด ในเทียร์ (Tier) ล่างก็คือยังคงมีเทศบาล และ อบต. อยู่ ท่านประธานครับ ผมขออีกสัก ๒ นาที ในระดับล่างมีทั้งเทศบาล และ อบต. เหมือนเดิม แต่พิเศษคือมีสภาพลเมืองเทศบาลและสภาพลเมือง อบต. อันนี้พิเศษเข้ามา ให้เกิดความมีส่วนร่วมของประชาชน สิ่งที่จังหวัดจัดการตนเองไม่สามารถบริหารได้มีอยู่ เพียง ๔ เรื่อง คือ ๑. เรื่องของการป้องกันประเทศ ๒. เรื่องของการคลังของรัฐและระบบ เงินตรา ๓. ด้านกระบวนการยุติธรรม ยกเว้นความสงบเรียบร้อยภายในท้องถิ่น เช่น ตำรวจ จราจรทำนองนี้ ๔. ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อันนี้เป็นสิ่งที่ร่าง พ.ร.บ. นี้ได้เขียนไว้ ชัดเจนซึ่งผมก็เห็นด้วย ส่วนการมีส่วนร่วมของประชาชนนี่ครบถ้วนนะครับ มีสิทธิเลือกตั้ง มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอออกข้อบัญญัติ แล้วก็ยังมีคณะกรรมการเพิ่มเติมมาชื่อว่าคณะกรรมการ ตรวจสอบ คณะกรรมการอีกคณะหนึ่งชื่อว่าคณะกรรมการส่งเสริมและบริหารจังหวัดจัดการ ตนเอง ท่านประธานครับ ผมก็อยากที่จะวิเคราะห์นิดหนึ่งว่าในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ยังไม่ค่อย ชัดเจนเท่าไร เรื่องของการบริหารราชการส่วนภูมิภาค และ พ.ร.บ. ลักษณะปกครองท้องที่ ถ้าท่านกรรมาธิการจะได้ชี้แจงผมก็จะขอรับฟังนะครับ แต่อย่างไรก็ตามไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์ ร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าท่านสมาชิกพรรคการเมืองใดมีความสนใจ พรรคประชาธิปัตย์ก็สนใจ เรื่องของการกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่แล้ว ก็จะได้เสนอเรื่องนี้เมื่อสภาใหญ่ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญแล้วศึกษา ผมเชื่อว่าความสมบูรณ์จะมากขึ้นจนเพียงพอเป็น กฎหมายที่จะใช้ในเร็ว ๆ นี้ กราบขอบพระคุณครับ🔗
เชิญท่าน พันตำรวจเอก ทวี ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ก่อนอื่นผมต้องขอชื่นชมคณะกรรมาธิการการกระจายอำนาจ การปกครอง ส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษของสภาผู้แทนราษฎรที่ได้จัดทำรายงาน ที่ผมคิดว่าเป็นรายงานที่ทรงคุณค่ารายงานหนึ่ง แล้วก็เป็นรายงานที่คณะผู้จัดทำมีความ กล้าหาญที่จะพูดเรื่องการบริหารและการปกครอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรจะพูดในสังคมได้ปกติ แต่สำหรับสังคมไทยเรื่องการบริหารและการปกครองนั้นในบางพื้นที่นี้พูดไม่ได้ แล้วก็ โดยเฉพาะท่านผู้มาชี้แจงผมถือว่าเป็นผู้ที่มีความรอบรู้แล้วก็อยู่ในเรื่องของการกระจาย อำนาจ ผมเองมีความเชื่อมั่นในเรื่องมนุษย์มีคุณค่า มีศักดิ์ศรี มีความเสมอภาค มนุษย์ต้องมี ความเท่ากัน แล้วผมก็มีความเชื่อมั่นว่าการปกครองที่ส่งเสริมให้ปกครองตนเองอันนั้น เป็นการปกครองที่เหมาะสมที่สุด เพราะเขาควรจะกำหนดชะตาชีวิตหรือควรกำหนดในสิทธิ ของเขาเอง อย่างไรก็ตามเราก็ต้องยอมรับว่าวันนี้รูปแบบการปกครองที่เป็นอยู่ปัจจุบัน ยกตัวอย่างง่าย ๆ การพิจารณางบประมาณ ปี ๒๕๖๖ เพิ่งผ่านไปจะมีหน่วยรับงบประมาณ ที่เขาเรียกว่ากระทรวง ทบวง กรม หรือเป็นหน่วยรับงบประมาณระดับกรมหรือระดับองค์กร ที่มารับงบประมาณเป็นนิติบุคคลถึง ๗๔๓ หน่วยรับงบประมาณ โดยเฉพาะหน่วยรับ งบประมาณที่อยู่ในส่วนกลาง กระทรวง ทบวง กรม ถึง ๔๔๐ หน่วยรับงบประมาณ ปีนี้เรามี การปกครองท้องถิ่นที่ยังไม่ถึง อบต. เข้ามา ๓๐๓ หน่วย สิ่งที่ผมอยากจะขอให้ทางผู้มาชี้แจง เพราะวันนี้เราต้องยอมรับว่าประเทศไทยเรามักจะใช้ระบบราชการที่เรียกว่ารัฐรวมศูนย์ แต่ผมจะใช้คำว่า รัฐซ้อนรัฐ คือเราจะมีหน่วยราชการตามกฎหมายมากมายขึ้นมาแต่ไม่ไว้ใจ อย่างเช่นพอไม่ไว้ใจหน่วยราชการที่เกิดขึ้นมาตามกฎหมาย ก็จะมีกฎหมายรองรับแล้วก็ให้ เป็นอำนาจหน้าที่ของอธิบดี หรือหัวหน้าหน่วยงานระดับกรมเป็นผู้บริหาร แต่ว่ารัฐบาล ไม่ไว้ใจก็รัฐซ้อนรัฐ ก็เช่นมีแผนบูรณาการขึ้นมา ที่สำคัญที่สุดคือป่าไม้ เรามี ส.ป.ก. ก็มีอธิบดี ส.ป.ก. หรือมีอธิบดีกรมอุทยาน แต่ก็ไม่ไว้ใจก็ไปตั้งหน่วยขึ้นมาสำนักนายก และหน่วยตั้ง ขึ้นมาก็จะไปจิ้ม คือไม่ให้หน่วยเดิมใช้อำนาจตามกฎหมายที่เขามีอยู่ เช่น ส.ป.ก. จะใช้ อำนาจ ส.ป.ก. อนุมัติให้ ส.ป.ก. หรืออะไร ปัจจุบันเกิดว่ามีการเช่าป่า เช่าจบแล้วจะคืนป่าให้ กรมป่าไม้ หรือจะให้ชุมชนไปจัดการก็ไม่ได้ ต้องมีหน่วยงานใหม่ที่นายกรัฐมนตรีไม่ไว้ใจหน่วย ก็ให้หน่วยนี้มาจิ้ม แล้วก็ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย เราจะเป็นลักษณะนี้หมด ที่เห็นง่าย ๆ ก็คือ การตั้ง ศอ.บต. ศอ.บต. ก็คือเป็นรัฐซ้อนรัฐที่ไม่ไว้ใจการปกครองของผู้ว่าราชการจังหวัด ไม่ไว้ใจ การปกครองส่วนท้องถิ่นก็มีตั้งซ้อนขึ้นมา ดังนั้นจึงจะมีลักษณะอย่างนี้ แล้วพอตั้งหน่วยซ้อน ขึ้นมาสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือจะมีความเหลื่อมล้ำ วันนี้แม้แต่งบประมาณเข้าไปเยอะ แต่พอไปดู ความเหลื่อมล้ำ ความยากจน จังหวัดที่มีงบประมาณเข้าไปเยอะจะมีความยากจนที่สุด จังหวัด ยะลา จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี จะมีงบประมาณเข้าไปเยอะ เพราะงบประมาณจะเข้า ไปที่หน่วยราชการอยู่ ยะลาอันดับ ๔ จะพบว่าจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ก็จะยากจนที่สุด ดังนั้นผมจึงเห็นว่าการศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาที่มีคุณค่ามาก และผมก็คิดว่าการเปลี่ยนแปลง ของประเทศไทยจะต้องเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว โดยเฉพาะพลวัตในการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ เปลี่ยนแปลงที่สุดก็คือนำไปสู่การกระจายอำนาจ และผมอยากให้ท่านผู้มาชี้แจงท่านได้พูด นิดหนึ่ง เพราะว่าการศึกษาของท่านดีมาก คือวันนี้เรามีส่วนราชการส่วนภูมิภาค มันไม่ใช่ เป็นการกระจายอำนาจ เป็นการไปยึดอำนาจท้องถิ่น ท่านเสนอให้ยุบหน่วยราชการ ส่วนภูมิภาค อันนี้เป็นสิ่งที่เห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่อยากจะให้ท่านช่วยอธิบายให้ประชาชนสั้น ๆ ที่นอกเหนือจากรายงานสัก ๕ นาที ๑๐ นาที เพื่อให้เห็นว่ารูปแบบอันนี้ และผมคิดว่า ถ้าสมัยหน้าทางพรรคก็อยากจะเอารูปแบบนี้เสนอเป็นกฎหมาย อย่างน้อยเราควรจะทำ ประชามติให้การกระจายอำนาจในรูปแบบจังหวัดจัดการตนเอง หรือจะเรียกชื่ออะไรก็ตาม ได้เกิดขึ้นครับ ผมต้องขอขอบพระคุณท่านผู้มาชี้แจงทุกท่านที่ได้นำรายงานที่ผมคิดว่า มีคุณค่าที่สุด และเป็นทางออกของประเทศไทยในครั้งนี้ ขอขอบพระคุณมาก ขอบคุณ ท่านประธานครับ🔗
ขอเชิญ กรรมาธิการชี้แจงได้ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ การกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ วันนี้ ผมขอขอบคุณท่านประธาน แล้วก็เพื่อนสมาชิกที่ได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็นในรายงาน ของการนำเสนอการบริหารราชการรูปแบบจังหวัดจัดการตนเองในที่ประชุมนี้นะครับ เพื่อนสมาชิกได้สนใจแล้วก็ให้ข้อคิดมารวมทั้งหมด ๑๘ ท่าน ก็ขอขอบคุณที่ให้ความสนใจ รวมทั้งข้อเสนอแนะต่าง ๆ ผมไม่สามารถที่จะตอบได้ทุกท่าน แต่ว่ามีเพื่อนคืออาจารย์ ชำนาญ จันทร์เรือง เดี๋ยวได้ช่วยมาตอบอีกคนหนึ่ง ผมจะพูดกว้าง ๆ ทั้ง ๑๘ ท่านว่าได้ถาม ในประเด็นอะไรบ้าง เพื่อให้เป็นข้อสรุปที่ชัดเจนต่อท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิก🔗
ในประเด็นที่ ๑ ผมคิดว่ามีเพื่อนหลายคนพูดเรื่องข้อเสนอของกรรมาธิการ ที่ปรากฏอยู่ในหน้า ๒๖ ว่าจะขับเคลื่อนอย่างไร ผมเรียนสั้น ๆ ว่ามี ๒ เรื่องที่เพื่อนสมาชิก ได้เสนอแล้วทางเราก็เขียนไว้แล้ว อันที่ ๑ ก็คือเสนอไปยังรัฐบาลในสิ่งที่เราได้ดำเนินการ ตามข้อสังเกต ส่วนที่ ๒ ผมขอบคุณเพื่อนสมาชิกว่าเราอาจจะร่วมกันขับเคลื่อนในนามของ พรรคการเมืองต่าง ๆ ที่เห็นด้วยกับนโยบายนี้ แล้วก็ไปขับเคลื่อน นั่นก็คือส่วนของการ ขับเคลื่อน ส่วนที่ ๒ ผมคิดว่ายังมีความเข้าใจของเพื่อนสมาชิกที่คลาดเคลื่อนว่าเราจะทำ ทุกจังหวัดอะไรทำนองนั้นนะครับ อันนี้ไม่ใช่ ขอเรียนว่าเรามีกระบวนการในการให้ ประชาชนออกเสียงประชามติในแต่ละจังหวัดที่มีความพร้อม ผมคิดว่าเงื่อนไขหนึ่ง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๔๙ เขาพูดถึงการปกครองตนเอง และผมอยากเรียนท่านประธาน ผ่านเพื่อนสมาชิกว่าเรื่องของการกระจายอำนาจการปกครองท้องถิ่นในที่สุดแล้วมันไปสู่ การปกครองตนเอง หรือเราเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า โลคอล เซลฟ์ กัฟเวิร์นแนนซ์ (Local Self Governance) ก็คือไปสู่จุดนั้น แต่ทำอย่างไรให้ไปสู่จุดนั้นได้ ผมคิดว่าอันนี้ เป็นประเด็นที่อยากจะบอกเพื่อนสมาชิกว่าเรามีสิ่งที่จะเดินไปจุดนั้น แต่ว่าในเงื่อนไข ๒ เงื่อนไขที่เพื่อนสมาชิกได้เสนอ แต่ผมคิดว่ามี ๒ ประเด็น🔗
ประเด็นที่ ๑ ก็คือการดูในเรื่องของความพร้อมที่เพื่อนสมาชิกบอกว่า ความพร้อมคืออะไร ก็ไปดูเรื่องสาธารณูปโภค สาธารณูปการ เรื่องเศรษฐกิจ สังคม แต่ละจังหวัดนั้นมีมากน้อยแค่ไหน มีความเจริญเติบโตในทางภาษีแค่ไหนอย่างไร ซึ่งเราอ้างไว้ในจังหวัดบางจังหวัด เช่น ระยอง ภูเก็ต หรือจังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี เป็นต้น นั่นก็คือจังหวัดที่เป็นตัวอย่าง เชียงใหม่เป็นต้นนะครับ🔗
ประเด็นที่ ๒ ก็คือดูเจตนารมณ์ที่ผมพูดถึงที่ปรากฏในรายงานหน้า ๑๙ ผมพูดสั้น ๆ ก็คือว่าการประชามติก็คือการให้ประชาชนผู้มาใช้สิทธิที่มีจังหวัดนั้นจำนวน เท่าไร แล้วก็ไปลงคะแนนเสียง ผู้มาออกเสียงต้องเกินกึ่งหนึ่ง แล้วก็ต้องมีเสียง ๓ ใน ๕ ในรายงานเขียนอย่างนั้น แล้วก็ไปออกเป็นพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งจังหวัดนั้น ๆ แต่ท้ายของ รายงานเป็นกฎหมายรวมที่เพื่อนสมาชิกได้สนใจว่าเป็นร่างพระราชบัญญัติบริหารราชการ จังหวัดจัดการตนเอง นั่นคือกฎหมายกลางนะครับ นั่นก็คือส่วนที่ ๒🔗
ประเด็นที่ ๓ ผมคิดว่าในเรื่องของการที่เพื่อนสมาชิกเป็นห่วงเรื่องความเข้มแข็ง ของท้องถิ่น ผมขอบคุณท่านหมอบัญญัติ เจตนจันทร์ ที่พูดเรื่องโครงสร้าง เราเป็นระบบ ทูเทียร์ (Two Tier) ก็คือมีระดับจังหวัดแล้วก็มีระดับ อบต. เทศบาล ก็คือระดับพื้นที่ กับระดับภาพรวมของจังหวัดนั่นคือโครงสร้าง แต่ความเข้มแข็งมันจะเกิดขึ้น ผมอยากเรียน ว่าเราเพิ่มเรื่องสภาพลเมืองเข้าไป สภาพลเมืองเป็นสภาของประชาชนที่ประกอบด้วยองค์กร ภาคส่วนต่าง ๆ ที่ผมเรียกรวมว่าเป็นภาคประชาสังคม เพื่อทำให้เป็นตัวดูนโยบายของจังหวัด จัดการตนเอง และช่วยผู้ว่าราชการจังหวัดจัดการตนเอง รวมทั้งเรายังมีสภาจังหวัดจัดการ ตนเอง อันนั้นก็นอกเหนือจากที่เราอยู่ในระบบปกติ ก็คือมีผู้ว่าราชการจังหวัดจัดการตนเอง และมีสภาจังหวัดจัดการตนเอง แต่เพิ่มขึ้นมาคือสภาพลเมืองที่หลายท่านก็เป็นห่วง แต่ผมขอเรียนว่าเรายังมีคณะกรรมการอยู่ประมาณอย่างน้อยก็ ๓ คณะกรรมการ คือ คณะกรรมการประสานแผนในจังหวัด คณะกรรมการเรื่องของภาษีที่หลายท่านเป็นห่วง และคณะกรรมการตรวจสอบการใช้เงิน เป็นต้น นั่นก็คือทำให้มีความหนักแน่นมากขึ้น นั่นคือประเด็นที่ผมขอพูดโดยภาพรวม เพื่อให้เพื่อนสมาชิกที่ซักถามได้เห็นภาพนะครับว่า มันเป็นอย่างไร ส่วนรายละเอียดบางเรื่องที่เป็นประเด็นหลักการบ้าง เป็นประเด็นที่จะต้องถาม ในเรื่องของอำนาจของผู้มีอิทธิพลก็ดี หรือเรื่องของภาษี เรื่องของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เรื่องของ ความสัมพันธ์ระหว่างอำเภอ หรือราชการส่วนภูมิภาคเดิมอย่างไร ผมขออนุญาตท่านประธาน ให้อาจารย์ชำนาญได้ตอบครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
เชิญท่าน กรรมาธิการชำนาญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติทุกท่านครับ แล้วก็ท่านที่รับฟังอยู่ที่บ้าน ขณะนี้จากผมตรวจสอบผู้ที่ ติดตามการถ่ายทอดสดทั้งเสียงและภาพเป็นจำนวนมาก ถ้าจะรองก็คงจะเป็นรองเฉพาะ การอภิปรายไม่ไว้วางใจเท่านั้นเอง เพราะว่ามีเครือข่ายจังหวัดจัดการตนเอง เครือข่าย การรณรงค์เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศก็เปิดติดตามเยอะ ผมจะขออนุญาต อธิบายอย่างกระชับแล้วก็สั้นเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะว่ามีการพูดไปซึ่งคลาดเคลื่อน ในบางประเด็นหรือเกิดความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน ก่อนที่ผมจะตอบแต่ละท่าน แต่บางท่านผมก็ ไม่ได้ตอบเพราะว่าท่านเป็นการแสดงความเห็นสนับสนุนหรือแสดงความคิดเห็นเสนอแนะ เท่านั้นเอง คือหลักการของจังหวัดจัดการตนเองซึ่งพัฒนามาจากร่างพระราชบัญญัติระเบียบ บริหารราชการเชียงใหม่มหานคร ซึ่งเคยมีประชาชนลงชื่อ และเสนอเข้าสภาผู้แทนราษฎรนี้ มาแล้วแต่ว่ายังไม่ได้บรรจุวาระ เกิดการยุบสภาเสียก่อนในปี ๒๕๕๖ หลักการใหญ่ ๆ จำง่าย ๆ สั้น ๆ เลยนะครับ ถ้าท่านจำในรายงานไม่ได้ว่าหลักการมันคืออะไร คือหลังจากที่ พ.ร.บ. เชียงใหม่มหานครได้เสนอเข้าสู่สภาแล้ว ก็มีการวิวัฒนาการแต่ละจังหวัดก็ไปร่าง ของตนเอง แต่ละจังหวัดมีการไปขับเคลื่อนจังหวัดจัดการตนเองนับได้ถึง ๕๘ จังหวัด แต่ว่า บางจังหวัดก็อาจจะเข้มแข็ง บางจังหวัดก็อาจจะไม่เข้มแข็งเท่าไรนัก หลักการก็คือว่า🔗
ข้อ ๑ ก็คือได้จังหวัดที่เป็นจังหวัดจัดการตนเองนั้นจะมีการยกเลิกราชการ ส่วนภูมิภาคเป็นท้องถิ่นเต็มรูปแบบ เหลือราชการส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่นเท่านั้นนะครับ จังหวัดจัดการตนเองคือรูปแบบการปกครองท้องถิ่นรูปแบบหนึ่ง ไม่ได้ยึดไปทั้งหมดทั้งปวง ราชการส่วนกลางก็ยังมีอำนาจอยู่ เพียงแต่ว่าไม่มีราชการส่วนภูมิภาค ผู้บริหารสูงสุดของ จังหวัดจัดการตนเองมาจากการเลือกตั้งโดยตรงมีวาระ ๔ ปี ในชั้นนี้เราใช้คำว่า ผู้ว่าราชการ จังหวัดจัดการตนเอง แต่ว่าในชั้นกรรมาธิการหรือชั้นในการที่จะเสนอต่อไปอาจจะเปลี่ยน ชื่อเรียกก็ได้ไม่จำเป็น อาจจะเป็นหัวหน้าหรือเป็นประธานอะไรก็แล้วแต่ แล้วราชการ ส่วนท้องถิ่นของจังหวัดจัดการตนเองนั้นในจังหวัดนั้นเป็น ๒ ชั้น ชั้นบนเรียกว่าจังหวัด จัดการตนเอง เช่นเชียงใหม่จัดการตนเอง ชั้นล่างก็เป็นการปกครองท้องถิ่นระดับล่าง แบ่งหน้าที่กันทำกับระดับบน ก็คือเทศบาล และหรือ อบต. แล้วแต่สภาพ แบ่งหน้าที่กันทำ แบ่งงบประมาณกัน🔗
หลักการที่ ๒ ก็คือมีสภาพลเมือง สภาพลเมืองบนหลักการ ผมขออนุญาต ตอบท่านอภิชาติเลย สภาพลเมืองมันเป็นพัฒนาการรูปแบบลักษณะเป็นสภาที่ปรึกษา ถือเป็นการพัฒนามาจากแถบนิวอิงแลนด์ หรือในญี่ปุ่นหลายที่ที่เขาใช้กัน หรือในรูปแบบ ที่เรียกว่าทาวน์มีตติง (Town Meeting) ประชุมกันตอนเย็นเป็นสภาในรูปแบบ ทำหน้าที่ เป็นสภาที่ปรึกษา ไม่มีเงินเดือนประจำ ลักษณะเป็นจิตอาสา อาสาสมัคร และสภาพลเมือง แต่ละจังหวัดองค์ประกอบจะไม่เหมือนกัน อย่างเชียงใหม่ปัตตานีหรืออำนาจเจริญก็จะไม่ เหมือนกัน แล้วแต่สภาจังหวัดนั้นจะออกข้อบังคับหรือข้อบัญญัติกำหนดรูปแบบว่า สภาพลเมืองนั้นจะมาอย่างไร รูปแบบนี้เรียกว่าประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ ที่เราเรียกว่า ดิลิเบอเรทีฟ ดิมอกเครซี (Deliberative Democracy) ซึ่งมันอาจไม่จำเป็นจะต้องชนะ ด้วยการโหวตหรือยกมือเท่านั้น อาศัยการมีฉันทามติที่เราเรียกกันว่าคอนเซนซัส (Consensus)🔗
อันที่ ๓ ก็คือหลักเกณฑ์ที่ ๓ ของจังหวัดจัดการตนเองก็คือเรื่องรายได้ ปัญหา ทุกอย่างไม่ว่าจะข้อ ๑ ข้อ ๒ จะทำอะไรไม่ได้เลยถ้าเราไม่มีงบประมาณ ไม่มีรายได้ ปัจจุบันนี้ ท้องถิ่นมีรายได้น้อยมากตามประมวลรัษฎากรที่มีระเบียบกรมสรรพากรออกไว้นี่นะครับ นิติบุคคลใดก็ตามที่มีเลขนิติบุคคลเดียวกันมีสาขาตั้งแต่ ๒ แห่งขึ้นไปจะเลือกเสียภาษีที่ไหน ก็ได้ เพราะฉะนั้นอย่างระยองของท่านคุณหมอบัญญัติรายได้ หรือนิคมอุตสาหกรรม หรือบริษัทใหญ่ ๆ ทั้งหลาย ห้างร้านใหญ่ ๆ เลือกเสียส่วนกลางหมด ส่วนท้องถิ่น หรือใน พื้นที่ก็จะไม่ได้นั้น รับแต่พอลลูชัน (Pollution) รับแต่มลภาวะต่าง ๆ เราจึงกลับหลักเสีย ก็หมายความว่ารายได้ ผมใช้คำว่า รายได้ รวมถึงภาษี รวมถึงแวต (VAT) อะไรต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ในพื้นที่ที่เราแบ่งประเภทกันแล้ว อันนี้ส่วนกลางเก็บ อันนี้ส่วนท้องถิ่นเก็บ นอกเหนือจาก ส่วนท้องถิ่นเก็บแล้วให้อยู่ที่ท้องถิ่น ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ส่งไปยังจังหวัดอื่น ส่วนอื่น ตัวอย่างก็เช่นอย่างของญี่ปุ่นก็ ๔๐:๖๐ ตามนี้นะครับ หรือแม้แต่จีนซึ่งเป็นสังคม นิยม พวกมณฑลเขาก็เก็บไว้ ๖๐ อันนี้เป็นเรื่องรายละเอียด ซึ่งท่านสามารถดูได้ในรายงาน อยู่แล้ว🔗
ทีนี้ผมจะตอบแต่ละท่านนะครับ เรื่องบ้านใหญ่ จริงอยู่ระบบการเมืองเรา เป็นระบบอุปถัมภ์อยู่ แต่ท่านอย่าลืมว่าปัจจุบันนี้คนที่ยังไม่ได้ลงมาเพราะเขายังมีบ้านใหญ่ เขายังพึ่งบ้านใหญ่เพราะว่าเขาพึ่งกลไกของรัฐไม่ได้ พึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ได้เพราะว่า มีอำนาจแต่ไม่มีงบประมาณ พึ่งท้องถิ่นก็ไม่ได้เพราะถึงมีงบประมาณแต่ก็ไม่มีอำนาจ เขาจึง ไปพึ่งบ้านใหญ่ จริงอยู่ในครั้งแรกถ้ามีการคัดเลือกหรือเลือกตั้งนี่เราอาจจะได้บ้านใหญ่มา แต่มันจะเกิดการวิวัฒนาการขึ้นไปเรื่อย ๆ เมื่อมีอำนาจหน้าที่เต็ม คนดีมีฝีมือก็จะมาลง ตอนนี้ไม่มีใครมาลงนายก อบจ. เพราะอำนาจมันน้อยกว่าผู้ว่าราชการจังหวัด จัดทำข้อบัญญัติ ก็ต้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเซ็น แต่ว่าในเมื่อเป็นจังหวัดจัดการตนเองแล้วผู้ว่าราชการจังหวัด ไม่ได้มาจากการแต่งตั้งจากส่วนกลาง ไม่มีนายอำเภอแล้วตามโครงสร้างที่เราตั้งขึ้นมา ประเทศในโลกนี้มากกว่า ๒ ใน ๓ ไม่มีราชการส่วนภูมิภาคแล้วนะครับ🔗
ท่านประเดิมชัยว่าทำไมถึงไม่พูดถึงเรื่อง กทม. นะครับ จริง ๆ กทม. นี้เรามี การศึกษาอยู่แต่ว่าเป็นอนุอีกชุดหนึ่ง กทม. ก็มีปัญหาในตัวเองเพราะว่า กทม. เป็นท้องถิ่น ชั้นเดียว กทม. ตอนนี้เขาก็ยังอยากเรียกร้องให้มีท้องถิ่น ๒ ชั้นแบบจังหวัดจัดการตนเอง ข้างล่างจะเรียกเทศบาล หรือนครบาลอะไร หรือเขตอะไรก็แล้วแต่ มีการเสนอแนวความคิด นี้อยู่ ส่วนการบริหารจัดการภาษีนั้นเดี๋ยวคุณบรรณจะพูดนิดหนึ่งนะครับ กำนันผู้ใหญ่บ้าน อันนี้เรื่องใหญ่ ตอนนี้กระทรวงมหาดไทย หรือกำนันผู้ใหญ่บ้านก็รับฟังอยู่ว่าจังหวัดจัดการ ตนเอง กำนันผู้ใหญ่บ้านจะเป็นอย่างไร ตอนเราทำรายงานนี้ เราศึกษานี้นายกสมาคมกำนัน ผู้ใหญ่บ้านก็มาชี้แจง มาอธิบายครับ ผมอธิบายให้ฟังว่ากำนันผู้ใหญ่บ้านเกิดขึ้นโดย พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ ๒๔๕๗ ฟังให้ชัดนะครับ กำนันผู้ใหญ่บ้านไม่ใช่ ราชการส่วนภูมิภาค แต่เป็นเครื่องไม้เครื่องมือของภูมิภาคเท่านั้นเอง ราชการส่วนภูมิภาค คือจังหวัดและอำเภอเท่านั้น ท่านลองไปเปิดดู พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน เพราะฉะนั้นจึงจะเห็นว่าในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังมีกำนันผู้ใหญ่บ้านอยู่ได้ กรุงเทพมหานครเคยมีกำนันผู้ใหญ่บ้านแต่เลิกไปเมื่อปี ๒๕๔๗ ในเทศบาลตำบล ใน อบต. ซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ยังมีกำนันผู้ใหญ่บ้านอยู่ ถามว่าถ้าไม่มีผู้ว่าราชการจังหวัด ที่แต่งตั้งมาจากกระทรวงมหาดไทยแล้ว กำนันผู้ใหญ่บ้านจะขึ้นกับใคร ขึ้นการบังคับบัญชา กับใคร ก็ขึ้นการบังคับบัญชากับผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะอำนาจจาก ผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการแต่งตั้งโอนเป็นของผู้ว่าราชการเลือกตั้งแล้ว แต่ใน พ.ร.บ. จังหวัดจัดการตนเองแบ่งให้ชัดว่ากำนันผู้ใหญ่บ้านมีอำนาจหน้าที่อะไรจะได้ไม่ต้องซ้ำซ้อน กับการปกครองส่วนท้องถิ่น ปัจจุบันนี้เวลาท่านไปในงานพิธี งานอะไรก็แล้วแต่เกิดการ แย่งกันกิน เกี่ยงกันระหว่างใครจะเป็นประธาน ใครจะเป็นคนวางผ้าไตรปิดอะไรต่าง ๆ นานา เพราะฉะนั้นเมื่อเราจัดสรรปันส่วนได้แล้ว กำนันผู้ใหญ่บ้านมีหน้าที่ในการรักษาความสงบ เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานะครับ อันนี้ก็เป็นที่อยู่ที่มา ของกำนันผู้ใหญ่บ้าน ความพร้อมของประชาชน ความพร้อมของประชาชนที่สำคัญที่สุด ก็คือเจตนารมณ์ของประชาชน ท่านถามว่าจะเอาเฉพาะเชียงใหม่ใช่ไหม เอาเฉพาะขอนแก่น เอาเฉพาะภูเก็ตใช่ไหม จังหวัดอื่นเขาก็เป็นประเทศไทยเหมือนกัน แต่เนื่องด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๔๙ เขาให้ดูเจตนารมณ์ของประชาชนเป็นสำคัญ เพราะฉะนั้นร่างนี้จึงให้ประชาชน ในจังหวัดต่าง ๆ ที่มีความพร้อม พร้อมก็คือทำประชามติ ถ้าเห็นด้วยก็ออกพระราชกฤษฎีกา ออกมา ไม่ต้องออกกฎหมายซ้ำอีกแล้ว เพราะตอนร่าง พ.ร.บ. จังหวัดจัดการตนเองตอนแรก แต่ละจังหวัดต่างทำ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายก็มารวมเป็นกฎหมายกลาง แต่ยังไม่ทัน ได้ทำอะไรก็เกิดการยุบสภาเสียก่อนครับ ผมในฐานะที่ตอนนั้นเป็นประธานอนุกรรมาธิการ ก็เลยเอามาใหม่มารวมกันเป็นร่าง พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการจังหวัดจัดการตนเอง🔗
ท่านณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ขออนุญาตเอ่ยนาม ไม่มีนายอำเภอแล้วที่ท่าน ถามเรื่องนายอำเภออยู่ไหน เพราะว่าเราไม่มีราชการส่วนภูมิภาคแล้ว เป็นท้องถิ่นชั้นบน เป็นจังหวัดจัดการตนเอง ข้างล่างก็เป็นเทศบาล หรือเป็น อบต.🔗
ท่านสุเทพ อู่อ้น เรื่องประชากรแฝงในฐานะในปีงบประมาณพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณในครั้งนี้ ผมมีโอกาสได้อยู่ในคณะอนุกรรมาธิการงบประมาณด้วย ประชากรแฝงก็อยู่ในส่วนของการพิจารณาในเงินอุดหนุนทั่วไปและเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ ด้วยนะครับ เวลาการนำเสนอต้องอภิปรายต้องยกเรื่องตัวประชากรแฝงให้ด้วย🔗
ท่านอาดิลันจังหวัดยะลา ๓ จังหวัดชายแดน ในรายงานอาจจะลงไม่ รายละเอียด แต่ว่าในหลักการก็คือว่า ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เราเสนอว่าแต่ละจังหวัด ยะลาจัดการตนเอง นราธิวาสจัดการตนเอง ปัตตานีจัดการตนเอง เพราะเราลงไปหลายเวที คนยะลาก็จะถามว่าทำไมต้องไปขึ้นกับปัตตานีมหานคร คนนราธิวาสก็จะถามว่าทำไมต้องไป ขึ้นกับปัตตานีมหานคร และที่สำคัญก็คือถ้ารวมเป็น ๓ จังหวัด เป็นจังหวัดปัตตานีหรือว่า เป็นรูปแบบปัตตานีมหานครเมื่อไรความระแวงสงสัย ความหวาดระแวงคลางแคลงใจ ของฝ่ายความมั่นคงก็เยอะ และที่สำคัญก็คือว่าเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดยะลา นราธิวาสเขาต้องการไปจังหวัดจัดการตนเองของเขาต่างหาก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่แก้ปัญหา เรื่อง ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็คือกรณีอาเจะห์ที่อินโดนีเซีย สถานการณ์สมัยก่อนอาเจะห์ ยิ่งกว่า ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เราเสียอีก แต่อาเจะห์ก็เป็นจังหวัดจัดการตนเองในหลักการ ที่ว่าเซลฟ์ ดิเทอร์มิเทชัน (Self Determination) อินโดนีเซียเป็นรัฐเดี่ยวนะครับ อาเจะห์ ไม่ได้แยกไปไหนนะครับ ไม่ได้เป็นเขตปกครองพิเศษด้วย เป็นจังหวัดจัดการตนเอง เพียงแต่ว่า ภาษีทรัพยากรธรรมชาติ ๗๐ เปอร์เซ็นต์เขาให้อาเจะห์ พวกที่อยู่กระบวนการใต้ดินหรือพวก จีเอเอ็ม (GAM) พวกกัม (GAM) ภาษาบาฮาซาชวา (Bahasa Jawa) ก็ขึ้นมาอยู่บนดิน เป็นผู้ว่าอาเจะห์ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนกลางของอินโดนีเซีย แล้วปัญหาก็เกิด ความสงบเรียบร้อยจนถึงปัจจุบันนี้🔗
ท่านธีรัจชัยพูดถึงว่าจะทำอย่างไร ในเรื่องความเป็นไปได้ แน่นอนนะครับ โดยหลักของกฎหมายจังหวัดจัดการตนเองเป็นกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติมันก็ต้องมี ปัญหาเรื่องศักดิ์ของกฎหมาย ลำดับศักดิ์ของกฎหมาย แต่ละหน่วยงานมีกฎหมายเป็นของ ตัวเอง เพราะฉะนั้นใครเรียนกฎหมายมาก็ทราบนะครับ กฎหมาย ๑๐๑ ธรรมดาก็คือว่า ถ้าเป็นกฎหมายทั่วไปกับกฎหมายเฉพาะก็ต้องใช้กฎหมายเฉพาะ กฎหมายจังหวัดจัดการ ตนเองเป็นกฎหมายเฉพาะ แต่โอเค (OK) ล่ะมันจะเกิดปัญหา ทุกคนมีอาณาจักรเป็นของ ตนเอง ขั้นตอนต่อไปที่เราคิดว่าน่าจะได้ผลชะงัดและก้าวอีกก้าวหนึ่งกว่านี้ก็คือการแก้ไข รัฐธรรมนูญ หมวด ๑๔ ว่าด้วยการปกครองส่วนท้องถิ่น อันนี้จะขจัดปัญหาได้อีกในระดับหนึ่ง ทำควบคู่กับเสนอร่างพระราชบัญญัติจังหวัดจัดการตนเองฉบับนี้🔗
ท่านชวน ชูจันทร์ พูดถึงว่าทำไมชาวบ้านจัดการตนเองมาตั้งนานแล้ว ทำไม ถึงไม่เจริญอะไรต่าง ๆ ไม่เจริญเพราะว่าส่วนกลาง ส่วนกลางได้จำกัดอำนาจ จำกัด งบประมาณต่าง ๆ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถึงแม้จะมีอำนาจตามพระราชบัญญัติ จัดตั้งเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม แต่ถ้าเมื่อใดมีส่วนราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคทำอยู่ ส่วนท้องถิ่นจะทำไม่ได้ ถึงแม้ผมจะยืนยันว่าทำได้ก็ตาม สำนักงบประมาณก็ไม่ตั้ง งบประมาณให้ เพราะถือว่าไปซ้ำซ้อนคนอื่นเขา เพราะฉะนั้นถ้าเรากลับหลักตรงนี้เสร็จ จังหวัดจัดการตนเอง หน่วยราชการส่วนใดก็ตาม ส่วนงานส่วนใดก็ตามที่อยู่ในจังหวัดจัดการ ตนเองเป็นอำนาจของผู้ว่าที่มาจากการเลือกตั้งนะครับ อย่างเชียงใหม่ปัญหาป่าแหว่ง ปัญหา อะไรต่าง ๆ นานาที่อยู่ในเขตพื้นที่จังหวัดก็จะหมดไป แต่ถ้าเป็นกรณีเกิดข้ามจังหวัดในหลาย จังหวัดก็เป็นหน้าที่ของส่วนกลาง และถามว่าข้าราชการส่วนภูมิภาคจะไปจากที่ไหน อันนี้ มีคนรอฟังอยู่เยอะข้าราชการนี้นะครับ มันเปรียบเสมือนนกต้องมีไม้ให้เกาะ อยู่ดี ๆ เขาไม่ได้ ทำผิดคิดร้ายอะไรเลยไปปลดเขาไม่ได้ ก็ไล่เขาไม่ได้ ถ้าเป็นจังหวัดจัดการตนเองผมยืนยันว่า ไม่ได้เป็นพร้อมกันทั้งประเทศนะครับ ถ้าจังหวัดไหนเป็นเมื่อสักครู่ท่านก็บอกว่าอีกข้างเป็น อีกข้างไม่เป็น กรุงเทพฯ กับนนทบุรี สมุทรปราการก็เห็นชัดนะครับ ในกรณีจังหวัดที่เป็น จังหวัดจัดการตนเอง ข้าราชการส่วนภูมิภาคมีทางเลือกอยู่ ๒ ทาง ๑. กลับสังกัดกระทรวง ทบวง กรม ของตนเอง เพราะว่าเราใช้ระบบเขาเรียกว่า กรมมาธิปไตย ข้าราชการทุกคน มีหน่วยสังกัดคือกรม ถึงแม้ว่าจะเรียกชื่อว่าสำนักงานปลัดกระทรวงก็ตาม กับ ๒. โอนมาเป็น ข้าราชการส่วนท้องถิ่นขึ้นอยู่กับการบังคับบัญชากับผู้ว่าราชการจังหวัด แต่สุดท้ายมันก็จะมี ทางออกอยู่ สมมุติว่าไม่อยากขึ้นกับการปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่อยากขึ้นกับผู้ว่าที่มาจาก การเลือกตั้ง เขาก็ไม่ห้ามท่านขอช่วยราชการนะครับ ท่านช่วยได้ยังอยู่เหมือนเดิม แต่ว่า หน่วยงานต้นสังกัดเขาก็ต้องรับอย่างเชียงใหม่มหานคร ก็ต้องรับในกรณีแบบนี้นะครับ🔗
ท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ผมต้องตอบท่าน พิเชษฐ์นะครับ ถ้าไม่ตอบคนอื่นผมอาจจะไม่ตอบได้ แต่ท่านพิเชษฐ์ผมต้องตอบนะครับ เพราะท่านถามว่าจะเอา ส.ส. ไปไว้ไหน จะเอากระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ ไปไว้ไหน ประเทศไทยตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดินแบ่งเป็น ๓ อย่าง ราชการส่วนกลาง ราชการ ส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น กรมก็ยังอยู่ กระทรวงก็ยังอยู่ พื้นที่ปฏิบัติงานของ กระทรวง ทบวง กรม ที่ไม่มีส่วนภูมิภาคแล้วเขาก็ยังสามารถไปทำในพื้นที่ได้ เหมือนญี่ปุ่น เขาก็ทำได้ แต่ว่าเป็นเรื่องที่ท้องถิ่นเขาทำไม่ได้ ไม่ใช่ว่าแย่งกันทำในปัจจุบันนี้ อย่างเช่น งานวิชาการหรือมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ซึ่งต้องใช้ความรู้ความสามารถพิเศษ เรื่องความมั่นคง ไม่พูดถึง อันนี้แน่นอนอยู่แล้วต้องส่วนกลางทำ อันนี้ให้ชัดเจนนะครับ กระทรวงมหาดไทย อยู่ไหน กระทรวงมหาดไทยก็อยู่เดิมนะครับ ญี่ปุ่นก็มีกระทรวงมหาดไทยอยู่นะครับ ไม่มี อังกฤษก็มีกระทรวงมหาดไทยอยู่ใหญ่เบ้อเริ่มเลยครับ เพียงแต่เขาไม่ได้ตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอไปอยู่ในแต่ละจังหวัด อำเภอเท่านั้นเอง หน้าที่เขาก็เยอะอยู่ เยอะมาก ๆ เลย ส.ส. อยู่ไหน ส.ส. ก็เหมือนเดิมนะครับ ส.ส. ท่านเป็นระดับชาติ ท่านก็ทำหน้าที่ ส.ส. ทำหน้าที่ นิติบัญญัติ ถ้าเป็นฝ่ายรัฐบาลก็ทำหน้าที่เป็นฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้านก็ตรวจสอบการทำงาน หน้าที่รวมทั้งค้านทั้งรัฐบาลก็คือฝ่ายนิติบัญญัติ ออกกฎหมาย ตรากฎหมาย ทำไมไม่เอา เริ่มเฉพาะเชียงใหม่ โคราชอะไรต่าง ๆ ทุกจังหวัดไปมาเขาอยากเป็นหมดครับ ประเทศไทย ไม่ได้มีเฉพาะเชียงใหม่กับโคราช หรือขอนแก่นนะครับ🔗
ท่านวิรัช พันธุมะผล ท่านอ้างถึง พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา ๕๔ บอกว่าอำนาจของผู้ว่า กทม. ให้เป็นอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดตามมาตรา ๕๔ ใช่ครับ ตามมาตรา ๕๔ เฉพาะ พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน แต่กฎหมายอื่น ไม่เกี่ยว ผู้ว่าชัชชาติไม่มีอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ไม่มีอำนาจ ตามกฎหมายสถานบริการ ไม่มีอำนาจตาม พ.ร.บ. โรงแรม ไม่มีเยอะแยะนะครับ แต่ว่า ของจังหวัดจัดการตนเองจะมีครับ เพราะเราเห็นข้อบกพร่องแล้วเราถึงทำขึ้นมา🔗
เรื่องรัฐเดี่ยว ท่านวิสารบอกว่าประเทศไทยเป็นรัฐเดี่ยว อังกฤษก็รัฐเดี่ยวครับ ญี่ปุ่นรัฐเดี่ยว อังกฤษก็มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ญี่ปุ่นก็มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เป็นรัฐเดี่ยวด้วย อินโดนีเซียก็เป็นรัฐเดี่ยว เพียงแต่มีประธานาธิบดีเป็นประมุขเท่านั้นเอง🔗
รายได้จังหวัดจน จังหวัดรวย ร้อยละ ๗๐:๓๐ นี่ครับ ๓๐ ก็ไปให้ที่อื่น จริง ๆ แล้วถ้ารายได้ที่จังหวัดเก็บได้อย่างพอเพียงอย่างแม่ฮ่องสอน ภาษีทรัพยากรธรรมชาติ ท่านทราบไหมแม่ฮ่องสอนนั้นมีโคลนดำมีคุณภาพในการพอกหน้าเป็นอันดับ ๒ ของโลก รองจากรัสเซียนะครับ รายได้จากสัมปทานเหมืองแร่และรายได้จากอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เหลือเฟือครับ ถ้าได้มา ๗๐ ไม่ต้อง ๗๐ หรอกครับ เอาแค่ ๕๐ นี่ก็ไม่ต้องรอให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นสร้างถนนได้ปีละกิโล ๒ กิโลไม่ต้องแล้วครับ ถ้าได้ร้อยละ ๕๐ ตามนี้ ก่อนนะครับ ถ้าไม่ถึง ๗๐ ก็ทำได้เยอะแยะ มันเกลี่ยกันได้นะครับ🔗
บอกว่าอย่าเอาเอ็นจีโอ (NGO) เป็นหลัก ผมคนหนึ่งผมไม่ใช่เอ็นจีโอ (NGO) ผมขับเคลื่อน พ.ร.บ. เชียงใหม่มหานครมา ผมไม่ใช่เอ็นจีโอ (NGO) ผมเป็นข้าราชการด้วย ท่านครับ เป็นข้าราชการบำนาญด้วย แล้วก็สอนหนังสือด้วย ท่านคำพอง ท่านสฤษดิ์ ท่านนพพลก็โอเค (OK) ครับ เพราะว่าท่านได้รับการสนับสนุน สุดท้ายนิดเดียวครับ ไม่เกิน ๒ นาที ผมขออนุญาตให้คุณบรรณได้พูดถึงเรื่องกรรมการบริหารภาษีนิดหนึ่งไม่เสียเวลา มากครับ เชิญคุณบรรณครับ🔗
กรรมาธิการ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน แล้วก็ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านนะครับ ผม บรรณ แก้วฉ่ำ เป็นหัวหน้าฝ่ายนิติการ แล้วก็ได้รับมอบหมายจากกรรมาธิการคณะนี้ให้เป็นอนุกรรมาธิการและเลขานุการตลอดทั้ง คณะทำงานเพื่อการศึกษารายงานเล่มนี้นะครับ ผมขออนุญาตนำเสนอเพิ่มเติมเพื่อตอบ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ตั้งข้อสังเกตไว้นะครับ🔗
ประเด็นแรก เรื่องความมั่นคงหรือว่ากระทบต่อความเป็นรัฐเดี่ยวหรือไม่ ผมคิดว่าในประเทศนี้หน่วยงานที่สามารถตอบได้ดีที่สุดก็คือสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ แล้วก็กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในแห่งราชอาณาจักร ซึ่งในชั้นการพิจารณาศึกษา กรรมาธิการได้เชิญมาให้เขาตอบ เขาเห็นด้วยนะครับ กับข้อเสนอตามเล่มรายงานของ คณะกรรมาธิการเล่มนี้ เขาเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าถ้าพื้นที่เข้มแข็ง ประเทศชาติก็เข้มแข็งมั่นคง นะครับ🔗
ประเด็นต่อไป ปัจจุบันองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอยู่แล้ว ๗,๘๕๒ แห่ง ทำไมจึงต้องนำเสนอให้มีเรื่องจังหวัดจัดการตนเองขึ้นมาใหม่ ผมยกตัวอย่างการหารือของ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสภาแห่งนี้ ถ้าหากว่าท้องถิ่นเขาสามารถดำเนินการได้ แก้ปัญหาได้ ก็ไม่จำเป็นต้องมาหารือในสภาผู้แทนแห่งนี้แต่อย่างใดเลยหลาย ๆ เรื่องนะครับ แต่เนื่องจากว่าปัจจุบันนี้นะครับ ผมยกตัวอย่างหลายเรื่อง เช่นสิ่งที่ กทม. ทำได้ ไม่ได้หมายความว่า อบจ. เทศบาล หรือ อบต. ก็ทำได้ อบจ. เทศบาล และ อบต. นะครับ จะให้ใช้จ่ายงบประมาณของตนเองนะครับต้องรอให้กระทรวงมหาดไทยเขียนระเบียบ ให้ว่าคุณจะใช้จ่ายเรื่องอะไรได้บ้าง เพราะฉะนั้น อบจ. เทศบาล และ อบต. ทั่วประเทศ คือผมเป็นนิติกรของ อบจ. มา ๑๐ กว่าปี ได้เห็นถึงปัญหาในทางปฏิบัติของท้องถิ่นเป็นอย่างดี อบจ. เทศบาล และ อบต. ทั่วประเทศต้องตั้งโครงการต่าง ๆ เหมือน ๆ กันทั้งประเทศ เพราะต้องไปดูว่ากระทรวงมหาดไทยทำระเบียบให้เบิกจ่ายในเรื่องนั้น ๆ ได้หรือเปล่านะครับ เพราะฉะนั้นเจตนารมณ์ของการจัดตั้งองค์กรท้องถิ่นขึ้นมาที่เรามีอยู่ปัจจุบันเพื่อจะให้ จัดบริการสาธารณะให้เป็นไปตามบริบทของพื้นที่ท้องถิ่นแต่ละแห่งนั้น ๆ เราทำไม่ได้นะครับ🔗
ประเด็นต่อไป จากการศึกษาได้พบปัญหาในพื้นที่แต่ละจังหวัด ในแต่ละจังหวัด ที่มีส่วนราชการส่วนภูมิภาค หน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐที่ไปตั้งอยู่ในพื้นที่ จริง ๆ โดยสภาพแล้ว ท่านผู้ว่าท่านไม่ได้มีอำนาจเสร็จเด็ดขาด เพราะฉะนั้นทุกวันนี้แต่ละจังหวัดเป็นเบี้ยหัวแตก หน่วยงานที่มาตั้งในพื้นที่ต่างก็รับนโยบายจากกระทรวง ทบวง กรมของตนเองมานะครับ เพราะฉะนั้นทิศทางการพัฒนานี้เป็นต่างคนต่างทำนะครับ และเมื่อเรามีการกระจายอำนาจ โดยเฉพาะใน พ.ศ. ๒๕๔๐ เป็นต้นมา เมื่อมีการกระจายอำนาจเพิ่มขึ้นก็ปรากฏว่ามีผลกระทบ อย่างหนึ่งนะครับ คือพอเรากระจายมาแล้ว แต่ว่าสิ่งที่เราไม่ได้ทำควบคู่กันไปกับเรื่อง การกระจายอำนาจ ซึ่งต้องทบทวนกันใหม่ ก็คือเมื่อเราไม่ได้ลดบทบาทของส่วนภูมิภาค หรือยุบส่วนภูมิภาคด้วย เพราะฉะนั้นการกระจายอำนาจมาให้ท้องถิ่นเมื่อมาสู่พื้นที่ก็เกิด ปัญหาการทำงานที่ซ้ำซ้อนกันนะครับ มีทั้งทำงานซ้ำซ้อน แย่งกันทำงาน แล้วก็เกิดปัญหา ในพื้นที่หลายอย่าง และปัจจุบันนี้งบประมาณที่ไปสู่แต่ละจังหวัดปีหนึ่ง ๆ ผมยกตัวอย่าง ประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท งบประมาณเหล่านั้นถูกนำไปใช้ในการเลี้ยงดูหน่วยงานของรัฐ เกือบทั้งหมดนะครับ ซึ่งหน่วยงาน หน่วยรัฐต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่แต่ละจังหวัด ถ้าทำให้เกิด การบูรณาการตามข้อเสนอในรูปแบบจังหวัดจัดการตนเองอย่างนี้ เราจะเหลืองบประมาณ สำหรับพัฒนาจังหวัดนั้น ๆ เยอะมากนะครับ อย่างเช่นตัวอย่างข้าราชการไม่ต่ำกว่า ๓๐๐-๕๐๐ คนที่ไม่จำเป็นต้องมีเลย ถ้าเกิดการบูรณาการตามข้อเสนอนี้นะครับ🔗
ประเด็นต่อไปซึ่งสำคัญที่สุดและเป็นหัวใจของการนำเสนอในเล่มงานชิ้นนี้ ก็คือการกระจายอำนาจนั้น ตามข้อเสนอนี้นะครับ โจทย์สำคัญที่สุดก็คือการนำงบประมาณ แผ่นดินไปไว้ใกล้บ้านประชาชนเพื่อให้เพียงพอที่เขาสามารถจัดการตนเองได้โดยไม่ต้องนำ ปัญหาในพื้นที่เข้ามาสู่ส่วนกลางนะครับ เมื่อปัญหาถูกแก้ในระดับพื้นที่ ส่วนกลาง รัฐบาล ก็มีความมั่นคงขึ้น เพราะฉะนั้นการออกแบบกำหนดงบประมาณต่าง ๆ ในข้อเสนอของ กรรมาธิการเล่มนี้นะครับ อย่างในตัวกฎหมายที่คณะกรรมาธิการได้ยกร่างเป็นตัวอย่าง ซึ่งพรรคการเมืองหรือท่านสมาชิกสภาสามารถนำไปทำเป็นญัตติยื่นเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร แห่งนี้ได้ทันทีแล้วก็อาจจะปรับปรุงได้ แต่ว่าในส่วนของเรื่องการคลัง รายได้ต่าง ๆ ในรายงาน เล่มนี้ได้ยกร่างไว้ประมาณ ๑๙ มาตรา หลักการสำคัญอยู่ในร่างมาตรา ๙๕ ก็คือเปลี่ยน หลักการเดิมที่เราจัดเก็บเข้าไปกองส่วนกลางแล้วให้ท้องถิ่นรอให้ส่วนกลางจัดสรรให้ ตามใจชอบ แต่ในกฎหมายฉบับนี้เราเขียนว่ารายได้ที่เกิดขึ้นจังหวัดใด ๆ ที่ยกฐานะ เป็นจังหวัดจัดการตนเองให้ตัดงบประมาณไว้ในจังหวัดนั้นอย่างน้อยร้อยละ ๕๐ ก่อน อีกร้อยละ ๕๐ ส่งไปเข้าส่วนกลาง ซึ่งส่วนที่ส่งเข้าส่วนกลางสามารถแบ่งไปอุดหนุนจังหวัด ที่มีรายได้น้อยได้อีก เพราะฉะนั้นรูปแบบการจัดเก็บภาษีต่าง ๆ ผมยกตัวอย่างภาษี อย่างเราไปซื้อน้ำ ๑ ขวดในจังหวัดแห่งหนึ่งเราดื่มแล้วเราก็ทิ้งขวดไว้ ในจังหวัดนั้น ๆ ก็เป็นภาระของเขาที่เขาต้องจัดการขยะเป็นมลพิษในพื้นที่นั้น เพราะฉะนั้น หลักการนี้ก็คือให้เขาแก้พื้นที่ให้เพียงพอสำหรับให้ประชาชนสามารถนำไปใช้ในการจัดการ แก้ปัญหาของตนเองได้ทั้งงบประมาณแล้วก็เพิ่มอำนาจให้เขา ให้เขาสามารถแก้ปัญหา ในพื้นที่ในจังหวัดของเขาได้ ก็ขออนุญาตนำเรียนต่อสภาแห่งนี้นะครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ท่านพิเชษฐ์ จะถามเพิ่มเติม เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วผมชอบมากนะ ผมชอบจริง ๆ ถ้าเพื่อบ้านผมเพื่อเชียงรายนี้ ผมชอบมากเลย แต่นึกถึงความเป็นชาตินึกถึงส่วนรวมมันไม่ได้ ท่านประธานครับ เวลาแบ่ง หมู่บ้าน ในพื้นที่ท่านหมู่บ้านใหญ่แบ่งหมู่บ้าน พอแบ่งหมู่บ้านก็ต้องสร้างวัดใหม่ พลวัต โรงเรียนก็ต้องแบ่งกัน เครื่องไม้เครื่องครัวของแม่บ้านก็ต้องแบ่งกัน เสร็จแล้วเป็นญาติกัน ก็ไม่ทักกันก็อยู่คนละหมู่บ้าน แบ่งตำบลก็คนละตำบล หมายความว่าตัวใครตัวมันเพราะบริหาร ตนเอง ท่านประธานที่เคารพครับ ในรายงานฉบับนี้แผ่นบาง ๆ นี้ไม่มี คำว่า กำนันผู้ใหญ่บ้าน เขียนไว้ตรงไหนครับ ให้เขาทำอะไร อยู่ตรงไหน เสร็จแล้วกรุงเทพมหานครตอนที่เริ่มเลือกตั้ง ผู้ว่าใหม่ ๆ ก็มีกำนันผู้ใหญ่บ้านอยู่ในกรุงเทพมหานคร สุดท้ายกำนันผู้ใหญ่บ้านไม่ได้อยู่ ในสารบบของกรุงเทพมหานครก็ต้องถูกยุบไป คุณจะให้เขาไปกินเงินเดือนที่ไหน ค่าตอบแทน ท่านบอกว่าไม่ใช่ข้าราชการส่วนภูมิภาคให้เขาไปรับเงินค่าตอบแทนที่ไหน กลับกลายเป็นว่า ชื่ออะไรเปลี่ยนชื่อจากกำนันผู้ใหญ่บ้านใช่ไหม เป็นยาม เป็นอะไร เป็นหน่วยรักษา ความปลอดภัย เป็น อปพร. ของจังหวัดหรือครับ มันไม่เพียงพอท่านเขียนมาเท่านี้อธิบายเท่านี้ มันไม่มีในสารบบของท่าน แล้วท่านจะบอกให้เรายินดีกับท่านให้ท่านผ่านไปได้อย่างไร ผมคิดว่ายังไม่สมบูรณ์พอ ท่านเอาพระราชบัญญัติมหานครเชียงใหม่มาแอบอ้างมาอ้างอิง พระราชบัญญัติฉบับนี้ยังไม่ได้เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ยังไม่ได้มีการพิจารณาในสภา ผู้แทนราษฎรแล้วมีมติ ยังไม่มี แล้วท่านเอามาเป็นต้นแบบได้อย่างไร ท่านมาเหมาเข่ง ได้อย่างไร ประเทศไทยต้องเป็นอย่างนี้ไม่ได้ มหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบราชการไปเป็น มหาวิทยาลัยในกำกับ มหาวิทยาลัยใหญ่ ๆ เขามีพระราชบัญญัติของเขา โดยเฉพาะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล เขามีพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยในกำกับ ดังนั้นเรื่องของเชียงใหม่ต้องมีพระราชบัญญัติของเชียงใหม่โดยเฉพาะ ภูเก็ตก็มี มันไม่เหมือนกันครับ ก็ไปว่าในพระราชบัญญัติของแต่ละที่ ใครพร้อมก็ไป แต่ท่าน จะมาทำแบบนี้มันไม่เชื่อมโยงไม่ผูกพันมันไม่มีความเป็นชาติ ท่านเอากลับไปทำใหม่เถอะครับ อธิบายให้เยอะ โดยส่วนตัวผมชอบมากนะผมจะบอกให้ แต่ผมไม่พูดมากกว่านี้ ไปทำมาใหม่ ให้มันสมบูรณ์กว่านี้ ถ้าคุยนอกรอบคุยได้นะครับผมชอบ แต่ว่าเพื่อความเป็นประเทศ มันไม่ได้ ให้เอากลับไปทำใหม่ครับท่านประธาน ผมไม่เห็นด้วยครับ🔗
ท่านวิสาร เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิสาร เตชะธีราวัฒน์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดเชียงรายนะครับ จากการชี้แจงของกรรมาธิการ ก็ยิ่งทำให้ผมไม่ค่อยสบายใจ เรียนอย่างนี้ครับ ผมเหมือนกับท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ขออนุญาตเอ่ยนาม คือเห็นด้วยแล้วก็ดีใจครับ ถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ แต่ข้อเท็จจริง ผมคิดว่ามันยังหละหลวมหลายประเด็น ผมเรียนอย่างนี้ครับ ผมถามท่านกรรมาธิการเลยนะครับ ในหน้า ๒๕ หัวข้อที่ ๕ ท่านบอกว่า บทสรุปและข้อเสนอแนะนี่ครับ เรื่องกำนันผู้ใหญ่บ้านผมติดใจอันที่ ๑ แล้ว เพราะว่าทุกวันนี้ ผมเรียนว่าพอกรรมาธิการยิ่งท่านอาจารย์ชำนาญ จันทร์เรือง ได้กรุณาแจ้งบอกว่าตอนนี้ คือก่อนที่กฎหมายหรือว่ารายงานอันนี้จะเข้ามามีการโพรโมต (Promote) มีการพูดกัน เมื่อสักครู่ท่านแจ้งมาผมก็แอบดู ปรากฏว่าคนเข้าดู ๔ ล้านกว่าคน นั่นหมายถึงอะไรครับ ท่านประธานครับ ผมห่วงว่ามันจะเกิดความแตกแยกโดยใช่เหตุครับ ในนี้นี่ท่านเคยบอก บอกว่านี่ท่านได้เชิญผู้แทนสำนักเลขาธิการสภาความมั่นคง ผู้แทนเห็นด้วยไม่กระทบ และเห็นด้วยในการกระจายอำนาจทุกอย่าง ใครล่ะครับ ผู้แทนสภาความมั่นคงคนนี้ ท่านแจ้งชื่อได้ไหมครับ เป็นข้าราชการระดับไหนครับ ผมไม่คิดว่าทางกรรมาธิการจะยกเมฆ แต่ผมห่วงจริง ๆ ที่ห่วงกว่านั้นคือท่านประธานครับ ขณะนี้ท่านบอกว่าท่านจะลด ความขัดแย้ง ท่านจะให้มีความมั่นคง แต่ผมว่าถ้าท่านเสนอเรื่องนี้โดยความไม่พร้อม ผมว่า ยิ่งจะเกิดความแตกแยก ก่อนผมมาเช้านี้ท่านประธานครับ ผมประชุมกำนันผู้ใหญ่บ้าน ประจำเดือนที่อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย มีคนถามผมบอกว่าเลือกตั้งผู้ว่า แล้วนายอำเภอ จะอยู่ไหน เขาไม่ว่านะครับ แล้วก็พวกผมกำนันผู้ใหญ่บ้านนี่ตกลงสภาจะแก้กฎหมาย ฉบับนี้หรือ เรื่องนี้ท่านประธานครับ ผมคิดว่าผมเสนอสภาแห่งนี้ ขอเอาเรื่องศึกษาของท่านนี้ จริง ๆ ไม่ใช่กฎหมายนะครับ เรียนฝากพี่น้องประชาชนที่รับฟังเลยว่าเรื่องนี้ยังไม่มีการเสนอ เป็นกฎหมาย เป็นเพียงแต่รายงานของคณะกรรมาธิการการกระจายอำนาจ การปกครอง ส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษของสภาผู้แทนราษฎร และเสนอนี้ก็แค่ เป็นเพียงของคณะอนุกรรมาธิการที่ได้ศึกษาเรื่องกระจายอำนาจ ซึ่งต้องทำให้พี่น้องประชาชน ทั่วประเทศ โดยเฉพาะพี่น้องที่เป็นข้าราชการในส่วนภูมิภาคนี่เขาตกใจเลยครับ เพราะว่า เดี๋ยวนี้จะให้เขายุบเลิก และท่านอาจารย์ชำนาญบอกว่าก็เลือกเอาสิว่าคุณจะไปอยู่สังกัดเดิม หรือว่าจะมาช่วยราชการ มันจะปั่นป่วนกันไปหมดนะครับ คือเห็นด้วยอย่างยิ่ง ดีถ้ามัน เป็นไปตามที่ท่านว่า แต่ความเป็นจริงท่านครับ ประเทศไทยเป็นอังกฤษได้หรือ ประเทศไทย เป็นญี่ปุ่นได้หรือ ประเทศไทยจะเป็นแบบอเมริกาได้หรือ ผมเรียนว่าอาจารย์ชำนาญครับ ผมเคารพแล้วก็ทราบดีว่าอาจารย์ผลักดันเรื่องนี้ ผมยกตัวอย่างท่านประธาน เรื่องหนึ่งคือ ตอนที่เราขับเคลื่อน ปี ๒๕๓๖ เราเริ่มมีการกระจายอำนาจศึกษาทำให้มีการเลือก อบต. มาจากเทศบาล กระจายอำนาจไป ตอนนี้ถนนทุกสายเริ่มดีขึ้นเพราะว่าพี่น้องประชาชน ไม่เห็นด้วย แล้วก็เขาเห็นถึงความเดือดร้อน อันนี้ล่ะครับเป็นตัวอย่างที่ดี แต่มันต้องค่อยเป็น ค่อยไปครับ แต่อยู่ ๆ วันนี้อาจารย์ครับ สาเหตุที่คนมาดูถ่ายทอดคณะกรรมาธิการเยอะ ก็เพราะมีการโปรยหัวข้อข่าวหรือเปล่าครับ แล้วที่ผ่านมานี่ผมเรียนท่านประธานว่ามันแตก เยอะจริง ๆ อาจารย์ครับ เพราะเดี๋ยวนี้กลายเป็นว่าผู้ว่านี่เขาคงไม่แคร์ (Care) ล่ะครับ เพราะว่าเขาเป็นผู้ว่าแล้ว แต่คนที่เป็นนายอำเภอ คนที่เป็นปลัดอำเภอ คนที่เป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชาวบ้านไม่รู้ประสีประสาก็บอกว่าเอาตกลงนี่เราจะเลือกผู้ว่ากันแล้วหรือ ซึ่งมันไม่ใช่ เรียนว่าอันนี้เป็นเพียงข้อศึกษา รายงานศึกษาของคณะกรรมาธิการแค่นั้นเอง เพราะฉะนั้นผมเรียนท่านประธานว่าเรื่องนี้ขอให้คณะกรรมาธิการเอากลับไปพิจารณาใหม่ แล้วกลับมาเสนอ ผมเห็นด้วยบางเรื่องดี บางเรื่องเป็นประโยชน์ แต่บางเรื่องท่านไปไม่ได้ และเชื่อว่าประเทศไทยในภาวะขณะนี้อย่าให้มันเกิดความแตกแยกมากกว่านี้เลยครับ อาจารย์เขียนไว้บอกว่าเราต้องการลดความขัดแย้ง ขจัดความรุนแรง ไม่ให้มีการแบ่งพรรค แบ่งพวกในระหว่างประชาชนต่อประชาชน ตอนนี้เรื่องนี้เป็นเรื่องประเด็นใหญ่มากนะครับ ผมขอเสนอท่านประธานว่าขอให้คณะกรรมาธิการได้เอาเรื่องนี้กลับไปแล้วก็ทำให้เรียบร้อย กว่านี้ ทำให้รอบคอบกว่านี้ มีไทม์ไลน์ (Timeline) ว่าจังหวัดไหนควรได้ จังหวัดไหนควรจะ กระจายอำนาจ ค่อยว่ากันแต่อย่าตีขลุม อย่างอาจารย์บอกว่าแม่ฮ่องสอนสามารถจะเลี้ยง ตัวเองได้ ผมถามว่าตรงนี้มันได้จริงแล้วหรือ ขออนุญาตท่านประธานนะครับ ผมขออนุญาต เสนอให้คณะกรรมาธิการเอาเรื่องนี้กลับไปพิจารณาใหม่ แล้วเอามาเสนออีกครั้งหนึ่งครับ เราต้องทำเรื่องนี้ให้เป็นจริงเป็นจังให้ได้ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ท่านอภิชาติ ยังติดใจอยู่ไหมครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม อภิชาติ ศิ ริสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จริง ๆ ผมเห็นด้วย กับรายงานการศึกษาฉบับนี้ค่อนข้างที่จะสมบูรณ์พอสมควร แต่สิ่งที่ผมตั้งคำถามไปเกี่ยวกับ โครงสร้าง ๓ ส่วน คือส่วนสภาจังหวัด ส่วนผู้ว่าราชการจังหวัด และส่วนที่ ๓ คือสภาพลเมือง ผมไม่ได้ติดขัดอะไรถ้าจะมีส่วนที่ ๓ เพียงแต่ว่าส่วนที่ ๓ มันไปพูดถึงเรื่องอำนาจหน้าที่สำคัญที่เขียนไว้ ก็คือกำหนดนโยบาย และวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในด้านต่าง ๆ การตัดสินใจทางการเมือง การจัดทำ บริการสาธารณะ อันนี้สำคัญ ผมคิดว่าต้องย้อนไปดูอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดนะครับ ผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้งก็มีอำนาจหน้าที่นี้อยู่แล้ว ก็เท่ากับว่าถ้าเราเขียน อย่างนี้ เราเอาอำนาจในส่วนที่ ๓ ไปครอบอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดอีกทีหนึ่งใช่ไหม แต่ผมไม่ได้ติดขัดหรอกครับ เพราะว่าท่านประธานได้ชี้แจงแล้วว่าจะเป็นสภาที่ออกแบบมา เพื่อถ่วงดุลและตรวจสอบและเป็นสภาที่ปรึกษา ถ้าตรงนี้โอเค (OK) ไม่น่าจะมีปัญหา อันนี้ คือประเด็นที่ ๑🔗
ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าเรื่องที่มาครับ ถ้าเราไปเปิดดูโมเดล (Model) ของ เชียงใหม่จัดการตนเอง ก็เขียนไว้ชัดว่าสภาพลเมืองมาจากการคัดเลือก ถูกไหมครับ ผมก็เลย เสนอแนะไปว่าจริง ๆ แล้วในเมื่อเรากำหนดไว้ในโครงสร้างในส่วนที่ ๓ กำหนดไว้ชัดนะครับ ก็ควรที่จะต้องผ่านกระบวนการที่พี่น้องประชาชนยอมรับ นั่นก็คือให้เป็นฉันทามติเลือกตั้ง เหมือนกับสภาจังหวัดได้ไหม เลือกตั้งเหมือนผู้ว่าราชการจังหวัดได้ไหม เพื่อให้มันสมบูรณ์แบบ มากขึ้น อันนั้นก็คือเรื่องที่มาที่ผมได้สอบถามทางคณะกรรมาธิการไป หรือถ้าจะเป็นแค่สภา ที่ปรึกษาหรือสภาที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการบริหารจัดการด้านต่าง ๆ ในจังหวัด อาจจะ กำหนดไว้ในอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดไหมว่าผู้ว่าราชการจังหวัดควรที่จะต้องแต่งตั้ง หรือตั้งสภาพลเมืองขึ้นมาเพื่อที่จะช่วยในการที่จะให้คำปรึกษาหรือดูแลถ่วงดุลตรวจสอบ การบริหารของผู้ว่าราชการจังหวัดนะครับ ซึ่งผมได้รับคำชี้แจงแล้วก็ไม่ติดใจครับ ถ้าจะเป็น แค่ที่ปรึกษาแล้วก็เสนอแนะเรื่องการบริหารจัดการในจังหวัดนั้น ๆ ขอบคุณครับ🔗
ท่านมานพ มีอะไรครับ🔗
เรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ผมเข้าใจว่ารายงานเล่มนี้ท่านสมาชิกก็ได้อภิปรายพอสมควรนะครับ แล้วก็มีหลายท่าน บอกว่าให้ไปทำมาใหม่นะครับ ในความคิดเห็นส่วนตัวผม ท่านประธานครับ เรื่องนี้มันเป็น เรื่องของแนวทางเป็นงานศึกษาของคณะกรรมาธิการนะครับ ผมคิดว่าถ้ามีความจำเป็น ที่จะต้องลงมติก็ขอเป็นครั้งหน้านะครับ แต่ว่าให้กลับไปศึกษาใหม่ ผมเข้าใจว่ามันเป็นแค่ แนวทาง ทั้งหมดนี้ก็คือเป็นงานของคณะกรรมาธิการ ดังนั้นผมคิดว่าอย่างไรก็ตามแต่ควรจะ พิจารณาในเรื่องนี้เป็นประเด็นใหญ่ครับท่านประธาน🔗
คือที่ประชุมเข้าใจถูกต้องแล้วครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๔ คณะกรรมาธิการก็ไปศึกษา ในเรื่องที่สภามอบหมายไปศึกษา ในกรณีนี่ศึกษาการบริหารราชการรูปแบบจังหวัดจัดการ ตนเอง เมื่อศึกษาเสร็จก็เอามารายงานต่อสภาตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๔ ซึ่งสามารถแก้ไข ในรายงานได้ แต่หัวใจสำคัญที่เราจะโหวตที่จะลงมติคือข้อสังเกต ข้อสังเกตนี่เป็นหัวใจสำคัญ ข้อสังเกตในนี้เขียนว่า ๑. ให้รัฐบาลควรดำเนินการพิจารณาจังหวัดไหนที่มีพร้อมดำเนินการ เป็นจังหวัดจัดการตนเองในด้านต่าง ๆ ที่ผมสรุปย่อ ๆ ข้อที่ ๒ ที่สำคัญก็คือให้รัฐบาลนำร่าง พระราชบัญญัติที่แนบมาเอาไปเป็นกฎหมาย ผลักดันให้เป็นกฎหมายมีผลบังคับใช้ ข้อที่ ๓ ก็คือให้เอาข้อมูลที่ศึกษามานี้เอาไปประกอบในการพิจารณา อันนี้มี ๓ ข้อ นี่คือเหมือนกับ คำสั่งให้รัฐบาลทำนะครับ แต่ศึกษารายงานท่านพิเชษฐ์ต้องการอะไรเพิ่มเติม ท่านอภิชาติ ต้องการอะไรเพิ่มเติม ท่านวิสารต้องการอะไรเพิ่มเติม มันพอจะแก้ไขกันได้ในที่ประชุม เพราะข้อบังคับเราให้แก้ไขได้ตาม ข้อ ๑๐๔ อย่างนี้เป็นต้น ทีนี้คณะกรรมาธิการจะเอา อย่างไร จะเอากลับไปแก้ไขก่อนไหมครับ จะตอบก่อนไหม เชิญครับท่านชำนาญ ท่านทวี เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมเองยังขอยืนยันว่ารายงานฉบับนี้ผมก็อ่านรายงานตลอดนะครับ เป็นรายงาน ฉบับที่มีประโยชน์มาก ซึ่งการผลักภาระจะให้เขียนประเทศทั้งประเทศโดยคณะกรรมาธิการ ที่ได้ศึกษาเป็นแนวทาง ซึ่งเป็นการศึกษาที่สมบูรณ์ แล้วเขายังเขียนด้วยว่าถ้าจังหวัดใดจะไป ทำเป็นจังหวัดจัดการตนเองนั้นให้ไปออกเสียงประชามติตามกฎหมายประชามติที่เรา ผ่านสภา เราจะไปครอบงำประชาชนได้อย่างไร ผมจึงเห็นว่ารายงานฉบับนี้ได้เขียนไว้ อย่างทรงคุณค่า ตัวอักษรมันอาจจะน้อย ให้คณะกรรมาธิการชี้แจงในเวลาไม่กี่นาทีจะให้ตอบ ความเชื่อของแต่ละคนทั้งหมดมันคงไม่ได้ ผมคิดว่ารายงานฉบับนี้มีความสมบูรณ์แล้วครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
เชิญครับ ท่านชำนาญ🔗
ท่านประธาน ขออนุญาต แป๊บหนึ่งครับ ผม อภิชาติ ท่านชำนาญแป๊บหนึ่งครับ คือรายงานฉบับนี้ผมคิดว่าสมบูรณ์ ดีแล้วนะครับโดยหลักการทั้งหลาย ไม่ควรที่จะต้องเอากลับไปเขียนอะไรใหม่หรอก เพราะว่า นี่เป็นหลักการในการนำเสนอเรื่องหลักของการกระจายอำนาจ ซึ่งต้องขอชื่นชมทาง คณะกรรมาธิการนะครับ ผมเห็นด้วยกับท่านประธานนะครับ เรื่องรายละเอียดนิด ๆ หน่อย ๆ สามารถที่จะแก้ไขได้ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่โดยตัวมันทั้งหมดทั้งเล่มสมบูรณ์ดีอยู่แล้ว ขอชื่นชมครับ แล้วผมก็คิดว่าควรจะรับครับ🔗
เชิญครับ ท่านชำนาญ🔗
ขอบคุณครับ ผม ชำนาญ จันทร์เรือง ผู้ชี้แจง ผมขออนุญาตตอบประเด็นที่ท่านถามสั้น ๆ เกี่ยวกับเรื่องกำนันผู้ใหญ่บ้าน เราเขียน ไว้ชัดอยู่ในหน้า ๓๒ ในร่างพระราชบัญญัติที่เตรียมไว้คือมาตรา ๑๓๔ และส่วนที่บอกว่า เราเชิญใครมานั้นอยู่หน้า ๔ สภาความมั่นคงแห่งชาติ ผมขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อนะครับ เพราะเป็นการพาดพิงบุคคลภายนอก แต่ท่านดูได้มีระดับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะความมั่นคง ภายในประเทศ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ นักวิเคราะห์นโยบาย และแผนชำนาญการ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนปฏิบัติการ แล้วก็มี กอ.รมน. ด้วยนะครับ ก็มาด้วย ๗ คน สมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านก็มา ๙ ท่าน มาตั้งแต่ตัวนายกกำนันผู้ใหญ่บ้าน ที่มาทั้งหมดมีที่ไม่เห็นด้วยมีอยู่เพียงองค์กรเดียวก็คือสมาคมนักปกครองแห่งประเทศไทย ซึ่งก็ไม่น่าเป็นที่แปลกใจอะไร เพราะว่าประกอบไปด้วยอดีตนักปกครอง อดีตผู้ว่าราชการ จังหวัดที่มาชี้แจง ในฐานะที่เป็นเคยเป็นกรรมาธิการ เคยเป็นประธานอนุกรรมาธิการ และตอนนี้ก็ถือว่าเป็นคณะทำงาน ผมเป็นที่ปรึกษาของประธานคณะกรรมาธิการ ก็ขอขอบคุณทุกท่านที่ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ แล้วก็ข้อเสนอแนะไว้ รายงานฉบับนี้เราใช้เวลาทำ พูดง่าย ๆ ก็คือตั้งแต่ผมเป็น ส.ส. ตอนนี้จะหมดประชุมสมัยที่ ๒๕ แล้ว ถ้ากลับไปอีกก็คิดว่า มันน่าจะสร้างความผิดหวังให้แก่หลาย ๆ คน หลาย ๆ ท่านที่รออยู่ ผมกราบเรียนตรง ๆ ว่า อันนี้เป็นแนวทางการศึกษาว่าเราไปศึกษามาอย่างไร มีความเห็นอย่างไร และเรื่อง พ.ร.บ. เชียงใหม่มหานครนั้นมีการลงชื่อมีอยู่ในสภา แต่ยังไม่ได้บรรจุวาระนะครับ อันนี้ผมยืนยัน ตั้งแต่ต้นนะครับ ยังไม่ได้บรรจุวาระ ก็เป็นต้นร่างเท่านั้นเอง นิดเดียวสุดท้ายครับ ที่จริงผมก็ คนเชียงรายเหมือนกับท่าน ผมเป็นคนแม่สายบ้านอยู่เชียงใหม่เท่านั้นเอง ขอบพระคุณครับ🔗
เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมได้ฟัง ท่านสมาชิกบางท่าน ขออนุญาตก็คือที่ประสงค์จะให้คณะกรรมาธิการกลับไปแก้ไขขึ้นมาใหม่ ผมได้ดูเนื้อหาของรายงานฉบับนี้เป็นเนื้อหาฉบับที่มีความก้าวหน้าในเชิงของโครงสร้าง การปกครองประเทศที่สำคัญ ผมได้ดูระยะเวลาตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ ที่กรรมาธิการชุดนี้ถูกตั้ง ขึ้นมาและทำก่อนจะสิ้นสุดตรงนี้ และผมเชื่อว่าเนื้อหาทั้งหมดนั้นเป็นเนื้อหาที่เป็นการสร้าง ความคิดในการกระจายอำนาจ พร้อมกับมีร่างพระราชบัญญัติขึ้นมาประกอบได้ค่อนข้าง สมบูรณ์ แต่ผมเชื่อว่าการจะถูกใจของท่านสมาชิกทุกคนในทุกแง่ทุกมุมน่าจะเป็นไปได้ยาก ดังนั้นผมคิดว่าถ้าเราจะให้กรรมาธิการนี้ไปทำใหม่ ผมไม่ทราบว่าเมื่อไรจะเข้ามาอีก และจะยุบสภาหรือไม่อย่างไรก็ได้ ดังนั้นผมขอความกรุณาท่านสมาชิกเถอะครับ เราให้ผ่าน เรื่องนี้ไป แล้วถ้าเกิดว่าท่านสมาชิกหลายท่านที่มีความเห็นแตกต่างในบางประเด็นขึ้นมา ถ้าท่านจะ เสนอร่างขึ้นมาใหม่ในการเลือกตั้งสมัยหน้าที่เข้ามาแล้วก็เสนอมา แก้ไขในมุมที่ท่านอาจจะ บอกว่ายังไม่สมบูรณ์เข้าไป ตรงนี้จะเป็นทางออกดีที่สุด แล้วรายงานที่มีคุณค่าอันนี้ก็จะผ่าน สภาไป และเป็นตัวอย่าง เป็นต้นแบบ เป็นหลักสำคัญ อาจจะมีสัก ๕ เปอร์เซ็นต์ที่ท่าน อาจจะไม่เห็นด้วยก็เติมเข้าไป แล้วก็จะเป็นทางออกที่ดีของการผ่านรายงานฉบับนี้ครับ ท่านประธานครับ🔗
ท่านวิสาร เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิสาร เตชะธีราวัฒน์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดเชียงราย ตลอดชีวิตผมต่อสู้กับเผด็จการมาตลอด แล้วก็สิ่งที่ผมชื่นชอบที่สุดก็คือการกระจายอำนาจ แต่สิ่งที่เป็นห่วงกังวลท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้ที่ผมห่วงคือภาคผนวก ก ท่านเสนอรายงานอย่างที่เรียนว่ามันเป็นรายงานของ กรรมาธิการเพื่อให้สภารับทราบ แต่ข้อสังเกตผมเรียนว่าผมไม่สบายใจอยู่หลายข้อ แล้วก็คง ไม่บังอาจล่วงละเมิดนะครับ มีหลายข้อเลยที่คนในบ้านในเมืองนี้เขาไม่เห็นด้วย แล้วทุกวันนี้ ท่านเชื่อไหมว่าที่คนดู ๔ ล้านกว่าคน ๕ ล้านคนอย่างที่อาจารย์ชำนาญว่า มันก็เป็นฝ่าย ตรงข้ามเราด้วยครับ ผมอยากให้เราตั้งไข่ดี ๆ แล้ว เดินหน้าได้ดี ๆ แล้ว ท่านครับ มีภาคผนวก ก หมายถึงว่าถ้าเรารับเรื่องนี้นะครับ ผมไม่ขัดข้องท่านประธานครับ ผมยินดี จริง ๆ แล้วสมาชิกเรามันน่าจะได้มีการแสดงความคิดเห็นที่หลากหลายมากกว่านี้ มีการ เตรียมตัว แล้วก็ทางกรรมาธิการจะได้ข้อมูลมากกว่านี้ แต่เนื่องจากวันนี้มันเป็นวันท้าย ๆ ของสภาแห่งนี้ แต่สิ่งที่ผมเรียนว่าข้อสังเกต ข้อเสนอแนะกรรมาธิการหมายถึงว่าเราจะต้อง ผูกรวม โดยเฉพาะข้อ ๑ ข้อ ๒ บอกว่า ร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการจังหวัด จัดการตนเอง ให้ไปพิจารณาและผลักดันให้มีผลบังคับใช้ต่อไป อันนี้มันเป็นการบังคับรัฐบาล อันหนึ่งผมเห็นด้วยแต่ว่าในบรรดา ๑๑๓ มาตรา มันมีบางอันที่ไปขัดแย้งจะไปทำให้เกิด ความแตกแยกในมวลพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นในหมู่ข้าราชการเอง กำนันผู้ใหญ่บ้านเอง หรือแม้กับพี่น้องประชาชนที่ยังไม่ได้มีการรับรู้เหมือนเช่นพวกเราครับ ผมเรียนว่าถ้าจะให้ผม รับรายงานทั้งหมด ผมชมตั้งแต่ต้นเลยว่าดี ถูกต้อง แต่ว่าการกระจายไปถึงพี่น้องประชาชน มันยังไม่เป็นที่รับรู้ได้หมด แล้วบางคนก็รับรู้ผิด ๆ ด้วยนะครับ กลายเป็นเกิดความแตกแยก ผมเตือนว่ามันจะทำให้มีการขัดแย้งระหว่างพี่น้องประชาชนหลาย ๆ หมู่เหล่าด้วย ผมเรียน ท่านประธานอย่างนี้ได้ไหมครับ ถ้าจะให้รับข้อสังเกตนะครับ ข้อ ๑ ท่านดูดี ๆ ว่าข้อไหน ที่ควรจะต้องเอาไว้ เอาออก โดยเฉพาะผมขออนุญาตต้องเรียนตรง ๆ เลยคือ ๑.๓ นี่ครับ ท่านบอกว่าปัตตานีมหานคร อันนี้มันเป็นเรื่องที่คนเอาไปปลุกปั่นกระแสได้เยอะมากเลยครับ แล้วเรื่องที่ผมอยากให้เสนอก็คือท่านไม่ได้เสนอจังหวัดที่ควรจะมี ผมไม่ได้พูดถึงเชียงรายนะครับ ทำไมไม่มีน่าน ทำไมไม่มีจังหวัดที่มันสามารถที่จะขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเอง แล้วที่ผมถาม ท่านประธานว่ามีจังหวัดแค่ ๑๐ จังหวัดเท่านั้นเองที่สามารถจะเลี้ยงตัวเองได้ และจังหวัด ที่เหลือล่ะครับ ท่านจะไปเอา ๗๐ ๓๐ มาจากไหนล่ะครับรายได้ ข้อ ๒ นี่ผมไม่เห็นด้วย อย่างยิ่งครับ เพราะห่วงว่าถ้าสมมุติเรารับรายงานฉบับนี้ไปก็เป็นการบังคับไม่ว่าจะเป็น รัฐบาลชุดนี้หรือชุดหน้า แสดงว่าภาคผนวก ก ทั้งร่างคุณต้องรับไป ผมขอต่อรอง ท่านประธานอย่างนี้ได้ไหมครับ ผมรับร่างทั้งหมด แต่ข้อ ๒ ให้ท่านไปปรับปรุงคำพูด แก้ไข ให้ดี ๆ นะครับ ส่วนข้อ ๓ ผมคิดว่าไม่ขัดข้องครับ เพราะว่าขอให้สภาผู้แทนราษฎร รับรายงานการบริหารราชการรูปแบบจังหวัดจัดการตนเอง เซลฟ์ กัฟเวิร์นนิง โพรวินซ์ (Self-Governing Province) ต่อรัฐบาลเพื่อเป็นข้อมูล อันนี้โอเค (OK) แต่ข้อ ๒ ถ้ารับไปแล้ว แสดงว่าใครก็ตามที่เป็นรัฐบาลนี่จะต้องเอากฎหมายที่ท่านแนบมาภาคผนวก ก ไปใช้ทั้งหมด ผมว่าอันนี้มันมัดมือชกกันเกินไปนะครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ท่านพิเชษฐ์ อีกท่านหนึ่งครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมขอเอกสารจากคณะอนุกรรมาธิการทั้ง ๒ อนุนะครับ ผมขอเป็นชวเลข บันทึกการประชุมทุกนัดเพื่อผมจะได้มาดู มาตรวจสอบชวเลขของทั้ง ๒ อนุกรรมาธิการ เสร็จแล้วรายงานฉบับนี้ผมไม่เห็นด้วย ผมไม่มีการโหวตครับ🔗
ครับ ไม่เป็นอะไรครับ เอาอย่างนี้เนื่องจากเราก็ยังไม่ได้มีการปิดอภิปราย เราก็ยังไม่ได้ลงมติ เราเอาไว้พิจารณากันคราวต่อไป เพราะว่าท่านสามารถจะแก้ไขได้ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๔ ถ้าเกิดมีอะไรจะแก้ไขก็แก้ไขกันได้ ท่านอนุรักษ์มีอะไรครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ เพื่อความสบายใจ ของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติกรรมาธิการยอมตัด ข้อ ๒ ออกเพื่อจะให้มันผ่านไป ก็ขอเรียน ยืนยันกำนันผู้ใหญ่บ้าน ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมานาน เรื่องกำนัน ผู้ใหญ่บ้านยังคงอยู่แน่นอนครับ ยังอยู่ครับ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ยังอยู่แน่นอนนะครับ ผมยืนยันได้ ไม่อย่างนั้นผมก็ไม่ยอมเหมือนกัน แต่เพื่อความสบายใจแล้วเรื่องนี้ทำกัน มานาน เป็นรายงานนะครับ รัฐบาลจะทำหรือไม่ทำเป็นเรื่องของรัฐบาล แต่เพื่อความสบายใจ ข้อ ๒ กรรมาธิการยอมตัดออก ไม่มีครับ🔗
ท่านวิสาร มีอะไรครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิสาร เตชะธีราวัฒน์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดเชียงรายนะครับ ต้องขอบพระคุณท่านประธาน และกรรมาธิการด้วยนะครับ คือที่ผมไม่สบายใจเลยต้องเรียนตรง ๆ ว่าท่านเอารายงาน มาแล้ว ก็มีภาคผนวก ก เป็นร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการจังหวัดจัดการตนเอง พ.ศ. .... มันมีความรู้สึกว่าอันนี้สภาเราได้รับตัวนี้เข้าไปแล้ว ซึ่งตัวนี้ทั้ง ๆ ที่ว่าไปแล้วในร่าง รายละเอียดกฎหมายนี่เรายังไม่พูดถึงกันเลย ถ้าจะกรุณาทำอย่างนั้นผมไม่มีปัญหาอะไร ขัดข้องนะครับ เพียงแต่ว่าไม่อยากให้เกิดรายงานฉบับนี้ไปแล้วก็มีแนบท้ายภาคผนวก ก ไป ก็บอกว่าสภาเห็นด้วยตามนี้แล้ว สมัยหน้าเอาล่ะนะอย่างนี้ ผมห่วงจริง ๆ ครับท่านประธาน ว่ามันจะเกิดความแตกแยก เกิดความไม่เข้าใจ แล้วก็คนที่ไม่หวังดีกับระบอบประชาธิปไตย พวกเรา มันก็จะเอาไปปลุกปั่นต่อไปครับ ผมเห็นด้วยแล้วก็ไม่ขัดข้องครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ท่านพิเชษฐ์ ก็ยังไม่เห็นด้วยนะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานครับ เอาไว้ โหวตอาทิตย์หน้าครับ🔗
ครับ ดีกว่าเกิดมีอะไรจะแก้ไขกันได้ วันนี้ขอค้างไปพิจารณาในคราวต่อไป ปิดประชุมครับ ขอบคุณครับ🔗