รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ครั้งที่ ๒ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง)
วันอังคารที่ ๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓
ณ อาคารรัฐสภา
----------------------
ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ขณะนี้ วุฒิสมาชิกมาลงชื่อในฐานะสมาชิกรัฐสภาแล้ว ๑๘๔ ท่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขณะนี้ ๑๘๗ ท่าน กึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกประมาณ ๓๗๐ ท่าน เพราะฉะนั้นครบองค์ประชุม ผมขอเปิดการประชุมครับ ผมขออนุญาตไปตามระเบียบวาระการประชุมที่สมาชิกทราบกัน อยู่แล้ว วันนี้มีวาระที่เราค้างมาจากครั้งก่อน เพราะฉะนั้นจะไม่ให้สะดุดแล้ว ซึ่งก็ด้วย ความเห็นใจนะครับ เพราะว่าอาทิตย์ที่แล้วมีกฎหมายค้างอยู่ ๒ ฉบับ ระเบียบวาระวันนี้🔗
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม🔗
ไม่ปรากฏในระเบียบวาระ แต่ว่าโดยที่ข้อบังคับของรัฐสภานั้นได้ประกาศ ใช้แล้ว ผมจึงถือโอกาสเรียนว่าตามที่ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาได้ลงมติเห็นชอบ ร่างข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ....🔗
บัดนี้ ข้อบังคับการประชุมดังกล่าวได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๗ ตอนพิเศษ ๑๗๗ ง ตั้งแต่วันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๖๓ เป็นต้นไป ซึ่งข้อบังคับข้อ ๒ กำหนดว่าข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ดังนั้นข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๓ จึงมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันนี้ คือวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๓ เป็นต้นไป รายละเอียดข้อบังคับ สมาชิกคงได้เห็นแล้วนะครับ ก็ขอให้ ที่ประชุมได้กรุณารับทราบ เรียนว่าจริง ๆ แล้วในรายละเอียดไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากข้อบังคับ ที่เราใช้ของวุฒิสภาหรือสภาผู้แทนราษฎรมากนัก มีเพียงบางข้อ เช่น การรับรองญัตติ จาก ๕ คนเป็น ๑๐ คน เป็นต้น หรือสัดส่วนกรรมาธิการซึ่งวันนี้ท่านสมาชิกก็จะได้ใช้บังคับ เหล่านี้นะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี🔗
เรื่องด่วน🔗
ร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)🔗
ผมขอเรียนว่าคณะรัฐมนตรีได้แจ้ง มายังสภาว่าคณะรัฐมนตรีได้มีมติเสนอร่างพระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ต่อรัฐสภาเป็นเรื่องด่วน ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีความสอดคล้อง กับยุทธศาสตร์ชาติที่ตราขึ้นเพื่อดำเนินการตามหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศ ตามมาตรา ๒๗๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ และแจ้งว่า ได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นเพื่อให้การตรากฎหมายสอดคล้องกับบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๗๗ วรรคสองแล้ว รัฐมนตรีจึงเสนอ ร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวนี้นะครับ🔗
ซึ่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรได้หารือกันกับผู้ควบคุมเสียง ของวุฒิสภาว่าการดำเนินการพระราชบัญญัติฉบับนี้และฉบับต่อไปจะดำเนินการอย่างไร เชิญท่านวิรัชในฐานะผู้ควบคุมเสียงของสภาผู้แทนราษฎรครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายวิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ จังหวัดนครราชสีมา พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาดังต่อไปนี้ ได้มีโอกาสคุยในส่วนของวิป (Whip) ทั้ง ๓ ฝ่าย ซึ่งประกอบไปด้วย ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล ส.ส. ฝ่ายค้าน สมาชิกวุฒิสภา ได้มีการกำหนดกันไว้ว่าในส่วนของร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งทางคณะรัฐมนตรีได้เป็นผู้เสนอนั้น ได้กำหนดการอภิปรายไว้ฝ่ายละ ประมาณ ๑ ชั่วโมง ในส่วนของ ๑ ชั่วโมงนั้น ประกอบไปด้วย ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล ๑ ชั่วโมง ส.ส. ฝ่ายค้าน ๑ ชั่วโมง สมาชิกวุฒิสภา ๑ ชั่วโมง ซึ่งในการอภิปรายแต่ละท่านจะต้องมา ลงรายละเอียดที่ด้านหน้าเพื่อให้การประชุมดำเนินการเรียบร้อย เราได้กำหนดเวลาว่า บรรดาท่านสมาชิกที่จะอภิปรายให้อยู่ในเวลาไม่เกิน ๗ นาที แล้วเราก็สรุปในการตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาทั้งหมด ๔๙ ท่าน ประกอบไปด้วย คณะรัฐมนตรี ๘ ท่าน สมาชิกวุฒิสภา ๑๔ ท่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๒๔ ท่าน แยกฝ่ายรัฐบาล ๑๔ ท่าน และฝ่ายค้าน ๑๓ ท่าน ก็ขออนุญาตเรียนท่านประธานทั้ง ๒ ฉบับเหมือนกันครับ ขอบคุณครับ🔗
อันนี้ก็เรียนที่ประชุมเพื่อรับทราบ แนวที่ผู้ควบคุมเสียงทุกฝ่ายได้ร่วมหารือกันนะครับ เราจะได้เข้าใจ สมาชิกจะได้ควบคุมเวลา ในการอภิปรายท่านละ ๗ นาที อนุโลมเล็กน้อย ซึ่งขณะนี้มีสมาชิกเข้าชื่อแล้ว ๑๗ ท่าน ผมดูตัวเลขแล้ว ถ้าเป็นไปตามตัวเลขนี้แต่ละท่านใช้เวลาประมาณ ๗ นาที ท่านรัฐมนตรี มาแล้วนะครับ ผมขออนุญาตที่ประชุมให้บุคคลต่อไปนี้ ๕ ท่านมาร่วมให้ข้อมูล และตอบชี้แจงข้อซักถามของสมาชิกเข้ามาในที่ประชุม นางรวีวรรณ ภูริเดช เลขาธิการ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายมนต์สังข์ ภู่ศิริวัฒน์ รองเลขาธิการสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายณัฐวุฒิ เปลื้องทุกข์ เลขานุการกรม สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ว่าที่ร้อยตรี พีรพล มั่นจิตต์ ผู้อำนวยการกองแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ นางพรพิมล สัมฤทธิ์ผ่อง ผู้อำนวยการฝ่ายกำหมายการบริหารราชการแผ่นดิน เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในนามคณะรัฐมนตรี ขอเสนอ ร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อให้ที่ประชุม พิจารณารับหลักการ โดยมีหลักการและเหตุผลดังนี้🔗
หลักการ แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พุทธศักราช ๒๕๔๕ เพื่อปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของสำนักนายกรัฐมนตรี และจัดตั้งสำนักงาน คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติขึ้น มีฐานะเป็นส่วนราชการระดับกรมในสำนัก นายกรัฐมนตรี และเป็นส่วนราชการที่อยู่ในบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๖ และเพิ่มเติมมาตรา ๗ (๑๖)🔗
เหตุผล โดยที่กฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติกำหนด ให้มีสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ เพื่อรับผิดชอบในการดำเนินงานของ คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ และมีหน้าที่รับผิดชอบดำเนินการเกี่ยวกับการบริหาร จัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายดังกล่าว สมควรจัดตั้ง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติขึ้นมีฐานะเป็นส่วนราชการระดับกรม ในสำนักนายกรัฐมนตรี และเป็นส่วนราชการที่อยู่ในบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี รวมทั้งปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของสำนักนายกรัฐมนตรีให้สอดคล้องกับภารกิจที่เพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้🔗
ผมขออนุญาตแจ้งรายชื่อผู้ที่ ขออภิปราย เป็นสมาชิกฝ่ายค้าน ๖ ท่าน สมาชิกฝ่ายรัฐบาล ๕ ท่าน วุฒิสมาชิก ๖ ท่าน สมาชิกฝ่ายค้าน พรรคก้าวไกล ๕ ท่าน พรรคเพื่อไทย ๑ ท่าน ผมขออนุญาตให้สมาชิก ฝ่ายค้านเริ่มก่อนนะครับ คุณณัฐวุฒิ บัวประทุม เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ประเทศไทยมีที่ดินรวมทั้งหมด ๓๒๐ ล้านไร่เศษ แต่อย่างไรก็ตามใน ๓๒๐ ล้านไร่เศษ ที่ท่านบอกว่าอยู่ในความดูแลของกรมที่ดินเป็นที่ดินป่าสงวน เป็นที่ดินราชพัสดุ เป็นที่ดิน ที่อยู่ในความดูแลของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือ ส.ป.ก. ก็ยังเป็นตัวเลข ของการคาดการณ์หรือการประมาณการ บางท่านก็บอกว่าตัวเลขนี้ต่ำกว่าที่ดินที่มีอยู่จริง บางท่านก็บอกว่าสูงกว่าที่ดินที่มีอยู่จริง และแน่นอนครับในจำนวนดังกล่าวครึ่งหนึ่งเป็นที่ดิน ของภาครัฐ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งที่เป็นที่ดินของเอกชนนั้นก็อยู่ในมือของภาคเอกชนมากกว่า จะอยู่ในมือของพี่น้องประชาชนที่ควรเป็นเจ้าของที่ดินที่แท้จริง สำหรับในร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ผมคิดว่ามีอยู่ทั้งหมด ๔ ประการที่ผมจำเป็นต้องให้ความเห็น ขอคำตอบ หรือยังมี ข้อเคลือบแคลงสงสัย หรือข้อสังเกตต่อร่างกฎหมายฉบับนี้ทั้งหมด ดังนี้ครับ🔗
ประการที่ ๑ เราจำเป็นต้องยอมรับว่าการออกร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยลอย ๆ แต่เกิดขึ้นเพราะเป็นไปตามมาตรา ๑๘ แห่งพระราชบัญญัติ คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ปี ๒๕๖๒ กฎหมายฉบับนั้นมีผลมาตั้งแต่ ๑๓ มิถุนายน ปี ๒๕๖๒ สิ่งที่ผู้ชี้แจงจำเป็นต้องตอบก็คือว่าในกรณีที่ท่านต้องการให้มีสำนักงานรองรับ คณะกรรมการ ซึ่งผมขออนุญาตที่จะใช้ชื่อย่อว่า คทช. นั้น ท่านใช้หลักการใดในการที่จะเลือก พิจารณาโอนหรือรับหน่วยงานต่าง ๆ มาอยู่ในสำนักงานนี้ครับ ผมพิจารณาในเชิง รายละเอียด มาตรา ๕ ท่านพูดถึงการโอนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม คือกองแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐและกองบริหารจัดการที่ดิน เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสำนักงาน คทช. มาตรา ๖ ท่านเลือกโอนกองบริหารจัดการที่ดิน ในส่วนของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติไปอยู่กับกรมที่ดิน ท้ายที่สุดโอนไปโอนมาเป็น การสร้างหน่วยงานใหม่ สร้างกฎระเบียบ สร้างนโยบาย และแม้กระทั่งอาจจะสร้างปฏิบัติการใหม่ ซึ่งผมคิดว่านี่ไม่ใช่นิวนอร์มัล (New normal) นะครับ ผมไม่รู้ว่าราชบัณฑิตยสถานเขาใช้ คำว่าฐานคิดใหม่หรือฐานวิถีชีวิตใหม่ แต่ผมว่ามันเป็นการโอลด์นอร์มัล (Old normal) เพราะเอาเข้าจริง ๆ แล้วกรณีของที่ดินนั้นท่านยังมีสำนักงาน ส.ป.ก. อยู่เต็มรูปเลยครับ ท่านไม่ได้พูดเลยว่าจะบริหารจัดการ บูรณาการ หรือแม้กระทั่งการยุบ ส.ป.ก. เข้ามาอยู่ ในสังกัดของหน่วยงานนี้อย่างไร นี่เป็นข้อสังเกตประการที่ ๑ ที่ผมอยากพูดถึงครับ🔗
ข้อสังเกตประการที่ ๒ ถ้ามองในแง่ของกระบวนการและการร่างกฎหมายฉบับนี้ ที่ดินเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชนทั้งหมด ผมก็ดูกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ของท่านตามมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ท่านมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ผ่านกระบวนการเวิลด์ไวลด์เว็บดอตโอเนบดอตจีโอดอตทีเอช (www.onep.go.th) ของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีการรับฟังความคิดเห็น ผ่านเวิลด์ไวลด์เว็บดอตลอว์อเมนด์เมนต์ดอตจีโอดอตทีเอช (www.lawamendment.go.th) ของ เว็บไซต์ (Website) กฎหมายไทย ที่ดินเป็นเรื่องของคนทุกคน ๖๐ กว่าล้านคน แต่ท่านทราบ ไหมครับมีผู้เข้าไปชมทั้งหมด ๒๓๓ คน ไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น ผมค่อนข้างประหลาดใจว่า กฎหมายที่ท่านบอกว่าเป็นเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ เป็นเรื่องแผนปฏิรูปประเทศ ไม่มีผู้แสดง ความคิดเห็นนะครับท่านประธาน จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยไม่ว่ากันเลย ท่านจะเกณฑ์คน มาแสดงความคิดเห็นผมยังไม่ว่าเลยครับ แต่กฎหมายฉบับนี้มาโดยไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น ในเว็บไซต์ (Website) ที่เปิดรับฟังความคิดเห็น ท่านถอนดีไหมครับ เปิดเวลาขยายเพิ่มเติมใด ๆ ต่าง ๆ ให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็น เห็นด้วยทั้งหมดยังไม่เป็นไรเลย แต่นี่ไม่มี แล้วจะบอกว่า นี่คือกฎหมายที่พูดถึงการปฏิรูปได้อย่างไร ผมคิดว่าผู้ชี้แจงต้องให้ข้อมูลตรงนี้ครับ🔗
ข้อสังเกตประการที่ ๓ เรื่องการจัดตั้งหน่วยงานภายในสำนักงานใหม่ ผมคิดว่าท่านมีกระบวนการเตรียมการไว้แล้วนะครับ ต้องขอบพระคุณทางเจ้าหน้าที่สภา เตรียมข้อมูลให้ดีมากครับ มีกรณีของสำนักงานผู้อำนวยการ มีกองกฎหมายที่ดิน มีกองที่ดิน ของรัฐ มีกองยุทธศาสตร์ มีศูนย์สารสนเทศ ซึ่งผมเข้าใจว่าท่านจะมารับผิดชอบดำเนินการ ในประเด็นเรื่องของวันแมป (One Map) แต่ผมอยากจะขอคำชี้แจงที่ชัดเจนไปในอนาคตว่า ตกลงเมื่อท่านยุบรวมกองแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ คำนี้เลยที่ท่านใช้มาในอดีต แก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ โจทย์ผิดมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว คำนี้เป็นคำตีตรา เป็นคำที่มองว่าประชาชนเป็นผู้บุกรุก อย่างนี้ภาคประชาชนเขาตั้งกองบ้าง ได้ไหมครับ เป็นกองแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐที่บุกรุกที่ดินของประชาชน ท่านให้ คำมั่นสัญญาได้ไหมว่าถ้ากฎหมายฉบับนี้ผ่าน มีการยกเป็นหน่วยงานย่อยภายในสำนักงาน คทช. ของท่าน จะต้องไม่มีกองที่เกี่ยวข้องหรือพูดถึงการบุกรุกที่ดินของรัฐอีก เพราะนั่นไม่ใช่ สิ่งที่เกิดขึ้นจริง แล้วหลายครั้งเราต้องเรียนรู้และยอมรับกันว่ากฎหมายและนโยบายของรัฐ ต่างหากที่ไปบุกรุกที่ดินของพี่น้องประชาชน นั่นเป็นข้อสังเกตประการที่ ๓🔗
ข้อสังเกตประการที่ ๔ ในเรื่องอัตราเจ้าหน้าที่และการปฏิบัติงาน ท่านไม่ได้ พูดถึงการตั้งหน่วยงานใหม่อย่างเดียว ท่านพูดในเชิงรายละเอียดว่าหน่วยงานใหม่ของท่าน จะไม่มีการเพิ่มอัตราเจ้าหน้าที่ จะไม่มีการเพิ่มข้าราชการ ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังของพี่น้องประชาชน ในประเทศไทย ผมก็ไปดูรายละเอียดว่า ณ ขณะนี้สำนักงาน คทช. มีเจ้าหน้าที่อยู่ทั้งหมดเท่าไร ท่านบอกว่ามีเพียง ๓๕ คน ท่านมีอัตราที่ต้องการทั้งสิ้น ๑๐๐ คน พูดกันภาษาบ้าน ๆ คือยังขาดอยู่ทั้งหมด ๖๕ คน ตกลง ๖๕ คนนี้จะเป็นการโอนย้าย โอนถ่ายมา หรือจะต้องเป็น การจัดจ้าง หรือเพิ่มอัตราข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ใหม่ครับ นี่เป็นคำตอบที่ผมคิดว่า สภาแห่งนี้ต้องรู้ ไม่พูดถึงงบประมาณ ท่านตั้งงบประมาณปีนี้ ๑๐๐ กว่าล้านบาท ปีถัดไป ก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ๕ ปีรวมทั้งหมด ๖๐๐ ล้านบาท ซึ่งอันนี้ผมไม่ติดใจเท่าไร แต่อย่างไรก็ตาม พวกผมและพรรคก้าวไกลตระหนักดีว่าการกระจายการถือครองที่ดินถือเป็นหัวใจหนึ่งของ การปฏิรูปความเสมอภาคและความเท่าเทียมในประเทศนี้ ถือเป็นหัวใจหนึ่งของความเป็นอยู่ที่ดี ของพี่น้องประชาชนในประเทศนี้ แต่หากกฎหมายฉบับนี้ยังไม่มีรายละเอียดที่พูดถึง การตอบโจทย์ที่บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ดินที่แท้จริง แล้วคำตอบวันนี้ไม่ใช่ พรรคก้าวไกลเองก็คงต้องทบทวนดูว่าเราจะรับหลักการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้หรือไม่ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณนะครับ ผมเรียนท่านสมาชิก ฝ่ายค้านที่มีชื่อลำดับถัดจากคุณณัฐวุฒิก็คือ คุณชวลิต วิชยสุทธิ์ คุณคำพอง เทพาคำ คุณอภิชาติ ศิริสุนทร คุณมานพ คีรีภูวดล คุณอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม แล้วต่อไปจะเป็น ฝ่ายรัฐบาล คุณเกียรติ สิทธีอมร คุณภาคภูมิ บูลย์ประมุข คุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม นายวิรัช พันธุมะผล มี ๔ พรรค จากนั้นก็เป็นวุฒิสมาชิก จะมีท่านดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม คุณเสรี สุวรรณภานนท์ พลเรือเอก ศักดิ์สิทธิ์ เชิดบุญเมือง นายออน กาจกระโทก พันตำรวจเอก ยุทธกร วงเวียน และนายเจตน์ ศิรธรานนท์ ขอเรียนให้ทุกท่านทราบเพื่อจะได้เตรียมตัว ต่อไปคุณเกียรติครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตอภิปรายในประเด็นร่าง พ.ร.บ. ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ผมเข้าใจดีว่าการตั้งสำนักงานนี้ เป็นไปตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ซึ่งตั้งขึ้นมาเพื่อต้องการแก้ไข ปัญหาที่ดินให้ประชาชน คำถามมีอยู่ว่าตั้งสำนักงานนี้ช่วยแก้ปัญหาใดได้บ้าง ทีนี้ลักษณะ ของปัญหาที่ดินผมแบ่งใหญ่ ๆ ๓ ประเภท🔗
ประเภทแรก ชุมชนอยู่เดิม ประชาชนอยู่เดิม ทำมาหากินอยู่เดิม พอรัฐไป ขีดเส้นจากคนที่เคยไม่ผิดกลายเป็นคนผิด ตรงนี้ไม่ได้มีการเข้าไปตรวจสอบดูประวัติ ความเป็นมาของบางพื้นที่ บางพื้นที่ไม่ใช่ทุกพื้นที่ แล้วเป็นปัญหากับประชาชน แต่ประชาชน ถูกดำเนินคดีอาญา ประเภทที่ ๒ ผมขออนุญาตเปิดสไลด์ (Slide) ขออนุญาตไว้แล้วครับ🔗
ประเภทที่ ๒ เป็นความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานรัฐแท้ ๆ เลย กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ขัดแย้งกับ ส.ป.ก. ทั้ง ๆ ที่กฎหมาย ส.ป.ก. เขียนไว้ชัดเจนตั้งแต่ปี ๒๕๑๘ แล้ว เขียนไว้ว่าอย่างไร ให้พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินมีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวน แห่งชาติในที่ดินแปลงนั้น แล้วให้ ส.ป.ก. มีอำนาจนำที่ดินนั้นมาใช้ในการปฏิรูปที่ดิน เพื่อการเกษตรกรรม โดยไม่ต้องดำเนินการเพิกถอนตามกฎหมายป่าสงวนแห่งชาติ ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นอย่างนี้ครับท่านประธาน อุทยานก็ยังใช้แผนที่เดิมตั้งแต่ปี ๒๕๒๔ ไม่ได้มี การปรับแก้ แล้วไม่ได้มีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับพื้นที่ที่ ส.ป.ก. ได้รับมอบไปดำเนินการ แล้วผลที่เกิดขึ้นคืออะไรครับ ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ ส.ป.ก. ถูกดำเนินคดีอาญาอีกเช่นกัน🔗
ประเภทที่ ๓ ก็คือบุกรุกเพื่อเชิงพาณิชย์ อันนี้ไม่มีปัญหาเลยครับ จัดการ ให้เต็มที่🔗
กรณีที่ ๑ กับกรณีที่ ๒ ผมคิดว่าแก้ได้โดยไม่ต้องมีสำนักงานด้วยซ้ำไป กฎหมายชัดอยู่แล้ว ในเมื่อกฎหมายชัดอยู่แล้วก็ไปดำเนินการได้เลย จังหวัดที่มีปัญหา ณ วันนี้ มีจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดราชบุรี จังหวัดสกลนคร จังหวัดนครราชสีมา และอื่น ๆ อีกมากเลยนะครับ ประชาชนถูกดำเนินคดีอยู่ไม่น้อยโดยไม่ชอบ อันนี้ผมใช้คำว่าโดยไม่ชอบเลยนะครับ เพราะว่าเมื่อไปศึกษาข้อกฎหมายแล้วชัดเจนว่า การดำเนินคดีในหลายกรณีนั้นไม่ถูกต้อง และประชาชนเป็นผู้รับเคราะห์เพราะใช้วิธี ดำเนินคดีอาญา ยกตัวอย่างกรณีศึกษาครับ อันนี้เกิดขึ้นสมัยที่ท่านประธานเป็นนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ ๒ ปี ๒๕๔๐ มี ครม. สัญจร เอากรณีศึกษาพื้นที่เดียวเลยครับ เขตอุทยานแห่งชาติทับลาน จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดปราจีนบุรี ครม. สัญจรไปฟังปัญหาของประชาชนในพื้นที่ ตกลงกันว่าจะมีการสำรวจร่วมกันโดยกรมป่าไม้ ส.ป.ก. และกระทรวงมหาดไทย ตอนนั้นยังไม่มี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ไปสำรวจร่วมกันเสร็จหมดแล้วครับ เสร็จปีไหน เดือนมกราคม ปี ๒๕๔๓ สำรวจเสร็จทุกฝ่ายเห็นตรงกันหมดว่าเขตพื้นที่ร่วมกันคืออะไร เราเรียกว่าแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ปี ๒๕๔๓ ผิดหวังนิดเดียวครับ ตอนนั้นเปลี่ยนรัฐบาล พอดี ท่านประธานหมดวาระ ไม่ทันที่จะให้นำแผนที่อันนี้ไปตราเป็นพระราชกฤษฎีกา เพื่อให้มีผลบังคับใช้ ผลที่เกิดขึ้นเปลี่ยนรัฐบาล ปี ๒๕๔๕ ถึงปี ๒๕๔๗ มีการแยกกระทรวง และมีการตั้งกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชขึ้น ก็เลยพลาดไปเลยครับ สิ่งที่ไป สำรวจมาไม่ได้นำมาใช้ และต่อมาก็มีการร้องเรียนเมื่อ ๒-๓ ปีที่ผ่านมา ร้องเรียนไปแล้วนะครับ ผู้ตรวจการแผ่นดินได้รับเรื่องส่งคณะไปสำรวจพื้นที่และมีมติดังนี้ ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน และดำเนินการตราพระราชกฤษฎีกา ปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลานให้ยึดถือแนว ปี ๒๕๔๓ ที่สำรวจกันมา มีมติแล้ว ดำเนินการเท่านั้นเองครับ ไม่ต้องมีสำนักงานใหม่ ไม่ต้องมีพนักงานใหม่ ดำเนินการตามกฎหมาย เท่านั้นก็เป็นที่เรียบร้อย ปัจจุบันนี้ทั่วประเทศเฉพาะชาวบ้านที่ทับลานโดนดำเนินคดีโดยไม่ชอบ อย่างนี้ ๔๐๐ ครัวเรือน ถอนเถอะครับ ทั้งประเทศปีละประมาณ ๒,๐๐๐ คดี อันนี้เป็นบันทึก ของทางการ ถูกดำเนินคดี ๒๐,๐๐๐ กว่าคดีแล้วครับ เป็นธรรมหรือครับ ไม่เป็นธรรมเลย อย่างยิ่ง ปี ๒๕๖๒ มีการแก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ ท่านก็บอกว่า ให้ไปสำรวจแล้วก็ให้เช่าได้สำหรับคนที่บุกรุก แต่ท่านยังใช้แผนที่เก่าอยู่เลยครับ ทำไมไม่ใช้ แผนที่ใหม่ ท่านต้องปรับปรุงตามกฎหมาย ส.ป.ก. ส.ป.ก. ได้รับมอบไปแล้วก็มีสิทธิที่จะไป จัดสรรแล้ว และมีสิทธิถือว่าเป็นการเพิกถอนแล้ว แต่ท่านไม่ปรับปรุงที่ดิน อันนี้คือปัญหา ดังนั้นผมมีข้อเสนอแนะ ๓ ข้อ คือตั้งสำนักงานก็เชิญครับ อันนี้ผมคิดว่าถ้าจะให้นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการสั่งการไม่ติดใจครับ หลักการนี้รับได้ แต่ทำในสิ่งที่ถูกต้องครับ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่อำนาจ ไม่ได้อยู่ที่สำนักงาน กฎหมายรองรับมีหมดแล้ว ผมเสนอ ๓ ข้อ ข้อแรก ตราพระราชกฤษฎีกาในแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ปี ๒๕๔๓ ให้เร็วที่สุด อันนี้ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง ข้อ ๒ ยุติการดำเนินคดีกับประชาชนโดยไม่ชอบ ไม่เป็นธรรม ทันที ถอนฟ้องทุกคดีที่ทับซ้อนกับ ส.ป.ก. อันนี้ท่านจะเคลียร์ปัญหาได้หลายคดี ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ของปัญหาที่มีอยู่ ข้อ ๓ เร่งสำรวจร่วมกัน เอาหน่วยงานทุกหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องสำรวจร่วมกัน พื้นที่ที่เหลือมีประเด็นทับซ้อนอยู่มากมายพอสมควรในหลายพื้นที่ ดำเนินการแค่นี้แก้ปัญหาให้ประชาชนได้ไม่ต่ำกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้เขาเดือดร้อน ไม่มีใครสบายใจหรอกครับถูกดำเนินคดีอาญาทั้ง ๆ ที่มีการสำรวจโดย ส.ป.ก. และมีเอกสารสิทธิ ชัดเจน ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับท่านเกียรติ ต่อไป คุณดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ครับ🔗
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขออภิปรายประกอบการพิจารณาให้ความเห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติ ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ใน ๓-๔ ส่วนด้วยกัน ส่วนแรกก็จะนำเสนอ ความคิดเห็นว่าเราอยากเห็นอะไรเกี่ยวกับการจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศไทย ส่วนที่ ๒ ก็คือปัญหาที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้เป็นอย่างไร แล้วก็นำมาสู่ส่วนที่ ๓ ว่าสิ่งที่รัฐควรดำเนินการ มีเรื่องอะไรบ้าง ส่วนสุดท้ายก็คือว่าการจัดตั้งสำนักงานนี้ขึ้นมาจะช่วยให้เกิดประโยชน์ อะไรบ้าง แล้วก็จะมาแก้ปัญหาอะไร🔗
ในส่วนแรก สิ่งที่เราอยากจะเห็นเกี่ยวกับการจัดการที่ดินและทรัพยากรดิน ทางสมาชิกวุฒิสภาซึ่งดูแลเรื่องการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ ก็ได้มี การอภิปราย กระผมจับความได้ว่ามี ๒ เรื่องใหญ่ ๆ ที่จำเป็นจะต้องดำเนินการ ส่วนแรก ก็คือเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศของเราจำเป็นจะต้องให้เติบโตอย่างเป็นมิตร กับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเรื่องนี้จำเป็นต้องทำอยู่ใน ๒ เรื่อง เราต้องอนุรักษ์รักษาทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่ให้มากที่สุด ให้คนรุ่นหลังได้ใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน🔗
ส่วนที่ ๒ คือเราต้องฟื้นฟู สร้างใหม่ ลดผลกระทบจากการพัฒนาเศรษฐกิจ ของประเทศ การพัฒนาที่เกิดขึ้นได้ไปกระทบ ได้ไปทำลาย ได้ไปใช้พื้นที่ ได้ไปใช้ทรัพยากร เหล่านี้จำเป็นต้องฟื้นฟู สร้างใหม่ แล้วก็ลดผลกระทบที่เกิดขึ้น🔗
อีกส่วนหนึ่งที่เราอยากจะเห็นแล้วก็เป็นปัญหาสำคัญของประเทศเรา ณ เวลานี้ก็คือเรื่องของการใช้ที่ดินแล้วก็ทรัพยากรดินในการสร้างโอกาสและความเสมอภาค ทางสังคม จำเป็นต้องกระจายความเจริญสู่เมือง จากเมืองไปสู่ชนบท จำเป็นต้องลด ความเหลื่อมล้ำของประชาชน เราจำเป็นจะต้องดำเนินการในเรื่องเหล่านี้ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น เรายังมีความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนในเรื่องของการใช้ที่ดินตรงนี้ บางท่านอภิปรายว่า ไม่ว่าใครจะบุกรุกใครก็เป็นปัญหา จะบอกว่าประชาชนบุกรุกที่ดินของรัฐ หรือรัฐบุกรุกที่ดิน ของประชาน อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เป็นปัญหาที่เราต้องยอมรับแล้วก็ต้องแก้ไข จำเป็นจะต้อง กระจายการถือครองที่ดินที่ไม่เป็นธรรม ต้องแก้ปัญหานี้ ปัญหาเรื่องปัจจัยการผลิตต้นทุน ทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน หรือทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้ ซึ่งเรื่องที่ดิน นี่ละครับเป็นปัจจัยการผลิต เป็นพื้นฐานการผลิตที่สำคัญที่จะทำให้ลดความเหลื่อมล้ำ จะช่วยให้เกิดการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม จากสิ่งที่เราเห็น แล้วก็ปัญหาที่เกิดขึ้น เหล่านี้กระผมคิดว่ารัฐจำเป็นจะต้องดำเนินการปฏิรูปประเทศเพื่อแก้ปัญหาในเรื่องเหล่านี้ แน่นอนครับว่าพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ซึ่งจะครบ ๒ ปี วันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๔ แต่ว่าได้ประกาศใช้แล้วในปี ๒๕๖๒ คณะกรรมการชุดนี้ จะต้องคิดให้ถูกก็คือมองปัญหาให้ถูก กำหนดนโยบายให้ชัดเจนที่จะแก้ไขปัญหาและทำ ในเรื่องนี้ อันนี้ก็เป็นหน้าที่ของ คทช. คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ🔗
อีกส่วนหนึ่งนอกจากที่เราจะต้องคิดให้ถูก มีคณะกรรมการนโยบายที่ดิน แห่งชาติมาดูแลปัญหาดังกล่าวแล้ว มีนโยบาย มีแผนแล้ว จำเป็นจะต้องทำให้ถูก ก็คือว่า จำเป็นจะต้องให้เกิดความสำเร็จในการปฏิบัติด้วย นั่นก็คือจำเป็นจะต้องมีหน่วยงานหลัก ที่เป็นกลไกสำคัญในการบูรณาการระบบข้อมูล ที่บอกว่าที่ดินทั้งประเทศแบ่งเป็นอะไรบ้าง อย่างไร การใช้ประโยชน์ใครจะใช้อย่างไร และปัญหาที่มีอยู่จะแก้ด้วยระบบข้อมูลที่ แตกต่างกัน ระบบแผนที่ที่ไม่เป็นเอกภาพอย่างไร จำเป็นจะต้องกำกับ ติดตาม ขับเคลื่อน ให้มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ของการปฏิรูปประเทศในเรื่องนี้อย่างไร ซึ่งกระผมคิดว่าการมี พ.ร.บ. ฉบับนี้จะทำให้แก้ปัญหาการปฏิรูปประเทศในส่วนของปัญหาการขับเคลื่อนหลาย ๆ เรื่อง แผนปฏิรูปประเทศ ๑๑ ประเด็นบวก ๒ ประเด็นที่ตั้งไว้ให้ ประเทศชาติดี สังคมดี คนไทยดี ส่วนใหญ่ที่ได้ทำงานมาเราพบว่าปัญหาที่สำคัญก็คือเรื่องการขับเคลื่อนโดยกลไกที่สำคัญ เพราะฉะนั้นกระผมคิดว่าการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติที่กำหนดไว้ ตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ ซึ่งต้องมาแก้ พระราชบัญญัติฉบับนี้ก็เป็นเรื่องที่จำเป็น แล้วก็จะทำให้เกิดประโยชน์ กระผมเห็นด้วย และเห็นชอบในหลักการที่จะดำเนินการครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านชวลิต วิชยสุทธิ์🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออภิปรายแสดงความเห็นต่อ ร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งคณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของสำนักนายกรัฐมนตรี และจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติขึ้น มีฐานะเป็นส่วนราชการ ระดับกรมในสำนักนายกรัฐมนตรี และขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีโดยตรง ท่านประธานที่เคารพ จากการตรวจสอบข้อมูลประเทศไทยมีพื้นที่ที่เป็นที่ดินประมาณ ๓๒๐ ล้านไร่เศษ แต่จาก การรายงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบที่ดินของรัฐ ได้แจ้งยืนยันรับรอง และรับทราบข้อมูลจำนวนที่ดินของรัฐที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบถึง ๔๖๔ ล้านไร่เศษ เกินกว่าพื้นที่ที่มีอยู่จำนวนมาก อันแสดงให้เห็นว่าที่ดินของรัฐทับซ้อนกัน สืบเนื่องมาจาก การมีกฎหมายกำหนดแนวเขตประเภทที่ดินของรัฐหลายฉบับ และใช้มาตราส่วนในแผนที่ แนบท้ายกฎหมายแตกต่างกัน ทำให้การประกาศแนวเขตที่ดินทับซ้อนกัน เมื่อได้ดำเนินการ ปรับปรุงแผนที่ตามนโยบายวันแมป (One Map) โดยจัดทำเป็นแผนที่ดิจิทัล (Digital) และใช้มาตราส่วน ๑ : ๔๐๐๐ ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ทำให้ทราบว่าที่ดินของรัฐมีเนื้อที่ ๒๐๗ ล้านไร่เศษ ซึ่งสอดคล้องกับเนื้อที่ของประเทศไทย ปัญหาก็คือต้องเคลียร์ (Clear) ที่ดินของรัฐ หลายประเภทให้ชัดเจนก่อนโดยอาศัยวันแมป (One Map) แผนที่มาตราส่วน ๑ : ๔๐๐๐ หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการที่ดินของรัฐในระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า มีถึง ๘ หน่วยงาน และในระดับกรมหรือเทียบเท่ามีถึง ๑๙ หน่วยงาน การจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายแห่งชาติให้มีฐานะเป็นส่วนราชการระดับกรม ในสำนักนายกรัฐมนตรี ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีโดยตรง จะสามารถแก้ไขปัญหาบริหาร จัดการที่ดินของรัฐ ให้เป็นประโยชน์ต่อปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในปัญหา ที่ดินทำกินของประชาชนได้ทันกับสถานการณ์ความเดือดร้อนของประชาชนหรือไม่ อย่างไร คงจะต้องติดตามให้กำลังใจกันอย่างใกล้ชิด ผมอยากจะเห็นไทม์ไลน์ (Timeline) เห็นเป้าหมายการแก้ไขปัญหาการทับซ้อนที่ดินระหว่างหน่วยงานของรัฐที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม ก่อนที่จะลงมติจึงอยากจะขอถามท่านรัฐมนตรีว่า ๑. นับแต่มีมติ ครม. เมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๕๘ ให้หน่วยงานของรัฐปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐ แบบบูรณาการ มาตรา ๑ : ๔๐๐๐ เพื่อให้ประเทศไทยมีแนวเขตที่ดินของรัฐที่ถูกต้อง ทันสมัยอยู่บนมาตรฐานเดียวกัน ขณะนี้ได้เริ่มใช้วันแมป (One Map) แล้วหรือยัง ถ้าใช้แล้ว เสร็จไปกี่เปอร์เซ็นต์ ถ้ายังไม่ได้ใช้วันแมป (One Map) จะเริ่มเมื่อใด มีเป้าหมายเสร็จสิ้น เมื่อใด🔗
๒. ในการตรวจสอบการทับซ้อนที่ดินระหว่างหน่วยงานของรัฐและเอกชน ขอเสนอแนะว่าควรทำระหว่างหน่วยงานของรัฐให้ชัดเจนก่อนว่าที่ใดเป็นที่ป่า ที่ใดเป็นที่ ส.ป.ก. เป็นต้น ขจัดความทับซ้อนระหว่างหน่วยงานให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว และในกรณีที่ต้อง ตรวจสอบการทับซ้อนระหว่างที่ดินของรัฐกับของประชาชนที่มีเอกสารสิทธินั้น ขอให้ ประชาชนที่มีเอกสารสิทธิที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายอย่าตกใจ หากการตรวจสอบในที่ดิน ทับซ้อนกันทั้งของรัฐและของประชาชน เพราะในข้อเท็จจริงเมื่อมีการพิสูจน์สิทธิกันแล้ว ชาวบ้านอาจอยู่อาศัยก่อนมี พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ หรือ พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติก็ได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง🔗
ประการสำคัญ สิ่งที่อยากจะฝากรัฐบาลและส่วนราชการไว้ก็คือผมได้ ตรวจสอบจดหมายเหตุที่ในหลวง รัชกาลที่ ๙ เคยเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎร ที่อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม เมื่อกว่า ๓๐ ปีที่ผ่านมา ทรงแนะนำส่วนราชการให้คนกับป่า อยู่ร่วมกันอย่างไร เพื่อรักษาป่า เก็บกินของป่า อยู่กับป่าได้ รักษาป่าได้โดยไม่ผิดกฎหมาย สิ่งที่ผมได้กราบเรียนมาทั้งหมด รวมทั้งที่ได้สอบถามท่านรัฐมนตรีนั้นในหลักการผมเห็นชอบ กับร่าง พ.ร.บ. ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ฉบับนี้ รายละเอียดจะได้ไปฝาก ไว้ในชั้นกรรมาธิการ ในชั้นนี้ก็ขอสอบถามข้อมูลกับท่านรัฐมนตรีเพื่อตอบในสิ่งที่ผมและประชาชน ยังสงสัยในข้อมูลอยู่ครับ ขอขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านรัฐมนตรีและคณะ จะตอบตอนไหนก็ได้ถ้าพร้อมนะครับ ต่อไปคุณภาคภูมิ บูลย์ประมุข🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายภาคภูมิ บูลย์ประมุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตาก พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมขออภิปรายในร่างพระราชบัญญัติ ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เนื่องจากว่ามีมติ ครม. ที่ให้มีการก่อตั้ง คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติหรือ คทช. หลังจากนั้นก็มีพระราชบัญญัติเกิดขึ้น จนมาถึงวันนี้ผมคิดว่าเป็นความหวังอย่างยิ่งของพี่น้องประชาชนที่ยังไร้ที่ทำกิน ยังไม่มี เอกสารสิทธิ วันนี้มีการปรับปรุงเพื่อมีการก่อตั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ผมถือว่าเป็นเรื่องที่ชาวบ้านเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แล้ว นับแต่การก่อตั้งมาก็มีการทำงานอย่างต่อเนื่องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ที่ผ่านมา คทช. นี้ อยู่ภายใต้สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วันนี้หากมีการก่อตั้งสำนักงานเสร็จ ก็จะไปขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ผมพูดเรื่องนี้เพราะผมคิดว่าถ้าเป็นสำนักงานแล้ว อยู่ภายใต้การกำกับของสำนักนายกรัฐมนตรีก็จะมีความเป็นกลางขึ้น ท่านประธานสังเกต ดูครับว่าความขัดแย้งของพี่น้องประชาชนที่ไร้ที่ทำกินส่วนใหญ่ในประเทศไทย โดยเฉพาะ พื้นที่บ้านผมจังหวัดตาก ประชาชนอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าเยอะมาก เพราะจังหวัดตากมีพื้นที่ป่า อยู่ ๘๕ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมด ความขัดแย้งที่อยู่อาศัยในการออกเอกสารสิทธิ หรือสิทธิต่าง ๆ เกิดขึ้นระหว่างประชาชนกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นกรมป่าไม้ หรือกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช วันนี้ถ้า คทช. มาตั้ง อยู่ตรงกลางถือว่าเป็นคนกลางที่จะเชื่อมประสานต่อให้กับพี่น้องประชาชน ที่ผ่านมา ผมขอชื่นชมกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่ามีความพยายามในการเข้าไปทำ ความเข้าใจ ออกรังวัดต่าง ๆ ทั้งกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมป่าไม้ทำงาน อย่างต่อเนื่อง หลาย ๆ ที่ประสบความสำเร็จ หลาย ๆ ที่กำลังดำเนินการ และหลาย ๆ ที่ ยังไม่ได้ทำเลย ความหวังต่าง ๆ ของพี่น้องประชาชนที่อยู่อาศัยบนป่า บนดอย บนเขา ที่อยู่ในป่าดั้งเดิมซึ่งเขาอยู่ก่อนแล้ว แต่เนื่องจากมีการขีดเส้น การประกาศอะไรต่าง ๆ เราไม่พูดถึงแล้วนะครับว่าตอนนี้ใครจะอยู่ก่อน อยู่หลัง แต่ถ้ารัฐมีความจริงใจว่าจะให้ พี่น้องประชาชนมีสิทธิอยู่อาศัยภายในพื้นที่ โดยยึดหลักของ คทช. ผมถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก ซึ่งที่ผ่านมาผมขออนุญาตสะท้อนปัญหาไปยังคณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ นำไปพิจารณา ขอเป็นข้อเสนอแนะที่ได้สะท้อนจากพี่น้องประชาชน ตั้งแต่การสำรวจปัญหา ที่เกิดขึ้นเกิดจากความไม่เข้าใจของพี่น้องประชาชน ท่านอย่าลืมนะครับพี่น้องประชาชน บนเขาบนดอยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ความรู้ก็น้อย ความเข้าใจก็น้อย แล้วหลาย ๆ ครั้ง ที่มีเจ้าหน้าที่เข้าไปเขายังติดภาพเรื่องทวงคืนผืนป่า เรื่องอะไรต่าง ๆ การประสานงาน ที่ผ่านมาผมก็พยายามอภิปรายในสภาหลายครั้ง หารือต่อท่านประธานหลายครั้งว่า การเข้าไปของเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องอาศัยผู้นำ ต้องอาศัยคนในพื้นที่พาไปแล้วค่อย ๆ คุย ภาษาของเขาอาจจะคนละภาษากับเรา แต่ถ้ามีคนประสาน มีคนสร้างความเข้าใจผม ว่าพี่น้องพวกนี้คุยง่าย และเรื่องสำคัญที่สุดคือเป็นเรื่องประโยชน์โดยตรงของพวกเขา ที่ผ่านมา ก็มีการทำงานอย่างต่อเนื่อง แล้วก็คิดว่าเริ่มมีความชัดเจนขึ้น วันนี้ทางพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ได้มีข้อเรียกร้องบอกว่าแนวทางของ คทช. ที่จะทำอยากจะให้มีความสอดคล้องกับ ความเป็นอยู่ของเขา แต่ละท้องถิ่นไม่เหมือนกันขนบธรรมเนียม การทำไร่ ทำนา การประกอบอาชีพ การสังคมจะไม่เหมือนกัน ฉะนั้นพี่น้องที่เขาอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำทั้งชั้น ๑ ชั้น ๒ ปรากฏว่า ใน คทช. อาจจะไม่อนุญาตให้ทำไร่หมุนเวียน ในความเข้าใจของเขานะครับ หรือถูกจำกัด ในเชิงข้อกำหนดว่าจะทำอะไรได้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นการนำเอกสารสิทธิที่ได้มาไปใช้ประโยชน์ เป็นแหล่งเงินทุน ได้รับสิทธิประโยชน์เท่าเทียมกันกับคนอื่นของรัฐ สิ่งเหล่านี้อยากจะให้ทาง คทช. ได้พิจารณาเรื่องนี้เป็นหลัก การที่ให้เขาได้สิทธิ ๑ ครอบครัวไม่เกิน ๒๐ ไร่ สิ่งนี้ ก็เป็นผล เพราะว่าหลาย ๆ ครอบครัวเป็นครอบครัวใหญ่ มีลูกมีหลานเยอะ บนดอยเขาอยู่ เป็นครอบครัวใหญ่ ๑ ครอบครัวใหญ่ประกอบด้วย ๔-๕ ครอบครัวเล็ก ถ้าเกิดว่าจำกัดให้เขา ๑ ครอบครัวใหญ่ได้ ๒๐ ไร่ไม่พอกินครับ พี่น้องเขาเยอะ ลูกหลานเขาเยอะ ก็อยากจะให้ พิจารณาเรื่องนี้เป็นสำคัญ ผมก็หวังว่าสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติหากก่อตั้งขึ้นแล้วจะเป็นประโยชน์ กับพี่น้องประชาชนมาก พี่น้องประชาชนรอคอยโอกาสนี้มานาน แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เริ่มมองเห็นแล้ว สิทธิทำกิน เอกสารสิทธิที่เขาพึงจะได้รับเท่าเทียมกับคนทั่วประเทศ ช่องทางที่เขาจะนำเอกสารสิทธิไปต่อยอด ช่องทางที่เขาจะนำเอกสารสิทธิไปได้รับสิทธิต่าง ๆ การเยียวยาจากภาครัฐ หรือแม้กระทั่งการทำประโยชน์ต่าง ๆ ในพื้นที่ที่เป็นเอกสารสิทธิของเขา จะทำให้เขาลืมตาอ้าปากได้ ผมเห็นชอบในการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดิน แห่งชาติในครั้งนี้ แล้วก็สนับสนุนร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในครั้งนี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปคุณเสรี สุวรรณภานนท์🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องกราบเรียน ท่านประธานในเรื่องที่เรากำลังพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ ในส่วนของร่างกฎหมายดังกล่าว ผมเข้าใจว่าเพื่อเป็นการจัดกระบวนการการทำงานให้มีสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ซึ่งจริง ๆ ก็มีอยู่แล้วเป็นไปตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งในการบริหารจัดการเรื่องของที่ดินที่มีปัญหาอยู่ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาก็ต้องยอมรับว่า เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน การจัดที่ดินให้กับพี่น้องประชาชนก็ยังไม่สามารถที่จะให้ เสร็จสมบูรณ์ได้ แม้ว่าเราจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน เพื่อจะจัดที่ดิน หรือจะคุ้มครองที่ดินไม่ให้มีการบุกรุกหรือรุกล้ำเข้าไปในเขตพื้นที่ป่า หรือพื้นที่ที่กฎหมายห้าม ดังกล่าว แต่ในสภาพความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนเราให้ความสำคัญจะบอกว่าน้อย ผมว่าก็น่าจะถูก ถ้าหากท่านประธานสังเกตจะเห็นว่าที่ดินในประเทศไทยจะมีในส่วนที่มี ความเจริญ คนที่อยู่ในพื้นที่ที่มีความเจริญก็จะมีโฉนดที่ดิน แต่คนที่อยู่ออกไปไกล ๆ ในเขตป่าเขาลำเนาไพร หรือพื้นที่ห่างไกลไป ยากครับที่จะได้โฉนดที่ดิน แม้ว่าเราพยายาม จะจัดสรร พยายามจะมีมาตรการ วิธีการให้ประชาชนอยู่บนที่ดินได้ แต่ในความเป็นจริงเอง พี่น้องประชาชนอีกจำนวนมากก็ไม่สามารถจะมีที่ทำกินหรือมีที่อยู่อาศัยในลักษณะ เช่นเดียวกับคนที่อยู่ส่วนกลาง หรืออยู่ภาคกลาง หรืออยู่ในจังหวัดที่มีการจัดระเบียบที่ดิน ไปแล้วได้ ก็น่าแปลกว่าความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นเป็นความเหลื่อมล้ำที่เราพยายามจะแก้ไขปัญหา มาตลอดแต่ไม่สามารถจะแก้ได้ ผมว่าทิศทางการจัดที่ดินของเรายังไม่สามารถที่จะเข้าใจถึง ปัญหาหรือจะแก้ปัญหาให้ตรงจุด ดังนั้นเมื่อมีการจัดให้มีสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดิน แห่งชาติ โดยให้ท่านนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบโดยตรง เป็นสำนักงานที่น่าจะบริหารจัดการได้ อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นความหวังครับท่านประธาน ความหวังว่าการแก้ปัญหาที่ดิน ดังกล่าวนั้นจะสามารถแก้ได้อย่างยั่งยืนและให้ประชาชนอยู่อย่างมีความผาสุกได้ ผมอยากเห็น อะไรครับ ถ้าคณะกรรมการที่บริหารจัดการอยู่แล้วและมีสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดิน แห่งชาติเกิดขึ้น ที่ท่านนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบโดยตรง ผมอยากเห็นนโยบายใหม่ วิธีคิดที่เราพยายามจะแยกที่ป่า แยกที่อยู่อาศัย จริง ๆ ในหลักการ เพื่อปกป้องป่าไม่ให้มีการไปบุกรุกหรือไปแผ้วถาง แต่สิ่งที่อยากกราบเรียนท่านประธานก็คือ อยากเห็นเมืองกับป่าอยู่ด้วยกัน อยากเห็นคนกับป่าอยู่ด้วยกัน ในหลายประเทศแม้กระทั่ง เป็นเมืองหลวง ความเป็นอยู่ของประชาชนที่อยู่อาศัยในเมืองต่าง ๆ เขาก็รณรงค์ให้มีการ ปลูกป่าในพื้นที่ที่อยู่อาศัย หรือให้คนที่อยู่อาศัยอยู่กับป่าได้ คือบางทีเราไม่ได้อยู่กับป่าแล้ว เราก็ไประแวงว่าคนที่เข้าไปในป่า คนที่อยู่ในที่ห่างไกลมักจะหาโอกาสไปตัดไม้ทำลายป่า เราไปคิดหวงกันทั้ง ๆ ที่เราไม่ได้อยู่ป่า แต่ผมเชื่อว่าคนที่อาศัยอยู่ในที่ห่างไกล แล้วยังไม่มีโฉนด ไม่มีเอกสารสิทธิ เขาก็มีความรู้สึก มีจิตใจที่รักพื้นที่ รักที่ดิน รักสถานที่ที่เขาเกิด ที่เขาอยู่อาศัย เพราะฉะนั้นผมเชื่ออย่างหนึ่งว่าการที่ป่าเหล่านี้มีอยู่แล้วประชาชนอยู่อาศัย ประชาชน ที่อยู่อาศัยนั้นผมเชื่อว่าจะเป็นคนที่รักป่าได้ดีกว่าพวกเรา แต่พวกเราไปขีดเส้นปิดกั้น เราไปหวงป่าทั้ง ๆ ที่เราไม่ได้อยู่กับป่า ดังนั้นผมคิดว่าถ้ากฎหมายอันนี้ผ่านไปก็อยากให้มี คณะกรรมการชุดนี้มีนโยบายในการบริหารที่ดินในการให้ความสำคัญที่ว่าคนกับป่าอยู่กันได้ อย่างไร เมืองกับป่าอยู่กันได้อย่างไร ถ้าสามารถทำได้อยู่อาศัยที่ไหนเราก็จะมีต้นไม้ มีป่า มีสถานที่ที่ร่มรื่น ดังนั้นในเรื่องของการจัดที่ดินผมว่าก็เป็นเรื่องสำคัญ ผมอยากเห็นอะไรครับ ถ้าจะจัดที่ดิน ผมอยากเห็นเกาะภูเก็ต ยกตัวอย่างจะบริหารจัดการอย่างไรให้เกาะภูเก็ตเป็นเกาะ ที่มีความเจริญ ให้เป็นป่า ให้เป็นเมือง แล้วมีความเจริญสามารถแข่งได้กับประเทศสิงคโปร์ ผมว่าบางทีเราไปปิดกั้นจนกระทั่งเราแพ้ภัยตัวเอง แพ้ในสิ่งที่เราคาดหวังว่าจะได้สิ่งดี ๆ แต่กลับกลายเป็นทำร้ายเราเอง เพราะฉะนั้นผมฝากว่ากฎหมายฉบับนี้เมื่อผ่านไปแล้วก็ขอให้ เป็นกฎหมายที่มีการบริหารจัดการที่ดินที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านรัฐมนตรี ขอชี้แจง เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขออนุญาตท่านประธานตอบ ประเด็นเรื่องของวันแมป (One Map) แล้วเดี๋ยวอีกสักครู่จะขออนุญาตให้ทางเลขาธิการ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตอบประเด็นเกี่ยวกับ เรื่องอัตรากำลังและบางประเด็นต่อไป🔗
ประเด็นเรื่องวันแมป (One Map) ที่เมื่อสักครู่นี้ท่านสมาชิกได้สอบถาม ต้องขออนุญาตกราบเรียนว่าเมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๖๒ ทางคณะรัฐมนตรีได้รับทราบ ความคืบหน้าการดำเนินการในการทำวันแมป (One Map) แล้วก็ได้มอบหมายให้ คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติที่มีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธานดำเนินการต่อไป แล้วเมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายนที่ผ่านมาทางคณะกรรมการ คทช. ที่ท่านนายกรัฐมนตรี เป็นประธานนั้นได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาทั้งหมด ๙ คณะ คณะแรก คณะอนุกรรมการ จัดหาที่ดิน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธาน คณะที่ ๒ คณะอนุกรรมการจัดที่ดิน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน คณะที่ ๓ คณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์เป็นประธาน คณะที่ ๔ คณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัด (คทช. จังหวัด) คณะที่ ๕ คณะอนุกรรมการกลั่นกรองกฎหมายการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดิน คณะที่ ๖ คณะอนุกรรมการนโยบาย แนวทาง และมาตรการการบริหารจัดการที่ดิน และทรัพยากรดิน คณะที่ ๗ คณะอนุกรรมการกำกับ ติดตาม และประเมินผล คณะที่ ๘ คณะอนุกรรมการสารสนเทศที่ดินและทรัพยากรดิน คณะที่ ๙ เป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการ ที่สำคัญที่สุดก็คือคณะอนุกรรมการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน ๑ : ๔๐๐๐ (One Map) หรือที่เราเรียกกันว่าคณะอนุกรรมการวันแมป (One Map) โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธาน และมีเลขาธิการสำนักงาน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐเป็นเลขานุการ🔗
ประเด็นเรื่องของการทับซ้อนพื้นที่ ในปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่อยู่ทั้งหมด ประมาณ ๓๒๐ ล้านไร่โดยประมาณ ในขณะนี้ได้มีการสำรวจและทราบว่ามีการทับซ้อนกัน ทั้งรัฐกับรัฐและระหว่างรัฐกับเอกชนนั้นทับซ้อนกันถึงประมาณ ๒๕๐ ล้านไร่ด้วยกัน เท่ากับ ปัจจุบันนั้นมีพื้นที่ที่เป็นเอกสารอยู่ทั้งหมด ๔๐๐ กว่าล้านไร่ ซึ่งเป็นประเด็นที่ทางสำนักงานนั้น เข้าใจดีและกำลังเร่งที่จะแก้ไขปัญหา ขออนุญาตเรียนว่าประเด็นการแก้ไขปัญหาเรื่อง อุทยานแห่งชาติทับลานก็จะอยู่ในที่นี้ด้วยเช่นกัน การแก้ไขปัญหาในการที่จะถอนที่อุทยาน แห่งชาติตามความเห็นของผู้ตรวจการแผ่นดินนั้น ต้องขอเรียนว่าเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเมื่อถอนออกไปแล้วประเด็นที่ตามมาก็คือว่าก่อนที่จะเป็นอุทยานแห่งชาติ พื้นที่ดังกล่าวก็เป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติอยู่อีก ดังนั้นการที่จะแก้ไขปัญหาก็คงจะต้อง ย้อนกลับไปอีกว่าบุคคลหรือว่าพี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวนั้นสามารถพิสูจน์สิทธิ อันนี้เป็นประเด็นที่ตัวผมเองเห็นใจพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก การทำธุรกิจนั้นเป็นสิ่งที่ ไม่ควรแต่ว่าแน่นอนมีพี่น้องประชาชนหลายต่อหลายกลุ่ม หลายต่อหลายครอบครัวที่ได้มี การอยู่อาศัยในพื้นที่บริเวณดังกล่าว ซึ่งทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเอง ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ การเอื้อในการที่จะให้พี่น้องประชาชนนั้นได้พิสูจน์สิทธิ แล้วก็ทำให้ พี่น้องประชาชนทุก ๆ คนนั้นมีสิทธิในการที่จะทำกินในผืนที่ดินดังกล่าว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราไม่อยากจะแก้ไขปัญหาด้วยการสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมา ดังนั้นอาจจะใช้เวลาสักเล็กน้อย การทำงานบางครั้งสิ่งที่ถูกใจอาจจะไม่ถูกต้องนัก แต่สิ่งที่ถูกต้องอาจจะกินเวลานาน จึงเป็น เหตุผลที่ทำไมวันนี้ถึงต้องเร่งตั้งสำนักงาน คทช. ขึ้นมา ในส่วนของเรื่องอัตรากำลังจะขออนุญาต ให้ทางท่านเลขาธิการ สผ. เป็นผู้ดำเนินการตอบต่อไป ขอบพระคุณครับ🔗
เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน นางรวีวรรณ ภูริเดช เลขาธิการสำนักงาน นโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอตอบประเด็นที่ได้มีการซักถาม ท่านณัฐวุฒิได้ถามในเรื่องของการจัดตั้งสำนักงานใหม่ เรามีการเลือกหน่วยงานที่จะตัดโอน มาอย่างไร และกระบวนการในการรับฟังความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ ในเรื่อง ของการตัดโอนอัตรากำลัง ตามที่จะตั้งสำนักงาน คทช. ไว้ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี อันนี้จะต้องสอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ที่อยู่ในอีก พ.ร.บ. หนึ่งก็คือ พ.ร.บ. คทช. ซึ่งประกาศ ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๖๒ โดยเฉพาะเรื่องภารกิจของ คทช.🔗
ข้อ ๑ การกำหนดนโยบายและแผนการบริหารจัดการที่ดินของประเทศ เพื่อเน้นในเรื่องของการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม การพิสูจน์สิทธิพื้นที่ ซ้อนทับระหว่างหน่วยงานของรัฐกับรัฐ หรือว่ารัฐกับเอกชน การแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้ง ต่าง ๆ เพื่อเสนอต่อ ครม. ดังนั้นในเบื้องต้นก็จะตัดอัตรากำลังในส่วนของสำนักงานนโยบาย และแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งรับผิดชอบในข้อ ๑ ก็คือนโยบายและแผน การบริหารจัดการที่ดินไปไว้ภายใต้สำนักงาน คทช. และอัตรากำลังของสำนักบุกรุกที่ดินของรัฐ ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ย้ายไปที่สำนักนายกรัฐมนตรี เช่นเดียวกัน เพราะว่าภารกิจนี้จริง ๆ แล้วในเรื่องการแก้ไขปัญหาที่ดินของรัฐเราดูที่ดินของรัฐ ทุกประเภทอยู่แล้ว ไม่ใช่เฉพาะที่ดินของรัฐที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดูแลอยู่ ดังนั้นจึงมีความเหมาะสมที่จะให้สำนักบุกรุกที่ดินของรัฐได้ย้ายไปอยู่ภายใต้สำนักงาน คทช. ด้วย ส่วนในเรื่องที่ท่านได้ถาม จริง ๆ แล้วก็มีหน่วยงานอื่น ๆ ของประเทศไทยทั้ง ๑๑ กระทรวงที่ ทำหน้าที่เรื่องของการบริหารจัดการที่ดินของประเทศ ดิฉันขอกราบเรียนว่าเขาก็จะบริหาร จัดการที่ดินที่อยู่ในกรรมสิทธิ์ของหน่วยงานนั้น ๆ เช่น ในส่วนของ ส.ป.ก.ก็จะดูแลที่ดิน ที่ ส.ป.ก. รับผิดชอบ ของกรมธนารักษ์ กรมที่ดิน กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เป็นต้น ดังนั้นหน่วยงานเหล่านี้ก็ยังต้องมีอยู่เพราะว่าทำหน้าที่บริหารจัดการที่ดินที่หน่วยงานของรัฐ เป็นเจ้าของจึงไม่ได้ตัดโอนมา🔗
ในเรื่องของอัตรากำลัง เบื้องต้นทั้ง ๒ หน่วยงาน ๓๕ อัตรา และกรอบอัตรากำลัง ของสำนัก คทช. ซึ่งเราเป็นหน่วยนโยบายก็จะมีอัตรากำลังรวม ๑๐๐ อัตรา อัตรากำลังที่เหลือ จะเป็นอัตรากำลังที่ขอจาก ก.พ. เพื่อเกลี่ยอัตรากำลังเกษียณ ซึ่งอยู่ที่ส่วนกลาง เป็นอัตรากำลัง ที่มีอยู่ของข้าราชการไทยที่สำนักงาน ก.พ. ดูแล ก็จะไม่ใช่อัตรากำลังเพิ่มใหม่ที่จะเป็นภาระ ของประเทศ จะเกลี่ยอัตรากำลังเพื่อมาเสริมให้สำนักงาน คทช. สามารถทำหน้าที่ในการ ปฏิบัติภารกิจในส่วนงานของ คทช. ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งดิฉันขอกราบเรียนว่างาน ของ คทช. มีความสำคัญมากและเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะที่ท่านรัฐมนตรีได้กล่าว ในส่วนของวันแมป (One Map) ในเรื่องของตัวเลข ท่านจะเห็นว่าประเทศไทยตอนนี้ เรามีพื้นที่รวมทั้งของรัฐและเอกชนเกินกว่าขนาดของประเทศจริง ดังนั้นเราจึงมีปัญหา ข้อขัดแย้งระหว่างหน่วยงานของรัฐกับรัฐเอง แล้วก็หน่วยงานของรัฐกับเอกชนมาอย่างยืดเยื้อ ยาวนาน เราไม่มีคนกลาง เราต้องไปที่ศาล หรือไม่เราก็ต้องไปที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งอำนาจไม่เบ็ดเสร็จในการตัดสินว่าที่ดินนั้นควรเป็นของใคร ดังนั้นการมีสำนักงาน คทช. และอำนาจหน้าที่นี้ระบุในข้อ ๑๐ ชัดเจนว่าให้ดูแลการแก้ไขในเรื่องนี้ รวมทั้งฐานข้อมูล เรื่องของวันแมป (One Map) ของประเทศด้วย🔗
ที่ท่านได้สอบถามในเรื่องของที่ซ้อนทับต่าง ๆ ท่านรัฐมนตรีได้ตอบแล้วนะคะ แล้วก็เรื่องของคณะอนุกรรมการวันแมป (One Map) ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน🔗
ดิฉันขอพูดถึงในเรื่องของความยั่งยืน แล้วก็หลายท่านได้สนับสนุนให้มีการจัดตั้ง สำนักงาน คทช. เพื่อประเทศจะได้เน้นในเรื่องของการกระจายการถือครองที่ดินและลดความ เหลื่อมล้ำ อันนี้เป็นหลักใหญ่ของรัฐธรรมนูญไทยเลยนะคะ ซึ่งมีข้อหนึ่งในเรื่องของการปฏิรูป ให้เร่งเรื่องของการแก้ไขการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม รวมทั้งการตรวจสอบ กรรมสิทธิ์และการถือครองที่ดินทั้งประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหากรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครองที่ดิน อย่างเป็นระบบ ก็คืองานที่สำนักงาน คทช. ที่จะดำเนินการขับเคลื่อนต่อไปให้เห็นเป็นไปตาม เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ🔗
ดิฉันต้องกราบขอบพระคุณท่านเสรี สุวรรณภานนท์ นะคะ ท่านได้กล่าวว่า ท่านอยากเห็นนโยบายใหม่ ๆ จาก คทช. ดิฉันขออนุญาตยกตัวอย่างผลงานของ คทช. ซึ่งแต่เดิม สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้รับผิดชอบในฐานะสำนักงาน คทช. ไปพลางก่อน เราได้มีนโยบายของ คทช. ถ้าท่านจำได้ก็คือเรื่องของรถไฟ ๕ ขบวน เราเน้น เรื่องของการจัดที่ดินทำกินแก้ไขปัญหาให้คนอยู่กับป่า ในเบื้องต้นมีการจัดที่ดินทำกินในลุ่มน้ำ ชั้นล่างก็คือลุ่มน้ำชั้นที่ ๓ ลุ่มน้ำชั้นที่ ๔ ลุ่มน้ำชั้นที่ ๕ ไปแล้ว แต่ลุ่มน้ำชั้นที่ ๑ ลุ่มน้ำชั้นที่ ๒ ที่ท่านได้กล่าวถึง คทช. ก็ได้มีมติ แล้วก็นำเสนอคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีมติเมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ ให้ดูเรื่องของความขัดแย้งคนกับป่าในลุ่มน้ำชั้น ๑ และลุ่มน้ำชั้น ๒ ด้วย อันนี้จึงนำไปสู่การแก้ไขพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ มาตรา ๖๔ และแก้ไขพระราชบัญญัติ สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า มาตรา ๑๒๑ ด้วย ซึ่งอันนี้ได้แก้ไขแล้ว จะเห็นว่าประเทศไทย ได้เกิดพาราดามชิฟต์ (Paradigm shift) แล้วนะคะ แต่เดิมพระราชบัญญัตินี้ไม่อนุญาตให้ ประชาชนสามารถที่จะอยู่ในอุทยานแห่งชาติได้ แต่ว่าการแก้ไขนี้ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว อันนี้ก็เป็นหนึ่งในนโยบายใหม่ที่ คทช. ได้เสนอในการแก้ไขปัญหาไปยัง ครม. แล้วก็ระหว่างนี้ มีการสำรวจ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชมีการจัดสำรวจผู้ที่อยู่อาศัยในลุ่มน้ำ เหล่านั้น ดิฉันขออนุญาตว่าอันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างซึ่งถือว่าเรามีแนวนโยบายที่ชัดเจน ของ คทช. ก็จะเป็นกรอบให้กับหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการภายใต้กฎหมาย ของตน🔗
ในส่วนคำถามที่ท่านได้ถามถึงชื่อของสำนักบุกรุกที่ดิน แล้วก็กระบวนการ ขั้นตอนในการตรวจสอบพิสูจน์สิทธิระหว่างที่ของเอกชน ดิฉันขออนุญาตให้ทางผู้อำนวยการ กองแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐให้ข้อมูลในรายละเอียดในส่วนนี้ค่ะ🔗
เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ผม ว่าที่ร้อยตรี พีรพล มั่นจิตต์ เป็นผู้อำนวยการกองแก้ไขปัญหา การบุกรุกที่ดินของรัฐ เป็นฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ ซึ่งตั้งโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๕ ชื่อก็เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ล้อกันมา การดำเนินงานหลัก ๆ ก็คือ การพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดินของบุคคลในเขตที่ดินของรัฐ เฉพาะในที่ดินของรัฐเท่านั้น ถ้าราษฎรอยากได้เอกสารสิทธิก็มาใช้ขั้นตอนแนวทางของ กบร. ดำเนินการ ถ้าเข้ามาก่อน ก็จะได้สิทธิ แต่ถ้าเข้ามาทีหลังท่านก็ต้องยอมรับว่าอยู่ในที่ดินของรัฐ อันนี้ก็เป็นแนวทางที่ให้ ความเป็นธรรมโดยหลักการทั่วไป สำหรับการแก้ไขปัญหาในการอยู่ในที่ดินของรัฐ อันนี้เป็น กระบวนการ แต่ว่าพอหลังจากเข้ามาตามร่าง พ.ร.บ. ใหม่เราก็เปลี่ยนชื่อเป็นกองที่ดินของรัฐ เท่านั้น แต่ว่าอำนาจหน้าที่ก็คงเช่นเดิม อาจจะต้องเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนโยบายหามาตรการ แนวทางในการที่จะทำให้เป็นธรรมต่อไปเกี่ยวกับที่ดิน ไม่ใช่เฉพาะที่ดินของรัฐ ต้องมีที่ดิน ของเอกชนด้วย เพราะว่าอยู่ในนโยบายที่ดินแห่งชาติ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นส่วนที่จะแปลกใหม่ ท่านถามว่าได้ประโยชน์อย่างไรในการจัดตั้งสำนักงาน ส่วนหนึ่งผมคิดว่าจะได้หน่วยงาน ที่เป็นกลางในการกำหนดนโยบาย เท่าที่ได้สัมผัสมาการดำเนินงานเกี่ยวกับที่ดินของรัฐ มีหลายหน่วยงานที่ดูแล ดำเนินการในทางปฏิบัติ แต่ว่าพอมีข้อขัดแย้งในเชิงกฎหมาย ในเชิงนโยบาย ก็จะไม่มีหน่วยงานกลางที่จะมาช่วยรวบรวมแนวทางแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องกัน ให้มันได้ ข้อยุติ ก็เป็นปัญหามาตลอด แต่สำนักงานใหม่ที่เกิดขึ้นจะเป็นหน่วยงานกลางที่จะรวบรวม ประเด็นพวกนี้เพื่อมาแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายหรือว่าจะเป็นนโยบายของรัฐบาลให้สอดคล้อง ต้องกัน อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง เพราะว่าหลักในแนวทางกว้าง ๆ นโยบายที่ผมเห็นว่าเป็นประโยชน์ ที่จัดตั้งสำนักงานใหม่ขึ้นมาก็คือวันแมป (One Map) แนวเขตที่ดินของรัฐจะชัดเจนขึ้น พอชัดเจนแล้วก็จะมีปัญหาว่าแนวเขตใหม่จะไปล้ำกับราษฎรที่อยู่เดิมหรือว่าไปเพิ่มเติมที่ดิน ให้หน่วยงานของรัฐ อันนี้เราก็ต้องมาพิสูจน์กันโดยใช้กระบวนการพิสูจน์สิทธิของ กบร. อันนี้ จะดูว่าใครเข้ามาก่อนหรือหลัง ถ้าก่อนก็ให้สิทธิไป แต่ถ้ามาภายหลังเราก็ดูแลโดยการจัดที่ดิน ของ คทช. เพื่อความเป็นธรรม เขาก็อยู่ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย อันนี้ผมว่าเป็นหลักการ ที่มาสอดคล้องกัน มารวมกันที่จะเป็นแนวทางใหม่ที่จะดำเนินการได้ไม่ขัดแย้งกัน แล้วส่วน ความเห็นต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นของท่าน จากประชาชนโดยตรง จากทางรัฐสภา รวมทั้งท่านกรรมาธิการ เกี่ยวกับที่ดิน ผมว่าตอนนี้ท่านกำลังดำเนินการรวบรวมปัญหาจากประชาชน แนวทางปฏิบัติ ของหน่วยงานของรัฐเอามารวมเป็นนโยบาย แล้วก็มีข้อเสนอแนะต่าง ๆ หน่วยงานที่จะรับไป โดยตรงก็คือสำนักงาน คทช. ใหม่นี่ละครับที่เขาจะนำไปกำหนดนโยบาย ไปวางแผนล่วงหน้า ในการแก้ไขปัญหา อันนี้เป็นประโยชน์กับราษฎรแล้วก็ประเทศชาติต่อไปครับ ผมยืนยันครับ🔗
ท่านรัฐมนตรีครับ วันแมป (One Map) ภาษาไทยว่าอย่างไรครับ ที่ ครม. ใช้🔗
กราบเรียนท่านประธานครับ ที่ถามคณะรัฐมนตรีใช้ภาษาไทยว่าอย่างไร เรียกว่าแนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน ๑ : ๔๐๐๐ ครับ🔗
วันแมป (One Map) นี่หรือครับ🔗
ใช่ครับ เพราะว่าปัจจุบันมีหลายหน่วยงานแล้วก็ใช้กันหลายมาตราส่วนครับ🔗
จะได้ใช้ภาษาไทยนะครับ🔗
ครับ🔗
ถ้ามีชี้แจงเพิ่มเติมช่วงไหนก็ได้นะครับ ท่านรัฐมนตรี ต่อไปท่านคำพอง เทพาคำ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม คำพอง เทพาคำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล ในสัดส่วนตัวแทนของภาคอีสาน ภาคอีสานถือว่าเป็นภาคที่มีการต่อสู้ ขับเคี่ยวในเรื่องของปัญหาที่ดินมาอย่างยาวนาน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าภาคอื่น จะยิ่งหย่อนกว่ากันนะครับ ไฮกะหนา นากะกว้าง งัวควายเต็มคอก ข้าวยุเล้าเต็มล้นอ่างสาง กะไฮให้สุดสายตา กะนาให้สุดเสียงฮ้อง คำกล่าวคำนี้มันล่วงสมัยไปนานแล้วนะครับ เพราะการบังคับใช้กฎหมายและการใช้อำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรมในการที่จะบริหารจัดการที่ดิน ที่ดินกลายเป็นสินค้าไปเสียแล้ว การต่อสู้ของพี่น้องประชาชนต่อปัญหาที่ดินทั่วประเทศ ดังกล่าว สุดท้ายเราได้คณะกรรมการ จริง ๆ เที่ยวนี้ก็เหมือนกันผมคิดว่าการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ผลพวงหนึ่งก็น่าจะมาจากการที่พี่น้องเครือข่ายคณะทำงานการแก้ไขปัญหาที่ดิน ทั่วประเทศ เรามีการตั้งชื่อ คทช. เหมือนกัน ย่อมาจากคณะทำงานเครือข่ายการแก้ไขปัญหา ที่ดิน จริง ๆ แล้วเรามีการขับเคลื่อนมาก่อนที่ พ.ร.บ. ฉบับนี้จะมีการร่างขึ้นมา แล้วก็เข้าใจ ว่าเข้ามาสู่สภาแห่งนี้ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะมีส่วนที่จะเกี่ยวเนื่องกันด้วย ในเมื่อเรามีการปรับปรุง กฎหมายเกี่ยวกับกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งตั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ขึ้นมา ผมมีความคาดหวังว่าสามารถจะบริหารจัดการเรื่องปัญหาที่ดินของพี่น้องประชาชน ทั้งปัญหาที่ดินเก่า เรื่องของที่ดินจริง ๆ แล้วเราก็บอกว่าที่ดินเรามีจำกัด ปัญหาที่เรามีการ ดำเนินการมาก่อน เช่นตอนนี้หลายพื้นที่ที่จะให้มีการออกโฉนดสำรวจแล้วก็รังวัดแล้ว พอเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ที่ดินปรากฏว่าไปเริ่มต้นใหม่ บอกว่าที่ดินแปลงนี้ยังอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ไปเริ่มต้นใหม่อยู่ประมาณ ๒-๓ รอบอย่างนี้ก็มี ดังนั้นผมคิดว่าสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดิน แห่งชาติ ถ้ากฎหมายฉบับนี้ผ่านกลับไปต้องแยกแยะให้ออกว่าที่ดินแปลงไหนที่เขากำลังจ่อที่ จะออกเอกสารสิทธิ ที่ดินแปลงไหนที่ยัง ไม่ใช่บอกว่าดินแปลงนี้หรือว่าพื้นที่นี้ วันแมป (One Map) บอกว่ามาทีหลัง พ.ร.บ. หรือมาทีหลังกฎหมาย มาทีหลังประกาศ แล้วก็ไปเริ่มต้นใหม่กันหมด ฉะนั้นก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้ ผมมีความหวังว่าถ้า พ.ร.บ. ฉบับนี้ผ่าน และสำนักงาน คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติได้ปฏิบัติหน้าที่จริงภายใต้การกำกับของสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีฐานะเป็นกรมก็จะไม่ใช่เสือกระดาษอย่างหลายหน่วยงานที่เราตั้งขึ้นมา ยกตัวอย่าง สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ผมมีข้อเสนอแนะว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้เมื่อมีผลบังคับแล้วก็ให้ คณะกรรมการกระจายอำนาจลงไปในระดับพื้นที่ อย่ารวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง ร้อยวันพันปี ไม่เคยประชุม ปัญหาของพี่น้องประชาชนทั้งเก่าและใหม่ ทั้งข้อเรียกร้องกองพะเนินเทินทึก พอจะแก้ไขปัญหาก็ต้องใช้เวลาข้ามเดือน ข้ามปี ทั้ง ๆ ที่มีกฎหมาย ผมคิดว่ามันมีกฎหมาย หลายฉบับที่เกี่ยวกับที่ดินที่จะต้องแก้ไข เท่าที่ดูก็ประมาณสัก ๙ ฉบับต้องแก้ไข ถ้าไม่อย่างนั้นสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติก็จะเป็นเสือกระดาษ เพราะว่า ไปเจออีกแล้ว เจอข้อกฎหมาย ไม่สามารถที่จะแก้ไขได้ โยนกลับไปหาบทบัญญัติของ กฎหมายแต่ละฉบับ ๆ ไป🔗
อีกอย่างหนึ่งผมคิดว่าการแก้ไขปัญหาที่ดินของพี่น้องประชาชนมีการเคลื่อนไหว มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน อย่างที่ผมกราบเรียนท่านประธานในเบื้องต้น แต่ใน พ.ร.บ. ปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ไม่ว่าจะเป็นกลไกระดับนโยบายหรือสำนักงานก็ดี ไม่มีจุดไหนเลยที่จะไปเชื่อมโยงกับพี่น้องประชาชนเครือข่ายการแก้ไขปัญหาที่ดินที่เขา ขับเคลื่อนกันอยู่ ไม่รู้ว่าให้ช่องทางที่ไหนกับเขา หรือว่าจะต้องไปลงท้องถนนยกป้ายประท้วง กดดันอีกเหมือนเดิมหรือไม่ มีเวทีที่จะเชื่อมโยงกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติไหม ซึ่งเมื่อ พ.ร.บ. ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ก็จะเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหา หรือว่าจะเป็น เพียงสำนักงานที่ไม่มีบทบาทอะไรเลย การแก้ไขปัญหาที่ดินก็ยืดเยื้อยาวนานไปไม่รู้จักจบสิ้น ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปคุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย🔗
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ต้องถือว่าเป็นกฎหมาย ตั้งหน่วยงานที่มีความสำคัญมาก ในฐานะที่เป็นกลไกของการแก้ไขปัญหาเรื่องการกระจาย การถือครองที่ดินและแก้ไขปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำด้านที่ดินทำกิน ความจริงแล้วกฎหมาย ซึ่งถือเสมือนเป็นกฎหมายหลักของสำนักงานนี้ก็คือพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดิน แห่งชาติ ปี ๒๕๖๒ ซึ่งตราขึ้นก่อนที่จะมีรัฐสภานี้ ในยุคที่ คสช. ยังบริหารประเทศอยู่ ความจริงแล้ว สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาตินั้นก็เป็นไปตามอำนาจในมาตรา ๔ ของกฎหมาย คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ก็คือเขียนไว้ว่าให้สำนักงานนี้เป็นผู้รับผิดชอบการดำเนินงาน ของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ และมีอำนาจตามมาตรา ๑๒ ในการที่จะทบทวน นโยบายและแผนการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรที่ดินทุก ๆ ๕ ปี หรืออาจจะมีการ ทบทวนได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม แต่ผมเรียนท่านประธานว่าการจัดตั้งหน่วยงาน ระดับนี้นั้นเป็นเรื่องซึ่งผมมีความเป็นห่วงครับ เป็นห่วงก็เพราะว่าความจริงแล้วแนวคิดของ คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติที่เกิดขึ้นมาตามกฎหมายในปี ๒๕๖๒ นั้นเหมือนกับมี ความต้องการให้การแก้ไขปัญหาการถือครองที่ดินซึ่งสะสมมายาวนานในสังคมไทยให้มาอยู่ ที่เดียวกัน อยู่ภายใต้คณะกรรมการเดียวกันจะได้แก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ คล้าย ๆ กับ แนวคิดของการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายทรัพยากรน้ำแห่งชาติก็อยู่ในสำนักนายกรัฐมนตรี ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี เรื่องที่ดินก็เช่นเดียวกันมาตามกฎหมาย ปี ๒๕๖๒ แต่ว่าพอลงไปดู ในแนวปฏิบัติแล้ว ผมเรียนท่านประธานเลยครับว่ายังมีเรื่องน่าเป็นห่วงอยู่มาก แล้วสำนักงานนี้ เมื่อจัดตั้งขึ้นมาแล้วจะมีโจทย์ที่รอคอย แล้วก็ท้าทายการทำงานของท่านอยู่มากครับ🔗
ประเด็นที่ผมจะยกขึ้นมาให้เห็นว่าน่าเป็นห่วงก็คือโดยกฎหมายคณะกรรมการ คทช. ปี ๒๕๖๒ ได้กำหนดให้มีการจัดทำสิ่งที่เรียกว่าแผนบริหารจัดการทรัพยากรที่ดินแห่งชาติ ขึ้นมา ซึ่งขณะนี้มีการทำกฎหมาย ทำแผนบริหารจัดการทรัพยากรที่ดินแห่งชาติขึ้นมาแล้ว แต่ถ้าไปดูในยุทธศาสตร์ทั้ง ๔ ข้อนี้ ตัวยุทธศาสตร์ยังไม่มีอะไรใหม่ไปจากแนวคิดของรัฐเดิม ในยุทธศาสตร์ที่ ๓ มีเรื่องของการจัดที่ดินทำกินให้ประชาชนผู้ยากไร้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม แต่ไม่มีรูปธรรมในเชิงเป้าหมาย ในเชิงนโยบาย ซึ่งแตกต่างกับยุทธศาสตร์ที่ ๑ ซึ่งพูดถึง เรื่องของการรักษาความสมดุลของสภาพนิเวศ จะมีการพูดถึงว่าป่าควรจะเหลือกี่เปอร์เซ็นต์ เหล่านี้เป็นต้น แต่ในยุทธศาสตร์ที่ ๓ ในการแก้ไขปัญหาเรื่องคนไร้ที่ดินทำกิน เราไม่มีตัวเลข เหล่านี้ครับ แล้วถ้าย้อนกลับไปดูในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมามีการสำรวจคนที่ไม่มีที่ดินทำกิน นับ ๑๐ ล้านคนยังไม่มีที่ดินทำกินเลยนะครับ เพราะฉะนั้นพอไปดูตัวกฎหมายจัดตั้งสำนักงานนี้แล้วปรากฏว่ามีการนำเอาหน่วยงานที่เดิมอยู่ใน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมา ๒ ส่วน คือกองแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ และกองบริหารจัดการที่ดินในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับงานตามภารกิจของคณะกรรมการจัดที่ดิน ในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาเป็นกำลังของสำนักงานนี้ แต่ที่ผมเรียน ท่านประธานคือมาแล้วมาไม่หมดครับ ความจริงยังมีอีกหลายหน่วยงานที่จำเป็นจะต้องมา เช่นธนาคารที่ดิน ซึ่งจำเป็นจะต้องถกกันว่าควรจะมาอยู่ภายใต้อันนี้และควรจะมีกฎหมายรองรับ เพื่อทำให้ประสิทธิภาพของการจัดที่ดินทำกินให้ประชาชนนั้นมีประสิทธิภาพอย่างไรด้วย ปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาอีกอันหนึ่งก็คือว่ากฎหมาย คทช. ที่จัดตั้งขึ้นมาแล้วแทนที่จะกำหนด การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินอย่างเป็นนโยบายหลักที่เป็นสากลที่จะใช้ได้กับทั่วประเทศนั้น กลับกลายเป็นว่าพอจัดที่ดินทำกินแล้วหน่วยงานของรัฐที่เป็นเจ้าของที่ดินยังมีอำนาจเหนืออยู่ ขณะนี้ คทช. จัดให้แล้วประมาณสัก ๑๐๐ กว่าชุมชน ๒๐๐ ชุมชน แต่เป็นปัญหาลักลั่นกันอยู่ เช่นกรมป่าไม้ให้ที่ดินมา แต่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กรมป่าไม้กำหนด กรมธนารักษ์ให้ที่ดินมา กรมธนารักษ์ให้เช่าที่ดิน ส.ป.ก. ส.ป.ก. ไปกำหนดว่าชาวบ้านจะใช้ที่ดินตามแนว คทช. ต้องเป็นไปตามแนวที่ ส.ป.ก. กำหนด คือให้ ๕ บวก ๑ คือทำกิน ๕ อยู่อาศัยแค่ ๑ ไร่ ซึ่งลักษณะอย่างนี้เกิดความลักลั่นในที่ดินแต่ละประเภท ความจริงแล้วเราต้องการว่า ถ้าเกิดหน่วยงานให้ที่ดินมาแล้ว คทช. กำหนดนโยบายควรเป็นลักษณะการจัดที่ดินที่มีแนวปฏิบัติ แบบเดียวกันทั้งประเทศ แต่บัดนี้ไม่ใช่ครับ นี่คืออีกปัญหาหนึ่งที่ผมเห็น เพราะฉะนั้นถ้าเรา จะคาดหวังว่าหน่วยงานอย่าง คทช. จะแก้ไขปัญหาเรื่องของการกระจายการถือครอง และโดยอำนาจหน้าที่ตามมาตรา ๓ ต้องแก้ไขปัญหาที่ดินด้วย ยังแก้ไม่ได้ เพราะฉะนั้น โจทย์ที่ผมอยากจะทิ้งไว้ให้กับสำนักงานก็คือว่า🔗
๑. เมื่อจัดตั้งแล้วผมเสนอให้สำนักงานนั้นต้องทบทวนแผนบริหารจัดการที่ดิน โดยเฉพาะเรื่องของการแก้ไขปัญหาการถือครองและแก้ไขปัญหาที่ดินต้องชัดเจน🔗
๒. มีความล่าช้าในการประชุมครั้งที่ ๑ ปี ๒๕๖๓ ที่ท่านนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้บอกไว้ว่าตัวแผนเป้าหมายในการจัดพื้นที่ให้ประชาชนมี ๘๖๐ พื้นที่ ๗๐ จังหวัด ๑,๔๐๐,๐๐๐ ไร่ แต่มาถึงปี ๒๕๖๒ คือปีที่แล้ว ต้นปี ๒๕๖๓ จัดไปได้เพียง ๒๑๐ พื้นที่ ๖๐๐,๐๐๐ ไร่เท่านั้นเอง ประมาณครึ่งเดียว มีความล่าช้า ความล่าช้านี้ก็ทำให้ ประชาชนเสียประโยชน์จำนวนมาก🔗
๓. ไม่ครอบคลุม ในการแก้ไขปัญหาที่ดินก็คือว่าเราเน้นเฉพาะจัดที่ดินทำกิน ให้ประชาชน แต่กรรมการ คทช. ยังไม่พูดถึงการแก้ไขปัญหาที่ดิน เช่นเรื่องป่ารุกคน อันนี้ เป็นปัญหาหลายที่มาก แล้วชาวบ้านที่อยู่ อย่างในกรณีที่บ้านหัวหิน อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง พิสูจน์ภาพถ่ายทางอากาศแล้วคนอยู่มาตั้งแต่ปี ๒๔๐๐ กว่า ประกาศป่า ปี ๒๕๒๙ ไปทับบนหลังคาชาวบ้าน แล้วจนบัดนี้ชาวบ้านอยู่ในพื้นที่ป่า อย่างนี้กรรมการ คทช. ยังไม่มี แนวทางที่จะไปแก้ไขปัญหาเหล่านี้เลย🔗
กรณีท่านประธานทักขึ้นมาเรื่องวันแมป (One Map) แผนบูรณาการ ความจริงแล้ว ในเรื่องวันแมป (One Map) มีโครงการเดิมอย่างรีเชป (Reshape) โครงการเดิมอย่างแผนบูรณาการ ใช้งบไปหลายพันล้านบาทแล้วครับ เปลี่ยนหน่วยงานหลายครั้งแล้ว สุดท้ายมาเป็นคณะอนุกรรมการ ใน คทช. เราให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธานคณะอนุกรรมการชุดนี้ ซึ่งหลายคนก็แปลกใจว่าทำไมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพราะฉะนั้นเรื่องวันแมป (One Map) ยังมีประเด็นที่จะต้องพูดคุยกันอีกมาก🔗
๔. คือแนวคิดในการจัดการที่ดินทำอย่างไรให้เป็นรูปแบบเดียวกัน ถ้าท่านงอก รากมาจากแนวคิดโฉนดชุมชนสมัยที่พรรคประชาธิปัตย์ดำเนินการในขณะนั้น นโยบายของ คทช. ควรให้สิทธิชุมชนกับเขาด้วย แต่ทุกวันนี้ที่ดินที่ คทช. จัดให้ไปคนที่เป็นเจ้าของ กรรมสิทธิ์ไม่ใช่ชุมชน แต่เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ชาวบ้านในเขต คทช. จะไปขอทำบ้าน จะ ไปขอแปลน (Plan) บ้าน ต้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นคนขอครับ ทำไมเราไม่ให้สิทธิชุมชน เขาไป ให้สิทธิเขาบริหารจัดการชุมชนเขา เพราะกรรมสิทธิ์ในที่ดินยังเป็นของรัฐอยู่ แต่ชุมชน ควรมีสิทธิในการบริหารจัดการ ทุกวันนี้ยังต้องขอผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วหลายจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดก็ไม่กล้าขยับ เพราะ คทช. ไปมีแนวว่าให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นเจ้าของ ที่ดินแปลงนั้นในนามของรัฐ ซึ่งควรเพิ่มเติมหลักการเรื่องสิทธิชุมชน🔗
ข้อสุดท้ายควรมาให้ครบ คำว่ามาให้ครบคือธนาคารที่ดินขณะนี้จัดตั้งโดย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จัดตั้งเป็นองค์การมหาชน ทบทวนมาแล้วครั้งหนึ่ง ตัวธนาคารที่ดินสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเขียนไว้ว่านอกจากเอาที่ดินของรัฐมาจัดให้ ประชาชนได้แล้ว สามารถจัดงบประมาณผ่านธนาคารที่ดินไปซื้อที่เอกชนที่เขาต้องการขาย เก็บมาอยู่ในแลนด์แบงก์ (Land Bank) และอาจจะจัดให้กับประชาชนที่ไร้ที่ทำกินอยู่ได้ เพราะฉะนั้นข้อเสนอข้อสุดท้ายก็คือควรเอาธนาคารที่ดินมาอยู่ในกรอบของคณะกรรมการ คทช. และควรจะมีกฎหมายรองรับด้วย ทั้งหมดนี้จึงจะเกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพ นี่คือข้อเสนอทั้งหมด และพรรคประชาธิปัตย์ก็จะสนับสนุนเรื่องการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ด้านที่ดินให้กับประชาชนทั่วประเทศ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ เกินไป ๒ นาทีเศษ ท่านต่อไปคือ พลเรือเอก ศักดิ์สิทธิ์ เชิดบุญเมือง เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม พลเรือเอก ศักดิ์สิทธิ์ เชิดบุญเมือง สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมขออภิปรายเพื่อเสนอข้อคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ. ปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา ดังนี้ ท่านประธานครับ ที่ดิน ในประเทศไทยนั้นมีอยู่เพียง ๒ ลักษณะ คือที่หลวง เช่น ป่าไม้ ที่ราชพัสดุ ที่สาธารณะ และ ที่ราษฎรก็คือที่ดินของประชาชน ซึ่งสภาพปัญหาการบริหารจัดการที่ดินใน ๒ ลักษณะ ดังกล่าวนั้นมีมาเป็นเวลานานแล้ว ทั้งในด้านสิทธิการครอบครอง การทำประโยชน์ การตรวจสอบข้อมูล การบุกรุกที่ของรัฐ การไร้ที่ดินทำกิน การกระจายการถือครองที่ดิน การขัดแย้งเรื่องแนวเขตที่ดิน การถือครองที่ดินขนาดใหญ่ การไม่ทำประโยชน์ในที่ดิน หรือการใช้ที่ดินไม่เต็มศักยภาพ รวมทั้งปัญหาขัดแย้งทางกฎหมายและการถือปฏิบัติ ของหน่วยงานราชการที่ต่างกัน จากสภาพปัญหาต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้วและเป็นปัญหา ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเรามาเป็นเวลานานต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน รัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ จึงได้กำหนดการดำเนินการต่อปัญหาเช่นนี้ไว้ในมาตรา ๗๒ ที่รัฐพึงต้องดำเนินการ เกี่ยวกับที่ดินด้วยการวางแผนการใช้ที่ดินของประเทศให้เหมาะสมกับสภาพของพื้นที่ และศักยภาพของดินตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน และการจัดให้มีมาตรการการกระจาย การถือครองที่ดิน เพื่อให้ประชาชนสามารถมีที่ทำกินได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรมนอกจากนั้น ในมาตรา ๒๕๘ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ซึ่งประเด็นการปฏิรูปในข้อ (ซ) ด้านอื่น ๆ ได้ระบุไว้ ใน (๒) คือการจัดให้มีการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม รวมทั้งการตรวจสอบ กรรมสิทธิ์และการถือครองที่ดินทั้งประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหากรรมสิทธิ์และสิทธิการครอบครองที่ดิน อย่างเป็นระบบ ในปี ๒๕๖๒ รัฐบาลจึงได้เสนอ พ.ร.บ. คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ซึ่งมีทั้งหมด ๑๙ มาตรา และได้ผ่านสภา ประกาศเป็นราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๖๒ มีนายกรัฐมนตรีรักษาการตามกฎหมาย และมีมาตราที่สำคัญคือมาตรา ๑๐ การมีคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติเรียกย่อ ๆ ว่า คทช. มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน คณะกรรมการ โดยคณะกรรมการจะมีหน้าที่และอำนาจที่สำคัญอยู่หลายประการ ซึ่งผมจะไม่ขอ ลงในรายละเอียดเพราะผู้ชี้แจงของรัฐบาลได้กล่าวถึงไปแล้ว แต่การรายงานผลการดำเนินการ ของ คทช. จะต้องเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและเสนอต่อรัฐสภาเพื่อทราบอย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง และให้มีการเผยแพร่ต่อสาธารณชนด้วย ซึ่งผลงานของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ที่ผ่านมาประมาณ ๑ ปีนั้นเป็นการดำเนินการตามนโยบายและแผนยุทธศาสตร์การบริหาร จัดการที่ดินและทรัพยากรที่ดินของประเทศ ปี ๒๕๖๐-๒๕๗๙ ที่ได้วางไว้แล้ว ๔ ยุทธศาสตร์ คือ ยุทธศาสตร์ที่ ๑ ด้านการรักษาความสมดุลทางธรรมชาติ การอนุรักษ์ที่ดินและทรัพยากรที่ดิน อย่างยั่งยืน ยุทธศาสตร์ที่ ๒ ด้านการใช้ที่ดินและทรัพยากรดินเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ยุทธศาสตร์ที่ ๓ ด้านการจัดที่ดินให้ประชาชนผู้ยากไร้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ยุทธศาสตร์ที่ ๔ ด้านการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดิน และในทางปฏิบัติของคณะกรรมการนโยบายที่ดิน แห่งชาติยังได้มีการตั้งคณะอนุกรรมาธิการอีก ๙ คณะ ซึ่งท่านรัฐมนตรีได้กรุณากล่าวถึงไปแล้ว🔗
ส่วนในด้านผลการปฏิบัติงานที่เกิดประโยชน์ต่อประชาชนที่ได้ดำเนินการไป แล้ว เช่นการลดและแก้ไขปัญหาการร้องเรียนกรณีบุกรุกที่ดินระหว่างหน่วยงานของรัฐ กับประชาชน โดยผลการวินิจฉัยจะให้สิทธิประชาชนได้อยู่ ได้ให้สิทธิทำกิน การจัดที่ดินทำกิน ให้ชุมชนในพื้นที่เป้าหมายไปแล้ว ๙๑๙ พื้นที่ใน ๗๐ จังหวัด เนื้อที่ประมาณ ๑.๕ ล้านไร่ การ จัดคนลงพื้นที่แล้ว จำนวน ๔๙,๖๐๕ ราย ใน ๒๑๕ พื้นที่ ๖๓ จังหวัด เนื้อที่ประมาณ ๓.๓ แสนไร่ การส่งเสริมและพัฒนาอาชีพให้ประชาชนแล้ว ๑๓๒ พื้นที่ใน ๕๘ จังหวัด เนื้อที่ประมาณ ๔.๗ แสนไร่ จะเห็นได้ว่า พ.ร.บ. คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๒ ทำให้เกิดผลดีต่อบ้านเมืองและประชาชน และจะแก้ปัญหาด้านการบริหารจัดการที่ดิน และทรัพยากรดินของประเทศให้ลดลงไปได้อีกในอนาคต และโดยที่ พ.ร.บ. คณะกรรมการ นโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๑๘ กำหนดไว้ว่าวาระเริ่มแรกให้สำนักงาน นโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมปฏิบัติหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการ นโยบายที่ดินแห่งชาติไปพลางก่อนจนกว่าจะมีการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบาย ที่ดินแห่งชาติภายใน ๒ ปีนับแต่วันที่ พ.ร.บ. นี้มีผลใช้บังคับ ซึ่งก็คือจะต้องมีทั้งการจัดตั้ง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติเพื่อรับผิดชอบการดำเนินการเรื่องต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้วภายในเดือนมิถุนายน ๒๕๖๔ จึงเป็นที่มาของการที่คณะรัฐมนตรีเสนอ ร่าง พ.ร.บ. ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมาแล้วโดยเฉพาะในประโยชน์ที่บ้านเมืองและประชาชนจะได้รับ จากการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติในครั้งนี้ ก็คือการที่จะได้มี หน่วยงานหลักเพื่อการกำหนดนโยบายด้านที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ การที่จะได้มี หน่วยราชการที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบในการติดตาม กำกับดูแล ควบคุม และประสานการปฏิบัติให้กับคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ เพื่อให้เกิดความสอดคล้อง ตามนโยบายไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึงการประสานการปฏิบัติของคณะกรรมการที่มีตาม กฎหมายอื่น ๆ ของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ การเพิ่มประสิทธิภาพและความชัดเจน ในการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศให้มีระบบต่อเนื่องและมีเอกภาพ การจัดทำข้อมูลเครือข่ายสารสนเทศของที่ดินและทรัพยากรดินเพื่อประโยชน์ในการวางแผน บริหารจัดการอย่างเป็นระบบทั่วประเทศ การมีหน่วยงานที่ชัดเจนในการรองรับการแก้ปัญหา ความเดือดร้อนของประชาชน ทั้งในเรื่องปัญหาการบุกรุกที่ดิน การกระจายการถือครองที่ดิน ปัญหาความไม่เป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำ รวมถึงการจัดสรรที่ดินให้ผู้ด้อยโอกาสอย่างทั่วถึง และเป็นธรรม และการลดงบประมาณของแผ่นดินลง เนื่องจากได้ในหน่วยงานหลัก ที่ประสานภารกิจของหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ให้เกิดการซ้ำซ้อน ทำให้บริหารจัดการที่ดิน และทรัพยากรดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ผมจึงเห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ. ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ฉบับนี้🔗
ลำดับสุดท้ายของการอภิปรายของผมที่แสดงความคิดเห็นต่อ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ก็คือประเด็นที่เป็นข้อสังเกตของหน่วยงานต่าง ๆ เช่น สำนักงบประมาณ สำนักงาน ก.พ. สำนักงาน ก.พ.ร. และสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ได้เห็นชอบต่อ การเสนอร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ แต่ได้ตั้งข้อสังเกตไว้บางประการ เช่นการจัดตั้งสำนักงาน คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติครั้งนี้จะต้องไม่เป็นการเพิ่มอัตรากำลังและงบประมาณ จากที่มีอยู่เดิม โดยต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าและความประหยัดในการใช้จ่าย การสรรหา และการจ้างงานบุคลากรอาจสรรหาคัดเลือกบุคลากรที่มีคุณภาพจากภาคส่วนต่าง ๆ มาช่วยงานในรูปแบบการจ้างงานอื่น ๆ ก็ได้ การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินการ ตามนโยบายและยุทธศาสตร์ที่วางไว้ แล้วควรจะมีการกำหนดกรอบระยะเวลาในการดำเนินการ ให้ชัดเจนด้วย ผมจึงขอเสนอข้อคิดเห็นเหล่านี้ผ่านท่านประธานรัฐสภาไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญ ที่รัฐสภาจะตั้งขึ้นนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ต่อไป ผมขอจบ การอภิปรายเสนอข้อคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เพียงเท่านี้ครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ท่านสมาชิก ช่วยรักษาเวลาด้วยนะครับ ต่อไปท่านอภิชาติ ศิริสุนทร ครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม อภิชาติ ศิริสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมขออนุญาตท่านประธานได้อภิปรายร่าง พ.ร.บ. ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาเรื่องที่ดินทำกินเป็นเรื่องใหญ่สำหรับพี่น้อง ชาวเกษตรกร ปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยเป็นปัญหาที่เรื้อรัง เป็นปัญหาในเชิงระบบที่รัฐ ยังไม่สามารถจะแก้ไขปัญหาได้สำเร็จ นั่นก็เป็นเพราะว่าที่ผ่านมารัฐแก้ไขปัญหาไม่ถูกทิศไม่ถูกทาง โดยการรวบอำนาจทั้งหมดในการแก้ไขปัญหาไว้ที่ส่วนกลาง ไว้ที่รัฐราชการรวมศูนย์ ในขณะที่ ความต้องการที่ดินของพี่น้องมีมากขึ้น ความพยายามของรัฐที่จะแก้ไขปัญหาก็ติดขัด ล่าช้า เพราะไม่เข้าใจปัญหาพื้นฐานในระดับพื้นที่โดยแท้จริง ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำเกิดขึ้นกับ พี่น้องเกษตรกร ที่ผ่านมารัฐได้พยายามจะแก้ไขปัญหาโดยใช้กลไก คทช. เดิมที่ตั้งขึ้นโดย มติ ครม. แต่โครงสร้างในการแก้ไขปัญหาส่วนใหญ่องค์ประกอบก็เป็นข้าราชการ พี่น้องประชาชน คนท้องถิ่นที่เป็นเจ้าของปัญหาไม่ได้มีโอกาสเข้ามาอยู่ในโครงสร้างกลไกในระดับการแก้ไขปัญหา ในทุกระดับ ดังนั้นแนวคิด วิธีคิดในการแก้ไขปัญหาถึงรวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลางทั้งสิ้น ก็มีข้อจำกัด สิครับท่านประธาน ทำให้มองไม่เห็นความต้องการของพี่น้องในระดับพื้นที่โดยแท้จริง🔗
ท่านประธานครับ พอออกมาเป็น พ.ร.บ. คทช. ก็เช่นเดียวกัน โครงสร้าง ก็ยังคงเหมือนเดิม โครงสร้างที่มีองค์ประกอบโดยมีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีท่าน รองนายกรัฐมนตรี มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เป็นกรรมการ สัดส่วนของพี่น้องในระดับท้องถิ่น น้อยมาก สัดส่วนองค์ประกอบของผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ ภาคประชาสังคมมีน้อยมาก ยังใช้แนวคิดแบบเดิม รวมทั้งคณะอนุกรรมการที่จะตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ. คทช. ๙ คณะ ส่วนใหญ่ก็เป็นกลไกในระบบราชการทั้งสิ้น อย่างนี้แนวคิดในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน ก็ออกมาแนวเดิมครับ แนวที่ไม่เข้าใจชาวบ้าน แนวที่ที่ดินเป็นของรัฐ ที่ดินไม่ใช่ของพี่น้องประชาชน รูปแบบก็ออกมาอย่างนี้ ซึ่งหลักคิดแบบนี้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้หรอก ผมจะชี้ให้เห็นครับ ผลงานเป็นเรื่องพิสูจน์ ที่ผ่านมาผลงานของ คทช. นี้ก็มีบ้างครับ ๑ ปีที่ผ่านมา คทช. อนุญาต ให้พี่น้องเกษตรกรเข้าในที่ดินทำกินเพียงแค่ ๓๐,๐๐๐ ไร่ กับความต้องการที่ดินทำกิน ของพี่น้องเกษตรกรไม่น้อยกว่า ๗๐ ล้านไร่ ถ้าเทียบแล้วที่ผ่านมา ๑ ปีน้อยนิดครับ นั่นพิสูจน์ให้เห็นว่ากลไกแบบนี้ยังใช้ไม่ได้ ผิดตั้งแต่ พ.ร.บ. คทช. แล้วครับ ดังนั้น พ.ร.บ. ที่เสนอวันนี้ก็ไม่ได้ตอบโจทย์ในการแก้ไขปัญหาที่ดินให้พี่น้องเกษตรกรแท้จริงหรอกครับ เพราะนั่นก็คือเป็นกลไกรัฐราชการรวมศูนย์อยู่ดี นี่ผมชี้ให้ท่านเห็นว่ากลไกนี้ควรที่จะเปิดให้ มีการใช้หลักในการกระจายอำนาจมากขึ้น ให้คนท้องถิ่นเขาได้มีส่วนร่วม ผมยังมองไม่เห็น ประโยชน์ของการตั้งสำนักงานนี้ขึ้นมา ผมยังมองไม่เห็นถึงวิธีการแก้ไขปัญหาที่จะนำไปสู่ การแก้ไขปัญหา มองไม่เห็นประเด็น แล้วยังเห็นว่ามีการยกระดับจากสำนักขึ้นมาเทียบเท่า ระดับกรม นั่นหมายความว่าใหญ่ขึ้นครับ ใช้จ่ายงบประมาณในการบริหารงานประจำมากขึ้น นี่เป็นองค์กรที่ใหญ่ขึ้นมา อุ้ยอ้าย หัวโตก้นลีบ ผมว่าแก้ไขปัญหาไม่ได้ครับท่านประธาน การแก้ไขปัญหาที่ถูกจุดนั้นควรที่จะต้องคืนไปแก้ พ.ร.บ. คทช. การแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องนั้น ควรให้คนพื้นที่ที่เขาทราบปัญหาและมีความต้องการที่ดินทำกินเข้ามามีส่วนร่วม ใช้หลักการ กระจายอำนาจ ให้เขามีอำนาจในการอนุญาต อนุมัติ พิจารณา หรือรวมกระทั่งวางแผน ที่จะจัดการกับการใช้ที่ดินในระดับท้องถิ่นเขา ท่านประธานครับ ที่ผ่านมาอำนาจ งบประมาณ ประชาธิปไตย และการแก้ไขปัญหาที่ดิน ผมคิดว่าเป็นเรื่องเดียวกันครับ หากตั้งโจทย์ว่าจะแก้ปัญหาที่ดินทำกินอย่างไร แล้วยังใช้ ตุ๊กตาแบบเดิม ๆ คือรัฐราชการรวมศูนย์ในการแก้ไขปัญหา โดยให้อำนาจ คทช. ส่วนกลาง ทั้งหมดมีอำนาจพิจารณาอนุมัติ โดยใช้กลไกระบบราชการส่วนภูมิภาค รวบรวมปัญหาและเสนอ ให้ คทช. อนุมัติ ผมว่า ๑๐๐ ปีก็ไม่สำเร็จครับ ดังนั้นควรที่จะต้องปรับหลักคิดใหม่ในการแก้ไข ปัญหา ควรที่จะต้องปฏิรูประบบราชการ ควรที่จะต้องไปแก้ไข พ.ร.บ. คทช. เสียก่อนค่อยมา แก้ไข พ.ร.บ. ฉบับนี้🔗
สุดท้ายผมอยากจะเห็นการแก้ไข พ.ร.บ. คทช. ผมอยากจะเห็น พ.ร.บ. ฉบับนี้ สร้างกลไกอำนาจในระดับท้องถิ่น ให้คนท้องถิ่น ให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา ของเขาเอง กำหนดแผนชีวิตของเขาเอง ดังนั้นผมว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ควรที่จะต้องกลับไปทบทวน และมีการแก้ไขครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านรัฐมนตรีขออนุญาตชี้แจง เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขออนุญาตตอบประเด็นของท่านสมาชิกที่เพิ่งอภิปราย ประเด็นเกี่ยวกับแนวการทำ พ.ร.บ. คทช. ที่มีความเป็นกังวลว่าจะไม่ได้รับการมีส่วนร่วมของ พี่น้องประชาชน ต้องขออนุญาตเรียนว่าแนวทางการจัดที่ดินทำกินให้กับพี่น้องประชาชนนั้น ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับการมีส่วนร่วม ของพี่น้องประชาชน บอกได้จากการที่ในคณะอนุกรรมการ คณะที่ ๔ จาก ๙ คณะ ที่เมื่อสักครู่ ผมได้กล่าวไว้เบื้องต้นว่า คณะที่ ๑ คณะอนุกรรมการจัดหาที่ดิน คณะที่ ๒ คณะอนุกรรมการ จัดที่ดิน คณะที่ ๓ คณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ คณะที่ ๔ คณะอนุกรรมการ นโยบายที่ดินจังหวัด (คทช. จังหวัด) หรือที่เรียกกันว่า คทช. จังหวัด ในองค์ประกอบนั้นจะมีอยู่ หลายสิบท่านด้วยกัน แต่สำคัญที่สุดก็คือตามที่ท่านสมาชิกเป็นห่วงเมื่อสักครู่จะมีผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ประธาน คทช. ระดับจังหวัดแต่งตั้ง จำนวน ๒ คน นอกจากนั้นยังมีตัวแทนขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ที่ประธาน คทช. ระดับจังหวัดนั้นจะแต่งตั้งอีก ๒ คน ดังนั้นในทุก ๆ จังหวัด จะมี คทช. ระดับจังหวัดอยู่ทุกจังหวัด การที่เรามีสำนักงานคณะกรรมการที่ดินแห่งชาติขึ้นมา เพื่อเป็นการรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วนำเสนอให้กับคณะกรรมการใหญ่ที่มี ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ดังนั้นจะสังเกตได้ว่าสิ่งที่ท่านสมาชิกเป็นห่วงเมื่อสักครู่ว่า การที่มีสำนักงานแห่งนี้ การที่มี พ.ร.บ. นี้ขึ้นมาจะไม่มีการรับฟังเสียงประชาชน จะเป็น การรวมศูนย์อำนาจนั้น ก็ขอให้ความมั่นใจว่าจากการเขียนกฎหมาย จากการตั้งคณะอนุกรรมการ ทั้งหลายขึ้นมาทั้ง ๙ คณะนั้น มีการฟังเสียงของพี่น้องประชาชนแน่นอน เพราะว่าได้เขียน เอาไว้เรียบร้อยแล้ว เป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการ นอกจากนั้นการทำงานของ คทช. ก็เห็นด้วย เป็นองค์กรที่ใหญ่ แต่ทั้งนี้การที่จะนำเอาที่ดินของรัฐแบ่งแจกจ่ายให้กับพี่น้องประชาชนนั้น เป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน เจ้าหน้าที่ที่ทำถ้าหากว่ามีความผิดพลาดไปก็จะโดนดำเนินคดีได้ แต่ทั้งนี้ที่บอกว่า ๑ ปีที่ผ่านมาดำเนินการไปเพียงแค่ ๓๐,๐๐๐ ไร่ ๑ ปีที่ผ่านมาผมเองยังไม่มี ตัวเลขเป๊ะ ๆ แต่ผมตอบได้ว่าตั้งแต่ปี ๒๕๕๘-๒๕๖๓ จนถึงวันนี้ได้มีการออกหนังสืออนุญาต ให้ที่ทำกินกับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศไปแล้ว ๖๘๗,๐๐๐ ไร่ เกือบ ๗๐๐,๐๐๐ ไร่ด้วยกัน นอกจากนั้นยังได้จัดคนลงไปในพื้นที่แล้ว ๕๒,๐๐๐ กว่ารายใน ๒๔๙ พื้นที่ ๖๓ จังหวัด เนื้อที่ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าไร่ แล้วก็ได้มีการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพแล้วถึง ๑๓๒ พื้นที่ หรือ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าไร่ ดังนั้นการทำงานอาจจะไม่เร็วเท่าที่ต้องการ แต่ว่าไม่ได้ช้าอย่างที่ ท่านสมาชิกเป็นห่วงแน่นอนครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออภิปรายร่างพระราชบัญญัติ ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อให้ความเห็นในการรับหลักการ ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ความจริงในร่างต้องการที่จะปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของ สำนักนายกรัฐมนตรี โดยการโอนกิจการบางอย่างของกองแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ และกองบริการจัดการที่ดินส่วนหนึ่งอยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรี กับอีกส่วนหนึ่งไปอยู่กับกระทรวงมหาดไทย ผมขอเรียนว่า การตั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติที่ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรีก็เป็นประเด็นหนึ่ง ที่เราจะต้องมาดูว่าสำนักงานนี้ซึ่งขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีและมีฐานะเทียบเท่ากรม จะมีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหามากน้อยเพียงใด นั่นคือประเด็นที่ผมอยากจะเสนอไว้🔗
ท่านประธานครับ ปกติในการตั้งสำนักงานเพื่อไปตอบโจทย์ตามพระราชบัญญัติ คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งมีคณะกรรมการต่าง ๆ มีองค์ประกอบ โดยตำแหน่ง แล้วก็มีผู้ทรงคุณวุฒิ ตามที่ท่านสมาชิกหลายท่านได้กล่าวแล้ว อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาที่ดินก็ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการกระจายการถือครองที่ดิน การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินให้กับพี่น้องประชาชน แล้วเราก็เห็นว่าการที่มี คทช. ซึ่งได้ เรียกชื่อย่ออย่างนั้น แล้วการกำหนดนโยบายต่าง ๆ ต่อนี้ไปก็จะรวมศูนย์อยู่ที่คณะกรรมการ คทช. ประสิทธิภาพตรงนี้มีความสำคัญ ผมจึงขอเสนอว่าเวลาเราทำงานในประเทศของเรา ถ้าคณะกรรมการที่คิดว่าจะบูรณาการเรื่องที่ดินให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อันนี้ผมเห็นด้วย ในการจัดการตรงนี้ แต่อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาในส่วนของคณะกรรมการ แน่นอนครับ สำนักงานคณะกรรมการที่ดินแห่งชาติต้องเป็นฝ่ายที่ต้องดำเนินงาน แล้วก็เป็นผู้เสนอให้กับ คณะกรรมการ คทช. เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมพูดถึงประสิทธิภาพของหน่วยงานที่ตั้งขึ้นมา จะต้องไปตอบโจทย์ที่สำคัญของการทำงานในเรื่องนี้อย่างมีคุณภาพด้วย อย่างไรก็ตาม การบูรณาการเรื่องการจัดการที่ดินถ้าไปอยู่ที่ คทช. จะต้องทำให้เห็นเป็นผลในเชิงปฏิบัติ หน่วยงานที่ตั้งขึ้นมาก็เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามข้อเสนอของผมนั้นผมอยากจะเรียนอย่างนี้ว่า ประเทศเรามีคณะกรรมการเยอะแยะ แต่ว่าเราไม่ค่อยเห็นประสิทธิภาพของคณะกรรมการ ด้วยเหตุผล ๒-๓ ประการ ซึ่งอาจจะต้องถามแล้วก็ให้ช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ด้วย เช่นเราจะทำอย่างไร ให้คณะกรรมการ ซึ่งประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีอีกส่วนหนึ่ง แล้วปลัดกระทรวงอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจ อันนี้เห็นด้วย แต่อย่างไรก็ตามยังมีปัญหาเรื่องของการประชุมก็ดี แล้วก็ในกฎหมายดูเหมือนว่าถ้าส่ง คนแทนต้องเป็นผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจในระดับที่ไม่ต่ำกว่าอธิบดี เพราะฉะนั้นสำนักงาน คทช. จะต้องเป็นตัวประสาน เป็นคนติดตามที่สำคัญต่อการนำเสนอ อย่างไรก็ตามในระดับจังหวัด ก็เช่นกัน เพราะว่าอย่างที่ท่านรัฐมนตรีได้ตอบว่าในระดับจังหวัดท่านสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม โดยให้มี คทช. ระดับจังหวัด อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ และผมคิดว่าต้นทางย่อมมีความสำคัญ ในการให้โอกาสกับพี่น้องประชาชนที่มีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการรับฟังพี่น้องประชาชนที่มีปัญหา ในเรื่องของที่ดินทำกินก็ดี การที่เขาจะต้องมีปัญหาเรื่องเอกสารสิทธิในที่ดินก็ดี การรับฟังปัญหา นี่ประเด็นที่ ๑ เวทีมีความสำคัญ ประเด็นที่ ๒ ก็คือการประชุมในระดับจังหวัด เราเห็นว่า มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน มีกรรมการที่เกี่ยวข้องในระดับหัวหน้าส่วนราชการ และท้องถิ่นก็ดี จำเป็นจะต้องทำให้การประชุมนั้นมีประสิทธิภาพในการรับฟังและรวบรวม ปัญหาต่าง ๆ ที่จะเสนอให้กับ คทช. ระดับชาติ ผมจึงอภิปรายให้ความเห็นว่าประสิทธิภาพ ตั้งแต่ คทช. จังหวัดที่เราจะต้องให้ความมั่นใจกับการดำเนินการในเชิงโครงสร้างแบบนี้ว่า จะมีประสิทธิภาพ ส่งต่อมาให้ คทช. ระดับชาติ และคทช. ระดับชาติก็จะต้องทำให้เกิดความรวดเร็ว แล้วก็มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหา นี่คือประเด็นที่ผมจะอภิปรายไว้ในส่วนที่ ๑🔗
ในส่วนที่ ๒ เกี่ยวข้องกับสำนักงาน หลายครั้งที่เราตั้งสำนักงานก็เป็นประเด็นหนึ่ง เหมือนกันว่าไม่เป็นการตั้งสำนักงานเพื่อเพิ่มอัตราหรือว่าทำให้ข้าราชการเติบโต อันนี้ก็เป็น ส่วนหนึ่งที่ถูกตั้งคำถาม เพราะฉะนั้นผลงานของสำนักงานจะมีผลอย่างมากต่อการอภิปราย ในวันนี้ว่าการตั้งสำนักงาน คทช. ขึ้นมานั้นจะมีประสิทธิภาพในการรับลูกจาก คทช. จังหวัด และนำเสนอต่อ คทช. ระดับชาติได้ ในการแก้ปัญหาที่ดินทำกินของพี่น้องประชาชนและการกระจาย การถือครองที่ดิน เพราะฉะนั้นปัญหาที่ดินทั้งหมดมารวมศูนย์อยู่ตรงนี้ อย่างไรก็ตามหน่วยงาน ที่ถูกตัดออกไปจะหมดบทบาทหรือไม่ เพราะฉะนั้นการประสาน การติดตาม การประเมิน ย่อมมีความสำคัญต่อการทำให้สำนักงานนี้มีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด รวมทั้งในระดับชาติ ด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปคุณออน กาจกระโทก ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ครูออน กาจกระโทก สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา มนุษย์เราเกิดมาก็ต้องการปัจจัย ๔ เพื่อการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของอาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัยและที่ทำกินคือปัจจัย แห่งความมั่นคงของมนุษย์ ใครที่มีที่ทำกิน มีที่อยู่อาศัย นั่นคือความมั่นใจที่เขาจะมีชีวิตอยู่ ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยที่เป็นมาช้านาน คนรวยถือครองที่ดินเป็น ๑๐๐ ไร่ ๑,๐๐๐ ไร่ ๑๐,๐๐๐ ไร่ แต่คนจนไม่มีแม้แต่ที่อยู่อาศัยหรือที่ซุกหัวนอนและที่ทำกิน นี่คือสิ่งที่เป็นมา ในสังคมไทย แต่พอจะมีที่ดินบ้างก็ถูกกล่าวหาว่าบุกรุกที่ป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ นี่คือสิ่งที่ตอกย้ำความยากจนและความเหลื่อมล้ำ การจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดิน แห่งชาติ ตามร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ผมเห็นด้วย เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาหรือความขัดแย้งที่ผ่านมาจากอดีตจนถึงปัจจุบันนี้มี ๒ ลักษณะ ก็คือ ๑. ความขัดแย้งเกี่ยวกับที่ดินระหว่างรัฐกับประชาชน พื้นที่ที่ประชาชนเขาอยู่อาศัย ทำกินมาช้านาน วันหนึ่งหน่วยงานของรัฐไปแจ้งและบอกเขาว่าไปบุกรุกที่ป่าสงวนแห่งชาติ บุกรุกที่อุทยานแห่งชาติ ต้องให้เขาออกจากที่นั่นทั้ง ๆ ที่เขาอยู่มานาน หรือบางครั้ง ประชาชนก็ไปบุกรุกที่ป่าสงวนแห่งชาติหรืออุทยานแห่งชาติ นี่คือประเด็นหนึ่งของความขัดแย้ง🔗
๒. ก็คือความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานของรัฐกับหน่วยงานของรัฐเอง อย่างเช่น สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือ ส.ป.ก. หรือที่ดินแต่ละจังหวัด แต่ละอำเภอก็ดี หรือทางกรมป่าไม้ หรือกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชก็ดี ปรากฏว่าขัดแย้งกันเอง เพราะถือแผนที่คนละฉบับ เมื่อเกิดข้อพิพาทระหว่างประชาชนกับรัฐหรือหน่วยงานของรัฐกันเอง ตกลงกันไม่ได้ ผมเลยพอเข้าใจที่ท่านรัฐมนตรีได้พูดถึงวันแมป (One Map) น่าจะเป็นเรื่องที่ เราถือแผนที่คนละฉบับหรือไม่ ขนาดในประเทศไทยด้วยกันเองเรายังคุยกันไม่ได้ จะไปคิด อะไรกับแผนที่ที่เรามีข้อพิพาทกันระหว่างประเทศ ดังนั้นที่บอกว่าวันแมป (One Map) ผมก็เหมือนจะเห็นความหวังว่าต่อไปจะมีความเป็นเอกภาพในหน่วยงานของรัฐที่จะสามารถ อำนวยการ สั่งการ ปฏิบัติการ ให้ลงไปสู่ภาคปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม จากการลงพื้นที่ของ สมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน สิ่งที่ประชาชนร้องเรียน เรื่องที่ ๑ คือเรื่องแหล่งน้ำ เรื่องที่ ๒ คือพื้นที่ทำกิน ดังนั้นการที่จะออกพระราชบัญญัติฉบับนี้จึงเห็นด้วยอย่างยิ่งเพื่อแก้ไขปัญหา ของประชาชนให้ถูกจุด โดยที่ตรงนี้ได้ขอเพิ่มเติมพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ ในมาตรา ๖ โดยเพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ของสำนักนายกรัฐมนตรีในการบริหาร จัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ ตรงนี้เองครับผมอยากจะเสนอแนะเพิ่มเติม ในเรื่องของการบริหารจัดการที่ดินว่าท่านต้องไปออกระเบียบ ออกหลักเกณฑ์ ออกกฎหมาย ให้ชัดเจนครับว่าสถานที่ใดเป็นสถานที่ที่จะต้องอยู่อาศัย ที่ทำกินของประชาชน ที่ใดเป็น ที่สาธารณะ ที่ใดเป็นที่สงวนเพื่อการอนุรักษ์ ที่ป่าไม้ ที่อุทยานแห่งชาติ ตรงนี้ต้องให้ชัดเจน หรือที่ใดที่สามารถให้ประชาชนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้ ถ้าท่านสามารถจัดได้อย่างนี้ ก็จะไม่เกิดข้อพิพาทในอดีตที่ผ่านมา แต่สิ่งหนึ่งในข้อเสนอแนะที่ผมได้ตั้งใจที่จะอภิปรายก็มี สมาชิกผู้ทรงเกียรติได้อภิปราย ก็คือเรื่องของการกระจายอำนาจ ชื่นใจครับที่ท่านรัฐมนตรี ได้ลุกขึ้นมาตอบก่อนว่าเรื่องของการจัดตั้งหน่วยงานนี้จะไม่ไปกระจุกอยู่ที่ส่วนกลาง ท่านบอกว่า จะไปยังภูมิภาคและไปยังท้องถิ่น ดีมากเลยครับ ขอให้เป็นจริงอย่างนั้น เพราะการบริหารจัดการ โดยมีส่วนร่วมจะเกิดประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลต่อประชาชน และสิ่งที่เราจะต้อง คำนึงถึงอย่างยิ่งเลยคือเรื่องของหลักธรรมาภิบาลที่จะต้องให้เกิดความยุติธรรมต่อประชาชน เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนและประโยชน์ของประเทศชาติ อยากให้ท่านได้คำนึงถึง ขอบคุณมากครับ🔗
ต่อไปคุณมานพ คีรีภูวดล ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กระผมอยู่ในป่า เดี๋ยวกระผมจะเล่า ให้ท่านประธานฟังว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนโยบาย คทช. มีความยุ่งยากและไม่สามารถแก้ไขปัญหา ได้อย่างไร พี่น้องประชาชนส่วนหนึ่งรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม พี่น้องประชาชนที่อยู่อาศัย มาก่อนเป็นร้อย ๆ ปี ในหลักการของ คทช. ก็คือถ้าเป็นที่ดินของปู่ย่าตายายของกระผม กระผมต้องคืนให้หลวงก่อน หลังจากนั้นหลวงก็จะมาอนุญาตให้กระผมเช่า อันนี้ประชาชนส่วนหนึ่งเขาไม่ยอมรับในหลักการนี้ว่าทำไมที่ดินบรรพบุรุษของตัวเอง การที่ กฎหมายเข้าไปบุกรุก เข้าไปประกาศทับ แล้วกลายเป็นคนผิดกฎหมาย และวันหนึ่ง ต้องทำเรื่องคืนให้หลวงแล้วก็ต้องกลับมาเช่าที่ดิน กระผมคิดว่าอันนี้คือเป็นประเด็นหลักที่ใหญ่มาก ซึ่งยุทธศาสตร์ชาติ ข้อ ๔.๑.๓ ผมคิดว่าเขียนได้ดีมาก ในแง่การให้สิทธิชุมชน การให้กรรมสิทธิ์ รูปแบบต่าง ๆ ที่ยั่งยืน การให้โอกาสประชาชน การเข้าถึงสิทธิที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อที่จะต่อยอดตัวเองในแง่ของการพัฒนาที่ดิน ทรัพยากรของตัวเอง แต่ว่าในหลักการ ของ คทช. กระผมเข้าใจว่าเป็นความขัดแย้งกับยุทธศาสตร์ ข้อ ๔.๑.๓ ครับ เพราะเป็นสิทธิ ในการให้เช่า แต่ในยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลได้ยกร่างไว้แล้ว หน่วยงานได้ยกร่างไว้เรียบร้อย พูดถึง เรื่องกรรมสิทธิ์ พูดถึงเรื่องของสิทธิและเอกสารสิทธิในรูปแบบที่เหมาะสม เพราะฉะนั้นอันนี้ กระผมอยากจะตั้งเป็นคำถามว่า คทช. ที่จะปรับปรุงนี่ขัดแย้งกับยุทธศาสตร์ชาติ ข้อ ๔.๑.๓ หรือไม่🔗
ท่านประธานครับ ผมคิดว่าเรื่องที่ดินเป็นเรื่องที่ถ้าคนในห้องประชุมนี้ และคนที่เกี่ยวข้องนอกห้องประชุมนี้แก้ปัญหาที่ดินในประเทศไทยได้ผมไม่มีความเป็นห่วง เลยครับ เราจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เราจะมีศักยภาพในการแข่งขันกับประเทศต่าง ๆ ในโลกนี้ได้ เพราะที่ดินคือปัจจัยการผลิตที่สำคัญมาก ทุกวันนี้ที่เดินไม่ได้เพราะทุกอย่าง มันติดข้อกฎหมายหมดเลย ผมกลับจากจังหวัดแม่ฮ่องสอนพื้นที่เกือบทั้งหมดอยู่ในเขตป่า แล้วเขาก็อยู่มาหลายร้อยปี อยู่มาพร้อมกับการเกิดขึ้นของประเทศไทย แต่ที่ดินเขา ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้เลย การเข้าถึงนโยบาย การเข้าถึงทรัพยากรของรัฐไม่สามารถ เข้าถึงได้เลย เพราะฉะนั้นเราสูญเสียโอกาสเหล่านี้🔗
ทีนี้ผมกลับมาประเด็นเรื่อง คทช. ปัญหาที่ผมเจออย่างนี้ครับท่านประธาน ในกระบวนการทำงานของ คทช. มีการแยกเมนู (Menu) เป็นเมนู (Menu) ซึ่งไปสร้างความยุ่งยาก สร้างความลำบากให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ เช่นในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติมีการแบ่งอย่างนี้ว่า อยู่ในลุ่มน้ำชั้นที่ ๓ ลุ่มน้ำชั้นที่ ๔ และลุ่มน้ำชั้นที่ ๕ ก่อนมติ ครม. ๓๐ มิถุนายน. อยู่ในเขต ป่าสงวนแห่งชาติ อยู่ในลุ่มน้ำชั้นที่ ๓ ลุ่มน้ำชั้นที่ ๔ และลุ่มน้ำชั้นที่ ๕ หลังมติ ครม. อยู่ใน ป่าสงวนแห่งชาติ อยู่ในลุ่มน้ำชั้นที่ ๑ ลุ่มน้ำชั้นที่ ๒ ก่อนมติ ครม. อยู่ในป่าสงวนแห่งชาติ หลังมติ ครม. แล้วก็อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ คือวิธีทำงานอย่างนี้คิดแบบแท่ง ๆ ครับ ท่านประธานลองนึกภาพ สมมุติว่ากระผมเป็นผู้ใหญ่บ้าน พรุ่งนี้เมนู (Menu) นี้ มาอีกวันหนึ่ง ก็เมนู (Menu) นี้มา แล้วกระผมจะทำอย่างไรดีครับ แล้วประชาชนก็ต้องอยู่ ลองนึกภาพ ในหมู่บ้านนะครับ ทั้งหมู่บ้านไม่ได้แยก หมู่บ้านของฉันจะอยู่ในลุ่มน้ำชั้นที่ ๑ ลุ่มน้ำชั้นที่ ๒ ลุ่มน้ำชั้นที่ ๓ ลุ่มน้ำชั้นที่ ๔ ทั้งหมู่บ้านอยู่ทั้งลุ่มน้ำชั้นที่ ๑ ลุ่มน้ำชั้นที่ ๒ ลุ่มน้ำชั้นที่ ๓ ลุ่มน้ำชั้นที่ ๔ บางหมู่บ้านอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ด้วย เพราะฉะนั้นกระบวนการทำงานที่จะแก้ปัญหา อย่างที่หลายท่านได้นำเสนอไปเรียบร้อยว่าเราจำเป็นจะต้องเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง เราจำเป็น ที่จะต้องบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ทุกหน่วยงาน สมมุติว่าเราเริ่มจาก ๑ หมู่บ้าน จะเอากี่เมนู (Menu) มาก็ได้ให้มาดำเนินการพร้อมกัน อย่างนี้มันจะแก้ปัญหาได้ ที่ผ่านมา ก็คือว่าแต่ละเมนู (Menu) แต่ละหน่วยงานถืองบประมาณและอำนาจกฎหมายเข้ามา ก็เลยเกิดความขัดแย้ง เพราะว่าลุ่มน้ำนี้ องค์กรนี้ หน่วยงานนี้ดูแลและขึ้นกับงบประมาณ ที่สำคัญคือแต่ละปี แต่ละเมนู (Menu) แต่ละแผนงานที่แต่ละหน่วยงานรับผิดชอบได้งบประมาณ เท่าไร ปีนี้ได้มา ๑๐ หมู่บ้านก็ทำแค่นั้น เพราะฉะนั้นมันก็เลยไม่เกิดความสำเร็จที่เรา อยากจะเห็นร่วมกันในสภาแห่งนี้แล้วก็ทั้งประเทศ สิ่งที่ผมอยากจะเห็นคือนอกจากการตั้ง เป็น คทช. หมู่บ้านและหน่วยงานต่าง ๆ มาบูรณาการนั้น สิ่งที่อยู่ในแผนแต่ไม่เคยปรากฏเลย ก็คือการบูรณาการแผนของหน่วยงานต่าง ๆ ใน ๑ หมู่บ้าน ใน ๑ พื้นที่มีหลายหน่วยงาน ตั้งแต่ หน่วยจัดการต้นน้ำ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา ปกครองท้องที่ ท้องถิ่น กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และความมั่นคงอยู่ในพื้นที่เดียวกัน แต่เวลาลงไปลงไปทีละแท่ง ๆ อย่างนี้ ผมคิดว่าอันนี้คือปัญหา อุปสรรคที่ไม่สามารถจะนำไปสู่ ความสำเร็จได้ คำถามใหญ่ที่สุด แล้วเราจะตั้งสำนักงานตรงนี้ช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งเหล่านี้ตรงไหน อย่างไร เราตั้งสำนักงานตรงนี้มันไปสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของชาติที่ ๔.๑.๓ อย่างไร ผมคิดว่า โดยรวมสิ่งที่ผมอยากจะเห็นร่วมกัน ผมเชื่อ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ผมเดินทางไปทั่วประเทศ กับทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน คนที่ทำงานในสภาแห่งนี้ ปัญหาเรื่องที่ดินป่าไม้เป็นปัญหาใหญ่มาก ปัญหาเรื่องความไม่เท่าเทียม ความไม่เป็นธรรม หลักใหญ่ที่สุดเกิดจากปัญหาเรื่องของที่ดินทำกิน เพราะฉะนั้นถ้าอยากจะเห็นเรื่องนี้ให้เกิดความสำเร็จจริง ๆ ในฝีมือของพวกเราทุกคนที่อยู่ ในห้องประชุมนี้ผมคิดว่ากระบวนการปฏิรูปการทำงานที่มันเป็นรูปธรรมจริง ๆ อย่าได้คิด แบบเป็นแท่ง ๆ ไปเลย เราควรจะใช้พื้นที่ของชุมชน ของตำบลเป็นตัวตั้ง เราควรจะบริหารจัดการ ในการทำแผนจากทุกฝ่าย ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่แล้วเราจะเกิดความสำเร็จครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณนะครับ ท่านรักษาเวลา ต่อไปคุณวิรัช พันธุมะผล ครับ🔗
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ ผม นายวิรัช พันธุมะผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอกราบเรียนต่อ ท่านประธานรัฐสภาว่าตามที่รัฐบาลเสนอร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยอ้างว่าเป็นร่างพระราชบัญญัติที่จะตราขึ้นเพื่อดำเนินการตาม หมวด ๑๖ คือการปฏิรูปประเทศ โดยเสนอต่อที่ประชุมของรัฐสภานั้น ผมเห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นเพียงการเสนอตั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดิน แห่งชาติ และเป็นส่วนราชการระดับกรมในสำนักนายกรัฐมนตรี และเป็นส่วนราชการที่อยู่ ในบังคับบัญชาโดยตรงของนายกรัฐมนตรี ผมได้พิจารณาแล้วเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติ ดังกล่าวนั้นตั้งขึ้นมาไม่ใช่กรณีเป็นการปฏิรูปตามมาตรา ๒๕๗ และมาตรา ๒๕๘ ที่กำหนดให้การแบ่งส่วนราชการนั้นเป็นเรื่องการปฏิรูปในรัฐธรรมนูญดังกล่าว จึงต้องเสนอเป็น ร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามมาตรา ๑๓๓ ที่บัญญัติว่าคณะรัฐมนตรีต้องเสนอร่างพระราชบัญญัติต่อสภาผู้แทนราษฎร และเมื่อ สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ. นั้นเสร็จแล้วจึงเสนอต่อวุฒิสภาเพื่อพิจารณาต่อไป นี่เป็นเหตุผลประเด็นที่ ๑🔗
ประเด็นที่ ๒ ผมอยากเรียนท่านประธานว่าความเป็นจริงแล้วการตั้งสำนักงาน คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติขึ้นในสำนักนายกรัฐมนตรีนั้นมีการตั้งบ่อย ๆ ในการปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรมที่ผ่านมาแล้ว มีการย้ายกันไปย้ายกันมา เริ่มจัดตั้งในสำนักนายกรัฐมนตรี แล้วค่อยย้ายไปที่กระทรวง ต่อมาก็ย้ายจากกระทรวงกลับมาที่สำนักนายกรัฐมนตรี เพราะอะไร เพราะว่าการที่ตั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติไปอยู่ในสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่มีหน่วยงานที่จะรองรับงานของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติดังกล่าว เช่นสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ความเป็นจริงแล้วงานที่สำคัญ ๆ แบ่งอยู่ ในกระทรวงต่าง ๆ ที่มีสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้อภิปรายแล้วว่าอยู่ใน ๑๑ กระทรวง เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมซึ่งมีมาก ท่านรัฐมนตรีอยู่ที่นี่ มีกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และยังมีในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ในกระทรวงมหาดไทยมีกรมที่ดิน ซึ่งจะเห็นได้ว่า ถ้าหน่วยงานนโยบายไปตั้งอยู่ในสำนักนายกรัฐมนตรี เวลามีนโยบายให้ปฏิบัตินั้นต้องส่งไปที่ กระทรวงต่าง ๆ เพื่อให้ปฏิบัติตามนโยบาย ทีนี้มีปัญหา เมื่อตอนผมรับราชการอยู่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักนโยบายและแผน สิ่งแวดล้อมแห่งชาติตั้งอยู่ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เมื่อสำนักนโยบายและแผน สิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้กำหนดนโยบายอะไรแล้วส่งไปให้หน่วยงานปฏิบัติ ปรากฏว่ารอแล้ว รออีกไม่ได้ผล นี่คือเหตุผลที่ ๒ ที่ว่าเมื่อตั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ที่สำนักนายกรัฐมนตรีนั้น สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติจะทำงานได้มี ประสิทธิภาพหรือไม่ เป็นประเด็นที่ ๒🔗
ประเด็นที่ ๓ ก็คือว่าเหตุที่ดินต่าง ๆ ที่มีปัญหาเพราะว่าในพระราชบัญญัติ ที่ดิน พ.ศ. ๒๔๘๔ ได้บัญญัติไว้ว่า ป่า หมายความว่า ที่ดินที่ยังไม่มีบุคคลได้มาตามกฎหมาย ที่ดิน นี่เป็นปัญหา ที่ดินทั้งหลายของประชาชนในต่างจังหวัด ผมเคยลงไปแก้ไขปัญหาเรื่อง เขื่อนราษีไศล ปรากฏว่าชาวบ้านมาล้อมกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไว้ โดยบอกว่า เขาเป็นเจ้าของที่ดินตั้งแต่ปู่ย่าตายายมาไม่ได้ออกโฉนดที่ดินเลย แต่อยู่มาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย เป็นร้อย ๆ ปีมาแล้ว ทำไมไม่ชดเชยให้ นี่คือเหตุผลอีกอันหนึ่ง เพราะว่าชาวบ้านยากจน ประชาชนยากจน แม้แต่ในกรุงเทพฯ ถ้าดูให้ดีอาจจะพบว่ามีที่ดินที่ไม่มีโฉนดที่ดินก็ได้ และตามบ้านนอกไม่ใช่ที่ป่า ทุ่งนาของชาวบ้านบางทีก็ไม่มีโฉนด ก็เลยเข้าคำนิยามคำว่าป่า นี่คือเหตุผลที่ ๓ ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ บอกไว้ว่า มาตรา ๖ เมื่อรัฐมนตรีเห็นสมควรกำหนดให้ที่ดินใดเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ให้กำหนดโดยออกเป็น กฎกระทรวง ทีนี้ก่อนที่จะออกเป็นกฎกระทรวงเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ก็ต้องไปวัดเขต ไปเดินสำรวจ เปล่าครับ ท่านไม่ได้ออกอย่างที่คิดหรอกครับ ตอนผมเป็นอัยการจังหวัดราชบุรี อำเภอสวนผึ้ง ทั้งอำเภอ ที่ว่าการอำเภอ สถานีตำรวจ โรงเรียน ล้วนอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ไม่รู้ท่าน ไปสำรวจได้อย่างไรมีปัญหาจนบัดนี้ ป่าสงวนแห่งชาติที่กรมป่าไม้สำรวจไว้ทั้งหลายมีปัญหา ตลอดครับ เรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีครับ ยังมีปัญหากฎหมาย มาตรา ๘ บอกว่าพนักงานเจ้าหน้าที่จัดให้มีหลักเขตและป้ายหรือเครื่องหมายเพื่อให้ประชาชนเห็นว่า เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย ท่านเคยเห็นหลักเขต ที่บอกว่าเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติไหม เกือบไม่เห็นนะครับ นอกจากที่ทำการเขตป่าสงวน แห่งชาติที่มีป้ายใหญ่ ๆ เท่านั้น ทั่ว ๆ ไปท่านจะไม่เห็นเขต ทีนี้กลับมาที่เขตอุทยานแห่งชาติ ก็เหมือนกัน กฎหมายบอกว่าเมื่อรัฐบาลเห็นสมควรกำหนดเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ ให้ประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดเขต ผมก็คล้าย ๆ กันนะครับ เพราะว่าต้องมีหลักเขต ป้าย แต่ในความเป็นจริงก็ไม่มีป้ายเลย ประชาชนเลยบุกรุกเขตป่า จริง ๆ ไม่ได้บุกรุกนะครับ อยู่ตั้งแต่ปู่ย่าตายาย หมดเวลาแค่นี้ ขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไป พันตำรวจเอก ยุทธกร วงเวียน ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันตำรวจเอก ยุทธกร วงเวียน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ตามที่รัฐบาลได้เสนอร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยส่วนตัวกระผมเห็นด้วยเพราะเป็นกฎหมายปฏิรูป ที่ออกในนามของฝ่ายบริหาร เจ้าหน้าที่ขอสไลด์ (Slide) ด้วยครับ🔗
ตามร่างมาตรา ๕ ของพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งกำหนดให้ โอนหน่วยงานดังที่ปรากฏในภาพฉาย โดยเฉพาะในข้อ ๒ สำนักงานปลัดกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เฉพาะในส่วนกองแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ ซึ่งหน่วยงานนี้เป็นหน่วยงานที่สำคัญที่แก้ปัญหาให้กับการบุกรุกที่ดินของรัฐมาตลอด ตามภารกิจที่คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติที่จะตั้งขึ้นใหม่ ซึ่งท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ จะมีเอกสารอยู่ในมือของท่าน ปรากฏในหน้า ๑๓ ส่วนงานด้านนี้จะอยู่ในกองที่ดินของรัฐ แต่ตามที่ดูในภารกิจตามมาตรา ๑๐ ใน พ.ร.บ. คทช. ขออนุญาตใช้คำย่อ มาตรา ๑๐ (๗) ภารกิจหน้าที่เกี่ยวกับการพิสูจน์สิทธิจะไม่ชัดเจน กระผมจึงขอตั้งข้อสังเกตผ่านท่านประธาน ไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อเป็นข้อสังเกตในการพิสูจน์สิทธิให้กับประชาชนที่ได้รับกระทบสิทธิ ในการที่จะเสนอว่าที่ดินตรงนี้เป็นของรัฐหรือของประชาชน เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาในอนาคต เพราะเป็นเรื่องสำคัญ กองแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐหายไปไปอยู่ในสำนักงาน คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติแล้ว คณะ กบร. จังหวัด ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานก็จะไม่มีในส่วนนี้ แล้วอีกกลุ่มหนึ่งที่อยากตั้งเป็นข้อสังเกตตามพระราชบัญญัติ จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. ๒๕๑๑ จะมีกลุ่มที่อยู่ในนิคมสร้างตนเองและนิคมสหกรณ์ ซึ่งจะได้สิทธิทำกินโดยภาครัฐจัดให้ แต่เป็นสิทธิทำกิน จะมีพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ (ฉบับที่ ๒) ปี ๒๕๕๐ จัดที่ดินเพื่อการครองชีพที่เกี่ยวข้องซึ่งมีการแก้ไขบางส่วน โดยกำหนด เงื่อนไขว่าผู้ที่จะอยู่ในที่ทำกินตรงนี้ซึ่งเป็นอำนาจของอธิบดีให้คุณสมบัติ จึงตั้งเป็นข้อสังเกต ไว้ว่าอย่าให้ไปกระทบ ถ้ามีคณะกรรมการการที่ดินแห่งชาติแล้วอย่าให้ไปกระทบสิทธิ ของบุคคลเหล่านี้เพราะเขาทำกินตลอด ต่อไปเขาต้องถ่ายทอดให้กับลูกหลานเมื่อเขา เสียชีวิตไป เป็นการจัดสรรที่ดินเพื่อการครองชีพซึ่งมีมาโดยตลอด🔗
ท้ายที่สุดจึงขอฝากผ่านท่านประธานไปยังคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งว่า หน่วยงานสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติที่ตั้งขึ้นมาสิ่งสำคัญที่สุดอย่าให้ กระทบสิทธิ อย่าให้รัฐรุกที่ดินของชาวบ้าน เพื่อจะไม่ให้เกิดปัญหา ขอให้มีความเป็นธรรม ขอย้ำอีกครั้งก็คือเรื่องการพิสูจน์สิทธิว่าสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ เกิดขึ้นแล้วชาวบ้านที่เขาถือครองที่ดินอยู่แล้วเขาจะไปพิสูจน์สิทธิอย่างไร จะไปยื่นกับใคร ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านรัฐมนตรี ขออนุญาตชี้แจง เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขออนุญาตตอบข้อสังเกต แล้วก็ข้อซักถามของท่านสมาชิกนะครับ ในส่วนของท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ขออภัย ที่ต้องเอ่ยนาม ประเด็นที่ท่านเป็นห่วงคือเรื่องของโฉนดชุมชน ขออนุญาตเรียนว่าในส่วนของ โฉนดชุมชนนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ใน คทช. เช่นกัน ปัจจุบันได้มีการยื่นคำขอเพื่อจัดให้มี โฉนดชุมชน มีการยื่นมาแล้วทั้งหมด ๔๘๖ ชุมชนด้วยกันเพื่อดำเนินการจัดที่ดินทำกินให้กับ ชุมชนภายใต้โครงการ คทช. แล้วก็จาก ๔๘๖ ชุมชนนั้นในขณะนี้ได้อนุญาตไปแล้ว ๙๘ ชุมชน มีทั้งพื้นที่ในส่วนของกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมธนารักษ์ หลาย ๆ พื้นที่เลย ดังนั้นขอให้มั่นใจได้ว่าในเรื่องของโฉนดชุมชนนั้นทาง คทช. ได้รวมเข้ามา อยู่ในหนึ่งของการดำเนินการเช่นกัน🔗
ประเด็นต่อมาครับ สิ่งที่ท่านมานพ คีรีภูวดล ขออภัยที่เอ่ยนาม เมื่อสักครู่ ท่านตั้งข้อสังเกตว่าการทำงานของ คทช. นั้นจะเป็นการไม่บูรณาการของหน่วยงานต่าง ๆ ก็ขออนุญาตนำเรียนว่าการมี คทช. เมื่อสักครู่ผมได้ชี้แจงท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิก ทุก ๆ ท่านว่า คทช. ในระดับจังหวัดจะมีคณะกรรมการอยู่ทุก ๆ จังหวัดที่เป็น คทช. จังหวัด และในแต่ละ คทช. จังหวัดนั้นจะมีองค์ประกอบมาจากทุกหน่วยงาน ทุกหน่วยงานที่ท่านสมาชิกเป็นห่วงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นปฏิรูปที่ดินจังหวัด ประมงจังหวัด โยธาธิการจังหวัด แม้แต่ผู้อำนวยการสำนักงานจัดการทรัพยากรป่าไม้ ผู้อำนวยการสำนัก บริหารพื้นที่อนุรักษ์ แม้แต่กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมเจ้าท่า ทุก ๆ หน่วยงาน ดังนั้นสิ่งที่ท่านสมาชิกเป็นห่วงว่าจะไม่มีการประสานงาน จะทำกันไป คนละทิศคนละทางนั้น ก็ขอให้ความมั่นใจได้ว่าในระดับ คทช. จังหวัดนั้นเราได้บูรณาการ เอาทุกหน่วยงานเข้ามาอยู่ในทุก ๆ คทช. จังหวัดแล้ว ดังนั้นจะได้พูดเป็นภาษาเดียวกัน แล้วก็ได้ดำเนินการไปในทิศทางเดียวกัน🔗
ประเด็นต่อมาที่ท่านมานพเป็นห่วง เรื่องที่ คทช.จะขัดต่อยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีหรือไม่ ก็ขออนุญาตเรียนว่ายุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ข้อ ๔.๑.๓ ที่ท่านได้ตั้งข้อสังเกต ข้อ ๔.๑ นั้นเป็นการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ ๔.๑.๓ พูดถึง การกระจายการถือครองที่ดินและการเข้าถึงทรัพยากร โดยแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ระหว่างเขตพื้นที่ป่าทับซ้อนกับพื้นที่ทำกินของพี่น้องประชาชน รับรองสิทธิชุมชนในการเข้าใช้ ประโยชน์ที่ดิน ย้ำว่าในการเข้าใช้ประโยชน์ที่ดิน กำหนดมาตรการเพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่ดิน ที่มีกรรมสิทธิ์อย่างเป็นธรรม และกระจายการถือครองที่ดินในขนาดที่เหมาะสมต่อการประกอบอาชีพ ประเด็นที่สำคัญก็คือการที่จะปรับระบบเอกสารสิทธิการถือครองที่ดินต่าง ๆ ให้กับผู้มีรายได้น้อย และผู้ที่ไม่มีที่ดินต้องเรียนว่าแนวคิดของ คทช. คือการที่มอบสิทธิทำกินให้กับพี่น้องประชาชน ในการทำมาหากิน ให้สิทธิในการที่จะสามารถรับสิทธิประโยชน์ที่ส่วนราชการ เช่นงบน้ำท่วม งบภัยแล้ง หรือต่าง ๆ นั้นสามารถให้สิทธิได้ ดังนั้นการที่ให้สิทธิทำกินบนที่ดินดังกล่าวนั้น แตกต่างกับให้กรรมสิทธิ์ เพราะว่าที่ผ่านมาบางครั้งเวลามีการให้กรรมสิทธิ์ไปแล้ว จะเกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา ถามว่าการให้สิทธิทำกินภายใต้โครงการ คทช. นั้นสามารถ เปลี่ยนมือได้หรือไม่ เปลี่ยนได้ แต่เปลี่ยนให้เฉพาะจากพ่อไปสู่ลูก ให้กับผู้สืบสันดาน ให้กับ คนในครอบครัวเท่านั้น ไม่สามารถเปลี่ยนมือไปให้กับนายทุน ยกไปให้กับอา ยกไปให้กับลุง หรืออะไรอย่างนั้นได้ แต่จะสามารถตกทอดให้กับลูกหลานภายในครอบครัวได้ ดังนั้น สิ่งที่ท่านสมาชิกเป็นห่วงก็ขอให้ความมั่นใจได้ว่าไม่ได้ขัดกับยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีแน่นอน เพราะว่าสิ่งที่ คทช. ทำนั้นคือการหาที่ทำกินให้กับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ🔗
ประเด็นต่อมาที่ท่านเป็นห่วงว่าแต่ละพื้นที่ใช้คนละเมนู (Menu) กัน ไม่ตรงกันบ้าง ก็ต้องขออนุญาตเรียนว่าพื้นที่ในประเทศไทยแต่ละจังหวัดเรียกว่าภาคนั้น มีความแตกต่างกัน เช่นพื้นที่ต้นน้ำ อย่างที่ท่านสมาชิกได้กล่าวเมื่อสักครู่ว่าลุ่มน้ำชั้นที่ ๑ ลุ่มน้ำชั้นที่ ๒ หรือว่าลุ่มน้ำชั้นที่ ๓ ลุ่มน้ำชั้นที่ ๔ ลุ่มน้ำชั้นที่ ๕ นั้น แน่นอนจะต้องมีการ บริหารจัดการที่แตกต่างกัน พื้นที่ต้นน้ำจะต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ การทำการเกษตร ในแต่ละรูปแบบ พื้นที่ ๑ พื้นที่ ๒ จะต้องเป็นการทำเกษตรในรูปแบบหนึ่งที่จะต้องอนุรักษ์ดิน และอนุรักษ์น้ำ ส่วนพื้นที่ ๓ พื้นที่ ๔ พื้นที่ ๕ นั้นก็จะมีการบริหารจัดการที่แตกต่างกันไป อาจจะไม่เข้มงวด อาจจะไม่เคร่งครัดเหมือนกับในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น ๑ ลุ่มน้ำชั้น ๒ ซึ่งในมติ ครม. วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ นั้นได้มีการครอบคลุมพื้นที่ต่าง ๆ เหล่านี้ไว้ครบ ทั่วประเทศ แบ่งเป็นรถไฟ ๕ ขบวนด้วยกัน มีทั้งพื้นที่ชุมชนในเขตป่าสงวนแห่งชาติที่อยู่ใน พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ ๓ ลุ่มน้ำชั้นที่ ๔ ลุ่มน้ำชั้นที่ ๕ เหล่านี้ ดังนั้นในแต่ละพื้นที่มีความละเอียดอ่อน แตกต่างกันจึงเป็นสาเหตุที่ทำไม คทช. นั้นจะต้องมีการทำงานที่แตกต่างกันไป เพราะว่า พื้นที่ของประเทศไทย ต้องขออนุญาตเรียนนะครับว่ามีอยู่ ๓๒๑ ล้านไร่ไม่สามารถเพิ่มไป มากกว่านี้ ในทางกลับกันปริมาณพี่น้องประชาชน ประชากรในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ หรือว่าพี่น้องในพื้นที่ต่าง ๆ นั้นนับวันมีแต่จำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น การจัดที่ทำกินให้กับพี่น้องประชาชนในแต่ละส่วน การกำหนดพื้นที่ต่าง ๆ นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะว่าที่เรามีจำกัด ขออนุญาตเรียนชี้แจงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปคุณคารม พลพรกลาง ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตอภิปรายเกี่ยวกับ ร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่นำเสนอเข้ารัฐสภา เป็นกฎหมายปฏิรูปประเทศ ประเด็นเรื่องที่ดินจริง ๆ แล้วมันก็น่าจะไม่ได้เกิดปัญหา พ.ศ. ๒๔๙๗ ก็มีการใช้ประมวลกฎหมายที่ดินแล้ว พ.ศ. ๒๔๙๗ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านประธานเป็นนักกฎหมาย เป็นทนายความ อ่านกฎหมายที่ดินมา แต่ด้วยที่ดินจำกัด ด้วยที่เราอยู่ในระบบเสรีนิยม คนมีความสามารถก็ซื้อที่ดินไว้เยอะ ปัจจุบันก็มีบริษัทใหญ่ ๆ มีอะไรที่ถือครองที่ดิน จึงทำให้คนจนไม่มีที่ดิน ความเหลื่อมล้ำ เรื่องที่ดินจึงเป็นปัญหาหลัก ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่าผมอยู่ในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ ในเขต ส.ป.ก. เป็นคนภาคอีสาน ก็คล้าย ๆ กับภาคอื่น เห็นชาวบ้านซึ่งไม่มีที่ทำกิน หรือมีไม่พอ อันนี้เป็นปัญหาใหญ่ การที่ไม่มีที่ทำกินก็ส่งผลต่อความเป็นอยู่ การที่มีที่ทำกิน แล้วคุณภาพของที่ดินก็ไม่มีคุณภาพ ต้องกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีวราวุธ ศิลปอาชา ขออนุญาตเอ่ยนาม ซึ่งท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งน่าจะได้ฟังและตอบคำถามในบางประเด็นครับ ความเหลื่อมล้ำของประเทศไทย เกี่ยวกับที่ดินอยู่อันดับต้น ๆ ของโลก และจริง ๆ เป็นปัญหาใหญ่เพราะอะไรครับ ที่ดิน ของเรามีที่ดินเอกชนส่วนหนึ่ง ที่ดินของรัฐ ที่ป่า ที่เขา ที่ชายเลน ที่ทหาร ที่สาธารณะ ที่อุทยานแห่งชาติ ที่ป่าสงวนแห่งชาติ แท้จริงปัญหาใหญ่ ๆ ก็คือว่าที่ผ่านมารัฐขาด ความจริงใจในการนำมารวม ที่ท่านผู้ชี้แจงเรียกว่าวันแมป (One Map) ผมขอเรียกว่าแผนที่เดี่ยว ของประเทศไทย ที่ดินไม่ได้ขยับไปไหนหรอกครับ แต่มีการทับซ้อน มีปัญหาข้อกฎหมาย เบื้องต้นผมเห็นด้วยในประเด็นที่เอามารวมให้ คทช. และผมไม่ได้คิดร้ายว่าเป็นแค่ชื่อ เพราะเหตุว่าประธาน คทช. คือนายกรัฐมนตรี ในนั้นมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรื่องเกี่ยวกับการบริหารราชการส่วนภูมิภาค ถ้าเป็นรัฐบาลชุดนี้กระทรวงกลาโหมก็คือนายกรัฐมนตรี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมดูแลเรื่องอุทยานแห่งชาติ เรื่องทรัพยากรธรรมชาติ เรื่องนี้ต้องแก้ปัญหาได้ครับ ถ้าเราใส่ใจเข้าไปจะทำให้ประเทศเราน่าอยู่ขึ้น ไม่ใช่คนมีที่ดินเป็นแสนไร่ เป็นล้านไร่ แต่บางคนที่ดินทำกินอย่าง ส.ป.ก. ในเขตอำเภอสุวรรณภูมิ ท่านทราบไหมครับ เขาให้ ๕๐ ไร่ถูกไหมครับ ทุกวันนี้ผมทราบมาว่าลูกเกษตรกรตกทอด ถ้าไม่ใช่เกษตรกรรับราชการ ไม่ได้ครับ ประเทศนี้ประหลาดขนาดนี้หรือครับ สรุปว่าเกษตรกรส่งลูกเป็นผู้พิพากษา อัยการ ตำรวจ ไม่ได้ รับมรดกไม่ได้ ต้องส่งลูกเป็นเกษตรกร เป็นชาวนา เพื่อให้พวกท่าน เป็นข้าราชการอย่างนั้นหรือเปล่า เรื่องนี้ต้องกราบเรียนว่าสภาผู้แทนราษฎรหรือรัฐสภา ต้องนำไปสู่การแก้ไข นี่คือเรื่องหนึ่งในเวลาที่จำกัด แล้วก็ต้องกราบเรียนท่านประธาน ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีหลายสมัยว่า ส.ป.ก. ก่อนปี ๒๕๒๔ ๑๐๐ ไร่ หลังปี ๒๕๒๔ ๕๐ ไร่ รวมกับที่ดินเดิมถูกไหมครับ เขาใช้ประโยชน์ในการเป็นหลักประกันสินเชื่อไม่ได้เลย แต่คน ที่มีเงินเป็นเถ้าแก่เขาถือที่ที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ๒ ล้านไร่ ๑๓ อำเภอ ๕ จังหวัด ถิ่นที่จะผลิต ข้าวหอมมะลิ ผมลงพื้นที่ขับรถผ่านทุ่งกุลาร้องไห้ทุกสัปดาห์ สัปดาห์ที่แล้วก็ผ่านมา ที่ดิน เปลี่ยนไป ทุ่งกุลาร้องไห้มีแต่ต้นยูคาลิปตัส เท่าที่อ่านงานวิจัยอยากเรียนในเวลาสั้น ๆ ว่า มีสารทำให้ดินเสีย ทำให้สภาพดินเปลี่ยนไป ผืนดินที่เคยดี ๆ ดูดน้ำเก่ง อันนี้ผมอยากจะกราบเรียนฝากไปยังคณะกรรมการชุดนี้ ทุ่งกุลาร้องไห้ถ้าทำดี ๆ เป็นหน้าเป็นตา เป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิท่านก็ทราบดี ท่านรัฐมนตรีทราบดี ท่านประธานเคยเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านใส่ใจในเรื่องความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ผมอยากเรียนว่าต้องคิดนะครับ ในส่วนที่ให้ สิทธิเขา ๕๐ ไร่นี่พอจะแก้ไขปัญหาในทางกฎหมายให้เขาหาทุนได้ไหม แต่ทุกวันนี้ไม่ได้ ท่านก็ทราบดี ผมอยากกราบเรียนว่าเรื่องทับซ้อนนี่มีมานาน เรื่องป่ารุกคน คนรุกป่า เรื่องโฉนดชุมชน จับตรงไหนก็ถูก ชกตรงไหนก็ถูก ตาบอดคลำช้าง ถูกหมดครับ เพราะเป็น ปัญหาใหญ่ วันนี้ท่านต้องแก้ครับ เราจะไปเอาที่เอกชนที่เขามีเยอะ ๆ เลย ยึดมาเพื่อจะไป แจกคนก็ทำไม่ได้ ผิดหลักกฎหมาย อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นประเทศที่ใช้อำนาจเผด็จการ ไปล่วงสิทธิของเอกชน วิธีทำได้ท่านต้องจัดระบบในที่สาธารณะ ที่ของกรมธนารักษ์ ที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเสื่อมโทรมที่ยกเลิกเป็นป่าที่เขาทำกินได้ท่านต้องจัดมา ท่านต้องดูแล ชาวบ้าน ถ้าไม่มีชาวบ้าน มีที่ดิน ผืนทราย ทะเลทรายไม่มีประโยชน์หรอกครับ ผมกราบเรียน ด้วยความเคารพว่าผมดีใจที่ได้อภิปรายญัตตินี้ เพราะเหตุว่าประชาชนคนไทยมีปัญหาเรื่องนี้ มานาน แล้วก็อยากจะฝากกับคณะกรรมการชุดนี้ว่ามีประโยชน์มากที่ต้องมารายงานรัฐสภา ให้คนที่เป็นผู้แทนรัฐสภา อยู่ในวัตถุประสงค์การทำงาน กราบเรียนท่านประธานในเวลาจำกัดว่า ขอให้คณะกรรมการชุดนี้ไม่ใช่มีแต่ชื่อ แต่จริงจังในการแก้ไขปัญหาเพื่อนำไปให้คนได้เท่าเทียมกัน ลดความเหลื่อมล้ำ กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ต่อไปคุณวีระกร คำประกอบ ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าจะเรียกว่า ใหญ่มากที่สุดของประเทศไทย เรื่องที่สำคัญที่สุดของแผ่นดิน อยากกราบเรียนท่านประธานว่า การแก้ไขปัญหาตรงนี้อยู่ที่ความจริงจังของรัฐบาล การที่ท่านได้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ออกมาเพื่อให้มีสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติถือเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง ถามว่าทำไมผมถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดของประเทศ ไม่ว่าปัญหาอะไรที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ มักจะเกิดจากเรื่องนี้เป็นหลักเลย ๒ วันที่ผ่านมานี่เจอพายุโซนร้อน พายุดีเปรสชั่น เข้ามาแป๊บเดียว น้ำท่วมจังหวัดเลย น้ำท่วมจังหวัดเชียงใหม่ น้ำท่วมจังหวัดน่าน น้ำท่วมจังหวัดเชียงราย ถามว่าเพราะอะไรครับ เพราะเราไม่จัดรูปแบบหรือว่านโยบายการจัดที่ดินของชาติให้เป็นไป ตามความจำเป็นหรือความเหมาะสมของที่ดิน วันนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ท่านจะทำวันแมป (One Map) เกิดขึ้น ปัญหาที่ดินการบุกรุกระหว่างที่ดินของรัฐ และพี่น้องประชาชนที่บุกรุกก็ดี หรือรัฐไปบุกรุกที่ดินของประชาชนก็ดี ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทุกจังหวัด มีเรื่องอย่างนี้ ทุกจังหวัด ต้องแก้ไขแล้วครับ โดยที่ต้องขอบคุณคุณมานพ คีรีภูวดล เมื่อสักครู่นี้อภิปรายได้ดี ผมไม่ค่อยชมเท่าไรหรอก ปัญหาอยู่นิดเดียว ต้องจัดตามความเหมาะสมของที่ดิน ที่ดินใด ที่อยู่ต้นน้ำลำธาร ผมเป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปิง วัง ยม น่าน ผมขึ้นไปดูยอดน้ำทั้งหมดเลยครับ ก็คือแหล่งกำเนิดน้ำทั้งหมดเลย แหล่งกำเนิดแม่น้ำน่าน ไม่ว่าจะเป็นดอยภูคา ไม่ว่าจะเป็นต้นน้ำลำธารในเขตอำเภอเฉลิมพระเกียรติ ในเขตอำเภอบ่อเกลือ อำเภอสองแคว ซึ่งเป็นต้นน้ำยอดน้ำยาว หรือว่าจะเป็นแม่น้ำลี แม่น้ำอะไรที่กำลังท่วมอยู่ ทุกวันนี้ คนไปบุกรุกในเขตอุทยานแห่งชาติทั้งนั้น อยู่กันเต็มไปหมดเลยครับ ถ้าท่านประธาน ไม่เชื่อไม่ต้องอะไรครับ ท่านรัฐมนตรีวราวุธครับ ท่านเปิดกูเกิล แมปส์ (Google Maps) ไปครับ กูเกิล แมปส์ (Google Maps) ท่านจะเห็นโหว่หมดเลยครับ กลายเป็นทุ่งนา เป็นไร่ หมดเลยครับ บนยอดดอยทั้งนั้น ที่พูดถึงนี่สูงประมาณ ๓ กิโลเมตรหรือ ๓,๐๐๐ เมตรทั้งนั้น ๒,๐๐๐-๓๐๐๐ เมตรขึ้นไป ดอยภูคาท่านไปดูโหว่เป็นเขาหัวล้านหมดเลยครับ อะไรเกิดขึ้นครับท่านประธาน ฝนตกแป๊บเดียวท่วมหมดเลย เพราะอะไร ไม่มีต้นไม่ใหญ่ ที่จะซับน้ำครับ ดังนั้นกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเขาถึงจัดลุ่มน้ำ ชั้นที่ ๑ เอ (1A) ลุ่มน้ำชั้นที่ ๑ บี (1B) อะไรของเขานี่นะครับ ผมถึงบอกว่ารัฐบาลต้องเด็ดขาดต่อ การจัดการ ตอนนี้กำลังมะรุมมะตุ้มคือที่ดินยังไม่ค่อยชัดเจน ตรงนั้นอยู่เขตนั้น ตรงนี้อยู่เขตนี้ การทำวันแมป (One Map) หรือที่ท่านเรียกว่าแผนที่บูรณาการแนวเขตที่ดินของรัฐ แบบบูรณาการ มาตราส่วน ๑ : ๔๐๐๐ (One Map) ไหน ๆ กำลังจะทำแล้วผมอยากให้ ท่านรัฐมนตรีวราวุธ ศิลปอาชา ซึ่งผมก็รับใช้คุณพ่อท่าน ในฐานะเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย ซึ่งตอนนั้นท่านเป็นนายกรัฐมนตรี เราบินไปดูกันบริเวณที่จะสร้าง อ่างเก็บน้ำแก่งเสือเต้น ตำบลสะเอียบ อำเภอสอง จังหวัดแพร่ วันนั้นท่านเชื่อไหมครับ ที่เราบิน ไปดูกันมีประมาณ ๑๐๐ หลังคาเรือน ส่วนใหญ่คือผู้ที่ตัดไม้สักทั้งนั้น อาชีพคือตัดไม้สัก เอาไปทำหัตถกรรม ไปทำช้าง ไปแกะสลัก มีอยู่แค่ ๑๐๐ หลังคาเรือน ผมไปวันก่อนนี้ เพื่อที่จะไปคุยกับชาวตำบลสะเอียบ เหลือเชื่อมีประมาณ ๑๐,๐๐๐ หลังคาเรือนแล้วครับ จากป่าดงดิบที่ผมเห็นปี ๒๕๓๘ ที่นั่งเฮลิคอปเตอร์ไปดูกับท่านบรรหาร ศิลปอาชา ขอประทานโทษ ที่เอ่ยนาม ด้วยความเป็นห่วงท่านอยากจะแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ให้กับจังหวัดสุโขทัย และจังหวัดแพร่ทั้งหมดก็ไปดูกัน วันนั้นกับวันนี้ต่างกันฟ้ากับเหวเลยครับ ๒๕ ปีผ่านไป เท่านั้นเอง จากป่าดงดิบวันนี้เป็นนาหมดแล้วครับ แล้วจะไม่ท่วมจังหวัดสุโขทัยเป็นกีฬาประเพณี ทุกปีได้อย่างไร ถึงปีก็มาแล้วครับ น้ำมาแป๊บเดียวครับ ด้วยความลาดชันของภูเขาที่อยู่ ต้นน้ำลำธาร ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดพะเยาก็ดี จังหวัดแพร่ก็ดี จังหวัดน่านก็ดี ซึ่งเป็นต้นน้ำลำธาร ความลาดชันมีไม่ต่ำกว่า ๔๕ องศา วิ่งลงมาแป๊บเดียวถึงจังหวัดสุโขทัยเลยครับ เพราะอะไร ไม่มีป่าซับน้ำที่จะคอยปะทะ เพราะฉะนั้นวันนี้จึงอยากจะกราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรี และท่านรัฐมนตรีวราวุธได้โปรดเอาจริงเอาจัง วางแผนที่เลยอะไรที่เหมาะสม จังหวัดแม่ฮ่องสอนนี่ ประชาชนก็อยู่กันเฉพาะในเขตเมืองเราก็จัดโฉนดให้เขาไปเลยครับ ไม่ต้องไปกลัวว่าเดี๋ยวเขา จะไปอะไรนะครับ แต่ต้องให้เขารู้ว่าพื้นที่ของเขาแค่นี้อย่าไปบุกรุกต่อเท่านั้นเอง ตำบลสะเอียบ ตำบลเตาปูน ซึ่งเป็นต้นน้ำยมนี่น้ำไหลลงมาด้วยความเร็วสูง ซึ่งคณะกรรมาธิการของผม กำลังจะเสนอให้มีการทำเขื่อนขั้นบันไดเล็ก ๆ ประมาณสัก ๑๐-๒๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ค่อย ๆ ลงมาเพื่อที่จะปะทะความเร็วของน้ำ เนื่องจากวันนี้ไม่มีป่าใหญ่ ๆ ต้นไม้ใหญ่ ๆ ที่จะคอย ปะทะแรงน้ำที่มาด้วยความเร็วสูงจึงท่วมเร็วมากครับ ที่เกิดปัญหาทุกวันนี้ท่วมแป๊บเดียว ฝนตกไม่เยอะครับ ตกที่จังหวัดเชียงใหม่ประมาณ ๑๐๐ มิลลิเมตร ไม่มีจังหวัดไหนที่เกิน ๑๐๐ มิลลิเมตร ก็อยู่ ๘๐ มิลลิเมตร ๗๐ มิลลิเมตร แต่ท่านดูสิน้ำกัดจนถนนขาด บ้านเรือน ประชาชนได้รับความเสียหาย สิ่งเหล่านี้ท่านต้องแก้ไขครับท่านวราวุธ ท่านนายกรัฐมนตรี รีบเลยไหน ๆ จะทำวันแมป (One Map) แล้ว เอาตามความเหมาะสมของพื้นที่ พื้นที่นี้ เหมาะสำหรับเป็นบ้านคน พื้นที่นี้เหมาะสำหรับเป็นป่าซับน้ำ พื้นที่นี้เหมาะสำหรับเป็นทุ่งไร่ ทุ่งนา ตรงไหนที่เป็นที่ราบลุ่มก็เป็นนา ตรงไหนเป็นที่ดอนหน่อยก็เป็นไร่ ไหน ๆ จะทำทั้งที แล้วทำเสียให้เรียบร้อยทีเดียวเลยครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปท่านเจตน์ ศิรธรานนท์ ครับ วุฒิสมาชิกท่านสุดท้ายครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เมื่อ ส.ว. ลงไปพบประชาชน ปัญหาอันดับ ๑ คือปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน กับเอกสารสิทธิ เรื่องที่ดินถ้าเราแก้ไขได้จะแก้ไขปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ ของประชาชนได้เป็นอย่างดี สาเหตุของปัญหาแบ่งเป็น ๗ ข้อ ๑. การบุกรุกพื้นที่สงวนหวงห้าม ของรัฐ ๒. ความขัดแย้งเรื่องแนวเขตที่ดิน ๓. การกระจายการถือครองที่ดินทำกิน ๔. การไร้ที่ดินทำกิน ๕. การไม่ทำประโยชน์ในที่ดินหรือการใช้ที่ดินไม่เต็มศักยภาพ ๖. การถือครองที่ดินขนาดใหญ่ และ ๗. ปัญหาด้านการบริหารจัดการที่ดินทั้งระดับนโยบาย และระดับปฏิบัติ ท่านประธานครับ พ.ร.บ. คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๒ ประกาศ ราชกิจจานุเบกษา เมื่อ ๑๔ เมษายน ๒๕๖๒ มีผลบังคับใช้ใน ๖๐ วัน แล้วก็สำนักงาน คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติตามร่าง พ.ร.บ. นี้เป็นไปตามมาตรา ๑๘ ซึ่งเป็น บทเฉพาะกาลว่าเมื่อหมดบทเฉพาะกาลแล้วก็จะต้องมีการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการ นโยบายที่ดินแห่งชาติภายใน ๒ ปี ซึ่งวันนี้ก็ยังอยู่ในกรอบแค่ปีเดียว ซึ่งจะต้องยกเลิก กฎหมาย แก้ไขกฎหมาย ๒ ฉบับ คือคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๔๖/๒๕๖๐ และ พ.ร.บ. ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ฉบับนี้ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เข้า สนช. พร้อมกับร่างพระราชบัญญัติ คทช. แต่กฤษฎีกาทำไม่ทัน จึงมีเฉพาะร่างพระราชบัญญัติ คทช. ร่วมกับร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ๑๔) ออกมา พร้อมกัน ๒ ฉบับ หลังจากร่างพระราชบัญญัติ คทช. มีผลบังคับใช้แล้วก็มีการประชุม คทช. ซึ่งมีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๖๓ มีการจัดตั้ง คณะอนุกรรมการขึ้นมา ๙ ชุด ซึ่งก็เป็นไปตามที่ทางรัฐมนตรีได้แถลง ความจริงมีมากกว่า ๙ ชุดคือมีคณะ คทช. จังหวัดด้วย ซึ่งกระผมถือว่าตรงนั้นเป็นการกระจายอำนาจ และเป็น การฟังเสียงประชาชนหรือภาคส่วนของประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ปัญหาของคณะอนุกรรมการ คณะที่ ๙ ซึ่งกระผมถือว่ามีความสำคัญที่สุดคือคณะอนุกรรมการปรับปรุงแผนที่แนวเขต ที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน ๑ : ๔๐๐๐ (One Map) ต้องขออนุญาต ท่านประธานใช้คำว่าวันแมป (One Map) เพราะว่ายาวเกินไป ปัญหาของวันแมป (One Map) คือมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๘ กระทรวง ๘ กระทรวงนี่รวมสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ และ ๑๙ กรม มีรัฐวิสาหกิจอีก ๓ แห่ง มีกฎหมายระดับ พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้อง ๑๖ ฉบับ บางที่บอก ๑๘ ฉบับ ต่างหน่วยงานต่างยึดถือกฎหมายคนละฉบับ เป็นลักษณะการทำงานของหน่วยงานรัฐซึ่งไม่บูรณาการ มติ ครม. เมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๕๘ ต้องถือว่าทางท่านนายกรัฐมนตรีตั้งแต่สมัย คสช. มีความพยายามจะแก้ไขปัญหานี้ มาโดยตลอด ไม่ได้อยู่เฉย มีการตั้งคณะกรรมการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐ แบบบูรณาการขึ้นมา เมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๕๘ แล้วก็ตลอด ๕ ปีที่ผ่านมามีการจัดสรร ที่ดินให้กับประชาชนไปแล้วเกือบ ๗๐๐,๐๐๐ ไร่ ปัญหามีอย่างนี้ พื้นที่ที่ดินของรัฐก่อนปรับปรุง มีทั้งหมด ๔๕๘,๔๙๕,๐๐๐ กว่าไร่ ผมดูตามเอกสารเล่มนี้ครับ แต่หลังทำการปรับปรุง เหลือ ๒๐๗,๗๓๓,๐๐๐ กว่าไร่ เพราะฉะนั้นมีลักษณะแนวเขตที่ดินต่างกัน ตามแผนที่ ของหน่วยงานต่าง ๆ ๒๕๐.๗๖๒ ล้านไร่ เมื่อมีการจัดตั้งคณะกรรมการวันแมป (One Map) ในปี ๒๕๕๘ ก็ได้มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา ๕ ชุด แล้วก็มีคณะอนุกรรมการชุดนี้ ทำงาน ก็ใช้ข้อแตกต่างระหว่างแผนที่ของหน่วยงานต่าง ๆ ที่ต่างกัน ใช้ลำดับศักดิ์กฎหมาย ในระบบกฎหมายไทย ใช้การบังคับใช้กฎหมายก่อนหรือหลังให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ กฎหมายที่ใช้ลักษณะภูมิประเทศสำคัญเป็นข้อมูลอ้างอิง อันนี้คือการแก้ไขปัญหาที่ทับซ้อน ระหว่างรัฐกับรัฐ แต่ยังมีข้อยกเว้นว่าต้องกำหนดบริเวณที่ดินที่มีสภาพธรรมชาติให้คงอยู่ ในสภาพเดิม เพื่อสงวนไว้เพื่อประโยชน์ทางการศึกษา เพื่อความรื่นรมย์ของประชาชน หรือเป็นที่อยู่อาศัยอย่างปลอดภัยของสัตว์ป่า จึงกำหนดให้ที่ดินของรัฐประเภทอนุรักษ์ ตามกฎหมายที่ทับซ้อนกับที่ราชพัสดุและทับซ้อนที่สาธารณประโยชน์อยู่ร่วมกันได้ โดยให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชรับผิดชอบดูแลรักษาพื้นที่ จำนวน ๓๑ แห่ง อันนี้คือปัญหารัฐกับรัฐ ผมคิดว่าแก้ได้ด้วยคณะอนุกรรมการชุดนี้ แต่ว่ายังมีปัญหาเรื่องที่ดิน ของรัฐกับประชาชน วันแมป (One Map) คงจะต้องทำเป็นพื้นที่ ๆ ไป ไม่สามารถประกาศ วันแมป (One Map) ครั้งเดียวแล้วครอบคลุมทั้งประเทศได้ ต้องตราเป็นพระราชบัญญัติ เพื่อป้องกันการถูกฟ้องร้องจากประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่ได้เอกสารสิทธิที่ดินมาเป็น มือที่หลัง ๆ อาจจะเป็นมือที่ ๕ มือที่ ๖ มือที่ ๗ ซึ่งเขาถือว่าเขาได้สิทธิจากกรมที่ดินมา โดยชอบธรรม โดยถูกต้องตามกฎหมาย แต่ว่าปัญหาคือมือแรกมันผิดกฎหมายเสียแล้ว ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องของผู้มีอิทธิพล ผู้มีเงิน หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับสูงร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ ของรัฐที่ออกทะเบียนที่ดิน ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าเป็นปัญหาที่ต้องแก้กัน แล้วก็ต้องเยียวยา ผู้ได้ที่ดินมาโดยสุจริตโดยให้เช่าที่ดินระยะยาว ทำธุรกิจต่อไปโดยที่ดินยังเป็นของรัฐ ผมมีคำถาม ท่านรัฐมนตรีอาจจะตอบบางส่วนไปแล้ว คือผมอยากทราบความคืบหน้าของ คณะอนุกรรมการวันแมป (One Map) ว่ามีความคืบหน้าอย่างไร หรือมีแนวทางเป็นอย่างไร ผมไม่แน่ใจว่าทางท่านรัฐมนตรีได้ตอบไปสมบูรณ์หรือไม่ แต่ผมคิดว่าวันแมป (One Map) คือการแก้ปัญหาในอนาคต ถ้าเรามีวันแมป (One Map) แล้วการบุกรุกที่ก็จะหยุดหรือน้อยลง แต่เราไม่สามารถแก้ปัจจุบันกับอดีตได้ ปัจจุบัน อดีตก็คงจะต้องแก้วันแมป (One Map) แล้วแก้กันเป็นพื้นที่ ๆ ไป ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปคุณขจิตร ชัยนิคม ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา สำหรับกฎหมายการปฏิรูปและดำเนินการเกี่ยวกับที่ดิน ในร่างพระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่รัฐสภากำลังพิจารณาอยู่นี้ สาระสำคัญก็คือ ให้ตั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ แล้วก็โอนหน้าที่จากกระทรวงที่มีหน้าที่ เกี่ยวข้องกับการบริหารที่ดินมาไว้ที่นี่ รวมถึงบุคคลต่าง ๆ ด้วย ถ้าหากรัฐบาลใด รวมทั้ง รัฐบาลนี้จะบริหารจัดการที่ดินให้เป็นประโยชน์สำหรับประชาชนจะต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ ในการเสนอกฎหมายนี้เท่าที่ผมดู แล้วก็ฟังจากคำชี้แจงของท่านรัฐมนตรีแล้วไม่มีทาง แก้ปัญหาที่ดินให้ประชาชนได้หรอกครับ เอากันง่าย ๆ ก่อนอื่นท่านต้องสร้างความคิดว่า ประเทศนี้คือประเทศไทย มีคนไทยจึงจะเรียกว่าประเทศไทยได้ มีเฉพาะคนไทย ไม่มีแผ่นดินอยู่ ไม่มีที่ดินอยู่ก็เป็นประเทศไทยไม่ได้ เพราะฉะนั้นส่วนสำคัญที่สุด ๒ ส่วนก็คือคนไทย และแผ่นดินไทย คนไทยต้องอยู่ในแผ่นดินไทยได้ เวลานี้สิ่งที่สืบทอดกันมาแล้วก็แก้ไม่ได้ แล้วก็เป็นความทุกข์ยากลำบากของประชาชน เจ้าหน้าที่ของรัฐวันดีคืนดีก็ขีดบอกนี่เป็นที่สาธารณะ ตั้งแต่ปี ๒๔๖๙ ปี ๒๔๙๖ มากรมป่าไม้ก็ขีดปี ๒๔๘๒ เราไม่รู้ว่าไปขีดชัดอะไรอย่างไร เสร็จแล้วกรมป่าไม้ หรือกรมที่ดิน หรือว่าอะไรต่าง ๆ ที่สาธารณะไม่เคยไปดู เวลาชาวบ้าน ประชาชนขยายประชากรมากขึ้นเขาก็ไปอยู่ในที่เหล่านี้ แล้วไม่มีใครไปบอกเลย ๒๐ ปี ๔๐ ปี สืบทอดกันมา เราจึงคิดว่ากรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชรับที่ดินมาจาก กรมป่าไม้ กรมป่าไม้รับที่ทำเลมาเสร็จแล้วก็มาฟ้องชาวบ้าน เวลานี้ไล่ชาวบ้านออกทั่วประเทศไทย น้ำตาคนไทยที่อยู่บนแผ่นดินไทย รัฐบาลไม่เคยแก้ปัญหาได้ เพราะมีทัศนะการมองว่า ที่ดินเหล่านั้นเป็นที่ดินของรัฐ เพราะเจ้าหน้าที่ของรัฐไปเขียนในกระดาษว่าเป็นที่ดินของรัฐ มาก่อน วันแรกไม่ได้บอกเขา สภาพเหล่านี้ดำรงอยู่ทั้งที่ของกรมป่าไม้ ทั้งที่ทำเล แล้วทำไมวันแรกไม่บอกตอนที่เขาไปอยู่ ว่าเป็นที่หลวง เป็นที่สาธารณะ อยู่มาวันดีคืนดีอยากจะฟ้องก็ฟ้องเขา เพราะฉะนั้นเรื่องกรรมการ ดูแลการบุกรุกที่ดินของรัฐเลิกเสียที ยอมรับความเป็นคนไทยในแผ่นดินไทยไหม ถ้ายอมรับ ต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ ถ้าตั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ยังมาเอาแบบเก่า ทัศนะเก่า ไม่มีทางแก้ปัญหาได้🔗
ท่านประธานครับ โดยหลักการที่จะตั้งขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาที่ดินให้ประชาชน ผมเห็นด้วย แต่โดยวิสัยทัศน์การมองว่าประชาชนกำลังบุกรุกที่ดินของรัฐ รัฐนี่เกิดเองได้หรือ รัฐเกิดก่อนคนไทยหรือ ไม่ได้เกิดก่อน มีคนไทย มีแผ่นดินไทย ถึงเกิดรัฐมาบริหาร แล้วรัฐไป รุกรานประชาชนจำนวนนับไม่ถ้วน น้ำตาประชาชนหลั่งไหลจะท่วมแผ่นดินอยู่แล้ว ไม่เคยมี รัฐบาลใดแก้ปัญหาให้ประชาชนได้เรื่องที่ดิน สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ จะต้องเปลี่ยนแนวคิดใหม่ ถ้าบอกว่าที่ดินนี้เป็นของรัฐ ประชาชนอยู่ ส.ป.ก. เวลานี้ท่านให้สิทธิเขา ไม่ให้โฉนด ไม่ให้กรรมสิทธิ์ แล้วท่านรู้หรือ ส.ป.ก. ๓๐ กว่าล้านไร่เป็น ส.ป.ก. อยู่หรือเปล่า เป็นเมืองไปหมดแล้ว แล้วเมื่อไรจะยอมรับความจริงกัน เทศบาลต่าง ๆ รวมทั้งเทศบาลเมือง บ้านดงที่ผมอยู่นี่เป็นที่ ส.ป.ก. มีตึกหมดแล้ว แล้วทำไมไม่ฟ้อง ส.ป.ก. ล่ะว่าในฐานะที่ละเลย ต่อหน้าที่ตัวเอง ผมเดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ ไปกิ่วผาวอก ผ่านที่ดินที่เป็นของกรมป่าไม้ และมีชาวบ้านอยู่ วันนี้ไม่ไปบอกให้เขาออก วันดีคืนดีก็ฟ้องเขา วันนี้คนทำไร่ก็ไปบากต้นไม้ ให้ต้นไม้ตาย เสร็จแล้วกรมป่าไม้ไปไหนทำไมไม่ทำหน้าที่ ถ้าผมจะฟ้อง ส.ป.ก. ฟ้องรัฐบาล ฟ้องอะไร ไม่ทำการรักษาหน้าที่หลวงนี่จะนับคดีไม่ถ้วน🔗
ท่านรัฐมนตรีที่เคารพ ผมนับถือท่าน เมื่อท่านตั้งสำนักงานนี้แล้วสิ่งแรกที่ ท่านจะต้องทำคือไปเปลี่ยนทัศนคติว่าประเทศนี้เป็นของคนไทยและคนไทยอยู่บนผืนแผ่นดินไหน อย่าเสียใจที่จะมอบเอกสารสิทธิให้เขา แล้วอย่าดูถูกเขาว่าต้องให้ทำกินชั่วคราว ถ้าให้เป็นโฉนด เขาจะเอาไปขาย ให้เขาไป เขาเป็นผู้ใหญ่แล้ว ยอมรับไหมว่าพลเมืองไทยคือคนที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี และรัฐบาลไทยทำไมไม่ให้เกียรติและศักดิ์ศรีกับคนไทย จะมอบให้เขาก็ยังบอกว่า เดี๋ยวจะไปรุกที่อื่น แล้วมีที่ให้ไปบุกรุกที่ไหน ถ้ายอมรับความเป็นคน คุณค่าแห่งการสร้างชาติ ของคนไทย วันนั้นการแก้ปัญหาที่ดินจะดีขึ้น ผมฝากท่านประธานไปยังรัฐมนตรีซึ่งเป็น ตัวแทนรัฐบาล ไม่ต้องเอาเรื่องอื่นหรอกครับ นโยบาย ส.ค. ๑ ก่อนเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ กรมที่ดินประกาศบอกว่าใครจะใช้สิทธิ ส.ค. ให้มาขึ้นทะเบียน วันนี้ขึ้นทะเบียนทั่วประเทศ แล้วออกเอกสารสิทธิให้เขาหรือยัง ยัง อยู่เขตเลือกตั้งผมพูดเป็นครั้งที่ ๑๐ แล้วที่อำเภอเพ็ญ อำเภอสร้างคอม มีคิวเต็มไปหมดที่อำเภอหนองหาน อำเภอพิบูลย์รักษ์ มีคิวเต็มไปหมด นี่คืออะไร นี่คือความไม่เอาใจใส่ทัศนคติที่มองประชาชนเป็นคนบุกรุก แล้วไล่ชาวบ้าน ออกจากอุทยานแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติเกิดทีหลังด้วย แล้วออกกฎหมายเอาเปรียบชาวบ้าน บอกว่าที่มีเอกสารสิทธิไม่รวมเป็นอุทยานแห่งชาติ เสร็จแล้วชาวบ้านต้องมาทำอะไร ต้องมา พิสูจน์สิทธิเอง ไทยสามัคคีที่วังน้ำเขียว เวลาจะรบเอาชนะคอมมิวนิสต์ก็บอกให้เขาไปอยู่ ปันให้เขาอยู่ เวลานี้ฟ้องไล่เขาออก ที่เกาะหลีเป๊ะต่อสู้มาตั้งแต่รัชกาลที่ ๕ ที่ภาคใต้ เป็นอย่างนี้ เต็มแผ่นดิน เมื่อไรจะเปลี่ยนนโยบาย เมื่อไรจะเปลี่ยนทัศนะการมอง แก้ไม่ได้หรอก ตั้งขึ้นมา ๑๐๐ สำนักงานก็แก้ไม่ได้ ถ้าไม่เปลี่ยนทัศนะความคิด เรื่องการมองประชาชน กับที่อยู่อาศัย ให้เกียรติ ให้ศักดิ์ศรีความเป็นคนไทย รัฐบาลไทยจะมีไม่ได้ถ้าไม่มีคนไทย ฝากไว้ด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปคุณสะถิระ เผือกประพันธ์ ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม สะถิระ เผือกประพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๘ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่น ผมต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ให้ผมได้มีโอกาสอภิปรายในเรื่องรับหลักการ ของร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เนื่องจาก พระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๒ กำหนดให้มี คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ มีหน้าที่กำหนดนโยบายและแผนการบริหารจัดการ ที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ ก่อนอื่นครับท่านประธาน ผมเห็นด้วยกับการกำหนดให้ มีคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ เพราะจะเป็นแสงสว่างในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาท ที่ดินระหว่างรัฐและพี่น้องประชาชน จะเป็นการบุกรุกที่ดินของ ส.ป.ก. ก็ดี ป่าไม้ก็ดี ป่าสงวนก็ดี อุทยานแห่งชาติก็ดี อย่างที่เพื่อนสมาชิกแต่ละท่านได้อภิปรายไปแล้ว ยังมีข้อพิพาทที่ดินอีกลักษณะหนึ่งที่ยังมีอยู่ในประเทศไทยก็คือข้อพิพาทที่ดินระหว่าง กองทัพกับพี่น้องประชาชน ในเรื่องของเขตความมั่นคงหรือเขตความปลอดภัยทางทหาร ซึ่งประเด็นนี้เองก็เป็นประเด็นข้อพิพาทที่ผมเชื่อว่าเกิดมาไม่ต่ำกว่า ๑๐-๕๐ ปี ยกตัวอย่าง ในพื้นที่ชุมชนบ้านช่องแสมสาร อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ซึ่งมีข้อพิพาทที่ดินระหว่างรัฐ ก็คือกองทัพกับพี่น้องประชาชนมาไม่ต่ำกว่า ๕๐ ปี ซึ่งปัจจุบันในพื้นที่ชุมชนบ้านช่องแสมสารนั้น มีผู้อาศัยอยู่ ๒,๒๐๐ ครัวเรือน จำนวนพี่น้องประชาชนตามทะเบียนบ้าน ๖,๙๔๗ คน ไม่รวม ประชากรแฝง ซึ่งปัญหาข้อพิพาทที่ดินระหว่างรัฐหรือกองทัพฟ้องบุกรุกกับพี่น้องประชาชน แสมสารนั้นใช้กฎหมายอยู่ ๔-๕ ตัวเช่นกัน ยกตัวอย่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความปลอดภัยทหาร ปี ๒๔๗๘ พระราชกฤษฎีกาเขตหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่า ปี ๒๔๗๙ พระราชบัญญัติ ประมวลกฎหมายที่ดิน ปี ๒๔๙๗ และสุดท้ายพระราชบัญญัติเวนคืนที่ดินอสังหาริมทรัพย์ ฉบับแรก ปี ๒๔๘๗ ฉบับที่ ๒ ปี ๒๔๙๐ และฉบับสุดท้าย ปี ๒๕๑๔ พื้นที่เล็ก ๆ อำเภอสัตหีบ พื้นที่เดียว ๓๔๘ ตารางกิโลเมตร กลับต้องใช้กฎหมายในการฟ้องร้องเรียกคืนที่ดิน ซึ่งอ้างว่าหรือกำหนดว่าเป็นพื้นที่ความมั่นคงและความปลอดภัยของทหาร ถ้าพูดถึงเรื่อง ความมั่นคง พี่น้องประชาชนก็คือส่วนประกอบของความมั่นคงของรัฐเช่นกัน ตรงนี้เอง จากพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกาที่ผมนำเรียนไปเบื้องต้นคือปี ๒๔๗๙-๒๔๗๘ หรือปี ๒๕๑๔ คือเกือบ ๖๐ ปีมาแล้ว แต่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน ปี ๒๕๖๐ กำหนดไว้ในมาตรา ๗๒ รัฐพึงดำเนินการเกี่ยวกับที่ดิน ทรัพยากรน้ำและพลังงาน ดังต่อไปนี้ (๒) รัฐต้องจัดให้มีการวางผังเมืองทุกระดับและบังคับให้มีการเป็นไปตามผังเมือง อย่างมีประสิทธิภาพ (๓) รัฐจัดให้มีมาตรการการกระจายการถือครองที่ดินให้ประชาชน สามารถมีที่ทำกินได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม และในมาตรา ๒๕๘ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๖๐ เช่นกันครับ รัฐต้องจัดให้มีการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม รวมทั้ง ตรวจสอบกรรมสิทธิ์และการถือครองที่ดินเพื่อประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหากรรมสิทธิ์และสิทธิ ครอบครองที่ดินอย่างเป็นระบบ นอกจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๖๐ แล้ว ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีก็ยังกำหนดไว้ว่าการกระจายการถือครองที่ดินและการเข้าถึงทรัพยากร ต้องแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างพื้นที่ทับซ้อน พื้นที่ทำกินของประชาชน รับรองสิทธิชุมชน ในการเข้าใช้ประโยชน์ที่ดิน กำหนดมาตรการเพื่อให้เกิดประโยชน์ที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์ อย่างเป็นธรรม ถ้าพูดถึงเรื่องของความเป็นธรรมกับความมั่นคง ฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติว่าความมั่นคงกับ พี่น้องประชาชนอันไหนสำคัญเป็นอันดับแรก เพราะผมเชื่อว่าทั้งความมั่นคง ทรัพยากรแบบยั่งยืน หรือแม้กระทั่งความปลอดภัยของประเทศ แต่พี่น้องประชาชนก็มีความสำคัญเช่นกัน การตั้ง สำนักงานนี้ขึ้นมาผมคิดว่าควรให้พี่น้องประชาชนมีอำนาจการตัดสินใจในเรื่องสิทธิการอยู่อาศัย ของเขาด้วยในชุมชนนั้น ๆ เพราะพี่น้องประชาชนก็คือส่วนหนึ่งของรัฐ ณ โอกาสนี้ผมฝาก ท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีและสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ให้คำนึงถึงนอกจากการบุกรุกที่ดินป่าสงวน ส.ป.ก. หรือที่อุทยานแล้ว ยังมีการบุกรุกที่ดิน ของทางทหารด้วย ผมยังไม่อยากจะใช้คำว่าบุกรุก เพราะว่าเรายังไม่สามารถพิสูจน์สิทธิเลยว่า ทหารมาก่อนหรือพี่น้องประชาชนมาก่อน ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปคุณนิรมิต สุจารี ท่านรัฐมนตรีไว้ตอบพร้อมกันเลยนะครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายนิรมิต สุจารี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต่อร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ เพื่อปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของสำนักนายกรัฐมนตรีและจัดตั้งสำนักงาน คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาตินั้น ผมมีความคาดหวังต่อร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ หลายประการด้วยกัน🔗
ประการแรก ปัญหาเรื่องการจัดที่ดินให้แก่ประชาชนหรือเกษตรกรนั้น ผมขอชื่นชมที่มีหน่วยงานขึ้นมาเพื่อที่จะรับผิดชอบ แต่ผมยังมีความคาดหวังว่าการแก้ไข ปัญหาโดยดูจากหลักการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ประกอบกับท่านรัฐมนตรีได้อภิปราย สนับสนุนแล้ว ผมยังไม่เชื่อมั่นว่าการแก้ไขปัญหาในเรื่องการบุกรุกที่ดิน หรือคำว่าบุกรุกที่ดิน จะหมดไปจากข้อกล่าวหาที่รัฐมีต่อชาวบ้านหรือเกษตรกร ปัญหาเรื่องแนวเขต การประกาศ เขตแดนของรัฐ ผมเห็นด้วยกับสมาชิกหลาย ๆ ท่านที่อภิปรายไปได้บอกครับว่าการประกาศเขต ไม่ว่าจะเป็นเขตตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ ประกาศเขตตามพระราชบัญญัติ ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ และประกาศตามพระราชกฤษฎีกา ส.ป.ก. ยกตัวอย่าง จังหวัดภาคอีสานอย่างจังหวัดร้อยเอ็ด การประกาศเขตป่าไม้ได้ประกาศ ครอบไปทั้งอำเภอ พอประกาศป่าเสื่อมโทรมโดยใช้พระราชกฤษฎีกา ส.ป.ก. ๔-๐๑ พ.ศ. ๒๕๓๖ ปรากฏว่าท่านประกาศเขตโดยไม่ได้กันเขตหมู่บ้าน ไม่ได้กันเขตที่ดินทำกิน ของชาวบ้าน ท่านประกาศครอบไปหมดเลย ถือรวมว่าเป็นเขตป่าเสื่อมโทรมทั้งหมด ปัญหาที่ตามมาก็คือว่าหมู่บ้านหลาย ๆ หมู่บ้านที่เขาตั้งมาก่อนประกาศพระราชกฤษฎีกา ท่านไม่ได้กันออกเลย ที่ดินของชาวบ้านเมื่อประกาศประมวลกฎหมายที่ดินเขาไปแจ้ง โดยเจตนา แจ้งนี่บางทีเขาไม่เข้าใจ ไปแจ้งการครอบครอง ส.ค. ๑ มีที่ดินอยู่ ๕๐ ไร่ ไปแจ้ง ๑๐ ไร่ ที่เหลืออีก ๔๐ ไร่รัฐถือว่าเป็นที่ดินป่าเสื่อมโทรม แล้วก็ไปออก ส.ป.ก. ให้เขา วันนี้ ผมอยากจะเสนอต่อท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลว่าเมื่อมีการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการ นโยบายที่ดินแห่งชาติขึ้นมาแล้วน่าจะให้ความเป็นธรรมกับชาวบ้าน โดยกันเขตที่ประกาศ พระราชกฤษฎีกา ส.ป.ก. หลังจากที่ชาวบ้านเขาครอบครองที่ดินมาก่อน ต้องกันออกครับ แล้วก็คืนที่ดินเหล่านี้ให้ชาวบ้านให้เขาไปออกโฉนดที่ดินได้🔗
ประการที่ ๒ ก็คือว่าการประกาศพระราชกฤษฎีกาและมติคณะรัฐมนตรี วันนี้ที่ท่านเสนอเข้ามาคือสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ผมคิดว่า ยังไม่ครอบคลุมในการจัดการแก้ไขปัญหาที่ดินให้แก่ชาวบ้าน ในกรณีคำว่าบุกรุกที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ จะครอบคลุมถึงไหมครับ ที่สาธารณประโยชน์จะครอบคลุมถึงหรือไม่ ผมคิดว่าที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ ที่สาธารณประโยชน์ เกิดขึ้นตามประมวลกฎหมายที่ดิน เพราะฉะนั้นการที่ท่านไม่ได้กล่าวถึง การแก้ไขปัญหาเรื่องการจัดที่ดินตรงนี้ ผมคิดว่าการแก้ไขปัญหาของชาวบ้านยังไม่ได้รับ การแก้ไขปัญหา ความเหลื่อมล้ำในที่ดินก็ยังจะเกิดขึ้น เพราะวันนี้ปัญหาที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ ที่ชาวบ้านเข้าไปอยู่เป็นที่อยู่อาศัย เป็นที่ทำกิน ไม่มีสภาพเป็นที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ หมดสภาพแล้ว ท่านจะแก้ไขปัญหาโดยใช้กฎหมายอะไร ตรงนี้ผมอยากจะเรียนถาม🔗
นอกจากเรื่องของการประกาศพระราชกฤษฎีกาแล้ว พระราชบัญญัติป่าไม้ พระราชบัญญัติ ส.ป.ก. ต้องเปลี่ยนนิยามใหม่แล้วครับ นิยามคำว่าเกษตรกร ผมอยากจะ เรียนถาม ส.ป.ก. ที่บอกว่า ส.ป.ก. ตกทอดกันไม่ได้ ต้องเป็นเกษตรกร ต้องเป็นลูกหลาน เกษตรกร แต่พอลูกหลานเขาเป็นข้าราชการขึ้นมา ความหมายของคำว่าเกษตรกรหายไป เลยครับ ผมอยากจะเสนอต่อท่านประธานไปยังรัฐมนตรีที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้พิจารณานิยาม ของคำว่าเกษตรกร ตามพระราชบัญญัติ ส.ป.ก. จะใช้คำว่าอย่างไร นอกจากนั้นนิยามคำว่า ป่าของพระราชบัญญัติป่าไม้ ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหา ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติ ส.ป.ก. ด้วย มีปัญหาไปทั้งหมด เพราะฉะนั้นผมอยากจะกราบเรียน ถ้าจะแก้ไขปัญหาให้ชาวบ้านกัน จริง ๆ แล้วพระราชบัญญัติฉบับนี้น่าจะรวมถึงกรมที่ดินด้วย ควรที่จะยกกรมที่ดินเข้ามาอยู่ ในการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติด้วยจึงจะครอบคลุม การแก้ไข ปัญหาที่ดินวันนี้ถ้าดูจากที่ปรากฏอยู่ตามกฎหมายแล้วจะเห็นว่ากระทรวงที่มีหน้าที่ รับผิดชอบมีถึง ๘ กระทรวง ๑๙ กรม เพราะฉะนั้นการจัดการที่ดินผมอยากจะเสนอต่อ ท่านประธานไปยังรัฐบาลว่าให้เอากระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประกาศเขตที่ดิน เขตป่ามารวมกัน แล้วก็ใช้ประมวลกฎหมายที่ดินฉบับเดียวกัน เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาให้แก่ ชาวบ้านไปในทิศทางเดียวกัน แล้วคำว่าบุกรุกที่ดินก็อยากจะให้แก้ไขปัญหาโดยให้ชาวบ้าน ได้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน โดยไม่ให้มีการเช่า หลายคนเสนอว่าต่อไปนี้การจัดที่ดินต้องให้เกษตรกร เช่าที่ดินไร่ละเท่านั้นเท่านี้บาท ผมคิดว่าสิ่งนี้น่าจะไม่เกิดขึ้นในสังคมไทย คนไทยทุกคนที่เกิด บนผืนแผ่นดินไทยจะให้เขาไปเช่าที่ดินทำกิน จะให้เขาไปเช่าที่อยู่อาศัย ผมคิดว่าไม่ใช่คนไทย แล้วครับ วันนี้คนไทยทุกคนต้องมีความเสมอภาคในการที่จะถือครองที่ดินเป็นที่อยู่อาศัย เป็นที่ทำกินของเขาเท่าเทียมกันหมดทุกคน ขอกราบขอบคุณท่านประธานที่เคารพครับ🔗
ต่อไปขอเชิญคุณอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลพบุรี ขออภิปรายเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ ดังที่รัฐบาลได้นำเสนอไปแล้วนั้น ผมต้องกราบเรียนว่าประเทศไทยคือรัฐ รัฐประกอบไปด้วยอาณาเขตบริเวณที่แน่นอนพร้อมกับประชากร ถ้าขาดส่วนใดส่วนหนึ่งแล้วนั้น ก็จะไม่ใช่ชาติ องค์ประกอบของรัฐถ้าหากว่าไม่มีที่ดินก็ไม่ใช่ชาติ ถ้าบุคคลหรือมีคนที่ไม่มีที่ดิน ก็ไม่ใช่ชาติ เพราะฉะนั้นองค์ประกอบ ๒ ข้อนี้เป็นสาระสำคัญของรัฐ แต่อย่างไรก็ตาม แผ่นดินประเทศไทยนั้นประกอบไปด้วยผู้ที่รับผิดชอบ ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งคือส่วนราชการ ที่ครอบครองใช้สิทธิอยู่ อีกส่วนหนึ่งเป็นของประชาชน แยกเป็น ๒ ส่วน คือไม่ใช่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ของหน่วยงานของรัฐ ก็เป็นของประชาชน เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพ ว่าประเทศไทยตั้งแต่บรรพบุรุษพระมหากษัตริย์ทรงได้ไปสู้รบเพื่อที่จะเอาที่ดินที่เป็นของรัฐ ของประชาชนของท่าน ในขณะเดียวกันนั้นส่วนที่เป็นส่วนราชการของรัฐอีกส่วนหนึ่งก็เป็น ป่าสงวนแห่งชาติ แน่นอนครับเมื่อมีป่าทึบ ป่าหนาก็เรียกกรมป่าไม้ที่รับผิดชอบ ในขณะเดียวกัน ต้องกราบเรียนว่าถ้าหากว่าเตียนก็โอนไปให้กับปฏิรูปที่ดินหรือว่า ส.ป.ก. ๔-๐๑ ดูแล โดยจัดสรรในพระราชบัญญัติ ปี ๒๕๑๘ เพื่อที่จะให้เกษตรกรผู้ยากไร้ขาดที่ทำกิน ผู้อาศัย ๕๐ ไร่ ถ้าหากว่าเป็นเกษตรกรก็เกินกว่า ๕๐ ไร่ โดยกฎหมายฉบับนี้เขียนไว้ชัดเจนว่า บุคคลใดก็ตามที่ครอบครองสามารถตกทอดเป็นทายาท แต่กฎหมายเขียนไว้ว่าต้องมีอาชีพ เกษตรกรรมเท่านั้น ถ้าหากว่าเปลี่ยนแปลงเป็นอาชีพอื่น อย่างที่ผู้อภิปรายหลายท่าน ได้อภิปรายไปแล้วว่าถ้าส่งเสียลูกไปเรียนเป็นข้าราชการก็จะถูกตัดสิทธิ เพราะฉะนั้นตรงนี้ ต้องกราบเรียนว่ากฎหมายหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบที่ดินทั้งหมดของประเทศไทยขณะนี้ มีทั้งหมด ๑๕ หน่วยงานด้วยกันเป็นกระทรวง ทบวง กรม และมีหน่วยงานย่อยอีก ๒ หน่วยงาน ในขณะเดียวกันแต่ละหน่วยงานนั้นก็ออกกฎหมาย ออกพระราชบัญญัติของแต่ละหน่วยงานเอง แต่ไม่ทราบว่ากฎหมายที่ออกนั้นซ้ำซ้อนหรือไม่ ทำให้เกิดปัญหาราษฎรกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีความขัดแย้งกัน มีการทะเลาะกัน มีการทวงสิทธิกัน มีการดำเนินคดีตามกฎหมายถึงขั้นติดคุก ในปัจจุบันก็เช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างกฎหมายบางพื้นที่ บางจังหวัด บางอำเภอ ผมไปตรวจสอบ ดูแล้วปรากฏว่าทั้งอำเภอมีโฉนดเพียง ๒ แปลงเท่านั้น เห็นได้ชัดว่าวันนี้รัฐไม่ดูแลพี่น้องประชาชน อย่างเสมอภาคกัน ผมยกตัวอย่างให้เห็นภาพเลย หลายจังหวัดมีหน่วยงานทั้งหมด ๑๗ หน่วยงาน ไม่ว่ากรมป่าไม้ ไม่ว่ากรมที่ดิน ไม่ว่าที่ราชพัสดุ ไม่ว่าที่รถไฟ ไม่ว่าที่ของทหาร แล้วอีก หลายหน่วยงานซึ่งต่างคนต่างถือคัมภีร์กฎหมายของตัวเอง แต่ไม่ได้ศึกษาเลยว่ากฎหมายนี้ ซ้ำซ้อนหรือไม่ จะเห็นว่าปี ๒๕๑๙ ถึงปี ๒๕๒๐ ทางรัฐบาลให้กรมที่ดินไปสำรวจรังวัดแล้ว ออกเป็น น.ส. ๓ ในขณะเดียวกันเมื่อปี ๒๕๒๔ มีพระราชกฤษฎีกาประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ขึ้นมาอีก เมื่อก่อนนี้ทุกคนจะบอกว่าประชาชนบุกรุกป่า แต่เดี๋ยวนี้ป่าบุกรุกประชาชน บุกรุกที่ของประชาชนที่ได้กรรมสิทธิ์ไปเรียบร้อยแล้ว ผมจะชี้ให้เห็นชัดเจนว่าบางจังหวัด บางอำเภอ เราขีดปฏิรูปที่ดินครอบครองอยู่ แน่นอนครับเมื่อเป็นบล็อก เป็นแผนก็สามารถ ไปกู้เงินจาก ธ.ก.ส. ได้ แต่ต้องใช้หนี้ แต่ปรากฏว่ามีมติคณะรัฐมนตรีบอกว่าประกาศเป็นป่าทึบ ขีดเส้นตรงเลย ในขณะเดียวกัน พี่น้องเกษตรกรจำเป็นต้องขายพืชผลทางการเกษตร เขาเรียกว่าเศรษฐกิจ เช่นปลูกยูคาลิปตัส ก็ต้องไปตัดขาย แต่ไม่มีเงินครับ ปรากฏว่ากรมป่าไม้มาขีดหาว่าบุกรุกที่ของรัฐ ถ้าเอาต้นไม้ไปขาย ก็ถือว่าลักทรัพย์ของรัฐ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มีการแจ้งความดำเนินคดีกันหลายคดี ยกตัวอย่าง บางพื้นที่พี่น้องเกษตรกรมีที่ทำกินเป็น น.ส. ๓ มีบ้านเลขที่ ออกบัตรประจำตัวประชาชน ได้ใช้สิทธิหมด อยู่ ๆ มีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชไปประกาศว่าเป็นเขตของท่าน สู้คดี ท่านประธานทราบไหมครับว่าประชาชนตาดำ ๆ ศาลสั่งปรับ ๒ ล้านบาท ถูกติดคุก ถามประชาชนจะเอาเงินที่ไหนมาประกันตัว สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่าไม่เป็นธรรม ผมอยากเสนอแนะแนวทางว่าหน่วยงานทั้ง ๑๗ หน่วยงานนั้นควรจะมาสังคายนากันก่อน และเอาคัมภีร์หรือกฎหมายของแต่ละหน่วยงานนั้นมากางดูสิว่าซ้ำซ้อนกันอย่างไร วันนี้ พี่น้องประชาชนทั้งประเทศได้รับผลกระทบเดือดร้อนอย่างถ้วนหน้า ยกตัวอย่างจังหวัดลพบุรี มีเขตทหารไม่น้อยกว่า ๑,๒๐๐,๐๐๐ ไร่ เป็นที่รก วันนี้ที่เตียนหมดแล้วครับ แม้แต่เขตในเมือง ก็ยังเป็นเขตทหาร ผมถามว่าวันนี้ทหารจะเอารถถังไปซ้อมรบบนหลังคาตึกหรือครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่าอีกหลายหน่วยงานเขาเรียกโฉนดลอย บางพื้นที่คนมีที่เป็นร้อย ๆ ไร่ เป็นพัน ๆ ไร่ เป็นหมื่นไร่ เขาเรียกโฉนดลอย ไม่ทราบว่าออกมาได้อย่างไร ท่านประธานลองสั่งให้ หน่วยงานไปตรวจสอบสิว่าที่ดินดังกล่าวบนยอดเขาก็ออกโฉนดได้ แต่พี่น้องเกษตรกร ตาดำ ๆ มีที่คนละ ๕ ไร่ ๑๐ ไร่ ไม่สามารถจะออกเอกสารสิทธิในการทำกินได้ เปิดช่องว่าง ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐไปดำเนินคดีตามกฎหมาย เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้อยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่าถึงเวลาแล้วรัฐบาลควรจะสังคายนา ควรที่จะหาทางออก เชิญหน่วยงาน ทั้ง ๑๗ หน่วยงานมาคุยสิว่าสิ่งใดที่เป็นของรัฐ บางทีบอกว่าเป็นของหน่วยงานของรัฐมาก่อน จะสังเกตได้ว่าหมู่บ้านใดที่มีวัดเขาจะเขียนไว้ในเสมาว่าสร้าง พ.ศ. ไหน ก็แสดงว่าคนมาก่อน ถึงจะมาสร้างวัดได้ ยกตัวอย่างจังหวัดลพบุรี หลายอำเภอ หลายตำบล หลายหมู่บ้านมีวัด ไม่ต่ำกว่า ๓๐๐-๔๐๐ ปี ประชาชนอยู่เต็มเลยก็ยังเป็นเขตทหารอยู่ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ อยากให้รัฐบาลได้หาทางแก้ไข เพื่อให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศมีความสงบสุข ตราบใดที่ รัฐยังต้องมีประชาชน ต้องมีคน ถ้าไม่มีคน มีแต่ที่ดินก็ไม่ใช่ชาติ ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗
ท่านอุบลศักดิ์เกิน ๑ ชั่วโมงไปแล้ว สำหรับ ส.ส. พรรคฝ่ายค้าน สำหรับ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลท่านสุดท้าย คุณเทพไท เสนพงศ์ ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตท่านประธานอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่ผมสนับสนุนพระราชบัญญัติ ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ผมมีความรู้สึกที่อยากให้การจัดรูปแบบ การบริหารราชการแผ่นดินของเราเป็นหมวดหมู่สอดคล้องกับภารกิจ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่เอาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับที่ดินทั้งหมดมาอยู่ในส่วนเดียวกัน ซึ่งผมเคยมีความคิดนี้มา ตั้งแต่ต้น ตั้งแต่ยุค คสช. ที่สามารถใช้มาตรา ๔๔ ได้ ผมคาดหวังที่จะเห็นการแยกกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬาออกไปเป็นกระทรวงการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม แล้วก็แยกกีฬา ออกไปต่างหาก แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ก็รอคอยอยู่ วันนี้เมื่อรัฐบาลเสนอเรื่องนี้ขึ้นมา ต้องเรียนกับท่านประธานว่าทุกคนคาดหวังที่จะทำให้ที่ดิน ประสบความสำเร็จตามแนวทางที่รัฐบาลต้องการที่จะแก้ไขให้กับพี่น้องประชาชน ปัญหาที่ดิน เป็นปัญหาเรื้อรังและเป็นปัญหาที่หมักหมมมาเป็นเวลายาวนานมาก ถ้าท่านประธานจำได้ ทุกครั้งที่มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ญัตติแรก ๆ คือญัตติที่ดินครับ ตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญศึกษาปัญหาที่ดินคู่กับสภาเลย ผมเป็น ส.ส. มา ๒๐ ปีก็เห็นญัตตินี้ ๒. ญัตติหนี้สิน ของเกษตรกรหรือหนี้สินแห่งชาติ นี่ก็คู่กับสภาเลย ๓. ญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ขุดคอคอดกระ หรือปัจจุบันก็คือคลองไทย ก็คู่กับสภาแห่งนี้เหมือนกัน ๓ ญัตตินี้ วันนี้ ผมคิดว่าเมื่อรัฐบาลเสนอให้ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม แล้วก็นำเอากองแก้ไขปัญหา การบุกรุกที่ดินของรัฐ แล้วก็กองบริหารจัดการที่ดิน ในส่วนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมเข้ามาอยู่ในคณะกรรมการ คทช. ด้วย ผมเห็นด้วยเลย ผมต้องเรียนกับ ท่านประธานว่าผมคาดหวังกับคณะกรรมการชุดนี้มากเลยว่าสามารถที่จะแก้ไขปัญหาที่ดิน ให้กับพี่น้องคนไทยทั่วประเทศได้ เพราะถ้าดูจากพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดิน แห่งชาติ ถ้าดูบุคลากรที่มาเกี่ยวข้องกับภารกิจนี้ตามมาตรา ๔ เห็นได้ชัดเลยว่าบุคคลที่เป็น กรรมการมีตั้งแต่นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และคณะกรรมการที่เป็น โดยตำแหน่งเยอะมากเลย เป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับที่ดินโดยเฉพาะ ถ้าหากได้มีการบูรณาการ ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้จริง ๆ ผมคิดว่าปัญหาที่ดินก็คงจะเบาบางลงไป ผมคาดหวังว่าอายุของพระราชบัญญัติฉบับนี้เพิ่งใช้มาเมื่อปี ๒๕๖๒ ปีกว่า ๆ แต่ผมก็รอคอย ว่าหลังจากนี้ผลงานของคณะกรรมการชุดนี้จะแก้ปัญหาของพี่น้องได้หรือไม่🔗
นอกจากที่เสนอเข้ามา ๒ กองนี้แล้วผมยังสนับสนุนข้อเสนอของคุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ขออภัยที่เอ่ยนาม ว่าน่าที่จะหาหรือว่าจัดโอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับที่ดินเข้า มาอยู่ในคณะกรรมการชุดนี้ด้วย ที่คุณสาทิตย์ยกตัวอย่างก็คือธนาคารที่ดิน ผมคิดว่า ถ้าหากดูภารกิจแล้วก็อาจจะต้องเพิ่มพวกกองรังวัด กองที่ดิน กองแผนที่ เพื่อที่จะให้ ครอบคลุมหรือว่าครบกับภารกิจของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติหรือ คทช. นี้ ผมได้ฟังท่านรัฐมนตรีชี้แจงมี คทช. ระดับจังหวัด อันนี้ผมคิดว่าสามารถที่จะนำไปแก้ไขปัญหา ให้พี่น้องประชาชนในระดับจังหวัดได้เป็นอย่างดี ผมต้องเรียนกับท่านประธานว่าเมื่อสุดสัปดาห์ ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสไปพื้นที่ตำบลเขาพระทองของกำนันสุชาติ มีเสน พบปัญหาที่ดิน เป็นที่ดินทุ่งสงวนเลี้ยงสัตว์ ๕๐๐ ไร่ ชาวบ้านอยู่กันมาหลายชั่วอายุคน มีอยู่ ๗๐-๘๐ ครัวเรือน อยู่ติดกับถนนสายเอเชีย แต่ว่าไม่สามารถที่จะมีเอกสารสิทธิได้ หรือไม่สามารถที่จะไปขอใช้ ไฟฟ้าในบ้านที่สร้างใหม่ได้ ไปขอที่อำเภอก็ไม่อนุญาตให้ กรรมสิทธิ์ไม่มีครับ ผมต้องเรียน กับท่านประธานว่าผมอยากเห็นคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาตินี้ได้ต่อยอดโครงการ โฉนดชุมชนที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ทำไว้ ในขณะนี้กำลังมีการดำเนินการอยู่ แต่ว่าก็ยังไม่ถึงที่สุด นั่นก็คือว่าเจตนารมณ์ของการออกโฉนดชุมชนก็คือเราต้องการให้กรรมสิทธิ์เป็นของชุมชน เป็นของคนในชุมชนนั้น ๆ ไม่ใช่อยู่ในกรรมสิทธิ์ของผู้ว่าราชการจังหวัด เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่าคณะกรรมการชุดนี้ได้หยิบยกเรื่องนโยบายโฉนดชุมชนขึ้นมาต่อยอดทำให้ ประสบความสำเร็จ ผมคิดว่าจะแก้ไขปัญหาได้เยอะมากทีเดียวสำหรับปัญหาที่ดินที่กำลัง คาราคาซังโดยการบุกรุกของพี่น้องประชาชนในที่ดินของรัฐ🔗
อีกส่วนหนึ่งที่อยากจะให้คณะกรรมการชุดนี้ได้ไปดูก็คือกรณีป่าพรุควนเคร็ง อำเภอชะอวด ของกำนันธรรมนูญ คงจันทร์ ซึ่งท่านรัฐมนตรีก็ทราบดี ท่านก็เคยไปที่ป่าพรุควนเคร็ง เป็นปัญหาที่ยืดเยื้อมายาวนาน แล้วก็ไม่รู้ว่าราชการบุกรุกชาวบ้านหรือชาวบ้านบุกรุกราชการ เพราะฉะนั้นผมก็ฝากคณะกรรมการชุดนี้ ต้องเรียนกับท่านประธานว่าแม้ว่าเวลาการทำงาน ของคณะกรรมการชุดนี้น้อยอยู่ แต่ยังมีเวลาต้องทำงานอีกระยะหนึ่ง แล้วผมคิดว่าพวกผม จะต้องติดตามการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้ เพราะในมาตรา ๑๐ (๑๐) เขียนชัดเจนว่า คณะกรรมการชุดนี้จะรายงานผลการปฏิบัติงานต่อรัฐสภา ซึ่งวันนั้นผมก็จะได้ทำหน้าที่ซักถาม แล้วก็ตรวจสอบต่อไปครับ ขอบคุณครับ🔗
ก่อนที่ท่านรัฐมนตรีจะตอบชี้แจง ผมเรียนที่ประชุมว่า ส.ส. ฝ่ายค้านได้ใช้เวลาเกิน ๑ ชั่วโมงไปแล้ว ฝ่ายรัฐบาลนั้นก็พอดีครับ วุฒิสมาชิกใช้ไม่ถึง มีเวลาอยู่ประมาณสัก ๑๐ นาที ทีนี้ ส.ส. ฝ่ายค้านโดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นสัดส่วน ส.ส. ที่มากที่สุดได้ขอพิเศษมา ๒ ท่าน ท่านละ ๓ นาที คือนายแพทย์สุรวิทย์ แล้วก็นายแพทย์จาตุรงค์ ผมอนุญาตท่านละ ๓ นาที เชิญครับ🔗
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา🔗
ขออภัยครับคุณหมอ คุณหมอชลน่าน มีอะไรครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตกราบเรียนหารือขอความเมตตาจากท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานจะกรุณา สมาชิกในซีกฝ่ายค้านเองโดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยมีความประสงค์ที่จะอภิปราย ในพระราชบัญญัติฉบับนี้อย่างน้อยขณะนี้มีอยู่ ๔ ท่าน มีท่านอาจารย์หมอสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ หมอจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ แล้วก็ท่านดอกเตอร์นิยม เวชกามา และตัวผมเอง ซึ่งเราเองก็ได้เสนอชื่อไป แต่ด้วยกลไกที่ถูกกำหนดไว้คร่าว ๆ ผมเรียนด้วยความเคารพว่า เรากำหนดเพียงคร่าว ๆ ถ้าท่านประธานจะกรุณา ผมคิดว่าพวกเรา ๔ คนมีประเด็นที่จะกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรี แล้วก็ทาง คทช. ที่จะได้ไปดูแลกฎหมายฉบับนี้ให้เป็นประโยชน์ ฝากท่านประธานช่วยกรุณา แต่ถ้าให้ ๓ นาทีเป็นการหารือไม่ได้ประโยชน์อะไรครับ ผมยินดี ที่จะสละไม่อภิปรายกฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมายให้ได้เพื่อจะไม่รบกวนเวลา ของรัฐสภาครับ🔗
ผมก็ยึดสัญญาสุภาพบุรุษที่เราทำกันไว้ จึงอนุโลมนะครับ ผมเข้าใจดีว่าทุกฝ่ายพยายามที่จะดูแลกฎหมายให้ผ่านไปโดยคำนวณเวลา มีข้อตกลงกัน ทีนี้ก็เห็นของวุฒิสมาชิกมีเวลาเหลืออยู่ประมาณ ๑๐ นาที และผมคิดว่า คุณหมอสุรวิทย์กับคุณหมอจาตุรงค์ได้ขอเวลามา ตกลงกัน ๓ นาที ผมอนุญาตให้ ๒ ท่าน ขอ อภัยด้วยครับคุณหมอ🔗
ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพครับ รัฐสภาพิจารณากฎหมายปฏิรูปสภาเดียวนะครับ ผ่าน ๓ วาระแล้ว ทูลเกล้าฯ เป็นกฎหมายทันที เพราะฉะนั้นความรอบคอบจากสมาชิกรัฐสภาผมคิดว่า เป็นประโยชน์ครับ จริงอยู่ผมเป็นกรรมการประสานงานร่วมในสภาผู้แทนราษฎรแล้วคุยกับ วิป (Whip) ๓ ฝ่าย เราหารือกันโดยประมาณการคร่าว ๆ วันนี้กฎหมาย ๒ ฉบับ ผมเข้าใจว่า ฉบับละ ๓-๔ ชั่วโมง อันนี้ก็เป็นประโยชน์อยู่ในเวลาที่เราประชุมกัน ผมกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพว่าอยากให้ท่านประธานกรุณาอนุญาตครับ🔗
ผมอนุญาตให้ท่านละ ๓ นาที ตามที่ ได้ให้คุณหมอจาตุรงค์ คุณหมอสุรวิทย์ คุณหมอชลน่าน แล้วก็ท่านนิยม เวชกามา ท่านละ ๓ นาที อนุญาตแบบเดียวกันครับ เรามีสิทธิอภิปรายในกรรมาธิการ ๗ วัน ๗ คืนได้เลยครับ ไม่ใช่เรา จบเพียงแค่นี้หรอกครับ อันนี้เป็นขั้นรับหลักการเท่านั้นเอง เมื่อตั้งกรรมาธิการแล้วกรรมาธิการจะมีสิทธิลงรายละเอียดมากกว่าสภานี้ ที่เราคุมเวลา เพราะเรารู้ว่าเวลามีค่า แล้วก็สมาชิกขอมาเท่าไรก็ให้เท่านั้น ซึ่งคุณหมอก็รู้ว่าในอดีตยกมือ สัก ๒๐ คนได้พูดสัก ๑๐ คนก็เก่งแล้ว แต่นี่ขอเท่าไรได้เท่านั้น แต่ว่าเราทุกคนก็เคารพเวลา ซึ่งผมชื่นชมว่าส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดได้เคารพเวลา ก็เป็นศักยภาพอันหนึ่งของสมาชิก ไม่ใช่ว่าทำได้ทุกคน เพราะบางท่านก็ทำไม่ได้ เนื่องจากย่อความไม่ได้ ซึ่งอันนี้เรียนให้ คุณหมอทราบ ถ้าคุณหมอต้องการผมจะให้เช่นเดียวกับคุณหมอสุรวิทย์ คุณหมอจาตุรงค์ อย่าให้ต่างกันครับ เชิญคุณหมอสุรวิทย์ครับ🔗
กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธาน แล้วผมจะขออนุญาตเอาข้อแนะนำของท่านประธานในวาระที่ ๒ ผมแปรญัตติ ทุกมาตรา ๗ วัน ๗ คืน ขอบพระคุณครับ🔗
เป็นสิทธิของคุณหมอครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ สมาชิกรัฐสภา ผมขออภิปรายสนับสนุน ร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เกี่ยวกับการจัดตั้ง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ เพราะว่าเรื่องที่ดินเป็นเรื่องที่มีปัญหามากทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นในเมือง ในป่า ในน้ำ ที่สำคัญจังหวัดชัยภูมิที่ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น ก็มีพื้นที่หลาย ๆ แห่งที่มีปัญหา โดยเฉพาะหลายหมู่บ้าน ทั้งหมู่บ้านมีวัด มีโรงเรียน มีที่อยู่อาศัย แต่ไม่สามารถออกเอกสารสิทธิได้ จากการสืบทราบประวัติว่าสมัยก่อนประมาณ เกือบ ๑๐๐ ปีมีการอพยพราษฎรจากปัญหาน้ำท่วมมาอยู่บนพื้นที่ดอน พื้นที่เนิน เป็นหมู่บ้านมาตลอดระยะเวลาเกือบ ๑๐๐ ปี บัดนี้ไม่สามารถที่จะออกเอกสารสิทธิได้ ยกตัวอย่างอำเภอคอนสวรรค์ หมู่บ้านดอนไข่ผำ ที่อำเภอเมืองชัยภูมิ หมู่บ้านใหม่พัฒนา อยากจะฝากคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติได้หาทางช่วยเหลือ เพราะผมเป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรมาเกือบ ๓๐ ปี ๙ สมัย แก้ไขมาโดยตลอด แต่ไม่สามารถช่วยเหลือ พี่น้องประชาชนดังกล่าวได้ ในบางพื้นที่จังหวัดชัยภูมิมีป่า มีเขามาก มีพื้นที่ป่าสงวน พื้นที่ อุทยานแห่งชาติ ที่ราษฎรทำมาหากิน วันดีคืนดีก็เป็นผู้ต้องหาบุกรุกที่ดิน ทั้ง ๆ ที่เราจะต้อง พิสูจน์กันชัดเจนว่าเขาอยู่มาก่อนกฎหมายที่ดินหรืออยู่หลังกฎหมายที่ดิน แต่ในปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ก็ได้ใช้กฎหมายอย่างเดียวดำเนินคดี ติดคุกต่าง ๆ ซึ่งผมเห็นว่าไม่เป็นธรรม ควรจะให้โอกาสใช้นโยบายแก้ไขปัญหาทางปกครองจัดหาที่อยู่ให้ใหม่ และให้ราษฎรอพยพ ไปอยู่ที่ใหม่ อาจจะมีค่าชดเชยต่าง ๆ ไปสำหรับอุทยานแห่งชาติหรือกรมป่าไม้🔗
ผมฝากอีกอันหนึ่งคืออยู่เชิงเขา พื้นที่เชิงเขามี ส.ป.ก. มีอุทยานแห่งชาติ มีที่ป่าไม้ เป็นที่แห้งแล้ง อยากจะให้ทำเป็นแหล่งน้ำขนาดกลาง ขนาดใหญ่ แต่ทำไม่ได้ เพราะว่าติดปัญหาอุทยานแห่งชาติ ติดปัญหาป่าสงวนแห่งชาติ อยากจะให้มีคณะกรรมการ ร่วมกัน เพราะว่าการจัดทำแหล่งน้ำไม่ว่าจะเป็นที่อำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ มีพื้นที่เชิงเขา ไม่ว่าจะเป็นที่ภูเขาภูทอกที่บ้านแท่น ภูผาแดงที่แก้งคร้อ ภูแลนคา ถ้าเราได้สร้างแหล่งน้ำขนาดใหญ่ไว้ก็จะทำให้ลดปัญหาแห้งแล้ง ลดปัญหาน้ำท่วม เป็นแหล่งประมง เป็นแหล่งท่องเที่ยว เหล่านี้อยากจะให้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ รับไปเพื่อที่จะแก้ปัญหาดังกล่าว อีกนิดหนึ่งมีราษฎรร้องขอมาว่าที่บ้านป่าชาติ อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ มีราษฎรที่ถูกอพยพมาจากพื้นที่ทำกินเดิมมีปัญหาแต่ให้เช่า เช่ามา ๑๐ กว่าปี ปรากฏว่าราษฎรฐานะไม่ดีไม่มีเงินที่จะผ่อนส่ง ขณะนี้กำลังจะถูกดำเนินคดีขับไล่ ความจริง เรื่องเช่าก็ตัดไปเสีย ยกให้เขาเพราะเขาอยู่มา ๑๕ ปีแล้ว ผมใช้เวลาเพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปเชิญ ท่านจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขอขอบคุณท่านประธานที่ให้ผม ได้มีโอกาสอภิปรายในร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในวันนี้ ก็ต้องเรียนว่าในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... นั้นมีการปรับปรุงในส่วนของมาตรา ๕ และมาตรา ๖ ที่โอนหน่วยงาน ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจากสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี แล้วก็จากกองบริหารจัดการที่ดินให้มาเป็นของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เสนอญัตติในเรื่องของปัญหาเอกสารสิทธิ ที่ดิน และปัญหาการบุกรุกที่ดินและการถือครองที่ดิน สภาผู้แทนราษฎรมีมติให้ตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญ แล้วมีการประชุมครั้งแรกเมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ในการประชุมนั้น ต้องเรียนว่ามีหน่วยราชการที่เกี่ยวพันกับที่ดินทั้งหมด ๑๙ หน่วยงาน ใน ๑๙ หน่วยงานนี้ ท่านรัฐมนตรีประภัตร โพธสุธน เป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญให้พวกเราประชุมกัน แล้วมีการตั้งคณะอนุกรรมาธิการ ตั้งคณะทำงาน ออกไปดูตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งภาคอีสานตอนบน ภาคอีสานตอนล่าง ภาคเหนือ จนเราไปพบกับพี่น้องประชาชน ซึ่งแต่เดิมพี่น้องประชาชน ก็ร้องเรียนกับพวกเราในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาตั้งแต่แรกแล้ว คราวนี้มา ในฐานะกรรมาธิการ ทุกคนดีใจว่าคราวนี้สภาผู้แทนราษฎรจะได้มาแก้ไขปัญหาในเรื่องที่ดิน ให้กับเขา โดยเฉพาะที่เราไปกันทั้งหมดจะเจอที่หนักก็คือเรื่องของทำเลเลี้ยงสัตว์ ที่ประกาศไว้ตั้งแต่ปี ๒๔๖๘ ผมว่าเจอกันทั่วประเทศและแทบทุกอำเภอจะมีตัวอย่างเช่นนี้ ซึ่งขณะนั้นประกาศเป็นทิศเหนือ ทิศใต้ จรดเป็นเส้น ๆ ไป โดยที่ขณะนี้พื้นที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ที่ตรงนี้พี่น้องประชาชนเดือดร้อนมาก เขาอยู่กันมาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย เมื่อพวกเราไปเขาก็อยากเห็น ว่าคณะกรรมาธิการเข้าไปจะแก้ไขปัญหาอย่างไร เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นอำเภอกันทรลักษ์ ที่ป่าดินแดน ประมาณ ๓,๐๐๐ กว่าไร่ ที่ทุ่งสลาโหมทำเลเลี้ยงสัตว์ ๓,๐๐๐ กว่าไร่ ปัจจุบัน มีแต่พี่น้องประชาชนอยู่ ไม่มีสัตว์ ไม่มีอะไรแล้ว นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งซึ่งคิดว่าเป็นทั่วประเทศ นอกจากนั้นยังเป็นที่ที่ ส.ป.ก. ประกาศทับซ้อนกับที่ดิน เป็นต้น ฉะนั้นวันนี้ผมจึงขอว่า คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติชุดนี้ รวมทั้ง ๑๙ หน่วยงานได้บูรณาการกัน คณะกรรมาธิการจะเสนอการบูรณาการแก้ไขกฎหมายให้เป็นประโยชน์อย่างปัจจุบันทันด่วน จริง ๆ ให้พี่น้องประชาชนที่เดือดร้อน เพราะฉะนั้นฝากทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดูตรงนี้ด้วย น่าจะบริหารจัดการ ให้พี่น้องประชาชนคนไทยที่เขาอยู่มาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย มีที่ดินในส่วนของเขาจริง ๆ ส่วนที่กัน เป็นที่สาธารณะก็เป็นเรื่องของสาธารณะ เพื่อจัดสรรให้เป็นรูปธรรม ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปเชิญ นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กราบขอบคุณท่านประธาน ผมกราบเรียนท่านประธานว่ารัฐสภา คงไม่ปฏิเสธที่จะรับหลักการร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งเป็นกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติม โดยเอาสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติไปไว้ในมาตรา ๗ ของ พ.ร.บ. เดิมคือ ปี ๒๕๔๕ เพิ่มเป็น (๑๖) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติเป็นหน่วยราชการ มีฐานะเป็นกรมขึ้นตรงกับท่านนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่รับผิดชอบงานของคณะกรรมการ นโยบายที่ดินแห่งชาติคือ คทช. ชุดนี้เป็นคณะกรรมการกำหนดนโยบาย เพราะฉะนั้น หน่วยงานที่รองรับก็จะทำเฉพาะเรื่องนโยบายเท่านั้น ไม่มีผลต่อการปฏิบัติในการแก้ไข ปัญหาทั้งหมด ที่เพื่อนสมาชิกพูดมานี่ไม่ได้เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาเลย เป็นเชิงนโยบาย อันนี้เป็นข้อสังเกตอันที่ ๑ ในการทำกฎหมายการบริหารราชการแผ่นดินของบ้านเมืองเรา ขณะนี้ เอาหน่วยงานราชการมาเป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับนโยบาย ถ้าจะเถียงผมว่า เป็นนโยบายที่ออกจากนโยบายที่ผ่านรัฐสภาแล้วแปลงมาเป็นนโยบายเพื่อนำสู่การปฏิบัติ ผมจะไม่เถียง แต่มีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน คทช. ตามกฎหมาย พ.ร.บ. คทช. ปี ๒๕๖๒ สำนักงานนี้ถูกเขียนไว้ในกฎหมายฉบับนั้นว่าต้องให้มีภายใน ๒ ปีหลังจาก กฎหมายประกาศใช้ ประกาศเมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน มีผลบังคับใช้เดือนมิถุนายน ๒๕๖๒ ภายใน ๒ ปีจัดตั้งขึ้น หน้าที่และอำนาจของสำนักงานนี้ก็อนุมานได้ว่าเป็นไปตามมาตรา ๑๐ ๑๐ เรื่อง และมาตรา ๑๒ คือทบทวนเรื่องของนโยบายทุก ๕ ปี วางแนวร่างเอาไว้ว่าจะมีกอง ที่รับผิดชอบอยู่ทั้งหมด ๖ กอง ก็เขียนอำนาจหน้าที่ฉบับร่างไว้ ผมเองต้องขอบพระคุณสำนัก วิชาการของสภาผู้แทนราษฎรจัดทำไว้ดีมากในรายละเอียด ผมไม่มีเวลาลงรายละเอียด เพราะว่า ๓ นาทีเตรียมไว้เยอะ มีกอง ๖ กองแบ่งแยกอำนาจหน้าที่รองรับเชิงนโยบายเอาไว้ แต่ประเด็นที่ผมจะฝากท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีและคณะกรรมการ คทช. นะครับ🔗
ประเด็นที่ ๑ หน่วยที่จะรับไปปฏิบัติส่วนใหญ่เป็นรูปของคณะกรรมการ ปัญหาที่เกิดขึ้น แนวทางท่านวางไว้อย่างดียิ่ง แบ่งพื้นที่เป็นพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ ๑ ลุ่มน้ำชั้นที่ ๒ ลุ่มน้ำชั้นที่ ๑ เอ (1A) ลุ่มน้ำชั้นที่ ๑ บี (1B) ลุ่มน้ำชั้นที่ ๓ ลุ่มน้ำชั้นที่ ๔ ลุ่มน้ำชั้นที่ ๕ ลุ่มน้ำชั้นที่ ๓ ลุ่มน้ำชั้นที่ ๔ ลุ่มน้ำชั้นที่ ๕ ขึ้นรถไฟขบวนที่ ๑ ขบวนที่ ๒ ลุ่มน้ำชั้นที่ ๑ ลุ่มน้ำชั้นที่ ๒ ขึ้นรถไฟขบวนที่ ๓ ขบวนรถไฟที่ ๔ มีหน่วยงานที่จะมาเกี่ยวข้องในเชิงนโยบาย ระดับใหญ่คือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย และ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดูเรื่องอาชีพ กระทรวงมหาดไทย ดูเรื่องจัดที่ดิน ธ.ก.ส. ดูเรื่องจัดหาที่ดิน ถามว่าขณะนี้จังหวัดน่านผมขอไป ๓๐๐,๐๐๐ ได้มา ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ คือเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ ๓ ลุ่มน้ำชั้นที่ ๔ ลุ่มน้ำชั้นที่ ๕ ขึ้นรถไฟ ขบวนที่ ๑ ขบวนที่ ๒ ไปได้ แต่ฝากท่านรัฐมนตรีครับ ผมอยากให้รถไฟ ๔ ขบวนยุบเหลือ ๑ ขบวน แต่แบ่งเป็นตู้ที่ ๑ ตู้ที่ ๒ ตู้ที่ ๓ ตู้ที่ ๔ ขับเคลื่อนไปพร้อม ๆ กันได้ครับ ไม่อย่างนั้น ขบวนที่ ๓ ขบวนที่ ๔ จะถูกทิ้งครับ มีมติ ครม. ออกมาเมื่อปี ๒๕๖๑ เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๑ มาดูเรื่องขบวนที่ ๔ แต่ขณะนี้ไม่ก้าวหน้า เพราะอะไรครับ เพราะหน่วยปฏิบัติที่เป็น รูปของคณะกรรมการมีกฎหมายเฉพาะของแต่ละหน่วยงานมาเป็นอนุกรรมการระดับจังหวัด ขับเคลื่อนยากมากครับ ขับเคลื่อนไม่ได้จัดหาที่ดินได้ แต่จัดที่ดินไม่ได้ จัดเรื่องที่ทำกินก็ไม่ได้ อาชีพไม่ได้ อันนี้คือปัญหาครับ เพราะฉะนั้นหน้าที่ของสำนักงานนี้ต้องไปปรับ ใน ๕ ปีที่ท่าน บอกว่าต้องปรับ ปรับได้แล้ว ไม่ต้องรอถึง ๕ ปี ไม่อย่างนั้นไม่เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ลุ่ม น้ำชั้นที่ ๑ ลุ่มน้ำชั้นที่ ๒ อย่างจังหวัดน่าน ๙๗ เปอร์เซ็นต์ไม่มีโอกาสพัฒนากับใคร ได้งบไปก็ต้องคืนเพราะเป็นพื้นที่เขตป่าอย่างนี้ตลอด เพราะฉะนั้นผมหวังว่าเมื่อรัฐสภา อนุมัติให้มีสำนักงานรองรับการจัดการ คทช. ต้องมาทำหน้าที่ให้ถึงที่สุด ในภาวการณ์อย่างนี้ ผมไม่พูดถึง แต่ถ้าเป็นภาวะปกติฝ่ายนโยบายต้องเป็นผู้กำหนดนโยบาย ฝ่ายราชการ เอานโยบายไปปฏิบัติ อย่าล้ำเส้นกัน ฉะนั้นรอให้ถึงภาวะปกติ ท่านประธานครับ ในวาระที่ ๒ ผมขออนุญาตแปรญัตติทุกมาตราเพื่อจะได้พูด ๗ วัน ๗ คืน ขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไป ท่านสุดท้าย ท่านนิยม เวชกามา เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ๓ นาทีผมจะใช้ให้เป็นประโยชน์ที่สุด ที่ท่านเมตตาให้ ความจริงผมส่งชื่อมาตั้งแต่คราวก่อนแต่ชื่อหลุดไป ผมเห็นด้วยกับกฎหมาย ฉบับนี้ ผมคิดตั้งแต่แรกว่าตั้งแต่รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ มาเป็นนายกรัฐมนตรีรอบหลัง จากเป็นผู้แทนแล้ว ผมเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้มีประโยชน์ที่สุด เริ่มตอนแรกคือกฎหมายให้ตั้งสำนักงาน คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติตามการแก้กฎกระทรวงต่าง ๆ แต่เพราะว่ากฎหมายฉบับนี้ เป็นความหวังผม พี่น้องบ้านผมในภาคอีสาน ในจังหวัดสกลนคร ท่านประธานครับ มีปัญหา ทั้งหมดเรื่องที่ทำกิน ออกเอกสารสิทธิไม่ได้อยู่ในป่า ในเขา เพราะฉะนั้นผมยินดีอย่างยิ่งเลย แต่ผมมาดูในเนื้อหาของกฎหมายฉบับนี้แล้วเป็นห่วง ที่ต้องแนะนำคือท่านไปดูเลยในร่างนี้ มีประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนน้อยถ้าเป็นแบบนี้ เสนอรัฐบาลว่าต้องปรับปรุงกระบวนการ อย่าไปคิดเอาราชการเป็นหลัก ให้เอาพี่น้องประชาชนเป็นหลัก พี่น้องประชาชนไม่มีที่ทำกิน ออกเอกสารสิทธิ บ้านผมอำเภอภูพานทั้งอำเภออยู่บนป่าหมด อำเภอโคกศรีสุพรรณ ๔-๕ ตำบล มีปัญหา อำเภอโพนนาแก้วมีปัญหาใหญ่ ผมมาดูโครงสร้างของสำนักงานคณะกรรมการนโยบาย ที่ดินแห่งชาติไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับชาวบ้านเลย สำนักงานผู้อำนวยการ กองกฎหมายที่ดิน และทรัพยากรดิน กองที่ดินของรัฐ กองยุทธศาสตร์และแผนงาน ศูนย์สารสนเทศที่ดิน และทรัพยากรที่ดิน กองงานเลขานุการคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ แถมท่านยกมา จากมาตรา ๔ บอกว่ากองแก้ปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐเอามาใส่ด้วย แม้กระทั่งตั้งกองท่าน ก็ตั้งโจทย์ไว้แล้วว่าประชาชนบุกรุกที่ดิน อันนี้ผมเป็นห่วงว่ากลับไปทบทวนใหม่ อย่าไปคิดว่าประชาชนบุกรุกที่ดิน คิดว่าเป็นที่ดินของเขาเอง อันนี้ต้องฝากท่านประธาน ไปถึงรัฐบาลว่าอย่าเพิ่งตั้งโจทย์เลยว่าประชาชนบุกรุกที่ดิน ผมกราบเรียนกับท่านประธาน นิดเดียวครับ ในมาตรา ๖ ท่านก็ยังบอกว่าที่ดินทั้งหลายให้อยู่ในกระทรวงมหาดไทย ในเมื่อ เป็นสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติแล้วอะไรเป็นที่ดินเอามาอยู่รวมกัน ถ้าแยกกันอยู่แบบนี้ประชาชนยังไม่มีความหวัง ฝากไปถึงรัฐบาลว่าให้อยู่รวมกันเรื่องที่ดิน แล้วจะไม่ขัดแย้งกันในมาตราโน่นนี่นั่น พี่น้องประชาชนยังบุกรุกอยู่เหมือนเดิมถ้าทำแบบนี้ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ เป็นอันว่าการอภิปรายในส่วนของท่านสมาชิกครบแล้วนะครับ ต่อไปเชิญท่านรัฐมนตรี ผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้อภิปรายสรุปครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขออนุญาตตอบเพื่อให้สมาชิกหลาย ๆ ท่านได้สบายใจ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านขจิตร ชัยนิคม หลายสิ่งหลายอย่างนั้น ตัวผมเองบางครั้งก็ไม่เข้าใจ เหมือนกัน อย่างประเด็นที่ท่านได้กล่าวว่าที่ ส.ป.ก. ไม่สามารถที่จะซื้อขายได้ แต่ว่าปัจจุบัน ก็ขายกันไปมากมาย แล้วก็เกิดการเปลี่ยนมือกันไปมากมาย ผมเองเพิ่งเข้ามาเป็นรัฐมนตรี ปีนี้เป็นครั้งแรก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็ไม่เข้าใจ เหมือนกันว่าสมัยก่อน ๆ นั้นความผิดพลาดเหล่านั้นมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ในขณะที่ผม มาดำรงตำแหน่งปัจจุบันนี้เองก็จะไม่ยอมให้มีความผิดหรือว่าความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น เด็ดขาด ทั้งนี้สมาชิกหลายท่านได้พูดถึงสิทธิของคนไทยว่าคนไทยต้องมีสิทธิที่ทำกิน ต้องสามารถอยู่บนแผ่นดินไทยได้ ต้องเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อน ๆ สมาชิกว่า เป้าหมายหลักของ คทช. นั้นก็คือเพื่อประชาชน เพื่อพี่น้องเกษตรกรโดยเฉพาะ ที่ผ่านมา พี่น้องประชาชน พี่น้องเกษตรกรบางครั้งอยู่ในพื้นที่เขตอนุรักษ์เวลามีปัญหาขึ้นมา ไม่สามารถขอการสนับสนุนจากรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นงบภัยแล้ง ไม่ว่าจะเป็นงบน้ำท่วม และอื่น ๆ อีกมากมาย ดังนั้นเป้าหมายของ คทช. ที่ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้นได้มีความประสงค์ก็คือแก้ไขสิ่งเหล่านี้ เพื่อให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ในประเทศไทยที่อยู่บนพื้นที่ทุก ๆ ตารางนิ้ว ทั้ง ๓๒๑ ล้านไร่ของประเทศไทยนั้นสามารถอยู่ ทำกินได้อย่างถูกกฎหมาย แต่คำว่าถูกกฎหมายนั้นบางครั้งอาจจะไม่ได้แปลว่ามีกรรมสิทธิ์ เป็นเจ้าของที่แปลงนั้น เสมอไป เป้าหมายของ คทช. คือให้สิทธิทำกินกับพี่น้องประชาชน สามารถลืมตาอ้าปากได้ และในขณะเดียวกันประเทศก็ยังมีที่ป่าที่ยังสามารถดำเนินการได้อยู่ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สาเหตุหลักที่เราจะต้องมี คทช. ก็คือการจัดสรรที่ดินให้กับพี่น้องประชาชนได้มีสิทธิทำกิน หากินได้ และในขณะเดียวกันทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนในแต่ละลุ่มน้ำ ไม่ว่าจะเป็น ลุ่มน้ำชั้นที่ ๑ ลุ่มน้ำชั้นที่ ๒ ลุ่มน้ำชั้นที่ ๓ ลุ่มน้ำชั้นที่ ๔ ลุ่มน้ำชั้นที่ ๕ ว่าในแต่ละพื้นที่ ที่ท่านอยู่นั้นมีความจำเป็น มีความสำคัญเพียงใดกับต้นน้ำ เพราะทุกวันนี้ผมเองในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสะท้อนใจเหลือเกินกับปัญหา ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ปัญหาภัยแล้งผ่านไปยังไม่ทันไร วันนี้บางจังหวัดก็เกิดปัญหาน้ำท่วมแล้ว ป่าในบางพื้นที่นั้นแทบจะไม่เหลือ บ้านผมเองจังหวัดสุพรรณบุรี ถนนเลียบคันคลอง ชลประทานทรุดลงมา ถามว่าเกี่ยวอะไรกับสิ่งแวดล้อม เกี่ยวอะไรกับพื้นที่ป่า ก็เพราะว่า ถนนเลียบคันคลองนี่เวลาไม่มีน้ำในคันคลองถนนก็สไลด์ (Slide) ลงมา ทำไมน้ำไม่มีในคันคลอง ก็น้ำในแม่น้ำไม่มี ทำไมน้ำในแม่น้ำไม่มี ก็เพราะเขื่อนไม่สามารถปล่อยน้ำมาได้ ทำไมเขื่อน ไม่สามารถปล่อยน้ำมาได้ ก็เพราะว่าน้ำมันไม่มีลงเขื่อน ทำไมน้ำไม่มีลงเขื่อน ต้นไม้ หายไปหมดแล้วครับ ปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณเขื่อนทั้งหมด ถ้าท่านลองไปดูนะครับ เขื่อนศรีนครินทร์ในซีกตะวันตกของประเทศไทยเป็นเขื่อนที่มีปริมาณน้ำเยอะที่สุด แล้วถ้าท่านไปดูปริมาณป่า ป่าซีกตะวันตกของประเทศไทยเป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ มากที่สุด เมื่อป่ามา ป่ามี ป่าสมบูรณ์ น้ำก็มา ดังนั้นวันนี้การจัดพื้นที่ให้กับพี่น้องประชาชน ในการเข้าไปทำการเกษตร ในการเข้าไปหาประโยชน์นั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่ง🔗
ผมได้กล่าวไปเบื้องต้นว่าประเทศไทยมีพื้นที่อยู่ ๓๒๑ ล้านไร่ ไม่เพิ่มไปกว่านี้ อีกแล้ว แต่ปริมาณพี่น้องประชาชนในประเทศไทยในวันนี้เกือบ ๗๐ ล้านคน นับวันมีแต่ จะเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ไม่ว่าจะเป็นในพื้นที่ใด ๆ ก็แล้วแต่ ดังนั้น การทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนในแต่ละพื้นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะปกป้องผืนป่า ในการที่จะปกป้องเศรษฐกิจของประเทศไทย การอนุรักษ์และการพัฒนาจะต้องทำควบคู่กันไป อนุรักษ์มากเกินไปพี่น้องประชาชนก็จะได้รับผลกระทบไม่มีที่ดินทำกิน พัฒนามากเกินไป พื้นที่ป่าในประเทศไทยที่ปัจจุบันมีอยู่เพียง ๓๑ เปอร์เซ็นต์ตามเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีจะต้องผลักดันให้เป็น ๔๐ เปอร์เซ็นต์ให้ได้นั้น ถ้าหากไม่ควบคุมให้ดีก็จะลดน้อย ถอยลงไปอีก และผลที่ตอบกลับมาคือผลกระทบที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ ปัญหาภัยแล้ง ปัญหาน้ำท่วม ล้วนแล้วแต่มาจากการที่ไม่ได้มีการบริหารจัดการพื้นที่ป่าอย่างถูกต้อง ดังนั้นการทำงาน ในส่วนของ คทช. ที่ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านได้มีดำริขึ้นมานั้น คือเป้าหมายที่ต้องการจะให้พี่น้องประชาชนมีที่ทำกิน มีสิทธิทำกิน ในขณะเดียวกัน ยังปกป้องรักษาสิ่งแวดล้อม ปกป้องรักษาธรรมชาติ เพื่อป้องกันปัญหาภัยแล้งที่อีก ๑๐ ปี จากนี้ไปถ้าเราไม่แก้ไขปัญหาตั้งแต่วันนี้ก็จะยิ่งมีความหนักหน่วงมากขึ้นไปอีก ผมมีความ มั่นใจครับ หลายท่านอาจจะไม่มั่นใจว่าสำนักงาน คทช. นั้นจะเกิดประโยชน์ แต่ผมมั่นใจ เป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของพี่น้องประชาชนของท่านได้ เพราะว่า วันนี้เรามีการตรวจสอบ เรามีสภาผู้แทนราษฎร เรามีฝ่ายค้าน เรามีฝ่ายรัฐบาล เรามี สมาชิกวุฒิสภาที่จะคอยตรวจสอบการทำงาน แน่นอนครับการทำงานของสำนักงาน คทช. นั้น จะต้องมีความผิดพลาดเกิดขึ้นบ้างเป็นเรื่องปกติ แต่เวลามีความผิดพลาดแล้วเราก็มีหน่วยงาน เรามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เรามีสมาชิกวุฒิสภาที่คอยให้คำตักเตือน ที่คอยให้ข้อสังเกตอยู่ อย่างเช่นวันนี้เป็นต้น ๓ ชั่วโมงที่ผ่านมามีข้อสังเกตดี ๆ มากมายทั้งจากฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และจากวุฒิสมาชิก ผมเองในนามของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะรัฐมนตรี ต้องขอกราบของพระคุณในทุก ๆ ข้อสังเกต ในทุก ๆ ความห่วงใย แล้วก็ ขอให้คำมั่นว่ารัฐบาลจะทำหน้าที่ที่ดีที่สุดในการที่จะตรวจสอบ แล้วก็แก้ไขปัญหาเรื่อง ที่ดินทำกินให้กับพี่น้องประชาชน ดังนั้นกฎหมายฉบับนี้ผมให้คำมั่น แล้วผมก็มั่นใจว่าจะเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน คนไทย ไม่ได้เกี่ยวกับเชื้อชาติ เพราะวันนี้เราพูดกันถึงการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน อยากให้ พี่น้องประชาชนสามารถลืมตาอ้าปากได้ ทำมาหากินได้บนผืนแผ่นดินไทยทั้ง ๓๒๑ ล้านไร่ ที่เรามีอยู่ ดังนั้นในวันนี้ต้องกราบขอบพระคุณสมาชิกทุก ๆ ท่านที่ได้สละเวลาไปค้นคว้าวิจัย แล้วก็นำข้อมูลต่าง ๆ มาแลกเปลี่ยน มานำเสนอต่อรัฐสภาแห่งนี้ ต้องกราบขอบพระคุณ อีกครั้งหนึ่งครับ🔗
ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีครับ ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะรับหลักการหรือไม่รับหลักการ แห่งร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ก่อนที่จะดำเนินการ ลงมติ ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ🔗
เป็นขั้นตอน การตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกเสียบบัตรลงคะแนนและกดปุ่ม แสดงตนครับ🔗
เรียนท่านประธานครับ ผม ลำดับที่ ๒๓๘ ครูออน กาจกระโทก แสดงตนครับ🔗
เจ้าหน้าที่ บันทึกไว้นะครับ ลำดับที่ ๒๓๘ ครูออน กาจกระโทก วุฒิสมาชิก แสดงตนครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ลำดับที่ ๔๗๗ ร้อยตำรวจเอก อรุณ สวัสดี ขอแสดงตนครับ🔗
บันทึกไว้นะครับ เป็นขั้นตอนการตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ ขอแสดงตนครับ ขอบคุณครับ🔗
ลำดับที่ เท่าไรครับ🔗
ลำดับที่ ๒๐๗ ครับ🔗
ลำดับที่ ๒๐๗ ท่านสังศิต พิริยะรังสรรค์ สมาชิกวุฒิสภา แสดงตนครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน ลำดับที่ ๓๐๙ วทันยา วงษ์โอภาสี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แสดงตนค่ะ🔗
ลำดับที่ ๓๐๙ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แสดงตนครับ เจ้าหน้าที่บันทึกไว้ ทุกท่านแสดงตนแล้วนะครับ ปิดการแสดงตน ขอทราบผลครับ ขณะนี้มีสมาชิกเข้าประชุม ๖๑๑ ท่าน ครบองค์ประชุม นะครับ🔗
ต่อไป ผมขอถามมติ ท่านผู้ใดเห็นควรรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้กดปุ่ม เห็นด้วย ท่านใดเห็นว่าไม่ควรรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใด เห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านสมาชิกลงคะแนนได้ครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ลำดับที่ ๒๐๗ นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ เห็นด้วยครับ🔗
ลำดับที่ ๒๐๗ ท่านสังศิต พิริยะรังสรรค์ เห็นด้วยนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ลำดับที่ ๔๗๗ ร้อยตำรวจเอก อรุณ สวัสดี เห็นด้วยครับ🔗
ลำดับที่ ๔๗๗ เห็นด้วยนะครับ🔗
เรียนท่านประธานครับ ผม ลำดับที่ ๒๓๘ ออน กาจกระโทก สมาชิกวุฒิสภา เห็นด้วยครับ🔗
ลำดับที่ ๒๓๘ สมาชิกวุฒิสภา เห็นด้วย มีท่านใดอีกไหมครับ ท่านใดที่เครื่องขัดข้องหรือว่าไม่ได้เอาบัตรมา เชิญครับ ท่านใดที่ยังลงไม่ได้แจ้งทางไมโครโฟนตอนนี้เลยนะครับ ท่านจะลงคะแนนใช่ไหมครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ลำดับที่ ๔๗๘ อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ เห็นด้วยครับ🔗
ลำดับที่ ๔๗๘ เห็นด้วยครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ลำดับที่ ๖๕ จิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ งดออกเสียงครับ🔗
ลำดับที่ ๖๕ งดออกเสียง เพิ่มไปในบัญชีนะครับ ทีหลังท่านกรุณาแจ้งก่อนที่จะประกาศผลนะครับ ผลการลงมติ จำนวนผู้เข้าประชุม ๖๑๗ ท่าน เห็นด้วย ๕๖๔ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๕๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติรับหลักการ แห่งร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....🔗
ต่อไป ผมขอปรึกษาที่ประชุมเรื่องของการตั้งกรรมาธิการครับ เชิญท่านสมาชิกเสนอครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเสนอจำนวนกรรมาธิการ จำนวน ๔๙ ท่าน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ท่านอรรถกร เสนอตั้งกรรมาธิการ จำนวน ๔๙ ท่าน มีผู้รับรองถูกต้อง จะมีท่านผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗
ไม่มีนะครับ ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบตามนี้นะครับ ในสัดส่วนของคณะรัฐมนตรีเท่าไรครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ในสัดส่วนของคณะรัฐมนตรี มี ๘ ท่าน ขออนุญาตเสนอรายชื่อกรรมาธิการในสัดส่วนของคณะรัฐมนตรี ๘ ท่าน ท่านแรก นางรวีวรรณ ภูริเดช ท่านที่ ๒ พันตำรวจโท วันนพ สมจินตนากุล ท่านที่ ๓ ว่าที่ร้อยตรี พีระพล มั่นจิตต์ ท่านที่ ๔ นางนันทนา ธรรมสโรช ท่านที่ ๕ นางพรพิมล สัมฤทธิ์ผ่อง ท่านที่ ๖ นายฉลอง เทอดวีระพงศ์ ท่านที่ ๗ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย และ ท่านที่ ๘ นายจารึก ศรีอ่อน🔗
ในสัดส่วน ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบ่งกันอย่างไรครับ ผมยังไม่ทราบจำนวนสัดส่วนของ แต่ละพรรคเลย ท่านผู้ใดจะเสนอครับ ผมได้รับแจ้งจากวิป (Whip) ๓ ฝ่ายว่าจะเป็นสัดส่วน ของพรรคเพื่อไทย ๘ ท่าน พรรคพลังประชารัฐ ๗ ท่าน พรรคภูมิใจไทย ๓ ท่าน พรรคก้าวไกล ๓ ท่าน พรรคประชาธิปัตย์ ๓ ท่าน พรรคชาติไทยพัฒนา ๑ ท่าน พรรคเสรีรวมไทย ๑ ท่าน พรรคประชาชาติจำนวน ๑ ท่าน ดังนั้นผมขอถามพรรคเพื่อไทย จำนวน ๘ ท่าน เชิญครับ🔗
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางพรเพ็ญ บุญศิริวัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ในสัดส่วนของ พรรคเพื่อไทย จำนวน ๘ ท่าน ดังนี้ ๑. นายพีระเพชร ศิริกุล ๒. นายดะนัย มะหิพันธ์ ๓. นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ๔. นายโกศล ปัทมะ ๕. นายนิรมิต สุจารี ๖. นายแพทย์ทศพร เสรีรักษ์ ๗. นายชุมพร พลรักษ์ ๘. ร้อยโทหญิง สุณิสา ทิวากรดำรง ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗
พรรคเพื่อไทย เสนอ ๘ ท่าน มีผู้รับรองถูกต้อง ต่อไปเชิญพรรคพลังประชารัฐ จำนวน ๗ ท่าน🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ดิฉัน นางสาวกานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเสนอรายชื่อ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ในสัดส่วนของพรรคพลังประชารัฐ จำนวน ๗ ท่าน ดังนี้ ๑. พลตำรวจเอก ยงยุทธ เทพจำนงค์ ๒. พันตำรวจโท ฐนภัทร กิตติวงศา ๓. นายภูดิท อินสุวรรณ์ ๔. นายสุชาติ อุสาหะ ๕. นายวัฒนา สิทธิวัง ๖. นางทัศนาพร เกษเมธีการุณ ๗. นายชูศักดิ์ คีรีมาศทอง ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗
พรรคพลังประชารัฐ เสนอสัดส่วน จำนวน ๗ ท่าน มีผู้รับรองถูกต้อง ต่อไปพรรคภูมิใจไทย จำนวน ๓ ท่าน เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ขออนุญาตเสนอชื่อกรรมาธิการวิสามัญร่างพระราชบัญญัติ ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนพรรคภูมิใจไทย จำนวน ๓ ท่าน ๑. นายกิตติชัย เรืองสวัสดิ์ ๒. นางสาวเรณุมาศ อิศรภักดี ๓. นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
พรรคภูมิใจไทย ๓ ท่าน มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ ต่อไปพรรคก้าวไกล จำนวน ๓ ท่าน🔗
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายทองแดง เบ็ญจะปัก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรสาคร ขอเสนอ รายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนพรรคก้าวไกล ๓ ท่าน ดังนี้ ๑. นายสมชาย ฝั่งชลจิตร ๒. นายคำพอง เทพาคำ ๓. นายรัชนาท วานิชสมบัติ ขอผู้รับรองครับ🔗
พรรคก้าวไกล เสนอชื่อ ๓ ท่าน มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ ต่อไปพรรคประชาธิปัตย์ จำนวน ๓ ท่าน🔗
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายวิวรรธน์ นิลวัชรมณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุราษฎร์ธานี เขต ๒ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเสนอรายชื่อ คณะกรรมาธิการวิสามัญร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ๓ ท่าน ดังนี้ ๑. นายเกียรติ สิทธีอมร ๒. นางกันตวรรณ ตันเถียร ๓. นายสงกรานต์ จิตสุทธิภากร ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
พรรคประชาธิปัตย์เสนอกรรมาธิการ จำนวน ๓ ท่าน มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ ต่อไป พรรคชาติไทยพัฒนา จำนวน ๑ ท่าน🔗
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเสมอกัน เที่ยงธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา ในสัดส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนาขอเสนอ นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
พรรคชาติไทยพัฒนา ขอเสนอ ๑ ท่าน มีผู้รับรองถูกต้อง ต่อไปพรรคเสรีรวมไทย จำนวน ๑ ท่าน🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์ประสงค์ บูรณ์พงศ์ ขอเสนอกรรมาธิการในสัดส่วน ของพรรคเสรีรวมไทย จำนวน ๑ ท่าน นางปิยะศิริ นาโคศิริ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
พรรคเสรีรวมไทย เสนอ ๑ ท่าน มีผู้รับรองถูกต้อง ต่อไปเชิญพรรคประชาชาติ จำนวน ๑ ท่าน🔗
เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๔ จังหวัดนราธิวาส พรรคประชาชาติ ขอเสนอกรรมาธิการวิสามัญร่างพระราชบัญญัติ ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคประชาชาติ จำนวน ๑ ท่าน คือศาสตราจารย์สุชาติ ธาดาธำรงเวช ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
พรรคประชาชาติ เสนอกรรมาธิการ จำนวน ๑ ท่าน มีผู้รับรองถูกต้อง ต่อไปสัดส่วนของวุฒิสภา จำนวน ๑๔ ท่าน เชิญท่านวันชัย สอนศิริ ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเสนอรายชื่อในสัดส่วน ของวุฒิสภาจำนวน ๑๔ คน ดังนี้ ๑. พลเอก กนิษฐ์ ชาญปรีชญา ๒. พลเอก จีระศักดิ์ ชมประสพ ๓. นายซากีย์ พิทักษ์คุมพล ๔. พลเอก ดนัย มีชูเวท ๕. นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ๖. นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ๗. พลเอก ไพโรจน์ พานิชสมัย ๘. นายลักษณ์ วจนานวัช ๙. พลเอก วัฒนา สรรพานิช ๑๐. พลเรือเอก ศักดิ์สิทธิ์ เชิดบุญเมือง ๑๑. พลเอก สกล ชื่นตระกูล ๑๒. นายสุชัย บุตรสาระ ๑๓. นายสุธี มากบุญ และ ๑๔. นายสุรสิทธิ์ ตรีทอง ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ทางวุฒิสภา เสนอกรรมาธิการ ๑๔ ท่าน มีผู้รับรองถูกต้อง เชิญเลขาธิการอ่านรายชื่อคณะกรรมาธิการ🔗
รายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... จำนวน ๔๙ ท่าน ๑. นางรวีวรรณ ภูริเดช ๒. พันตำรวจโท วันนพ สมจินตนากุล ๓. ว่าที่ร้อยตรี พีรพล มั่นจิตต์ ๔. นางนันทนา ธรรมสโรช ๕. นางพรพิมล สัมฤทธิ์ผ่อง ๖. นายฉลอง เทอดวีระพงศ์ ๗. นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ๘. นายจารึก ศรีอ่อน ๙. นายพีระเพชร ศิริกุล ๑๐. นายดะนัย มะหิพันธ์ ๑๑. นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ๑๒. นายโกศล ปัทมะ ๑๓. นายนิรมิต สุจารี ๑๔. นายทศพร เสรีรักษ์ ๑๕. นายชุมพร พลรักษ์ ๑๖. ร้อยโทหญิง สุณิสา ทิวากรดำรง ๑๗. พลตำรวจเอก ยงยุทธ เทพจำนงค์ ๑๘. พันตำรวจโท ฐนภัทร กิตติวงศา ๑๙. นายภูดิท อินสุวรรณ์ ๒๐. นายสุชาติ อุสาหะ ๒๑. นายวัฒนา สิทธิวัง ๒๒. นางทัศนาพร เกษเมธีการุณ ๒๓. นายชูศักดิ์ คีรีมาศทอง ๒๔. นายกิตติชัย เรืองสวัสดิ์ ๒๕. นางสาวเรณุมาศ อิศรภักดี ๒๖. นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ๒๗. นายสมชาย ฝั่งชลจิตร ๒๘. นายคำพอง เทพาคำ ๒๙. นายรัชนาท วานิชสมบัติ ๓๐. นายเกียรติ สิทธีอมร ๓๑. นายสงกรานต์ จิตสุทธิภากร ๓๒. นางกันตวรรณ ตันเถียร ๓๓. นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ๓๔. นางปิยะศิริ นาโคศิริ ๓๕. ศาสตราจารย์สุชาติ ธาดาธำรงเวช ๓๖. พลเอก กนิษฐ์ ชาญปรีชญา ๓๗. พลเอก จีระศักดิ์ ชมประสพ ๓๘. นายซากีย์ พิทักษ์คุมพล ๓๙. พลเอก ดนัย มีชูเวท ๔๐. นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ๔๑. นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ๔๒. พลเอก ไพโรจน์ พานิชสมัย ๔๓. นายลักษณ์ วจนานวัช ๔๔. พลเอก วัฒนา สรรพานิช ๔๕. พลเรือเอก ศักดิ์สิทธิ์ เชิดบุญเมือง ๔๖. พลเอก สกล ชื่นตระกูล ๔๗. นายสุชัย บุตรสาระ ๔๘. นายสุธี มากบุญ ๔๙. นายสุรสิทธิ์ ตรีทอง🔗
ต่อไป กำหนดเวลาแปรญัตติ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานรัฐสภา ดิฉัน นางสาวกานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต ๑ พรรคพลังประชารัฐ ขอเสนอระยะเวลาในการพิจารณา ๗ วัน ขอผู้รับรอง ด้วยค่ะ🔗
ท่านสมาชิก เสนอกำหนดเวลาแปรญัตติ ๗ วัน มีผู้รับรองถูกต้อง มีท่านผู้ใดมีความเห็นเป็นอย่างอื่นไหม🔗
ถ้าไม่มี ถือว่าจบการพิจารณาวาระที่ ๑ ขอบคุณท่านรัฐมนตรีและผู้ชี้แจงครับ🔗
๒. ร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)🔗
ด้วยคณะรัฐมนตรี ได้ประชุมปรึกษาลงมติให้เสนอร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. ..... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) เป็นเรื่องด่วน ซึ่งเป็นร่างพระราชบัญญัติที่จะตราขึ้น เพื่อดำเนินการตามหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศ ตามมาตรา ๒๗๐ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ และได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น เพื่อให้ การตรากฎหมายสอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๗๗ วรรคสอง คณะรัฐมนตรีจึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. .... ต่อ รัฐสภาเพื่อพิจารณาต่อไป ซึ่งเอกสารประกอบการพิจารณาเจ้าหน้าที่ได้จัดวางตามที่นั่งของ ท่านสมาชิกแล้วนะครับ🔗
ทั้งนี้ คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรได้มีหนังสือแจ้งว่า เพื่อให้การตอบชี้แจงข้อซักถามของสมาชิกรัฐสภาครอบคลุมประเด็นคำถามอย่างครบถ้วน จึงขออนุญาตให้ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมตอบชี้แจงข้อซักถาม ซึ่งผมได้พิจารณาแล้ว เห็นว่าเพื่อประโยชน์ในการพิจารณาจึงได้อนุญาตตามข้อบังคับ ข้อ ๕๒ ดังนี้ ๑. นายศักดิ์ดา ภารา นิติกรชำนาญการพิเศษ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ๒. นางชื่นสุมน นิวาทวงษ์ กรรมการร่างกฎหมายประจำสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ขอเชิญผู้เข้าร่วมชี้แจง เข้าประจำที่ครับ🔗
ขอเชิญ ท่านรัฐมนตรีได้แถลงหลักการและเหตุผลต่อที่ประชุมครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ คณะรัฐมนตรีขอเสนอร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. ....🔗
ด้วยเหตุที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นกฎหมาย ในเชิงปฏิรูป ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๐ และเป็นไปตามข้อบังคับการประชุม รัฐสภาฉบับใหม่🔗
หลักการของร่างพระราชบัญญัติที่เสนอมาในวันนี้ก็คือการปรับปรุงกฎหมาย ว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. .... ที่ใช้คำว่าปรับปรุงนั้นก็เพราะว่าจะเป็นการเสนอ ให้ยกเลิกกฎหมายเดิมที่มีอยู่ตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ ทั้งฉบับ และจัดทำขึ้นใหม่แทนที่ ซึ่งรูปแบบ ของการจัดทำกฎหมายที่ได้ตกลงกันโดยที่ประชุมใหญ่ของคณะกรรมการกฤษฎีกาล่าสุดก็คือ กรณีอย่างนี้ให้เรียกว่าเป็นการปรับปรุง ถึงจะเป็นการยกเลิกกฎหมายทั้งฉบับก็ตาม แต่ว่า เป็นการจัดให้มีกฎหมายใหม่ขึ้นมาแทนที่ ส่วนกฎหมายที่จะถูกยกเลิกไปนั้นก็คือ พระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. ๒๕๕๖ กฎหมายที่เสนอมาใหม่ในวันนี้ ก็มีชื่อทำนองเดียวกัน ถ้อยคำที่อาจจะขาดหายแล้วแตกต่างไปก็คือคำว่าว่าด้วย เพราะของใหม่ ที่เสนอในวันนี้นั้นไม่ได้ใช้คำว่าว่าด้วยติดเข้ามา ซึ่งก็เป็นรูปแบบของการเขียนกฎหมาย ยุคใหม่ที่คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตกลงกันว่าแม้กฎหมายสมัยเก่า ๆ จะมีคำว่าว่าด้วย แต่คำว่าว่าด้วยที่จริงก็ควรจะสงวนเอาไว้สำหรับการเรียกกฎหมายเป็นการทั่วไป เช่นคำว่า กฎหมายว่าด้วยการจราจร แต่ถ้าเป็นพระราชบัญญัติก็จะไม่เรียกว่าพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการจราจร ก็เรียกตรง ๆ ไปเลยว่าพระราชบัญญัติการจราจร ดังนี้เป็นต้น🔗
เหตุผลที่ต้องรบกวนเวลาของรัฐสภาเสนอร่างพระราชบัญญัติมาในวันนี้ ก็เพราะเหตุที่ว่าแม้เดิมทีจะมีพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. ๒๕๕๖ ใช้บังคับอยู่จนถึงปัจจุบัน แต่เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวเป็นกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อให้เป็นไป ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ บัดนี้รัฐธรรมนูญได้เปลี่ยนแปลงไปเป็น ฉบับปี พ.ศ. ๒๕๖๐ บทบัญญัติบางประการในกฎหมายฉบับนั้นจึงไม่สอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้ใหม่ในปัจจุบัน นั่นเป็นเหตุผลประการที่ ๑🔗
เหตุผลประการที่ ๒ พระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. ๒๕๕๖ ยังขาดสาระสำคัญที่อาจจะเหมาะสมในยุคที่ได้ออกมาเมื่อครั้งกระโน้น แต่ในวันนี้แนวโน้มที่ประชาชนจะเข้าชื่อเสนอกฎหมายกันมีมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันอาจจะมี ข้อจำกัดขีดความสามารถ ศักยภาพในการจัดทำ จึงควรจะมีกลไกช่วยเหลือประชาชนในการ จัดทำและเสนอร่างกฎหมายที่มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการเสนอร่างพระราชบัญญัติ หรือร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมก็ตาม ด้วยเหตุดังที่ได้กราบเรียนมานี้สมควรปรับปรุง พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวที่ใช้อยู่ในปัจจุบันให้เหมาะสมและสอดคล้องกับมาตรา ๑๓๓ (๓) มาตรา ๒๕๖ (๑) และมาตรา ๒๕๘ ค. (๔) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับปัจจุบัน) จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้น จึงขอประทานเสนอมายัง ที่ประชุมรัฐสภาได้กรุณาพิจารณา🔗
ขั้นตอน ต่อไปจะเป็นการอภิปรายซักถามหรือตั้งข้อสังเกตในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก่อนที่ จะลงมติว่าจะรับหลักการหรือไม่รับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติ ผมมีข้อที่จะปรึกษา ท่านสมาชิกสักเล็กน้อยนะครับ ตามบัญชีรายชื่อผู้ที่แสดงความจำนงเข้าชื่อไว้เพื่ออภิปราย ฝ่ายค้าน ๔ ท่าน พรรคก้าวไกล ๓ ท่าน พรรคเพื่อไทย ๑ ท่าน ส่วน ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล มีพรรคชาติไทยพัฒนาเพียง ๑ ท่าน สมาชิกวุฒิสภา ๘ ท่าน ดังนั้นเพื่อที่จะบริหารเวลา ได้ถูกต้อง ผมอยากจะขอให้ผู้ที่จะอภิปรายร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้กรุณาส่งชื่อ เข้ามาก่อน เพื่อที่จะได้จัดเวลาในการอภิปรายได้ถูกต้อง จะได้ไม่มีปัญหามาคั่งค้าง ตอนใกล้จะจบการอภิปราย ย้ำอีกทีนะครับ ส.ส. ฝ่ายค้านมีพรรคก้าวไกล ๓ ท่าน พรรคเพื่อไทย ๑ ท่าน ฝ่ายรัฐบาลมีพรรคชาติไทยพัฒนา ๑ ท่าน สมาชิกวุฒิสภา ๘ ท่าน ดังนั้นขอให้ท่านแสดงความจำนง ณ ตอนนี้ เพื่อที่จะได้บริหารเวลาได้ถูกต้องครับ ลำดับแรก ผมขอเรียนเชิญพรรคฝ่ายค้านก่อนนะครับ ท่านวรภพ วิริยะโรจน์ พรรคก้าวไกล เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายวรภพ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออภิปรายเกริ่นนำต่อ ท่านประธานก่อน ผมคิดว่าปัญหาใหญ่ของประเทศไทยคือรัฐไทยไม่เคยจริงใจ ต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ระบอบประชาธิปไตยของไทยไม่มั่นคง แล้วก็สะท้อนออกมาในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ของรัฐบาลใน ๒ ประเด็นด้วยกันครับ🔗
ผมขอเริ่มจากประเด็นแรกว่าการเข้าชื่อเสนอกฎหมายที่ผ่านมาล้วนมาจาก ความทุ่มเทเสียสละทั้งเวลาและเงินทุนของประชาชนกันเอง ด้วยเงื่อนไขที่กำหนดให้ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนเป็นหลักฐานในการเข้าชื่อ และการที่จะได้สำเนาบัตร ประจำตัวประชาชนถึง ๑๐,๐๐๐ ใบมีต้นทุน ทั้งการจัดเวทีเชิญชวนอธิบายถึงประโยชน์ สาระสำคัญของกฎหมาย และขอสำเนาบัตรประชาชนมาเป็นหลักฐาน ประชาชน เป็นหมื่น ๆ คนต้องลงทุนลงแรงโดยที่ยังไม่รู้เลยว่าผลลัพธ์ของการร่างกฎหมายฉบับนั้น จะเป็นอย่างไรในสภาผู้แทนราษฎร นี่คือกลไกที่ผู้มีอำนาจของประเทศนี้วางไว้ตลอดว่าด้วย ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการเข้าชื่อ เพื่อบั่นทอนสิทธิและลิดรอนอำนาจในการเข้ามามีส่วนร่วม ของประชาชน แต่ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันท่านประธานย่อมรู้ดีว่าการใช้ระบบออนไลน์ (Online) เข้ามาเสริมเพิ่มเติมคือเป็นทางเลือกให้กับประชาชนสำหรับการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย คือคำตอบที่จะให้การเข้าชื่อของประชาชนมีต้นทุนที่ถูกลง ทำให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วม ทางการเมืองได้โดยตรง เพียงแค่มีมือถือ มีสมาร์ตโฟน (Smartphone) มีอินเทอร์เน็ต (Internet) ประชาชนก็มีส่วนร่วมกับอำนาจทางการเมือง อำนาจในการออกกฎหมาย ของประเทศได้จริง และถึงแม้ว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ปลดล็อกต่อประเด็นนี้ไว้ในมาตรา ๘ คือรับรองว่าการเข้าชื่อเสนอกฎหมายสามารถทำผ่านระบบออนไลน์ (Online) ได้ แต่สิ่งที่ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้วางกลไกไว้ จะด้วยความตั้งใจหรือความไม่เข้าใจในระบบ เทคโนโลยีของรัฐบาลเอง คือไม่กำหนดให้กรมการปกครองซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ ฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรโดยตรงมีหน้าที่ต้องจัดทำหรือให้ความร่วมมือเพื่อให้มีระบบ ยืนยันตัวตนออนไลน์ (Online) สำหรับการเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้ และสมมุติว่าร่างกฎหมาย ฉบับนี้ผ่านออกมาแล้วต่อให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้อยากจะลงทุนจัดให้มีระบบเข้าชื่อ เสนอกฎหมายออนไลน์ (Online) ถ้ากรมการปกครองไม่ให้ความร่วมมือ ไม่มีระบบยืนยันตัวตน ไม่มีดิจิทัลไอดี (Digital ID) ไม่มีการเชื่อมต่อข้อมูลเพื่อตรวจสอบผู้มีสิทธิเลือกตั้งกับ กรมการปกครองแล้ว ก็ไม่มีทางเลยที่ประชาชนจะได้สิทธิในการเข้าชื่อผ่านระบบออนไลน์ (Online) ได้ เพราะฐานข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งอยู่ที่กรมการปกครอง และสภาผู้แทนราษฎร แห่งนี้ไม่ได้มีอำนาจใดในการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทางระบบออนไลน์ (Online) ได้เลย แล้วกลายเป็นจะต้องอาศัยสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนเป็นหลักฐาน แล้วปล่อยให้ประชาชนเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการหาสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ต่อไป ยิ่งในร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่มีกำหนดระยะเวลาไว้ที่จะบังคับให้หน่วยงานของรัฐ ต้องจัดให้มีระบบการเข้าชื่อทางออนไลน์ (Online) นั่นหมายถึงสิทธิของประชาชนที่ไม่มีกำหนด ประชาชนไม่รู้ว่าจะต้องรออีกนานเท่าไรที่จะได้เครื่องมือเพื่อทวงอำนาจในการออกกฎหมาย ให้กลับมาเป็นของประชาชนได้จริง🔗
ประเด็นที่ ๒ ร่างกฎหมายฉบับนี้ที่รัฐบาลวางกลไกไว้คือให้ร่างกฎหมายที่ ประชาชนเสนอเข้ามาถูกยุติแล้วปัดตกได้ง่ายมาก เริ่มตั้งแต่มาตรา ๑๐ ของร่างกฎหมาย ฉบับนี้ที่กำหนดไว้ว่าร่างกฎหมายใดที่จำนวนประชาชนเข้าชื่อไม่ครบภายใน ๑ ปีจะถูกยุติ แล้วปัดตกไปทันที ร่างกฎหมายที่ประชาชนเข้าชื่อแต่ละฉบับกว่าจะลงทุนลงแรงเชิญชวน ประชาชนมาเข้าชื่อกันไม่ได้หากันง่าย ๆ ไม่เหมือนร่างกฎหมายที่คณะรัฐมนตรี ๓๖ คน จะมีมติ ครม. เสนอเข้ามา หรือร่างกฎหมายที่เสนอโดย ส.ส. ๒๐ คน เข้าชื่อเสนอเข้ามา และเหตุผลอะไรครับรัฐบาลถึงได้กำหนดเงื่อนไขที่มาจำกัดสิทธิ จำกัดระยะเวลาของ ภาคประชาชนในการเข้าชื่อ โดยไม่สนว่าร่างกฎหมายนั้นจะมีจำนวนกี่พันคนมาเข้าชื่อแล้ว การกำหนดเงื่อนไขในลักษณะแบบนี้อาจจะมาจากหลักคิดที่ว่าอำนาจไม่ได้เป็นของ ประชาชน มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลยครับว่ามาจากหลักคิดที่ว่ากำหนดอย่างไรให้หน่วยงาน ของรัฐทำงานง่าย นอกจากเก็บหลักฐานเอกสารไว้นาน ประชาชนเข้าชื่อไม่ครบ ๑ ปีก็ปัดตกไป คือหลักคิดมักง่ายแบบนี้ใช่หรือไม่ที่เอามาลิดรอนสิทธิประชาชน และมากกว่านั้นถ้าเป็น ร่างกฎหมายทางการเงินก็ต้องให้นายกรัฐมนตรีรับรอง อันนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ แต่มาตรา ๑๒ ก็มากำหนดไว้เพิ่มเติมว่าถ้านายกรัฐมนตรีไม่รับรองภายใน ๙๐ วันให้ถือว่า ร่างกฎหมายเข้าชื่อจากภาคประชาชนเป็นอันยุติและปัดตกไป แต่ข้อเท็จจริงคือไม่มี ร่างกฎหมายการเงินฉบับไหนที่ภาคประชาชนเสนอและนายกรัฐมนตรีรับรองได้ภายใน ๙๐ วัน นี่คือกลไกที่วางเอาไว้เพื่อให้คนเพียง ๑ คนสามารถหยุดยั้งร่างกฎหมายที่ประชาชน เข้าชื่อมาเป็นหมื่นคน เป็นแสนคนได้ ไม่ให้ร่างกฎหมายนั้นเข้ามาพิจารณาอภิปรายกันในสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่กระบวนการแรก ด้วยซ้ำ ซึ่งก็สะท้อนนะครับ มีผลลัพธ์จากการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชนที่ผ่านมาว่า มีเพียงแค่ ๑๐ ฉบับจาก ๗๖ ฉบับ หรือเพียง ๑๓ เปอร์เซ็นต์ที่กฎหมายที่เสนอโดย ภาคประชาชนผ่านมาเป็นกฎหมายได้จริง เพราะด้วยเงื่อนไขนี้ที่เป็นสาเหตุหลักคือ นายกรัฐมนตรีไม่ยอมรับรองร่างกฎหมายทางการเงินที่ภาคประชาชนเสนอเข้ามา ถึงแม้ว่า จะมีคนเสนอเข้ามาเป็นหมื่นคนก็ตาม🔗
ทั้ง ๒ ประเด็นที่ผมได้อภิปรายถึง ผมได้ทำการยื่นพระราชบัญญัติเข้าชื่อ เสนอกฎหมายฉบับของพรรคก้าวไกลเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อปรับปรุงและแก้ไขใน ๒ ประเด็นใหญ่นี้ เป็นร่างที่ ครม. กำลังเสนอเข้ามา แต่เมื่อเป็น ร่างกฎหมายการเงินก็กลายเป็นว่าท่านนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งไม่รับรองทั้ง ๆ ที่เป็นกฎหมาย ปฏิรูปแท้ ๆ และหลักการก็เหมือนกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ทุกประการ นี่คือตัวอย่าง ที่ชัดเจนเลยครับว่าจะกลายเป็นกลไกเดียวกันที่จะถูกนำมาใช้เพื่อขัดขวางการมีส่วนร่วม ของประชาชน กลไกเดียวกันนี้จะถูกนำมาใช้เพื่อขัดขวางอำนาจในการร่วมออกกฎหมาย ของประชาชน คือกลไกเดียวกันที่รัฐบาลจะมั่นใจได้ว่าให้อำนาจของประเทศนี้จะยังคงเป็น ของคนส่วนน้อย เพื่อคนส่วนน้อยได้ตลอดไป ขอบคุณครับ🔗
ต่อไป ผมขอเชิญท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย จากวุฒิสภาก่อนนะครับ ตามด้วยท่านปดิพัทธ์ สันติภาดา พรรคก้าวไกล แล้วก็มาท่านนิกร จำนง เชิญท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านประธาน กระผม นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณทางคณะรัฐมนตรีที่ได้กรุณาเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เข้าสู่การประชุมของรัฐสภา เหตุผลก็เพราะว่าเมื่อเราพูดถึงสิทธิในการเสนอกฎหมายของ พี่น้องประชาชนพวกเราคงทราบดีว่านั่นคือสิทธิขั้นพื้นฐานในการมีส่วนร่วมทางการเมือง ของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะสิทธิในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายเป็นสิทธิที่รัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันได้บัญญัติไว้ ทั้งในมาตรา ๑๓๓ และทั้งในมาตรา ๒๕๘ ค. ว่าด้วยเรื่อง การปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งกำหนดให้มีกลไกในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในการจัดทำ ร่างกฎหมายและในการเสนอกฎหมาย ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีทั้งหมด ๒๐ มาตรา ผมได้ศึกษาทำความเข้าใจ แล้วก็เป็นอย่างที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้กรุณาชี้แจงต่อ ที่ประชุมว่าเป็นกฎหมายที่ปรับปรุงกฎหมายในปี ๒๕๕๖ ถ้าเราดูในร่างกฎหมายฉบับนี้ จะเห็นได้ว่าแบ่งออกเป็น ๓ ส่วนใหญ่ ๆ🔗
ส่วนแรกคือส่วนที่ว่าด้วยสาระสำคัญเกี่ยวกับสิทธิในการร่วมกันเข้าชื่อ เสนอกฎหมายของพี่น้องประชาชน ซึ่งหลักเกณฑ์ยังคงเหมือนเดิมก็คือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน ๑๐,๐๐๐ คน มีสิทธิที่จะเข้าชื่อเพื่อเสนอร่างกฎหมายต่อรัฐสภาได้🔗
ส่วนที่ ๒ จะเป็นส่วนที่ถูกเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ตามกติกาที่ถูกกำหนดไว้ ในมาตรา ๒๕๘ ค. ในเรื่องที่ต้องมีกลไกช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในการจัดทำกฎหมาย และการเสนอกฎหมาย ซึ่งมาตรา ๒๕๘ เป็นมาตราที่อยู่ในหมวดการปฏิรูปประเทศ นั่นคือ เหตุผลว่าทำไมรัฐบาลจึงได้เสนอร่างกฎหมายฉบับนี้เข้ามาโดยกำหนดให้เป็นกฎหมาย ปฏิรูปประเทศ และเข้าสู่การพิจารณาร่วมกันของที่ประชุมรัฐสภาในวันนี้ กลไกในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้กำหนดให้มีหน่วยงานที่จะมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ในการจัดทำร่างกฎหมาย ซึ่งกำหนดให้เป็นภารกิจของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ตรงนี้ที่ผมขออนุญาตตั้งเป็นข้อสังเกตว่าจะมีประเด็นปัญหาที่จะทำให้สำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรต้องรีบไปเตรียมตัวเองให้มีความพร้อมทั้งในเรื่องหน่วยงาน ทั้งในเรื่อง บุคลากร แม้ว่าในอดีตที่ผ่านมาในยุคสมัยที่เราใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อ เสนอกฎหมาย พ.ศ. ๒๕๕๖ กฎหมายฉบับนั้นจะไม่ได้เขียนภารกิจเรื่องนี้ให้เป็นภารกิจ ของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรโดยตรงก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติสำนักงาน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรก็ได้ให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในการช่วยจัดทำ ร่างกฎหมายโดยมีนิติกรของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรคอยให้การช่วยเหลือ อยู่ก็ตาม แต่ในยุคสมัยนั้นก็เป็นเพียงงานฝากที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้ดำเนินการเอง โดยไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายเขียนไว้เป็นการเฉพาะเจาะจง แต่สำหรับ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องมีกลไกช่วยเหลือประชาชน ในการจัดทำร่างกฎหมายและการเสนอกฎหมาย กฎหมายฉบับนี้จึงเขียนให้เป็นภารกิจ ของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และนอกเหนือไปจากภารกิจที่จะต้องช่วย พี่น้องประชาชนในการจัดทำกฎหมายแล้ว ยังกำหนดให้มีการภารกิจที่จะต้องช่วยกัน รวบรวมรายชื่อของพี่น้องประชาชนที่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายที่จะมีการเสนอ ยิ่งไปกว่านั้น ยังกำหนดให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรมีหน้าที่ในการช่วยจัดทำกระบวนการ ตามมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญ นั่นก็คือการเปิดรับฟังความคิดเห็น การทำรายงานวิเคราะห์ ผลกระทบของร่างกฎหมาย รวมทั้งการเปิดเผยผลให้กับพี่น้องประชาชนโดยทั่วไปได้รับทราบ ตรงนี้ที่ผมมีความเป็นห่วงถึงความพร้อมของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ว่าท่านจะต้องไปเตรียมทั้งหน่วยงาน เตรียมทั้งบุคลากร เพราะเป็นภารกิจใหม่ที่กฎหมาย เขียนให้เป็นหน้าที่ของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร🔗
ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่าในอดีตผมเคยเป็นประธานคณะทำงาน ในการเตรียมบุคลากรของรัฐสภาคือทั้งสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็วุฒิสภา ในการที่จะพัฒนา นิติกรของทั้ง ๒ สภาขึ้นมา โดยมีการกำหนดตำแหน่งงานใหม่ให้กับนิติกรของทั้ง ๒ สภา ก็คือตำแหน่งนักกฎหมายนิติบัญญัติเพื่อเตรียมความพร้อมในการมารองรับภารกิจที่ว่านี้ และในวันนี้ภารกิจดังกล่าวกำลังจะเกิดขึ้นจริง ก็ต้องถามผ่านท่านประธานไปยังเลขาธิการ ของทั้ง ๒ สภาว่าตำแหน่งนักกฎหมายนิติบัญญัติซึ่งได้ดำเนินการจนกระทั่งผ่านมติ ก.ร. ไปแล้วในอดีตนั้น ณ วันนี้ท่านได้ดำเนินการไปถึงไหน ไม่เช่นนั้นกฎหมายฉบับนี้ที่เรา ออกแบบให้มาตอบสนองพี่น้องประชาชนในการเข้าถึงสิทธิทางการเมือง ในการมีส่วนร่วม ทางการเมืองจะเข้าไม่ถึงกลไกทั้งหมด จะมาติดกับดักอยู่ที่การให้ความช่วยเหลือของ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรถ้าท่านไม่เตรียมความพร้อมของบุคลากรให้พร้อม ในเรื่องนี้🔗
ส่วนสุดท้ายของกฎหมายฉบับนี้คือส่วนที่อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นบทเฉพาะกาล ที่ถูกออกแบบให้มารองรับในเรื่องของการเข้าชื่อเสนอกฎหมายตามกฎหมายเดิม ให้ยังคงมี ผลต่อไป ออกมารองรับในเรื่องของการเข้าชื่อเสนอกฎหมายที่ได้ยื่นไว้ตั้งแต่ในสมัย สนช. แล้วกฎหมายต่าง ๆ ดังกล่าวต้องตกไปเพราะ สนช. สิ้นสุดลง ทำให้กระบวนการต่าง ๆ เหล่านั้นยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ต่อไป ซึ่งตรงนี้ต้องขอชื่นชมว่าสิ่งที่พี่น้องประชาชนทุ่มเทไว้นั้น ไม่สูญเปล่า ถือว่าเป็นมิติใหม่ของการเขียนกฎหมายมารองรับในสิ่งที่พี่น้องประชาชน ได้ทุ่มเทไว้ในอดีตให้ยังคงมีผลต่อไป ซึ่งผมเห็นด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไป ท่านปดิพัทธ์ สันติภาดา ท่านนิกร จำนง วุฒิสภา ๒ ท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม และท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ เชิญท่านปดิพัทธ์ สันติภาดา ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ผม ปดิพัทธ์ สันติภาดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ถึงจะมีปัญหามากที่ทำให้ ประเทศต้องมาเดือดร้อนรับกรรมกันอยู่ตอนนี้ แต่อย่างน้อยก็ยังมีมาตรา ๑๓๓ (๓) ที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเสนอร่างกฎหมายได้ เป็นการมีส่วนร่วมในประชาธิปไตย โดยตรงของพี่น้องประชาชนที่ได้ฝึกฝน เรียนรู้กระบวนการทำประชาธิปไตย จะทำให้ พวกเขาสัมผัสได้ว่าประชาชนยังพอจะมีอำนาจอยู่ในประเทศนี้อยู่บ้าง🔗
จากการที่ผมได้ทำงานในคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน เราได้เชิญผู้ที่เคยเสนอกฎหมายเหล่านี้เข้ามาให้ความเห็น ปรากฏว่าปัญหาไม่ได้อยู่ในเชิงเทคนิคที่ว่าจะมีหน่วยงานอย่างสำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรมารองรับหรือไม่ แต่ปัญหาสำคัญอยู่ที่เรื่องของการจัดสรรอำนาจ จุดเริ่มต้นของการพัฒนาการเมืองแบบนี้เริ่มต้นตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ และเรามี พ.ร.บ. ว่าด้วย การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ปี ๒๕๔๒ ในตอนนั้นถึงจะมีต้นทุนสูงมากในการทำร่างกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของจำนวนชื่อ เรื่องการใช้เอกสารที่มากมาย แต่ท่านประธานทราบไหมครับว่า มีกฎหมายที่ประชาชนเสนอเข้ามาถึง ๑๒ ฉบับเป็นกฎหมายที่สำคัญต่อประเทศ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. สภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ และถูกนำมาใช้เป็นนโยบายที่ทำ คุณูปการให้กับประเทศไทยในภายหลัง บทเรียนที่เกิดขึ้นก็คือกฎหมายที่ออกโดยภาคประชาชนนั้น แก้ไขปัญหาสำคัญที่บอกว่าคนทำไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ทำ เพราะประชาชนกลุ่มต่าง ๆ นั้น เป็นคนที่ประสบปัญหาตัวจริง เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตัวจริง และรู้ปัญหาจริง ๆ ว่า เขาต้องการแก้ไขอย่างไร จากการที่มีการปรับปรุง พ.ร.บ. ว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ปี ๒๕๕๖ เราได้พบว่าประชาชนตื่นตัวขึ้นอย่างมาก เมื่อเรามีการอำนวยความสะดวกมากขึ้น มีกฎหมายเสนอเข้ามาที่สภาแห่งนี้ถึง ๔๑ ฉบับ และเป็นกฎหมายที่ถ้าสำเร็จไปตั้งแต่วันนั้น ประเทศไทยเราอาจจะดีกว่านี้ก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ร.บ. คุ้มครอง ผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ร.บ. ป้องกันการทารุณกรรมและการจัด สวัสดิภาพสัตว์ เป็นต้น แต่ความสำเร็จนั้นมีเพียงแค่ ๑๓ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เพราะติดปัญหา อย่างที่ท่าน ส.ส. วรภพได้พูดไป สิ่งที่ พ.ร.บ. ฉบับนี้ปรับปรุงใหม่เข้ามาผมเห็นพัฒนาการที่ดี ไม่ว่าจะเป็นการใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่จะลดต้นทุนและเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว รวมไปถึง บทบาทหน้าที่ของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรที่จะสนับสนุนทั้งความรู้ ทั้งงบประมาณ แล้วก็กระบวนการทำ แต่หัวใจของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็คืออำนาจของประชาชน ที่จะมีในการตรากฎหมายยังไม่ได้รับการแก้ไขเลย มาตรา ๖ ของ พ.ร.บ. นี้ยังเป็นเหมือนเดิม ก็คือจำกัดสิทธิให้ประชาชนเสนอกฎหมายได้เพียงแค่ ๒ หมวดเท่านั้น คือหมวด ๓ ว่าด้วย สิทธิและเสรีภาพ และหมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ คำถามคือถ้าเราเชื่อใจว่าประชาชนมีอำนาจ ประชาชนมีความรู้ ประชาชนมีสิทธิที่จะเสนอกฎหมาย ทำไมจำกัดเพียงแค่ ๒ หมวดเท่านั้น และจริง ๆ แล้วถ้าท่านจะเซ็นเซอร์ (Sensor) เขาในภายหลังยังมีขั้นตอนอีกมากมาย แต่ทำไมต้องเซ็นเซอร์ (Sensor) ตั้งแต่เริ่มต้น มาตรา ๙ เมื่อมีการเชิญชวนให้มีการเข้าชื่อ เสนอกฎหมายห้ามมิให้มีการแก้ไขหลักการและข้อความในร่างพระราชบัญญัติ เว้นแต่เป็น การแก้ข้อความที่ไม่ใช่สาระสำคัญ ไม่มีใครอยากจะแก้ที่หลักการหรอกครับ แต่ในกระบวนการ ๑ ปีที่จะไปเข้าชื่ออาจจำเป็นต้องมีการแก้ไขข้อความบ้าง แต่ท่านกลับมิให้มีการแก้ไขเลย แม้แต่น้อย เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรม และมาตราที่เป็นปัญหาที่สุดก็อยู่ในมาตรา ๑๒ คือพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการเงินนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีต้องรับรองภายใน ๙๐ วัน ถ้าไม่รับรองก็จะตกไป และมีหนังสือที่เย็นชา ไร้เหตุผลแจ้งไปที่ประชาชนว่านายกรัฐมนตรี ไม่รับรอง กฎหมายฉบับนี้หัวใจไม่ใช่ประชาชน กฎหมายฉบับนี้หัวใจก็ยังเป็นรัฐที่ใหญ่โต คับฟ้าเหมือนเดิม และมีพระราชบัญญัติอะไรที่ทำให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพดีขึ้น ปกป้อง คุ้มครองเขาดีขึ้น และไม่เกี่ยวกับการเงินหรือครับ หาได้ยากมากนะครับถ้าอยากจะหลบ ทางเทคนิค ไม่อยากให้ไปติดอยู่ที่นายกรัฐมนตรี ก็ต้องตัดมาตราที่เกี่ยวกับการเงินออก ก็ผิดเจตจำนงที่ประชาชนอยากจะผลักดันกฎหมายนั้น ๆ มิหนำซ้ำประสบการณ์ของ ภาคประชาชนในชั้นกรรมาธิการ ประชาชนที่มีที่นั่งในกรรมาธิการน้อยกว่า ส.ส. ทั้งจาก รัฐบาล ฝ่ายค้าน และคณะรัฐมนตรีอยู่แล้ว ร่างของประชาชนก็ไม่เคยได้เป็นร่างหลัก ในการพิจารณา แต่ร่างของรัฐบาลที่ยื่นประกบมา โดยความเข้าใจว่าร่างของรัฐบาลนั้นดีกว่า มีความรู้กว่า สมบูรณ์กว่า หรือมีศักดิ์ศรีมากกว่า ผมก็ไม่ทราบนะครับ แต่ร่างของประชาชน ไม่เคยได้เป็นร่างหลักในการพิจารณา ทั้งที่พวกเขาเป็นคนเสนอกฎหมายเข้ามา มิหนำซ้ำในการจัดสรรตำแหน่งต่าง ๆ ในชั้นกรรมาธิการ พวกเขาก็มักจะไม่ได้ตำแหน่งสำคัญ ๆ ไป เพราะฉะนั้นบ้านเมืองเราก็เป็นแบบนี้ละครับ ถ้า พ.ร.บ. ฉบับนี้หัวใจคือประชาชน ผมไม่เห็นประชาชนอยู่ในอำนาจเลย เสนอกฎหมาย ก็เสนอได้ สุดท้ายก็ได้ร่างรัฐบาล เหมือนกับการเลือกตั้งมีสิทธิเลือกตั้ง สุดท้ายก็ได้ นายกรัฐมนตรีประยุทธ์อยู่ดี การเลือกตั้งที่เป็นสิทธิของประชาชน การเสนอกฎหมายที่เป็น สิทธิของประชาชนเป็นแค่เรื่องปาหี่หรือเปล่าครับ เพราะสุดท้ายอย่างไรรัฐบาลก็จะได้ สิ่งที่รัฐบาลต้องการเสมอ เหมือนกับเรานั่งประชุมอยู่อย่างนี้ถ้าท่านอยากให้ ส.ว. มาโหวต ท่านก็แค่ใส่ว่าเป็นกฎหมายปฏิรูปประเทศ ผมก็เกรงว่าจะเป็นอย่างนั้น สุดท้ายพวกผม เป็นสมาชิก สนช. หรือเปล่า🔗
ข้อเสนอของพรรคก้าวไกล เรามีความยินดีที่จะเห็นกฎหมายฉบับนี้ ถูกหยิบยกและพัฒนาขึ้นมาเป็นความก้าวหน้า แต่ผมกลับเห็นว่าความก้าวหน้าที่มีอยู่ ในฉบับนี้ที่มีการปรับปรุงเป็นการแต่งหน้า ทาปากนิด ๆ หน่อย ๆ เท่านั้นเอง ไหน ๆ เรา จะร่างใหม่ อย่างที่ท่านวิษณุบอกว่าเป็นการปรับปรุง คือยกเลิกของเก่าเรามาทำกันใหม่ ดีไหมครับ สะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริงว่า ประชาชนมีสิทธิ มีอำนาจ ท่านอยากช่วยเขาท่านต้องกลับไปที่หัวใจของฉบับนี้ก่อนว่า ประชาชนนั้นมีสิทธิอย่างสมบูรณ์ และพวกเขาต้องเป็นพระเอกในการจัดทำร่างกฎหมาย ฉบับนี้ หมดข้ออ้างแล้วว่าประชาชนไม่มีความรู้ หมดข้ออ้างแล้วว่าประชาชนไม่รู้กระบวนความ ไม่รู้ความทางกฎหมาย แน่นอนไม่มีใครรู้กฎหมายดีเท่ากับคณะกรรมการกฤษฎีกาในแง่ของ วิชาการ แต่ผมคิดว่าเราสามารถจริงใจในการสนับสนุนพวกเขาได้ และสำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรที่เพิ่มบทบาทมานี้จะเป็นกระบวนการสำคัญ และเราต้องปรับปรุงหัวใจ แล้วก็อำนาจในพระราชบัญญัติฉบับนี้ เพื่อที่ พ.ร.บ. การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. .... จะได้เป็นของประชาชนจริง ๆ แล้วก็ไม่ถูกทำให้เป็นปาหี่เล่นละครนะครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไป ท่านนิกร จำนง ผมลืมเรียนไปว่าถ้าทางท่านรองนายกรัฐมนตรี ทางรัฐบาลต้องการจะชี้แจง เมื่อไรก็ตามสบายนะครับ เชิญท่านนิกร จำนง ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นิกร จำนง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ผมขออภิปรายให้ความเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อ เสนอกฎหมาย พ.ศ. .... ฉบับปรับปรุงใหม่ ว่าผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับการเสนอปรับปรุง กฎหมายฉบับนี้ เพราะว่ากฎหมายเดิมมีความไม่สมบูรณ์อยู่หลายส่วน ทำให้วัตถุประสงค์ ของการเข้าชื่อเสนอกฎหมายลักษณะนี้ไม่มีผลสัมฤทธิ์ตามที่พึงประสงค์ตลอดมา ผมจะพูดสิ่งที่เกิดขึ้นจริงว่าผมเองได้มีโอกาสจัดทำกฎหมายที่เสนอมาโดยประชาชน ๑ ฉบับ เมื่อปี ๒๕๕๕ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. .... ท่ามกลางวิบากกรรมกว่าจะสำเร็จ ลงได้ ถือเป็นกฎหมายฉบับแรกที่คุ้มครองสัตว์ในประเทศไทย ผมเรียนอย่างนี้ว่ากฎหมายนี้ มาจากการรวบรวมชื่อซึ่งทำได้ยากมากจากภาคประชาชน เขารวบรวมมา ๒๐,๐๐๐ กว่าชื่อ พอมากรองแล้วเหลือที่ใช้ได้จริง ๑๑,๕๑๐ ชื่อเท่านั้นเอง ค่าใช้จ่ายเป็นพวกภาคีที่รักสัตว์ ทั้งหลายมาช่วยกันทั่วประเทศก็รวบรวมมาได้ พอสภารับแล้วร่างกฎหมายนี้ก็เข้าสภา ร่างกฎหมายที่ริเริ่มโดยประชาชนถูกครอบงำด้วยร่างกฎหมายของรัฐบาลเป็นหลัก คือพอ กฎหมายฉบับนี้มาเขาก็ส่งผมเข้ามาในโควตาของรัฐบาล ผมเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตอนนั้น แล้วก็ใช้ร่างของกรมปศุสัตว์เป็นหลัก ซึ่งร่างนี้ขึ้นมา ประกบของประชาชน แต่ให้ยึดร่างของกรมปศุสัตว์เป็นหลัก ตรงนี้มีเกร็ดเล็กน้อย คือกรรมาธิการที่ตั้งขึ้นมาจะมี ๓ ส่วนเท่า ๆ กัน ปรากฏว่าเหมือนจะตกลงกันไม่ได้ว่าใคร จะเป็นประธาน มีความขัดแย้ง และน้ำหนักพอ ๆ กัน เขาก็เลยออกตรงกลาง ก็ขอให้ผม ช่วยเป็นประธาน ผมรับปากแล้วก็เป็นประธานมา ใช้เวลาในการพิจารณากฎหมายฉบับนี้ เสร็จเรียบร้อย ประชาชนก็ได้ใส่เข้ามาเต็มที่แล้วมีการเกลากัน โดยให้กฤษฎีกามาช่วย เกลากันไปเกลากันมา คือยอมความกันได้กฎหมายที่ดีมาเสร็จสิ้น ปรากฏว่าเอากลับไปเข้าวิป (Whip) รัฐบาล วิป (Whip) รัฐบาลไม่ผ่าน เพราะว่ามีข้อขัดข้องในรายละเอียดบางอย่างเกี่ยวกับท้องถิ่น แถวจังหวัดสกลนครบ้าง แล้วก็มีปัญหาเรื่องเกี่ยวกับเรื่องการชนไก่ เรื่องประเพณีดั้งเดิม ไม่เห็นด้วย ผมเกรงว่าจะตกก็เลยขอถอนร่างฉบับนี้ที่เข้าสู่การพิจารณาของสภาแล้ว เข้าวาระแล้วออกมา เมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๖ แล้วผมนำกลับมาพิจารณาใหม่ เรียกประชุมคณะกรรมาธิการใหม่ขอเคลียร์ (Clear) ตรงนี้ ปรากฏว่าทางภาคประชาชน เขาก็ยอม มีการปรับไปตามความเห็นของวิป (Whip) รัฐบาลตอนนั้น ผมเป็นวิป (Whip) อยู่ด้วยก็มีการปรับปรุง แล้วก็เอากลับเข้าไปในสภาใหม่เมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๖ ปรากฏว่ามีการยึดอำนาจกฎหมายก็ตกไป ทั้ง ๆ ที่ทำกันมาอย่างดีเสร็จสิ้นเรียบร้อย พอตกไปแล้วด้วยความดีงามและความจำเป็นของกฎหมายฉบับนี้ ทำให้รัฐบาล คสช. โดยท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์นำกลับมาพิจารณาแก้ไขใหม่ เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๗ แล้วตั้งกรรมาธิการขึ้นมาโดย สนช. ใช้เวลาประมาณเกือบเดือน เสร็จสิ้นเมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน ก็ออกมาเป็นกฎหมาย แต่นัยสำคัญของร่างประชาชนขาดหายไป ประเด็นที่เรา มีการเขียนเอาไว้ชัด ๆ อย่างเช่นการออกกฎหมาย เราเขียนไว้ว่า ๑๘๐ วันถึงจะให้มีผล บังคับใช้หลังจากประกาศแล้ว เพราะว่าเป็นกฎหมายใหม่ประชาชนไม่เข้าใจ ปรากฏว่า สนช. ออกประกาศใช้เลยในทันที อันนี้เองที่ทำให้เป็นเหตุ เพราะประชาชนไม่เข้าใจเลยกลายเป็น ล้อเล่นกันว่าเตะเมียดีกว่าเตะหมา เพราะว่าเตะหมามีโทษมากกว่า คือเกิดความ ไม่เข้าใจขึ้น กลายเป็นเรื่องล้อเล่นสำหรับกฎหมายฉบับนี้ เพราะเราไม่มีเวลาให้ประชาชน เข้าใจ อันที่ ๒ เรื่องสิทธิประโยชน์ เพราะเราเห็นว่างบประมาณไม่มี ก็เลยเขียนไว้ใน บทบัญญัติในมาตรา ๘ ว่าให้กรมปศุสัตว์ช่วยดูแล คือเราต้องระดมคนที่ใจบุญมาร่วมกัน บริจาค คนใจบุญเยอะที่รักสัตว์และมีการดูแลเรื่องสิทธิประโยชน์ของเขา อะไรพวกนี้ ตัดหายไปหมดเลย อันที่ ๓ ก็คือกำกับดูแลการใช้จ่ายเงินคือเงินงบประมาณไม่มี เราก็อยากจะดึง เป็นกองทุนมาจากประชาชน เขียนไว้หายหมด ดังนั้น พ.ร.บ. ที่ประชาชนมีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๗ ก็เป็นไปอย่างทุลักทุเล เพราะว่ามีผลด้านเดียวคือการลงโทษ การทรมานสัตว์ แต่การส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์ไม่ได้ขับเคลื่อนอะไรเลยจนกระทั่งบัดนี้🔗
ท่านประธานครับ มีนัยสำคัญที่เสียหายไป ดังนั้นผมมีความห่วงใยที่จะฝากไป ๑. เห็นด้วย เพราะว่ามีสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเป็นหน่วยสนับสนุนในการดำเนินการ ของกฎหมายฉบับนี้ เห็นด้วยมาก เดิมไม่มี ๒. มีข้อสังเกตว่าสภาจะมีงบประมาณสักเท่าไร ในการสนับสนุนเรื่องนี้ รวมทั้งบุคลากร ทราบว่าจะมีสัก ๑๐ คน จะเป็นงานฝากหรือเป็น สาระสำคัญของสภา แล้วในส่วนนี้งบประมาณจะมีช่วยเขาด้วยหรือเปล่า เรื่องนี้ปีหนึ่งจะได้ งบประมาณสักเท่าไร ๓. การตรวจสอบรายชื่อเรื่องผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ถามว่าใครเป็นคน ประกาศให้เขาไม่มีสิทธิ กกต. แต่ก่อนหน้านี้ กกต. มีส่วนร่วมในการตรวจสอบ ก็คุณเป็นคน ประกาศว่ากี่ปี แล้วก็จะถอน มีสิทธิกลับมากี่ปี ตอนนี้ กกต. หายไปไหน ทำไมต้องเป็นหน้าที่ ของสภาอย่างเดียวด้วย กกต. เราต้องออกกฎหมาย ดึงเขาเข้ามารับผิดชอบเพราะเขาเป็น คนประกาศ ๔. การลงนามรับรองจากนายกรัฐมนตรีมีนัยสำคัญ ๙๐ วันจะทำให้กฎหมาย ร่วงไป ผมเองยื่นกฎหมายฉบับแรกของสภานี้คือวิธีพิจารณาความจราจร จนบัดนี้ทาง ครม. มีหนังสือตอบผมมา เมื่อวันที่ ๑๓ เดือนกันยายนของปีที่แล้ว จนบัดนี้กฎหมายฉบับแรกที่ว่า ก็ยังไม่ตอบมาเลย ปีหนึ่งแล้ว ทีนี้ของประชาชน ๙๐ วันนี่จะตกหมด ตรงนี้ผมอยากจะให้มี การกำหนดไปให้ชัดว่าสำหรับประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจต้องกำหนดไว้เลยภายในกี่วัน ต้องตอบ คือดึงไว้นานไม่ได้ กฎหมายจะตกไป แล้วก็ควรจะให้ความสำคัญกับเจตนารมณ์ ของประชาชนเป็นหลัก ดังนั้นผมขอสนับสนุน แล้วก็ขอขอบคุณทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับ การยกร่างกฎหมายที่พึงประสงค์นี้อยากจะให้ดีก็นำเสนอข้อสังเกตไว้ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปจะเป็น สมาชิกวุฒิสภา ๒ ท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ เชิญ พลอากาศตรี เฉลิมชัยครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านประธาน นายแพทย์เฉลิมชัย เครืองาม สมาชิกวุฒิสภา ท่านประธานครับ ผมต้อง ขอบคุณรัฐบาลที่กรุณานำกฎหมายฉบับนี้เข้ามาสู่รัฐสภาแห่งนี้ และช่องทางที่เข้ามาในวันนี้ เป็นช่องทางตามมาตรา ๒๗๐ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ คือเป็นเรื่องของการปฏิรูป กฎหมายฉบับนี้ ผมไปดูเนื้อหาและดูข้อมูลเอกสารต่าง ๆ ที่มีอยู่ผมต้องขอบคุณรัฐบาล กฎหมายฉบับนี้แท้ที่จริงแล้วเป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงินครับ โดยการยืนยันด้วยเอกสาร ของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรที่เขียนเอาไว้เกี่ยวกับผลกระทบกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เอกสารเขียนไว้ในหน้า ๔ ข้อ ๗.๔ เขียนไว้ดังนี้ ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายที่คาดว่าต้อง ใช้ในการปฏิบัติตามและบังคับให้เป็นไปตามกฎหมายในระยะ ๓ ปีแรก ตามแผนปฏิรูป ประเทศด้านกฎหมาย กำหนดให้มีการตั้งงบประมาณเพื่อใช้ในการช่วยเหลือประชาชน ในการจัดทำและเสนอร่างกฎหมาย จำนวน ๒๐ ล้านบาทต่อปี ดังนั้นภายในระยะ ๓ ปีแรก จึงจำเป็นต้องใช้เงินจำนวน ๖๐ ล้านบาท กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงิน ผมจึงขอบคุณรัฐบาล เพราะในมาตรา ๑๓๓ วรรคสองนั้น กฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงิน ถ้าเป็นกฎหมายที่เสนอจากคณะรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องมีคำรับรองจากนายกรัฐมนตรี แต่กฎหมายฉบับนี้ได้ถูกนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา เพราะฉะนั้นจึงเป็นข้อยืนยันว่า แม้จะเป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงินทางรัฐบาลก็คงไม่ขัดข้องที่จะนำเข้าสู่การพิจารณา ผมเคยเป็นผู้แปรญัตติครั้งหนึ่งในกฎหมายฉบับนี้ เพราะกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมาย ฉบับที่ ๓ ฉบับที่ ๑ ปี ๒๕๔๒ ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นกฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อ เสนอกฎหมาย ฉบับที่ ๒ คือฉบับปี ๒๕๕๖ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และฉบับนี้ จึงเป็นฉบับที่ ๓ ในกฎหมายฉบับที่ ๒ คือปี ๒๕๕๖ นั้น เมื่อกฎหมายเข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภา ผมเคยเป็นผู้แปรญัตติ ผมจึงยืนยันได้ว่ากฎหมายฉบับนี้มีการพัฒนาการ มีความก้าวหน้า มีการปฏิรูปในหลายเรื่องหลายอย่าง ที่ผมจะขออนุญาตยกตัวอย่าง ดังนี้🔗
ประเด็นแรก ที่ผมเคยแปรญัตติไว้อย่างน้อย ๓ ประเด็น ทั้ง ๓ ประเด็นนี้ ผมแพ้ในการโหวตลงคะแนนในที่ประชุมวุฒิสภา ปี ๒๕๕๕ ประเด็นแรกก็คือในกรณีที่เป็น กฎหมายเกี่ยวด้วยการเงินแล้ว ในกฎหมายฉบับเดิม ปี ๒๕๕๖ นั้นเป็นกฎหมายที่เขียนเอาไว้ ด้วน ๆ ว่าต้องได้รับคำรับรองจากนายกรัฐมนตรี แต่ไม่ได้กำหนดระยะเวลา ผมแปรญัตติ เอาไว้ว่าต้องให้นายกรัฐมนตรีให้คำรับรองภายใน ๑๒๐ วัน ยกตัวอย่างเป็นตุ๊กตาว่าตัวเลข คือ ๑๒๐ วัน แต่ผมก็แพ้ในการลงมติครั้งนั้น แต่ครั้งนี้มีความก้าวหน้าของกฎหมาย เพราะการที่เขียนไว้ด้วน ๆ ว่าต้องให้นายกรัฐมนตรีรับรองนั้นไม่สามารถที่จะกำหนด ระยะเวลาได้เลยว่านายกรัฐมนตรีจะให้คำรับรองภายในระยะเวลาเท่าไร กฎหมาย อาจจะถูกดองไว้ ๓ เดือน ๖ เดือน ๑ ปี ๒ ปี ๓ ปี หรือตกไปเลยก็ได้ แต่กฎหมายฉบับนี้ เขียนไว้ว่านายกรัฐมนตรีให้คำรับรองภายใน ๙๐ วัน แต่ถ้า ๙๐ วันแล้วนายกรัฐมนตรี ไม่ตอบกลับมานั่นคือหมายความว่ากฎหมายนั้นตกไป เพราะฉะนั้นจึงมีความก้าวหน้า🔗
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมเคยแปรญัตติไว้คือถ้าหมดอายุของสภาผู้แทนราษฎร ด้วยเหตุใดก็แล้วแต่ เช่นหมดอายุของสภาผู้แทนราษฎรหรือเกิดการยุบสภา กฎหมายฉบับเดิม ไม่ได้เขียนเอาไว้ นั่นคือหมายความว่ากฎหมายที่เข้าชื่อเสนอโดยประชาชนนั้นตกไปเลย ทั้งฉบับ แต่ฉบับนี้มีความก้าวหน้า ท่านเขียนเอาไว้เลยครับว่าถ้าอายุของสภาผู้แทนราษฎร หมดลงด้วยเหตุใด เช่น หมดอายุ ครบวาระ หรือเกิดการยุบสภา ถ้ามีคำรับรองจากผู้เสนอกฎหมาย เป็นอันว่ากฎหมายฉบับนี้จะถูกพิจารณาต่อไปในสภาชุดใหม่ทันที ซึ่งประเด็นนี้มีความก้าวหน้า ท่านเขียนเอาไว้เพิ่มเติมดังจะเห็นว่าแคร์ (Care) ความรู้สึกของประชาชนว่าได้กรุณาไปเข้าชื่อ เสนอกฎหมายมา ๑๐,๐๐๐ ชื่อ หรือ ๕๐,๐๐๐ ชื่อในกรณีของรัฐธรรมนูญ แต่กฎหมาย จะไม่ตกไป เพียงแต่ที่ผมได้แปรญัตติผมเขียนเอาไว้เรียบร้อยแล้ว เพื่อที่จะแปรญัตติในมาตรานี้ ถ้าหากว่ากฎหมายตกในชั้นใดด้วยเหตุยุบสภาหรืออะไร ก็แล้วแต่ ตกในชั้นของสภาผู้แทนราษฎรก็คือพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร ถ้าตกในชั้นของ วุฒิสภาก็พิจารณาเฉพาะในวุฒิสภา อันนี้คือสิ่งที่ผมได้ขอแปรญัตติเอาไว้🔗
ประเด็นที่ ๓ เป็นประเด็นที่มีความสำคัญและผมได้ไปตรวจสอบดูรายงาน การประชุมของคณะกรรมาธิการวิสามัญเมื่อครั้งพิจารณากฎหมายฉบับนี้ในปี ๒๕๕๕ พบว่ามีความเห็นต่าง มีข้อขัดแย้ง และมีข้อที่พิจารณากันเป็นจำนวนมาก นั่นคือโทษ หรือบทลงโทษ บทลงโทษนั้นแบ่งเป็น ๒ อย่าง กรณีที่ ๑ เป็นบทลงโทษที่เกิดขึ้นในกรณี ที่ให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อจูงใจให้ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าชื่อ ร่วมลงชื่อ ไม่ให้ลงชื่อ หรือให้ถอนชื่อ และกรณีที่ ๒ คือหลอกลวง บังคับขู่เข็ญ หรือใช้สิทธิคุกคามเพื่อให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งร่วมลงชื่อ กรณีนี้ในกฎหมายฉบับเดิม ปี ๒๕๕๖ ลงโทษไว้หนักครับ โทษจำคุกถึง ๕ ปี และโทษปรับถึง ๑๐๐,๐๐๐ บาท มีการเถียงกันมาก ครั้งนั้นผมแปรญัตติให้ตัดออก ปรากฏว่ามีความก้าวหน้าของกฎหมาย ฉบับนี้ในปีนี้ที่เรากำลังพิจารณาอยู่ ตัดบทลงโทษทางอาญาออกหมดเลย เหลือเพียงแค่ ขอให้ศาลสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา ๕ ปี นี่คือสิทธิหรือประโยชน์ที่จะได้รับ เพียงแต่ที่ผมกังวลและผมได้ขอแปรญัตติเอาไว้ ที่จะพิจารณาและจะเสนอแนะต่อไปก็คือ บทลงโทษว่าด้วยการทุจริตในกรณีการให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด หรือการหลอกลวง บังคับขู่เข็ญให้ร่วมลงชื่อ อันนี้ปรากฏว่าผู้ร่างตัดออกทั้งหมดเลย ผมได้ขอแปรญัตติเอาไว้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีความก้าวหน้าของกฎหมายฉบับนี้อีกเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก ที่บันทึกไว้ในสภาแห่งนี้ ก็คือกฎหมายฉบับนี้ผู้ริเริ่มหรือผู้เชิญชวน ถ้าผมแปลภาษากฎหมาย ไม่ผิด ท่านใช้คำว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ใดที่จะเข้าชื่อเสนอกฎหมาย กฎหมายเดิมใช้จำนวนถึง ๒๐ คนเป็นผู้ริเริ่มหรือเป็นผู้เชิญชวน แต่กฎหมายฉบับนี้ถ้าผมแปลไม่ผิด ท่านช่วยกรุณา ชี้แจงด้วย ลดเหลือ ๑ ท่าน เป็นเช่นนั้นใช่หรือไม่ ถ้าหากลดจากจำนวน ๒๐ คนที่เป็นผู้ริเริ่ม หรือผู้เชิญชวนที่จะให้มีการเข้าชื่อเสนอกฎหมายเหลือ ๑ ท่าน นี่คือประโยชน์ที่ประชาชน จะได้อย่างมหาศาล การลดจำนวนของผู้ริเริ่มเหลือเพียงแค่ ๑ คนนั้นทำให้การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย หรือการเริ่มต้นนั้นเกิดขึ้นได้โดยง่าย เป็นประโยชน์ เป็นสิทธิที่ประชาชนจะได้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นผมไม่ขัดข้องที่จะเห็นด้วยในหลักการของกฎหมายฉบับนี้ ขอบคุณครับ🔗
เชิญท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ประเทศ ประชาธิปไตยส่วนใหญ่ในปัจจุบันใช้ระบอบประชาธิปไตยโดยผู้แทน ซึ่งการใช้ระบอบ ประชาธิปไตยโดยผู้แทนเป็นที่แพร่หลายกันอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นระบบประธานาธิบดี ซึ่งประชาชนเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงไปเป็นผู้แทนในการบริหารประเทศ หรือเลือกตั้ง สมาชิกรัฐสภาไปทำหน้าที่นิติบัญญัติ หรือระบบรัฐสภาเช่นเดียวกับประเทศไทยที่เลือกตั้ง ผู้แทนไปทำหน้าที่นิติบัญญัติ แล้วยังทำหน้าที่ตั้งฝ่ายบริหารอีกด้วย แม้ว่าโดยทั่วไป การปกครองในระบอบประชาธิปไตยจะเป็นระบอบประชาธิปไตยโดยผู้แทน แต่แนวคิด ในเรื่องของประชาธิปไตยทางตรงยังเป็นหลักการที่สำคัญและได้มีการใช้โดยแพร่หลาย เป็นการทั่วไป หลักการของประชาธิปไตยทางตรงที่ได้นำมาใช้ควบคู่กับประชาธิปไตย โดยผู้แทนมีอยู่ ๓ เรื่องด้วยกัน🔗
เรื่องแรก คือการลงประชามติ ซึ่งในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปัจจุบันได้มีการกล่าวถึงเรื่องการลงประชามติไว้ เช่นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องการปฏิรูปการเมือง เรื่องที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ🔗
เรื่องที่ ๒ คือการริเริ่มเสนอกฎหมาย ซึ่งเป็นไปตามการเสนอร่างพระราชบัญญัติ ในวันนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สะท้อนแนวคิดของประชาธิปไตยทางตรง🔗
เรื่องที่ ๓ เป็นเรื่องของประชาธิปไตยทางตรง แต่ว่าไม่ได้มีการใช้กันโดยทั่วไป ในระดับประเทศ ส่วนใหญ่เป็นการใช้ในระดับมลรัฐ เช่นในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ หรือในบางมลรัฐของประเทศสหรัฐอเมริกา หรือประเทศแคนาดา คือระบบเรียกคืนผู้แทน ในกรณีที่ผู้แทนประพฤติปฏิบัติผิดหน้าที่ที่ได้สัญญาเอาไว้ หรือมีการปฏิบัติผิดหน้าที่ อย่างร้ายแรง ในวันนี้เป็นเรื่องของประชาธิปไตยทางตรงในการริเริ่มเสนอกฎหมาย ซึ่งในกฎหมายฉบับนี้ใช้ชื่อว่าการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้พยายามสร้างกลไกที่สมบูรณ์มากขึ้น โดยการให้ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรมีส่วนร่วมในการอำนวยความสะดวกในการดำเนินการ การเข้าชื่อเสนอกฎหมายโดยประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการช่วยจัดทำ ร่างพระราชบัญญัติหรือร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการรับรวบรวมรายชื่อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการรับฟังความคิดเห็น และนอกจากนั้นยังได้มีมิติในเรื่องของระบบ เทคโนโลยีสารสนเทศที่สามารถยืนยันตัวบุคคลได้โดยไม่ต้องมีการลงชื่อในเอกสาร จัดได้ว่าได้พัฒนาการขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง🔗
แต่ผมมีข้อสังเกตบางประการดังต่อไปนี้ ในมาตรา ๑๒ (๔) ในกรณีที่ ร่างพระราชบัญญัติที่เสนอตามมาตรา ๑๑ เป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ให้ส่งร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวไปยัง นายกรัฐมนตรีเพื่อให้คำรับรอง แต่ว่าในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่ได้กล่าวถึงว่าในกรณี เป็นที่สงสัยว่าร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินหรือไม่ ดังที่ได้ บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๔ (๒) ซึ่งกำหนดว่าในกรณีที่เป็นที่สงสัยว่า ร่างพระราชบัญญัติใดเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินให้เป็นอำนาจของที่ประชุม ร่วมกันของประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎร ทุกคณะเป็นผู้วินิจฉัย ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรจัดให้มีการประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณา กรณีตามวรรคสอง ภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่มีกรณีดังกล่าว มติของที่ประชุมร่วมกัน ตามวรรคสอง ให้ใช้เสียงข้างมากเป็นประมาณ ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด ผมกราบเรียนมีข้อสังเกตถ้าหากว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มิได้แปรญัตตินำข้อความดังกล่าวของรัฐธรรมนูญมาบัญญัติไว้ ก็คงจะต้องมีบันทึกไว้ให้ชัดเจนว่าในกรณีเป็นที่สงสัยว่าเป็นพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน หรือไม่ ก็ให้นำบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าวมาใช้บังคับ🔗
ข้อสังเกตประการต่อไปคือว่าในการใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการปรับปรุงข้อมูลของผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้การตรวจสอบรายชื่อในขณะที่ประชาชนเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายนั้นมีความทันสมัย และในขณะเดียวกันก็ควรจะมีหลักการในเรื่องของการพิสูจน์ตัวตนให้สอดคล้องกับ พระราชบัญญัติธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์🔗
ข้อสังเกตประการสุดท้าย ในฐานะที่กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ให้สิทธิ ของประชาชนในการแสดงความเป็นประชาธิปไตยโดยตรง ก็สมควรที่สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา โดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรและสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ควรที่จะได้มีการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนได้ทราบกันโดยทั่วไปถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน ของประชาธิปไตยทางตรงตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เพื่อให้การใช้สิทธิของประชาชน ในการเสนอร่างกฎหมายซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาธิปไตยได้มีความเข้าใจ โดยแพร่หลาย และได้มีการใช้บังคับเป็นการทั่วไป ขอบพระคุณครับ🔗
ผมจะแจ้ง ลำดับผู้อภิปรายต่อไปนะครับ พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ท่านองอาจ คล้ามไพบูลย์ สมาชิกวุฒิสภา ๓ ท่าน ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ท่านวัลลภ ตังคณานุรักษ์ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว เชิญ พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กราบเรียน ผ่านไปยังท่านรองนายกรัฐมนตรีใบเสร็จอยู่ที่นี่ครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ ท่านเปิด เอกสารที่แจกนะครับ เขียนว่า สรุปผลการรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อ เสนอกฎหมาย พ.ศ. .... รับฟังเมื่อไรครับ วันที่ ๕-๑๙ ตุลาคม ๒๕๖๑ ๑๕ วัน ๒ ปีมาแล้ว ใบเสร็จอยู่ข้างหลัง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการับฟังครับ รับฟังผู้ร่วมแสดงความคิดเห็น ในที่ประชุม จำนวนเท่าไรไม่บอก มาจาก ๔ หน่วยงาน แต่ในเว็บไซต์ (Website) ของ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไม่มีใครให้ความเห็นเลย เห็นไหมครับว่าท่านอ้างตาม มาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญ ผมว่าอันนี้คือสิ่งที่เรียกว่าใบเสร็จชัด ๆ ครับ รัฐบาลรีบร้อน หรือเปล่าครับ มีนิสิต นักศึกษากำลังอยู่บนถนนเยอะแยะไปหมด จะเอาพระราชบัญญัติ การเข้าชื่อเสนอกฎหมายมาปรับ แล้วรับฟังให้ดี ท่านประธานครับ ฝากเรียนไปทางรัฐบาล และท่านรองนายกรัฐมนตรีด้วยว่ากฎหมายฉบับนี้รัฐบาลให้ความสนใจที่จะแก้ แล้วใช้คำว่า ปรับปรุงเหมือนกันเลย คล้าย ๆ ในรัฐสภาแห่งนี้ เมื่อคราวที่แล้วก็มีคำว่านับใหม่ ลงคะแนน ก็คือนับใหม่ นิยามศัพท์ใหม่ครับ ผมก็เพิ่งถึงสมัยนี้ครับว่ารัฐบาลมีนิยามศัพท์หลาย ๆ คำ ที่ปรากฏขึ้น การแก้ไขกฎหมายก็ใช้คำว่าปรับปรุงกฎหมาย ผมเข้าใจครับ น้อมรับครับ รัฐบาลครับ ในการจัดทำร่างฉบับนี้ต้องการสร้างกลไกช่วยเหลือประชาชนเพื่อให้สอดรับกับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๓ (๓) มาตรา ๒๕๖ (๑) และมาตรา ๒๕๘ ค. ก็ตาม แต่ในร่างนี้ ต้องจริงใจช่วยเหลือ อย่าซุกประเด็นครับ ในมาตรา ๑๒ วรรคสี่ สาระสำคัญของมาตรา ๔ คือเรื่องของนิยามศัพท์ เรื่องของการเข้าชื่อต่าง ๆ นานา การเข้าชื่อก็คือขณะนี้นักศึกษา รอเข้าชื่ออยู่แล้ว แล้วผู้เชิญชวน เมื่อสักครู่มีท่านผู้ทรงคุณวุฒิจาก ส.ว. ท่านบอกว่า ๑ คน ก็พอครับ ผมไม่เห็นด้วยเลย ๑ คน ผู้เชิญชวนนี่ ๑ คนพอดีครับ และในมาตรา ๖ จะบอกเลยว่า เกี่ยวกับสิทธิและการกระทำ ที่ทำได้แค่หมวด ๓ ในมาตรา ๒๕ มาตรา ๔๙ หมวด ๕ ในมาตรา ๕๑ ถึงมาตรา ๖๓ และต้องสอดคล้องกับมาตรา ๗๗ มาตรา ๗๗ นี่เป็นหัวใจครับ เป็นเรื่องของการรับฟังเสียงประชาชน และมีกฎหมายลูกเรียกว่าพระราชบัญญัติครับ พระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย ขอสไลด์ (Slide) ครับ🔗
ปี ๒๕๖๒ ที่ออกมา ในนั้นสาระของมันก็คือทั้ง ๒ กฎหมายใหญ่ คือกฎหมายตามมาตรา ๑๗ กับพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย เน้นเรื่องอะไร เน้นเรื่องการรับฟังและการติดตามประเมินผลสัมฤทธิ์ ฉบับนี้ไม่มีครับ กฎหมายสมัยใหม่มากเลยไม่มีครับ และมอบหมายให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร มีระบบเทคโนโลยี ดีครับ ในการที่จะให้ผู้มีสิทธิเป็นเด็กรุ่นใหม่ในเจนวาย (Gen Y) เจนซี (Gen C) ตอนนี้ก็มีอัลฟา (Alpha) ปีนี้เบต้า (Beta) เกิดแล้วครับ เบต้า (Beta) ขึ้นมาปั๊บ กระดิกมือเลย สะบัดนิ้วเดียวเข้าถึงสภาได้ ถือว่าใช้ได้ครับ การเชิญชวนในมาตรา ๘ วรรคเจ็ด ก็โอเค (OK) ครับ แต่สิ่งที่สำคัญสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรมีหน้าที่ ที่ต้องดำเนินการในร่างมาตรา ๘ สภาแห่งนี้ต้องเป็นสมาร์ตพาร์เลียเมนท์ (Smart Parliament) จะต้องมีพาร์เลียเมนทารีบิซซิเนส (Parliamentary Business) เกิดขึ้นที่นี่ อย่างแข็งแรงครับ เพราะเป็นโลกของดิจิทัล (Digital) โลกของสารสนเทศแล้ว ท่านต้อง มองเห็นว่าสภานี้จะต้องใช้อะไรบ้าง ผมเอาแค่ ๒ มิติเท่านั้นเองครับ เรื่องของพาร์เลียเมนทารี บิซซิเนส (Parliamentary Business) สภาจะต้องมีประมวลกฎหมาย พระราชบัญญัติต่าง ๆ ที่ท่านออกแบบ และติดตามประเมินผลอย่างสมบูรณ์ มีเว็บไซต์ (Website) ที่ท่านจะรองรับ การรับฟัง มีการเข้าถึงรูปแบบของดิจิทัล (Digital) ทุกรูปแบบ มีงบประมาณ ท่านมีสิทธิ ที่จะขอเสนองบประมาณได้ ประเด็นนี้ใน พ.ร.บ. นี้ต้องรองรับนะครับ กำลังเข้าสภา อยู่ใน ห้องประชุมนี้ครับ สิ้นเดือนนี้ก็คงจะขอได้ แต่สิ่งที่สำคัญคือมิติของการรับฟังและเปิดเผย ต้องให้เขาแทร็กกิง (Tracking) ได้ คือเป็นระบบที่ประชาชนเข้าถึงในข้อกฎหมาย เข้าถึงใน พระราชบัญญัติที่สนใจและสามารถแทร็กกิง (Tracking) การเคลื่อนไหวของกฎหมายต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน แจ้งเป็นรายบุคคลได้ แจ้งเป็นผู้ริเริ่มได้ในแพลตฟอร์ม (Platform) ที่เรียกว่า สมาร์ตแพลตฟอร์ม (Smart Platform) ของรัฐสภา🔗
อีกอันเดียวครับ ที่เหลือผมไม่พูดครับ เพราะว่าผมจะไปขยายในคราวหน้า ฟูล พับบลิก เฮียริง (Full public hearing) ท่านต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นจริง ๆ และใช้เครื่องมือ อย่าใช้เครื่องมือแบบชุ่ย ๆ แบบนี้ครับ คราวที่แล้วร่างกฎหมายงบประมาณ ผมรอดูอยู่ ๓ แผ่นที่กฎหมายฉบับนี้เขียน ๓ แผ่นคือการรับฟังความคิดเห็น ผลกระทบ กฎหมาย การวิเคราะห์กฎหมาย ไม่มีครับบนโต๊ะนี้ นั่นคือสิ่งที่สำคัญว่าท่านจริงใจหรือเปล่า เพราะฉะนั้นร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ต้องมีการประเมินผลสัมฤทธิ์ใน ๒๐ มาตรา ไม่มีเลยครับ ถ้าท่านยังไม่มีท่านคือกฎหมายสมัยโบราณ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเรียนเชิญท่านองอาจ คล้ามไพบูลย์ จากนั้นเป็นสมาชิกวุฒิสภา ๓ ท่าน เชิญครับ🔗
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม องอาจ คล้ามไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อได้ ทราบข่าวว่ารัฐบาลได้มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. .... ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการปฏิรูปประเทศ ก็รู้สึกว่ามีความยินดีที่เราจะได้มีการปฏิรูปประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้นกว่าเดิม แน่นอนที่สุด เมื่อมาพิจารณาการเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ซึ่งมีความจำเป็นต้องทำ เพราะว่า ให้เปลี่ยนแปลงไปตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ เหมือนอย่างในหลักการและเหตุผลที่ได้บอกไว้ มาดูในข้อเท็จจริงของร่างกฎหมายฉบับนี้ก็จะพบว่าข้อที่แตกต่างจากของเดิม แล้วก็ต้อง ถือว่าเป็นข้อเด่นที่อาจจะก่อให้เกิดความสะดวกต่อผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมายก็คือเรื่องของการที่ ให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเข้ามามีส่วนในการดำเนินการช่วยเหลือ สนับสนุน และดำเนินการให้การร่างกฎหมายนั้นเป็นไปได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม นอกจากนั้น ยังได้มีการบัญญัติเอาไว้ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่จะให้มีการดำเนินการวิเคราะห์ผลกระทบ มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง มีการวิเคราะห์ มีการรับฟังกันอย่างรอบด้าน ผมคิดว่าตรงนี้เป็นเรื่องดี แต่การจะดำเนินการวิเคราะห์ผลกระทบรับฟังความคิดเห็นต่าง ๆ นั้น ผมคิดว่าในยุคสมัยปัจจุบันก็คงจะต้องดำเนินการให้ทันสมัยต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก การใช้เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องก็คงต้องมีความจำเป็นอย่างมาก ซึ่งรายละเอียดในเรื่องนี้ ไม่ได้บัญญัติไว้ในกฎหมาย อย่างไรก็ดีเรื่องนี้คงจะต้องไปเสนอกันในชั้นกรรมาธิการต่อไป ผมคิดว่าตรงนี้เป็นข้อเด่นที่ทำให้การเสนอร่างกฎหมายของพี่น้องประชาชนนั้นมีความสะดวก มากยิ่งขึ้นในการที่มีสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเข้ามาช่วยเหลือสนับสนุน ในเรื่องนี้ แต่เมื่อเราดูเนื้อหาสาระของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ผมมีความวิตกกังวลว่า ความตั้งใจของพี่น้องประชาชนจำนวนมากนับหมื่นคนหรืออาจจะนับแสนคนที่มีความสนใจ ในประเด็นในเรื่องราวต่าง ๆ ของประเทศนี้ ซึ่งอาจจะเป็นลักษณะของนโยบายสาธารณะ หรืออาจจะเป็นการเสนอร่างกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนนั้นจะสัมฤทธิ์ จริงหรือไม่ ในการที่จะใช้ประชาธิปไตยทางตรงที่จะเข้ามาเสนอกฎหมายต่อรัฐสภาโดยตรง ผมคิดว่ามีหลายส่วนด้วยกัน ส่วนที่สำคัญที่สุดผมมีความรู้สึกว่าการเสนอร่างกฎหมาย จะเป็นจริงได้หรือไม่ อย่างไร ในทางปฏิบัตินั้นผมคิดว่าส่วนแรกก็จะอยู่ตรงมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๐ มีการกำหนดเรื่องของระยะเวลาว่าถ้ามีการเสนอกฎหมายไม่ถึง ๑๐,๐๐๐ คน ผู้ที่จะมีสิทธิเลือกตั้งเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติไม่ถึง ๑๐,๐๐๐ คน ให้สำนักงาน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรแจ้งให้ผู้ร้องทราบ เพื่อดำเนินการให้มีผู้ร่วมเข้าชื่อให้ครบ ตามจำนวนดังกล่าวภายใน ๙๐ วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ผมคิดว่าระยะเวลานี้อาจจะต้องมี การปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เพราะว่าการไปรวบรวมรายชื่อจริง ๆ แล้วถ้ารวบรวมกัน อย่างจริงจังก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับพี่น้องประชาชนที่จะดำเนินการ โดยเฉพาะผู้ที่เริ่มต้น ก่อการในเรื่องเหล่านี้ อันนี้เป็นประการแรกที่ผมคิดว่าอาจจะต้องไปพิจารณากันในชั้น กรรมาธิการ🔗
แต่เรื่องที่มีความสำคัญแล้วผมมีความรู้สึกว่าอาจจะเป็นปัญหา อุปสรรค ในการดำเนินการก็คือในมาตรา ๑๒ ที่จะต้องได้รรับคำรับรองจากนายกรัฐมนตรี ในร่างพระราชบัญญัติหรือการเสนอกฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงิน ในกฎหมายฉบับนี้บอกว่า ร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวด้วยการเงินตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ให้ส่งร่างนั้นไปให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาให้คำรับรอง ถ้านายกรัฐมนตรีไม่รับรองมาภายใน ๙๐ วัน ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้เชิญชวนทราบแล้วยุติ การดำเนินการต่อไป ในความเป็นจริงตรงนี้มุมหนึ่งอาจจะมองว่ามีระยะเวลาชัดเจน ที่จะเป็นข้อยุติ แต่อีกมุมหนึ่งผมอยากจะเรียนว่าเวลามีข้อยุติเช่นนี้แล้วถ้านายกรัฐมนตรี ไม่รับรองมาก็ถือว่าเป็นการจบไป พี่น้องประชาชนก็ไม่สามารถที่จะไปดำเนินการอะไรต่อได้ ในร่างกฎหมายฉบับนั้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะให้พิจารณาตรงนี้ก็คือว่าในความ เป็นจริงปัจจุบันไม่ต้องเป็นร่างกฎหมายที่ประชาชนเสนอหรอกครับ ร่างกฎหมายที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอ ผมเสนอร่างกฎหมายเข้าไปนี่ผ่านมา ๖-๗ เดือนแล้วที่จะให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเขต เหมือนเดิม หลังจากที่สมาชิกสภานิติบัญญัติชุดที่ผ่านมาได้ออกกฎหมายมาเว้นวรรคไม่ให้มี การเลือกตั้งสมาชิกสภาเขต ปรากฏว่ามาถึงขณะนี้นายกรัฐมนตรีก็ยังไม่ได้มีการรับรอง เพราะเป็นร่างกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงิน เพราะฉะนั้นผมจึงมีความวิตกกังวลว่าร่างกฎหมาย ที่ประชาชนเสนอและเป็นร่างที่เกี่ยวด้วยการเงินนายกรัฐมนตรีจะรับรองหรือไม่รับรองนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลอะไรทั้งสิ้น เพียงแต่ไม่รับรองก็ถือว่าจบไป แต่ท่านประธานจะต้อง นึกนะครับว่าร่างกฎหมายที่ประชาชนเสนอนั้นส่วนมากเป็นร่างกฎหมายที่รัฐบาล หรือผู้มีอำนาจในขณะนั้นไม่อยากเสนอหรือไม่สนใจที่จะเสนอจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เพราะฉะนั้นประชาชนจึงต้องไปรวมตัวกันที่จะเสนอร่างกฎหมายฉบับนั้น เราต้องสร้าง กลไกที่จะทำให้พี่น้องประชาชนนั้นใช้สิทธิของเขา แล้วก็มีโอกาสที่จะทำให้กฎหมายของ พี่น้องประชาชนนั้นปรากฏเป็นจริง เพราะฉะนั้นผมจึงอยากฝากท่านประธานผ่านไปยัง คณะกรรมาธิการที่จะจัดตั้งขึ้น ผมคิดว่าเราจะต้องคำนึงถึงสิทธิของพี่น้องประชาชน คำนึงถึง อำนาจของพี่น้องประชาชน ให้การเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชนนั้นปรากฏเป็นจริงให้ ได้ ไม่ควรมีกลไกใด ๆ มาเป็นอุปสรรคขัดขวางเพื่อให้กฎหมายของประชาชนนั้นไม่สามารถ เกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นการจะให้กฎหมายของประชาชนเกิดขึ้นได้ผมคิดว่า เราจะต้องทำลายกลไกต่าง ๆ ที่จะเป็นอุปสรรคขัดขวางให้มากที่สุด เพื่อให้ประชาชนได้มี กฎหมายของประชาชนปรากฏเป็นจริงขึ้นครับ🔗
ต่อไป จะเป็นการอภิปรายของสมาชิกวุฒิสภา ๓ ท่าน ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ท่านวัลลภ ตังคณานุรักษ์ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช จากนั้นจะกลับไปพรรคเพื่อไทย ท่านชลน่าน ศรีแก้ว ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องกราบเรียนเช่นกันครับว่าร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. .... ที่กำลังพิจารณาอยู่นี้เป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในบ้านเมือง มีส่วนร่วม ในทางการเมือง เนื่องจากในยุคที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าประชาชนมีส่วนร่วมในทางการเมืองน้อย จะเห็นได้จากการมีส่วนร่วมของประชาชน จะให้ความสำคัญไปที่ช่วงเวลาที่ประชาชน ไปลงคะแนนเลือกตั้งเท่านั้น หลังจากนั้นแล้วก็เป็นหน้าที่ของนักการเมืองที่จะเข้ามาบริหาร ประเทศ เข้ามาดูแลพี่น้องประชาชน แต่การมีส่วนร่วมของประชาชนนั้นแทบจะไม่มีเลย ดังนั้นในการปฏิรูปทางการเมืองตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ เรามีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็ให้ความสำคัญ ให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมในบ้านเมือง ในทางการเมืองมากขึ้น เพราะฉะนั้นในการที่จะมี พระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมายก็มีที่มาที่ไปจากการที่ต้องการจะให้ประชาชน มีส่วนร่วมในบ้านเมือง มีส่วนร่วมในทางการเมืองให้มากขึ้น การที่มีร่างพระราชบัญญัติ การเข้าชื่อเสนอกฎหมายแล้วสร้างกลไกกระบวนการให้ประชาชนสามารถเสนอกฎหมาย ได้สะดวกขึ้น ง่ายขึ้น ย่อมเป็นเรื่องที่ดี ถือได้ว่ารัฐบาลเองหรือรัฐสภาเราเองให้ความสำคัญ กับความคิดเห็น กับสิทธิของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ นี่คือสิ่งที่พึงจะเกิดขึ้น แต่สภาพปัญหาในบ้านเมืองเราในทางการเมืองเรามีมากครับ เราพยายามจะพัฒนาให้ ประชาชนมีส่วนร่วมให้มากขึ้นเท่าไร แต่ผลที่ออกมานั้นจะเห็นได้ว่าการให้ความสำคัญของ พี่น้องประชาชนนั้นมีน้อยไปทุกที เราพูดด้วยคำสวยหรูตลอดว่านี่คือเสียงของประชาชน นี่คือความต้องการของประชาชน ประชาชนได้ออกเสียงแล้ว มีมติแล้วต้องการอย่างนี้ เห็นอย่างนี้ ถือได้ว่าเป็นเสียงมหาชนที่ทุกคน รวมถึงนักการเมืองควรต้องเคารพและต้อง ปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชน🔗
แต่สิ่งที่กระผมห่วงใยครับ กระผมพยายามสร้างหรืออยากเห็นการพัฒนา บ้านเมือง การพัฒนาการเมือง โดยใช้เสียงของพี่น้องประชาชนเป็นหลัก เป็นเรื่องสำคัญ ในการที่จะตัดสินปัญหาบ้านเมือง แต่ในทางการเมืองเองจากสิ่งที่ปรากฏขึ้นในบ้านเมืองเรา เมื่อใดก็ตามที่เราต้องการจะอ้างความชอบธรรมเราก็จะอ้างเสียงของประชาชน แต่เมื่อใด ก็ตามที่เราไม่ต้องการเสียงของประชาชนเราก็จะกลับมาอ้างว่าประชาชนถูกหลอกบ้าง ประชาชนหลงทาง หลงแนวคิดไปบ้างจากการที่มีการนำเสนอข้อมูลให้กับพี่น้องประชาชน นี่คือสิ่งที่เราเลือกครับ เราอยากได้อย่างนี้เราก็ให้เหตุผลอย่างนี้ เราอยากได้อย่างนั้น เราก็ให้เหตุผลอย่างนั้น ก็เลยทำให้ความสำคัญของพี่น้องประชาชนลดน้อยลง เราจะเห็นได้ จากอะไรครับ จะเห็นได้จากการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้น เราต้องการให้รัฐธรรมนูญ เป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่ทั้งประเทศก็จัดให้มีการทำประชามติ แต่พอทำประชามติ ไปแล้วผลที่ออกมาไม่อยากได้รัฐธรรมนูญ ก็ไปบอกประชาชนให้หลงเชื่อว่าต้องการให้มี การเลือกตั้งเลยผ่านรัฐธรรมนูญฉบับนั้นฉบับนี้ไป ก็กลับกลายเป็นว่าไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญ นี่คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น บอกว่าต้องการให้เสียงประชาชนมาตัดสินทิศทางของประเทศ ก็ให้มีการเลือกตั้ง พอมีการเลือกตั้งแล้ว ได้ตัวแทนของพี่น้องประชาชนมา พออยากจะล้ม การเลือกตั้งก็จะหาเหตุว่าการเลือกตั้งไม่ถูกต้อง ไม่ชอบธรรม ให้ยุบสภาเสียอย่างที่เกิดขึ้น นี่คือสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ว่าเมื่อใดก็ตามที่เราต้องการความชอบธรรมเราก็อ้างประชาชน เมื่อใดก็ตามที่เราไม่ต้องการ หรือเราต้องการผลประโยชน์ส่วนตนก็มาหักมติของมหาชน นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเราควรต้องทำความเข้าใจกันว่าถ้าหากมหาชนหรือพี่น้องประชาชน ส่วนใหญ่มีมติในเรื่องใดแล้วเราควรต้องยอมรับ เลือกตั้งแล้วก็ควรที่จะต้องยอมรับ นักการเมืองเองไม่ใช่ใครหรอกครับ เวลาต้องการที่จะล้มกระดานทางการเมืองเราก็ไปยุยง สร้างม็อบ (Mob) มาไล่กลุ่มนั้น ไล่คณะนี้ ไล่รัฐบาลนั้น ไล่รัฐบาลนี้ บ้านเมืองหาความสงบ ไม่ได้ นี่คือเรายังไม่ยอมรับกติกา เราต้องการที่จะให้พี่น้องประชาชนเป็นส่วนที่สำคัญ ในการตัดสินใจทิศทางของบ้านเมือง แต่เราเป็นนักการเมืองเองเราไม่พัฒนาตัวเอง เราสร้าง สิ่งที่เกิดความวุ่นวายเกิดปัญหาขึ้นในบ้านเมืองให้มันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นอย่าไปโทษใคร เลยครับ ถ้าบอกว่าเราต้องการที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทางการเมือง ให้ความสำคัญ ของพี่น้องประชาชนในมติหรือในเสียงของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง เราต้องยอมรับ ในเสียงส่วนใหญ่ที่ประชาชนตัดสินใจ แล้วสร้างความผาสุก สร้างความสงบให้กับบ้านเมือง ดังเช่นกฎหมายที่เรากำลังเสนออยู่นี้ที่ให้ความสำคัญไปที่พี่น้องประชาชน ขอบคุณครับ🔗
ต่อไป เรียนเชิญท่านวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมตั้งใจที่จะวิเคราะห์ วิจารณ์กฎหมายฉบับนี้มาเป็นเวลาหลายวันแล้ว กระผมว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมาย ฉบับหนึ่งที่ออกแบบมาเพื่อประชาชนตามที่เขาจะมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นโดยหลักการ โดยเหตุผลของกฎหมายฉบับนี้กระผมรับได้ ไม่มีอะไรที่จะปฏิเสธเลย เพียงแต่กระผม มีคำถาม ๓-๔ ประการ ที่อยากจะถามท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้🔗
คำถามประการที่ ๑ เท่าที่กระผมได้ติดตามการยกร่างกฎหมายฉบับนี้ โดยขั้นตอนแรกมาจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรไปประกบกับคณะกรรมการ ปฏิรูปประเทศด้านการเมือง หลังจากนั้นเข้าไปสู่กฤษฎีกา ออกแบบเรียบร้อยภายใต้การฟัง หน่วยงานหลัก ๔ หน่วยงาน ก็คือ ๑. ฟังจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ๒. ฟังจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ๓. ฟังจากสำนักงานคณะกรรมการ ปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย ๔. ฟังจากสถาบันพระปกเกล้า ในการฟังจาก ๔ หน่วยงานนี้ท่าน ก็เอาไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ วรรค สอง ตรงนี้เป็นความในใจจริง ๆ อยู่ในสภามาก็หลายสมัย ท่านสมาชิกก็อยู่มาหลายสมัย เรามี ความรู้สึกว่าการไปรับฟังประชาชนนี่เป็นประเด็นปัญหาจริง ๆ ถ้าเราดูสาระทั้งหมด จะเห็นว่าไปรับฟังโดยการเปิดเว็บไซต์ (Website) ของกฤษฎีกาเป็นเวลา ๑๕ วัน ใช้ได้ หรือครับ รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ชัดเจนว่าต้องรอบด้านและเป็นระบบ รอบด้านตรงไหน จริงอยู่ภาระการศึกษาเป็นหน้าที่ของประชาชน กระผมไม่เถียง แต่ไม่รอบด้านครับ กฎหมาย หลายฉบับที่ผ่านเข้าสู่สภาลักษณะนี้แทบทั้งสิ้นรับฟังผ่านเว็บไซต์ (Website) หน่วยงาน ผมถามว่าประชาชนเขาจะดูหรือ เว็บไซต์ (Website) กระทรวงวัฒนธรรม เว็บไซต์ (Website) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เว็บไซต์ (Website) กระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นคนเสนอกฎหมายโดยผ่านกลไกของสภาเข้ามาสู่สภา แล้วก็บอกว่ารับฟัง รับฟัง และรับฟัง พบว่ามีคนฟังนิดเดียว แล้วก็จะเป็นคำตอบสำคัญได้หรือ นี่เป็นประการที่ ๑ ที่ผมคิดว่าอาจจะต้องช่วยชี้แจงแถลงไขให้ชัดเจน เพราะว่ากฎหมายฉบับนี้ในมาตรา ๑๓ ก็พูดชัดว่าร่างที่ประชาชนยกร่างขึ้นมาจะต้องรับฟังอย่างรอบด้านและเป็นระบบ🔗
คำถามประการที่ ๒ กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายเพื่อประชาชน ผมกำลังรอฟัง ว่าหลังจากสภาลงมติรับหลักการภายในสภาแห่งนี้แล้วจะมีชื่อประชาชนอยู่ในกรรมาธิการ กี่คน ผมเชื่อว่าไม่มี ถ้าไม่มีจะเป็นกฎหมายเพื่อประชาชนได้อย่างไร เมื่อจุดตั้งต้นหลัง รับหลักการแล้วกรรมาธิการไม่ได้มีประชาชนอยู่เลย มีแต่ตัวแทนของประชาชน ก็คือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา อาจจะมีมาจากทาง ครม. อีกส่วนหนึ่งที่ผม อยากจะตั้งคำถามว่าเมื่อจุดเริ่มของการมีกฎหมายเพื่อประชาชน ไฉนจึงไม่มีตัวแทนประชาชน อยู่ในกฎหมายฉบับนี้🔗
คำถามประการที่ ๓ อาจจะเป็นคำถามเชิงคลาสสิก (Classic) สักเล็กน้อย ถ้าเราดูมาตรา ๑๒ วรรคสี่ เผอิญท่านองอาจ คล้ามไพบูลย์ ท่านพูดไปแล้ว อาจจะใกล้เคียงกัน เล็กน้อย ท่านบอกถ้าเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงินนี่ต้องนายกรัฐมนตรีพิจารณา ให้คำรับรอง ประเด็นนั้นผมไม่อภิปรายซ้ำว่าเป็นจุดสกัดจุดแรกที่สำคัญ แต่เอาเถอะ ถ้าเราเทียบเคียงว่า บังเอิญในกฎหมายที่ประชาชนจะยกร่างได้ทำได้เฉพาะหมวด ๓ เรื่องสิทธิและเสรีภาพ แล้วก็หมวด ๕ ว่าด้วยหน้าที่ของรัฐ แล้วก็หน้าที่ของรัฐธรรมนูญ และต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ต้องไปทำการรับฟังประชาชนด้วย อันนี้คือรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖ บัญญัติไว้ หรือประชาชนทำอยู่ในกรอบหมวด ๓ กับหมวด ๕ เท่านั้น แต่ขณะเดียวกัน ถ้าหากว่ากฎหมายฉบับนั้นไม่ได้เป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงิน แต่เป็นกฎหมาย ปฏิรูปประเทศจะทำอย่างไรครับ ต้องเรียนถามท่านรองนายกรัฐมนตรีจริง ๆ เพราะในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๐ วรรคสาม เขียนว่าร่างพระราชบัญญัติใดที่คณะรัฐมนตรี เห็นว่าเป็นร่างพระราชบัญญัติที่ตราขึ้นเพื่อดำเนินการตามหมวด ๑๖ ของการปฏิรูปประเทศ นั่นหมายความว่าต้องเข้า ครม. ก่อน แล้วบังเอิญ ครม. บอกเป็นเรื่องปฏิรูป แล้วขั้นตอน จะไปอย่างไรล่ะครับ กฎหมายภาคประชาชนจะตกเลยหรือเปล่า เพราะว่าไม่ได้เป็นไปตาม หมวด ๓ ไม่ได้เป็นไปตามหมวด ๕ แต่ก็เฉี่ยว ๆ อาจจะพูดเรื่องสิทธิเสรีภาพ แต่ไปพัน การปฏิรูปท่านจะทำอย่างไร เป็นทั้งสิทธิด้วย เป็นทั้งปฏิรูปด้วยเราจะทำอย่างไรกับกฎหมาย ประชาชน🔗
คำถามประการที่ ๔ ปกติผมเห็นว่าการจัดลำดับของกฎหมายเข้าสู่สภา ต้องผ่านสภาล่างก่อนแล้วค่อยไปสภาบน คือผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้วไปสู่วุฒิสภา ผมอยากจะเห็นการกำหนดกรอบที่ชัดเจนว่าถ้าร่างใดเป็นร่างที่มาจากประชาชน ควรจัดลำดับความสำคัญเร่งด่วนในการบรรจุเข้าเป็นระเบียบวาระ เพราะไม่เช่นนั้นจะมี วาระอื่นแทรกขึ้นมาก่อนเสมอ เท่าที่ผมมีประสบการณ์รับฟังจากสภาผู้แทนราษฎร อภิปราย กันมาเนือง ๆ จะถูกยกขึ้นมาแล้วร่างของประชาชนก็จะหล่นหายไป นี่ก็เป็นสิ่งที่อยากจะให้ มีการกำหนดว่าวาระที่เป็นร่างประชาชนนั้นควรจะเป็นร่างที่ได้รับการจัดลำดับพิจารณา ในวาระที่สำคัญอยู่ลำดับต้น ๆ🔗
คำถามประการสุดท้าย ในกฎหมายฉบับนี้จะต้องทำกฎหมายลำดับรองอยู่ ๓ ฉบับด้วยกัน คือทำขึ้นตามมาตรา ๗ ทำขึ้นตามมาตรา ๘ วรรคสี่ และทำขึ้นตาม มาตรา ๑๒ ก็ล้วนแต่เป็นกฎหมายลำดับรอง ที่ออกเรื่องกฎระเบียบให้ประชาชนสามารถ มีส่วนได้กฎหมายที่เร็วขึ้นกำหนดไว้ว่าจะต้องทำให้เสร็จภายใน ๖ เดือน ผมเป็นประธาน คณะอนุกรรมาธิการติดตามมติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติมาตลอด ๕ ปี ปัจจุบันก็เป็น ประธานคณะอนุกรรมาธิการติดตามมติของวุฒิสภา พบมาตลอดว่ากฎหมายลูกที่เคยบัญญัติ ในกฎหมายนี้สามารถดำเนินการตามกรอบเวลาที่วางไว้ ไม่เคยปรากฏตามนั้นเลย ล่าช้า บางฉบับ ๒ ปียังไม่เสร็จ ฉบับนี้ผมหวังว่า ๖ เดือนที่วางไว้นี้ท่านจะทำได้บรรลุตามนั้น ช่วยตอบให้ผมมั่นใจด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปเชิญ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ขออนุญาตอภิปรายในร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. .... ที่คณะรัฐมนตรีได้เสนอมา ในภาพรวมก็สนับสนุนเหมือนกับท่านผู้อภิปรายที่ผ่านมาว่า กฎหมายฉบับนี้น่าจะเป็นประโยชน์ แล้วก็เป็นพัฒนาการจากฉบับปี ๒๕๕๖ ในหลาย ๆ เรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการที่มีกลไกจะช่วยประชาชนริเริ่มในการเสนอกฎหมาย แล้วก็มี ขั้นตอนต่าง ๆ ที่กำหนดให้การดำเนินการสนับสนุนภาคประชาชนของสำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรนั้นมีความสมบูรณ์ ซึ่งจะช่วยประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายของภาคประชาชน ผมมีข้อคิดเห็นอยู่ ๒-๓ ประเด็น🔗
ประเด็นแรกอยู่ในมาตรา ๑๒ วรรคสี่ ซึ่งก็เป็นประเด็นที่หลายท่านได้พูดถึง คือถ้าเป็นร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวด้วยการเงินแล้วจะต้องเสนอไปที่นายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี ถ้ารับรองก็ดำเนินการต่อไป ถ้าไม่รับรอง ก็คือจบ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนอะไรเพิ่มเติมจากนั้น แต่ผมได้ดูในข้อ ๑๑๔ วรรคสอง ของข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ คือฉบับปัจจุบันนี้ ในข้อนี้ได้กำหนดว่า ถ้ากฎหมายที่ ส.ส. เสนอเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงินส่งไปที่นายกรัฐมนตรี ถ้านายกรัฐมนตรี ไม่ได้ตอบเห็นชอบมาภายใน ๓๐ วัน ผมขีดเส้นใต้ ๓๐ วัน ก็ให้ถือว่าตกไป ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้ ๙๐ วัน ผมกลับมองในมุมตรงกันข้าม ผู้เสนอจะเป็น ๑๐,๐๐๐ กว่าคน หรือจะเป็น ส.ส. ๕๐ คน อันนั้นไม่ใช่ประเด็นที่ทางนายกรัฐมนตรี ท่านจะมาดูว่าใช้เวลามากน้อย สิ่งที่ท่านดูก็คือเนื้อหาของกฎหมาย ถ้าเนื้อหาที่เห็นว่า ไม่เหมาะสมไม่ให้ความเห็นชอบกลับมาก็ถือว่าตกไป เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าน่าจะใช้ ๓๐ วันเช่นเดียวกับข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรฉบับปัจจุบัน🔗
อีกประเด็นหนึ่งในเรื่องของคำพูด ในมาตรา ๑๐ พูดถึงกรณีที่เป็นการเสนอ ร่างพระราชบัญญัติ ธรรมดาต้องมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติไม่น้อยกว่า ๑๐,๐๐๐ คน ถ้าไม่ถึง ๑๐,๐๐๐ คนเมื่อครบ ๑ ปีก็จะตกไป แต่พอท่านมาร่างในมาตรา ๑๖ วรรคสาม ผมคิดว่าคำพูดที่ใช้นั้นอาจจะดูแล้วเข้าใจยากแล้วก็ไม่ค่อยเป็นภาษา มาตรา ๑๖ วรรคสาม ท่านเขียนไว้ในส่วนที่เกี่ยวกับจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เข้าชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ตามมาตรา ๑๐ ต้องมีจำนวนไม่ถึง ๕๐,๐๐๐ คน ลองอ่านดูสิครับ ต้องมี จำนวนไม่ถึง ๕๐,๐๐๐ คน อ่านแล้วไม่ค่อยจะเป็นภาษาไทยก็น่าจะปรับตรงนี้ อาจจะเขียนว่า ปรับเป็นจำนวนไม่ถึง ๕๐,๐๐๐ คน เพราะของเดิมนั้นจำนวนไม่ถึง ๑๐,๐๐๐ คน แต่ถ้าเป็น ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต้องใช้ ๕๐,๐๐๐ คน ถ้าไม่ถึง ๕๐,๐๐๐ คน ก็จะตกไป ถ้าหาไม่ครบภายในระยะเวลา ๑ ปี กับในวรรคสี่ของมาตรา ๑๖ เช่นเดียวกัน ในส่วนที่เกี่ยวกับรายชื่อของผู้เข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๑๑ วรรคหนึ่ง ให้เสนอได้ไม่เกิน ๑๐ คน ผมก็ไม่เข้าใจว่าผู้ร่างเอาตัวเลข ๑๐ คนนี้มาจากไหน เพราะถ้ากลับไปดูในมาตรา ๑๑ ที่เป็นการเสนอร่างพระราชบัญญัติ ทั่วไป ตามหมวด ๓ และหมวด ๕ นั้นใช้ ๒๐-๓๐ คน ในขณะที่ผู้เสนอมี ๑๐,๐๐๐ คน ให้มีตัวแทนได้ ๒๐-๓๐ คน พอเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญซึ่งใช้ ผู้เสนอกว่า ๕๐,๐๐๐ คน กลับลดให้เหลือผู้แทนเพียง ๑๐ คน ก็ฝากช่วยดูตรงนี้ด้วยครับ🔗
ประเด็นสุดท้ายที่อยากจะกราบเรียนเป็นข้อสังเกต คือกฎหมาย ปี ๒๕๕๖ ซึ่งใช้ประกอบกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ตอนนั้นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีหมวด ๓ สิทธิ และเสรีภาพของปวงชนชาวไทย หมวด ๕ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ แล้วก็ไปหมวด ๖ รัฐสภา แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ได้เพิ่มอีก ๑ หมวด คือเปลี่ยนหมวด ๕ จากแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐ มาเป็นหมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ หมวด ๖ แนวนโยบายแห่งรัฐ ซึ่งมี ๑๕ มาตรา ในรัฐธรรมนูญ พอไปถึงมาตรา ๑๓๓ (๓) บอกว่าประชาชนไม่น้อยกว่า ๑๐,๐๐๐ คน เสนอกฎหมายตามหมวด ๓ และหมวด ๕ ได้ อันนี้เป็นคำพูดที่ลอกมาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ คือหมวด ๓ และหมวด ๕ แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หมวด ๓ เขารวมหน้าที่ ของรัฐกับแนวนโยบายแห่งรัฐไว้ด้วยกัน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แยกออกมา ๑๕ มาตรา มาตรา ๖๔ ถึงมาตรา ๗๘ เป็นแนวนโยบายแห่งรัฐ ก็แปลว่าประชาชนไม่สามารถจะเสนอ กฎหมาย ไม่สามารถจะลงชื่อเสนอกฎหมาย เพื่อเป็นไปตามมาตราต่าง ๆ ในแนวนโยบาย แห่งรัฐได้ ก็ฝากผู้ที่จะเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญด้วยนะครับ ถ้าท่านอยากจะแก้ไข ท่านอยากจะเพิ่มเติมหมวด ๖ ให้เหมือนกับร่างของปี ๒๕๕๐ ซึ่งมา เป็นร่างกฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ปี ๒๕๕๖ นั้น สามารถเสนอกฎหมาย เกี่ยวกับแนวนโยบายแห่งรัฐได้ แต่ในฉบับปัจจุบันนี้จะเสนอไม่ได้ เนื่องจากหมวด ๖ ถูกแยกออกมาจากหมวด ๕ และไม่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไป เชิญนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว จากนั้นสมาชิกวุฒิสภา ๒ ท่าน นายอำพล จินดาวัฒนะ และ ท่านตวง อันทะไชย เชิญนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงที่ให้โอกาสได้อภิปราย ในวาระรับหลักการของร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย หรือร่างพระราชบัญญัติ การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. …. ต้องขออภัยที่ผมใช้คำว่า ว่าด้วยการ ที่คณะรัฐมนตรีได้เสนอ ผมดูในหลักการ เหตุผล และสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติแล้ว ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เป็นการปรับปรุงกฎหมายที่มีอยู่แล้ว กฎหมายที่มีอยู่แล้วว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ปี ๒๕๕๖ ที่ออกตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ท่านก็อ้างในเหตุผล ผมเห็นด้วยในหลักการ เห็นด้วยกับเหตุผลที่อ้างถึง แต่ประเด็นที่ผมขออนุญาตท่านประธานด้วยความเคารพ ฝากไปยังคณะกรรมาธิการ ผมเชื่อมั่นว่าสภาเราตั้งกรรมาธิการไปพิจารณารายมาตรา ในวาระที่ ๒ ประเด็นที่ขออนุญาตท่านประธานดูในรายละเอียด ซึ่งขออนุญาตว่าข้อมูลที่ ได้รับจากสำนักวิชาการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่ทำประกอบให้กับสมาชิก มีรายละเอียดมาก ครบถ้วน มีผลการศึกษา มีข้อเปรียบเทียบระหว่างประเทศด้วย มีบทวิเคราะห์ที่แยกให้เห็นอย่างชัดเจนเรื่องของเหตุผลและความจำเป็นที่เสนอเป็น ร่างพระราชบัญญัติในที่ประชุมร่วมที่อ้างเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ ผมข้ามเรื่องนี้ไป เป็นเหตุผลและความจำเป็นในการเสนอร่างพระราชบัญญัติ แล้วก็สาระสำคัญ ที่จัดทำมาให้สมาชิกดูมีทั้งหมด ๑๓ ข้อ ว่าไปตามบทบัญญัติของร่างพระราชบัญญัติ ๑๓ ข้อ ข้อ ๑๓ ว่าด้วยบทเฉพาะกาล ในเรื่องที่ ๔ ก็คือประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ กฎหมายฉบับนี้ เป็นกฎหมายปรับปรุง ปรับปรุงเสร็จแล้วได้กฎหมายใหม่ กฎหมายเก่าก็ยกเลิกไป ในหลักการ ในเหตุผล ท่านอ้างว่าเมื่อปรับปรุงแล้วกฎหมายต้องดีกว่าเดิม แล้วผมก็เชื่อมั่นว่า ต้องดีกว่าเดิมเมื่อผ่านการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการของเรา ในวาระที่ ๒ และวาระที่ ๓ ที่เราจะมาอนุมัติกฎหมาย เพราะว่าตัวร่างเองเท่าที่ดูผมเห็นหลายเรื่องที่ไม่น่าจะดีกว่าเดิม ไม่น่าจะดีกว่าเดิมนะครับ แล้วอยากเสนอฝากไปยังกรรมาธิการ ในประเด็นต่าง ๆ ที่ผมได้ดู รายละเอียดมา ถ้ามีสมาชิกอภิปรายไปแล้วผมก็จะขออนุญาตข้ามไปนะครับ🔗
เรื่องที่ ๑ ผู้ริเริ่มเสนอกฎหมาย กฎหมายเดิมใช้คำว่าผู้ริเริ่มหรือผู้เริ่มการณ์ แต่ว่าเขียนผู้ริเริ่มมีนิยามชัดเจนว่าผู้ริเริ่มคือใคร กฎหมายใหม่ไม่มีผู้ริเริ่ม แต่เขียนว่ามี ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีความประสงค์จะเสนอกฎหมายก็ให้เสนอมา ๒๐ คน แล้วเรียก ๒๐ คน ที่เข้าชื่อเสนอมาว่าเป็นผู้เชิญชวน ถ้าเข้าสู่กระบวนการที่จะเชิญชวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ตามจำนวน เช่นกฎหมายทั่วไป ตามหมวด ๓ และหมวด ๕ สมาชิกพูดไปเยอะมาก หมวด ๓ และหมวด ๕ เท่านั้นว่าด้วยสิทธิของพี่น้องประชาชน ว่าด้วยหน้าที่ของรัฐ ตรงนี้ก็ฝากกรรมาธิการไปว่ากฎหมายเดิมเรา หมวด ๓ หมวด ๕ ได้ ๓ เรื่อง หน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ถ้ารัฐสภาแห่งนี้เห็นว่า ขยายขอบเขตให้พี่น้องประชาชนสามารถเสนอกฎหมายเกี่ยวกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ที่จะกระทบเขาได้ แนวนโยบายแห่งรัฐ ผมตัดคำว่า พื้นฐาน ออก สามารถเสนอเป็นกฎหมาย ได้ก็ก่อประโยชน์ครับ เป็นการสร้างมิติการมีส่วนร่วมทางการเมืองทางตรงของ ภาคประชาชน อันนี้กรรมาธิการสามารถไปปรับแก้ได้ให้สอดคล้องและเหมาะสม ให้ขอบเขต กว้างขึ้น ตรงนี้แคบนะครับ ผู้ริเริ่มตรงนี้เป็นผู้เชิญชวน ผมเองเสนอฝากกรรมาธิการว่า ถ้าสถานะผู้เชิญชวนมีตัวตนที่ชัดเจน ผมยกตัวอย่างครับ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ๒๐ คนต้องการ เสนอกฎหมาย มาแจ้งต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรที่เราเขียนขึ้นมารองรับ ในการช่วยเหลือผู้มีสิทธิเสนอกฎหมาย มีหน่วยงานของรัฐเข้าไปช่วยเหลือก็คือสำนักงาน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ช่วยเหลือตั้งแต่เริ่มยกร่างเลย ตัวร่างพระราชบัญญัติทำได้ ถ้าอยากให้ยกร่างให้ ช่วยเหลือในการที่จะรวบรวมรายชื่อของผู้มีสิทธิให้ ทำกระบวนการให้เสร็จ แล้วก็บอกเขา เขาเองเมื่อได้ร่างทั้งหมดแล้วก็เสนอต่อท่านประธานพร้อมรายละเอียดที่เขียน บันทึกร่างพระราชบัญญัติ บันทึกหลักการ บันทึกเหตุผล บันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสำคัญ แต่ตรงที่เขียนว่าบันทึกสาระสำคัญ จะมีการวิเคราะห์หรือไม่มีการวิเคราะห์นั้นกรรมาธิการ เข้าไปดู ประเด็นตรงนี้ต้องระบุตัวแทนไปด้วยอย่างน้อย ๒๐-๓๐ คน เพื่ออะไรครับ เพื่อประสานงาน เช่นเป็นกรรมาธิการหรือการติดต่อประสานงานในกรณีถ้ามีปัญหา ผู้เริ่มการณ์ตรงนี้กฎหมายเดิมเขียนไว้ชัด ผมอยากให้กรรมาธิการไปดูว่าผู้เริ่มการณ์จะเขียน เป็นผู้เชิญชวนหรือไม่ ผมไม่เห็นด้วยกับการเขียนเป็นผู้เชิญชวน ผมอยากให้กลับไปใช้เป็น ผู้ริเริ่ม ผู้ก่อการ ผู้ริเริ่มแต่แรกนิยามลงไปให้ชัด คนเหล่านี้จะได้รับความน่าเชื่อถือมากขึ้น ถ้ามีองค์กรรองรับ เสมือนเขามาขึ้นทะเบียน เช่นมายื่นความจำนงต่อสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ท่านประธานเพียงแต่ให้คำรับรองว่านี่คือผู้เริ่มการณ์ กรณีเชิญชวน ถ้าคุณไม่ให้สภาผู้แทนราษฎร เชิญชวนให้ คุณไปเชิญชวนเอง คุณสามารถใช้สถานะตรงนี้ได้เต็มที่ ผู้คนก็เชื่อถือใช่ไหมครับ คนก็มาลงชื่อด้วยความเต็มใจ อันนี้คือผู้เริ่มการณ์ การเชิญชวนตรงนี้เขียนไม่ดี ขอบเขต กว้างขวางขึ้น เชิญชวนโดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร หรือตัวเขาเองไปเชิญชวน แต่ประเด็นหนึ่งในการเชิญชวน กฎหมายเดิมที่เรามีอยู่เราขอให้เขามีโอกาสได้ใช้งบประมาณ จากรัฐได้ จากกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง แต่อันใหม่ไม่มี เพียงแต่มีสมมุติฐานว่าถ้าให้ หน่วยงานของรัฐไปช่วยแล้วคุณก็ไม่ต้องมีงบประมาณ ถ้าเขาต้องการเชิญชวนเองเขาต้องใช้ งบประมาณนะครับ หรือถ้ากรรมาธิการไปแก้ไขทางเลือกว่าไม่จำเป็นต้องมาแจ้งที่สำนักงาน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรก่อน ไม่ต้องแจ้งท่านประธานสภาก่อน คุณไปเริ่มการณ์ เป็นทางเลือกมาเลย รวบรวมมาได้เลย ๑๐,๐๐๐ ชื่อพร้อมร่าง บันทึกเหตุผลทั้งหมด ครบถ้วนเสนอตั้งเข้ามา ตัดขั้นตอนอื่นออกไปทำได้ไหม ถ้าเขาสามารถทำได้แล้วทำไม จะทำไม่ได้ใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นวิธีการต้องไปดู กรรมาธิการต้องไปดู เพราะต้องเปิดกว้าง ต้องเปิดกว้างให้เขาเข้าถึงให้มากที่สุดที่จะเป็นไปได้ อันนี้ขอฝากท่านประธานไปยัง กรรมาธิการด้วยความเคารพครับ🔗
ผมยังมีอีกหลายประเด็นแต่ว่าเกรงใจท่านประธานให้เวลาผมแค่นี้ ผมเป็นคน พูดยาว พูดสั้นไม่ค่อยเป็น แต่ขออนุญาตสรุปว่าเห็นด้วยกับหลักการและเหตุผล แต่ขอให้ไป ดูในประเด็นรายละเอียดว่าอะไรจะเกิดประโยชน์กับผู้มีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมกับประชาธิปไตย แบบทางตรงให้มากที่สุด กฎหมายที่เขาเสนอมาแล้ว ร่างที่เขาเสนอมาแล้วเขียนรองรับไว้ดี เช่นมีการหมดวาระ ยุบสภา อะไรต่าง ๆ ก็สามารถดำรงคงอยู่ถ้าเขายังยืนยัน อันนี้เป็นเรื่องที่ดีมาก ที่เขียนไว้ นี่เป็นความก้าวหน้า ด้วยความเคารพครับท่านประธาน เห็นชอบกับหลักการ และเหตุผล ฝากกรรมาธิการไปดูในประเด็นที่ผมกล่าวไปแล้ว กราบขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไป ๒ ท่านจากวุฒิสภา ท่านอำพล จินดาวัฒนะ ท่านตวง อันทะไชย เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตอภิปราย สนับสนุนหลักการของร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. .... กฎหมายฉบับนี้ ถือว่าเป็นกฎหมายปฏิรูปประเทศและเป็นกฎหมายที่ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ผมอยากจะกราบเรียนว่าเรื่องนี้เหมือนที่เพื่อนสมาชิกทั้งหลายได้อภิปรายไปแล้วว่า เป็นกฎหมายที่ส่งเสริม สนับสนุนให้ภาคประชาชนได้มีโอกาสใช้สิทธิขั้นพื้นฐานในความเป็น พลเมืองในสังคมประชาธิปไตย ซึ่งสังคมประชาธิปไตยนั้นประชาชนที่เป็นพลเมือง หรือเป็นพลังของบ้านเมืองย่อมมีหน้าที่ในการทำให้บ้านเมืองก้าวหน้า เติบโต และพัฒนา กฎหมายฉบับนี้เป็นฉบับที่ ๓ ซึ่งฉบับแรกนั้น พ.ศ. ๒๕๔๒ สืบเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แล้วก็มีอีกฉบับหนึ่ง พ.ศ. ๒๕๕๖ ซึ่งสืบเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ฉบับนี้ เป็นฉบับที่ ๓ ถ้าได้ดูในเนื้อหาสาระแล้วก็ถือว่ามีการพัฒนาในเนื้อหาสาระที่ก้าวหน้ามากขึ้น ผมจะไม่ลงไปในเนื้อหา โดยภาพรวมนั้นถือว่ามีพัฒนาการที่ดีขึ้น ผมอยากจะกราบเรียน เพื่อจะใช้เวลาไม่ยาวถึงประเด็นที่จะฝากไว้ในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ในวาระที่ ๒🔗
ในประเด็นที่ว่าในกฎหมายนั้นได้เขียนให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกให้กับภาคประชาชนที่เขาริเริ่ม แล้วก็จะเชิญชวน ให้ร่วมกันเข้าชื่อเสนอกฎหมายนั้น ตรงนี้เป็นเรื่องที่ดีครับ ในอดีตผมได้มีโอกาสทำงาน และได้มีส่วนสนับสนุนให้ภาคประชาชนเข้าชื่อเสนอกฎหมายกันครับ มีการผลักดัน ตอนเสนอกฎหมายพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ การดำเนินการของภาคประชาชนนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย เนื่องจากต้องใช้จำนวนมาก ขณะนั้นต้องถึง ๕๐,๐๐๐ คน แต่ปัจจุบันนี้ จะเหลือ ๑๐,๐๐๐ คน ซึ่งก็ยังมากอยู่ดีครับ การที่จะริเริ่มแล้วก็เชิญชวน แล้วก็การเสนอ กฎหมายนั้นต้องเหน็ดเหนื่อยในการดำเนินการ เพราะฉะนั้นเมื่อมีการกำหนดให้สำนักงาน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่ช่วยเหลือและสนับสนุนนั้นผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ยังมีความห่วงใยว่าการเขียนกฎหมายนั้นอาจจะต้องไปดูในรายละเอียดและเขียนให้ชัด ขึ้นว่าการช่วยเหลือนั้นแค่ไหน ถ้าเป็นการช่วยเหลือเพียงแค่ยกร่างแล้วก็มอบให้เป็นภาระหน้าที่ ของประชาชนไปเชิญชวน ทางสำนักงานก็อาจจะมีช่องทางทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์และอื่น ๆ เท่านั้น ก็สาหัสสากรรจ์สำหรับภาคประชาชนที่จะไปทำให้มีการเข้าชื่อกันได้ครบถ้วน แล้วก็ ดำเนินการให้ประสบความสำเร็จ ผมคิดว่าประเด็นเรื่องการช่วยเหลืออาจจะต้องเขียน ให้ถูกกฎหมายเพื่อจะให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรนั้นได้มีการนำไปเขียน ระเบียบรองรับให้ชัดเจน ผมคิดว่าควรจะครอบคลุมถึงการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในบางส่วน เช่นถ้ามีกลไกการทำงานที่เป็นกลุ่มมีการประชุม มีการเดินทาง มีค่าใช้จ่ายทั่ว ๆ ไป ที่เกิดขึ้นนั้น ควรจะต้องสนับสนุนให้ภาคประชาชนที่เป็นแกนนำ หรือเป็นกลุ่มริเริ่ม หรือเป็น คนที่ทำงานเหล่านั้น หรือแม้แต่การเชิญชวน มีค่าใช้จ่ายในระดับหนึ่งซึ่งอาจจะไม่ได้มากมาย และไม่ได้ทั้งหมดนะครับ อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าในประเด็นนี้ทำไมผมเป็นห่วง เพราะผมคิดว่าในระบบ ปัจจุบันนั้นส่วนราชการเราไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานที่เป็นกลไกเลขานุการของฝ่ายนิติบัญญัติ หรือกลไกของรัฐก็ดี เรายังมีทัศนคติและมีระเบียบที่สนับสนุนค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนนั้น น้อยมากครับ หรือบางทีก็ไม่มีเลย ประชาชนเป็นผู้เสียภาษีนำมาใช้เป็นงบประมาณ ในการดำเนินการ แต่ระเบียบต่าง ๆ ที่ออกมานั้นมักจะไม่ได้เอื้อครับ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ในปัจจุบันระบบรัฐสภาของเรานั้นกรรมาธิการหรืออนุกรรมาธิการที่ไม่ได้เป็น ส.ส. ส.ว. การเดินทางที่มาประชุมก็ดีจะยากลำบาก เราก็จะต้องใช้แต่คนในกรุงเทพฯ เพราะไม่มี ค่าเดินทาง ถ้าเป็นกลไกที่ไม่ใช่เป็นอนุกรรมาธิการ กรรมาธิการ หรือกรรมการแล้ว ยิ่งลำบากยากเย็นครับที่เราจะสนับสนุนทรัพยากรเขาแม้แต่เพียงเล็กน้อย ดังนั้นผมกราบเรียน เพื่อจะฝากประเด็นนี้ไว้กับคณะกรรมาธิการครับว่าตอนที่มีการปรับปรุง การเขียนว่า การช่วยเหลือ นั้นไม่ควรจะหมายถึงการช่วยเหลือการทำกฎหมายเท่านั้น จะต้องครอบคลุม ไปถึงการช่วยเหลือเรื่องการสื่อสาร การประชาสัมพันธ์ และการช่วยเหลือในเรื่องค่าใช้จ่าย พื้นฐานทั่วไปให้กับคณะที่ดำเนินการผลักดันกฎหมายต่าง ๆ เหล่านั้น อันนี้ก็เป็นประเด็น ที่ผมกราบเรียนไว้ แล้วก็จะใช้เวลาในสภาเพียงเท่านี้ ขออนุญาตเห็นด้วยกับหลักการครับ แล้วก็เป็นข้อเสนอแนะที่จะได้มีส่วนไปร่วมกันผลักดันให้เกิดกฎหมายดี ๆ ฉบับนี้สำเร็จต่อไป กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ท่านต่อไปคุณตวง อันทะไชย ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ความจริงเบื้องต้น ผมเรียนท่านประธานว่าผมเห็นด้วยในหลักการของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เป็นการพัฒนา กฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๓ มาตรา ๒๕๖ ประกอบมาตรา ๒๕๘ ค. ผมเรียนท่านประธานว่าถ้าในทัศนะผมจากประสบการณ์ที่เคยพาภาคประชาชนที่ยกร่างกฎหมาย ผมเห็นว่ายังไม่เปลี่ยนแปลง ขอประทานอนุญาตที่จะกราบเรียนท่านประธานว่าแม้จะเห็นด้วย กับหลักการก็ตาม แต่ผมยังเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ที่ยกร่างขึ้นมานั้นยังมีข้อสังเกตที่จะฝาก ท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการ จากประสบการณ์ที่ทำมาดังต่อไปนี้🔗
ประการแรก ผมคิดว่ากฎหมายฉบับนี้แม้มีความตั้งใจในการที่จะเอื้ออำนวย ความสะดวกต่อประชาชน แต่ยังไม่สามารถที่จะเอื้ออำนวยให้ประชาชนได้ลุกขึ้นมา กระบวนการเข้าชื่อกฎหมายเป็นกระบวนการเรียนรู้ภาคประชาชนอย่างแท้จริง เป็นการเรียนรู้ ที่ประชาชนลุกขึ้นมาเรียนรู้ด้วยตัวเขาเอง ประชาชนเกิดความเป็นเจ้าของ ประชาชน มีจิตสำนึกต่อความเป็นพลเมืองโดยที่รัฐไม่ต้องรณรงค์เลย นี่หัวใจอยู่ที่นี่ ข้อเสนอผมก็คือว่า ไหน ๆ จะได้ทำแล้วผมคิดว่ากลไกที่ออกแบบให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นเลขานุการในการยกร่าง กฎหมาย ถ้าท่านประธานอ่านธรรมดาดูเหมือนดีครับ แต่ข้อเสนอของผมจากประสบการณ์ ที่ได้ทำงานมาผมพบว่ากลไกและกระบวนการดังกล่าวนี้ยังอยู่ในส่วนกลาง ไม่เอื้อต่อ ประชาชนที่อยู่ชายขอบตัวเล็ก ๆ ยายมายายมี ตาสีตาสา คำถามผมฝากไปยังกรรมาธิการ ก็คือว่าแล้วทำไมเราไม่เอา กกต. สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย และสำนักงาน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร รวมเป็นองค์กร เป็นกลไกหนึ่ง ไปอยู่จังหวัด ไปอยู่กับ กกต. อยู่ใกล้ชิดกับประชาชน ให้มันง่ายในการที่ประชาชนจะได้เข้าชื่อเสนอกฎหมาย ท่านประธานลองนึกภาพดูว่าผมมาจากภาคอีสานจะมาเสนอกฎหมายที่สภาแห่งนี้ ขนาดเรา มาประชุมยังหาห้องไม่เจอเลย กลไกเหล่านี้ต้องออกแบบให้ง่าย เอื้ออำนวยความสะดวกต่อ ประชาชน🔗
ประการที่ ๒ กลไกในการรับฟังความคิดเห็น มีคนพูดไปแล้ว แต่ผมย้ำนิดหนึ่งว่า กระบวนการรับฟังความคิดเห็นตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ นั้น ฝากกรรมาธิการว่า ต้องให้เจ้าของร่างนั้นเป็นผู้มีส่วนร่วม ไม่ใช่ปล่อยให้คนที่เป็นผู้รับร่างนั้นไปรับฟัง จะเพี้ยนครับ🔗
ประการที่ ๓ รูปแบบในการเสนอร่างพระราชบัญญัตินั้นควรจะง่าย สำหรับประชาชน ถ้าต้องการให้ประชาชนเรียนรู้ควรจะง่าย เช่นควรจะเสนอได้เพียงชื่อ หรือสาระสำคัญเท่านั้น ไม่ควรเป็นเรื่องของมาตรานั้น หลักการนั้น หลักการนี้ ประชาชนทำ ไม่เป็นหรอกครับ ท่านประธานอาจจะถามผมว่าแล้วจะทำอย่างไร ก็กลไกคณะกรรมการ ปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย กลไก กกต. กลไกที่มีอยู่นั้นควรจะต้องหลอมรวมมาช่วย ประชาชนตรงนี้ ถ้าประชาชนสามารถเสนอกฎหมายง่าย ๆ ผมจะยกตัวอย่างสักตัวอย่างหนึ่ง เท่าที่ผมฟัง ประชาชนอยากเสนอกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งธนาคารน้ำใต้ดิน เป็นสิ่งที่ ประชาชนอยากจะทำมาก ถ้ามีกฎหมายเขาจะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงได้ ประชาชนบอกชื่อได้ บอกสาระแค่นี้เขาก็สามารถไปยื่นที่ กกต. จังหวัด หรือหน่วยงานที่อยู่ จังหวัด ไม่ต้องมากรุงเทพฯ🔗
ประการที่ ๔ ที่ผมเห็นตรงกันกับสมาชิกหลายคน รวมทั้งอาจารย์หมอที่พูด เมื่อสักครู่นี้ จากประสบการณ์เวลาเราทำกฎหมายมีค่าใช้จ่ายครับ รัฐต้องการให้ประชาชน เรียนรู้ ให้มีความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ให้มีความสำนึกในระบอบประชาธิปไตย รัฐควรจะต้อง สนับสนุนในการดำเนินการทั้งหมด ตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ มาปี ๒๕๕๖ เราลดสำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ลงมา สำเนาทะเบียนบ้านยังมีภาระกับประชาชน ทำอย่างไรให้ ภาระเหล่านี้รัฐจะต้องเป็นคนดูแลรับผิดชอบ อำนวยความสะดวกประชาชนจะได้มาทำ ไม่ ต้องไปห่วงหน้าพะวงหลัง นั่นข้อเสนอของผมฝากไปยังคณะกรรมาธิการ🔗
ประการที่ ๕ ซึ่งผมคิดว่าเป็นปัญหาที่เราไม่ควรจะเหนียมอายกันอีกต่อไปว่า ถ้าเราจะแก้ไขกฎหมายทำไมเราไม่เขียนกฎหมายให้นายกรัฐมนตรีรับรองกฎหมายเกี่ยวด้วย การเงิน ถ้าเป็นกฎหมายมาจากประชาชนจะเป็นกฎหมายการเงินไม่เป็นอะไร รับรองไปแล้ว ให้มาตกในสภาก็ไม่เป็นอะไร ผมคิดว่าถ้าเราจะอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ก็ควรที่จะต้องให้สิทธิประชาชน ให้เครดิตกับประชาชนในการเสนอกฎหมาย ท่านประธาน เป็นนักกฎหมาย ท่านประธานอยู่สภามานาน ไม่มีกฎหมายฉบับใดหรอกครับไม่เกี่ยวข้องกับ การเงิน ถ้าตีความว่ากฎหมายเกี่ยวข้องกับการเงินก็ตกทุกฉบับครับ ยกตัวอย่าง พ.ร.บ. ว่าด้วย ธนาคารน้ำใต้ดิน ที่ผมพูดถึงไม่เกี่ยวข้องกับการเงินได้อย่างไร ข้อเสนอของผมวันนี้จึงเป็น ข้อเสนอที่กราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการได้โปรดพิจารณาว่าเมื่อท่าน อุตส่าห์ปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เพื่อเอื้ออำนวยให้ประชาชนได้ลุกขึ้นมา ร่างกฎหมายให้เขานั้น ควรจะเอื้ออำนวยอย่างแท้จริง ควรจะปรับปรุงในส่วนที่เป็นปัญหา ควรจะแก้ไขในส่วนที่ทำไม่ได้ และควรจะต้องเพิ่มเติมในสิ่งที่จะทำให้ประชาชนลุกขึ้นมาเป็น เจ้าข้าวเจ้าของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ในที่สุดคือพัฒนาการเมืองจากประสบการณ์ที่ผม ทำเรื่อง พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ พอพาชาวบ้านทำนี่ชาวบ้านมีความรู้สึกเป็นเจ้าของ ชาวบ้านมีความรู้สึกว่ามนต์เสน่ห์ของระบอบประชาธิปไตยคือการลุกขึ้นมาเสนอกฎหมาย ไม่ได้เสนอกฎหมายได้เฉพาะสภา ไม่ได้เสนอกฎหมายได้เฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ได้เสนอกฎหมายได้เฉพาะรัฐบาลเท่านั้น แต่ประชาชนสามารถเสนอกฎหมายที่เป็น ความต้องการของเขาได้ ผมจึงกราบเรียนต่อท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการได้โปรด พิจารณาทบทวนนะครับ ผมเห็นด้วยในหลักการของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ และควรจะต้อง ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณมากครับ จบผู้อภิปรายแล้ว นะครับ เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ขอบพระคุณมากนะครับสำหรับความคิดเห็น ข้อเสนอแนะหลายอย่างของท่านสมาชิกรัฐสภา ซึ่งรัฐบาลเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ แล้วก็นำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขในชั้นกรรมาธิการหากรัฐสภานี้ รับหลักการ การแก้ไขนั้นจะทำให้ดีขึ้นหลายอย่าง ร่างนี้มีที่มา อย่างที่ท่านสมาชิกบางท่าน อาจจะได้อภิปรายไปแล้ว กฎหมายเดิมก็มีของมันอยู่ ฉบับปี ๒๕๕๖ เมื่อจะมีการปรับปรุง ก็มีที่มา ทางที่ ๑ คือจากร่างที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติคือสภาชุดที่แล้วได้มอบให้สำนักงาน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจัดทำขึ้น ทางที่ ๒ คือเมื่อรัฐบาลได้รับร่างจากสภานิติบัญญัติ แห่งชาติก็ได้มอบให้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายพิจารณาปรับปรุงแก้ไข เกิดเป็นอีกฉบับหนึ่งขึ้นมา ต่อจากนั้น ๒ ฉบับนี้เราก็ส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาไปพิจารณา ในจังหวะนั้นเองสถานการณ์หลายอย่างเปลี่ยนแปลงไป เมื่อมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อปีที่แล้ว รัฐบาลได้สดับตรับฟังข้อเสนอแนะ คำปรารภของท่านสมาชิกรัฐสภาในการประชุม หลายครั้ง โดยเฉพาะเมื่อมีการเสนอรายงานการปฏิรูปประเทศ รัฐบาลเห็นว่าควรจะต้อง ปรับปรุงแก้ไขให้ทันสมัยขึ้นอีกก็มอบให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปตรวจซ้ำใหม่ อีกครั้งหนึ่ง เมื่อเสร็จเรียบร้อยจึงได้นำเสนอมา เพราะฉะนั้นอาจจะมีบางจุดที่ท่านสมาชิก รัฐสภามีประสบการณ์จากการใช้กฎหมายนี้มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ แล้วก็อาจจะมองเห็นว่าครั้งนี้ ยังไม่ได้แก้ไขให้ดีขึ้นหรือจุใจเท่ากับที่ท่านกังวลอยู่ ก็จะเป็นโอกาสให้คณะกรรมาธิการ ได้ตรวจพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งรัฐบาลไม่มีข้อขัดข้องใด ๆ หรอกครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง กำหนดวัน กำหนดเวลา ๓๐ วัน ๖๐ วัน ๙๐ วัน สั้นไปจะต้องยืดอย่างไร เพียงแต่ขอความกรุณา ต้องคำนึงถึงสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรซึ่งจะเป็นฝ่ายปฏิบัติ เพราะว่าสำนักงาน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเองก็มีข้อจำกัดของตัวอยู่เหมือนกัน ผมใคร่ที่จะกราบเรียน ท่านประธานว่าข้อสังเกตบางจุดนั้นมีเรื่องที่จะขอเรียนชี้แจงดังต่อไปนี้ครับ🔗
ประเด็นแรก การออกกฎหมายครั้งนี้อยู่ภายใต้ข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญ หลายท่านได้อภิปรายว่าเมื่อจะให้ประชาชนเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้ทั้งทีทำไมจึงจำกัดอยู่แต่ เฉพาะหมวด ๓ หมวด ๕ น่าจะไปที่หมวดอื่นด้วย ก็เป็นข้อสังเกตที่ดีนะครับ แต่ว่าความที่ไป ผูกไว้กับหมวด ๓ หมวด ๕ นั้นมาจากรัฐธรรมนูญ หรือแม้แต่เรื่องกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงิน ซึ่งท่านก็มีความวิตกกังวลว่าทำไมจะต้องส่งไปให้นายกรัฐมนตรีรับรอง แล้วถ้านายกรัฐมนตรี ไม่รับรองจะทำอย่างไร ร่างกฎหมายหลายฉบับเป็นร่างกฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงิน ตรงนี้ ก็เป็นข้อจำกัดในรัฐธรรมนูญอีกเหมือนกัน เพราะในที่สุดตามมาตรา ๑๓๔ จะเป็นร่าง พระราชบัญญัติที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้มีสิทธิเลือกตั้ง หากเป็นกฎหมาย เกี่ยวด้วยการเงินก็ต้องส่งไปที่นายกรัฐมนตรีให้รับรองทั้งนั้น แล้วการจะรับรองหรือไม่ก็เป็น ดุลพินิจของนายกรัฐมนตรีและฝ่ายบริหาร ส่วนที่สมาชิกบางท่านได้อภิปรายว่าแล้วถ้าเกิดมี ข้อสงสัยว่าเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงินหรือไม่ ทำอย่างไร ทำไมไม่เขียนเอาไว้เสียด้วย ในร่างพระราชบัญญัติที่เสนอมาในครั้งนี้ ตรงนี้ต้องเรียนว่าในเบื้องต้นท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรนั่นละครับที่จะต้องใช้ดุลพินิจว่าร่างนั้นเป็นร่างเกี่ยวด้วยการเงินหรือไม่ เมื่อเห็นว่าใช่ก็ต้องส่งไปให้นายกรัฐมนตรีรับรอง จนในที่สุดถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นก็ส่งไปให้ คณะกรรมการร่วมซึ่งรัฐธรรมนูญได้กำหนดกลไกไปแล้ว แม้แต่ร่างที่ประชาชนเข้าชื่อ เสนอกันครั้งแรกอาจจะไม่ได้เป็นร่างกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงิน พอเข้าไปในสภาไปถึงวาระที่ ๒ คณะกรรมาธิการไปแปรญัตติ ไปแก้จนกลายเป็นร่างที่เกี่ยวด้วย การเงินก็มีกระบวนการที่จะไปตรวจสอบตรงนั้นอีกอยู่ดี เพราะว่าไปผูกไว้กับรัฐธรรมนูญ ก็ต้องเดินไปอย่างนั้น หลายท่านปรารภห่วงใย ซึ่งที่จริงรัฐบาลเองก็ห่วงใยในเรื่องที่ว่า มอบภาระนี้ให้แก่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเป็นหลัก แต่ในที่สุดโดยกลไก ก็ต้องมอบให้องค์กรนี้ละครับ จะไปมอบให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งเป็น ฝ่ายรัฐบาลก็อาจจะเกิดปัญหา จะไปมอบให้หน่วยงานอื่นซึ่งเป็นฝ่ายบริหารก็อาจจะเกิดปัญหา ความหวาดระแวงคลางแคลงใจกัน ทางที่ดีที่สุดก็คือสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้รับภาระอันนี้ไป แล้วก็เป็นภาระจริง ๆ โปรดสังเกตนะครับว่าไม่ได้มอบภาระนี้ให้แก่ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา แต่แน่นอนโดยกลไกแล้วท่านประธานรัฐสภาเป็นหัวหน้าใหญ่ ของรัฐสภาท่านก็สามารถที่จะใช้ไหว้วานขอให้กลไกต่าง ๆ เข้ามาให้ความร่วมมือได้ด้วย แต่ตัวที่จะมาสนับสนุนหลักกฎหมายก็ไปกำหนดไว้แล้วว่าคือสถาบันพระปกเกล้า เพราะว่า สถาบันพระปกเกล้านั้นเป็นหน่วยงานที่มีความเกี่ยวข้องกับรัฐสภามากที่สุด โดยไม่ได้เป็น หน่วยงานทางฝ่ายบริหาร การช่วยเหลือจะช่วยเหลืออย่างไรก็สุดแท้แต่ แต่ปัญหาที่ได้พูดกัน มาตลอดในระยะปีสองปีที่ผ่านมา นั่นก็คือว่ามาตรการที่จะให้ประชาชนเสนอร่างกฎหมาย ได้นั้นขึ้นอยู่กับ ๑. บุคลากร ๒. งบประมาณ ๓. เทคโนโลยีสารสนเทศ ในกรณีบุคลากร เป็นอย่างที่ท่านสมาชิกรัฐสภา ขออภัยที่เอ่ยนาม คุณสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ได้กล่าวถึง ใคร่จะกราบเรียนท่านประธานว่าในเวลานี้ได้มีระเบียบ ก.ร. ที่ว่าด้วยนักกฎหมายนิติบัญญัติ โดยแบ่งออกเป็นนักกฎหมายนิติบัญญัติ ชั้นที่ ๑ ชั้นที่ ๒ เขาเตรียมไว้นานแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ เพื่อจะช่วยทำหน้าที่ในการยกร่างกฎหมายให้แก่ประชาชนนี่เอง เพราะฉะนั้นก็เชื่อว่า บุคลากรนั้นได้พัฒนาขีดความสามารถและจำนวนมาถึงระดับหนึ่งแล้ว ส่วนงบประมาณนั้น จะเป็นอย่างที่ท่านสมาชิกบางท่านได้อภิปรายเมื่อสักครู่ว่าได้มีการเตรียมจัดสรรงบประมาณ ให้แก่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรต่อเนื่องกัน ๓ ปี ส่วนเทคโนโลยีสารสนเทศ แน่นอนก็ต้องใช้งบประมาณไปซื้อหามา ขณะเดียวกันก็ต้องใช้เป็น ตรงนี้เป็นเรื่องที่ทาง สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจะต้องพัฒนาในส่วนนี้ต่อไป🔗
มีประเด็นที่ท่านสมาชิกได้กล่าวถึงเรื่องการเสนอกฎหมายใด ๆ ก็ตามเข้าสู่สภา ไม่ว่าสภาใดก็ตามจะต้องมีการดำเนินการตามมาตรา ๗๗ ซึ่งร่างกฎหมายที่ประชาชนเสนอ ก็ต้องดำเนินการตามมาตรา ๗๗ แต่เพื่อไม่ต้องเป็นภาระของประชาชนในการไปรับฟัง ความคิดเห็น ซึ่งก็จะยุ่งยากมากขึ้นไปอีกหากปล่อยให้ประชาชนไปทำกันเอง ร่างพระราชบัญญัติ ที่เสนอมาในวันนี้ก็เลยฝากไว้ตรงนี้ว่าท่านผู้เสนออาจจะขอให้สำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรไปช่วยจัดรับฟังความคิดเห็นได้ และแน่นอนก็คงจะต้องเป็นอย่างที่ท่าน สมาชิกรัฐสภาท่านสุดท้ายได้อภิปรายเมื่อสักครู่ว่าเวลาไปฟังนั้นก็อย่าฟังแต่เฉพาะสำนักงาน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรไปเปิดฟังอยู่ฝ่ายเดียว ก็แน่นอนก็ต้องทำร่วมกันกับผู้เสนอ เพื่อที่จะได้เกิดความโปร่งใส เป็นธรรม ชี้แจงทำความเข้าใจกัน แต่ท่านสมาชิกรัฐสภา บางท่านได้กล่าวว่าตามมาตรา ๗๗ นั้นต้องมีการประเมินผลสัมฤทธิ์ด้วย เหตุใดในร่างนี้ จึงไม่ได้กล่าวถึงเรื่องการประเมินผลสัมฤทธิ์ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า การประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายนั้นเป็นสิ่งที่ต้องทำ แต่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ ได้เขียน เรื่องการประเมินผลสัมฤทธิ์ไว้ว่าเมื่อได้มีการใช้เป็นกฎหมายแล้วให้มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ ของกฎหมายนั้นทุกวงรอบ ซึ่งเรื่องนี้ก็มีกฎหมายออกมารองรับแล้ว เพราะฉะนั้น การประเมินผลสัมฤทธิ์นั้นไม่ได้ทำก่อนที่จะมีการเสนอกฎหมายเข้าสภาหรอกครับ ชั้นนั้น มีแต่รับฟังความคิดเห็น แต่พอผ่านมาเป็นกฎหมายแล้วเป็นหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๗๗ ที่จะต้องไปประเมินผลสัมฤทธิ์ว่าใช้มา ๒ ปี ๓ ปี ได้ผลดีหรือไม่ ควรจะแก้ไข ควรจะยกเลิก หรือควรจะปรับปรุงอย่างไร นั่นเป็นชั้นของการประเมินผลสัมฤทธิ์ซึ่งต้องทำ ไม่ทำไม่ได้ แล้วก็ทำโดยรัฐ ไม่ได้ทำโดยประชาชน แต่ขณะเดียวกันมาตรา ๗๗ เขาบอกว่าในการประเมิน ผลสัมฤทธิ์ก็ต้องไปรับฟังความเห็นผู้เกี่ยวข้อง ผู้เกี่ยวข้องก็คือคนที่จะถูกกฎหมายนั้นไปใช้ แล้วก็ถ้าหากว่าร่างนั้นเป็นร่างที่ประชาชนเสนอ ประชาชนก็คือผู้เกี่ยวข้องที่จะต้องมาร่วม ให้ความเห็นในการประเมินผลสัมฤทธิ์ด้วยนั่นเอง มีท่านสมาชิกถามว่าถ้าหากว่าประชาชน เข้าชื่อกันเสนอกฎหมายและกฎหมายนั้นเป็นกฎหมายในเชิงปฏิรูปจะไปเสนอที่ไหน อย่างไร ตรงนี้ดูจะไม่มีช่องทางหรอกครับ เพราะถ้าหากว่าเป็นกฎหมายในเชิงปฏิรูปและประสงค์ จะใช้มาตรา ๒๗๐ มาตรา ๒๗๐ ก็ไม่ได้เปิดโอกาสให้ร่างกฎหมายของประชาชนว่ากัน อันที่จริงแม้แต่จะเปิดโอกาสให้ร่างของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอได้หรือไม่ก็ยังเป็น ปัญหาข้อกฎหมายอยู่ แต่อย่างไรก็ตามโดยความเห็นส่วนตัวผมยังเห็นว่าช่องทางนั้นมี เริ่มต้นก็ขอให้ประชาชนเข้าชื่อกันเสนอกฎหมายที่เป็นไปตามหมวด ๓ หรือหมวด ๕ ก่อน ก็แล้วกัน เพราะถ้าไม่ใช่ก็ตกไป รับไว้ไม่ได้ตั้งแต่แรก ทีนี้เมื่อเสนอเข้ามาเป็นกรณีตามหมวด ๓ สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย หรือหมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ จุดเริ่มต้นก็ต้องไปเริ่มต้น ตรงสภาผู้แทนราษฎรนั่นละครับ แต่ถ้าหากว่าท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ที่จริงผมก็ยังมองไม่เห็นว่าสมาชิกวุฒิสภาจะลงมาเกี่ยวเร็วไปได้อย่างไร แต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีโอกาสที่จะสัมผัสหรือพิจารณาร่างกฎหมายนั้นก่อนเพื่อน แล้วเห็นว่าร่างกฎหมายนี้ ต่อให้เป็นร่างที่ประชาชนเสนอเป็นร่างที่เกี่ยวกับการปฏิรูป ถ้าเป็นเช่นนั้นผมยังคิดว่า มาตรา ๒๗๐ วรรคสาม จะวิ่งเข้ามาจับตรงนี้ทันที นั่นก็คือท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็ต้องแจ้งต่อท่านประธานสภา ประธานสภาก็ให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นพิจารณาตามมาตรา ๒๗๐ วรรคสาม แล้วหากเห็นว่าเป็นกฎหมายในเชิงปฏิรูปก็จะได้ดำเนินการตามขั้นตอนของ มาตรา ๒๗๐ ต่อไป เพียงแต่ก็ต้องเข้าตามตรอกแล้วค่อยไปออกตามประตูอย่างที่ได้ กราบเรียน ขออนุญาตกราบเรียนว่าเป็นความเห็นส่วนตัวว่าเป็นช่องทางที่น่าจะทำได้ แม้แต่ร่างนั้นเป็นร่างของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ต้องเดินมาในทางอย่างที่กราบเรียน นี่ละครับ ผมฟังคำอภิปรายของท่านสมาชิกแล้วก็เห็นว่ามีถ้อยคำหลายคำในร่างที่อาจจะเกิด ปัญหาจริงอย่างที่ท่านตั้ง มีกำหนดเวลาหลายกำหนดที่อาจจะเป็นปัญหาสั้นไป ยาวไป อย่างที่ท่านได้อภิปราย ก็ขออนุญาตสิ่งเหล่านี้อยู่ในชั้นกรรมาธิการที่จะไปปรับปรุง🔗
สุดท้ายนี้ต้องขออนุญาตกราบเรียนรบกวนท่านประธานว่าด้วยเหตุที่ ร่างกฎหมายนี้ไปสร้างสิ่งที่ผมได้ใช้คำว่า เป็นภาระแก่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร แต่เป็นที่น่ายินดีว่าภายใต้การนำของท่านประธานเวลานี้ก็ได้เตรียมการในส่วนเหล่านี้อยู่ เป็นอันมากแล้ว ก็ใคร่ขออนุญาตให้ท่านผู้แทนสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรใช้เวลา ที่ไม่ยาวนักกราบเรียน เพื่อให้ท่านสมาชิกได้เกิดความอุ่นใจว่าระบบนั้นได้เตรียมและรองรับ ไว้อย่างดีพอสมควร และมีโอกาสจะพัฒนาต่อไปเพื่อที่จะให้บริการแก่ประชาชนได้ ตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญและความประสงค์ของท่านสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตครับ🔗
ขอบคุณท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ เชิญผู้แทนของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ และสมาชิกรัฐสภา ผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกรัฐสภาทั้ง ๑๔ ท่าน ที่ได้อภิปรายร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. .... แล้วก็ได้ฝาก ประเด็นข้อคิดเห็นต่าง ๆ เพื่อจะให้นำไปปรับปรุงในชั้นกรรมาธิการ🔗
แนะนำตัวหน่อยครับ🔗
ผม นายศักดิ์ดา ภารา นิติกรชำนาญการพิเศษ สำนักการประชุม สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมขออนุญาตนำเสนอ พาวเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ครับ🔗
ในส่วนของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้มีการเตรียมการ เพื่อรองรับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไว้ ก็คือว่าหัวใจของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ อาจจะมีถ้อยคำอยู่ตามรูปนี้คือเชนจ์โรล (Change role) เชนจ์โรล (Change role) คือ การปรับบทบาท การปรับบทบาทของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเดิมท่านสมาชิก ก็ได้ตั้งข้อสังเกตไว้แล้วว่าการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชน เมื่อประชาชนเริ่มเข้าชื่อ แล้วสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจะไม่ได้มีบทบาทในการช่วยเหลือประชาชน สักเท่าไรนัก แต่ตัวร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็ปรับบทบาทให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ต้องช่วยเหลือประชาชนตั้งแต่ในชั้นจัดทำร่าง เมื่อได้ร่างการเข้าชื่อเสนอกฎหมายแล้ว ก็ยังเปิดโอกาสให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้เข้ามาช่วยเหลือประชาชนในการรับ และรวบรวมรายชื่อผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมาย🔗
อีกประการหนึ่งก็คือปรับบทบาทในการเป็นผู้ประชาสัมพันธ์ เดิมที การเข้าชื่อเสนอกฎหมายจะเป็นภาระ เป็นหน้าที่ของผู้ริเริ่มหรือผู้ก่อการก็แล้วแต่นะครับ ที่จะต้องไปประชาสัมพันธ์หาเสียงสนับสนุนในการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย แต่ร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ก็กำหนดให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจะต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชน ทราบเป็นการทั่วไป การเข้าชื่อเสนอกฎหมายเดิมทีจะต้องเข้าชื่อทางกระดาษ ประกอบ ไปด้วยเอกสารการเข้าชื่อเสนอกฎหมายซึ่งแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับตัวผู้เข้าชื่อเสนอ กฎหมาย แล้วก็ต้องมีสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งจะเป็นการสร้างภาระในเรื่องต้นทุน ให้กับประชาชนผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมาย ในเมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดให้การเข้าชื่อเสนอ กฎหมายเป็นสิทธิและเสรีภาพของประชาชนขั้นพื้นฐานในการที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในทาง การเมือง การปกครอง แล้วเหตุใดเราจะต้องผลักภาระนั้นให้กับประชาชน ร่างกฎหมายตัวนี้ จึงขอเปลี่ยนรูปแบบจากการเข้าชื่อเสนอกฎหมายที่เดิมใช้แต่กระดาษเพียงอย่างเดียว ได้มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้🔗
จากที่พูดมาทั้งหมด กระบวนการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชนล้วนพบ ความยุ่งยากตั้งแต่ในชั้นริเริ่มเสนอกฎหมาย การรวบรวมรายชื่อ การนำรายชื่อมาริเริ่มเสนอ ต่อประธานรัฐสภา เราจึงต้องเปลี่ยนเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย คือเราจะทำให้มีการเข้าชื่อ เสนอกฎหมายด้วยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ขอเรียกตัวนี้ว่าอี-อินิทิเอทีฟ (e-Initiative) อี-อินิทิเอทีฟ (e-Initiative) คือเป็นระบบ การเข้าชื่อเสนอกฎหมายที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจะสร้างขึ้นเพื่อรองรับ การเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชนให้ทำได้ง่ายและสะดวก สามารถทำได้ทุกที่บนโลกใบนี้ ไม่ว่าท่านจะอยู่ในที่ไหนขอเพียงท่านมีมือถือ แท็บเล็ต (Tablet) หรือคอมพิวเตอร์ที่สามารถ เข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ต (Internet) ได้ และที่สำคัญท่านเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง การเข้าสู่ ระบบนี้ก็ต้องมีระบบการยืนยันตัวตนเพื่อตรวจสอบความเป็นผู้เข้าชื่อที่แท้จริง และถามว่า สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้เตรียมความพร้อมในเรื่องนี้ไว้อย่างไร สำหรับ ปีงบประมาณ ๒๕๖๓ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้จัดให้มีการออกแบบ แพลตฟอร์ม (Platform) การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย โดยนักศึกษาตั้งแต่ระดับอุดมศึกษา ขึ้นไป ซึ่งเราได้จัดกิจกรรมนี้มาทั้งหมด ๔ ภาค เราจัดที่ภาคใต้คือจังหวัดสงขลามาแล้ว ๑ ครั้ง แล้วล่าสุดที่วันเสาร์ วันอาทิตย์ที่ผ่านมาไปจัดที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้นักศึกษาได้ร่วมกัน ออกแบบแพลตฟอร์ม (Platform) การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย เพราะการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย เป็นเรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชน ดังนั้นการที่เราจะออกแบบเครื่องมือให้ประชาชน มีส่วนร่วมแต่แรกฝ่ายราชการก็ไม่ควรที่จะคิดเอง ทำเอง แล้วไม่ตอบโจทย์ของประชาชน เราจึงมีแนวคิดที่จะให้น้อง ๆ นักศึกษาได้ร่วมกันคิดค้นแพลตฟอร์ม (Platform) ขึ้นมา ถามว่าทำไมเราจำเป็นที่จะต้องเอาเทคโนโลยีมาช่วย ๑. การบริหารภาครัฐแนวใหม่ตามแผน ยุทธศาสตร์ชาติ แม้งานจะเพิ่มขึ้นเท่าไร ถ้าเป็นการบริหารราชการแบบเก่าคือพอมีงาน เพิ่มขึ้นเราต้องขอคนเพิ่มขึ้น พอขอคนเพิ่มขึ้นงบประมาณตามตัวคนก็ย่อมตามมา แต่ปัจจุบันนี้กลุ่มงานเข้าชื่อเสนอกฎหมาย สำนักการประชุม มีบุคลากรเพียง ๑๒ คน ที่จะต้องดูแลการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชน ดังนั้นถ้าเราอ่านตามรัฐธรรมนูญ แผนปฏิรูปประเทศ หรือแม้กระทั่งตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เห็นได้ว่าเป็นการเพิ่มภาระ ที่ค่อนข้างหนักให้กับสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะในส่วนของกลุ่มงาน เข้าชื่อเสนอกฎหมาย ดังนั้นถ้าเรายังทำงานในรูปแบบเดิมการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ของประชาชนยากที่จะประสบความสำเร็จ จึงต้องอาศัยเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำงาน ให้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น แล้วก็ตอบโจทย์ของประชาชนได้มากขึ้น🔗
ในส่วนของประเด็นที่สมาชิกได้ตั้งข้อสังเกตว่าทำไมหลักการของร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ถึงให้ประชาชนเข้าชื่อได้เพียงแค่ ๒ เรื่องคือสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย หรือหมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ เนื่องจากว่าการกำหนดหลักเกณฑ์ตรงนี้จะต้องเป็นไปตาม กรอบที่รัฐธรรมนูญวางไว้ในมาตรา ๑๓๓ ซึ่งกรอบนี้ก็คือวางมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ แล้วก็ปี ๒๕๖๐ เพียงแต่ในส่วนของปี ๒๕๖๐ จะแปลกตรงที่หมวด ๕ ที่มีการฉีก แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐออกไป เป็นหน้าที่ของรัฐกับแนวพื้นฐานแห่งรัฐ ดังนั้นถ้าเรา เขียนเกินหลักการก็เกรงว่าจะทำให้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีความขัดหรือแย้งกับ รัฐธรรมนูญได้🔗
ประเด็นที่ ๒ ในการรับฟังความคิดเห็น ว่าทำไมการรับฟังในชั้นคณะกรรมการ กฤษฎีกามีการเข้ามาแสดงความคิดเห็นค่อนข้างน้อย ขอเรียนให้ทราบว่าการจัดทำร่างในชั้น ของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ เราจะรับฟังความคิดเห็นมาตั้งแต่ ปี ๒๕๖๑ นอกจากขึ้นอินเทอร์เน็ต (Internet) แล้วยังส่งประเด็นไปยังผู้เกี่ยวข้องที่ได้รับ ผลกระทบโดยตรง และที่สำคัญคือส่งไปยังบรรดาผู้ริเริ่มหรือประชาชนที่เคยเข้าชื่อเสนอกฎหมาย เพราะพวกเขาเหล่านั้นเคยประสบปัญหา เคยเห็นสภาพว่าการเข้าชื่อเสนอกฎหมายนั้น มีปัญหามาอย่างไร เขาจะได้สะท้อนกลับมา ซึ่งเราได้รวบรวมความเห็นมากรองมาเป็น ตัวร่างแล้วก็ส่งร่างไปยังรัฐบาล แล้วสุดท้ายก็ไปตรวจพิจารณากันที่สำนักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกาจนมาเป็นร่างที่ปรากฏอยู่ที่การประชุม ณ วันนี้🔗
สำหรับในรายละเอียดอย่างอื่นผมขออนุญาตที่จะไม่ใช้เวลาของสภามาก รายละเอียดปลีกย่อยในรายมาตราที่สมาชิกฝากไว้บางประเด็นผมขอรับไปพิจารณาในชั้น กรรมาธิการ แล้วก็บางประเด็นที่สำนักงานรับเป็นภาระได้ผมก็จะขอนำเรียนท่านเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร ว่าประเด็นใดที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจะได้รับผลกระทบ จากร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ แล้วเราจะมีแผนในการดำเนินการอย่างไรนั้น ผมขอนำเรียน ท่านเลขาธิการให้ทราบแล้วก็จะนำเรียนต่อไปครับ ในรายละเอียดปลีกย่อยตามรายมาตรา ที่ท่านสมาชิกฝากไว้ ไม่ว่าจะเป็นมาตรา ๑๒ วรรคสี่ มาตรา ๑๖ ในเรื่องการเงินทั้งหลาย ในเรื่องของการร่างรัฐธรรมนูญเดี๋ยวทางท่านอาจารย์ชื่นสุมนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ขอชี้แจงให้ท่านประธานและที่ประชุมทราบครับ ขอบคุณครับ🔗
เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางชื่นสุมน นิวาทวงษ์ กรรมการ ร่างกฎหมายประจำสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในส่วนของคำถามต่าง ๆ ขออนุญาต เรียนตอบเบื้องต้น ส่วนรายละเอียดต่าง ๆ จะขอไปพิจารณาในชั้นกรรมาธิการนะคะ สำหรับ กรณีที่มีคำถามว่าได้เปลี่ยนแปลงจากหลักการเดิมที่ต้องมีผู้ริเริ่มจำนวนไม่น้อยกว่า ๒๐ คน มากำหนดให้ผู้เชิญชวนเพียงคนเดียวสามารถที่จะดำเนินการให้มีการเข้าชื่อเสนอ ร่างพระราชบัญญัติได้ใช่หรือไม่ สำหรับประเด็นนี้ขอเรียนตอบเลยว่าในกรณีนี้เนื่องจากว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๓ (๓) ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไม่ได้มีการกำหนดจำนวนผู้เชิญชวนไว้ ดังนั้น เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนก็เลยมีการแก้ไขปรับปรุงร่าง โดยกำหนดให้ผู้ริเริ่ม ซึ่งต่อมาเราเรียกว่าผู้เชิญชวน ถึงแม้จะมีเพียงคนเดียวก็สามารถที่จะดำเนินการเพื่อให้มี การเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติได้ค่ะ แล้วก็ได้กำหนดให้การเชิญชวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สามารถที่จะกระทำได้ด้วยวิธีการที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นทางหนังสือ หรือว่าผ่านทาง สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือว่าสามารถที่จะเชิญชวนด้วยตัวเอง หรือจะให้ทาง สผ. เป็นคนดำเนินการ โดยสามารถมอบให้ สผ. เป็นคนรับแล้วก็รวบรวม รวมทั้งจัดรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา ๗๗ ได้ด้วย อันนี้จะเป็นกรณีที่ร่างกฎหมายฉบับนี้ได้มีการกำหนดกลไกที่จะช่วยเหลือประชาชน เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีการกำหนดในเรื่องนี้เป็นกรณีเฉพาะ ขออนุญาตเรียนตอบ ในเบื้องต้นในส่วนที่เป็นคำถามจากท่านสมาชิกรัฐสภาขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกมีอะไร จะสอบถามเพิ่มเติมไหมครับ ถ้าไม่มีก็ถือว่าการอภิปรายนั้นยุตินะครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านมีสิทธิที่จะสรุปได้ก่อนลงมติครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ รัฐบาลขออนุญาตท่านประธานกราบเรียนอีกครั้งหนึ่งนะครับว่าร่างกฎหมาย ฉบับนี้ออกมาเพื่อที่จะอำนวยประโยชน์แก่ประชาชน ตอบสนองสิ่งที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ รัฐธรรมนูญได้กล่าวถึงผู้ที่จะมีสิทธิเสนอร่างพระราชบัญญัติว่า ๑. คือคณะรัฐมนตรี ๒. คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ ๓. คือประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ซึ่งตรงนี้ เหมือนกับให้ประชาชนเข้ามามีส่วนในการใช้อำนาจอธิปไตย ในฐานะเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย โดยตรงทางหนึ่ง เพียงแต่ไม่ถึงขั้นที่จะต้องไปออกกฎหมายเอง อยู่ในขั้นตอนของการเข้าชื่อเสนอ เท่านั้น เมื่อเสนอไปแล้วก็เป็นอำนาจหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะต้องพิจารณา ต่อไป🔗
กราบเรียนท่านประธานว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะในสมัยที่มีสภา นิติบัญญัติแห่งชาตินั้นได้มีร่างพระราชบัญญัติที่ประชาชนเข้าชื่อกันเสนอ แม้ท่านสมาชิกหลายท่าน จะปรารภว่ายากแสนยาก ลำบากแสนลำบาก ก็ได้มีร่างเสนอเข้ามาค้างอยู่ในวันนี้ ๒ ฉบับคือ ร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทรายฉบับหนึ่ง และร่างพระราชบัญญัติสหกรณ์อีกฉบับหนึ่ง เป็นร่างที่ประชาชนเสนอครับ ในกรณีของร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทรายนั้น เป็นร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวด้วยการเงิน เมื่อเกี่ยวด้วยการเงินนายกรัฐมนตรีไม่ได้ให้ การรับรอง ส่วนร่างพระราชบัญญัติสหกรณ์นั้นอยู่ในขั้นตอนที่ต่อไปก็อาจจะต้องเข้ามาสู่ การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเพื่อที่จะเดินหน้าต่อไปตามขั้นตอนของกระบวนการนิติบัญญัติ ผมได้กราบเรียนท่านประธานแล้วว่าเรื่องอย่างนี้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จะเป็นผู้มีบทบาทสำคัญ แล้วในที่สุดงานนี้ก็อาจจะโตขึ้น ใหญ่ขึ้น วันหนึ่งอาจจะต้องมีการ ตั้งกอง ตั้งสำนัก ขณะนี้ฝากเอาไว้หรือมอบไว้ให้สำนักการประชุมทำร่วมกับสำนักกฎหมาย แต่เท่าที่ได้สอบถาม ตรวจสอบ สำนักทั้งสองก็มีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ ในครั้งแรก รัฐบาลเองก็กังวลว่าถ้ามีประชาชนมาขอให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรช่วยยกร่าง ให้สักฉบับ แล้วก็บอกมาแต่เพียงชื่อ บอกมาเพียงหลักการไม่กี่บรรทัด สำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรจะทำได้หรือทำเป็นหรือไม่ เพราะการยกร่างพระราชบัญญัตินั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ก็ปรากฏว่าลองกัน ทดสอบกัน ผ่านการฝึกฝนกันมาก็เชื่อว่าทำได้ แต่ในร่างพระราชบัญญัตินี้ ก็ยังมีจุดหนึ่งซึ่งครั้งแรกรัฐบาลกังวล เพราะเขาบอกว่าสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จะต้องยกร่างให้เสร็จใน ๓๐ วัน คำถามก็เกิดขึ้นอีกเหมือนกันว่าถ้ามีประชาชน ๑๐,๐๐๐ คน มาเข้าชื่อเสนอ ซึ่งตอนแรกยังไม่ได้หรอกครับ ๑๐,๐๐๐ คน อาจจะมีไม่กี่คน หรือคนเดียว มาขอให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ช่วยยกร่างให้ ถ้ามีฉบับเดียว ๒ ฉบับ ๓ ฉบับ ๓๐ วันก็ไม่สู้กระไร แต่ถ้าเกิดมากันหลาย ๆ ฉบับ กองก็กองเดียวนี่ละ เจ้าหน้าที่สภาเมื่อสักครู่ ก็แจ้งแล้วว่ามีอยู่ ๑๒ คน ตรงนี้จะทำได้หรือไม่ จะเป็นภาระหรือไม่ ตรงนี้ก็ขออนุญาตฝากไว้ให้ ท่านผู้เป็นกรรมาธิการช่วยพิจารณาต่อไปด้วย แม้ว่าในร่างนี้จะให้ท่านประธานสั่งขยายเวลาได้ แต่การขยายเวลานั้นรวมแล้วต้องไม่เกิน ๙๐ วันอยู่ดี ๙๐ วันนั้นจะทำให้ร่างที่กรูกันเข้ามา ๓๐-๔๐ ฉบับเสร็จหรือไม่ เพราะว่าการร่างกฎหมายนั้นขนาดระดับใกล้เคียงกับสำนักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกา เพราะว่าเป็นเรื่องที่จะต้องมีความถูกต้อง มีความเรียบร้อย ตรงนี้ ก็ขออนุญาตสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรช่วยพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร ต่อไป มีอะไรที่จะขอความร่วมมือหรือขอให้รัฐบาลได้มีส่วนในสิ่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการฝึกฝน บุคลากร การจัดสรรงบประมาณ การจัดหาเทคโนโลยีสารสนเทศ ก็เป็นเรื่องที่จะได้มี การประสานงานกันต่อไป เพื่ออำนวยประโยชน์ให้เกิดแก่ประชาชนอย่างแท้จริง ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ ต่อไปเป็นกระบวนการเพื่อขอมติจากที่ประชุมว่าจะรับหลักการร่างพระราชบัญญัติ การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. …. ฉบับนี้หรือไม่ ขอเชิญท่านสมาชิกเข้ามาเพื่อตรวจสอบ องค์ประชุม🔗
สมาชิกเข้ามาเป็นส่วนใหญ่แล้ว ขอความกรุณาแสดงตนด้วยครับ🔗
เรียนท่านประธานครับ ผม ลำดับที่ ๒๓๘ นายออน กาจกระโทก ๒๓๘ สมาชิกวุฒิสภา ขอแสดงตนครับ🔗
เจ้าหน้าที่กรุณาบันทึกด้วยครับ เสมาชิกอยู่ในช่วงแสดงตนนะครับ ท่านที่เข้ามาแล้วกรุณาแสดงตนครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ลำดับที่ ๔๘๕ นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ พรรคพลังประชารัฐ แสดงตนครับ🔗
เจ้าหน้าที่บันทึกด้วยครับ ผมขออนุญาต ปิดการแสดงตนครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ลำดับที่ ๒๗ นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม ขอแสดงตนครับ🔗
กรุณารายงานผลครับ รวมทั้ง ผู้ที่แสดงตนด้วยวาจาด้วยนะครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๕๕๐ ท่าน บวก ๓ ท่าน เป็น ๕๕๓ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ🔗
ต่อไปขอถามมติที่ประชุมว่าจะรับ หลักการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้หรือไม่ ผู้ใดเห็นควรรับหลักการโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าไม่ควรรับหลักการกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกรุณากดปุ่ม งดออกเสียงครับ ขอเชิญลงมติครับ🔗
เรียนท่านประธาน ผม ลำดับที่ ๒๓๘ นายออน กาจกระโทก สมาชิกวุฒิสภา เห็นด้วยครับ🔗
ช่วยบันทึกด้วยครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ลำดับที่ ๒๗ นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เห็นชอบครับ🔗
บันทึกด้วยครับ🔗
ขออนุญาต ท่านประธานครับ ผม ลำดับที่ ๔๘๕ นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ เห็นชอบครับ🔗
สมาชิกพร้อมนะครับ ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๕๕๓ ท่าน เห็นด้วย ๕๐๔ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๔๙ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๓ ท่าน มติที่ประชุมเห็นด้วย รับหลักการครับ🔗
ต่อไปเชิญเสนอกรรมาธิการครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ขอเสนอจำนวนกรรมาธิการทั้งหมด ๔๙ ท่าน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
๔๙ ท่าน ผู้รับรองถูกต้องนะครับ มีท่านสมาชิกเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗
ถ้าไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น ก็ถือว่าที่ประชุมให้มีกรรมาธิการวิสามัญ ๔๙ ท่าน กรรมาธิการในส่วนของคณะรัฐมนตรี ๘ ท่าน กรรมาธิการของวุฒิสภา ๑๔ ท่าน สัดส่วนกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร ๒๗ ท่าน สำหรับกรรมาธิการจากสภาผู้แทนราษฎรนั้นจะมีสัดส่วนกรรมาธิการของแต่ละพรรคการเมือง ดังนี้ พรรคเพื่อไทย ๘ ท่าน พรรคพลังประชารัฐ ๗ ท่าน พรรคภูมิใจไทย ๓ ท่าน พรรคก้าวไกล ๓ ท่าน พรรคประชาธิปัตย์ ๓ ท่าน พรรคชาติไทยพัฒนา ๑ ท่าน พรรคเสรีรวมไทย ๑ ท่าน พรรคประชาชาติ ๑ ท่าน ขอเชิญคณะรัฐมนตรีเสนอครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ คณะรัฐมนตรีขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญในส่วนของคณะรัฐมนตรี ๘ ท่าน ดังต่อไปนี้ ๑. นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ ๒. นางพงษ์สวาท กายอรุณสุทธิ์ ๓. นายศักดิ์ดา ภารา ๔. นางชื่นสุมน นิวาทวงษ์ ๕. นายสรอรรถ กลิ่นประทุม ๖. นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ๗. นางสาวกวินนาถ ตาคีย์ และ ๘. นายรณเทพ อนุวัฒน์🔗
ในสัดส่วนของรัฐบาลไม่ต้องมี ผู้รับรอง ขอเชิญสมาชิกวุฒิสภาครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน นางวรารัตน์ อติแพทย์ สมาชิกรัฐสภา ขอเสนอรายชื่อในสัดส่วนของวุฒิสภา จำนวน ๑๔ คน ดังนี้ ๑. ศาสตราจารย์พิเศษ กาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ ๒. นายจเด็จ อินสว่าง ๓. นายจัตุรงค์ เสริมสุข ๔. พลตำรวจเอก ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ๕. นายเชิดศักดิ์ สันติวรวุฒิ ๖. นายณรงค์ รัตนานุกูล ๗. นายถวิล เปลี่ยนศรี ๘. นายประดิษฐ์ เหลืองอร่าม ๙. นายพลเดช ปิ่นประทีป ๑๐. พลเอก วสันต์ สุริยมงคล ๑๑. นายสมบูรณ์ งามลักษณ์ ๑๒. พลตำรวจโท สมหมาย กองวิสัยสุข ๑๓. นายสวัสดิ์ สมัครพงศ์ และ ๑๔. นายอำพล จินดาวัฒนะ ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗
ผู้รับรองถูกต้องนะครับ ขอเชิญ สัดส่วนของสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทยครับ🔗
กราบเรียนท่าน ประธานที่เคารพ ดิฉัน นางอาภรณ์ สาราคำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย จำนวน ๘ ท่าน ดังนี้ ๑. นายนิยม เวชกามา ๒. นายแพทย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ๓. นายจรูญพงศ์ พันธุ์ศรีนคร ๔. นายกิตติกร โล่ห์สุนทร ๕. นายพงศ์พันธ์ ยอดเมืองเจริญ ๖. นายไชยวัฒนา ติณรัตน์ ๗. นายชูศักดิ์ แอกทอง ๘. นางสาวประไพ ยั่งยืน ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗
ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไปขอเชิญ พรรคพลังประชารัฐ ๗ ท่าน🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายทวิรัฐ รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. .... ในสัดส่วนของ พรรคพลังประชารัฐ จำนวน ๗ ท่าน ๑. นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ ๒. นายสมศักดิ์ คุณเงิน ๓. นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ๔. นางสาวจอมขวัญ กลับบ้านเกาะ ๕. นายประทวน สุทธิอำนวยเดช ๖. นางภัทรมน เพ็งส้ม และ ๗. นายดิสทัต คำประกอบ ขอผู้รับรอง ด้วยครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไปขอเชิญ พรรคภูมิใจไทย ๓ ท่าน🔗
กราบเรียนท่านประธาน กระผม นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตเสนอชื่อกรรมาธิการ ในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย จำนวน ๓ ท่าน ดังนี้ ๑. นายศุภชัย ใจสมุทร ๒. นายอดิพงษ์ ฐิติพิทยา และ ๓. นายบุญดำรง ประเสริฐโสภา ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไป พรรคก้าวไกล ๓ ท่าน🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. .... ในสัดส่วนพรรคก้าวไกล ดังนี้ ๑. นายวรภพ วิริยะโรจน์ ๒. นายปดิพัทธ์ สันติภาดา และ ๓. นายณัฐปกรณ์ นาเมือง ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้อง ต่อไปพรรคประชาธิปัตย์ ๓ ท่าน🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายวิวรรธน์ นิลวัชรมณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเสนอรายชื่อ คณะกรรมาธิการวิสามัญร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. .... ในสัดส่วน ของพรรคประชาธิปัตย์ ๓ ท่าน ดังนี้ ๑. นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ๒. นายสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล ๓. นายวิทยา แก้วภราดัย ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้อง ต่อไปพรรคชาติไทยพัฒนา ๑ ท่าน🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนิกร จำนง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการในสัดส่วนของ พรรคชาติไทยพัฒนา คือนายอภิวัฒน์ บัวพันธ์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้อง ต่อไปพรรคเสรีรวมไทย ๑ ท่าน🔗
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์ประสงค์ บูรณพงศ์ สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเสนอ นางสาวณัฏฐา มหัทธนา เป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อ เสนอกฎหมาย พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคเสรีรวมไทย ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ถูกต้องครับ ต่อไปพรรคประชาชาติ ๑ ท่านครับ🔗
เรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม นายกูเฮง ยาวอหะซัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนราธิวาส พรรคประชาชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเสนอรายชื่อในสัดส่วนของพรรคประชาชาติ นายนาวิน คำเวียง ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้องครับ ท่านเลขาธิการ กรุณาอ่านรายชื่อทั้งหมดครับ🔗
๔๙ คน ท่านสมาชิกมีอะไรจะเปลี่ยนแปลง ไหมครับ ถ้าไม่มี ก็ถือว่าการเสนอชื่อกรรมาธิการเรียบร้อยนะครับ ต่อไประยะเวลาการแปรญัตติ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ดิฉัน นางสาวกานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต ๑ พรรคพลังประชารัฐ ขอเสนอระยะเวลาในการแปรญัตติ ๗ วัน ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗
แปรญัตติ ๗ วัน มีผู้รับรองครับ สมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗
ถ้าไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่าที่ประชุมมีมติให้แปรญัตติใน ๗ วัน ผมขออนุญาตไปวาระต่อไปนะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๗ เรื่องอื่น ๆ ไม่มี🔗
วันนี้สมาชิกปฏิบัติหน้าที่ประมาณ ๔๐ ท่าน มีโอกาสได้อภิปรายทั้ง ๒ วาระนี้ ผมต้องขอขอบพระคุณท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน ขอบพระคุณท่านประธานวุฒิสภา รวมทั้ง เจ้าหน้าที่ ล่ามมือ สื่อมวลชนทุกฝ่าย หมดวาระการประชุมครับ ขอปิดประชุม ขอบพระคุณครับ🔗