unknown · · 766 lines

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๗๑๑ คน
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกที่เคารพครับ บัดนี้ มีสมาชิกมาลงชื่อแล้ว ๓๖๙ ท่าน ครบองค์ประชุม ขออนุญาตเปิดประชุมครับ โดยที่วันนี้ เรามีระเบียบวาระการประชุมเข้าใจว่าจะใช้เวลายาว แต่ว่าโดยที่ทั้ง ๓ ฝ่าย ทั้งฝ่ายสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสมาชิก แล้วก็ฝ่ายรัฐบาลได้หารือเป็นการภายใน ซึ่งเดี๋ยวผมจะเรียน ให้ทางฝ่ายผู้ประสานงานได้รายงานให้พวกเราทราบอีกทีหนึ่ง ขออนุญาตที่ประชุมว่าวันนี้ ในการประชุมนั้นตามกฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนดว่า ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาให้ใช้ ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ในระหว่างที่ยังไม่มีข้อบังคับการประชุมรัฐสภาให้ใช้ข้อบังคับ การประชุมของสภาผู้แทนราษฎรโดยอนุโลมไปพลางก่อน อันนี้เป็นข้อบังคับของรัฐธรรมนูญ จึงเรียนที่ประชุมเพื่อให้ได้รับทราบ เผื่อมีปัญหาการใช้ข้อบังคับก็ยึดข้อบังคับของสภาผู้แทนราษฎร ไปก่อนครับ🔗

ผมเรียนอีกครั้งหนึ่งว่าจำนวนสมาชิกทั้งหมด ๒ สภา ขณะนี้มี ๗๓๗ ท่าน ครึ่งหนึ่งคือ ๓๖๙ ท่าน แจ้งที่ประชุมเพื่อได้รับทราบ เวลาลงมติเราจะได้ทราบว่าตัวเลข เกินกึ่งหนึ่งคือเท่าไร และองค์ประชุมคือเท่าไร🔗

ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี🔗

ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม🔗

รับทราบเรื่อง ประธานรัฐสภาอนุญาตให้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. .... ขอขยายระยะเวลาการพิจารณาเรื่องดังกล่าว ออกไปอีก ๖๐ วัน ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๑๐๖ วรรคสอง โดยอนุโลม🔗

ตามที่ในระหว่างนอกสมัยประชุม ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. .... ได้มีหนังสือแจ้งขอขยายระยะเวลาการพิจารณา เรื่องดังกล่าว รวม ๒ ครั้ง ครั้งที่ ๑ ขอขยายเวลาออกไป ๖๐ วัน นับแต่วันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๓ ครบกำหนดวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๓ ครั้งที่ ๒ ไม่ปรากฏในระเบียบวาระ แต่ว่าได้ขยายเวลาออกไปอีก ๖๐ วัน นับแต่วันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๖๓ ครบกำหนด วันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ซึ่งการขอขยายเวลาออกไปดังกล่าวคณะกรรมาธิการวิสามัญ แจ้งว่าเพื่อความปลอดภัยและลดความกังวลของกรรมาธิการ ผู้เข้าร่วมประชุม เพื่อให้การพิจารณา ร่างข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. .... เป็นไปด้วยความรอบคอบและเกิดประโยชน์สูงสุด คณะกรรมาธิการวิสามัญจึงขอขยายเวลาในช่วงเวลาที่มีสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส โควิด ๑๙ (COVID 19) ซึ่งอยู่นอกสมัยประชุม และผมได้อนุมัติไป ๒ ครั้ง ข้อบังคับ ข้อ ๑๐๖ กำหนดว่าเมื่ออนุมัติไปแล้วจะต้องแจ้งให้สภาทราบ เรียนแจ้งเพื่อให้สภาได้รับทราบ เชิญท่านขจิตรครับ🔗

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ท่านประธานครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมมีข้อสงสัย ผมไม่แน่ใจ และผมคิดว่าการขยายเวลาช่วงที่ ๒ หลังจาก ๖๐ วัน ครบในเดือนพฤษภาคม ไม่มีการประชุมรัฐสภา ในข้อบังคับจะสามารถดำเนินการได้ โดยไม่ต้องใช้ที่ประชุมรัฐสภา ผมไม่เคยเห็น ผมขอความรู้จากท่านประธานด้วยว่าดำเนินการ โดยข้อบังคับข้อไหน อย่างไร ที่บอกว่าขยายเวลาโดยไม่ต้องทำในที่ประชุมรัฐสภา🔗

ประการที่ ๒ ผมมีความสงสัย ข้อบังคับรัฐสภาเป็นข้อบังคับที่รู้ มีร่างก็ไม่แตกต่าง อะไรกันมากกับข้อบังคับของสภาผู้แทนราษฎร นี่จะหมดสมัยแล้วหรือเขาก็เรียกร้องให้ ยุบสภาไปแล้ว ทั้งหมดทั้งวาระนี่จะเสร็จไหมครับ ถ้าไม่มีความสามารถที่จะทำได้โดย ไม่มีเหตุผลควรจะเปลี่ยนชุดใหม่ได้แล้ว ต่อ ๒ ครั้งแล้ว นี่เป็นครั้งที่ ๓ ครั้งที่ ๓ เดี๋ยวจะครบ แล้วจะเป็นครั้งที่ ๔ แล้วจากเดือนพฤษภาคม ถามว่าถ้าไม่สามารถคุยกันลงตัวได้ก็ตั้งชุดใหม่ ไปดำเนินการครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ไม่น่าสงสัยเลยนะครับ เพราะว่าอันนี้ ข้อบังคับเราก็อนุญาตไว้ว่าถ้าอยู่ในระหว่างสมัยประชุมให้ประธานสภาเสนอต่อที่ประชุม โดยพลัน ในกรณีที่เราขอขยายเวลา และที่ประชุมอาจลงมติให้ขยายเวลาก็ได้ กำหนดไว้ หรือให้ตั้งกรรมาธิการใหม่แทนคณะเดิม หรือดำเนินการอย่างอื่นสุดแต่ที่ประชุม จะเห็นสมควร แต่ถ้าอยู่นอกสมัยประชุมสภาให้ประธานสภามีอำนาจอนุญาตให้ขยายเวลา ที่กำหนดไว้ได้ตามที่พิจารณาเห็นสมควร แล้วแจ้งให้สภาทราบภายหลัง จึงต้องมาแจ้ง ให้ทราบในวันนี้ แล้วการขยายก็เป็นการขยาย ๒ ครั้ง เรื่องนี้วันนี้ก็เข้าสู่ที่ประชุมแล้วครับ ท่านขจิตร เพื่อรับทราบนะครับจะได้คลายความข้องใจ🔗

ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม🔗

รับรองรายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง)🔗

ครั้งที่ ๑ วันอังคารที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๒🔗

ครั้งที่ ๒ วันศุกร์ที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓🔗

ซึ่งรายงานการประชุมนั้นได้วางไว้ให้สมาชิกตรวจสอบแล้วนะครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ถ้าสมาชิกไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่าที่ประชุมรับรองรายงานการประชุมทั้ง ๒ ครั้งนะครับ ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระที่ ๔ เนื่องจากได้มีการตกลงกันนอกสภาเกี่ยวกับเรื่องของวาระวันนี้นะครับ เชิญท่านวิรัชครับ🔗

นายวิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายวิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นต้องขออนุญาตเรียนท่านประธานว่า ในวันพฤหัสบดีคือเมื่อวานนี้ได้มีโอกาสคุยกับวิป (Whip) ๓ ฝ่าย ในส่วนของวิป (Whip) วุฒิสภา มีท่านมหรรณพ เดชวิทักษ์ มีท่านสมชาย แสวงการ ท่านวรารัตน์ อติแพทย์ ในส่วนของวิป (Whip) รัฐบาล มีนายวิรัช รัตนเศรษฐ ท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ ท่านชาดา ไทยเศรษฐ์ แล้วก็ท่านชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ในส่วนของวิป (Whip) ฝ่ายค้านก็คือ คุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว ในประเด็นหารือทั้งหมดเรามีเรื่องที่จะต้องพิจารณาในวันนี้ที่จะต้องใช้เวลามากพอสมควร แล้วแต่ละเรื่องนั้นก็เป็นเรื่องที่ไม่ว่าจะเป็นทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และในส่วนของ สมาชิกวุฒิสภามีความสนใจเป็นอย่างยิ่งว่าจะอภิปรายกันมาก ข้อตกลงเบื้องแรกเลยก็คือว่า ผู้อภิปรายในส่วนนี้ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของรัฐบาล ฝ่ายค้าน หรือของวุฒิสภา ส่วนของ วุฒิสภาจะเป็นในส่วนของท่านมหรรณพและท่านสิงห์ศึกเป็นผู้ที่จะมาเขียนส่งให้ทาง เคาน์เตอร์ด้านหน้า ในส่วนของวิป (Whip) ฝ่ายค้านก็เป็นของท่านสุทินกับคุณหมอชลน่าน ส่วนวิป (Whip) รัฐบาลก็จะเป็นในส่วนที่ตัวผมเอง วิรัช รัตนเศรษฐ พร้อมกับท่านชินวรณ์ และท่านชาดาจะดูแลในส่วนตรงนี้ ถ้าเผื่อเป็นในลักษณะนี้ก็มีการตกลงกันไว้ว่าจะใช้เวลา ท่านละไม่เกิน ๗ นาที เพราะเนื่องจากว่าวันนี้ทราบว่ามีหลาย ๆ ท่านแสดงความจำนง ในการที่จะอภิปรายกันพอสมควร เรียนท่านประธานเป็นเบื้องต้นในเรื่องแรก ถ้าในการ คาดการณ์ของวิปทั้ง (Whip) ๓ ฝ่าย ถ้าเป็นไปตามข้อกำหนดนี้แล้วคาดการณ์ว่าน่าจะจบอยู่ ประมาณสัก ๒๑.๐๐ นาฬิกา แต่อาจจะมีผู้อภิปรายมาก ก็อาจจะทำให้ยืดเยื้อและอาจจะดึก เกินกว่านั้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อยู่ที่ดุลยพินิจท่านประธานว่าจะปิดประชุมในช่วงไหน ถ้าไม่เสร็จ ก็คงจะต้องมีการประชุมร่วมต่ออีกในสัปดาห์หน้าหรือสัปดาห์ต่อไป ผมขออนุญาตเข้าเรื่องที่ ๒ ในการเลื่อนระเบียบวาระได้เลยหรือเปล่าครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญครับ🔗

นายวิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานครับ ผมขอเสนอเลื่อนเรื่องด่วน ลำดับที่ ๓ พิธีสาร ค.ศ. ๑๙๙๖ ของอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันมลภาวะทางทะเลเนื่องจากการทิ้งวัสดุเหลือใช้และวัสดุ อย่างอื่น ค.ศ. ๑๙๗๒ (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) ขึ้นมาพิจารณาก่อนเรื่องที่คณะกรรมาธิการ พิจารณาเสร็จแล้ว เหตุผลเนื่องจากการพิจารณาหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๘ วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า รัฐสภาต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วัน นับตั้งแต่วันที่ ได้รับเรื่อง คือภายในวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๖๓ จึงขอให้สภาอนุมัติขึ้นมาพิจารณาก่อน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

มีผู้รับรองนะครับ ขอเปลี่ยนวาระ การประชุม เลื่อนเรื่องด่วนที่ ๓ ขึ้นมาพิจารณาก่อน ท่านสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น ไหมครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ถ้าสมาชิกไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่าอนุมัติให้เลื่อนเรื่องด่วนที่ ๓ ขึ้นมาพิจารณาก่อนเรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณา เสร็จแล้วนะครับ🔗

เรื่องด่วน🔗

๓. พิธีสาร ค.ศ. ๑๙๙๖ ของอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันมลภาวะทางทะเล เนื่องจากการทิ้งวัสดุเหลือใช้และวัสดุอย่างอื่น ค.ศ. ๑๙๗๒ (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)🔗

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาและสมาชิกรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้รับมอบหมายจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นตัวแทน รัฐบาล ขอเสนอเรื่องพิธีสารลอนดอน ค.ศ. ๑๙๙๖ เพื่อให้ท่านสมาชิกรัฐสภาพิจารณาให้ ความเห็นชอบ โดยเรื่องดังกล่าวมีความเป็นมาและสาระสำคัญดังต่อไปนี้🔗

ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๔ ประเทศไทยจึงมีพันธกรณีในฐานะรัฐภาคี ซึ่งอนุสัญญา ได้กำหนดไว้ในข้อ ๒๑๐ ว่า การทิ้งเทภายในทะเลอาณาเขตและเขตเศรษฐกิจจำเพาะ หรือบนไหล่ทวีปจะกระทำมิได้ หากไม่ได้รับความเห็นชอบล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งจาก รัฐชายฝั่งที่มีสิทธิอนุญาต ซึ่งภาคีอนุสัญญามีหน้าที่ต้องจัดให้มีกฎหมายภายในเพื่อรองรับ พันธกรณีดังกล่าว🔗

หลักการและสาระสำคัญของพิธีสาร ค.ศ. ๑๙๙๖ มีหลักการสำคัญคือ การห้ามทิ้งเทหรือเผาของเสียและวัสดุอื่นลงในทะเล เว้นแต่ได้รับอนุญาตหรือเข้าข้อยกเว้น ตามพิธีสาร โดยกำหนดหน้าที่และให้อำนาจรัฐในการควบคุมและกำกับดูแลกิจกรรมที่มี ลักษณะเป็นการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่นลงในทะเล ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวเป็นสาเหตุ ให้เกิดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม โดยกำหนดระบบการอนุญาตและระบบการประเมิน การทิ้งเทวัสดุลงทะเล เพื่อดูแลกิจกรรมการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่นในทะเล ซึ่งพิธีสาร ฉบับนี้มีผลใช้บังคับ เมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ปัจจุบันมีรัฐภาคีทั้งสิ้น ๕๓ ประเทศ เช่น ประเทศเยอรมนี ประเทศอังกฤษ ประเทศจีน ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศญี่ปุ่น และ ประเทศฟิลิปปินส์ เป็นต้น ซึ่งคิดเป็นร้อยละ ๔๐.๕๖ ของกองเรือโลก พิธีสารฉบับนี้ มีผลใช้บังคับบริเวณทะเลอาณาเขต เขตเศรษฐกิจจำเพาะ และเขตไหล่ทวีป ยกเว้นบริเวณ น่านน้ำภายใน ทั้งนี้พิธีสารดังกล่าวจะไม่ถูกบังคับใช้เมื่อมีกรณีจำเป็นต่อการป้องกัน ความปลอดภัยของชีวิตมนุษย์หรือของเรือในกรณีของเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุฉุกเฉินเร่งด่วน เกิดขึ้น พิธีสารฉบับนี้ห้ามทิ้งเท หรือเผาของเสีย หรือวัสดุอย่างอื่นทุกชนิด เว้นแต่ของเสีย หรือวัสดุอื่น ๘ ประเภทที่สามารถดำเนินการได้ ได้แก่🔗

๑. วัสดุที่ขุดลอก🔗

๒. กากตะกอนน้ำเสีย🔗

๓. ของเสียจากอุตสาหกรรมประมงและวัสดุจากการปฏิบัติการอุตสาหกรรม แปรรูปสัตว์น้ำ🔗

๔. เรือ แท่นขุดเจาะ หรือสิ่งก่อสร้างอื่นที่มนุษย์สร้างขึ้นในทะเล🔗

๕. วัสดุทางธรณีวิทยา อนินทรีย์สารที่มีความเฉื่อย🔗

๖. วัสดุอินทรีย์จากธรรมชาติ🔗

๗. วัตถุขนาดใหญ่🔗

๘. กระแสคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการดักจับและกักเก็บ คาร์บอนไดออกไซด์🔗

โดยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการพิจารณาอนุญาตให้เป็นไปตามที่รัฐภาคี กำหนด🔗

ประโยชน์ของการเข้าเป็นภาคีพิธีสาร ค.ศ. ๑๙๙๖ แบ่งออกได้เป็น ๒ ระดับ ได้แก่🔗

๑. ประโยชน์ในระดับระหว่างประเทศจะเป็นการปกป้องและรักษาสิ่งแวดล้อม ทางทะเลตามกระแสสังคมโลกปัจจุบัน ที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับปัญหามลพิษทางทะเล เห็นได้จากเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ🔗

๒. ประโยชน์ในระดับภายในประเทศ เป็นการยกระดับกฎหมายของประเทศ ที่จะมีกฎหมายเฉพาะ ซึ่งกำหนดมาตรฐานการป้องกันควบคุมการทิ้งเทของเสียที่จะก่อให้เกิด มลพิษลงทะเล ที่มีเอกภาพครอบคลุมและมีประสิทธิภาพในการบังคับใช้ มีการควบคุม ป้องกันตั้งแต่ต้นทาง เพื่อปกป้องรักษาทรัพยากรธรรมชาติและน่านน้ำชายฝั่งจากการที่ เรือต่างชาติลักลอบนำของเสียหรือวัสดุมาทิ้งเทในพื้นที่ทางทะเลของประเทศไทย อีกทั้ง การเข้าเป็นภาคีพิธีสารจะเป็นการเริ่มต้นในการมุ่งสร้างวินัยให้แก่คนในชาติ ในการปกป้อง รักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเล ซึ่งเป็นมรดกทางธรรมชาติสำคัญของประเทศไทย🔗

ผลกระทบของการเข้าเป็นภาคีพิธีสาร ค.ศ. ๑๙๙๖ หน่วยงานภาครัฐ จะต้องมีการเตรียมการในเรื่องงบประมาณเพื่อรองรับพันธกรณีที่พิธีสารกำหนด และ ผู้ประกอบธุรกิจอาจจะมีขั้นตอนและต้นทุนการปฏิบัติตามพันธกรณีที่พิธีสารกำหนดมากขึ้น อย่างไรก็ตามพิธีสารฉบับนี้จะสนับสนุนให้เกิดการปกป้องและคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมจากกิจกรรมการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่นในทะเล มีประโยชน์ต่อการบริหาร จัดการสิ่งแวดล้อมและมลพิษทางทะเลอย่างยั่งยืน ซึ่งมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง เมื่อเทียบกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนบางส่วนในการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่น ในทะเลที่อยู่ภายใต้เขตอำนาจอธิปไตยและสิทธิอธิปไตยของประเทศไทย รวมทั้งยังจะส่งผลดี ต่อการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและมลพิษทางทะเลของประเทศไทย อีกด้วย ขออนุญาตที่จะกราบเรียนเบื้องต้นเพียงเท่านี้ครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

มีท่านสมาชิกได้เข้าชื่อมาแล้ว ผมเรียนเพื่อจะได้เตรียมตัวนะครับ ท่านแรก พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ท่านต่อไป นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ หลังจากนั้นก็จะเป็นวุฒิสมาชิก ๕ ท่าน นางพิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ พลเรือเอก พัลลภ ตมิศานนท์ นายเจน นำชัยศิริ นายกิตติ วะสีนนท์ ขอเชิญท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ครับ🔗

พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้เป็นวันหนึ่งที่พิธีสารได้เข้ามาในสภาแห่งนี้ ซึ่งพิธีสารเราเป็นพิธีสารที่เป็นสินทรัพย์ของแผ่นดินซึ่งจะต้องผ่านรัฐสภา ตามมาตรา ๑๗๖ วรรคสองของรัฐธรรมนูญ และเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญที่สภาแห่งนี้ต้องดูแล พิธีสารเป็นความตกลง ระหว่างประเทศที่มีลักษณะเป็นทางการน้อยกว่าสนธิสัญญาหรืออนุสัญญา และพิธีสารอันนี้ เป็นพิธีสารที่จำเป็น ที่ทางกระทรวงคมนาคมโดยเฉพาะกรมเจ้าท่าที่เป็นเจ้าภาพที่นำเสนอ กราบเรียนว่าสิ่งที่ผมตั้งข้อวิตกกังวลในเขตที่เราเรียกว่าน่านน้ำอาณาเขตหรือทะเลอาณาเขต ซึ่งภายใต้อนุสัญญาของยูเอ็น (UN) ที่ว่าด้วยกฎหมายทางทะเล ซึ่งวัดจากเขตสัณฐาน ของประเทศออกจากชายฝั่งไป ๑๒ ไมล์ทะเลนั้นมันเป็นพื้นผิวนะครับ ผมอยู่ในคณะกรรมาธิการ กิจการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ แล้วก็เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้เดินทางไปดูขอบชายแดน กิจการชายแดน สิ่งที่ผมนึกขึ้นมาขณะนั้นคือ แล้วขอบน้ำล่ะครับ วันนั้นผมตั้งสันนิษฐานว่าทหารไปยึดขอบชายแดน ไล่ตำรวจ ตชด. ออกจากขอบนั้นมานาน แล้วทำกิจกรรมของทหารว่าด้วยความมั่นคงและปิดด่าน ทำให้เศรษฐกิจพัง ใช้ พ.ร.ก. ดำเนินการ ประเทศนี้มีขอบดินอยู่ ๕,๐๐๐ กิโลเมตร ขอบน้ำอยู่ ๓,๐๐๐ กิโลเมตร ผมเลย นึกถึงเรื่องนี้โดยเฉพาะเลยว่าใครที่จะเข้าไปหาผลประโยชน์จากพิธีสารนี้ แล้วพิธีสารนี้ ที่สำคัญคือพิธีสารว่าด้วยการทิ้งของเสีย ซึ่งมีข้อยกเว้นอยู่ แต่หลักการอันสำคัญอันหนึ่ง ที่ปรากฏอยู่ในเอกสารประกอบการนำเสนอนั้นผมติดใจมากโดยเฉพาะเรื่องการใช้ดุลพินิจ ของผู้ที่จะอนุญาต กฎหมายการใช้ดุลพินิจน่าจะเสื่อมถอยไปนานแล้ว แล้วก็ควรจะเปลี่ยน รูปแบบเป็นของบอร์ด (Board) หรือคณะกรรมการ หรืออะไรพวกนี้ ให้มีการกำหนดในเรื่อง ของข้อยกเว้น โดยเฉพาะข้อยกเว้นที่รัฐภาคีเราจะต้องออกใบอนุญาต โดยเฉพาะใบอนุญาต ที่สามารถทิ้งวัสดุหรือของเสียลงทะเลได้ นั่นคือสิ่งสำคัญ ใคร บริษัทใหญ่ ๆ ทั้งนั้นละครับ ที่จะทำกิจการทางทะเล และมีหน่วยงานเดียวที่รัฐรวมศูนย์ขณะนี้คือทหารเรือ ผมว่าเรือดำน้ำ จะมาคุมเรื่องการควบคุมขยะทางทะเลแน่นอน ที่เอามาซื้อเป็นเป้าหมายสำคัญมาควบคุม น่านน้ำดูขยะและดูว่ามีความจำเป็นอย่างไร ใคร บริษัทไหนเข้ามาควบคุมขยะที่ถูกทิ้ง ใบอนุญาตถูกต้องไหม เข้าไปตรวจสอบ นั่นคือสาระสำคัญอีกอันหนึ่งที่ผมอยากตั้งในพิธีสารนี้ ทำไมถึงต้องเลื่อนพิธีสารนี้ขึ้นมาครับ สิ่งที่สำคัญคือการวินิจฉัยในกรณีของเหตุจำเป็น รักษาความปลอดภัยของชีวิตมนุษย์จากเรือ จากแท่นขุด อากาศยาน หรือจากสิ่งก่อสร้างอื่น ที่มนุษย์สร้างขึ้นในทะเล และเหตุฉุกเฉินที่ก่อให้เกิดความร้ายแรงต่อสุขภาพ เช่นคลื่น หรือมวลสาร หรือขยะ หรือมวลแก๊สที่เกิดขึ้นจากการขุดเจาะ หรือขยะที่ลอยขึ้นมา แล้วรวมตัวกันทำให้สัตว์นานาชนิดที่อยู่ในทะเลตาย นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะฝากว่าใครที่เป็น ผู้ควบคุมใบอนุญาต และใบอนุญาตนี้มีรูปแบบและกระบวนการอย่างไร อยากฝากเรียนไปถึง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมว่าการควบคุมใบอนุญาตนี้บอร์ด (Board) ที่หลังจาก พิธีสารนี้ออกมาแล้ว อยากรู้จริง ๆ เลยว่าขณะนี้แท่นขุดทั้งหมดที่อยู่กลางทะเล ไม่ว่าจะเป็น ของ ปตท. สผ. ปตท. ต่าง ๆ หรือบริษัทน้ำมันต่าง ๆ มีจำนวนเท่าไร และมีผลประโยชน์ ทางทะเลที่อยู่ในเขตพื้นที่ดังกล่าวหรือไม่ เพราะผมเชื่อว่าเมื่อมีพิธีสารข้อตกลงนี้ปรากฏแล้ว ความรับผิดชอบจะต้องปรากฏอยู่ร่วมกัน เพราะเราผ่านการเห็นชอบ ไม่อย่างนั้นรัฐบาล จะไม่ผลักประเด็นนี้ขึ้นมา เพราะฉะนั้นทหารเรือที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวจะเข้าไปทำอย่างไรในกิจการนี้ ตอบด้วยครับว่าทหารเรือจะทำอะไรและเข้าไปควบคุมอะไรในกิจการเขตชายฝั่งทะเลทั้งหมด ของประเทศ เพราะนั่นคือผลประโยชน์บนทรัพยากรที่ดิน ผมไม่ว่าขอบประเทศนะครับ ขอบประเทศคือมีอยู่แล้ว ท่านไปดูได้เลยครับตอนนี้ทหารยึดขอบประเทศไว้หมด แล้วใช้ หลักเขตภูมิศาสตร์ที่ยังไม่เคยมีการปักปัน แล้วนี่เขตน่านน้ำผมยังไม่รู้ว่าจะไปลอยทุ่น หรือปักหมุดให้ปรากฏความชัดเจนของพื้นที่ที่จะทำประโยชน์ในน่านน้ำอย่างไร และขณะนี้ ใครที่กุมอำนาจเพื่อจะยึดโยงผลประโยชน์ของทรัพยากรในน่านน้ำทะเลไทย ในทรัพย์สิน ของประเทศไทยทั้งหมดเอามาเป็นประโยชน์ อันนี้ต้องขอคำตอบจากทางคณะรัฐมนตรี ที่จะมาชี้แจงด้วย และขอให้ตอบด้วยว่าการใช้ดุลพินิจนั้นทำอย่างไร ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณท่านรักษาเวลานะครับ ต่อไป เชิญคุณสุรสิทธิ์ครับ🔗

นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ สมาชิกรัฐสภา กระผมเองขอกราบเรียนต่อท่านประธานว่าในพิธีสาร ค.ศ. ๑๙๙๖ หรือที่เรียกว่าพิธีสาร ลอนดอนฉบับนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่น่ายินดีแล้วก็น่าสนับสนุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นพิธีสารที่มี หลักการเกี่ยวกับการรักษาสภาพแวดล้อมทางทะเลของสมาชิกองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ ซึ่งมีสมาชิกอยู่ ๑๗๔ ประเทศ ขณะนี้ได้มีการลงนามเป็นรัฐภาคีแล้ว ๕๓ ประเทศ เป็นสิ่งที่ อาจจะบอกว่าน้อยหรือไม่ ผมอยากเรียนว่าความจริงใน ๑๗๔ ประเทศจะมีพื้นที่ของประเทศ ที่ไม่ติดทะเลอยู่ส่วนหนึ่งเหลืออยู่ประมาณ ๑๐๐ ประเทศเท่านั้นเอง การเข้าเป็นรัฐภาคี ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพิธีสารฉบับนี้ถึง ๕๓ ประเทศก็เกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ผมคิดว่าในเรื่องของ การคุ้มครองและป้องกันสิ่งแวดล้อมทางทะเลเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในโลกทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อมทางทะเล สิ่งแวดล้อมทางดิน ทางอากาศก็แล้วแต่ เป็นสิ่งที่ทุกวันนี้เราจะต้องมีความตระหนักอย่างยิ่งเพื่อที่จะให้โลกของเรามีความสวยงาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของพิธีสารลอนดอนฉบับนี้จะเป็นแนวทางที่เกี่ยวข้องกับ การบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเล ซึ่งจะมีผลดีต่อผู้ที่เข้าสู่การเป็นรัฐภาคี ผมเรียนว่า ประเทศไทยเราเองประสบปัญหาในเรื่องของสิ่งแวดล้อมทางทะเลมาพอสมควร ไม่ว่าจะเป็น ในพื้นที่อ่าวไทยหรือว่าในฝั่งทะเลอันดามัน เราจะเห็นได้ว่ามีกระแสของขยะที่เข้ามาสู่ชายฝั่งเรา ค่อนข้างเยอะ ถ้าดูข่าวท่านจะเห็นได้ว่าบางแสนทุกปีเราจะเจอปัญหาเหล่านี้ การหมุนเวียน ของขยะที่ทิ้งลงมาในทะเลโดยขาดระเบียบวินัย ในสิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง สำหรับการดูแลรักษาสภาพแวดล้อมทางทะเล ท่านรัฐมนตรีได้บอกไปแล้วว่าได้รับประโยชน์ ค่อนข้างเยอะมาก ไม่ว่าในเรื่องการปรับปรุงกฎหมายของประเทศไทยเองที่จะต้องอนุมัติ ตามพิธีสารฉบับนี้ เป็นสิ่งที่เราจะต้องปรับปรุงให้มีความครอบคลุมแล้วก็มีประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้น ผมคิดว่าการเข้าสู่รัฐภาคีจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในเรื่องของเศรษฐกิจ ในเรื่องของ สิ่งแวดล้อม เราสามารถพูดถึงในเรื่องของค่าเสียหาย ได้รับความคุ้มครอง ความเสียหาย ที่เกิดขึ้นจากการทิ้งของเสียหรือว่าวัสดุอย่างอื่นในประเทศไทยหรือว่าในอาณาเขตของเรา ซึ่งมีการขยายจากไม่เกิน ๒๔ ไมล์ทะเลไปสู่เขตเศรษฐกิจจำเพาะ ๒๐๐ ไมล์ทะเล เขตเหล่านี้ จะมีความกว้างขวางมากยิ่งขึ้นเพื่อที่จะให้ประเทศไทยได้มีการดูแลในสิ่งเหล่านี้ได้ครอบคลุม มากยิ่งขึ้น ผมเรียนว่าประโยชน์ที่ได้รับนอกเหนือจากกฎหมายแล้ว ในเรื่องของความเสียหาย ระหว่างรัฐภาคีด้วยกันเป็นสิ่งหนึ่งที่จะทำให้มีการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ผมเรียนว่า ในส่วนของพิธีสารฉบับนี้ได้มีการดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน ผ่านจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งส่วนใหญ่ต้องยอมรับว่าเป็นที่ยอมรับของประชาชน ที่ได้รับทราบข้อมูลในเรื่องของประโยชน์ ผมคิดว่าส่วนนี้มีความหมายมากสำหรับประเทศไทย แต่อย่างน้อยที่สุดผมเชื่อว่าความกังวลที่พี่น้องประชาชนได้รับข้อมูลมาวันนี้ ข้อกังวลเหล่านี้ ได้มีการอธิบาย แล้วก็สามารถที่จะตอบคำถามได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความห่วงใย ประมงพื้นบ้าน ในส่วนนี้ได้รับคำชี้แจงว่าไม่มีผลกระทบใด ๆ เลย คนที่ทำประมงในชายฝั่ง ก็ไม่เกิดผลกระทบใด ๆ เพราะว่าหลักการในส่วนของพิธีสารฉบับนี้จะเป็นหลักการกว้าง ๆ หลักการใหญ่ที่จะไม่เข้ามาในส่วนของประมงพื้นบ้าน🔗

ประเด็นต่อมาก็คือปะการังเทียมที่มีการดำเนินการในชายฝั่งก็ได้รับความคุ้มครอง เช่นเดียวกัน แม้กระทั่งในส่วนของการดำเนินการในเรื่องสายใยเคเบิล (Cable) ใต้น้ำที่เป็นประโยชน์ ต่อการสื่อสารทั้งหลายก็ได้รับความคุ้มครองเช่นเดียวกัน ผมเรียนว่าในเรื่องของคำถามที่มีอยู่ ว่าแท่นขุดเจาะทั้งหลายน่าจะมีอยู่ประมาณ ๕๐๐ แห่งด้วยกันจะทำอย่างไร ผมคิดว่าตัวนี้ เป็นตัวหนึ่งที่จะสามารถตอบคำถามได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแท่นขุดเจาะน้ำมันทั้งหลายที่จะได้รับ การอนุญาตจากกระทรวงพลังงาน ตามพระราชบัญญัติการปิโตรเลียม ๒๕๑๔ ก็จะได้รับ ความคุ้มครองในส่วนเหล่านี้ด้วย🔗

อย่างไรก็ตามผมคิดว่าในส่วนของผมเองอยากจะฝากข้อสังเกตในเรื่องของ การเตรียมความพร้อม ๒ ประการด้วยกัน เนื่องจากพิธีสารฉบับนี้เราผ่านความเห็นชอบ ของรัฐสภาไป แล้วเราก็ยังไม่สามารถที่จะไปทำความตกลงกับรัฐภาคีได้ ต้องมีกฎหมาย อีกฉบับหนึ่งที่เราจะต้องไปดำเนินการต่อไปก็คือพระราชบัญญัติการป้องกันมลพิษทางทะเล เนื่องจากการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่นลงทะเล พ.ศ. .... ซึ่งฉบับนี้อยู่ในขั้นตอนของกฤษฎีกา ผมเองอยากจะเรียนว่ากฎหมายฉบับนี้คงต้องอาศัยความรอบคอบ เพราะว่าเราต้องดูพระราชบัญญัติ ที่เกี่ยวข้องอย่างเช่นพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พระราชบัญญัติปิโตรเลียม แล้วก็อนุสัญญาที่มีการดำเนินการขึ้นใน ๕๙ อนุสัญญาของโลกนี้ ซึ่งประเทศไทยเรามีการลงนาม ไปแล้ว ๑๔ อนุสัญญาด้วยกัน ผมอยากให้เตรียมความพร้อมของหน่วยงานในเรื่องของเทคโนโลยี ที่จะไปตรวจว่าเรือลำไหนจะมาทิ้งของเสียหรืออะไรต่าง ๆ ตรงนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะประกอบ ในเรื่องของจิสด้า (GISTDA) ที่ให้ข้อมูลอันนี้ไว้ด้วย ขอกราบขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณท่านสุรสิทธิ์ ใช้เวลาตามที่ ผู้ควบคุมเสียงทั้ง ๓ ฝ่ายได้ตกลง เนื่องจากมีสมาชิกเข้าชื่อมาอภิปรายอีกหลายท่าน ต่อไป คุณพิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ ครับ🔗

นางพิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพและสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ดิฉัน พิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ สมาชิกรัฐสภา ในฐานะ สมาชิกวุฒิสภา ตามที่วันนี้เราได้มีการพิจารณาพิธีสาร ค.ศ. ๑๙๙๖ ของอนุสัญญาว่าด้วย การป้องกันมลภาวะทางทะเล เนื่องจากการทิ้งวัสดุเหลือใช้และวัสดุอย่างอื่น ค.ศ. ๑๙๗๒ ดิฉันได้ศึกษาและขออภิปรายเพื่อเป็นข้อสังเกตและข้อเสนอแนะดังนี้ค่ะ🔗

ดิฉันมีข้อสังเกตว่าขั้นตอนที่จะเข้าร่วมเป็นภาคีในสนธิสัญญาหรือการตกลงใด ๆ ควรจะมีการนำร่างกฎหมายรองรับ ซึ่งในกรณีนี้คือร่างพระราชบัญญัติการป้องกันมลพิษ ทางทะเลเนื่องจากการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่นลงทะเล พ.ศ. .... ควรมีการนำเสนอเข้า กระบวนการของรัฐสภาก่อน เพื่อให้ประเทศไทยมีกฎหมายภายในรองรับก่อนจะเข้าเป็นภาคี อนุสัญญาหรือข้อตกลงใด ๆ ซึ่งสาเหตุที่ต้องปฏิบัติเช่นนี้มีที่มาจากเนื้อความในข้อบทที่ ๔๒ ของอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายและสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๖๙ ซึ่งระบุไว้ว่า รัฐไม่อาจอ้างข้อเท็จจริงว่าการให้ความยินยอมของตนเพื่อผูกพันตามสนธิสัญญากระทำโดย ฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมายภายในเกี่ยวกับความสามารถในการทำสนธิสัญญามาเป็นเหตุ ทำให้ความยินยอมนั้นไม่สมบูรณ์ เว้นแต่การฝ่าฝืนนั้นเป็นการชัดแจ้ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับ กฎหมายที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ท่านประธานคะ หมายความว่าเมื่อเราเข้าเป็นภาคีแล้ว เราต้องปฏิบัติตามทันทีโดยไม่สามารถอ้างได้ว่าเราไม่มีกฎหมายภายในในการดำเนินการ อย่างไรก็ตามระเบียบวาระสำหรับวันนี้กลับมีแค่การลงมติเพื่อการเข้าเป็นภาคีในพิธีสาร ค.ศ. ๑๙๙๖ เพียงเท่านั้น โดยปราศจาก พ.ร.บ. การป้องกันมลพิษทางทะเลเนื่องจากการทิ้ง ของเสียหรือวัสดุอื่นในทะเล พ.ศ. .... เนื่องจากร่าง พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวยังอยู่ในชั้นของการตรวจสอบและพิจารณาโดยสำนักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกา เปรียบเสมือนการให้เช็คเปล่าไหมคะ ดิฉันจึงมีความกังวลว่าหากเรา เข้าร่วมเป็นภาคีในพิธีสารฉบับนี้ก่อนที่จะมีการผ่านกฎหมายภายในที่เกี่ยวข้องแล้ว หากเกิด เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้นเราจะไม่สามารถยกเหตุผลที่ว่าไม่มีกฎหมายภายในรองรับมาเป็น ข้อโต้แย้งได้ จนอาจเป็นเหตุให้ประเทศไทยต้องเสียผลประโยชน์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดิฉัน จึงเห็นว่าจะเป็นการดีกว่าไหมถ้าเรารอให้ประเทศไทยมีกฎหมายภายในพร้อมเสียก่อน จึงค่อยยกพิธีสารฉบับนี้มาพิจารณาเพื่อให้สัตยาบัน เรายังมีเวลามากพอในเรื่องนี้ จึงไม่มี ความจำเป็นที่จะต้องรีบเร่งให้ความเห็นชอบในวันนี้ก็ได้ อย่างไรก็ดีดิฉันก็ยังคิดว่าการเข้าร่วม เป็นภาคีในพิธีสาร ค.ศ. ๑๙๙๖ เป็นเรื่องที่ดีและสำคัญที่จะช่วยยกระดับกฎหมายของ ประเทศไทยให้มีมาตรฐานเป็นสากลทัดเทียมนานาชาติ ในระดับระหว่างประเทศการเข้าร่วม เป็นภาคีในพิธีสาร ค.ศ. ๑๙๙๖ ยังเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญต่อการบรรลุตามแนวทาง การพัฒนาอย่างยั่งยืนตามกรอบเอสดีจี (SDGs) ตลอดจนในระดับอาเซียน (ASEAN) ซึ่งจะมี ความสอดคล้องกับปฏิญญากรุงเทพฯ ว่าด้วยการต่อต้านขยะทะเลในภูมิภาคอาเซียน ที่ได้มีการลงนามในการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN) ในปีที่ผ่านมาโดยมีประเทศไทย เป็นเจ้าภาพ ส่วนในระดับชาติการเข้าร่วมเป็นภาคีในพิธีสาร ค.ศ. ๑๙๙๖ ยังเป็นส่วนช่วย สำคัญต่อการบรรลุยุทธศาสตร์ชาติในประเด็นการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตร กับสิ่งแวดล้อม ท้ายนี้ดิฉันมีเรื่องที่จะฝากเป็นข้อสังเกตและเสนอแนะอีก ๒ ประการ🔗

ประการแรก หากเราเข้าร่วมเป็นภาคีประเทศไทยจะเป็นประเทศที่ ๒ ของ อาเซียน (ASEAN) ถัดจากประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศไทยจะเป็นประเทศแรกของ อาเซียน (ASEAN) ที่ตั้งอยู่บนภาคพื้นทวีปที่เป็นสมาชิกเข้าร่วมในพิธีสาร ค.ศ. ๑๙๙๖ จะเป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะสามารถวางบทบาทเป็นผู้นำของอาเซียน (ASEAN) ในการส่งเสริม ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลได้ สามารถช่วยยกระดับสถานะของประเทศไทยให้เป็น แบบอย่างของอาเซียน (ASEAN) ในฐานะประเทศที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันและอนุรักษ์ ทรัพยากรและธรรมชาติในผืนทะเล ดิฉันจึงขอเสนอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบนำเรื่องนี้ กลับไปศึกษาแนวทางที่จะใช้ประโยชน์จากการเข้าร่วมเป็นภาคีในพิธีสารฉบับนี้ เป็นโอกาส ให้ประเทศไทยสามารถร่วมกับอาเซียน (ASEAN) ในการส่งเสริมการป้องกันได้🔗

ประการที่ ๒ เป็นการบูรณาการระหว่างหน่วยงานซึ่งจะเกิดขึ้นภายใต้ คณะกรรมการป้องกันมลพิษทางทะเลเนื่องจากการทิ้งของเสียหรือวัสดุอื่น ซึ่งจะถูกตั้งขึ้น หลังจากที่สภาผ่านร่าง พ.ร.บ. การป้องกันมลพิษทางทะเลเนื่องจากการทิ้งเทของเสีย หรือวัสดุอื่นในทะเล. พ.ศ. .... โดยกรรมการจะประกอบไปด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนกรรมการซึ่งเป็น ผู้บริหารระดับปลัดกระทรวงอีกหลายกระทรวง ดิฉันจึงมีความเห็นว่าเป็นอีกโอกาสหนึ่งที่ดี ที่ผู้บริหารระดับสูงของแต่ละกระทรวงจะได้มาทำงานร่วมกัน และคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะเห็นทุกท่านร่วมกันกำหนดนโยบาย แนวทาง หลักเกณฑ์และวิธีการร่วมกันในเรื่องที่ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ขอบคุณค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ต่อไปนายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ครับ🔗

นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตอภิปรายเกี่ยวกับพิธีสาร ซึ่งต้องขออนุญาต ขยายความคำว่าพิธีสาร เพื่อให้พี่น้องประชาชนที่รับฟังอยู่ทางบ้านได้รับทราบว่าพิธีสาร ก็คือข้อตกลงระหว่างประเทศอย่างหนึ่งซึ่งเป็นทางการน้อยกว่าสนธิสัญญา รองลงมาจาก สนธิสัญญาและอนุสัญญา ซึ่งเนื้อหารายละเอียดที่มีการนำเสนอนั้นผมคิดว่าถ้าจะขยายอาณาเขต เพื่อไปดูแลทะเลถึง ๒๐๐ ไมล์ทะเลก็เป็นสิ่งที่ดีและเป็นสิ่งสำคัญ ในขณะเดียวกันสภาพปัจจุบันที่มีกฎหมายบังคับไปแล้วยังใช้ไม่ถึง ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย ที่เราใช้อยู่ในระยะ ๒๔ ไมล์ทะเลหรือ ๑๒ ไมล์ทะเลที่มีกฎหมายบังคับไปแล้วยังใช้ไม่ถึง ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายที่เราใช้อยู่ในระยะ ๒๔ ไมล์ทะเลหรือ ๑๒ ไมล์ทะเล แล้วก็ปัจจุบัน การบังคับใช้กฎหมายถามว่าใช้บังคับเต็มที่แล้วหรือไม่ การบังคับใช้กฎหมายปัจจุบัน ของรัฐบาลยังมีข้อบกพร่องอะไรเหลืออยู่ จากข้อเท็จจริงที่ผ่านมาเราเห็นหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกรณีอ่าวบ้านดอนในทะเล หรือกรณีของทิ้งของเสียจากโรงงานลงในทะเล มีการลักลอบสารเคมีเอามาทิ้ง และอาจรวมถึงปริมาณของปรมาณูต่ำ ๆ ซึ่งมีการลักลอบ พรรคก้าวไกลสนับสนุนการเข้าร่วมพิธีสาร ส่วนเมื่อมีการเข้าร่วมพิธีสารแล้วผมคิดว่า การออกกฎหมายตามมาแล้วหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องมีการควบคุม ตรวจสอบ นั่นหมายถึงเรามี เงินภาษีของพี่น้องประชาชนรออยู่ข้างหน้าที่จะรองรับการปฏิบัติภารกิจ ซึ่งการบูรณาการร่วมกัน จะเป็นสิ่งสำคัญระหว่างทหารเรือ กระทรวงพลังงาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมมลพิษ กรมประมง หรือแม้กระทั่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีกฎหมาย เขียนชัดว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่คุ้มครอง ดูแลรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผมจะขออนุญาตเชื่อมโยงไปถึงโครงการของรัฐหลายโครงการ โดยเฉพาะกรมเจ้าท่าที่ผ่านมา ก่อนท่านรัฐมนตรีปัจจุบันนะครับ ก็คงจะฝากท่านด้วยว่าโครงการของรัฐหลายโครงการที่ไป สร้างสะพาน ไปสร้างกำแพงบนหาด แล้วเมื่อสร้างเสร็จก็ยังทิ้งเศษวัสดุก่อสร้าง พวกอิฐ พวกหิน ปูนผสมแห้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว คาไว้ริมทะเลเลย ไม่จัดเก็บให้เรียบร้อย ซึ่งจริง ๆ การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐผมยืนยันว่าจะต้องมีข้อความที่สำคัญว่าผู้รับเหมาก่อสร้างจะต้องจัดเก็บ สถานที่ให้เรียบร้อย แต่การบังคับใช้ที่ผ่านมาผมเห็นบ้านผมที่จังหวัดกระบี่หลายท่าเรือ ทิ้งเป็นเศษน่าเกลียดมากอยู่ในทะเล ซึ่งการเข้าร่วมพิธีสารเป็นการปกป้องสิ่งแวดล้อม ทางทะเลก็ไม่ควรที่จะละเลยสิ่งที่เกิดอยู่ในปัจจุบัน แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของ การควบคุม กำกับ ตรวจสอบ และแม้กระทั่งมีการบอกกล่าวในสภานี้ ผมก็ยังคิดว่าคงจะเห็นผล ซึ่งของเสียที่ทิ้งลงสู่ทะเลตามพิธีสาร ผมอยากให้เน้นว่าสิ่งสำคัญของการเป็นเครือข่าย แนวร่วมของส่วนราชการด้วยกันที่จะช่วยกำกับดูแลและร่วมมือเพื่อปกป้องมลภาวะ ทางทะเล ปัจจุบันมีของเสียที่ไหลลงสู่ท้องทะเล ไม่ว่าจะเป็นของเสียจากบ้านเรือน รีสอร์ท โรงแรม ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่จะต้องรีบตระหนัก รีบจัดการ ในขณะเดียวกันพิธีสารดังกล่าว ผมเห็นรายละเอียดเรื่องการเป็นเลขาธิการใหญ่ขององค์การพาณิชย์นาวีระหว่างประเทศด้วย ผมคิดว่าการดำรงศักดิ์ศรีของรัฐภาคี โดยเฉพาะประเทศไทยของเราการที่นายกรัฐมนตรี ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แล้วก็ไม่ค่อยเข้าใจระบบประชาธิปไตยเท่าไร การดำรงศักดิ์ศรี ของการเข้าร่วมเป็นรัฐภาคีตรงนี้เป็นหน้าเป็นตาอันสำคัญ ผมคิดว่าท่านรัฐมนตรีที่มาจาก การเลือกตั้งท่านมีศักดิ์ศรีกว่า แต่ผมเข้าใจว่าผู้ก่อมลภาวะจะต้องรับผิดชอบในค่าใช้จ่าย ในการดำเนินการทั้งหมดเมื่อเข้ามาในน่านน้ำของประเทศไทย และพิธีสารนี้เมื่อจะมี การนำเสนอร่างพระราชบัญญัติในอนาคต ผมคิดว่าสภาแห่งนี้สมาชิกรัฐสภาคงจะได้ ไตร่ตรองอย่างลึกซึ้ง แล้วก็ช่วยกลั่นกรองว่าเราจะช่วยกันปกป้องทรัพยากรทางทะเล อย่างทั่วถึง อย่างมีส่วนร่วมได้อย่างไร ช่วยกันเป็นตาสับปะรดร่วมดูแลสอดส่องร่วมกับ ภาคเอกชนกับภาคประชาชน และเราจะได้รักษาทรัพยากรทางทะเลให้กับลูกหลานของเรา ในอนาคตต่อไป ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ต่อไปคุณเกียรติ สิทธีอมร ครับ🔗

นายเกียรติ สิทธีอมร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ขออภิปรายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพิธีสาร ค.ศ. ๑๙๙๖ ทีนี้ต้องเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ เรื่องนี้ความจริงรายละเอียดมีมาก เหลือเกินครับ แต่เอกสารที่ส่งให้สมาชิกรัฐสภาจนถึงเช้านี้มีแค่นี้ มีจดหมายปะหน้า ฉบับเดียว แล้วก็มีหนังสือที่เป็นโปรโตคอล (Protocol) ฉบับเดียวจริง ๆ เมื่อเช้าถึงจะได้รับ เอกสารเล่มนี้ ซึ่งแสดงถึงความเป็นมาของพิธีสารและข้อตกลงเหล่านี้ที่เกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วก็เป็นความยากที่สมาชิกรัฐสภาถ้าไม่คุ้นเคยจริง ๆ ถ้าไม่ไป ศึกษาจริง ๆ จะไม่รู้รายละเอียดเลยว่ามีความเป็นมาเป็นอย่างไร อันนี้ผมต้องขอฝากวิป (Whip) ในกรณีครั้งต่อ ๆ ไปว่าต้องให้ละเอียดถี่ถ้วน เอกสารควรจะมีให้ครบ ในเรื่องนี้เอง ถ้าจะพูดถึงพิธีสาร ค.ศ. ๑๙๙๖ ต้องโยงไปถึงอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันมลภาวะทางทะเล เนื่องจากการทิ้งวัสดุเหลือใช้และวัสดุอย่างอื่น ค.ศ. ๑๙๗๒ ด้วย จริง ๆ แล้วหลายท่าน ยังไม่เข้าใจอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันมลภาวะทางทะเล เนื่องจากการทิ้งวัสดุเหลือใช้ และวัสดุอย่างอื่น ค.ศ. ๑๙๗๒ มีมานานแล้วครับ แต่มีมาในลักษณะแบบหนึ่ง แล้วก็มี การปรับปรุงไปเรื่อย ๆ พอเป็นพิธีสาร ค.ศ. ๑๙๙๖ พูดง่าย ๆ คนที่เป็นสมาชิกเดิม ของอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันมลภาวะทางทะเล เนื่องจากการทิ้งวัสดุเหลือใช้และวัสดุ อย่างอื่น ค.ศ. ๑๙๗๒ ก็ต้องทยอยมาเป็นสมาชิกของพิธีสาร ค.ศ. ๑๙๙๖ แล้ว ทันทีที่มาเป็น สมาชิกครบถ้วนจะยกเลิกอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันมลภาวะทางทะเล เนื่องจากการทิ้ง วัสดุเหลือใช้และวัสดุอย่างอื่น ค.ศ. ๑๙๗๒ ตรงนี้ต้องพูดให้ชัดครับ ทีนี้ประเทศไทยไม่เคย เป็นสมาชิกเลยทั้งอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันมลภาวะทางทะเล เนื่องจากการทิ้งวัสดุ เหลือใช้และวัสดุอย่างอื่น ค.ศ. ๑๙๗๒ ทั้งพิธีสาร ค.ศ. ๑๙๙๖ และในกลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN) มีเพียงประเทศฟิลิปปินส์ประเทศเดียวที่เป็นภาคีทั้ง ๒ อนุสัญญาและพิธีสาร ของประเทศไทยวันนี้พิจารณาในสภาแห่งนี้คือเข้าไปเป็นภาคีของพิธีสาร ค.ศ. ๑๙๙๖ เท่านั้น ซึ่งหมายความว่าเป็นอัตโนมัติไม่ต้องไปนึกถึงอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันมลภาวะ ทางทะเล เนื่องจากการทิ้งวัสดุเหลือใช้และวัสดุอย่างอื่น ค.ศ. ๑๙๗๒ แล้ว แต่วิธีการบังคับใช้ ในระบบนี้เขาบังคับใช้ขนานกันไปทั้งคู่จนกว่าสมาชิกของอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกัน มลภาวะทางทะเล เนื่องจากการทิ้งวัสดุเหลือใช้และวัสดุอย่างอื่น ค.ศ. ๑๙๗๒ จะไปเป็น ภาคีสมาชิกพิธีสาร ค.ศ. ๑๙๙๖ โดยสมบูรณ์ อันนี้ต้องทำความเข้าใจ ทีนี้นอกจากเอกสารแล้ว จริง ๆ เมื่อสักครู่มีสมาชิกได้พูดไปแล้ว ท่านมีร่างกฎหมายแล้ว และท่านก็เข้า ครม. แล้ว แล้วทำไมไม่ประกบเข้าสภาด้วย อันนี้จะทำให้เราเข้าใจต่อไปอีกว่าวิธีการคิดของหน่วยราชการ ที่เกี่ยวข้องที่ต้องบังคับใช้กฎหมายต่อไปจะดำเนินการอย่างไร กฎหมายนี้หรือพิธีสารนี้ หลาย ๆ คนอาจจะเข้าใจว่าไปดูแลสิ่งแวดล้อมทั้งระบบในทะเล แต่จริง ๆ ก็ไม่ใช่อีกครับ มันเป็นเพียงส่วนเดียวเท่านั้นเอง เป็นข้อตกลง ซึ่งต้องไปดูในภาคผนวกว่าตามพิธีสารนี้ มี ๘ รายการเท่านั้นที่ห้ามทิ้งหรือที่ให้ทิ้งได้ที่เหลือห้ามทิ้ง ทีนี้เราจะไปเข้าใจว่าพิธีสารอันนี้ ดูแลสิ่งแวดล้อมของทางทะเลทั้งระบบคงไม่ใช่ครับ ต้องมีกฎหมายฉบับอื่นอีก เพราะฉะนั้น เป็นภาระที่ทางรัฐบาลต้องอธิบายครับ เพราะตอนนี้คนทุกคนคิดว่าพิธีสารอันนี้ไปดูแล ทั้งระบบเลย ซึ่งไม่ใช่ อันนี้ขอความชัดเจนนิดหนึ่งครับ จะยกเว้นหรือไม่ยกเว้น ถ้าจะยกเว้นผมตั้งคำถามเลยครับ ว่ามันไม่ดีตรงไหน ๘ รายการที่ไปทิ้งในทะเลข้างนอกทิ้งภายในได้หรืออย่างไรครับ ผมคิดว่า ต้องอธิบายให้ดีนะครับ เพราะไม่อย่างนั้นเดี๋ยวเขาจะเข้าใจผิดว่าไปทิ้งภายในได้ ทิ้งภายนอก ไม่ได้ ตรงนี้ต้องมีความชัดเจนนะครับ🔗

ในแง่ความพร้อมของทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ผู้ประกอบการ เยอะแยะไปหมดเลยครับที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทะเลเป็นแหล่งทำมาหากิน เป็นช่องทางในการสัญจร ตรงนี้ความพร้อมมีมากน้อยแค่ไหน ท่านยังไม่ได้ประเมินให้เราทราบภายใน ๕ ปีจะต้องทำ อย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นท่องเที่ยว ขุดน้ำมัน น่านน้ำทะเลไทยภายใน ประมง เดินเรือ เกี่ยวข้องไหมครับ ฟาร์มกุ้งติดริมทะเลเกี่ยวข้องไหมครับ เกี่ยวข้องอย่างไร ตรงไหน อันนี้ ยังไม่มีการประเมิน แต่จริง ๆ ท่านให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไปทำการศึกษาครับ แล้วทำไมท่านไม่ยื่นรายงานอันนี้ให้เรารับทราบมันจะเป็นประโยชน์นะครับ🔗

สุดท้ายครับ ออกกฎหมายในการกำกับดูแล ท่านต้องตัดสินใจให้ดีนะครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องสิ่งแวดล้อมหรือเป็นเรื่องคมนาคม แต่ถ้าไปดูร่างกฎหมายของท่านเป็นทั้ง สิ่งแวดล้อม ทั้งคมนาคม แล้วก็มีรัฐมนตรีทั้ง ๒ กระทรวงกำกับอยู่ อันนี้เอาให้ชัดจะเน้นเรื่องใด ถ้าดูสาระเป็นการเน้นสิ่งแวดล้อม แต่ในโครงสร้างกฎหมายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นรองประธาน เพราะฉะนั้นกรรมการก็ต้องไปออกเกณฑ์อีก ก็ยังไม่รู้อีกเหมือนกันว่ากฎกระทรวง เป็นอย่างไร อันนี้ขอความชัดเจนนิดหนึ่งว่าหลักการคิดของกฎกระทรวงจะเป็นอย่างไร แล้วก็โครงสร้างกรรมการ🔗

อันสุดท้ายจริง ๆ ครับ ผมอยากเห็นมีภาคเอกชนและภาคประชาชน ไม่ใช่ ผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นที่รักที่ชอบของคณะกรรมการ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปคุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ครับ🔗

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา การที่รัฐสภา ในวันนี้กำลังจะพิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบต่อการเข้าร่วมเป็นภาคี ในพิธีสารลอนดอน ผมขออนุญาตที่จะใช้เวลาช่วงสั้น ๆ ในการอภิปรายชี้ให้เห็นว่าพิธีสาร ลอนดอน ค.ศ. ๑๙๙๖ ฉบับนี้เป็นฉบับที่พัฒนาต่อเนื่องมาจากอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกัน มลภาวะทางทะเล เนื่องจากการทิ้งวัสดุเหลือใช้และวัสดุอย่างอื่น ค.ศ. ๑๙๗๒ ท่านสมาชิก บางท่านได้อภิปรายไปล่วงหน้าแล้ว ผมคงไม่ซ้ำในประเด็นนั้นนะครับ หลังจากที่เราได้พิจารณา ในวันนี้แล้วจะนำไปสู่เรื่องการภาคยานุวัติเพื่อเข้าเป็นภาคีพิธีสารอย่างเป็นทางการ ซึ่งนั่นจะเป็น การที่ทำให้เราไปสู่ประชาคมกฎหมายสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศในอีกระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้น ข้อนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ ถามว่าทำไมถึงจะต้องเข้า สิ่งแรกที่ทำก็คือว่า ประเทศไทยมีการดูแลน่านน้ำของเราด้วยกฎหมายหลายฉบับ แต่กฎหมายที่ถือว่าเก่าแก่ที่สุด แล้วก็ใช้มานานที่สุดคงจะเป็นพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พระพุทธศักราช ๒๔๕๖ เป็นกฎหมายหนึ่งในน้อยฉบับที่แทนจะเรียกว่าพุทธศักราช ให้เรียกว่าพระพุทธศักราช คือว่า เก่ามาก ออกแบบร่างกันไว้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ ใช้มาจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าเป็นกฎหมายที่ ทันสมัยในอดีต แต่มาในวันนี้แล้วเมื่อไปเทียบกับหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกฎหมายระหว่างประเทศเรื่องทะเลยังมีเรื่องที่ต้องปรับปรุงกันยกใหญ่ และในระหว่าง ๑๐๐ ปีที่ผ่านมามีการปะผุกฎหมายฉบับนี้มาแล้วหลายรอบ จนกระทั่ง ถ้าไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญจริง ๆ ในเรื่องกฎหมายทะเลคงจะแทบหาตัวมาตราต่าง ๆ ข้อความ ต่าง ๆ นั้นแทบไม่เจอ อย่างไรก็ดีในพิธีสารลอนดอนฉบับนี้จะได้ช่วยปูทางครับ เพื่อจะทำให้ กฎหมายของเราซึ่งว่าด้วยการที่เราจะมีร่างพระราชบัญญัติการป้องกันมลพิษทางทะเล เนื่องจากการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุทางทะเล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่จะเข้ามายังรัฐสภาต่อไป ในอนาคตนั้นอย่างน้อยได้กำหนดว่าจะต้องมีหลักการ ๒-๓ เรื่อง🔗

เรื่องแรก ก็คือหลักการในเรื่องการป้องกันล่วงหน้า ในภาษาอังกฤษเรียกว่า พรีคอชันนารีพรินซิเปิล (Precautionary Principle) ใช้ตัวย่อว่าพีพี (PP) พี (P) ๒ ตัว เพื่อป้องกันไว้ก่อน อย่ารอให้เสียหาย เพราะทุกครั้งที่เกิดความเสียหายขึ้นมานั้นความรู้สึก ของคนไทย ความรู้สึกของโลกเวลาที่เห็นวาฬกลืนขยะเข้าไป เห็นขยะซัดขึ้นมาเกยชายฝั่ง จนกระทั่งแหล่งท่องเที่ยวเสียหาย ชาวบ้านช่วยกันเก็บเท่าไรก็ไม่มีวันหมดนั้นเป็นภาพที่ สะเทือนใจ เพราะฉะนั้นหลักในเรื่องการป้องกันล่วงหน้าจึงเข้ามาในพิธีสารฉบับนี้🔗

หลักที่ ๒ คือเรื่องผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้ใช้จ่าย พอลลูเตอร์ เปยส์ พรินซิเปิล (Polluter Pays Principle) ใช้ตัวพี (P) เหมือนกัน แต่เป็นพี (P) ๓ ตัว อันเมื่อสักครู่นี้ เป็นพี (P) ๒ ตัวครับ เพราะฉะนั้นถ้าวาง ๒ หลักนี้เข้ามาจะช่วยทำให้ในชั้นถัดไปที่รัฐบาล จะต้องเสนอร่างพระราชบัญญัติการป้องกันมลพิษทางทะเล เนื่องจากการทิ้งเทของเสีย หรือวัสดุทางทะเล พ.ศ. .... เข้ามานั้นอย่างน้อยต้องสะท้อน ๒ หลักนี้ และแน่นอนผมเห็นด้วย กับที่ท่านสมาชิกท่านอื่นได้อภิปรายไว้แล้วว่ากระบวนการในพิจารณาจะอนุญาตในเงื่อนไข อย่างไร โดยคณะกรรมการจะต้องมีตามพระราชบัญญัตินั้น พยายามให้มีความชัดเจน รวดเร็ว สามารถดูแลได้ เพราะหลักการของพิธีสารฉบับนี้โดยพื้นฐานวางหลักการว่าห้ามทิ้ง ห้ามเท ห้ามเผาในทะเล แต่ว่ามีข้อยกเว้นว่ารัฐชายฝั่งมีอำนาจในการพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป แต่ไม่เกิน ๘ อย่างที่อนุญาตให้ทิ้ง เท หรือเผาได้ แล้วต้องชี้จุดที่จะให้ทำ กำหนดวิธีการ ซึ่งจะเป็นการช่วยคุ้มครองทะเลได้🔗

ดังนั้นด้วยหลักการและเหตุผลของสิ่งที่ปรากฏในอนุสัญญาและพิธีสารที่เรา กำลังจะเข้าไปนั้นจึงเป็นประโยชน์ต่อการออกแบบในการร่างกฎหมาย ซึ่งขณะนี้ผ่านชั้น คณะรัฐมนตรีไปอยู่ในกฤษฎีกาแล้ว ก็ขอส่งการอภิปรายนี้ตามเข้าไปให้ถึงกระบวนการ ในการออกแบบเนื้อหาสาระของตัวร่างพระราชบัญญัติที่จะเป็นกฎหมายภายในของเรา ให้ออกมาแล้วไม่เพียงแต่สะท้อนหลักการอันเป็นสากล แต่จะต้องสะท้อนหลักการที่สามารถ ป้องกันทะเลไทย ป้องกันผลประโยชน์ แล้วก็ดูแลวินัย ไม่ว่าจะเป็นเรือนอก อากาศยานนอก สิ่งลอยน้ำที่ไหลเข้ามาในเขตอาณาที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยให้สามารถคุ้มครองได้ แต่ใน ขณะเดียวกันในพิธีสารนี้ยังบอกด้วยว่าเป็นบทบาทที่รัฐอาณาเขตจะสามารถคุยกันเองด้วย ไม่ต้องรอให้ใครมาชี้นำ ไปตกลงกันได้เองเลยว่ามีอะไรที่จะเพิ่มเติมเข้าไปเพื่อจะทำให้ มาตรฐานในการคุ้มครองดูแลทะเลของรัฐชายฝั่งที่มีอาณาเขตใกล้เคียงกันได้รับผลกระทบ พอ ๆ กันนั้นไปตั้งมาตรฐานที่สูงขึ้นไปกว่าสิ่งที่ปรากฏในภาคี ด้วยเหตุนี้ผมจึงเห็นว่ารัฐสภา ควรพิจารณา แล้วก็ให้ความเห็นชอบโดยมีข้อสังเกตที่ขอให้ทางฝ่ายรัฐบาลได้กรุณารับไป เพื่อไปสะท้อนหลักสำคัญต่าง ๆ รวมไปถึงเรื่องกระบวนการพิจารณาอนุมัติ อนุญาต ๘ ชนิด ที่จะให้ไปทิ้ง เท หรือเผา ในเขตอาณา ซึ่งปกติคงไม่ค่อยมีใครไปทำหรืออนุญาตกันง่าย ๆ หรอกครับ แต่สาระสำคัญกว่านั้นก็คือจะต้องมีความรู้และมีเครื่องมือ จะต้องสนับสนุน เครื่องมือในการตรวจจับ ในการติดตาม กรณีถ้าจะมีอากาศยานบินเข้ามาในเขต เขาปลดปล่อยของนั้นออกมา เราจะมีเครื่องมือในการตรวจจับได้อย่างไร ถ้าเรือเข้ามาแล้ว ไปทำการเทในช่วงเวลากลางคืน เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเขาไม่ได้จอดเท เขาอาจจะแล่นไปแล้ว ก็เทไป ของพวกนี้จะต้องมีกระบวนการที่จะสื่อสารกับระบบระหว่างประเทศ ซึ่งคงจะมี เทคโนโลยีในการติดตามให้มากขึ้น🔗

สุดท้ายก็คือว่านอกเหนือจากข้อสังเกตที่เกี่ยวข้องกับเขตอาณาข้างนอก ถึง ๒๐๐ ไมล์ทะเลแล้ว ก็ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อเรื่องการอนุรักษ์ รักษาสภาพแวดล้อม ของชายเลน ชายฝั่ง แล้วก็ทะเลภายในอาณาเขตของเราให้เข้มงวด เพราะนั่นหมายถึงว่า เรากำลังส่งมอบทะเลและสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่าให้กับคนรุ่นใหม่ถัดไป ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปคุณขจิตร ชัยนิคม ครับ🔗

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ท่านประธานครับ ผม นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา พิธีสาร ค.ศ. ๑๙๙๖ ของอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันมลภาวะทางทะเล เนื่องจากการทิ้งวัสดุเหลือใช้และวัสดุอย่างอื่น ค.ศ. ๑๙๗๒ จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบ จากรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๘ วรรคสอง ผมในฐานะสมาชิกรัฐสภาขอขอบคุณ กระทรวงการต่างประเทศที่ได้มีความเห็นให้ประเทศไทยได้รับรองหรือเข้าร่วมในการทำตาม สัญญา หมายถึงว่าการยกระดับของประเทศในการรักษาความสะอาดหรือมลภาวะทางทะเลขึ้นสู่ ระดับสากลหรือได้มาตรฐาน แต่อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องที่เรารับทราบว่าประเทศไทยยังไม่ได้มี กฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ว่าโดยหลักการแล้วพิธีสารนี้ก็คือกำหนดให้มีการรักษามลภาวะ รักษาความสะอาดและสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่ของทะเล ซึ่งทะเลของประเทศไทยที่ผ่านมา ความรับผิดชอบในการทำให้ทะเลสะอาดยังมีน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงงานที่ประกอบกิจการ อยู่ชายทะเล ซึ่งผมได้รับข้อมูลจากทั้งผู้ประกอบการและผู้ที่ไปทำงานมีการปล่อยน้ำเสีย ลงทะเลเพื่อลดต้นทุน เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ผมฝากท่านรัฐมนตรีซึ่งมาเสนอให้สภารับรอง พิธีสารครั้งนี้ ทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ทั้งรัฐมนตรีที่รับผิดชอบเกี่ยวกับ สิ่งแวดล้อมให้ไปดูและเคร่งครัดเรื่องนี้ด้วย เพราะเป็นผลเสียหายที่ก่อให้เกิดผลกระทบกับ ประชาชนทั่วประเทศ สิ่งที่เป็นหลักการซึ่งเป็นการป้องกันล่วงหน้า นั่นคือเป็นหลักการธรรมดา แต่ว่าก้าวหน้ามาก ถ้าหากเราจะปฏิบัติการเชิงรุกอะไรสักอย่างผมถือว่าเป็นความก้าวหน้า ของประเทศไทย ของรัฐบาล เพราะส่วนใหญ่เราจะเป็นฝ่ายตั้งรับ พอเกิดเหตุการณ์แล้ว เราถึงจะหาทางป้องกัน แต่พิธีสารนี้ได้กำหนดขึ้นโดยหลักการป้องกันล่วงหน้า แล้วให้ คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้าได้ด้วย แต่ว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้าไม่ใช่ว่า จะเกิดจากจินตนาการ แต่ต้องเป็นการวิเคราะห์ในเชิงวิทยาศาสตร์ว่าทิ้งตรงนี้แล้วจะเกิด มลภาวะอย่างไร ผมถือว่าอันนี้เป็นมาตรการหรือหลักการที่ก้าวหน้าในระดับหนึ่งสำหรับ ประเทศเรา🔗

ประการที่ ๒ ที่ผมพูดถึงเรื่องโรงงาน ถ้าต้องการลดต้นทุนเป็นสิ่งที่นักธุรกิจ จะต้องคิด แต่ว่าความรับผิดชอบต่อสังคม ความรับผิดชอบต่อส่วนรวมเป็นสิ่งจำเป็นของ ผู้ประกอบธุรกิจเหมือนกัน เพราะฉะนั้นภายใต้กฎหมายของกรมโรงงานก็ตาม ของกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่จะดูแลเรื่องนี้ หรือแม้กระทั่งกระทรวงคมนาคม ซึ่งรัฐมนตรีว่าการได้เป็นประธานอยู่ ผมคิดว่าหลักการที่ ๒ พิธีสารนี้ได้กำหนดก็คือหลักการ ว่าใครเป็นผู้กระทำหรือใครทิ้งคนนั้นต้องรับผิดชอบในการที่จะเสียค่าใช้จ่าย หลักการนี้ ผมอยากให้ท่านกรรมการทั้งหลาย ไม่ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมหรือรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผมอยากให้ท่านเคร่งครัดหน่อย เวลาท่านไป เข้าเป็นภาคีแล้วอย่าให้มันเสียชื่อเสียงของประเทศไทย รักษามาตรฐานให้เป็นไปตามเจตนา ของพิธีสารที่เราไปลงนาม เพื่อที่จะได้รับการยอมรับในอารยประเทศ🔗

ท่านประธานครับ สิ่งที่เกิดขึ้นในทะเลหรืออยู่บนบกเป็นที่ทราบดีว่ามีเหตุการณ์ ที่ประชาชนบางทีไม่ทราบ ผมก็ไม่ทราบ รัฐบาลได้อนุญาตให้มีการทิ้งขยะพลาสติก ในประเทศไทย เพราะท่านมองว่าประเทศไทยกว้างใหญ่ไพศาลมาก ยิ่งในทะเลมองไม่เห็น เพราะฉะนั้นผมฝากผู้รับผิดชอบให้เคร่งครัดเรื่องนี้ ผมจะไม่ถามว่าในอดีตเป็นอย่างไร แต่ผม อยากจะทราบ แล้วก็จะถามท่านเมื่อเรารับรองพิธีสารอันนี้ พิธีสารที่เป็นอนุสัญญาว่าด้วย การป้องกันมลภาวะทางทะเล เนื่องจากการทิ้งวัสดุเหลือใช้และวัสดุอย่างอื่น ค.ศ. ๑๙๗๒ แล้ว ผมเรียนท่านรัฐมนตรีทั้ง ๒ ท่านนะครับ พอผ่านไปสัก ๓ เดือนผมจะถามท่านเรื่องนี้ว่า มาตรฐานของประเทศไทยในเชิงที่เรารับรู้ได้โดยพฤติกรรม ในทางที่มองเห็นด้วยตา หรือใน การป้องกันเรื่องนี้ได้ยกมาตรฐานขึ้นโดยเฉพาะการดูแลเรื่องโรงงานทิ้งของเสียลงไปในทะเล แล้วก็ดูแลเรื่องการทิ้งพลาสติกลงไปในทะเล ทำให้ทะเลหมดความสวย หมดความสะอาด ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ต่อไปคุณศุภชัย ใจสมุทร ครับ🔗

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ พิธีสารลอนดอนที่ได้มีการเสนอ ต่อรัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบจากรัฐบาล สมาชิกพรรคภูมิใจไทยและตัวกระผมเอง ได้มีการศึกษาและเห็นว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์กับประเทศในการที่จะเข้าไป เป็นภาคีสมาชิก เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะทางทะเลเป็นปัญหาใหญ่ที่จะเกิดขึ้นมาก ต่อไปในอนาคต สิ่งที่ผมเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญก็คือว่าการที่เราจะเข้าไปร่วมกับอนุสัญญานี้ จะทำให้เป็นการบังคับใครก็ตามที่เข้ามาอยู่ในน่านน้ำจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตาม อนุสัญญานี้ แต่สิ่งที่ผมอยากจะขอเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีผู้เกี่ยวข้องคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมก็คือว่าวันนี้สิ่งที่เราต้องคิดในเรื่องของกฎหมายภายใน ที่กำลังจะออกว่าจริง ๆ แล้วมีเรื่องที่เราจะต้องดำเนินการให้ครอบคลุม ครบถ้วน ต้องคิดให้ รอบคอบมากขึ้น เพราะโลกวันนี้เป็นโลกที่เกิดโควิด (COVID) หลังจากโควิด (COVID) โลกมันเปลี่ยนไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งแวดล้อม ถ้าเราได้ติดตามในห้วงเวลาที่ผ่านมา เราพบว่าสิ่งที่มีการเคลื่อนย้ายกันมากที่สุดก็คือนักท่องเที่ยว ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยว เข้ามาจำนวนมากมายมหาศาล หลายประเทศมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากมายมหาศาล และสิ่งที่นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งได้ใช้นับว่ามากพอสมควรก็คือเรือสำราญ ผมอยากจะฝาก ท่านรัฐมนตรีว่าในฐานะกรมเจ้าท่าเป็นผู้รับผิดชอบ ไปถึงตรงไหนก็ตามนี่นะครับ ในหลายประเทศ เรือสำราญได้สร้างปัญหาอย่างมากมายให้กับประเทศที่เรือสำราญเหล่านั้นได้เดินทางไป วันนี้เรือสำราญเติบโตมาก มีคนพักค้างคืนในเรือสำราญเป็น ๓ วัน ๗ วัน หรือเป็นเดือน เพื่อไปยังเมืองท่าใหญ่ ๆ ในเวนิสมีเรือสำราญเข้าไปในบริเวณปากอ่าวเวนิสที่เขาเรียกว่าลากูน (Lagoon) จำนวนมากมายมหาศาล สิ่งที่เวนิสได้จากนักท่องเที่ยวที่ไปกับเรือสำราญก็คือ ไปซื้อเครื่องดื่ม ไม่ได้ไปกินอาหารค่ำ ไปเดินทั้งวันแล้วก็กลับไปกินอาหารในเรือสำราญ วันนี้ เราต้องชั่งน้ำหนักว่าในที่สุดแล้วสิ่งเหล่านี้จะเป็นประโยชน์อย่างไร ผมจึงฝากท่านรัฐมนตรี ลากูน (Lagoon) ในเวนิสวันนี้หลังจากเรือสำราญที่เข้าไปจำนวนมากมายมหาศาลได้หยุดลง วันนี้น้ำใส ปลาดำผุดดำว่ายอยู่ที่ลากูน (Lagoon) ในเวนิส ทำนองเดียวกันครับประเทศไทย ผมเป็นห่วงก็ต้องฝาก จริง ๆ อาจจะเป็นหน่วยงานที่ไม่เฉพาะกระทรวงคมนาคม แต่เป็น เรื่องของกระทรวงอื่นที่เกี่ยวข้องว่าเราจะทำอย่างไรที่จะทำให้ท้องทะเลของเราเป็นท้องทะเล ที่ปราศจากการนำขยะมาทิ้ง คำถามก็คือว่าวันนี้ถ้าในที่สุดเราเปิดอีกครั้งหนึ่ง เราหวังรายได้ จากการท่องเที่ยวและมีเรือสำราญบางส่วนเดินทางมายังประเทศไทย ท่านรัฐมนตรีจะมีงบประมาณ มีบุคลากร มีเงินซื้อเครื่องมือเครื่องใช้ที่สามารถจะไปติดตามการละเมิดต่อกฎหมาย ภายในประเทศที่เรากำลังจะออกมากน้อยประการใด เรื่องนี้ผมคิดว่าโพสต์โควิด (Post-COVID) เป็นเรื่องที่ท่านต้องคิด และร่างกฎหมายเดิมของกฤษฎีกาที่เคยเสนอไปยังรัฐบาลบางครั้งบางคราวอาจจะยังไม่ครอบคลุม ในบางมิติ ผมเองเป็นผู้ที่ได้ติดตามร่างพระราชบัญญัติของรัฐบาลอยู่ พบว่าบางเรื่องมีความบกพร่อง และไม่ครอบคลุม เพราะฉะนั้นหลังจากนี้ไปคงต้องฝากรัฐบาลว่าหากท่านเข้าร่วมในพิธีสารนี้แล้ว หลังจากนั้นกฎหมายภายในที่ท่านกำลังจะออกแล้วบอกว่าเกือบจะเสร็จแล้ว แท้จริงแล้ว เป็นประโยชน์และทั่วถึง สามารถจะบังคับใช้อย่างเป็นประโยชน์เต็มที่ต่อประเทศของเรา มากน้อยเป็นประการใด เรื่องนี้เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกบางท่านได้แสดงความคิดเห็นว่าจริง ๆ กฎหมายภายในเหล่านั้นควรจะให้เราได้ดู ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์และจำเป็น และ ผมสนับสนุนแนวคิดนี้ เพราะเมื่อสักครู่ท่านบอกว่าเอามา เสนอมาให้ไม่กี่แผ่น ถ้าท่านสมาชิก ท่านใดไม่รู้แบคกราวนด์ (Background) ไม่รู้อะไรมากพอก็ไม่ทราบ อย่างไรก็ตามต้องเรียน ท่านว่าผมสนับสนุนเรื่องนี้ แล้วก็คิดว่าสิ่งแวดล้อมทางทะเลเป็นภาวะที่พวกเราต้องช่วยกัน เรื่องการท่องเที่ยวที่ผมพูด เนื่องจากเวลาน้อยก็บอกว่าเรื่องการท่องเที่ยวเป็นเรื่องที่ จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องไปดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด บ้านผมอยู่ฝั่งทะเลอันดามัน ผมเป็น คนจังหวัดตรัง การท่องเที่ยวที่นั่นมีมากมาย ฝากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องว่าแท้จริงแล้ว วันนี้ท่านสามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างเต็มที่ สมบูรณ์ได้ขนาดไหน ติดตามการกระทำผิด ได้มากน้อยขนาดไหน วันนี้มีเรือสำราญขนาดมหึมา คาร์นิวัล (Carnival) ซึ่งสร้างมลพิษ ไม่ว่าทางอากาศ ทางอะไรต่าง ๆ เยอะแยะไปหมด สร้างความเสียหาย บางทีต้องคิดนะครับ ว่าในที่สุดเราจะแลกเอาจากเรือสำราญหรือเราจะเอาสภาพแวดล้อมที่ดี เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ ต้องฝากท่านประธานไปยังรัฐบาลว่ากฎหมายที่จะออกมารองรับตามพิธีสารที่ท่านจะไปร่วม ลงนามควรจะเป็นกฎหมายที่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างสมบูรณ์ ในการที่จะทำให้สิ่งแวดล้อม ทะเลไทยของเราเป็นทะเลที่สวยงาม เพื่อที่จะทำให้การท่องเที่ยวของเราเป็นการท่องเที่ยว ที่มีคุณภาพ เป็นประโยชน์กับการได้รับรายได้จากความสำราญควบคู่กับสิ่งแวดล้อมที่ดีครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ต่อไป พลเรือเอก พัลลภ ตมิศานนท์ แล้วหลังจากนั้นเรียนที่ประชุมว่าจะมีอีก ๔ ท่านนะครับ น่าจะเป็นชุดสุดท้าย คือทาง ส.ส. ฝ่ายค้านจะมีท่านมานพ คีรีภูวดล ทาง ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลจะมีท่านนาที รัชกิจประการ ทางวุฒิสมาชิกก็จะมีท่านเจน นำชัยศิริ กับท่านกิตติ วะสีนนท์ ขอเชิญ พลเรือเอก พัลลภครับ🔗

พลเรือเอก พัลลภ ตมิศานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ผมขอฉายสไลด์ (Slide) ไว้นะครับ ท่านประธานอนุญาตไหมครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ได้ครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
พลเรือเอก พัลลภ ตมิศานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก พัลลภ ตมิศานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ พิธีสารฉบับนี้ด้านเนื้อหานั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับการป้องกัน มลภาวะทางทะเลจากการทิ้ง เท วัสดุ ซึ่งต้องดำเนินการตามกฎหมายทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ ที่ประเทศไทยผูกพันเป็นภาคีด้วย ส่วนในด้านหน่วยกำกับดูแลนั้นก็คือองค์การทางทะเล ระหว่างประเทศหรือไอเอ็มโอ (IMO) ซึ่งประเทศไทยก็ผูกพันเป็นสมาชิกด้วยเช่นกัน ดังนั้นด้วยข้อผูกพันทั้ง ๒ ด้านนี้ประกอบกับเนื้อหาของพิธีสารฉบับนี้ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับ การรักษาสิ่งแวดล้อม จึงจำเป็นแล้วก็เหมาะสมครับที่ประเทศไทยเราจะเข้าเป็นภาคีพิธีสาร ฉบับนี้ แต่เมื่อกลับมาพิจารณาจำนวนประเทศที่เข้าร่วมภาคีพิธีสารแล้วน่าแปลกใจครับว่า สมาชิกไอเอ็มโอ (IMO) นั้น ๑๗๔ ประเทศ ๓ เขตปกครอง มีเพียง ๕๓ ประเทศหรือประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เข้าร่วมภาคี ยิ่งอาเซียน (ASEAN) ๑๐ ประเทศด้วยแล้ว มีเพียง ประเทศฟิลิปปินส์ประเทศเดียวที่เข้าเป็นภาคี สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ที่พึงระมัดระวัง ที่ประเทศไทยจะต้องพิจารณาทุกแง่มุมให้รอบคอบ รัดกุมก่อนตัดสินใจเข้าร่วม ซึ่งหลังจากที่ ได้พิจารณาเนื้อหาพิธีสารทั้ง ๒๙ ข้อแล้วกระผมก็มีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะบางประเด็น ดังนี้ครับ🔗

ประเด็นแรก คือการบังคับใช้พิธีสารในเขตน่านน้ำภายใน จากนิยามคำว่า ทะเล ตามแผนภาพนี่นะครับ พิธีสาร หมายถึง เขตน้ำทะเลทั้งหมดนอกเหนือจากน่านน้ำ ภายใน ทำให้ทะเลซึ่งเป็นพื้นที่บังคับใช้พิธีสารในส่วนของประเทศไทย อันได้แก่ ขอให้สังเกตตามสีต่าง ๆ ให้ดี ทะเลอาณาเขตนั้นคือส่วนสีเหลือง เขตต่อเนื่องคือส่วนสีส้ม เขตเศรษฐกิจจำเพาะ หรือไหล่ทวีปคือส่วนสีฟ้า และทะเลหลวงซึ่งอยู่นอกแผนที่นี้ไปแต่ไม่รวมน่านน้ำภายในคือ ส่วนสีเขียว ตรงนี้น่าจะไม่เป็นผลดีสำหรับบ้านเราเพราะจะทำให้น่านน้ำภายในซึ่งมีพื้นที่กว่า ๖๒,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร คิดเป็นกว่า ๑๙ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทะเลไทยทั้งหมด รวมทุกสี ๓๒๓,๐๐๐ ตารางกิโลเมตรจะไม่อยู่ภายใต้การบังคับใช้ของพิธีสารนี้เลย🔗

ข้อสังเกตอีกประการคือว่าพิธีสารนี้จะบังคับใช้ตั้งแต่ทะเลอาณาเขตก็คือ ส่วนสีเหลืองออกมา ยกเว้นน่านน้ำภายในคือส่วนสีเขียว ในขณะที่กฎหมายภายในของ ประเทศไทยนั้นจะบังคับใช้ทั้งน่านน้ำภายในและทะเลอาณาเขต ดังนั้นจะเห็นว่าทะเล อาณาเขตนั้นมีทั้งกฎหมายภายในใช้บังคับและจะมีพิธีสารนี้ใช้บังคับอีกในอนาคตหากผ่านสภา ในวันนี้ เป็นเรื่องที่น่าเสียดายเพราะว่าบทบัญญัติของพิธีสารนั้นมีข้อดีหลายประการ เช่น ควบคุมทั้งพฤติกรรม ได้แก่ การทิ้ง การเผาวัสดุต่าง ๆ ในทะเล ควบคุมทั้งผู้กระทำ คือไม่ว่า จะเป็นเรือ อากาศยาน แท่นลอยน้ำ และโครงสร้างต่าง ๆ ในทะเล กล่าวได้ว่าครอบคลุม ทุกพฤติกรรมและผู้กระทำ รวมถึงมีกฎเกณฑ์ มาตรการบังคับใช้ และการระงับข้อพิพาท อย่างชัดเจน ซึ่งเมื่อเทียบกับกฎหมายภายในอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติเดินเรือ ในน่านน้ำไทย พระราชบัญญัติเรือไทย ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม หรือพระราชบัญญัติ ส่งเสริมและบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กฎหมายไทยยังมีข้อจำกัดมากกว่า เช่นไม่ครอบคลุมถึงเขตเศรษฐกิจจำเพาะในส่วนสีฟ้า แล้วก็ทะเลหลวงที่ไกลออกไป ควบคุม พฤติกรรมและผู้กระทำไม่ครบทุกเรื่อง ไม่ครอบคลุมการออกใบอนุญาตทิ้ง เท หรือเผา ในทะเล การแรงงาน การระงับข้อพิพาทกรณีผู้กระทำเป็นเรือและอากาศยานต่างชาติ เป็นต้น ที่สำคัญน่านน้ำภายในในส่วนสีเขียวของประเทศไทยบางส่วน เช่นบริเวณที่เกาะสีชัง หรือแถว ๆ บริเวณนอกชายฝั่งศรีราชานั้นมีปัญหาสิ่งแวดล้อม มลพิษจากการทิ้ง เท วัสดุเหลือใช้ ของเสียลงทะเล ทั้งโดยเรือไทยและต่างชาติที่แล่นผ่าน แล้วก็เข้าจอดขนถ่าย สินค้าบริเวณดังกล่าว ดังนั้นกระผมเห็นว่าหากสามารถขยายขอบเขตการบังคับใช้ของ พิธีสารและกฎหมายที่ออกมารองรับให้ครอบคลุมน่านน้ำภายในของประเทศไทย ในส่วนสีเขียวด้วยก็จะเกิดผลดีมากกว่า ซึ่งเรื่องนี้มีช่องทางครับ เนื่องจากในพิธีสาร ถ้าท่านประธานลองดูในข้อ ๗ วรรคสอง กำหนดให้รัฐภาคีนั้นจะใช้ดุลพินิจนำบทบัญญัติ และมาตรการ กฎเกณฑ์ของพิธีสารนี้ไปใช้บังคับในน่านน้ำภายในของตนกันได้ ผมขอเสนอ ให้รัฐบาลนั้นพิจารณาใช้ดุลพินิจดังกล่าว โดยหากพิธีสารผ่านรัฐสภาในวันนี้ซึ่งจะมีการตรา กฎหมายรองรับต่อไปนั้น ก็ขอให้กำหนดพื้นที่บังคับใช้กฎหมายที่จะตราขึ้นใหม่นี้ ให้ครอบคลุมถึงน่านน้ำภายในของประเทศไทยในส่วนสีเขียวด้วยครับ แต่ถ้าหากกังวลว่า กฎหมายไทยจะไปซ้ำซ้อนกับกฎหมายเดิมในน่านน้ำภายในหรือไม่นั้น ขอให้คำนึงข้อเท็จจริง ว่าความซ้ำซ้อนเช่นนี้เป็นสภาพหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะอย่างไรก็เกิดขึ้นอยู่แล้วกับทะเล อาณาเขตในส่วนสีเหลืองซึ่งมีทั้งกฎหมายปัจจุบัน แล้วก็จะมีพิธีสารบังคับใช้ในอนาคตครับ🔗

ประเด็นที่ ๒ ก็คือการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ ตามพิธีสาร ในข้อ ๑๖ นั้นการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐ หากไม่สามารถเจรจาไกล่เกลี่ยประนีประนอมได้ จะเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการหรือกระบวนการอื่น เช่นศาลกฎหมายทะเล หรือศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ตามที่ระบุในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมาย ทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ หรืออันคลอส ๑๙๘๒ (UNCLOS 1982) แต่หากเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับ การตีความหรือพันธกรณีทั่วไปแล้ว พิธีสาร ข้อ ๑๖ วรรคห้า เปิดโอกาสให้รัฐภาคี อาจจะขอสงวนสิทธิต้องได้รับความยินยอมก่อนที่จะนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการ อนุญาโตตุลาการ โดยต้องแจ้งให้เลขาธิการไอเอ็มโอ (IMO) ทราบในวันที่ยินยอมผูกพันพิธีสาร ซึ่งในกรณีของประเทศไทยคือวันยื่นภาคยานุวัติสาร กระผมจึงเห็นว่าการใช้อนุญาโตตุลาการ ตามภาคผนวก ๓ นั้นเป็นการเลือก ทั้งการเลือกองค์คณะของอนุญาโตตุลาการ กระบวนการ พิจารณาอาจก่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างคู่กรณีได้ อีกทั้งคำชี้ขาดของ อนุญาโตตุลาการนั้นให้ถือเป็นที่สุด ไม่สามารถที่จะอุทธรณ์ได้ และที่สำคัญต้องปฏิบัติตาม ทันที ดังนั้นเพื่อให้การเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการของประเทศไทยผ่านการพิจารณา ตัดสินล่วงหน้าอย่างรัดกุม รอบคอบ และคุ้มกับค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไป จึงเห็นว่าประเทศไทย ควรที่จะแจ้งขอสงวนสิทธิที่จะต้องได้รับความยินยอมก่อน ตามพิธีสาร ข้อ ๑๖ วรรคห้า เปิดโอกาสไว้🔗

ประเด็นสุดท้ายครับ ผลกระทบต่อเรือที่ทำการประมงนอกน่านน้ำ กรณี เรือไทยที่ไปทำการประมงนอกน่านน้ำในพื้นที่ห่างไกล เช่นกลางมหาสมุทรอินเดีย ในพื้นที่ ไอโอทีซี (IOTC) หรือเซียวฟา (SIOFA) ซึ่งเราเป็นภาคีอยู่แล้วเป็นเวลานานหลายเดือน เรือเหล่านี้ ด้วยข้อจำกัดพื้นที่จัดเก็บจำเป็นต้องนำสัตว์น้ำพลอยจับได้ที่มีมูลค่าต่ำทิ้งทะเลไป เก็บไว้แต่ สัตว์น้ำมูลค่าสูงกว่า ซึ่งแม้ว่าจะกระทำได้ก็ถือเป็นการทิ้งเศษวัสดุอินทรีย์หรือเศษปลาที่ ได้รับการยกเว้นตามพิธีสาร แต่ก็ต้องขออนุญาตดำเนินการก่อน ดังนั้นในกรณีของเรือไทย ที่ทำการประมงนอกน่านน้ำในพื้นที่ห่างไกลเช่นนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่นประมงก็เห็นว่า ควรจะต้องกำหนดวิธีปฏิบัติในการขออนุญาตทิ้งสัตว์น้ำที่เหลือจากการทำประมงให้มีความสะดวก ชัดเจน และพร้อมปฏิบัติก่อนที่ประเทศไทยจะเข้าเป็นภาคีพิธีสารนี้โดยสมบูรณ์ต่อไป ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปคุณมานพ คีรีภูวดล🔗

นายมานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกรัฐสภา เรื่องนี้ผมคิดว่ามีความสำคัญมาก เพราะว่าประเทศเรามีน่านน้ำทะเลค่อนข้างที่จะกว้างทั้ง ๒ ฝั่ง ทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน ในพิธีสารฉบับนี้ผมมีความสนใจอยู่ ๒ ประเด็นครับ ก่อนที่จะเข้าสู่ประเด็นผมคิดว่าน่านน้ำ ในทะเลหรือว่าแม่น้ำไม่ควรจะทิ้งขยะอะไรลงไปใด ๆ ทั้งสิ้นเลยนะครับ เพราะว่าไม่ใช่ที่ทิ้งขยะ ผมทำงานสิ่งแวดล้อมมาผมรู้ว่าผลกระทบที่ตามมามันมีผลกระทบมหาศาล ยกตัวอย่างกรณี พลาสติกกว่าจะย่อยสลายได้ใช้ระยะเวลาเป็นหลายร้อยปี ท่านประธานก็คงทราบนะครับ สื่อที่ออกมาขององค์กรสิ่งแวดล้อมระดับโลกจะเห็นว่ามีเต่าทะเล มีปลาหลายชนิดที่ไปกินพลาสติก หรือว่าไปติดขยะในทะเล ที่เยอะไปกว่านั้นก็คือว่าการย่อยสลายของพลาสติกมันไปอยู่ในเนื้อ ของปลาและอาหารทะเล ผมคิดว่าอันนี้ผลที่ตามมาคือจะกลับมาสู่มนุษย์ ซึ่งก็คือพวกเรา ทุกคน โจทย์สำคัญของผมครับ การลงนามในสัญญานี้ผมมีอยู่ ๒ คำถาม คือว่าลงนามไปแล้ว เพื่อให้ดูดีในเวทีระดับโลกกับลงนามไปแล้วเพื่อที่จะไม่มีข้อคำถามหรือข้อสงสัยในการทำ สัญญาอื่นใดกับประชาคมโลกแค่นั้นหรือเปล่า หรือลงนามไปแล้วเพื่อที่จะแก้ปัญหา สิ่งแวดล้อมของประเทศ ของทะเลจริง ๆ ทำไมผมถึงพูดอย่างนี้ครับ เราเคยมีปฏิญญาสากล ว่าด้วยสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง เราเคยลงนามนานแล้วนะครับ แต่ว่าไม่บังคับใช้ในประเทศ เพราะฉะนั้นความสนใจของผมอยู่ตรงที่ว่าเมื่อกระบวนการลงนามไปแล้ว กระบวนการ ปฏิบัติการให้เกิดประโยชน์และมีผลบังคับใช้ในประเทศ อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น อำนาจหน้าที่ทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หน่วยงาน กระทรวงที่มีอยู่แล้ว ไม่ว่าการออกแบบ กลไกโครงสร้างใหม่ที่จะทำให้กระบวนการลงนามมีผลที่สามารถพิสูจน์จับต้องได้จริง ๆ ผมคิดว่าในเรื่องของสิ่งแวดล้อมเราไม่สามารถที่จะมอบให้ใครเป็นพระเอก เราไม่สามารถที่จะยก ให้ใครทำหน้าที่โดย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ได้ ประเทศไทยเรามีระบบการบริหารตั้งแต่ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น เพราะฉะนั้นผมคิดว่าวิธีการออกแบบถ้าเราจะลงนามในเรื่องนี้ แล้วก็ส่งผลให้เห็นเป็นตัวอย่างและเกิดผลจริง ๆ ในประเทศนี้ ผมคิดว่าเนื้อหาในเอกสารที่มีอยู่ ยังไม่เห็นว่าการออกแบบกลไกและโครงสร้างที่จะส่งผลให้เกิดกระบวนการลงนามครั้งนี้ มีผลในเชิงปฏิบัติการ เพราะฉะนั้นผมถึงพูดเรื่องของข้อเสนอ ถ้าเราจะลงนามแล้วก็ทำให้ เห็นและเป็นตัวอย่าง แล้วมีผลจริง ๆ ในเรื่องของสิ่งแวดล้อมทางทะเล ผมคิดว่าเรามีระดับ กระทรวงคือกฎหมายที่มีอยู่ซึ่งก็บังคับใช้อยู่แล้ว แต่ที่ผมสนใจก็คือว่าคนที่ใกล้ชิดกับทะเล ก็คือท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น อปท. อบจ. องค์กรประชาชน หรือส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ตรงนี้ เราทำให้เห็นจริง ๆ ได้ไหมล่ะครับว่าการลงนามครั้งนี้ประเทศไทยได้ออกแบบกลไก ได้ออกแบบโครงสร้างที่สามารถปฏิบัติการได้จริง ๆ วันนี้เรามีเครือข่ายพี่น้องที่อยู่ทางทะเลทั้ง ๒ ฝั่ง ทั้งเครือข่ายประมง เครือข่ายป่าชายเลน หรือว่าประชาสังคมที่กำลังเฝ้าดูแลทะเลให้เรา เพื่อที่จะมีอาหาร มีความมั่นคงทางอาหาร มีทะเลที่สะอาด กลไกเหล่านี้ต่างหากที่ผมคิดว่าคือตัวชี้วัดที่จะนำไปสู่ผลสำเร็จในการลงนาม ภายใต้พิธีสารนี้ เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญ เพราะฉะนั้นกระบวนการออกแบบหลังจากลงนามผมคิดว่า ไม่ว่าจะเป็นข้อกฎหมายในระดับที่บังคับใช้ทุกประเทศหรือว่าระดับกรม กระทรวง หรือระดับ ท้องถิ่นจะต้องมีผลบังคับใช้ ซึ่งตอนนี้ในระดับท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นเทศบาล อบต. หรือ อบจ. เขาก็มีเทศบัญญัติ เขาก็มีกฎระเบียบของเขา ปัญหาก็คือว่าอำนาจหน้าที่ที่จะดำเนินการ ในสิ่งเหล่านี้ผมคิดว่ามันไปยึดโยงหรือว่าไม่ได้ปลดล็อกท้องถิ่นให้มีอำนาจจริง ๆ ในการที่จะ แก้ปัญหาเหล่านี้🔗

สุดท้ายนี้โดยรวมแล้วผมคิดว่าการแก้ไขปัญหาเรื่องขยะทะเลเหล่านี้ โดยพิธีสาร ผมเห็นชอบด้วยว่าควรจะมี แต่ประเด็นสำคัญก็คือว่าลงนามไปแล้วอย่าลงนาม เพื่อเท่ ๆ เพื่อเป็นเครื่องมือในการทำข้อตกลงเวทีระดับโลก ในเงื่อนไขอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการค้า หรือว่ามิติอื่น ๆ แล้วผมเชื่อว่าหลาย ๆ สัญญาที่เราลงนามก็เป็นเครื่องมือการเมือง สิ่งแวดล้อมระดับโลก สำคัญที่สุดผมคิดว่าต้องกลับมาที่ประเทศเรา พิสูจน์ให้เห็นว่า เราสามารถจัดการได้โดยการออกแบบกลไกหรือโครงสร้างตั้งแต่ระดับประเทศ ซึ่งต้องมี คณะกรรมการดูแลเรื่องนี้ และระดับท้องถิ่นจำเป็นจะต้องกระจายอำนาจให้กับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นเทศบาล อบต. หรือองค์กรประชาชนที่ตั้งตัวขึ้นมาเพื่อจะทำหน้าที่ ในเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องทะเลเหล่านี้ อันนี้ผมคิดว่ามีความจำเป็น ถ้าทำได้เราก็จะเป็นประเทศแรก ที่ลงนาม แล้วพิสูจน์ให้เห็นว่าเราคือประเทศที่ลงนามและมีผลบังคับใช้ในประเทศไทยได้ จริง ๆ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปคุณนาที รัชกิจประการ🔗

นางนาที รัชกิจประการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ดิฉัน นางนาที รัชกิจประการ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉัน ขออนุญาตให้ความเห็นด้วยกับพิธีสารลอนดอน ค.ศ. ๑๙๙๖ ที่ได้นำมาพิจารณาร่วมกัน ในวันนี้ เนื่องจากปัญหาขยะเป็นความท้าทายที่สำคัญประการหนึ่งของเป้าหมายในการพัฒนา อย่างยั่งยืนหรือเอสดีจี (SDGs) ที่สหประชาชาติระบุไว้ในเป้าหมายที่ ๑๔ ที่เกี่ยวข้องกับ การอนุรักษ์ การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนของมหาสมุทร ทะเล และทรัพยากรทางทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งขยะพลาสติก ขยะติดเชื้อ และขยะที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด (COVID) ในปัจจุบันนี้ ดิฉันขออนุญาตตั้งข้อสังเกต หลาย ๆท่านคิดว่าขยะเป็นเรื่องไกลตัว ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วขยะเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมาก โดยเราสังเกตได้จากสถานการณ์ในประเทศไทย ปี ๒๕๖๑ ที่บอกว่าคนไทยสร้างขยะต่อวันถึง ๑.๑๕ กิโลกรัมต่อวันต่อคน คิดเป็น ๗๖,๑๖๔ ตัน ต่อวัน ซึ่งขยะเหล่านี้จะส่งผลมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสัตว์ทะเลหายาก อย่างบ้าน ดิฉันเองจะมีโลมาอิรวดี หรือว่าเต่ากระอาน หรือที่หลาย ๆ ท่านได้ทราบข่าวเรื่องของน้องมาเรียม ที่จังหวัดตรัง ที่ปลาพะยูนมาเรียมได้ตายแล้วนำศพไปผ่า จะเห็นว่าข้างในมีแต่ขยะถุงพลาสติก ทั้งนั้นเลย ไม่เพียงแต่มีผลกระทบต่อสัตว์หายากแล้วนะคะ ในเรื่องของปะการัง แนวปะการัง ป่าชายเลน รวมถึงทัศนียภาพในเรื่องของการท่องเที่ยวด้วย อันนี้ก็จะมีผลกระทบ ซึ่งการท่องเที่ยว เป็นหลักในการหารายได้ของประเทศอยู่แล้ว รวมถึงในเรื่องของการสนับสนุนพิธีสาร ลอนดอนฉบับนี้ด้วย ดิฉันคิดว่าเป็นสิ่งที่สำคัญแล้วก็มีประโยชน์อย่างยิ่งที่รัฐบาลได้นำมา พิจารณาวันนี้ เพราะจะทำให้เกิดการยกระดับการมี พ.ร.บ. หรือการมีกฎหมายที่ควบคุม ของเสียลงทะเลตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำนะคะ สิ่งที่ดิฉันอยากจะฝากรัฐบาลคือทำอย่างไรก็ได้ค่ะในการนำ พ.ร.บ. หรือกฎหมายฉบับนี้มาใช้ อยากจะให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมเยอะ ๆ เพราะถ้าประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมเยอะ ๆ จะได้สร้างความตระหนักในเรื่องของการมีวินัย ในเรื่องของการปกป้องทะเลของพวกเรา กันเองนะคะ🔗

ประเด็นที่ ๒ ที่อยากจะฝาก แล้วก็ต้องเป็นข้อสังเกตในเรื่องของงบประมาณ ทำอย่างไรก็ได้ในเรื่องของงบประมาณที่รัฐบาลจะต้องจัดสรรให้เพียงพอในการดำเนินงาน ในกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะร่วมกันแก้ไขปัญหาขยะทางทะเล ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปคุณเจน นำชัยศิริ🔗

นายเจน นำชัยศิริ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม นายเจน นำชัยศิริ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมมีความเห็นที่ จะถ่ายทอดให้กับท่านประธานและที่ประชุมสักเล็กน้อยในเรื่องของการเข้าเป็นภาคีพิธีสาร ฉบับนี้ กระผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับประเทศไทยเนื่องจากมีความสอดคล้องกับเป้าหมาย การพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์ของประเทศในระยะยาว แล้วก็เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และเป้าหมายเอสดีจี (SDGs) หรือ (Sustainable Development Goals) ซึ่งเป็นเป้าหมาย การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ และในด้านนี้เห็นว่ามีความเหมาะสม นอกจากนี้จะเป็นเครื่องมือในการที่จะป้องกันไม่ให้มีการนำเอาขยะเข้ามาทิ้งในพื้นที่ของ ทะเลไทย อย่างไรก็ดีในฐานะที่กระผมเป็นอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษา ติดตาม และ เสนอแนะด้านเชื้อเพลิงธรรมชาติ ภายใต้คณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา กระผม มีข้อกังวล ข้อสังเกต และข้อเสนอแนะ ดังต่อไปนี้ครับ🔗

ในด้านของข้อกังวลนะครับ ต้องเรียนก่อนว่าทะเลอ่าวไทยเป็นแหล่งผลิต ก๊าซธรรมชาติ มีแหล่งก๊าซอยู่หลายแหล่งครอบคลุมพื้นที่หลายหมื่นตารางกิโลเมตร ด้วยลักษณะของธรณีวิทยาแหล่งปิโตรเลียมของประเทศไทยในทะเลอ่าวไทยมีลักษณะเป็น กระเปาะเล็ก ๆ กระจายอยู่ทั่วไป จึงทำให้จะต้องมีแท่นขุดเจาะ มีหลุมทดสอบ มีหลุมผลิต ตลอดจนท่อก๊าซอุปกรณ์ต่าง ๆ จำนวนมาก แหล่งก๊าซตลอดจนหลุมผลิตเหล่านี้ใช้งานมา เป็นเวลากว่า ๓๐ ปี บางหลุม บางแหล่งก็หมดอายุลงไม่สามารถที่จะผลิตก๊าซได้อีกต่อไป จำเป็นจะต้องมีการกลบฝัง ปิดหลุม แท่นผลิตบางแท่นจำเป็นที่จะต้องรื้อถอน ทำให้เกิด วัสดุอุปกรณ์ที่จะต้องถูกสละทิ้ง วัสดุอุปกรณ์เหล่านี้จะถือเป็นขยะตามพิธีสารหรือไม่ ก็ยังไม่ชัดเจน ซึ่งผมจะกล่าวต่อไปในข้อสังเกตนะครับ เนื่องจากว่าอยู่ที่เจตนาแล้วก็วัตถุประสงค์ ที่จะใช้วัสดุต่าง ๆ เหล่านี้ บางแนวคิดก็บอกว่าจะใช้เป็นฐานของปะการังเทียม เป็นต้น แต่ด้วยปริมาณที่มากนับเป็น ๑,๐๐๐ หลุม แล้วก็นับ ๑๐๐ แท่น จึงมีปริมาณวัสดุมากมาย ทำให้เกิดต้นทุนการบริหารจัดการที่มากมายมหาศาล🔗

ในด้านข้อสังเกต ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องคำนิยามในพิธีสาร ในข้อ ๔.๑.๔ แล้วก็ข้อยกเว้นในข้อ ๔.๒.๓ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกันเป็นอย่างยิ่ง จนกระทั่งเรา แยกไม่ออก อาจจะขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ ขึ้นอยู่กับเจตนาในการที่ไปวางไว้ในทะเลว่าเป็น การทิ้งหรือเป็นการวางโดยมีเจตนาที่จะใช้ประโยชน์ ทำให้เกิดความไม่ชัดเจน จะถือว่าเป็น ขยะที่ห้ามทิ้งหรือว่าจะเป็นข้อยกเว้นก็ไม่แน่ชัด เพราะฉะนั้นประเด็นนี้เป็นข้อสังเกตที่ผม อยากจะฝากไว้ให้กับทางผู้ที่ไปดำเนินการออกกฎหมาย🔗

ซึ่งข้อเสนอแนะของผมที่ตามมาจาก ๒ ข้อที่กล่าวข้างต้น เรื่องของข้อกังวล และข้อสังเกตเป็นที่มาของข้อเสนอแนะที่ว่าถ้าหากประเทศไทยรับเป็นภาคีของพิธีสารนี้ การออกกฎหมายลูกก็ต้องคำนึงถึงข้อสังเกตทั้ง ๒ ข้อ ปริมาณของวัสดุที่เราจะต้องละทิ้ง แล้วก็การบริหารจัดการของมันจะมีการบริหารจัดการอย่างไร อาจจะทำให้เกิดต้นทุน ที่มากมายมหาศาลจนกระทั่งเราไม่สามารถที่จะทำการผลิตปิโตรเลียมจากทะเลอ่าวไทย ได้หรือไม่ ตรงนี้เป็นประเด็นที่ผมคิดว่าทางผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องหาข้อสรุป แล้วก็ขณะเดียวกันก็ต้อง หารือรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะหน่วยงานทางด้านพลังงาน ตลอดจนต้องหารือกับทางคู่สัญญาที่อาจจะได้รับผลกระทบ เพื่อที่จะทำให้การผลิต ปิโตรเลียมในอ่าวไทยยังสามารถที่จะทำได้โดยไม่มีต้นทุนที่สูงเกินไปจนส่งผลกระทบถึง ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ต้องขอขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปคุณอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ🔗

นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับพิธีสาร ค.ศ. ๑๙๙๖ อนุสัญญา ว่าด้วยการป้องกันมลภาวะทางทะเล เนื่องจากการทิ้งวัสดุเหลือใช้และวัสดุอื่น ค.ศ. ๑๙๗๒ หรือที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่าพิธีสารลอนดอน ความสำคัญของพิธีสารนี้มีทั้งหมด ๒๙ ข้อ ซึ่งจุดประสงค์ที่สำคัญนั่นก็คือเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมทางทะเลโดยการสร้างกลไก และควบคุมการทิ้งเทของเสียลงในทะเล ทั้งจากเรือ อากาศยาน หรือแท่นก่อสร้างต่าง ๆ รวมไปถึงส่งเสริมการใช้ทรัพยากรทางธรรมชาติของทะเลอย่างยั่งยืน🔗

ท่านประธานครับ ปัจจุบันมีภาคีที่เป็นสมาชิกของพิธีสารนี้ทั้งหมด ๕๓ ประเทศ ผมจึงสนับสนุนเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยเราจะได้เป็นประเทศที่ ๕๔ ในการ เป็นภาคีสมาชิก ซึ่งก็จะเป็นการปฏิบัติตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ หรืออันคลอส ๑๙๘๒ (UNCLOS 1982) ที่ระบุให้เราต้องออกกฎหมาย ข้อบังคับ เพื่อป้องกัน ลด และควบคุมมลภาวะของสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการทิ้งเทของเสีย ลงทะเล ต้องถือเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้ยกระดับกฎหมายในประเทศของเราเพื่อที่จะ ควบคุมให้ขยะหรือการทิ้งขยะลงทะเลเป็นไปด้วยความยากลำบากมากขึ้น เมื่อพูดถึงขยะ มีตัวเลขที่น่าตกใจครับท่านประธาน ในแต่ละวันกรมควบคุมมลพิษให้ข้อมูลว่าเราสร้างขยะ วันละ ๗๑,๐๐๐ ตัน คูณด้วย ๓๖๕ เข้าไปก็คือ ๑ ปีเราทิ้งขยะ ๒๗.๘ ล้านตัน ใน ๒๗.๘ ล้านตันนี้ ๗.๓๖ ล้านตันเป็นการทิ้งขยะแบบผิดกฎหมาย ซึ่งในการทิ้งขยะผิดกฎหมายทั้งหมด ส่วนใหญ่ก็คือการทิ้งลงในแหล่งน้ำและทะเล ถามว่าเมื่อขยะทิ้งลงไปในแหล่งน้ำและทะเลไป เป็นอาหารใครครับ ก็ไปเป็นอาหารสัตว์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นพะยูน ปลาวาฬ หรือเต่า ที่เรา เห็นว่าตายเป็นจำนวนมาก ในปีที่แล้วปีเดียวเราได้เห็นพะยูนตายในทะเลตรังและทะเล ใกล้เคียงถึง ๑๑ ตัว แต่ขยะเหล่านี้ไม่ได้เป็นอาหารของสัตว์ใหญ่เท่านั้น สัตว์เล็กก็กินขยะ พลาสติกเหล่านี้ จากข้อมูลของศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติทางทะเลตรังเอาปลาทูมา ลองวิเคราะห์ดู พบว่าปลาทูในประเทศไทยมีไมโครพลาสติกหรือพลาสติกอนุภาคเล็ก ๆ ถึง ๗๘ ชิ้น ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานของสัตว์น้ำอย่างอื่นทั่วโลกที่จะต้องไม่มีไมโครพลาสติก แล้วถามว่า ใครกินปลาทูครับ อย่าลืมว่าน้ำพริก ปลาทูเป็นอาหารหลักของคนไทย ก็พวกเรานี่ละครับ ที่กินปลาทู แต่สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นไม่ใช่เฉพาะคนที่กินปลาแล้วตาย คนไม่กินปลาก็ตายครับ คนไม่กินปลาที่ผมพูดถึงนั่นก็คือกลุ่มผู้ประกอบการซาเล้งและขายของเก่า ถามว่าทำไมถึง ไปไกลถึงซาเล้งและขายของเก่า กลุ่มผู้ประกอบการซาเล้งและขายของเก่าเป็นกลุ่มคนสำคัญ ที่พรรคประชาธิปัตย์ โดยท่านรองนายกรัฐมนตรี จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ได้ให้ความสำคัญมา โดยตลอด นั่นก็คือคนเหล่านี้ได้รับผลกระทบอย่างไร ผมอยากให้ท่านประธานได้ดูแผนภาพนี้ครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ภาพนี้เป็นการแสดงถึงการนำเข้าขยะพลาสติกของประเทศไทย จะเห็นว่าในอดีตที่ผ่านมา เรานำเข้าขยะพลาสติกประมาณ ๑ แสนตันต่อปี แต่เมื่อประเทศจีนหยุดการนำเข้าขยะพลาสติก ในปี ๒๕๖๐ ขยะต่าง ๆ เหล่านั้นก็ถาโถมเข้ามาที่เมืองไทย จากเดิม ๑๐๐,๐๐๐ กว่าตัน เพิ่มเป็น ๕๐๐,๐๐๐ กว่าตัน เลยเกิดคำถามขึ้นว่าตกลงเราจะเป็นครัวของโลกหรือจะเป็น ถังขยะของโลก ถามว่าเอาเข้ามาเยอะ ๆ ขนาดนี้มาทำอะไร ต้องบอกอย่างนี้ครับว่าผมได้มี โอกาสลงพื้นที่เพื่อจะไปดูว่าขยะที่เอาเข้ามาหน้าตาเป็นอย่างไร ขยะที่เอาเข้ามานี้เป็น ขยะพลาสติกที่เป็นการกดอัด ดังนั้นขยะต่าง ๆ เหล่านี้จึงมีสิ่งปนเปื้อนเข้ามามากกว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ สิ่งที่นำไปรีไซเคิล (Recycle) ได้จริงมีเพียง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แปลว่าที่เอาเข้ามา ๕๐๐,๐๐๐ กว่าตันไปรีไซเคิล (Recycle) ใช้ได้เพียงแค่ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าตัน และอีก ๓๐๐,๐๐๐ กว่าตัน ทำอย่างไร ก็ต้องทิ้ง ทิ้งอย่างไร ทิ้งง่ายที่สุดก็ทิ้งลงในแหล่งน้ำและทะเล จนเป็นที่มาของ ๗ ล้านกว่าตันที่ทิ้ง แบบผิดกฎหมาย ผมเห็นแบบนี้ก็เกิดคำถามว่าแล้วทำไมเราถึงต้องให้นำเข้ามา แน่นอนครับ ผู้ที่สนับสนุนให้นำเข้ามาก็บอกว่าการนำเข้ามานั้นเป็นเพราะว่าในประเทศไทยมีวัตถุดิบ ที่เป็นขยะรีไซเคิล (Recycle) ไม่เพียงพอต่อการรีไซเคิล (Recycle) ผมก็แปลกใจครับว่า มันจะไม่พอได้อย่างไร ก็ต้องย้อนกลับไปดูแผนภาพเมื่อสักครู่ที่ผมได้แสดงให้เห็น แผนภาพ เมื่อสักครู่แสดงให้เห็นแล้วว่าในอดีตที่ผ่านมาเป็นสิบเป็นร้อยปีประเทศไทยเราไม่มีความจำเป็น ที่จะต้องนำเข้าขยะอุตสาหกรรมไทยก็อยู่ได้เป็นอย่างดี แล้วเหตุใด จำเป็นแค่ไหน ทำไมตอนนี้ ถึงต้องนำเข้าขยะเข้ามาถึง ๕๐๐,๐๐๐ กว่าตัน ผมเป็นคนช่างคิด ช่างถามครับ ก็เลยไปถาม แล้วก็หาคำตอบให้ลึกลงไป ก็ได้คำตอบครับว่าที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะว่าเมืองนอกทั่วโลก เขาจ้างให้เอาขยะมาทิ้ง แน่นอนคนที่เอาเข้ามาเขาได้ค่าจ้าง ได้กำไรจากการนำขยะเข้ามาทิ้ง ก็ไม่แปลกอะไรครับที่จะนำขยะเข้ามาทิ้ง ก็ไม่แปลกอะไรที่จะนำขยะเข้ามา แล้วก็มาขาย บวกกับภาษีศุลกากรที่ศูนย์เปอร์เซ็นต์ เขาก็เอาเข้ามาขาย เมื่อขายแล้วเกิดปัญหาอย่างไร ก็มารบกวนกลไกตลาด ตัวอย่างเช่นน้ำดื่มขวดพลาสติกหรือขวดแอลกอฮอล์ จากเดิม กิโลกรัมละ ๑๘ บาท ตอนนี้เหลือกิโลกรัมละ ๔-๕ บาท คนที่เดือดร้อนก็คือผู้ประกอบการ ซาเล้งทั้งหลาย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้ลองทำการเปรียบเทียบว่าตกลงจำเป็นจริงไหม ที่ต้องให้เรานำเข้าขยะเข้ามา เลยอยากให้ดูอีกแผนภาพหนึ่งครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ดอกเตอร์สรุปนะครับ🔗

นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ สมาชิกวุฒิสภา แบบบัญชีรายชื่อ

อีก ๑ นาที สั้น ๆ ครับ แผนภาพนี้เปรียบเทียบให้เห็นถึงปริมาณการนำเข้าขยะที่เพิ่มขึ้นมาถึง ๕๐๐,๐๐๐ ตัน แต่โรงงานที่รีไซเคิล (Recycle) ขยะกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นมาแบบนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมถึงเน้นย้ำความสำคัญตรงนี้ แล้วก็อยากฝากไว้ว่าพิธีสารฉบับนี้ มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องร่วมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของพิธีสาร เพราะสิ่งนี้ เป็นทางเลือกที่จะเป็นทางรอด ไม่เพียงแค่จะเป็นการฟื้นชีวิตของเต่า พะยูน ปลาทู และ สัตว์ทะเล รวมทั้งจะเป็นการฟื้นชีวาของผู้ประกอบการซาเล้งและขายของเก่าทั้งหลาย อย่าให้เขาได้ล้มตายไปพร้อมกับเต่าและพะยูน ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านต่อไป ท่านกิตติ วะสีนนท์ ครับ🔗

นายกิตติ วะสีนนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม นายกิตติ วะสีนนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมมี ๒-๓ ประเด็น พยายามจะไม่ให้ซ้ำกับท่านอื่น ยังไม่มีใครพูดถึงเรื่ององค์กรสำคัญองค์กรหนึ่งที่ดูแลพิธีสาร ฉบับนี้คือไอเอ็มโอ (IMO) องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นทบวงการชำนัญพิเศษ ของสหประชาชาติที่ตั้งมาตั้งแต่ปี ๒๕๐๒ แล้วประเทศไทยก็เข้าเป็นสมาชิกตั้งแต่ปี ๒๕๑๖ องค์การนี้มีความสำคัญในการที่มีบทบาทในเวทีเจรจาในการออกกฎระเบียบอะไรต่าง ๆ เกี่ยวกับสภาวะแวดล้อมทางทะเล รวมทั้งการเดินทาง การขนส่งทางทะเลด้วย อันนี้เป็นต้นฉบับ ของการที่มีอนุสัญญาเมื่อปี ๑๙๗๒ แต่ว่าถ้าสังเกตให้ดีอนุสัญญามีก่อนที่จะมีอันคลอส ๑๙๘๒ (UNCLOS 1982) หรืออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ เมื่อ ๑๐ ปีให้หลัง พ.ศ. ๒๕๒๕ และเราเข้าเป็นภาคีเมื่อปี ๒๕๕๔ พิธีสารฉบับนี้จึงเป็นการที่ จะแก้ไขให้ทันสมัย ให้เข้ากับอันคลอส ๑๙๘๒ (UNCLOS 1982) ซึ่งตรงกับที่ท่านรัฐมนตรี ได้เรียนกับสมาชิกรัฐสภาวันนี้ว่าเป็นพันธกรณีตามอนุสัญญาอันคลอส ๑๙๘๒ (UNCLOS 1982) หรืออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ อันนี้ด้วย ซึ่งนอกจากข้อที่ท่านพูดถึง ข้อ ๒๑๐ ที่ว่ารัฐจะต้องออกกฎหมายและข้อบังคับในเรื่อง ดังกล่าวแล้ว ก็มีภาค ๑๒ ว่าด้วยพันธกรณีของประเทศภาคีในการคุ้มครองรักษาสิ่งแวดล้อม ทางทะเล ซึ่งต้องนำกฎหมายกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศมาใช้ในเรื่องนี้ด้วย ซึ่งเรื่องนี้สอดคล้อง กับสิ่งที่หลายท่านกล่าวมาแล้ว สอดคล้องกับเรื่องยุทธศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นยุทธศาสตร์ ด้านสิ่งแวดล้อม ยุทธศาสตร์ความมีมาตรฐานสากล แล้วก็สถานะระหว่างประเทศ🔗

ทีนี้ผมขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ ในการที่จะขอเรียนถามผ่านท่านประธานไปยัง ท่านรัฐมนตรีเพื่อจะย้ำความเข้าใจให้ตรงกัน เพราะว่าพิธีสารฉบับนี้เข้ารัฐสภาขอความเห็นชอบ รัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๘ วรรคสอง เพราะว่าจะต้องมีการออก พ.ร.บ. มา รองรับ ครั้งนี้การเสนอพิธีสารหรือหนังสือสัญญาในลักษณะนี้ ๕-๖ ปีที่ผ่านมาอาจจะไม่เหมือน คราวนี้ก็คือที่ผ่านมามักจะเสนอมาพร้อม ๆ กันก็คือตัวพิธีสารหรือตัวอนุสัญญาพร้อมด้วย กฎหมายที่จะรองรับ หรือบางทีเอากฎหมายรองรับมาก่อนแล้วเอาพิธีสารมาให้ ความเห็นชอบ แต่อันนี้ผมไม่ถือว่าผิดก็เป็นทางเลือกของทางรัฐบาล เพราะว่ามันเป็นการ ให้เกียรติรัฐสภาเหมือนกัน เสมือนเป็นการขอความเห็นชอบในหลักการเสียก่อน ตรงนี้ ผมเข้าใจผมได้ยินว่าอย่างนั้นนะครับ ขออนุญาตที่จะขอคำยืนยันตรงนี้ว่าโดยจะยังไม่ยื่น ภาคยานุวัติเข้าเป็นภาคีจนกว่าจะทำกฎหมายเสร็จ แล้วกระบวนการทำกฎหมายก็คือว่า จะเสนอร่าง พ.ร.บ. เข้ามาให้รัฐสภาพิจารณา ผมว่าตรงนี้จะทำให้สมาชิกหลายท่านสบายใจ ว่ามันยังไม่ถึงที่สุด เราให้ความเห็นชอบแต่จะไปเก็บไว้ก่อน จนกว่าเราจะมีกฎหมาย แล้วกฎหมายนั้นรัฐสภาก็จะได้พิจารณากันอย่างถี่ถ้วนต่อไปครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกได้อภิปราย ทั้ง ๑๔ ท่านแล้วนะครับ ต่อไปนี้เชิญท่านรัฐมนตรีตอบครับ🔗

นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ และท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุก ๆ ท่าน ผม นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม วันนี้ในนามของรัฐบาลผมขออนุญาตเท้าความ ที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติเมื่อสักครู่นี้ ท่านกิตติ วะสีนนท์ พูด ผมขออนุญาตชี้แจงในประเด็นนี้ พอดีนะครับ🔗

ขั้นตอนในวันนี้ประเทศไทยของเรายังไม่ได้เข้าร่วมเป็นภาคีแต่อย่างใด วันนี้ตามรัฐธรรมนูญก็คือเราต้องมาขอความเห็นชอบจากรัฐสภา และวันนี้ทางกระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยรัฐบาลก็จะมารวบรวมข้อคิดเห็น ประเด็น หรือข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายในวันนี้เข้าไปเสนอในการยกร่างกฎหมาย ให้กับกฤษฎีกาต่อไป ขอเป็นข้อสังเกตนะครับ จากนั้นถึงจะกลับเข้ามาในรัฐสภานี้อีก ๑ ครั้ง และขั้นตอนต่อไปถึงจะส่งไปยังกระทรวงการต่างประเทศเพื่อขออนุมัติทำเป็นพิธีสารต่อไป อันนี้ก็ขออนุญาตชี้แจง แล้วผมก็ขออนุญาตเรียนเพิ่มเติมว่าในการเข้าร่วมภาคีนี้รัฐบาลเราได้ พิจารณาอย่างรอบคอบ ละเอียดถี่ถ้วน โดยยึดถือประโยชน์ของประเทศเป็นสูงสุด🔗

ผมขออนุญาตเพิ่มเติมในส่วนของประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับในการเข้า เป็นภาคีพิธีสาร อย่างเช่นประโยชน์ในการเข้าถึงการสนับสนุนทางเทคนิคและความร่วมมือต่าง ๆ รัฐภาคีจะได้รับประโยชน์จากการสนับสนุนเครื่องมือ ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จากผู้เชี่ยวชาญ ที่จะสนับสนุนการดำเนินการตามพิธีสาร เช่นแนวทางการประเมินของเสีย เฉพาะแนวทาง การประเมินของเสียทั่วไป แนวทางการใช้เครื่องมือ การฝึกอบรมด้านเทคนิค คำแนะนำต่าง ๆ ตลอดจนการเข้าถึงข้อมูล คำแนะนำ ความเชี่ยวชาญของการประชุมกลุ่มวิทยาศาสตร์🔗

ประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ จากการปกป้องสิ่งแวดล้อมทางทะเล แน่นอนที่สุด ก็จะช่วยอนุรักษ์ทำให้ชายฝั่งเรามีคุณภาพ มีความสะอาด มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น แล้วก็ การเป็นภาคีพิธีสารฉบับนี้ช่วยให้เกิดประสิทธิภาพในการเจรจาการค้า โดยอนุญาตให้ ทุกประเทศสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าจากการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในระดับที่เสมอภาค🔗

ประโยชน์ด้านด้านสังคมและการเมือง การเป็นพิธีสารถือว่าเป็นการสนับสนุน ให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนหรือเอสดีจี (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ แล้วยัง เป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศของรัฐภาคี ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ข้อมูล การเสริมสร้างการสนทนาระหว่างประเทศสมาชิกเกี่ยวกับปัญหาจัดการชายฝั่ง แล้วก็ ยังเป็นการเพิ่มโอกาสในการสมัครเข้าร่วมในองค์กรอื่น ๆ เช่นองค์การเพื่อความร่วมมือ ทางเศรษฐกิจและการพัฒนาหรือโออีซีดี (OECD) อันนี้ก็เป็นรายละเอียดที่ผมขออนุญาต เพิ่มเติมนะครับ🔗

ส่วนประเด็นวันนี้ที่ท่านสมาชิกกรุณาให้ประเด็น ให้ข้อคิดเห็น หรือมีคำถาม ผมจะขออนุญาตให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือทางกรมเจ้าท่านำเรียนชี้แจงตอบข้อสงสัย ท่านสมาชิกครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญทางเจ้าหน้าที่ชี้แจงครับ🔗

นายวิทยา ยาม่วง อธิบดีกรมเจ้าท่า

กราบเรียนท่านประธานสภา สมาชิกรัฐสภาทุกท่าน กระผม นายวิทยา ยาม่วง อธิบดีกรมเจ้าท่า ขอกราบขอบพระคุณ ในข้อเสนอแนะและข้อคิดเห็น และขออนุญาตชี้แจงดังต่อไปนี้ครับ🔗

สำหรับในเรื่องของทะเลอาณาเขต ตอนนี้ประเทศไทยได้มีพระราชกฤษฎีกา ประกาศทะเลอาณาเขต ๑๒ ไมล์ทะเลจากเส้นฐาน แล้วถัดออกไปอีก ๑๒ ไมล์ทะเล เป็นทะเลต่อเนื่อง แล้วก็ต่อไปเป็นเศรษฐกิจจำเพาะ ซึ่งในปัจจุบันทางกรมเจ้าท่า โดยพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย ได้มีสิทธิอธิปไตยอยู่ในทะเลอาณาเขตเพียง ๑๒ ไมล์ทะเลเท่านั้น เราได้มีกฎหมายบัญญัติไว้แล้วในเรื่องเกี่ยวกับการห้ามทิ้ง เทสิ่งที่เป็น ของเสียหรือปฏิกูลต่าง ๆ มีโทษทั้งจำคุก แล้วก็มีโทษทางการบำบัดของเสียนั้นด้วย ในขณะเดียวกันพิธีสาร ค.ศ. ๑๙๙๖ นี้จะเป็นการเติมเต็มให้กับกระบวนการดูแล ปกป้อง รักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเลซึ่งถัดออกจากทะเลอาณาเขตไปยังอาณาเขตต่อเนื่องและเขต เศรษฐกิจจำเพาะ ส่วนในการที่พิธีสาร ค.ศ. ๑๙๙๖ ได้บัญญัติไว้ในเรื่องการยกเว้น มีสิ่งของ ๘ ประเภทที่สามารถอนุญาตได้ อันนี้ในร่าง พ.ร.บ. ที่จะเกิดขึ้นเพื่อสอดคล้องกับพิธีสารฉบับนี้ ขณะนี้ได้อยู่ในชั้นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจร่าง ได้มีการ บัญญัติไว้ในเรื่องของการแต่งตั้งคณะกรรมการ ประกอบด้วยหลายหน่วยงาน อย่างเช่น กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพลังงาน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และผู้แทนศูนย์การประสาน การปฏิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล เป็นต้น ในเรื่องของพิธีสารได้มี การกำหนดเงื่อนไขพิเศษนี้ อนุสัญญาทุกฉบับจะมีการยกเว้นในลักษณะดังกล่าว ซึ่งข้อดีของ การยกเว้นจะทำให้พิธีสาร ค.ศ. ๑๙๙๖ มีความยืดหยุ่น สามารถปกป้องคุ้มครองชีวิตมนุษย์ และสามารถนำมาบังคับใช้ได้จริง ในส่วนของพิธีสาร ค.ศ. ๑๙๙๖ ได้กำหนดว่าขอบเขต การบังคับใช้ไม่รวมถึงน่านน้ำไทยที่มีกฎหมายเข้มงวดกว่า หรือเทียบเท่าในการกำกับดูแล บริเวณดังกล่าว ทั้งนี้ในปัจจุบันประเทศไทยได้มี พ.ร.บ. การเดินเรือในน่านน้ำไทย กำหนด ห้ามเททิ้งในน่านน้ำไทยอยู่แล้ว ขออนุญาตชี้แจงครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

สมาชิกมีอะไรติดใจไหมครับ ถ้าไม่มี ถือว่าการอภิปรายยุติ แต่โดยที่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องขอมติที่ประชุม🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

ท่านประธาน ผมยังมีข้อสงสัยครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกรัฐสภา

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย สมมุติว่าพิธีสารนี้ประเทศที่มีความสำคัญ แล้วก็เป็นเจ้าภาพ อย่างประเทศอังกฤษ เป็นประเทศที่คุมทะเล เป็นเจ้าทะเล แล้วก็ดูแลช่องแคบมะละกาอยู่ วันนี้ผมอยากจะเรียนถาม ทางกรมเจ้าท่าว่าการกระทำอันใดที่กระทำกับทะเล สมมุติว่าวันนี้ประเทศมาเลเซียเขาได้ ถมทะเลทำเป็นเกาะเทียมเพื่อการค้า เพื่อธุรกิจ อันนี้จะมีผลกระทบต่อพิธีสารนี้หรือไม่ หรือประเทศสิงคโปร์ที่เขาถมทะเลออกไปเรื่อย ๆ อันนี้จะกระทบกับพิธีสารนี้หรือไม่ หรือในอนาคตประเทศไทยจะขุดคลองไทยแล้วเอาดินไปถมแนวทะเลของประเทศไทย ไม่ว่า ถมน้ำกัดเซาะตั้งแต่จังหวัดสมุทรปราการลงมาถึงจังหวัดสงขลาที่หายไปหลายกิโลเมตร อันนี้จะมีผลกระทบต่อพิธีสารนี้ไหม ผมกลัวว่าการที่มีพิธีสารอันนี้จะควบคุมประเทศไทย ไม่ให้นำสิ่งใดไปถมในทะเลหรือไปสร้างเกาะ ไปสร้างความเจริญ อยากจะเรียนถามท่านว่า โอกาสที่ประเทศไทยจะขุดคลองไทยนี้ แล้วดินจำนวนมหาศาลที่เราจะเอาไปเยียวยาอ่าวไทย หรือไปทำเกาะขึ้นมาใหม่จะมีผลกระทบกับพิธีสารนี้หรือไม่ หรือจำเป็นจะต้องเข้าที่ประชุม ของกลุ่มประเทศ ๔๐ ประเทศนี้หรือไม่ ท่านเข้าใจคำถามใช่ไหมครับว่าถ้าเราเอาดิน ของประเทศไทยไปถมทะเล ไปสร้างเกาะ ไปสร้างภูมิศาสตร์ใหม่จะมีผลกระทบต่อพิธีสาร ที่ท่านจะลงนามนี้ไหม ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญครับ🔗

นายกริชเพชร ชัยช่วย รองอธิบดีกรมเจ้าท่า

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภา ท่านสมาชิกรัฐสภา กระผม นายกริชเพชร ชัยช่วย รองอธิบกรมเจ้าท่า ใคร่ขอเรียน ในประเด็นเรื่องของการใช้ในเรื่องของพิธีสาร ค.ศ. ๑๙๙๖ สำหรับประเด็นเรื่องการถมทะเล เพื่อใช้ประโยชน์ในฐานะของรัฐชายฝั่ง กระผมใคร่ขอกราบเรียนว่าการดำเนินการในลักษณะ ที่มีวัตถุประสงค์เป็นการเฉพาะ ยกตัวอย่างเช่นการถมทะเลเพื่อปรับในการพัฒนาที่เป็น โครงสร้างพื้นฐานท่าเรือหรือดำเนินการอะไรก็แล้วแต่ในทะเลดังกล่าวจะไม่เข้าข่ายในตัวของ พิธีสารครับ สำหรับรายละเอียดในประเด็นของประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ ประเทศอินโดนีเซียที่ดำเนินการปรับถมพื้นที่ทะเล ซึ่งในลักษณะประเทศ เพื่อนบ้านก็ได้ทำในตัวที่เป็นทะเลอาณาเขตของแต่ละประเทศ ซึ่งตัวนี้ก็ไม่เข้าข่ายสอดคล้อง ลักษณะที่จะเป็นในเรื่องของพิธีสาร ประเด็นเพิ่มเติมครับ ในเรื่องของสมาชิกอาเซียน (ASEAN) ตอนนี้ที่เข้าเป็นภาคีแล้วมีเพียงประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งถ้าหากประเทศไทยเข้าเป็น ภาคีอนุสัญญาก็จะเป็นประเทศลำดับที่ ๒ ในอาเซียน (ASEAN) ที่เข้ามาดูแลปกป้องมลภาวะ ทางทะเลครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ถ้าไม่มีเพิ่มเติม ถือว่าการอภิปรายยุติแล้ว เมื่อยุติแล้วโดยที่เรื่องนี้เป็นเรื่องซึ่งจะต้องลงมตินะครับ ก็เป็นสิทธิของผู้เสนอที่จะสรุป ท่านรัฐมนตรีมีอะไรจะสรุป เชิญครับ🔗

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่าน วันนี้ผมในนามของรัฐบาล ก็ขอกราบขอบพระคุณทุกความเห็นของท่านสมาชิกรัฐสภาทั้ง ๑๕ ท่าน แล้วก็จะได้นำ ความเห็นทั้งหมดไปประกอบเรื่องเพื่อที่จะดำเนินการในชั้นของกฤษฎีกา แล้วก็เรียนยืนยัน ว่าขณะนี้ประเทศไทยยังไม่ได้มีการดำเนินการที่จะเข้าลงนามในเรื่องของพิธีสาร ค.ศ. ๑๙๙๖ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราให้ความเคารพต่อความเห็นของสมาชิกรัฐสภาทุกท่านนะครับ ก็จะนำเรื่อง ทั้งหมดนี้ไปประกอบการพิจารณาแล้วจะกลับมาสู่รัฐสภาอีกครั้งหนึ่ง กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ก็จบการอภิปรายในเรื่องนี้นะครับ ต่อไปก็ต้องขอมติที่ประชุม ตามข้อบังคับก็ขอส่งสัญญาณเพื่อท่านสมาชิกมาแสดงตนนะครับ🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ เป็นการตรวจสอบ องค์ประชุมก่อนลงมตินะครับ ถ้าพร้อมแล้วก็ขอให้สมาชิกได้แสดงตน จะรอสมาชิกที่กำลัง เข้ามา ท่านมณเฑียรมีอะไร เชิญครับ🔗

นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมต้องขอหารือท่านประธานสั้น ๆ จะไม่ใช้เวลาที่ประชุมมาก เพราะว่า จะเข้าสู่การลงมติแล้วนะครับ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพผ่านไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าท่านไม่ได้จัดเตรียมเอกสารประกอบการประชุมโดยเฉพาะในวาระ ที่สำคัญอย่างนี้นะครับ ผมเองเต็มใจที่จะให้การสนับสนุนพิธีสารลอนดอนฉบับนี้ แต่ผมไม่ได้รับเอกสารเลยครับ ท่านประธาน มีแต่เอกสารกระดาษ เอกสารที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ผมไม่ได้รับเลย ผมไม่โทษ ทางสำนักงานเลขาธิการรัฐสภา แต่ผมคิดว่ารัฐบาลน่าจะตระหนักถึงเรื่องเหล่านี้นะครับ เพราะว่าในการลงมติของสมาชิกรัฐสภาซึ่งเป็นวาระสำคัญ มีผลกระทบต่อชีวิตประชาชน อย่างกว้างขวาง ท่านจะต้องจัดทำเอกสารที่อำนวยความสะดวกในการใช้ประโยชน์ ในการเข้าถึง ของสมาชิกรัฐสภาโดยไม่เลือกปฏิบัติครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ก็ถือว่าแจ้งให้หน่วยงานได้รับทราบ ไปโดยปริยายนะครับ เชิญท่านสมาชิกเข้ามาแสดงตนครับ ให้เวลาเพื่อนสมาชิกเพราะทยอย เข้ามาตลอด ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ข้อ ๗๘ ในกรณีที่จะต้องมีมติของสภา ให้ประธานมีสัญญาณให้สมาชิกทราบเพื่อแสดงตนและตรวจสอบองค์ประชุมก่อนลงมติ อันนี้เป็นไปตามข้อบังคับนะครับ ก็พร้อมพอสมควรแล้ว เชิญท่านสมาชิกแสดงตนครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายเอกราช ช่างเหลา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม ลำดับที่ ๔๙๘ นายเอกราช ช่างเหลา แสดงตนครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เจ้าหน้าที่ช่วยบันทึกด้วยครับ อยู่ระหว่าง การแสดงตนครับ🔗

นายศาสตรา ศรีปาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

ท่านประธานครับ ผม ลำดับที่ ๓๕๙ นายศาสตรา ศรีปาน แสดงตนครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับ🔗

พลเอก ปรีชา จันทร์โอชา สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานครับ ลำดับที่ ๑๐๘ พลเอก ปรีชา จันทร์โอชา แสดงตนครับ🔗

นางสาววชิราภรณ์ กาญจนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุราษฎร์ธานี

ลำดับที่ ๓๐๘ นางสาววชิราภรณ์ กาญจนะ ขอแสดงตนค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ต่อไปขอมติที่ประชุมว่าจะเห็นชอบ กับพิธีสาร ค.ศ. ๑๙๙๖ ของอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันมลภาวะทางทะเลเนื่องจากการทิ้ง วัสดุเหลือใช้และวัสดุอย่างอื่น ค.ศ. ๑๙๗๒ หรือไม่นะครับ ท่านผู้ใดเห็นชอบกรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นชอบกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ อยู่ระหว่างลงมตินะครับ ถ้าสมาชิกท่านใดมีปัญหาเรื่องบัตรก็แจ้งทาง ไมโครโฟนให้เจ้าหน้าที่ทราบครับ ท่านสมาชิกพร้อมนะครับ ขอปิดการลงมติครับ จำนวน ผู้ลงมติ ๖๐๙ ท่าน เห็นด้วย ๕๙๙ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑๐ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี มติที่ประชุมเห็นด้วย ขอบคุณท่านสมาชิกครับ🔗

ท่านสมาชิกครับ ผมขออนุญาต ย้อนกลับไปสู่ระเบียบวาระที่ ๔ นะครับ🔗

(๔) เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว🔗

๔.๑ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (หลักเกณฑ์และวิธีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดี) ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว🔗

ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (หลักเกณฑ์ และวิธีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดี) ในวาระที่สองนี้เป็นการพิจารณาเรียงตามลำดับ มาตรา โดยพิจารณาตั้งแต่ชื่อร่าง คำปรารภ แล้วพิจารณาตามลำดับมาตราจนจบร่าง หากมาตราใดมีการแก้ไขจะได้ให้กรรมาธิการที่สงวนความเห็นไว้ หรือสมาชิกที่สงวนคำแปรญัตติ ได้อภิปรายก่อน ส่วนสมาชิกท่านใดที่ไม่ได้สงวนคำแปรญัตติไว้จะอภิปรายได้เฉพาะถ้อยคำ หรือข้อความที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมเท่านั้นครับ เมื่อคณะกรรมาธิการได้ตอบชี้แจงแล้วจะเป็น การลงมติในมาตรานั้น ๆ เพราะฉะนั้นสมาชิกกรุณาเตรียมตัวลงมติด้วยครับ ขอเชิญ กรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นะครับ🔗

(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)
นายวิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม วิรัชครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญครับ🔗

นายวิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัช รัตนเศรษฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นขออนุญาตขอบคุณ บรรดาสมาชิกรัฐสภาที่ควบคุมเวลาเป็นอย่างดี ส่วนเรื่องที่กำลังจะพิจารณาก็คือ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (หลักเกณฑ์และวิธีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดี) ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา เสร็จแล้ว ในหลักส่วนใหญ่ก็ขอเรียนท่านประธานครับว่าเมื่อวานวิป (Whip) ทั้ง ๓ ฝ่าย มีโอกาสได้ตกลงว่าจะพยายามอภิปรายให้กระชับแล้วก็รักษาเวลา ถ้าเผื่อผ่านในส่วนตรงนี้ ได้อาจจะเลิกเร็วขึ้น ขอเรียนท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ผมขอบคุณสัญญาสุภาพบุรุษ รวมทั้ง สัญญาสุภาพสตรีด้วยที่เราได้ตกลงคุมเวลา ทุกท่านคุมเวลาได้ดี ขอบพระคุณครับ ต่อไป ท่านประธานคณะกรรมาธิการจะชี้แจงอะไรก่อนที่จะเริ่มต้นไหมครับ ไม่มีนะครับ🔗

นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม คารม พลพรกลาง สมาชิกรัฐสภา ผมพยายามจะฟังเสียงท่าน แต่รู้สึกว่า เสียงท่านประธานจะเบาไปนิดหรือเปล่าครับ อย่างไรเร่งนิดหนึ่งครับ พยายามฟังแล้วไม่ค่อยชัด🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขออภัยครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการ มีอะไรชี้แจงก่อนจะเริ่มดำเนินการ เชิญเลยครับ🔗

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ขอบคุณท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมขออนุญาตท่านประธานที่จะไม่สวมหน้ากากอนามัยเวลาอภิปรายหรือชี้แจงนะครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับ🔗

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภา กระผม นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (หลักเกณฑ์และวิธีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดี) ขอรายงานต่อที่ประชุม ร่วมกันของรัฐสภา ดังนี้🔗

ตามที่ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ ๑ เมื่อวันอังคารที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๒ ที่ประชุมได้ลงมติรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (หลักเกณฑ์และวิธีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดี) (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) และที่ประชุมได้มีมติให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นคณะหนึ่ง เพื่อพิจารณา โดยกำหนดเวลาดำเนินงานให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วัน กำหนดการแปรญัตติ ภายใน ๗ วัน🔗

ต่อมาที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ ๒ เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ที่ประชุมได้ลงมติให้ขยายเวลาการดำเนินงานของกรรมาธิการคณะนี้ออกไปอีก ๓๐ วัน ซึ่งสิ้นสุดระยะเวลาการดำเนินงานในวันจันทร์ที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๖๓ บัดนี้ คณะกรรมาธิการ วิสามัญได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว🔗

ในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการได้ให้ความสำคัญ และได้นำคำอภิปรายของท่านสมาชิก ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ที่ได้อภิปรายไว้ในวาระที่หนึ่ง ชั้นรับหลักการ ตลอดจนคำแปรญัตติของท่านสมาชิก ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาที่ได้ยื่นคำขอแปรญัตติมา ทั้งหมดได้นำมา ประกอบการพิจารณาอย่างละเอียดและรอบคอบ ซึ่งคำอภิปรายและคำแปรญัตติส่วนใหญ่ จะเกี่ยวกับการเสนอให้มีการยกเว้นหรือลดค่าธรรมเนียมศาลในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ก่อนฟ้องคดี การกำหนดให้คู่กรณีสามารถนำทนายความเข้าร่วมกระบวนการไกล่เกลี่ย การกำหนดคุณสมบัติของผู้ประนีประนอมที่จะทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ย หลักเกณฑ์ และขั้นตอนในการไกล่เกลี่ย การให้ศาลเข้ามาช่วยตรวจสอบข้อตกลงหรือสัญญา ประนีประนอมยอมความก่อนที่คู่ความจะลงลายมือชื่อ หรือการให้ศาลมีดุลพินิจว่าจะมี คำพิพากษาตามที่คู่กรณีร้องขอหรือไม่ รวมทั้งบทคุ้มครองอายุความให้กับคู่กรณีในกรณีที่ เข้าร่วมกระบวนการไกล่เกลี่ยแล้วไม่อาจทำความตกลงกันได้ เป็นต้น ซึ่งคณะกรรมาธิการ ได้พิจารณาประเด็นต่าง ๆ ดังที่ได้กราบเรียนมาอย่างละเอียดรอบคอบ โดยได้มีการปรับปรุง แก้ไขร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ในหลายประเด็น ทั้งนี้ได้พิจารณาจากบทบัญญัติของกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เช่น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อกำหนด ของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. ๒๕๕๔ และกฎหมายอื่น ๆ รวมทั้ง คำแปรญัตติของท่านสมาชิก ทั้งนี้เพื่อให้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีความสมบูรณ์ครบถ้วน สามารถใช้เป็นทางเลือกให้แก่ ประชาชนที่มีกรณีข้อพิพาททางแพ่งที่จะใช้เป็นช่องทางในการยุติข้อพิพาทได้โดยไม่จำเป็น ต้องฟ้องคดีและไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับระบบเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม คณะกรรมาธิการจึงขอเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ต่อที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อพิจารณาต่อไป🔗

อนึ่ง เนื่องจากในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ในมาตรา ๓ ได้แบ่งออกเป็น หลายวรรค และแต่ละวรรคมีผู้แปรญัตติ มีผู้สงวนความเห็น และกรรมาธิการเองมีการแก้ไข จึงกราบเรียนขอความกรุณาท่านประธานได้โปรดพิจารณาว่าเมื่อถึงร่างมาตรา ๓ ขอความกรุณา ให้มีการพิจารณาแยกเป็นรายวรรค และการลงมติเป็นรายวรรค ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณท่านประธานคณะกรรมาธิการ นะครับ ต่อไปเชิญเลขาธิการดำเนินการครับ🔗

นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการรัฐสภา

ชื่อร่างพระราชบัญญัติ ไม่มีการแก้ไข คำปรารภ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๑ ไม่มีการแก้ไข มีผู้แปรญัตติขอสงวน คำแปรญัตติ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

มีผู้แปรญัตติ เชิญผู้แปรญัตติครับ🔗

นายสมชาย ฝั่งชลจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม สมชาย ฝั่งชลจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ประเด็นร่างร่างพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (หลักเกณฑ์ และวิธีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดี) ซึ่งเสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ผมมีความเห็น ตั้งแต่คำปรารภ มาตรา ๑ ถึงมาตรา ๓ ว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ควรจะผ่านออกไปบังคับใช้กับ ประชาชน จึงขออนุญาตท่านประธานรัฐสภาอภิปรายประกอบความเห็นครับ สิ่งหนึ่งที่ ปรากฏขึ้นมาในขั้นต้นของการเสนอกฎหมายฉบับนี้มิได้เริ่มต้นมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่อาศัยเงื่อนไขตามคณะกรรมการปฏิรูปประเทศนำเสนอเข้าสู่รัฐสภาเพื่อที่จะบังคับใช้ กฎหมายฉบับนี้ นี่คือเบื้องต้น เป็นความน่าสงสัยในการนำเสนอ เพราะว่าเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๖๒ วันที่ ๑๙ รัฐบาลได้ประกาศบังคับใช้หรือประกาศในราชกิจจานุเบกษาว่าด้วย พระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ย ซึ่งมีขึ้นในปี ๒๕๖๒ ก่อนที่จะมีการตั้งรัฐบาลชุดนี้ แล้วกฎหมายฉบับนั้นยังไม่ได้ใช้ กระบวนการในการเริ่มต้นก็ยังไม่ได้ใช้ กลับมีเรื่องราวของ การแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... นำเสนอเข้าสู่รัฐสภา มันจึงมีเรื่องน่าสงสัย และสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าวันนี้ ประชาชนมีฐานะอะไร ประชาชนมีฐานะเพียงเป็นวาทกรรม มีความเป็นตัวตนจริงหรือไม่ ถามว่าทำไมผมจำเป็นจะต้องตั้งข้อสงสัยนี้ ทุกอย่างอ้างว่าเพื่อความสะดวก เพื่อประโยชน์ของ ประชาชน แต่ผมให้ดูตัวเลขย้อนกลับไปในปี ๒๕๖๑ มีคดีที่เกิดขึ้นในลักษณะคดีผู้บริโภคจำนวน ๑ ล้านกว่าคดี แต่ว่ามีจำนวนคดีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ผมจะพูดในวันนี้ว่าจะใช้มือรัฐสภานี้ เพื่อประโยชน์ของกลุ่มทุนที่เรียกว่าทุนทางการเงินหรือไม่ ๑ ล้านกว่าคดีในปี ๒๕๖๑ แยกเป็นคดีสินเชื่อส่วนบุคคลประมาณ ๒๕๘,๐๐๐ กว่าคดี คดีบัตรเครดิต ๑๖๙,๙๐๐ กว่าคดี คดี กยศ. ๑๖๐,๐๐๐ กว่าคดี แต่คดีที่เกี่ยวข้องกับการเช่าซื้อรถยนต์ ๗๕,๐๐๐ กว่าคดี รวมคดีเช่าซื้อรถยนต์ คดีสินเชื่อส่วนบุคคล คดีบัตรเครดิต มีประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ กว่าคดี ในปี ๒๕๖๑ เชื่อครับในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมการลดต้นทุนทุกอย่างเป็นเรื่องจำเป็น สถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต และสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ กว่าคดี ถ้าเขาไม่ต้องจ่ายเงินประเมินค่าใช้จ่าย ผมเป็นทนายความมา ๓๐ ปี เรื่องแบบนี้ไม่ต่ำกว่า ๓,๕๐๐ บาทต่อเรื่อง เฉพาะค่าใช้จ่ายไม่รวมค่าทนายความ นี่ผมไม่รวม คดี กยศ. และคดีกู้ยืม แสดงให้เห็นว่า ๕๐๐,๐๐๐ กว่าคดีถ้าลดค่าใช้จ่าย ๓,๕๐๐ กว่าคดี บริษัทสถาบันการเงินได้ลดหรือเซฟคอสต์ (Save cost) รายจ่ายไปไม่น้อยกว่า ๑,๗๐๐ ล้านบาท นี่ไม่รวมค่าทนายความนะครับ และที่สำคัญที่สุดกฎหมายฉบับนี้ ใช้งบประมาณที่มาจากภาษีของประชาชนไปให้ศาลดำเนินการเหมือนกับเป็นผู้จัดโนติส (Notice) ให้กับเขาเอง โดยเพียงแต่บริษัทเงินทุนเหล่านี้เอาคดีไปยื่นต่อศาลว่าขอไกล่เกลี่ย ก่อนฟ้องคดีและสามารถนำไปสู่การทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้ศาลพิพากษาคดีได้ ขั้นต้นไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมศาลเลย แต่ใช้ศาลทั้งระบบเป็นเครื่องมือของกลุ่มผลประโยชน์ เจ้าหน้าที่ศาลต้องเพิ่มงบประมาณ เจ้าหน้าที่ศาลต้องเพิ่มบุคลากรขึ้นมาเพื่อทำคดีประมาณ ล้านกว่าคดีที่เกิดขึ้นภายใต้คดีผู้บริโภค นี่คือสิ่งที่ผมตั้งข้อสงสัย ผมจึงเห็นว่าหลักการ และเหตุผล หรือคำปรารภในเรื่องนี้อ้างแค่ผลประโยชน์บุคคลที่เป็นประชาชนเพียงหน่วยย่อย แต่คนที่ได้ประโยชน์คือหน่วยใหญ่ของกลุ่มสถาบันการเงิน มือของพวกเราวันนี้ที่ประชาชน มอบให้ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเหมือนกับให้ดาบมาในมือ เราจะพยายามเชือดเนื้อ ของประชาชนเพื่อไปให้คนที่สูบเลือดสูบเนื้ออยู่หรือ ข้ออ้างที่ว่าเพื่อประชาชนจะได้รับ ความสะดวก ศาลจะไม่มีคดีเต็มศาล พิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่ เพราะว่าถ้าคุณเอาคดีที่ยังไม่ดำเนินการ ฟ้องคดีไปสู่ศาลอีกมันก็ยิ่งหนาแน่น พ.ร.บ. ว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. ๒๕๖๒ ยังไม่ได้ใช้ กลับไปใช้เรื่องนั้นก่อนเถอะครับ ไม่ต้องแก้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา ๒๐ หลักการเบื้องต้นผมก็ขออภิปรายมาตรา ๑ ไว้เพียงเท่านี้ครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านกรรมาธิการมีอะไรชี้แจงไหมครับ เชิญเลยครับ🔗

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ขอบคุณครับ ท่านประธาน ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกดังนี้ครับ🔗

สำหรับเหตุผลประกอบข้อสงวนคำแปรญัตติของท่านสมาชิกที่ท่านได้ชี้แจง ต่อที่ประชุม ทางคณะกรรมาธิการก็ได้คำนึงถึงประเด็นปัญหาดังกล่าวนี้เช่นเดียวกันนะครับ และในที่สุดการพิจารณาชั่งน้ำหนักเปรียบเทียบกับจุดอ่อน จุดแข็ง ข้อได้ ข้อเสียทั้งหมด ของการออกกฎหมายฉบับนี้ ก็ขออนุญาตกราบเรียนว่า แม้ว่าที่ผ่านมาเราจะได้มีการตราพระราชบัญญัติว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งลงประกาศราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ก็ตาม แต่ว่าในบทบัญญัติ ของพระราชบัญญัติไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. ๒๕๖๒ ก็วางหลักไว้ว่าถ้าหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานใดมีกระบวนการไกล่เกลี่ยตามกฎหมายเฉพาะของหน่วยงานรัฐนั้นก็ให้เป็นไปตาม หน่วยงานของรัฐนั้น นั่นเป็นประการที่ ๑ ที่จะขออนุญาตกราบเรียนว่าร่างพระราชบัญญัติ แก้ไขวิธีพิจารณาความแพ่งฉบับนี้จึงมิได้มีความซ้ำซ้อนกับพระราชบัญญัติไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. ๒๕๖๒ ประกอบกับในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐ ทวิ ก็มีบทบัญญัติว่าด้วยเรื่องของการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทอยู่แต่เดิมแล้ว เพียงแต่ว่าเป็นการไกล่เกลี่ย ข้อพิพาทหลังฟ้องคดี🔗

เหตุผลประการที่ ๒ ก็คือเนื่องด้วยร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นหนึ่ง ในกฎหมายที่อยู่ในแผนปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรมที่จะให้ประชาชนสามารถ เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ง่าย สะดวก แล้วก็ลดภาระค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชน เราจึงได้นำข้อมูลต่าง ๆ ดังกล่าวมาประกอบการพิจารณา แต่อย่างไรก็ตามข้อห่วงกังวล ของท่านสมาชิกที่มีข้อห่วงกังวลต่อร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ทางคณะกรรมาธิการก็มิได้ ละเลยครับ เราจึงได้นำมาตั้งเป็นข้อสังเกตอยู่ในท้ายรายงานที่นำเสนอต่อท่านประธาน และสมาชิก เป็นข้อสังเกตในข้อ ๓ ที่ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่าให้ศาลต้องระมัดระวังมิให้ผู้ที่มี อำนาจต่อรองมากกว่า ไม่ได้จำกัดแต่เฉพาะสถาบันการเงินหรือไม่เป็นสถาบันการเงิน แต่เราตั้งข้อสังเกตในภาพรวมทั้งหมดของประเทศว่าศาลต้องพึงระมัดระวังมิให้มีการใช้ กฎหมายฉบับนี้เป็นเครื่องมือสำหรับผู้ที่มีอำนาจต่อรองสูงกว่าในการที่จะบีบบังคับให้ ผู้ที่มีอำนาจต่อรองน้อยกว่าต้องเข้าสู่กระบวนการเพื่อนำไปสู่การทำสัญญาประนีประนอม ยอมความ เพราะฉะนั้นประเด็นปัญหาที่ท่านห่วงกังวลจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็เป็นหนึ่ง ในเรื่องที่เราจะต้องฝากความหวัง แล้วก็ให้ความไว้วางใจกับศาลยุติธรรมว่าท่านจะใช้ กฎหมายฉบับนี้ในการที่จะนำไปสู่การผดุงความยุติธรรมให้กับพี่น้องประชาชน ผมกราบเรียน ท่านว่าในคณะกรรมาธิการนี้ก็มีผู้แทนศาลยุติธรรมรวมอยู่ด้วย ท่านก็ได้รับฟังปัญหานี้ ข้อห่วงกังวลนี้มาโดยตลอด ตั้งแต่ในชั้นกรรมาธิการเราก็ถกเถียงแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น ในประเด็นนี้มากพอสมควร รวมทั้งวันนี้ก็ได้รับฟังข้อห่วงกังวลข้อนี้จากท่านสมาชิก ผู้สงวนคำแปรญัตติเช่นเดียวกัน คณะกรรมาธิการก็รับและบรรจุไว้เป็นข้อสังเกตแล้วครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ เนื่องจากไม่มีการแก้ไข มาตรานี้ แต่ว่าท่านสมชายเป็นผู้แปรญัตติ ท่านติดใจไหมครับ เรียนถามท่าน ถ้าสมมุติท่าน ยังติดใจก็ต้องขอมติครับ🔗

นายสมชาย ฝั่งชลจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ผม นายสมชาย ฝั่งชลจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เนื่องจากว่าสภาแห่งนี้ได้รับหลักการไปแล้วโดยเสียงส่วนใหญ่ ผมขออภิปรายเพื่อเป็นการ บอกกล่าวไว้ในเชิงประวัติศาสตร์ให้พี่น้องประชาชนได้รับรู้เรื่องนี้ว่าบางครั้งการตอบสนอง ต่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนมันอ้างเหตุผลจากประชาชนได้ ผมจึงตั้งคำถามครั้งแรกว่า ประชาชนประเทศนี้มีฐานะเป็นแค่วาทกรรมหรือมีความเป็นตัวตนที่แท้จริงหรือไม่เท่านั้นเอง ผมขอถอนการสงวน ไม่ติดใจครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านผู้แปรญัตติไม่ติดใจนะครับ ถือว่ายืนยันไปตามร่างเดิมที่ไม่มีการแก้ไขนะครับ ขอเชิญท่านเลขาธิการรัฐสภาต่อครับ🔗

นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

มาตรา ๒ ไม่มีการแก้ไข มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญท่านสมชายครับ🔗

นายสมชาย ฝั่งชลจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ผม สมชาย ฝั่งชลจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้สงวนคำแปรญัตติในมาตรา ๒ ไว้ เพราะว่าถ้าหากสภาแห่งนี้เห็นด้วยกับผมว่าไม่ควร จะยกมือให้โอกาสกับสถาบันการเงินหรือบริษัทเงินทุนทั้งหลายที่ได้โอกาสใช้เครื่องมือ ของระบบศาลไทยไปเกื้อหนุนต่อการลดต้นทุน ถ้าเป็นภาคอุตสาหกรรมเขาเรียกว่าลดต้นทุน การผลิต ไม่ต้องจ้างทนายความ ไม่ต้องจ้างกระบวนการศาลที่จะต้องจ่ายค่าใช้จ่ายในการ โนติส (Notice) เรียกลูกความมาดำเนินคดี ซึ่งผมคำนวณไว้ในเบื้องต้น นี่ไม่พูดถึงปี ๒๕๖๒ และปี ๒๕๖๓ ซึ่งจะมีคดีเพิ่มขึ้นอีกมากมาย โดยเฉพาะคดีเช่าซื้อรถยนต์ ผมประเมินแค่ ค่าใช้จ่ายตามคดี กยศ. ๓,๕๐๐ บาท ไม่รวมค่าทนายความ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่ามันเกิดขึ้น ในสภาพอย่างนี้ ถ้าบริษัททั้งหลายลดต้นทุนในค่าใช้จ่ายไม่น้อยกว่า ๓,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี แต่พี่น้องประชาชนรายบุคคลลดได้ก็แค่ ๑,๐๐๐ บาท ๒,๐๐๐ บาท ผมเป็นทนายความอาสา ว่าความสู้คดีกับไฟแนนซ์ (Finance) มาโดยตลอด และไม่เรียกค่าทนายกับชาวบ้าน เพื่อที่ จะให้เห็นว่ามีการเอารัดเอาเปรียบอยู่ในสัญญาและสำนวนคดีมาตลอด ผมจึงบอกว่านี่คือ สิ่งที่ผมต้องการอภิปรายไว้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของการตอบสนองต่อผลประโยชน์ของใคร เท่านั้นเองครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านสมชายยังติดใจไหมครับ🔗

นายสมชาย ฝั่งชลจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

เพื่อให้สภาดำเนินการไปได้ปกติผมก็ไม่ติดใจครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ถ้าอย่างนั้นมาตรา ๒ ก็ผ่านนะครับ เชิญท่านเลขาธิการต่อครับ🔗

นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

มาตรา ๓ เพิ่ม มาตรา ๒๐ ตรี มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และมีผู้แปรญัตติขอสงวน คำแปรญัตติ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

มาตรานี้มีกรรมาธิการสงวนความเห็น แล้วก็มีผู้แปรญัตติไว้หลายท่าน รายชื่อส่งมาแล้ว ผมจะขอดำเนินการไปตามรายชื่อที่ส่งมา คุณเกียรติเกริกไกร ใจสมุทร กรรมาธิการ จะให้กรรมาธิการทั้งหมดก่อน แล้วหลังจากนั้น จะมาที่สมาชิกผู้แปรญัตติ เชิญครับ🔗

นายเกียรติเกริกไกร ใจสมุทร กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นายเกียรติเกริกไกร ใจสมุทร กรรมาธิการ กระผมขอกราบเรียนท่านประธานครับว่าตามร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ในมาตรา ๒๐ ตรี นี้นั้นกล่าวได้ว่ามาตรานี้ เป็นกฎหมายที่จะพลิกโฉมกระบวนการระงับข้อพิพาทในทางศาลไปโดยสิ้นเชิง นี่เป็นเหตุผล ที่ว่าการที่พลิกโฉมกระบวนการไกล่เกลี่ยนั้นกระผมขอกราบเรียนว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องมีความระมัดระวังในการร่างกฎหมายมาตรานี้ออกมา ซึ่งกระผมขอกราบเรียน ท่านประธานว่าในชั้นกรรมาธิการนั้นกรรมาธิการทุกท่านได้มีความพยายามอย่างมากที่จะ ร่างกฎหมายมาตรานี้ออกมาให้เกิดความสมบูรณ์ที่สุด แต่อย่างไรก็ตามกระผมก็ยังมีข้อกังวล เกี่ยวกับเนื้อหาบางส่วนของมาตรานี้ที่มีการร่างออกมา ซึ่งขอกราบเรียนท่านประธาน ดังต่อไปนี้ครับ🔗

เนื่องจากในประเด็นแรกที่ผมได้สงวนความเห็นเอาไว้ในมาตรา ๒๐ ตรี นั้น ได้บัญญัติไว้ว่าก่อนยื่นฟ้องคดีบุคคลที่จะเป็นคู่ความอาจยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจ หากมีการฟ้องคดีนั้น หากแปลเป็นคำตรง ๆ ก็คือบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากข้อพิพาท ข้อ โต้แย้งใด ๆ ก็ตาม บุคคลดังกล่าวนั้นจะต้องมายื่นเรื่องเพื่อขอไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องคดีต่อศาล ที่มีเขตอำนาจศาลเท่านั้น ซึ่งประเด็นนี้ในชั้นกรรมาธิการเองก็ยังมีความเห็นที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะตัวกระผมเองนั้นเห็นว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากว่า หากเราพิจารณาคำนี้ได้กำหนดให้พี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนนั้นต้องมายื่นเรื่อง ต่อศาลที่มีเขตอำนาจในการฟ้องคดี ซึ่งในทางปฏิบัติที่ผ่านมาในทางปฏิบัติตลอดระยะเวลา ที่เรามีการดำเนินกระบวนการในศาลมาเป็นร้อยปี ปรากฏว่าบุคคลส่วนใหญ่ที่ทำหน้าที่ ในการยื่นฟ้องคดีต่อศาลก็คือทนายความ ซึ่งปกติแล้วทนายความจะเป็นผู้ให้ความเห็น และทำคำฟ้องนั้นยื่นต่อศาล แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าทนายความจะเป็นผู้ที่มีความรู้ จบปริญญาตรีจากคณะนิติศาสตร์และได้ตั๋วทนายความมาแล้ว หรือรวมถึงอาจจะจบ เนติบัณฑิตหรือไม่ แต่ก็ยังมีครับ จากคำพิพากษาศาลฎีกาจำนวนมากที่พบว่ามีคำสั่ง มีคำพิพากษาว่ามีการยื่นต่อศาลที่ไม่มีเขตอำนาจและต้องคืนคำคู่ความ หรือไม่รับฟ้อง หรือจำหน่ายคดี หรือแม้กระทั่งยกฟ้องในกรณีที่คดีไปถึงจุดบางสถานการณ์แล้ว ซึ่งความหมายอย่างนี้แปลว่าอะไรครับ แปลว่าขนาดทนายความผู้มีวิชาชีพเกี่ยวกับการทำคดี และการยื่นฟ้องคดีต่อศาลโดยตรงก็ยังมีการยื่นฟ้องต่อศาลผิดศาลหรือต่อศาลที่ไม่มีเขต อำนาจศาลได้ แล้วหากลองมาพิจารณาในประเด็นนี้สิครับ เราจะพบทันทีว่ามีพี่น้องประชาชน จำนวนมากกี่คนที่จบคณะนิติศาสตร์ จะมีกี่คนที่เป็นนักกฎหมาย และจะมีประชาชนกี่คน ที่รู้ว่าเขตอำนาจศาลที่จะต้องยื่นในการยื่นขอไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องคดีนั้นคือเขตอำนาจศาลไหน นั่นคือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นครับ เพราะหากพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่นั้นไม่ใช่บุคคลที่รู้ว่า เขตอำนาจศาลที่จะยื่นในการขอไกล่เกลี่ยได้นั้นคือเขตอำนาจศาลใด ก็แปลว่าพี่น้องประชาชน คนนั้นก็จะไปยื่นคำร้องนี้ต่อศาลที่มีโอกาสที่จะผิดเขตอำนาจศาล ซึ่งสิ่งนี้เองที่ผมเป็นข้อกังวล สำหรับตัวกระผมเอง และเห็นว่าหากเราบัญญัติโดยใช้ถ้อยคำที่ว่า ให้ยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจ หากมีการฟ้องคดี ก็ย่อมจะส่งผลเสียต่อพี่น้องประชาชน ทั้งในเรื่องของเวลาที่ต้องเสียเวลา ไปสถานที่ที่ไปแล้วก็ยื่นผิด หรือเสียโอกาสในการทำมาหากินของพี่น้องประชาชน รวมถึง ยังอาจจะทำให้คดีดังกล่าวนั้นขาดอายุความ เพราะว่าหากพี่น้องประชาชนไปยื่นต่อศาล ที่ไม่มีเขตอำนาจ แล้วในขณะเดียวกันนั้นปรากฏว่าคดีดังกล่าวนั้นกำลังจะขาดอายุความ นี่ก็จะเป็นผลเสียอย่างใหญ่หลวงต่อพี่น้องประชาชนที่ต้องไปยื่นต่อศาลที่ถูกระบุไว้ใน มาตรานี้ว่าต้องยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจฟ้องคดีเท่านั้น ซึ่งในประเด็นนี้ผมได้เคยเสนอไว้ ในชั้นกรรมาธิการ แล้วก็ได้สงวนความเห็นนี้เอาไว้ คือกระผมได้เสนอให้เราบัญญัติไว้ว่า บุคคลที่เป็นคู่ความอาจยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นและให้ศาลนั้นส่งคำร้องไปยังศาลที่มีเขตอำนาจ หากมีการฟ้องคดีนั้น ซึ่งหมายความว่าในประเด็นนี้หากเราบัญญัติเนื้อหาส่วนนี้ในถ้อยคำ แบบนี้ ผลก็คือพี่น้องประชาชนก็จะไม่ได้รับผลกระทบจากความไม่รู้กฎหมาย จากความไม่รู้ว่า เขตอำนาจศาลใดคือเขตที่มีสิทธิยื่น ซึ่งนี่เองครับจะเป็นการคุ้มครองและปกป้องพี่น้องประชาชน ให้ได้รับผลประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้จากมาตรานี้ เพราะต้องยอมรับว่ากฎหมายมาตรานี้ เป็นการเปลี่ยนแปลงระบบการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแต่เดิมมาโดยตลอดเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เพราะว่าเมื่อประชาชนยื่นไกล่เกลี่ยเรื่องนี้แล้วต่อศาล ศาลมีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้เลย นั่นแปลว่ากระบวนการนี้มีความสำคัญมาก หากพี่น้องประชาชนมีความประสงค์จะยื่นมา ตามมาตรา ๒๐ ตรี นี้จะมีกี่คนครับที่ประสงค์อยากยื่นคดีนี้ต่อศาล อาจจะมีเป็นร้อยคดี เป็นพันคดี เป็นหมื่นคดี เป็นแสนคดี และหากปรากฏว่าพี่น้องประชาชนเหล่านั้นไปยื่น ต่อศาลที่ไม่มีเขตอำนาจ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการที่ประชาชนไปยื่นต่อศาลที่ไม่มี เขตอำนาจนั้นจะเกิดอย่างไรบ้าง จะเป็นเปอร์เซ็นต์เท่าไร จะมีคดีอีกกี่คดีที่ยื่นไปแล้วปรากฏว่า ไปไม่ถูกเขตอำนาจศาล เพราะฉะนั้นในประเด็นดังกล่าวนี้ผมจึงขอกราบเรียนท่านประธานว่า ผมขอสงวนความเห็นอยากให้มีการปรับปรุงแก้ไขว่าให้ยื่นคำร้องนี้ต่อศาลชั้นต้น และให้ศาลนั้น ส่งคำร้องไปยังศาลที่มีเขตอำนาจหากมีการฟ้องคดีนั้น คำสงวนอีกประเด็นหนึ่งให้ผมพูดต่อ ได้เลยไหมครับ พอดีผมมีประเด็นเรื่องทนายความต่อด้วยให้ผมอภิปรายใช่ไหมครับในวรรคนี้🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านแปรญัตติไว้ในข้อนี้หรือเปล่าครับ🔗

นายเกียรติเกริกไกร ใจสมุทร กรรมาธิการ

ข้อนี้ต่อเนื่องกันด้วยครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญครับ ๗ นาที เวลาท่านจะหมด แล้วครับ🔗

นายเกียรติเกริกไกร ใจสมุทร กรรมาธิการ

ได้ครับ ผมขอสั้น ๆ ครับ ในประเด็นที่ ๒ เรื่องที่มีการบัญญัติว่าให้ศาลเรียกบุคคลที่ยื่นคำร้องนั้นมาศาลด้วยตนเอง ในประเด็นนี้เป็นข้อกังวลของผมเป็นอย่างยิ่ง เพราะการบัญญัติว่าให้ประชาชนคนดังกล่าว ผู้ยื่นคำร้องมาศาลด้วยตนเองนั้นจะเป็นปัญหาแน่ครับ เพราะในทางปฏิบัติที่ผ่านมาการไกล่เกลี่ย ในศาลนั้นบุคคลที่มีส่วนสำคัญในการไกล่เกลี่ยในคดีนอกจากผู้ประนอมข้อพิพาทแล้วก็คือ ทนายความทั้ง ๒ ฝ่าย เพราะฉะนั้นหากมีการตัดถ้อยคำนี้ ซึ่งเดิมผมได้เคยเสนอไว้ว่าขอให้ ใส่คำว่า โดยจะมีทนายความมาด้วยหรือไม่ก็ได้ ซึ่งถ้อยคำนี้ท่านสมาชิกวุฒิสภา ๒ ท่านคือ ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ และท่านวันชัย สอนศิริ ก็ได้แปรญัตติในประเด็นนี้เอาไว้ ซึ่งผมขอ กราบเรียนต่อท่านประธานว่าทนายความนั้นมีบทบาทสำคัญอย่างแน่นอน เพราะว่า ผู้ประนอมของศาลนั้นผมขอกราบเรียนว่าส่วนใหญ่แล้วไม่ได้จบนิติศาสตร์ ซึ่งแน่นอนครับ ท่านมีความเชี่ยวชาญในแต่ละวิชาชีพของท่านไม่ว่าจะสาขาใดก็ตาม แต่อย่างไรก็ตาม ผมขอกราบเรียนว่าควรจะสงวนคำนี้ไว้ให้ใส่คำว่า ให้มีทนายความมาด้วยหรือไม่ก็ได้ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปกรรมาธิการจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ ครับ🔗

นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ ผม นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตตลิ่งชัน เขตทวีวัฒนา เขตหนองแขม แขวงหนองค้างพลู ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมอยากจะกล่าวเท้าความนิดหนึ่งถึงที่มาของการสงวนความเห็นในฐานะกรรมาธิการ อันเนื่องมาจากประเด็นในมาตรา ๒๐ ตรี นี้ก็ยังมีความคิดเห็นแตกต่างกันอยู่ ๒ ประเด็น แล้วก็ ๒ ฝ่าย ประเด็นที่ ๑ คือในเรื่องของเขตอำนาจศาลและการมีทนายความ ประเด็น เรื่องของเขตอำนาจศาลยังมีความกังวลอยู่ว่าถ้ากรณีถ้อยคำตามที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๐ ตรี นั่นก็คือในเรื่องของการให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจหากมี การฟ้องคดีนั้น ปัญหาก็เกิดขึ้นมาว่าการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนี้ มีพื้นฐานมาจากเป็นกฎหมายปฏิรูป เป็นกฎหมายปฏิรูปเพื่อกระบวนการยุติธรรม แล้วเป้าหมายคือการลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่าเวลาคนเรา มีคดีความจะไปยื่นต่อศาลยุติธรรมก็จำเป็นที่จะต้องยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจตามกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง ประเด็นก็คือว่าถ้าเป็นกฎหมายที่ตามมาตรา ๒๐ ตรี ก็คือไกล่เกลี่ย ข้อพิพาทก่อนฟ้องคดี มันก็ควรที่จะลดภาระขั้นตอน รวมถึงเขตอำนาจศาล🔗

ท่านประธานรัฐสภาครับ ผมเรียนตรง ๆ ว่าพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ ไม่รู้หรอกครับว่าเขตอำนาจ ตามมาตรา ๔ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งคืออะไร ปัญหาก็คือว่าถ้าจะต้องไปยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจตามที่กรรมาธิการเสียงข้างมากบัญญัติไว้ ปัญหาคือเดี๋ยวจะมีการยื่นผิดศาลอีกหรือเปล่า ดังนั้นผมจึงได้มีการสงวนความเห็นในรายงาน อยู่ในหน้า ๔ บอกว่าผมอยากจะใช้ถ้อยคำนี้ ซึ่งกรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้สงวนความเห็นไว้ทั้งนั้น คืออยากให้มีคำว่า ยื่นคำร้องต่อ ศาลชั้นต้น และให้ศาลนั้นส่งคำร้องไปยังศาลที่มีเขตอำนาจ หมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่ายื่นต่อศาลไหนก็ได้ที่ประชาชนมีภูมิลำเนาอยู่ที่นั่น ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามีมูลคดี หรือว่ามีอะไร อยู่ที่ไหนก็ยื่นที่นั่น แล้วเป็นภาระของธุรการศาลในการที่จะดำเนินการต่อไป ให้ประชาชน ผมคิดว่าอย่างนี้จะสร้างความสะดวกให้กับประชาชน เพราะผมเป็นกังวลว่า ถ้าบัญญัติไว้อย่างที่กรรมาธิการเสียงข้างมากบอกเดี๋ยวจะเป็นอย่างที่เคยมีฎีกาบอกว่า หากมีการยื่นคำฟ้องหรือคำร้องขอต่อศาลที่ไม่มีเขตอำนาจเท่ากับฟ้องผิดศาล ศาลย่อมจะรับ คำฟ้องหรือคำร้องขอดังกล่าวไว้พิจารณาพิพากษาไม่ได้ ดังนั้นอันนี้คือประเด็นที่ ๑ ที่ผมได้มี การสงวนความเห็นไว้และอยากที่จะให้นำไปสู่เจตนารมณ์ที่ช่วยเหลือประชาชนจริง ๆ ครับ🔗

ประการที่ ๒ คือเรื่องของการมีทนายความ ผมคิดว่าทนายความเป็นสิทธิ ขั้นพื้นฐานเวลาพี่น้องประชาชนที่จะเดินเข้าสู่การพิจารณาของศาล เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ควร จะได้รับความคุ้มครองสิทธิของคู่ความหรือผู้ยื่นคำร้องต่อศาล ก็ไม่เห็นว่าจะเป็นการสร้างภาระ หรือผิดแปลกอะไรถ้าหากจะบัญญัติไว้ว่า จะมีทนายความหรือไม่ก็ได้ในกรณีที่เข้าสู่ กระบวนการไกล่เกลี่ย เพราะว่าหลายครั้งผมเจอประสบการณ์กรณีที่ผมเจอกับผู้ประนอม บางทีท่านคิดว่าตัวเองเป็นผู้พิพากษา บางทีท่านก็มีการชี้นำอันอาจนำไปสู่การทำคำพิพากษา ตามยอมและเสียหายต่อคู่ความ ผมคิดว่าก็เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เราอย่าตั้งเป้าหมายหรือหลักการว่าทนายความคือผู้ค้าคดีหรือหาประโยชน์จากการมี คดีความ จะทำให้การบัญญัติกฎหมายมันผิดเพี้ยน แต่ทนายความคือตัวแทนที่จะเข้าไปรักษาสิทธิ ของประชาชน และจะทำให้ประชาชนได้รับความคุ้มครอง ดังนั้นการบัญญัติว่ามีทนายความ หรือไม่ ก็หมายความว่าอาจจะมีหรือไม่ก็ได้ ไม่ได้เสียหายอะไร ผมคิดว่าผมยังยืนยันว่า ผมจะสงวนความเห็นนี้ แล้วกรรมาธิการเสียงข้างน้อยส่วนใหญ่สงวนความเห็น ๒ ประเด็น ในเรื่องนี้ ซึ่งถือว่าเป็นสาระสำคัญในมาตรา ๒๐ ตรี ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปกรรมาธิการทศพล เพ็งส้ม ท่านผู้สงวนคำแปรญัตติไม่อยู่ ขออนุญาตไปกรรมาธิการธานี อ่อนละเอียด และ กรรมาธิการยุทธนา โพธสุธน ท่านธานีอยู่ไหมครับ กรรมาธิการไม่ได้อยู่ข้างบนนะครับ เชิญครับ🔗

นายธานี อ่อนละเอียด กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายธานี อ่อนละเอียด สมาชิกวุฒิสภาและในฐานะสมาชิกรัฐสภา โดยเป็นกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยซึ่งขอสงวนความเห็นในร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (หลักเกณฑ์และวิธีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ก่อนฟ้องคดี) ในมาตรา ๓ เพิ่มความเป็นมาตรา ๒๐ ตรี โดยขอสงวนเฉพาะในมาตรา ๒๐ ตรี วรรคสามและวรรคสี่ ว่าด้วยการเสียค่าขึ้นศาลในกรณีการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องคดี ตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นะครับ กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าก่อนที่จะมี ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยกลางซึ่งเสนอโดยกระทรวงยุติธรรม ประกาศใช้เมื่อปี ๒๕๖๒🔗

นายสุรชัย เลี้ยงบุญชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ขออนุญาต ท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญครับ🔗

นายสุรชัย เลี้ยงบุญชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ขออนุญาตหารือ ท่านประธานนิดหนึ่งครับ ท่านประธานจะกรุณาให้พิจารณาทีละวรรคหรือไปทุกวรรคเลย ในมาตรานี้ เพราะวรรคแรกท่านธานีมิได้สงวนคำแปรญัตตินะครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านประธานอยากให้ทำอย่างไรครับ🔗

นายสุรชัย เลี้ยงบุญชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

อยากให้พิจารณา ทีละวรรคครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ทีละวรรคนะครับ ทีนี้บังเอิญว่า ชื่อผู้แปรญัตติผมไม่ทราบว่าแต่ละท่านแปรญัตติวรรคไหนนะครับ เอาอย่างนี้ได้ไหมครับ ท่านกรรมาธิการที่มีชื่อเสนอขึ้นมาถ้าท่านแปรญัตติวรรคหนึ่งท่านกรุณาลุกขึ้น โดยผมไม่ต้อง เรียกชื่อก็ได้ครับ ท่านกรุณาแสดงตนแล้วก็บอกว่าท่านสงวนความเห็นเอาไว้ในวรรคหนึ่ง มีกี่ท่านครับ ท่านกรรมาธิการท่านทราบดีบอกด้วยก็แล้วกันครับ🔗

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ได้ครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านธานีไม่ได้สงวนความเห็นวรรคนี้ไว้ ก็ข้ามไปก่อนครับ🔗

นายธานี อ่อนละเอียด สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ไม่ขัดข้องครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

กรรมาธิการที่แปรญัตติไว้ สงวนความเห็นไว้ในวรรคหนึ่งมีใครอีกไหมครับ เชิญท่านวิรัชครับ🔗

นายวิรัช พันธุมะผล กรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ กระผม นายวิรัช พันธุมะผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา กระผมขอกราบเรียนว่าตามที่รัฐบาลอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๗๐ วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า ร่างพระราชบัญญัติที่ตราขึ้น เพื่อดำเนินการตามมาตรา ๑๖ ว่าด้วยการปฏิรูปประเทศในมาตรา ๒๕๘ ง ด้านกระบวนการ ยุติธรรม (๑) ซึ่งเป็นเรื่องเน้นให้มีการปฏิรูปในการให้ความยุติธรรมแก่ประชาชนที่สะดวก ไม่ต้องใช้เงินและเสมอหน้าทุกคนเข้าถึงกันได้ เพราะฉะนั้นร่างพระราชบัญญัติแก้ไข วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐ ตรี ที่รัฐบาลเสนอมาเป็นการแก้ไขเพียงเล็กน้อย ซึ่งไม่ได้ เข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๒๕๘ ง (๑) ด้านกระบวนการยุติธรรม นอกจากนี้แล้วยังจะเห็น ได้ว่าการแก้ไขตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐ ตรี นั้น จะเป็นการ เสนอกฎหมายที่ซ้ำกับกฎหมายอื่น ๆ มากมาย เช่นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๐ ว่าด้วยการประนีประนอมยอมความ คือทั้งก่อนจะคดีถึงศาลและคดีถึงศาลแล้ว ก็ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งทวิ มาตรา ๒๐ ทวิ ก็มีกระบวนการ มีการแก้ไข มาก่อน โดยใช้กฎหมายธรรมดา โดยใช้พระราชบัญญัติธรรมดา ให้มีการประนีประนอม ยอมความในชั้นศาล และนอกจากนี้แล้วยังมีพระราชบัญญัติไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งประกาศใช้เมื่อปีที่แล้วเอง คือวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ก็เป็นเรื่องของการไกล่เกลี่ย ข้อพิพาทก่อนนำคดีขึ้นสู่ศาล และตามกฎหมายดังกล่าวจะต้องมีการออกประกาศของ ประธานศาลฎีกาด้วย แต่จนบัดนี้ยังไม่มีการประกาศใช้ แต่รัฐบาลก็รีบเสนอพระราชบัญญัติ แก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐ ทวิ จึงเห็นได้ว่าเป็นการออกกฎหมาย ที่ไม่ได้เป็นไปตามมาตรา ไม่ได้เป็นการปฏิรูปตามมาตรา ๒๗๐ วรรคสองของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ด้วยความห่วงใยดังนี้ผมจึงแปรญัตติว่าเพื่อให้เป็นไปตาม มาตรา ๒๗๐ วรรคสอง จึงควรแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐ ทวิ ให้เป็นไปตามทำนองของการปฏิรูป ใช้ว่า วิธีปฏิรูปให้ถูกต้องตามมาตรา ๒๗๐ วรรคสอง เพราะฉะนั้นจึงเห็นว่าวิธีการแก้ไขของเดิมนั้นผมขออนุญาตที่รัฐบาลเสนอมาก็ต้องมีปัญหา เรื่องเขตอำนาจศาล ซึ่งท่านกรรมาธิการหลายท่านได้พูด เขตอำนาจศาลเป็นเรื่องยุ่งยาก มากครับ เพราะว่าแม้แต่ผมซึ่งอยู่ในวงการกฎหมายมาก็มีปัญหาเรื่องเขตอำนาจศาล เช่น ศาลแขวง ศาลคดีเด็กและเยาวชน ศาลแขวงเหนือ ศาลแขวงใต้ ศาลอาญาใต้ ศาลอาญากลาง หรือว่าศาลจังหวัด อย่างนี้นะครับ ศาลจังหวัดก็มีหลายศาล นี่เป็นปัญหาที่ก่อให้เกิดความ ยุ่งยากกับประชาชน แทนที่จะให้ความสะดวกกับประชาชน นี่คือเขตอำนาจที่จะมีปัญหา🔗

๒. การที่คดีที่ยังไม่มีขึ้นสู่ศาลแต่บังคับให้ประชาชนไปยื่นต่อศาล ทำให้ ประชาชนเสียค่าทนายความ ทนายความหลายท่านที่เป็นกรรมาธิการก็พูดเป็นห่วง เรื่องทนายความ ผมว่าทำให้ประชาชนเสียเงินนะครับ เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่มีปัญหา ในวรรคแรกอีกเหมือนกัน นอกจากนี้แล้วศาลในประเทศไทยไม่ได้มีทุกอำเภอ ไม่ได้มี ทุกตำบล แล้วแต่ละเรื่องที่จะไปศาลท่านจะเห็นได้ว่ายื่นต่อศาลแต่ละครั้งนี่หลายเดือน กว่าศาลท่านจะนัดพร้อม กว่าศาลจะเรียกคู่ความผู้พิพาทมาพร้อม กว่าจะส่งหมายช้ามาก นี่คือเหตุผลที่ว่าถ้าจะปฏิรูปตามมาตรา ๒๕๘ แล้วเราควรจะแก้ให้เป็นไปตามการปฏิรูป เพราะฉะนั้นผมถึงเขียนความเห็นต่างจากที่รัฐบาลเขียนมา แต่ผมเขียนให้เป็นการปฏิรูป อย่างแท้จริงเพื่อให้เป็นไปตามมาตรา ๒๗๐ วรรคสอง ผมเขียนอย่างนี้นะครับ ซึ่งถ้าท่านอ่าน จากที่ผมเขียนท่านจะเห็นว่าเป็นการปฏิรูปที่แท้จริง ผมเขียนไว้ว่า มาตรา ๒๐ ตรี เพื่อประโยชน์ในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตั้งสำนักงานพิพาท ที่ตำบลนั้น ๆ แล้วก็ให้คู่กรณีที่จะยื่นข้อพิพาทให้ยื่นความจำนงนะครับ ง่าย ๆ ๑. ไปยื่นที่ ตำบล ตำบลของ อบต. หรือเทศบาลที่อยู่ในพื้นที่นั้น ไปยื่นที่นั่น ยื่นความจำนงธรรมดา ท่านสังเกตไหมว่าตอนหลังสำนักงานคุมประพฤติที่เขาไปไม่ได้ขึ้นกับศาลยุติธรรมแล้ว ไปที่นั่นง่าย ๆ สบายใจกว่าเยอะครับ แล้วก็ให้ อบต. ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทโดยมีสำนักงาน ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของตำบลนั้นทำการไกล่เกลี่ย เมื่อไกล่เกลี่ยแล้วก็ให้ทำสัญญา ประนีประนอมยอมความให้ และถ้าอีกฝ่ายหนึ่งยังไม่ยอมที่จะปฏิบัติตามสัญญาข้อพิพาท จึงไปร้องต่อศาลโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม เพราะฉะนั้นจากที่ผมแก้ไข ที่ผมแปรญัตติไว้ จึงเป็นไปตามการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เป็นการให้ความสะดวกแก่ประชาชน และ ประชาชนไม่ต้องเสียเงิน ไม่ต้องไปศาล สมดังเจตนาของการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่ยังไม่ได้นำ คดีไปสู่ศาล ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ผมเรียนท่านประธาน คณะกรรมาธิการ กรรมาธิการ แล้วก็เพื่อนสมาชิกนะครับ ได้หารือกับเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร แล้วว่าคงจะต้องให้อภิปรายทั้งมาตราเพื่อไม่ให้มีปัญหา แล้วก็เกี่ยวกับวรรคไหน ท่านประธานคณะกรรมาธิการกับกรรมาธิการกรุณาคอยตรวจสอบก็แล้วกันครับว่าท่านผู้ใด จะชี้แจงในวรรคไหน ส่วนท่านผู้อภิปราย ท่านแปรญัตติในวรรคไหนก็ตาม ท่านสามารถอภิปราย ไปได้เลย โดยผมจะไม่ประกาศชื่อในหนังสือ แต่เอาชื่อที่ท่านส่งมา ท่านเกียรติเกริกไกร ผ่านมาแล้ว ท่านจิรวัฒน์ผ่านมาแล้ว ท่านทศพล เพ็งส้ม ยังครับ ท่านธานีได้เลื่อนมา แต่เดี๋ยวให้ท่านธานีอภิปรายได้เลยครับ และจะมาท่านวัฒนา ต่อไปท่านพสิษฐ์ อัศววัฒนาพร ถ้าจบกรรมาธิการผู้สงวนความเห็นแล้ว จะได้ไปยังสมาชิกผู้แปรญัตติอีกทั้งหมด ๕ ท่าน แล้วก็มีสมาชิกที่ขออนุญาตอภิปราย อาจจะเกี่ยวกับเรื่องที่กรรมาธิการแก้ไขอีก ๑ ท่าน ขอย้อนกลับไปท่านธานี เชิญครับ🔗

นายธานี อ่อนละเอียด สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายธานี อ่อนละเอียด สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และเป็น กรรมาธิการเสียงข้างน้อยซึ่งขอสงวนความเห็นไว้ในร่างมาตรา ๒๐ ตรี ในมาตรา ๓ ซึ่งเพิ่ม มาตรา ๒๐ ตรี วรรคสามและวรรคสี่ ว่าด้วยเรื่องของค่าธรรมเนียมศาล ผมขอกราบเรียนต่อ ท่านประธานว่าตามร่างพระราชบัญญัติที่กำลังพิจารณาอยู่นี้เป็นกระบวนการไกล่เกลี่ย ก่อนฟ้องคดี เดิมสำนักงานศาลยุติธรรมมีกระบวนการไกล่เกลี่ยหลังฟ้องคดี แล้วก็มี ผู้ประนีประนอมประจำศาลตก ๒,๐๓๐ กว่าท่าน ก็เลยมีแนวคิดที่จะให้ผู้ไกล่เกลี่ยที่เป็น บุคลากรของศาลมาดำเนินการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องคดี เป็นที่มาของการเสนอร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ขึ้นมา แต่เนื่องจากว่ากรรมาธิการได้มีการแก้ไขหลักการเดิมที่ศาลเองจะเป็นผู้ดูแล อยู่ห่าง ๆ โดยให้ผู้ประนีประนอมยอมความ ผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของศาลดำเนินการ ไกล่เกลี่ยไป เมื่อดำเนินการไกล่เกลี่ยไปได้ผลประการใด ถ้าตกลงกันได้ก็สามารถจะเสนอ เป็นคำฟ้องต่อศาลเพื่อให้ศาลพิพากษาตามยอม และให้เสียค่าธรรมเนียมเพียงแค่ ๑ ใน ๔ ของค่าธรรมเนียมทั้งหมด โดยปกติแล้วไปขึ้นศาลจะเสียค่าธรรมเนียมร้อยละ ๒ บาท แต่ใน ร่างเดิมของพระราชบัญญัติฉบับนี้ให้เสียแค่ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ของ ๒ บาท ก็คือ ๑ ใน ๔ ของ ค่าธรรมเนียมทั้งหมด แต่ปรากฏว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากไปแก้ไขว่าเมื่อมีการตกลง ประนีประนอมยอมความและมาขอให้ศาลพิพากษาตามยอมไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม ค่าขึ้นศาลเลย ผมอยากจะกราบเรียนต่อประธานที่เคารพว่าถ้าหากแก้ไขลักษณะนี้จะส่ง ผลกระทบต่อสังคมอย่างรุนแรงอย่างยิ่งด้วยเหตุ ๔ ประการ ดังจะได้กราบเรียนต่อ ท่านประธานนะครับ🔗

ประการแรก ก็คือถ้ากฎหมายฉบับนี้ออกไปการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องคดีจะขัด ต่อหลักความเท่าเทียมกันของกฎหมาย ในร่างเดิมพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ย ปี ๒๕๖๒ เมื่อคู่กรณีนี้ตกลงประนีประนอมยอมความกันได้ไปเสนอคำฟ้องต่อศาลให้เสียค่าธรรมเนียม ร้อยละ ๑ บาท ก็คือกึ่งหนึ่งของค่าธรรมเนียมทั้งหมด ปกติเสีย ๒ บาท ถ้าตามพระราชบัญญัติ ปี ๒๕๖๒ เสีย ๑ บาท ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้เสีย ๒๕ สตางค์ แต่ก็ไม่เป็นไร ถ้าเสีย ๑ บาทแล้ว ศาลสามารถใช้ดุลพินิจในการลดค่าธรรมเนียมศาลได้ ซึ่งโดยปกติแล้วคนเป็นคดีความ ถ้าไปเสนอคำฟ้องต่อศาล ถ้าตกลงประนีประนอมยอมความกันได้ศาลก็จะคืนค่าธรรมเนียม ให้ ๓ ใน ๔ โดยปกติอยู่แล้ว แต่ปรากฏว่ากรรมาธิการไปงดค่าธรรมเนียมเสียทั้งหมดเลย ก็จะเกิดหลักความไม่เท่าเทียมกันของกฎหมาย ๒ ฉบับว่า ฉบับหนึ่งเสีย ๑ บาท ฉบับนี้ ไม่ต้องเสียเลย🔗

ประการที่ ๒ อาจจะเป็นช่องทางให้กับนายทุนเงินกู้ นายทุนธนาคาร สถาบัน การเงินต่าง ๆ มาใช้ช่องทางนี้ ไม่ต้องไปจ้างทนายความ ไม่ต้องไปเสียค่าธรรมเนียม ก็จะแห่ กันมาใช้ช่องทางนี้ อะไรจะเกิดขึ้นครับ ก็กลายเป็นผิดเจตนารมณ์ของกฎหมาย เหมือนกับ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งเป็นกฎหมายที่พอใช้ไปใช้มาก็ผิดวัตถุประสงค์ต่อกฎหมาย🔗

ประการที่ ๓ อยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานว่าจะเกิดผลกระทบต่อ กระบวนการยุติธรรม เพราะหากคู่พิพาทเลือกที่จะใช้ช่องทางของร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับนี้ โดยนำคดีที่พิพาทไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาล คู่พิพาทก็จะไม่ใช้ช่องทางอื่น เพราะว่า เสียค่าธรรมเนียมที่มากกว่า🔗

ประการที่ ๔ หากกฎหมายฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา โดยกำหนด ไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามกรรมาธิการเสียงข้างมากแล้ว ร่างเดิมศาลจะไม่ดูแลตั้งแต่ต้น จะให้ผู้ประนีประนอมไปดำเนินการ แล้วศาลจะมาดูตอนที่ขอให้พิพากษาตามยอม แต่ปรากฏว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากไปแก้ให้ศาลลงมาดูแต่ต้นเลยว่าสัญญาประนีประนอม ยอมความนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จะเป็นการเสียบุคลากรของศาลที่มีจำกัดอยู่แล้ว ต้องมาทำคดีในการประนีประนอมข้อพิพาท ก็จะไปกระทบต่อประสิทธิภาพของ การบริหารงานคดีในการอำนวยความยุติธรรมในคดีปกติไป ทุกคนแห่หลั่งไหลกันมาใช้ ช่องทางนี้หมด🔗

ผมอยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานที่เคารพว่าถ้าร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ประกาศใช้ไปเสมือนหนึ่งโยนระเบิดเข้ามาในสังคม กฎหมายอื่น ๆ ระบบ การไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องคดี ไม่ว่าจะเป็นการไกล่เกลี่ยโดยฝ่ายปกครอง การไกล่เกลี่ยชุมชน การไกล่เกลี่ยโดยเจ้าพนักงานตำรวจ การไกล่เกลี่ยของอัยการก็จะหมดไปเลย ทุกคนแห่มา ใช้ช่องทางนี้หมด เพราะความน่าเชื่อถือของศาล และนอกจากนี้ฟรีอีกต่างหาก ช่องทางอื่น เป็นหมันไปหมด ฉะนั้นสมควรอย่างยิ่งว่าจะต้องคงร่างเดิมไว้โดยหากแต่ขอให้ศาลพิพากษา ตามยอมควรที่จะใช้ร่างเดิมว่าเสียค่าธรรมเนียม ร้อยละ ๒๕ ของค่าธรรมเนียมทั้งหมด ซึ่งศาลสามารถจะลดค่าธรรมเนียมอีกได้ กราบเรียนต่อท่านประธานว่ากระผมขอเสนอให้ คงร่างเดิมในวรรคสามและวรรคสี่ไว้ครับ ขอขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ต่อไปกรรมาธิการยุทธนา โพธสุธน ครับ🔗

นายยุทธนา โพธสุธน กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม ยุทธนา โพธสุธน กรรมาธิการเสียงข้างน้อย วันนี้ต้องกราบเรียนว่ากฎหมาย ฉบับนี้จะเป็นนวัตกรรมใหม่เลยนะครับถ้าเกิดผ่านสภาไปได้ ด้วยเศรษฐกิจ แล้วก็วิกฤติ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน กระผมเชื่อว่าจะเกิดข้อพิพาทเรื่องหนี้สิน แล้วก็จะนำมาสู่ การใช้กฎหมายฉบับนี้ อย่างไรก็ดีกระผมมองว่ากฎหมายฉบับนี้มีข้อที่ควรจะต้องดำรงไว้ เหมือนร่างเดิมในวรรคสามและวรรคสี่ กฎหมายฉบับนี้มีความเอื้อเฟื้อกับพี่น้องประชาชน โดยปกติอยู่แล้ว เพราะว่ามีความปฏิวัติเรื่องค่าธรรมเนียมศาล โดยให้ประชาชนทุกคนที่มี ข้อพิพาทสามารถเข้ามา แล้วก็ไม่ได้เสียค่าใช้จ่าย ไกล่เกลี่ยจนสำเร็จทุกขั้นตอน ได้สัญญา ได้ข้อตกลง แล้วก็นำไปปฏิบัติได้ และเมื่อนำสัญญาข้อตกลงยื่นคำฟ้องเพื่อให้ได้คำพิพากษา ตามยอม ตรงนี้ละครับที่กระผมเห็นด้วยกับร่างเดิมก็คือจะต้องมีการเสียค่าธรรมเนียม เพราะว่าเมื่อมีการนำคำฟ้องขึ้นสู่ศาลควรมีการเสียค่าธรรมเนียมเพื่อไม่ให้เกิดการลักลั่นครับ ไม่ว่ากฎหมายฉบับไหนก็แล้วแต่จะต้องมีค่าธรรมเนียม เพื่อไม่ให้เกิดการหลั่งไหล มีการลักลั่น แล้วก็มีการเอาเปรียบในแง่กฎหมาย ยิ่งไปกว่านั้นกฎหมายฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะเคลียร์ (Clear) คดีก่อนฟ้องให้ลดลง แต่ถ้าเกิดเราทำโดยวิธีเดิม โดยวิธีที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก ก็คืออนุญาตให้ทุกคนสามารถนำสู่คำฟ้องหรือคำพิพากษาหลังบังคับฟ้องได้เลยโดยไม่เสียเงิน และไม่ได้เสียอะไรเลย ยิ่งจะทำให้เกิดการลักลั่นแล้วก็เพิ่มคดีเข้ามาสู่ศาล กระผมว่าอันนี้ ผิดวัตถุประสงค์ ดังนั้นกระผมยังเห็นกับการคงร่างเดิมคือร่างที่ ๑ ก็คือมีการเสียค่าธรรมเนียม ซึ่งอัตราต่ำมาก คือร้อยละ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ยิ่งไปกว่านั้นครับ ด้วยความเอื้อเฟื้อของกรรมาธิการที่เราได้พูดจาเจรจากัน เราคิดว่า เป็นอำนาจของศาล ถ้าศาลมีเมตตาเกิดคู่กรณีมีฐานะที่ยากจนแล้วก็ไม่สามารถจ่าย ค่าธรรมเนียมได้ ศาลสามารถยกได้ครับ เพราะฉะนั้นผมถือว่าอันนี้เหมือนกับเซฟ (Save) เซฟตี้เบลต์ (Safety belt) ที่เราสามารถใช้ก็ได้ ไม่ใช้ก็ได้ วันหนึ่งที่เกิดเหตุการณ์ไม่ดี เราสามารถใช้ได้ แล้วถ้าเกิดเหตุการณ์ปกติเราไม่ต้องใช้ก็ได้ครับ ถ้าเกิดเหตุการณ์วิกฤติ เราก็ต้องใช้ ด้วยเหตุนี้ผมถึงอยากให้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านได้เห็นพ้องต้องกัน กับผมว่ากฎหมายฉบับนี้จะมีประโยชน์มากในสถานการณ์ปัจจุบัน แล้วก็เพื่อป้องกันการลักลั่น ผมขอกราบเรียนว่าขอยืนร่างเดิมครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปกรรมาธิการพสิษฐ์ อัศววัฒนาพร ครับ🔗

นายพสิษฐ์ อัศววัฒนาพร กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม นายพสิษฐ์ อัศววัฒนาพร กรรมาธิการ กระผมไม่ติดใจในคำสงวน ขออนุญาตถอนคำสงวนครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณท่านพสิษฐ์ครับ กรรมาธิการ ท่านสุดท้ายที่ส่งชื่อมา ท่านวัฒนา เซ่งไพเราะ เชิญครับ🔗

นายวัฒนา เซ่งไพเราะ กรรมาธิการ

เรียนท่านประธาน ผม นายวัฒนา เซ่งไพเราะ ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมขออนุญาตแสดงเหตุผลที่ผมได้เสนอ สงวนความเห็นไว้หลายประเด็น ผมขออนุญาตแค่ประเด็นเดียวครับ คุณสมบัติของ ผู้ประนอม ก่อนอื่นผมขออนุญาตที่จะนำเรียนภาพรวมกว้าง ๆ ร่างฉบับนี้เสมือนขอให้ศาล ตั้งคนที่จะไปร่างสัญญาประนีประนอมยอมความให้กับประชาชน และเมื่อประชาชนนั้น เขาต้องการให้หน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคราวนี้มาขอที่ศาล ให้ศาลเสนอบุคคล ที่ตั้งไปเราเรียกว่าผู้ประนอม มาตรวจสัญญา แล้วร่างสัญญาประนีประนอมยอมความให้กับเขา และร่างฉบับนี้ถ้าเผื่อสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาขึ้นมา บังคับคดีได้เลยไม่ต้องฟ้องศาล ผมจึงได้สงวนความเห็นว่าผู้ที่ศาลจะแต่งตั้งนั้นควรจะเป็น ผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายแต่ละด้าน ตั้งให้กับประชาชนครับ เพื่อเป็นร่าง สัญญาประนีประนอมยอมความ เพราะคราวนี้ระมัดระวังมากครับท่านประธาน ถ้าเผื่อ ร่างฉบับนี้ให้ทำคำพิพากษาตามยอม ซึ่งโครงสร้างเหล่านี้ของศาลมี แต่ต้องหลังจากยื่น ฟ้องคดีแล้วครับ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๓๘ ร่างสัญญา ประนีประนอมยอมความ มาตรา ๒๐ ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ก่อนหน้านี้ เขียนไว้ครับ เขียนว่าให้ศาลมีอำนาจที่จะไกล่เกลี่ยหรือทำสัญญาประนีประนอมยอมความได้ ตลอดเวลาระหว่างพิจารณาคดี🔗

ต่อมาปี ๒๕๕๔ เพิ่มเข้าไปครับ เพิ่มผู้ช่วยศาล อันนี้คดีอยู่บนศาลนะครับ มาตรา ๒๐ ทวิ เขียนว่าให้ศาลตั้งผู้ประนอมที่มีคุณสมบัติจบอะไรมาก็ได้ ตามคุณสมบัติ ที่ศาลกำหนดและผ่านการอบรมเอาไปขึ้นทะเบียนไว้ เมื่อประชาชนฟ้องร้องบนศาลแล้ว และต้องการมีการประนีประนอม ศาลเห็นเองหรือคู่ความขอศาลก็จะตั้งผู้ประนอม ปัจจุบัน ถ้าท่านประธานไปตามศาลต่าง ๆ ท่านจะเห็นเลยครับ ศาลท่านเปลี่ยนบทบาทไปแล้วครับ พอมีคดีปั๊บจะประนอมไหม ไกล่เกลี่ยไหม ส่งไปอีกส่วนเลยครับ อย่างศาลจังหวัดสมุทรปราการ ศาลจังหวัดราชบุรี แถวหน้าที่เป็นห้องพิจารณาคดีกลายเป็นห้องประนีประนอมไปแล้วทั้งตึก บัลลังก์อยู่ด้านหลัง กำลังบอกว่าการประนีประนอมหรือตั้งผู้ประนอมนั้นสำคัญ นี่กำลัง พูดถึงหลังจากพิจารณาคดีบนศาล อันนี้มาตกลงนอกศาลครับ การตกลงนอกศาลเราเคย มีไหมเรื่องสัญญาประนีประนอมยอมความ มีครับ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๕๒ คุณไปตกลงกันตามแบบนี้นะ เหมือนสัญญากู้ครับท่านประธาน แต่ถ้าเผื่อ ทำแล้วใครผิดสัญญาก็ต้องไปฟ้องศาลเอง นั่นคือคู่กรณีทำเองครับตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา ๘๕๒ มีมาก่อนแล้ว พอหลังจากนั้นมีอะไรครับก่อนกระบวนการ พิจารณาบนศาลนี่ ก็เลยมี พ.ร.บ. ไกล่เกลี่ย ปี ๒๕๖๒ ออกโดย สนช. ครับ ไม่ได้ออกโดย ตัวแทนของประชาชนคือสภาผู้แทนราษฎร ผลเป็นอย่างไรครับ ผลก็คือให้ตั้งผู้ประนอม ไปไกล่เกลี่ย มุมมองผมผู้ประนอมก็คือคนที่ต้องไปร่างสัญญาให้กับประชาชน เมื่อฟรีแล้ว ไม่ใช่ว่าฟรีแล้วอะไรก็ได้ ไม่ใช่ครับ คุณต้องให้ความหมายกับประชาชน ชาวบ้านนี่เขา ไม่รู้เรื่อง คุณต้องหาคนที่ดีที่สุด หลังจากมี พ.ร.บ. มาไกล่เกลี่ยแล้วหน่วยงานของรัฐระดับ ตำบล อำเภอ จังหวัด สำนักงานตำรวจ อัยการ ไม่มีศาลครับ วันนี้ละครับมีศาลเข้ามาแล้ว นั่นคือไกล่เกลี่ยหรือไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้ชาวบ้าน โดยคุณสมบัติของ ผู้ประนอมเหล่านั้นจบอะไรมาก็ได้ ขอให้ผ่านคุณสมบัติและผ่านการอบรม ต้องขึ้นทะเบียน ไว้ทั่วประเทศ ถามว่ามีหน่วยงานหนึ่งแม้ พ.ร.บ. ไกล่เกลี่ย ปี ๒๕๖๒ ไม่ได้เขียนไว้ ไม่ได้ กำหนดไว้ แต่ท่านตระหนักถึงความสำคัญว่าประชาชนนั้นสำคัญมาก ๆ ท่านให้ความหมาย ให้ความหมายอย่างไร ท่านบอกกำหนดไปเลยว่าคุณสมบัติของผู้ที่จะตั้งเป็นผู้ประนอม แล้วไปไกล่เกลี่ยหรือไปร่างสัญญาให้กับประชาชนต้องเป็นอัยการเท่านั้น ก็คือสำนักงาน อัยการสูงสุดครับ มีสำนักงานเดียว พ.ร.บ. ไกล่เกลี่ย ปี ๒๕๖๒ มีหน่วยงานนี้ละครับ ให้ความสำคัญถึงขนาดตั้งคนเก่ง ๆ ไม่ใช่ว่าฟรีแล้วอะไรก็ได้ เห็นไหมครับ และทนายความ อาวุโสเท่านั้นอัยการถึงจะตั้งเข้ามาเพื่อให้ไปร่างสัญญาประนีประนอมยอมความให้กับ ชาวบ้านหรือประชาชน มุมมองผมขณะนี้ร่างนี้เข้ามาคือไกล่เกลี่ยก่อนหรือทำสัญญา ประนีประนอมยอมความก่อนฟ้องคดี แถมกฎหมายฉบับนี้เข้าโดยช่องทางพิเศษอีกต่างหาก พิเศษอย่างไรครับท่านประธาน พิเศษเพราะอ้างกฎหมายเพื่อการปฏิรูปประเทศ จึงไม่ได้ ผ่านสภาผู้แทนราษฎรตามระบบปกติ ผ่านเข้ามาในรัฐสภา กรรมาธิการในคณะจะมีทั้ง ส.ส. ส.ว. นั่งร่วมกัน เมื่อเป็นกฎหมายฉบับแรกของการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย ก็หาคนที่เก่งที่สุด ดีที่สุดสิครับ มีความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายส่งไปให้ประชาชนเขา เพื่อไปร่างสัญญา อย่างระมัดระวัง ตรวจอย่างละเอียด ไม่ใช่ใครก็ได้ ฉะนั้นผมมองอย่างนี้ครับว่าคราวนี้ สำคัญมาก ขนาดอัยการยังกำหนดคุณสมบัติระดับนั้น คราวนี้ประชาชนมาขอให้ศาล และคราวนี้มีสภาผู้แทนราษฎรด้วย แล้วเราจะไม่หาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับประชาชนหรือครับ สิ่งที่ดีที่สุดในมุมมองผมก็คือตั้งคนที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย หรือผู้พิพากษา นั่นละลงมาดูให้กับประชาชนโดยตรงเลย ถามว่าคนพวกนี้จะมาจากไหน ผมเรียนกฎหมาย คนจบกฎหมายก็อยากเป็นผู้พิพากษา อัยการ ท่านเหล่านั้นถ้าไม่ได้ทำ อย่างไรเป็นนิติกร ไปอยู่ตามกระทรวง ทบวง กรมเต็มไปหมด ถ้ากฎหมายฉบับนี้ผ่านผมเชื่อว่าต่อไปจะมี ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ด้านการเงิน การคลังจากกระทรวงการคลัง เราจะมีผู้เชี่ยวชาญ ด้านสิ่งแวดล้อมจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ที่จบกฎหมาย แล้วที่สำคัญคราวนี้เราไปร่างสัญญาประนีประนอมยอมความ เราจะสร้างบ้านเราก็ไปหาวิศวกร คราวนี้จะไปร่างสัญญาก็ต้องเอานักกฎหมาย พื้นเพต้องมี นักกฎหมายก่อนครับ ผมต่อสู้ในกรรมาธิการมาก แต่เขาบอกว่าเดี๋ยวศาลไปกำหนดเองได้ เดี๋ยว เดี๋ยว เดี๋ยว ที่ผ่านมาผมว่าไม่เดี๋ยวหรอกครับ คราวนี้ผมขอสงวนคำพูดให้กับ พี่น้องประชาชน ท่าน ส.ส. และท่าน ส.ว. ว่าคราวนี้เป็นกฎหมายฉบับแรก เราไม่เอาของ ที่ดีที่สุดให้กับประชาชนหรือครับ เราไม่แต่งตั้งคนที่มีคุณสมบัติที่ดีที่สุดให้กับประชาชน หรือครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านวัฒนาต้องสรุปแล้วครับ🔗

นายวัฒนา เซ่งไพเราะ กรรมาธิการ

อีกไม่นานเราจะได้ผู้เชี่ยวชาญ ด้านกฎหมายในทุกด้านจากหน่วยงานของรัฐมาขึ้นทะเบียนของศาลไว้ มาเป็นผู้ประนอม ของศาล ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

กรรมาธิการจะเอาไว้ตอบชี้แจง พร้อมไปเลยใช่ไหมครับ โดยให้ผู้แปรญัตติได้อภิปรายก่อนอย่างนั้นใช่ไหมครับ มีผู้แปรญัตติ ส่งชื่อมาแล้วทั้งหมดที่แปรญัตติทั้ง ๗ ท่าน ผมขออนุญาตเรียงไปตามลำดับ ท่านแรก ท่านนิยม เวชกามา เชิญเลยครับ🔗

นายนิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สกลนคร

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ตั้งแต่ชั้นรับหลักการในเบื้องต้น ผมเห็นด้วยมาแต่แรกในการที่ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (หลักเกณฑ์และวิธีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดี) เพราะฉะนั้นพวกผมรับหลักการตรงนี้ตั้งแต่วาระแรก แต่ได้อภิปรายไว้เบื้องต้นแล้วว่า ผมขอแปรญัตติในมาตรา ๒๐ ตรี ใน ๒ วรรคสุดท้าย วันนั้นผมเข้าไปแปรญัตติพร้อมกับ ท่านขจิตร ชัยนิคม และท่านไพจิต ศรีวรขาน ผมจึงต้องการให้บันทึกไว้ในสภาแห่งนี้ว่า ต่อไปนี้ในการแปรญัตติในชั้นกรรมาธิการ วันนั้นกรรมาธิการทุกท่านเห็นด้วยกับผม ยืนยัน นะครับ เอาชวเลขมาดูได้ เห็นด้วยกับคณะพวกผม วันนั้นท่านประธานสุรชัยเป็นประธาน ในที่ประชุมด้วย แล้วก็ท่าน ส.ส. วิรัตน์อภิปรายเห็นด้วย แต่พอมาในวันนี้ หน้า ๙ ท่านบอกว่า ที่ผมแปรญัตติตัดออก ๒ วรรคสุดท้าย คณะกรรมาธิการไม่เห็นด้วยตามที่ผู้แปรญัตติ ขอสงวน ความเป็นจริงผมต้องยืนยันว่าต้องให้บันทึกไว้ในนี้ว่าที่ท่านไม่เห็นด้วย ท่านมา บันทึกไว้ในนี้ ความเป็นจริงในตอนสุดท้ายผมก็ไปอ่านดู ตอนสุดท้ายจริง ๆ เห็นไหม หน้า ๒ สุดท้ายจริง ๆ ครับ ท่านก็เห็นด้วยกับผม ท่านไปดูเลยครับ เพื่อให้มันเป็นบรรทัดฐานไว้ ท่านไปแปลข้อความใหม่เท่านั้นเอง คือท่านใส่ไว้ในข้อความใหม่ ท่านตัด ตัด ตัด แล้วบอกว่า การขอและการดำเนินการตามมาตรานี้ไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาล คือผมต้องกราบเรียนท่านประธาน แบบนี้ว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ผมไม่อยากให้ประชาชนซึ่งมีคดี ขึ้นศาลต้องมาเสียค่าธรรมเนียมศาล เพราะฉะนั้นผมจึงแปรญัตติในวรรคสุดท้าย ผมไม่ลง ๒ วรรคแรก ผมไม่ได้พูดถึง ผมไม่ได้ติดใจ แต่มาติดใจว่าให้ตัดออก เพราะว่าผู้ที่ยื่นคำร้องขอ ตามวรรคสอง ซึ่งต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล ร้อยละ ๒๕ ตามวรรคหนึ่ง ไม่ต้องเสีย ผมขอตัดออก แต่ท่านก็ตัดให้ผมในคณะกรรมาธิการ แต่มาเขียนในนี้บอกว่าไม่ตัด กรรมาธิการไม่เห็นด้วย เพราะฉะนั้นผมจึงกราบเรียนว่าในเมื่อกรรมาธิการมีความเห็นเป็นเช่นไรในที่ประชุมแล้ว ก็อยากให้เป็นบรรทัดฐานไว้ ไม่ใช่ตอนหลังมาบิดพลิ้วบอกไม่ตัดด้วย ท่านไปใช้ภาษาใหม่ ก็ตัดนั่นละ เพียงแต่ท่านมาใช้ภาษาใหม่บอกว่าตัดออก ค่าธรรมเนียมออกให้ ซึ่งความจริง อันเดียวกัน ผมจึงกราบเรียนว่าใน ๒ วรรคสุดท้ายผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งอยู่แล้ว เพราะประชาชน เขาเสีย ส่วนวิธีการไกล่เกลี่ยก่อนขึ้นศาลมันเป็นเรื่องดีผมจึงรับมาแต่แรก เพราะพี่น้องประชาชนไม่มีสตางค์หรอกครับ ถ้ามีสตางค์แล้วไม่กู้เงินหรอก คนที่จะฟ้องคือ นายทุน พอฟ้องชนะคนที่จ่ายค่าธรรมเนียมศาลคือประชาชน เพราะฉะนั้นผมจึงบอกว่า การไกล่เกลี่ยไม่ต้องมีเงินค่าธรรมเนียม ถึงกราบเรียนท่านประธานแบบนี้ครับ ผมไม่คัดค้าน เพราะท่านแก้ให้ผมแล้วตอนสุดท้าย ด้วยความเคารพครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณมากครับ ต่อไปท่านขจิตร ชัยนิคม ครับ🔗

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านประธานคณะกรรมาธิการขออนุญาต เชิญครับ🔗

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ขออนุญาตท่านขจิตร สักครู่ครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนเฉพาะประเด็นของท่านนิยม เวชกามา ท่านจะแปรญัตติ ในลักษณะทำนองเดียวกันกับท่านขจิตร ชัยนิคม และท่านไพจิต ศรีวรขาน นะครับ ผมต้อง ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าทั้ง ๓ ท่านแปรญัตติมาในประเด็นให้ตัด ค่าธรรมเนียมศาล ร้อยละ ๒๕ ออก ในวรรคสี่เดิม แล้วก็ส่งผลให้ต้องตัดวรรคห้า ก็คือกรณี การคืนค่าธรรมเนียมศาลให้กับคู่ความ ซึ่งจริง ๆ หลักการภายหลังที่กรรมาธิการได้พิจารณา แล้วกรรมาธิการเห็นด้วยกับหลักการ เรื่องค่าธรรมเนียมศาลมีทั้งคนแปรญัตติมาให้เสียกับมี ทั้งผู้แปรญัตติมาว่าไม่ต้องเสีย ที่สุดกรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นด้วยว่าเพื่อให้ประชาชน เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายก็เห็นด้วยในหลักการ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ ทั้ง ๓ ท่านแปรญัตติและสงวนคำแปรญัตติไว้กรรมาธิการเห็นด้วยทั้งหมดในหลักการ แต่ที่ ในรายงานต้องพิมพ์ว่ากรรมาธิการไม่เห็นด้วย เนื่องจากว่าเราไม่ได้ล้อถ้อยคำตามที่ท่าน สงวนไว้ทั้งหมด คือท่านตัดออกโดยไม่มีการปรับปรุงถ้อยคำเลย แต่กรรมาธิการนั้นยกเลิก เรื่องค่าธรรมเนียมศาล แต่มีการเพิ่มเติมถ้อยความอื่นเข้ามาแทนที่ใน ๒ วรรคนี้ ต้องกราบเรียน ให้ท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกได้เข้าใจ ไม่ใช่กรรมาธิการบิดพลิ้วหรือเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา จริง ๆ ไม่ได้เปลี่ยนหรอกครับ เราเห็นด้วยกับหลักการของท่าน แล้วก็ต้องขอบคุณท่านด้วย ที่ท่านได้กรุณาแปรญัตติมาในเรื่องนี้ จนกระทั่งนำไปสู่การเห็นด้วยของกรรมาธิการ เพียงแต่ว่า ในภาพรวมของทุกมาตราพอมีการปรับปรุงรายละเอียดในแต่ละวรรคแล้วทำให้ต้องมีการ เพิ่มเติมข้อความบางข้อความลงในวรรคสี่ วรรคห้า แล้วก็มีการเพิ่มเติมมาเป็นวรรคหกใหม่ อีกด้วย ก็กราบเรียนเพื่อความเข้าใจของท่านสมาชิกทั้ง ๓ ท่านด้วยความเคารพที่ท่านได้ กรุณาสงวนคำแปรญัตติว่าจริง ๆ ท่านได้ตามที่ท่านต้องการแล้วก็คือการยกเลิกไม่เก็บ ค่าธรรมเนียม ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญท่านขจิตรครับ🔗

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ขณะนี้เรากำลังพิจารณามาตรา ๓ โดยเพิ่มมาตรา ๒๐ ตรี จากคำอธิบาย ของท่านนิยม และคำอธิบายของท่านประธานคณะกรรมาธิการ ประเด็นที่หารือใหม่ก็คือว่า บันทึกการประชุมไม่ตรงความเป็นจริง ท่านต้องแก้บันทึกการประชุม ผมไม่ได้สงวนคำแปรญัตติ ผมเสนอคำแปรญัตติให้ตัด ๒ วรรคสุดท้ายออกเพื่อให้มีผลไม่ต้องคิดค่าธรรมเนียมค่าขึ้นศาล กับประชาชนในกรณีนี้🔗

ท่านประธานครับ ถ้าท่านไปเปิดดูรายงานหน้าสุดท้ายของกฎหมายจะเห็น ๒ วรรคที่ผมแปรญัตติก็ถูกตัดออก แต่ว่ากรรมาธิการไปพิจารณาหลังจากวันที่ผมเข้าไป แปรญัตติแล้ว วันที่ผมเข้าไปแปรญัตติผมยื่นไปคนละฉบับ ๓ คนแต่ว่าเหมือนกัน ข้อความ เหมือนกัน วันที่ผมไปแปรญัตติอธิบายเหตุผลกับกรรมาธิการ กรรมาธิการก็ถกเถียง ความเห็นแตกต่างกัน แล้วมีมติว่าเห็นด้วยกับผมจึงแปรญัตติ เสร็จแล้วผมก็กลับไป แล้วไม่ได้มารับทราบอีกเลย ทีนี้มารับทราบรายงานวันนี้บอกว่ากรรมาธิการไม่เห็นด้วย ผู้แปรญัตติขอสงวน อันนี้ไม่ใช่ มันไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะฉะนั้นต้องแก้ใหม่ รายงานนี้ต้องแก้ใหม่ วันนี้ผ่านไม่ได้ ท่านประธานคณะกรรมาธิการและกรรมาธิการต้องไปแก้ใหม่ ไม่ใช่มาโมเมบอกว่าไม่เห็นด้วย กับผม เสร็จแล้วบอกว่าผมขอสงวนคำแปรญัตติ ง่ายไปในขั้นตอนการเสนอกฎหมาย ท่านประธานครับ เป็นการบันทึกไม่ตรงความเป็นจริง ในวันที่ไปเสนอแปรญัตติท่านไม่ได้พูด แบบนี้ ท่านอภิปรายมีความเห็นกรรมาธิการแตกต่าง ในที่สุดเสียงส่วนใหญ่ในกรรมาธิการ ลงมติเห็นด้วยกับที่ผมแปรญัตติ เพราะฉะนั้นข้อความที่ว่ากรรมาธิการไม่เห็นด้วย ผู้แปรญัตติ ขอสงวน ไม่ใช่ บันทึกไม่ตรงกับความเป็นจริง ต้องกลับไปบันทึกใหม่ ท่านไปประชุมกันใหม่ หลังจากที่มีความเห็นตรงกับพวกผมแล้ว ท่านไปบันทึกถกเถียงกัน ทั้งที่เอา ทั้งที่ไม่เอา แล้วท่านก็มีการเปลี่ยนเยอะแยะ หลังจากประชุมที่ผมแปรญัตติแล้วครับ ผมขอหารือ ท่านประธานว่าแล้วจะทำอย่างไรครับ ไม่ตรงกับความเป็นจริง🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านชี้แจงก็ดีแล้วครับ จะได้ปรากฏ ข้อเท็จจริงที่ท่านได้ว่ามานะครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการมีอะไรชี้แจงเพิ่มเติม เชิญเลยครับ🔗

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ขอบคุณ ท่านประธานครับ ก็เป็นไปอย่างที่ผมได้ชี้แจงกับท่านประธานผ่านไปยังผู้แปรญัตติ ทั้ง ๓ ท่านแล้วว่าในหลักการเรื่องการไม่เรียกเก็บค่าขึ้นศาลจากผู้ที่มายื่นคำร้องขอให้ศาล ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดีนั้น กรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นตรงกับท่านว่าไม่ต้องเสีย ค่าขึ้นศาล เพราะฉะนั้นผมจะขออนุญาตเพื่อความชัดเจนในเรื่องนี้นะครับ ขออนุญาตแก้ รายงานในหน้า ๙ ตรงข้อความที่ท่านขจิตร ขออภัยที่เอ่ยนาม ทั้ง ๓ ท่านเลยนะครับ ท่านขจิตร ท่านนิยม ท่านไพจิต ที่ยื่นคำแปรญัตติไว้ แล้วตอนท้ายสรุปว่ากรรมาธิการ ไม่เห็นด้วยนั้น ขอแก้ไขว่า กรรมาธิการเห็นด้วยครับ แล้วก็ตัดคำว่า ผู้แปรญัตติขอสงวน ออก ถูกต้องไหมครับทั้ง ๓ ท่าน ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านขจิตรพอใจไหมครับ แก้ไขตามที่ ท่านขอนะครับ ความจริงบันทึกสำคัญที่สุดคือบันทึกที่เราอภิปรายกันนี้ครับ🔗

นายขจิตร ชัยนิคม สภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ท่านประธานครับ ถ้ากรรมาธิการแก้ไขให้ตรงกับความเป็นจริงผมก็รับได้ครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปจะมีผู้แปรญัตติ อีก ๔ ท่าน แล้วก็มีท่านสมาชิกอีก ๒ ท่านก็จะเป็น ๖ ท่าน ผมเรียนไว้เผื่อว่าจะได้เตรียมตัว ตอนลงมตินะครับ ต่อไปท่านวันชัย สอนศิริ ครับ🔗

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานที่เคารพ กระผม วันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ในส่วนของกฎหมายฉบับนี้ผมแปรญัตติ ใน ๓ ประเด็นที่สำคัญนั่นก็คือขอแก้ไขตรง เพื่อขอให้ศาลแต่งตั้งผู้ประนีประนอม ผมตัด คำว่า แต่งตั้งผู้ประนีประนอม ออกไป เป็นว่า เพื่อขอให้ศาลทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย อันนี้เบื้องต้น🔗

และอีกประเด็นหนึ่งผมเพิ่มเติมไปว่า ให้ศาลมีอำนาจเรียกคู่กรณีที่เกี่ยวข้อง มาศาลด้วยตนเอง และเติมคำว่า หรือจะมีทนายความมาด้วยก็ได้🔗

และในประเด็นสุดท้ายนั้นเรื่องค่าธรรมเนียม ผมขอแก้เป็น ร้อยละ ๑๕ ของ ค่าขึ้นศาล ผมขออภิปรายไปในคราวเดียวกันครับท่านประธาน🔗

เบื้องต้นทำไมผมแก้คำว่า แต่งตั้งผู้ประนีประนอม ออกไป เรื่องนี้เห็นว่า เป็นกฎหมายด้านการปฏิรูปประเทศ และเรื่องนี้จากการชี้แจงของรัฐบาลบอกว่าเป็นเรื่องใหญ่ ที่จะทำให้คนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม และเป็นการประหยัดเงินประหยัดทองของคู่ความ สร้างความสงบเรียบร้อยให้กับประชาชนได้ รวมทั้งเป็นความรวดเร็ว ก่อให้เกิดการดับทุกข์ กับคนที่มีปัญหาทางคดีความได้อย่างทันทีทันใด โดยใช้เวลาในกระบวนการยุติธรรมไม่มากนัก ท่านประธานจะเห็นได้ว่าจากเหตุผลที่ทางรัฐบาลเสนอมาในคราวนั้นพระราชบัญญัติที่ขอ แก้ไขนี้จึงมีความสำคัญ เป็นการเปลี่ยนแปลงระบบของการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม แล้วทำไมศาลซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ มีความชำนาญการต่อคดี เข้าใจต่อตัวบทกฎหมายทั้งสิ้น ทั้งปวง รวมทั้งเข้าใจต่อข้อพิพาทด้วย ทำไมจะต้องให้ไปแต่งตั้งผู้ประนีประนอม ซึ่งมีเพื่อนสมาชิก หลายท่านได้อภิปรายแล้ว บางทีผู้ประนีประนอมนั้นอาจจะไม่ได้เข้าใจในกระบวนการของ คดีทั้งหมด ดังนั้นถ้าศาลลงมาทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยเสียเองก็จะทำให้การประนีประนอม เป็นไปด้วยความเข้าอกเข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลท่านมีพลัง มีอำนาจ ขออภัยนะครับ มีบารมีอยู่ในตัวที่จะทำให้ข้อพิพาทนั้นสามารถตกลงกันได้ เรื่องนี้ผมจึงเห็นเป็นอย่างยิ่งว่า ถ้าศาลลงมาทำหน้าที่เสียเองจะทำให้เหตุผลดังที่ผู้เสนอกฎหมายตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐบาลนั้นเป็นการสนองต่อเหตุผลดังกล่าวได้อย่างแท้จริง🔗

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมพูดว่าในการไกล่เกลี่ยนี้จะมีทนายความมาด้วยหรือไม่ก็ได้ แม้จะอ้างว่าเราใช้ในมาตราที่เกี่ยวข้องนั้นบอกว่าสามารถที่จะให้มีทนายความมาได้ก็ตาม แต่ถ้าเขียนให้ชัดเจนจะทำให้แนวทางของการปฏิบัตินั้นเกิดความเป็นจริงได้อย่างแท้จริง ท่านประธานจะเห็นว่ามีคนติดคุกเพราะบอกว่ารับสารภาพไปเถอะ คดีนี้อย่างไร ๆ ก็ไม่ติดคุก คดีนี้อย่างไร ๆ ก็รอลงอาญา แล้วไป ๆ มา ๆ เขาก็รับสารภาพจริงตามคำแนะนำของบุคคล บางกลุ่ม บางพวก หรือบางครั้งเขาก็ยอมทำข้อตกลงตามนั้น โดยที่เขาไม่ได้เข้าใจในเนื้อหา หรือการเขียนเอกสารอย่างแท้จริง ดังนั้นในกระบวนการของการไกล่เกลี่ยถ้าให้เขามี ทนายความมาด้วยแล้วเปิดโอกาสเขียนไว้ให้เกิดความชัดเจน เพื่อตัดปัญหาว่ากฎหมาย ไม่ได้เขียนไว้ ผมจึงเพิ่มเข้าไปในประเด็นตรงนี้จะทำให้การไกล่เกลี่ยนั้นเกิดความสมบูรณ์ ไม่มีข้อผิดพลาด และไม่มีข้อโต้แย้งในภายหลัง เพราะฉะนั้น ๑. ศาลลงมาปฏิบัติการ ด้วยตนเอง ๒. ในการปฏิบัติการดังกล่าวของคู่ความมีทนายความของแต่ละฝ่ายมาด้วย ก็จะก่อให้การไกล่เกลี่ยนั้นมีความสมบูรณ์และสามารถนำมาซึ่งความสำเร็จ สัมฤทธิผล ของทุกฝ่ายด้วยความพอใจ เพราะแน่นอนครับการไกล่เกลี่ยและการประนีประนอมนั้น ไม่มีใครได้ทั้งหมด และไม่มีใครเสียทั้งหมด แต่การที่จะรู้ว่าอะไรได้ อะไรเสียนั้น ผมขอกราบเรียน ต่อท่านประธานว่าทนายความจะช่วยประคับประคองคู่ความทั้ง ๒ ฝ่ายให้เกิดความพอดี และตัดสินใจอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องและเป็นธรรมจริง ๆ🔗

และประการสุดท้ายครับ ความจริงแล้วท่าน ส.ว. ธานี อ่อนละเอียด ได้พูดไปแล้ว เกี่ยวกับเรื่องค่าธรรมเนียม แต่ผมขอเพิ่มเติมนิดเดียวครับ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค ความจริง เราฟรีก็ได้นะครับ แต่ทำไมเราต้องมี ๓๐ บาทรักษาทุกโรค อย่างน้อยที่สุดคนที่จะเข้า โรงพยาบาลได้รับบริการก็เสียเงินบ้างบางส่วน ไม่อย่างนั้นใครก็ได้ใช้บริการฟรีไปหมด ลำพัง คนยากคนจนใช้บริการเกี่ยวกับกระบวนการไกล่เกลี่ย ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าควรฟรีให้แก่เขา แต่ท่านประธานครับ เรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นนายทุน ไม่ว่าจะเป็นบริษัท ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงิน หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งหมดอาจใช้ บริการกระบวนการเหล่านี้ และเป็นบุคคลจำนวนมากเลย เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าคิดไว้ ร้อยละ ๑๕ จะก่อให้เกิดการเป็นธรรมและทำให้ผู้ที่ใช้กระบวนการนี้รู้จักเสียเงินเสียบ้างครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ผมขออนุญาตเรียนท่านเสรีนะครับว่ามีสมาชิกอีก ๕ ท่าน แต่ว่าโดยที่เราอยู่กันในห้องนี้วันนี้ เกือบ ๗๐๐ คน เพราะฉะนั้นท่านที่ไม่ได้อภิปรายกรุณาสวมหน้ากากนะครับ เพื่อให้ความ ร่วมมือกับสาธารณสุข ขอเชิญท่านเสรีครับ🔗

นายเสรี สุวรรณภานนท์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ผมได้แปรญัตติไว้ แล้วก็สงวนคำแปรญัตติไว้ ปรากฏว่า กรรมาธิการได้แก้ไขในร่างเดิม ส่วนที่ผมขอแปรญัตติไว้คือปรับปรุงแก้ไขในหลักการ แนวทางวิธีการที่จะทำให้การไกล่เกลี่ยนั้นสมบูรณ์ แต่พอกรรมาธิการมาแก้ถ้อยคำ ไปเปลี่ยนแปลงรายละเอียดมากจนทำให้การแปรญัตตินั้นไม่สอดคล้องกับสิ่งที่กรรมาธิการ ได้แก้ไข แต่อย่างไรก็ตามผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานในส่วนที่กรรมาธิการแก้ไขให้มี ความชัดเจนก่อนนะครับว่าส่วนที่กรรมาธิการแก้ไขนั้นผมว่าบางส่วนที่แก้ไขบางทีข้อความ มันดีอยู่แล้ว แล้วมันก็ใช้เป็นหลักการในทางกฎหมายที่เป็นงานปฏิบัติที่พวกเราอยู่ใน วงอาชีพกฎหมาย เป็นทนายความมา โดยเฉพาะท่านประธานเองก็เป็นทนายความด้วย เพราะฉะนั้นการพิจารณากฎหมายฉบับนี้ผมเข้าใจว่าท่านประธานอาจจะเห็นภาพอะไรที่ ชัดเจนจากสิ่งที่เราได้เสนอในร่างกฎหมายฉบับนี้ ยกตัวอย่างในวรรคแรกกรรมาธิการไปแก้ พร้อมทั้งทำรายงานการดำเนินการดังกล่าวเสนอศาล คำสั่งศาลตามวรรคนี้ให้เป็นที่สุด อะไรนี่นะครับ คือขีดออกหมดเลย ตัดออกหมดเลย หรือถ้อยคำว่า ผู้ประนอมจัดให้มีการทำข้อตกลงหรือสัญญาประนีประนอมยอมความ ท่านก็ไปตัดคำว่า ให้มีการทำข้อตกลง ออก เป็น ข้อเสนอ ข้อตกลง หรือสัญญาประนีประนอม ยอมความ ผมว่าคำเดิมนี่จริง ๆ แล้วเป็นกระบวนการนะครับ ในร่างกฎหมาย มาตรา ๒๐ ตรี ที่กำหนดไว้ในแต่ละวรรค ถ้าท่านประธานดูนะครับ จะเป็นกระบวนการเสนอกฎหมาย โดยวรรคแรกจะเสนอเป็นเรื่องของหลักการว่าให้มีกฎหมายฉบับนี้ขึ้นแล้วให้มีการตกลง มีการประนีประนอมยอมความในชั้นก่อนจะฟ้องคดี ก็วางหลักการไว้ แล้วก็มาเสนอในวรรคสอง ในวรรคสองก็จะต่อมาจากวรรคแรกซึ่งอ่านแล้วต่อเนื่องกัน แต่พอกรรมาธิการมาแก้ในวรรคสอง ท่านดูนะครับ บรรทัดสุดท้ายของวรรคแรก จนกระทั่งให้คู่ความลงลายมือชื่อข้อตกลง หรือสัญญาประนีประนอมยอมความกันแล้ว พอมาวรรคสองกลับกลายเป็นว่าหลักการ ที่บอกว่าให้ศาลพิพากษาตามยอม ในหลักการบอกว่าให้ทำในวันทำข้อตกลง เพราะฉะนั้น ในวันทำข้อตกลงเป็นกระบวนการ จริง ๆ แล้วเป็นข้อเริ่มต้นของการจะให้มีสัญญาประนีประนอม กันเกิดขึ้น แต่พอมาเขียนไว้วรรคสองอย่างนี้มันไม่สอดรับกับวรรคหนึ่ง เพราะฉะนั้น ผมเข้าใจครับสิ่งที่กรรมาธิการต้องการก็คือต้องการที่จะให้ศาลพิพากษาตามยอมทันที ในวันที่มีการทำข้อตกลงหรือทำสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่ในร่างเดิมบอกว่าให้ศาล พิพากษาตามยอมภายใน ๓๐ วัน เพราะฉะนั้นคำว่า ภายในสามสิบวัน ผมแปรญัตติขอเหลือ ๑๕ วัน ถามว่าทำไมผมไม่เสนอให้ทำในวันเดียวกัน ผมว่าในการที่จะทำคดีเราอย่าไปนึกว่า เราเป็นทนายความอย่างเดียว หรือเราอย่าไปนึกว่าเป็นศาลอย่างเดียว เราต้องนึกถึง กระบวนการในการจะจัดทำสัญญาประนีประนอมแล้วมีคำพิพากษา จำเป็นไหมว่าจะต้องทำ ในวันเดียวกัน ถ้าทำในวันเดียวกันได้อันนี้เรื่องดี แต่ถ้าเกิดมีอะไรเกิดขึ้นในกระบวนการ ซึ่งเราก็ยังไม่รู้ว่าคืออะไร ในร่างเดิมบอกว่าให้ทำภายใน ๓๐ วัน คำว่าภายในคืออะไรครับ ภายในคือทำวันแรกก็ได้จนกระทั่งไปถึง ๓๐ วันก็สามารถทำได้ นี่คือการยืดหยุ่น ผมเสนอว่า ให้ทำภายใน ๑๕ วัน เพราะผมรู้ว่า ๓๐ วันมันนานไป แต่พอกรรมาธิการไปเสนอว่า ให้พิพากษาจำยอมในวันเดียวกันกับการที่ได้ตกลงหรือทำสัญญาประนีประนอมกัน ผมว่า ในทางปฏิบัติจะเกิดปัญหา เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนบันทึกเอาไว้เป็นหลักการสำคัญว่า ถ้าหากเสนอกันลักษณะอย่างนี้กฎหมายที่นำไปใช้จะต้องยืดหยุ่นได้ สามารถที่จะใช้ ประโยชน์ได้ แต่ไม่ใช่พอเรากำหนดมาแล้ว พอไม่สามารถทำวันนั้นได้กระบวนการการตกล การประนีประนอมเลยต้องยกเลิกหมดเลย เพราะมันพิพากษาตามยอมในวันนั้นไม่ได้ อันนี้ ก็เป็นหลักการที่กราบเรียน🔗

ทีนี้ข้อที่กรรมาธิการเสนอมา ผมข้ามไปวรรคท้าย วรรคท้ายท่านประธาน ลองดูนะครับ ในร่างที่กรรมาธิการเสนอมาบอกว่าให้มีการขยายอายุความออกไปอีก ๖๐ วัน ผมไม่อยากอ่านรายละเอียดมากมันเสียเวลา แต่หลักการที่กรรมาธิการเสนอก็บอกว่า ให้อายุความขยายออกไป ๖๐ วัน ท่านประธานลองดูนะครับ ในหลักการทางกฎหมาย กฎหมายแพ่งและพาณิชย์วางหลักการสำคัญไว้ในมาตรา ๑๙๓/๑๑ บอกว่าอายุความ ที่กฎหมายกำหนดไว้นั้นคู่ความจะตกลงกันให้งดใช้หรือขยายออกหรือย่นเข้าไม่ได้ นี่คือ วางหลักไว้แล้ว แล้วเราก็ใช้หลักนี้มาตลอดนะครับ แต่พอเรามายกร่างอันนี้เราไปบอกว่า ให้อายุความขยายออกไป ผมว่าในหลักการที่อายุความ จะขยายหรือไม่นี่นะครับ มันก็อยู่ในหลักการทางกฎหมายเดิมที่เรามีอายุความสะดุดหยุดอยู่ เรามีอายุความสะดุดหยุดลง แล้วก็การนับระยะเวลาจะนัดใหม่ไหมหรือจะนัดให้หยุดอยู่ก่อน แล้วก็ต่อไป หรือหากจะฟ้องผิดศาลนี่นะครับก็ให้ฟ้องและดำเนินการได้ภายใน ๖๐ วัน อันนี้ ก็เคยมีหลักการอย่างนี้นะครับ เพราะฉะนั้นผมเลยไม่แน่ใจว่าสิ่งที่กรรมาธิการเสนอมา บอกว่าให้อายุความขยายออกไปได้ มันถูกหลักการในทางกฎหมายหรือไม่ เพราะฉะนั้น กราบเรียนท่านประธานครับ สิ่งที่ผมได้แปรญัตติไว้ถ้าหากดูในวรรคแรกของมาตรา ๒๐ ตรี วรรคแรกเลยนะครับ ผมก็จะให้ความสำคัญไปที่กระบวนการ กระบวนการที่เสนอในร่างเดิม ยังขาด มันไม่สมบูรณ์ อย่างเช่นในเรื่องที่จะยื่นคำร้องนั้นผมเสนอว่าควรจะต้องยื่นคำร้อง พร้อมมีพยานหลักฐานอันสมควรมาด้วย ไม่ใช่อยู่ ๆ ใครก็ยื่นคำร้องออกมาได้ตลอด และพอ ยื่นคำร้องพร้อมเสนอหลักฐานแล้ว ศาลรับคำร้องไว้แล้วให้ดำเนินการสอบถามความสมัครใจ แต่ก่อนสอบถามความสมัครใจผมเสนอว่าควรจะออกหมายเรียกหรือออกหนังสือเชิญมา อันนี้เป็นกระบวนการที่ต้องทำนะครับ เพราะฉะนั้นในส่วนที่ผมเสนอดังกล่าวนี้ เป็นรายละเอียดเพื่อที่จะให้สมบูรณ์ขึ้น นอกจากนั้นในกระบวนการที่เสนอไว้ในร่างเดิม บอกว่าถ้าหากว่ามีการปฏิเสธที่จะไม่ให้ทำสัญญายอมความกันแล้วให้ปฏิเสธแล้วนี่ถึงที่สุด ผมก็บอกว่าถ้าถึงที่สุดมันมาทำอะไรอีกไม่ได้ ผมก็เติมว่า ไม่ตัดสิทธิให้คู่ความที่จะยื่นคำร้อง ต่อศาลให้ดำเนินการตามมาตรานี้ได้ ถึงแม้จะถึงที่สุดแต่ก็ไม่ควรตัดสิทธินะครับ🔗

สุดท้ายครับท่านประธาน ก็คือในวรรคสุดท้ายที่ระบุในเรื่องของค่าธรรมเนียม ผมเห็นว่าถ้ากรรมาธิการตัดออกทั้งหมดก็จะมีปัญหาอย่างที่สมาชิกหลายท่านได้อภิปราย ไปแล้วว่าในการที่จะไม่เสียค่าธรรมเนียมเลย จริง ๆ แล้วถ้าเป็นคนยากจนหรือเป็นคนที่ กฎหมายหรือศาลเห็นว่าไม่ควรเสียค่าธรรมเนียม กฎหมายแพ่งนี่เขาแก้ไขไปแล้วนะครับ ไม่ใช่ว่ายากจนอย่างเดียว ถ้าศาลเห็นสมควรว่าไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลก็ยังไม่ให้เสียได้ แต่พอมาทำสัญญายอมในกรณีก่อนฟ้องคดี ทั้งที่ตกลงกันได้แต่บอกไม่ต้องเสียเลย ผลที่สุด กลับกลายเป็นว่าคนที่มาใช้สิทธิในทางศาลไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย พวกคดีความต่าง ๆ พวกนายทุนเงินกู้ อะไรต่าง ๆ ที่เป็นนายทุนทั้งหลายได้ประโยชน์ ชาวบ้านไม่เห็นได้ประโยชน์ อะไรเลยนะครับ เพราะฉะนั้นข้อเสนอดังกล่าวนี้ ผมถึงได้เสนอว่าถ้าหากศาลเห็นว่า ผู้ที่จะต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลดังกล่าวเป็นคนยากจน หรือเห็นว่าเป็นบุคคลที่สมควรได้รับ การยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ก็ให้นำบทบัญญัติในหมวด ๓ ส่วนที่หนึ่งมาใช้บังคับด้วย อันนี้ จะสามารถทำให้คนที่ควรต้องเสียก็ต้องเสีย🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ได้ลงจาก บัลลังก์ โดยมอบให้ ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติ หน้าที่แทน)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านสรุป ได้แล้วครับ🔗

นายเสรี สุวรรณภานนท์ กรรมาธิการ

สรุปแล้วครับ คนไม่ควรต้องเสีย ก็ไม่ต้องเสีย เพราะฉะนั้นก็ฝากกรรมาธิการนะครับ ท่านลองพิจารณาดูให้ดี ๆ ว่าอะไรที่ เป็นประโยชน์ เพราะว่ากฎหมายที่ใช้นั้นใช้กับทุกคน ไม่ใช่ท่านบอกว่าไปคุ้มครองในส่วนใด ส่วนหนึ่งแล้วอีกส่วนหนึ่งจะเกิดปัญหา จะทำให้กฎหมายฉบับนี้มีความไม่สมบูรณ์เกิดขึ้น ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไปมี ผู้สงวนคำแปรญัตติอีก ๒ ท่านนะครับ ท่านแรก ท่านสมชาย ฝั่งชลจิตร และตามด้วย ท่านธีรัจชัย พันธุมาศ เชิญท่านสมชายก่อนครับ🔗

นายสมชาย ฝั่งชลจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สมชาย ฝั่งชลจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมก็ยังยืนยันเรื่องเดิมว่าผมเห็นด้วยกับการออก พระราชบัญญัติฉบับนี้ เนื่องจากว่าก่อนหน้านี้มีพระราชบัญญัติไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. ๒๕๖๒ ประกาศใช้ไปแล้ว และที่สำคัญผมยังยืนยันว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นเรื่องของการกำหนดในเชิงนโยบายซึ่งมาจาก รัฐบาล ผ่านแนวคิดของการปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย แต่การกำหนดนโยบายมันต้องพูดถึงผู้มีส่วนได้เสียว่านโยบายนี้ใครเป็นผู้มีส่วนได้เสีย แน่นอนครับประชาชนถูกอ้างว่าจะได้รับผลประโยชน์จากการไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมศาล หรือมีสิทธิเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างง่าย นี่คือคำอธิบาย และที่บอกว่าถ้ากฎหมายฉบับนี้ ผ่านไป มันวินวิน (Win-Win) ระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ สิ่งที่ผมพยายามจะบอกต่อรัฐสภา แห่งนี้และต่อพี่น้องประชาชนว่าเมื่อเรามองถึงทิศทางของนโยบาย แน่นอนครับนโยบายนี้ ออกมาจากฝ่ายบริหารก็คือคณะรัฐมนตรีหรือรัฐบาล แล้วสิ่งที่ตามมาก็คือนโยบายนี้ ต้องการการรับรองจากฝ่ายนิติบัญญัติก็คือรัฐสภาแห่งนี้ เพื่อนำไปสู่กระบวนการของการใช้ และแน่นอนครับพระราชบัญญัติฉบับนี้นำไปสู่กระบวนการที่ใช้กระบวนการหรืออำนาจ ทางศาลคือกระบวนการยุติธรรมเข้ามารองรับ นโยบาย เป้าหมายที่จะแก้ปัญหาในเรื่องของ การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างง่ายดาย แต่เมื่อเรามาดูตัวเลข ทั้งที่ผมอธิบาย ในมาตราแรก ตัวเลขที่ผมไม่อยากจะลงรายละเอียด แต่ตัวเลขที่ต้องลงรายละเอียดนั่นก็คือ คดีที่เป็นคดีผู้บริโภคซึ่งมีโอกาสที่จะใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้มากที่สุด มีอยู่ประมาณ ๑ ล้านกว่าคดีต่อปี ปี ๒๕๖๑ ๑ ล้านกว่าคดี ปี ๒๕๖๒ ครึ่งปีก็ ๖๐๐,๐๐๐ กว่าคดีแล้ว ไม่รวมทั้งปี ทีนี้พอดูตัวเลขคดีที่มาจากสถาบันการเงิน บริษัทสินเชื่อ บัตรเครดิต สินเชื่อ ส่วนบุคคล สัญญาเช่าซื้อรถยนต์ มี ๕๐๐,๐๐๐ กว่าคดีในปี ๒๕๖๑ เพราะฉะนั้นนโยบายนี้ คนที่จะได้รับประโยชน์ก้อนใหญ่ก็คือกลุ่มนายทุน พระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ.๒๕๖๒ ยังไม่ได้ใช้ ซึ่งมันควรจะไปใช้ก่อนแล้ว เจอปัญหาอะไรค่อยมาว่ากัน ช่วยกัน แก้ปัญหา แต่นี่เอากลับมาเลย ยื่น พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่งเข้ามาใหม่ แล้วเอาเรื่องของการดำเนินการในขั้นไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องคดี แน่นอน คนกลุ่มใหญ่ที่ได้ใช้ประโยชน์จากตรงนี้ ข้อมูลเบื้องต้นผมไม่นับรวมคดีกู้ยืมที่ชาวบ้านกู้ กันเอง ไม่นับรวมคดี กยศ. ที่ให้กู้กับนักเรียน นิสิต นักศึกษา นับเฉพาะ ๓ คดีใหญ่ สินเชื่อ ส่วนบุคคล บัตรเครดิต แล้วก็สัญญาเช่าซื้อรถยนต์ ๕๐๐,๐๐๐ กว่าคดีนั่น เรากำลังเอา นโยบายไปใช้องค์กรตุลาการหรือศาลไปรองรับ โดยผ่านกระบวนการที่เราต้องจัดสรร งบประมาณที่มาจากภาษีของประชาชนไปรับใช้คนจำนวนน้อย ผมจึงยืนยันว่าผมไม่เห็นด้วย แล้วก็ขอเรียกร้องต่อรัฐสภาแห่งนี้ว่าอย่าผ่านกฎหมายฉบับนี้ในวาระที่สามเลยครับ แต่วาระที่สอง ซึ่งเป็นประเด็นที่ผมยื่นแปรญัตติไว้ สงวนความเห็นไว้ ผมไม่ติดใจ แต่วาระที่สาม ผมขอยืนยันว่าอยากจะเรียกร้องให้สมาชิกสภาแห่งนี้คว่ำ พ.ร.บ. ฉบับนี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไป เชิญท่านธีรัจชัย พันธุมาศ ครับ🔗

นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เกี่ยวกับ เรื่องนี้ตามที่ท่านสมาชิก ท่านสมชาย ฝั่งชลจิตร ได้กรุณาอธิบายนั้น ผมเห็นด้วยในเชิงหลักการ ทั้งสิ้น นั่นก็คือว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ควรเป็นกฎหมายปฏิรูปประเทศที่ใช้รัฐสภาในการพิจารณา เพราะว่าควรจะผ่านขั้นตอนปกติคือใช้สภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบละเอียดอ่อนกว่านี้ และ กฎหมายฉบับนี้เอื้อต่อกลุ่มทุน สถาบันการเงินมากกว่าที่จะช่วยเหลือคนยากจน🔗

สิ่งแรกที่เราเห็นก็คือเรื่องของจำนวนสถิติคดีในศาล คดีแพ่ง ปี ๒๕๖๑ ประมาณ ๑,๑๖๔,๔๔๑ คดี ประมาณ ๘๐.๕ เปอร์เซ็นต์ คดีทั่วไป ๒๔๖,๑๕๖ คดี ประมาณ ๑๙.๕ เปอร์เซ็นต์ คดีส่วนใหญ่ของประเทศ ๘๐ เปอร์เซ็นต์เป็นคดีสถาบันการเงิน กู้ยืม เช่าซื้อ บัตรเครดิตต่าง ๆ ทั้งหมด คนได้ประโยชน์ก็คือคนกลุ่มสถาบันการเงิน แต่ร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้เป็นร่างพระราชบัญญัติที่คิดว่าใช้ศาลเครื่องมือก็ได้ ให้ศาลเข้ามาเป็นเครื่องมือ ก่อนที่จะฟ้องคดี เดิมการไกล่เกลี่ยประนีประนอมมีกระบวนการศาลเข้ามาก่อน นั่นคือต้องมี การฟ้องคดี การฟ้องคดีต้องมีการส่งพยานหลักฐาน การให้การต่อสู้คดีตั้งประเด็นพิพาท การพิจารณาในเรื่องของอายุความ ถ้าอายุความขาดก่อนที่จะไกล่เกลี่ยคู่ความจะได้รู้ ถ้าโจทก์ฟ้องไม่สู้คดีศาลลดดอกเบี้ยให้ ลดเบี้ยปรับให้ นี่เป็นกระบวนการหลังฟ้องคดีที่ทำมา ก็ได้ผลอย่างดี แต่เมื่อมีผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทไม่ใช่นักกฎหมายทั้งหมด บางส่วนเท่านั้นที่เป็นนักกฎหมาย ไม่รู้ข้อกฎหมาย และแรงจูงใจคือจำนวนของการทำคดียุติได้ เป็นแรงจูงใจในการทำผลงานที่ดี เหล่านี้เป็นอันตรายต่อประชาชนมาก ร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ที่เข้ามาเอื้อต่อกลุ่มทุนอย่างไรครับ🔗

๑. ไม่เสียค่าธรรมเนียม คดีเกี่ยวกับสถาบันการเงิน ๑ ล้านกว่าคดี ๘๐ กว่าเปอร์เซ็นต์นั้นสามารถใช้ได้ ซึ่งเป็นกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ทางสถาบันการเงินสามารถใช้ได้ ชาวบ้านยากที่จะใช้ได้เป็นจำเลยส่วนใหญ่ เรื่องนี้เป็นการเอื้อ เป็นอะไรกับรัฐบาลหรือไม่ ผมไม่แน่ใจ🔗

๒. ในส่วนของการไกล่เกลี่ยคือยื่นคำร้องเข้ามาที่ศาล ไม่เสียค่าธรรมเนียมแล้ว ไม่เสียเงินแล้ว เข้ามาปั๊บไม่ต้องส่งพยานหลักฐานอะไรก็ได้ แล้วก็ส่งให้กับผู้ไกล่เกลี่ย ซึ่งไม่ใช่นักกฎหมาย ไม่ใช่ศาลเหมือนเดิมที่จะมาคอยดูคุมก่อน ศาลไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย องค์กรศาลคือองค์กรตุลาการ อำนาจตุลาการเป็นอำนาจยุติเด็ดขาด กรณีมาไกล่เกลี่ย ก่อนฟ้องคดีนั่นคือล้ำหน้า ก้าวล่วงมาในอำนาจบริหาร ซึ่งมี พ.ร.บ. ไกล่เกลี่ย ปี ๒๕๖๒ อยู่แล้ว ศาลเอื้อมมือขึ้นมาแต่ไม่รับผิดชอบได้อย่างไร ไม่ตรวจคำร้องตั้งแต่แรก ไม่ดูประเด็น ตั้งแต่แรก ชาวบ้านถูกหนังสือเรียกจากศาล มาที่ศาล มาดูเขาคิดว่าเป็นคำฟ้องนะครับ ไม่รู้เลย ว่าเอกสารหนี้มีกี่ใบ ชำระแล้วกี่บาท ไม่รู้ ไม่แสดงหลักฐาน แล้วเขาจะไกล่เกลี่ยได้อย่างไร อำนาจต่อรองสำคัญนะครับ อำนาจในการต่อรองคือ ๑. ต้องมีอำนาจเท่ากันในการไกล่เกลี่ย ๒. ต้องมีความรู้ใกล้เคียงกัน มีคนช่วยเหลือใกล้เคียงกัน อำนาจต่อรองคนที่กู้เงินสถาบันการเงิน ไม่ว่าสัญญาเงินกู้ บัตรเครดิตต่าง ๆ ถูกสัญญาสำเร็จรูปนั้นล็อกไว้หมดแล้ว นี่คือเสียเปรียบ แต่แรกอำนาจต่อรองไม่มี แต่เรามาตัดไม่ให้รู้อีก ข้อมูลในการชำระหนี้เท่าไรก็ไม่รู้ เราไม่เอา ในส่วนของตัวสัญญาต่าง ๆ เข้ามา หลักฐานต่าง ๆ เข้ามา แล้วศาลเขาไม่เข้ามาตรวจ ส่งให้ผู้ไกล่เกลี่ยเลย นี่คือหายนะของคนยากไร้แน่นอนครับ🔗

ประการที่ ๒ คือในส่วนของก่อนที่จะเริ่มการไกล่เกลี่ย ก่อนเริ่มการไกล่เกลี่ย เดิมการไกล่เกลี่ยหลังฟ้องศาลตรวจคำฟ้องเรียบร้อย อธิบายเรียบร้อยก่อนไกล่เกลี่ย แต่กรณีนี้ ไม่มีครับ ทำไมศาลถึงไม่เข้ามาไกล่เกลี่ยตรวจคำฟ้อง คำให้การประเด็นต่าง ๆ และบอกก่อน ที่ไกล่เกลี่ยล่ะครับ จะไม่รับผิดชอบได้อย่างไรครับ ตรงนี้ตัดกระบวนการนี้ไปเลย แล้วชาวบ้านจะได้รับความคุ้มครองอย่างไร จะรู้ประเด็นอย่างไร หลักฐานมีอะไรบ้าง ให้ผู้ไกล่เกลี่ยไปโดยมีเป้าหมายนะครับว่าถ้าสำเร็จมาก นี่คือผลงานที่ดีเด่นของผู้ไกล่เกลี่ย และไม่ใช่นักกฎหมาย แล้วชาวบ้านจะได้รับความคุ้มครองได้อย่างไรจากองค์กรตุลาการ การตัดสินตามร่างเดิมนั้นจะเสนอให้มีการ เขาเรียกว่าให้ศาลพิพากษาตามยอมนั้นภายใน ๓๐ วัน ก็ยังมีช่องทางให้กับคู่สัญญาประนีประนอมยอมความแล้วก็ไปต่อได้ แต่กรณีนี้ไม่มี ให้ทำในวันเดียวได้ เป็นการเร่งรัดชัด ๆ เร่งรัดให้เป็นหนี้เร็ว แล้วก็ถึงที่สุดอุทธรณ์ฎีกาไม่ได้ แล้วเหล่านี้ประชาชนจะแก้ไขอย่างไรเมื่อทำสัญญาประนีประนอมยอมความไปแล้ว นอกจากนั้นในเรื่องของการขยายอายุเวลา ซึ่งท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ท่าน ส.ว. ท่านพูดไว้ ค่อนข้างดีผมเห็นด้วยกับท่าน ก็คือมันมีหลักปกติอยู่แล้ว แต่นี่ไปขยาย หลักปกติขยาย ต้องมีเหตุ มีคนยากจนยากไร้ต่าง ๆ แต่กรณีนี้ทำเป็นหลักมาใช้ตรงนี้คือเอื้อต่อกลุ่มทุนชัด ๆ คดีที่ฟ้องต่อศาลที่ผ่านมามีคดีขาดอายุความมากมาย แต่คดีนี้ถ้าไม่ขาด มาขาดตอน ระหว่างเจรจาก็ถือว่าไม่ขาด มันเอื้อตลอด อายุความไม่ใช้นี่เอื้อต่อกลุ่มทุนชัดเจน ทำไมสภา ของเราต้องเป็นตราประทับให้กลับร่างพระราชบัญญัติเหล่านี้ที่รัฐบาล ผมไม่ทราบว่า เกี่ยวข้องอะไรกับสถาบันการเงินหรือไม่ มันแทบจะไม่เกิดประโยชน์กับประชาชนเลยนะครับ มันดูเหมือนดีแต่ไม่ดี มันดูเหมือนประชาชนจะประหยัดแต่ไม่ประหยัด มันเอื้อต่อกลุ่มทุน ดูเหมือนประชาชนจะได้ประโยชน์ ได้รับความเป็นธรรม แต่ไม่ใช่ กลุ่มทุนสถาบันการเงิน ได้ประโยชน์มากกว่า ผมได้ขอแปรญัตติไปอย่างนี้นะครับ🔗

ประเด็นที่ ๑ ก็คือก่อนคำร้องที่ยื่นมาขอให้ไกล่เกลี่ยนั้นจะต้องมาพร้อม พยานหลักฐาน และเมื่อศาลเห็นสมควรและข้อพิพาทไม่เป็นขาดอายุความให้ศาลตรวจดู ก่อนระหว่างคำร้อง ศาลตรวจดูคำร้องไม่ขาดอายุความด้วย เพื่อตัดคดีขาดอายุความ ที่แอบมา แล้วก็มาทำให้พี่น้องประชาชนนั้นต้องแอบไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความ🔗

ประเด็นที่ ๒ ก็คือก่อนเริ่มไกล่เกลี่ยให้ศาลถามข้อโต้แย้งของคู่กรณี อีกฝ่ายหนึ่งเกี่ยวกับข้อพิพาทว่ามีหรือไม่มีอย่างไร แล้วแจ้งสิทธิตามกฎหมายของคู่กรณี ทั้ง ๒ ฝ่ายให้เข้าใจในประเด็นเกี่ยวกับข้อพิพาท นี่คือเป็นหลักประกันที่ศาลมาอีกชั้นหนึ่ง คือก่อนที่จะไกล่เกลี่ยแล้วก่อนที่จะมอบให้กับผู้ไกล่เกลี่ย🔗

ประเด็นที่ ๓ ก่อนศาลมีคำพิพากษา ศาลมีคำสั่งใดเกี่ยวกับข้อตกลง หรือสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว ให้ศาลตรวจสอบข้อตกลงหรือสัญญา ประนีประนอมยอมความว่า คู่กรณีฝ่ายใดเสียเปรียบเกินควร เช่นในเรื่องการคิดดอกเบี้ย เบี้ยปรับ หรือเรื่องอื่นใดที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ถ้ามีให้ศาลแจ้งคู่กรณีทั้ง ๒ ฝ่าย และ ผู้ประนีประนอม เพื่อให้นำข้อตกลงหรือสัญญาประนีประนอมยอมความกลับไปแก้ไขเพื่อให้ เกิดความสุจริตและเที่ยงธรรมต่อไป🔗

นี่คือหลักประกัน ๓ ชั้นที่ผมแก้ในฐานะที่ไม่เห็นด้วยตั้งแต่แรก แต่เมื่อให้ มาแก้ ผมก็พยายามแก้ให้เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนให้มากที่สุด แต่ร่างของท่านกรรมาธิการ ร่างแรกผมก็ไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว ร่างของกรรมาธิการนั้นทำเกินเลยไปครับ ยิ่งตัดไปอีก ขยายอายุความอีก ดังนั้นผมเชื่อว่าการแก้ร่างแรกที่เสนอเข้ามาของรัฐบาลและร่างของกรรมาธิการ ไม่ได้ก่อประโยชน์กับประชาชนเท่าไรเลย แต่เอื้อต่อกลุ่มทุนมากกว่า ผมไม่อาจะเห็นพ้องกับ ร่างทั้ง ๒ ร่าง และร่างของทางฝ่ายกรรมาธิการได้ และขอบันทึกว่าผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง และขอให้ท่านสมาชิกรัฐสภาได้โปรดพิจารณาดูไม่รับร่างนี้ ไม่เห็นด้วยกับร่างนี้ในวาระที่สอง และวาระที่สามครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ สำหรับคำสงวนของผู้แปรญัตติก็หมดแล้วนะครับ🔗

(นายเสรี สุวรรณภานนท์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

มีอะไรครับ เชิญครับ🔗

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ ก่อนที่กรรมาธิการจะตอบ ผมก็จะถามกรรมาธิการ นิดเดียวครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ยังไม่ตอบครับ ยังมีสมาชิกจะอภิปรายอีก ๒ ท่านครับ🔗

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ยังมีอีกหรือครับ ประทานโทษครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

มีสมาชิก แสดงความจำนง เพราะว่าร่างนี้กรรมาธิการแก้ไขนะครับ ดังนั้นสมาชิกจึงสามารถที่จะ อภิปรายได้ มีสมาชิกแสดงความจำนงไว้ ๒ ท่านนะครับ ๑. ท่านสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ๒. ท่านคารม พลพรกลาง เชิญท่านสฤษฏ์พงษ์ก่อนนะครับ แล้วตามด้วยท่านคารมครับ🔗

นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระบี่

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ท่านสมาชิกรัฐสภาที่เคารพทุกท่าน ผม สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ เขต ๒ พรรคภูมิใจไทย ผมขอใช้เวลาในการแสดง ความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ในมาตรา ๒๐ ตรี ขออนุญาตท่านประธานว่าโดยหลักแล้วเจตนารมณ์ ในเรื่องของการทำการประนีประนอมหรือไกล่เกลี่ยคดี วัตถุประสงค์ผมมองว่าเป็นเรื่องของ การที่จะให้สถิติคดีลดลง ในเรื่องของความยุ่งยากก็ให้ลดความยุ่งยากลง แล้วก็ลดค่าใช้จ่าย ระหว่างคู่ความในการต่อสู้คดี แล้วก็จะต้องมีการเขียนกฎหมายออกแบบให้มีกระบวนการ ขั้นตอนในเรื่องของการประนีประนอมง่ายขึ้น ภายใต้หลักความสมัครใจของคู่ความ ทั้ง ๒ ฝ่าย จะเห็นได้ว่าถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ประสงค์ที่จะเข้ากระบวนการไกล่เกลี่ย ก็ไม่สามารถทำได้ ซึ่งในวันนี้สถิติคดีในส่วนนี้เป็นคดีแพ่ง ในคดีอาญาก็มีในส่วนของ การประกาศใช้พระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. ๒๕๖๒ เป็นเรื่องของการไกล่เกลี่ย ข้อพิพาทก่อนนำคดีขึ้นสู่ศาลในปี ๒๕๖๒ ซึ่งในขณะนี้ก็ยังไม่ประกาศใช้ ท่านประธานครับ ในเรื่องของการที่กระทรวงยุติธรรมเคยไปสำรวจเพื่อที่จะให้คดียุติไม่รกโรงรกศาล เคยไปดูที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่มาก่อนหน้าปี ๒๕๖๒ เนื่องจากว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเราทำสถิติคดีก่อนเข้าสู่กระบวนการศาลได้เป็น ผลสำเร็จ อันนี้ก็ถือว่าเป็นส่วนของการขยายผลเพื่อที่จะมาดูในเรื่องของสถิติในส่วนของ คดีแพ่ง แต่ท่านประธานครับ ผู้ที่เป็นหนี้ในคดีแพ่งนับวันโดยเฉพาะเศรษฐกิจอย่างนี้ ผมเข้าใจว่าสถิติคดีรอขึ้นสู่ศาลมาก วันนี้ผมคิดว่าที่เพื่อนสมาชิกบอกว่า ๑ ล้านกว่าคดี มีรูปแบบหลายอย่าง แต่อยากกราบเรียนท่านประธานว่าพี่น้องประชาชนผู้ยากไร้วันที่ไป เซ็นสัญญากับเจ้าหนี้อารมณ์ความอยากเป็นหนี้ในขณะนั้น อารมณ์ที่ผู้ยากไร้อยากเป็นหนี้ แล้วก็ถูกเจ้าหนี้เอาสัญญาสำเร็จรูปมาให้เซ็น กับอารมณ์ที่ถูกเจ้าหนี้เรียกให้ชดใช้หนี้ ต่างกันมาก เหมือนพวกเราเคยเป็นหนี้ของธนาคาร ไม่ต้องอะไรมากบัตรเครดิต ตอนที่ ธนาคารอยากจะเปิดบัตรเครดิตให้ข้อความนอกเหนือจากเขียนบรรทัดเล็ก ๆ ตัวเล็ก ๆ ๓ หน้ากระดาษ ผมเชื่อว่าไม่มีใครอ่านหมดหรอกครับ เจ้าหน้าที่ธนาคารชี้ให้เซ็นตรงนั้น เซ็นตรงนี้ เซ็นอย่างเดียวครับ เพราะฉะนั้นเมื่อพี่น้องประชาชนมีโอกาสจะใช้กฎหมาย ไกล่เกลี่ย ผมมีข้อเป็นห่วงอยู่หลายเรื่อง หลายประการ ที่จริงแล้วโดยเจตนารมณ์ เพื่อต้องการจะไม่ให้ประชาชนไปศาลด้วยซ้ำไป ตอนต้น ๆ ผมเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิก ท่านวิรัช พรรคภูมิใจไทย เราเข้าใจว่าในกระบวนการเขียนกฎหมายเพื่อที่จะลดให้ชาวบ้าน ไม่ต้องไปศาลก็คงจะต้องไกล่เกลี่ยให้จบกันก่อนที่จะไปศาล เพราะเป็นเรื่องของการลด สถิติคดี ลดค่าใช้จ่ายคนที่จะไปศาล วันนี้ผมไม่แน่ใจ ยังไม่เคยเห็นกระทรวงยุติธรรมจะทำ สถิติคดีว่าการที่เป็นคดี มีการต่อสู้กันระหว่างโจทก์กับจำเลย เฉลี่ยค่าใช้จ่ายต่อคดีจนกว่าคดี เสร็จสิ้นคนละเท่าไร เช่นคดีจบกันที่ศาลชั้นต้น ค่าใช้จ่ายทนายความ ค่าธรรมเนียมขึ้นศาล กว่าจะเสร็จคดีมีค่าใช้จ่ายเท่าไร และในเรื่องของการเสียโอกาส ไม่ได้ทำงานอะไรต่าง ๆ เกิดความขัดแย้งในสังคมตามมา เยอะมากทีเดียวครับ เพราะฉะนั้นการที่จะทำให้คดียุติโดยเร็วผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่ว่า ผมเป็นห่วงในเรื่องของการเตรียมการหลังจากกฎหมายประกาศใช้ เช่นในกรณีคุณสมบัติ ผู้ประนีประนอม วันนี้จำนวนผู้ประนีประนอมในกระบวนการยุติธรรมมีทั้งหมดกี่ท่าน ผู้ประนีประนอมมีองค์ความรู้ แล้วก็ให้ความเป็นธรรมกับผู้สมัครใจเข้าสู่กระบวนการ ประนีประนอมหรือไกล่เกลี่ยอย่างไร ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าน่าจะต้องมีรายละเอียด ต้องมีความชัดเจน ในเรื่องของการรองรับในอนาคตด้วย🔗

ผมเห็นด้วยกับอีกประเด็นหนึ่งในส่วนของผู้แปรญัตติ และในส่วนของ กรรมาธิการบางท่านในเรื่องของเขตอำนาจศาล วันนี้กระบวนการศาลที่จริงแล้วต้องยึดหลัก ว่าศาลยุติธรรมมีองค์ความรู้เท่ากันใช้กฎหมายเล่มเดียวกัน วันนี้กระบวนการของกรมที่ดิน เรามีโฉนดที่ดินจังหวัดไหนทั่วประเทศสามารถที่จะไปใช้บริการของกรมที่ดินได้ทุกสำนักงาน ที่ดินจังหวัด กระบวนการศาลก็เช่นเดียวกันครับ ผมยังมองเห็นว่าในเบื้องต้นที่เราคิดว่า กระบวนการตามมาตรา ๒๐ ตรี ยังไม่ใช่กระบวนการขึ้นสู่ศาลตามมาตรา ๒๐ ทวิ หรือตาม พ.ร.บ. ไกล่เกลี่ย ปี ๒๕๖๒ ในเรื่องของการไกล่เกลี่ย เพราะฉะนั้นการที่ใช้กรอบอำนาจศาล มาเป็นตัวกำหนดจะทำให้เกิดความยุ่งยาก ซับซ้อนกับผู้ที่ใช้บริการเรื่องนี้มากขึ้น สับสน มากขึ้น มีความยุ่งยากกว่าการที่จะไปสู้คดีในศาลปกติเสียอีก เพราะฉะนั้นผมเห็นด้วยว่า ในเรื่องของเขตอำนาจศาลใช้ศาลใดก็ได้ แล้วก็ไปบันทึกเอาไว้ ไปเก็บเอาไว้ แล้วถ้ากรณี ไกล่เกลี่ยประนีประนอมไม่สำเร็จก็ใช้สิทธิทางศาลตามมาตรา ๒๐ ทวิ ในกระบวนการปกติ ต่อไปได้ มีข้อสังเกตอีกหลายประการนะครับ ผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกก็ได้นำเสนอไปแล้ว ฝากท่านกรรมาธิการในส่วนที่จะแก้ไข ขอบคุณมากครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไป ท่านคารม พลพรกลาง แล้วก็ท่านกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ นะครับ🔗

นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จังหวัดร้อยเอ็ด ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตอภิปรายในฐานะเป็น สมาชิกรัฐสภาต่อร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (หลักเกณฑ์และวิธีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดี) ในฐานะเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและเป็นนักกฎหมาย เบื้องต้นต้องกราบเรียนก่อนว่าถึงไม่มี กฎหมายฉบับนี้และกฎหมายฉบับนี้ไม่ผ่านสภา เราก็มีมาตรา ๘๕๐ ประมวลกฎหมายแพ่ง ศาลเดิมก็ใช้อำนาจศาลในการไกล่เกลี่ยในศาลอยู่แล้ว กฎหมายฉบับนี้ทางผู้เสนอก็คือเสนอ ในลักษณะเป็นกฎหมายปฏิรูป คำว่า กฎหมายปฏิรูป หมายความว่า ทำให้ดีกว่าเก่า ผมขอ กราบเรียนท่านประธานว่าคนที่ฟ้องคดีแพ่งมีข้อโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ที่ฟ้องกันนะครับ ส่วนใหญ่แล้วเป็นเรื่องทางแพ่งเอกชนกับเอกชน แต่เท่าที่ดูเจตนาที่กฎหมายฉบับนี้เข้ามา ลึก ๆ นี่ผมมองไม่เห็นประโยชน์เลย🔗

ประเด็นแรก การที่จะให้มีการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องคดี แล้วแถมค่อนข้างจะ ตัดสิทธิในเรื่องของการมีทนายความ ต้องเรียนว่าคนที่ถูกฟ้องส่วนใหญ่คือคนจน คือข้าราชการที่ไม่มีเงิน คือชาวไร่ ชาวนา ปัจจุบันสภาพเศรษฐกิจอย่างนี้คนที่ถูกฟ้อง คนมีเงินเขาไม่ไปถูกฟ้องหรอกครับ มีแต่คนจน คนที่ฟ้องคือบริษัทเงินทุน ธนาคาร บริษัท บัตรเครดิต คดีบัตรเครดิต บริษัทเงินให้กู้ นาโนไฟแนนซ์ (Nano Finance) รับจำนองที่ดิน รับขายฝาก ตั้งอยู่ต่างจังหวัดเต็มตลาดครับ ท่านไปดูได้ พอมีข้อพิพาทเกิดขึ้นแทนที่จะให้ ศาลซึ่งมีหน้าที่นำกฎหมายที่เราออกไปใช้ กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า เราเป็นนักกฎหมายท่านประธานก็เป็นนักกฎหมาย เวลาขึ้นไปศาล ถ้าไปแถลงศาลแล้ว บอกว่าทำไมข้อเท็จจริงมันจะจบแล้วให้เป็นประโยชน์กับคนที่ถูกฟ้องไม่ได้ ศาลจะบอกเลยว่าก็พวกท่านออกกฎหมายมาอย่างนี้ ผมมีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมาย เจ็บปวดครับ เพราะเหตุว่าถ้าผ่านกฎหมายลักษณะนี้ชาวบ้านจะเดือดร้อน เดือดร้อนอย่างไร ท่านประธานครับ ขณะนี้คดีที่ผมรับอยู่ในสำนักงานผมที่ต่างจังหวัด คดีผู้บริโภคนี่ละครับ คดีผู้บริโภคซึ่งเป็นคดีที่เจ้าของกิจการฟ้องชาวบ้าน อันนี้ยกตัวอย่าง คดีที่บริษัทไปขาย สมาร์ตทีวี (Smart TV) หลอดแอลอีดี (LED) ให้กับ ผอ. โรงเรียน เฉพาะที่ถูกฟ้อง ๒,๐๐๐ กว่าคดี เป็นคดีผู้บริโภค ทุนทรัพย์ก็ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ๑๙๐,๐๐๐ บาท ทำไมยกตัวอย่างคดีนี้ คดีนี้ คล้ายกับคดีลักษณะนี้มากครับ เพราะว่าเป็นคดีที่ฟ้องง่าย ค่าใช้จ่ายถูก แถมในวรรคสอง ท่านยกเว้นค่าธรรมเนียม เวลาฟ้องคดีคนที่ไปศาล เจ้าหนี้คือคนฟ้อง ยิ่งฟ้องยิ่งลงทุนน้อย เขายิ่งชอบ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ผมเห็นด้วยกับสมาชิกรัฐสภา ท่านเสรี ท่านวันชัย ที่บอกว่า คนที่ลงทุนไปศาลได้คำพิพากษามายึดทรัพย์ เขาต้องเสียบ้าง ชาวบ้านเขาไม่ได้เสีย หรอกครับ แต่คนฟ้องต้องเสีย เสียค่าต๋งให้กับศาล ให้กับรัฐ ให้เขามาใช้จ่าย ก็คุณได้ ประโยชน์จากคำพิพากษา เพราะฉะนั้นร่างถึงแม้ว่าจะแก้มาผมก็ยังไม่เห็นด้วย และยิ่ง ไม่เห็นด้วยไปอย่างหนักเลยครับ ไม่มีทนายความ ต้องกราบเรียนท่านประธานครับ ทนายความที่ผ่านสภาทนายความพวกนี้ทำงานช่วยชาวบ้านเยอะ พอคดีอาญากฎหมาย มูลบังคับให้มีทนายความ คดีแพ่งทุกวันนี้อันตรายยิ่งกว่าคดีอาญา คดีอาญาออกมาติดคุก ถูกจำคุกแล้วออกมา คดีแพ่งยึดทรัพย์ไม่พอ หนี้สิน สินทรัพย์เป็นมรดกตกทอดไปลูก ไปหลาน เขาไม่มีที่อยู่นะครับ นี่คือเหตุผลที่กฎหมายฉบับนี้สอดคล้องกับที่เพื่อนสมาชิก พรรคก้าวไกลผมได้พูดไป ๒ ท่าน ท่านสมชายกับท่านธีรัจชัย ออกมานี่ปฏิรูปใคร เอาเปรียบใคร ประชาชนเดือดร้อน กฎหมายอย่างนี้ผู้ไกล่เกลี่ยนี่ ผมพูดด้วยความเคารพว่า ผมเข้ากระบวนการไกล่เกลี่ยบ่อย พอไปศาล ผ่านท่านประธานไปยังกรรมาธิการ ไปศาล เราก็กลัว เรายืนกุมเป้า ศาลทำในฐานะแทนพระมหากษัตริย์ ผู้ไกล่เกลี่ยพอมาเป็น ข้าราชการโดนฟ้องคดีบัตรเครดิต ผมเห็นว่าก็ไม่มีความรู้ ผู้ไกล่เกลี่ยแนะนำว่าไม่มีทางสู้ ยอมเขาเถอะ จะทำอย่างไรครับ แล้วถ้าคดีนั้นมีหลักประกันเป็นที่ยินยอมแล้วผิดนัดล่ะครับ อันนี้ในศาลนะครับ เพราะฉะนั้นการไกล่เกลี่ยถ้ามาทำอย่างนี้มองไม่เห็นประโยชน์เลย เพราะฉะนั้นผมในฐานะเป็นคนบ้านนอก ในฐานะที่เป็นลูกคนจนรับไม่ได้หรอกครับ แล้วผม อยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังสมาชิกว่าอยากให้คิดหนัก ๆ ว่าจริง ๆ กระบวนการในศาลทุกวันนี้เขาใช้เรื่องนี้อยู่ การประนีประนอมยอมความที่คู่ทำสัญญาในทางแพ่ง เท่าเทียมกัน มีศักยภาพเท่ากัน มีทนายความก็ไปทำสัญญายอมความกัน ยิ่งประเด็นอายุความ ก็ยิ่งเจ็บปวดนะครับ จริง ๆ อายุความนี่คนที่ใช้สิทธิเรียกร้องไปฟ้องเขาได้ประโยชน์จาก อายุความ ไม่ใช่ชาวบ้าน พอประนีประนอมไม่สำเร็จ ขยายไปอีก ๖๐ วันก็เอาไปฟ้องใหม่ เพราะฉะนั้นกราบเรียนประธานไปยังสมาชิกรัฐสภาด้วยความเคารพว่าผมไม่เห็นด้วย ไม่ว่า จะเป็นที่มาของการนำเสนอกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบอกว่ากฎหมายปฏิรูป ไม่ว่าผล ที่จะกระทบ กฎหมายที่ออกมาก่อนหน้านี้ปี ๒๕๖๒ ลองใช้ดู ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ ลองใช้ดู มันมีผลกระทบต่อชาวบ้านพี่น้องไหม แล้วค่อยมาใช้กฎหมายตัวนี้จะดีกว่า หรือเปล่า เพราะฉะนั้นกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าไม่เห็นด้วยแล้วรับไม่ได้ แล้วก็โดยส่วนตัวผมไม่รับร่างกฎหมายฉบับนี้ กราบขอบพระคุณท่านประธานด้วยความเคารพครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านคารม ต่อไปเชิญท่านกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ครับ🔗

นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๔ จังหวัดนราธิวาส พรรคประชาชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เกี่ยวกับ กฎหมายฉบับนี้ตอนเข้าสู่วาระที่หนึ่ง ผมเคยอภิปรายอยู่ครั้งหนึ่งในชั้นรับหลักการ ในตอน นั้นผมเป็นห่วง แล้วก็ได้แสดงความเห็นต่อสภาแห่งนี้ในหลายเรื่อง หลายประเด็น ในขณะที่ชั้นรับหลักการ วาระที่หนึ่ง ประเด็นเรื่องอายุความยังไม่มีการพูดถึง แต่ผมตกใจ พอมาวันนี้วาระที่สองกลับกลายเป็นเรื่องของการไปขยายต่ออายุในเรื่องของอายุความ ผมเห็นด้วยกับสมาชิกหลาย ๆ ท่านที่ได้อภิปรายเรื่องประเด็นอายุความ แต่ผมขอย้อน กลับไป ผมยังเป็นห่วงกฎหมายฉบับนี้ นั่งคิดอยู่ตั้งนานว่ามาถึงตรงนี้แล้วออกกฎหมายฉบับนี้ ใครได้ประโยชน์ มีเจตนารมณ์เพื่ออะไร เพื่อใคร หลักการสำคัญตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ บัญญัติไว้ชัดเจนการออกกฎหมายต้องมีความเท่าเทียมกัน การออกกฎหมายเพื่อประโยชน์ ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่สามารถทำได้ ผมดูหลักการและเหตุผลของการออกกฎหมายฉบับนี้ ในเรื่องวิธีพิจารณาความแพ่งเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ก่อนฟ้องคดี โดยเพิ่มมาตราในวิธีพิจารณาความแพ่งเป็น มาตรา ๒๐ ตรี ในตอนท้าย ของหลักการและเหตุผลก็คือว่าต้องการประหยัดเวลาและทรัพยากรต่าง ๆ มีอยู่ตอนหนึ่ง ในหลักการและเหตุผล ทีนี้ถามว่าประหยัดเวลา แล้วก็ประหยัดทรัพยากรต่าง ๆ ของใคร ช่วยตอบด้วยครับกรรมาธิการ เพราะว่าอย่างไรครับ เพราะว่าในชั้นศาลเหมือนที่เพื่อนสมาชิก ได้อธิบายไว้หลาย ๆ ท่าน เราเห็นภาพเลยว่าถ้าบอกว่าเพื่อจะลดคดีขึ้นสู่ศาลกระบวนการ ไกล่เกลี่ยตามกฎหมายฉบับนี้ก็เอาไปสู่ศาลเหมือนกัน ศาลเสียประโยชน์เพราะค่าธรรมเนียม ที่ศาลจะได้รับในแต่ละปีซึ่งมีเรต (Rate) สูงสุด ร้อยละ ๒ ไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท เอาง่าย ๆ ถ้าสถาบันการเงินมาใช้กระบวนการนี้ทั้งหมด ในศาลแต่ละศาลจะเสียรายได้เท่าไร นี่ประเด็นของฝ่ายตุลาการ ทีนี้ถามว่าประชาชนได้อะไรกับกฎหมายฉบับนี้ หากบอกว่า เพื่อให้มีการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องคดีไม่ให้ประชาชนไปศาล นี่ก็ไปศาลเหมือนกัน แล้วมันได้ ตรงไหนครับประชาชนในพื้นที่ ส่วนใหญ่คดีที่นำขึ้นสู่ศาลก็คือเราเห็นว่าสถาบันการเงิน ฟ้องประชาชนในเรื่องของไฟแนนซ์ (Finance) รถยนต์อะไรต่าง ๆ ต้องเสียค่าธรรมเนียม แต่มาถึงกฎหมายฉบับนี้ต่อไปสถาบันการเงินเกือบทุกสถาบันที่นำคดีขึ้นสู่ศาล จะนำ กฎหมายก่อนฟ้องคดีมาใช้เสียส่วนใหญ่ ผมพอมองเห็นภาพ แล้วประชาชนได้อะไร🔗

ประเด็นที่ ๒ ก็คือผมตั้งคำถามไปยังกรรมาธิการว่าหากมีการทำสัญญา ประนีประนอมยอมความแล้วปรากฏว่าไม่สามารถดำเนินการตามสัญญาประนีประนอม ยอมความ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ไปที่ศาลมีการประนีประนอมยอมความขอผ่อนชำระหนี้ เป็นรายเดือน สุดท้ายผิดนัดไม่สามารถผ่อนชำระได้ และผมเชื่อว่าสัญญาประนีประนอม ยอมความก็คงไม่ต่างกับสัญญาประนีประนอมยอมความในการฟ้องคดี มันเป็นข้อตกลง เงื่อนไขของทางแพ่ง เป็นเงื่อนไขข้อตกลงในการชำระหนี้ ถามว่าถ้าผิดนัดแล้วไม่ชำระหนี้ สามารถบังคับคดีออกคำบังคับบังคับคดีใช้หลักวิธีพิจารณาความแพ่งในเรื่องของการบังคับคดี ได้เลยหรือไม่ ช่วยตอบผมด้วยครับกรรมาธิการ🔗

ประเด็นต่อมาคือว่าหากสัญญาประนีประนอมยอมความก่อนฟ้องคดีทำแล้ว ไม่สามารถตกลงกันได้สามารถนำสัญญาฉบับนี้ไปฟ้องใหม่ได้อีกหรือไม่ และจะเป็นเรื่องของ การฟ้องซ้ำหรือไม่🔗

หลายคำถามผมอยากถามกรรมาธิการนะครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็คือ ข้อห่วงกังวล แล้วก็ข้อห่วงใย สำคัญที่สุดก็คือช่วยตอบด้วยครับว่าประชาชนได้ประโยชน์ อะไร ถ้าบอกว่าประชาชนไม่ต้องไปศาล กรณีนี้ก็ต้องไปศาล ถ้าหากจะลดคดีในศาลก็ไม่ได้ ลดคดี ศาลต้องรับภาระรับสมัครผู้ประนีประนอมยอมความ แล้วก็ต้องเพิ่มเจ้าหน้าที่ ในกระบวนการก่อนฟ้องคดี เพราะทุกวันนี้เวลาฟ้องคดีกระบวนการประนีประนอมยอมความ ก่อนพิพากษา ก่อนที่ศาลจะพิจารณาคดีมีอยู่แล้ว เป็นปัญหาที่ผมอยากทราบ และผมเชื่อว่า คำถามที่ผมถาม หลาย ๆ คำตอบที่ท่านกรรมาธิการตอบในสภาแห่งนี้ ผมก็จะได้ไปช่วย อธิบายให้กับพี่น้องในพื้นที่ด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไป ผมจะให้กรรมาธิการชี้แจงนะครับ แล้วท่านกรรมาธิการกรุณาชี้แจงด้วยจากการที่ท่านได้ แถลงบางเรื่องแล้วมีท่านใดที่ถอนไปนะครับ ท่านเสรีครับ เชิญครับ มีประเด็นอะไรครับ🔗

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานครับ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกรัฐสภา ผมถามกรรมาธิการนิดเดียวครับ คือใน มาตรา ๒๐ ตรี ผมแปรญัตติไปว่า โดยจะมีทนายความมาด้วยหรือไม่ก็ได้ ตอนที่พิจารณาอยู่ ในกรรมาธิการนั้นกรรมาธิการได้มีมติเห็นด้วยกับผมไปแล้ว ซึ่งผมเข้าใจว่าในร่างดังกล่าวนี้ ที่ระบุว่าและแต่งตั้งผู้ประนอมดำเนินการไกล่เกลี่ยต่อไปโดยให้นำมาตรา ๒๐ ทวิ มาใช้บังคับโดยอนุโลม ก็คือในมาตรา ๒๐ ทวิ มันมีเรื่องของที่มีทนายความด้วยหรือไม่ก็ได้ ผมเข้าใจตรงนั้น แต่ผมแปรญัตติเพื่อให้ไม่ต้องไปตีความว่าจะนำข้อความดังกล่าวนี้มาใช้ ในส่วนนี้หรือไม่ เลยขอแปรญัตติว่า โดยให้มีทนายความมาด้วยหรือไม่ก็ได้ นี้ใส่เข้าไป กรรมาธิการมีมติเห็นด้วย แต่ปรากฏว่าพอร่างนี้กลับมาแล้วสิ่งที่กรรมาธิการเคยมีมติแล้ว มันหายไป ผมไม่ทราบ เลยขออนุญาตถามกรรมาธิการว่าได้มีมติเปลี่ยนมติเดิมในวันนั้น ของผมที่แปรญัตติไปแล้วใช่หรือไม่ ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวให้ กรรมาธิการชี้แจงนะครับ ความจริงท่านถามมาแล้วตอนอภิปราย เชิญท่านประธาน คณะกรรมาธิการและกรรมาธิการเสียงข้างมากนะครับ🔗

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ผมขอกราบเรียน ผ่านท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิกอย่างนี้นะครับ ก่อนอื่นขอชี้แจงเกี่ยวกับภาพรวมของ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ว่าเหตุใดกรรมาธิการจึงมีการแก้ไขค่อนข้างเยอะ ผมกราบเรียน อย่างนี้ว่าในร่างเดิมหลักการของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่คณะรัฐมนตรีได้ส่งมาที่สภา มีหลักการแต่เพียงว่าเป็นกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดี โดยเพิ่มมาตรา ๒๐ ตรี หลักการมีเท่านั้นนะครับ ซึ่งการเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้มายังรัฐสภาหลายท่านก็อภิปราย ตั้งข้อสังเกตว่าทำไมไม่ส่งเข้าสภาผู้แทนราษฎรก่อนแล้วก็ไปยังวุฒิสภาตามลำดับ เรียนว่า เป็นกฎหมายที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบว่าเป็นกฎหมายในแผนการปฏิรูปประเทศ อาศัย ช่องทางตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๐ ที่กำหนดให้เป็นอำนาจหรือเป็น ดุลพินิจของคณะรัฐมนตรีที่จะเป็นคนพิจารณา ผมเองในฐานะประธานคณะกรรมาธิการก็ได้ มีการตรวจสอบว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้หรือกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่อยู่ใน แผนการปฏิรูปประเทศจริงหรือเปล่า ต้องกราบเรียนว่าผลการตรวจสอบก็พบว่า เป็นกฎหมายที่ถูกบรรจุอยู่ในแผนการปฏิรูปจริง เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญ เขากำหนดว่าต้องเข้าสู่การประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพราะฉะนั้นประเด็นนี้น่าจะยุตินะครับ🔗

ประเด็นที่ ๒ ที่อยากจะกราบเรียนก็คือ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ผ่านการ รับหลักการในวาระที่หนึ่งของที่ประชุมรัฐสภามาแล้ว ผมเองในฐานะที่ได้รับมอบหมายให้ เป็นประธานคณะกรรมาธิการไม่มีทางเลือกอื่นครับ เมื่อที่ประชุมรับหลักการมาแล้วก็คงมีหน้าที่แต่เพียงอย่างเดียวว่า จะทำอย่างไรในการ พิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้โดยนำข้อมูลที่ท่านสมาชิกอภิปรายไว้ในวาระที่หนึ่ง ข้อมูลที่ ท่านสมาชิกได้ยื่นคำแปรญัตติ รวมทั้งข้อมูลที่กรรมาธิการได้แสดงความคิดเห็นในที่ประชุม กรรมาธิการมาร่วมคิดกับเพื่อน ๆ กรรมาธิการในคณะ ในการที่จะปรับปรุงร่างนี้ให้เป็น ประโยชน์กับพี่น้องประชาชนมากที่สุด ไม่ว่าประเด็นเรื่องกระบวนการของการเริ่มต้น การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ซึ่งก็มีแนวความคิดเห็นต่างกัน ทั้งการยื่น ณ เขตอำนาจศาล กับการยื่นที่ศาลชั้นต้นศาลใดก็ได้ เรื่องกระบวนการในการแต่งตั้งผู้ไกล่เกลี่ย บางท่านเห็นว่า เพื่อรักษาประโยชน์ของประชาชนผู้ไกล่เกลี่ยควรจะต้องเป็นศาลลงมาไกล่เกลี่ยเอง ด้วยเหตุผลที่ยังไม่เชื่อมั่นเรื่องคุณภาพของผู้ประนีประนอมที่ขึ้นทะเบียนไว้กับศาล เรื่องนี้ ก็เชื่อมโยงไปสู่ขั้นตอนของการเจรจาไกล่เกลี่ยแล้ว ไปทำความตกลงหรือทำความสัญญา ประนีประนอมว่า ถ้าผู้ไกล่เกลี่ยไม่ใช่ผู้พิพากษาลงมาไกล่เกลี่ยเอง เป็นบุคคลภายนอก ที่ขึ้นทะเบียนในฐานะเป็นผู้ประนีประนอมกับศาลนั้นจะเชื่อถือได้อย่างไรว่า คุณภาพของ ข้อตกลงหรือสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำนั้นจะคุ้มครองให้ความเป็นธรรม อย่างเสมอภาคกับคู่กรณีทั้ง ๒ ฝ่าย แล้วท้ายที่สุดถ้าไกล่เกลี่ยแล้วตกลงไม่ได้ บังเอิญ อายุความไปขาดลงในห้วงเวลานั้น ทางออกของปัญหานี้จะตอบโจทย์หรืออธิบายให้ พี่น้องประชาชนได้รับทราบและมีความเข้าใจได้อย่างไร เพราะเขาเดินมาให้ศาล เป็นผู้ไกล่เกลี่ย สุดท้ายคดีก็ไปขาดในระหว่างที่อยู่ในความรับผิดชอบของศาล ต่าง ๆ เหล่านี้ จึงเป็นที่มาของการที่กรรมาธิการจำเป็นที่จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไข เนื่องจากประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ในร่างเดิมที่ถูกเสนอเข้ามาสู่การพิจารณาของที่ประชุมรัฐสภาแล้วรับหลักการไว้นั้น แบ่งออกเป็นทั้งหมด ๔ วรรค ยังคงไม่ได้ตอบโจทย์ในรายละเอียดในประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ ที่ประชุมกรรมาธิการเมื่อได้นำข้อมูลต่าง ๆ อย่างที่ผมได้กราบเรียนให้เพื่อนสมาชิกได้กรุณา รับทราบแล้ว จึงเป็นที่มาที่เราได้มีการปรับปรุงแก้ไขเป็นร่างที่นำเสนอต่อที่ประชุมในวันนี้ ซึ่งจากเดิมที่มีอยู่ ๔ วรรค กลายเป็นทั้งหมด ๖ วรรค แต่กราบเรียนว่าไม่ได้ไปแก้ไขเกินเลย จากหลักการของร่างกฎหมายฉบับนี้แต่อย่างใด เนื่องจากเป็นอย่างที่ผมได้กราบเรียน ต่อเพื่อนสมาชิกแล้วว่าหลักการของกฎหมายฉบับนี้เขียนไว้แต่เพียงว่า ให้มีการแก้ไข ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยเรื่องการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดี เท่านั้นเอง เมื่อหลักการเห็นชอบให้ศาลเข้ามาทำหน้าที่ในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดี แม้ว่าจะมีกฎหมายกลางที่ว่าด้วยพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ปี ๒๕๖๒ อยู่แล้ว ก็ตาม แต่ในกฎหมายฉบับนั้นก็เปิดช่องไว้ว่าถ้าหน่วยงานของรัฐหน่วยงานใดจะจัดให้มี การไกล่เกลี่ยตามกฎหมายเฉพาะของหน่วยงานนั้นก็สามารถทำได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ เป็นข้อมูลในเชิงที่จะอธิบายให้กับเพื่อนสมาชิกได้เข้าใจว่า เมื่อ พ.ร.บ. ไกล่เกลี่ย ปี ๒๕๖๒ เปิดช่องไว้เช่นนั้น การแก้ไข วิ .แพ่ง เพื่อให้ศาลเข้ามาทำการไกล่เกลี่ยภายใต้กฎหมาย ของศาลเองคือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งจึงไม่ได้ไปขัดแย้งกับกฎหมายกลาง ที่มีอยู่แต่อย่างใด🔗

ประเด็นที่ ๒ ที่จะต้องขออนุญาตกราบเรียนคือรูปแบบของการแก้ไขนั้น เราได้พยายามแก้ไขร่างใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ ซึ่งสำคัญที่สุดคือมาตรา ๓ ซึ่งเป็นมาตราที่มีการ เพิ่มเติมมาตรา ๒๐ ตรี เข้าไปใน วิ. แพ่ง จากเดิมที่กำหนดให้มีการยื่นคำร้องสำหรับ ผู้ที่ประสงค์จะให้ศาลไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดีต่อศาลที่มีเขตอำนาจ ประเด็นนี้ ต้องกราบเรียนว่ากรรมาธิการได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้วก็ยังคงไว้ เหตุผลเดียวผมจะให้ ผู้แทนศาล เนื่องจากเป็นเรื่องในทางปฏิบัติงานธุรการของศาล จะขอความกรุณาให้ ผู้แทนศาลเป็นคนมาอภิปรายชี้แจงเรื่องนี้ แต่เรื่องข้อห่วงกังวลที่บอกว่าใครควรเป็นผู้มา ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทให้พี่น้องประชาชนระหว่างผู้พิพากษากับผู้ไกล่เกลี่ยซึ่งเป็น บุคคลภายนอกที่มาขึ้นทะเบียนไว้ ซึ่งมีเพื่อนสมาชิกบางท่านแปรญัตติว่าควรจะต้องเป็นศาล เราได้ตรวจสอบกฎหมาย ที่ใกล้เคียงกับเรื่องพวกนี้ที่ใช้อยู่ ตั้งแต่ วิ. แพ่ง มาตรา ๒๐ ทวิ ซึ่งว่าด้วยการไกล่เกลี่ย ในชั้นฟ้องคดี ข้อกำหนดของท่านประธานศาลฎีกาที่ว่าด้วยเรื่องการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ที่ออกมาเมื่อปี ๒๕๕๔ ทั้ง ๒ บทกฎหมายนี้ถูกเขียนผูกโยงให้เอามาใช้ในกระบวนการ ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดี คือในมาตรา ๒๐ ตรี เขียนโยงกลับไปหามาตรา ๒๐ ทวิ แล้วก็โยงไปหาข้อกำหนดด้วย ผมกราบเรียนท่านครับว่าในบทกฎหมายทั้ง ๒ บทนี้ เราตรวจสอบแล้ว การไกล่เกลี่ยสามารถทำได้ทั้งโดยผู้พิพากษาและโดยผู้ไกล่เกลี่ยซึ่งเป็น บุคคลที่มาขึ้นทะเบียนไว้กับศาล แล้วก็ยังเขียนต่อไปด้วยว่าสำหรับคนที่จะมาขึ้นทะเบียน ในฐานะที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยหรือผู้ประนีประนอมของศาลนั้นจะต้องผ่านการอบรมหลักสูตร แล้วก็เขียนคุณสมบัตินี้ไว้อีกเยอะแยะ ซึ่งก็สามารถใช้เป็นคำอธิบายในเชิงชี้แจงได้ ก็เป็นหลักประกันเบื้องต้นว่าผู้ประนีประนอมนั้นจะต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติที่สามารถทำหน้าที่ ไกล่เกลี่ยได้ ทั้งคุณสมบัติเฉพาะที่ถูกกำหนดไว้คือต้องผ่านการอบรมหลักสูตรของศาล ยุติธรรมว่าด้วยการไกล่เกลี่ยแล้ว ยังกำหนดคุณสมบัติเรื่องประสบการณ์ในเรื่องของการ ไกล่เกลี่ย แต่กรรมาธิการก็ยังไม่ได้เชื่อและพอใจว่าอันนี้จะเป็นหลักประกันที่เพียงพอนะครับ จึงเป็นที่มาที่เราได้มีการแก้ไขในขั้นตอนภายหลังเจรจาทำความตกลงกันแล้ว ก่อนที่จะมี การเซ็นสัญญาประนีประนอมยอมความ จากร่างเดิมถูกออกแบบให้ผู้ไกล่เกลี่ย หรือผู้ประนีประนอมเป็นคนทำสัญญาให้คู่ความสัญญาเซ็นเลย ศาลไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ร่างใหม่ที่กรรมาธิการได้แก้ไขใหม่นั้นกรรมาธิการได้แก้ไขเป็น ให้ผู้ประนีประนอมเสนอ ข้อตกลงหรือสัญญาประนีประนอมต่อศาลให้ศาลตรวจก่อน กำลังอธิบายว่าเป็นหลักประกัน ขั้นที่ ๒ สำหรับพี่น้องประชาชนว่าสัญญาประนีประนอมที่พี่น้องประชาชนจะไปลงนาม ในกระบวนการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องคดีนั้นจะมีศาลเป็นผู้มาตรวจสอบ เพื่อดูแลความเป็นธรรม ดูแลหลักความสุจริต ไม่ให้มีการเอารัดเอาเปรียบเกินไป และตรงนี้สามารถไปอธิบายความ เรื่องกระบวนต่าง ๆ ที่เพื่อนสมาชิกหลายคนได้กรุณาแสดงความกังวลว่าการไกล่เกลี่ย ข้อพิพาทก่อนฟ้องคดีนี้จะถูกใช้เป็นเครื่องมือสำหรับกลุ่มทุนในการมาเอารัดเอาเปรียบ ภาพตรงนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อศาลซึ่งถูกเขียนอยู่ในกฎหมายให้เป็นผู้ตรวจสอบสัญญา ประนีประนอมยอมความ ท่านละเลยต่อหน้าที่นี้ ภาพการถูกเอารัดเอาเปรียบโดย กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดีจึงจะเกิดขึ้น แต่กราบเรียนว่ากรรมาธิการ ได้ตระหนักถึงประเด็นปัญหานี้แล้วก็พยายามสร้างกลไกที่เป็นหลักประกันในเรื่องการเข้าถึง กระบวนการยุติธรรมของพี่น้องประชาชนโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายนั้นให้ได้รับความเสมอภาค ความเป็นธรรม ภายใต้หลักความสุจริต ทั้งในเรื่องของการที่จะให้มีการตั้งผู้ประนีประนอม ที่จะต้องผ่านกระบวนการที่ผ่านการอบรมหลักสูตรของศาล ทั้งในกระบวนการที่ก่อนลงนาม จะต้องให้ผู้พิพากษาได้เป็นผู้ทำการตรวจสอบสัญญาให้กับคู่ความทั้ง ๒ ฝ่ายเสียก่อน นี่คือ สาระสำคัญอีกประเด็นหนึ่งที่มีการแก้ไข🔗

กราบเรียนต่อไปครับว่าอีกประเด็นหนึ่งที่กรรมาธิการมีการแก้ไขก็คือ เรื่องของระยะเวลาจากร่างเดิมที่ถูกออกแบบไว้ อย่างที่ผมกราบเรียนเป็นการทำสัญญา ประนีประนอมโดยผู้ประนีประนอมหรือผู้ไกล่เกลี่ย ศาลไม่ได้เข้ามายุ่งด้วย ร่างเดิมนั้นแบ่ง กระบวนการชั้นทำสัญญาประนีประนอมไว้เป็นหน้าที่ของผู้ไกล่เกลี่ย ชั้นมีคำพิพากษา ตามสัญญาประนีประนอมศาลจึงเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นถ้าท่านกลับไปอ่านร่างเดิม ท่านจะเห็นว่าในกรณีที่ผู้พิพากษาเห็นว่าสัญญานั้นไม่ถูกต้อง ไม่ชอบ ขัดกับหลักความสุจริต ท่านก็จะมีสิทธิไม่มีคำพิพากษาให้ คำถามถามว่าแล้วถ้าเกิดกรณีอย่างนั้นเกิดขึ้นสัญญา ประนีประนอมยอมความที่ไปทำไว้กับผู้ประนีประนอมหรือผู้ไกล่เกลี่ยผลมันคืออะไร ตอบไม่ได้ครับ กรรมาธิการจึงต้องมาแก้ไขกระบวนการต่าง ๆ เหล่านี้ นอกจากให้ผู้พิพากษาเข้ามาช่วย ตรวจสัญญาให้ตั้งแต่ต้นแล้ว เรายังกำหนดให้คู่ความสามารถที่จะแถลงและตัดสินใจ ในขณะนั้นได้เลยว่าสัญญาที่ท่านเซ็นไปนั้นท่านต้องการผลของมันแค่เป็นสัญญา ประนีประนอมยอมความภายนอกแค่นั้น ซึ่งก็จะมีผลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๕๐ คือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาก็เอาสัญญาฉบับนั้นมาฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ หรือถ้าท่านต้องการให้ศาลมีคำพิพากษาเพื่อให้เสร็จเด็ดขาดในวันนั้นเลยก็สามารถแถลงศาลได้ เพื่อให้กระบวนการสามารถเสร็จสิ้นภายในวันนั้นนะครับ จึงเป็นที่มาที่กรรมาธิการไปแก้ไข เรื่องกรอบเวลา ๓๐ วันลง ซึ่งตรงนี้ก็อาจจะมีผลกระทบกับคำแปรญัตติของเพื่อนสมาชิกบางท่าน ก็ต้องขอกราบอภัยด้วยว่าพอเราออกแบบให้กระบวนการเป็นเช่นนั้นเรื่องเงื่อนเวลาที่จะให้ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปตัดสินใจนั้นเราจึงเห็นว่าไม่จำเป็น และในมุมกลับกันอาจจะเป็นผลเสียหาย ก็คือไปเซ็นสัญญาแล้วพอมีเงื่อนเวลาที่เปิดให้ทั้ง ๒ ฝ่ายมีเวลาตัดสินใจก็อาจจะทำให้ท่าน เปลี่ยนใจหลังจากที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป อันนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะขอกราบเรียน ชี้แจง🔗

ประเด็นต่อไปก็คือเรื่องของค่าธรรมเนียมศาล เรื่องนี้เราถกเถียงกันมากครับ เพราะว่าเราได้รับทราบข้อมูลจากท่านสมาชิกว่ามีทั้งท่านที่แปรญัตติมาให้ตัดค่าธรรมเนียมศาล โดยมีเหตุผลอย่างหนึ่ง มีทั้งท่านที่เห็นควรให้คงค่าธรรมเนียมศาลไว้ก็อีกเหตุผลหนึ่ง ในที่สุด การที่เราชั่งน้ำหนักแล้วโดยพยายามยึดโจทย์ใหญ่ก็คือกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ถูก ส่งเข้ามาภายใต้แผนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งหนึ่งในเรื่องนั้นตามที่ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๗ ในหมวดที่ว่าด้วยเรื่องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม คือรัฐต้องกำหนดให้มี กลไกในการที่จะเข้าไปช่วยเหลือให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมตรงนั้นละครับ เป็นบทสรุปที่เราต้องตัดสินใจว่าถ้าอย่างนั้นกระบวนการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องคดีไม่ต้องเสีย ค่าธรรมเนียมศาล น่าจะตอบโจทย์ในการที่จะทำให้มีกลไกในการช่วยเหลือให้พี่น้องประชาชน เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ส่วนรูปแบบที่ออกแบบมาอย่างนั้นแล้ว จะกลายเป็นเครื่องมือของกลุ่มทุนหรือไม่ อย่างที่ผมกราบเรียน เราจึงไปแก้รายละเอียด รูปแบบที่จะให้ศาลเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นก็คือการตรวจสัญญาให้กับ คู่ความทั้ง ๒ ฝ่ายก่อนที่จะให้คู่ความทั้ง ๒ ฝ่ายลงนามในสัญญา เพราะฉะนั้นรูปแบบที่เรา ออกแบบไว้โดยถือหลักการสำคัญคือหลักการในการที่จะให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการ ยุติธรรมโดยไม่มีค่าใช้จ่ายจะสามารถบรรลุผลได้ ถ้าทุกฝ่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลากร ของศาล ผู้ประนีประนอมของศาลให้ความสำคัญในเรื่องของหลักความเสมอภาค จึงเป็นที่มา ที่กรรมาธิการได้ตั้งข้อสังเกตเรื่องนี้ไว้อยู่ในท้ายรายงานแล้วครับ🔗

ประเด็นสุดท้าย เรื่องอายุความ ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านสมาชิกว่าเรื่องนี้ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่เราคิดกันว่าถ้าบังเอิญระหว่างการไกล่เกลี่ย ซึ่งใน กระบวนการระหว่างเส้นทางของการไกล่เกลี่ยนั้นไม่มีใครคาดเดาได้หรอกครับว่าที่สุด ข้อพิพาทนั้นจะสามารถทำความตกลงกันได้หรือไม่ได้ และถ้าสมมุติข้อพิพาทนั้นไม่สามารถ ทำความตกลงกันได้แล้วอายุความขาดลงไปในระหว่างนั้นใครจะเป็นคนรับผิดชอบต่ออายุความ ไม่ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเป็นผู้ได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ก็ตาม ขณะเดียวกันเราได้มี การศึกษาบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ว่ามีไหมถ้าเราจะเขียนบทในการคุ้มครอง เรื่องอายุความ หรือบางท่านบอกว่าเขียนอย่างนี้เป็นการขยายอายุความให้ เราได้ไปดูกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องก็พบว่าอย่างนี้ครับ ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๑๗ มีการเขียนเรื่องการขยายอายุความไว้ในกรณีที่มีการฟ้องคดีแล้วฟ้องผิดศาล ก็ขยายให้ ๖๐ วัน นับจากวันที่ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง ใน พ.ร.บ. ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท มาตรา ๖ ซึ่งหลายท่าน ก็อภิปรายไปถึงกฎหมายฉบับนี้ หรือหลายท่านเรียกว่าเป็นกฎหมายกลางเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ย ข้อพิพาทของหน่วยงานของรัฐ ในมาตรา ๖ ของกฎหมายฉบับนี้ก็เขียนรับรองเรื่องการขยายอายุความไว้เช่นเดียวกันครับว่า ถ้าอายุความครบกำหนดไปแล้วระหว่างการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท หรือจะครบกำหนดภายใน ๖๐ วันนับแต่วันไกล่เกลี่ยข้อพิพาทสิ้นสุดลง ให้ขยายอายุความไปอีก ๖๐ วัน พอเราตรวจ พบว่ามีบทกฎหมายที่เขียนในเรื่องของการคุ้มครองอายุความให้กับคู่กรณีในกรณีที่ไกล่เกลี่ย ไม่ได้แล้วอายุความขาดลงไว้เช่นนี้ จึงเป็นที่มาที่ไปของการที่เราได้เพิ่มเติมข้อความนี้ เป็นอีกวรรคหนึ่งของมาตรา ๓ ที่แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๐ ตรี ทั้งหมด ก็เป็นภาพรวมที่ผม ขออนุญาตชี้แจงถึงเหตุผลที่มาที่ไปของกรรมาธิการว่าทำไมกรรมาธิการจึงมีการแก้ไข ค่อนข้างเยอะ โดยสรุปก็คือทั้งหมดเรายึดหลักการในการที่จะพยายามแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ ให้เป็นกลไกในการที่จะตอบโจทย์เรื่องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่จะให้พี่น้องประชาชน เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเลย แล้วก็จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ในการระงับข้อพิพาททางแพ่งโดยจะมีศาลที่เป็นบุคลากรในกลไกนี้เป็นผู้เข้ามาดูแล ความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น และสุดท้ายผมกราบเรียนท่านครับว่าตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ ได้กำหนดไว้แล้วว่าตั้งแต่วันที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลใช้บังคับ กฎหมายทุกฉบับจะถูก ประเมินผลสัมฤทธิ์ของการออกกฎหมาย เพราะฉะนั้นสิ่งที่พวกเราพูดคุยกันในวันนี้ทั้งหมด แม้กระทั่งคำชี้แจงของผม แล้วก็ความคาดหวังที่กรรมาธิการพยายามที่จะทำให้กฎหมาย ฉบับนี้เป็นเครื่องมือในการอำนวยความยุติธรรมให้กับพี่น้องประชาชนโดยไม่ต้องเสีย ค่าใช้จ่ายนั้นจะประสบความสำเร็จหรือไม่ รัฐธรรมนูญบังคับต้องมีการประเมินผล อยู่แล้วครับ เพราะฉะนั้นข้อห่วงกังวลของเพื่อนสมาชิกทั้งหลายนั้นก็จะถูกกำหนดไว้เป็น หนึ่งในประเด็นที่ผมเชื่อว่าศาลในฐานะที่เป็นผู้รักษาการตามกฎหมายฉบับนี้ต้องไปติดตาม และประเมินผล สมาชิกทั้ง ๒ สภาคือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็วุฒิสภาเราต้องช่วยกัน ติดตามการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายฉบับนี้ และผมเชื่อว่าไม่ใช่แต่กฎหมายฉบับนี้ หรอกครับ กฎหมายทุกฉบับที่สภาของเราผ่านออกไป คำชี้แจงของผู้เสนอกฎหมาย ถึงหลักการ เหตุผล แล้วก็ความคาดหวังของกฎหมาย พวกเราก็ต้องช่วยกันติดตาม ความสัมฤทธิผลของกฎหมาย ต้องขอขอบคุณ แล้วก็ขอชี้แจงในภาพรวมต่อเพื่อนสมาชิก เพียงเท่านี้ ส่วนรายละเอียดที่เป็นกระบวนการในทางปฏิบัติงานของศาล ไม่ว่าเรื่องของเขต อำนาจศาล ไม่ว่าเรื่องวิธีการเรียกคู่กรณีหรือการสอบถามคู่กรณีว่าควรจะต้องทำเป็น หมายเรียก ควรต้องทำเป็นหนังสือเชิญ เรื่องการสร้างคุณสมบัติของผู้ประนีประนอม ให้น่าเชื่อถือ มีความรู้ มีความสามารถ จะขออนุญาตท่านประธานขอให้กรรมาธิการในสัดส่วน ของผู้แทนศาลยุติธรรม ซึ่งวันนี้มีท่านชาญณรงค์ ปราณีจิตต์ ท่านศุภกิจ แย้มประชา ท่านพรภัทร์ ตันติกุลานันท์ มา จะให้ท่านได้เป็นผู้ชี้แจงครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เชิญผู้แทน ศาลยุติธรรมท่านเดียวก็แล้วกันนะครับ ชี้แจงเรื่องการดำเนินงานของสำนักงานศาล ส่งตัวแทนท่านเดียวพอครับ🔗

นายชาญณรงค์ ปราณีจิตต์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์ ในฐานะกรรมาธิการ ก็จะขออนุญาตชี้แจง ๒-๓ ประเด็นที่ยังคงเหลืออยู่ว่าทำไมในร่างกฎหมายฉบับนี้ถึงต้องเขียนว่าเวลายื่นคำร้อง ขอไกล่เกลี่ยผู้ร้องจะต้องไปยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจที่จะพิจารณาและพิพากษาคดีนั้น แล้วตอบประเด็นอีกประเด็นหนึ่งว่าทำไมถึงไม่เขียนว่าคู่ความหรือคู่กรณีนี้สามารถที่จะเอา ทนายความมาร่วมด้วยในเรื่องของการไกล่เกลี่ย🔗

ก่อนอื่นคงต้องขอกราบเรียนในเชิงระบบนิดหนึ่งนะครับ ท่านสมาชิกหลายท่าน คงทราบดีว่าในกระบวนพิจารณาคดีแพ่ง การเริ่มต้นคดีปกติจะต้องทำด้วยการฟ้องคดีใช่ไหมครับ จนกระทั่งไปถึงการพิพากษาคดี แต่ในระหว่างกลางทางปัจจุบันเรามีกระบวนการไกล่เกลี่ย แทรกเข้ามา ซึ่งกระบวนการไกล่เกลี่ยนี้เราถือว่าเป็นกระบวนการไกล่เกลี่ยในคดี ทีนี้การที่จะเข้าถึง กระบวนการไกล่เกลี่ยในคดี ซึ่งปัจจุบันต้องยอมรับว่าเราสามารถระงับคดีได้เป็นจำนวนมาก ด้วยใช้วิธีการไกล่เกลี่ย แต่การที่จะเข้าถึงจะต้องเริ่มต้นฟ้องคดีก่อน ท่านลองนึกภาพดูครับ ว่าการฟ้องคดีแพ่ง ท่านที่เป็นทนายความคงทราบดี ประชาชนคงทราบดีว่าการจะฟ้องคดี โดยเฉพาะคดีแพ่งซึ่งต้องทำเอง ไม่มีตำรวจ ไม่มีพนักงานสอบสวน ไม่มีใครช่วยเหลือ ท่านทำเองได้ไหมครับ ทำไม่ได้ครับ ท่านจะต้องไปหาตัวช่วย ต้องหาผู้ช่วยเหลือ ต้องไปหา ทนายความ ถึงแม้บางคดีอาจจะบอกว่าท่านสามารถไปฟ้องคดีเองได้ แต่ท่านจะต้องเสีย ค่าใช้จ่าย เสียค่าขึ้นศาลอีกจำนวนพอสมควร กระบวนการถัดจากนั้นไปมีอะไรที่ซับซ้อน อีกเยอะแยะมากมายนะครับ เพราะฉะนั้นโจทย์ใหญ่ที่รัฐธรรมนูญให้กับทางคณะกรรมการ ปฏิรูปประเทศ ซึ่งบังเอิญผมเป็นหนึ่งในนั้นนะครับ ในมาตรา ๒๕๘ ง (๑) คือจะต้องไปทำให้ สัมฤทธิผลเกี่ยวกับเรื่องของการเข้าถึงความยุติธรรมของประชาชน จะต้องสร้างกลไกขึ้นมา เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมให้ได้ ซึ่งการเข้าถึงศาลในคดีแพ่ง ไม่ใช่มีศาลให้ฟ้องแล้วก็โอเค (OK) ท่านสามารถที่จะไปฟ้องได้ แต่การเข้าถึงโดยการฟ้องร้อง ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฉะนั้นเราถึงคิดดีไซน์ (Design) เอากระบวนการไกล่เกลี่ยที่แทรกอยู่ ตรงกลางของการดำเนินคดีแพ่งมาไว้ก่อนที่จะเริ่มต้นฟ้องคดี เพราะอะไรครับ เพราะกระบวนการไกล่เกลี่ยโดยหลักการของมันก็คือเป็นกระบวนการที่ไม่เป็นทางการ และตามร่างฉบับนี้ท่านจะเห็นครับว่ากรรมาธิการท่านก็โอนอ่อนผ่อนปรน แล้วก็เห็นด้วยกับ ท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านที่กรุณาแปรญัตติให้มีการยกเว้นค่าขึ้นศาล ค่าธรรมเนียมอะไร ต่าง ๆ นานา เพราะฉะนั้นก็เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถที่จะใช้กลไกของศาลระงับ หรือเยียวยาความเดือดร้อนในทางแพ่งของเขาได้ เพราะไม่มีใครอื่นที่จะช่วยเขาได้ เพราะมันไม่ใช่คดีอาญา พอเราเอากลไกการไกล่เกลี่ยมาไว้ก่อนที่จะเริ่มต้นฟ้องคดี กลไก การไกล่เกลี่ยอย่างนี้โดยปกติหลาย ๆ ประเทศขณะนี้ บางประเทศเขาถึงขนาดบังคับเลยว่า ก่อนที่คุณจะเอาคดีไปสู่ศาลคุณต้องเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยก่อน เพราะว่าการใช้ศาล เป็นเครื่องมือในการเยียวยาความเดือดร้อนมันมีต้นทุน เพราะฉะนั้นกราบเรียนว่านี่คือ ประเด็นสำคัญที่ทำให้ทางคณะกรรมการปฏิรูปประเทศหรือรัฐบาลได้นำเสนอร่างกฎหมาย ฉบับนี้เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง🔗

อีกประเด็นหนึ่งที่มีความจำเป็น เพราะว่าท่านสมาชิกหลายท่านพูดถึง เรื่องของพระราชบัญญัติไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่ออกไปแล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการเตรียมการ อะไรต่าง ๆ นานา พระราชบัญญัติไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่ออกไปแล้วถ้าจะพูดง่าย ๆ ผมขออนุญาต เรียกว่าเป็นการไกล่เกลี่ยนอกศาล ซึ่งในตัวพระราชบัญญัติเองมีข้อจำกัดค่อนข้างมากอยู่ อย่างเช่นกฎหมายวางข้อจำกัดว่าคดีที่เกี่ยวกับครอบครัว การหย่าร้าง การพิพาท การอะไร เกี่ยวกับเรื่องอำนาจทางปกครอง คดีที่เกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน หรือแม้แต่คดีที่ทุนทรัพย์ เกิน ๕ ล้านบาท อย่างนี้ผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทตามพระราชบัญญัติฉบับนั้นยังไม่สามารถ ดำเนินการได้ แต่ถ้าเราสร้างกระบวนการไกล่เกลี่ยในศาลตามกฎหมายฉบับนี้เราไม่มี ข้อจำกัด เพราะว่ากฎหมายฉบับนั้นไม่ได้เอื้อมมาควบคุมในเรื่องของการไกล่เกลี่ยในศาล เพราะฉะนั้นกราบเรียนว่ามีความจำเป็นในลักษณะอย่างนี้ถึงต้องมีการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ แต่ถึงเราจะแก้ไขในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่การดำเนินการทั้งหลาย ตามมาตรา ๒๒๐ ตรี ที่เราสร้างขึ้นมา ไม่ใช่การดำเนินคดีนะครับ เพราะยังไม่มีการฟ้องร้อง ไม่ใช่คดี พอไม่ใช่คดีปัญหาแรกที่เกิดขึ้นก็คือว่าแล้วจะไปที่ศาลไหน เพราะว่าประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่งเขียนเกี่ยวกับเรื่องของอำนาจศาลที่จะพิจารณาคดีต่อเมื่อมีการฟ้องคดี เราเลยจำเป็นต้องดีไซน์ (Design) ว่าแล้วเราจะให้ไปศาลไหน ประเด็นที่เราเขียนอยู่ในมาตรา ๒๐ ตรี ที่บอกว่า ให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่เขาจะมีอำนาจ พิจารณาเวลามีการฟ้องคดีเพราะอะไร ก็เพราะว่าเมื่อมีการไกล่เกลี่ยเสร็จสุดท้ายอาจจะมี การขอให้ศาลพิพากษาตามยอม การพิพากษาคดีศาลต้องมีอำนาจ นั่นคือเหตุผลว่าทำไม เราถึงเขียนบอกว่าจะต้องไปยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจในการที่จะพิจารณาคดีนี้ถ้ามี การฟ้องร้อง ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องเขตอำนาจศาลนะครับ ไม่ได้เป็น ประเด็นในเรื่องของวิธีการยื่นนะครับ หลายท่านอาจจะมองประเด็นนี้คลาดเคลื่อนไป ท่านอาจจะให้ความสะดวก ผมกราบเรียนเลยว่าความสะดวกขณะนี้มันไปไกลยิ่งกว่านั้นแล้ว ถ้าท่านดูในข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ปี ๒๕๕๐ ขณะนี้ การยื่นเอกสารต่าง ๆ ต่อศาลยุติธรรมท่านสามารถยื่นได้ทั้งทางไปรษณีย์ ทางโทรสาร หรือยื่นทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ได้หมด เพราะฉะนั้นถ้าสมมุติว่าเป็นกรณีที่ท่านจะต้อง ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดลำปางท่านก็ยื่นทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์หรือท่านจะยื่นทาง ไปรษณีย์ก็ได้ อันนั้นคือเรื่องของวิธีการยื่น ผมจึงขออนุญาตเรียนทำความเข้าใจว่าประเด็นที่ เราเขียนในเรื่องของเขตอำนาจศาลตรงนี้ไม่ใช่ประเด็นของวิธีการยื่น🔗

อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องของทนายความ กราบเรียนว่าในเมื่อมันไม่ใช่ เรื่องของการดำเนินคดีจะไม่มีการแต่งตั้งทนายความเข้ามาในการดำเนินการไกล่เกลี่ย ทนายความมาได้ไหมครับ มาได้ครับ คู่กรณีสามารถนำทนายความมาได้ หรือแม้แต่มอบอำนาจ ให้ทนายความมาได้ แต่ท่านไม่ได้มาในฐานะทนายความ เพราะว่ามันไม่เป็นคดี กรณีที่จะมี การแต่งตั้งทนายความก็ต่อเมื่อมีการฟ้องร้องเป็นคดีขึ้นมาแล้ว แล้วก็ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่งบัญญัติไว้ว่าการแต่งตั้งทนายความเพื่อมาว่าความในคดีจะต้องทำ อย่างไร แต่กรณีนี้เป็นการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องคดี ซึ่งไม่ใช่คดีนะครับ เพราะฉะนั้นท่านจะเห็น ว่ากลไกต่าง ๆ ในกระบวนการนี้มันไม่ได้เป็นกระบวนการพิจารณาปกติ เราถึงเขียนต่อไปว่า เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดที่คลาดเคลื่อน ก็คือว่าไม่ให้มีการอุทธรณ์ฎีกา เพราะว่าอะไร เพราะว่า ถ้าท่านไม่ประสงค์ที่จะเข้าสู่กระบวนการนี้ ท่านสามารถเทอร์มิเนต (Terminate) หรือหยุด การเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นกราบเรียนว่าที่ไม่เขียนไม่ได้ หมายความว่ามาไม่ได้นะครับ ทนายความมาได้ มาในฐานะผู้รับมอบอำนาจ มาในฐานะเพื่อน มาได้ทุกสถานะ เพียงแต่ว่าเนื่องจากไม่ได้เป็นคดีเลยไม่จำเป็นหรือไม่สมควรที่จะไปเขียน ในเรื่องของทนายความอะไรในกระบวนการอย่างนี้นะครับ🔗

ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะเรียนชี้แจงที่สำคัญก็คือเรื่องของความห่วงกังวล จริง ๆ ท่านประธานก็ได้ชี้แจงไปในระดับหนึ่งแล้วว่ากระบวนการอย่างนี้มันจะเอื้อต่อกลุ่มทุน โดยเฉพาะทุนประเภทกู้นอกระบบอะไรประมาณนั้น ผมกราบเรียนเลยว่ากระบวนการนี้ ต่อให้นายทุน หรือกลุ่มทุน หรือใครก็ตามไปยื่นขอให้มีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทกับฝ่ายลูกหนี้ ฝ่ายลูกหนี้ไม่จำเป็นต้องมา กระบวนการนี้บังคับไม่ได้นะครับ เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัย ความสมัครใจของฝ่ายลูกหนี้ เพราะฉะนั้นฝ่ายลูกหนี้ไม่มาก็เป็นอันจบกัน ถ้าเจ้าหนี้ อยากจะดำเนินการต่อก็ต้องไปฟ้องร้องตามระบบปกติ หรือแม้แต่สมมุติจะจับมือกันมา ขออนุญาต ในทางปฏิบัติอาจจะมีในกรณีที่เป็นเงินกู้นอกระบบบางทีเราก็เคยเจอจับมือกันมา ในระบบเดิมมีการฟ้องคดีนะครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านช่วยสรุป สักนิดหนึ่งครับเกี่ยวกับวิธีการของสำนักงานศาล🔗

นายชาญณรงค์ ปราณีจิตต์ กรรมาธิการ

ขออนุญาตนิดเดียวครับ ในร่างของเราบัญญัติไว้ชัดเจนว่าการที่จะให้ศาลพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลจะต้องดูว่ามีความจำเป็นหรือเปล่า ถ้าไม่มีความจำเป็นศาลจะไม่พิพากษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในข้อสังเกตของร่างฉบับนี้ได้เขียนข้อห่วงใยของทางสภาไว้ค่อนข้างจะรัดกุมแล้วว่า เราเป็นห่วงเป็นใยในเรื่องของการที่จะใช้กลไกนี้เพื่อเอารัดเอาเปรียบลูกหนี้ เพราะฉะนั้น ก็ขอได้โปรดพิจารณาเพื่อดูว่าจริง ๆ แล้วกระบวนการอย่างนี้สามารถที่จะให้ความเป็นธรรม สามารถที่จะให้มีเซฟการ์ด (Safeguard) สำหรับประชาชนที่เป็นลูกหนี้อยู่ได้เหมือนกันนะครับ ในส่วนของการเตรียมการอะไรต่าง ๆ นานาอาจจะให้ทางสำนักงานศาลยุติธรรมได้ชี้แจง ไหมครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ไม่ต้อง แล้วครับ เมื่อสักครู่ผมบอกแล้วว่าให้คนเดียว🔗

นายชาญณรงค์ ปราณีจิตต์ กรรมาธิการ

ขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ ผมขอทบทวนเรื่องการสงวนความเห็นและการสงวนคำแปรญัตติตามที่เจ้าหน้าที่ส่งมาให้ผม ถ้าผิดอย่างไรช่วยท้วงติงนะครับ🔗

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ให้ผมชี้แจง กับท่านก่อนดีไหมครับ แล้วเดี๋ยวท่านค่อยพูด ผมจะสรุปว่ามีคำแปรญัตติเท่าไร คำสงวนเท่าไร กี่ท่าน ผมขอชี้แจงก่อน แล้วเดี๋ยวท่านถามได้ต่อเมื่อผมให้โอกาส คือตอนนี้เท่าที่สำรวจ มีกรรมาธิการเสียงข้างน้อยตอนแรกเข้าชื่อสงวนความเห็นไว้ ๘ ท่าน ถอนไป ๑ ท่าน แล้วก็ไม่มา ๑ ท่าน ท่านยังติดใจอยู่ไหมครับ ในนี้ที่ติดใจก็มีท่านเกียรติเกริกไกร ใจสมุทร ท่านจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ ท่านธานี อ่อนละเอียด ท่านยุทธนา โพธสุธน ท่านวิรัช พันธุมะผล ท่านวัฒนา เซ่งไพเราะ ส่วนท่านพสิษฐ์นั้นไม่ติดใจนะครับ ส่วนผู้แปรญัตติทางเจ้าหน้าที่ รายงานมาว่าท่านนิยม เวชกามา ท่านขจิตร ชัยนิคม ท่านไพจิต ศรีวรขาน ไม่ติดใจนะครับ ผู้แปรญัตติที่ยังติดใจอยู่ในบัญชีนี้คือท่านวันชัย สอนศิริ ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ท่านธีรัจชัย พันธุมาศ ส่วนท่านสมชาย ฝั่งชลจิตร ไม่ติดใจในเรื่องการแปรญัตติ จะไปใช้สิทธิ ในวาระที่สามนะครับ เมื่อสักครู่ท่านใดจะเสนอเรื่องอะไรครับ🔗

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่าน ประธานที่เคารพ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา สิ่งที่ผมถามไปท่านยัง ไม่ได้ตอบ เนื่องจากร่างกฎหมายฉบับนี้ถ้าผ่านไปแล้วจะต้องนำไปใช้ ถ้าท่านไม่ตอบให้ชัดเจน เวลานำไปใช้เกิดปัญหานะครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ประเด็นไหน ชัด ๆ เลยครับ🔗

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ถามสั้น ๆ ครับ ที่ผมถามไป ในเรื่องของอายุความว่าหลักการที่ท่านขยายอายุความในวรรคสุดท้ายขัดกับมาตรา ๑๙๓/๑๑ ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือไม่ อย่างไร ซึ่งมันไม่สอดคล้องไปในทางเดียวกัน ข้อที่ ๒ ถามว่ามติที่ท่านเคยลงไว้แล้วว่าเห็นชอบด้วยกับคำแปรญัตติที่ผมเสนอไปว่าจะต้องมี ทนายความด้วยหรือไม่ก็ได้ ท่านก็ยังไม่ได้ตอบให้ชัดเจนตรงนี้ มิฉะนั้นแล้วจะกลายเป็นว่า ร่างนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายนะครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เข้าใจแล้วครับ🔗

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

เพราะว่ามตินี้ถูกเปลี่ยนไปแล้ว โดยเหตุผลใด ส่วนที่ท่านอธิบายว่าที่ไม่มีทนายความเพราะว่าไม่มีคดี ผมว่าเป็นความเข้าใจ ที่คลาดเคลื่อน เพราะคดีพอจะพิพากษาก็เข้าสู่ศาลไปแล้ว ท่านจะบอกไม่ต้องใช้ทนายความ เพราะยังไม่มีคดีนั้น เดี๋ยวมติพวกผมจะไม่เห็นด้วย ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เชิญกรรมาธิการ ชี้แจงคำถามของท่านเสรีตรง ๆ ๒ เรื่อง แล้วก็เรื่องทนายความเดี๋ยวค่อยชี้แจง สั้น ๆ นะครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการจำได้ไหมที่ท่านเสรีถาม ๒ เรื่อง🔗

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ของท่านเสรีมี ๒ ประเด็น ประเด็นแรก ท่านถามว่าที่กรรมาธิการไปเพิ่มเติมข้อความ เรื่องบทคุ้มครองอายุความนั้นไปขัดกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๑๔ หรือไม่ จริง ๆ ในคำชี้แจงผมชี้แจงไปแล้วว่าก่อนที่กรรมาธิการจะเพิ่มเติมข้อความนี้เข้าไป เราไปดูกฎหมายใกล้เคียงแล้ว แล้วก็ผมชี้แจงแล้วว่าเราพบกฎหมายอยู่ ๒ ฉบับคือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๑๗ ที่เขียนเรื่องการขยายอายุความ ๖๐ วัน กับมาตรา ๖ ใน พ.ร.บ. ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ปี ๒๕๖๒ เพราะฉะนั้นเรียนท่านอีกครั้งว่าบทคุ้มครองเรื่องอายุความที่กรรมาธิการเพิ่มเติมนั้นไม่ได้ขัด กับกฎหมายแต่อย่างใด ขณะเดียวกันเป็นการเขียนเพื่อคุ้มครองสิทธิของพี่น้องประชาชน ที่เข้ามาใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยด้วย ส่วนเรื่องของทนายความซึ่งนอกจากท่านเสรีแล้ว ก็มีหลายท่านที่ได้แปรญัตติเข้ามาค่อนข้างเยอะครับ กรรมาธิการได้หารือกันแล้วก็ตกลงว่า กรรมาธิการจะเพิ่มข้อความตรงนี้เข้าไปให้ โดยขออนุญาตว่าจะขอเวลากรรมาธิการในการที่ จะเติมข้อความ เบื้องต้นขณะนี้ก็คือจะเติมในมาตรา ๒๐ ตรี ต่อท้ายข้อความที่ว่า ให้ศาล มีอำนาจเรียกคู่กรณีที่เกี่ยวข้องมาศาลด้วยตนเองหรือ/และจะมีทนายความมาด้วยหรือไม่ก็ได้ ข้อความตรงนี้จะสอดคล้องกับหลายท่านที่ได้ยื่นคำแปรญัตติไว้ รวมทั้งมีกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยได้สงวนคำแปรญัตติไว้ด้วย กราบเรียนท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

กรรมาธิการจะขอแก้ไขข้อความในวรรคไหนครับ🔗

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

วรรคแรกของ มาตรา ๒๐ ตรี ครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต้องขึ้นจอ ปรากฏให้ท่านสมาชิกเห็นนะครับ🔗

นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ท่านประธาน ครับ ผม นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๔ นราธิวาส พรรค ประชาชาติ สมาชิกรัฐสภา มีประเด็นที่ผมถามกรรมาธิการยังไม่ตอบให้ชัดเจนก็คือผมถามว่า กรณีที่คู่กรณีลงลายมือชื่อทำสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว หากผิดเงื่อนไขไม่สามารถ ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ สัญญาประนีประนอมยอมความฉบับนี้สามารถ นำไปบังคับคดีได้หรือไม่ ช่วยตอบคำถามตรงนี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เชิญกรรมาธิการ ตอบคำถามในเรื่องที่กรรมาธิการจะขอแก้ไขนะครับ🔗

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังท่านสมาชิกที่ตั้งคำถามนะครับ คำถามของท่านต้องแยกพิจารณาเป็น ๒ กรณี กรณีที่ ๑ คือเมื่อไกล่เกลี่ยแล้ว ตกลงได้แล้ว ทำสัญญาประนีประนอมโดยไม่ได้ขอให้ศาล มีคำพิพากษา ฐานะของสัญญาฉบับนั้นก็จะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความธรรมดา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กรณีนี้ถ้ามีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งปฏิบัติผิดสัญญาขึ้นมา ก็ต้องเอาสัญญาฉบับนั้นไปยื่นฟ้องเป็นคดีต่อศาลฐานผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ส่วนกรณีที่ ๒ คือไกล่เกลี่ยแล้ว ทำสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วใช้สิทธิขอให้ศาล มีคำพิพากษาเลย ศาลเห็นด้วยได้มีคำพิพากษาให้ ในกรณีหลังนี้ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งปฏิบัติ ผิดสัญญาก็ไปร้องต่อศาลที่มีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นให้มีการ บังคับคดีได้เลย กรณีนี้ไม่ต้องไปฟ้องคดีใหม่นะครับ ขอให้ศาลบังคับคดีได้เลย เพราะถือว่า เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่มีคำพิพากษาของศาลแล้ว ก็ขออนุญาตชี้แจงครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ที่ท่านเสรีถาม เรื่องทนายความว่าตั้งตอนไหน ท่านชาญณรงค์ช่วยตอบด้วยครับ🔗

นายชาญณรงค์ ปราณีจิตต์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ ผม นายชาญณรงค์ ปราณีจิตต์ ในฐานะกรรมาธิการ อย่างที่กราบเรียนว่า การมาศาลในชั้นนี้มาในฐานะที่เป็นคู่กรณีเพื่อไกล่เกลี่ย ไม่ได้มาในฐานะคู่ความ ไม่ได้มา ดำเนินคดี โดยปกติไม่มีกลไกหรือกระบวนการในการตั้งทนายความ เพราะฉะนั้นถึงแม้เรา จะเขียนว่าโดยจะมีทนายความมาด้วยหรือไม่ อย่างที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการแถลงไป ท่านก็มาตามปกติคือมาด้วยกัน เพียงแต่ท่านอยู่ในฐานะที่ท่านมีใบอนุญาตทนายความ การที่จะไปแต่งตั้งทนายความตามมาตรา ๖๐ ก็อาจจะเป็นในทางปฏิบัติที่อาจจะทำกัน ซึ่งไม่มีข้อห้ามนะครับ เนื่องจากเราคุ้นเคยกันว่าเวลาเป็นทนายความในคดีแล้วจะมีการตั้ง ทนายความตามใบแต่งทนายความที่เป็นแบบฟอร์มของศาล ซึ่งตรงนั้นก็เป็นเรื่องที่แล้วแต่จะปฏิบัติกันนะครับ ไม่ได้ทำให้กระบวนการไกล่เกลี่ยมันชอบ หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ขออนุญาตกราบเรียน เพราะว่าตรงชั้นนี้โดยหลักการมันไม่ใช่ เรื่องการดำเนินคดีครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เข้าใจแล้วครับ เดี๋ยวไปใหญ่🔗

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ขออนุญาตท่านประธานครับ ผม เสรี สมาชิกรัฐสภา🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านครับ🔗

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ขออนุญาตด้วยความเคารพ ครับ ผมฟังแล้วเหมือนกับท่านประธานสุรชัยยอมแล้ว แต่มาฟังท่านชาญณรงค์เหมือนกับ ยังไม่ยอม🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

มันคนละคำถามกัน🔗

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ผมก็เลยงง ๆ อันนี้ ขอความชัดเจน ข้อ ๑ ข้อ ๒ เมื่อสักครู่กรรมาธิการอธิบายผมกังวลและเป็นห่วงกลัวว่า กฎหมายฉบับนี้ออกไปใช้แล้วจะขัดกับสิ่งที่ท่านอธิบาย เพราะท่านบอกว่ากรณีดังกล่าวนี้ ไม่ขัดต่อกฎหมาย หรือเป็นการถูกต้องในกรณีที่เขียนไว้ในการขยายอายุความ แต่ท่านดู ข้อที่ท่านอ้าง มาตรา ๑๙๓/๑๗ เป็นเรื่องอายุความสะดุดหยุดอยู่ ไม่ใช่เรื่องขยายอายุความ เพราะฉะนั้นท่านอธิบายอย่างนี้มันขัดและไม่ตรงกับกฎหมายที่เขียนไว้ ไม่เช่นนั้นถ้า กฎหมายออกไปใช้แล้วมันจะเกิดปัญหา ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านเสรีครับ คงไม่มาโต้เถียงกันในเรื่องการแปลความกฎหมายหรืออะไรนะครับ เดี๋ยวผมขอที่ท่านสุรชัย ขอแก้ไขก่อนนะครับ สำหรับเรื่องที่ท่านชาญณรงค์พูดเข้าใจได้ก็คือว่าการตั้งทนายความนั้น คนที่เป็นทนายความสามารถมาได้อยู่แล้ว ผมฟังอย่างนี้ ส่วนการตั้งทนายความเป็นทางการนั้น เมื่อมีคดีเกิดขึ้นแล้ว ท่านสุรชัยแถลงดีกว่าเผื่อจะมีบางท่านถอนคำสงวน🔗

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ขออนุญาตนำเสนอ มาตรา ๓ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๐ ตรี วรรคแรก เฉพาะวรรคแรกนะครับ ก่อนยื่นฟ้องคดี บุคคลที่จะเป็นคู่ความอาจยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจ หากมีการฟ้องคดีนั้น เพื่อขอให้ศาล แต่งตั้งผู้ประนีประนอมทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยให้คู่กรณีที่เกี่ยวข้องได้ตกลงหรือประนีประนอมยอมความ กันในข้อที่พิพาท โดยคำร้องนั้นให้ระบุชื่อและภูมิลำเนาของคู่กรณีที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง รายละเอียดของข้อพิพาท เมื่อศาลเห็นสมควรให้ศาลรับคำร้องไว้ แล้วดำเนินการสอบถาม ความสมัครใจของคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งในการเข้าร่วมการไกล่เกลี่ย หากคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง ยินยอมเข้าร่วมการไกล่เกลี่ย ให้ศาลมีอำนาจเรียกคู่กรณีที่เกี่ยวข้องมาศาลด้วยตนเอง แล้วตรงนี้ขอเพิ่มเติมข้อความ โดยคู่กรณีจะมีทนายความมาด้วยหรือไม่ก็ได้ แล้วก็ไปเชื่อม ข้อความเดิม และแต่งตั้งผู้ประนีประนอม🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เติมข้อความว่า โดยคู่กรณีจะมีทนายความมาด้วยหรือไม่ก็ได้ เมื่อกรรมาธิการขอเสนอแก้ไขร่างอย่างนี้ ในที่ประชุมมีท่านใดจะขัดข้องหรือมีความเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเป็นเป็นอย่างอื่น)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ไม่มีนะครับ ทีนี้มีประเด็นอีกก็คือว่ากรรมาธิการแก้ไขเพื่อให้ผู้สงวนความเห็นและผู้สงวนคำแปรญัตติบาง ท่านได้พอใจและถอนไป มีเพิ่มไหมครับจากที่ผมอ่านเมื่อสักครู่นี้ ท่านใดที่ยังติดใจเรื่องทนายความ ทางกรรมาธิการเสียงข้างมากได้แก้ไขเพิ่มเติมให้มีทนายความได้นะครับ คือจะมีก็ได้ ไม่มีก็ได้ ไม่ได้บังคับ ผมฟังได้อย่างนี้ ทุกท่านยังสงวนอยู่นะครับ ท่านเสรียังสงวนอยู่หรือเปล่าครับ🔗

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกรัฐสภา ตอบรับท่านประธานแล้วครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ตกลง ท่านถอนนะครับ ขอบคุณท่านเสรีครับ มีท่านใดจะถอนอีกไหมครับ🔗

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานครับ ผมไม่ได้ถอนนะครับ เพียงแต่ว่ากรรมาธิการเขาแก้ตามผมมาแล้ว ผมเห็นด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เห็นด้วย แต่ยังสงวนไว้อยู่ เมื่อสักครู่นี้ผมสรุปนะครับ มีกรรมาธิการที่สงวนความเห็นไว้เหลืออยู่ ๖ ท่าน ส่วนผู้สงวนคำแปรญัตติมี ๓ ท่าน ท่านวันชัย สอนศิริ ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ และ ท่านธีรัจชัย พันธุมาศ ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงนะครับ ดังนั้นผมจะขอชี้แจงอีกทีหนึ่ง กรรมาธิการเสียงข้างมากขอแก้ไข มาตรา ๓ ในมาตรา ๒๐ ตรี มีการเพิ่มข้อความ ผมจะ อ่านให้ฟังนะครับ🔗

มาตรา ๒๐ ตรี ก่อนยื่นฟ้องคดี บุคคลที่จะเป็นคู่ความอาจยื่นคำร้องต่อศาล ที่มีเขตอำนาจหากมีการฟ้องคดีนั้น เพื่อขอให้ศาลแต่งตั้งผู้ประนีประนอมทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย ให้คู่กรณีที่เกี่ยวข้องได้ตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกันในข้อที่พิพาท🔗

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ไม่มีคำว่า กัน ครับ กันแรกไม่มี ได้ตกลงหรือประนีประนอม🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านอ่านเอง ดีกว่า ได้ไหมครับ ตัวหนังสือเล็กผมมองไม่ค่อยเห็น🔗

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ขออนุญาตอ่าน ความในวรรคหนึ่งหลังปรับปรุงแก้ไขนะครับ🔗

มาตรา ๒๐ ตรี ก่อนยื่นฟ้องคดี บุคคลที่จะเป็นคู่ความอาจยื่นคำร้องต่อศาล ที่มีเขตอำนาจหากมีการฟ้องคดีนั้น เพื่อขอให้ศาลแต่งตั้งผู้ประนีประนอมทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย ให้คู่กรณีที่เกี่ยวข้องได้ตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันในข้อที่พิพาท โดยคำร้องนั้น ให้ระบุชื่อและภูมิลำเนาของคู่กรณีที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งรายละเอียดของข้อพิพาท เมื่อศาล เห็นสมควรให้ศาลรับคำร้องนั้นไว้แล้วดำเนินการสอบถามความสมัครใจของคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง ในการเข้าร่วมการไกล่เกลี่ย หากคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งยินยอมเข้าร่วมการไกล่เกลี่ยให้ศาลมีอำนาจ เรียกคู่กรณีที่เกี่ยวข้องมาศาลด้วยตนเอง โดยคู่กรณีจะมีทนายความมาด้วยหรือไม่ก็ได้ และแต่งตั้งผู้ประนีประนอมดำเนินการไกล่เกลี่ยต่อไป โดยให้นำความในมาตรา ๒๐ ทวิ มาใช้บังคับโดยอนุโลม ถ้าคู่กรณีที่เกี่ยวข้องสามารถตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันได้ ให้ผู้ประนีประนอมเสนอข้อตกลงหรือสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาล หากศาลพิจารณา แล้วเห็นว่าข้อตกลงหรือสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นไปตามเจตนาของคู่กรณี หลักแห่งความสุจริต เป็นธรรม และไม่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ก็ให้คู่กรณีลงลายมือชื่อในข้อตกลง หรือสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น🔗

จบวรรคหนึ่งครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

กรรมาธิการเสียงข้างมากขอแก้ไขตามที่ท่านอ่าน ข้อความประโยคเดียวนะครับ ท่านสมาชิก ผมถามแล้ว ไม่มีท่านใดขัดข้องหรือมีความเห็นเป็นอย่างอื่นนะครับ ท่านสมาชิกครับ เนื่องจากมาตรานี้กรรมาธิการเสียงข้างมากมีการแก้ไข มีกรรมาธิการเสียงข้างน้อย สงวนความเห็น และมีผู้แปรญัตติสงวนคำแปรญัตติ ดังนั้นผมจะต้องขอมติของที่ประชุม ก่อนลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ🔗

(ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้ สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เป็นการ ตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ ท่านกรุณาเสียบบัตรลงคะแนนและกดปุ่มแสดงตนนะครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานครับ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอถามท่านประธานว่า ในการลงมติจะลงทั้งมาตราหรือจะลงแยกวรรค เพราะว่าผมเห็นด้วยกับสิ่งที่กรรมาธิการแก้ไข แต่ในวรรคสุดท้ายที่กรรมาธิการไประบุให้มีการขยายอายุความผมไม่เห็นด้วย ผมเลยถาม ท่านประธานว่าอย่างนี้จะแยกลงมติในวรรคสุดท้ายไหมครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

คือจากการ อภิปรายมาตลอดเป็นการอภิปรายทั้งมาตรา ผมขอมติทั้งมาตราเพื่อป้องกันความสับสน คงรวมแต่ละวรรคเข้ามา วรรคโน้นของทางนี้ วรรคนี้ของทางนั้น ท่านสมาชิกกรุณาเสียบบัตร ลงคะแนนและกดปุ่มแสดงตนนะครับ🔗

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ระหว่างรอเพื่อนสมาชิกเข้ามาแสดงตนขออนุญาตใช้เวลาช่วงนี้เพื่อไม่ให้เสียเวลาของสภา ขออนุญาตตอบข้อชี้แจงของท่านเสรีประเด็นปัญหาข้อกฎหมายอีกครั้งหนึ่ง ตามที่ผม ชี้แจงไปว่าวรรคท้ายของมาตรา ๒๐ ตรี เรื่องขยายอายุความออกไป ๖๐ วันนั้นไม่ได้ขัดต่อ กฎหมายแต่อย่างใด เรียนท่านอีกครั้งหนึ่งว่าในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ที่ท่านอ้างถึงก็คือมาตรา ๑๙๓/๑๑ นั้นเป็นมาตราที่ห้ามคู่กรณีไปตกลงเรื่องย่นและขยาย อายุความ กรณีนี้ไม่ใช่เรื่องคู่กรณีตกลงนะครับ เป็นเรื่องที่กฎหมายบัญญัติให้มีการขยาย อายุความให้ ๖๐ วัน และลักษณะเดียวกันนี้คือการเขียนกฎหมายขยายอายุความให้ ๖๐ วันนี้ ผมเรียนว่ามาตรา ๑๙๓/๑๗ วรรคสอง ที่ท่านบอกว่ามาตรา ๑๙๓/๑๗ เป็นเรื่อง อายุความสะดุดหยุดลงนั้นเป็นของวรรคแรก แต่วรรคสองนั้นเป็นเรื่องที่กฎหมาย ขยายอายุความให้กรณีที่ฟ้องผิดศาล นั่นเป็นข้อกฎหมายข้อที่ ๑ อีกข้อหนึ่งคือ พระราชบัญญัติไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๖ มีบทบัญญัติในลักษณะเดียวกันนี้ คือถ้าไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จ ขาดอายุความ ขยายให้ ๖๐ วัน กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง เพื่อนสมาชิกครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

มีสมาชิกท่านใด ยังไม่แสดงตนไหมครับ ท่านใดมีบัตรขัดข้องหรือไม่ได้นำบัตรมาช่วยลุกขึ้นยืนแล้วก็บอก หมายเลขสมาชิกได้เลยนะครับ เชิญครับ🔗

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต่อกรณีคำวินิจฉัยของท่านประธานที่ท่านสมาชิกได้เรียนถามว่าจะมีการแยกประเด็นลงมติ หรือไม่ อย่างไร ท่านประธานกรุณาชี้แจงกับสภาว่าเป็นการอภิปรายรวมมาตราก็ควรจะ ลงมติรวม ด้วยความเคารพท่านประธานครับ การพิจารณาครั้งนี้เราใช้ข้อบังคับการประชุม สภาผู้แทนราษฎรโดยอนุโลม ถ้าดูข้อบังคับ ข้อ ๕๔ และประกอบกับข้อ ๕๕ ข้อ ๕๕ (๔) ขอให้รวมหรือแยกประเด็นพิจารณาหรือลงมติ ถ้าสมาชิกเสนอญัตติด้วยวาจา โดยอาศัย ข้อบังคับ ข้อ ๕๔ ใช้ข้อ ๕๕ (๔) ถ้าที่ประชุมเห็นชอบว่าให้แยกประเด็นลงมติก็สามารถกระทำได้ เว้นแต่ที่ประชุมไม่อนุญาต เพราะฉะนั้นถ้าจะทำก็ต้องเสนอเป็นญัตติครับ ขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ถูกต้องครับ ไม่มีท่านใดเสนอญัตติ เห็นตามที่ผมเสนอไปนะครับ เชิญท่านเสรีครับ🔗

นายเสรี สุวรรณภานนท์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกรัฐสภา ที่ผมกราบเรียนที่ประชุมว่าในวรรคสุดท้าย ผมไม่เห็นด้วยแล้วอยากให้แยกลงมติ เพราะว่ากรรมาธิการพยายามจะอธิบาย ผมก็พยายาม เข้าใจนะครับ แต่ผมดูแล้วสิ่งที่กรรมาธิการอธิบายว่าสามารถทำได้ ท่านลองอ่านดูดี ๆ ครับ ว่าวรรคสองที่ท่านอธิบายเป็นคนละกรณี กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องยกฟ้องหรือว่าในระหว่างนั้น คดีมันจบไปแล้วเขาถึงได้อนุญาตให้ฟ้องใหม่ ไม่ใช่เรื่องขยายอายุความ เพราะฉะนั้นผมเลย ไม่เห็นด้วย ถ้าหากบอกว่าให้ลงมติทั้งมาตราผมก็ยังงงว่าแล้วผมจะลงอย่างไร เพราะวรรคแรก ผมเห็นด้วย วรรคสุดท้ายผมไม่เห็นด้วย ขออนุญาตเสนอเป็นญัตติให้ประธานแยกวรรคสุดท้าย ออกเป็นการลงมติต่างหาก ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านเสรี เสนอขอให้ลงมติ เพียงแต่เฉพาะแยกวรรคสุดท้ายคือวรรคหกออกไปต่างหาก ส่วน ๕ วรรคแรกนั้น รวมกันได้ ถูกต้องนะครับ ที่ท่านเสรีเสนอมีผู้รับรองถูกต้องไหมครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

มีผู้รับรอง เกิน ๕ คน ต้องขอมตินะครับ แต่ว่าตอนนี้ขอทราบองค์ประชุมก่อนครับ องค์ประชุมจำนวน ๕๕๗ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ🔗

สำหรับ ประเด็นที่ท่านเสรีตั้งเป็นญัตติขึ้นมาว่าจะขอแยกลงมติ เชิญท่านธานีครับ🔗

นายธานี อ่อนละเอียด กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายธานี อ่อนละเอียด สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมเป็นกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยซึ่งขอสงวนความเห็นในมาตรา ๒๐ ตรี วรรคสาม วรรคสี่ ซึ่งกรรมาธิการได้ ปรับปรุง ตัดทอน แล้วก็แก้ไข เป็นประเด็นสาระสำคัญว่าในกรณีการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องคดี ตามพระราชบัญญัติปรากฏว่ากรรมาธิการได้ไปกำหนดเปลี่ยนหลักเกณฑ์ เดิมจากที่ต้องเสีย ค่าธรรมเนียม ร้อยละ ๒๕ ของค่าธรรมเนียมทั้งหมด เป็น ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม กระผม ขอให้คงร่างเดิม โดยที่ว่าถ้าหากจะให้ศาลพิพากษาตามยอมต้องเสียค่าธรรมเนียม ร้อยละ ๒๕ ของค่าธรรมเนียมทั้งหมด ด้วยเหตุผลที่ได้กราบเรียนมา แต่กรรมาธิการโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศาลเองก็ทราบดีว่าถ้าหากบริการฟรีนอกจากความเชื่อถือแล้วคนจะแห่มาศาล กระบวนการ ไกล่เกลี่ยอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นไปตาม พ.ร.บ. ปี ๒๕๖๒ ของอัยการ ไกล่เกลี่ยชุมชนเป็นหมื่น ๆ แห่ง ก็จะล้มเหลวหมดเลย จะแห่มาศาล ท่านมีทรัพยากรบุคคลมาดูแลไหม แต่ปรากฏว่าศาล ไม่ได้ขอสงวนไว้ ผมก็แปลกใจ เหมือนกับ พ.ร.บ. เงินเดือนศาลเลยครับ แล้วก็ไปชี้แจงในสภา ผมขอให้โหวตในมาตรา ๒๐ ตรี วรรคสาม วรรคสี่ ให้คงร่างเดิมไว้ครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านเสนอ ญัตติไว้มากมาย ผมขอเสนอต่อที่ประชุมใหม่ว่าการลงมติในมาตรา ๓ นี้เราแยกลงมติ เป็นรายวรรค มีสมาชิกท่านใดจะขัดข้องหรือมีความเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ เพื่อที่จะให้ รวดเร็วขึ้น🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ไม่มีท่านใด มีความเห็นเป็นอย่างอื่น ผมขอถามมติเป็นรายวรรคในมาตรา ๓ ที่ว่านี้ครับ สมาชิกครบองค์ประชุม แล้วนะครับ ผมจะขอถามมติทีละวรรค เชิญท่านวิรัชครับ🔗

นายวิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม วิรัช รัตนเศรษฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตให้ท่านประธานแจ้งให้ บรรดาท่านสมาชิกได้ทราบสักนิดหนึ่งครับว่าโหวตทีละวรรคนี่แค่ไหน ที่เราตกลงกันไว้ก็คือ โหวตทั้งมาตราเลยตามกรรมาธิการ ทีนี้ถ้าไปโหวตทีละวรรคก็อยู่ในมาตรานั้นละครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ถ้าอย่างนั้น ผมต้องถามมติที่ประชุมเพราะว่ามีผู้ไม่เห็นด้วย ดังนั้นมติแรกจะเป็นว่าในการปฏิบัติตาม ข้อบังคับให้รวมกันก็ได้ หรือให้แยกวรรคก็ได้นะครับ🔗

นายวิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

อย่างนั้น ผมขออนุญาตเสนอท่านประธานว่าโหวตทั้งมาตรา ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

มีญัตติ ๒ ญัตติ ท่านเสรีกับท่านธานีขอให้เป็นวรรคนะครับ ดังนั้นผมจะขอถามญัตติของท่านวิรัช ก่อนนะครับว่าจะให้โหวตทั้งมาตราหรือโหวตทีละวรรค ถ้าท่านให้โหวตทั้งมาตราก็จบ ถ้าโหวต ทีละวรรคผมก็จะถามต่อไปว่าให้โหวตวรรคไหนบ้างตามที่มีญัตติขอไว้ เข้าใจนะครับ ผมขอ ถามมตินะครับ ในการโหวต ในการลงคะแนน ลงมติมาตรา ๓ นะครับ สมาชิกท่านใดเห็นว่า ควรเป็นการลงมติรวมมาตราทั้งมาตราเดียวกันกดปุ่ม เห็นด้วย สมาชิกท่านใดไม่เห็นด้วยกับ การลงมติเห็นควรให้แยกเป็นวรรคกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย สมาชิกท่านใดประสงค์งดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง เชิญลงมติครับ สมาชิกท่านใดมีข้อขัดข้องในการใช้เครื่องลงคะแนนไหมครับ แสดงตนได้นะครับ เชิญครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ขออนุญาตนะครับ ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอความกรุณาให้ท่านประธานทวนคำถามอีกครั้งหนึ่งครับ ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

คำถามผม ก็คือถ้าเห็นด้วยที่จะให้ลงมติทั้งมาตราในครั้งเดียวให้กดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าไม่เห็นชอบด้วยจะให้ลงมติ เป็นรายวรรคกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ลงคะแนนไหมครับ หรือมีเครื่องลงคะแนน ขัดข้องกรุณาแสดงตนนะครับ ลงคะแนนกันครบถ้วนแล้ว ปิดการลงคะแนน ขอทราบผลครับ มติในการลงคะแนน จำนวนผู้ลงมติ ๕๗๗ ท่าน เห็นด้วย ๔๖๐ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๐๔ ท่าน งดออกเสียง ๑๐ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๓ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมเห็นชอบให้ลงมติ ในมาตรา ๓ นี้ทั้งมาตรานะครับ🔗

ต่อไปผม ขอถามมติต่อ คงไม่ตรวจสอบองค์ประชุมแล้วนะครับ มติที่จะถามต่อไปเป็นการให้ความเห็นชอบ ในมาตรา ๓ หรือไม่ ถ้าท่านเห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมากที่มีการแก้ไขกดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าท่านเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติที่ขอสงวน คำแปรญัตติกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ถ้าเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากกดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าท่านเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่สงวนความเห็นหรือผู้ที่สงวนคำแปรญัตติ กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย งดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านลงมตินะครับ มีท่านใดยังไม่ได้ ลงคะแนนไหมครับ แสดงตนได้นะครับ ผมปิดการลงคะแนนแล้วนะครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ปิดการลงคะแนน ขอทราบผลครับ ผลการลงมตินะครับ จำนวนผู้ลงมติ ๕๗๐ ท่าน เห็นด้วย ๔๙๘ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๖๒ ท่าน งดออกเสียง ๘ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมเห็นชอบด้วย กับมาตรา ๓ ที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้แก้ไขไว้นะครับ🔗

เชิญเลขาธิการต่อ จบร่างแล้วท่านอย่าเพิ่งไปไหนนะครับ เดี๋ยวจะเป็นการลงมติต่อเนื่องกันเลย ไม่ต้องตรวจสอบ องค์ประชุมนะครับ ที่ประชุมได้พิจารณาเรียงตามลำดับมาตราจนจบร่างแล้ว และมีมติเห็นชอบ ในเรื่องที่พิจารณาเรียงมาตราจบแล้ว ต่อไปจะเป็นการพิจารณาทั้งร่าง เป็นการสรุปอีกครั้ง หนึ่งตามข้อบังคับ ข้อ ๑๓๒ นะครับ มีสมาชิกท่านใดจะขอแก้ไขถ้อยคำหรือไม่ครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกขอแก้ไข)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ไม่มีนะครับ จบการพิจารณาในวาระที่สองครับ🔗

ต่อไปจะเป็นการพิจารณาในวาระที่สามนะครับ ผมจะขอมติจากที่ประชุมว่า จะเห็นชอบด้วยกับร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (หลักเกณฑ์และวิธีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดี) หรือไม่ ผมขอ ถามมติเลยนะครับ สมาชิกท่านใดเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้กดปุ่มเห็นด้วย สมาชิกท่านใดไม่เห็นชอบกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย สมาชิกท่านใดงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านสมาชิกลงมติครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

มีท่านใดยังไม่ได้ ลงคะแนนเสียงไหมครับ เดี๋ยวจะมีอีกมติหนึ่ง ท่านสมาชิกอย่าเพิ่งออกไปนอกห้องประชุมนะครับ เดี๋ยวถามมติต่อเนื่อง ปิดการลงคะแนน ขอทราบผลครับ ผลการลงมติในวาระที่สาม จำนวน ผู้ลงมติ ๕๖๙ ท่าน เห็นด้วย ๕๑๓ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๕๑ ท่าน งดออกเสียง ๕ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมเห็นชอบด้วยกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นะครับ🔗

ด้วยกรรมาธิการ ได้มีข้อสังเกตไว้ในรายงานของคณะกรรมาธิการเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เพื่อให้ สภาพิจารณาว่าเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการหรือไม่ ซึ่งไม่มีการอภิปราย ถ้าไม่มีการอภิปรายผมจะได้ส่งรายงานและข้อสังเกตนี้ไปยังศาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการต่อไป ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๕ รายละเอียดข้อสังเกตปรากฏตามรายงาน ของคณะกรรมาธิการ มีท่านใดจะมีความเห็นอย่างไรไหมครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ไม่มีท่านใด เห็นคัดค้านหรือมีความเห็นเป็นอย่างอื่น ผมจะขอถามมติจากที่ประชุมเลยนะครับว่าจะเห็นด้วย กับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการหรือไม่ ขอถามเลยนะครับ สมาชิกท่านใดเห็นด้วยกับ ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านใดไม่เห็นด้วยกับข้อสังเกตดังกล่าวกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านใดประสงค์งดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านสมาชิกลงคะแนนครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

มีท่านใดยังไม่ได้ ลงคะแนนไหมครับ ปิดการลงคะแนน ขอทราบผลครับ ผลการลงมตินะครับ จำนวนผู้ลงมติ ๕๖๓ ท่าน เห็นด้วย ๕๕๙ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๓ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมเห็นชอบเรื่องการส่งข้อสังเกตไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนะครับ🔗

จบการพิจารณา ขอบคุณคณะกรรมาธิการ ต่อไปครับ🔗

๔.๒ ร่างข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาเสร็จแล้ว🔗

ขอเชิญ คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่ครับ🔗

(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

การพิจารณา ในวาระที่สองนี้จะเป็นการพิจารณาเรียงตามลำดับข้อ โดยพิจารณาตั้งแต่ชื่อร่าง คำปรารภ แล้วเรียงตามลำดับข้อจนจบร่าง หากข้อใดมีการแก้ไขผมจะให้กรรมาธิการที่สงวนความเห็นไว้ หรือสมาชิกที่สงวนคำแปรญัตติไว้ได้อภิปรายก่อน ส่วนสมาชิกท่านใดที่ไม่ได้สงวน คำแปรญัตติไว้จะอภิปรายได้เฉพาะถ้อยคำหรือข้อความที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมเท่านั้นนะครับ เมื่อกรรมาธิการได้ตอบชี้แจงจบแล้วจะเป็นการลงมติในข้อนั้น ๆ กรรมาธิการพร้อมหรือยังครับ เชิญครับ🔗

นายวิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านวิรัช เชิญครับ🔗

นายวิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิรัช รัตนเศรษฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตเรียน ท่านประธานว่าเมื่อวานตามที่วิป (Whip) ๓ ฝ่ายได้มีโอกาสคุยกัน แต่เนื่องจากว่าร่างพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (หลักเกณฑ์และ วิธีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดี) เราใช้เวลาเกินจากปกติไปประมาณเกือบ ๒ ชั่วโมง เพราะฉะนั้นอยากเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่าอยากให้บรรดาท่านสมาชิกกระชับลงเฉพาะในส่วน ของผู้ที่แปรญัตติ แล้วก็ชัด ๆ เลย ทีนี้เวลาอภิปรายจะกลับไปเหมือนรับวาระหลักการ เรียนท่านประธานไว้ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวถึง ๕ ทุ่มครับ ขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ทราบครับ สมาชิกก็น่าจะเข้าใจนะครับ โดยเฉพาะถ้าท่านสมาชิกถามกรรมาธิการ แล้วกรรมาธิการ เขาตอบอย่างนั้น ท่านจะไม่เห็นด้วยก็ไม่เห็นด้วยกันไป สมาชิกท่านอื่นก็มีวิจารณญาณว่า สมควรจะเป็นอย่างไร ไม่ใช่เวทีที่จะมาโต้เถียงกันให้ได้ข้อยุติ ในทางข้อเท็จจริง หรือข้อกฎหมายต่าง ๆ เมื่อฝ่ายหนึ่งถาม อีกฝ่ายหนึ่งตอบ ท่านสมาชิกก็สามารถวินิจฉัยได้ ว่าพอใจในคำถามหรือคำตอบของใคร เขาตอบไม่ดีเราก็ไม่สนับสนุน เขาตอบดีก็สนับสนุน ถ้าจะมาถามไปถามมา กลับไปกลับมาอย่างนี้ก็เสียเวลา ผมกราบเรียนตรง ๆ ก็ช่วยกันนะครับ ไม่อย่างนั้นผมจะต้องไปคอยชี้แจง ไปห้ามปราม เดี๋ยวก็เกิดเป็นประเด็นขึ้นมา เมื่อถามแล้ว กรรมาธิการตอบอย่างไร ได้อย่างไรก็แค่นั้น นี่คือระบบที่เป็นอยู่ในรัฐสภาของเรา คงจะไป คาดคั้นให้ใครเขาพูดอย่างไรไม่ได้ อย่างที่ท่านวิรัชบอกก็จะพยายาม ถ้ากรรมาธิการพร้อมแล้ว ขอเชิญท่านประธานช่วยแถลงต่อที่ประชุมครับ🔗

พลเอก สิงห์ศึก สิงห์ไพร ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเอก สิงห์ศึก สิงห์ไพร ประธานคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาร่างข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. .... ขอรายงานให้ที่ประชุมร่วมกัน ของรัฐสภาทราบว่าตามที่ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ ๑ วันอังคารที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๒ ได้พิจารณาและลงมติรับหลักการแห่งร่างข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญยกร่างข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. .... พิจารณาเสร็จแล้ว และลงมติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นเพื่อพิจารณาร่างข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. .... ดังกล่าวนั้น🔗

บัดนี้ คณะกรรมการวิสามัญได้ดำเนินการพิจารณาร่างข้อบังคับการประชุม รัฐสภา พ.ศ. .... เสร็จแล้ว ประกอบด้วย ๑๓ หมวด จำนวน ๑๕๓ ข้อ ซึ่งส่วนใหญ่ ยังคงแนวทางที่กำหนดไว้ในข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๕๓ และมีส่วนที่ แก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ทั้งนี้เพื่อให้ร่างข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. .... มีความสมบูรณ์ ครบถ้วน เป็นประโยชน์ ต่อการดำเนินกิจการของรัฐสภา ในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการ มีการแก้ไข จำนวน ๓ ข้อ มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และมีผู้เสนอคำแปรญัตติ ขอสงวนคำแปรญัตติ รวมจำนวน ๑๔ ข้อ🔗

อนึ่ง คณะกรรมาธิการได้มีการพิจารณาทบทวนร่างข้อบังคับการประชุมรัฐสภา เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๓ และได้มีการแก้ไขเพื่อให้เกิดความรอบคอบ ตามรายละเอียดในใบแทรกขอแก้ไขเพิ่มเติม คณะกรรมาธิการวิสามัญจึงขอเสนอรายงาน ของคณะกรรมาธิการพร้อมร่างข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. .... และขออนุญาต ประธานรัฐสภาให้เจ้าหน้าที่แจกใบแทรกแก้ไขเพิ่มเติมของคณะกรรมาธิการให้แก่สมาชิก รัฐสภา เพื่อที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาพิจารณาต่อไป ขอขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไปขอเชิญ เลขาธิการรัฐสภาดำเนินการครับ🔗

นายนัฑ ผาสุข รองเลขาธิการรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการรัฐสภา

ชื่อร่างข้อบังคับ ไม่มีการแก้ไข คำปรารภ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๒ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๓ ไม่มีการแก้ไข แต่มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ข้อ ๓ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น ท่านอดิศร เพียงเกษ เชิญครับ🔗

นายอดิศร เพียงเกษ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม อดิศร เพียงเกษ กรรมาธิการผู้สงวนความเห็น ผมได้สงวนความเห็นไว้ ในร่างข้อบังคับ ข้อ ๓ เกี่ยวกับกรณีสิ้นสุดของรัฐสภา ผมเห็นว่ารัฐสภาแห่งนี้เป็นรัฐสภา ที่เป็นตัวแทนของระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา ก็เป็นตัวแทนของระบอบดังที่ผมกราบเรียน ในข้อ ๓ เราเคยถกเถียงกันในเมื่อเราร่างข้อบังคับ สภาผู้แทนราษฎร สภาผู้แทนราษฎรของเราได้มีมติตัดคำว่า เหตุอื่นใด ออก ให้มีเฉพาะว่า สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุหรือถูกยุบ เท่านั้น ด้วยเหตุผลที่ว่าเหตุอื่นใดนั้นจะเป็นเหตุอื่นไม่ได้ ยกเว้นการรัฐประหาร ผมเคยพูดในสภาผู้แทนราษฎรว่าที่ตั้งสภาผู้แทนราษฎรตรงนี้ รถถัง ๑ คันอยู่ข้างหน้า เรือรบสัก ๑ ลำอยู่ข้างหลัง เราไปไหนไม่รอดครับ ผมเชื่อมั่นว่า สมาชิกรัฐสภาทุกท่านไม่ชอบการรัฐประหารไม่ว่ากรณีใด หากเราเอาเหตุดังกล่าวมา บัญญัติไว้ในข้อบังคับขององค์กรประชาธิปไตยเราจะตอบคำถามเยาวชนข้างนอกได้อย่างไร ผมจึงอยากให้นำมติอันศักดิ์สิทธิ์ของสภาผู้แทนราษฎรมาใช้บังคับต่อข้อบังคับรัฐสภาด้วย เพราะว่าในขณะที่ไม่มีข้อบังคับของรัฐสภากฎหมายให้ใช้ข้อบังคับของสภาผู้แทนราษฎร ไปพลางก่อน ได้โอกาสครับ ผมเห็นใจว่าบางคนอาจจะบอกว่ามีในกฎหมาย รัฐธรรมนูญ บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๒๖ ซึ่งมาตรา ๑๒๖ นั้นเป็นการบัญญัติไว้เฉพาะการประชุมวุฒิสภา ในเหตุเมื่อสภาผู้แทนราษฎรไม่มี ถูกยุบ หรือสิ้นตามอายุ ผมจึงอยากเรียกร้องให้สมาชิกวุฒิสภาเรา ซึ่งกำลังปฏิรูป โดยเฉพาะปฏิรูปการเมือง เรื่องประชาธิปไตยอย่าให้มีอะไรมาแอบแฝง โดยเหตุอื่นใดเลยครับ เหตุอื่นใด ๑๐ กว่าครั้งแล้วนะครับรัฐประหารนี่ ท่านประธานเอง ก็มาโดยเหตุอื่นใดนี่ละครับ ผมไม่ได้ว่า แต่อยากเรียกร้องศักดิ์ศรีของรัฐสภาของเรา ในการที่ จะตัดคำว่า เหตุอื่นใด ออกไป ในช่วงแรกขออภิปรายแค่นี้ครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เชิญกรรมาธิการ ชี้แจงครับ🔗

นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการ ก่อนอื่นกระผมต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานสภา ผ่านไปยังผู้สงวนคำแปรญัตติ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านดอกเตอร์อดิศร เพียงเกษ ท่านยังมีหลักการ มีอุดมการณ์ในแนวทางนี้อย่างมั่นคงและแน่วแน่เสมอมา ผมขออนุญาตกราบเรียนชี้แจงครับ ว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากได้พิจารณาเรื่องดังกล่าวแล้วเป็นไปตามที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ได้สงวนคำแปรญัตติไว้ นั่นก็คือบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๖ บัญญัติไว้ชัดเจน ขออนุญาตท่านประธานอ่านครับ มาตรา ๑๒๖ ของรัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ว่า ในระหว่างที่ ไม่มีสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าด้วยเหตุสภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุ สภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ หรือเหตุอื่นใด จะมีการประชุมวุฒิสภามิได้ มีข้อยกเว้นครับ ข้อยกเว้นสำคัญ ๆ ทั้งสิ้นเลย โดยเฉพาะใน (๑) เกี่ยวกับหมวด ๒ สถาบันพระมหากษัตริย์ และอีกข้อหนึ่งที่สำคัญก็คือ มาตรา ๑๗๗ เกี่ยวกับการประกาศสงคราม ในระหว่างที่ไม่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญญัติให้วุฒิสมาชิกสามารถประชุมได้ในกรณีที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ดังนั้นบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญเราไม่สามารถเขียนแตกต่างออกไปได้🔗

ท่านผู้สงวนคำแปรญัตติยกข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรขึ้นมาว่า ทำไมไม่มีคำว่า เหตุอื่นใด ท่านประธานที่เคารพครับ เราไปดูรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๑ สมาชิกภาพของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง เมื่อถึงคราวออกตามอายุของสภาผู้แทนราษฎร หรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ไม่มีบทบัญญัติเพิ่มเติมในเรื่องเหตุอื่นใด ดังนั้นจึงสามารถ กำหนดเฉพาะการสิ้นสุดของสมาชิกสภาผู้แทนไว้เท่านั้นในข้อบังคับ รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนด ชัดเจน กระผมก็ขออนุญาตกราบเรียนชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่สงวนความเห็น ถ้ามีอะไรเพิ่มเติมผมยินดีที่จะให้เหตุผลเพิ่มเติมต่อไป ขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านอดิศร เพียงเกษ ครับ🔗

นายอดิศร เพียงเกษ กรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภาครับ ผม นายอดิศร เพียงเกษ ที่ผมสงวนความเห็นนี้ ผมอยากให้สภาผู้แทนราษฎรได้ยืนยันมติ ซึ่งเราเคยลงมติไปแล้ว การที่สภาผู้แทนราษฎรลงมตินั้นเป็นการแสดงเจตนารมณ์และจุดยืน ว่าระบอบประชาธิปไตย ข้อบังคับของเราต้องบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่ได้เอาเหตุอื่นใด ซึ่งเรารู้ อยู่แล้วว่าเหตุนี้ไม่ควรเกิดขึ้นในประเทศไทย ไม่ควรมาบรรจุไว้ในข้อบังคับ คล้าย ๆ ไป รับรองโดยทางอ้อม เกลียดปลาไหลแต่ซดน้ำแกงอะไรทำนองนั้น ซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นกับรัฐสภา ในสภาวะ ณ ปัจจุบัน ผมอยากให้ทางรัฐสภายืนหยัดโดยสภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่หลักว่า ในเมื่อวุฒิสมาชิก มาตรา ๑๒๖ เขาบัญญัติเฉพาะไว้นะครับ ปกติรัฐสภาต้องประชุม ๒ สภา แบบวันนี้ แต่กรณีข้อยกเว้นที่ท่านสมาชิกได้เอ่ยไปก่อนหน้านั้นเป็นข้อยกเว้นว่า ประกาศสงคราม หรือเรื่องของสถาบันพระมหากษัตริย์ในการที่จะต้องทำตามรัฐธรรมนูญ อันนั้นเป็นข้อยกเว้น จริง ๆ ผมอยากเรียกร้องโอกาสน้อยๆ ของรัฐสภาเรา จะประกาศ จุดยืนต่อต้านการรัฐประหารมันเสียหายตรงไหน อายเด็กไหมครับทุกวันนี้ เขาไม่ได้เชื่อถือ สภาเราเท่าไรนะครับ ขอประทานโทษ การเมืองต่าง ๆ มันไปลงหนักอยู่ที่ข้างนอกครับ ตอนนี้ ถ้าเราพูดถึงประชาธิปไตยแล้วรัฐสภาไม่รับรองเราจะเอาหน้าไปพูดกับลูกหลานที่เขา กำลังเสียสละในการต่อสู้อย่างไรครับ ผมขอเรียกร้องด้วยสุจริต ไม่มีอคติกับสภาใดทั้งสิ้น แต่อยากให้เราอย่าไปรับรองโดยทางอ้อมหรือทางตรงกับเหตุอื่นใดคือการรัฐประหาร เลยครับ ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ผมขอถามมติ เลยนะครับ ขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนครับ🔗

(ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เชิญท่าน นายแพทย์ชลน่านครับ🔗

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนที่ท่านประธาน จะลงมติผมขออนุญาตหารือท่านประธานนิดเดียวครับ เพราะว่าสมาชิกมีความลำบากใจ ที่จะลงมติถ้าข้อความในการแปรญัตติและสงวนความเห็นของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ไม่ชัดเจน ขออนุญาตนะครับ ผมไม่มีสิทธิอภิปราย แต่ว่าหารือ ถ้อยคำที่แปรญัตติ และสงวนความเห็นของกรรมาธิการเสียงข้างน้อยตัดคำว่า เหตุอื่นใด ตามมาตรา ๑๒๖ (๑) และวรรคสามของรัฐธรรมนูญด้วย ถ้าตัดออกทั้งหมดมันโหวตไม่ได้ แต่ถ้าตัดเฉพาะคำว่า เหตุอื่นใด โหวตได้ ความหมายก็คือว่าถ้าเขียนสั้นเพียงว่าสิ้นอายุสภาผู้แทนราษฎร หรือสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ แค่นี้มันไม่อธิบายความ มันไม่ครอบคลุม ผมเรียนหารือ ท่านประธานไปยังท่านกรรมาธิการที่ได้สงวนความเห็นไว้ ถ้ากรุณาจะขออนุมัติสภา แปรญัตติเฉพาะตัดคำว่า เหตุอื่นใด ผมคิดว่าความน่าจะชัดเจนกว่า ก่อนลงมติขออนุญาต หารือ ขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ให้กรรมาธิการ เสียงข้างมากและกรรมาธิการเสียงข้างน้อยหารือกันก็แล้วกัน เชิญครับ🔗

นายอดิศร เพียงเกษ กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผม อดิศร เพียงเกษ เรื่องนี้ก่อนที่จะเข้าที่ประชุมผมได้ปรึกษากับเจ้าหน้าที่ ซึ่งความจริงผมแปรญัตติเฉพาะเรื่อง เหตุอื่นใด แต่ว่าอาจจะเป็นการพลั้งเผลอ บังเอิญเมื่อวานนี้ผมมีภารกิจไม่ได้มาประชุมในครั้งสุดท้าย ผมแปรญัตติเฉพาะเรื่องเหตุอื่นใด ส่วนมาตรา ๑๒๖ วรรคหนึ่ง ตามที่ท่านสมาชิกพูด ผมไม่ได้แปรญัตตินะครับ แต่ก็ไม่อยากว่าเจ้าหน้าที่บกพร่องอะไร แต่ว่าอาจจะเพลินไป🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวผมให้ท่าน แถลงอีกทีหนึ่ง แล้วผมจะถามที่ประชุมว่าเห็นชอบด้วยกับที่ท่านสงวนความเห็นไว้หรือไม่ ขอตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ🔗

นายวิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม วิรัช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเวลารอสักเล็กน้อย คณะกรรมาธิการ งบประมาณ ๖๐ ท่านอยู่ข้างบนกำลังลงมากันครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

รออยู่แล้วครับ อยากจะเรียนว่าร่างนี้คงไปเร็ว ดังนั้นถ้าเดินไกลก็ต้องรอ เพราะส่วนใหญ่กรรมาธิการ ไม่มีการแก้ไข มีผู้สงวนความเห็นก็ต้องลงมติถ้าท่านไม่ถอน ระหว่างรอผมก็อยากจะพูดว่า ที่จริงวิป (Whip) ๓ ฝ่ายตกลงอะไรกันไว้เรียบร้อยแล้วนึกว่าจะราบรื่น ก็มีประเด็นที่แทรกมา อย่างนี้ ระหว่างรอผมขอปรึกษากรรมาธิการไปด้วยนะครับ ข้อ ๓ ต้องมีการลงมติแน่นอนแล้ว ข้อ ๔ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๕ กรรมาธิการไปเพิ่มนิดเดียว มีสมาชิกเข้าชื่อมาแล้ว ๒ ท่าน จำเป็นหรือเปล่าครับ ข้อ ๕ (๑) ผมขอกดปุ่มเรียกอีกทีนะครับ🔗

(ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

คือแต่ละมาตรา ถ้าสรุปก็ต้องตรวจสอบองค์ประชุมทุกครั้ง🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอทราบ องค์ประชุมครับ จำนวนผู้เข้าประชุมขณะนี้ ๔๗๐ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ🔗

ท่านสมาชิกครับ ต่อไปจะเป็นการลงมติในข้อ ๓ ท่านอดิศร เพียงเกษ ได้สงวนความเห็นไว้ แล้วท่านแจ้งว่า ที่ท่านสงวนความเห็นนั้นข้อความที่พิมพ์มาผิดกับเจตนารมณ์ของท่าน อยากให้ท่านชี้แจง กับที่ประชุมก่อนที่จะลงมติ ท่านขอสงวนความเห็นเฉพาะข้อความอะไรขอให้ช่วยชี้แจง ต่อที่ประชุมด้วยครับ🔗

นายอดิศร เพียงเกษ กรรมาธิการ

กราบขอบพระคุณครับ ผม อดิศร เพียงเกษ ก่อนเข้าประชุมได้ปรึกษากับเจ้าหน้าที่ เจตนาของผมต้องการตัดเฉพาะคำว่า เหตุอื่นใด ไม่ได้ลากยาวแบบที่ปรากฏ ที่บอกว่าไปถึงมาตรา ๑๒๖ อันนี้ไม่ได้ขอสงวนคำแปรญัตติครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ดังนั้น ที่ท่านขอสงวนคำแปรญัตติไว้ในวรรคหนึ่งก็คือ หรือเหตุอื่นใด ด้วยเท่านั้นใช่ไหมครับ🔗

นายอดิศร เพียงเกษ กรรมาธิการ

ใช่ครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

รวมทั้ง ในวรรคสี่ก็มี หรือเหตุอื่นใด ด้วยใช่ไหมครับ ร่างเดิมเขามี ท่านก็ตัดเฉพาะ หรือเหตุอื่นใด🔗

นายอดิศร เพียงเกษ กรรมาธิการ

ใช่ครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

กรรมาธิการเสียงข้างมากดูว่าเป็นอย่างไร เชิญครับ🔗

พลเอก สิงห์ศึก สิงห์ไพร ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพผ่านไปยังท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่าน จากเอกสารที่ท่านได้รับ คำแปรญัตตินั้นกรรมาธิการเสียงข้างมากได้พิจารณาหลายครั้ง และตั้งแต่ท่านสงวนคำแปรญัตติ เราก็รู้แล้วว่าท่านสงวนอะไร นิยามคำว่า รัฐสภา นั้นท่านได้ตัดตั้งแต่ หรือเหตุอื่นใด ไปจนถึง คำสุดท้าย และนิยามคำว่า ประชุมรัฐสภา ท่านก็ตัด หรือเหตุอื่นใด ด้วย และการประชุมของ คณะกรรมาธิการครั้งสุดท้ายเมื่อวานนี้ เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกาจนถึงเวลา ๑๑.๓๐ นาฬิกา เราก็มีร่างนี้อยู่ในมือครับ แล้วเราก็มีมติเป็นไปตามที่เราเสนอว่าท่านเป็นกรรมาธิการ เสียงข้างน้อย ก็คงจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงละครับ ผมก็กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาว่า การที่ชี้แจงแล้วบัญญัติไว้ในบทของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๖ ขอลงมติครับ ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านอดิศร จะมีอะไรชี้แจงเพิ่มไหมครับ ไม่มีนะครับ ตกลงผมจะถามมตินะครับ ผู้ใดเห็นด้วยกับร่างของ กรรมาธิการที่ไม่มีการแก้ไขกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็น คือท่านอดิศร เพียงเกษ กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านสมาชิกลงมติครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

มีท่านใด ยังไม่ได้ลงมติไหมครับ ยังมีบางท่านไม่ได้ลงมติ เชิญท่านลงมติเลยนะครับ ปิดการลงคะแนน ขอทราบผลครับ ผลการลงมติในข้อ ๓ จำนวนผู้ลงมติ ๕๓๙ ท่าน มีมติเห็นด้วย ๔๔๘ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๘๘ ท่าน งดออกเสียง ๓ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมเห็นชอบด้วยตามร่างที่ คณะกรรมาธิการไม่แก้ไขในข้อ ๓ นะครับ🔗

เชิญเลขาธิการ รัฐสภาต่อครับ🔗

นายนัฑ ผาสุข รองเลขาธิการรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการรัฐสภา

ข้อ ๔ ไม่มีการแก้ไข หมวด ๑ หน้าที่และอำนาจของประธานรัฐสภา รองประธานรัฐสภา และหน้าที่ของเลขาธิการรัฐสภาและรองเลขาธิการรัฐสภา ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๕ มีการแก้ไข🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ข้อ ๕ มีการแก้ไข ใน (๑) มีผู้ขออภิปรายนะครับ ๑. ท่านธีรัจชัย พันธุมาศ ๒. ท่านมณเฑียร บุญตัน เชิญท่านธีรัจชัยครับ🔗

นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ ผม นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในส่วนข้อ ๕ ตัวผมได้ขอแก้ไข มีการแปรญัตติ ข้อ ๕ บัญญัติว่า ประธานรัฐสภาต้องมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ ๑. เป็นประธานที่ประชุมรัฐสภา อันนี้คือร่างเดิมครับ ตัวผมขอเพิ่มเติมก็คือว่า และต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ สืบเนื่องจากว่าตามธรรมชาติของการเมืองมีที่มาต่างกัน ในส่วนของฝ่ายสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น มีพรรคการเมือง พรรคการเมือง ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลนั้นจะต้องเป็น ประธานสภาผู้แทนราษฎรค่อนข้างแน่ ฝ่ายวุฒิสภาก็มาจากกระบวนการทางกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญ ทุกสิ่งทุกอย่างมีฝักใฝ่ทางการเมืองอยู่ในที ดังนั้นการวางตนเป็นกลาง โดยเนื้อแท้ไม่มี แต่การวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่นั้นพึงจะมี ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา จึงจำเป็นที่จะต้องล็อกไว้เลยว่าประธานของที่ประชุมคือประธานรัฐสภาหรือรองประธานรัฐสภา ที่ทำหน้าที่แทนจะต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ ตัวผมได้ชี้แจงในกรรมาธิการ แล้วกรรมาธิการเห็นด้วยกับผม ผมก็ไม่ติดใจครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

นั่นสิครับ ผมก็สงสัยอยู่ กรรมาธิการแก้ให้ตามนี้แล้ว ก็เหลือท่านมณเฑียร บุญตัน เชิญครับ🔗

นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา อันที่จริงแล้ว ผมไม่ได้รู้สึกอะไรมากมายกับข้อ ๕ ที่ได้มีการแก้ไขนี้เท่าไร แต่รู้สึกแปลกใจว่าในประเพณี ของรัฐสภาเราก็เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าประธานรัฐสภาทำหน้าที่เป็นกลาง เป็นเรื่องที่ ปฏิบัติกันจนเป็นปกติวิสัย ไม่มีเหตุอะไรที่จะทำให้เชื่อว่าประธานรัฐสภาในแต่ละยุคสมัยนั้น ปฏิบัติตนไม่เป็นกลาง โดยตำแหน่งหน้าที่ แล้วก็โดยประเพณีก็เป็นอย่างนี้มาโดยตลอด ส่วนความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อบุคคลท่านหนึ่งท่านใดว่าท่านผู้นั้นจะวางตนไม่เป็นกลาง ในการปฏิบัติหน้าที่นั้นก็เป็นสิ่งที่ถกเถียงกันได้ แล้วส่วนใหญ่ก็คงจะเป็นความรู้สึกจาก มุมมองที่แตกต่าง เนื่องจากว่าอาจจะมีสังกัดหรือความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกัน แต่โดยประเพณีปฏิบัติและโดยวิถีการทำหน้าที่เป็นประธานก็เป็นกลางอยู่แล้ว ผมคิดว่า อาจจะทำให้ข้อบังคับนี้ดูแปลกถ้าจะต้องมาเขียนเน้นย้ำว่า และต้องวางตนเป็นกลาง ในการปฏิบัติหน้าที่ เสมือนหนึ่งว่าประธานไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นกลาง เลยคิดว่าอาจจะไม่จำเป็น จริง ๆ ข้อบังคับนี้มีเรื่องที่จำเป็นต้องเขียนแต่ก็ไม่ได้เขียนไว้หลายที่ เผอิญผมไม่ได้รับ อนุญาตให้พูดถึงสิ่งที่ไม่ได้เขียนไว้ก็เลยไม่มีโอกาสพูดครับ ขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านวีระกร คำประกอบ ประเด็น (๑) ครับ🔗

นายวีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม วีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ข้อนี้ถึงแม้จะมีการแก้ไขให้เป็นไปตามนี้ก็ตาม แต่ในลักษณะของการเป็นผู้แทนราษฎรดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องของนักการเมืองและการเมือง ล้วน ๆ แต่ในเรื่องของข้อบังคับการประชุมรัฐสภาเป็นเรื่องของสมาชิกวุฒิสภาด้วย ซึ่งดูแล้ว ในเรื่องการเมืองจะไม่ค่อยมีอะไรมากมายเท่าไร การที่จะวางตัวเป็นกลางหรือไม่เป็นกลาง ผมเชื่อว่าผู้เป็นประธานและรองประธานรัฐสภา ซึ่งได้แก่ ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภาย่อมมีวุฒิภาวะเป็นอย่างดียิ่งนะครับ แต่ในขณะที่ถ้าเป็นสภาผู้แทนราษฎรอาจจะมองว่ารองประธานที่ทำหน้าที่ประธานอาจจะมา จากพรรคโน้นพรรคนี้ก็อาจจะมีความรู้สึกที่ไม่เป็นกลางได้ ผมเพียงแต่อยากจะฟังท่านประธาน คณะกรรมาธิการได้กรุณาชี้แจงสักนิดผมก็จะไม่ติดใจ แต่ว่าตอนนี้รู้สึกติดใจนิดหนึ่งว่า การที่เขียนไปจะได้อะไรขึ้นมาก็ไม่รู้ เป็นแต่เพียงเป็นประเด็นให้ประท้วงกันเฉย ๆ ว่า ท่านประธานไม่เป็นกลาง ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ (๑) ประธานวางตัวไม่เป็นกลางก็แค่นั้นเองครับ ความจริงจะมีหรือไม่มีก็ประท้วงกันอยู่แล้ว ยิ่งไปใส่ก็ยิ่งประท้วงกันเข้าไปใหญ่ เลยอยากจะ กราบเรียนถามท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ตอบมาสักนิดหนึ่งเถอะครับ ถ้าตอบแล้ว สบายใจผมก็จะถอนนะครับ ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านประธาน คณะกรรมาธิการชี้แจงครับ🔗

นายคำนูณ สิทธิสมาน กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการ ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมาธิการไว้ตั้งแต่เบื้องต้นว่าให้ชี้แจงข้อนี้นะครับ ในเรื่องนี้ แต่เดิมกรรมาธิการก็ได้มีการอภิปรายกัน เนื่องจากว่าเป็นคำที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๐ วรรคห้า อยู่แล้ว ไม่ว่าจะนำมาบรรจุไว้ในข้อบังคับการประชุมรัฐสภาหรือไม่ ประธานรัฐสภาก็ต้องวางตัวเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่อยู่แล้ว เพราะรัฐธรรมนูญนั้น เป็นกฎหมายสูงสุด แต่อย่างไรก็ตามเมื่อมีผู้แปรญัตติเข้ามากรรมาธิการก็ได้อภิปรายกัน ในที่สุดก็เห็นว่าเป็นการนำเอาบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๐ วรรคห้า มากำหนดซ้ำไว้ อีกครั้งหนึ่งเพื่อให้เกิดความชัดเจน แล้วก็เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับข้อบังคับการประชุม สภาผู้แทนราษฎร ข้อ ๙ (๑) อันนี้ก็เป็นมติเสียงข้างมากในคณะกรรมาธิการ จึงมีการแก้ไข เพิ่มเติม กราบขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

อย่างที่ผม เรียนแล้วเมื่อแก้ปั๊บก็มีท่านสมาชิกเสนอมา เสนอมาท่านเดียวนะครับ ตอนนี้มีท่านวันชัย สอนศิริ มีท่านอื่นอีกไหมครับ จะได้ตอบทีเดียวเลย ผมเปิดรับตอนนี้นะครับ ข้อ ๕ ตอนนี้มี ท่านวันชัย สอนศิริ ท่านเดียว ผมปิดแล้วนะครับ เชิญท่านวันชัยครับ🔗

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานครับ ผม วันชัย สอนศิริ ฟังจากท่านคำนูณชี้แจงชัดเจนแล้วครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ตกลง ไม่มีท่านใดอภิปรายแล้วนะครับ อย่างไรก็ตามเมื่อกรรมาธิการมีการแก้ไขก็ต้องขอมติ ผมขอ ตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ🔗

(ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เป็นขั้นตอน การตรวจสอบองค์ประชุม ท่านสมาชิกกรุณาเสียบบัตรลงคะแนนและกดปุ่มแสดงตนนะครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอทราบ องค์ประชุมครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๕๑๔ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ🔗

ต่อไปผมขอ ถามมติในข้อ ๕ นะครับ สมาชิกท่านใดเห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการที่มีการแก้ไขกดปุ่ม เห็นด้วย สมาชิกท่านใดไม่เห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการที่มีการแก้ไขกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านสมาชิกลงคะแนนได้ครับ มีท่านใดยังไม่ได้ลง มติไหมครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ลงกัน ครบถ้วนแล้ว ผมขอปิดการลงคะแนนนะครับ ขอทราบผลครับ ผลการลงมติ จำนวนผู้ลงมติ ๕๒๘ ท่าน เห็นด้วย ๕๑๑ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๙ ท่าน งดออกเสียง ๗ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมเห็นชอบด้วยกับกรรมาธิการในการแก้ไขร่างข้อ ๕ นะครับ🔗

เชิญเลขาธิการ ต่อครับ🔗

นายนัฑ ผาสุข รองเลขาธิการรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการรัฐสภา

ข้อ ๖ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๗ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๘ ไม่มีการแก้ไข หมวด ๒ การประชุมรัฐสภา ไม่มีการแก้ไข ส่วนที่ ๑ วิธีการประชุม ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๙ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๐ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๑ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๒ ไม่มีการแก้ไข มีผู้แปรญัตติขอสงวน คำแปรญัตติ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ข้อ ๑๒ ไม่มีการแก้ไข มีผู้สงวนคำแปรญัตติ พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร เชิญครับ🔗

พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเองต้องขออนุญาตท่านประธานและเพื่อนสมาชิกในการที่จะขอปรับแก้ในส่วนของ ข้อบังคับนี้ ที่จริงผมเสนอไว้ ๕ ประเด็น ซึ่งทุกเรื่องเป็นเรื่องที่จะต้องมีการปรับแก้ และเป็น หน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาที่เห็นอะไรผิดหรืออะไรไม่เหมาะสม ด้วยความห่วงใยครับท่านประธาน ทุกเรื่องที่ผมนำเสนอจะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนสมาชิก ทุกท่าน ในข้อ ๑๒ ผมแปลกใจเหมือนกันครับ ผมได้เคยอภิปรายตั้งแต่วาระที่หนึ่งคือ เรื่องการส่งเอกสารครับ ท่านก็คงตระหนักดีว่ายิ่งช่วงนี้โควิด ๑๙ (COVID 19) เพราะฉะนั้น การที่เราจะต้องไปไหนมาไหนหรือเดินทางอย่างไรก็ต้องพึงระมัดระวัง ณ เวลานี้อาจจะใช้ เวิร์ก ฟรอม โฮม (Work from home) ก็ได้ แต่ผมแปลกใจครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านกรุณา ให้ตรงประเด็นที่ขอแปรญัตติเลยครับ🔗

พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ทำไมถึงไม่มี บทบัญญัติที่อนุญาตให้เพื่อนสมาชิกเสนอเอกสารคำแปรญัตติ ญัตติหรือการยื่นเรื่องอื่น ๆ ไม่มีบัญญัติไว้ว่าสมาชิกสามารถส่งเอกสารทางอิเล็กทรอนิกส์หรือสื่อสารสนเทศอื่น ๆ ผมเห็นว่ามีความจำเป็น ผมจึงขอเพิ่มเติมไว้ในวรรคสาม ว่าความในวรรคหนึ่งให้นำไปใช้ บังคับกับการเสนอญัตติ เสนอคำแปรญัตติขอเปิดอภิปราย ทั้งนี้ ตามระเบียบที่ประธาน รัฐสภากำหนด ก็มีเหตุผลอยู่แค่นี้ครับ อยากให้ทางกรรมาธิการได้ชี้แจงให้ผมทราบด้วยว่า มันมีการอนุญาตให้ส่งเอกสารทางอิเล็กทรอนิกส์หรือไม่ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เชิญกรรมาธิการ ชี้แจงครับ🔗

นายคารม พลพรกลาง กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม นายคารม พลพรกลาง กรรมาธิการ ขออนุญาตตอบคำถามของท่านสมาชิกรัฐสภา ท่านศานิตย์ มหถาวร ขออนุญาตเอ่ยนามครับ ต้องกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านศานิตย์ว่า ที่ท่านขอแปรญัตติไว้ ท่านสงวนคำแปรญัตติไว้ในวรรคสาม ความในวรรคหนึ่งคือข้อความ ในข้อ ๑๒ ขออนุญาตท่านประธานอ่านให้ครบเสียก่อน🔗

ข้อ ๑๒ การนัดประชุมรัฐสภาต้องทำเป็นหนังสือ เว้นแต่เมื่อประธานได้บอกนัด ในที่ประชุมแล้ว หรือเห็นว่าเป็นเรื่องด่วนจะนัดประชุมโดยวิธีอื่นใดก็ได้🔗

การนัดประชุมให้นัดล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามวันโดยไม่นับรวมวันส่งหนังสือ และวันประชุม แต่ถ้าประธานรัฐสภาเห็นสมควรจะนัดเร็วกว่านั้นก็ได้ ในกรณีเร่งด่วน แต่ทั้งนี้ไม่น้อยกว่าหนึ่งวัน🔗

ขอกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่าในส่วนที่ท่านศานิตย์แปรญัตติ ท่านแปรญัตติว่า ความในวรรคหนึ่งให้นำไปใช้บังคับในการเสนอญัตติ การเสนอคำแปรญัตติ การขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยอนุโลม ทั้งนี้ ตามระเบียบที่ประธานรัฐสภากำหนด ซึ่งตามที่ ท่านได้อภิปรายในฐานะกรรมาธิการ ขออนุญาตชี้แจงว่าถ้อยคำที่ท่านแปรญัตติมานี้ ยังไม่ชัดเจน เนื่องจากว่าการขอเปิดอภิปรายทั่วไป ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๕๔ มาตรา ๑๕๕ อันนี้เป็นเรื่องของสภาผู้แทนราษฎร ไม่ใช่ ของรัฐสภา แล้วก็ระเบียบที่ท่านประธานรัฐสภาจะออกไปออกที่ฝืนกฎหมายไม่ได้ เพราะฉะนั้นที่ท่านเขียนมานี้มันเกินเลยครับ มันไม่ชัดเจน กราบเรียนด้วยความเคารพว่า กรรมาธิการต้องคงไว้คือไม่มีวรรคสาม มีแค่ ๒ วรรค กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ผู้แปรญัตติครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เชิญท่าน พลตำรวจโท ศานิตย์ ได้ฟังคำอธิบายของกรรมาธิการแล้วท่านจะถอนคำแปรญัตติไหมครับ🔗

พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานครับ คืออย่างนี้ครับ ผมเองเข้าใจตามที่ท่านกรรมาธิการได้ชี้แจง แต่อยากให้ท่านดูในข้อความ ตอนท้ายของข้อ ๑๒ ในเรื่องการนัดประชุมโดยวิธีอื่นใดก็ได้ ผมแปลความว่าสิ่งที่ผมขอแปรญัตติก็ขออนุโลมแล้วกัน ว่านอกจากการนัดหมายแล้ว การส่งเอกสารของสมาชิกในด้านอื่น ๆ ก็ขอให้อนุโลมว่าสมาชิกสามารถทำได้ ผมขออนุญาต ท่านไปดู อันนี้คือผมไม่อยากจะให้เสียเวลา🔗

ข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา ข้อ ๑๕ เขาเขียนไว้ชัดเจน ขออนุญาตท่านประธาน นิดเดียวนะครับ ข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา ปี ๒๕๖๒ ข้อ ๑๕ การนัดประชุมให้ทำเป็น หนังสือและส่งหนังสือดังกล่าวไปทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ในกรณีเห็นสมควรจะส่ง หนังสือนัดประชุมทางอิเล็กทรอนิกส์หรือเทคโนโลยีสารสนเทศอื่นเพิ่มเติมก็ได้🔗

แล้วในวรรคสามของข้อบังคับการประชุมวุฒิสภาเขาก็เขียนอย่างนี้ครับ ผมก็ไม่อยากไปขยาย ผมเข้าใจว่าหรือเห็นว่าเป็นเรื่องด่วนที่จะนัดประชุมด้วยวิธีอื่นใด ในความเข้าใจของผมด้วยวิธีอื่นใดก็หมายความว่าทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ไหมครับ เพราะฉะนั้น อยากให้ทางกรรมาธิการช่วยพินิจพิเคราะห์และพิจารณาเถอะครับจะเป็นประโยชน์ เดี๋ยวจะเชื่อมโยงกับข้อ ๙๑ ที่ผมจะอภิปรายในโอกาสต่อไป🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

คงต้องถามมติ ตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ🔗

(ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เป็นขั้นตอน การตรวจสอบองค์ประชุมก่อนที่จะลงมติในข้อ ๑๒ เชิญท่านสมาชิกเสียบบัตรลงคะแนนและ กดปุ่มแสดงตนนะครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานครับ ระหว่างที่รอผมขออนุญาต ยังไม่ตอบคำถามผมว่าสมาชิกสามารถส่งเอกสารให้สภา ทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ไหมครับ ขออนุญาตครับ อยู่ข้อไหนครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

นอกประเด็นครับ อันนี้ ถามมติแล้วนะครับ ท่านใดยังไม่ได้เสียบบัตรลงคะแนนครับ เป็นขั้นตอนการตรวจสอบ องค์ประชุมนะครับ🔗

พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานครับ ผม ศานิตย์ ด้วยความเคารพท่านประธานจริง ๆ นะครับ เมื่อสักครู่มีท่านกรรมาธิการ จะยกมือ ช่วยชี้แจงนิดเดียวสั้น ๆ ก็ได้ครับ มีข้อไหนไหมที่สมาชิกส่งเอกสารทางอิเล็กทรอนิกส์ ให้สภาได้🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ให้ผม ดำเนินการข้อนี้เสร็จก่อนนะครับ แล้วท่านจะหารืออะไรเดี๋ยวค่อยว่ากัน ขอทราบ องค์ประชุมครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๕๐๒ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ🔗

ต่อไป ผมขอถามมตินะครับ ผู้ใดเห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการที่ไม่มีการแก้ไขกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นด้วยกับผู้แปรญัตติที่สงวนคำแปรญัตติกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านสมาชิกลงมติครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

มีท่านใด ยังไม่ได้ลงมติไหมครับ ตรวจสอบหน้าจอเล็กน้อยครับ ปิดการลงคะแนน ขอทราบผลครับ ผลการลงมติ จำนวนผู้เข้าประชุม ๕๑๒ ท่าน มีมติเห็นด้วย ๔๙๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๕ ท่าน งดออกเสียง ๙ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมเห็นด้วยกับร่างของ กรรมาธิการที่ไม่มีการแก้ไขในข้อ ๑๒ นะครับ🔗

เชิญเลขาธิการ ต่อครับ🔗

นายนัฑ ผาสุข รองเลขาธิการรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการรัฐสภา

ข้อ ๑๓ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๔ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๕ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๖ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๗ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๘ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๙ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๒๐ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๒๑ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๒๒ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๒๓ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๒๔ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๒๕ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ได้กลับมา ขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอเชิญท่านกรรมาธิการที่สงวนความเห็น ท่านอดิศร เชิญครับ🔗

พลเอก สิงห์ศึก สิงห์ไพร ประธานกรรมาธิการ

ขออนุญาตท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญครับ🔗

พลเอก สิงห์ศึก สิงห์ไพร ประธานคณะกรรมาธิการ

สืบเนื่องจากข้อ ๒๕ มาจากที่เราได้ลงมติกันแล้ว ในข้อ ๓ คำนิยาม ซึ่งท่านอดิศร เพียงเกษ เป็นกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยได้ขอสงวนความเห็น และถ้อยคำนั้นก็เช่นเดียวกับข้อ ๓ ซึ่งผ่านการลงมติแล้ว ก็ขออนุญาตหารือต่อท่านประธานรัฐสภาว่าควรจะต้องมีการอภิปรายหรือว่าต้องลงมติอีกไหม เพราะสืบเนื่องกัน ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญท่านอดิศรครับ🔗

นายอดิศร เพียงเกษ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายอดิศร เพียงเกษ กรรมาธิการ ผมอยากจะพูดแบบที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการ พูดนะครับ ผมเคารพในมติ แต่ว่าต้องพูดให้ที่ประชุมได้ทราบว่าสำหรับมติในข้อ ๓ ผมจะอภิปราย เมื่อไปถึงข้อ ๗๙ หมายความว่าเหตุเดียวกันแต่คนละเหตุผล ถ้าเป็นอย่างอื่นก็เคารพมติที่ลงไป ในข้อ ๓ ครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

สำหรับประเด็นนี้ท่านอดิศรไม่ติดใจ แล้วนะครับ ขอผ่านครับ เชิญท่านเลขาธิการครับ🔗

นายนัฑ ผาสุข รองเลขาธิการรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการรัฐสภา

ข้อ ๒๖ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๒๗ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๒๘ ไม่มีการแก้ไข ส่วนที่ ๒ การเสนอ ญัตติ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๒๙ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๓๐ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๓๑ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๓๒ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๓๓ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๓๔ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๓๕ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๓๖ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๓๗ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๓๘ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๓๙ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๔๐ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๔๑ ไม่มีการแก้ไข ส่วนที่ ๓ การอภิปราย ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๔๒ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๔๓ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๔๔ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๔๕ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๔๖ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๔๗ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๔๘ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวน ความเห็น🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญท่านกรรมาธิการเสรีครับ🔗

นายเสรี สุวรรณภานนท์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ข้อที่ผมสงวนความเห็นไว้เป็นเรื่องที่ มีการอภิปรายในสภา แล้วมีผู้อภิปรายที่ถอนคำพูด สิ่งที่ผมเสนอก็คืออันนี้เป็นปัญหาที่ เกิดขึ้นจริงและเกิดขึ้นบ่อย ๆ เกิดขึ้นหลายยุคหลายสมัยที่ผ่านมา สิ่งที่กระผมเสนอก็คือการอภิปรายไปแล้ว แต่เป็นการอภิปรายที่กล่าววาจาไม่สุภาพ กล่าววาจา ใส่ร้าย กล่าววาจาเสียดสี หรือมีอีกหลาย ๆ ครั้งครับ ท่านประธานอยู่ในสภามานานคงได้พบว่า บางครั้งอาจจะมีสมาชิกบางคนใช้โอกาสลุกขึ้นพูดว่าคนอื่นเสียหาย พอกล่าวแล้วถอนคำพูด ทันที อันนี้ก็เคยเกิดขึ้นมาตลอด แล้วเราก็ไม่พัฒนา เราไม่เปลี่ยนแปลง เราไม่หาวิธีแก้ไข แล้วก็ยังมีลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นเป็นประจำ เพราะฉะนั้นข้อที่กระผมขอสงวนความเห็นก็คือ ขอแปรญัตติว่าในการถอนคำพูดดังกล่าวแล้ว กระผมขออ่านนะครับว่า เมื่อมีผู้ประท้วง ตามข้อ ๔๗ ผู้อภิปรายอาจถอนคำพูดของตนหรือตามคำวินิจฉัยของประธานได้ และผู้อภิปราย อันนี้คือข้อที่ขอสงวนความเห็นไว้นะครับ และผู้อภิปรายจะกล่าวถ้อยคำที่ทำให้เกิด ความเสียหายในทำนองเดิมอีกไม่ได้ อันนี้คือข้อที่อยากให้มีในข้อบังคับ อย่างน้อยที่สุด เป็นเรื่องของการพัฒนาการเมือง เราต้องมีสิ่งที่กำกับเพื่อให้การประชุมในสภานั้น เป็นตัวอย่างที่ดีกับสาธารณชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประชุมสภาเรามีการถ่ายทอด ไม่ว่าจะ วิทยุ โทรทัศน์ หรือสื่อต่าง ๆ แล้วภาพที่ออกไปนั้นก็เป็นตัวอย่างให้กับพี่น้องประชาชนได้เห็น เป็นตัวอย่างให้กับเยาวชน เด็กที่ต้องเรียนรู้ในเรื่องการเมือง ดังนั้นการที่อภิปรายแล้ว ใช้ถ้อยคำที่ไม่สุภาพ หรือกล่าวให้ร้ายคนอื่น เหมือนการกล่าวด่าทอกันเกิดขึ้นในสภา แล้วก็ถอนคำพูด ถอนแล้วยังเปลี่ยนคำพูด เปลี่ยนถ้อยคำ แต่ความหมายเดิม เพราะฉะนั้น กระผมจึงเห็นว่าเป็นปัญหาที่สภาเราควรจะต้องให้ความสำคัญ ดังนั้นผู้อภิปรายถ้าอภิปราย ไปแล้ว ถอนคำพูดแล้ว กระผมไม่อยากเห็นว่าจะมาเปลี่ยนถ้อยคำในคำเดิม ในลักษณะเดิม แล้วทำให้คนอื่นเสียหายอยู่อีก ดังนั้นกระผมจึงขอสงวนความเห็นไว้ เติมข้อความว่า และผู้อภิปรายจะกล่าวถ้อยคำที่ทำให้เกิดความเสียหายในทำนองเดิมอีกไม่ได้ อันนี้ก็อยากให้ ที่ประชุมได้พิจารณา ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ที่ท่านเสรีติดใจกรรมาธิการจะชี้แจง ไหมครับ เชิญเลยครับ🔗

นายคารม พลพรกลาง กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตกราบเรียนไปยังกรรมาธิการที่สงวนคำแปรญัตติในข้อ ๔๘ ซึ่งข้อ ๔๘ นี้ เรายังคงไว้ ก็คือยังคงไว้ว่าเมื่อมีผู้ประท้วง ตามข้อ ๔๗ ผู้อภิปรายอาจถอนคำพูดตน หรือตาม คำวินิจฉัยของประธานได้ ถ้าผู้อภิปรายออกไปจากที่ประชุมรัฐสภาโดยไม่ถอนคำพูดตาม คำวินิจฉัยของประธาน ให้ประธานบันทึกพฤติการณ์ไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยไว้ในรายงาน การประชุม🔗

ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานไปยังสมาชิกรัฐสภาด้วยความเคารพว่า เวทีรัฐสภาคือเวทีพูด เป็นเวทีพูดในทางการเมือง การพูดหนักหรือพูดหยาบเป็นผลร้าย กับบุคคลที่พูดเอง แต่ถ้าจะใส่ข้อความไปอย่างที่มีกรรมาธิการสงวนคำแปรญัตติ คำพูดนี้ จะไปสู่การตีความว่าถ้อยคำที่พูดกับที่พูดใหม่ซ้ำกันไหม เป็นการถือโอกาสในการอภิปรายต่อ อีกไหม นอกจากปัญหาจะไม่ลดแล้วจะเป็นการขยายปัญหาขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้นการคงไว้ แล้วให้ท่านประธานรัฐสภาใช้ดุลพินิจดูว่าคนคนนั้น ผมขอกราบเรียนว่าอย่างผมเคยประท้วง แต่ผมก็ไม่ได้ประท้วงซ้ำซาก อันนี้ยกตัวอย่างให้ฟัง เพราะฉะนั้นเห็นว่าอำนาจในการใช้ดุลพินิจของประธานซึ่งเราเคารพ แล้วก็เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ จะสามารถดูว่าการพูดแต่ละครั้งหยาบโลนไหม หรือว่าเหมาะสมไหม เพราะฉะนั้นจึงขออนุญาต ชี้แจงต่อที่ประชุมรัฐสภาว่าเรายังคงไว้เหมือนเดิม ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ข้อ ๑๘ ถ้าท่านเสรียังติดใจก็คงต้องขอมติ เชิญเลยครับ🔗

นายเสรี สุวรรณภานนท์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกรัฐสภา กระผมขออนุญาตเสริมเพิ่มเติมเหตุผล จากการที่กรรมาธิการเสียงข้างมากท่านได้อธิบาย ข้อเสนอของกระผมดังกล่าวนี้เป็นคนละกรณี กับที่ท่านพยายามอธิบาย เนื่องจากว่าท่านประธานก็จะเห็นบ่อยครั้งที่มีการถอนแล้ว หรือมี บางครั้งที่สมาชิกไม่ถอนประธานก็วินิจฉัย แต่ผลที่ตามมาก็คือยังเหมือนเดิม ยังคงใช้คำพูด ความหมายเดิมแม้ประธานวินิจฉัยแล้ว บางครั้งอาจจะถึงขนาดสมาชิกต้องเดินออกจาก ห้องประชุมไป แต่สิ่งเหล่านี้มันถูกบันทึกทำให้ปรากฏต่อสาธารณชน และเราในฐานะ สมาชิกรัฐสภาก็ไม่พยายามจะเปลี่ยนหรือไม่พยายามพัฒนาเรื่องเหล่านี้ให้ดีขึ้น จริงอยู่ครับ ว่าสิทธิในการอภิปรายของผู้นั้นอาจจะมีหนักบ้าง เบาบ้าง แต่ก็ควรที่จะต้องอยู่ในเนื้อหา สาระที่เป็นประโยชน์ ถ้าอะไรที่ไม่เป็นประโยชน์ เป็นภาพลักษณ์ที่เสียหายของสภา ผมว่า สิ่งเหล่านี้เราควรมีมาตรการเสริมเข้ามาเพื่ออย่างน้อยที่สุดได้บันทึกไว้ให้สมาชิกได้ตระหนัก หรือแม้กระทั่งที่พูดกันในวันนี้ผมอาจจะแพ้ด้วยคะแนนเสียงข้างน้อยหรือไม่ก็ตาม แต่สิ่งเหล่านี้ จะบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ว่าอย่างน้อยเราก็พยายามที่จะไม่ให้พฤติกรรมเหล่านี้เกิดขึ้น ในสภาของประเทศไทยเรา และจะเป็นตัวอย่างให้กับสาธารณชนต่อไปในอนาคตข้างหน้า ผมเข้าใจว่าเสียงในสภานั้นมาจากวิป (Whip) บ้าง มาจากเสียงส่วนใหญ่ในสภาบ้าง แต่ผม อยากให้ลงมติ อย่างน้อยที่สุดจะได้มีสิ่งเหล่านี้บันทึกไว้ในสภาว่าผมพยายามจะแก้ปัญหา สิ่งเหล่านี้แล้ว แต่ผลเป็นอย่างไรไม่เป็นไรครับ ยอมรับได้ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอเชิญท่านสมาชิกเข้ามาเพื่อลงมติ ในข้อ ๔๘ ที่กรรมาธิการไม่มีการแก้ไข แต่มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็นไว้ ก็จำเป็นต้อง ขอมติ ขอเชิญท่านสมาชิกเข้ามาแสดงตนครับ🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนตรวจสอบองค์ประชุม)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอเชิญท่านสมาชิกแสดงตน สมาชิก พร้อมนะครับ อยู่ระหว่างการแสดงตนครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอปิดการแสดงตนครับ มีผู้เข้าประชุม ๔๘๔ ท่าน🔗

ต่อไปจะขอมติจากที่ประชุม ผู้ใดเห็นด้วย กับร่างของกรรมาธิการที่ไม่มีการแก้ไขในข้อนี้โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นด้วยกับกรรมาธิการ ที่ขอสงวนความเห็นโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

สมาชิกพร้อมนะครับ ขอปิดการลงมติ จำนวนผู้ลงมติ ๕๐๒ ท่าน เห็นด้วย ๔๕๑ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๔๗ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน มติที่ประชุมเห็นด้วยกับร่างเดิมของกรรมาธิการ เชิญต่อไปครับ🔗

นายนัฑ ผาสุข รองเลขาธิการรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการรัฐสภา

ข้อ ๔๙ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๕๐ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๕๑ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๕๒ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๕๓ ไม่มีการแก้ไข ส่วนที่ ๔ การลงมติ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๕๔ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๕๕ มีการแก้ไข🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ข้อ ๕๕ มีการแก้ไข ท่านสมาชิกมีติดใจ ไหมครับ ถ้าไม่ติดใจก็ผ่านไปครับ ท่านกรรมาธิการมีอะไรชี้แจงไหมครับ ถ้าไม่มีผมขอมติ ที่ประชุมครับว่าจะเห็นชอบตามที่กรรมาธิการแก้ไขหรือไม่🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอเชิญสมาชิกเข้ามาแสดงตนนะครับ ก็เข้าใจว่าพร้อมอยู่ ขอให้สมาชิกได้กรุณาแสดงตนครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ปิดการแสดงตนครับ มีผู้เข้าประชุม ๔๓๙ ท่านครับ🔗

ผมขอให้ที่ประชุมลงมติว่าเห็นชอบ ตามที่กรรมาธิการแก้ไขหรือไม่ครับ ถ้าเห็นชอบตามที่กรรมาธิการแก้ไขโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญ เลยครับ อยู่ในช่วงลงมตินะครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ผมขอปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๔๘๘ ท่าน เห็นด้วย ๔๘๔ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน ถือว่าที่ประชุมมีมติเห็นด้วยตามที่กรรมาธิการแก้ไข🔗

ข้อต่อไปครับ🔗

นายนัฑ ผาสุข รองเลขาธิการรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการรัฐสภา

ข้อ ๕๖ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๕๗ ไม่มีการแก้ไข มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ข้อ ๕๗ มีผู้แปรญัตตินะครับ ท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ขอเชิญท่านครับ🔗

พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอสไลด์ (Slide) ด้วยครับ ผมมีสไลด์ (Slide) เพราะว่าผมตั้งใจมาครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ได้ครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

สิ่งสำคัญคือวันนี้ผมให้บรรดาเพื่อนสมาชิกในพรรคฟรีโหวตนะครับ เราจะไม่อยู่ในอาณัติ และการครอบงำของใคร ในข้อนี้เป็นคำแปรญัตติที่ผมขอเปลี่ยนแปลงเนื้อหาในการออกเสียง ลงคะแนนลับ มีวิธีปฏิบัติดังต่อไปนี้ครับที่ผมเขียนไปใหม่ ผมขีดฆ่าใน (๑) โดยเขียนว่า ผู้ลงคะแนนให้เลือกหยิบแผ่นกระดาษที่มีข้อความว่า เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย หรืองดออกเสียง จากเจ้าหน้าที่ที่จัดให้ คือเจ้าหน้าที่ใส่ซองตามญัตติที่พิจารณาในที่ลับ ที่ลับต้องมีคูหาครับ เพราะคำว่า ที่ลับ คือ ที่ที่อยู่ในที่ซึ่งมองไม่เห็น เพราะธรรมดาที่ผ่านมาผมเห็นเดินแจกหรือใช้เครื่องหมายกากบาท เครื่องหมายอะไรลงในกระดาษนะครับ ผมยืนยันได้ว่านี่คือ ท่านดูก่อนนะครับ หยอด หยิบ เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย หรือจะงดออกเสียงก็หยิบกระดาษ ทำไมผมถึงบอกว่าข้อความที่ปรากฏ อยู่เดิมไม่ลับ ผมอภิปรายไปครั้งแรกตอนวาระแรกแล้วแต่ยังไม่ชัดเจน คงไม่ชัดเจนครับ การทำเครื่องหมายแกงไดหรือเครื่องหมายอะไรลงบนกระดาษและเอกสารพิสูจน์ได้ ชัดเจน กองพิสูจน์หลักฐานเรียกมาตอนนี้ก็พิสูจน์ได้ครับ หรือแม้กระทั่งท่านเขียนตอนนี้ก็ได้ครับ ท่านเขียนแกงได แกงไดทุกคนเขียนไม่เหมือนกัน กากบาทเหมือนกันเขียนต่างที่กับต่างจุด ต่างมุมกับต่างองศาบอกได้ครับว่าใครเป็นคนเขียน เขียนตรงไหน นัดหมายได้ครับ จะเขียน ข้างหน้า เขียนข้างหลัง ท่านไปบอกเงื่อนไขว่าให้เขียนในกรอบชัด ๆ แล้วเขียนจากเส้นทแยงมุม ไปยังเส้นทแยงมุม ตรวจสอบง่ายครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นการเขียนแกงได หรือเครื่องหมายใด ๆ ลงบนกระดาษ แม้กระทั่งชื่อบุคคล ผมเคยพูดแล้วนะครับว่าชื่อบุคคล เขียนตวัด เขียนไว เขียนน้อย เขียนมาก หรือเขียนข้างหน้า เขียนข้างหลัง รู้หมดครับว่าใคร คือเจ้าของลายมือเขียนนั้น ย่อมมิเป็นความลับ สามารถพิสูจน์ได้ชัดเจนครับ ถ้าท่านทำ อย่างนั้นตลอดไปผมว่านั่นคือสิ่งที่ไม่เป็นความลับครับ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่กล่าว ในส่วนที่ ๔ บทที่ใช้แก่ทั้ง ๒ สภา โดยเฉพาะมาตรา ๑๑๔ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย ไม่อยู่ในอาณัติผูกมัด หรือแห่งอาณัติ มอบหมาย หรือครอบงำใด ๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม โดยปราศจากการขัดกัน แห่งผลประโยชน์ ผมไม่ต้องบอกนะครับว่าที่มาของพวกเราต่างที่มากัน และในมาตรานี้ จะบอกชัดว่าใครผูกมัดใคร ใครอยู่ในอาณัติมอบหมายของใคร และใครถูกครอบงำโดยใคร ไม่ต้องบอกทุกคนรู้ครับ ทุกคนทราบ ถามประชาชนที่อยู่ทางบ้านรู้ครับว่าใคร และอะไรคือ ผลประโยชน์ขัดกัน นั่นคือเหตุผลในมาตรา ๑๑๔ ครับ มาตรา ๑๒๔ วรรคแรก ท่านเปิดดู ในรัฐธรรมนูญก็ได้ครับว่าจะมีข้อความที่เขียนว่า สมาชิกรัฐสภาแสดงความคิดเห็น ตอนนี้ ในขณะนี้เราเป็นสมาชิกรัฐสภาแสดงความคิดเห็นหรือออกเสียงลงคะแนนย่อมเป็นเอกสิทธิ์ ตรงนี้ละครับผมถึงบอกว่าเป็นเอกสิทธิ์ของเพื่อนสมาชิก ผมถึงยืนยันการแก้ไขโดยวิธีผม ถ้าท่านกลับไปดูภาพเดิมจะมีแค่ลายนิ้วมือที่เป็นไขมันเท่านั้นที่พิสูจน์ได้ว่านั่นคือของท่าน กองพิสูจน์ตรวจสอบได้ครับ ผมมีเหตุผลเท่านี้ว่าทำไมผมถึงแก้ข้อนี้ และขอยืนยันว่าติดใจ ต้องลงคะแนน ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

กรรมาธิการจะชี้แจง เชิญเลยครับ🔗

นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม ไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ ในฐานะกรรมาธิการ ขอขอบพระคุณผู้แปรญัตติ ท่านมีเจตนาดีที่ต้องการให้การลงคะแนนลับเป็นความลับจริง ๆ ขอกราบเรียนท่านประธาน ว่าเราลองเปรียบเทียบวิธีของท่านว่าท่านให้เจ้าหน้าที่แจกกระดาษ ๒ แผ่น แผ่นหนึ่งคือ เห็นด้วย แผ่นหนึ่งคือไม่เห็นด้วย ผมกราบเรียนท่านประธานว่าถ้าหยิบแผ่นที่ต้องการ จะลงคะแนนเสียง แผ่นที่เหลือเจ้าหน้าที่ก็รู้ว่าท่านไม่ลงคะแนน ท่านบอกไม่ได้หยิบ ๒ แผ่น หยิบ ๒ เครื่องหมายคือกากบาทกับเขียนเครื่องหมายถูก คือลงคะแนนเห็นด้วยกับไม่เห็นด้วย ก็ไม่เป็นความลับ ถ้าท่านต้องการจะเปิดเผย เพราะ ท่านเอาส่วนที่เหลือจากไม่ลงคะแนนไปแสดงกับคนที่ท่านประสงค์จะให้รู้ว่าท่านลงคะแนน ให้ใคร ลงคะแนนให้ฝ่ายไหน ท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยความเคารพ ด้วยความเข้าใจใน เจตนาของท่านที่ต้องการให้เป็นความลับ วิธีที่เขียนไว้ในข้อบังคับ ข้อ ๕๗ นี้ชัดเจนว่าถ้าไม่ ประสงค์จะให้ใครทราบก็ไม่มีใครทราบได้ เพราะว่ากระดาษแผ่นเดียวจะเขียนเครื่องหมายถูก เห็นด้วย หรือกากบาทเครื่องหมายผิด ไม่เห็นด้วย ไม่มีส่วนเหลือที่จะไปแสดง แต่ถ้าท่าน จะเปิดเผยก็ทำได้ครับเพราะสมัยนี้ทุกคนมีโทรศัพท์มือถือ ท่านลงคะแนนเสร็จก็ถ่ายภาพ แล้วไปรับผลประโยชน์ตอบแทนจากผู้ที่ประสงค์จะควบคุมคะแนนเสียงของท่าน ผมคิดว่า ข้อบังคับที่เขียนไว้ชัดเจน ที่กรรมาธิการเสียงข้างมากยืนตามร่างเดิมไว้นั้นน่าจะสมบูรณ์ แล้วครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณทั้ง ๒ ฝ่ายนะครับ ยังติดใจ ไหมครับ🔗

พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ติดใจครับ ผมอธิบายเพิ่มเติมครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญครับ สั้น ๆ ครับ🔗

พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

นิดเดียวครับ ซองที่ใส่คือ ๒ ซองครับ ๑. คือซองที่เป็นสีแดงที่จะลงคะแนน ๒. คือซองที่ จะต้องทิ้งขยะ เวลาลงคะแนนมันก็จะมีกล่องที่ใส่ ซองที่จะลงคะแนน คือซองสีแดงใส่ลงไป แล้วซองที่เป็นขยะก็ใส่ไป แล้วก็ถูกทำลายทิ้งตามระเบียบว่าด้วยการลงคะแนนลับครับ ไม่มีใครรู้ เป็นความลับครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกจำเป็นต้อง ลงมตินะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกเข้ามาแล้วก็แสดงตนเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมครับ🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

สมาชิกที่อยู่แล้วแสดงตนได้เลยครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

อยู่ระหว่างการแสดงตนนะครับ สมาชิกพร้อมนะครับ ขอปิดการแสดงตน จำนวนผู้เข้าประชุม ๔๗๘ ท่านครับ🔗

ต่อไปขอมติที่ประชุมนะครับ เนื่องจากข้อ ๕๗ กรรมาธิการไม่มีการแก้ไข แต่มีท่านสมาชิกแปรญัตติสงวนความเห็นไว้ จำเป็นต้องขอมติ ท่านผู้ใดเห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการที่ไม่มีการแก้ไขกรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นด้วยกับผู้แปรญัตติที่สงวนคำแปรญัตติกรุณากดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควร งดออกเสียงกรุณากดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗

ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๔๘๓ ท่าน เห็นด้วย ๔๔๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๓๒ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนน เสียง ๓ ท่าน มติที่ประชุมเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่ไม่มีการแก้ไขนะครับ เชิญต่อครับ🔗

นายนัฑ ผาสุข รองเลขาธิการรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการรัฐสภา

ข้อ ๕๘ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และมีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ข้อ ๕๘ มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น ทั้งหมด ๔ ท่าน แล้วก็มีผู้แปรญัตติอีก ๒ ท่านดังต่อไปนี้ กรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นคือ คุณนคร มาฉิม คุณอดิศร เพียงเกษ คุณปิติพงศ์ เต็มเจริญ คุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อนุญาตให้กรรมาธิการที่สงวนความเห็นได้อภิปรายก่อนครับ เชิญคุณนคร มาฉิม ครับ🔗

นายปิติพงศ์ เต็มเจริญ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติครับ ผม นายปิติพงศ์ เต็มเจริญ ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้ขอสงวน คำแปรญัตติในข้อ ๕๘ ไว้ โดยขออนุญาตเริ่มต้นด้วยการคำแปรญัตติของผมในข้อ ๕๘ มีข้อความดังต่อไปนี้🔗

ข้อ ๕๘ เมื่อมีการออกเสียงลงคะแนนตามข้อ ๕๖🔗

(๑) ถ้าสมาชิกรัฐสภาร้องขอว่ามีเหตุการณ์ออกเสียงลงคะแนนไม่ถูกต้อง เที่ยงธรรม ขอให้มีการนับคะแนนใหม่ โดยมีผู้รับรองไม่น้อยว่าสี่สิบคน เมื่อตรวจสอบแล้วว่า มีเหตุจริงก็ให้มีการนับคะแนนเสียงใหม่ และให้เปลี่ยนวิธีการลงคะแนนเป็นวิธีการ ตามข้อ ๕๖ (๒) เว้นแต่คะแนนเสียงมีความแตกต่างกันเกินกว่าสามสิบคะแนน จะขอให้มี การนับคะแนนเสียงใหม่มิได้🔗

เมื่อได้นับคะแนนเสียงใหม่โดยการออกเสียงลงคะแนนตามข้อ ๕๖ (๒) แล้ว จะขอให้มีการให้มีการนับคะแนนเสียงใหม่อีกไม่ได้🔗

คำแปรญัตติของผมนั้นเป็นคำแปรญัตติที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของการเมืองครับ เป็นคำแปรญัตติเนื่องจากว่าผมยึดหลักตัวบทกฎหมายที่สำคัญที่สุดก็คือกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายรัฐธรรมนูญถ้าท่านประธานและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติท่านจะได้มีโอกาสเปิดดู มาตรา ๑๒๐ วรรคสาม ซึ่งเขียนบัญญัติไว้ชัดเจนว่า สมาชิกคนหนึ่งย่อมมีเสียงหนึ่งในการ ออกคะแนนเสียงลงคะแนน ซึ่งความในวรรคสามนี้จึงกำหนดในหลักการที่สำคัญอยู่ ๓ ข้อใหญ่🔗

ข้อแรก สมาชิกทุกท่านมีสิทธิในการออกเสียงในการลงคะแนนได้🔗

ข้อ ๒ สมาชิกแต่ละท่านมีสิทธิลงคะแนนเสียงได้เพียง ๑ เสียง ๑ ครั้งต่อ ๑ ญัตติ🔗

ท่านไม่สามารถลงคะแนนเสียงในเรื่องเดียวกันเป็นเสียงครั้งที่ ๒ ได้ หากจะมี การลงเสียงครั้งที่ ๒ ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตามจะต้องมีเงื่อนไขที่ชัดเจนปรากฏข้อหนึ่งก็คือว่า มีการขอเสนอให้มีการนับคะแนนใหม่ ซึ่งหากไม่มีการเสนอญัตติขอให้มีการนับคะแนนใหม่ หรือการลงคะแนนใหม่ย่อมถือว่าเป็นการออกเสียงที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๐ วรรคสาม ก็คือการลงคะแนนเสียงซ้ำ เพราะฉะนั้นแล้วท่านจึงขัดกับหลักการมาตรา ๑๕๐ วรรคสาม การลงคะแนนเสียงใหม่หลังจากมีการขอนับคะแนนใหม่ จึงถือเป็นการเริ่มของการลงคะแนนใหม่ แต่ต้องมีการเปลี่ยนวิธีการลงคะแนนเสียงใหม่🔗

ท่านประธานครับ ที่ผมได้ยกประเด็นดังกล่าวนี้ขออนุญาตพูดเรื่องของ การลงคะแนนใหม่ให้เห็นชัด ๆ ว่าการลงคะแนนใหม่กับการนับคะแนนต่างกัน ตามข้อ ๕๖ ได้บัญญัติไว้ชัดเจนว่าวิธีการลงคะแนนของท่านสมาชิกนั้นจะเป็นด้วย ๓ ทาง ทางแรก คือการออกเสียงโดยการใช้เครื่องออกเสียงลงคะแนน ทางที่ ๒ คือการออกเสียงโดยการใช้ ระบบการลุกขึ้นยืน และทางที่ ๓ คือการกำหนดที่ที่ประชุมรัฐสภาเป็นผู้กำหนดวิธีการ ออกเสียง ซึ่งในข้อ ๕๘ นั้นได้เขียนไว้ชัดเจนในร่างเดิมว่าถ้าหากจะมีการลงคะแนนเสียงใหม่ จะต้องมีเงื่อนไขที่สำคัญก็คือว่าได้ผ่านการลงคะแนนเสียงตามข้อ ๕๖ (๑) แล้ว ซึ่งหมายถึง การลงคะแนนเสียงโดยใช้อิเล็กทรอนิกส์เรียบร้อยแล้ว แล้วผลปรากฏว่ามีคะแนนเสียงไม่ถึง ๓๐ คะแนน แล้วมีสมาชิกร้องขอให้มีการนับคะแนนใหม่ เนื่องจากเกิดความสงสัยหรือความ ไม่เชื่อมั่นในผลคะแนนที่เกิดขึ้นที่จะใช้วิธีการหนึ่ง เนื่องจากการลงคะแนนเสียงโดยใช้เครื่อง และมีผู้รับรองไม่น้อยกว่า ๔๐ คน เมื่อที่ประชุมได้อนุมัติให้มีการนับใหม่แล้วจึงมีการบังคับ ต้องเปลี่ยนวิธีการลงคะแนนจากวิธีการที่ใช้บัตรลงคะแนนเป็นวิธีการที่ ๒ ที่เรียกว่าการใช้ รายชื่อเป็นรายบุคคล เพราะฉะนั้นแล้วหลักการนี้จึงเป็นหลักการที่ชี้ให้เห็นว่ามาจากการที่ นับคะแนนใหม่โดยการลงคะแนนใหม่ มิใช่การที่นำคะแนนเดิมของวิธีการที่ ๑ มานับใหม่ แต่เป็นการเริ่มกระบวนการลงคะแนนใหม่ตั้งแต่ต้น การนับคะแนนใหม่โดยที่จะนำ วิธีการที่ ๑ มาใช้นั้นเป็นการไม่ถูกต้อง เพราะเนื่องจากว่าเมื่อมีการลงมติโดยใช้เครื่อง อิเล็กทรอนิกส์แล้ว เมื่อมีการประกาศผลคะแนนแล้ว การประกาศผลย่อมเป็นข้อยุติ ไม่สามารถมีการนับคะแนนใหม่หรือนับคะแนนซ้อนได้อีก ซึ่งจะขัดกับหลักการของกฎหมาย รัฐธรรมนูญที่ผมได้กล่าวไว้ตอนต้นก็คือมาตรา ๑๒๐ วรรคสาม🔗

ท่านประธานครับ ข้อเสนอของผมนี้ได้มีการพูดจากันในกรรมาธิการหลายครั้ง ท่านกรรมาธิการหลายท่านก็เข้าใจ แล้วก็เห็นเหมือนกับผมบ้าง แต่จะมีข้อที่ว่ายังติดใจกัน อยู่หลายเรื่องในประเด็นที่สำคัญ ที่ผมจะขอเรียนท่านประธานว่าอาจจะต้องมีการพูดจากัน ว่าทำไมผมถึงแปรญัตติลักษณะนี้ เพราะผมยืนยันว่าถ้าไม่มีเหตุสมควรท่านสมาชิกไม่สมควร อย่างยิ่งที่จะมีการลงคะแนนใหม่ เพราะฉะนั้นแล้วนัยที่สำคัญก็คือว่าหากมีการขอให้มี การออกเสียงใหม่ ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตามจะต้องมีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้เห็นจริง ๆ ว่า การออกเสียงครั้งที่ผ่านมาโดยวิธีการออกบัตรนั้นมีความไม่ถูกต้อง มีความไม่เที่ยงธรรม มีเหตุอันควรสงสัย แล้วก็มีการตรวจสอบได้จริง ทีนี้คำถามว่าใครจะเป็นผู้ตรวจสอบถ้ามีการ ยกประเด็นนี้ขึ้นมาในสภา เมื่อเป็นการประชุมของสภา สภาก็ตรวจสอบกันเอง ไม่ต้องให้ องค์กรอื่นตรวจสอบ ไม่ต้องไปขอศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องไปขอศาลปกครองให้เสียเวลา ท่านก็ลงมติว่าข้อเสนอในการลงคะแนนนั้นถูกต้อง ชอบธรรม แล้วก็ยืนยันในมติเดิมก็จบกัน🔗

ในสาระสำคัญนอกจากเรื่องที่ผมได้นำเสนอแล้ว ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่มีสมาชิก ท่านอื่นได้แปรญัตติไว้ แต่ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่งก็เลยไม่ได้แปรญัตติตาม คือเรื่องขององค์ประชุมนะครับ ประเด็นขององค์ประชุมในคณะกรรมาธิการได้มีการพูดกันหลายครั้งว่าการลงคะแนนเสียง แต่ละครั้งนั้นต้องใช้องค์ประชุมเดิมในการโหวตครั้งที่ ๑ หรือควรจะต้องเป็นองค์ประชุมใหม่ ในการโหวตครั้งต่อไป ก็อย่างที่ทราบกันดีว่าตามมาตรา ๑๒๐ วรรคสาม กำหนดว่าสมาชิก ท่านใดท่านหนึ่งย่อมมีสิทธิออกเสียงในการออกเสียงลงคะแนนได้ ดังนั้นเมื่อรัฐธรรมนูญ กำหนดให้เอกสิทธิ์ท่านเหล่านั้น ไม่ว่าท่านจะโหวตอย่างไร ท่านจะอยู่ในห้องประชุมหรือไม่อยู่ ในห้องประชุม ท่านย่อมมีเอกสิทธิ์ในการโหวต เพราะฉะนั้นประเด็นในเรื่องขององค์ประชุม ต้องใช้ประชุมขณะไหน ก็ต้องใช้องค์ประชุมในขณะที่โหวต เมื่อมีการโหวตใหม่ก็ต้องใช้ องค์ประชุมใหม่ ไม่สามารถใช้องค์ประชุมเดิมที่มาจากการประชุมครั้งแรกได้ เพราะไม่อย่างนั้น จะเกิดการเกลื่อนกลืนกันว่า สมาชิกที่เข้าประชุมโหวตครั้งแรกแล้วไม่อยู่ในโหวตครั้งที่ ๒ หรือท่านสมาชิกที่อยู่ในโหวตครั้งที่ ๒ แล้วไม่อยู่ในโหวตครั้งที่ ๑ จะมีปัญหาในการพิจารณา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๐ วรรคสาม อีกเช่นเดียวกัน ดังนั้นผมจึงไม่ได้แปรญัตติเรื่องนี้ไว้ เพราะผมสนับสนุนให้ยึดตามกฎหมายธรรมนูญที่ว่าเป็นเอกสิทธิ์ของท่านสมาชิกแต่ละท่าน ที่จะลงคะแนนในการประชุมขณะนั้น ในส่วนสุดท้ายที่ผมจะเรียนว่าข้อเสนอของผมนั้น🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านปิติพงศ์ต้องสรุปนะครับ เกิน ๗ นาที ไปแล้วครับ🔗

นายปิติพงศ์ เต็มเจริญ กรรมาธิการ

สรุปแล้วครับท่าน สุดท้ายว่า ข้อเสนอของผมนั้นนอกจากเรื่องที่ได้มีการพูดไปแล้ว ประวัติของข้อบังคับในตอนต้น ก็มีเขียนไว้ว่าถ้าหากจะมีการลงคะแนนใหม่นั้น ข้อบังคับ ปี ๒๕๑๓ มีการเสนอเรื่องนี้ไว้ เหมือนกันว่าให้มีการลงคะแนนใหม่ได้ในกรณีที่มีเงื่อนไขดังกล่าว และสุดท้ายมีนักวิชาการ คืออาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ได้เขียนเรื่องนี้ไว้ชัดเจนว่าสมควรที่จะต้องมาพิจารณาให้ดีว่า จะต้องใช้การนับคะแนนใหม่มากกว่าการลงคะแนนอย่างเดิม ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

กรรมาธิการที่สงวนความเห็นไว้ ขอเชิญนะครับ เพราะผมเรียกแล้วเมื่อสักครู่นี้ คุณนครไม่อยู่นะครับ ท่านใดติดใจอภิปราย เชิญนะครับ🔗

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะ กรรมาธิการ ผมขออนุญาตขอสื่อด้วยนะครับ เพราะว่าจะได้อธิบายให้เข้าใจในระยะเวลา อันสั้น คืออย่างนี้ครับท่านประธาน แล้วก็เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ในข้อบังคับ ข้อ ๕๘ นั้น ถ้าสื่อพร้อมเชิญนะครับ ในข้อ ๕๘ นั้นผมได้ขอแก้ไข เดี๋ยวผมขออนุญาตอ่านนะครับว่า เมื่อมีการออกเสียงลงคะแนน ตามข้อ ๕๖ (๑) ถ้าสมาชิกรัฐสภาร้องขอให้มีการนับคะแนนใหม่ โดยมีผู้รับรองไม่น้อยกว่ายี่สิบคน ให้มีการนับคะแนนเสียงใหม่ และให้เปลี่ยนวิธีการ ลงคะแนน ตามข้อ ๕๖ (๒) ผมได้เพิ่มเติมเป็น โดยผู้ที่ลงคะแนนเดิมเท่านั้นจึงมีสิทธิเป็น ผู้ลงคะแนนในการนับคะแนนใหม่ เว้นแต่คะแนนเสียงมีความแตกต่างเกินกว่าสามสิบคะแนน จะขอให้มีการนับคะแนนใหม่มิได้ เมื่อได้นับคะแนนใหม่โดยการออกเสียงลงคะแนน ตามข้อ ๕๖ (๒) แล้ว จะขอให้มีการนับคะแนนใหม่อีกมิได้ เหตุการณ์นี้ถ้าจำกันได้เกิดเหตุการณ์ ที่เป็นข้อถกเถียงกันในเร็ว ๆ นี้ เมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๒ นะครับ ในวันนั้น ฝ่ายค้านโหวตชนะในญัตติตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาผลกระทบจากการใช้มาตรา ๔๔ ของ รัฐบาลเผด็จการ คสช. ในขณะนั้นมีการใช้ข้อบังคับ ข้อ ๘๕ ให้มีการนับคะแนนใหม่ ก็เป็นที่ ถกเถียงครับ สุดท้ายมีการคว่ำมติเดิม แล้วก็ญัตติที่ให้ศึกษาผลกระทบจากคำสั่งเผด็จการ มาตรา ๔๔ ก็ไม่ได้ถูกศึกษาเลยว่าสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติแค่ไหน อย่างนี้ครับ ผมอยากจะเล่าและไล่เรียงว่าจุดเริ่มต้นของการนับคะแนนใหม่นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นจากข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในปี ๒๔๗๖ ปี ๒๔๗๗ ปี ๒๔๙๐ ยังไม่เคยมีเรื่องการนับคะแนนใหม่ การนับคะแนนใหม่เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ๒๔๙๔ และปี ๒๔๙๕ ณ ขณะนั้นข้อบังคับมีตอนหนึ่งเขียนเอาไว้ว่า จะนับคะแนนใหม่ได้เมื่อเชื่อว่ามีการนับผิด เมื่อเชื่อว่ามีการนับผิดจึงมีสิทธิขอให้นับคะแนนเสียงใหม่ได้อีกครั้งหนึ่ง และเมื่อผ่านมา ในปี ๒๕๑๓ ข้อความว่า เชื่อว่ามีการนับผิด ก็หายไป และแทนที่ด้วยคำว่า ให้เปลี่ยนวิธีการ ลงคะแนน ตรงนี้เจตนารมณ์ชัดครับว่าการนับคะแนนใหม่นั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเชื่อว่า มีการนับผิด เมื่อเชื่อว่ามีการนับผิดก็หมายความว่าการนับใหม่จึงต้องเป็นการนับคะแนน จากที่ลงไว้เดิมเท่านั้น ไม่ใช่ให้ลงคะแนนใหม่ เพราะเจตนารมณ์เดิมคือเชื่อว่ามีการนับผิด เลยต้องนับใหม่ ดังนั้นต้องนับจากคะแนนที่ลงไว้เดิม🔗

ต่อมาครับ และการเปลี่ยนวิธีการลงคะแนน จริง ๆ วัตถุประสงค์หลักก็คือ เพื่อทำให้การนับคะแนนใหม่มีความถูกต้อง แม่นยำมากขึ้น ไม่ผิดซ้ำอีก ไม่ใช่ให้ลงใหม่ ในการถกเถียงระหว่างกรรมาธิการ มีกรรมาธิการหลายท่านบอกว่าแล้วถ้าต้องการให้ ลงคะแนนใหม่ทำไมข้อบังคับถึงใช้คำว่านับคะแนนใหม่ ทำไมไม่ให้ใช้คำว่าลงคะแนนใหม่ ไปเลย ผมก็ไปสืบค้นครับ เบื้องต้นตามมาตรา ๑๒๐ วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งท่านปิติพงศ์ ได้อธิบายไปแล้วว่าสมาชิกคนหนึ่งย่อมมีเสียงหนึ่งในการออกเสียงลงคะแนน และข้อบังคับ ข้อ ๕๙ ข้อบังคับนี้ก็ได้ระบุไว้ว่า สมาชิกรัฐสภาซึ่งเข้ามาในที่ประชุมรัฐสภาระหว่าง การออกเสียงลงคะแนนอาจออกเสียงลงคะแนนได้ก่อนประธานสั่งปิดการลงคะแนน หมายความว่าอย่างไรครับ เมื่อปิดการลงคะแนนไปแล้วจะลงคะแนนใหม่อีกไม่ได้แล้ว จึงต้องใช้คำว่านับคะแนนใหม่ ดังนั้น ถ้าในข้อบังคับใช้คำว่าลงคะแนนใหม่ก็จะเป็นการขัด ต่อข้อ ๕๙ โดยทันที🔗

และอย่างไรก็ตามแนวปฏิบัติในทางปฏิบัติหากเป็นการลงคะแนนใหม่ เป็นการขัดต่อข้อบังคับ ข้อ ๕๙ เช่นกัน และข้อบังคับนี้ผมพบในทั้งข้อบังคับของทั้ง สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นผมยืนยันครับว่า หากลงคะแนนใหม่ก็เท่ากับมีการกระทำผิดต่อข้อบังคับ ข้อ ๕๙ และอาจละเมิดต่อ มาตรา ๑๒๐ วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญทันที🔗

ข้อกังวลครับ มีกรรมาธิการหลายท่านกังวลว่าถ้าแก้ไขข้อบังคับตามที่ผม เสนอไปแล้วจะทำไม่ได้ในทางปฏิบัติ เพราะสมาชิกรัฐสภาก็มีการเดินเข้าออกตลอดเวลา จะให้ใช้องค์ประชุมเดิมคงจะไม่ได้ แต่ผมได้แก้ไขข้อกังวลในส่วนนี้ไปแล้ว เพราะผมได้แก้ไข ข้อเสนอของผม ไม่ได้ให้ลงคะแนนใหม่ตามองค์ประชุมเดิม แต่กำหนดให้ผู้ที่ลงคะแนนไว้เดิม มีสิทธิที่จะลงคะแนนในการนับคะแนนใหม่เท่านั้น ดังนั้นสิ่งที่ผมเสนอจึงเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ไม่เป็นปัญหาในทางปฏิบัติเลย และสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของข้อบังคับข้อนี้ตั้งแต่บรรพกาล ไม่ได้เปลี่ยนเจตนารมณ์🔗

ดังนั้นด้วยข้อชี้แจงที่ผมคลายคำถามจากกรรมาธิการได้ทุกข้อแล้ว ผมจึงยืนยันว่า ข้อ ๕๙ ผมขอแก้ไขเป็น เมื่อมีการออกเสียงลงคะแนน ตามข้อ ๕๑ (๑) ถ้าสมาชิกรัฐสภา ขอให้มีการนับคะแนนใหม่โดยมีผู้รับรองไม่น้อยกว่ายี่สิบคน ก็ให้มีการนับคะแนนเสียงใหม่ และให้เปลี่ยนวิธีการลงคะแนนเป็นวิธีการ ตามข้อ ๕๖ (๒) โดยผู้ที่ลงคะแนนเดิมเท่านั้น จึงมีสิทธิเป็นผู้ลงคะแนนในการนับคะแนนใหม่ เว้นแต่คะแนนเสียงมีความแตกต่างกัน เกินกว่าสามสิบคะแนน จะขอให้มีการนับคะแนนใหม่มิได้ เมื่อได้นับคะแนนใหม่โดยการออกเสียง ลงคะแนน ตามข้อ ๕๖ (๒) แล้วจะขอให้มีการนับคะแนนใหม่อีกมิได้ จึงขอให้ที่ประชุมรัฐสภา แห่งนี้พิจารณาครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ยังมีกรรมาธิการที่สงวนความเห็น อีกไหมครับ ถ้าหมดแล้วผมขออนุญาตไปที่สมาชิกผู้ขอแปรญัตติ ที่สงวนคำแปรญัตติไว้ ท่านแรก คุณธีรัจชัย พันธุมาศ และหลังจากนั้นจะเป็น พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ เชิญเลยครับ🔗

นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล หรือพรรคอนาคตใหม่เดิม ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ เกี่ยวกับการนับคะแนนใหม่ การลงคะแนนใหม่ เคยมีกรณีที่เป็นปัญหาในการตีความว่า จะเป็นเช่นไร ตัวผมได้ขอสงวนคำแปรญัตติไว้ดังนี้ ขอเรียนก่อนนะครับ ผมเรียนว่าข้อ ๕๘ เมื่อมีการออกเสียงลงคะแนน ตามข้อ ๕๖ (๑) ถ้ามีสมาชิกรัฐสภาร้องขอว่ามีการออกเสียง ลงคะแนนใหม่ไม่ถูกต้อง เที่ยงธรรม ขอให้มีการนับคะแนนใหม่ โดยมีผู้รับรองไม่น้อยกว่า สี่สิบคน เมื่อตรวจสอบแล้วว่ามีเหตุจริงให้มีการนับคะแนนเสียงใหม่ และให้เปลี่ยนวิธีการ ลงคะแนนเป็นวิธีการ ตามข้อ ๖๕ (๒) โดยที่ผู้ลงคะแนนเดิมเท่านั้นเป็นผู้ลงคะแนนในการ นับคะแนนใหม่ เว้นแต่คะแนนเสียงมีความแตกต่างเกินกว่าสามสิบคะแนนจะขอให้มีการนับ คะแนนเสียงใหม่มิได้ เมื่อได้นับคะแนนเสียงใหม่โดยการออกเสียงตามข้อ ๖๒ (๒) แล้ว จะขอให้มีการนับคะแนนเสียงใหม่อีกมิได้🔗

สิ่งสำคัญที่ผมจะได้เรียนก็คือว่าตามข้อบังคับที่คณะกรรมาธิการไม่ได้แก้ไขนั้น มิได้มีการพูดถึงเรื่ององค์ประชุม มิได้มีการพูดถึงเรื่องเหตุในการที่ขอนับคะแนนใหม่ พอมี ผู้ร้องขอปุ๊บก็ทำให้นับคะแนนใหม่เลย ผมขอแยก ๒ ส่วนนะครับ ส่วนที่ ๑ ก็คือวิธีการนับ คะแนนใหม่ ส่วนที่ ๒ ก็คือองค์ประชุมในการนับคะแนนใหม่ องค์ประชุมในการนับคะแนนใหม่ ถ้าเราดูตามข้อ ๕๔ บัญญัติไว้อย่างนี้ครับ ในกรณีที่จะต้องมีมติของสภา ให้ประธานสภา มีสัญญาณให้สมาชิกรัฐสภาทราบก่อนลงมติ และการลงมติมีสมาชิกรัฐสภาครบองค์ประชุม นั่นหมายความว่าข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรตามร่างนี้ให้ความสำคัญขององค์ประชุม🔗

ในส่วนของข้อ ๕๘ ที่คณะกรรมาธิการไม่ได้มีการแก้ไข เขาให้มีการนับ คะแนนเสียงใหม่ โดยให้เปลี่ยนวิธีการลงคะแนน ดูดี ๆ นะครับ ให้เปลี่ยนวิธีการลงคะแนน ไม่ได้เปลี่ยนองค์ประชุมในการลงคะแนน การเปลี่ยนวิธีการลงคะแนนกับองค์ประชุม ไม่ใช่ตีความแล้วต้องควบไป ๒ อย่าง วิธีการคือถ้าเราย้อนไปดูตามข้อ ๕๖ (๒) วิธีการ ลงคะแนนคือการออกเสียงเปิดเผย มีวิธีปฏิบัติดังนี้ คือเรียกชื่อสมาชิกรัฐสภาตามลำดับ อักษร ให้ออกเสียงลงคะแนนเป็นรายคนตามวิธีที่ประธานกำหนด วิธีการกับองค์ประชุม ต่างกัน ปัญหาที่เกิดขึ้น เมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ เป็นกรณีการตีความให้ครอบไป ถึงองค์ประชุมด้วย เปลี่ยนองค์ประชุมในการลงคะแนนด้วย ถ้าเกิดว่าเป็นการตีความในเชิง เคร่งครัด เปลี่ยนเฉพาะวิธีการลงคะแนนเป็นการขานชื่อ ปัญหาไม่เกิด ใช้องค์ประชุมเดิม ตามข้อบังคับ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สำคัญ🔗

อีกเรื่องหนึ่งก็คือที่ท่านวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ได้พูดถึงข้อ ๕๘ สมาชิกซึ่งเข้ามา ในที่ประชุมรัฐสภาระหว่างการออกเสียงคะแนน อาจออกเสียงลงคะแนนได้ก่อนประธานสั่ง ปิดการลงคะแนน กรณีอย่างนี้เป็นสิ่งสำคัญที่ยืนยันว่าหลังจากปิดเสียงลงคะแนนแล้วสมาชิก จะมาเพิ่มมิได้ ดังนั้นการนับคะแนนใหม่จึงไม่ใช่เป็นการลงคะแนนใหม่ แล้วเกณฑ์คนเข้ามา ลงเพิ่มได้ใหม่แน่นอน🔗

เราไปดูในส่วนของกฎหมาย พ.ร.ก. ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การนับคะแนนใหม่ก็นับจากหีบเดิม การลงเลือกตั้งเดิม ไม่ใช่ไปเปิดหีบเป็นการเลือกตั้งใหม่ ลงคะแนนใหม่ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมในการลงคะแนน ไม่ว่าตามข้อกฎหมาย ข้อบังคับ มันไม่สามารถตีความเปลี่ยนวิธีการเป็นการเปลี่ยนองค์ประชุมไปได้ ดังนั้นการที่มีการตีความ ขยายไปถึงการต้องเปลี่ยนองค์ประชุมด้วย อันนี้ผมเชื่อว่าไม่ชอบ คลาดเคลื่อนต่อข้อบังคับ ดังที่ปรากฏขึ้นมา🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ มีการพูดกันขึ้นมาว่าเมื่อก่อนเคยมีการใช้วิธีการ แบบนี้ถึงได้ทำต่อ ๆ กันมา สมัยก่อนที่ทำแบบนี้ก็เพราะว่าการลงคะแนนเป็นวิธีการยกมือ เมื่อยกมือการนับโดยเจ้าหน้าที่สภานั้นอาจจะนับผิด นับถูก ไม่ตรงก็ได้ แต่เมื่อมีการทักท้วง จากสมาชิกบอกเชื่อว่ามีการนับคะแนนผิด ก็ยังมีการโต้เถียง ไม่มีการถ่ายภาพเหมือนปัจจุบันนี้ เขาเลยถือว่าเปลี่ยนเป็นการขานชื่อลงคะแนน ตอนนั้นคนยังไม่เข้าออกมากนักก็จะใช้ วิธีการนั้นไป แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องเปลี่ยนองค์ประชุมในการลงคะแนน ประกอบกับ ในปัจจุบันเทคโนโลยีของเรานั้นก้าวหน้าไปไกล การลงคะแนนด้วยการเสียบบัตร การกดปุ่ม สีเขียวเห็นด้วย สีแดงไม่เห็นด้วย สีเหลืองงดออกเสียง มีการบันทึกในข้อมูลการลงคะแนน ทั้งหมด การนับคะแนนจึงจำเป็น สามารถยืนยันตัวตนได้ว่าใครลงคะแนนขณะนั้น การเคลื่อนย้าย คนเข้าออกก็ไม่มีสิทธิ มันยึดด้วยหลักและเทคโนโลยี ดังนั้นผมเรียนว่าในส่วนที่ผมแปรญัตติ ให้ใช้องค์ประชุมเดิมนั้นเป็นสิ่งที่น่าจะถูกต้องกว่าข้อบังคับที่กรรมาธิการไม่ได้แก้ไข🔗

อีกส่วนหนึ่งที่ผมแก้ไขเพิ่มเติมก็คือเรื่องเหตุของการที่จะนับคะแนน ไม่ใช่ว่า แค่มีเสียงรับรอง นั่นก็คือเหตุออกเสียงลงคะแนนนั้นไม่ถูกต้อง เที่ยงธรรม ต้องมีเหตุด้วย เช่นนับคะแนนผิดและมีการตรวจสอบว่ามีเหตุจริง นับคะแนนผิดก็คือต้องปริ้นต์ (Print) ออกมาดู เรายุคใหม่ต้องใช้บรรทัดฐานใหม่ ยุคใหม่ที่มีเทคโนโลยีเก่าจะมาเปรียบเทียบกับ ตรงนี้มันน่าจะคลาดเคลื่อน ดังนั้นผมเชื่อว่าในข้อบังคับ ข้อ ๕๘ ตามร่างกรรมาธิการนั้น น่าจะคลาดเคลื่อนต่อเหตุผล ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายที่สอดคล้องกับปัจจุบันและเทคโนโลยี และคลาดเคลื่อนต่อข้อบังคับต่าง ๆ ข้อ ๕๙ ข้อ ๕๔ และรวมถึงรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๐ วรรคสามด้วย ผมบอกผ่านท่านประธานไปยังสมาชิกรัฐสภาได้โปรดแก้ไขไปตามที่ผม ได้แปรญัตติด้วยครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ต่อไป พลตำรวจตรี สุพิศาลครับ🔗

พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชี รายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออภิปราย ในข้อ ๕๘ ขอสไลด์ (Slide) ด้วยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ผมมีสไลด์ (Slide) เพราะผมเตรียมมา ๔ ข้อ ก็มีทั้ง ๔ สไลด์ (Slide) เพราะตั้งใจจะมาพูด เรื่องนี้ในรัฐสภา เพราะเป็นเครื่องมือและกลไกสำคัญของรัฐสภาแห่งนี้🔗

ข้อ ๕๘ เมื่อมีการออกคะแนนเสียง ตามข้อ ๕๖ (๑) ถ้าสมาชิกรัฐสภา ร้องขอให้มีการนับคะแนน ผมฆ่าทิ้ง แล้วใส่ว่า ลงคะแนนใหม่โดยมีผู้รับรองไม่น้อยกว่า สี่สิบคน ก็ให้มีการนับ ผมฆ่าทิ้ง แก้เป็นว่า ลงคะแนนเสียงใหม่ และผมเติมคำว่า ในองค์ประชุม เดิม และให้เปลี่ยนวิธีการลงคะแนนเป็นวิธี ตามข้อ ๕๖ (๒) เว้นแต่คะแนนเสียงมีความแตกต่างกัน เกินกว่าสามสิบคะแนน และขอให้มีการนับ ฆ่าทิ้ง เปลี่ยนเป็น ลงคะแนนเสียงเสียใหม่มิได้🔗

วรรคสอง เมื่อได้มีการออกคะแนนเสียงตามมาตรา ๕๖ (๒) แล้วจะขอให้มี การลงคะแนนเสียงใหม่อีกไม่ได้ ผมตัดคำตรงนี้ ผมจะให้เหตุผลว่าในประเด็นนี้ก็กลับไปดูที่ มาตรา ๕๖ (๒) นั่นคือวิธีการใหม่ คือการเรียกชื่อสมาชิกตามตัวอักษร แล้วลงคะแนนตามวิธี ที่ท่านประธานกำหนด ไม่ว่ากันครับ อันนั้นเป็นวิธีการที่นั่นอยู่แล้วครับ🔗

ทีนี้ผมให้กลับมาดูสไลด์ (Slide) ถัดไปครับ ผมไปค้นหาในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ไม่พบคำว่า นับคะแนน พบคำว่า นับเฉย ๆ นับ แปลว่า ตรวจหรือบอกให้รู้จำนวน ลงคะแนนมีครับ เขียนไว้เลย แปลว่า แสดงความเห็นโดย การลงเป็นคะแนน อันนี้คือฉบับราชบัณฑิตยสถานที่เราชอบใช้อ้างกัน มีการฟ้องร้องกันด้วย เพราะคำในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานที่มีคำแปลจนใช้เป็นมาตรฐาน ผมเชื่อว่า ก็คงเป็นมาตรฐานในสภาแห่งนี้ได้🔗

ทีนี้ขออ้างอิงไปที่คำว่า ลงคะแนน เมื่อปรากฏในรัฐธรรมนูญ ท่านดูนะครับ จะมีปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับที่เราถืออยู่ มาตรา ๒๕๖ (๖) ประเด็นการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ แล้วยังกล่าวถึงการออกเสียงลงคะแนนในวาระที่สาม ขั้นสุดท้าย แล้วให้วิธีการ เรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผย อย่างที่ท่านพูดมันปรากฏ🔗

สไลด์ (Slide) ต่อไปเป็นเรื่องของการนับคะแนนใหม่ ในร่างดังกล่าวที่ปรากฏนั้น ไม่ใช่การนับคะแนน ๒ ท่านพูดไปแล้วว่าผลลัพธ์ออกมาแท้ที่จริงคือการให้ผู้มีสิทธิร้องขอ และมีผู้รับรองไม่น้อยกว่า ๔๐ คนขอให้มีการนับคะแนนใหม่ นั่นคือเหตุผลผม แล้วหากเป็น การนับคะแนนจะเอาผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการออกเสียงคะแนนเดิมหรือที่ผ่านมาแล้ว เกิดความสงสัยในคะแนนที่ปรากฏมานับใหม่ ให้ดูที่เจตนาครับ เนื้อความชัดเจนในข้อนี้คือ ไม่น้อยกว่า ๔๐ คน และประโยคสุดท้าย เว้นแต่คะแนนเสียงมีความแตกต่างกันเกินกว่า ๓๐ คน นับคือการนับคะแนน สรุปว่าคือการลงคะแนนครับ🔗

กลับไปดูเรื่ององค์ประชุมนะครับ ขอสไลด์ (Slide) องค์ประชุม เมื่อสักครู่ พูดถึงมาตรา ๑๒๐ ท่านอ่านมาตรา ๑๒๐ วรรคแรกเลยครับ ที่องค์ประชุมเดิมเหตุผลต้องมี องค์ประชุมเดิม เพราะเมื่อมีเหตุสงสัยขณะนั้นย่อมเกิดจำนวนคะแนนผู้ใช้สิทธิเวลานั้น มิใช่คนที่ขาด การที่จะใช้สิทธิว่าเป็นสิทธิโดยชอบนั้นมิน่าจะกล่าวอ้างได้ เพราะว่าท่าน เสียสิทธิไปแล้วเพราะไม่อยู่ในที่ประชุมนั้น ด้วยเหตุผลท่านสละสิทธิไปแล้ว🔗

ทีนี้ดูมาตรา ๑๒๐ ผมอ่าน การประชุมสภาผู้แทนราษฎรและการประชุมวุฒิสภา จะต้องมีสมาชิกมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง หรือจำนวนสมาชิกเท่ากันที่มีอยู่ในสภา จึงจะเป็น องค์ประชุม อันนี้ว่าด้วยจำนวนองค์ประชุม แล้วบอกว่า เว้นแต่กรณีที่มีการพิจารณาระเบียบวาระ การประชุม กระทู้ถามของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาจะกำหนดองค์ประชุมไว้ในข้อบังคับ เป็นอย่างอื่นก็ได้ คำว่า องค์ประชุมเดิม ท่านสามารถบัญญัติไว้ว่าเป็นองค์ประชุมเดิมได้ ในข้อบังคับ นี่คือเหตุผลของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เขียนไว้ในจำนวนองค์ประชุม ในวรรคแรก ของมาตรา ๑๒๐ นั่นคือสิ่งสำคัญขององค์ประชุม ผมถึงยืนยันว่านั่นคือคำตอบที่ว่าต้องลงคะแนน และยังยืนสงวนคำแปรญัตตินี้ว่าผู้ที่ไม่ใช่องค์ประชุมเดิมไม่มีสิทธิ เพราะว่าผู้ที่มีสิทธิขณะนั้น ได้เข้าใช้สิทธิ และผู้ที่ไม่ได้เข้ามาคือผู้ที่ไม่มีสิทธิ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านกรรมาธิการที่สงวนความเห็นได้ อภิปรายแล้ว ท่านผู้แปรญัตติได้อภิปรายทุกท่านตามที่ประสงค์แล้ว กรรมาธิการมีอะไร ชี้แจงไหมครับ เชิญคุณไชยวัฒน์ครับ🔗

นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม ไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ ด้วยความเคารพความเห็นของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านสมาชิกซึ่งเป็นกรรมาธิการร่วมกัน ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ท่านวิโรจน์ เราประชุมร่วมกันตลอดเวลา โดยเฉพาะข้อ ๕๘ เราประชุมอย่างน้อย ๔ ครั้ง คุยกันอย่างละเอียด ใช้เวลาหลายชั่วโมง ก็ด้วยความเคารพ ผมขออนุญาตท่านประธานจะแยกชี้แจงเป็น ๒ กรณี กรณีแรก เรื่องการนับคะแนน หลายท่านอาจจะแปรญัตติแตกต่างกันไปว่าการนับคะแนน เป็นการลงคะแนนใหม่ได้หรือไม่ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติหลายท่านเห็นด้วยแล้วว่าการนับคะแนน คือการลงคะแนนใหม่ จึงขอกราบเรียนชี้แจงกับท่านที่ยังไม่เห็นด้วยว่าการนับคะแนน🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านเป็นผู้แทนราษฎรนานที่สุดในสภาแห่งนี้ ในการใช้ข้อบังคับต่าง ๆ ซึ่งท่านกรรมาธิการวิโรจน์ ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ท่านได้พูดถึง แล้วว่าข้อบังคับการประชุมสภาตั้งแต่มีสภาผู้แทนราษฎร มีรัฐสภา ตั้งแต่ปี ๒๔๗๖ ไม่เคยมี เรื่องการนับคะแนนใหม่ จนมาถึงปี ๒๔๙๔ ครั้งแรกที่มีการนับคะแนนใหม่ ปรากฏว่าเหตุผล ที่มีการนับคะแนนใหม่ในอดีต เนื่องจากมีข้อสงสัยว่ามีการนับผิด วิวัฒนาการข้อบังคับ แก้ไขมาโดยตลอด เดิมใช้คำว่า สงสัยว่ามีการนับผิดก็ให้นับคะแนนใหม่ แต่ต่อมาภายหลัง ในปี ๒๕๑๓ ตัดคำว่า สงสัยว่านับผิด ออก แปลว่าจะด้วยกรณีใด ๆ ก็ตามขอให้นับใหม่ได้ ท่านประธานครับ ผมไม่ทันในปี ๒๕๑๓ ที่ใช้ข้อบังคับ แต่ยืนยันว่าในปี ๒๕๑๘ ซึ่งผมเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมัยแรก ตอนนั้นเราไม่มีวิวัฒนาการในการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ ยังไม่มีการลงคะแนนโดยการเสียบบัตร คำว่านับคะแนนใหม่ของข้อบังคับ ปี ๒๕๑๓ ซึ่งใช้ ในปี ๒๕๑๘ ที่ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมัยแรก สภาที่ถนนอู่ทองในมีที่นั่งแบ่งอย่างนี้ เหมือนกัน ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติหลายท่านที่เป็นอดีต ส.ส. หลายสมัยจำได้ ก็ทบทวน ความจำกันนิดหนึ่งว่าการนับคะแนนในขณะนั้นจะมีเจ้าหน้าที่รัฐสภาจำนวนมากเดินนับ จำนวนท่านสมาชิกที่นั่งอยู่ในห้องประชุมเป็นรายบุคคล โดยแบ่งล็อกนับ เพราะสมาชิก จะถูกกำหนดให้นั่งตามพรรค แล้วแต่ละพรรคก็จะกำหนดรายชื่อ ก ไปถึง ฮ ท่านประธาน ก็จะบอกว่าขอให้เข้าห้องประชุมแล้วนั่งประจำที่เพื่อตรวจสอบองค์ประชุม เจ้าหน้าที่ สำนักงานเลขาธิการสภาก็จะนับคะแนน แล้วเอาจำนวน ส.ส. ที่นั่งอยู่ในห้องประชุมมาส่ง เจ้าหน้าที่รวมคะแนนแล้วก็แจ้งให้ท่านประธานทราบว่าขณะนี้มีองค์ประชุมเท่าไร เรียกว่า นับองค์ประชุม เมื่อเสร็จจากการนับองค์ประชุมก็นับคะแนนเสียง ท่านประธานถามว่า ท่านผู้ใดเห็นด้วยให้ยกมือขึ้นพ้นศีรษะ แล้วก็ยกมือขึ้นจะมีเจ้าหน้าที่สำนักงานเลขาธิการสภา ออกไปเดินนับเหมือนเดิม แล้วก็นำตัวเลขของแต่ละแถวมาแจ้ง เจ้าหน้าที่ก็รวมคะแนน เราเรียกว่านับคะแนน แต่เมื่อมีการนับคะแนนใหม่ก็ใช้วิธีเดิม โดยกำหนดว่าข้อบังคับ ข้อแรก การลงคะแนนเสียงซึ่งยังไม่มีบัตรเสียบลงคะแนน ใช้วิธียกมือขึ้นเหนือศีรษะ ถ้านับ คะแนนใหม่ก็บอกว่าถ้าวิธีเดิมสงสัยว่าไม่ถูกต้อง ก็ใช้วิธีที่ ๒ ถัดมา คือให้ยืนขึ้น ขานชื่อ รายบุคคลแล้วยืนขึ้น เปล่งเสียงว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เป็นการลงคะแนนแบบเปิดเผย เป็นรายบุคคล🔗

ท่านประธานครับ ข้อข้องใจในเรื่องของการนับคะแนนก็คงจะยุติเพียงเท่านี้ ว่าการนับคะแนนคือการลงคะแนนใหม่ ไม่ใช่เอาคะแนนเก่ามาบวก ลบ คูณ หาร อย่างที่เคย พูดกันในสภาตอนที่มีปัญหาเรื่องนับคะแนน ลงคะแนนในญัตติขอตั้งกรรมาธิการเกี่ยวกับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๔ ของ คสช. ขณะนั้น ซึ่งท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้กล่าวไปแล้ว เมื่อถึงเวลาเรื่องนับคะแนนยุติลงแปลว่าเรายอมรับกันแล้วว่าการนับคะแนนใหม่คือ การลงคะแนนใหม่🔗

ประเด็นต่อมาเป็นประเด็นที่น่าจะต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบคือว่า องค์ประชุมจะใช้องค์ประชุมเดิม เปลี่ยนแปลงองค์ประชุมได้หรือไม่ ประเด็นนี้ท่านกรรมาธิการ ที่ได้แปรญัตติในตอนต้นบอกว่าต้องใช้องค์ประชุมเดิม ก็มีกรรมาธิการบางท่านบอกว่าถ้าใช้ องค์ประชุมเดิมจะมีปัญหา เพราะถ้ามีสมาชิกท่านใดท่านหนึ่งปรารถนาจะให้การลงคะแนนมีปัญหาก็จะเดินออกจาก ห้องประชุมไปเสีย แล้วก็ไม่แสดงตนว่าอยู่ในที่ประชุม องค์ประชุมก็ไม่ใช่องค์ประชุมเดิม เพราะน้อยกว่าเดิม จะ ๑ คน ๕ คน ๑๐ คน ก็ไม่ใช่องค์ประชุมเดิม เป็นอันว่าเอาใหม่ อย่างที่เห็นอยู่ คือผู้ที่ลงคะแนนเดิมเท่านั้นที่จะมีสิทธิลงคะแนนใหม่ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าข้อบังคับ ข้อ ๘๖ ในการประชุมต้องมีสมาชิกลงคะแนนใหม่ในเวลาที่ประธานกำหนด ตราบใดที่ประธานยังไม่ปิด การลงคะแนน ข้อบังคับ ข้อ ๘๖ ยังให้อำนาจ ให้สิทธิท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติลงคะแนนได้ ฉะนั้นถ้าท่านบอกว่าคนที่เข้ามาทีหลังจากการนับคะแนนครั้งแรกจะมานับคะแนนใหม่ไม่ได้ ข้อบังคับ ข้อ ๘๖ ไม่มีผลบังคับ ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าไม่อยากจะสมมุติ แต่มันเกิดเรื่องจริง ๆ ทั้งที่สภาในอดีต ที่ถนนอู่ทองในก็ดี สภาใหม่ที่ห้องประชุมจันทรา หรือห้องประชุมสุริยันก็ดี ห้องประชุมคณะกรรมาธิการเดินเข้าเดินออกยากเย็นมาก กรรมาธิการประชุมอยู่ในห้องประชุมคณะกรรมาธิการ ประธานกดออดเรียกให้มานับองค์ประชุม ให้มาลงคะแนนเสียง ผมเชื่อว่าหลายท่านมาไม่ทัน กระหืดกระหอบมาลงคะแนนเสียง ถามว่าคนที่เดินช้าแต่ยังไม่ขัดข้อบังคับ ข้อ ๘๖ คือยังมาถึงห้องประชุมก่อนที่จะปิด การลงคะแนนเสียง เขาถูกตัดสิทธิไม่ให้ลงคะแนนเสียงหรือครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ได้รับการเลือกตั้งมาจากพี่น้องประชาชนก็ดี วุฒิสมาชิกก็ดี ท่านจะมาเสียสิทธิเพราะการเดินช้า ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ขัดข้อบังคับ ข้อ ๘๖ ในที่สุดกรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นว่าการใช้องค์ประชุม เดิมก็จะมีปัญหา อย่าไปคำนึงแต่ว่าครั้งนั้นฝ่ายรัฐบาลชนะ ฝ่ายค้านแพ้ แล้วถูกรัฐบาลรังแก ผมมองกลับกันว่าถ้าผมเป็นฝ่ายค้าน ซึ่งผมเคยเป็นฝ่ายค้านด้วย ถ้าผมถูกเจ้าหน้าที่กลั่นแกล้ง ตรวจบัตรประจำตัวประชาชน ไม่ให้ขับรถเข้าสภา เสียเวลาโอ้เอ้ ได้ยินเสียงออดในสภา ฟังถ่ายทอดการประชุมทางวิทยุรถยนต์อยู่อยากจะมาลงคะแนนเสียงแต่ถูกกลั่นแกล้งกักตัว เอาไว้ มาช้าแต่ยังทันเวลาที่ประธานยังไม่ปิดการลงคะแนนเสียง ผมเสียสิทธิลงคะแนนเสียง หรือครับ ผมว่ามันไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น ผมไม่คิดว่าท่านสมาชิกจะเห็นด้วยกับคำแปรญัตติ กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ จึงขอยืนตามร่างเดิมครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

สมาชิกได้มีโอกาสอภิปรายทั้ง ๒ ฝ่าย และกรรมาธิการก็ได้ชี้แจง🔗

นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ขออนุญาต ท่านประธานครับ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขออนุญาตอธิบายเกี่ยวกับที่ท่านกรรมาธิการได้กรุณาชี้แจงมา มีบางประเด็นผมอยากจะอธิบาย เพิ่มเติม🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญครับ🔗

นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ขออนุญาต ท่านประธานครับ ในกรณีที่ผมได้อภิปรายเมื่อสักครู่ก็คือว่าในข้อบังคับระบุว่าเปลี่ยนวิธีการ ลงคะแนน มิได้เปลี่ยนองค์ประชุมการลงคะแนน ในข้อบังคับบัญญัติไว้ชัดเป็นตัวอักษร จะแปลเป็นอื่นไม่ได้ จะแปลขยายความว่าเปลี่ยนองค์ประชุมด้วยมิได้ แต่ที่ท่านได้กรุณา โต้แย้งในคำอภิปราย ซึ่งค่อนข้างจะอภิปรายเรื่ององค์ประชุมด้วย อันแรกคือขยายไม่ได้ จะไปแปลขยายความว่าเปลี่ยนองค์ประชุมด้วยไม่ได้ ในส่วนขององค์ประชุมบอกว่า ถ้าองค์ประชุมไม่อยู่ น้อยลง ไม่ครบองค์ประชุม มันก็ไม่ใช่ เพราะมีการบันทึกไว้ในใบลงคะแนน เราอย่าไปคิดถึงเรื่องในอดีตที่ยุคก่อนนั้นไม่มีเทคโนโลยีขนาดนี้ ถ้าเขาไม่ลงคะแนนก็ถือเป็น ผู้ไม่ลงคะแนน การนับคะแนนใหม่ก็สามารถอธิบายได้อย่างนี้นะครับ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ว่า ขาดองค์ประชุม ไม่ครบองค์ประชุม เพราะการนับต้องนับขณะนั้น🔗

อีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าการตีความที่เป็นปัญหาเกิดขึ้นและเกิดความไม่เป็นธรรม เกิดการลักลั่นในกรณีการลงมติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็คือบางครั้งเป็นการลงคะแนน ข้ามวัน มีการขอนับคะแนนใหม่ตีความว่าให้เปลี่ยนวิธีการ เสร็จแล้วบอกว่าข้ามวันไป อีกวันหนึ่ง เปลี่ยนองค์ประชุมทั้งหมด นั่นคือเปลี่ยนวันเลยนะครับ แล้วก็บอกว่าอันนี้เป็นมติ ที่เป็นการนับคะแนนใหม่คือการลงคะแนนใหม่ ผมถามว่าอย่างนี้เป็นสิ่งที่ชอบธรรมและใช่หรือ การลงคะแนนในระบอบประชาธิปไตย การขาดไม่เป็นไรครับ แต่การเกินมีปัญหาในการเปลี่ยน เปลี่ยนมติ ซึ่งตรงนี้ก็จะเข้าหลัก เขาเรียกว่าพวกมากลากไป คะแนนเสียงในสภามากก็สามารถชนะได้เสมอ สิ่งเหล่านี้ ควรเกิดขึ้นในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ อันนี้อยากให้คิดดู เราอยากให้สมาชิกรัฐสภา ได้โปรดพิจารณาและตัดสินด้วย วางกติกาไป กำหนดให้ชัดเลยได้ไหมครับว่าให้ใช้ องค์ประชุมเดิม ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ขอมติที่ประชุมนะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกรัฐสภาเข้ามาในห้องประชุมเพื่อแสดงตน อย่างไรก็ต้องลงประชามติครับ🔗

พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม สุพิศาลครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญท่านสุพิศาลครับ🔗

พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมยังติดใจ คำว่า นับ กับ ลง สิ่งสำคัญคือที่ท่านกรรมาธิการได้ชี้แจงว่าเป็นการนับที่แสดงกิริยาการลงคะแนน ผมก็อยากให้ชัดไปเลยครับ เด็กรุ่นใหม่จะได้เข้าใจว่าในสภาแห่งนี้การนับคะแนนคือ การลงคะแนน มิฉะนั้นการพูดหรือทอดไป ตอนนี้เรามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ ๒๕๐ คนที่เข้าสภามา แล้วพออีก ๔ ปีข้างหน้า อีก ๓ ปีข้างหน้าก็จะมีคนใหม่เข้ามาอีกครับ ก็จะเปลี่ยนระลอก ๆ เข้ามาครับ แล้วคนที่เข้ามาก็จะเป็นคนที่มีความรู้มากขึ้น จะสับสนกับ คำว่านับคะแนน จะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นครับ ฉะนั้นสิ่งที่ดีที่สุด กรรมาธิการครับ ผมอยากให้ท่านเขียนนิยามไว้ในข้อ ๓ ด้วยว่า การนับคะแนนใหม่ คือ การลงคะแนน เป็นกระบวนการ ผลสุดท้ายของการลงคะแนนเมื่อมีข้ออันสงสัยดังกล่าว ให้ชัดเจนไปเลย ครับ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวก็จะกลายเป็นเรื่องแบบนี้อีกนะครับ ผมก็เพิ่มเติมเลยนะครับว่า ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๐ วรรคแรก ตอนท้าย ท่านเปิดอ่านสิครับว่าองค์ประชุมเดิม ถูกกำหนดโดยที่ประชุม ชัดเจนเลย ตรงนั้นเขียนชัดครับ เป็นเรื่องของจำนวนองค์ประชุม ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๐ วรรคแรก ท่านทบทวนดี ๆ ครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกเชิญเข้ามาแสดงตนครับ ท่านที่เพิ่งเข้ามาใหม่กรุณาแสดงตนนะครับ เชิญเลยครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ผมขอปิดการแสดงตนครับ จำนวน ผู้เข้าประชุมขณะนี้ ๔๖๓ ท่าน🔗

เนื่องจากว่าข้อ ๕๘ นี้ไม่มีการแก้ไข แต่ ว่ามีกรรมาธิการสงวนความเห็น แล้วก็มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ จำเป็นต้องขอมติ ที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับร่างเดิมของกรรมาธิการที่ไม่มีการแก้ไข หรือจะเห็นด้วยกับกรรมาธิการ ที่สงวนความเห็น และผู้แปรญัตติสงวนคำแปรญัตตินะครับ ขอเชิญที่ประชุมลงมติว่าท่านผู้ใด เห็นด้วยกับร่างเดิมของกรรมาธิการที่ไม่มีการแก้ไขกรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นด้วยกับ กรรมาธิการที่สงวนความเห็นและผู้แปรญัตติสงวนคำแปรญัตติโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควร งดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

สมาชิกลงมติพร้อมนะครับ ขอปิด การลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๔๗๙ ท่าน เห็นด้วย ๔๔๙ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒๖ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๓ ท่าน มติที่ประชุมเห็นด้วยกับร่างเดิมของกรรมาธิการครับ🔗

ต่อไปครับ🔗

นายนัฑ ผาสุข รองเลขาธิการรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการรัฐสภา

ข้อ ๕๙ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๖๐ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๖๑ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๖๒ ไม่มีการแก้ไข หมวด ๓ กรรมาธิการ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๖๓ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๖๔ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๖๕ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๖๖ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๖๗ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๖๘ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๖๙ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๗๐ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๗๑ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๗๒ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๗๓ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๗๔ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๗๕ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๗๖ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๗๗ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๗๘ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๗๙ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวน ความเห็น🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

กรรมาธิการสงวนความเห็น เชิญครับ🔗

นายอดิศร เพียงเกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม อดิศร เพียงเกษ กรรมาธิการผู้สงวนความเห็นครับ ในข้อ ๗๙ โดยกระผม ขออนุญาตที่จะอภิปรายว่าที่ผมขออนุญาตตัด หรือไม่มีสภาผู้แทนราษฎรเพราะเหตุอื่นใด ไม่ใช่เหตุผลแบบข้อ ๓ นะครับ ข้อ ๓ นี่ผมเคารพมติของรัฐสภาแห่งนี้ที่ลงมติไป แต่ใน ข้อ ๗๙ นี้เขาพูดถึงกรรมาธิการพ้นจากตำแหน่งเพราะอะไร ผมขออนุญาตที่จะยกเอา รัฐธรรมนูญเหมือนกันว่าในการสิ้นสภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงอย่างไร และวุฒิสมาชิกสิ้นสุดลงอย่างไร🔗

มาตรา ๑๐๑ สมาชิกสภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง เมื่อ🔗

(๑) ถึงคราวออกตามอายุของสภาผู้แทนราษฎร หรือมีการยุบสภา ผู้แทนราษฎร🔗

กฎหมายรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้แค่นั้น ไม่มีคำว่า เหตุอื่นใด ที่กรรมาธิการ เสียงข้างมากได้ร่างไว้ ผมจึงคิดว่าเราน่าจะล้อเอาตามรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้เป็นหลัก ในข้อ ๗๙ นี้จึงไม่ควรมีคำว่า ไม่มีสภาผู้แทนราษฎร หรือเพราะเหตุอื่นใด ออก ให้เป็นไป ตามรัฐธรรมนูญเสีย เพราะว่าในข้อ ๓ ท่านก็อ้างรัฐธรรมนูญเหมือนกันนะครับ ในข้อ ๓ ที่ ท่านลงมติไปท่านอ้างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๖ คราวนี้ข้อ ๗๙ มีรัฐธรรมนูญซึ่งใหญ่กว่าเรื่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา กรรมาธิการคือเป็นตัวทำงาน จะมาเพิ่มเติมสิ่งที่ผม อภิปรายไปว่าด้วยเหตุอื่นใด คือการรัฐประหารห้อยไปทำไมครับ ห้อยโหนไปทำไมสิ่งที่ไม่ดี พอเราพบว่าไม่ดีก็ต้องเอาออกไป มีรัฐธรรมนูญอ้างอิง จึงอยากจะโน้มน้าวท่านกรรมาธิการ เสียงข้างมากครับ คราวนี้ผมขอเถอะครับ เพราะว่าจับได้ไล่ทันจริง ๆ ว่าขนาด ส.ส. สิ้นสุด สมาชิกภาพ เขาก็บัญญัติแค่เพียงว่า ถึงคราวออกตามสภาผู้แทนราษฎร และมีการยุบสภา ผู้แทนราษฎรเท่านั้น ไม่มีเหตุอื่นใดที่จะพ่วงเข้ามา จึงอยากจะขอเรียกร้องทางสมาชิกรัฐสภา เรายึดรัฐธรรมนูญเป็นหลัก ไม่เหมือนข้อ ๓ อันนี้เป็นเรื่องเฉพาะที่กรรมาธิการจะพ้นสภาพ ก็ต้องล้อเอาตามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงอย่างไรนะครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญคุณคารมครับ🔗

นายคารม พลพรกลาง กรรมาธิการ

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายคารม พลพรกลาง กรรมาธิการ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาด้วย ทุกข้อของข้อบังคับของรัฐสภา ผมไม่ได้สงวนความเห็นเลย มีข้อนี้ข้อเดียว โดยหลักแล้วก็เป็นคนที่ค่อนข้างจะรับฟัง เสียงส่วนใหญ่ แล้วก็ยินดีปฏิบัติตาม แต่เนื่องจากข้อนี้เห็นตรงกับท่านอดิศร ขออนุญาต ที่เอ่ยนาม ว่าข้อนี้ไม่ใช่เรื่องการสิ้นสุดของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นเรื่องการสิ้นสุดของ กรรมาธิการ จึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องมาเขียน พูดง่าย ๆ ว่าสิ่งที่ไม่ควรใส่ก็ใส่ คือทุกท่าน ทราบดี ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทราบดีว่าการยึดอำนาจจะเกิดขึ้นอีกก็เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ ในข้อเท็จจริง แต่เราก็รู้ว่าการยึดอำนาจมันไม่ชอบด้วยกฎหมายอาญา ไม่ชอบด้วยความคิด อำนาจมาจากคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพราะฉะนั้นการที่ให้กรรมาธิการพ้นเหตุว่าไม่มี สภาผู้แทนราษฎรเพราะเหตุอื่นตาม (๑) ของข้อ ๗๙ ผมจึงขอแสดงความคิดเห็นว่า ผมไม่เห็นด้วย มีข้อนี้ข้อเดียวทั้ง ๑๕๓ ข้อ กราบเรียนด้วยว่าเมื่อเราเห็นว่ามันไม่ถูกต้อง ก็ต้องแสดงความคิดเห็น ก็ต้องยืนตรงนี้ไว้ กราบขออภัยทางกรรมาธิการเสียงข้างมากครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญกรรมาธิการครับ ท่านประธานได้ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนว่าคำว่า เหตุอื่นใด นั้นไม่ใช่เรื่องของการปฏิวัติ ไม่ใช่เรื่องของการรัฐประหาร เพราะว่าการปฏิวัติหรือรัฐประหารนั้นเขาไม่สนใจเรื่อง รัฐธรรมนูญหรอกครับ รัฐธรรมนูญจะถูกฉีก ถูกฌาปนกิจหลังจากการปฏิวัติแทบทุกครั้ง รัฐธรรมนูญที่เราใช้อยู่ขณะนี้ ฉบับที่ ๒๐ ปฏิวัติ ๑ ครั้ง รัฐประหารมา ๙ ครั้ง กบฏ ๑๒ ครั้ง เราจึงใช้รัฐธรรมนูญเปลืองที่สุด ขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานรัฐสภาและสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ว่าเราได้ดูอย่างรอบคอบและครอบคลุมในเรื่องเจตนารมณ์ด้วย ในเรื่องความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ในประเทศของเราด้วยครับ เพราะฉะนั้นขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน เรายืนยันยังคงร่างเดิม ขอบพระคุณครับ🔗

จำเป็นต้องขอมตินะครับ โดยที่ร่างนี้ ในข้อนี้กรรมาธิการไม่ได้มีการแก้ไข มีกรรมาธิการสงวนความเห็นไว้ ๒ ท่าน ก็ขอมติที่ประชุม ผมขอเชิญท่านสมาชิกเข้ามานะครับ🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

สมาชิกพร้อมนะครับ กรุณาแสดงตนครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายคำพอง เทพาคำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายคำพอง เทพาคำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลำดับที่ ๔๕ บัตรชำรุด ขอแสดงตนครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

พร้อมนะครับ ขอปิดการแสดงตน จำนวนผู้เข้าประชุมขณะนี้ ๔๕๕ ท่าน🔗

ต่อไปขอมติที่ประชุมว่าที่ประชุม จะเห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการที่ไม่มีการแก้ไข หรือกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นไหม ท่านผู้ใดเห็นด้วยกับร่างกรรมาธิการที่ไม่มีการแก้ไขโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นด้วย กับกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

สมาชิกพร้อมนะครับ ปิดการลงมติ จำนวนผู้ลงมติ ๔๖๓ ท่าน เห็นด้วย ๔๑๓ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๔๒ ท่าน งดออกเสียง ๓ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๕ ท่าน มติที่ประชุมเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่ไม่มีการแก้ไขนะครับ🔗

ขอเชิญต่อครับ🔗

นายนัฑ ผาสุข รองเลขาธิการรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการรัฐสภา

ข้อ ๘๐ ไม่มีการแก้ไข หมวด ๔ การเสนอและการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๘๑ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอเชิญกรรมาธิการที่สงวนความเห็นนะครับ ถ้าไม่มี ผมขออนุญาตให้สมาชิกผู้ขอแปรญัตติ พลตำรวจตรี สุพิศาล เชิญครับ🔗

พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สมาชิกรัฐสภา ขอสไลด์ (Slide) ด้วยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ข้อบังคับ ข้อ ๘๑ นี้ผมตัดเนื้อความเดิมของคณะกรรมาธิการที่เขียนว่า เสนอพร้อมบันทึก ประกอบวรรคหนึ่ง โดยใช้เนื้อความใหม่ของผมว่า ถือปฏิบัติตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์ การจัดทำร่างกฎหมายและประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. ๒๕๖๒ เหตุที่ผมต้องใช้ เวิร์ดดิง (Wording) นี้แทนอาจจะเป็นความเข้าใจที่ผมอินกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ พูดถึงเรื่องการรับฟังความคิดเห็นและการยึดโยงต่อภาคประชาชน อย่างชัดเจน แล้วก็ออกเป็นพระราชบัญญัติฉบับนี้ออกมาใช้ครับ จะพูดถึงการรับฟังความคิดเห็น การวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดจากพระราชบัญญัติทุกพระราชบัญญัติ ทุกกฎหมาย🔗

สไลด์ (Slide) ต่อไป ในพระราชบัญญัตินี้ท่านจะเห็นว่าบางท่านไม่ค่อยอ่าน ผมบอกตรง ๆ เลยนะครับ ท่านดูมาตรา ๓ พระราชบัญญัตินี้ มาตรา ๓ การรับฟัง เห็นไหมครับ บังคับใช้ ๑๘๐ วันคือวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ มาแล้ว เริ่มบังคับใช้แล้ว มาตรา ๓ มีคำว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ อยู่ในคำนิยามว่ากฎหมายของทั้งฉบับ ของทั้งฉบับ ว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นออกมารองรับมาตรา ๗๗ ที่หลายท่านเรียกว่าพระราชบัญญัติ มาตรา ๗๗ และในหมวด ๒ ว่าด้วยการตรวจสอบความจำเป็นและการรับฟังความคิดเห็น การวิเคราะห์ผลกระทบในมาตรา ๑๒ ถึง มาตรา ๒๐ ท่านไปดูนะครับ นั่นคือรายละเอียด ของการรับฟังทั้งหมดที่ต้องการให้ประชาชนได้เข้าถึง ที่ผมพูดถึงคราวที่แล้วเรื่องการสร้าง สมาร์ตพาร์เลียเมนต์ (Smart Parliament) ในสมาร์ตพาร์เลียเมนต์ (Smart Parliament) จะต้องมีเรื่องของการแทร็ก (Track) การมีส่วนร่วมของการรับฟังความคิดเห็นอย่างมากมาย สามารถเสนอ เดี๋ยว พ.ร.บ. เสนอก็จะมีเรื่องของการแทร็ก (Track) ข้อมูลในการรับฟังได้ สามารถติดตามผลการรับฟังที่มารับฟังได้ ทุกครั้งที่มีพระราชบัญญัติเข้ามาที่นี่ท่านจะพบว่า จะมี ๓ เอกสารวางอยู่บนโต๊ะ พ.ร.บ. โอนงบประมาณก็มีมาครับ ไปรับฟัง กระทรวงการคลังทำ ที่นี่ก็ทำครับ เพราะว่ากฎหมายเป็นบทเฉพาะกาล บอกว่าที่นี่มีกฎหมาย มีวิธีการรับฟังอยู่แล้ว ทำไปนะครับ นั่นคือหัวใจสำคัญครับ ในร่างพระราชบัญญัติ ในร่างข้อบังคับ ถ้ายึดโยงต่อ มาตรา ๗๗ จริงคงไม่เพียงแค่เอามาแปะไว้เฉย ๆ ท่านครับ ในการออกข้อบังคับ ผมยังจะยึดโยง ในสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญให้มากที่สุด และในวรรคนี้สิ่งที่เห็นจะมีอีกมาตราหนึ่งครับ ในมาตรา ๒๐ พูดถึงสภาแห่งนี้ในเรื่องของกำหนดการรับฟัง เขียนว่า สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา อาจมีมติหรือตราข้อบังคับให้มีการรับฟังความคิดเห็น หรือวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายก่อนหรือในระหว่างการพิจารณา ร่างกฎหมายนั้นได้ตามที่เห็นสมควร เห็นไหมครับว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้เขียนครอบคลุมไว้หมดเลย ไปถึงก่อนและขณะที่ การตรากฎหมายฉบับนั้นไว้ นี่ยังไม่ทันที่ท่านจะได้ก้าวไปถึงพระราชบัญญัตินี้เลย ท่านก็เอาไว้ แค่นี้ แปะไว้แค่นี้ครับ และไม่ได้คำนึงถึงรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗🔗

ท่านประธานครับ ผมอยากให้สภาแห่งนี้หรือผู้คนที่อยู่ในสภาแห่งนี้ ให้ความเห็นอกเห็นใจประชาชนที่จะมีส่วนร่วมในหลาย ๆ เรื่องของการตรากฎหมาย การรับฟังความคิดเห็น และผลกระทบทำอย่างจริงจัง การวิเคราะห์กฎหมายนั้นทำอย่างจริงจัง มีเอกสาร ๓ ฉบับที่ต้องทำการวิเคราะห์อย่างเปิดเผย และทำให้กฎหมายนี้ประชาชนมีส่วนร่วม อย่างแท้จริง จะออนเน็ต (On net) มาก็ได้ จะเขียนเป็นคำร้องก็ได้ จะจัดสัมมนาก็ได้ จะเปิดเผย ในสาธารณะ เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างไรก็ได้ ที่มีการสื่อสารร่วมกัน นั่นคือหัวใจสำคัญ ของการมีส่วนร่วมในประชาธิปไตยครับ ถ้ายังมีข้อบังคับที่ไม่ยึดโยงประชาชนผมก็ต้องขอ ยืนยันว่าต้องลงคะแนนครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านกรรมาธิการจะชี้แจงหรือครับ เชิญครับ🔗

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการ ขออนุญาตเรียนผ่านท่านประธานเพื่อตอบข้อแปรญัตติของผู้แปรญัตติ ในข้อ ๘๑ ซึ่งเป็น เรื่องของการเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าจะต้องมีรูปแบบใด และจะต้อง มีบันทึกเอกสารประกอบอะไรบ้าง เช่นต้องมีหลักการ มีเหตุผล มีบันทึกวิเคราะห์สรุป สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ รวมถึงเอกสารสรุปการรับฟังความคิดเห็น และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ตามที่ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ กำหนดไว้มาด้วยจึงจะถือว่าครบถ้วนสมบูรณ์ ในขณะที่คำขอแปรญัตติ ที่ผู้แปรญัตติเสนอมานั้นมี ๒ ส่วน ส่วนแรกให้ตัด คือให้ตัดคำว่า ให้เสนอมาพร้อมบันทึก ประกอบตามวรรคหนึ่ง ก็จึงไม่อาจดำเนินการได้ เพราะจะทำให้การเสนอร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนั้นขาดความครบถ้วนสมบูรณ์ ส่วนประเด็นที่ท่านเสนอให้บันทึก เพิ่มเติมนั้น การตรวจสอบความจำเป็น การรับฟังความคิดเห็น และการวิเคราะห์ผลกระทบ ที่อาจเกิดขึ้นจากการตรากฎหมาย โดยงานของรัฐย่อมต้องดำเนินการตามที่กำหนดไว้ ในหมวด ๒ หมวด ๓ และหมวด ๔ ของพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมาย และการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. ๒๕๖๒ อยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมวด ๒ ตั้งแต่มาตรา ๑๒ ถึงมาตรา ๒๐ ก็อย่างที่ท่านผู้แปรญัตติได้เรียนชี้แจงว่าให้ความสำคัญ กับการที่จะรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างรอบด้าน ด้วยวิธีการและมาตรการต่าง ๆ ฉะนั้นก็เป็นหลักปฏิบัติที่จะต้องดำเนินการกับกฎหมายทุกฉบับ ไม่ใช่เฉพาะกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญเท่านั้น จึงไม่จำเป็นจะต้องเขียนว่าถือปฏิบัติตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ไว้ในข้อนี้อีกนะครับ สิ่งที่ท่านผู้แปรญัตติได้เสนอก็ไม่ได้ผิดอะไร เพียงแต่คณะกรรมาธิการ เห็นว่าที่บัญญัติไว้แล้วในข้อ ๘๑ นี้มีความกระชับ ชัดเจน และสามารถปฏิบัติได้ครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

สมาชิกยังติดใจก็จำเป็นต้องขอมติ ขอเชิญท่านสมาชิกเข้ามานะครับ🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

สมาชิกแสดงตนนะครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

อยู่ระหว่างแสดงตนนะครับ ผมขอปิด การแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมขณะนี้ ๔๔๑ ท่านนะครับ🔗

ต่อไปจะขอมติที่ประชุมว่าจะเห็นด้วย กับร่างของกรรมาธิการที่ไม่มีการแก้ไข หรือจะเห็นด้วยกับผู้แปรญัตติที่สงวนคำแปรญัตติ ผู้ใดเห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการที่ไม่มีการแก้ไขโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นด้วยกับ ผู้แปรญัตติที่สงวนคำแปรญัตติโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย และผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกรุณากดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านพร้อมนะครับ ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๔๕๑ ท่าน เห็นด้วย ๔๒๙ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๘ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๓ ท่าน มติที่ประชุมเห็นด้วยกับกรรมาธิการครับ🔗

ต่อไปครับ🔗

นายนัฑ ผาสุข รองเลขาธิการรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการรัฐสภา

ข้อ ๘๒ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๘๓ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๘๔ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๘๕ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๘๖ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๘๗ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๘๘ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๘๙ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๙๐ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๙๑ ไม่มีการแก้ไข มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

มีท่าน พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร ขอเชิญเลยครับ🔗

พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร ในนามสมาชิกรัฐสภา ข้อบังคับ ข้อ ๙๑ ผมขออนุญาตแปรญัตติและขอสงวนคำแปรญัตติไว้ ท่านประธานคงทราบดีว่า การแปรญัตติเป็นเรื่องสำคัญ ทำไมถึงสำคัญครับ เพราะว่ากฎหมายที่เข้ามาสู่สภาก็ดี หรือเรื่องที่จะต้องให้สภาพิจารณาก็ดี ถ้าเป็นเรื่องเล็ก ๆ ไม่กี่มาตราก็อาจจะใช้เวลานิดหน่อย ไม่มากก็คงจะพอได้ แต่ถ้าเป็นบางเรื่องที่มีจำนวนมาตราหรือข้อความที่เกี่ยวข้องค่อนข้างจะ มากมายการให้เวลาจำกัดก็อาจจะเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของสมาชิกรัฐสภา ผมเชื่อว่า ถ้าคนที่จะต้องทำหน้าที่ตรงนี้เพื่อนสมาชิกหลายคนคงจะมีความกังวลเหมือนกัน เพราะขั้นตอน ในการแปรญัตติไม่ใช่อยู่ ๆ ก็จะแปรญัตติได้ง่าย ๆ ต้องศึกษา ต้องหาข้อมูล ต้องตรวจสอบ ผมเองหลายครั้งขณะที่ผมทำหน้าที่ในสภาแห่งนี้กว่าผมจะพบหรืออาจจะตรวจพบ ในภายหลังก็เลย ๗ วันไปแล้วครับ พอเลย ๗ วันไปแล้วเราไม่สามารถที่จะไปขอแก้ไข ขอเพิ่มเติมอะไรทั้งสิ้นเลย ทำให้กฎหมายบางฉบับ แทนที่จะสมบูรณ์ออกไป แล้วเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนกลับมีปัญหาหลายเรื่องครับ แม้แต่รัฐธรรมนูญหรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเองที่มีโทษทางอาญา หลายฉบับ มีปัญหา ผมขออนุญาตนำเรียนท่านประธานผ่านไปทางคณะกรรมาธิการ ขั้นตอนในการแปรญัตติ ไม่ใช่อยู่ ๆ จะแปรญัตติได้ทันที เริ่มตั้งแต่ศึกษาแล้วก็ร่าง ประเด็นที่ ๒ เมื่อศึกษาร่างแล้วก็ต้องหา ผู้รับรอง การหาผู้รับรองค่อนข้างจะยากถ้ายิ่งตรงกับวันหยุดราชการ ท่านประธานเชื่อไหมครับ ทีแรกผมก็จะไม่แปรญัตติแล้วในข้อบังคับนี้ เพราะเรารับวาระที่หนึ่งปลายปี แล้ววันถัดไป ก็เริ่มหยุดยาวปีใหม่ ผมต้องใช้เวลาแล้วใช้สมาธิในเวลาที่จำกัด พอร่างข้อบังคับเสร็จผมต้องตระเวน ไปหาเพื่อนสมาชิก ๑๐ ที่ครับกว่าจะได้เพื่อนสมาชิกครบ แล้วผมก็ต้องขับรถมาที่สภา เมื่อสักครู่ผมพยายามที่จะอธิบายเพื่อให้เพื่อนสมาชิกได้เห็นถึงประโยชน์ของการส่งเอกสาร ทางอิเล็กทรอนิกส์ แต่ไม่เป็นอะไรมันผ่านไปแล้ว เพราะฉะนั้นเราก็คงต้องใช้แบบเดิมก็คือ เมื่อสมาชิกร่างคำขอแปรญัตติเสร็จก็ต้องขับรถมาที่สภา ผมอยากกระซิบท่านประธาน ผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกสักนิดเดียวครับ ท่านเชื่อไหมครับ ผมเอาร่างข้อบังคับมาเสนอที่สภา ซึ่งเป็นวันหยุด ผมเห็นใจเจ้าหน้าที่จริง ๆ ไม่บ่นให้ผมฟัง แต่ผมเห็นสีหน้าแล้ว ต้องมานั่ง เข้าเวรวันหยุดเพื่อจะมารับคำแปรญัตติจากสมาชิก ทำให้ปัญหาเกิดขึ้นอย่างมากมาย ผมจึงเห็นว่า ข้อบังคับการประชุมของรัฐสภาที่จริง ๗ วันก็น้อยอยู่แล้ว แล้วยิ่งไปเจอวันหยุดยาวอีก ท่านประธานครับ ผมขอไม่มาก ท่านกรรมาธิการครับ ผมขอแค่ว่ามีลมหายใจอีกสักนิดหนึ่ง ผมขอเติมจาก ๗ วันธรรมดา เป็นว่า ๗ วันทำการ ซึ่ง ๗ วันทำการมันยืดไปไม่มากหรอกครับ แม้แต่ข้อบังคับนี้จะเขียนไว้ว่า เว้นแต่จะมีความเห็นเป็นอย่างอื่น เว้นแต่สภาจะได้ กำหนดเวลาแปรญัตติไว้เป็นอย่างอื่น ปกติแล้วมันก็ ๗ วันอย่างนี้🔗

ท่านประธานครับ ผมยกตัวอย่างข้อบังคับการประชุมครั้งนี้ ถ้าผมไม่มีสมาธิ ไม่มีความตั้งใจ ผมไม่แปรญัตติหรอกครับ ไม่เกิดประโยชน์ เราต้องเสียเวลา เพราะฉะนั้น กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ผมขอเติมจาก ๗ วันธรรมดาเป็น ๗ วันทำการ ขอให้ ที่ประชุมและท่านกรรมาธิการได้พิจารณาในประเด็นนี้ด้วยครับ ขอบคุณท่านประธานอย่างสูงครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญกรรมาธิการครับ🔗

นางสาวอนุสรี ทับสุวรรณ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวอนุสรี ทับสุวรรณ ในฐานะกรรมาธิการ ขออนุญาตชี้แจงต่อที่ประชุมรัฐสภา ผ่านท่านประธานรัฐสภา เพื่อตอบต่อท่านผู้ขอแปรญัตติในข้อ ๙๑ ตามที่ท่านผู้แปรญัตติ เพิ่มถ้อยคำว่า ทำการ หลังจำนวนวันที่กำหนดให้ดำเนินการในเรื่องนั้น ๆ ดิฉันขอเรียนชี้แจง ตามความเห็นของกรรมาธิการดังนี้🔗

ประการแรก การแก้ไขควรคำนึงถึงเรื่องของความสอดคล้องของการใช้ถ้อยคำด้วย ดังจะเห็นได้จากร่างข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. .... ในข้อที่มีการกำหนดถึงเรื่องระยะเวลา เพื่อดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ ไว้ เช่นข้อ ๑๒ การนัดประชุม ข้อ ๘๔ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ ข้อ ๙๓ การวินิจฉัยร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน ก็ไม่ได้บัญญัติ คำว่าทำการไว้ รวมถึงในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เช่นมาตรา ๑๔๓ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ มาตรา ๑๔๕ การนำร่างพระราชบัญญัติขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ก็ไม่ได้บัญญัติคำว่าทำการไว้เช่นกัน🔗

ประการที่ ๒ หากต้องการให้มีระยะเวลาในการเสนอคำแปรญัตติที่เพิ่มมากขึ้น ก็สามารถดำเนินการได้อยู่แล้ว ดังที่กำหนดไว้ในตอนท้ายของข้อ ๙๑ วรรคหนึ่ง ที่ว่า เว้นแต่ รัฐสภาจะได้กำหนดเวลาแปรญัตติสำหรับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นไว้เป็นอย่างอื่น กรรมาธิการจึงเห็นควรคงไว้ตามร่าง ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านผู้แปรญัตติยังติดใจ ผมจะขอมติ ที่ประชุมนะครับ🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ได้มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอเชิญท่านสมาชิกเข้ามาแสดงตนครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

สมาชิกพร้อมนะครับ ขอปิดการแสดงตน จำนวนผู้เข้าประชุมขณะนี้ ๔๔๗ ท่าน🔗

ต่อไปจะขอมติที่ประชุมนะครับ โดยข้อ ๙๑ นี้ไม่มีการแก้ไข แต่มีผู้แปรญัตติ ผู้แปรญัตติติดใจจะขอลงมติ จึงขอถามมติ ที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการที่ไม่มีการแก้ไข หรือเห็นด้วยกับผู้แปรญัตติ ที่สงวนคำแปรญัตติ ท่านที่เห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการที่ไม่มีการแก้ไขโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านที่เห็นด้วยกับผู้แปรญัตติโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียง กรุณากดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกพร้อมนะครับ ปิดการลงมติ จำนวนผู้ลงมติ ๔๕๖ ท่าน เห็นด้วย ๔๒๙ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๙ ท่าน งดออกเสียง ๖ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ ท่าน มติที่ประชุมเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่ไม่มีการแก้ไขครับ🔗

เชิญต่อครับ🔗

นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการรัฐสภา

ข้อ ๙๒ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๙๓ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๙๔ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๙๕ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๙๖ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๙๗ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๙๘ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๙๙ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๐๐ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๐๑ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๐๒ มีการแก้ไข🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

มีการแก้ไข จำเป็นต้องขอมติที่ประชุมครับ สมาชิกมีอะไรจะอภิปรายอนุญาตนะครับ ถ้าไม่มี ผมขออนุญาตขอมติที่ประชุมครับ🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

สมาชิกแสดงตนครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลพบุรี

ท่านประธานคะ ดิฉัน ลำดับที่ ๒๘๐ นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช แสดงตนค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เจ้าหน้าที่บันทึกด้วยครับ ขอปิดการแสดงตน มีจำนวนผู้เข้าประชุม ๔๕๐ ท่าน🔗

โดยที่ข้อนี้มีการแก้ไขจึงต้องขอมติที่ประชุม ว่าจะเห็นชอบตามที่กรรมาธิการแก้ไขหรือไม่ ถ้าเห็นด้วยกับกรรมาธิการโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ถ้างดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลพบุรี

ท่านประธานคะ ดิฉัน ลำดับที่ ๒๘๐ นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช เห็นด้วยค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

สมาชิกพร้อม ขอปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๔๔๒ ท่าน เห็นด้วย ๔๔๑ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี มติที่ประชุมในข้อนี้เห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการ🔗

ขอเชิญต่อครับ🔗

นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการรัฐสภา

ข้อ ๑๐๓ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๐๔ ไม่มีการแก้ไข หมวด ๕ การเสนอและการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ไม่มีการแก้ไข ส่วนที่ ๑ การเสนอและการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่จะตราขึ้นเพื่อดำเนินการตาม หมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศ ตามมาตรา ๒๗๐ ของรัฐธรรมนูญ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๐๕ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๐๖ ไม่มีการแก้ไข🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านเลขาธิการรัฐสภาครับ ข้อ ๑๐๕ มีการแก้ไขไหมครับ🔗

นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการรัฐสภา

ไม่มีครับ มีแจกใบแทรกครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ใบเดิมมันมีนะครับ เชิญต่อครับ🔗

นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการรัฐสภา

ข้อ ๑๐๗ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๐๘ ไม่มีการแก้ไข ส่วนที่ ๒ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่ต้องยับยั้งไว้ ตามมาตรา ๒๗๑ ของรัฐธรรมนูญ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๐๙ ไม่มีการแก้ไข หมวด ๖ การให้ ความเห็นชอบ ตามมาตรา ๑๔๗ ของรัฐธรรมนูญ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๑๐ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๑๑ ไม่มีการแก้ไข หมวด ๗ การรับฟังคำชี้แจงและการให้ความเห็นชอบหนังสือ สัญญาตามมาตรา ๑๗๘ ของรัฐธรรมนูญ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๑๒ ไม่มีการแก้ไข หมวด ๘ การเสนอและการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๑๓ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๑๔ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๑๕ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๑๖ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๑๗ ไม่มีการแก้ไข แต่มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

มีผู้แปรญัตติ แต่ว่าท่านวิรัชขอหารือนะครับ เชิญครับ🔗

นายวิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม วิรัช รัตนเศรษฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาต เรียนท่านประธานว่าเมื่อสักครู่ได้มีการคุยในส่วนของวิป (Whip) ๓ ฝ่ายคือในส่วนของ วุฒิสมาชิก ในส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล และมีมติ ขอให้พิจารณาเพียงแค่จบในร่างข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ส่วนที่เหลือร่างพระราชบัญญัติ ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. .... กับร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. .... ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ ทั้ง ๒ ร่างขอเลื่อนเป็นครั้งหน้าตามที่ท่านประธานรัฐสภา จะให้มีการประชุม เลยเรียนแจ้งท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ไม่เอาคืนนี้เลยหรือ กว่าจะประชุม รัฐสภานี้ยาก แต่ว่าไม่เป็นไร ความพร้อม แล้วเราก็ต้องการคุณภาพ ขออนุญาตเชิญท่าน ผู้แปรญัตติ พลตำรวจตรี สุพิศาล เชิญครับ🔗

พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ข้อนี้เป็นข้อที่น่าสนใจครับท่านประธาน ขอสไลด์ (Slide) ด้วยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

โดยเฉพาะข้อ ๑๐๗ เป็นข้อที่สำคัญคืออยู่ในหมวดการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ท่านกรรมาธิการ กลับไปดูในข้อ ๘๒ ครับ ข้อ ๘๒ เป็นแค่ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่มีผู้เสนอ ตามมาตรา ๑๓๑ ของรัฐธรรมนูญ ให้ประธานรัฐสภาทำการตรวจสอบ และหากมีข้อบกพร่อง ให้ประธานรัฐสภาแจ้งผู้เสนอทราบภายในเจ็ดวันนับตั้งแต่วันที่ได้รับ อันนั้นกฎหมายลูกครับ และอันนี้แก้กฎหมายแม่ ผมถึงบอกว่าอันนี้กฎหมายแม่ ร่างแก้ไขเพิ่มเติมเป็นกฎหมายแม่ ที่จะต้องทำ ต้องทำ และกำลังจะต้องทำด้วย ในกฎหมายแม่ใครเป็นผู้ที่เกี่ยวข้อง ผมถึงเสนอว่า ต้องภายใน ๗ วัน เมื่อท่านประธานรัฐสภาแจ้งผู้เสนอทราบภายใน ๗ วัน และเมื่อผู้เสนอ แก้ไขเสร็จแล้วเสนอกับประธานรัฐสภาโดยทันที โดยทันที หมายความว่า เสร็จแล้วต้องทำ ถัดไปครับ ภายใน ๗ วันเพราะอะไร เงื่อนไขเวลาผมใช้เฉกเช่นเดียวกัน เอาเท่ากฎหมายลูก เท่านั้นเอง ในข้อ ๘๒ ท่านเขียนเองของท่าน ไม่ได้แก้นะครับ แต่ท่านไม่รู้ตกอันนี้หรือเปล่า ๗ วัน ถ้าตัดของผมหรือไม่เติมของผมจะควรจะตัดข้อ ๘๒ ทิ้งไปเลย เพราะมันกฎหมายลูก กว่าด้วย และโดยทันที ทำไมต้องโดยทันทีครับท่านประธาน ผู้เสนอญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติม ปรากฏตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๒๕๖ (๑) มีใคร มีคณะรัฐมนตรี มีสมาชิกที่อยู่ในนี้ ไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน หรือ ส.ส. และ ส.ว. จำนวน ไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ทั้งหมดของทั้งสองสภา แบบวันนี้นะครับ หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าห้าหมื่นคน ตามกฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อ เสนอกฎหมาย พ.ศ. .... ที่กำลังทำอยู่นี่นะครับ แต่ใช้ของเก่าก็ได้ ที่ต้องแก้นี่คือคนที่เป็น สเตคโฮลเดอร์ (Stakeholder) ของผู้ที่เสนอครับ ท่านประธานครับ แล้วเวลา ๗ วันมันก็สมควรแก่เหตุ ผมถึงอยากให้คณะกรรมาธิการที่ทำ ข้อมูลตรงนี้อย่าตอบผมเลยว่าร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญกับพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญใครใหญ่กว่ากัน เท่านี้ครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

กรรมาธิการครับ🔗

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในร่างข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๑๑๗ ก็เป็นไปอย่างที่ทางท่าน ผู้แปรญัตติได้กล่าวมา เพราะว่าท่านแปรญัตติเพิ่มว่า แจ้งผู้เสนอทราบภายใน ๗ วัน และ เมื่อผู้เสนอแก้ไขเสร็จสิ้นแล้วให้เสนอกับประธานรัฐสภาโดยทันที ตรงนี้มีความแตกต่างกับ ข้อบังคับที่ท่านกล่าวมาถึง เพราะว่าในข้อบังคับ ข้อ ๑๑๗ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ (๑) เขียนว่า ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมต้องมาจาก ครม. หรือจาก ส.ส. ไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ ก็เท่ากับประมาณ ๑๐๐ คน หรือจาก ส.ส. บวก ส.ว. จำนวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ ของ สมาชิกทั้งหมดที่มี อันนี้ก็เท่ากับ ๑๕๐ คน หรือจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน ไม่น้อยกว่า ๕๐,๐๐๐ คน ตามกฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย อันนี้สำคัญ ๕๐,๐๐๐ คนนี่มีความสำคัญมาก เพราะว่าจำนวน ๕๐,๐๐๐ คนไม่เหมือนกับการแก้ไข กฎหมายปกติที่จะใช้ประชาชน ๑๐,๐๐๐ คน🔗

ทีนี้ในส่วนของการเข้าชื่อเสนอกฎหมายมีความสำคัญมาก คือท่านต้องไปดูว่า ในข้อบังคับ ข้อ ๑๑๘ เป็นข้อบังคับที่เขียนขึ้นมาใหม่ เขียนขึ้นมาว่าในกรณีที่มีการขอแก้ไข เพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมก่อนที่ประธานรัฐสภาสั่งบรรจุร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมนั้นเข้าระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา ให้ผู้เสนอที่ลงชื่อไว้เดิมทุกคนร่วมลงชื่อ ขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างแก้ไขเพิ่มเติมด้วย เว้นแต่เป็นการขอแก้ไขเพิ่มเติมเล็กน้อยที่ไม่มีผล ทำให้หลักการตามข้อ ๑๑๔ (๑) หรือสาระสำคัญแห่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนั้น เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งตรงนี้ถ้าหากมีการเปลี่ยนแปลงขอแก้ไข ในข้อบังคับ ข้อ ๑๑๗ ให้ประธานรัฐสภาทำการตรวจสอบ และหากมีข้อบกพร่องให้ประธานรัฐสภาแจ้งผู้เสนอทราบ คือตรงนี้ก็ต้องแจ้งผู้เสนอให้ทราบ แล้วประเด็นก็คือว่าเมื่อมาถึงก่อนที่ประธานรัฐสภา จะบรรจุให้ผู้เสนอที่ลงชื่อไว้เดิมทุกคนร่วมลงชื่อ ทีนี้ก็มีประชาชน ๕๐,๐๐๐ คน ถ้าหากว่า ตรวจสอบพบว่ามีข้อบกพร่องก็ต้องย้อนกลับไปให้ประชาชน ๕๐,๐๐๐ คนร่วมลงชื่อ ซึ่งตรงนี้ เป็นไปไม่ได้นะครับ ทีนี้ในกรณีของข้อบังคับที่เขียนแล้วก็ไม่มีคำว่า ภายในเจ็ดวัน และเมื่อ ผู้เสนอแก้ไขเสร็จสิ้นแล้วให้เสนอกับประธานรัฐสภาโดยทันที คือเดิมไม่มีท่านผู้แปรญัตติ แปรญัตติเพิ่มขึ้นมา ในร่างข้อบังคับ ข้อ ๑๑๗ เขียนสอดรับกับข้อบังคับ ข้อ ๙๐ ของ ข้อบังคับรัฐสภา ปี ๒๕๕๓ ไม่มีคำนี้ ก็ล้อกับรัฐธรรมนูญ เพราะว่าในเรื่องของการแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องใหญ่ ทีนี้ถ้าหากว่ามีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ความจริงไม่ควรจะมีข้อบกพร่อง แต่แน่นอน มันก็มีข้อบกพร่องเกิดขึ้นมาได้ ทีนี้เมื่อมีข้อบกพร่องเกิดขึ้นมาแล้วก็จำเป็นที่จะต้องให้ ผู้ที่เข้าชื่อเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเขาต้องตรวจสอบ แล้วก็ต้องลงชื่อด้วยว่าได้เห็น และได้แก้ไข แล้วยังยืนยันว่าจะเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้น อันนี้เคยมีเกิดขึ้นแล้ว ในอดีต ในกรณีที่มีการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ แต่เนื่องจากมีการแก้ไขเนื้อหาสาระของร่าง แต่ว่า ยังใช้ชื่อของ ส.ส. ที่ลงชื่อเดิมอยู่ เพราะฉะนั้นก็มีปัญหาว่าผู้ที่ลงชื่อเดิมเขาไม่ทราบร่างที่ เกิดขึ้นมาใหม่ ก็มีความจำเป็นที่จะต้องให้ผู้ที่ลงชื่อเดิมนั้นทราบตรงนี้ด้วย ประเด็นเรื่องของ ๗ วันเป็นเรื่องของการเร่งรัด ความจริงท่านไม่ได้บอกว่าภายใน ๗ วันตั้งแต่เมื่อไร แต่ว่า ก็โอเค (OK) ไม่เป็นอะไร แต่ประเด็นก็คือถ้าหากเราไม่มีการเขียนเอาไว้ก็ไม่มีปัญหาเรื่อง เงื่อนเวลา เพราะว่าการพิจารณา การตรวจสอบ ผู้ที่เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญรายชื่อทั้งหมด ๕๐,๐๐๐ คนของภาคประชาชนเป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบ ตาม พ.ร.บ. เข้าชื่อเสนอกฎหมาย ปี ๒๕๕๖ ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก เพราะว่าต้องตรวจสอบตามหลักเกณฑ์ของ การตรวจสอบว่าตัวบุคคลนั้นใช่ไหม ถูกต้องไหม บัตรประจำตัวประชาชนที่ส่งเข้ามายืนยัน ตัวตนใช่หรือไม่ใช่ ลายมือชื่อของตัวบุคคลด้วย ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยากมาก พอสมควร เพราะฉะนั้นทางกรรมาธิการพิจารณาดูแล้วก็เห็นว่าไม่สามารถที่จะเพิ่มเติม ขึ้นมาได้ตามที่ท่านเขียน ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกที่เคารพครับ โดยที่เรื่องนี้🔗

(พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ติดใจครับท่าน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านมีอะไรเพิ่มเติมครับ ขอสั้น ๆ นะครับ🔗

พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

สั้นครับ ผมรับปากว่าสั้น ไม่ยาวครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญเลยครับ🔗

พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา คือท่านกรรมาธิการที่ตอบนั้นตอบไม่ตรงกับ เพราะว่าท่านเบี่ยงไปนิดเดียว จุดประสงค์คือผมต้องการให้อธิบายว่าถ้าไม่วาง แล้วข้อ ๘๒ วางไว้ทำไม ถ้า ๗ วันมันกฎหมายลูก แล้วประเด็นสำคัญคือถ้าท่านประธานสั่งแก้ภายใน ๗ วัน ส่งผู้เสนอมาปั๊บจะกี่วันก็ช่างเขา ๕๐,๐๐๐ กว่าคนเขารู้ตัวอยู่แล้วว่าถ้าเขาจะเร่งแก้กฎหมายหรือแก้ข้อบกพร่องเขาต้องกลับมาทำ ทันทีอยู่แล้ว เพราะมันเป็นเรื่องของกฎหมายรัฐธรรมนูญที่จะเพิ่มเติม เขาจ้องอยู่แล้วครับ ไม่มีการชักช้าครับ มันคนละประเด็นกัน ผมเอาไว้แค่นี้ครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

โดยที่ต้องขอมติ เนื่องจากในข้อ ๑๑๗ ไม่มีการแก้ไข แต่ท่านผู้แปรญัตติสงวนคำแปรญัตติและติดใจ เพราะฉะนั้นต้องขอให้ ที่ประชุมลงมตินะครับ🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

สมาชิกเชิญเข้ามาแสดงตนครับ ท่านที่เข้ามาแล้วกรุณาแสดงตนได้เลยครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

อยู่ระหว่างแสดงตนนะครับ ถ้าสมาชิก พร้อมแล้ว ผมขอปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมขณะนี้ ๔๔๕ ท่าน🔗

ต่อไปขอถามมติที่ประชุมว่าผู้ใดเห็นด้วย กับร่างของกรรมาธิการที่ไม่มีการแก้ไขโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นด้วยกับผู้แปรญัตติ ที่สงวนคำแปรญัตติโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ถ้าพร้อม ผมขอปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๔๕๙ ท่าน เห็นด้วย ๔๓๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๒ ท่าน งดออกเสียง ๙ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ ท่าน มติที่ประชุมเห็นด้วยกับกรรมาธิการครับ🔗

ต่อไปครับ🔗

นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการรัฐสภา

ข้อ ๑๑๘ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๑๙ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๒๐ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๒๑ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๒๒ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๒๓ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๒๔ ไม่มีการแก้ไข แต่มีผู้แปรญัตติ ขอสงวน คำแปรญัตติ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ข้อ ๑๒๔ พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร ขอแปรญัตติครับ ถ้าท่านติดใจอยู่ เชิญครับ🔗

พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร สรรหา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร ในนามสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเคารพในความเห็นของเพื่อนสมาชิก ในข้อนี้มันสอดคล้องและใกล้เคียงกับข้อบังคับ ที่ผ่านมา ผมจะขอกราบเรียนท่านประธานไปถึงเพื่อนสมาชิกว่าข้อบังคับนี้ผมไม่ติดใจครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านผู้แปรญัตติไม่ติดใจ ขอผ่านไปนะครับ เชิญครับ🔗

นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการรัฐสภา

ข้อ ๑๒๕ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๒๖ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๒๗ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๒๘ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๒๙ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๓๐ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๓๑ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๓๒ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๓๓ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๓๔ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๓๕ ไม่มีการแก้ไข หมวด ๙ การพิจารณาให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรี ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๓๖ ไม่มีการแก้ไข แต่มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านกรรมาธิการที่สงวนความเห็น เชิญครับ🔗

นายคารม พลพรกลาง กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ในข้อ ๑๓๖ ขอกราบเรียนท่านประธานว่าเป็นกรณีการพิจารณาให้ความเห็นชอบ นายกรัฐมนตรี ตามมาตรา ๒๗๒ วรรคหนึ่งของรัฐธรรมนูญ ซึ่งทางผมได้สงวนความเห็น ในวรรคสาม กรณีที่มีการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีต่อที่ประชุมรัฐสภา ให้ผู้ถูกเสนอชื่อตามวรรคสอง กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ในการที่จะดำรงตำแหน่งต่อที่ประชุมภายในระยะเวลาที่ประธานกำหนด ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานไปยังสมาชิกรัฐสภาว่าแม้โดยทั่วไปแล้วเมื่อสมาชิกรัฐสภา จะให้ใครมาเป็นนายกรัฐมนตรีก็เป็นที่รู้กันโดยทั่วไป แต่อย่างน้อยในอนาคตต่อไปการที่เรา จะได้ผู้นำประเทศและได้พูดคุย การแถลงนโยบายได้แถลงอยู่แล้วตามรัฐธรรมนูญ แต่การแสดงวิสัยทัศน์ แสดงความคิด ความเห็นที่เป็นประโยชน์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เสียหาย แล้วก็เป็นมิติใหม่ เป็นการได้เห็นนะครับว่า คนที่จะเป็นผู้นำประเทศมีวิธีคิดต่อบ้านเมือง แล้วก็ได้พูดกับตัวแทนประชาชนอย่างไร เพราะฉะนั้นผมจึงกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านสมาชิกว่าผมมีความประสงค์ที่จะใส่ ข้อความเข้าไปตามที่ได้สงวนความเห็น ให้ผู้ถูกเสนอชื่อตามวรรคสอง กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ ในการที่จะดำรงตำแหน่งต่อที่ประชุมภายในระยะเวลาที่ประธานกำหนด ซึ่งเป็นเรื่องที่ประธาน จะได้กำหนดให้พอสมควร ให้เหมาะสม จึงกราบเรียนที่ประชุมเพื่อทราบครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญครับ🔗

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะ กรรมาธิการ ผมขออนุญาตเจ้าหน้าที่เตรียมสไลด์ (Slide) ด้วยนะครับ เพราะผมเตรียมสไลด์ (Slide) ไว้🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร กรรมาธิการ

ในข้อ ๑๓๖ ผมขอเพิ่มข้อความ เป็นวรรคสาม โดยวรรคสามผมได้เพิ่มข้อความที่ว่า ให้ผู้ถูกเสนอชื่อตามวรรคสอง นั่นก็คือ ผู้ถูกเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงวิสัยทัศน์ต่อที่ประชุมภายในระยะเวลา ที่ประธานกำหนด เราลองมาพิจารณาดูความจำเป็นครับ ในข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นประธานวุฒิสภาต้องกล่าวแสดงวิสัยทัศน์ในที่ประชุม ข้อบังคับ การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ต้องกล่าวแสดงวิสัยทัศน์ ผมยืนยันว่ารัฐธรรมนูญนี้ไม่ได้กำหนดให้ผู้ที่จะดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีหรือผู้ที่ถูกเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต้องกล่าววิสัยทัศน์ก็จริง แต่รัฐธรรมนูญก็ไม่ได้ห้าม และที่ผ่านมาเราก็พบแล้วว่าผู้นำฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้งที่ผู้ถูกเสนอชื่อ ให้ดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภาก็ดี หรือประธานสภาผู้แทนราษฎรก็ดี ล้วนต้องกล่าวแสดง วิสัยทัศน์ทั้งสิ้น ในเมื่อผู้นำฝ่ายนิติบัญญัติต้องทำ เหตุใดทำไมนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้นำ ฝ่ายบริหารถึงจะทำไม่ได้ จากกรรมาธิการหลายท่านได้พูดคุยกันก็มีข้อโต้แย้งว่าหากมีการ เสนอหลายรายชื่อจะเป็นการเสียเวลาในที่ประชุม ผมต้องชี้แจงอย่างนี้ว่าทำไมประธาน สภาผู้แทนราษฎรถึงเสียเวลาได้ ทำไมประธานวุฒิสภาถึงเสียเวลาได้ แต่ทำไมคนที่จะดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ผู้นำฝ่ายบริหารซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีผลกระทบต่อปากท้องของพี่น้องประชาชน ที่สุดจะเสียเวลาให้เขาผู้นั้นแสดงวิสัยทัศน์ต่อสภาไม่ได้🔗

ข้อโต้แย้งถัดมา ผมขออนุญาตชี้แจงเพื่อให้เกิดความชัดเจน หลายท่าน มักปรารภกับผมว่าในช่วงเวลาหาเสียงผู้ที่ถูกเสนอชื่อได้นำเสนอนโยบายต่อสาธารณะแล้ว แต่ท่านประธานครับ เราอาจจะลืมไปว่าในข้อ ๑๓๘ และรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ วรรคสอง ได้ระบุไว้ครับ ในกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีได้อาจมีการยกเว้นไม่ต้อง เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ ตามมาตรา ๘๘ ของ รัฐธรรมนูญ หลายท่านแย้งอีกบอกว่าเป็นบทเฉพาะกาล แต่บทเฉพาะกาลตัวนี้กินเวลา ๕ ปี นับจากรัฐสภาชุดแรกเกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ นั่นหมายความจะต้องกินไปถึงปี ๒๕๖๗ พฤติกรรม ฝีมือ และคุณภาพงานของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ผมเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ ที่เราจะมีการเลือกนายกรัฐมนตรีใหม่อีกหลายครั้ง เพราะต้องมาแก้ปัญหาที่เขาฝากเอาไว้ อีกหลายอย่าง และกว่าจะล้างมลทิน ล้างตราบาปของการสืบทอดอำนาจต้องเลือกอีก หลายครา🔗

สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ กับข้อโต้แย้งที่กรรมาธิการและเพื่อนสมาชิกหลายท่าน มักจะบอกว่าสมาชิกรัฐสภาตัดสินใจอยู่ก่อนแล้ว มาที่รัฐสภาก็รู้อยู่แล้วว่าต้องเลือกใคร ผมไม่เชื่อ อย่างนั้นครับท่านประธาน มาตรา ๑๑๔ ของรัฐธรรมนูญระบุเอาไว้ว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมายหรือการครอบงำใด ๆ ผมไม่เชื่อว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้จะถูกครอบงำโดยผู้ใด และผมเชื่อว่าสมาชิกผู้ทรงเกียรติทั้ง ๒ สภามีวิจารณญาณในการเลือกเป็นของตนเอง ไม่มีทาง เป็นเครื่องมือการสืบทอดอำนาจหรือสามารถถูกใครบงการให้เลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรีได้ การแสดงวิสัยทัศน์จึงเป็นกระบวนการในการพิจารณาขั้นสุดท้ายที่สำคัญอย่างมากในการ ตัดสินใจ แต่แท้ที่จริงแล้วการแสดงวิสัยทัศน์ในที่ประชุมสภาสิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่สมาชิกที่อยู่ ในสภาแห่งนี้ แต่เป็นการให้คำมั่นของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อประชาชน ถามว่าการให้คำมั่นต่อประชาชนประชาชนได้ประโยชน์อะไร มีอยู่ ๓ ประการครับ🔗

ประการที่ ๑ ประชาชนอยากจะรู้ว่านโยบายที่หัวหน้าพรรคการเมืองต่าง ๆ ใช้หาเสียง ใช้บอกเล่าเก้าสิบกับพวกเขา นโยบายใดจะถูกจัดลำดับความสำคัญเป็นลำดับแรก ที่จะผลักดันให้เกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรม เมื่อเขาผู้นั้นได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี🔗

ประการที่ ๒ นโยบายที่เขาให้คำมั่นในที่ประชุมรัฐสภาจะปรากฏในคำแถลง นโยบายของรัฐบาล ตามมาตรา ๑๖๒ ของรัฐธรรมนูญนี้หรือไม่ เป็นความเชื่อมโยงจากการ หาเสียงและเข้ามาสู่คำแถลงของนโยบายรัฐบาล🔗

ประการสุดท้าย ประชาชนต้องตรวจสอบว่าในทางปฏิบัตินั้นรัฐบาลได้ลงมือ ทำตามที่ได้หาเสียงไว้หรือไม่🔗

การให้คำมั่นต่อประชาชนสำคัญมาก ๆ ครับ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ว่าด้วย การปฏิรูปประเทศด้านการเมือง มาตรา ๒๕๘ ก (๓) ประกอบด้วยมาตรา ๕๗ ของพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ใจความสำคัญมีอยู่ ๓ ข้อ นโยบายใดที่ต้องใช้เงิน การประกาศนโยบายนั้น การประกาศโฆษณานั้น อย่างน้อยต้องมีรายการดังต่อไปนี้🔗

๑. วงเงินที่ต้องใช้และที่มาของเงินที่จะใช้ในการดำเนินงาน🔗

๒. ความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย🔗

๓. ผลกระทบและความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย🔗

นั่นหมายความว่าอย่างไรครับ รัฐธรรมนูญกำกับให้ผู้ที่จะใช้นโยบายหาเสียง ต้องเอานโยบายที่เป็นไปได้ เรากำหนดให้ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต้องแสดงวิสัยทัศน์ ต่อที่ประชุมสภาแห่งนี้ เพื่อเป็นตัวกลางในการถ่ายทอดคำมั่นนั้นให้กับประชาชนที่ดูอยู่ที่บ้าน เพื่อป้องกันอย่างนี้ครับท่านประธาน ในภายภาคหน้าจะได้ไม่มีนโยบายหาเสียงแบบนี้อีก ค่าแรงขั้นต่ำ ๔๐๐-๔๒๕ บาทต่อวัน ปริญญาตรี เงินเดือน ๒๐,๐๐๐ บาท อาชีวศึกษา เงินเดือน ๑๘,๐๐๐ บาท เด็กจบใหม่ยกเว้นภาษี ๕ ปี ลดภาษีบุคคลธรรมดา ๑๐ เปอร์เซ็นต์ และท้ายที่สุดนะครับ ประกันราคายางพารา ๖๕ บาทต่อกิโลกรัม ปาล์ม ๕ บาทต่อกิโลกรัม ทำไม่ได้ยุบพรรค จำคุก ข้อหาฉ้อโกงประชาชน ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ผมยืนยันว่ายังทำไม่ได้เลย ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องกำหนดให้ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือผู้ที่ถูกเสนอชื่อ ให้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต้องให้คำมั่นกับประชาชน เพื่อไม่ให้เขากล้าที่จะตระบัดสัตย์ โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาเป็นสักขีพยาน ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

มีกรรมาธิการอีกท่านจะชี้แจง เชิญเลยครับ🔗

นายเสรี สุวรรณภานนท์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการ ต้องกราบเรียนท่านประธานว่า ข้อเสนอของกรรมาธิการเสียงข้างน้อยฟังดูก็เหมือนมีเหตุผล แต่เหตุผลดังกล่าวนั้นยังไม่สามารถที่จะมาหักล้างหลักการในทางรัฐธรรมนูญได้ เพราะรัฐธรรมนูญ อย่างที่ท่านก็กล่าวอยู่เองครับ ไม่ได้กำหนดเป็นสภาพบังคับว่าบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเป็น นายกรัฐมนตรีนั้นจะต้องแสดงวิสัยทัศน์ แต่ความเห็นชอบของสมาชิกในสภานั้นจะขึ้นอยู่กับ เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรที่จะเห็นชอบว่าใครเป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนการแสดงวิสัยทัศน์ ถ้าจะกำหนดให้มีก็จะมีระยะเวลาที่จำกัด ไม่สามารถที่จะนำข้อมูล ความรู้ ความสามารถ หรือข้อที่เคยไปรับปากรับคำเป็นนโยบายให้กับพี่น้องประชาชนตอนหาเสียงนั้นมากล่าว ให้ครบถ้วนในสภาได้ ดังนั้นในกรรมาธิการเสียงข้างมากไม่ได้ไม่ให้ความสำคัญกับการที่ ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อนั้นจะแสดงวิสัยทัศน์หรือไม่นะครับ ซึ่งก็อยู่กับสภาวะในขณะที่ได้รับ การเสนอชื่อนั้นผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อสามารถที่จะแสดงตัวยอมหรือเสนอที่จะแสดงวิสัยทัศน์ได้ แต่ไม่ใช่มาอยู่เป็นข้อบังคับในสภา ดังนั้นข้อหาเสียงนโยบายต่าง ๆ ที่ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็น นายกรัฐมนตรีนั้นมาจากพรรคการเมือง ไม่ใช่ตัวนายกรัฐมนตรีหรือผู้ได้รับการเสนอชื่อ นายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวที่มาตกปากรับคำกับสภาแล้วก็จะเป็นไปตามนั้น ส่วนการที่จะนำเสนอ แนวคิดหรือนโยบายที่จะดำเนินการนั้นจะไปอยู่ที่การแสดงนโยบายที่จะต้องมาแถลงต่อ ที่ประชุมเป็นหลักการสำคัญ มีเนื้อหาสาระที่สามารถจะแก้ไขปัญหาทั้งประเทศ ทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงแค่ระยะเวลาที่จำกัดในการที่จะมาพูดเพื่อให้ประชาชนหรือให้สภาตัดสินใจ🔗

อย่างที่กราบเรียนครับ การตัดสินใจในสภาขึ้นอยู่กับเสียงข้างมากที่ ส.ส. จะต้องตัดสินใจ และเงื่อนไขของการแสดงวิสัยทัศน์ก็ไม่ใช่ตัวกำหนดที่จะทำให้เห็นได้ว่า นายกรัฐมนตรีคนนั้นหรือคนที่ได้รับการเสนอชื่อนั้นจะเหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ เพราะเป็นช่วงระยะเวลาจำกัด กราบเรียนด้วยเหตุด้วยผลครับว่าแนวคิดเป็นหลักการที่ดี แต่ไม่น่าจะอยู่ในสภาพบังคับที่เราจะต้องเขียนไว้ในข้อบังคับครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

โดยที่ข้อ ๑๓๖ นี้ไม่มีการแก้ไข แต่ว่า ท่านกรรมาธิการได้สงวนความเห็นไว้ แล้วก็ได้อภิปรายไปแล้ว ขออนุญาตที่ประชุมจะต้อง ลงมตินะครับ เชิญสมาชิกเข้ามาแสดงตนครับ🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผมขออีกสักนิดหนึ่งได้ไหมครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญท่านวิโรจน์ครับ🔗

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรก็ไม่ได้อยู่ ในสภาพบังคับ ผู้ที่ถูกเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภาล้วนไม่ได้อยู่ในสภาพบังคับ แต่ทั้ง ๒ ท่านมีความสง่างามกล้าที่จะแสดงวิสัยทัศน์และความเป็นกลางที่จะดำรงให้อำนาจ นิติบัญญัติเกิดขึ้นโดยชอบธรรม วันนี้ผมอยากให้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าบุคคลที่จะกำปากท้อง ของประชาชนในตำแหน่งที่เรียกว่านายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทยไม่กล้าที่จะแสดง วิสัยทัศน์ต่อที่ประชุมสภาแห่งนี้ ไม่กล้าที่จะมองกล้องตัวนั้นตัวนี้เพื่อมองตาไปที่ประชาชน ที่อยู่ทางบ้านเพื่อให้คำมั่นกับพวกเขาหรือครับ ผมคิดว่าที่ประชุมแห่งนี้ต้องทำให้นายกรัฐมนตรี กล้าที่จะให้คำมั่น และวันนี้พี่น้องประชาชนดูอยู่ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ณ ที่นี้จะยินยอมให้ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกล้าที่จะลั่นคำมั่นของเขาว่าจะดูแล พี่น้องประชาชนพวกเราอย่างดีในที่ประชุมอันทรงเกียรติแห่งนี้ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านกรรมาธิการมีสิทธิที่จะชี้แจงได้ เชิญครับ🔗

นายเสรี สุวรรณภานนท์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เสรี กรรมาธิการ ต้องกราบเรียนทำความเข้าใจครับว่าข้อเสนอที่เรากำลังพิจารณาอยู่นี้ เป็นเรื่องข้อบังคับการประชุมรัฐสภา เป็นคนละเรื่องกับวุฒิสภา ข้อที่ ๑ ครับ🔗

ข้อที่ ๒ การเสนอบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี ในส่วนของการแสดงวิสัยทัศน์นั้น ไม่ใช่เรื่องของความกล้าหรือไม่กล้า ผมเชื่อว่าทุกคนมีความกล้า แต่ด้วยกระบวนการที่จะถูก สร้างขึ้นมาเป็นกระบวนการที่ถ้ากำหนดแล้วมันไม่ใช่ตัวกำหนดหรือตัวชี้วัดว่าใครมีความรู้ ความสามารถ หรือเก่งกล้าสามารถแค่ไหน หรือจะนำพาประเทศไปในอนาคตข้างหน้า ได้อย่างไร จึงปล่อยให้เป็นธรรมชาติครับ ถ้าท่านพร้อมหรือยินยอมที่จะแสดงวิสัยทัศน์ หรือสมาชิกร้องขอท่านก็มีสิทธิในการที่จะพูดได้ ในกรรมาธิการเห็นว่าเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย และไม่เอากระบวนการเหล่านี้มาเป็นกระบวนการเล่นการเมืองกันตั้งแต่พอเริ่มจะตั้งรัฐบาล จึงเห็นว่าน่าจะปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ โดยดูจากสถานการณ์ ดูจากแต่ละฝ่ายที่เห็น ตรงกัน หรือจะดำเนินการต่อไปโดยไม่มีสภาพบังคับในข้อบังคับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

สมาชิกกรุณาแสดงตนด้วยครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

สมาชิกพร้อมนะครับ ขอปิดการแสดงตน จำนวนผู้เข้าประชุมขณะนี้ ๔๒๕ ท่านครับ🔗

ต่อไปจะขอถามมติที่ประชุมครับว่า ผู้ใดเห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการที่ไม่มีการแก้ไขโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นด้วยกับ กรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย และผู้ใดเห็นควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายเสรี สุวรรณภานนท์ กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผม เสรี พอดี บัตรผมอยู่ข้างล่าง ผมเห็นด้วยครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านเสรีอยู่ข้างบนเห็นด้วยนะครับ ถ้าพร้อมแล้ว ผมขอปิดการลงมติครับ🔗

นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ผม ลำดับที่ ๑๖ เห็นด้วยครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

จำนวนผู้ลงมติ ๔๔๓ ท่าน เห็นด้วย ๓๘๙ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๔๗ ท่าน งดออกเสียง ๔ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๓ ท่าน มติที่ประชุม เห็นด้วยกับกรรมาธิการ🔗

เชิญต่อครับ🔗

นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการรัฐสภา

ข้อ ๑๓๗ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๓๘ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๓๙ ไม่มีการแก้ไข หมวด ๑๐ การแถลงนโยบาย ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๔๐ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๔๑ ไม่มีการแก้ไข แต่มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และมี ผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

มี ๒ ท่านนะครับ คุณหมอเจตน์ยังติดใจ ไหมครับ ถ้าติดใจเชิญครับ🔗

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา แล้วก็ในฐานะ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ในข้อบังคับ ข้อ ๑๔๑ สมาชิกรัฐสภามีสิทธิจะซักถามและอภิปราย ทั้งในทางสนับสนุนและคัดค้าน ในเรื่องความเหมาะสมของนโยบายและความสามารถที่จะบริหาร ราชการแผ่นดินให้สำเร็จผลตามนโยบาย ขีดเส้นใต้ที่เขียนว่า และความสามารถที่จะบริหาร ราชการแผ่นดินให้สำเร็จผลตามนโยบาย🔗

ท่านประธานครับ เรื่องนี้ผมแปรญัตติ แล้วก็สงวนคำแปรญัตติ เพราะประโยค ที่บอกว่า ความสามารถที่จะบริหารราชการแผ่นดินให้สำเร็จผลตามนโยบาย เป็นเรื่องที่ไม่ได้มี เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่มันคือหลักการที่ว่าในกรณีที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้ก็ไม่ได้เอามาใส่ ในข้อบังคับ แต่รัฐธรรมนูญไม่เขียนไว้ ข้อบังคับกลับไปเขียนถึง ซึ่งตรงนี้ถ้าหากว่าเราโยงไปถึงอดีตก็เป็น ข้อบังคับที่ถูกเขียนขึ้นมาในข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ปี ๒๕๕๓ ซึ่งก็ไม่มีเขียน ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เช่นเดียวกัน ย้อนกลับไปรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็ไม่มี ข้อบังคับ ปี ๒๕๔๔ ก็มี มันก็เลยเป็นหลักการที่ว่าไม่มีเขียนในรัฐธรรมนูญ แต่เขียนในข้อบังคับได้ แต่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๖๒ คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดิน ต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาซึ่งต้องสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และ ยุทธศาสตร์ชาติ และต้องชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบาย อันนี้เขียนไว้ แต่ข้อบังคับไม่ได้เขียน ซึ่งอาจจะอธิบายได้ว่าก็ไปดูในรัฐธรรมนูญสิ มันมีอยู่ใน รัฐธรรมนูญแล้วก็ไม่ต้องเขียนไว้ในกฎหมายหรือไม่ต้องเขียนไว้ในข้อบังคับก็ได้ แล้วเราก็มี กฎหมายในลักษณะนี้อีกหลายฉบับ คือมันไม่ได้มีหลักการ บางฉบับลอกจากรัฐธรรมนูญ มาเขียนไว้ในรายละเอียดหรือสาระของกฎหมาย บางฉบับก็บอกว่ามีในรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ไม่ต้องเขียนลงไปให้มันเปลือง เยิ่นเย้อ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นหลักการที่ขัดกันอยู่ในตัว เพราะว่าประโยคที่ผมพูดก็คือการแสดงความสามารถที่จะดำเนินนโยบายนั้นไปให้สำเร็จ ในช่วงเวลา ๔ ปี คือเป็นเรื่องที่ยกขึ้นมาโจมตีผู้ที่ถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็ คัด ครม. ก็หมายถึงว่ารัฐมนตรีท่านอื่นด้วย เพราะว่าในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เป็นเรื่องของ ครม. ทั้งคณะ เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่ยกเหตุผลส่วนตัว ยกความประพฤติส่วนตัว มาโจมตีกัน ซึ่งผมคิดว่าเราอยากจะพัฒนาการเมืองไปอีกขั้นหนึ่ง เพราะว่าอนาคตเราไม่รู้หรอกว่า ใครจะได้รับการเสนอชื่อเข้าเป็นรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ใครจะเป็นทีมของรัฐมนตรี ที่เข้ามาใน ครม. แต่ที่แน่ ๆ คือผมคิดว่าถ้าเราตัดประโยคนี้ออกไปจะเป็นการพัฒนาให้พูดถึง เฉพาะนโยบายอย่างเดียว นโยบายอย่างเดียวก็พูดกันมากมายแล้ว แถมยังมีพ่วงมาถึงเรื่อง หน้าที่ของรัฐ นโยบายของรัฐ ยุทธศาสตร์ชาติอีก แล้วก็แหล่งที่มาของรายได้อีก ซึ่งผมคิดว่า ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเรื่องที่จะต้องทำในกรณีการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีในครั้ง ต่อ ๆ ไปสำหรับข้อบังคับนี้ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

คุณหมอยังติดใจนะครับ มีท่านสมาชิก ผู้แปรญัตติก็คือท่าน พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร เชิญครับ🔗

พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร สมาชิกรัฐสภา ผมมี ความห่วงใยในข้อบังคับ ข้อ ๑๔๑ สไลด์ (Slide) ก็ขออนุญาตท่านประธานไปแล้ว ขึ้นสไลด์ (Slide) สั้น ๆ นะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

อย่างที่ท่านหมอเจตน์ ได้อภิปรายไปส่วนหนึ่ง ข้อบังคับเขียนไว้ดี แต่ไปเพิ่มเรื่องความสามารถ ผมเห็นพ้องต้องกัน กับท่านหมอเจตน์ก็คือจะขอตัดข้อความเรื่องความสามารถที่จะบริหารราชการแผ่นดิน ให้สำเร็จตามนโยบายออก เหตุผลก็คือการประเมินผลการปฏิบัติงาน ผมเองก็เคยประเมินมา เหมือนกัน ท่านประธานเองก็คงเคยประเมินผลผู้ใต้บังคับบัญชาของท่าน ถ้าผู้ใต้บังคับบัญชา ของท่านยังไม่ได้ทำงานเลย ท่านจะประเมินเขาได้ไหมว่าเขามีความสามารถหรือไม่ นี่คือ เหตุผลข้อที่ ๑ ที่ผมเห็นควรว่าปล่อยให้รัฐบาลท่านทำงานไปก่อนเถอะ ท่านจะซักถามถึง เรื่องนโยบายดี ไม่ดีอย่างไร ควรจะเพิ่มเติมอะไร ท่านทำให้เต็มที่ครับ จะกี่วันกี่คืนผมก็ไม่ว่า ที่ผ่านมาผมเข้าใจว่าท่านประธานอนุโลมให้ แม้จะผิดข้อบังคับซ้ำไปซ้ำมา วนเวียน ท่านก็กรุณา แต่นั่นเป็นเรื่องที่ผ่านมา ปัจจุบันนี้เราต้องทำให้มันทันสมัย อะไรดี ไม่ดีเราก็ไปว่ากัน ถ้าท่าน จะประเมิน ผมเคยกราบเรียนไว้เบื้องต้นไปแล้วว่ามันมีมากมาย ทำงานวันเดียวท่านก็ยื่น ตามมาตรา ๑๕๑ ได้ ไม่ไว้วางใจยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปไม่ไว้วางใจโดยลงมติ หรือแม้แต่ เรื่องอื่น ๆ ผมจะไม่พูดต่อ เพราะว่าจะใช้เวลาสั้น ๆ🔗

ประเด็นที่ ๒ ที่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ผมต้องขอตัดออก เป็นร่างข้อบังคับฉบับแรก ของรัฐสภาไทยที่กำหนดหลักการและเหตุผลในการร่างข้อบังคับ หลักการก็คือให้มีข้อบังคับ การประชุมรัฐสภา เหตุผลคืออะไรครับ ลอกมาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ ค่อนข้างจะเกือบหมด เหตุผลที่ท่านกรรมาธิการร่างข้อบังคับท่านเขียนบัญญัติไว้เลยครับ ท่านลอกมาตามมาตรา ๓ ของรัฐธรรมนูญ ว่าอย่างไรครับ โดยสรุปให้รัฐสภาสามารถใช้อำนาจนิติบัญญัติให้เป็นไปตาม บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและหลักนิติธรรมนำมาซึ่งความผาสุกให้แก่ประชาชน ผมเอาแค่นี้ แล้วกันจะได้เห็นชัดว่านี่คือหลักการและเหตุผลทั้ง ๑๕๓ ข้อที่ท่านนำมาเขียนไว้ในหลักการ และเหตุผล พอท่านไปเขียนไว้ว่า และความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดินให้สำเร็จ ตามนโยบาย มันก็ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญที่ท่านหมอเจตน์พูดไปแล้ว ท่านลองดูมาตรา ๑๖๒ ผมคงไม่พูดรายละเอียด นี่คือมาตรา ๓ ท่านลอกมาเกือบหมด ส่วนมาตรา ๕ บทบัญญัติใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญบทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้ไม่ได้ หรือเปล่า ผมก็มากราบเรียนท่านประธาน🔗

สุดท้ายในมาตรา ๑๖๒ ของรัฐธรรมนูญ ผมเป็นคนช่างสืบเสาะ ประมวล กฎหมายอาญาผมก็ไปนั่งอ่านว่ามีจุดมุ่งหมายหรือคำอธิบายว่าอย่างไร วิธีพิจารณาความอาญา ก็เช่นกัน ฉบับนี้ผู้ร่างคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเขามีคำอธิบายและจุดมุ่งหมายในการร่าง รัฐธรรมนูญ ร่างอย่างไร จุดมุ่งหมายที่ ๑ ถ้าท่านอ่านไม่เห็นผมจะอ่านให้ท่านฟัง เพื่อให้รัฐสภา ได้รับรู้ว่าคณะรัฐมนตรีจะมีแนวนโยบายอย่างไรในการบริหารราชการแผ่นดิน จุดมุ่งหมายที่ ๒ สมาชิกเห็นควรเสนอแนะให้แก้ไขเพิ่มเติมอย่างไรจะได้มีการอภิปราย อภิปรายเลยครับ นโยบายไม่ดีอะไ รอย่างไร ที่ผมกราบเรียนไปแล้ว ทางฝ่ายบริหารจะได้ชี้แจงก่อนที่จะเริ่ม เข้ารับการบริหารราชการแผ่นดิน จุดมุ่งหมายที่ ๓ แนวนโยบายที่รัฐบาลเขาแถลงไว้ เป็นเหมือนกับสัญญาประชาคมบอกให้รัฐสภาทราบว่าฉันจะทำอย่างนี้ หากสภาเห็นควร ประการใดจะได้คอยติดตามหรือทวงถามว่านโยบายที่แถลงไว้ท่านได้ทำอะไร อย่างไร จุดมุ่งหมายสุดท้ายไม่มีในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ในอดีตเคยมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจครับ เพราะอะไร ทำไมถึงต้องมี มีเพื่ออะไร เพื่อจะได้เห็นว่าเมื่อรัฐบาลได้มีการแถลงนโยบายแล้ว สมาชิกมีสิทธิในการที่จะลงมติ เมื่อสมาชิกเห็นชอบแล้วก็ต้องให้ความร่วมมือรัฐบาล อย่างกฎหมายที่เราจะนำเข้าสู่สภาอะไรก็ตามควรที่จะให้ความร่วมมือในการออกกฎหมาย เพื่อรัฐบาลจะได้ไปบริหารราชการแผ่นดิน อันนี้คือเหตุผล ผมกังวลจริง ๆ เลยว่าถ้าเพื่อนสมาชิก เห็นชอบในร่างข้อบังคับนี้โดยไม่ตัดออก ผมเกรงว่าหากมีใครไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญว่า ข้อบังคับนี้ในข้อความนั้น และความสามารถ นี่เขายังไม่ได้ทำงานเลยท่านก็ไปเขียนไว้อย่างนั้น มันจะขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญ แล้วสุดท้าย มาตรา ๕ ของรัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ชัดเจน มันต้องยกเลิกไปโดยปริยาย ผมมีเหตุผลแค่นี้ครับ กราบขอบคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญกรรมาธิการชี้แจงครับ🔗

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการ ขออนุญาตกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังผู้ที่สงวนคำแปรญัตติและผู้แปรญัตติทั้ง ๒ ท่าน ถึงเหตุผลที่คณะกรรมาธิการได้ยืนยันที่จะคงร่างเดิมไว้คือ🔗

ข้อ ๑๔๑ สมาชิกรัฐสภามีสิทธิจะซักถามและอภิปรายทั้งในทางสนับสนุน และคัดค้านในเรื่องความเหมาะสมของนโยบาย และความสามารถที่จะบริหารราชการแผ่นดิน ให้สำเร็จผลตามนโยบาย🔗

ที่จริงร่างข้อบังคับรัฐสภาฉบับนี้เป็นฉบับที่จะต่อจากปี ๒๕๕๓ เราไม่มีมา ประมาณ ๑๐ ปีแล้ว🔗

ฉบับปี ๒๕๕๓ ผมจะอ่านให้ท่านสมาชิกได้ฟังนะครับ อยู่ในข้อ ๑๐๘🔗

ข้อ ๑๐๘ สมาชิกรัฐสภามีสิทธิจะซักถามและอภิปรายทั้งในทางสนับสนุน และคัดค้านในเรื่องความเหมาะสมของนโยบาย และความสามารถที่จะบริหารราชการแผ่นดิน ให้สำเร็จผลตามนโยบาย ในการนี้สมาชิกรัฐสภาอาจจะซักถามและอภิปรายถึงแผนการปฏิบัติ และวิธีการที่จะปฏิบัติตามนโยบายนั้นด้วยก็ได้🔗

จะเห็นว่าของปี ๒๕๕๓ ฉบับก่อนมากกว่านี้อีกครับ เพียงแต่เราตัดในเรื่อง การซักถาม เรื่องแผนปฏิบัติต่าง ๆ มิฉะนั้นก็คงจะอภิปรายกันเป็นอาทิตย์ ส่วนในเรื่องของ ความสามารถที่จะบริหารราชการแผ่นดินให้สำเร็จตามนโยบาย ถ้าเราไปตัดออกฝ่ายค้านไม่รู้ จะซักถามอะไร เพราะนโยบายของรัฐใครเขียนมายังไม่ได้ปฏิบัติ ก็ยากที่จะมาพูดกันว่า จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ ดีหรือไม่ดี แล้วยิ่งในปัจจุบันนี้นโยบายของรัฐจะต้องอยู่ในกรอบของ ยุทธศาสตร์ชาติ ของแผนปฏิรูปประเทศอยู่แล้ว ฉะนั้นการที่เราคงไว้ก็เพื่อเปิดโอกาสให้มี การอภิปรายนโยบายของรัฐบาลได้อย่างรอบด้าน โดยสามารถที่จะพูดในเรื่องของ ความสามารถ เพราะบางท่านอาจจะมีผลงานหรือมีประวัติพอที่สมาชิกจะสามารถหยิบมา เป็นประเด็นในการอภิปรายได้ว่าท่านเหล่านั้นเหมาะสมกับตำแหน่งหรือไม่ อย่างไร กับนโยบายนั้นที่รัฐบาลจะดำเนินการต่อไป ขออนุญาตเรียนว่ายังยืนตามที่คณะกรรมาธิการ ได้ยกร่างไว้ครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญกรรมาธิการครับ🔗

นายคารม พลพรกลาง กรรมาธิการ

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขออนุญาตตอบกรรมาธิการเสียงข้างน้อยกับผู้แปรญัตติ เนื่องจากว่าเป็น ส.ส. เมื่อสักครู่นี้ท่านเลิศรัตน์ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านเป็นสมาชิกวุฒิสภา ประเด็นที่ตัดออกไปตามกรรมาธิการเสียงข้างน้อย และมีผู้แปรญัตติ การตัดแบบนี้อันตราย ตัดแบบนี้จะทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคฝ่ายค้าน โดยเฉพาะกรอบที่เขียนไว้ ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ การวิพากษ์วิจารณ์นโยบายรัฐบาลไม่ว่าสนับสนุนหรือคัดค้าน ย่อมเป็นสิทธิในรัฐสภาที่มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง การพูดข้างนอกโดยเฉพาะมียุทธศาสตร์ชาติ โดยเฉพาะมีกฎหมายเยอะแยะมากมาย การพูดในสภาเท่านั้นที่ดี นโยบายของรัฐบาลย่อมจะเขียน เพื่อกลุ่มผลประโยชน์ เพราะการเมืองเป็นเรื่องของผลประโยชน์ แต่ผลประโยชน์นั้นจะตอบสนอง กลุ่มไหน กลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลหรือประชาชนที่เป็นคนส่วนใหญ่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ย่อมมีสิทธิที่จะพูดได้อย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้นถ้าจะตัดออกจึงมีปัญหาว่าจะพูดได้มากน้อย ขนาดไหน จึงกราบเรียนท่านประธานไปยังสมาชิกรัฐสภาว่ามีเพียงสมาชิกรัฐสภาเท่านั้นที่จะพูดถึง ความสามารถ ความสามารถนี้ไม่ใช่บอกว่าต้องทำงานก่อนแล้วเห็น เขาเรียกว่าออกจากมุม ไหว้ครูเสร็จออกมาจะทำได้ไหม ก็ดูท่าทีของผู้นำรัฐบาล ของนโยบายรัฐบาล เพราะฉะนั้นการที่ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยและมีผู้แปรญัตติตัดออกไปจึงเป็นเรื่องที่น่าห่วงว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกรัฐสภานี้จะสามารถติติงตั้งแต่เริ่มงาน ตั้งแต่เริ่มแถลงนโยบายได้ก็ถูกจำกัดแล้ว เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าการที่คงไว้อย่างเดิมก็ถือว่าน้อยแล้ว กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญท่านกรรมาธิการวิโรจน์ครับ🔗

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการ คืออย่างนี้ครับ ผมขออนุญาตอธิบาย เพื่อคลายความกังวลของเพื่อนสมาชิกที่ห่วงว่าจะเป็นการเขียนเอาไว้เกินเลย ผมคิดอย่างนี้ว่า ถ้าหากเราพิจารณารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ ในมาตรา ๒๕๘ ก หัวข้อการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง กำหนดเรื่องกลไกในการแสดงความรับผิดชอบของพรรคการเมืองในการประกาศ นโยบายที่ได้มีการวิเคราะห์ผลกระทบ ความคุ้มค่า และความเสี่ยงอย่างรอบด้าน ตามที่ผม ได้นำเรียนไป และถ้าเกิดพิจารณาพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งนายกรัฐมนตรีผู้ที่เสนอชื่อก็คือพรรคการเมือง ระบุไว้ชัดว่านโยบายใดที่ต้องจ่ายเงิน หรือประกาศโฆษณานโยบาย อย่างน้อยต้องมีรายการดังต่อไปนี้คือ วงเงินที่ต้องใช้ ที่มาของเงิน ในการดำเนินงาน ความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย ผลกระทบและความเสี่ยง ในการดำเนินนโยบาย ๓ ประเด็นนี้ถ้าเราจะอภิปรายนั่นก็คือเรื่องของความสามารถในการ บริหารราชการแผ่นดินของนายกรัฐมนตรี ซึ่งถ้าเกิดสภาแห่งนี้ไม่อนุญาตให้สมาชิกรัฐสภา ทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและฝ่ายที่คัดค้านอภิปรายถึงความสามารถของนายกรัฐมนตรีได้แล้ว เราจะตอบได้อย่างไรว่านโยบายที่ถูกนำมาเสนอนั้นจะมีความคุ้มค่า มีประโยชน์ มีโทษ และมี ผลกระทบเชิงบวกต่อพี่น้องประชาชน ผมคิดอย่างนี้ครับ เมื่อสักครู่เราทำให้ผู้ที่จะถูกเสนอชื่อ เป็นนายกรัฐมนตรีไม่ต้องแสดงวิสัยทัศน์ใด ๆ แล้ว ในวันที่แถลงนโยบายยังห้ามมิให้สมาชิกรัฐสภา ซักถามถึงความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดินอีก ผมว่าประเทศนี้น่าจะสิ้นหวังแล้วครับ ผมจึงยืนยันว่าควรจะคงข้อนี้เอาไว้ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ จำเป็นต้องขอมติที่ประชุม เนื่องจากผู้แปรญัตติยังติดใจอยู่ เพราะฉะนั้นขอสมาชิกได้กรุณาเข้ามาแสดงตนนะครับ🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

สมาชิกพร้อมแล้ว ขอปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมขณะนี้ ๔๔๒ ท่าน🔗

เนื่องจากในข้อ ๑๔๑ นี้ไม่มีการแก้ไข แต่มีกรรมาธิการสงวนความเห็น แล้วก็มีสมาชิกสงวนคำแปรญัตติ ขอมติที่ประชุมว่าจะเห็นชอบ ตามที่กรรมาธิการไม่มีการแก้ไข หรือจะเห็นชอบตามที่มีผู้สงวนความเห็นและผู้แปรญัตตินะครับ ผู้ใดเห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการที่ไม่มีการแก้ไขโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นด้วยกับ กรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติที่สงวนคำแปรญัตติโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

สมาชิกพร้อม ผมขอปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๔๕๒ ท่าน เห็นด้วย ๔๒๐ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒๖ ท่าน งดออกเสียง ๖ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี มติที่ประชุมเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่ไม่มีการแก้ไขนะครับ ต่อไปครับ🔗

นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการรัฐสภา

ข้อ ๑๔๒ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๔๓ ไม่มีการแก้ไข หมวด ๑๑ การเปิดอภิปรายทั่วไป ตามมาตรา ๑๕๕ และมาตรา ๑๖๕ ของรัฐธรรมนูญ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๔๔ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๔๕ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๔๖ ไม่มีการแก้ไข หมวด ๑๒ การรักษาระเบียบและความเรียบร้อย ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๔๗ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๔๘ ไม่มีการแก้ไข แต่มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านพลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร ขอแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมข้อความในข้อนี้นะครับ เชิญครับ🔗

พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร สมาชิกรัฐสภา ข้อสุดท้าย แล้วครับ ผมขออนุญาตพูดเสียงเน้นสักนิดหนึ่ง จริง ๆ แล้ว ข้อ ๑๔๘ ผมอยากจะขอแก้ไข ไม่ใช่ตัวผมนะครับ เพื่อให้ท่านประธานมีเครื่องมือในการควบคุมการประชุม ท่านประธาน ลองเปิดดูสิครับตั้งแต่ข้อ ๑ เป็นต้นมาถึงข้อสุดท้าย มีข้อไหนบ้างที่ให้อำนาจท่านประธาน อย่างชัดเจนกรณีเมื่อสมาชิกทำผิดข้อบังคับ มีผู้ประท้วง ท่านประธานวินิจฉัยว่าผิดข้อบังคับแล้ว ถ้าสมาชิกไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของท่านประธาน การประชุมเป็นไปได้ยากครับ แล้วเมื่อทาง ท่านประธานได้สั่งแล้ว สุดท้ายเหมือนกับว่าบางครั้งก็ดูเพลย์ (Play) เหมือนกัน มันจบหนัง เรื่องนั้นไปแล้ว บังเอิญหลังจากนั้นมีการเข้ามาแล้วจะขออภิปรายใหม่ในญัตติเดิม ถามว่า เรื่องแรกเป็นเรื่องลูกทุ่ง เรื่องที่ ๒ กลายเป็นลูกกรุง แล้วยังจะขออภิปราย แล้วท่านประธาน ก็ยังเอาเรื่องเดิม ผมมองว่าจะทำให้ท่านประธานลำบากใจ ถ้าเขียนเติมอย่างผม ท่านประธาน เขียนไว้ว่าอย่างไรล่ะครับ ในวรรคแรกผมเติมให้ท่านประธานนะครับ เมื่อท่านกลับเข้ามา ท่านจะขออภิปรายในญัตติเติม ถ้าท่านดูข้อบังคับว่า ในการนี้ผู้นั้นจะกลับเข้ามาใช้สิทธิอภิปราย ในญัตติเดิมมิได้ ผมว่าถ้าประธานสั่งปุ๊บสมาชิกไม่ยอม ขัดขืนคำสั่งท่านประธาน เขาก็ต้องรู้ในทันทีว่าไม่ได้แล้ว เขาต้องการอภิปรายต่อ เมื่อท่านประธานสั่งแล้วเขาก็จำเป็นต้องปฏิบัติตามท่านประธาน ท่านลองดูนะครับ เหตุผลที่ผมนำเสนอก็มีอยู่แค่นี้ครับ แต่อีกอันหนึ่งก็คือผมได้รับข้อมูลจาก หลาย ๆ ฝ่ายว่าบางครั้งการทำงานในสภาอาจจะมีความเห็นต่าง อาจจะสร้างภาพลักษณ์ อะไรหรือไม่ก็แล้วแต่🔗

โดยสรุปผมอยากเห็นว่าข้อบังคับการประชุมรัฐสภาเขียนไว้ชัดเจน ท่านประธานจะได้มีเครื่องมือในการตัดสิน สมาชิกก็รู้ตัวเองว่าท่านประธานสั่งแล้ว ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของท่านประธานหรือคำวินิจฉัยของท่านประธาน กราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกทุกท่าน มันจะเป็นประโยชน์ แล้ววินวิน (Win-Win) ทุกฝ่ายครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญคุณวิโรจน์ครับ🔗

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการ ผมอยากจะชวนให้ท่านประธาน ลองพิจารณาในข้อ ๑๔๘ ที่ระบุว่า ผู้ใดฝ่าฝืนข้อบังคับนี้ประธานมีอำนาจเตือน ห้ามปราม ให้ถอนคำพูด ห้ามพูดในเรื่องที่กำลังปรึกษาหารือกันอยู่ ให้กล่าวขอขมาในที่ประชุมรัฐสภา หรือสั่งให้ออกไปจากที่ประชุมรัฐสภา โดยมีหรือไม่มีกำหนดเวลาในครั้งนั้นก็ได้ ตรงนี้สำคัญครับ เพราะว่าถ้าหากพิจารณาประกอบกับมาตรา ๑๑๙ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ระบุเอาไว้ว่า ประธานสภาผู้แทนราษฎรซึ่งก็คือประธานรัฐสภาด้วย และประธานวุฒิสภามีหน้าที่และอำนาจ ในการดำเนินกิจการของสภานั้น ๆ ให้เป็นไปตามข้อบังคับ แล้วข้อบังคับไหนครับ ก็คือ ข้อบังคับ ข้อ ๕ (๔) ตรงนี้สำคัญครับ ที่ระบุไว้ชัดว่าประธานมีหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อย ในที่ประชุมรัฐสภา ตลอดถึงบริเวณรัฐสภาด้วย ดังนั้นข้อบังคับข้อ ข้อ ๑๔๘ เจตนารมณ์สำคัญ จึงไม่ใช่ให้อำนาจกับประธานสภาในการตัดสิทธิในการอภิปรายหรือแสดงความคิดเห็น ของสมาชิกรัฐสภาผู้ใด แต่เป็นอำนาจที่ให้ประธานสภาใช้ในการควบคุมการประชุมให้มี ความสงบเรียบร้อยเท่านั้น แล้วถ้าเราอ่านในวรรคแรกของข้อ ๑๔๘ จะชัดเลยครับ ที่บอกว่า สั่งให้ออกไปจากที่ประชุมรัฐสภาโดยมีหรือไม่มีกำหนดเวลาในครั้งนั้นก็ได้ ก็ขึ้นอยู่กับวินิจฉัย ของประธานว่าจะให้ออกไปเท่าใด เพื่อให้สมาชิกท่านนั้นสามารถสงบสติอารมณ์ แล้วควบคุม การประชุมให้เกิดความสงบเรียบร้อยได้ ดังนั้นการใช้อำนาจของประธานในการสั่งให้สมาชิกรัฐสภา ออกจากที่ประชุมจึงเพื่อหมายให้เกิดความสงบเรียบร้อยเท่านั้น ไม่ได้ให้อำนาจประธาน ในการตัดสิทธิการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภาแต่อย่างใด หากสมาชิกรัฐสภาท่านที่ถูกให้ออก จากที่ประชุมอยู่ในสภาวะที่ปกติแล้ว และประธานประเมินว่าไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวายในการ ประชุมแล้ว สมาชิกท่านนั้นก็ย่อมมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะกลับเข้ามาอภิปรายในญัตติเดิม หรือญัตติถัดไปได้ แล้วเป็นเอกสิทธิ์ของสมาชิกรัฐสภาแต่ละท่าน จึงขอชี้แจงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

โดยที่ท่านผู้แปรญัตติยังสงวน คำแปรญัตติไว้ครับ ท่าน พลโท ศานิตย์ยังติดใจไหมครับ ถ้าติดใจผมจะขอมติที่ประชุมครับ🔗

พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร สมาชิกวุฒิสภา กรรมาธิการ

ถ้าท่านประธาน ส่งกระแสมาอย่างนี้ก็แสดงว่าไม่อยากจะให้ติดใจ แต่ขออนุญาตนิดเดียวครับ สั้น ๆ ๑ นาที ไม่เกินนั้น สิ่งที่ท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้อภิปราย อย่างที่ผมกราบเรียนไปแล้วว่า มันจบไปแล้วในการที่ท่านประธานให้เขาออกจากห้องประชุม อันนั้นจบแล้วข้อบังคับ แต่พอ เข้ามาใหม่มันต้องเริ่มกระบวนการใหม่ คือถ้าจะอภิปรายในญัตติต่อไปท่านประธาน คงไม่ขัดข้องหรอก แล้วท่านพูดถึงข้อบังคับการประชุม ข้อ ๙ (๔) หรือ (๑) ข้อประชุมของ สภาผู้แทนราษฎร ประธานมีหน้าที่ควบคุมการประชุม ก็พอไปได้ครับ แต่เหมือนเอาสีข้างเข้าถู หรือเปล่า ผมไม่แน่ใจครับ กราบเรียนแค่นี้ครับ ผมไม่ขัดข้องที่จะไม่ต้องลงมติ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ผมขออนุญาตนิดเดียวครับ เวลาอภิปราย ถ้าในการอภิปรายนั้นเป็นการอภิปรายรวม เมื่อผู้นั้น จบแล้วไม่สามารถอภิปรายอีกได้ครับ แต่ถ้าเป็นการอภิปรายแยก เมื่อจบเรื่องนั้นแล้ว เขาอภิปรายต่อในเรื่องอื่นได้ อันนี้เป็นไปตามข้อบังคับ แต่ส่วนใหญ่เราจะไม่ได้ดูข้อบังคับนั้น อันนี้เรียนเพื่อรับทราบครับ ขอบคุณที่ท่านไม่ติดใจแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นในข้อนี้ขออนุญาต ผ่านไปนะครับ เชิญต่อครับ🔗

นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการรัฐสภา

ข้อ ๑๔๙ ไม่มีการแก้ไข หมวด ๑๓ บทสุดท้าย ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๕๐ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๕๑ ไม่มีการแก้ไข ข้อ ๑๕๒ ไม่มีการแก้ไข และข้อ ๑๕๓ ไม่มีการแก้ไข🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

จบการพิจารณาเรียงตามลำดับหัวข้อ ต่อไปจะเป็นการพิจารณาทั้งร่าง เป็นการสรุปอีกครั้งหนึ่งตามข้อบังคับ ข้อ ๑๓๒ มีสมาชิกท่านใด จะขอแก้ไขถ้อยคำหรือไม่ ขอเชิญครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ถ้าไม่มีสมาชิกท่านใดติดใจที่จะแก้ไข ถ้อยคำ ถือว่าจบการพิจารณาในวาระที่สอง ต่อไปจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบด้วย กับร่างข้อบังคับฉบับนี้ในวาระที่สามหรือไม่ ขอเชิญสมาชิกร่วมลงมติอีกครั้งนะครับ🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

สมาชิกกรุณาเข้ามาแล้วก็แสดงตน เพื่อตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

สมาชิกพร้อม ปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมขณะนี้ ๔๓๐ ท่านครับ🔗

ต่อไปจะขอถามมติที่ประชุม ท่านผู้ใด เห็นชอบกับร่างข้อบังคับที่เราพิจารณาผ่านวาระที่สองมาแล้วนี้ขอได้โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

อยู่ในระหว่างการลงมตินะครับ อันนี้ เป็นข้อบังคับร่วมกันของรัฐสภาที่เราจะต้องใช้ต่อไป ใครที่ยังไม่ลงมติเชิญนะครับ ปิดการลงมติ จำนวนผู้ลงมติ ๔๔๗ ท่าน เห็นด้วย ๔๔๐ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒ ท่าน งดออกเสียง ๔ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน มติที่ประชุมเห็นด้วยกับร่างข้อบังคับนี้นะครับ🔗

ต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่าน ผมขอเรียนนิดเดียวครับ เนื่องจากที่ท่านผู้ควบคุมเสียงได้เรียนให้ทราบนั้นก็จะนำไปพิจารณา ทราบจากประธานวุฒิสภาว่าจะให้ประชุมในวันที่ ๔ สิงหาคม ผมขอเรียนนิดเดียวครับว่า เราได้พูดกันเกี่ยวกับระเบียบของข้อบังคับนี้มาก อยากจะถือโอกาสเรียนพวกเราว่าบางที ข้อบังคับถึงจะเขียนไว้อย่างไรก็ตาม แต่ว่าอยู่ที่พฤติกรรมของคนด้วย ผมยกตัวอย่างเช่น ในสภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศมาบ่นกับผมเรื่องการแต่งกายของสมาชิก ต้องขอความร่วมมือ จากพรรคการเมือง แต่ถึงแม้ว่าขอความร่วมมือแล้วบางคนก็ไม่เข้าใจ อันนี้ประการที่ ๑ ที่อยากจะเรียนว่าบางทีอยู่ที่พฤติกรรมของคน เราจะเขียนข้อบังคับไว้อย่างไรก็ตาม แต่ว่า ถ้าคนคนนั้นไม่เคารพกฎเกณฑ์ กติกาก็จะมีปัญหา🔗

ประการที่ ๒ ผมอยากเรียนสมาชิกว่าเมื่อ ๕๐ ปีที่แล้วประเทศไทยมี วันละ ๒๔ ชั่วโมง ส.ส. มี ๒๑๙ คน วันนี้ ส.ส. ๕๐๐ คน เราก็ยังมี ๒๔ ชั่วโมงเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นแนวใหม่ที่เราต้องทำก็คือปรับเวลา มีสมาชิกถามว่าเดี๋ยวนี้ทำไมพูดเรื่องหนึ่ง ๗ นาที อันนี้เป็นความก้าวหน้าอันหนึ่งที่สมาชิกของเราส่วนใหญ่ ไม่ทั้งหมดหรอกครับ ส่วนใหญ่เข้าใจว่าถ้าไม่ ๗ นาทีจะพูดคนละครึ่งชั่วโมงหรือ ๑ ชั่วโมงเพื่อนจะไม่ได้พูด เพราะผู้แทนไม่ได้ ๒๐๐ กว่าคนแล้ว ผู้แทน ๕๐๐ คน เหมือนเราประชุมวันนี้ ๗๐๐ กว่าคน ถ้าเราไม่กำหนดเวลา แล้วก็ถ้าสมมุติผู้ที่เป็นสมาชิกไม่เคารพเวลาก็กินเวลาคนอื่น เพราะฉะนั้นเวลาเป็นสิ่งที่มีค่า ผมต้องขอถือโอกาสนี้ขอบคุณว่าตลอดเวลาที่เราประชุมมา สมาชิกเราเกือบทั้งหมดได้ให้เกียรติกับเวลาก็คือไม่กินเวลาของเพื่อน แล้วก็ทำให้สามารถ บริหารการประชุมไปได้จนถึงขณะนี้ ยังไม่เลิก แต่ว่าท่านมณเฑียรขออนุญาตที่จะพูดอะไร ขอเชิญท่านครับ🔗

นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขอขอบพระคุณที่ท่านประธานให้โอกาสครับ หลังจากที่ได้ลงมติเห็นชอบข้อบังคับแล้ว ผมมีข้อสังเกตที่อยากจะฝากให้บันทึกไว้ว่าในการจัดทำข้อบังคับในครั้งนี้มีบางเรื่องที่ควรจะ ได้รับการบรรจุไว้ แต่ว่าไม่ได้รับการบรรจุ ในข้อบังคับการประชุมวุฒิสภาเราได้บรรจุเรื่องแบบนี้ไว้ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ แล้วก็ถือเป็นประเพณี แล้วผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อไปในภาคหน้าหากมี การแก้ไขปรับปรุงข้อบังคับ นั่นก็คือในขณะนี้เรามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ที่เป็นคนพิการ รวมกันแล้ว ๓ คน มีสมาชิกทั้ง ๒ สภาที่เป็นผู้สูงวัย อายุ ๖๐ ปี ๗๐ ปี ๘๐ ปีขึ้นไปจำนวนเป็นร้อย ๆ คน เพราะฉะนั้นการกำหนดไว้ในข้อบังคับการประชุม ของวุฒิสภาก็ดี ของสภาผู้แทนราษฎรก็ดี หรือรัฐสภาก็ดี ว่าให้สำนักงานเลขาธิการใด ก็แล้วแต่ ในที่นี้ก็คงเป็นสำนักงานเลขาธิการรัฐสภา ได้จัดสภาพแวดล้อม อำนวยความสะดวก ในเรื่องของอุปกรณ์ เทคโนโลยี รวมถึงเอกสาร เพื่ออำนวยความสะดวกให้สมาชิก สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งในข้อบังคับการประชุมวุฒิสภานั้นปรากฏอยู่ในข้อ ๑๙๒ หากวันใดโอกาสอันใกล้นี้เราจะมีโอกาสแก้ไขข้อบังคับให้ดียิ่งขึ้น กระผมขออนุญาตกราบวิงวอน ไปยังสมาชิกและที่ประชุมแห่งนี้ได้พิจารณาบรรจุข้อสังเกตนี้ไว้ในการแก้ไขข้อบังคับในครั้งต่อไป ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ผมเรียนท่านมณเฑียรครับว่าผมได้คุย กับเลขาธิการทั้ง ๒ สภาว่าเราได้ใช้สถานที่ใหม่ราคามหาศาล จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าเราไม่ทำงานของเราตามหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ แล้วก็สำคัญที่สุดก็คือเป้าหมาย เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน เราก็ต้องเป็นตัวอย่าง เพราะเราเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ออกกฎหมายบังคับคนทั่วประเทศ เราจึงต้องเป็นตัวอย่างในการเคารพกฎเกณฑ์ กติกาของ บ้านเมือง ข้อบังคับสภาก็เป็นส่วนหนึ่งมีข้อเรียกร้องที่เราต้องมาดูมาก คุยกันอยู่ตลอดครับ ว่าเรารู้ว่าสภานี้ยังไม่จบจนกว่าจะสิ้นปีสัญญาฉบับที่ต่อครั้งสุดท้าย เมื่อจบแล้วเราจะมา ทบทวนกันอีกทีหนึ่ง แต่ว่าผู้รับเหมาเขาก็ร่วมมือดี ขณะนี้ก็บอกว่าคงจะต่อสัญญาไม่ไหวแล้ว เพราะฉะนั้นขอให้รีบเร่งเพิ่มคน เพิ่มแรงงานเข้ามา เพื่อทำให้โครงการเสร็จโดยเร็วที่สุด เท่าที่ทำได้ มีหลายเรื่องที่จะต้องอาศัยพวกเราช่วยคิดต่อไป เช่นสภาสีเขียว ซึ่งได้เชิญ ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยมหิดลมาแล้วว่าเราจะทำอย่างไร เราจะเริ่มอย่างไร ทุกอย่างอยู่ที่ ความร่วมมือของเราทั้งสิ้น ไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยตัวของมันเอง ถ้าเราไม่รับผิดชอบ ละเลย ต่อเรื่องที่ไม่ควรละเลยการแก้ปัญหาก็ทำได้ยาก ผมหวังว่าพวกเราทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาคือสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด ๗๕๐ คนจะได้ร่วมกันทำให้สถานการณ์ของ สภาเราเป็นที่ยอมรับของประชาชน แล้วก็การเข้ามาดูแลสภาใหม่นี้เราก็ต้องถือว่าเป็นสมบัติ ของประชาชนเขา จะต้องดูแลรักษาให้ดีที่สุด อันนี้เป็นเป้าหมายที่จะต้องวางแผน แล้วผม ได้มอบให้ท่านเลขาธิการทั้ง ๒ สภาไปหารือกัน แม้กระทั่งการใช้สภาต่อไปว่าจะควบคุมดูแล อย่างไร ผมเป็นฝ่ายการเมืองอยู่ไม่นาน มาแล้วก็ไป แต่ฝ่ายข้าราชการอยู่ประจำจะต้องวาง มาตรฐานและระเบียบอะไรต่าง ๆ ให้เรียบร้อยไว้ ได้คุยกับท่านเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็เลขาธิการวุฒิสภาว่าในฐานะที่ผมเป็นนักการเมืองผมก็อยู่ช่วงระยะหนึ่งเท่านั้นเอง แต่ว่า อยากจะสร้างสิ่งที่เป็นมาตรฐานที่จะต้องตกทอดไปยังคนรุ่นต่อ ๆ ไปในสิ่งที่ดีงาม ผมขอขอบพระคุณสมาชิกทุกท่าน วันนี้เราได้ใช้เวลาพอสมควรแล้ว ผมขอปิดประชุมครับ🔗

เลิกประชุมเวลา ๒๐.๐๔ นาฬิกา