unknown · · 504 lines

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๗๒๐ คน
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ขณะนี้มี สมาชิกรัฐสภามาลงชื่อแล้ว ๓๘๒ ท่าน จากจำนวนสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดขณะนี้ ๗๓๖ ท่าน เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๔๘๗ ท่าน เป็นสมาชิกวุฒิสภา ๒๔๙ ท่าน เพราะฉะนั้น ครบองค์ประชุมก็คือ ๓๖๘ ท่านนะครับ ผมขออนุญาตเปิดประชุมตามระเบียบวาระ การประชุมในวันนี้ ดังต่อไปนี้🔗

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี🔗

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี🔗

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี🔗

เรื่องด่วน🔗

๑. ร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. .... และร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)🔗

๒. ร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)🔗

๓. ความตกลงพหุภาคีว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษี (Convention on Mutual Administrative Assistance in Tax Matters) (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)🔗

ก็มีเรื่องด่วนอยู่ ๓ เรื่อง ได้มีการหารือร่วมกันจากทุกฝ่าย คือตัวแทน พรรคร่วมรัฐบาล ตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้าน และสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งได้มีข้อตกลงกันว่า จะพิจารณาเรื่องนี้โดยกำหนดเวลาของแต่ละฝ่าย ขอเชิญผู้ประสานงานได้รายงาน ต่อที่ประชุม เชิญท่านวิรัชครับ🔗

นายวิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายวิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ จังหวัดนครราชสีมา พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ตามมติที่ประชุม ของคณะกรรมการประสานงานในส่วนของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ในส่วนของผู้แทนคณะรัฐมนตรี แล้วก็ในส่วนของ ผู้แทนคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา ได้ประชุมกันเมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคมที่ผ่านมา เนื่องจากในวันนี้เราได้มีข้อตกลงการที่จะกำหนดเวลาในการอภิปราย แต่ในส่วนอื่น ก็ต้องขออนุญาตเรียนท่านประธานว่าวันนี้เราจะมีการพิจารณาในร่างพระราชบัญญัติ ๒ ฉบับ ฉบับแรก คือร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. .... และ ร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด ฉบับที่ ๒ คือร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งทั้ง ๒ ร่างนี้มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกัน ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานว่า ขออนุญาตใช้ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๓๓ (๑) ขอให้รวมการพิจารณา หลังจากนั้น ขออนุญาตแยกลงมติทีละฉบับ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ผู้รับรองถูกต้องครับ🔗

นายวิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ขออนุญาต ท่านประธานเพิ่มเติมคือการกำหนดเวลาในการอภิปราย ที่ประชุมได้กำหนดเวลาในการ อภิปรายไว้ว่าให้พรรคร่วมรัฐบาล ๒ ชั่วโมง พรรคร่วมฝ่ายค้าน ๒ ชั่วโมง สมาชิกวุฒิสภา ๒ ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น ๖ ชั่วโมง ในส่วนที่เกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมาย ยาเสพติด พ.ศ. .... ร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด และร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดี ยาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....🔗

ส่วนอีกเรื่องหนึ่งก็คือความตกลงพหุภาคีว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือ ด้านการบริหารภาษี ในส่วนนี้มีการกำหนดเวลาในการอภิปรายฝ่ายละ ๑ ชั่วโมง ต้องขออนุญาต เรียนท่านประธานว่าเพื่อให้การพิจารณาแล้วเสร็จประมาณเวลา ๒๑.๐๐ นาฬิกา แต่ถึง อย่างหนึ่งอย่างใดก็ตามที ด้วยความเคารพท่านสมาชิกทุกท่าน ถ้าเผื่อท่านมีรายละเอียด ในการจะอภิปรายมากเกินกว่านี้จะเพิ่มก็ไม่เป็นไรครับ ก็เรียนท่านประธานเพื่อได้รับทราบ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เนื่องจากมีการขอให้รวมพิจารณา ในเรื่องด่วนที่ ๑ กับเรื่องด่วนที่ ๒ นะครับ เพราะฉะนั้นขออนุญาตที่ประชุมว่าตามข้อบังคับ การประชุมรัฐสภา ข้อ ๓๓ อนุญาตให้รวมระเบียบวาระการประชุมรัฐสภาที่เป็นเรื่อง ทำนองเดียวกันหรือเกี่ยวเนื่องกัน ที่ประชุมจะมีความเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ประเด็นการรวมพิจารณานั้นถ้าไม่มี ความเห็นเป็นอย่างอื่นก็ขอใช้ข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ถ้าไม่มีความเห็นคัดค้านก็ถือว่าที่ประชุม เห็นชอบให้รวมพิจารณานะครับ🔗

ในประเด็นลงมติเช่นเดียวกันครับ เมื่อพิจารณารวมแล้วในขั้นตอนลงมติ ก็จะขอแยกลงมติ อันนี้ถ้าที่ประชุมไม่ขัดข้อง ก็ถือว่าที่ประชุมอนุมัติในตอนนั้นนะครับ🔗

ส่วนเรื่องการอภิปรายนั้น อย่างที่ท่านวิรัชได้กล่าวแล้วก็คือได้มีการตกลง เรื่องเวลากันว่าแต่ละฝ่ายไม่เกิน ๒ ชั่วโมง ความหมายก็คือว่าถ้าท่านอภิปรายไม่ครบ ๒ ชั่วโมงก็ไม่เป็นไร แต่ว่าถ้าจะอภิปรายก็เป็นไปตามนั้น ดังนั้นในวันนี้จะไม่มีการกำหนดเวลา ว่า ๕ นาที ๗ นาที หรือ ๑๐ นาที เป็นสิทธิของแต่ละฝ่ายที่จะใช้เวลา โดยท่านต้องบริหารเวลา ในกลุ่มของท่านเองนะครับ ซึ่งขณะนี้มีผู้เข้าชื่อที่จะอภิปราย เดี๋ยวผมจะประกาศรายชื่อ นะครับ แต่ในขั้นแรกขอเข้าเรื่องด่วนที่ ๑ และเรื่องด่วนที่ ๒ ซึ่งเป็นร่างพระราชบัญญัติ ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอทั้ง ๓ ฉบับเลยนะครับ🔗

๑. ร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. .... และร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)🔗

๒. ร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)🔗

เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ และท่านสมาชิกรัฐสภา กระผม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในนามของคณะรัฐมนตรี ขอเสนอร่างพระราชบัญญัติ ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. .... ร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด และ ร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณายาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ต่อที่ประชุมร่วมกัน ของรัฐสภา โดยมีหลักการและเหตุผล ดังนี้🔗

๑. ร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. .... และร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด🔗

หลักการ กฎหมายฉบับนี้มีหลักการสำคัญคือการรวบรวมบทบัญญัติของกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดที่ในปัจจุบันมีอยู่หลายฉบับ และกระจายอยู่ในความรับผิดชอบของ หลายหน่วยงาน โดยนำมารวบรวมไว้เป็นหมวดหมู่ในรูปแบบประมวลกฎหมาย ซึ่งจะทำให้ การแก้ไขปัญหายาเสพติดมีความประสานสอดคล้องเป็นเอกภาพ อีกทั้งยังจะทำให้ ประชาชนสามารถเข้าใจและเข้าถึงกฎหมายยาเสพติดได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้🔗

๑. ให้ยกเลิกกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด จำนวน ๒๔ ฉบับ🔗

๒. กำหนดบทเฉพาะกาลเพื่อรองรับการบังคับร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด🔗

๓. กำหนดให้ข้าราชการของสำนักงาน ป.ป.ส. ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็น เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. เป็นตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษ และกำหนดให้ได้รับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่ง ที่มีเหตุพิเศษ🔗

๔. ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด ซึ่งมีหลักการที่สำคัญ ดังต่อไปนี้🔗

(๑) กำหนดให้มีการจัดทำนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด ซึ่งจะส่งผลให้กำหนดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ ได้อย่างชัดเจน🔗

(๒) ปรับปรุงองค์ประกอบหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ส. และสำนักงาน ป.ป.ส. เช่น เพิ่มรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ผบ.ทร. ผบ.ทอ. เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ปลัด กทม. เป็นต้น ปรับแก้อำนาจหน้าที่ เช่น ให้มีอำนาจในการเสนอนโยบายและแผนระดับชาติ ต่อคณะรัฐมนตรี ให้คำแนะนำหรือข้อเสนอแนะแก่คณะกรรมการควบคุมยาเสพติด คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน และคณะกรรมการบำบัดรักษาฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด การให้ความเห็นชอบต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในการระบุชื่อ เพิกถอน หรือ เปลี่ยนแปลงชื่อ หรือประเภทยาเสพติดให้โทษ เป็นต้น🔗

(๓) กำหนดให้มีคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดเพื่อรับผิดชอบเกี่ยวกับ การกำหนดมาตรการเกี่ยวกับการอนุญาตและควบคุมยาเสพติดให้โทษ วัตถุออกฤทธิ์ และสารระเหย🔗

(๔) ปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการประกาศกำหนดชื่อและประเภท ของยาเสพติดให้โทษ โดยจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามยาเสพติด ซึ่งเป็นองค์การที่รับผิดชอบด้านนโยบายระดับชาติด้วย🔗

(๕) กำหนดให้นำมาตรการทางปกครองมาใช้แทนการลงโทษทางอาญา กับผู้รับอนุญาตที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด🔗

(๖) ให้คณะกรรมการ ป.ป.ส. มีอำนาจประกาศกำหนดพื้นที่เพื่อให้ สามารถผลิต เสพ หรือครอบครองยาเสพติดบางชนิด เพื่อประโยชน์ในการศึกษาวิจัย หรือการลดอันตรายจากยาเสพติดได้ เพื่อเป็นการทดลองหรือทดสอบก่อนที่จะนำมาเสนอ เป็นนโยบายเพื่อปรับเปลี่ยนมาตรการในการควบคุมยาเสพติดให้เหมาะสมยิ่งขึ้น🔗

(๗) ให้คณะกรรมการ ป.ป.ส. มีอำนาจออกประกาศกำหนดมาตรการ ป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในสถานประกอบการ และกำหนดประเภทสถานประกอบการ ที่อยู่ภายใต้มาตรการดังกล่าว🔗

(๘) ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขมีอำนาจประกาศกำหนด ยาเสพติดให้โทษประเภท ๕ ที่สามารถเสพเพื่อการรักษาโรคหรือเพื่อการศึกษาวิจัยได้ เพื่อผ่อนปรนการใช้ประโยชน์จากพืชเสพติดทางการแพทย์และการศึกษาวิจัยอย่างมีคุณภาพ🔗

(๙) ปรับปรุงองค์ประกอบ หน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ตรวจสอบทรัพย์สิน🔗

(๑๐) ปรับปรุงการดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินในกรณีที่ผู้ต้องหา หรือจำเลยหลบหนีหรือถึงแก่ความตาย เพื่อให้สามารถดำเนินการกับทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับ การกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของผู้เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น🔗

(๑๑) ปรับปรุงการจัดตั้งกองทุนป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหา ยาเสพติด เพื่อใช้ประโยชน์ในการป้องกันปราบปรามและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติกองทุนหมุนเวียน พ.ศ. ๒๕๕๘🔗

(๑๒) กำหนดบทสันนิษฐานการมีไว้ครอบครองเพื่อเสพในปริมาณ เล็กน้อยเพื่อให้สามารถสมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษาโดยไม่ถูกดำเนินคดี และไม่ถูกตีตรา กลับเข้าสู่สังคม และไม่กลับไปเสพยาเสพติดซ้ำ🔗

(๑๓) กำหนดให้มีคณะกรรมการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด มีหน้าที่และอำนาจในการกำหนดนโยบายหรือมาตรการเกี่ยวกับการบำบัดรักษาและฟื้นฟู สภาพทางสังคมแก่ผู้เสพยาเสพติด รวมถึงมีอำนาจในการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการ ในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นองค์กรด้านนโยบายและการกำกับดูแลกระบวนการและระบบ บำบัดรักษาผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติดให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ🔗

(๑๔) กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขกรณีผู้เสพสมัครใจเข้ารับ การบำบัดรักษาเพื่อมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาผู้เสพหรือผู้ติดด้วยกระบวนการทางสาธารณสุข ตามหลักเกณฑ์ผู้เสพเป็นผู้ป่วยที่ต้องได้รับการบำบัดรักษา🔗

(๑๕) กำหนดหน้าที่และอำนาจของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. หรือพนักงาน ฝ่ายปกครองหรือตำรวจในการดูแลผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติด ก่อนที่จะส่งไปยังศูนย์คัดกรอง เพื่อประเมินการติดยาเสพติดและส่งไปบำบัดฟื้นฟูยังสถานพยาบาลหรือสถานที่อื่น อย่างเหมาะสม🔗

(๑๖) กำหนดให้มีศูนย์คัดกรองเพื่อทำหน้าที่ในการคัดกรองและประเมิน ความรุนแรงของการติดยาเสพติด รวมถึงส่งต่อผู้เข้ารับการบำบัดรักษาไปยังสถานบำบัดรักษา ที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการคัดกรองและส่งเข้าไปรับการบำบัดฟื้นฟู อย่างเหมาะสม🔗

(๑๗) กำหนดหน้าที่และอำนาจของสถานพยาบาลและสถานฟื้นฟู สมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด เพื่อให้ทำหน้าที่ในการบำบัดฟื้นฟูได้อย่างมีคุณภาพ🔗

(๑๘) กำหนดให้มีการฟื้นฟูสภาพทางสังคม การติดตามดูแล และช่วยเหลือผู้ผ่านการบำบัด เพื่อช่วยเหลือดูแลและให้การสงเคราะห์แก่ผู้เข้ารับการบำบัด ฟื้นฟูและผู้ผ่านกระบวนการบำบัดฟื้นฟูให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติ กลับเข้าสู่สังคม และเลิกยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด🔗

(๑๙) ปรับปรุงบทกำหนดโทษยาเสพติดให้มีความเหมาะสม ได้สัดส่วน กับความร้ายแรงของการกระทำความผิด และสอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้มีการกำหนดโทษทางอาญา จะต้องใช้เฉพาะในกรณีความผิดร้ายแรง เพื่อความเหมาะสมกับความรุนแรงของการกระทำความผิดและเข้าสู่เรือนจำเพื่อกักขัง ตามระยะเวลาที่เหมาะสม ลดความหนาแน่นของผู้ต้องขังในเรือนจำ ใช้มาตรการอื่นทดแทน ตามความเหมาะสม🔗

(๒๐) ปรับปรุงการดำเนินการบังคับโทษปรับ ในกรณีที่ผู้ต้องโทษปรับ ไม่ชำระค่าปรับ โดยให้ดำเนินการบังคับคดีไปตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายอาญา เพื่อให้กระบวนการบังคับโทษปรับดำเนินการไปได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น🔗

เหตุผล โดยที่กฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันปราบปรามและควบคุมยาเสพติด รวมถึงการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดได้กระจายอยู่ในกฎหมาย หลายฉบับ และการดำเนินการตามกฎหมายแต่ละฉบับเป็นหน้าที่และเป็นอำนาจของ หลายองค์กร ทำให้การบังคับใช้กฎหมายไม่มีความสอดคล้องกัน อีกทั้งบทบัญญัติ ของกฎหมายที่เกี่ยวกับยาเสพติดบางประการไม่เหมาะสมกับสภาพปัจจุบัน สมควรรวบรวม กฎหมายดังกล่าวจัดทำเป็นประมวลกฎหมายยาเสพติด เพื่อประโยชน์ในการอ้างอิง และใช้กฎหมายที่จะรวมอยู่ในฉบับเดียวกันอย่างเป็นระบบ พร้อมกันนี้ได้มีการปรับปรุง บทบัญญัติในกฎหมายดังกล่าวให้เหมาะสมกับสภาพการปัจจุบัน นอกจากนี้จำเป็น ต้องกำหนดให้มีระบบอนุญาตเพื่อให้ควบคุมและให้การใช้ประโยชน์ยาเสพติดในทาง การแพทย์ วิทยาศาสตร์ และอุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งเน้นการป้องกัน การแพร่กระจายยาเสพติดและการใช้ยาเสพติดในทางที่ไม่ถูกต้อง อันจะนำไปสู่การเสพติด ยาเสพติด ซึ่งเป็นการบั่นทอนสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแพร่กระจาย เข้าสู่กลุ่มเยาวชน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ รวมทั้งกำหนดให้มีระบบ คณะกรรมการ ซึ่งประกอบด้วยบุคลากรที่มีความหลากหลายจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณากำหนดนโยบายในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกัน ปราบปรามและควบคุมยาเสพติด รวมถึงการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสภาพทางสังคม แก่ผู้ติดยาเสพติด ให้เป็นไปด้วยความรอบคอบและมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้อง ตราพระราชบัญญัติฉบับนี้🔗

๒. ร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....🔗

หลักการ แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ ดังต่อไปนี้🔗

๑. แก้ไขเพิ่มเติมบทนิยามคำว่า ยาเสพติด กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และเจ้าพนักงาน และเพิ่มบทนิยามคำว่า คณะกรรมการ ป.ป.ส. กรรมการ ป.ป.ส. และเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. เพื่อให้สอดคล้องกับร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด🔗

๒. แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ โดยเพิ่ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งรับผิดชอบเกี่ยวกับกระบวนการในการตรวจรับ การเก็บรักษา การทำลาย และการนำไปใช้ประโยชน์ซึ่งมียาเสพติดให้โทษ🔗

๓. กำหนดหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ส. เลขาธิการ ป.ป.ส. รองเลขาธิการ ป.ป.ส. และเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ให้มีอำนาจในการสืบสวนจับกุมผู้กระทำ ความผิด ยึดยาเสพติดให้โทษ วัตถุออกฤทธิ์ รวมถึงทรัพย์สินเกี่ยวกับยาเสพติด เป็นต้น🔗

๔. เพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับการแสดงตนของจำเลยต่อเจ้าพนักงานศาล ในขณะยื่นอุทธรณ์ ยื่นคำขออนุญาตฎีกาและยื่นฎีกา เพื่อให้จำเลยที่หลบหนีไม่สามารถ ยื่นอุทธรณ์หรือยื่นฎีกาได้🔗

๕. ยกเลิกการบังคับโทษปรับ โดยนำไปบัญญัติไว้ในร่างประมวลกฎหมาย ยาเสพติด เนื่องจากเป็นบทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสารบัญญัติ จึงให้นำไปรวมไว้ ในประมวลกฎหมายยาเสพติด🔗

เหตุผล โดยที่มีการปรับปรุงบทบัญญัติของกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด เพื่อจัดทำประมวลกฎหมายยาเสพติด ทำให้ต้องมีการยกเลิกกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ ในประมวลกฎหมายยาเสพติดนี้ได้กำหนดเฉพาะบทบัญญัติของกฎหมายสารบัญญัติเท่านั้น สำหรับบทบัญญัติของกฎหมายวิธีสบัญญัติเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของกรรมการป้องกัน และปราบปรามยาเสพติด เลขาธิการ ป.ป.ส. รองเลขาธิการ ป.ป.ส. และเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด รวมถึงการดำเนินการเกี่ยวกับยาเสพติดที่ถูกยึดไว้ ตามกฎหมาย ซึ่งเดิมเคยกำหนดไว้ในกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดนั้น สมควรนำมารวม กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดียาเสพติดและปรับปรุงบทบัญญัติบางประการ ให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพและสอดคล้อง กับประมวลกฎหมายยาเสพติด อีกทั้งกำหนดบทบัญญัติเกี่ยวกับการแสดงตนของจำเลย ต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์ ยื่นคำขออนุญาตฎีกา และยื่นฎีกาให้สอดคล้องกับ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติฉบับนี้🔗

ผมในนามของคณะรัฐมนตรีจึงขอกราบเรียนท่านประธานรัฐสภา เพื่อให้ ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. .... ร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด และร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ต่อไป🔗

ผมต้องกราบขออนุญาตท่านประธานในบางกรณีการอภิปรายอาจจำเป็นต้อง ใช้พาวเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ก็ขออนุญาตท่านประธานไว้ล่วงหน้า ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ ต่อไป จะเป็นการอภิปราย แต่ว่าเพื่อประโยชน์ในการชี้แจง ท่านรัฐมนตรีได้ขอให้บุคคลดังต่อไปนี้ เข้ามาร่วมให้ข้อมูลและชี้แจงครับ ๑. นายวิชัย ไชยมงคล ที่ปรึกษาการป้องกัน และปราบปรามยาเสพติด ๒. นายมานะ ศิริพิทยาวัฒน์ ผู้อำนวยการกองกฎหมาย ๓. นายแพทย์ชลอวัฒน์ อินปา ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปราม ยาเสพติด กระทรวงสาธารณสุข อนุญาตให้ ๓ ท่านครับ🔗

(ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และกระทรวงสาธารณสุข เข้าชี้แจงต่อที่ประชุม)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

สำหรับผู้อภิปรายที่ส่งชื่อมาแล้ว ของสมาชิกวุฒิสภาส่งชื่อมา ๙ ท่าน ท่านละ ๑๓ นาที รวมเวลา ๒ ชั่วโมงนะครับ ขอเรียน ย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าเวลาที่กำหนดไว้นั้นเป็นข้อตกลงร่วมกัน มิได้หมายความว่าต้องใช้ให้หมด ถ้าท่านไม่มีความประสงค์จะใช้เวลาให้หมดก็ไม่ได้บังคับว่าต้องใช้ให้ครบ ๒ ชั่วโมงนะครับ พรรคร่วมฝ่ายค้านเสนอมา ๑ ท่าน แล้วก็พรรคร่วมรัฐบาลเสนอมา ๒ ท่าน เพราะฉะนั้น ผู้ที่จะอภิปรายกรุณาส่งรายชื่อมาภายใต้ข้อตกลงเรื่องเวลา ผมขออนุญาตให้ท่านแรก พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ท่านขอ ๑๕ นาที อันนี้แล้วแต่ท่านนะครับ เพราะว่า อยู่ในเวลา ๒ ชั่วโมงของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ขอเชิญท่านสุพิศาลครับ🔗

พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในเรื่องด่วนที่ ๑ คือร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. .... ร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด และร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ผมขออนุญาตใช้สไลด์ (Slide) ครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

จริง ๆ แล้วผมกำหนดมาแค่ประมาณ ๑๕ นาที เพราะผมคาดว่า ๒ ร่างนี้จะใช้ร่างละ ๗ นาที แต่ท่านเปิดโอกาสให้ผมได้พูดแบบสบาย ๆ ผมจะไม่เกินเวลาเท่าที่จะนำเสนอนะครับ ผมกราบเรียนว่ากฎหมายทั้ง ๒๐ ฉบับ กับ ๓ ประกาศ ๑ คำสั่ง รวมเป็นประมวลกฎหมาย ยาเสพติดฉบับเดียว แล้วก็มีการเพิ่มในร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งเดิมมีใช้อยู่แล้วในฉบับปี ๒๕๕๐ เพียงแต่เพิ่มอีกไม่กี่มาตรา แต่มีมาตราสำคัญที่ต้องพูดในร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งเป็นอำนาจของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ผมกราบเรียนว่าในคดียาเสพติดนั้นเป็นคดี และเป็นปัญหาของประเทศเรามาช้านาน และเป็นวาระแห่งชาติที่ควรจะให้ความสนใจ โดยเฉพาะกฎหมายทุกฉบับที่ปรากฏและที่กำลังเข้าสู่รัฐสภานี้เป็นการใช้กฎหมายที่สูงสุด เพราะว่าเป็นกฎหมายที่เขียนออกมาเพื่อให้สังคมยอมรับการละเมิดข้อจำกัดในรัฐธรรมนูญ อีกหลายมาตรา ซึ่งปรากฏอยู่ในร่างที่จะเกี่ยวข้องกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพ🔗

ในมาตรา ๒๖ ประกอบมาตรา ๒๘ มาตรา ๓๒ มาตรา ๓๓ มาตรา ๓๔ มาตรา ๓๖ มาตรา ๓๗ มาตรา ๓๘ และมาตรา ๔๐ อันนี้เฉพาะร่างประมวลกฎหมาย ยาเสพติด ในการบัญญัตินี้มีเหตุผลก็คือเพื่อมาตรการในการป้องกัน ปราบปราม และ การแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเป็นระบบ ผมยืนยันว่าผมเป็นเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ตั้งแต่ ปี ๒๕๒๖ ถึงปี ๒๕๓๐ สมัยนั้นคือท่านสุวิทย์ ยอดมณี ท่านเภา สารสิน ที่เป็นเลขาธิการ ป.ป.ส. ผมอยู่ในกระบวนการเป็นเจ้าพนักงานที่ใช้อำนาจนี้ใน พ.ร.บ. เก่าเลยคือ พ.ร.บ. ปี ๒๐๑๙ ได้ใช้อย่างครบถ้วน และเป็นเจ้าพนักงานที่มีองค์ความรู้พอสมควรในเชิงลึกเลยนะครับ เพราะว่าเจ้าพนักงานบางคนอาจจะเป็นแค่เจ้าพนักงานตำรวจ สายสืบสก็อตแลนด์ยาร์ด หรือเจ้าพนักงานที่เกิดขึ้นตามกฎหมายอื่น ๆ ที่ใช้กฎหมายพระราชบัญญัติยาเสพติดในยุคนั้น แต่กราบเรียนเลยครับว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ทำไมถึงละเมิด เพราะว่าสิทธิ ตามรัฐธรรมนูญมีอยู่หลายมาตรานะครับ กฎหมายนี้ตราขึ้นต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิและเสรีภาพที่เกินควรแก่เหตุ และจะกระทบศักดิ์ศรีของ ความเป็นมนุษย์มิได้ กฎหมายนี้เมื่อมีผลต้องเป็นการใช้บังคับโดยทั่วไป🔗

ทีนี้ในมาตรา ๒๘ จะพูดถึงเรื่องบุคคลมีสิทธิและเสรีภาพ มาตรา ๓๒ จะพูดถึงบุคคลมีสิทธิในความเป็นส่วนตัว เกียรติยศชื่อเสียง ครอบครัว มาตรา ๓๓ พูดถึง บุคคลที่มีสิทธิและเสรีภาพในเคหสถาน มาตรา ๓๔ บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในการ แสดงออก มาตรา ๓๖ พูดถึงบุคคลมีเสรีภาพในการติดต่อสื่อสารไม่ว่าทางใด ๆ ก็ตาม มาตรา ๓๗ พูดถึงบุคคลมีสิทธิและเสรีภาพในทรัพย์สิน มาตรา ๓๘ พูดถึงสิทธิและเสรีภาพ ในการเดินทางและการเลือกถิ่นที่อยู่ มาตรา ๔๐ บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในการ ประกอบอาชีพ นี่คือสิทธิและเสรีภาพ🔗

แต่ท้ายของประมวลกฎหมายนี้บอกเลยครับว่าประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ เขียนไว้เลยครับว่าจะทำให้ประชาชนเข้าถึงตัวบทกฎหมายได้โดยสะดวกและสามารถเข้าใจ ใช่ครับ รวมกัน ๒๐ ฉบับ ผมดีใจครับ เป็นนวัตกรรมของรัฐบาลชุดนี้ที่ยกเลิกกฎหมายถึง ๒๐ ฉบับกับ ๓ ประกาศและ ๑ คำสั่งทิ้งลงไป แล้วรวมเป็นเล่มเดียวกันเพื่อง่ายในการอ่าน ง่ายต่อการปฏิบัติอย่างถูกต้องและใช้ในการอ้างอิง ถูกครับเป็นวัตถุประสงค์ ที่สำคัญคือ สร้างการป้องกันอย่างเป็นระบบ อันนั้นคือวัตถุประสงค์🔗

ผมเข้าในเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติเลยนะครับ สิ่งที่สำคัญของ ร่างพระราชบัญญัติ ในมาตรา ๓ เพราะผมจะอภิปรายถึง ๘ มาตรา ในร่างมาตรา ๓ ยึดโยง เอานโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด แก้ไขปัญหา ยาเสพติดทั้ง ๖ ประการ ผมไม่อ่านนะครับเพราะจะเสียเวลา แต่สิ่งสำคัญของบทบัญญัติ ในร่างมาตรา ๓ นี้ขาดครับ ขาดอะไร ขาดการแสดงผลสัมฤทธิ์ในแต่ละปีงบประมาณ และ งบดุลของกองทุนที่ท่านพูด กองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ขาดการแสดงรายละเอียด ที่บัญญัติว่าจะต้องรายงานให้สภาทราบภายใน ๑๒๐ วันเมื่อสิ้นปีงบประมาณ เหมือนกับ รายงานประจำปีตามร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในมาตรา ๗ เพราะในมาตรา ๗ ของฉบับที่ ๒ เขียนไว้เลยครับว่าต้องรายงาน แต่ไม่มีเรื่องของ รายงานงบดุล ไม่มีรายงานผลสัมฤทธิ์ ผลสัมฤทธิ์ถือเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐธรรมนูญ ที่ทุกหน่วยราชการต้องทำ ในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณที่กำลังเข้าอยู่และกำลังจะออก พูดถึงผลสัมฤทธิ์ทุกตัว แต่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติละเลยไม่นำเสนอ ถามว่าปีที่แล้วใช้งบประมาณ มาตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ ปี ๒๕๖๑ ปี ๒๕๖๒ ปี ๒๕๖๓ จะขอปี ๒๕๖๔ เกิดผลอะไร ผลสัมฤทธิ์ ไม่มีครับ อธิบายไม่ได้ว่าผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นมานี้มันตก มันสอบได้ ไม่ได้ และเมิร์จ (Merge) ในแผนบูรณาการ เอาตัวเคพีไอ (KPI) อะไรก็ไม่รู้มายัดเยียดเพื่อเกี่ยวผลสัมฤทธิ์ อันนี้คือ ผลสัมฤทธิ์ที่จะต้องมีในประมวลกฎหมายนี้ นั่นคือมาตราแรกครับ🔗

ในมาตรา ๘๑ มีบทบัญญัติที่เขียนเกี่ยวกับคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี และ การคืนทรัพย์สินนั้นให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครอง และหากไม่มีผู้ใดมาขอรับคืนภายใน หนึ่งปีนับแต่วันที่สิ้นสุดการยึดหรืออายัดให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของกองทุน และการขอรับคืนทรัพย์ในวรรคสามนั้นเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ท่านรัฐมนตรี ที่นั่งอยู่ตรงนี้เป็นคนกำหนด ผมกราบเรียนว่ากรณีนี้ถ้าเป็นการกระทำผิดครบถ้วน ปรากฏ ผู้ต้องหาชัดเจน แต่ผู้ต้องหาตาย ทรัพย์ที่ไม่ใช่ทรัพย์เกี่ยวกับการกระทำผิดต้องคืนหมด ใช่หรือไม่ ทายาทหรือผู้ครอบครองถ้าตายปั๊บจะเข้าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๑) ความตายย่อมระงับไป ความผิดก็ต้องคำสั่งไม่ฟ้องแน่นอน เมื่อสั่งไม่ฟ้อง ทายาทผู้ครอบครองย่อมมาขอรับได้ใช่ไหม🔗

ถัดไปครับ ไม่เห็นด้วยกับระยะเวลา ๑ ปีเพราะน้อยเกินไป ไม่ควรจำกัดเวลา เพราะว่าท่านใช้กฎหมายไปยึดทรัพย์เขามา เมื่อเขาถูกสั่งไม่ฟ้อง ไม่ผิดแล้ว ท่านต้องคืน โดยทันทีครับ หลักเกณฑ์ต้องคืนโดยทันที โดยคณะกรรมการอย่างเร่งด่วน เพราะว่าเขา เสียสิทธิของการถูกยึดมาโดยการละเมิดของกฎหมายฉบับนี้อย่างชัดเจน ผมไว้แค่นั้นครับ🔗

มาตรา ๘๔ กองทุนประกอบด้วยเงินและทรัพย์สิน มี ๕ อนุ แต่กองทุนนี้ไม่ส่งเข้า กระทรวงการคลังเป็นรายได้แผ่นดิน โอเค (OK) ครับเคยปฏิบัติมาอย่างไรผมเข้าใจ แต่เข้าเป็นเงินกองทุน ท่านทราบไหมว่าเงินจำนวนพวกนี้มหาศาล ไม่ใช่เงินอย่างเดียวครับ มีทรัพย์สิน รถ บ้านเรือน ลิขสิทธิ์ สิทธิต่าง ๆ เยอะแยะมากมายในตัวตนของผู้ที่ประกอบ อาชญากรรมประเภทนี้ เจ้าพนักงานผู้ใช้กฎหมายไปยึดมา อายัดมา เขาอาจจะไม่มี นักกฎหมายดี ๆ มาต่อสู้ เขาอาจจะไม่มีบุคลากรที่มาคัดค้าน หรือไม่สามารถปรากฏตัวได้ หรือกลัวในสิ่งที่ไปเกี่ยวข้อง แต่อาจจะไม่ใช่ผู้กระทำผิดก็ได้ ไม่กล้าเข้ามาครับ ไปยึดเขามา และเอาเงินเข้ากองทุน นั่นคือสิ่งที่ปรากฏอยู่แปรสภาพเป็นเม็ดเงิน ตรงนี้ผมถึงว่า ต้องรายงานสภาแห่งนี้ว่าท่านไปยึดรถมาตอนนี้ลัมโบร์กีนี (Lamborghini) กี่คัน บ้านราคา ๑๐๐ ล้านบาทที่ยึดมานี่แปรสภาพไปหรือยัง เสียค่าบำรุงรักษาไหม ค่าเอ็นเตอร์เทน (Entertain) ของที่ไปยึดมาจำนวนเท่าไร หมูหมากาไก่ที่ไปยึดตามเรือกสวนไร่นาของ ผู้ประกอบการจำหน่ายไปเป็นเงินเท่าไร เข้ากองทุนเป็นจำนวนเงินเท่าไร ให้ปรากฏที่สภา แห่งนี้ ถึงแม้จะไม่ส่งเป็นรายได้แผ่นดิน แต่ท่านเอาไปใช้ในกิจการป้องกันและปราบปราม เพราะภายใต้การดำเนินงานโดยคณะกรรมการ ป.ป.ส. ในมาตรา ๘๕ ทั้ง ๕ ข้อ🔗

มาตรา ๑๘๒ เช่นเดียวกันท่านไปปรับเขาแล้วก็ยึดเลย ซึ่งเป็นเงินที่จะต้อง เข้ากองทุนเช่นเดียวกัน เหมือนกับเงินกองทุนที่ผมบอก ไม่ใช่แค่ไปยึดอายัด นี่เงินค่าปรับนะครับ ค่าปรับตาสีตาสาตกเข้ากองทุน ผมไม่รู้ว่าจะปรับเท่าไร ท่านทราบไหมครับว่าเงินของ กองทุนป้องกันและปราบปรามเป็นกองทุนหมุนเวียน ถ้าไม่เสนอคำร้องขอเป็นหน่วยรับ งบประมาณไม่ปรากฏรายละเอียดครับ เพราะเงินกองทุนนี้มีกองทุนอยู่ในลำดับที่ ๘๓ ในบัญชีของกรมบัญชีกลาง ผมตรวจสอบเมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ตอนนี้มีสินทรัพย์สุทธิ ๑,๔๗๘,๘๑๐,๐๐๐ บาท มีสินทรัพย์สภาพคล่อง ๘๖๘,๓๐๐,๐๐๐ บาท รายได้ ๑๗๒.๘๑ ล้านบาท ค่าใช้จ่าย ๒๑๘.๔๑ ล้านบาท นั่นคือสถานภาพของกองทุนขณะนี้ ผมว่าน่าจะมากกว่านี้ เพราะตลอดชีวิตผมพระราชบัญญัตินี้ใช้มา ๓๐ กว่าปีแล้วน่าจะยึด สินทรัพย์เข้ามา แต่รายจ่ายผมไม่รู้ว่าจ่ายหรือจำหน่ายออกไปได้ขนาดไหน นั่นคือสิ่งที่ผม อยากจะนำเรียนให้ทราบว่าเป็นกองทุนที่มหาศาลมาก เป็นหนึ่งในกองทุนที่น่าสนใจ🔗

เหตุผลที่ตั้งกองทุนเพราะว่าเป็นวัตถุประสงค์ตาม พ.ร.บ. มาตรการ ในปี ๒๕๓๔ ทั้งหมด ๗ ข้อที่ปรากฏอยู่ในนี้มีประโยชน์ที่จะใช้ในเรื่องของกองทุน🔗

ทีนี้ผมไปที่มาตรา ๑๑๖ เรื่องศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคม เพราะผมอภิปราย ทุกมาตราไม่ได้ ผมต้องหยิบเอาเฉพาะที่ผมอยากให้ปรากฏในสภาแห่งนี้ เพราะมีเวลาน้อย ผมมีนิยามศัพท์ในมาตรานี้ที่ติดใจมากใน (๓) กับ (๔) เพราะว่าศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคมนี้ มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้🔗

(๓) ช่วยเหลือเกี่ยวกับอาชีพ การศึกษา เงินทุนสงเคราะห์ และให้การสงเคราะห์ อื่น ๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพแก่ผู้ติดยาเสพติดหรือผู้ผ่านการบำบัดรักษา🔗

ใช้ได้อย่างไรครับ ยังไปประจานเขาต่ออีกครับ เขายังติดยาอยู่หรือครับ เมื่อเข้าศูนย์แล้วไม่ต้องติดยาแล้วครับ🔗

(๔) สนับสนุนและส่งเสริมให้นายจ้างหรือสถานประกอบการรับผู้ติดยาเสพติด หรือผู้ผ่านการบำบัดรักษาเข้าทำงาน🔗

นี่ก็เหมือนกันไปประจานเขาทำไม มันต้องใช้นิยามศัพท์ว่า ควรเป็นผู้ได้รับ การฟื้นฟูสภาพทางสังคม ไม่อย่างนั้นเขาไม่รับหรอกครับเป็นผู้ติดยา เขาบอกไปรับผู้ติดยา มาอีกแล้ว เขาก็ดีดทิ้ง ดีดทิ้ง ดีดทิ้ง หรือกำจัดทิ้งเลย บอกว่าการคืนคนดีสู่สังคมไม่เป็นไป ตามวัตถุประสงค์รัฐบาลแน่นอน นี่คือสิ่งสำคัญว่าทำไมถึงยังประจานเขาในกฎหมายอีกว่า เป็นผู้ติดยา เมื่อผ่านศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคมต้องไม่เป็นผู้ติดยาแล้ว เพราะใช้เงิน จำนวนมาก🔗

มาตรา ๑๒๓ และมาตรา ๑๒๔ เป็นกฎหมายสมคบ ที่เรียกว่าองค์กร อาชญากรรม เป็นการลงโทษ สิ่งตรงนี้เป็นหัวใจสำคัญของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ครับ ฝากท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีด้วยว่าการสร้างองค์กรอาชญากรรมขึ้นมาองค์กรหนึ่ง ผมรู้ว่าในสำนักงาน ป.ป.ส. ประเด็นก็คือแฟ้มหรือไฟล์ (File) ที่มีบริบทของกลุ่มคนที่ ก่ออาชญากรรมเป็นยวงเลยครับ ผู้ที่ค้ายาหรือพ่อค้ายาตัวเอ้ที่อยู่ในฝั่งพม่า ผมไม่อยาก เอ่ยชื่อ ผมตามตั้งแต่ผมเป็นเด็ก ๆ เหว่ยเซียะกัง วารินทร์ หน่องพงษ์ อาบัง บังยี ต่าง ๆ นานา พวกนี้เป็นผู้ค้าที่มียวงใยและมีแฟ้มหรือไฟล์ (File) ลับ เจ้าพนักงานบางคนไม่ถึงขั้นที่เปิดได้ ผมไม่ทราบว่าท่านรัฐมนตรีเข้าถึงหรือเปล่า เพราะผมเคยทำคดีบางคดีที่เป็นระดับสูง สาระสำคัญคือการตัดสินใจของคณะกรรมการ บอร์ด (Board) ของ ป.ป.ส. ที่จะพิจารณาว่า ใครเข้าองค์กรอาชญากรรม ไม่ใช่ตาสีตาสาหรือคนขนยาขับรถมา หรือถูกล่อซื้อให้มาร่วม ขบวนการเท่านั้นเอง นั่นคือหัวใจสำคัญที่ต้องระมัดระวังในการสืบสวน และต้องระมัดระวัง เจ้าพนักงานให้ดี ประเภทไปหลอกลวง ข่มขู่ ผมมีเงิน ๒๐ ล้านบาท บอกหนุ่มเดี๋ยวหายา ให้พี่หน่อย อยู่ทางภาคเหนือ ขอสัก ๑ ตัน เดี๋ยวพี่จ่ายค่าล่วงเวลาให้ คนนั่งอยู่เฉย ๆ ถูกชักจูงให้เป็นอาชญากร อย่างนี้เขาเรียกว่าดีมานด์ (Demand) เทียมครับ เห็นว่าเขาอยู่ ทางภาคเหนือ เขาอยู่บ้านเฉย ๆ แล้วเอาเขาเป็นหนึ่งในองค์กรอาชญากรรม ไม่ได้ครับ เหมือนคดีเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เป็นคดียาเสพติดรายย่อย เป็นผู้เสพธรรมดากลายเป็นผู้สมคบ กลายเป็นองค์กรอาชญากรรม เป็นไปไม่ได้ครับ ต้องใช้ความระมัดระวัง เจ้าพนักงานต้องสร้าง ความต้องการจริง ๆ ของยาเสพติด ต้องปราบปราม🔗

มาตรา ๑๗๖ ผมเห็นว่าไม่เป็นธรรมครับ มาตรานี้ถ้าไปดูความเท่าเทียม ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗ เขียนไว้ชัดเจน บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิ และเสรีภาพ และได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน คณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง หลายกระทรวงในพระราชบัญญัตินี้ไม่ต้องรับผิดชอบหรืออย่างไร รวมถึงข้าราชการการเมือง ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายฉบับนี้อยู่ตรงไหน อยู่ที่กรรมการ ป.ป.ส. หรือครับ นี่คือสาระอันหนึ่ง บัญญัติไว้ครบถ้วนหรือเปล่า ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗ หรือเปล่า🔗

สุดท้ายครับ ที่จริงต้องมีเวลาในมาตรานี้มาก ๆ เลยเพราะเป็นร่างพระราชบัญญัติ วิธีพิจารณาคดียาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในมาตรา ๓ เพิ่มเติม โดยเฉพาะเพิ่มในหมวด ๒/๑ เรื่องการสอบสวน ตั้งแต่มาตรา ๑๑/๑ ถึงมาตรา ๑๑/๗ ในมาตรานี้ต้องพึงระมัดระวังการใช้อำนาจของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ที่ท่านรัฐมนตรีแต่งตั้ง อย่างครบถ้วน ท่านเขียนไว้ในนี้อยู่แล้ว ท่านจะเข้มงวด ท่านจะออกแบบเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ไม่ใช่มีแค่ความรู้ ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจธรรมดา ผมว่าคนเป็น เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ต้องเหาะได้ครับ เพราะจะต้องมีความเป็นธรรม มีคุณธรรม มีความเก่ง มีความฉลาด มีการตัดสินใจได้ มีมนุษยสัมพันธ์ มีความเข้าใจในบริบท เพราะว่าจะต้องละเมิด กฎหมายครับ เวลาท่านประกาศอาจจะให้แค่ (๑) ถึง (๔) หรือ (๕) เท่านั้นเอง ขณะนี้มีทหาร อยู่ในกรอบ ๒,๐๐๐ กว่าคนที่เป็นเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ท่านเคยตรวจสอบไหมครับคุณภาพ เป็นอย่างไร ผลสัมฤทธิ์เคยเอามาดูไหมครับว่ามีการประเมินผลการปฏิบัติงานหรือเปล่าว่า ทำหน้าที่ตามที่ ป.ป.ส. ใช้ครบถ้วนไหม เพราะว่าบัตร ป.ป.ส. สามารถเข้าค้นโดยไม่มีหมายได้ และมีเหตุอันควรเร่งด่วนกลางคืนก็ค้นได้ อันนั้นคือสาระที่ละเมิดกฎหมายฉบับทั่วไป🔗

ถัดมาเรื่องการขัง โดยเฉพาะการสอบสวนใน (๗) ขัง ๓ วันก่อน ๔๘ ชั่วโมง คือจะต้องมีเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ที่มีคุณสมบัติอย่างที่ผมว่าจริง ๆ ถ้าไม่มีโลกนี้ก็ยังมีปัญหา ๓๐๐,๐๐๐ คนที่เข้าไปอยู่ในเรือนจำ นั่นคือผลผลิตของเจ้าพนักงานบังคับใช้กฎหมายทำตัว เสมือนเป็นเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. โดยบอกว่าเป็นเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. มีอำนาจเข้าค้น ชาวบ้านไม่รู้หรอกปล่อยให้ค้น พอบอกปล่อยให้ค้นก็บอกยินยอมเชิญค้น แต่ตัวเองไม่ได้เป็น พบยา พบของ พบการกระทำความผิด จับดำเนินคดี เอาไปสอบสวน เอาไปขัง อุ้มไปไว้ ที่ไหน🔗

ผมขอแค่นี้ครับ เพราะว่าเวลาเกินมาพอสมควร เดี๋ยวจะไปรบกวนท่านอื่น ขอให้พึงระมัดระวังในการแต่งตั้งเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. เป็นอย่างยิ่งครับ มีกระบวนการ มีเจ้าพนักงาน คณะกรรมการที่คัดเลือกและทบทวนเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ที่มีอยู่เดิมด้วยว่า ต้องมีคุณสมบัติ เป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่ที่ให้ความคุ้มครองประชาชนอย่างเต็มที่ในเรื่องยาเสพติด กองทุนต้องรายงานสภา และสุดท้ายท่านรัฐมนตรีต้องร่วมรับผิดชอบด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านเกินไปประมาณ ๖ นาทีเศษ ก็กินเวลาของ ส.ส. ฝ่ายค้านเองนะครับ ต่อไปคุณณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ หลังจากนั้นจะเป็น คุณณรงค์ รัตนานุกูล ครับ🔗

นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เขตเลือกตั้งที่ ๗ อำเภอนาทวี อำเภอสะบ้าย้อย ตำบลสำนักแต้ว ตำบลสำนักขาม ของอำเภอสะเดา พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้กฎหมาย ๒ ฉบับ ร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. .... และร่างประมวลกฎหมาย ยาเสพติด แล้วก็ร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ผมเอง มีลูกชายอายุ ๑๐ ขวบ วันนี้สร้างเกราะให้กับลูกของตัวเองในบริเวณบ้าน ลูกต้องออกไป เรียนหนังสือ ลูกก็ต้องออกไปเล่นกีฬา แต่วันนี้รัฐสภาแห่งนี้กำลังจะสร้างรั้วให้กับลูกหลาน ของเราทั้งประเทศ🔗

ท่านประธานสภาที่เคารพ ร่างฉบับแรก ร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวล กฎหมายยาเสพติด พ.ศ. .... และร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด ซึ่งคณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ ให้ยกเลิกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ๒๔ ฉบับ อันนี้เห็นด้วย และให้ ป.ป.ส. แต่งตั้งเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ให้มีกฎหมาย รักษาการโดยประธานศาลฎีกา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงอุตสาหกรรม นี่คือประเด็นหลัก ๆ ในร่างกฎหมายฉบับนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ ในรายละเอียดทั้งหมดจะมีเพื่อนสมาชิกลุกขึ้นมาอภิปราย ในส่วนตัวผมเห็นด้วยกับร่างนี้🔗

ท่านประธานครับ ไปดูในร่างที่ ๒ ร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... กำหนดหน้าที่และอำนาจของกรรมการ ป.ป.ส. เลขาธิการ รองเลขาธิการ เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ให้ดำเนินการกับยาเสพติดที่ถูกยึดมาให้สอดคล้องกับ ประมวลกฎหมายยาเสพติดที่กำหนดในบทบัญญัติ นี่คือหลักการคร่าว ๆ ผมจะไม่ลง ในรายละเอียด🔗

มาดูสถานการณ์ยาเสพติด ทำไมต้องมีการแก้กฎหมาย วันนี้สถานการณ์ ยาเสพติดในประเทศไทยเรื่องของแหล่งผลิต พื้นที่ชนกลุ่มน้อยรอยต่อทางภาคเหนือ ของประเทศไทย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องการผลประโยชน์ในเรื่องการเงินเพื่อต่อสู้ทางการเมือง เพราะฉะนั้นวันนี้การผลิตยาเสพติดตามแนวรอยต่อของประเทศวันละ ๓๐ ล้านเม็ด เส้นทาง ผ่านกรุงเทพมหานครลงไปภาคใต้ที่บ้านผม ถามว่าการผลิตยาเสพติดโดยเฉพาะยาบ้าวันละ ๓๐ ล้านเม็ดจำนวนมหาศาล เพราะฉะนั้นวันนี้สาเหตุที่ยาเสพติดแพร่กระจายมากเพราะ ๑. ต้นทุนต่ำ ๒. เทคโนโลยีในการผลิตสูง เพราะฉะนั้นสถานการณ์ในเรื่องการขนส่งยาเสพติด เส้นทางลำเลียงยาเสพติดทางตอนเหนือ เหมือนที่ผมกล่าวครับ ผ่านภาคเหนือ ผ่านภาคกลาง ผ่านกรุงเทพมหานคร ผ่านภาคใต้ไปสู่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้พื้นที่บ้านผม วันนี้สถานการณ์ ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนใต้ จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส และพื้นที่ ๔ อำเภอเป็นพื้นที่ระบาดยาเสพติดเกือบทุกหมู่บ้าน วันนี้เราพูดว่าอนาคตจะมีผู้นำหมู่บ้าน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. หรือผู้นำทางศาสนาได้อย่างไรในเมื่อทุกคนติดยาเสพติด เพราะคุณ จะสมัครผู้ใหญ่บ้านตรวจฉี่ครับ จะสมัคร อบต. ตรวจฉี่ครับ เป็นทหารพรานก็ต้องตรวจฉี่ สถานการณ์เหล่านี้กำลังจะทะลักไปสู่พื้นที่ภาคใต้ เพราะฉะนั้นการลำเลียงเส้นทางใหม่ก็คือ จากชายแดนประเทศลาวผ่านมายังภาคอีสานหรือว่าภาคตะวันออกและลงมาที่ภาคใต้🔗

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ นี่คือสิ่งที่พวกผมเองในฐานะ ส.ส. ภาคใต้ รู้สึกเป็นกังวล ผมสอบถามตำรวจ ป.ป.ส. ว่ายาเสพติดที่ลงไปภาคใต้นี้ไปสิ้นสุดที่ไหน เขาบอกว่าไปต่างประเทศ ๓ จังหวัดเป็นจุดที่พักยาก่อนที่จะส่งออก ประเทศมาเลเซีย เขาไม่เสพยาบ้า ประเทศสิงคโปร์เขาไม่เสพยาบ้า ประเทศอินโดนีเซียก็ไม่ได้เสพยาบ้า ถามว่ายาบ้าที่ทะลักมาจากภาคเหนือไปที่ภาคใต้ในการจับแต่ละครั้งเมื่อก่อน ๑๐๐ เม็ด แถลงข่าว วันนี้ ๘ ล้านเม็ด ๑๐ ล้านเม็ด ๑๕ ล้านเม็ด เพราะฉะนั้นวันนี้สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งหมดนอกจากปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสังคม ปัญหาการเมือง และปัญหาสำคัญที่สุดวันนี้ ที่พี่น้องประชาชนฝาก ส.ส. มาไม่ต่างจากราคายางก็คือยาเสพติด วันนี้แถวบ้านผมถังแก๊ส วางไว้ไม่ได้ นี่คือเรื่องเล็ก ๆ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในพื้นที่🔗

ผมในฐานะ ส.ส. เชื่อมั่นว่าเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อนสมาชิก วุฒิสภา ซึ่งผ่านงานในระบบราชการหรือมีความรู้ในเรื่องยาเสพติดจะลุกขึ้นอภิปราย วันนี้ ผมขอเป็นตัวแทนเยาวชนภาคใต้ ตัวแทนของคนที่อยู่ในวังวนยาเสพติด กฎหมายฉบับนี้ ต้องเปลี่ยนชีวิตเยาวชน ต้องเปลี่ยนชีวิตคนที่อยู่ในวังวนยาเสพติด เพราะฉะนั้นทั้งหมด ที่พวกผมมีเจตนาดีก็ฝากไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. และตำรวจ ป.ป.ส. ขบวนการทั้งหมดที่อยู่ในขบวนการยาเสพติด อย่าเอายาเสพติดมาค้าสำนวน อย่าเอายาเสพติด ไปสร้างรายได้และเอาเปรียบชาวบ้าน ผมเองเป็นโฆษกคณะกรรมาธิการการตำรวจ ผมไม่อยากได้ยินว่าตำรวจมีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เพราะฉะนั้นผมในฐานะที่เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝากความหวังไว้กับรัฐบาลด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปคุณณรงค์ รัตนานุกูล หลังจากนั้นจะเป็นนายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ขอเชิญครับ🔗

นายณรงค์ รัตนานุกูล สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายณรงค์ รัตนานุกูล สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออภิปรายร่างพระราชบัญญัติกฎหมายยาเสพติด ทั้ง ๓ ฉบับ โดยขออนุญาตที่จะเน้น เฉพาะในประมวลกฎหมายยาเสพติดเป็นหลัก คงเป็นที่ตระหนักดีแล้วว่าปัญหายาเสพติด เป็นปัญหาของประเทศและปัญหาของโลก ในการแก้ไขปัญหายาเสพติดนั้นเป็นวาระ แห่งชาติ การที่รัฐบาลได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการแก้ไขปัญหายาเสพติดโดยเสนอ ร่างพระราชบัญญัติยาเสพติดทั้ง ๓ ฉบับ เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาถือว่าเป็นแนวทาง การแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง เนื่องจากปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาที่มีผลกระทบทางด้าน ความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม การแก้ไขปัญหาจึงต้องบูรณาการผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทุกหน่วยงานเข้าด้วยกัน เข้ามาร่วมกันแก้ไขปัญหายาเสพติด การเข้ามาร่วมกันแก้ไขปัญหา ยาเสพติดในแต่ละด้าน ทั้งด้านป้องกัน ด้านบำบัดรักษา และด้านปราบปรามต้องมี วัตถุประสงค์หรือเจตนารมณ์ในการกระทำ ในการดำเนินการเป็นอย่างเดียวกัน คือให้ ประชาชนชาวไทยหรือเยาวชนไทยของเรารอดพ้นจากพิษภัยยาเสพติด ประเทศไทยได้มี การออกกฎหมายมาบังคับใช้ทั้งหมดถึง ๒๔ ฉบับ ซึ่งเป็นจำนวนกฎหมายที่มาก แต่จริง ๆ แล้ว เป็นกฎหมายหลัก ๆ อยู่ ๘ ฉบับ ก็คือพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๑๙ พระราชบัญญัติวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ พระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ. ๒๕๓๓ พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕ และ พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. ๒๕๕๐ แล้วก็ประกอบด้วยประกาศของ คณะ คสช. ฉบับที่ ๑๐๘/๒๕๕๗ เกี่ยวกับเรื่องบำบัดและรักษาฟื้นฟู ซึ่งการบังคับใช้ กฎหมายแต่ละฉบับนั้นต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือเจตนารมณ์ของกฎหมายนั้น ๆ เช่น พระราชบัญญัติการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดก็มุ่งเน้นแต่เฉพาะการคุ้มครองของผู้กระทำ ความผิด กฎหมายในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดก็มุ่งเน้นที่จะปราบปราม และเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ อย่างเช่นในการกระทำความผิดครอบครองยาบ้า ๑ เม็ด ของผู้เสพ แต่เป็นการนำเข้าจากฝั่งลาวก็กลับกลายเป็นการนำเข้ายาเสพติดทำให้โทษนั้น เป็นโทษที่รุนแรงจำคุกถึง ๑๐ ปี ในการที่มีกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกันนี้ทำให้จำนวนผู้ต้องขัง ในเรือนจำมีสูงมากขึ้น ในคดียาเสพติดมีถึง ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นการที่จะเอากฎหมาย ทั้งหมดมาประมวลรวมกันจึงเป็นแนวทางที่ถูกต้อง🔗

- ๑๔/๑ . /🔗

ท่านประธานที่เคารพ ถ้าจะพิจารณาองค์ประกอบของการกระทำความผิด เกี่ยวกับยาเสพติดจะเห็นว่าประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ ๓ ประการ คือตัวคนผู้กระทำ ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ยาเสพติด และเงิน ซึ่งเป็นมูลเหตุชักจูงใจที่สำคัญในการที่จะทำ ให้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด แต่ในกฎหมายฉบับนี้ถ้าเราดูแล้วองค์ประกอบ ที่สำคัญก็คือตัวคน เพราะฉะนั้นกรอบแนวความคิดที่ผมคิดว่ากฎหมายฉบับนี้มีก็คือ จัดกลุ่มคนดังกล่าวออกเป็น ๓ กลุ่ม🔗

กลุ่มแรก คือกลุ่มเหยื่อ ได้แก่ ผู้ใช้ยาเสพติด เด็กหรือเยาวชนที่ทดลองใช้ ยาเสพติด ซึ่งบุคคลกลุ่มนี้จะต้องใช้มาตรการในการบำบัดรักษาและฟื้นฟู ใช้มาตรการอื่น แทนการลงโทษจำคุก เช่นเอาไปบำเพ็ญประโยชน์สาธารณะ และคนกลุ่มนี้จะต้องให้ ความดูแลช่วยเหลือ แล้วก็สร้างภูมิคุ้มกัน🔗

กลุ่มที่ ๒ คือกลุ่มแรงงาน ได้แก่ พวกรับจ้างขนยาเสพติด ผู้ค้ารายย่อย เพื่อหาเงินมาซื้อยาเสพติดไว้เสพ ซึ่งคนกลุ่มนี้จะต้องใช้มาตรการบำบัดรักษา และใช้ มาตรการลดโทษทางอาญาถ้าให้ข้อมูลที่สำคัญเพื่อขยายเครือข่ายไปจับกุมนักค้ายาเสพติด รายใหญ่ รายสำคัญ🔗

กลุ่มที่ ๓ เป็นกลุ่มที่สำคัญคือกลุ่มนักค้ารายใหญ่และนายทุนผู้ผลิต ซึ่งกลุ่ม บุคคลเหล่านี้จะเป็นผู้มีบทบาทในการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งบุคคลเหล่านี้จะต้อง ดำเนินการโดยใช้มาตรการลงโทษทางอาญาที่เฉียบขาด รุนแรง เพื่อให้เข็ดหลาบ และใช้ มาตรการเสริมในการสืบสวนโดยใช้เครื่องมือและเทคนิคต่าง ๆ ใช้มาตรการสบคบ การกระทำความผิดและมาตรการริบทรัพย์ที่ได้มาจากการค้ายาเสพติด🔗

ท่านประธานที่เคารพ ถ้าดูร่างประมวลกฎหมายยาเสพติดฉบับนี้ หลักการ ที่สำคัญจะมี ๖ ประการ🔗

ประการแรก คือมาตรการควบคุมยาเสพติด คือต้องให้อยู่ในความควบคุม กำกับดูแลของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ โดยมีท่านปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลเกี่ยวกับการขออนุญาต การออกใบอนุญาตเกี่ยวกับ ยาเสพติดให้โทษ🔗

ประการที่ ๒ คือความผิดและการลงโทษ ได้มีการปรับปรุงระบบการกำหนดโทษ และการลงโทษของผู้กระทำผิดให้เหมาะสมกับกลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดใน ๓ กลุ่ม ดังที่กล่าวมาแล้ว โดยพิจารณาจากพฤติการณ์ บทบาท ความร้ายแรงของการกระทำความผิด ปริมาณของสารเสพติด เพื่อประกอบการใช้ดุลพินิจในการลงโทษของศาลต่อกลุ่มนักค้า รายใหญ่ กลุ่มแรงงาน และกลุ่มเหยื่อที่มีความยืดหยุ่น แล้วก็มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น🔗

ประการที่ ๓ คือมาตรการการตรวจสอบทรัพย์สินในความผิดร้ายแรง ข้อหา ผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือครอบครอง ยกเว้นข้อหาเสพ โดยการดำเนินการ อยู่ในอำนาจของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน มีท่านอัยการสูงสุดเป็นประธาน โดยได้ เพิ่มเติมจากกฎหมายเดิมให้สามารถบังคับเอากับทรัพย์สินที่ศาลพิพากษาว่าเกี่ยวเนื่องกับ การกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อันนี้จะอยู่ในร่างมาตรา ๗๘ ให้สามารถตกเป็นของ กองทุนได้ แต่ในกรณีดังกล่าวผมมีข้อสังเกตเพิ่มเติม ๒ ประการ เนื่องจากสภาพสังคม ในปัจจุบันมีการพัฒนาเทคโนโลยีการเงินในรูปแบบดิจิทัล (Digital) คริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) บิตคอยน์ (Bitcoin) ทำให้กระบวนการลักลอบการค้ายาเสพติดบางส่วน ได้มีการปรับปรุงรูปแบบการซุกซ่อนเงินที่ได้จากการค้ายาเสพติด โดยนำเทคโนโลยีทางการเงิน ดังกล่าวมาใช้เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบและการยึดทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่ จึงควรที่จะกำหนดคำจำกัดความของทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับ ยาเสพติดให้ครอบคลุมทรัพย์สินในรูปแบบดิจิทัล (Digital) และบัญญัติกฎหมายรองรับ ในการดำเนินการยึดทรัพย์สินประเภทนี้ด้วย ประเด็นที่ ๒ ก็คือเพื่อให้การดำเนินการยึด ทรัพย์สินของผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สามารถ ดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดได้ แม้ว่า ศาลจะมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยในคดียาเสพติดที่พนักงานอัยการฟ้องจำเลยในคดีที่ถูก จับกุม แต่ทรัพย์สินที่ถูกตรวจสอบที่ได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในคดี ก่อนที่จะถูกจับกุมก็จะไม่ถูกริบ ถ้าเราสามารถที่จะริบทรัพย์สินที่ผู้ต้องหาหรือจำเลย ผู้ถูกตรวจสอบไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าได้มาจากการประกอบอาชีพโดยสุจริต ก็ควรที่จะให้ ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของกองทุนได้🔗

ประการที่ ๔ คือการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ซึ่งเป็น มาตรการที่สำคัญที่ช่วยให้ประชาชนไทย เยาวชนไทยปลอดภัยจากยาเสพติด โดยอยู่ ในการควบคุมและกำกับดูแลของคณะกรรมการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด ซึ่งมี ท่านรองนายกรัฐมนตรีที่ท่านนายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธาน ซึ่งมาตรการนี้ได้มี การปรับปรุงหลักเกณฑ์และกระบวนการในการเข้ารับการบำบัดรักษาและฟื้นฟู และตัด ความช่วยเหลือ โดยเน้นความสมัครใจยินยอมเข้ารับการบำบัดรักษาและฟื้นฟู ในสถานพยาบาลหรือสถานที่เพื่อรับการฟื้นฟูทั้งก่อนการกระทำความผิดและมีพฤติการณ์ อันควรสงสัยว่าเสพยาเสพติด แล้วก็ให้ศูนย์คัดกรองเป็นศูนย์แรกรับในทุกจังหวัดเพื่อรับตัว ผู้เสพหรือผู้ติดก่อนส่งเข้ารับการบำบัดรักษาและฟื้นฟูตามแผนปฏิบัติการฟื้นฟู และสถาน บำบัดรักษาและฟื้นฟูที่กำหนด ให้ผู้เสพหรือผู้ติดที่มีโทษจำคุกไม่เกิน ๔ ปีมีโอกาสรับ การบำบัดรักษาและฟื้นฟู หากบำบัดรักษาและฟื้นฟูสำเร็จก็ให้พ้นจากการเป็นผู้กระทำ ความผิด ส่วนความผิดอื่น ๆ ก็ใช้มาตรการอื่นแทนการลงโทษจำคุกมาบังคับใช้ เพื่อจูงใจ ผู้เสพหรือผู้ติดที่เข้ารับการบำบัดรักษาและฟื้นฟู ลดจำนวนผู้เสพ ผู้ติด ผู้เสพ หรือผู้ติด ยาเสพติดให้โทษที่กระทำผิดอื่น ๆ และถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายยุติธรรมให้ได้รับ การบำบัดรักษาและฟื้นฟูในระบบต้องโทษของกรมราชทัณฑ์ คือถ้าเป็นผู้เสพทุกคน จะต้องเข้าสู่ระบบการบำบัดรักษาในระหว่างต้องขังในเรือนจำ ให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์เข้ามาช่วยเหลือ เพื่อแก้ไขปัญหาผู้เสพอย่างยั่งยืน ซึ่งจะต้อง ยอมรับว่าเป็นระบบที่ครอบคลุมทุกมิติ ถ้าหากบังคับใช้หรือปฏิบัติได้อย่างจริงจังจะช่วย แก้ปัญหาผู้เสพและผู้ติดให้กลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ🔗

ประการที่ ๕ คือกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ถือเป็นแนวคิดที่ ถูกต้องที่นำเงินหรือทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำผิดมาใช้ในการแก้ไขปัญหายาเสพติด🔗

ประการสุดท้าย การดำเนินการให้สอดคล้องกับแผนดังกล่าวโดยมีคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามยาเสพติดหรือ ป.ป.ส. ซึ่งมีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน กำกับ ดูแลบอร์ด (Board) ต่าง ๆ ที่ควบคุมดูแลในแต่ละภารกิจ ได้แก่ คณะกรรมการควบคุม ยาเสพติด คณะกรรมการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด และ คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน โดยมีสำนักงาน ป.ป.ส. เป็นเลขานุการ🔗

ท่านประธานที่เคารพ ผมมีข้อสังเกตในกรณีที่สำนักงาน ป.ป.ส. ซึ่งเป็น ฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการ ป.ป.ส. โดยมีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แต่แนวทาง ในการดำเนินงานที่ถูกต้องสำนักงาน ป.ป.ส. น่าจะขึ้นตรงกับท่านนายกรัฐมนตรีเช่นเดียวกับ สำนักงาน ปปง. หรือ ป.ป.ท. ในปัจจุบันสำนักงาน ป.ป.ส. ยังสังกัดอยู่ในกระทรวงยุติธรรม ทำให้การนำนโยบายของคณะกรรมการ ป.ป.ส. ไปปฏิบัติโดยผ่านไปยังหน่วยงานต่าง ๆ จึงเป็นไปการประสานงานในทางข้าง ไม่เป็นการสั่งโดยตรงจากท่านนายกรัฐมนตรี ทำให้ การดำเนินงานไม่คล่องตัวเท่าที่ควร หากปรับเปลี่ยนสำนักงาน ป.ป.ส. ไปขึ้นตรงต่อท่านนายกรัฐมนตรีจะทำให้การนำนโยบาย ไปปฏิบัติของคณะกรรมการ ป.ป.ส. มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จึงกราบเรียนมาเพื่อเป็นข้อสังเกต และพิจารณาในชั้นกรรมาธิการต่อไป ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ผมขออนุญาต อ่านรายชื่อท่านที่จะอภิปรายต่อไปนะครับ ต่อไปนายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ หลังจากนั้น จะเป็นคุณศุภชัย ใจสมุทร และนายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ แต่ขอเรียนย้ำสักนิดครับ เพื่อรักษามาตรฐานของสภา ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๕ การอภิปรายต้องอยู่ในประเด็น หรือเกี่ยวกับประเด็นที่กำลังปรึกษากันอยู่ ต้องไม่ฟุ่มเฟือย วนเวียน ซ้ำซาก หรือซ้ำกับผู้อื่น และห้ามนำเอกสารใดมาอ่านในที่ประชุมรัฐสภา โดยไม่จำเป็น ห้ามนำวัสดุใดเข้ามาแสดง ในที่ประชุมรัฐสภา ทั้งนี้เว้นแต่ประธานจะอนุญาต คือถ้าจำเป็นต้องอ่านเอกสารก็ขออนุญาต นะครับ อันนี้เพื่อรักษามาตรฐาน และกรณีที่เกินเวลานั้นจะมีผลต่อคนหลังนะครับ ถ้าเวลาที่ เกินไปรวมแล้วเกินเวลาที่กำหนดคนหลังก็ต้องตัดออกไป อันนี้เรียนเพื่อนสมาชิกไว้ล่วงหน้า ต่อไปนายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ขอเชิญครับ🔗

นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชัยภูมิ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขออภิปรายสนับสนุน ร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. .... และร่างประมวลกฎหมาย ยาเสพติด และร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพราะว่า พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคการเมืองที่ให้ความสำคัญ มีนโยบายสำคัญ มีผลงานในเรื่องของ การป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจนพี่น้องประชาชนรอความหวังนี้อยู่🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผมเห็นด้วยว่าการมีประมวลกฎหมายยาเสพติด จะเป็นการรวบรวมกฎหมายยาเสพติดที่กระจัดกระจายอยู่ในกฎหมายฉบับต่าง ๆ ทำให้ การบังคับใช้ไม่เป็นเอกภาพ ไม่สอดคล้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ปัจจุบันที่กำลังมี การส่งเสริมการใช้ยาเสพติดบางตัวที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนคนไทย ไม่ว่าจะเป็น ในเรื่องของกัญชา กัญชง หรือพืชกระท่อมต่าง ๆ ซึ่งขณะนี้ยังมีการพูดถึงเลยว่าเราสามารถ ใช้พวกพืชเสพติดดังกล่าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่จะทำให้เศรษฐกิจของเราดีขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม การมีกฎหมายที่รัดกุม มีกฎหมายที่จะมีทั้งการส่งเสริม ทั้งการบังคับใช้ให้ชัดเจน จะทำให้ เกิดประโยชน์กับประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ การอนุญาตให้ใช้ยาเสพติดในทางการแพทย์ก็ดี ไม่ว่าจะเป็นพวกกัญชา ยาเสพติดอื่น ๆ มอร์ฟีน (Morphine) หรืออย่างอื่นนั้นก็เป็นเรื่องที่ สำคัญ เพื่อที่จะไม่ให้ตกเล็ดลอดออกไปใช้ในทางที่ไม่พึงประสงค์ รวมถึงการใช้ยาเสพติด ในทางวิทยาศาสตร์ ในทางอุตสาหกรรม เพราะว่าเครื่องดื่มชูกำลังหลายตัวก็มีส่วนผสมของ สารเคมีที่ถือว่าเป็นยาเสพติดอยู่ด้วย🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกราบเรียนว่าการลดจำนวนผู้ติดยาเสพติด จะเป็นกลยุทธ์สำคัญในการแก้ปัญหายาเสพติด การที่จะป้องกันไม่ให้คน ไม่ให้ลูกหลาน เยาวชนผู้บริสุทธิ์เข้าสู่วงจรยาเสพติดเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญและสำคัญที่สุดด้วย ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้ถึงพิษภัยยาเสพติดในโรงเรียนหรือว่าในการอบรมต่าง ๆ ที่รัฐบาล หรือหน่วยราชการ หรือองค์กรจัดขึ้น ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะลดจำนวนผู้บริสุทธิ์ ไม่ให้เข้าสู่วงจรการเสพยาเสพติด ซึ่งขณะนี้ก็ทำกันอยู่ แต่ว่าผมคิดว่ายังน้อย น่าจะเพิ่ม มากกว่านี้นะครับ ผมกลับไปที่จังหวัดชัยภูมิเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเห็นว่ามีการอบรมเกี่ยวกับยาเสพติดอยู่ พอสมควร แต่ก็ยังน้อยกว่าสมัยก่อน เพราะฉะนั้นอยากจะให้มีการเพิ่มขึ้น อยากจะให้ คณะกรรมาธิการได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการป้องกัน การที่จะให้ครอบครัวมีความอบอุ่น ให้สังคมให้ความอบอุ่น เป็นกำลังใจให้กับลูกหลานที่หลงผิดเวลาออกมาแล้ว สมมุติว่า ไปต้องโทษกลับมาก็ต้องให้กำลังใจ ไม่ใช่จะไปรังเกียจบุคคลเหล่านี้ จะเป็นการแยกเขา ให้เข้าไปหาสิ่งที่ไม่ดีไม่งามต่อไป แต่ถ้าเราให้ความเข้าใจ ดูแลเอาใจใส่ จะทำให้บุคคลเหล่านี้ เมื่อรักษาหายแล้วก็จะไม่กลับไปสู่วงจรอีก🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกราบเรียนว่าในการที่จะปราบปรามยาเสพติด อันหนึ่งก็คือต้องทำอย่างจริงจัง เพราะว่าในพื้นที่ที่ผมไปหลาย ๆ แห่งมีการพูดทำนองว่า เจ้าหน้าที่บางคนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดด้วย หรือการทำลายยาเสพติดที่เป็น ของกลางในคดีก็มีให้พี่น้องเห็นบ้าง เพราะบางคนสงสัยว่ายาเสพติดที่จับได้เอาไปไหน คิดไป หลายอย่าง ซึ่งผมก็คงไม่พูดถึง อีกอย่างหนึ่งการที่จะมีกฎหมายที่ชัดเจนแบ่งแยกระหว่าง ผู้เสพกับผู้ค้าจะเป็นเรื่องสำคัญ เพราะว่าการที่ผู้เสพเป็นบุคคลที่จะต้องไปรักษา แต่ว่า พอตำรวจจับหรือเจ้าหน้าที่จับผู้ติดยาเสพติดก็จะโดนข้อหาว่าเป็นผู้ค้ายาเสพติด ต้องไปดำเนินคดี พ่อแม่ ผู้ปกครองลำบาก เขาก็เลยพยายามที่จะปิดบังไม่ให้รู้ว่าลูกหลาน ของเขาติดยาเสพติด เป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการลดจำนวนผู้ติดยาเสพติด ก็ขอกราบเรียน ว่าการตั้งศูนย์บำบัดยาเสพติดในระดับจังหวัดน่าจะมีการพิจารณาให้ความสำคัญ เพราะผู้ติด ยาเสพติดเวลานำไปรักษาในโรงพยาบาลเขาจะรู้สึกว่าเขาเกิดความละอายไม่อยากไป นัดแล้วก็ไม่ไปอีก การบำบัดรักษาและการฟื้นฟูจะไม่ประสบความสำเร็จ การมีศูนย์บำบัด ยาเสพติดในระดับพื้นที่ ระดับจังหวัดน่าจะเป็นส่วนสำคัญ ฝากคณะกรรมาธิการได้โปรด พิจารณาในเรื่องนี้ด้วยครับ ผมขอสนับสนุนให้มีร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมาย ยาเสพติด พ.ศ. .... และร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด และร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณา คดียาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปคุณศุภชัย ใจสมุทร ครับ🔗

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมต้องขออนุญาตกราบเรียน ต่อท่านประธานว่ากระผมรู้สึกขอบพระคุณรัฐบาลเป็นอย่างยิ่งที่ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติ ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. .... และกฎหมายที่เกี่ยวกับยาเสพติดเข้าสู่รัฐสภา ในวันนี้ กระผมเข้าใจว่าสิ่งที่ท่านกำลังทำเป็นเพราะท่านเห็นความสำคัญของการที่จะทำให้ พี่น้องประชาชนได้ประโยชน์จากกฎหมายอันสำคัญนี้🔗

ขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานว่าช่วงการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทยได้แสดงนโยบายอันสำคัญ ก็คือสนับสนุนให้พี่น้องประชาชนได้ปลูกกัญชา เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เราเล็งเห็นวันนั้น และในที่สุด รัฐบาลของท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ได้เห็นสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยเห็น และได้บรรจุ เป็นนโยบายรัฐบาลในการที่จะให้ใช้ประโยชน์จากกัญชาและพืชสมุนไพรในทางการแพทย์ และทางเศรษฐกิจ วันนี้การที่รัฐบาลได้มีการเสนอกฎหมายฉบับนี้เข้ามาเป็นการแสดงจุดยืน อันชัดเจนว่าสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยได้เสนอในคราวนั้นเป็นสิ่งที่รัฐบาลได้เห็นด้วย การที่รัฐบาลได้บรรจุเป็นนโยบายเร่งด่วนและได้เสนอเป็นกฎหมายเข้ามาในวันนี้จึงเป็นเรื่อง ที่เข้ากับแนวคิดที่พรรคภูมิใจไทยได้เสนอมาตลอด ก็คือการลดอำนาจรัฐเพื่อปากท้อง ของประชาชน วันนี้รัฐบาลได้แสดงให้เห็นคือการที่รัฐบาลได้คลายกฎหมายให้ผ่อนคลายลง เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้มีโอกาสใช้ประโยชน์จากกฎหมายที่ผ่อนคลายนั้น เป็นการทลาย ข้อจำกัดแบบที่พรรคภูมิใจไทยได้หาเสียงไว้ว่าจะทลายทุกข้อจำกัดเพื่อลดอุปสรรค เพื่อปากท้องของพี่น้องประชาชน กระผมไม่ลงรายละเอียดในเรื่องของกฎหมายว่าเป็น อย่างไรบ้าง เพียงแต่จะกราบเรียนต่อท่านประธานว่าเรื่องนั้นก็คงไปว่ากล่าวกัน ในชั้นกรรมาธิการ แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือการที่มาตรา ๒๙ การแบ่งประเภทของยาเสพติด ซึ่งเดิมประเภท ๕ มีกัญชา มีกระท่อมอยู่ด้วย และท่านได้เสนอมาใหม่ไม่มีกระท่อม ไม่มี กัญชา ไม่มีกัญชง หมายถึงว่าวันนี้เรากำลังจะเดินไปในทิศทางเดียวกันก็คือการที่จะปลดให้ กัญชา กัญชงซึ่งเดิมเป็นยาเสพติดให้โทษ ไม่เป็นยาเสพติดให้โทษอีกต่อไป การไม่เป็น ยาเสพติดให้โทษพี่น้องประชาชนหลายท่าน หลายกลุ่มเคยเรียก จริง ๆ แล้วกัญชา กัญชง หรือพืชกระท่อมก็ดีเป็นยาเสพติดให้คุณ วันนี้กระผมเห็นว่าพวกเราทุกคนที่นี่น่าจะเห็นพ้อง ต้องกันว่าสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำจะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนในการที่จะทำให้ยาเสพติด ให้โทษในมุมมองของกฎหมายเปลี่ยนทิศไปเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์🔗

กระผมขอกราบเรียนต่อท่านประธานว่าวันนี้ความเป็นจริงในสังคมก็คือว่า กัญชาก็ดี กัญชงก็ดี หรือพืชกระท่อมก็ดี นอกจากจะเป็นประโยชน์ในทางการแพทย์แล้ว แท้จริงยังจะสามารถเป็นประโยชน์ในทางเศรษฐกิจได้ วันนี้มองไปที่เพื่อนบ้านของเรา ทวีปบางทวีป เราจะพบว่ากัญชาหรือกัญชงเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของหลายประเทศ ประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกทั้งกัญชา กัญชง และพืชกระท่อม กระผมว่า วันนี้รัฐบาลคงเข้าใจ แล้วกระผมต้องขอบคุณรัฐบาลที่จะทำให้ความสำคัญของพืชเหล่านี้ เป็นประโยชน์ กระผมจะไม่กล่าวเข้าไปในเรื่องของการที่ท่านกำลังจะทำเรื่องวิธีพิจารณาคดี ซึ่งจะทำให้กระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะเรื่องคดียาเสพติดเป็นไปอย่างเหมาะสม และเป็นประโยชน์ และให้ความเป็นธรรมกับพี่น้องประชาชนมากขึ้น แต่กระผมขอชื่นชม ที่ท่านได้เล็งเห็นเรื่องนี้ด้วยในการที่จะทำให้กัญชง กัญชา และพืชกระท่อมเป็นพืชเศรษฐกิจ ที่ดีต่อไปในอนาคต เพราะต้องยอมรับว่าความเป็นจริงก็คือวันนี้ในเวลานี้พืชเศรษฐกิจ ของประเทศไทยที่เคยมีดี ๆ อยู่หลายชนิดกำลังจะอยู่ในภาวะที่ราคาตกต่ำและแนวโน้ม ในอนาคตอันใกล้อาจจะไม่ดีก็ได้ เพราะฉะนั้นถ้าท่านได้สนับสนุนให้เป็นสิ่งที่ดีก็จะเป็น ประโยชน์สำหรับพี่น้องประชาชน กระผมอยากจะเรียนเพื่อนสมาชิกทุกท่านโปรดสนับสนุน กลุ่มกฎหมายฉบับนี้เถอะครับ มันจะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน เราร่วมกันทำหน้าที่ เพื่อให้พี่น้องประชาชน🔗

สิ่งที่จะฝากอยู่นิดเดียว เนื่องจากเราเป็นเพื่อน เป็นมิตรกับคนทั้งโลก เราเป็น สมาชิกของกติกาบางกติกา เรื่องของกฎหมายเราก็เคยเข้าไปเป็นสมาชิก ไปภาคยานุวัตรกับ อนุสัญญาเดี่ยวว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ค.ศ. ๑๙๖๑ และพิธีสารเกี่ยวกับอนุสัญญาเดี่ยว ว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่าซิงเกิล คอนเวนชัน ออน นาร์โคติก ดรักส์ ๑๙๖๑ แอส อะเมนเดด บาย เดอะ ๑๙๗๒ โปรโตคอล อะเมนดิง เดอะ ซิงเกิล คอน เวนชัน ออน นาร์โคติก ดรักส์ ๑๙๖๑ (Single Convention on Narcotic Drugs, 1961, as amended by the 1972 Protocol Amending the Single Convention on Narcotic Drugs, 1961) เพราะฉะนั้นก็ต้องฝากกรรมาธิการด้วยครับ ได้โปรดพิจารณา เรื่องเหล่านี้ว่าสิ่งที่เราไปเป็นสมาชิกอยู่เราจะต้องไม่ขัดไม่แย้ง การจะทำให้สินค้าออกไป ต่างประเทศได้อาจจะต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ฝากให้ท่านไปพิจารณาด้วยครับ🔗

เรื่องสุดท้าย พวกเราได้ยินข่าวไหมครับ ปลูกกัญชา ๑ ต้นเพื่อที่จะเอา ใบกัญชามารักษาแม่แต่โดนตำรวจจับ สถานการณ์อย่างนี้ในขณะที่เรากำลังจะแก้กฎหมาย ฝากท่าน ผบ.ตร. ไปกำชับผู้ใต้บังคับบัญชาให้ผ่อนคลายเรื่องนี้บ้าง เพื่อที่จะทำให้บรรยากาศ ในการดำเนินการเป็นไปด้วยดี ฝากท่านด้วยนะครับ ขอขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปนายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ หลังจากนั้นจะเป็นคุณคำพอง เทพาคำ อาจารย์ประกอบ รัตนพันธ์ และ ว่าที่ร้อยตรี วงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี ขอเชิญนายแพทย์เจตน์ครับ🔗

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด ๑๘๒ มาตรา ร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมาย ยาเสพติด พ.ศ. .... ๒๔ มาตรา ร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ๑๐ มาตรา ไม่ใช่ของใหม่ เป็นของที่ทาง สนช. เองเคยพิจารณาไปแล้ว พิจารณา จนจบในการพิจารณา เพียงแต่ว่ามีปัญหาช่วงโค้งสุดท้ายกฎหมายเข้ามาเยอะจนไม่สามารถส่ง เข้าสภาได้ทัน เพราะฉะนั้นในรายละเอียดก็จะมีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งกฤษฎีกาก็ไม่ได้ ยึดร่างของ สนช. เป็นหลัก แต่ว่ายึดร่างที่มาจากกฤษฎีกาคือร่างเดิมแล้วไปปรับแก้ คือแก้บ้าง ไม่แก้บ้าง ยกตัวอย่างเช่นการประชุมของ ป.ป.ส. ก็แก้ แต่เดิมเขียนให้ประชุม อย่างน้อยปีละ ๔ ครั้ง ก็ไม่มีในร่างนี้ ซึ่งตรงนี้ถามว่าสาเหตุมาจากอะไร มาจากคณะกรรมการ ป.ป.ส. มีองค์คณะที่ใหญ่โตมาก เทอะทะ แล้วก็มีการประชุม ส่วนใหญ่จะเป็นวาระเรื่องเพื่อทราบ ไม่มีเวลาที่จะพิจารณาในเรื่องของนโยบาย ตรงนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่เคยมีข้อเสนอว่าน่าจะแยกเป็น คณะกรรมการนโยบายและคณะกรรมการบริหารออกจากกัน ซึ่งในสมัยหนึ่งพรรคเพื่อไทย ขออภัยที่เอ่ยนาม ก็เคยมีความคิดตั้งศูนย์พลังแผ่นดินเพื่อต่อสู้ยาเสพติดมาแล้ว ซึ่งตรงนี้ ก็เป็นที่มาที่ไปของปัญหานี้🔗

ท่านประธานครับ ทุกวันนี้เรามีปัญหาอะไร เรามีปัญหาเรื่องของการจับกุม ยาเสพติด เรามีปัญหาเรื่องคนล้นคุก ตัวเลขโชว์ชัดเจนเลยครับในเรื่องของปริมาณที่จับกุม กระผมเทียบระหว่างปี ๒๕๕๙ กับปี ๒๕๖๒ ยาบ้าจาก ๙๔ ล้านเม็ด เพิ่มเป็น ๕๑๘ ล้านเม็ด ยาไอซ์หรือจริง ๆ ก็คือยาบ้านั่นละ แต่ว่าเป็นเพียวเมทแอมเฟตามีน (Pure Methamphetamine) คือเป็นยาบ้าที่บริสุทธิ์ไม่มีส่วนผสมอื่น เพิ่มจาก ๑,๑๖๐ กิโลกรัม เป็น ๑๖,๒๘๔ กิโลกรัม เพิ่มมากกว่า ๑๐ เท่า เฮโรอีนเพิ่มจาก ๑๔๗ กิโลกรัม เป็น ๙๔๑.๘ กิโลกรัม ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ได้มาจากการรายงานที่มีการประชุมของไอปา (AIPA) ซึ่งประเทศไทยก็ได้นำเสนอข้อมูลนี้ ในส่วนของผู้ต้องหาราชทัณฑ์วันนี้ ณ วันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๓ เรามีตัวเลขของผู้ต้องหาอยู่ที่ ๓๗๙,๒๒๔ คน ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ตรงนี้ถามว่า แล้วกรมราชทัณฑ์ซึ่งมีผู้ต้องหา ผู้ต้องโทษ นักโทษอยู่มากกว่า ๓ เท่า เขาจะทำอย่างไร ที่จะคืนคนดีสู่สังคม ทำไม่ได้ และข้อสำคัญก็คือว่าเมื่อนำนักโทษไปรวมกันอยู่ในเรือนจำ หรืออยู่ในคุกแล้วก็ไม่ได้แยกแยะประเภท เอาไปขังรวมกันก็เป็นการเรียนรู้จากผู้ที่ ก่ออาชญากรรมในคดีอื่น ก็ไปดูเส้นสายว่าจะได้เงินมาจากการค้ายาบ้าอย่างไร ซึ่งตรงนี้ เป็นปัญหาจากคนล้นคุก ซึ่งคนล้นคุกที่พูดก็ยังมีปัญหาว่า ณ วันนี้นักโทษที่นอนเพียงคนละ ๐.๗๐ ตารางเมตร นอนตะแคงทั่วไปก็ยังนอนตะแคงไม่ได้ ต้องนอนตะแคงแบบ ๙๐ องศาด้วย อันนี้คือปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ แต่ว่ามาโยงกับเรื่องของการจับกุมยาบ้าปริมาณมหาศาล ในปี ๒๕๕๑-๒๕๕๖ ยาบ้าเม็ดละ ๒๕๐-๓๐๐ บาท ในวันนี้เป็นอย่างไรครับ ๓ เม็ดต่อบาท เพราะฉะนั้นปริมาณของยาบ้าเชื่อว่ามันจะมีปริมาณมหาศาล เพราะว่าเราไปเปรียบเทียบ ดีมานด์ (Demand) ซัปพลาย (Supply) ตรงนี้ก็คือปัญหาที่เราจะต้องแก้ เพราะฉะนั้น ในร่างประมวลกฎหมายยาเสพติดฉบับนี้ แล้วก็ฉบับอื่นอีก ๒ ฉบับ ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมาย ที่เป็นแพคเกจ (Package) ซึ่งจะถือว่าเป็นกฎหมายที่เกี่ยวเนื่องกันจะแก้ปัญหาได้อย่างไร ปัญหานี้ก็คงจะต้องใช้การพิจารณาเรื่องโทษของผู้ป่วย ในอดีตเราถือว่าผู้เสพคือผู้ป่วย ซิงเกิล คอนเวนชัน ออน นาร์โคติก ดรักส์ ๑๙๖๑ แอส อะเมนเดด บาย เดอะ ๑๙๗๒ โปรโตคอล อะเมนดิง เดอะ ซิงเกิล คอนเวนชัน ออน นาร์โคติก ดรักส์ ๑๙๖๑ (Single Convention on Narcotic Drugs, 1961, as amended by the 1972 Protocol Amending the Single Convention on Narcotic Drugs, 1961) ถือว่าผู้เสพคือผู้ป่วย แล้วก็มีการแก้ไข พ.ร.บ. ฟื้นฟู ปี ๒๕๕๔ หลักการของ พ.ร.บ. ฟื้นฟู คืออะไร หลักการ ก็คือแบ่งเป็น ๓ ประเภท คือ ๑. ผู้เสพ ๒. ผู้เสพและผู้ครอบครอง ๓. ผู้เสพและผู้ครอบครอง และผู้ค้า ๔. ผู้เสพและผู้ค้า ทั้ง ๔ กลุ่มนี้เป็นผู้เสพทั้งสิ้นเขาก็เลยถือว่าผู้เสพนั้นคือผู้ป่วย ถ้าหากว่าเข้ากระบวนการฟื้นฟูแล้วก็สามารถที่จะนิรโทษ ผ่านไปแล้วก็นิรโทษได้ ถือว่า เขาสามารถแก้ไขตรงนี้ได้ เพราะว่าศูนย์บำบัดรักษาและฟื้นฟูสามารถที่จะรักษา เยียวยา แล้วก็ฟื้นฟูสภาพของผู้ที่เข้าค่ายตรงนั้น ซึ่งในร่างประมวลกฎหมายยาเสพติดฉบับนี้ไม่มี แต่ว่าแยกกันออกไป เจตนารมณ์นี้ยังอยู่ก็คือสมัครใจบำบัด เพราะเห็นว่าการบังคับบำบัด เดิมถ้าหากว่าไม่ได้สมัครใจ เหมือนกับที่กระทรวงมหาดไทยต้องการก็คือว่ากำหนดเป้าหมาย ว่าจะเข้าค่ายจำนวนเท่าไร แล้วก็มีปัญหาว่าต้องหาตัวเลขให้ได้ตามจำนวนที่ตั้งเป้าเอาไว้ ตรงนี้ก็ไปกว้านหาใครที่เสพยา ซึ่งมันหาได้ทั่ว ๆ ไปอยู่แล้วเพื่อมาเข้าค่าย เพราะฉะนั้น ประสิทธิภาพและประสิทธิผลจึงไม่ได้ตามที่ต้องการ🔗

ท่านประธานครับ ผมคิดว่าในเรื่องของกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งถือว่าในการประมวล กฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ที่เขียนไว้ในร่างมาตรา ๑๖๒ ของร่างประมวล ในวรรคแรก เขียนไว้ค่อนข้างดี ก็คือว่าให้เป็นดุลพินิจของผู้พิพากษาในกรณีของผู้ค้า ผู้เสพ ให้จัดทำ กิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ หรือใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรืออุปกรณ์อื่น ติดตามตัว หรืออีเอ็ม (EM) เพื่อตรวจสอบและจำกัดการเดินทาง ให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเยียวยาให้แก่ผู้เสียหาย ให้ฟื้นฟูหรือเยียวยาความเสียหายที่เกิดกับทรัพยากรธรรมชาติ หรือสิ่งแวดล้อม หรือให้ทำทัณฑ์บน และอื่น ๆ ซึ่งก็จะมีเรื่องของการใช้ดุลพินิจของ ผู้พิพากษาในคดีที่ไม่ร้ายแรงจนเกินไป ก็ไม่มีขั้นต่ำของโทษ มีแต่เพดานของโทษขั้นสูง ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นดุลพินิจของผู้พิพากษาที่จะตัดสินลงโทษเป็นราย ๆ ไป ซึ่งจะเกิดคุณูปการ จะแก้ปัญหาคนล้นคุกได้ เพียงแต่ว่าขั้นตอนที่จะเข้ามาสู่กระบวนการในการพิจารณา พิพากษาคดีของผู้พิพากษาต้องเขียนให้มันทำได้ง่ายขึ้น อันนี้คือประเด็นแรกที่อยากจะฝาก เอาไว้🔗

ในประเด็นที่ ๒ เรามีคณะกรรมการยุบ คณะกรรมการไปหลายชุด จนเหลือ คณะกรรมการตามร่างประมวลฉบับนี้เพียง ๔ ชุด คือ ชุดที่ ๑ คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามยาเสพติดหรือ ป.ป.ส. มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ชุดที่ ๒ คือ คณะกรรมการควบคุมยาเสพติด มีปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน ชุดที่ ๓ คือ คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน มีอัยการสูงสุดหรือรองอัยการสูงสุดที่อัยการสูงสุด มอบหมายเป็นประธาน คณะที่ ๔ คือคณะกรรมการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด มีรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธาน แล้วก็มีอธิบดีกรมการแพทย์ เป็นกรรมการและเลขานุการ มีศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคมในต่างจังหวัดและ กทม. ในชุดที่ ๒ คือคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดมีปัญหาว่ายุบเลิกคณะกรรมการวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิต และประสาท ซึ่งจัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ. วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ปี ๒๕๕๙ ที่แก้ไข เพิ่มเติมมาแล้วนะครับ ตรงนี้ทำให้การทำงานของกระทรวงสาธารณสุขยากขึ้น เพราะว่าวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิต และประสาทจะมีผู้ที่มีฐานะแล้วหันไปพึ่งวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทมากขึ้น ตัวหลัก ๆ อย่างเช่นเคตามีน (Ketamine) แล้วก็พวกที่ไฮโซไซตี (High Society) หรือดารา โดยเฉพาะในต่างประเทศจะเห็นว่าหลายประเทศมีผู้ที่ติดวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท เผลอ ๆ จะมากกว่ายาเสพติดให้โทษด้วยซ้ำไป ซึ่งตรงนี้พอยุบเลิกคณะกรรมการชุดนี้ ก็จะมีปัญหาว่ามีวาระที่จะพิจารณาว่าตัวไหนเป็นวัตถุออกฤทธิ์ ตัวไหนที่จะต้องถอดออก ซึ่งมันจะมีเข้า ๆ ออก ๆ ตรงนี้เยอะและบ่อยมาก เพราะฉะนั้นก็เป็นปัญหาต่อการทำงาน ของคณะกรรมการวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท จึงถูกยุบเลิกไป ซึ่งในการพิจารณาของ คณะกรรมาธิการในยุค สนช. ซึ่งจริง ๆ ผมไม่อยากจะเอ่ยถึง แต่ผมอยากจะพูดถึงสาระ ในที่นี้ เขาเขียนว่าคณะกรรมการควบคุมยาเสพติด มีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการควบคุมยาเสพติด มอบหมายก็ได้ การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการดังกล่าวอย่างน้อยต้องแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ ยาเสพติดให้โทษ คณะอนุกรรมการวัตถุออกฤทธิ์ และคณะอนุกรรมการสารระเหย ตรงนี้ ผมอยากจะฝากคณะกรรมาธิการไว้เพื่อจะให้การทำงานของกระทรวงสาธารณสุขสะดวกขึ้น แล้วก็ง่ายขึ้น🔗

ท่านประธานครับ อีกประเด็นหนึ่งที่อยากจะฝากไว้คือเรื่องของร่างมาตรา ๕๕ เรื่องของฮาร์มรีดักชัน (Harm Reduction) ในหลักการของยาเสพติดจะมีแนวทางในการ แก้ไขปัญหายาเสพติดก็คือเรื่องของไดเวอร์ชัน (Diversion) เรื่องของดีคริมินัลไลเซชัน (Decriminalization) เรื่องของฮาร์มรีดักชัน (Harm Reduction) คือ ๑ ใน ๓ ที่เป็น หลักการหรือแนวทางในการแก้ไขปัญหา ผมเคยไปดูงานที่แฟรงก์เฟิร์ต มีผู้ที่ติดเฮโรอีน ประมาณ ๑,๐๐๐ คนในเมืองนั้น เขาให้ความสำคัญกับผู้ที่ติดยาเสพติดอย่างมาก เขาเห็นว่า ๑,๐๐๐ คนที่เขามีโดยประมาณสร้างความยุ่งยาก สร้างปัญหาในเรื่องของอาชญากรรมให้กับ เมืองแฟรงก์เฟิร์ตของประเทศเยอรมนีทั้งเมือง เพราะฉะนั้นเขาหาวิธีที่จะแก้ไขและจัดการคน ในจำนวน ๑,๐๐๐ คนนั้น แต่ไม่ใช่วิธีนำไปขังคุก เขามีวิธีแก้ไขทำฮาร์มรีดักชัน (Harm Reduction) มีเรื่องของการจัดตั้งเชลเตอร์ (Shelter) ให้เขามาใช้บริการ มีการให้เขาไปหา สารเสพติดมาฉีดเข้าตัวเอง แล้วก็ในเมืองไทยเราเคยมีโครงการทดลองนำร่องด้วยการแลกเปลี่ยน ไซริงค์ (Syringe) และเข็มฉีดยา เพราะว่าถ้าหากว่าเขาใช้ไซริงค์ (Syringe) และเข็มฉีดยาอันเดิม จะมีปัญหาเรื่องของการติดเชื้อที่ได้มาจากการฉีดยาโดยใช้เข็มและไซริงค์ (Syringe) ซ้ำ ตรงนั้นรัฐแจกให้ ซึ่งตรงนี้การเขียนไว้ในมาตรา ๕๕ ทำให้สามารถที่จะกำหนดพื้นที่ และบริเวณให้ผู้ที่ติดยาเสพติดที่ต้องใช้เข็มฉีดยาเข้าเส้นสามารถที่จะไปดำเนินการในพื้นที่ได้ ผมคิดว่าตรงนี้เป็นคุณูปการต่อผู้ที่ติดยา เพราะว่าผู้ที่ติดยาบางครั้งเขาไม่มีทางเลือก อย่าคิดว่าเขาเป็นขยะ อย่าคิดว่าเขาเป็นสิ่งที่เหลือเดน เป็นเศษมนุษย์ แต่คิดว่าเขาเป็น มนุษย์คนหนึ่ง เราจะไม่พูดถึงสิทธิมนุษยชน เราคิดว่าเขาเป็นเพื่อนร่วมโลก เพราะฉะนั้น แนวทางและหลักการก็คืออย่าทิ้งใครไว้เบื้องหลัง คงจะต้องให้โอกาสเขา ข้อสำคัญอย่าตีตราเขา ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นคุณคำพอง เทพาคำ ครับ🔗

นายคำพอง เทพาคำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม คำพอง เทพาคำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา สำหรับร่างพระราชบัญญัติที่นำเสนอเข้ามาเป็นญัตติที่ให้รัฐสภา พิจารณาเกี่ยวกับปัญหายาเสพติด ผมมี ๒-๓ ประเด็นที่จะกราบเรียนท่านประธาน ผมคิดว่า ในเรื่องของนโยบายเราก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่าพอจะออกกฎหมายเราก็ออกไปตาม สภาพปัญหา อย่างปัญหายาเสพติด ที่จริงปัญหายาเสพติดมีอยู่ในสังคมอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่ว่า ในบางเวลามันปะทุขึ้นมาแล้วสร้างปัญหา สร้างความเดือดร้อน สร้างความเสียหายให้กับ สังคม เราก็ออกกฎหมายเรา สังเกตว่าเราจะเห็นกฎหมายออกมาเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น เรื่องพระราชบัญญัติ แม้แต่ในยุคของการก่อรัฐประหารเสร็จก็ยังออกกฎหมายเป็นประกาศ คณะโน่นคณะนี่มาเยอะแยะไปหมด ซึ่งจะเห็นว่ากฎหมายเหล่านี้กระจัดกระจายอย่างที่ หลายท่านได้ให้ความเห็นไป วันนี้ถ้าเราจะให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดมีผลสัมฤทธิ์ ผมคิดว่า การที่จะรวมกฎหมายไว้ รวมไปถึงการที่จะทำงานอย่างมีเอกภาพของหน่วยงานที่รับผิดชอบ เรื่องของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ผมคิดว่าเฉพาะส่วนกลาง หรือว่า เอาเฉพาะระดับชาติ มันคงจะไม่สามารถครอบคลุมถึงปัญหา เพราะปัญหายาเสพติด เป็นปัญหาที่อยู่ในพื้นที่ อยู่ในภูมิภาค อยู่ในท้องถิ่น ผมคิดว่าในส่วนภูมิภาคก็น่าที่จะต้องมี คณะกรรมการในระดับจังหวัด ระดับอำเภอ อะไรก็แล้วแต่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมเคยร่วมงาน ในการแก้ไขปัญหายาเสพติดในระดับท้องถิ่นและระดับชุมชน นายกเทศมนตรีเขานั่งเป็น ประธานเลย แต่ถามว่ากฎหมายรองรับเขาไหม การที่นายกเทศมนตรีขึ้นไปนั่งเป็นประธาน คณะกรรมการแก้ไขปัญหายาเสพติดในระดับท้องถิ่น ระดับเทศบาล อบต. ไม่มี ถือว่าเขา ริเริ่มขึ้นมาเอง แล้วก็สามารถทำงานได้ แก้ไขปัญหาในระดับท้องถิ่น ชุมชนของเขาได้ แต่ไม่ใช่เรื่องของการปราบปราม แต่เป็นเรื่องของการแก้ไขปัญหา ปราบปรามก็จริงแต่เป็น การปราบปรามในเชิงสังคมมากกว่า เรื่องของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. เหมือนกัน ช่วงประมาณ สัก ๑๐ กว่าปีที่แล้วที่ทำสงครามเอาชนะยาเสพติด เราก็บอกว่าให้หน่วยงานทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่นมีส่วนในการดำเนินการป้องกันและปราบปรามในการ แก้ไขปัญหายาเสพติด แต่ว่าหลายภาคส่วนก็บอกอยากจะเป็นเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. บ้าง ซึ่งผมคิดว่าเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ที่มีอยู่บางทีก็ใช้อำนาจหน้าที่ ใช้ตำแหน่งหน้าที่ไปแสวงหา ผลประโยชน์ แล้วทำความเสียหายให้กับการป้องกันและแก้ไขปัญหาด้วย ดังนั้นผมคิดว่า เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ควรจะกระจายไปด้านอื่น ๆ ด้วย ไม่ใช่เฉพาะด้านปราบปรามอย่างเดียว ผมเคยมีตัวอย่างในการทำงานที่ขาดเอกภาพ หน่วยงาน ป.ป.ส. ภาคได้ข่าวว่าจะมีการ ลำเลียงยาเสพติดเข้าตามแนวชายแดน ปรากฏว่าส่งคนลงไปไม่ประสานงานในพื้นที่ ท้องที่ ไม่รู้เรื่องเลย รู้แต่ว่าช้าไป ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ระดับภาค ตำรวจก็แล้วกัน โดนล้อมกรอบ และโดนยิงตาย ท้องที่แทนที่จะไปช่วยในการจัดการกับยาเสพติด สกัดกั้นยาเสพติด กลับกลายเป็นไปเก็บศพของตำรวจของภาค คิดว่ากฎหมายฉบับนี้เมื่อมีการรวบรวม มีการประมวลเรียบร้อยแล้วคงจะทำให้การทำงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม ยาเสพติด ซึ่งจะกระจายไปถึงท้องถิ่น ให้ท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมได้ด้วย โดยเฉพาะเรื่องของ กองทุนผมคิดว่าการที่จะออกระเบียบวิธีการใช้งบประมาณกองทุนควรที่จะต้องมี การกระจายไปให้หน่วยงานทั้งภาค ที่จริงก็มีระบุอยู่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม จริง ๆ แล้วมันควรกระจายลงไปถึงภาคประชาชนซึ่งเป็นองค์กรชุมชนต่าง ๆ ให้เขามีโอกาส ได้ใช้งบประมาณในการที่จะสร้างภูมิคุ้มกัน สร้างการเฝ้าระวัง หรือแม้แต่เรื่องของการที่จะ ตรวจสอบเอ็กซเรย์พื้นที่ของเขา หรือแม้แต่เรื่องของการที่จะโอบรัดเอาผู้ที่มีปัญหายาเสพติด เข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของชุมชน เข้ามาอยู่ในการดูแลของชุมชน มันจะต้องมีงบประมาณ มีกองทุนใช้ เพื่อที่จะให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันในการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหา ยาเสพติด ดังนั้นถ้าเกิดว่าเรายังไปให้บทบาทสำคัญอยู่ที่นโยบายส่วนกลางหรือนโยบาย ระดับชาติอย่างเดียว ไม่กระจายการแก้ไขปัญหาลงไปสู่รากลึกจริง ๆ เพราะชุมชนก็คือ ฐานที่มั่นสำคัญในการที่จะป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปคุณประกอบ รัตนพันธ์ ครับ🔗

นายประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้กระผมดีใจมากครับ ที่ได้มีร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. .... และร่างประมวล กฎหมายยาเสพติดเข้าสู่รัฐสภาในวันนี้ เหตุเพราะว่าเดิมทีนั้นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง ยาเสพติดและสิ่งเสพติดให้โทษมีอยู่หลากหลายมาก การปฏิบัติก็หลากหลาย องค์กร หน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายก็หลากหลาย ทำให้เกิดความไม่เสมอภาค ไม่เป็นธรรมกับ ผู้ต้องโทษ กับผู้ที่ถูกกล่าวหา🔗

ท่านประธานครับ เดิมทีนั้นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของยาเสพติด และยาเสพติดให้โทษมีอยู่ประมาณ ๒๔ ฉบับ เป็นพระราชบัญญัติ ๑๙ ฉบับ เป็นพระราชกำหนด ๑ ฉบับ เป็นคำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ๑ ฉบับ รวมทั้งหมด ๒๔ ฉบับ ผมกราบเรียนว่าเป็นแนวคิดที่ดีมากที่จะรวบรวมบูรณาการให้เหลือเพียงกฎหมาย ฉบับเดียว เพราะเมื่อเหลือฉบับเดียวนั้นจะมีผู้บังคับใช้กฎหมายและส่งเสริมการใช้กฎหมาย อย่างเป็นเอกภาพ ไม่เลือกปฏิบัติ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ว่าเรื่องนี้ผมเห็นด้วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ และผมเชื่อเหลือเกินว่ารัฐสภาแห่งนี้ก็คงเห็นด้วยกับ กฎหมายฉบับนี้เช่นเดียวกัน เพราะถ้ามันอยู่หลากหลาย หลายหน่วยงานจะหาความยุติธรรม ความเสมอภาคไม่ได้🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ อย่างไรก็ตามผมกราบเรียนว่าในภาวะแนวโน้มที่รัฐ จะอะลุ่มอล่วยเรื่องของยาเสพติดให้โทษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพืชสมุนไพรที่เป็นยาเสพติดประเภท ๕ ไม่ว่ากัญชาหรือพืชกระท่อมที่สภาแห่งนี้กำลังคิด กำลังพิจารณาว่าควรจะให้ไปในรูปแบบใด ผมกราบเรียนท่านประธานว่าแนวโน้มน่าจะปลดล็อกทั้งเรื่องกัญชาและพืชกระท่อม เพราะว่าพืชทั้ง ๒ ตัวนี้เป็นพืชที่อยู่ในประเทศไทยเรามายาวนาน มีทั้งคุณและโทษ ที่แล้วมา ทางรัฐถือว่าพืชทั้ง ๒ ประเภทนี้เป็นสิ่งต้องห้าม เป็นพืชที่เป็นยาเสพติดให้โทษ ใครปลูก ใครเสพ ใครนำไปใช้มีความผิดตามกฎหมาย โดนลงโทษ แต่ขณะนี้แนวโน้มว่าเราจะปลดล็อกทั้ง ๒ พืช ทั้งกัญชาและพืชกระท่อม เพราะทั้งกัญชา และพืชกระท่อมมีทั้งส่วนดีและส่วนเสีย มีทั้งคุณและทั้งโทษ เป็นเรื่องปกติครับสรรพสิ่ง ในโลกนี้ไม่มีบวกอย่างเดียว แล้วก็ไม่มีลบอย่างเดียว ไม่มีมุมสว่างอย่างเดียว แล้วก็ไม่มีมุมมืด อย่างเดียว มีทั้ง ๒ ด้าน เหรียญ ๒ ด้านเสมอควบคู่กันไป ตรงนี้ละครับที่ผมเองกริ่งเกรงว่า ในเมื่อเราปลดล็อกกัญชา ในเมื่อเราปลดล็อกพืชกระท่อม เราก็มีมาตรการ ๒ เรื่อง คือ ส่งเสริมและป้องกันกำจัด ในเรื่องการส่งเสริมนี่ผมไม่ติดใจ เพราะว่าส่งเสริมเพื่อที่จะใช้ ในทางการแพทย์ ส่งเสริมที่จะใช้ในทางวิทยาศาสตร์ ในการทดลอง และในเรื่องของ อุตสาหกรรม ก็เป็นเรื่องปกติ แต่ว่าถ้าเราเรียนรู้จากต่างประเทศที่เขาได้ให้ความสำคัญ ในเรื่องของพืชที่เป็นยาเสพติด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของกัญชา ท่านประธานจะเห็นว่า ในบางประเทศนั้นเขากำหนดให้ภาครัฐเท่านั้นที่เป็นคนควบคุมดูแลเพื่อใช้ประโยชน์ในทาง การแพทย์ วิทยาศาสตร์ และทางอุตสาหกรรม แต่เขาไม่อนุญาตให้เอกชนมาดำเนินการ เพราะเขาเชื่อว่ายาเสพติดเหล่านี้เปรียบเสมือนปืนมีทั้งคุณและโทษ ถ้าใช้เพื่อป้องกัน และรักษาตัวเองก็เป็นประโยชน์ไป แต่ถ้าเกิดใช้ผิดประเภท ไปเข่นฆ่าศัตรูหรือคนอื่น ก็จะมีโทษ หลาย ๆ ประเทศให้ความสำคัญทั้งในเรื่องของการส่งเสริมและในเรื่องของ การป้องกันกำจัด ตรงนี้ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าในเมื่อเราออกกฎหมาย ฉบับนี้แล้ว และแนวโน้มความเชื่อในเรื่องยาเสพติดของประเทศไทยเรา เราควรจะทำ อย่างไร ในเมื่อเราปลดล็อกให้พืช ๒ ชนิดนี้ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท ๕ ให้ถูกต้อง ตามกฎหมาย แต่ว่าเมื่อถูกต้องตามกฎหมายแล้วก็มีอยู่ ๒ เรื่องคือเรื่องของการส่งเสริม และป้องกันกำจัดไม่ให้แพร่ไปในทางที่ไม่ถูกต้อง ในทางลบที่เป็นโทษกับเยาวชน กับพี่น้องประชาชน เราจะทำอย่างไร ผมกราบเรียนว่าเป็นการบ้านข้อใหญ่ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก ขนาดวันนี้เราถือว่าพืชทั้ง ๒ ตัวเป็นยาเสพติด ใครไปปลูก ใครไปเสพ ใครไปครอบครอง ผิดกฎหมาย ท่านประธานจะเห็นว่ายังทะลักกันเต็มหมดเลย แต่ถ้าเราทำให้ถูกต้อง ตามกฎหมายแล้วถ้าเราไม่มีมาตรการป้องกันที่ดีผมกราบเรียนว่าอันตรายมาก ก็ขอฝาก ท่านประธานด้วยความเคารพว่าต้องดูแลให้รอบคอบ เรามีกฎหมาย ถ้าใช้กฎหมายไม่ถูกต้อง ก็จะเป็นโทษอย่างมหันต์เช่นเดียวกัน ขอบพระคุณท่านประธานด้วยความเคารพครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ต่อไป ว่าที่ร้อยตรี วงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี หลังจากนั้นจะเป็นคุณเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร แล้วก็เป็นคุณวันชัย สอนศิริ ขอเชิญครับ🔗

ว่าที่ร้อยตรี วงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มอื่น ๆ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ว่าที่ร้อยตรี วงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี สมาชิก วุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ต้องขอบคุณรัฐบาลไปยังท่านรัฐมนตรีที่ได้เสนอ ร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติดและร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมาย ยาเสพติด พ.ศ. …. และร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด ท่านประธานครับ วันนี้พี่น้อง ชาวต่างจังหวัดได้รับความเดือดร้อนจากการขยายตัวของยาเสพติด จากที่ได้ให้ข้อมูลแล้ว ในเบื้องต้นเพิ่มขึ้นเป็น ๑,๐๐๐ เท่า มันจะไปไหนเลยไม่ได้ ก็ไปกองอยู่ที่ชนบท ก็ไปกองอยู่ กับคนต่างจังหวัด ในขณะนี้ทุกโรงเรียน ทุกหมู่บ้านเข้าถึงยาบ้า เมื่อก่อนนี้ไม่มียาไอซ์ เดี๋ยวนี้มียาไอซ์ลงไป ในหมู่บ้านแล้วครับ หลายคนที่เป็นผู้นำหมู่บ้านรู้ว่าปัญหานี้เป็นปัญหาที่ได้รับการแก้ไข แต่ทำไมมันถึงเพิ่มขึ้นทุกปี ๆ ผมสนับสนุนให้ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ แต่อยากจะให้เป็นข้อสังเกต ผ่านท่านไปยังรัฐมนตรี ไปยังนายกรัฐมนตรี ฝากไปถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้มีการจับกุม แต่ทำไมจับกุมแล้วมันเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะคนที่เคยจับกุมแล้วโดนจับกุมอีก บางคน ๓-๔ รอบครับท่านประธาน ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น มีคนบอกว่าเลี้ยงหมูคือจับแบบไม่เบ็ดเสร็จ เด็ดขาดนะครับ เขาจะไปเอาของมาจากไหนครับ จับแล้วก็จับกันอีก ปัญหาเหล่านี้ทั้ง ๆ ที่ รู้ว่ามันอยู่ในโรงเรียน แล้วทุกคนในหมู่บ้านทราบครับ มีคนบอกว่าถ้าจับหมดแล้วไม่มีการ ขยายต่อไป ปีหน้าจะไปจับใคร ๑๐ กว่าปีมานี้อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร ติดเทือกเขาเลยครับ เขาคลองลาน จากอำเภอคลองลานถึงอำเภออุ้มผางถึงข้างบนโน้น แล้วก็ ส.ว. พบประชาชนได้มีโอกาสไปหลายจังหวัด ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น กล้ายืนพูด ในที่ประชุมทุกจังหวัดที่ไปในเขตภาคเหนือตอนล่าง ที่ผมนั้นได้มีโอกาสไปเยี่ยม พี่น้องประชาชนในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย วันนี้ผมมีพาวเวอร์พอยต์ (PowerPoint) เป็นภาพนิ่งนะครับ อยากจะให้ท่านประธานได้ดูว่ามาตรการในการจับกุมนั้นได้มีคนมา รายงานในคณะอนุกรรมาธิการซึ่งผมเป็นที่ปรึกษาอยู่ เป็นข้อมูลที่น่าสนใจครับ เขาบอกว่า มีการตั้งเป้า พอมีการตั้งเป้าปั๊บมันก็จะทำให้รายเล็กรายน้อยถูกบรรจุเป็นคดีมากขึ้น เป็นที่น่ายินดีครับ ตั้งเป้าได้ประสบความสำเร็จ ปี ๒๕๖๒ มี ๙๔,๐๐๐ กว่าผู้ต้องหา ปี ๒๕๖๓ เดือนมิถุนายน ๙๑,๕๐๐ ผู้ต้องหาแล้วครับ ครึ่งปีทะลุเป้าของปีที่แล้วแล้วครับ เพราะเราบริหารแบบการตั้งเป้า เพื่ออะไรครับ เพื่อจะได้สินบน ได้รางวัลในการนำจับ เจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นหน้าที่โดยตรงทำไมต้องมีรางวัลในการนำจับ เพราะทุกคนก็กินเงินภาษี ของพี่น้องประชาชน บริหารแบบนี้ทำให้เยาวชนไม่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะอะไรครับ เพราะพอเข้าคุกปั๊บเหมือนโรงเรียนเลยครับ มีคนสอนอยู่ข้างในเรียบร้อย ไปเจอกันข้างใน นั่นละครับ ตัวใหญ่ ๆ กลาง ๆ เล็ก ๆ อยู่ข้างในรวมกันหมด กลับมาก็เป็นเยาวชน แล้วก็ โดนจับเข้าไปอีกรอบหนึ่งในระยะเวลาไม่ต่างกันมาก บางคนออกมายังไม่ถึง ๓ เดือนเลย เพราะอะไรครับ ผมให้ดูตัวเลขจริงนะครับ ปี ๒๕๖๒ ฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด ๑๘๒,๐๐๐กว่าราย ได้รับการ ติดตาม และประสานงานช่วยเหลือบำบัด ๑,๐๒๒ ราย ปี ๒๕๖๓ ๑๓๕,๐๐๐ กว่าราย ประสานงานช่วยเหลือบำบัด ๒,๕๙๒ ราย จำนวนแสนกว่ารายแต่ติดตามดูแล ๒,๐๐๐ กว่าราย ปีที่แล้วยิ่งน่าเกลียดมาก ๑,๐๒๒ ราย ปีนี้ดีขึ้นมาหน่อย ๑๓๕,๐๐๐ ราย ครึ่งปีได้รับการประสานงานช่วยเหลือ ๒,๕๐๐ ราย เทียบไม่ได้กับเปอร์เซ็นต์เลยครับ แล้วมันจะหมดไปอย่างไรครับ เขาออกมาไม่ถึง ๓ เดือนก็โดนจับอีกแล้วถ้าเป็นแบบนี้ เพราะว่าเขาไม่มีอาชีพ แล้วที่เป็นเยาวชนอายุไม่ถึง ๓๐ ปีเขาควรที่จะได้รับการช่วยเหลือ ในการให้อาชีพเขา เห็นตัวเลขจาก ๑๓๐,๐๐๐ รายและ ๒,๐๐๐ รายอย่างนี้นะครับ คือเราต้องมีความจริงใจในการที่จะบำบัดรักษาและฟื้นฟู ให้อาชีพเขาด้วย ไม่ใช่จับเขา อย่างเดียว รายเล็กรายน้อยก็ส่งบำบัดครับ วันนี้พี่ ๆ ให้ข้อมูลแล้วนะครับ จากรายงาน ๘๐ เปอร์เซ็นต์เป็นผู้ติดคุกจากยาเสพติด ถ้าปล่อยไปอย่างนี้ไม่นานล้นคุกครับ เพราะว่า การบริหารงานแบบตั้งเป้า อยากให้ดูอีกหน้าหนึ่ง อันนี้เป็นข้อมูลที่เขามาชี้แจงในคณะ อนุกรรมาธิการ วันนี้ ปี ๒๕๖๒ ผลการดำเนินงานสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติด รวมแล้ว ๑๑ ล้านบาท ปี ๒๕๖๓ ณ วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๑๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท ครึ่งปีทะลุเป้าแล้วครับ เอาสตางค์ที่ไหนมาให้ในการที่ทำทะลุเป้าครับ เพราะว่าบริหารงานแบบตั้งเป้า แล้วก็มี รางวัล เป็นแบบนี้ปีหน้าก็จะเพิ่มมากขึ้นอีก เพราะว่าอะไรครับ เพราะว่ารายเล็กรายน้อย ไม่ได้หมดไป และทราบว่าตอนนี้ที่จับไปหมาด ๆ เลยลอต (Lot) ใหญ่มากเลย ๑,๖๐๐ ล้านบาท แล้วก็มีรายละเอียดด้วยนะครับ ก็ไม่อยากจะนำเรียนเยอะว่าปีนี้ยึดทรัพย์ ไปแล้ว ๑,๓๐๐ ล้านบาท ตั้งเป้าเท่าไร ออกสื่อน่าชื่นชมเลยตั้งเป้า ๖,๐๐๐ ล้านบาท แสดงให้เห็นว่ารู้ตัวแล้ว พอจะรู้แนวแล้วแต่ทยอยจับ ทยอยเลี้ยงหมูให้อ้วนก่อน ภาษา ชาวบ้านเขาเรียกอย่างนั้น เลี้ยงหมูให้อ้วนแล้วค่อยไปจับเพื่อที่จะได้รางวัลนำจับเยอะ ๆ ถ้าทำกันอย่างนี้ปัญหายาเสพติดไม่หมดประเทศไทยครับ ก็จะเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ ผมสงสาร น้อง ๆ เยาวชนเข้าถึงแหล่งยาเสพติดง่าย กระจายไปถึงโรงเรียนระดับประถมศึกษา ก็อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังคณะผู้บริหารว่าวันนี้เราพยายามที่จะแก้ไขในเรื่องของ กฎหมายต่าง ๆ ก็ขอบคุณรัฐบาลครับ แต่ในเชิงการบริหารงานท่านควรจะมีความจริงใจ ที่จะบำบัดรักษาพี่น้องประชาชน จากตัวเลขที่จับมาแสนกว่ารายนี่เข้าไปดูแลเยียวยาเขาแค่ พันกว่าราย ครึ่งปีจับมาแล้ว ๑๓๐,๐๐๐ ราย ไปดูแลเขา ๒,๐๐๐ รายอย่างนี้ อย่างน้อยต้อง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ได้ลงจาก บัลลังก์ โดยมอบหมายให้ ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไป เรียนเชิญท่านเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร นะครับ🔗

นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง กรุงเทพมหานคร เขตคลองสาน เขตธนบุรี เขตบางกอกใหญ่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมขออภิปรายในร่างพระราชบัญญัติยาเสพติดที่เราได้ร่างขึ้นใหม่ ไม่ให้เสียเวลาเข้าประเด็น เลยนะครับ ปัจจุบันถือว่ายาเสพติดในโลกนี้มีมุมมองที่เปลี่ยนไปเยอะจากแต่ก่อน ในยุค สงครามเวียดนามได้เป็นเทรนด์ (Trend) ของโลกที่ต้องประกาศสงครามกับยาเสพติดให้โทษ ต่าง ๆ ซึ่งมุ่งหมายในการปราบปรามให้หมดสิ้นไป ใช้เวลา ๔๐ ปีก็พิสูจน์ได้ว่าการกระทำเช่นนี้ ไม่เกิดผลในทางที่ดี แล้วก็ไม่สามารถกำจัดปัญหาได้จริง จึงมีแนวคิดใหม่เกี่ยวกับยาเสพติด ในโลกสมัยใหม่ในปัจจุบันที่บอกว่าการใช้ยาเสพติดบางประเภทเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ อย่างเช่นกัญชา กัญชง ในประเทศสหรัฐอเมริกาทำในรูปแบบอาหารเสริมเสียเยอะ สันทนาการ ก็ด้วย รวมถึงยาเสพติดที่เราเคยคิดว่าเป็นสารเคมีและเป็นสิ่งที่หลอนประสาท อย่างเช่น แอลเอสดี (LSD) หรือว่ายาอีมาใช้ประโยชน์ในการรักษาโรคจิตเวชก็เยอะ ซึ่งแนวทาง โดยรวมก็มีหลายประเทศที่ทำในรูปแบบของการลดโทษหรือดีคริมินัลไลเซชัน (Decriminalization) หรือบางประเทศอย่างประเทศโปรตุเกสเอง พวกฮาร์ดดรักส์ (Hard Drugs) หรือเคมิคอลดรักส์ (Chemical Drugs) ต่าง ๆ ก็ลีกัลไลซ์ (Legalize) ไปเยอะแล้ว ซึ่งร่างฉบับนี้ของประเทศไทยถือว่าเป็นฉบับที่มีความก้าวหน้ามากขึ้นนิดหนึ่ง แต่ก็ยังล้าหลัง ในโลกสมัยนี้อยู่ ถือว่าเราก้าวหน้าแค่ในบ้าน แต่ในโลกเรายังช้าไปเหมือนเดิม เหมือนหลาย ๆ อย่าง ในประเทศ🔗

ผมจะขออภิปรายในประเด็นที่ไม่ซ้ำกับคนอื่น เรื่องการให้ใบอนุญาต ในมาตรา ๓๔ ถึงประมาณมาตรา ๕๑ ซึ่งรวม ๆ แล้วเกี่ยวกับการให้ใบอนุญาตในการผลิต หรือการนำเข้า ส่งออก หรือการเก็บรักษา การใช้ประโยชน์ต่าง ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วรวมเป็น มาตราเดียวก็ได้ เพราะว่าหลักๆ แล้วให้อำนาจคณะกรรมการยาเสพติดเป็นหลัก แล้วก็มี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงเลขาธิการ อย. ในบางมาตราเท่านั้นเองที่ให้ อำนาจในการพิจารณาเรื่องต่าง ๆ ซึ่งผมมองเห็นปัญหาหลัก ๆ ก็คือปัญหาองค์ประกอบของ ผู้ให้ใบอนุญาต ถามว่าคณะกรรมการยาเสพติดตาม พ.ร.บ. นี้ ในมาตรา ๒๕ กำหนดไว้ มีทั้งหมด ๒๘ คน มี ๑๘ คนโดยตำแหน่ง ประกอบไปด้วย ปลัดกระทรวงต่าง ๆ อย่างเช่น กระทรวงสาธารณสุข อันนี้ก็เข้าใจว่าอยู่อย่างนี้ ตำรวจต่าง ๆ แต่ผมก็มางงอีก มีปลัดกระทรวงกลาโหมมายุ่งด้วย มาทำอะไรเรื่องยาอีกแล้ว วันก่อนผมอภิปรายไปว่า การตั้งวินมอเตอร์ไซค์ในกรุงเทพฯ ก็มีทหารมาเกี่ยว อันนี้ก็มีมาเหมือนกัน ก็ไม่แปลกใจอะไร โดยตำแหน่ง ๑๘ คนเป็นตำแหน่งบิ๊ก ๆ หมดเลย อีก ๑๐ คนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แต่งตั้งขึ้นมา ซึ่ง ๓ คนใน ๑๐ คนนั้นจะมาจากภาคเอกชน ซึ่ง ๑๐ คนนี้จะเป็นพวกหมอ เภสัชกร ทันตแพทย์ สัตวแพทย์ต่าง ๆ รวมเป็น ๒๘ คน ผมมองคณะกรรมการชุดนี้ คล้าย ๆ กับคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีพวกข้าราชการใหญ่ ๆ มาประชุม ไม่เคยครบกันเสียที แล้วก็ออกกฎมามากมาย ผมมองว่าลักษณะนี้การไม่มีส่วนร่วมของ เอกชนจะเกิดปัญหาในอนาคตขึ้นได้ เพราะต่อไปเราจะมีผู้ผลิตพวกยาเสริมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ ยาเสพติดพวกนี้ออกมา และเขาก็ไม่มีเสียงสะท้อนในคณะกรรมการชุดนี้เลย อันนี้จะเป็น ปัญหาในอนาคตที่ผมทำนายว่าเกิดขึ้นจริง อาจเป็นผลมาจากรัฐราชการรวมศูนย์🔗

ประเด็นที่ ๒ ข้อกำหนดไม่ชัดเจน อันนี้ผมมองว่าข้อกำหนดเขาให้อำนาจ กระทรวงสาธารณสุขไปออกกฎกระทรวง แล้วก็ให้คณะกรรมการยาเสพติดทำความเห็น และออกกฎ ซึ่งไม่มีการจำกัดอำนาจเขาไว้เลย เขาจะทำอะไรก็ได้ ผมมองว่าในข้อนี้ขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ วรรคสาม ซึ่งมาตรา ๗๗ บอกไว้ว่ารัฐพึงมี กฎหมายเท่าที่จำเป็น ซึ่งในวรรคสามจะเกี่ยวกับว่ารัฐพึงใช้ระบบอนุญาตและระบบ คณะกรรมการในกฎหมายเฉพาะกรณีที่จำเป็น พึงกำหนดหลักเกณฑ์ การใช้ดุลพินิจของ เจ้าหน้าที่รัฐและกำหนดระยะเวลาตามขั้นตอนต่าง ๆ ที่บัญญัติไว้ในกฎหมายให้ชัดเจน ก็คือต้องมีความชัดเจนมาก ๆ เพราะว่าอันนี้เป็นอะไรที่สำคัญมาก ผมว่าสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ ก็ชอบความถูกต้อง ความเป็นคนดีนะครับ จะบอกว่าถ้าอย่างนี้คณะกรรมการชุดนี้ก็มีสิทธิ ดึงเชงไม่ยอมออกใบอนุญาตเวลาครบกำหนดต่าง ๆ ให้เป็นเรื่องของการผูกขาดเฉพาะ บางรายได้ ซึ่งจะเหมือนกับข้อกำหนดเกี่ยวกับการผลิตสุราที่ผมยังสู้อยู่ทุกวันนี้ ๕๐ ปี ๖๐ ปี แล้วประเทศเราก็ยังมีแค่ ๒ เจ้า ต่อไปกัญชา พืชกระท่อมชาวบ้านไม่ต้องดีใจครับ เดี๋ยวก็มี บางบริษัทที่เป็นเจ้าสัวขึ้นมา หรือเป็นใครที่ไปสนับสนุนพรรคการเมืองบางพรรคขึ้นมา ก็เป็นไปได้ อันนี้เป็นเรื่องที่อันตรายมาก ๆ ในข้อกำหนดนี้ผมจึงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง🔗

ประเด็นต่อมาเรื่องของบทกำหนดโทษ อันนี้ผมก็งงมากว่าโทษจะเน้นจำคุก ไปไหน ซึ่งขัดกับหลักสากลในเรื่องดีคริมินัลไลเซชัน (Decriminalization) หรือการลดโทษ หรือการมีความผิดแต่ไม่มีโทษ ทราบไหมครับว่าตอนนี้ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของนักโทษหญิงในคุก เป็นคดียาเสพติด ซึ่งติดกันแบบเม็ดสองเม็ดก็โดนแล้ว อันนี้เป็นปัญหาคนล้นคุก แล้วมี บทบัญญัติเกี่ยวกับการโฆษณาอีก ที่ใครโฆษณาเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษเสียค่าปรับ ๒๐๐,๐๐๐ บาท อันนี้ตลกมาก ๆ ถ้าใครโฆษณาสุราโดนจับ มาตรา ๓๒ ใครเป็นผู้ผลิต โดนปรับ ๕๐๐,๐๐๐ บาท อันนี้บ้าไปแล้วครับประเทศนี้ ทำไมสุราโดนปรับเยอะกว่ายาเสพติด🔗

ผมสรุปว่าผมยินดีที่รัฐบาลเสนอร่าง พ.ร.บ. นี้มา เป็นความก้าวหน้าขั้นหนึ่ง สำหรับรัฐไทยที่มีต่อยาเสพติดให้โทษ แต่ในรายละเอียดของการให้อำนาจคณะกรรมการ ยาเสพติดที่มากไปโดยเฉพาะการให้ใบอนุญาต อาจจะส่งผลต่อความไม่โปร่งใส เลือกปฏิบัติ และแม้กระทั่งใช้อำนาจโดยมิชอบเพื่อประโยชน์ของตัวเอง ในอนาคตนั้นผมเกรงว่าแก๊ง ราชายาเสพติดคนต่อไปคงหนีไม่พ้นแก๊งที่มีชื่อว่าคณะกรรมการยาเสพติด ที่ตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ. นี้เป็นแน่ครับ ขอบคุณมากครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไปเชิญ ท่านวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา จากนั้นจะเป็นท่านมานพ คีรีภูวดล จากพรรคก้าวไกล เชิญท่านวันชัยครับ🔗

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานที่เคารพ กระผม วันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมเห็นด้วยต่อ พระราชบัญญัติทั้ง ๓ ฉบับ และเห็นว่าเป็นการบูรณาการการใช้กฎหมายให้อยู่ใน ฉบับเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการบูรณาการเรื่ององค์กร บุคคล กระบวนการบริหารจัดการ ทั้งหมด ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำของยาเสพติด ต้องถือว่าเป็นการปฏิรูป กระบวนการของยาเสพติดในประเทศไทย🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนจะลงรายละเอียดของตัวบทมาตรา บางประการ ในเวลาที่จำกัดกระผมขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานและที่ประชุม แห่งนี้ว่ากฎหมายทั้งหมดที่เป็นประมวลกฎหมายยาเสพติดรวมทั้ง ๓ ฉบับที่เสนอนี้ แม้จะเป็นกฎหมายที่ดี แต่ถ้าการบังคับใช้ การปฏิบัติไม่ดี ไม่ดำเนินการให้เป็นไปตาม กระบวนการ ผมเชื่อเหลือเกินว่าปัญหายาเสพติดก็ยังมีอยู่ต่อไปในบ้านเรา กระผมมีโอกาสพูดคุยสอบถามกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ทำหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดครับ ท่านรัฐมนตรีนั่งอยู่ตรงนี้ด้วย กระผมถามว่าทำไมยาเสพติดในบ้านเรานี้ไม่หมดไปเสียที เพราะอะไร มีหน่วยงาน มีกระบวนการจัดการเยอะแยะมาก ผู้ใหญ่ท่านนี้เล่าให้ผมฟัง ๑. เจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่รับผิดชอบไม่เอาจริง ๒. เจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบมีผลประโยชน์ได้เสีย เกี่ยวกับเรื่องนี้ ฟังแล้วเป็นอย่างไรครับ กฎหมาย ประมวลกฎหมาย รวมทั้งวิธีพิจารณากฎหมาย มาตรการต่าง ๆ ผมฟังแล้วรู้สึกสะท้อนกับกฎหมายที่กำลังจะดี แต่สิ่งที่ปรากฏขึ้นและยัง ดำรงอยู่ยังเป็นอย่างนี้ครับ สรุปแล้วเราจะแก้ที่กฎหมายหรือแก้ที่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติครับ ท่านรัฐมนตรีครับ แค่ทำให้ยาเสพติดลดน้อยถอยลงยังทำไม่ได้เลย เดี๋ยวนี้แตะไปตรงไหน ทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล ท่านประธานจะสังเกตได้เวลารัฐบาลเอาจริงเอาจังปราบปรามเด็ดขาด เปรี้ยงปร้างสงบได้ครับ หรือตอนทำรัฐประหารใหม่ ๆ เอาจริงเอาจัง เงียบ หรือมีผู้บัญชาการตำรวจ ที่เอาจริงเอาจังเกี่ยวกับยาเสพติดพ่อค้ากลัว ยอมสยบ เงียบ ยึดโน่นยึดนี่ เอาจริงเอาจัง สรุปแล้วมันน่าคิดนะครับ ท่านประธานและท่านรัฐมนตรีที่นั่งอยู่ตกลงว่าอยู่ที่กฎหมายที่เรา กำลังจะพูดถึง แม้ว่าประมวลกฎหมายต่าง ๆ ทั้งหมดนี้ที่ประมวลมาเป็นเรื่องเป็นราว เป็นเล่มเดียวกัน สะดวกต่อการใช้และบูรณาการในการจัดการ ถ้าเราไม่ปฏิรูปเจ้าหน้าที่ ไม่จริงจังต่อการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ เราจะต้องมีประมวลหรือมีกฎหมายอีกสักเท่าไร ครับเราถึงจะแก้ไขกันได้ กระผมขออารัมภบทเป็นเบื้องต้นเท่านั้นก่อน🔗

ขอลงรายละเอียดไปดูที่กฎหมาย กฎหมายฉบับนี้เท่าที่กระผมอ่านดู แล้วก็ นั่งพินิจพิจารณาดูโดยละเอียด กฎหมายฉบับนี้ดีครับท่านประธาน มีทั้งพระเดช พระคุณ อยู่ในประมวลกฎหมายฉบับเดียวกัน ว่ากันตั้งแต่ต้นมาจนกระทั่งการเยียวยา การฟื้นฟู การแก้ไข ทำให้ง่ายและสะดวกต่อการบริหารจัดการยาเสพติด ทั้งองค์กร บุคลากร และ วิธีการ กระผมหวังว่าเมื่อกฎหมายฉบับนี้ได้ประกาศใช้แล้ว ท่านรัฐมนตรีนั่งอยู่ตรงนี้น่าจะมี ส่วนเกี่ยวข้อง และอาจจะต้องเป็นคณะกรรมการใดคณะกรรมการหนึ่งในการปราบปราม ยาเสพติด และถ้ายังเป็นรัฐมนตรีอยู่ต่อไปหวังว่ายาเสพติดนั้นจะลดน้อยถอยลงครับ กระผม ฝากพิจารณา ใครที่จะมาเป็นกรรมาธิการต่อไปขอให้ตั้งเป็นข้อสังเกตไว้เป็นปฐมก่อน มีท่านสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปบ้างแล้ว ในมาตรา ๔ แห่งร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด กระผมขออนุญาตย้ำซ้ำเติมต่อความคิดเห็นเพิ่มเติมเรื่ององค์ประกอบของคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือเราเรียกสั้น ๆ ว่าคณะกรรมการ ป.ป.ส. ถ้าท่านประธาน ได้มีโอกาสอ่านจะเห็นว่ากระบวนการคณะกรรมการในบ้านเราติดอยู่กับรูปแบบเดิม ๆ ใช้บุคคลเดิม ๆ ถ้าจะว่าไปแล้วก็เป็นรูปแบบประจำหรือข้าราชการประจำ เมื่อสักครู่นี้มี สมาชิกวุฒิสภา ขออภัยเอ่ยนาม หมอเจตน์ได้อภิปรายไปแล้ว รับทราบงานปฏิบัติประจำ เพราะส่วนใหญ่เป็นรัฐมนตรี เป็นปลัดกระทรวง เป็นอธิบดี เป็นผู้บัญชาการ กระผมว่า แน่นอนแต่ละท่านงานการก็เต็มไม้เต็มมืออยู่แล้ว ผมเชื่อว่าหลายท่านที่นั่งอยู่ในที่นี้เคยเป็น กรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ แต่ท่านไม่ได้ลงไปลุย ลงไปจับในเรื่องนี้ จริง ๆ แม้ว่าเป็น ระดับกรรมการอาจจะไม่ได้ปฏิบัติจริงก็ตาม กระผมคิดว่าบุคลากรที่จะเป็นคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามยาเสพติดนั้นมิน่าจะอยู่ในส่วนของข้าราชการประจำเสียเป็นส่วนมาก เพราะมีก็เป็นรูปแบบ แม้ว่ากฎหมายจะเขียนไว้ว่าให้มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกิน ๓ คน ก็ตาม แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นอดีตข้าราชการซึ่งเกี่ยวข้องกับยาเสพติดเหล่านี้เข้ามาเป็น แปลว่าทั้งอดีตและปัจจุบันมาร่วมกันเป็น กระผมไม่ได้รังเกียจ แต่ว่าเรื่องยาเสพติดนั้น เกี่ยวข้องตั้งแต่ครอบครัว สังคม สภาพแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง กระผม อยากเสนอให้มีภาคประชาชนสักจำนวนหนึ่ง ภาคสังคม ภาคเอกชน หรือองค์กรเอกชนที่เขา เลือกกันมานั้นมาอยู่ในคณะกรรมการ ให้ความเห็น ให้ข้อเสนอ ให้ข้อสังเกตร่วมกับ ข้าราชการประจำ แม้ว่าจะ ๑ เสียง ๒ เสียง กระผมว่ามันสามารถที่จะผลักดันให้เกิด การเปลี่ยนแปลงได้ องค์กรหนึ่งซึ่งกระผมเห็นแล้ว กระผมอยู่ในอาชีพนี้มาตลอด ๔๐ กว่าปี อย่างสภาทนายความ ทนายความทั่วประเทศว่าคดีเกี่ยวกับยาเสพติดมาทั้งนั้น รู้เห็นปัญหา กระทั่งครอบครัวหรือกระทั่งความเป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับเรื่องยาเสพติด เพราะฉะนั้นกระผมว่าองค์ประกอบนี้ก็มีส่วนสำคัญในการที่จะผลักดันต่อการแก้ปัญหา ก็ฝากเป็นข้อสังเกต อันนั้นประการที่ ๑🔗

ประการที่ ๒ ที่กระผมอยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานคือเรื่องกองทุน ในมาตรา ๘๓ เขาบอกว่าให้จัดตั้งกองทุนป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดขึ้น ในสำนักงาน ป.ป.ส. มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหา ยาเสพติด ท่านประธานครับ เขาบอกว่ายาเสพติดมีเงินหมุนเวียนเป็นแสน ๆ ล้านบาท มีผู้ใหญ่เล่าให้กระผมฟังร้านค้าทองหลายแห่งเล่นแร่แปรธาตุกันมาจากยาเสพติด มีการ ฟอกเงินกันอย่างเป็นระบบ เขากระซิบให้กระผมฟัง เขาบอกว่าเจ้าหน้าที่บ้านเมืองมีส่วน รู้เห็นด้วยแต่ไม่ทำอะไรกัน เงินเหล่านี้ในกฎหมายเขากำหนด เมื่อศาลมีคำพิพากษาหรือริบแล้ว ให้เอามาเป็นกองทุนได้ กระผมเพียงอยากตั้งข้อสังเกตว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ให้เอาไปทำ ภารกิจ ๖-๗ อย่างนั้น สาระสำคัญก็คือเอาไปใช้เพื่อการส่งเสริม สนับสนุน อันเกี่ยวกับ การป้องกัน ปราบปราม ฟื้นฟู เยียวยาที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ยาเสพติดนั้นมีผลกระทบ หรือเกิดขึ้นจากครอบครัว สังคม สภาพแวดล้อม เพราะฉะนั้นกระผมไม่อยากให้ไปผูกมัด อยู่กับเรื่องเหล่านี้เท่านั้นครับ ผลทางอ้อมก็เกี่ยวข้องทั้งโรงเรียน โรงพยาบาล วัดวาอาราม ศาสนสถานต่าง ๆ โบสถ์ มัสยิด ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเรื่องที่เงินกองทุนเหล่านี้น่าจะขยาย เอาไปใช้เพื่อการดังกล่าวนั้นได้บ้าง มิเช่นนั้นเราจะพุ่งเป้าไปที่ยาเสพติด น่าจะเอาไปใช้ ในการพัฒนา ในการฟื้นฟู ในการบริหารกิจการบางอย่างในหมู่บ้าน ในชุมชน ในตำบล ในอำเภอ ในจังหวัด เพราะเงินเป็นแสน ๆ ล้านบาท อันนี้ขอตั้งเป็นข้อสังเกตอีกประการหนึ่ง🔗

ความจริงแล้วกระผมมีรายละเอียดบางประการที่อยากจะกราบเรียน แต่เนื่องจากเวลาจำกัด แม้แต่เงินสินบนนำจับ หลายหน่วยที่มีเรื่องพวกนี้ลองพิจารณากันดู ให้รอบคอบนะครับว่าถ้าทำด้วยความสุจริต ด้วยความซื่อสัตย์ ไม่มีปัญหาครับ แต่เวลาเรามี เงินสินบน มีผลประโยชน์ใด ๆ ต่อหน่วยงานต่าง ๆ เหล่านี้ บางทีแค่จราจรยังหาเรื่องกันอยู่ เลยครับ เพราะฉะนั้นลองหาความพอดีและความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น รวมทั้งให้ผู้ปฏิบัติ ที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายนั้นได้มีกำลังใจด้วย กระผมขอตั้งเป็นข้อสังเกตสัก ๓ ประการเท่านี้ และ ในชั้นแปรญัตตินั้นกระผมอาจจะเสนอคำแปรญัตติในหลายเรื่อง หลายประเด็น ก็ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ลำดับถัดไป จะเป็นท่านมานพ คีรีภูวดล พรรคก้าวไกล แล้วก็ท่านวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา แล้วกลับมาท่านครูมานิตย์ สังข์พุ่ม พรรคเพื่อไทย เชิญท่านมานพครับ🔗

นายมานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายมานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอชื่นชมฝ่ายที่เกี่ยวข้อง กับการยกร่างกฎหมายที่เป็นลักษณะประมวลกฎหมาย ซึ่งเป็นการเชื่อมร้อยเชื่อมโยงให้เห็น เรื่องราวที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาอยู่ในเรื่องราวเดียวกัน อันนี้ผมคิดว่าเป็นมิติใหม่ เป็นเรื่องที่ดี ผมขออนุญาตอภิปรายว่าผมให้ความสำคัญในมาตรา ๘๓ โดยเฉพาะเรื่องของกองทุน มาตรา ๘๓ ก็ให้ความหมายว่าต้องมีกองทุนว่าด้วยเรื่องของการป้องกัน ปราบปราม และ แก้ไขปัญหายาเสพติด ประเด็นสำคัญอยู่ตรงนี้ครับท่านประธาน อันที่ ๑ ก็คือว่าที่มาของ กองทุน วัตถุประสงค์ของกองทุน แล้วก็คนที่จะมาบริหารกองทุนว่าจะไปใช้อย่างไร ผมคิดว่า ประเด็นนี้มีความสำคัญและเกี่ยวข้องกัน ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาที่ใหญ่ครับ โดยเฉพาะ คนที่เสพยาเสพติดเป็นกลุ่มเยาวชน ถ้าเราไม่สามารถที่จะจัดการเรื่องนี้ได้หมายถึงว่า เรากำลังจะทำลายอนาคตมันสมองของประเทศชาติ🔗

ท่านประธานครับ ความสำคัญในเรื่องนี้ทำไมเกี่ยวข้องกับกองทุนครับ ตอนนี้ เราไม่รู้ว่ากองทุนที่ผ่านมาและที่เกิดขึ้นมีปริมาณเท่าไร อย่างไร ถ้าเราดูที่มาของกองทุน ในมาตรา ๘๔ ก็คือเป็นทรัพย์สินที่โอนมา ตามมาตรา ๘๐ และมาตรา ๘๑ คือเป็นทรัพย์สิน ที่เกิดจากการบริจาคและจากรัฐบาล และที่สำคัญประเด็นมันอยู่ตรงนี้เองครับ คือไม่ต้อง ส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน🔗

ในมาตรา ๘๕ บอกว่าให้คณะกรรมการ ป.ป.ส. วางระเบียบเกี่ยวกับการบริหาร และการดำเนินการของกองทุนในเรื่องดังต่อไปนี้ ซึ่งหมายถึงเป็นเรื่องภายในหรือเปล่าครับ แต่ถ้ากลับมาดูวัตถุประสงค์เราไม่สามารถที่จะให้คณะกรรมการภายในออกแบบเองได้ครับ วัตถุประสงค์เป็นเรื่องของการสนับสนุนการป้องกันและปราบปราม การวิจัย การศึกษา การให้ความรู้ การส่งเสริมให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน การสนับสนุนให้เกิดการทำงาน ร่วมกัน ประเด็นสำคัญเรื่องนี้กองทุนมีความจำเป็นที่จะต้องบริหารจัดการด้วยความโปร่งใส การแก้ไขและป้องกันปัญหายาเสพติดจะสำเร็จได้หรือไม่ผมคิดว่ากองทุนก็เป็นตัวชี้วัด เราจะรู้ได้อย่างไรว่ากองทุนมีมากขึ้นหรือว่าลดลง ถ้ามากขึ้นดูจากที่มานี่แสดงว่าปัญหา ยาเสพติดแก้ไม่ได้ ไม่มีประสิทธิภาพ ถ้าน้อยลงแต่ละปี แต่ละไตรมาส แสดงว่ากระบวนการทำงาน ของ ป.ป.ส. สำเร็จ ดังนั้นในมาตรา ๘๕ เราจำเป็นจะต้องมีองค์ประกอบ สัดส่วนของคนที่ จะมาเป็นคณะกรรมการในการบริหารกองทุน ตรงนี้เราจำเป็นจะต้องดึงองค์ประกอบ นอกเหนือจากคณะกรรมการ ป.ป.ส. ที่มีอยู่แล้ว เราต้องมีผู้เชี่ยวชาญ เราต้องมีคน ของภาคประชาสังคมหรือส่วนอื่น ๆ ที่จะทำให้กองทุนมีความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาล🔗

ประเด็นที่เกี่ยวข้องอีกเรื่องหนึ่งครับท่านประธาน คณะกรรมการกองทุนตรงนี้ สมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ได้พูดถึงแล้วว่ากองทุนเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ทำให้ปัญหา ยาเสพติดไม่สามารถแก้ไขได้หรือเปล่า เพราะว่าไม่มีการเปิดเผยออกมา ไม่มีการตรวจสอบ ไม่มีการสื่อสารให้สังคมรับรู้ว่าแต่ละปีกองทุนที่ ป.ป.ส. ดูแลอยู่นี้มีจำนวนมหาศาลเท่าไร ถูกใช้ตามวัตถุประสงค์ทั้ง ๗ ข้อหรือไม่ ในแต่ละข้อเป็นอย่างไรบ้าง อันนี้เราไม่รู้เลยครับ เพราะฉะนั้นในประมวลกฎหมายนี้หมวดของคณะกรรมการผมมีข้อสังเกตว่ากรรมาธิการร่วม ที่จะเกิดขึ้นระหว่าง ส.ว. และ ส.ส. จะต้องพิจารณาเป็นพิเศษ ต้องไม่ได้อยู่ในมือของ ป.ป.ส. อย่างเดียวครับ จะต้องมีองค์ประกอบที่มาจากการมีส่วนร่วมของภาคอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้กองทุนนี้มีประสิทธิภาพ🔗

ที่สำคัญครับท่านประธาน ในการทำรายงานของหน่วยงานเสนอต่อรัฐสภาก็มี ความจำเป็น แต่ตรงนี้ในร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... นี้ ผมคิดว่าได้เขียนไว้กว้าง ๆ ว่าให้ ป.ป.ส. รายงานการปฏิบัติงานโดยรวม ผมอยากจะให้ กรรมาธิการที่จะเกิดขึ้นนี้มีการรายงานว่าด้วยการบริหารและการใช้กองทุนตรงนี้ต่างหาก นอกเหนือจากผลการทำงานในประเด็นอื่น เพราะว่าประเด็นเรื่องกองทุนตรงนี้ต้องดูใน รายละเอียดว่าการนำไปใช้ การทำโครงการ การบริหาร ประสิทธิภาพและประสิทธิผล ของกองทุนตรงนี้ถ้าหากว่าท่านบริหารกองทุน ซึ่งเราไม่รู้ว่ามันมีเท่าไรด้วย แล้วใครเป็น คณะกรรมการ ซึ่ง ป.ป.ส. จะเป็นคนแต่งตั้ง เกิดประสิทธิภาพอย่างไร มีความสำเร็จอย่างไร เราไม่รู้ ผมคิดว่าอันนี้ไม่มีเจตนาที่จะทำให้เกิดความโปร่งใสและเกิดธรรมาภิบาล สิ่งที่ผม อยากจะเรียกร้องให้กรรมาธิการได้พิจารณาตรงนี้ก็คือว่า ๑. กองทุนตรงนี้จะต้องมีความอิสระ ออกมาต่างหาก ๒. การใช้กองทุนตรงนี้โดยผ่านคณะกรรมการที่จะเกิดขึ้น ซึ่งผมเสนอ แล้วว่าต้องมีองค์ประกอบจากภายนอกเข้ามาด้วย การทำงานรายงานต่าง ๆ จะต้องเสนอต่อ สภาผู้แทนราษฎร จะต้องมีรายงานครับ ถ้าไม่มีรายงานเราจะรู้ เราจะรับทราบได้อย่างไรว่า กองทุนตรงนี้ถูกนำไปใช้ในเรื่องอะไร กองทุนนี้ถูกนำไปใช้ในทางการเมืองหรืออื่นใด อย่างไร🔗

โดยสรุปครับท่านประธาน กองทุนนี้ผมเข้าใจว่าเท่าที่ดูมีที่มาที่ไปที่ชัดเจน มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน สิ่งที่ขาดไปก็คือเรื่ององค์ประกอบการบริหารของกองทุน ซึ่งผม ไม่เห็นด้วยว่าจะต้องเป็นเฉพาะบุคคลภายในของ ป.ป.ส. ที่บริหาร เราจำเป็นจะต้องเพิ่ม องค์ประกอบสัดส่วนจากภายนอกเข้ามา ๒. จะต้องมีการรายงานว่ากองทุนนี้ถูกใช้ไป ในเรื่องอะไรใน ๗ วัตถุประสงค์นี้ และเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างไร ขอบคุณมากครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา🔗

นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานที่เคารพ กระผม วัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตเรียน ท่านประธานว่าพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดทั้ง ๒ ฉบับนี้โดยหลักการแล้ว ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรที่กระผมจะไม่รับหลักการ เหตุที่พูดเช่นนี้ก็เพราะว่ากฎหมายฉบับนี้ พยายามจะมองมิติของการป้องกัน การปราบปราม การควบคุม การบำบัดรักษา แล้วก็ การฟื้นฟูมาผนวกรวมไว้ในฉบับเดียวกัน แต่ถ้าหากเราพิจารณาเป็นรายมาตราลงไปใน กฎหมายจะเห็นว่ามิติของการป้องกันนั้นเป็นมิติที่ค่อนข้างจะเลือนแล้วก็เจือจางมากจนแทบ จะมองไม่เห็นเลย กระผมพูดเช่นนี้ก็เพราะว่ากระผมไปอ่านดูเหตุผลประกอบร่างพระราชบัญญัติได้พยายาม ที่จะสาธยายสาระต่าง ๆ ไว้มาก โดยเฉพาะได้พูดในบางช่วงว่าขณะนี้มีการแพร่ระบาดของ ยาเสพติดเข้าสู่กลุ่มเยาวชนเป็นอันมาก นั่นแสดงให้เห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ก็มุ่งหมายเดียวกัน ว่าเยาวชนนั้นเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญ เพราะว่ามีโอกาสที่จะแพร่หลายลงไปลึกมาก ๆ ถ้าเราไปดูสถิติจะเห็นว่าร้อยละ ๔๐ ของผู้ที่เข้าสู่กระบวนการพิจารณาในคดียาเสพติด จะเป็นเด็ก แล้วก็เยาวชน ข้อมูลเมื่อต้นปีน่าตกใจคือเด็กอายุ ๙ ขวบก็ติดยาแล้ว นี่เป็นข้อมูล จากกระทรวงสาธารณสุขเลยนะครับ ประเด็นนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ แม้ว่าในมาตรา ๓ ของ กฎหมายนโยบายและแผนพัฒนาระดับชาติว่าด้วยการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหา ยาเสพติด ใน (๒) จะเขียนว่ามาตรการในการป้องกันปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงเรียน สถานศึกษา และชุมชน คือกฎหมายฉบับนี้เขียนว่ามีการ แพร่ระบาดหนักในกลุ่มเยาวชน แล้วก็กำหนดพื้นที่ไว้ในยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่าจะต้องเป็น พื้นที่ในโรงเรียน ในสถานศึกษา แล้วก็ในชุมชน แต่ถ้าท่านประธานตามผมไปดูเป็น รายมาตรา จะเห็นว่าสิ่งที่เขียนในมาตรา ๓ และเขียนด้วยเหตุผลนั้นไม่ได้ปรากฏอยู่ใน รายมาตราต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ ท่านประธานไปดูอำนาจของคณะกรรมการ ในมาตรา ๕ (๖) เขียนว่ากำหนดมาตรการป้องกันในสถานประกอบการ และกำหนดให้สถานที่ซึ่งใช้ในการ ประกอบธุรกิจใด ๆ เป็นสถานประกอบการที่อยู่ภายใต้บังคับของมาตราดังกล่าว โยงไปถึง มาตรา ๕๖ ว่าจะต้องมีมาตรการพิเศษในการดูแล เพราะฉะนั้นน้ำหนักตามมาตรา ๕๖ ก็จะไปให้สถานประกอบการซึ่งหมายถึงผู้ใช้แรงงานเป็นหลัก เพียงแต่ว่ายังไม่มีมาตราใด แม้กระทั่งในมาตราเดียวกัน ใน (๑๐) เขียนไว้ว่าให้มีการกำหนดสถานะของพื้นที่และกลุ่มพื้นที่ ในแต่ละปีที่จำเป็นเร่งด่วน แล้วก็กำหนดผู้รับผิดชอบ แต่คำว่ากำหนดพื้นที่บังเอิญว่ามันไป สอดคล้องกับรายงานของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งจะไปกำหนดในศูนย์ที่จะดูแลพิเศษ ในชุมชน ฉะนั้นถ้าเราดูแบบนี้ก็จะเห็นว่าอำนาจหน้าที่ของกรรมการไม่ได้สอดรับกับ มาตรา ๓ เลย ผมโชคดีเป็นกรรมาธิการในคณะนี้ด้วยซึ่งจะมีการตั้งต่อไปในสัดส่วนของ วุฒิสภาก็จะเข้าไปเพิ่มเติมในข้อนี้ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ นี่เป็นประการที่ ๑🔗

ประการที่ ๒ ผมคิดว่าสมาชิกหลายท่านพูดเรื่องกองทุน แต่ท่านพูดเรื่องกองทุน ในแง่ของการที่ต้องมาชี้แจงกองทุนต่อเวทีรัฐสภา ท่านพูดถึงสัดส่วนของคณะกรรมการ ซึ่งใช้ได้ในทัศนะผม ถือว่าเป็นการชี้แนะต่อสภาแห่งนี้ที่มีประโยชน์ยิ่ง แต่เท่าที่ผมมีโอกาส สัมผัสกับเงินในกองทุนต่าง ๆ ถ้าท่านประธานดูให้ดี กองทุนโดยเฉพาะที่มาของกองทุนตาม มาตรา ๘๔ ได้พูดว่ากองทุนนี้จะมีที่มาหลายแห่งมาก แต่ถ้าท่านประธานไปดูมาตรา ๗๘ วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นที่มาของกองทุน ในมาตรา ๗๘ วรรคหนึ่ง จะพูดไว้ชัดเจนว่าเมื่อศาลไต่สวน คำร้องที่พนักงานอัยการได้ยื่นต่อศาลตามมาตรา ๗๖ หากคดีมีมูลว่าเป็นทรัพย์สินที่ เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดร้ายแรงในยาเสพติดศาลสั่งริบทรัพย์สินนั้น เรื่องทรัพย์สินนี่ ก็จะเป็นหนึ่งในกองทุน ฉะนั้นจินตนาการได้ว่ากองทุนจะมหาศาลมาก บทเรียนจากการดูแล กองทุนมาหลายกองทุนที่ผ่านมาแล้วชี้แจงต่อสภามักจะใช้ในการไปเดินเที่ยวต่างประเทศ ไปใช้เงินกองทุนที่ไม่ค่อยตรงตามวัตถุประสงค์ ผมเห็นด้วยกับการตั้งกรรมการภายนอก แต่ผมอยากจะเพิ่มอีกประเด็นหนึ่งก็คือการกำหนดเพดานของกองทุนว่ามีจำนวนไม่เกินเท่าไร ถ้าเกินต้องเข้าหลวง อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ ๒ ที่ผมคิดว่าจำเป็นจะต้องพิจารณาให้ค่อนข้างมาก นะครับ🔗

ประเด็นถัดมา ท่านประธานที่เคารพ ถ้าเราดูกฎหมายฉบับนี้ในเรื่อง การบำบัดรักษาและฟื้นฟู แน่นอนในรายละเอียดกฎหมายพูดว่าผู้ที่จะยอมรับ การบำบัดรักษาและฟื้นฟูนั้นจะต้องสมัครใจที่จะบำบัดรักษาและฟื้นฟู ความจริง ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขนั่งตรงนี้ท่านน่าจะเข้าใจข้อมูลได้ดี ระยะหลัง นอกจากตัวเลขเยาวชนที่ติดยาเพิ่มมากขึ้นแล้ว ปรากฏการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้นขณะนี้ ซึ่งเป็นปัญหาที่จะต้องลงลึกในกฎหมายฉบับนี้พอสมควร ก็คือแม่วัยรุ่นตั้งท้องและติดยา ถ้าดูตัวเลขเพียงโรงพยาบาลเดียวคือโรงพยาบาลปทุมธานี ในปี ๒๕๖๑ แม่วัยรุ่นติดยาตั้งท้อง ๕๗ รายที่รีเฟอร์ เคส (Refer case) เข้าไป ไม่พูดถึงที่ไม่เข้านะครับ ที่เข้าไปโรงพยาบาล พอปี ๒๕๖๒ จาก ๕๗ ราย โดดเป็น ๑๐๖ ราย เพราะฉะนั้นกลไลการบำบัดรักษาและฟื้นฟู แม่วัยรุ่นที่ตั้งครรภ์มีประเด็นปัญหาว่าถ้าให้เป็นการสมัครใจแม่เหล่านี้จำนวนหนึ่ง ไม่ยอมบำบัดรักษาและไม่ยอมที่จะให้ตรวจอะไรด้วย เลยเป็นปัญหาว่าเราจะพิทักษ์เด็ก ในท้องแม่นั้นได้อย่างไร🔗

ถ้าท่านประธานไปดูมาตรา ๑๑๑ (๓) ในมาตรา ๑๑๑ (๓) เขียนว่า เพื่อประโยชน์ในการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด ให้เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. หรือพนักงาน ฝ่ายปกครอง หรือตำรวจมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้🔗

(๓) ตรวจหรือทดสอบหรือสั่งให้รับการตรวจหรือทดสอบสารเสพติดในร่างกาย ของบุคคล🔗

กรณีมาตรา ๑๑๑ เป็นไปเพื่อตรวจว่ามียาเสพติดในครอบครองไว้หรือไม่ แต่ นัยเดียวกันผมอยากจะให้มาตรา ๑๑๑ นำไปใช้บังคับกับแม่ตั้งครรภ์และติดยาด้วย ซึ่ง กฎหมายยังเขียนไปไม่ถึง เป็นไปได้หรือไม่ในมาตรา ๑๑๑ (๓) ตรวจหรือทดสอบสารเสพติด สามารถเชื่อมโยงการทดสอบไปยังเด็กที่อยู่ในครรภ์ของแม่ด้วย เพื่ออะไรครับ เพื่อนำไปสู่ การป้องกันและรักษาเด็กในท้องนั้น มิฉะนั้นถ้าปล่อยไว้ระยะยาวจะมีปัญหามาก🔗

ประการสุดท้าย ท่านประธานที่เคารพ ผมคิดว่าถ้าเราไปดูกระบวนการ ตั้งหน่วย ที่เรียกว่าศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคม ที่มอบให้กระทรวงมหาดไทย และกรุงเทพมหานครตั้งขึ้น ตามมาตรา ๑๑๔ และมาตรา ๑๑๖ ถามว่าทำไม กระทรวงมหาดไทยและกรุงเทพมหานครจึงมีอำนาจตั้งศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคม ตามมาตรา ๑๑๔ และมาตรา ๑๑๖ นี้ขึ้นมา ผมเข้าใจเองนะครับว่าผลการสำรวจของ กระทรวงมหาดไทยล่าสุด ในปี ๒๕๖๒ พบว่าชุมชนทั้งหลายทั้งปวงในประเทศไทยมีชุมชน ที่ปลอดยาเสพติด ๕๗,๐๐๐ ชุมชน นี่คือพวกปลอดยาเสพติด แต่พบว่าข้อมูลล่าสุดมีชุมชนที่ เกี่ยวข้องกับยาเสพติด บางทีก็เสพ จำหน่ายและครอบครอง ๒๔,๗๓๕ ชุมชน ทำให้ กระทรวงมหาดไทยและกรุงเทพมหานครพยายามที่จะให้มีศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคมขึ้น แต่ในความคิดของผม ผมคิดตรงกันข้ามครับ ผมคิดว่าที่ผ่านมารัฐออกกฎหมาย แล้วรัฐ ก็มักจะตั้งหน่วยงานของรัฐเพื่อลงไปทำงาน ซึ่งล้มเหลวมาโดยตลอด เมื่อเรารู้ว่าชุมชน ๒๔,๗๓๕ แห่งมีปัญหา หรือคิดเป็นร้อยละ ๓๐ ของชุมชนทั้งประเทศ ศูนย์ที่ตั้งทำไมไม่ให้ เขาตั้งกันเองครับ เพราะชุมชนเขาจะรู้ว่าศักยภาพของแต่ละชุมชนนั้นเป็นอย่างไร เขามี หมอพื้นบ้านที่เก่งอย่างไร เขามีสมุนไพรที่เก่งอย่างไร เขามีผู้ใหญ่บ้าน มีกำนัน มีภูมิปัญญา ชาวบ้านที่จะไกล่เกลี่ย แล้วก็ดูแลคนในชุมชนกันเองได้อย่างไร ผมว่านัยของการคิดต้องคิด กลับตาลปัตรกันครับในความเห็นของผม เพราะถ้าเรายังเห็นว่าการเขียนกฎหมาย แล้วออกแบบให้มีอะไรขึ้นก็ตามมักจะเป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐไปจัดตั้ง ไปดำเนินการ ให้เกิดขึ้น วิธีนี้เราคิดมานานแล้วครับ รัฐมนตรีหลายคนก็เป็นคนก้าวหน้าทั้งนั้น ตอนนั่งข้างล่าง พอขึ้นไปข้างบนก็จะคิดอีกแบบหนึ่ง อันนี้ที่เรากังวลมาก ผมเชื่อว่าความคิด ที่เคารพชุมชน ความคิดที่เห็นศักยภาพของชุมชนเป็นเรื่องใหญ่ในทัศนะผม เพราะฉะนั้นผมคิดว่าสาระของการตั้งศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคมในชุมชน ตามมาตรา ๑๑๔ และถึงมาตรา ๑๑๖ นั้นกระทรวงมหาดไทยและ กทม. จะต้องทำหน้าที่เพียงแค่ส่งเสริม สนับสนุนให้เกิดเท่านั้น แต่มิใช่ไปดำเนินการเอง อันนี้เป็นสาระ🔗

ประการสุดท้าย ไหน ๆ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ท่านก็นั่งอยู่ตรงนี้แล้ว มีคนเขาอุทธรณ์ผมมาว่าเรื่องยาเสพติดนี่หน่วยงานของ กระทรวงสาธารณสุขทำงานดีอยู่แล้ว ไม่มีใครติดใจ แต่ท่านละเลยบทบาทของหมอพื้นบ้าน และสมุนไพรไปมาก เราให้ความใส่ใจกับภูมิปัญญาที่เป็นหมอพื้นบ้านหรือแม้กระทั่ง แพทย์แผนไทยน้อยไป เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าท่านสามารถอาศัยแพทย์แผนไทย อาศัย หมอพื้นบ้าน อาศัยสมุนไพร มาช่วยเชื่อมโยงให้เข้าใจในเรื่องของการบำบัดรักษาและฟื้นฟู ยาเสพติด ผมคิดว่าน่าจะเป็นอานิสงส์ เราจะมีกำลังของคนเหล่านี้เข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น🔗

โดยสรุปผมคิดว่าอำนาจหน้าที่ที่เกิดขึ้นตามกฎหมายของคณะกรรมการนั้น ยังเป็นอำนาจที่หนักไปทางปราบปราม ควบคุม บำบัดรักษาและฟื้นฟูมากกว่าการป้องกัน โดยเฉพาะการป้องกันในสถานศึกษาซึ่งไม่ปรากฏขึ้นเลย อันนี้เป็นประเด็นที่ ๑🔗

ประการที่ ๒ ตัวกองทุนนี้ผมสนใจจะให้มีการกำหนดเพดานของกองทุนว่า ห้ามเกินเท่าไร โดยใช้งบประมาณที่ได้รับและจากการริบมาจากอำนาจของศาลมากำหนด เป็นตัวตั้ง ถ้าเกินก็จะต้องไหลเข้าไปเป็นเงินของรัฐเสีย ให้มีไว้เพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้น🔗

ประการที่ ๓ การบำบัดรักษาและฟื้นฟู แม้จะต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจ ก็ตาม แต่ถ้าเป็นกรณีแม่ที่ตั้งครรภ์และมีผลกระทบถึงลูก นัยการบังคับตรวจจำเป็นต้องมี เพราะให้สมัครใจนี่เด็กจะได้รับผลกระทบไปเรื่อย ๆ🔗

ประการสุดท้าย ศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคมจำเป็นต้องมี แต่บุคคลที่ทำหน้าที่ ในการดูแลต้องเป็นคนในชุมชนกันเอง ภายใต้กระทรวงมหาดไทย ภายใต้หน่วยงานที่ กรุงเทพมหานครเป็นฝ่ายสนับสนุนเท่านั้น ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไป คุณครูมานิตย์ สังข์พุ่ม พรรคเพื่อไทย ท่านอนุศักดิ์ คงมาลัย สมาชิกวุฒิสภา แล้วก็กลับมาที่ นางสาวณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ พรรคก้าวไกล เชิญคุณครูมานิตย์ครับ🔗

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ถ้าเป็นผู้แทนก็ผู้แทนเขต ๕ เมืองสุรินทร์ ถิ่นช้างใหญ่ ผ้าไหมงาม ประคำสวย ร่ำรวยปราสาท ผักกาดหวาน ข้าวสารหอม งามพร้อมวัฒนธรรม นี่คือคำขวัญของจังหวัดสุรินทร์🔗

ท่านประธานครับ บังเอิญผมได้เวลา ๗ นาทีในการที่จะลุกขึ้นมาอภิปราย เรื่องกฎหมายยาเสพติด จริง ๆ แล้วเรื่องยาเสพติดเราอภิปรายกันมาเป็นประจำ โดยเฉพาะ ผมเป็นครูบาอาจารย์มาเป็นผู้แทนราษฎรในสมองผมฝังชิป (Chip) อยู่ ๓-๔ เรื่อง🔗

เรื่องแรก คือเรื่องของการศึกษาที่มีความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองหลวง กับชนบท อันนี้เป็นโจทย์ที่ยิ่งใหญ่🔗

เรื่องที่ ๒ คือเรื่องที่ทำกินของคนยากจนที่อยู่ในชนบทกับปัญหาความยากจน อันนี้ก็เป็นโจทย์ที่ยิ่งใหญ่🔗

เรื่องที่ ๓ คือเรื่องน้ำ เพราะน้ำนั้นปรัชญาของมันก็คือน้ำคือชีวิต ถ้ามีน้ำ ชีวิตก็ย่อมดี วันนี้ชนบทบ้านผม เพื่อนผมที่อยู่ข้าง ๆ นี่ผู้แทนภาคอีสานทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ดะนัย จากจังหวัดอำนาจเจริญ มีปัญหากันทั้งหมด ส.ส. เคี้ยง จากโคราชนะครับ🔗

เรื่องที่ ๔ คือเรื่องยาเสพติด อันนี้ก็เป็นปัญหาโดยตรงมาตั้งแต่ผมเป็น ครูบาอาจารย์มาแล้วละครับ🔗

เรื่องที่ ๕ เป็นเรื่องสุดท้ายกำลังฮิต (Hit) ก็คือเรื่องรัฐธรรมนูญ อันนี้เดี๋ยว ค่อยว่ากัน🔗

ท่านประธานครับ ที่ผมได้ลุกขึ้นมาวันนี้เรื่องยาเสพติด ผมตั้งใจที่จะลุกขึ้นมา ให้กำลังใจกับคนชื่อสมศักดิ์ เทพสุทิน เพราะว่าดูจากเจตนา และเท่าที่คุยกันหลายครั้ง นอกรอบเวทีแห่งนี้ท่านสนใจ ท่านให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะท่านเองก็เป็นผู้แทน เป็นรัฐมนตรีที่มาจากบ้านนอก มาจากจังหวัดสุโขทัย ต่างจังหวัดเหมือนกับพวกผม ถ้าไม่ลุกขึ้นมาให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ผมอยู่ฝ่ายค้านนะครับ เดี๋ยวประธานหาว่าผมอวย ผมอยู่ฝ่ายค้าน แต่เมื่อเห็นความตั้งใจทำงานในการปราบปรามก็อยากลุกขึ้นมาให้กำลังใจ ๗ นาทีที่จะอภิปรายในเรื่องข้อกฎหมาย กฎบัตร กฎหมายนั้นผมคิดว่าไม่เพียงพอ ผู้ทรงเกียรติหลาย ๆ ท่านก็ได้อภิปรายไปบางข้อแล้ว แต่ผมจะขอพูดในภาพรวม เพราะวันนี้ เราต้องยอมรับว่าก่อนหน้านี้เรื่องยาเสพติดกระจายไปทั่วโลก วันนี้ก็ยังกระจาย แต่บังเอิญ มันมีโควิด-๑๙ (COVID-19) หรือไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) เข้ามากลบ ทำให้เราลืมคิดถึงยาเสพติด ทั้ง ๆ ที่หลังจากนี้ยาเสพติดจะเป็นตัวที่มาสร้างปัญหาให้กับ ประเทศไทยอีกมากมาย เพราะอะไรครับ เพราะคนเริ่มยากจน อาชีพการค้าการขาย ทำธุรกิจพวกนี้ได้ยาก ยาเม็ดที่เกี่ยวกับความยากจนกำลังจะแผลงฤทธิ์ไปทุกหย่อมหญ้า ฉะนั้นธุรกิจยาเสพติดขนานใหญ่จะเกิดขึ้นมาอีก ผมอยากเห็นรัฐมนตรีสมศักดิ์ที่เคารพ ของผมนี่ละครับ ท่านมาทำวิธีการปราบยาเสพติดโดยใช้กฎหมายนี้ให้เหมือนกับที่ปราบไวรัส โคโรนา (Virus Corona) หรือโควิด-๑๙ (COVID-19) เพราะวันนี้ทั่วโลกเขายอมรับเมืองไทย ในเรื่องการป้องกันหรือการสกัดไวรัสโคโรนา (Virus Corona) เราก็น่าจะเอารูปแบบของ การสกัดไวรัสโคโรนา (Virus Corona) มาสกัดยาเสพติด🔗

วันนี้ประเทศเพื่อนบ้านมีปัญหาเรื่องโควิด (COVID) ที่จะทะลักออกมา สั่งปิดด่าน แต่อย่างน้อยท่านไปรวมกฎหมายหลายฉบับเข้ามาเพื่อเป็นฉบับเดียวกัน เรื่องนี้ ผมก็ดีใจแล้วครับ เพราะเวลาเราดูงบประมาณแต่ละปีทุกหน่วยงานของบประมาณไปในการ ปราบปรามยาเสพติด ป.ป.ส. ซึ่งเป็นหน่วยงานตรงในการของบประมาณเพื่อปราบยาเสพติด ปส. ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ขอมา ทหารก็ขอมา แต่เราจะเห็นว่ายาเสพติด ยังเต็มพื้นที่ เต็มบ้านเต็มเมือง เมื่อเช้าอ่านข่าวตำรวจก็จับได้ ๕ ล้านเม็ด ไม่ได้น้อยนะครับ แต่สิ่งที่ตามมาส่วนมากจะจับได้ปลาซิวปลาสร้อย มีแต่ผู้รับจ้างในการขนส่ง มีแต่ผู้รับจ้าง ในการลำเลียง แต่ไม่สามารถจับหาต้นขั้วให้ได้เสียทีหนึ่ง เรื่องนี้ผมฝากท่านสมศักดิ์ เอาจริงเอาจังหน่อยนะครับ เพราะเท่าที่สอบถาม ป.ป.ส. ก็ดี หรือหน่วยปราบปรามของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ดี ผมตำหนิท่านนายกรัฐมนตรีเรื่องนี้และผมตำหนิมาตลอด ตอนท่านใช้มาตรา ๔๔ ถ้าท่านเด็ดขาดเบ็ดเสร็จเรื่องยาเสพติดผมคิดว่าวันนี้มันบาง แล้วก็เบา แต่ท่านหนักไปใช้ในทางอื่นเสียมากกว่า ท่านมีอำนาจเต็ม วันที่คณะปฏิวัติอยู่ วันนั้นถ้าเอาเข้าจริงผมเชื่อว่าวันนี้เบาบางไปเยอะแล้วครับ แต่วันนี้ยิ่งขยายหนักขึ้น หนักขึ้น หนักขึ้น เหมือนเมื่อวานจับได้เมื่อรุ่งสาง วันนี้ที่จังหวัดเชียงใหม่ ๕ ล้านเม็ด ผมเชื่อว่า มีอีกหลายกลุ่มที่นำเข้ามาแล้วเรายังจับไม่ได้หรือไม่มีเบาะแสมา แต่ถ้าวันนั้นบูรณาการเข้า เอาตำรวจ เอาทหาร เอา ป.ป.ส. เอากันจริงจัง ผมสอบถามว่าท่านนายกรัฐมนตรีเคยมานั่ง หัวโต๊ะไหมในการประชุมปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง ไม่มี เอาละ ผมก็เห็นใจ เพราะว่า ภารกิจของท่านก็เยอะ แต่ท่านก็ให้คนอื่นที่ไปทำจริงจัง ที่เอาจริงเอาจัง เอารองวิษณุไป อันนี้ผมก็ไม่ได้ตำหนิว่าท่านไม่รู้กฎหมาย ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญในหลาย ๆ เรื่อง ดังที่ปรากฏ ต่อสื่อและที่เราเห็น แต่เรื่องยาเสพติดมันต้องเอาจริงเอาจังกัน อย่าไปคำนึงถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนมากเกินไป มียุคหนึ่งคนเสพเอาไปรักษา คนค้าเอาไปเข้าคุก แต่คนผลิตกับคนค้ารายใหญ่เอาไปไว้วัด เผาครับท่านประธาน พวกนี้ทำลายชาติ ทำลายบ้านทำลายเมือง ทำลายอนาคตของชาติ ซึ่งก็คือเด็ก ๆ ทุกคนเป็นห่วงเป็นใย แต่เมื่อไรพูดถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนแล้วอ้างไปทั่ว เมื่อไรมันจะปราบได้ ผมฝากคณะกรรมาธิการหรือคณะยกร่างกฎหมายฉบับนี้เอาจริงเอาจัง เอาโทษกันอย่างรุนแรงคุกก็จะได้บาง วันนี้ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าคดี ๓๐๐,๐๐๐ กว่าคนอยู่ในคุก เปลืองข้าวเฉย ๆ นี่ดียุคท่านสมศักดิ์ปราบปรามโทรศัพท์ในคุก ไม่มี สมัยก่อนเจ้าพ่อในคุก ยังมีเลย ยุคปฏิวัติยังมีพวกเจ้าพ่อยาเสพติดใช้คำสั่งทางโทรศัพท์ผ่านคุกมาเลย แล้วเมื่อไร มันจะปราบกันสำเร็จละครับ วันนี้ผมดีใจ ผมชื่นชมจริง ๆ ที่ท่านรวมมา ๒๐ ฉบับ ๓ คำสั่ง ๑ ประกาศ ก็จะเป็นแนวทางในเรื่องของการทำแหล่งน้ำด้วย น้ำวันนี้กระจัดกระจายหมด ปรากฏว่าแก้เรื่องน้ำไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอัน เพราะว่าหน่วยงานนั้นก็น้ำ กระทรวงนี้ก็น้ำ กระทรวงนั้นก็น้ำ ไปตั้งสำนักงานส่วนกลางก็ปรากฏว่าไม่มีอำนาจเต็มไม่สามารถจะทำได้ วันนี้ผมจะดูเรื่องยาเสพติดเป็นเคสสตัดดี (Case study) นี่เรื่องที่ดิน ท่าน ส.ส. ดะนัย นั่งใกล้ผม จากจังหวัดอำนาจเจริญ ท่านบอกว่าครูมานิตย์ฝากเรื่องดินไปด้วย ก็เอามาจาก หลาย ๆ กระทรวง ก็นั่งคิดกันเมื่อสักครู่นี้ว่าประเทศไทยน่าจะตั้งสัก ๑๐ กระทรวงพอครับ แล้วก็เอาเรื่องเดียวกัน ถ้ารวมกันจริง ๆ แล้วไม่เกิน ๑๐ กระทรวงหรอกครับรับผิดชอบ อันนี้กระจายครับ เขาเรียกกระจายเพื่อให้มีตำแหน่งเพิ่มขึ้น แล้วก็หาคนเก่ง ๆ ไปบริหาร จัดการ เช่น ท่านสมศักดิ์ เทพสุทิน อยู่กระทรวงไหนก็สร้างฝีไม้ลายมือในเรื่องการทำงาน เป็นรูปธรรมทุกกระทรวง วันนี้ผมเชื่อมั่นท่าน ผมเชื่อมั่นจริง ๆ แล้วผมก็ดีใจที่เห็นกฎหมาย เอามารวบรวมทั้งหมดอย่างนี้🔗

ท้ายที่สุดครับ ผมรู้ว่าท่านประธานจะเตือนผม เพราะผมได้เวลามา ๗ นาที แต่ว่าต้องเห็นใจเถอะครับ เพราะเรื่องยาเสพติดเป็นภัยที่ยิ่งใหญ่ บ้านเมืองนี้ถ้าแก้ ยาเสพติดได้ ถ้าแก้เรื่องน้ำได้ ถ้าแก้เรื่องทำกินได้ ท่านเชื่อเถอะครับเรื่องรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องแตะก็ได้ แต่บังเอิญ ๓-๔ เรื่องนี้จะพัวพันกันมาด้วย เพราะความยากจน ผมอยากกราบเรียนท่านสมศักดิ์ว่าท่านทำในยุคที่ท่านนั่งกระทรวงยุติธรรมวันนี้ ท่านคิด ขึ้นมาแล้ว ท่านรวมขึ้นมาแล้ว แล้วท่านก็รู้ปัญหาดี เพราะผมทราบข่าวว่าท่านหาปัญหา ในเชิงลึกว่าตรงไหนเป็นอย่างไร อะไรเป็นอย่างไร กฎหมายฉบับนี้ผมอยากให้มันผ่านไว จะได้มีอำนาจเต็มในการแก้ปัญหาคนเสพไม่ยาก ถ้าไม่มียาเขาก็เสพไม่ได้ แต่คนค้า กับคนผลิตต้องคิดให้หนักกว่านี้ ต้องดำเนินการให้หนักกว่านี้หน่อย ผมเชื่อว่ายาเสพติด ต้องหายไป ต้องเยี่ยม ต้องชัดเจน ต้องประกาศวาระแห่งชาติ ผมเห็นหลายเรื่องที่เป็น วาระแห่งชาติ น้ำก็เป็นวาระแห่งชาติ ยาเสพติดก็เป็นวาระแห่งชาติ เรื่องใหญ่ ๆ ก็ประกาศ เป็นวาระแห่งชาติหมด แผนปฏิรูปด้วย ไม่รู้ว่าปฏิรูปอะไรที่เป็นเหตุเป็นผลขึ้นมาบ้าง ยังไม่เห็น ผมฝากท่านรัฐมนตรีสมศักดิ์ด้วยความเคารพจริง ๆ และผมเชื่อว่าท่านจะทำให้ เรื่องของการปราบปรามยาเสพติดในกระทรวงยุติธรรมเป็นรูปธรรมเกิดขึ้นอย่างชัดเจน เร็ว ๆ นี้ แล้วก็จะหมดไปจากประเทศใกล้เคียงกับไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) หรือโควิด-๑๙ (COVID-19) ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ครูมานิตย์ครับ ต่อไปเชิญท่านอนุศักดิ์ คงมาลัย ครับ🔗

นายอนุศักดิ์ คงมาลัย สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มผู้ประกอบการกิจการขนาดกลาง และขนาดย่อม

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม อนุศักดิ์ คงมาลัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ ขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานผ่านไปยังคณะรัฐบาล ต้องขอขอบพระคุณในการนำ ร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. .... และร่างประมวลกฎหมาย ยาเสพติด และร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ทั้ง ๓ ฉบับนี้ มีประเด็นที่สำคัญ นั่นก็คือเป็นการดำเนินการตามหมวด ๑๖ ของการปฏิรูปประเทศ ซึ่งจะต้อง นำมาเสนอต่อที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ตามมาตรา ๒๗๐ วรรคสองของรัฐธรรมนูญ ซึ่งระบุไว้ ว่านอกจากจะให้มีหน้าที่และอำนาจตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว ให้วุฒิสภา ตามมาตรา ๒๖๙ มีหน้าที่และอำนาจในการติดตามเสนอแนะและเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศ และการจัดทำและดำเนินการ ตามยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งเรื่องนี้ในอีกระยะหนึ่งเมื่อมีความคืบหน้าในการดำเนินการใด ๆ ก็คงจะสามารถติดตามได้ในการนำเสนอของแผนการปฏิรูปประเทศที่จะนำเสนอต่อที่ประชุม วุฒิสภาในทุก ๆ ๓ เดือน ซึ่งของวุฒิสภาก็เพิ่งจะนำเสนอกันไปเมื่อวานนี้เอง🔗

ท่านประธานครับ กฎหมายทั้ง ๓ ฉบับนี้ต้องถือว่าเป็นต้นฉบับที่สำคัญ ของการปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งนาน ๆ เราจะได้เห็นสักครั้งหนึ่งที่จะเป็นงานใหญ่ ๆ และงาน ที่สำคัญ ถึงแม้ว่ากฎหมายนี้จะมีการร่างไว้บางส่วนในยุค คสช. มาก็ตาม ในสภานิติบัญญัติ แห่งชาติแล้วก็มีการนำมาปรับปรุงใหม่เพื่อนำเสนอต่อรัฐสภาในยุคนี้ มีแนวโน้มที่จะได้เห็น ถึงความเห็นชอบร่วมกันทางด้านการสนับสนุนอันเนื่องมาจากการรวบรวมกฎหมาย ที่เคยออกซ้ำซ้อนกันมาตั้งหลายฉบับ จนกระทั่งทำให้เกิดความซับซ้อน เกิดความสับสน แล้วก็เกิดปัญหาขึ้นมาในวงจรร้ายของประเทศ เพราะกฎหมายยิ่งออกมาก็ยิ่งไม่สามารถ แก้ปัญหาได้เลยในอดีต เนื่องจากว่าออกกันคนละยุคคนละสมัย และมีมิติทางด้านการจัดการ ที่แตกต่างกันไป ดังนั้นการปฏิรูปกฎหมายในครั้งนี้ถือเป็นอันหนึ่งที่สำคัญที่กระผม ขออนุญาตหยิบยกเอาประเด็นที่เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบทรัพย์สิน ในหมวด ๒ ก็คือพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดที่ระบุเอาไว้ตั้งแต่มาตรา ๖๘ เป็นต้นไป มาตรา ๖๘ มาตรา ๖๙ มาตรา ๗๐ และมาตรา ๗๑ ที่พูดถึงเรื่องของกระบวนการในการ ตรวจสอบกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าทรัพย์สินของผู้ต้องหารายใดเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่อง กับการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งมีรายละเอียดดังที่ระบุเอาไว้🔗

ท่านประธานครับ วันนี้พี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศคงได้ติดตามการผ่าน ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ในขั้นนี้นะครับ ซึ่งจำนวนนั้นส่วนหนึ่งเป็นผู้ที่มีมุมมองเรื่องของ ยาเสพติดไปในทางสร้างสรรค์ นั่นก็คือเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทที่จะทำให้เกิดผลดี ต่อสุขภาพ ดังนั้นในหมวด ๒มาตรการตรวจสอบทรัพย์สินที่มีการดำเนินการมาในอดีต ต้องถือว่าเป็นความสำเร็จส่วนหนึ่งของ ป.ป.ส. ของประเทศไทย ของรัฐบาลไทย ที่แม้แต่ ประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงก็ยังได้นำไปใช้เป็นแนวทางที่จะดำเนินการออกกฎหมาย ผ่านรัฐสภาอาเซียน ซึ่งเป็นมาตรการร่วมกัน มีการปรึกษาหารือกัน แล้วก็ดำเนินการกัน ในลักษณะแบบนี้มาเป็นระยะเวลายาวนานทีเดียว ซึ่งนั่นหมายความว่าในการตรวจสอบ ทรัพย์สินจะมีส่วนทำให้ผู้ที่เข้ามาอยู่ในข่ายของการค้ายาเสพติดหรือเข้าไปเกี่ยวข้องและทำ อาชญากรรมในระดับข้ามชาตินั้นมีความเข็ดหลาบ แต่ท่านประธานครับ เรายังได้พบว่า ในพื้นที่ ในชุมชน ในชนบท ในท้องถิ่นห่างไกล เราได้เห็นบุคคลที่สามารถจะเติบโตขึ้นมา ในทางเศรษฐกิจอย่างคลุมเครือ หาที่มาที่ไปของทรัพย์สินไม่ได้ และแน่นอนที่สุด พี่น้องประชาชนที่อยู่รอบข้างก็รู้ดีว่าเขาร่ำรวยขึ้นมาจากอะไร แต่ว่ากระบวนเหล่านี้ยังคงหลบซ่อนแล้วก็ยังแฝงตัวอยู่ในพื้นที่ชนบทเหล่านั้นอย่างยืนยาว มาโดยตลอด ในขณะเดียวกันการตรวจสอบทรัพย์สินของบุคคลต้องถือว่าเป็นส่วนหนึ่ง ของการที่ไปลิดรอนสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญหรือเปล่า อันนี้กฎหมายได้วางเอาไว้ แล้วว่าไม่ถือว่าเป็นการลิดรอนสิทธิและเสรีภาพ เพราะเป็นมาตรการสำคัญที่จะส่งผลต่อ ประเทศชาติ ดังนั้นในการที่จะตรวจสอบทรัพย์สินโดยคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินก็ดี โดยเจ้าหน้าที่ทุกระดับ ตั้งแต่เลขาธิการ ป.ป.ส. รวมทั้งเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ทำอย่างไร จึงจะทำให้ท่านสามารถดำเนินการได้อย่างเป็นธรรม กระผมจะฝากหลักการเอาไว้ ในลักษณะที่เชื่อมั่นได้ว่ารายละเอียดที่จะออกต่อไปหลังจากนี้จะทำให้เกิดความเป็นธรรมต่อ พี่น้องประชาชนที่อยู่ในท้องถิ่นชนบทด้วย🔗

ท่านประธานครับ กฎหมายนี้ถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารแถบสี ของความชั่วร้ายและความดีงาม ด้านหนึ่งเป็นความชั่วร้าย ด้านหนึ่งเป็นความดีงาม ด้านความดีงามคือเป็นสารวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทที่ทำให้เกิดการบำบัดรักษา เกิดการเยียวยา สามารถช่วยเหลือให้ภาวะทางร่างกายของคนผู้นั้นได้รับการเยียวยา แม้กระทั่งมอร์ฟีน (Morphine) ซึ่งพวกเรารู้จักกันดีก็ยังได้ถูกนำไปใช้ในทางการแพทย์ มีการควบคุมเป็นอย่างดีโดยกระทรวงกระทรวงสาธารณสุข ในด้านที่เป็นแถบสีของความ ชั่วร้ายนั้นก็คือการนำไปสู่ความเลวร้ายทางสังคม การนำไปสู่การเสพติด การนำไปสู่การที่ จะต้องออกมาตรการทางสังคมมาช่วยกันป้องกัน ซึ่งในวงจรนี้ต้องถือว่าเป็นวงจรร้าย แม้ว่า เราจะมีการออกกฎหมายใหม่นี้ออกไปแล้ว แต่เรายังเป็นสังคมเกษตรกรรมที่มีผู้คนรอที่จะใช้ สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่สังคมมีความเจริญก้าวหน้า มีการควบคุมบังคับใช้กฎหมายได้เป็นอย่างดี เขาสามารถที่จะบังคับใช้กฎหมายไม่ให้ใช้ สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทนั้นกับเยาวชนได้เป็นอย่างดี ในทางกลับกันเมื่อประเทศ เราจะเปิดโอกาสให้มีการนำเอาสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทเหล่านั้นมาใช้มากขึ้น ซึ่งถือเป็น ประโยชน์มากกว่า ทำอย่างไรจะใช้มาตรการนี้ในการที่จะเป็นมาตรการของกฎหมาย ในการควบคุม กำกับ ไม่ใช่เพียงแค่จะไปมองในด้านของการปราบปรามอาชญากรรม เพียงอย่างเดียว เพราะยิ่งปราบอาชญากรรม อาชญากรรมก็จะยิ่งหาทางเลี่ยง หาทางหลีก ให้ไปเกิดขึ้นในทางอื่น ๆ ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชนที่จะเปลี่ยนจากการเสพยาบ้า กลับกลายมาเป็นสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ซึ่งตรงนี้คงจะเป็นประเด็นที่สำคัญมาก ๆ ทั้งในแง่ทางปกครองและทางกระทรวงสาธารณสุขที่จะนำเอาไปพิจารณาเป็นมาตรการ ที่จะควบคู่ขนานกันไป ในด้านที่เป็นคุณความดีของสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทมีผู้คนรออยู่ จำนวนมากที่จะใช้สารเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของ การบำบัดรักษา แต่ผลของงานวิจัยในระดับโลกสามารถนำไปถึงเรื่องของการรักษา การป้องกัน หรือการลดความรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคมะเร็งบางชนิด ซึ่งได้มีการพูดถึง ดังนั้นทำอย่างไรกฎหมายนี้จะไม่เป็นกฎหมายที่จะไประงับยับยั้งความเจริญก้าวหน้า ในการที่จะส่งเสริมวิทยาการและเทคโนโลยีทางด้านการแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแพทย์ แผนไทยประยุกต์และการแพทย์ที่จะดัดแปลงนำเอาสมุนไพรไทยไปสกัดออกมาเป็นสารเคมี ที่จะเป็นประโยชน์ในทางการแพทย์ ซึ่งนั่นหมายถึงจะเป็นประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ อย่างมหาศาล🔗

กระผมจึงขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานเป็นประเด็นสุดท้ายว่า จะทำอย่างไรที่จะให้กฎหมายฉบับนี้สามารถทำให้ทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายกฎหมาย ฝ่ายยุติธรรม ฝ่ายปกครอง และที่สำคัญก็คือชุมชน ภาคประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลติดตามกัน อย่างทั่วถึง เพราะกระบวนการในการปฏิรูปประเทศเน้นในเรื่องการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนไม่ใช่การขอความร่วมมือจากประชาชน แต่เขาจะต้อง ร่วมคิด ร่วมทำ และร่วมปฏิบัติอย่างแท้จริง ดังนั้นไม่ว่าจะให้อำนาจเขามากน้อยแค่ไหน ให้บทบาทเขามากน้อยแค่ไหน เราได้เห็นแล้วในกระบวนการของการควบคุมดูแลเรื่อง การระบาดของโควิด (COVID) ในช่วงที่ผ่านมา แล้วเราจะได้เห็นว่าหลังจากนี้ไปกฎหมาย ๓ ฉบับนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างสรรค์สังคม เศรษฐกิจของประเทศไทย โดยใช้ สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทไปในทางที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย ทั้งโลกครับ ขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ผมขออ่าน รายชื่อท่านที่จะอภิปรายต่อไปนะครับ ท่านณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ พรรคก้าวไกล จากนั้น ท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย วุฒิสภา แล้วก็กลับมาท่านธีรัจชัย พันธุมาศ พรรคก้าวไกล นะครับ เชิญท่านณธีภัสร์ครับ🔗

นางสาวณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ที่ผ่านมาปัญหา ยาเสพติดในประเทศเป็นปัญหาเรื้อรังและมีมาอย่างยาวนานทุกรัฐบาล ทุกยุคทุกสมัย มีความพยายามอย่างมากในการที่จะแก้ไขปัญหา แต่ดูเหมือนยิ่งปราบปราม ยิ่งจับเท่าไร จำนวนยาเสพติดกลับไม่ได้ลดน้อยถอยลงเลย ร่างประมวลกฎหมายยาเสพติดฉบับนี้ ดูเหมือนจะเป็นความหวัง มีการเปลี่ยนแปลงที่ยึดกับ ๓ ฐานคิดใหม่ คือเน้นการลงโทษที่ได้ สัดส่วน มุ่งจัดการกับพ่อค้ารายใหญ่ และกระบวนการที่สำคัญคือการมองผู้เสพเป็นผู้ป่วย ซึ่งผมมองว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดมากขึ้นครับ แต่ผมขออภิปรายบางส่วนถึง ร่างประมวลกฎหมายยาเสพติดฉบับนี้เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น และตั้งคำถามถึงข้อสังเกต บางข้อที่รัฐบาลไม่ควรละเลย ร่างประมวลกฎหมายยาเสพติดฉบับนี้มีความพยายามที่จะเปลี่ยน ผู้เสพเป็นผู้ป่วย ซึ่งเป็นมาตรการที่สำคัญมากอันหนึ่งในการที่จะแก้ไขปัญหายาเสพติด แต่สิ่งที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นแต่จำเป็นต้องทำก็คือการลบมายาคติออกจากสังคมไทย จากตัวเลขทางสถิติของกรมราชทัณฑ์พบว่า ณ วันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ มีผู้ต้องขัง ทุกประเภท ทั้งชายและหญิง ๓๗๕,๑๔๘ คน ในจำนวนนี้ติดคุกเนื่องจากคดียาเสพติด ๒๙๘,๕๑๗ คน หรือประมาณร้อยละ ๘๐ ของจำนวนผู้ต้องขังทั้งหมด ที่มากกว่านั้นก็คือเด็ก และเยาวชนในสถานพินิจกว่าครึ่งก็เป็นคดียาเสพติดครับ ข้อเท็จจริงนี้ชี้ให้เห็นว่าจำนวนคน ที่ล้นคุก ซึ่งทำให้การบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ต้องขังกลับคืนสู่สังคมด้อยประสิทธิภาพลง และผู้ต้องขังส่วนใหญ่เป็นผู้เสพหรือผู้ค้ารายย่อย ไม่ใช่พ่อค้ารายใหญ่ กฎหมายยาเสพติด ก่อนปี ๒๕๖๐ ใช้ข้อสันนิษฐานเด็ดขาดกับคดียาเสพติด หากคุณกระทำหรือครอบครอง ยาเสพติดตามเกณฑ์คุณผิดโดยไม่มีสิทธิโต้เถียง เพราะกฎหมายปิดปากไม่ให้คุณพูด จนเกิดวลีขึ้นว่าสู้ติดแน่ แพ้ติดนาน ผู้เสพและผู้พึ่งพิงยาเสพติดจึงกลายเป็นปีศาจในทุกกรณี และกระบวนการยุติธรรมของเราจึงเลือกที่จะกำจัดปีศาจก่อนที่จะมองเห็นว่าพวกเขา ก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งเช่นเดียวกับพวกเรา ผู้เสพจำนวนมากจึงต้องลงเอยโดยการเข้าไป อยู่ในคุก แต่คุกนั้นไม่ใช่สถานบำบัดอย่างแน่นอนครับ การจับผู้เสพเข้าคุกเท่ากับ การแปะป้ายอาชญากรให้เขา อีกทั้งการบำบัดรักษาที่ไม่ได้ผลส่งผลให้ผู้เสพเรียนรู้วิชา อาชญากรรม สร้างเครือข่ายยาเสพติดทั้งในและนอกคุก และเมื่อปล่อยตัวออกมาโอกาส จะไปต่อก็ริบหรี่ครับ พวกเขาจึงเหลือทางไม่มากนอกจากเข้าสู่เส้นทางอาชญากรรม ตามสิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากในคุก แต่จริง ๆ แล้วเส้นทางของพวกเขาเหล่านั้นยังมีครับ อันดับแรก เราต้องแก้ก่อนว่าผู้ใช้ยาไม่ใช่อาชญากร ผู้ใช้ยาอาจเป็นเหมือนคนป่วย ที่ต้องได้รับการดูแลรักษาจึงต้องได้รับการปฏิบัติเหมือนคนป่วย ไม่ใช่ปฏิบัติกับเขาเหมือน อาชญากร รายงานของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็นโอดีซี (UNODC) เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๖ ระบุว่ามีเพียงร้อยละ ๑๐ ของผู้เสพยาเสพติด ทั่วโลกเท่านั้นที่จัดเป็นผู้ติดยาเสพติดที่มีปัญหา ส่วนอีกร้อยละ ๙๐ ยังสามารถใช้ ชีวิตประจำวัน ทำงาน และดูแลครอบครัวได้ตามปกติ ดังนั้นหากเราไม่แก้มายาคติและลบ ภาพปีศาจออกจากสังคมไทยเสียก่อนการแก้ปัญหายาเสพติดด้วยแนวทางใหม่ย่อมยาก ที่จะเกิดขึ้นได้จริง🔗

ท่านประธานครับ สำหรับประการต่อไปนั้นสังคมไทยมองยาเสพติดว่า เป็นสิ่งชั่วร้าย ทำให้ที่ผ่านมาประเทศไทยเราใช้มาตรการหลักในการปราบปรามที่เรียกว่า ความไม่สามารถอดทนได้ต่อปัญหายาเสพติด หรือซีโร โทเลอแรนซ์ (Zero Tolerance) ส่งทอดมาสู่กฎหมายที่มุ่งลงโทษผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดอย่างหนัก จนเกิดสภาพการลงโทษ ที่ไม่ได้สัดส่วนกับการกระทำผิด เมื่อความอดทนต่อยาเสพติดเป็นศูนย์รัฐไทยจึงมุ่ง ปราบปรามและกวาดล้างโดยใช้กฎหมายและมาตรการทางอาญาเป็นเครื่องมือ มุ่งไปที่ การปราบปรามผู้จำหน่าย ผู้ผลิต ผู้เสพ แต่ผลที่ได้รับกลับตรงกันข้ามครับ เช่นทันทีที่เปลี่ยน ยาบ้าจากยาเสพติด ประเภท ๕ ขึ้นมาเป็นประเภท ๑ จากที่เคยซื้อกันในราคา ๘-๑๒ บาท ต่อเม็ด ราคาถีบตัวสูงขึ้นถึงเม็ดละ ๑๐๐-๑๕๐ บาท แล้วเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามกลไก ของตลาด เมื่อยาเสพติดมีมูลค่าสูงผลกำไรก็สูงขึ้นเป็นเท่าทวี เมื่อแรงจูงใจสูงขึ้น คนย่อมพร้อมที่จะเสี่ยงมากขึ้น แล้วเมื่อผู้เสพต้องหาเงินมากขึ้นเพื่อเข้าถึงยาปัญหาอื่น ๆ จึงตามมา เช่น การลักทรัพย์ การขายบริการทางเพศ ขณะเดียวกันคนกลุ่มนี้ก็กลายเป็น อาชญากรร้ายแรงไปโดยปริยาย ถูกตีตราเป็นคนคุก ถูกเสือกไสไปยังชายขอบของสังคม การมุ่งปราบปรามยาเสพติดโดยใช้มาตรการทางอาญาจึงจำเป็นต้องถูกทบทวน เพราะพิสูจน์ แล้วว่าไม่ได้ผล การคิดกำจัดให้หมดสิ้นนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ การเรียนรู้เพื่ออยู่กับยาเสพติด ต่างหากคือความจริงมากกว่าและทำร้ายคนน้อยกว่า แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะยอมรับได้ยากก็ตาม🔗

ท่านประธานครับ สำหรับร่างประมวลกฎหมายยาเสพติดฉบับนี้รัฐบาล ยังมีภารกิจอีกมากมายที่จำเป็นจะต้องเตรียมตัวและปรับปรุงในชั้นกรรมาธิการ ผมจึงขออนุญาตยกตัวอย่างบางข้อฝากถึงรัฐบาลโดยเป็นประเด็นคำถามดังนี้ครับ🔗

คำถามแรก ตามมาตรา ๑๐๕ ในเรื่องคณะกรรมการบำบัดรักษาและฟื้นฟู ผู้ติดยาเสพติด ซึ่งจะต้องเข้าใจผู้ป่วย แต่กรรมการโดยตำแหน่ง ๒๐ กว่าคนส่วนใหญ่ ล้วนแล้วแต่เป็นข้าราชการ ระบุเพียงให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเป็นผู้แทนจากองค์กรเอกชน อย่างน้อย ๑ คนเท่านั้น การกำหนดให้มีผู้แทนจากองค์กรเอกชนซึ่งเกี่ยวข้องกับ การบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเข้ามาอย่างน้อย ๑ คนนั้นน้อยไปหรือไม่ เนื่องจากคนกลุ่มนี้ทำงานเรื่องนี้มาอย่างยาวนาน มีประสบการณ์ เข้าใจ และคลุกคลีโดยตรง กับผู้ป่วย🔗

คำถามต่อไปครับ รัฐบาลจะมีแนวทางอย่างไรในการกำกับดูแล ติดตาม ผู้บังคับใช้กฎหมายหรือผู้ที่นำกฎหมายฉบับนี้ไปปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งยังมีทัศนคติด้านลบต่อยาเสพติดและผู้เสพ ซึ่งอาจมีการ บังคับ จับกุม เอาผิด หรือเรียกร้องรับผลประโยชน์จากผู้เสพได้🔗

สุดท้าย รัฐบาลจะมีแนวทางการสื่อสารกับสังคมวงกว้างอย่างไรให้เข้าใจถึง เจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้ที่เปลี่ยนมุมมองต่อผู้เสพไปเป็นผู้ป่วย ในขณะที่สังคม โดยทั่วไปยังเต็มไปด้วยอคติและการตีตราคนที่ใช้ยาเสพติด🔗

ท่านประธานครับ การจัดทำประมวลกฎหมายยาเสพติดนี้เป็นการปรับเปลี่ยน หลักการแบบรื้อทั้งระบบ เปลี่ยนวิธีคิดของสังคมทั่วไปและผู้ใช้กฎหมายโดยตรง แต่ทัศนคติ ของประชาชนทั่วไปไม่ยอมรับผู้ข้องเกี่ยวกับยาเสพติด เราจึงจำเป็นต้องชี้ให้เห็นว่าคนที่ เกี่ยวข้องกับยาเสพติดนั้นผู้ค้าต้องจัดการด้วยวิธีแบบหนึ่ง ผู้เสพถือว่าเป็นเหยื่อของ อาชญากรรมต้องจัดการด้วยวิธีอีกแบบหนึ่ง ซึ่งสังคมจำเป็นที่จะต้องเข้าใจก่อน ไม่เช่นนั้น การออกกฎหมายจะต้านสังคม จะทำให้การขับเคลื่อนเป็นไปได้ยากครับ ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ครับ🔗

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่น ขอกราบเรียนท่านประธานว่าผมเห็นด้วยในหลักการของร่างกฎหมายทั้ง ๓ ฉบับ คือ ร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. .... และร่างประมวลกฎหมาย ยาเสพติด แล้วก็ร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... แต่ผมเรียนท่านประธานว่ากฎหมายจะเขียนให้ดีอย่างไรก็ตามไม่อาจจะเป็นเครื่องมือที่ดี ของรัฐได้ ถ้าเราขาดผู้ที่จะทำหน้าที่ในการปฏิบัติตามกฎหมาย ในฐานะผู้บังคับใช้ กฎหมายที่ดี เพราะฉะนั้นวันนี้ผมจะขออนุญาตเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรี ใน ๒ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับภาพรวมของร่างกฎหมายทั้ง ๓ ฉบับนี้ ปัญหายาเสพติด เป็นปัญหาเรื้อรังของประเทศ แล้วก็เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประเทศไทย มาโดยตลอด ทั้งในด้านความมั่นคงของประเทศ ทั้งในด้านความมั่นคงทางสังคมของประเทศ ถ้าท่านรัฐมนตรีมีโอกาสส่งทีมงานลงไปเก็บข้อมูลในพื้นที่ชุมชนทั้งในเขตเมืองใหญ่ แล้วก็ ตามหมู่บ้านในพื้นที่ชนบท ผมเชื่อว่าท่านจะได้รับทราบข้อมูลว่าปัญหายาเสพติดแทรกซึมไป ถึงระดับล่างของสังคมไทย การที่เราพบเห็นข่าวคราวในการจับยาได้ลอต (Lot) ใหญ่ ๆ อย่างต่อเนื่องแสดงให้เห็นว่าตลาดหรือความต้องการยาเสพติดภายในประเทศยังมี ความต้องการอยู่อย่างสูง ทั้ง ๆ ที่ไม่มีฐานการผลิตในประเทศ คำถามที่ชวนสงสัยก็คือว่า แล้วยาเสพติดลอต (Lot) ใหญ่ต่าง ๆ เหล่านี้หลุดรอดเข้ามาในประเทศไทยผ่านระบบ การขนส่งมาได้อย่างไร นั่นคือประเด็นคำถามที่เชื่อมโยงไปสู่เรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ🔗

ในร่างกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับนี้มีจุดเด่นที่ผมอยากจะนำมาเรียนก็คือ การพยายามปรับปรุงแก้ไขกฎหมายในเรื่องความผิดกรณีเสพยาเสพติด เราเปลี่ยน หลักการใหม่ให้ผู้เสพยาเสพติดเป็นผู้ป่วยไม่ใช่ผู้กระทำความผิด จึงมีมาตรการในเรื่องของ การบำบัดรักษาและฟื้นฟู ในส่วนนี้ผมขอเรียนท่านรัฐมนตรีว่าเราจะบรรจุผลสำเร็จ ในเรื่องของการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดให้เขากลับคืนเป็นคนดีสู่สังคมได้นั้น จำเป็นจะต้องอาศัยกระบวนการที่สำคัญ ซึ่งกระบวนการต่าง ๆ เหล่านั้นนอกจากจะเป็น กระบวนการที่จะต้องมีมาตรฐาน ยังจะต้องมาจากการมีบุคลากรที่มีความรู้ มีความเข้าใจ และอุทิศตนในการที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยคือผู้ติดยาเสพติดให้เขาหลุดพ้นจากวงจรของ ยาเสพติดให้ได้ เพราะฉะนั้นลำพังตัวบทกฎหมายไม่อาจจะตอบสนองกระบวนการต่าง ๆ เหล่านั้นได้ถ้าเราไม่มีแนวทางในการสร้างบุคลากรที่มีคุณลักษณะอย่างที่ผมเรียน ให้ท่านรัฐมนตรีได้รับทราบ🔗

ส่วนที่ ๒ คือเรื่องการปราบปรามยาเสพติด เรื่องนี้เคยมีแนวคิดผ่านรัฐบาล หลายยุคหลายสมัย ทั้งการใช้มาตรการที่รุนแรงในการปราบปรามยาเสพติด และในชั้น ของการใช้มาตรการทางกฎหมาย แล้วที่สุดก็มาสู่วันนี้คือวันที่มีการปรับปรุงกฎหมาย เพิ่มมาตราส่วนในการลงโทษให้มีความรุนแรงขึ้น แยกผู้เสพยาเสพติดออกจากผู้จำหน่าย ผมยังมีข้อสงสัยกับบทบัญญัติหลายประการที่ถูกระบุไว้ในพระราชบัญญัติวิธีพิจารณา คดียาเสพติด โดยเฉพาะในประเด็นการเขียนกฎหมายให้อำนาจกับเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ในการที่มีอำนาจบังคับใช้กฎหมายได้หลายเรื่อง อย่างเช่นกรณีตามมาตรา ๑๑ ที่เรากำหนดให้เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. สามารถเข้าไปค้นพื้นที่สาธารณะหรือค้นเคหสถานได้ โดยไม่ต้องมีหมายค้น อยากจะได้ฟังคำชี้แจงจากท่านรัฐมนตรีว่ามีเหตุผล มีความจำเป็น อย่างไรในการที่ให้อำนาจกับเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. สามารถเข้าไปค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายค้น ทั้ง ๆ ที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาก็มีบทยกเว้นให้อยู่แล้ว ถ้าเป็นกรณีที่มี ความจำเป็นเร่งด่วนเจ้าพนักงานของรัฐก็สามารถเข้าไปค้นเคหสถานได้โดยไม่ต้องมีหมายค้น อยู่แล้ว เหตุใดท่านจึงต้องมาบัญญัติไว้เป็นกรณีเฉพาะในการให้อำนาจเช่นนี้กับเจ้าพนักงาน🔗

ประเด็นที่ ๒ คือการเขียนให้เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. เป็นเจ้าพนักงานสอบสวน และมีอำนาจที่จะขังผู้ต้องหาได้อย่างน้อย ๓ วัน และท่านยังเขียนต่อไปอีกว่าระยะเวลา ที่ถูกควบคุมตัว ๓ วันนี้ไม่ให้นับเป็นระยะเวลาการถูกควบคุมตัวตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา ชาวบ้านเขาอ่านแล้วก็มีความรู้สึกว่านี่คือการขังฟรี ๓ วันแรก โดยไม่ต้องส่งศาล ในขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง เมื่อจับผู้ต้องหาได้แล้ว แม้จะเป็นผู้ต้องหาที่กระทำความผิดอาญาร้ายแรงยังต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญาคือต้องนำตัวส่งพนักงานสอบสวนโดยเร็ว พนักงานสอบสวน มีอำนาจควบคุมตัวไม่เกิน ๔๘ ชั่วโมง หลังจากนั้นจะต้องส่งศาลไปขออำนาจฝากขังต่อศาล แต่พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติดเขียนให้เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. สามารถขังผู้ต้องหา ได้ ๓ วันเพื่อทำการสอบสวน หลังจากนั้นจึงส่งตัวให้พนักงานสอบสวน ท่านอาจจะตอบว่า อำนาจดังกล่าวเป็นอำนาจที่ถูกเขียนให้เป็นเรื่องการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ร้ายแรง ซึ่งพอเราไปดูนิยามคำว่า การกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดร้ายแรง เขียนไว้ว่า หมายถึง ความผิดเกี่ยวกับการผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครอง ซึ่งยาเสพติด แปลว่ามีไว้ในครอบครองก็ผิดฐานกระทำความผิดร้ายแรง เพราะฉะนั้นตรงนี้ จะเกิดปัญหาการตีความว่ามีไว้ครอบครองเพื่อเสพก็ผิดฐานกระทำความผิดเกี่ยวกับ ยาเสพติดร้ายแรง หรือมีไว้เพื่อครอบครอง เพื่อจำหน่าย ก็เป็นเรื่องที่ต้องไปพิสูจน์กัน แต่ว่า ในขั้นตอนของการจับกุมนั้นผมมีความกังวลใจว่าเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. จะตั้งข้อหา ที่มีความผิดร้ายแรงไว้ก่อน ส่วนผลที่สุดจะพิสูจน์ออกมาว่าผิดเหมือนกัน แต่ผิดไม่ร้ายแรง ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เหมือน ๆ กับหลาย ๆ กรณีที่เรามักจะพบพนักงานสอบสวนเวลาจับกุม ผู้ต้องหาได้มักจะตั้งข้อหาครอบจักรวาลไว้ก่อน แล้วที่สุดไปต่อสู้เอาเองว่าจากข้อเท็จจริง จะมีความผิดฐานไหนก็เป็นเรื่องที่ศาลจะต้องเป็นคนไปพิพากษาเอาเอง เพราะฉะนั้น ถ้าในการบังคับใช้กฎหมาย เจ้าพนักงานของรัฐคือเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ใช้อำนาจ ตามกฎหมายไปในทำนองเช่นนั้นจะทำให้เกิดภาพในมุมกลับก็คือเราจะไม่ประสบ ความสำเร็จ ท่านจะไม่ได้ใจจากพี่น้องประชาชน เพราะจะไม่ได้รับความร่วมมือจาก พี่น้องประชาชนในการที่จะเป็นหูเป็นตา ในการที่จะช่วยเหลือนำเสนอข้อมูลเพื่อนำไปสู่ การป้องกันและปราบปรามปัญหายาเสพติดในประเทศ🔗

ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านก็คือเรื่องของอำนาจ ในการเข้าถึงข้อมูล อันนี้เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ถูกเขียนอยู่ในมาตรา ๑๑/๖ ที่ให้อำนาจ เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ในการที่จะเข้าถึงข้อมูลของผู้ที่ต้องสงสัยได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ค่อนข้างคาบเกี่ยวกับเรื่องสิทธิส่วนบุคคล คาบเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลว่าบุคคลที่ท่าน ต้องสงสัยนั้นต้องมีข้อมูลเพียงพอที่จะเชื่อมั่นได้ว่าจะไม่มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น ในการที่ท่าน จะใช้อำนาจเข้าถึงข้อมูลของบุคคล เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องขออนุญาตฝาก ท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีครับ🔗

กล่าวโดยสรุปก็คือผมเห็นด้วยกับหลักการของกฎหมายทั้ง ๓ ฉบับ แต่ว่ามี ข้อห่วงกังวล แล้วก็ต้องการได้คำอธิบายจากท่านรัฐมนตรีในประเด็นต่าง ๆ เกี่ยวกับ การเขียนกฎหมายที่ให้อำนาจกับเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ที่มีอำนาจมากกว่าอำนาจของ เจ้าพนักงานตำรวจหรืออำนาจของเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง ตามที่เขียนไว้ในประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เนื่องจากมี ส.ส. ฝ่ายค้านเพิ่มชื่อมา ซึ่งอยู่ในกำหนดเวลา ๒ ชั่วโมงนะครับ ผมขอกำหนดลำดับให้ ส.ส. ฝ่ายค้านได้พูดในช่วงแรกหรือในช่วงนี้ ๒ ท่าน คือท่านธีรัจชัย พันธุมาศ พรรคก้าวไกล และท่านจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ พรรคเพื่อไทย จากนั้นจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ท่านบัญญัติ เจตนจันทร์ ตามด้วยสมาชิกวุฒิสภา ท่านสมชาย แสวงการ เชิญท่านธีรัจชัยครับ🔗

นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขออภิปรายในส่วนของร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดี ยาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่ได้เข้าการพิจารณาของรัฐสภา ในส่วนของ ร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ซึ่งตอนนี้ทางรัฐสภานั้นได้พิจารณา ๓ ฉบับ นั่นคือร่างประมวลกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดและให้ใช้ยาเสพติด ๓ ฉบับร่วมกัน กระผม เห็นว่าในกระบวนการในการจะปราบปรามยาเสพติดนั้นถ้าเราให้ประสิทธิภาพ ในการปราบปรามและให้สิ่งที่ยืดหยุ่นในการปราบปรามเป็นสิ่งที่ดี กระผมเห็นด้วย ในเชิงหลักการ แต่ยังมีในส่วนของวิธีการคือการใช้อำนาจ ที่กระผมจำเป็นต้องอภิปรายไว้ ในสภาแห่งนี้ก่อนที่จะเข้าสู่วาระที่สอง วาระที่สาม นั่นก็คือในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติ วิธีพิจารณายาเสพติดอันแรก ในส่วนของมาตรา ๑๑/๑ นั้นมีสิ่งที่สำคัญก็คือให้อำนาจ ทาง ป.ป.ส. เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. เข้าไปตรวจค้นได้ทั้งลับหลังและเวลากลางคืน สามารถเข้าไป ตรวจค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายศาล เมื่อสักครู่มีท่านสมาชิกรัฐสภาท่านหนึ่งอธิบายเบื้องต้นไว้ กระผมจะลงลึกอีกนิดหนึ่ง การให้อำนาจของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. เข้าไปตรวจค้นลับหลัง เจ้าของเคหสถานและเวลากลางคืนนั้นเป็นเรื่องที่มองในแง่ดีก็ดีในเชิงที่เร่งรีบทำ แต่มอง ในแง่ของสิทธิและเสรีภาพนั้นเป็นสิ่งที่อันตรายเหมือนกัน เพราะการไปค้นในเวลากลางคืน และลับหลังได้ถามว่าจะมีหลักประกันอะไรให้กับเจ้าของเคหสถานว่าจะไม่ถูกกลั่นแกล้ง ในเมื่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศเราในขณะนี้ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำไม่เป็น ที่น่าเชื่อถือเลย โดยเฉพาะคดีของบอส อยู่วิทยา ที่มีการสอบสวนอยู่หลายคณะในขณะนี้ และทำให้เกิดความเสื่อมถอยของกระบวนการยุติธรรมทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ สิ่งที่สำคัญการที่จะทำประโยชน์สาธารณะในการที่จะปราบปรามยาเสพติดจะต้องมีดุลยภาพ ระหว่างอำนาจของเจ้าหน้าที่กับสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ต้องสอดคล้องและเป็น ดุลยภาพกัน ไม่ใช่เอียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ในเมื่อในประเทศเราขณะนี้มีปัญหาถึงความ น่าเชื่อถือในกระบวนการยุติธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ทำไมให้อำนาจถึงเพียงนี้ ให้อำนาจ ในการค้นกลางคืนและลับหลัง ใครตรวจสอบ เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ในร่างตามมาตรา ๑๑/๑ ไม่มีการตรวจสอบ มีแต่ให้รายงานผู้บังคับบัญชาระดับสูงขึ้นไปเท่านั้นเอง ถามว่าศาลได้มา ตรวจสอบไหม ไม่ได้ครับ แล้วถามว่าเราจะปล่อยร่างแบบนี้ไปหรือครับ ถ้ามีปัญหาเกี่ยวกับ การเมืองจะมีการกลั่นแกล้งกันหรือไม่ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่น่าคิด ถ้ามีปัญหาเกี่ยวกับคนที่มา เคลื่อนไหวทางการเมือง ประชาชน นิสิต นักศึกษาไปเคลื่อนไหวจะถูกร่างอันนี้ไปกลั่นแกล้ง ได้หรือไม่ครับ ถามว่าเกิดได้ทุกเมื่อ เพราะอำนาจเขาเขียนอย่างไรครับ เขียนว่าเมื่อมีเหตุ อันควรสงสัยตามสมควรเป็นอำนาจดุลพินิจล้วน ๆ แล้วมาดูคำว่าเหตุสงสัยอันสมควร หมายความว่าอย่างไรครับ หมายถึง การรับรู้หรือมีจินตนาการว่ามีบางอย่างเป็นสิ่งผิดปกติ เกิดขึ้น โดยอยู่บนพยานหลักฐานที่ยังไม่มีข้อยุติหรือมีพยานหลักฐานเพียงเล็กน้อย หรือแม้กระทั่งไม่มีพยานหลักฐานเลย นี่คือเหตุอันสมควรนะครับ ก็สามารถเข้าค้นได้แล้ว เราให้อำนาจแก่คนกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นข้าราชการ ข้าราชการทุกคนไม่ใช่พระอรหันต์ที่ บรรลุธรรม ไม่มีรัก โลภ โกรธ หลง ไม่มีพวก แต่ในความเป็นจริงเราพิสูจน์อยู่แล้ว ตอนนี้ ยังแก้ไม่ได้เลย จะแก้อย่างไร ปัญหาการที่กลั่นแกล้งกัน ปัญหาช่วยเหลือคนจนติดคุก คนรวยมีทางออกเสมอ ยังไม่มีการแก้ไขเลย แต่ให้อำนาจเต็ม ๆ กับข้าราชการอีกหรือ เรื่องนี้กระผมคิดว่าเราควรที่จะมีการตรวจสอบถ่วงดุล ศาลจะเป็นองค์กรที่ตรวจสอบถ่วงดุล ได้อย่างดี หรือไม่ก็องค์กรฝ่ายนิติบัญญัติที่จะเรียกมาตรวจสอบ ร่างมาตรา ๑๑/๑ หลังจากที่ค้น สมมุติจะทำ เกณฑ์ในการทำ ระเบียบที่ออกมาจำเป็นที่ จะต้องออกระเบียบที่เคร่งครัด เข้มงวด ไม่ให้ใช้ดุลพินิจล้วน ๆ จะต้องใช้ปัจจัยทาง ภาวะวิสัย ไม่ใช่ใช้ความคิดหรือจินตนาการเท่านั้น ถ้าจะต้องร่างใหม่กระผมเห็นว่าอย่างนี้ นะครับ เพราะถ้าปล่อยไปแล้วจะมีคุกไว้ขังคนจน หรือบางทีคนที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับ ผู้มีอำนาจจะถูกขังด้วย เพราะอะไรครับ เพราะการค้นลับหลังจะยัดอะไรก็ได้ ยาเสพติด ใส่กี่อันก็ได้ ค้นเวลากลางคืนถามว่ามีคนกลางไปดูแลไหม ไม่มี ในร่างตรงนี้เขียนไว้หมดเลย ว่าคนที่ค้นเวลากลางคืนจะต้องเป็นหัวหน้า ในการเข้าค้นต้องเป็นข้าราชการพลเรือน ตำแหน่งบริหาร ตำแหน่งอำนวยการ ตำแหน่งนักวิชาการ ชำนาญการขึ้นไป ตำแหน่งทั่วไป ระดับอาวุโสขึ้นไป หรือข้าราชการตำแหน่งสารวัตรหรือเทียบเท่าขึ้นไป หรือข้าราชการทหาร ตำแหน่งผู้บังคับกองร้อยเทียบเท่าขึ้นไป ถามว่าคนนี้เป็นคนที่วิเศษกว่าคนอื่นไหมครับ ตำแหน่งสูง เราพิสูจน์มาหลายคนแล้วว่าคนที่มีตำแหน่งสูงไม่ใช่คนที่จะสุจริตเสมอไป ทำไม ไม่เอาคนกลางเข้ามาดู ทำไมไม่เอาระบบการรายงานตรวจสอบถ่วงดุลจากองค์กรอื่นที่ไม่ใช่ องค์กรฝ่ายของ ป.ป.ส. เช่น ศาล องค์กรนิติบัญญัติ หรือองค์กรอื่นมาตรวจสอบถ่วงดุลขึ้นมา เรื่องนี้กระผมไม่เห็นพ้องด้วยอย่างยิ่งที่จะให้อำนาจของคนใดคนหนึ่ง คณะใดคณะหนึ่ง เราเคยมีให้ความไว้วางใจในตอนร่างรัฐธรรมนูญบอกว่าจะให้ กกต. มีอำนาจในการ ตรวจสอบ มีอำนาจในการที่จัดการเลือกตั้งอย่างสุจริต เที่ยงธรรม แต่ถามว่าเวลาเอาเข้าจริง ตอนที่ร่างตอนนั้นสงสัยว่าจะเป็นองค์กรที่เป็นธรรม คัดคนอย่างขั้นเทพเลย แต่เอาจริง ๆ เป็นอย่างไร กกต. เคยติดคุกก็มี นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วไปไว้ใจบุคคลไม่ได้ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ เราควรจะต้องให้ความระมัดระวัง🔗

อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องที่ท่านสมาชิกเมื่อสักครู่ซึ่งเตรียมประเด็นมา เหมือนกระผม ก็คือในเรื่องของการถูกจับกุมและคุมขัง ๓ วันเลย ให้ตรวจสอบ ๓ วัน แล้วไม่นับอีก ๔๘ ชั่วโมง นั่นคือ ๕ วัน รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖ การตรากฎหมายเป็นการ จำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลต้องเป็นตามเงื่อนไขที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ กฎหมาย เดี๋ยวนี้เกิน รัฐธรรมนูญ ๔๘ ชั่วโมง แต่มาออกกฎหมายยกเว้นไว้ เดิม ๔๘ ชั่วโมง เพิ่มอีก ๓ วันเป็น ๕ วัน ถามว่ามีความจำเป็นอะไรที่จะต้องทำอย่างนั้น แล้วก็ลิดรอนสิทธิประชาชน อย่างนั้น เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่กระผมคิดว่าไม่จำเป็นต้องขยายขนาดนั้น จะสอบคดี ยาเสพติดเราก็ไปขอฝากขังที่ศาลได้ ให้ศาลอนุมัติว่ามีประเด็น มีเหตุต้องสอบอะไรบ้าง ทำไมต้องไปกักไว้ ๓ วัน สมัยก่อนเคยมีการจับกุมเสร็จแล้วเอาไปซ้อม ซ้อมให้สารภาพ สารภาพแล้วก็มาใช้ในศาลลงโทษจำคุกกันมากมาย เราพ้นตรงนั้นตอนแก้ไขประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ พ้นมาแล้วเราจะย้อนไปทำไม ให้อำนาจ มากมายไปทำไมในเรื่องนี้🔗

เรื่องสุดท้ายที่ผมอยากจะเรียนเป็นเรื่องของกระบวนการ ก็คือเป็นเรื่องของ การให้อำนาจในการเข้าไปตรวจสอบข้อมูลข่าวสารอื่นใดทางไปรษณีย์ โทรศัพท์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ เครื่องมือหรืออุปกรณ์ในการสื่อสาร สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อทางเทคโนโลยี สารสนเทศใด ถูกใช้หรืออาจถูกใช้เพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ซึ่งได้รับอนุญาตจากเลขาธิการ ป.ป.ส. สามารถยื่นต่อศาลไป ตรวจสอบได้ นี่คืออยู่ในมาตรา ๑๑/๕ เรื่องนี้ดูเหมือนดีให้อำนาจในการตรวจสอบ หมายถึง ว่ายาเสพติดนั้นเป็นสิ่งที่เลวร้าย แต่เราดูไหมว่าสิทธิและเสรีภาพ กระผมบอกแล้วว่า ประสิทธิภาพในการปราบปรามยาเสพติดกับสิทธิและเสรีภาพประชาชนจะต้องได้สมดุลกัน จะเอาประสิทธิภาพมาอย่างเดียวในการตรวจสอบทุกอย่าง กรณีอย่างนี้มั่นใจอย่างไรว่า จะไม่ใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยอ้างว่ามีเหตุอันสงสัยแล้วไปตรวจสอบฝ่ายตรงข้าม ทางการเมืองในเฟซบุ๊ก (Facebook) ในไลน์ (Line) ในสื่อโซเชียล (Social) อิเล็กทรอนิกส์ หรืออื่น ๆ ในส่วนตัวของบุคคลจะไม่ถูกใช้ มีหลักประกันอะไร เพราะกฎหมายให้ศาล จริงอยู่ให้ศาลแต่จะต้องพิจารณาถึงสิทธิ และต้องดูว่ามีเหตุจำเป็นอะไรที่จะต้องใช้ทุกกรณี เราเขียนไม่เข้ม เขียนกว้าง ๆ ให้ศาลใช้ดุลพินิจให้ขอ ถึงจะมีการถ่วงดุลก็จริงแต่ยังต้องเขียน มากกว่านี้ นั่นหมายถึงว่าต้องดูให้ลึกกว่านี้ ไม่ใช่ว่าใช้อย่างมาก และบางทีศาลก็ไม่ได้ดู ละเอียดทั้งหมดหรอกครับ เพราะว่าอยู่ที่การชงเรื่องชงที่ใครแล้วก็ใส่ข้อมูล เพราะที่เหลือคือ เหตุสงสัยและพยานหลักฐาน จะสร้างอย่างไรก็ได้ในส่วนนี้ กระผมจึงเห็นว่าเราควรที่จะลงรายละเอียด ถ้าจะให้หรือลดทอนอำนาจอย่าให้อำนาจใคร มากเกินไป อย่าถือว่ามนุษย์ทุกคนที่เป็นข้าราชการ ป.ป.ส. แล้วจะเป็นคนที่มีความเหนือกว่า คนอื่นและสุจริตกว่าคนอื่น ดังนั้นต้องมีการตรวจสอบ ถ่วงดุล เพื่อจะให้ประชาชนนั้นได้รับ การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพควบคู่ไปกับการปราบปรามยาเสพติดครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ พรรคเพื่อไทยครับ🔗

นายจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ศรีสะเกษ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้กระผมต้องบอกว่าเป็นวันที่ กระผมเองตั้งแต่เป็นผู้แทนราษฎรมา ปี ๒๕๓๘ จนถึงวันนี้ ๒๐ กว่าปีที่เราทำงานการเมือง มีคนอภิปรายมาตลอดว่าการบังคับใช้กฎหมายยาเสพติดนั้นมีตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๙ แล้วก็มี การออก มีการปรับปรุงแก้ไข จนมาถึง ๒๐ ฉบับ แล้วก็มีประกาศคณะ คสช. อีก ๔ ฉบับ รวมเป็น ๒๔ ฉบับ ทุกคนอยากเห็นกฎหมายที่กระจัดกระจายไปอยู่ตามองค์กรของ หน่วยราชการต่าง ๆ เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย หรือกระทรวงอื่น ๆ ที่ดูแล อยากให้มาประมวลเป็นกฎหมายฉบับเดียวกัน ซึ่งกระผมคิดว่า มันจะยากในการบริหารจัดการ และถ้าเรามารวมกันแล้วจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เป็นประโยชน์อย่างไรครับ อย่างน้อย ๆ ประชาชนตาดำ ๆ กับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเขาจะได้ ศึกษากฎหมายได้ อ้างอิงได้ และที่สำคัญกฎหมายอื่น ๆ ถ้าเรามารวมเป็นประมวล วันนี้ จึงได้เห็นทางรัฐบาลได้เสนอเรื่องด่วนขึ้นมา คือร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมาย ยาเสพติด พ.ศ. .... และร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด และร่างพระราชบัญญัติ ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... นั้นมีอยู่ประมาณ ๒๔ มาตรา ร่างประมวลกฎหมายยาเสพติดมี ๑๘๒ มาตรา และฉบับที่ ๓ ก็คือร่างพระราชบัญญัติ วิธีพิจารณาคดียาเสพติดที่มีการปรับปรุงเมื่อเปรียบเทียบกับปี ๒๕๕๐ จนมาถึงปัจจุบันมีอยู่ ประมาณ ๑๐ มาตรา เพราะฉะนั้นถือว่าเป็นกฎหมายที่อัปเดต (Update) ที่สุด นี่ไม่รวม กฎหมายที่มีการเปลี่ยนแปลงในเร็ว ๆ นี้เรื่องของกระท่อม เรื่องอะไรต่าง ๆ ซึ่งคงจะได้มี การพิจารณา กระผมเข้าใจว่าเพิ่งมีการดำเนินการ ตรงนี้เราพิจารณามานานแล้ว🔗

สิ่งหนึ่งที่กระผมเห็นดีด้วยก็คือในแง่ที่ ๑ การรวบรวมเป็นประมวล ในการศึกษาจะเกิดประโยชน์ ท่านประธานครับ เรื่องยาเสพติดเป็นเรื่องของพี่น้องประชาชน เราเข้าไปได้แค่ในหมู่บ้าน ในตลาด เขาบอกเราว่าเดี๋ยวนี้ซื้อยาเสพติด ซื้อยาบ้าเหมือนกับ ซื้อขนม มันหาง่ายเสียเหลือเกิน ทำให้บุกเข้าไปในโรงเรียน ในเยาวชน ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กระผมได้ยื่นญัตติในสภาผู้แทนราษฎร เรื่องการแก้ไขปัญหาและป้องกันยาเสพติด อย่างเป็นระบบ ครบวงจร แล้วก็มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอญัตติ ๘ ฉบับร่วมกัน แล้ววันนี้ตอนเช้าก็เป็นการประชุมนัดแรกของคณะกรรมาธิการชุดนี้ โดยเราได้ประชุมกัน แล้วก็ได้เร่งในระยะเวลาที่ท่านประธานชวน หลีกภัย ให้เวลา ๙๐ วัน จึงต้องเร่งทำงาน ประกอบกับวันนี้มีกฎหมายที่เข้ามาในสภาด้วย ก็ถือว่าเป็นพลังที่จะช่วยกันแก้ไขปัญหา ให้กับยาเสพติด กระผมอยากให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ได้สดับตรับฟังว่าขณะนี้รัฐบาล หรือว่าพวกเราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเอาจริงเอาจัง อยากให้พวกเราได้ลูกคืน เขามากอด ร้องไห้ว่าลูกติดยาทำให้เสียผู้เสียคน ถ้าเป็นผู้ชายก็ไปทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย ผู้หญิงก็จะเป็นเรื่อง ทางเพศบ้าง เรื่องการถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกกดขี่บ้าง ให้กลับเข้ามา เพราะฉะนั้นวันนี้ ในส่วนของกระผมเองและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คุณหมอกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ที่ได้ร่วม อภิปราย ก็ดีใจว่าเราได้มีกฎหมายทั้ง ๓ ฉบับขึ้นมาในแง่ดีคือได้ดูกัน🔗

ในแง่ที่ ๒ เรื่องการแพทย์ กระผมเองกับพวกที่เป็นแพทย์วันนี้ได้อภิปรายกัน หลายเรื่อง คือเราอยากให้ท่านดูแลทั้งหมด วันนี้ทางกฎหมายมีอยู่ ๓ พาร์ต (Part) นะครับ พาร์ต (Part) ที่ ๑ คือการป้องกันและปราบปราม มาตรา ๑ ถึงมาตรา ๑๐๓ แล้วส่วนที่ ๒ คือบำบัดรักษา มาตรา ๑๐๘ ถึงมาตรา ๑๑๙ และบทกำหนดโทษ มาตรา ๑๒๐ ถึงมาตรา ๑๘๒ นี่คือประมวล ดูง่าย แต่เราคิดว่ายาเสพติดสิ่งที่เราต้องแก้ไขเรื่องแรกเลยคือ การป้องกันและสร้างภูมิคุ้มกัน ตรงนี้เป็นเรื่องยากที่ต้องตระหนัก ต้องทำตั้งแต่สถาบัน ครอบครัว สามีภรรยาแต่งงานกันต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้เขา พอลูกเกิดมาไปเข้าโรงเรียน ก็ต้องสร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่ปฐมวัย ศูนย์เด็กเล็กในโรงเรียน ต่อมาก็ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา มหาวิทยาลัย แล้วก็ออกมาเป็นเยาวชนถ้าไม่ได้เรียน นี่คือการล้อมรั้ว ซึ่งเป็น ประโยชน์อย่างยิ่ง🔗

อันที่ ๒ คือการแก้ไข ปราบปราม และบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เรื่องกฎหมายนั้นถือว่าเป็นเรื่องใหญ่จริง ๆ เพราะว่าถ้าเราบังคับใช้กฎหมายยังไม่จริงจัง ก็ไม่จบไม่สิ้น แล้วที่สำคัญอยากให้ดูเจตนาในหลายเรื่อง มีคนอภิปรายหลายคนว่ายาบ้า ๑ เม็ดกับการที่ไม่ได้เจตนาเผลอเข้ามา กับยาบ้าเป็นร้อยเป็นพันเป็นพ่อค้า การดูเจตนา ต้องพิจารณาให้เห็นว่าจำนวนของการที่นำยาบ้าเข้ามาจะต้องแตกต่างกัน ให้เห็นว่า คนที่ตั้งใจทำจะต้องได้รับโทษอย่างรุนแรง นอกจากนั้นล่าสุดเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ก็มีข่าวว่าทาง ป.ป.ส. ก็ได้จับยาไอซ์ได้ในรอบเขตชายแดน ซึ่งในรอบเขตชายแดน ใน ๖ ประเทศเก็บได้ตั้ง ๓๒ ตัน ซึ่งเป็นการส่งต่อ เพราะฉะนั้นนอกจากการป้องกันแล้วก็คือ ต้องมีส่วนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน🔗

สุดท้ายในฐานะที่เป็นแพทย์ก็คือบำบัดรักษาและฟื้นฟูสภาพ ตรงนี้เราจะมี วิธีการอย่างไรไม่ให้คนกลับเข้ามาบำบัดแล้วบำบัดซ้ำต่ออีก ทำอย่างไรไม่ให้กลับเข้ามา แก้ไขต่อ ดังนั้นต้องดูในเรื่องของคนที่ติดอยู่ในเรือนจำ ทั้งนักโทษ ณ วันที่ ๑ สิงหาคม ประมาณ ๓๗๐,๐๐๐ คน เป็นยาเสพติดเสียประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ คน ตีแล้วประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ผู้ชายเข้ามา ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ในการไม่ให้มีปัญหา เรื่องเรือนจำและที่เราบอกว่าคนเสพเป็นคนป่วยเราต้องไม่ลงโทษ ถ้าลงโทษต่อไปก็จะถูก ตัดวงจร แต่รายย่อย รายใหญ่ ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ผู้มีส่วนรับรู้ อันนี้ต้องทำเต็มที่ นี่คือเรื่องที่ สำคัญ🔗

อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของการตรวจสอบทรัพย์สิน ที่ท่านรัฐมนตรีสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ท่านได้อภิปรายในสภา ในช่วงที่มีการอภิปราย เรื่องของงบประมาณก็ดี เรื่องของการอภิปรายในสภาว่าการตรวจสอบทรัพย์สิน ตรงนี้ เป็นจุดที่ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าถ้าคนธรรมดาที่ไม่มีเงิน ไม่มีทรัพย์สิน ไม่มีเงินเข้ามา เป็นแสนเป็นล้านได้หรอก ในเมื่อเขาทำธุรกิจค้าขาย คนละ ๑,๐๐๐ บาท ๒,๐๐๐ บาท เงินที่เข้ามาในออนไลน์ (Online) โอนกันไปโอนกันมา แต่ถ้าเป็นผู้ที่มีกิจการยาเสพติด เขาจะต้องมีเงินเข้ามาเยอะ แล้วชี้แจงได้ไหม ถ้าชี้แจงไม่ได้ก็เป็นเรื่องที่ท่านจะต้องส่ง ปปง. เข้าไปตรวจสอบ อันนี้เป็นเรื่องที่ถือว่าลงทุนน้อย แต่เป็นมาตรการที่ตรงใจ เพราะฉะนั้น ต้องใช้มาตรการนี้ให้รู้เลยว่านอกจากที่เราป้องกันและปราบปราม ที่ทำกันมาตลอด เราก็จะต้องมีมาตรการในการตรวจสอบทรัพย์สิน🔗

อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของการแก้ไขกฎหมายต่าง ๆ เรื่องของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติ ด้านสาธารณสุข อันนี้ดีมาก ที่บอกว่าอนุญาตให้นำไปใช้เพิ่มเติมในด้านการแพทย์อะไร ให้ดีขึ้น ยินดีอย่างยิ่ง แต่อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของการที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ ซึ่งต้องเรียนว่า ถ้าให้อำนาจก็คงต้องมีการถ่วงดุล มีการตรวจสอบ ซึ่งถ้ามีปัญหาเราคงจะต้องไปแก้ไข ในชั้นกรรมาธิการต่อไป เพราะกรรมาธิการคือศูนย์รวมของพวกเรา ทั้งสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และผู้ทรงคุณวุฒิ เข้ามาปรับปรุงเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม เพราะใน กฎหมายฉบับนี้บอกว่าตามรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติที่ ๒๖ ที่มีการละเมิดสิทธิและเสรีภาพ ก็มีการเขียนไว้แล้วว่ายกเว้นให้ เพราะฉะนั้นต้องเรียนว่าคงจะต้องใช้ในหลายเรื่อง ทั้งหลัก รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ ในการดูแล เพราะฉะนั้นวันนี้คณะของเราก็ยินดีที่จะให้ตั้งกรรมาธิการขึ้นมาเพื่อจะได้มาประมวล เพื่อให้ เกิดเป้าหมายใหญ่ หลักจริง ๆ กระผมเห็นด้วยว่าต้องให้ทำแบบนี้เป็นประมวลกฎหมาย ขึ้นมาแล้วพิจารณา แต่ในรายละเอียดซึ่งอาจจะมีข้อปลีกย่อยบ้างพวกเราก็จะเข้าไปแก้ไข แล้วก็หวังว่าทางท่านรัฐมนตรีคงจะได้ลงมาดูแล ก็ขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่ท่านได้เอา กฎหมายนี้เข้ามาเพื่อสิ่งที่พวกเรารอคอยและเป็นประโยชน์ยิ่ง🔗

ท้ายที่สุดนี้ต้องเรียนว่าการรับฟังความคิดเห็น การมีส่วนร่วม อย่าลืมนะครับ ต้นฉบับจริง ๆ เลยคือในพื้นที่ต้องให้เขามีส่วนร่วมรับฟังเยอะ ๆ โดยเฉพาะในโรงเรียน ในสถานศึกษา ในชุมชนต่าง ๆ การมีส่วนร่วมต้องเป็นหลักในการที่จะได้ออกกฎหมาย แล้วเขาจะได้เป็นส่วนหนึ่งในการป้องกันล้อมรอบ เป็นการสร้างภูมิคุ้มกัน เป็นส่วนหนึ่ง ให้เหมือนกับว่าเขาเป็นเจ้าของกฎหมายผู้ร่างด้วย จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง กราบขอบคุณ ท่านประธานและท่านรัฐมนตรีสมศักดิ์ เทพสุทิน ครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านบัญญัติ เจตนจันทร์ ครับ🔗

นายบัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจังหวัดระยอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขออภิปรายสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. ให้ใช้ ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. .... และร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด ซึ่ง ครม. เป็นผู้เสนอ🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผมต้องขอขอบคุณรัฐบาลที่ได้เสนอร่างประมวล กฎหมายยาเสพติด เป็นกฎหมายที่บูรณาการกฎหมายถึง ๒๔ ฉบับที่เกี่ยวกับการป้องกัน การปราบปราม การควบคุมยาเสพติด รวมถึงการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยา และสารเสพติดมาเป็นประมวลกฎหมายฉบับเดียวกัน ทำให้มีความสามารถในการบังคับใช้ กฎหมายได้ง่ายขึ้น สอดคล้อง และเหมาะสมต่อสถานการณ์ในปัจจุบันและอนาคต🔗

อย่างไรก็ตามกระผมก็ยังเห็นจุดอ่อนของร่างกฎหมายฉบับนี้ กล่าวคือมิติ ที่ควรที่จะได้หยิบยกมาพิจารณาก็คือ🔗

๑. การป้องกันเด็กและเยาวชน ประชาชนมิให้มีโอกาสสัมผัสยาเสพติด ให้เด็ก เยาวชน และประชาชนมีภูมิคุ้มกัน รู้เท่าทันพิษภัยยาเสพติด ในข้อนี้ยังอ่อนด้อยมาก🔗

๒. การควบคุมยาเสพติดมิให้โทษและพิษภัยของยาเสพติดได้แพร่ระบาดไปสู่ มือของคนที่ไม่รู้เท่าทัน แล้วก็ให้เกิดประโยชน์ทางด้านการแพทย์ ในส่วนการควบคุม ยาเสพติดกระผมถือว่ากฎหมายเดิมแข็งแรงเกินไป แล้วกฎหมายฉบับนี้ก็ได้นำจุดที่มี ความแข็งแรงเกินไปของกระทรวงสาธารณสุขนำมาไว้ใช้ทั้งหมด แล้วก็แข็งแรงมากขึ้น ซึ่งสักครู่เดี๋ยวกระผมจะได้อธิบายต่อไป🔗

๓. ประเด็นเรื่องของการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาหรือสารเสพติด ก็ยังเป็นห่วงว่าเมื่อกฎหมายฉบับนี้ผ่านมาแล้วจะมีความเพียงพอเรื่องของการบำบัดรักษา และฟื้นฟูหรือไม่ มีประสิทธิภาพจริงหรือไม่ ทำให้ผู้ติดยาหรือสารเสพติดกลับไปเป็นคนดี ของสังคมในสภาพที่มีความสมบูรณ์ของมนุษย์พอสมควรจริงหรือไม่🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ กฎหมายฉบับนี้มีความอ่อนด้อยเรื่องของ การป้องกันยาเสพติด เนื่องจากว่ากระผมได้เปิดดูทั้งฉบับแล้วพบว่ามีประโยคเดียว เท่านั้นเอง วลีเดียวเท่านั้นเอง คำว่าป้องกัน มีคำว่าป้องกันคำเดียวเอง แล้วไม่มี คณะกรรมการป้องกันยาเสพติดเลย กฎหมายฉบับนี้อาจจะเนื่องจากยกร่างโดย กระทรวงยุติธรรม ป.ป.ส. ก็มักจะเน้นเรื่องของการจับกุม แต่เรื่องของการป้องกันอันนี้ เป็นเรื่องของการศึกษา การศึกษายาเสพติดนี้ต้องศึกษาทางจิตใจด้วย เขาเรียกว่าต้องให้เด็ก เยาวชน พี่น้องประชาชนมีความรู้ที่ถูกต้อง รู้เท่าทันยาเสพติด รู้อย่างเดียวไม่พอโนว์เลดจ์ (Knowledge) ตัวเค (K) ซึ่งกระผมชอบพูดอยู่เรื่อย ไม่พอ เขาต้องมีตัวเอ (A) คือแอตติจูด (Attitude) ต้องมีความตระหนักรู้ด้วย แล้วก็ต้องมีตัวพี (P) คือแพรคทิส (Practice) ต้องปฏิบัติได้จริง ๆ มียาเสพติดอยู่ตรงหน้า ก็ไม่หยิบมาเสพ ต้องมีเคเอพี (KAP) ๑. รู้ ๒. ตระหนัก ๓. ปฏิบัติได้ และ ๔. เราเกิดมา ในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ สปิริต (Spirit) ความเป็นจิตอาสา อยากบอกผู้อื่นให้รู้ตามต้องมีตรงนี้ กระผมจึงขอเสนอแนะให้คณะกรรมาธิการวิสามัญ ที่จะพิจารณากฎหมายนี้ช่วยเพิ่มในหมวด ที่เรียกว่าคณะกรรมการป้องกันยาเสพติดด้วย จะประกอบด้วย กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข แล้วก็ ป.ป.ส. อย่างไรก็ไปออกแบบกันนะครับ🔗

ในประเด็นที่ ๒ ที่ผมว่าแข็งแรงเกินไปคือการควบคุมยาเสพติด ควบคุม เสียจนไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์เพื่อทางการแพทย์ได้ ปัจจุบันมีกัญชา มีกัญชง มีพืชฝิ่น มีเห็ดขี้ควาย ซึ่งถูกประกาศอยู่ในยาเสพติดให้โทษ ประเภท ๕ อย. ก็ควบคุมอย่างแข็งแรง ใครจะเอาไปเพาะไปปลูก ไปวิจัยมันยุ่งยากมาก แทนที่เลขาธิการ อย. จะอนุมัติ จะต้องผ่าน คณะกรรมการยาเสพติดของ อย. ซึ่งมันยุ่งยากมากจนไม่น่าจะเกิดการวิจัยและนำมาใช้ ประโยชน์ได้ กระผมขอให้ผ่อนคลายในส่วนนี้ลง โดยขอให้คณะกรรมาธิการวิสามัญ ช่วยไปปรับแก้ร่างประมวลกฎหมาย มาตรา ๒๙ (๒) กรณีให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษว่าชื่อใด ประเภทใด จะเพิกถอน จะเปลี่ยนแปลงชื่อ หรือประเภท ยาเสพติด โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ ป.ป.ส. อันนี้กระผมขอให้แก้ไขเป็น ภายใต้ ความเห็นชอบของคณะกรรมการยาเสพติด เนื่องจากคณะกรรมการ ป.ป.ส. มีแต่รัฐมนตรี ทั้งนั้น กระผมเชื่อว่าการประกาศต่าง ๆ นี้เป็นเรื่องของวิชาการ ควรที่จะเป็นคณะกรรมการ ยาเสพติดซึ่งเป็นนักวิชาการ จะต้องมีข้อมูลทางการวิจัยเข้ามาประกอบด้วยจะเกิดความ ว่องไว หากไปใช้ตามร่างเดิมจะทำให้ช่วงชั้นในการประกาศยาเสพติดต่าง ๆ มันยาวออกไป แล้วก็ยุ่งยากไม่ทันเหตุการณ์ อนาคตอาจจะมีสารเสพติดตัวใหม่ ๆ เกิดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว มีข้อมูลทางวิชาการสนับสนุน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขภายใต้ความเห็นชอบของ คณะกรรมการควบคุมยาเสพติดก็สามารถประกาศได้เลย แล้วก็ขอให้ไปแก้ในมาตรา ที่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ส. ว่าเปลี่ยนจาก การเห็นชอบ เป็น การให้ นโยบาย ให้คำแนะนำ และให้ข้อเสนอแนะแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แทนครับ ในส่วนนี้เนื่องจากในร่างประมวลกฎหมายนี้ไม่มีกัญชา กัญชง พืชกระท่อม มีพืชฝิ่น เข้ามาแทน กระผมเป็นห่วงครับว่าพืชฝิ่นเข้ามาแทนกัญชง กัญชา พืชกระท่อม แล้วใน กฎหมายนี้ไม่ได้ยกเลิก เนื่องจากร่าง พ.ร.บ. นี้ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด ในมาตรา ๗ และมาตรา ๘ ของร่าง พ.ร.บ. ให้ใช้ประมวลกฎหมายนั้นมิได้ยกเลิกกฎหมายลูกของ พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ ปี ๒๕๒๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติมทุกฉบับ ดังนั้นกัญชง กัญชานั้นจะยังคงอยู่ อย่างแน่นอน จึงขอเสนอให้เพิ่มในหมวดว่า ควรจะมีคณะกรรมการพืชควบคุมที่ให้สาร เสพติดแห่งชาติ มีสถาบันพืชควบคุมที่ให้สารเสพติดแห่งชาติเป็นผู้อนุมัติ อนุญาต ควบคุม การปลูก การรับซื้อ การกำหนดพื้นที่สายพันธุ์ แล้วก็ขอให้นิรโทษต้นพืชให้เป็นไทยเสียที ควบคุมสารทีเอสซี (TSC) ซึ่งเรารู้อยู่แล้วว่าสารทีเอสซี (TSC) นั้นเป็นสารเมา ให้นำทีเอสซี (TSC) นั้นไปเป็นยาเสพติดให้โทษ ประเภท ๑ ถึงประเภท ๔ จะทำให้เกิดการพัฒนาการใช้ พืชสมุนไพรที่มีสารเสพติดเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ให้มีความเจริญก้าวหน้า ขอให้คลาย การควบคุมในส่วนนี้ลง ดังนั้นกระผมจึงขอฝากคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้นนี้ได้รับ ข้อสังเกตของกระผมไปพิจารณาด้วย อย่างไรเสียกระผมจะได้ไปแปรญัตติในมาตราที่เกี่ยวข้อง กราบขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ผมจะประกาศรายชื่อผู้ที่จะอภิปรายต่อไปนะครับ ลำดับต่อไปจะเป็นท่านสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา แล้วจะกลับมาพรรคฝ่ายค้านนะครับ ท่านคารม พลพรกลาง พรรคก้าวไกล กับท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม พรรคเพื่อไทยนะครับ จากนั้นจะกลับมาท่านสุทัศน์ เงินหมื่น พรรคประชาธิปัตย์ พรรคร่วมรัฐบาล แล้วก็จะไปที่ ท่านไพฑูรย์ หลิมวัฒนา สมาชิกวุฒิสภา จากนั้นจะกลับมาพรรคร่วมฝ่ายค้าน ท่านนิยม เวชกามา และท่านขจิตร ชัยนิคม เป็นอันจบครบ ๒ ชั่วโมง แล้วก็มาพรรคร่วมรัฐบาล ท่านอิสสระ สมชัย ตามด้วยท่านไพฑูรย์ หลิมวัฒนา เชิญท่านสมชาย แสวงการ ครับ🔗

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพครับ ผม มชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอขอบคุณ ทางรัฐบาลที่ได้เสนอร่างกฎหมายประมวลยาเสพติดเข้ามาในส่วนของการปฏิรูปประเทศ ตามหมวด ๑๖ ต่อที่ประชุมรัฐสภา ซึ่งผมเห็นด้วยในหลักการของร่างกฎหมายดังกล่าว เพราะว่าเรื่องดังกล่าวนั้นเป็นผลจากการที่ความพยายามตั้งแต่ในยุคท่านรัฐมนตรี พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แล้วก็ต่อเนื่องมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง มีความพยายามที่จะเข้าสู่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติในขณะนั้นซึ่งใช้เวลานานพอสมควร แล้วก็เป็นที่ถกเถียง เพราะว่า แม้ร่างกฎหมายฉบับนี้จะเป็นกฎหมายที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการที่ ทำให้กฎหมายหลายฉบับ การดำเนินการกฎหมายตามหน้าที่ที่มีหลากหลายองค์กรให้เกิด ความสอดคล้อง แล้วก็บังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นรูปธรรมได้ชัดเจน ไม่สับสน การลงโทษ ในความผิดบางเรื่องที่เด็ดขาดรุนแรงเกินไปก็จะกระทำให้เหมาะสมกับความผิด แล้วก็ส่งผล ให้ผู้กระทำความผิดบางราย เช่น ผู้เสพเป็นผู้ป่วย หรือแม้กระทั่งการที่คนติดคุกมากกว่า ความเป็นจริง ในลักษณะของการนำเข้ายาเสพติดบางประเภทแค่จำนวนน้อยแต่กลายเป็น การนำเข้า อย่างนี้เป็นต้น จะต้องได้รับการแก้ไข ซึ่งอันนี้ผมเห็นด้วย เพียงแต่ว่า ประมวลกฎหมายยกเลิกกฎหมายหลายฉบับ ๒๔ ฉบับอย่างน้อย รวมถึงกฎกระทรวงต่าง ๆ ทำให้เกิดความยุ่งยาก สภานิติบัญญัติแห่งชาติใช้เวลาพิจารณาเป็นปีก็ยังไม่แล้วเสร็จ รัฐบาลก็ได้นำกลับมาแล้วก็ปรับปรุงหลายประการ ซึ่งผมคิดว่าสิ่งที่ท่านได้ชี้แจงแล้วก็ได้ ดำเนินการนั้นจะต้องสอดคล้องกับอนุสัญญาระหว่างประเทศด้านยาเสพติดที่เกี่ยวข้อง ๓ ฉบับ ไม่ว่าจะเป็นอนุสัญญาเดี่ยวว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ค.ศ. ๑๙๖๑ อนุสัญญาว่าด้วย วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ค.ศ. ๑๙๗๑ และอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้าน การลักลอบค้ายาเสพติดและวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ค. ศ. ๑๙๘๘ ด้วย เพราะว่า ปัญหายาเสพติดของประเทศไทยนั้นนับวันจะมีปัญหาทวีคูณมากขึ้น แล้วก็อย่างที่ เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้วก็คือคนล้นคุกส่วนใหญ่มาจากปัญหายาเสพติด ซึ่งผมคิดว่า เราแก้เรื่องการปราบเท่าไรก็ไม่หมด แต่ถ้าเราแก้ด้วยการใช้กฎหมายที่ประมวลแล้วรวมกัน แล้วก็รวมหน่วยต่าง ๆ ที่จะช่วยกันแก้ไขจะดำเนินการได้สำเร็จนะครับ ก็ขออนุญาต เป็นกำลังใจให้ในการสนับสนุน เพียงแต่ผมต้องเรียนว่าในการทำประมวลกฎหมายยาเสพติด และร่างกฎหมายดังกล่าวนั้นมีปัญหาซับซ้อนมากมายเนื่องจากเกี่ยวข้องกับหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในสายของตำรวจ อัยการ ป.ป.ส. ปปง. ราชทัณฑ์ รวมถึงศาล เพราะฉะนั้น ก็ยังมีปัญหาที่คณะกรรมาธิการต้องพิจารณาให้ละเอียดถึงความสอดคล้อง ต้องเรียนว่า มีทั้งในส่วนของสายยาเสพติดที่ดูแลในลักษณะของสายเหยี่ยวกับสายพิราบซึ่งมีความเห็น แตกต่างกัน แล้วก็มีข้อถกเถียงมากมาย ผมคิดว่าร่างกฎหมายฉบับนี้กว่าจะผ่านออกมาใช้ได้ คงใช้เวลาในคณะกรรมาธิการร่วมไม่น้อยกว่า ๓ เดือน ๖ เดือน แต่ทั้งหมดก็ให้กำลังใจ และผมคิดว่ามีข้อท้วงติงบางประการที่ผมยังสงสัยและยังไม่มั่นใจว่าจะอยู่ครบถ้วน ในกฎหมายฉบับนี้และสอดคล้องกัน🔗

ประการแรก คือร่างกฎหมายที่ท่านไปยกเลิกร่างพระราชบัญญัติยาเสพติด ให้โทษ (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๖๒ ร่างนี้มีความสำคัญอย่างไร ก็คือการทำให้กัญชามาใช้ในการ รักษาโรค ซึ่งต้องกราบเรียนว่าขณะนั้นผมเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และได้ร่วมกับ เพื่อนสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จำนวน ๔๔ ท่าน ได้เสนอความเห็นต่อสภา และได้ทำ กระบวนการรับฟังความคิดเห็น ตามมาตรา ๗๗ วรรคสอง ซึ่งใช้เวลาดำเนินการ และมี ผู้รับฟังความคิดเห็นมากถึงจำนวน ๑๖,๔๓๓ คน ในจำนวนนี้เห็นด้วยกับร่างกฎหมาย ดังกล่าว ๙๙.๑๓ เปอร์เซ็นต์ และยังมีผู้ที่ติดตามรับชมทางสื่อออนไลน์ (Online) ถึงการพิจารณากฎหมายฉบับนี้ ๙๒๙,๑๗๙ คน ร่างกฎหมายฉบับนี้ใช้เวลารับหลักการ ในสภาในวาระที่หนึ่ง ผ่านการพิจารณาของกรรมาธิการทุกวันครับ วันจันทร์ถึงวันศุกร์ แปดโมงเช้าถึงหกโมงเย็น ใช้เวลาพิจารณาผ่านสภา ๓๐ วัน เป็นของขวัญปีใหม่ให้กับ ประชาชนที่รอคอยการใช้แคนนาบิส ออยล์ (Cannabis oil) หรือน้ำมันจากกัญชา ในการรักษาโรค ไม่ว่าจะเป็นโรคเกี่ยวกับทางสมอง อาการชักกระตุก หรือบำบัดบรรเทา ในกรณีผู้ป่วยที่เป็นมะเร็ง ซึ่งมีการใช้ในแพทย์แผนไทย แพทย์แผนปัจจุบัน และ แพทย์พื้นบ้านแล้วนะครับ กฎหมายดังกล่าวใช้เวลา ๓๐ วันในการพิจารณา แล้วเป็น ของขวัญผ่านสภา เมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๑ ขณะที่ประมวลกฎหมายยาเสพติด ทั้ง ๒ ฉบับนี้ไม่สามารถผ่านสภาได้ทัน มาวันนี้ผมได้ตรวจดูร่างที่กระทรวงยุติธรรม และรัฐบาลได้ดำเนินการนั้นได้นำบางส่วนเข้าไปใส่ไว้ในร่างกฎหมายดังกล่าว โดยมี บางประการที่เป็นที่น่ายินดีนะครับ เช่นคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดซึ่งอยู่ในร่างประมวล กฎหมายยาเสพติด ท่านก็กรุณาใส่สิ่งที่เคยอยู่ในกฎหมาย (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๖๒ ก็คือ คณะกรรมการควบคุมยาเสพติด ท่านเพิ่มตามที่ได้แก้ไขไว้เดิมคือปลัดกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก อธิบดีกรมโรงงาน อุตสาหกรรม อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ อธิบดีกรมสุขภาพจิต นายกแพทยสภา นายกสภาการแพทย์แผนไทย และนายกสภาเภสัชกรรม โดยตำแหน่ง ร่วมกับ คณะกรรมการอื่น ซึ่งหมายความว่าท่านยังยอมรับเรื่องกรมการแพทย์แผนไทย แพทย์ทางเลือก และสภาการแพทย์แผนไทยเข้าไปอยู่ในกฎหมายฉบับนี้ มีหลายมาตราครับ ที่ได้เพิ่มในเรื่องของการกระทำที่เกี่ยวข้องกับการใช้กฎหมายดังกล่าว อย่างเช่นมาตรา ๕๘ ที่ยังคงให้ผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์แผนไทยและหมอพื้นบ้าน ตามวรรคหนึ่งนะครับ ดำเนินการรักษาผู้ป่วยได้ในกรณีที่ต้องใช้ยาเสพติดให้โทษ ประเภท ๕ หรือกัญชา อย่างที่ผมกราบเรียนนะครับ มาตราอื่นก็ยังพบเห็นได้บ้างบางมาตรา ว่าได้กำหนดให้ใส่ไว้ อย่างเช่นมาตรา ๓๙ อาจอนุญาตให้ผู้ป่วยซึ่งเดินทางระหว่างประเทศนำยาเสพติดให้โทษ ซึ่งต้องใช้ในการรักษาโรคเฉพาะตัวติดตัวเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักร พร้อมใบอนุญาตด้วย โดยมีใบสั่งยาหรือหนังสือรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบวิชาชีพทันตแพทย์ ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ผู้ประกอบวิชาชีพ การแพทย์แผนไทยประยุกต์หรือหมอพื้นบ้าน ตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพการแพทย์ แผนไทยซึ่งเป็นผู้ให้การรักษา ทั้งนี้การขออนุญาตและการออกใบอนุญาตให้เป็นไปตาม หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกำหนด ที่ผมยกตัวอย่าง ทั้งหมดมาถือว่าต้องขอบคุณที่ท่านไม่ได้ทิ้งกฎหมายฉบับนี้ที่มีทั้งหมด ๒๘ มาตรา พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๖๒ ผมกับเพื่อนสมาชิก ซึ่งมีทั้ง กรรมาธิการที่เป็น สนช. ด้วยกัน มีทั้งกรรมาธิการที่เป็นเภสัชกร ตัวแทนของ ป.ป.ส. ตัวแทนของอาจารย์แพทย์ด้านสมอง ตัวแทนของแพทย์แผนไทยต่าง ๆ เข้ามาช่วยกันทำ กฎหมายในขณะนั้น แล้วก็เอามาใช้เป็นประโยชน์ต่อการรักษาผู้ป่วย ซึ่งผมทราบดีครับว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการรกระทรวงสาธารณสุข คณะกรรมการ อย. ป.ป.ส. ต่าง ๆ ก็พยายามที่จะดำเนินการให้ใช้กัญชาเพื่อทางการแพทย์ ต่อไป แต่มีข้อกังวลและความสงสัยบางประการที่อยากฝากกรรมาธิการไปพิจารณา เพราะว่า ในร่างกฎหมายฉบับนี้มีการแก้ไข ซึ่งผมคิดว่ายังไม่มีความชัดเจนและจำเป็นต้องชี้แจงต่อ พี่น้องประชาชน ยกตัวอย่างเช่นคำนิยามของยาเสพติดให้โทษ ประเภท ๕ ซึ่งท่านได้ตัดเรื่อง กัญชา พืชกระท่อมออกไปหมดแล้ว แต่ก็ยังเหลือพืชฝิ่น ซึ่งผมคิดว่าการดำรงเรื่องพืชฝิ่น ไม่มีปัญหา แต่ว่าในบทต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับบทกำหนดโทษ บทการใช้ ยังคงมีทั้งลงโทษ และอนุญาตเกี่ยวกับการใช้ยาเสพติดให้โทษ ประเภท ๑ ประเภท ๒ หรือประเภท ๕ ยกตัวอย่างเช่นมาตรา ๑๕๘ ยังมีโทษจำคุกไม่เกิน ๑ ปี หรือปรับไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งผมกราบเรียนว่าเมื่อ ๒ อย่างนี้ปนกันอยู่ระหว่างยาเสพติดให้โทษ ประเภท ๕ ซึ่งถูกยกเลิกคำนิยามไปส่วนหนึ่ง แล้วนำไปใช้ทางการแพทย์ เช่นกัญชา หรือพืชกระท่อม ซึ่งได้กำหนดไว้ในกฎหมายฉบับที่แล้วเพื่อให้กำหนดเขตพื้นที่ปลูก พื้นที่เสพได้ กับยาเสพติดให้โทษ ประเภท ๕ เช่นพืชฝิ่นยังอยู่ การกำหนดโทษที่เขียนไว้ อาจจะยังไม่สอดคล้อง และการใช้อาจจะเกิดดุลพินิจและสับสนได้ในอนาคต ก็ขออนุญาต ฝากกรรมาธิการ อันนี้เป็นเรื่องที่ ๑🔗

เรื่องที่ ๒ สิ่งที่กังวลและหายไป และผมคิดว่าอาจจะเกิดปัญหาที่อยากให้ ผู้แทนคณะรัฐมนตรี ผู้แทน ป.ป.ส. หรือผู้แทนของกระทรวงสาธารณสุขได้ชี้แจงไปยัง พี่น้องประชาชน รวมถึงแพทย์พื้นบ้าน แพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ รวมถึง ผู้ป่วยนับล้านคนที่ได้ผลพวงจากแคนนาบิส ออยล์ (Cannabis oil) หรือยากัญชารักษาโรค ซึ่งได้มีการอนุญาตให้ใช้ตามบทเฉพาะกาลไปส่วนหนึ่ง แล้วก็ได้ใช้ในการรักษาผู้ป่วยมาแล้ว ในห้วงระยะเวลาหนึ่ง ส่วนที่หายไปก็คือในเรื่องของบทเฉพาะกาล ซึ่งความจริงถือว่าเป็น บทบังคับอยู่ใน พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวซึ่งมี ๒ ประเด็น คือในมาตรา ๒๐ เดิมบอกว่าภายใน ระยะเวลา ๓ ปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้คณะกรรมการควบคุมยาเสพติด ให้โทษประเมินผลการดำเนินงานเกี่ยวกับการอนุญาตให้ผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษ ประเภท ๕ เฉพาะกัญชา ทุก ๖ เดือน สิ่งเหล่านี้ ผมไม่เห็นในรายงานฉบับที่รัฐบาลเสนอ และผมไม่เคยเห็นรายงานว่าทุก ๖ เดือนหน่วยงาน ที่ทำหน้าที่เป็นเลขานุการของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษได้ดำเนินการประเมิน สิ่งเหล่านี้ตามกฎหมายไว้หรือไม่ ถ้าเห็นก็จะเกิดประโยชน์ ก็คือว่าในกฎหมายเขียนว่า ในกรณีที่เห็นสมควรปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการอนุญาตดังกล่าวให้คณะกรรมการ ควบคุมยาเสพติดให้โทษเสนอต่อรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์เกี่ยวกับ การอนุญาตให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ และปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์ เกี่ยวกับการอนุญาตต่อไป สิ่งที่ผมกราบเรียนก็คือว่าไม่ได้เห็นรายงานฉบับนี้ และไม่แน่ใจว่า ตอนพิจารณาทำกฎหมายได้เสนอเรื่องนี้ต่อท่านรัฐมนตรีในการที่จะทำกฎหมายให้รอบคอบ รัดกุม และเห็นปัญหาจากการใช้กฎหมายหรือไม่🔗

เรื่องที่ ๓ ที่เห็นว่าขาดไปอีกก็คือในมาตรา ๒๑ ซึ่งเขียนไว้ขณะนั้นเป็นการ พยายามที่จะประคับประคองเรื่องการใช้ยาเสพติดคือกัญชามารักษาโรค ขณะเดียวกัน ก็ต้องดูแลทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแพร่ระบาด การค้ายาเสพติด เด็ก และเยาวชน รวมถึงการเข้าถึงง่าย เพราะฉะนั้นจึงได้เขียนว่าภายในระยะเวลาเริ่มแรก ภายใน ๕ ปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ การขอรับใบอนุญาตผลิต นำเข้า หรือส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษ ประเภท ๕ เฉพาะกัญชา เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ หรือการรักษาผู้ป่วยตามมาตรา ๒๖/๒ ให้อนุญาตเฉพาะกรณีที่ผู้ขออนุญาตเป็นหน่วยงาน ของรัฐ ตามมาตรา ๒๖/๕ (๑) และหรือเป็นผู้ขออนุญาตตามมาตรา ๒๖/๕ (๒) (๓) (๔) หรือ (๗) ดำเนินการร่วมกับผู้ขออนุญาตที่เป็นหน่วยงานของรัฐ ตามมาตรา ๒๖/๕ (๑) ที่ผมต้องกราบเรียนถามตรงนี้เพราะอะไรครับ เพราะในบทที่เขียนไว้ ๕ ปีนั้นเป็นบท เปลี่ยนผ่าน เรายังไม่ได้เปิดให้เอกชนหรือบุคคลทั่วไปทำการในเรื่องของการปลูก และผม ก็ได้ทราบว่าทางท่านรัฐมนตรีมีแนวคิดหรือนโยบายของพรรคการเมืองว่าจะให้ปลูก ๖ ต้น ก็ต้องดูว่าการปลูก ๖ ต้นเพื่อการรักษา ไม่มีปัญหาครับ แต่การปลูก ๖ ต้นแล้วทำอย่างไร ที่จะครอบคลุมไม่ให้เกิดการระบาดของยาเสพติดเพิ่มขึ้น หรือไปใช้ในหมู่เยาวชน มีมาตรการเงื่อนไขอย่างไร เพราะในมาตรา ๒๖/๕ เขียนชัดเจนว่าหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่ ศึกษา วิจัย หรือจัดการเรียนการสอนทางการแพทย์ เภสัชกรรม วิทยาศาสตร์ เกษตร หรือมี หน้าที่ให้บริการทางการแพทย์ เภสัชกรรม วิทยาศาสตร์ หรือมีหน้าที่ให้บริการ ทางเกษตรกรรม เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์หรือเภสัชกรรม หรือหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ในการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขยาเสพติด หรือสภากาชาดไทย ทั้งหมดตาม (๑) สามารถไปดำเนินการทั้งปลูก นำเข้าต่าง ๆ ได้หมด ส่งออก จำหน่ายได้ แต่ว่าในหมวด ๒ หมวด ๓ หมวด ๔ และหมวด ๗ ที่ต้องมาร่วมกับ ราชการนั้นยังมีเรื่องที่เป็นข้อห่วงใย แล้วก็เขียนไว้ใน ๕ ปี ก็คือไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบ วิชาชีพเวชกรรม การแพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ หมอพื้นบ้าน รวมถึงสถาบัน การอุดมศึกษา ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งเราส่งเสริมให้เป็นวิสาหกิจชุมชนว่าด้วย กฎหมายส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจเพื่อสังคมตามกฎหมาย หรือสหกรณ์การเกษตร ทั้งหมดจะต้องไปร่วมมือกัน บทเหล่านี้คือบทที่ป้องกันการเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่มี มาตรการรัฐควบคุม ในร่างประมวลที่เสนอเข้ามาสู่สภาผมตรวจดูแล้วทั้ง ๑๘๒ มาตรา และตรวจทั้ง ๒๔ มาตรา แล้วอีกฉบับหนึ่งไม่พบว่าเรื่องนี้ยังคงอยู่หรือไม่ ซึ่งผมคิดว่า ในมาตรการ ๓ ปีกับ ๕ ปีที่เขียนไว้นั้นเป็นมาตรการสำคัญ จริงอยู่ครับท่านอาจจะปรับ กฎหมายประมวลยาเสพติดให้ดีขึ้น แต่ผมกราบเรียนว่ามันมีความจำเป็นที่จะต้องมี บทเฉพาะกาลหรือมีบทเปลี่ยนผ่านเพื่อให้ประชาชนที่เป็นผู้ป่วย แพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ หรือแพทย์แผนปัจจุบันที่ใช้หรือรับการรักษาอยู่ที่ต้องใช้กัญชา ใช้ยาเสพติดให้โทษ ประเภท ๕ ที่ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงนั้นมีบทที่เขายังต้องสามารถใช้อยู่ ต่อไปได้ ก็ขออนุญาตกราบเรียนถามเพื่อให้ได้มีการชี้แจงผ่านไปยังพี่น้องประชาชนให้เกิด ความเข้าใจและสบายใจได้ว่าหลังกฎหมายฉบับนี้ประกาศใช้แล้วเขาไม่ต้องกลายเป็น ผู้ที่กลับมาเริ่มต้นใหม่ กลายเป็นผู้เสพแล้วเป็นผู้ที่ถูกจับกุมคุมขังและลงโทษต่อไป ขออนุญาตฝากท่านประธานกราบเรียนไปยังคณะที่เสนอกฎหมายได้ชี้แจงให้ พี่น้องประชาชนได้รับทราบอย่างเข้าใจด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไป เชิญท่านคารม พลพรกลาง แล้วตามด้วยท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม จากนั้นจะเป็น พรรคร่วมรัฐบาล ท่านสุทัศน์ เงินหมื่น แล้วก็สมาชิกวุฒิสภา ท่านไพฑูรย์ หลิมวัฒนา เชิญตามลำดับครับ เชิญท่านคารมก่อนครับ🔗

นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จังหวัดร้อยเอ็ด ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานในเวลาที่ขอท่านไว้ ๗-๑๐ นาที🔗

นายวิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ขออนุญาตท่านประธานครับ ผมไม่ได้อะไรกับท่านคารมนะครับ ฝากท่านประธานบอก ท่านเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรไม่รู้เจาะอะไรดังตลอดเลย เดี๋ยวท่านคารมไม่มีสมาธิครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับที่เตือน ท่านเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเตือนเจ้าหน้าที่อย่าส่งเสียงดังนะครับ🔗

นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านประธานวิป (Whip) รัฐบาลครับ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพต่อร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวกับกฎหมายยาเสพติดที่คณะรัฐมนตรีเสนอมา เพื่อให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบในวาระแรก ผมมีความจำเป็นต้องลุกขึ้นอภิปราย เพื่อแสดงความคิดเห็นในฐานะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่อหน้าท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ผมขอกราบเรียนว่าปัญหา ยาเสพติดเป็นปัญหาที่เรียกว่าชกไปตรงไหนก็ถูก เพราะฉะนั้นการที่มีการรวมกฎหมายเข้าไว้ เป็นประมวลกฎหมายนี้ถูกต้องครับ เพราะเหตุว่าปัญหายาเสพติดขณะนี้เป็นปัญหาที่เป็น ต้นเรื่องของปัญหา เกือบเรียกว่ามากที่สุดปัญหาหนึ่งในประเทศนี้ เมื่อวานนี้ผมไปพบ อสม. ที่อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด แล้วบ้านผมอยู่อำเภอสุวรรณภูมิครับ ผ่านท่านประธาน ไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ขณะนี้ยาเสพติดมันลงไปยังเด็กเล็ก ๆ เอาไปผสมกับสุราให้เขาดื่ม เด็ก ๑๐ กว่าขวบมีแล้ว ต้องส่งเสียงไปยังบางจังหวัด อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ดด้วย ว่าการที่เราจะไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดแล้วร่ำรวย แล้วก็ประพฤติมิชอบต้องงดเว้น เพราะเหตุว่ายาเสพติดทำลายครอบครัว บั่นทอนสุขภาพ ของคนที่จะมาเป็นกำลังสำคัญของชาติ จึงขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่ามีหลายมาตราที่เขียนไว้ แล้วก็ปรับเปลี่ยน แต่ที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานคือเรื่องคัดแยก คัดกรองคนที่ป่วย และคนที่ประกอบ ธุรกิจ บ้านผมเขาเรียกเภสัชกร เรียกว่าจบครูมา จบตำรวจมา แต่ไปเป็นเภสัชกรขายยา แล้วก็ร่ำรวย มีบ้านใหญ่โต ผมไม่ห่วงเรื่องจะเขียนกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายเดิม มารวมเป็นกฎหมายนี้ ที่ผมห่วงคือห่วงการหากินจากขบวนการนี้โดยที่หลายคน ก็รู้เท่าไม่ถึงการณ์ แล้วก็ขบวนการนี้เป็นขบวนการที่น่ากลัว ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรมครับ ผมติดตามท่านมาก แล้วก็ชื่นชม จังหวัดร้อยเอ็ดนี่สถิติคดียาเสพติด ท่านรัฐมนตรีคงทราบดีว่าอันดับ ๑ ไปศาลเจอแต่คดียาเสพติด ไม่ว่าจะเสพ ไม่ว่าจะจำหน่าย เม็ดสองเม็ดเป็นเรื่องที่ค่าใช้จ่ายในกระบวนการยุติธรรมก็มาก ค่าใช้จ่ายในการที่จะมา บำรุงรักษา ค่าใช้จ่ายในเรื่องครอบครัว เขาไม่มีคนที่จะมาทำงานเพราะว่าเสพยา ดื่มสุรา เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้ผมเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นเรื่องคณะกรรมการ ป.ป.ส. คณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ซึ่งมีข้าราชการระดับสูง ผมอยากเห็นมากกว่านั้น อยากเห็นท่านให้ความสำคัญกับท้องถิ่น ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมครับ อยากกราบเรียนท่านว่าคนในพื้นที่ที่ใกล้ชิดกับประชาชนนอกจาก อสม. ที่ท่านสาธิต ปิตุเตชะ คุมอยู่ คนอย่างนี้มีคุณภาพ ดูแลเอกซเรย์พื้นที่ได้ว่าใครติดยา ใครมีอาการ เริ่มเข้าไปหายา ท่านต้องใช้คนพวกนี้ให้เป็นประโยชน์ ถัดมานิดหนึ่งคือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เยอะมากเลยครับ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านก็เกรงใจ เพราะฉะนั้นเวลามีปัญหายาเสพติดในหมู่บ้าน ไม่ค่อยกล้าบอก ไม่ค่อยกล้าตำหนิ ไม่ค่อยกล้าที่จะแสดงความเห็นออกมาว่าเรื่องนี้ไม่ถูกต้อง นายอำเภอก็ไม่ได้ทุกอำเภอ ข้าราชการฝ่ายปกครองจริง ๆ อยู่ในพระราชบัญญัตินี้ก็เขียนไว้ มีส่วนสำคัญครับ คือตำรวจส่วนหนึ่งดูแลโดยตรงอยู่แล้ว แต่ถ้าฝ่ายปกครอง ท่านเห็น ไหมครับ เวลาตำรวจไม่จับการพนัน ฝ่ายปกครองไปจับ จะดูเลยครับว่ามันมีการรีเช็ก (Recheck) กัน ยาเสพติดก็เหมือนกันตำรวจไม่ไปจับครับ ฝ่ายปกครองต้องลงไปจับ มีอำนาจหน้าที่อยู่แล้ว ถือว่าเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง แล้วก็เป็นพนักงานสอบสวน ระดับต้นอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ผมอยากจะกราบเรียนไปว่าถ้าวันนี้เราแยกแยะ คนป่วย คนเจ็บ แล้วก็รักษาเขา บ้านเราคนเกิดก็น้อย ตอนนี้แรงงานพึ่งประเทศพม่า พึ่งประเทศลาว พึ่งประเทศเพื่อนบ้าน เรามีคน ท่านลองดูครับคดียาเสพติดคนจำนวนเท่าไร กำลังคนพวกนี้ไม่มีจิตใจ ไม่มีกำลังหรอกครับ ติดยาเราก็ทราบดีว่ามันทำลาย บั่นทอน สุขภาพ เพราะฉะนั้นอยากจะฝากท่านประธานไปถึงฝ่ายบริหารว่ากฎหมายฉบับนี้ ถ้าคณะรัฐบาลจริงใจและแก้ปัญหาได้ท่านจะมีคุณค่า และพูดได้เลยว่ารัฐบาลท่านประสบ ความสำเร็จชิ้นใหญ่นอกจากเรื่องอื่น เพราะเหตุว่าวันนี้ผมสังเกตเห็นอย่างหนึ่งครับ ในฐานะ ที่เป็นนักกฎหมายด้วย มีนักกฎหมายหลายคน อาชีพผม หมายถึงว่าอาชีพก่อนที่ผมจะมา เป็น ส.ส. บางทีว่าความยาเสพติด ผมไม่แน่ใจว่ารู้กันกับคนมีอำนาจตัดสินไหม คดีนี้ยก รวย เพราะเหตุว่าอยู่ในขบวนการนี้หรือเปล่า อันนี้ท่านรัฐมนตรีต้องติดตามเช็ก (Check) ด้วย เพราะเหตุว่าลักษณะอย่างนี้เป็นการเอาเปรียบบ้านเมืองด้วย เอาเปรียบคนด้วย แล้วก็ไม่ได้ มีประโยชน์อะไร คนร่ำรวยขนาดไหนก็แล้วแต่สุดท้ายถ้าทำลายสังคม มัวแต่จะอยากได้ ร่ำรวยไปไม่ได้🔗

เวลาเหลืออีกนิดหน่อย กราบเรียนท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีว่าเวลาเรา จับยาเสพติดเยอะ ๆ เราเห็นข่าวที่ยึดทรัพย์ เวลาท่านรัฐมนตรีไปเผายาเสพติด ผมเคยไปร่วมสมัยที่ผมเคยอยู่ในรัฐบาลท่านทักษิณ ดูดีนะครับ ตอนยึดทรัพย์กองทุนมีเขียน ไว้ครับ ตามมาตรา ๑๙ เงินกองทุนใน พ.ร.บ. ที่ท่านเสนอมา ทำด้วยสิครับ ให้เห็น การยึดทรัพย์ ท่านรัฐมนตรีสมศักดิ์ครับ เพราะคนนี่ไม่กลัวติดคุกถูกไหมครับ ตามยึดทรัพย์ยังตามได้ ตามกฎหมายที่ท่านเสนอมานี้ ยึดทรัพย์แสดงให้เห็น ประชาสัมพันธ์ให้เห็นว่าเงินจากการค้ายาเสพติดไม่ทำให้คุณร่ำรวยได้ คนจะค่อย ๆ ถอยออกไป ผมมีอยู่เพียง ๒ ประเด็นสั้น ๆ อย่างที่กราบเรียนว่าให้ใช้ อสม. ให้ใช้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านในการตรวจสอบพื้นที่ ถ้าตำรวจคนไหนที่หากินกับกระบวนการนี้ เอาฝ่ายปกครองลงไป เขาเรียกว่าตรวจสอบอำนาจให้มันบาลานซ์ (Balance) กัน ทางผู้ว่าราชการจังหวัดก็ต้องดูแลอย่างเต็มที่ แล้วก็กราบเรียนว่ากระบวนการในการที่ ฟอกเงิน บ้านผมอำเภอสุวรรณภูมิ ผมก็มีข่าวบางทีดูธุรกิจไม่น่าร่ำรวยเลย ป.ป.ส. ลงไป ดูหน่อย เอ่ยชื่อตำบลไป ไล่ทีละตำบล ฝากท่านรัฐมนตรีไปนะครับ อำเภอทุ่งหลวงบ้าง อำเภอทุ่งกุลาร้องไห้บ้าง อำเภอสุวรรณภูมิบ้าง อันนี้เป็นพื้นที่แคบ ๆ ผมในฐานะเป็น ส.ส. เขตก็ต้องเรียนว่าผมพูดได้แค่นี้นะครับ เรื่องนี้อยากรวยเพราะเหตุว่ากระบวนการ ยาเสพติด อยากมีทรัพย์สินเยอะ แต่สุดท้ายไม่ได้ดูสังคมเลย🔗

ประเด็นสุดท้ายอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าเรื่องกัญชาที่พยายาม จะให้มาเป็นยารักษาโรคก็เอาให้ชัดครับ เอาให้ชัดว่าจะรักษาโรค แยกแยะให้มันชัดเจน ไม่ใช่มาเป็นอย่างนี้อยู่นะครับ คือจะเอาอะไรให้เป็นยา อะไรให้เป็นยาเสพติดก็เอาให้ชัดเจน ทางประชาชนเขาก็สับสนปนเปไปหมด ก็ขอกราบเรียนท่านประธาน แล้วก็ฝากท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ฝากไปยัง ผบ. ตร. ให้ดูพื้นที่ผมด้วย ผมสงสารนักเรียน เด็ก ๆ ติดยาแล้ว แล้วก็เห็นประชาชนติดยามากขึ้น กลับบ้านทีไรเห็นแล้วรันทดใจ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไป เรียนเชิญท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม แล้วก็ตามด้วยท่านสุทัศน์ เงินหมื่น ครับ ทางรัฐบาล จะชี้แจงหรือครับ ขออนุญาตนะครับ เชิญครับ ขออนุญาตให้ทางรัฐบาลชี้แจงก่อนนะครับ🔗

นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ ชี้แจงกับเพื่อนสมาชิกได้ดำเนินการอภิปรายมาหลายท่านด้วยกัน นะครับ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งต้องเรียนว่า การอภิปรายของเพื่อนสมาชิกรัฐสภาทุกท่านในวันนี้ส่วนใหญ่จะมีความเห็นด้วยในหลักการ ของประมวลกฎหมายฉบับนี้ แต่ว่าก็จะมีข้อเสนอแนะ ข้อกังวลนะครับ ผมจะรับไปในส่วนของ กระทรวงสาธารณสุข แล้วก็จะขอชี้แจงสั้น ๆ ๒ ประเด็น🔗

ประเด็นแรก ก็คือว่ามีข้อกังวลเกี่ยวกับกรณีของเพื่อนสมาชิกหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็นท่านเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร หรือท่านอาจารย์สมชาย แสวงการ แล้วก็อีกหลายท่าน ในประเด็นของการใช้อำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขที่จะประกาศประเภท ของยาเสพติดให้โทษ ซึ่งอันนี้ต้องเรียนว่าความจริงประเด็นที่กำหนดไว้ในมาตรา ๒๙ วรรคสอง ที่ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขไว้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีอำนาจตามประมวลกฎหมายนี้ที่จะประกาศประเภทยาเสพติด ซึ่งเดิมมาตรา ๒๙ ก็มีอยู่ ในร่างกฎหมาย พ.ร.บ. ยาเสพติดของเก่าอยู่แล้วนะครับ เพียงแต่ยกมาเกือบทั้งมาตรา อาจจะมีกรณีใน (๕) ที่ยกพืชกระท่อมและกัญชาออกไปจากยาเสพติดให้โทษ ประเภท ๕ แล้วก็เลยมาเขียนเป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขไว้ให้ประกาศ ก็ขอเรียนว่าในอำนาจตามประมวลกฎหมายฉบับนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จะประกาศได้ต้องได้รับความเห็นชอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ซึ่งในส่วนโครงสร้างนี้จะเป็นโครงสร้างที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แล้วก็มี กระทรวงที่เกี่ยวข้องเป็นคณะกรรมการ เพราะฉะนั้นในส่วนของการประกาศใด ๆ ก็ต้องเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ส. หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ที่จะให้ความเห็นชอบนะครับ อาจจะมีความเห็นต่างของเพื่อนสมาชิก สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร ท่านบัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดระยอง ท่านอาจจะเห็นต่างในแง่ของการเสนอความเห็นชอบ ที่ท่านเห็นว่าควรจะเป็นของ คณะกรรมการยาเสพติด ซึ่งไม่ใช่คณะกรรมการ ป.ป.ส. ซึ่งเล็กลงไป แต่ผมเรียนว่าในเหตุผล ที่สำคัญก็คือว่าการนำเสนอการประกาศประเภทยาเสพติดจะต้องนำเสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ส. เนื่องจากว่าเป็นในระดับนโยบายของประเทศ แล้วก็ต้องเชื่อมร้อยต่อกับสัญญา ระหว่างประเทศ เพราะฉะนั้นการดำเนินการในเรื่องนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะให้ คณะกรรมการในระดับชาติในส่วนที่กำหนดนโยบายมากำหนดและให้ความเห็นชอบ ซึ่งอันนี้ คิดว่าในประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้จะนำไปสู่การพิจารณาในวาระที่สอง ในขั้นพิจารณา รายมาตรา ส่วนประเด็นที่ให้ความเห็นหลายส่วน ซึ่งเป็นประเด็นที่สร้างสรรค์ แล้วก็ เป็นเรื่องดี นั่นคือการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด ซึ่งผมเรียนโดยภาพรวมว่า ร่าง พ.ร.บ. หรือประมวลกฎหมายฉบับที่เรากำลังพิจารณาอยู่นี้มีการพัฒนาจากข้อบกพร่อง หรือสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต ยกตัวอย่างเช่นว่าในกรณีที่เรามีผู้ต้องหาในคดียาเสพติด ที่เรา ตีความว่าเป็นแค่ผู้ป่วย ผู้เสพ ก็บังคับไปบำบัด แต่เราก็พบว่าการบำบัดนั้นอาจจะไม่ได้ ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากว่าทั้งเรื่องกำลังคน ทั้งเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย สุดท้าย กลายเป็นบังคับบำบัด ก็กลับกลายเป็นว่าไม่สามารถที่จะไปฟื้นฟูหรือทำให้เขาไม่กลับมาเสพ ยาเสพติดได้ อันนี้ก็เป็นปัญหา จึงมีการออกแบบขึ้นมาใหม่ตาม พ.ร.บ. ประมวลฉบับนี้ว่า การบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดอาจจะแบ่งเป็น ๒ ส่วน คือนอกจากการบังคับแล้ว ยังเปิดช่องทางเลือกในการสมัครใจของผู้ติดยาเสพติดเอง ซึ่งจะใช้กลไกใน พ.ร.บ. นี้ก็คือ พ.ร.บ. ประมวลยาเสพติดฉบับนี้ว่าในด้วยเรื่องของการฟื้นฟูสภาพซึ่งใช้สภาพทางสังคม เหมือนที่หลายท่านได้อภิปราย ไม่ว่าจะเป็นกลไกครอบครัว กลไกชุมชน กลไก อสม. ที่เป็น รั้ว ๔-๕ รั้วที่อยู่ใกล้ตัวเขาที่สุด อันนี้เป็นกระบวนการสมัครใจซึ่งเป็นการทำตาม สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่เขาควรได้รับ แล้วก็ต้องมองเขาเป็นผู้ป่วยไม่ใช่อาชญากรอีกต่อไป ซึ่งอันนี้ลงลึกในทางกฎหมาย ก็จะเป็นการนำเสนอข้อมูลโดยพนักงานสอบสวน แล้วก็ พนักงานอัยการนำเสนอไปสู่ศาล ผู้พิพากษาจะเป็นผู้ใช้ดุลพินิจเพื่อที่จะไปกำหนดว่า ผู้ติดยาเสพติดลักษณะที่มีสภาพแวดล้อมที่ไม่ใช่ผู้เสพติดหรือเป็นผู้ค้าจะนำไปสู่ การบำบัดรักษาและฟื้นฟู แล้วก็แบ่งเป็น ๒ ประเภท ไม่ว่าจะเป็นการบังคับไปบำบัด หรือการสมัครใจ ทั้งหมดนี้จะเป็นกระบวนการซึ่งเกิดขึ้นตามร่าง พ.ร.บ. ให้ใช้ประมวล กฎหมาย พ.ร.บ. ยาเสพติด พ.ศ. .... ร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด แล้วก็ร่าง พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดียาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพราะฉะนั้นในเรื่องของการบำบัดรักษา และฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดทั้งหมดมีข้อเสนอและข้อกังวลจากหลาย ๆ ท่านก็จะนำไปสู่ การพิจารณาในส่วนของกรรมาธิการ ในวาระที่สองต่อไป ก็ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ได้ให้ ความเห็น แล้วก็เห็นด้วยกับหลักการของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีครับ ต่อไปเชิญท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม และตามด้วย ท่านสุทัศน์ เงินหมื่น จากนั้นจะเป็นท่านไพฑูรย์ หลิมวัฒนา เชิญท่านอุบลศักดิ์ครับ🔗

นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลพบุรี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องกราบขอบพระคุณ คณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฯพณฯ สมศักดิ์ เทพสุทิน ที่ได้กรุณานำร่างพระราชบัญญัติ ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชบัญญัติมีทั้งหมด ๒๐ ฉบับ บวกประกาศอีก ๔ ฉบับ รวมแล้วเป็น ๒๔ ฉบับ กระจัดกระจายการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากว่ารัฐบาลได้เอาทุกสัดส่วนข้อดี ข้อเสียที่ผ่านมามารวบรวม เรียบเรียงให้กระชับและให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผมเชื่อว่าจะเกิดประโยชน์กับประเทศไทย🔗

ท่านประธานครับ ยาเสพติดให้โทษนั้นเป็นภัยร้ายแรงกับประชาชน ทั้งประเทศ ทำลายประเทศชาติทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิธีการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด หรือบำบัดผู้ที่เสพติดนั้น ผมคิดว่ามี ความจำเป็นถ้ารัฐบาลวางแผนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีการป้องกันนั้นท่านประธาน คงจะเคยได้ยินและรับทราบว่ามีสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์กรมหาชน) หรือว่าองค์กรทีไอเจ (TIJ) ซึ่งองค์กรดังกล่าวนั้นมีศาสตราจารย์พิเศษกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ เป็นผู้อำนวยการ เป็นการวางแผนด้านเด็ก สตรี เยาวชน และผู้นำระหว่างประเทศทั้งชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการดังกล่าวนั้นเป็นที่ประจักษ์กันไปทั่วโลกถึงสหประชาชาติ เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าท่านรัฐมนตรีสมศักดิ์นั้นมีวิสัยทัศน์ มีความคิด มีแนวทาง อย่างก้าวไกลไปสู่ระดับสากล ระดับสหประชาชาติเช่นเดียวกัน ถ้าหากว่าท่านได้วางแผน อย่างรอบคอบ ปัญหาตั้งแต่หมู่บ้าน ชุมชนทำอย่างไรที่จะมีวิธีการป้องกันเพื่อไม่ให้เยาวชน หรือทรัพยากรของชาติไปติดยาเสพติด ดังนั้นถ้าหากหมู่บ้าน ชุมชนปลอดยาเสพติด ผมเชื่อว่าทุกอำเภอ ทุกจังหวัด และประเทศไทยก็จะปลอดยาเสพติดและปัญหาต่าง ๆ🔗

ยาเสพติดผลิตในประเทศและต่างประเทศ วิธีการนำมานั้นผมเชื่อว่า ท่านรัฐมนตรีหรือผู้บริหารทราบดีว่าเข้ามาทางไหน ต้องกราบเรียนว่าท่าน ส.ส. วิสาร เตชะธีราวัฒน์ ซึ่งเป็น ส.ส. จังหวัดเชียงราย ท่านห่วงใย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดของท่าน ติดชายแดน ถ้าหากว่ารัฐบาลไปตรวจสอบดูว่าชายแดนนั้นคนหนึ่งมีบัญชีหลายสิบเล่ม บางครั้งไปขอเบิกเงินธนาคารธนาคารไม่มีให้ แสดงว่ารวย รวยจากอะไร อันนี้ผมอยากให้ ทางรัฐบาลได้ไปตรวจสอบทางชายแดนในคนที่มีบัญชีอย่างที่ผมได้กราบเรียนไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตามผมคิดว่าวิธีการป้องกันนั้นผมไม่อยากเห็นการปราบปรามโดยใช้วิธีการ ให้สินบน สินบนเป็นสิ่งที่ล่อใจทำให้ผู้มีอำนาจประพฤติหรือปฏิบัติไม่ชอบ ท่านจะสังเกตว่า บุคคลที่บริสุทธิ์จำนวนมหาศาลถูกต้องโทษ บางทีบุคคลที่บริสุทธิ์ไม่รู้เรื่องเลย แต่เมื่อจับแล้ว ก็มีการยัดยาใส่ให้ นั่นเป็นที่ประจักษ์ เป็นข่าวครึกโครมมาโดยตลอด🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่าวิธีการปราบปรามนั้นไม่ควรจะใช้ วิธีดังกล่าว ถ้าหากใช้วิธีดังกล่าวเป็นการเปิดช่องว่างให้ผู้มีอำนาจไปประพฤติมิชอบ แต่แน่นอนที่สุดท่านรัฐมนตรีเคยเป็นคณะรัฐมนตรีร่วมกับรัฐบาล พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ท่านจะมีประสบการณ์รู้ว่าสมัยนั้นนักโทษขาดหายไปมากพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรามีนโยบายว่าคนเสพเอาไปบำบัดรักษา คนค้าเอาไปประหารชีวิต แต่ถ้าหากว่ารัฐบาลเอาจริงเอาจังกับการกระทำดังกล่าวนั้นผมเชื่อว่าประเทศไทย จะปลอดยาเสพติด รัฐบาลเอาจริงเอาจังกับการกระทำดังกล่าวนั้นผมเชื่อว่าประเทศไทยจะปลอดยาเสพติด ในขณะเดียวกันนั้นถ้าปลอดยาเสพติดได้ทุกคนที่เกิดในประเทศไทย เป็นทรัพยากรของ ประเทศไทย เป็นหุ้นส่วนของประเทศไทย เป็นคลังสมองของประเทศไทย ถ้าหากว่าทุกคน มีโอกาสมาพัฒนาประเทศผมเชื่อวันนี้ประเทศไทยจะพัฒนาไปก้าวไกลกว่านี้ ท่านทราบดี อยู่แล้วว่าวันนี้ผู้ติดยาเสพติดนั้นประมาณ ๒๘๐,๐๐๐ คน เรือนจำของท่าน ผมได้กราบเรียน ไปแล้วว่าสามารถบรรจุหรือให้ผู้ต้องขังนั้นเข้าไปอยู่ได้เพียง ๒๐๐,๐๐๐ กว่าเตียง ไม่เพียงพอครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมถึงกราบเรียนท่านประธานว่าท่านมีความคิดที่ก้าวไกล ว่าทำอย่างไรที่จะขยายเรือนจำออกไปในชนบทหรือที่ห่างไกลกับชุมชน บรรยากาศก็ดี ไม่ใช่ว่านักโทษติดยาเสพติดแล้วจะกลายเป็นคนขี้คุกหรือคนขี้ยา เมื่อออกไปแล้วสังคม อาจจะรังเกียจ ผมจึงกราบเรียนว่าวิธีการปราบปรามและป้องกันนั้นควรจะมีวิธีการที่ ละเอียดอ่อน ไม่ใช่ว่าคนบริสุทธิ์ติดคุก แต่คนรวยไม่ติดคุกเพราะมีเงินไปดำเนินการเรื่องคดี ดังเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในยุคที่ท่าน รัฐมนตรีสมศักดิ์เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม วางแผนเพื่อให้ประเทศไทย ปลอดยาเสพติด ผมคิดว่าท่านสมาชิกหลายท่านได้ฝากการบ้านให้กับกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้น ผมคิดว่าควรจะเก็บข้อมูลต่าง ๆ นำมาศึกษาอย่างจริงจัง และเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ควรจะรวบรวบและเรียบเรียงแนวความคิดท่านสมาชิกทั้งหลายที่ได้นำเสนอไปแล้ว สิ่งใด ที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติควรจะดำเนินการอย่างเร่งด่วน🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่าวันนี้อยากจะเห็นสมาชิกรัฐสภาได้มีมติ เห็นชอบให้ตั้งกรรมาธิการเพื่อจัดกฎหมายฉบับนี้ให้เป็นหมวดหมู่และรวบรวมเพื่อให้เกิด ประโยชน์สูงสุดกับประเทศไทย ผมเรียนท่านประธานเพียงสั้น ๆ แล้วก็ฝากไปถึงท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมว่าอยากเห็นการปราบปรามอย่างจริงจัง พี่น้องชาวลพบุรี ฝากการบ้านมาว่าวันนี้ยาเสพติดเต็มเมืองแต่ผู้ค้าอยู่อย่างลอยนวล ร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี ท่านรัฐมนตรีก็น่าจะพอรู้จัก เพราะฉะนั้นตรงนี้กราบเรียนด้วยความเคารพ ถ้าหากว่า ไม่ตัดต้นตอแล้ว แน่นอนครับพี่น้องประชาชนเดือดร้อนมาก มาหารือผมอยากแจ้งตำรวจ ให้ไปจับลูกหลาน แต่ตำรวจไม่กล้าไปจับ เพราะเขากลัวจะติดยามากขึ้น อันนี้ก็กราบเรียน ด้วยความเคารพครับว่าไปดูคดีได้เลยจังหวัดลพบุรีมากที่สุด กราบเรียนว่าอยากเห็น การเปลี่ยนแปลงในยุคท่านรัฐมนตรีสมศักดิ์ เทพสุทิน ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสุทัศน์ เงินหมื่น จากนั้นจะเป็นท่านไพฑูรย์ หลิมวัฒนา ครับ🔗

นายสุทัศน์ เงินหมื่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม สุทัศน์ เงินหมื่น แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่น ขออนุญาตถือโอกาสนี้ชื่นชมรัฐบาลที่ให้ความสำคัญในการปราบปรามยาเสพติดให้โทษ และได้เสนอกฎหมายนี้เข้ามา กระผมในฐานะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาล สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ในการที่จะแก้ปัญหา ยาเสพติดอย่างเป็นระบบ🔗

ท่านประธานครับ ประเทศไทยเรานั้นมีสถานะเป็นแหล่งแพร่ระบาดของ ยาเสพติดที่มาจากพื้นที่ของประเทศเพื่อนบ้านอย่างมากมาย ยาเสพติดมีการลักลอบนำเข้า ในประเทศเป็นจำนวนมาก ประกอบกับราคายาเสพติดนั้นมีแนวโน้มที่จะลดลง จึงทำให้มี การซื้อขายแลกเปลี่ยน ขายส่ง และขายปลีกให้กับเด็กและเยาวชนสามารถเข้าถึงยาเสพติด ได้ง่ายขึ้น รวมทั้งการขยายตัวของการค้ายาเสพติดออนไลน์ (Online) ควบคู่ไปกับ การลักลอบส่งยาเสพติดทางพัสดุไปรษณีย์ ซึ่งปัจจุบันสำคัญที่ปัญหาการค้ายาเสพติด รายย่อยและการแพร่ระบาดของยาเสพติดขยายวงกว้างมากขึ้น การแพร่ระบาดของ ยาเสพติดพบว่ามีพื้นที่แพร่ระบาดยาเสพติดจากการประเมินสถานะหมู่บ้าน ชุมชน ของกระทรวงมหาดไทยร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำรวจหมู่บ้าน ชุมชนทั่วประเทศ จำนวน ๘๒,๑๒๗ แห่ง พบว่าร้อยละ ๓๐ ยังมีปัญหา ยาเสพติดโดยหมู่บ้าน ชุมชน จำนวน ๓,๔๔๐ แห่ง ยังมีปัญหายาเสพติดมาก กลุ่มประชากร ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเด็กและเยาวชน อายุ ๑๕-๒๔ ปี โดยเป็นผู้เข้ารับ การบำบัดรักษา ร้อยละ ๓๘ เป็นผู้กระทำความผิดยาเสพติด ร้อยละ ๓๕ และข้อมูลจากการ ประมาณการของเครือข่ายองค์กรวิชาการสารเสพติดในประชากรกลุ่มเสี่ยง อายุ ๑๒-๖๕ ปี จำนวน ๕๐ กว่าล้านคน พบว่าเป็นกลุ่มผู้เคยใช้สารเสพติดในช่วง ๑ ปีประมาณ ๑.๙๕ ล้านคน เป็นกลุ่มผู้เคยใช้สารเสพติด ๑ เดือนประมาณ ๑.๑๓ ล้านคน และเป็นกลุ่ม ผู้ใช้สารเสพติด ๒๐ วันใน ๓๐ วันประมาณ ๔.๕ แสนคน ยาเสพติดจึงเป็นปัญหาหลัก คือพบว่าผู้ต้องหาถูกจับในคดียาบ้า ร้อยละ ๖๙ และเป็นผู้เข้ารับการบำบัดรักษายาบ้า ร้อยละ ๗๙ และยาเสพติดที่ต้องมีการเฝ้าระวัง ได้แก่ ไอซ์ เฮโรอีน แอมเฟตามีน (Amphetamine) และอีเฟดรีน (Ephedine) ที่พบแนวโน้มว่าจะมีการแพร่ระบาดยิ่งขึ้น ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดดังกล่าวนั้นขณะนี้ประเทศไทยได้มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ ยาเสพติดหลายฉบับรวมกันซึ่งกระจัดกระจายไปอยู่ตามหน่วยงานต่าง ๆ และองค์กรต่าง ๆ ซึ่งเป็นปัญหาในเวลาปฏิบัติเป็นอย่างมาก โดยเหตุนี้เองการที่มีกฎหมายเกี่ยวกับการป้องกัน ปราบปราม ควบคุมยาเสพติด รวมถึงการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ที่กระจายไปอยู่หลายฉบับ ทำให้การดำเนินการตามกฎหมายแต่ละฉบับเป็นหน้าที่ และอำนาจของหลายองค์กร ทำให้การบังคับใช้กฎหมายและปฏิบัติตามกฎหมาย ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีความสับสน ล่าช้า และเป็นช่องว่างให้เกิดการทุจริตของบรรดา เจ้าหน้าที่ และเป็นช่องว่างให้เกิดการหลีกเลี่ยงกฎหมายของผู้ที่ปฏิบัติหรือผู้ประสงค์ที่จะ หลีกเลี่ยงทางกฎหมายเพื่อประกอบการค้าของตนเอง ผมจึงเห็นว่าในการที่รัฐบาล ได้รวบรวมเอากฎหมายทั้งหมด ทั้งการป้องกัน การบำบัดรักษา การจำแนกประเภท ยาเสพติดมาไว้ในกฎหมายฉบับเดียวกัน เพื่อประโยชน์ในการควบคุม บำบัดรักษา และ ผู้ปฏิบัติตามกฎหมายจะได้ใช้อย่างชัดเจน ขณะเดียวกันในการพิจารณาคดียาเสพติดนั้น ถ้ายังใช้ระบบกระบวนการพิจารณากฎหมายอาญาทั่วไปแล้ว แล้วในการพิจารณาคดียาเสพติดนั้นถ้ายังใช้ระบบกระบวนการพิจารณากฎหมายทั่วไปแล้ว อาจจะไม่ทันท่วงทีในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด การที่รัฐบาลได้เสนอ ร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เป็นวิธีพิจารณาพิเศษ ออกมาส่วนหนึ่ง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการดำเนินคดี การจับกุม คุมขัง การบำบัดรักษา การดำเนินคดียึดทรัพย์อย่างรวดเร็วจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ในการดำเนินกระบวนการ ในการปราบปรามและป้องกันของยาเสพติด🔗

ท่านประธานที่เคารพ ถึงอย่างไรก็ตามก็ยังมีส่วนที่บกพร่องอยู่บางประการ ในร่างทั้ง ๓ ฉบับดังกล่าว ซึ่งผมเองได้อาสาพรรคในการที่จะเข้าไปเป็นกรรมาธิการเพื่อไป ปรับปรุงแก้ไขในชั้นกรรมาธิการต่อไป ในเวลาอันจำกัดนี้ผมขอเรียนยืนยันว่าร่างกฎหมาย ทั้ง ๓ ฉบับนี้จะเป็นประโยชน์และเป็นทิศทางใหม่ของประเทศในการที่จะป้องกัน และบำบัดรักษายาเสพติดซึ่งเป็นภัยอันตรายอย่างร้ายแรงของประเทศในปัจจุบัน ขอบพระคุณครับ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ได้กลับมา ขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปคุณไพฑูรย์ หลิมวัฒนา ครับ🔗

นายไพฑูรย์ หลิมวัฒนา สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มการบริหารราชการแผ่นดิน และความมั่นคง

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ผม ไพฑูรย์ หลิมวัฒนา สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอสนับสนุนทั้ง ๓ ร่างครับ ประเด็นสำคัญ ที่สนับสนุน มีดังนี้ครับ🔗

ประเด็นที่ ๑ ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาที่มีความสำคัญส่งผลต่อความมั่นคง ของโลกและของประเทศไทย ที่ทุกประเทศในโลกถือเป็นนโยบายสำคัญที่จะลดปัญหาให้ได้ รวมทั้งประเทศไทยได้ประกาศเป็นวาระแห่งชาติหลายครั้ง แต่ปัญหายาเสพติดก็ยังคงอยู่ และมีแนวโน้มมากขึ้น🔗

ประเด็นที่ ๒ จากการติดตามแก้ไขปัญหายาเสพติดของโลกพบว่านโยบาย ยาเสพติดของโลกหรือยูเอ็น (UN) มีการเปลี่ยนแปลงไปจากสมัยก่อน การแก้ปัญหา ยาเสพติดก็เหมือนกับการแก้ปัญหาคอมมิวนิสต์คือเน้นการปราบปราม เน้นความรุนแรง อย่างเด็ดขาดก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ หลายประเทศจึงได้มีการปรับนโยบายต่าง ๆ ทำให้ ทั้ง ๒ ปัญหาได้รับการแก้ไขที่เบาบางลง🔗

ประเด็นที่ ๓ เครื่องมือสำคัญอันหนึ่งที่จะส่งผลต่อการแก้ไขปัญหายาเสพติด ก็คือกฎหมายครับ กฎหมายเป็นการสะท้อนการปฏิบัตินโยบาย เมื่อทิศทางการแก้ไขปัญหา ยาเสพติดมีการเปลี่ยนแปลงไปเช่นเดียวกับทิศทางของโลกก็ต้องมาดูกฎหมายว่าจะมีการ ปรับปรุงอย่างไร🔗

ประเด็นที่ ๔ เท่าที่ดูกฎหมายดังกล่าวขออภิปรายให้ข้อคิดเห็นสนับสนุน ดังนี้ครับ🔗

(๑) ด้านการปฏิรูปกฎหมาย ถือเป็นครั้งแรกที่ได้มีการรวบรวมกฎหมาย ยาเสพติดซึ่งมีอยู่หลาย ๑๐ ฉบับมารวมไว้ในกฎหมายประมวลยาเสพติด ซึ่งถือว่าเป็น การปฏิรูปกฎหมายและปฏิรูปการแก้ไขปัญหาที่ถือเป็นนโยบายที่สำคัญของรัฐบาล อย่างสำคัญยิ่งครับ🔗

(๒) ด้านนโยบายการแก้ไขปัญหา ถือเป็นกฎหมายที่สามารถให้ใช้นโยบาย ในการแก้ปัญหาที่สอดคล้องกับการแก้ไขปัญหายาเสพติดที่เป็นทิศทางของโลก ไม่ได้เน้น การปราบปราม การลงโทษ แต่เปิดนโยบายทางเลือกอีกหลายประการ🔗

(๓) ด้านการสร้างเอกภาพกลไกนโยบาย ที่ผ่านมากฎหมายยาเสพติด หลายฉบับต่างก็มีศักดิ์ทางกฎหมายเท่า ๆ กัน แต่ละฉบับต่างก็มีกรรมการกำกับดูแล เป็นการเฉพาะ ไม่ได้ขึ้นกับกรรมการ ป.ป.ส. ซึ่งถือว่าเป็นกลไกนโยบายยาเสพติด จึงทำให้ ไม่มีหลักประกันว่ากรรมการตามกฎหมายแต่ละชุดจะมีนโยบายที่สอดคล้องกัน อาจขัดแย้งกันหรือไม่สอดคล้องกันได้ แต่ร่างประมวลกฎหมายฉบับนี้กำหนดให้กรรมการ ป.ป.ส. เป็นกลไกหลักด้านยาเสพติดของชาติ ซึ่งจะทำให้นโยบายยาเสพติดเป็นเอกภาพ มากกว่าเดิม🔗

(๔) ด้านการกำหนดประเภทของยาเสพติด ที่ผ่านมาการกำหนดประเภท ของยาเสพติดในกฎหมายที่เป็นอยู่ได้ถูกกำหนดไว้ในกฎหมายชัดเจน เช่นยาบ้าอยู่ใน ยาเสพติด ประเภท ๑ เช่นเดียวกับเฮโรอีน การจะปรับว่ายาเสพติดแต่ละประเภทอยู่ใน ประเภทไหน จะปรับเปลี่ยนแปลงประเภทอย่างไร ต้องเป็นการแก้ไขกฎหมายเท่านั้น ซึ่งเป็น ขั้นตอนที่ยุ่งยากมาก แต่ในร่างประมวลกฎหมายใหม่มีการปรับปรุงในส่วนนี้ โดยให้ การปรับเปลี่ยนประเภทของยาเสพติดสามารถแก้ไขได้โดยการแก้ไขเป็นประกาศ หรือกฎกระทรวงแค่นั้น ซึ่งสามารถจะแก้ไขได้ง่ายและยืดหยุ่นกว่า ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ดี อย่างยิ่ง🔗

(๕) ด้านการยอมรับนโยบายยาเสพติดใหม่ นโยบายยาเสพติดของประเทศ ในโลกมีนโยบายต่าง ๆ ที่ใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายต่อผู้เสพ โดยมองปัญหาของผู้เสพ ยาเสพติดเป็นปัญหาเชิงสาธารณสุข ปัญหาสุขภาพซึ่งจะต้องดูแลอย่างเหมาะสม เพื่อลดปัญหาต่อผู้เสพ ลดปัญหายาเสพติด ซึ่งที่ผ่านมานโยบายเหล่านี้ทำไม่ได้เลยครับ เนื่องจากติดข้อกฎหมาย ร่างประมวลกฎหมายนี้ได้ปรับปรุงให้สามารถทำได้ ทำให้มี ทางเลือกใหม่ ๆ ของนโยบายยาเสพติดได้มากขึ้น🔗

(๖) ด้านการใช้ประโยชน์จากยาเสพติดและพืชเสพติด ซึ่งเป็นนโยบาย ต่อเนื่องจากเรื่องกัญชา กัญชง หรือพืชกระท่อม ซึ่งยังคงเปิดโอกาสให้ดำเนินการพัฒนา ต่อไป ก็ถูกบรรจุไว้เช่นเดียวกัน🔗

(๗) นโยบายด้านการบำบัดรักษา ที่ผ่านมากฎหมายการบำบัดรักษากระจาย อยู่หลายฉบับ ทำให้การปฏิบัติด้านการบำบัดทั้งโดยสมัครใจ แบบบังคับบำบัด และ แบบต้องโทษจึงขึ้นอยู่กับกฎหมายฉบับเดียว และเกิดช่องว่างในการประสานจุดเชื่อม ในแต่ละระบบ ทำให้ทิศทางการบำบัดอาจจะเหลื่อมล้ำกัน แต่ในประมวลกฎหมายนี้ ได้มีการจัดระบบอย่างชัดเจน ด้วยระบบสมัครใจ ด้วยระบบที่ต้องใช้กฎหมาย ทำให้ การปฏิบัติมีทิศทางที่ชัดเจนขึ้น🔗

(๘) ด้านการจัดตั้งกลไกการบำบัดรักษาผู้เสพ มิได้มุ่งแต่บำบัดอย่างเดียว ที่สำคัญคือการคัดกรอง การฟื้นฟูช่วยเหลือ ซึ่งจะเป็นการปฏิบัติต่อผู้เสพที่ถูกต้องและยั่งยืน ที่ผ่านมาการปฏิบัติเหล่านี้เป็นเพียงแนวทางเท่านั้น ยังไม่ได้จัดเป็นกฎหมายด้านการบำบัด ร่างประมวลกฎหมายฉบับนี้ได้ระบุให้มีการจัดตั้งศูนย์เหล่านี้โดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งศูนย์ คัดกรอง ศูนย์ช่วยเหลือ ซึ่งจะทำให้ระบบการบำบัดรักษาและดูแลผู้เสพได้ครบวงจรมากขึ้น🔗

(๙) เรื่องโทษยาเสพติด ที่ผ่านมาโทษตามกฎหมายยาเสพติดถือว่าเป็น โทษหนักและรุนแรง ในหลายกรณีไม่สัมผัสกับการกระทำผิด ตัวอย่างเช่น พกยาเสพติด ไม่กี่เม็ดข้ามพรมแดนก็ถูกข้อหานำเข้าหรือส่งออก ซึ่งมีโทษรุนแรง ทั้ง ๆ ที่อาจจะเป็นแค่ ผู้เสพเท่านั้น ซึ่งจะต้องมีโทษนำเข้าและส่งออกยาเสพติด โดยมีระบุโทษขั้นต่ำไว้ ทำให้ต้องมี ความผิดไม่น้อยกว่าโทษขั้นต่ำ ร่างประมวลกฎหมายนี้ได้เอาโทษขั้นต่ำออก เหลือแต่โทษ สูงสุด ซึ่งจะทำให้สามารถพิจารณาโทษตามความเหมาะสมตามพฤติกรรมด้วยครับ🔗

(๑๐) ด้านการดำเนินการต่อเครือข่ายสำคัญตามความเป็นจริง เป็นการ กำหนดให้มุ่งดำเนินการต่อลูกค้ารายสำคัญ โดยอาศัยหลักฐานพฤติกรรมการกระทำความผิด รวมทั้งเปิดให้มีการดำเนินการต่อทรัพย์สินได้อย่างมากขึ้น ปรับปรุงจุดอ่อนที่ผ่านมา🔗

ท่านประธานครับ ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นจุดเด่นของร่างประมวลกฎหมาย ยาเสพติดที่ออกมาใหม่ ซึ่งขอสนับสนุนอย่างเต็มที่เพื่อให้มีการแก้ไขปัญหายาเสพติด สามารถดำเนินการได้อย่างคล่องตัว ไม่ติดกับข้อกฎหมายอย่างที่ผ่านมา การที่ไม่สามารถ แก้กฎหมายปัญหายาเสพติดได้อย่างเต็มที่เพราะข้อจำกัดของกฎหมาย ทำให้หน่วยงาน ปฏิบัติไม่สามารถทำนโยบายใหม่ ๆ รวมทั้งที่เป็นเรื่องที่ควรกระทำ จึงขอเสนอมุมมอง เพื่อพิจารณาและให้สามารถผ่านกฎหมายฉบับนี้ได้อย่างรวดเร็ว เพื่อเป็นเครื่องมือที่ดี ในการแก้ไขปัญหายาเสพติดให้กับประเทศ กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปคุณนิยม เวชกามา ครับ🔗

นายนิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สกลนคร

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมยินดี อย่างยิ่ง และยอมรับในหลักการของกฎหมายทั้ง ๓ ฉบับ ซึ่งวันนี้ถือว่าเป็นกฎหมาย ปฏิรูปประเทศ เนื่องจากกฎหมายทั้ง ๓ ฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ดูแลพี่น้องประชาชนในฐานะ เป็นร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. .... ต้องขอบคุณท่าน รัฐมนตรีสมศักดิ์ที่มีความเห็นและนำกฎหมายฉบับนี้เข้าประชุมสภา เพราะตอนนี้ทุกท่าน ที่อยู่ที่นี่ ทุกท่านที่อยู่ในประเทศคงปฏิเสธไม่ได้ว่าบ้านเมืองเต็มไปด้วยยาเสพติด โดยเฉพาะ ยาบ้า บ้านผมไม่พูดถึงยาอื่น ยาบ้าล้นบ้านล้นเมือง เพราะฉะนั้นในเมื่อมีกฎหมายฉบับนี้ ผมก็รออยู่ว่ารัฐบาลคิดอย่างไร เพราะฉะนั้นถ้าเอากฎหมายทั้ง ๓ ฉบับคือร่างพระราชบัญญัติ ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. .... ร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด และร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... แสดงให้เห็นว่าถ้าเอากฎหมายนี้ ความจริงก็ไม่ใช่กฎหมายใหม่ครับท่านประธาน เป็นกฎหมายเก่า เพียงแต่รวบรวมเข้ามาเป็นหมวดหมู่แล้วมาใช้ในกระบวนการเดียวกัน เดิมทีเดียวมันอยู่เต็มไปหมด การดำเนินการก็ลำบากในการปฏิบัติ ยาบ้าถึงเต็มบ้านเต็มเมือง แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อมีกฎหมายฉบับนี้จะทำให้ยาบ้าหรือยาเสพติดลดลงนะครับ มันอยู่ที่คน อยู่ที่ผู้ปฏิบัติ🔗

ท่านประธานครับ ผมชอบใจมาตรา ๓ ในลักษณะของการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด ทำไมผมบอกชอบ เพราะวันนี้การปราบปรามก็ดี การบำบัดรักษาก็ดี กระทรวงสาธารณสุขมายืนยันเมื่อ ๒-๓ วันก่อนว่าล้มเหลว ไม่ได้ผล เพราะอยู่ที่ตัวคน เพราะฉะนั้นถ้าในมาตรา ๓ ท่านขึ้นว่าการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไข ปัญหายาเสพติด ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับต้องป้องกัน อย่างอื่นว่าทีหลัง ทำอย่างไร คนของเราถึงจะไม่ติดยา🔗

ท่านประธานครับ รู้ไหมว่าคนที่บ้านผม พ่อแม่พี่น้องซึ่งมีลูกมีหลานวันนี้ ต้องหลบลี้ลูกหลาน ทำไมหลบลี้ เพราะเขามาขอเงินซื้อยาบ้า พอมาขอไม่มีเงินให้มันจะฆ่า เอาครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้ก็เป็นพลังหนึ่งในการรวบรวม ผมเห็น ในมาตรา ๓ (๖) บอกว่าการติดตามและประเมินผลการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไข ปัญหายาเสพติด สำคัญที่สุดคือเมื่อป้องกันแล้วต้องมีการประเมินผล ผมถึงชอบใจจุดนี้ เพราะฉะนั้นต้องขออภิปรายเป็นบางมาตรา บางอย่างก็เป็นเรื่องดี แต่บางอย่างผมอยากให้ ทบทวน🔗

ท่านประธานครับ บอกว่าเมื่อมีการประกาศใช้นโยบายระดับชาติแล้วว่าด้วย การป้องกัน ผมเห็นด้วยในการป้องกัน ขึ้นต้นด้วยคำว่าป้องกัน อย่าขึ้นต้นด้วยคำว่า ปราบปราม แต่ในวรรคสุดท้ายของมาตรา ๓ ซึ่งผมว่าต้องแก้ไข ผมอาจจะแปรญัตตินะครับ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ส. ดำเนินการทบทวนนโยบายและแผนระดับชาติทุก ๕ ปี ในความรู้สึกผมวันนี้ยาบ้าเต็มบ้าน ล้นบ้านล้นเมือง ๕ ปีช้าไป ต้องประเมินเป็นปี ๆ ไป อย่าปล่อยถึง ๕ ปี ส่วนที่ผมบอกตอนแรกว่ามีกฎหมายแล้วไม่ใช่ว่ายาบ้าจะหายไปจาก ประเทศไทย ไม่ใช่ครับ เพราะผมเห็นรายชื่อตามหมวด ๒ คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามยาเสพติด อันนี้มีอยู่ในกฎหมายเก่าของ ป.ป.ส. เพราะบอกว่ามาตรา ๔ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือเรียกโดยย่อว่าคณะกรรมการ ป.ป.ส. เหมือนเดิมครับยกมาทั้งกระบิ คนที่เป็นประธาน คณะกรรมการชุดนี้คือนายกรัฐมนตรี ชุดนี้ก็มีเหมือนเดิมครับ จาก ๙ กระทรวง ๑๒ องค์กร ก็อันเก่าละครับ เพราะฉะนั้นถ้าหากยังใช้กรรมการชุดเก่าแล้วไม่ทำงานอย่างจริงจัง ไม่ได้หรอกครับท่านประธาน ไม่สำเร็จ ผมต้องยืนยันว่าในเมื่อท่านทำแบบนี้มีหลายมาตรา ที่ผมดู มาตรา ๑๑๑ กับมาตรา ๑๑๒ ไปโยงใส่ในมาตรา ๘๕ คือในมาตรา ๑๑๑ ท่านเขียนไว้แบบนี้ผมเป็นห่วง เป็นห่วงอย่างไร เพื่อประโยชน์ในการบำบัดรักษาผู้เสพ ยาเสพติด ให้พนักงาน ป.ป.ส. พนักงานฝ่ายปกครอง ตำรวจ มีอำนาจหน้าที่ ๑ ๒ ข้อที่ ๓ นี่ผมเป็นห่วง การตรวจค้นสถานที่โดยไม่ขออำนาจศาล ท่านอ้างว่าเพื่อความรวดเร็ว กลัวเขาจะเอายา ไปหมด นั่นเป็นประเด็นที่ท่านคิดเอง เพราะบุคลากรของเราวันนี้ไม่เต็มร้อย ท่านจะเห็นว่า หลายอันไม่เต็มร้อย ไม่เต็มร้อยอย่างไร ที่มีปัญหาทุกวันนี้เพราะคนของรัฐไปเกี่ยวข้อง จะเห็นว่าพระธาตุพนม ในจังหวัดนครพนม เขาบอกว่าในเรื่องที่ให้เขาไปเป็นสายซื้อยา วันนี้ ก็บอกว่าจะเอาเงินเขา พอกลับมาถ้าไม่ให้เงินติดคุก ผมถึงบอกว่านี่ละคือการตรวจค้น คนของเราไม่มาตรฐาน คนของเรายังต่ำกว่าเกณฑ์ เพราะฉะนั้นเห็นพระธาตุพนม ในจังหวัดนครพนมนี่เป็นปัญหาอยู่ ไปดูสิท่านประธานเอาเงินเขาไป ๘,๐๐๐ บาท บอกให้ไป ซื้อ ๖,๐๐๐ บาท อีก ๒,๐๐๐ บาทก็เอาเงินไปเสีย แต่สุดท้ายมาวันนี้บอกถ้าไม่อย่างนั้น ติดคุกนะไม่เอาเงินมาให้ ๗๐,๐๐๐ บาท อันนี้คือสายตำรวจ ผมถึงบอกว่ามาตรฐานมันต่ำ และมาตรา ๑๑๒ นี้ผมจึงเห็นว่าประชาชนมีส่วนเกี่ยวข้องที่สุดคือชุมชน ผมอยากให้ไปใส่กับ มาตรา ๘๕ ว่าอยากให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นอำนาจตามกฎหมาย ฉบับนี้ย้อนไปให้ชุมชนเขามีบทบาทในการกำกับดูแลหรือมาดูแลโดยเฉพาะการตรวจ ปัสสาวะทั้งหลาย ชุมชนดีที่สุด ขอบคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านต่อไปนะครับ คุณขจิตร ชัยนิคม ครับ🔗

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย เขต ๓ จังหวัดอุดรธานี ขณะนี้เรากำลังพิจารณาร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. .... เสนอโดยคณะรัฐมนตรี ผมขอฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีนะครับ มีคนชมเชย ท่านเยอะ แต่ว่าผมจะพูดความจริงว่ากฎหมายที่ท่านเสนอไม่ใช่กฎหมายปฏิรูป ไม่ได้ปฏิรูป ตั้งแต่มาตราแรกจนกระทั่งถึงมาตรา ๓ นโยบายของรัฐบาลผมไม่เห็นอะไรที่ต่างจากเดิม มันเป็นร่างประมวลกฎหมายตามที่ท่านบอกนี่ละ ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด เป็นการ รวมเอากฎหมายยาเสพติด ๒๔ ฉบับ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๙ ประมาณ ๒๐ ฉบับ อีก ๔ ฉบับ เป็นประกาศของ คสช. ท่านก็เอามารวมกันไว้ เสร็จแล้วก็กำหนดภาค ๑ ภาค ๒ ภาค ๓ แล้วได้ ๑๘๒ มาตรา🔗

ท่านประธานครับ ผมขอฝากไปยังรัฐบาล คณะรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรี ๒ ท่านว่าการปฏิรูปกฎหมายยาเสพติดนี้ต้องทำให้ผู้เสพเป็นคนป่วย การจับผู้เสพได้ ต้องไม่ลงโทษทางอาญา ต้องถือว่าผู้เสพบ่อย ๆ แล้วมีครอบครองเล็กน้อยเป็นความผิด ทางปกครอง ขออนุญาตยกตัวอย่างการปฏิรูปในระดับต่างประเทศที่เขาทำ ประเทศเม็กซิโก ได้มีการปฏิรูปกฎหมายยาเสพติดเมื่อ ๑๑ ปีที่แล้ว ไม่มีการลงโทษทางอาญาผู้เสพ ผู้ครอบครองยาเสพติดเพียงเล็กน้อย ถ้าจับกุมได้ ๓ ครั้งจะส่งไปบำบัดรักษา ไปพบ ผู้เชี่ยวชาญ นั่นคือการปฏิรูป ต้องไม่ถือว่าเป็นความผิดทางอาญา อันนี้ยังเหมือนเดิม ยังเป็น ความผิดทางอาญา คุกของท่านยังจะล้น ผู้มีความผิดยาเสพติดเหมือนเดิม ไม่มีอะไรปฏิรูป สาธารณรัฐเช็กปฏิรูปมาแล้วประมาณ ๓๐ ปี กำหนดให้การครอบครองยาเสพติดให้โทษ เพื่อเสพเป็นการส่วนตัวเป็นความผิดทางปกครอง ไม่ใช่ความผิดทางอาญา นั่นคือการปฏิรูป ประเทศโปรตุเกสกำหนดว่าการใช้และการมีไว้ซึ่งครอบครองยาเสพติดให้โทษไม่นานเกินกว่า ๑๐ วันไม่ถือเป็นความผิดทางอาญา แต่เป็นความผิดทางปกครอง บุคคลใดได้รับการจับกุม จากสิ่งนี้ก็จะถูกหมายเรียกไปพบคณะกรรมการระดับท้องถิ่น ประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญ ๓ สาขา คือ สาขาทางด้านกฎหมาย สาขาทางด้านสาธารณสุข และสาขานักสังคมสงเคราะห์ นั่นเขาถึงเรียกว่าการปฏิรูป ถ้าถือว่ายังเป็นความผิดทางอาญาอยู่คุกของท่านก็จะล้นต่อไป แก้ปัญหาไม่ได้ ไม่ใช่ การปฏิรูปกฎหมายเลย เป็นการนำกฎหมายเก่ามารวม ๆ กันไว้เรียกว่าประมวล อ่านง่ายขึ้น มีหมวดหมู่ขึ้น อันนี้ยอมรับ แต่ว่าไม่ใช่กฎหมายสำหรับการปฏิรูปที่จะให้ผู้เสพยาเสพติด เป็นความผิดทางปกครอง ท่านไม่ได้ขอความร่วมมือในมาตราที่เกี่ยวกับให้กำหนดฟื้นฟู ท่านมอบให้กรุงเทพมหานครกับกระทรวงเดียวผมว่าไม่พอครับ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงกลาโหม กระทรวงอะไรที่มีสถานที่ต้องสามารถจัดตั้งสถานฟื้นฟูได้ทั้งสิ้น เพื่อที่จะ ช่วยเหลือกันระดมการฟื้นฟูให้ยิ่งใหญ่ เปลี่ยนความผิดซึ่งเป็นทางอาญาให้เป็นความผิด ทางปกครอง เพื่อที่จะยับยั้งยาเสพติดหรือผู้เสพติด จึงจะสามารถเรียกว่าการปฏิรูป ยาเสพติด คุกของท่านก็จะไม่ต้องล้นไปด้วยนักโทษทางยาเสพติดต่อไป ขอฝากท่านประธาน ไปยังรัฐบาล ไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการด้วย ขอให้ดำเนินการอย่างจริงจังในการปฏิรูป เรื่องยาเสพติด ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปคุณอิสสระ สมชัย เชิญครับ🔗

นายอิสสระ สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายอิสสระ สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้เสนอต่อสภาแห่งนี้ ด้วยเวลาอันจำกัดคงจะไม่ลงไปในรายละเอียด เป็นรายมาตรา แต่อยากจะเรียนให้ทราบว่าผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรมได้เป็นผู้นำเสนอกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณา ถือเป็นมิติใหม่ในการ ดำเนินการสร้างมาตรการในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด โดยการรวบรวมกฎหมาย พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด รวมทั้งประกาศคณะปฏิวัติที่กระจัดกระจายกันอยู่ รวมทั้งหมด ๒๔ ฉบับ แล้วก็ได้ยกเลิกกฎหมายเดิม ๆ นั้นออกไป การกระทำอย่างนี้ ทำให้เกิดความสะดวกในการทำหน้าที่ของผู้ปฏิบัติ ยาเสพติดนั้นเราต้องยอมรับว่า ในบ้านเมืองเราเวลานี้มันระบาดแพร่หลายไปจริง ๆ ยาเสพติดนั้นจะประกอบไปด้วยพืชฝิ่น เฮโรอีน ยาบ้า เดิมเขาเรียกยาม้า เดี๋ยวนี้เป็นยาบ้า แล้วก็ปรับเป็นยาเสพติดให้โทษ ประเภท ๑ ยาอี ยาไอซ์ และโคเคน สิ่งเหล่านี้กระจัดกระจายอยู่ในสังคมไทย ท่านรัฐมนตรี คงทราบว่าในอดีตนั้นการจับยาบ้าในประเทศไทย ยาเสพติดในประเทศไทยได้ของกลาง เพียงน้อยนิดแค่นั้นเอง แต่ปัจจุบันนี้จับยาบ้าได้ของกลางหรือยาเสพติดถ้าต่ำกว่ากิโลกรัม เขาถือว่ามันจิ๊บจ๊อยแล้ว จะต้องจับเป็นล้าน ๆ เม็ดขึ้นไปถ้าเป็นยาบ้า ยาไอซ์ก็นับ เป็นตัน สุดท้ายเมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๖๓ ยังไม่ถึงเดือนเลยครับจับที่จังหวัดกาญจนบุรีได้ยาอี ยาไอซ์ แอมเฟตามีน (Amphetamine) รวมมูลค่าทั้งหมด ๑,๖๐๐ กว่าล้านบาท ก็แสดงว่า ขณะนี้ยาเสพติดกลาดเกลื่อนอยู่ในประเทศไทยโดยเฉพาะยาบ้า ถ้าเป็นเมื่อก่อนนี้ยาบ้า จะขายกันเม็ดละ ๓๐๐-๓๕๐ บาทเท่ากับแรงงานขั้นต่ำ แต่ปัจจุบันนี้หาซื้อง่ายเพียงเม็ดละ ๓๐ บาท ๔๐ บาท เป็นเหตุให้เยาวชนซึ่งเป็นจุดเป้าหมายของกลุ่มค้ายาบ้าเขามุ่งใส่ ได้แก่ พวกเยาวชน นักเรียน นักศึกษา และพี่น้องประชาชนตามชุมชนต่าง ๆ ต้องอาศัยยาบ้าทั้งสิ้น อาจจะอาศัยเพราะความเคยชินหรืออาศัยเพราะอยากลอง เพราะฉะนั้นร่างพระราชบัญญัติ ทั้ง ๒ ฉบับนี้ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดพ.ศ. .... และ ร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด และร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่นำมาเสนอต่อสภาแห่งนี้ผมจึงขอสนับสนุน ผมมีข้อสังเกตว่า ในร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. .... ท่านบอกว่าเหตุผล และความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้เพื่อกำหนด มาตรการในการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเป็นระบบ และมี ประสิทธิภาพ รวมทั้งเป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ถ้าว่าโดยเหตุผลและความจำเป็นที่ท่านเสนอเข้ามานี้ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งถ้าหากว่าจะได้ทำงานกันอย่างบูรณาการจริง ๆ แต่ข้อเท็จจริง อย่างที่เราเห็น ๆ กันอยู่เวลานี้สด ๆ ร้อน ๆ ก็ยังไม่จบกันอยู่ก็คือคดียาเสพติด ซึ่งไปจับ ลูกนักธุรกิจ ปรากฏว่าแม้กระทั่งยาเสพติดที่ตรวจร่างกายและเห็นกันชัดเจนก็ไม่ได้มีการตั้ง ข้อหา ปล่อยจนกระทั่งเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตในบ้านเมืองเราเวลานี้🔗

ผมขอกราบเรียนว่าในการป้องกันและปราบปรามนั้น การป้องกันผมเห็นด้วย ว่าควรจะมีมาตรการ แต่การปราบปรามนั้นมีหลายท่านได้พูดถึงอดีตที่ผ่านมาในประเทศไทย เราได้มีรัฐบาลชุดหนึ่งทำการปราบปรามกระบวนการการค้ายาเสพติด เป็นเหตุให้ประชาชน ล้มตายไป ๒,๔๐๐ กว่าคน ท่านประธานครับ จำนวน ๒,๔๐๐ กว่าคนนี้ไม่ได้ผ่าน กระบวนการในการพิจารณาคดีของศาล ทั้ง ๆ ที่โดยหลักกระบวนการยุติธรรมแล้วเขาเขียน ไว้ชัดเจนว่าบุคคลทุกคนเมื่อมาศาลนั้นย่อมเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะได้พิพากษาคดี และคดีถึงที่สุดแล้วเท่านั้นจึงจะได้กล่าวว่าเป็นนักโทษ แต่จำนวน ๒,๐๐๐ กว่ารายที่ถูก ฆ่าตัดตอนไปมีทั้งผู้บริสุทธิ์ มีทั้งผู้กระทำความผิดจริงถูกฆ่าตายไป ได้มีการตั้งคณะกรรมการ ศึกษาเรื่องนี้ โดยศาสตราจารย์คณิต ณ นคร เป็นประธานศึกษาพิจารณาเรื่องนี้ ผลการสรุป ศึกษาก็ออกมาว่าจำนวน ๒,๐๐๐ กว่าคนนั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ตั้งเยอะแยะ เพราะฉะนั้นคำว่า บูรณาการในการทำงานร่วมกันนั้นผมมีความเป็นห่วงพี่น้องประชาชนว่ากฎหมายนี้จะถูกใช้ เป็นเครื่องมือในการยัดเยียดข้อหาให้กับประชาชนผู้บริสุทธิ์หรือเปล่า ถ้าหากว่าบ้านเมืองเรา เจ้าหน้าที่ยังอาศัยกฎหมายนี้หาประโยชน์โดยการยัดเยียดข้อกล่าวหาให้กับผู้บริสุทธิ์นั้น กฎหมายฉบับนี้แทบจะไม่มีประโยชน์ ผมจึงอยากจะฝากท่านประธานไปยังท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมขอให้ท่านได้ใช้กฎหมายฉบับนี้สร้างประโยชน์ให้เกิดกับ ประชาชนอย่างทั่วถึงกัน ตามหลักกฎหมายที่ว่าทุกคนที่เกิดมาย่อมได้รับการปฏิบัติ โดยกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ สมาชิกได้อภิปรายมา ทั้งหมด ๒๙ ท่าน ก็ครบเวลาของแต่ละฝ่าย ยกเว้นฝ่ายรัฐบาลที่เวลาใช้ไปเพียงไม่ถึง ๑ ชั่วโมง เชิญท่านรัฐมนตรีตอบครับ🔗

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ขออนุญาตให้เจ้าหน้าที่ได้ช่วยชี้แจงในรายละเอียดสักเล็กน้อย แล้วผมจะสรุป ตอนสุดท้ายครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญครับ🔗

นายวิชัย ไชยมงคล ที่ปรึกษาการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายวิชัย ไชยมงคล ที่ปรึกษาการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของสำนักงาน ป.ป.ส. ก่อนอื่นผมก็ต้อง ขอขอบคุณทุกท่านที่สนับสนุนในร่างพระราชบัญญัตินี้ที่จะให้ใช้ต่อไป แต่สิ่งที่ผมจะขออนุญาตอธิบายเพิ่มเติมด้วยสมาชิกหลายท่านนะครับ ก็ยังมีความไม่เข้าใจ หรือว่าสอบถามในคล้าย ๆ กันอยู่ ๒ เรื่องนะครับ ในเรื่องแรกก็เป็นเรื่องของการค้นโดยที่ ไม่ใช้หมายของศาล ไม่ใช้หมายค้นนะครับ ซึ่งเรื่องนี้ในกฎหมายพระราชบัญญัติยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ. ๒๕๑๙ ได้กำหนดไว้ในมาตรา ๑๔ ที่ให้อำนาจของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. เข้าไป ตรวจค้นโดยไม่ต้องใช้หมาย แล้วก็ได้นำมาบรรจุไว้ในมาตรา ๑๑ ที่เห็นตามที่ท่านได้เสนอ ที่ท่านได้อภิปรายกัน จริง ๆ แล้วในเรื่องของยาเสพติดที่จะต้องใช้อำนาจเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. โดยไม่ต้องมีหมายค้นเนื่องจากว่าความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมันเป็นความผิดลักษณะพิเศษ ไม่เหมือนกับความผิดอาญาทั่วไปนะครับว่าคนที่จะกระทำความผิดและเราจะจับกุมเขาได้ จะต้องมีของกลางนั้นคือตัวยาเสพติดก่อน แต่เนื่องจากว่ายาเสพติด ถ้าหากอยู่ในที่รโหฐาน หรือว่าอยู่ในบ้านเรือน ถ้าหากถ้าช้าไปไปเอาหมายศาลมา เขาจะทำลายทิ้งไปก่อน อันนี้ ก็เป็นเรื่องที่เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ได้ปฏิบัติมา แต่ในเรื่องของปัญหาที่เกิดขึ้นในส่วนของที่ เป็นเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. จริง ๆ ยังไม่มีนะครับว่าไปกระทำล่วงสิทธิของบุคคลอื่น อันนี้ เราก็จะพิจารณา แล้วก็จะมีการควบคุมของเราอยู่🔗

เรื่องที่ ๒ เรื่องของการควบคุมตัวผู้ต้องหาหลังจากที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดี ยาเสพติดแล้วถ้าหากว่าเขาให้ความร่วมมือ ท่านอาจจะได้ยินบ่อยนะครับ มาตรา ๑๐๐/๒ ก็คือให้ความร่วมมือในการจะขยายผล ถ้าเขาให้ความร่วมมือก็จะใช้การควบคุมตัวไม่เกิน ๓ วัน ไม่ได้คุมขังนะครับ แต่เป็นการคุมตัวไว้เพื่อการสืบสวนและสอบสวน ไม่ได้ไปจำกัดสิทธิ ใช้เครื่องพันธนาการแต่อย่างใด ทั้งนี้เนื่องจากว่าในการขยายผลคดียาเสพติดมันเป็นข่ายงานที่ มีการส่งมอบกันเป็นทอด ๆ ถ้าหากว่าเราจับผู้ต้องหาแล้วจะไปจับผู้ต้องหาคนอื่นถัดไป ถ้าไม่ให้ผู้ต้องหา สมมุติว่าจับนาย ก จะส่งมอบยาเสพติดให้นาย ข ถ้าเราไปจับนาย ก นาย ข ก็ไม่ได้รับจากนาย ก เขาจะไม่ได้รับยาเสพติด อันนี้ถึงให้อำนาจในการที่จะควบคุมไว้ เพื่อขยายผล ๓ วัน แต่ไม่ได้เป็นทุกคดีนะครับ เฉพาะคดีที่เขาให้ความร่วมมือและสมัครใจ เท่านั้นครับ🔗

อีกอันหนึ่งคือในเรื่องของการตรวจค้นในเวลากลางคืน เรากำหนดไว้ว่า เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ทุกคนไม่ได้มีอำนาจในการตรวจค้นในเวลากลางคืน แต่จะให้ผู้มียศ มีตำแหน่งที่สูงขึ้นพอสมควร แล้วก็ต้องรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบอีกครั้งหนึ่ง แล้วทีนี้ ในการดำเนินการเกี่ยวกับการควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. นั้น จะอยู่ภายใต้ระเบียบคณะกรรมการ ป.ป.ส. ว่าด้วยการแต่งตั้ง การปฏิบัติหน้าที่ และ การกำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ซึ่งออกมาในปี ๒๕๔๕ เป็นการ ควบคุม แม้ว่าจะดำเนินการจับกุมก็ดี ตรวจค้นก็ดี กระทำการข้อใดข้อหนึ่งที่ให้อำนาจไว้ จะต้องทำเป็นรายงาน มีการควบคุมกันอยู่แล้ว อันนี้ขอนำเรียนให้ทราบคร่าว ๆ เท่านี้ครับ🔗

อันที่ ๒ ที่จะเรียนให้ทราบรายละเอียดก็คือในเรื่องของกองทุนป้องกัน และปราบปรามยาเสพติด ผมจะไม่อธิบายว่าเอาไปใช้อะไรบ้าง เพราะว่ามีในนี้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่ท่านเป็นห่วงเป็นใยว่าการใช้เงินกองทุนของยาเสพติดนั้น คือปัจจุบันมีเงินกองทุนอยู่ ประมาณ ๑,๕๐๐ กว่าล้านบาท และในข้อกำหนดเรามีเพดานการใช้อยู่ ถ้าหากว่าเรามี กองทุนมากกว่า ๑,๕๐๐ ล้านบาท เงินส่วนที่เกิน ๑,๕๐๐ ล้านบาทจะต้องตกเป็น เงินแผ่นดินนะครับ จะให้มีไว้แค่เพียง ๑,๕๐๐ ล้านบาทเท่านั้น และสำหรับในการใช้จ่าย มันมีคณะกรรมการในการควบคุม มันมีคณะกรรมการ ไม่ใช่เฉพาะของ ป.ป.ส. เท่านั้นนะครับ มีหน่วยงานอื่นไม่ว่าจะเป็น ผู้แทนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนอัยการ ผู้แทนจากกระทรวงการคลัง ผู้แทนจาก กรมสรรพากร ผู้แทนจากกรมศุลกากร ก็เป็นคณะกรรมการของกองทุนอยู่ และการใช้เงินนี้ จะต้องอยู่ภายใต้ของพระราชบัญญัติการบริหารเงินกองทุนหมุนเวียน พ.ศ. ๒๕๕๘ ที่จะต้อง มีการรายงานต่อ สตง. หลังจากสิ้นปีงบประมาณ ปีบัญชีภายใน ๖๐ วัน แล้วก็จะต้องมี สตง. ทำการตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง อันนี้คือสิ่งที่มีการควบคุมโดยพระราชบัญญัติ อย่างที่ผมได้ นำเรียน นี่เป็นหลักกว้าง ๆ ที่ให้ท่านเข้าใจว่าสิ่งที่ท่านเป็นห่วงเป็นใยนี้มีระเบียบย่อยควบคุม อยู่แล้ว🔗

อีกข้อหนึ่งก็คือในเรื่องที่ท่านบัญญัติได้มีข้อสังเกตว่าไม่ได้ยกเลิกกฎหมายลูก อันนี้ก็เนื่องจากว่าในประมวลกฎหมายยาเสพติดของเราได้กำหนดไว้ในมาตรา ๘ ว่า ถ้าหากว่า พ.ร.บ. นี้ประกาศใช้บังคับแล้ว แต่ยังทำอนุบัญญัติหรือว่ากฎหมายลูกยังไม่เสร็จ ก็ให้ใช้กฎหมายลูกปัจจุบัน ใช้เท่าที่ไม่ขัดไปก่อน ก็คือใช้จนกว่าที่จะออกอนุบัญญัติ หรือกฎหมายลูกอันใหม่มารองรับถึงจะยกเลิกกฎหมายลูก ที่ท่านเป็นห่วงนี้ผมขออนุญาต ตอบประเด็นใหญ่ ๆ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาแก่ที่ประชุมแห่งนี้ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านรัฐมนตรีจะสรุปใช่ไหมครับ เชิญครับ🔗

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

ตอบคำถาม สรุป🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

จะตอบหรือสรุปครับ🔗

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

ตอบครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญครับ🔗

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ท่านสมาชิกหลายท่านมีความเข้าใจ เรื่องของยาเสพติดอย่างหลากหลาย แต่ในบางประเด็นมีความรู้สึกว่ายังเข้าใจที่ตรงกันข้าม กับข้อเท็จจริง อย่างเช่นปริมาณยาเสพติดในแต่ละปี และความห่วงใยของท่านสมาชิกเข้าใจ ว่ายาบ้าทุกวันนี้มีมากมายยั้วเยี้ยไปหมด แต่ในข้อเท็จจริงแล้วถ้าเรามาดูจากตัวเลขของ การจับกุมหรือการดำเนินการต่าง ๆ แล้วอาจจะไม่ใช่เป็นในลักษณะนั้น ผมมีสไลด์ (Slide) ให้ดูอยู่ ๗ สไลด์ (Slide) ใช้เวลาสั้น ๆ ขออนุญาตเป็นสไลด์ (Slide) ที่ ๑ ในปี ๒๕๕๒ มี ผู้เข้ารับการบำบัดประมาณ ๒๐๙,๐๐๐ กว่าคน แต่ในปีนี้ ๑๑ เดือนมีเพียง ๑๖๕,๙๐๐ คนเศษ และผู้ต้องหาคดีเสพเมื่อเปรียบเทียบกับปี ๒๕๖๒ ๒๘๙,๐๐๐ คนเศษ ในปี ๒๕๖๓ นี้ แค่ ๒๑๙,๐๐๐ คน แตกต่างกันที่ระยะเวลา ๑๒ เดือนกับ ๑๑ เดือน แต่ตัวเลขยืนยันได้เลย ว่าเป็นตัวเลขของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกระทรวงสาธารณสุข🔗

สไลด์ (Slide) ที่ ๒ ถ้าเรามองดูปริมาณของการจับกุมยาบ้า ในปี ๒๕๖๒ ๕๑๙ ล้านเม็ด แต่ในปีนี้ถึงเดือนสิงหาคมปริมาณยาบ้าแค่ ๒๕๙ ล้านเม็ด สถิติของการจับกุม ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ในสิ่งที่ดูแล้วตรงกันข้ามหรือสวนทางกับความเข้าใจของท่าน สมาชิกผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย เรามาดูขีดความสามารถของเครื่องอัดเม็ดยาบ้า จะเห็นได้ว่า เมื่อปี ๒๕๓๙ ผลิต ๑ โรงงาน วันหนึ่ง ๔๓๒,๐๐๐ เม็ดต่อวัน แต่ในปีปัจจุบันนี้ได้ถึง ๖,๙๑๒,๐๐๐ เม็ดต่อวัน การผลิตยาบ้าผลิตได้ง่ายมาก ในการดำเนินการต้องบอกว่า เราดำเนินการในบางส่วนได้ดีและสามารถดำเนินการให้เป็นที่สบายใจ แต่ความรู้สึกของท่าน สมาชิกบางท่านในอดีตมีความรู้สึกว่ายาบ้ามันเยอะ และเกรงกลัวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับ ลูกหลาน ปริมาณต้นทุนของการผลิตยาบ้า🔗

สไลด์ (Slide) ที่ ๔ จะเห็นว่าวันนี้ใช้สารเคมีในการผลิตยาบ้าต้นทุน ๑ เม็ด ๕๕-๖๐ สตางค์เท่านั้น แต่เอามาขายเม็ดละเป็นร้อย ๒ เม็ด ๑๐๐ บาท ๓ เม็ด ๑๐๐ บาท ต้นทุนก็ถูก อันมีสถิติที่สวนทางกัน ซึ่งมองดูแล้วท่านสมาชิกอาจจะเข้าใจในส่วนที่ผมได้เรียน ไปเมื่อสักครู่นี้ว่าเหมือนมันสวนทางกัน แต่เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น🔗

การทำงานในส่วนของศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด แห่งชาติ โดยผมเป็นประธานศูนย์ได้ดำเนินการอย่างหนักในลักษณะรูปแบบของการปฏิรูป กระบวนการจัดการเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมา ๒ ชุด ชุดที่ ๖ มีคุณอุทัย สินมา รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดียาเสพติด เป็นประธาน และในชุดที่ ๗ พลตำรวจเอก สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง ผบ.ตร. เป็นประธาน เราดำเนินการในเรื่องธุรกรรม ทางการเงิน ผมตั้งเป้าไว้ก่อนที่จะดำเนินการธุรกรรมทางการเงิน ตัวเลขคือแต่เดิมในปีที่แล้ว มีการยึดอายัดทรัพย์สินเครือข่ายยาเสพติดปีละประมาณไม่เกิน ๖๐๐ ล้านบาทเท่านั้น เราตั้งเป้าไว้ในปีงบประมาณนี้ให้ได้ประมาณ ๒ เท่า แต่เราดำเนินการทำจริง ๆ แล้ววันนี้ ได้ประมาณ ๓ เท่าครึ่ง ดูตัวเลขในช่องสุดท้ายเราสามารถยึดอายัดได้ถึง ๒,๑๐๗ ล้านบาทเศษ ซึ่งตัวเลขตรงนี้อาจจะเป็นตัวเลขที่ปรากฏหรืออาจจะเป็นเรื่องที่เพ้อฝัน แต่เป็นความจริง ผมประกาศให้สาธารณะได้รับรู้ว่าเดิมปีละ ๖๐๐ ล้านบาทในการดำเนินการ แต่ใน ปีงบประมาณที่ท่านสมาชิกได้พูดว่าจะยึดอะไรตั้ง ๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมยืนยันว่า สามารถทำได้จริง เพราะจากการเร่งรัดและทำจริง ๆ ในช่วงปลายปีงบประมาณนี้ ก็ยังสามารถดำเนินการได้ถึง ๒,๑๐๗ ล้านบาทเศษ ผมเลยได้กำหนดเป็นเดอะ เทน เอกซ์ รูล (The 10X Rule) เพื่อยืนยันกับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้เข้าใจถึงความตั้งใจ อย่างแท้จริงของรัฐบาลในการดำเนินการ ท่านสมาชิกบางท่านบอกว่าจับแล้วผู้คนล้นคุก ผมก็อยากยืนยันกับท่านทั้งหลายว่าถ้าหากกฎหมายประมวลยาเสพติดตรงนี้ได้ผ่าน และใช้การได้ผมมั่นใจว่าคนจะไม่ล้นคุกแน่นอน ไม่ใช่ว่าอาศัยกฎหมายที่เรากำลังจะ ดำเนินการผลิตให้เรียบร้อยในวาระที่หนึ่ง ตรงนี้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ถ้าวันนี้ดูจากปริมาณจำนวนตัวเลขของผู้ต้องขังที่อยู่ในเรือนจำประมาณ ๓๗๐,๐๐๐ คน แต่ที่นอนของผู้ต้องขังคนหนึ่งต้องใช้ประมาณ ๑๒ ตารางเมตร และเรามีที่นอนก่อนหน้านี้ ประมาณ ๒๒๐,๐๐๐ คนเท่านั้น ผมได้เร่งรัดในช่วงของโควิด (COVID) ตรงนี้เพิ่มเติม ในการสร้างเตียงนอนเพิ่มเป็น ๒ ชั้น ให้เพิ่ม ๘๐๐,๐๐๐ คนสำหรับผู้ต้องขัง เดิมมี ๒๒๐,๐๐๐ ที่นอน ที่นอนละ ๑.๒ ตารางเมตร เพิ่มอีก ๘๐,๐๐๐ ที่นอน เป็น ๓๐๐,๐๐๐ ที่นอน ถ้าหากว่ากฎหมายประมวลใช้การได้จะทำให้โทษที่ผู้ต้องขัง ยาเสพติดเคยถูกจำคุกมาก ๆ นั้นมีโอกาสได้ลดหย่อน ผู้คนที่จะทำผิดในด้านนี้จะได้รับ การดูแลอย่างยุติธรรม🔗

ประเด็นที่ ๒ ที่จะไม่ให้คนล้นคุก เรามีเครื่องมือใหม่ซึ่งจะเริ่มใช้กลางเดือนนี้ คืออีเอ็ม (EM) อิเล็กทรอนิกส์ มอนิเตอริง (Electronic Monitoring) ซึ่งในขณะนี้ กรมคุมประพฤติมี ๓๐,๐๐๐ ตัวที่จะใช้ เพราะฉะนั้นการบริหารจัดการผู้ต้องขังที่บอกล้นคุก ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ผมมั่นใจว่าจะสามารถช่วยแก้ปัญหาความห่วงใยของท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติได้ การดำเนินการยึดทรัพย์ตัดขบวนยาเสพติดตรงนี้เราใช้กฎหมายหลายฉบับ อยากเล่าให้ท่านสมาชิกฟังสั้น ๆ กฎหมายยาเสพติด ปี ๒๕๒๒ เป็นฉบับที่ ๑ ฉบับที่ ๒ กฎหมาย พ.ร.บ. มาตรการยาเสพติด ปี ๒๕๓๔ และกฎหมายที่ใช้ได้ผลมากที่สุดคือ พ.ร.บ. ของ ป.ป.ง. กฎหมายฟอกเงิน ปี ๒๕๔๒🔗

และสุดท้ายถ้าหากว่าทั้ง ๓ ฉบับใช้ไม่ได้ผลก็คงใช้กฎหมายของ กรมสรรพากรคิดคำนวณภาษีในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ถ้าหากเป็นห่วงว่าเรายึดทรัพย์ได้มากแล้ว กองทุนจะมีมากแล้วจะใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ผมเรียนว่าผมได้ลดรางวัลการดำเนินการจับกุม ยาเสพติด อย่างเช่นยาบ้าในอดีตได้รางวัล เม็ดละ ๒ บาท แต่ผมก็ลดให้เหลือ ๕๐ สตางค์ การจับกุมครั้งหนึ่งให้วงเงินรางวัลสูงสุด ๒ ล้านบาท ก็ลดลงเหลือแค่ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ คือเหลือแค่ ๕๐๐,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นการจะจับเพื่อเอารางวัล อย่างที่ท่านสมาชิก บางท่านเข้าใจคงเป็นไปไม่ได้ แต่สำหรับเงินกองทุนที่ท่านคิดว่าถ้าเรายึดทรัพย์ได้มากมาย อย่างนี้กองทุนคงเป็นหมื่นล้านกระมัง🔗

ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกว่าการยึดทรัพย์สินด้วย พ.ร.บ. ป.ป.ง. นั้นไม่สามารถที่จะนำไปเป็นรางวัลให้กับผู้ทำงานได้ เงินทั้งหมดทั้งหลาย ต้องเข้าอยู่ในกองทุนของ ป.ป.ง. และเข้าสู่งบประมาณแผ่นดิน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ยังเป็นเรื่อง ที่เราจะต้องพิจารณา อาจจะต้องมีการแปรญัตติในบางประเด็น ผมได้รับฟังจากท่านสมาชิก หลายประเด็นเห็นว่ายังมีสิ่งที่จะต้องแปรญัตติให้ พ.ร.บ. นี้สมบูรณ์ เพราะฉะนั้นฝากท่าน สมาชิกว่าในเรื่องบางเรื่องเป็นเรื่องที่น่าสนใจ อย่างการแก้ไขให้สามารถริบทรัพย์ตามคุณค่า ของการค้า ผู้ค้ายาเสพติดอาจจะค้ามา ๑๐ ปีแล้ว ปีหนึ่งมีรายได้ประมาณ ๑๐๐ ล้านบาท โดยคณะกรรมการที่พิจารณา ๑๐ ปีก็เป็นพันล้านบาท เราตามยึด ๑,๐๐๐ ล้านบาทได้ไหมในลักษณะแวลูเบสด์ (Value based) ตรงนี้ก็กำลังคิดและอาจจะต้องมีการแปรญัตติถ้าท่านสมาชิกเห็นด้วยในบางมาตรา มาตรา ๑ มาตรา ๘๑ และมาตราอื่น ๆ อีกมากมาย สิ่งต่าง ๆ ตรงนี้ก็จะเป็นเรื่องของ การดำเนินการเพื่อให้สมบูรณ์ ตามที่ท่านสมาชิกทั้งหลายมีความคิดเห็นแล้วก็เสนอแนะมา ผมต้องขอขอบพระคุณท่านสมาชิกที่แสดงความคิดเห็นผ่านท่านประธานมาในส่วนที่เป็น ข้อดี ในส่วนของกระทรวงยุติธรรมรัฐบาลก็จะรับไปดำเนินการ ผมต้องขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพและท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน ขอขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ ถือว่าได้มีการ อภิปรายจบแล้ว🔗

(นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านมีอะไรจะสอบถาม เชิญเลยครับ🔗

นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิสาร เตชะธีราวัฒน์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาต ประท้วง ต้องขออภัยท่านประธานนะครับ เนื่องจากผมเห็นว่ามีการอภิปรายแล้วปิดอภิปราย เรียบร้อยแล้ว ก็ไม่อยากจะรบกวนเวลาที่ท่านรัฐมนตรีกับคณะรัฐบาลได้ชี้แจง ผมขออนุญาต ย้อนไปตอนที่มีผู้อภิปรายท่านหนึ่ง ผมขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านอิสสระ สมชัย ท่านได้พูด ขออนุญาตท่านประธานว่าผมขอประท้วง ตามข้อบังคับของสมาชิกรัฐสภา ข้อ ๔๗ การประท้วงครั้งนี้เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับ ผมได้ยืนขึ้นและประธานได้ให้โอกาสผม แต่ใน (๒) มันเสียหายตรงที่ว่าให้นำข้อบังคับในข้อ ๑ มาบังคับใช้โดยอนุโลม ผู้อภิปรายพาดพิงถึง เรื่องส่วนตัวหรือเรื่องอื่นใดอันจะเกิดความเสียหายแก่ผู้นั้น ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่า ผมเองเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ในขณะที่ท่านอดีตนายกรัฐมนตรี พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ได้มีนโยบายปราบปรามเรื่องนี้ ผมมีโอกาสที่จะได้รับรู้ แล้วก็ทราบถึงนโยบายเหล่านี้ อย่างชัดแจ้ง เรียนท่านประธานว่าผมไม่มีเจตนาที่จะให้บุคคลที่อภิปรายได้ถอน แต่เรื่องที่ อยากจะขอให้ชี้แจงต่อที่ประชุมแห่งนี้นั้นก็คือว่าคณะกรรมการ ที่ท่านศาสตราจารย์คณิต ณ นคร ได้มีการศึกษาหารือไว้ ท่านไม่ได้แจ้งว่าการกระทำความผิดนั้นเกิดจากผู้ใด แล้วที่สำคัญก็คือขออนุญาตให้ครบถ้วนกระบวนความ ผมขออนุญาตอ่านรายละเอียดที่ ท่านคณิตได้กล่าวสรุปในการที่เป็นคณะกรรมการ คตน. ในขณะนั้นนะครับ เขาบอกว่า คณะกรรมการ คตน. นี่เป็นคำพูดของศาสตราจารย์คณิตเองนะครับ เห็นว่าอาจมีการ กระทำผิดอาญาเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกรณีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ตามความผิด กฎหมายระหว่างประเทศ และท่านได้แจ้งว่ารวมทั้งการศึกษาวิจัยเพื่อหามาตรการป้องกัน มิให้การดำเนินการปราบปรามยาเสพติดผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีก และที่สำคัญจะต้องเป็น การดำเนินการศึกษาวิจัยเพื่อกำหนดการเยียวยาความเสียหายที่จะเกิดแก่ประชาชน ซึ่งการดำเนินการทั้ง ๒ ประการนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการของคณะกรรมการ คตน. และ จะได้นำเสนอในฉบับสมบูรณ์ต่อไป🔗

ส่วนตัวท่านอิสสระ สมชัย จะเชื่อถืออย่างไรก็แล้วแต่ แต่ผมเชื่อมั่นตลอดว่า พรรคเพื่อไทยจะถูกยุบเป็นพรรคพลังประชาชน เป็นพรรคเพื่อไทย พรรคไทยรักไทย สิ่งที่เราชนะใจประชาชนนั่นก็คือนโยบาย ๓ ข้อ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค และนโยบาย หนึ่งในนั้นก็คือปราบปรามยาเสพติด นอกนั้นเรามีนโยบายอีกหลาย ๆ เรื่อง ผมมีความมั่นใจ อย่างนี้ครับ ไม่ประสงค์ให้ท่านถอน แต่ว่าข้อเท็จจริงตรงนี้ต้องกล่าวอ้างไว้ในที่ประชุมแห่งนี้ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ก็ให้โอกาสท่านอธิบายนะครับ ต่อไปนี้ก็จะขอมติที่ประชุมว่าจะรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมาย ยาเสพติด พ.ศ. .... และร่างประมวลกฎหมายยาเสพติดหรือไม่ ขอเชิญท่านสมาชิกนะครับ🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนลงมติ)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ก่อนลงมติก็จะต้องมีการตรวจสอบ องค์ประชุมตามข้อบังคับนะครับ ท่านสมาชิกกรุณาเข้ามาเพื่อแสดงตนนะครับ🔗

เราจะแยกลงมติตามที่ได้ตกลงไว้ เมื่อตอนเช้า ก็ให้เวลาสมาชิกเข้ามานะครับ ท่านที่มาแล้วแสดงตนได้เลยครับ อยู่ระหว่าง แสดงตนนะครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายสายัณห์ ยุติธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานครับ ลำดับที่ ๔๑๒ กระผม สายัณห์ ยุติธรรม แสดงตนครับ🔗

นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานคะ ลำดับที่ ๐๐๕ ดิฉัน กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา ขอแสดงตนค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เจ้าหน้าที่บันทึกด้วยครับ🔗

นายทศพร ทองศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานครับ ลำดับที่ ๑๓๙ ผม ทศพร แสดงตนครับ🔗

นายวันชัย ปริญญาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

ท่านประธานครับ ลำดับที่ ๓๒๒ ผม วันชัย แสดงตนครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ถ้าสมาชิกพร้อมแล้ว ขอปิดการ แสดงตนครับ🔗

นางสาวนภาพร เพ็ชร์จินดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานคะ ลำดับที่ ๑๗๒ ขอแสดงตนค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ปิดแล้วครับ แต่ไม่เป็นไรครับ จำนวน ผู้เข้าประชุม ๕๘๖ ท่าน แล้วก็มีที่แจ้งแสดงตนด้วยวาจา รวมทั้งหมด ๕๙๐ ท่านนะครับ องค์ประชุมต้องไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งคือ ๓๖๘ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗

ต่อไปนี้ก็ขอให้สมาชิกได้อยู่กับที่ต่อ เพื่อถามมติทั้ง ๒ พระราชบัญญัติ ขอถามท่านสมาชิกว่าผู้ใดเห็นด้วยกับหลักการของ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้กรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่รับหลักการกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใด เห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานคะ ลำดับที่ ๐๐๕ ดิฉัน กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา เห็นด้วยค่ะ🔗

นายทศพร ทองศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานครับ ลำดับที่ ๑๓๙ ผม ทศพร เห็นด้วยครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

อยู่ระหว่างลงมติ สมาชิกท่านใด ที่มีปัญหากรุณาแจ้งนะครับ เพราะว่าหลังจากปิดลงมติแล้วจะไม่นับนะครับ🔗

นางมุกดา พงษ์สมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น

ท่านประธานคะ ลำดับที่ ๒๘๗ ดิฉัน มุกดา พงษ์สมบัติ เห็นด้วยค่ะ🔗

นายสุรสิทธิ์ วงศ์วิทยานันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ลำดับที่ ๔๔๖ เห็นด้วยครับ🔗

นางจุฑาพัตธน์ เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ท่านประธานคะ ลำดับที่ ๗๐ ดิฉัน จุฑาพัตธน์ เมนะสวัสดิ์ เห็นด้วยค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เจ้าหน้าที่บันทึกด้วยนะครับ🔗

นายพรชัย อำนวยทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครราชสีมา

ท่านประธานครับ ลำดับที่ ๓๒๒ ผม พรชัย เห็นด้วยครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

สมาชิกท่านใดยังไม่พร้อม กรุณาแจ้งนะครับ เพราะเมื่อสั่งปิดการลงมติแล้วจะไม่นับให้แล้วครับ ขอปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๕๙๖ ท่าน เจ้าหน้าที่บวกผู้ลงมติที่ได้แจ้งหมายเลขทางเสียงเมื่อสักครู่นี้ ด้วยนะครับ ขอตัวเลขที่ได้รวมทั้งหมดนะครับ เห็นด้วย ๕๙๘ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ ท่าน มติที่ประชุมเห็นด้วยนะครับ🔗

ลงมติรับหลักการแล้ว ขอตั้ง กรรมาธิการฉบับนี้ก่อนนะครับ เดี๋ยวลงมติฉบับที่ ๒ อีกทีหนึ่งครับ ขอจำนวนกรรมาธิการ ก่อนครับ เชิญท่านสุทัศน์ครับ🔗

นายสุทัศน์ เงินหมื่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ กระผม สุทัศน์ เงินหมื่น ขออนุญาตเรียนเพื่อบันทึกไว้ เมื่อสักครู่นี้กระผม ออกเสียงลงคะแนนว่าเห็นด้วย แต่ไม่แน่ใจว่ากดทันหรือไม่ เลยไปตรวจสอบดู ปรากฏว่า มาลงคะแนนก่อน จึงขออนุญาตบันทึกไว้ครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอเชิญเสนอจำนวนกรรมาธิการครับ🔗

นางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกรัฐสภาค่ะ ขอเสนอจำนวนคณะกรรมาธิการทั้งสิ้น ๓๕ ท่าน ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอผู้รับรองนะครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

กรรมาธิการ ๓๕ ท่าน มีความเห็น เป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ถ้าไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่า ที่ประชุมนี้เห็นชอบให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญ ๓๕ ท่าน ท่านเลขาธิการกรุณาอ่านสัดส่วนของ แต่ละฝ่ายครับ🔗

นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

สัดส่วนของ กรรมาธิการวิสามัญ ๓๕ ท่าน เป็นของคณะรัฐมนตรี จำนวน ๕ ท่าน สมาชิกวุฒิสภา ๑๐ ท่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๒๐ ท่านครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

คณะรัฐมนตรีเสนอชื่อครับ🔗

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ในสัดส่วนของคณะรัฐมนตรี จำนวน ๕ ท่าน ๑. นายวิชัย ไชยมงคล ๒. นางสาวสุภัทรา บุญเสริม ๓. นายดุลยพิชัย มหาวีระ ๔. พลตำรวจตรี มงคล วรุณโณ ๕. นางสาวนริศรา แดงไผ่🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

จำนวนสัดส่วนของคณะรัฐมนตรี ๕ ท่านนะครับ ต่อไปเป็นสัดส่วนของวุฒิสภา ๑๐ ท่าน ขอเชิญครับ🔗

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานที่เคารพ กระผม วันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการ วิสามัญในสัดส่วนของวุฒิสภา จำนวน ๑๐ คน ดังนี้ ๑. นายเจตน์ ศิรธรานนท์ ๒. พลตำรวจเอก ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ๓. นายณรงค์ รัตนานุกูล ๔. นายถวิล เปลี่ยนศรี ๕. คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ๖. นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ๗. นายสมชาย หาญหิรัญ ๘. นายสมชาย แสวงการ ๙. พลตำรวจโท สมหมาย กองวิสัยสุข และ ๑๐. นายสุวรรณ เลิศปัญญาโรจน์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไป ก็เป็นสัดส่วนของสภาผู้แทนราษฎร ๒๐ ท่าน จะเป็นไปดังต่อไปนี้ครับ พรรคเพื่อไทย ๖ ท่าน พรรคพลังประชารัฐ ๕ ท่าน พรรคภูมิใจไทย ๓ ท่าน พรรคก้าวไกล ๒ ท่าน พรรคประชาธิปัตย์ ๒ ท่าน พรรคชาติไทยพัฒนา ๑ ท่าน พรรคเสรีรวมไทย ๑ ท่าน ขอเชิญ พรรคเพื่อไทยครับ🔗

นางพรเพ็ญ บุญศิริวัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชัยภูมิ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางพรเพ็ญ บุญศิริวัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชัยภูมิ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเสนอสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย ๖ ท่าน ๑. นายพีระ เพชรศิริกุล ๒. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ๓. นายนิรมิต สุจารี ๔. นายวิสิษฐ์ เตชะธีราวัฒน์ ๕. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ๖. นายภัทร ภมรมนตรี ขอผู้รับรอง ด้วยค่ะ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

มีผู้รับรองถูกต้องครับ ขอเชิญ พรรคพลังประชารัฐ ๕ ท่านครับ🔗

นางสาวกานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน กานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต ๑ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเสนอรายชื่อ ในสัดส่วนของพรรคพลังประชารัฐ จำนวน ๕ ท่าน ดังนี้ค่ะ ๑. นายพรชัย ตระกูลวรานนท์ ๒. นายกฤษณ์ แก้วอยู่ ๓. นายรณเทพ อนุวัฒน์ ๔. นายประสิทธิ์ มะหะหมัด ๕. นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ผู้รับรองถูกต้องนะครับ ต่อไป พรรคภูมิใจไทย ๓ ท่านครับ🔗

นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลพบุรี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจังหวัดลพบุรี เขต ๒ พรรคภูมิใจไทย ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญ ในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย จำนวน ๓ ท่าน ดังนี้ ๑. นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ๒. นายศุภชัย ใจสมุทร ๓. นายมารุต มัสยวาณิช ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไป พรรคก้าวไกล ๒ ท่านครับ🔗

นายเกษมสันต์ มีทิพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเกษมสันต์ มีทิพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเสนอคณะกรรมาธิการวิสามัญ ในสัดส่วนพรรคก้าวไกล ดังนี้ครับ ๑. พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ๒. นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไป พรรคประชาธิปัตย์ ๒ ท่านครับ🔗

นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอเสนอกรรมาธิการในสัดส่วนของ พรรคประชาธิปัตย์ ดังนี้ ๑. ท่านสุทัศน์ เงินหมื่น ๒. ท่านอิสสระ สมชัย ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไป พรรคชาติไทยพัฒนา ๑ ท่าน🔗

นายเสมอกัน เที่ยงธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุพรรณบุรี

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม เสมอกัน เที่ยงธรรม สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี จากพรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในสัดส่วนของ พรรคชาติไทยพัฒนาขอเสนอ นายอภิวัชร บัวพันธ์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไป พรรคเสรีรวมไทย ๑ ท่านครับ🔗

นายวิรัตน์ วรศสิริน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัตน์ วรศสิริน พรรคเสรีรวมไทย ขอเสนอชื่อกรรมาธิการ ในสัดส่วนของพรรคเสรีรวมไทย ๑ ท่าน ขอเสนอ พลตำรวจตรี ระพีพงษ์ สุพรศรี ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ผู้รับรองถูกต้องครับ ขอเชิญ ท่านเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรอ่านรายชื่อกรรมาธิการครับ🔗

นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

รายชื่อ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. .... ร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด และร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... รวม ๓ ฉบับ จำนวน ๓๕ ท่าน ดังนี้ ๑. นายวิชัย ไชยมงคล ๒. นางสาวสุภัทรา บุญเสริม ๓. นายดุลพิชัย มหาวีระ ๔. พลตำรวจตรี มงคล วรุณโณ ๕. นางสาวนริศรา แดงไผ่ ๖. นายเจตน์ ศิรธรานนท์ ๗. พลตำรวจเอก ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ๘. นายณรงค์ รัตนานุกูล ๙. นายถวิล เปลี่ยนศรี ๑๐. คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ๑๑. นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ๑๒. นายสมชาย หาญหิรัญ ๑๓. นายสมชาย แสวงการ ๑๔. พลตำรวจโท สมหมาย กองวิสัยสุข ๑๕. นายสุวรรณ เลิศปัญญาโรจน์ ๑๖. นายพีระเพชร ศิริกุล ๑๗. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ๑๘. นายนิรมิต สุจารี ๑๙. นายวิสิษฐ์ เตชะธีราวัฒน์ ๒๐. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ๒๑. นายภัทร ภมรมนตรี ๒๒. นายพรชัย ตระกูลวรานนท์ ๒๓. นายกฤษณ์ แก้วอยู่ ๒๔. นายรณเทพ อนุวัฒน์ ๒๕. นายประสิทธิ์ มะหะหมัด ๒๖. อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ๒๗. นายศุภชัย ใจสมุทร ๒๘. นายมารุต มัสยวาณิช ๒๙. นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ๓๐. พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ๓๑. นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ๓๒. นายสุทัศน์ เงินหมื่น ๓๓. นายอิสสระ สมชัย ๓๔. นายอภิวัชร บัวพันธ์ ๓๕. พลตำรวจตรี ระพีพงษ์ สุพรศรี🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ถือว่าสมาชิกรับรองรายชื่อ กรรมาธิการทั้งหมดเลยนะครับ ต่อไปขอเชิญกำหนดระยะเวลาแปรญัตติครับ🔗

นางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร เขต ๒ กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเสนอ ระยะเวลาแปรญัตติ ๑๕ วัน ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

๑๕ วันนะครับ สมาชิกมีความเห็น เป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ถ้าไม่มี ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบกับ การแปรญัตติ ๑๕ วัน🔗

ต่อไปจะขอมติในระเบียบวาระเรื่องด่วนที่ ๒ ร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณา คดียาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ผมขอดำเนินการไปตามข้อบังคับนะครับ ขอเชิญสมาชิก เข้ามาแสดงตน🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

สมาชิกพร้อมอยู่แล้วนะครับ ขอเชิญ แสดงตนครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานคะ ลำดับที่ ๐๐๕ ดิฉัน กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา ขอแสดงตนค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เจ้าหน้าที่บันทึกด้วยครับ🔗

นายทศพร ทองศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานครับ ลำดับที่ ๑๓๙ ผม ทศพร แสดงตนครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

อยู่ระหว่างแสดงตนครับ ถ้าพร้อม ขอปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๕๘๗ ท่าน รวมกับที่แสดงตนทางเสียง เมื่อสักครู่นี้อีก ๒ ท่านเป็น ๕๘๙ ท่าน🔗

ต่อไปจะขอมติที่ประชุมนะครับว่า จะเห็นชอบรับหลักการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้หรือไม่ ผู้ใดเห็นชอบรับหลักการกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่รับหลักการกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง กรุณาลงมติครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานคะ ลำดับที่ ๐๐๕ ดิฉัน กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา เห็นด้วยค่ะ🔗

นายทศพร ทองศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานครับ ผม ทศพร ๑๓๙ เห็นด้วยครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

บันทึกด้วยครับ อยู่ระหว่างลงมติครับ สมาชิกพร้อมนะครับ ถ้าพร้อมขอปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๕๘๑ ท่าน เห็นด้วย ๕๗๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๔ ท่าน เนื่องจากลงมติ ทางเสียงเมื่อสักครู่อีก ๒ ท่าน เป็น ๕๗๗ ท่าน ถือว่าที่ประชุมเห็นด้วยครับ🔗

ต่อไปขอเชิญตั้งกรรมาธิการครับ🔗

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จากจังหวัดฉะเชิงเทรา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขอเรียนท่านประธานครับ เนื่องจากเรื่องด่วนที่ ๑ และเรื่องด่วนที่ ๒ นั่นก็คือ ร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับเป็นเรื่องทำนองเดียวกันและมีความเกี่ยวข้องกัน จึงขอเสนอ ให้ใช้กรรมาธิการชุดเดียวกันซึ่งตั้งไปเมื่อสักครู่นี้พิจารณาครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ผู้รับรองถูกต้องนะครับ ที่ประชุม มีความเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ถ้าไม่มี ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบให้ตั้ง กรรมาธิการชุดเดียวกับเรื่องด่วนที่ ๑ นะครับ กำหนดระยะเวลาแปรญัตติครับ🔗

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม อรรถกร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเสนอ ระยะเวลาแปรญัตติ ๑๕ วัน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ที่ประชุมไม่ขัดข้องนะครับ เห็นด้วย แปรญัตติ ๑๕ วัน ก็ขอขอบคุณครับ🔗

เรื่องด่วนที่ ๓ ความตกลงพหุภาคีว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือ ด้านการบริหารภาษี (Convention on Mutual Administrative Assistance in Tax Matters) (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)🔗

ท่านรัฐมนตรีพร้อมแล้ว เชิญนะครับ🔗

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาและท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ ผม นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีเสนอความตกลงพหุภาคี ว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษีหรือมัลติแลเทอรัล (Multilateral) คอนเวนชัน ออน มิวชวล แอดมินิสเทรทิฟ แอสซิสแทนซ์ อิน แทกซ์ แมตเทอร์ส (Convention on Mutual Administrative Assistance in Tax Matters) ความตกลง พหุภาคีว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษี มีวัตถุประสงค์หลักคือสร้างกลไก ความร่วมมือด้านภาษีระหว่างประเทศภาคี เพื่อป้องกันการหลบหลีกและหลีกเลี่ยงภาษี ผ่านความร่วมมือระหว่างประเทศในรูปแบบการให้ความช่วยเหลือด้านภาษี ปัจจุบันมี สมาชิกทั้งหมด ๑๓๗ ประเทศ โดยประเทศไทยลงนามเข้าร่วมเป็นภาคี เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๓ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๖๓ ทั้งนี้ความตกลง พหุภาคีจะมีผลบังคับใช้กับประเทศไทย เมื่อร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล รัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีผลบังคับใช้ และได้มีการยื่นสัตยาบันศาลเพื่อการเข้าเป็น ภาคีโดยสมบูรณ์🔗

ท่านประธานรัฐสภาและท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติครับ ปัจจุบัน ประเทศทั่วโลกได้ร่วมมือกันกำหนดกรอบมาตรฐานสากลในการบริหารการจัดเก็บภาษีเพื่อ ต่อต้านการหลีกเลี่ยงภาษีข้ามชาติและส่งเสริมความโปร่งใสในทางภาษี โดยประเทศไทยมี พันธะระหว่างประเทศในด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูล ๒ ประการ🔗

ประการแรก คือองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ออร์แกไนเซชัน ฟอร์ อีโคนอมิก โคโอเปอเรชัน แอนด์ ดีเวลอปเมนต์ (Organization for Economic Co-operation and Development) หรือโออีซีดี (OECD) ได้จัดตั้งกรอบ ความร่วมมือ โกลบัล ฟอรัม ออน ทรานส์พาเรนซี แอนด์ เอกซ์เชนจ์ ออฟ อินฟอร์เมชัน ฟอร์ แทกซ์ เพอร์โพส (Global Forum on Transparency and Exchange of Information for Tax Purposes) เพื่อกำหนดมาตรฐานในการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางภาษี ระหว่างประเทศและกำหนดให้ประเทศสมาชิกขยายเครือข่ายภาคีในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ให้ได้มากที่สุด โดยประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิกโกลบัล ฟอรัม ออน ทรานส์พาเรนซี แอนด์ เอกซ์เชนจ์ ออฟ อินฟอร์เมชัน ฟอร์ แทกซ์ เพอร์โพส (Global Forum on Transparency and Exchange of Information for Tax Purposes) ตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ ตามมติคณะรัฐมนตรี🔗

ประการที่ ๒ คือสหภาพยุโรปได้ดำเนินการตรวจสอบเกี่ยวกับมาตรฐาน ความโปร่งใสทางภาษีและจัดทำรายชื่อประเทศที่ไม่ให้ความร่วมมือทางด้านภาษี โดยประเทศไทยจะต้องเข้ารับการตรวจสอบดังกล่าว และเกณฑ์หนึ่งที่สหภาพยุโรป ได้กำหนดให้ต้องดำเนินการคือการเข้าร่วมเป็นภาคีในความตกลงพหุภาคีว่าด้วยการให้ ความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษี ในเรื่องการแลกเปลี่ยนข้อมูลจากข้อกำหนดโออีซีดี (OECD) และสหภาพยุโรปที่กล่าวข้างต้น กระทรวงการคลังจึงขยายเครือข่ายในการ แลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อแสดงความโปร่งใสด้านภาษี โดยการลงนามเป็นภาคีความตกลง พหุภาคีว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษี เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ตามมติ คณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการเพิ่มเติมเครือข่ายคู่สัญญาในการแลกเปลี่ยนข้อมูลอีกกว่า ๙๐ ประเทศในคราวเดียวกัน ทั้งนี้ความตกลงพหุภาคียังไม่มีผลบังคับใช้จนกว่าประเทศไทย จะยื่นสัตยาบันเพื่อแสดงเจตนาให้มีผลผูกพัน ซึ่งสหภาพยุโรปกำหนดให้ต้องดำเนินการ ให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม ๒๕๖๔🔗

ท่านประธานสภาและท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติครับ การเข้าร่วมภาคี ความตกลงพหุภาคีดังกล่าวเป็นการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อยกระดับ ความโปร่งใสทางด้านภาษีและมาตรฐานภาษีทางสากลในเวทีโลกให้นานาประเทศยอมรับ โดยกระทรวงการคลังยังคงคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศและการคุ้มครองสิทธิ ของประชาชนคนไทยเป็นสำคัญ ดังนั้นในชั้นนี้ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ กระทรวงการคลังจึงได้พิจารณาร่วมภาคีความตกลงพหุภาคีในส่วนการให้ความช่วยเหลือ ด้านภาษีและการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศไทย โดยการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางภาษีจะจำกัดอยู่ภายใต้ขอบเขตที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ในการ บริหารจัดเก็บภาษีและต้องเป็นไปตามมาตรฐานสากลในเรื่องการรักษาความลับของข้อมูล คือการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจเพื่อประโยชน์ในการบริหารการจัดเก็บ ภาษี และไม่สามารถเปิดเผยเพื่อวัตถุประสงค์อื่นได้ เพื่อเป็นการรองรับการดำเนินการในการ เข้าเป็นภาคีความตกลงพหุภาคีตามที่กล่าวมาข้างต้น กระทรวงการคลังได้เสนอ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อให้เจ้าหน้าที่ ผู้มีอำนาจสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกับประเทศคู่สัญญา ดังนั้นความตกลงพหุภาคี จึงเป็นสัญญาระหว่างประเทศที่ต้องออกกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติมารองรับ เพื่อเสนอสภา ต้องเสนอรัฐสภาให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๗๘ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย🔗

ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติครับ การที่ประเทศไทย เข้าร่วมข้อตกลงพหุภาคีเป็นการขยายเครือข่ายในการแลกเปลี่ยนข้อมูลได้จำนวนมาก ประเทศไทยจะสามารถขอข้อมูลหรือได้รับข้อมูลจากประเทศคู่สัญญา อันจะเป็นประโยชน์ ในการบริหารจัดการภาษีเป็นอย่างมาก เพราะเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถหาได้ในประเทศ ซึ่งจะก่อให้เกิดความเป็นธรรมและโปร่งใสในระบบภาษี ส่งเสริมความเป็นธรรมทางการค้า และความมั่นคงทางการคลังของประเทศ อีกทั้งยังส่งเสริมให้เกิดความสมัครใจในการ ปฏิบัติหน้าที่ทางภาษีมากขึ้น นอกจากนี้การเข้าร่วมความตกลงพหุภาคียังถือเป็นการแสดง จุดยืนในด้านความโปร่งใสทางภาษีและการให้ความร่วมมือต่อนานาประเทศในการ แลกเปลี่ยนข้อมูล สุดท้ายนี้ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการพิจารณาให้ความเห็นชอบ ในความตกลงพหุภาคีว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษีต่อไป ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เนื่องจากมีสมาชิก ได้เข้าชื่อขออภิปรายนะครับ ท่านรัฐมนตรีได้ขอว่าเพื่อจะให้มีการชี้แจงประเด็นได้ครอบคลุม และครบถ้วน ขออนุญาตให้บุคคลต่อไปนี้เข้ามาร่วมชี้แจงตอบข้อซักถามด้วยครับ ๑. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพกากร ๒. นายเกรียงศักดิ์ ประสงค์สุกาญจน์ ที่ปรึกษาด้านประสิทธิภาพ กรมสรรพากร ๓. นางสาวยาริกา เรืองศิริ นักวิชาการภาษี เชี่ยวชาญ กองวิชาการแผนภาษี กรมสรรพากร ขอเชิญทั้ง ๓ ท่านครับ🔗

(ผู้แทนจากกรมสรรพากร เข้าชี้แจงต่อที่ประชุม)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

รายชื่อผู้อภิปราย ๑. นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ๒. นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ ขอเชิญท่านอิสระครับ🔗

นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เมื่อผมได้เห็น เรื่องด่วนที่ ๓ ความตกลงพหุภาคีว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษีเข้าสู่ การให้สัตยาบันของรัฐสภาในวันนี้ ก็ต้องยอมรับครับว่าเป็นการทำการบ้านที่ค่อนข้างหนัก กว่าปกติ เนื่องจากเป็นการตอบโจทย์ใหญ่ ๆ อยู่ ๒ ข้อ🔗

ข้อแรก คือจะต้องอภิปรายให้ประชาชนที่กำลังติดตามการประชุมร่วมกัน ของรัฐสภา ในวันนี้สามารถเห็นภาพได้อย่างง่าย ๆ และในเวลาเดียวกันก็จำเป็นที่จะต้องมี ข้อมูลเชิงลึก ได้รายละเอียดมากพอที่จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติให้เกิด ประโยชน์ได้ ดังนั้นขออนุญาตเริ่มการอภิปรายของผมด้วยภาพนี้ครับ ภาพนี้ถ่ายเมื่อวานนี้ เป็นภาพของประชาชนคนไทยไม่ว่าจะยากดีมีจน ไม่ว่าจะมีอาชีพอะไร ถ้ามีที่ดินเกินปริมาณ ตามที่กฎหมายกำหนดก็ต้องไปต่อแถวเข้าคิว ๒-๓ ชั่วโมง เพื่อที่จะชำระภาษีที่ดินตามที่ กฎหมายระบุภายในเมื่อวานนี้ แล้วก็ท้องถิ่นบางแห่งมีการเลื่อนนะครับ แต่ในเวลาเดียวกัน มีคนไทยอีกจำนวนไม่น้อยที่กำลังอยู่ในต่างประเทศ แล้วก็ใช้เงินที่เกิดจากการเลี่ยงภาษี จับจ่ายใช้สอยอย่างมีความสุข ดังนั้นเงินจากการเลี่ยงภาษีจึงเป็นปัญหาสำคัญและเป็นต้นตอ หลักของความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในสังคม แล้วไม่ใช่ประเทศไทยเท่านั้นที่กำลัง เผชิญปัญหานี้ ทั่วโลกก็กำลังเผชิญอยู่ ดังนั้นเมื่อ ๒๐ กว่าปีที่แล้วองค์การเพื่อความร่วมมือ ทางด้านเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษว่าโออีซีดี (OECD) ได้ริเริ่ม ให้มีความตกลงเข้าสู่สภาในวันนี้ หรือชื่อเล่น ๆ ว่าความตกลงแมค (MAC) ทีนี้วันนี้คนที่ เข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกมีทั้งหมดแล้ว ๑๓๖ ประเทศ ก็เกิดคำถามแรกว่าแล้วประเทศไทย ไปอยู่ที่ไหนมา ๒๐ กว่าปี ทำไมเราถึงไม่เข้า สาเหตุเป็นเพราะประเทศไทยเราเลือกใช้กลไก อีกกลไกหนึ่ง นั่นคือกลไกทวิภาคีในการที่จะเลือกเซ็นสัญญาอนุสัญญาภาษีซ้อนกับ แต่ละประเทศ จนปัจจุบันมี ๖๑ ประเทศ เกณฑ์ในการเลือกประเทศว่าจะเซ็นกับใคร เราก็เลือกประเทศที่เรามีกิจกรรมทางภาษีกับประเทศนั้นในสัดส่วนที่สูง หรือเลือกเซ็นกับ ประเทศที่เซ็นแล้วจะมีประโยชน์ในเชิงบริหารจัดการภาษีต่อประเทศไทย🔗

ทีนี้คำถามถัดไปก็คงต้องถามว่าแล้วทำไมเพิ่งจะมาเซ็นตอนนี้ ทำไมเราถึง ต้องเข้าร่วมเป็นภาคีของแมค (MAC) ตอนนี้ มันก็มีเหตุอยู่ครับ เมื่อ ๔ ปีที่ผ่านมา สหภาพยุโรปหรืออียู (EU) ได้จัดทำบัญชีกลุ่มประเทศขึ้นมาบัญชีหนึ่ง ซึ่งเป็นบัญชีที่รวบรวม กลุ่มประเทศที่ยังไม่ให้ความร่วมมือด้านบริหารภาษีที่ดีพอ ซึ่งในกลุ่มบัญชีนั้นแบ่งประเทศ ออกเป็น ๒ กลุ่ม กลุ่มแรก เรียกว่าแบลคลิสต์ (Blacklist) หรือบัญชีดำ และกลุ่มที่ ๒ อยู่ใน ภาคผนวกแนบท้ายก็คือเกรย์ลิสต์ (Gray list) หรือบัญชีสีเทา ซึ่งประเทศไทยได้ถูกบรรจุ เข้าไปอยู่ในบัญชีสีเทานี้ กลุ่มประเทศที่อยู่ในบัญชีสีเทาถ้าหากไม่ทำอะไรเลย ไม่มีพัฒนาการ ในการร่วมมือทางด้านการบริหารภาษีที่ดีก็อาจจะถูกโยกย้ายเข้าไปอยู่ในบัญชีสีดำ ในเวลา เดียวกันถ้ากลุ่มบัญชีสีเทามีพัฒนาการที่ดี รวมถึงการเข้าร่วมในความตกลงแมค (MAC) ฉบับนี้ การออกจากบัญชีสีเทาก็จะเป็นภาพลักษณ์ที่ดีต่อการค้า การลงทุนของประเทศ ดังนั้นในส่วนของกระผม กระผมไม่ได้ติดใจกับการที่กรมสรรพากรจะเข้าร่วมความตกลง ฉบับนี้ แต่กระผมเองมีข้อสังเกตสำคัญอยู่ ๔ ประการที่เปรียบเสมือนบันได ๔ ขั้น ในการที่ ประเทศไทยจะก้าวย่างเข้าสู่ข้อตกลงแมค (MAC) อย่างสมบูรณ์ ดังต่อไปนี้🔗

ขั้นแรกคือมิติของประเทศ แน่นอนการลงนามในครั้งนี้เป็นการที่ กรมสรรพากรลงนามครั้งเดียวได้มา ๑๓๖ ประเทศหรือมากกว่าในอนาคต สิ่งที่ได้มาแน่ ๆ นั่นก็คือการให้ความช่วยเหลือในการติดตามภาษี เอกสาร รวมไปถึงข้อมูลต่าง ๆ ที่เป็น ๓ ขอบข่ายของความตกลงแมค (MAC) แต่ของแถมที่ได้มานั่นก็คือภาระที่จะต้องจัดทำ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทั้ง ๓ อย่าง ถ้ามีการร้องขอจากร้อยกว่าประเทศนี้ เพื่อที่จะให้เห็นภาพ ง่าย ๆ ครับ กระผมขออนุญาตเปรียบเทียบขนาดเศรษฐกิจของประเทศไทย เอาเฉพาะแค่ กลุ่มโออีซีดี (OECD) ซึ่งมีอยู่ ๓๗ ประเทศ เรามีจีดีพี (GDP) ที่น้อยกว่ากลุ่มโออีซีดี (OECD) ถึง ๑๐๔ เท่า แปลว่าอะไรครับ แปลว่าการลงนามครั้งนี้เซ็นปากกาครั้งเดียวเป็นการเซ็น เพื่อให้ได้มาซึ่งเอกสาร ข้อมูล ๑ หน้ากระดาษ แต่ในเวลาเดียวกันได้ของแถมมาก็คือภาระ ในการที่จะต้องจัดทำเอกสารอีก ๑๐๔ หน้ากระดาษถ้ามีการร้องขอ ดังนั้นในประเด็นนี้ กระผมถึงอยากให้กรมสรรพากรพิจารณาให้ละเอียดรอบคอบว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่เป็นการ ขี่ช้างจับตั๊กแตนเพียงตัวสองตัวหรือไม่ นี่เป็นบันไดขั้นแรกครับ🔗

บันไดขั้นที่ ๒ คือเรื่องของประเภท ประเภทที่ว่าคือประเภทของภาษี ที่ในความตกลงฉบับดั้งเดิมรวบรวมไว้หลายกลุ่มภาษีมาก ดังนั้นในการที่จะเข้าสู่ข้อตกลงนี้ เราต้องพิจารณาให้รอบคอบเช่นกันว่าจะไม่รวมภาษีประเภทไหนบ้างที่ดูเหมือนจะเป็นภาระ มากกว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ในการที่จะดูเรื่องนี้กระผมต้องให้ลึกลงไปถึง ฐานข้อมูลภาษีทั้งหมดของประเทศไทยว่าประเทศไทยเราเก็บภาษีจากประเภทอะไรบ้าง ก็มีอยู่ ๓ กลุ่มครับที่กระผมอยากจะขอตั้งข้อสังเกตให้ไม่รวมเข้าไปในสัญญาฉบับนี้ กลุ่มแรก เป็นกลุ่มที่กระผมเรียกว่าภาษียิบย่อยที่รวม ๆ กันแล้วมีไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของภาษี ในประเทศไทยทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นภาษีที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง ภาษีมรดก แต่ภาษีเหล่านี้ เป็นจำนวนมากมายมหาศาลของประเทศที่พัฒนาแล้ว อันนี้กลุ่มที่ ๑ ที่ไม่อยากให้รวม🔗

กลุ่มที่ ๒ คือภาษีมูลค่าเพิ่ม จริงอยู่ครับภาษีมูลค่าเพิ่มของประเทศไทย คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ ๔๐ ของมูลค่าภาษีทั้งหมดในประเทศ แต่ธรรมชาติของเศรษฐกิจ ในประเทศไทยเราเป็นประเทศที่เน้นการผลิต ดังนั้นเมื่อไปเทียบกับประเทศมหาอำนาจ หลาย ๆ ที่ที่เป็นประเทศที่เน้นการบริโภค มูลค่าของภาษีขายหรือภาษีมูลค่าเพิ่มของเรา จึงเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก นั่นคือกลุ่มที่ ๒🔗

กลุ่มที่ ๓ ความตกลงฉบับนี้ให้รวมประกันสังคมเข้าไปด้วย ซึ่งประกันสังคมนี้ ประเทศไทยเราถือว่าจัดเก็บได้ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ เพราะเราเลือกใช้วิธีการหักเก็บ ณ ที่จ่าย ดังนั้นนี่จึงเป็นกลุ่มประเภทของภาษี ๓ ประเภทที่กระผมมีข้อเสนอไม่ให้รวมเข้าไป ซึ่งก็ต้องขอชื่นชมกรมสรรพากรนะครับ ที่ในหน้าสุดท้ายแนบท้ายความตกลงนี้ได้มีการ สงวนสิทธิภาษีกลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้เอาไว้แล้ว แต่ที่กระผมหยิบยกขึ้นมาพูดอีกครั้งหนึ่งในวันนี้ ก็เพราะว่ากระผมเชื่อเหลือเกินว่าหลังจากวันนี้ไปไม่ว่าจะเป็นโออีซีดี (OECD) หรืออียู (EU) เองก็คงจะมีความพยายามที่จะให้เรายกเลิกการสงวนสิทธินี้แล้วรวมเข้าไปใน ความตกลง ก็ขออนุญาตตั้งเป็นข้อสังเกตไว้เพื่ออนาคตอยากจะให้กรมสรรพากรได้ยืนหยัด ในข้อตกลงเหล่านี้ นี่คือบันไดขั้นที่ ๒🔗

บันไดขั้นที่ ๓ ซึ่งเป็นขั้นที่สำคัญและมีความละเอียดอ่อนสูงมาก เป็นที่ปฏิเสธไม่ได้ครับว่าในปัจจุบันเรามีคนต่างประเทศที่หลบเลี่ยงภาษีแล้วก็นำเงิน ที่เกิดจากการหลบเลี่ยงภาษีนั้นเข้ามาลงทุนในสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ที่ดิน บริษัทต่าง ๆ ถึงแม้ว่าเราจะต้องการหรือไม่ต้องการ ก็ตาม แต่เมื่อเราลงนามในบันทึกข้อตกลงนี้แล้วคนต่าง ๆ เหล่านี้ที่เอาเงินเข้ามาลงทุน ก็จะเกิดความกลัวแล้วก็จะถอนการลงทุนออกไป แน่นอนปรากฏการณ์การถอนสมอ แบบกะทันหันนี้อาจจะดีกับประเทศไทยในอนาคต แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าอาจจะส่งผลกระทบ ทางเศรษฐกิจต่อประเทศไทย รายงานไอเอ็มเอฟ (IMF) บางฉบับได้เคยประเมินไว้ว่า เงินที่เกิดจากการเลี่ยงภาษีคิดเป็นมูลค่าถึง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ของการลงทุนในภาคส่วนธุรกิจ การเงินในบางประเทศ ดังนั้นในบันไดขั้นนี้กระผมอยากจะขอตั้งข้อสังเกตกับกรมสรรพากร ให้มีการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นและเตรียมมาตรการรองรับไว้ อย่างรัดกุม เพื่อที่จะไม่เกิดผลกระทบในวงกว้างต่อเศรษฐกิจไทย🔗

บันไดขั้นสุดท้ายนั่นก็คือประมวลกฎหมายที่เกี่ยวกับภาษีโดยตรงก็คือ กฎหมายประมวลรัษฎากร ดังนั้นต้องมีการพิจารณาแก้ไขกฎหมายในประเทศให้ไม่ขัด หรือแย้ง และมีความสอดคล้องกับข้อตกลงดังกล่าวนี้ ตัวอย่างเช่นในมาตรา ๑๐ ของ ประมวลรัษฎากร ที่กำหนดห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรเปิดเผยข้อมูลทางด้านภาษี ให้กับบุคคลภายนอก ดังนั้นเมื่อเราบรรลุข้อตกลงนี้ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการร่าง พระราชบัญญัติแก้ไขประมวลรัษฎากรฉบับดังกล่าว🔗

ท่านประธานครับ ทั้งหมดที่กระผมพูดมาก็เป็นบันได ๔ ขั้นที่กระผม อยากจะขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งกรมสรรพากร ในการที่จะพิจารณาข้อสังเกตต่าง ๆ เหล่านี้อย่างละเอียด รอบคอบ เพื่อที่จะก้าวย่างเข้าสู่ ความตกลงแมค (MAC) อย่างสมบูรณ์ ให้เกิดประโยชน์กับชาติและประชาชนอย่างแท้จริง ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปคุณวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ หลังจากนั้นก็เป็นคุณจิรายุ ห่วงทรัพย์ ขอเชิญครับ🔗

นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตเรียนท่านประธานเพื่อขออนุญาตอภิปรายในบางประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับพิธีสาร ว่าด้วยความตกลงภาคีการให้ความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษี ซึ่งมีชื่อภาษาอังกฤษ ค่อนข้างยาว ที่เรียกว่า เดอะ มัลติแเลตเทอรัล คอนเวนชัน ออน มิวชวล แอดมินิสเทรทิฟ แอสซิสแทนซ์ อิน แทกซ์ แมตเตอร์ส (The Multilateral Convention on Mutual Administrative Assistance in Tax Matters) ขออนุญาตต่อที่ประชุมนี้ว่าจะขอเรียกสั้น ๆ ว่าข้อตกลงหรือความตกลงพหุภาคี ที่เรียกว่าแมค (MAC) ซึ่งในข้อตกลงนี้อย่างที่ทราบแล้ว ว่าทางรัฐบาลไทยได้มีการลงนามไปแล้ว โดยปัจจุบันประเทศไทยอยู่ลำดับที่ ๑๓๗ แล้วก็ ลงนามไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานี้ โดยที่วัตถุประสงค์หลักก็คือเพื่อต้องการจะสร้าง ความร่วมมือกับนานาประเทศ🔗

แต่เรื่องการให้ความช่วยเหลือในด้านการภาษีเพื่อป้องกันการหลบหลีก หรือว่าหลีกเลี่ยงภาษีโดยความร่วมมือของนานาประเทศซึ่งเป็นภาคี ในเรื่องของ การแลกเปลี่ยนนั้นจะมีทั้งเรื่องเนื้อหา แล้วก็เรื่องของรูปแบบ เนื้อหานั้นจะมีอยู่ ๓ เรื่อง เรื่องแรก เป็นเรื่องของการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านภาษี เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องการให้ ความช่วยเหลือในการติดตามจัดเก็บภาษีที่ค้างชำระ และเรื่องสุดท้าย เป็นการให้บริการ จัดหาเอกสารตามที่ได้รับการร้องขอ🔗

ส่วนเรื่องรูปแบบมี ๓ รูปแบบเช่นเดียวกัน รูปแบบแรก โดยการร้องขอ รูปแบบที่ ๒ โดยการไม่ได้ร้องขอ และรูปแบบสุดท้าย การให้โดยอัตโนมัติ สำหรับ ประเทศไทยนั้นจะเข้าร่วมภาคีแมค (MAC) ในเรื่องของเนื้อหาสาระสำคัญเฉพาะใน ประเด็นที่ ๑ คือด้านภาษี แล้วก็กำหนดเฉพาะภาษีเงินได้ ส่วนอีก ๒ ข้อ คือเรื่องการให้ ความช่วยเหลือในการติดตามภาษีอากรที่ค้างชำระ คือในเรื่องการจัดหาเอกสารให้ตามที่ ร้องขอนั้นประเทศไทยยังคงตั้งข้อสงวน เนื่องจากยังไม่มีการประเมินถึงเรื่องความพร้อม ทั้งในเรื่องของงบประมาณหรืออัตรากำลัง หรือประเมินว่าจะเป็นภาระเกินควร ในสถานการณ์ปัจจุบันหรือไม่ ซึ่งในข้อเสนอของกรมสรรพากรก็บอกว่าข้อสงวนทั้ง ๒ อันนี้ ถึงวันหนึ่งเมื่อมีความพร้อมก็จะพิจารณาจัดทำแผนในการยกเลิกอย่างเป็นขั้นเป็นตอน🔗

ท่านประธานครับ ผมมีประเด็นที่อยากจะนำเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ผู้เกี่ยวข้องหรือทางรัฐบาลใน ๒ ประเด็น ประเด็นแรก คือประเด็นความเชื่อมโยงกับ กฎหมาย ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร เป็นเรื่องของ การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในการให้บริการ โดยเฉพาะผู้ให้บริการที่อยู่ในต่างประเทศ หรือผู้ให้บริการผ่านแพลตฟอร์ม (Platform) ที่อยู่ในต่างประเทศ แล้วก็มีการใช้บริการ ในประเทศไทย ซึ่งผู้ใช้บริการนั้นมี ๒ ประเภท ประเภทแรก คือคนที่จดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่ม อีกประเภทหนึ่งคือประชาชนทั่วไปที่สั่งการใช้บริการ เช่น ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม โดยที่ประมวลรัษฎากรที่ใช้ในปัจจุบันนั้นไม่ได้แยกว่าผู้ประกอบการรายที่จดทะเบียนกับผู้ใช้ รายย่อยที่เป็นประชาชนทั่วไปนั้นมีหน้าที่อย่างไร โดยกำหนดหน้าที่เช่นเดียวกันคือมีหน้าที่ นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งในทางปฏิบัตินั้นคนที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก็อยู่ในระบบ แล้วสามารถจะดำเนินการได้โดยไม่มีปัญหาแต่อย่างใด แต่สำหรับประชาชนโดยทั่วไปนั้น เมื่อกำหนดให้มีหน้าที่ในการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นก็จะเห็นว่ามีข้อยุ่งยาก แล้วก็ยากที่จะ เกิดขึ้นในทางปฏิบัติ ฉะนั้นจึงเป็นที่มาของการเก็บภาษี มีความคิดที่จะเก็บภาษีจาก ผู้ประกอบการที่อยู่ในต่างประเทศแล้วมาให้บริการในประเทศ ผมขออนุญาตเรียกสั้น ๆ ว่า อีเซอร์วิส (e-Service) เพื่อให้ง่ายต่อความจำนะครับ ว่าอีเซอร์วิส (e-Service) นั้นจะเป็น ในลักษณะที่จะสร้างความเสมอภาค ความชอบธรรมให้กับผู้ประกอบการที่อยู่ในประเทศ ซึ่งเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ผู้ประกอบการที่อยู่ต่างประเทศหรือผู้ประกอบการที่ผ่านระบบ แพลตฟอร์ม (Platform) นั้นยังไม่มีการชำระภาษี โดยเฉพาะจากผู้ใช้บริการซึ่งเป็นรายย่อย ดังที่ผมได้กราบเรียนไปแล้ว เพราะฉะนั้นในตัวกฎหมายนั้นจะมีการเขียนในส่วนที่เป็น สาระสำคัญว่ากำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการที่อยู่ในต่างประเทศว่าให้มีหน้าที่ ในการยื่นจดทะเบียนและมีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งนี้เพื่อจะให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ซึ่งหลาย ๆ ประเทศในภูมิภาคเอเชียก็ได้มีการดำเนินการไปแล้ว กฎหมายฉบับนี้ อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ แล้วคงจะนำเข้าสู่สภาในลำดับต่อไปนะครับ🔗

ผมมีประเด็นนิดเดียวก็คือว่าในการที่จะยื่นเข้าเป็นภาคีตามความตกลงแมค (MAC) นั้นจะยื่นเฉพาะในส่วนที่เป็นเงินได้ ผมก็เลยคิดว่านวัตกรรมใหม่ ๆ เทคโนโลยีใหม่ ๆ สร้างธุรกรรมใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น แล้วก็อาจจะมีช่องว่าง ช่องโหว่อยู่พอสมควร เพราะฉะนั้น ทางกรมสรรพากรอาจจะต้องประเมินสถานการณ์ถึงความเป็นไปได้ในการที่จะขยาย การแลกเปลี่ยนข้อมูลนั้นให้ครอบคลุมไปถึงภาษีใหม่ ๆ ที่จะทำให้เกิดประโยชน์ทั้งประเทศ ภาคี แล้วก็ทั้งประเทศไทย🔗

ส่วนอีก ๒ ข้อเป็นเรื่องของการตั้งข้อสงวน ในเรื่องของการติดตามภาษีที่ ค้างชำระกับเรื่องการจัดส่งเอกสาร ก็เข้าใจได้ว่าทางกระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพากร คงได้ประเมินถึงภาระที่จะเกิดขึ้น ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นแล้ว จะเห็นว่าควรพิจารณาการลด ข้อสงวนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เพราะฉะนั้นในชั้นนี้ผมอยากจะเรียนเป็นข้อเสนอ ประการแรก คือขอให้ในอนาคตมีการขยายความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านภาษี ให้ครอบคลุมถึงภาษีต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นจากธุรกรรมใหม่ ๆ ผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยี ใหม่ ๆ🔗

ประการที่ ๒ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นธุรกิจลักษณะที่ เรียกว่าธุรกิจข้ามชาติ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า มัลติแนชันนัล เอนเตอร์ไพรส์ (Multinational enterprise) ซึ่งเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ ทางโออีซีดี (OECD) ซึ่งเป็นองค์กร ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาได้กำหนดให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลชนิดนี้ คือเป็น การแลกเปลี่ยนโดยอัตโนมัติโดยที่คู่สัญญานั้นจะต้องมีข้อตกลงในลักษณะที่เรียกว่า ต่างตอบแทนกันก่อนนะครับ ข้อมูลของกลุ่มบริษัทข้ามชาตินั้นเป็นข้อมูลที่ทาง กรมสรรพากรทุกประเทศต้องการจะมีไว้ เพราะว่าจะเป็นประโยชน์ในการบริหารจัดเก็บภาษี ประโยชน์ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการกำหนดมาตรการต่าง ๆ ที่จะรองรับมิให้การจัดเก็บ ภาษีนั้นมีช่องว่าง ช่องโหว่ เพราะฉะนั้นในเรื่องการแลกเปลี่ยนข้อมูลในลักษณะของบริษัท ข้ามชาติ ซึ่งมีลักษณะเป็นกลุ่มบริษัท ข้อมูลที่จะมีการแลกเปลี่ยนนั้นก็คงจะเป็นข้อมูลที่มีลักษณะเหมือนกันในทุกประเทศที่ เข้าร่วมเป็นภาคี เช่น รายชื่อบริษัทหรือว่ารายชื่อของห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หน้าที่หลัก ของแต่ละบริษัทที่อยู่ในกลุ่ม แล้วก็รายได้ระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มี ความสัมพันธ์กันโดยเฉพาะกำไรหรือว่าขาดทุนจากการดำเนินงาน ข้อมูลที่เกี่ยวกับจำนวน ภาษีเงินได้ ทุนจดทะเบียน กำไรสะสม จำนวนพนักงาน มูลค่าทรัพย์สิน ข้อมูลเหล่านี้จะมี ลักษณะเป็นกลุ่มเป็นก้อนแล้วก็ทำให้กรมสรรพากรนั้นสามารถนำมาวิเคราะห์ว่ามีความเสี่ยง ในระบบภาษีมากน้อยเพียงใด มีช่องว่าง มีช่องโหว่ตรงไหน โดยเฉพาะการกำหนดราคาโอน ระหว่างกลุ่มบริษัทที่อยู่ในบริษัทข้ามชาติมีการโอนในราคาที่เหมาะสมเพียงใด ซึ่งตัวนี้ จะสอดรับกับกฎหมายที่มีผลบังคับใช้ไปแล้วคือกฎหมายการถ่ายโอนราคาว่าจะต้องมี การถ่ายโอนราคาที่สมเหตุสมผล ในลักษณะที่เรียกว่าเป็นอาร์มส เลงท์ เรนจ์ (Arm’s length range) ฉะนั้นข้อมูลลักษณะนี้จะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ มิฉะนั้นจะเกิดการ ถ่ายโอนกำไรจากประเทศหนึ่งที่มีอัตราภาษีที่สูงกว่าไปอยู่อีกประเทศหนึ่งซึ่งมีอัตราภาษีที่ ต่ำกว่า ทำให้ผลประโยชน์โดยรวมของกลุ่มบริษัทข้ามชาตินั้นเกิดงอกเงยขึ้นจากที่ไม่ควร จะเป็น เพราะฉะนั้นในส่วนนี้จะเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลทั้งในส่วนที่เป็นเนื้อหาสาระคือ การแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านเงินได้ แล้วก็การแลกเปลี่ยนข้อมูล แบบที่ ๓ คือแบบอัตโนมัติ🔗

ทีนี้สิ่งที่จะต้องทำต่อไปก็คือเรื่องการออกกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับ ให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลนั้นเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ข้อเสนอ ในส่วนนี้ก็คืออยากจะให้ทางกระทรวงการคลังโดยกรมสรรพากรนั้นเตรียมความพร้อม ในการออกกฎหมายลำดับรองหรือว่ากฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่ว่าเมื่อได้มีการทำความ ตกลงโดยการให้สัตยาบันกับข้อตกลงพหุภาคีแมค (MAC) ไปแล้วก็สามารถที่จะเดินหน้าได้ อย่างต่อเนื่อง🔗

ท่านประธานครับ ความตกลงครั้งนี้นอกจากจะเป็นการแสดงจุดยืนทางด้าน ความโปร่งใสทางภาษีแล้ว ก็แสดงถึงความร่วมมือที่ประเทศไทยจะมีต่อนานาประเทศ แล้วก็ ยังเป็นเรื่องที่จะเป็นประโยชน์ต่อด้านการบริหารจัดเก็บภาษีของประเทศไทย อันจะส่งผลต่อ ความยั่งยืนทางการคลังของประเทศไทย ผมคิดว่าเห็นควรที่จะสนับสนุนในการเข้าร่วม ลงนามเป็นภาคีของแมค (MAC) ต่อไป ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปคุณจิรายุ ห่วงทรัพย์ หลังจากนั้นจะเป็นคุณเกียรติ สิทธีอมร แล้วเป็นคุณสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ขอเชิญครับ🔗

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา พหุภาคีเรื่องของภาษีอันนี้กระผมไม่ได้ติดใจอะไร เพราะว่าฟังดูแล้ว ก็เป็นประโยชน์ แต่อยากจะฝากข้อสังเกตผู้ที่มาชี้แจง เดี๋ยวช่วงท้าย ๆ ท่านอธิบายหน่อย กรณีดังกล่าวนี้เป็นกรณีที่ไปสอดคล้องกับกระบวนการที่เราเรียกกันว่ายุทธศาสตร์ชาติ และแผนการปฏิรูปประเทศใช่หรือไม่ เพราะว่ามีการระบุอยู่ในเอกสาร แม้จะไม่ปรากฏ อยู่ในเอกสารที่อยู่ต่อหน้าของท่านสมาชิกในขณะนี้ก็ตาม บอกว่าไปสอดรับกับแผนปฏิรูป ประเทศ ถ้าใช่ไปเกี่ยวอะไรกัน ถ้าไม่ใช่ทำไมต้องเอาใส่เข้าไป🔗

ประเด็นต่อมา เวลาฝรั่งมังค่าเขาทำอะไรเราก็มักจะแห่ไปทำตามเขา มาตรฐานอียู (EU) บ้าง มาตรฐานอเมริกันบ้าง ยุโรปบ้าง สุดท้ายพอมาใช้ในประเทศไทย ก็ทำไม่ได้ครับ กระผมอยากจะฝากไว้ ๒-๓ ข้อครับว่ากรณีที่ท่านได้นำเรื่องนี้เข้ามาท่านได้ศึกษาผลกระทบ แบบไหน อย่างไร การที่เราจะไปบอกต่างประเทศว่าคนมาลงทุนในประเทศไทยมีคนไหน หนีภาษี มีคนไหนเลี่ยงภาษี แบบไหน อย่างไร ถามจริงนะครับกรมสรรพากรท่านทำได้ มากน้อยขนาดไหน แค่ในประเทศไทย คนไทยอย่างเดียวยังลำบากเลย🔗

นอกระบบบ้าง การพนันออนไลน์ (Online) อะไรสารพัดบ่อน กระผมแฉ จนเหนื่อยท่านประธานครับ กรมสรรพากรได้เก็บในระบบนี้เป็นตัวเลขหรือไม่ อย่างไร นี่คือ ธุรกิจข้ามชาติครับ ติดตามสื่อสารมวลชนที่ผ่านมาเว็บออนไลน์ (Web online) ไม่เคยมีใคร ตั้งอยู่แถวข้าง ๆ สภา อยู่ประเทศเพื่อนบ้านบ้าง อยู่ในอินโดจีนบ้าง อยู่ในหลายประเทศบ้าง กระผมอยากจะฝากกรรมการที่นั่งอยู่บนบัลลังก์นี้ กระผมอ่านจากข่าว วันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๓ ทูตไทยที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ก็ไปเซ็นสัญญาที่กรุงปารีสไว้ อันนี้กระผมไม่รู้ว่า เซ็นสัญญานั้นผูกมัดเฉพาะเรื่องของอียู (EU) หรือสหภาพยุโรปที่อยู่ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ทั้งหมดของสหภาพยุโรปหรืออย่างไร เดี๋ยวท่านช่วยตอบช่วงท้ายนะครับ หรือว่าการไปเซ็นนั้นมันคือการเริ่มต้นแบบไหน อย่างไร🔗

ท่านประธานครับ กระผมอยากจะบอกว่าโครงการแมค (MAC) ถ้าภาษา โบราณเขาเรียกว่าเห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง ฝรั่งเขาทำอะไรปุ๊บ ถูกบังคับมาประเทศไทยก็ต้องทำ ท่านช่วยชี้แจงหน่อยครับว่ามีประเทศไหนในโลกนี้ที่เขาเข้าไปแล้วบ้าง และเข้าไปแล้ว ถอนตัวออกมามีประเทศไหนบ้าง มีแต่เรื่องดี ๆ ทั้งนั้นครับเอกสาร แต่เรื่องไม่ดีไม่มี และ ดูเหมือนประเทศไทยกำลังจะต่อสู้กับการหนีภาษี แต่หลายประเทศเขาไม่เข้าพหุภาคีนี้ เพราะเขารู้ว่าธุรกิจบางอย่างพอให้คนที่เสียภาษีตามปกติต้องมาเข้าระบบนี้ คนที่หนีภาษี ก็ต้องหนีภาษีต่อไป🔗

ท่านประธานครับ กระผมจะอภิปรายและบอกท่านประธานอย่างนี้ครับว่า กรณีที่ท่านบอกว่าทำให้ประเทศไทยนี้สามารถแลกเปลี่ยนรายงานข้อมูลระหว่างประเทศได้ ท่านไปแลกกับใครครับ แลกกับอียู (EU) อียู (EU) เขาเป็นประเทศพัฒนาแล้ว เจริญแล้ว ระบบฐานภาษีเขามั่นคง เขาไม่ค่อยมีการโกงภาษีครับ แต่ว่าประเทศกำลังพัฒนา อย่างประเทศไทยมีแต่เสียกับเสีย ระบบบัญชีต้องเข้าไปให้กับกรมสรรพากรหมด ต่อไปนี้ ทำอะไรก็ต้องจ่ายกันเป็นเงินสด ระบบแบงก์กิง (Banking) ก็ทำกันอยู่ทุกวันนี้ เงินแทบจะ ไม่ได้แตะ มันจะกลับไปอยู่ในระบบเดิมหรือไม่ เดี๋ยวท่านช่วยตอบผมช่วงท้ายนะครับ🔗

นอกจากนี้ท่านบอกว่าการเข้าไปทำในระบบนี้จะทำให้ประเทศนั้น มีความโปร่งใสมากขึ้น ภาษาทางการเงินเขาเรียกว่าสถานการณ์เชิงลบดีขึ้น หมายความว่า เวลาไปบอกฝรั่งมังค่า บอกว่าไทยแลนด์ (Thailand) ตอนนี้ที่เขาให้คะแนนกันฉันลดน้อยลง จากเดิมฉันเป็นบีลบ (B-) ตอนนี้ฉันเป็นบี (B) เฉย ๆ อย่างนี้เป็นประโยชน์หรือไม่ อย่างไร ท่านต้องบอกเลยครับ ไม่ใช่เอะอะอะไรก็ใช้รัฐสภา ทั้ง ส.ว. ส.ส. ดี คือไปเซ็นสัญญามันดี อยู่แล้วครับ แต่มันพร้อมหรือยัง🔗

ประเด็นต่อมา ท่านประธานที่เคารพครับ ในภาษากฎหมายที่เขาเขียนไว้ ก็คือว่าให้อำนาจรัฐสามารถแทรกแซงเรื่องนี้ได้ คำว่าแทรกแซงในนิยามของท่าน เดี๋ยวท่าน ช่วยอธิบายด้วยนะครับว่าคืออะไร ให้อธิบดีกรมสรรพากรมีอำนาจแบบไหน อย่างไร ท่านต้องไปออกกฎหมายตัวไหน แบบใด ท่านต้องบอกรัฐสภาครับ คนที่เขาไม่ได้อยู่ในระบบ เขาหิ้วเงินสดมาซื้อของเป็น ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑,๐๐๐ ล้านบาท เราจะบอกว่าเขาเป็นคน ไม่ดีไม่ได้เพราะเขาซื้อเงินสด แต่เวลาเขาซื้อเขามีใบเสร็จไหม แล้วเขามีตัวเลขไหม อย่างนี้ เป็นเรื่องที่ท่านจะต้องอธิบายนะครับ และที่สำคัญคือกฎหมายที่ท่านร่างไว้วันนี้ ฅไปถึงไหนแล้ว กฎหมายที่จะต้องล้อจากการไปเซ็นกับต่างชาติที่เขาให้อำนาจกรมสรรพากร มีอะไรบ้าง ท่านช่วยโปรดอธิบายให้คนที่เขากำลังจะต้องเข้าสู่ระบบจะได้มองว่ารัฐบาลนี้ ไม่ใช่บักโกรก ถังแตก ไส้แห้ง ก้นขาด เอะอะ ๆ อะไรเดี๋ยวมีเรื่องภาษีเข้ามาอีกแล้ว เอะอะ ๆ อะไรอ้างพหุภาคี อ้างการเซ็นเพื่อจะโปร่งใสโน่นนี่นั่น แต่เป้าประสงค์ท่านต้องการ เอาคนที่ไม่ได้อยู่ในระบบเข้ามาอยู่ในระบบ พูดกันให้ชัด ๆ นะครับท่านประธาน🔗

นอกจากนี้การแลกเปลี่ยนข้อมูล อย่างที่ผมบอกครับ ๑ บวก ๑ เท่ากับ ๒ แต่เวลาฝรั่งเขามองประเทศไทย เขาบอกถ้าคุยกับประเทศพัฒนามันก็ ๑ บวก ๑ เท่ากับ ๒ แต่ถ้าคุยกับประเทศกำลังพัฒนามันอาจจะ ๑ บวก ๑ เท่ากับ ๘ เพราะข้อมูลเขาเปิดเผย ทั่วไป ท่านประธานครับ ไปดูได้เลยครับข้อมูลในอียู (EU) ในกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เขียนชัดหมดครับว่าประเทศของสหภาพยุโรปที่อยู่กัน ยกเว้นประเทศอังกฤษที่เอกซ์ซิต (Exit) ออกไป เขาใช้ฐานภาษีกันแบบไหน อย่างไร พี่ไทยก็เห่อตามเขาตลอด วันดีคืนดี โดนกดดันถ้าไม่เข้าเดี๋ยวจะค้าขายไม่ได้นะ เดี๋ยวจะแลกข้อมูลโน่นนี่นั่นไม่ได้ ผมจึงฝาก ท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีสันติครับ วันนี้คนกลัวนะครับ ยิ่งได้ยินข่าวว่ารัฐมนตรี จะลาออกกันบ้าง เศรษฐกิจไม่ดี เงินกู้จะต้องเข้าอีกแล้ว มันใจหายนะครับ พอวันนี้รัฐสภา มาประชุมเรื่องการเก็บภาษี ท่านอาจจะเถียงกระผม บอกจิรายุมันไม่ใช่การเก็บภาษี แต่เป็นการทำข้อตกลงกัน ข้อสังเกต กระผมไม่เชียร์ (Cheer) เลยนะครับ แต่กระผมจะบอก สิ่งที่เป็นข้อบกพร่องและท่านนำไปแก้ไขและอธิบายกับรัฐสภาทราบครับ วันนี้ท่านรัฐมนตรี ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ครับ ท่านต้องตอบสังคมครับว่ามีคนที่อยู่ในระบบนี้ที่ท่านจะต้องเอาเขามา ขึ้นบัญชีเพื่อจะไปอวดฝรั่งมังค่ามีจำนวนเท่าไร เป็นเม็ดเงินประมาณเท่าไร จึงจะเห็นภาพ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับ เรามีสัก ๕ เปอร์เซ็นต์ ๓ เปอร์เซ็นต์ บางเรื่องก็ต้องเฉยนะครับ มันเป็นประโยชน์ของประเทศ มันไม่ได้เป็นเทวดาจะดีกันทั้งประเทศ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ หรอกครับ ทั่วโลกเขาก็เป็นกัน เพราะฉะนั้นกระผมอยากจะบอกต่อไปครับว่าในเรื่องของ การจัดเก็บภาษีท่านอธิบายหน่อยครับ เพราะว่าการรักษาความลับตามประมวลกฎหมาย รัษฎากรของท่าน ตามมาตรา ๑๐ ก็เขียนไว้ชัดเจนว่าการปกปิดเป็นความลับของผู้ที่เสียภาษี อย่างถูกต้องตามกฎหมาย บางเรื่องเขาก็ไม่ได้โชว์อะไรมากมายนัก กฎหมายมาตรานี้ ท่านแก้ไขแบบไหน อย่างไร🔗

ประเด็นต่อมา ในรายงานบางฉบับที่ไม่ได้ปรากฏอยู่ในสภาแห่งนี้ ยกตัวอย่าง เช่นผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย กฎหมายฉบับนี้หรือการไปลงนามแล้วจะมี การออกกฎหมายใช้ในประเทศไทยนี้ ซึ่งไม่ใช่ไปลงนามกับต่างชาติอย่างเดียวจบ ต้องกลับไป เขียนกฎหมายภายในประเทศเพื่อจะให้สอดรับกับที่คุณไปเซ็นสัญญากับเขา อันนี้ท่าน ไม่บอกเลย ท่านบอกว่าไปเซ็นดี ข้อมูลเราจะได้แลกเปลี่ยนกัน เขามองประเทศไทยได้เจริญ ประเทศไทยเจริญเหลือเกิน อันนี้มองแบบโลกสวย🔗

ประเด็นต่อมาครับ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากกฎหมาย ท่านตอบหน่อยครับว่า กฎหมายนี้จำกัดสิทธิและเสรีภาพหรือก่อให้เกิดหน้าที่หรือภาระกับใคร อย่างไรบ้าง โลกสวยนะครับ เวลาท่านเขียนกฎหมาย ท่านจะไปเซ็นสัญญา กรมสรรพากรมีเจ้าหน้าที่ กี่คนครับ เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกแค่ไปเสียภาษีที่ดินก็นั่งรอกันเป็นวันแล้ว พอทำระบบนี้ ขึ้นมา กระผมให้ท่านเลย ท่านมีสัก ๑๐๐ คน ท่านก็ต้องตั้งงบประมาณเพิ่มอีก ท่านเตรียม แบบไหน อย่างไรไว้ครับ เซ็นด้วยปากกานี่ไม่ยากหรอกครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีไปเซ็นแป๊บเดียวครับ แต่กลับมาแล้วทำไม่ได้ครับ เพราะบังคับใช้ไม่ได้🔗

ท่านประธานครับ กระผมเรียกชื่อว่าตุ๋ยโซลูตก็แล้วกันนะครับ เป็นนักค้า เงินเถื่อน ตุ๋ยโซลูตครับ คำถามก็คือทุกวันนี้หมู่เกาะเคย์แมน หมู่เกาะอะไรเยอะแยะ เต็มไปหมด เขาค้าขายกับนอกระบบที่ไม่ได้อยู่ในระบบ แล้วเขาก็ไม่ได้อยู่ในประเทศที่ กำลังพัฒนาแบบเราครับ เขาอยู่ในประเทศเจริญแล้ว เขาหัวเราะฟันร่วงกับภาคีอันนี้ เขาบอกมันหลอกได้แต่เฉพาะประเทศกำลังพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนานั่นละ เจ็บปวดนะครับท่านประธาน ผมเป็นผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจมา กระผมติดตามเรื่องนี้มา หลายปี แล้วกระผมก็รอดูว่าเมื่อไรมันจะเข้าสภา เข้าจริง ๆ ด้วย โลกสวยครับ ฝรั่งมังค่า หัวเราะฟันร่วงว่าประเทศไทยเซ็นเมื่อไรก็ได้เรื่องเมื่อนั้นละ คราวนี้รู้เลยครับในประเทศไทย คนอยู่ในระบบเท่าไร พวกที่ค้าเงินใต้ดินเท่าไร คือมองโลกสวยก็ดีครับ แต่ในความเป็นจริง มันทำไม่ได้ครับ🔗

ประเด็นต่อมาที่กระผมอยากจะถามท่าน เดี๋ยวท่านชี้แจงช่วงท้ายนะครับ ท่านประธานครับ เลยเวลานิดหน่อยแต่เป็นประโยชน์ครับ ๖.๒ ที่กระผมเขียนไว้ ท่านมี มาตรการป้องกันและแก้ไขคุ้มครองผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการจำกัดสิทธิ ท่านประธานครับ ท่านรัฐมนตรีสันติครับ ท่านไปดูรัฐธรรมนูญครับ บางอย่างสิทธิเขียนให้กับประชาชนคนไทย ไว้นะครับ ท่านได้แก้ไขหรือว่าเตรียมการที่ร่างพระราชบัญญัติหรืออะไรก็แล้วแต่ ที่ให้อำนาจ คนที่จัดเก็บภาษีเช่นกรมสรรพากรนี้แบบไหน อย่างไร วันดีคืนดีคนในประเทศฉลาดขึ้นมาร แต่พอเข้าในระบบนี้มีเรื่องของกฎหมายสิทธิ เสรีภาพ และความลับส่วนบุคคล กระผม แปลกใจ ปกติเราจะเห็นพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องก่อน แล้วพอมาร่างในสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจบเราจึงค่อยไปเซ็นสัญญากับต่างชาติเขา แต่อันนี้ท่านกำลังจะไปเซ็นกับเขา และท่านค่อยกลับมาร่าง อาจจะเป็นเงื่อนไขเวลา ไม่ว่ากันเดี๋ยวท่านก็อธิบายไป แต่กระผม อยากจะบอกผ่านพี่น้องประชาชนครับว่าพรรคเพื่อไทยในฐานะฝ่ายค้านไม่ใช่ว่าค้าน ตะบี้ตะบันครับ ค้านแบบให้ข้อมูล ให้ความจริงด้วย ไม่ใช่โลกสวย แล้วก็บอกว่าในภาวะ โควิด-๑๙ (COVID-19) เช่นนี้ พหุภาคีแบบนี้เขาไม่ได้มาบังคับคอขาดบาดตายจะต้องเซ็น หรอกครับ ประเทศไหนในโลกนี้เขาก็ขยับเวลากันหมด ท่านชะลอออกไว้ก่อนได้ไหมละ อีก ๒-๓ ปีค่อยไปทำ จบโควิด-๑๙ (COVID-19) ก่อน คนจะไม่มีกินอยู่แล้ว ข้าราชการ จะถูกปลด เงินเดือนก็ไม่รู้จะจ่ายหรือเปล่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ไม่มีเงิน ยังจะมาทำ เรื่องแบบนี้อีก🔗

สุดท้ายปลายทาง ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมไม่เห็นด้วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เต็ม เรื่องนี้ถ้าสมาชิกฟังจิรายุ ห่วงทรัพย์ พูดแล้วท่านคล้อยตามบางเรื่อง ไม่ต้องลงมติผ่านก็ได้ครับ เดี๋ยวท่านอธิบายว่าสภาแห่งนี้ลงมติเลื่อนเรื่องนี้ไปก่อน ยังไม่เห็นชอบ แล้วกลับมาพูดคุยกันสิว่าแนวรับหรือแนวต้านที่เราจะแก้ไขปัญหาเรื่องแบบนี้ ให้กับสังคมไทย คนทั่วไปเขาเสียภาษี ไม่มีปัญหาครับ แต่ในประเทศไทยมีนอกระบบเยอะ เราพร้อมหรือยัง ผลกระทบในเรื่องของสิทธิ ผลกระทบในเรื่องการจัดเก็บภาษี ผลกระทบ ในเรื่องของกฎหมายต่าง ๆ ท่านพร้อมหรือยัง ก็ขอฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรี และผู้ชี้แจงได้โปรดอธิบายให้กับพี่น้องประชาชนด้วยนะครับ กระผมไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ ที่จะเข้าสู่รัฐสภา ขอขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ต่อไปคุณเกียรติ สิทธีอมร ครับ🔗

นายเกียรติ สิทธีอมร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ ก็ขออภิปรายในเรื่องความตกลงพหุภาคี ว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษี พูดง่าย ๆ ระหว่างประเทศตอนนี้ มีธุรกรรมโยงกันไปโยงกันมา ไม่รู้ว่าภาษีที่เกิดขึ้นจากรายได้หรือจากธุรกรรมในแต่ละ ประเทศนั้นมีการจ่ายภาษีครบถ้วนหรือไม่ ง่าย ๆ คืออย่างนี้ครับ ข้อตกลงนี้เป็นเรื่อง ความร่วมมือระหว่างประเทศเมื่อร้องขอ เดี๋ยวจะมีกรณีอัตโนมัติซึ่งผมจะพูดต่อไป ทีนี้เราไปทำก็ชัดเจนในเรื่องการแลกเปลี่ยนข้อมูล ประเทศไทยสงวนไว้เพียงแค่ภาษีเงินได้ เท่านั้น อันนั้นถูกต้อง สนับสนุนครับ แล้วเราก็สงวนว่าเราไม่มีหน้าที่ไปติดตาม ช่วยจัดเก็บ ภาษีให้กับเขา และเราก็สงวนไว้ด้วยว่าเราไม่มีหน้าที่ไปให้บริหารหาเอกสารให้เขา อันนี้ กระผมคิดว่าถูกต้องแล้วครับ ไปพอดี ๆ ในบางเรื่องที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน ทีนี้เหตุผลที่ให้ไว้ กระผมก็คงไม่ไปลงรายละเอียด ไม่พูดซ้ำ แต่กระผมสนับสนุนในหลักการ เพียงแต่กระผม อยากจะเห็นในแง่ของความร่วมมือระหว่างประเทศในการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อนำไปสู่ การเก็บภาษีให้ถูกต้องตามกฎหมายของแต่ละประเทศนั้นเป็นเรื่องดี ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่ในขณะเดียวกันต้องรอบคอบ และต้องไม่ให้กระทบกับคนดีหรือคนที่เสียภาษีแล้ว แต่กลับได้รับผลกระทบจากมาตรการหรือการร้องขอที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของบางประเทศ อันนี้ต้องระมัดระวัง ก็ขึ้นอยู่กับว่าในที่สุดแล้วจะแก้กฎหมายอย่างไร หรือจะมีการออก กฎระเบียบตามมาอย่างไร🔗

ท่านประธานครับ ในข้อตกลงฉบับนี้เขาเขียนไว้ชัดเจน ๒ ประเด็น ที่ชัดเจนมาก ๆ ก็คือว่าจะปฏิบัติอย่างไร เขียนเป็นกฎหมายภายใน เผอิญเราไม่เคยเห็น กฎหมายภายในที่ท่านกำลังจะปรับปรุงแก้ไข ท่านไม่ได้แนบมาด้วยครับ ก็เลยต้องเดาเอา ประเด็นที่ ๒ ที่เขียนไว้ในมาตรา ๒๑ ของข้อตกลงฉบับนี้ก็คือว่าไม่มีส่วนใดเลยในข้อตกลง ฉบับนี้ที่จะกระทบต่อสิทธิและความคุ้มครองอันเป็นของบุคคลตามกฎหมาย พูดง่าย ๆ การร้องขอความร่วมมือเหล่านี้จะไปละเมิดสิทธิส่วนบุคคลนั้นย่อมไม่ได้ แต่ทั้งหมดนี้จะเป็น หลักประกันได้ก็ต่อเมื่อท่านแนบกฎหมายที่ท่านจะแก้ไขมาด้วย สภาไม่ได้รับครับ แต่เผอิญ กระผมก็ขะมักเขม้นพอจะทราบว่าเคยเข้า ครม. ไปแล้ว เมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคมที่ผ่านมา สมาชิกหลายท่านคงได้มีโอกาสเห็น แต่ผมได้เห็น พอได้เห็นก็ต้องเรียนท่านครับ กระผม มีข้อกังวลหรือข้อสังเกตอยู่ ๕ เรื่อง แล้วเดี๋ยวรบกวนท่านช่วยตอบให้ความมั่นใจ ในแต่ละเรื่องด้วย🔗

ประการแรก การกระทบสิทธิพื้นฐานนั้นท่านต้องไม่กระทบ อย่างที่กระผม อภิปรายไปแล้ว มาตรา ๔ ของบททั่วไป (๓) พูดไว้ชัดเจนว่าประเทศเราเอง กรมสรรพากร ถ้าจะดำเนินการตามที่เขาร้องขอสามารถที่จะแจ้งให้คนที่ถูกถามหรือถูกขอข้อมูลนั้น ล่วงหน้าก่อน เขียนชัดเจนในข้อตกลงนี้ บังเอิญในสรุปของท่านไม่ได้เขียนมา ถ้าท่านบอกว่า ประเทศใดก็แล้วแต่จะขอข้อมูลกับคนใดคนหนึ่ง คนไทยคนใดคนหนึ่งหรือนิติบุคคลใด บุคคลหนึ่ง ท่านมีหน้าที่ต้องแจ้งให้เขาทราบก่อนว่าประเทศนั้นประเทศนี้ร้องขอแล้ว ทำเถอะครับ แต่ต้องระบุในกฎหมายถึงจะเป็นหลักประกัน มีหลายเรื่องในร่างกฎหมาย ของท่านบอกว่าต้องไปอ้างอิงระเบียบที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด แต่วันนี้ท่านยังไม่มี หรอกครับ พอไม่มีก็ไม่รู้จะเดาอย่างไร นั่นคือข้อกังวลประการที่ ๑🔗

ประการที่ ๒ เสนอร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรของท่าน มาตรา ๑๐ ตรี คือท่านให้อธิบดีเป็นคนใช้ดุลพินิจ กระผมว่ากฎหมายสมัยนี้เลิกแล้วนะครับ อธิบดีคนเดียวใช้ดุลพินิจทุกเรื่อง แล้วไม่ได้พูดถึงอธิบดีที่ชื่อเอกนิติคนเดียว อธิบดีคนไหน ก็แล้วแต่ ในหน้าที่ตรงนี้ไปโยงเกี่ยวกับอธิบดีที่ดูแลการให้ข้อมูลสืบเนื่องจากสนธิสัญญา ภาษีซ้อน แต่การแลกเปลี่ยนข้อมูลทั้ง ๒ แบบต่างกันนะครับ สนธิสัญญาภาษีซ้อนกัน แลกเปลี่ยนข้อมูลเป็นคุณกับคนที่เสียภาษี แต่การแลกเปลี่ยนข้อมูลตามข้อตกลงฉบับนี้ อาจเป็นโทษกับคนที่เสียภาษี แล้วทำถูกต้องแล้ว แต่กรมสรรพากรของประเทศต้นทาง ที่ร้องขอไม่เชื่อ ทีนี้จะหาข้อยุติอย่างไร🔗

เรื่อง ๒ เรื่องคนละแบบเลยนะครับ แล้วการให้ข้อมูลไปอาจะเป็นโทษ ไม่ใช่ เป็นคุณกับผู้เสียภาษี ถึงแม้ว่าเขาจะทำถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ เพราะฉะนั้นในข้อนี้ ต้องมีหลักประกันที่ชัดเจนว่าการใช้อำนาจขออธิบดีหรือการใช้ดุลพินิจของอธิบดีนั้น ไม่มีการละเมิดหรือไม่สุ่มเสี่ยงต่อการที่จะกลายเป็นว่าหน่วยงานรัฐไทยได้ช่วยเหลือรัฐ ในต่างประเทศ ในการที่จะทำให้เกิดความเดือดร้อนต่อผู้ที่เสียภาษีถูกต้องตามกฎหมาย อันนี้ต้องระมัดระวัง ทีนี้คำว่าถูกต้องตามกฎหมายคืออะไรครับ สมัยนี้แต่ละคนพำนักอยู่ ในบางประเทศเกิน ๖ เดือน หรือน้อยกว่า ๖ เดือน สิทธิของการเก็บภาษีของแต่ละรัฐ แต่ละประเทศขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่พำนักอยู่ในประเทศนั้น ๆ ท่านรู้ข้อมูลหรือครับ แล้วประเทศต้นทางรู้หรือครับว่าคนที่เขาสอบถามนั้นถ้าเป็นบุคคลจะเก็บภาษีได้ก็ต่อเมื่อ ระยะเวลาที่อยู่ในประเทศนั้น ๆ มีมากเกินกว่าตามที่กฎหมายกำหนด ถ้าสหภาพยุโรปนี่คือ ๑๘๐ วัน ตรงนี้เองก็ต้องถามว่าในแง่ของภาษีเงินได้เราจะแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน เราทราบ หรือไม่ว่าการร้องขอนั้นชอบด้วยกฎหมาย อันนี้คือข้อกังวลประการที่ ๒🔗

ประการที่ ๓ สิ่งที่ร้องขอ อย่างที่ผมเกริ่นไว้เมื่อสักครู่ ชอบด้วยกฎหมายจริง หรือไม่ การพิสูจน์ว่าเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีและประเทศที่ร้องขอนั้นทำกันอย่างไร เวลาเขา ร้องขอมาเขาต้องพิสูจน์ไหมครับว่าเขามีสิทธิในการเก็บภาษีบุคคลนั้น ๆ หรือนิติบุคคลนั้น ๆ ตรงนี้เผอิญในร่างกฎหมายท่านไม่เขียนรายละเอียดไว้เลยครับ พอไม่เขียนเราก็ไม่อยาก คาดเดา เลยต้องตั้งไว้เป็นข้อกังวลให้ท่านตอบว่าแนวของท่านจะเป็นอย่างไร🔗

ประการที่ ๔ ท่านได้มีการไปทำสำรวจความคิดเห็น ซึ่งท่านไม่ได้รวมอยู่ ในเอกสาร พอดีกระผมไปหาเจอในเว็บไซต์ (Website) ของท่าน คนหารือประมาณ ๒๐๐ กว่าคนไม่มีใครคอมเมนต์ (Comment) เลยหรือ แล้วข้อที่เขากังวลก็คือว่า ๑. ภาษาอังกฤษอ่านไม่ออก ส่วนใหญ่ไม่รู้ภาษา ๒. ยังไม่ทราบกลไกว่ากรมสรรพากร หรือกระทรวงการคลังจะปฏิบัติอย่างไร เพราะว่าท่านไม่ได้แนบกฎหมายลูก หรือการปรับปรุงกฎหมายที่มีอยู่แล้วเพื่อให้สอดคล้องกับข้อตกลงฉบับนี้ จึงเป็นปัญหา เพราะฉะนั้นความพร้อมในการปฏิบัติตามข้อ ๑ ที่ผมเป็นข้อกังวลประการที่ ๔ นะครับ🔗

เซกชัน (Section) หนึ่งของข้อตกลงฉบับนี้พูดถึงเรื่องการแลกเปลี่ยน โดยอัตโนมัติ ผูกพันนะครับ แต่กระผมไม่ทราบท่านปฏิบัติได้ไหม ท่านชี้แจงหน่อยครับ เพราะในการที่ท่านสัมมนากับผู้ประกอบการโดยเฉพาะรายเล็ก ผู้เข้าร่วมสัมมนาพูดชัดเจน ว่าเทคโนโลยีก็ยังไม่พร้อม การพิสูจน์แม้กระทั่งบัญชีของคนไทยเองที่อยู่ในบัญชีธนาคาร หรือสถาบันการเงิน ณ วันนี้ไม่มีทางรู้เลยว่าพำนักอยู่ในประเทศไทยเกิน ๑๘๐ วันหรือไม่ หรือประเทศต้นทางมีสิทธิที่จะเก็บภาษีบุคคลเหล่านั้นหรือไม่ที่เขาร้องขอข้อมูล ตรงนี้ พิสูจน์อย่างไรผมไม่แน่ใจ เดี๋ยวท่านช่วยอธิบาย🔗

ประการสุดท้าย ถ้าเจ้าของบัญชีไม่เห็นด้วย ไม่ยินยอม ท่านทำได้ไหม ฉะนั้นถ้าท่านไม่มีเหตุย่อมทำไม่ได้ ถูกไหมครับ ก็โยงไปประเด็นข้อห่วงประการที่ ๒ ของกระผมเมื่อสักครู่นี้ว่าต้องมีเหตุผลเพียงพอ แล้วต้องผ่านกระบวนการ ถ้าเป็นอย่างนั้น ถ้าท่านมีหลักฐานเพียงพอขอหมายศาลเพื่อเปิดเผยข้อมูลจะดีไหมครับ ก็เป็นวิธีหนึ่ง ที่จะสามารถทำได้ถ้าท่านเขียนไว้ในกฎหมายให้ชัดเจน และสิ่งเหล่านั้นจะเป็นหลักประกัน ที่จะคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลของแต่ละคนและของนิติบุคคลว่าท่านจะไม่ละเมิดสิทธิเหล่านั้น🔗

ประการสุดท้ายที่เป็นข้อห่วงครับ อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) วันนี้ท่าน เพิ่งทำร่างที่พิจารณาอยู่ในสภา ที่ให้ไปขึ้นทะเบียนแพลตฟอร์ม (Platform) ในต่างประเทศ ขึ้นทะเบียนเพื่อจ่ายภาษีแวต (VAT) แต่ท่านไม่มีทางรู้เรื่องรายได้เลยครับ ตรงนี้เอง จะมีคำตอบอยู่ว่าในที่สุดแล้วท่านต้องทำอย่างไร มีกรณีทั้งแพลตฟอร์ม (Platform) ในประเทศ แพลตฟอร์ม (Platform) ในต่างประเทศ และการค้าบริการผ่านออนไลน์ (Online) อย่างเดียวล้วน ๆ ไม่ใช่ค้าสินค้านะครับ อันนี้จับยาก อันนี้ลงรายละเอียดยาก ท่านต้องบอกให้เราทราบว่ามาตรการท่านจะเป็นอย่างไร🔗

ท่านประธานครับ กระผมสรุป ๕ ข้อนะครับ ประการแรก กระผมเห็นชอบ กับกรอบความตกลงพหุภาคี อันนี้ไม่ติดใจ ประการที่ ๒ กระผมขอหลักประกันจากรัฐบาล จากท่าน จากกระทรวงการคลัง ว่าการดำเนินการของท่านจะไม่กระทบกับสิทธิพื้นฐาน ของประชาชนในร่างกฎหมายที่ท่านยื่นเข้า ครม. วันนี้ต้องเรียนท่านเลยครับ ไม่เพียงพอเลย ไม่มีหลักประกันอะไรเลย และยังไม่สอดคล้องกับความตกลงแมค (MAC) ที่เราพูดถึง ยังไม่มี รายละเอียดครบถ้วน เช่นการแจ้งล่วงหน้า ไม่มีครับ ไม่มีพูดถึงเลยครับ ประการที่ ๓ ขอให้ ทบทวนการใช้อำนาจของอธิบดีและระเบียบที่จะประกาศกำหนดให้มีการถ่วงดุล ให้โปร่งใส ให้ตรวจสอบได้ และต้องเป็นธรรมกับผู้ที่เสียภาษีทุกคน เป็นธรรมนะครับ ประการที่ ๔ ท่านต้องชัดเจนนะครับ การเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการที่จะต้องดำเนินการ แลกเปลี่ยนข้อมูลโดยอัตโนมัติ ที่ท่านพูดถึงในเซกชัน (Section) ที่ ๑ ท่านไม่ได้แตะเลยครับ ว่าต้องปรับโครงสร้างอย่างไร จะมีทรานซิชัน พีเรียด (Transition Period) ไหม มีช่วงเวลา การปรับตัวไหม ภาคเอกชนจะทำอย่างไร จะใช้งบประมาณอย่างไร จะใช้เทคโนโลยีของใคร หรือต่างคนต่างทำ ตรงนี้ไม่ชัด🔗

และข้อสุดท้าย ในเรื่องอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) กระผมเสนอครับ ถึงเวลาที่ท่านจะต้องคิดถึงดิจิทัลแทกซ์ (Digital Tax) ประเทศอื่นเขาไปไกลหมดแล้วครับ เพราะดิจิทัลแทกซ์ (Digital Tax) เป็นตัวที่มาทดแทนและสร้างความเป็นธรรมให้ ผู้ประกอบการที่เป็นแพลตฟอร์ม (Platform) ในประเทศไทยที่ต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย ณ วันนี้ ดิจิทัลแทกซ์ (Digital Tax) ในหลายประเทศเก็บ ๒-๓ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ สอดคล้องกัน แนะนำอย่างนี้ครับ และขอฟังคำตอบจากทางรัฐบาลด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปคุณสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ครับ🔗

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อประเทศไทย ได้ก้าวย่างเข้าไปสู่การค้าระหว่างประเทศมากขึ้นกับนานาประเทศ มิติทางด้านภาษี ระหว่างประเทศได้เกิดขึ้นตามมา ในบริบทแรกคือการมีความตกลงว่าด้วยภาษีซ้อน ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นความตกลงที่เป็นการขจัดการเก็บภาษีซ้ำซ้อนระหว่างกัน เป็นความตกลงแบบทวิภาคีคือ ๒ ฝ่ายว่าถ้าจัดเก็บภาษีในประเทศหนึ่งแล้วก็จะไม่เก็บภาษี ในอีกประเทศหนึ่ง หรือถ้าจัดเก็บภาษีในประเทศหนึ่งมากกว่าอีกประเทศหนึ่ง ประเทศที่ จัดเก็บภาษีได้น้อยกว่านั้นก็อาจจะมีการมาร้องขอเพื่อเป็นเครดิตภาษีสำหรับที่จะต้องชำระ ภาษีในประเทศที่ต้องชำระภาษีได้มากกว่า วิวัฒนาการในเรื่องของการขจัดการจัดเก็บภาษี ซ้ำซ้อนได้นำไปสู่แนวความคิดในเรื่องของการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางภาษีระหว่างกัน เพราะในขณะที่ขจัดความซ้ำซ้อนของภาษีนั้นถ้าหากได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางภาษี ระหว่างกันก็อาจจะนำไปสู่การจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น ด้วยเหตุนี้เองความตกลงว่าด้วย การภาษีซ้อนนั้นก็จะได้มีบทบัญญัติหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางด้านภาษี รวมอยู่ด้วย อย่างไรก็ตามก็เป็นข้อตกลงหรือความตกลง ๒ ฝ่ายที่เป็นแบบทวิภาคี ซึ่งประเทศไทยได้มีความตกลงเช่นนี้รวมด้วยกัน ๖๑ ประเทศ รวมถึงประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีความตกลงทวิภาคีแบบพิเศษแยกต่างหากออกไป แต่เพื่อที่จะให้มิติที่เกี่ยวกับ การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางด้านภาษีขยายขอบเขตออกไปมากขึ้น องค์กรระหว่างประเทศ ว่าด้วยเศรษฐกิจและการพัฒนาหรือโออีซีดี (OECD) ได้จัดเอาฟอรัม (Forum) ที่เรียกว่า โกลบัล ฟอรัม (Global Forum) ในการจัดทำมาตรฐานในการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางด้าน ภาษีขึ้นมา ซึ่งประเทศไทยก็ได้เข้าไปเป็นสมาชิกด้วยเช่นเดียวกัน ตามมติของ ครม. เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๙ การเป็นสมาชิกของฟอรัม (Forum) นี้เพื่อที่จะได้แลกเปลี่ยน ข้อมูลศึกษาช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการจัดทำมาตรฐานในเรื่องของการแลกเปลี่ยนข้อมูล ถัดจากนั้นเป็นเรื่องของวันนี้ เป็นเรื่องของความตกลงพหุภาคีว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือ ด้านการบริหารภาษีซึ่งเป็นความตกลงหลายฝ่ายหรือพหุภาคี ทำให้ขอบเขตการแลกเปลี่ยน ข้อมูลแทนที่จะเลือกเป็นประเทศแบบทวิภาคี กลายเป็นเรื่องของตกลงหลายฝ่ายในแบบ พหุภาคี ในขณะเดียวกันถ้าขยายขอบเขตในการแลกเปลี่ยนข้อมูลนอกเหนือไปจากเป็น การแลกเปลี่ยนข้อมูลประเภทร้องขอซึ่งเป็นประเภทปกติที่ได้ตกลงกันในความตกลง แบบทวิภาคีแล้ว ก็ยังมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบอัตโนมัติ มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล แบบไม่ร้องขอหรือแบบสมัครใจ เห็นว่าควรจะให้ก็ให้ไปได้ ซึ่งถือว่าเป็นอีกก้าวย่างที่สำคัญ ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางด้านภาษีระหว่างกัน ซึ่งในเรื่องนี้เองคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้เข้าร่วมความตกลงนี้ เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๐ ซึ่งจำเป็นจะต้องได้รับความเห็นชอบจากสภานี้ ผมเห็นว่าเรื่องนี้ ทางกระทรวงการคลังผ่านทางคณะรัฐมนตรีได้มีความระมัดระวังในการเข้าร่วมเป็นภาคี ความตกลงพหุภาคีในเรื่องนี้ด้วยการตั้งข้อสงวนที่กำหนดไว้ในมาตรา ๓๐ เกือบทุกข้อ ตั้งแต่ มาตรา ๓๐ วรรคหนึ่ง (ก) จนถึง (ฉ) แต่ผมอยากเรียนถามเพื่อที่จะได้บันทึกไว้เป็นหลักฐาน ว่าการที่ตั้งข้อสังเกตไว้ตามบทบัญญัติ มาตรา ๓๐ วรรคหนึ่ง (ก) นั้น เมื่อไปดูที่มาตรา ๓๐ วรรคหนึ่ง (ก) แล้วจะมีข้อความภายใต้เงื่อนไขว่าประเภทภาษีของรัฐนั้นไม่ปรากฏอยู่ใน รายการตามภาคผนวก ก ของความตกลง ก็อยากเรียนถามว่ารายการตามภาคผนวก ก ที่ว่านี้คืออะไร แต่โดยรวมแล้วการตั้งข้อสงวนไว้เป็นเรื่องที่ดี แล้วก็ได้ดำเนินการเฉพาะ ในเรื่องข้อมูลภาษี ไม่รวมถึงเรื่องการจัดเก็บภาษีค้างชำระ ไม่รวมถึงเรื่องการให้บริการ ทางด้านเอกสาร การเข้าไปเป็นภาคีความตกลงพหุภาคีในเรื่องนี้นอกจากเหตุผลอื่นใดแล้ว ผมเห็นว่าเป็นการแสดงถึงจุดยืนและภาพลักษณ์ที่สำคัญของประเทศไทยในการบริหารภาษี ว่าเป็นประเทศที่คำนึงถึงความโปร่งใสในการบริหารภาครัฐ ความโปร่งใสในการจัดเก็บภาษี ความโปร่งใสในการให้ความร่วมมือระหว่างประเทศ🔗

อย่างไรก็ตามผมอยากจะขอเรียนผ่านทางท่านประธานสภาไปยัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่าเมื่อได้เข้าไปเป็นความตกลงพหุภาคีนี้แล้วก็น่าจะเตรียม ความพร้อมในเรื่องของการมีกฎหมายรองรับที่เหมาะสม และที่สำคัญต้องเตรียมความพร้อม ในเรื่องของแผนงาน เรื่องหน่วยงาน เรื่องบุคลากร เรื่องเทคโนโลยี เพื่อที่จะใช้ประโยชน์ จากความตกลงนี้ จากการได้ข้อมูลจากความตกลงนี้ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมถึง ๑๓๗ ประเทศ และ การที่ทำให้ข้อมูลเหล่านี้เป็นประโยชน์ในการบริหารภาษีนั้นก็อยากจะให้มุ่งไปที่ประโยชน์ ที่จะได้ ๒ ประการด้วยกัน🔗

ประการแรก ก็คือทำให้การจัดเก็บภาษีจัดเก็บได้มากขึ้น เพราะว่า การแลกเปลี่ยนข้อมูลเหล่านี้จะเกี่ยวข้องกับข้อมูลของบริษัทข้ามชาติ ซึ่งมีภาระในเรื่องของ ภาษีจำนวนมาก และบริษัทข้ามชาติเหล่านี้ยังใช้ช่องทางในการถ่ายโอนราคาในช่องทาง อื่น ๆ ที่จะทำให้ชำระภาษีในประเทศไทยน้อยลง ต้องใช้ประโยชน์จากข้อมูลเหล่านี้ เพื่อที่จะทำให้การจัดเก็บภาษีนั้นจัดเก็บได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยและเป็นการจัดเก็บภาษี จากรายใหญ่ ซึ่งจะทำให้จำนวนการจัดเก็บภาษีมีมากขึ้นตามสถิติของการจัดเก็บภาษี ของประเทศกำลังพัฒนาระดับสูงอย่างประเทศไทยควรจะจัดเก็บภาษีได้ประมาณ ร้อยละ ๒๐ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ในขณะที่ปัจจุบันเรายังจัดเก็บได้อยู่ ประมาณร้อยละ ๑๗ กว่า ๆ ก็หวังว่าความร่วมมือนี้จะนำไปสู่การบริหารการจัดเก็บที่ทำให้ การจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้น🔗

ประการถัดไป หวังว่าการจัดเก็บภาษีจะเกิดความเป็นธรรมมากขึ้น จากการ แลกเปลี่ยนข้อมูลในการจัดเก็บภาษีนี้สามารถทำให้การจัดเก็บภาษีจากรายใหญ่ได้มากขึ้น เป็นการสร้างความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีระหว่างรายใหญ่ รายกลาง และรายเล็ก ไม่เช่นนั้นจะเป็นเสมือนหนึ่งว่ามีองคาพยพ มีองค์ประกอบในการจัดเก็บภาษีรายกลาง กับรายเล็กได้ดี แต่ว่ารายใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับบริษัทข้ามชาตินั้นยังไม่ได้ เป็นไปอย่างที่คาดหวัง ก็หวังว่าความตกลงนี้คงจะมีส่วนสำคัญที่จะทำให้ความเป็นธรรม ในการจัดเก็บภาษีได้พัฒนาตามขึ้นไปด้วย ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านสุดท้าย ศาสตราจารย์พิสิฐ ลี้อาธรรม เชิญครับ🔗

นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกรัฐสภา พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นผมขออนุญาตที่จะกราบเรียนว่าผมเห็นด้วยในหลักการที่ประเทศไทยจะได้มีการ เข้าร่วมกับนานาประเทศในการแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน โดยมีการสงวนในสิ่งที่เราอาจจะยังมี ความไม่พร้อมหรือยังมีคำถามอยู่นะครับ ผมตรวจดูว่าในบรรดาประเทศอาเซียน (ASEAN) ด้วยกัน ๑๐ ประเทศมีประเทศใดที่ได้มีการเข้าร่วมไปแล้ว ปรากฏว่าบรรดาเพื่อน ๆ เรา ที่อยู่ในระดับเดียวกันตั้งแต่ประเทศอินโดนีเซียเข้าไปตั้งแต่ปี ๒๐๑๑ ก็คือเมื่อประมาณ ๙ ปีที่แล้ว ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศมาเลเซียและประเทศบรูไนก็ได้เข้าไปแล้ว ที่ยังไม่เข้า ก็คือประเทศที่อยู่ทางเหนือของเรา สิ่งที่ผมยังติดอยู่ในใจก็คือว่าทำไมเราถึงได้ช้ากว่าที่อื่น ช้าไปหลายปี เราได้เรียนรู้ประสบการณ์ของประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้ไหม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในแวดวงของอาเซียน (ASEAN) ว่าในการเข้าร่วมนี้เราได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์อย่างไร ไม่แน่ใจว่าทางกระทรวงการคลังหรือกรมสรรพากรได้อาศัยกรอบของอาเซียน (ASEAN) ในการที่จะแลกเปลี่ยนหารือกับเขาหรือไม่ ในสิ่งที่ผมได้เห็นร่างนี้แล้วรู้สึกสะท้อนใจก็คือ เรื่องของการที่โออีซีดี (OECD) ซึ่งเป็นสมาคมของประเทศที่ร่ำรวยแล้ว ประเทศที่เป็น สมาชิกโออีซีดี (OECD) ได้จะต้องมีจีดีพี (GDP) ต่อหัวไม่น้อยกว่า ๑๕,๐๐๐ เหรียญต่อปี ต่อคน ซึ่งประเทศไทยยังไม่ถึงครึ่งหนึ่ง เพราะฉะนั้นประเทศไทยยังไม่มีสิทธิที่จะได้เป็น สมาชิกโออีซีดี (OECD) ขณะนี้ก็มีอยู่กว่า ๓๐ ประเทศที่ได้เป็นสมาชิกแล้ว ผมเรียนนะครับ นี่เป็นเพียงสมาคม แต่สมาคมของประเทศร่ำรวยนี้มาออกเกณฑ์ให้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มประเทศอียู (EU) ที่เป็นตัวจักรสำคัญในการออกเกณฑ์นี้ แล้วก็เขียนในลักษณะเหมือนกับตนเองเป็นผู้กำหนดโลก ถ้าข้อตกลงนี้เป็นเรื่องของยูเอ็น (UN) ผมจะดีใจมาก แต่การที่เราต้องอยู่ในกรอบของประเทศที่ร่ำรวย เขาเขียนเกณฑ์แล้ว เราก็ปฏิบัติโดยที่เราไม่มีสิทธิที่จะไปดูว่าเกณฑ์ที่เขียนไว้ก็ดีหรือหลักเกณฑ์อื่น ๆ ที่อาจจะ ซ่อนเร้นไว้ที่เราไม่ทราบ สิ่งเหล่านี้ผมขอฝากผู้เกี่ยวข้องด้วยครับว่าในอนาคตหากมีลักษณะนี้เกิดขึ้นลองคำนึงถึง ประเด็นนี้บ้างว่าเราสมควรไหมที่โลกจะอยู่ในกรอบนี้ อันนี้เป็นประเด็นที่ผมรู้สึกสะท้อนใจ ทุกวันนี้เราทราบดีว่าโลกอยู่ในภาวะที่มีการขยายตัวโดยธุรกิจที่เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ ที่เรียกว่ามัลติแนชันนัล (Multinational) บริษัทข้ามชาติ ซึ่งเป็นบริษัทที่ผู้ถือหุ้น จะประกอบไปด้วยประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ไม่เฉพาะแต่ประเทศพัฒนาแล้วเท่านั้น ประเทศ ยากจนก็อาจจะไปลงทุนด้วยก็ได้ แล้วก็มีการใช้ความพยายามในการที่จะเสียภาษีให้ น้อยที่สุด มีการตั้งเขตที่เรียกว่าปลอดภาษีต่าง ๆ อันนี้คือ ๑๐ ประเทศที่ถูกขึ้นชื่อว่าเป็น เขาใช้คำว่าสวรรค์ของธุรกิจ ก็คือเสียภาษีน้อยที่สุด ๑๐ ประเทศ ท่านดูนะครับ ประเทศ เหล่านี้เป็นแหล่งที่ทำให้รายได้ของประเทศอย่างพวกเรานี้ขาดหายไป เพราะเขาไป จดทะเบียนที่นั่นแล้วก็ใช้วิธีการต่าง ๆ ทรานส์เฟอร์ ไพรซิง (Transfer Pricing) ให้รายจ่าย มาตกกับเรา แต่รายได้ไปตกกับที่โน่น เป็นต้น นี่คือสิ่งที่ผมเชื่อว่าเป็นที่มาของการที่อียู (EU) พยายามจะผลักดันเรื่องนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สุดท้ายก็คงจะจำเป็นให้เกิด คำถามที่อยู่ในใจผม ก็คือว่าถ้าเราไปเซ็นสัญญากับเขาแล้วเราจะมีสิทธิที่จะได้ข้อมูลจากประเทศเหล่านี้ไหม ความเท่าเทียมในการได้ข้อมูลมีเพียงพอไหม อันนี้คือคำถามหนึ่ง🔗

ขอไปอีกตารางหนึ่งนะครับ อันนี้เป็นอีกตารางหนึ่งที่แสดงถึงความโปร่งใส ทางด้านการคลังในระบบภาษี ประเทศไทยเราติดอันดับที่ ๑๗ พูดง่าย ๆ ก็คือที่เพื่อนสมาชิก ท่านหนึ่งได้กล่าวไปว่าเป็นสีเทา เพราะฉะนั้นการที่เราเข้าสู่กติกาสากลนี้อาจจะทำให้เรา ไม่มีการขึ้นจอแบบนี้ แต่ท่านดูในบรรดาประเทศต่าง ๆ ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ทั้งหลายอยู่ในนี้หลายประเทศ คำถามที่ผมเป็นห่วง แล้วก็อยากจะฝากไปยังผู้ปฏิบัติว่า เวลาที่ท่านทำสัญญากับเขาแล้วความเท่าเทียมในการได้ข้อมูลมีแค่ไหน ถ้าเราร้องขอนี้ เขาจะให้ความสำคัญกับเราแค่ไหน อันนี้คือคำถามใหญ่ที่เราต้องคำนึงถึง แล้วก็ในการปฏิบัติ ผมเชื่อว่าจะมีประเด็นเกี่ยวกับความแตกต่างที่อาจจะเกิดขึ้น ผมอยากจะให้กรมสรรพากร เมื่อได้ลงนามในสัญญานี้แล้วได้ใช้ความพยายามในการไปขอข้อมูลต่าง ๆ แล้วก็ปรับปรุง ระบบภาษีภายในของเราให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เราสามารถที่จะเป็นแหล่งที่เขาจะมา เสียภาษีได้อย่างสะดวกหากภาษีเท่าเทียมกัน แต่เรามีความไม่สะดวกเพราะว่าเจ้าหน้าที่ หรือระบบเราไม่มีความพร้อม เขาจะไปเสียที่อื่น เป็นต้น อันนี้ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ที่ขออนุญาตเรียนฝากไว้🔗

แล้วก็อีกประเด็นหนึ่งที่ได้มีเพื่อนสมาชิกพูดถึงเรื่องของการเสียภาษี อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ก็อยากจะกราบเรียนที่ประชุมว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญ ที่เกี่ยวกับภาษีอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ที่ได้เข้าสู่วาระที่หนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร มาแล้ว ผมในฐานะประธานกรรมาธิการวิสามัญก็ได้พิจารณาร่างนี้เสร็จแล้ว แล้วก็ จะนำเสนอสภาต่อไป ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการในประเทศไทยมีความเท่าเทียมกัน กับผู้ประกอบการในต่างประเทศที่จะเสียภาษีแวต (VAT) ส่วนประเด็นของภาษีที่เรายังไม่มี โอกาสที่จะได้รับหรือจัดเก็บจากบริษัทโซเชียลมีเดีย (Social Media) ทั้งหลายที่มา ประกอบการแล้วได้ประโยชน์ ได้รายได้จากประเทศไทย ได้กำไรจากประเทศไทย แต่ไม่มา เสียภาษีในประเทศไทย อันนี้ผมคิดว่าเป็นโจทย์ที่ทางกรมสรรพากรคงต้องดูแลต่อไป ซึ่งเป็น ที่น่าสังเกตว่าสัปดาห์ที่แล้วประเทศฝรั่งเศสได้รับการจ่ายภาษีจากเฟซบุ๊ก (Facebook) ๑๒๐ ล้านเหรียญ อันนี้ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้น ว่าโอกาสที่ภาษีอิเล็กทรอนิกส์จะมีการจ่าย อย่างเท่าเทียมกัน อย่างทั่วถึงก็จะเกิดขึ้น ขออนุญาตกราบเรียนครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ต่อไปท่านรัฐมนตรี และท่านผู้ชี้แจง เชิญเลยครับ🔗

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณ ท่านวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ ที่ท่านเองนั้นมีความเป็นห่วงว่าการที่ทางกระทรวงการคลังจะไปทำ ความตกลงพหุภาคี หรือที่เรียกย่อ ๆ ว่าแมค (MAC) ว่าจะมีความรอบคอบอย่างไร ผมขอกราบเรียนตอบคำถามว่าข้อตกลงแมค (MAC) นั้นเป็นความร่วมมือในด้าน ความโปร่งใสในการแลกเปลี่ยนข้อมูลเรื่องภาษี จัดเก็บภาษี ข้อมูลทางภาษี ที่ขณะนี้เอง ถ้าหากว่าเราจะมีในเรื่องภาษีของบุคคลที่มาประกอบการในเมืองไทยก็ดี หรือคนไทย ไปประกอบการอยู่ที่ต่างประเทศก็ดี เมื่อมีปัญหาในด้านการชำระภาษีแล้วกลับประเทศ ก็อาจจะมีปัญหาในเรื่องการเรียกเก็บภาษีต่าง ๆ ซึ่งเป็นข้อจำกัดที่เราจะไปขอข้อมูลข่าวสาร ของรายนั้น ๆ ที่จะไปเรียกเก็บภาษี หรือไปให้เขาช่วยเก็บภาษีที่มีปัญหากับประเทศเรา หรือเราไปมีปัญหากับประเทศภาคี ซึ่งต้องเรียนว่าจะเป็นประโยชน์นะครับ แต่ในขั้นต้นนี้ เมื่อไปทำข้อตกลงแล้วเรายังมีข้อสงวนในเรื่องของการจัดเก็บ ในเรื่องของการช่วยเก็บเหล่านี้ ไว้ก่อน เมื่อเราพร้อมแล้วเราคงจะดำเนินการต่อไปตามที่ได้กราบเรียนไว้ว่าเป็นภาคผนวก ก อันนี้เป็นข้อสงวนที่เราสงวนเอาไว้ แต่ท่านเกียรติ สิทธีอมร ได้ถามว่าทำไมถึงไม่ส่ง พ.ร.บ. ฉบับให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลตามบันทึกข้อตกลงแมค (MAC) ก็ต้องเรียนว่าในครั้งที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติ เมื่อวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๖๓ แล้วก็ ทางกระทรวงได้ไปลงนามในข้อตกลง เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายนนั้นก็ไปลงนามข้อตกลง แต่ว่า จะต้องนำข้อตกลงนั้นกลับมาให้ทางรัฐสภาเห็นชอบเสียก่อน ในขณะเดียวกันในวันที่ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้ไปทำข้อตกลงนั้นคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติร่าง พ.ร.บ. ให้อำนาจ พนักงานเจ้าหน้าที่ในการให้ข้อมูลข่าวสารนั้นด้วย ขณะนี้เมื่อบันทึกข้อตกลงอันนี้ได้รับ การเห็นชอบของรัฐสภาแล้ว พ.ร.บ. ที่จะให้อำนาจที่จะตามมาตามข้อห่วงใยของท่านเกียรติ สิทธีอมร นั้นจะนำมาเข้าสภาของเราแห่งนี้ในโอกาสต่อไป ก็คงต้องเรียนในลักษณะนั้นนะครับ ส่วนข้อห่วงใยด้านอื่น ๆ ทางกระทรวงจะรับไปพิจารณาดำเนินการ ส่วนรายละเอียดนั้น เดี๋ยวผมขออนุญาตท่านประธานให้เจ้าหน้าที่ของกระทรวงที่พร้อมจะมาตอบในข้อต่าง ๆ ของท่านสมาชิกรัฐสภาทั้ง ๕ ท่านนะครับ เดี๋ยวเชิญให้เจ้าหน้าที่ของกระทรวงซึ่งพร้อมแล้ว มีรายละเอียดนั้นมาตอบพวกเรานะครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอเชิญเลยครับ🔗

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรรมสรรพากร

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ และท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติครับ ผม เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร ขออนุญาตรับมอบหมายจากท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ตอบคำถาม ผมขออนุญาตสรุปเป็นประเด็นนะครับ เพราะว่ามีหลายคำถาม🔗

ประเด็นที่ ๑ เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติ แล้วก็นโยบายของรัฐบาลว่าในการ เข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงพหุภาคีว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษีนั้น มีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับยุทธศาสตร์ชาตินะครับ🔗

ผมต้องเรียนว่าอันนี้เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ชาติในการสร้างความสามารถ ทางการแข่งขันของประเทศนะครับ ขออนุญาตอธิบายในรายละเอียดว่าการที่เราต้องเข้าร่วม เป็นภาคีความตกลงพหุภาคีว่าด้วยความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษี โดยเฉพาะ การแลกเปลี่ยนข้อมูล ถ้าเราไม่เข้าร่วมความตกลงนี้สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือว่าประเทศสมาชิก ซึ่งมีทั้งหมด ๑๓๗ ประเทศสามารถที่จะมองประเทศไทยเป็นแหล่งในการหลบภาษี และสามารถจะออกมาตรการกีดกันทางการค้าต่าง ๆ ได้ ซึ่งขณะนี้มีตัวอย่างของประเทศ ในกลุ่มสหภาพยุโรปได้ระบุให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มสีเทา ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะมา ให้ความร่วมมือในเรื่องของภาษีนี้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือว่าเขาสามารถจะออกมาตรการกีดกัน ทางการค้าไม่ให้ประเทศเขา บริษัทในประเทศกลุ่มเขามาลงทุนในประเทศไทย สามารถที่จะ เก็บภาษีสูงขึ้นสำหรับกลุ่มประเทศที่จะมาลงทุนในประเทศไทย ขณะเดียวกันประเทศไทย ที่จะไปลงทุนในกลุ่มประเทศเหล่านั้นก็จะถูกกีดกัน เช่นถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย และกีดกัน ทางการค้าต่าง ๆ ซึ่งทำให้ประเทศไทยขาดความสามารถในการแข่งขัน อันนี้ก็คือเป็น ประเด็นที่ ๑ ที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ชาติในเรื่องขีดความสามารถทางการแข่งขันนะครับ🔗

นอกจากนั้นผมต้องเรียนว่าเหตุผลตามที่ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลังได้กล่าวไปว่าเหตุผลที่ประเทศต่าง ๆ ได้ร่วมมือกันแลกเปลี่ยนข้อมูลนี้ จริง ๆ แล้วในอดีตนั้นประเทศไทยก็ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลภายใต้อนุสัญญาภาษีซ้อน ซึ่งมีการ แลกเปลี่ยนข้อมูลเป็นคู่ ๆ กับประเทศ ซึ่งประเทศไทยได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับ ๖๑ ประเทศ แต่โลกในปัจจุบันและในอนาคตที่เทคโนโลยีเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แล้วก็ เกิดการโยกย้ายแหล่งลงทุนไปหลบภาษีตามที่ต่าง ๆ ตามที่ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ ได้อภิปรายหลายท่านว่าใช้เป็นแหล่งหลบภาษี ตรงนี้การที่ประเทศทั้งหมด ๑๓๗ ประเทศ ในขณะนี้มาร่วมกันก็คือสามารถร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ขยายขอบข่ายมากขึ้น ซึ่งการแลกเปลี่ยนข้อมูลจะเป็นในลักษณะเดียวกันคือทำภายใต้กฎหมายประมวลรัษฎากร ภายใต้กฎหมายเดียวกันนะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้จะทำให้เราสามารถเพิ่มความโปร่งใส ในการจัดเก็บภาษี ขณะเดียวกันเราสามารถที่จะใช้ข้อมูลต่าง ๆ เนื่องจากโลกในอนาคต เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปจะทำให้ประเทศต่าง ๆ ใช้ช่องทางการเคลื่อนย้ายการลงทุน การให้บริการข้ามชาติต่าง ๆ ไปหลบภาษีตามที่ต่าง ๆ ได้ เราสามารถใช้ช่องทางนี้ในการ แลกเปลี่ยนข้อมูล ในการได้ข้อมูลตรงนี้มาด้วยนะครับ อันนี้ก็เป็นประโยชน์กับประเทศไทย ซึ่งจะสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ แล้วก็เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปนะครับ🔗

ผมขออนุญาตกราบเรียน ในประเด็นต่อไปก็คือมีประเทศไหนบ้างที่อยู่ใน กลุ่มนี้ ผมต้องเรียนอย่างนี้ครับว่าประเทศพัฒนาแล้วในกลุ่มจีทเวนที (G20) อยู่ทั้งหมด ประเทศในกลุ่มอาเซียน (ASEAN) ก็อยู่ทั้งหมด ยกเว้นประเทศพม่า ประเทศลาว ประเทศกัมพูชา และประเทศไทย เพราะฉะนั้นอันนี้ประเทศอื่น ๆ ตามที่ท่านสมาชิกสภา ผู้ทรงเกียรติได้กราบเรียน เราได้มีการแลกเปลี่ยนกับกลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN) ที่เข้าไป ร่วมแล้วนะครับ ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ ประเทศเวียดนาม ประเทศบรูไน พวกนี้ได้มีเวทีอาเซียน เทรด ฟอรัม (ASEAN Trade Forum) ในการแลกเปลี่ยนเพื่อเรียนรู้ ตรงนี้เกิดประโยชน์กับประเทศไทยมาก ซึ่งจะทำให้สามารถเราตามจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น โดยเฉพาะบริษัทที่ต้องการหลบภาษี ขณะเดียวกันผมขอกราบเรียนว่ากฎหมายตามที่ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังได้ชี้แจงไปแล้วว่าอันนี้เป็นการเข้าร่วมเป็นภาคี ความตกลงพหุภาคีว่าด้วยความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษี ในรายละเอียดเราจะต้อง นำเสนอการแก้ไขประมวลรัษฎากรเพื่อรองรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับประเทศคู่สัญญา ตรงนี้เป็นการขยายมาตรา ๑๐ ตรี ซึ่งในรายละเอียดจะนำเสนอรัฐสภาอีกครั้ง🔗

สำหรับในประเด็นต่อไปก็คือว่ากระทรวงการคลังโดยกรมสรรพากร ได้คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศไทยเป็นที่ตั้ง จึงนำเสนอทางกระทรวงการคลัง คณะรัฐมนตรีและรัฐสภาว่าเราจะต้องคำนึงถึงการคุ้มครองสิทธิของประชาชนคนไทย เป็นสำคัญ อำนาจในการแลกเปลี่ยนข้อมูลนี้จะต้องเป็นไปตามประมวลรัษฎากรและจะต้อง ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด นั่นคือเหตุผลที่ทำไมกรมสรรพากรและกระทรวงการคลัง ถึงได้เสนอในรายละเอียดก็คือรูปแบบที่เราจะแลกเปลี่ยนข้อมูลตามอาร์ติเคิล ๓๐ (Article 30) ของโออีซีดี (OECD) ว่าเราจะแลกเปลี่ยนข้อมูลทางภาษีเท่านั้น ไม่รวมการให้ ความช่วยเหลือในการติดตามการจัดเก็บภาษี ไม่รวมการให้บริการในเรื่องการจัดหาเอกสาร ต่าง ๆ ซึ่งฐานข้อมูลต่าง ๆ นี้จะเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่กรมสรรพากรมีอยู่เท่านั้น นอกจากนี้การแลกเปลี่ยนข้อมูลตามที่ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติได้กราบเรียนว่าจะมีอยู่ ๓ ประเภทตามการร้องขอ ซึ่งอันนี้เป็นประเภทที่เราทำอยู่แล้วกับประเทศสมาชิกที่เรามี อนุสัญญาภาษีซ้อนด้วย แต่การเข้าเป็นความตกลงพหุภาคีจะขยายจาก ๖๑ ประเทศ เป็น ๑๓๗ ประเทศ สำหรับการแลกเปลี่ยนโดยอัตโนมัติซึ่งจะเป็นแนวโน้มในอนาคต จะเป็น ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่กรมสรรพากรประเทศต่าง ๆ สามารถมาแชร์ร่วมกันได้ ตรงนี้ ทางกรมสรรพากรได้เตรียมพร้อมโดยการเตรียมทำฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ที่เรียกว่าบิ๊กดาตา (Big Data) แล้วก็การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อวิเคราะห์ในการสร้างความเป็นธรรม ให้กับผู้ประกอบการไทย ให้กับคนไทย แล้วก็ป้องกันการหลบเลี่ยงภาษีในประเทศที่ หลบเลี่ยงภาษีต่าง ๆ ซึ่งเราสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้มาเป็นประโยชน์ให้กับประเทศไทย ให้เกิดความโปร่งใสทางภาษีและเป็นประโยชน์กับประชาชนและผู้ประกอบการไทย ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ยังมีชี้แจงอีกไหม หมดแล้วนะครับ ถ้าหมดแล้ว ท่านรัฐมนตรีไม่สรุปแล้ว ก็ถือว่าจบการพิจารณา ต่อไปจะเป็น การขอมติที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับความตกลงฉบับนี้หรือไม่ ก็ดำเนินการไปตามระบบ ของเรา ตามข้อบังคับ ขอเชิญสมาชิกเข้ามาแสดงตนนะครับ🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

คุณจิรายุมีอะไรครับ เชิญครับ🔗

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกรัฐสภา ระหว่างที่รอ เพื่อนสมาชิก จริง ๆ ผมยกมือไว้ตั้งนานแล้วตั้งแต่ผู้ชี้แจงได้ชี้แจงจบ พอดีท่านอาจจะมองไป ทางโน้นอยู่🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขออภัยครับ🔗

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ระหว่างที่รอครับ เมื่อสักครู่ท่านยังไม่ได้ตอบกระผมในกรณีที่ไปลงนามที่มหานครปารีส ประเทศฝรั่งเศส เรื่องเดียวกันลงนามเรื่องอะไร อย่างไร แล้วในกรณีกฎหมายที่ท่านบอกว่า จะขยายมาตรา ๑๐ ตรี ตามประมวลรัษฎากร คือหมายความว่าวันนี้เราต้องเห็นชอบไปก่อน ใช่ไหมครับ แล้วค่อยมาส่งกฎหมายที่จะแก้ไขว่าจะแก้ไขแบบไหน อย่างไร มานั่งกันนี่ ท่านไม่ได้เตรียมข้อมูลมาอธิบายให้พวกเราฟังบ้างเลยหรือครับว่าความลับที่จะต้องไปชี้แจง ที่กระผมถามตั้งแต่ต้นนี่ ประมวลกฎหมาย มาตรา ๑๐ มี พ.ร.บ. ที่จะแก้ไขแบบไหน อย่างไร ที่จะให้อำนาจของอธิบดีกรมสรรพากร ท่านมีไหมครับ ในระหว่างที่รอเพื่อนสมาชิก เดินมาท่านช่วยชี้แจงผมหน่อย ผมคาใจ ๒-๓ ประเด็น ท่านตอบไม่ครบครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

อนุญาตครับ เชิญท่านอธิบดีเลยครับ🔗

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ขอบคุณ ท่านประธานรัฐสภา ท่านสมาชิกรัฐสภานะครับ ท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ไปลงนามที่ ประเทศฝรั่งเศสนั้นคือไปลงนามในบันทึกข้อตกลงแมค (MAC) ตามที่ผมได้อ่านไปในช่วงต้น แต่การที่ไปลงนามเบื้องต้นอย่างนั้นก็ยังไม่มีผลบังคับใช้ หากจะมีผลบังคับใช้ก็ต่อเมื่อได้มา ขอความเห็นชอบจากรัฐสภาแห่งนี้ ที่กำลังมาขอความเห็นชอบในวันนี้ และในวันที่ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้ไปลงนาม เมื่อวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๖๓ นั้นก็ได้อนุมัติให้ไป ลงนามในเบื้องต้นและได้อนุมัติ พ.ร.บ. ที่จะให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ของกระทรวง ไปในเรื่องของการให้ข้อมูลข่าวสาร เพราะฉะนั้นหลังจากที่ได้รับความเห็นชอบในวันนี้ จากรัฐสภาแล้ว อาจจะเป็นอาทิตย์หน้าก็จะนำ พ.ร.บ. ชุดที่ ครม. ได้อนุมัติไว้มาเข้าสู่ สภาผู้แทนราษฎร และท้ายที่สุดก็จะไปผ่านวุฒิสภา เมื่อได้ทั้ง ๒ ส่วนครบถ้วนแล้ว จึงจะนำไปรายงานกับที่ได้ทำข้อตกลงแมค (MAC) แล้วตอนนั้นถึงจะมีผลบังคับใช้นะครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญครับ🔗

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานนิดเดียวครับ ไม่เสียเวลา เป็นประโยชน์ นี่เป็นเรื่องของระดับชาติครับ คือกระผมฝากข้อสังเกตให้ท่านรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะท่านหัวหน้ารัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เพิ่งเคยเจอในลักษณะเช่นนี้ ทูตไปลงนามที่ประเทศฝรั่งเศส ตามมติ ครม. สุดท้ายกลับเข้ามารัฐสภาเรียก ส.ว. ส.ส. มานั่งประชุมกัน ๗๐๐ กว่าคน ท่านประธานว่ามันย้อนแย้งไหมครับ คือโดยปกติมันต้องเข้าสู่รัฐสภาในระดับพหุภาคีก่อน จากนั้นคณะรัฐมนตรีจึงไปมีการอนุมัติ แล้วก็มอบท่านทูตไปเซ็นในแต่ละประเทศที่ท่านมี ข้อตกลงกัน อันนี้ท่านไปเซ็นวันที่เรียบร้อยเลยครับเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แล้วท่านก็ค่อย กลับมาขอรัฐสภา กระผมก็เลยแปลกใจและขอให้บันทึกไว้ว่ามีรัฐบาลนี้รัฐบาลเดียวไหม ที่ทำลักษณะเช่นนี้ วันนี้ถ้าท่านเห็นชอบไปแล้วและท่านไปเซ็นที่ประเทศฝรั่งเศส หรือจะไป เซ็นที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ประเทศไหนในโลกนี้ที่เป็นข้อตกลงกระผม ไม่ติดใจครับ มันก็เลยแปลกใจว่าเซ็นเรียบร้อยค่อยมาขอรัฐสภา กระผมฝากให้ท่านบันทึก ไว้ครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ได้ครับท่านจิรายุ ท่านรัฐมนตรีชี้แจง อีกที เชิญรัฐมนตรีครับ🔗

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

การดำเนินการดังกล่าวเท่าที่ผมเห็นวิธีปฏิบัติในสภาแห่งนี้ทุกครั้งก็จะเป็นในทำนองนี้นะครับ แล้วขณะนี้ทางกระทรวงการคลังกำลังปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ เมื่อไปทำข้อตกลงแล้ว ก็จะต้องเอาข้อตกลงนั้น ยังไม่มีผลบังคับใช้ในเวทีโลกนะครับ ต้องเอาข้อตกลงมาผ่านรัฐสภา ให้รัฐสภานั้นเห็นชอบ และหากจะต้องมีกฎหมายไปให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการดำเนินการใด ทั้ง ๒ อัน ก็เอาไปเรียนทางการทำบันทึกข้อตกลงที่ผ่านมา แล้วจากนั้นถึงจะมีผลบังคับใช้ ในธรรมเนียมปฏิบัติเป็นอย่างนั้นตลอดมาครับ ขอยืนยันครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ยังมีคนติดใจอยู่ เชิญท่านสถิตย์ครับ🔗

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อสักครู่กระผมได้อภิปรายว่าเป็นการดีที่เข้าร่วมความตกลงนี้ด้วยความระมัดระวัง โดยการตั้งข้อสงวนที่จำเป็นไว้ และกระผมได้ตั้งคำถามว่าตามที่ได้ตั้งข้อสงวนไว้ ตามบทบัญญัติ ข้อ ๓๐ วรรคหนึ่ง (ก) นั้น ในข้อ ๓๐ วรรคหนึ่ง (ก) มีข้อความว่า ภายใต้ เงื่อนไขว่าประเภทภาษีของรัฐนั้นไม่ปรากฏอยู่ในรายการตามภาคผนวก ก ผมได้เรียนถาม ผ่านท่านประธานรัฐสภาว่าภาคผนวก ก นั้นมีข้อความว่าอย่างไร ยังไม่ได้รับคำตอบครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านอธิบดีหรือท่านรัฐมนตรีจะตอบ เชิญครับ🔗

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

เดี๋ยวเชิญ ท่านอธิบดีครับ🔗

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพและท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติครับ ผมขออนุญาตตอบ ในเรื่องของภาคผนวก ก นะครับ ภาคผนวก ก คือเอกสารตามรูปแบบที่โออีซีดี (OECD) กำหนดให้ส่งยื่นสัตยาบันสาร โดยเป็นเอกสารที่ระบุประเภทภาษีที่ครอบคลุมตามแมค (MAC) ซึ่งต้องสอดคล้องกับการตั้งข้อสงวน การตั้งข้อสงวนของประเทศไทยก็คือเราจะร่วม แลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างเดียว โดยที่เราจะไม่ร่วมในการบริหารตามเก็บหนี้ภาษีด้วย เราจะไม่ร่วมในการส่งข้อมูลด้วย เราเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างเดียวนะครับ ดังนั้น ประเทศไทยต้องได้รับความเห็นชอบในความตกลงแล้วก็ข้อสงวนก่อนจึงจะสามารถจัดทำ เอกสารตามภาคผนวก ก ได้ ซึ่งจะมีเนื้อหาที่สอดคล้องกับข้อสงวนที่ได้ตั้งไว้ แล้วก็จะจัด ยื่นเอกสารตอนให้สัตยาบัน อันนี้ก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติครับ🔗

ขณะเดียวกันขออนุญาตเสริมท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นะครับ ตามขั้นตอนที่ท่านเอกอัครราชทูตไปลงนามนั่นคือไปแจ้งความจำนง แต่ว่ายังไม่มีผล ไปแจ้งความจำนง เพราะว่าเราได้รับจดหมายเชิญจากโออีซีดี (OECD) มีเงื่อนไขว่า ก่อนที่จะดำเนินการใด ๆ ต้องแจ้งความจำนงว่าประเทศไทยมีความต้องการที่จะเข้าร่วม นั่นคือเป็นที่มาตามที่ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังได้กล่าวว่าเราถึงต้องมาทำ ตามกระบวนการต่าง ๆ ข้อเสนอในวันนี้นะครับ ในเรื่องขออนุมัติการเข้าร่วมเป็นภาคี ความตกลงพหุภาคีว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษี ขั้นตอนต่อไปก็คือ จะต้องนำเสนอในเรื่องรายละเอียดของกฎหมาย แก้ประมวลรัษฎากรในเรื่องการแลกเปลี่ยน ข้อมูล ซึ่งอันนี้จะมีรายละเอียดแก้ไขมาตรา ๑๐ ตรี ตามที่ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลังได้กล่าวไป แล้วขั้นต่อไปพอได้อนุมัติถึงจะสามารถไปลงนามให้สัตยาบันได้ อันนี้เป็นขั้นตอนครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญคุณเกียรติครับ🔗

นายเกียรติ สิทธีอมร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายเกียรติ สิทธีอมร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา สั้น ๆ นะครับ พอดีเมื่อสักครู่ตอนชี้แจง ท่านอธิบดีบอกว่าถ้าเราไม่ร่วมกับข้อตกลงนี้เขาจะเก็บภาษีเราสูงขึ้นได้ อันนี้ผมงงมากครับ ตามกติกาข้อไหนครับ องค์การการค้าโลกที่ทำให้เขาทำตรงนี้ได้ แล้วถ้าเป็นอย่างนั้น เราตอบโต้ได้ไหมครับ คือถ้าเราเข้าร่วมเพราะมันดียินดีครับ แต่คำขู่ที่ไม่สอดคล้องกับ กติกาสากลเราต้องไม่รับครับ ตรงนี้ช่วยชี้แจงทีครับว่าทำไมถึงพูดเช่นนั้น เดี๋ยวคน จะเข้าใจผิด เพราะผมไม่เชื่อว่าเขามีอำนาจในการที่จะอยู่ดี ๆ เลือกขึ้นภาษีเฉพาะ บางประเทศที่ไม่ปฏิบัติตามกรอบการเงินที่เขาร้องขอในเรื่องเช่นนี้ มันขัดครับ ไม่น่าจะเป็น เช่นนั้น ผมกลัวคนจะเข้าใจผิดครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

มีอีกท่านหนึ่งครับ คุณหมอชลน่าน เชิญครับ🔗

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมต้องขออนุญาตรบกวนเวลาท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญครับ🔗

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

ที่จริงตั้งใจ จะไม่อภิปรายอยู่แล้ว แต่ว่าฟังคำชี้แจงของท่านรัฐมนตรีแล้วก็ท่านอธิบดีพูดถึงขั้นตอน ของการลงนามในหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ ท่านตอบสมาชิกบอกว่าเมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน เป็นการแจ้งความจำนงที่จะไปลงนามในข้อตกลง กระผมคิดว่าคำตอบของท่าน อธิบดีน่าจะคลาดเคลื่อนจากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน สิ่งที่พวกเราสงสัยนะครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไปตัดขั้นตอนในการลงนามสัญญาระหว่างประเทศ จากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไปประมาณ ๔-๕ ประการการ เหลืออยู่ไม่กี่ข้อ การที่จะให้สภามาพิจารณาก่อนที่ จะทำสัญญาก็ตัดออกไป ก่อนที่จะมีความตกลงหรือดำเนินการใด ๆ ในปี ๒๕๕๐ เขียนไว้ชัด ก่อนทำให้นำกรอบการเจรจามาให้สภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ ตัดออกไป ไม่มี ก็เลยไปใช้ วรรคสองของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๑๗๘ เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติจะทำความตกลง ท่านก็ไปลงนามในข้อตกลงเลย เพียงแต่ว่าครั้งนี้จำเป็นจะต้องออกกฎหมายรับรองก็ต้องด้วย บทบัญญัติในวรรคสอง ว่ากรณีข้อตกลงนั้นจะต้องมีกฎหมายรองรับเพื่อไปทำสัตยาบัน ต้องให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบ ตัดขั้นตอนหมดเลยครับ เพราะฉะนั้นข้อตกลงลงไปแล้ว ในความเห็นกระผม เพียงแต่เอาข้อตกลงนี้มาผ่านเพื่อให้รัฐสภาเห็นชอบที่จะไปออก กฎหมายรองรับที่แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายว่าด้วยภาษีอากร นั่นหมายความว่าขณะนี้ ถ้ารัฐสภาเห็นชอบท่านก็ยื่นกฎหมาย ซึ่งท่านยื่นไปแล้ว ขณะนี้อยู่ในชั้นการพิจารณาของวิป (Whip) รัฐบาลแล้ว กฎหมายผ่านสภาท่านก็ไปทำสัตยาบันลงนามมีผลผูกพันทันที อันนี้คือ การทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๗๘ ปี ๒๕๖๐ ตัดขั้นตอน ไปเยอะมาก ตัดการมีส่วนร่วม ตัดการตรวจสอบ แล้วก็ให้อำนาจฝ่ายบริหารมาบังคับสภา ได้เลย ถ้าเกิดสภามีปัญหาว่าไม่เห็นชอบภายใน ๖๐ วัน ข้อตกลงนั้นได้รับความเห็นชอบ ทันที ท่านก็ไปตรากฎหมายได้ มาให้สภาออกกฎหมายได้ เป็นการบีบบังคับโดยปริยาย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านชี้แจงต้องชี้แจงไปตามความจริง ไม่ต้องอาย เรารับทราบเพราะมันเป็น บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และประเด็นนี้เองจะได้เป็นข้อมูลว่าแนวทางการปฏิบัติของ ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติจำเป็นต้องไปแก้ใหม่ในรัฐธรรมนูญที่เราจะมีขึ้นต่อไป กราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกมีอะไรจะสอบถาม เชิญนะครับ เผื่อจะได้ตอบพร้อมกันไป ถ้าไม่มีแล้ว เชิญชี้แจงครับ🔗

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

คงต้อง กราบเรียนท่านชลน่านนะครับว่าผมได้กราบเรียนไปแล้วว่าเราได้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ก็คือเมื่อไปดำเนินการแล้วก็มาขอความเห็นชอบจากรัฐสภา แล้วท่านเองก็ทราบ แล้วก็ ขอบคุณท่านที่ขณะนี้กฎหมายได้เข้ามาสู่สภาผู้แทนราษฎรแล้ว เพราะฉะนั้นท่านผู้อภิปราย เมื่อกฎหมายนี้ไปถึงสภาไม่ว่าจะเป็นสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา ถ้าท่านเป็นห่วงเป็นใย ในข้อเสนอแนะของท่านก็อยากจะกราบเรียนเชิญท่านช่วยกันดูแลพิจารณากฎหมายที่จะไป ผ่านแต่ละสภาด้วย แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นทางกระทรวงการคลังจะต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน เดือนสิงหาคม ๒๕๖๔ เพราะฉะนั้นจึงกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณทุกฝ่ายนะครับ พยายามให้ ทุกอย่างกระจ่างที่สุดเท่าที่สามารถทำได้ เพราะเราต้องลงมติ ผมเชิญสมาชิกเข้ามาแสดงตน พร้อมแล้วนะครับ เชิญแสดงตนครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

สมาชิกพร้อมนะครับ ปิดการแสดงตน ขณะนี้จำนวนผู้เข้าประชุม ๔๘๗ ท่าน🔗

ต่อไปขอถามมติที่ประชุมว่า จะเห็นชอบกับความตกลงพหุภาคีว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษี ( Convention on Mutual Administrative Assistance in Tax Matters) ห รื อ ไ ม่ ขอเชิญท่านสมาชิกได้ลงมตินะครับ ถ้าผู้ใดเห็นชอบกดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าผู้ใดไม่เห็นชอบกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ อยู่ระหว่างการลงมติครับ🔗

นายทศพร ทองศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานรัฐสภาครับ ลำดับที่ ๑๓๙ ผม ทศพร เห็นด้วยครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

สมาชิกพร้อมแล้ว ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๕๓๓ ท่าน เห็นด้วย ๕๒๑ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๔ ท่าน งดออกเสียง ๔ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๔ ท่าน มติที่ประชุมเห็นชอบนะครับ ขอบคุณสมาชิกทุกท่านนะครับ ขอประทานโทษครับ บวกที่ออกเสียงตามเสียงอีก ๑ ท่านเป็น ๕๒๒ ท่าน ขอบคุณสมาชิก ทุกท่านนะครับ🔗

ระเบียบวาระต่อไป🔗

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี🔗

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี🔗

ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ไม่มี🔗

วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุม ผมขอขอบพระคุณทุกฝ่ายนะครับ ขอบคุณสมาชิก เจ้าหน้าที่ ล่ามมือ และสื่อมวลชน ขอปิดการประชุมครับ🔗

เลิกประชุมเวลา ๑๘.๒๗ นาฬิกา