รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๔
ครั้งที่ ๓ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ
วันศุกร์ที่ ๒๗ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๕
ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา
______________________________
ขอเรียน ท่านสมาชิกครับ ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม ผมจะอนุญาตให้ท่านสมาชิกได้ปรึกษาหารือ ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๒๔ โดยผมจะให้ปรึกษาหารือ ตามลำดับรายชื่อและเวลาที่ยื่น โดยใช้เวลาท่านละ ๒ นาที ก็ขอร้องท่านสมาชิกรักษาเวลาด้วย ท่านแรกขอเชิญท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ ตามด้วยท่านประกอบ รัตนพันธ์ เชิญท่านชวลิตครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย กระผมมีเรื่องหารือท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๒ เรื่องดังนี้🔗
๑. ด้วยกำนันจำนวน ๘ ตำบลในเขตอำเภอปลาปาก คือตำบลปลาปาก หนองฮี หนองเทาใหญ่โคกสูง โคกสว่าง มหาชัย นามะเขือ และกุตาไก้ ได้ร้องเรียนมายังผม ผ่านนายอำเภอปลาปากว่าราษฎรทุกตำบลได้รับความเดือดร้อนยิ่งในการเดินทางไปทำ นิติกรรมเกี่ยวกับที่ดิน เพราะว่าอำเภอปลาปากไม่มีสำนักงานที่ดินสาขาจากที่เคยมี สำนักงานที่ดินอำเภอ ตามภาพ ราษฎรต้องเดินทางไกลไปทำนิติกรรมถึงจังหวัดนครพนม โดยต้องออกจากบ้านแต่เช้าถึงบ้านก็เย็นหรือค่ำมืด รถประจำทางก็ไม่มี ราษฎรส่วนใหญ่ ก็ยากจน จึงขอความอนุเคราะห์จากท่านอธิบดีกรมที่ดินจัดตั้งสำนักงานที่ดินสาขาอำเภอ ปลาปากเพื่อบริการประชาชนให้ชื่นใจ🔗
๒. สภาผู้แทนราษฎรในคราวประชุมเมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ เห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ยกเลิก ป.วิ.อาญา มาตรา ๑๔๕/๑ ด้วยการทบทวนคืนอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัด มีอำนาจในการให้ความเห็นแย้งในคดีอาญาแทนผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค โดยมีเหตุผล เพื่อให้เกิดการถ่วงดุลในกระบวนการยุติธรรม ต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรับไป ดำเนินการจัดทำร่างกฎหมาย รับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ ท่านพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เห็นชอบและลงนามตีตราด่วนที่สุด เรียนเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๕ ส่งร่างกฎหมายเข้า ครม. ปรากฏว่า เวลาผ่านมา ๒ เดือนเรื่องดังกล่าวได้อันตรธานหายไปโดยไร้ร่องรอย จึงเรียนเลขาธิการ ครม. และดอกเตอร์วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลด้านนี้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อติดตาม เรื่องนี้ให้ทันการพิจารณาในสมัยประชุมนี้โดยเร่งด่วนต่อไป ขอขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านประกอบ ตามด้วยท่านอาภรณ์ สาราคำ นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตหารือท่านประธานถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนถึง ๓ เรื่องครับ🔗
เรื่องที่ ๑ ขอให้กรมทางหลวงชนบทได้กรุณาเร่งรัดการก่อสร้างถนนสาย ง ผังเมืองรวมอำเภอทุ่งสง ระยะทางประมาณ ๕ กิโลเมตร ถนนสายนี้ขณะนี้กรมทางหลวงชนบท ได้สำรวจค่าเวนคืนแล้วประมาณ ๒๑๔ ล้านบาท แต่ว่ายังไม่ได้ตั้งงบประมาณไปชดเชยให้ กับพี่น้องประชาชน ผมกราบเรียนท่านประธานว่าถนนเส้นนี้ถ้าเกิดเสร็จแล้วก็จะแก้ปัญหา การจราจรที่แออัดในตัวอำเภอทุ่งสงและแก้ปัญหาน้ำท่วม แล้วก็ยังขยายความเจริญไปรอบนอก ของเทศบาลเมืองทุ่งสงได้อีกด้วย ขณะนี้ค่าเวนคืนและออกแบบก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ขาดการตั้งงบประมาณไปสนับสนุนเท่านั้นเอง ขอให้กรมทางหลวงชนบทได้กรุณาเร่งรัด🔗
เรื่องที่ ๒ ขอให้กรมทางหลวงแผ่นดินได้ช่วยซ่อมแซมปรับปรุงถนนสาย หมายเลข ๔๑๑๐ อำเภอทุ่งสง อำเภอทุ่งใหญ่ ระยะทาง ๔๐ กิโลเมตร ถนนเส้นนี้ก่อสร้างมา ประมาณ ๕๐ ปีแล้วชำรุดทรุดโทรมมาก ขณะนี้ได้ซ่อมเป็นบางช่วงบางตอนซึ่งยากลำบาก ต่อการสัญจรของพี่น้องไปมาระหว่างทุ่งใหญ่กับทุ่งสงเป็นอย่างมากนะครับ🔗
เรื่องที่ ๓ ขอให้กรมทางหลวงได้กรุณาขยายเส้นทาง ๔ ช่องทางจราจร สายสามแยกโคกบกไปยังสี่แยกบ่อน้ำร้อน อำเภอบางขัน ถนนเส้นนี้ได้ขยายไปแล้วช่วงหนึ่ง แต่ว่ายังไม่แล้วเสร็จเหลืออีกประมาณสักเกือบ ๑๐ กิโลเมตร เป็นถนนสายหลักที่พี่น้อง ประชาชนใช้กันมากสัญจรไปมาระหว่างอำเภอทุ่งสง กระบี่ พังงา และภูเก็ต ขอให้ทางหลวง กรุณาเร่งรัดขยายด้วยนะครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านอาภรณ์ ตามด้วยท่านยงยุทธ สุวรรณบุตร ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอาภรณ์ สาราคำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี เขต ๔ พรรคเพื่อไทย วันนี้ดิฉันมีเรื่องหารือท่านประธานฝากไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๒ เรื่องค่ะ🔗
เรื่องที่ ๑ ดิฉันได้รับการร้องเรียนจากนายทูล โพธิ์ศรี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๒ บ้านหนองขาม ตำบลหนองไผ่ อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ถึงความเดือดร้อนในการ สัญจรไปมาจากเส้นทางบ้านหนองขามไปถึงบ้านหัวเชียง ซึ่งเป็นเส้นทางออกไปหน้าโรงพยาบาล หนองหาน ท่านประธานคะ เมื่อถึงฤดูฝนทุกปีเส้นทางนี้ก็จะเป็นหลุมเป็นบ่อเดินทางลำบากมาก ชาวบ้านบ้านหนองขามต้องช่วยกันบริจาคเงินคนละเล็กคนละน้อยเพื่อซื้อปูนซีแพค (CPAC) มาหยอดตามที่เป็นหลุมเป็นบ่อ พอจะสัญจรไปมาได้สะดวกยิ่งขึ้น ดิฉันจึงขอฝากเรียน ท่านประธานผ่านไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยทำถนนคอนกรีตให้กับพี่น้องชาวบ้านหนองขาม อำเภอหนองหานด้วยค่ะ🔗
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานคะ ดิฉันได้ลงพื้นที่ที่อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี พี่น้องชาวอำเภอหนองหานได้เรียนฝากถามถึงการก่อสร้างสะพานลอยข้ามหน้าโรงเรียน หนองหานวิทยา ซึ่งช่วงนี้ก็ได้เปิดภาคเรียนแล้วผู้ปกครองของเด็กนักเรียน ๓,๐๐๐ กว่าคน ด้วยความห่วงใยความปลอดภัยของลูกหลานและยังฝากความหวังไว้กับท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคม ท่านศักดิ์สยาม ชิดชอบ ช่วยกรุณาตั้งงบประมาณการก่อสร้างสะพานลอย ข้ามถนนหน้าโรงเรียนหนองหานวิทยาให้กับลูกหลานคนอำเภอหนองหาน ซึ่งรอมานานถึง ๑๐ กว่าปีแล้วค่ะท่านประธาน ขอบพระคุณอย่างสูงค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านยงยุทธ ตามด้วยท่านทศพร ทองศิริ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม ยงยุทธ สุวรรณบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ พรรคพลังประชารัฐ ขออนุญาตปรึกษาหารือท่าน ๑ เรื่อง ท่านประธานครับ ผมได้ลงพื้นที่ ไปที่โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย สมุทรปราการ ได้พบปะท่าน ผอ. ครู และนักเรียน ท่าน ผอ. ลมบล บุญมานะ ท่านได้พาผมเยี่ยมชมโรงเรียนที่กำลังเดือดร้อน ในพื้นที่ของท่าน ท่านประธานครับ เด็กนักเรียนโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย สมุทรปราการต้องการได้โรงอาหารขนาดพิเศษ จำนวนเงินก่อสร้างประมาณสัก ๔๐ ล้านบาท โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนที่มีนักเรียนประมาณ ๓,๐๐๐ คน นักเรียนที่จบไปแต่ละรุ่น ๆ ไม่ต่ำกว่า ๕๐๐ คนต่อรุ่นต่อปี วันนี้โรงเรียนนี้ไม่มีโรงอาหาร เด็กลำบากมากในการรับประทานอาหาร จึงอยากให้ท่านประธานได้ช่วยผลักดันและส่งต่อเรื่องนี้ ที่ผมปรึกษาหารือท่านเดี๋ยวผมจะ ส่งเอกสารให้ท่านเพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ได้ช่วยผลักดันให้ประสบความสำเร็จในเรื่องของ โรงอาหารของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย สมุทรปราการ ท่านประธานครับ นักเรียน ๓,๐๐๐ คน งบประมาณแค่ ๔๐ กว่าล้านบาท เฉลี่ยค่าก่อสร้างต่อนักเรียน ๑ คน ประมาณ ๑๕,๐๐๐ บาท แต่อาคารหลังนี้ถ้าสร้างเสร็จแล้วจะใช้เวลาอยู่กับเด็กนักเรียน เป็นที่รับประทานอาหารประมาณ ๓๐ ปีขั้นต่ำ คุ้มค่าครับ จึงขออนุญาตฝากท่านประธาน ส่งเรื่องนี้ไปให้ผู้เกี่ยวข้องและผู้มีอำนาจช่วยผลักดันก็คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านตรีนุช เทียนทอง อยากให้ท่านลงพื้นที่ไปดูความลำบากของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย สมุทรปราการ ซึ่งเขาเดือดร้อนมาก ผมหวังว่าวันนี้ที่ผมปรึกษาหารือ คงได้รับข่าวดีจากท่านประธานหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง คือกระทรวงศึกษาธิการช่วยลงไปดูแล โรงเรียนลูก ๆ หลาน ๆ สวนกุหลาบ จังหวัดสมุทรปราการให้ได้รับความสะดวกสบายในการ รับประทานอาหารด้วย ขอบพระคุณ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านทศพร ตามด้วยท่านศิริวรรณ ปราศจากศัตรู เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายทศพร ทองศิริ ผู้แทนราษฎรชาวราษฎร์บูรณะ ทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล วันนี้ผมจะขอเอาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมาเรียนแจ้งต่อท่านประธานจำนวน ๒ เรื่องของทั้ง ๒ เขต ดังนี้🔗
เรื่องที่ ๑. ในเขตราษฎร์บูรณะช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมาเกิดเหตุเพลิงไหม้ ขึ้นจำนวน ๓ ครั้งใน ๓ สัปดาห์ ๓ ครั้งนะครับใน ๓ สัปดาห์ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก โดย ๒ ใน ๓ ครั้งเกิดเหตุขึ้นภายในชุมชนที่มีผู้อาศัยอยู่อย่างเป็นจำนวนมากก็คือชุมชน หลังวัดสารอดและชุมชนร่วมใจสุขสวัสดิ์ ๔๕ ประเด็นหลักสำหรับเรื่องนี้คือเรื่องของหัวจ่ายน้ำ สีแดงและถังดับเพลิงในชุมชนซึ่งหลายที่ไม่มี หลายจุดใช้การไม่ได้ เพราะขาดการตรวจเช็ก (Check) และดูแลอย่างต่อเนื่อง จึงอยากฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านผู้ว่าป้ายแดงคนใหม่ ของคน กทม. ในเรื่องการดูแลเรื่องความปลอดภัยให้แก่พี่น้องประชาชนต่าง ๆ ในทุกพื้นที่ ในทุกเขตของกรุงเทพด้วยนะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ในเขตทุ่งครุ เรื่องนี้ผมแจ้งหารือในสภาไปแล้วหลายครั้งต่อหลายครั้ง เกี่ยวกับเรื่องของปัญหาการจราจรในเส้นถนนประชาอุทิศ เป็นถนนสายหลักของคนทุ่งครุ รถที่ติดแบบแสนสาหัสสุดครับ คือจุดบริเวณสี่แยกวัดทุ่งครุ ขาออกที่จะไปแยกนาหลวง ซึ่งเกิดการปล่อยสัญญาณจราจรเส้นตรงหลักมากเกินไป มากถึง ๒๐๐ นาที จนทำให้ถนน เส้นรองติดเป็นอัมพาตยากแก่การแก้ไข เรื่องนี้สำนักการจราจรรับเรื่องไปแล้ว แต่ในปัจจุบันนี้ ผมก็ยังไม่เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ทั้งสิ้น จึงอยากฝากท่านประธานหารือไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเพื่อที่จะแนะนำถึงเรื่องของการทำสะพานข้ามแยกจากวัดทุ่งครุข้ามไปลงที่ครุใน มันจะเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนได้แน่นอนดีที่สุดในระยะยาว ขอบคุณแทนประชาชนทั้ง ๒ เขต ล่วงหน้า ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณศิริวรรณ ตามด้วยนางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ค่ะ ดิฉันมีเรื่องหารือท่านประธาน ๓ เรื่องดังนี้🔗
เรื่องที่ ๑ ดิฉันได้รับหนังสือจากนายทองใบ พวงมณี ตัวแทนคณะกรรมการ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ เพื่อร้องขอให้รัฐบาลและ กระทรวงสาธารณสุขเห็นความสำคัญของ อสม. ที่ทำงานอย่างหนักและดูแลประชาชน ในพื้นที่ทุก ๆ ชุมชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสำรวจลูกน้ำยุงลาย ดูแลโรคติดต่อ โรคเรื้อรัง ผู้พิการ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียงและทำงานตามโครงการแคร์กิฟเวอร์ (Caregiver) ของ สปสช. ด้วย แต่ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท และได้รับค่าป่วยการจากโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) อีก ๕๐๐ บาท ซึ่งเขาเกรงว่าถ้าประกาศโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) เป็นโรคประจำถิ่นแล้ว อสม. อาจจะโดนตัดเงินช่วยเหลือ ๕๐๐ บาท อสม. ขอความกรุณาว่าอย่าเพิ่งตัดแล้วก็ยัง มีงานที่ต้องทำอีกมาก ถ้าเป็นไปได้ขอเพิ่มให้ อสม. ได้รับเงินเดือนและค่าป่วยการรวมกัน สัก ๒,๐๐๐ บาท จะเป็นขวัญและกำลังใจแก่ อสม. ทั่วประเทศ🔗
เรื่องที่ ๒ ดิฉันขอให้ท่านประธานประสานการยาสูบแห่งประเทศไทยเร่งรัด เงินค่าชดเชยในโครงการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกต้นยาสูบ ผู้บ่มใบยาอิสระที่ได้รับ ผลกระทบจากการลดปริมาณการรับซื้อใบยาสูบของการยาสูบแห่งประเทศไทยในฤดูกาลผลิต ๒๕๖๒/๒๕๖๓ ซึ่ง ครม. ได้อนุมัติเงินช่วยเหลือแล้ว ๑๕๙,๖๙๐,๐๐๐ บาท ขอให้การยาสูบ รีบจ่ายเงินชดเชยที่ได้รับโควตาในฤดูกาลผลิต ๒๕๖๒/๒๕๖๓ โดยด่วน เพราะปี ๒๕๖๓/๒๕๖๔ การยาสูบต้องรับผิดชอบชาวไร่ แล้วก็ต้องเตรียมชดเชยในการที่ท่านลดโควตาชาวไร่ยาสูบ อย่างต่อเนื่องจนถึงปี ๒๕๖๕/๒๕๖๖ ด้วย🔗
เรื่องที่ ๓ ขอให้ท่านแจ้งกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคมได้ขยายถนนเป็น ๔ ช่องจราจรบนถนนทางหลวง หมายเลข ๑๐๓ ช่วงตำบลบ้านกลาง อำเภอสอง จังหวัดแพร่ ถึงตำบลแม่ตีบ อำเภองาว จังหวัดแพร่ ประมาณ ๒๐ กิโลเมตร เป็นเส้นทางเชื่อมระหว่าง จังหวัดแพร่ ลำปาง พะเยา เชียงราย เป็นเส้นทางสายสำคัญมากค่ะ เพราะขณะนี้เป็นหน้าฝน เพื่อลดอุบัติเหตุและส่งเสริมการค้าที่รถจะต้องไปทางเชียงราย พม่า ลาว และจีนด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณท่านค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณสรัสนันท์ ตามด้วยรองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ เชิญครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพค่ะ ดิฉัน สรัสนันท์ อรรณนพพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขต ๘ พรรคเพื่อไทย วันนี้มี ๒ ข้อหารือ🔗
เรื่องที่ ๑ ถนนทางหลวง ๒๐๖๕ พล-ลำชี เป็นถนนทางหลักจากอำเภอพล เข้าสู่อำเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น เชื่อมต่อเข้าจังหวัดชัยภูมิที่มีความคับแคบเป็นอันตราย ต่อการเดินทางเป็นอย่างมาก ที่ผ่านมานั้นถนนเส้นนี้ได้รับงบประมาณในการขยายไหล่ทาง เพียงบางส่วน เพียงบางระยะเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ถนนเส้นนี้มีความยาวมากกว่า ๕๐ กิโลเมตร ดิฉันได้ตรวจสอบพบว่างบประมาณปี ๒๕๖๖ ทางแขวงได้เสนอขอขยายทางเพิ่มไปเพียง ๕ กิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งถ้ากรมทางหลวงจากปีละ ๕ กิโลเมตร ดิฉันเกรงว่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า ๑๐ ปีที่ถนนเส้นนี้จะได้รับการพัฒนา จึงอยากร้องขอต่อแขวง ๓ จังหวัดขอนแก่น กระทรวง คมนาคมช่วยให้ความสำคัญต่อถนนทางหลวงเส้นนี้ เร่งพิจารณาทำงบประมาณอย่างต่อเนื่อง ให้ถนนเส้นนี้แล้วเสร็จตลอดสายค่ะ🔗
เรื่องที่ ๒ คือเรื่องแหล่งน้ำโครงการกุดจับ-กุดหมากเห็บ ตำบลโนนสะอาด อำเภอแวงใหญ่ จังหวัดขอนแก่น เป็นพื้นที่หนองน้ำที่มากกว่า ๒,๐๐๐ ไร่ ที่วันนี้ตื้นเขิน ไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ในยามหน้าแล้งอย่างเพียงพอได้ ไม่สามารถช่วยแก้ไขปัญหา น้ำท่วมในยามน้ำหลาก ปีที่แล้วก็ท่วมนะคะ แหล่งน้ำเส้นนี้เคยอยู่ในแผนงานระยะเร่งด่วน ของโครงการแก้ไขปัญหาภัยแล้งเมื่อปี ๒๕๕๐ แต่ก็ถูกละเลยอย่างสิ้นเชิง จึงอยากร้องเรียน ถึงกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้จัดสรรงบประมาณฟื้นฟูแหล่งน้ำแห่งนี้ เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยซ้ำซาก นอกจากจะช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ได้แล้ว แหล่งน้ำแห่งนี้ช่วยรัฐบาลสามารถประหยัดงบเยียวยาภัยพิบัติได้มากกว่า ปีละ ๒๐ ล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ฝากท่านประธานส่งถึงทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านรงค์ ตามด้วยท่านชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม รองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ ผมขออนุญาตหารือจากข้อร้องเรียนของพี่น้อง ๒ เรื่อง เรื่องที่ ๑ ก็คือ การขออาคารเรียนให้กับโรงเรียนเทศบาลวัดเสมาเมืองบนพื้นที่วัดร้างวัดเสมาชัย เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องของการจัดรูปที่ดินเพื่อสร้างถนนและคูส่งน้ำที่บริเวณปลายถนนประตูลอดไปสู่ ถนนเฉลิมพระเกียรติ🔗
เรื่องที่ ๑ ขออาคารเรียนให้กับโรงเรียนเทศบาลวัดเสมาเมืองบนพื้นที่วัดร้าง วัดเสมาชัย เนื่องจากว่าโรงเรียนวัดเสมาเมืองโรงเรียนเทศบาลนี่เป็นโรงเรียนที่ดังมากครับ ๑ ในจังหวัดนครศรีธรรมราชที่ผู้ปกครองส่งมาเรียน มีอาคารเรียนไม่พอ อาคารห้องเรียน มีประมาณ ๖๐ ห้องเรียน นักเรียน ๒,๔๑๐ คน วันนี้เฉลี่ยแล้วห้องเรียนละประมาณ ๕๐ คน ต่อ ๑ ห้องเรียน ขยายไม่พอ อาคารเรียนบางหลัง ๗๐ ปีแล้ว วันนี้เทศบาลนครศรีธรรมราช และโรงเรียนได้รับเช่าที่ดินวัดร้างวัดเสมาชัยเรียบร้อยแล้ว จึงขออนุญาตให้กระทรวงมหาดไทย จัดสรรเงินอุดหนุนเฉพาะกิจลงไป โรงเรียนขอเงินอุดหนุนเฉพาะกิจไปประมาณ ๔ ปีมาแล้ว ยังไม่ได้นะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ก็คือการจัดรูปที่ดิน การจัดรูปที่ดินประตูลอดก็คือการตัดถนน ตรงไปต่อเฉลิมพระเกียรติ ระยะทางประมาณ ๑,๐๐๐ เมตร มีที่ดินที่ว่างเปล่าทิ้งร้าง ที่ดิน อยู่ในกลางเมืองครับ ประมาณ ๕๐๐ ไร่ น้ำท่วมขังอยู่ขนานระหว่างถนนพัฒนาการคูขวาง กับถนนเทิดพระเกียรติ ได้รับการร้องเรียนมาจากท่านนายกทนงศักดิ์ มุสิกอง นายศิริโชค ผู้ใหญ่หมู่ที่ ๒ นายวิริ อบต. พันตำรวจโท ชัยยันต์ ถนอมกาย คุณประสาน สุขทองพันธ์ คุณจรูญ คงแป้น นี่คือคนที่ร้องเรียนมาขอให้ทำการจัดรูปที่ดินให้เหมือนกับสี่แยกตลาด เสาร์-อาทิตย์ที่เป็นการจัดรูปที่ดินแล้ว และให้เหมือนกับถนนที่ใกล้ ๆ กับโรงพยาบาลวิ่งไป ตลาดนาวง เป็นการตัดถนนแยกให้ถนนออกไปจากเมืองไปสู่ถนนวงแหวน เพราะฉะนั้น การจัดรูปที่ดินนี้นำไปสู่การสร้างความเจริญเติบโตแล้วก็ทำทางส่งน้ำจากคลองหน้าเมืองไปถึง คลองป่าเหล้าให้เรียบร้อยในระยะทางประมาณ ๒,๐๐๐ เมตร ชาวบ้านที่นครศรีธรรมราช ฝากร้องเรียนมาครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ต่อไปเชิญ ท่านชูวิทย์ ตามด้วยท่านบุญญาพร นาตะธนภัทร🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ พรรคเพื่อไทย อุบลราชธานี เขต ๗ กราบเรียน ท่านประธานมีเรื่องหารืออยู่ ๒-๓ เรื่องครับ🔗
เรื่องที่ ๑ ที่ด่านช่องเม็ก อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี ธนาคารกรุงไทย ได้ยกตู้เอทีเอ็ม (ATM) ของธนาคารกลับในช่วงโควิด (COVID) ใน ๒-๓ ปีที่ผ่านมา ในขณะนี้ ด่านกำลังจะเปิดพี่น้องประชาชนที่ประกอบสัมมาอาชีพที่ด่านช่องเม็กไม่มีตู้เอทีเอ็ม (ATM) ที่จะใช้ จึงอยากจะให้ธนาคารกรุงไทยนำตู้เอทีเอ็ม (ATM) ไปตั้งคืน🔗
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ ที่ดินของกรมธนารักษ์แปลงที่ ๑๓ อำเภอสิรินธร ซึ่งพี่น้องประชาชนได้อาศัยอยู่ตั้งแต่ปี ๒๕๓๒ จนถึงวันนี้ ๓๐ กว่าปียังไม่ได้ดำเนินการอะไรเลย ซึ่งกรมศุลกากรก็จะขอใช้ในขณะพี่น้องที่ประกอบสัมมาอาชีพที่ด่านช่องเม็ก แปลงที่ ๑๓ ไม่มีที่จะไป จึงอยากจะขอให้กรมธนารักษ์ซึ่งท่านอธิบดีกรมธนารักษ์ได้ลงพื้นที่ในวันที่ ๒๕ ที่ผ่านมาได้แก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน โดยใช้โครงการธนารักษ์ประชารัฐจัดสรรที่ดิน ให้พี่น้องได้อยู่อาศัยและทางราชการก็จะได้เก็บภาษีกับพี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่แปลงที่ ๑๓🔗
เรื่องสุดท้ายท่านประธานครับ ช่วงนี้ก็ถึงเวลาที่พี่น้องเกษตรกรจะลงนาทำนา เข้าสู่ยุคข้าวยากหมากแพง สินค้าราคาแพง น้ำมันแพง ปุ๋ยแพง ไม่มีเงินที่จะประกอบสัมมาอาชีพ ประกอบกับโรงเรียนก็เปิดเทอม ไหนจะซื้อชุดนักเรียน ไหนจะจ้างรถไถนา ไหนจะซื้อปุ๋ย อยากให้รัฐบาลได้ช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องเกษตรกรครอบครัวละ ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ บาท ในช่วงลงนา หรือไม่ก็ให้ ธ.ก.ส. เพิ่มสินเชื่อให้กับพี่น้องเกษตรกรที่ประกอบสัมมาอาชีพ เกษตรกรทำนา โดยเฉพาะซื้อปุ๋ย จ้างรถไถนา ซื้อน้ำมันในช่วงนี้ขอขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณบุญญาพร ตามด้วยคุณจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน นางบุญญาพร นาตะธนภัทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังชาติไทย วันนี้ดิฉันขอหารือต่อท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรเรื่องความเดือดร้อนของผู้ไม่มีที่ดินทำกินมาเรียนต่อที่ประชุมเพื่อหาวิธีการ แก้ไขปัญหาดังต่อไปนี้ค่ะ🔗
ด้วยว่าที่ร้อยตรี มนตรี เฉียบแหลม สมาชิกพรรคพลังชาติไทย ตำบลขอนหาด อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รับเรื่องร้องเรียนผ่านมายังดิฉันถึงความเดือดร้อน และความลำบากของผู้ไม่มีที่ดินทำกิน ผู้ขอเอกสารสิทธิที่ดินและผู้ที่ถูกดำเนินคดีบุกรุก ในพื้นที่ห้ามล่าสัตว์ป่า ทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในสังกัดกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ประกาศเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย ครั้งที่ ๑ เมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๘ ครั้งที่ ๒ วันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๒๓ และครั้งที่ ๓ เมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๒๕ ทำให้พี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย พื้นที่ตำบลขอนหาด ตำบลเคร็ง อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รับความเดือดร้อน จากการขยายเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อยทำให้ไปทับซ้อนที่ดินทำกินของชาวบ้าน ทำให้ พี่น้องประชาชนไม่มีที่ดินทำกิน จึงต้องร้องขอที่ดินทำกินผู้ขอออกเอกสารสิทธิที่ดินและผู้ที่ ถูกดำเนินคดีบุกรุกในเขตพื้นที่ห้ามล่าสัตว์ป่า🔗
ท้ายที่สุดนี้ดิฉันจึงกราบเรียนมาเพื่อขอความกรุณาจากท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรได้โปรดนำปัญหาความเดือดร้อนของผู้ไม่มีที่ทำกิน ผู้ขอเอกสารสิทธิที่ดินและ ผู้ที่ถูกดำเนินคดีบุกรุกในพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่ามาพิจารณาเพื่อหาทางช่วยเหลือโดยเร็ว จึงกราบเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา ขอขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านจิรัฏฐ์ ตามด้วยท่านสนอง เทพอักษรณรงค์ ครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ผมมีเรื่องปรึกษาหารือ ๒ เรื่องครับ🔗
เรื่องที่ ๑ ผมได้ลงพื้นที่ไปพบพี่น้องชาวมุสลิมในหมู่ที่ ๑ หมู่ที่ ๒ หมู่ที่ ๓ หมู่ที่ ๔ หมู่ที่ ๕ ตำบลเกาะไร่ อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งทุกวันนี้พี่น้องประชาชน ชาวมุสลิมยังไม่มีน้ำประปาที่มีคุณภาพใช้ ทุกวันนี้ยังใช้ประปาชุมชนอยู่ครับ ซึ่งคุณภาพน้ำ ไม่ดีพอที่จะให้เด็ก ๆ อาบ แล้วที่สำคัญก็คือว่าช่วงแล้งนี้น้ำในคลองซึ่งเป็นน้ำดิบนี้ก็ไม่พอใช้ ทำให้ทุกวันนี้ลำบากมากนะครับ อยากให้ประปาส่วนภูมิภาคเข้าไปขยายเขตอย่างเร่งด่วน ทราบว่าเรื่องนี้น่าจะคาอยู่ที่ประปาเขตจังหวัดชลบุรีมา ๒ ปีแล้ว ถ้าประปาลงไปขยายเขตนี้ ก็ช่วยขยายไปให้ถึงบ้านด้วยนะครับ ไม่อย่างนั้นประชาชนจะต้องมาเสียค่าท่อของตัวเอง อีกหลายหมื่นบาท🔗
เรื่องที่ ๒ เรื่องของไม้กั้นทางรถไฟชำรุดบริเวณถนน ฉช. ๓๑๕๗ บ้านบางไผ่- บ้านดอนทราย ก็เป็นไม้กั้นทางรถไฟที่ค่อนข้างจะอินดี (Indy) นะครับ เปิดปิดตามใจอิสระ แล้วบางทีรถไฟมาก็เปิดหรือบางทีปิดพอรถไฟไปแล้วก็ยังไม่เปิด ก็เกิดปัญหานี้มาร่วมปีแล้ว ก็อยากให้เข้าไปแก้ไขปัญหาด่วนนะครับ แล้วก็อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้าไปจัดการ เพราะว่าปัญหานี้มันเกิดมานานแล้วและประชาชนเดือดร้อนกันมาก ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสนอง ตามด้วยท่านสิรินทร รามสูต ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ ผม สนอง เทพอักษรณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย เขตเลือกตั้งที่ ๑ จังหวัดบุรีรัมย์ ท่านประธานที่เคารพครับ ฤดูนี้ย่างเข้าฤดูฝน ฤดูการทำนา ปีนี้มีดีเพรสชัน (Depression) เข้ามาในประเทศไทยของเราทำให้เกิดฝนฟ้าตกต้องลงมา ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา เมื่อมีฝนตกลงมาพี่น้องชาวนาก็ต้องนำข้าวไปหว่านในการ ประกอบอาชีพ ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานั้นฝนตกหนักทำให้ข้าวที่หว่านไปนั้นเสียหาย วันนี้พี่น้องชาวนาไม่มีพันธุ์ข้าวที่จะประกอบอาชีพต่อ อยากฝากไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กรุณากำชับกรมการข้าวได้ให้การสนับสนุนพันธุ์ข้าวแก่พี่น้อง เกษตรกรที่จะประกอบการทำนาในฤดูกาลนี้ด้วย🔗
ประการที่ ๒ ต่อเนื่องครับ เมื่อจะลงทำนาปุ๋ยขณะนี้ราคาแพงมาก ขึ้นราคา เป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ จาก ๗๐๐-๘๐๐ บาท ขึ้นเป็น ๑,๔๐๐-๑,๕๐๐ บาท สร้างความเดือดร้อน ให้กับบรรดาพี่น้องเกษตรกรเป็นอย่างยิ่ง ฝากไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณากำชับให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการควบคุมกำกับดูแลในเรื่องราคาปุ๋ยให้มีการควบคุมราคาปุ๋ยให้เกิด ความเป็นธรรมเพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิตให้กับบรรดาพี่น้องชาวไร่ชาวนาของเราและ เกษตรกรโดยทั่วไป หวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อเรียกร้องนี้จะได้รับการดูแลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอขอบพระคุณท่านประธานที่เคารพครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสิรินทร ตามด้วยท่านณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน สิรินทร รามสูต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทยค่ะ ท่านประธานคะ ช่วงที่ได้ปิดสมัยประชุมดิฉันได้ลงพื้นที่แล้วก็เห็นความยากลำบากของพี่น้องประชาชนที่อยู่ ห่างไกล ขอภาพประกอบค่ะ🔗
นี่เป็นเส้นทางเข้าหมู่บ้านนะคะ และช่วงฤดูฝน ยากลำบากมากค่ะ อันนี้เป็นภาพของตำรวจเข้าไปจับผู้ร้ายในหมู่บ้าน แต่ก็ขำก็ขำไม่ออกค่ะ เพราะผู้ร้ายกระโดดหนีและภาพต่อไปเป็นภาพของพี่น้องประชาชนที่เจ็บไข้ได้ป่วย ก็จะต้อง ลำเลียงกันออกมาแบบนี้ล่ะค่ะ ช่วงในสถานการณ์โควิด (COVID) ด้วย เกิดความยากลำบากมาก ภาพนี้ก็เป็นอีกภาพหนึ่งที่สะท้อนใจมาก เป็นภาพของผู้หญิงที่ต้องช่วยกันลากรถออกจาก พื้นที่ นี่เป็นปัญหาของพี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลไม่ว่าจะเป็นที่จังหวัดน่านหรือว่า จังหวัดไหน ๆ ก็ตามในภาคเหนือ ดิฉันได้รับหนังสือจากท่านนายกองค์การบริหารส่วนตำบลสะเนียน ท่านสว่าง เปรมประสิทธิ์ ซึ่งได้ขอร้องให้ดิฉันช่วยประสานงานไปที่สำนักงานจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ ๓ เรียนหนังสือ ไปถึงอธิบดีกรมป่าไม้เพื่อยกเว้นการใช้ข้อกำหนดในมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวน แห่งชาติเพื่อที่จะเข้าไปดูแลแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน เรื่องนี้เป็นนโยบายสำคัญ ของรัฐบาล ดิฉันเองอยากจะขอให้ท่านได้ช่วยเร่งรัดในการใช้มาตรา ๑๙ ในพระราชบัญญัติ ป่าสงวนแห่งชาติในการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนทั่วทุกพื้นที่ โดยเฉพาะที่จังหวัดน่าน ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านณัฐวุฒิ ตามด้วยท่านมุกดา พงษ์สมบัติ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา วันนี้กระผม ใคร่ขออนุญาตหารือท่านประธาน ๒ เรื่องด้วยกันครับ🔗
เรื่องที่ ๑ ด้วยพระครูอนุกูลปัญญากร เจ้าอาวาสวัดไผ่โรงวัว และนายบำรุง เสียงเพราะดี อดีตผู้ช่วยศึกษาธิการจังหวัดสุพรรณบุรี ได้ติดตามเรื่องที่กระผมได้เคยหารือ มาครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ให้กรมทางหลวงช่วยปรับปรุง ทางหลวงแผ่นดิน เลขที่ ๓๔๒๒ บริเวณทางโค้งช่วงที่เลยวัดไผ่โรงวัวจนเกือบถึงโรงเรียน บรรหารแจ่มใสวิทยา ๕ ตำบลบางตาเถร อำเภอสองพี่น้อง ซึ่งทำให้เกิดอุบัติเหตุเป็นประจำ โดยเฉพาะกับเด็กนักเรียน จึงขอให้เร่งรัดในการปรับปรุงโดยด่วนครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ต้องขอขอบพระคุณกรมโยธาธิการและผังเมืองที่ได้กรุณาจัดสรร งบประมาณไปดำเนินการการพัฒนาเมืองใน ๒ โครงการด้วยกัน โครงการแรกการปรับปรุง ซ่อมแซมถนนสายวัดบางบอนถึงวัดหัวโพธิ์ ตำบลหัวโพธิ์ อำเภอสองพี่น้อง งบประมาณ ผูกพันมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๔ แล้ว ยังไม่มีการดำเนินการแต่อย่างใดเลย นายกชลิต โพธิ์พันธุ์ ได้เอากากน้ำตาลโมลาส (Molasses) ไปราด ๒ ครั้งเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้อง ประชาชน ขอให้เร่งเข้าไปดำเนินการโดยด่วน โครงการที่ ๒ ของกรมโยธาธิการและผังเมือง ในการก่อสร้างเขื่อนและถนนหน้าวัดลาดประทุมทอง ตำบลบ้านช้าง อำเภอสองพี่น้อง มีผู้รับเหมาเข้าไปดำเนินการแล้ว แต่อยากจะให้ดำเนินการต่อเนื่อง เดี๋ยวน้ำจะมา ฝนจะตก แล้วชาวบ้านจะได้รับผลกระทบต่อการปรับปรุงเส้นทางต่าง ๆ เดินทางลำบากมาก ขอให้ช่วย เร่งรัดดำเนินการด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านมุกดา ตามด้วยท่านยศวัฒน์ มาไพศาลสิน ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางมุกดา พงษ์สมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย เขต ๔ จังหวัดขอนแก่น วันนี้ดิฉันมีเรื่องหารือผ่านท่านประธานถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบ การถ่ายโอนภารกิจนั้น เป็นเรื่องสำคัญ แต่ขณะเดียวกันงบประมาณของท้องถิ่นไม่มี ท่านประธานคะ🔗
เรื่องที่ ๑ การก่อสร้างถนนเสริมเหล็กสายโคลัมโบเชื่อมระหว่าง ๓ ตำบล ตำบลบ้านค้อ ตำบลแดงใหญ่ ตำบลสาวะถี มีประชากร ๓,๔๑๘ ครัวเรือน มีประชาชน ๑๒,๐๔๓ คน เดือดร้อนมาก แล้วถนนเส้นนี้เป็นถนนที่ขนดินเพื่อไปถมถนนมิตรภาพ เมื่อ ๕๐ ปีที่แล้ว เพราะฉะนั้นเขาเลี่ยงมาใช้ถนนในหมู่บ้านเชื่อมในหมู่บ้าน เพราะฉะนั้น อุบัติเหตุที่เกิดขึ้น รถที่ผ่านไปผ่านมาไม่ได้รับความปลอดภัย กราบเรียนท่านประธานว่า จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้บ่อยมาก เพราะฉะนั้นฝากถึงหน่วยงานดิฉันได้รับการร้องขอจาก ท่านนายกจักรพงศ์ เพ็ชรแสน นายกบ้านค้อค่ะ ท่านประธานคะ🔗
เรื่องที่ ๒ ถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก บ้านหนองปลิง หมู่ที่ ๑๐ ตำบลสาวะถี ถึงบ้านหนองปอ ตำบลบ้านค้อ ท่านประธานเชื่อไหมว่า ๒ ตำบลนี้อยู่ในอำเภอเมือง ถนนแบบนี้ ไม่น่าจะมีอยู่ในพื้นที่เลย ดิฉันได้รับการร้องขอจากนายกฤทธิรณ สิริภูมิ และรองนายกชาลี พานสายตา ว่าช่วยของบประมาณในการดูแลพี่น้องประชาชนด้วย🔗
เรื่องที่ ๓ ถนนสายหินขาว หมู่ที่ ๑๕ ตำบลสาวะถีไปบ้านโคกงาม หมู่ที่ ๖ ซึ่งเป็นถนนซึ่งลูกหลานของเราไปโรงเรียน แล้วก็เวลาฝนตกข้ามไม่ได้ ลูกหลานของเรา ที่ไปโรงเรียนต้องลุยน้ำเปียกด้วยค่ะ เพราะฉะนั้นขอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบขอสะพาน หรือบ็อกซ์คัลเวิร์ต (Box Culvert) เพื่อให้ลูกหลานของเราสัญจรไปมาด้วยความปลอดภัย นี่คือความห่วงใย และฝากถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบว่าการถ่ายโอนภารกิจขอให้ถ่ายโอน งบประมาณเพื่อดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่ด้วย ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านยศวัฒน์ ตามด้วยท่านอับดุลอายี สาแม็ง ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ยศวัฒน์ มาไพศาลสิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อำเภอท่ามะกา อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ ผมได้รับการร้องเรียนจากผู้ใหญ่ วิษณุ คุณพันธ์ หมู่ที่ ๑๖ ตำบลพังตรุ อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรีครับว่าถนนภายใน หมู่บ้านซึ่งขึ้นอยู่กับในส่วนขององค์การบริหารส่วนจังหวัดได้รับการเสียหาย🔗
ตามภาพครับ ซึ่งเป็นถนนที่เชื่อมต่อ ระหว่างตำบลพังตรุ ตำบลหนองสาหร่าย และตำบลอุโลกสี่หมื่นเชื่อมไปจังหวัดสุพรรณบุรี ตำบลบ่อสุพรรณ ได้รับการเสียหายเพราะถนนเส้นนี้เป็นถนนหลัก ทางผู้ใหญ่บ้านได้ร้องเรียน ขอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแต่ไม่ได้รับการพัฒนา ไม่ได้รับการแก้ไข จึงเรียนท่านประธาน ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยนะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องที่ผมเชื่อว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุก ๆ ท่านได้ลงพื้นที่ ในช่วงปิดสมัยประชุมที่ผ่านมาแล้วก็ได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนมาทุก ๆ คน เหมือนกัน โดยเฉพาะตามที่ท่านสนอง เทพอักษรณรงค์ ได้พูดไปเมื่อสักครู่ก็คือราคาพืชผล ทางการเกษตร ราคาปุ๋ยยาที่ไม่บาลานซ์ (Balance) กัน อยากจะฝากตรงนี้ไปยังนายกรัฐมนตรี และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ ให้ช่วยเร่งดำเนินแก้ไขในราคาข้าว ที่ตกต่ำ ราคาปุ๋ยยาที่สูงขึ้น รวมถึงกระทรวงแรงงานครับว่าวันนี้ราคาต่าง ๆ สูงขึ้น แต่ว่า ราคาค่าแรงตกต่ำลงอย่างมาก วันนี้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ผมเชื่อครับ ต้องการให้แก้ไข ในเรื่องนี้อย่างด่วน🔗
เรื่องที่ ๓ เป็นเรื่องที่ผมติดตามมาตลอด จนปีนี้เข้าสู่ปีที่ ๔ ก็คือเรื่องปัญหา ของที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ซึ่งเมื่อปีที่แล้วจังหวัดกาญจนบุรี โดยเฉพาะอำเภอพนมทวน ตำบลหนองโรง ตำบลดอนตาเพชร แล้วก็ตำบลรางหวายนั้นได้รับการออกโฉนดที่ดิน ซึ่งพิสูจน์สิทธิกันมาตั้งแต่ปี ๒๔๘๑ แค่เป็นพันกว่าแปลง เพราะฉะนั้นวันนี้พี่น้องประชาชน มีความเดือดร้อนในเรื่องของปากท้องก็พออยู่แล้ว แต่ในเรื่องของที่ดินทำกินอยากที่จะให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้เร่งดำเนินการแก้ไขต่อไป อย่าให้มันหยุดเพียงเท่านี้ เพื่อปากท้องของประชาชนครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณอับดุลอายีและคุณศาสตรา ศรีปาน นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายอับดุลอายี สาแม็ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา เขต ๓ อำเภอกรงปินัง อำเภอบันนังสตา อำเภอธารโตและอำเภอเบตง พรรคประชาชาติ ผมขอหารือกับท่านประธาน ๑ เรื่องครับ ก็คือเรื่องคนไทยที่อยู่ในประเทศซาอุดีอาระเบีย ทราบข่าวจากท่านกงสุลใหญ่ ที่เมืองเจดดาห์ว่ามีคนไทยที่อยู่ในประเทศซาอุดีอาระเบียประมาณสัก ๗,๐๐๐ คน หลังจาก ที่ซาอุดีอาระเบียได้มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายให้กับคนต่างประเทศที่อยู่ในอาศัยในประเทศ ของเขาให้มีการจ่ายค่าต่อใบต่างด้าวตกเดือนละประมาณ ๔,๐๐๐ บาทต่อหัวต่อคนต่อเดือน ซึ่งถ้าในครอบครัวที่มีคนหลาย ๆ คนที่อาศัยอยู่ในประเทศนั้นก็คูณจำนวนเหล่านี้เข้าไป หลาย ๆ คนที่ไม่ได้ชำระเงินเหล่านี้ก็อยู่แบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ ไม่สามารถที่จะใช้ชีวิตปกติได้ แล้วก็บางครอบครัวสามีได้เสียชีวิตไป เหลือแต่ภรรยาและลูก แล้วก็ไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้ ผู้ที่ประสงค์จะกลับบ้านก็จะต้องชำระค่าปรับเหล่านี้จำนวนมาก บางครอบครัวอาจจะต้อง จ่ายเงินเป็นล้านบาท ซึ่งเป็นปัญหาอย่างมากกับคนที่อาศัยอยู่ในประเทศนี้ พรรคประชาชาติ ได้รับการร้องเรียนจากกลุ่มคนเหล่านี้ โดยผู้ที่ประสงค์จะกลับมาประมาณ ๖๕ ครอบครัว จำนวนคนก็ ๒๘๑ คน และจะต้องทำการชำระให้กับประเทศซาอุดีอาระเบียหากประสงค์ จะกลับมา ต้องจ่ายเป็นเงิน ๓,๖๐๐,๐๐๐ ริยาล เทียบเป็นเงินไทยประมาณ ๓๖ ล้านบาท จึงเรียนมายังประธานสภาผู้แทนราษฎรว่าขณะนี้ประเทศไทยก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศ ซาอุดีอาระเบีย อยากจะให้ท่านประธานแจ้งไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อประสานให้มีการผ่อนปรน ค่าปรับเหล่านี้ได้ ระหว่างนี้มีคนไทยเตรียมที่จะไปทำพิธีฮัจญ์ที่นครเมกกะก็มีการเช่าเหมาลำ เครื่องบินเพื่อที่จะเดินทางไปนครเมกกะ ขากลับเครื่องบินก็จะว่างก็อาจจะต้องใช้โอกาสนี้ เพื่อให้คนเหล่านี้ได้กลับมาประเทศไทยได้ใช้ชีวิตในประเทศไทยต่อไปนะครับ ขอขอบคุณ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านศาสตรา ตามด้วยท่านนพ ชีวานันท์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ เพื่อนสมาชิกทุกท่าน ผม ศาสตรา ศรีปาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒ จังหวัดสงขลา หาดใหญ่ คลองแห คลองอู่ตะเภา พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้อง ประชาชนในเรื่องของปัญหาเศรษฐกิจในเขตพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งวันนี้ จะขอหารือแล้วก็อยากจะนำเสนอแนวทางนี้ช่วยเศรษฐกิจในเมืองหาดใหญ่ได้ฟื้นตัว หลังจากโควิด-๑๙ (COVID-19) ซึ่งผมเองแล้วก็พี่น้องประชาชนในภาคต่าง ๆ ก็ได้คุยกันว่า เศรษฐกิจในเมืองหาดใหญ่จะฟื้นตัวเพื่อทำการค้าแบบเดิมก็ไม่ได้แล้ว เพราะวันนี้โลกเปลี่ยน ขายของหนีภาษีแบบเดิมไม่ได้แล้วครับ ทำการค้าแบบเดิมไม่ได้ วันนี้ไม่ได้ตอบโจทย์กับ นักท่องเที่ยว ซึ่งเราก็ได้สรุปว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นนั้นต้องดึงนักลงทุนมาลงทุนในเขตพื้นที่ ของเรา ซึ่งนักลงทุนจะมาลงทุนก็ต่อเมื่อเขาเห็นโอกาสในการลงทุนและเห็นถึงผลกำไร จึงอยากให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือสนับสนุนตรงนี้ แล้วก็ได้พูดคุยเพิ่มเติมกับชาวหาดใหญ่ว่า เมืองเราก็มีศักยภาพที่จะทำให้เป็นเหมือนสิงคโปร์ ฮ่องกง ที่มีแหล่งชอปปิง (Shopping) อยู่ตรงใจกลางเมือง เลยอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องขยายเขตปลอดอากรหรือว่าฟรีโซน (Free Zone) ขึ้นมาเหมือนกับโครงการต้นแบบสามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ที่เคยไฟเขียว ให้กับอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ถึงจะฟื้นเศรษฐกิจและยังคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของชาวหาดใหญ่ ได้ตลอดจนในเรื่องของสถานบันเทิงต่าง ๆ วันนี้ช่วยให้เขาลืมตาอ้าปากได้ ซึ่งคนกลางคืน ในหาดใหญ่ก็เป็นหัวใจสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและพวกเขา สถานประกอบการต่าง ๆ ก็ได้กระจายรายได้ไปสู่ชาวบ้าน จึงอยากขอให้ขยายเวลาเปิดจัดโซนนิง (Zoning) ให้พวกเขา ให้เป็นเมืองน่าเที่ยวและน่าลงทุน แล้วชาวบ้านก็ฝากผมผ่านท่านประธานไปยังรัฐมนตรี โดยเฉพาะรัฐมนตรีจังหวัดสงขลาที่มีหลายคนเลย วันนี้อยากให้ลงไปช่วยเขาอย่างจริงจัง สรุป ๒ เรื่องครับ ถึงท่านรัฐมนตรี และ ส.อบต. หาดใหญ่ เมืองปลอดอากร แล้วก็สนับสนุน ให้สถานบันเทิง สถานประกอบการขยายเวลาเปิดครับ รวมถึงโรงแรมแล้วก็ร้านอาหารด้วย ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านนพ ตามด้วยท่านนิยม ช่างพินิจ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายนพ ชีวานันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย ขอหารือท่านประธานจำนวน ๓ เรื่องครับวันนี้🔗
เรื่องที่ ๑ เป็นความเดือดร้อนของผู้ที่อาศัยอยู่ริมตลิ่งแม่น้ำป่าสัก ช่วงหมู่ที่ ๗ ตำบลท่าช้าง ต่อเนื่องถึงตำบลสามไถ อำเภอนครหลวง เนื่องจากที่ผ่านมาเกิดฝนตกหนัก หลายวันติดต่อกันทำให้เกิดตลิ่งทรุดกระทบบ้านเรือนที่อาศัยอยู่หลังวัดคลองน้ำชาทำให้ ตัวพื้นบ้านเรือนทรุดถึงในตัวบ้าน รวมแล้วความเสียหายทั้งหมด ๖ หลังเป็นแนวประมาณ ๑๐๐ เมตร เมื่อวานนี้ทางอำเภอได้เข้าไปสำรวจได้แนะนำให้ผู้อาศัยทั้ง ๖ หลัง ย้ายออกจาก ที่อยู่เนื่องจากเกรงว่าจะไม่ปลอดภัยกลัวว่าจะถล่มลงมา บางบ้านก็เริ่มย้ายออกไปอยู่ที่อื่น แต่บางบ้านไม่สามารถย้ายออกไปไหนเนื่องจากไม่มีที่อาศัยที่อื่นอยู่ ฝากทางกรมโยธาธิการ และผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ช่วยเร่งสำรวจหาแนวทางป้องกันและเร่งสร้างแนวเขื่อน เพื่อป้องกันความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของชาวบ้านด้วย🔗
เรื่องที่ ๒ ฝากไปยังกระทรวงคมนาคม ทางหลวงหมายเลข ๓๔๖๗ ช่วงจาก สี่แยกตึกส้ม ตำบลบางระกำ อำเภอนครหลวง ไปถึงสะพานข้ามคลองบางพระครู ระยะทาง ประมาณ ๑ กิโลเมตร ไหล่ทางถนนบริเวณดังกล่าวเป็นหลุมเป็นบ่อเวลาฝนตกมีน้ำขัง เป็นประจำสร้างความลำบากให้กับผู้ที่สัญจรไปมาอย่างยิ่ง จึงฝากไปยังกรมทางหลวงให้ช่วย ดูแลแก้ไขให้ด้วย วางระบบการระบายน้ำรวมถึงปรับปรุงสภาพพื้นผิวถนนให้ด้วย🔗
เรื่องที่ ๓ ขอไฟส่องสว่าง ถนนทางหลวงหมายเลข ๓๔๖๗ เส้นเดียวกันนี้ ประชาชนต้องการไฟส่องสว่างช่วงตำบลบางระกำ บางพระครู ตำบลแม่ลา อำเภอนครหลวง ช่วงเวลากลางคืนถนนเส้นนี้รถบรรทุกใช้สัญจรจำนวนมากเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ชาวบ้าน อยากให้ช่วยติดไฟทางส่องสว่างให้ด้วยครับ อีก ๒ เส้นทางที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยและชาวบ้าน แจ้งผ่านมาทางผม ทางหลวงหมายเลข ๓๔๗๐ ช่วงหน้า อบต. หนองขนาก อำเภอท่าเรือ ถึงประตูน้ำพระมหินทร์ แล้วก็อีกเส้นหนึ่งทางหลวงหมายเลข ๓๑๙๖ ช่วงบริเวณโรงเรียน บ้านแพรกประชาสรรค์ต้องการไฟส่องทางสว่าง ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านนิยมครับ ตามด้วยท่านนิคม บุญวิเศษ นะครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม ช่างพินิจ สมาชิกพรรคเพื่อไทยจังหวัดพิษณุโลก สิ่งที่ผมจะหารือมีอยู่ ๓ ประเด็นด้วยกันครับ🔗
ประเด็นที่ ๑ ก็คือเรื่องของราคาพืชผลทางการเกษตรที่ตกต่ำ แล้ววันนี้เอง ต้นทุนในการผลิตโดยเฉพาะเรื่องของราคาปุ๋ย น้ำมันก็ดี เพราะฉะนั้นก็อยากจะฝากนะครับ วันนี้เราจะประกันหรือเราจะจำนำก็ชั่งครับ สิ่งที่สำคัญคือต้นทุน เพราะฉะนั้นงานโครงสร้าง พื้นฐาน ถนนเรายังมีค่าเค (K) ด้วย เมื่อเหล็กเพิ่ม น้ำมันเพิ่ม เขาก็จะมีค่าเค (K) แต่พี่น้อง เกษตรกรไม่ได้รับตรงนี้เลย วันนี้ปุ๋ยลูกละ ๑,๘๐๐ บาท เมื่อก่อนได้ลูกละ ๖๐๐ บาท ประกัน ๑๐,๐๐๐ บาท ข้าวขาวอย่างนี้ครับ ตอนนี้ลูกละ ๑,๘๐๐ บาทแล้ว เพราะฉะนั้น ผมอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปรึกษาหารือขยับตรงนี้ให้กับพี่น้องเกษตรกรครับ🔗
ประเด็นที่ ๒ สิ่งที่จะลดต้นทุนให้กับพี่น้องเกษตรกรได้ก็คือไฟฟ้าที่สูบ น้ำบาดาลก็ดีควรจะเป็นโซลาเซลล์ (Solar Cell) ได้ทั้งหมดแล้ว พื้นที่ไหนที่เจาะได้ ทำได้ เราก็ควรจะลดต้นทุนให้เขานะครับ🔗
ประเด็นที่ ๓ ได้รับเรื่องร้องเรียนจากในเขตพื้นที่อำเภอบางระกำ โดยเฉพาะ ตำบลวังอิทก หมู่ที่ ๑๑ วันนี้ตลิ่งที่แม่น้ำยมได้รับการกัดเซาะ แล้วก็จะถึงบ้านเรือนอยู่แล้ว อีกสถานที่หนึ่งคืออำเภอบางกระทุ่ม ไม่ว่าจะเป็นตำบลสนามคลี ตำบลโคกสลุด ตำบลบ้านไร่ นี่จะเป็นแทบทุกหมู่เลยที่ติดกับแม่น้ำน่าน ก็อยากจะฝากโดยเฉพาะทางกรมโยธาธิการก็ดี หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปช่วยดู แล้วก็ช่วยแก้ปัญหาให้กับพี่น้องในเขตพื้นที่ที่ผมได้เอ่ย เมื่อสักครู่นี้ ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านนิคม ตามด้วยท่านรุ่งโรจน์ ทองศรี ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย กระผมได้มอบหมายให้นางสาวนิตญา จันทร์โสม ผู้ชำนาญการประจำตัวลงพื้นที่รับเรื่องราว ร้องทุกข์จากนางบุญเลิศ สิงสุธรรม นางทัศนีย์ แถวหนองกุง และนางสาวสุภาภรณ์ คุณขวัญ ตัวแทนของบ้านโคกกลาง หมู่ที่ ๕ ตำบลศรีสุขสำราญ อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น และนางไพบูลย์ เพชรนาค นางลำดวน อุไรศรี ผู้นำบ้านหนองไหล หมู่ที่ ๔ ตำบลศรีสุขสำราญ อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น มีเรื่องหารือทั้งหมด ๓ เรื่อง🔗
เรื่องที่ ๑ ถนนสาย อบต. ศรีสุขสำราญ ตั้งแต่บ้านท่าพระยาณรงค์ไปจนถึง หน้า อบต. ศรีสุขสำราญชำรุดทรุดโทรมเป็นหลุมเป็นบ่อ การสัญจรไปมาด้วยความลำบาก แล้วก็ไม่มีไฟส่องสว่างตามข้างถนนนะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ การขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค บางครั้งน้ำดำสกปรก ไหลบ้าง ไม่ไหลบ้าง แล้วก็ไม่มีน้ำทำการเกษตร ไฟส่องสว่างก็ไม่มีครับ🔗
เรื่องที่ ๓ บ้านหนองไหล หมู่ที่ ๔ ตำบลศรีสุขสำราญ เนื่องจากลำคลองห้วยเม่า และลำคลองห้วยส่องตื้นเขิน ไม่เคยขุดลอกสักครั้งหนึ่งส่งผลให้ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค และน้ำใช้เพื่อการเกษตร ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ทั้ง ๓ เรื่องด้วยครับ🔗
อีกเรื่องหนึ่ง ผมได้หารือในที่ประชุมนะครับ ขอขอบคุณที่สภาจัดห้องทำงาน ให้พรรคพลังปวงชนไทย แต่ถ้าจะให้ดีก็ควรจะมีโต๊ะ มีเก้าอี้ให้ด้วยครับ ไม่ใช่ให้แต่ห้อง แล้วยกโต๊ะเก้าอี้หายไปครับ ขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องช่วยยกโต๊ะเก้าอี้มาให้ด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านรุ่งโรจน์ครับ ตามด้วยท่านโกศล ปัทมะ นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายรุ่งโรจน์ ทองศรี ผู้แทนเซราะกราว จังหวัดบุรีรัมย์ จุงก๊ะ แมเออว บองปะโอน กรุ๊บ กรุ๊บ คะเนียนะบาด แซมซายกุนากุได สวัสดีพี่น้องบ้านเฮาปีนี้ขอให้น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ พี่น้อง ได้ผลผลิตที่ดีมีราคา ปุ๋ยถูกลง และน้ำมันลดราคา โอมเพี้ยง ท่านประธานครับ ผมขอนำ เรื่องช่องตะโกหารือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม กรมอุทยาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการมรดกโลก ช่องตะโกบนทางหลวง หมายเลข ๓๔๘ ประตูเชื่อมภาคอีสานตอนล่างกับภาคตะวันออกเป็นปัญหาที่สะสมมานาน มีอุบัติเหตุแทบทุกวัน ชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องเสียหายนับไม่ถ้วน ผมพูดเรื่องช่องตะโก ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๑๕ แล้วครับ เพราะมีความสำคัญจริง ๆ วันนี้ช่องตะโกได้ผ่านมติ ครม. เมื่อวันที่ ๑ มีนาคมที่ผ่านมาให้กรมทางหลวงเข้าไปศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอ (EIA) ได้แล้ว ต้องขอบคุณกระทรวงคมนาคม ท่านรัฐมนตรีศักดิ์สยาม ชิดชอบ กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ท่านรัฐมนตรีวราวุธ ศิลปอาชา ท่านรัฐมนตรีทรงศักดิ์ ทองศรี และกรมทางหลวงได้มีงบอีไอเอ (EIA) ไว้คอยแล้ว ๙๓ ล้านบาท ดำเนินการได้ทันที ดังนั้นขอให้กรมทางหลวงเร่งศึกษาอีไอเอ (EIA) ให้เร็วที่สุดครับ เพราะพี่น้องทางฝั่งสระแก้ว เราคอยอยู่ และพร้อมเข้ามามีส่วนร่วมและให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ และพี่น้องฝากบอกมา ว่าตรงช่องตะโกที่มีระยะทาง ๓.๒ กิโลเมตรนั้น เป็นเส้นทางที่คดเคี้ยวแล้วลาดชันขอเป็น ๖ เลน เพราะช่องตะโกเป็นเส้นทางโลจิสติกส์ (Logistics) ที่สำคัญ รถบรรทุก รถเทรลเลอร์ (Trailer) เยอะมาก ๆ ขอให้กรมทางหลวงดำเนินการเร่งด่วนสุดๆ พี่น้องครับ ช่องตะโกวันนี้ เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์สามารถทำได้จริง ๆ แล้วครับ🔗
หมดเวลาครับ🔗
ผู้แทนเซราะกราวจะตามและเกาะติด ตลอดครับ เพื่อพี่น้องบ้านเรา ขอกราบขอบพระคุณมาก ๆ ครับ🔗
มัวแต่ โอมเพี้ยงอยู่ก็เลยเกินเวลาเลย ต่อไปเชิญท่านโกศลครับ ตามด้วยท่านวัชรพล🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม โกศล ปัทมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมมีข้อร้องเรียนท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังนี้ ผมได้รับการร้องเรียน จากนายเทียนชัย ชุ่มสีดา ผู้ใหญ่บ้าน บ้านหนองม่วงช่างพิมพ์เกี่ยวกับถนน สาย ๐๕๒๐๒ อบจ. นม. เชื่อมระหว่างตำบลโคกกระเบื้องกับตำบลหนองบัวสะอาด อำเภอบัวใหญ่ ชำรุด เสียหายตลอดเส้นทางประมาณ ๓ กิโลเมตร🔗
เรื่องที่ ๒ ผมได้รับการร้องเรียนจากนายบุญโฮม ศรีรักษา กำนันตำบล หนองบัวสะอาด อำเภอบัวใหญ่ เรื่องเกี่ยวกับถนนเชื่อมระหว่างบ้านสามโคกถึงบ้านเก่างิ้ว ตำบลห้วยยาง ทั้ง ๒ เส้นทาง อบจ. จังหวัดนครราชสีมาเป็นคนดูแล ผมสอบถามหลายครั้ง ผมหารือในสภาแห่งนี้หลายครั้งแต่ได้รับคำตอบว่าอยู่ในแผน อยู่ในแผนมา ๓ ปีแล้วครับ พี่น้องยากลำบาก ฝากท่านประธานผ่านไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ผ่านไปยัง องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมาไปดำเนินจัดการแก้ไขให้กับพี่น้องประชาชน อย่างเร่งด่วนด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๓ เป็นเรื่องความเดือดร้อนเรื่องการขาดแคลนน้ำของบ้านหนองไข่ผำ ตำบลหนองแจ้งใหญ่ ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรน้ำ ไปดำเนินการแต่ใช้การไม่ได้ครับ เก็บกักน้ำไม่ได้ กระจายน้ำให้กับพี่น้องประชาชนไม่ได้ เพราะผู้รับเหมาทิ้งงานบางส่วน จึงอยากให้กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมไปดำเนินการเพิ่มปริมาตรการกักเก็บน้ำให้กับพี่น้องประชาชนและเพิ่มการ กระจายน้ำให้กับประชาชนตำบลหนองแจ้งใหญ่ด้วย กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านวัชรพล ตามด้วยท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วัชรพล โตมรศักดิ์ โคราช ชาติพัฒนา ผมมีเรื่องร้องทุกข์ของพี่น้องชาวอีสาน ๑๙ จังหวัด สืบเนื่องจากทางรัฐบาลในยุค คสช. ได้มีการอนุมัติโครงการเมกะโพรเจกต์ (Megaproject) ก่อสร้างถนนมอเตอร์เวย์ (Motorway) ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข ๖ ซึ่งใช้เงิน งบประมาณทั้งสิ้น ๘๔,๖๐๐ ล้านบาท ระยะทาง ๑๙๖ กิโลเมตร ท่านประธานทราบไหมครับ ในการก่อสร้างครั้งนี้มีทั้งหมด ๔๐ สัญญา ใน ๒๐ สัญญานั้นไม่มีปัญหา อีก ๒๐ สัญญามีปัญหา การก่อสร้างน่าจะแล้วเสร็จในปี ๒๕๖๒ จนวันนี้ปี ๒๕๖๕ เกินมา ๒ ปีกว่าก็ยังไม่แล้วเสร็จ แต่ส่วนหนึ่งที่ผมอยากจะเรียนท่านประธานครับ ก็คือในช่วงสัญญาเลขที่ สท. ๒/๒๒/๒๕๕๙ หลักกิโลเมตรที่ ๑๗๕-๑๘๘ มีระยะทางทั้งสิ้น ๑๓.๗ กิโลเมตร และงบประมาณทั้งสิ้น ๑,๓๐๐,๐๘๘,๖๓๐ ล้านบาท สำหรับโครงการที่ก่อสร้างทางข้ามมอเตอร์เวย์ (Motorway) ในช่วงถนนที่ผมยกตัวอย่างคือ ๒๑๙๘ ได้มีการทำสัญญาตั้งแต่วันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๙ สิ้นสุดสัญญาวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๖๒ ปัญหาคืออะไรทราบไหมครับ การก่อสร้างครั้งนี้ ในสัญญานี้กรมทางหลวงได้จ้างที่ปรึกษาออกแบบ เสร็จแล้วผมเพิ่งมาทราบว่าการคำนวณ ผิดพลาดตกหล่นไปถึง ๒๒ รายการ การก่อสร้างสะพานข้ามมอเตอร์เวย์ (Motorway) ทั้ง ๓ ตัว ทำให้การก่อสร้างสะพานข้ามมอเตอร์เวย์ (Motorway) นั้น วันนี้ผู้รับเหมาได้ดำเนินการ ขนย้ายเครื่องจักรออก เนื่องจากว่าต้องรองบประมาณอีก ๔๘๐ ล้านบาท โดย ครม. อนุมัติ สิ่งหนึ่งที่ตามมาที่ผมอยากกราบเรียนท่านประธานก็คือว่าทำไมการเปิดใช้ถนนมอเตอร์เวย์ (Motorway) ช่วงจากปากช่องถึงได้ถึงแค่สีคิ้วเพราะติดขัดตรงนี้ วันนี้จึงอยากจะร้องขอไป ทางกรมทางหลวง ท่านนายกรัฐมนตรี และโดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สั้น ๆ ครับ ๑. ให้ดำเนินการติดตั้งไฟส่องสว่างเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ ๒. ปรับปรุงทางเบี่ยงให้ เป็นลาดยางชั่วคราว ๓. ขอความกรุณา ครม. ได้อนุมัติงบประมาณเพื่อดำเนินการก่อสร้าง ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านณัฐพงษ์ ตามด้วยนางกันตวรรณ ตันเถียร นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรครับ ผม นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตบางแค พรรคก้าวไกล กรุงเทพมหานคร รบกวนฝ่ายโสตนำคลิปที่ผมฝากไปขึ้นด้วยนะครับ🔗
ท่านพูดไปเลย เดี๋ยวจะหมดเวลาก่อนครับ🔗
แต่ไม่เป็นอะไรครับ จริง ๆ แล้วเดี๋ยวผมพูดแทนทางประชาชนที่เดือดร้อนก็ได้ครับ จริง ๆ แล้วคลิป (Clip) นี้ เป็นคลิป (Clip) ความยาวประมาณ ๓๐ วินาที เกี่ยวกับปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ในเขตบางแคที่ ขสมก. ได้ยกเลิกสายเดินรถเมล์ไปทำให้ประชาชนบริเวณนั้นหลายท่าน ไม่สามารถเดินทางไปประกอบอาชีพได้อย่างสะดวก อันนี้เป็นเพียงแค่ ๑ ตัวอย่างจากหลาย ๑๐ ตัวอย่างที่ผมและทีมงานลงไปเก็บปัญหานะครับ ได้รับแจ้งมาในช่วงไม่กี่สัปดาห์ ที่ผ่านมา จากการถูกยกเลิกสายรถเมล์ ๑๔๖ และสาย ๗ และไม่ใช่เฉพาะชาวบางแคเท่านั้น แต่ว่าทุกเขตในกรุงเทพมหานครที่ถูกยกเลิกเดินรถสายรถเมล์ไปตามหน้าข่าวที่ผ่านมา ผมจึงอยากจะฝากท่านประธานครับ พวกเราต้องช่วยกันสื่อสารเปลี่ยนระบบความคิดของ หน่วยงานรัฐกันใหม่ เหตุผลที่ ขสมก. ยกเลิกสายรถเมล์ไปผมได้พยายามประสานติดต่อแล้ว ได้คำตอบกลับมาว่าเป็นเพราะประสบปัญหาการขาดทุนครับ พวกเราต้องเปลี่ยนระบบ ความคิดกันใหม่ที่ว่าการจัดให้มีบริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน โดยหน่วยงานรัฐนั้นเป็นหน้าที่ ที่รัฐจำเป็นจะต้องจัดให้มีครับ ถึงแม้จะขาดทุนก็อาจจะต้องอุดหนุนลงไปเพื่อให้ประชาชน สามารถมีบริการสาธารณะเหล่านี้ได้ครับ ผมจึงอยากหารือท่านประธานให้ส่งหนังสือไปถึง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในฐานะตัวแทนประชาชนที่มาจากการเลือกตั้งเป็นเจ้าภาพ ในการประชุมหารือร่วมกับทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นกระทรวงคมนาคม ขสมก. หรือผู้รับสัมปทาน การเดินรถทุกเจ้าให้หาทางออกเรื่องนี้ร่วมกันครับ จะอยู่ในรูปแบบของการอุดหนุนเงินลงไป หรือกรุงเทพมหานครจะจัดให้มีการเดินรถเองก็ได้ครับ รูปแบบใดก็ได้ที่ให้ประชาชนทุกคน สามารถใช้ขนส่งสาธารณะเป็นเครื่องมือในการประกอบสัมมาอาชีพได้อย่างเร่งด่วนครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณกันตวรรณ ตามด้วยคุณจรัสฤทธิ์ จันทรสุรินทร์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางกันตวรรณ ตันเถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพังงา พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ดิฉันขอปรึกษาหารือ ๒ เรื่อง🔗
ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านประธานรัฐสภาที่นำเรื่องปรึกษาหารือของดิฉัน ลงไปสู่พื้นที่และได้รับการแก้ไข เรื่องการขอสัญญาณไฟจราจรบริเวณ ๒ พื้นที่ ก็คือแยกวัดใจ สี่แยกอำเภอทับปุดและแยกวัดใจบ้านลำวะ อำเภอตะกั่วทุ่ง ๒ จุดนี้ปัจจุบันได้รับการแก้ไขแล้ว วันนี้ดิฉันมีแยกวัดใจอีกแยกหนึ่งซึ่งได้รับการร้องเรียนจากท่านศิวัช บุญโล่ง รองประธานสภา อบต. บ่อแสน และท่าน สจ. มณี ถนอมสิน แยกดังกล่าวก็คือแยกวัดใจบริเวณบ้านโคกเลือด หรือแยกต้นสน บริเวณแยกนี้เป็น ๓ แยกเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง และเป็นเส้นทางซึ่งพี่น้อง ประชาชนใช้เดินทางเชื่อมระหว่างจังหวัดกระบี่ จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต จึงขอสัญญาณ ไฟจราจรจากกระทรวงคมนาคมเร่งแก้ปัญหาให้กับพี่น้องในพื้นที่นะคะ🔗
เรื่องที่ ๒ เรื่องของอ่างเก็บน้ำลำไตรมาศ อำเภอทับปุด ซึ่งอ่างเก็บน้ำตัวนี้ ดิฉันได้อภิปรายในสภาในส่วนของกรมชลประทาน ปัจจุบันได้รับการแก้ไขโดยท่านรัฐมนตรี เฉลิมชัย ศรีอ่อน ดิฉันขอขอบคุณแทนพี่น้องชาวพังงา ซึ่งท่านรัฐมนตรีและกรมชลประทาน ได้ลงมาแก้ไขให้กับพี่น้อง แต่ปัจจุบันนี้ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนจากอดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๓ บ้านคอกช้าง ตำบลบางเหรียง คือท่านถาวร แก้วหล่อ ร้องเรียนมาว่าปัจจุบันเงินเยียวยา เงินชดเชยยังไม่ได้รับ และทราบว่าทางกรมชลประทานได้ส่งไปที่สำนักงบประมาณแล้ว ก็ฝากท่านประธานรัฐสภาช่วยดำเนินการติดต่อไปที่สำนักงบประมาณเพื่อดำเนินการแก้ไข ให้กับพี่น้องประชาชน🔗
ประเด็นที่ ๒ ที่เกี่ยวเนื่องจากอ่างเก็บน้ำ ก่อนหน้านี้พี่น้องประชาชนสามารถ นำผลผลิตจากบริเวณเรือกสวนไร่นาออกมาสู่ตลาดได้ แต่เมื่อมีการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแล้ว ทำให้บริเวณคมนาคมขนส่งสินค้าอยู่ภายใต้พื้นที่อ่างเก็บน้ำ ปัญหาที่เกิดคือพี่น้องที่อยู่ บริเวณเหนืออ่างไม่สามารถนำผลผลิตออกสู่ตลาดได้ จึงขอความกรุณาจากกรมชลประทาน ช่วยออกแบบให้พี่น้องประชาชนสามารถนำผลผลิตออกสู่ตลาดได้ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านจรัสฤทธิ์ ตามด้วยคุณกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา🔗
กราบเรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ กระผม จรัสฤทธิ์ จันทรสุรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำปาง พรรคเพื่อไทยครับ วันนี้มีเรื่องปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน🔗
เรื่องที่ ๑ ผมได้รับหนังสือจากท่านผู้ใหญ่ แสงจันทร์ มูลซาว ผู้ใหญ่บ้าน บ้านห้วยคิง หมู่ที่ ๖ ตำบลแม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ขอความอนุเคราะห์ ให้ติดตามความคืบหน้าเรื่องการจ่ายเงินค่าชดเชยเยียวยาค่าที่ดิน ต้นไม้ และสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิในพื้นที่บ้านเมาะหลวง สืบเนื่องจากปี ๒๕๖๓ คณะรัฐมนตรีมีมติ เห็นชอบให้อพยพราษฎร หลังจากนั้นมาเมื่อปี ๒๕๕๖ ก็ให้อพยพราษฎรโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประธานอำนวยการอพยพราษฎรมีมติให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตและพลังงานจังหวัดลำปาง เป็นหน่วยงานดำเนินงานจ่ายเงินค่าทดแทนเยียวยาให้กับพี่น้องประชาชน จนถึงปัจจุบันนี้ เป็นเวลาเกือบ ๑๐ ปีแล้วก็ยังไม่ได้รับเงินเยียวยา ขอให้ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตและพลังงาน จังหวัดลำปางได้เร่งรัดในการจ่ายเงินด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ผมได้รับข้อร้องเรียนจากผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๙ บ้านสบไร่ ตำบลหัวเสือ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง ผู้ใหญ่สันทัด เตี้ยวงสาย และ ส.อบต. วรเดช วงศ์เรือน เนื่องจาก ในพื้นที่หมู่บ้านไม่มีน้ำใช้เพียงพอในการทำการเกษตร ซึ่งขอให้วางระบบท่อครับ ขอให้ทาง กรมชลประทานได้มาออกวางระบบท่อและติดตั้งเครื่องสูบน้ำด้วยพลังไฟฟ้าในระยะทาง ๒ กิโลเมตร ก็ขอให้กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รีบดำเนินการ🔗
เรื่องที่ ๓ ขอการสนับสนุนการก่อสร้างงบประมาณและการสร้างลานกีฬา อเนกประสงค์ของเทศบาลตำบลสิริราช ผมได้รับหนังสือจากพันตำรวจเอก โอภาส จันทร์ปิง นายกเทศมนตรีตำบลสิริราช ขอให้ดำเนินการก่อสร้างศูนย์กีฬาประจำตำบล ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านกรณิศ ตามด้วยท่านมนพร เจริญศรี🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตคลองเตยและเขตวัฒนา พรรคพลังประชารัฐค่ะ ท่านประธานคะ ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์ฝนตกหนัก ในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยหลายพื้นที่ฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ชนิดข้ามวันข้ามคืนทำให้หลาย ๆ ถนนเป็นอัมพาต รถติดหลายชั่วโมงจนเป็นหัวข้อทำให้ คนกรุงนี้วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างดุเด็ดเผ็ดมันมากค่ะ ซึ่งตอนนี้เข้าสู่หน้าฝนอย่างจริงจัง เต็มตัวแล้ว การพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาในช่วงที่ผ่านมาว่าหลังจากนี้ต่อไป จะมีฝนตกชุก แล้วฝนก็จะตกหนักในหลายพื้นที่รวมถึงกรุงเทพมหานครด้วย ประกอบกับ ความสุ่มเสี่ยงจากน้ำป่าไหลหลากที่กำลังจะท่วมหลาย ๆ จังหวัด อย่างเช่น ภาคเหนือ ที่เราจะต้องเฝ้าระวังอีก ส่วนในการแก้ไขที่ดิฉันอยากจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ กรุงเทพมหานครเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วนก็คือจัดการปัญหาขยะกีดขวางทางระบายน้ำ อย่างเร่งด่วน เราพูดกันหลายครั้งว่าควรจะมีการลอกท่อระบายน้ำ รวมไปถึงลอกคูคลองต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานครก่อนที่หน้าฝนจะมา แล้วก็ยังมีในส่วนของถนนที่มีการก่อสร้างต่าง ๆ เศษวัสดุก็ตกลงไปเป็นการกีดขวางทางระบายน้ำด้วย แล้วก็อยากจะให้ทางกรุงเทพมหานคร ได้เตรียมความพร้อมในเรื่องของเครื่องไม้เครื่องมือ ในการที่จะเกี่ยวกับระบบระบายน้ำต่าง ๆ ให้มีความพร้อม ที่สำคัญดิฉันอยากให้หน่วยงาน ที่รับผิดชอบโดยตรงโดยเฉพาะสำนักงานเขตทั้ง ๕๐ สำนักงานเขต ได้มีการแจ้งเตือนให้กับ ประชาชนได้ทราบเรื่องน้ำทะเลหนุนสูงหรือให้เขาเตรียมความพร้อมในการที่จะอพยพแล้วก็ รับมือให้ทันท่วงที เพราะว่าเวลาน้ำท่วมแล้วความเสียหายจะเกิดขึ้นโดยเฉพาะทรัพย์สิน ข้าวของของพี่น้องประชาชนค่ะ🔗
อีกเรื่องที่อยากจะฝากในเรื่องของการปรับปรุงถนนอาจณรงค์ ดิฉันก็พูดมา หลายครั้งก็อยากให้ท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครท่านใหม่ ท่านชัชชาติได้เร่งดำเนินการ ในเรื่องของน้ำท่วมก็ดีและรวมไปถึงถนนอาจณรงค์ที่พูดในสภามาหลายครั้งแต่ยังไม่ได้รับ การปรับปรุงค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณมนพร ตามด้วยคุณภาคภูมิ บูลย์ประมุข ครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน มนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทยค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันได้รับคำร้องจากพี่น้องประชาชนเรื่องของการขาดแคลนยาที่ช่วยรักษาโควิด (COVID) ในกรณีที่ผู้ป่วยรู้ว่าตัวเองได้รับเชื้อ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด (Virus COVID) ที่รุนแรงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้แต่ละวันเราจะเห็นตัวเลขผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมาก ขณะที่วันนี้ทั้งผู้ป่วยโควิด (COVID) เป็นจำนวนมากเนื่องจากว่าสถานการณ์อาจจะไม่รุนแรง เหมือนในอดีต แต่ปัจจุบันนี้พี่น้องประชาชนยังต้องได้รับการรักษา จะเห็นว่ากรมการแพทย์ ได้แบ่งช่วงของการรักษา ทั้งเป็นสีเขียว สีเหลือง แล้วก็สีแดง เพื่อดูแลรักษาอย่างเป็นระบบ ท่านประธานคะ ขณะที่ผู้ป่วยที่อยู่ในพื้นที่สีเขียวจะต้องรักษาตัวอยู่ที่บ้านนั้นมีความจำเป็น แล้วก็เดือดร้อนค่ะ เพราะบางครอบครัวมีผู้ติดเชื้อหลายคนแล้วก็มีปัญหาเรื่องของที่อยู่อาศัย ที่ต้องจำกัดบริเวณ ทำให้พี่น้องประชาชนมีความต้องการยาค่ะ ซึ่งเริ่มแรกทางโรงพยาบาล ก็จะให้ดูแลตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นยาพารา หรือยาฟ้าทะลายโจร แต่มันก็ไม่ตรงกับยาที่ได้รักษา ได้อย่างรวดเร็วนั่นก็คือยาที่ขาดแคลนก็คือยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) ซึ่งดิฉันจะมองว่า ถ้ากระทรวงสาธารณสุขได้ผลิตยาที่มีคุณภาพเหล่านี้ให้กับพี่น้องประชาชนสามารถใช้สิทธิ ในเรื่องของ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค แล้วก็นำไปแจกจ่ายพี่น้องประชาชนฟรี พี่น้องประชาชน ก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นค่ะ🔗
เรื่องที่ ๒ ดิฉันได้รับคำร้องเรื่องของพี่น้องเกษตรกร การขึ้นราคาปุ๋ยกับ ท่านประธานคะ จะเห็นว่าราคาปุ๋ยสูตร ๔๖ ซึ่งขณะนี้สมัยรัฐบาลนายกยิ่งลักษณ์ปุ๋ยกระสอบ เพียงแค่ ๕๐๐-๖๐๐ บาท แต่วันนี้ปุ๋ยได้ดีดตัวสูงขึ้นถึงกระสอบละ ๑,๕๐๐-๑,๖๐๐ บาท ซึ่งขณะนี้ต้นทุนสินค้าทางการเกษตรได้สูงขึ้น และก็ดิฉันอยากจะฝากกระทรวงพาณิชย์ ที่ดูแลรับผิดชอบเรื่องของการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและราคาปุ๋ยนี้ให้พี่น้อง เกษตรกรมีราคาลดลงและให้พี่น้องเกษตรกรได้จำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรที่มีราคาสูงขึ้น ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณภาคภูมิเป็นท่านสุดท้ายครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายภาคภูมิ บูลย์ประมุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตาก พรรคเศรษฐกิจไทย วันนี้ผมมีเรื่องหารือท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ ๒ เรื่องด้วยกัน🔗
เรื่องที่ ๑ ผ่านไปยังกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะกรมส่งเสริมการปกครอง ท้องถิ่นในเรื่องการบรรจุข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นด้านสาธารณสุขที่ปฏิบัติงาน ในสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด (COVID) ที่ผ่านมา ทั้งประเทศมีจำนวน ๑,๔๐๐ อัตรา ทางกระทรวงสาธารณสุขได้ทำแล้วโดยการทยอยบรรจุพนักงานเหล่านี้เข้าเป็นข้าราชการ เหลือเพียงแต่กระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นยังไม่ได้ทำเลย เท่าที่ผมทราบตอนนี้คณะกรรมการการกระจายอำนาจได้อนุมัติเห็นชอบในหลักการแล้ว ขาดเพียงแต่งบประมาณ จะนำเข้า ครม. เร็ว ๆ นี้ แต่ผมได้ข่าวแว่ว ๆ ว่าสำนักงบจะตีตก เงินใช้แค่ ๒๐๐ กว่าล้านบาทเอง เยียวยาคนเหล่านี้ทั้งประเทศผมว่าเป็นขวัญและกำลังใจ ในการปฏิบัติงานพวกเขาเหล่านี้ที่ผ่านมานะครับ ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย🔗
เรื่องที่ ๒ ต้องขอขอบคุณท่านประธานสภาและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องที่ได้ ให้ทีวี (TV) รัฐสภาสัญจรตอนตามดูผู้แทนไปลงพื้นที่เขต ๓ จังหวัดตากบ้านผม ผมต้องการ จะสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตความเดือดร้อนของประชาชนโดยเฉพาะพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ บนเขา อยู่ในป่าแต่ขาดแคลนสาธารณูปโภคต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า ถนน ประปา หรืออื่น ๆ ที่ทำกิน ในวันที่ทีวี (TV) รัฐสภาไปจะได้เห็นได้สะท้อนอะไรต่าง ๆ ผ่านไปช่องทางนี้ มะรืนนี้ น่าจะมีการออกอากาศ ผมก็อยากจะฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่นหรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ช่วยระดมกำลังช่วยเหลือเขา เหล่านี้ เขาขาดแคลนสิ่งเหล่านี้มานานแล้วฝากด้วยขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ🔗
ท่านสมาชิก ขณะนี้ได้มีท่านสมาชิกร่วมประชุมทั้งหมด ๓๑๐ ท่าน ถือว่าครบองค์ประชุมแล้วผมขอเปิด การประชุมและดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระ🔗
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุมทราบ ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว🔗
๔.๑ รายงานผลการพิจารณาศึกษาเรื่องผลกระทบและแนวทางแก้ไขปัญหา การกัดเซาะชายฝั่งทะเลไทยอย่างยั่งยืน ซึ่งคณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทา ผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย ได้พิจารณาเสร็จแล้ว🔗
จากการประชุม สภาผู้แทนราษฎรในคราวก่อนที่ประชุมได้พิจารณารายงานและคณะกรรมาธิการได้ตอบชี้แจง เสร็จสิ้นแล้ว โดยมีสมาชิกอภิปรายทั้งที่สนับสนุนและคัดค้านรายงาน จึงต้องดำเนินการออก เสียงลงคะแนนเพื่อขอมติจากที่ประชุม แต่เนื่องจากมีผู้แสดงตนมีจำนวนไม่ครบองค์ประชุม ประธานของที่ประชุมในขณะนั้นคือท่านชวน หลีกภัย จึงได้สั่งปิดการประชุมเพื่อมาลงมติ ในการประชุมคราวถัดไป ดังนั้นผมขอดำเนินการต่อเลยครับ ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุม ว่าจะเห็นด้วยกับรายงานของคณะกรรมาธิการหรือไม่ ก่อนลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุม🔗
ขอเชิญ ท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกเข้าสู่ห้องประชุมเพื่อจะได้มีการลงมติในระเบียบวาระที่ ๔.๑ เรื่องเกี่ยวกับการรายงานผลการศึกษาเรื่องผลกระทบและแนวทางแก้ไขปัญหาการกัดเซาะ ชายฝั่งทะเลไทยอย่างยั่งยืน เชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมครับ🔗
ท่านประธานขออนุญาตครับ รังสิกร ๒๙๙ แสดงตนครับ🔗
ผมยังไม่ได้ ให้แสดงตน รอให้ท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกเข้าห้องประชุมก่อนครับ กำลังทยอยเดินเข้ามา แล้วบางส่วนก็ไปเบิกบัตรอยู่ เพราะฉะนั้นผมจะให้เวลาท่านสมาชิกครับ ขอเชิญท่านสมาชิก ที่อยู่ข้างนอกเข้าห้องประชุมนะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน หมายเลข ๓๐๙ นางสาววทันยา วงษ์โอภาสี แสดงตนค่ะ🔗
เดี๋ยวนะครับ ผมยังไม่ได้ให้แสดงตนนะครับ เดี๋ยวรอท่านสมาชิกสักครู่ครับ จะได้แสดงตนไปพร้อม ๆ กัน ท่านผู้ใดมีปัญหาเรื่องบัตรก็ประสานเจ้าหน้าที่ ยังมีเวลา เจ้าหน้าที่ช่วยดูท่านสมาชิกด้วยครับ ถ้าสมาชิกท่านใดมีปัญหาเรื่องบัตรเสียบแล้วไม่มีไฟปรากฏขึ้น ไม่มีไฟกระพริบอะไรทำนองนี้ ก็ยกมือขึ้น เจ้าหน้าที่จะได้เดินไปหาท่าน เชิญท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกเข้าห้องประชุมครับ ท่านสมาชิกครับ ก่อนที่เราจะลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุม เชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดง ตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ🔗
เมื่อสักครู่นี้ มีท่านสมาชิก ๒ ท่านที่มีปัญหาแสดงว่าบัตรใช้ได้แล้วใช่ไหมครับ ท่านสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ ใช้สิทธิแสดงตนบ้างครับ มีไหมครับ ถ้ามีก็ขอเชิญนะครับ เสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน🔗
ท่านประธานครับ ผม นายสาคร เกี่ยวข้อง หมายเลข ๔๐๘ แสดงตนครับ🔗
หมายเลข ๔๐๘ แสดงตน มีท่านสมาชิกอื่นอีกไหมครับ ถ้าท่านสมาชิกได้แสดงตนกันทุกท่านแล้ว ผมขอปิด การแสดงตนนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ🔗
ท่านประธาน หมายเลข ๔๑๐ แสดงตนครับ🔗
หมายเลข ๔๑๐ แสดงตน🔗
ท่านประธานครับ หมายเลข ๔๓๑ แสดงตนครับ🔗
หมายเลข ๔๓๑ แสดงตน🔗
ท่านประธานคะ ศิริกัญญา หมายเลข ๓๖๑ แสดงตนค่ะ🔗
หมายเลข ๓๖๑ แสดงตน🔗
ท่านประธานครับ ผม นายประเสริฐ บุญเรือง หมายเลข ๒๑๔ แสดงตนครับ🔗
หมายเลข ๒๑๔ แสดงตน🔗
ท่านประธานครับ หมายเลข ๒๙๔ รงค์ บุญสวยขวัญ แสดงตนครับ🔗
ท่านรงค์ แสดงตน🔗
ท่านประธานครับ ผม นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ หมายเลข ๔๔๑ แสดงตนครับ🔗
หมายเลข ๔๔๑ แสดงตน🔗
ท่านประธานครับ นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์ หมายเลข ๐๑๒ แสดงตนครับ🔗
หมายเลข ๐๑๒ แสดงตน🔗
ท่านประธานครับ นายมานะศักดิ์ จันทร์ประสงค์ หมายเลข ๒๘๓ แสดงตนครับ🔗
มานะศักดิ์ แสดงตนนะครับ🔗
ท่านประธานคะ ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หมายเลข ๑๑๔ แสดงตนค่ะ🔗
หมายเลข ๑๑๔ แสดงตน พอแล้วนะครับ เจ้าหน้าที่รายงานผลเลยนะครับ ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้ มีท่านสมาชิกอยู่ในห้องประชุมแสดงตน ๒๙๐ บวกอีก ๑๐ เป็น ๓๐๐ ท่านพอดีนะครับ ถือว่าครบองค์ประชุมนะครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ ท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ท่านผู้ใดเห็นด้วยกับรายงานของคณะกรรมาธิการ โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นด้วยกับรายงานของคณะกรรมาธิการโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญสมาชิกใช้สิทธิ ออกเสียงลงคะแนนครับ🔗
มีสมาชิกท่านใด ที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนก็เชิญครับ ถ้าใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนทุกท่านแล้ว ผมขอปิดการลงคะแนนครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ ผลการลงคะแนนเป็นดังนี้ จำนวนผู้ลงมติ ๒๙๗ ท่าน เห็นด้วย ๒๙๔ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับรายงานของคณะกรรมาธิการนะครับ🔗
ท่านสมาชิก ตามที่คณะกรรมาธิการได้เสนอข้อสังเกตไว้ในรายงานของคณะกรรมาธิการเพื่อให้สภา พิจารณาว่าเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการหรือไม่ โดยไม่มีการอภิปรายครับ ซึ่งถ้าเห็นด้วยผมก็จะได้ส่งรายงานและข้อสังเกตไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบหรือดำเนินการ ต่อไปตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๕ รายละเอียดของข้อสังเกตปรากฏตามรายงานของคณะกรรมาธิการ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้จัดวางให้ท่านสมาชิกเพื่อประกอบการพิจารณาแล้วนะครับ🔗
ต่อไปผมขอถามมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ หรือไม่ ก่อนลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ🔗
ก่อนลงมติ ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและ กดปุ่มแสดงตนครับ🔗
มีท่านสมาชิก ท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิแสดงตนบ้างไหมครับ ถ้ามีก็เชิญครับ ถ้าไม่มีผมขอปิดการแสดงตน เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้เข้าประชุมในขณะนี้ ๒๙๑ ท่าน เป็นอันว่าผู้เข้าร่วมประชุม ครบองค์ประชุมครับ🔗
ต่อไป ผมจะขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ท่านผู้ใดเห็นด้วยกับข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญ ท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนครับ มีท่านสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียง ลงคะแนนมีไหมครับ ถ้ามีก็เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม นายชัยชนะ เดชเดโช หมายเลข ๘๙ เห็นด้วยครับ🔗
ท่านชัยชนะ เดชเดโช เห็นด้วย หมดแล้วนะครับ ถ้าใช้สิทธิลงคะแนนทุกท่านแล้วผมขอปิดการลงคะแนน เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๐๑ ท่าน ท่านชัยชนะแสดงตัวตนได้ไหมครับ ท่านชัยชนะแสดงตนแล้วใช่ไหมครับ แต่ใช้สิทธิในการลงคะแนน เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ไม่ได้ แค่นั้นเองใช่ไหมครับ ช่วยตอบหน่อยครับ🔗
ผมยังไม่ได้แสดงตนเลยครับ ท่านประธาน ผมเข้ามาก็ถามลงมติพอดีครับ แล้วก็ขานลงมติครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ผู้ลงมติ ๓๐๑ ท่าน เห็นด้วย ๒๙๙ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการนะครับ ผู้เห็นด้วย ๒๙๙ ท่าน บวก ๑ ท่าน เป็น ๓๐๐ ท่านนะครับ เป็น ๓๐๐ ท่านที่เห็นด้วย ต้องขอขอบคุณ คณะกรรมาธิการนะครับ🔗
๔.๒ รายงานการพิจารณาศึกษาเรื่องปัญหาการบังคับใช้และแนวทางแก้ไข เพิ่มเติมพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน พิจารณาเสร็จแล้ว🔗
ด้วยประธานคณะกรรมาธิการคือ คุณณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ได้มีหนังสือ ขอเลื่อนการนำเสนอรายงานของคณะกรรมาธิการเนื่องจากกรรมาธิการติดภารกิจสำคัญ จึงไม่สามารถนำเสนอรายงานต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ ดังนั้นเพื่อให้การเสนอ รายงานของคณะกรรมาธิการเป็นไปด้วยความเรียบร้อยจึงขอเลื่อนการนำเสนอรายงาน ออกไปก่อนนะครับ🔗
๔.๓ รายงานการพิจารณาศึกษาเรื่องแนวทางการเสนอกฎหมายบำนาญ พื้นฐานแห่งชาติ ซึ่งคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคมพิจารณาเสร็จแล้ว🔗
ขอเชิญ คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่🔗
ที่ประชุมครับ ด้วยประธานคณะกรรมาธิการคือ นางสาวรังสิมา รอดรัศมี ได้มีหนังสือขออนุญาตให้ คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาแนวทางการเสนอกฎหมายบำนาญพื้นฐานแห่งชาติและ ที่ปรึกษาประจำคณะอนุกรรมาธิการเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมเพื่อประโยชน์ในการพิจารณา ผมจึงได้อนุญาตตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๔ วรรคสอง จึงขอเชิญผู้มีรายชื่อดังต่อไปนี้เข้าร่วม ชี้แจงในที่ประชุม ๑. นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๒. นายชนิสร์ คล้ายสังข์ ผู้อำนวยการกองกฎหมายสวัสดิการสังคม สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ๓. นายนิมิตร์ เทียนอุดม ตัวแทนเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ ๔. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สุนทรี เหล่าพัดจัน อาจารย์ประจำสาขาวิชาการเงินและการลงทุน คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา เชิญท่านที่ผมได้เอ่ยนามเข้าห้องประชุมครับ ต่อไปขอเชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการ นางสาวรังสิมาได้แถลง เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการสวัสดิการ สังคม ตามที่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๑ ครั้งที่ ๒๑ (สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่หนึ่ง) วันพุธที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๖๒ มีมติตั้งคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม สภาผู้แทนราษฎรขึ้นคณะหนึ่ง โดยข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๙๐ (๓๒) กำหนดให้คณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคมมีหน้าที่และอำนาจกระทำ กิจการพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับการจัดสวัสดิการสังคม ไม่น้อยกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานการให้บริการด้านสวัสดิการสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของ ประชาชนอย่างทั่วถึงโดยเฉพาะผู้ยากไร้ในเมืองและชนบท และผู้ด้อยโอกาสในสังคมนั้น เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่าในปัจจุบันประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคมพบว่าผู้สูงอายุไทยส่วนใหญ่จะขาดความมั่นคง ทางเศรษฐกิจโดยได้รับสวัสดิการด้านการเงินจากรัฐเพียงเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ซึ่งไม่เพียงพอ ต่อค่าใช้จ่ายขั้นต่ำเพื่อการยังชีพ เนื่องจากอัตราเบี้ยยังชีพที่รัฐจ่ายให้กับประชาชนผู้สูงอายุ ยังต่ำกว่าเส้นความยากจนเป็นอย่างมาก โดยปัจจุบันรัฐบาลจ่ายเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุ ที่มีอายุมากกว่า ๖๐ ปี ซึ่งต้องไม่เป็นผู้ที่ได้รับสวัสดิการหรือประโยชน์อื่นใดจากหน่วยงาน ของรัฐ โดยผู้สูงอายุจะต้องมาลงทะเบียนขอรับเบี้ยยังชีพต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในลักษณะแบบขั้นบันไดเป็นรายเดือนในอัตราที่เพิ่มขึ้นตามช่วงอายุของประชาชนผู้มีสิทธิ ผู้ที่อายุ ๖๐-๖๙ ปี จะได้รับเบี้ยยังชีพเดือนละ ๖๐๐ บาท ผู้ที่อายุ ๗๐-๗๙ ปี จะได้รับ เบี้ยยังชีพเดือนละ ๗๐๐ บาท ผู้ที่อายุ ๘๐-๘๙ ปี จะได้รับเบี้ยยังชีพเดือนละ ๘๐๐ บาท และผู้ที่อายุ ๙๐ ปีขึ้นไป จะได้รับเบี้ยยังชีพเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท และแม้ว่าปัจจุบันรัฐบาล จะอนุมัติเงินช่วยเหลือพิเศษสำหรับผู้สูงอายุจำนวนประมาณ ๑๐ ล้านคน เป็นเวลา ๖ เดือน เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายนไปจนถึงเดือนกันยายน ๒๕๖๕ โดยจะเพิ่มเงินช่วยเหลือพิเศษ รายละ ๑๐๐-๒๕๐ บาทต่อเดือน ตามช่วงอายุดังนี้ อายุ ๖๐-๖๙ ปี รับเงินช่วยเหลือพิเศษ เพิ่ม ๑๐๐ บาทต่อเดือน รวมเป็น ๗๐๐ บาทต่อเดือน อายุ ๗๐-๗๙ ปี รับเงินช่วยเหลือพิเศษ เพิ่ม ๑๕๐ บาทต่อเดือน รวมเป็น ๘๕๐ บาทต่อเดือน อายุ ๘๐-๘๙ ปี รับเงินช่วยเหลือพิเศษ เพิ่ม ๒๐๐ บาทต่อเดือน รวมเป็น ๑,๐๐๐ บาทต่อเดือน อายุ ๙๐ ปีขึ้นไปได้รับเงินช่วยเหลือ พิเศษเพิ่ม ๒๕๐ บาท รวมเป็น ๑,๒๕๐ บาทต่อเดือน อย่างไรก็ตาม การเพิ่มเบี้ยยังชีพ เป็นเงินช่วยเหลือพิเศษนี้ยังคงเป็นเพียงมาตรการชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งหากพิจารณาว่าผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่เหล่านี้อาศัยเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นแหล่งรายรับเพียงแหล่งเดียวหลังจากที่ประชาชน มีอายุมากกว่า ๖๐ ปีแล้ว อาจกล่าวได้ว่าผู้สูงอายุไทยส่วนใหญ่ยังไม่มีความมั่นคงทางการเงิน ซึ่งการวางรากฐานความมั่นคงด้านรายได้ที่เพียงพอในการดำรงชีพหลังจากที่ประชาชนมีอายุ มากกว่า ๖๐ ปี ควรจะใช้ระบบบำนาญ เนื่องจากเป็นหนึ่งในหลักประกันทางสังคมที่ภาครัฐ ควรจัดให้มีขึ้นเพื่อให้ประชาชนมีความมั่นคงในชีวิต คณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม จึงเห็นควรเสนอให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิบำนาญพื้นฐาน เพราะสวัสดิการด้านบำนาญเป็นสิทธิ ขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนควรได้รับเพื่อความมั่นคงด้านรายได้ที่เพียงพอในการดำรงชีพ หลังจากที่ประชาชนมีอายุมากกว่า ๖๐ ปี ในลักษณะถ้วนหน้าที่จ่ายให้แก่ประชาชนผู้มีอายุ ถึงเกณฑ์ตามที่รัฐกำหนด มีสิทธิได้รับทุกคน แม้ว่าประชาชนบางส่วนจะได้รับสวัสดิการ บำนาญจากกองทุนการออมภาคบังคับอื่นแล้วก็ตาม ซึ่งหากประชาชนผู้สูงอายุมีหลักประกัน รายได้ยามชราภาพที่มั่นคงก็จะช่วยลดภาระการพึ่งพิงลดการส่งต่อความยากจนจากรุ่นสู่รุ่น ช่วยแก้ปัญหาความยากจนเรื้อรังได้อย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทางอ้อมผ่านการลงทุนและการใช้จ่ายของกลุ่มประชากรผู้สูงอายุ ซึ่งรัฐจะได้รับผลตอบแทน ทางด้านเศรษฐกิจคืนมาได้รูปแบบของภาษีประเภทต่าง ๆ ดังนั้นคณะกรรมาธิการ การสวัสดิการสังคมจึงได้มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาแนวทางการเสนอ กฎหมายบำนาญแห่งชาติขึ้นคณะหนึ่งเมื่อวันอังคารที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๓ เพื่อพิจารณา ศึกษารวบรวมข้อมูลระบบบำนาญของประเทศไทย รวมทั้งข้อเสนอแนะและแนวทางการแก้ไขปัญหาระบบบำนาญแห่งชาติโดยใช้กฎหมาย อย่างเป็นระบบ โดยมีรายนามคณะอนุกรรมาธิการ ดังต่อไปนี้ ๑. นายสมศักดิ์ คุณเงิน ประธานคณะอนุกรรมาธิการ ๒. นางสุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ๓. นายพีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ คนที่สอง ๔. นางสาววรรณวิภา ไม้สน โฆษกคณะอนุกรรมาธิการ ๕. นายสุพล บริสุทธิ์ อนุกรรมาธิการ ๖. นายนฤนารถ อาภาศิริผล อนุกรรมาธิการ ๗. เรือเอก สาโรจน์ คมคาย อนุกรรมาธิการ ๘. นายชนิสร์ คล้ายสังข์ อนุกรรมาธิการ ๙. นายนิมิตร์ เทียนอุดม อนุกรรมาธิการ และ ๑๐. นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ เลขานุการคณะอนุกรรมาธิการ🔗
โดยคณะอนุกรรมาธิการได้มีมติแต่งตั้งที่ปรึกษาประจำคณะอนุกรรมาธิการ มีรายนามต่อไปนี้ ๑. รองศาสตราจารย์ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี ๒. ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุนทรี เหล่าพัดจัน ๓. นายธวเดช ภาจิตรภิรมย์ ๔. นายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์🔗
คณะอนุกรรมาธิการได้มีการประชุมพิจารณาศึกษาและรวบรวมข้อมูล โดยทำการศึกษาจากเอกสารงานวิจัย ข้อมูลเชิงสถิติ กฎหมายต่าง ๆ และใช้วิธีการประชุม เพื่อปรึกษาหารือและเสนอข้อคิดเห็น จำนวน ๑๐ ครั้ง โดยคณะกรรมาธิการการสวัสดิการ สังคม ได้เชิญผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วมประชุมกับคณะอนุกรรมาธิการ ประกอบด้วย กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร กรมบัญชีกลาง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานประกันสังคม ส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมทรัพยากรธรณี กรมอุตสาหกรรมเหมืองแร่ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล สำนักงาน คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอ (BOI) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ คณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ และสำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคมได้พิจารณาและเห็นชอบรายงาน ผลการพิจารณาศึกษาเรื่องแนวทางการเสนอกฎหมายบำนาญแห่งชาติ จึงได้เสนอรายงาน ฉบับดังกล่าว รวมทั้งข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรทราบ หรือควรปฏิบัติต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อโปรดพิจารณารายงานตามข้อบังคับ การประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๑๐๕ สำหรับรายงานเกี่ยวกับรายงาน การศึกษาขอให้ นายสมศักดิ์ คุณเงิน เลขานุการคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม และประธานคณะอนุกรรมาธิการ ตลอดจนคณะกรรมาธิการท่านอื่น ๆ คณะอนุกรรมาธิการ และที่ปรึกษาเป็นผู้นำเสนอสรุปรายงานการศึกษาต่อไปค่ะ🔗
ขอเชิญ ท่านสมศักดิ์ คุณเงิน ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม สมศักดิ์ คุณเงิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดขอนแก่น พรรคเศรษฐกิจไทย ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการและในฐานะที่เป็น ประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาเรื่องดังกล่าวนี้ ก่อนอื่นขอขอบพระคุณท่านประธาน ที่ได้กรุณามอบหมายเพื่อชี้แจงเพิ่มเติมต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผมขออนุญาตใช้เอกสารที่แจกในที่ประชุมเป็นส่วนหนึ่งในกราบเรียนรายงานต่อสภา ตลอดจนข้อสังเกตเพื่อความกระชับจะพยายามใช้เวลาต่อสภาที่จำเป็นแล้วก็สรุปสาระสำคัญ ท่านประธานที่เคารพ ก่อนอื่นขออนุญาตกราบเรียนที่ไปที่มาประเด็นปัญหาหรือเรื่องเดิม เกี่ยวกับเรื่องนี้พอสังเขปดังนี้ครับ🔗
เรื่องเดิมเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการได้เคยเสนอร่างพระราชบัญญัติ บำนาญแห่งชาติ พ.ศ. .... โดยมีประชาชนเข้าชื่อรับรองถูกต้องต่อสภาผู้แทนราษฎรและ ต่อมาประธานสภาผู้แทนราษฎรเห็นว่าร่างที่ประชาชนเข้าชื่อเสนอมานี้เป็นร่างกฎหมาย ที่เกี่ยวด้วยการเงิน ซึ่งมีความจำเป็นต้องส่งไปให้ท่านนายกรัฐมนตรีให้คำรับรองก่อนที่ สภาผู้แทนราษฎรจะสามารถพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้นได้ ต่อมาเมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้แจ้งต่อเครือข่ายประชาชน เพื่อรัฐสวัสดิการว่าสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีมีหนังสือแจ้งให้ทราบว่านายกรัฐมนตรี ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติบำนาญแห่งชาติ พ.ศ. .... ที่พร้อมความเห็นของหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง มีบัญชาไม่รับรองร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว ซึ่งมีผลทำให้ร่างพระราชบัญญัติ ดังกล่าวไม่สามารถเข้าสู่การพิจารณาดำเนินการต่อไปได้ นั่นเป็นเรื่องเดิม และต่อมา คณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคมของสภาผู้แทนราษฎรได้มีการปรึกษาหารือและ ได้นำเรื่องดังกล่าวมาพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วก็ได้มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง ถึงประเด็นสำคัญของปัญหาและความสำคัญต่าง ๆ ตลอดจนได้นำเอาความคิดความเห็น ของพี่น้องประชาชนที่ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติมาประกอบการพิจารณาด้วย ในที่สุด คณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาแล้วเพื่อจะให้การพิจารณา ปัญหาเรื่องดังกล่าวเป็นไปอย่างรอบคอบและรอบด้าน จึงได้มีมติได้ตั้งอนุกรรมาธิการขึ้นมา เพื่อพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่งเพื่อได้สรุปเสนอคณะกรรมาธิการได้พิจารณาดำเนินการ ตามสมควรตามบทบาทอำนาจหน้าที่ต่อไป ซึ่งท่านประธานคณะกรรมาธิการได้กราบเรียน ที่ประชุมแล้ว ซึ่งผมเองได้เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการชุดดังกล่าว ท่านประธานที่เคารพ เมื่อได้รับมอบหมายให้ดำเนินการ ผมได้สรุปปัญหาและดำเนินการตามขั้นตอนตามระเบียบ กฎเกณฑ์แล้ว จึงใคร่ขออนุญาตสรุปความสำคัญที่มาของปัญหาเพิ่มเติมดังนี้ จากการศึกษา พบว่าประชากรประเทศไทยช่วงปี ๒๕๕๓-๒๕๘๓ ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่าในปี ๒๕๖๓ สัดส่วนประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๙.๑ จำนวน ๑๒.๑๔๔ ล้านคน ปี ๒๕๖๕ สัดส่วนประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ ๒๐.๕ หรือ ๑๓.๖ ล้านคน ในปี ๒๕๗๕ สัดส่วนประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ ๒๖.๖ หรือ ๑๗.๙ ล้านคน ในปี ๒๕๘๓ จะมีผู้สูงอายุเกือบ ๑ ใน ๓ ของประชากรทั้งหมดหรือ ร้อยละ ๓๒.๑ โดยหลังจากปี ๒๕๖๕ เป็นต้นไป แสดงว่าสังคมไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ อย่างสมบูรณ์แบบ เนื่องจากว่ามีประชากรสูงอายุมากกว่าร้อยละ ๒๐ ของประชากรทั้งหมด นี่จึงเป็นประเด็นปัญหาที่สำคัญที่ทางคณะอนุกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการได้พิจารณา เป็นประเด็นสำคัญด้านโครงสร้างประชากรของเรา แล้วที่สำคัญที่สุดจะเห็นว่าประชากร ผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ ๒๕ ของประชากรทั้งหมด ซึ่งในประเทศไทยมีการสร้างหลักประกัน ด้านรายได้ยามชราที่ยังไม่ครอบคลุมมากนัก โดยระบบบำนาญในภาพรวมประเทศไทยยังมีลักษณะที่เป็นระบบบำนาญพื้นฐานของอาชีพ ประชากรที่มีอาชีพหรือสถานภาพทำงานบางประเภทเท่านั้นที่มีหลักประกันด้านรายได้ ยามชราอย่างเป็นทางการ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าแรงงานภาคเอกชนที่เป็นสมาชิกกองทุน ประกันสังคมก็ดี ข้าราชการที่รับบำเหน็จบำนาญก็ดีก็จะได้มีเรื่องของสวัสดิการ แต่จะเห็นว่า มีประชากรที่อยู่ในวัยแรงงานนอกเหนือจากกลุ่มดังกล่าวขาดหลักประกันด้านรายได้พื้นฐาน ที่จำเป็นในการดำรงชีวิตยามชราภาพ ซึ่งจะเห็นได้ว่าประเทศไทยมีระยะเวลาน้อยมาก ในการเตรียมความพร้อมในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนการเตรียมการ ด้านสวัสดิการ ด้านการบริการ การสร้างหลักประกันต่าง ๆ เพื่อรองรับประชากรผู้สูงอายุ ซึ่งหากว่าไม่สามารถเตรียมมาตรการรองรับปัญหาดังกล่าวได้ดีมากพอ อาจจะเป็นปัจจัย เสี่ยงสำคัญที่จะทำให้การพัฒนาประเทศในมิติต่าง ๆ มีความท้าทายเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ระบบ บำเหน็จบำนาญของประเทศไทยในปัจจุบันมีหลายรูปแบบ ทั้งรูปแบบพื้นฐานภาคบังคับ และภาคสมัครใจ โดยแบ่งเป็น ๓ เสาหลัก ดังนี้🔗
เสาหลักที่ ๑ คือสวัสดิการพื้นฐาน เป็นระบบการคุ้มครองดูแลจากภาครัฐ ใช้เงินงบประมาณจากภาษีของประชาชนและผู้ได้รับการคุ้มครองไม่มีส่วนร่วมในการออม เพื่อให้ได้รับสวัสดิการจากภาครัฐประกอบด้วยบำนาญข้าราชการแบบเดิม เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เป็นต้น🔗
เสาหลักที่ ๒ เป็นการออมภาคบังคับ🔗
เสาหลักที่ ๓ เป็นการออมภาคสมัครใจ🔗
เมื่อพิจารณาระบบบำนาญที่มีอยู่ในปัจจุบันแล้วพบว่ามีข้อพิจารณาที่สำคัญ กล่าวคือ ระบบบำนาญของประเทศไทยขาดการครอบคลุมประชากรทุกกลุ่ม โดยเฉพาะ กลุ่มที่มีความเปราะบางต่อความเสี่ยงทางด้านเศรษฐกิจต่าง ๆ เช่น แรงงานนอกระบบที่มีอยู่ จำนวน ๒๑.๑ ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ ๕๕.๓ ของจำนวนผู้ทำงานทั้งหมด ส่วนใหญ่ ประกอบอาชีพทำการเกษตรและรับจ้าง นอกจากได้รับเบี้ยยังชีพเป็นรายเดือนในอัตราที่เพิ่มขึ้น ตามช่วงอายุดังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน คือจะเป็น ๖๐๐ บาทก็ดี ๗๐๐ บาทก็ดี ๘๐๐ บาทก็ดี ๑,๐๐๐ บาท ตามช่วงชั้นของอายุดังกล่าว ประชากรกลุ่มที่ไม่ใช่แรงงานในระบบยังไม่มี ระบบสนับสนุนรายได้แบบอื่นรองรับอีกทำให้ประชากรกลุ่มดังกล่าวมีความมั่นคงทางด้าน การจ้างงานหรือการออมอยู่ในระดับที่ต่ำอาจจะประสบปัญหาในการดำรงชีพยามชรา และต้องพึ่งพิงเงินสนับสนุนจากครอบครัวและกลุ่มออมทรัพย์ซึ่งมีอยู่ไม่แน่นอนจำนวนสูง นอกจากนี้เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุตามอัตราดังกล่าวไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายขั้นต่ำเพื่อยังชีพ และต่ำกว่าเส้นความยากจนอย่างมาก อาจกล่าวได้ว่าผู้สูงอายุในประเทศไทยส่วนใหญ่ ไม่มีความมั่นคงทางการเงินก็ต้องพึ่งพาเบี้ยยังชีพที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นแหล่งรายได้เพียง แหล่งเดียวหลังเกษียณ ท่านประธานที่เคารพ คณะอนุกรรมาธิการชุดดังกล่าวได้มีการประชุม เพื่อปรึกษาหารือเรื่องนี้ ตลอดจนทำการศึกษารวบรวมข้อมูลมากกว่า ๑๐ ครั้ง โดยทำการศึกษา จากเอกสารงานวิจัย ข้อมูลเชิงสถิติ กฎหมายที่เกี่ยวข้องครับ ตลอดจนใช้วิธีการประชุม เพื่อปรึกษาหารือข้อคิดเห็นคณะกรรมาธิการต่าง ๆ ได้เชิญตัวแทนหน่วยงานมาร่วมชี้แจงกว่า ๑๐ หน่วยงานทางราชการ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าหน่วยงานของกระทรวงการคลังที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บก็ดี หรือหน่วยงานทางประกันสังคม หน่วยงานที่จัดเก็บภาษีค่าภาคหลวง แม้กระทั่งสำนักงาน สลากกินแบ่งรัฐบาล กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ บีโอไอ (BOI) ตลอดจนสำนักงานคณะกรรมการ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ รวมทั้งส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องแล้ว ทุกหน่วยงานมีความเห็นพ้องต้องกันประการหนึ่งว่าสามารถที่จะดำเนินการ เรื่องบำนาญพื้นฐานประชาชนได้ ถ้าหากว่าเป็นนโยบายที่เข้มแข็งของรัฐบาล ท่านประธาน ที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นคณะอนุกรรมาธิการจึงได้มีการพิจารณาและรวบรวมเรียบเรียง ข้อสรุปเสนอต่อคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคมจนกระทั่งได้พิจารณาแล้วมีความเห็น พ้องต้องกันเป็นมติให้คณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคมได้นำรายงานเสนอต่อที่ประชุม สภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาตามกระบวนการนิติบัญญัติของเราต่อไป เพื่อประหยัดเวลา กระผมขออนุญาตนำบทสรุปข้อเสนอและข้อสังเกตคณะกรรมาธิการได้เสนอต่อที่ประชุม เพื่อเป็นสาระสำคัญดังนี้ บทสรุปการวางรากฐานระบบบำนาญของประเทศไทยให้มีความยั่งยืน ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่เป็นหนึ่งในหลักประกันทางสังคมที่ภาครัฐจะต้องจัดให้มีขึ้น เพื่อให้ ประชาชนมีความมั่นคงในชีวิตซึ่งการมีระบบหลักประกันทางสังคมด้านบำนาญที่เหมาะสม จะทำให้ประชาชนมีรายได้ที่เพียงพอในการดำเนินชีพเมื่อเข้าสู่วัยชรา ลดภาระการพึ่งพิง ตลอดจนเป็นการแบ่งเบาภาระงบประมาณจากการนำภาษีของประชาชนวัยทำงานมาจัดสรร สวัสดิการดูแลผู้สูงอายุซึ่งมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ในด้านความพอเพียง การดำรงชีวิต ปัจจุบันผู้สูงอายุได้รับเบี้ยยังชีพซึ่งไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายขั้นต่ำและอยู่ต่ำกว่า เส้นแบ่งของความยากจนอย่างมาก จึงกล่าวได้ว่าผู้สูงอายุไทยส่วนใหญ่ไม่มีความมั่นคง ทางการเงิน ก็ต้องพึ่งพิงเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นแหล่งรายรับเพียงแหล่งเดียว หลังเกษียณอายุ ด้วยเหตุนี้จึงควรวางระบบบำนาญของประเทศไทยโดยมุ่งหมายให้ประชาชน ได้รับบำนาญพื้นฐานแห่งชาติในลักษณะเป็นสิทธิสวัสดิการขั้นพื้นฐานแบบถ้วนหน้าครับ ซึ่งประชาชนสัญชาติไทยทุกคนที่อายุถึงเกณฑ์ที่กำหนดมีสิทธิได้รับทุกคน โดยสิทธิดังกล่าว ได้มุ่งประสงค์ที่จะสร้างความมั่นคงด้านรายได้ที่จะเพียงพอในการดำรงชีวิตหลังเกษียณ และคณะกรรมาธิการเห็นว่าหากผู้สูงอายุมีหลักประกันรายได้ยามชราภาพที่มั่นคงก็จะช่วย ลดภาระอันพึ่งพิงวัยแรงงาน อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจการออมผ่านการใช้จ่ายของ กลุ่มประชากรเกษียณอายุอีกด้วย คณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคมเห็นว่าหากมีการ ปรับปรุงที่มารายได้และการบริหารของกองทุนผู้สูงอายุให้มีรายได้มากขึ้นเพื่อสมทบ งบประมาณประจำปี เพื่อจ่ายบำนาญพื้นฐานแห่งชาติให้เกิดความต่อเนื่องและยั่งยืน จากที่มาของเงินรายได้ ประกอบด้วย เงินทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้ เงินที่ได้รับจาก งบประมาณรายจ่ายประจำปี เงินบำรุงจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตในส่วนที่เกี่ยวข้อง กับสินค้าสุรา ยาสูบ ในอัตราเพิ่มขึ้น ตลอดจนเงินหรือทรัพย์สินอื่นที่มีผู้บริจาคหรือสมทบ ให้เงินอุดหนุนจากต่างประเทศหรือองค์กรระหว่างประเทศ เงินหรือทรัพย์สินที่ตกเป็นของ กองทุน หรือที่กองทุนได้รับตามกฎหมายโดยนิติกรรมอื่น โดยกำหนดที่มาจากรายได้เพิ่มขึ้น เงินบำรุงที่ได้จากภาษีสรรพสามิต สุรา ยาสูบ น้ำมัน เชื้อเพลิง รถยนต์ รถ หรือภาษีอื่นตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกำหนด เงินบำรุงที่ได้รับจากการออกสลากตามกฎหมายว่าด้วยสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เงินบำรุงที่ได้จากส่วนแบ่งค่าสัมปทาน ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตในกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ตามกฎหมายว่าด้วยองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เงินบำรุงที่ได้จากส่วนแบ่งรายได้ค่าภาคหลวงว่าด้วยแร่ เงินบำรุงที่ได้จากภาษีกฎหมาย ว่าด้วยรถยนต์ เงินบำรุงที่ได้จากค่าธรรมเนียมซื้อขาย ซื้อสินค้าหรือบริการของบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร เงินบำรุงที่ได้จากส่วนแบ่งสัมปทาน ค่าใบอนุญาตภาษี ค่าธรรมเนียมอื่นตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน เงินบำรุงที่คลังได้รับมาตามกฎหมายว่าด้วย การบริหารเงินทุนหมุนเวียน เงินบำรุงได้จากเงินได้ประจำปีของบุคคลหรือนิติบุคคลที่ไม่ได้ รับการต่อสิทธิพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน เงินบำรุงที่ได้จากเงินได้ ของบุคคลธรรมดาหรือเงินได้นิติบุคคลประจำปีเพื่อเสียภาษีที่แสดงความจำนง เงินบำรุงที่ได้ จากส่วนแบ่งค่าสัมปทาน ค่าภาคหลวง ค่าธรรมเนียมในการขุดเจาะน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติก็ดี หรือเงินบำรุงอื่น ๆ ตามที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ หรือตามที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบเพื่อให้ เพียงพอจ่ายบำนาญแห่งชาติ ก็เห็นสมควรปรับปรุงการบริหารจัดการกองทุนผู้สูงอายุ ให้สามารถนำเงินบำรุงไปหาประโยชน์ในการลงทุนได้ ตลอดจนกำหนดให้กองทุนผู้สูงอายุ มีฐานะเป็นนิติบุคคลในกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ รวมตลอดจนกำหนดชื่อกองทุนโครงสร้างการบริหารกองทุนใหม่ให้การบริหาร จัดการที่มีประสิทธิภาพ มีการสรรหาบุคลากรจากภายนอกให้เข้ามาบริหารจัดการเพื่อทดแทน การสรรหาอัตรากำลังข้าราชการที่เพิ่มขึ้น ข้อเสนอแนะและข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ🔗
๑. เสนอให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิบำนาญพื้นฐาน เพราะสวัสดิการด้านบำนาญ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนควรได้รับเพื่อความมั่นคงด้านรายได้ ซึ่งเพียงพอ ในการดำรงชีพหลังจากเกษียณอายุ จึงควรพิจารณาเป็นสิทธิพื้นฐานในลักษณะถ้วนหน้า ที่ให้ประชาชนผู้มีอายุถึงเกณฑ์ตามที่รัฐกำหนดมีสิทธิได้รับทุกคน แม้ว่าประชาชนบางส่วน จะได้รับสวัสดิการบำนาญจากกองทุนการออมภาคบังคับอื่นก็ตาม ซึ่งหากประชาชนผู้สูงอายุ มีหลักประกันรายได้ยามชราที่มั่นคงแล้วก็จะเป็นการช่วยลดภาระการพึ่งพิง ลดการส่งต่อ ความยากจนจากรุ่นสู่รุ่น ช่วยแก้ปัญหาความยากจนเรื้อรังได้อย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งยังเป็น การกระตุ้นเศรษฐกิจทางอ้อมผ่านการลงทุนการใช้จ่ายกลุ่มประชากรผู้สูงอายุ ซึ่งรัฐจะได้ ผลตอบแทนทางด้านเศรษฐกิจคืนมาในรูปแบบของภาษีประเภทต่าง ๆ🔗
๒. เสนอให้จัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาด้านงบประมาณที่เป็นภาระ ของรัฐ เนื่องจากกองทุนมีรูปแบบการบริหารจัดการให้มีความยืดหยุ่น สามารถนำเงิน ไปลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้เกิดผลกำไรขึ้นได้ นอกจากนี้ยังควรพิจารณาหาแนวทาง ความเป็นไปได้ในการจัดสรรงบประมาณจากแหล่งอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น รายได้จากการเก็บ ภาษีทางอ้อม การจัดสรรงบประมาณบางส่วนในการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต ภาษีบาป การจัดสรรงบประมาณรายได้ในการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล และรายได้จากการบริการ เป็นต้น🔗
๓. ระบบบำนาญพื้นฐานแห่งชาติควรเป็นสวัสดิการถ้วนหน้า เพื่อเป็น เสาหลักพื้นฐานให้กับประชาชนผู้สูงอายุทุกคน โดยดำเนินงานควบคู่ไปกับเสาหลัก เช่น กองทุนสวัสดิการสังคม กองทุนการออม เป็นต้น ซึ่งในอนาคตทั้ง ๓ กองทุนก็จะสามารถ ดำเนินการบูรณาการร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ🔗
๔. การจ่ายเงินบำนาญพื้นฐานแห่งชาติ มีหลักการสำคัญในการกำหนด เรื่องบำนาญให้เป็นสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุอย่างถ้วนหน้า🔗
๕. หลักการสำคัญของการส่งเสริมให้เกิดระบบบำนาญพื้นฐานแห่งชาตินั้น คือแนวคิดในการศึกษารวบรวมระบบสวัสดิการของประชาชนที่อายุ ๖๐ ปีขึ้นไปทั้งหมด ๔ ประการด้วยกันคือเรื่องบำนาญของข้าราชการ เรื่องเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เรื่องเงินบำนาญ ประกันสังคม และเรื่องของกองทุนการออมแห่งชาติ ซึ่งการดำเนินงานของแต่ละกองทุน ย่อมมีความเป็นเอกภาพ แต่สิ่งที่จะต้องดูแลก็คือประชาชนที่อยู่นอกระบบมีอยู่ ๒๑ ล้านคน ที่ยังไม่สามารถเข้าสู่ระบบการออมเพื่อบำนาญได้ ดังนั้นเจตนารมณ์ของคณะกรรมาธิการ จึงต้องจัดการสนับสนุนให้มีบำนาญพื้นฐานแห่งชาติเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและไม่ห่างจาก เส้นแบ่งความยากจน ซึ่ง ณ ปัจจุบันอยู่ที่ ๒,๗๖๓ บาท ซึ่งก็จะทำให้ผู้สูงอายุมีหลักประกัน ในการดำเนินชีวิตได้อย่างมีคุณภาพยิ่งขึ้น🔗
๖. แนวคิดในการส่งเสริมการออมจากภาษีผู้บริโภคของประชาชนก็ถือเป็น นวัตกรรมที่จะมีการออกแบบความคิดเพื่อการออมสามารถนำไปใช้ในเรื่องบำนาญของ ประชาชนเพื่อก้าวเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ ซึ่งในต่างประเทศก็ได้ดำเนินการมาเป็นเวลาช้านานแล้ว🔗
ข้อสุดท้าย คณะกรรมาธิการเสนอให้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. ๒๕๕๖ ซึ่งเป็นแนวทางที่ไม่สลับซับซ้อนและสามารถดำเนินการได้ง่าย รวดเร็วกว่า เนื่องจากว่าเป็นการแก้ไขกฎหมายที่มีอยู่เดิม อีกทั้งเป็นกฎหมายแม่บทในการคุ้มครอง ส่งเสริม สนับสนุนผู้สูงอายุในเรื่องต่าง ๆ เพิ่มขึ้น โดยให้ยกเลิกการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และให้เปลี่ยนเป็นการจ่ายบำนาญพื้นฐานแห่งชาติแทน ซึ่งเดิมการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ กรมกิจการผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์รับผิดชอบ จึงไม่จำเป็นต้องมีการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่เพิ่มเติม อีกทั้ง พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ ๒๕๕๖ นั้นมีกองทุนผู้สูงอายุอยู่แล้วเป็นแหล่งเงิน งบประมาณ ที่มีกฎหมายระเบียบรองรับอยู่แล้วจึงสามารถจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อรองรับ ระบบบำนาญพื้นฐานดังกล่าวนี้ได้ทันที ท่านประธานที่เคารพ นั่นคือสรุปสาระข้อเสนอแนะ และข้อสังเกตที่ขออนุญาตกราบเรียนต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อได้โปรดพิจารณา และใคร่ขอ ถือโอกาสนี้เล็กน้อย เนื่องจากว่าคณะกรรมาธิการได้ดำเนินการเพื่อพิจารณาแก้ไขกฎหมาย ผู้สูงอายุ พ.ศ. ๒๕๕๖ ซึ่งจะขออนุญาตสรุปสั้น ๆ ว่าเราได้เสนอให้แก้ไขปรับปรุงอะไรบ้าง🔗
ประการที่ ๑ ให้เปลี่ยนชื่อร่างพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. ๒๕๔๖ เป็นชื่อ พระราชบัญญัติผู้สูงอายุและบำนาญพื้นฐานแห่งชาติ🔗
ประการที่ ๒ เปลี่ยนคำว่าเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นบำนาญพื้นฐานประชาชน🔗
ประการที่ ๓ ปรับปรุงองค์ประกอบอำนาจหน้าที่คณะกรรมการผู้สูงอายุ แห่งชาติเป็นคณะกรรมการผู้สูงอายุและบำนาญพื้นฐานแห่งชาติ🔗
ประการที่ ๔ ไม่มีการจัดตั้งสำนักงานขึ้นใหม่แต่ให้ใช้หน่วยงานเดิมเป็น ผู้ดำเนินการ ได้แก่ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจในการจัดทำรายชื่อผู้สูงอายุให้ได้รับบำนาญ พื้นฐานโดยผู้สูงอายุไม่จำเป็นต้องเดินทางมาลงทะเบียนเช่นในปัจจุบัน🔗
ประการที่ ๕ ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวแสดงแหล่งที่มาของเงินคือกองทุน ผู้สูงอายุ โดยคณะกรรมาธิการขอเปิดช่องทางเข้าของเงินเข้าสู่กองทุนผู้สูงอายุในอัตราที่สูงขึ้น จากเดิม เช่น ร้อยละ ๒ เป็นร้อยละ ๕ ซึ่งเชื่อว่านำเงินส่วนนี้ไปสมทบงบประมาณที่รัฐบาล ตั้งไว้เพื่อจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจำนวนปัจจุบันประมาณ ๗๗,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี แล้วก็ น่าจะสามารถดำเนินการได้🔗
ประการที่ ๖ ร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวเปิดช่องให้มีการจ่ายบำนาญ พื้นฐานตามอัตราที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ แต่ให้คำนึงถึงเส้นแบ่งความยากจน ซึ่งในระยะเริ่มต้นอาจจะไม่ได้เท่ากับเส้นแบ่งความยากจนเลย เพราะคงต้องใช้เวลาในการ พิจารณาถึงสถานะเศรษฐกิจของประเทศด้วย🔗
ประการที่ ๗ ร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวกรรมาธิการไม่มีบทบัญญัติ ให้อำนาจคณะกรรมการผู้สูงอายุและบำนาญแห่งชาติมีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือเรียกให้ บุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำหรือส่งเอกสารประกอบการพิจารณาได้🔗
ประการสุดท้าย ร่างพระราชบัญญัติฉบับที่กรรมาธิการได้เสนอนั้นไม่มี บทลงโทษในทางอาญาแต่อย่างใด🔗
ท่านประธานครับ คณะกรรมาธิการได้ปรับปรุงแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ ดังกล่าวแล้ว และได้นำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งปัจจุบันนี้ร่างดังกล่าวได้ถูกส่งไปให้ นายกรัฐมนตรีได้พิจารณารับรองเพราะเป็นร่างเกี่ยวกับการเงินซึ่งอยู่ในระหว่างรอคอยว่า ฝ่ายบริหารนั้นจะได้มีความเห็น จะมีการรับรองมาให้สภาได้พิจารณาดำเนินการตามขั้นตอน ต่อไปหรือไม่ เพียงไร ท่านประธานครับ กระผมขอถือโอกาสสรุปเรียนรายงานแต่เพียงเท่านี้ ขอกราบขอบคุณ และใคร่ขอให้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้ร่วมกันพิจารณาสร้างกฎหมาย โครงสร้างพื้นฐานทางด้านสวัสดิการสังคมให้กับชาติบ้านเมืองของเราฉบับนี้ต่อไป ขอบคุณ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ กรรมาธิการก็ได้นำเสนอ ยังมีกรรมาธิการ เอาสรุปสั้น ๆ แล้วกันนะครับ ถ้าเอาแต่ละคนยาว ๆ นี้ท่านสมาชิกก็ไม่ได้พิจารณาเพราะว่ามันจะมีสรุปในรายละเอียด ในเอกสารอยู่บ้างแล้วอยู่แล้ว เชิญกรรมาธิการต่อครับ แต่ขอให้สรุปให้มันสั้นนิดหนึ่งครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนิมิตร์ เทียนอุดม ในนามของคณะอนุกรรมาธิการการสวัสดิการสังคมที่จะจัดทำ แนวทางการเสนอกฎหมายบำนาญแห่งชาติ และตัวแทนเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ ผมอยากเสริมท่านประธานคณะอนุกรรมาธิการ ท่านสมศักดิ์ว่าที่ท่านได้นำเสนอครบถ้วน กระบวนความนั้น ผมอยากขอเน้นย้ำเพียงแต่ประเด็นที่ว่าเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ ได้รวบรวมลายมือชื่อประชาชน แล้วก็คิดว่าการพิจารณาเรื่องนี้กลไกที่สำคัญอีกกลไกหนึ่ง ที่ละเลยไม่ได้ก็คือกลไกของทางรัฐสภาของสภาผู้แทนราษฎร พวกเราเครือข่ายประชาชน เพื่อรัฐสวัสดิการจึงได้มายื่นเอกสารจดหมายให้กับทางคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม และทางกรรมาธิการก็เห็นด้วยแล้วก็มาช่วยกันร่าง ซึ่งตรงนี้ประเด็นสำคัญมันอยู่ตรงที่ว่าถ้าจะเกิดบำนาญแห่งชาติ สิ่งที่เราเรียกกันว่าเจตจำนง ทางการเมืองเป็นเรื่องที่สำคัญและเจตจำนงทางการเมือง อันนี้ถ้าเรารอจากฝั่งบริหาร อย่างเดียวเราไม่ทราบว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร เพราะฉะนั้นเครือข่ายประชาชนจึงมาที่รัฐสภา มาที่กรรมาธิการเพื่อให้สภาแห่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่เราจะสร้างหลักประกันด้านรายได้ให้กับ ประชาชนด้วยกัน ถ้าผลการศึกษาของกรรมาธิการในวันนี้ออกมาแล้วสภาแห่งนี้มีมติรับ ผลการศึกษา ผมว่านี่คือจุดเริ่มต้นที่จะทำให้เกิดหลักประกันด้านรายได้ให้กับผู้สูงอายุทุกคน ที่เฝ้ารอกฎหมายฉบับนี้อยู่นะครับ บนกฎหมายที่เสนอกันอยู่ในครั้งนี้มันมีหลักการสำคัญ ๆ อยู่ ๓ ด้านเท่านั้นเองที่ผมขออนุญาตย้ำเตือนอีกนิดหนึ่งว่า🔗
อันที่ ๑ สิ่งที่กฎหมายเสนอคือเรื่องสิทธิพื้นฐานถ้วนหน้าที่เรามีเกณฑ์เดียว ที่ใช้ก็คือเรื่องของอายุ ๖๐ ปี ส่วนว่าใครจะได้บ้างเอาเกณฑ์อายุก่อน ส่วนราชการให้ราชการ เลือกว่าสิทธิของข้าราชการให้ข้าราชการเลือกบำนาญของเขาเอง ส่วนคนงานประกันสังคม ผมอยากย้ำอีกนิดหนึ่ง คำว่า ถ้วนหน้า ในที่นี้ให้หมายรวมถึงคนงานประกันสังคมด้วย เพราะว่าบำนาญในประกันสังคม ประกันสังคมเป็นการมีส่วนร่วมในการทำบำนาญระหว่าง นายจ้างกับลูกจ้างเท่านั้น รัฐไม่ได้มีส่วนสมทบในเรื่องบำนาญของผู้ประกันตนในระบบ ประกันสังคม เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องซ้ำซ้อนครับ เราได้จัดสรร เราได้พิจารณาแล้วว่า เป็นเหตุสมควรที่พี่น้องผู้ประกันตนอยู่ในข่ายของคำว่า ถ้วนหน้า ในที่นี้นะครับ🔗
อันที่ ๒ เรื่องของความเพียงพอต่อการใช้ชีวิตผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ และเพื่อไม่ให้เกิดการถกเถียงว่าเท่าไรพอ เท่าไรไม่พอ เราใช้เส้นแบ่งของเส้นความยากจน ซึ่งประเทศไทยมีสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติได้กำหนดไว้เลยว่าเส้นความยากจนถ้ามีเงินต่ำกว่าเดือนละ ๒,๗๐๐ บาท มันอยู่ไม่ได้ ถือว่าจน ถือว่าแร้นแค้น ถือว่ายากลำบาก เพราะฉะนั้นเมื่อคณะอนุกรรมาธิการ ได้พิจารณาประเด็นก็ถือว่าเพียงพอในที่นี้เรายึดโยงกับเส้นความยากจนได้ไหม ไม่ต้องไป เถียงกัน เอาอันนี้แล้วก็เอาตัวเลขกลม ๆ คิดง่าย ๆ เดี๋ยวมาดีเบต (Debate) กันว่าจะแค่ไหน ก็คืออยู่ที่ ๓,๐๐๐ บาท และที่สำคัญก็คือประเทศเรามีการพิจารณาทบทวนเส้นความยากจน ทุก ๆ ๓ ปี เพราะฉะนั้นในกฎหมายก็บอกไว้เลยว่าเพื่อจะทำให้ประชาชนที่ได้รับเบี้ยยังชีพ ประเมินได้ว่าเขาจะได้รับเป็นรายเดือนเท่าไร อย่างไร เพราะฉะนั้นเมื่อมีการปรับเปลี่ยน เส้นความยากจนเมื่อไรกฎหมายเรื่องบำนาญพื้นฐานแห่งชาติก็มาพิจารณาแล้วก็ล้อตาม เส้นความยากจนที่มีการปรับเปลี่ยนทุก ๆ ๓ ปีแล้วก็เป็นหลักประกันเพื่อจะไม่ให้ถูกแช่แข็งก็ดี เพราะว่าอย่างเบี้ยยังชีพเรารับหลัก ๑๐๐ บาท ตั้งแต่ ๒๐๐ ๓๐๐ ๕๐๐ มาเขยิบเป็น ขั้นบันไดใช้เวลาอยู่ ๒๘ ปีนะครับ แล้วก็ไม่มีเกณฑ์ไม่มีกติกาอะไรในการว่าจะปรับเมื่อไร กลายเป็นนโยบายทางการเมืองไป เพราะฉะนั้นถ้าเราทำตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมาธิการ ที่ไปศึกษาเราก็ล้อกับเส้นความยากจนปรับเปลี่ยนไปตามภาวะเศรษฐกิจในแต่ละช่วงสมัย🔗
อันที่ ๓ ก็คือเรื่องของความสม่ำเสมอต่อเนื่องนะครับ ตรงนี้สำคัญมากครับ ก็คือถ้าเราทำให้ทุกคนรู้ว่าบำนาญพื้นฐานแห่งชาติอันนี้เป็นหลักประกันด้านรายได้ที่เป็น รายเดือนนะครับ ชัดเจนว่าทุก ๆ เดือน อย่างปัจจุบันนี้เบี้ยยังชีพก็คือจะมีเงินเบี้ยยังชีพ จ่ายให้กับผู้สูงอายุทุก ๆ วันที่ ๑๐ ของเดือนใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นถ้าเป็นบำนาญนี้ปุ๊บ ก็จะรู้เลยว่าทุกวันที่เท่าไร อาจจะเป็นวันที่ ๑๐ เหมือนเดิม ประชาชนผู้สูงอายุ ๖๐ ปี จะได้รับบำนาญพื้นฐานอันนี้ ทุกคนรู้ว่ามันสม่ำเสมอ มันต่อเนื่อง มันแน่นอน ทุกคนไป วางแผนชีวิตได้ ๖๐ ปียังแข็งแรง ยังมีพละกำลังที่จะเลี้ยงตัวเองเลี้ยงครอบครัวไปต่อยอด อาชีพ เพราะฉะนั้นที่ท่านประธานคณะอนุกรรมาธิการบอกว่าการใส่งบประมาณตรงนี้ลงไป มันเท่ากับเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ เท่ากับไปลดภาระของลูกหลาน และทำให้เกิดพัฒนา ทางเศรษฐกิจที่มากมายเกิดขึ้นหลังจากที่เราประมาณการก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นหลักการ ๓ ข้อ อันนี้ถูกบรรจุไว้อยู่ในร่างแก้ไข พ.ร.บ. ผู้สูงอายุ แล้วผมก็อยากจะย้ำอีกนิดหนึ่งว่าเรื่องของการแก้ไขกฎหมายอันนี้เราใช้ตามคำเสนอแนะ ของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่มีความเห็นส่งให้ท่านนายกรัฐมนตรีตอนที่ท่านนายกรัฐมนตรี ปรึกษาหารือว่าควรรับร่างของประชาชนไหม ความเห็นหนึ่งของกฤษฎีกาที่เกิดขึ้นก็คือว่า มันซ้ำซ้อนกับกฎหมายเดิมที่มีอยู่ก็ไม่ควรรับ แต่ถ้ารัฐมองว่าเรื่องนี้เป็นเจตจำนงที่ชัดเจนว่า รัฐอยากจะสร้างหลักประกันให้รายได้ สร้างบำนาญพื้นฐานให้กับประชาชน สร้างความมั่นคง ให้กับประชาชน รัฐก็ไปแก้ พ.ร.บ. ผู้สูงอายุเสีย นี่ก็เลยกลายเป็นเกณฑ์ที่ทางอนุกรรมาธิการ ใช้เป็นหลักในการพิจารณา เราไม่ต้องไปร่างกฎหมายใหม่ เอากฎหมายเดิมที่มีอยู่ และข้อดี ของกฎหมายเดิมที่มีอยู่ก็คือมีแหล่งงบประมาณที่ชัดเจนว่าจะใช้งบประมาณจากตรงไหน มีกลไกที่ชัดเจนครับว่าจะมาบริหารจัดการได้อย่างไร เพราะฉะนั้นถ้าเราแก้กฎหมายเสร็จ เราพัฒนา เราจัดการเรื่องการเงินมันเริ่มต้นเดินหน้าได้เลย นี่คือข้อดีที่ทำให้อนุกรรมาธิการนี้ ก็ศึกษาได้ง่ายขึ้น เดินตามความเห็นของกฤษฎีกาเพื่อให้ใช้วิธีแก้กฎหมาย แล้วที่สำคัญ อีกอันหนึ่งที่อยากจะพูดถึงก็คือว่าที่เรากำลังทำอยู่ทุกวันนี้ ที่เรากำลังพยายามพิจารณากัน อยู่ในสภานี้คือการสร้างพื้นฐาน บำนาญพื้นฐาน ท่านเลือกเป็นปิ่นโตเราเป็นปิ่นโตชั้นที่ ๑ เราจะทำให้ทุกคนมีหลักประกันด้านรายได้ที่อยู่ในชั้นที่ ๑ ไม่ตกไปจากเส้นความยากจน เรากำลังพยายามจะสร้างปิ่นโตชั้นที่ ๑ ให้กับคนทุกคนที่อายุ ๖๐ ปี ส่วนชั้นที่ ๒ ชั้นที่ ๓ มันมีอยู่แล้ว บำนาญข้าราชการเราถือว่าเป็นชั้นที่ ๒ บำนาญของผู้ประกันตนอยู่ในชั้นที่ ๒ กอช. อยู่ในชั้นที่ ๒ ฉะนั้นเพื่อให้เกิดความมั่นคงมากขึ้นของผู้สูงอายุ เราก็ไปใช้กลไกเดิม ตามข้อเสนอแนะของกรรมาธิการว่าให้มันเป็นเอกเทศเสีย แล้วแต่ว่าจะบริหารจัดการกัน อาจจะบูรณาการกันในอนาคตแล้วทำให้จูงใจมากขึ้นกับคนที่ยังไม่ถึง ๖๐ ปี สิ่งที่เรากำลังทำ ตอนนี้ เราเริ่มต้นให้คน ๖๐ ปี แต่คนที่ยังไม่ถึง ๖๐ ปี คนที่เป็นลูกเป็นหลาน เราชวนเขา ให้เห็นถึงปิ่นโตชั้นที่ ๒ เรื่องการออม เรื่องการมีงานทำ เราอาจจะมีการแก้กฎหมาย กอช. เพื่อจะจูงใจทำให้คนออมได้ตั้งแต่เด็กไปยันอายุมาก ๆ สูง ๆ ขึ้นก็ยังสามารถออมได้ อันนี้ เป็นอยู่ในชั้นที่ ๒ ส่วนชั้นที่ ๓ ถ้าเราวางรากฐานชั้นที่ ๑ กันเสร็จ เราหวังว่าเศรษฐกิจจะโต เราหวังว่าจะพัฒนามากขึ้น เพราะฉะนั้นคิดว่าทั้ง ๓ ชั้นมีความสำคัญ เพราะฉะนั้นอยากจะ ฝากสภาแห่งนี้ว่าให้ช่วยกัน เรามาช่วยกันสร้างบำนาญพื้นฐานให้กับประชาชนทุกท่านครับ ฝากท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านช่วยกันพิจารณาเรื่องนี้ด้วย ขอบพระคุณครับ🔗
ขอเชิญ กรรมาธิการอีกท่านครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพและท่านผู้มีเกียรติทุกท่านค่ะ ในส่วนของที่ตัวฉันเอง นางสาวสุนทรี เหล่าพัดจัน จากคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จะมาร่วมชี้แจงให้ข้อมูล เพิ่มเติมก็คือจะเป็นในเรื่องของรูปแบบ เงื่อนไข แหล่งที่มาของบำนาญพื้นฐานในต่างประเทศ ที่จะเป็นตัวอย่างพอให้เห็นว่าเขามีการจัดการอย่างไร อีกส่วนหนึ่งจะเป็นเรื่องของงานวิจัย ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการบำนาญพื้นฐาน หลักคิดที่สำคัญที่พึงระวังในเชิงวิชาการ ในแง่ของ รูปแบบ เงื่อนไขตามที่ท่านสมศักดิ์ได้พูดไว้เบื้องต้น ก็คือในส่วนของบำนาญพื้นฐานจะอยู่ใน เสาที่ ๑ เสาที่ ๑ ก็คือเป็นเสาที่มีไว้เพื่อปกป้องสวัสดิการสังคมเชิงพื้นฐานของพลเมืองทุกคน ในประเทศ ลักษณะของการจัดการบำนาญพื้นฐานในรูปแบบของโซเชียลโพรเทกชัน (Social Protection) มีอยู่ ๒ รูปแบบใหญ่ ๆ ก็คือเป็นลักษณะการให้โดยยึดที่ว่าเป็นผู้ที่มีถิ่นพำนัก ภายในประเทศ ส่วนอีกรูปแบบหนึ่งเป็นการเน้นที่ต้องมีส่วนร่วมในการสะสมเงินเข้ากองทุน ส่วนในการจ่ายอาจจะเป็นทั้งรูปแบบของจ่ายอัตราเดียว จ่ายตามปีที่พำนักอาศัย อันนี้ก็แล้วแต่ รูปแบบของแต่ละประเทศ ในส่วนของเงื่อนไขสำคัญหลัก ๆ ที่ทุกประเทศหรือประเทศส่วนใหญ่จะมีการพูดถึงอันแรกเลย ก็คือในเรื่องของอายุ ส่วนใหญ่ก็จะกำหนดเป็นเกณฑ์อายุที่ชัดเจนแน่นอน เช่น แคนาดา นิวซีแลนด์อยู่ที่ ๖๕ ปี กรีซ ไอซ์แลนด์ ๑๖, ๑๗ แต่ในระยะหลังเริ่มมีหลายประเทศเข้ามาสู่ ในรูปแบบของการที่มีการขยับอายุเกษียณตามปีเกิด เนื่องจากว่าอายุขัยเฉลี่ยของประชากร เพิ่มสูงขึ้น เพราะฉะนั้นการกำหนดอายุเกษียณจึงแปรเปลี่ยนตามนั่นก็คือเป็นเงื่อนไขที่ ๑ คือเรื่องของอายุ เงื่อนไขที่ ๒ ที่มักจะมีการกำหนดก็คือเรื่องการเป็นผู้มีถิ่นพำนักในประเทศ เท่าที่ทราบจะมีที่แคนาดาที่จะมีการกำหนดว่าจะต้องเป็นพลเมืองของประเทศแคนาดา หรือเป็นผู้มีถิ่นพำนักในประเทศแคนาดา ส่วนประเทศอื่น ๆ ที่ค้นพบมาจะเป็นลักษณะของ เป็นผู้มีถิ่นพำนักและมีการกำหนดจำนวนปีที่มีถิ่นพำนักขั้นต่ำแตกต่างกันไป อย่างเช่น เดนมาร์กก็ ๓ ปี หลังจากอายุ ๑๕ ปี ไอซ์แลนด์ก็ ๓ ปี หลังจากอายุ ๑๖ ปี อย่างนี้เป็นต้น ส่วนเงื่อนไขถัดมาที่หลายประเทศมี แต่บางประเทศก็ไม่มีเช่นกันก็แล้วแต่การจัดการอันนี้ ครึ่ง ๆ เลย ก็คือเรื่องที่จะต้องมีการทดสอบว่าผู้ได้รับบำนาญพื้นฐานนั้นเป็นผู้มีความมั่งคั่ง ระดับใด ก็มีที่แคนาดา เดนมาร์ก ไอซ์แลนด์ และอิสราเอล ที่จะมีการทดสอบว่าผู้รับเงิน มีความมั่งคั่งเกินอยู่ในระดับที่จะได้รับหรือเปล่า ส่วนกรีซ เนเธอร์แลนด์ นิวซีแลนด์นี้ไม่มี เงื่อนไขถัดไปก็คือเป็นเรื่องของรูปแบบการจ่าย รูปแบบการจ่ายส่วนใหญ่ก็คือที่แคนาดา เนเธอร์แลนด์จะเป็นลักษณะของให้โดยอัตโนมัติ อย่างหนึ่งก็คือประเทศเหล่านี้เขามีระบบ การจัดการข้อมูลที่ค่อนข้างมีประสิทธิภาพในเรื่องของระบบบัญชีแล้วก็ที่อยู่ด้วยจะเป็น ในลักษณะของอัตโนมัติได้ มีประเทศอื่น ๆ อย่างเช่น เดนมาร์ก กรีซ ไอซ์แลนด์ จะเป็น ลักษณะที่ถ้าต้องการจะได้รับบำนาญพื้นฐานจะต้องส่งใบสมัคร ไปยื่นใบสมัครที่กระทรวง อย่างเช่น กรีซก็กระทรวงแรงงาน เป็นต้น หรือถ้าเป็นอิสราเอลจะเป็นลักษณะของกึ่ง ๆ เขาจะมีฐานข้อมูลแล้วก็มีการดึงชื่อคนที่มีสิทธิตามเงื่อนไขและส่งคำร้องแบบฟอร์ม (Form) ไปให้เจ้าตัวยืนยัน อันนั้นก็เห็นได้ว่ามีได้หลายรูปแบบอยู่ตามลักษณะของประสิทธิภาพ ระบบการจัดเก็บข้อมูลของประเทศนั้น ๆ ด้วย ส่วนในเรื่องของแหล่งที่มาซึ่งก็เป็นประเด็น ที่สำคัญอยู่เหมือนกัน เพราะมันมีผลต่อความยั่งยืนของระบบบำนาญที่จัดทำก็คือส่วนใหญ่ แหล่งที่มาหลัก ๆ มาจากเจนเนอรัลแทกซ์ (General Taxes) หรือภาษีโดยทั่วไป แต่ทั้งนี้ ก็มีแหล่งที่มาจากแหล่งอื่นร่วมด้วยเหมือนกัน ใหญ่ ๆ ที่แบ่งไว้ก็คือจะมีอยู่ ๔ รูปแบบ ก็คือ ในรูปแบบของภาษีบริโภค อันนี้ประเทศที่ใช้ก็คือทางประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากเขามีหลักการ เป็นแอปโพรช (Approach) ว่า ออล เจแปน แอปโพรช (All Japan Approach) คือทุกคน ทุกช่วงวัย อย่างไรก็ต้องบริโภค ภาษีจากส่วนของการบริโภคนี้ถูกเข้ามาอยู่ในกองทุนบำนาญ พื้นฐานเอาไปจ่ายต่อ เป็นการพยายามที่จะแก้ปัญหาในเรื่องของคนในวัยแรงงานที่มีสัดส่วน น้อยลงด้วย ส่วนภาษีแบบที่ ๒ ก็คือเขาเรียกว่าภาษีเฉพาะรายการ อันนี้ก็มีหลายตัวอย่าง เช่น ภาษีพวกเงินประกันอัคคีภัย ภาษีอสังหาริมทรัพย์ ภาษีขาย ภาษีพวกแอลกอฮอล์ กัญชา ลอตเตอรี่ ก็อยู่ในพวกนี้ ส่วนภาษีแบบที่ ๓ อันนี้จะมาเป็นลักษณะของเงินที่เกี่ยวข้อง กับธุรกิจพนันโดยเฉพาะก็มี แต่ลักษณะของการกำหนดจะเป็นในลักษณะของการเก็บเงินมา เข้ากองทุนในปีที่มีงบประมาณขาดดุล เมื่อไม่มีการขาดดุลก็คือไม่ได้ส่งเข้า ส่วนสุดท้ายก็จะ เป็นรายได้ค่าธรรมเนียม อย่างเช่นพวกค่าธรรมเนียมที่จอดรถ ค่าธรรมเนียมเบี้ยประกัน อุบัติเหตุ อัคคีภัย อย่างนี้เป็นต้น🔗
และส่วนถัดมาที่จะขออนุญาตนำเสนอข้อมูลไว้ก็คือเป็นหลักการที่มาจาก ทางวิชาการแล้วก็ในงานวิจัย ก็คือ ๒ งานแรกของวิลมอร์ (๒๐๐๐) Willmore (2000) กับ แบรร์ (๒๐๐๐) Barr (2000) ทั้งคู่เลยเขาพยายามพูดถึงวิธีการหลักการที่สำคัญ สิ่งที่ควร คำนึงถึงในการจัดตั้งบำนาญพื้นฐาน หรือเสาที่ ๑ ซึ่งเสาที่ ๑ ก็คือเป็นเสาที่ปกป้องสวัสดิการ ทางสังคมให้กับประชาชนพลเมือง หลักการเขาให้ไว้ว่าควรจะมีโครงสร้างที่ง่ายที่สุดเพื่อที่จะ ทำให้เกิดต้นทุนในการดำเนินงานต่ำที่สุด แต่ว่าเอาจริง ๆ ในหลายประเทศก็มักจะมีการตั้ง มีนเทสต์ (Mean Test) ก็คือเป็นแบบทดสอบว่าจะต้องผ่านคุณสมบัติอย่างนี้ เขาก็เลย มีข้อเสนอแนะว่าในการครอบคลุมเสาที่ ๑ จริง ๆ แล้วน่าจะถูกจำกัดด้วยวิธีการที่คนคนนั้น ในลักษณะว่าเป็นผู้ที่ไม่มีความสามารถเป็นแคปอะบิลิตี เทสต์ (Capability Test) แทนที่ จะเป็นมีนเทสต์ (Mean Test) หรืออาจจะมีลักษณะอย่างเช่นลักษณะของการดรอว์แบ็ก (Drawback) คือให้แล้วถ้าสมมุติว่าคนคนนั้นมีความมั่งคั่งระดับอัตราที่เกินกำหนดก็จะเก็บ ภาษีคืนกลับมา แต่เวลาให้ให้เท่ากันไปก่อนเพื่อความเท่าเทียม อันนั้นเป็นรูปแบบที่นำเสนอมา ส่วนของแบรร์ (๒๐๐๐) Barr (2000) ที่ท่านเสนอเพิ่มก็คือจริง ๆ ในเรื่องของการให้เขาเสนอว่า ควรจะให้ทุกคนในประเทศแล้วก็มีแค่ประเทศสหราชอาณาจักรที่ให้เท่ากับเส้นความยากจน แล้วก็สหรัฐอเมริกา นิวซีแลนด์จะให้เหนือกว่าเส้นความยากจน อันนี้ก็เป็นของ ๒ งานแรก🔗
ส่วนหน้าถัดมาจะเป็นเรื่องของที่มาก็คือมีทาคายามา ๒๐๐๓ (Takayama 2003) แล้วก็มาซายา ๒๐๑๘ (Masaya 2018) ให้ความเห็นคล้าย ๆ กันว่าแหล่งที่มาอันหนึ่ง ที่สำคัญที่จะช่วยได้ก็คือภาษีบริโภค ส่วนงานอีกทางด้านขวาซึ่งมาจากทางด้านอียู (EU) ผลทางด้านวิจัยอียู (EU) เขาบอกว่าการที่จะสร้างบำนาญพื้นฐานเป็นสิ่งที่จำเป็น อย่างไรก็ตาม ควรที่จะมีการพัฒนาและบูรณาการในรูปแบบอื่นด้วย อย่างเช่น ในเรื่องของตลาดแรงงาน ในเรื่องของอายุเกษียณที่น่าจะมีการกำหนดให้เพิ่มขึ้นเพื่อที่จะให้ลดทอน และในเรื่องของ ความยั่งยืนในงบประมาณ โดยที่มีงานวิจัยนี้เขาบอกว่าถ้าอายุเกษียณเพิ่มขึ้น ๒ ปี จะช่วย ทำให้อัตราทดแทนเงินได้หลังเกษียณเพิ่มขึ้นอย่างน้อย ๑๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็อาจจะเป็น อีกจุดประเด็นหนึ่งที่พิจารณาต่อไปในมุมมองอื่นนะคะ🔗
และท้ายที่สุด ขออนุญาตมองไปที่หลักการอันล่างว่าหลักการสำคัญในทาง อิโคโนมิก แอนด์ ไฟแนนซ์ (Economic and Finance) คือบำนาญพื้นฐานในเรื่องของการ จัดการมันควรที่จะคำนึงถึง ๓ หลักใหญ่ ๆ อาจจะคล้าย ๆ กับของพี่นิมิตร์ก็คือแต่ของเรา จะเป็นความครอบคลุม ครอบคลุมก็คือทุกประชากรไม่ว่าจะอาชีพใด รายได้ประเภทไหน คนประเภทไหน ครอบคลุมให้ครบทั้งหมดทุกประเภทของกลุ่มนะคะ🔗
แบบที่ ๒ ก็คือไม่ใช่แค่ครอบคลุมค่ะ อยู่ในระดับที่เพียงพอ เพียงพอที่จะให้ เขาดำรงชีพ🔗
แบบที่ ๓ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญก็คือควรจะมีความยั่งยืนทางการเงิน ซึ่งก็ถือว่า เป็นความท้าทายที่ต้องหาเรื่องของรูปแบบมา แต่จริง ๆ เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้น ในหลายประเทศมาแล้ว เช่น ในสไลด์ (Slide) หน้าถัดไปจะพยายามดูให้เห็นว่าอย่างของเขา เรียกประเทศสหเครือจักรภพ พวกสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เขาพยายาม ที่จะสร้างบำนาญพื้นฐานมาประมาณตั้งแต่ปี ๑๘๙๐ แล้วจริง ๆ ก็คือหลังจากที่สภาอนุมัติ ในหลักการไปแล้วว่าควรที่จะมี แล้วมันได้ใช้ได้จริงก็คือปี ๑๙๐๘ เป็น ๑๐ ปีอยู่เหมือนกัน เพราะอะไร เพราะเขามีประเด็นหลายเรื่องที่ต้องขบคิดต่อก็คือจะอยู่ในรูปแบบไหน จะให้ คนมีส่วนร่วมในการสมทบไหม หรือไม่มีส่วนร่วม แล้วก็อาจจะเป็นในรูปแบบของสมัครใจ หรือไม่สมัคร หรือภาคบังคับ หรือเป็นลักษณะของยูนิเวอร์แซล (Universal) ให้ทุกคนหรือเป็น ซีเลกทีฟ (Selective) แบบท้ายที่สุดของทางเครือจักรภพประเทศออสเตรเลียเขาก็อยู่ใน รูปแบบของนอนคอนทริบิวทอรี (Non-Contributory) ก็คือไม่ได้มีการให้สมทบ เป็นลักษณะ ของการรัฐจัดสรร แต่ทั้งนี้คือเขามีการพัฒนาตลาดแรงงาน พัฒนาในเรื่องของการปรับเปลี่ยน อายุเกษียณไปควบคู่กันค่ะ🔗
ท่านอาจารย์ สรุปได้แล้วนะครับ🔗
จบแล้วค่ะ🔗
เดี๋ยวให้ ท่านสมาชิกได้อภิปรายซักถาม กรรมาธิการก็ค่อยตอบชี้แจงเพิ่มเติมอีกก็ได้ครับ เพราะว่า มันจะมีรายละเอียดในเอกสารอยู่บ้างแล้ว ท่านณัฐชามีอะไรจะหารือไหมครับ เชิญครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ชาวบางขุนเทียนครับ ขออนุญาตหารือก่อนเพื่อน ๆ จะอภิปรายในวาระบำนาญพื้นฐานประชาชนตรงนี้สักเล็กน้อย เนื่องจากว่าวาระนี้เป็นที่สนใจของพี่น้องประชาชนและวันนี้สภาของเรามีเครือข่ายผู้สูงอายุ มีเครือข่ายรัฐสวัสดิการ เดินทางมาเฝ้าสังเกตการณ์การรายงานของคณะกรรมาธิการฉบับนี้ เพราะฉะนั้นวันนี้อยู่บริเวณหัวมุมด้านข้าง นั่งอยู่บนพื้นร้อน ๆ มีผ้าใบ แล้วก็ต้นไม้มันเพิ่งลง ยังไม่ได้ผลิดอกออกใบ ตอนนี้ก็ร้อนมาก เพราะฉะนั้นอยากจะขอความร่วมมือท่านประธาน ถ้าเกิดมีพื้นที่ในสภาที่จะพอให้เครือข่ายรัฐสวัสดิการที่เขาต่อสู้เรื่องนี้มากกว่าหลายสิบปีครับ วันนี้ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งที่เข้ามาในสภาเขาก็เลยมีความห่วงใย มีความติดตามอย่างใกล้ชิด วันนี้มากันประมาณ ๑๐๐-๑๒๐ ท่านครับ ถ้าเกิดมีบริเวณพื้นที่ตรงศาลาข้าง ๆ โถงแถลงข่าว ถ้าสภาของเราจะมีพื้นที่สำหรับประชาชน มีน้ำดื่ม มีห้องน้ำให้เขาสักเล็กน้อย ไม่อย่างนั้น จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ได้ว่ามีห้องหรูหราอะไรมากมายแต่พื้นที่สำหรับประชาชนนั้นไม่มีเลย ผมก็เกรงว่าจะเป็นเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากพี่น้องประชาชน ก็อยากให้ท่านประธานได้สั่งการ เรื่องน้ำดื่ม เรื่องห้องน้ำ ไม่เหลือบ่ากว่าแรงครับ สภาต้องมีพื้นที่ให้กับพี่น้องประชาชน ถ้าหาก ยังไม่เสร็จก็เร่งลงมาในพื้นที่ข้าง ๆ โถงแถลงข่าว ผมว่ารับได้ครับ รบกวนท่านประธานด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ฝากท่านเลขาธิการ ให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบพิจารณาดูว่าเหมาะสมประการใดก็จัดดูแลพี่น้องประชาชนด้วยครับ ท่านสมาชิกครับ ต่อไปก็จะเป็นท่านสมาชิกที่ให้ความสนใจที่จะร่วมอภิปรายครับ ตอนนี้เสนอ รายชื่อมาแล้วประมาณ ๑๓ ท่าน ท่านแรกคือท่านจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ตามด้วยท่านวีระกร คำประกอบ เชิญท่านจาตุรงค์ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย วันนี้ต้องบอกว่าเป็นวันที่พวกเราดีใจแล้วก็ให้กำลังใจ รอคอยรายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการเสนอกฎหมายบำนาญพื้นฐานแห่งชาติ ของคณะกรรมาธิการการสวัสดิการ สังคม สภาผู้แทนราษฎร ต้องขอบคุณท่านประธาน ขอบคุณท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านรังสิมาและคณะ และคณะอนุกรรมาธิการที่เป็นตัวแทนของ ส.ส. เราทุกคนไปทำงาน ในเรื่องของการเสนอกฎหมายฉบับนี้ ประกอบกับในช่วงที่เรามีรับเสนอญัตติ รับเสนอกฎหมาย ผมก็เห็นมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทบทุกพรรคโดยเฉพาะตัวผมเอง แล้วก็ทีมงานหรือว่า ทั้งหมด ส.ส. ก็เสนอกฎหมายประกบในเรื่องของบำนาญประชาชน เราก็ยังเห็นความสำคัญ กับภาคประชาชนที่เสนอกฎหมายแล้วก็เห็นความสำคัญที่ภาคประชาชนเดินทางมาในวันนี้ ดังที่ท่าน ส.ส. ณัฐชา พูดถึง เพราะฉะนั้น ส.ส. สภานั้นให้ความสำคัญเรื่องนี้ กราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ ขอเรียนว่าประเทศไทยเรามีผู้สูงอายุ วันนี้ที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการคือท่านสมศักดิ์ คุณเงิน ได้เอ่ยว่าปัจจุบันนี้ถ้าปี ๒๕๖๕ จะมีผู้สูงอายุถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าในข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๕ ซึ่งยังไม่ถึงปลายปี ข้อมูลปัจจุบันเลย เรามีผู้สูงอายุ ๑๒,๑๑๖,๑๙๙ คน คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็ ๑๘.๓ เปอร์เซ็นต์ เป็นชาย ๕,๓๐๐,๐๐๐ คน เป็นหญิง ๖,๗๐๐,๐๐๐ คน แล้วถ้ามาดูตัวเลขผู้สูงอายุตอนนี้ ๖๐-๖๙ ปี มีมากสุดคือ ๖,๐๐๐,๐๐๐ คน ๗๐-๗๙ ปี ๓,๕๐๐,๐๐๐ คน และ ๘๐ ปี ๑,๗๐๐,๐๐๐ คน และในทางที่พวกเราได้รู้ถึงว่าตัวเลขประชากรผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ปี ๒๕๗๕ จะมีถึง ๒๖ เปอร์เซ็นต์ และปี ๒๕๘๓ มีถึง ๓๒ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตรงนี้รัฐบาลก็มีการ เตรียมแผนในการรองรับผู้สูงอายุ พวกเราก็ต้องมีการเตรียมแผนครับ เตรียมแผนก็คือไม่ว่า การจัดงบประมาณในเรื่องการให้มีการรองรับสำหรับภาวะผู้สูงอายุที่เกิดขึ้นเป็นงบบูรณาการ ที่สำคัญที่ผมนำเรียนท่านประธานบอกพวกเราว่าเรามีงบประมาณที่สภาผู้แทนราษฎร ปี ๒๕๕๒ ท่านประธานคงจำกันได้นะครับว่าขณะนั้นเราไม่มีเบี้ยผู้สูงอายุเลย ก่อนหน้านั้นมี ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันจริง ๆ ปี ๒๕๕๒ สภาเสนอให้มีเบี้ยผู้สูงอายุจนต้องตั้ง ๒ สภาร่วมกัน พิจารณาทั้งวุฒิ แล้วก็ได้เกิดมีการจัดในเรื่องเป็นขั้นบันไดที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการ และพวกรับทราบดี คือ ๖๐-๖๙ ปี ๖๐๐ บาท ๗๐-๗๙ ปี ๗๐๐ บาท ๘๐-๘๙ ปี ๘๐๐ บาท และ ๙๐ ปี ๑,๐๐๐ บาท แต่นั่นก็คือเป็นการบรรเทาแบ่งเบา แต่วันนี้จริง ๆประเทศไทยเรา นี่เราควรจะต้องมีสวัสดิการพื้นฐานเบสิก (Basic) ก็คือบำนาญพื้นฐานเกิดขึ้นให้เร็วไวครับ ผมเห็นด้วยว่ารายงานฉบับนี้ ผมคิดว่าทุกคนเห็นด้วยแล้วก็อยากให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะร่าง ซึ่งได้จัดทำมาให้แล้วมีการไปเรียกประชุมหน่วยงาน ๑๐ กว่าหน่วยงาน ๑๖ หน่วยงาน หาที่มาที่ไปของการใช้เม็ดเงิน หาเม็ดเงินแล้วก็แหล่งเงินต่าง ๆ ถึง ๑๑ หัวข้อ ยังมีเพิ่มเติม จากเรื่องของภาษี เรื่องอื่น ๆ อีก ซึ่งเราคงจะได้ไปดูกัน เพราะฉะนั้นนำเรียนท่านประธานว่า วันนี้พี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้านเขารู้ว่าจะมีการพูดถึงผู้สูงอายุเขาใจจดใจจ่อเลยครับว่า เขาจะได้เม็ดเงินแบบแน่นอนไม่ต้องไปลงทะเบียนถึงวัน ๖๐ ปีได้เลย เขาก็มาเปรียบเทียบ กับข้าราชการ ข้าราชการรัฐวิสาหกิจไม่ต้องไปรอเขาได้เงินผู้สูงอายุเมื่อเขาเกษียณครับ เขาได้หลักหมื่นหลายหมื่น นี่หลักแค่ร้อยเขาก็ยังไม่ได้ เขาก็เรียกร้องผ่าน ส.ส. ผมเชื่อว่า ท่านประธานท่านเป็นผู้แทนราษฎรเหมือนกันจะรู้เลยว่าเขาจะมาบอกว่าขอจาก ๖๐๐ บาท ๗๐๐ บาท เป็น ๑,๐๐๐ บาท ๒,๐๐๐ บาท หรือเส้นแบ่งอายุที่สภาพัฒน์ได้แบ่งความยากจน บางตำราก็บอกว่า ๒,๗๖๒ บาท บางตำราก็บอกว่า ๓,๐๐๐ บาท เขาก็อยากจะมองว่า มันจะถึงเส้นแบ่งความยากจนเมื่อไร ให้มันมากกว่าเดิมก็ยังดี พวกเราก็ต้องปลอบใจ ให้กำลังใจว่ากำลังทำอยู่ตรงนี้จะได้เท่าไร คงต้องมากกว่าเดิมแน่ ๆ เพราะฉะนั้นวันนี้ เป็นนิมิตหมายที่เราจะได้มากขึ้น ผมต้องเรียนบอกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานตรงนี้ถ้าผู้สูงอายุ นอกจากเรามองว่าให้เขาได้รับเงินแล้วนี่เราต้องมองว่าให้เขาอยู่แบบมีความสุข สุขภาพ แข็งแรง ไม่ต้องพึ่งพิงบุตรหลาน ให้เขายืนด้วยขาตัวเองให้มากที่สุดและนานที่สุด มันจะย้อน ไปถึงการรักษา งบรายหัวของปี ๒๕๖๕ ซึ่งเพิ่มขึ้นอีกประมาณ ๓๐๐ บาท ๓,๙๐๑ บาท ๖๖ ปี ๓,๙๐๑ บาท มันจะสอดคล้องกันถ้าผู้สูงอายุมีสุขภาพดีแข็งแรงไม่ต้องเจ็บป่วย เงินตรงนี้ก็พอ ซึ่งตอนนี้ไม่พอต้องไปดูแลในเรื่องอื่น ๆ มากมาย ฉะนั้นการป้องกันสร้างเสริม สุขภาพสำคัญมันต้องสอดคล้องกันครับ จึงเรียนว่าเราต้องดูแลให้ผู้สูงอายุมีความสุขพึ่งพิง แล้วก็มีผู้สูงอายุที่เป็นข้าราชการเขารับสิทธิส่วนนี้ไปแล้ว ในส่วนที่ไม่ได้เป็นข้าราชการนั้น เราต้องมามองสิทธิประกันสังคม สิทธิกองทุนการออมแห่งชาติเขาไม่ได้รับเงินจากรัฐนะครับ รับเงินก็นิดเดียวแต่เป็นการบริจาค เป็นการลงขันร่วมกันระหว่างนายจ้าง เป็นการลงขัน ระหว่างผู้สูงอายุเองหรือการออมก็ต้องบริจาคเองแล้วรัฐก็จะสมทบ ๑ เท่า เพราะฉะนั้นตรงนี้คงมานับรวมว่าได้รับสิทธิทางสวัสดิการคงไม่ได้ ได้รับสิทธิสวัสดิการจริง ๆ ก็คือจากเป็นข้าราชการและข้าราชการรัฐวิสาหกิจที่เกษียณ ซึ่งทราบว่ามีประมาณ ๒-๓ ล้านคน เป็นข้าราชการ ถ้าเป็นผู้สูงอายุก็หารไป ๑๘ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์เท่าไร เพราะฉะนั้น ต้องมองให้ดี มองให้รวม ผมต้องขอบคุณที่ทำมาได้ละเอียดมาก แต่ในรายละเอียดต่าง ๆ ก็คือเราคงต้องมาสนับสนุนแล้วก็ให้รัฐบาลเร่งไปดำเนินการเพราะนี่คือความหวัง ถ้าเขาเจ็บ เจ็บคนเดียว เจ็บทั้งบ้าน ถ้าล้มล้มทั้งบ้าน เพราะฉะนั้นเราต้องดูแลให้เขาแข็งแรงสุขภาพดี แล้วคนที่มาดูแลก็จะได้ไปทำงานมีเม็ดเงินเข้าประเทศ ต้องขอบคุณท่านประธานนะครับ สนับสนุนแล้วก็อยากให้ พ.ร.บ. พื้นฐานของผู้สูงอายุนี้ได้สำเร็จเร็ว ๆ แล้วก็เป็นกำลังใจ ให้กับผู้ทำงานทุกคน ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านวีระกร ตามด้วยท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม วีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ก่อนอื่นขอชื่นชมท่านประธานรังสิมา รอดรัศมี เป็นอย่างมากที่ได้ให้ความสนใจ ความจริง กรรมาธิการของท่านอาจจะไม่ต้องพิจารณาเรื่องที่ยาก ๆ อย่างนี้ให้กับพี่น้องประชาชนเลย แต่ด้วยความที่ท่านเป็นคนที่มีจิตใจรักประชาชนมาโดยตลอด จะเห็นได้การทำงานของท่าน ผมขอชื่นชมนะ แต่ต้องเรียนว่าในเรื่องของเงินสวัสดิการผู้สูงอายุมันเริ่มจากท่านชวน หลีกภัย ประธานสภาของเราสมัยท่านเป็นนายกรัฐมนตรีก็ต้องขอชื่นชมอีกว่าท่านก็คิดถึงพี่น้อง ประชาชนคนยากคนจน ต่อมาก็คือท่านสุรยุทธ์ จุลานนท์ จาก ๕๐๐ บาท ท่านก็ขึ้นมาเป็น ๖๐๐ บาท ๗๐๐ บาทและ ๘๐๐ บาท โดยในสมัยท่านนายกสุรยุทธ์ จุลานนท์ และล่าสุด อดเสียไม่ได้ที่จะต้องกล่าวชื่นชม และกราบขอบพระคุณแทนพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ที่ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้กรุณาเพิ่มเงินสวัสดิการผู้สูงอายุให้อีก โดย ๖๐๐ บาท บวกอีก ๑๐๐ บาท สำหรับผู้อายุ ๖๐ ปี ผู้อายุ ๗๐ ปี บวกให้อีก ๑๕๐ บาท เป็น ๘๕๐ บาท ผู้อายุ ๘๐ ปี ๘๐๐ บาท เพิ่มให้อีก ๒๐๐ บาท และ ๙๐ ปี ๑,๐๐๐ บาท เพิ่มอีก ๒๕๐ บาท อันนี้ต้องขอชื่นชมว่าเป็นความตั้งใจถึงแม้ว่าท่านเองอาจจะไม่ได้โฆษณา ให้ใครรู้เรื่อง แต่ว่าพี่น้องประชาชนก็ฝากชื่นชมมา ท่านประธานที่เคารพครับ เงินผู้สูงอายุ อาจจะไม่ได้มีความหมายสำหรับหลาย ๆ คน พี่น้องประชาชนหลายคนที่เขามีรายได้เยอะ เขาไม่สนใจด้วยซ้ำไป แล้วก็ไม่รับด้วย สมัครใจไม่รับก็เยอะ ก็ต้องขอขอบคุณเพราะเงินเหล่านี้ ก็คืนคลังไป ไม่ได้จ่ายก็คืนกันไป สำหรับพี่น้องประชาชนผู้ยากจน ส่วนใหญ่บ้านท่านประธาน ก็คงเหมือนบ้านผมนั่นล่ะอยู่กัน ๒ คนตายาย เผลอ ๆ มีหลานมาเลี้ยงอีก เอาเงินที่ไหนครับ ที่ใช้ทุกวันนี้ก็คือเงินผู้สูงอายุที่รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จ่ายให้ ต้องขอบพระคุณเป็นอย่างสูง รัฐบาลทุกรัฐบาลให้ความสำคัญ แต่ว่าท่านใดที่ทำดีไว้ ผมก็ต้องขอกราบชื่นชมมานะครับ ท่านประธานที่เคารพ คนเหล่านี้อยู่ได้ด้วยเงินผู้สูงอายุจริง ๆ ลูกหลานที่ต้องมาให้ปู่ย่าเลี้ยง ทุกวันนี้พ่อแม่บางทีก็ไม่ส่งเงินไปให้ อดมื้อกินมื้อก็ได้เงินเหล่านี้จากเงินผู้สูงอายุ กราบเรียน ว่าเป็นความดีงามสำหรับท่านกรรมาธิการ ผมขอแสดงความเห็นว่าในหลักการ🔗
ข้อที่ ๑ ผมเห็นด้วยกับการเปลี่ยนชื่อคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติให้เป็น คณะกรรมการผู้สูงอายุและบำนาญแห่งชาติเพื่อกำหนดนโยบายจ่ายบำนาญพื้นฐานที่เป็นธรรม และยั่งยืน เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรเศรษฐกิจและสังคม🔗
ข้อที่ ๒ ปรับปรุงสิทธิผู้สูงอายุให้ได้รับนะครับ ก็เห็นด้วยให้รายได้เป็นรายเดือน อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม บำนาญพื้นฐานเพื่อเป็นหลักประกันต้องมีจำนวนไม่ต่ำกว่าเส้นแบ่ง ความยากจนตามที่สภาพัฒน์หรือสภาพัฒนาการสังคมและเศรษฐกิจแห่งชาติได้กำหนดไว้ ซึ่งปัจจุบันกำหนดไว้ที่ ๓,๐๐๐ บาท กราบเรียนท่านประธานอย่างนี้แม้ว่าพระราชบัญญัติ ที่ทางกรรมาธิการโดยท่านประธานรังสิมาได้เขียนมานี้ เขียนมาดีครับ แต่สิ่งที่ไม่ชัดเจนก็คือ ข้อที่ ๕ ปรับปรุงรายได้และการบริหารงานกองทุนผู้สูงอายุให้มีรายได้มากขึ้นเพื่อสมทบเงิน งบประมาณประจำปีเพื่อจ่ายบำนาญพื้นฐานให้มากขึ้น ความจริงผมเองร่างเสร็จแล้วด้วยเป็นร่างของผมเองครับ บำนาญผู้สูงอายุ คุณรังสิมาครับ ผมก็ร่างเหมือนกัน เนื่องจากผมเห็นแล้วมันเป็นพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการเงิน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็จะต้องให้ทาง ครม. หรือท่านนายกรัฐมนตรีลงนาม เพราะฉะนั้นเราเสนอไป เรามีสิทธิเสนอแต่โอกาสที่จะกลับมามันขึ้นอยู่กับนโยบายท่านนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้น อยากกราบเรียนผ่านท่านประธานไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งก็คงฟังอยู่ในขณะนี้ด้วยว่า การหาเงินที่จะเข้ามามันจะต้องมีหลักเกณฑ์ ไม่ใช่ว่าเขียนเอาไว้เฉย ๆ ว่าให้หาเงินมาสมทบ ให้เพียงพอแล้วกำหนดไว้อีกว่าจะต้องไม่ต่ำกว่าเส้นแบ่งความยากจน ซึ่งเส้นแบ่งความยากจน กำหนดทุก ๓ ปีโดยสภาพัฒน์ วันนี้ ๓,๐๐๐ บาท ไปข้างหน้าไม่รู้ล่ะเขาก็กำหนดของเขาไป ทุก ๓ ปี แต่ท่านประธานที่เคารพครับ จากวันนี้ ๖๐๐ บาท ๗๐๐ บาท ๘๐๐ บาท ซึ่งมาเป็น ๗๐๐ บาท ๘๕๐ บาท ๑,๐๐๐ บาท และ ๑,๒๕๐ บาท มันจะขึ้นไปเป็น ๓,๐๐๐ บาท กรรมาธิการไม่ได้เขียนไว้เลยว่าจะเอาเงินตรงไหน สำหรับร่างที่ผมร่างไว้แล้วผมให้เหตุผล ชัดเจนเลยครับว่าเงินที่จะเพิ่มจากตรงนี้ไปเป็น ๓,๐๐๐ บาท ๑. ต้องขึ้นภาษีแว็ต (VAT) ๑ เปอร์เซ็นต์ ประชาชนเดือดร้อนไหม เดือดร้อนเพิ่มขึ้น อาจจะซื้อข้าวแพงขึ้นไปอีก ๑ เปอร์เซ็นต์ ๑๐๐ บาทเพิ่มอีก ๑ บาท แต่ถามว่าสิ่งที่ท่านอาจจะเดือดร้อนขึ้นมานิดหนึ่ง มันจะส่งผลไปถึงในอนาคตที่ท่านจะได้เงินบำนาญผู้สูงอายุหรือบำนาญแห่งชาติ ท่านจะได้ถึง ๓,๐๐๐ บาท การขึ้นแว็ต (VAT) ๑ เปอร์เซ็นต์จะหาเงินให้กับรัฐบาลเข้ามาสู่กองทุนเพื่อจ่าย ผู้สูงอายุนี้ ๑ เปอร์เซ็นต์เท่ากับ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาทโดยประมาณครับ ๑ เปอร์เซ็นต์ เราได้แล้ว ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาทโดยประมาณ ๒. เอามาจากไหน ภาษีบาปก็คือภาษีเหล้า เบียร์ บุหรี่ ซึ่งประมาณการว่าปีหนึ่งเก็บได้ประมาณ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ยกเว้นช่วงโควิด (COVID) ที่ผ่านมาคงไม่ถึงแน่ แต่ว่าโดยปกติได้ประมาณ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ต้องเอาไปให้ สสส. ไม่ต้องไปให้ที่ไหนหรอก ให้คนยากคนจน ให้คนแก่นี่ล่ะ อีก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทบวกกับ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เท่ากับ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยประมาณเงินตัวนี้จะสามารถทำให้ พี่น้องประชาชนคนยากจนสามารถได้เงิน ๒,๐๐๐ บาทต่อเดือน จาก ๑,๐๐๐ บาทขึ้นมา เป็น ๒,๐๐๐ บาทต่อเดือน และที่สำคัญก็คือต้องสนับสนุนประชาชนรู้จักการออม ถ้าใครทำ การสมทบเงินจ่ายให้กับรัฐบาลเพื่อการออม ๕๐ บาทต่อเดือน เมื่อครบ ๑๐ ปี และเมื่ออายุ หลัง ๖๐ ปีไปแล้วเขาจะได้เงินเพิ่มอีกเป็น ๒,๕๐๐ บาท และถ้าจ่ายเงินอุดหนุนสมทบมาอีก ๑๐๐ บาทต่อเดือน หลังจากที่อายุครบ ๖๐ ปีแล้วเขาจะได้เดือนละ ๓,๐๐๐ บาทครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพ สิ่งที่ผมกราบเรียนมานี้ผมไม่ได้พูดลอย ๆ เราจะมีหลักการ ว่าจะทำอย่างไรถึงจะหาเงินเข้ามาจ่ายเป็นบำนาญผู้สูงอายุหรือบำนาญแห่งชาตินี้ให้ได้ ๓,๐๐๐ บาท เห็นชัดเจนครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสุพิศาล ตามด้วยนางสาวศรีนวล บุญลือ ครับ🔗
เรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ขอสนับสนุนท่านประธานคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม แล้วก็ทั้งคณะเลยครับ โดยเฉพาะในประเด็นที่นำเสนอรายงานฉบับนี้เป็นรายงานที่ดีจริง ๆ ครับ ผมว่าดีกว่าคำพูด ที่รัฐบาลบอกว่าจะแก้ไขปัญหาคนยากจนให้หมดประเทศ อันนี้คือต้นฉบับจริง ๆ เลยครับ เราเองคนในสภาเราทั้งหมดผมชื่นชมคณะกรรมาธิการชุดนี้มาก ๆ เลยครับว่าเราเองนี่ล่ะคือ จะสร้างความยั่งยืน ความยากจนจะหายไปจริง ๆ จากคณะกรรมาธิการชุดนี้ ผมเห็นด้วย เพราะว่าตรงตามนโยบายของพรรคอนาคตใหม่เดิมและพรรคเราก้าวไกล ลงผู้ว่าที่ผ่านมานี้ พูดเลยครับ🔗
ประเด็นแรก สวัสดิการคนเมืองผู้สูงอายุ ๖๐๐ บาท เป็น ๑,๐๐๐ บาท ใกล้เคียงครับที่ท่านกำลังทำอยู่นี่ เป็นสิ่งที่เราอยากได้ พรรคเราก็อยากได้แล้วมีความคิดเห็น เดี๋ยวฟังหัวหน้าท่านพิธาผมอภิปรายต่อในรายละเอียด สิ่งสำคัญก็คือเชียร์ (Cheer) ครับ คนจนหมดประเทศแน่นอนจากสภาแห่งนี้ ถ้าอย่างนั้นสิ่งที่เราจะดูกันว่าจากการวิเคราะห์ หรือการที่นำเสนอของกรรมาธิการเราพบ เพราะว่าการคาดการณ์ของความยากจนที่เกิดขึ้น ตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ โดยเฉพาะประเด็นเราจะพบว่าคนยากจนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ๔.๘ ล้านบาท จากปี ๒๕๖๒ ขึ้นมาเป็นปี ๒๕๖๓ อีก ๕๐๐,๐๐๐ คน เกิดขึ้นจากไหน จากการทำแอปพลิเคชัน (Application) ตัวหนึ่งที่เรียกว่า ทีพีแมพ (TPMAP) ถ้าท่านไปดูไปขีดไปฆ่าไปตั้งปัจจัยทำให้ เกิดคนจนในสถิติมากขึ้นครับ ถ้าอย่างนั้นเราต้องแก้ โดยเฉพาะการที่เป็นหลักการจริง ๆ คือค่าสัมประสิทธิ์ ความไม่เสมอภาคที่เรียกว่าจินิเอฟเฟก (Gini Effect) โคเอฟฟิเชียน (Coefficient) จินิโคเอฟฟิเชียน (Gini Coefficient) เป็นค่าสัมประสิทธิ์ที่เป็นผลกระทบ มาจากการกำหนดของโลกที่คิดถึงเรื่องค่าอุปโภคบริโภคที่สูงที่สุดซึ่งผ่านมาแล้วเป็นค่าตัวแปร ตัวหนึ่งที่พบว่ามันจะทำให้เกิดการใช้จ่ายในการอุปโภคบริโภค ซึ่งตั้งค่าเฉลี่ยไว้ ๑,๑๒๓ บาท ต่อหัวต่อคน ที่รัฐมอบให้เราเป็นค่าเฉลี่ยตัวเลขตัวนี้ไม่น่าเชื่อเลยว่าทำไมรัฐมอบความยากจน ให้เราขณะนั้นได้ สิ่งสำคัญคือค่าความยากจนและค่าเฉลี่ยที่เป็นเส้นความยากจนในปี ๒๕๖๓ ที่ควรจะต้องผ่านให้ได้ คือ ๒,๗๖๒ บาทต่อเดือนต่อคน ผมถือว่าเรามาถูกทางแล้วถ้าเราไป ๓,๐๐๐ บาทได้ โดยเฉพาะกลุ่มเสาหลักทั้ง ๓ เสานี่คงไม่ต้องไปเดือดร้อน ๓ เสาหลัก ผมก็เป็น เสาหลักหนึ่งอยู่ในเสาแรกก็คือเป็นข้าราชการบำนาญ ไม่เดือดร้อน แต่คนที่จะเดือดร้อนคือ ๒๑ ล้านคน โอเวอร์ (Over) ที่จะเกิดขึ้น นั่นคือสิ่งที่ผมอยากจะบอกเลยว่าเป็นปัญหาที่เรา ต้องเข้าแก้ โดยเฉพาะฝ่ายสภาเราจะต้องสนใจในประเด็นดังกล่าวนี้มากและในข้อสังเกตต่าง ๆ โดยเฉพาะผลการศึกษานั้นผมกราบเรียนเลยว่าเป็นผลการศึกษาที่ดี โดยเฉพาะเรื่องของการ นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ประเด็นคือคณะกรรมการมีความเห็นว่าในการศึกษาการดำเนินการ นโยบายนำระบบจากต่างประเทศ เรื่องการจัดเก็บอัตโนมัติแล้วก็เรื่องของการอุปโภคบริโภค โดยใช้เทคโนโลยีระบบชำระเงินดิจิทัล (Digital) อันนี้คือหัวใจสำคัญ อนาคตผมบอกเลยว่า ถ้าเราใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่าบล็อกเชน (Blockchain) ในการเข้าไปควบคุมในระบบบำนาญ ที่เราจัดเก็บตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งเป็นมาตรา ๑๓ ผมไม่ลงรายละเอียดนะครับ แต่ขอเพิ่มนิดเดียวให้ความสนใจในเรื่องของคำปรารภ ท่านประธานครับ ในคำปรารภของ ร่างพระราชบัญญัติผมว่าน่าจะเติมคำว่า งบประมาณแผ่นดินลงไปด้วย เพราะในมาตรา ๑๓ มันมีรายละเอียดของงบประมาณแผ่นดินอยู่ในนั้น โดยเฉพาะข้อ ๑๑ แล้วก็ประเด็นสำคัญ คือภาษีบาป ภาษีอะไรพวกนี้คงเป็นรายละเอียดที่อยู่ในนี้อยู่แล้ว ก็ต้องไปอ่านดูว่ามันมีอยู่แล้ว แต่ผมอยากจะให้ภาษีอย่างอื่น ภาษีคนรวยแบบก้าวกระโดด เขียนให้มันชัด ๆ ไปเลยว่า จะเก็บภาษีจากคนรวยก้าวกระโดด ไม่ว่าจะเป็นภาษีมรดก ภาษีที่ดิน ภาษีกินเปล่าที่เกิดขึ้น ภาษีลาภลอยต่าง ๆ ที่ท่านอดีต ส.ส. พรรคผมท่านวิโรจน์พูดไว้นั่นคือตัวดีที่สามารถเก็บ เข้ามาเป็นเงินให้กับกองทุนแห่งนี้ นั่นคือสิ่งที่ผมอยากจะฝากไว้ ผมว่าบทสรุปที่สุดท้ายนั้น ถ้าเราใช้เทคโนโลยีเข้ามาในเรื่องของการดูแล ผมบอกได้เลยว่าถ้าเขียนไว้ในนี้ในการแทกซ์ (Tax) แทกซ์ (Tax) เงินที่เข้าตั้งแต่การเก็บภาษีในมาตรา ๑๓ จนถึงกระบวนการจัดเก็บเงินเข้ามา โดยใช้บล็อกเชน (Blockchain) เป็นตัวกำหนด แหล่งที่มาคือผู้ที่เก็บรายได้ทั้งหมดเข้าสู่ ข้อมูลแล้วก็สร้างแพลตฟอร์ม (Platform) โดยเฉพาะเก็บเงินหักโดยตรงเลยระบบดิจิทัล (Digital) ไม่ว่าแว็ต (VAT) บวก ๑ เมื่อสักครู่ที่ท่านผู้ทรงเกียรติผู้อาวุโสท่านหนึ่งพูดไปแล้วก็สามารถเข้าไปได้เลยมันจะมีแทกซ์ (Tax) เงินเข้ามาในกองทุน เมื่อกองทุนปล่อยออกไปจะแทกซ์ (Tax) ไปเลยว่าโดยตรงไดเรกต์ (Direct) ไม่ต้องผ่านตัดตัวกลางตัดทุกอย่างทิ้ง พอเงินเข้ากองทุนถึงเวลาเบิกจ่ายตัดเข้าไป เลขบัญชี ๑๓ หลัก คนที่ใช้ก็คือผู้สูงวัยแบบผม แต่เป็นเสาหลักที่ ๔ ที่เรากำลังจะสร้างไม่ใช่ เสาหลักที่ ๑ เสาหลักที่ ๒ เสาหลักที่ ๓ ที่ปรากฏในรายงาน นั่นคือผู้ที่จะเป็นผู้ที่ได้รับผล จากการใช้ร่าง พ.ร.บ. แห่งนี้แล้วจะทำให้เขาลืมตาอ้าปาก ข้ามเส้นแบ่งความยากจนได้แน่นอน แน่นอนครับว่าถ้าอันนี้ผ่านแล้วสามารถมีเงินตามมาตรา ๑๓ ได้ มีปริมาณเพียงพอกับคน ๒๑ ล้านบาทในแต่ละเดือน ผมเชื่อว่าเส้นแบ่งความยากจน ๒,๗๖๒ บาทนี้ถูกทำลายครับ แล้วมันจะทำให้คนไทยทั้งประเทศอยู่ได้ ๓,๐๐๐ บาทนี้ ผมคิดว่าอยู่ได้ ผมเห็นด้วยครับ สนับสนุนทั้งกองทุน สนับสนุนทั้งร่างพระราชบัญญัตินี้ แต่ก็ขอเติมหน่อย ถ้าร่างนี้เข้าสภา จริง ๆ ในรายละเอียด ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ต่อไปเชิญ ท่านศรีนวล บุญลือ ตามด้วยท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ ครับ🔗
กราบเรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ข้าเจ้า นางสาวศรีนวล บุญลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต ๘ พรรคภูมิใจไทย ตามที่รายงานผลการพิจารณาการศึกษาแนวทางการเสนอกฎหมายบำนาญ พื้นฐานแห่งชาติของคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม สภาผู้แทนราษฎร ข้าเจ้าในนาม ตัวแทนพี่น้องประชาชนขอชื่นชมที่ทุกท่านทุกคนเดินหน้ายังหันหลังกลับไปดูแลผู้สูงอายุ ขอชื่นชมด้วยความจริงใจ ปัจจุบันนี้ประชาชนในสังคมของเราผู้สูงอายุมีจำนวนมากขึ้นทุกวัน ภารกิจของที่ผู้สูงอายุจะต้องรับผิดชอบ ลูกหลานที่ออกจากบ้านไปทำงาน แต่ยังบ่พ้นนะเจ้า กลับบ้านไปเอาลูกน้อยเอาหลานน้อยกลับไปให้ปู่ย่าตายายมาเลี้ยงดู ทั้ง ๆ ที่ปู่ย่าตายายที่อยู่ ทางบ้านบ่มีอาชีพ บ่มีงานทำ บ่มีงานหลัก จะต้องเลี้ยงดูลูกหลาน ลูกหลานที่ฮักอุ้มกลับบ้าน ไปให้เลี้ยงดู ถ้ามีสวัสดิการในพื้นฐานของแห่งชาตินี้ให้กับผู้สูงอายุ ข้าเจ้าคนหนึ่งก็เห็นโตย ปัจจุบันนี้อย่างคนบ้านนอกตามชนบทผู้ยากจนยากไร้ ไร้ที่มีอยู่อาศัยแล้วบ่มีเงินใช้จ่าย ประจำวัน ปัจจุบันนี้เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ๖๐-๖๙ ปี ได้รับเงินจากรัฐบาล ๗๐๐ บาทต่อเดือน ๗๐-๗๙ ปี ได้รับเงินจากรัฐบาล ๘๕๐ บาทต่อเดือน ๘๐-๘๙ ปีได้รับเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท ดังนั้นอยากเรียนฝากท่านประธานไปยังรัฐบาลขอให้เล็งเห็นความสำคัญให้กับชมรมผู้สูงอายุ ตั้งกติกา และออกกฎหมายมาเลยนะเจ้า ก็ขอฝากคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม สภาผู้แทนราษฎรตั้งไว้เลยนะเจ้า อายุ ๖๐-๖๙ ปี สมควรได้รับ ๑,๐๐๐ บาท ๗๐-๗๙ ปี ก็สมควรได้รับ ๒,๐๐๐ บาท ๘๐-๘๙ ปี ก็ขอให้ได้รับ ๓,๐๐๐ บาท ก็ขอฝากรัฐบาลอีกข้อหนึ่ง ใครที่ประคับประคองอายุครบ ๑๐๐ ปีสมควรมีเงินโบนัสให้เดือนละ ๕,๐๐๐ บาท เพราะว่า อายุ ๑๐๐ ปีนะเจ้า จะต้องดูแลสุขภาพจนถึงอายุ ๑๐๐ ปี แล้วทุกวันนี้ผู้สูงอายุที่ยากจน ลูกหลานไม่อยากดูแลกัน ดังนั้นถ้าผู้สูงอายุมีอายุ ๑๐๐ ปี มีเงินสวัสดิการเดือนละ ๕,๐๐๐ บาท ลูกหลานก็คงจะกลับมาดูแลพ่อแม่หรือคนที่อยู่ทางบ้านที่เฝ้ารอคอย อยากเสนอความคิดเห็น ให้กับคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรในชุดนี้นะคะ ในมาตรา ๑๘ ให้มีคณะกรรมการบริหารกองทุนผู้สูงอายุและบำนาญพื้นฐานแห่งชาติ จะประกอบด้วย ๖ ท่านด้วยกันเจ้า ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานกรรมการ มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นรองประธาน มีผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้แทน มีผู้แทนจากสำนักงบประมาณ จึงอยากใคร่เสนอแนะ ทุกวันนี้ชมรมผู้สูงอายุของ ระดับตำบล ระดับอำเภอ และระดับจังหวัด ขอคณะกรรมการส่วนนี้มามีส่วนร่วมเพราะว่า เขาจะรู้ปัญหาดี เมื่อรู้ปัญหาในพื้นที่ของแต่ละหมู่บ้าน แต่ละตำบล แต่ละอำเภอ แต่ละจังหวัด เวลามีการตกยากลำบากหรือว่ามีผู้สูงอายุจำนวนเท่าใด อยู่บ้านเลขที่เท่าใด เขาจะต้อง รายงานข้อมูลนี้ให้กับคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคมโตย ดังนั้นขอให้หันหลังไปดูแล คนด้านหลังที่ท่านจะนำมาเพื่อปฏิบัติดำเนินการต่อไป ข้าเจ้าในนามตัวแทนพี่น้องประชาชน ขอชื่นชมคณะกรรมาธิการในชุดในนี้ที่จะหันหลังไปดูแลพี่น้องประชาชนที่ยังยากไร้ แล้วก็ รอความหวัง รอการช่วยเหลือ ขอกราบขอบพระคุณทางคณะกรรมาธิการเป็นอย่างสูงนะเจ้า ขอกราบขอบพระคุณท่านประธาน ณ โอกาสนี้โตยนะเจ้า ขอขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ก่อนที่ท่านชวลิตจะอภิปรายนะครับ ผมแจ้งเรียนทางท่านณัฐชาที่ท่านได้หารือไปเมื่อสักครู่นี้ ทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้จัดพื้นที่บริเวณข้างลานประชาชนฝั่งสำนักงาน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรให้ผู้มาติดตามการพิจารณาการประชุมสามารถเข้ามารับฟังและ ติดตามการประชุมได้ เจ้าหน้าที่ประสานให้แล้วครับ เชิญท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ แล้วก็ตามด้วย ท่านศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย กระผมต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการที่ได้ศึกษาจัดทำรายงานแนวทางการเสนอกฎหมาย บำนาญแห่งชาติ ซึ่งสอดคล้องกับสภาพประชากรของประเทศไทยในปัจจุบันที่เป็นสังคม ผู้สูงอายุ ดังนั้นการให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุจึงเป็นแนวคิดหรือนโยบายที่ถูกต้องเพราะทำ เพื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ ประการสำคัญวัฒนธรรมของสังคมไทยยังยึดติดกับวัฒนธรรม ประเพณีดั้งเดิมคือการกตัญญูรู้คุณ ผู้สูงอายุที่เป็นข้าราชการมีบำนาญ มีบำเหน็จตอบแทน ผู้สูงอายุที่เป็นแรงงานภาคเอกชนที่เป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคม และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ก็มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ล้วนมีหลักประกันด้านรายได้ยามชราภาพ แล้วชาวนา ชาวไร่ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ พ่อค้าแม่ขายหาบเร่แผงลอยจะมีหลักประกันรายได้ ยามชราภาพอย่างไร เรามีเพียงเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุซึ่งยังไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายขั้นต่ำเพื่อยังชีพ เนื่องจากอัตราเบี้ยยังชีพยังต่ำกว่าเส้นความยากจนอยู่อย่างมาก จากรายงานของสภาพัฒน์ กำหนดเส้นความยากจนในปัจจุบันอยู่ที่ ๒,๗๖๒ บาท ดังนั้นรายได้หรือบำนาญประชาชน ถ้าจะกำหนดให้พ้นเส้นความยากจนก็ควรเกิน ๒,๗๖๒ บาท ซึ่งคณะกรรมาธิการได้กำหนด ในรายงานเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท ซึ่งพ้นเส้นความยากจนมาเล็กน้อย ท่านประธานที่เคารพ กระผมขอสนับสนุนแนวคิดบำนาญประชาชนเพราะหากผู้สูงอายุมีรายได้ประจำเดือนทุกเดือน เดือนละ ๓,๐๐๐ บาท ๒ คนตายายก็มีแล้ว ๖,๐๐๐ บาท เกิดประโยชน์ตามมาอีกมากมาย หลายประการ กล่าวคือ ๑. ผู้สูงอายุมีรายได้พอแก่การยังชีพ รายได้เดือนละ ๓,๐๐๐ บาท พ้นเส้นความยากจน พออยู่พอกินดังกล่าว ๒. ลดภาระการดูแลของลูกหลาน ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังอีก ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันหนี้ครัวเรือนสูง คนตกงานมากมาย บัณฑิตจบใหม่ไร้งานทำ บางทีลูก ๆ อาจจะกลับมากินข้าวบ้านด้วยซ้ำไป ด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันนี้ ๓. เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในตำบลหมู่บ้านอย่างใหญ่หลวง ๒ คนตายายได้เงินเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท ก็ต้องใช้เงินกิน อยู่ แน่นอนจะเกิดการสะพัดในตำบลหมู่บ้านทางด้านเศรษฐกิจ หลายรอบแล้วก็วนขึ้นมาข้างบนยังส่วนกลาง เศรษฐกิจก็จะเฟื่องฟูขึ้น ๔. รัฐจะได้ผลตอบแทน ทางด้านเศรษฐกิจคืนมาในรูปแบบของภาษีประเภทต่าง ๆ เพิ่มขึ้น และ ๕. สุขภาพของ ผู้สูงอายุจะดีขึ้นเพราะพออยู่พอกินได้ออกกำลังกาย รัฐก็จะลดภาระค่าใช้จ่ายในการ รักษาพยาบาลผู้เจ็บป่วยที่เป็นผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตามผมมีข้อสังเกตว่าปัญหาสำคัญที่สุด ก็คือแนวคิดดี นโยบายดี แล้วจะเอาเงินงบประมาณมาจากไหนมาจ่ายเงินบำนาญประชาชน รัฐบาลนี้มีความสามารถหรือไม่ ดูแล้วในสถานการณ์อย่างนี้น่าเป็นห่วง เพราะเท่าที่ดูมา ๘ ปี ๙ ปีได้แต่ใช้ ได้แต่กู้ แต่หารายได้ไม่เป็น ปัจจุบันผู้สูงอายุ ๑๒ ล้านคน คนละ ๓,๐๐๐ บาท ต่อเดือนจะใช้งบประมาณถึงปีละ ๔๒๓,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี รัฐบาลจะเอาเงินจากไหน มีความสามารถในการหาเงินงบประมาณมาจากทางไหนบ้าง ที่ศึกษามาจะได้จริงหรือไม่ กระผมมีข้อสังเกตที่ประสบด้วยตนเองจากรัฐบาลนี้ จำได้ว่าในการพิจารณางบประมาณ ประจำปี กระผมอภิปรายต่อว่าทุกปี ๆ เพราะงบประมาณในการดูแลผู้สูงอายุรัฐบาลให้ ความสำคัญน้อยมาก กระผมเห็นใจกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยเฉพาะข้าราชการกรมกิจการผู้สูงอายุทำงานภายใต้ภาวะจำกัด ยกตัวอย่าง ศูนย์พัฒนา การจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ ๑๒ ศูนย์ ซึ่งดูแลผู้สูงอายุอยู่ทั่วประเทศ ท่านทราบไหมว่า ปัจจุบันนี้ผู้สูงอายุได้รับงบประมาณค่าอาหารต่อคนต่อวันวันละเท่าไร ไม่น่าเชื่อครับ ได้ฟัง ก็จะตกตะลึง ผู้สูงอายุได้รับค่าอาหารวันละ ๕๗ บาท ๓ มื้อตกมื้อละไม่ถึง ๒๐ บาท เดี๋ยวนี้ ค่าอาหารมื้อละ ๒๐ บาทจะมีคุณค่าทางอาหารอย่างไร เป็นที่น่าอเนจอนาถถ้าสภาพยังเป็น เช่นนี้ต่อไปอีกเรื่อย ๆ นะครับ ค่าจัดการศพผู้สูงอายุแน่นอนไม่นานก็ต้องเสียชีวิต ค่าจัดการศพ ศพละ ๓,๐๐๐ บาท ในระบบราชการกว่าจะตั้งเบิกจ่ายได้เพราะไม่มีใครรู้ว่าจะตายตอนไหน ก็ต้องบริหารจัดการตั้งแต่โลงศพ พิธีการทางศาสนา ฌาปนกิจ ลอยอังคาร ทุกอย่างเป็นเงินหมด ตายเฉลี่ยปีละ ๑๙-๒๐ ศพ นี่ ๑ แห่งครับ ก็ได้มูลนิธิและผู้ใจบุญเข้ามาช่วยสนับสนุน แต่ปัจจุบัน เศรษฐกิจย่ำแย่ การสนับสนุนก็ลดน้อยลง เจ้าหน้าที่ก็ต้องช่วยตนเอง ทำโครงการเศรษฐกิจ พอเพียงขึ้นในศูนย์สนับสนุนอยู่ในปัจจุบัน ถ้าโครงการบำนาญประชาชนเกิดขึ้นได้จริงก็จะ เป็นคุณูปการกับประเทศชาติและประชาชนมากมาย ท่านประธานที่เคารพครับ สุดท้าย กระผมขอบคุณและให้กำลังใจคณะกรรมาธิการทุกท่านที่จัดทำรายงานการศึกษาแนวทาง การเสนอกฎหมายบำนาญประชาชนแห่งชาติมาให้สมาชิกได้พิจารณา มีเพียงข้อสังเกตว่า เราจะหางบประมาณจากไหน กระผมเห็นว่าในสถานการณ์ที่ประเทศไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุในปัจจุบันใครทำโครงการ บำนาญประชาชน ๓,๐๐๐ บาท พ้นเส้นความยากจนได้เป็นผลสำเร็จก็เอาใจประชาชนไปเลย แต่ถ้าทำไม่สำเร็จก็เตรียมตัวเก็บกระเป๋ากลับบ้านได้เช่นกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ชีวิตคนเราถ้าไม่ล่วงลับไปก่อนวัยอันควรก็จะเป็นผู้สูงอายุกันทุกคน ทำอย่างไรถึงจะเป็น ผู้สูงอายุที่มีคุณภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจเป็นปัญหาที่ท้าทายของผู้ที่อาสาเข้ามาทำงาน การเมือง ผมขอสนับสนุนรายงานของคณะกรรมาธิการครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านโกวิทย์ ตามด้วยท่านสุเทพ อู่อ้น ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท นครศรีธรรมราช วันนี้ผมขอเรียนท่านประธานว่า ขอร่วมอภิปรายรายงานพิจารณาศึกษาแนวทางเสนอกฎหมายบำนาญพื้นฐานแห่งชาติ ของกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม สภาผู้แทนราษฎร ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณและชมเชย ว่าการทำรายงานเสนอแนวทางกฎหมายบำนาญพื้นฐานแห่งชาติเพื่อพี่น้องประชาชนต้อง ขอบคุณและขอชมเชยในรายละเอียดของรายงานและชมเชยการยกร่างพระราชบัญญัติ ขึ้นมาโดยเฉพาะการปรับปรุงพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ ผมเรียนอย่างนี้ครับมันเป็นการทำให้ พี่น้องประชาชนที่ไม่มีบำนาญเหมือนข้าราชการในกองทุน กบข. หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญ ข้าราชการได้รับประโยชน์และมีความมั่นคงในชีวิตโดยเฉพาะผู้สูงอายุของประเทศเรานะครับ ท่านประธานว่าอนาคตข้างหน้า ปี ๒๕๗๐ จะมีผู้สูงอายุมากกว่า ๑๕ ล้านคน อันนี้ก็เป็น ประเด็นที่ทำให้มาสนับสนุนกองทุนนี้ได้มากขึ้น ผมมี ๒-๓ ประเด็นเพื่อให้กรรมาธิการได้ นำไปพิจารณาผ่านท่านประธาน🔗
เรื่องที่ ๑ ผมคิดว่าการมาดูในเรื่องที่เสนอในตอนท้ายเรื่องพระราชบัญญัติ ผู้สูงอายุ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งเป็นการเปลี่ยนชื่อ จากเดิมเป็นกองทุนผู้สูงอายุ ก็จะเป็น กองทุนผู้สูงอายุและบำนาญพื้นฐานแห่งชาติ ผมเห็นด้วยแล้วก็ที่มาของเงินผมคิดว่าเป็น เรื่องสำคัญที่เราจะต้องตอบคำถามว่าเราจะหาเงินมาจากไหน อย่างไร ซึ่งในมาตราที่ร่างไว้ คือมาตรา ๑๓ ก็เขียนไว้ละเอียด ยกตัวอย่างเช่น เงินที่ได้จากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นต้น และเงินอื่น ๆ แต่ผมคิดบางเรื่องมันอาจจะตกหล่นไปก็เสนอว่าเงินที่นอกเหนือจากนี้ ผมยกตัวอย่างในรายงานก็เขียนเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มกรณีการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ อันนี้ก็น่าสนใจพิจารณาดูในมาตรานี้เพิ่มเติม หรือภาษีทางอ้อมจากการซื้อของพี่น้องประชาชน ที่อุปโภคบริโภค ภาษีสรรพสามิต สุรา ยาสูบ ที่เขียนไว้ร้อยละ ๕ หรือเงินจากกองสลาก ผมคิดว่าพี่น้องประชาชนที่ยากจนทั้งหลายรอความหวังจากการซื้อลอตเตอรี่บ้างอะไรบ้าง ผมคิดว่าส่วนแบ่งนี้จะนำไปสู่เงินจากกองสลากกินแบ่งมาเพิ่มในเงินบำนาญตรงนี้น่าสนใจ หรือเงินจากที่ภาษีพนันแล้วเพื่อนสมาชิกบางคนพูดเรื่องภาษีก้าวหน้า ภาษีมรดก แม้กระทั่ง เงินบริจาค ถ้าคนรวยหรือผู้ที่มีอันจะกินอยากจะบริจาคผมคิดว่าน่าจะเปิดกว้างในมาตรานี้ อยากให้พิจารณาในส่วนนี้ด้วย🔗
ส่วนต่อมา ผมคิดว่าเรื่องของการบริหารกองทุนจะมี ๒ ส่วนด้วยกันจากเดิม ก็คือคณะกรรมการผู้สูงอายุและบำนาญพื้นฐานซึ่งเขียนไว้ในมาตรา ๔ ผมคิดว่าตรงนี้มันขาด เรื่องของตัวแทนผู้สูงอายุ แล้วผมคิดว่าน้ำหนักไปให้เลขาในมาตราต่อมาเรื่องของการบริหาร กองทุน จริง ๆ ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับให้กระทรวงหรือกรมเป็นผู้บริหารกองทุน ผมอยากให้ ใช้แนวทาง กบข. ได้ไหม ลองพิจารณาดูว่ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการเป็นนิติบุคคล ไปเลย หรือกองทุนบำนาญพื้นฐานแห่งชาติเป็นนิติบุคคลและบริหารจัดการโดยผู้จัดการ กองทุน การบริหารกองทุนก็อาจจะเอานำส่วนราชการเข้ามาเป็นกรรมการก็ไม่ว่ากัน ก็คือ ดึงจากมาตรา ๕ ในกรรมการบางส่วนมาดูอันไหนเหมาะสม ในส่วนของการบริหารกองทุน ที่ผมกล่าวแล้วในมาตรา ๑๘ ที่ร่างไว้ อันนี้ผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยเพราะว่ามันเป็นการว่า คณะกรรมการบริหารกองทุนผู้สูงอายุและบำนาญแห่งชาติไปอยู่ที่ปลัดกระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ น้ำหนักจะไปอยู่ตรงนี้ แล้วเลขานี่จะเป็นอธิบดีกรมกิจการ ผู้สูงอายุ ผมคิดว่าถ้ามุมมองที่ผมเสนอมันแตกต่างไปในการเป็นนิติบุคคลก็จะมีกรรมการ บริหารกองทุนผู้สูงอายุอีกต่างหาก และที่สำคัญผมคิดว่าถ้าบริหารแบบราชการมันก็ได้ ไม่ว่า แต่คิดว่าการพัฒนาความเติบโตของกองทุนมันมีข้อจำกัดมาก เพราะฉะนั้นข้อเสนอของผม ก็คือเพื่อประโยชน์ที่ทำให้กองทุนที่เรากำลังพูดถึงมีความเติบโตสามารถพัฒนานอกจาก ไปเป็นพื้นฐานของสวัสดิการรายเดือนที่เสนอมา ๓,๐๐๐ บาท เกินกว่าเส้นความยากจน เล็กน้อย แต่ผมคิดว่ายังมีเรื่องอื่น ๆ ที่คอยช่วยเหลือถ้าบริหารดี ๆ กองทุนนี้จะเติบโตขึ้นมา เพื่อเป็นประโยชน์ในสวัสดิการอื่น ๆ เช่น ยามที่ผู้สูงอายุเจ็บป่วยมันอาจจะนำเงินส่วนนี้ ไปบริหารจัดการเพื่อผู้สูงอายุ เรื่องของสุขภาพ เรื่องของจัดการศพต่าง ๆ ของผู้สูงอายุที่เกิดขึ้น มันจะเป็นประโยชน์ในสวัสดิการอื่น ๆ ก็อยากให้กรรมาธิการพิจารณาส่วนนี้ หรือสวัสดิการ สำหรับคนที่มีอายุเกิน ๑๐๐ ปีเป็นต้น จะมีรางวัลอย่างไร อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการได้พิจารณาในส่วนที่ผมได้มีข้อเสนอไปยังท่าน ในประเด็นดังกล่าวเพื่อทำให้กองทุนดังกล่าวมีความเติบโตมากขึ้นกว่าในการจ่ายเป็นรายเดือน อย่างที่ว่า แต่สามารถแตกดอกออกผลมากกว่า แต่จะทำอย่างไรให้การบริหารกองทุนนั้น มีความคล่องตัวมากกว่ายึดโยงกับส่วนราชการที่เป็นอยู่ อันนี้คือข้อเสนอที่ฝากกรรมาธิการด้วย ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสุเทพ ตามด้วยท่านนพดล แก้วสุพัฒน์ นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุเทพ อู่อ้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สัดส่วน เครือข่ายแรงงาน ก่อนอื่นต้องขอบคุณคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคมและทุก ๆ ท่าน ที่เป็นอนุในกรรมาธิการ ผมในฐานะที่เป็นผู้ใช้แรงงานที่ได้มาร่วมงานกับพรรคอนาคตใหม่ ไปสู่พรรคก้าวไกล เรายืนหยัดเรื่องระบบและสวัสดิการจึงได้เดินหน้าเข้ามาเป็นผู้แทนราษฎร จากการทำงานที่ผ่านมาของคณะกรรมาธิการเห็นได้ว่ามีตัวเลขพี่น้องผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่อง ๑๒ ล้านคน และอนาคตจะเป็นอย่างไร นี่คือเรื่องที่สำคัญ มาดู ณ ปัจจุบัน เป็นอย่างไรครับ ๖๐ ปี ได้ ๖๐๐ บาทต่อเดือน วันละ ๒๐ บาท ไม่ทราบว่าตรรกะนี้ที่ผ่านมา ชนชั้นบริหารคิดอย่างไร วันละ ๒๐ บาทซื้ออะไรทานได้บ้าง คนเหล่านี้เป็นคนที่สร้างมูลค่าเพิ่ม ให้กับประเทศตั้งแต่เกิดมาถึงอายุ ๖๐ ปี แต่ได้รับการดูแลจากการบริหารจัดการประเทศนี้เพียงวันละ ๒๐ บาท รัฐบาลมีการดำเนินการ ที่ผ่านมาอย่างไร ผมเองและหลาย ๆ ท่านที่ผ่านมาได้มีการพยายามยื่นกฎหมายเกี่ยวกับ เรื่องของที่จะให้มีตราเรื่องของบำนาญ ท่านนายกรัฐมนตรีปัดตกทุกฉบับ ก็หวังว่ารายงาน จากคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคมวันนี้ทุกท่านจะให้การสนับสนุนในการที่จะเข้าสู่ การพิจารณาของรัฐบาล อยากจะถามว่าจากการที่บอกให้มีการศึกษา ศึกษา และปัจจุบัน พี่น้องประชาชนที่อดอยากแร้นแค้นใครดูแลและศึกษากันไปอีกนานขนาดไหน ข้าราชการเอง ผมแสดงความยินดีที่ทุกท่านได้รับบำนาญ บำนาญของท่านไม่ต่ำกว่า ๒๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป ท่านเองยังบอกไม่เพียงพอกับการดำรงชีพ และมุมกลับกันเดือนละ ๖๐๐ บาท และวันละ ๒๐ บาท มันเพียงพอได้อย่างไร สิ่งเหล่านี้ต้องขอบคุณจริง ๆ แล้วมาดูงบประมาณปี ๒๕๖๖ ที่เข้าสู่สภาติดตามดูแล้วกรอบการคิดที่จะมีการดำเนินการเรื่องพวกนี้ไม่มี แม้กระทั่ง ยุทธศาสตร์เงินที่จะเอามาดำเนินการ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เป็นการยึดโยงโครงการ ที่ไปจับฉ่าย ทำไมไม่คิดเรื่องของบำนาญประชาชนและสามารถทำได้ แต่ไม่มีการดำเนินการ นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะขอนำเสนอและแลกเปลี่ยนในวันนี้ มาดูเรื่องบำนาญที่ ๓,๐๐๐ บาท ถือได้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้พี่น้องแรงงานคนที่ทำงานไม่ว่าจะราชการ รัฐวิสาหกิจ เอกชน แรงงานในระบบ นอกระบบได้แบ่งเบาภาระ เพราะทุกคนทำงาน บ้านเช่า ข้าวซื้อ รถผ่อน ลูกเรียน พ่อแม่ก็เลี้ยงดู ถ้าเกิดบำนาญอย่างนี้เกิดขึ้นทำให้แบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายเชื่อได้เลย คนในประเทศนี้ที่ทำงานในระบบ ๑๐ ล้านบาท นอกระบบ ๒๓-๒๔ ล้านบาท ประมาณเกือบ ๖๐ กว่าล้านบาท ไม่มีความสามารถที่จะให้คุณพ่อได้ ๓,๐๐๐ บาท คุณแม่ ๓,๐๐๐ บาท ซึ่งเขาสร้างคุณประโยชน์ไว้กับประเทศนี้จนอายุ ๖๐ ปี ถ้าเกิดเรื่องเหล่านี้ขึ้นจากระบบภาษี ที่มีการจัดเก็บ ถามว่าหลายท่านคุยเรื่องงบประมาณก็ต้องถามว่างบประมาณประเทศ ๓.๓ ล้านล้านบาท มีการกระจายไปสู่พี่น้องประชาชนที่เป็นผู้สูงอายุอย่างไร นี่คือสิ่งที่ประเทศ จะต้องมีการจริงจัง ก็เห็นได้ว่าจากการที่มีการขับเคลื่อนเรื่องระบบรัฐสวัสดิการทำให้ ทางการเมืองให้ความสนใจก็ถือว่าเป็นการเปิดประกายที่ดี แต่ที่ดีกว่านั้นนั่นก็คือต้องมีการ ตรากฎหมายไว้และให้พี่น้องประชาชนเหล่านั้นได้เข้าถึงระบบอย่างจริงจัง นี่คืออีกส่วนหนึ่ง ที่ผมอยากจะบอกให้กับทุก ๆ ท่าน พี่น้องแรงงานไม่ว่าจะเป็นในระบบ นอกระบบ ราชการ รัฐวิสาหกิจ ทุกคนมีคุณพ่อ มีคุณแม่ มีคุณปู่ มีคุณย่า คุณตา คุณยาย ซึ่งเป็นที่รักยิ่ง แต่ว่า เขาจะทำอย่างไรที่จะให้คนเหล่านั้นได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น นี่คือสิ่งที่จะเกิดในประเทศไทย นั่นก็คือเรื่องของบำนาญที่จะต้องมีการตราไว้ มาถึงพูดถึงเรื่องของระบบเศรษฐกิจโดยรวม หลายท่านพูดไว้แล้วจะก่อให้เกิดการหมุนเวียนอย่างไรกลับไปสู่ประเทศท้องถิ่นและในส่วนของ ภูมิภาคต่าง ๆ เห็นได้ชัดเจน เพราะคนเหล่านั้นเมื่อได้เงินเข้าไปแล้วอย่างไรต้องมีการจับจ่าย แน่นอน และทำให้เศรษฐกิจโดยรวมดีขึ้น ทำให้การดูแลครอบครัวของคุณพ่อ คุณแม่ คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย ยังไปถึงผลให้กับลูกหลานที่ได้รับการเลี้ยงดูด้วยซ้ำไป นี่คือเรื่องของ ความเป็นจริงของเม็ดเงินที่จะถูกส่งเข้าไปถึงเขาเรียกว่าบำนาญของผู้สูงอายุ แต่มันแปลกมาก ประเทศนี้ทำไมเก็บภาษีมา บีบให้จนแล้วแจก กดให้โง่แล้วปกครอง ปล่อยให้ป่วยแล้วรักษา ให้ภาษีของประชาชนที่รีดมาแบบสร้างบุญคุณ มันจะต้องมีการเปลี่ยนการเมืองยุคใหม่ มันจะต้องมีการบริหารจัดการที่เป็นระบบ ผมเองได้อาสามาจากพี่น้องแรงงานพยายามมาติดตามในการที่จะผลักดันนโยบายต่าง ๆ ของการหาเสียงของพรรคการเมืองต่าง ๆ วันนี้ระบบรัฐสวัสดิการได้เข้าสู่สภา เราติดตามกัน ตั้งแต่เปิดสภามาปี ๒๕๖๒ นี่ปลายปีแล้ว ปี ๒๕๖๕ ปี ๒๕๖๖ ก็จะมีการเลือกตั้งใหม่ หวังว่าในการดำเนินการของคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคมในครั้งนี้คงเป็นสิ่งที่จะได้มี การปักธงในเรื่องของระบบสวัสดิการถ้วนหน้าที่สามารถที่จะให้ประชาชนผู้สูงอายุที่ทำมูลค่านี้ ให้กับประเทศได้รับการดูแลที่ทั่วถึง นี่คือสิ่งที่อยากให้เกิดขึ้น🔗
สุดท้ายนี้ผมเองก็ขอฝากทุก ๆ ท่านที่ร่วมกันอภิปราย ท่านผู้แทนราษฎร ทุกพรรคการเมืองให้การสนับสนุนในการดำเนินการเหล่านี้ ทุกท่านก็จะได้รับการไว้วางใจ จากพี่น้องประชาชนให้มาดำเนินการเป็นผู้แทนราษฎรต่อไป ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านนพดล ตามด้วยท่านมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ท่านนพดลเข้ามาทันไหมครับ ถ้าไม่ทันท่านมงคลกิตติ์ เชิญครับ ถ้าท่านมงคลกิตติ์ไม่ทัน พันตำรวจโท ฐนภัทร กิตติวงศา อยู่ในที่ประชุมไหมครับ ถ้าอยู่เชิญอภิปรายเลยครับ ที่จริงผมก็ประกาศล่วงหน้าแล้วนะครับ ว่าใครจะอภิปรายน่าจะอยู่ในห้องประชุม เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม พันตำรวจโท ฐนภัทร กิตติวงศา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี เขต ๑ อำเภอเมือง อำเภอแหลมสิงห์ พรรคพลังประชารัฐ พระราชบัญญัติบำนาญแห่งชาติ ฉบับนี้ ผมเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม สภาผู้แทนราษฎร ที่ให้มีการแก้ไข ร่างพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. ๒๕๔๖ โดยให้แก้ไขชื่อกฎหมายเป็นพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ และบำนาญพื้นฐานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๖ พร้อมทั้งแก้ไขเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นบำนาญพื้นฐาน แห่งชาติ และแก้ไขที่มาในกองทุนผู้สูงอายุเพื่อให้สามารถรับเงินได้มากขึ้น โดยเพิ่มเติมจาก ที่มาของเงินกองทุนผู้สูงอายุ ซึ่งในพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่มีเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายกันไป หลายรายแล้ว ซึ่งทุกท่านก็ให้ความเห็นไปในเชิงที่ให้ความเห็นด้วยนะครับ เนื่องจากก็เป็น ที่ทราบดีว่าในปัจจุบันนี้สังคมผู้สูงอายุเส้นแบ่งรายได้ของผู้สูงอายุนี้ควรจะอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า ๒,๗๐๐ กว่าบาท ซึ่งในคณะกรรมาธิการชุดนี้ก็ได้มีการเสนอให้เพิ่มเป็นบำนาญผู้สูงอายุ ๓,๐๐๐ บาท ซึ่งกระผมเห็นด้วยครับ จากที่ได้ลงพื้นที่ไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ในเขตพื้นที่นะครับ โดยเฉพาะช่วงที่ปิดสมัยประชุมก็ได้พบปะกับพี่น้องประชาชนหลากหลายในต่างวัยต่างอาชีพ โดยเฉพาะได้พบกับผู้สูงอายุ พี่น้องประชาชนเห็นว่าเงินเบี้ยยังชีพที่รัฐบาลมอบให้แต่ละเดือน ถือว่าเป็นเงินที่มีประโยชน์อย่างมาก ถึงแม้ว่าจะเป็นจำนวนน้อยคือตั้งแต่ ๖๐๐ บาท ขั้นต่ำ ๖๐๐-๑,๐๐๐ บาทก็ตามนะครับ ถึงแม้ว่าปัจจุบันนี้ก็มีการเพิ่มขึ้นโดยรัฐบาลได้มีการเพิ่มขึ้น ตามที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายไป เงินจำนวนนี้นะครับ เรียนท่านประธาน สมาชิกผู้ทรงเกียรติ ทุกท่านว่าในครอบครัวผู้สูงอายุถ้ามี ๒ คนก็จะได้รับเงินขั้นต่ำ ๒ คน ตายายอยู่บ้านก็จะได้รับ ๑,๐๐๐ กว่าบาท ก็จะมีโอกาสที่จะไปจับจ่ายใช้สอยซื้อของซื้อข้าว ซื้อปลากระป๋อง มาม่า ต่าง ๆ ในร้านชุมชน ร้านชุมชนก็จะให้เครดิตเนื่องจากว่าผู้สูงอายุนี้ก็ถือว่าเป็นผู้ที่มีรายได้ เป็นประจำนะครับ ก็ถือว่ามีเครดิตแล้วก็ทำให้เงินนั้นได้เป็นประโยชน์ให้กับผู้สูงอายุ ท่านประธานครับ ในการที่พิจารณาว่าเงินบำนาญแห่งชาติฉบับนี้ ถ้าผ่านไปนี้ผู้สูงอายุก็จะ ได้รับเงินบำนาญคนละ ๓,๐๐๐ บาทถือว่าเป็นประโยชน์ แล้วก็คิดว่าเพื่อน ๆ สมาชิกก็คง มีความเห็นไม่ต่างกันก็คือว่าเป็นเรื่องที่มีประโยชน์อย่างมาก มีการคำนวณว่าหากขึ้นเบี้ยยังชีพ บำนาญ ๓,๐๐๐ บาท นอกจากผู้สูงอายุที่มีเงินได้ใช้สอยแล้วก็ยังเป็นการลดภาระในการที่ ลูกหลานจะมาดูแลอีก เนื่องจากว่าค่าครองชีพเศรษฐกิจในปัจจุบันนี้ลูกหลานก็ทำงาน มีค่าใช้จ่ายสูง เพราะฉะนั้นเมื่อมีการเพิ่มเบี้ยยังชีพก็จะเป็นการลดภาระของลูกหลานในการ ที่จะดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งปกติก็มีการดูแลกันอยู่แล้วครับ เป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชน อย่างที่ผมได้กราบเรียนทำให้มีการจับจ่ายใช้สอย รัฐก็จะได้ในรูปแบบของการกลับมาก็คือ ภาษีอากรในการที่ผู้สูงอายุได้เงินไปจับจ่ายใช้สอยนั่นเอง สุดท้ายเมื่อมีการจับจ่ายใช้สอย ผู้สูงอายุมีเงินที่จะไปซื้อหาอาหารที่ดีมีประโยชน์ มีคุณภาพจิตคุณภาพกายที่ดี เพราะฉะนั้น สุขภาพของผู้สูงอายุก็จะดีขึ้น เพราะฉะนั้นรัฐที่จะต้องสูญเสียเงินในการที่จะไปในการรักษา โรคภัยไข้เจ็บให้กับผู้สูงอายุ รัฐก็จะหมดเงินในการที่จะใช้จ่ายตรงนี้น้อยลงไป มันมีหลักการ หรือมีอยู่เหตุผลหนึ่งว่าทำไมผู้สูงอายุถึงควรที่จะได้รับเงิน ๓,๐๐๐ บาทตัวเลขนี้มาจากไหน อยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกและพี่น้องประชาชนเพื่อที่จะเป็น ข้อมูลในการที่จะให้รัฐได้พิจารณานำงบประมาณมาใช้จ่ายในส่วนนี้ก็คือ ซึ่งปัจจุบันทราบดีว่า ผู้สูงอายุบ้านเรามีรายได้ขั้นต่ำ อย่างที่ผมได้เรียนก็คือประมาณ ๖๐๐-๑,๐๐๐ บาทเท่านั้น ทำให้รัฐนั้นควรที่จะสนับสนุนรายได้ให้กับผู้สูงอายุ ดังนั้นจึงมีความพยายามผลักดันให้มีการ ปรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็น ๓,๐๐๐ บาท อันนี้เป็นที่ทราบดีว่าเส้นรายได้การแบ่งความยากจน ความพอมีพอกินอยู่ในที่ ๒,๗๐๐ กว่าบาทอย่างที่ได้นำเรียนแล้ว เพราะฉะนั้นในส่วนของ การที่จะให้ผู้สูงอายุซึ่งถือเปรียบเสมือนว่าเราได้มีแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ เพราะเนื่องจากว่าไม่มีผู้สูงอายุในวันนี้ก็จะไม่มีเรา เพราะฉะนั้นการดูแลผู้สูงอายุก็ถือว่าเป็น การดูแลผู้มีพระคุณของเราด้วย เพราะฉะนั้นกระผมจึงสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติบำนาญ แห่งชาติฉบับนี้ ก็ขอแสดงความยินดีกับพี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้าน ทั้งที่เป็นผู้สูงอายุที่จะ ได้รับในโอกาสต่อไป และลูกหลานเหลนโหลนที่จะได้รับข่าวดีตรงนี้ด้วยว่าปู่ย่าตายายก็จะมี เงินบำนาญในครั้งนี้ด้วย กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นท่านนิยม เวชกามา ตามด้วยศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมขอแสดงความคิดเห็นในการที่คณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม ที่ทำรายงานฉบับนี้ขึ้นมา เกือบ ๒ ปีครับท่านประธาน พวกเรารอในการทำงานของท่าน ผมจึงมีความเห็นว่าการเสนอแนวทางกฎหมายบำนาญพื้นฐานแห่งชาติของคณะกรรมาธิการ ชุดนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ คณะกรรมาธิการหลายท่านออกมาชี้แจงถึงขั้นตอนทำงานแล้ว ก็น่าจะเห็นใจว่าเกือบ ๒ ปีที่ท่านทำมาละเอียดพอสมควร โดยเฉพาะท่านประธานรังสิมากับท่านประธานสมศักดิ์ตั้งใจอ่าน ผมนั่งดูด้วยความตั้งใจนะ ท่านตั้งใจอ่านมากเปิดทีละตัวละตัวเลย นี่เป็นความตั้งใจของท่าน ท่านสมศักดิ์อ่านเปิดทีละตัว ตาก็เห็นบ้างไม่เห็นบ้าง ก็ต้องขอบพระคุณท่านมากครับ ท่านประธานครับ ผมมีความเห็น ต้องเสนอคณะกรรมาธิการท่านไม่ต้องไปคิดให้มันยาว คิดอย่างไรกฎหมายฉบับนี้ท่านเสนอ แนวทางในการเสนอกฎหมายบำนาญพื้นฐาน ท่านไปแก้กฎหมายผมเห็นด้วยมันจะง่ายขึ้น ท่านไปแก้เลยแก้ พ.ร.บ. ผู้สูงอายุในปี ๒๕๖๔ เป็น พ.ร.บ. แล้วก็ท่านใช้ภาษาว่าจากเบี้ยยังชีพ เป็นบำนาญพื้นฐานผมเห็นด้วยครับ มันจะสร้างศักยภาพของผู้สูงอายุให้ดีขึ้น คือจากทุกวันนี้ เบี้ยยังชีพ คล้าย ๆ ว่าผู้สูงอายุถ้าไม่มีเบี้ยแล้วมันจะยังชีพอย่างไรประเภทนั้น ให้บำนาญเลย แต่ละเดือนก็โอนเข้าบัญชี ไม่ต้องลงทะเบียนหรอก เรามีทะเบียนอยู่แล้วว่ามีจำนวนเท่าไร ใคร ๖๐ ปี ๗๐ ปี ๘๐ ปี ๙๐ ปี ประเภทนั้นส่วนใหญ่ก็อยู่ในนี้ คน ๑๐๐ ปีนับหัวได้เลยครับ ประเทศไทย ผมจึงมีความเห็นที่แตกต่างนิดหนึ่งครับว่าคนที่ใช้เงินเบี้ย ๖๐๐ บาท ที่ท่านพูด ได้วันละ ๒๐ บาท ผมอเนจอนาถใจเลยนะ บุคคลกลุ่มนี้สร้างคุณูปการให้บ้านให้เมืองมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลกลุ่มนี้เป็นพ่อแม่เราทั้งนั้น เพราะฉะนั้นจะไป ๒๐ บาทได้อย่างไร ท่านประธานเอาเงินทิป (Tip) คนจอดรถยังทีละ ๑๐๐ บาท ๒๐๐ บาทเลย ประสาอะไรให้ คนสูงอายุ ๖๐๐ บาทต่อเดือน วันละ ๒๐ บาท ผมก็ยังรับไม่ได้อยู่ อาจจะจริงอยู่สมัยท่าน นายกยิ่งลักษณ์ก็ให้มายุคนั้น ผมยังยืนยันมันเกิดขึ้นแบบนั้นแต่นั่นมัน ๑๐ กว่าปีมาแล้ว แต่วันนี้สถานการณ์บ้านเมืองเศรษฐกิจมันไม่เหมือนเดิม เพราะฉะนั้นผมเสนอเลยท่าน คณะกรรมาธิการเสนอเข้าไปเลยว่าให้คนละ ๒,๐๐๐ บาททุกช่วงอายุเลยครับ ๖๐ ปี ๗๐ ปี ๘๐ ปี ๙๐ ปี ให้ ๒,๐๐๐ บาทหมด คนที่ใช้เงินมากที่สุดก็ช่วง ๖๐ ปี ๗๐ ปีนี่ล่ะครับ ผมยังไม่เห็นหน่วยงานใดทำงานวิจัยว่าคน ๖๐ ปีใช้เงินน้อยกว่า ๗๐ ปี ไม่มีครับ เพราะฉะนั้น คุณจะให้ ๖๐๐ บาทได้อย่างไร เสนอไปเลย ๒,๐๐๐ บาทรวดเท่าเทียมกันครับ คน ๙๐ ปี จริง ๆ แล้วแทบไม่ได้ใช้เงินในประเด็นนี้ คุณเคยเห็นคนอายุ ๙๐ ปีเดินไปซื้อกับข้าวไหม ไม่ค่อยมีนะ แต่จำเป็นต้องให้เพราะอันนี้คือค่ารถค่าอะไรไปหาหมอแล้ว แต่คน ๖๐ ปี ๗๐ ปี จำเป็นมาก เพราะฉะนั้นผมจึงเสนอว่า ๒,๐๐๐ บาททุกคน ใน ๖๐ ปี ๗๐ ปี ๘๐ ปี ๙๐ ปี ด้วยความเคารพท่านประธานว่าเรื่องแบบนี้ไม่ต้องไปคิด รู้อยู่แล้วหลายท่านบอกว่าบุคคลนี้ คือบุคลากรที่เคยสร้างบ้านแปลงเมืองมา เพราะฉะนั้นอย่าไปคิดว่าให้เงินแค่นี้เขาจะไม่มีเงิน ให้ครับ ผมเสนอเลยว่าท่านตั้งประเด็นเลยวันนี้ชัดเจนแล้วสถิติกระทรวงมหาดไทยก็บอกว่า มีผู้สูงอายุ ๑๒ ล้านคนค่อนข้างชัดเจน วันนี้ซึ่งก็มีแนวโน้มว่าผู้สูงอายุจะมีจำนวนมากขึ้น เพราะทางด้านสุขภาพหลายเรื่องมันดีขึ้น เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่าเรื่องแบบนี้ ๑๒ ล้านคน ผู้ชายน้อยกว่าผู้หญิงจากข้อมูล ท่านประธานสมศักดิ์บอกว่า ๒๕ เปอร์เซ็นต์อยู่ที่ ๑๒ ล้านคน ท่านไม่ได้บอกจำนวนแต่ว่า ๒๕ เปอร์เซ็นต์ คืออย่างนี้ท่านประธานครับ หลายคนคิดออก ใน ๑๒ ล้านคน ปีหนึ่ง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เอาเงินที่ไหน ผมไม่อยากให้คิดเรื่องแบบนี้เลย รัฐบาลนี้หาเงินไม่ได้ผมเชื่ออย่างนั้น แต่รัฐบาลนี้ไม่ได้ใช้เงินจำนวนนี้ชาวบ้านไม่ได้ใช้เป็น รัฐบาลหน้า คนรัฐบาลหน้าที่จะมาเป็นรัฐบาลต้องมีศักยภาพหาเงินมาให้ อย่าไปคิดแทนเขา กรรมาธิการทำเลยครับ อย่าไปคิดแทนว่ารัฐบาลไม่มีเงิน ไม่มีอยู่แล้วรัฐบาลหาไม่เป็นครับ กู้เงินก็ทะลุเพดานแล้ว แต่เราคิดถึงรัฐบาลหน้าคนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปจะต้อง มีศักยภาพหาเงินมา ทำไมจะหาไม่ได้ให้คน ๑๒ ล้านคน คนละ ๒,๐๐๐ บาท ต้องหาได้ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าอย่าไปคิดแทน คิดแทนไม่ได้ครับ เพราะเป็นเรื่องที่รัฐบาลใหม่ ผมเสนอเห็นด้วยกับหลายท่านคือต้องมีกองทุนในเงินจำนวนนี้ วันนี้รัฐบาลออกกฎหมายเลย ท่านเสนอไป กองทุนค่าปลงศพ ผมอยากให้มีจริง ๆ เพราะคนสูงอายุอย่างไรก็ต้องตาย อย่างไรก็ต้องเสียชีวิต ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า เสียชีวิตหรือตายแล้วไม่มีเงินทำศพ นี่คือประเด็น ถ้าท่านตั้งกองทุนเพื่อค่าทำศพขึ้นมาจะเป็นประโยชน์เป็นบุญกุศลเป็นมหากุศลให้ท่านครับ เพราะฉะนั้นบุคคลกลุ่มนี้ท่านไม่ต้องคิดมากให้ไปเลยคนละ ๒,๐๐๐ บาท โดยเฉพาะคนกลุ่มนี้ เสียภาษีมามากแล้วกว่าจะมา ๖๐ ๗๐ ๘๐ ๙๐ เขาจ่ายภาษีให้ประเทศชาติมามากแล้ว ขอบคุณมากท่านประธานครับ🔗
ต่อไปเชิญ ท่านรองศาสตราจารย์รงค์ ตามด้วยพันตำรวจเอก ทวี สอดส่องครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม รองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครศรีธรรมราช ขออนุญาตแสดงความเห็นต่อท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการ การสวัสดิการสังคมที่ได้เสนอรายงานผลการพิจารณาเรื่องแนวทางเสนอกฎหมายบำนาญ แห่งชาติของกรรมาธิการชุดนี้ซึ่งทำไว้ค่อนข้างเป็นอย่างดี ทำอย่างมีข้อมูล ทำอย่างมีทิศทาง ชื่นชมว่าท่านทำอย่างมีทิศทาง ส่วนทิศทางอันนั้นจะครอบคลุมผู้คนที่เรียกกันว่าผู้สูงอายุ หรือไม่ ถ้าเรามองตามหลักความยุติธรรมและความเสมอภาคผมค่อยตั้งข้อสังเกตตอนท้าย แต่อย่างไรก็ตามท่านกรรมาธิการสามัญชุดนี้ได้ให้ความเริ่มต้นเป็นบทบาทที่น่าประทับใจ ที่จะทำให้สภาได้มีข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาลเพื่อให้รัฐบาลได้คิดแล้วก็กลับมาหาเราตัดสินใจ อีกทีหนึ่ง ตรงนี้เป็นความสมบูรณ์เป็นความสง่างามของระบบรัฐสภาเป็นความน่าสนใจและ ลงตัวของระบอบประชาธิปไตยไทย ท่านประธานที่เคารพ ผมชื่นชมที่กรรมาธิการชุดนี้ พยายามที่จะเปลี่ยนสิ่งที่เรียกกันว่าเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุไปสู่บำนาญพื้นฐานแห่งชาติ อันนี้ถือว่า เป็นมโนทัศน์สำคัญเป็นคอนเซ็ปต์ (Concept) สำคัญ สำคัญอย่างไร เปลี่ยนจากเบี้ยยังชีพ ผู้สูงอายุเป็นบำนาญพื้นฐานแห่งชาติ โดยผ่านการร่างพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ อันนี้น่าสนใจ ว่าเราต้องทำให้ พ.ร.บ. ผู้สูงอายุมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ผมตั้งข้อสังเกตสั้น ๆ ว่าถ้ามองถึง ร่างพระราชบัญญัติที่ทางกรรมาธิการเสนอกันมานั้นเป็นผู้สูงอายุ วันนี้ พ.ร.บ. ฉบับนี้จะต้อง มีความคมมากกว่า พ.ร.บ. เก่าที่ใช้อยู่ ร่าง พ.ร.บ. ใหม่ คำว่า ผู้สูงอายุ ผมไปดูในมาตรา ๔ นิยามผู้สูงอายุนี่ใคร ตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่ครับท่านประธาน ท่านสมาชิก และท่านกรรมาธิการ ที่เคารพ ฝากไปเรียนว่าผู้สูงอายุคือใคร ถ้าผู้สูงอายุเกิน ๖๐ ปีผมก็เป็นผู้สูงอายุแล้วครับ หลายคนในห้องนี้เป็นผู้สูงอายุแล้ว ในประเทศนี้ประมาณ ๑๒ ล้านคนก็เป็นผู้สูงอายุแล้ว แล้วปี ๒๕๗๐ ก็จะขึ้นเป็น ๑๕ ล้านคนเป็น ๑๖ ล้านคน เราดูครอบคลุมไหม ผมกำลังบอกว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มองผู้สูงอายุต้องมองอย่างเสมอภาค มองอย่างความเป็นธรรมครับ อย่าไปมองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมันจะผิดหลักการตามรัฐธรรมนูญและผิดหลักการของปวงชน เพราะอย่างไรครับ เพราะว่าตัวนิยามในร่างมาตรา ๔ มันไม่มี พอไม่มีบางคนทำให้กลุ่มคน บางกลุ่มจะได้รับประโยชน์จากร่างพระราชบัญญัติ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากให้ร่างพระราชบัญญัติมองว่าผู้สูงอายุทั้งหมดนี้ควรจะ เป็นอย่างไร ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไปให้ความสำคัญกับที่มา ซึ่งท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ก่อนหน้ากระผมได้พูดไปแล้วว่าอย่าไปสนใจมากมายว่าที่มาเป็นจากไหน เราอยู่ฝ่ายรัฐสภา อาจจะชี้นำกว้าง ๆ ว่าที่มารัฐบาลเอามาจากไหน แต่รัฐบาลจะต้องมีปัญญา จะต้องมีวุฒิภาวะ ที่จะไปดึงงบประมาณมาเติมตรงนี้ให้ได้มากกว่าที่เราคิดเพราะเป็นหน้าที่ของท่าน หน้าที่ ของเราเสนอแนะไปแต่ไปให้ความสำคัญมาก ผมคิดว่าสิ่งที่น่าจะเพิ่มเติมก็คือว่าความเป็น ผู้สูงอายุนี้กลุ่มไหนควรจะเป็นอย่างไรครับ ในตัวกฎหมายนี้ควรจะเพิ่มเติมให้มากยิ่งขึ้นว่า คนผู้สูงอายุเขาสามารถเลือกได้ขนาดไหน ในบทสรุปผู้บริหาร หน้า ข และ ค ย่อหน้าสุดท้าย ท่านบอกไว้ชัดว่ากลุ่มผู้สูงอายุสามารถที่จะมีสิทธิเลือกสิทธิตนเองหรือเลือกสิทธิต่าง ๆ ที่ดีกว่า อันนี้แน่นอนเราเชื่อ อย่างไรก็ตามถ้าเราทำพระราชบัญญัติที่แก้ไขใหม่จะต้องทำให้ เห็นถึงผู้สูงอายุบางกลุ่ม ผู้สูงอายุหลาย ๆ กลุ่มที่มีศักยภาพแตกต่างกัน ผมเคยนำเรื่องหารือ ในสภานี้มาเพื่อจะยกตัวอย่างว่าเราเห็นด้วยทั้งหมดครับ แต่อยากจะเสนอเป็นตัวอย่างให้ กรรมาธิการลองไปทบทวนหรือจะบรรจุติดไว้ในสภาแห่งนี้ก็คือกลุ่มผู้สูงอายุที่เขามีศักยภาพ เขามีทรัพย์สิน ที่เป็นข้าราชการแล้วมีที่ดิน เขามีที่ดินอยู่แล้วแต่เขาไม่มีเงินสด ในท่ามกลาง ยุคปัจจุบันที่ต้องการมีเงินสดแต่เขาไม่มีเงินสด เขามีโฉนด เก็บโฉนด ครูบาอาจารย์เก็บโฉนด คนชั้นกลางเก็บโฉนดไว้เยอะแยะแต่ไม่มีเงินสด ในยามเจ็บไข้ไม่สบายก็ไม่มีเงินสดหรือใช้ชีวิต ที่ให้ฐานานุรูปของเขาก็ไม่มีเงินสด ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็นไปได้ไหมที่จะเขียนว่าคนกลุ่ม แบบนี้จะสร้างกลไกให้เขาเอาโฉนด ถือโฉนดอันนี้เดินเข้าไปที่สำนักงานของรัฐหรือหน่วยงาน ของรัฐ หรือในสถาบันการเงินที่เขาจะแลกโฉนดออกมาเป็นเงินสดได้ด้วย อันนี้ผมกำลังบอก ว่าร่างพระราชบัญญัติจะต้องนิยามกลุ่มผู้สูงอายุแล้วทำเซกเมนต์ (Segment) หรือแบ่งกลุ่ม ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มต่าง ๆ เพื่อที่จะสร้างข้อเสนอแนะให้ ผมชื่นชมพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ เราจะได้รับบำนาญแห่งชาติตามข้อเสนอแนะของท่าน แต่ผมก็ตั้งข้อสังเกตว่าบำนาญแห่งชาติ อันนั้นจะต้องแบ่งกลุ่มคนผู้สูงอายุ แล้วกลุ่มคนผู้สูงอายุบางกลุ่มก็จะต้องสร้างทิศทางให้เห็น ว่าเขาพึ่งตนเองได้ เขาสามารถแบกตัวเองได้ เขาทำงานมาตลอด ทำอย่างไรให้ผลการทำงาน และความมั่นคงของเขาบนพื้นฐานที่เขามีอยู่แล้วไปสามารถแลกเปลี่ยนกับสวัสดิการที่รัฐ จะจัดให้ตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่ท่านสร้างขึ้น อันนี้ผมคิดว่าจะเป็นความสมบูรณ์ ของสิ่งที่ได้รับจากรัฐและความสมบูรณ์ที่ศักยภาพของเขาเองสร้างไว้ แล้วก็มีโอกาสที่จะไป แลกเปลี่ยนหรือเอามาจากรัฐมาใช้กับเขา ก็อยากจะเติมลงตรงนั้นเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ แล้วก็ขอให้กำลังใจคณะกรรมาธิการที่เสนอสิ่งดี ๆ และประชาชนอาจจะได้ประโยชน์ ซึ่งไม่ใช่ปีนี้ ปีหน้าแต่อาจจะระยะยาว ซึ่งตรงนั้นหมายถึงว่าถ้ากฎหมายจะเข้ามาเราก็มีสิทธิ ที่จะได้เปลี่ยนแปลง ได้แลกเปลี่ยน แล้วก็นำสิ่งที่ผมว่า หลายคนหลายความคิด สองหัวดีกว่า หัวเดียว กรรมาธิการอย่างเดียวไม่พอเข้ามาสู่สภา สภาไม่พอส่งไปฝ่ายรัฐบาล รัฐบาลส่งร่าง เข้ามาก็มาว่ากัน จะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกกันว่าประชาชนมีสิทธิจะเลือกหรือประชาชนทุกคน จะได้รับความยุติธรรมและเสมอภาคจากร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ พันตำรวจเอก ทวี ตามด้วยท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม ครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ผมเป็นคนหนึ่งที่ขอชื่นชมคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม สภาผู้แทนราษฎร ที่ได้ศึกษา ในเรื่องนี้โดยเฉพาะ อาจจะเอ่ยชื่อท่านประธานนะครับ นางสาวรังสิมา รอดรัศมี ซึ่งผมอยาก ให้ที่ประชุมแห่งนี้ได้จารึกคณะกรรมาธิการชุดนี้ รวมทั้งคณาจารย์ว่าวันนี้เราได้มาแก้ปัญหา สำคัญของประเทศที่ยังไม่เห็นมีทิศทางใครจะแก้ได้ คือการนำไปสู่รัฐสวัสดิการ เพราะเราต้องยอมรับว่าระบบเศรษฐกิจที่เรามาใช้แก้ ไม่ว่าจะเป็นระบบเศรษฐกิจเสรีที่อ้างว่า มีความเป็นธรรม ระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีนวัตกรรม ๒ อย่างนี่มันไม่สามารถแก้ปัญหา ที่เป็นโรคร้ายที่เกิดในสังคมไทยขณะนี้ โรคร้ายคือโรคของความเหลื่อมล้ำเราจำเป็นต้องเอา ระบบเศรษฐกิจที่ผมขอเรียกว่า ระบบเศรษฐกิจฐานคุณธรรม ก็คือการนำเรื่องรัฐสวัสดิการ หรือหลักสวัสดิการมาใช้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมต้องขอกราบเรียนว่าในการก่อเกิด ของพรรคประชาชาติของผมซึ่งเป็นพรรคแนวสังคมพหุวัฒนธรรม คือเราให้ความสำคัญ คุณค่าของมนุษย์ มีความสำคัญ มีศักดิ์ศรี แล้วก็จะต้องได้รับการดูแล เราจึงได้มีนโยบายหนึ่ง ก็คือนโยบายเชิงรัฐสวัสดิการ ซึ่งในนโยบายนี้ก็ส่งไปที่ กกต. นะครับ ก็คือเราจะส่งเสริมการ มีบำนาญแห่งชาติหรือสวัสดิการถ้วนหน้า ซึ่งเราเห็นว่าเป็นเรื่องที่รัฐจะต้องจัดให้ประชาชน อย่างเสมอหน้าด้วยสิทธิเสมอกัน ไม่ว่าจะยากดีมีจนภายใต้หลักการสวัสดิการเป็นสิทธิอันพึงมี ของประชาชน ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของรัฐที่จัดสงเคราะห์ตามอนาถา นี่คือที่ส่งไป กกต. ในนโยบาย เราเสนอว่าผู้สูงอายุจะต้องมีบำนาญ ๓,๐๐๐ บาท ซึ่งเราได้ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์มา ทุกระบบในการแก้ปัญหาของประเทศ ขณะนี้จะต้องยอมรับว่ารัฐสวัสดิการไม่ใช่แก้ปัญหา ความยากจน รัฐสวัสดิการเป็นการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ประเทศไทยเรามีความเหลื่อมล้ำ ถูกจัดลำดับบางครั้งมากที่สุดในโลก ซึ่งไม่น่าเชื่อเลยครับว่าประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ ด้วยทรัพยากร มีความอุดมสมบูรณ์ทุกสิ่งทุกอย่างแต่ประชาชนยังอยู่แบบมีความเหลื่อมล้ำ ในการเกิดรัฐบาลมีสภาขึ้นมาทางพรรคประชาชาติก็ได้เสนอ พ.ร.บ. บำนาญแห่งชาติขึ้นมา เสนอเข้าสภาแห่งนี้เมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๓ ซึ่งหลักการก็คือว่าเราควรจะมีกองทุน สวัสดิการแห่งชาติซึ่งผมเห็นว่าขณะนั้นศึกษาควรจะมี เพราะเราไม่เชื่อใจที่จะเอาระบบ ลักษณะนี้ไปอยู่ในการครอบงำของรัฐบาล ซึ่งถ้าเกิดมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลเมื่อไรก็เปลี่ยน นโยบาย ถ้าเปลี่ยนนโยบายสิทธิเรื่องนี้อาจจะหายไป เราจึงได้เขียน พ.ร.บ. ไปมีกองทุน ในลักษณะที่เป็นองค์กรคล้ายอิสระ ซึ่งมีตัวแทนภาคประชาสังคมมากกว่ารัฐบาลที่อยู่ใน คณะกรรมการ แล้วก็ข้อ ๑ ก็คือเราเห็นว่าสวัสดิการไม่ว่าจะยากดีมีจนคนที่อายุ ๖๐ ปีขึ้นไป จะต้องได้รับ คนรวยที่สุดคุณได้รับแล้วคุณก็มาเสียภาษีเอา คนจนที่สุดก็ได้รับเพราะอะไรรู้ไหม อันนี้คือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นสิทธิที่เขาต้องยืนอยู่ คุณไม่ต้องมาสงสารนี่คือโอกาสของ ฉันที่จะอยู่ ผมเชื่อคนที่มีฐานะวันละ ๑๐๐ บาท ๒ คน ๒๐๐ บาท เขาสามารถอยู่ในสังคมได้ อันนี้เป็นวิธีเดียวที่จะช่วยแก้ปัญหาความยากจนความเหลื่อมล้ำของประเทศ ผมไม่เชื่อว่า มีนักเศรษฐกิจคนใดที่มาพูดวันนี้จะแก้ปัญหาได้ เพราะวันนี้ยิ่งเดินไปมันยิ่งเหลื่อมล้ำครับ อันนี้จึงเป็นที่มา ท่านประธานที่เคารพ ผมขอให้กำลังใจครับ เพราะร่างของพรรคประชาชาติ ถูกท่านนายกปัดตกเป็นร่างการเงินเหมือนหลายพรรคที่มาพูดถึง เพราะท่านอาจจะมองคน ผู้สูงอายุกลุ่มนี้ยังไม่ถึง ท่านอาจจะมองคนรวยก่อน ผมมีตัวเลขของบประมาณ ปี ๒๕๖๖ ท่านประธานทราบไหมว่าเรามีสวัสดิการผู้สูงอายุ ซึ่งมีคนประมาณ ๑๑ ล้านคน ประมาณ ๓๒๐,๐๐๐ ล้าน แต่เรามีสวัสดิการของคนเกษียณซึ่งมีไม่ถึงล้านคนนะครับ ตัวเลขจากกรมบัญชีกลางส่ง ก็เท่ากันประมาณ ๓๒๐,๐๐๐ ล้านเท่ากัน ถ้าไปบวกกับเงินค่ารักษาพยาบาลก็มากกว่า คนไม่ถึงล้านคนมีสวัสดิการมากกว่าคน ๑๑ ล้านคน อันนี้คือความเหลื่อมล้ำที่เห็นได้ชัด คือผมเป็นอดีตข้าราชการเก่า ผมไม่ได้ไปตำหนิตรงนั้น แต่ท่านประธาน ผมอยากให้มองเห็น ในปี ๒๕๕๖-๒๕๕๗ ที่ พลเอก ประยุทธ์ยึดอำนาจมา ตอนนั้นสวัสดิการเกษียณอายุแค่ ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้พอท่านยึดอำนาจมา ๘ ปีมากเป็น ๓ เท่า เพราะอะไร รู้ไหมครับ เพราะหนึ่งในจำนวนนั้นคือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่บัญญัติว่ารัฐสภา องค์กรอิสระ หรือศาลจะต้องมีงบบุคคลที่เพียงพอ แต่รัฐบาลชุดนี้หวังจะขยายอำนาจ ไปเขียน พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง มาตรา ๒๐ (๒) ให้บุคลากรของรัฐมีเงินเดือนและสวัสดิการอย่างเพียงพอ มันจึงวิ่งขยายไป แทนที่จะไปเขียนให้ประชาชนมีสวัสดิการอย่างเพียงพอ เวลาผมน้อยครับ ผมจึงขอให้กำลังใจกรรมาธิการทุกท่านที่ได้ทำสิ่งที่เราฝันแล้วก็สิ่งที่จะเกิดขึ้นนี้คือท่านได้ แก้ปัญหารากเหง้าของประเทศไทยอย่างแท้จริงครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม บอกว่ายังไม่พร้อม ถ้าอย่างนั้นก็เชิญ ท่านนพดล แก้วสุพัฒน์ มาแล้ว ตามด้วยท่านทวีศักดิ์ ทักษิณ ท่านสมาชิกที่แจ้งความจำนงไว้ก็เตรียมให้พร้อมแล้วกันนะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นพดล แก้วสุพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท ขออภิปรายงานงานผลการพิจารณาศึกษาเรื่องแนวทางการเสนอกฎหมายบำนาญพื้นฐาน แห่งชาติของคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม สภาผู้แทนราษฎร ก็ต้องขอขอบคุณแทน พี่น้องชาวไทยที่คณะกรรมาธิการได้ช่วยกันร่างกฎหมายที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ทั้งประเทศโดยส่วนรวม โดยเฉพาะของผู้สูงอายุ ซึ่งต่อไปข้างหน้าท่านเองก็คงจะไม่สามารถ ที่จะประกอบอาชีพเหมือนอย่างกับตอนที่มีอายุไม่มากนัก ขอสนับสนุนในเรื่องของหลักการ ในกฎหมายฉบับนี้ แล้วก็อยากจะมองว่าจะเป็นประโยชน์โดยส่วนรวมและลดความเหลื่อมล้ำ ดูจากในหลักการต่าง ๆที่ร่างไว้ ถือว่าลดความเหลื่อมล้ำสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ที่มีสิทธิ ที่จะได้มากกว่าครั้งก่อน ๆ นะครับ โดยเฉพาะครั้งก่อนนี้เรามีเรื่องของเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ซึ่งยังมีเกณฑ์ที่คนมีสิทธิแล้วไปซ้ำซ้อนกับสิทธิของสิทธิอื่นอยู่นะครับ จะเกิดปัญหา ถ้าจำได้ ครั้งหนึ่งว่าเบี้ยผู้สูงอายุแค่ ๖๐๐-๗๐๐ บาท แล้วไปได้ซ้ำซ้อนกับสวัสดิการของครอบครัว หรือสามีท่านที่เสียชีวิตแล้วเนื่องจากได้สิทธิทางไปรบหรือว่าไปอย่างอื่นนะครับ แล้วก็ไปให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จ่ายเรียกเงินคืนทั้งหมดจนมีถึงขั้นคนแก่โดนฟ้องขึ้นศาลต้องฆ่า ตัวตาย ซึ่งตอนนั้นก็เป็นที่สะเทือนใจก็ไม่อยากจะให้เกิดการขัดแย้งสิทธิครับ เพราะว่าเรา มีการรวมกองทุน รวมสวัสดิการอื่นเข้ามาเป็นกองทุนหรือกฎหมายฉบับเดียวกันคือบำนาญ พื้นฐานแห่งชาติ ซึ่งตรงนี้ผมถือว่าจะทำอย่างไรให้ได้สิทธิทั่วถึงและไม่ไปขัดแย้งภายหลังครับ ส่วนหน้าที่การจ่ายหน่วยงานที่รับผิดชอบก็คงจะต้องเป็นหน่วยงานเดียวที่จะรับผิดชอบ ในการที่จะเป็นเจ้าของงบประมาณเพราะจะได้ควบคุม แล้วก็รายงานตรวจสอบการจ่ายเงิน ได้ชัดเจน ไม่กระจัดกระจาย หลายหน่วยงานแล้วพอเวลาตรวจสอบก็จะมีปัญหาว่าติดซ้ำ หรือไม่ซ้ำ ถ้าหน่วยเดียวตรวจเสียทีเดียว นั่นก็คือประเด็นขอให้ได้สิทธิ แล้วก็ขอให้อยากจะ ให้ยืนยันว่าสิ่งที่จะได้นั้นคนที่มารอฟังว่าความชัดเจนอยู่ที่ว่าผู้สูงอายุนั้น ๖๐ ปีแน่นอน ได้ทั่วถึง ถึงแม้ว่าจะมีสิทธิอื่นอยู่ เช่น ข้าราชการมีประกันตนหรืออยู่ในกองทุนอื่น🔗
อีกส่วนหนึ่งที่ฝากเป็นข้อห่วงใยกังวล เมื่อสักครู่ก็มีการพูดถึงเรื่องเมื่อได้แล้ว ถือเป็นภาษีเงินได้ที่จะต้องไปหักลดหย่อนอะไรอีกหรือไม่ อยากจะให้ช่วยตรงนี้ด้วยเพราะว่า ท่านเองก็ไม่ได้มีเงินเยอะ แล้วก็ไม่มีคนที่จะมานั่งคอยยื่นภาษีอะไรให้ ตรงนี้อยากจะฝากไว้ อีกทางหนึ่ง🔗
อีกส่วนหนึ่ง อยากฝากว่าเมื่อได้สิทธิแล้วทุกคนที่เป็นคนไทยอายุตามเกณฑ์ ถ้าได้แล้วก็อยากจะฝากว่าคนที่อยู่ทุกพื้นที่มีภูมิลำเนาทะเบียนราษฎร์ในเมืองไทยควรจะได้ ก็ควรจะได้ เพราะคราวก่อนนั้นเบี้ยผู้สูงอายุก็เกิดปัญหาว่าผู้สูงอายุที่อยู่ในเรือนจำไม่ได้ ทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องไปเรียกคืนเหมือนกับครั้งแรก เมื่อสักครู่นี้ผมพูดว่า ผู้สูงอายุที่ได้รับสิทธิ ๖๐๐ บาทแล้วไปซ้ำกับสวัสดิการอื่น เพราะอ้างว่าผู้คนที่อยู่ในเรือนจำ ก็มีสิทธิเรือนจำเลี้ยง แต่ไปขัดกันกับผู้พิการที่อยู่ก็ได้ คนที่เป็นโรคเอดส์ก็ได้ ก็อยากจะให้ มีความชัดเจนในเรื่องของว่าคนที่ได้ก็ควรจะเป็นสิทธิชัดเจน อยากจะขอตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมไว้ ก็อาจจะไปลองดูหน่อยให้ชัดเจนในเรื่องนี้ ในนามของพรรคพลังท้องถิ่นไทเองก็ขอสนับสนุน และขอขอบคุณท่านกรรมาธิการทุกท่านที่ได้ร่วมกันร่างแนวทางของกฎหมายบำนาญพื้นฐาน แห่งชาติแห่งนี้ จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องคนไทยอย่างทั่วถึง ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านทวีศักดิ์ ตามด้วยท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ทวีศักดิ์ ทักษิณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในสัดส่วน ปีกแรงงาน วันนี้ผมขออภิปรายร่วมสนับสนุนรายงานผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการ การสวัสดิการสังคมของสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ ก็ต้องยอมรับว่านี่คือรายงาน หรือสิ่งที่ผู้แทนราษฎรในสภาแห่งนี้รอคอย โดยเฉพาะในช่วงของการปิดสมัยประชุมที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในที่นี้ในการลงพบปะพี่น้องสมาชิกหรือว่าพบปะพี่น้อง ประชาชนนั้นคงได้พูดคุยเรื่องนี้กับพี่น้องประชาชนเป็นหลัก ๆ ในเบื้องต้น ผมเองในนามของ กรรมาธิการการแรงงานช่วงที่ปิดสมัยประชุมเราได้ร่วมกับ ส.ส. พรรคอื่น เราได้พูดคุยเรื่องนี้ กับพี่น้องที่ได้ไปพบปะหารือ มีอยู่คำหนึ่งว่าความวิตกของพี่น้องประชาชน รวมถึงเพื่อน ส.ส. ด้วยกันว่างบประมาณที่มาที่ไปในการที่เราจะทำเรื่องนี้จะได้มาจากไหน หลายคนบอกว่า จะเอางบที่ไหนมาทำ มาเติมเงินบำนาญให้กับผู้สูงอายุ ซึ่งจากข้อเสนอของรายงานมาเป็น จำนวนเงินที่ไม่น้อย ก็คือปีละ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ในรายละเอียดที่มาที่ไป นี่ยังไม่รวม อีกไม่กี่วันข้างหน้าเราจะเห็นว่าการชำแหละงบประมาณที่นี่เห็นว่ายังมีส่วนที่จะมาเพิ่มเติมอีก แต่พวกเราลองมาพิจารณาดูว่างบประมาณส่วนนี้มันจะไม่มีผลกระทบเฉพาะกับผู้สูงวัยหรือ ผู้ที่จะรับบำนาญเฉพาะ ๑๑ ล้านคนเท่านั้น มันยังจะรวมไปถึงคนในครอบครัวที่จะได้รับ ผลกระทบในครั้งนี้ แต่เป็นผลกระทบในทางบวกในทางที่ดีขึ้น หลาย ๆ คนพูดเรื่องของผลกระทบโดยตรงจาก ผู้รับผลประโยชน์โดยตรงก็คือผู้ที่จะรับเงินเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท มีการยกตัวอย่างคุณตา คุณยายที่ต้องรับเลี้ยงดูบุตรหลานที่พ่อแม่มาทำงานในกรุงเทพมหานคร ซึ่งเขาเป็นส่วนหนึ่ง ที่จะต้องเป็นภาระต้องเลี้ยงดู วันนี้ครับ ก่อนหน้านี้ประมาณสัก ๒ เดือน ที่มีข่าวเรื่องของ การขอปรับขึ้นค่าแรงรัฐบาลออกมาพูดเลยว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ ณ วันนี้หนึ่งในข้อเรียกร้อง ที่เขาบอกจะขอขึ้นค่าแรงก็เพราะตรงนี้ล่ะครับ แต่ถ้าเราทำตรงนี้ได้ ๓,๐๐๐ บาทต่อคน หรือครอบครัวละ ๖,๐๐๐ บาท หรือหลาย ๆ ครอบครัวที่มีผู้สูงอายุอยู่ในบ้าน ตรงนี้จะเป็น การลดภาระให้กับคนแรงงานที่พวกผมดูแลกันอยู่ตอนนี้ ถ้าวันนี้ผมไม่เป็นผู้แทนราษฎร ผมก็ยังเป็นหนุ่มโรงงานอยู่ ก็ต้องยอมรับว่าวันนี้ค่าแรงในวันที่ ๓๐๐ บาท ไม่เพียงพอครับ ส่งผลกระทบที่มันจะเกิดขึ้นที่เป็นคุณจริง ๆ กับแรงงานก็คือวัย ๕๐-๕๕ ปีครับท่านประธาน เขาจะสามารถวางแผนในการใช้ชีวิตหลังจากหลุดจากวงจรการใช้แรงงานในโรงงานแล้วได้ เพราะเขารู้แน่ว่า ๖๐ ปีเขาก็ต้องได้แล้ว ๓,๐๐๐ บาท ผมโชคดีที่อยู่ในบริษัทยานยนต์ที่ออกมา เป็นผู้แทนราษฎร ผมออกมาในปีที่บริษัทนั้นเปิดโอกาสให้พนักงานได้เออร์ลี (Early) ก่อน นอกจากเงินตามกฎหมายแรงงานที่ได้รับแล้วยังมีเงินพิเศษจากบริษัทให้มาอีก นี่คือสิ่งที่มัน จะเกิดขึ้นกับวงการแรงงานบ้านเรา เขาไม่ต้องรอจนถึงเกษียณจากโรงงานแล้วค่อยไปตั้งหลัก ที่บ้านได้ แต่วันนี้ถ้าเราทำเรื่องนี้สำเร็จเขาจะสามารถวางแผนได้ ๕๐ ปี เขาก็จะรู้แล้วว่า เขาจะกลับบ้าน เขาจะคืนถิ่นในการเป็นแรงงานได้อย่างไร อันนี้คือสิ่งที่มันจะเกิดขึ้น มาดูว่า ผู้สูงอายุ ณ ปัจจุบันของบ้านเราวันนี้ได้รับบำนาญเมื่อเทียบกับข้าราชการเท่าไร ผมเอา แค่กลาง ๆ บำนาญวันนี้ ๔๒ เท่า ๔๒ เท่า ระหว่างข้าราชการบำนาญกับประชาชนธรรมดา เราจบเรียนโรงเรียนเดียวกันมากับเพื่อนนะครับ แล้วเราได้โคจรมาเจอกันตอนอายุ ๖๐ ปี ดูความแตกต่างของพี่น้องประชาชนคนไทย ซึ่ง ณ ปัจจุบันวันนี้งบประมาณด้านสวัสดิการ ของผู้สูงอายุดูแล้วไม่ถึงครึ่งงบประมาณของกระทรวงกลาโหมด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นไม่ต้อง ลังเลครับในที่นี้ ทำไมเราจะไม่สนับสนุน นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้น สิ่งที่จะทำให้ประชาชนคนไทย มีความสุขเพิ่มขึ้นครับ หลาย ๆ อย่างที่พวกเราเข้าไปวันนี้ถ้าสวัสดิการของพี่น้องประชาชน หรือคนที่เป็นสวัสดิการพื้นฐานของคนทั้งประเทศยังไม่แข็งแรงพอเราจะไปสร้างรั้วได้อย่างไร ผมเชื่อว่า พ.ร.บ. อันนี้หรือข่าวอันนี้ที่มีการยื่นในวันนี้คงจะไม่แตกต่างจากสิ่งที่แรงงานเขา ขอขึ้นค่าแรง ซึ่งรัฐบาลออกมาตอบโต้ทันทีว่าเป็นไปไม่ได้ ๔๐๐ บาท ณ วันนี้ก็ยังเงียบอยู่ แต่วันนี้ผมคิดว่าเป็นโอกาสที่จะให้รัฐบาลนั้นได้แก้ตัวโดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรีที่ ๒-๓ วัน ที่ออกมา ออกข่าวแล้วแป๊กไปและโดนพี่น้องประชาชนล้อเลียนเรื่องรถติดอะไรก็แล้วแต่ แต่ถ้าวันนี้ท่านรับเรื่องนี้เข้าไปพิจารณาท่านจะได้ใจพี่น้องประชาชนนะครับ อย่าลืมว่านี่คือ เงินภาษีของประชาชนต้องคืนให้กับประชาชน ซึ่งผมบอกตั้งแต่ต้นแล้วว่าจะไม่มีผลกระทบ เฉพาะผู้ที่รับเงินเท่านั้น ทั้งแผ่นดินนี้ ณ วันใดวันหนึ่งผู้แทนราษฎรที่อยู่ ณ ตรงนี้เราก็ต้อง รับสิทธินี้ วันนี้ขอให้ทุกคนได้มาร่วมกันนะครับ อย่าออกมาบอกว่าความเดือดร้อนหรือสิ่งที่ พวกเราอยากได้นี้ขอให้มีจิตสำนึกเหมือนที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูดไม่ใช่นะครับ นี่เป็นหน้าที่ หน้าที่ที่รัฐบาลจะต้องจัดสรรเรื่องของสวัสดิการให้กับพี่น้องประชาชนให้ได้อย่างถ้วนหน้า ทั่วถึงและเท่าเทียม เพราะฉะนั้นผมจึงขอสนับสนุนในการที่จะให้รายงานนี้ผ่านในวาระนี้ และสุดท้ายที่สุดก็ต้องขอชมเชยคณะทำงานท่านได้ทำหน้าที่ของการเป็นผู้แทนราษฎรได้ อย่างสมศักดิ์ศรี ท่านได้ทำหน้าที่ของการเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ คือมองเห็นในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น และเชื่อว่ามันเกิดขึ้นได้ เหลือข้อสุดท้ายพวกเราก็คือว่ามารวมกันทำให้มันสำเร็จ ขอบคุณ ท่านประธานครับ🔗
ยังมีสมาชิก ต้องการจะอภิปรายอีก ๑๕ ท่าน ท่านสมาชิกท่านใดประสงค์อภิปรายนอกเหนือจาก ๑๕ ท่าน ที่เข้าชื่อแล้วให้รีบมาเข้าชื่อ ผมจะปิดการรับลงชื่อแล้วนะครับ เพราะว่าจะได้บริหารเวลาถูกว่า วันนี้จะได้ไปถึงเรื่องอะไรบ้างครับ แต่อย่างไรก็ตามวาระนี้เป็นเรื่องที่สำคัญเพราะว่าเกี่ยวกับ เรื่องกฎหมายบำนาญซึ่งเราก็เปิดโอกาสได้เต็มที่ ไม่ได้กีดขวางท่าน แต่ให้รีบมาลงชื่อเราจะ บริหารเวลากันแล้วนะครับ ต่อไปท่านอุบลศักดิ์ ตามด้วยท่านกิตติศักดิ์ เชิญท่านอุบลศักดิ์ ก่อนครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่นผมต้องขอขอบพระคุณทางคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม สภาผู้แทนราษฎรที่ได้ริเริ่มคิดหาแนวทางเสนอการออกกฎหมายบำนาญพื้นฐานแห่งชาติ ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพท่านประธาน ต้องยอมรับความจริงว่าเบื้องต้นนั้นสมัยอยู่ พรรคพลังใหม่ หมอกระแส ชนะวงศ์ เราได้เสนอให้มีบำนาญกับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ แต่ในช่วงนั้นปรากฏว่าไม่สามารถดำเนินการได้ จึงออกให้พี่น้องเกษตรกรหรือประชาชน ทั่วประเทศได้รับค่ายังชีพเดือนละ ๒๐๐ บาท เริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยที่อยู่พรรคพลังใหม่ครับ ต่อมาเมื่อผมมีโอกาสเข้ามาอยู่ในสภาทั้งเป็นวุฒิสมาชิกและเป็นผู้แทนราษฎร เราได้เสนอ กฎหมายเพื่อให้พี่น้องเกษตรกรชาวนาชาวไร่ทั้งประเทศได้มีบำเหน็จบำนาญ อย่างไรก็ตาม ผมจำได้ว่ามีผู้แทนราษฎรสมัยนั้นได้เซ็นรับรองญัตติของผมประมาณ ๕๐ กว่าคน แต่ละท่าน อภิปรายเห็นชอบดีหมดเลย แต่พอลงมติได้ ๗ คะแนนครับ แสดงว่าคนที่แสดงความคิดเห็น ไม่จริงใจ นั่นสมัยก่อนครับ แต่ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าครั้งนี้สมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ได้รับ เลือกตั้งมาจากพี่น้องประชาชนจะเห็นคล้อยตามว่ากฎหมายดังกล่าวนั้นควรจะมีให้กับ พี่น้องประชาชน ท่านประธานทราบไหมครับว่าส่วนราชการต่าง ๆ เมื่อรับราชการทำงานเกิน ๖๐ ปีขึ้นไปก็จะมีบำเหน็จบำนาญไปนอนบริหารตัวเองถึงตลอดชีพ เขาเรียกว่า กินตลอดชีพ แต่ท่านประธานทราบไหมครับว่าพี่น้องเกษตรกรของผมทั่วประเทศนั้นปลดเกษียณตอนไหน ปลดตอนเข้าโลงครับ ถ้าไม่ตายก็ต้องทำมาหากินต่อไป ถ้าปลดเกษียณตอนเมื่อสิ้นลมหายใจ ถือว่าปลดเกษียณของพี่น้องเกษตรกร ท่านประธานที่เคารพ ทั้งนี้ก็เช่นเดียวกันครับ สมัยนี้ ผมกลับมาเป็นผู้แทนราษฎรผมก็มีญัตติดังกล่าวแต่ยังไม่ถึงคิวที่จะเข้ามา ผมได้นำเสนอว่า การแก้ปัญหา จริง ๆ แล้วที่ญัตติของผมนั้นไม่ได้ไปเอาเงินของคนอื่นเลย ไม่ได้เอาเงินภาษี ของพี่น้องประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้อง ผมมีแนวทางในการเสนอท่านทราบไหมครับว่าบุคคล ที่เสียภาษีทั้งหลายเหมือนกับข้าราชการที่รับราชการเสียภาษีหักเงินไว้ในอนาคตข้างหน้า ก็มีสะสมไว้ก็มีบำนาญกิน แต่ว่าพี่น้องเกษตรกรชาวนา ชาวไร่ เสียภาษีล้อเลื่อน โรงเรือน บำรุงท้องที่ทุกปีครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นเรามีความเห็นแนวทางว่าจะเอาเป็นเปอร์เซ็นต์ เช่น เสียภาษีปีนี้ ๑,๐๐๐ บาท ในขณะเดียวกัน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ก็ ๑๐๐ บาท พออายุ ๖๐ ปี ก็เอาคูณว่าเสียมากี่ปี เท่าไร หารเหมือนระบบราชการเอา ๓๐ หาร สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะไม่กระทบกระเทือนกับท่านสมาชิก หลายคนว่าจะไปเอาเงินที่ไหน ก็ไม่ได้เอาเงินคนอื่น เงินตัวเอง ถ้าพี่น้องเกษตรกรเสียภาษีมาก ก็มีบำนาญมาก เสียภาษีน้อยก็มีบำนาญน้อย นั่นเป็นแนวทางที่ผมเสนอญัตติไว้แล้วแต่ยัง ไม่สามารถบรรจุได้ ถ้าหากท่านประธานจะเมตตานำญัตติการเสนอกฎหมายของผมเข้ามา จะกราบขอบพระคุณอย่างยิ่งแทนพี่น้องประชาชนและเกษตรกรชาวนาชาวไร่ทั้งประเทศ ท่านประธานที่เคารพ ผมสนับสนุนอย่างยิ่งว่าวันนี้บุคคลที่สูงอายุมีประมาณ ๑๒ ล้านคน ถ้าตัวเลขบอกว่าต้องใช้เม็ดเงินก็ไม่เกิน ๗๗,๐๐๐ ล้านบาท ถามว่ามากไหม ไม่ได้มากเลยครับ ขณะเดียวกันรัฐบาลกู้เงินมาเป็นหนี้สาธารณะ ๙.๒๒ ล้านบาท และอีก ๑.๑๑ ล้านบาทนั้น รวมแล้วก็จุดละล้านกว่า เอามาทำไมครับ ก็มาแจกมาแถม แต่ขณะเดียวกันวันนี้ชีวิตของ ประชาชนทั้งประเทศปลายชีวิตไม่มีความมั่นคงในหลาย ๆ ประเทศอารยะของแต่ละประเทศ อย่างยุโรปบางรัฐเขามีบำนาญมานานแล้ว หลายสิบปีแล้ว บางรัฐอายุ ๕๕ ปีก็มีบำนาญ ๖๕ ปี แล้วแต่มลรัฐ ประเทศไทยเรานั้นมี ๗๗ จังหวัด ท่านทราบไหมว่าพี่น้องประชาชนเมื่ออายุมาก ขณะนี้ต้องยอมรับความจริงว่าตามตัวเลขของรัฐบาลปรากฏว่าเมื่อก่อนนี้มีคนจนประมาณ ๑๐ กว่าล้านคน เมื่อไม่นานมานี้รัฐบาลประกาศดีใจครับ ดีใจว่าความสามารถสามารถทำให้ คนจนทั้งประเทศ ๒๐ ล้านคน ท่านประธานที่เคารพ ผมอยากเห็นความจำเป็นและรัฐบาลชุดนี้ ถึงแม้ว่าการร่างของคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม นั่นเป็นแนวทางที่นำเสนอเพื่อให้ รัฐบาลไปดำเนินงานต่อ แต่ถ้าสภาแห่งนี้มีความเห็นตรงกันก็อยากให้รับรองไปแล้วก็ไปต่อ อย่างไรก็ตาม ต้องกราบขอบพระคุณคณะกรรมาธิการทุกท่าน ท่านสมศักดิ์ คุณเงิน ซึ่งก็เคย ยกร่างกฎหมายฉบับนี้มากับผม อันนี้ต้องขอบคุณท่านสมศักดิ์ที่มีโอกาสมาเป็นผู้แทนแล้วก็ ไปติดตามโครงการดังกล่าวนี้ อันนี้ต้องขอชมเชย ท่านประธานก็เช่นเดียวกันก็รู้ว่าประชาชน ทั้งประเทศเดือดร้อน คนอายุ ๖๐ ปีขึ้นไปจะมาให้ว่า ๗๐ ปี ๑๐๐ บาท ๘๐ ปี ๙๐๐ บาท ผมถามว่า ๙๐๐ บาทไปทำอะไร ๑,๐๐๐ บาทไปทำอะไร น้ำพริก น้ำปลายังไม่สามารถจะ ซื้อกินได้เลยครับ ข้าวไม่ต้องพูดถึง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจึงสนับสนุนเห็นด้วยที่จะ ให้สภาแห่งนี้ผลักดันให้พี่น้องประชาชนหรือรัฐบาลได้มีโอกาสออกกฎหมายให้มีบำเหน็จ บำนาญของพี่น้องประชาชนเมื่ออายุ ๖๐ ปีขึ้นไปเพื่อชีวิตความมั่นคงอย่างยั่งยืน ศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ที่เกิดในประเทศไทย กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ต่อไปครับ คุณหมอกิตติศักดิ์ แล้วท่านศักดินัย นุ่มหนู เชิญคุณหมอกิตติศักดิ์ก่อนครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย วันนี้ขออภิปรายรายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการเสนอกฎหมายบำนาญ พื้นฐานแห่งชาติของคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม สภาผู้แทนราษฎร ก่อนอื่นผมขอ ชื่นชมครับว่ารายงานฉบับนี้ท่านกรรมาธิการได้ศึกษามาเป็นอย่างดี แล้วก็ดูจากรายงานแล้ว ต้องขอชื่นชมว่ามีความสมบูรณ์แบบ แล้วก็ต้องถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ที่บำนาญพื้นฐานแห่งชาติจะเกิดขึ้นจริง แต่ก่อนเรามีเบี้ยผู้สูงอายุ ๖๐๐ บาทต่อมาก็เป็นขั้นบันได ๖๐๐ บาท ในอายุ ๖๐ ปีถึง ๗๐ ปี ๗๐๐ บาท ในอายุ ๗๐ ปีถึง ๘๐ ปี ๘๐๐ บาท สำหรับ ๘๐ ปีถึง ๙๐ ปี แล้วก็ ๑,๐๐๐ บาท ตั้งแต่ ๙๐ ปีขึ้นไป นี่คือความก้าวหน้าที่จะเกิดขึ้นซึ่งหลายคนเป็นห่วงเรื่องงบประมาณ แต่จริง ๆ แล้วเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐบาลจะต้องจัดสรรงบประมาณมาเพื่อให้ประชาชน มีสิทธิขั้นพื้นฐานด้านการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี มีคุณภาพ ซึ่งบำนาญพื้นฐานแห่งชาติ ถือว่าเป็นคำตอบ เช่นเดียวกันแต่ก่อนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประชาชนไม่มี เดี๋ยวนี้ ประชาชนก็มีสิทธิเรื่องของการรักษาพยาบาล เรื่องของสิทธิด้านการรับค่ารักษาพยาบาล ในหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ นี่เช่นเดียวกันเป็นกฎหมายที่มีความก้าวหน้าของประเทศไทย ที่ประชาชนได้มีสิทธิขั้นพื้นฐานในการที่จะมีบำนาญที่จะไปใช้ในช่วงที่เขาเกษียณอายุ ในช่วงที่ สูงอายุหลังเกษียณ ไม่เป็นภาระให้กับลูกหลาน ซึ่งเรื่องของสิทธิด้านบำนาญพื้นฐานแห่งชาติ มีการศึกษาว่าเท่าไรถึงจะเพียงพอในการดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพ มีศักดิ์ศรี ผลปรากฏ การศึกษาอย่างต่ำต้องไม่ต่ำกว่า ๓,๐๐๐ บาทถึงจะมีศักดิ์ศรี มีคุณภาพชีวิตในการดำเนินชีวิต หลังการเกษียณแล้วก็ไม่เป็นภาระให้กับลูกกับหลาน อันนี้สำคัญ ลูกหลานต้องไม่เป็นภาระ ลดการพึ่งพิงของผู้สูงอายุ ลดการส่งต่อการยากจนจากรุ่นสู่รุ่น ลดความเหลื่อมล้ำ ช่วยแก้ปัญหา ความยากจน นอกจากนั้นแล้วเราเห็นนโยบายรัฐบาลไปแจกเงินในหลาย ๆ อย่างก็ถือว่าเป็น การกระตุ้นเศรษฐกิจ อันนี้เช่นเดียวกันการมีบำนาญแห่งชาติ ก็หมายถึงผู้สูงอายุซึ่งทุกคน ต่อไปต้องเป็นผู้สูงอายุก็จะสามารถมีรายได้ที่จะไปใช้อย่างมีศักดิ์ศรีในการดำรงชีวิต แล้วก็ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมด้วย ซึ่งนำเรียนว่าในระบบบำนาญแห่งชาติมันมีอยู่ ๓ ขั้น คือสวัสดิการด้านพื้นฐานก็คือเป็นสิทธิของทุกคนได้รับความคุ้มครองจากรัฐ ใช้งบประมาณ จากรัฐ ประชาชนไม่ต้องเติมเงินเข้าไป ส่วนการออมภาคบังคับนั้นก็หมายถึง เช่น กองทุน ประกันสังคมตามแรงงาน มาตรา ๓๓ หรือเสาที่ ๓ ก็คือการออมภาคสมัครใจซึ่งอันนี้เป็น การออมที่รัฐบาลจะต้องส่งเสริม แล้วก็มีการเติมจากภาครัฐเข้ามาช่วยด้วย ซึ่งเสาทั้ง ๓ เสา ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นการออมภาคบังคับ แล้วการออมภาคสมัครใจ จะทำให้ประชาชนได้มีคุณภาพชีวิตในช่วงวัยเกษียณได้อย่างมีคุณภาพ มีศักดิ์ศรี แล้วไม่เป็น ภาระให้กับลูกกับหลาน ก็นำเรียนว่าในส่วนเงินหรืองบประมาณที่ต่าง ๆ ซึ่งจะมาใช้ในส่วนนี้ ต้องขอชื่นชมว่าคณะกรรมาธิการก็ได้ไปดูว่ามีเงินอะไรที่จะมาช่วยในกองทุนบำเหน็จบำนาญ แห่งชาติในอันที่จะเกิดขึ้นก็มีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากภาษีบาป ภาษีสรรพสามิต ภาษีสุรา ยาสูบ การอุดหนุนจากต่างประเทศ เงินหรือว่าทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุน ของกองทุนได้รับตามกฎหมาย หรือเรื่องสลากกินแบ่ง เงินบำรุงจากส่วนแบ่งค่าสัมปทาน ค่าธรรมเนียมของ กสทช. หรือเรื่องของการพนันต่าง ๆ นะครับ นี่คือสิ่งที่สำคัญว่าเงินต่าง ๆ ที่จะมาใช้ในส่วนนี้ ถ้า ๓,๐๐๐ บาทก็ประมาณ ๔๓๒,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีครับ ผมคิดว่านี่ไม่ใช่ จำนวนเยอะเลยที่เราจะมาให้กับผู้สูงอายุที่จะมาใช้ ผมก็สนับสนุนกรรมาธิการนะครับว่า การที่จะแก้ปัญหาของกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติจะต้องมาบริหารจัดการในรูปแบบ ของกองทุน กองทุนที่มีรูปแบบการบริหารจัดการที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถนำเงินไปลงทุน เพื่อให้เกิดผลกำไรขึ้น แล้วก็มีการหารายได้จากในหลายรูปแบบเพื่อจะทำให้กองทุนแห่งนี้ จะไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนทุกคนที่ยังมีความยากจนยังมีความจำเป็นที่ต้องใช้เงินบำนาญ ในการดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพ มีศักดิ์ศรี ท้ายที่สุดนี้ก็ขอสนับสนุนแนวทางการเสนอ ทางกฎหมายบำนาญแห่งชาติที่ทางคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคมได้นำมาที่สภาแห่งนี้ ขอบคุณมากครับ🔗
สมาชิกครับ ขอแจ้งท่านสมาชิกนิดหนึ่งนะครับ ก่อนที่ท่านจะแยกย้ายกลับบ้านในเย็นนี้สมาชิกท่านใด ที่ยังไม่ได้ฉีดกระตุ้นการป้องกันโควิด-๑๙ (COVID-19) เข็ม ๓ เข็ม ๔ หรือมีความต้องการ ที่ฉีดเข็ม ๓ เข็ม ๔ ทางสภาเราไปขอรับการสนับสนุนจากทางกระทรวงสาธารณสุข ตอนนี้ มีพร้อมแล้ว เรามีแอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) กับมีไฟเซอร์ (Pfizer) ให้ท่านลงไป ที่สำนักงานบริการทางการแพทย์ ชั้น ๑ ท่านไปขอรับการฉีดได้เลยนะครับ เข็ม ๓ กับเข็ม ๔ ท่านใดประสงค์ต้องการจะฉีดก็มีแอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) กับมีไฟเซอร์ (Pfizer) เชิญไปรับบริการได้ครับ เชิญท่านศักดินัยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ศักดินัย นุ่มหนู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตราด พรรคก้าวไกลครับ ผมขออภิปราย เพื่อที่จะได้สนับสนุนรายงานผลการพิจารณาศึกษาแนวทางการเสนอกฎหมายบำนาญ แห่งชาติ ของคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นกฎหมายที่เป็น ประโยชน์อย่างยิ่ง ในจังหวัดตราด ท่านประธานครับ เรามีผู้สูงอายุประมาณ ๓๙,๑๒๔ คน ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลเมื่อปี ๒๕๖๒ ครับ จังหวัดตราดเรามีแรงงานในภาคประมงที่ผู้สูงอายุ ในขณะนี้ก็ยังต้องออกไปทำมาหากินอยู่ในเรือทำการประมง เพราะว่าลูกหลานเองก็ยัง ลำบากยากจนอยู่ครับ เพราะฉะนั้นการที่จะต้องทำมาหากินดูแลตัวเองก็ยังทำ เราจะเห็นว่า มีพี่น้องชาวประมง ท่านประธานครับ ในจังหวัดตราดบางทีออกไปแล้วก็เป็นลมเสียชีวิต ในการออกไปทำมาหากินก็มีเนื่องจากว่าอายุมากแล้ว นอกจากนี้เราก็ยังมีผู้สูงอายุที่อยู่ใน ภาคเกษตรโดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางจำนวนมากเลยครับ ผู้สูงอายุนั้นยังต้อง ออกไปกรีดยาง การกรีดยางนั้นต้องไปตอนกลางคืนแล้วก็ต้องอดหลับอดนอน ๖๐ ปีแล้ว ๗๐ ปีแล้วก็ยังต้องออกไปกรีดยางเพื่อที่จะสร้างรายได้เลี้ยงปากเลี้ยงท้องของตัวเอง ซึ่งเป็น เรื่องที่น่าเห็นใจนะครับว่าผู้สูงอายุเหล่านี้ยังต้องทำมาหากินเพราะว่าเขาลำบากยากจน เพราะฉะนั้นการที่มีบำนาญ ๓,๐๐๐ บาทให้กับผู้สูงอายุ จึงเป็นเรื่องที่สร้างคุณค่าและ สร้างกำลังใจให้กับพวกเขาจริง ๆ แต่ก่อนที่พวกเขาจะแก่เขาเคยแกร่งและเลี้ยงดูลูกหลาน สร้างเศรษฐกิจให้กับสังคมให้กับประเทศนี้ครับ เพราะฉะนั้นข้าราชการที่มีบำเหน็จบำนาญ เพราะเขาทำงานให้กับประเทศชาติ คนเหล่านี้ก็เช่นกันครับท่านประธาน ก่อนที่เขาจะแก่นั้น เขาเคยแกร่งมาก่อน เขาทำมาหากินเลี้ยงเศรษฐกิจ หล่อเลี้ยงครอบครัว หล่อเลี้ยงสังคมมาตลอด เพราะฉะนั้นการที่จะดูแลคนเหล่านี้ในวัยที่แก่เฒ่าจึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล เป็นเรื่อง ที่สมควรอย่างยิ่งครับ ทีนี้คนที่เป็นคนแก่นี่ครับ เขาบอกบางทีก็ขี้ใจน้อย จริง ๆ ก็ไม่อยาก ที่จะต้องเป็นภาระของใคร ไม่อยากที่จะต้องให้ลูกหลานต้องดูแล เพราะไม่อยากเป็นภาระ ของลูกหลานจริง ๆ ถ้าไม่จำเป็นเหลือเกินก็อยากที่จะดูแลแล้วก็ช่วยตัวเองให้ได้ ดังนั้น ท่านประธานครับ การมีเงินบำนาญจากรัฐที่จะเข้าไปช่วยเกื้อกูลดูแลให้กับพวกเขาเหล่านี้ มันจึงเป็นกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง เพราะว่า เขาก็อยากดูแลตัวเอง ทีนี้คนที่เป็นผู้สูงอายุ ผมอยากให้เราลองจินตนาการดูว่าเขาเองลำบาก ยากจน ลูกหลานก็ลำบากยากจน ที่จะเรียกร้องให้มาดูแลบางทีเขาไม่อยากได้ทำ เพราะฉะนั้นชีวิตในแต่ละวันการคิดถึงวันพรุ่งนี้มันจึงเป็นเรื่องที่เจ็บปวด ผู้สูงอายุบางคน ก็มีสภาพเหม่อลอย มีซึมเศร้าเพราะอะไร ลูกหลานก็ลำบาก ตัวเองก็ลำบาก แต่ก็ไม่อยาก ที่จะเป็นภาระ ก็อยากที่จะให้มีสวัสดิการที่จะได้ดูแล นั่นหมายความว่าการได้ช่วยคนเหล่านี้ ให้เขาสามารถที่จะอยู่ได้ อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี และอยู่อย่างภาคภูมิใจ เพราะฉะนั้นกฎหมาย ในเรื่องของการที่จะให้มีบำนาญถ้วนหน้าแบบนี้อย่างเพื่อนผม ท่าน ส.ส. ทวีศักดิ์ ทักษิณ ได้อภิปรายไปแล้วว่าเราได้ใช้งบประมาณจากส่วนไหนที่เข้ามา และเงินนี้จะได้มาอย่างไร ได้อธิบาย ตรงนี้ผมจะไม่พูดถึง แต่ผมได้พูดถึงความจำเป็นเหล่านี้ว่ามนุษย์ทุกคนต้องการ มีศักดิ์ศรี ต้องการอยู่ การเกิดมาแล้วในครั้งหนึ่งของชีวิตก็อยากที่จะอยู่ดูแลเป็นคู่คิด เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้กับลูกหลาน ไม่ใช่อยากอยู่เพื่อที่จะเป็นภาระ เพราะฉะนั้นพี่น้อง เกษตรกรผู้สูงอายุที่ยังกรีดยางอยู่เขาอาจจะไม่ต้อง ก็มีเงินบำนาญที่จะอยู่ได้แต่ละเดือน ๆ ก็หล่อเลี้ยงชีวิตไปได้ ไม่ต้องไปออกทะเลเพื่อที่จะมีความเสี่ยงกับการที่จะต้องไปเป็นลม เป็นแล้งกลางท้องทะเลซึ่งก็มีเรื่องราวเหล่านี้ปรากฏให้เห็นอยู่แล้ว ท่านประธานครับ ดังนั้น ผมจึงขอสนับสนุนอย่างเต็มที่ที่จะให้กฎหมายฉบับนี้ได้เข้าสู่สภา แล้วก็เชิญชวนให้กับเพื่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ร่วมแรงร่วมใจกันที่จะได้ให้กฎหมายนี้ได้ผ่านสภาเพื่อนำศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ให้กับผู้สูงอายุ ของคนที่เคยได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ที่ได้สร้างเศรษฐกิจของประเทศ ผู้ที่ได้ชื่อว่าได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจนี้ให้กับสังคม ขอขอบคุณท่านประธานครับ🔗
อีก ๒ ท่าน ต่อไปครับ คือท่านกองตรี อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ ตามด้วยท่านภราดร ปริศนานันทกุล เชิญ ท่านอาญาสิทธิ์ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม นายกองตรี อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั้งที่ ๓ พรรคพลังประชารัฐ วันนี้กระผมขออนุญาตที่จะใช้เวลาของสภาเพียงเล็กน้อยเพื่อที่จะได้ร่วมแสดงความคิดเห็น และแนวทางในการที่จะทำให้ได้รับทราบผลการพิจารณาศึกษาเรื่อง แนวทางการเสนอ กฎหมายบำนาญพื้นฐานแห่งชาติของคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม สภาผู้แทนราษฎร เพื่อได้มีส่วนร่วมของทุกฝ่ายยิ่งขึ้น เมื่อพูดถึงเรื่องของของผู้สูงอายุหรือบุคคลที่เป็นกลุ่มคน ที่จะได้รับประโยชน์จากการที่มีการร่างพระราชบัญญัติผู้สูงอายุตามที่คณะกรรมาธิการได้ศึกษา เราก็คงจะนึกถึงพี่น้องประชาชนคนที่สูงวัยตั้งแต่อายุ ๖๐ ปีขึ้นไป ซึ่งถ้าไปดูในพื้นที่ชนบท เราก็จะเห็นว่าพี่น้องคนสูงอายุหรือว่าเรียกบ้าน ๆ ว่าคนแก่ ก็มีอยู่เป็นจำนวนมาก เพราะว่า ท่านเหล่านี้หมดกำลังหรือว่าหมดเวลาที่จะทำงานอย่างที่อยู่ในวัยทำงานทั่ว ๆ ไปนะครับ ปกติเมื่อก่อนนี้ผู้ที่จะเป็นคนชราเหล่านี้ ผู้สูงอายุเหล่านี้ก็จะทำอาชีพไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร อยู่ตามไร่นาหรือว่าอยู่ในภาคอาชีพอื่น ๆ ก็ตาม เมื่อเขาเกษียณอายุหรือถึงในช่วงที่สูงวัยนี้ ก็จะต้องกลับมาอยู่กับบ้าน มาพักผ่อน มาอยู่ตามบ้านเรือนซึ่งทางสลับกันนี้ คนที่อายุน้อย คนที่เพิ่งจะอยู่ในวัยฉกรรจ์นี้ครับ จบการศึกษามาหรือว่าได้ไปสมัครงาน ไปทำงานที่ต่าง ๆ ไปประกอบอาชีพในที่อื่น ๆ ที่เป็นแหล่งที่สำหรับที่จะประกอบอาชีพการงานนี้ ก็จะเหลือแต่ คนที่เป็นผู้สูงอายุหรือคนชรานี้เป็นส่วนใหญ่ที่อยู่ตามบ้านเรือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วน ภูมิภาค ผมได้นำภาพมาเพื่อประกอบในการอภิปรายก็ขอเอาภาพขึ้นด้วยนะครับ🔗
เราจะมองเห็นว่า พี่น้องที่เป็นคนชรานี้ครับ คนที่สูงอายุถ้าหากว่าเราไม่ได้ให้การดูแลให้ความสนใจในเรื่องของ สวัสดิภาพ สวัสดิการต่าง ๆ แล้วก็จะทำให้ท่านเหล่านั้น ยิ่งทำให้สุขภาพร่างกายก็จะเร่งให้ ถึงมีความเจ็บป่วยหรือว่าไม่แข็งแรงนะครับ ก็จะเจ็บไข้ได้ป่วยจนเรียกว่าเสียชีวิตในเวลา อันรวดเร็ว เขาเรียกว่าได้เสียชีวิตด้วยโรคชรา ซึ่งจริง ๆ โรคชรานี้ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า มันมีอยู่จริงหรือเปล่า แต่บางทีก็จะประกาศในงานพิธีฌาปนกิจศพที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ไปร่วมงานก็จะบอกว่าท่านคนนั้นคนนี้ได้เสียชีวิตด้วยโรคชรา ซึ่งอายุเหล่านี้มันอยู่ที่ สุขภาพอนามัย การที่ทางคณะกรรมาธิการได้ศึกษาเรื่องของการที่จะเสนอกฎหมายบำนาญ พื้นฐานแห่งชาติ แนวทางกฎหมายพื้นฐานแห่งชาติซึ่งผมดูจากรายงานที่ทาคณะกรรมาธิการ ได้จัดทำแล้วนะครับ ท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านก็ได้อภิปรายชื่นชมบอกว่าเป็นเอกสาร ที่มีความครบถ้วนสมบูรณ์ ผมเองก็ได้ดูแล้วก็มีความละเอียดที่เป็นประโยชน์ในการที่พวกเรา ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทั้งหลายในสภาแห่งนี้จะได้ร่วมกันมาใช้เวลา ใช้โอกาสนี้มาร่วมกัน ระดมความคิดแล้วก็ทำให้กฎหมายบำนาญพื้นฐานแห่งชาติที่เรากำลังนำเสนอผลการศึกษา ต่อสภาแห่งนี้ทุกท่านได้มามีส่วนร่วมนะครับ โดยผมได้ดูแล้วหลักการก็คือการสร้างรากฐาน ความมั่นคงทางด้านรายได้ให้เพียงพอในการดำรงชีพแก่ผู้สูงอายุ ที่ผมได้กล่าวมานี้แล้วว่า ผู้สูงอายุที่อยู่นอกระบบนี้เมื่อวัยทำงาน วัยชราแล้วก็จะไม่มีรายได้อื่น ๆ ก็เพิ่งจะมีเงิน สวัสดิการของผู้สูงอายุตามที่ท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านได้อธิบายไปแล้ว ตั้งแต่ ๖๐๐ บาท ถึง ๑,๐๐๐ บาท และทางรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ ก็ได้เพิ่มเติมให้ถึง ๑,๒๕๐ บาท ตามที่ ได้ปรากฏข่าวไปแล้วนั้น ส่วนใหญ่นี้ก็เป็นเรื่องของการสร้างความมั่นคงในเรื่องของรายได้ ที่เพียงพอต่อการดำรงชีพตามที่ได้รับทราบว่าพื้นฐานก็คือเส้นแบ่งของความยากจนก็อยู่ที่ ๒,๗๖๒ บาท ซึ่งการที่จะทำให้กฎหมายที่จะออกมาเป็นบำนาญผู้สูงอายุก็ต้องออกให้มีรายได้ ที่มากกว่านั้นก็อาจจะเป็น ๒,๘๐๐ บาท แล้วก็มีที่มาของแหล่งที่มาของเงินที่จะเอามาตั้งเป็น กองทุนที่ผมสรุปโดยคร่าว ๆ ก็มีอยู่ ๔ ประเภท ก็คือมีกองทุนประเดิม รายได้จากงบประมาณแผ่นดิน แล้วก็เงินบำรุงจากผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษี สรรพสามิต แล้วก็เงินอื่น ๆ ที่เป็นแหล่งที่มาของรายได้ตามที่กำหนดนะครับ ผมก็สนใจ ในเรื่องของระบบดูแลผู้สูงอายุในชุมชน เราจะทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุในชุมชนมีระบบดูแล ดูแลอย่างไรครับ แล้วก็บำนาญที่จะมีขึ้นนี้ถ้าหากว่าเราจะเริ่มต้นด้วยการทำให้เป็นระยะ ๆ ระยะแรกนี้แทนที่จะเราจะใช้งบ ๒,๘๐๐ บาทนี้เราก็อาจจะเริ่มต้นที่ ๑,๕๐๐ บาท ปีต่อไป ก็อาจจะเป็น ๒,๐๐๐ ๓,๐๐๐ บาทก็แล้วแต่นะครับ ผมคิดว่าเราก็สามารถจะเริ่มต้นได้ แล้วก็เมื่อผู้สูงอายุได้รับเงินเหล่านี้แล้วเราก็ไม่ตัดสิทธิในการที่จะได้รับสวัสดิการอื่น ๆ จากโครงการตามนโยบายของรัฐบาลในแต่ละชุดที่จะมีขึ้นในโอกาสต่อไป จึงกราบเรียนมา เพื่อโปรดพิจารณาเป็นข้อมูลในการพิจารณาด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ท่านต่อไป ท่านภราดรครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย อันดับแรกนั้น ผมต้องชื่นชมกับคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคมของสภาผู้แทนราษฎรของพวกเรา โดยท่านประธานรังสิมา รอดรัศมี พร้อมคณะกรรมาธิการทั้งหมดที่ได้ริเริ่มและได้ช่วยกันคิด ช่วยกันหาแนวทางเพื่อจะวางรากฐานที่สำคัญให้กับผู้สูงอายุในอนาคตข้างหน้า ผมนั่งฟัง ตั้งแต่ช่วงบ่ายที่เราเริ่มพิจารณากันเรื่องนี้เป็นเพียงไม่กี่เรื่องนะครับท่านประธานที่สภาแห่งนี้ ในสมัยหลัง ๆ มานี้ที่ทุกฝ่ายเห็นคล้อยตามแล้วก็เห็นด้วยกันไปในทิศทางเดียว ผมยังไม่เห็น สมาชิกสัก ๑ คนที่ยืนขึ้นมาแล้วอภิปรายว่าไม่เห็นด้วยกับเรื่องบำนาญผู้สูงอายุหรือว่า บำนาญแห่งชาติ จึงเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ผมเชื่อว่าทุกคนตอกย้ำให้เห็นว่าทุกคนเห็นตรงกัน ทั้งหมดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ จากการศึกษาของคณะกรรมาธิการผมได้นั่งอ่านและ ก็ได้ตระหนักว่าในอนาคตอันใกล้นี้สังคมไทยกำลังจะเดินหน้าเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็ม รูปแบบ ในปี ๒๕๖๕ คือปีนี้ จำนวนผู้สูงอายุคิดเป็น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๑๓.๖ ล้านคน ในอีก ๘ ปีข้างหน้าคือปี ๒๕๗๓ ผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเป็น ๒๖ เปอร์เซ็นต์มากกว่า ๑ ใน ๔ ๑๘ ล้านคนของประชากร และในปี ๒๕๘๓ ในอีก ๑๘ ปีข้างหน้าจำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มเป็น ๓๒ เปอร์เซ็นต์ หรือเกือบ ๑ ใน ๓ ของประชากรทั้งประเทศ นั่นกำลังจะชี้ให้เห็นว่าประเทศนี้ กำลังเดินหน้าเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบในอนาคตอันใกล้นี้ ผมเชื่อว่าเป็นหน้าที่ ของรัฐที่จะต้องวางแผน วางรากฐาน ไม่ใช่วางรากฐานในอนาคตอีก ๕ ปีค่อยมาวางแผน ไม่ทันแล้วครับ มันต้องวางแผนตั้งแต่วันนี้ว่าเราจะเดินหน้าเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างไร รัฐต้องคิดแล้วครับว่าเราจะหาอาชีพที่ไม่จำเป็นต้องใช้แรงงานหนักมาก ที่ไม่จำเป็นที่จะต้อง ให้ผู้สูงอายุเดินทางไกลบ้าน ให้เขาได้มีโอกาสใช้ทักษะของเขาได้มีโอกาสทำงานเพื่อหาเงิน ในวัยเกษียณด้วยได้หรือไม่ และเครื่องมืออีกอันหนึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่พวกเราพูดกันมาก ในวันนี้ นั่นก็คือเรื่องบำนาญพื้นฐานแห่งชาติ อย่างที่ผมบอกตั้งแต่แรกว่าทุกคนเห็นด้วย ไปในทิศทางเดียวกันหมดครับ อันนี้เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่จะทำให้ประเทศนี้วางรากฐาน ไปสู่สังคมผู้สูงอายุในอนาคต แต่ผมเรียนบอกกับท่านประธานว่าอันที่จริงแล้วพวกเราพรรคภูมิใจไทยเราเคยมีแนวคิดและ เราได้นำเสนอต่อรัฐสภาแห่งนี้ไปแล้วในการเดินหน้าที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญสมัยประชุมที่แล้ว เราเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะแก้ไขในมาตรา ๕๕ ซึ่งอยู่ในหมวด ๕ ของรัฐธรรมนูญ นั่นคือหมวดที่ว่าด้วยหน้าที่ของรัฐ เราพยายามที่จะสร้างร่มที่ใหญ่กว่าบำนาญประชาชน หรือบำนาญของผู้สูงอายุ หมายความว่าเรากำลังจะสร้างสิ่งที่เราเรียกกันว่าหลักประกัน รายได้ถ้วนหน้าหรือยูนิเวอร์แซล เบสิก อินคัม (Universal Basic Income) ยูบีไอ (UBI) แต่น่าเสียดายว่าร่างของพวกเราที่พวกเรานำเสนอต่อรัฐสภาแห่งนี้เราได้รับการสนับสนุนจาก สมาชิกรัฐสภาไม่เพียงพอตามรัฐธรรมนูญกำหนดจึงไม่สามารถที่จะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในครั้งนั้นได้ เราขาดเสียงจากสมาชิกวุฒิสภา เราได้มาถึง ๕๐ กว่าเสียง เราขาดอีกเพียงแค่ ไม่ถึง ๓๐ เสียงเท่านั้น เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่การวางรากฐานแบบนี้ ผมเชื่อว่ามันต้องแก้ไข ที่ตัวรัฐธรรมนูญไปกำหนดหน้าที่ของรัฐให้ชัดเจนว่ารัฐมีหน้าที่ที่จะต้องทำให้พี่น้องประชาชน ทุกคนมีรายได้ที่พอเพียงต่อการดำรงชีวิตโดยใช้เส้นความยากจนเป็นเกณฑ์ครับ เมื่อสักครู่ เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้พูดไป เส้นความยากจนวันนี้อยู่ที่ ๒,๗๐๐ กว่าบาท เรากำหนดกัน เหมือนกับที่ทางกรรมาธิการได้กำหนดเอาไว้ นั่นคือที่ ๓,๐๐๐ บาทต่อคน นี่คือหลักคิดของ พรรคภูมิใจไทยที่เราได้เสนอต่อสภาแห่งนี้ซึ่งเป็นร่ม และผมเชื่อว่ามันเป็นร่มที่ใหญ่กว่า แล้วก็คลุมบำนาญพื้นฐานแห่งชาติ ในช่วงเริ่มต้นเราอาจจะนำร่องด้วยการดำเนินการอย่างที่ ท่านกำลังดำเนินการ ก็คือสร้างบำนาญแห่งชาติขึ้นมาให้กับผู้สูงอายุที่มีอายุ ๖๐ ปีขึ้นไปก่อน เมื่อสักครู่ได้ดูในรายงานท่านบอกว่าถ้าหากเราให้เงิน ๓,๐๐๐ บาทกับผู้สูงอายุแบบถ้วนหน้า ตั้งแต่ ๖๐ ปีขึ้นไป เราจะใช้เงินประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท พอพูดกันเรื่องตัวเงินว่า ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ประเทศเราจะไปเอาเงินที่ไหนมากมายขนาดนี้เพื่อที่จะมาดูแล สวัสดิการให้กับพี่น้องประชาชน ผมก็บอกกับท่านประธานแบบนี้ว่าถ้าหากว่าการเริ่มต้น เราเริ่มต้นด้วยหลักคิดที่ว่าทำไม่ได้แล้วไม่ลงมือทำ มันไม่มีทางที่มันจะเกิดขึ้น มันไม่มีทาง ที่มันจะสามารถที่จะเดินหน้าสู่การปฏิบัติได้ เพราะเราไม่ได้เริ่มต้น ผมยกตัวอย่างครับ เมื่อก่อนนี้เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุถูกริเริ่มในสมัยนายกชวน หลีกภัย หลายคนก็ตั้งคำถามในขณะนั้น ในขณะนั้นงบประมาณประจำปีของประเทศไทยอยู่ที่หลักแสนล้านบาทเท่านั้นเองครับ เราใช้เงินงบประมาณเพื่อที่จะไปอุดหนุนให้กับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เมื่อก่อนผมจำตัวเลขไม่ได้ มันค่อย ๆ ขยับขึ้น หลายคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าทำไม่ได้หรอก เราจะไปเอาเงินงบประมาณที่ไหน ถ้าวันนั้นนายกชวนไม่ตัดสินใจที่จะเดินหน้า วันนี้ก็ไม่มีเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ไม่มีขั้นบันได ๖๐๐ บาท ๗๐๐ บาท ๘๐๐ บาท ๙๐๐ บาท ๑,๐๐๐ บาท เช่นเดียวกันครับ ในสมัยท่าน นายกทักษิณ นายกทักษิณก็คิดเรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า คือ ๓๐ บาทถ้วนหน้า หลายคนยิ่งพูดมากไปใหญ่ว่ามันไม่มีทางเกิดขึ้นเพราะใช้เงินมากกว่าเบี้ยบำนาญผู้สูงอายุ ก็วิพากษ์วิจารณ์กันว่ามันทำไม่ได้ ถ้าหากว่าวันนั้นนายกทักษิณเลิกที่จะไม่ทำ แล้วเลิกคิด วันนี้พี่น้องประชาชนก็ไม่ได้รักษาฟรีถ้วนหน้า เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เหมือนกันครับ เราคิดว่า เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเป็นเงินที่มากมายมหาศาลเมื่อเปรียบเทียบกับเงินงบประมาณ ที่มีอยู่อย่างจำกัดของประเทศ ถ้าหากว่าเราไม่เริ่มวันนี้ แน่นอนในอนาคตอีก ๑๐ ปี หรือว่า ๒๐ ปี เรื่องนี้ก็ไม่มีทางเกิดขึ้น แต่ถ้าหากว่าเราคิดและเราเริ่มต้นกันในวันนี้ ผมเชื่อครับว่า ในอนาคตมันสามารถที่จะเดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่พวกเราทั้งหมดต้องการร่วมกันได้ครับ ท้ายที่สุดผมขอบคุณอีกครั้งหนึ่งกับคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม สภาผู้แทนราษฎร ของพวกเราที่ได้ช่วยกันศึกษา แล้วก็หาแนวทางเพื่อที่จะวางรากฐานที่สำคัญให้กับประเทศ ที่กำลังจะเดินเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบในอนาคตครับ ผมขอบคุณอีกครั้งหนึ่ง ขอบพระคุณครับ🔗
อีก ๓ ท่าน ต่อไปครับ ท่านวรรณวิภา ท่านอนุรักษ์ ท่านมุกดา เชิญท่านวรรณวิภาก่อนครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน วรรณวิภา ไม้สน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สัดส่วน เครือข่ายแรงงาน ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ดิฉันได้มาพูดเรื่องบำนาญหรือเรื่องรัฐสวัสดิการในวันนี้ ก็ดีใจที่มีเพื่อน ส.ส. หลายท่านได้พูดถึงแล้วก็สนับสนุนในเรื่องของบำนาญถ้วนหน้า ที่เรากำลังผลักดันขึ้น แต่ก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อยที่เราต้องนำเรื่องเหล่านี้ที่เป็นนโยบายหาเสียง ของพรรครัฐบาลแล้วก็นำมาพูดกันในสภา เพราะเราเชื่อว่ามีขั้นตอนที่ดีกว่านี้ แน่นอนฉบับนี้ เป็นรายงานที่เข้าสู่สภาที่แนบการแก้ไข เสนอแก้ไขกฎหมายบำนาญพื้นฐานเข้าไปด้วย ในขณะเดียวกันกรรมาธิการก็ได้ยื่นร่างฉบับนี้แก้ไข ปรับปรุง ไปถึงมือนายกรัฐมนตรีแล้วเช่นกัน เพราะฉะนั้นเราจึงมาคิดกันในกรรมาธิการว่าเราจะทำอย่างไรผลักดันนโยบายหรือผลักดัน เรื่องของบำนาญถ้วนหน้าให้เข้าสู่สภา เพราะหลายสิ่งหลายอย่างที่เราทำกันมาจุดกำเนิด เริ่มต้นเดิมที ซึ่งตัวดิฉันเองในนามตัวแทนพรรคก้าวไกลก็ได้ยื่นเรื่องแก้ไขบำนาญพื้นฐาน ถ้วนหน้าไปเหมือนกัน เป็น ๑ ใน ๕ ฉบับ ที่ถูกนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ ปัดตกลงไป เพราะฉะนั้นดิฉันจะใช้เวลาสภาไม่มาก เพียงแต่ว่าจะพูดในวิธีที่ท่านอื่นยังไม่ได้พูดเพราะว่า เรามีวิธีที่ดีกว่านี้ที่จะทำให้บำนาญของประชาชนที่เป็นผู้สูงอายุส่วนใหญ่เป็นจริง เกิดขึ้นได้ โดยผ่านมติ ครม. หรือคณะรัฐมนตรีที่สามารถที่จะปรับปรุงแล้วก็แก้ไขบำนาญได้ทันทีเลย โดยไม่ต้องมาดำเนินการในสภา เพราะเราไม่รู้เลยว่าในอนาคตระหว่างการยุบสภาหรือว่า บำนาญถ้วนหน้าอะไรจะเกิดขึ้นก่อนกัน เพราะการเดินทางค่อนข้างที่จะเนิ่นนานเสียทีเดียว เพราะว่าตอนนี้ท่านนายกรัฐมนตรีก็ยังไม่ได้เซ็นรับรองร่าง พ.ร.บ. ผู้สูงอายุฉบับนี้เข้าสู่สภา เพื่อได้นำมาถกเถียงกันแบบนี้ เพราะฉะนั้นดิฉันก็ยังอยากจะพูดถึงที่มาที่ไปของรายงาน บำนาญพื้นฐานแบบนี้ เพราะว่าเราทำงานกันมานานจริง ๆ ตั้งแต่เริ่มปี ๒๕๖๓ ที่ได้ยื่น พ.ร.บ. เข้าสู่สภาจนมาถกเถียงกันในกรรมาธิการและชวน ส.ส. หลายพรรคที่อยู่ในกรรมาธิการ ว่าเราควรทำอะไรสักอย่างเพื่อพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุและเป็นกรรมาธิการ ที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการสังคมนี้ด้วย เราก็เลยจึงเกิดการตั้งอนุกรรมาธิการแล้วก็พูดคุยกัน หลังจากนั้นเรื่อยมาจนได้เข้าสู่สภาในวันนี้ แต่เราก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าในอนาคตอันใกล้ทั้ง ๆ ที่ท่านรัฐมนตรีเองกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ก็ได้รับปากกับ กรรมาธิการไว้แล้วด้วยว่าจะร่าง พ.ร.บ. ที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุประกบเข้ามาและนำมาสู่สภา ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่ทราบเรื่องว่าไปถึงไหนแล้ว ท่านได้ร่าง พ.ร.บ. ไปถึงไหนแล้ว ดิฉันอยากจะ ทวงถามผ่านสภานี้ไปด้วยเลยว่า พ.ร.บ. ที่ท่านบอกว่าจะนำเข้ามาสู่สภาจะได้เข้าเมื่อไร หรือถึงไหน เพราะว่านี่เป็นเพียงขั้นตอนแรกที่เราเริ่มด้วยรายงาน เพราะฉะนั้นรายงานมันยัง ไม่ใช่การแก้ไขกฎหมายเสียทีเดียว เพราะอย่างไรกฎหมายที่ยังอยู่ในมือท่านนายกรัฐมนตรี เราก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า พลเอก ประยุทธ์ จะเซ็นลงมาเพื่อที่จะให้สภาได้ถกเถียงกันและ พูดคุยถึงเรื่องนี้ เพราะเราเห็นหลาย ๆ ครั้งช่วงสุดท้ายในโค้งสุดท้ายของการตั้งงบประมาณ ของรัฐบาลชุดนี้ก็ยังไม่ได้ตั้งครอบคลุมไปถึงผู้สูงอายุให้มันเพิ่มขึ้นจากเดิม ๖๐๐ บาท หรือว่า เมื่อมีมติล่าสุดมาก็เหมือนกันให้เพิ่มเดือนละ ๑๐๐ บาท ๑๕๐ บาท ในจำนวน ๖ เดือน ซึ่งอันนี้ไม่ใช่บำนาญพื้นฐานถ้วนหน้าที่เราจะคุยกันต่อไปในอนาคตนี้🔗
สุดท้ายสั้น ๆ ค่ะท่านประธาน ดิฉันก็อยากจะฝากไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ แล้วก็คณะรัฐมนตรีด้วยว่าอยากให้ท่านเอาเวลาที่ไปนั่งอ่านกระดาษเปล่า มาดู พ.ร.บ. ที่อยู่ในมือท่านบ้างว่าควรจะเซ็นรับรองลงมาให้สภาได้ถกเถียงกัน อย่างน้อย ถ้าขอมติ ครม. ไม่ได้ก็ควรจะรีบเซ็น พ.ร.บ. ฉบับนี้ เพื่อให้เราได้พูดคุยถกเถียงกันและผ่านสภา ดิฉันเชื่อว่า ส.ส. หลายท่านทุกพรรคการเมืองที่ส่งเสียงพูดและเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า เราควรที่จะมีบำนาญพื้นฐานถ้วนหน้าได้แล้ว ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗
ขอเชิญ ท่านอนุรักษ์ บุญศล ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๔ พรรคเพื่อไทย พอคณะกรรมาธิการสวัสดิการสังคมเสนอเรื่องบำนาญพื้นฐานแห่งชาติเข้ามาดิฉันดีใจมากค่ะ หวังว่าอนาคตอันใกล้นี้ผู้ชราภาพทุกคนนั้นจะได้เงินเดือน ๆ ละ ๓,๐๐๐ บาท ท่านประธาน ดิฉันมีภาพค่ะ ห้องโสตส่งขึ้นมาเลยค่ะ ร้อน ๆ สด ๆ ในวันนี้เลยว่าทำไมจะต้อง ๓,๐๐๐ บาท ขณะที่ภาพไม่ขึ้น ๖๐๐ บาทนี้ ท่านประธานคะเฉลี่ยแล้วผู้สูงอายุปัจจุบันใช้เงินวันละ ๒๐ บาท🔗
นี่ค่ะ ตรงนี้คุณแม่บุญมี เกษรล้ำ ที่เห็นอยู่ ในจอที่นั่งอยู่ ไม่กล้าแม้กระทั่งจะยืนภาพนี้ ขอภาพต่อไปด้วยค่ะ ข้างในบ้านหลังนี้นั้น อบต. สร้างให้และข้างในนี้เป็นอย่างไร ยังไม่ได้ลาดปูนด้วยซ้ำ มันไม่ควรมีความเหลื่อมล้ำขนาดนี้ ทำไมลูกหลานไม่เลี้ยงหรือลูกหลานล้มหายตายจากหมดแล้วค่ะ คุณยายอายุยืน มันเป็น ความผิดของคุณยายด้วยหรือที่คุณยายอายุยืน เห็นไหมคะภาพยิ่งซูม (Zoom) เข้าไปใกล้ ๆ ยิ่งอเนจอนาถใจนัก นี่คือถ้าได้วันละ ๑๐๐ บาท คือเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท คุณยายจะอยู่ อย่างมีความสุข ไม่ใช่เฉลี่ยได้วันละ ๒๐ บาท เดือนละ ๖๐๐ บาท ขนม ๑ ห่อในร้านสะดวกซื้อ ๒๐ บาท แทบจะไม่มีนะคะเดี๋ยวนี้ จะ ๒๕ บาทหมดแล้ว ซูม (Zoom) เข้าไปใกล้ ๆ จะเห็น เห็นแล้วมันน่าสังเวชใจยิ่งนักที่ประชาชนคนไทยจะต้องมาอยู่ในสภาพแบบนี้ ถ้า ๑๐๐ บาท ในชนบทเขาจะอยู่ได้ ดิฉันจึงสนับสนุนแนวคิดของคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคมว่า ๓,๐๐๐ บาทนี่ค่ะ ๖๐ ปีขึ้นไปได้เลย ท่านจะบอกว่าคนนั้นได้คนนี้ไม่ได้ ใครที่เขาร่ำรวยกว่า เงิน ๓,๐๐๐ บาทเขาก็ไม่ต้องรับ ทำบุญไป อย่างนี้ง่ายดีแล้วไม่ได้ยากอะไร ถ้ากลัวว่าจะเกิด ความเหลื่อมล้ำ คนนั้นได้บำนาญเท่านี้ให้ไปเลยแล้วเขาก็จะสละสิทธิเอง คนก็มีสามัญสำนึก อยู่แล้ว บางคนเงิน ๓,๐๐๐ บาท เลี้ยงก๋วยเตี๋ยวเพื่อนวันหนึ่งหมดมากกว่านั้นอีก เขาก็ไม่รับ อย่างนี้ค่ะ แล้วคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคมคณะนี้ดิฉันต้องบอกว่าทำอย่างมีทิศทาง ทราบมาว่าถ้าร่างเป็นกฎหมายแล้วจะมีกรมผู้สูงอายุ ควรมีค่ะ เข้าไปดูแล ภาพที่ดิฉันให้ดูนี้ อย่างเร่งด่วนเพื่อเมตตาธรรมค้ำจุนโลกค่ะ นอกจากมีทิศทางแล้วมีข้อเสนอแนะที่รับฟังจาก สมาชิกในห้องนี้แล้วท่านสง่างามมากในระบอบประชาธิปไตย พ.ร.บ. ผู้สูงอายุมันจะต้อง มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพื่อที่จะไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำดังที่ดิฉันส่งภาพให้ท่านประธาน ได้เห็นไปพร้อม ๆ กันกับคนทั้งประเทศนะคะ ๓,๐๐๐ บาทจะต้องเกิดค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันขอภาพอีกครั้งหนึ่งค่ะ ขอภาพอีกครั้งหนึ่งเพื่อจะได้บอกว่ามันเป็นอย่างไรมันถึงจะต้อง ๓,๐๐๐ บาท เห็นแล้วเป็นอย่างไรบ้างคะ เมื่อหมดแรงอ่อนล้าวาสนาด้อย กายถดถอยเสื่อมลง มั่นคงหาย หวังให้รัฐดูแลเผื่อแผ่ใจ ชีวิตยากไร้ไม่เหลื่อมล้ำรัฐค้ำจุน อีสานทั้งภาคต้องการมาก ไม่ใช่ว่าที่สกลนครบ้านดิฉันเท่านั้น แม้แต่ดิฉันเองเมื่อเกษียณจากสภาผู้แทนราษฎรแล้วดิฉัน ก็จะตัดสินใจว่าจะรับ ๓,๐๐๐ บาท หรือว่าสวัสดิการจากสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้น คนที่ไม่มีสวัสดิการอื่นเลย ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน ต้องการอย่างมากเลยทีเดียวรัฐสวัสดิการ สวัสดิการจากรัฐ ลดความเหลื่อมล้ำได้ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอเชิญ ท่านมุกดา พงษ์สมบัติ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางมุกดา พงษ์สมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จะเป็นผู้สูงอายุอีกคนหนึ่ง ที่เห็นคุณค่าของผู้สูงอายุ ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมท่านคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม ขอบคุณทุกท่านที่นั่งอยู่ที่เห็นคุณค่า เรามีพ่อ มีแม่ มีตา มียาย ก่อนที่เราจะมีสรีระร่างกาย ของเราเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นก่อนที่เราจะมาเป็นผู้แทน ก่อนที่ทุกท่านจะนั่งอยู่ตรงนี้ล้วนผ่านชีวิต ล้วนเห็นคุณค่าของผู้สูงอายุทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเปรียบเสมือนทุกท่านที่นั่งอยู่ตรงนี้จะมา ช่วยกันเจียระไน เจียระไนเพชรที่เราช่วยกันเชิดชูว่ากว่าจะประดับในมือได้มันเปรียบเสมือน ในสังคม กราบเรียนว่าพวกเรามีรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้สวยหรูว่ารัฐธรรมนูญมาตราที่พวกท่าน เขียนไว้ แต่ขณะเดียวกันเราได้เห็นหรือยังว่ามาตรา ๔๘ รัฐต้องเข้ามาดูแลสวัสดิการผู้สูงอายุ แต่จริง ๆ แล้วมีไหมคะ น้อยมาก เมื่อสักครู่ท่านอนุรักษ์พูดได้จริงใจมาก เรื่องจริงชนบท รอคอย ๖๐๐ บาท ๗๐๐ บาท ท่านนึกออกไหมว่าถ้า ๓,๐๐๐ บาท ถ้าท่านอนุรักษ์พูดนี่ ตกวันละ ๑๐๐ บาท อาหารมื้อหนึ่งเช้า ๓๐ เที่ยง ๓๐ เย็น ๓๐ เหลือ ๑๐ บาทซื้อน้ำ แค่นั้นเองนะคะชีวิต แล้วก๋วยเตี๋ยวได้ไหมคะเดี๋ยวนี้ ก๋วยเตี๋ยวไม่ได้นะคะ ข้าวราดได้ไหมคะ เดี๋ยวนี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุถ้าบอกแล้วว่าในภาวะเหตุการณ์แบบนี้ ท่านคะ โควิด-๑๙ (COVID-19) ก็มา อะไรเกิดขึ้นคะ ระบบสาธารณสุขของเราก็มุ่งเน้น ป้องกันผู้สูงอายุต่าง ๆ บางคนติดเตียง เราต้องขอบคุณกระทรวงสาธารณสุข เรามีซีจี (CG) มีอะไรดูแล นั่นคือมันสะท้อน ยิ่งดิฉันลงพื้นที่เยี่ยมผู้ป่วยโดยเฉพาะผู้สูงอายุน่าเห็นใจจริง ๆ บางคนนะคะท่าน อีสานแล้งน้ำใจ แต่พวกเราบอกว่าจะแล้งน้ำใจได้อย่างไร ในเมื่อเรามี ส.ส. ดูแลอยู่ใกล้ ๆ เพียงเติมเต็มเอาอะไรไปให้รู้ไหมคะ ไข่ มาม่า ปลากระป๋อง แค่บรรเทาชีวิต เท่านั้น เพราะฉะนั้นผู้สูงอายุเวลาเราไปเขาจะดีใจมาก ถ้าบอกว่าเรามีสวัสดิการ มีกรมส่งเสริม มีกระทรวง พม. ที่ดูแล ท่านคิดถูกแล้วที่นั่งอยู่ข้างบน คิดถูกแล้วที่หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา เราไม่ต้องไปกลั่นกรองยากเลย มีหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องสงสารจริง ๆ บางทีกรมส่งเสริม ไม่มีเงิน เขาเห็นสภาพความเป็นจริงเป็นอย่างนั้น เขาติดต่อ พม. มาสร้างบ้านให้ ขณะเดียวกัน การดำรงชีพต่อไปล่ะคะ มีโรงเรียนผู้สูงอายุเราไปเยี่ยมในฐานะกรรมาธิการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ เราไปหมด เราเห็นหมด บางที สตง. ตรวจสอบผิดอีกแล้ว ท้องถิ่นที่ให้เพิ่ม ผิดอีกแล้วค่ะ เห็นไหมคะ มันผิดฝาผิดตัวไปหมดเลย เพราะฉะนั้นกรรมาธิการคณะนี้ที่ท่าน คิดแนวทางการเสนอกฎหมายบำนาญพื้นฐานแห่งชาตินี่สุดยอด ไม่มีคำไหนที่จะพรรณนาได้ เพราะว่าพวกเราที่อยู่ขณะนี้ไม่ใช่ว่าจะให้ผู้สูงอายุให้เป็นผู้ขอ ให้เป็นผู้รอ แล้วก็เป็นผู้รับ อายุป่านนี้แล้วหลังติดฝาทำอะไรไม่ได้ แต่ขณะเดียวกันรัฐมีหน้าที่ ไม่ต้องถามเม็ดเงินว่า เราจะมาไหน การบริหารจัดการคุณภาพของชีวิตเป็นส่วนหนึ่งที่ตราไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ว่า การปฏิบัติไม่มีเลย ความกล้าหาญชาญชัยที่พวกเราช่วยกัน ดิฉันมั่นใจว่าทุกพรรคเห็นด้วย ทุกคนที่นั่งอยู่ข้างบนเห็นด้วย เพราะท่านมีบุพการีที่ท่านดูแลแล้วบางคนที่นั่งอยู่ในสภาแห่งนี้ น่าชื่นชมจริง ๆ ว่าต้องกลับไปดูคุณพ่อคุณแม่กว่าจะมีวันนี้ได้พอเราฟังเราชื่นใจจริง ๆ เพราะฉะนั้นการที่พวกท่านเสนอแนวทางการเสนอกฎหมายบำนาญพื้นฐานแห่งชาติขอให้ เป็นจริงและดิฉันมั่นใจว่าทุกท่านที่เป็นสมาชิกผู้ทรงเกียรติไม่ขัดข้องที่จะให้การสนับสนุน มีแต่แนวร่วมกับท่านที่จะแก้ไขนำสู่นำพาแห่งการดูแลผู้สูงอายุของเราที่จะผ่านพ้นวิกฤติ ของความยากลำบาก เรื่องขัดกติกาหรือกฎหมายบางทีผิดฝาผิดตัวกรมส่งเสริมให้ พม. ให้บ้าง กระทรวงสาธารณสุขดูแลด้านสุขภาพบ้าง แต่แนวทางมันไปคนละอย่าง มันต้องเป็นแนวทาง อันเดียวกันที่จะดูแลให้ชัดเจน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ข้างหน้า เดี๋ยวนี้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว ต่อไป เพิ่มแล้วค่ะ เราต้องคิดเผื่อแล้วว่าสังคมผู้สูงอายุย่างเข้ามาแล้ว เลยแล้ว แล้วท่านมีมาตรการ อะไรไหม ยังไม่ชัดเจน ความชัดเจนที่เกิดขึ้นได้ก็อยู่กับฝ่ายนิติบัญญัติอยู่ในสภาแห่งนี้ที่ท่าน จะช่วยกัน เพราะฉะนั้นดิฉันกล้าพูดว่าทุกท่านที่นั่งตรงนี้รอให้กำลังใจ กำลังใจพวกท่าน ที่กล้าหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาแล้วกล้าทำ แล้วเราจะช่วยกันเจียระไนบอกได้เลยว่าเปรียบเสมือน พวกท่านมีสติปัญญาเหมือนท่านจะช่วยเจียระไนใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ให้สมบูรณ์ได้อย่างไร อยู่กับแนวคิดแนวร่วมช่วยกันคิดช่วยกันแก้นำสู่ความสมบูรณ์กำลังใจของผู้สูงอายุของเรา จะเกิดขึ้นภายใต้ท่านสมาชิกและท่าน ส.ส. ในสภาแห่งนี้ ฝ่ายนิติบัญญัติแสงสว่างปลายอุโมงค์ จะเกิดขึ้นได้อยู่กับพวกเรา ณ เวลานี้ ผู้สูงอายุรอคอยความหวังจากพวกท่าน ขอบพระคุณค่ะ🔗
ท่านต่อไป ท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ คณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม สภาผู้แทนราษฎร ก็ยินดีด้วยครับ ที่ท่านได้ทำในสิ่งที่สังคมเรียกร้องแล้วก็เป็นที่ต้องการของพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ กรรมาธิการได้สรุปว่าค่าใช้จ่ายของผู้สูงอายุต่อเดือนอย่างน้อยก็ต้อง ๓,๐๐๐ บาทต่อเดือน หลายพรรคการเมืองก็ได้หาเสียงเอาเป็นนโยบายบ้างว่า ๓,๐๐๐ บาทนี้เหมาะสมหลังจาก ไปศึกษาวิจัยค้นคว้าหมดแล้วก็เป็นไปได้ ดังนั้นเรื่องของ ๓,๐๐๐ บาท จึงเป็นเรื่องที่ดูแล้ว ไม่มีใครขัดข้อง ทุกพรรคการเมืองทุกภาคส่วนก็เห็นดีด้วย ฉะนั้นจากการที่พรรคเพื่อไทย ได้ทำไว้ ๖๐๐ บาท ๗๐๐ บาท ๘๐๐ บาท ๑,๐๐๐ บาทนั้น วันนี้ถึงเวลาแล้วเนื่องจากว่า อัตราเงินเฟ้อสภาพเศรษฐกิจของโลกมันลื่นไหลไปไกลแล้ว ดังนั้นการให้ ๓,๐๐๐ บาท เพื่อความเป็นอยู่ของพี่น้องที่เป็นผู้สูงอายุ ผมอยากจะให้ผู้สูงอายุทั้ง ๑๒ ล้านคนได้ทุกคน ไม่แบ่งแยกว่าจะเป็นคนรวยคนจนทุกอาชีพ นักบวชก็ควรจะให้ นักบวชในทุกศาสนาให้เขาไป เขารับไปแล้วเขาจะไปบริจาคไปทำอะไรก็เรื่องของเขาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคนไทยทุกคน ถ้าเป็นเศรษฐีได้เบี้ยผู้สูงอายุมาก็เอาไปให้ใครก็ได้แล้วแต่จิตศรัทธาของท่าน ท่านประธานครับ ปีหนึ่งเราใช้เงินสำหรับผู้สูงอายุอยู่ ๗๗,๐๐๐ ล้านบาท ผมคิดว่าพรรคเพื่อไทยมีแนวคิดว่า เพื่อความอยู่รอด แล้วก็เพื่อเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืนเราอยากจะให้ ๒๐๐ บาทต่อคนต่อวัน คือ ๖,๐๐๐ บาทต่อเดือน ถ้าเราให้ ๖,๐๐๐ บาทต่อเดือนนี้นะครับ เราจะใช้งบประมาณอยู่ ๘๖๔,๐๐๐ ล้านบาท ไม่มากครับ เงินเหล่านี้ไปไหนครับ เงินเหล่านี้กระจายไปทั่วประเทศ ทุกหมู่บ้านแล้วจะมีการใช้จ่ายทั้งเดือนอย่างทั่วถึงกระจัดกระจาย นี่คือการเอาเงินลงไปในพื้นที่ แล้วก็กลับคืนมาเป็นงบประมาณของประเทศเหมือนเดิม อันนี้คือแนวคิดของพรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ บัตรสวัสดิการคนจนได้อยู่ ๓๐ ล้านคน ๔๐ล้านคน คนละครึ่งเที่ยวด้วยกัน มันไม่ได้กระจายไปทั่วทุกคนตามสิทธิที่พึงจะมี ดังนั้นในฐานะเป็นผู้สูงอายุที่ทำประโยชน์ ให้กับประเทศชาติมายาวนานสมควรที่จะได้วันละ ๒๐๐ บาทเพื่อประทังชีวิต เสร็จแล้วก็จะ เป็นการกระจายรายได้สู่ชนบทอย่างยั่งยืน ท่านประธานครับเงินมาจากไหนที่จะเอามา ๘๖,๔๐๐ ล้านบาท จากงบประมาณประจำปีบางส่วนครับ จากการหักภาษีคือการบริจาค ของบริษัทต่าง ๆ ที่ทำธุรกิจธุรกรรมในประเทศ เสียภาษีประจำปีก็เอามาใส่กองทุนผู้สูงอายุนี้ บริจาคไป อีกอันหนึ่งภาษีบาป ภาษีบาปทุกวันนี้ผู้สูงอายุก็ได้รับบางส่วนแต่ว่ามันจะมี เอนเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ (Entertainment Complex) เกิดขึ้นในประเทศไทย มีคาสิโน (Casino) อยู่ในเอนเตอร์เทนเมนต์ (Entertainment) อันนี้ประเทศจะได้เงินอีก หลายแสนล้านบาท หลายแสนล้านบาทจริง ๆ เพราะว่าประเทศเพื่อนบ้านทุกประเทศนั้น มีเอนเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ (Entertainment Complex) มีคาสิโน (Casino) ทั้งหมด แต่ประเทศไทยยังไม่มี ตอนนี้สภาผู้แทนราษฎรกำลังศึกษาอยู่ ดังนั้นถ้าเกิดเอนเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ (Entertainment Complex) ขึ้นมาเงินหลายแสนล้านบาทจะเข้าสู่งบประมาณ ของประเทศ ดังนั้นเงินแค่ ๘๖,๔๐๐ ล้านบาทน้อยมาก ผมคิดว่าเป็นไปได้น่าจะให้คนละ ๖,๐๐๐ บาทต่อเดือนอาจจะเป็นนโยบายพรรคในการเลือกตั้งครั้งหน้าต่อไป จากนั้นแหล่งรายได้ ก็มาจากสลากกินแบ่งของรัฐบาล สลากกินแบ่งทั้งออฟไลน์ (Offline) และออนไลน์ (Online) จากนี้ไปเรื่องของออนไลน์ (Online) สลากกินแบ่งก็จะเป็นสิ่งสำคัญแล้วจะทำรายได้มหาศาล ให้กับรัฐ ดังนั้นความเป็นไปได้ที่จะทำให้ผู้สูงอายุ ๑๒ ล้านคนได้ ไม่ต้องวิตกกังวล ไม่ต้อง วิตกจริตว่าเดือนนี้จะมีข้าวกินไหม ขอให้มีเงินวันละ ๒๐๐ บาทไว้ใช้จ่าย ถ้ามีอันจะกิน ก็บริจาคไปให้กับเส้นทางอื่นหรือคนจนต่อไป ขอบคุณท่านประธานครับ ขอสนับสนุนเต็มที่ ขอบคุณครับ🔗
ขออีก ๒ ท่านสุดท้ายแล้วก็จะให้กรรมาธิการได้มีโอกาสชี้แจงนะครับ เชิญท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม และท่านสุดท้ายท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เชิญท่านพิสิฐก่อนครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ เรื่องที่เราพูดกันวันนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในโลกครับ ประเทศต่าง ๆ ที่พัฒนาแล้วได้มีปัญหาที่ว่านี้เกิดขึ้นมากกว่าร้อยปีมาแล้ว ตอนที่เกิดปฏิวัติอุตสาหกรรมเขามีการย้ายอพยพเข้ามาอยู่ในเมืองในประเทศอุตสาหกรรม เหล่านั้น วันดีคืนดีปรากฏว่าเมื่อคนที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมถูกปลดเกษียณก็กลายเป็น คนที่ไม่มีรายได้ เป็นคนชราที่เป็นคนยากจนเกิดขึ้น เกิดปัญหาเรื่องของการกระจายรายได้ ความเหลื่อมล้ำ เกิดนิวพัวร์ (New Poor) หรือความยากจนขึ้นมาทั้งที่เป็นประเทศร่ำรวย แล้ว เพระฉะนั้นระบบประกันสังคม ระบบของการจ่ายเบี้ยยังชีพจึงเกิดขึ้น พอเกิดลักษณะนั้น ขึ้นมาวันดีคืนดีก็เจอว่าเป็นวิกฤติการคลัง เพราะฉะนั้นก็เลยมีการปฏิรูปเรื่องของบำเหน็จ บำนาญเข้ามาสู่ระบบปัจจุบันที่เป็นที่ยอมรับกัน ก็คือระบบการออมเพื่อใช้ยามชรา เพราะฉะนั้นเรียนว่าตามองค์กรระหว่างประเทศต่าง ๆ ที่จะพูดเรื่องนี้กันมาก โดยเฉพาะ ประเทศอย่างพวกเราที่เป็นประเทศใหม่นี้กำลังพัฒนาขึ้นมาจะต้องเจอกับปัญหานี้ แล้วเรา เจอเร็วมาก เราเจอเร็วโดยที่เรายังไม่ได้ร่ำรวยเหมือนกับประเทศที่พัฒนาอุตสาหกรรมแล้ว ช่วยฉายสไลด์ (Slide) นะครับ🔗
ซึ่งปัญหาคนชราที่ไม่มีรายได้ เราก็พูดกันมานาน ผมก็อยากจะให้เราได้เห็นพื้นฐานในอดีตในระยะ ๓๐ ปีที่ผ่านมาว่า ประเทศไทยได้ทำอะไรบ้างตั้งแต่รัฐบาลคุณชวน ๑ คุณชวน ๒ ที่ได้เริ่มมีการจ่ายเบี้ยคนจน ตั้งแต่ ๒๐๐ บาท เป็น ๓๐๐ บาท ทั้งที่เรามีวิกฤติเศรษฐกิจปี ๒๕๔๐ เรามีปัญหาหนี้ ต่างประเทศกับเรื่องของการต้องไปกู้เงินไอเอ็มเอฟ (IMF) ก็ตามนั้น แต่ว่ารัฐบาลสมัยนั้นก็ยัง กัดฟันที่ต้องจ่ายเบี้ยคนจนให้เพิ่มขึ้น ต่อมาในยุคของท่านพลเอก สุรยุทธ์ กับท่านอภิสิทธิ์ก็มี การปรับขึ้นอีกเป็น ๕๐๐ บาทให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมัยคุณอภิสิทธิ์ ได้ปรับเป็นการจ่ายแบบถ้วนหน้า รัฐบาลชุดต่อมาของคุณยิ่งลักษณ์ก็ปรับขึ้นไปอีก ๑๐๐ บาท เป็น ๖๐๐ บาท แล้วก็เป็นแบบขั้นบันได ล่าสุดเมื่อต้นปีนี้ท่านพลเอก ประยุทธ์ ก็มีการปรับ ขึ้นอีกแต่ว่าเป็นการชั่วคราว อันนี้เป็นสิ่งที่เราได้เห็นเกิดขึ้นในระยะ ๒๐-๓๐ ปีที่ผ่านว่า เรากำลังเจอวิกฤติของประชากรที่มีคนปลดเกษียณแล้ว หรือชรา หรือไม่มีรายได้ แล้วเป็น คนจนที่เราต้องช่วยเหลือดูแลกัน ผมเคยศึกษาว่าการแก้ปัญหากระจายรายได้หรือปัญหา ความยากจนที่ได้ผลที่สุดก็คือยกระดับของคนชราให้มีรายได้ขึ้นมาให้พ้นจากความยากจน อันนี้อาจจะเป็นการแก้ความเหลื่อมล้ำที่ได้ผลที่สุดส่วนหนึ่ง🔗
ทีนี้กลับมาถึงเรื่องของอนาคตข้างหน้าของเรา หลายท่านก็ได้กล่าวไปแล้ว ผมขอย้ำ แล้วก็เห็นด้วยว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมวัยชราอย่างรวดเร็ว ไม่สอดคล้องกับ กำลังทางเศรษฐกิจ เรายังเป็นประเทศกำลังพัฒนายังไม่ใช่ประเทศที่พัฒนาแล้วที่มีรายได้ เกินกว่า ๑๕,๐๐๐ เหรียญต่อคนต่อปี เรายังได้แค่ครึ่งเดียว แต่เรากลับมีคนที่อยู่ในวัยชรา จำนวนกว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็จะเป็น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ในเวลารวดเร็ว แล้วจะเป็น ๓๐ เปอร์เซ็นต์ พูดง่าย ๆ ก็คือเราต้องทำงานหนักมากขึ้นเพื่อจะดูแลคนชราเหล่านี้ ถามว่า แล้วกำลังทางเศรษฐกิจเราจะรับไหวไหม แน่นอนถ้าทำอย่างที่เป็นอยู่เราจะต้องเจอปัญหา วิกฤติทางด้านการคลัง วิกฤติทางด้านของเงินออมเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเราเห็นด้วยที่จะต้อง มีการดูแลคนชราเพื่อจะได้แก้ปัญหาความยากจน แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่อาจจะเกิดขึ้น และอย่างที่หลายท่านได้กล่าวผมเห็นด้วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ว่าเราต้องเป็นสังคมที่เอื้ออาทร เราต้องให้คนชราได้อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี มีเงินใช้อย่างตามสมควรอัตภาพของท่าน เพราะฉะนั้น สิ่งที่หลายท่านได้กล่าวที่ต้องมีการปรับขึ้นรายได้ของรัฐ อันนี้เป็นส่วนหนึ่งที่น่าจะต้องพิจารณา แต่ที่สำคัญที่จะให้ระบบเรายั่งยืนและอยู่ได้เราต้องมีการปฏิรูป ปฏิรูประบบการคลังในเรื่อง ของรายจ่าย เราต้องมาดูกันใหม่ว่ารายจ่ายที่ไม่จำเป็น ที่ซ้ำซ้อน เรามีความสามารถในการ ตัดทอนได้หรือไม่ เรื่องของภาษี เรื่องของรายได้หลาย ๆ ตัว ผมคิดว่ามีโอกาสที่จะปรับปรุงได้ รวมไปถึงเรื่องของการบริหารหนี้สาธารณะ เรื่องของการบริหารทรัพย์สิน และการบริหาร รัฐวิสาหกิจ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเหล่านี้ เป็นต้น ทั้งหมดนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญในการ ที่จะให้ระบบบำเหน็จบำนาญแห่งชาติที่ท่านประธานรังสิมาได้นำเสนอได้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน มิฉะนั้นแล้วเราก็จะล้มลุกคลุกคลานเหมือนกับประเทศที่กำลังพัฒนาหลายประเทศ ที่มีปัญหาว่ามีหนี้สาธารณะเกินเพราะรายจ่ายต่าง ๆ สูงเกินขีดความสามารถ หลายประเทศ ที่ผมกล่าวไปเมื่อวานนี้ ศรีลังกาก็ดี ปากีสถานก็ดี และอีกหลายประเทศกำลังเจอปัญหา วิกฤติการชำระหนี้ต่างประเทศ และการชำระหนี้ของรัฐ เพราะฉะนั้นเพื่อจะให้ระบบบำนาญ พื้นฐานถ้วนหน้าที่ท่านประธานรังสิมานำเสนอกับทีมงาน ซึ่งผมเห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ เราจะต้องดูแลเรื่องของการปฏิรูประบบการคลังให้ระบบการคลังมีความแข็งแกร่ง มีรายได้ มีเงินที่จะมาดูแลได้อย่างทั่วถึง ณ เวลานี้อย่างที่ผมได้เคยอภิปรายมาหลายครั้งแล้วว่าเรามี ช่องโหว่มากมายในระบบของเราที่จะต้องมีการดูแลกันต่อไป ท้ายสุดนี้ผมก็อยากจะขอให้ กำลังใจกับทุกท่าน รวมถึงทั้งภาคประชาชนด้วยว่าสิ่งที่ท่านนำเสนอพรรคประชาธิปัตย์ จะดูแลให้เต็มที่ต่อไปที่จะให้ประชาชนได้รับการดูแลในยามชราครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอเชิญ ท่านพิธาครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ผมขอใช้เวลา ๗ นาทีสุดท้าย ในการอภิปรายสรุปสนับสนุนแล้วก็เสนอแนะรายงานการพิจารณาศึกษาแนวทางการเสนอ กฎหมายบำนาญพื้นฐานแห่งชาติ ใน ๒ หมวกด้วยกันครับ ในหมวกแรกก็คงจะเป็นหมวก ของผู้แทนที่มีหน้าที่ที่จะต้องพูดแทนพี่น้องประชาชนว่าบนท้องถนนนั้นเขาพูดถึงเรื่องนี้ว่า อย่างไร ในหมวกที่ ๒ ขอเอาอาชีพเก่ากลับมาใหม่ เกี่ยวกับการเงินการคลังในฐานะที่ผม เคยทำงานอยู่ในวาณิชธนกิจมาก่อน ก็อยากจะให้เห็นเหรียญที่มีอยู่ทั้ง ๒ ด้านเกี่ยวกับ เรื่องบำนาญแห่งชาตินี้ให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาอันสั้นที่มีอยู่ครับ🔗
หมวกใบแรกหมวกของประชาชนในท้องถนนเขาพูดกันอย่างไร สั้น ๆ เลยครับ ก็คือ ๗ บาทต่อมื้อ ชวนท่านประธานคิดเลขสักน้อยครับ ๗ บาทต่อมื้อถ้าได้ ๖๐๐ ต่อเดือน เดือนหนึ่งมี ๓๐ วันหารก็คือเหลือวันละ ๒๐ บาท อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้พูดกันมาแล้ว หารด้วย ๓ มื้อเท่ากับ ๗ บาท เมื่อวานผมเดินไปที่ร้านขายของชำหลังบ้านไข่ฟองหนึ่ง ๗ บาท มีช่วงหนึ่งที่เป็นช่วงเกี่ยวกับโควิด (COVID) ผมลงพื้นที่กับ ส.ส. ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ที่อยู่ข้างหลัง ไปนั่งยอง ๆ อยู่กับคุณยาย คุณยายท่านพูดมาอย่างนี้เลย ลูกเป็น ส.ส. ใช่ไหม จะให้ยายอยู่อย่างไร มื้อละ ๗ บาท มื้อละ ๗ บาทก็คือไข่ฟองหนึ่ง บางวันยายคิดได้ยายรวมเงิน ทั้งวันแล้วเหลืออยู่ ๒๐ บาทต่อวัน อย่างที่เพื่อนสมาชิกพูดมาแล้วปลากระป๋องเมื่อวาน เช็ก (Check) อยู่ก็ ๒๓ บาท ใจคอรัฐบาล ใจคอนักการเมืองในประเทศไทยคือจะให้ผู้สูงอายุ ๖๐ ปีขึ้นไปกินไข่มื้อละฟองหรือวันละ ๑ กระป๋องที่เป็นปลากระป๋องจริง ๆ หรือ ที่ถามกัน มากมายจากท้องถนนอีกว่าคนไทยเท่าเทียมกันจริงไหมในประเทศนี้ อาทิตย์หน้าจะเป็นเรื่อง ของการอภิปรายงบประมาณปี ๒๕๖๖ ถ้าเราเอาตัวเลขของปีนั้นมาเป็นน้ำจิ้มมาเป็นโหมโรง ให้ประชาชนที่กำลังฟังอยู่ได้เข้าใจ ผู้สูงอายุในประเทศนี้ ๑๐ ล้านคน งบประมาณ ๘๔,๐๐๐ ล้านบาทดูแลผู้สูงอายุ ๑๐ ล้านคน ในขณะเดียวกันงบประมาณอีกก้อนหนึ่งที่อยู่ในงบกลาง ๓๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ดูแลข้าราชการที่เกษียณ ๘๐๐,๐๐๐ คน ถ้าคุณคิดเลขเร็ว ๆ หารกัน จะต่างกันที่ ๕๗ เท่า ในขณะที่เขา ๖๐ ๖๑ ๖๒ อายุเท่ากัน ถ้าเป็นข้าราชการได้ปีหนึ่ง ๔๐๐,๐๐๐ แสนกว่าบาท เดือนหนึ่งก็ประมาณ ๓๐,๐๐๐ กว่า คิดได้เร็ว ๆ แล้วน่าจะใช่ครับ ในขณะเดียวกันถ้าเป็นพี่น้องประชาชนได้ปีละ ๗,๐๐๐ หารด้วย ๑๒ ก็ประมาณ ๖๐๐ กว่า ๗๐๐ กว่า อายุเฉลี่ยของประชาชนคนไทยจริง ๆ ต่างกัน ๕๗ เท่า จริง ๆ สิ่งที่ได้ยินจาก ท้องถนนก็คือจากคนรุ่นผมครับ ไม่ได้จากคนที่เป็นรุ่นพ่อ รุ่นแม่ อย่างเดียวว่า ส.ส. จะให้ ผมเอาเงินเก็บที่ไหนไปลงทุนเพิ่ม จะเอาเงินเก็บที่ไหนกล้าที่จะเป็นผู้ประกอบการทำ สตาร์ตอัป (Startup) ทำไทยแลนด์ ๔.๐ อย่างที่รัฐบาลโฆษณา เพราะเงินเดือนผมนอกจาก จะใช้จ่ายดูแลส่วนตัว ค่าคมนาคม ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าน้ำมันที่แพงขึ้น ผมก็ต้องเก็บเงิน ให้พ่อแม่ผม เพราะไม่มีรัฐสวัสดิการในประเทศนี้ มันทำให้คนวัยกลางคนอย่างผมไม่กล้าที่จะ เสี่ยง ไม่กล้าที่จะทำตามความฝัน เพราะอย่างไรก็ยังเหมือนเป็นแฮมในแซนวิช (Sandwich) ที่ต้องดูแลคุณพ่อ คุณแม่เป็นขนมปังข้างบน แล้วดูแลลูกหลานที่เพิ่งเกิดใหม่ อย่างผมลูกสาว ๖ ขวบ ก็คือต้องดูแลเขาเหมือนเป็นขนมปัง ๒ อันที่ทับแฮมอันนี้อยู่ อันนี้มันคือสิ่งที่ทำให้ ประเทศไทยไม่สามารถที่จะทำตามศักยภาพของประเทศได้ในมุมของท้องถนน🔗
หมวกใบที่ ๒ ในฐานะที่เคยเรียนจบการเงินการคลังถึงแม้ว่าจะคืนอาจารย์ ไปแล้วบ้างเพราะมันก็ ๒๐ กว่าปีมาแล้ว แต่ว่าในฐานะที่เคยทำงานอยู่ในวาณิชธนกิจมาก่อน ก็พอที่จะนึกออกในเรื่องเกี่ยวกับงบประมาณในเรื่องการหาฉากทัศน์และการประเมินออกไป ข้างหน้า แล้วดูสิว่าการเงินการคลังในประเทศนี้จะเป็นอย่างไร ซึ่งเรื่องแบบนี้ละเอียดครับ ต้องขออนุญาตให้ฉายสไลด์ (Slide) เล็กน้อยครับห้องโสต ต้องฉายฉากทัศน์ให้ประชาชน เข้าใจก่อนครับ🔗
อันนี้คืองบประมาณปี ๒๕๖๔ ที่ ส.ส. วรรณวิภา ไม้สน เคยอภิปรายว่าสวัสดิการหลัก ๆ ของประเทศที่มีอยู่ ๑๑ โครงการ กระจัดกระจายอยู่ใน ๖ กระทรวง ใช้เงินอยู่ประมาณเท่าไร คำตอบก็คือใช้เงินอยู่ประมาณ ๘๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ตั้งแต่บำเหน็จบำนาญไปจนถึงสวัสดิการข้าราชการ ไปจนถึงเบี้ยผู้สูงอายุ ไปจนถึงเด็กแรกเกิดขณะนี้ ซึ่งถึงแม้ว่าหลายคนคิดว่า ส.ส. ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เกือบ ๙๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท มันก็ ๑ ใน ๓ ของงบประมาณของประเทศแล้ว แต่มันยังไม่พอ สาเหตุที่มันยังไม่พอเพราะอะไรดูสไลด์ (Slide) ต่อไปครับ ถึงแม้ว่าจะ ๘๖๐,๐๐๐ ล้านบาทในประเทศไทยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอย่างอินโดนีเซีย เปรียบเทียบกับประเทศเวียดนาม ค่าใช้จ่ายโครงข่ายคุ้มครองทางสังคมหรือโซเชียล เซฟตี เน็ตส์ (Social Safety Nets) ของประเทศไทยยังถือว่าต่ำมาก ๓.๗ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) เท่านั้น เทียบกับโออีซีดี (OECD) ของประเทศที่เขาพัฒนาแล้วที่เขาดูแลพี่น้องประชาชน เป็นอย่างดีต่างกันถึง ๖ เท่ากับของค่าเฉลี่ย ไม่ว่าจะเป็นเงินบำนาญ ไม่ว่าจะเป็นเงินช่วยเหลือ ผู้ว่างงาน เงินสวัสดิการเด็กและครอบครัว เงินช่วยเหลือสังคมต่อครอบครัว แล้วก็เงินที่ดูแล ผู้สูงอายุ🔗
ต่อไปครับถ้าเราเจาะลึกลงไปอีกไม่เอาสวัสดิการทั้งประเทศ เอาเฉพาะเรื่อง สำหรับผู้สูงอายุ ๒.๔ เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี (GDP) เท่านั้นเอง น้อยกว่าประเทศสหรัฐอเมริกา น้อยกว่าอีอีซีดี (EECD) น้อยกว่าประเทศเดนมาร์ก น้อยกว่าประเทศญี่ปุ่นน้อยกว่าอาเซียน (ASEAN) ในหลายประเทศ ๒.๔ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) นี้ถือว่าต่ำมาก🔗
คำถามต่อมาก็คือถ้าเราเห็นฉากทัศน์แบบนี้ในอดีต ในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น กับประเทศของเรา ผมสรุปออกมาว่ามีความท้าทายอยู่ ๒ ประเภทครับท่านประธาน ฝั่งซ้าย คือความท้าทายที่ ๑ จำนวน ๑๒ ล้านคนที่เป็นผู้สูงอายุในประเทศ ในปีนี้จะกลายเป็น ๒๐ ล้านคนในอีก ๒๐ ปี พูดง่าย ๆ คือเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวภายใน ๒๐ ปี และนี่เป็นตัวเลข ของผู้สูงอายุในประเทศที่เป็นจำนวนล้านคน ถ้าเกิดคิดเป็นเปอร์เซ็นต์คนวัยกลางคนอย่างผม ไม่อยากจะมีลูกเพิ่ม ค่าใช้จ่ายมันเยอะ ก็ต้องดูแลคุณพ่อคุณแม่ไปก่อน ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ วิกฤติสังคมสูงวัยที่จะทำ คือทำให้คนรุ่นใหม่ไม่กล้าที่จะมีบุตรหลานนี้ มันจะไม่มีประชากร รุ่นใหม่ ๆ มา ก็จะกลายเป็นงูกินหางที่เปอร์เซ็นต์ของผู้สูงอายุนี้สูงขึ้นไปอีก🔗
ความท้าทายที่ ๒ ก็คือกราฟฝั่งขวาที่บอกว่างบประมาณบำนาญแห่งชาติ ที่จะต้องมาดูแลผู้สูงอายุที่จะเพิ่มขึ้นจาก ๑๒ ล้านบาทเป็น ๒๐ ล้านบาทนี้เพิ่มขึ้นมหาศาล จาก ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท กลายเป็น ๙๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท พูดง่าย ๆ ถ้าเราทำ ตั้งแต่วันนี้ก็ใช้เงินอยู่ที่ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วถ้าเกิดเศรษฐกิจมันพัฒนาไปได้ในที่สุด เราก็อาจจะมีงบประมาณพอที่จะทำอย่างนี้ แต่ถ้าเรารอเวลาและให้สถานการณ์มันแย่ลงไป เรื่อย ๆ เราต้องใช้งบประมาณมากกว่านี้ในการที่จะต้องแก้ปัญหาอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น สิ่งที่รายงานฉบับนี้ได้ทำไว้ถือว่าเป็นสารตั้งต้นอย่างดี ทางฝั่งซ้ายบอกแล้วว่าถ้าเกิดจะทำให้ บำนาญ ๓,๐๐๐ บาทเกิดขึ้นได้ แหล่งรายได้ที่อนุกรรมาธิการเสนอมามีอะไรบ้างครับ ๑. ภาษีสรรพสามิต ๒. ภาษีอีเซอร์วิซ (e-Service) ๓. ภาษีเงินได้นิติบุคคลหมดสิทธิประโยชน์ จากบีโอไอ (BOI) ๔. ส่วนแบ่งสัมปทานจาก กสทช. ๕. การขายสลากของกองทุนเอง ๖. ค่าภาคหลวงแร่ ๗. ค่าภาคหลวงปิโตรเลียม ๘. ค่าภาษีเงินได้จากปิโตรเลียม เป็นต้น ในขณะเดียวกันผมคิดว่าไม่พอครับ มีความจำเป็นที่จะต้องคิดต่อในเรื่องของแหล่งรายได้ ที่เพิ่มเพื่อที่จะเสนอแนะกับเรื่องที่กรรมาธิการได้เสนอไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปฏิรูป กองทัพ จำกัดกองทัพเป็นเรื่องที่จะต้องอภิปรายกันในอาทิตย์หน้าในการที่จะต้องรีดไขมัน ออกจากงบประมาณของประเทศไทยเพื่อให้มีจำนวนพอ🔗
สไลด์ (Slide) สุดท้ายครับท่านประธาน สุดท้ายปุ๊บพอเราคิดแล้วว่า เรื่องบำนาญเป็นเรื่องที่ ๑. จำเป็น ๒. ทัศนคติต้องเปลี่ยนว่ามันเป็นไปได้ ๓. ต้องเข้าใจว่า มันมีพลวัตไม่ใช่เป็นแค่รายจ่ายแต่เป็นการลงทุน เมื่อเราคิดว่ามันได้แล้วเราหารายได้ มาทำได้ปุ๊บเราต้องมาดูว่าวินัยทางการคลังของประเทศจะโดนผลกระทบเท่าไร ซึ่งนั่นก็คือ หนี้สาธารณะต่อจีดีพี (GDP) แล้วทำเป็นฉากทัศน์ครับ ทำเป็นซีนาริโอ อนาลิซิส (Scenario Analysis) ออกมาเลย ตัวอย่างที่ผมทำให้ดูคือ ๔ ฉากทัศน์ ซ้ายสุดก็คือทำบำนาญแบบ ไม่มีแหล่งรายได้เลย หนี้สาธารณะของประเทศจะกลายเป็น ๘๑ เปอร์เซ็นต์ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้น่ากลัวมากครับ ถ้าทำตามที่อนุกรรมาธิการได้เสนองบประมาณอย่างที่อนุกรรมาธิการ ได้เสนอนี้ หนี้สาธารณะจะไปอยู่ที่ ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าทำอย่างที่ผมเคยคิดถ้าเอานโยบาย แบบที่พรรคอนาคตใหม่หรือว่าพรรคก้าวไกลมาใช้ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าอนุกรรมาธิการกับ พรรคการเมืองช่วยกันคิดว่าเราจะรีดไขมันจัดกระดูกงบประมาณเท่าไรที่จะคุยในอาทิตย์หน้า วันนี้เหมือนเป็นโหมโรงเพื่อที่อาทิตย์หน้าอภิปรายกันต่อ สามารถที่จะทำให้งบประมาณ ในการทำบำนาญคงอยู่ที่ ๕๗ เปอร์เซ็นต์ไปจนถึงปี ๒๕๘๒ ได้เลยทีเดียว เพราะฉะนั้น เราอย่ามัวแต่กังวลว่ามันเป็นไปไม่ได้ แล้วคิดว่าจะทำอย่างไรให้พี่น้องประชาชนอยู่ได้ มากกว่ามื้อละ ๗ บาทมันจะเป็นไปได้ขึ้นมาทันที แล้วเราสามารถทำฉากทัศน์เพื่อที่จะดูว่า ในโลกใบใหม่ที่มันเปลี่ยนแปลงไปมากมายขนาดนี้เราสามารถที่จะทำอย่างไรให้มันเกิดขึ้น จริงได้ และมองยาว ๆ ถึง ๒๐ ปีเป็นไปได้แน่นอนครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ก่อนที่ ท่านกรรมาธิการจะชี้แจงมีท่านสมาชิกท่านใดที่เห็นต่าง เห็นคัดค้าน ต้องการจะอภิปรายไหม เพราะที่ผ่านมาก็อภิปรายในทางเดียวกันหมดนะครับ คือสนับสนุน เชิญกรรมาธิการได้ชี้แจง เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผมขอถือโอกาสนี้ในฐานะกรรมาธิการขอกราบ ขอบพระคุณทุกคำอภิปรายซึ่งไปในทิศทางเดียวกัน แล้วก็เต็มไปด้วยบรรยากาศของการ สร้างสรรค์ ผมคิดว่านาน ๆ เราจะเห็นบรรยากาศอย่างนี้ในสภา ขออนุญาตกราบเรียนว่า ย้อนไปโครงสร้างของคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคมประกอบด้วยทุกพรรคการเมือง แล้วเราไม่เคยแบ่งว่าใครอยู่ขั้วไหน ไม่ว่าพรรคใหญ่หรือพรรคเล็ก เพราะฉะนั้นความเห็น ของเราจึงเสมือนว่าเป็นตัวแทนความเห็นของสภาผู้แทนราษฎรขนาดย่อส่วนลงมาครับ เพราะฉะนั้นขอกราบขอบพระคุณในความเห็นที่อภิปราย แต่อย่างไรก็แล้วแต่นอกจากคำชม ซึ่งขออนุญาตน้อมรับไว้เพื่อจะได้ถือว่าเราจะได้บันทึกเป็นประวัติศาสตร์ร่วมกันและจะได้ หาทางแก้ไขปรับปรุงต่อยอดกันต่อไป แต่สิ่งที่มีข้อกังวลหลายท่านก็คงไม่ต่างกับทางกระผม และคณะกรรมาธิการไม่ว่าชุดเล็ก ชุดใหญ่ ที่เรากังวลว่าแล้วจะเอาเงินมาจากไหน หาได้ไหม เพียงพอไหม ท่านประธานขออนุญาตกราบเรียนไปยังพี่ ๆ น้อง ๆ ทุกท่านด้วยความเคารพ ถ้าหากปัจจุบัน ๑๒ ล้านคน ผู้สูงอายุเราใช้งบประมาณดำเนินการอยู่ตอนนี้ ๗๗,๐๐๐ ล้านบาท ถึง ๗๘,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าหากเราจะปรับว่าเลิกขั้นบันไดจ่ายคนละ ๑,๐๐๐ บาท ทุกคน ทุกเดือนก็จะเป็นเงินประมาณ ๑๔๔,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าหากว่าเป็น ๒,๐๐๐ บาท อย่างที่ ท่านผู้อาวุโสได้แนะนำว่า ๒,๐๐๐ บาท จะเป็นเงินเท่าไร ก็ประมาณ ๒๘๘,๐๐๐ ล้านบาท นั่นก็เป็นตัวเลขในเชิงขั้นบันได แต่ถ้าหากว่า ๓,๐๐๐ บาท เพื่อจะหนีเส้นแบ่งความยากจน จาก ๒,๗๖๒ บาทขึ้นมา ก็จะเป็นเงินประมาณ ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เป็นตัวเลขที่เราใช้กัน อยู่ในสภา เพราะฉะนั้นด้วยความเคารพครับ ทางกรรมาธิการเราได้พิจารณาเรื่องนี้เราได้ เตรียมทางออก จะเห็นได้ว่าเราได้มีการแก้ไขตามร่างถ้าหากว่าร่างแก้ไขกฎหมายผู้สูงอายุ ฉบับที่เรานำเสนอนี้ได้รับการรับรองจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีกลับมาก็จะได้สามารถพูดคุย ในมาตรา ๑๓ เราเปิดช่องว่าจะเอาเงินมาจากไหน ไม่ว่าภาษีบาปก็ดี สลากกินแบ่งรัฐบาลก็ดี เรื่องต่าง ๆ นับสิบรายการที่เราคิดว่าเราจะเปิดทางให้เงินเข้ามาที่นี่ เพราะฉะนั้นโอกาสนี้ ผมชอบคำพูดที่ท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน บอกว่าเราเป็นเพียงสารตั้งต้น ถ้าเป็นสารตั้งต้นแล้วรอแต่ละท่านมาช่วยในการปรับปรุง ต่อเติม เสริมแต่ง เพื่อที่จะให้ ร่างกฎหมายฉบับที่เป็นเหมือนผลผลิตจากรัฐสภาหรือจากสภาผู้แทนราษฎรของเราจะเป็น ของขวัญให้กับพี่น้อง โดยเฉพาะผู้สูงอายุเพื่อที่ท่านจะได้มีความรู้สึกว่าแผ่นดินที่ท่านได้ มีส่วนสร้างมานั้น ในวันหนึ่งเราก็จะได้นึกถึงบุญคุณญาติผู้ใหญ่แห่งแผ่นดินของพวกเรา คณะกรรมาธิการได้ตระหนักสิ่งเหล่านี้มาโดยตลอดว่าระหว่างโลกความเป็นจริง ความเป็นไปได้ เราถึงเปิดมาตราที่เกี่ยวข้องคือเรื่องของบทเฉพาะกาลว่า เรื่องของเส้นแบ่งความยากจนนั้น ถ้าหากว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านจะต้องถูกนำมาปฏิบัติภายใน ๓ ปี เราอาจจะพูดถึงภาวะ การเงินการคลัง เราอาจจะขึ้นที่ ๑,๕๐๐ ๒,๐๐๐ หรือ ๓,๐๐๐ แต่ก็ขอให้จบภายใน ๓ ปี สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราก็วางไว้ในอนาคต ขอให้สามารถปฏิบัติได้ ท่านผู้ที่กังวลเรื่องเหล่านี้ก็คงสามารถที่จะพูดได้ว่าถ้าหากร่างที่รับรองกลับมา ท่านสามารถ ที่จะดำเนินการทั้งร่างประกบ ตลอดจนขั้นตอนในการแปรญัตติ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่พวกเรา คุ้นเคยกันดีว่าเราจะต่อเติมเสริมแต่งกันอย่างไรในอนาคต เพราะฉะนั้นข้อกังวลของท่านนั้น ผมคิดว่าไม่เหลือบ่ากว่าแรง ถ้าหากเราดูสภาพคล้าย ๆ กัน กองทุนประกันสังคม เรามีเงิน ตอนนี้ถึง ๒ ล้านล้านบาท ก็ไม่น้อย เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราคิดอีกมุมหนึ่ง เราดูแลพี่น้อง ข้าราชการเกษียณก็เป็นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท พอ ๆ กัน เพราะฉะนั้นข้อสำคัญที่สุด ก็คือว่าเรากล้าไหม สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้จะกล้าตัดสินใจทำในสิ่งที่คิดว่าเป็นสาระสำคัญ ให้กับบ้านเมืองเราเรื่องวางโครงสร้างพื้นฐานในอนาคตต่อไปหรือไม่ เรื่องทั้งหลายทั้งปวง ที่ได้นำกราบเรียนเสนอวันนี้คงจะขออนุญาตเพียงเท่านี้ ด้วยข้อจำกัดของเวลาและข้อจำกัด ของข้อมูล ด้วยข้อจำกัดอาจจะเป็นวิสัยทัศน์ต่าง ๆ รวมทั้งข้อจำกัดของสติปัญญาของ คณะกรรมาธิการชุดนี้ของพวกเรา ก็ยินดีที่จะน้อมรับในสิ่งที่ท่านจะเสนอมาเพื่อเพิ่มเติม เสริมต่อเพื่อให้สมบูรณ์ยิ่ง ๆ ขึ้น ความเห็นแต่ละท่านจะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของ สภาแห่งนี้ร่วมกัน ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอเชิญ ท่านณัฐชา กรรมาธิการครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร จากชาวบางขุนเทียน พรรคก้าวไกลครับ ในวันนี้เรื่องของอนุกรรมาธิการ ที่ได้ศึกษาเรื่องของบำนาญพื้นฐานประชาชนเราเริ่มทำกันตั้งแต่วันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๓ โดยท่านประธานรังสิมา รอดรัศมี ท่านประธานคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคมได้มีมติ ตั้งอนุกรรมาธิการขึ้นนะครับ แล้วท่านสมศักดิ์ คุณเงิน ได้มาเป็นประธานในการนำประชุม ในขณะนั้น แล้วก็ได้มีเพื่อน ส.ส. จากทุกพรรคการเมืองเข้ามามีส่วนร่วม เพราะผมเชื่อว่า ผู้แทนราษฎรที่มาจากพี่น้องประชาชนหลาย ๆ ท่านเข้ามาในวันนี้ก็เห็นด้วยนะครับ ในวันนี้ มีผู้ร่วมอภิปรายรายงานฉบับนี้ทั้งสิ้น ๒๔ ท่าน มาจากทุกพรรคการเมือง มาจากทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาล นี่คือนิมิตหมายอันดีที่เราจะเป็นสารตั้งต้นในการก่อร่างสร้างรัฐสวัสดิการ ให้เกิดขึ้น🔗
ความเป็นไปของเรื่องนี้ครับ ก่อนหน้านี้มีกฎหมาย ๕ ฉบับจากทั้งภาคเอกชน ทั้งพรรคการเมืองทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลได้นำเสนอไปสู่รัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่ก็ถูกตีตกไปโดยข้อกล่าวอ้างว่าเป็นเรื่องของ พ.ร.บ. เกี่ยวกับการเงิน วันนี้อนุกรรมาธิการ มาศึกษารายงานฉบับนี้ขึ้น แล้วก็ได้มีแนบร่าง พ.ร.บ. แก้ไข พ.ร.บ. ผู้สูงอายุ ซึ่งใน พ.ร.บ. ผู้สูงอายุฉบับแก้ไขที่เราใส่ไปนั้นหลาย ๆ ท่านมีข้อซักถามว่ารายงานฉบับนี้แนบ พ.ร.บ. ไปด้วย วันนี้อภิปรายกันก็คลุมเครืออยู่ว่าเหมือนกับการอภิปราย พ.ร.บ. เลยด้วยซ้ำ ซึ่งมีหลาย ๆ คน ตั้งคำถามในหลาย ๆ ประเด็น ยกตัวอย่างเช่น ในประเด็นมาตรา ๙ ที่เราได้ยกเลิกความ ใน (๑๑) มาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. ๒๕๔๖ แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ ผู้สูงอายุ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๖๐ และใช้ข้อความดังต่อไปนี้แทน (๑๑) ให้การจ่ายเงิน บำนาญพื้นฐานเป็นรายเดือนเพื่อเป็นหลักประกันรายได้ให้แก่ผู้สูงอายุตามอัตราที่คณะรัฐมนตรี เห็นชอบ ทั้งนี้ควรมีอัตราไม่ต่ำกว่าเส้นแบ่งความยากจนตามที่กำหนดโดยสภาพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติในปีก่อนจ่ายด้วย เรื่องนี้จึงเป็นที่มาของคำว่า บำนาญ ๓,๐๐๐ บาท เนื่องจากว่ายอดปีล่าสุดที่ทางสภาพัฒน์ ได้กล่าวไว้นั่นคือ ๒,๗๖๓ บาท เรามาดูกันว่าวันนี้เรามาพูดคุยเรื่องนี้เราผ่านอะไรมาแล้วบ้าง เมื่อสักครู่ท่านสมาชิก ท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม ขออนุญาตเอ่ยนามครับ ท่านได้กล่าวข้อมูลเป็น ประโยชน์มาก เริ่มต้นตั้งแต่รัฐบาลชวน หลีกภัย ปี ๒๕๓๖ มีการจ่ายเบี้ย ๒๐๐ บาทต่อเดือน ผ่านมา ๖ ปี ปี ๒๕๔๒ จ่ายเบี้ย ๓๐๐ บาทต่อเดือน ผ่านไปอีก ๗ ปี ปี ๒๕๔๙ รัฐบาล พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ให้เงิน ๕๐๐ บาท แต่คัดกรองให้เฉพาะผู้มีรายได้น้อย ผ่านไปครับ รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผ่านไป ๒ ปี ปี ๒๕๕๒ เปลี่ยนเป็น ๕๐๐ บาทแบบถ้วนหน้า ผ่านไป ๒ ปี ปี ๒๕๕๔ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพิ่มมาเป็น ๖๐๐-๑,๐๐๐ บาทแบบถ้วนหน้า เช่นกัน จากวันนั้นถึงวันนี้ถ้าเรามองไทม์ไลน์ (Timeline) เพียง ๖-๗ ปี ก็มีการปรับเปลี่ยน อยู่ตลอดเวลา เนื่องจากว่าค่าใช้จ่ายหรืออัตราเงินเฟ้ออะไรต่าง ๆ ของพี่น้องประชาชน มันสูงขึ้น แต่วันนี้ผ่านไปแล้ว ๑๑ ปี มาปี ๒๕๖๕ เรายังคงใช้ ๖๐๐ บาท ๗๐๐ บาท ๘๐๐ บาท ที่มีรายรับต่อมื้อ ๗ บาท อย่างที่ท่านพิธาว่า หรือเฉลี่ยต่อวันก็คือ ๒๐ บาท นี่ผ่านไป ๑๑ ปี ถ้าเราจะไม่พูดถึงเรื่องนี้กันเลยเราคิดว่าเราเป็นผู้แทนประชาชนที่มองข้ามความทุกข์ร้อนของ พี่น้องราษฎรไปมากพอสมควร อันนี้คือประการที่หนึ่ง แล้ววันนี้ผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกทั้งสภา เห็นด้วยแน่นอน แต่สิ่งที่อยากจะมองข้ามไปมากกว่านั้น วันนี้เพื่อนผู้แทนทุกพรรคการเมือง ทุกฟากฝ่ายเห็นด้วยแน่ ๆ กับร่างรายงานอนุกรรมาธิการฉบับนี้ แต่สิ่งที่จะมองข้ามไปกว่านั้น ก็คือว่าทำอย่างไรให้ผลักดันวาระเรื่องของความมั่นคงในชีวิตประชากรชีวิตประชาชนนี้ให้ เป็นวาระแห่งชาติที่เราจะไม่ต้องมาพูดว่ารัฐบาลไหนจะต้องมาอภิปรายต้องมาแก้กฎหมาย แก้ พ.ร.บ. ว่าจะต้องเพิ่มขึ้นอัตราเท่าไร อัตราอย่างไร เพราะฉะนั้นผมคิดว่ารายงานฉบับนี้ พร้อมร่าง พ.ร.บ. ผู้สูงอายุฉบับแก้ไขฉบับนี้ที่พวกเราได้ทำมามีความครอบคลุมมากพอสมควร เพื่อนสมาชิกบางท่านกังวลบอกว่าถ้าเกิดสภาพัฒน์กำหนดเส้นแบ่งความยากจนไป ๔,๐๐๐ ๕,๐๐๐ บาท จะเอาเงินที่ไหน ผมคิดว่าต้องคิดกลับกันครับ ว่าจะเกิดเส้นแบ่งความยากจน มันปาไปขนาดนั้นแล้วเรายังจ่ายอยู่แบบนี้พี่น้องประชาชนจะอยู่อย่างไร หน้าที่ของรัฐต้องไป ดูแลเขาครับ เพราะฉะนั้นก็เลยอยากจะให้เป็นวาระแห่งชาติให้ได้ ไม่ว่ารัฐบาลไหนเข้ามา ก็จะได้มาขับเคลื่อนในประเด็นต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งพูดไกลไปถึงว่าพี่น้องประชาชนอยู่มาถึง อายุ ๖๐ ปีแล้วเขาถูกรัฐกระทำมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเรื่องของคุณภาพชีวิตเอย ไม่ว่าจะเป็น คุณภาพการศึกษา คุณภาพการสาธารณสุขต่าง ๆ อายุ ๖๐ ปี ถ้าเกิดพูดให้ไปไกลกว่านั้น ต้องรักษาฟรีทุกประการเลยด้วยซ้ำ มันจะไปไกลได้ถึงขนาดนั้นหรือเปล่า วันนี้เราจะปักธง รัฐสวัสดิการให้เกิดขึ้นก็คือการผ่านร่างรายงานฉบับนี้ไปถึงฝ่ายรัฐบาล แล้วให้รัฐบาลตอบมา ให้ชัดว่าจะทำหรือไม่ทำ เพราะฉะนั้นร่างรายงานฉบับนี้อยากฝากเพื่อน ๆ นอกเหนือจาก การโหวตในวันนี้แล้วก็อยากให้ช่วยกันผลักดัน ช่วยกันพูดต่อ ช่วยกันส่งเสริม ช่วยกันเป็น กระบอกเสียงไปถึงฝ่ายบริหารทำให้พี่น้องประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดกับเงินสวัสดิการ ที่มาจากภาษีประชาชน โดยที่ประชาชนทั้งหมดทั้งมวลเคยเป็นผู้เสียภาษีมาตลอดอายุ ๖๐ ปี เหมือนที่เพื่อน ส.ส. ท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ ท่านศักดินัย นุ่มหนู ส.ส. จากจังหวัดตราดบอกว่า ก่อนเขาแก่เขาเคยแกร่งมาก่อน และในขณะที่เขาแกร่งนั้นเขาเคยช่วยชาติบ้านเมืองมาก่อน เพราะฉะนั้นในวันที่เขาอายุ ๖๐ ปีแล้วชาติบ้านเมืองควรดูแลควรใส่ใจเขาให้ได้ประโยชน์ มากกว่านี้อีกหลายเท่า นี่คือสิ่งที่อยากฝากต่อสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ไว้ ขอบคุณครับ🔗
เป็นอันว่า ที่ประชุม เชิญกรรมาธิการชี้แจงต่อครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาที่เคารพ ผม นายพีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะกรรมาธิการ ก่อนอื่นผมต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธานรังสิมา รอดรัศมี ที่ให้โอกาสผมได้เป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมาธิการที่ได้ทำเรื่องนี้ และอีก ๑๔ วันก็จะครบ ระยะเวลา ๒ ปีพอดีนะครับ ก็เป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ แต่ผมเองก็ไม่ได้ดีใจสักเท่าไรที่เพื่อน ๆ สมาชิกทั้งหลายในห้องประชุมแห่งนี้ในทุก ๆ พรรคการเมือง แล้วก็ทั้ง ๒ ฝ่าย ให้การชื่นชม แล้วก็สนับสนุน แต่มันก็ยังเป็นส่วนหนึ่งกำลังใจในการทำงาน สิ่งที่ผมรู้สึกหดหู่ใจมากที่สุด ก็คือเพื่อนสมาชิกให้การสนับสนุน แต่มีเพียงฝ่ายเดียวที่ยังไม่เคยให้การสนับสนุนแล้วก็ ให้ความสำคัญเลย ผมจะดีใจมากกว่านี้ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีผู้ที่มีอำนาจเต็มในการที่จะ รับรองร่างรายงานฉบับนี้ในฐานะที่ท่านได้ตีตกไปทุก ๆ ฉบับแล้ว แต่เราก็ไม่ได้เสียใจอะไร นั่นคือสิ่งที่ทำให้เรานั้นจะสามารถนำมาแก้ไขปรับปรุงให้พี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ กระผม อยากจะนำเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกว่าเรื่องของผู้สูงอายุเป็นเรื่องที่จำเป็น ในทุกวันนี้ผู้สูงอายุซื้อปลาทูเค็มตัวหนึ่ง ๒๐ บาทก็ยังซื้อไม่ได้ เป็นไปได้ไหมถ้าหากว่าการรับ ร่างรายงานฉบับนี้ ครั้งหนึ่งผมได้พบท่านนายกรัฐมนตรีแล้วก็ได้หิ้วปิ่นโต ๓ ชั้นนี้ที่มาจาก ภาคประชาชนจนเป็นสาเหตุที่ทำให้ภาคประชาชน ผมอยากจะนำเรียนครับว่าอย่าชื่นชม นายกรัฐมนตรีจนออกนอกหน้าจนเกินไป แต่นี่เป็นปิ่นโต ๓ ชั้นที่ท่านนายกรัฐมนตรีคงจะ เห็นความสำคัญแล้วก็ให้ความกระจ่างจากปิ่นโตชั้นที่ ๑ ส.ส. ณัฐชาเคยพูดอยู่ตลอดว่าปิ่นโต ชั้นแรก ๖๐๐ บาท ในปัจจุบันนี้เปรียบเสมือนกับได้กินข้าวเพียงแค่ ๒ ช้อน แต่ถ้าหากได้ เพิ่มมาอีกสักนิดคงจะกินข้าวอิ่มไปมากกว่านี้อย่างแน่นอน เอาล่ะผมจะไม่ขอพูดอะไรมาก ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสิ่งที่เข้าสู่สภาในครั้งนี้ทั้ง ๆ ที่กระท่อนกระแท่นมามากมายหลายครั้ง พวกเราถือว่าครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการที่จะทำให้พี่น้องผู้สูงอายุทั้งประเทศ แล้วก็อยากจะ บอกท่านประธานว่าไม่ใช่เฉพาะแต่เพียงผู้สูงอายุเท่านั้น แต่คนที่ยังไม่ใช่ผู้สูงอายุหรือว่า ที่เป็นลูกหลานของผู้สูงอายุทุก ๆ คนก็พลอยได้รับผลประโยชน์เหล่านี้ไปด้วย ถ้าหากว่า ท่านนายกรัฐมนตรีหรือเพื่อนสมาชิกทุก ๆ คนลองไปพบปะกับผู้สูงอายุเขามักจะบอกเสมอว่า ถ้าหากอยู่ ๒ คนตายายได้รับ ๓,๐๐๐ บาท ๒ คนก็ ๖,๐๐๐ บาท อยู่ได้ครับ เป็นค่าอาหาร ค่าปลาทูเค็ม ค่าหมาก ค่าหยูกค่ายา ค่ายาหม่อง ยาดม อะไรก็แล้วแต่อยู่ได้ครับ แต่ทุกวันนี้ ๖๐๐ บาท ขยับมาอีก ๑๐๐ บาท เป็น ๗๐๐ บาทก็ยังอยู่ได้อีกนิดหนึ่ง ก็กินข้าวคลุกน้ำปลาไป สำหรับสังคมสมัยนี้ ในวันนี้เพื่อนสมาชิกก็ได้พูดไปในทิศทางเดียวกัน ท่านนายกรัฐมนตรี เพิ่มมาให้ ๑๐๐-๒๕๐ บาท ก็นับว่าเป็นผลงานของท่านแล้ว แต่ถ้าท่านจะกรุณาก็อยากจะให้ เป็นผลงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ท่านอยากจะให้พิจารณาเรื่องนี้ให้อย่างเต็มที่ ผมอยากจะนำเรียนท่านประธานทิ้งท้ายว่าถ้าหากว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะเกิดขึ้นเอา เรื่องบำนาญของผู้สูงอายุเข้ามาสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ ผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกทั้งสภา คงลงมติไม่ไว้วางใจอย่างแน่นอน ขอบคุณครับ🔗
ท่านประธานครับ ขออนุญาตสัก ๓ นาทีได้ไหมครับ ผมนิคมครับ🔗
เชิญครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ ขออนุญาตเพิ่มเติม ๓ นาทีครับ ผมคิดว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ถ้าเรา จะเปรียบเทียบมันก็เหมือนกฎหมายกตัญญูแห่งชาติ ถ้าเราพูดถึงความกตัญญูพ่อแม่พี่น้อง ลุงป้าน้าอาที่เป็นคนเลี้ยงพวกเรามา นอกจากนั้นแล้วท่านทำงานมาจนอายุ ๖๐ ปี ช่วยชาติ บ้านเมืองเสียภาษี เวลาท่านมีอายุมากขึ้นไม่ใช่เฉพาะพ่อแม่พี่น้อง พวกเราที่อยู่ตรงนี้ก็ตาม ไม่มีใครหนีคำว่า แก่ชรา ได้ ฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญครับ หลายท่านก็กังวลว่าจะเอา งบประมาณมาจากไหน ถ้าเราคิดว่าพ่อแม่พี่น้องเรา พ่อเรา แม่เรา ถ้าเรามีความกตัญญู เราต้องตัดงบประมาณมาให้เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ๑ ก่อน ส่วนงบประมาณเรื่องอื่นเราค่อยว่ากันครับ ค่อยเกลี่ย ๆ กันไปครับ เอาเรื่องพ่อแม่พี่น้อง เป็นเรื่องสำคัญก่อนครับ เพราะท่านอายุมากขึ้น ถามว่าถ้าเราไม่ดูแล ถ้าเราให้เงินน้อยนิด ถามว่าเราจะมีความกตัญญูได้อย่างไร ผมคิดว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็น พ.ร.บ. กตัญญูแห่งชาติด้วย อยากให้ที่ประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเห็นด้วยทุกคน ผมเชื่อว่าทุกคนเห็นด้วยครับ เพียงแต่ว่าความกังวลอาจจะไปอยู่ที่รัฐบาล รัฐบาลมีหน้าที่หาเงิน ช่องทางการหารายได้ ของเรามีเยอะแยะมากมาย ท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ก็พูดไว้แล้วครั้งหนึ่ง เรามีวิธีการ หาเงินเยอะแยะท่านประธานครับ🔗
อีกประการหนึ่งคือเราลดการทุจริต ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ลดลงมา เหลือเงินเยอะมากครับ ผมคิดว่าผมสนับสนุน พ.ร.บ. ฉบับนี้ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอเชิญ ท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ🔗
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี ประธานคณะกรรมาธิการ การสวัสดิการสังคม ในนามของคณะกรรมาธิการ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานและ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านได้ร่วมกันอภิปรายให้ความเห็นต่อรายงานผลการพิจารณา เรื่องแนวทางการเสนอกฎหมายบำนาญพื้นฐานแห่งชาติ แม้ว่าในวันนี้คณะกรรมาธิการ การสวัสดิการสังคม ยังไม่ทราบความชัดเจนในการทำคำรับรองร่างพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งได้นำเสนอไปแล้ว ในการอภิปรายและการลงมติของสภาผู้แทนราษฎร ครั้งนี้คงพอทำให้รัฐบาลเร่งรีบพิจารณาความเป็นไปได้ในการปรับอัตราเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ให้มีจำนวนอัตราที่ใกล้เคียงกับเส้นแบ่งความยากจน ดังเช่นตามที่เคยปรากฏเป็นข่าว อย่างไรก็ตามคณะกรรมาธิการเชื่อว่าแนวคิดในการปรับอัตราเบี้ยผู้สูงอายุโดยหลักการแล้ว ไม่ได้มีความแตกต่างไปจากรายงานของคณะกรรมาธิการฉบับนี้แต่อย่างใด คณะกรรมาธิการ จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสภาผู้แทนราษฎรจะเห็นชอบรายงาน ตลอดจนข้อเสนอและข้อสังเกต ของคณะกรรมาธิการ โดยคณะกรรมาธิการเชื่อว่าการลงมติของสภาผู้แทนราษฎรจะเป็น เสียงสะท้อนความต้องการของประชาชนส่งตรงไปยังรัฐบาล ดังนั้นจึงขอเชิญชวนท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนแนวคิดการจัดบำนาญพื้นฐาน ให้กับประชาชนอย่างถ้วนหน้าเพื่อเป็นประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทย ขอบพระคุณค่ะ🔗
รายงาน ฉบับนี้คือแนวทางการเสนอกฎหมายบำนาญพื้นฐานแห่งชาติของกรรมาธิการการสวัสดิการ สังคม ท่านสมาชิกส่วนใหญ่ก็มีทิศทางเดียวกันคือเห็นด้วย ไม่มีท่านสมาชิกคัดค้าน เนื่องจาก รายงานที่เราจะต้องพิจารณาคือข้อสังเกต เป็นข้อสังเกตที่จะบอกว่าในรายงานทั้งหมดแล้วก็ มารวมทั้งข้อสังเกตที่ให้รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการ ซึ่งเราจะลงมติในรายงาน และข้อสังเกตตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๕ ดังนั้นผมจะอาศัยข้อบังคับ ข้อ ๘๘ โดยถามที่ประชุม ว่ามีท่านสมาชิกท่านใดคัดค้านไม่เห็นด้วยหรือมีความเห็นเป็นอย่างอื่น มีท่านสมาชิกท่านใด ที่คัดค้านไม่เห็นด้วยหรือมีความเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗
ถ้าไม่มี ถือว่าสมาชิกทุกท่านเห็นพ้องต้องกันว่าเห็นชอบกับข้อสังเกตและรายงานของคณะกรรมาธิการ การสวัสดิการสังคมที่เสนอแนวทางการเสนอกฎหมายบำนาญพื้นฐานแห่งชาติเพื่อจะให้สภา ส่งไปให้รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามรายงานและข้อสังเกตของเราต่อไป เป็นการจบครับ ขอบพระคุณคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคมครับ🔗
๔.๔ รายงานการศึกษา เรื่อง ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์🔗
๔.๕ รายงานการศึกษา เรื่อง เทคโนโลยี 5G🔗
๔.๖ รายงานการศึกษา เรื่อง New Space และกิจการอวกาศ Space Economy)🔗
๔.๗ รายงานการศึกษา เรื่อง การเกษตรยุคใหม่ของประเทศไทย The Next Generation Farming of Thailand🔗
๔.๘ รายงานการศึกษา เรื่อง การศึกษา TELEMEDICINE ในประเทศไทย🔗
อันนี้ตั้งแต่ ๔.๔ จนถึง ๔.๘ เป็นกรรมาธิการชุดเดียวกัน คือคณะกรรมาธิการ การสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมพิจารณา ซึ่งท่านประธาน คณะกรรมาธิการ ท่านกัลยา รุ่งวิจิตรชัย ได้มีหนังสือมีความประสงค์ขอเลื่อนให้เหตุผลว่า เอารายงานดังกล่าวทั้งหมดมาปรับปรุงเพื่อให้เนื้อหาได้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ในปัจจุบันจะได้ถูกต้องครบถ้วนและเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ขอเลื่อนไปก่อนนะครับ แล้วจะเอากลับมาอีกครั้งหนึ่งเมื่อแก้ไขเสร็จสมบูรณ์ครับ ๔.๔ ๔.๕ ๔.๖ ๔.๗ ๔.๘ จึงแจ้ง ที่ประชุมนะครับ🔗
๔.๙ รายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการกำหนดราคาขายปลีก ก๊าซ NGV ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและบรรเทา ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM ๒.๕)🔗
ซึ่งคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุนพิจารณาเสร็จแล้ว แต่ประธานคณะกรรมาธิการคือท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ มีหนังสือมาขอเลื่อน จึงแจ้งที่ประชุมครับ🔗
๔.๑๐ รายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง การพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรม สุราไทย🔗
ซึ่งคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจได้พิจารณาเสร็จแล้ว คณะกรรมาธิการการพัฒนา เศรษฐกิจพร้อมไหมครับ เชิญเข้าห้องประชุมครับ ผมได้อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้ามา ชี้แจงด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์เจริญ เจริญชัย นายเขมภัทร ทฤษฎิคุณ นายศุภพงษ์ พรึงลำภู นายวิริยะ ก้องศิริวงศ์ เข้ามาร่วมชี้แจ้งด้วยครับ เชิญเข้ามาครับ🔗
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่🔗
ขอเชิญ กรรมาธิการครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจค่ะ ขอนำเสนอรายงาน เรื่อง การพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมสุราไทย โดยคณะอนุกรรมาธิการศึกษาพัฒนาธุรกิจ อุตสาหกรรมสุราในคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร รายงานฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและอุปสรรคตลอดจนวิเคราะห์ข้อมูลข้อเท็จจริง เพื่อจัดทำแนวทางและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการแก้ไขเป็นกฎหมายเพื่อพัฒนาธุรกิจ อุตสาหกรรมสุราเพื่อนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยประโยชน์ที่คาดว่า จะได้รับก็คือจะทำให้เกิดการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมสุราไทยให้ทัดเทียมกับนานาประเทศ ทำให้เกิดการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งในและนอกประเทศ ทำให้เกิด การสร้างนวัตกรรมสินค้า ทำให้ประชาชนดำเนินธุรกิจได้อย่างเสรีและถูกต้องตามกฎหมาย ที่เราต้องการที่จะส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมสุราไทยนั้น ไม่ได้หมายความว่า เราต้องการการสนับสนุนในรูปแบบของงบประมาณหรือว่าในรูปแบบของการลดหย่อนภาษี ต่าง ๆ เพื่อทำให้อุตสาหกรรมสุราสามารถแข่งขันได้ แต่สิ่งที่เราต้องการคือความเป็นธรรม ในเรื่องของกฎระเบียบต่าง ๆ ที่กดทับทำให้ผู้เล่นรายใหม่ไม่สามารถเข้าสู่ตลาดได้ค่ะ เรื่องของการบริโภคสุรากลายเป็นเรื่องที่ต้องห้าม กลายเป็นเรื่องทางด้านศีลธรรมแล้วก็ เป็นเรื่องที่สร้างความกังวลเรื่องสุขภาพมากสำหรับประเทศไทย แต่นั้นไม่ใช่ข้ออ้างในการที่จะจำกัดการผลิต เรื่องของการควบคุมจำเป็นที่จะต้องเป็น การควบคุมในเชิงการบริโภคมากกว่า เพราะว่าเมื่อไรที่เราพยายามจะจำกัดการผลิตหรือว่า ควบคุมการผลิตมากจนเกินไป สุดท้ายแล้วก็จะนำไปสู่การผูกขาดของอุตสาหกรรมนี้อย่างที่ เราได้เห็นมาโดยตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา ดังนั้นดิฉันเลยคิดว่ารายงานฉบับนี้น่าจะช่วย ทำให้ผู้บริหารคณะรัฐมนตรีต่าง ๆ ที่ได้ศึกษาจะมีแนวทางที่จะส่งเสริมการผลิตสำหรับผู้ผลิต รายเล็กรายย่อย รวมไปถึงการใช้วัตถุดิบสินค้าเกษตรต่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแล้วก็ช่วย ในการพยุงราคาสินค้าได้ แล้วก็มองเห็นผลที่จะเกิดขึ้นจากการที่ตลาดได้ถูกลดการผูกขาดลง แล้วมีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาโดยที่ผู้บริโภคจะได้มีทางเลือกมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังสามารถ ที่จะควบคุมการบริโภคได้ แล้วก็ไม่ทำให้เกิดผลกระทบทางสุขภาพมากจนเกินไปค่ะ แต่ดิฉัน ก็จะขอให้ทางประธานคณะอนุกรรมาธิการได้ชี้แจงต่อไปค่ะ🔗
เชิญครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล ในฐานะ โฆษกคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร และประธานอนุกรรมาธิการ ศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมสุราไทย ซึ่งวันนี้ผมก็ต้องขอขอบคุณที่ท่านประธาน ได้บรรจุวาระนี้แล้วก็รายงานของคณะอนุกรรมาธิการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมสุราเข้าสู่สภา ซึ่งก็บังเอิญเป็นช่วงเวลาที่พอเหมาะพอเจาะกับวันที่ ๘ มิถุนายนนี้ ซึ่ง พ.ร.บ. สุราก้าวหน้า ของผมก็จะได้ต่อท้าย พ.ร.บ. กัญชา กัญชง เข้าสู่สภาด้วย ก็หวังว่าวันนี้ก็จะเป็นการรายงาน และการพูดเรื่องสุราของสภานี้เป็นครั้งสุดท้าย เพราะวันที่ ๘ เราจะได้ปลดล็อกกันเสียที ซึ่งในวันนี้การศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการเราก็ได้ศึกษาในประเด็นสำคัญคือเรื่องปัญหา สภาพอุปสรรคต่าง ๆ ตลอดจนวิเคราะห์ข้อมูลข้อเท็จจริงเพื่อจัดทำแนวทางข้อเสนอเกี่ยวกับ การแก้ไขกฎหมายเพื่อพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมสุราเพื่อนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของ ประเทศ ด้วยเหตุนี้คณะอนุกรรมาธิการของเราก็ได้จัดการประชุมโดยเรียกหน่วยงานต่าง ๆ และเสวนาอย่างต่อเนื่องจนได้มาเป็นรายงานนี้ กระผมขออนุญาตท่านประธานและขอบคุณ ที่วันนี้ให้ผู้เชี่ยวชาญและเพื่อนร่วมอนุกรรมาธิการของผมที่ร่วมจัดทำรายงานนี้ ซึ่งมาจาก หลายความเชี่ยวชาญด้วยกันมาอยู่ในสภานี้ และเป็นตัวแทนของพวกเขาในการที่จะพูดด้วย เดี๋ยวผมขอสไลด์ (Slide) ครับ🔗
ความเป็นมาที่เราเอามานี้ ประเทศไทยก็อย่างที่เรารู้ เราเริ่มจากธุรกิจอุตสาหกรรมที่ผูกขาดโดยการให้เป็นราย ๆ ไป จนวันหนึ่งเราก็มาเรียกว่าเปิดเสรีเป็นบางเจ้า จนกระทั่งวันนี้เราเปิดเสรี แต่ด้วยเงื่อนไข ต่าง ๆ นานาทำให้เราไม่สามารถทำให้รายเล็กได้ลืมตาอ้าปากได้เลย มีแต่รายใหญ่เท่านั้น ที่ทำได้ ๑ ในนั้นผู้ประสบภัยในที่นี้ก็คือน่าจะเป็นผมเอง นับตั้งแต่วันที่ ๑๕ กรกฎาคม ปี ๒๕๖๓ ที่คณะกรรมาธิการได้มีมติอนุมัติให้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการศึกษาพัฒนาธุรกิจ อุตสาหกรรมสุราขึ้นมาเพื่อศึกษาแนวทางและจัดทำข้อเสนอแนะในการแก้ไขกฎหมาย เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรม เรามีความพยายามที่จะทำให้รูปเล่มรายงานนี้ทำให้เป็นคัมภีร์หนึ่ง ต่อไปเมื่อสภานี้เห็นชอบเราจะได้ยึดถือเป็นหลักการในการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง เพราะว่าไม่เพียงแค่เรื่องการอนุญาตการผลิตครับ แต่มันยังมีเรื่องราวมากมายตามที่ผมจะได้เรียนรายงานต่อไป วัตถุประสงค์ของการศึกษา และประเด็นพิจารณานะครับ เราได้พิจารณาถึงภาพรวมของอุตสาหกรรมว่ามีมูลค่าเท่าไร เราได้ศึกษากับกฎเกณฑ์การอนุญาตการผลิตสุราในปัจจุบัน และแนวทางในการปรับปรุง แก้ไขกฎหมาย รวมถึงการกำหนดอัตราภาษีต่าง ๆ ทั้งอัตราราคาที่ต้องจ่าย รวมถึงประเภท รวมถึงบรรจุภัณฑ์ด้วย ซึ่งบรรจุภัณฑ์ท่านเชื่อไหมครับท่านประธาน ตอนนี้มีแค่ ๒ บรรจุภัณฑ์ เท่านั้นที่ทำให้สุราขาวได้คือ ๓๓๓ เอ็มแอล (333 ml) แล้วก็ ๖๘๐ เอ็มแอล (680 ml) เท่านั้น อัตราภาษีเราแสตมป์ก็มีเพียงแค่ ๓ ประเภทเท่านั้น เราจะทำนอกเหนือจากนี้ไม่ได้ซึ่งเป็น อุปสรรคอย่างยิ่งกับการสร้างสรรค์ของอุตสาหกรรมสุรา เราได้ศึกษาแนวทางการพัฒนา อุตสาหกรรมสุราโดยเราได้เชิญภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นคราฟต์เบียร์ (Craft Beer) หรือว่า เป็นคนทำไวน์ไทย ทำสุราไทยทั้งที่ในกรุงเทพ ต่างจังหวัด รวมถึงเราได้เชิญทางหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ข้าราชการ รวมถึงมหาวิทยาลัยมาร่วมในการศึกษาด้วย นอกจาก ส่วนของการผลิตและการขายเราจะต้องศึกษาเกี่ยวกับกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมด้วย ซึ่งมันจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับว่าเราห้ามขายวันโน้นวันนี้มันมีความเมกเซนส์ (Make Sense) เท่าไรเป็นการทบทวนกฎหมายที่บังคับใช้ปัจจุบัน รวมถึงข้อดี ข้อเสียของการห้ามโฆษณา รวมถึงการออกกฎว่าห้ามขายออนไลน์ (Online) วิธีการศึกษานะครับ เราก็ได้เชิญหน่วยงาน ต่าง ๆ อาทิเช่น ทั้งฝ่ายที่สนับสนุนอยู่ในอุตสาหกรรม ทั้งฝ่ายข้าราชการ รวมถึงฝ่ายเอ็นจีโอ (NGO) ต่อต้านครับ แล้วก็เฝ้าระวังเกี่ยวกับสุราได้เข้ามาร่วมกันทั้งในรูปแบบเข้าห้องประชุม รวมถึงการจัดเวทีเสวนาที่น่าจะเป็นครั้งแรกของประเทศไทยเลยที่มีทั้ง ๒ ฝั่งมาร่วมกันครับ ไม่ใช่เวทีที่มีแค่ฝ่ายเดียวจัดเวทีแล้วก็เป็นแอกโคแชมเบอร์ (Echo Chamber) ฟังเสียงสะท้อน ของตัวเองเพียงอย่างเดียว ผลการศึกษา🔗
๔.๑ ในภาพรวมของอุปสรรคสำคัญของการพัฒนาก็ปฏิเสธไม่ได้นะครับ ผู้ประสบภัยก็ยืนอยู่ตรงนี้ ก็จะเป็นเรื่องเงื่อนไขต่าง ๆ ไม่เอื้อให้กับผู้ประกอบการรายย่อย อย่างผมโดนจับเรื่องเบียร์ผมต้องทำเบียร์ ๑๐ ล้านลิตรต่อปีครับเพื่อจะให้ถูกกฎหมาย ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่จบปริญญาตรีได้เงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาท แล้วโรงเบียร์ ๑๐ ล้านลิตรต้องใช้เงินเป็นพันล้านบาทครับ ท่านประธานเมื่อไรผมจะได้ นี่เป็นไปไม่ได้เลย ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยต้องยอมรับว่าปัญหาการแสวงหาผลประโยชน์กว่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในธุรกิจน้ำเมามันก็อยู่ไม่กี่ตระกูล ไม่ได้กระจายไปยังประชาชนทั่วไป อย่างเพียงพอ ซึ่งการกระจายไปเพียงพอมีธุรกิจที่หลากหลายขึ้น มีการผลิตสุราประเภท ที่หลากหลายขึ้นมันก็นำไปสู่การพัฒนาผลผลิตทางการเกษตรให้มีมูลค่ามากขึ้นด้วย🔗
๔.๒ ศึกษาเกี่ยวกับกฎระเบียบเกี่ยวกับการขออนุญาตผลิตสุรา สร้างข้อจำกัด ให้กับผู้ประกอบธุรกิจรายใหม่เป็นอย่างมาก นอกจากกำลังการผลิตที่ผมเรียนไปแล้วยังมี เรื่องของทุนจดทะเบียน ยกตัวอย่างเช่น สุราขาวซึ่งท่านสมาชิกหลายคนในที่นี้อยู่ต่างจังหวัด ก็จะทราบว่ามีสุราชุมชนอยู่ ทุกคนก็สงสัยก็ทำได้ นี่สุราชุมชนก็เห็นอยู่ในบ้านของตัวเอง สุดท้ายผมถามจริง ๆ สุราชุมชนท่านเคยเห็นรายไหนเขาเติบโตไหม เขาโดนจำกัดที่ ๕ แรงม้า และ ๗ แรงคน ซึ่งอันนี้เป็นการที่ลอก พ.ร.บ. โรงงานเก่ามาก่อน ซึ่ง พ.ร.บ. โรงงานเราแก้มา ๒-๓ ปีแล้ว แต่ทำไม พ.ร.บ. สุราไม่แก้ตาม ซึ่ง พ.ร.บ. โรงงานตอนนี้มันอยู่ที่ ๕๐ แรงม้า และ ๕๐ แรงคนไปแล้ว🔗
๔.๓ กฎระเบียบเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีที่ไม่เสมอภาคระหว่างสุราแต่ละประเภท และราคาสุราที่ได้รับผลกระทบจากการใช้ภาษีเสริมหรือเซอร์พลัสแทกซ์ (Surplus Tax) สไลด์ (Slide) มันจะอยู่หน้า ๙ พรรคก้าวไกล เราบอกว่าทุกคนต้องเท่ากัน แต่เราก็ไม่เห็น บางอย่างสุราไม่เท่ากันมันก็เป็นอะไรที่แปลก การเก็บภาษีสุราสรรพสามิต ตั้งแต่เด็กเราได้ยิน ทำไมเราต้องเก็บภาษีเหล้าเบียร์ เพราะเราอยากเอาภาษีเหล้าเบียร์มาลดผลกระทบหรือว่า มาเป็นตัวเสริมในการทำนุบำรุงสังคม เพราะพูดตามตรงว่าเหล้าเบียร์มันมีผลกระทบอยู่แล้ว แต่ทำไมเหล้าขาวมีดีกรี (Degree) เยอะสุด ซึ่งเหล้าขาวในอุตสาหกรรมเมืองไทยแทบจะผูก อยู่แค่บริษัทและตระกูลเดียว ต้องเสียภาษีในอัตราน้อยสุดครับ การที่เรากินเหล้าแรงมันก็ ส่งผลเสียต่อสุขภาพ เรามาดูไวน์ครับ ผมไปคุยกับผู้ผลิตไวน์ที่เขาใหญ่ โดนภาษีมหาศาลครับ ถ้าทุกคนดูตารางขวาสุดตัวคูณคือลิตรต่อ ๑๐๐ ดีกรี (Degree) ๑,๕๐๐ บาท ซึ่งเยอะมาก ๆ แต่เราดันไปมีฟรีเทรด (Free Trade) กับประเทศชิลี ออสเตรเลีย พวกนี้ที่นำเข้าไวน์เขาถูกกว่า ในประเทศ งงเหมือนกันครับว่าเป็นไปได้อย่างไร มันน่าจะต้องมาปรับเปลี่ยนกันแล้ว🔗
๔.๔ แนวทางการตีความของเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวกับการผลิตสุราสร้างข้อจำกัด ในความคิดสร้างสรรค์ อันนี้ก็เป็นผลอย่างมากนะครับ ในแง่ที่ว่าสุราชุมชนคุณทำสุราขาว คุณต้องใช้แค่วัตดุดิบทางการเกษตรพื้นฐาน อย่างพวกข้าว แป้ง ผลไม้ น้ำผลไม้แต่พอบางที่ ใช้กากน้ำตาลก็โดนจับ อันนี้อยู่ที่การตีความของแต่ละคนซึ่งแนวทางการปฏิบัติแต่ละพื้นที่ ของหน่วยงานข้าราชการไม่เหมือนกันเลย ซึ่งบางที่ผู้ผลิตสุราท้องถิ่นเคยปฏิบัติอย่างนี้อยู่ เขาเรียกว่า ส คือเขาเรียกว่าสรรพสามิตจังหวัดได้ย้ายไปจังหวัดนี้ก็ไปออกกฎด้วยกันแล้วก็ ไปตีความแล้วก็ไปบังคับใช้กฎหมายอีกแบบหนึ่งทำให้เกิดการตีความช่องว่างแล้วก็อาจจะ นำไปสู่การทุจริตได้อีกซึ่งอันนี้เป็นปัญหาจริงๆ🔗
๔.๕ มาตรการการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สร้างข้อจำกัดในการเติบโต ของธุรกิจผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตรงนี้ต้องเรียนตามตรงท่านประธานว่าการควบคุม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผมว่าธุรกิจของคนที่ผลิตสุราเข้าใจได้เพราะทุกประเทศก็มี ประเทศไทย มีความซ้ำซ้อนของกฎอยู่มาก เรียกว่า พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทยหนาแน่นแล้วก็ ดีที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ แต่สุดท้ายครับ ทำไมมันยังมีปัญหาเกี่ยวกับแอลกอฮอล์ที่เราได้เห็น อย่างเช่นเมาแล้วขับหรืออะไรก็ตาม ผมว่ากฎหมายอย่างเดียวไม่ได้ครับ กฎหมายอย่างเดียว ที่มันทับซ้อนมันไม่ได้ช่วยให้ปัญหาแอลกอฮอล์ลดลง เพราะว่าการบังคับใช้กฎหมายต่างหาก มันคือสิ่งที่เกิดขึ้น ถ้าประเทศเราใครทำผิดแล้วยังจ่ายเพื่อเอาตัวเองออกมาได้มันมีกฎหมาย เมาแล้วขับแล้วประหารชีวิตมันก็ไม่ช่วยอะไรครับ การมีกฎอย่างนี้มันทำให้ธุรกิจแอลกอฮอล์ ไม่สามารถเติบโตได้ นึกสภาพอย่างการโฆษณาตอนนี้กลายเป็นการตีความของการโฆษณา คนธรรมดาโพสต์เฟซบุ๊ก (Post Facebook) รูปเบียร์ก็โดนจับแล้ว อันนี้ผมมองว่าไม่ยุติธรรม จริง ๆ ครับ รวมถึงถ้านึกภาพ พ.ร.บ. วันที่ ๘ สุราก้าวหน้าผมผ่าน แล้วรายย่อยเขาไม่เคย โฆษณาเลยเขาเพิ่งตั้งโรงเบียร์กับเรามีรายใหญ่ ๒ ตระกูลในประเทศที่เขาโฆษณามา ๑๐๐ ปี ยุติธรรมไหมครับ และรายย่อยไม่มีความสามารถหรอกครับที่จะไปทำน้ำดื่มหรือโซดา มาโฆษณาแฝงได้ อันนี้เราต้องปรับ โดยการปรับแก้ถ้าอยู่ในรายงานเราก็จะมีข้อเสนอมากมาย อย่างเช่น การกำหนดอายุของการเข้าถึงโฆษณาต่าง ๆ เราแก้ได้ครับ เราไม่ใช่สั่งแบน (Ban) ไปเรื่อย ๆ🔗
สุดท้ายนี้เรายังมีปัญหาเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ควบคุม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ส่งผลอย่างยิ่งต่อประชาชนและธุรกิจรายเล็ก ๆ อันเนื่องมาจาก การกำหนดมาตรการให้เงินรางวัลสินบน มันทำให้เจ้าหน้าที่อาจจะมีคำถามใหญ่ ๆ เลยว่า ที่คุณทำไปคุณอยากได้สินบนนำจับหรือเปล่า เพราะว่าส่วนมากพอเจ้าหน้าที่เรียกมาไม่มีใคร เคยสู้คดีถึงสุดท้ายหรอกครับ เพราะคนทุกคนไม่อยากมาเสียเวลาในศาล เจ้าหน้าที่บอกว่า โอเค (OK) จ่าย ๕๐,๐๐๐ บาทแล้วจบก็จบไป เจ้าหน้าที่ก็โอเค (OK) เอาเงินไปแบ่งกันสบาย ๆ อย่างนี้ คือผมมองว่าเป็นปัญหาตั้งแต่กฎหมายยันผู้ปฏิบัติว่าเราศึกษามาแล้วเราเห็นผลจริง ซึ่งเราอยากให้สภานี้พิจารณา แล้วก็หวังว่ารายงานฉบับนี้จะผ่านให้ไปสู่คณะรัฐมนตรีแล้วก็ เป็นฐานคิดให้ท่านในวันที่ ๘ นี้ที่สุราก้าวหน้าจะเข้าสภา ผมมองว่าการปลดล็อกสุราให้ทุกคน ได้ทำสุราได้ มันไม่ใช่เรื่องที่เข้าใจยาก ประชาชนในเขตของท่านก็มีอยู่ ประชาชนที่ทำเหล้า ในเขตพื้นที่ท่านต้องมีอยู่แล้ว ทำไมไม่ให้โอกาสเขาที่จะเติบโตได้ใช้ผลผลิตในท้องถิ่น ได้ใช้ ความสามารถ ได้ใช้ภูมิปัญญาของท้องถิ่นเขาในการพัฒนาชีวิตของเขา ครอบครัวของเขา ท้องถิ่นของเขาล่ะครับ มันปฏิเสธได้ถ้าท่านโหวตให้ผมว่าโหวตโน (Vote No) นอกจากว่า ท่านรับเงินนายทุนครับ🔗
ส่วนข้อสังเกตและข้อเสนอ ผมขออนุญาตให้คุณเขมภัทรมาบอกข้อสังเกต และข้อเสนอต่อไป ขออนุญาตครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอเชิญ คุณเขมภัทร ทฤษฎิคุณ ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพและท่านผู้ทรงเกียรติ ผม เขมภัทร ทฤษฎิคุณ ผมเลขาอนุกรรมาธิการ พัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมสุราไทยนะครับ ในการเสนอแนะของคณะอนุกรรมาธิการ ในนาม ของคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ ข้อเสนอแนะของเราแบ่งออกเป็น ๒ ส่วนนะครับ🔗
ส่วนที่ ๑ ข้อเสนอแนะเรื่องของการแก้ไขกฎหมาย ในการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ ทางคณะอนุกรรมาธิการเราได้เสนอให้มีการแก้ไขกฎหมาย ๒ ฉบับ ก็คือพระราชบัญญัติ ภาษีสรรพสามิตและพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยวัตถุประสงค์หลัก ของการแก้ไขกฎหมายในครั้งนี้เจตนารมณ์ของเราคือต้องการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน คือในส่วนของมาตรา ๗๗ ที่ต้องการขจัดปัญหาอุปสรรค แล้วก็เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันตามนโยบายยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี การแก้ไขในครั้งนี้ ในส่วนของพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิตเราเสนอให้มีการแก้ไขโดยการยกเลิกเงื่อนไขของ ใบอนุญาตที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าสู่ธุรกิจของผู้ประกอบธุรกิจรายใหม่ ใบอนุญาตควรจะ พิจารณาในเรื่องของคุณสมบัติแล้วก็ความปลอดภัย ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากการบริโภค กฎหมายไม่ควรสร้างเงื่อนไขในการเข้าสู่ตลาดโดยคำนึงถึงในเรื่องของทุนจดทะเบียน เรื่องกำลังแรงม้าเครื่องจักรหรือว่ากำลังการผลิตขั้นต่ำ ซึ่งมันจะกลายเป็นอุปสรรคต่อการ ประกอบธุรกิจของผู้ประกอบธุรกิจรายใหม่ ในส่วนของการแก้ไขพระราชบัญญัติสรรพสามิต อีกประการหนึ่งที่เราเสนอก็คือในเรื่องของการแก้ไขเรื่องของอัตราภาษีให้มีความเป็นธรรม มากขึ้น ในปัจจุบันอัตราภาษีระหว่างเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีการจัดเก็บในอัตราที่แตกต่างกัน ดังที่คุณเท่าพิภพได้เรียนไว้ก่อนหน้านี้แล้ว อย่างกรณีของเหล้าขาวนี้เรามีความเห็นว่าเราควร จะจัดเก็บภาษีในอัตราที่สูง เนื่องจากว่าส่วนหนึ่งเหล้าขาวเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ทำลาย สุขภาพ เนื่องจากว่าแรงแอลกอฮอล์ค่อนข้างจะสูง ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือในปัจจุบันภาษีถูกเก็บ ในอัตราที่ต่ำมากในส่วนของเหล้าขาว ทำให้เกิดปัญหากับผู้ประกอบธุรกิจในผู้ประกอบธุรกิจ ที่ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีดีกรี (Degree) แรงน้อยกว่าเหล้าขาวถูกเก็บภาษีแพงครับ แต่ว่าเหล้าขาวถูกเก็บภาษีในอัตราที่ถูกกว่า นอกจากนี้ในส่วนของพระราชบัญญัติควบคุม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เสนอให้มีการทบทวนพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใหม่ เนื่องจากพระราชบัญญัติฉบับนี้ออกมาใช้เป็นระยะเวลา ๑๐ ปีแล้ว รายละเอียดหลาย ๆ อย่างที่ออก ณ เวลาการออกกฎหมายในปี ๒๕๕๑ โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติในยุคนั้น กระทำอย่างรวดเร็ว แล้วก็ใช้เวลาในการกลั่นกรองค่อนข้างจะน้อย ดึงผู้มีส่วนได้เสียเข้ามา พิจารณาน้อยมาก กฎหมายเปิดให้มีการใช้ดุลพินิจในหลาย ๆ เรื่องที่ออกกฎออกมาภายหลัง กลายเป็นว่าผู้ประกอบธุรกิจเองไม่สามารถคาดหมายได้ว่าจะเกิดผลกระทบอะไรขึ้นจากการ ประกอบธุรกิจของเราในวันนั้น กฎหมายจึงควรต้องมีการทบทวนใหม่เพื่อให้เกิดความแน่นอน และแก้ไขข้อบกพร่องที่มีในเรื่องการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อาจจะยังมีความจำเป็นอยู่ แต่ในแง่ของการควบคุมกฎหมายควรจะควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยคำนึงถึงเรื่องสุขภาพ ของผู้ดื่ม ควรจะคำนึงถึงเรื่องของการไม่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจจนเกินสมควร เราจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันการบังคับใช้กฎหมายในหลาย ๆ เรื่อง ในพระราชบัญญัติควบคุม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้ประกอบธุรกิจรายย่อย ทั้งในเรื่องของการ โฆษณา การจำหน่าย วันที่จำหน่าย หลาย ๆ ประเด็นในเรื่องนี้รายงานของคณะอนุ กรรมาธิการและรายงานของกรรมาธิการได้ลงรายละเอียดไว้ค่อนข้างพอสมควรแล้ว🔗
ส่วนที่ ๒ จะเป็นส่วนของข้อเสนอในเรื่องของนโยบายที่คณะอนุกรรมาธิการ เราเห็นว่าควรจะมีการเสนอแนะเพื่อให้มีการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ ประเด็นเบื้องต้นที่ควรจะทำเลยโดยหน่วยงานที่รับผิดชอบก็คือการจัดทำแนวปฏิบัติในเรื่อง การบังคับใช้กฎหมาย ปัจจุบันกฎหมายไม่มีการบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพเสมอภาคทั่วกัน ในตลอดพื้นที่ของประเทศมันกลายเป็นเรื่องของการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐในแต่ละกรณี กฎหมายจึงควรมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเพื่อให้ทราบว่ากฎหมายถูกบังคับใช้อย่างไร ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบธุรกิจสามารถทราบและคาดหมายได้ว่าผลที่เกิดขึ้นกับเขาเมื่อมีการฝ่าฝืนกฎหมาย หรือไม่ได้ทำตามระเบียบกฎหมายจะเป็นเช่นไร เราไม่ควรอาศัยความไม่ชัดเจนของกฎหมาย เป็นเหตุที่จะทำให้เกิดการลงโทษนะครับ ในเรื่องของการยกเลิกการนำสินบนรางวัลมาใช้นั้น สินบนรางวัลเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดการจูงใจให้เกิดการบังคับใช้กฎหมาย ในแง่เดิมการใช้ สินบนรางวัลเราใช้กับพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงเพื่อตอบแทนเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เข้าเสี่ยงภัย แต่กรณีของพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เราจะเห็นได้ว่าการใช้สินบนรางวัล กลายเป็นเหตุแห่งการบังคับใช้กฎหมายโดยไม่เสมอภาค เจ้าหน้าที่อาจจะได้บังคับใช้กฎหมาย ตามความเหมาะสม ความพอใจ เพื่อประโยชน์บางอย่างของเจ้าหน้าที่ก็เป็นไปได้ นอกจากนี้ ในเรื่องของการใช้สินบนรางวัลอาจจะมีปัญหาในเรื่องของการกันเงินบางส่วนที่เงินควรจะ กลับเข้าสู่คลัง กลายเป็นเงินนั้นถูกนำออกไปจากคลังโดยที่ว่าไม่ได้มีการควบคุมหรือว่า ตรวจสอบอย่างเหมาะสม🔗
ในเรื่องการจัดตั้งสถาบันพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมสุราเป็นอีกหนทางหนึ่ง ที่คณะอนุกรรมาธิการเห็นว่าควรจะการศึกษาแล้วก็ควรจะมีการริเริ่มที่จะจัดตั้ง เพราะว่า เมื่อมีการปลดล็อกให้เกิดการค้าเสรีในเรื่องของการผลิตสุราแล้วการพิจารณาเรื่ององค์ความรู้ เป็นสิ่งสำคัญ การสร้างองค์ความรู้ให้เกิดขึ้นในสังคมโดยเฉพาะการมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่ปลอดภัย มีคุณภาพ มีมาตรฐาน เป็นปัจจัยสำคัญของการส่งเสริมธุรกิจอุตสาหกรรมสุรา🔗
นอกจากนี้ในเรื่องการจัดเก็บภาษีในส่วนของภาษีเสริมหรือเซอร์ชาร์จแทกซ์ (Surcharge Tax) คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาแล้วมีความเห็นว่าควรจะต้องมีการทบทวน อาจจะกำหนดเพดานของภาษีเสริมบางรายการ เนื่องจากในกฎหมายเดิมที่ออกมาก่อนหน้านี้ ไม่มีการกำหนดเพดานเอาไว้ กลายเป็นว่ามีการจ่ายเงินให้กับหน่วยงานของรัฐที่รับรายได้ ในส่วนนี้จากภาษีเสริมโดยที่ไม่มีเพดานกำหนด แล้วมีการนำงบประมาณในส่วนนี้ไปใช้จ่าย โดยอาจจะไม่มีการเหมาะสม ในประเด็นนี้ในคณะอนุกรรมาธิการจึงได้นำเสนอมานะครับ ในส่วนของผมในข้อสังเกตของคณะอนุกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการหมดแค่เท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอเชิญ ท่านสมาชิกอภิปรายซักถามนะครับ เชิญท่านแรก ท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ปะเหมาะเคราะห์ดี ท่านประธานที่วาระของสภาวันนี้ให้ผมได้อภิปรายอย่างต่อเนื่องครับ ก่อนหน้านี้อภิปราย เรื่องบำนาญแห่งชาติเป็นเรื่องการใช้เงิน แม้ตอนนี้อภิปรายเรื่องการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ เป็นอุตสาหกรรมเกี่ยวกับสุราเป็นเรื่องของการหาเงิน แม้จะใช้เงินก็ต้องหาเงินให้เป็นด้วย เช่นเดียวกัน ในระยะที่ ๒ ก็คือยังมีความต่อเนื่องจากตอนที่สภาเราสมัยที่แล้วที่ผมอภิปราย เรื่องเกี่ยวกับ พ.ร.บ. สุราก้าวหน้า เป็นเรื่องเกี่ยวกับโครงสร้าง เป็นเรื่องเกี่ยวกับการผูกขาด เป็นเรื่องเกี่ยวกับการโฆษณา ไม่ได้เป็นเรื่องของการใช้ขวดซ้ำและมีปัญหา เป็นเรื่องของการ ที่สุราชุมชนไม่สามารถที่จะมีโรงงานที่มีแรงม้าเกิน ๕ แรงม้าและมีคนงานเกิน ๗ คน ไม่ได้ ทำให้อุตสาหกรรมไม่สามารถเกิด วันนี้มาอภิปรายต่อเนื่องกับตอนที่สภาปิดคราวที่แล้ว เป็นเรื่องเกี่ยวกับการบริหาร เรื่องโครงสร้าง คราวนี้เป็นเรื่องนโยบาย เป็นเรื่องเกี่ยวกับการ บริหารจัดการ อีกปะเหมาะเคราะห์ดีหนึ่งก็คือท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ท่านอยู่ ในสภาแห่งนี้ด้วยครับ ก็จะถือโอกาสนี้ในการอภิปรายคิดดัง ๆ แล้วก็แชร์ไอเดีย (Share Idea) ให้ท่านฟัง เพราะว่าเรื่องนี้ในการบริหารจัดการเกี่ยวข้องกับกระทรวงพาณิชย์มากเป็นพิเศษ ในมุมมองของการบริหารจัดการรัฐบาลต้องเข้าใจก่อนว่าศักยภาพของสุราชุมชนในเรื่องของ การพัฒนาสินค้าเกษตรของประเทศจากโภคภัณฑ์ให้กลายมาเป็นผลิตภัณฑ์ คือวิถีในการ แก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรที่เร็วที่สุด ยั่งยืนที่สุด แล้วก็ไม่ต้องพึ่งงบประมาณในเรื่องของการ ที่จะต้องมาประกันราคาหรือว่าต้องมาจำนำราคาสินค้าการเกษตร เพราะไม่ว่าจะเป็นข้าว อ้อย มัน มะพร้าว สับปะรด เงาะ สิ่งเหล่านี้ทั่วประเทศไทยสามารถที่จะทำได้หมด สิ่งที่รัฐบาล จะต้องเข้าใจก็คือว่าศักยภาพของสุราที่มีอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่เหล้าดาวลอยที่อมก๋อย จนถึงกระทั่งเหล้ายี่ห้อคิโลที่อยู่ที่กระบี่ สุราที่มีชื่อเสียงต่าง ๆ ที่อยู่ในประเทศไทย ยกตัวอย่าง ถ้าท่านประธานเดินทางไปงานแต่งงานหรืองานต่าง ๆ เฉลิมฉลองตามโรงแรมห้าดาว ในประเทศไทย ซึ่งจะมีบาร์ที่มีชื่อเสียงอยู่ตามที่ต่าง ๆ ก็จะมี ไปที่โต๊ะบาร์ปุ๊บก็จะมีแผนที่ ของประเทศไทยแล้วก็บอกว่ามียี่ห้ออะไรบ้างที่ถือว่าเป็นของชั้นดีของประเทศไทย ไล่มา ตั้งแต่ฉลองเบย์ที่ภูเก็ต ที่เป็นเหล้ารัมทำมาจากอ้อย ตอนนี้มีร้านอาหารด้วยครับ มีเสน่ห์หา มีจินที่เป็นของฉลองเบย์เหมือนกัน มีไอรอนบอลส์ โอ้โฮ อันนี้อร่อยมาก ของกรุงเทพมหานคร เป็นของคุณแอชลีย์ ชัตตัน หรือคนออสเตรเลียที่มาทำอยู่ที่เอกมัย มีนาสาร นาสารนี่คือ ของสุราษฎร์ธานี อยู่ในสวนเงาะโรงเรียน แล้วก็ทำจากน้ำตาลมะพร้าวสด ๆ ไม่ว่าจะเป็นคิโล สปิริต ที่กระบี่ อันนี้ก็เป็นที่น่าสนใจมาก อีสานรัม น้ำอ้อยสดมาทำ หมาใจดำที่เชียงใหม่ อันนี้ก็เป็นยี่ห้อต่าง ๆ ที่มีศักยภาพ ที่เราไม่ต้องพัฒนาเพิ่มไปแล้ว สิ่งที่นายกรัฐมนตรีต้องทำ ก็คือต่อไปนี้ถ้ามีแขกบ้านแขกเมืองมาแล้วจัดเลี้ยงควรเลิกนะครับ ไม่เอาไวน์ครับ ไม่เอาอะไร ที่ของประเทศฝรั่งเศส ของประเทศออสเตรเลีย ของประเทศชิลี ของประเทศอาร์เจนตินา ควรที่จะเอายี่ห้อเหล่านี้ที่มีอยู่ในประเทศไทยทั้งหมด จับแผนที่ขึ้นมาแล้วเลี้ยงดูปูเสื่อแขก ที่จะมาในประเทศไทย นี่คือทำการตลาดที่เร็วที่สุดและสามารถที่จะผลักดันไปได้เมื่อกฎหมาย สามารถที่จะผลักดันได้🔗
ถ้าจะให้พูดในระยะยาวไปกว่านั้น การที่ทำให้สินค้าการเกษตรที่เป็นโภคภัณฑ์ ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ อันนี้คือการทำงานทั้ง ครม. ครับ ถ้าผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ ต่อไปนี้ผมจะทำเหมือนอย่างที่ทูตในต่างประเทศ อย่างเช่น ทูตนิวซีแลนด์ ทำกับไวน์ของนิวซีแลนด์ คือการเปิดพื้นที่ในสถานทูตในการที่จะเอาเหล้าไทย เอาสุราไทย ไปโฆษณา ทางกระทรวงพาณิชย์ ร้านอาหารไทย ไทยซีเล็คท์ ท่านทำอยู่แล้วใช่ไหมครับ มีซูเปอร์มาร์เกต (Supermarket) ไทยที่อยู่ทั่วประเทศ อันนี้คือการที่จะนำสินค้าเหล่านี้ ไปผลักดันสู่เวทีโลกให้สุรา ให้เหล้า คราฟต์เบียร์ (Craft Beer) ต่าง ๆ ในประเทศไทย สามารถไปสู่ตลาดโลกได้ กระทรวงอุตสาหกรรม ถ้าผมเป็นรัฐมนตรีว่าการอุตสาหกรรมตอนนี้ มีหน้าที่ที่จะทำให้โรงงานได้มาตรฐานจีเอพี (GAP) จีเอ็มพี (GMP) ฮาสัพ (HACCP) มีหน้าที่ ที่จะสนับสนุนให้โรงงานเหล่านี้ทำได้ กระทรวงสาธารณสุขมีหน้าที่ที่จะทำให้สินค้าเหล่านี้ ออกมา รัฐมนตรีมีหน้าที่ทำให้สินค้าเหล่านี้ออกมาผ่านมาตรฐาน อย. และสามารถที่จะ ส่งออกไปต่างประเทศได้ เพื่อช่วยให้กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงพาณิชย์ทำได้ ที่สำคัญอีก ๒ กระทรวง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาทุกวันนี้นักท่องเที่ยวกำลังจะเปิด หลังโควิด (COVID) ไม่รู้จะไปไหน กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต เชียงใหม่ ขอนแก่น พัทยา มีไม่มากกว่านี้ แต่ถ้าท่านรัฐมนตรีว่าการท่องเที่ยวและกีฬาเห็นเหมือนอย่างที่วากายามะทำ วากายามะนี่ปลูกบ๊วย กลายเป็นเทศกาลเหล้าบ๊วยทั้งเดือนเลยครับ โอกินาว่าสับปะรด เป็นเมืองสับปะรดไปเลย ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย ไม่ต้องพูดถึง เราสร้างสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ ๆ เป็นเดือน ๆ ให้คนที่ชอบในเรื่องเกี่ยวกับสุรา เรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยสามารถที่จะ เดินทางไปได้ทั่วประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมจริง ๆ แล้วสำคัญมากที่สุด คือการสร้างหนัง สร้างละคร สร้างแนวร่วม สร้างการเล่าเรื่องต่าง ๆ ของเรื่องเล่าที่มันมีอยู่ ในเหล้าของประเทศไทยในการที่จะสร้างองคาพยพเหล่านี้ไปได้ทั้งหมด🔗
สุดท้ายครับท่านประธาน ก็คือกระทรวงการคลัง คราวนี้มีหน้าที่ที่จะคอยเอื้อ ในช่วงแรกแล้วก็เก็บภาษีเหล่านี้ทั้งหมดเพื่อที่จะเอามาทำในเรื่องของรัฐสวัสดิการอย่างที่ ผมได้อภิปรายไปในช่วงแรก กระทรวง อว. รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. มีหน้าที่ที่จะทำให้ อาชีวะมาเรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับการกลั่น เรื่องเกี่ยวกับการหมัก เรื่องเกี่ยวกับการดอง ผสมไป ในเรื่องเกี่ยวกับการศึกษาเรื่องเกี่ยวกับการที่จะทำให้มีอุตสาหกรรมใหม่ในการทำเครื่องกลั่น ในการทำดิสทิเลชัน (Distillation) ในการทำเรื่องเกี่ยวกับเฟอร์เมนเทชัน (Fermentation) ต่าง ๆ ทั้งหมดทั้งมวลนี้ที่ ส.ส. เท่าพิภพ ขออภัยที่เอ่ยนาม ได้พูดมาทั้งหมดนี้คืองานของ ครม. ของนายกรัฐมนตรี ของ ครม. ทั้งหมดที่สามารถที่จะผลักดันไปในทิศทางเดียวกันที่จะ ทำให้การฟื้นฟูประเทศในเรื่องของเศรษฐกิจ ในเรื่องของการท่องเที่ยว ในเรื่องของวัฒนธรรม ในเรื่องของอุตสาหกรรม ในเรื่องของการศึกษา ลุกขึ้นมาได้ในครั้งเดียว หลังจากนั้นเราก็จะ มีโกรว์ทเอนจิน (Growth Engine) ใหม่ ๆ มีอุตสาหกรรมใหม่ ๆ มีฐานภาษีใหม่ ๆ ในการ ที่จะมาปรับแล้วก็กลับมาดูแลพี่น้องประชาชนอย่างที่ผมได้อภิปรายไว้ในครึ่งวันแรกของวันนี้ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
- ๗ ๙ /๑🔗
ขอบคุณครับ ท่านต่อไป ท่านนิยม เวชกามา🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมขอร่วมแสดงความคิดเห็นกับรายงานฉบับนี้คือรายงานการศึกษา เรื่อง การพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมสุราไทยของคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ผมอ่านดูในหลายข้อแล้วผมตั้งใจฟังจากคณะกรรมาธิการชี้แจง ผมก็มี ความคิดเห็นด้วยแล้วก็ไม่เห็นด้วย อันนั้นเป็นแนวคิด ผมไม่ได้ส่งเสริมให้คนกินเหล้านะครับ ผมเข้าใจอยู่ว่ามันผิดศีลข้อ ๕ แต่ที่ผมต้องพูดวันนี้ ผมจะพูดถึงวิถีชีวิตของคนไทย มันเป็น ประเพณี เป็นวิถีชีวิต ผมดูของคณะกรรมาธิการศึกษามาเป็นประเด็นที่ผมอ่านแล้วรับได้ โดยเฉพาะในหลายข้อที่ตั้งประเด็นเป็นการศึกษาข้อมูลพอสมควร ยกตัวอย่างเป็นประเด็น เริ่มต้น คือปัญหาตรงนี้เนื่องจากสุราบางทีมันเป็นวิถีชีวิตของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะ เหล้าขาวพี่น้องเขาต้มกิน ถ้าหากให้เปิดสุราเสรี ถ้าสุราเสรีนี่ชาวบ้านเขาไม่มีเงินอยู่แล้วเขา อาจจะหมักกินเอง ทำกินเอง แล้วมาต้มกินเองโดยใช้ภูมิปัญญาของชาวบ้าน เขาเรียกว่า ทำแป้ง เขาไม่ได้เอาของหลวง เขาทำขึ้นมาเอง โดยผลิตจากวัตถุธรรมชาติ ผมจึงเห็น ในหลายข้อ บังเอิญว่าคณะกรรมาธิการไปศึกษาในเงื่อนไขที่กฎหมายตั้งกำแพงภาษีไม่ให้ ชาวบ้านทำสุราเลย ท่านประธานจำได้นะยุคนั้น ท่านประธานเป็น ส.ส. ยุคแต่เก่าก่อน ในสมัยอุ เรณูนครนี่ผมต้องยกให้เขา ท่านไขแสง สุกใส เป็น ส.ส. สมัยนั้นทำให้พี่น้องชาว เรณูนครมีรายได้จากการขายเหล้าโท อุนั่นล่ะ ทำจากขี้แกลบผสมข้าว นี่คือผมต้องพูดว่า วันนี้ทำไมรัฐต้องตั้งกำแพงภาษี แล้วต้องการผูกขาดให้นายทุนเท่านั้น แต่ก่อนทำได้ครับ ยุคหนึ่งท่านทักษิณเปิดสุราชุมชนก็ทำกันขวดละ ๔๐ บาท ๕๐ บาท ๖๐ บาท วันนี้ทำไม่ได้ พรรคพวกผมหลายคนเคยทำมาก็ทำไม่ได้เพราะตรงเรื่องข้อกฎหมาย ผมจึงมีความเห็นว่า การศึกษาของคณะกรรมาธิการคราวนี้เป็นการศึกษาในการแก้กฎหมาย ในการจะทำโรงงาน จะทำให้ชาวบ้านมีความรู้ ถ้าเห็นว่ามันไม่ถูกต้อง ในหลายข้อที่ผมเปิดดู ระบบยกเลิกสินบน นำจับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อันนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งเลยครับ ทำไมผมเห็นด้วยท่านประธาน บางทีชาวบ้านถูกจับไม่มีคนไหนหรอกจะไปขึ้นศาล ไม่มีคนไหน จะไปสถานีตำรวจ ก็เสียเงินข้างทางนี่ล่ะครับ อันนี้คือรางวัลนำจับ เขาก็ไม่เอาล่ะพวกนั้น ชีวิตผมนี่เป็นคนบ้านนอก เกิดขึ้นมาไม่รู้จัก สมัยก่อนมีเหล้าอยู่ ๒ ชนิดคือแม่โขงกับเหล้ากวาง อีกอันหนึ่ง พี่น้องบ้านผมเรียกว่ากวางหางกิ้นคือกวางหางสั้น อย่างอื่นมันไม่มีครับ เหล้าขาว ก็ต้มกันเอง แต่วันนี้มันไม่มีแล้วผูกขาดเพราะคำว่า เหล้า เหลืออยู่เจ้าเดียว เหล้าขาวนี่บ้านผม รู้ดีว่าจากขวด ๔๐ บาท ๕๐ บาท วันนี้ร้อยกว่าบาท เหล้าขาวขายแถมเบียร์แต่เก่าผมจำได้ ซื้อเหล้าขาวขวดหนึ่งแถมเบียร์ช้าง ๒ ขวด นี่ขอโทษเป็นเรื่องจริงในยุคเมื่อสิบกว่าปีก่อน🔗
- ๘ ๐ / ๑ ผมจึงบอกว่าถ้าตราบใดยังไม่เปิดกว้างรัฐบาลยังตั้งกำแพงภาษีวันนี้ทำเหล้าขาวไม่ได้ที่ผมพูด ยังไม่จบเพราะติดภาษีเฉพาะ ซื้อตัวภาษีตัวแสตมป์ (Stamp) แสตมป์ (Stamp) หนึ่ง ๕๐ บาท ถึง ๑๐๐ บาทเลยครับ บางอันมันไม่มีใครทำได้หรอก อันนี้คือการตั้งกำแพงภาษี ตั้งผูกขาด เพื่อไม่ให้ชาวบ้านทำ ผมจึงเป็นห่วงเป็นใยว่าเทศกาลบุญต่าง ๆ ไม่ว่าบุญพระเวสสันดร บุญประเพณีประจำปี พี่น้องผมไม่ต้องไปซื้อเหล้าแต่เก่าทำเหล้าสาโทนี่ล่ะแล้วก็กินกัน วันนี้ ทำไม่ได้ถูกจับหมด เพราะผมไปดูในหลายข้อของคณะกรรมาธิการศึกษามานี่เป็นเรื่องการ ตั้งกำแพงภาษี และที่สำคัญเป็นการบอกว่าถ้าหากทำไม่ได้จริง ๆ เขาศึกษาถึงว่าควรจะแก้ไข หรือยกเลิกพระราชบัญญัติสรรพสามิตก็ดี พระราชบัญญัติสุราก็ดี ผมเห็นด้วยในบางข้อ ต้องแก้ไขเพื่อให้ประชาชนเขามีโอกาส มีโอกาสที่จะไปทำเอง ไม่ใช่ผูกขาดแก่นายทุนคนเดียว วันนี้ผมก็ทราบว่าแถวบ้านผมมีอย่างเดียวคือเหล้าขาว คือจากนายทุนเท่านั้นที่ทำได้ครับ ส่วนชาวบ้านทำติดคุกหมด ถูกจับถูกอะไร ผมจึงเห็นด้วยการยกเลิกรางวัลนำจับ เห็นด้วย อย่างยิ่งเพราะชาวบ้านนอกจากถูกจับ ถูกขู่ ถูกอะไรความเป็นมนุษย์แทบจะไม่มี ผมว่าถึงเวลา ต้องแก้กฎหมายฉบับนี้ท่านประธาน ขอบคุณมากครับ🔗
เนื่องจากขอนัดประชุมพิเศษ วันนี้วันศุกร์ครับ ก็เข้าใจดีว่าเพื่อน ๆ หลายคนมีความจำเป็นเดินทางก็เลยแจ้งให้ทราบว่า มีผู้อภิปรายอีก ๕ ท่าน คือคุณสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ พรรคก้าวไกล พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ พรรคก้าวไกล คุณอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม พรรคเพื่อไทย คุณจิรายุ ห่วงทรัพย์ พรรคเพื่อไทย คุณมานพ คีรีภูวดล พรรคก้าวไกล ทั้งหมดเหลืออยู่ ๕ ท่าน ผมขออนุญาต ที่ประชุมว่าขออนุญาต ๕ ท่านนี้ ไม่ต้องการให้เป็นภาระว่าแถมมาเรื่อย ๆ ขอ ๕ ท่านครับ แล้วหลังจากนั้นก็จะไปวาระต่อไปก็คงจะจบนะครับ เพราะว่าวาระต่อไปก็มีการขอเลื่อน เพราะฉะนั้นท่านต่อไปก็คุณสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ ขอเชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ สมเกียรติ ถนอมสินธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตบางนาและเขตพระโขนง พรรคก้าวไกล ผมขออภิปรายรายงานการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมสุราไทยของคณะกรรมาธิการ การพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าปัจจุบันในสังคมไทย ส่วนใหญ่รู้อยู่แล้วว่าอุตสาหกรรมสุราไทยเป็นตัวอย่างหนึ่งของกลุ่มทุนผูกขาดที่กดทับ ศักยภาพของประชาชนหรือผู้ประกอบการรายย่อย การพิจารณาหรือการจัดทำรายงานฉบับนี้ ซึ่งมีส่วนหลัก ๆ หลายส่วนเกี่ยวกับอุตสาหกรรมสุรานี้ ไม่ใช่เรื่องที่เป็นภาระของรัฐบาลเลย ถ้าต้องการที่จะส่งเสริมหรือผลักดันด้านนี้ เพราะว่าไม่มีการใช้เงินงบประมาณอุดหนุนเลย เพียงแค่เป็นการปลดล็อกเรื่องต่าง ๆ ที่ปิดกั้นศักยภาพของรายเล็กรายน้อยหรือประชาชน ที่ต้องการที่จะเข้ามาสู่อุตสาหกรรมนี้ครับ เป็นที่น่าเสียดายเพราะประเทศไทยเราเป็นประเทศ เกษตรกรรมมาช้านานก็มีพืชผักผลไม้ที่มีศักยภาพที่จะทำธุรกิจด้านนี้ให้เติบโตมากมาย เราเสียโอกาสไปหลายสิบปี หลายรัฐบาลที่ผ่านมาก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับประชาชน หรือว่า ทุนกลุ่มเล็ก หรือผู้ประกอบการรายย่อยมากพอสมควรเท่ากับทุนกลุ่มเดิมที่เรียกได้ว่าผูกขาด ธุรกิจนี้มายาวนานครับ เรื่องที่คณะกรรมาธิการสรุปมามีหลายเรื่องที่พูดถึง แต่ผมจะขออนุญาตพูดถึงประเด็นหนึ่ง ประเด็นหลักครับ ซึ่งเป็นในส่วนของการที่มีกฎห้ามซื้อขายออนไลน์ (Online) ขึ้นมาครับ ในการที่มีเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพราะมีการประกาศจากสำนักนายกห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยวิธีการหรือลักษณะการขายทางอิเล็กทรอนิกส์ ปี ๒๕๖๓ พูดง่าย ๆ ก็คือห้ามซื้อขาย ออนไลน์ (Online) ครับ มี ๒ ประเด็นที่เขาชี้แจงว่าทำไมถึงต้องออกกฎนี้ออกมานะครับ🔗
ประเด็นหนึ่งก็คือเพื่อป้องกันผลกระทบของการดื่มสุรา ซึ่งตรงนี้ถ้าพูดกันถึง หลักตรงไปตรงมามันค่อนข้างที่จะไม่เมกเซนส์ (Make Sense) เพราะถ้าเขาจะสั่งสุราออนไลน์ (Online) เขาก็อยู่บ้านสั่งมาบริโภคที่บ้านก็ถือเป็นการลดผลกระทบตรงนี้ไปด้วยในตัวครับ🔗
อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญก็คือป้องกันไม่ให้เยาวชนอายุต่ำกว่า ๑๘ ปีลักลอบ สั่งสุราออนไลน์ (Online) เข้ามาครับ ตรงนี้มันก็ไปซ้ำซ้อนกับกฎหมายหนึ่งที่มีไว้อยู่แล้ว คือ พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กและเยาวชน ปี ๒๕๔๖ ที่เขาห้ามเด็กอายุ ๑๘ ปีลงมาดื่มสุรา หรือซื้อขายสุรา ซื้อขายสุราใช่ไหมครับ ตรงนี้ก็ห้ามเฉพาะเด็กที่ต่ำกว่า ๑๘ ปี ที่อายุมากกว่า ๑๘ ปีก็มีวิจารณญาณสามารถที่จะซื้อในร้านได้ แต่ทำไมคนที่อายุมากกว่า ๑๘ ปีไม่สามารถ ที่จะสั่งออนไลน์ (Online) ได้ เขาก็มีการให้เหตุผลเป็นไปได้ว่าไม่สามารถคัดกรองคนได้ว่า คนนั้นอายุเท่าไรที่แท้จริง แต่ตรงนี้ผมจะมาหักล้างเหตุผลข้อนี้ครับ การสั่งออนไลน์ (Online) เราก็สามารถที่จะคัดกรองคนได้เช่นกันครับ รูปแบบง่าย ๆ เลยก็คือมีตัวคัดกรองสอบถาม ก่อนว่าคุณอายุเกิน ๑๘ ปีหรือยัง อันนี้เป็นขั้นตอนที่ง่าย ๆ นะครับ เพราะถ้าเกินก็สามารถ ดำเนินการต่อได้ ถ้าไม่เกินก็หยุดโพรเซส (Process) นี้เข้าไปครับ ก็ถูกต้องตามกฎหมายครับ แต่สิ่งที่ดีที่สุดอันนี้คือเรื่องง่าย ๆ ที่ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องมีภาระเพิ่มขึ้นมาก แต่ถ้า ต้องการรู้จริง ๆ ว่าคนซื้อไปเป็นใคร ตอนนี้เราก็มีเทคโนโลยีเกิดขึ้นมากมาย อีกด้านหนึ่ง ที่จะสามารถตรวจสอบได้ชัดเจนคือการใช้ดิจิทัลไอดี (Digital ID) ตอนนี้เราก็มีการเริ่มที่จะ พัฒนาตรงนี้แล้วก็มีขยายบริการทดสอบบริการนี้ไปแล้วนะครับ แต่ก็จะเป็นการเพิ่มต้นทุน ให้กับผู้ประกอบการไปเพราะว่าการที่จะตรวจสอบตรงนี้ก็จะต้องมีค่าธรรมเนียมในการเข้า ไปตรวจสอบยืนยันตัวบุคคลว่าเขามีอายุเท่าไรกันแน่ มีเลขบัตรประจำตัวประชาชนเท่าไร ตรงนี้มันสามารถทำได้นะครับ แต่ก็เป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนผู้ประกอบการรายย่อย เข้ามาอีกครับ อันนี้คือข้อหลักที่ผมอยากพูดถึงก็คือการห้ามซื้อขายสุราออนไลน์ (Online) แต่ว่าก็เพิ่มในส่วนของการแก้ไขปัญหานี้เข้าไป ซึ่งก็เป็นการอุดช่องว่างเหตุผลที่เกิดขึ้นของ ข้อห้ามครับ ตรงนี้ก็สอดคล้องอย่างที่ ส.ส. เท่าพิภพ ที่เป็นผู้ผลักดัน พ.ร.บ. สุราก้าวหน้า ทางหัวหน้าพรรค คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้พูดไปว่าเดี๋ยวต้นเดือนหน้า พ.ร.บ. สุราก้าวหน้า ก็จะถูกนำกลับมาให้กับสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาอีกครั้ง ถือว่าเป็นบทพิสูจน์ว่าทางรัฐบาล จะใส่ใจเรื่องนี้มากแค่ไหน แล้วจะเห็นอกเห็นใจกับผู้ประกอบการรายย่อย ประชาชนทั่วไป มากกว่าหรือน้อยกว่ากลุ่มทุนเดิมหรือกลุ่มทุนใหญ่ที่ได้รับผลประโยชน์ตรงนี้ไปหลายสิบปี จนถึงปัจจุบัน ก็ฝากแล้วประชาชนก็ติดตามอยู่ครับ จากที่เคยได้อภิปรายว่าสนับสนุนและ เห็นด้วย แต่ขอให้เวลา ครม. ไปพิจารณา ๖๐ วัน เมื่อกลับมาอีกครั้งหนึ่งจะมีแนวคิดเช่นเดิม หรือไม่ สุดท้ายก็ขอบคุณอนุกรรมาธิการนี้ครับ แล้วคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่ได้ศึกษาเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจแล้วก็มีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยได้ เป็นอย่างดีโดยที่ไม่จำเป็นต้องลงทุนมากมายเหมือนโครงการอื่น ๆ ขอบคุณท่านครับ🔗
พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้มาสนับสนุนเพื่อนกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจในประเด็นรายงานศึกษาการพัฒนา อุตสาหกรรมธุรกิจอุตสาหกรรมสุราไทย วันนี้ผมจะเป็นรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยครับ ท่านประธานครับ มันเป็นหัวใจสำคัญของสุราพื้นบ้าน สุราท้องถิ่นทั้งหมด ถ้าผมรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย องค์การบริหารปกครองส่วนท้องถิ่นต้องให้ความร่วมมือ โดยเฉพาะผม จะกำชับเลยว่ากรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นต้องให้ความร่วมมือ ไม่จับครับ เลิกแล้วครับ เลิกจับครับ ต้องแก้ไข เพราะฉะนั้นสิ่งที่เป็นไปได้ในรายงานนี้ปรากฏว่ามีกฎหมายอยู่ ๒ ฉบับ ที่เกี่ยวข้อง กฎหมายของภาษีสรรพสามิต กฎหมายของการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก็คงต้องแก้ไข มีทั้ง ๙ ประการ ผมไม่ซ้ำเพราะมีผู้อภิปรายไปแล้ว ในประเด็นของบทสรุปนี้ ผมเห็นด้วยกับทางคณะอนุกรรมาธิการที่นำมาเสนอ โดยเห็นเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ อุตสาหกรรมที่จะต้องเกิดขึ้น โดยเฉพาะประเด็นที่ประเทศไทยขัดขวางความเจริญรุ่งเรือง ของคนยากคนจน ไม่เปิดโอกาสให้เกิดการประกอบกิจการขนาดเล็กโดยเฉพาะสุราพื้นบ้าน สุราท้องถิ่นที่จะเกิดขึ้น เพราะจากการศึกษาในประเด็นดังกล่าวนี้ครบทุกประเด็นที่เกี่ยวข้อง ในบทสรุปหรือข้อสังเกตก็ได้ เมื่อครู่นี้มีเพื่อนสมาชิกได้พูดไปในเรื่องของความไม่สอดคล้อง ต้องกัน แล้วก็ปัญหาเรื่องของการจัดเก็บภาษี ในประเด็นทั้ง ๒ ประเด็นนี้ ผมจะบอกอย่างนี้ว่า ในเรื่องของเครื่องจักร เมื่อสักครู่มีเพื่อนสมาชิกจากพรรคอื่นท่านมาพูดให้ฟังว่าเขามีญาติ เป็นชาวฝรั่งเศสมาแต่งงานกับคนไทย ปรากฏว่ามาอยู่กินที่จังหวัดชัยภูมิ บ้านผมก็มีครับ สมัยก่อนสมัยเด็ก ๆ ผมเห็นคุณตาคุณยายที่อยู่ชัยภูมิเขาบอกมีอ้อย เขาอยากประกอบธุรกิจ เคยเห็นน้ำอ้อย เมื่อวานเราพูดถึงอ้อยน้ำตาล เขาสามารถติดเครื่องจักรเครื่องยนต์จาก เทคโนโลยีของฝรั่งเศสผลิตอ้อยให้เป็นไวน์ชั้นดี เพิ่มมูลค่าแวลูแอดเดด (Value Added) สมัยผมเด็ก ๆ ครับ คุณตาชาวบ้านเอาข้าวมาหมักทำเหล้าขาวกินเอง ขายกันในหมู่เพื่อน นี่คือสิ่งที่เป็นพื้นฐานของเศรษฐกิจคนไทยนะครับ แล้วสุขภาพก็ยังอยู่เพราะคนต่างจังหวัด มีความแข็งแรง รู้ปริมาณของสิ่งที่จะสร้างจากสุราพื้นบ้าน นี่คือธุรกิจแรกที่เราควรจะต้อง ทำลายในระบบนี้ด้วยการทำลายทุนผูกขาด เพราะฉะนั้นในประเด็นที่เห็นเรื่องการจัดเก็บ ภาษีสรรพสามิตเห็นไหมว่าประเด็นนี้ที่พบในข้อ ๓ บอกเลยว่าเป็นการตัดไม่ให้คนยากคนจน ชาวไร่ชาวนา เกษตรกร พัฒนาสินทรัพย์ที่มีอยู่เพื่อเป็นสุราพื้นบ้าน เป็นไวน์พื้นบ้านและ เป็นสิ่งที่เขาใช้กันอยู่มาแล้ว ไม่ว่าผลไม้บ้านเราเยอะแยะไปหมดหลายประเภท นั่นคือสิ่งที่ เขาสามารถเอามาทำแล้วลดปริมาณได้ สิ่งสำคัญครับ พ.ร.บ. สรรพสามิต กฎหมายโรงงาน มันไปกั้นกีดขวางเขาครับ เซ็ต (Set) ใหม่เรื่อย ขยายแรงงาน คนงาน เครื่องจักรเครื่องยนต์ ที่สูงขึ้นซึ่งอยู่ในรายงานนี้ มีปริมาณของการติดตั้งเครื่องจักรเครื่องยนต์ที่จะต้องไปโรงงาน ถ้าเราลดกฎหมาย แก้ไขกฎหมายพวกนี้ลงมาก็จะทำให้ชาวบ้านสามารถติดตั้ง ขยับการสร้าง ผลผลิตสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้ นั่นคือสิ่งที่อยากให้มีการปรับปรุงในด้านกฎหมาย แต่สิ่งที่สำคัญ ย้อนกลับไปครับ กระทรวงมหาดไทยเองนั่นล่ะที่จะต้องไปช่วยส่งเสริม ผลักดันให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นด้วยการสร้างอาชีพพื้นฐานของคนชาวไร่ชาวนาชาวสวน เกษตรกร จากพืชผักผลไม้ที่มีอยู่ตามฤดูกาลให้เป็นสุราไทย เราก็มีโอทอป (OTOP) หลายอันครับ แต่ปัญหาโอทอป (OTOP) ยังมีนายทุนใหญ่ที่เข้ามา ถ้าอย่างนั้นเราต้องทำสมอลบิสิเนส (Small Business) ที่แข็งแกร่งที่สุดครับ เพื่ออะไร เพื่อจะให้คนไทยได้ลืมตาอ้าปากครับ บทสรุปของรายงานนี้ ผมขอบคุณมากที่สามารถเจาะลงไปในการพัฒนาอุตสาหกรรมสุรา ก็คือต้องเปลี่ยนอุปสรรคทั้งหมดในบทที่ ๔ ตั้งแต่หน้า ๑๐๔ ไปจนสุดท้ายเลยเกี่ยวกับ เรื่องการดำเนินการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการเกิดขึ้นของรัฐที่ปกปิด สร้างกฎหมายที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะกฎหมายเรื่องของเยาวชน สั่งสุรานั้นผมว่าเลิกครับ สั่งสุราทางออนไลน์ (Online) เดี๋ยวนี้อย่างที่เพื่อน ส.ส. ผมอภิปรายไปแล้ว มีไอดี (ID) ใครจะซื้อสุราก็ส่งเลข ๑๓ หลักมา ตรวจสอบก็จบแล้ว มันก็สั่งสุราออนไลน์ (Online) ได้ อย่าบอกว่าเยาวชนจะสั่ง สั่งไม่ได้ครับ ท่านประธานสมัยนี้ นั่นคือข้อสังเกตของคณะอนุกรรมาธิการทำได้ดีมาก ผมเห็นควรส่งเสริม สนับสนุนโดยเฉพาะเรื่องการใช้เทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อผลักดันให้ธุรกิจนี้มีอย่างแพร่หลาย ในตลาดอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ของเมืองไทยและมันจะเข้าไปสู่ซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ชนิดหนึ่งของประเทศที่ต่างชาติจะมาใช้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไปเชิญ ท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่ได้ไปสรุปรายงานการพิจารณาธุรกิจอุตสาหกรรมสุราไทย ธุรกิจอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ซึ่งเป็นธุรกิจอุตสาหกรรมที่ผูกพันมาเป็นระยะเวลาช้านานในวิถีชีวิตของพี่น้อง ชาวไทยมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าวันนี้พืชผลทางเกษตร ทุกชนิดเมื่อผลิตแล้วสามารถแปรรูปไปได้หลาย ๆ เรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ผ่านมานั้น ท่านประธานก็ทราบดีว่าธุรกิจอุตสาหกรรมสุรานั้นจะผูกขาดอยู่กับผู้มีอำนาจรัฐ แล้วก็กีดกัน พี่น้องประชาชนที่อยากจะดื่มสุราบ้าง ต้องยอมรับครับว่าผมอยู่ที่จังหวัดลพบุรีนั้นเป็นพื้นที่ ที่พี่น้องเกษตรกรเขาเรียกว่า ผลิตสุราพื้นบ้าน หรือเรียกว่า สุราผู้มีรายได้น้อย พี่น้องชาวนา เมื่อทำนาเสร็จก็นำข้าวมาหมัก หมักแล้วก็สามารถที่จะมาแปรสภาพเป็นสุราได้ หรือเรียกว่า ทั้งผลิต แปรรูป และตลาดนั้นผู้มีรายได้น้อยก็จะมีโอกาสบริโภคหรือดื่มสุรา ผมกราบเรียนว่า ด้วยมีธุรกิจดังกล่าวที่ผ่านมาในพื้นที่ของผมส่วนใหญ่จะทำสาโทหรืออุ ถ้าอุนี่เขตอำเภอเมือง ทหารส่วนใหญ่ก็จะดื่มอุ เพราะอุนี้ดื่มแล้วก็อาจจะเพลิดเพลินได้ แต่กราบเรียนท่านประธาน ว่าผมไม่ดื่มสุราแต่ทำไมจึงทราบ เพราะผมอยู่พื้นที่นั้นผมไปพบพี่น้องประชาชนเกือบทุกพื้นที่ เขาไม่มีปัญญาซื้อไวน์หรือซื้อแบล็ก (Black) หรือเรด (Red) หรือยี่ห้อต่าง ๆ ที่เขาทานกันนั้น มันเป็นไม่ได้ พี่น้องเกษตรกรชาวนาชาวไร่ เมื่อไปทำไร่ทำนาแล้วก็อาจจะพักผ่อน เหนื่อย ดื่มเพื่อที่จะคลายเครียดบ้าง ดังนั้นกราบเรียนด้วยความเคารพว่าผมสนับสนุนเห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่ควรจะให้บุคคลในชุมชนของธุรกิจพื้นบ้านหรือเรียกว่า วิสาหกิจชุมชน ที่เราตั้งขึ้นมานั้น มีอยู่ทุกหมู่บ้าน ให้เขารวบรวมเรียบเรียงและทำเป็นกลุ่มและผลิตด้วยกัน แล้วก็สามารถจะ ระบายออกไปได้ทั่วถึง แต่อย่างไรก็ตามต้องกราบเรียนว่าสมัยก่อนที่ผมเป็นเด็ก เจ้าหน้าที่สรรพสามิตหรือตำรวจ ก็จะไปตามจับ บางทีต้องไปล้อมกัน เอา ฮ. ไปล้อมเลย จับผู้มีรายได้น้อยที่ผลิต แต่อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าอาชีพดังกล่าวนั้นเขาสามารถที่จะส่งให้ลูกเรียนถึงจบปริญญาตรีได้ ปริญญาโทได้ ส่วนรายละเอียดต่าง ๆ นั้นผมคิดว่าเพื่อประหยัดเวลาตามที่ประธานต้องการ วันนี้ก็วันศุกร์ และหลายท่านก็ได้อภิปรายสนับสนุนเห็นด้วย ผมคิดว่าน่าจะเพียงพอ ขออนุญาตเพียงเท่านี้ ผมสนับสนุนให้กำลังใจดำเนินการต่อไปเพื่อพี่น้องผู้มีรายได้น้อย หรือเรียกว่า สุราพื้นบ้าน หรือสุราผู้มีรายได้น้อย กราบขอบพระคุณอย่างสูงครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ คุณจิรายุ ห่วงทรัพย์ ครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย เขตคลองสามวา ท่านประธานครับ ยอมรับความจริงกันได้หรือยังครับกับประเทศไทยกับรัฐบาลไทยที่ขณะนี้ บักโกรก ไส้แห้ง ถังแตก ก้นขาด งบประมาณวันอังคารที่จะเข้าถึงนี้ก็ขาดดุลอย่างต่อเนื่อง จนเป็นนักกู้แห่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ภาค ๕ ไปแล้ว การพิจารณาของคณะกรรมาธิการนี้ ผมเห็นด้วยล้านเปอร์เซ็นต์ ล้านเปอร์เซ็นต์ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ครับ เราอยู่ในต่างประเทศ ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกไปต่างประเทศกันบ่อย โดยเฉพาะยุโรปเขาดื่มเบียร์แทนน้ำ จึงมีการส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนในแต่ละตำบล อำเภอ จังหวัดทำเบียร์ของแต่ละประเทศ แต่ละเมือง ไปเเอนต์เวิร์ปที่เบลเยียมก็กินเบียร์ยี่ห้อแอนต์เวิร์ป ไปบรัสเซลส์ก็กินเบียร์ยี่ห้อ บรัสเซลส์ ไปเมืองออสเตนก็ดื่มเบียร์ยี่ห้อออสเตน แต่เมืองไทยครับ เราไม่กล้าที่จะทำอะไร แบบนั้นเลยจริง ๆ หรือ ซึ่งเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปแล้ว แต่ผมอยากจะบอก ท่านประธานครับว่าเราเปิดเสรีแบบเต็มร้อยไม่ได้ เราเปิดแบบครึ่งหนึ่งก่อนได้ไหมครับ ด้วยวัตถุประสงค์ของโลกใบนี้เขาทำเบียร์กันเยอะแยะมากมาย เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นเรื่องปกติ การบาลานซ์ (Balance) หรือว่าการปรับระดับระหว่างอันตรายกับสุขภาพ และตลาดการค้า ท่านต้องแยกให้ออกนะครับ ผมอยากจะบอกท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ถ้าพี่น้องประชาชนไม่เข้าใจว่าสินค้าเบียร์ในประเทศไทยชื่อคุ้นหูนั้นมีอะไรบ้าง ผมอยากจะ ให้ท่านประธานดูเบียร์ยี่ห้อต่อไปนี้ครับ🔗
ประธานครับ ดูภาพแรกนะครับ นี่เบียร์ยี่ห้อภูเก็ต สภาเรากำลังจะพิจารณา ผมไม่ได้โฆษณาให้เขาแต่บอกว่านี่มียี่ห้อภูเก็ต ที่ขายอยู่ในประเทศไทยครับ ท่านประธานดูยี่ห้อต่อไปครับ ท่านประธานอาจจะไม่ค่อยคุ้น ท่านประธานอาจจะไม่ใช่คนดื่มเบียร์ ยี่ห้อลูกกรุง เคยได้ยินไหมครับ ยี่ห้อลูกกรุง นี่มันขาย อยู่ในประเทศไทย ดูยี่ห้อต่อไป ท่านประธานครับ ยี่ห้อบ้านนอก เบียร์ยี่ห้อบ้านนอกเพิ่งเคย เห็นใช่ไหมครับ ผมบอกอย่างไรว่าประเทศไทยเราชอบทำเป็นอายเขา เดี๋ยวคนจะดื่มเหล้า เมายา กฎหมายก็แยกกันบังคับไป ท่านประธานดูยี่ห้อต่อไปนะครับ ยี่ห้อผีบอก พูดอีกทีครับ เบียร์ยี่ห้อผีบอก ที่ผมพูดอย่างนี้ท่านประธานรู้ไหมครับว่าแต่ละยี่ห้อที่ผมนำเสนอเมื่อสักครู่นี้ ราคาไม่เบาเลยนะครับ ขวดตั้งแต่ ๑๐๐ บาท กระป๋องหนึ่ง ๑๐๐ บาทไปจนถึง ๒๐๐ บาท ยี่ห้อผีบอกเมื่อสักครู่นี้ผมไปเดินดูตามร้านใหญ่ ๆ ที่เขาขายกันขายกระป๋องละ ๑๕๐ บาท เมดอินไทยแลนด์ (Made in Thailand) ถามว่าทำไมเขาทำได้ก็ทุนเขาหนาแต่ขายราคาแพง เขาเป็นนิช มาร์เกต (Niche Market) เขาเป็นตลาดเฉพาะทาง แต่รัฐบาลไทยไม่เอา จะให้ ยี่ห้อ ๔ ขาอยู่ตลอด ผีมันก็ขายเบียร์ได้ ท่านประธานครับ ถ้าส่งเสริมดี ๆ ควบคุมกฎหมายดี ๆ เรารับรองเรามีภาษี แล้วเราก็ไม่ต้องไปขาดดุลงบประมาณแผ่นดินแบบนี้อีก และผมจะบอกความจริงกับท่านประธานอย่างนี้ว่าเบียร์ในประเทศไทยที่ผลิตอยู่ในปัจจุบันนี้ มีไม่กี่ยี่ห้อ ผมนับได้ประมาณไม่ถึง ๑๐ ยี่ห้อ แต่ถ้าเกิดคอเบียร์ไปสำรวจ ผมเป็นคนดื่มเบียร์ ผมก็จะชอบถามว่าเบียร์ยี่ห้อนี้มันของไทยไหม ท่านประธานครับ ชื่อของไทยหมดแต่ขายอยู่ ในประเทศไทยประมาณ ๗๐ ยี่ห้อ ถ้าดูภาพต่อไปนี้ นี่คือเบียร์ไทย ท่านประธานจะเห็นว่า มีธงชาติกัมพูชาที่เขียนว่าแคมโบเดีย ราคา ๑๒๕ บาท ผมถามว่ามันไปอยู่ในเชลฟ์ (Shelf) หรืออยู่ในซูเปอร์มาร์เกต (Supermarket) แบบแสตนด์อะโลน (Stand Alone) บ้านเราได้ อย่างไร แล้วทำไมคนไทยคอเบียร์ถึงไปซื้อดื่มกัน มีอยู่ ๗๐ ยี่ห้อ ถ้าท่านประธานไปดูฉลาก ด้านหลังมันจะเขียนว่าอย่างไรรู้ไหมครับ เมดอิน (Made in) เกาะกง เกาะกงอยู่ที่จันทบุรี ตราด ข้ามเกาะไปนิดเดียวมันผลิตอยู่ที่นั่นแล้วมันก็มาขายในเมืองไทย อีกยี่ห้อหนึ่งที่อยู่ บนภาพนี่นะครับ ผลิตเมดอินแคมโบเดีย (Made in Cambodia) (พนมเปญ) บางคนก็ผลิต ยี่ห้อแบบชื่อไทยเลยแต่เมดอินไต้หวัน (Made in Taiwan) เมดอิน (Made in) ญี่ปุ่น เมดอิน อเมริกา (Made in America) ก็มี แล้วมันก็ส่งเข้ามาขายในเมืองไทยให้คนไทยนี่จ่ายค่าภาษี ให้กับต่างชาติ ผมจึงถามท่านประธานว่าตกลงแล้วรัฐบาลไทย พลเอก ประยุทธ์ จะอย่างไร กีดกันทางการค้าอยู่หรืออย่างไร จะเปิดเสรีแบบไหน จะยกระดับแบบใด ผมจึงเห็นด้วยกับ คณะกรรมาธิการที่พิจารณาเรื่องนี้ อยากจะบอกไปยังพี่น้องประชาชนว่าสินค้าบางอย่าง คนไม่ดื่มอย่างไรมันก็ไม่ดื่ม คนดื่มมันก็ขวนขวายที่จะหาดื่ม ช่วงล็อกดาวน์ (Lockdown) จังหวัดนี้ไม่ขายมันก็ขับรถข้ามคลองไปกินจังหวัดโน่น กรุงเทพมหานครไม่ขายก็ขับรถไป อีกหน่อยก็นนทบุรีแล้วก็ไปนั่งกินที่แถว ๆ งามวงศ์วาน ผมจึงถามว่าเมืองไทยเรายอมรับ ความจริงกันหรือยัง เอาล่ะรัฐบาลครับ ท่านกรรมาธิการครับ ท่านส่งเรื่องไปยังรัฐบาล นายกรัฐมนตรีแล้วเอามาดูว่าประเทศข้างบ้านเราเขาผลิตเบียร์มาขายให้กับไทยแล้วใช้ชื่อไทย นี่มันอายเขามาไหม เอาล่ะถ้าไม่อย่างนั้นก็เอาเป็นภาค ภาคใต้ จังหวัดของท่านประธานก็ทำ ยี่ห้อเบียร์ไปเลย รัฐควบคุมเอาแค่จังหวัดละ ๑ ยี่ห้อ ก็มี ๗๗ จังหวัด อีกหน่อยผมก็จะทำ วอดก้า (Vodka) ยี่ห้อคลองสามวาบ้านผม เวลาฉลองเฮ ผมก็ยกสามวา ยกสามวา ฝรั่งเศส ท่านประธานครับ ไวน์ที่เป็นสปาร์กลิงไวน์ (Sparkling Wine) ก็คือไวน์ที่มีแก๊ส มีกรด มีฟอง ก็คือไวน์ขาวที่ใส่ฟองเข้าไป ถ้าเป็นประเทศอื่นเรียกว่า ไวน์มีฟอง สปาร์กลิงไวน์ (Sparkling Wine) แต่ถ้าไปเรียกในฝรั่งเศสเรียกไม่ได้นะ ต้องเรียกแชมเปญ (Champagne) เพราะว่า มันจดลิขสิทธิ์ไว้ครับ ถ้าไวน์ประเภทนี้ขายที่ฝรั่งเศสที่เมืองแชมเปญ (Champagne) นี่มัน ต้องเรียกว่าแชมเปญ (Champagne) แล้วไทยแลนด์ (Thailand) ทำไมเราทำไม่ได้ล่ะครับ คุณพระคุณเจ้าดื่มเบียร์ เป็นข้อห้ามศีล ๕ ขายอะไรก็แล้วแต่ที่อยู่ในศีล ๕ รวยทุกราย ห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิตก็ขายเนื้อ ขายเป็ด ปีกไก่ทอดกันเยอะแยะเต็มไปหมด ห้ามดื่มสุรายาเมา ก็ขายแล้วก็รวยทุกราย เราแยกเอาจริตของมนุษย์กับประเพณีจารีตแยกออกได้ไหมครับ ผมจึงฝากท่านประธานไปยังรัฐบาลว่าเรื่องเบียร์ ไม่ใช่เรื่องเสียหาย การควบคุมกฎหมายต่าง ๆ อะไรที่มันอยู่ในโลกาภิวัตน์แล้วท่านสามารถผ่อนคลายได้ท่านก็ทำ ผมจึงยกตัวอย่างมาให้ ท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลโปรดพิจารณาเพื่อนำไปศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมในการปลดล็อก ในเรื่องของการผลิตเบียร์ท้องถิ่นหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ขอขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณท่านจิรายุ ผู้เชี่ยวชาญอีกท่านนะครับ ท่านมานพ คีรีภูวดล ขอเชิญนะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ คนเชียงใหม่ ท่านประธานครับ ผมอยากมีส่วนร่วมในการอภิปรายรายงานของคณะกรรมาธิการ การพัฒนาเศรษฐกิจว่าด้วยเรื่องของการพัฒนาเรื่องสุราพื้นบ้าน เมื่อสักครู่ท่านจิรายุบอกว่า เห็นด้วยล้านเปอร์เซ็นต์ ของผมนี่คูณคุณอีก ๑ ล้านครับ ซึ่งผมนี่มีเหตุผล ท่านประธานครับ ถ้าหากผมเป็นนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี รัฐมนตรี และผู้บริหาร ผมจะไม่รอให้กรรมาธิการ ศึกษาครับ ผมมีโอกาสแล้วผมจะพัฒนาเรื่องนี้ทันที แต่เมื่อคณะกรรมาธิการชุดนี้ได้ศึกษา ผมเห็นด้วยในข้อเสนอทั้ง ๔ ประการ ในการแก้ไขกฎหมายทั้ง ๔ ข้อในข้อเสนอในรายงานนี้ ท่านประธานครับ แบบนี้ที่ผมอยากจะให้ท่านประธานทราบ แล้วก็ที่ประชุมทราบครับว่า การพัฒนาเศรษฐกิจจากล่างขึ้นบน การพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานความหลากหลายทางชีวภาพ และทรัพยากรที่มีอยู่ในประเทศนี้ โดยเฉพาะความหลากหลายทางชีวภาพและทรัพยากร ในแต่ละภูมิภาค ในแต่ละพื้นที่มีเยอะแยะมากมายยังไม่ได้ถูกมาใช้ ซึ่งหลายเรื่องเกี่ยวข้อง กับกฎหมายหลายตัว เกี่ยวข้องเรื่องของกฎหมายด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านอุทยานแห่งชาติ แต่ถ้าหากว่าเราเปิดพื้นที่การพัฒนาเศรษฐกิจด้านความหลากหลาย ชีวภาพเป็นต้นทุนครับ เป็นต้นทุนที่จะทำให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ใกล้กับทรัพยากรธรรมชาติ ได้ต่อยอด ได้แปรรูป ได้พัฒนา เหล่านี้เราไม่ได้นำเข้าวัตถุดิบหรือความรู้หรือทรัพยากรใด ๆ เพียงแต่ว่าเราเอาสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าได้มอบให้เราแต่ละพื้นที่ต่อยอด ในอดีตมันก็มีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่ามีกฎหมายมาห้าม ผมยกตัวอย่างนี้ครับ ทุกวันนี้เราพูดถึงเรื่องของภูเขาหัวโล้น จากการปลูกพืชข้าวโพด ซึ่งเป็นพืชข้าวโพดเลี้ยงอาหารสัตว์ พี่น้องชาติพันธุ์ของผมไม่ว่าจะ เป็นพี่น้องม้ง พี่น้องลีซู หรือเผ่าอื่น ๆ ในอดีตเขาทำเหล้าข้าวโพด ทำในพิธีกรรม หลายท่าน บอกว่าเหล้าข้าวโพดกับพี่น้องลีซูและพี่น้องม้ง ดีกรี (Degree) ดีกว่าวอดก้า (Vodka) ด้วย ดีกว่าเตกิรา (Tequila) ด้วย หลายคนก็ยังชิมอยู่ แต่เพราะกฎหมายต่าง ๆ ที่กรรมาธิการได้ รายงานในที่ประชุมนี้เป็นข้อจำกัดและเป็นอุปสรรคจึงไม่สามารถที่จะพัฒนาองค์ความรู้ ทรัพยากรของพี่น้องในพื้นที่ได้ เรายังมีทรัพยากรอีกเยอะแยะมากมาย เมื่อสักครู่คุณพิธา หัวหน้าพรรคผมพูดถึงเรื่องของทรัพยากร พูดถึงเหล้าดาวลอยที่อมก๋อยที่แม่ตื่น ผมไปศึกษา กับผู้อาวุโสครับ เวลาชาวบ้านเขาทำสุราพื้นบ้าน สิ่งสำคัญคือต้องมีแป้งเหล้า ต้องมีวัตถุดิบ ว่าจะใช้วัตถุดิบอะไรในการทำ สิ่งสำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องน้ำ เพราะฉะนั้นการจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่ว่าจะเป็นดิน น้ำ ป่า มันจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องของ การผลิตสุราพื้นบ้าน หากว่ามีการสนับสนุนให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ได้ใช้ศักยภาพ ได้ใช้องค์ความรู้ มีระบบการสนับสนุนที่ถูกต้องและเป็นธรรม และมีระบบวิทยาศาสตร์ ความรู้นวัตกรรมต่าง ๆ ลงไปสนับสนุน ผมเชื่อมั่นว่าสิ่งที่มันจะดำรงอยู่นอกเหนือจากเศรษฐกิจ เรื่องของทรัพยากรความหลากหลายชีวภาพนี้ที่จะมาแปรรูปหรือว่าจะพัฒนาเป็นสุราต่าง ๆ เขาจะต้องรักษาทรัพยากรที่เป็นที่มาของการผลิตสุรา ไม่ว่าจะเป็นน้ำ ไม่ว่าจะเป็นข้าว ไม่ว่าจะเป็นป่า ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพร เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราทำเรื่องหนึ่งมันจะไปเชื่อมโยงกับ อีกหลายเรื่อง ผมจึงเห็นว่าเรื่องนี้ถ้าหากว่าเราได้ทำจริง ๆ แล้วรัฐบาลได้หยิบยกข้อเสนอ ของคณะกรรมาธิการ คณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ซึ่งเป็นอำนาจของท่านที่สามารถทำได้ในการ แก้ไขกฎหมาย ๔ ข้อที่กรรมาธิการเสนอ ผมคิดว่าสำคัญที่สุดสิ่งที่เราจะมีโอกาสได้เห็น สิ่งที่เรากำลังจะทำให้พี่น้องประชาชน สำคัญที่สุดคือเรากำลังจะพัฒนาการแข่งขันที่เป็นธรรม เรากำลังจะสร้างความเสมอภาคในการแข่งขัน ที่สำคัญที่สุดผมคิดว่าการลดความเหลื่อมล้ำ ของพี่น้องประชาชนในทางเศรษฐกิจ ท่านประธานลองนึกภาพว่าพี่น้องประชาชนที่ยังดำรง รักษาเมล็ดพันธุ์ไว้ที่เยอะที่สุด ผมยืนยันว่าเยอะที่สุด มีงานวิชาการของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีงานวิชาการของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร พี่น้องชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ พี่น้องกะเหรี่ยง ที่ยังคงรักษาระบบการทำไร่หมุนเวียนหรือเกษตรแบบธรรมชาติ ยังมีการรักษาเมล็ดพันธุ์ พื้นบ้านไว้เยอะที่สุดในระบบธรรมชาติ ซึ่งยังไม่มีใครไปครอบครอง ยังไม่มีการไปตัดต่อหรือ เป็นระบบไฮบริด (Hybrid) เพราะฉะนั้นฐานทรัพยากรเหล่านี้ที่มันมีอยู่ ถ้าหากกระบวนการแปรรูปสุราเป็นส่วนหนึ่ง ของการพัฒนาฐานทรัพยากรโดยการแก้ไขปัญหาข้อจำกัดคือข้อกฎหมายที่มีอยู่ตอนนี้ โดยผู้บริหารรัฐบาลผมเชื่อมั่น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ว่าบรรยากาศการไปเที่ยวแต่ละพื้นที่นั้น การไปสัมผัสแต่ละพื้นที่ ท่านประธานไปที่เชียงใหม่ก็อยากจะซื้อของฝากที่เป็นของที่ระลึก ท่านประธานไปที่แม่ฮ่องสอน ไปที่อมก๋อย ไปที่เชียงราย ไปเจอวัฒนธรรมต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ ต่างหากมันคือคุณค่า เราพูดกันว่ากันว่าเราจะขายวัฒนธรรมกันอย่างไร เราพูดเรื่องของ ซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) อันนี้ล่ะของจริงครับ ของจริงที่จะเกิดการสร้างมูลค่าและ การดำรงความเป็นตัวตน รักษาความเป็นสังคมไทยบนฐานพหุวัฒนธรรม พหุสังคมครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณทุกท่านนะครับ จบท่านผู้อภิปราย กรรมาธิการจะมีอะไรสรุปเชิญนะครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ในฐานะอนุกรรมาธิการพัฒนาอุตสาหกรรมธุรกิจสุรา ต้องขอบคุณเพื่อนสมาชิกทุกท่านที่ได้อธิบายสนับสนุน แล้วก็ให้ข้อเสนอแนะในบางประเด็น ที่เราตกหล่น ยืนยันในแนวคิดหลาย ๆ อย่างที่เราได้ทำมาว่ามันถูกต้อง แล้วก็เป็น ๑ ในเสียง ที่สนับสนุนเพื่อส่งต่อไปยังรัฐบาลและหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการจะให้ปรับแนวคิด แล้วก็นำไปปฏิบัติอีกที ผมมีประเด็นที่อาจจะชี้แจงเพื่อความเข้าใจตรงกันของแต่ละท่านบ้าง ใช้เวลาไม่นานครับ🔗
อย่างท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ที่ท่านบอกว่ามันต้องใช้ ทุกหน่วยงาน ทั้งรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง ตลอดไปจนโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่ต้อง ช่วยกันปรับข้อกำหนดต่าง ๆ รวมถึงกระทรวงสาธารณสุขด้วย อันนี้เห็นด้วยอย่างยิ่งว่า คนเดียวทำไม่ได้🔗
อย่างท่านนิยมได้บอกว่าการเก็บภาษี จริงครับ การเก็บภาษีเหล้าขาวที่เรา ได้บอกไปว่าเหล้าขาวอาจจะมีอันตรายสูงสุดเพราะว่าเป็นเหล้าที่แรงสุด แต่ก็ยอมรับว่า เป็นเหล้าที่เป็นเรื่องของประเพณีต่าง ๆ เราก็มีแนวคิดอยู่ในเล่มรายงานเหมือนกันว่า การเก็บภาษีควรจะเป็นขั้นบันไดหรือเปล่า มันเป็นไปไม่ได้เลยที่คนที่ทำ ๕ แรงม้า ๗ แรงคน จะไปสู้โรงงานที่ทำปีละเป็น ๑,๐๐๐ ล้านลิตร แล้วจะใช้ภาษีเดียวกันมันเป็นไปไม่ได้ครับ มันแข่งขันกันไม่ได้อยู่แล้ว ในรายงานเราก็มีเรื่องเกี่ยวกับว่าให้เป็นขั้นภาษี คนตัวเล็กก็ควร จะเสียในอัตราภาษีที่เป็นขั้นบันไดใช่ไหมครับ เรื่องสินบนนำจับก็เป็นปัญหาทั่วไปที่ไม่ต้อง พูดก็ได้แล้วกระมัง ไม่ต้องแค่วงการสุราสรรพสามิต เดินออกไปข้างนอกเทศกิจทุกอย่าง ตำรวจมันก็เป็นอยู่แล้วใช่ไหมครับ🔗
ท่านสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ เพื่อนสมาชิกร่วมพรรคผมได้พูดเรื่องการค้าขาย ออนไลน์ (Online) เราหยุดโลกไม่ได้ในประเด็นนี้จริง ๆ อยู่ดี ๆ จะบอกว่าห้ามค้าขายออนไลน์ (Online) มันเป็นไปไม่ได้ครับ ไอแบงก์กิง (i-Banking) โมบายแบงก์กิง (Mobile Banking) ของทุกคนก็มีการเควายซี (KYC) ถ้าจะมีผู้ประกอบการคนหนึ่งถ้าเป็นตัวกลางได้แล้วมาทำ เควายซี (KYC) ในการยืนยันอายุของผู้ซื้อผมว่ามันก็ไม่แปลกใช่ไหมครับ🔗
ท่านสุพิศาล ภักดีนฤนาถ ได้ยกตัวอย่างเพื่อนสมาชิกที่ทำเหล้าอยู่ที่ชัยภูมิ ผมขออนุญาตเอ่ยนาม ไม่เสียหายนะครับ ท่านเชิงชายครับ จริง ๆ แล้วผมทราบเพราะว่า ท่านเองก็ได้นำตัวอย่างแล้วก็ปัญหาของชาวบ้านนั้นมาปรึกษาผมว่ากำลังการผลิตเขามีเพียง แค่ ๒๐ ลิตรต่อวันเท่านั้นเอง แต่รสชาติของสุราที่ชัยภูมินี้ดีมาก แต่เขาไปต่อไม่ได้ อันนี้ก็คือ เป็นข้อเสียของการกำหนดแรงม้า แล้วก็ไม่ขยับแรงม้าตามกฎหมายแรงงานที่เปลี่ยนไป เราควรยกเลิกออกไปให้หมดครับ แล้วรายนี้ผมทราบมาว่าอยากทำเหล้าสีด้วย ซึ่งเหล้าสีจะ เพิ่มมูลค่าของสุรานั้นไปอย่างมหาศาล จะบ่มกี่ปี ๘ ปี ๑๒ ปี เหมือนฝากธนาคารเลยครับ🔗
ท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ได้พูดถึงเกี่ยวกับเรื่องผลผลิตทางการเกษตร ผมบอกเลยว่าอันนี้คือเป็นเป้าประสงค์หลักของพรรคก้าวไกลเราเช่นกันที่อยากให้ผลผลิต ทางการเกษตรมีราคาที่ดีขึ้น กลไกนี้อาจจะเป็นกลไกเล็ก ๆ แต่การทำสุรามองภาพว่า มันเป็นเรื่องของการที่เราถนอมผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งการถนอมและยืดอายุมันก็เท่ากับ ว่าเราเพิ่มอำนาจการต่อรองให้เกษตรกร ไม่จำเป็นต้องถูกบังคับขายนายทุน อย่างที่ชัยภูมิ อย่างที่ผมเอ่ยมาข้างต้น ปัญหาเรื่องการผลิต ๕ แรงม้า สุดท้ายครับ โรงเหล้าขายดีแค่ไหน ก็ไม่สามารถซื้อผลผลิตทางเกษตรหรืออ้อยมาผลิตได้ทัน สุดท้ายมันแทบจะไม่ช่วยเกษตรกรเลย ที่สุดท้ายไม่สามารถแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะประเภทที่เป็นฤดูกาลได้ทัน อันนี้จะแตกต่างจากโรงเหล้าขาวที่ทำโดยใช้ข้าว ซึ่งข้าวเก็บไว้ได้นาน ท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ จริง ๆ นะครับท่านประธาน คือผมว่าแกตัวจริงอยู่ครับ จริง ๆ แล้วผมไม่แน่ใจว่าใช้สิทธิ พาดพิงให้เพื่อนอนุกรรมาธิการผมที่นั่งอยู่ตรงนี้หรือเปล่า เพราะเบียร์ แกก็ขึ้นอยู่เมื่อสักครู่ เบียร์แกขึ้นหลายอันครับ แล้วก็อย่างที่ท่านจิรายุพูด เบียร์ไทยหลาย ๆ ตัวขึ้นตราว่าเป็นผลิต จากกัมพูชา แต่ท่านประธานครับ ผมนี่เจ็บใจกว่าเพราะโรงเบียร์ที่ท่านจิรายุขึ้นที่มาจาก กัมพูชา ผมจำได้ครับ วันแรกผมไปยกเครื่องลงมาเป็นโรงเบียร์ คนไทยเป็นคนสกลนคร แต่ต้องไปตั้งอยู่กัมพูชา ไปยืมกฎหมายของประเทศกัมพูชาเพื่อผลิตเบียร์ทำตามความฝัน ตัวเองแล้วส่งกลับมาไทย นี่มันคือเจ็บปวดกว่าที่ต่างชาติทำเบียร์แบรนด์ (Brand) ของเขา แล้วทำชื่อเป็นภาษาไทย ขอบคุณท่านจิรายุจริง ๆ ที่พูดถึง เพราะว่าปัญหากฎหมายของเรา มันคือโฆษณาเบียร์ พวกนี้ไม่ได้เลย ไม่แปลกที่สมาชิกทุกท่านจะไม่เคยเห็น ถือว่าเป็น อุปสรรคหลักเหมือนกันครับ🔗
ท่านมานพพูดถูกเลยครับว่าสุราแต่ละเขตพื้นที่มีความหลากหลายอย่างยิ่ง อย่างล่าสุดผมได้ไปจังหวัดสงขลาก็มี เขาเรียกว่าเหล้าเครียะทำจากตาลโตนดซึ่งสุดยอดมาก เป็นเอกลักษณ์ แล้วก็ผมไม่เคยกินที่ไหนนอกจากที่สงขลา เพชรบุรีที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน หรือไปที่เชียงใหม่ก็มีความหลากหลายสูงแต่ละพื้นที่ ข้าวแต่ละพันธุ์ก็ไม่เหมือนกัน อ้อย แต่ละพื้นที่ก็มีความไม่เหมือนกัน🔗
รวมถึงอย่างที่ท่านอนุกรรมาธิการของผม ท่านดอกเตอร์เจริญ เจริญชัย ได้แยกเชื้อราแล้วก็เชื้อยีสต์ (Yeast) ของลูกแป้งที่ทำมาพบว่าแต่ละที่ไม่เหมือนกันเพราะว่า ภูมิอากาศไม่เหมือนกัน ตรงนี้เราสามารถส่งเสริม วันหนึ่งเชียงใหม่หรือว่าชัยภูมิหรือว่าที่ไหน อาจจะเรียกว่าเหล้าชัยภูมิตามต้นกำเนิดของมันเหมือนที่สปาร์กลิงไวน์ (Sparkling Wine) ที่เมืองช็องปาญเรียกว่าแชมเปญ (Champagne) นั่นเอง🔗
สุดท้ายนี้นะครับ ผมว่าวันนี้สภาเราเป็นเอกฉันท์แล้วว่าสิ่งที่เราขับเคลื่อน เรื่องสุรากันมาเป็นสิ่งที่ทุกคนเห็นชอบแล้ว ก็ฝากถึงรัฐมนตรีว่าให้นำรายงานเล่มนี้ไปปฏิบัติ ปรับแก้ไขสถานการณ์ปัจจุบัน ปลดล็อกแล้วเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ลืมตาอ้าปากแล้วก็ ฟังเสียงประชาชนให้มากกว่านายทุน ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณนะครับ จากที่ ท่านกรรมาธิการและสมาชิก ๗ ท่านได้อภิปราย ไม่มีผู้ใดที่มีความเห็นเป็นอย่างอื่นนะครับ ทุกคนเห็นด้วย จึงขออาศัยอำนาจตามข้อ ๘๘ สมาชิกท่านใดไม่คัดค้าน ไม่เห็นเป็นอย่างอื่น ก็ถือว่าให้ความเห็นชอบกับรายงานผลการพิจารณาศึกษาเรื่อง การพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรม สุราไทย ซึ่งคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจพิจารณาเสร็จที่รายงานเรามาทั้งหมด เนื่องจากคณะกรรมาธิการได้มีข้อสังเกตด้วย เช่นเดียวกันครับ ถ้าสมาชิกไม่คัดค้านข้อสังเกต ของการคณะกรรมาธิการก็ถือว่าให้ความเห็นชอบกับข้อสังเกตของกรรมาธิการนะครับ🔗
ท่านสมาชิกไม่มีความเห็น เป็นอย่างอื่น ก็ให้ความเห็นชอบทั้งรายงานและข้อสังเกตครับ ขอขอบคุณกรรมาธิการครับ🔗
๔.๑๑ รายงานผลการพิจารณาศึกษาญัตติ เรื่อง การศึกษา ตรวจสอบ และติดตามการดำเนินการโครงการรถไฟความเร็วสูง ช่วงกรุงเทพมหานคร-นครราชสีมา และช่วงนครราชสีมา-หนองคาย🔗
ญัตตินี้ประธานคณะกรรมาธิการ ท่านโสภณ ซารัมย์ ได้มีหนังสือขอเลื่อน การนำเสนอรายงาน เนื่องจากว่าประธานคณะกรรมาธิการติดภารกิจด่วน จึงขออนุญาต ขอเลื่อนไปนะครับ🔗
๔.๑๒ รายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง ความคุ้มค่าและประสิทธิผล การส่งเสริมการลงทุนต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ🔗
เรื่องนี้ประธานคณะกรรมาธิการ นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล ได้ขอเลื่อน การนำเสนอรายงาน เนื่องจากว่าคณะกรรมาธิการและบุคคลที่เกี่ยวข้องติดภารกิจสำคัญ ไม่สามารถนำเสนอรายงานต่อที่ประชุมในครั้งนี้ได้ ก็ควรจะจบเท่านี้นะครับ🔗
และถือโอกาสเรียนท่านสมาชิกว่าเราได้หารือเรื่องวันศุกร์กัน ถ้าไม่จำเป็น ก็ไม่อยากจะรบกวนท่านสมาชิก แต่ว่าทั้งหมดนี้คือผลงานของท่าน เป็นผลงานท่านสมาชิก ทั้งหมด ถ้าไม่ดำเนินการให้ผ่าน ให้ความเห็นชอบหรือผ่านไปได้ผลงานท่านก็จะไม่ออกมา ไม่ปรากฏนะครับ ก็เลยเห็นว่าไม่ควรที่จะดูดาย ควรจะช่วยกัน แต่ก็ได้ขอความร่วมมือว่า เรื่องใดที่ไม่ควรเสียเวลามากก็ขอให้พวกเราช่วยกันสนับสนุนให้ผ่านไป เรื่องใดที่จำเป็น จะต้องอภิปรายก็ไม่มีปัญหา ก็เรียนที่ประชุมได้รับทราบ เราได้ขอความร่วมมืออย่างนี้ว่า วันพุธ วันพฤหัสบดีใดที่เราไม่ประชุมวันศุกร์ เราเพิ่มสักชั่วโมง ๒ ชั่วโมง ก็จะทำให้เราได้ ผลงานมากขึ้นโดยเราไม่ต้องรบกวนเวลาวันศุกร์ ซึ่งสมาชิกมีความจำเป็นต้องเดินทาง ด้วยความเข้าใจ ก็เลยถือโอกาสเรียนให้พวกเรารับทราบเพื่อจะได้เตรียมตัว ขอขอบพระคุณ สมาชิกทุกท่านสำหรับศุกร์แรกของสมัยประชุมนี้ที่มาพร้อมเพียงกัน บัดนี้ได้เวลาสมควรแล้ว ขอปิดการประชุมครับ ขอบคุณมากครับ🔗