รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ครั้งที่ ๑ (สมัยวิสามัญ)
วันจันทร์ที่ ๒๖ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓
ณ ตึกรัฐสภา
---------------
ท่านประธานที่เคารพ บัดนี้มีสมาชิก มาลงชื่อแล้ว ๔๑๒ ท่านนะครับ ครบองค์ประชุม ผมขอเปิดประชุมครับ ขอเรียนท่านสมาชิก ว่าขณะนี้จำนวนสมาชิกของรัฐสภาทั้งหมดที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้มี ๗๓๒ คน สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ๔๘๗ คน สมาชิกวุฒิสภาที่สามารถปฏิบัติ หน้าที่ได้ ๒๔๕ คน ดังนั้นองค์ประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง คือ ๓๖๐ กว่าคน ขอเรียนเพื่อ ได้รับทราบตัวเลขเบื้องต้นครับ ขออนุญาตไปตามระเบียบวาระครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม🔗
คือรับทราบพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศพระราชกฤษฎีกา เรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๓🔗
ด้วยได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศพระราชกฤษฎีกา เรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๓🔗
ขอเชิญท่านสมาชิกโปรดยืนขึ้นรับฟังพระบรมราชโองการ ขอเชิญ ท่านเลขาธิการรัฐสภาอ่านพระบรมราชโองการครับ🔗
พระบรมราชโองการ🔗
“พระราชกฤษฎีกา🔗
เรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา🔗
พ.ศ. ๒๕๖๓🔗
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ🔗
พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว🔗
ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๓🔗
เป็นปีที่ ๕ ในรัชกาลปัจจุบัน🔗
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า🔗
โดยที่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ สมควรที่จะเรียกประชุมรัฐสภา เป็นการประชุมสมัยวิสามัญ🔗
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๒๒ และมาตรา ๑๗๕ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุม สมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา ตั้งแต่วันที่ ๒๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี”🔗
ขอบคุณครับ เชิญนั่งครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี🔗
ต่อไปจะเป็นการพิจารณาเรื่องด่วน คือ ขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไป ในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ตามมาตรา ๑๖๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย🔗
ผมขอเรียนเบื้องต้นเพื่อเพื่อนสมาชิกทั้งหมดของรัฐสภาได้เข้าใจว่าเรื่องนี้ ที่มาก็เกิดขึ้นจากการที่เราได้หารือกันภายในไม่เป็นทางการ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ ประชาชนมีความกังวลห่วงใยบ้านเมือง แม้ว่าบทบาทในการแก้ปัญหานั้นเป็นฝ่ายบริหาร ก็ตาม แต่ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ มีส่วนใดที่เราสามารถเข้าไปสนับสนุนการแก้ปัญหา ให้คลายกังวลพี่น้องประชาชนได้บ้างก็สมควรจะทำ แม้ว่าสมัยประชุมจะเปิดในเวลาอันใกล้ คือวันที่ ๑ พฤศจิกายนนี้ก็ตาม ในความเห็นร่วมกันแม้ไม่เป็นเอกฉันท์ก็เห็นว่าควรจะได้ เสนอเปิดสมัยประชุมวิสามัญ ในที่สุดความเห็นไม่เป็นเอกฉันท์นะครับ แต่ส่วนใหญ่ครับ ในที่สุดผมก็ได้ทำหนังสือกราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีถึงความเห็นไม่เป็นทางการในเรื่องนี้ พร้อมกับกราบเรียนให้ประธานวุฒิสภาได้รับทราบถึงความเห็นเพราะวันนั้นไม่มีตัวแทนของ วุฒิสมาชิกเข้าร่วมประชุมด้วย ท่านนายกรัฐมนตรีก็มีการประชุมในวันที่ ๒๐ ตุลาคม และมี มติให้เปิดสมัยประชุมวิสามัญ แล้วเสนอญัตติตามมาตรา ๑๖๕ อันนี้พวกเรากรุณา ได้รับทราบเบื้องต้น แล้วเราได้คุยกันว่าเราน่าจะมีส่วนร่วมบรรเทาปัญหาของบ้านเมือง หรือลดความกังวลของพี่น้องประชาชนซึ่งเราเป็นตัวแทนของเขาในระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้น วันนี้ญัตติที่เสนอเข้ามานั้น เป้าหมายก็คือเพื่อว่าจะมีส่วนร่วมในการให้คำปรึกษากับรัฐบาล เพื่อบรรเทาปัญหา เราไม่ใช่ตั้งใจจะสร้างปัญหา หรือเพิ่มปัญหา หรือเพิ่มความกังวลให้กับ พี่น้องประชาชนของเรา เพราะฉะนั้นผมขอเรียนที่ประชุมเพื่อกรุณาได้รับทราบ แล้วก็ เพื่อประโยชน์ในการที่เราจะพิจารณาร่วมกัน ตัวแทนทั้ง ๒ ฝ่ายก็ได้หารือกันนะครับ ตัวแทนทั้ง ๔ ฝ่ายได้หารือกันว่ากำหนดการประชุมควรจะเริ่มและลงเอยอย่างไร เวลาควรจะแบ่งกันอย่างไร ซึ่งรายละเอียดนี้ก่อนที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะได้เสนอญัตติ ผมขออนุญาตให้ผู้ควบคุมเสียงของแต่ละฝ่ายได้ชี้แจงที่ประชุมครับ ขอเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครราชสีมา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ตามที่ ท่านประธานได้มีดำริให้ประชุมร่วมในส่วนทั้ง ๔ ฝ่าย ซึ่งประกอบไปด้วย ๑. คณะรัฐมนตรี ๒. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้าน ๓. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาล และ ๔. ในส่วนของวุฒิสมาชิก ซึ่งเราก็ได้กำหนดเวลาในเบื้องต้นของการพิจารณาในส่วน ของญัตติของการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุม ซึ่งเริ่มวันจันทร์ที่ ๒๖ ตุลาคม กำหนดการเดิมนะครับท่านประธาน เราจะเริ่มเวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา แต่เนื่องจากเวลาได้เลต (Late) มาบ้างก็ไม่เป็นไรครับท่านประธาน วันนี้ เราจะใช้เวลาทั้งหมดรวมแล้วประมาณ ๑๒ ชั่วโมง ๓๐ นาที แต่ในส่วนอื่นก็ขออนุญาต เรียนท่านประธานก่อนก็คือ วันนี้เราตกลงกันไว้ว่าคณะรัฐมนตรีมีเวลาในการตอบและชี้แจง ๕ ชั่วโมง ส่วนสมาชิกฝ่ายค้านทั้งหมดที่จะต้องเสนอให้กับรัฐบาลข้อแนะนำ ๘ ชั่วโมง สมาชิก ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล ๕ ชั่วโมง และสมาชิกวุฒิสภา ๕ ชั่วโมง ก็มีเวลาประมาณ ๒๕ ชั่วโมง วันนี้ก็กะใช้เวลาทั้งหมด ๑๒ ชั่วโมง ๓๐ นาที ก็คาดว่าน่าจะไปจบราว ๆ ประมาณ ๒๒.๓๐ นาฬิกา และในส่วนเวลาส่วนที่เหลือทั้งหมดก็จะเริ่มในวันพรุ่งนี้ วันที่ ๒๗ ตุลาคม ก็คือเริ่มเวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะครบตามกำหนดเวลา ในส่วนของแต่ละฝ่าย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นท่านประธานครับ วัน เวลาในช่วงนี้อาจจะ เลต (Late) บ้างก็ต้องขออภัย อาจจะเลยเวลาไป เช่น อาจจะไม่จบตอนที่ ๒๒.๐๐ นาฬิกา อาจจะไปจบ ๒๓.๐๐ นาฬิกา อันนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขออนุญาตเรียน ท่านสมาชิกก็คือ ในวันพรุ่งนี้ถ้าเราเลิกเวลา ๒๒.๓๐ นาฬิกา พรุ่งนี้ก็ต้องมากันแต่เช้า เพื่อที่จะมาเซ็นชื่ออีกครั้งหนึ่ง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขอท่านสมาชิกทุกท่านว่าเดี๋ยวเราจะดูกัน ในหน้างานอีกรอบหนึ่งว่าถ้าการอภิปรายติดพันหรือยังตกค้าง เราอาจจะข้ามไปเที่ยงคืน เพื่อวันพรุ่งนี้จะได้อภิปรายได้ต่อกัน ก็เรียนท่านประธานเป็นเบื้องต้นครับ🔗
ขอบคุณผู้ควบคุมเสียงฝ่ายรัฐบาลครับ ผู้ควบคุมเสียงฝ่ายอื่นมีประเด็นอะไรที่จะแจ้งที่ประชุม อนุญาตนะครับ เชิญเลยครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม สุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้ควบคุมเสียงของฝ่ายค้าน ก็ไม่มีอะไรเห็นต่าง ข้อสรุปก็เป็นเช่นที่ ท่านประธานวิป (Whip) รัฐบาลได้พูดนะครับ ก็เป็นเพียงย้ำอีกนิดเดียว เพียงแต่ว่าเวลา หากมันคลาดเคลื่อนไม่มาก เริ่มช้า อาจจะไปเลิกช้า อย่างนี้ก็ขอความกรุณาท่านประธาน ได้ยืดหยุ่นเท่านั้นละครับ ทุกอย่างก็เห็นตรงกันท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ทางผู้ควบคุมเสียง วุฒิสมาชิกมีอะไรจะรายงานไหมครับ ถ้าไม่มี ผมขออนุญาตเรียนพวกเราว่า ๒๕ ชั่วโมง ที่ว่านี้หมายถึงควบคุมไว้ไม่เกินนะครับ ดังนั้นถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ใช้เวลาตามที่กำหนดเอาไว้ เวลาก็จะลดลงไป เพราะไม่ได้เป็นข้อบังคับว่าต้องอภิปรายให้ได้ ๕ ชั่วโมง หรือ ๗ ชั่วโมง หรือ ๘ ชั่วโมง หรือตามระยะเวลาที่กำหนด ถ้าฝ่ายใดใช้ไม่ครบเวลาก็ลดลงไป เรียนที่ประชุม และขอเรียนว่าในการประชุมครั้งนี้สภาได้จัดให้มีการถ่ายทอดสดการประชุม ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงรัฐสภา เอฟเอ็ม ๘๗.๕๐ (FM 87.50) นะครับ สถานีวิทยุ โทรทัศน์รัฐสภา ช่อง ๑๐ และสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ ตั้งแต่เริ่มจนเสร็จสิ้นการประชุม ซึ่งเอกสิทธิ์การกล่าวถ้อยคำในการแสดงข้อเท็จจริง หรือแสดงความเห็นจะไม่คุ้มครองสมาชิกผู้กล่าวถ้อยคำนั้น เนื่องจากมีการถ่ายทอดให้ไป ปรากฏนอกบริเวณรัฐสภา และมีลักษณะเป็นความผิดทางอาญา หรือละเมิดสิทธิในทางแพ่ง ต่อบุคคลอื่นซึ่งมิใช่รัฐมนตรีหรือสมาชิกแห่งรัฐสภา🔗
สำหรับการอภิปรายทั่วไปในเรื่องนี้ ขอความร่วมมือท่านสมาชิกได้ปฏิบัติตาม ข้อบังคับ ข้อ ๔๕ นะครับ ซึ่งกำหนดไว้ ผมขออนุญาต พวกเรารู้อยู่แล้วนะครับ แต่ว่า ประชาชนจะได้รับทราบด้วยว่าในการอภิปรายต้องอยู่ในประเด็น หรือเกี่ยวกับประเด็น ที่กำลังปรึกษากันอยู่ ต้องไม่ฟุ่มเฟือย วนเวียน ซ้ำซาก หรือซ้ำกับผู้อื่น และห้ามนำ เอกสารใดมาอ่านในที่ประชุมรัฐสภาโดยไม่จำเป็น และห้ามนำวัตถุใดเข้ามาแสดงในที่ประชุม รัฐสภา ทั้งนี้ เว้นแต่ประธานจะอนุญาต ห้ามผู้อภิปรายแสดงกิริยาหรือวาจาอันไม่สุภาพ ใส่ร้าย หรือเสียดสีบุคคลใด และห้ามกล่าวถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือออกชื่อสมาชิก รัฐสภา หรือบุคคลใดโดยไม่จำเป็น อันนี้เป็นข้อ ๔๕ ในข้อบังคับรัฐสภานะครับ พวกเราทราบกันดีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ทุกคนใช้วุฒิภาวะของเราเพื่อเป้าหมายก็คือเราจะได้แบ่งเบาภาระความกังวลของพี่น้อง ประชาชนให้ลดน้อยลงหรือบรรเทาลง ต่อไปนี้ผมก็ขออนุญาตให้ผู้เสนอญัตติคือรัฐบาล ได้เสนอญัตติต่อไป ขอเชิญเลยครับ เชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ และสมาชิกรัฐสภา ผู้ทรงเกียรติทุกท่านนะครับ เนื่องด้วยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๖๓ ว่าบัดนี้มีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน ที่คณะรัฐมนตรีเห็นสมควร จะฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกรัฐสภาตามมาตรา ๑๖๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยมีข้อเท็จจริงดังนี้ ท่ามกลางสถานการณ์ โรคระบาดโควิด ๒๐๑๙ (COVID 2019) ซึ่งวันนี้ก็มีสถิติผู้ป่วยติดเชื้อ ตลอดจนมีผู้เสียชีวิต เพิ่มขึ้นในหลายประเทศทั่วโลกหลายภูมิภาค ขณะเดียวกันประเทศไทยก็ได้มีการตรวจสอบ พบในพื้นที่ที่เป็นพื้นที่ควบคุมของรัฐ แต่เราสามารถควบคุมได้ในระดับที่เป็นที่น่าพอใจ และขณะเดียวกันในช่วงเวลานี้ก็ได้มีเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลได้ผ่อนคลายมาตรการที่ห้าม หรือควบคุมการเดินทางเข้าประเทศของนักเดินทางจากต่างประเทศที่ประสงค์จะเข้ามา ลงทุนทางด้านธุรกิจ ตรวจกิจการ หรือลงทุนใหม่ ลักษณะเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การท่องเที่ยว การแข่งขันกีฬา หรือการใช้บริการสาธารณสุขในประเทศไทย ซึ่งเป็นรายได้ ที่สำคัญของประเทศไทยด้วยนะครับ ทั้งนี้ก็เพื่อจะช่วยแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจที่หนักหนา สาหัสอยู่แล้ว รัฐบาลก็กำลังหามาตรการในการผ่อนปรนมาตรการดังกล่าวเพื่อให้มีผล ทั้งด้านสุขภาพและเศรษฐกิจไปพร้อมกัน แต่ขณะเดียวกันเราก็ทราบดีอยู่แล้วว่าได้มี สถานการณ์การชุมนุมเกิดขึ้นในทางการเมืองตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งในกรุงเทพมหานคร แล้วก็ พื้นที่ในต่างจังหวัด ซึ่งมีลักษณะในการแออัดประชิดตัวอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งก็อาจจะเป็นปัญหา ทางด้านสุขภาพต่อไป และในช่วงเวลานี้เราทุกคนทราบดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดา สมาชิกต่าง ๆ ก็ทราบดีอยู่แล้วว่าวันนี้ได้มีปัญหาเรื่องอุทกภัยซึ่งก็แสนสาหัสเช่นเดียวกัน ประชาชนเราเดือดร้อนอยู่เป็นจำนวนมาก ในสถานการณ์เช่นนี้นั้นเราก็ต้องระมัดระวังว่า เราจะเดินหน้าในการบริหารราชการแผ่นดินอย่างไรต่อไป ลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ ได้อย่างไร เดินหน้าเศรษฐกิจไปด้วยกันได้อย่างไร หลายอย่างก็มีความก้าวหน้าดีขึ้น ตามลำดับ ซึ่งก็คงได้รับการชี้แจงในลำดับต่อไปนะครับ วันนี้เราต้องสร้างความเชื่อมั่น ทั้งในประเทศของเราแล้วก็ต่างประเทศด้วย เพราะทุกคนก็ติดตามรับฟัง ติดตามข้อมูล ของแต่ละประเทศได้ตามสื่อต่าง ๆ ทั่วไปนะครับ🔗
สำหรับจากสถานการณ์ชุมนุมที่มีต่อเนื่อง โดยเฉพาะตั้งแต่วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๖๓ เราก็ทราบดีอยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ผมคงไม่กล่าวในที่นี้ แล้วก็ไม่สมควร จะเกิดขึ้น ในส่วนของการชุมนุมนั้นก็ได้มีการชุมนุมพักค้างคืนบ้าง หรือมีกำหนดเวลาอยู่บ้าง ซึ่งอันนี้ก็ส่อให้เห็นถึงว่าอาจจะมีความยืดเยื้อกัน รัฐบาลเกรงว่าจะเป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติชุมนุมสาธารณะ ปี ๒๕๕๘ แล้วอาจจะมีผู้ฉวยโอกาสเข้ามาแทรกซึม ทำให้เกิดความวุ่นวายได้ ทั้งนี้เหตุการณ์ดังกล่าวเหล่านี้เราเคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ ของประเทศมาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อน พ.ศ. ๒๕๕๗ เพราะฉะนั้นรัฐบาลก็อาศัยอำนาจ ตามมาตรา ๕ มาตรา ๑๑ นายกรัฐมนตรีมีอำนาจแห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการ แผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ แล้วได้มีการประกาศไว้ตั้งแต่วันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๖๓ เวลา ๐๔.๐๐ นาฬิกาเป็นต้นไป แล้วก็มีมติให้คณะรัฐมนตรีรับทราบเห็นชอบ มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าวนั้นเป็นเวลา ๓๐ วัน จนถึงวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ แต่ต่อมารัฐบาลก็ได้ดูถึงสถานการณ์ ดูความเหมาะสม ก็ได้มีการประกาศยกเลิก สถานการณ์นี้ไปแล้ว จากสถานการณ์ดังกล่าวในเรื่องของการชุมนุมนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจ รัฐบาล พยายามจะดูแลสถานการณ์ให้ได้ดีที่สุด มีการใช้กฎหมายทุกประการในลักษณะ ที่เป็นการอะลุ่มอล่วยผ่อนผันมาโดยตลอด ไม่ว่าจะในเรื่องของการที่จะห้ามปราม พยายามเตือน พยายามหยุดยั้ง พยายามจะชี้แจง ข้อกฎหมายต่าง ๆ แล้วก็ตาม การชุมนุมก็ยังคงมีการขยายตัวต่อไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เราได้ พยายามที่จะหยุดยั้งการชุมนุมที่แม้ว่าจะมีเสรีภาพได้รับการคุ้มครองอยู่แล้วตามมาตรา ๔๔ วรรคแรก ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่การใช้อำนาจหน้าที่ของรัฐจะต้องเข้า ควบคุมการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย ก็เป็นข้อยกเว้นในการใช้สิทธิเสรีภาพดังกล่าว ตามมาตรา ๔๔ วรรคสอง ที่กำหนดให้ทำได้ ซึ่งวันนี้เราก็ยังเห็นอยู่ว่าก็มีการชุมนุมอยู่ เกือบทุกวัน มีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ใช้ดิจิทัล (Digital) เข้ามาเพื่อให้มีการชุมนุม ดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญที่สุดคือในเรื่องของ ๓ ข้อเรียกร้องต่าง ๆ เหล่านี้ ผมก็ทราบดี ขณะเดียวกันก็มีข้อเรียกร้องให้ปล่อยผู้ที่ถูกควบคุมตัว การยกเลิกประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉิน การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องการปฏิรูปสถาบัน ซึ่งหลายเรื่องนั้นอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการอยู่แล้ว ซึ่งทุกท่านก็ทราบดีอยู่เช่นเดียวกัน ในปัจจุบันศาลได้เป็นผู้อนุญาตให้ปล่อยตัวผู้ถูกคุมตัวหลายราย หลายครั้งถึงแม้ว่าการชุมนุม นั้นจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่บางแห่งก็ยังมีความรุนแรงเกิดขึ้นอยู่ ปฏิบัติในสิ่งที่ ไม่สมควร เพราะฉะนั้นผมก็เป็นห่วงตรงนี้ รัฐบาลก็มีความเห็นชอบร่วมกันจนกระทั่งทำให้ เกิดการประชุมในวันนี้ แล้วเราไม่อยากให้เกิดการปะทะกัน ไม่อยากให้เกิดการจลาจล ในบ้านเมือง รัฐบาลมีหน้าที่ในการที่จะต้องรักษาสิทธิของคนไทยทุกคนทั้งประเทศ ซึ่งมี ๗๐ ล้านคน สิ่งที่ผมมั่นใจในวันนี้ก็คือคนไทยทุกคน ไม่ว่าเราจะมีมุมมองด้านการเมือง อย่างไร แบบไหน แต่ผมเชื่อมั่นว่าทุกคนยังคงรักชาติ รักวัฒนธรรม รักรากเหง้า และคุณค่า ของความเป็นไทย แต่ขณะเดียวกันเราก็รู้ว่าเราต้องการอนาคตที่ดีสำหรับประชาชน และประเทศ ๒ เรื่องนี้เราก็ยังดำเนินการอยู่มาอย่างต่อเนื่องนะครับ เรื่องรักในรากเหง้า ของความเป็นไทย เรื่องของความต้องการอนาคตที่ดีสำหรับลูกหลานเยาวชนไทย รัฐบาล ก็พยายามทำอย่างเต็มที่ เป็น ๒ เรื่องที่น่าจะเดินไปด้วยกันได้ เราต้องหาหนทางแก้ไข ที่นำพาประเทศไปสู่อนาคตที่ดีขึ้นอย่างมีหลักการ มีเหตุผล มีความถูกต้องตามกฎหมาย ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมายทั้งสิ้น ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม เราจะต้องไม่ทำลายอดีต ที่มีคุณค่าของเรา ซึ่งแบบนั้นเราจะได้สังคมที่แข็งแรง สังคมที่มีรากเหง้าที่หยั่งรากลึกเข้าไป ในหัวใจของคนไทยทุกคน สังคมมีรากเหง้าที่ดี จะหยั่งรากลึกและมีความเจริญก้าวหน้า อย่างยั่งยืนต่อไป🔗
ผมเองในนามของคณะรัฐบาล ในนามของนายกรัฐมนตรี รู้ว่าทุกอย่างอาจจะ ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาของโลกปัจจุบัน โลกแห่งเทคโนโลยี โลกแห่งดิจิทัล (Digital) แต่เราต้องยอมรับว่าในประเทศไทยของเรา คนจำนวนหลายล้านหลายสิบล้านคน ก็ไม่อยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่เกิดความวุ่นวาย สับสนอลหม่าน ทุกคนก็มี ความเชื่อของตัวเอง เขาเห็น เขาเชื่อมาตลอดชีวิตของเขา เพราะฉะนั้นเราจะต้องมี ความสมดุลระหว่างความต้องการของแต่ละคน ความต้องการของคนอื่น ๆ ในสังคมด้วยได้ อย่างสร้างสรรค์ วันนี้ผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าพวกเราจะใช้โอกาส ใช้เวลาร่วมกัน ๒ วัน ในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้เพื่อปรึกษาหารือกันท่ามกลางสภาวการณ์ที่จะมีการหยิบยก เรื่องสำคัญหลายเรื่องขึ้นมาพูดคุยกันในสังคม ในสภา เราทุกคนในที่นี้ควรจะต้องรวบรวม สติปัญญาทั้งหมดที่เรามี ความคิด ความสามารถ และหัวใจของพวกเราทุกคน รวมทั้ง เลือดรักชาติทุกหยดในตัวของพวกเรา ร่วมกันคิดและทำในสิ่งที่สร้างสรรค์ที่จะเป็นประโยชน์ สำหรับประเทศชาติ ทำให้ประเทศเดินหน้าไปได้อย่างแข็งแรงยิ่งขึ้นและมั่นคงยั่งยืน โดยทำ ในสิ่งที่ถูกต้องที่จะเป็นประโยชน์กับประชาชนคนไทยทุกคนในระยะยาว เพื่อจะนำพา ประเทศให้พร้อมกับอนาคตที่ดี แต่ก็ปกป้องอดีตอันมีคุณค่าไว้ด้วย คณะรัฐมนตรีเห็นว่า กรณีที่เกิดขึ้นนั้นเป็นปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน จึงเห็นสมควรฟัง ความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาตามวิถีทางของรัฐธรรมนูญ โดยการเปิดอภิปรายทั่วไปในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ตามมาตรา ๑๖๕ ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน หากสมาชิกรัฐสภามีข้อเสนอใดที่สามารถ ปฏิบัติได้เป็นประโยชน์ แล้วก็ไม่ก่อให้เกิดปัญหาใหม่แทรกซ้อนติดตามมา รัฐบาล จะขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง แล้วจะรับไปพิจารณาดำเนินการต่อไป ส่วนตัวผมเองนั้นเชื่อว่าพื้นฐานสังคมไทยนั้นคือการเป็นห่วงเป็นใยซึ่งกันและกัน เมื่อเราทำ แบบนั้นได้ การเป็นครอบครัวใหญ่ ครอบครัวเดียวกัน ครอบครัวประเทศไทย แม้ว่าเราจะมี เรื่องที่ไม่เห็นด้วยกันบ้าง แต่เราก็ยังจะรักกันได้ตลอดไปนะครับ ขอขอบคุณครับ🔗
ท่านนายกรัฐมนตรีก็แถลงจบ แล้วครับ ต่อไปนี้ก็จะขอจัดอภิปรายไปตามลำดับ ตามรายชื่อที่ท่านสมาชิกได้ส่งมานะครับ คือเริ่มจากพรรคร่วมฝ่ายค้านซึ่งเสนอมาแล้ว ๔ ชื่อ พรรคร่วมรัฐบาลเสนอมา ๒ ชื่อ ส่วนคณะรัฐมนตรีนั้นจะใช้ข้อบังคับ ข้อ ๒๑ อภิปรายช่วงใดก็กรุณาแจ้งให้ทราบ เพราะเป็น สิทธิของ ครม. ที่จะอภิปราย ต่อไปก็จะเป็นเรื่องของฝ่ายค้านนะครับ ท่านสมพงษ์🔗
ขออนุญาต ท่านประธานครับ🔗
เชิญเลยครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมฟังท่านนายกรัฐมนตรีได้อภิปราย ก็เป็นที่เข้าใจ แต่ผมอยากจะเรียนถามท่านนายกรัฐมนตรีว่าสิ่งที่ผมไม่เข้าใจและยังค้างคาใจ อยู่ก็คือว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ ขอให้ท่านตอบสั้น ๆ ที่สภาจะมีการพิจารณาในอีกไม่กี่วันนี้ ท่านตอบสั้น ๆ นะครับ ชัด ๆ ครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ🔗
ท่านนายกรัฐมนตรีตอบก็ได้ ไม่ตอบ ก็ได้นะครับ ผมขออนุญาตไปตามลำดับ เชิญท่านสมพงษ์ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนอื่นกระผมต้องขอกราบเรียนต่อท่านประธาน ที่เคารพว่าเมื่อผมได้อ่านญัตติที่ทางรัฐบาลได้เสนอมา กระผมมีความรู้สึกเสียใจ เป็นอย่างมากที่เห็นว่าญัตติที่ทางรัฐบาลได้เสนอมานี้ กราบเรียนด้วยความเคารพว่า ไม่มีการสร้างสรรค์ใด ๆ ทั้งสิ้น เนื้อหาสาระของญัตติมีแนวโน้มที่จะสร้างความแตกแยก ร้าวฉานในสังคมไทยให้ขยายเป็นวงกว้างมากขึ้น การตั้งญัตติลักษณะนี้รังแต่ที่จะซ้ำเติม สถานการณ์บ้านเมืองให้มันเลวร้ายขึ้นไปอีก ไม่สามารถที่จะเป็นทางออกของสังคมได้ แต่อย่างไร อย่างไรก็ตามท่านประธานที่เคารพ พวกกระผมก็ยังคงมีความตั้งใจที่จะใช้โอกาส ในการอภิปรายครั้งนี้เพื่อเสนอหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับประเทศ ผมจึงขอร้องให้บรรดา ท่านสมาชิกรัฐสภาที่อยู่ในที่ประชุมแห่งนี้ทุกคนทุกฝ่าย ได้ช่วยกันประคับประคองให้ การอภิปรายในครั้งนี้เป็นการถกเถียงเพื่อคลี่คลายสถานการณ์วิกฤติของประเทศ ไปพร้อม ๆ กัน ท่านประธานที่เคารพครับ การเปิดประชุมรัฐสภาวิสามัญในครั้งนี้ เรียนว่า มีความสำคัญอย่างยิ่งที่เราจะร่วมกันหาหนทางแก้ปัญหาวิกฤติของประเทศ เพราะมีแนวโน้ม ว่าการบริหารจัดการปัญหาภายใต้การนำของท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีนั้น จะยิ่งนำพาไปสู่สถานการณ์ที่รุนแรงเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจากถ้อยคำ จากการกระทำของท่านเอง และมาตรการต่าง ๆ ที่ออกมา ล้วนแล้วแต่เป็นการราดน้ำมัน ลงในกองไฟ ซึ่งถือว่าเป็นการซ้ำเติมและยั่วยุให้สถานการณ์ต่าง ๆ ยุ่งยากมากขึ้นไปอีก สถานการณ์การชุมนุมของนักเรียน นักศึกษา และประชาชนในช่วงเวลาที่ผ่านมาจนกระทั่ง ถึงวันนี้ ประเด็นข้อเรียกร้องล้วนเกิดมาจากเงื่อนปมที่ถูกผูกไว้โดยรัฐบาลปัจจุบัน ที่เรียนด้วยความเคารพว่าขาดความชอบธรรมตั้งแต่เข้ามาสู่อำนาจ สร้างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ก็เพียงแต่ว่าเพื่อคงไว้ในอำนาจของท่าน มากกว่าเป้าประสงค์ที่รัฐธรรมนูญที่ควรจะเป็น นั่นก็คือสิทธิ เสรีภาพ ความเป็นธรรม ในทุกสถานการณ์ ซึ่งเราจะต้องอยู่ร่วมกันได้ในสังคมอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน และไม่มี การเลือกปฏิบัติ ท่านประธานที่เคารพครับ ความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดิน ตลอด ๖ ปีที่ผ่านมา กระผมขอเรียนว่ามันมองเห็นชัดว่าท่านนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นผู้นำ ที่ล้มเหลว ไร้ความสามารถ บริหารประเทศด้วยนโยบายที่ผิดพลาด เพราะเริ่มต้นจาก การเข้าสู่อำนาจมาอย่างไม่ชอบธรรมอย่างที่ผมกราบเรียน จากกฎ กติกาที่ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อสืบทอดอำนาจนั้น ทำให้รัฐบาลไม่มีผลงานในการบริหารประเทศ ไม่เป็นที่ยอมรับ ไม่เป็นที่ไว้วางใจของประชาชน จนต้องมีประชาชนออกมาชุมนุมเรียกร้องโดยสันติ ทั้งนี้ก็เพื่ออนาคตของพวกเขา จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น นั่นก็คือ การสั่งการภายใต้ความรับผิดชอบโดยตรงของท่านนายกรัฐมนตรีให้มีการกระทำรุนแรง สลายการชุมนุมของประชาชนผู้บริสุทธิ์ตั้งแต่วันที่ ๑๖ ตุลาคมที่ผ่านมา อีกทั้งยังมีผู้ชุมนุม จำนวนมากถูกจับกุมคุมขัง ตั้งข้อหาอย่างไม่เป็นธรรม สถานการณ์ดังกล่าวนี้เกิดขึ้น และยังเกิดขึ้นอยู่ต่อเนื่อง ท่ามกลางความวิตกกังวลของพี่น้องประชาชนและประชาคมโลก ซึ่งไม่มั่นใจว่าภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรีจะใช้มาตรการรุนแรงและเลือกปฏิบัติ ต่อนักเรียน นักศึกษา ประชาชนอีกหรือไม่ ท่านประธานครับ สิ่งที่ประเทศของเรากำลัง เผชิญอยู่ในขณะนี้ นั่นก็คือเรากำลังก้าวไม่ทันความเปลี่ยนแปลงของสังคม และการยืนหยัด ดื้อรั้นของท่านนายกรัฐมนตรีในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ด้วยแนวคิด ใช้คำว่าอำนาจนิยมมากกว่า ยึดติดกับอำนาจที่ได้มาอย่างไม่ชอบธรรม ใช้กลไกมาตรการ ของรัฐบาลมาควบคุม คุกคามประชาชนในทิศทางที่ไม่ได้ให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างมี ส่วนร่วม ท่านไม่ได้ให้พื้นที่ ไม่ได้เปิดโอกาสที่จะรับฟังเสียงของพี่น้องประชาชนที่มีสิทธิ ในฐานะพลเมืองของชาติ เป็นแนวทางที่ขยายความขัดแย้ง ขยายความรุนแรง จนไม่สามารถ จะสร้างโอกาสและทางเลือกที่เหมาะสมในการแก้ปัญหาของชาติได้ หลายปีที่ผ่านมา ท่านนายกรัฐมนตรีปกครองบริหารประเทศยิ่งทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ขยายช่องว่าง ระหว่างประชาชนและพลเมืองกลุ่มต่าง ๆ มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ขณะที่ปัญหาพื้นฐาน ทางด้านเศรษฐกิจนั้นก็ยิ่งทรุดลง ทรุดลง จนไม่สามารถที่จะคาดเดาได้ว่าอนาคตข้างหน้านั้น จะเป็นอย่างไร ปัญหาการศึกษาที่มุ่งแต่การกดหัวใช้อำนาจการกระทำต่อนักเรียน นักศึกษา ประชาชนในสถานศึกษา โดยไม่ได้เปิดโอกาสให้ครู อาจารย์ และผู้บริหารได้รับฟังปัญหา และความต้องการของเด็กและเยาวชนในฐานะที่เขาได้มีส่วนร่วมที่ได้เสียโดยตรง จากกระบวนการศึกษา ไม่นับถึงแม้กระทั่งด้านแรงงานที่ขาดการประกันด้านสวัสดิการสังคม และปัญหาอื่น ๆ สืบเนื่องเชื่อมโยงกันไปจนปะทุกลายเป็นกระแสเรียกร้องให้ผู้นำรัฐบาล ต้องรับฟังและตระหนักถึงความต้องการที่แท้จริง หลังจากที่เขาเหล่านั้นต้องทนทุกข์ทรมาน ภายใต้การกดทับของกลไกอำนาจของรัฐมาอย่างยาวนาน การเผชิญสภาพเช่นนี้คงจะเป็นไป ไม่ได้ แล้วก็เรียนด้วยความเคารพว่าจะปล่อยให้ผู้ที่มีประสบการณ์เฉพาะด้านการทหาร อย่างท่าน พลเอก ประยุทธ์มาเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นผู้ที่มีความคิดและการกระทำ ที่เป็นเผด็จการ เพราะพวกท่านไม่อาจจะเข้าใจว่าการสร้างสรรค์นโยบายหรือขับเคลื่อน กิจกรรมเศรษฐกิจและแก้ปัญหาเศรษฐกิจนั้นทำได้อย่างไร ทั้งนี้ เรียนด้วยความเคารพว่าเพื่อพวกท่านไม่เข้าใจและไม่คิดถึงทุกข์ของพี่น้องประชาชน เพราะท่านไม่ได้มาจากประชาชนอย่างที่ผมกราบเรียนแต่ข้างต้นนะครับ แม้แต่ท่านจะยอม กล่าวว่าท่านเองนั้นก็มาจากการเลือกตั้ง แต่ท่านประธานครับ การเลือกตั้งที่ผ่านมาเรียนว่า ท่านสมคบกันสร้างอำนาจให้แก่ตนเองและพวกพ้องภายใต้รัฐธรรมนูญที่ออกแบบมา อย่างซับซ้อนซ่อนกลไกเพื่อทำลายหลักประชาธิปไตยที่พึงมีแค่เป้าหมายสูงสุดของท่าน นั่นก็คือร่วมกันสืบทอดอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ ท่านประธานครับ สถานการณ์ที่ผ่านมา เป็นที่ประจักษ์อย่างดีว่า พลเอก ประยุทธ์และรัฐบาลของท่านไม่เคยเข้าใจประชาชน ไม่แม้แต่ที่จะใส่ใจรับฟัง ไม่แม้แต่ที่จะคิดถึงผลกระทบที่มีต่ออนาคตของชาติ คือการที่ รัฐบาลออกมาแถลงข่าวบอกปัดไปครั้งคราว ๆ นั้น โดยท่านอ้างว่าท่านได้ใช้หลักการควบคุม ฝูงชนตามหลักการสากล แต่ท่านไม่เคยยอมรับเลยว่ามาตรการที่รัฐบาลได้ใช้กับประชาชน นั้นเป็นอย่างไร เรียนด้วยความเคารพว่ามันเป็นมาตรการที่ก้าวกระโดด รุนแรง และนำออกมาใช้เกินกว่าเหตุ จนสาธารณชนวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนัก มาตรการรุนแรง เช่นนี้เกิดจากเพราะความกลัว ความเกลียดชังประชาชนของท่านมากกว่าที่จะเอาใจใส่ถึง ความปลอดภัยต่อชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเรียน นักศึกษา เยาวชน ที่โดยหลักการแล้วรัฐจะต้องให้ความคุ้มครอง ให้ความสำคัญกับข้อเรียกร้องของพวกเขา แต่สิ่งที่ปรากฏก็คือพวกเขาได้ความทุกข์ทับถมจนกระทั่งออกมาแสดงตัวแสดงตน และเสนอ ข้อเรียกร้องที่จะนำไปสู่การแก้ไขในหลากหลายมิติ การชุมนุมของนักเรียน นักศึกษา และประชาชนในวันนี้เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย การแสดงออกที่มีต่อ สังคม มีความคิดเห็นต่างต่อข้อเสนอที่ออกสู่สาธารณชนนั้น ควรจะได้รับการพิจารณาอย่าง จริงจังถึงความเหมาะสม ความถูกต้อง และร่วมกันหาทางออกให้ประเทศอย่างเปิดเผย ไม่ใช่ เพียงแต่ซื้อเวลาออกมากล่าวและบอกปัดอย่างไม่ตระหนักถึงปัญหาที่แท้จริงเลย ภาพที่สะท้อนออกมาต่อท่าทีการจัดปัญหาของพวกท่านคือทัศนคติที่คับแคบ ถือตนเป็นใหญ่ ไม่เห็นหัวประชาชนอยู่ในสายตา เพราะความคิดแบบนี้พวกท่านจึงได้ใช้วิธีจัดการกับ ผู้เห็นต่างด้วยการปราบปราม จับกุมคุมขัง จนกระทั่งถูกประณามคัดค้านจากผู้ที่รัก ประชาธิปไตยและผู้ที่มีใจเป็นธรรมทั้งภายในและนอกประเทศ ท่านประธานที่เคารพครับ การแก้ไขวิกฤติที่เกิดขึ้นในประเทศต้องไม่ใช่การใช้กำลังประทุษร้าย หรือการสร้างเงื่อนไข ให้เกิดความรุนแรงและยั่วยุให้เกิดมีการปะทะกัน การใช้กำลังสลายผู้ชุมนุม การใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง เป็นมาตรการที่เกินเลยสถานการณ์และความเป็นจริง การใช้ กฎหมายที่ไม่ชอบธรรม ไม่เท่าเทียมกัน เป็นสองมาตรฐานในการเอาผิดกับประชาชน หรือแม้กระทั่งการสั่งปิดสื่อมวลชนที่ผมอยากจะกราบเรียน สื่อมวลชนที่เห็นต่างจากรัฐบาล ล้วนเป็นการกระทำที่รังแต่จะสร้างแรงกดดัน สิ่งเหล่านี้กระผมอยากจะสอบถามว่า หรือท่านตั้งใจที่จะสร้างความไม่พอใจซึ่งจะนำไปสู่สภาวะที่ยากต่อการควบคุม และท่าน อาจจะหยิบฉวยโอกาสสถานการณ์นั้น ๆ มาต่อยอดอำนาจของท่านให้มากขึ้นไปอีก ซึ่งเป็น ภาวะที่เรียนด้วยความเคารพว่าพวกเราไม่สามารถที่จะรับได้ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมเห็นว่าสภาแห่งนี้ที่เรามีเวลาใช้อยู่ ๒ วัน ควรจะเสนอต่อรัฐบาลให้พิจารณา หาข้อสรุปในเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งผมอยากจะเสนอดังนี้🔗
ประการแรก ต้องพิจารณาข้อเสนอของนักเรียน นักศึกษา และประชาชน อย่างจริงจัง เปิดใจรับฟังแต่ละปัญหาที่นำเสนออย่างมีวิจารณญาณ🔗
ประการที่ ๒ ท่านต้องเร่งแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยโดยเร็วที่สุด ไม่เตะถ่วงหรือดึงเวลาให้เนิ่นนานล่าช้า เพื่อไม่ให้ทันสถานการณ์ของวิกฤติที่กำลัง จะบานปลาย ต้องเร่งพิจารณาต้นเหตุที่สำคัญของปัญหา โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญที่เป็น อุปสรรคสำคัญในการพัฒนาประเทศ🔗
ประการที่ ๓ ท่านต้องเร่งปลดเงื่อนไขที่เป็นมูลเหตุของวิกฤติ เร่งปล่อยตัว นักเรียน นักศึกษา ประชาชนที่ถูกจับกุมคุมขังจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดในการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินร้ายแรงโดยทันที ปลดเงื่อนไขที่จะทำให้สถานการณ์บานปลาย ยุติ ปิดกั้น การใช้สื่อหรือช่องทางการรับข่าวสารของประชาชน และยุติการใช้กฎหมายที่ดำเนินคดี กับประชาชนผู้เห็นต่างจากรัฐบาลโดยเร็วที่สุด🔗
และที่สำคัญอันดับสุดท้ายนั่นก็คือว่า เพื่อให้การขจัดปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งสิ้น ทั้งมวลนี้ และถือเป็นการแสดงออกต่อการรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่คุกรุ่นเป็นอยู่ในขณะนี้ เพื่อที่จะให้คลี่คลายและจบลงในทันที ท่านนายกรัฐมนตรีท่านคืออุปสรรคสำคัญและเป็น ภาระของประเทศ ท่านลาออกเถอะครับ ทุกอย่างจะจบลงด้วยดี ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ท่านต่อไป คุณไพบูลย์ นิติตะวัน เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมขอให้ทางท่านประเสริฐต่อได้ไหมครับ🔗
ขออนุญาตท่านประธานครับ จะได้ต่อเนื่องครับ🔗
ท่านจะขอก่อนใช่ไหมครับ🔗
ครับ🔗
ท่านไพบูลย์ยอมไหมครับ ให้คุณประเสริฐ ก่อนนะครับ🔗
ได้ครับ🔗
เชิญคุณประเสริฐครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธาน ที่เคารพครับ ก่อนอื่นกระผมต้องขออนุญาตกราบเรียนได้ท่านประธานว่าการเปิดประชุม วิสามัญรัฐสภาในครั้งนี้เป็นความตั้งใจของพรรคเพื่อไทย แล้วก็พรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านนั้นได้เข้าชื่อร่วมกันต่อประธานรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๓ เพราะเหตุว่ามีปัญหาเร่งด่วนที่รัฐสภานั้นจะต้องหาทางออก และแน่นอนครับ เป็นปัญหาเดียวกับที่รัฐบาลได้แจ้งมายังท่านประธาน เพื่อเปิดการประชุม รัฐสภาในวันนี้ กระผมขอเรียนว่ามุมมองที่เกิดขึ้นของพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านนั้น มีความแตกต่างจากมุมมองของรัฐบาลอย่างสิ้นเชิง โดยท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลมองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากการชุมนุมซึ่งเป็นนักเรียน นักศึกษา และพี่น้องประชาชน โดยมุ่งเป้าโจมตีไปที่ผู้ชุมนุมเป็นหลัก กระผมผิดหวังมากกับคำขอเหตุผลในการเปิดอภิปราย ในครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง เพราะว่ารัฐบาลนั้นมองว่าตนเองไม่มีความผิด แต่โยนความผิดไปให้ ฝ่ายผู้ชุมนุมฝ่ายเดียว ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลนั้นไม่เคยดำเนินการในเรื่องนี้แต่อย่างใด ไม่เคยมี แนวคิดที่จะเจรจากับนักศึกษาและกลุ่มผู้ชุมนุม ไม่เคยทำอะไรที่แสดงออกให้เห็นถึง การแก้ปัญหาแต่อย่างใด เพราะฉะนั้นการประชุมรัฐสภาในวันนี้ กระผมหวังว่าจะไม่ทำให้ เกิดความขัดแย้งหรือความแตกแยกเพิ่มมากขึ้น และขอให้การประชุมรัฐสภาแห่งนี้ เป็นการอภิปรายอย่างสร้างสรรค์ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อรัฐบาลตั้งโจทย์ปัญหา ผิดพลาดโดยการโยนความผิดให้กับผู้ชุมนุม การแก้ไขปัญหานั้นก็ได้ผิดพลาดไปด้วย เหมือนกับที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กระทำต่อผู้ชุมนุมในเรื่องของการปราบปรามในเรื่องต่าง ๆ เพราะฉะนั้นการประชุมรัฐสภาในวันนี้จะเป็นการพิจารณาถึงเรื่องปัญหาที่เกิดขึ้น และเสนอ ทางออกของปัญหา ทั้งนี้ รัฐบาลและคณะรัฐมนตรีนั้นควรจะรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล และสมาชิกวุฒิสภา ผมจะขออภิปรายในหัวข้อที่ ๓ ของคำขอ เปิดอภิปราย ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แจ้งต่อท่านประธานรัฐสภามาว่าที่ไปที่มาและต้นตอ ของปัญหา เราต้องเริ่มพิจารณาจากปัญหาข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมก่อน หลัก ๆ มีอยู่ ๓ เรื่อง🔗
เรื่องที่ ๑ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ให้เป็นประชาธิปไตย อย่างแท้จริง🔗
เรื่องที่ ๒ คือยุบสภาและมีการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่🔗
เรื่องที่ ๓ คือการหยุดคุกคามนักเรียน นักศึกษา และพี่น้องประชาชน🔗
ท่านประธานครับ เรื่องแรก การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือได้ว่าเป็นต้นตอ ของปัญหาที่ท่านนายกรัฐมนตรีเองไม่สามารถปฏิเสธได้ เพราะเหตุว่าท่านมีส่วนโดยตรง ในการจัดทำ มีส่วนโดยตรงในการกำหนดเนื้อหาในรัฐธรรมนูญ ปัญหาทั้งหมดนั้นจึงมาจาก ท่านนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ในอดีตนั้นท่านเป็นหัวหน้า คสช. และต่อมาท่านดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี เมื่อรัฐธรรมนูญมีปัญหาจึงเกิดการเรียกร้องให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เพื่อจัดทำใหม่ พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านนั้นได้มองปัญหานี้แต่ต้น ตั้งแต่ รัฐธรรมนูญนี้ประกาศบังคับใช้ แต่สิ่งที่พรรคเพื่อไทยและพรรคฝ่ายค้านได้รับนั้นก็คือ การเยาะเย้ยถากถางในเรื่องต่าง ๆ ว่าไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ อีกทั้งผู้ร่าง และผู้อยู่เบื้องหลังการร่างนั้นได้กำหนดเงื่อนไขที่ยากในการแก้ไข โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้เสียงของสมาชิกวุฒิสภาไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ ในการรับหลักการในวาระที่หนึ่ง และวาระที่สาม ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมได้เรียกร้องประเด็นเรื่อง การแก้ไขรัฐธรรมนูญ รัฐบาลเองกลับไม่สนใจในข้อเรียกร้องดังกล่าว เพราะว่ารัฐบาลนั้น คาดการณ์ผิดว่ากลุ่มผู้ชุมนุมนั้นไม่สามารถรวมตัวกันได้หรือจุดไฟติดได้ จึงไม่ให้ราคากับ ผู้ชุมนุม แต่เมื่อการชุมนุมได้ขยายตัวออกไปทั่วประเทศ ตามกรุงเทพฯ หลายจุด และตาม ต่างจังหวัดหลายจังหวัด เมื่อมีจำนวนมากขึ้น รัฐบาลนั้นเกรงว่าภัยจะมาถึงตัวจึงทำแบบ เสียมิได้ ได้มอบหมายให้ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลได้เสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญประกบกับ ร่างของฝ่ายค้าน ทั้ง ๆ ที่แทนที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเสนอโดยคณะรัฐมนตรี เพื่อเห็นความจริงใจของการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลและตัวนายกรัฐมนตรีเอง และแทนที่ปัญหาเรื่องนี้ในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะจบในการประชุมรัฐสภาคราวที่แล้ว ปรากฏว่าในวาระรับหลักการ ส.ส. พรรครัฐบาลและสมาชิกวุฒิสภานั้นกลับทำให้โอกาส เหล่านั้นเสียไป ด้วยการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญก่อนรับหลักการ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น ทั้ง ๆ ที่ในวันนั้นมีพี่น้องประชาชนได้มารอความหวัง เป็นจำนวนมาก อยากเห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นได้เป็นไปอย่างรวดเร็ว ท่านประธานครับ การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญก่อนรับหลักการนั้น นอกจากจะเสียเวลา เสียงบประมาณ และไม่เกิดประโยชน์อย่างใดทั้งสิ้น เพราะเป็นการรวบรวมเอาความเห็นของสมาชิก ของกรรมาธิการแต่ละท่านเข้ามา และผลการพิจารณาของคณะกรรมาธิการชุดนี้ก็มิได้ ชี้ไปในทิศทางใดว่าจะให้รัฐสภานั้นมีความเห็นอย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขออนุญาตได้กราบเรียนว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้นคือผู้สร้างปัญหาโดยตรง ขออนุญาตย้อนหลังไปตั้งแต่มีการรัฐประหารปี ๒๕๕๗ มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว ท่านนายกรัฐมนตรีเองมีการนิรโทษกรรมตัวเองและคณะที่ก่อการทั้งสิ้น และได้กำหนดกรอบในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ซึ่งขัดกับหลักการของประชาธิปไตย และประสงค์จะมีการสืบทอดอำนาจของตัวเองต่อ สิ่งที่ยืนยันคำนี้ก็คือว่าเมื่อครั้งที่ท่านเป็นหัวหน้า คสช. มีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการ ยกร่างโดยอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เมื่อยกร่างเสร็จได้นำเสนอต่อ สปช. สปช. นี้ ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นคนแต่งตั้งเอง แต่ สมช. กลับลงมติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับบวรศักดิ์ โดยไม่มีเหตุผลแต่อย่างใด จนเป็นที่มาของคำว่า เขาอยากอยู่ยาว ครับท่านประธาน เสียเวลาทั้งงบประมาณแผ่นดินโดยเปล่าประโยชน์ ต่อมามีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ และที่สำคัญ ในการยกร่างฉบับนายมีชัยนั้นมีเนื้อหาสาระที่ เปลี่ยนแปลงไปจากร่างเดิมอย่างมาก สนช. ซึ่ง พลเอก ประยุทธ์แต่งตั้ง ยังได้เสนอ คำถามพ่วง คำถามพ่วงที่ว่าให้สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งโดยท่านนายกรัฐมนตรีนั้น สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้ ท่านประธานครับ การที่ให้ ส.ว. เลือกนายกรัฐมนตรีได้ ภายใน ๕ ปีนั้น มีเจตนาที่จะต้องการเลือกนายกรัฐมนตรีให้ได้ ๒ สมัยหรือ ๘ ปี ซึ่งหมายถึงการสืบทอดอำนาจอย่างน่าละอายใจและเห็นแก่ตัวที่สุด การเลือก ส.ว. นั้น รัฐธรรมนูญให้กำหนดให้คณะกรรมการสรรหา ส.ว. นั้นมีความเป็นกลาง ให้ทำหน้าที่ ในการพิจารณากลั่นกรองกฎหมาย แต่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับตั้ง พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ คสช. อีกหลายท่านเป็นผู้คัดสรรสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีอยู่ว่าไม่มีความเป็นกลางแต่อย่างใด มีการปกปิดคำสั่งแต่งตั้ง คณะกรรมการ กระบวนการจัดสรรที่มาของ ส.ว. นั้นก็ไม่เป็นที่เปิดเผย จนในที่สุดสังคม เรียกร้อง ท่านนายกรัฐมนตรีถึงเปิดเผยหลังจากที่มีการสรรหา ส.ว. เรียบร้อยแล้ว ท่านประธานที่เคารพ นอกจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่ทำเพื่อ พลเอก ประยุทธ์ ในการสืบทอดอำนาจ ยังมีการดำเนินการเรื่องอื่น ๆ เพื่อสืบทอดอำนาจอีกหลายด้าน ผมจะยกตัวอย่างเพื่อชี้ให้เห็นในบางประการ🔗
เรื่องแรก ก็คือในเรื่องของการตรากฎหมายเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ซึ่ง สนช. นี้ นายกรัฐมนตรีเองได้เป็นผู้แต่งตั้ง ได้ยืดเวลาการบังคับใช้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรออกไปอีก ๙๐ วัน โดยไม่มี เหตุผล ส่งผลให้การเลือกตั้งนั้นได้เกินกว่าที่กำหนดไว้ กระทบต่อการทำงบประมาณ ปี ๒๕๖๓ และกระทบต่อกิจการมากมายอีกหลายอย่างอันเป็นประโยชน์ของประเทศชาติ ก่อนหน้านี้ พลเอก ประยุทธ์เองได้เลื่อนการเลือกตั้งมาแล้ว ๕ ครั้ง เมื่อตอนยึดอำนาจ มาใหม่ ๆ เคยประกาศว่าจะมีการเลือกตั้งในปลายปี ๒๕๕๘ หรืออย่างช้าต้นปี ๒๕๕๙ รับปากแม้กระทั่งองค์การสหประชาชาติ🔗
ท่านประเสริฐ ขออภัยครับ มีผู้ประท้วง เชิญเลยครับ🔗
ท่านประธานครับ กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงผู้ที่กำลังอภิปราย ตามข้อ ๔๕ วนเวียน ซ้ำซาก ท่านประธานกรุณาวินิจฉัยให้อยู่ในกรอบ เพื่อไม่ให้เสียเวลาของสภาครับ🔗
ประธานอนุญาตให้อภิปรายได้นะครับ เพื่อไปสู่เป้าหมายที่ท่านสมพงษ์พูดก็คือให้นายกรัฐมนตรีลาออก ก็รู้ว่าให้เหตุผลเหล่านี้ครับ ก็เป็นเรื่องที่สามารถพูดได้ครับ เพื่อไปสู่วัตถุประสงค์ในการเสนอแนะอย่างที่เราได้ยิน เมื่อสักครู่นี้แล้วครับ ส่วนเวลาในการอภิปรายนั้น เนื่องจากเรากำหนดไว้แต่ละฝ่ายกี่ชั่วโมง เพราะฉะนั้นผมจะไม่ไปวิจารณ์เรื่องการพูดซ้ำ เพราะถือว่าท่านใช้เวลาของท่านเองสิ้นเปลือง ไปครับ เชิญต่อครับ🔗
กราบขอบพระคุณท่านประธานมากครับ ที่เคยรับปากองค์การสหประชาชาติ แม้กระทั่ง รับปากประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา บอกว่าจะอยู่ในอำนาจไม่เกิน ๑ ปี🔗
ท่านประเสริฐครับ ผมขออนุญาต นิดเดียวครับ ผมขอเรียนท่านสมาชิกที่เคารพนะครับว่าสิ่งที่ท่านสมาชิกพูดไปทั้งหมดนั้น อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิที่จะชี้แจงภายหลังทั้งสิ้นไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม ขอเชิญนะครับ🔗
รวมเวลาการยึดอำนาจเมื่อปี ๒๕๕๗ จนถึงเวลาเลือกตั้งเดือนมีนาคม ๒๕๖๒ ท่านอยู่มาแล้ว ๕ ปี และทั้งหมดคือเหตุผลว่าทำไมผู้ชุมนุมเขาจึงเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขอกราบเรียนถึงเหตุผลประการที่ ๒ ที่กลุ่มผู้ชุมนุมได้เรียกร้องก็คือการขอให้เลิกการคุกคามพี่น้องประชาชน เมื่อตอนที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ยึดอำนาจมาใหม่ ๆ ได้มีการคุกคามพี่น้องประชาชน เป็นจำนวนมาก โดยออกคำสั่งเรียกบุคคลไปรายงานตัวกว่า ๕๐๐ คน เป็นการออกคำสั่ง โดยไม่ได้มีความผิดหรือข้อหาใด ๆ สามารถควบคุมผู้ถูกเรียกตัวนั้นได้ถึง ๗ วัน นอกจากนั้นแล้วยังมีการออกกฎหมายละเมิดสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชน นักวิชาการ สื่อมวลชน และพรรคการเมือง โดยมีคำสั่งให้สมาชิกพรรคการเมืองนั้นสิ้นสุดลง มีการปิด กิจการสาขาของพรรคการเมืองทั่วประเทศ ทั้งนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีวัตถุประสงค์เพื่อลดทอนศักยภาพมิให้เหนือกว่าพรรคที่ตั้งขึ้นมาใหม่ เพื่อเป็นฐาน ในการสืบทอดอำนาจของตนเอง ท่านประธานครับ นอกจากนั้นแล้วในระหว่างการเลือกตั้ง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ใช้คำสั่ง คสช. เป็นเครื่องมือแทรกแซงการทำงานของ กกต. โดยการออกคำสั่งให้ กกต. สามารถแบ่งเขตเลือกตั้งได้โดยไม่ต้องทำตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กฎหมายกำหนด จึงทำให้มีการแบ่งเขตเลือกตั้งที่เอื้อประโยชน์กับผู้สมัคร ของพรรคการเมืองที่สนับสนุนท่านเป็นนายกรัฐมนตรี นอกจากนั้นแล้วท่านยังมีพฤติกรรม หลายอย่างในการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในทางการเมือง นำมาใช้ตลอดระยะเวลาที่ ท่าน พลเอก ประยุทธ์นั้นดำรงตำแหน่งช่วงเวลาที่เป็นหัวหน้า คสช. และเป็นนายกรัฐมนตรี ตัวอย่างเช่น กฎหมายเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ดำเนินคดีกับผู้เห็นต่างเป็นจำนวนมาก กฎหมายการชุมนุมในที่สาธารณะ ดำเนินคดีกับนักศึกษา พี่น้องประชาชน และสื่อมวลชน ในกรณีที่วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงเป็นที่มาของ การเรียกร้องของผู้ชุมนุมที่ต้องการให้หยุดคุกคามพี่น้องประชาชน และที่สำคัญท่านบอกว่า ให้ถอยคนละก้าว ท่านได้ออกสถานีโทรทัศน์ แต่สิ่งที่ท่านพูดกับสิ่งที่ท่านทำนั้นมันย้อนแย้ง ตัวเอง ท่านบอกให้คนอื่นถอย แต่ท่านกลับเดินหน้าดำเนินคดีกับผู้จับกุมอย่างไม่หยุดหย่อน ท่านประธานครับ แทนที่ พลเอก ประยุทธ์จะรับฟังเสียงเรียกร้องดังกล่าว กลับใช้อำนาจ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ผลของการประกาศพระราชกำหนดฉบับนี้ กลับมีการชุมนุมที่ขยายตัวในวงกว้างและมีผู้ชุมนุมมากขึ้น ท่านกลับใช้กำลังในการสลาย การชุมนุมจนเกิดการวิจารณ์ทั้งในประเทศและในต่างประเทศว่าท่านกระทำเกินกว่าเหตุ ละเมิดสิทธิมนุษยชน จนในที่สุดต้องยกเลิก แต่ดูเหมือนว่าปัญหาดังกล่าวนั้นท่านคงคิดว่า เมื่อมีการประกาศยกเลิกพระราชกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างร้ายแรงแล้วปัญหาจะจบ สิ้นลง มิได้ครับท่านประธาน ปัญหาใหม่ที่น่ากังวลอย่างยิ่งก็คือการใช้มวลชนคนใส่เสื้อเหลือง ออกมาแสดงพลังเพื่อต่อต้านการชุมนุมของนักศึกษา กระผมกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง เพราะเหตุว่ามีการเกณฑ์พี่น้อง ประชาชนให้ออกมาแสดงพลังโดยอ้างถึงความจงรักภักดี มีการถือพระบรมฉายาลักษณ์ ในการชุมนุม เป็นการนำพระบรมฉายาลักษณ์มาใช้เป็นข้ออ้างเพื่อให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้อยู่ในอำนาจต่อ แล้วที่สำคัญที่สุด การทำลักษณะเช่นนี้เป็นการสุ่มเสี่ยงที่มวลชนทั้ง ๒ ฝ่ายนั้นจะเกิด การปะทะกันและนำความสูญเสียมาอย่างใหญ่หลวง ลางบอกเหตุได้เกิดขึ้นแล้วครับ ท่านประธาน ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคมที่ผ่านมา🔗
เหตุผลอีกประการหนึ่งที่กลุ่มผู้ชุมนุมนั้นได้เรียกร้องก็คือ การให้ พลเอก ประยุทธ์ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขอเรียกร้องนี้เกิดขึ้นในหลายรัฐบาล เช่นเดียวกัน มิใช่เพิ่งเกิดขึ้นในรัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์อย่างเดียว และมิใช่เรื่อง เหนือวิสัยที่ท่าน พลเอก ประยุทธ์นั้นจะทำได้นะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ สิ่งที่กระผมได้กราบเรียนมาทั้งหมด ทั้งหลาย ทั้งปวง เป็นข้อพิสูจน์ว่าการเข้าสู่อำนาจของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้นไม่มีความชอบธรรม แต่อย่างใด และเมื่อได้อำนาจมาแล้วได้สร้างกลไกในการสืบทอดอำนาจโดยใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ และมีกฎหมายอีกหลายฉบับเป็นเครื่องมือในการสืบทอดอำนาจ สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ ต่อความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน วันนี้ธุรกิจ หลายแห่งได้ปิดกิจการ ประชาชนคนรุ่นใหม่มองไม่เห็นอนาคตของประเทศ วันนี้คนว่างงาน นอกจากนั้นแล้วยังได้รับเสียงอย่างมากจากพี่น้องที่เป็นเกษตรกรว่าวันนี้ราคาข้าวเหนียว ๑ กิโลกรัม ยังไม่สามารถซื้อมาม่าได้ถ้วยหนึ่ง เพราะฉะนั้นแล้วอำนาจที่ท่านได้มานั้น ๖ ปีครึ่ง ๕ ปีที่ผ่านมาคือตอนที่ท่านยึดอำนาจ ๑ ปีครึ่งนั้นก็คือตอนที่ท่านมีอำนาจวาสนา ที่มาจากรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอีก ๑ ปีครึ่ง ควรจะพอได้แล้ว🔗
ท่านประธานครับ เพื่อเป็นทางออกของประเทศ กระผมในฐานะสมาชิก รัฐสภา กระผมจึงขอแสดงความเห็นเพื่อให้คณะรัฐมนตรีได้รับฟังดังนี้🔗
เรื่องแรก ขอเรียกร้องให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหนทางที่จะทำให้ปัญหาทั้งหมดยุติลง อย่าทำให้บ้านเมืองเสียหาย มากกว่านี้ ท่านได้ประโยชน์มามากมายแล้วจากการที่ท่านเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้า คสช. และเป็นนายกรัฐมนตรี🔗
๒. หนทางที่การชุมนุมจะยุติลง ก็ด้วยการที่รัฐสภาแห่งนี้ลงมติรับหลักการ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมทั้ง ๓ ฉบับไปพร้อมกัน ก็คือ ฉบับของฝ่ายค้าน ฉบับของรัฐบาล และฉบับของพี่น้องประชาชน และเมื่อรับหลักการแล้ว ขอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการ เต็มสภา เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญในวาระที่สอง และวาระที่สาม ทั้งนี้เพื่อให้เกิด ความรวดเร็ว เกิดกระบวนการในการสรรหา ส.ส.ร. ซึ่งได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่เป็น ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง🔗
ท่านประธานครับ ในวันนี้กระผมขอเรียกร้องให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยืนขึ้น แล้วประกาศกลางที่ประชุมของรัฐสภาว่าตนขอลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ดำเนินการต่อไป และมีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีใหม่ ตามกระบวนการที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับของพี่น้องประชาชน ขอให้มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้มี การจัดการเลือกตั้งใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถือว่าเป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ ท่านได้ทำมาในอดีต และจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปด้วยดี เพราะการลงมติ ของ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลและสมาชิกวุฒิสภานั้นไม่ต้องได้รับแรงกดดันจากท่านอีกต่อไป แต่ถ้าท่านเลือกหนทางที่จะยุบสภาผู้แทนราษฎร ผลที่ตามมาคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น จะไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ และความขัดแย้งนั้นอาจจะทวีความรุนแรงขึ้น กระผมจึง ขอให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องเสียสละเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ต่อไป ขอขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ต่อไปก็จะเป็นท่านไพบูลย์นะครับ คุณไพบูลย์ นิติตะวัน ไม่มีอะไรที่ทักท้วงเรื่องเวลานะครับ เพราะเรากำหนดไปแล้ว แต่ว่า ถ้าจะมีข้อสังเกตนิดเดียวครับ สมาชิกต้องพยายามหลีกเลี่ยงการอ่านเอกสารนะครับ ไม่ว่า จากไอโฟนหรือไอแพดก็ตาม ใช้ความสามารถในการอภิปราย ถ้าจำเป็นต้องดูหัวข้อ ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าอ่านทั้งหมดอีกฝ่ายหนึ่งจะประท้วง ขอเรียนไว้เบื้องต้นครับ เชิญคุณไพบูลย์ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในวันนี้ผมได้มาอภิปรายทั่วไป ในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ก็เป็นไปตามที่ท่านคณะรัฐมนตรีเห็นว่าบัดนี้มีปัญหาสำคัญ เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินที่คณะรัฐมนตรีเห็นสมควรจะฟังความคิดเห็นของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ ท่านประธานครับ สำหรับผมประเด็นที่สำคัญที่สุดก็คือเป็นประเด็นเกี่ยวกับหัวข้อ เรื่องการชุมนุมที่มีการจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ก่อตัวและเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่ในวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๖๓ ที่มหาวิทยาลัยรังสิตแล้วครับ ท่านประธาน แล้วก็ต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๖๓ ผู้ชุมนุม ได้เหิมเกริมนะครับ ถึงขนาดบังอาจกระทำการขวางทางและหยุดขบวนเสด็จพระราชดำเนิน ของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี และสมเด็จพระลูกยาเธอเจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ โดยผู้ชุมนุมบังอาจกลุ้มรุมล้อมรถพระที่นั่ง และตะโกนด้วยถ้อยคำอันหยาบคายรุนแรง แสดงอาการไม่บังควร🔗
คุณไพบูลย์ครับ🔗
อยู่ในญัตติครับท่านประธาน🔗
ครับ ผมอนุญาตให้เฉพาะถ้อยคำ ในญัตติเท่านั้นนะครับ🔗
ครับ การกระทำของกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นการมุ่งร้าย เป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยได้มี ข้อเรียกร้อง ๓ ข้อครับท่านประธาน🔗
ข้อที่ ๑ เรียกร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรีลาออกหรือยุบสภา🔗
ข้อที่ ๒ ให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แต่ให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ของ ภาคประชาชน หรือเรียกว่าฉบับไอลอว์ (iLaw) เฉพาะฉบับนี้นะครับ ไม่ใช่ฉบับอื่นนะครับ🔗
ข้อที่ ๓ ให้ปฏิรูปสถาบัน🔗
ท่านประธานครับ เป้าหมายหลักของแกนนำผู้ชุมนุมก็คือข้อที่ ๓ ที่จะปฏิรูป สถาบันเพื่อต้องการเปลี่ยนแปลงและลดสถานะของสถาบัน และอาจจะนำไปสู่ การเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบการปกครองของไทย ให้เป็นการปกครองในระบอบ สาธารณรัฐครับ ท่านประธาน ผมไม่ได้พูดลอย ๆ ครับ เพราะว่ามีหลักฐานครับ🔗
คุณไพบูลย์ครับ ผมให้ใช้ถ้อยคำ เฉพาะในญัตติเท่านั้นครับ ปฏิรูปสถาบันได้ครับ นอกเหนือจากนี้ขอ🔗
ก็เปลี่ยนแปลงการปกครองครับ🔗
เรามีในถ้อยคำนี้ไหมครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมขออภัยครับ การอภิปรายนำเสนอนั้น ถ้าจะเอาแต่ถ้อยคำในญัตติ ผมก็เอาญัตติมาพูดเฉย ๆ สิครับ🔗
ครับ ผมต้องการอย่างนั้นครับ🔗
แล้วเมื่อสักครู่นี้ทำไมผู้นำฝ่ายค้านกับท่านเลขาธิการของพรรคเพื่อไทยได้กล่าวไป เยอะแยะเลยท่านไม่เห็นกล่าวอย่างนี้ครับ🔗
อะไรที่เกินกว่าถ้อยคำ สิ่งที่พูดถึง ท่านนายกรัฐมนตรีอนุญาต เพราะนายกรัฐมนตรีอยู่ที่นี้ ท่านสามารถอธิบายได้แต่ละเรื่อง แต่กรณีที่เกี่ยวกับสถาบันผมขอเข้มงวดตามข้อบังคับ ถ้าไม่จำเป็นนะครับ กรุณา ถึงบอกว่า ขอใช้ถ้อยคำในญัตติ เพราะเป็นข้อความที่รัฐบาลได้แถลงไว้ ถ้อยคำที่เกินกว่านั้น อย่าขยายผลเลยครับ ไม่เช่นนั้นเราจะไม่ใช่คลี่คลายปัญหา จะยิ่งทำให้เกิดปัญหามากขึ้น ขอเฉพาะเรื่องนี้ เรื่องอื่นไม่ห้ามเลยครับ เฉพาะเรื่องนี้ครับ🔗
ก็คำว่า เปลี่ยนแปลงการปกครองของไทยไปเป็นสาธารณรัฐ เพราะว่าเขาไปเขียนข้อความว่า รีพลับลิก ออฟ ไทยแลนด์ (Republic of Thailand) แล้วไปเดินอยู่ใน🔗
ถ้อยคำนี้เป็นข้อกล่าวหาอีกข้อหนึ่ง ที่ไม่อยู่ในญัตตินะครับ ขอความกรุณาอย่าไปขยายผลนะครับ เพราะเรื่องอื่นนั้นว่ากัน ข้างนอก แต่ในนี้เราขอให้เป็นที่สร้างสรรค์ ลดบรรยากาศความตึงเครียด ความไม่เข้าใจกัน ผมอนุญาตให้ประเดี๋ยวทางฝ่ายรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีอธิบายทุกเรื่อง ที่เขากล่าวหา แต่ว่าสำหรับเรื่องสถาบันในข้อ ๒ ที่เป็นญัตตินั้น ขอให้อยู่ในถ้อยคำในนี้ เท่านั้น ขอความกรุณาท่านไพบูลย์นะครับ เพื่อไม่ให้มีผลครับ🔗
ผมก็ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม ในข้อที่ ๓ ก็คือปฏิรูปสถาบัน🔗
จบแค่นี้ครับ ถ้อยคำจบแค่นี้🔗
จึงเรียกร้องต้องการให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี🔗
ได้ครับ ข้อความนี้ได้ครับ🔗
เพราะ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครับท่านประธาน เป็นบุคคลที่เป็นเลิศในเรื่องที่มี ความจงรักภักดีต่อสถาบันสูงสุดครับท่านประธาน อันนี้ผมไม่ได้นอกกรอบนะครับ🔗
ไม่เป็นไรครับ🔗
แล้วก็ เป็นผู้ที่เข้มแข็งและมีความสามารถที่จะปกป้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันอย่างไม่มีผู้ใด เทียบเคียงได้ และท่านนายกรัฐมนตรีได้ประกาศไว้อยู่ตลอดว่าท่านจะอยู่อย่างจงรัก ตายอย่างภักดีต่อสถาบัน ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรี ก็ยังมี ความสามารถที่คนทั้งประเทศได้เห็นประจักษ์🔗
ท่านประธานครับ ประท้วงครับ🔗
เชิญเลยครับ ผู้ประท้วง🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านผู้อภิปราย ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๕ ท่านประธานครับ ท่านไม่ได้ชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถ้าพูดแบบนี้ให้เจ้าตัวเขาพูดเอง ความจงรักภักดีเป็นเรื่องของบุคคล ท่านไม่ต้องพูดแทนเขา ผมขอให้ท่านประธานช่วยวินิจฉัยด้วยว่าท่านไม่ใช่ท่านประยุทธ์ ให้ท่านประยุทธ์พูดเอง ท่านจงรักภักดีขนาดไหน ท่านไม่สามารถจะพูดแทนบุคคลอื่นได้ ท่านประธานช่วยวินิจฉัย ด้วยครับ🔗
ได้กำหนดกรอบไว้แล้วครับ อนุญาต เพียงเท่านี้นะครับ🔗
ผมก็ แปลกใจเหมือนกันครับ ทีทำไมคนด่าท่าน พลเอก ประยุทธ์ ท่านประธานอนุญาต ทีผม จะพูดถึงท่าน พลเอก ประยุทธ์ในมุมที่ผมเห็นทำไมมันเป็นปัญหา🔗
ในมุมอื่นไม่มีปัญหาครับ แต่ว่า เกี่ยวกับสถาบันขอให้มีกรอบ🔗
ก็ผมกำลังพูดต่อไปถึงเรื่องความสามารถที่ประชาชนทั้งประเทศเห็นประจักษ์และยอมรับ ในการชนะสงครามที่สู้สถานการณ์การระบาดไวรัสโควิด-๑๙ (COVID-19)🔗
ได้ครับ🔗
ท่านประธานครับ ต้องช่วยทดเวลาให้ผมนะครับ เพราะผมต้องมัวแต่มาตอบในเรื่องที่ ไม่อยู่ในประเด็นที่ผมจะพูดนะครับ ดังนั้นในสถานการณ์ดังกล่าวนั้น ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรีมีความสามารถบริหารประเทศควบคุมการระบาดไวรัสโควิด (COVID) ได้ดีเลิศ ซึ่งทั้งโลกขณะนี้ติดเชื้อโรคไปทั้งสิ้น ๔๒ ล้านคนแล้วครับท่านประธาน แต่ประเทศไทยยังติดเชื้อไวรัสโควิด (COVID) เพียง ๓,๗๓๖ คนเท่านั้น อันนี้เป็นฝีมือของ ท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการจัดการควบคุมการระบาด ไวรัสโควิด (COVID) ได้เป็นอันดับดีเลิศอยู่ในระดับที่ ๑ หรือที่ ๒ ของโลกครับท่านประธาน เมื่อแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมคิดว่าจะกดดัน พลเอก ประยุทธ์ให้ลาออก ก็จะทำให้ฝ่ายที่ จะปกป้องประเทศชาตินั้นอ่อนแอลง แล้วก็จะรุกคืบไปสู่การปฏิรูปสถาบัน ท่านประธานครับ ผมจึงขอเรียกร้องให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านต้องอยู่ในตำแหน่งนะครับ ท่านต้อง ทำหน้าที่ปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ให้มีความมั่นคงต่อไป และบริหารประเทศ ให้ผ่านพ้นวิกฤติการแพร่ระบาดไวรัสโควิด (COVID) แก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ และที่สำคัญ แก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนทั้งประเทศ อย่าไปลาออกตามฝ่ายที่เรียกร้องมา ซึ่งมีคนเพียงไม่กี่หมื่นคน ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านจะต้องคำนึงถึงประชาชน ๘,๔๐๐,๐๐๐ คน ที่เลือกให้ท่านมาปฏิบัติหน้าที่ครับ ท่านจะต้องคำนึงถึงบุคคล ๘,๔๐๐,๐๐๐ คน ที่เลือกท่านให้มาเป็นนายกรัฐมนตรี ในข้อที่ ๒ ที่แกนนำกลุ่มเรียกร้องคือขอให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ท่านประธานครับ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้น บทบัญญัติคุ้มครองสถาบันไว้หลายประการ แกนนำ กลุ่มผู้ชุมนุมต้องการยกเลิกเพื่อที่จะแก้ไขทั้งฉบับ ยกเลิกในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถาบัน ในหลาย ๆ จุด และที่ชัดเจนครับ ต้องการตั้ง ส.ส.ร. ให้มีสมาชิก ส.ส.ร. ที่ชัดเจนมาก เขียนคุณสมบัติครับ ไม่ห้ามผู้ติดยาเสพติด และโดยเฉพาะไม่ห้ามผู้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ไม่ห้ามผู้เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุก ให้สมัครเป็น ส.ส.ร. ได้ เพื่อเปิดช่องให้แกนนำครับ แกนนำและเครือข่ายของผู้ชุมนุมที่จาบจ้วงสถาบัน ที่เป็นอดีตผู้บริหารพรรคอนาคตใหม่ ให้ได้รับเลือกเป็น ส.ส.ร. จะได้ใช้เอกสิทธิ์คุ้มครองในการเผยแพร่ลัทธิที่เป็นปฏิปักษ์ ต่อการปกครองในระบอบ🔗
คุณไพบูลย์ครับ ผมขอให้ถอนไป ชื่อพรรคการเมือง🔗
ขออนุญาตถอนพรรคอนาคตใหม่ พรรคหนึ่งที่ถูกยุบครับ ขอเปลี่ยนครับ จะเห็นได้ว่า ข้อเรียกร้องข้อที่ ๑ ให้ท่านนายกรัฐมนตรีลาออก ข้อที่ ๒ ให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ แล้วให้ใช้ฉบับของกลุ่มผู้ชุมนุม ไม่ได้หมายความว่าผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ รัฐธรรมนูญนะครับ ผมเห็นด้วย แต่ฉบับนี้มีปัญหา แล้วก็ให้เปลี่ยนแปลงปฏิรูปสถาบัน การเรียกร้องทั้ง ๓ ข้อนั้น ต้องเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกก่อนครับ เพื่อจะนำไปสู่ ข้อที่ ๒ คือสร้างรัฐธรรมนูญใหม่ที่มีปัญหากับสถาบัน แล้วก็จะได้มุ่งไปสู่เป้าหมายข้อที่ ๓ ก็คือปฏิรูปสถาบัน ท่านประธานครับ การกระทำดังกล่าวทั้งหมดนั้น คำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๓/๒๕๖๒ ในวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๖๒ ในคดียุบพรรคไทยรักษาชาติ เขียนไว้ชัดเจนครับ กรณีดังกล่าวนั้นเป็นกรณีที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นี่อยู่ในคำพิพากษาของศาลครับ ดังนั้น การเป็นปรปักษ์ดังกล่าวนั้น ซึ่งศาลได้วินิจฉัยว่าอาจเป็นปรปักษ์ก็ต้องห้ามแล้ว หาจำเป็นต้องมีเจตนาประสงค์ต่อผล หรือต้องรอให้เกิดผลเสียหายร้ายแรงขึ้นเสียก่อนไม่ ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นมาตรการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดแก่สถาบันหลักของประเทศไว้ก่อน อันเป็นรัฐประศาสนโยบายที่จำเป็นเพื่อดับไฟกองใหญ่ไว้แต่ต้นลม มิให้ไฟกองเล็กกระพือ โหมไหม้ลุกลามขยายใหญ่จนเป็นมหันตภัยไม่อาจต้านทานได้ในวาระต่อมา คำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญนั้นเห็นว่ากลุ่มผู้ชุมนุมที่จะปฏิรูปสถาบันนั้น เป็นการกระทำอันเป็น ปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ท่านประธานครับ หากปรากฏว่าพรรคการเมืองใด ผู้บริหารพรรคการเมืองใด หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคการเมืองใด ไปเข้าร่วมชุมนุมหรือสนับสนุนโดย วิธีใดก็ตามจากกลุ่มผู้ชุมนุมที่ต้องการปฏิรูปสถาบัน รวมทั้งการเสนอตั้งคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปสถาบันด้วย ผมอยากจะเรียนเลยครับว่าท่านจะเข้าข่ายสนับสนุนการกระทำอันเป็น ปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ย่อมสุ่มเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีอาญา แล้วพรรคนั้นอาจจะถูกยุบด้วยครับท่านประธาน ท่านประธานครับ การที่แกนนำผู้ชุมนุมได้ใช้นักเรียน นักศึกษาที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มาเป็นโล่กำบังเป็นเรื่องน่าละอายครับท่านประธาน ผมต้องขออนุญาตพูดในที่ประชุมแห่งนี้ แม้กฎหมายยังคุ้มครองเยาวชน แต่นักการเมืองกลับใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือในการแย่งชิง อำนาจรัฐ บั่นทอนความมั่นคงของชาติและสถาบัน ผมขออนุญาตประณามครับ ประณาม นักการเมืองเหล่านั้นที่แอบอยู่ข้างหลังเยาวชนของชาติ ขออนุญาตประณามครับ ท่านประธานครับ นอกจากนั้นผมยังเห็นว่ามีผู้เรียกร้องให้ยุบสภาเพื่อที่จะคืนอำนาจให้กับ ประชาชนทั้งประเทศ แต่ผมเห็นว่าถ้ากระทำอย่างนั้นจะมีผลกระทบกับเศรษฐกิจและสังคม มีผลเสียหายโดยรวม ผมจึงเสนอว่าถ้าจะฟังเสียงประชาชน ให้ใช้การออกเสียงประชามติ ให้ประชาชนทั้งประเทศมาออกเสียงเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเลยกับการจัดชุมนุมที่เกิดขึ้น ในสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งเป็นปัญหากระทบต่อเศรษฐกิจและความสงบความเรียบร้อย ของสังคมไทย การออกเสียงประชามติสามารถทำได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๖ แต่ว่า จะต้องเป็นไปที่กฎหมายบัญญัติ แต่ปัจจุบันพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ยังรอเข้าสู่การพิจารณาสภาผู้แทนราษฎร ผมจึงเห็นว่าหากมีความจำเป็นนะครับ ท่านประธาน ถ้าจะดำเนินการ ผมก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรี อาจจะตราเป็นพระราชกำหนดว่าด้วยการออกเสียงประชามติเพื่อให้ทัน กับสถานการณ์ก็ได้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๓ กระผมคิดว่าการออกเสียงประชามตินั้น ถ้าเกิดขึ้น หากจำเป็นนะครับ ก็จะได้ให้เสียงคนทั้งประเทศมามีสิทธิส่วนร่วมในการออกเสียง ตัดสินเลยว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมที่เกิดขึ้น จะได้ข้อยุติจากเสียงข้างมาก ของคนทั้งประเทศ ๖๖.๕ ล้านคนครับ เป็นหลักการตามประชาธิปไตยทางตรง ไม่ใช่ให้เสียง คนเพียงหลักหมื่นคนเท่านั้นมาอ้างเสียงของประชาชนทั้งประเทศอย่างที่ปรากฏอยู่ แล้วผมมั่นใจครับ ถ้ามีการออกเสียงประชามติประชาชนทั้งประเทศ เชื่อว่าประชาชน เสียงข้างมาก ท่านประธานครับ มากกว่า ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ จะไม่เห็นด้วยกับการชุมนุม ที่จาบจ้วงสถาบันที่เกิดขึ้นอยู่ปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตามครับ ไม่ว่าจะมีการทำประชามติ หรือไม่ก็ตาม แกนนำผู้ชุมนุมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบัน ขณะนี้ไม่ได้ยอมรับจากประชาชน ทั้งประเทศอยู่แล้วครับท่านประธาน ส่วนตัวผมเชื่อว่าแกนนำผู้ชุมนุมเหล่านี้ในที่สุดก็จะ พ่ายแพ้ไปอย่างแน่นอนในเร็ววันนี้ ท่านประธาน ที่ผมต้องขออนุญาตพูดเรื่องนี้ เพื่อที่ จะเรียนให้ท่านประชาชนที่รับฟังอยู่ทางบ้าน ซึ่งท่านต้องมีสิทธิมีเสียงของท่านเอง ท่านมี จำนวนถึง ๖๖.๕ ล้านคน ในขณะนี้ท่านถูกกลุ่มบุคคลนำไปแอบอ้าง ท่านอยู่ทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดใน ๗๖ จังหวัด ท่านอยู่ทั้งใน ๘๗๘ อำเภอ ท่านอยู่ทั้งใน ๗,๒๕๕ ตำบล ทั้งประเทศ ขอให้ท่านปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๕๐ ขอให้ท่านออกมา ปกป้อง พิทักษ์ รักษา ชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ให้จงได้ครับ ผมขออนุญาต ขอบคุณท่านประธาน ขออภิปรายเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ🔗
ขออนุญาตทำความเข้าใจ เล็กน้อยนะครับ ข้อบังคับ ข้อ ๔๕ ของที่ประชุมรัฐสภา วรรคสอง ห้ามผู้อภิปรายแสดงกิริยา หรือวาจาอันไม่สุภาพ ใส่ร้าย หรือเสียดสีบุคคลใด และห้ามกล่าวถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือออกชื่อสมาชิกรัฐสภา หรือบุคคลใดโดยไม่จำเป็น โดยไม่จำเป็นนะครับ เราก็ต้องไม่ลืมว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแต่ละฉบับนั้นบัญญัติไว้ องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ข้อบังคับนี้ต้องการหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ ขอความกรุณาพวกเรานะครับ วุฒิภาวะพวกเรามีด้วยกันทุกคน เราต้องการมามีส่วนร่วม ในการบรรเทาปัญหาของบ้านเมือง เราพูดได้ทุกเรื่องเลยครับ เพื่อแนะนำรัฐบาลตามมาตรา ๑๖๕ ในข้อแนะนำนั้นจะลงท้ายโดยเหตุผลที่แรง แต่ผมเชื่อว่า นายกรัฐมนตรีผู้เสนอญัตติท่านอยู่ที่นี่ ครม. อยู่ที่นี่สามารถอธิบายได้ แต่กรณีบุคคลภายนอก และสถาบันไม่สามารถมาอธิบายได้ จึงขอพวกเราหลีกเลี่ยงนะครับ หลีกเลี่ยงในประเด็นใด ก็ตามที่จะเกี่ยวข้องกับข้อบังคับ ข้อ ๔๕ วรรคสอง ขอความร่วมมือพวกเรา เพราะประชาชน เขาก็หวังว่าเรามีส่วนร่วมแก้ปัญหา ไม่ใช่เพิ่มปัญหาให้กับบ้านเมืองครับ ท่านต่อไป คุณพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ขอเชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ พรรคก้าวไกล และพรรคร่วมฝ่ายค้านมีความพยายามมาตลอดที่จะขอเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อให้มีการหาทางออกร่วมกันของสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงเพื่อเป็น การตรวจสอบการใช้กฎหมาย การใช้อำนาจของรัฐบาลว่าเป็นไปโดยเหมาะสมและเป็นไป ตามสัดส่วนหรือไม่ นอกจากนั้นเราคาดหวังว่าการประชุมครั้งนี้จะมีการบรรจุวาระเรื่อง การแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาญัตติการแก้รัฐธรรมนูญ แต่ปรากฏว่าก็ไม่เป็นอย่างที่ประสงค์ ก็ไม่เป็นไรครับท่านประธาน จะด้วยเหตุผลใดก็ตามนะครับ🔗
เรียนท่านพิจารณ์นะครับ เดี๋ยวจะ เข้าใจผิดกันในหมู่พวกเรา เรื่องของรัฐธรรมนูญนั้น กรรมาธิการกำลังส่งเรื่องมาครับ แล้วก็ วัตถุประสงค์อย่างที่เราทราบว่าการเปิดสมัยวิสามัญครั้งนี้เรื่องนี้นะครับ เรื่องรัฐธรรมนูญ จะเป็นไปตามลำดับวาระครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานที่กรุณาชี้แจงครับ แต่ว่าท่านประธานครับ สำหรับการประชุมวิสามัญ ในวันนี้นะครับ หลังจากที่พวกเราพรรคฝ่ายค้านนั้นก็มีเสียงไม่ครบ ทาง ครม. ก็เป็นผู้ขอเปิด ประชุมวิสามัญ ทีนี้เมื่อผมไปอ่านลงในญัตติที่ท่านนายกรัฐมนตรียื่นขอเปิดมา ก็ต้องเรียน ท่านประธานครับว่าเป็นไปด้วยข้อความที่ไม่ได้นำไปสู่ทางออกครับ เนื้อหาที่ปรากฏนั้น มีการบอกเล่าข้อเท็จจริงที่บิดเบือน พยายามกลบเกลื่อนความผิดหลาย ๆ ด้าน และมี ความพยายามในการให้ร้ายต่อนักเรียน นักศึกษา ประชาชนที่เห็นต่าง รวมทั้งมีข้อความ ที่โยนความผิดจากผู้ชุมนุมโดยไม่ได้คำนึงถึงความผิดพลาดของตัวท่านนายกรัฐมนตรีเอง แต่อย่างใดครับ ผมขออนุญาตที่จะไล่เลียงให้ท่านประธานฟังว่าญัตตินี้มีความบิดเบือน อย่างไร🔗
ในข้อที่ ๑ ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีระบุว่าการชุมนุมนั้นจะส่งผลให้ การควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-๑๙ (COVID-19) และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจลดลง🔗
ท่านประธานครับ🔗
ผู้ประท้วงเชิญครับ🔗
ผมขออนุญาตประท้วงตามข้อบังคับ ข้อ ๔๕ คือผู้อภิปรายเมื่อสักครู่นี้ได้อภิปรายใส่ร้ายไป ว่าในญัตตินั้นเป็นการไปให้ร้ายเด็กนักเรียน นักศึกษา แต่ผมตรวจดูในญัตติเท่าไร ไม่มีเขียน ถึงในเรื่องเหล่านี้ ผมว่าผู้อภิปรายต้องพยายามอย่าไปใส่ร้าย หรือไปพูดจาในลักษณะที่ทำให้ เกิดปัญหา ต้องขออนุญาตประท้วงครับ🔗
ก็เป็นข้อสังเกตนะครับ ไม่ถึงขนาด ประท้วงเพราะว่าเป็นเรื่องท่านพิจารณ์สรุป แต่ว่าถ้ามีประเด็นใดผมเรียนไว้ล่วงหน้าเลย ประเด็นใดที่ผู้อภิปราย อภิปรายเกินขอบเขตข้อเท็จจริง พวกเราที่เป็นอีกฝ่ายหนึ่ง หรือพวกเราที่อยู่อีกด้านหนึ่ง หรือใครก็ตามมีสิทธิที่จะชี้แจงนะครับ ครม. มีสิทธิชี้แจง ได้ตลอดเวลาครับ แต่ว่าสมาชิกนั้นถ้ามีความประสงค์ประท้วงเพราะว่าอภิปรายนั้นไม่ตรง ข้อเท็จจริงท่านก็มีสิทธิตามข้อบังคับ อนุญาตตลอดครับ เชิญต่อครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ผมกำลังชี้แจงถึงว่าด้านการควบคุมการแพร่ระบาด ของโรค การชุมนุมครับท่านประธาน ไม่ว่าใครจะใส่เสื้อสีใดก็ตามมาร่วมชุมนุม หรือแม้กระทั่งการรวมตัวกันเพื่อเฝ้ารับเสด็จไม่ได้ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคครับ ท่านประธาน เพราะเราเห็นแล้วครับ ตลอด ๔ เดือนที่ผ่านมาในการชุมนุม ๔๔ จังหวัด วันที่ มากที่สุดทั่วประเทศนับล้านคน เรายังไม่พบนะครับว่ามีผู้ติดเชื้อจากการไปชุมนุม🔗
ประการที่ ๒ ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจนั้นจะเกิดขึ้นได้ ประชาชน ในประเทศ นานาประเทศ เขาต้องเชื่อมั่นแล้วครับว่าความขัดแย้งได้ถูกแก้ไขลง แต่ถ้าหาก ความขัดแย้งในสังคมนั้นสงบลงแบบจอมปลอมเพราะใช้กฎหมายปิดปากประชาชน ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจลดลงแน่นอนครับ🔗
ในญัตติข้อที่ ๒ ครับท่านประธาน ท่านนายกรัฐมนตรีได้พยายามที่จะให้ เหตุผลถึงการออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง โดยท่านระบุถึงเหตุการณ์ ที่มีการชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลคืนวันที่ ๑๔ ว่าอาจจะมีความต่อเนื่องในวันต่อ ๆ ไป ผมก็ต้องเรียนว่าเหตุผลนี้ฟังไม่ขึ้นนะครับ เพราะในวันนั้นผู้ชุมนุมได้มีการประกาศชัดเจนว่า จะยุติการชุมนุมในเช้าวันที่ ๑๕ เวลา ๐๖.๐๐ นาฬิกา นอกจากนั้นเหตุผลในการออก ประกาศท่านยังให้อีกครับ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ผมรู้สึกเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่ง ในญัตติระบุครับว่า ผู้ชุมนุมมีการขวางและหยุดขบวนเสด็จพระราชดำเนิน ซึ่งในข้อเท็จจริงท่านประธานครับ รัฐบาลนั้นมีหน้าที่ในการถวายอารักขาให้ขบวนเสด็จไม่ผ่านในเส้นทางที่มีการพิพาทอยู่แล้ว และในข้อเท็จจริงผู้ชุมนุมเองก็ได้มีการเคลื่อนย้ายมวลชนจากบริเวณถนนราชดำเนินกลาง เพื่อไม่ให้กีดขวางขบวนเสด็จจากการที่มีการประกาศเป็นหมายกำหนดการไว้ก่อนหน้านี้ ดังนั้นท่านประธานครับ จากที่ท่านนายกรัฐมนตรีระบุในญัตติสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลนั้น มิได้สำนึกถึงความผิดพลาดในการถวายการอารักขาของตนเองเลย แต่กลับโยนความผิด ให้กับประชาชน นำไปสู่การดำเนินมาตรา ๑๑๐ ซึ่งมีอัตราโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต การใส่ร้ายป้ายสีดังกล่าวครับท่านประธาน มีแต่จะเป็นการเติมเชื้อไฟ เติมความรุนแรง และเพิ่มความรู้สึกอยุติธรรมในใจของประชาชน นอกจากนั้นครับ ท่านนายกรัฐมนตรี ก็อาศัยการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฉบับนี้เพื่อสลายการชุมนุมในค่ำวันที่ ๑๖ ตุลาคม บริเวณสี่แยกปทุมวัน ใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูง ซึ่งผมยืนยันกับท่านประธานว่านี่ไม่เป็นไปตาม หลักสากล อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเกลียดชังให้ผู้ชุมนุมมีต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ🔗
มาดูในข้อที่ ๓ ของญัตติครับท่านประธาน มีการระบุถึงข้อเรียกร้องต่าง ๆ แล้วก็เขียนว่ามีการดำเนินการตามข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมบางเรื่องแล้ว ผมต้องขออนุญาต ตั้งคำถามต่อท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีว่าขอให้ท่านช่วยกรุณาตอบชัด ๆ ที่ว่าบางเรื่องดำเนินการแล้วมีเรื่องใดบ้าง ดำเนินการแล้วความคืบหน้าเป็นอย่างไร มิฉะนั้นแล้ว ผมอ่านญัตติแล้วผมก็ต้องสรุปครับท่านประธานว่าญัตตินี้ การเปิดประชุมสภา ในครั้งนี้ท่านนายกรัฐมนตรีมีเจตนาเพื่อปัดความรับผิดชอบต่อสถานการณ์ที่ท่านเป็น ศูนย์กลางของปัญหา แล้วกำลังใช้เวทีสภาแห่งนี้เพื่อฟอกขาวตนเอง เพื่อกล่าวหา กลุ่มผู้ชุมนุม เพื่อปกปิดความผิดและปกป้องความล้มเหลวของตนเอง แทนที่จะเป็น การหาทางออกของประเทศ เอาละครับ ทีนี้เรามาดูที่ไปที่มาของการออกประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉิน ก่อนอื่นผมต้องเรียนท่านประธานผ่านไปทางท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ว่าท่านต้องทำความเข้าใจกับผู้ชุมนุมเสียใหม่ ถ้าท่านยังอยู่บนฐานคิดนะครับว่าประชาชน เยาวชน นักศึกษา นักเรียนเหล่านี้ สามารถที่จะมีใครมาชักนำได้ สามารถมีใครที่จะมา ชี้นำได้ ท่านคิดผิด เยาวชนเหล่านี้ เด็กรุ่นนี้ ฉลาดเกินกว่าที่ใครจะมาชี้นำครับ มิฉะนั้นแล้วค่านิยม ๑๒ ประการ ที่ท่านเพียรใส่เข้าไปในสมองเขาเหล่านั้นมันคงจะอยู่ ตรงนั้นนะครับ ท่านประธานฝากเรียนไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ฉบับนี้แม้ว่าจะถูกยกเลิกไปแล้วตั้งแต่เที่ยงของวันที่ ๒๒ ตุลาคม แต่ก็จำเป็นที่จะต้องพูดถึง ความไม่ชอบธรรม ผมต้องเรียนครับว่าผมไม่พบองค์ประกอบในการที่จะประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงตามมาตรา ๙ และมาตรา ๑๑ ของ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน บัญญัติไว้อย่างนี้ว่า เป็นการก่อการร้าย การประทุษร้าย หรือมีเหตุที่เชื่อได้ว่ากระทบ ความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยในชีวิตหรือทรัพย์สินของรัฐหรือบุคคล ขีดเส้นใต้คำว่า กระทบความมั่นคงของรัฐ รัฐบาลนี้มักใช้คำนี้บ่อยครั้ง ท่านนายกรัฐมนตรีต้องเข้าใจนะครับ ความมั่นคงของรัฐนั้นไม่ใช่ความมั่นคงของรัฐบาล ท่านจะออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อความอยู่รอดของรัฐบาลท่านไม่ได้ นอกจากนั้นประกาศฉบับนี้สร้างความกังวลในระดับ นานาชาติครับ แม้แต่กระทั่งโฆษกข้าหลวงใหญ่แห่งสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ก็ออกมาแสดงความกังวลต่อการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนรวมไปถึงการจับกุม เพราะว่าเป็นการขัดต่อหลักการการรับรองสิทธิในระดับสากลที่ประเทศไทยนั้นเป็นภาคีอยู่ ทีนี้หากเราย้อนกลับไปครับท่านประธาน เมื่อปี ๒๕๕๗ สมัยนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขณะนั้น พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ท่านเคยออกมา ให้ความเห็นที่ไม่เห็นด้วยถ้ารัฐบาลจะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ท่านให้เหตุผลว่า เป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ที่จะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ผมก็อยากให้ท่านนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ซึ่งขณะนั้นเป็น ผบ.ทบ. เมื่อปี ๒๕๕๗ นั่งไทม์แมชชีน (Time machine) มาหา ท่านนายกรัฐมนตรีวันนี้เพื่อมาเตือนท่านให้หยุดคุกคามประชาชนด้วยกฎหมายพิเศษ ท่านประธานครับ ผมเรียนว่าการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในอดีตแต่ละครั้งที่ผ่านมา ล้วนแล้วแต่มีสถานการณ์ที่แตกต่างจากปัจจุบันทั้งสิ้น ใน ๖ ครั้งที่ผ่านมา ซึ่งผมเรียนว่า ผมไม่ได้บอกว่าประกาศที่ผ่านมาชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรม แต่ผมกำลังเปรียบเทียบ สถานการณ์ว่าที่ผ่านมานั้นมีการชุมนุมที่ยืดเยื้อต่อเนื่องยาวนาน มีการยึดสถานที่ราชการ สถานที่สาธารณะ มีการทำลายทรัพย์สินของเอกชน ทรัพย์สินของสาธารณะ ซึ่งนำไปสู่ การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ปรากฏในปัจจุบันครับ ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาการชุมนุมเป็นไปโดยสงบปราศจากอาวุธ ยอมรับว่ามีอยู่บ้างที่มี การปะทะกับเจ้าหน้าที่รัฐ มีการใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสม มีการทำลายทรัพย์สินราชการอยู่บ้าง แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ท่านจะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง กฎหมายที่มีอยู่เดิม สามารถที่จะใช้ควบคุมการชุมนุมให้เป็นไปโดยปกติเรียบร้อยได้ ดังนั้นผมเรียกร้อง ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านบอกว่าถอยคนละก้าว แต่ท่านก้าวเกินมาแล้ว ๓ ก้าวนะครับ ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไม่เท่ากับเพิกถอน ผมเรียกร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรี เพิกถอนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ปล่อยตัว และยุติการดำเนินคดีทุกข้อกล่าวหา ผมย้ำว่า ทุกข้อกล่าวหาต่อประชาชนทั้งหมดที่ใช้เสรีภาพในการแสดงออก ที่พูดมาทั้งหมดครับ ท่านประธาน ผมกำลังจะเรียนว่าท่านนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นคนที่เสพติดอำนาจครับ ท่านใช้อำนาจพิเศษมาตลอดตั้งแต่การเข้าสู่อำนาจผ่านการรัฐประหาร ท่านก็ใช้อำนาจ ตามมาตรา ๔๔ มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อมาถึงสมัยรัฐบาลนี้ท่านไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือ เหล่านั้นแล้วที่มันจะค้ำจุนอำนาจของท่าน ท่านแทบจะบริหารประเทศไม่ได้ พอเกิด โรคระบาด เข้าทางครับ ท่านก็ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ต่อเนื่องมาวันนี้ครบ ๗ เดือน แล้วนะครับ พอมีการประท้วง ท่านก็ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงอีก นี่คือการเสพติดอำนาจ นี่คือพฤติกรรมของผู้นำประเทศที่ลุแก่อำนาจและเสพติดอำนาจ โดยแท้ครับท่านประธาน ท่านประธานครับ ถ้าเราจะบอกเหตุผลที่นักเรียน นักศึกษา เยาวชน ประชาชนเหล่านี้ออกมาชุมนุม ก็ต้องบอกว่าอำนาจอธิปไตยที่เป็นของปวงชน ชาวไทย ไม่ว่าจะเป็นอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจฝ่ายบริหาร อำนาจฝ่ายตุลาการนั้น ล้วนแล้วแต่บิดเบี้ยว บิดเบือน และไม่ตอบสนองความยุติธรรมในสังคม ไม่ตอบสนองอนาคต ที่ดีกว่าให้กับสังคมโดยรวม คำถามที่ท่านนายกรัฐมนตรีถามว่าผมผิดอะไร ผมคิดว่าท่านไม่ควรจะถามคำถามในเวลานี้ เพราะคำตอบมันชัดเจนอยู่แล้ว ความแตกแยก ความยากจน ความสิ้นหวัง ความลำบาก ของพี่น้องประชาชนในห้วงเวลานี้คือคำตอบที่ชัดเจนครับ ทางออกของประเทศต้องเริ่มจาก การที่ท่านนายกรัฐมนตรีต้องยอมรับว่าท่านคือต้นตอของปัญหา คนเรานะครับท่านประธาน ทำงานมากยิ่งผิดมากเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ แต่ความผิดที่ร้ายแรงและน่าเป็นห่วงที่สุดคือ การที่ท่านนายกรัฐมนตรีไม่รู้ตัวว่าทำผิด ท่านปฏิเสธที่จะยอมรับความจริง ปฏิเสธที่จะ สำรวจและแก้ไขพัฒนาในสิ่งที่ตัวเองผิดพลาด พลเอก ประยุทธ์มีความผิดทั้งในพฤติกรรม ส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นการลุแก่อำนาจ พูดจาคุกคามประชาชน ในด้านการบริหารแสดงให้เห็น แล้วว่าจัดการกับโรคระบาดโควิด-๑๙ (COVID-19) โดยเสียสมดุลระหว่างด้านสาธารณสุข กับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อีกทั้งท่านผิดในฐานะที่ท่านเป็นผู้สร้าง และเป็น ผู้กอบโกยสิ่งที่เรียกว่าระบอบประยุทธ์ ตั้งแต่การเข้ามาสู่อำนาจด้วยการรัฐประหาร จนวันนี้ ท่านประธานครับ ระบอบประยุทธ์นั้นเต็มไปด้วยการครอบงำและแทรกแซงองค์กรอิสระ ใช้อำนาจพิเศษที่ไร้การตรวจสอบ ไม่มีการรับผิด รับชอบ ซ้ำยังละเมิดสิทธิเสรีภาพของ ประชาชนที่เห็นต่างอย่างไม่หยุดหย่อน🔗
ผมสรุปอย่างนี้ครับท่านประธาน ด้วยเวลาที่เหลืออยู่ ถึงเวลาแล้วที่ พรรคร่วมฝ่ายรัฐบาลต้องทบทวนท่าทีของท่านในการร่วมรัฐบาล สมการที่ได้ผลลัพธ์ว่า ระบอบประยุทธ์นั้นจะไปต่อไม่ได้หากไม่มีพรรคร่วมรัฐบาลอยู่ในนั้น ถึงเวลาแล้วที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องหยุดเอาความจงรักภักดีมากอดไว้กับตนเอง หยุดผูกมัด สถาบันพระมหากษัตริย์กับปัญหาที่ตัวท่านเองเป็นผู้ก่อเพื่อรักษาไว้ซึ่งอำนาจและปกปิด ความล้มเหลวของท่าน วันนี้ผมหวังว่าเราจะพบทางออก เพราะประชาชนต้องการ ความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมายครับท่านประธาน เขาไม่ต้องการเป็นผู้ถูกปกครองที่ ยอมจำนนต่ออำนาจพิเศษของ พลเอก ประยุทธ์ ท่านหยุดสะกดจิตตัวเองได้แล้วนะครับ หยุดสะกดจิตตัวเองว่าผมไม่ผิด ผมไม่ผิดได้แล้ว และยอมลาออกเถอะครับ เปิดทางให้คนที่ เห็นคนเท่าเทียมกันเข้ามาเป็นผู้นำในการพูดคุยกับทุกฝ่าย เพื่อนำไปสู่ทางออกที่สังคม มีฉันทามติร่วมกัน นำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และคืนอำนาจแก่ประชาชนครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ท่านต่อไป คุณจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นขออนุญาตกราบเรียนกับ ท่านประธานว่าผมจะขอใช้เวลาการอภิปรายในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์โดยไม่ไป รบกวนเวลาของฝ่ายอื่น ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานครับว่าทั้งกระผม และพรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้หนึ่ง และพรรคการเมืองหนึ่งที่เห็นด้วยกับการที่จะให้รัฐบาล เป็นเจ้าภาพขอเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ และเห็นด้วยกับการที่รัฐบาลจะได้เป็นเจ้าภาพ ในการเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติตามมาตรา ๑๖๕ ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ เหตุว่าทั้งหมดนี้เป็นไปตามเงื่อนไขที่ชอบตามรัฐธรรมนูญ และเป็นวิถีทางประชาธิปไตย อารยะที่ทุกประเทศในโลกประชาธิปไตยเขาก็ทำกัน ที่สำคัญก็คือเพื่อจะได้ให้รัฐสภาได้เป็น เวทีในการหาทางออกให้กับประเทศ เพราะฉะนั้นการเปิดรัฐสภาเที่ยวนี้เพื่อพิจารณา มาตรา ๑๖๕ ตามข้อเสนอของรัฐบาลนั้นจึงมีวัตถุประสงค์สำคัญในการที่จะหาทางออก อย่างสร้างสรรค์ และไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการสร้างเวทีโจมตีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่มีเป้าหมาย สำคัญเพื่อให้รัฐสภาได้เป็นที่พึ่ง เป็นเวทีสำหรับสะท้อนความคิดเห็น และเป็นเวทีในการแสวงหาทางออกให้กับประเทศ ร่วมกันให้ได้อย่างแท้จริง และเพื่อพิสูจน์ว่าเราเชื่อมั่นในระบบรัฐสภาได้ เพราะว่าการใช้ เวทีอื่นอาจจะก่อให้เกิดความสุ่มเสี่ยงนำไปสู่การใช้ความรุนแรง หรืออาจจะนำไปสู่ทางออก นอกระบบที่สังคมประชาธิปไตยไม่ต้องการได้ ผมเชื่อว่าสิ่งที่ประชาชนอยากเห็น ในการประชุมตลอด ๒ วัน คือวันนี้กับวันพรุ่งนี้นั้น ประชาชนต้องการเห็นการอภิปราย ที่สร้างสรรค์ ด้วยเหตุด้วยผล ด้วยความจริงใจ และที่สำคัญ เหมือนกับที่ท่านประธานรัฐสภา ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านั้น คือต้องเป็นการอภิปรายที่ไม่ซ้ำเติมสถานการณ์ สิ่งที่ประชาชน อยากเห็นเพิ่มเติมไปจากนี้ก็คือการที่อยากเห็นรัฐสภาแห่งนี้ได้ร่วมกันเสนอทางออกที่เป็น รูปธรรมให้กับประเทศ อันเป็นทางออกที่เหมาะสมและเป็นที่ยอมรับได้ร่วมกันของทุกฝ่าย ผมขออนุญาตกราบเรียนจุดยืนของกระผม และจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ที่กระผม สังกัดว่า🔗
ประการที่ ๑ พรรคประชาธิปัตย์มีจุดยืนชัดเจนในการยึดมั่นในการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเรามีจุดยืนชัดเจนที่จะ เทิดทูนไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพราะนี่คืออุดมการณ์ของ พรรคประชาธิปัตย์ตั้งแต่เราเริ่มก่อตั้งพรรคมาตั้งแต่ปี ๒๔๘๙ และยังยึดมั่นเสมอมา จนกระทั่งถึงวันนี้ไม่เปลี่ยนแปลง ที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือว่าการที่เราได้มีจุดยืนชัดเจน อย่างที่กราบเรียนกับท่านประธานเมื่อสักครู่นั้น คือการทำหน้าที่ในฐานะปวงชนชาวไทย ที่ระบุไว้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๐ (๑) ซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรานี้ได้พูดถึงหน้าที่ ของปวงชนชาวไทยไว้ว่า บุคคลมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข🔗
จุดยืนประการที่ ๒ ก็คือพวกกระผมสนับสนุนการใช้แนวทางสันติ ในการแก้ไขปัญหาโดยไม่ใช้ความรุนแรงไม่ว่าจะเกิดจากฝ่ายใด🔗
และประการที่ ๓ ที่สำคัญเช่นเดียวกันก็คือว่าทุกฝ่ายจะต้องช่วยกัน ลดเงื่อนไขที่เป็นเงื่อนปมแห่งความขัดแย้ง หรือที่สังคมเรากำลังดูเหมือนจะพูดเห็นคล้อยไป ในทางเดียวกันว่าทุกฝ่ายต้องช่วยกันชักฟืนออกจากกองไฟไม่ให้ลุกลามเพิ่มเติมต่อไป โดยไม่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเร่งเปิดสภาสมัยวิสามัญ และการพิจารณาญัตติ การอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติตามที่รัฐบาลเสนอตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ ที่ต้องถือ โอกาสนี้ขอบคุณรัฐบาลและทุกฝ่ายที่ได้ร่วมกันสนองตอบต่อความเห็นและข้อเสนอนี้ จนนำมาสู่การประชุมในวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสวงหาทางออกที่เป็นรูปธรรม ประการหนึ่งในสถานการณ์นี้ก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น ซึ่งกระผมและพรรคประชาธิปัตย์มีจุดยืนชัดเจนแต่ต้น เพราะอย่างน้อยที่สุดการแก้ไข รัฐธรรมนูญถือเป็นเงื่อนไข ๑ ใน ๓ ข้อก่อนตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาล ต้องขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่ได้รับเงื่อนไขนี้ และกรุณาบรรจุการแก้ไข รัฐธรรมนูญเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลและได้เสนอต่อรัฐสภาไปแล้ว จนกระทั่งมาถึง วันนี้พรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลก็ได้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่ การพิจารณาของรัฐสภาแล้ว โดยมีเนื้อหาสำคัญในการแก้ไขมาตรา ๒๕๖ ให้มีการตั้ง ส.ส.ร. ขึ้นมามาจากการเลือกตั้งจากประชาชน และมีเงื่อนไขสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือว่าการแก้ รัฐธรรมนูญเที่ยวนี้จะต้องไม่แตะหมวด ๑ กับหมวด ๒ ที่ต้องไม่แตะหมวด ๑ หมวด ๒ ก็เพราะว่าทั้ง ๒ หมวดมีความสำคัญยิ่ง🔗
หมวด ๑ ก็คือหมวดที่ว่าด้วยรูปแบบของรัฐและรูปแบบการปกครองของ ประเทศ ที่กำหนดไว้ชัดเจนว่าประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันเดียวแบ่งแยกมิได้ และระบุ ไว้ชัดเจนว่าประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข🔗
สำหรับหมวด ๒ ที่เป็นเงื่อนไขว่าจะต้องไม่แตะต้องก็คือเป็นหมวดที่ว่าด้วย สถาบันพระมหากษัตริย์ นี่คือร่างของพรรคร่วมรัฐบาลที่ได้เสนอเข้าสู่การพิจารณา ของสภาแล้ว อย่างไรก็ตามในช่วงที่มีการพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาพิจารณา ก่อนรับหลักการนั้น พรรคประชาธิปัตย์ลงมติไม่เห็นด้วย ที่ไม่เห็นด้วยเพราะไม่ประสงค์จะให้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นยืดเยื้อต่อไป และต้องการเห็นการแก้รัฐธรรมนูญเกิดขึ้นโดยเร็ว เพราะถือเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่เสนอต่อรัฐสภาไปแล้ว อย่างไรก็ตามถัดจากนี้ไป สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์และกระผมมีความเห็นในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็คือว่าควรจะได้ มีการนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่หนึ่ง ขั้นรับหลักการในทันที ที่ทำได้ ที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือว่าไม่ควรจะมีเงื่อนไขใด ๆ เพิ่มเติมนำไปสู่การทำให้เกิด ความเข้าใจจากสังคมว่าเป็นการยื้อเวลาอีก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำประชามติ ก่อนรับหลักการหรือเงื่อนไขอื่นใด เพราะในเรื่องการทำประชามตินั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ระบุไว้ชัดเจนว่าถ้าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ ให้ทำประชามติหลังจากรัฐธรรมนูญผ่านรัฐสภาและก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ เท่านั้น ซึ่งมีความชัดเจนในตัวของมันอยู่แล้วว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปทำประชามติ เพิ่มเติมอีกก่อนรับหลักการในวาระที่หนึ่ง และทำให้สังคมเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ว่า ต้องการยื้อเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเพื่อให้การพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่หนึ่ง เป็นไปด้วยความราบรื่น ผมขออนุญาตท่านประธานตรงนี้เสนอขอให้วิป (Whip) ๓ ฝ่าย ซึ่งประกอบด้วยทั้งวิป (Whip) รัฐบาล วิป (Whip) ฝ่ายค้าน และวิป (Whip) วุฒิสภา ได้หาคำตอบร่วมกันว่าเราจะพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยพิจารณาเฉพาะ ๖ ร่างที่มี การบรรจุอยู่ในวาระปัจจุบันไปก่อน หรือจะรอร่างของไอลอว์ (iLaw) ที่เป็นร่างที่ได้ชื่อว่า เป็นของภาคประชาชน เพราะการตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างทางเลือก ๑ กับทางเลือก ๒ นั้นมีนัยสำคัญ ถ้าสมมุติว่าเราตัดสินใจพิจารณา ๖ ร่างที่บรรจุวาระไปก่อน ก็อาจจะถูกข้อกล่าวหาได้ว่ามีวัตถุประสงค์ต้องการทิ้งร่างของภาคประชาชนคือไอลอว์ (iLaw) หรือไม่ หรือถ้าเรารอให้ร่างของไอลอว์ (iLaw) บรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมเสียก่อนโดยยัง ไม่พิจารณา ๖ ร่าง ก็จะต้องรอไปอย่างน้อยก็หลังวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน เพราะต้องรอ ขั้นตอนกระบวนการตรวจสอบรายชื่อ ซึ่งก็อาจจะถูกครหาได้เช่นกันว่ารอไปเพื่อซื้อเวลาอีก หรือไม่ ตรงนี้จึงเป็นโจทย์ที่ผมคิดว่าวิป (Whip) ๓ ฝ่าย ควรจะได้ร่วมกันหาทางออกเพื่อทำให้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่หนึ่ง วาระที่สอง วาระที่สามต่อไปนั้นเป็นไปด้วยความราบรื่น ต่อไป🔗
สำหรับการเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติในมาตรา ๑๖๕ วันนี้นั้น กระผมมี ความเห็นเพิ่มเติมว่าควรจะได้มีการหาข้อยุติ และมีข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมเพื่อนำไปสู่การหา ทางออกของประเทศร่วมกัน นั่นก็คือว่าผมประสงค์จะเห็นที่ประชุมรัฐสภาได้มีการตั้ง กรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง ซึ่งอาจจะลงนามโดยประธานรัฐสภา เพราะในอดีตก็เคยมีตัวแบบ ลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นมาแล้วในปี ๒๕๕๒ ตัวแบบที่ว่านั้นก็คือในยุคนั้นได้มีการหารือร่วมกัน ระหว่างฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และผู้นำทางสังคม กระทั่งนำมาสู่ความเห็นร่วมกันว่า ควรจะได้มีการตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งที่มีชื่อสั้น ๆ ว่า คณะกรรมการสมานฉันท์ เพื่อการปฏิรูปและการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือจะเรียกย่อ ๆ ว่า คณะกรรมการ สมานฉันท์ก็ได้ โดยมอบให้ประธานรัฐสภาได้เป็นเจ้าภาพ เป็นผู้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการ ระดับชาติชุดนี้ขึ้นมา ประกอบด้วยทั้งผู้แทนฝ่ายรัฐบาล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และผู้ทรงคุณวุฒิจากองค์กรต่าง ๆ ทำหน้าที่ในการแสวงหาแนวทาง สร้างความสมานฉันท์ในบ้านเมืองให้เกิดขึ้นให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ข้อเสนอของกระผมวันนี้ ก็คือให้มีการตั้งกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง โดยถือหลัก ๓ ข้อ🔗
ข้อ ๑ ก็คือว่าสำหรับองค์ประกอบนั้นอย่างน้อยควรจะประกอบด้วย ผู้เกี่ยวข้องทั้งในและนอกสภา ไม่น้อยกว่า ๗ ฝ่าย ประกอบด้วย🔗
๑. ผู้แทนของรัฐบาล🔗
๒. ผู้แทนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รัฐบาล🔗
๓. ผู้แทนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฝ่ายค้าน🔗
๔. ผู้แทนวุฒิสมาชิก🔗
๕. ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม🔗
๖. ฝ่ายที่เห็นต่างกับผู้ชุมนุม🔗
๗. ฝ่ายอื่น ๆ เช่น อาจจะเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ หรืออื่นใดที่เห็นสมควร เป็นต้น🔗
หลักข้อที่ ๒ ก็คือให้คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่ในการแสวงหาคำตอบที่เป็น ทางออกที่เป็นรูปธรรมให้กับประเทศ อะไรที่เห็นพ้องต้องกันได้ก็ให้ผู้ที่มีหน้าที่รับข้อสรุป ที่เห็นพ้องนั้นไปดำเนินการในทันทีโดยไม่ชักช้า ซึ่งผมก็คาดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ น่าจะเป็นประเด็นหนึ่งที่เห็นพ้องต้องกันได้🔗
ประการที่ ๒ ส่วนอะไรก็ตามที่ยังมีความเห็นที่ต่างกันอยู่ก็แขวนไว้ก่อน แล้วก็เร่งหารือร่วมกันเพื่อหาจุดร่วมที่อาจจะยังมีประเด็นเพิ่มเติมที่เห็นตรงกันได้ต่อไป โดยเน้นรูปแบบของการจับเข่าคุยกันอย่างสร้างสรรค์ อะไรที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถอยได้ก็อาจจะ ต้องถอยคนละก้าว หรือคนละ ๒ ก้าวอย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้เสนอความเห็นไป ทั้งนี้ก็เพื่อให้สามารถดำรงเป้าหมายที่จะมุ่งหาคำตอบและทางออกให้กับประเทศ ด้วยความปรารถนาดีให้กับบ้านเมืองให้ได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป🔗
หลักข้อที่ ๓ ก็คือขอให้ดำเนินการด้วยความรวดเร็ว ผมหวังว่าที่ประชุมนี้ จะได้กรุณารับข้อเสนอของผมไปพิจารณาและไตร่ตรองอย่างรอบคอบจริงจังต่อไป และเพื่อให้ข้อเสนอนี้เป็นจริงได้ ก็ขอเรียกร้องให้วิป (Whip) ทั้ง ๓ ฝ่ายอีกครั้งหนึ่งครับ เพราะท่านคือตัวแทนของพวกเราที่เป็นสมาชิกรัฐสภาได้หารือกัน ทั้งวิป (Whip) รัฐบาล วิป (Whip) ฝ่ายค้าน และวิป (Whip) วุฒิสภา ซึ่งสำหรับพรรคประชาธิปัตย์นั้นผมได้ มอบหมายให้วิป (Whip) ของพรรคได้รับความเห็นนี้ไปหารือกับพรรคร่วมรัฐบาลและผู้ที่ เกี่ยวข้องมาระดับหนึ่งแล้ว ส่วนผลการหารือหรือรูปแบบของคณะกรรมการจะตั้งชื่อว่า อย่างไร จะแตกต่างไปจากที่ผมเสนอเมื่อสักครู่มากน้อยแค่ไหน อย่างไร ผมไม่ติดใจ แล้วก็ ยินดีที่จะให้การสนับสนุน เพียงเพื่อให้เราได้มีคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งร่วมกันแสวงหา ทางออกให้กับประเทศ ซึ่งหากทำได้ ผมหวังว่าอย่างน้อยที่สุดสถานการณ์บ้านเมืองก็จะ คลี่คลายไปได้ระดับหนึ่งแม้จะไม่ทั้งหมดก็ตาม เพราะว่าบางเรื่อง บางประเด็นผมทราบดีว่า อาจจะต้องใช้เวลาและต้องใช้ความจริงใจต่อกัน ที่สำคัญต้องตกผลึกร่วมกันจึงจะสามารถ นำไปสู่การได้คำตอบที่เห็นพ้องต้องกันได้ และที่สำคัญเราประสงค์ให้มีกรรมการชุดนี้เพื่อให้ คนทั้งประเทศได้เห็นแสงสว่างแห่งความหวังรำไรถูกจุดขึ้นมาตรงปลายอุโมงค์โดยรัฐสภา ของเรา เพื่อให้รัฐสภาได้เป็นความหวังและสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบอบ ประชาธิปไตยของประเทศเราได้อย่างยั่งยืนต่อไป ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่าน พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เสรีพิศุทธ์ พรรคเสรีรวมไทย ประเด็นที่ ผมจะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานที่จะอภิปรายในวันนี้นะครับ ก็สืบเนื่องมาจากการที่ นักศึกษาได้ชุมนุมกันเรียกร้องให้คุณประยุทธ์ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จนกระทั่ง นำมาสู่การเปิดสภาสมัยวิสามัญในวันนี้นะครับ ประเด็นที่คณะรัฐมนตรีเสนอมายัง ท่านประธานที่จะพิจารณาในวันนี้ก็มีสาระ ๓ ประเด็นด้วยกัน ซึ่งผมจะขออนุญาตให้ ลูกพรรคของผมเป็นผู้อภิปราย ส่วนผมก็จะขออนุญาตอภิปรายเป็นกรอบกว้าง ๆ ดังนี้ เมื่อวันที่ ๒๓ วันที่ ๒๔ กันยายนที่ผ่านมา สภาได้มีการเปิดอภิปรายญัตติเพื่อแก้ไข รัฐธรรมนูญ ซึ่งฝ่ายรัฐบาลได้เสนอมา ๑ ญัตติ ฝ่ายค้าน ๕ ญัตติ รวม ๖ ญัตติด้วยกัน ในวันนั้นที่ผมอภิปราย ผมได้มีข้อเสนอต่อสภา ซึ่งหลายท่านอาจจะลืมไปแล้ว ๔ ข้อด้วยกัน🔗
ข้อแรก คือคุณประยุทธ์จะต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเสียก่อน สาเหตุทำไมที่ผมจะต้องให้คุณประยุทธ์ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีล่ะครับ ก็เพราะว่า ถ้าหากคุณประยุทธ์ยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็คงจะเป็นไป ได้ยาก🔗
ข้อ ๒ ที่ผมเสนอไว้ก็คือว่าเมื่อคุณประยุทธ์ลาออกจากตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีแล้ว สภาก็จะต้องให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้ง เป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๒๗๒ ตามที่ได้มีการเสนอบัญชีรายชื่อไว้ และเมื่อได้บุคคล ที่สมควรจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว🔗
ประการที่ ๓ ก็ดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญไป โดยขอให้นำร่างของ ประชาชนซึ่งยื่นมาพร้อมรายชื่อ ๑๐๐,๐๐๐ กว่ารายชื่อเป็นร่างในการที่จะแก้ไข และเมื่อแก้ไขเสร็จแล้วประการสุดท้ายก็ดำเนินการยุบสภา จัดให้มีการเลือกตั้งภายใต้ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมเสนอไว้อย่างนี้นะครับ นอกจากนั้นผมยังให้คำแนะนำไปด้วยว่า อย่างไรผมก็เชื่อว่าคุณประยุทธ์ไม่ลาออกแน่ ๆ ผมจึงเรียกร้องให้คุณอนุทิน หัวหน้า พรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีบัญชีรายชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี หรือคุณจุรินทร์ ถึงแม้จะไม่มีบัญชี รายชื่อ ก็ขอให้ลาออกเสีย จะสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ แต่ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาจนถึง บัดนี้ก็เป็นเวลา ๑ เดือนเต็ม ก็ไม่มีการได้รับการตอบสนองจากคุณประยุทธ์ ไม่มีการได้รับ การตอบสนองจากคุณอนุทิน คุณจุรินทร์ แต่อย่างใด แต่ในวันดังกล่าวแทนที่สภาแห่งนี้จะมี มติรับหลักการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ได้เสนอไปทั้ง ๖ ญัตติ สภากลับยินยอมให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อศึกษาการแก้รัฐธรรมนูญนี้ต่อไปอีก ๓๐ วัน ตรงนี้ก็เป็นเหตุให้นักศึกษามีการชุมนุมมากยิ่งขึ้น ถามว่าทำไม ใครก็รู้ ใครก็อ่านกฎหมาย เป็นว่าที่ยืดเวลาออกไป ๓๐ วันเพราะอะไร ผมก็ฟัง ๆ เขามา ก็มากราบเรียนท่านประธานว่า เขาคิดอย่างนี้ครับ เขาคิดว่าเมื่อยืดเวลาออกไป ๓๐ วัน จนกระทั่งสภาจะมาเปิดประชุม สมัยสามัญในวันที่ ๑ พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ ๓๐ วัน พอสภาเปิดปุ๊บก็เอาญัตติแก้ไข รัฐธรรมนูญนี้เข้า สรุปแล้วก็คือว่าไม่ให้แก้ เพราะฝ่ายรัฐบาลมีเสียงมากกว่า มีเสียงสนับสนุน จากคณะรัฐมนตรี จากสมาชิกวุฒิสภาอีก ก็ไม่ยอมให้แก้ไขแน่ เพราะฉะนั้นญัตติที่ประชาชน เสนอเข้ามา ๑๐๐,๐๐๐ กว่าชื่อก็ต้องตกไปตามข้อบังคับ ที่ห้ามไม่ให้นำญัตติอันเดียวกันมา เสนอใหม่ในที่ประชุมเดียวกัน ก็ต้องไปเปิดสภาใหม่ประมาณกลางปีหน้าโน่นถึงจะสามารถ นำญัตติของประชาชนเข้ามาพิจารณาได้ เขาคิดอย่างนี้นะครับ เพราะฉะนั้นจึงมีการชุมนุม เรียกร้องให้คุณประยุทธ์ลาออกมากยิ่งขึ้น เมื่อมีการชุมนุมมากเมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ประมาณตีสี่ คุณประยุทธ์ก็ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง มีการจับกุม และดำเนินคดีผู้ชุมนุมหรือนักศึกษากันเป็นจำนวนมาก ฝ่ายค้านเองไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยท่านสมพงษ์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้เชิญหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านทั้งหมด เข้าร่วมประชุมเพื่อหาทางที่จะเสนอต่อท่านประธานขอให้สภาเปิดสมัยวิสามัญเพื่อแก้ไข ปัญหานี้ให้กับพี่น้องประชาชน ให้กับนักศึกษา ในวันนี้ผมต้องขอกราบขออภัยท่านสมพงษ์ ด้วยว่าท่านเชิญมาแต่ผมไม่ได้ไป เหตุที่ผมไม่ได้ไปก็เพราะผมเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้น ก็สืบเนื่องมาจากฝ่ายรัฐบาล และสภาไม่ยอมให้แก้ไขรัฐธรรมนูญนั่นละ แล้วฝ่ายค้านมีเสียง เท่าไร จะไปขอเปิดสภาสมัยวิสามัญก็ต้องไปเสียฝ่ายรัฐบาลอีก ถ้าเขาไม่ยอมอายเขาเปล่า ๆ ก็ปล่อยให้ฝ่ายรัฐบาลเขาเสนอเองก็หมดเรื่อง เพราะฉะนั้นนี่จึงเป็นเหตุผลที่ผมไม่ได้ ไปประชุมนะครับ ผมต้องขอกราบขออภัยท่านสมพงษ์ไว้ ณ ขณะนี้นะครับ🔗
ต่อมาท่านประธานเองก็เชิญประชุมหัวหน้าพรรคทุกพรรคทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลเพื่อหารือในเรื่องการเปิดวิสามัญในครั้งนี้ ผมก็ต้องกราบขออภัย ท่านประธานด้วย ผมก็ไม่ได้มา เพราะผมเห็นว่าไม่มีประโยชน์ในการที่จะมาเปิดประชุมสภา สมัยวิสามัญในครั้งนี้ ไม่มีประโยชน์ เพราะอะไร เพราะเราพูดกันทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล สมาชิกวุฒิสภา พูดไปข้างเดียว นิสิต นักศึกษา ฝ่ายผู้ชุมนุมเขาไม่ได้มีโอกาสมาแสดง ความคิดเห็นได้ผมจึงไม่ได้มาร่วมประชุมด้วย ต่อมาวันที่ ๒๑ ตุลาคมที่ผ่านมา คุณประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีก็ออกมาแถลงการณ์เพื่อให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย โดยการเรียกร้อง ให้ถอยคนละก้าวแล้วทุกคนต้องเคารพกฎหมาย ก็ดูดีแล้วนะครับ เหมือนกับ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านยอมถอยก้าวหนึ่ง แต่ทุกคนต้องเคารพกฎหมาย รุ่งขึ้นวันที่ ๒๒ คุณประยุทธ์ก็มีหนังสือถึงท่านประธานรัฐสภาขอให้เปิดประชุมสมัยวิสามัญร่วมกัน ของรัฐสภา ซึ่งมีการประชุมในวันนี้และวันพรุ่งนี้ วันที่ ๒๖ และวันที่ ๒๗ ตุลาคม ซึ่งความจริงแล้ววันที่ ๑ พฤศจิกายน ก็จะมีการเปิดประชุมสมัยสามัญอยู่แล้ว มันใกล้ เหลือเกิน ทำไมจะต้องรีบเปิดประชุมสมัยสามัญด้วย สาระก็มี ๓ ประเด็นตามที่ทุกท่าน ทราบแล้ว แล้วเวลาที่แบ่งกันก็แบ่งให้ฝ่ายค้าน ๘ ชั่วโมง รัฐบาล ๕ ชั่วโมง คณะรัฐมนตรี ๕ ชั่วโมง สมาชิกวุฒิสภา ๕ ชั่วโมง ของท่านประธาน ๒ ชั่วโมง ดู ๆ แบ่งกันมันก็ดี เหมือนกับเป็นธรรมนะครับ แต่ถ้าพิจารณาให้รอบคอบ ความคิดความเห็นของรัฐบาลก็ดี คณะรัฐมนตรีก็ดี ฝ่ายค้านก็ดี ฝ่ายรัฐบาลก็ดี ส.ว. ก็ดี หรือแม้กระทั่งทางสภา ผมก็คิดว่า มันไปในทิศทางเดียวกันหมด ตรงข้ามกับฝ่ายค้าน เพราะฉะนั้นการแถลงความคิดเห็น ในที่ประชุมสภาในครั้งนี้ก็จะกลายเป็นฝ่ายหนึ่ง ๑๗ ชั่วโมง อีกฝ่ายหนึ่ง ๘ ชั่วโมง ดูแล้ว ท่านประธาน การเปิดสภาครั้งนี้จะเป็นเวทีให้รัฐบาลเข้ามาแก้ตัวมากกว่าการที่จะมุ่งเข้ามา แก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ผมคิดว่าไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย แล้วอย่างที่บอกไว้ เราก็ พูดกันไปพูดกันมา ๒ วันจบนะครับ แล้วอะไร นักศึกษาทำอะไร เขาไม่มีโอกาสมาฟัง ฟังอยู่ นอกสภาโน่น มีโอกาสพูดไหม ไม่มีโอกาสพูด มีโอกาสแสดงความคิดเห็นไหม ไม่มีนะครับ เพราะฉะนั้นก็จะกลายเป็นว่าสภาเรากับคณะรัฐมนตรีคิดทำฝ่ายเดียว จึงไม่ได้ข้อยุติ หรอกครับ เสียเวลาเปล่า ๆ เสียเงินจำนวนมหาศาล เสียอย่างไรครับ การประชุมรัฐสภา ๒ วัน วันนี้กับพรุ่งนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง ๒ ฝ่าย ทั้งสมาชิกวุฒิสภาด้วย มี ๗๕๐ คน เอากลม ๆ นะครับ ส่วนใหญ่ก็จะอยู่ต่างจังหวัดสัก ๕๐๐ คน ๕๐๐ คนนี้จะต้องขึ้นเครื่องบินมา ไปกลับเสียค่าที่พัก เสียค่ารถแท็กซี่จากสนามบินมายังสภา สภาต้องจัดอาหารเลี้ยงวันละ ๓ มื้อ ๒ วันเต็ม เป็นเงินมหาศาลนะครับ แล้วไม่ได้ข้อยุติผมว่ามันเสียเวลาเปล่า ๆ นะครับ แล้วประเทศไทยเรายิ่งเงินทองไม่พอใช้อยู่แล้ว เอาเงินไปใช้ให้เป็นประโยชน์ดีกว่าที่จะมาให้ รัฐบาลฟอกตัวแก้ตัวไม่ดีกว่าหรือครับ อีกไม่กี่วันก็จะเปิดประชุมสภาสมัยสามัญแล้ว อยากจะแก้ตัวก็แก้กันไปในตอนนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเราควรจะใช้สันติวิธี มาเจรจากันเพื่อให้ได้ข้อยุติดีกว่า ก็ตั้งคณะทำงานร่วมกันสิครับ รัฐบาลกับนักศึกษา จะตั้ง กี่คนก็แล้วแต่ ตกลงกัน มาเจรจากัน คุยกันให้จบว่าจะเป็นอย่างไรดี จะยุติอย่างไร เพื่อให้ บ้านเมืองสงบเรียบร้อย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องมีจิตใจเป็นธรรม เสียสละ เพื่อให้บ้านเมืองเดิน ไปได้ด้วยดี🔗
ท่านประธานครับ วันที่คุณประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีแถลงการณ์ในวันดังกล่าว ก็ใช้เวลาพอสมควร ผมก็สกัดประเด็นออกมาได้ ๒ ประเด็น ก็คือคุณประยุทธ์ขอให้ถอย คนละก้าว ๑. ถอยคนละก้าว ๒. ต้องเคารพกฎหมาย ผมก็ติดตามดูคำว่าถอยคนละก้าว ของคุณประยุทธ์หมายถึงอะไร ผมก็สรุปอย่างนี้ว่าจะถูกหรือผิดก็ขออภัยด้วยนะครับ ถอยคนละก้าวของคุณประยุทธ์ก็หมายความว่ายกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ยกเลิก ประกาศให้ ปล่อยแกนนำให้ เปิดสภาสมัยวิสามัญให้ ๓ ประการนี้ผมสกัดออกมาอย่างนี้ แล้วจะให้นักศึกษาเขาถอยอย่างไรคุณประยุทธ์ไม่ได้บอก จะให้เขาหยุดชุมนุมหรือ คุณประยุทธ์ก็ไม่ได้พูด เพราะฉะนั้นก็คาราคาซังอยู่อย่างนี้นะครับ มันถอยอย่างไร🔗
๒. ต้องเคารพกฎหมาย นักศึกษาต้องหยุดชุมนุม ห้ามกระทำผิดกฎหมาย ฝ่าฝืนประกาศคำสั่งของรัฐบาล นี่ละครับถอย นี่ถอยของคุณประยุทธ์ ใครจะรับได้ครับ คุณประยุทธ์เดินมา ๖ ปีเต็ม นี่ย่างเข้าปีที่ ๗ แล้วนะครับท่านประธาน เดินมาแสนก้าว ล้านก้าวแล้ว ถอยไป ๑ ก้าว มันจะถอยไปแค่ไหน ๑ ก้าว มันก็นิดเดียวเท่านั้นใช่ไหมครับ ถอยไป ๑ ก้าว แล้วยังเหลืออีกกี่ก้าวครับ มันถูกต้องเป็นธรรมแล้วหรือที่จะใช้วิธีการ เพียงแค่นี้เพื่อจะยุติปัญหา แล้วจะยุติปัญหาได้อย่างไร ถ้าท่านประธานมีใจเป็นธรรม ผมคิดว่าท่านประธานก็คิดได้เช่นเดียวกับผมนะครับ🔗
เอาอย่างนี้สิครับท่านประธาน ผมฝากเรียนผ่านไปท่านนายกรัฐมนตรีด้วย สมมุติว่า สมมุตินะครับ ผมสมมุติ รัฐบาลถอยไปอยู่ในสถานภาพก่อน ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ก่อนยึดอำนาจโน่น ตอนนั้นคุณประยุทธ์ก็ยังเป็นผู้บัญชาการทหารบกอยู่ ผมก็ยังไม่ได้เป็น หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ก็ยังเป็นอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ถอยไปตอนโน้น เพราะฉะนั้นก็ไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองใดทั้งสิ้น ไม่มีนายกรัฐมนตรีขณะนี้ คณะรัฐมนตรี ขณะนี้ ไม่มีสภาที่นั่งอยู่ ไม่มีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไม่มี ส.ส. ส.ว. สมมุตินะครับ แล้วก็ เลือกตั้งใหม่ ตอนนั้นอยู่ภายในปี ๒๕๕๗ ผมขออนุญาตใช้เวลาของผมนะครับ เลือกตั้งใหม่ ภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ถ้าเลือกปี ๒๕๕๐ พรรคเสรีรวมไทยก็ยังไม่มี ยังไม่เกิด พรรคก้าวไกล พรรคใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไม่มี ยุบทิ้งไปให้หมด แล้วไปเลือกตั้งกัน ผมโอเค (OK) นะครับ คุณประยุทธ์โอเค (OK) ไหม แต่มันเป็นไปไม่ได้เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ยังไม่ได้แก้ ยังมีอยู่ แล้วจะเอาอย่างไรครับ ถ้าคิดไม่ออกผมก็คิดมาแล้ว ก็เสนอ อย่างนี้ครับ การที่รัฐบาลบอกว่าถอยคนละก้าว คือก้าวแรกอย่างนี้ครับ ให้รัฐบาลถอย ๑ ก้าวก่อน ถอยอย่างไรครับ ก็ยอมให้แก้รัฐธรรมนูญโดยนำร่างของประชาชนมาเป็นหลัก ในการพิจารณา แก้ไขกันไป แต่ที่ผมจะขอนักศึกษาทั้งหลายทั้งปวง ก็ในเมื่อรัฐบาลเขายอม ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วนักศึกษาถอยได้ไหม โดยแก้ให้หมดตามที่เสนอ ยกเว้นเรื่อง การปฏิรูปสถาบันเท่านั้น ก็ฝากทั้งรัฐบาล ฝากทั้งนักศึกษาลองไปคิดกันดูนะครับ🔗
ส่วนก้าวที่ ๒ ผมก็กราบเรียนด้วยความจริงแล้วก็อย่างชัดเจนว่าแม้จะยอมให้ แก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างที่ผมกราบเรียนมาเมื่อสักครู่นี้ก็จริง แต่หากคุณประยุทธ์ยังยืนทะมึน อยู่เบื้องหลังท่านว่าจะแก้ได้ไหมครับ ผมว่าไม่มีทาง เพราะคุณประยุทธ์ก็ยังคุมคณะรัฐมนตรีอยู่ คุมพรรคฝ่ายรัฐบาลอยู่ คุม ส.ว. อยู่ มันจะไม่มีทางแก้ไขปัญหาได้หรอกครับ เพราะฉะนั้น คุณประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีตามระบอบประชาธิปไตยเขาเป็นได้แค่ ๔ ปี แล้วก็ต้องเลือกตั้งใหม่ แล้วส่วนใหญ่ก็จะอยู่ไม่ครบ ๔ ปีด้วย แต่คุณประยุทธ์เป็นมา ๖ ปีเต็มแล้ว ขึ้นปีที่ ๗ แล้ว คุณรู้จักพอได้ไหม อิ่มหรือยังกับการเป็น นายกรัฐมนตรี ยังไม่อิ่มอีกหรืออำนาจนี้ ถ้าคุณรู้จักพอคุณต้องเสียสละ ต้องลาออก อย่าเสพติดอำนาจ บ้านเมืองมันจะได้สงบเรียบร้อยยิ่งขึ้น ถ้าคุณประยุทธ์ลาออก นักศึกษา เอาไหม หยุดชุมนุม เอากันแฟร์ ๆ (Fair) อย่างนี้นะครับ ผมแถมไปด้วย คุณประยุทธ์ลาออก ใช่ไหม สภายังอยู่ ผมลาออกด้วยอีกคนก็ได้ เอาไหมคุณประยุทธ์ ผมเสนอมาอย่างนี้ มันก็จะเวียนกลับมาสู่ข้อเสนอเดิมของผม ๔ ข้อที่เรียกร้องให้คุณประยุทธ์ลาออก ให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรดำรงนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๒๗๒ แก้ไขรัฐธรรมนูญ และนำร่างของประชาชนมาพิจารณา แล้วก็ยุบสภาจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ตอนนี้ คุณประยุทธ์พร้อมจะลาออกไหมครับ ถ้าลาออกเราก็จะเดินหน้าประเทศเราไปได้ ถ้าคุณประยุทธ์ไม่ลาออก คุณอนุทินล่ะครับ คุณจุรินทร์ยังนั่งอยู่หรือเปล่า ลาออกกันเสีย วันนี้เลย เดี๋ยวผมจะให้คนไปยื่นหนังสือให้ เอาไหม บ้านเมืองจะได้สงบสุข จะได้ไปได้ เพราะฉะนั้นผมอยากจะให้ ส.ส. ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลได้ศึกษาสุนทรพจน์ สุนทรพจน์ ของใคร ของอดีตประธานาธิบดีแห่งแอฟริกาใต้ นายเนลสัน แมนเดลา ซึ่งผมเคยเสนอไว้ ในการอภิปรายเรื่องรัฐธรรมนูญครั้งที่แล้ว เขาพูดไว้อย่างนี้ครับ คุณจะไม่รู้สึกว่าเผด็จการนั้น เลวร้าย ตราบเท่าที่คุณอยู่ฝ่ายเดียวกับผู้มีอำนาจ ขอย้ำอีกทีนะครับ คุณจะไม่รู้สึกว่า เผด็จการนั้นเลวร้าย ตราบเท่าที่คุณอยู่ฝ่ายเดียวกับผู้มีอำนาจ เป็นอย่างไรครับ ต้องเข้าใจ สิครับ เข้าใจง่าย ๆ ฝ่ายรัฐบาลเองมีอำนาจในการบริหารประเทศ ผมกราบขออภัยนะครับ มีผลประโยชน์ กินอิ่มนอนหลับ ก็เลยมีความรู้สึกว่าคุณประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี ที่เหมาะสมแล้วนะครับ เหมาะสมที่สุด ไม่มีใครอีกแล้วที่จะมาแทนคุณประยุทธ์ได้ ต้องคุณประยุทธ์เท่านั้น ท่านสมาชิกวุฒิสภาก็เหมือนครับ ท่านเป็นสมาชิกวุฒิสภามาอย่างไร ท่านก็ทราบดี ท่านได้สิทธิเท่ากับผมซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกประการ แต่ท่าน ไม่ต้องลงทุนเหนื่อยยากอย่างผม ผมต้องลงทุนหาเสียง ต้องเดินไปกราบไหว้ประชาชน ต้องใช้เงินจัดทำป้ายโฆษณาหาเสียง แผ่นพับต่าง ๆ ทำอะไรมากมายนะครับ🔗
ท่านเสรีพิศุทธ์ครับ พยายามอย่าไป พาดพิงองค์กรอื่น🔗
ไม่มีอะไร ผมแนะนิดเดียว แล้วก็จะจบแล้วครับ แล้วก็แถมอยู่ ๕ ปียาวกว่าผม เสียอีก ท่านก็เลยรู้สึกว่าคุณประยุทธ์เหมาะสมที่สุดแล้วใช่ไหมครับ ผมจึงกราบเรียน ทุกท่านนะครับ ถ้าต้องการแก้ไขปัญหาให้ประเทศชาติ ต้องมีใจเป็นธรรม แล้วต้องอย่าติดยึด กับผลประโยชน์ของตัวเอง ขอให้คิดถึงประโยชน์ของประเทศชาติกันให้มาก ๆ ขอให้คิดถึง ประโยชน์ของประชาชนโดยเฉพาะบรรดานักศึกษา ลูกหลานของเราที่ออกมาชุมนุม เรียกร้องในวันนี้ ไม่ใช่ใคร ลูกหลานเราทั้งสิ้น พวกที่ออกมาชุมนุมนี่อายุน้อยกว่าลูกผมทั้งนั้น เราก็ดูเขาเป็นเด็ก ๆ เราจะไม่ให้อภัยเด็กหรือ เรามาช่วยกันแก้ปัญหาให้เด็ก ให้ประเทศชาติ อยู่ได้นะครับ🔗
ประการสุดท้าย ก็ฝากกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังนักศึกษาด้วย ขณะนี้ไปที่ไหน ๆ เวลานักศึกษาชุมนุมกัน ในผับ (Pub) ในบาร์ ในร้านอาหาร ในโรงเรียน ต่าง ๆ ก็จะมีเพลงฮิต (Hit) กัน ไอ เฮีย ทู (I Here Too) ไอ เฮีย ทู (I Here Too) เต็มไปหมด ผมกราบเรียนท่านประธานครับ🔗
ผมคิดว่าไม่เหมาะนะครับ🔗
มันกระทบผมด้วย🔗
ท่านเสรีพิศุทธ์ครับ🔗
ครับ🔗
ไม่ ถอนนะครับ🔗
ไม่มีอะไร ผมไม่ได้ด่าใคร นี่ผมเอาคำนักศึกษาเขามานะครับ🔗
ไม่ครับ ไปเอาคำด่ามาพูดต่อนี่ก็ไม่ได้ครับ🔗
ไม่ ๆ มันกระทบผม ท่านฟังผมก่อน🔗
ไม่ครับ ท่านถอนเถอะครับ ถอนเถอะครับ🔗
ท่าน มันกระทบผมด้วยเพราะผมก็ชื่อนี้นะครับ ผมกำลังจะแนะให้ไปที่อื่น เท่านั้นเองนะครับ🔗
ถอนเถอะครับ🔗
ผมจะแนะนักศึกษาว่าอย่าให้ผม🔗
ท่านครับ ถอนเถอะครับ🔗
ขอบคุณครับ จบครับ🔗
จบ ไม่ถอนนะครับ ก็ถือว่าเป็น คำเสียดสีนะครับ แล้วผู้อภิปรายไม่ถอนนะครับ ก็บันทึกไว้ครับว่าเป็นถ้อยคำที่เสียดสี ซึ่งไม่ควรเอาคำด่าภายนอกมากล่าวครับ สำหรับผู้ที่ถูกพาดพิงก็มีสิทธิอธิบายนะครับ ขอเรียนท่านสมาชิกด้วยความเคารพนะครับว่าที่จริงแล้วในการที่เราประชุมวิสามัญก็ก่อน ที่จะเปิดประชุมเปิดสมัยสามัญเพียงไม่นาน แต่เล่าให้ฟังว่าวันนั้นมีผู้ที่ไม่เห็นด้วยสักท่าน สองท่าน คือที่ไม่เห็นด้วยไม่ใช่กลัวสิ้นเปลือง แต่บอกว่าไม่ได้อะไรหรอก มาเปิดประชุม ก็มาด่ากัน แต่โชคดีว่าสมาชิกที่อยู่ในที่นั้นมีความเข้าใจตรงกันว่าวัน เวลามีค่า เราสามารถ ป้องกันเหตุได้เพียงชั่วแวบชั่วโมงหรือวันหนึ่งถ้าไม่ปล่อยให้เหตุการณ์เลวร้ายมันผ่านไป โดยไม่มีการคิดแก้ไข ความเห็นในขณะนั้นเกือบเป็นเอกฉันท์ คงมีเฉพาะท่านที่เห็นว่าเปิดมา ก็มาด่ากัน แต่ว่าผมยินดีที่วันนั้นมีสมาชิกที่มีวุฒิภาวะ แล้วก็บอกว่าเราจะใช้วิธีการ ที่อภิปรายโดยสร้างสรรค์ หาทางออกให้กับประเทศ หาทางออกให้ประชาชนที่มีความกังวล ก็เลยถือโอกาสเรียนว่านี่คือเหตุผลที่ในที่สุดเราก็ขอให้รัฐบาลพิจารณาเพื่อเปิดสมัย วิสามัญครับ🔗
ต่อไปเป็นท่านณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ หลังจากนั้นก็จะเป็นท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ ชื่อหลังจากนั้นก็กรุณาส่งมาเพิ่มเติมนะครับ ขอเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมจะใช้เวลา ๑๐ นาทีนี้ให้มีค่าตามที่ท่านประธานกรุณา สนับสนุนให้มีการเปิดการประชุมสมัยวิสามัญครั้งนี้ และขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี ท่านคณะรัฐมนตรีที่กรุณาเข้ามารับฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของสมาชิกวุฒิสภา ตามมาตรา ๑๖๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในครั้งนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ผมจะอภิปรายต่อไปนี้จะไม่ใช่เป็นการเสนอความคิดเห็นไปสู่ คณะรัฐมนตรีแต่เพียงเท่านั้น ผมจะขออนุญาตท่านประธานครับ ผมจะเสนอความคิดเห็น ไปสู่คณะผู้เคลื่อนไหวชุมนุมอยู่ในขณะนี้ด้วย และสิ่งที่ผมจะอภิปรายต่อไปนี้จะไม่มี ประโยชน์ใด ๆ เลยถ้าเป็นแต่เพียงการเข้ามารับฟังเฉย ๆ สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อไปนั่นคือ รับฟังแล้วนำไปปฏิบัติครับ ท่านประธานครับ ๒ ทฤษฎีด้วยกันผมจะเสนอทางออก ในครั้งนี้ครับ🔗
ทฤษฎีแรก คือการถอดบทเรียนจากประวัติศาสตร์ จากอดีต เพื่อไม่ให้เกิด ปัญหาขึ้นในปัจจุบันหรือในอนาคต ท่านประธานคงจำได้ดีครับ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๕ เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬขึ้น ในวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๓๕ เวลา ๒๑.๓๐ นาฬิกา พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้เชิญ คู่ขัดแย้งไปยังพระราชวังจิตรลดารโหฐาน และมีพระราชดำรัสดังต่อไปนี้ครับ🔗
พระราชดำรัสนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง รัฐบาลฟังครับ คณะรัฐมนตรี ฟังครับ ผู้ชุมนุม ผู้เคลื่อนไหวฟังครับ หันหน้าเข้าหากัน ไม่ใช่จะเผชิญหน้ากันเพราะว่า เป็นประเทศของเรา ไม่ใช่เป็นประเทศของคนหนึ่งหรือ ๒ คน เป็นประเทศของทุกคน อันตรายที่อยู่เวลาคนเราเกิดความบ้าเลือด ปฏิบัติรุนแรงต่อกันมันลืมตัว ลงท้ายก็ไม่รู้ว่าตีกัน เพราะอะไร แล้วก็จะแก้ปัญหาอะไร เพียงแต่ว่าจะเอาชนะ แล้วใครจะชนะ ไม่มีทางชนะ มีแต่แพ้ คือต่างคนต่างแพ้ ผู้ที่เผชิญหน้ากันก็แพ้ แล้วที่แพ้ที่สุดก็คือประเทศชาติ ประชาชน จะมีประโยชน์อะไรที่จะทะนงด้วยว่าชนะเวลาอยู่บนกองซากปรักหักพังครับ ตระหนัก กันไว้นะครับ พระราชดำรัสนี้มีคุณประโยชน์อย่างมหาศาล คณะรัฐมนตรี ผู้ชุมนุมประท้วง เคลื่อนไหวอยู่ในขณะนี้ที่จะนำไปสู่ความรุนแรง ให้ตระหนักในพระราชดำรัส🔗
พอสมควรแล้วท่านณัฐวุฒิครับ🔗
ทฤษฎีที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพครับ ทุกฝ่ายต้องยึดถือทฤษฎีกระจกเงาครับ รัฐบาล เป็นกระจกเงาให้กับผู้ชุมนุมประท้วง ในขณะเดียวกันผู้ชุมนุมประท้วงก็เป็นกระจกเงาให้กับ รัฐบาล ซึ่งบางครั้งตัวเองมองไม่เห็น หรือทำตัวเป็นไม่รู้ ต้องยอมรับในข้อผิดพลาด บกพร่อง ของตนเอง แล้วปรับปรุงข้อด้อย พัฒนาข้อดีให้เกิดขึ้นให้ได้ กระจกเงาบานแรกครับ รัฐบาล ส่องไปยังกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงเคลื่อนไหวอยู่ในขณะนี้ การใช้ถ้อยคำที่หยาบคาย ก้าวร้าว พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ต่อคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องดำรงอยู่คู่ชาติบ้านเมืองตลอดไปครับ เป็นกระจกเงา ส่องให้เห็นการกระทำของตนเอง เพราะอย่าลืมครับว่ารากเหง้าสำคัญของชาติคืออะไร เสน่ห์ประเพณี วัฒนธรรมอันงดงามของชาติของเราคืออะไร ความกตัญญูกตเวทีต่อบิดา มารดา ครูอาจารย์นั้นเป็นหัวใจสำคัญ การรู้จักอ่อนน้อม รู้จักเด็ก รู้จักผู้ใหญ่ สิ่งเหล่านี้ครับ ต้องอนุรักษ์ให้ดำรงอยู่คู่ชาติไทยให้ได้ นี่เป็นกระจกที่ส่องให้ผู้ชุมนุมได้เห็นแล้วปรับปรุง แก้ไข🔗
กระจกเงาประการที่ ๒ บานที่ ๒ กระจกเงาจากผู้ชุมนุม สะท้อนให้เห็น การทำงานของรัฐบาลชุดนี้ครับ รัฐบาลต้องเคารพผู้ที่มีความคิดเห็นต่างทางการเมือง ตระหนักอยู่เสมอว่าทุกมุมมองมีค่า อย่าให้ถูกมองว่าจะนำสถาบันมาใช้เป็นเครื่องมือ ในการใช้ความรุนแรงกับอีกฝ่ายหนึ่ง เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นแล้วในอดีตเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ โดยเฉพาะท่าน ขออนุญาตเอ่ยนามครับ ท่าน พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ ได้บอกไปแล้ว ลูกหลานเราทั้งนั้น เป็นนิสิต นักศึกษา นักเรียน ปัญญาชน คนรุ่นใหม่ทั้งนั้น ต้องเคารพความคิดเห็นของเขา ยิ่งไปกว่านั้นครับ สำคัญที่สุด รัฐบาล รัฐสภาแห่งนี้ต้องมี ความจริงใจครับ ผู้ชุมนุม ผู้เคลื่อนไหว เขาสะท้อนให้เห็น เป็นกระจกสะท้อนให้เห็นแล้วว่า เขาต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมเคยอภิปรายในที่ประชุมแห่งนี้ว่ารัฐธรรมนูญ ขออนุญาตยืมคำของท่านนิกร จำนง นะครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นที่เข้าของปัญหา ในขณะเดียวกันก็เป็นทางออกของปัญหาเช่นเดียวกัน รัฐบาลต้องกล้าครับ กล้าที่จะประกาศ ความชัดเจนว่าจะผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จในระยะเวลาเมื่อไร กี่เดือน ๖ เดือน ๘ เดือน ประกาศครับ นั่นคือการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล การเปลี่ยนแปลง นายกรัฐมนตรี แล้วให้มีการเลือกตั้งใหม่ สิ่งเหล่านี้ครับ เพราะฉะนั้นโดยสรุปครับ ๒ ฝ่ายจำคีย์เวิร์ด (Keyword) นี้ให้ดีนะครับ ๑. การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจะอยู่คู่กับบ้านเมืองนี้ตลอดไป คีย์เวิร์ด (Keyword) ประการที่ ๒ ครับ รัฐธรรมนูญจะต้องยึดโยงอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ที่มาของรัฐธรรมนูญต้องมาจากประชาชนและยึดโยงกับประชาชนทุกมาตรา นี่คือ ความจริงใจที่จะเป็นทางออกของปัญหา กระผมเชื่อว่าด้วยความเป็นคนไทย ด้วยเรา ถ้อยทีถ้อยอาศัยต่อกัน เราจะผ่านเหตุการณ์ร้ายแรงครั้งนี้ไปได้อย่างแน่นอน กราบพระสยามเทวาธิราชได้โปรดเมตตาอาณาประชาราษฎร์ชาติไทย ขอให้มีความเจริญ สัมฤทธิผลและแก้ไขปัญหาครั้งนี้ได้อย่างลุล่วงตลอดไป กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ ครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะวิป (Whip) ฝ่ายค้าน อยากจะหารือท่านประธานครับ ขณะนี้ การประชุมไม่เป็นไปตามข้อบังคับการประชุม ข้อ ๔๓ การประชุมในครั้งนี้เป็นการประชุม รัฐสภา มี ๓ ฝ่าย ท่านประธานจะเห็นได้ว่าระหว่างช่วงเช้าที่ผ่านมาจะมีฝ่ายค้านอภิปราย และ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลอภิปราย ตอนนี้ทางสมาชิกวุฒิสภายังไม่ได้มีการอภิปรายเลย ผมจะถามท่านประธานว่าท่านประธานไม่เรียกหรืออย่างไร หรือว่าเวลาที่มี ๕ ชั่วโมง จะใช้ไม่หมด จะได้เอามาแบ่งกันระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้านครับ ขอเรียนปรึกษาครับ🔗
พอดีไม่มีชื่อมาเลยครับ และมีชื่อ เข้ามาท่านแรก ซึ่งหลังจากท่านชวลิต ก็คือท่านสมชาย แสวงการ เพิ่งใส่ชื่อมาครับ🔗
ถ้าท่าน มาแล้วน่าจะเรียกท่านเลยไหมครับ เพื่อให้มีการสลับฝ่ายอย่างถูกต้องตามข้อบังคับครับ ท่านประธาน🔗
ผมคิดว่าหลังจากท่านชวลิตแล้ว ก็จะไปท่านสมชายครับ เชิญเลยครับ🔗
ขอบคุณ ท่านประธานครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต่อญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป ของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ เพื่อหาทางออกให้กับบ้านเมืองที่กำลังมีปัญหา การชุมนุมเรียกร้องทางการเมือง และปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนที่กำลังเดือดร้อน อย่างแสนสาหัสอยู่ในขณะนี้ กระผมมีประเด็นที่จะอภิปรายให้ความเห็นต่อรัฐสภา จำนวน ๔ ประเด็น เพื่อเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาล ดังนี้🔗
ประเด็นแรก ความจริงใจ ความตั้งใจของรัฐบาลในการเปิดสภาสมัยวิสามัญ เพื่อร่วมกันหาทางออกให้กับบ้านเมือง ก่อนอื่นเลยกระผมต้องขอขอบคุณท่านประธาน รัฐสภาที่กรุณาเป็นห่วงสถานการณ์การชุมนุมเรียกร้องทางการเมือง และเห็นว่า ฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งเป็น ๑ ใน ๓ เสาหลักตามระบอบประชาธิปไตยควรมีบทบาทในการให้ ความเห็น หาทางออกให้กับประเทศในปัญหาที่กำลังประสบอยู่ ท่านประธานรัฐสภากรุณา จัดให้มีการปรึกษาหารือ ประกอบด้วยตัวแทน ทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และ ส.ว. จากนั้น ท่านประธานได้กรุณามีหนังสือ ลงวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๖๓ กราบเรียนนายกรัฐมนตรี ส่งผล การปรึกษาหารือขอให้คณะรัฐมนตรีมีมติใน ๒ ประการ คือ ประการที่ ๑ ครม. ควรเห็นชอบ ในการตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสภาสมัยวิสามัญ ประการที่ ๒ ครม. ควรให้มีการรับฟังความคิดเห็นของ ส.ส. และ ส.ว. โดยให้มีการเปิด อภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ จะเห็นได้ว่าทั้ง ๒ ประการดังกล่าวริเริ่มโดย ฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ได้เริ่มจากฝ่ายรัฐบาล ถามว่ารัฐบาลมีความจริงใจหรือมีความตั้งใจหรือไม่ ที่จะขอเปิดสภาสมัยวิสามัญเอง เปล่าเลยครับ ที่ผ่านมาให้เรียกร้องเท่าไร อย่างไร รัฐบาล ก็ไม่สนใจ แล้วถ้ายังจำกันได้เมื่อเร็ว ๆ นี้เอง พรรคการเมืองฝ่ายค้านได้เรียกร้องขอให้รัฐบาล เปิดสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ค้างการพิจารณาอยู่ ทั้งของ ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และร่างของประชาชน เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ปัญหาการชุมนุม เรียกร้องประชาธิปไตย รัฐบาลก็ไม่สนใจ ต่อเมื่อสถานการณ์บีบคั้นจากทุกภาคส่วน จึงจำใจ ยอมเปิดสภาสมัยวิสามัญในวันนี้🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ในประเด็นที่ ๒ ของการอภิปรายของกระผม เมื่อกระผมได้อ่านญัตติที่รัฐบาลได้นำเสนอใน ๓ ประเด็น เห็นได้ว่ามีประเด็นปัญหาสำคัญ🔗
๑. คือปัญหาขบวนเสด็จ เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนยิ่ง ซึ่งกระผมเห็นว่า รัฐบาลขาดความรอบคอบ ขาดวุฒิภาวะอย่างยิ่ง ทั้งสุ่มเสี่ยงที่สมาชิกอาจอภิปรายขัดต่อ ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา กระผมสบายใจขึ้นที่ท่านประธานได้เข้มงวดในเรื่องนี้ แล้วกระผมก็ยังเห็นว่าเป็นการไม่สมควรที่จะนำปัญหานี้มาพิจารณาในที่ประชุมรัฐสภา เพราะเป็นปัญหาในทางปฏิบัติ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมเห็นว่าปัญหานี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในทาง ปฏิบัติที่เป็น รปจ. อยากจะกล่าวให้ที่ประชุมได้เห็นพ้องต้องกันว่าเมื่อมีหมายกำหนดการ ขบวนเสด็จ รัฐบาลมีหน้าที่ถวายความปลอดภัยตามเส้นทางเสด็จอย่างเข้มงวดและเคร่งครัด โดยก่อนเสด็จพระราชดำเนินจะมีเวลาพอสมควรในการเคลียร์ (Clear) เส้นทางตลอด เส้นทางเสด็จให้เป็นที่เรียบร้อย ไม่มีสิ่งกีดขวาง ทั้งยานพาหนะและประชาชน ตลอดจนมี เจ้าหน้าที่ประจำอยู่ตามแยกทุกแยก มีรถนำขบวนล่วงหน้าและปิดท้ายขบวน ดังนั้น ต่อปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะในช่วงที่มีการชุมนุมทางการเมืองอยู่ในขณะนี้ รัฐบาล โดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลไม่อาจปฏิเสธ ความรับผิดชอบได้ หากมีประชาชนที่ดำเนินการในสิ่งที่ไม่สมควรเกิดขึ้นกับขบวนเสด็จ อย่างไรก็ตาม ต่อกรณีที่อาจมีการก้าวล่วงโดยไม่สมควรไม่ว่าในกรณีใด ทั้งในญัตติข้อ ๒ และในญัตติข้อ ๓ รัฐบาลซึ่งเป็นผู้รักษาการตามกฎหมายก็ควรดำเนินการเป็นกรณี ๆ ไป ไม่ควรเหมารวมไปทั้งหมด เพราะผู้ชุมนุมทั้งหมดต้องการชุมนุมขอให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออก และแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย ท่านประธานที่เคารพครับ ประการสำคัญในการพิจารณาดำเนินการกับผู้ที่มีความคิดเห็นก้าวล่วงโดยไม่สมควร ในอดีต มีการดำเนินการอยู่ ๒ แนวทาง คือ แนวทางแรกใช้หลักนิติศาสตร์ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามตัวบทกฎหมาย แนวทางที่ ๒ ใช้หลักรัฐศาสตร์และคุณธรรมของผู้ปกครองคือเมตตาและอภัย ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรี เคยแถลงต่อสื่อมวลชนว่ามีพระราโชบายไม่ประสงค์ให้ดำเนินคดีตามมาตรา ๑๑๒ ซึ่งนับเป็นการใช้คุณธรรมขั้นสูงตามหลักศาสนาคือเมตตาและอภัย มาแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ในปัจจุบัน🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ในประเด็นที่ ๓ เป็นประเด็นสำคัญยิ่งและเป็น สาเหตุของการชุมนุมเรียกร้องของนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไป กระผม เห็นว่าควรหาหัวใจของปัญหาแล้วแก้ที่สาเหตุของปัญหาถึงจะหาทางออกให้กับบ้านเมืองได้ กระผมเคยให้ความเห็นต่อสาธารณะไว้หลายครั้งว่าหัวใจของปัญหาบ้านเมืองในปัจจุบัน ก็คือระบบการเมืองที่ไม่ชอบธรรม ไม่ยุติธรรม มีการเอาเปรียบกันทางกติกาที่ไม่เป็นธรรม ส่งผลให้การเมืองไม่มีเสถียรภาพ ประเทศของเราขาดความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง จึงต้องแก้ ที่สาเหตุคือการแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยที่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย อย่างแท้จริง ท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยระบบการเมืองที่ไม่ชอบธรรมดังกล่าว จึงทำให้ได้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยกติกาที่ผิดเพี้ยนไปจาก ระบอบประชาธิปไตยทำให้ประเทศขาดความเชื่อมั่น ส่งผลเสียหายทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง นำมาสู่การชุมนุมเรียกร้องของเยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไปที่เรียกร้องอนาคตของเขาโดยขอให้นายกรัฐมนตรีลาออก อย่างไรก็ตาม จนถึงทุกวันนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านก็ยังไม่เชื่อว่าตัวท่านเป็นศูนย์กลาง ของปัญหาที่ก่อให้เกิดการชุมนุม ท่านยังถามกลับมายังผู้เรียกร้องว่าผมทำผิดอะไร ในฐานะ ที่ผมก็เรียกร้องให้ พลเอก ประยุทธ์ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยคนหนึ่ง กระผมจึงขออาศัยเวทีรัฐสภาแห่งนี้ชี้ให้เห็นว่า พลเอก ประยุทธ์นั่นละเป็นศูนย์กลาง ของปัญหาประเทศ โดยมีเหตุผลประกอบโดยสรุป ดังนี้🔗
ประการแรก ในทางการเมือง คำพูดของผู้นำ เมื่อพูดออกจากปากผู้พูดแล้ว คำพูดนั้นเป็นนายเรา ต้องรักษาคำพูดถึงจะได้รับความเชื่อถือว่าเป็นผู้นำที่ไม่ปลิ้นปล้อน ท่านประธานคงจะจำเนื้อเพลงท่อนสำคัญที่ พลเอก ประยุทธ์ได้ให้ทีมงานแต่งเพื่อสัญญา กับประชาชนว่า เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน ขณะนี้ พลเอก ประยุทธ์บริหาร ประเทศมา ๒ ช่วง เป็นเวลากว่า ๖ ปี ย่างเข้าปีที่ ๗ ด้วยระบบการเมืองที่ไม่ชอบธรรม เวลาที่เนิ่นนานดังกล่าวถ้าอยู่นานแล้วชาวบ้านอยู่ดีกินดี กินอิ่ม นอนอุ่น ก็อยากจะให้ ท่านอยู่สัก ๑๐ ปี ๒๐ ปี แต่นี่ท่านยิ่งอยู่ชาวบ้านยิ่งยากจน คนจนเต็มบ้านเต็มเมือง หนี้สิน เพิ่มพูน หนี้ครัวเรือนพุ่ง หนี้ประเทศมหาศาล โดยเฉพาะหนี้ของประเทศขณะนี้ ถ้านายกรัฐมนตรีท่านนี้ยังอยู่ ยังบริหารอยู่ ไม่ทราบว่าอีก ๑๐๐ ปี ลูกหลานที่มาชุมนุมกัน อยู่ในปัจจุบันนี้จะมาใช้หนี้หมดเมื่อไร🔗
ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ ปัญหาเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ถ้าจะอ้างว่า ที่เศรษฐกิจของประชาชนและประเทศย่ำแย่เพราะพิษโควิด (COVID) จึงมีปัญหาเศรษฐกิจ กันทั่วโลกนั้น ขอยืนยันด้วยคนหนึ่งว่าไม่เป็นความจริงทั้งหมด เหตุผลเชิงประจักษ์ก็คือ ทำไมใน ๑๐ ประเทศอาเซียน (ASEAN) ประเทศไทยจึงมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ต่ำที่สุด โดยอยู่ท้ายที่สุดใน ๑๐ ประเทศอาเซียน (ASEAN) มาหลายปีติดต่อกัน ทั้ง ๆ ที่ ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีกว่า มีทรัพยากรธรรมชาติทั้งในดินในน้ำที่อุดมสมบูรณ์กว่า ท่านประธานที่เคารพครับ ข้อมูลเชิงประจักษ์ที่สำคัญยิ่งอีกประการหนึ่งก็คือมหามิตร ของไทยอย่างญี่ปุ่นซึ่งเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก และเป็นมิตรประเทศที่ดีเยี่ยม ทั้งในระดับประชาชนกับประชาชน และระดับราชวงศ์ต่อราชวงศ์มาช้านาน ชาวญี่ปุ่น รักประเทศไทย รักคนไทย แต่ทำไมเขาจึงจำใจย้ายฐานการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ของเรา ไม่ได้ย้ายไปไกลครับท่านประธาน ย้ายไปใกล้ ๆ เรานี่ ไปเวียดนาม ไปอินโดนีเซีย มาเลเซีย เป็นต้น ทำไมเขาทิ้งประเทศไทย เพราะเขาเห็นว่าประเทศไทย ณ ปัจจุบัน มองไม่เห็นอนาคตเพราะมีระบบการเมืองที่ไม่ชอบธรรม ส่งผลให้การเมืองไม่มีเสถียรภาพ ใครจะกล้ามาลงทุน เราจึงเห็นการปิดกิจการครั้งแล้วครั้งเล่า เห็นคนงานกอดคอกันร้องไห้ เมื่อตกงาน บัณฑิตจบใหม่ตกงานกันปีละนับแสนเป็นที่น่าเศร้าใจ จากเหตุผลโดยสังเขป ดังกล่าว จึงมีผู้มาชุมนุมเรียกร้องให้ พลเอก ประยุทธ์ลาออกเพิ่มขึ้น ๆ ท่านประธาน ที่เคารพครับ สถานการณ์ถึงจุดสูงสุดเมื่อมีการสลายการชุมนุมโดยใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูง และน้ำนั้นผสมสารเคมี ซึ่งเป็นวิธีการที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ เกินกว่าจะดำเนินการกับเยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ซึ่งชุมนุมโดยสันติ ไม่มีอาวุธ มีแต่ร่ม สังคมจึงรับไม่ได้ ส่งผลให้มี จำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุมมากขึ้นเป็นทวีคูณและกระจายเป็นดอกเห็ดไปทั่วประเทศ ถ้าไม่หา ทางออกที่ดี ที่เหมาะสม และตรงจุด ประเทศก็จะยิ่งขาดความเชื่อมั่นไปมากกว่าเดิม ท่านประธานที่เคารพครับ สถานการณ์ปัจจุบันทางออกทางการเมืองที่ดีที่สุด ณ ขณะนี้คือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ควรเสียสละลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เวลากว่า ๖ ปี พิสูจน์ได้แล้วว่าท่านอาจเหมาะสมกับการทำงานในช่วงเวลาหนึ่งซึ่งเป็นรอยต่อในระยะ เปลี่ยนผ่าน แต่ ณ เวลานี้ความเชื่อมั่นประเทศ ความเชื่อมั่นในตัวท่านนายกรัฐมนตรีลดลง ๆ จึงควรถึงเวลาที่ทำให้บ้านเมืองเข้าระบบที่ชอบธรรม ถึงจะนำพาประเทศออกจากปัญหาได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ในท้ายที่สุดของการอภิปรายเพื่อหาทางออกให้กับบ้านเมือง ในวันนี้ ถ้าไม่ส่งผลให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตัดสินใจทางการเมืองด้วยการลาออก กระผมขอเสนอทางเลือกอีก ๒ ทาง คือ🔗
๑. ถามประชาชน ถามอย่างไร กกต. มีมติให้เลือกนายก อบจ. ทั่วประเทศ ในวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๓ ก็ควรให้มีบัตรสอบถามประชาชนว่าประชาชนเห็นควรให้ พลเอก ประยุทธ์บริหารประเทศต่อหรือไม่ จะได้พิสูจน์กันจะ ๆ ว่าประชาชนต้องการให้ท่าน บริหารประเทศอยู่ต่อหรือไม่🔗
๒. ในวันนี้กระผมต้องถามหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลว่าท่านจะกอดคอกัน จนเรือจมน้ำหมดทั้งลำด้วยกันหรือจะโดดออกจากเรือ เหมือนอดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังลาออกอย่างกะทันหัน แล้วออกมาช่วยประชาชนเพื่อร่วมกันรักษาระบอบ ประชาธิปไตยไว้ ขอเรียนว่าประชาชนเฝ้าติดตามการอภิปรายในวันนี้อย่างใกล้ชิดว่า พรรคการเมืองแต่ละพรรคมีวิสัยทัศน์ สนใจทุกข์สุขประชาชนในระยะยาวด้วยระบบ คุณธรรม หรือสนใจยศ ลาภ วาสนาระยะสั้นที่ไม่ยั่งยืน ประชาชนรอพิสูจน์ติดตาม การถ่ายทอดทางทีวี (TV) อยู่อย่างใกล้ชิด🔗
สำหรับประเด็นจุดยืนของพรรคเพื่อไทยที่เกี่ยวกับสถาบัน พรรคยึดมั่น การปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ที่ปรากฏเป็น ลายลักษณ์อักษรอยู่ในข้อบังคับ ข้อ ๙ (๑) ซึ่งเป็นคัมภีร์ของพรรค และที่เป็นหลักฐาน เชิงประจักษ์ ญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย แก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ ตั้ง ส.ส.ร. ไม่แตะหมวด ๑ หมวด ๒ หลักฐานเชิงประจักษ์นี้ก็จะชี้ให้เห็นว่านี่ละสิ่งที่ยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยมีความยึดมั่นในสิ่งที่เป็นอุดมการณ์ของพรรคและอุดมการณ์ของชาติอย่างไร ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านต่อไปก็จะเป็น คุณสมชาย แสวงการ รายชื่อของฝ่ายค้านหมดแล้วนะครับ ก็จะเป็นรายชื่อของสมาชิก พรรคร่วมรัฐบาล มีนายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ ขอเชิญคุณสมชาย แสวงการ🔗
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขอบคุณ ท่านนายกรัฐมนตรีที่ใช้รัฐธรรมนูญมาตรานี้เปิดประชุมรัฐสภาเพื่อรับฟังความคิดเห็น แล้วก็ ขอบคุณท่านประธานรัฐสภาที่มีดำริในเรื่องนี้ พวกเราเองก็เฝ้าติดตามว่าจะแก้ไขปัญหา บ้านเมืองให้ลุล่วง สามารถฟันฝ่าอุปสรรคที่เกิดขึ้น หลุดออกจากความขัดแย้งซึ่งเกิดขึ้นมา ต่อเนื่องนะครับ ความจริงไม่ได้เพิ่งเกิดไม่กี่เดือน แต่เป็นความขัดแย้งที่ต่อเนื่องยาวนานมา มากพอสมควร ย้อนไปตั้งแต่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ พฤษภาคม ๒๕๓๕ เรื่อยมาจนถึงเหตุการณ์ปี ๒๕๔๙ ปี ๒๕๕๑ ปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๗ แล้ววันนี้ก็ยังวนเวียนอยู่ เช่นกัน โอกาสที่ความขัดแย้งจะนำไปสู่ความรุนแรงก็มีครับ เพราะฉะนั้นที่ท่านประธาน มีดำริ ทางผมส่วนตัวนั้นเห็นด้วยว่าอย่างน้อยที่สุดสภาจะได้มีทางออก แม้จะไม่ใช่ทางออก ทั้งหมด ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการนำปัญหาเข้าสู่สภา แต่วันนี้ยังได้ฟังเพียงเล็กน้อย ไม่แน่ใจว่า เรากำลังพูดอยู่ในประเด็นญัตติที่ทางรัฐบาลเสนอทั้ง ๓ ข้อ หรือพูดเรื่องรัฐธรรมนูญ หรือพูดเรื่องอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ซึ่งผมคิดว่าถ้าเป็นทั้ง ๒ เรื่อง ในสมัยประชุมสามัญ ซึ่งเหลืออีกไม่กี่วันก็จะได้พูดกันเรื่องรัฐธรรมนูญอย่างเต็มที่ ส่วนเรื่องอภิปราย ไม่ไว้วางใจนั้น ผมคิดว่า ส.ว. มาร่วมฟังอยู่ด้วย ทางท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้าน ท่านยื่นได้เลย เปิดสภาท่านก็ยื่นอภิปรายไป แต่ถ้านำปัญหาเข้าสู่สภาแล้วไม่เสนอทางออก แล้วบอกอย่างเดียวว่าให้นายกรัฐมนตรีลาออก ผมว่าท่านไปใช้เวทีสำหรับการอภิปราย ไม่ไว้วางใจจะดีกว่าครับ เพราะมิได้หมายความว่าผู้ชุมนุมที่เป็นประชาชนทั่วไป รวมนิสิต นักศึกษา นักเรียน จะฟังอยู่เท่านั้น ยังมีพี่น้องประชาชนที่อยู่ทั่วประเทศที่เห็น อีกฝ่ายหนึ่ง อีกแบบหนึ่งในการรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เขาก็ฟังอยู่ว่าสภา จะช่วยกันหาทางออกอย่างไร ผมกราบเรียนว่าใน ๓ ประเด็นที่ทางรัฐบาลเสนอขอเปิดสภาเพื่อรับฟังความคิดเห็น ทั้ง ๓ ประเด็นนั้น มีประเด็นในเรื่องข้อเรียกร้องของฝ่ายผู้ชุมนุม ซึ่งก็มีอีก ๓ ประเด็น ซึ่งขออนุญาตว่าเสียดายที่บางเรื่องนั้นก็เข้าใจท่านประธานครับว่าไม่อยากเติมเชื้อไฟไปให้ ความขัดแย้ง แต่ก็จะขออนุญาตอธิบายบางส่วนตามข้อบังคับรัฐสภาและตามญัตติ ในญัตติ ที่ ๑ ในเหตุผลข้อที่ ๑ เรื่องวิกฤติโควิด (COVID) ระบาด ก็เป็นเรื่องที่พวกเรา ผมคิดว่า ทางสภาเอง ทางรัฐบาลเอง ทางวุฒิสภาเอง ให้ความสนใจแล้วก็ช่วยกันดีมาตลอดนะครับ ผมกราบเรียนว่าวันนี้ทั่วโลกติดโควิด (COVID) ไปแล้ว ๔๓,๓๐๐,๐๐๐ คน ตายไปแล้ว มากกว่า ๑,๑๕๐,๐๐๐ คน เพิ่มขึ้นวันละ ๔๐๐,๐๐๐ คน เป็นความกังวลครับ เพราะทาง ตัวเลขนี้บอกชัดเจนว่าไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ ล้านคนแน่นอน แล้วคนจะตายมากกว่า ๒ ล้านคน ต้องขอบคุณคนไทย ขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี ขอบคุณรัฐบาล ขอบคุณหมอ เจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร อสม. และทุกคน ช่วยกันพยุงสถานการณ์จากการคาดการณ์ว่าเราจะติด ๓๕๐,๐๐๐ คน แล้วตายมากกว่า ๕,๐๐๐ คน วันนี้เราติดไป ๓,๐๐๐ กว่าคน มีจำนวนตาย แค่ ๕๙ คน ต้องยืนยันว่าความเป็นห่วงนี้ยังคงอยู่นะครับ ไม่ว่าการชุมนุมที่เกิดขึ้นของ นักเรียน นิสิต นักศึกษา บวกกับมวลชนที่บางฝ่ายก็แบ่งเป็น ๔ กลุ่มแล้ว กลุ่มที่ ๑ เป็นกลุ่ม ไม่เอาประยุทธ์ กลุ่มที่ ๒ เป็นกลุ่มล้มเจ้า กลุ่มที่ ๓ เป็นกลุ่มสนับสนุนประยุทธ์ กลุ่มที่ ๔ เป็นกลุ่มพิทักษ์สถาบัน ก็มีโอกาสที่จะติดเชื้อโควิด (COVID) ได้ทั้งสิ้น ขออนุญาตว่ารัฐบาล ทำดีในเรื่องนี้ คนไทยทำดีในเรื่องนี้ ต้องช่วยกันว่าการชุมนุมเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่ผมไปสังเกตการณ์ในการชุมนุม ๓ วันครับท่านประธาน ผมไปวันที่ ๑๒ ตุลาคม ตอนที่ น้อง ๆ เขาชุมนุม มีไผ่ ดาวดิน มีชินวัตร จันทร์กระจ่าง อะไรนี่ที่หน้าแมคโดนัลด์ ก็เห็นครับ ว่าก็อยู่ในที่ผู้ชุมนุมละครับ พอเริ่มมีความรุนแรงหรือการที่เจ้าหน้าที่มาขอเปิดช่องทาง🔗
ท่านสมชายพยายามหลีกเลี่ยงเอ่ยชื่อ บุคคลภายนอกนะครับ🔗
ครับ ก็ต้องเล่าเหตุการณ์ครับ พอเจ้าหน้าที่ผู้อำนวยการเขตพระนครมาขอเปิดพื้นที่เพราะจะเป็นเส้นทางเสด็จในวันที่ ๑๒ ตุลาคม ก็มีความรุนแรงเกิดขึ้น ผมอยู่ในที่เกิดเหตุจริงนะครับ มีการเอาสี กระป๋อง แกลลอน โยนออกมาก็โดนเจ้าหน้าที่ อันนี้เป็นเรื่องที่ ๑ แต่ในที่สุดเราก็ไม่อยากจะเห็นภาพคือ การถ่ายรูปขบวนเสด็จซึ่งต้องไปทำพระราชพิธี ก็ถูกทำทางโซเชียล (Social) ด้วยการถ่ายรูป ๓ นิ้ว วันที่ ๑๓ ตุลาคม ผมก็ไปตั้งแต่ ๐๘.๓๐ นาฬิกา โดยประมาณ ถึง ๑๑.๓๐ นาฬิกา โดยประมาณ ก็อยู่ในผู้ชุมนุมละครับ แล้วก็อยู่ในฝั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ดูว่าการชุมนุมนั้น ก็ไม่ได้มีแต่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ก็มีมวลชนที่มาจากส่วนหนึ่งที่ต้องเรียนตามตรงว่า การจะลดกระแสลงได้ผมตรวจดูแล้วเป็นมวลชนพรรคการเมืองไปร่วมพอสมควรละครับ เพราะฉะนั้นเดี๋ยวจะพูดในการเสนอทางออก ซึ่งผมได้เตรียมไว้ว่ามันต้องมีทางออกร่วมกัน ใน ๙ ข้ออย่างไร เพราะฉะนั้นอย่าลืมว่าสาเหตุแห่งปัญหามิใช่ตัวรัฐธรรมนูญ มิใช่ตัว นายกรัฐมนตรี มิใช่สถาบันพระมหากษัตริย์ตามที่กล่าวอ้างกันใน ๓ ข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม ปัญหาส่วนหนึ่งมาจากพวกเราในสภาครับ หลายคนเคยร่วมการชุมนุม ไม่ว่าจะเป็น ผู้ปราศรัย เป็นท่อน้ำเลี้ยง เป็นแกนนำเสียเอง เพราะฉะนั้นวันนี้ต้องอย่านำความขัดแย้ง แบบนั้นไปสู่เด็ก ๆ ลูกหลาน หรือส่งต่อ เราต้องเอาปัญหาเหล่านั้นกลับมาแก้ในสภาครับ เมื่อมีสภาแล้ว ท่านเข้าสู่สภาแล้ว มาช่วยกันสิครับ ผมยังพบเห็นว่ามีการไปร่วมสนับสนุน ซึ่งขออนุญาตไม่เอ่ยนะครับ เพราะไม่สามารถอภิปรายไม่ไว้วางใจพรรคการเมืองบางพรรคได้ แต่ผมเรียนว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ผมไปเห็นในเหตุการณ์ ประการที่ ๓ ผมไปในการชุมนุม ที่ราชประสงค์ เวลา ๑๖.๐๐-๑๘.๐๐ นาฬิกา โดยประมาณ ก็พบเห็นว่าผู้ชุมนุมนั้นเปลี่ยนไป เริ่มต้นก็มีนักเรียน บางคนอาจจะบอกว่านักเรียนปลอม ผมไม่ติดใจครับ จริงหรือปลอมไม่ทราบ แต่ก็เป็นห่วงเพราะนั่นเป็นลูกหลานเหมือนกัน แล้วก็มีคนทำงานไปเข้าร่วมการชุมนุม แต่สิ่งที่ไม่สบายใจคือคำนอกจากโควิด (COVID) เพราะว่าตัวผู้ปราศรัยไม่มีปิดหน้าปิดตา ตะโกนออกมา แต่คำปราศรัยที่ออกมานั้นมีความรุนแรง จาบจ้วง ล่วงละเมิด คำที่ท่านอดีต ผบ. พูดด่า ท่านนายกรัฐมนตรีนั้นผมได้ยินกับหูว่าไม่จริงครับ ด่าก้าวล่วงไกลเหลือเกินกว่าที่ผมจะรับได้ จริง ๆ ตกใจมากว่ามีการชักนำให้ นอกจากป้ายที่ไปถือตามที่ต่าง ๆ นอกจากในโซเชียล (Social) ที่มีการจาบจ้วง ล่วงละเมิดอย่างรุนแรง มีการใช้เอไอ (AI) ในการปั่นแฮชแท็ก (Hashtag) โจมตีสถาบัน แล้วยังมีผู้ที่อยู่ในผู้ชุมนุมนำการตะโกนโจมตีสถาบันด้วย ก็ขออนุญาต เล่าให้ฟังว่า🔗
ผมขอร้องว่าเอาเฉพาะในประเด็น ในเรื่องข้อ ๒ ครับ อย่าเลยไปเรื่องอื่น เอาเฉพาะในข้อ ๒ ที่รัฐบาลได้เสนอเป็นญัตติ มิฉะนั้น จะมีการโต้ตอบครับ ผมว่าเราได้รับความร่วมมือได้ดีในระดับหนึ่งของความร่วมมือว่า เราทุกคนมีวุฒิภาวะ รู้ว่าอะไรควร ไม่ควร และเราหลีกเลี่ยงการสร้างปัญหาซ้ำเติมให้รุนแรง เราพยายามบรรเทาปัญหาลงมาครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ ผมเองก็เป็นผู้สนับสนุนให้นำญัตตินี้เข้าพูดในสภาด้วยนะครับ แล้วผมคิดว่าเรื่องจำเป็น ที่ต้องพูดคืออย่าไปอยู่ในโซเชียล (Social) และอย่าไปอยู่ในที่ลับ บางเรื่องที่เป็นข้อเท็จจริง รัฐบาลอาจจะอธิบาย แต่ผมพูดในฐานะประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ผมไปดูที่เกิดเหตุการชุมนุม ทุกม็อบ (Mob) ละครับ ไม่ว่าจะม็อบ (Mob) นปช. ม็อบ (Mob) กปปส. ม็อบ (Mob) พันธมิตร ม็อบ (Mob) เสื้อหลากสี ม็อบ (Mob) เสธ. อ้าย รวมถึงม็อบ (Mob) คราวนี้ก็ไปครับ แต่พบว่า การยกระดับมีความสุ่มเสี่ยงที่อาจจะเกิดปัญหาขึ้น จึงมาสู่สิ่งที่ผมกราบเรียนว่า โดยข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบ และจะตรวจสอบต่อไปเหมือนกับที่เคยตรวจสอบเหตุการณ์ ในอดีต ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียชีวิตของ พลเอก ร่มเกล้า ตำรวจ ทหาร ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมที่เชียงใหม่ ที่อุดรธานี ผมก็สอบครับ คราวนี้ก็จะไปดูครับ แล้วก็ได้ ตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นแล้ว อยากแค่นำเรียนเบื้องต้นนิดเดียวว่าคลิปวิดีโอ (Clip video) ที่เตรียมไว้จะฉายนั้น ท่านประธานไม่อนุญาตก็ไม่เป็นไรครับ แต่มีข้อเท็จจริงอยู่ว่า มีการปิดล้อมขบวนเสด็จจริงหลังจากที่ขบวนได้ผ่านในเส้นทางที่ผมขอเรียน ๒ ข้อ คือ ๑. เป็นเส้นทางเสด็จปกติเวลาออกจากพระราชวังตรงสวนอัมพร เพื่อจะมาเลี้ยวซ้าย ผ่านหน้าทำเนียบรัฐบาลบนถนนพิษณุโลก แล้วตรงไปขึ้นทางด่วนยมราช ผมตรวจสอบ แล้วว่าหมายกำหนดนั้นคือการเสด็จไปพระราชทานพระกฐินที่วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร ทางด่วนจะไปลงที่ดาวคะนองครับ เป็นจุดที่ใกล้ที่สุด ใช้เวลา ๒๐ กว่านาที สั้นที่สุด ไม่รบกวนการจราจรของพี่น้องประชาชน และเป็นเรื่องมาตรการรักษาความปลอดภัย ก็ขออนุญาตนำเรียนเท่าที่สอบได้นะครับว่าเป็นข้อเท็จจริงประการนั้นจริง ๆ ขบวนเสด็จ พอเสด็จออกมาก็มาเจอมวลชน ซึ่งโดยปกติในการตรวจสอบการชุมนุมของ นปช. ก็ดี พันธมิตรก็ดี กปปส. ก็ดี และม็อบ (Mob) อื่น ๆ ก็ดี เมื่อผ่านขบวนเสด็จ ขบวนเสด็จ ผ่านเมื่อใด ประชาชนไม่ว่าสีไหนก็ตามก็จะเปิดเส้นทาง แล้วก็มีการถวายทรงพระเจริญบ้าง มีการประดับธงหรือโบกธงบ้าง อันนี้ก็เป็นเรื่องปกติ แต่คราวนี้มีความบกพร่องเกิดขึ้น ที่ผมคิดว่าไม่ควรคือการประกาศ ซึ่งผมจะไม่เอ่ยชื่อนะครับ บุคคลนั้นก็โดนคดีมาตรา ๑๑๐ ไปแล้วตามประมวลกฎหมายอาญา เป็นเหตุการณ์จริงครับ มีการประกาศเลยว่าขบวนเสด็จ ให้ชู ๓ นิ้ว ห้ามผ่าน ผมมีข้อความที่ถ่ายจากคลิปวิดีโอ (Clip video) ของกู้ภัยซึ่งชัดเจนมาก ก็ไม่ได้ฉายให้ฟัง แต่เขาก็เขียนชัดเจนครับว่าเขาถ่ายไปน้ำตาไหลไปเพราะว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลคงจะชี้แจง แล้วผมก็ไม่อยากให้ไปบิดเบือนในโซเชียล (Social) อีกว่า เป็นการตั้งใจนำขบวนเสด็จเข้ามาผ่านมวลชน อันนี้ไม่จริงครับ เป็นเส้นทางเสด็จปกติ เป็นเส้นทางหลัก เมื่อเสด็จพระราชดำเนินออกมาจึงมาเจอมวลชน ซึ่งก็เป็นความผิดพลาด ซึ่งผมคิดว่าในอนาคตฝ่ายผู้ชุมนุมเองทำให้การได้รับความสนับสนุนหายไปทันที แล้วก็สร้าง ความไม่พอใจให้กับประชาชนที่ออกมาชุมนุมเหลืองทั้งแผ่นดินทั่วประเทศอีก สิ่งเหล่านี้ ผมคิดว่าสภาต้องหาทางออกในการที่จะขอร้องต่อผู้สนับสนุนและผู้ชุมนุมว่าเรื่องเหล่านี้ เกิดขึ้นแล้วไม่ควรเกิดขึ้นอีก ส่วนผู้กระทำความผิดก็ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา ต่อไป🔗
ส่วนในเรื่องที่ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่จะต้องพูดถึงก็คือที่มีการเสนอ ๓ ข้อครับ ท่านประธาน อยู่ในญัตติข้อที่ ๓ คือมีข้อเสนอให้นายกรัฐมนตรีลาออก ยุบสภา แก้ไข รัฐธรรมนูญ และปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมจะพยายามพูดอยู่ในข้อบังคับที่ ไม่กระทบกระเทือนและพาดพิง แต่ต้องเรียนว่าถ้าท่านให้นายกรัฐมนตรีลาออกขณะนี้ก็ยัง กลับไปเรื่องเดิม คือวันนี้แคนดิเดต (Candidate) ก็ยังเป็นชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จากพรรค พปชร. เป็นชื่อคุณอนุทิน จากพรรคภูมิใจไทย เป็นชื่อคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ คุณชัยเกษม นิติสิริ จากพรรคเพื่อไทย เป็นชื่อท่าน พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส จากพรรคเสรีรวมไทย เป็นชื่อคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากพรรคประชาธิปัตย์ รัฐธรรมนูญยังเขียนไว้อย่างนี้ ตราบใดก็ตามถ้าลาออกอย่างเดียว ไม่ได้แก้ปัญหาครับ🔗
ส่วนที่ ๒ ถ้ายุบสภา ก็เป็นความเห็นส่วนหนึ่งในการคืนอำนาจประชาชน แต่ถามว่าแล้วได้อะไรครับ ก็กลับมาเลือกตั้ง แล้วท่าน ส.ส. ก็อาจจะหมดไป แต่ ส.ว. ก็ยังอยู่ในสภา กลับมาก็ต้องใช้รัฐธรรมนูญฉบับเดิม ทางออกปัญหาก็อาจจะเหมือนเดิม หรือรุนแรงขึ้น หรือเบาลงผมไม่ทราบ แต่ผมก็กราบเรียนว่าเรื่องนี้จะต้องไปพูดกันในวาระ ของรัฐธรรมนูญ ดังนั้นขอพูดในเรื่องรัฐธรรมนูญที่ทางวุฒิสภาส่งไปเป็นกรรมาธิการพิจารณา ก่อนรับหลักการ ซึ่งวันนั้นถูกต้องแล้วครับ ท่านประธานได้ให้มีการตั้งกรรมาธิการในรัฐสภา ผมเรียนตามตรงเลยถ้าวันนั้นมีการโหวต (Vote) แล้วเกิดไม่ผ่านขึ้นมา เพราะบางฉบับ ญัตติส่ง ๗ วันให้วุฒิสภา แล้วยังมีปัญหาข้อกฎหมายทั้งในร่าง ๑ ร่าง ๒ และในมาตรา ๗๒ ว่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๑๘-๒๒/๒๕๕๕ ชัดเจนครับว่าองค์สถาปนาที่ให้เกิด รัฐธรรมนูญคือประชาชนที่ให้ประชามติ อำนาจของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เป็นองค์อำนาจที่เกิดขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนั้น จะเป็นลูกไปฆ่าแม่เสียเองทำไม่ได้ เว้นแต่ได้รับการทำประชามติให้ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ ซึ่งอันนี้เป็นข้อกฎหมาย และข้อเท็จจริง ถึงเวลาที่ประชุมรัฐสภาในการพิจารณาเรื่องนี้ผมก็จะชี้แจงอีกครั้งหนึ่ง ส่วนมาตราอื่น ๆ เป็นการแก้ไขรายมาตรา ก็ขออนุญาตเรียนว่าทำได้ครับ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องบัตรเลือกตั้ง แต่ข้อเท็จจริงคือท่านเองก็ยังตกลงกันไม่ได้เลยว่าจะใช้บัตรเลือกตั้ง ๒ ใบ หรือใบเดียว เพราะมีพรรคที่ได้เปรียบ และมีพรรคที่เสียเปรียบ ส่วนเรื่องการแก้ไข มาตรา ๒๗๐ นั้น ผมก็เสนอเลยว่าท่านจะให้ใครทำหน้าที่ในการปฏิรูป วันนี้ถ้าบอกว่า เอา ส.ว. ออกไปไม่ต้องมีการปฏิรูป ผมคิดว่าประเทศไทยเสียเวลาไปเยอะมากแล้ว เรามียุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี เรามีการปฏิรูปที่ยังไม่ได้ปฏิรูปเยอะแยะมากมายเลยครับ ท่านประธาน ผมเสียดายมากเลยว่ามวลชน น้อง ๆ ผู้ชุมนุมทั้งหลายเรียกร้องปฏิรูป สถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ทำไมไม่เรียกร้องการปฏิรูปการเมืองล่ะครับ แน่ใจหรือครับว่า นักการเมืองรวมทั้งผมด้วย ไม่ว่าจะเป็น ส.ว. หรือ ส.ส. ได้ถูกปฏิรูปแล้ว ไม่เสนอ ข้อเสนอแนะในเรื่องการปฏิรูปสื่อที่ยังมีปัญหาเฟกนิวส์ (Fake News) เต็มไปหมด มีปัญหา เรื่องไอโอ (IO) เต็มไปหมด ไม่เสนอการปฏิรูปเค้าโครงเศรษฐกิจให้ประเทศไทยก้าวผ่าน ความเป็นประเทศกำลังพัฒนาไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วล่ะครับ หลายคนเป็นผู้ที่ทำงานอยู่ใน ยุคปัจจุบัน แล้วก็กังวลความล้าสมัยของพวกเราในสภาหรือในรัฐบาลว่าจะเป็นไดโนเสาร์ ไม่เท่าทันยุคดิจิทัล (Digital) อยากเปลี่ยนแปลง ทำไมไม่เสนอในสภา ทำไมไม่เสนอ ในท้องถนนว่าอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงอะไร ผมไม่เห็นนิสิต นักศึกษาที่ผมอยากเห็น เหมือนตอนที่เราเรียกร้องประชาธิปไตย ผมเองก็เคยเป็นส่วนร่วมในขบวนการนิสิต นักศึกษาในอดีต เราต้องทำงานกับพี่น้องประชาชนยามทุกข์ยากครับ เราควรจะออกไปช่วย พี่น้องชาวไร่ชาวนาทำสมาร์ทฟาร์เมอร์ (Smart Farmer) ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ หรือแม้กระทั่ง การทำดิจิทัลมาร์เกตติง (Digital Marketing) สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์หรือไม่ นี่ผมตั้งคำถามนะครับ มากกว่าการเรียกร้องที่ผมจะต้องเรียนเลยว่าผมไม่สบายใจอยู่ข้อเดียว คือข้อเรียกร้องในเรื่องของการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ใน ๑๐ ข้อ ใน ๑๐ ข้อ ที่ข้อเสนอนั้นไม่ได้มีอะไรใหม่ไปกว่าเดิมที่บุคคลซึ่งหลบหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศ เอ่ยได้ครับ สศจ. เสนอมา ๗ ข้อ เป็นข้อเสนอยกเลิกรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖ ยกเลิกประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา ๑๑๒ ยกเลิกพระราชบัญญัติทรัพย์สิน ยกเลิกส่วนราชการในพระองค์ ยกเลิก การบริจาค ยกเลิกพระราชอำนาจในการแสดงความคิดเห็น ยกเลิกการประชาสัมพันธ์ ด้านเดียวต่าง ๆ แล้วก็เอามาลอกใส่เพิ่มเติม ให้ยกเลิก ให้สืบหาความจริง ห้ามมิให้ ลงพระปรมาภิไธยต่าง ๆ ผมกราบเรียนเลยว่า ๑๐ ข้อเสนอในเรื่องการปฏิรูปสถาบัน พระมหากษัตริย์นั้นเป็นเรื่องที่ผมไม่สบายใจ และมันอยู่ในญัตติข้อ ๓ ซึ่งผมคิดว่ามีความเห็น ทางวิชาการทำให้เกิดความขัดแย้ง แล้วต้องยอมรับความจริงว่าผู้ให้การสนับสนุนการชุมนุม ครั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลที่เป็นผู้มีวาระซ่อนเร้น ไม่ว่าจะเป็นทุนต่างชาติจักรวรรดินิยม ล่าอาณานิคมยุคใหม่ ที่เห็นว่าตัวนายกรัฐมนตรี ตัวสถาบัน เป็นอุปสรรคต่อการเข้ามา ครอบงำล่าอาณานิคมประเทศไทย หรือแม้กระทั่งการขอที่จะกลับมามีอำนาจเหนือภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานยิงขีปนาวุธ เป็นฐานสำหรับการสอดแนม ไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างจีน อย่างนี้เราเคยมีบทเรียนในอดีต ครั้งที่เราเคยใช้สนามบิน อู่ตะเภาเป็นสนามบินบรรทุกเครื่องบินทิ้งระเบิดบี-๕๒ (B-52) ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ลาว กัมพูชา เวียดนาม ซึ่งยังมีความรู้สึกบาดเจ็บลึก ๆ ในใจ เพราะฉะนั้นการที่รัฐบาลก็ดี พวกเราในสภาก็ดี เห็นว่าสิ่งเหล่านี้มันควรเดินหน้าต่อไปโดยไม่กลับมาอีก ก็ไม่จำเป็น ที่จะต้องเดินไปแล้วให้มีกลุ่มทุนนิยมข้ามชาติเหล่านี้มาสนับสนุนเบื้องหลัง🔗
ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ ขออนุญาตประท้วงท่านผู้กำลังอภิปรายอยู่ครับ🔗
เชิญครับ🔗
ผม ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จะขอประท้วง ท่านประธานให้ควบคุมการประชุมตามข้อบังคับ ข้อ ๔๕ การอภิปรายต้องอยู่ในประเด็น ซึ่งประเด็นวันนี้ญัตติเรามี ๓ ข้อนะครับ ซึ่งผมกำลังนั่งฟังอยู่ตลอด ท่านผู้ที่กำลังอภิปรายอยู่ ออกนอกประเด็นไปค่อนข้างไกลแล้วท่านประธานครับ🔗
ก็ยังอยู่ในประเด็นครับ เชิญครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ ผมอภิปรายอยู่ในประเด็นข้อ ๓ ที่รัฐบาลบอกว่ามีการเรียกร้องให้ยกเลิกประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ยุบสภาผู้แทนราษฎร แก้ไขเพิ่มรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้การปฏิรูปสถาบัน ซึ่งข้อเรียกร้องบางเรื่องอยู่ระหว่างการดำเนินการแล้ว แต่บางแห่งยังมีจาบจ้วงบุคคลอื่น ทำลายพระบรมฉายาลักษณ์ ผมก็จะไม่ไปอ่านหรอกครับ เพราะว่าประชาชนก็หาอ่านเองได้ แต่ด้วยความเป็นห่วงในข้อเรียกร้อง ๑๐ ข้อ ที่ทำให้ เห็นว่ามีผู้คนที่เขาเห็นว่าการเรียกร้องปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ได้เกิดประโยชน์ อะไรเลยครับ ผมกราบเรียนเลยว่าทุกองคาพยพของประเทศนี้ในโลกนี้ล้วนปรับตัวทั้งสิ้น ในยุคดิสรัปต์ (Disrupt) ในยุคโลกที่เปลี่ยนจาก ๑ จี (1G) มาเป็น ๕ จี (5G) สภาก็ต้อง เปลี่ยนครับ นักการเมืองก็ต้องเปลี่ยนครับ สื่อสารมวลชนก็ต้องเปลี่ยนครับ ถ้าไม่เปลี่ยน ก็ตกครับ ตกยุคตกสมัย เพราะฉะนั้นทุกคนได้เปลี่ยน ผมเห็นพระราชกรณียกิจ ซึ่งผม ขออนุญาตต้องเอ่ยนะครับว่าเป็นความภูมิใจแล้วก็ความจริงจะฉายสไลด์ (Slide) แต่ว่า มีความจำเป็นที่ท่านประธานก็กังวลว่าเดี๋ยวจะเข้าใจกันผิด ผมก็เรียนว่าสถาบัน พระมหากษัตริย์ท่านทรงมีคุณูปการต่อประเทศไทยตั้งแต่หลายยุคหลายสมัย สุโขทัย อยุธยา กรุงธนบุรี รัตนโกสินทร์ พาประเทศไทยพ้นจากการถูกล่าอาณานิคม พ้นจากการเสียเอกราช พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ทรงคุณูปการมากมาย ไม่ต้องนับถึงรัชกาลที่ ๕ รัชกาลที่ ๑ รัชกาลที่ ๑๐ ท่านก็ทรงที่จะสืบสานต่อพระราชปณิธานของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ท่านทรงทำอะไรบ้างครับ ผมขออนุญาต นอกเหนือจากการเสด็จแปรพระราชทานไปที่ สกลนคร การพบกับอดีตผู้นำคอมมิวนิสต์เมื่อ ๓-๔ วันก่อน เป็นการสร้างความเข้าใจ ที่ผมประทับใจมาก การพระราชทานปริญญาบัตรให้กับนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ แล้วก็จะพระราชทานให้กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในสิ้นเดือนนี้ การที่ทรงงานหนัก การพบปะพี่น้องประชาชนที่ใกล้พระบรมมหาราชวังและที่ลานสวนอัมพรเมื่อ ๒ วันก่อน ก็เป็นความปลาบปลื้มปีติของประชาชนไทยในการใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชน นี่เป็นการที่ ท่านโน้มลงมาหาประชาชน ไม่ต้องไปบอกท่านครับว่าท่านจะปฏิรูปอะไร🔗
ท่านสมชายครับ ใช้คำว่าปฏิรูป สถาบันพอแล้วครับ อย่าลงรายละเอียดกว่านั้นเลยครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ก็ขออนุญาตขอบพระคุณท่านประธานครับ ผมขออนุญาตคร่าว ๆ นิดเดียว มีข้อมูล ที่เป็นข่าว และพวกเราก็เป็นความปลื้มปีติ เมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม ท่านในหลวงก็ทรง พระราชทานเงิน ๒,๔๐๐ ล้านบาท เพื่อจัดซื้อเครื่องมือแพทย์แก่โรงพยาบาล ๒๗ แห่ง วันที่ ๑๓ สิงหาคม ในหลวงก็พระราชทานเงิน ๑๐๐ ล้านบาท ให้กับโรงพยาบาลศิริราช แล้วต่อจากนั้นก็มีการพระราชทานเงิน ๔๐ ล้านบาท ให้ฟื้นฟูโรงเรียนใต้ ทรงช่วยเหลือ ประชาชนที่เกิดอุทกภัยต่อเนื่อง แล้วก็มีพระราชปณิธานของรัชกาลที่ ๑๐ ทรงให้ตั้ง โครงการหลวงแห่งใหม่พลิกฟื้นชีวิตชาวเขาปกาเกอะญอ เรียกว่าโครงการหลวงเลอตอ ในหลวงทรงพระราชทานนวัตกรรมห้องตรวจเชื้อโควิด (COVID) แก่ ๒๐ โรงพยาบาล ซึ่งใช้ เงินส่วนพระองค์ทั้งสิ้นนะครับ ทรงให้กรมชลประทานติดตาม ๑๑๖ โครงการแหล่งน้ำ ทรงพระราชทานเงิน ๑๐ ล้านบาท ช่วยโรงเรียนน้ำท่วมภาคอีสาน ทรงพระราชทานเงิน ๒๐ ล้านบาท สร้างศูนย์อพยพให้กับ ชาวบางสะพาน🔗
ด้วยความเคารพท่านสมชายนะครับ องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ และด้วยข้อบังคับที่ผมเรียนไว้แล้ว ไม่จำเป็น กรุณานะครับ เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่พสกนิกร ซาบซึ้งในพระกรุณาอยู่แล้วครับ เราเอาประเด็นที่เป็นญัตติของรัฐบาลในข้อ ๒ ที่เป็น ประเด็นที่พูดถึง นอกเหนือจากนี้ด้วยความเคารพนะครับ อย่าสร้างประเด็นใหม่ขึ้นมา เพื่อย้ำซ้ำเติมให้เกิดการโต้ตอบโดยไม่จำเป็น คลิป (Clip) ข้อความสั้น ๆ ที่ส่งมาทั้งหมด ไม่อนุมัติทุกฝ่ายครับ เพื่อรักษาสถานการณ์ เราต้องช่วยแก้ปัญหาส่วนรวมครับ ไม่ซ้ำเติม ให้ส่วนรวมมีปัญหามากขึ้น🔗
ที่ผมอ่านทั้งหมด ขออนุญาตท่านประธาน ไม่ได้ซ้ำเติม เพียงแต่ว่าพูดถึงโครงการพระราชดำริ🔗
แต่ผมคิดว่ามันจะกลายเป็นประเด็น อีกฝ่ายหนึ่งหยิบยกขึ้นมาโต้แย้ง มีเฉพาะในข้อ ๒ และมีโต้แย้งแล้ว ผมขอพวกเราได้เคารพ ข้อบังคับนะครับ ไม่เอ่ยถึงสถาบันกษัตริย์โดยไม่จำเป็น ประเด็นที่ท่านพูดนั่นเป็นที่เข้าใจ กันอยู่แล้ว ขออภัยด้วยนะครับ เพราะว่าผมไม่ต้องการให้การประชุมครั้งนี้เป็นการซ้ำเติม ปัญหาขัดแย้งมากยิ่งขึ้น ผมต้องการให้เราได้เข้าใจข้อมูลทั้ง ๒ ฝ่ายที่ใกล้เคียงกันมากที่สุด แล้วก็บรรเทาความรู้สึกที่ขัดแย้งชิงชังให้ลดน้อยลงเท่าที่สามารถจะทำได้ พยายามหลีกเลี่ยง สถาบันนะครับ ผมเชื่อว่าเราทุกคนต้องเข้าใจกัน ข้อบังคับกำหนดไว้ แล้วผมก็ไม่อนุมัติ คลิป (Clip) ทั้งหมดที่เสนอเข้ามาทั้ง ๒ ฝ่ายแล้วครับ เชิญต่อครับ🔗
ผมก็เรียนไปถึงความรู้สึก ของประชาชน แล้วก็เรื่องโพล (Poll) ต่าง ๆ ที่ออกมาในขณะนี้ ก็สมควรที่สภาจะได้นำมา พิจารณานะครับ ไม่ว่าจะเป็นส่วนของนิด้าโพลก็ดี ซุปเปอร์โพลก็ดี สวนดุสิตโพลก็ดี รวมถึง โพล (Poll) อื่น ๆ นะครับ ก็มีความไม่สบายตรงนี้ละครับ ทำให้เราต้องมาพูดกันในสภา แล้วก็โดยเฉพาะมากกว่า ๙๗ เปอร์เซ็นต์ ก็เห็นว่ามีความเดือดร้อน และความกังวลใจ ในความแตกแยกคนในชาติ ผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่าข้อเสนอในเรื่องของการปฏิรูป สถาบันพระมหากษัตริย์นั้น ขอให้ผู้ชุมนุมนั้นยกเลิกออกเถอะครับ แล้วกลับมาในเรื่องที่ เราจะพูดกัน ไม่ว่าจะเปิดสมัยวิสามัญวันนี้ ไม่ว่าจะเปิดสมัยสามัญที่จะเกิดขึ้น คือในเรื่อง ของการเมืองในสภา นายกรัฐมนตีจะยุบสภา จะลาออก เรื่องจะแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบใด ผมก็เรียนว่าขอให้อยู่ในประเด็นนี้ แล้วผมก็จะไม่พูดไปถึงเรื่องของการปฏิรูปสถาบันอีก เพราะผมคิดว่าก็ฝากไปยังน้อง ๆ ลูก ๆ หลาน ๆ ซึ่งหลายคนผมชื่นชมว่าในการกล้า แสดงออกต่าง ๆ ก็ขอร้องเรื่องนี้ออกไป นี่เป็นแนวทางที่เสนอทางที่ ๑ ท่านประธานครับ ไม่อย่างนั้นเราไม่พูดความจริงก็จะไม่เกิดการหาทางออก ต้องร่วมกันทั้งหมด สภาร่วมแล้ว ผู้ชุมนุมก็ต้องร่วมด้วยครับ เพราะฉะนั้นผมมีข้อเสนอ ๙ ข้อ ดังนี้🔗
ข้อเสนอที่ ๑ ขอให้รัฐบาลใช้หลักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ในการดูแล ความขัดแย้งอย่างเหมาะสม ใช้ไม้นวม ไม้แข็ง และอ้อมกอดอย่างที่มีความเป็นศิลปะ ไม้แข็ง จำเป็นต้องใช้กับผู้ที่กระทำผิดที่มีความผิดรุนแรง ซึ่งหลายคนที่รัฐบาลไม่ได้ขอให้ขังอยู่ต่อ หลายคนก็ได้รับการปล่อยตัวแล้ว เป็นการใช้ไม้นวม ส่วนไม้แข็ง ผู้ที่กระทำความผิดร้ายแรง ก็ยังมีตกค้างอยู่บ้าง อันนั้นก็ว่าไป ส่วนสำคัญมากเลยคืออ้อมกอดกับนิสิต นักศึกษา นักเรียน ผมคิดว่ามันมีปัญหาลามไปถึงในครอบครัว ในบ้าน เป็นความขัดแย้งระหว่าง คนรุ่นเก่า รุ่นใหม่ เพราะฉะนั้นข้อเสนอผมน่าจะต้องยังมีเวทีในการที่จะพบปะ พูดคุย หารือ ทำความเข้าใจ อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ อย่าเพิ่งไม่มีอ้อมกอดเข้าหากัน ผมคิดว่าไม้นวม ไม้แข็ง รัฐบาลทำแล้ว แต่อ้อมกอดยังทำน้อยไป ก็ขอข้อเสนอนี้ว่ากลับมาจัดเวทีพูดคุย ไม่ใช่เรียกว่าการเจรจาหรอกครับ เป็นเวที จะใช้สภาแห่งนี้ก็ได้ จะมีท่านประธาน จะมี ท่านประธานวุฒิสภา จะมีท่านนายกรัฐมนตรี จะมีอธิการบดี มีประธานสภานิสิต นักศึกษา มีนายกองค์การมหาวิทยาลัย ส่งผู้แทนมาฝ่ายละ ๔ คน แล้วลองประชุมหาทางออกประเทศร่วมกัน แต่ไม่ใช่ลักษณะ ข้อเรียกร้องในเรื่องการชุมนุมทางการเมือง หรือการปฏิรูปสถาบัน ผมคิดว่าประเทศไทย มีเรื่องต้องปฏิรูปเยอะแยะมากมาย ผมอยากชวนน้อง ๆ เข้ามานั่งแล้วก็พูดคุยกัน เพื่อเดินหน้าประเทศไทยต่อ อันนี้เป็นข้อเสนอที่ ๑ นะครับ🔗
ข้อเสนอที่ ๒ ผมคิดว่ารัฐบาลไทยต้องพร้อมชี้แจงกับองค์กรระหว่างประเทศ ให้ดีกว่านี้ในเรื่องของการแก้ปัญหาของประเทศไทย แล้วก็มีบางองค์กรที่ผมก็ทราบว่า เป็นเอ็นจีโอ (NGO) ภาคพลเรือน เป็นซีไอเอ (CIA) ภาคพลเรือนอะไรก็แล้วแต่ พยายาม ที่จะมาแทรกแซงในเรื่องนี้ตามแนวคิดเขานะครับ เพราะฉะนั้นเราคนไทยเอง ผู้ชุมนุมเอง ก็ต้องไม่ชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน มีความล่มสลายของฮ่องกง ของซีเรีย ของอิรัก และที่อื่น ๆ มากมายมากพอแล้วครับ ผมคิดว่าผู้ชุมนุมเองก็ดี ไม่ว่าจะฝ่ายไหนนะครับ รวมถึงพรรคการเมืองและวุฒิสภาก็ต้องพยายามประคองให้ผ่าน และไม่ให้เกิดเป็น ความล่มสลายแบบนั้นได้🔗
ข้อเสนอที่ ๓ รัฐบาลต้องจัดการตั้งทีมในการจัดการกับข่าวปลอม ข่าวเท็จ ในเชิงรุก รับมือกับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องอย่างรวดเร็วทันที แล้วก็การสื่อสารใหม่ เพราะว่า ที่ผ่านมาการสื่อสารของรัฐบาลต้องเรียนว่ามีประเด็นล้มเหลวพอสมควรในเรื่องทางโซเชียล (Social) ขออนุญาต รัฐบาลอาจจะมีแล้วก็ได้นะครับ ผมคิดว่าเป็นเอกสารที่ผมจะไม่ได้ฉาย ในสภา แต่ว่าเอกสาร ๔๐-๕๐ หน้าไม่บอกว่าของพรรคไหนนะครับ ไม่บอกว่าของกลุ่มไหน แต่เป็นชื่อฟิวเจอร์ ออเรนจ์ ไอโอ ซิสเท็ม (Future Orange IO System) เป็นระบบเดียวกับ ที่ทำการเมือง เป็นระบบเดียวกับที่เกิดความวุ่นวายขึ้นในประเทศไทย ในการให้ข้อมูล ทวิตเตอร์ (Twitter) แฮชแท็ก (Hashtag) ให้ข้อมูลบิดเบือนต่าง ๆ ปัญหาเกิดขึ้น ไม่ใช่ เฉพาะประเทศไทยครับ ในโลกนี้ก็เกิดปัญหาแบบนี้ขึ้น เพราะฉะนั้นถ้ารัฐบาลไม่มีข้อมูลนี้ ผมให้ได้เต็มที่ครับ มีชื่อตัวตน มีคน มีวิธีการทำงานหมด ควรเท่าทันในเรื่องนี้ แล้วก็ จัดระบบการปฏิบัติการทางข่าวสารเสียใหม่🔗
ข้อเสนอที่ ๔ ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาล พรรคร่วมฝ่ายค้าน ส.ว. ต้องร่วมมือกัน อย่างสร้างสรรค์ในการปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ปฏิรูปกฎหมาย ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปเศรษฐกิจฐานราก ทั้งระดับไมโคร (Micro) แม็กโคร (Macro) อย่างจริงจัง ขจัดความเหลื่อมล้ำในทุก ๆ ด้าน ลด ละ เลิก การทุจริตอย่างจริงจังและให้เป็น รูปธรรม สภาต้องเป็นตัวอย่างครับ🔗
ข้อเสนอที่ ๕ ให้เปิดเวทีกลางขึ้น โดยให้รัฐบาลจัดเวทีให้ผู้ชุมนุมมีเวที ไฮด์ปาร์ก (Hyde Park) ในการแสดงความคิดเห็นแบบเดียวกับประเทศอังกฤษ เพื่อให้ ผู้ชุมนุมได้มาเสนอความเห็นตามเสรีภาพในประชาธิปไตย แทนที่จะออกไปชุมนุม บนท้องถนน ไม่ว่าจะเป็นที่ราชประสงค์ หรือราชดำเนิน ผมลองเสนอจะใช้มหาวิทยาลัย จะใช้สนามกีฬาแห่งชาติ จะใช้สนามกีฬาหัวหมาก หรือสนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง ก็ได้ ผู้ชุมนุมแต่ละฝ่ายก็มาและเคารพกติกา ผมคิดว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดสุดโต่งเกินไปก็ต้องมีกติกา ในการควบคุม เพราะฉะนั้นเราต้องมีการเปิดเวที แล้วจะบอกว่าเจรจากับใคร ไม่รู้ว่า ใครเป็นแกนนำ ผมว่าไม่เป็นไรหรอกครับ วันนี้จะเจรจากับใครก็ตาม แต่สังคมก็มีบทเรียน จากการเจรจาก่อนเกิดเหตุการณ์ปี ๒๕๕๓ มาแล้วว่าบางทีก็ไม่สำเร็จ แต่การเจรจานั้นมีได้ เสมอครับ สงครามยังมีการเจรจา สงครามยังมีทางออกในการหาข้อตกลงยุติร่วมกัน ก็เป็น ข้อเรียกร้องที่แม้จะทำยากแต่ผมคิดว่าก็ต้องทำ เพราะจะเกิดเรื่องหนึ่งก็คือการยกเลิก การพูดในเรื่องละเอียดอ่อนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันแล้วกระทบจิตใจของประชาชน อีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งอาจจะนำไปสู่เหตุการณ์รุนแรงคล้าย ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ได้ ก็ขอให้รีบถอน เรื่องนี้ออกมานะครับ🔗
ข้อเสนอที่ ๖ ส่วนเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ขอให้พิจารณาตาม กฎหมายข้อเท็จจริงในสภา และไม่ให้ใช้แรงกดดันของผู้ชุมนุมมาทำให้การตัดสินใจนั้น กระทบต่อผลประโยชน์ส่วนรวมของชาติ🔗
ข้อเสนอที่ ๗ การปฏิรูปสถาบัน ก็ขออนุญาตสั้น ๆ นิดเดียว เป็นข้อเสนอ ที่สุดโต่งในอังกฤษ ในญี่ปุ่น เขาไม่สนใจเรื่องนี้แล้ว เขาไปดำเนินการในเรื่องการสนใจปัญหา เศรษฐกิจและสังคมมากกว่า🔗
ข้อเสนอที่ ๘ ผมเห็นว่านายกรัฐมนตรียังไม่ควรลาออก ก็ขอให้กำลังใจ ท่านสู้ต่อไป เพราะถ้าลาออกแล้วก็ไม่แก้ปัญหา ท่านมาตามระบบที่สภาผู้แทนราษฎรเลือก แล้ววุฒิสภาให้ความเห็นชอบ ท่านจะมีวาระอยู่ครบ ๔ ปีหรือไม่ เป็นเรื่องทางการเมือง แต่การออกไปแล้ว แล้วเลือกขึ้นมาใหม่เราอาจจะได้คนเก่า หรือก็วนกันอยู่อย่างนี้ ก็ไม่แก้ปัญหา เพราะฉะนั้นผมยังคิดว่าท่านต้องมีหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากประชาชน เร่งทำการปฏิรูปที่ค้างอยู่ให้ลุล่วงในหลาย ๆ เรื่อง ผมว่าประชาชนเขาฝากความหวัง ก็เดินหน้าต่อไปนะครับ🔗
และในข้อสุดท้าย ถ้าหากการดำเนินการในข้อ ๑ ถึงข้อ ๘ นี้ไม่สามารถทำได้ หรือทำไม่ครบ ไม่สามารถเป็นทางออกได้ ผมก็เสนอให้คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาในเรื่องของ การออกเสียงประชามติที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวบุคคล หรือคณะบุคคลใดตามกฎหมาย ท่านใช้รัฐธรรมนูญรับฟังเสียงประชาชน ๖๐ กว่าล้านคน เถอะครับ เพราะมีข้อเสนอที่ผมคิดว่าหลายเรื่อง ไม่ใช่บอกว่าให้นายกรัฐมนตรีลาออก หรืออยู่ แต่ผมคิดว่าหลายเรื่องนั้นอาศัยคนส่วนหนึ่ง จะ ๒๐,๐๐๐ คน ๓๐,๐๐๐ คน หรือจะคนอีกหลายแสนต่างฝ่ายต่างชุมนุมนั้นคงไม่ได้ คงต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนแสดง ความคิดเห็นอย่างกว้างขวางในการเสนอทางออกให้กับประเทศ ให้มีการคัดกรองข้อเสนอที่ เป็นที่นิยมและไม่ขัดแย้งต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แล้วก็ใช้แพลตฟอร์ม (Platform) เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าช่วยแทนการรวบรวมรายชื่อสนับสนุนข้อเสนอตามปกติ นำข้อเสนอ ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่การลงประชามติโดยประชาชน เพื่อประชาชน ซึ่งผมคิดว่าอันนี้เป็น หลักการประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ไม่สร้างให้ใครเดือดร้อน ไม่ต้องเกิดการชุมนุม ขัดแย้ง จนกระทั่งเกิดเฟลด์สเตต (Failed state) หรือเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นอีกในอนาคต เมื่อได้ ประชามติต่าง ๆ แล้ว เรื่องใดเป็นเรื่องสำคัญ ก็ขอให้นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. นำไปปรับปรุงการแก้ไขทั้งทางบริหาร นิติบัญญัติ รวมถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญด้วย จากนั้นท่านนายกรัฐมนตรีจึงหมดเวลา ท่านจะตัดสินใจลาออก ยุบสภา เลือกตั้งใหม่ ก็สุดแท้แต่ในทางการเมือง แต่ ณ วันนั้นประเทศไทยจะลดความขัดแย้งและก้าวเข้าสู่ การข้ามความขัดแย้งไปสู่ประเทศที่ผมคิดว่าเราจะก้าวเป็นประเทศพัฒนาได้ ผมขออนุญาต ฝากเล็กน้อยไปถึงน้อง ๆ ลูก ๆ หลาน ๆ ที่ชุมนุมอยู่บนท้องถนน ซึ่งผมชอบมาก เป็นบทกลอนที่เขียนถึงเพลงชื่อว่าดอกไม้ ที่บอกว่า ดอกไม้ ดอกไม้จะบาน บริสุทธิ์กล้าหาญ จะบานในใจ แน่วแน่แก้ไข จุดไฟศรัทธา เรียนรู้ต่อสู้มายา ก้าวไปข้างหน้า เข้าหามวลชน สำคัญที่สุดในประเด็นนี้ครับ ดอกไม้บานให้คุณค่า จงบานช้า ๆ แต่ว่ายั่งยืน ขอฝากไปยัง เยาวชนว่าไม่มีอะไรที่สำเร็จภายในวันเดียว กรุงโรมไม่ได้สร้างสำเร็จในวันเดียว เพราะฉะนั้น การเดินงานของต่อสู้ของน้อง ๆ นิสิต นักศึกษา และประชาชนนั้น เดินต่อไปเถอะครับ ผมสนับสนุน แต่ลด ละ เลิก ในสิ่งที่มิบังควร แล้วเดินเข้าสู่เป้าหมายเพื่อการร่วมกันพัฒนา ประเทศ ร่วมสร้างชาติไทยให้กลับมามั่นคงแข็งแรง หลุดพ้นจากความขัดแย้งตรงนี้ไปให้ได้ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณนะครับ สมาชิกที่เคารพครับ ในฐานะเราเป็นส่วนหนึ่งของรัฐสภา หน้าที่ของเราตามมาตรา ๖๕ ก็คือให้ความคิดเห็น ในปัญหาที่รัฐบาลเห็นว่ามีปัญหาเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ว่าท่านจะเสนอ ความเห็นในทางให้นายกรัฐมนตรีลาออก รวมทั้งที่สมาชิกบอกว่าเห็นว่าไม่ควรลาออก ก็เป็น ความคิดเห็นโดยอิสระ แต่ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง เราต้องตระหนักในมาตรา ๕๐ ก็คือ บุคคลคนหนึ่งจะต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันนี้ภาระหน้าที่ของบุคคล ส่วนภาระหน้าที่ของเราตามมาตรา ๑๖๕ ก็อย่างที่ผมได้กราบเรียนไปแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นสมาชิกได้ใช้สิทธิของท่านได้เต็มที่ตามที่เราได้เปิดสมัยวิสามัญเพื่อเสนอแนะ รัฐบาล จะเสนอในทางลบหรือทางบวกก็ทำได้นะครับ แต่ความคิดเห็นของท่านสมาชิก ที่เข้าชื่อขณะนี้ก็มีเหลืออยู่ท่านเดียวนะครับ คือดอกเตอร์อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ขอเชิญนะครับ ถ้าวุฒิสมาชิกจะเสนอชื่อเพิ่มก็เชิญนะครับ ส่วนของฝ่ายค้านก็หมดไปแล้ว ท่านชวลิต เป็นท่านสุดท้าย เชิญท่านอิสระครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกหลายท่าน ได้พูดถึงปัญหากันไปพอสมควรแล้ว แต่ถ้าผมจะไม่พูดถึงปัญหาเลยก็จะทำให้การอภิปราย ของผมขาดตรรกะในการนำเสนออยู่บ้าง เพราะฉะนั้นก็ขออนุญาตใช้เวลาที่ประชุมแห่งนี้ สั้น ๆ ในการที่จะพูดถึงปัญหาที่เป็นต้นตอของการที่เรามาประชุมวิสามัญกันในวันนี้ ๑ สัปดาห์ก่อนที่จะมีการประชุมปกติ ซึ่งก็ดูเหมือนจะล่าช้าไปบ้าง แต่นั่นก็เป็นจุดยืนของผมที่ออกมาเรียกร้อง ถือได้ว่าเป็นคนแรก ๆ ที่เชื่อมั่นในระบบรัฐสภา ที่หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถใช้รัฐสภาเป็นพื้นที่กลางในการที่จะแก้ไขปัญหา ในการที่จะ ปกป้องประชาชนจากการเป็นผู้กระทำผิด ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่าเราหลีกเลี่ยง ความจริงไม่ได้ว่าต้นตอหนึ่งของปัญหาที่ยืดเยื้อมาจนถึงทุกวันนี้ นั่นเกิดจากการที่ในวันนั้น เรายึกยักไปตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อจะศึกษาหลักการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์และผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ย้อนแย้งที่สุด นั่นก็คือการที่เราไปตั้ง กรรมาธิการเพื่อศึกษาหลักการที่เป็นนโยบายของรัฐบาลเอง อันไปสร้างความชอบธรรม ให้กับการชุมนุมในวันนั้น แล้วก็ยืดเยื้อบานปลายจนไปถึงการจาบจ้วงสถาบัน อันนำไปสู่ เหตุการณ์ที่รุนแรง แล้วก็ยากที่จะหยุดยั้งในวันนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้รับ การจัดสรรเวลามาเพียงแค่ ๔ นาทีสั้น ๆ ก็จะขออนุญาตตั้งข้อสังเกต ๔ ประเด็น ดังนี้🔗
ประการแรก ขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีที่ท่านได้กรุณาแถลงการณ์ เมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม รวมทั้งได้มีหนังสือกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาเพื่อขอเปิดอภิปราย ตามมาตรา ๑๖๕ แห่งรัฐธรรมนูญ แต่สิ่งที่มีความชอบธรรมที่สุดนั่นคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กลับถูกละเลยในคำแถลงการณ์ของท่านและในหนังสือฉบับนี้ ท่านประธานครับ อันที่จริง ก็เป็นเรื่องแปลกพอสมควร จริง ๆ เรียกว่าแปลกน่าจะที่สุดในโลกก็ว่าได้ที่ข้อเรียกร้องของ ผู้ชุมนุมสอดคล้องกันกับนโยบายของรัฐบาล นั่นคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เราก็ยังคง มาถกเถียงมาทะเลาะกันเรื่องนี้ ทำให้ผมนึกถึงสาเหตุอื่นไปไม่ได้หรอกครับ นอกเสียจากว่า ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่จริงใจ ดังนั้นวิธีการแก้ปัญหาเรื่องนี้ง่ายมากครับ ก็เพียงแค่ขยับปาก ให้ตรงกับใจ ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเห็นว่า ณ เวลานี้เปลี่ยนใจแล้ว ไม่อยากจะแก้รัฐธรรมนูญแล้ว สาเหตุเพราะว่ารัฐธรรมนูญนี้มีข้อดี ๑ ๒ ๓ ๔ ก็เอามาพูดกันชัด ๆ ครับว่ารัฐธรรมนูญนี้ ไม่ควรแก้ด้วยเหตุผลอะไร ๑ ๒ ๓ ๔ อันนี้น่าจะเป็นวิธีการที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้🔗
ประการที่ ๒ ครับท่านประธาน จริงอยู่ว่าการเรียกร้องของผู้ชุมนุม เป็นการผูกรวมสถาบันเข้ากับการเมือง แต่ผมคิดว่าเป็นหน้าที่โดยตรงของรัฐบาล นอกจาก จะไม่ผูกรวมเรื่องนี้ให้แน่นยิ่งขึ้นไปแล้ว จะต้องยกสถาบันออกจากความขัดแย้งทางการเมือง ให้ได้ ไม่เช่นนั้นแล้วถ้ารัฐบาลยิ่งไม่ชัดเจน อย่างเช่นเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญเท่าไร ก็หลีกเลี่ยง ไม่ได้ครับที่จะถูกมองว่าทั้ง ๒ เรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวกัน🔗
ประการที่ ๓ ครับท่านประธาน ผมขอประณามการใช้ความรุนแรง ทั้งทางร่างกายและวาจา ไม่ว่าจะจากฝ่ายไหนก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ถ้อยคำ หยาบคาย ท่านประธานครับ การใช้ถ้อยคำหยาบคายกับสิ่งที่เป็นที่เคารพของพวกเราทุกคน ยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างเช่น เราเคารพพ่อแม่ของเรา เราก็ไม่ชอบหรอกครับให้ใครมาใช้ ถ้อยคำหยาบคายกับพ่อแม่ของเรา จริง ๆ เรื่องนี้ไม่ใช่หลักสิทธิมนุษยชนพิสดารอะไร เป็นหลักความเป็นมนุษย์ หลักพื้นฐานการอยู่ร่วมกันในสังคมธรรมดามาก ๆ การใช้ ความรุนแรงไม่เคยนำไปสู่ทางเลือก แต่ในหลาย ๆ ครั้งเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่นำไปสู่ทางตัน🔗
ประการสุดท้าย ท่านประธานครับ ผมเองลงพื้นที่เพิ่งกลับมาจากต่างจังหวัด ได้ผ่านถนนหนทาง เห็นตลาดห้างร้านต่าง ๆ ประชาชนเดือดร้อน ผู้ประกอบการเดือดร้อน จริง ๆ ครับ ท่านประธานครับ จริงอยู่ต่างชาติอาจจะมองว่าเรื่องความเห็นต่างทางการเมือง เป็นความสวยงามของระบอบประชาธิปไตย แต่ผมอยากให้เราหยุดคิดสักนิด แล้วถาม กลับไปว่าถ้าเรายังทะเลาะกันแบบนี้ เขาจะมาเที่ยวเมืองไทยไหม ถ้ายังทะเลาะกันแบบนี้ เขาจะมาลงทุนที่เมืองไทยไหม ผมคิดว่าทุกท่านมีคำตอบในใจ ดังนั้น ถ้าถอยคนละก้าว ไม่พอ จะถอยมากกว่าก้าว ผมคิดว่าก็จำเป็นต้องทำครับ ถ้าทุกท่านรักประเทศ รักประชาชน อย่างที่ป่าวประกาศไว้จริง ขอบคุณครับ🔗
ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้หมดรายชื่อที่แสดงความประสงค์จะอภิปราย มีท่านสมาชิกวุฒิสภานะครับ ท่านอำพล จินดาวัฒนะ ขออภิปราย ๑๕ นาที เชิญท่านอำพล จินดาวัฒนะ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ สมาชิกวุฒิสภา ต้องขอประทานโทษ ท่านประธาน เผอิญผมไม่รู้ว่าคิวถูกจัดแล้วหรือไม่ ท่านได้กล่าวเชิญผมก็ฉุกละหุกนิดหนึ่ง ต้องขอประทานโทษครับ แต่ขณะนี้ก็พร้อมที่จะอภิปราย ขอบคุณท่านประธานอีกครั้งหนึ่ง ผม อำพล จินดาวัฒนะ ในฐานะสมาชิกวุฒิสภา ฐานะเป็นสมาชิกรัฐสภาครับ กระผม ขออนุญาตกราบเรียนว่าสิ่งที่อภิปรายจากวันนี้จากนี้ไปเป็นการอภิปรายในฐานะสมาชิก รัฐสภาคนหนึ่ง ไม่ได้ผูกพันกับวุฒิสภานะครับ เป็นการเสนอความคิดเห็นในส่วนของ ตัวสมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาส ได้อภิปรายทั่วไปตามเรื่องด่วนที่คณะรัฐมนตรีได้เสนอในวันนี้ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเป็น การเสนอแนะข้อคิดเห็นต่อรัฐบาลและต่อทุกภาคส่วนในสังคม วันนี้คงไม่มีองคาพยพใด แก้ปัญหาชาติบ้านเมืองได้เพียงองคาพยพเดียว เราทั้งสังคมคงต้องช่วยกัน ผมจะขออนุญาต อภิปรายใน ๓ ข้อที่รัฐบาลได้เสนอเข้ามานั้นจะไม่ลงไปในรายละเอียดใน ๓ ข้อ แต่ผม ขออภิปรายภาพรวม ๓ ประเด็น ประเด็นที่ ๑ ขออนุญาตเสนอเรื่องหลักคิดของ การแก้ปัญหา ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องสถานการณ์ความจริง และประเด็นที่ ๓ คือทางออก🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ในเรื่องของหลักคิดการแก้ปัญหา เป็นที่ทราบ กันดีว่าขณะนี้ประเทศของเราได้เดินเข้าสู่จุดวิกฤติครั้งรุนแรงอีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ไม่ว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นจากเหตุใดไม่จำเป็นต้องไปฟื้นฝอยหาตะเข็บครับ วิกฤติครั้งนี้ซ้ำเติม เข้ากับวิกฤติสุขภาพ วิกฤติเศรษฐกิจ วิกฤติสิ่งแวดล้อม วิกฤติความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่ใน สังคมไทยมายาวนาน ถ้าเราออกจากวิกฤติได้เร็ว ท่านประธานครับ ก็จะเป็นผลดีต่อ ประเทศชาติ แต่ถ้าเราตกอยู่ในวิกฤตินาน ไม่มีใครได้ประโยชน์เลยครับ ประเทศของเรา เป็นส่วนประกอบเล็ก ๆ ในโลก โลกทุกวันนี้ก็เต็มไปด้วยวิกฤติครับ กลายเป็นโลกโกลาหล บ้านเราก็กำลังกลายเป็นสังคมโกลาหลอีกครั้งหนึ่ง เมื่อมีความโกลาหลโดยธรรมชาติ จะเกิดการจัดระเบียบใหม่เสมอ การจัดระเบียบใหม่นั้นเป็นไปได้ทั้งด้านดีและด้านร้าย เราจำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อให้สังคมเราเปลี่ยนผ่านจากโกลาหลไปสู่การจัดระเบียบใหม่ที่ดี ขึ้นกว่าเดิม มีวุฒิภาวะของสังคมมากขึ้น เจริญก้าวหน้ามากขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ การจัดระเบียบสังคมในช่วงที่มีโกลาหลนั้น ควรใช้ปัญญา ความรัก ความประนีประนอม การรอมชอม สานประโยชน์ เพื่ออยู่ด้วยกันและไปด้วยกันได้ มีบางส่วนก็ต้องได้บ้างเสียบ้าง แต่ส่วนรวมและภาพรวมจะต้องดีกว่าเดิม การหันหน้าเข้าคุยกัน การลดการชี้หน้าด่าทอ การประณาม แบ่งเขา แบ่งเรา เปลี่ยนจากการทอนพลังกันในสังคมมาสู่การสานพลังร่วมกัน เราก็จะพบทางออก นี่คือหลักการและทิศทาง แนวทางที่ควรจะถูกกำหนดขึ้น ถ้าเราสามารถ กำหนดหลักการ แนวทาง ทิศทางนี้ได้ เราก็จะเดินไปด้วยกันได้ด้วยระบบ กระบวนการ และวิธีการที่สร้างสรรค์ ซึ่งเราสามารถใช้ระบบและกลไกที่มีอยู่หรือสร้างขึ้นมาใหม่เพื่อจะใช้ เดินไปด้วยกัน ข้อนี้คือข้อที่ ๑ ที่ผมอยากกราบเรียนว่าเราคงต้องวางหลักการวิธีคิด ให้ถูกต้อง ผมเชื่อว่าคนไทยทำได้ครับ เรารู้ว่าขณะนี้โกลาหลวิกฤติอยู่ข้างหน้าถ้าเราปล่อยไป อย่างนี้เราก็จะเสียด้วยกันทุกฝ่าย สังคมขาดทุนครับ🔗
ข้อที่ ๒ ครับท่านประธาน ที่อยากกราบเรียนคือสถานการณ์ และความเป็นจริง บ้านเมืองนี้เป็นของเราทุกคน มีระบอบ ระบบโครงสร้างที่สืบทอดกันมา ยาวนาน มีพัฒนาการมาตามลำดับ มีบางเรื่องดี บางเรื่องไม่ดี เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา และยุคสมัย ซึ่งก็ต้องมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่มีอะไรที่สามารถหยุดนิ่ง อยู่กับที่ได้ ท่านประธานครับ ประชาธิปไตยก็คือการแบ่งสรรอำนาจและประโยชน์ ของการอยู่ร่วมกันให้เกิดความสงบสุข มีความเป็นธรรม มีความเหลื่อมล้ำน้อย ซึ่งต้อง ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเพื่อหาจุดสมดุลครับ ซึ่งจุดสมดุลนั้นก็จะเหวี่ยงไปมา อยู่ตลอดเวลาเหมือนลูกตุ้มหน้าปัดนาฬิกาครับท่านประธาน ต้องเหวี่ยงกันไปมาซ้ายขวา ขวาซ้ายเพื่อจะหาจุดสมดุลแต่ไม่นิ่งอยู่กับที่ครับ ถ้านิ่งเมื่อไร นาฬิกาตายครับ สังคมเรามีชีวิต เพราะฉะนั้นนาฬิกาหน้าปัดนาฬิกาประชาธิปไตย ต้องเหวี่ยงอยู่ตลอดเวลาซ้ายขวาแล้วก็จะหาจุดกราฟ ถ้ามองในเชิงการเมืองครับ ท่านประธานที่เคารพ บ้านเราเผชิญวิกฤติการเมืองมาหลายครั้งหลายครา ทุกครั้งเราผ่านมา ด้วยกันได้ เพราะฉะนั้นวิกฤติครั้งนี้ผมก็เชื่อว่าคนไทยเราจะผ่านไปด้วยกันได้ ถ้าย้อนกลับไป สัก ๔๐-๕๐ ปีที่ผ่านมา เดือนตุลาคม ปี ๒๕๑๖ เราผ่านการเมืองจากขวาสุด ลูกตุ้มนาฬิกา ประชาธิปไตยเหวี่ยงมาทางซ้ายสุด แล้วไม่กี่ปีถัดมาเราก็เหวี่ยงกลับไปทางขวาอีก ยืดเยื้อกัน ยาวนานครับ เราเคยผ่านยุคบุฟเฟ่ต์คาบิเนต (Buffet cabinet) เราเคยผ่านพฤษภาทมิฬ ปี ๒๕๓๕ ลูกตุ้มนาฬิกาก็เหวี่ยงไปซ้ายไปขวาอยู่ตลอด ปี ๒๕๔๐ ถ้าเราจำได้ครับ เราได้ รัฐธรรมนูญฉบับที่เรียกว่าฉบับประชาชน จากนั้นสังคมก็ไม่ได้หยุดนิ่งนะครับ ลูกตุ้มก็เหวี่ยง ไปซ้ายไปขวา ไปขวาไปซ้าย ปี ๒๕๔๙ เราก็เหวี่ยงไปขวาอีก แล้วก็ลุ่ม ๆ ดอน ๆ จนถึง ปี ๒๕๕๗ เราก็เหวี่ยงจากซ้ายมาขวาอีกรอบหนึ่ง หลังจากนั้นสังคมก็แตกแยกเป็น ๒ ขั้ว เรามีกีฬาสียาวนาน เกิด คสช. ขึ้นเข้ามาหย่าศึกพยายามหยุดวิกฤติ คืนความสงบให้กับ ประเทศชาติบ้านเมือง เราหายใจหายคอคล่องกันระยะหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ผ่านมาตามธรรมชาติของการเมืองในบ้านเรา เหมือนลูกตุ้มนาฬิกา ที่ผมกราบเรียนไปแล้ว จากนั้นเวลาเนิ่นนานมา ๖-๗ ปี จากรัฐบาล คสช. สู่รัฐบาล หลังการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ จุดนี้ละครับทำให้สังคมเข้าใจว่าเหมือนมี ความพยายามหยุดลูกตุ้มนาฬิกาประชาธิปไตยไว้ทางขวา ไม่ยอมให้เหวี่ยงกลับมาหาสมดุล ดังนั้นจึงเกิดแรงเหวี่ยงเป็นธรรมชาติธรรมดา ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่เกิดขึ้น สังคมเข้าใจ และมีแนวโน้มว่าเราเกิดรัฐบาลราชการรวมศูนย์ แนวคิดอำนาจนิยม และความเชื่อมั่นในทิศทางรัฐบาลอำนาจมาก ขออนุญาตครับ สตรองกัฟเวิร์นเมนต์ (Strong government) แนวทางหรือแนวโน้มลดทอนพลังการกระจายอำนาจสู่ชุมชน ท้องถิ่น ลดทอนการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของสังคมลงไปไม่น้อย โครงสร้างและระบบ ที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมยังปฏิรูปได้ไม่มากนัก ซึ่งเป็นเรื่องที่ยาก และจะต้องมีการทำกันอีกเยอะครับ จริง ๆ แล้วรัฐบาลได้ทำสิ่งที่ดีไว้มากมาย แต่สิ่งที่ ผมกราบเรียนไปนั้นก็เป็นเรื่องของทิศทางการเมืองครับ ดังนั้นก็จึงเป็นธรรมดาที่ลูกตุ้ม นาฬิกาประชาธิปไตยก็จะต้องมีการถูกดึงเหวี่ยงกลับอย่างที่ผมเรียนแล้ว สังคมมีชีวิต ลูกตุ้มนาฬิกาประชาธิปไตยต้องเหวี่ยงอยู่ตลอดเวลา ล่าสุดนี้สิ่งที่เราเข้าสู่วิกฤติหรือที่เรียกว่า สังคมโกลาหลนั้น เราเกิดปรากฏการณ์นักเรียน นักศึกษา ประชาชน เคลื่อนไหว ทางการเมือง เรียกร้องการมีส่วนร่วม เรียกร้องรัฐบาลในเรื่องต่าง ๆ เสนอความคิด ความฝัน ความต้องการ ในฐานะที่เขาเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ผมคิดว่านี่คือความงดงาม และความเป็นธรรมดาธรรมชาติของสังคมประชาธิปไตยที่น่ารักของเมืองไทย ในขณะเดียวกันนั้นเราเกิดปรากฏการณ์ที่รัฐบาลเองก็รับฟังครับ มีท่าทีที่ประนีประนอม รอมชอม ยืดหยุ่น อันนี้ก็คือความงามของสังคมไทยอีกเช่นเดียวกันท่านประธานครับ ดังนั้นผมจึงคิดว่าเราน่าจะเดินไปด้วยกันได้ด้วยสันติวิธี ถ้าต้องการจะพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน สุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่งก็จะเกิดความขัดแย้งรุนแรงแน่นอน ถ้าต้องการรวบอำนาจนาน หรือทำให้เข้าใจว่าแช่แข็งนาน ไม่ปรับตัว เปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับสังคมและโลกที่ เปลี่ยนไป ก็จะเกิดความขัดแย้งรุนแรงไม่รู้จบเช่นเดียวกัน เหล่านี้คือความจริง หรือสถานการณ์ที่ผมอยากจะกราบเรียนเป็นข้อที่ ๒🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ มาข้อที่ ๓ ซึ่งเป็นข้อสุดท้ายที่ผมอยากจะ กราบเรียนว่าทางออกจากวิกฤติครับ ผมเชื่อว่าคนไทยมีสติปัญญา มีความสามารถที่เรา จะออกจากวิกฤติร่วมกันได้ เป็นการดีที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าเราต้องใช้วิธีการแก้วิกฤติ ในเชิงระบบ วันนี้จึงมีการเปิดประชุมรัฐสภาอภิปรายทั่วไป แสวงหามรรควิธีที่เป็นสันติวิธี ฝ่าวิกฤติด้วยกัน เราต้องหันมาที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นกติกาสูงสุดของประเทศ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญทุกฉบับที่เรามีมา มีทั้งข้อดี ข้อเสีย ไม่มีฉบับใดดีสุด เสียสุด ฉบับปี ๒๕๖๐ ก็เช่นเดียวกัน มีสิ่งดีไม่น้อย แต่ก็มีข้อด้อยอยู่ด้วย จะต้องปรับปรุงแก้ไขครับ จึงไม่แปลกเลยถ้าจะมีการตั้ง ส.ส.ร. มายกร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่ เปิดให้ทุกภาคส่วน เข้าร่วมกันอย่างจริงจัง ที่สำคัญครับ ตรงนี้ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าสิ่งที่ ผมเห็นว่าควรจะมีการตั้ง ส.ส.ร. นั้นไม่ใช่เพิ่งมาคิดหลังจากประเทศเข้าสู่วิกฤติใน ๑ เดือน ที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ ๒๔ กันยายนที่ผ่านมานั้น ผมและเพื่อนสมาชิก ส.ว. ส่วนหนึ่งเราได้ คุยกัน แล้วเราได้คุยกับพี่น้องภาคีเครือข่ายทั่วประเทศที่เป็นกัลยาณมิตรกันอยู่ เราเห็นว่า เราควรจะโหวต (Vote) วาระที่หนึ่ง รับหลักการตั้ง ส.ส.ร. ปรับรัฐธรรมนูญให้สอดคล้อง กับโลกความเป็นจริงที่เปลี่ยนไป ไม่ได้คิดมาพูดวันนี้นะครับ ขออนุญาตกราบเรียนไว้🔗
นอกจากการมี ส.ส.ร. แล้ว ควรจะมีการจัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ความฝัน ความคิด ความต้องการของทุกภาคส่วน ทุกเพศ ทุกวัย ทุกหมู่เหล่าครับ นำมา สังเคราะห์แล้วก็ยกร่างรัฐธรรมนูญคู่กันไป อะไรดีในฉบับเก่าคงไว้ อะไรไม่ดีตัดทิ้งไป อะไรที่มันใหม่แล้วดีใส่เข้ามาครับ ท่านประธานที่เคารพครับ อาจจะใช้วิธีการตั้ง คณะกรรมการทำงานคู่ขนานกับกระบวนการทำงานของ ส.ส.ร. ดังที่มีท่านหัวหน้า พรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคได้เสนอ กระผมคิดว่าควรจะศึกษาแนวทางก่อนปี ๒๕๔๐ สมัยนั้นเคยมีการตั้งคณะกรรมการมาดูแลแนวทางการปฏิรูปทางการเมือง แล้วก็นำมาสู่ การยกร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งก็ได้ถูกกล่าวขวัญว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีฉบับหนึ่ง ถ้าเราใช้กลไก ส.ส.ร. อย่างเดียวอาจจะแข็งเกินไป เราควรจะมีกลไกคณะกรรมการ มีหลายท่านที่เป็นสมาชิกรัฐสภาวันนี้ตั้งแต่เช้าท่านได้พูดในลักษณะแนวทางการหาทางออก ร่วมกัน คิดด้วยกัน เดินไปคู่กัน กระผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีครับ การจัดกระบวนการรับฟัง ที่ผมเรียนแล้ว ทุกหมู่เหล่าได้เข้ามาช่วยกัน อีกไม่กี่วันรัฐสภาก็จะพิจารณาวาระการแก้ไข รัฐธรรมนูญ รัฐสภาเราก็ควรจะให้ความเห็นชอบตั้ง ส.ส.ร. ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เปิดช่องทางให้ทุกฝ่ายเข้าร่วมกันอย่างสันติ ไม่ต้องเสียเวลาขัดแย้งลุกลามบานปลาย ไม่ได้อะไรเลย เราเอาพลังคนทั้งชาติมาออกแบบรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดสำหรับสังคมไทย ร่วมกันมิดีกว่าหรือครับ การเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องไม่เป็นการซื้อเวลา แต่เป็น การเปิดโอกาสให้รวมพลังคนทั้งชาติหันหน้าเข้าหากัน รอมชอมอำนาจ รอมชอม ผลประโยชน์ หาสมดุลใหม่ ไม่ฝืนลูกตุ้มหน้าปัดนาฬิกาประชาธิปไตยต้องเหวี่ยงไปขวาซ้าย ซ้ายขวาเพื่อหาสมดุล สังคมเราก็จะได้มีการพัฒนาการในทางที่ดีขึ้น หรือที่เรียกว่าเติบโต ทางปัญญา เป็นสังคมที่มีวุฒิภาวะ เป็นแบบอย่างการแก้ปัญหาวิกฤติอย่างสันติให้โลกได้เห็น เหมือนที่ประเทศของเราได้ร่วมกันรับมือโควิด (COVID) จนเป็นที่กล่าวขวัญทั่วโลกครับ🔗
ท่านประธานครับ ทั้งหมดนี้เป็นการร่วมกันใช้สมองด้านสร้างสรรค์ซึ่งเป็น สมองด้านงดงามของมนุษย์ แทนที่เราจะใช้สมองด้านสัญชาตญาณที่มุ่งทำลายล้างและมีแต่ ความรุนแรง เป็นการพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ประเทศของเราก็จะก้าวไปข้างหน้า กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณ นายแพทย์อำพลครับ ต่อไปเป็นท่านชุมพล จุลใส พรรคประชาธิปัตย์ แล้วหลังจากนั้นจะเป็น ท่านยุทธพงศ์ จรัสเสถียร พรรคเพื่อไทย เชิญท่านจุมพลครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายชุมพล จุลใส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชุมพร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเห็นว่าการที่ท่านประธานรัฐสภาได้มีดำริ ให้เปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเป็นกรณีพิเศษ โดยความยินยอมเห็นชอบจาก ท่านนายกรัฐมนตรีนั้น มีเจตนาเพื่อให้สมาชิกรัฐสภาระดมสมองช่วยพิจารณาหาทางออก ในการแก้ปัญหาของประเทศชาติและประชาชน ปัญหาสำคัญที่เป็นวิกฤติของชาติในสายตา ของประชาชนในขณะนี้คือ🔗
๑. เรื่องโรคระบาดโควิด-๑๙ (COVID-19) เราทำอย่างไรต่อไปประชาชน จึงจะปลอดภัย รัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ได้ดำเนินการแก้ไขป้องกันการระบาดของ โรคโควิด-๑๙ (COVID-19) ด้วยความจริงจัง เข้มแข็ง ใช้อำนาจพิเศษตามกฎหมาย ยึดถือ ความเห็นของฝ่ายการแพทย์ด้วยความร่วมมือของบุคลากรทางการแพทย์และประชาชน ทั่วประเทศ ทำให้ประเทศไทยประสบความสำเร็จเป็นที่ ๑ ของโลกในการป้องกันโควิด-๑๙ (COVID-19) ทำให้ประชาชนทั้งประเทศปลอดภัยอยู่มาได้ครึ่งปีแล้วครับ ประชาชน ทุกภาคส่วนยกย่องชื่นชมผลงานของ พลเอก ประยุทธ์รู้กันอยู่โดยทั่วไป ปัญหาสำคัญ นับจากนี้เป็นต้นไปเราจะทำอย่างไร เมื่อโควิด-๑๙ (COVID-19) ยังระบาดอยู่ทั่วโลก เราทำอย่างไรให้ทุกคนปลอดภัยมีชีวิตรอดอยู่ได้ ปัญหาเรื่องโควิด-๑๙ (COVID-19) ผมเสนอความเห็น ๒ ประการ🔗
ประการแรก ในการป้องกัน ๑. เสนอให้รณรงค์ให้ประชาชนทั่วประเทศ ปฏิบัติตามมาตรการในการป้องกันโรคระบาดโควิด-๑๙ (COVID-19) อย่างเข้มแข็งต่อไป คือการ์ด (Guard) ไม่ตก สถานีโทรทัศน์ของรัฐทุกช่องต้องทำสปอต (Spot) โฆษณาวิธีการ ปฏิบัติในการป้องกันโดยต่อเนื่องทุกวัน ๒. รัฐบาลต้องแถลงให้ชัดเจนว่าขณะนี้รัฐบาลกำลัง ติดต่อประสานงานหน่วยงานองค์กรในต่างประเทศ เช่น มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด และองค์การอนามัยโลกในเรื่องการจัดหาวัคซีนมาใช้ป้องกันโรคให้แก่คนไทย ทันทีที่ได้ สูตรวัคซีนที่ได้ผล รัฐจะจัดหามาฉีดให้คนไทยทันที🔗
ประการที่ ๒ ด้านการรักษา เมื่อปรากฏว่าประชาชนคนใดติดเชื้อโควิด-๑๙ (COVID-19) ๑. ขณะนี้มีผู้ถือบัตรทองอยู่แล้ว และผู้ใช้แรงงานรัฐบาลรักษาให้ฟรีอยู่แล้ว ทั้งในโรงพยาบาลรัฐและโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งถือว่าทำได้ดีมากกว่าประเทศอื่น ๒. สำหรับ ผู้สูงอายุกลุ่มที่เสี่ยงและอันตราย รัฐบาลรักษาให้ฟรีเลย หากดำเนินการเช่นนี้ประชาชน ก็ไม่ต้องวิตกกังวลเรื่องโควิด-๑๙ (COVID-19) อีก เพราะรัฐบาลช่วยเหลือในการป้องกัน อย่างดีและช่วยเหลือในการรักษาอย่างมีคุณภาพและเป็นระบบ🔗
ปัญหาวิกฤติเรื่องใหญ่คือเรื่องปากท้อง เรื่องเศรษฐกิจ ผมขอแสดง ความคิดเห็นเพื่อให้รัฐบาลพิจารณาดำเนินการดังต่อไปนี้🔗
๑. กระทรวงแรงงาน ในสถานการณ์นี้ต้องทำหน้าที่เป็นกระทรวงเศรษฐกิจ รับผิดชอบดูแลคนว่างงานทั่วประเทศ จัดหางานใหม่ให้ทำทั้งในประเทศและต่างประเทศ จัดอบรมพิเศษ ฝึกทักษะความชำนาญในงานที่ยังมีผู้ว่าจ้าง เช่นงานด้านดิจิทัล (Digital) และเทคโนโลยี รวมทั้งสนับสนุนทุนสำหรับผู้ที่จะทำกิจการของตนเอง🔗
๒. ขณะนี้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือกระทรวง อว. ได้รับอนุมัติงบประมาณจัดทีมนักศึกษาและอาจารย์มหาวิทยาลัยลงพื้นที่ ต่าง ๆ ๓,๐๐๐ ตำบล เพื่อช่วยเหลือประชาชนในการยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิต ผมขอสนับสนุนโครงการนี้ และขอเสนอให้ขยายพื้นที่ให้ครบตำบลทั่วประเทศ ถึงเวลาวิกฤติ เช่นนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่ปัญญาชนทั้งหลายที่เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยทุกแห่ง นักศึกษาต้อง ออกไปช่วยประชาชนให้อยู่รอดได้ ต้องนำความรู้ เทคโนโลยี ผลงานวิจัย นวัตกรรม เครื่องมือเครื่องใช้ ไปช่วยประชาชนในการทำเกษตรสมัยใหม่ที่เรียกว่าสมาร์ทฟาร์มมิง (Smart Farming) ผลิตสินค้าที่โลกต้องการให้ได้คุณภาพ มีมาตรฐาน ตามที่ตลาดกำหนด ช่วยประชาชนในวิธีการผลิต บรรจุหีบห่อ และทำการตลาดสินค้าโอทอป (OTOP) หรือสินค้าที่เป็นอุตสาหกรรมครัวเรือน เพื่อให้ประชาชนขายได้ มีรายได้เพิ่มมากขึ้น🔗
๓. รัฐบาลต้องประกาศเปิดประเทศให้นักลงทุน นักท่องเที่ยวเดินทาง เข้าประเทศได้โดยมีมาตรการพิเศษที่เหมาะสมกับสถานการณ์ ท่านประธานครับ ทั่วโลก มีโรคระบาด แต่เรามีมาตรการป้องกันที่ดี เรามีระบบการรักษาโรคที่ดี เราต้องเปิดประเทศ และต้องปรับตัวให้อยู่กับโรคนี้ให้ได้ ปิดประเทศต่อไปไม่ได้อีกแล้ว เราต้องการเงิน จากท่องเที่ยว เฉพาะไทยเที่ยวไทยไม่พอครับ เราต้องเอานักท่องเที่ยว ๔๐ ล้านคน มาเที่ยว บ้านเราให้ได้ เราต้องการนักลงทุนเดินทางมาลงทุนในประเทศให้มากขึ้นเพื่อสร้างงาน สร้างโอกาสในการทำงานให้คนในประเทศไทยเรา รีบปรึกษาหารือกันเถอะครับ เราจะฟื้น ตัวเร็ว ประชาชนมีรายได้ มีงานทำ ชีวิตรอดจากวิกฤติเศรษฐกิจในครั้งนี้ อย่ามัวเสียเวลา มาด่ารัฐบาลเลยครับ ด่าท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์อยู่อีกต่อไปกันเลยครับ คนบางคน อาจสะใจที่ได้ด่า ได้ตำหนิ แต่ไม่ได้ช่วยอะไรให้ประเทศชาติและประชาชนดีขึ้นเลย ท่านประธานครับ ว่าไปแล้วผมไม่เห็นว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทำอะไรผิด🔗
ข้อที่ ๑ ครับท่านประธาน พลเอก ประยุทธ์ได้รับเลือกโดยรัฐสภา ด้วยเสียงข้างมากให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เรียกได้ว่าเป็นนายกรัฐมนตรีโดยถูกต้อง ตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย เป็นนายกรัฐมนตรีโดยชอบธรรม ถ้าจะอ้างว่าไม่ชอบใจ ที่ ส.ว. เลือกนายกรัฐมนตรีด้วย นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ข้อเท็จจริงคือ พลเอก ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีตามกติกา ตามระบอบประชาธิปไตย วันนั้นเฉพาะ ส.ส. ก็เกินครึ่ง ของสภาผู้แทนราษฎรอยู่แล้วที่ลงคะแนนเลือก พลเอก ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี🔗
ข้อที่ ๒ ในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมา พลเอก ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่มีการใช้ อำนาจบาตรใหญ่ข่มเหงรังแกประชาชน ไม่ได้ทำตัวเป็นเผด็จการ สภาก็ไม่ได้เป็นเผด็จการ รัฐสภา ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลที่อยู่ในสภาก็ไม่ได้ข่มเหงเสียงข้างน้อย อันนี้สำคัญครับ จะแก้ไข รัฐธรรมนูญก็ผ่อนปรนเออออด้วย สนับสนุนให้แก้รัฐธรรมนูญ กฎหมายต่าง ๆ ที่สภานี้ ตราออกมา ก็ไม่มีฉบับไหนที่ขัดกับหลักนิติรัฐ นิติธรรม ทุกฉบับเป็นประโยชน์กับประเทศ และประชาชนทั้งสิ้น🔗
ข้อที่ ๓ ครับท่านประธาน พลเอก ประยุทธ์เป็นหัวหน้าคณะรัฐบาลมาเกือบ ครึ่งสมัยแล้ว ยังไม่ปรากฏว่าได้ปล่อยปละละเลย สนับสนุนให้มีการทุจริตคอร์รัปชันแบบที่ เกิดขึ้นกับโครงการจำนำข้าว ทำให้ประเทศชาติเสียหายหลายแสนล้านอย่างที่เห็นในอดีต🔗
ข้อที่ ๔ พลเอก ประยุทธ์แก้ปัญหาใหญ่ ๆ ของประเทศได้ เช่น เรื่องโควิด-๑๙ (COVID-19) จนเป็นที่ยกย่องกันทั่วโลก ดังนั้นเราต้องมาช่วยกันคิดให้รัฐบาลทำให้สำเร็จยิ่งขึ้นไปกว่านี้เถอะครับ วันนี้สมาชิกรัฐสภา สมควรคิดอ่านสนับสนุนรัฐบาล หาลู่ทางแก้ไขปัญหาของประเทศ แก้ไขปัญหาของประชาชน ให้สำเร็จให้ได้ ปัญหาใหญ่คือโควิด-๑๙ (COVID-19) และการฟุบตัวทางเศรษฐกิจครับ ท่านประธาน วันนี้ถ้าจะพูดจาอภิปรายกันแล้ว เรื่องข้อเสนอ ๓ ข้อของกลุ่มผู้ชุมนุม ผมพอทำใจยอมรับให้พูดจาอภิปรายกันได้ในประเด็นที่ ๑ ว่า พลเอก ประยุทธ์จะลาออก หรือไม่ ผมได้แสดงความเห็นไปแล้ว พลเอก ประยุทธ์ไม่ต้องลาออกครับ ส่วนประเด็นที่ ๒ เรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รัฐสภาก็กำลังดำเนินการอยู่ แต่เรื่องที่ผมไม่ยอม ไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่อภิปรายเรื่องนี้ในสภาวันนี้ คือข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมให้มี การปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ เรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นคนไทยทั่วประเทศ เห็นพ้องกันว่าอย่าเอาเรื่องนี้มาวิพากษ์วิจารณ์โดยเด็ดขาด สถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ไม่ใช่เป็นปัญหาของประเทศ พระมหากษัตริย์ไม่ได้ทำอะไรให้ประชาชนเดือดร้อน ความเป็นปึกแผ่น ความมั่นคง ความปลอดภัย ความเป็นเอกภาพ ความเป็นอันหนึ่ง อันเดียวกันของคนไทยทั้งประเทศเป็นเรื่องสำคัญที่สุด พระมหากษัตริย์คือศูนย์รวม แห่งจิตใจของคนไทยทั้งชาติ ทำให้คนไทยยังรวมกันเป็นหนึ่งเดียวได้นะครับท่านประธาน อย่าแตะต้องสถาบันพระมหากษัตริย์ คนไทยจะไม่ยินยอมให้ใครคนใด กลุ่มไหนกระทำการ เรื่องนี้โดยเด็ดขาด คนไทยทั่วประเทศได้แสดงจุดยืนอย่างนี้ให้เห็นชัดเจนแล้ว ท่านประธาน เห็นไหมครับ ๒-๓ วันที่ผ่านมานี้พี่น้องชาวไทยพร้อมใจกันใส่เสื้อเหลืองแสดงพลัง แห่งความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ทุกจังหวัด ทุกภาคทั่วประเทศ ฉะนั้นโปรดอย่า แตะต้องสถาบัน ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณ ท่านชุมพลครับ ต่อไปเชิญท่านยุทธพงศ์ จรัสเสถียร จากนั้นจะเป็นท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ เชิญท่านยุทธพงศ์ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้การที่เราได้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ เพราะว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือมาถึงท่านประธานรัฐสภาเมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๖๓ เรื่อง ขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ด้วยคณะรัฐมนตรี มีมติเมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๖๓ ว่าได้มีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน ที่คณะรัฐมนตรีเห็นสมควรจะต้องฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิก วุฒิสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยมี ข้อเท็จจริงของปัญหา ๓ ข้อ ที่ผมจะสรุป ดังนี้ ๑. ความเสี่ยงของการระบาดของ โควิด (COVID) และความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ๒. การขวางและหยุด ขบวนเสด็จในวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๖๓ ๓. ก็คือการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย คณะรัฐมนตรี จึงเห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นปัญหาสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดิน จึงสมควรที่จะมี การรับฟังความเห็นจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาตามวิถีทาง แห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ เมื่อท่านนายกรัฐมนตรีมาขอฟังความคิดเห็นจากผม ในฐานะที่ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็เป็นสมาชิกรัฐสภาด้วย ผมนี่แนะนำให้ นายกรัฐมนตรี คุณประยุทธ์นี่นะครับ ให้ลาออกไปเสีย ผมเคยแนะนำคุณประยุทธ์มา ๒ ครั้งแล้ว ถ้าคุณประยุทธ์นั่งฟังอยู่จำได้ ครั้งแรกผมแนะนำ ให้ท่านลาออกไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี ๒๕๖๓ จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๑ ครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๓ ตามการอภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๒ ถ้าคุณประยุทธ์เชื่อผมแล้วท่านลาออกไป วันนี้ก็ไม่ต้องมาฟังความคิดเห็น ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ ผมขอกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่าปัญหาต่าง ๆ ทั้งหมด มันเกิดจากคุณประยุทธ์ครับ เป็นปัญหาของการชุมนุม ปัญหาของการเปิดประชุมร่วมกัน ของรัฐสภาในวันนี้ ผมมีเหตุผล ๕ ข้อที่คุณประยุทธ์จะต้องลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อให้บ้านเมืองสงบ🔗
เหตุผลข้อที่ ๑ ญัตติที่เสนอมาในวันนี้เป็นญัตติที่ฉ้อฉล ที่เสนอมาไม่ได้มี ความจริงใจในการที่จะใช้รัฐสภาเป็นเวทีในการแก้ปัญหาจริงเลยครับ ไม่ได้เสนอต้นตอที่ว่า วันนี้ปัญหาในเวลานี้ที่ประชาชนออกมาไล่คุณประยุทธ์ให้ลาออก ต้นตอของปัญหาที่แท้จริง คืออะไร ในญัตติ ๓ ข้อไม่มีเลยครับ อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นปัญหาในขณะนี้ก็คือเรื่องของ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ร่วมกันเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่คุณประยุทธ์ก็ไม่มีความจริงใจในการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่กลับดึงเวลา ซื้อเวลา โดยใช้เทคนิค มีการตั้งกรรมาธิการขึ้นมาศึกษา ทั้ง ๆ ที่วันนี้คุณประยุทธ์ก็ต้องรู้อยู่แล้วว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหา ไม่เป็นประชาธิปไตย คุณประยุทธ์ก็ต้องได้ยินว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับนี้มีงูเห่า มีพังพอนเต็มสภาเลย เพราะอะไร มีการบังคับใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินโดยไม่ถูกต้อง และมีการใช้ความรุนแรงกับประชาชน ที่ชัดเจนแล้วครับ วันนี้ตัวคุณประยุทธ็รับถึงได้ยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ปัญหาทั้งหมดไม่ได้เกิดจากสภา มันเกิดจากตัวคุณประยุทธ์สร้างขึ้นมาเอง ทั้งหมดครับ🔗
เหตุผลข้อที่ ๒ ที่คุณประยุทธ์ต้องลาออก ประชาชนเขาหมดศรัทธาต่อ คุณประยุทธ์แล้ว พวกเขาจึงออกมาชุมนุมขับไล่คุณประยุทธ์ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๔ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ แต่คุณประยุทธ์กลับทำ อย่างไร กลับใช้ความรุนแรงในการไปปราบปรามทำร้ายประชาชน ที่เห็นชัดเจนก็คือ การชุมนุมที่สี่แยกปทุมวัน เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๖ ตุลาคมที่ผ่านมา นั่นละคือการใช้ความรุนแรง ผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๔ เขาชุมนุมก็ให้ชุมนุมไปสิครับ เดี๋ยว ๒ ทุ่มเขาก็กลับบ้านแล้ว แต่กลับใช้ความรุนแรง นี่ละครับ ปัญหามันเกิดจากคุณประยุทธ์ครับ🔗
เหตุผลข้อที่ ๓ ที่คุณประยุทธ์ต้องลาออกก็คือการบริหารเศรษฐกิจที่ล้มเหลว ทั้งในช่วงก่อนโควิด (COVID) และช่วงโควิด (COVID) คุณประยุทธ์จำได้ไหมครับ คุณเร่งรีบ ที่จะต้องออกพระราชกำหนดเงินกู้ ๑.๙๐ ล้านล้านบาท ตั้งแต่เดือนเมษายน ปี ๒๕๖๓ ที่ออกมา ออกเสร็จมาขอความเห็นชอบจากสภา แล้วคุณประยุทธ์ครับ เงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑ ใน พ.ร.ก. ๑.๙๐ ล้านล้านบาท ได้เอาไปช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ไหมครับ พี่น้องประชาชนทางบ้านผมทางภาคอีสานเขาฝากมาทวง วันนี้คนอีสาน ขายข้าวเปลือกหอมมะลิกิโลกรัมละ ๙ บาท ราคาเท่ากับสมัยพรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว แต่วันนี้ราคาเนื้อหมูกิโลกรัมหนึ่ง ๑๗๐ บาท ราคาเนื้อวัวกิโลกรัมหนึ่ง ๓๕๐ บาท ค่าครองชีพขึ้นไปถึงไหนแล้ว คุณประยุทธ์เคยใส่ใจไหมครับเรื่องเศรษฐกิจ แล้วถ้าคุณประยุทธ์ ไม่ลาออก เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปนะครับ ข้าวใหม่ที่กำลังจะเก็บเกี่ยว เดือนพฤศจิกายน เดือนธันวาคม เหลือกิโลกรัมหนึ่งไม่เกิน ๖ บาทครับ คุณประยุทธ์ออกไปเถอะครับ ราคาข้าว คนอีสานจะได้เพิ่มขึ้นครับ🔗
เหตุผลข้อที่ ๔ ที่คุณประยุทธ์มาขอเปิดสภาในวันนี้ เพราะคุณประยุทธ์จะมา อาศัยสภาเป็นที่หลบภัย เพราะมีประชาชนออกมาขับไล่คุณประยุทธ์ทั่วประเทศ แต่ที่ผ่านมา คุณประยุทธ์เคยให้ความสำคัญกับสภาไหม มีกระทู้ถามสดที่เป็นเรื่องจำเป็น เรื่องความเดือดร้อนของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าครองชีพ เรื่องน้ำท่วม เรื่องภัยแล้ง เรื่องราคาพืชผลเกษตร คุณประยุทธ์เคยมาตอบสักครั้งไหม ที่เป็นอย่างนี้เพราะคุณประยุทธ์ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งจึงไม่เข้าใจความสำคัญของสภา แต่วันนี้เดือดร้อนมาอาศัยสภาครับ🔗
เหตุผลข้อที่ ๕ ประเด็นการถวายความปลอดภัย กรณีการขวางและหยุด ขบวนเสด็จในวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๖๓ ก็เป็นความบกพร่องของ ๑. ผู้บัญชาการตำรวจ นครบาล ทำไมผู้บัญชาการตำรวจนครบาลคนนี้เปิดบ่อนเฮียตี้จนยิงคนตายก็ยังอยู่ได้ บกพร่องในการถวายความปลอดภัยก็ยังอยู่ได้ ไม่เห็นเป็นไรเลยครับ คนที่ ๒ ต้องรับผิดชอบ คือตัวคุณประยุทธ์นะครับ เพราะ พ.ร.บ. การถวายความปลอดภัย พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๙ ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการตาม พ.ร.บ. นี้ ดังนั้นคุณประยุทธ์ต้องเป็นคนรับผิดชอบ ไปเต็ม ๆ อย่าไปโทษคนอื่น คุณประยุทธ์ต้องรับผิดชอบครับ🔗
สรุปนะครับ ถ้าคุณประยุทธ์บริหารประเทศตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๔ คือปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เสียสละ เปิดเผย รอบคอบ และมีความระมัดระวัง ปัญหาต่าง ๆ ในวันนี้ที่คนออกมาขับไล่คุณประยุทธ์มันจะไม่เกิดครับ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๔ บอกว่าส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรม ผาสุก และมี ความสามัคคีปรองดอง คุณประยุทธ์ได้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๔ ไหมครับ ถ้าคุณประยุทธ์ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ลาออกไปเถอะครับ วันนี้ปัญหาทั้งหมดมันเกิดจาก คุณประยุทธ์ครับ ดังนั้นปัญหาต่าง ๆ จะจบสิ้นไป ๑. การชุมนุมขับไล่คุณประยุทธ์ ๒. การปิดห้าง ๓. การปิดรถไฟฟ้า ๔. เศรษฐกิจที่พังพินาศ ราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ ชาวบ้านเดือดร้อน คนจนเดือดร้อน รวยเฉพาะเจ้าสัว เพราะคุณประยุทธ์เอื้อเจ้าสัว ปัญหา ทุกอย่างจะจบ คุณประยุทธ์ฟังผมนะครับ ลาออกไปครับ🔗
ต่อไป ขอเชิญท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ จากนั้นก็จะเป็นนางสาวสุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา เชิญท่านอัครเดชก่อนครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี เขต ๔ อำเภอบ้านโป่ง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา กระผมขออนุญาตท่านประธานใช้เวลาสั้น ๆ ในการอภิปรายชี้แจง ๒ ประเด็น เนื่องจากรัฐบาลนั้นได้ขอเปิดอภิปรายตามมาตรา ๑๖๕ ของรัฐธรรมนูญ จึงขออนุญาตชี้แจง ๒ ประเด็น เพื่อให้พี่น้องประชาชนที่ได้รับชมทางบ้านได้เข้าใจ ในประเด็นของการแก้รัฐธรรมนูญ กับในเรื่องของเศรษฐกิจครับ🔗
เรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ผมเป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร แล้วก็เป็นสมาชิกรัฐสภาคนหนึ่งที่ได้มีการลงมติสนับสนุนให้มีการตั้ง คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญก่อนรับหลักการ ซึ่งเหตุผลนั้นไม่ใช่เรื่องของ การยื้อเวลาหรอกครับ หรือเป็นการเตะถ่วงตามที่คนบางกลุ่มนั้นได้ตั้งข้อกล่าวหาว่ารัฐบาล หรือพรรคร่วมรัฐบาลนั้นมีความต้องการที่จะเตะถ่วงในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่สิ่งสำคัญ ก็คือเพื่อให้เกิดความรอบคอบครับ เนื่องจากรัฐธรรมนูญนั้นถือว่าเป็นกฎหมายสูงสุด เป็นกฎหมายที่ศักดิ์สิทธิ์ ฉะนั้นการที่เราจะแก้รัฐธรรมนูญนั้นก็ต้องให้เกิดความรอบคอบ ในการแก้ไข และที่สำคัญนะครับ ที่ผ่านมาเราต้องการเสียง ส.ว. ในการที่จะโหวต (Vote) รับร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญ สิ่งที่ผ่านมาไม่ว่าการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการพิจารณาศึกษาแก้ไข รัฐธรรมนูญในชุดกรรมาธิการที่มีท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน มาเป็น ประธาน ท่านประธานครับ ส.ว. ไม่ได้มีส่วนร่วมเลย ไม่ว่าจะเป็นการยื่นร่างในเรื่องของ การพิจารณาศึกษาแก้ไขในชุดของกรรมาธิการที่ผ่านมา เพราะว่ามีสัดส่วนเฉพาะของ ครม. มีสัดส่วนเฉพาะของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาล แล้วก็ฝ่ายค้านเท่านั้น ฉะนั้น การตั้งกรรมาธิการ ๓๐ วันที่ผ่านมาเป็นประโยชน์มากครับท่านประธาน ในการที่จะได้ให้ ทาง ส.ว. หรือสมาชิกวุฒิสภานั้นมาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด ของประเทศให้มีความรอบคอบ แล้วก็ให้เกิดการยอมรับในส่วนของสมาชิกวุฒิสภาที่จะได้ นำร่างแก้ไขไปศึกษา เพื่อจะได้ลงมติรับหลักการในลำดับต่อไป ฉะนั้นข้อกล่าวหาในเรื่องของ การเตะถ่วง ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวหาว่าท่านนายกรัฐมนตรีเตะถ่วง รัฐบาลเตะถ่วง พรรคร่วมรัฐบาลเตะถ่วงนั้น ไม่เป็นความจริงครับ เราต้องการให้เกิดความรอบคอบ แล้วเกิดความมีส่วนร่วมบนพื้นฐานกลไกของรัฐสภาในการตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณา ก่อนรับหลักการ ซึ่งตอนนี้ทราบว่าผลการพิจารณาก็เสร็จสิ้นแล้ว โดยได้มีการจัดพิมพ์ รายงานเพื่อให้สมาชิกรัฐสภาทั้ง ๗๕๐ ท่านได้รับไปพิจารณาศึกษา ซึ่งรายงานตรงนี้ก็อยู่ใน มือผมนะครับ ซึ่งตรงนี้ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการที่จะให้ทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ได้พิจารณาในการที่จะเปิดสภามา แล้วก็จะได้พิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญกันตามที่รัฐบาล ได้มีนโยบาย ซึ่งทางรัฐบาลนั้นก็มีนโยบายของรัฐบาลในการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ฉะนั้นจึงขอให้พี่น้องประชาชนทั้งที่ชุมนุมอยู่ แล้วก็ที่อยู่ทางบ้าน ได้มั่นใจว่ารัฐบาลภายใต้ การนำของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้นตั้งใจที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่ทุกฝ่าย มีความต้องการ🔗
ส่วนที่ ๒ ตอนนี้ประเทศชาติต้องการความสงบครับ ที่ผ่านมานั้นมีการชุมนุม รัฐบาลนั้นต้องการแก้ไขปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจจากภัยไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) ซึ่งระบาดไปทั่วโลก ซึ่งเป็นที่ทราบอยู่แล้วว่ารัฐบาลภายใต้การนำของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้นมีผลงานการควบคุมโรคระบาดเป็นที่ชัดเจน แล้วเป็น ที่ยอมรับของนานาชาติ ดังนั้นตอนนี้พี่น้องประชาชนตอนผมลงพื้นที่ก็อยากให้รัฐบาลนั้น ได้มีสมาธิในการที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้กับพี่น้องประชาชน ฉะนั้นพี่น้องประชาชน จำนวนมากจึงต้องการความสงบ แล้วก็ขอให้รัฐบาลนั้นได้มีสมาธิในการแก้ไขปัญหา เศรษฐกิจให้กับพี่น้องประชาชน ก็อยากจะบอกกับทางรัฐบาลแล้วก็เพื่อนสมาชิกว่า มีคนจำนวนมากที่สนับสนุนให้รัฐบาลบริหารประเทศชาติต่อไป ซึ่งเป็นพลังเงียบ แล้วก็ขอให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้บริหารประเทศต่อไป ขอให้ท่านอย่าลาออกนะครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านสมาชิกครับ ต่อไปเชิญนางสาวสุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา แล้วจะเป็นท่านสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ เชิญท่านสุทธวรรณครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จริง ๆ แล้วดิฉันได้เตรียม สไลด์ (Slide) ที่มีทั้งรูปภาพ คลิป (Clip) และแผนที่ต่าง ๆ แต่ไม่ได้รับการอนุญาตให้ใช้ ในการประกอบการอภิปรายนะคะ อย่างไรก็ตามประชาชนที่ติดตามอยู่ทางบ้านสามารถ รับชมได้ผ่านทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ (Facebook Fanpage) พรรคก้าวไกลไปพร้อม ๆ กัน ได้เลยค่ะ ตอนนี้เลยนะคะ ท่านประธานคะ การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร ส่วนที่สำคัญส่วนหนึ่งมากจากคำกล่าวอ้างของรัฐบาลที่ว่า กลุ่มผู้ชุมนุมมีการกระทำที่กระทบต่อขบวนเสด็จพระราชดำเนิน มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า การกระทำที่มีความรุนแรงนั้นกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยในชีวิต หรือทรัพย์สินของรัฐ หรือบุคคล ถึงแม้ตอนนี้จะมีการยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่มีความร้ายแรงไปแล้ว แต่ดิฉันก็เห็นว่าเราควรจะอภิปรายถึงกรณีนี้ เพราะนี่เป็นหนึ่งในข้อ ที่ถูกนำมากล่าวอ้างในการขอเปิดอภิปรายทั่วไปในวันนี้ นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มที่รัฐบาลจะนำกรณีนี้มาสุมไฟแห่งความเกลียดชังกันในหมู่ประชาชน ดังนั้นหากเราไม่เข้าใจข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น จะไม่สามารถนำไปสู่การคลี่คลายปัญหา ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ได้เลยค่ะ ท่านประธานคะ สิ่งที่ดิฉันจะนำเรียนในสภาต่อไปนี้ คือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๖๓ ที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากลุ่มผู้ชุมนุม ไม่ได้มีเจตนาขัดขวางขบวนเสด็จพระราชดำเนิน และมีความพยายามเลี่ยงเส้นทางเสด็จ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกิดจากความผิดพลาดในการจัดเส้นทางขบวนเสด็จจนยากต่อการถวาย การอารักขาของเจ้าหน้าที่ และความผิดพลาดนี้ต้องมีผู้รับผิดชอบค่ะ ท่านประธานคะ ที่ดิฉันกล่าวว่าผู้ชุมนุมไม่ได้มีเจตนาขัดขวางขบวนเสด็จ และมีความพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ กระทบขบวนเสด็จนั้น เริ่มต้นมาจากช่วงเวลาที่มีการประกาศการชุมนุมของกลุ่มประชาชน และนักศึกษา วันที่ ๑๙ กันยายน ผู้ชุมนุมประกาศว่าจะมีการชุมนุมในวันที่ ๑๔ ตุลาคม โดยยังไม่ได้แจ้งสถานที่ วันที่ ๒ ตุลาคม ประกาศแจ้งสถานที่ชุมนุมโดยนัดหมายที่ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย วันที่ ๙ ตุลาคม ราชกิจจานุเบกษาประกาศหมายกำหนดการ พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลตั้งเปรียญ เวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกา เส้นทางเสด็จ พระราชดำเนินจากพระที่นั่งอัมพรสถานไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และในวันเดียวกันนั้น ราชกิจจานุเบกษาก็ได้ประกาศหมายกำหนดการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ถวายผ้าพระกฐิน เวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกา ซึ่งมีสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีเสด็จ พระราชดำเนินแทนพระองค์ไปถวายผ้าพระกฐินที่วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร และวัดอรุณราชวรารามราชวรวิหาร แต่ในราชกิจจานุเบกษาไม่ได้แจ้งเส้นทางเสด็จว่า เริ่มต้น ณ ที่ใด เพียงแต่แจ้งจุดหมายปลายทางว่าเป็นวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร วันที่ ๑๐ ตุลาคม แกนนำบางส่วนที่นัดหมายชุมนุมประกาศผ่านเพจ (Page) แนวร่วม ธรรมศาสตร์และการชุมนุมว่าไม่มีเจตนาจะขัดขวางขบวนเสด็จ และจะไม่ขัดขวาง ขบวนเสด็จ และย้ำว่าขอให้ฝ่ายรัฐอย่าสร้างสถานการณ์ วันที่ ๑๔ ตุลาคม ราชกิจจานุเบกษาประกาศหมายกำหนดการฉบับแก้ไขเพิ่มเติม เปลี่ยนกำหนดเวลาจากเดิม ที่มีการเสด็จไปวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกา เป็นเวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกา จากลำดับเวลาดังกล่าวจะเห็นได้ว่าประชาชนและนักศึกษาประกาศชุมนุมที่ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยไม่ทราบล่วงหน้าว่าจะมีขบวนเสด็จพระราชดำเนินผ่าน แต่ภายหลังเมื่อทราบแล้วก็มีความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงขบวนค่ะ ในวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๖๓ ข้อเท็จจริงคือกลุ่มผู้ชุมนุมได้เคลื่อนขบวนออกจากพื้นที่ถนนราชดำเนินไปยังทำเนียบรัฐบาล ผ่านทางถนนนครสวรรค์ตั้งแต่เวลา ๑๔.๓๐ นาฬิกา เพื่อเลี่ยงไม่ให้การชุมนุมกระทบ กับขบวนเสด็จ โดยผู้ชุมนุมออกนอกพื้นที่ถนนราชดำเนินก่อนเวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกา ดิฉันอยากชวนมาตั้งคำถามต่อว่าแล้วเหตุการณ์ที่เราเห็นกันตามหน้าข่าวซึ่งเป็นเหตุการณ์ ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น เกิดขึ้นได้อย่างไร ดิฉันเห็นว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นเกิดจาก เจ้าหน้าที่ ความผิดพลาดในครั้งนี้เกิดจากเจ้าหน้าที่ในการจัดเส้นทางขบวนเสด็จ และเป็น ข้อบกพร่องของเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ในการถวายความปลอดภัย ดิฉันอยากขอไล่เรียง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น ตั้งแต่เวลา ๑๕.๓๐ นาฬิกา หัวขบวนผู้ชุมนุมเคลื่อนออกมาจาก ถนนราชดำเนินผ่านมาถึงถนนนครสวรรค์เพื่อไปยังทำเนียบรัฐบาล แต่ไม่สามารถไปต่อได้ เนื่องจากติดแนวกั้นแบริเออร์ (Barrier) รถบัส และรั้วลวดหนาม ซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมติดอยู่ใน บริเวณถนนนครสวรรค์เป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๒ ชั่วโมง โดยผู้ชุมนุมกลุ่มใหญ่ตรงนั้นไม่ได้มี การฝ่าแนวกั้นของตำรวจไปยังถนนพิษณุโลกแต่อย่างใด แต่อย่างไรก็ตาม มีผู้ชุมนุมบางส่วน ได้เดินทางไปรอยังพื้นที่ใกล้ทำเนียบรัฐบาล ไม่ได้มากับขบวนใหญ่ ก่อนที่กลุ่มผู้ชุมนุมหลัก จะไปถึงทำให้บริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ และสามแยกนางเลิ้งซึ่งอยู่ใกล้ทำเนียบรัฐบาล มีผู้ชุมนุมจำนวนหนึ่ง และมีตำรวจอยู่ในพื้นที่อยู่ก่อนแล้วค่ะ เหตุการณ์ในช่วงเวลานั้น มีการบันทึกไว้ได้โดยเฟซบุ๊กไลฟ์ (Facebook Live) ของสำนักข่าวหลาย ๆ สำนัก ดิฉันจะขอไล่เรียงเวลาตามที่เห็นจากในคลิป (Clip) ที่ปรากฏจากที่สำนักงานข่าวไลฟ์ (Live) เวลา ๑๗.๑๔ นาฬิกา บริเวณสะพานชมัยมรุเชฐมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ประชาชน และสื่อมวลชนอยู่ที่นั่นจำนวนหนึ่ง โดยในบริเวณนั้นมีผู้บัญชาการตำรวจนครบาลยืนอยู่ด้วย แต่ทาง ผบช.น. และเจ้าหน้าที่ตำรวจภายใต้การบังคับบัญชาของ ผบช.น. ไม่มีการแจ้งให้ ประชาชนและสื่อมวลชนทราบว่าขบวนเสด็จกำลังจะผ่านมาในถนนพิษณุโลกในช่วงเวลานั้น เวลา ๑๗.๑๗ นาฬิกา สภาพแวดล้อมในบริเวณดังกล่าวไม่มีอะไรที่บอกหรือบ่งชี้ ให้ประชาชนทราบได้เลยว่าจะมีขบวนเสด็จ เห็นได้จากรถตู้ตำรวจที่จอดขวางอยู่เต็ม สะพานชมัยมรุเชฐ ขาตั้งกล้องของสื่อมวลชนยังวางอยู่เต็มถนน ประชาชนและผู้สื่อข่าว ไม่ทราบเลยว่าจะมีขบวนเสด็จผ่านตรงจุดนั้น ไม่มีการเคลียร์ (Clear) เส้นทางล่วงหน้า เวลา ๑๗.๒๐ นาฬิกา ตำรวจตั้งแถวเรียงหน้ากระดานตรงนั้นโดยที่ไม่ได้แจ้งว่าจะทำอะไร เวลา ๑๗.๒๑ นาฬิกา ตำรวจที่ตั้งแถวอยู่หลีกทางให้รถตำรวจผ่าน แต่ก็ไม่ได้แจ้งให้ทราบ ล่วงหน้าว่ามีขบวนเสด็จตามหลัง นักข่าวยังไลฟ์ (Live) ตามปกติ เมื่อรถตำรวจวิ่งผ่านไป เจ้าหน้าที่ตำรวจก็กลับมาตั้งแถวขวางถนนทันที ผู้สื่อข่าวและประชาชนทั่วไปก็ยังเข้าใจว่า นี่คือรถตำรวจทั่ว ๆ ไป ไม่ใช่รถนำขบวนแต่อย่างใด ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้เดินหน้ามา ทางสะพานชมัยมรุเชฐในขณะที่ประชาชนยังยืนกระจายตัวกันอยู่เลย เมื่อประชาชนเห็น เจ้าหน้าที่ตำรวจเดินเข้ามาโดยไม่แจ้งว่าจะทำอะไร จึงมีประชาชนบางส่วนเดินเข้ามาขวาง เพราะเข้าใจว่าตำรวจจะใช้กำลังกับผู้ชุมนุม คำถามคือจนถึงตอนนั้นแล้วทำไมตำรวจ ยังไม่แจ้งว่าขอเคลียร์ (Clear) เส้นทางเพื่อให้ขบวนเสด็จพระราชดำเนินผ่าน เวลา ๑๗.๒๕ นาฬิกา หลังจากเกิดความชุลมุนบริเวณนั้น รถยนต์พระที่นั่งได้เคลื่อนที่ ผ่านมาจากแนวด้านหลังของตำรวจ นาทีนั้นเองค่ะ ผู้ชุมนุมและผู้สื่อข่าวเพิ่งทราบว่า นี่คือขบวนเสด็จ ก่อนหน้านั้นไม่มีการแจ้งเลยค่ะ ย้ำอีกครั้งว่าผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ยืนอยู่ตรงนั้น หลังจากผ่านสะพานชมัยมรุเชฐ รถยนต์พระที่นั่งเคลื่อนที่มาถึงแยกนางเลิ้ง บริเวณแยกนางเลิ้งมีประชาชนอยู่หลายกลุ่ม กลุ่มแรกก็คือกลุ่มผู้ชุมนุมหลักซึ่งติดอยู่บน ถนนนครสวรรค์ ก็ห่างจากแยกนางเลิ้งไปหลายร้อยเมตร ยังไม่ได้เข้ามาตรงสามแยกนางเลิ้ง ก็คือติดแบริเออร์ (Barrier) รถบัส และรั้วลวดหนามค่ะ ถัดมามีกลุ่มคนสวมเสื้อสีเหลืองอยู่ แนวด้านหลังตำรวจ ยืนในลักษณะคล้องแขนกันเป็นกำแพงแล้วก็หันหน้าไปทางถนน นครสวรรค์ ไม่ได้หันหน้ามาทางขบวนเสด็จ ก็คือไม่ได้มารอรับเสด็จ มารอกีดขวางผู้ชุมนุม นั่นเองในบริเวณสามแยกนางเลิ้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีการแจ้งให้ประชาชนทราบเช่นกัน ก็มีจำนวนผู้ชุมนุมอีกเล็กน้อยที่ปักหลักรอขบวนใหญ่จากถนนนครสวรรค์ซึ่งอยู่บริเวณ สามแยกนั้น แล้วก็ไม่ได้มีการปิดถนนพิษณุโลกแต่อย่างใด รถยนต์พระที่นั่งมาถึงสามแยก นางเลิ้งโดยที่ผู้ชุมนุมไม่ทราบว่าจะมีขบวนเสด็จเช่นกัน ประชาชนเสื้อเหลืองส่วนหนึ่ง ก็ไม่ทราบเพราะว่าหันหน้าไปทางถนนนครสวรรค์ และในตอนนั้นเองก็ไม่มีเจ้าหน้าที่ มาถวายความปลอดภัยขบวนเสด็จด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนหนึ่งเพิ่งวิ่งฝ่าผู้ชุมนุมออกมา หลังจากรถยนต์พระที่นั่งเคลื่อนผ่านมาแล้ว นอกจากนั้นในระหว่างที่ขบวนเสด็จผ่าน ยังมีประชาชนและสื่อมวลชนยืนอยู่บนสะพานลอยเหนือถนนพิษณุโลกที่ขบวนเสด็จผ่าน จะเห็นได้ว่าไม่มีการเตรียมเส้นทางไว้ล่วงหน้าเลย คนยืนอยู่บนสะพานลอยเต็มไปหมดค่ะ ดิฉันมีข้อสังเกตอยู่ ๓ ข้อ จากที่กล่าวมาทั้งหมด🔗
ข้อแรก การเสด็จพระราชดำเนินในครั้งนี้ทำไมเจ้าหน้าที่ไม่แจ้งผู้ชุมนุม หรือแจ้งประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ว่าจะมีการเสด็จ ตำรวจยืนเยอะแยะไปหมดแต่ไม่แจ้ง คุยกันเองแต่ว่าไม่ยอมเคลียร์ (Clear) เส้นทาง🔗
ข้อ ๒ ขบวนเสด็จพระราชดำเนินที่ผ่านไปในพื้นที่ในเวลานั้น คือขบวนเสด็จ ของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี ซึ่งเสด็จพร้อมสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ ซึ่งขบวนเสด็จแทนพระองค์นี้ต้องมีการถวายการอารักขา ด้วยความปลอดภัยในระดับสูงสุด ทำไมเส้นทางนั้นถึงไม่มีการเตรียมพื้นที่ล่วงหน้า ตามหลักปฏิบัติในการถวายความปลอดภัย🔗
ข้อ ๓ เรื่องการจัดเส้นทางขบวนเสด็จ ซึ่งมีจุดหมายปลายทางคือ วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร ดิฉันอยากตั้งคำถามกับเจ้าหน้าที่ซึ่งมีหน้าที่ในการเลือก เส้นทางว่าเส้นทางนี้เป็นเส้นทางหลักหรือไม่ และมีเส้นทางสำรองหรือไม่ ตามแผน ถวายความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกการจราจรโดยทั่วไปต้องมีแผนสำรองเสมอ ในวันเดียวกันนั้นที่มีหมายกำหนดการเสด็จพระที่นั่งอัมพรสถานไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม อันนั้นมีเส้นทางสำรองนะคะ ดิฉันจึงอยากถามว่าการจัดเส้นทางไปยัง วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร มีเส้นทางสำรองหรือไม่ ถ้ามี ทำไมเจ้าหน้าที่ที่ถวาย การอารักขาจึงตัดสินใจเลือกมายังเส้นทางถนนพิษณุโลก นำขบวนเสด็จมาในพื้นที่ที่อาจ ได้รับความไม่สะดวกและเสี่ยงต่อความปลอดภัย แทนที่จะถวายความอารักขาอย่างใกล้ชิดได้ในเส้นทางอื่น ซึ่งมีตัวเลือกอีกมากมายนะคะ ทั้งถนนศรีอยุธยาและถนนหลานหลวง ในเมื่อเจ้าหน้าที่ทราบว่าเส้นทางนี้ไม่สะดวก ทำไม จึงนำขบวนเสด็จมายังเส้นทางนี้ โดยปกติหากมีปัญหาเกิดขึ้นในขบวนเสด็จ จะต้องมีรายงาน ชี้แจงจากผู้ที่เกี่ยวข้องว่าปัญหาเกิดขึ้นได้อย่างไร แผนถวายความปลอดภัยในครั้งนั้นกำหนด รายละเอียดในการปฏิบัติไว้อย่างไร เพราะตามหลักปฏิบัติจะต้องมีการตรวจสอบ ความเรียบร้อยในเส้นทางก่อนเวลาเสด็จไม่น้อยกว่า ๒ ชั่วโมง ถ้าพบปัญหาที่อาจจะกระทบ ต่อขบวนเสด็จก็สามารถประสานงานเพื่อเปลี่ยนแปลงเส้นทางได้ ในวันที่ ๑๒ ตุลาคม ที่ผ่านมา กองบัญชาการตำรวจนครบาลเพิ่งจะมีการแถลงข่าวว่าจะมีการถวายความปลอดภัย ขบวนเสด็จขั้นสูงสุด ดิฉันจึงอยากถามกลับไปยังเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ถวายความปลอดภัยว่า ทำไมจึงจัดขบวนเสด็จมายังเส้นทางนี้ นี่คือการถวายความปลอดภัยขั้นสูงสุดแล้วหรือ ท่านประธานคะ ผลสืบเนื่องจากความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ในการจัดเส้นทางขบวนเสด็จ ในครั้งนี้คือมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร และมีการดำเนินคดีกับประชาชน ๓ ราย ในความผิดฐานประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพของพระราชินี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๐ และจากญัตติ ที่ขอเปิดอภิปรายในวันนี้ที่ท่านนายกรัฐมนตรีแจ้งว่ามีปัญหาอยู่ ๓ ข้อ ดิฉันเห็นว่ารัฐบาล จงใจบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อปกปิดความผิดพลาดของตนเองในการจัดเส้นทางเสด็จ และการถวายความปลอดภัย สิ่งที่เกิดขึ้นในอีกวันถัดมาหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว มีการสั่งย้ายนายตำรวจ ๓ นาย เป็นการเร่งด่วน ได้แก่ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้บังคับการตำรวจนครบาล ๑ และผู้บังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน จริง ๆ แล้ว ความผิดพลาดในครั้งนี้เกิดตั้งแต่การจัดเส้นทางขบวนเสด็จ ดิฉันเห็นว่าผู้ที่ควรมีหน้าที่ รับผิดชอบคือผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และตัว ท่านนายกรัฐมนตรีเองด้วยค่ะ เมื่อการจัดเส้นทางเสด็จและการถวายความปลอดภัย มีข้อผิดพลาด นายกรัฐมนตรีจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ แล้วความบกพร่องในครั้งนี้ รัฐบาลก็ไม่ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริงแต่อย่างใด กลับมุ่งประณาม และใส่ความผู้ชุมนุม ซึ่งนั่นเป็นปัญหาปลายเหตุค่ะ นอกจากนี้เรายังเห็นความพยายาม นำกรณีขบวนเสด็จมาบิดเบือนความจริง ใช้กรณีนี้ปลุกปั่นให้ประชาชนเกลียดชังกัน เผชิญหน้ากัน และในวันหนึ่งอาจนำไปสู่การฆ่ากันได้ ดิฉันไม่อยากให้เหตุการณ์ดำเนินไปถึง จุดนั้นค่ะ พรรคก้าวไกลจะยื่นญัตติด่วนขอให้ตั้ง กมธ. วิสามัญเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง ข้อบกพร่องในการกำหนดเส้นทางและการถวายความปลอดภัยในภายหลัง ท่านประธานคะ เหตุการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาเมื่อ ๔๔ ปีที่แล้ว ก่อนมีเหตุการณ์วันที่ ๖ ตุลาคม มีการนำภาพที่นักศึกษาชมรมศิลปะการแสดงของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดแสดงละคร ที่ลานโพธิ์ จำลองเหตุการณ์การฆ่าแขวนคอพนักงานการไฟฟ้าที่จังหวัดนครปฐม มาขึ้นหน้า ๑ หนังสือพิมพ์ และปลุกปั่นให้ประชาชนเกลียดชังนักศึกษา🔗
ท่านสุทธวรรณครับ คงนอกประเด็นไปแล้ว ไปพูดถึงเรื่อง ๔๔ ปี🔗
ดิฉันก็อยากจะขอวิงวอนว่าอย่าใช้เหตุการณ์ขบวนเสด็จนี้มาให้ร้ายประชาชนและนำไปสู่ โศกนาฏกรรมแบบนั้นอีกค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันอยากขอให้รัฐบาลรับผิดชอบและเลิก บิดเบือนความจริง รัฐบาลควรมีหน้าที่ธำรงสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ทรงอยู่เหนือ ความขัดแย้งทางการเมือง เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทุกฝ่าย มิใช่นำสถาบัน พระมหากษัตริย์มาสร้างความเกลียดชัง และสร้าศิความชอบธรรมให้ประชาชนออกมา ทำร้ายกัน ดิฉันอยากขอวิงวอนให้รัฐบาลเลือกใช้วิธีการรับมือกับผู้ชุมนุมที่ไม่ทำให้ ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกับประชาชนแย่ลง แน่นอนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้ บางครั้งผู้ชุมนุมอาจมีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์หรือมีบางสิ่งที่หลาย ๆ ท่านในที่นี้ รู้สึกไม่พอใจ แต่ดิฉันไม่อยากจะให้ดึงสถาบันพระมหากษัตริย์ลงมาอยู่ในความขัดแย้งเหล่านี้ สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นของคนทุกคน ไม่ใช่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ดิฉันยังยืนยันว่า เราต้องหาทางออกร่วมกันเพื่อให้สถาบันพระมหากษัตริย์ธำรงอยู่อย่างสง่างามภายใต้ รัฐธรรมนูญ ขอบคุณค่ะ🔗
ต่อไป เชิญท่านสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ หลังจากนั้นเป็นท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นาย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ อันดับแรกผมต้อง ขอขอบคุณรัฐบาลที่วันนี้ท่านได้กรุณาเปิดประชุมวิสามัญเพื่อมาหาทางออกร่วมกัน ขอบคุณที่ท่านเชื่อในระบบรัฐสภา เพราะผมคิดว่าคนไทยทั้งประเทศก็เชื่อเช่นกันว่าปัญหา ที่เกิดขึ้นมาในวันนี้ในสังคมไทย ทางออกที่ดีที่สุดก็คือรัฐสภา วันนี้ประเด็นที่ท่านเปิดหัวข้อ มา ๓ ประเด็น แน่นอนครับ ที่เราจะต้องมาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน แต่อย่างหนึ่ง ที่ผมจะข้ามไปไม่ได้ก็คือผมก็ต้องขอพูดถึงสังคมไทยในปัจจุบันนี้ แล้วก็ความเป็นมาของ ที่มาปัญหาในวันนี้ด้วยเช่นเดียวกัน ต้องกราบเรียนว่าผมเป็นผู้หนึ่งที่เชื่อมั่นในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างมาก ผมเชื่อว่าผู้ที่จะสามารถ สะท้อนเจตจำนงของประชาชนได้ดีที่สุดก็คือสภาผู้แทนราษฎร และผมเชื่อในกติกาที่ถูกต้อง และเท่าเทียมกัน วันนี้เราเดินมาถึงจุดนี้เราต้องยอมรับว่ากติกาที่ผ่านมามันมีปัญหา มันมีปัญหาตั้งแต่การเขียนรัฐธรรมนูญที่สืบทอดอำนาจมาจนถึงวันนี้ นี่คือเรื่องที่ เขาพูดคุยกันในสังคม และผมเชื่อว่าเรื่องส่วนนี้เป็นเรื่องที่มีส่วนร่วมกันเยอะมากในสังคม วันนี้เราเห็นว่าเป็นปัญหาร่วมกัน ปัญหาต้นตอนั้นลุกลามบานปลายจนถึงวันนี้ เกิดอะไรขึ้นกับประชาธิปไตยในประเทศไทย เดิมทีผมต้องเรียนท่านประธานว่าผมเป็นผู้หนึ่ง ที่จะคอยไปสังเกตการณ์การชุมนุมของกลุ่มเยาวชนโดยตลอด ไม่ใช่เพราะผมคิดว่า การชุมนุมนั้นถูกหรือไม่ถูก แต่ผมเชื่อว่าการชุมนุมเป็นสิทธิ แต่พอมาวันหนึ่งเราเห็นว่า ข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมยกเพดานจากการให้ท่านนายกรัฐมนตรีลาออก จากการยุบสภา จากการแก้รัฐธรรมนูญ เป็นถึงเรื่องการปฏิรูปสถาบัน ผมกลับมาถามตัวเองว่าวันนี้รถที่ เราเคยขึ้นมาด้วยเราจะไปกับเขาได้ไหม จนกระทั่งวันหนึ่งลูกสาวผมอายุ ๑๓ ปี กลับมา ที่บ้านแล้วก็เล่าให้ฟังว่าวันนี้เพื่อนเอาโบมาให้หนูติด วันนี้เพื่อนบอกให้หนูชู ๓ นิ้ว แต่หนู ไม่ทำค่ะ ผมก็ถามว่าแล้วทำไมหนูถึงไม่ทำ เพราะหนูไม่เชื่อแบบเขา แล้วเขาทำอย่างไรลูก เขาไล่หนูออกจากไลน์ (Line) กลุ่มค่ะ วันรุ่งขึ้นผมคุยกับลูก ผมบอกลูกผมว่าวันนี้ไปถึง ถ้าเพื่อนยื่นโบให้รับโบ ถ้าเพื่อนให้ชู ๓ นิ้ว ชู ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวเพื่อนไม่เล่นด้วย คือเราไม่ได้ คิดอะไรไกลครับ เราคิดว่าถ้าเราจะหาวิธีแก้ปัญหาแบบเด็ก ๆ เราจะทำอย่างไร ลูกสาวผม บอกว่าไม่ค่ะ หนูไม่ได้เชื่อแบบนั้น หนูคิดว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสิ่งที่ต้องเชิดชู เมื่อลูกสาวผมพูดแบบนั้น ผมก็ได้คิดว่าการเป็นประชาธิปไตยนั้น แน่นอนครับ ที่เราจะต้อง ฟังความเห็นที่ต่าง ในขณะเดียวกันเราก็ต้องเคารพความเห็นที่ต่างออกไปอีกด้วย วันนี้ผู้ชุมนุมหลายส่วนพูดถึงการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ถ้าท่านพูดเพียงแค่คำพูด คำนี้ ปฏิเสธไม่ได้ครับว่าฟังดูแล้วดูมีวิชาการ มีหลักการ แต่ในความเป็นจริงนั้นหากเราเอา พฤติกรรมทั้งหมดมาประกอบการพิจารณา เราจะเห็นว่าการปฏิรูปสถาบันที่ท่านกล่าวนั้น เป็นเพียงแค่คำพูดที่สวยหรูหรือไม่ วันหนึ่งผมนั่งรับประทานข้าวแล้วก็เปิดไลฟ์ (Live) สดครับ เปิดไลฟ์ (Live) สดที่ผู้ชุมนุม ชุมนุม แล้วก็มีผู้หญิงแก่อายุ ๖๐ กว่าปีร้องไห้แล้วก็ถามผมว่าทำอย่างไรลูก เขาจะล้ม สถาบันแล้ว อันนี้คือความคิดของคนที่ดูคลิป (Clip) วันนี้เราต้องมาพูดกันว่าเรื่องของ สถาบันพระมหากษัตริย์นั้นเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ละเอียดอ่อน และผู้ชุมนุมกำลังต่อสู้กับความเชื่อ ความศรัทธาของคนไทยอีกเกิน ครึ่งประเทศ จากประสบการณ์ของผม ผมก็ต้องเรียนว่าหลายข้อมูลที่ผมฟังจากผู้ชุมนุม ผมอาจจะไม่ได้เห็นด้วยคล้อยตามไปทั้งหมด เพราะประสบการณ์ที่ผมเห็นคือผมเห็นว่า ตลอดช่วงอายุผม ๔๔ ปีที่เกิดมา คนไทยหวังที่จะพึ่งในพระบารมีของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวมาโดยตลอดในทุกครั้งที่ประเทศไทยมีวิกฤติ แต่ถามว่าวันนี้ทางออก ของสังคมไทยเราจะมีไหมในสังคมที่มีความขัดแย้งเช่นนี้ ก็ต้องกราบเรียนว่ามีครับ วันนี้เราต้องให้ข้อมูลที่เป็นธรรมกับทุก ๆ ฝ่าย ให้ข้อมูลที่เป็นจริง มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ ผมจะขออนุญาตพูดในสภาที่ผมได้มีโอกาสไปตอบในโลกโซเชียล (Social) หรือใน อินเทอร์เน็ต (Internet) เรื่องนี้หากผมไม่รู้ไม่เห็นเราก็คงจะปล่อยผ่าน แต่บังเอิญผมรู้ บังเอิญผมเห็น บังเอิญว่าผมเป็นกรรมาธิการงบประมาณ วันนี้มีหลายภาคส่วนเขามาพูดกัน เรื่องโครงการหลวง บอกว่าถ้าขึ้นชื่อโครงการหลวงแล้วรัฐไม่กล้าตัด จริงหรือ มีความคุ้ม จริงหรือไม่ ผมยกตัวอย่างให้ท่านฟังง่าย ๆ ครับ โครงการฝนหลวงหรือโครงการฝนเทียม ถ้าท่านประธานอ่านในโลกโซเชียล (Social) ก็จะเห็นว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นประเด็น ที่ร้อนแรงมาก แต่สิ่งนี้เราต้องพูดให้สังคมเข้าใจว่ากรมฝนหลวงเป็นกรมกรมหนึ่งที่อยู่ภายใต้ การกำกับดูแลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วิธีทำงบประมาณของกรมฝนหลวงไม่ได้มี วิธีพิเศษพิสดารอะไร ก็เหมือนทุกกรม คือก็ต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎร คำถามว่าแล้วทำไม ใช้ชื่อฝนหลวง ก็เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ เห็นว่าเทคโนโลยีนี้ จะเป็นประโยชน์กับเกษตรกรก็เอามาใช้ แล้วรัฐบาลไทยให้เกียรติ ก็ตั้งชื่อจากฝนเทียม เป็นฝนหลวง แล้วถามว่ามีความคุ้มหรือไม่คุ้ม ก็ต้องตอบอย่างนี้ครับว่าสำหรับโครงการ ฝนหลวงนั้น ถ้าเทียบกับโครงการบริหารจัดการน้ำทั้งหมดในประเทศไทย เงิน ๒,๐๐๐ ล้านบาทที่กรมฝนหลวงได้ในแต่ละปีถือว่าน้อยมาก ยิ่งเทียบกับ งบประมาณแผ่นดินคิดเป็น ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณแผ่นดิน คำถามต่อไปก็คือ แล้วฝนเทียมคุ้มจริงหรือ ก็ต้องกราบเรียนว่าฝนเทียมจุดประสงค์เขาทำ ๒ อย่างหลัก ๆ🔗
๑. คือสร้างฝนให้กับเกษตรกรในพื้นที่ที่การชลประทานยังไปไม่ถึง🔗
๒. ในกรณีพื้นที่ที่มีระบบชลประทานทั่วถึงแล้ว ฝนเทียมก็บินเหนือเขื่อน ในฤดูแล้งเพื่อเติมปริมาณน้ำให้กับระบบชลประทาน ถามว่าในอนาคตยกเลิกได้หรือไม่ ผมเชื่อว่าย่อมทำได้ครับ หากวันไหนประเทศไทยระบบชลประทานสมบูรณ์แบบแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องมีฝนเทียมก็ได้ นี่คือข้อเท็จจริงที่ผมคิดว่าวันนี้เราจะต้องมีการเผยแพร่ มีการแลกเปลี่ยนกัน ทำให้สาธารณชนได้เห็นมากยิ่งขึ้น🔗
ท่านประธานครับ ทางออกของปัญหาในวันนี้ ผมเชื่อว่ามีอยู่ ๒ ระยะด้วยกัน🔗
ระยะแรก สิ่งที่รัฐบาลสามารถทำได้เลย แล้วผมเชื่อว่าเราอยากเห็น นั่นก็คือ ท่านต้องเปิดโต๊ะเจรจา จะมีแกนนำหรือไม่มีแกนนำ อันดับแรกท่านต้องแสดงความจริงใจ โดยการเปิดโต๊ะเจรจา สิ่งใดทำได้ สิ่งใดทำไม่ได้🔗
๒. ท่านเห็นภาพผู้ชุมนุมในวันนี้ใช่ไหมครับ ผู้ชุมนุมในวันนี้ทั้งหมดที่เขา ออกมา สิ่งหนึ่งที่เขาเห็นร่วมกันนั่นก็คือการที่ไม่อยากจะเห็นรัฐบาลใช้ความรุนแรงกับเขา แน่นอนครับ สิ่งที่เราทำได้คือเราต้องออกมาเรียกร้องขอให้ประชาชนไม่ทำผิดกฎหมาย การใช้ความรุนแรงที่เราไม่อยากเห็น เราไม่อยากเห็นการใช้ความรุนแรงจากภาครัฐ เราไม่อยากเห็นการใช้ความรุนแรงแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง วันนี้ถามดูว่าทุกคน กล้าโพสต์ (Post) อะไรลงในเฟซบุ๊ก (Facebook) หรือครับ กล้าพูดอะไรหรือครับ พอพูดไป ก็กลัวว่าเดี๋ยวทัวร์ (Tour) ลงอีก พูดไปก็บอกทัวร์ (Tour) ลงอีก สิ่งนี้เราก็ไม่อยากเห็น สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลสมควรทำก็คือวันนี้ท่านต้องหยุดปิดกั้นสื่อ ถ้าใช้คำว่าหยุดปิดกั้นสื่อ ผมอาจจะกล่าวผิดไป ต้องขออภัยนะครับ แต่วันนี้สื่อต่าง ๆ ที่เขานำเสนออยู่อย่าไปปิดเขา ให้เขาได้ทำหน้าที่ ให้เขาได้ทำโอกาส ถือว่าเป็นเวทีที่เท่าเทียมกัน สื่อมวลชนต้องมีอิสรภาพ และนี่เป็นสิ่งที่เป็นไปตามหลักสากล หากท่านทำ ๒-๓ สิ่งนี้ได้ ผมเชื่อว่ามวลชนเขาจะให้ เวลาในการแก้ปัญหามากขึ้น แต่ปัญหาที่แท้จริงนั้น นั่นก็คือการแก้รัฐธรรมนูญครับ ผมเชื่อว่าแทบทุกพรรคพูดเรื่องเดียวกันหมด ก็คือการแก้รัฐธรรมนูญ และพรรคภูมิใจไทย ของเราก็ยืนยันชัดเจนมาโดยตลอดว่าเราสนับสนุนให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ โดยที่ยกเว้น หมวด ๑ หมวด ๒ ในหมวดพระมหากษัตริย์ที่ไม่ให้มีการแก้ไข เพราะเราคิดว่าไม่มี ความจำเป็น เพราะในปัจจุบันนี้ท่านก็อยู่เหนือรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว วันนี้จริง ๆ ผมมี สไลด์ (Slide) เตรียมมา แต่ว่าท่านประธานไม่อนุญาตให้นำสไลด์ (Slide) ขึ้น ผมจะพา ท่านประธานไปดูคณิตศาสตร์สักนิดหนึ่ง วันนี้สมมุติว่าสังคมไทยเป็นยูนิเวิร์ส (Universe) ยูนิเวิร์ส (Universe) หนึ่ง วันนี้ความคิดของคนในสังคมอาจจะแตกต่างกันถือว่าเป็น ๒ เซต เซตหนึ่งทางขวา เซตหนึ่งทางซ้าย วันนี้เราบอกไม่ได้ครับว่าเซตทางขวามือใหญ่กว่า เซตทางซ้ายเล็กกว่า หรือเซตทางซ้ายใหญ่กว่า เซตทางขวาเล็กกว่า แต่วันนี้ถ้าปล่อยให้ ความคิดอย่างนี้ ความคิดเหล่านี้อยู่ในจักรวาลเดียวกัน เท่ากับว่าพื้นที่ของจักรวาลมันลดลง นั่นหมายความว่าทางเดินของสังคมไทยแคบลง สิ่งที่เราจะต้องแก้ก็คือลองดูว่าสิ่งใดที่ ทางขวากับทางซ้ายเห็นพ้องต้องกัน มาอินเทอร์เซกต์ (Intersect) กันตรงกลาง เห็นพ้อง ต้องกันแบบไม่มีข้อกังขา เราเริ่มแก้ไขจากจุดนั้นก่อน วันนี้ผมเชื่อว่าคนทุกฝั่งเห็นด้วย กับสวัสดิการรัฐที่อยากจะให้ดีขึ้น วันนี้คนทุกฝั่งเห็นด้วยกับระบบการศึกษาที่อยากจะให้ ดีขึ้น วันนี้คนทุกฝั่งเห็นด้วยว่าการบังคับใช้กฎหมายต้องเป็นไปด้วยความเท่าเทียมของคน ทุก ๆ ฝ่าย วันนี้คนทุกฝ่ายเห็นด้วยว่ากติกาที่จะใช้ในการเลือกตั้งนั้นควรจะเป็นกติกาที่ แฟร์เพลย์ (Fair play) เป็นธรรมกับทุก ๆ ฝ่าย นี่คือต้นตอของปัญหา และพรรคภูมิใจไทย ก็ยืนยันว่าหลังจากเปิดสมัยประชุมแล้ว ไม่ว่าการพิจารณาของกรรมาธิการจะเป็นอย่างไร ก็ตาม เรายังยึดมั่นว่านี่คือทางออกของปัญหาของประเทศคือการแก้รัฐธรรมนูญ สิ่งที่ ผมเสนอแนะรัฐบาลได้มีเพียง ๒ ข้อเท่านั้นเอง ระยะใกล้กับระยะไกล หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทางรัฐบาลจะนำแนวทางเหล่านี้ไปเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญกัน แล้วหลังจากนั้นเราก็ ยุบสภา ให้ประชาชนได้แสดงเจตจำนงของเขาว่าอยากจะเห็นประเทศของเราไปในทิศทางใด ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านเสรี สุวรรณภานนท์🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต่อข้อเสนอขอเปิดอภิปรายทั่วไปของรัฐบาลที่ขอความเห็นจากสมาชิกรัฐสภาในเรื่องที่ เป็นปัญหาเกิดขึ้นซึ่งรัฐบาลเสนอมา ๓ เรื่องนั้น ผมว่าเป็นปัญหาที่สมควรพูดกันในสภา อย่างน้อยที่สุดแม้ว่าเงื่อนไขของการหารือให้ความเห็นกันในสภาแห่งนี้อาจจะไม่สามารถ ที่จะทำให้ผู้ชุมนุมนั้นยุติการชุมนุมได้ แต่ผมคิดว่ามันเป็นข้อเสนอที่น่าจะดีที่สุดในช่วงเวลานี้ ซึ่งเรานำเรื่องมาพูดที่เป็นความจริง เป็นเรื่องที่เสนอแล้วประชาชนรับรู้รับทราบข้อมูล เป็นเรื่องที่ประชาชนเป็นห่วงเป็นใยถึงสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้🔗
หัวข้อแรก ท่านประธานครับ ที่รัฐบาลห่วงว่าในขณะที่มีการระบาดของ โรคโควิด-๑๙ (COVID-19) อยู่ ขณะนี้มีการชุมนุมในทางการเมืองในพื้นที่ต่าง ๆ อาจทำให้ เกิดโรคระบาดง่าย ผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ควรต้องทำความเข้าใจ ควรต้องให้ผู้ชุมนุม ได้รับทราบข้อมูลความเห็นว่าสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นจากการมาชุมนุมรวมกันมาก ๆ นั้นอาจเสี่ยง ที่จะติดโรคระบาดที่เกิดขึ้น แต่ไม่ได้พูดเพื่อจะยับยั้งไม่ให้ผู้ชุมนุมนั้นเลิกชุมนุม แต่เป็นเรื่อง ที่เราต้องเข้าใจถึงสภาพปัญหาว่าโรคโควิด (COVID) ที่ระบาดอยู่นั้นการเผยแพร่ไม่ใช่อยู่ใน แค่ผู้ชุมนุมเท่านั้น อาจจะมีผลกระทบไปถึงญาติพี่น้อง คุณพ่อคุณแม่ คนที่บ้าน ดังนั้นโรคที่ เกิดขึ้นเกิดจากการที่เรามารวมกลุ่มกัน จึงต้องมีมาตรการป้องกันที่สามารถจะแก้ปัญหา ไม่ให้บานปลายหรือไม่ให้แพร่ระบาดออกไป ซึ่งผมเชื่อว่ารัฐบาลก็พยายามทำอย่างดี รัฐบาลพยายามที่จะแก้ไขปัญหาไม่ให้โรคระบาดนั้นเกิดขึ้น แต่ก็เป็นสิ่งที่กังวลและต้องพูดถึง ซึ่งในเรื่องเหล่านี้ผมก็ขอชมเชยรัฐบาลว่าได้ป้องกัน ได้มีมาตรการแก้ปัญหามาเป็นอย่างดี สามารถที่จะป้องกันโรคระบาดไม่ให้แพร่ขยายออกไป ซึ่งเราน่าจะชื่นชมในผลงาน หรือการทำหน้าที่เป็นอย่างดีของท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี และบุคลากร ทางการแพทย์ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ผมคิดว่าเราก็เป็นห่วงได้ระดับหนึ่ง แต่การแก้ไข ปัญหานั้นก็คงจะต้องดำเนินการต่อไปอย่างเคร่งครัด🔗
หัวข้อที่ ๒ ท่านประธานครับ ในเรื่องของการชุมนุมที่ต่อเนื่องและเกิด ผลกระทบกับขบวนเสด็จนั้น ผมก็ต้องกราบเรียนว่าเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ได้ผ่านพ้นไปแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นบทเรียนสำคัญ ซึ่งเราก็ต้องดูตามตัวบทกฎหมายว่าถ้าใครกระทำความผิด ก็ต้องถูกดำเนินคดี ถ้าทำผิดจริงก็ต้องถูกลงโทษ แต่อันนั้นเป็นสิ่งที่ผมกราบเรียนแล้วว่า มันผ่านไปแล้ว ส่วนมาตรการที่จะเสนอแนะไปยังรัฐบาล ไปยังเจ้าหน้าที่ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น คงต้องมีมาตรการป้องกันไม่ให้เรื่องลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นอีก ถ้าเราไปฟื้นฝอยหาตะเข็บพูดกันไปมาก ๆ มันก็เป็นปัญหาความขัดแย้งไม่หยุดหย่อน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดีที่สุดในขณะนี้ก็ต้องป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นในลักษณะเช่นนี้อีก🔗
ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาในข้อที่ ๓ ท่านประธานครับ ก็ต้องกราบเรียนว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันเป็นปัญหาทางการเมือง นี่คือความจริงครับท่านประธาน สิ่งที่มี การชุมนุมกัน มีการเรียกร้องกัน มีการเสนอให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีข้อเสนอก้าวล่วง ไปถึงสถาบัน สิ่งต่าง ๆ ที่เรียกร้องเหล่านี้ก็จะอยู่ในรัฐธรรมนูญนั่นละครับ เมื่อพูดถึง รัฐธรรมนูญ ข้อเรียกร้องต่าง ๆ รวมถึงไล่นายกรัฐมนตรี ขับไล่รัฐบาล ผมว่าอันนี้ก็คือสภาพที่ เกิดขึ้น มันคือการเมืองแท้ ๆ และการเมืองที่เกิดขึ้นในบ้านเรามันก็เป็นฝักเป็นฝ่ายมาตลอด ท่านประธานครับ มันก็จะแบ่งเป็นข้าง แล้วก็ชักชวนพี่น้องประชาชนออกมาอยู่ข้างใด ข้างหนึ่ง เพราะฉะนั้นการเล่นการเมืองที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเราผมว่าเราน่าจะทบทวน ว่าหลักการเล่นการเมืองนั้นมันเลยเถิดไปไหม การเล่นการเมืองนั้นควรที่จะต้องมีวัฒนธรรม ทางการเมือง สร้างกระบวนการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทางการเมืองโดยถูกต้อง ตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย สร้างการเมืองให้อยู่ในรัฐสภาซึ่งเป็นตัวแทนของพี่น้อง ประชาชน ผมว่านี่คือสิ่งที่พึงจะเกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา แต่ในสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อเราแบ่ง ออกเป็นฝักเป็นฝ่ายอย่างหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา ไม่ว่าฝ่ายใดจะมาเป็นฝ่ายบริหาร ก็จะมี อีกฝ่ายหนึ่งออกมาขับไล่ ออกมาต่อต้าน ก็จะเกิดเหตุการณ์อย่างนี้มาตลอด แต่ในขณะ ปัจจุบันนี้มันแตกต่างไปจากสมัยก่อนในช่วงก่อนที่ผ่านมา คือไกลไปถึงกับว่าเวลาเราเล่น การเมืองส่วนใหญ่เราก็จะเป็นนักการเมือง มีหัวคะแนน มีผู้นำกลุ่มชุมชน มวลชนต่าง ๆ แต่ตอนนี้การเมืองเรา เราไปดึงเด็ก เยาวชน นักเรียน นักศึกษา เข้ามาร่วมเล่นการเมือง เข้ามาเรียกร้องในทางการเมือง เข้ามาขับไล่รัฐบาล ขับไล่ท่านนายกรัฐมนตรี เข้ามาเรียกร้อง ให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ นี่คือสิ่งที่เด็ก เยาวชน นักเรียน นักศึกษา ในยุคปัจจุบันเข้ามาร่วมเล่นการเมืองแล้ว ปฏิเสธไม่ได้เลยครับ เพราะทุกเรื่องเหล่านี้นั้นเป็นการเมืองทั้งสิ้น แต่เมื่อเป็นการเมืองลักษณะเช่นนี้แล้วเราจะทำ อย่างไร เพราะยิ่งพูดไป ตอบโต้กันไป ใช้ถ้อยคำที่รุนแรง หรือเกินเลยเกินเถิด ขาดความเคารพ ขาดความเกรงใจ ขาดการให้เกียรติซึ่งกันและกัน ในยุคก่อน ไม่มีครับ ในสิ่งเหล่านี้ แต่ทำไมถึงมาเกิดขึ้นในยุคนี้ ผมเรียนตามตรงท่านประธานครับ ผมว่า สิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้น จะบอกว่านักเรียน เด็ก เยาวชน ออกมาด้วยความสุจริตใจ ออกมาด้วย จิตวิญญาณ ความรู้สึกที่ต้องการจะเกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ในความเป็นจริงแล้วมันก็ต้องมี คนอยู่เบื้องหลังครับ มันต้องมีครับ ถ้าไม่มีมันไม่สามารถจะเกิดเลยเถิดมาถึงขณะนี้ได้ แต่ส่วนการที่มีผู้อยู่เบื้องหลัง ก็ต้องทำความเข้าใจกันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เกิดขึ้นเพียงแต่ทำให้ เกิดข้อเรียกร้องในหมู่มวลเด็ก เยาวชนเท่านั้น แต่มีผลกระทบที่ตามมาหลายเรื่อง บ้านเมือง ไม่สงบเรียบร้อย เศรษฐกิจมีปัญหา เศรษฐกิจบ้านเราก็แย่อยู่แล้วนะครับ สังคมแตกแยก ครอบครัวลูกก็ไม่ฟังพ่อแม่แล้ว พ่อแม่อบรมสั่งสอนก็ไม่เชื่อกันแล้ว ครูบาอาจารย์สอนเด็ก ไม่ได้แล้ว นี่คือเราเล่นการเมืองแบบเกินเลย เกินเถิดกันไปหรือเปล่า คนที่เกี่ยวข้อง คนที่อยู่ เบื้องหลังมีความรับผิดชอบในเรื่องเหล่านี้ในบ้านเมืองมากน้อยแค่ไหน ก็ต้องทำความเข้าใจ กัน ถ้าต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลง ให้เกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงในบ้านเมืองให้ดีขึ้นจริง ใช้วิธีนี้มันถูกต้องแล้วหรือ ใช้วิธีกระบวนการที่ใช้มวลชนซึ่งใช้เด็ก ใช้เยาวชนออกมา เล่นการเมืองมาขับไล่รัฐบาล ออกมาเรียกร้องในทางการเมือง ทำเกินเลยขนาดนี้ถูกต้อง เหมาะสมแล้วหรือ ประเทศไทยถ้าเกิดเรื่องเหล่านี้อย่างยาวนานต่อเนื่อง เท่ากับถูกทำลาย โดยสิ้นเชิงครับ แล้วบ้านเมืองจะอยู่กันอย่างไร ไล่กันไปไล่กันมาไม่เป็นไร แต่สิ่งที่เกิดขึ้น เราไม่สามารถสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองได้ เราไม่ได้สร้างให้สังคมทางการเมืองนั้น อยู่ในกรอบแนวทางที่พึงจะเป็น เราไม่สามารถจะทำให้เด็ก เยาวชนเรียนรู้ในสิ่งที่ เรียกว่าการเมืองนั้นควรจะต้องเดินในแนวทางไหน แล้วก็จะเป็นพฤติกรรมตัวอย่าง เป็นพฤติกรรมที่แสดงออกแล้วคนรุ่นต่อ ๆ ไปก็จะชื่นชม แสดงความยินดี แสดงถึง ความกล้าหาญ แสดงถึงสิ่งที่กล้าแสดงออก มันกลายเป็นวีรบุรุษไป เราต้องการให้สังคม เกิดพฤติกรรมอย่างนี้ตั้งแต่เด็กหรือ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ แม้ว่ารัฐบาลจะพยายาม แก้ไขปัญหาบ้านเมือง เป็นเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดินที่ดีอย่างไรก็ตาม แต่รัฐบาล ยังไม่สามารถที่จะอธิบายให้เด็ก เยาวชนเหล่านี้เข้าใจได้ เพราะว่าเด็กเหล่านี้ถูกปลูกฝัง ความคิดความอ่านไปแล้ว ดังนั้นมาตรการการแก้ปัญหาคงไม่ใช่อยู่ที่รัฐบาลอย่างเดียว หรือไม่ใช่อยู่แค่สภานี้อย่างเดียว เราคงต้องขอความร่วมมือไปยังคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง ที่บ้าน รวมถึงครูบาอาจารย์ในโรงเรียน ต้องช่วยกันชี้แนะแนวทางให้เด็ก เยาวชนเหล่านี้ เข้าใจถึงปัญหาอย่างสมเหตุสมผล ไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ใช้การบังคับ ต้องใช้เวลา เพราะฉะนั้นทุกคนถ้าจะแก้ปัญหาในเรื่องเหล่านี้ได้ ผมว่าเมื่อมาถึงเวลานี้ ชั่วโมงนี้ สิ่งที่ต้อง ทำได้ดีที่สุดในขณะนี้คือความอดทน รัฐบาลก็ต้องอดทนที่จะต้องมีมาตรการการแก้ไขปัญหา ในทุก ๆ เรื่อง ประชาชนทั่วไปก็ต้องอดทน เพราะสิ่งที่มีผลกระทบนั้นนอกจากจะมีโอกาส ที่จะโดนเชื้อโรคแพร่กระจายแล้ว ยังมีผลกระทบในทางเศรษฐกิจอีก ก็ต้องเข้าใจว่า ถ้าหากบ้านเมือง ประเทศมันเดินไปข้างหน้า แล้วเดินด้วยความขัดแย้งของพี่น้องประชาชน ออกมารวมกลุ่ม ออกมาขับไล่กันอยู่อย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจมันไม่สามารถจะดีขึ้นได้แน่ ผลกระทบที่ตามมาก็จะตามมาสู่ทุกคนในประเทศ ทุกคนที่เรารัก ทุกคนที่เรารู้สึกห่วงใย มันกระทบไปหมด เพราะฉะนั้นเด็ก เยาวชน ผู้ชุมนุมเหล่านี้ถ้าสามารถทำความเข้าใจได้นะครับ ผมก็ต้องเรียน ตามตรงว่ามันเป็นเครื่องมือในทางการเมืองหรือเปล่า มันเป็นเครื่องมือในทางการเมืองที่มี บรรยากาศ มีผู้เรียกร้อง มีผู้มีความรู้สึกเดียวกันในสังคม มันกลายเป็นคนกลุ่มเดียวกัน ในการที่จะทำงานการเมืองต่อไปแล้วได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพ มันเล่นการเมืองไปแบบนี้ แล้วหรือเปล่า เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นผมก็อยากจะกราบเรียน เสนอไปยังรัฐบาล เพราะผมก็เข้าใจว่านอกจากรัฐบาลหรือทุกฝ่ายต้องมีความอดทนแล้ว ก็คงต้องไม่ใช้ความรุนแรงอย่างที่เป็นนโยบายที่กำหนดไว้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนะครับ ถ้ามอง ย้อนกลับไปว่ารัฐบาลได้ทำผลงานอะไรมาบ้าง ผมว่าบางทีเราก็ต้องมองย้อนกลับไป ผมก็แปลกใจครับ ผมไม่ได้มาเชียร์รัฐบาล ไม่ได้มาเชียร์ท่านนายกรัฐมนตรี แต่ผมแปลกใจว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมันเกิดขึ้นได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่มีข้อเรียกร้องว่าให้ท่านนายกรัฐมนตรีออกจาก ตำแหน่ง แล้วมีเหตุผลอะไรที่มีเหตุผลจริง ๆ สมควรจริง ๆ ดูแล้วเป็นปัญหาจริง ๆ ที่จะต้อง ให้ออกจากตำแหน่ง ผมก็ยังไม่เห็นนะครับท่านประธาน ผมฟังเสียงพี่น้องประชาชน ที่แบ่งออกเป็นฝ่ายแล้ว ประชาชนทั่วไปเวลาไปในร้านกาแฟ ไปในตลาด ไปพบประชาชน ที่ไหน เขาก็มีคำถามว่าท่านนายกรัฐมนตรีทำอะไรผิดหรือถึงจะต้องให้ลาออก ท่านนายกรัฐมนตรีทำอะไร เพราะว่าที่ผ่านมาก็ทำงานอย่างมีคุณภาพ มีผลงานอย่างดี หลายเรื่องที่ผ่านมา แต่ต้องกราบเรียนทางรัฐบาลให้ทราบว่าผลงานที่พยายามทำ อย่างเต็มกำลังที่ผ่านมานั้น สร้างประเทศ สร้างบ้านเมืองให้ดีขึ้นกว่าเดิม แต่ในเรื่องที่ดีขึ้น กว่าเดิมมันเกิดผลกระทบอีกด้านหนึ่ง คนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์จากสิ่งที่รัฐบาลทำ แต่ก็จะมี คนกลุ่มหนึ่งที่เสียประโยชน์จากการจัดการในสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้น ยกตัวอย่าง รัฐบาลพยายาม จะจัดระเบียบเรื่องการบุกรุกป่า คนที่บุกรุกป่าเข้าไปสร้างรีสอร์ต (Resort) เข้าไปอยู่อาศัย เข้าไปบุกรุก ก็ไปจัดระเบียบ ป่าไม้ดีขึ้น สังคมดีขึ้น แต่คนอีกกลุ่มหนึ่งที่ถูกขับไล่ ที่ถูกรื้อถอนย่อมไม่พอใจ รัฐบาลทำงานอย่างเต็มที่กับการที่จัดระเบียบประมง แต่ในขณะที่ จัดระเบียบประมงนั้นก็มีคนที่ได้รับผลกระทบก็ไม่พอใจ รัฐบาลยังจัดระเบียบรถตู้ที่เป็น รถเถื่อนจอดที่ไหนก็ได้ ไม่ปลอดภัย พอจัดระเบียบไปอย่างดีคนส่วนหนึ่งก็ไม่พอใจ รัฐบาลมีนโยบายให้บ้านเมืองเรียบร้อย ให้ท้องถิ่นจัดระเบียบ พ่อค้าแม่ขาย หาบเร่แผงลอย ไม่ให้กีดขวางจราจร ให้คนเดินถนนสามารถเดินได้โดยสะดวกปลอดภัย คนค้าขายก็ไม่พอใจ เห็นไหมครับ นี่แค่ยกตัวอย่างนะครับ ว่าสิ่งที่รัฐบาลทำอย่างดีนั้นบางทีก็มีผลกระทบกับ ความไม่พอใจเกิดขึ้น แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นก็ทำให้ความไม่พอใจของคนละเล็กคนละน้อยเหล่านี้ เมื่อมีคนมาชุมนุมไล่รัฐบาล ผมก็เชื่อว่าคนเหล่านี้ก็ออกมาร่วมด้วย ก็เลยกลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของมันว่าถ้าใครไม่พอใจรัฐบาลก็จะออกมา รวมตัวกัน อย่างน้อยที่สุดจากผลของการเลือกตั้งจะเห็นได้ว่าคะแนนที่แตกต่างกันนะครับ ท่านประธาน คะแนนที่แตกต่างกันเท่ากับว่ามีคนส่วนหนึ่งเขาก็ไม่เอารัฐบาลอยู่แล้ว แต่พอมาเกิดเหตุการณ์ชุมนุมขึ้นก็เกิดการรวมตัวกันที่จะไม่เอารัฐบาล เพราะฉะนั้นผมคิดว่า สิ่งที่รัฐบาลทำมาหรือท่านนายกรัฐมนตรีทำมายังสามารถที่จะตอบชาวบ้านได้ ยังสามารถ ที่จะทำให้ชาวบ้าน ประชาชนทั้งประเทศ ๖๐-๗๐ ล้านคนพึงพอใจได้ เพราะฉะนั้นเหตุผล ของการให้รัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีลาออก ผมฟังเสียงจากพี่น้องประชาชนมาแล้วนะครับ ยังไม่มีข้อเรียกร้องไปไกลถึงขนาดนั้น ยังอยากให้นายกรัฐมนตรีนั้นอยู่ต่อไป ท่านประธานครับ ผมว่าสิ่งที่รัฐบาลจะทำได้ ผมอยากจะเสนอแนะไปทางรัฐบาลว่ารัฐบาลควรต้องมีการทำ ประชาสัมพันธ์ ประชาสัมพันธ์ผลงานของรัฐบาลให้ปรากฏกับประชาชน สาธารณชนทั่วไป เป็นการประชาสัมพันธ์ผลงานให้ประชาชนได้เห็นอย่างต่อเนื่อง ชัดเจน เพื่อให้ประชาชน ได้เห็นว่าที่ผ่านมารัฐบาลได้บริหารประเทศ ทำให้พี่น้องประชาชนได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ ดีที่สุดตลอดมา นี่คือสิ่งที่อยากจะเสนอแนะรัฐบาล อยากให้รัฐบาลมีอุปกรณ์เครื่องไม้ เครื่องมือ รัฐบาลมีอะไรครับ รัฐบาลมีข้าราชการ มีบุคลากร เจ้าหน้าที่มากมาย มีหน่วยงาน ราชการต่าง ๆ เยอะแยะ รัฐบาลมีงบประมาณในการใช้สอย มีอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือ จำนวนมาก มีสื่อประชาสัมพันธ์ ผมกราบเรียนนะครับ เพราะฉะนั้นถ้ารัฐบาลใช้สิ่งเหล่านี้ ในการที่แสดงผลงานประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้ทราบความจริง ท่านใช้ไปเถอะครับ ถ้าให้ผมเป็นสมาชิกรัฐสภาผมก็จะเสนอในสิ่งเหล่านี้เพื่อให้ประโยชน์ได้ปรากฏให้เห็น ไม่ใช่สิ่งที่รัฐบาลทำมาแล้วมากมาย ระบบรางอะไรต่าง ๆ ทำเจริญรุ่งเรือง แต่คนลืมหมด แจกเงินแจกทองให้ประชาชนแก้ปัญหาเฉพาะหน้า รัฐบาลก็ต้องสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับประชาชนมากขึ้น ตอนนี้รัฐบาลมีเงินครับ อย่างน้อยกู้มาก็ยังเป็นเงิน ในส่วนภาคเอกชนเองท่านประธานครับ ราษฎรเองที่เขาทำธุรกิจเขาก็ยังมีเงิน เพราะฉะนั้น ในตลาดยังมีเงินหมุนเวียนอยู่ สิ่งที่ขาดก็คือคนระดับมีรายได้น้อย รากหญ้าที่เขามีความรู้สึก ว่าเศรษฐกิจไม่ดี เพราะฉะนั้นก็คือต้องแก้ตรงนั้น ดังนั้นผมขอกราบเรียนตอนช่วงสุดท้ายว่า ให้รัฐบาลช่วยไปจัดการให้ที การแก้ปัญหาให้เด็ก เยาวชน เราไปพูดกับเขาตอนนี้ เขาไม่ฟังหรอกครับ เพราะเขาตั้งเป้าในการที่จะเรียกร้องอยู่แล้ว แต่สิ่งที่รัฐบาลจะทำได้ ตอนนี้ก็คือการให้ครับ รัฐบาลจะมีนโยบายทำอย่างไรให้ประโยชน์สิ่งเหล่านี้กับเด็ก เยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ผมยกตัวอย่างนะครับ ช่วยไปคิดก็แล้วกัน คิดต่อว่าทำอย่างไรที่จะให้ เด็ก ๆ เหล่านี้เรียนฟรีให้มากที่สุด ทำอย่างไรที่จะทำให้ปัญหาต่าง ๆ ในเรื่องสภาพ ความเป็นอยู่ เรื่องการแต่งกาย เรื่องทรงผม เรื่องของความเป็นอยู่ อาหารการกินของเด็ก เยาวชน จะให้นักเรียนเหล่านี้ได้สามารถใช้ชีวิต ดำเนินชีวิตมีความสุขได้อย่างไร ปรับหลักสูตรการศึกษา ทำอย่างไรให้นักเรียนเหล่านี้เกิดความรู้สึกว่าทางรัฐบาล พยายามจะเปลี่ยนแปลงหลักสูตรการศึกษา ให้เข้าใจสภาพปัญหาให้มากขึ้น เข้าใจ กระบวนการการปกครองประเทศประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทำอย่างไรให้เด็กได้เข้าใจ แล้วอะไรที่ยังเป็นปัญหากับคนที่เรียนหนังสือในปัจจุบัน อย่างเช่นเรื่องหนี้สิน กยศ. อย่างนี้ รัฐบาลลองไปปรับดูสิครับ ทำอย่างไรจะยกหนี้ กยศ. ได้ไหม หรือจะทำอย่างไรให้คนที่ เป็นหนี้ กยศ. เหล่านี้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ถ้าเลิกไปเลยมันก็จะเป็นประโยชน์ และเด็ก เยาวชนเหล่านี้ นักเรียน นิสิต นักศึกษา ก็จะรู้สึกว่าได้ประโยชน์จากรัฐบาล และอย่างน้อยที่สุดรัฐบาลก็จะต้องสร้างความอบอุ่นในครอบครัว ในบ้านในเมือง สิ่งสำคัญ ก็คือรัฐบาลจะต้องให้ความเชื่อมั่น มั่นใจได้ว่าเด็ก เยาวชน นักเรียน นักศึกษา จบมาแล้ว ทำอย่างไรให้มีงานทำ เพราะฉะนั้นเมื่อพูดในสิ่งเหล่านี้ก็ต้องกระเถิบไปอีกอันหนึ่งว่านั่นคือ ย้อนกลับมาคำถามที่ว่าทำอย่างไรที่รัฐบาลต้องสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับ พี่น้องประชาชน ทำอย่างไรที่จะลดกระบวนการการขออนุญาตต่าง ๆ ทำอะไรให้ง่ายขึ้น ทำอย่างไรให้คนที่มาลงทุน ไม่ว่าในประเทศ นอกประเทศ ลงทุนประกอบกิจการค้า ทำธุรกิจ ได้โดยสะดวก ถ้าทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านี้ดีขึ้นก็จะเกิดการสร้างงานสร้างรายได้ ทำสิ่งเหล่านี้ ให้เห็นครับ เด็ก เยาวชนเหล่านี้เขารอคำตอบจากรัฐบาล ผมว่าอย่างน้อยที่สุดถ้าสภา ได้แนะนำรัฐบาล แล้วรัฐบาลเอาไปดำเนินการแก้ไข ผมว่าก็จะเป็นทางออกอีกทางหนึ่ง ที่เราพยายามจะให้ความจริงใจ ความรู้สึกที่ดีงาม ความรู้สึกห่วงใยกับเด็ก ๆ เยาวชนเหล่านี้ แล้วก็จะต้องสร้างความรู้สึกที่ดีให้กับเขา แล้วเรื่องจงเกลียดจงชังทั้งหลายก็จะลดน้อย ถอยลงไปแล้วหมดไปในที่สุด ท่านประธานครับ ผมพยายามจะกราบเรียนในเวลาที่จำกัด ก็ฝากไว้ว่ารัฐบาลพยายามทำดีที่สุดแล้ว ผมว่าพี่น้องประชาชนทั้งประเทศก็เห็น คนที่มา ชุมนุมมาเรียกนั้นก็เรียกร้องขับไล่ แต่อีกส่วนหนึ่งที่ประชาชนเขามาชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาล ให้นายกรัฐมนตรีอยู่ต่อก็ยังมีอีกเยอะ จำนวนมาก ผมเข้าใจว่ามากกว่าด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น ก็ขอว่ารัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีต้องมีความอดทน และท่านนายกรัฐมนตรีก็ต้องพยายาม สร้างประโยชน์ต่าง ๆ ต่อไป อย่าไปหยุดยั้ง สร้างผลงานให้ปรากฏ ให้ประชาชนได้เห็นต่อไป ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ต่อไป เรียนเชิญท่านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทย เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้จะมาอภิปรายในเรื่องที่คณะรัฐมนตรีได้ขอให้ รัฐสภาเปิดประชุมเพื่ออภิปรายในปัญหาของสังคมตามมาตรา ๑๖๕ ของรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ วันนี้พี่น้องประชาชน นิสิต นักศึกษา ชุมนุมกันทั่วประเทศจำนวน แต่ละจุดหลายแสนคน แน่นอนครับ วัตถุประสงค์เขามี ข้อเรียกร้องเขามี แต่วันนี้เรามา ถกกันในสภาเพื่อหาทางออก แต่ผมต้องเรียนต่อท่านประธานด้วยความเคารพว่า เมื่ออ่านญัตติของทาง ครม. ที่ส่งมาให้กับสภาแล้วผมรู้สึกเสียดายโอกาสครับ เพราะผม รู้สึกว่ามีความไม่จริงใจอยู่มากในญัตติที่เขียนเข้ามา ญัตติที่เขียนเข้ามา ๓ ข้อนี้ ข้อแรก พูดถึงเรื่องสถานการณ์การชุมนุมในขณะที่มีไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ข้อที่ ๒ พูดถึง เรื่องของเหตุการณ์ที่มีรถยนต์พระที่นั่งผ่านไปในที่ชุมนุม ข้อที่ ๓ พูดถึงการสลายการชุมนุม อย่างรุนแรงในวันที่ ๑๖ ตุลาคมที่ผ่านมา แต่เมื่ออ่านดูในรายละเอียดแล้ว ทั้ง ๓ ข้อ เป็นเพียงแค่การแก้ตัวของรัฐบาลและการใส่ความ เป็นการกล่าวร้ายให้กับผู้ชุมนุมทั้งสิ้น ความจริงใจในการแก้ไขปัญหานั้นเป็นที่น่าสงสัยโดยเฉพาะในประเด็นที่ ๒ ประเด็นเรื่อง เส้นทางวิ่งของรถยนต์พระที่นั่ง ผมต้องเรียนต่อท่านประธานว่าเป็นสิ่งซึ่งไม่เคยเกิดขึ้น มาก่อนในรัฐสภาแห่งนี้ที่เราจะเอาเรื่องซึ่งมีความละเอียดอ่อน เป็นเรื่องซึ่งเกี่ยวเนื่องกับ สถาบันเข้ามาพูดคุยถกแถลงกันอย่างกว้างขวางในสภาผู้แทนราษฎรหรือว่ารัฐสภาก็ตาม เพราะแน่นอนครับ มันขัดต่อข้อบังคับการประชุม ขัดต่อหลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ อย่าง แต่วันนี้รัฐบาลกลับเลือกที่จะเขียนญัตติลักษณะนี้เข้ามาและเอามา เปรียบได้กับอยู่ใน ห้องเรียนแล้วเขียนบนกระดานดำ แล้วให้นักเรียนบอกว่าพูดกันเต็มที่เลย อยากจะพูดอะไร ก็พูด ความเสี่ยงแน่นอนครับ ๑. พวกเราที่เป็นสมาชิกอภิปรายอาจจะผิดข้อบังคับ อาจจะผิด กฎหมาย ๒. แน่นอนครับ ผู้ชุมนุมที่เขาอยู่ข้างนอกเขาไม่มีสิทธิมาแก้ตัวได้ เป็นความเสียหาย ที่เกิดขึ้นกับเขา เขาไม่สามารถที่จะมาปกป้องตน แต่หนักหนาที่สุดคืออันตราย ความเสื่อมเสียที่จะเกิดขึ้นกับสถาบันที่เราเคารพรัก ผมต้องเรียนต่อท่านประธานว่านี่หรือ คือการกระทำของรัฐบาลที่บอกว่ามีความเป็นเลิศในความจงรักภักดี นอกจากผมโทษ ท่านนายกรัฐมนตรีแล้ว ผมโทษท่านประธานรัฐสภาด้วยนะครับที่รับญัตติลักษณะนี้เข้ามา แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านเชื่อไหมว่าวันนี้ถ้าเราไปถามประชาชนในท้องถนน หรือที่ไหนก็ตาม เขาไม่เชื่อว่ารัฐสภาแห่งนี้จะสามารถประชุมกัน ๒ วันแล้วก็หาทางออก ให้กับสังคมได้ เราในฐานะตัวแทนประชาชน ไม่ใช่ที่พึ่งหวังที่เขาคาดหวังว่าเราจะนำเขา ออกจากปัญหาต่าง ๆ แน่นอนครับ พวกผมที่เป็นฝ่ายค้านเห็นญัตติ ครั้งแรกเลยเรารู้สึกว่า เราไม่ควรจะร่วมอภิปรายด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายถ้าเราไม่เข้ามา ถ้าเราไม่เป็นปากเสียงให้กับ ประชาชน การประชุมครั้งนี้ก็จะเป็นการอภิปรายเพียงฝ่ายเดียว แล้วก็จะเป็นการกล่าวร้าย กับผู้ชุมนุมอย่างรุนแรงซึ่งพวกผมยอมไม่ได้ แต่ท่านประธานครับ การชุมนุมที่เกิดขึ้น เขาตะโกนก้องกันเยอะไปหมด ผมจะไม่ใช้คำศัพท์ที่ท่านประธานรัฐสภาได้ห้ามไว้ เขาบอกว่า ผมก็ได้ยิน ท่านประธานครับ คำคำนี้ไม่ได้มาง่าย ๆ นะครับ มันเกิดจากบริหารงาน ที่ผิดพลาดมายาวนาน เริ่มตั้งแต่สมัยที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตัดสินใจปฏิวัติ ยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน มันต่อเนื่องมากับการที่ลากอำนาจเผด็จการยาวถึง ๕ ปี ต่อเนื่องมาที่การสืบทอดอำนาจอีก ๒ ปี ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน การแก้ไขปัญหา เศรษฐกิจที่ล้มเหลว ถ้าให้สาธยายเรื่องนี้นะครับท่านประธาน ผมต้องขอเวลาอภิปราย อีก ๓ วัน ๓ คืนไม่จบเพราะมันเยอะเหลือเกินปัญหาที่เกิดขึ้นในภาวะการบริหารงาน ของท่านในระยะที่ผ่านมา แต่ผมไม่แน่ใจว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้ยินสิ่งที่ผู้ชุมนุมเขาเรียกร้อง หรือไม่ วันนี้ท่านมาขอสภา ขอทางออก ได้ครับ ผมเองก็เป็นส่วนหนึ่งของรัฐสภา ผมก็จะ นำเสนอทางออกที่ผมพอจะคิดได้ แล้วก็จะนำเสนอผ่านท่านประธานไปยังคณะรัฐมนตรี ผมมีทางออกจากปัญหาอยู่ ๕ ข้อที่จะนำเสนอ แน่นอนครับ ศูนย์กลางของปัญหาทั้งหมด ทั้งมวลคือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านมาขอให้ผู้ชุมนุม ถอยคนละก้าว ขอสังคมถอยคนละก้าว ท่านบอกว่าท่านถอยมาก้าวหนึ่งแล้วด้วยการยกเลิก พระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความรุนแรง ที่มีความร้ายแรง แต่ท่านครับ ๗ ปีที่ผ่านมา ประชาชนในฝ่ายประชาธิปไตยถูกท่านผลักถอยจนสุดทาง หลังของ ฝ่ายประชาธิปไตยมันคือปากเหว พวกผมถอยไม่ได้อีกแล้ว ประชาชนถอยไม่ได้อีกแล้ว ท่านยึดอำนาจมานานมาก ท่านสืบทอดอำนาจมาต่ออีก ๒ ปี ท่านทำร้ายทำลาย ประเทศไทยมา ๗ ปี ท่านบอกว่าถอยคนละก้าวแล้วจบกัน คงเป็นไปไม่ได้ครับ วันนี้ ท่านต้องถอยไป ถอยไปอีกไกลเลย ถอยไปไกล ๆ ถอยไปถึงจุดไหนครับ🔗
ข้อแรก ที่ผมเรียกร้องก็คือท่านต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และประกาศยุติบทบาททางการเมือง เพราะวันนี้ศูนย์กลางของปัญหาคือท่าน🔗
ข้อที่ ๒ ที่จะนำเรียนต่อท่านประธานไปยังคณะรัฐมนตรีที่มาถามกับรัฐสภา ในวันนี้ ผมเรียนอย่างนี้ครับ เมื่อท่านลาออกแล้วปล่อยให้กระบวนการประชาธิปไตย ได้เดินหน้า สภาผู้แทนราษฎรเรายังอยู่ ให้โอกาสสภาผู้แทนราษฎรได้เดินหน้าเพื่อสรรหา นายกรัฐมนตรีคนใหม่ผ่านตามกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ แต่ต้องกราบขอความกรุณา กับท่านสมาชิกวุฒิสภา ถ้าท่านยังจะเป็นส่วนหนึ่งของการเลือกนายกรัฐมนตรี สุดท้าย ประเทศชาติคงจะออกจากปัญหาไม่ได้ เราต้องการวิถีทางที่เป็นประชาธิปไตยจริง เราต้องการการเลือกนายกรัฐมนตรีที่เป็นไปตามเจตจำนงของพี่น้องประชาชนที่ได้ผ่าน การเลือกตั้งมาจริง ๆ เท่านั้น ขอให้เป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรตามกระบวนการ ประชาธิปไตยเถอะครับ🔗
ข้อที่ ๓ ครับท่านประธาน การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมเองก็อภิปรายในรัฐสภา แห่งนี้ในวันที่มีญัตติเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามาว่าถ้าท่านดึงดันที่จะซื้อเวลาต่อไป สุดท้ายจะเป็นการสุมไฟให้กับสถานการณ์ สุดท้ายมันเกิดขึ้นจริง ๆ ครับ วันนี้สถานการณ์ บานปลาย การชุมนุมเกิดขึ้นทั่วประเทศไปหมด กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยมี การร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะต้องเดินหน้าครับ ต้องมีการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการตั้ง ส.ส.ร. ที่มาจากประชาชนเพื่อร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงขึ้นมาให้จงได้ หลังจากนั้นแล้วเมื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จ มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็น ประชาธิปไตย พวกเราในฐานะสมาชิกรัฐสภาเราต้องพร้อมครับ ยุบสภาคืนอำนาจให้กับ ประชาชน เลือกตั้งกันใหม่เพื่อให้ประเทศเดินหน้าเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยจริง ๆ สักครั้ง🔗
ข้อที่ ๔ ครับท่านประธาน ที่จะเรียกร้องไปยังทางคณะรัฐมนตรี การประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงเป็นความผิดพลาดอย่างยิ่ง สุมไฟให้กับสถานการณ์อย่าง ยกโทษให้ไม่ได้ แน่นอนครับ ท่านนายกรัฐมนตรีและ ครม. ประกาศยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ไปแล้ว แต่วันนี้ยังมีผู้ชุมนุมที่โดนจับกุมคุมขังผ่านทาง พ.ร.ก. ฉุกเฉินอยู่อีก ๘ คน วันนี้ ต้องให้ความเป็นธรรมกับเขาครับ ต้องปล่อยตัวผู้ถูกจับกุมคุมขังทั้งหมดทันที หลังจากนั้น ต้องมีการตั้งคณะกรรมการที่เป็นกลางจริง ๆ ครับท่านประธาน เพื่อที่จะมาศึกษา มาตรวจสอบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ ๑๖ ตุลาคม ว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากภาครัฐ ที่กระทำต่อผู้ชุมนุมนั้นเป็นไปตามหลักสากลหรือไม่ เป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุหรือไม่ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ต้องมีผู้รับผิดชอบกับความผิดที่เกิดขึ้น🔗
ข้อสุดท้ายที่จะเสนอผ่านท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ ท่านจงพึงระลึกไว้ครับว่าสิ่งที่จะต้องยุติการปฏิบัติเป็นอันดับแรกคือ การทำพฤติกรรมที่เรียกว่าดึงฟ้าต่ำ ท่านประธานครับ เมื่อใดก็ตามที่มีบุคคลอ้างว่า มีความจงรักภักดีเป็นอันดับ ๑ แน่นอนว่าย่อมเกิดอันดับ ๒ ขึ้นมาทันที ไล่ไปจนถึง อันดับสุดท้าย หมายความว่าถ้าท่านบอกว่าท่านรักมากกว่า ก็เป็นการดันให้คนอื่นตราหน้า คนอื่นว่าเขารักไม่เท่าท่าน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นพฤติกรรมที่จะต้องยุติทันที การกระทำ ของท่านผมต้องเรียนอย่างนี้ครับ ถ้าท่านรักสถาบันจริงท่านอย่าให้ความขัดแย้งในสังคม มันเข้าใกล้กับสถาบันที่เคารพรักสิครับ ท่านแอ่นอกขึ้นมาแบบชายชาติทหารแล้วก็รับเลย บอกว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคม ความผิดพลาด ในการบริหารงานเป็นความผิดของผม พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา คนเดียว ผมลาออก จากตำแหน่ง แค่นี้ครับ เราจะสามารถกันสถาบันซึ่งเราเคารพรักออกไปจากปัญหาทั้งหมด ทั้งมวลได้ เพียงแค่ท่านมีความกล้าหาญเท่านั้น🔗
ท้ายที่สุดครับท่านประธาน การชุมนุมที่เกิดขึ้นมีที่มาที่ไปครับ อย่างที่ได้เรียน ไม่ใช่อยู่ดี ๆ คนออกมาชุมนุมกันเป็นแสนเป็นล้านคน มันมีเหตุครับ แน่นอนครับ เหตุก็คือเรื่องความขัดแย้งในสังคม เรื่องของความเหลื่อมล้ำ เรื่องการบริหารงานที่ผิดพลาด เรื่องการสืบทอดอำนาจ วันนี้ถ้า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านประกาศลาออกจาก ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและประกาศยุติบทบาททางการเมือง วิกฤติทางการเมืองครั้งนี้ ก็จะกลายเป็นโอกาสให้กับประเทศไทย แต่ถ้าวันนี้ท่านยังดื้อดึง ดื้อรั้น ดึงดัน ถือทิฐิ อยู่ใน ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป วิกฤติครั้งนี้จะกลายเป็นหายนะของชาติ ทางเลือกนี้อยู่ในมือ ของท่านนายกรัฐมนตรีครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปเชิญ ท่านสุรทิน พิจารณ์🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ มาตรา ๑๖๕ รัฐธรรมนูญ ให้เปิดวิสามัญ ผมเป็นคนหนึ่งที่เห็นดีด้วยในการเปิดวิสามัญ เพราะยามบ้านเมืองมีปัญหา ท่านประธานครับ สภาผู้แทนราษฎรหรือรัฐสภาเท่านั้นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหา ให้บ้านให้เมือง การชุมนุมที่เกิดขึ้นมีข้อเรียกร้อง ๒-๓ ประเด็น ประเด็นหนึ่งที่ให้ นายกรัฐมนตรีลาออก อีกประเด็นหนึ่งก็คือรัฐธรรมนูญไม่เป็นธรรม อีกประเด็นหนึ่งก็คือ ปฏิรูปสถาบันนะครับ ใน ๓ ประเด็นนี้ที่ยื่นแก้ ๓ ประเด็นก็คือเรื่องโควิด-๑๙ (COVID-19) เรื่องผู้ชุมนุม แล้วก็เรื่องสถาบัน🔗
กระผมหัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ในฐานะบัญชีรายชื่อ บอกตรง ๆ ไปเลยว่าระยะนี้บ้านเมืองกำลังมีปัญหา นายกรัฐมนตรีไม่ต้องลาออกครับ เดี๋ยวนี้ก็เห็นอยู่ว่า น้ำแล้ง น้ำท่วมก็ต้องตะลอน ๆ เป็นหัวหน้ารัฐบาลในการแก้ปัญหา ๒-๓ วัน อาทิตย์ที่แล้ว ก็น้ำท่วมที่โคราช ไม่ว่านายกรัฐมนตรี ไม่ว่า ครม. หรือว่าฝั่งรัฐบาลต้องลงไปช่วยบ้าน ช่วยเมือง อันนี้จำเป็นอย่างยิ่งต้องมีนายกรัฐมนตรี บอกไปเลยนายกรัฐมนตรีอย่าเพิ่งลาออก🔗
ส่วนการปฏิรูปสถาบัน พรรคประชาธิปไตยใหม่ไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ตลอดชีวิตเราก็ปกป้องสถาบัน เทิดทูนสถาบันมาตลอด กราบเรียนท่านประธานที่เคารพว่า พรรคประชาธิปไตยใหม่มีนโยบายสวัสดิการสังคมที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เพราะฉะนั้นสถาบันเราไม่ควรไปแตะต้องนะครับ เพราะว่าเราเทิดทูนมาตลอดชีวิต🔗
อีกเรื่องหนึ่ง โควิด (COVID) เรื่องโควิด (COVID) ที่คณะรัฐมนตรีเสนอมา เป็นวิสามัญนั้น เดี๋ยวนี้โควิด (COVID) ติดทั่วโลก ประเทศไทยมีบ้าง แต่ว่าสามารถ จะควบคุมได้ ก็ต้องขอชื่นชมรัฐมนตรีว่าการ ท่านอนุทิน รัฐมนตรีช่วยว่าการ ท่านสาธิต ตลอดจนไปถึง อสม. ที่เป็นแนวหน้าในการป้องกันโควิด (COVID) ที่จริงบ้านเราจะป้องกัน ไม่ให้คนมาก็ได้ แต่ว่าเราจำเป็นอย่างยิ่งจะต้องหางบประมาณจากนอกประเทศ จากการท่องเที่ยว ถ้าเราปิดประเทศอย่างนี้บ้านเราจะเอางบประมาณที่ไหน จะเอาเงินที่ไหน มาพัฒนาประเทศ พรรคประชาธิปไตยใหม่อยากเสนอให้เปิดประเทศตลอด ๒๔ ชั่วโมงเลย เพราะเราสามารถจะป้องกันได้เป็นประเทศหนึ่งที่แข็งแกร่งที่สุดในการต่อต้านโควิด-๑๙ (COVID-19) ในยุคนี้🔗
ประเด็นสำคัญในการชุมนุม การชุมนุมทุกครั้งจบลงก็จบลงด้วยการเจรจา ท่านประธานที่เคารพ ๓-๔ ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้ชุมนุม ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น รัฐสภาเรา คุยกันดูสิ ถ้าไม่คุยกันไม่จบ ทุกครั้งผมก็เป็นผู้ชุมนุมมา ทุกครั้งต้องจบด้วย การเจรจาเท่านั้น ต้องคุยกัน มันมีทางออก🔗
ประเด็นสุดท้ายคือประเด็นรัฐธรรมนูญ ทุกครั้งทุกคราวว่ารัฐธรรมนูญ ไม่เป็นธรรม จะต้องแก้ พรรคประชาธิปไตยใหม่ได้ลงชื่อแก้มาตรา ๒๕๖ ตั้ง ส.ส.ร. เหมือนที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีพูดว่าการแก้ปัญหาที่สภาผู้แทนราษฎร ที่รัฐสภานั้นอาจจะ ยาวนานหน่อย ต้องอดทน ผมอยากเรียกร้องไปที่ผู้ชุมนุมว่าให้ใช้เวทีรัฐสภาเป็นประโยชน์ ไม่ต้องลงไปถนนหรอก เมื่อมันมีประชาธิปไตย มีรัฐสภา เราต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ เมื่อแก้ รัฐธรรมนูญเสร็จแล้วยุบสภาเลือกใหม่ ตอนตั้ง ส.ส.ร. อยากได้เลือกตั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ก็เอา ท่านประธานครับ เห็นด้วยอย่างยิ่ง ไม่ต้องมีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดให้ ส.ส.ร. มาจาก การเลือกตั้งทั้งหมด พรรคประชาธิปไตยใหม่อยากเสนออย่างนี้ เพราะฉะนั้นสุดท้าย ท่านประธานครับ ปัญหาทุกปัญหาทุกอย่างฝากไปให้กำลังใจ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ฝากไป ให้กำลังใจผู้แก้ปัญหา ทุกปัญหาจบที่สภาครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ท่านสมาชิกครับ มันมีปัญหาหนึ่งซึ่งอยู่ใน ๓ หัวข้อที่รัฐบาลขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อฟังความเห็น ซึ่งไม่ทราบว่า ทางรัฐบาลได้มีความเห็นยุติหรือยังในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นนี้นะครับ เพราะว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นอยู่ในความรับผิดชอบของรัฐสภาแล้ว ถ้าหากทางรัฐบาล จะได้สร้างความชัดเจนให้แก่ท่านสมาชิกรัฐสภาก็จะตัดประเด็นนี้เรื่องแรกไปได้ ๑ เรื่อง ในเรื่องของการอภิปรายในรัฐสภาในประเด็นนี้นะครับ เชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ เอาเฉพาะประเด็นเดียวนะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาไปยังสมาชิกรัฐสภาที่เคารพนะครับ ก็เรียนเพื่อกรุณาทราบ รัฐบาลได้มีการพูดคุยหารือกันเมื่อวันอังคารที่ ๖ ตุลาคม ประมาณสัก ๒๐ วันก่อนหน้านี้ ได้เชิญหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล คุณจุรินทร์ คุณอนุทิน คุณวราวุธ พลเอก ประวิตร ได้มาหารือว่าเราควรจะเดินหน้าเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญกันอย่างไร ในสภา แล้วก็ได้แจ้งให้ ครม. ทราบแล้ว ในเดือนพฤศจิกายนนี้สภาก็จะพิจารณารัฐธรรมนูญ น่าจะเสร็จในวาระที่หนึ่ง วาระที่สอง วาระที่สอง ในเดือนธันวาคมโดยประมาณ แต่ก็ยังคง ประกาศใช้ไม่ได้ เพราะต้องรอทำประชามติก่อน โดยสัปดาห์นั้นรัฐบาลจะเสนอ พ.ร.บ. ประชามติเข้าสภา ถ้า พ.ร.บ. เสร็จเมื่อไรก็ต้องไปทำประชามติกันเมื่อนั้น อันนี้แสดง ให้เห็นว่าผมก็ให้การสนับสนุนในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แจ้งเพื่อทราบครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ผมก็อยากจะเรียนชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องปัญหารัฐธรรมนูญซึ่งอยู่ในรัฐสภาของเราให้ท่านสมาชิก ทราบด้วยนะครับ เนื่องจากท่านประธานรัฐสภา หรือท่านชวน หลีกภัย ท่านก็พร้อมที่จะ เร่งรัดปัญหาที่มีการตั้งกรรมการพิจารณา ซึ่งก็เสร็จแล้วนะครับ พิจารณาก่อนลงมติ ทีนี้มีกรณีอีกเรื่องหนึ่งก็คือกฎหมายของไอลอว์ (iLaw) ที่เป็นภาคประชาชนเสนอเข้ามา ท่านก็กำลังจะเรียนปรึกษาว่าจะทำอย่างไรดี จะได้พิจารณาพร้อมกันไปเลยจะเสียเวลา มากไปหรือไม่ ท่านกำลังศึกษาอยู่ เชิญท่านประธานวิป (Whip) รัฐบาลครับ จะได้แถลง จะได้หมดไปสักประเด็นหนึ่งไม่ต้องพูดกัน เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครราชสีมา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา แล้วก็เป็นประธาน คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม ก่อนรับ หลักการ ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานว่าเราขอเวลารัฐสภา ๑ เดือน ในการที่พิจารณา หลังจากที่ร่างรัฐธรรมนูญได้เข้าเมื่อวันที่ ๒๓ และวันที่ ๒๔ กันยายน เราพิจารณา เสร็จเรียบร้อยในวันที่ ๒๒ ตุลาคม ขณะนี้กำลังเซ็นหนังสือส่งไปยังท่านประธานรัฐสภาแล้ว ขั้นตอนอยู่ระหว่างส่งรายงานซึ่งกำลังพิมพ์ทั้งหมด ซึ่งมีอยู่ประมาณ ๔๐๐ หน้า การพิจารณาในขั้นกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ก็ได้มีข้อซักถาม ได้มีข้อห่วงใยเกี่ยวกับ เรื่องในด้านของกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตามที คณะกรรมาธิการเรามีแนวทางที่จะให้สมาชิก รัฐสภามีโอกาสได้ตัดสินใจว่าในประเด็นต่าง ๆ ที่เป็นข้อกังวลในข้อกฎหมายนั้นเราจะส่งเป็น แนวทางให้ ในการพิจารณาเราไม่มีการลงมติว่าตรงนี้รับ หรือตรงนี้ไม่รับ แต่เรามีแนวทาง ให้สมาชิกรัฐสภาได้เป็นแนวทางในการตัดสินใจ ซึ่งตอนนี้อยู่ในร่างรายงานซึ่งส่งมาให้ ทางรัฐสภาแล้ว🔗
ประเด็นที่ ๒ ในส่วนที่จะบรรจุในระเบียบวาระ ถ้าเรารอ ถ้าครบกำหนด ตามที่ทางรัฐสภาได้รับเรื่องมา ก็คือในส่วนของที่ประชาชนได้ส่งรายละเอียดมา ๑๐๐,๐๐๐ ชื่อ ครบกำหนดประมาณวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ซึ่งเหลือระยะเวลาอีกประมาณ ไม่เกิน ๑๕-๑๖ วัน ต้องเรียนท่านประธานว่าถ้าเราเอาเข้าหลังจาก ๑๕ พฤศจิกายน ไปแล้ว ร่างไอลอว์ (iLaw) ซึ่งเป็นร่างของประชาชนที่เข้ามาจะได้พิจารณาได้พร้อมกัน ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็อยู่ที่ทางท่านประธานรัฐสภาและท่านรองประธานรัฐสภาที่จะพิจารณาดำเนินการต่อไป ในส่วนของคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญได้พิจารณาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เลยเรียนเป็นเบื้องต้นครับ🔗
ขอบคุณ ท่านนายกรัฐมนตรีที่ยืนยันเรื่องกำหนดการของรัฐธรรมนูญ แล้วก็ฝากท่านประธานวิป (Whip) รัฐบาลเพื่อที่จะพิจารณาในเรื่องการบรรจุร่างรัฐธรรมนูญของไอลอว์ (iLaw) หรือไม่ อย่างไร ก็คงปรึกษาหารือกัน ต่อไปก็จะแสดงให้เห็นว่าเรื่องของรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องของ รัฐสภา ทุกพรรคการเมืองรวมทั้งวุฒิสภาด้วยจะต้องร่วมกันช่วยพิจารณา จะได้ไม่ต้องมีเรื่อง อภิปรายกันมากในเวที ๒ วันนี้ ต่อไปผมขอเชิญท่านวทันยา วงษ์โอภาสี พรรคพลังประชารัฐ และตามด้วยท่านจเด็จ อินสว่าง เชิญท่านวทันยา วงษ์โอภาสี ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน นางสาววทันยา วงษ์โอภาสี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ในช่วงตลอดเกือบ ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมา เราจะได้เห็นความรุนแรงของ การชุมนุมที่ทวีคูณเพิ่มมากขึ้น มีหลาย ๆ ประเด็นที่มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาพูดในการชุมนุม ในครั้งต่าง ๆ ที่ผ่านมาของประเทศ แต่ก็มีประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นที่วิพากษ์ครั้งแรก ในสังคมไทย แล้วก็ได้สร้างความไม่สบายใจให้กับคนจำนวนมากของประเทศเกิดขึ้น นั่นคือ การวิพากษ์ถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่วันนี้ได้สร้างความแตกแยกทางความคิด จากปัญหา การเมืองได้ลามไปสู่ปัญหาสังคมคือการสร้างรอยร้าวสู่สถาบันครอบครัว ท่านประธานคะ แต่ถ้าหากเราตั้งใจที่จะรับฟังรายละเอียดที่ผู้ชุมนุมได้มีการวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งวันนี้สิ่งแรก เราจะต้องแยกแยะให้ได้ก่อนว่าสิ่งที่ผู้ชุมนุมเรียกร้องจากผู้ชุมนุมที่มีเป้าประสงค์ทางด้าน การเมือง และผู้ชุมนุมที่หวังอยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของประเทศไปสู่คุณภาพชีวิต ที่ดีขึ้นนั้น เราจะพบว่าในหลาย ๆ ประเด็นที่ถูกวิจารณ์นั้นเราสามารถที่จะลงมือแก้ไขได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องรอให้ปัญหาเหล่านั้นสะสมจนกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ และที่สำคัญ ที่สุดค่ะ ที่วันนี้ได้นำมาสู่การพาดพิงไปจนถึงประเด็นที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่กระทบต่อ ความรู้สึกและความศรัทธาของคนในชาติ อย่างไรก็ตาม วันนี้ประเทศของเราต้องร่วมกัน หาทางออก เราจะใช้เวทีในสภาแห่งนี้ในการที่จะร่วมกันหาทางออกอย่างไรเพื่อไม่ให้รัฐ เกิดการบริหารงานที่เข้าสู่เฟลด์สเตต (Failed state) ทำให้ประเทศเกิดปัญหาที่ทับซ้อน บานปลาย เพราะว่าในขณะนี้รัฐบาลเองยังคงมีภาระที่สำคัญอีกหนึ่งอย่างก็คือการที่จะต้อง บริหารประเทศ ไม่ว่าจะเป็นทั้งเรื่องของการแก้ไขระบบสาธารณสุขและการแก้ไขเศรษฐกิจ ที่เกิดขึ้นจากพิษของไวรัสโควิด-๑๙ (COVID-19) จุดเริ่มต้นทางออก ข้อแรก คือการที่จะ เริ่มต้นถอยกันคนละก้าวค่ะ จากแถลงการณ์ของท่านนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม ที่ผ่านมา นับเป็นเรื่องที่ดีที่วันนี้รัฐบาลได้เริ่มต้นประกาศในการที่จะเริ่มต้นเป็นผู้ถอย เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีขึ้นในสังคม พร้อมยืนยันว่าข้อเรียกร้องที่ผู้ชุมนุมได้เรียกร้องนั้น รัฐบาลเองได้รับฟังและได้ยินแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม การตอบรับด้วยการได้ยินเพียงอย่างเดียว ท่ามกลางการเรียกร้องของผู้ชุมนุมที่วันนี้มีข้อเรียกร้องหลายประเด็นอาจจะยังไม่เพียงพอ เพราะที่ผ่านมาเป็นการเรียกร้องกันคนละครั้ง หรือถ้าพูดง่าย ๆ ก็คือต่างคนต่างพูด แต่ไม่เคยหันหน้าเข้าหากัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดิฉันอยากจะนำเสนอในขั้นต่อไปในการหา ทางออกก็คือการเปิดพื้นที่เวทีทั้งในและนอกสภาควบคู่กันไป เพื่อเปิดโอกาสให้ได้มี การแลกเปลี่ยนข้อมูล ทางตรงจากทั้ง ๒ ฝ่าย นั่นคือประชาชนและรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูล ทางด้านกฎหมาย หรือการแลกเปลี่ยนทัศนะข้อคิด โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนข้อมูล กับกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ เพื่อเปิดโอกาสให้เขาเหล่านั้นได้มีโอกาส มีส่วนร่วมในการที่ จะพัฒนาประเทศอย่างสร้างสรรค์และเหมาะสม แต่ทั้งนี้ข้อเสนอนั้นจะต้องเป็นไปด้วย เหตุและผล ไม่ใช้อารมณ์ เป็นเหตุผลที่สังคมสามารถยอมรับเพื่อที่เราสามารถที่จะร่วมกันหา จุดสมดุลทางออกที่ดีที่สุดให้กับประเทศได้ ทางออกข้อที่ ๓ ที่ดิฉันอยากนำเสนอรัฐบาลก็คือ สิ่งที่เราจะต้องกลับมาพิจารณาถึงโครงสร้างของปัญหาที่แท้จริง แม้อาจจะเป็นการทำงาน ในระยะยาว แต่รัฐบาลก็จำเป็นที่จะต้องเริ่มทำเพื่อที่จะสามารถแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด ให้ตรงกับต้นตอของสาเหตุอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงกระบวนการศึกษา ที่จะทำอย่างไรให้เยาวชนของไทยจะเกิดความเชื่อมั่นต่อระบบการศึกษาไทย ในขณะที่ โลกภายนอกนั้นเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราจะปรับการศึกษาไทยอย่างไรที่จะทำให้ นักเรียนเกิดความเชื่อมั่นว่าในอนาคตของพวกเขาจะมีความมั่นคงต่ออาชีพและสวัสดิการ ท่ามกลางการเข้ามาของเทคโนโลยีเอไอ (AI) เรามักจะวิพากษ์กันเรื่องของข่าวปลอม การแทรกแซงของต่างชาติเฟกนิวส์ (Fake News) แต่วันนี้เราพร้อมแล้วหรือยังในการที่จะ เริ่มต้นบรรจุหลักสูตรมีเดีย อินฟอร์เมชัน แอน ดิจิทัล ลิเทอเรซี (Media Information and Digital Literacy) หรือถ้าเรียกสั้น ๆ ก็คือเอ็มไอดีแอล (MIDL) เข้าสู่ระบบการศึกษาไทย เพื่อที่จะให้เยาวชนของชาติมีภูมิคุ้มกันที่ดีตั้งแต่เริ่มต้น หรือกระทั่งการบรรจุความรู้ ให้ความรู้วิชาประวัติศาสตร์ ข้อมูลเศรษฐกิจ ข้อมูลของประเทศในมิติด้านต่าง ๆ เพื่อให้ เยาวชนได้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนก่อนที่พวกเขาจะนำข้อมูลเหล่านั้นไปตกผลึก ทางความคิด หรือกระทั่งการปรับปรุงในส่วนของการทำงานของกระทรวงวัฒนธรรม ที่วันนี้ ต้องเข้าใจว่าการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยกับการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมที่วันนี้โลกทั้งใบ กำลังเชื่อมโยงเข้าหากันนั้น สังคมได้กลายเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม หรือมิกซ์คัลเจอร์ (Mixed culture) ดิฉันเชื่อค่ะว่าเยาวชนไทยและประชาชนไม่ได้อยากทอดทิ้งความภูมิใจ ในความเป็นไทย แต่เราจะนำอัตลักษณ์ของความเป็นไทยของประเทศชาติมาปรับอย่างไร ให้เข้ากับยุคสมัย เพื่อที่จะทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและซึมซับได้จริง ๆ นอกจากนี้ คือการปรับปรุงเรื่องของกระบวนการสื่อสาร ที่จะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เข้ากับยุคสมัย ด้วยการสื่อสารเนื้อหาที่กระชับ เข้าใจง่าย รัฐบาลต้องสื่อสารการทำงานของรัฐบาล อย่างต่อเนื่องและตรงไปตรงมา หรือที่เรียกว่าทรานส์พาเรนซี (Transparency) คือต้องอธิบายถึงเหตุผล วิธี และเป้าหมายของการทำงานของรัฐบาล เพื่อให้ประชาชน เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่เป็นช่องว่างที่ก่อให้เกิดปัญหาที่มาของเฟกนิวส์ (Fake News) ด้วยการใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุด คือการใช้รูปแบบการสื่อสารแบบ ๒ ทาง หรือที่ เรียกว่าทูเวย์ คอมมิวนิเคชัน (Two-way communication) เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วม จากภาคประชาชนอย่างแท้จริง เหล่านี้ค่ะท่านประธาน เป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนที่ หากเราตั้งใจจะรับฟัง เราก็จะพบเนื้อหาที่เป็นต้นตอของสาเหตุที่นำมาสู่ข้อเรียกร้องของ ผู้ชุมนุมในเวลานี้ ดังนั้นถ้าหากเราเข้าใจจุดเริ่มต้นของปัญหาดิฉันเชื่อว่าเราก็จะสามารถ ร่วมเดินหน้าไปด้วยกันได้ เพราะในที่สุดแล้วดิฉันเชื่อว่าเราทุกคนก็ต่างล้วนต้องการสิ่งที่ ดีที่สุดให้กับประเทศไทย เพียงแต่แต่ละคนอาจจะมีวิธีการและจุดยืนในการแสดงออก และรักประเทศชาติที่ต่างกัน และสุดท้าย จุดยืนของดิฉันคือการยึดมั่นในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์คือ หนึ่งในเสาหลักของประเทศที่หลอมรวมกันเป็นประเทศชาติ ซึ่งจะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณ ท่านวทันยาครับ ต่อไปท่านจเด็จ อินสว่าง จากนั้นก็มาท่านกรณิศนะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาด้วยความเคารพ กระผม จเด็จ อินสว่าง สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอย้อนเวลาไปเมื่อ ๐๙.๐๐ นาฬิกาเศษของวันนี้ เมื่อท่านประธาน รัฐสภาได้กล่าวเปิดการประชุม และได้ขอให้เลขาธิการรัฐสภาอ่านพระราชกฤษฎีกา เปิดสมัยประชุมสมัยวิสามัยในวันนี้และพรุ่งนี้ ใครจะคิดอย่างผมหรือไม่ ไม่ทราบ แต่ว่า ขณะที่ยืนฟังพระราชกฤษฎีกานั้น ผมนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงฟังคำแนะนำของนายกรัฐมนตรีและประธานรัฐสภา และทรงมี พระมหากรุณาธิคุณให้เปิดสมัยประชุมสมัยวิสามัญในวันนี้และพรุ่งนี้ เพื่อรับฟังปัญหาสำคัญ ของบ้านเมือง ใช้เวทีของรัฐสภาหาทางออก ท่านประธานครับ มีอีกหลายเรื่องที่ พระราชจริยาวัตร พระราชภาระ พระราชภารกิจ ที่ทรงปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย มีมากมายหลายประเด็น ผมเพียงแต่จะพูดว่าพระองค์ท่านนั้น เป็นพระมหากษัตริย์ที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ แม้กระทั่งการโอนกรม กองทหารบางหน่วย กำลังพล ทรัพย์สิน ไปอยู่ในหน่วยรักษาความปลอดภัยของพระองค์ท่าน ก็กระทำภายใต้ พระราชกำหนดที่ให้ความเห็นชอบมาจาก ๒ สภาที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ท่านประธานครับ นั่นก็ทรงปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ยังมีคนไปกล่าวหาโจมตีจาบจ้วงท่าน ก็ไม่เป็นไรครับ ผมถือโอกาสนี้เรียนให้ท่านทราบว่าด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ท่านทรงเป็น พระมหากษัตริย์ที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ท่านประธานครับ ผมขออภิปราย ใน ๓ ประเด็นที่รัฐบาลกำหนดหัวข้อเพื่อให้เวทีแห่งนี้ รัฐสภาแห่งนี้ได้พูดจากันหาทาง แก้ไขปัญหา🔗
ในเรื่องแรก เรื่องปัญหาการระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ปัญหาที่ รัฐบาลห่วงใยว่าผู้มาชุมนุมประท้วงรัฐบาลมีการชุมนุมกันมากมายและแออัด ผิดกฎเกณฑ์ ของกระทรวงสาธารณสุข ผิดกฎเกณฑ์ของพระราชกำหนดบริหารราชการแผ่นดินในภาวะ ฉุกเฉินที่ต้องดูแลเรื่องการระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) รัฐบาลทำไม่ผิดหรอกครับ รัฐบาลทำถูกต้องแล้วที่มีห่วงมีกังวลในเรื่องนี้ เพราะถ้ามีการระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) เป็นรอบ ๒ ในประเทศไทยขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ระบบหลายระบบที่หลายประเทศ ในโลกนี้พบอยู่ก็จะเกิดขึ้นในประเทศไทย แล้วระบบเหล่านั้นไม่ว่าเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การลงทุน ก็จะพังพินาศเกิดขึ้นในบ้านเรา เพราะฉะนั้นรัฐบาลเป็นห่วงเป็นใยในเรื่องนี้ น่าชื่นชมรัฐบาล ผมก็เป็นห่วง พี่ป้าน้าอาทุกคนก็ควรจะเป็นห่วงลูกหลาน ตัวผู้ชุมนุมเอง ก็ต้องห่วงตัวเอง ถ้าเราเห็นในโทรทัศน์หรือเห็นผู้ชุมนุมนั้นก็จะเห็นได้ว่าผู้ชุมนุมนั้นไม่ได้ ระมัดระวังเลย แถมยังมีอาการท้าทายต่อการระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) อีก หารู้ไม่ว่าวันนี้ตัวเลขทั่วโลกนั้นทะลุ ๔๓ ล้านคนแล้วที่ติดโรคระบาดโควิด-๑๙ (COVID-19) มีประเทศกว่า ๑๕๐ ประเทศ มี ๑๑๙ ประเทศมีปัญหาเรื่องโควิด-๑๙ (COVID-19) ประเทศไทยภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรีคนนี้ละ ท่านประธานครับ ผมเรียนฝากไป เพื่อให้ท่านเกิดความรู้สึกว่ามีสมาชิกวุฒิสภาหลายคนเห็นการปฏิบัติหน้าที่ของท่านด้วย ความเข้มแข็ง ขอให้กำลังใจท่าน นายกรัฐมนตรีคนนี้ละที่บริหารจัดการ ทำให้ปัญหา โควิด-๑๙ (COVID-19) ในประเทศไทยนั้นเป็นที่ยอมรับนับถือแก่นานาประเทศทั่วโลก จนกระทั่งองค์การอนามัยโลกประกาศให้การบริหารจัดการโควิด-๑๙ (COVID-19) ของประเทศไทยมีคุณภาพดีเยี่ยมเป็นอันดับ ๑ ของโลก เรื่องเหล่านี้ไม่มีใครพูดถึง พูดน้อยมาก ในสภาวันนี้ยังไม่พูดเลยโดยเฉพาะฝ่ายค้าน นอกเหนือจากเรื่องของโครงสร้างทางภายภาพ เรื่องล้อ เรือ ราง เรื่องของการลงทุนต่าง ๆ เรื่องของการประคับประคองสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจภายใต้วิกฤติของโควิด-๑๙ (COVID-19) ทั่วโลก ขอแสดงความชื่นชมกับท่านนายกรัฐมนตรี ให้กำลังใจท่านมา ณ ที่นี้ด้วย🔗
ผมขอพาดพิงไปถึงท่านฝ่ายค้านที่กล่าวหาโจมตีท่านนายกรัฐมนตรี แม้กระทั่งท่านผู้นำฝ่ายค้านที่ผมเคารพรัก ผมอาจจะไม่ได้คุ้นกับท่าน แต่ว่ารักและศรัทธา ในคำพูดคำจาของท่าน ท่านกล่าวหาว่านายกรัฐมนตรีเป็นตัวสร้างความแตกแยก เป็นตัวการ ที่ก่อให้เกิดปัญหา ท่านครับ เรื่องที่นายกรัฐมนตรีคนนี้ทำอะไรดี ๆ ไว้ตั้งเยอะท่านต้องพูด ด้วยครับ เราเป็นผู้ใหญ่กันในสภาแล้ว อย่ามองปัญหาแต่ด้านเดียว เราต้องมองความดี ของคนด้วย ไม่มีใครในโลกนี้ที่ดีสำเร็จรูป เหมือนที่ฝรั่งเขาพูดว่าโนบอดี เพอร์เฟกต์ (Nobody perfect) เราก็มีดี มีไม่ดีด้วยกันทั้งนั้น🔗
ประท้วงครับ🔗
เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านผู้อภิปราย ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๕ ท่านครับ คือท่านจะเสนอแนะทางออกประเทศอย่างไร ท่านก็ เสนอแนะไปครับ อย่ามาก้าวก่ายว่าฝ่ายค้านอย่างนั้นอย่างนี้ ท่านจะเสนอแนะอะไรท่านพูด ไปเลยครับ วันนี้เรามาหาความร่วมมือ หาทางออกของประเทศ ท่านไม่ต้องมาอวยใคร ไม่ต้องมายกยอปอปั้นใคร ประชาชนคนไทยเขารู้ ท่านประธานช่วยวินิจฉัยด้วย แล้วผม ประท้วงท่านด้วย ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ท่านปฏิบัติหน้าที่ท่านฟังหน่อยครับ ท่านหลับ หรือเปล่าครับท่านประธาน ท่านวินิจฉัยด้วยครับ🔗
ก็ขอให้ ท่านระมัดระวังในการที่จะไปประท้วงผู้ใดก็ตาม พรรคฝ่ายใดก็ตาม ขอให้ท่านถอนคำพูด ไปเสียนะครับส่วนนี้ ท่านจเด็จครับ🔗
ผมคงไม่ต้องถอนคำพูด เพราะว่าผมพูดด้วยเจตนาดี แล้วท่านผู้ประท้วงใจเย็น ๆ สักนิดหนึ่ง เป็นถึงสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร🔗
ท่านไป อีกแล้วครับ🔗
เดี๋ยวผมจะเสนอให้ทราบว่า ข้อเสนอแนะของผมมี ท่านประธาน ผมขอพูดต่อนะครับ ท่านประธานครับ🔗
ท่านอย่า วิจารณ์ไปถึงพรรคอื่นหรือว่าบุคคลอื่นนะครับ🔗
ได้ครับท่านประธาน ท่านประธานครับ ๔ บรรทัดที่เราอย่าลืม ๑๒ ธันวาคม ๒๕๓๒ พระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ ๙ พระราชทานพระบรมราโชวาทว่า ในบ้านเมืองเรานั้นมีทั้งคนดีและคนไม่ดี การทำให้ บ้านเมืองเป็นปกติสุขเรียบร้อยนั้นไม่ได้อยู่ที่ทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่ให้คนดีได้มี อำนาจปกครองบ้านเมือง ขณะเดียวกันก็ขจัดปัดเป่าอย่าให้คนชั่วคนไม่ดีมาสร้าง ความเดือดร้อนรำคาญ ก็ขออนุญาตยกพระบรมราโชวาท🔗
เอาแค่นี้ พอนะครับ ไม่ต้องไปอธิบาย เพราะว่าท่านชวนท่านกำชับผมไว้ว่าเมื่อจะเอ่ยถึงพระเจ้าอยู่หัว ก็ต้องทำโดยเท่าที่จำเป็น ท่านพูดเฉพาะแค่นี้ละครับ ที่รัชกาลที่ ๙ ท่านมีพระบรมราโชวาทไว้ ก็ถูกต้องแล้วนะครับ เดี๋ยวมีการไปเทียบคนนั้นคนนี้อีก ไม่ดีนะครับ ผมขอร้องครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมเรียนว่า ถ้าเราเห็นใครดีเราก็ต้องให้กำลังใจ ใครไม่ดีเราต้องขจัดปัดเป่าให้เป็นไปตามพระบรมราโชวาท แล้วท่านก็พูดให้ท่านนายกรัฐมนตรีลาออก ท่านประธานก็เป็นนักกฎหมายเช่นเดียวกับอีก หลาย ๆ ท่าน ท่านประธานก็ทราบดีว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เราต้องปฏิบัติตามทุกคนนั้น บัญญัติถึงเหตุที่ให้นายกรัฐมนตรีลาออกไว้อยู่ ๓-๔ มาตรา คือมาตรา ๑๔๔ มาตรา ๑๖๗ มาตรา ๑๕๘ วรรคสี่ และมาตรา ๑๗๐ ถ้าพ้นจากนี้ไม่ต้องลาออก ผมยังไม่เห็น ท่านนายกรัฐมนตรีคนนี้ปฏิบัติอะไรผิดรัฐธรรมนูญ ๔-๕ มาตราที่ว่านี้ ไม่ได้อวย ท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ถ้าเห็นว่าผมพูดผิดท้วงได้ ท่านประธานครับ ในข้อที่ ๒ ของประเด็นของการขอเปิดวิสามัญในวันนี้ พรุ่งนี้นั้น ก็คือเรื่องการละเมิดขบวนรถเสด็จ พระที่นั่ง ท่านประธานครับ ผมแปลกใจมาก เพื่อนสมาชิกรัฐสภาบางคนรู้เรื่องกำหนดการ เสด็จพระราชดำเนินนั้นละเอียดยิบนาทีต่อนาที แต่หารู้ไหมว่าขบวนเสด็จนั้นต้องเป็นไปตาม พระราชอัธยาศัย พระองค์ท่านจะแจ้งเจ้าหน้าที่ผู้ถวายอารักขาหรือไม่ก็ตาม และขบวนเสด็จ จะเสด็จเส้นทางไหนก็ตาม หน้าที่ของประชาชนคนไทยทั้งประเทศก็คือถวายอารักขา และถวายความจงรักภักดี ถวายความปลอดภัย อย่าเบี่ยงเบนประเด็นไปเรื่องอื่นครับ การออกมาชู ๓ นิ้ว การออกมาจาบจ้วง การมาใช้ถ้อยคำหยาบคายต่อพระองค์ท่านนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง แต่ถ้าใครผู้ใดเห็นว่าทำอย่างนี้ไม่ผิดก็ช่วยแสดงตัวได้นะครับ จะได้รู้ว่าท่านมีความเห็นอย่างไร ท่านประธานครับ กรณีของการเปิดอภิปราย ผมขออนุญาตว่าท่านเสรีพูดไว้ถูกต้อง ต้องอภิปรายด้วยความปรารถนาดีต่อกันและกัน ที่สำคัญก็คือต้องมีความปรารถนาดีต่อชาติบ้านเมือง ดำรงไว้ซึ่งเกียรติยศและศักดิ์ศรี ของความเป็นประเทศชาติของเราด้วย อย่าคิดแต่จะว่าประเทศชาติอย่างเดียว อย่าคิดแต่ จะชังชาติอย่างเดียว ต้องดูแลประเทศชาติด้วย ท่านประธานครับ ประเทศชาติก็เหมือนกับ บุคคล ประเทศชาตินี้มีความรู้สึกดีใจ เสียใจ มีความรู้สึกน้อยใจ หมดกำลังใจ มีความหัวเราะ มีร้องไห้ มีความบอบช้ำ เช่นเดียวกันครับท่านประธาน เราต้องช่วยกันดูแล วันนี้ ประเทศชาติกำลังบอบช้ำ อย่าซ้ำเติมประเทศชาติกันนักเลย ขอเสนอแนะทางออกดังนี้ครับ ท่านประธาน🔗
ประการที่ ๑ เราต้องยึดหลักการให้หนักแน่น คำว่าหลักการนี้ก็คือ หลักกฎหมาย หลักของความยุติธรรม หลักของนิติธรรมในระบบนิติรัฐ หลักรัฐศาสตร์ หลักธรรมาภิบาล หลักของธรรมะ หรือหลักของธรรมชาติ ถ้าเราไม่ยึดหลักพวกนี้ เราแก้ปัญหาของประเทศชาติไม่ได้🔗
ประการที่ ๒ ผมคิดว่าเราน่าจะรวบรวมคณะกรรมการสักชุดหนึ่ง ประกอบ ไปด้วยผู้แทนราษฎร ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน สมาชิกวุฒิสภา และคณะรัฐบาล สัก ๒๐-๓๐ คน ลองมาหาทางออกกันให้ชัด ๆ ภายใน ๓ วัน ๗ วัน ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา เป็นอย่างไร แล้วจะหาทางแก้ไขอย่างไร นายกรัฐมนตรีลาออกแก้ปัญหาได้จริงไหม หรือว่า จะยุบสภา ไปหาทางคืนอำนาจให้ประชาชนกันใหม่ หรือว่าจะทำอย่างไร ทำอย่างไรก็ได้ ที่ไม่ให้เกิดความรุนแรง ทำอย่างไรก็ได้ที่ทางออกของประเทศชาติมันมีซิวิไลซ์ (Civilize) เหมือนเดิม ทำอย่างไรก็ได้ที่ให้บ้านเมืองเรามีสภาพก่อนที่จะเกิดขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ต้นปีนี้ ท่านประธานครับ นั่นคือข้อเสนอแนะของผม ท่านประธานครับ ก่อนจะจบ ผมขออนุญาตพูดเรื่องสั้น ๆ นิดเดียวครับ ที่อยู่ในหมู่คลิป (Clip) ทั้งหลาย เรื่องสั้น ๆ ๒-๓ บรรทัดครับท่านประธาน เขาบอกเรื่องมดดำกับมดแดง เขาเอามดดำกับมดแดง ไปใส่โหลอย่างละเท่า ๆ กัน ท่านประธานครับ มันไม่ทำอะไรกันหรอกครับ แต่วันหนึ่ง มีคนดันไปเขย่าโหลมันเลยสู้กัน วันนี้ผมเรียนเตือนท่านประธาน เรียนเตือนเพื่อนสมาชิก รัฐสภาว่าเรากำลังหลงประเด็นอะไรหรือเปล่า ประเด็นที่เราต่อสู้กัน โดยลืมไปว่าใคร เป็นคนเขย่าขวด ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ท่านนายกรัฐมนตรีจะขอชี้แจงก่อนนะครับ เชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ🔗
ขออนุญาตครับ กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาและสมาชิกรัฐสภา ที่เคารพนะครับ ไหน ๆ เราก็ฟังกันมาถึงเกือบจะวันแล้ว เพราะฉะนั้นก็มีหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนายกรัฐมนตรีลาออก หรือยุบสภา หรืออะไรก็แล้วแต่ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมก็จำเป็นต้องพูดให้พวกเราเข้าใจว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจในทุกเรื่อง พยายามที่จะหาทาง แก้ปัญหาให้ได้มากที่สุด โดยเร็วที่สุด ผมได้ปรึกษากับทางฝ่ายกฎหมายแล้ว ศึกษาจาก รัฐธรรมนูญแล้วกรณีนายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่งมันจะเกิดอะไรขึ้นมาบ้าง ถ้านายกรัฐมนตรีลาออกคณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๗ (๑) นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่า คณะรัฐมนตรีใหม่จะเข้ารับหน้าที่ จะต้องเลือกนายกรัฐมนตรีใหม่จากที่ประชุมร่วมกัน ของรัฐสภา ต้องมีมติเสียงกึ่งหนึ่ง ซึ่งต้องรวมทั้ง ส.ส. ส.ว. ด้วย ไม่ว่าจะพรรคข้างใดก็ตาม รวมกันมาแล้วก็ยังไม่ถึงกึ่งหนึ่งนะครับ เพราะฉะนั้นก็ต้องมี ส.ว. มาร่วมในการเลือก นายกรัฐมนตรีด้วย🔗
กรณียุบสภา พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะเหมือนกัน สมาชิก ส.ส. สิ้นสุดลง เพราะฉะนั้นผมก็ไม่แน่ใจว่าท่านต้องการหรือไม่ต้องการอะไรตรงนี้นะครับ อันนี้มันเป็น แนวปฏิบัติ ในส่วนของแก้ไขรัฐธรรมนูญ วันนี้กระผมก็เรียนไปแล้วว่ามีขั้นตอนอะไร อย่างไร เมื่อสักครู่นี้ เพราะฉะนั้นถ้าท่านสงสัยอะไรต่าง ๆ เดี๋ยวผมจะให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ ได้ชี้แจงเพิ่มเติมครับ ขอบคุณครับ🔗
เชิญท่านวิษณุ รองนายกรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ขอรบกวนใช้เวลาสภาตอนนี้เล็กน้อยครับ เริ่มต้นต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า ญัตติที่รัฐบาลได้เสนอมาตามมาตรา ๑๖๕ นั้น หลายท่านได้อภิปรายกันมาตั้งแต่เช้าว่า ญัตตินั้นมี ๓ ข้อ แล้วก็ทำให้ท่านรู้สึกอึดอัดขัดข้องในการที่จะพูดเพื่อที่จะลงลึก เนื่องจาก บางข้อใน ๓ ข้ออาจจะตั้งประเด็นที่ทำให้ท่านไม่สามารถจะอภิปรายได้ ซึ่งก็เป็นจริง แล้วก็เห็นใจจริง ๆ แต่ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าญัตติที่เสนอมานี้ เป็นการเสนอตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ ซึ่งบัญญัติว่าถ้าหากคณะรัฐมนตรีเห็นว่ามีปัญหา สำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน ก็ให้ขอเปิดให้มีการอภิปรายทั่วไปในเรื่องนั้นได้ ถามว่าเรื่องนั้นคือเรื่องอะไร เรื่องนั้นก็คือปัญหาที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน ดังนั้น รัฐบาลจึงได้ยื่นญัตติมาถึงท่านประธานรัฐสภาตามมาตรา ๑๖๕ ดังกล่าว ญัตตินั้นไม่ได้มี ๓ ข้อครับ ๓ ข้อนั้นไม่ใช่สิ่งที่รัฐบาลถาม ๓ ข้อนั้นเป็นการลำดับความเป็นมาของเหตุการณ์ ว่ามีอะไรเกิดขึ้นจึงได้เกิดปัญหาสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดิน เพราะถ้าหากว่ารัฐบาล ไม่อธิบายความเป็นมาหรือข้อเท็จจริง ท่านสมาชิกรัฐสภาก็จะเกิดความฉงนสนเท่ห์ใจ ขึ้นมาว่ามีอะไรเกิดขึ้นรัฐบาลจึงมาขอรับฟังความเห็น ถ้ารัฐบาลเขียนมา ๔-๕ บรรทัดสั้น ๆ ว่าบัดนี้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย บัดนี้เกิดปัญหาที่ทำให้รัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินยาก จึงขอฟังความเห็นท่านสมาชิกรัฐสภา คำถามก็จะย้อนกลับมาว่าแล้วมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ที่เรียกว่าความไม่สงบเรียบร้อย รัฐบาลคาดคิดว่าคงจะมีการพูดถึงว่าที่มันยุ่งและไม่สงบ เรียบร้อยเพราะรัฐบาลไปประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ซึ่งก็จะต้องถาม ต่อไปว่าแล้วเกิดอะไรขึ้นถึงจู่ ๆ ไปประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง บ้านเมือง ก็สงบเงียบเรียบร้อยแล้วไปประกาศทำไม เมื่อตีสี่ของวันที่ ๑๕ ตุลาคม รัฐบาลก็จะต้อง อธิบายอยู่ดีว่าที่ต้องไปประกาศตีสี่ ไม่ได้ประกาศตีสอง ไม่ได้ประกาศตีหนึ่ง เพราะว่าย้อนไป ก่อนหน้านั้นตอนห้าโมงเย็นของวันที่ ๑๔ ตุลาคม มีอะไรเกิดขึ้น อะไรที่เกิดนั้นถ้าไม่ต้อง อธิบายให้มันยาวความก็ตอบสั้น ๆ ว่ามีการขัดขวางขบวนเสด็จพระราชดำเนิน ตรงนี้ก็เลยเป็นที่มาของการพูดถึงประเด็นข้อที่ ๒ แล้วความเป็นห่วงมันมีอะไรต่อไป ก็ห่วง ถึงสถานการณ์โควิด (COVID) ที่ระบาดอยู่ สถานการณ์น้ำท่วม ซึ่งอาจจะทำให้เกิดโรคหวัด ที่ไม่รู้ต่อไปจะพัฒนาบานปลายไปเป็นโควิด (COVID) หรือไม่ ทั้งหมดเป็นเพียงข้อเท็จจริง ลำดับให้เห็นความเป็นมาของเรื่องเท่านั้น แม้กระทั่งการสลายการชุมนุม หรือที่เรียกกันว่า การขอคืนพื้นที่ รัฐบาลก็จำเป็นต้องกล่าวถึงเอาไว้ เพราะว่าบางท่านอาจจะตำหนิว่าการที่ ไปใช้รถสูบน้ำฉีดน้ำความดันสูงฉีดอย่างนั้นทำให้เกิดปัญหาขึ้น รัฐบาลก็ต้องอธิบาย เพราะฉะนั้นเป็นเพียงลำดับข้อเท็จจริงเท่านั้น ความสำคัญอยู่ตรงข้อความในวรรคสุดท้าย ของญัตติที่บอกว่า ด้วยเหตุดังนี้ คณะรัฐมนตรีจึงเห็นว่าเป็นปัญหาสำคัญของการบริหาร ราชการแผ่นดินที่ใคร่จะขอรับฟังความเห็นของท่านสมาชิกรัฐสภา เพราะฉะนั้นท่านจะ อภิปรายในเรื่องใดอย่างใดท่านก็สามารถอภิปรายได้ คราวนี้มาถึงประเด็นที่จะขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานว่าถ้าฟังจากการชุมนุมที่ได้ผ่านมาในระยะเวลาประมาณ ๑๐ วัน ๒๐ วัน คงจะประมวลข้อเรียกร้องได้ประมาณ ๖-๗ ข้อ เฉพาะที่เกี่ยวพันกับรัฐบาลมีอยู่ ๖-๗ ข้อ ส่วนที่มีการเรียกร้องบ้างเหมือนกันก็ถือว่าเป็นพลความก็แล้วกัน เช่นเรียกร้องว่า ขอคืนอิสรภาพให้ฮ่องกง ตรงนี้ก็หมดปัญญาที่รัฐบาลจะไปทำอะไรได้ แต่เอาว่าที่เกี่ยวกับ รัฐบาลนั้น🔗
ข้อเรียกร้องประการที่ ๑ ก็คือเรียกร้องขอให้มีการเปิดสภาสมัยวิสามัญ ตรงนี้จะเป็นคุณงามความดี จะเป็นข้อคิด เป็นข้อเสนอของใครนั้นไม่เป็นไรหรอกครับ สุดท้ายบัดนี้ก็ได้เปิดแล้ว🔗
ข้อเรียกร้องประการที่ ๒ เสนอว่าขอให้มีการยกเลิกการประกาศสถานการณ์ ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง บัดนี้ก็ได้ยกเลิกแล้วตั้งแต่เมื่อเที่ยงวันของวันที่ ๒๒ ที่ผ่านมา🔗
ข้อเรียกร้องประการที่ ๓ ก็เสนอว่าขอให้ดำเนินการเร่งในการแก้ไข รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะฉบับที่เรียกกันว่าไอลอว์ (iLaw) หรือฉบับประชาชน เรื่องนี้ก็อยู่ใน การพิจารณาของสภาแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ตอบท่านประธานแล้ว ท่านประธานวิป (Whip) ฝ่ายรัฐบาลก็ได้ชี้แจงแล้วว่าเมื่อเปิดสภาสมัยสามัญมาตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ ๑ พฤศจิกายน ที่จะถึงอีกไม่กี่วันนี้ มีระยะเวลาในสมัยประชุมนั้น ๑๒๐ วัน สภาสามารถยกขึ้น พิจารณาเมื่อใดก็ได้ ความจริงก็ควรจะยกขึ้นตั้งแต่วันที่ ๑ วันที่ ๒ พฤศจิกายน ด้วยซ้ำ แต่ก็ต้องเข้าใจว่ามีร่างของไอลอว์ (iLaw) ของประชาชนเข้าชื่อกัน ๑๐๐,๐๐๐ คนรออยู่ ขณะนี้ตรวจสอบลายมือชื่อกันยังไม่เสร็จสิ้นเรียบร้อย ถ้าเสร็จเมื่อไรก็อยู่ที่ความกรุณา ของท่านประธานจะยกขึ้นพิจารณาพร้อมกันทั้งหมด ซึ่งขณะนี้ค้างอยู่ในสภา ๖ ฉบับ จะเอา ๖ ฉบับนี้ว่ากันไป หรือจะรอฉบับที่ ๗ ฉบับไอลอว์ (iLaw) ก็สุดแท้แต่ท่านประธาน ก็เป็น เรื่องที่ดำเนินการอยู่แล้ว ตอนที่รัฐบาลได้ขอเปิดสภาสมัยวิสามัญ รัฐบาลก็คิดอยู่เหมือนกันว่า ถ้าหากจะสามารถทำอย่างที่ท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขออภัยเอ่ยนาม ท่านจุรินทร์ ได้เสนอไว้เมื่อเช้าว่าน่าจะเอาร่างรัฐธรรมนูญที่ค้างอยู่ขณะนี้ของพรรคฝ่ายค้าน ๑ ฉบับ พรรคร่วมรัฐบาล ๑ ฉบับ แล้วก็พรรคฝ่ายค้านเสนอเป็นรายปลีก รายย่อย รายมาตรา อีก ๔ ฉบับ ๒ บวก ๔ รวมเป็น ๖ เข้ามาก็น่าจะทำได้ แต่รัฐบาลก็เกรงอยู่เหมือนกันว่า ถ้าเกิดยกขึ้นมาในตอนสมัยวิสามัญวันสองวันนี้เดี๋ยวจะเกิดปัญหาเรื่องของฉบับไอลอว์ (iLaw) อีกซึ่งยังไม่เสร็จ จะดึงมาเป็นฉบับที่ ๗ ทันทีก็ดึงไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็เลยไม่ได้พูด อะไรในส่วนของการที่จะยกเอาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาในสมัยวิสามัญนี้ แต่เปิดสภามา สมัยสามัญก็ต้องพิจารณากันแน่นอน แล้วท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้กราบเรียนท่านประธาน เมื่อสักครู่ไปแล้ว ขออนุญาตกราบเรียนซ้ำอีกสักนิดหนึ่งนะครับ ที่จริงก็ซ้ำซ้อนกันนั่นละ แต่ความเป็นจริงก็คืออย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีกราบเรียนท่านประธานว่าเมื่อวันอังคารที่ ๖ ตุลาคมที่ผ่านมา นับจากวันนี้ถอยไป ๒๐ วัน ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เอามาเสกสรรปั้นแต่งพูดกัน ในวันนี้ พูดกันเมื่อ ๒๐ วันที่แล้วก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี ในวันอังคารที่ ๖ ตุลาคม ท่านนายกรัฐมนตรีได้เชิญหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา และมีรัฐมนตรีอื่น ๆ อีกประมาณ ๑๐ ท่าน เข้ามา หารือกันก่อนประชุม ครม. ว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ค้างอยู่ในสภานั้นควรจะเดินหน้าต่อไปได้ โดยเร็ว ก็มีผู้เสนอเหมือนกันว่าแล้วทำอย่างไรถึงจะส่งสัญญาณไปถึงสมาชิกวุฒิสภาได้ ทำอย่างไรที่จะส่งสัญญาณไปถึงท่านสมาชิกพรรคฝ่ายค้านได้ ท่านนายกรัฐมนตรีก็กล่าวว่า สัญญาณมันคงไปอยู่ดีละ แต่อยู่ดี ๆ จะไปบอก จะไปเรียก จะไปเชิญมา ก็คงไม่เหมาะสม ทั้งสิ้น แล้วที่จริงข่าวก็ออกไป หนังสือพิมพ์ก็ลงไปแล้วหลายฉบับว่าท่านนายกรัฐมนตรี ได้ส่งสัญญาณกับพรรคร่วมรัฐบาลอย่างไรในเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ ท่านนายกรัฐมนตรี ก็ได้ขอให้ผมได้ทำไทม์ไลน์ (Timeline) หรือช่วงระยะเวลา สมมุติว่าเปิดสภาสมัยสามัญมา การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญจะเดินไปได้อย่างไร ผมก็เชิญฝ่ายกฎหมาย เชิญกฤษฎีกา เชิญหลายคนมาช่วยกันทำไทม์ไลน์ (Timeline) ตามกฎหมาย ส่วนเหตุแทรกซ้อน หรืออุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นนั้นเราไม่อาจคาดคิด ไทม์ไลน์ (Timeline) ของมัน ตารางเวลา ของมันก็คือว่าเมื่อสภาเปิดมาต้นเดือนพฤศจิกายน ร่างรัฐธรรมนูญก็ต้องเข้าสภาวาระที่หนึ่ง เมื่อรับหลักการในวาระที่หนึ่งก็คงจะต้องตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาพิจารณา ส่วนสภาจะใช้ กรรมาธิการเต็มสภาหรือไม่นั้นเป็นอำนาจของสภา แต่ถ้าเราว่ากันไปตามวิธีปฏิบัติที่ผ่านมา ก็คงจะตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นพิจารณา ผมได้กราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีด้วยว่า กรรมาธิการนั้นจะต้องเป็นกรรมาธิการที่มาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา เท่านั้น คณะรัฐมนตรีหรือคนนอกจะเข้าไปเป็นกรรมาธิการไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญ และข้อบังคับการประชุมรัฐสภาไม่อนุญาต🔗
ขออนุญาต นิดหนึ่งท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุครับ มีผู้ประท้วง เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉัน อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชี รายชื่อ พรรคก้าวไกล จากจังหวัดนครปฐม ดิฉันขอประท้วงท่านผู้ชี้แจงในปัจจุบันนี้ ประท้วงตามข้อ ๔๕ ท่านได้ใส่ร้ายผู้ชุมนุมที่ไม่ได้มีโอกาสเข้ามาชี้แจงในที่นี้ โดยท่านได้ พูดว่าในที่ชุมนุมมีการเรียกร้องอิสรภาพให้ฮ่องกง ซึ่งดิฉันไม่เห็น ดิฉันไปสังเกตการณ์ทุกครั้ง ดิฉันไม่เห็นมีการเรียกร้องอิสรภาพให้ฮ่องกงในที่ชุมนุมเลยค่ะ อาจจะเป็นเพียงป้ายเล็ก ๆ ของผู้ชุมนุมที่มีหลากหลาย ที่อาจจะพูดถึงเรื่องฮ่องกงบ้างก็เป็นธรรมดา แต่ดิฉันยืนยันว่า ไม่ใช่ข้อเรียกร้องหลักของม็อบ (Mob) ตั้งแต่แรกจนถึงปัจจุบันไม่มีข้อเรียกร้องนี้ค่ะ ถือว่า เป็นการใส่ร้ายม็อบ (Mob) ผู้ไม่มีโอกาสที่จะได้เข้ามาชี้แจงในที่นี้ ขอให้ถอนคำพูดด้วยค่ะ ท่านประธาน🔗
ผมเรียน ถามท่านประธานรัฐสภาแล้วนะครับ ไม่มีใครพูดเรื่องฮ่องกงครับ🔗
มีค่ะ เมื่อสักครู่ท่านผู้ชี้แจงได้พูดค่ะว่าในม็อบ (Mob) มีการเรียกร้องอิสรภาพให้ฮ่องกง โดยที่รัฐบาลไม่สามารถทำให้ได้ ผ่านไปได้สักครู่นี้แล้วค่ะ ขอให้ท่านผู้ชี้แจงถอนคำนี้ด้วยค่ะ เพราะไม่เป็นธรรมกับผู้ชุมนุม🔗
ท่านรอง นายกรัฐมนตรีวิษณุพูดว่าอย่างไรครับ🔗
ผมได้กราบเรียนท่านประธานว่า ข้อเรียกร้องนั้นมีหลายข้อ เฉพาะที่เกี่ยวพันกับรัฐบาลและอยู่ในอำนาจที่รัฐบาลจะเข้าไป เกี่ยวข้องได้มีอยู่ ๗ ข้อ ส่วนข้อเรียกร้องอย่างอื่น เช่นที่มีการตะโกนขออิสรภาพให้ฮ่องกงนั้น รัฐบาลไม่สามารถที่จะรับมาดำเนินการหรือเกี่ยวข้องได้ ซึ่งมีอยู่จริง และผมก็เห็นด้วยกับ ท่านที่ได้มีการประท้วงว่าไม่ใช่เป็นข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมส่วนใหญ่🔗
ไม่ใช่ข้อเรียกร้องหลักค่ะ ท่านไม่สามารถจะมาพูดแบบนี้ได้นะคะ คนมาชุมนุมเป็นแสน อาจจะมีข้อเรียกร้องส่วนตัวชูป้ายเล็ก ๆ ถ้าท่านผู้ชี้แจงพูดอย่างนี้ก็ไม่เป็นธรรมกับ กลุ่มแกนนำหรือกลุ่มผู้นำในข้อเรียกร้องหลักนะคะ🔗
ผมวินิจฉัย ก็แล้วกันนะครับ🔗
ข้อเรียกร้องหลักเราทราบอยู่แล้วว่าให้ทำอะไรบ้าง ซึ่งท่านก็ทราบดีอยู่แล้วนะคะ ท่านพูด อย่างนี้เจตนาที่จะด้อยค่าผู้ชุมนุมค่ะ🔗
ท่านอมรัตน์ครับ ผมวินิจฉัยอย่างนี้แล้วกันว่าคำพูดของท่านนี้ท่านไม่ได้ว่าใครในที่นี้หรือในกลุ่มไหน ที่ชี้ชัดและชัดเจนเลยนะครับ🔗
ถ้าจะมายกตัวอย่างมั่วซั่วอย่างนี้ไม่ได้นะคะ🔗
ท่านอาจจะ ไปอ่านหนังสือพิมพ์มา หรือว่าไปยกตัวอย่างอะไรมาก็ความรับผิดของท่าน เอาอย่างนี้นะครับ🔗
ไม่เป็นไรค่ะ ดิฉันก็ขอให้บันทึกไว้ในที่ประชุมนี้ จะถอนหรือไม่ถอนไม่เป็นไร เพราะดิฉัน ไม่อยากให้เปลืองเวลาของพรรคฝ่ายค้านด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงครับ🔗
เชิญครับ🔗
ผม ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐครับ ผมขอประท้วง ผู้ที่ประท้วงอยู่นะครับ เพราะว่าไม่อยู่ในประเด็น🔗
ไม่ต้อง ประท้วงแล้วกระมังครับ ผมวินิจฉัยไปแล้ว🔗
ท่านพูดเหมือนท่านเป็นหัวหน้าม็อบ (Mob) นะครับ ซึ่งผมเข้าใจว่าเป็นอย่างนั้นจริงครับ🔗
อย่างนี้ ยิ่งไปใหญ่นะครับ อย่างนี้ไม่เอาแล้วนะครับ ต่อเลยนะครับ ท่านอมรัตน์ครับ🔗
พาดพิงค่ะ ดิฉันขอใช้สิทธิพาดพิงค่ะ🔗
พาดพิงครับ ก็อย่าไปพูดถึงท่านอมรัตน์นะครับ🔗
เมื่อสักครู่นี้ท่านผู้ประท้วงบอกว่าทำเหมือนกับเป็นหัวหน้าม็อบ (Mob) อันนี้ก็เป็นการให้ร้าย อย่างรุนแรงนะคะ ม็อบ (Mob) นี่ต้องถอนด้วยค่ะ เพราะม็อบ (Mob) นี่ถูกใส่ความว่า มีผู้อยู่เบื้องหลังนะคะ🔗
อย่าพูดซ้ำ เลยครับ🔗
ช่วยถอนคำพูดด้วยค่ะ🔗
ท่านถอน คำพูดเถอะครับ หัวหน้าม็อบ (Mob) อะไรนี่นะครับ จะได้จบเรื่องครับ🔗
ผม ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ก็ขอถอนครับ ขอเปลี่ยนเป็น ผู้ควบคุมม็อบ (Mob) ครับ ผู้อยู่บนหลังคารถครับ ผมเอาคลิป (Clip) ให้ดูก็ได้นะครับ ถ้าท่านให้เปิดนะครับ🔗
ท่านประธานคะ ก็ประท้วงอีกเหมือนกันค่ะ ผู้ควบคุมม็อบ (Mob) นี่ยิ่งหนักกว่าเดิมนะคะ ท่านมีหลักฐานอะไรมากล่าวร้ายให้คนอื่นว่าเป็นผู้ควบคุมม็อบ (Mob)🔗
ท่านอย่าไป ต่อเลยครับ ทั้งคู่เลยครับ ผมขอร้อง กำลังจะเปลี่ยนจังหวะพอดีนะครับ🔗
ท่านประธานคะ ดิฉัน นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ขออนุญาตประท้วงท่านประธานค่ะ ในข้อ ๕🔗
ประท้วง ได้เลยครับ เดี๋ยวผมกำลังจะไปอยู่แล้ว🔗
ขออนุญาต ให้ท่านประธานช่วยทำหน้าที่เป็นกลางด้วย ในเมื่อมีผู้ประท้วง ประท้วงผู้อภิปรายว่าไม่อยาก ให้พูดถึงผู้ที่ไม่ได้อยู่ในสภาเพราะไม่มีโอกาสในการชี้แจง ซึ่งที่ผ่านมามีสมาชิกรัฐสภา หลายท่าน สมาชิกรัฐสภาในพรรคก้าวไกลด้วยซ้ำนะคะ มีการอภิปรายถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่อยู่นอกสภา แต่ทางประธานก็อนุญาตให้อภิปรายได้🔗
ท่านปารีณา ประท้วงเรื่องอะไรครับ🔗
ประท้วง เรื่องขอให้ท่านประธานปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง🔗
ตอนไหนครับ🔗
ถ้าท่านประธาน จะไม่อนุญาตให้ทางรัฐมนตรีชี้แจงแล้วไปพาดพิงถึงบุคคลภายนอกสภา ก็ต้องไม่ให้ผู้ใดชี้แจง อภิปรายพาดพิงถึงบุคคลนอกสภาแม้แต่คนเดียวเพื่อความเป็นกลาง🔗
ผมวินิจฉัย อย่างนี้นะครับ🔗
แต่ที่ผ่านมา พรรคก้าวไกลมีการอภิปรายพาดพิงเจ้าหน้าที่ตำรวจ ใส่ร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ🔗
ท่านปารีณาครับ เดี๋ยวไปถึงคนอื่นอีก เอาแค่ประท้วงผมพอแล้วนะครับ ผมเพียงแต่บอกว่าท่านวิษณุพูดอะไร ก็ต้องรับผิดชอบสิ่งที่ท่านพูดต่อสภานี้ไว้ แต่ว่า ณ ที่นี้ก็ไม่มีใครเกี่ยวข้องที่คำพูดของท่าน แค่นี้นะครับ ท่านปารีณาแค่นี้นะครับ โอเค (OK) ครับ ผมขอกราบเรียนเชิญท่าน🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้ กราบเรียนท่านประธานว่าในบรรดาข้อเรียกร้อง ๖-๗ ข้อที่เกี่ยวพันกับรัฐบาล และรัฐบาล อยู่ในวิสัยที่ต้องรับมาพิจารณา ก็ได้พิจารณาให้ไปเป็นจำนวนมาก อย่างเช่นข้อเสนอ ที่บอกว่าให้มีการเปิดสภาสมัยวิสามัญ ก็ได้เปิดแล้วเช่นในขณะนี้🔗
ข้อเรียกร้องที่ได้เสนอว่าขอยกเลิกการประกาศภาวะฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ก็ได้ยกเลิกแล้วหลังจากที่ประกาศใช้มาอยู่ ๗ วัน🔗
ข้อเรียกร้องประการที่ ๓ ที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ก็อยู่ในระหว่างการพิจารณา ของสภา แล้วก็คงจะได้นำเข้ามาพิจารณากันเมื่อเปิดสภาสมัยสามัญ ในวันที่ ๑ พฤศจิกายนนี้ เป็นต้นไป ผมมาถึงขั้นตอนที่ได้กราบเรียนท่านประธานว่ารัฐบาลได้ขอให้ผมลองทำไทม์ไลน์ (Timeline) หรือตารางเวลาออกมาว่าถ้าจะเร่งให้เร็วที่สุดนั้น การพิจารณารัฐธรรมนูญจะเร่ง ได้อย่างไร คำตอบก็คือว่าถ้าหากท่านประธานนำเอาร่างของพรรคฝ่ายค้าน ๑ ฉบับ พรรคร่วมรัฐบาล ๑ ฉบับ รวมเป็น ๒ ฉบับ และที่พรรคฝ่ายค้านได้เสนอแก้ไขเป็นรายมาตรา อีก ๔ ฉบับ ๒ บวก ๔ รวมเป็น ๖ ฉบับมาพิจารณาก็สามารถพิจารณาได้เลยทันทีที่มีการเปิด สมัยสามัญในต้นเดือนพฤศจิกายน แต่ถ้าหากท่านประธานรัฐสภาเห็นว่าจำเป็นจะต้องรอ เอาร่างของไอลอว์ (iLaw) กับประชาชน ๑๐๐,๐๐๐ ชื่อนั้นมาพิจารณาด้วย ก็คงจะต้องรอ ไปจนกระทั่งถึงประมาณกลางเดือนพฤศจิกายน เพราะอยู่ระหว่างการตรวจสอบลายมือชื่อ แต่เอาเถอะครับ ในที่สุดวาระที่หนึ่งก็คงจะเข้ามาสู่การพิจารณาได้ในเดือนพฤศจิกายน สมมุติว่าสภารับหลักการ ก็จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นพิจารณา ผมได้ยินเมื่อเช้า ที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านเสนอว่าอาจจะตั้งกรรมาธิการเต็มสภาก็ได้ ซึ่งก็เป็น ทางออกหนึ่งที่หากคิดว่าจะเร่งให้เร็วขึ้น แต่เรื่องอย่างนี้ไม่อยู่ในวิสัยที่รัฐบาลจะไปคาดคิดว่า มันจะเกิดขึ้น สมมุติว่ามันเดินไปโดยขั้นตอนปกติตามข้อบังคับการประชุมสภา ก็ต้องตั้งคณะกรรมาธิการ ขึ้นพิจารณาซึ่งมีจำนวนไม่เกิน ๔๕ คน ฝ่ายกฎหมายได้รายงานท่านนายกรัฐมนตรีว่า กรรมาธิการนี้จะประกอบด้วย ส.ส. และ ส.ว. เท่านั้น จะมีผู้แทนรัฐบาล จะมีคนนอกเข้ามา อยู่ในกรรมาธิการไม่ได้ สมมุติว่ากรรมาธิการพิจารณาโดยใช้ความรวดเร็ว เมื่อเสร็จ เรียบร้อยแล้วก็ต้องทิ้งไว้ ๑๕ วันตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ เพราะฉะนั้นกว่าจะกลับ เข้ามาในสภาวาระที่สองและวาระที่สามได้ก็คงจะเป็นเดือนธันวาคม เชื่อว่าเร็วที่สุด ในเดือนธันวาคมการพิจารณาสามวาระก็น่าจะเสร็จสิ้นไปได้ แต่ในที่สุดก็ยังไม่สามารถ จะประกาศใช้ได้อยู่ดีเพราะเหตุว่าจะต้องนำเอาร่างนั้นไปออกเสียงประชามติ และการออกเสียงประชามตินั้นก็ไม่ใช่ว่านึกว่าจะออกก็ออก นึกว่าจะโหวต (Vote) ก็โหวต (Vote) จะต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการลงประชามติ คณะรัฐมนตรีได้รับหลักการ ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติที่ กกต. ได้ร่างแล้วส่งมาเมื่อเดือนที่แล้ว ส่งไปให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจ ได้รับทราบเมื่อเช้าว่าตรวจเสร็จสิ้นหมดทุกมาตราแล้ว แล้วท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้แจ้งต่อท่านประธานเมื่อสักครู่นี้แล้วว่าน่าจะส่งร่างพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการออกเสียงประชามติเข้าสู่การพิจารณาของสภาได้ในสัปดาห์หน้า แล้วการพิจารณานั้น ก็ไม่ต้องพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรแล้วส่งไปยังวุฒิสภา แต่รัฐบาลจะขอให้พิจารณา ในที่ประชุมร่วมกันทั้งสองสภา โดยถือว่าเป็นร่างกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูป ด้วยเหตุนี้ ก็จะเร่งรัดตัดขั้นตอนไปได้ สมมุติว่าสภาพิจารณาไปจนกระทั่งเสร็จสิ้นซึ่งไม่ทราบว่าเมื่อใด คงจะใช้เวลาในเดือนพฤศจิกายนคู่ขนานไปกับการพิจารณารัฐธรรมนูญนั่นละครับ สมมุติว่า ถ้าเสร็จลงได้ในเดือนธันวาคมหรือเดือนมกราคม ต่อจากนั้นก็จะต้องนำร่างพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการออกเสียงประชามติที่รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบแล้วนั้นขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ซึ่งตามรัฐธรรมนูญทรงมีเวลาในการพิจารณา ๙๐ วัน ทั้งนี้ก็สุดแล้วแต่พระมหากรุณาธิคุณ ที่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานลงพระปรมาภิไธยกลับลงมาเมื่อใด เมื่อกลับ ลงมาเมื่อใดก็จะต้องนำเอาร่างรัฐธรรมนูญที่เสร็จวาระที่สามแล้วทิ้งอยู่นั้นไปสู่การออกเสียง ประชามติ ส่วนจะใช้เวลาเท่าใดก็เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ในร่างรัฐบาลที่เสนอมานั้นเมื่อมีการประกาศใช้กฎหมายประชามติ แล้วจะต้องมี การลงประชามติจะต้องออกเสียงภายใน ๙๐ วัน ทั้งหมดก็เป็นขั้นตอนที่เกิดขึ้น แล้วในที่สุด การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะสำเร็จลุล่วง แต่ถ้าหากว่าจะต้องมี ส.ส.ร. ร่วมกันจริง แต่ ส.ส.ร. คนเดียวก็ยังไม่มีเพราะจะต้องไปดำเนินการเลือก ส.ส.ร. กันอีกต่อไป ส่วนจะเลือกอย่างไร ก็แล้วแต่คณะกรรมาธิการที่จะพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ พิจารณาในวาระที่สอง กันต่อไป เพราะฉะนั้นข้อเสนอนี้เป็นข้อเสนอที่อยู่ระหว่างการเดินทางที่จะไปสู่จุดหมาย ปลายทางอยู่แล้ว ก็ยังเหลือข้อเสนออยู่ ๓ ข้อเท่านั้นที่ยังไม่ได้มีการดำเนินการ ๑. นายกรัฐมนตรีลาออก ๒. ยุบสภา ๓. ปฏิรูปสถาบัน การปฏิรูปสถาบันนั้นคืออะไร หมายความว่าอย่างไร รัฐบาลไม่ทราบ และไม่เข้าใจจริง ๆ ครับ ซึ่งก็อยากที่จะฟัง การอภิปรายของท่านสมาชิกรัฐสภาในส่วนนี้เหมือนกัน จะมีการยุบสภานั้นรัฐบาล ก็ได้พิจารณาเหมือนกัน แต่ก็มาใคร่ครวญว่าสภามีความผิดอะไรถึงจะต้องไปยุบสภา การยุบสภาแล้วปกติจะต้องเกิดความขัดแย้งอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้น ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้เห็น เรื่องอย่างนั้น แต่ถ้าเป็นความประสงค์ เป็นเจตนารมณ์ ท่านนายกรัฐมนตรีก็คงจะได้หารือ กับผู้ที่เกี่ยวข้องแล้วพิจารณาในเรื่องนั้นต่อไป ในส่วนของข้อเสนอที่ท่านนายกรัฐมนตรี ลาออก ฝ่ายกฎหมายก็ได้ทำข้อเสนอไปยังท่านนายกรัฐมนตรีว่าถ้านายกรัฐมนตรีจะลาออก ก็จะต้องคิดต่อไปเหมือนกันว่าแล้วจะหานายกรัฐมนตรีคนใหม่มาจากขั้นตอนใด อย่างไร ซึ่งก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ อันยังไม่ได้แก้ไขในขณะนี้ เงื่อนไขประการหนึ่ง ที่ผูกไว้ในมาตรา ๒๗๒ วรรคหนึ่ง ก็คือว่านายกรัฐมนตรีนั้นจะต้องเป็นผู้ที่มาจากรายชื่อ ที่เสนอ และเสนอเอาไว้ตั้งแต่สมัยที่มีการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งขณะนี้ก็มีรายชื่ออยู่เพียง ๕ คน สมมุติว่าตัด พลเอก ประยุทธ์ออกไป ตัดคุณธนาธร ออกไป ขออภัยที่เอ่ยชื่อ สมมุติว่าถ้าเป็นเช่นนั้นก็จะเหลืออยู่ ๕ คน ซึ่งผมจะไม่เอ่ยว่า มีใครบ้างใน ๕ คนนั้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มาตรา ๒๗๒ วรรคหนึ่ง ก็ผูกไว้อีกว่าคนที่จะเป็น นายกรัฐมนตรีนั้นจะต้องเป็นผู้ที่ได้คะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งสองสภาที่มีอยู่ ในขณะนี้ เมื่อเช้าตอนเปิดประชุมท่านประธานรัฐสภาได้กรุณาแจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า สภาแห่งนี้คือรัฐสภานั้น มีสมาชิกที่จะสามารถออกเสียงได้ในขณะนี้ ๗๓๒ คน ท่านประธาน ได้แจ้งว่ากึ่งหนึ่งคือ ๓๖๖ เสียง นั่นแปลว่าผู้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปโดยตัดชื่อ พลเอก ประยุทธ์ออกไปแล้ว จะต้องเป็นผู้ที่ได้คะแนนเสียง ๓๖๖ เสียง ซึ่งต่อให้สมาชิก วุฒิสภางดออกเสียงทั้งหมดดังที่หลายคนเรียกร้อง ก็จะต้องเป็นเรื่องที่ระดมหากันมาให้ได้ ๓๖๖ เสียง ถ้าหากว่าไม่ได้ ๓๖๖ เสียง ก็ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของทั้งสองสภา ซึ่งก็จะเป็น ข้อกฎหมายอยู่เหมือนกันว่าแล้วถ้าถึงทางตันตรงนั้นจะทำอย่างไรถ้าวุฒิสภาไม่ออกเสียงเลย แม้แต่เสียงเดียว หลายท่านอาจจะบอกว่า แล้วก็มีผู้เสนอแนะท่านนายกรัฐมนตรีด้วยว่า อย่างนั้นก็ต้องไปขอให้พรรคพลังประชารัฐช่วยกรุณาไปเทเสียงร่วมกับพรรคฝ่ายค้าน แล้วก็ ยกใครสักคนหนึ่งขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าเป็นไปได้ก็เดินไปในแนวอย่างนั้น แต่ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องที่คิด ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีเองท่านก็ได้รับเสียงสนับสนุนอยู่เหมือนกันว่าอย่าออก ในสภานี้ก็มี นอกสภานี้ก็มี เพราะฉะนั้นออก ไม่ออก เป็นดุลยพินิจของท่านนายกรัฐมนตรี ที่ท่านจะพิจารณาต่อไป เหล่านี้คือการนำเอาข้อเสนอและทางเลือกทางออกที่ได้มีการพูด กันอยู่นั้นมาพิจารณาทั้งหมดทั้งสิ้น ส่วนข้อเสนอที่หลายท่านได้เสนอตั้งแต่เมื่อเช้ามา พรรคฝ่ายค้านก็เสนอ สมาชิกวุฒิสภาก็เสนอ สมาชิกพรรครัฐบาลก็เสนอ ท่านนายกรัฐมนตรี ได้ปรารภกับท่านรองนายกรัฐมนตรีบางท่านเมื่อสักครู่ว่าก็เป็นข้อเสนอที่น่าใคร่ครวญ อยู่เหมือนกันคือการถามประชาชน แต่จะถามอย่างไร เพราะถ้าถามโดยการออกเสียง ประชามติ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๖ เขาก็บอกไว้ว่าห้ามออกเสียงประชามติในเรื่องของ ตัวบุคคล ถ้ามีกรรมวิธีในการที่จะตั้งคำถามที่แยบคายและแนบเนียน ก็เป็นเรื่องที่น่าจะ พิจารณาหากว่าเป็นข้อเสนอของรัฐสภา ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็คงจะนำเรียน ท่านประธานสภาในตอนท้ายของการประชุมว่าข้อเสนอนี้จะมีความเป็นไปได้หรือไม่ ประการใด ผมขออนุญาตใช้เวลาของรัฐบาลในช่วงนี้กราบเรียนท่านประธานเพียงดังนี้ครับ🔗
ขอบคุณท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ🔗
ท่านประธานครับ🔗
เชิญครับ🔗
ผม สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ จะขออนุญาตถอนข้อความที่ผมได้อภิปรายเนื่องจากว่า ผมมีการอภิปรายบางคำที่ผมใช้ถ้อยคำผิดไปและเป็นสาระสำคัญ จะขออนุญาตถอนครับ🔗
ครับ🔗
ในตอนท้ายที่ผมอภิปรายตอนเวลาใกล้จะหมด ผมได้อภิปรายไปว่าพรรคภูมิใจไทยสนับสนุน ให้มีการแก้รัฐธรรมนูญโดยเว้นหมวด ๑ หมวด ๒ และไม่มีความจำเป็นจะต้องไปแก้ในหมวด ของสถาบัน ตรงนี้ผมตั้งใจจะสื่อว่าเพราะสถาบันอยู่เหนือการเมืองและอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่ผมไปพูดเป็น เพราะสถาบันอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ ผมขอถอนคำนี้ครับ เพราะผมต้องการ จะสื่อว่าสถาบันอยู่เหนือการเมืองและอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
รับทราบนะครับ ในประเด็นที่ผม คิดว่าควรจะเรียนให้เพื่อนสมาชิกรับทราบสิ่งที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้พูดถึงก็คือกฎหมาย ของภาคเอกชน ที่ท่านบอกว่าอยู่ในขั้นตอนที่มีการตรวจรายชื่ออยู่ ก็เรียนพวกเรานะครับว่า การตรวจสอบรายชื่อนั้นได้เรียบร้อยไปแล้ว แล้วก็ส่งชื่อ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าชื่อให้กรมการปกครอง ตรวจสอบความมีอยู่จริง กรมการปกครองก็ได้ตรวจให้โดยรีบด่วน ซึ่งขอขอบคุณไว้ใน โอกาสนี้ ก็เสร็จเรียบร้อยแล้วครับ ขณะนี้จึงได้ส่งจดหมายไป ๑๐๐,๐๐๐ กว่าฉบับ โดยทางสภาออกเงินเองนะครับ พร้อมกับเป็นคำตอบที่ผู้ลงชื่อเสนอกฎหมายนี้ให้ตอบค้านมาว่าไม่ได้เสนอชื่อ ในกรณีที่ ไม่ส่งมาก็ถือว่ารับ แต่ว่ากำหนดเวลา กฎหมายกำหนดไว้ ๑ เดือน ดังนั้นจึงจะครบ คือวันที่ ๑๒ ผมก็ตั้งใจว่าเมื่อกฎหมายภาคเอกชนนี้จะบรรจุได้ก็ต่อเมื่อ อย่างที่ ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้กล่าวแล้วก็คือต้องกลางเดือนพฤศจิกายน เพราะต้องผ่านวันที่ ๑๒ พฤศจิกายนไปก่อน แต่ถ้าสมมุติเราเห็นว่าไม่ควรรอ เราก็นำรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ที่กรรมาธิการพิจารณาก่อนรับหลักการเข้ามาประชุมในช่วงเปิดประชุมสมัยสามัญได้ทันที ดังนั้นก็ตั้งใจว่าจะเชิญเพื่อนสมาชิก ตัวแทนพรรคทุกพรรค รวมทั้งวุฒิสมาชิก มาหารือว่า จะสมควรรอกฎหมายของภาคเอกชนหรือไม่ ถ้าความเห็นเห็นว่าควรรอ เราก็รอไปประมาณ สัก ๑๐ กว่าวัน แต่ถ้าไม่เห็นควรรอ ต้นเดือนเปิดประชุมสมัยสามัญก็สามารถเรียกประชุม รัฐสภาเพื่อพิจารณารัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมที่กรรมาธิการรับไปพิจารณาก่อน รับหลักการ อันนี้เรียนพวกเราได้รับทราบถึงกระบวนการของการดำเนินการให้เป็นไปตาม กฎหมาย ก็ได้รับทราบนะครับ เพื่อว่าเราจะได้หารือเรื่องนี้กันเป็นการภายในของ พรรคร่วมสภานี้ทั้งหมด ทั้งฝ่ายค้าน รัฐบาล และวุฒิสมาชิกต่อไปครับ ผมก็เรียนที่ประชุม ได้รับทราบครับ🔗
ผู้อภิปรายลำดับต่อไป นางสาวนภาพร เพ็ชรจินดา จากนั้นก็จะเป็น นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา ขอเชิญนางสาวนภาพรครับ🔗
ต้องกราบขอบพระคุณอาจารย์วิษณุที่ได้พูดอธิบายปลดล็อกเกี่ยวกับขอบเขตของญัตติ ในการอภิปรายวันนี้นะคะ แต่ดิฉันก็สงสัยว่าทำไมต้องทำประชามติก่อนที่จะทำ ร่างรัฐธรรมนูญ เพราะว่าตอนที่ท่านฉีกรัฐธรรมนูญ ยังไม่เห็นขอความเห็นประชาชนเลย ยังไม่เห็นทำประชามติเลย ตอนจะทำครั้งนี้ทำไมต้องขอ ดิฉันสงสัยตรงนี้ กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวนภาพร เพ็ชร์จินดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชี รายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย วันนี้พวกเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร จุดที่เหมือนไตเติล (Title) หนังเก่า จุดเริ่มต้นของการรัฐประหารที่จะมีม็อบ (Mob) ชนม็อบ (Mob) แล้วนำไปสู่ ตอนจบที่หวังว่าจะได้รับดอกไม้อีกครั้ง ไม่ได้แต่จะคิดแก้ปัญหาเลย คิดแต่จะเอาวิธีพิเศษ มาใช้ท่าเดียว เหตุการณ์ที่ทำให้สภาผู้แทนราษฎรต้องเร่งเปิดประชุมสมัยวิสามัญในวันนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีถือเป็นมูลเหตุคนหนึ่งในความขัดแย้งระหว่างประชาชนที่เห็นต่าง เพื่อให้สภาแห่งนี้ร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เป็นรัฐธรรมนูญ ที่ทุกฝ่ายยอมรับ เป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากการกลั่นกรองของผู้แทนที่ได้รับการคัดเลือก จากประชาชนเข้ามาทำหน้าที่ในสภาแห่งนี้ แม้รัฐบาลนี้จะอ้างว่ามาจากการเลือกตั้ง แต่ พลเอก ประยุทธ์ก็ยังไม่เคยเปลี่ยนพฤติกรรม เพราะพบว่าท่านยังใช้วาจาที่รุนแรง และข่มขู่ผู้ชุมนุมอยู่หลายครั้ง ท่านเคยบอกว่าเยาวชนเหมือนลูกหลาน พร้อมที่จะแก้ไข รัฐธรรมนูญ แต่เห็นชัดว่าท่านมองผู้ชุมนุมไม่ได้เหมือนลูกหลานเลย กลับมองว่าเขาเป็นฝ่าย ที่เห็นต่าง จึงใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินแล้วก็ยกระดับเป็นฉุกเฉินร้ายแรง เมื่อออกกฎหมายแบบนี้ มาใช้บังคับแล้ว แล้วดันบังคับใช้ไม่ได้ มันแปลว่าผู้ชุมนุมเขาไม่กลัวกฎหมายหรือคะ แม้จะมี โทษหนักก็ตาม แบบนี้หัวหน้ารัฐบาลจะบริหารประเทศได้อย่างไร ความผิดพลาด ในการบริหารประเทศที่สร้างความทุกข์ยาก สร้าง ๒ มาตรฐานให้เกิดขึ้นในประเทศไทย ชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อน นี่ละค่ะมันสร้างความโกรธแค้น สร้างความคับข้องใจให้พี่น้อง ประชาชนมากมายทั้งแผ่นดิน จนต้องทะลักออกมาเป็นคลื่นประชาชนออกมาขับไล่ ท่านนายกรัฐมนตรี ที่ร้ายที่สุดนะคะ ที่ฉันห่วงมากที่สุด สถานการณ์นี้มันยังสร้างผลกระทบ อย่างหนักไปถึงสถาบันกษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันอันสูงสุดที่พี่น้องผองไทยเรา ที่ดิฉันใช้ว่า ส่วนใหญ่ยังเคารพนับถือสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ไม่เสื่อมคลาย แต่ตอนนี้ยังพอมีเวลา แม้ว่าจะล่าช้าไปบ้างในการแก้ไขปัญหาการชุมนุมทางการเมือง แต่ท่านสามารถทำได้ทันที เลยก็คือ🔗
ข้อ ๑ ใครที่ก้าวขึ้นมาเป็นใหญ่เมื่อคราว คสช. แต่งตั้ง ให้พิจารณาเปลี่ยนใหม่ ให้หมด รวมทั้งองค์กรอิสระด้วย ไม่ว่าจะเป็น กกต. ป.ป.ช. ปปง. ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อสร้าง ความมั่นใจ สร้างความชอบธรรมให้กับองค์กรอิสระเหล่านี้ให้สง่างาม ให้เที่ยงธรรม ให้สมกับ คำว่าองค์กรอิสระ🔗
ข้อ ๒ สภาแห่งนี้จะต้องรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนทันที การเปิดสภา สมัยวิสามัญไม่ใช่แค่เป็นเวทีหารือ ๓ ญัตติที่รัฐบาลกำหนดเท่านั้น แต่ต้องเปิดเพื่อโหวต (Vote) รับหลักการของฝ่ายประชาชนและรัฐธรรมนูญวาระแรกที่ค้างอยู่ในสภาด้วย จนเป็น ที่มาของความไม่พอใจอย่างรุนแรงของผู้ชุมนุม โดยต้องแก้รัฐธรรมนูญ ต้องตั้ง ส.ส.ร. ระหว่างนี้อาจจะใช้ของปี ๒๕๕๐ ไปก่อนก็ได้ เพราะว่ามันอยู่ระหว่างกลางที่ทุกฝ่ายจะยังพอ ยอมรับได้🔗
ข้อ ๓ หยุดดำเนินคดีผู้ชุมนุมทุกกรณี เพราะการชุมนุมเป็นการชุมนุมด้วย ความสงบไม่ได้ใช้ความรุนแรงอะไรเลย ต้องใช้หลักรัฐศาสตร์ในการแก้ไขปัญหา🔗
ข้อ ๔ ถ้าทหารพลีชีพเพื่อชาติได้ฉันใด พลเอก ประยุทธ์ก็ควรพลีตำแหน่ง เพื่อชาติได้ฉันนั้น แค่เสียสละตำแหน่ง ประเทศชาติก็มีทางออกแล้วค่ะ หลังจบการประชุม ครั้งนี้ท่านนายกรัฐมนตรีควรลาออกทันที และไม่ควรมีชื่ออยู่ในบัญชีผู้ถูกเสนอชื่อ เป็นนายกรัฐมนตรีอีกต่อไป ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไปนางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา ครับ🔗
เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตคลองเตย วัฒนา พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ถือเป็นโอกาสที่ดี ในการที่มีการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีในการที่จะให้รัฐสภาแห่งนี้ เป็นเวทีรับฟังความคิดเห็น แล้วก็เป็นทางออกร่วมกันให้กับประเทศในภาวะที่ประเทศถึงขั้น วิกฤติ ท่านประธานคะ ในฐานะที่ดิฉันเองเป็นผู้แทนของประชาชน ดิฉันเข้าใจความต้องการ ความเป็นห่วง และความหวังดีของประเทศไทยเรากับทุก ๆ คนที่เป็นห่วงประเทศ จากทุกฝ่าย ทุกกลุ่ม และทุกอายุ การออกมาเรียกร้องของเยาวชนและผู้ชุมนุมในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงออก แสดงความคิดเห็น และแสดงความต้องการสำหรับอนาคตของพวกเขา เหล่านั้น ที่อยากจะให้ผู้ใหญ่อย่างพวกเราที่อยู่ในสภาแห่งนี้ได้รับฟังเสียงแล้วก็ข้อเรียกร้อง จากพวกเขาที่เขาชุมนุม แล้วก็เป็นสิทธิในการชุมนุมที่จะสามารถกระทำได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้ กรอบของกฎหมายนะคะ ซึ่งวันนี้สภาแห่งนี้กำลังรับฟังและกำลังร่วมกันหาทางออกให้กับ ประเทศของเรา ข้อเรียกร้อง ๓ ข้อในข้อชุมนุม ท่านประธานคะ อย่างเช่นที่น้อง ๆ เรียกร้อง ที่จะให้นายกรัฐมนตรีลาออก ช่วยบอกเหตุผลหน่อยได้ไหมคะว่าท่านทำความผิดอะไร ท่านทุจริตคอร์รัปชันตรงไหน บริหารบ้านเมืองล้มเหลวอย่างไร บางคนบอกว่าที่มา ของนายกรัฐมนตรีก็มาโดยมิชอบ แต่ในความเป็นจริงท่านก็มาตามครรลองของระบอบ ประชาธิปไตยไม่ใช่หรือคะ วันนี้ถ้าหาความผิดพลาดของนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาได้ มีเหตุมีผลด้วยหลักการและเหตุผล ดิฉันเชื่อว่าพวกเราพอจะรับฟังได้ แต่เรายังไม่เห็นประเด็นเหล่านั้น🔗
ข้อต่อไป ในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทางรัฐสภาของเราเองก็กำลัง เดินหน้าในการที่จะแก้รัฐธรรมนูญ เมื่อสักครู่นี้ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านวิษณุ เครืองาม ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านก็ได้บอกในส่วนขั้นตอนของการแก้ไข ซึ่งก็ต้องใช้เวลาค่ะ ส่วนน้อง ๆ บางคนบอกว่าให้ยุบสภาเลย ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ล้มกระดาน ถามว่า ตอบโจทย์ปัญหาของประเทศแล้วหรือยัง เรายังคงใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ปี ๒๕๖๐ หรือไม่ แล้วตอบโจทย์กับปัญหาที่เกิดขึ้นกับประเทศหรือยังคะ🔗
ส่วนอีกข้อเรียกร้องหนึ่ง ก็คือในเรื่องของการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ดิฉัน อยากจะสอบถามว่าที่ผ่านมาสถาบันกษัตริย์ทำความผิดอะไรให้กับประชาชนคนไทย เจ็บแค้นหรือ ทำความเดือดร้อนอะไรให้กับประชาชนคนไทยบ้างหรือเปล่า ดิฉันก็ยังไม่เห็น ดิฉันเกิดมาในสมัยรัชกาลที่ ๙ เห็นแต่พระองค์ท่านทรงงานหนักเพื่อพสกนิกรชาวไทย ๔,๐๐๐ กว่าโครงการที่ท่านทำเพื่อคนไทย ไม่ได้ทำเพื่อสถาบันกษัตริย์เลย ตลอดระยะเวลาที่พระองค์ท่านเป็นกษัตริย์จนได้รับการกล่าวขานจากทั่วโลกว่าเป็นคิง ออฟ คิงส์ (King of Kings) เราคนไทยมีกษัตริย์ที่ดีที่สุดในโลกอยู่ที่ประเทศไทยของเรา ทำไมเรา ถึงไม่ภาคภูมิใจคะ🔗
คุณกรณิศ พอสมควรครับ เท่าที่ จำเป็นครับ🔗
ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน ส่วนปัญหาที่เกิดในประเทศของเราในกี่ยุคกี่สมัยที่ผ่านมา ดิฉันอยากจะบอกว่าปัญหามันเกิดจากใครคะท่านประธาน เกิดจากนักการเมืองที่เข้ามา บริหารประเทศจนมาทำทุจริตคอร์รัปชัน มาหาผลประโยชน์ให้กับตัวเองและพวกพ้อง จนหลายคนก็ไม่สามารถที่จะอยู่ประเทศนี้ได้ ถามว่าหลายครั้งที่ผ่านมามีบางครั้งที่ต้อง รบกวนให้ในหลวงลงมาสงบศึกภายในบ้าน โดยเชิญคู่ขัดแย้งทั้ง ๒ ฝ่ายมาเหตุการณ์ ถึงได้ยุติ ดิฉันก็ยังเห็นว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ดีกับสังคมไทยตรงไหน อย่างไร หรือยกตัวอย่างสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นที่คนไทยหลายคนอาจจะยังไม่ทราบ บริษัท สยามไบโอ ไซเอนซ์ จำกัด ที่ถือหุ้น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ โดยสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๙ พระองค์ท่านเป็นคนดำริที่จะต้องการให้คนไทยเข้าถึงยา ในราคาถูกกว่ายาที่นำเข้าจากต่างประเทศถึงเกือบครึ่งหนึ่ง ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๑๐ ก็ได้มา ทรงสืบสานและต่อยอดพระราชปณิธานนี้ ล่าสุดค่ะท่านประธานคะ🔗
พอสมควรแล้วครับ🔗
บริษัทนี้ได้ทำเอ็มโอยู (MOU) ร่วมกับบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อให้คนไทย เพื่อให้ประเทศไทยเราเป็นฐานการผลิตวัคซีนสำหรับคนไทยและประชากร ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเราจะได้รับวัคซีนในกลางปีหน้า ดิฉันได้ขอเวลาเพิ่มไป ๓ นาทีนะคะท่านประธาน🔗
ครับ แต่ว่าสำหรับกล่าวถึงสถาบัน พระมหากษัตริย์นั้นเท่าที่จำเป็นนะครับ ย้ำอีกครั้งหนึ่ง เพื่อไม่ให้เป็นเงื่อนไข คุณกรณิศครับ เชิญเลยครับ🔗
ได้ค่ะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน โอเค (OK) ค่ะ ในส่วนที่ดิฉันรับเรื่องจากประชาชนในกรณี ของผู้ชุมนุมที่มาขัดขวางขบวนเสด็จด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย จาบจ้วง และคุกคาม ซึ่งทำร้าย จิตใจคนไทยที่รักสถาบันเป็นอย่างมาก ดิฉันก็อยากฝากน้อง ๆ และผู้ชุมนุมให้มองอีก มุมหนึ่งนะคะว่าเรายังมีคนไทยที่รักสถาบันที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำแบบนี้ นอกจากที่จะ ทำร้ายจิตใจของคนไทยที่รักสถาบันแล้ว น้อง ๆ ยังทำร้ายจิตใจของปู่ย่าตายาย พ่อแม่พี่น้อง ของน้อง ๆ ที่เขาเคารพรักในส่วนของสถาบันด้วย แล้วถ้าเกิดว่ากลุ่มคนที่รักสถาบันออกมา เหมือน ณ เวลานี้ที่เขาไม่ทน แล้วออกมาเป็นม็อบ (Mob) ชนม็อบ (Mob) ประเทศไทยเรา จะเกิดอะไรขึ้น นั่นคือสงครามกลางเมืองใช่หรือไม่ ซึ่งเราไม่อยากจะเห็นนะคะ🔗
และที่สำคัญ ดิฉันอยากจะให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยมาแก้ไข นำเวทีนี้และรับฟังความคิดเห็น ดิฉันอยากจะขอเสนอแนะว่ารัฐบาลควรจะต้องปรับรูปแบบ ของการสื่อสารให้ทันสมัยแล้วค่ะ ให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน เราควรที่จะเลิกเอาเอกสาร ทางราชการมาโพสต์ (Post) มาแปะไว้ในระบบออนไลน์ (Online) แล้วก็ให้คนอ่าน ซึ่งเดี๋ยวนี้คนเขาก็ไม่ค่อยอยากจะอ่านแล้วนะคะท่านประธาน วันนี้เราได้เห็นถึงการสื่อสาร ผ่านระบบออนไลน์ (Online) ของน้อง ๆ พวกเขาสื่อสารด้วยความเข้าใจ ข้อความที่ เข้าใจง่าย มีภาพกราฟิก (Graphic) ที่ทันสมัย เหล่านี้ล้วนเป็นความสามารถของเด็กรุ่นใหม่ ทำไมเราไม่เปิดพื้นที่และให้โอกาสน้อง ๆ เหล่านั้นได้เข้ามาร่วมงานกับทางราชการ เปิดโอกาสให้กับเด็ก ๆ เหล่านั้นมาแสดงความรู้ความสามารถของพวกเขาที่มีอยู่ และเข้ามา ช่วยเหลือราชการอย่างถูกต้องแล้วก็เหมาะสม นี่คือเวทีการเปิดกว้างให้กับเด็ก ๆ น้อง ๆ เหล่านั้นได้เข้ามาแสดงความสามารถ🔗
สุดท้ายนี้ ดิฉันอยากจะฝากรัฐบาลว่าเวทีนี้นะคะ หลังจากนี้ต่อไปไม่ใช่ อยากรับฟัง คือแค่รับฟังแล้วก็เงียบหายไป แต่อยากให้นำไปปฏิบัติ ให้รัฐบาลเปิดเวทีรับฟัง ความคิดเห็นซึ่งกันและกันสำหรับทุกช่วงอายุของวัย ให้เขามีโอกาสได้แสดงออก ผู้ใหญ่ ฟังเด็ก เด็กฟังผู้ใหญ่และเคารพผู้ใหญ่ด้วย ว่ากันด้วยหลักการและเหตุผลว่าอะไรที่ทำได้ อะไรที่ทำไม่ได้ อะไรเป็นปัญหาของประเทศ แล้วนำมาสู่การแก้ไข เพื่อที่จะช่วยกันแก้ไข ให้เป็นทางออกของประเทศของเราอย่างแท้จริง ทั้งนี้ทั้งนั้นวันนี้ดิฉันก็ขอเป็นกำลังใจให้กับ รัฐบาล ที่ดิฉันก็ยังมองว่า ณ วันนี้ที่บริหารบ้านเมืองมาก็ยังไม่ได้มีข้อใดที่จะขาดตกบกพร่อง หรือสิ่งไม่ดีนะคะ ถ้าเกิดว่าในส่วนผู้ชุมนุมเห็นว่าข้อไหนที่รัฐบาลบริหารงานไม่ดีแล้วขาดตก บกพร่อง ดิฉันว่าช่วยนำเสนอแล้วเรามาหาทางแก้ไขร่วมกันค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ผมขออนุญาตอีก ครั้งหนึ่งนะครับ เพื่อประชาชนจะได้เข้าใจว่าทำไมถึงเตือนย้ำกัน เพราะข้อบังคับ บังคับให้ ประธานต้องยึด คือห้ามผู้อภิปรายแสดงกิริยาหรือใช้วาจาอันไม่สุภาพ ใส่ร้ายหรือเสียดสี บุคคลใด และห้ามกล่าวถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือออกชื่อสมาชิกรัฐสภา หรือบุคคลใด โดยไม่จำเป็น จึงอนุญาตเท่าที่จำเป็นนะครับ ขอได้โปรดเข้าใจอันนี้ด้วย ต่อไปเป็นอีก ๒ รายชื่อที่เหลืออยู่นะครับ คือ ท่านเรวัต วิศรุตเวช หลังจากนั้นก็เป็นคุณนริศ ขำนุรักษ์ ขอเชิญคุณหมอเรวัตครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม นายแพทย์เรวัต วิศรุตเวช พรรคเสรีรวมไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้รับจัดสรรเวลามาเพียง ๔ นาที แต่ว่า เมื่อสักครู่ได้รับความกรุณาจากท่านวิรัตน์ เพื่อนร่วมพรรค ให้เวลาเพิ่มมาอีก ๑ นาที เพราะฉะนั้นเวลาของผมจะเป็น ๕ นาที กราบเรียนท่านประธานทราบครับ ท่านประธานครับ การประชุมสภาสมัยวิสามัญในวันนี้ได้กำหนดกรอบการอภิปรายไว้ ๓ ประเด็น แม้ว่า จะไม่ค่อยตรงกับข้อเรียกร้องของนักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชน ที่ต้องการให้พวกเรา ทั้ง ส.ส. และ ส.ว. หาทางออกให้กับประเทศ แต่ในฐานะที่ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็จะพยายามทำอย่างดีที่สุดนะครับ เพื่อหาทางออกให้กับประเทศภายใต้ข้อจำกัดของกรอบ การอภิปรายครับท่านประธาน ผมขอพูดอย่างกระชับที่สุดนะครับ ด้วยเวลาที่จำกัดนี้ ก็คือ🔗
ประเด็นที่ ๑ ท่านประธานครับ รัฐบาลหวั่นเกรงว่าการชุมนุมของนักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชน จะเป็นเหตุให้เกิดการแพร่ระบาดของโควิด (COVID) ท่านประธานครับ ท่านทราบไหมครับว่ารัฐบาลได้ใช้โควิด (COVID) เป็นข้ออ้างประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เพื่อสกัดม็อบ (Mob) จับกุมคุมขัง ดำเนินคดีนักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชน ที่ได้ชุมนุมกันมาอย่างต่อเนื่อง และได้ใช้ข้ออ้างนี้เพื่อต่ออายุ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน มาตั้งแต่วันที่ ๒๖ มีนาคม นั่นคือฉบับแรกครับ จนถึงวันนี้นับว่าเป็นเดือนที่ ๗ แล้วครับ แล้วอะไรรู้ไหมครับท่านประธาน ไม่พบข้อมูลหลักฐานใด ๆ เลยว่ามีผู้ร่วมชุมนุมติดโควิด (COVID) หรือแพร่เชื้อโควิด (COVID) แม้แต่รายเดียว ทำไมไม่เอาหลักฐานมาแสดงล่ะครับ ถ้ามันจริง เพราะฉะนั้นรัฐบาลหยุดอ้างเรื่องโควิด (COVID) ได้แล้วนะครับ หยุดอ้างโควิด (COVID) เพื่อห้ามการชุมนุม หรือจับกุมคุมขัง ดำเนินคดี กับผู้ชุมนุมอีกต่อไปครับ ท่านประธานครับ ผมจึงขอโอกาสนี้เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับลูกหลานซึ่งเป็นเยาวชน ของเรา เพราะการควบคุมป้องกันเฝ้าระวังรักษาโควิด (COVID) ไม่จำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินครับ ท่านประธานครับ การชุมนุมของเด็ก ๆ ได้พิสูจน์ให้พวกเราเห็นอะไรครับ ได้พิสูจน์ให้พวกเราเห็นว่าพวกเขาเป็นม็อบ (Mob) ที่รักสงบ สันติ ที่มีความผิดชอบสูง อย่างน่ายกย่อง เพราะอะไร เพราะเขาได้พยายามอย่างที่สุดที่จะไม่ให้ผู้ร่วมชุมนุมได้รับ อันตรายแม้จากเจ้าหน้าที่หรือม็อบ (Mob) ที่มีความเห็นต่าง หรือม็อบ (Mob) แตกต่างที่อยู่ ตรงข้าม เขาได้รับผิดชอบและพยายามที่จะป้องกันอันตรายทุกประการ ท่านประธานครับ เด็ก ๆ ใช้รูปแบบใหม่ในการชุมนุมที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ผมขอให้เครดิต และขอให้ คำจำกัดความว่าเป็นดิสรัปชันม็อบ (Disruption mob) พวกเขาไม่มีเครื่องขยายเสียง แต่เขาส่งสัญญาณกันได้ด้วยเสียงตะโกน โดยใช้สัญลักษณ์ สื่อสารกันด้วยมือ ท่านประธานครับ ม็อบ (Mob) ใช้โซเชียลมีเดีย (Social Media) ในการนัดหมาย เปลี่ยนเป้าหมาย เคลื่อนที่เร็ว รวมตัวกันอย่างรวดเร็วจนกระทั่งแกง เจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ก็ตามไม่ทันครับ วันนี้ลูกหลานของเราที่เป็นเยาวชนเขาไม่ใช่เด็กโง่ครับ เขามีความรู้ เขามีข้อมูล ไม่มีใครที่จะไปชักจูงหรือปลุกปั่นให้เชื่ออย่างงมงายได้ เพราะฉะนั้น อย่าไปคิดว่าเขาถูกหลอกครับ พวกเขาตกผลึกทางความคิดครับ ไพรออริตี (Priority) แรก ที่เขาเรียกร้องคืออะไรครับ คือให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกครับ ทำไมเขา เรียกร้องอย่างนี้ครับ ผมมีเวลาเหลือเพียงไม่ถึง ๑ นาที ผมสรุปอย่างนี้ครับ เพราะเขา ตกผลึกความคิดว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้นปล้นอำนาจมาจากรัฐบาลที่มาจาก การเลือกตั้งในปี ๒๕๕๗ และพยายามรักษาอำนาจไว้ต่อมาอีก ๕-๖ ปี พลเอก ประยุทธ์ ให้มีการร่างรัฐธรรมนูญที่เอาเปรียบเพื่อสืบทอดอำนาจ เช่น การตั้ง ๒๕๐ ส.ว. เลือกตัวเอง เป็นนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ตั้งคนของตัวเองไปดำรงตำแหน่งอยู่ในองค์กรอิสระ ทุกองค์กร พลเอก ประยุทธ์ใช้งบประมาณหลายแสนล้านบาททำประชานิยม ยิ่งบริหาร ประเทศยิ่งล่มจม ทำให้ประเทศนี้มีหนี้สาธารณะและหนี้ครัวเรือนสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ พลเอก ประยุทธ์อาจมีปัญหานะครับ ผมขอใช้คำนี้แล้วกัน อาจมีปัญหาเรื่องอีคิว (EQ) คือใช้ คำที่ไม่เหมาะสมกับความเป็นผู้นำ สุดท้ายครับ คือการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม โดยผู้ชุมนุมที่เป็นเยาวชนเป็นผู้บริสุทธิ์ สงบ สันติ ไม่ได้ก่อจลาจล ความวุ่นวายที่เป็น อันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน จึงไม่มีความชอบธรรมใด ๆ ที่รัฐบาลจะไปสลายม็อบ (Mob) ด้วยการฉีดน้ำแรงดันสูงและผสมสารเคมี วันนี้ผมขอข้อมูลเรื่องสารผสมที่อยู่ในน้ำว่า เป็นสารเคมีชนิดไหน อย่างไร เพื่อเวลาที่เกิดอันตรายเราจะได้สามารถรักษาได้ ก็ยังไม่ได้ ข้อมูลนี้เลย แล้วอย่าอ้างนะครับว่าการสลายการชุมนุมครั้งนี้เป็นหลักสากล ซึ่งมันไม่ใช่ครับ เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผลที่อภิปรายมาทั้งหมดเป็นข้อมูลและความจริงทั้งสิ้นครับ ผู้ชุมนุม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชน จึงเรียกร้องให้ท่านลาออก ผมเห็นด้วยครับ ผมเห็นด้วยที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องลาออก เพราะจะทำให้ประเทศนั้น มีทางออก และเป็นก้าวแรกที่จะช่วยให้ประเทศออกจากวิกฤติและยุติความรุนแรงที่อาจจะ เกิดขึ้นได้ ขอบพระคุณท่านประธานครับ ร ๑/๒๕๖๓ (สมัยวิสามัญ) นิษา ๘๕/๒🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปคุณนริศ ขำนุรักษ์🔗
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอถือโอกาสนี้ขอบคุณและชื่นชมรัฐบาล ที่ใช้รัฐสภาแห่งนี้เป็นที่แก้ปัญหา ๑. เพราะบ้านเมืองขณะนี้อยู่ในภาวะวิกฤติจริง ๆ ๒. เพราะความเห็นของเพื่อนสมาชิกมาจากความหลากหลายและมีข้อมูลที่พรั่งพร้อม และ ๓. เพราะสภาใช้สันติวิธี ซึ่งความรุนแรงไม่เคยสามารถแก้ไขปัญหาใด ๆ ให้กับ ประเทศชาติและประชาชนได้ ผมขออนุญาตเรียกร้องกับรัฐบาลว่าหากวันข้างหน้า มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต ขอให้ใช้ที่นี่ ขอให้ใช้วิธีนี้ อย่าไปใช้วิธีอื่น ที่นี่ดีที่สุด สร้างสรรค์ที่สุด สำหรับทางออกของการแก้ปัญหาที่สำคัญที่สุดอยู่ที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขอให้ผู้เกี่ยวข้อง ขอให้รัฐบาลอย่ารีรอ อย่าดื้อดึงควรเร่งรีบในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็น ประชาธิปไตยมากที่สุด แม้อาจจะไม่พึงพอใจของทุกฝ่ายก็ตาม แต่ว่าให้เป็นประชาธิปไตย มากที่สุด แล้วก็กลับไปเลือกตั้งให้ประชาชนเขาตัดสินให้ได้รัฐบาลใหม่ และขอให้ทุกฝ่าย ได้ยอมรับในรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งของรัฐธรรมนูญใหม่นะครับ🔗
ประเด็นที่ ๓ ที่ผมจะอภิปรายก็คือนอกจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ต้อง เร่งรีบแล้ว ผมเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกหลายท่านที่อภิปรายแห่งนี้ว่าอย่าไปแตะต้อง ในหมวด ๑ และหมวด ๒ ซึ่งถือเป็นหมวดสำคัญที่สุดที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นอยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนานไม่เคยเป็นปัญหา และสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นผูกพันกับคนไทยในฐานะแก้ไขปัญหาและป้องกัน ประเทศชาติมาโดยตลอด และที่สำคัญผมเห็นว่าควรมีอยู่คู่กับสังคมไทยต่อไป🔗
เรื่องสุดท้ายที่ผมจะอภิปรายกับท่านประธานก็คือผมเห็นด้วยกับข้อเสนอ ของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่เสนอให้มีคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งที่จะทำงานต่อ หลังจากนี้ เพราะว่าหากอยู่ในรูปแบบอื่น ถ้ามีเพียง ส.ส. และ ส.ว. น่าจะไม่พอ ในการช่วยกันแก้ไขหาทางออกให้กับชาติบ้านเมืองซึ่งอยู่ในวิกฤติขณะนี้ แต่ถ้ารูปแบบ ที่ท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เสนอเอาไว้ ก็คือให้มี ส.ส. ที่มาจากฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล มี ส.ว. มีผู้ชุมนุม มีผู้ไม่เห็นด้วยกับผู้ชุมนุม มีผู้ทรงคุณวุฒิ หรือที่ท่านเรียกว่าผู้อื่น ๆ ผมคิดว่าน่าจะเพียงพอสำหรับการเก็บข้อมูลรายละเอียดเพื่อที่จะหาทางออกให้กับบ้านเมือง ซึ่งมีปัญหาอย่างหนักหน่วงรุนแรงอยู่ในขณะนี้ และเพื่อลดความวิตกกังวลให้กับประชาชน เช่นเดียวกับที่ท่านประธานได้กรุณาพูดกับพวกเราเมื่อเช้าว่าประชาชนมีความวิตกกังวล และสำคัญที่สุด ผมคิดว่ากรรมการชุดดังกล่าวจะทำให้สภาแห่งนี้ยังเป็นที่พึ่งหวังของพี่น้อง ประชาชนต่อไปได้ในทุกสถานการณ์ว่าวันใดยามใดที่บ้านเมืองมีปัญหา สภายังมีทางออก ให้กับพี่น้องประชาชนเสมอ กราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไปชื่อเสนอ มาใหม่อีก ๓ ท่านนะครับ คุณอนุศักดิ์ คงมาลัย หลังจากนั้นก็ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง แล้วก็คุณสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ ขอเชิญท่านอนุศักดิ์ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม อนุศักดิ์ คงมาลัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ได้มีโอกาสศึกษาเอกสารประกอบการพิจารณา ร ๑/๒๕๖๓ (สมัยวิสามัญ) วัชรี ๘๖/๒ ประกอบคำขอให้การเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาตามมาตรา ๑๖๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ต้องขอขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างยิ่งนะครับ รวมทั้งในส่วนของเจ้าหน้าที่รัฐสภาที่ได้กรุณาจัดทำรายละเอียดในเอกสารประกอบ อย่างน่าสนใจมาก แล้วผมก็เชื่อว่าถ้าหากพี่น้องประชาชนที่ติดตาม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใด ก็ตาม ที่ติดตามการพิจารณาของเราใน ๒ วันนี้ ได้มีโอกาสอ่านรายละเอียด เนื้อหา สาระ ที่มาที่ไป และเหตุผลของทุก ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแรก ที่เกี่ยวข้องกับหลักการ และเหตุผลที่ขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปของรัฐบาล ในส่วนที่ ๒ เป็นเรื่องของ การวิเคราะห์ ในส่วนที่ ๓ เป็นเรื่องของข้อมูลประกอบการพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นปัญหา เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในประเทศไทย เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ และปราศจากอาวุธในประเทศอื่น ๆ และในประเทศไทย สภาพปัญหาของเสรีภาพ การชุมนุม แนวทางการรับรอง หรือการจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมในประเทศไทย หลักสากลสำหรับการชุมนุมและการสลายการชุมนุม แนวทางการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติ การชุมนุมสาธารณะ ปี ๒๕๕๘ กระบวนการสร้างความปรองดอง และเครื่องมือในการจัดการ ความขัดแย้ง กฎหมายที่เกี่ยวกับความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ และสุดท้ายก็คือเรื่องของ พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ เอกสารชุดนี้จะมีประโยชน์เป็นอย่างมากครับ ถ้าหากว่า พี่น้องประชาชนและตัวแทนของกลุ่มต่าง ๆ จะได้นำเอาไปศึกษา แล้วจะได้เห็นถึงสาระ และความเป็นจริงของปัญหาบ้านเมืองของเรา ท่านประธานครับ กระผมได้รับคำสั่งสอนมาจากพระอาจารย์ให้พูดถึงเรื่องว่าการอภิปราย วันนี้ขอให้ตั้งสติ ให้ใช้ปัญญาในการแผ่เมตตาให้แก่กันและกัน นอกจากจงฟังกันและกัน อย่างให้ได้ยินแล้ว ยังต้องฟังเสียงของคนที่ไม่ได้ออกเสียงด้วย ดังนั้นวันนี้เราต้องสื่อสาร จากรัฐสภาแห่งนี้ออกไปสู่พี่น้องประชาชน เพื่อที่จะให้ท่านได้รับรู้รับฟังว่าผู้แทนปวงชน ชาวไทยที่มีอยู่ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ นั้นได้คิดอย่างไร เสนอแนะอย่างไร แล้วมีความคิดมีแนวทางในการสร้างสรรค์ประเทศชาติของเขาอย่างไรบ้าง วันนี้เรามาพิจารณาตามที่ทางรัฐบาลขอเปิดอภิปราย เท่าที่ผมดูในเรื่องของประเด็นแรก ที่ได้สรุปออกมา นั่นคือเรื่องของสถานการณ์โควิด ๒๐๑๙ (COVID 2019) ที่ยังคงเป็นเหตุ ให้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่ก่อน แล้วก็ตามมติ ครม. เมื่อ ๒๙ กันยายน ๒๕๖๓ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ มีการอ้างถึงเรื่องของการนัดชุมนุมทางการเมือง ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด การแออัด การประชิดติดตัวบ่อยครั้ง อาจจะเป็นสาเหตุที่ ทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาได้ เป็นความเสี่ยงที่ฝ่ายสาธารณสุขเกรงว่าจะเกิดโรคระบาดได้ง่าย เพราะประชาชนจะขาดความระมัดระวังในการป้องกันโรคที่เหมาะสมและเพียงพอ ดังนั้นจึงมีการสรุปว่าอาจกระทบต่อการยับยั้งการแพร่ระบาดของโลกและความเชื่อมั่น ของผู้ที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศได้ ประโยคสุดท้ายนี้ท่านประธานครับ ความเชื่อมั่น ของผู้ที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ในช่วงจากนี้ไปความคลี่คลายจะค่อย ๆ ออกมา หลังจากสถานการณ์โควิด (COVID) ในช่วงเดือนเมษายน เดือนพฤษภาคม และเดือนมิถุนายน ผู้ประกอบการในประเทศไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรม ที่เกี่ยวเนื่องในระบบทั้งหมดล้วนแต่หยุดชะงัก หลายอุตสาหกรรม หลายธุรกิจ จนกระทั่ง วันนี้ก็ยังหยุดชะงักอยู่ แต่ประเด็นสำคัญก็คงอยู่ที่ว่าเขาประสบความยากลำบากมาก ในการแก้ปัญหา เขาจึงเป็นส่วนหนึ่งของเสียงร้องที่อยากจะขอให้เปิดอิสระ ขอให้เปิดประเทศ ให้มากขึ้น แต่พวกเราก็ต้องตั้งคำถามกันว่าในวันและเวลาแบบนี้ แม้กระทั่งประเทศข้างเคียง เราเองก็ยังมีการแพร่ระบาดมากขึ้น เราจะมั่นใจได้อย่างไรเมื่อเปิดประเทศแล้วจะมีผู้คน เข้ามา ขณะที่ในทางกลับกันในด้านสังคม เศรษฐกิจ ถ้าหากว่าประเทศเราได้แสดงออกถึง ความปลอดภัยอย่างแท้จริง คนที่เข้ามาไม่ว่าจะเป็นในเรื่องใด ๆ ก็ตามย่อมมีความมั่นใจ ร ๑/๒๕๖๓ (สมัยวิสามัญ) กุลนิษฐ์ ๘๗/๒ และย่อมมีโอกาสในการที่จะใช้จ่ายเงินในการเดินทางเข้ามา แม้กระทั่งเป็นนักท่องเที่ยว ที่ได้รับการควบคุมก็ตาม ดังนั้นในการมีประเด็นโต้แย้งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ กระผมเห็นว่า มีการโต้แย้งชนิด ๒ ขั้ว ขั้วหนึ่งก็ว่ารัฐบาลสร้างสถานการณ์แล้วก็ใช้มาตรการในการประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉินในการที่จะควบคุมสถานการณ์ทางการเมือง ซึ่งก็มีผู้คนเชื่อเช่นนั้นจริง ๆ มีคนจำนวนมากที่ไม่เชื่อว่าการที่รัฐบาลทำจนกระทั่งประเทศไทยปลอดโควิด (COVID) และสามารถเดินมาจนได้ถึงวันนี้กลายเป็นประโยชน์กับประเทศไทย ซึ่งกระผมก็ไม่มั่นใจ เหมือนกันว่าเพราะเหตุใด หรือแม้กระทั่งบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขบางส่วน ก็อาจจะมีความคิดที่เอาแนวความคิดในทางการเมืองเข้ามาผสมปะปน แล้วก็ทำให้เกิด ความรู้สึกที่ว่าสิ่งที่รัฐบาลพยายามทำนั้นกลายเป็นเรื่องที่ปกป้องตัวเอง เป็นการสร้าง สถานการณ์เพื่อไม่ให้เกิดการเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งแท้ที่จริงแล้วสถานการณ์ที่จะเกิด หลังจากนี้ไปกระผมต้องคิดว่ามันจะพิสูจน์ได้เองว่าประเทศไทยจะเป็นผู้นำอยู่ในโลกแห่งนี้ ในการที่จะดูแลสถานการณ์การป้องกันโรคอุบัติใหม่ ที่ท่านประธานเองก็ยังได้พูดถึงว่า โรคอุบัติใหม่ โรคทั้งหลายที่เกิดขึ้นมาคงยังเข้าคิวรอที่จะเข้ามาเผยแพร่อยู่ในทั้งประเทศไทย และทั่วโลก ดังนั้นความแตกต่างในลักษณะแบบนี้คงเป็นไปได้ยากมาก ยิ่งถ้าไปเอาประเด็นการเมือง มาผสมผสาน แล้วก็นำเอาเรื่องเหล่านี้ เอาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) ผู้ประกอบการที่ต้องหยุดชะงัก เอามาผสมผสานเป็นอารมณ์แล้วทำให้เกิดความรู้สึก ที่ว่ารัฐบาลนี้ทำไม่ถูกต้องเลยทั้งหมด ซึ่งกระผมก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะนำมาใช้ ในกระบวนการของบ้านเมืองที่เรากำลังจำเป็นจะต้องได้รับการแก้ปัญหา🔗
ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ทั้งท่านนายกรัฐมนตรีและท่านรองนายกรัฐมนตรี ก็ได้พูดถึงเรื่องของแนวทางที่รัฐบาลได้วิเคราะห์ วิจารณ์ แม้กระทั่งตัวบุคคลซึ่งเป็น ท่านนายกรัฐมนตรีเองก็กรุณาพูดถึงว่าท่านได้พิจารณาโดยรอบคอบตามแนวทางของ กฎหมายที่มีอยู่ทั้งหมดแล้ว สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมว่าน่าจะชัดเจนมากพอที่จะไม่ต้องมาบอก ให้ใครมากระแทกกระทั้น แดกดัน แล้วบอกว่าต้องลาออกไปเดี๋ยวนี้ เพราะเรายังไม่รู้ว่า สถานการณ์ที่จะต้องเดินต่อไปมันจะต้องเป็นอย่างไร ทำไมล่ะครับ เราจึงจะไม่เอา สถานการณ์ที่เป็นปัญหามาช่วยกันแก้ไข แม้กระทั่งในส่วนของวุฒิสภาเองก็ตาม ในการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องของการปฏิรูป การติดตามการรายงานของรัฐบาลทุก ๓ เดือน ที่ยังคงรายงานอยู่อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ก็ได้เห็นประเด็นแล้วว่าวันนี้บ้านเมืองเรามี ปัญหาที่สะสม ค้างคาอยู่ในระบบ ทั้งระบบราชการ ระบบบริหาร ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่ง ของยุทธศาสตร์ชาติในยุทธศาสตร์ที่ ๖ นั่นก็คือการสร้างสมดุลของระบบบริหารราชการ แผ่นดินที่จะนำไปสู่การสร้างความมั่นคง นำไปสู่เรื่องของกระบวนการสร้างความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศ และที่สำคัญก็คือการลดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็การแก้ไขปัญหา ความยากจนของพี่น้องประชาชน เรื่องพวกนี้ต่างหากที่เป็นประเด็นปัญหาที่รอคอย ยังไม่รวมถึงปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติที่เข้ามาคุกคามเราแทบจะ ทุกฤดูกาล แต่เรายังหันกลับมาใช้เวทีทางการเมืองในการที่จะถล่มทลายกัน🔗
ในช่วง ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา กระผมคิดว่าการผลัดเปลี่ยนเข้ามาระหว่าง ขั้วการเมืองแล้วเข้ามาบริหารประเทศ ในช่วงหนึ่ง เวลาหนึ่ง รัฐสภาสามารถดำเนินการไปได้ โดยความร่วมมือของฝ่ายวุฒิสภา กระผมเองได้รับการสรรหาดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา เมื่อช่วงปี ๒๕๕๑-๒๕๕๔ ในช่วงนั้นมีตั้งหลายเรื่องที่รัฐบาล ซึ่งแม้ว่าเราจะเห็นว่าเป็นปัญหา แต่เราก็ยังต้องให้ความสนับสนุน ทำไมล่ะครับ เราจึงจะไม่นำเอาเรื่องที่เป็นประเด็น สร้างสรรค์มาช่วยกันแก้ไขปัญหาให้กับประเทศของเรา ดังนั้นวันนี้ท่านนายกรัฐมนตรี และท่านรองนายกรัฐมนตรี รวมทั้งคณะรัฐมนตรี ได้แสดงออกให้เห็นแล้วว่าท่านก็เข้าไป อยู่ในส่วนหนึ่งที่อำนาจหน้าที่ที่ท่านมีอยู่ในการแก้ปัญหา ดังนั้นกระผมจึงขออนุญาต รวมทั้งท่านสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ทั้งหมด ในการร่วมกันตั้งสติ ใช้ปัญญา แผ่เมตตาให้แก่กัน และกัน นอกจากฟังด้วยการใช้หูฟังและใช้สติปัญญาพิจารณาแล้ว ก็กรุณารับฟังเสียงของ ผู้คนที่อยู่ในต่างจังหวัดที่ไม่ได้ส่งเสียงด้วย ขอขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธาน ที่เคารพครับ วันนี้การประชุมวิสามัญได้นำเรื่องสำคัญของบ้านเมืองมาหารือ ในฐานะของ สมาชิกเราก็เห็นว่าปัญหาของบ้านเมืองต้องเป็นปัญหาของทุกคน ผมเองพยายามนั่งรับฟัง ทางท่านสมาชิกแล้วก็ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรี แล้วก็ทุกท่าน พยายาม ที่จะคิดไปข้างหน้าว่าภาพในอนาคตเราจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งผมเห็นว่าปัญหาหนึ่ง ที่ผมมีความกังวลแล้วก็ห่วงใยมากก็คือปัญหาความคิด โดยเฉพาะความคิดของ นายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้นำประเทศ ทั้งนี้เนื่องจากความคิดจะเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เขาบอกว่ามนุษย์ทุกคนจะเป็นเชลย ของความคิด ความคิดจะนำมาสู่คำพูด คำพูดจะนำมาสู่การกระทำ การกระทำซ้ำ ๆ ก็จะเป็นนิสัย แล้วก็จะเป็นบุคลิกภาพ ผมเองมีความเคารพกับท่านนายกรัฐมนตรี ก็ได้ติดตามตั้งแต่สมัยรับราชการจนมาถึงปัจจุบัน ผมคิดว่าวันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีมีปัญหา เรื่องความคิด ความคิดที่เร็ว ๆ ที่สุดก็คือเป็นคำพูด ท่านประธานที่เคารพครับ มีการชุมนุม ประท้วงเร็ว ๆ นี้ ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดก่อนที่จะสลายการชุมนุมว่าอย่าประมาทกับชีวิต คนเราสามารถตายได้ทุกเวลา แล้วก็อย่าท้าทายกับท่านพญามัจจุราช ใช้คำว่าท่านพญา มัจจุราชที่มีเสนามาก นี่คือความคิดของนายกรัฐมนตรีที่สะสมมา แล้วก็มาสู่คำพูด รุ่งอีกวันหนึ่งวันที่ ๑๖ ผมถือว่าท่านนายกรัฐมนตรีเป็นผู้สั่งสลายการชุมนุม เพราะท่าน รับผิดชอบ พ.ร.ก. ฉุกเฉินขั้นร้ายแรง การสลายการชุมนุมกับผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ ผมอาจจะมี มุมมองที่หลากหลาย แต่ผมดูในรูปจะเป็นเด็กและเยาวชน ท่านประธานที่เคารพครับ ในสังคมมันจะมีอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เขาบอกว่าถ้าจะดูอดีตของสังคมใดให้ไปดูที่ พิพิธภัณฑ์ ถ้าจะดูปัจจุบันให้ไปดูที่หน่วยปฏิบัติ ถ้าจะดูปัจจุบันของรัฐสภาเรา เราก็พบว่า สมาชิก ๗๕๐ คน ประชาชนสามารถไปใช้สิทธิได้แค่ ๓๕๐ คน เพราะเป็นระบบใบเดียว ส่วนที่เหลืออีก ๔๐๐ คน ประชาชนไม่ได้ใช้สิทธิเลือก แต่เป็นเพราะระบบรัฐธรรมนูญ ถ้าดูลึกไปกว่านั้น ในสภานี้ต้องเรียนว่าเรายังมีสมาชิกที่มาจากการแต่งตั้ง สมาชิกที่มาจาก การแต่งตั้งไม่มีโอกาสให้คนหนุ่มสาว คนเยาวชนที่เข้ามา เพราะเราดูความเป็นจริงได้ หลายท่านผมได้พูดในคราวที่แล้วว่าผมเคารพในความรู้ความสามารถ แต่ท่านจะมาจาก อดีตทหาร อดีตข้าราชการ อดีตตำรวจ และอดีตบุคคลต่าง ๆ ทั้งที่ควรจะเปิดโอกาส ให้ประชาชนได้เข้ามา ทั้งนี้เพราะเป็นความคิดที่ผมคิดว่าผิด เป็นความคิดจะผิดหรือถูกไม่รู้ คือเป็นความคิดของคนดี คำว่าคนดีจะต่างกับความคิดของสังคมดี สังคมดีก็คือความคิด ของประชาชน ของราษฎรที่เดินออกมา เพราะเขาต้องการให้สังคมดี แต่ถ้าความคิด ของคนดีส่วนใหญ่จะไปด้อยค่าว่าตัวฉันจะดีกว่าคนอื่น อันนี้จึงเป็นที่มาของความคิด ผมก็จะไปสู่คำถามของนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีก็มีความคิดว่าการชุมนุมเป็นศัตรูของ นายกรัฐมนตรี ผมเข้าใจว่าอย่างนั้น เพราะไม่เช่นนั้นไม่สั่งสลายการชุมนุม พอการชุมนุม โดยเฉพาะผมพูดแล้วว่าปัจจุบันการชุมนุมจะพบว่าผู้มาชุมนุมส่วนใหญ่จะเป็นนักเรียน นักศึกษา เขาบอกว่าถ้าจะดูอนาคตให้ดูที่เยาวชน ให้ดูที่สถานศึกษา วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรี หรือการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน มองว่าการชุมนุมที่เป็นสิทธิเสรีภาพที่มีความยิ่งใหญ่มาก เสรีภาพ มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๔ นอกจากนั้นยังมีศาลรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ได้เคยรองรับว่าการชุมนุมได้รับการคุ้มครอง โดยเฉพาะการชุมนุมที่ไม่พอใจรัฐบาล ยังคุ้มครองการที่ท่านมองว่าการชุมนุมเป็นอันตราย อันนี้อยู่ที่ปัญหาความคิด ท่านเอา ความคิดนี้มาถาม ความจริงปัญหามันไม่มี มีที่ความคิดของท่านมีปัญหาจึงเกิดปัญหาขึ้น ท่านประธานที่เคารพ การออกมาชุมนุมก็ต้องเรียกคนมาร่วมชุมนุม เพราะเห็นว่าการบริหาร ของประเทศ ปกติประชาชนต้องมีเสียง เสียงที่ไม่มีเสียงในสมัยรัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ คืออะไร คือเสียงของประชาชน คือเสียง ของเด็ก คือเสียงของเยาวชน เมื่อเสียงเขาไม่มีเสียงเขาก็ต้องรวมตัวให้มีเสียง อันนี้เป็น การใช้ประชาธิปไตยที่เป็นอำนาจอธิปไตยของประชาชน รัฐธรรมนูญจึงได้รองรับไว้ สิทธิพลเมือง สิทธิทางการเมืองที่เราไปรับแล้วมาเขียนในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๔ เราก็ ยอมรับไว้ วันนี้เมื่อเริ่มต้นท่านเข้าใจว่าเด็กมาเรียกร้องคือปัญหา ดังนั้นการที่มาหารือนี้ ปัญหาทั้งหมดเป็นปัญหาที่รัฐบาลกับประชาชน เพราะประชาชนไม่เชื่อมั่นในตัว นายกรัฐมนตรี ประชาชนไม่เชื่อมั่นในรัฐบาล ประชาชนไม่มีความเชื่อมั่นในสภา เพราะจากที่ บอกเมื่อสักครู่นี้ สภาเราก็ต้องยอมรับว่ามีจำนวนมากกว่าครึ่งที่ประชาชนอาจจะไม่ได้ใช้สิทธิ โดยตรง เมื่อประชาชนไม่ได้มีความเชื่อมั่น การที่ประชาชนออกมาผมถือว่าเป็นการใช้ ประชาธิปไตยโดยตรง เมื่อเป็นการใช้ประชาธิปไตยโดยตรง เราต้องส่งเสริม เราต้อง สนับสนุน แล้วสิ่งที่เป็นโอกาสของรัฐบาลอย่างยิ่งเลย รัฐบาลต้องไปฟัง ต้องไปฟังแล้วเอามา แก้ไข จึงกราบเรียนท่านประธานไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี คงจะอยู่ข้างหลัง ประชาชน ไม่ได้อยู่เพื่อรับใช้รัฐบาลนะครับ รัฐบาลต่างหาก หรือข้าราชการของรัฐ หรือสภา เราต้องอยู่ รับใช้ประชาชนและประเทศชาติ ดังนั้นเสียงของประชาชนที่ออกมา เมื่อท่านตั้งโจทย์ว่า เป็นศัตรูของท่าน คำถามของท่านเหมือนเป็นคำถามข้อ ๑ ข้อ ๒ ผมเข้าใจท่านอาจารย์วิษณุ ได้ร่างมา แต่เป็นการเอาน้ำมันไปราดในกองไฟ แล้วคนภายนอก โดยเฉพาะไปด้อยค่าว่า นักการเมืองไปอยู่ข้างหลังบ้าง คนอยู่ข้างหลังบ้าง ท่านประธานที่เคารพครับ การพูดเช่นนี้ ผมคิดว่าเป็นการดูถูก มนุษย์ทุกคนมีความคิด สติปัญญา มีการที่จะกำหนดตัวเองไม่ต้องการ ให้ใครมาชักจูง แล้วผมก็เชื่อมั่นว่าทางพรรคฝ่ายค้านที่เราไปเห็นว่าการประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉินร้ายแรงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ วันนี้รัฐบาลนี้มาโดยตลอด ตั้งแต่สังหารคนกลางเมืองหลวง ๘๙ ศพมาแล้ว ผมก็เห็นว่าเราใช้อำนาจและอิทธิพล อยู่เหนือกฎหมายและความยุติธรรม ใช้กฎหมายเล็กอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ ใช้กฎหมายเล็ก อยู่เหนือความยุติธรรม เมื่อความยุติธรรมมีเฉพาะคนกลุ่มหนึ่งที่เขาเรียกว่าเลือกปฏิบัติ คนอีกกลุ่มหนึ่งจะถูกบังคับใช้กฎหมาย จะมีข้อหามากมาย ดังนั้นจึงเป็นที่มาของ ความขัดแย้ง จึงเป็นที่มาของการชุมนุม การมาหารือสภาก็ต้องเคารพ ผมก็อยากจะ กราบเรียนทางฝ่ายรัฐบาล ทางท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ความเป็นประชาธิปไตยมุมมองผม ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง เราต้องมีความใจกว้างในการรับฟังความเห็นต่าง ดังนั้นสิ่งแรกที่สำคัญ ที่สุดทั้ง ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ส.ว. และรัฐบาล นายกรัฐมนตรีต้องให้คุณค่า ของการชุมนุม เพราะการชุมนุมเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ เป็นประชาธิปไตย ถ้าเขาชุมนุม โดยสงบ ปราศจากอาวุธ แล้วในกติกาสิทธิพลเมือง สิทธิทางการเมือง ยังระบุไว้เลยว่าการจะ บังคับใช้กฎหมายก็ดี การจะปฏิบัติการอย่างไรก็ดี จะต้องให้สิทธิเสรีภาพสำคัญกว่า ท่านประธานที่เคารพ ในเรื่องของสิทธิมนุษยชนนั้น สิทธิมนุษยชนจะอยู่เหนือกว่า สิทธิทางกฎหมาย เพราะสิทธิทางกฎหมายเราก็จะเขียนว่าทำอย่างโน้นอย่างนี้ แต่สิทธิมนุษยชน เช่น สิทธิต้องการมีชีวิตอยู่ สิทธิในการแสดงออก มนุษย์ทุกคน จะเหมือนกันทั้งคนไทยและคนทั่วไป คือ อันที่ ๑ จะมีความหวัง อันที่ ๒ ก็จะมีความกลัว ความกลัวที่ยิ่งใหญ่อันหนึ่งก็คือกลัวเรื่อง สวัสดิการ เรื่องเศรษฐกิจ กลัวลูกหลานจะไม่มีข้าวกิน กลัวลูกหลานจะลำบาก ความกลัว อันที่ ๒ คือความกลัวเรื่องความปลอดภัยและการกลัวเรื่องความตาย แต่ขณะนี้คนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นอนาคต คือจะดูปัจจุบันให้ดูเยาวชน เขากลัว พลเอก ประยุทธ์ ถ้าอยู่ไปเขาไม่มี อนาคต ถ้าอยู่ไปสภาพก็ยังเป็นอย่างนี้ ท่านประธานที่เคารพ ผมเป็นกรรมาธิการพิจารณา งบประมาณ ประเทศไทยเราใช้งบกระทรวงศึกษาธิการค่อนข้างมาก อาจจะมากเป็นต้น ๆ ของโลก แต่งบของกระทรวงศึกษาธิการ ท่านประธานทราบไหมว่าในสมัยท่านนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์เข้ามา มีเพิ่มอธิบดีของกระทรวงศึกษาธิการเข้ามาอีก ๑๘ อธิบดี ถ้าจำไม่ผิดจะเป็น ๖๔ คน แต่เงินที่จะไปสู่สมองเด็กผมว่ามีไม่ถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือ เป็นเรื่องอย่างอื่นหมด เด็กจึงมาเรียกร้องเรื่องการศึกษา ถ้าการจะทำลายคนที่ดีที่สุดก็คือ ทำลายคนไม่ให้มีความรู้ การศึกษาไทยจึงล้าหลังมาก ผมเองก็อาจจะมีความสนใจทางด้านนี้ แต่อาจจะไม่ขอมาพูดในที่นี้🔗
ดังนั้นสิ่งแรก ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีหรือฝ่ายบริหาร เรามีความเข้าใจตรงกันว่าการออกมาชุมนุมเป็นสิ่งที่ดี เพราะว่าเสียงของประชาชนเป็นเสียง ที่ไม่มีเสียง วันนี้เขาออกมาชุมนุมเขามีเสียงแล้ว จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลต้องไปรับฟัง อย่างจริงใจและจริงจัง🔗
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมค่อนข้างเป็นห่วงมาก ผมเชื่อว่าทุกคนมีความจงรักภักดี ต่อสถาบัน วันนี้ท่านยังมีคนกลุ่มหนึ่งหวงแหนว่าถ้าไม่คิดแบบตน หรือไม่ทำแบบที่ทำนี้ อาจจะเป็นกลุ่มที่ไม่จงรักต่อสถาบัน อันนี้เป็นเรื่องอันตรายมากครับ แต่ความจงรัก บางครั้งเขาไม่ได้ต้องแสดงออก เหมือนถ้าเราไปหวงแหนมาก ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเราไปหวงแหนมาก เหมือนภาษาอังกฤษ ถ้าหวงแหนแบบคนประเทศอังกฤษ วันนี้ ภาษาอังกฤษก็ไม่มาเมืองไทย เหมือนภาษาจีน ถ้าเราหวงแหนเฉพาะประเทศจีน วันนี้ ภาษาจีนก็จะไม่มาเมืองไทย ดังนั้นการที่ไปประกาศว่าคนไม่ทำเหมือนตนแล้วไม่จงรัก นี่เป็นเรื่องอันตราย แต่สิ่งที่อันตรายที่สุดในครั้งนี้ การชุมนุมถ้ามีการจาบจ้วง เขาบอกว่า การชุมนุมเป็นรายบุคคลก็ดำเนินคดีไปตามกฎหมาย ตามข้อเท็จจริงและหลักฐาน แต่สิ่งที่นายกรัฐมนตรีไม่ดำเนินคดีก็คือความรับผิดชอบ หน้าที่ความรับผิดชอบ เขาบอกว่า หน้าที่กับอำนาจ อำนาจมีแล้วไม่ใช้ไม่เป็นความผิดมาตรา ๑๕๗ แต่หน้าที่มีแล้วไม่ทำ มีความผิดแน่นอน วันนี้ท่านประธานที่เคารพ เราจะเห็นว่าเรามีพระราชบัญญัติเกี่ยวกับ เรื่องการถวายความปลอดภัย การถวายความปลอดภัยเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด อนึ่งก็คือ ต้องสมพระเกียรติ ต้องตามพระราชประสงค์ แล้วก็ต้องให้มีความปลอดภัย ผมคิดว่าผมก็มี ความเคารพท่าน ผบ.ทบ. ผมมีความเคารพท่าน ผบ.ตร. ท่าน ผบช.น. ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม วันนี้สถาบันที่ท่านจะพิทักษ์ที่สุดท่านปล่อยให้เกิดอย่างนี้ได้อย่างไร ท่านกำลังจะไปเอาผิดคนอื่นทั้งที่เป็นความรับผิดชอบของท่าน ในสมัยที่ท่านประธาน เป็นนายกรัฐมนตรี ผมเคยเป็นข้าราชการตำรวจอยู่ที่กองปราบ มีคดีป่าไม้สาละวิน ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดท่านหนึ่งท่านก็มาสอบป่าไม้สาละวิน แล้วตรงกับวันเฉลิม พระชนมพรรษาที่ต้องไปจัดงานตอนเย็นที่จังหวัด ผมไม่เอ่ยชื่อแล้วกัน อยู่ทางภาคเหนือ ปรากฏว่าท่านไปไม่ทัน อันนี้คือความรับผิดชอบ ต้องย้ายผู้ว่าราชการทันที ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อเราจะนำเรื่องสถาบันไว้เหนือเกล้าเป็นที่เคารพ สิ่งหนึ่งรัฐบาล ต้องทำเดี๋ยวนี้และต้องทำวันนี้ คือต้องหาผู้รับผิดชอบที่ปล่อยให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ส่วนผู้กระทำผิดก็ว่าไปตามกระบวนการยุติธรรม ว่าตามหลักฐาน ท่านสมาชิกได้นำมา อภิปราย วันนี้ความยุติธรรมไม่ได้อยู่ที่แค่ความเชื่อ ต้องอยู่ที่ข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริงจะมีได้ ก็คือมีพยานหลักฐาน พยานหลักฐานก็คือมีพยานบุคคล พยานเอกสาร พยานวัตถุ พยานผู้เชี่ยวชาญ ถ้าไม่มีพยานพวกนี้ไม่ถือว่าเป็นข้อเท็จจริง ถือว่าเป็นข่าว วันนี้รัฐบาลชุดนี้ แม้แต่ตัวผมยังทราบจากเพื่อน ๆ หลายคนว่ายังถูกรายงานเลย รัฐบาลชุดนี้ใช้ความรู้สึก ใช้การข่าว ผมจะขอใช้คำพูดที่เกิดความล้มเหลวก็คือเป็นเรื่องจริงของคนโกหก และเป็น เรื่องโกหกของคนจริง อันนี้คือการข่าวของรัฐบาล เพราะไม่ได้เอาพยานหลักฐานมาพูด ดังนั้นผมจะไม่ก้าวล่วงไปในเรื่องใครผิด ใครถูก เรื่องนี้สิ่งที่จะทำเรื่องแรก นายกรัฐมนตรี อาจจะต้องลาออกด้วยซ้ำไป ถ้าท่านไปลงโทษคนอื่นเพราะท่านดูแล พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แล้วก็ ต้องไปลงโทษทุกคนเพราะเป็นการถวายพระเกียรติที่ปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร มันผิดพลาดได้อย่างไร ส่วนบุคคลที่มาชุมนุมหรือมีการกระทำผิดก็ว่าไปตามกฎหมาย อันนี้คือเรื่องที่ ๒ ที่อยากจะขอให้คำแนะนำ แต่ถ้าท่านไม่ทำ วันนี้มองท่านนายกรัฐมนตรี ๒ มาตรฐาน ทุกคน ประชาชนทั่วไปก็มีความจงรักภักดี ทำไมเวลารับงบประมาณ ข้อแรก ของกองทัพก็คือปกป้องสถาบัน ตำรวจก็ปกป้อง งบประมาณทั้งหมดเอาไปลงจุดนี้ แล้วใน การของบ บางครั้งมาอ้างเรื่องความมั่นคง ท่านประธานที่เคารพ ทราบไหมว่าวันนี้ กองทัพบกมีเครื่องบินสำหรับนักธุรกิจ เครื่องบินไพรเวตเจต (Private Jet) ผมไม่รู้ว่ากี่ลำ กรมตำรวจยังมีเลย กองทัพเรือยังมีเลย ขณะที่ประชาชนยังอดอยาก อันนี้ก็คือปัญหาหนึ่ง ที่ท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะมองเรื่องความมั่นคงของตำแหน่งและอำนาจของตัวเองมากกว่า ความมั่นคงของประชาชน มากกว่าความอยู่ดีกินดีของประชาชน ดังนั้นในเรื่องที่ ๒ ก็คือ ผมขอเสนอแนะให้ตั้งกรรมการอิสระ ต้องตั้งนะครับ แล้วก็สอบสวนเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา และรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรอบด้าน แต่คนที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ในตัวผมเองผมมองไป ที่นายกรัฐมนตรีต้องลาออก ท่านต้องลาออก ผมทราบว่าท่านมีความจงรักภักดีก็ตาม แต่ว่า ท่านมีความผิดพลาดในความรับผิดชอบ ในสังคม เรื่องความรับผิดชอบมีความสำคัญ สังคมใดถ้าขาดความรับผิดชอบ หายนะจะตามมา วันนี้ผู้รับผิดชอบโดยตรงคือ นายกรัฐมนตรี ความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรีจึงมีความสำคัญยิ่งต่อการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข🔗
ในเรื่องที่ ๓ จริง ๆ ก็เป็นเรื่องรัฐธรรมนูญ เราคิดว่าปัญหาหนึ่งก็คือ รัฐธรรมนูญที่จะเกี่ยวกับสภา แต่ปรากฏว่าทางท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรี วิษณุได้กล่าวแล้ว แต่ผมเองก็อยากจะเรียนว่ารัฐธรรมนูญกับความยุติธรรมมันไปด้วยกัน คือรัฐธรรมนูญเราเขียนไว้ชัดเจนเลย มาตรา ๓ วรรคสอง คือรัฐสภา รัฐบาล ศาล องค์กรอิสระ เจ้าหน้าที่รัฐ ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและหลักนิติธรรม วันนี้เราใช้ความยุติธรรม หลายมาตรฐาน ผมอยากจะกราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีครับ เหตุที่ประชาชนลุกออกมา ส่วนหนึ่งก็คือความยุติธรรม ๒ มาตรฐาน ท่านนายกรัฐมนตรีลองดูง่าย ๆ นะครับ เรื่องที่ท่านอยู่บ้านหลวง เรื่องไปอยู่ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ท่านอยู่มาตลอด เอาน้ำเอาไฟอยู่ ประชาชนอยู่ในพื้นที่ป่า เราไปไล่จับ ท่านอยู่ในบ้านหลวง แล้วเรื่องของท่านไปอยู่ใน ศาลรัฐธรรมนูญ ผมก็เคารพศาลรัฐธรรมนูญนะครับ แต่ปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ องค์กรอิสระที่มีก่อนรัฐธรรมนูญปรากฏว่า กกต. ก็ดี องค์กรสิทธิก็ดีไปเซตซีโร (Set zero) เขา แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็ให้อยู่ อยู่มาจนถึงวันนี้ ความเชื่อมั่นจึงมีน้อย แล้วเรื่องนี้ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีสมัคร ชิมไปบ่นไป ไปรับเงินจาก เอกชนมา ๓,๐๐๐ บาท ท่านยังต้องออกเลย แต่ตัวท่านนายกรัฐมนตรีอยู่โดยตลอด อันนี้คือ ความยุติธรรมที่ยิ่งใหญ่ คือเราก็คงจะเคารพต้องดูศาลรัฐธรรมนูญครับ ต้องขอบพระคุณ มากครับ เป็นข้อแนะนำที่อาจจะไม่ถูกใจท่านนายกรัฐมนตรี ก็ต้องขอโทษด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาไปยังสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ได้กล่าว เมื่อสักครู่นะครับ อย่างน้อยผมก็ดีใจว่าจำกันได้เพราะอยู่กันมาสมัยรัฐบาลที่แล้ว แต่รู้สึก วันนี้พูดเก่งกว่ารัฐบาลที่แล้วมากหลายเรื่องด้วยกันนะครับ หลายเรื่องผมไม่อยากให้ เข้าใจผิด เข้าใจถูกกันต่อไปนะครับ เอาเรื่องแรกก่อน เรื่องที่ว่าผมมาพูดถึงพญามัจจุราช เพราะช่วงนั้นผมไปงานศพเกือบทุกวันนะครับ ทั้งคุณพ่อผมด้วย จากหลาย ๆ พิธี สวดศพด้วย ผมก็นั่งฟังทุกวัน ๆ แล้วสื่อเขามาถามผมว่านายกรัฐมนตรีจะอยู่ไปถึงเท่าไร อะไร นานแค่ไหน อย่างไร ผมก็บอกว่าอย่าประมาทกับชีวิต นั่นคือหมายถึงตัวผม แล้วท่าน ก็เทศน์มา ลองไปแปลดูนะครับ ไปฟังคำแปลสวดศพ ไปกันทุกวัน ทุกคนก็ต้องเคยไปงานศพ สวด ๔ บท เขาสวดว่าอะไร ผมก็เอาคำพูดนั้นมาพูดถึง ผมเตือนตัวเองเสมอว่าผมประมาท อะไรไม่ได้ ตายวันนี้ ตายพรุ่งนี้ ผมไม่ได้ไปขู่ใครเลย ผมยกคำในศาสนามาพูด ทุกครั้งก็จะถูก ตัดต่ออย่างนี้มาตลอด อันนี้เรียนให้เพื่อทราบเท่านั้นเองนะครับ🔗
ในส่วนของรัฐธรรมนูญ วันนี้เรามาพูดกันเรื่องรัฐธรรมนูญ แต่ส่วนใหญ่ รัฐธรรมนูญนั้นจะต้องมีบทบัญญัติ กฎหมายลูกที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้น ก็กรุณาไปดูกฎหมายลูกด้วยนะครับว่ามันเกี่ยวข้องอะไรกันอย่างไร🔗
ในเรื่องของการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ผมเรียนไปแล้วว่าประกาศใช้วันที่ ๑๕ มันมีสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ ๑๔ ซึ่งทุกท่านก็ทราบดีอยู่ ผมไม่กล่าวถึงนะครับ แล้วก็ มีแนวโน้มที่จะลุกลามบานปลาย เพราะหลายคนจากการติดตามสถานการณ์การชุมนุม ก็พยายามที่จะทะลุไปทำเนียบรัฐบาล จากทำเนียบรัฐบาลก็คงจะมีที่หมายต่อไป ซึ่งมีข้อมูล ทางการข่าวที่ชัดเจน เราก็จำเป็นที่จะต้องหยุดในเรื่องนี้ไว้ให้ได้ไม่ให้เหตุการณ์ลุกลาม บานปลายต่อไปนะครับ🔗
ในเรื่องของ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ผมกราบเรียนว่าผมไม่ได้เป็นคนออกร่าง พ.ร.ก. ฉุกเฉินตั้งแต่แรก ร่าง พ.ร.ก. ฉุกเฉินออกมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ รัฐบาลใครก็ไม่ทราบเหมือนกัน และทุกรัฐบาลก็ใช้มาตลอดนะครับ มีการใช้กฎหมายนี้มาทุกรัฐบาลนั่นละ เพราะฉะนั้นวันนี้ ผมก็ใช้อย่างระมัดระวัง แล้วไม่จำเป็นก็ยกเลิกไปนะครับ🔗
ในส่วนของความรักที่บอกว่าไม่ต้องแสดงออก ผมไม่ได้แสดงอะไรออก เพราะผมก็พูดในส่วนของตัวผม ผมไม่ได้ไปบังคับให้ใคร เพราะสิ่งนี้บังคับกันไม่ได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นท่านก็แสดงเจตนารมณ์ของท่านออกมาด้วยคำพูด ด้วยต่าง ๆ ของท่าน ท่านก็แสดงไปเถอะครับ ผมบังคับท่านไม่ได้อยู่แล้ว🔗
เรื่องรัฐบาลไม่ดูแลทุจริต การศึกษาไม่พัฒนา พูดมาหลายครั้งแล้ว วันนี้ คงไม่ใช่วาระในการประชุมครั้งนี้นะครับ อันนี้ก็กราบเรียนเพื่อทราบ นอกนั้นก็คงไม่มีอะไร ก็ไม่รู้จะชี้แจงอะไรเพราะซ้ำเดิม ๆ หมด ขอบพระคุณครับ กราบเรียนท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นคุณสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ และเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านนะครับ ผม สัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส เขต ๒ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอใช้พื้นที่สภาอันทรงเกียรติแห่งนี้แสดงจุดยืน และสะท้อนความรู้สึกของพี่น้องประชาชนที่ร่วมแสดงพลังของประชาชนที่จงรักภักดี ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ พร้อมจะปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ในหลายจังหวัด ทุกภาคของประเทศแม้แต่ต่างประเทศ อย่างเช่นประเทศออสเตรเลีย เป็นต้น🔗
สำหรับภาคใต้นั้น เริ่มจากการรวมตัวของพี่น้องประชาชนนับหมื่นคน ของ ๓ อำเภอ ประกอบไปด้วยอำเภอสุไหงโก-ลก อำเภอแว้ง อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส จากนั้นก็เกิดปรากฏการณ์การปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ขึ้น ทั่วประเทศมากมาย ทั้งในอำเภอเบตง จังหวัดยะลา อำเภอเมืองสงขลา อำเภอเมือง สุราษฎร์ธานี อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ และอำเภอเมืองจังหวัดนครศรีธรรมราช รวมทั้ง การแสดงความจงรักภักดีของพี่น้องมุสลิมจำนวนมาก ขออภัยที่กล่าวมาไม่หมดนะครับ ท่านประธานครับ การรวมพลังของทุกเหล่านี้ยืนยันเป็นอย่างดีว่าประชาชนคนใต้ของเรา รักในหลวงของเขาไม่แพ้ประชาชนภาคอื่น ๆ ของประเทศ คนใต้ไม่ว่าจะอยู่ในจังหวัดใด ช่วงชีวิตของแต่ละคนจะเคยชินกับการทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ ๙ และสมเด็จ พระบรมราชินีนาถ รัชกาลที่ ๙ ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ รวมถึงเจ้าฟ้าทุกพระองค์ ปีแล้วปีเล่าอย่างยาวนาน หลายสิบปี มิใช่สิ่งที่จะหลอกกันได้ สมัยก่อนบางพื้นที่ของ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นพื้นที่สีแดง เส้นทางทุรกันดาร ลำบาก เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ท่านก็ไม่เคยทิ้งประชาชน ไปทุกที่ ไม่มีพื้นที่ตารางนิ้วไหนที่ในหลวงกับสมเด็จพระราชินีและพระราชวงศ์ไม่เคยเสด็จ ท่านประธานครับ ท่านเคยเห็นพระมหากษัตริย์ประเทศไหนที่ทรงงานหนักเพื่อประชาชน ได้มากเท่านี้ ไม่ว่ายามปกติหรือยามที่ท่านประชวร มีการโจมตีท่านในโลกโซเซียล (Social) สร้างเรื่องที่ไม่เป็นจริงให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานหลงเชื่อ ผมขอถามท่านประธานว่าการสร้าง เรื่องเท็จเหล่านี้ที่ลูกหลานบางส่วนเชื่อ และขอถามท่านประธานว่าบุคคลเหล่านี้เคยทำอะไร ให้ประเทศชาติบ้างไหมครับ นอกจากเปิดเพจ (Page) ด่าโจมตีสถาบันไปวัน ๆ ทำร้าย ประเทศชาติในทุกวิธีการทั้งในและต่างประเทศ ท่านประธานครับ การชุมนุมกล่าวอาฆาต มาดร้าย จาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ พระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระราชินีของเรา เสมือนเป็นแผลลึกที่เจ็บปวดในใจของชาวไทยที่รักและจงรักภักดีนะครับ ในพื้นที่ ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้เอง🔗
ท่านสัมพันธ์ครับ ด้วยความเคารพ ก็คงจะอ้างข้อบังคับ ข้อ ๔ อีกครั้งหนึ่งว่าเท่าที่จำเป็น ผมเข้าใจถึงความรู้สึก แต่ว่าเท่าที่ จำเป็นนะครับ พอสมควรครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ท่านประธานครับ ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เอง เกิดเหตุการณ์หลายครั้งก็ไม่เคยมีการก้าวล่วงแม้แต่ ครั้งเดียวที่จาบจ้วงสถาบัน ผมอยากจะฝากทางท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรี และขอเป็นกำลังใจให้มีการพูดคุยกับลูกหลานที่จะกล้าพูดคุยอย่างสันติวิธี หากกล้า เปลี่ยนแปลงที่จะต้องกล้าพูดคุยเจรจา ไม่ใช่ชุมนุมกระจายไปทั่วและแสดงถ้อยคำอันรุนแรง อย่างเดียวนะครับ ผมหวังว่าลูกหลานจะมีบทบาทในการช่วยประเทศ คิดหาทางออก ให้ประเทศเดินหน้าไปข้างหน้า ประเทศไทยในขณะนี้ต้องเผชิญปัญหามากมาย ทั้งที่ปัญหา สั่งสมมานานและปัญหาเกิดใหม่ มาช่วยกันเถอะครับ ไม่อยากเห็นกลุ่มที่ต้องการมีอำนาจ ในแผ่นดินให้ลูกหลานออกหน้าในการพังบ้านของตัวเอง ของทุกคน โดยพวกเขาเป็น ผู้วางแผนพังบ้านและไม่รับผิดชอบใด ๆ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผมขอเป็นกำลังใจให้กับ ทางรัฐบาลต่อไปนะครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไปเป็นคุณเอกภพ เพียรพิเศษ หลังจากนั้นก็เป็นคุณณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ เชิญเลยครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์เอกภพ เพียรพิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล จังหวัดเชียงรายครับ ท่านประธานครับ ความจริงในการอภิปรายของผมครั้งนี้ จะขอใช้ภาพประกอบซึ่งเป็นข้อมูลทางวิชาการแล้วก็หลักฐานทางวิชาการด้วย ซึ่งก็เสียใจที่ วันนี้ไม่ได้รับอนุญาตให้ได้ใช้ ซึ่งตรงนี้ต้องขอคิดว่าตรงสภาตรงนี้ผมมีอะคาเดมิก ฟรีดอม (Academic freedom) ขนาดไหนในการให้ข้อมูลทางด้านวิชาการ ซึ่งข้อมูลทั้งหมด ที่ผมนำเสนอนี้เป็นข้อมูลวิชาการเท่านั้น อันนี้ก็แสดงความเสียใจไว้เล็กน้อย🔗
ในส่วนของการรวมตัวชุมนุมของประชาชนเพื่อเสนอข้อร้องเรียนที่เป็นสิทธิ ที่พึงกระทำได้ของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมีกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ อย่างชัดเจน การชุมนุมในครั้งนี้ถ้าเราติดตามกันดี เป็นการชุมนุมอย่างสันติ ถือเป็น ความปกติของประชาธิปไตยที่ถูกทำให้กลายเป็นความไม่ปกติ เพราะสิ่งที่ผู้ชุมนุม เขาเรียกร้องเป็นสิ่งที่รัฐบาลไม่อยากฟัง จริง ๆ แล้วถ้าไปฟังเขาจริง ๆ จะเห็นว่าสิ่งที่เขาพูด มีหลายเรื่อง มีหลายปฏิรูปมาก ๆ เขาพูดถึงเรื่องความหลากหลายทางเพศ เขาพูดถึง เรื่องการศึกษา เขาพูดถึงเรื่องรัฐสวัสดิการ เขาพูดถึงเรื่องอนาคตของเขา อนาคตของ ประเทศที่เขาอยากจะเห็น นี่คือสิ่งที่เราควรจะต้องฟังและเอามาพิจารณาครับ จากเอกสาร ที่ขอให้เปิดสภาสมัยวิสามัญครั้งนี้ที่ส่งมาถึงท่านประธานสภา เอกสารข้อญัตติทั้งหมด ผมถือว่าเป็นการกล่าวหาผู้ชุมนุม เป็นการกล่าวหาคนที่เป็นลูกหลานของตัวเอง แถมยังยืนยันความถูกต้องในการใช้อำนาจรัฐทำร้ายลูกหลานตัวเองอีกด้วย ผมจะขอพูดถึง เพียงแค่ ๒ ประเด็นในข้ออ้างของคุณประยุทธ์ในการเปิดสภาครั้งนี้ ข้อแรกคือการอ้างว่า การชุมนุมนั้นกระทบต่อการควบคุมการแพร่ระบาดโคโรนาไวรัส (Coronavirus) ข้อที่ ๒ คือการอ้างว่าการสลายการชุมนุมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่รัฐทำตามหลักสากลแล้ว ต่อกรณีของ การใช้เชื้อโคโรนาไวรัส (Coronavirus) เป็นข้ออ้าง ทำให้ผมเชื่อได้เลยว่าคุณประยุทธ์ ในฐานะที่เป็นผู้รับผิดชอบ ศบค. ไม่มีความรู้ ไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับโรคโควิด (COVID) เลย แล้วก็ฉวยโอกาสใช้เชื้อโรคเท่านั้นเองเป็นข้ออ้างในการคง พ.ร.ก. ฉุกเฉินให้ประเทศนี้ มาอย่างยาวนาน ในเรื่องโควิด (COVID) ผมได้อภิปรายมาแล้วหลายครั้ง ในครั้งนี้ผมคงไม่ลง รายละเอียดมาก จริง ๆ แล้วมีหลักการการรับมือโควิด (COVID) ว่าเราไม่ควรจะต้องภูมิใจ กับตัวเลข ๐ ของผู้ติดเชื้อ แต่ความสำเร็จของการรับมือโควิด (COVID) คือการที่ประชาชน เศรษฐกิจ และปากท้อง การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจหลังโควิด (COVID) จะเป็นไปได้ จากการเริ่มชุมนุมของกลุ่มเยาวชนปลดแอกที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๓ และมีการชุมนุมในต่างจังหวัดด้วย ๔๔ จังหวัดแล้วจนถึงปัจจุบันนี้ จวบจนเวลาถึงตอนนี้ ๔ เดือน ไม่มีรายงานว่ามีผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัส (Coronavirus) จากการเข้าร่วมชุมนุมเลย และในส่วนประเด็นของการสลายการชุมนุมด้วยกำลังครับ มีหลักฐานอาการของผู้เข้าร่วมชุมนุมในวันนั้นว่ามีการแสบตา หายใจขัด ปวดแสบร้อน ตามตัว มีความเป็นไปได้ว่าอาการคล้ายคลึงกับการใช้แก๊สน้ำตา มีคำแนะนำจากสมาคม โรคปอดของสหรัฐอเมริกาว่าการใช้แก๊สน้ำตามีความเป็นไปได้ว่าจะเพิ่มความเสี่ยงต่อ การติดเชื้อไวรัส การใช้น้ำฉีดพ่นในผู้ชุมนุมเช่นเดียวกัน เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเดิน หายใจ สมาคมโรคปอดสหรัฐอเมริกาจึงแนะนำว่าให้ระงับการใช้แก๊สน้ำตาในช่วงที่มี การระบาดของโคโรนาไวรัส (Coronavirus) ดังนั้นแทนที่จะกล่าวหาว่าผู้ชุมนุมเป็นผู้ทำ ให้โควิด (COVID) ระบาด ผมต้องโทษรัฐบาลมากกว่าว่าเป็นการกระทำของรัฐบาลที่เพิ่ม ความเสี่ยงต่อการระบาดของโคโรนาไวรัส (Coronavirus) ต่างหากครับ🔗
สำหรับประเด็นในเรื่องของการควบคุมการใช้กำลังสลายการชุมนุมที่มี การอ้างจากทางเจ้าหน้าที่ว่าสากล ใช้หลักสากล อ้างอิงสากล ผมก็ถามว่าใช้แหล่งอ้างอิงไหน ขอเอกสารอ้างอิงที่เป็นสากลด้วยครับ เอกสารที่ผมนำมาใช้ในวันนี้เป็นเอกสารที่ยกมาเทียบ การปฏิบัติการ ผมใช้เอกสารที่เป็นเอกสารกฎการใช้กำลังของสหประชาชาติ ฉบับล่าสุด คือปี ๒๐๒๐ คือปีปัจจุบันนี้เอง แค่หน้าแรกก็บอกหลักการไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า การใช้ กำลังจัดการกับการชุมนุมนั้นต้องทำเมื่อมีความจำเป็นจริง ๆ ต้องใช้กำลังอย่างได้สัดส่วน กับความร้ายแรงของเหตุการณ์ และต้องพิสูจน์แล้วว่าทางเลือกที่อันตรายน้อยกว่าใช้ไม่ได้ผล ตามแนวทางเล่มนี้ได้ให้หลักการการใช้กำลังว่าต้องประกอบด้วยหลักการ ดังนี้ ๑. คือต้อง ยึดถือกฎหมายของประเทศ และต้องอยู่ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศด้วย ๒. คือต้อง ระมัดระวังต่อกลุ่มเปราะบาง ซึ่งในที่นี้ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่คือกลุ่มเปราะบางเพราะว่าเป็นเด็ก และเยาวชนที่มาร่วมชุมนุม ข้อต่อไปคือต้องไม่ทำสถานการณ์ให้มีการยกระดับขึ้น และมี ทางเลือกสันติที่ควรใช้ก่อนการใช้กำลัง ข้อต่อไปคือต้องคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อคนที่ ผ่านไปผ่านมา บุคลากรทางการแพทย์ และนักข่าว ข้อต่อไปคือข้อสุดท้ายซึ่งสำคัญ ต้องมี การปฏิบัติที่ไม่เลือกปฏิบัติ แม้ในเรื่องของความเห็นต่างทางการเมือง นี่คือข้อแนะนำทั้งหมด ของการใช้กำลัง เมื่อมาดูไทม์ไลน์ (Timeline) ของการชุมนุม เริ่มต้น ๑๗.๐๐ นาฬิกา ผู้ชุมนุมเริ่มทยอยเข้าพื้นที่แยกปทุมวัน ๑๗.๔๐ นาฬิกา ผู้ชุมนุมเข้าเต็มพื้นที่แยกปทุมวัน เพียงแค่ไม่ถึงชั่วโมง ๑๘.๓๕ นาฬิกา หน่วยตำรวจเริ่มเดินเข้าหาผู้ชุมนุมแล้วครับ พร้อมทั้ง ประกาศให้ผู้ชุมนุมกลับบ้าน ทั้ง ๆ ที่เขากลับบ้านได้อย่างไรล่ะครับในเมื่อมีการปิดบีทีเอส (BTS) มีอาการปิดรถไฟฟ้า มีการปิดขนส่งมวลชนทั้งหมด ๑๘.๔๕ นาฬิกา เริ่มมีการใช้ รถฉีดน้ำฉีดเข้าหาผู้ชุมนุม ไม่มีการเจรจา มีการปิดช่องทางขนส่งสาธารณะไม่ให้เขากลับ แล้วก็ให้เวลาน้อยขนาดนี้เขาจะกลับได้อย่างไร การใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง ตามหลักการสากล ที่เขียนไว้บอกว่าจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุจลาจลที่มีโอกาสสูงต่อการสูญเสียชีวิต การบาดเจ็บรุนแรงและการทำลายตึกรามบ้านช่อง ผมถามว่าวันนั้นมีเหตุการณ์แบบนี้ หรือไม่ ซึ่งภาพจากนักข่าวทุกสำนักน่าจะยืนยันได้ว่าเป็นลักษณะของการชุมนุมโดยสงบ ท่านประธานทราบไหมครับว่ารถฉีดน้ำลักษณะนี้ทำให้คนเสียชีวิตได้ ปี ๑๙๙๖ ที่อินโดนีเซีย ใช้ปืนฉีดน้ำผสมแอมโมเนีย ปี ๒๐๐๗ ที่ซิมบับเว ใช้ปืนฉีดน้ำสลายการชุมนุมอย่างสงบ ทำให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมแตกตื่นแล้วเหยียบกันตายครับ ปี ๒๐๑๓ ที่ตุรกี เกิดจากแก๊สน้ำตา ที่ผสมในน้ำที่ฉีดพ่น ปี ๒๐๑๔ ที่ยูเครน ผู้ชุมนุมเสียชีวิตจากอาการปอดติดเชื้อ ปี ๒๐๑๖ ที่เกาหลีใต้ เสียชีวิตจากการบาดเจ็บที่เกิดจากแรงน้ำ และปี ๒๐๑๐ ที่เยอรมนี มีผู้พิการถึง ขั้นตาเกือบบอดสนิทจากแรงน้ำที่ฉีดเข้าที่ศีรษะ เหตุการณ์การสลายชุมนุมที่แยกปทุมวัน มีหลักฐานชัดเจนว่ามีผู้ชุมนุมคนหนึ่งต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยอาการ เลือดออกในทางเดินอาหาร มีเด็กเพียงอายุ ๕ ขวบ ที่ได้รับผลกระทบด้วยทั้ง ๆ ที่เขาผ่านมา กับผู้ปกครองเท่านั้นเอง ข้อผิดพลาดและหลักการสากลไม่ให้ใช้คือการฉีดน้ำในระยะใกล้ การฉีดน้ำระยะใกล้ส่งผลต่อผู้ชุมนุมคนดังกล่าวทำให้มีเลือดออกทางเดินอาหาร นี่คือ ความอันตรายและร้ายแรง คือความผิดพลาดของการใช้กำลังครับ และที่ร้ายไปกว่านั้น การใช้น้ำในครั้งนี้มีหลักฐานว่ามีการผสมสารเคมีบางอย่างเข้าไป ซึ่งผมขอย้ำว่าผู้ชุมนุม ส่วนใหญ่เป็นเด็ก เยาวชน นักศึกษา ที่เขามาด้วยเพียงมือเปล่า เขาเอาร่มมา เขาเอาเสื้อ กันฝนมาเพราะคิดว่าฝนจะตก แต่เขาไม่ได้เอามาป้องกันรถฉีดน้ำครับ หลักการสากลว่า การใช้สารเคมีกับผู้ชุมนุมต้องมีข้อมูลทางด้านพิษวิทยา และมีการเผยแพร่ว่าใช้สารเคมีอะไร อย่างชัดเจนด้วย เพราะหากผู้ชุมนุมหรือแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่เองได้รับผลกระทบจากสารเคมี ดังกล่าว แพทย์ที่ให้การรักษาจะได้รับการรักษาแล้วก็รักษาได้ทันท่วงทีครับ การไม่แจ้ง รายละเอียดของสารนี้ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ผิดหลักการสากล🔗
ในเรื่องสารเคมี อาการที่มีอาการแสบตา แสบร้อนตามผิว หายใจขัด คลื่นไส้ อาเจียน เป็นอาการที่ตรงกับแก๊สน้ำตา ซึ่งก็มีความเป็นไปได้เพราะรถควบคุมฝูงชนรุ่นนี้ มีศักยภาพในการผสมแก๊สน้ำตาลงไปได้ แต่ถ้าวันนั้นไม่ได้ใช้แก๊สน้ำตานะครับ ถือว่าเป็น ประเด็นที่ร้ายแรงยิ่งกว่าเพราะผิดหลักการระหว่างประเทศฐานใช้อาวุธเคมี ผมขอเสนอ ให้สภานี้ตั้งกรรมาธิการ หรือว่าใช้กรรมาธิการสามัญของสภาตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ ให้มีความกระจ่างด้วยครับ เพราะจนถึงตอนนี้ยังไม่มีการรับผิดชอบและการแถลงจาก กอร.ฉ. อย่างชัดเจนว่าสารเคมีนั้นคืออะไร ท่านประธานครับ แก๊สน้ำตาเป็นสารเคมีที่ห้ามใช้ ในสงครามตามสนธิสัญญาเจนีวานะครับ มีผลการศึกษาทดลองในทหาร ในทหารซึ่งเป็น คนแข็งแรงก็ยังมีผลการทดลองบอกว่ามีโอกาสทำให้ติดเชื้อในปอด ในทางเดินหายใจ มากขึ้นได้ แล้วการใช้กับประชาชนที่มีทั้งเด็ก คนที่มีโรคประจำตัว คนชราล่ะครับ มีโอกาส ถึงชีวิตนะครับ และที่เราเห็นกันอยู่ทั่วไปเหมือนจะเป็นเรื่องปกติธรรมดาคือรั้วลวดหนาม ท่านประธานครับ รั้วลวดนามก็ไม่ถูกหลักสากลในการรับมือกับผู้ชุมนุม เพราะหลักสากลคือ การตั้งเครื่องกีดขวางต้องไม่มีลักษณะที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ ในเมื่อมีการใช้กำลัง อาวุธควบคุมฝูงชนที่มีความเสี่ยงถึงความอันตรายถึงชีวิตแล้ว หลักการสากลก็ให้สิทธิ ต้องบอกว่ากองกำลังควบคุมฝูงชนต้องมีการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เสรีภาพของประชาชน ตลอดเวลาที่ปฏิบัติการ ผมขอตั้งคำถามถึงชุดปฏิบัติการในวันนั้น ตำรวจตระเวนชายแดน และผู้สั่งการมีหลักฐานว่าเข้าใจในหลักการสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพของประชาชนอย่างไร มีการอบรมเรื่องนี้กี่ชั่วโมง มีผลสอบไหมว่าสอบแล้วผ่านสิทธิมนุษยชนหรือว่าเสรีภาพ ของประชาชนอย่างไร และความสำคัญอีกข้อหนึ่งต้องมีการเตรียมการช่วยเหลือ ทางการแพทย์อย่างทันท่วงที ไม่เลือกปฏิบัติ ประสานความร่วมมือกับสนับสนุนข้อมูล ทางการแพทย์กับกลุ่มแพทย์ แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐได้เข้ามารบกวน การปฏิบัติหน้าที่ของอาสาสมัคร แพทย์ พยาบาล มีการยึดเครื่องมือสื่อสารของกลุ่ม อาสาสมัคร แพทย์ พยาบาล และมีนักข่าวเผยแพร่กรณีที่เจ้าหน้าที่ปิดเส้นทางไม่ยอมให้ รถพยาบาลผ่านครับ และซ้ำร้ายไปกว่านั้นมีการจับกุมอาสาสมัครแพทย์ไปด้วย ตรงนี้ผิดกับหลักการสากล อย่างชัดเจน ทหารเขายังไม่ทำกันเลยครับ การรบในสนามรบเขายังไม่ทำแบบนี้กันเลยครับ มีความพยายามที่จะหยิบยกเหตุการณ์หรือภาพข่าวต่างประเทศว่าต่างประเทศเขามี ความรุนแรงเหมือนกัน มีการสลายการชุมนุมเหมือนกัน แต่ท่านประธานครับ การใช้กำลัง กับผู้ชุมนุมที่เราเห็นในต่างประเทศนั้นเขาถือในเรื่องของการได้สัดส่วนของกำลัง และใช้ ต่อเมื่อการชุมนุมนั้นไม่ใช่การชุมนุมที่มีความสงบ และต่างประเทศเขามีการติดตาม ตรวจสอบความโปร่งใสของการปฏิบัติการ และมีความรับผิดชอบต่อการใช้กำลัง เกินความจำเป็น มีการกำหนดไว้ในหลักการสากลเช่นกันว่าต้องมีการสังเกตการณ์และให้ ข้อมูลการใช้กำลังต่อหน่วยงานกลาง ไม่ว่าผู้ตรวจการแผ่นดินหรือว่ากรรมการสิทธิมนุษยชน หากมีการบาดเจ็บ การเสียชีวิต หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชน ต้องมีการสอบสวนข้อเท็จจริง และรายงานอย่างทันที มีไหมครับในการปฏิบัติการครั้งนี้ ประเทศไทยเราเคยมี การรับผิดชอบจากความรุนแรงที่เกิดจากฝ่ายรัฐไหมครับที่ผ่าน ๆ มา เราก็เลยได้เห็น การละเมิดสิทธิมนุษยชนจากเจ้าหน้าที่รัฐในหลาย ๆ เหตุการณ์ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ผมเข้าใจครับว่าเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติมีความอึดอัดใจ มีการพูดคุยบอกว่าทำตามหน้าที่ ทำตามคำสั่งนาย มีหลักการสากลบอกไว้ชัดเจนว่าการเชื่อฟังคำสั่งที่ผิดกฎหมายในการใช้ กำลังกับประชาชน ผู้ปฏิบัติงานไม่อาจหลีกเลี่ยงความผิดได้เช่นกัน ดังนั้นผมอยากจะขอ เรียกร้อง ขอวิงวอนว่าให้ผู้ปฏิบัติงานที่อึดอัดใจกับคำสั่งที่ผิด ๆ มายืนเคียงข้างประชาชน🔗
ท่านประธานครับ สรุปของผมนะครับ การชุมนุมในครั้งนี้เป็นการชุมนุม อย่างสงบ เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญของประชาชนที่พึงกระทำได้ การใช้กำลังกับผู้เห็นต่าง ทางการเมือง และมีการดำเนินการที่ขัดกับหลักการสากลอย่างนี้คิดว่าต้องมีผู้รับผิดชอบครับ ผมว่าถึงเวลาแล้ว และตามหลักการสากลก็บอกว่าคนรับผิดชอบคือกัฟเวิร์นเมนต์ (Government) รัฐบาล ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่คุณประยุทธ์ในฐานะนายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบอะไรบ้าง สักครั้ง ในเมื่อท่านบอกว่าท่านรักชาติใช่ไหมครับ ชาติคือประชาชนนะครับ ในเมื่อท่าน ไม่รักประชาชน และทำแบบนี้กับประชาชน ก็เท่ากับท่านไม่รักชาติเช่นเดียวกัน เพราะคำว่า รักชาติต้องมีค่ามากกว่าตำแหน่งของท่านแน่นอน ลาออกเถอะนะครับท่านนายกรัฐมนตรี ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปคุณณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ หลังจากนั้นรายชื่อส่งเข้ามาแล้วนะครับ คุณคำนูณ สิทธิสมาน แล้วก็จะเป็น คุณสมคิด เชื้อคง แล้วก็ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม ไปตามลำดับ เชิญคุณณัฏฐ์ชนนครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เขตเลือกตั้งที่ ๗ อำเภอนาทวี สะบ้าย้อย สำนักแต้ว สำนักขามของอำเภอสะเดา พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานสภาที่เคารพครับ เนื่องจากการประกาศพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุม วันนี้ หลายคนเรียกร้องให้คนรับผิดชอบในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผมเองครับท่านประธาน จบมหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นสมาชิกสภา เป็นกรรมการองค์การ และเป็นนักกิจกรรม ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง เกิดปี ๒๕๑๘ ยุค ๙๐ อยู่ในรอยต่อระหว่างคนรุ่นใหม่ กับคนรุ่นเก่า เพราะฉะนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด วันนี้ผมเองในฐานะคน ๔๐ ต้น ๆ นั่งมองซ้าย นั่งมองขวาว่าวันนี้ประเทศไทยเกิดอะไรขึ้น ท่านประธานรัฐสภาครับ ผมในฐานะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ทำหน้าที่ก่อนที่สภาจะเปิด ท่านนิโรธ สุนทรเลขา ประธาน คณะกรรมาธิการการตำรวจ และสมาชิก มีมติให้ผมแถลงในเรื่องของการใช้กำลัง โดยละมุนละม่อมกับม็อบ (Mob) ท่านประธานครับ วันนี้โชคดีที่ท่านนายกรัฐมนตรีนั่งอยู่ใน ห้องประชุม ตลอดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกือบ ๑ เดือนที่ผ่านมา ท่านรู้ไหมครับ ลูกชายผม น้องกัปตัน ๑๐ ขวบ โทรศัพท์มาถามครับ ปาป๊า แล้วนายกรัฐมนตรี จะแก้ปัญหาเรื่องนักศึกษาอย่างไร ผมก็ถามว่าแล้วลูกจะเอาคำตอบอย่างไร เขาบอกว่า ไม่ครับ แค่อยากรู้ ท่านประธานครับ วันนี้ในสังคมไทย ตั้งแต่เด็ก ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ พวกเรา ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ทั้งหมด วันนี้สิ่งที่ผมลุกขึ้นอภิปรายในนามพรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ ผมรู้ดีครับ อาจจะได้รับดอกไม้ช่องาม ๆ หรือว่าก้อนอิฐ แต่วันนี้ในฐานะ ส.ส. จำเป็นครับ อาจจะบาดเจ็บ อาจจะมีแผล อาจจะหัวแตก ก็เป็นเรื่องที่สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรพึงกระทำ ท่านประธานครับ ก่อนผมมาที่นี่ ลงพบปะพี่น้องชาวสงขลา จากสถานการณ์ทั้งหมด แต่ละอำเภอ จะนะ เทพา นาทวี สะบ้าย้อย หรืออำเภอต่าง ๆ ของภาคใต้ ส่วนใหญ่จะมีคนออกมาปกป้อง เพราะฉะนั้นชาวบ้านบอกว่า ส.ส. ถ้ามีโอกาส พูดในสภาช่วยพูดประเด็นนี้หน่อย ท่านประธานครับ วันนี้ ๓ สถาบันหลักของประเทศไทย ก็คือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ นี่คือสิ่งที่เด็กหรือคนไทยท่องจำตั้งแต่เด็ก ๆ วันนี้ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ โดนภาวะต่าง ๆ แทรกซ้อน พวกเราก็เห็นกันอยู่ อีก ๓ เสาหลักซึ่งเป็นฝ่าย ๓ ฝ่ายที่เรากำลังทำหน้าที่อยู่ก็คือฝ่ายบริหาร ท่านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ที่หลายคนเรียกร้องให้ลาออก ฝ่ายนิติบัญญัติครับ เพื่อนสมาชิกวุฒิสภา ๒๕๐ คน เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๕๐๐ คน วันนี้เรากำลังทำหน้าที่อยู่ครับ ใช้สภา แห่งนี้ในการแก้ปัญหาของประเทศ อีกสถาบันหนึ่งครับ ตุลาการหรือว่าศาล ๓ สถาบันวันนี้ คนไทยกำลังจับตามองว่า พลเอก ประยุทธ์ สภา ส.ส. ส.ว. ศาล เขาจะทำอย่างไร กับสถานการณ์นี้ ความห่วงใยที่เกิดขึ้นครับ มันเกิดอะไรขึ้นครับท่านประธาน เกิดความแตกแยกทางความคิด เป็นความเชื่อของคนรุ่นต่าง ๆ เพราะฉะนั้นวันนี้ญัตติ ที่เข้ามาเป็นเรื่องอะไรครับ สรุปได้ ๓ ประเด็น เป็นเรื่องความขัดแย้งทางการเมือง เป็นการหาทางแก้ไขปัญหาวิกฤติทางการเมือง และการตอบสนองของผู้ชุมนุม นี่คือ ๓ ข้อ และ ๓ ข้อเสนอที่เราได้ยินกันนะครับ ๑. ให้นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ลาออก ก็เป็นสิทธิของท่านครับ เป็นสิทธิของท่านนายกรัฐมนตรีที่จะตัดสินใจท่ามกลางวิกฤติ เป็นสิทธิของท่านครับ การแก้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของใครครับ เป็นเรื่องของสภาครับ ผมเองโชคดีในฐานะเลขานุการพิจารณาร่างก่อนที่จะเข้าในเดือนหน้าครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นให้พี่น้องประชาชนมั่นใจได้ วันนี้ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนวุฒิสมาชิก เพื่อน ส.ส. ส่วนใหญ่จะเห็นด้วยในการแก้รัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นปัญหาของประเทศเรื่องรัฐธรรมนูญ เป็นหน้าที่ของรัฐสภาครับ อีกอย่างก็คือการเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ อันนี้ผมขอข้ามไปก่อน วันนี้มีคำถามมากมาย ปัญหาที่ประเทศเผชิญ ประชาชนเดือดร้อน ผมขอถามท่านประธานครับ มันมีแค่ ๓ ปัญหานี้หรือครับ ปัญหาให้นายกรัฐมนตรีลาออก ปัญหารัฐธรรมนูญ ปัญหาปฏิรูปสถาบัน มีแค่ ๓ ปัญหานี้หรือครับในประเทศนี้ ยังมีอีก หลายปัญหาครับ ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ถามว่าตอนนี้อยู่ตรงไหน ปัญหาเรื่องสุขภาพ ของคนไทยในวิกฤติโควิด (COVID) อยู่ตรงไหน ปัญหาเรื่องปากท้องและปัญหาสินค้าเกษตร ตอนนี้อยู่ตรงไหน ผมเห็นใจท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านประธาน ตอนราคายางตกผมเองเป็นคนลุกขึ้นอภิปราย ๗ คำถาม วันนี้ยาง ๖๕ บาท จะไม่ขอบคุณสักคำหรือ ท่านประธานครับ การเปิดสภาวันนี้ถามว่าเป็นการแก้ปัญหาเร่งด่วน ในเรื่องปากท้อง ถามว่าเคยมีไหมครับ ปัญหาผลกระทบจากเศรษฐกิจทั่วโลกจากโควิด (COVID) ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับประเทศไทย ผมคิดว่ามากที่สุดในรอบ ๕๐ ปีนะครับ สถานการณ์บ้านเมืองวันนี้ไม่ปกติ มันไปซ้ำเติมเรื่องอะไรครับ เรื่องเศรษฐกิจ การชุมนุม ก็จะส่งผลในเรื่องของการป้องกันโควิด (COVID) ของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นี่คือเรื่องที่เราเป็นห่วง สภาแห่งนี้นะครับ วันนี้เราอย่ามาพูดว่านายกรัฐมนตรีต้องลาออก รัฐธรรมนูญแก้ไหม สถาบันปฏิรูปหรือเปล่า วันนี้เขาเปิดสภาให้พวกเราปรึกษาหารือ เสนอแนวทาง ไม่ใช่มาใส่ร้ายกัน ท่านประธานครับ ในสถานการณ์โรคระบาด พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนะครับ ได้มอบรถตรวจการณ์ ๑๕ คัน และพระราชทานแก่กระทรวงสาธารณสุข และพระราชทานทรัพย์สินส่วนพระองค์บริจาค ช่วยเหลือในช่วงโควิด (COVID) หลายประเภท เราเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าพระมหากรุณาธิคุณ ใช่หรือไม่ นี่คือความผูกพันของสถาบันกับประชาชนชาวไทย ดังนั้นวันนี้ผมเลยบอกว่าสิ่งที่ สมาชิกรัฐสภาต้องสะท้อน ไม่ใช่สะท้อนให้ท่านประธานท่านเดียวนะครับ ไม่ใช่สะท้อนให้กับ เพื่อนสมาชิกทั้งสภา แต่สะท้อนให้กับคนไทยทั้งประเทศได้รับฟัง วันนี้ปัญหาสินค้าเกษตร มีผลกระทบกับคนไทยเท่าไร ๗๐ เปอร์เซ็นต์ครับ รัฐบาลต้องเอาเวลาเหล่านี้ไปแก้ปัญหา แต่เรายังตกพะวงอยู่ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น นี่คือสิ่งที่ผมเป็นห่วง เรื่องการปฏิรูปสถาบัน ผมเองในฐานะที่เป็น ส.ส. พรรคภูมิใจไทย พรรคภูมิใจไทยเองเกิดจากอุดมการณ์ในการปกป้อง สถาบันตั้งแต่แรกเริ่ม วันนี้หลายคนบอกว่าภูมิใจไทยคุณจะยืนจุดไหน จะเอาสถาบันไหม หรือว่าจะโหน ท่านประธานที่เคารพครับ มันมีคำถาม วันนี้คำถามการปฏิรูปมันไม่มี ความชัดเจนครับ วันนี้ผมถามว่าท่านจะปฏิรูปอะไร ปฏิรูปอย่างไร ปฏิรูปแบบไหน ปฏิรูป โดยใคร และปฏิรูปเพื่อใคร เราจะไม่สนับสนุนและจะต่อต้าน เราไม่สมควรนำสถาบันกษัตริย์ มาสร้างความแตกแยกให้กับคนไทย ท่านประธานครับ ในรัฐสภาแห่งนี้ทุกคนสามารถวิจารณ์ กันได้ ผมก็สามารถวิจารณ์เพื่อนสมาชิกวุฒิสภา เพื่อนสมาชิกวุฒิสภาก็สามารถวิจารณ์ ส.ส. ได้ สามารถวิจารณ์คณะรัฐมนตรีได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราวิจารณ์อภิปรายนั้นจะนำไปสู่อะไรครับ การพัฒนาประเทศ การสร้างสรรค์ การแก้ปัญหาของประชาชน แต่ขอให้อยู่ในวงของสมาชิก รัฐสภานะครับ ปัญหาของบ้านเมืองก็ต้องรับฟัง ยังมีเวลาพิจารณาและหาทางออก อีกมากมาย แต่ปัญหาปากท้องต้องแก้ไขทันที เพราะคือชีวิตของคนไทย สำหรับผมนะครับ จะถามว่า ส.ส. ณัฏฐ์ชนนจะปกป้องสถาบันไหม ผมเองเกิดมาวันนี้มีความรู้สึกว่าการเทิดทูน สถาบันทั้งในฐานะสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ในฐานะ ส.ส. สงขลา ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ไม่มีใครจะมาลบสถาบันพระมหากษัตริย์ออกจากหัวใจผมได้ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมขอเรียกร้องให้กับเพื่อนสมาชิกรัฐสภาที่ยังไม่ลุกขึ้นอภิปราย วันนี้ เราเสนอทางออกกันสิครับ สิ่งไหนที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทำผิดพลาดเราก็พูดกันในสภา สิ่งไหนที่ท่านทำถูกต้อง คำชมเล็ก ๆ น้อย ๆ ผมคิดว่าน่าจะมี ให้กับคนทำงานบ้าง เพราะฉะนั้นวันนี้ผมก็ยังเป็นห่วงสถานการณ์การชุมนุม โดยเฉพาะ น้อง ๆ นักศึกษา อยากให้น้อง ๆ ใช้สิทธิในการเรียกร้องตามหลัก โดยเฉพาะในการกระทำ พฤติกรรมต่าง ๆ นะครับ บ้านเมืองนี้มีกฎหมาย ผมไม่อยากเห็นกฎหมายไปบังคับใช้ ในอนาคต เป็นการทำลายอนาคตของเยาวชนคนหนึ่ง สิ่งที่สำคัญที่สุดครับ วันนี้ฝาก ท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ประเทศไทยของเราถึงจุดหนึ่งแล้วที่เราต้องสามัคคี เพื่อประเทศไทยของเราจะได้เจริญก้าวหน้าเหมือนที่พวกเราต้องการ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปคุณคำนูณ สิทธิสมาน ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม คำนูณ สิทธิสมาน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ การเปิดอภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ ในวันนี้ กระผมขออนุญาต นั่งฟัง มาโดยตลอดเห็นว่ามีความคืบหน้าอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ช่วงเวลาประมาณ บ่ายสามโมงครึ่ง ท่านประธานครับ ในขณะนี้หลังจากสปีช (Speech) ของท่าน นายกรัฐมนตรีต่อพี่น้องประชาชนเมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม ที่เป็นสปีช (Speech) ที่ชื่อว่า ถอยคนละก้าวนั้น จนกระทั่งถึงบ่ายสามโมงครึ่ง ผมเห็นรัฐบาลได้ถอยไปแล้ว ๒ ก้าว ก้าวที่ ๑ ก็คือการยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ก้าวที่ ๒ ก็คือการเป็น ผู้ริเริ่มเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญและขอรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกรัฐสภา ตามมาตรา ๑๖๕ และก้าวที่ ๓ ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งก็คือการประกาศท่าทีอย่างชัดเจน ที่สุดโดยท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ เครืองาม ขอประทานอนุญาต เอ่ยนาม และการชี้แจงของท่านประธานรัฐสภาเอง กล่าวโดยสรุปก็คือรัฐบาลสนับสนุน การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และได้เตรียมตารางเวลาการทำงานไว้แล้ว และกำลังหาวิธีการ ที่นอกจากจะลงมติในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมทั้ง ๖ ร่างแล้วก็จะนำไปสู่การหารือต่อไป โดยท่านประธานรัฐสภาว่าจะนำร่างที่ ๗ ที่พี่น้องประชาชนเข้าชื่อกันเสนอเข้ามา อภิปรายก่อน แล้วร่วมลงมติภายในช่วงหลังจากวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ได้หรือไม่ ท่านประธานครับ นอกจาก ๓ ก้าวนี้แล้ว ก็ยังมีก้าวที่ ๔ ที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ เครืองาม ได้เสนอต่อที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ในเชิงหารือว่าในประเด็นปัญหาอื่น ๆ ที่อาจจะมี ปัญหาอยู่นั้น ท่านขอปรึกษาสมาชิกรัฐสภาว่ารัฐบาลพร้อมที่จะให้มีการถามพี่น้องประชาชน โดยตรง โดยการจัดให้มีการลงประชามติ จะ ๑ คำถาม หรือมากกว่า ๑ คำถามก็ได้ แต่ในขณะนี้ก็กำลังเป็นปัญหาว่าจะทำอย่างไรให้ต้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๖ เนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องคำถามบางประการที่ถามไม่ได้ ก็คือคำถามเกี่ยวกับสถานภาพ ของบุคคล และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีได้กล่าวออกมาว่า ถ้ามีกลไกหรือกรรมวิธีในการตั้งคำถามเพื่อการประชามติที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ ทางรัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรีก็ยินดีที่จะพิจารณา กระผมจึงเห็นว่านี่เป็นประเด็นใหม่ ที่สมาชิกรัฐสภาสมควรที่จะให้คำปรึกษาหารือในประเด็นนี้ไปด้วย ท่านประธานครับ นี่ก็คือ ๔ ก้าว ๒ ก้าวถอยไปแล้ว ๑ ก้าวจะเกิดผลขึ้นเป็นลำดับตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายน เป็นต้นไป แต่การแสดงท่าทีที่ชัดเจนก็มีผลในนัยสำคัญ และก้าวที่ ๔ นี้ถือเป็นประเด็นใหม่ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ท่านประธานครับ กระผมว่าไปได้ครับ และขออนุญาตย้อนไป สนับสนุนสปีช (Speech) ๒๑ ตุลาคม ของท่านนายกรัฐมนตรี ที่ผมเห็นว่าถ้าท่านสวม วิญญาณของการเป็นนายกรัฐมนตรีในการกล่าวต่อพี่น้องประชาชนเมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม ผมเชื่อว่าประเทศจึงมีทางออกครับ ผมอ่านดูหลายครั้ง ผมพบว่ากุญแจหรือคีย์เวิร์ด (Keyword) ของสปีช (Speech) ของท่านนายกรัฐมนตรีที่ผมอยากให้ท่านรักษา ความสม่ำเสมอตรงนี้ไว้มีอยู่ ๔ ประการ🔗
ประการที่ ๑ ท่านปฏิเสธวิธีการสุดขั้วทั้ง ๒ ฟาก เพราะไม่ว่าขั้วใดขั้วหนึ่ง ชนะไปก็ไม่ยั่งยืน ท่านกล่าวว่าประวัติศาสตร์สอนเราเช่นนั้น🔗
คีย์เวิร์ด (Keyword) ประการที่ ๒ ก็คือท่านกล่าวว่าหน้าที่ของผู้นำคือรักษา ความสมดุลระหว่างความต้องการของประชาชนทุกกลุ่มในสังคม ท่านประธานครับ ความต้องการของประชาชนในขณะนี้ไม่ได้มีเฉพาะจากกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองเท่านั้น แม้กระทั่งผู้ชุมนุมทางการเมืองก็มีหลายกลุ่ม และผู้ที่ไม่ได้ชุมนุมนั้นก็ใช่ว่าเขาจะไม่มี ความรู้สึก ไม่มีความต้องการเลย🔗
คีย์เวิร์ด (Keyword) ประการที่ ๓ ท่านนายกรัฐมนตรีแสดงความเชื่อมั่น ในระบบรัฐสภา ท่านบอกว่าการพูดคุยผ่านกระบวนการรัฐสภาคือวิธีการเดียวที่จะหา ทางออกได้🔗
และสุดท้ายคีย์เวิร์ด (Keyword) ประการที่ ๔ ก็คือรัฐบาลถอยแล้วขอให้ ผู้ชุมนุมถอยด้วย🔗
ท่านประธานครับ ทั้ง ๔ ประการนี้ผมเชื่อว่าอย่างน้อยผมเองในฐานะสมาชิก รัฐสภาขออนุญาตสนับสนุน และขออนุญาตแปลงเป็นเข็มมุ่งในการแก้ปัญหาจากนี้ไป ที่อาจจะขอเพิ่มเติมสักเล็กน้อยว่าโดยสรุปจากคีย์เวิร์ด (Keyword) ของท่านนายกรัฐมนตรี ก็น่าจะเป็น ๒ ปฏิเสธ ๓ ไม่ และ ๑ ต้อง ๒ ปฏิเสธก็คือปฏิเสธความรุนแรงทุกรูปแบบ จากทุกฝ่าย ปฏิเสธแนวคิด ๒ ขั้ว ทั้ง ๒ ฟาก ๓ ไม่ก็คือไม่เหมารวมว่าคนที่คิดต่างจากเรา ทุกคนทุกฝ่ายเป็นฝ่ายตรงข้าม ไม่ที่ ๒ ก็คือไม่บีบ ไม่กดดันให้ทุกคนต้องแสดงจุดยืนว่า คิดเหมือนกับเราเท่านั้น และไม่ที่ ๓ ก็คือไม่ไล่คนที่คิดต่างจากเราออกไปกองอยู่สุดปลายขั้ว ของทั้ง ๒ ฟาก🔗
ท่านประธานครับ สังคมจะเดินหน้าไปได้เราต้องยอมรับว่าไม่ได้มีแต่ความคิด ที่อยู่ปลายขั้วของทั้ง ๒ ฟาก แต่มีคนจำนวนมากที่อยู่ระหว่างทางนี้ ผมจะไม่พูดว่าเป็นกลาง เขาอาจจะมีความเห็นด้วยกับผู้ชุมนุมในบางส่วน ไม่เห็นด้วยในบางส่วน แม้กระผมเอง เห็นด้วยกับท่านนายกรัฐมนตรีบางส่วน บางส่วนก็ไม่เห็นด้วย หรือบางส่วนกระผมอาจจะ ไม่เห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาในบางครั้งบางขณะ สังคมจะเดินไปได้ต้องยอมรับ ความแตกต่างหลากหลาย ต้องยอมรับพื้นที่ยืนของทุกฝ่าย ท่านประธานครับ ประเด็นที่ ต้องพูดกันมากก็คือ ๑ ต้อง ก็คือต้องแก้ปัญหาผ่านกลไกรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งในที่นี้ กระผมเห็นว่ารัฐธรรมนูญนั้นออกแบบให้รัฐสภาเป็นเวทีประนอมอำนาจ เป็นเวทีที่ แสดงออกโดยสันติของความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย และเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้มี กลไกการเปลี่ยนแปลงอย่างสันติ อะไรที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ กระผมถือว่าเป็นกลไก ทางรัฐสภาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการอภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ ในวันนี้ การอภิปรายไม่ไว้วางใจของสภาผู้แทนราษฎรซึ่งจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การลาออก การยุบสภา รวมไปถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเครื่องมือใหม่ก็คือการลงประชามติ ท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยวิธีการอันหลากหลายที่ฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ จะร่วมมือกัน บ้านเมืองเราโชคดีครับ เรามีท่านประธานรัฐสภาท่านนี้ที่เป็นผู้ที่มีบารมี ทางการเมืองสูง ในอดีตเมื่อเคยมีความขัดแย้งปี ๒๕๓๗ ท่านประธานรัฐสภาในขณะนั้นได้ใช้ อำนาจของประธานรัฐสภาตามอำนาจที่จะเป็นข้อบังคับในปัจจุบันก็น่าจะเป็นข้อ ๕ ตั้งคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตยขึ้นมา การอภิปรายทั่วไปในวันนี้อาจจะจบที่ การทำงานขั้นต่อไปนั้นจะต้องเป็นหน้าที่ของท่านประธานรัฐสภาที่จะต้องพิจารณาทำตาม ข้อบังคับที่ให้อำนาจอยู่ แต่ที่สำคัญที่สุดที่กระผมอยากจะพูดก็คือ นอกจากการตั้ง คณะทำงานขึ้นมาต่อเนื่องจากการอภิปรายทั่วไปในเวทีใหญ่ เป็นการทำงานในเวทีเล็ก ที่เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายเข้ามาร่วมกัน แล้วก็ทำการพิจารณาปัญหาที่ยืดเยื้อมายาวนาน เป็นความขัดแย้ง ๒ มิติ มิติแรก ๑๕ ปีของความแตกต่างทางการเมืองเป็น ๒ ขั้ว มิติที่ ๒ ก็คือความคิดระหว่างคนไทย ๒ รุ่นที่แตกต่างกัน และนอกจากการตั้งกรรมการขึ้นมาทำงาน เป็นเวทีเล็กแล้ว การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีความชัดเจนขึ้นกระผมจะไม่พูด แต่จะไป พูดถึงเรื่องการทำประชามติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๖ กระผมคิดอยู่นานแล้วก็เห็น ความมหัศจรรย์ของรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่เขาบัญญัติให้ ๒ มาตรานี้ติดกัน คือมาตรา ๑๖๕ กับมาตรา ๑๖๖ มาตรา ๑๖๕ ก็คือว่า เมื่อเกิดวิกฤติในบ้านเมืองขึ้น รัฐบาลก็ชอบที่จะมี อำนาจที่จะมาขอปรึกษาหารือจากสมาชิกรัฐสภาซึ่งเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย แต่ถ้าเผื่อ การปรึกษาหารือผู้แทนปวงชนชาวไทยนั้นอาจจะได้ผลไม่ทันการณ์ ก็ยังมีมาตรา ๑๖๖ เป็นมาตรการต่อเนื่อง คือปรึกษาหารือแล้วก็ถามพี่น้องประชาชนโดยตรง เราเคยมีการทำ ประชามติเมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๙ มาแล้ว ครั้งนั้นมี ๒ คำถาม ครั้งนี้อาจจะมีมากกว่า ๒ คำถามก็ได้ กลไกและกรรมวิธีในการตั้ง คำถามนั้นกระผมไม่มีเวลาที่จะนำเสนอ ณ ที่นี้ แต่กระผมเห็นว่ามีความเป็นไปได้ ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภาน่าจะเป็นคนต่อไป ขออนุญาต เอ่ยนาม ท่าน พลอากาศโท เฉลิมชัย เครืองาม จะได้นำเสนอเฉพาะประเด็นในเรื่องนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ หมดเวลาของกระผม จะขอกราบเรียนเป็นครั้งสุดท้ายว่าการถอย คนละก้าวนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุด มีภาษิตจีนอยู่ประโยคหนึ่งเขาบอกว่า ถอยหนึ่งก้าว ทะเลกว้าง ฟ้าใส ทนอีกหน่อย พายุจะเงียบสงบ ขอพวกเราทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติได้ร่วมกัน ยึดถือแนวทางนี้เพื่อให้ประเทศก้าวเดินต่อไปบนความยากลำบากนี้ให้ได้ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสมคิด เชื้อคง🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายสมคิด เชื้อคง พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ก็ขอเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่าเราได้มาเหมือนแลกเปลี่ยนความเห็น แล้วก็มี หลากหลายความคิด ไม่ว่าจะเป็นทางวุฒิสมาชิก หรือสมาชิกฝ่ายรัฐบาล ซึ่งเราก็ต่างคน ต่างมองคนละมุมกัน แต่จะมุมไหนก็แล้วแต่ วันนี้เหตุที่มันเกิดจน ครม. มาขอเปิดอภิปราย ตามมาตรา ๑๖๕ ก็ถือว่าอย่างน้อย ๆ ถ้าสุภาษิตไทยก็บอกว่าไฟไม่ลนก้นก็ไม่ทำ ทั้ง ๆ ที่ ฝ่ายค้านพรรคเพื่อไทย รวมทั้งกลุ่มฝ่ายค้านพยายามที่จะขอเปิด กว่าที่ท่านประธานจะได้ ตัดสินใจก็อาจจะช้ามาหน่อย แต่อย่างไรก็แล้วแต่ วันนี้เราก็ได้พูดคุยกัน ผมเองเห็นญัตติ ครั้งแรกกับท่านประธานนี่ละครับ ที่เราประชุม ๔ ฝ่าย ก็ไม่ได้ชอบใจนัก แต่ว่าในเมื่อ ครม. ขอเปิดท่านก็มีสิทธิที่จะเขียน แต่เขียนแล้วท่านจะได้ประโยชน์หรือสมประโยชน์อันนี้แล้วแต่ ท่านจะคิด แต่พวกเรามองว่าเรื่องนี้บางเรื่องท่านไม่จำเป็นต้องใส่ในญัตติด้วยซ้ำไป เช่นเรื่อง เกี่ยวกับโควิด (COVID) ก็รู้ทั้งรู้ละครับว่าโควิด (COVID) บ้านเรา เราป้องกันได้ขนาดไหน รู้อยู่แล้ว หลาย ๆ ท่านก็ได้อภิปรายว่ามันไม่มีปัญหามานานแล้ว แต่ก็ยังมาใส่ในข้อ ๑ ไว้ใน ญัตตินี้ ท่านอาจารย์วิษณุอาจจะเขียนด้วยบอกว่าอยากป้องกัน แต่เรื่องนี้ถ้ามองถึงภาพรวม จริง ๆ ถ้าบอกว่าป้องกันได้จริง ๆ ความจริงก็มีพรรคเดียวที่ดูแลเรื่องสาธารณสุข เรื่องท่องเที่ยว ทำไมไม่เอามารวมกันจัดการเรื่องท่องเที่ยวให้มันดี หลายท่านก็เชียร์ว่า เรื่องโควิด (COVID) รัฐบาลแก้ไขได้อย่างดีเป็นอันดับ ๑ ของโลก ไม่ได้ว่ากัน แต่ในเมื่อ มันเป็นอันดับ ๑ แล้ว เดินต่อสิครับ ท่านก็ดูแลท่องเที่ยว ท่านดูแลสาธารณสุข คิดไหมครับ ว่าผู้ประกอบการท่องเที่ยวไปอย่างไร ถ้ามั่นใจทำเลย อย่ามารอ วันนี้รอไปรอมาก็เจ๊งกัน หมดทั้งประเทศ แต่ว่าผู้ชุมนุมที่เขาได้อ่านตรงนี้เขาบอกว่าเขาก็กลัวตายเหมือนกัน เขาก็ ป้องกัน แต่เขาก็รู้ว่ามันทำอะไรไม่ได้ มันดีอยู่แล้วที่ท่านบอกว่าดี ส่วนข้อที่ ๒ เรื่องเกี่ยวกับรถพระที่นั่งนั้น หลายท่านก็ได้พูดไป ข้อที่ ๓ เรื่องของมีรวบรวมว่า ผู้ชุมนุมเรียกร้อง ๓-๔ ข้อ นายกรัฐมนตรีลาออก แก้รัฐธรรมนูญ แล้วก็ปฏิรูปสถาบัน ทุกเรื่องผมเชื่อว่ามันจะจบอยู่ที่การพูดคุย ผมก็ไปดูลูกหลาน ไปคุย ไปสังเกตการณ์ เขาก็คิด แบบเขา พวกเราก็คิดแบบพวกเรา มันคนละยุค คนรุ่นใหม่เขาก็คิดแบบคนรุ่นใหม่ ท่านนายกรัฐมนตรีต้องฟัง ต้องรอดูว่าลูกหลานเขาคิดอย่างไร อย่ามาคิดว่าคนนี้ต่างเป็น อะไร มีเบื้องหลัง อ้ายคนนั้นอยู่เบื้องหลัง มันไม่มีเบื้องหลังหรอก ผมเรียนยืนยันว่า กลุ่มผู้ชุมนุมมีแต่เบื้องหน้า คืออ่านโทรศัพท์ทั้งนั้น พอไปถึงก็อ่าน ๆ แล้วเขาก็นัดกัน แผล็บเดียวได้คนหมื่นคน แผล็บเดียวได้คน ๒๐,๐๐๐ คน ท่านลองไปคิดดูนะครับว่าเรื่องนี้ มันเป็นเรื่องปกติของสังคม อย่างไรเสียทุกอย่างมันก็ต้องเปลี่ยนแปลง แรก ๆ เรื่องแก้ รัฐธรรมนูญนั่นละครับคือปัญหาเหมือนกัน พอเราอยู่ที่นี่เราไม่อยากให้ตั้งกรรมาธิการ พวกท่านก็ตั้ง พอพรรคฝ่ายค้านไม่เข้าไปร่วมเป็นกรรมาธิการเพราะเราเห็นว่า เป็นการดึงเวลา เราก็ไม่ได้เข้าไปร่วม แล้วบางท่านก็ยังมาบอกว่าพรรคเสียงส่วนน้อย ไม่เข้าไปร่วม ก็เจตนาเราเห็นได้ชัดว่าท่านไม่จริงใจที่จะรีบทำ ถ้ารีบทำแต่แรกก็ไม่ต้องมีวันนี้ มันก็ต้องเดินไปข้างหน้าด้วยกัน เราไม่ได้ปฏิเสธเรื่องหน้าที่ในรัฐสภาหรือในสภา และหลายท่านก็บอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่มีความผิด ท่านนายกรัฐมนตรีทำถูกทุกเรื่อง ถูกแล้วมันมีเรื่องได้อย่างไร ก็แปลว่ามีบางเรื่องที่อาจจะมองกันอย่างเข้าใจผิด ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าผมผิดอะไร แล้วหลายท่านก็สนับสนุน ก็ไม่ว่ากันเพราะฝ่าย สนับสนุน แต่ฝ่ายผมบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีผิดเรื่องอะไร ท่านก็อยู่มาตั้ง ๕-๖ ปี ใช่ อยู่มา อยู่เพราะอะไร แล้ววันนี้เราเดินกันมาปีครึ่งในสภานี้ ท่านทราบไหมครับ วันนี้คนที่อยู่ ภายใต้การดูแลของท่านเป็นอย่างไร เศรษฐกิจเป็นอย่างไร ก่อนโควิด (COVID) ก็มีปัญหา อยู่แล้ว วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ผมบอกท่านเลยท่านนั่งอยู่นี้ เอาแค่ราคาพืชผลเกษตร กี่ปีมา ไม่เคยดีเลย แล้ววันนี้หลายท่านก็มาบอกว่ายางพารา ๖๕ บาท ใช่ มันจะ ๑๐๐ บาท มันก็ไม่มีขายเพราะฝนตก มันกรีดไม่ได้ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้อาจจะมองในมุมคนละมุมกัน วันนี้ข้าวเปลือกเจ้าที่บ้านผมมีคนซื้อหรือยัง โรงสียังไม่ขึ้นป้ายเลย ท่านนายกรัฐมนตรีไปดู ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ไปดู แม้กระทั่งเงินสนับสนุนโรงสีก็ยังไม่ให้เขากู้เลย แล้วเขาจะซื้อข้าวได้อย่างไร ข้าวเหนียวยังแพงกว่าข้าวเจ้าด้วยซ้ำไป ข้าวหอมมะลิ คนภาคอีสานขายข้าวนาปี ปีหนึ่งขายได้ครั้งเดียว วันนี้ยังไม่รู้ราคาเลย เดี๋ยวอีก ๒ อาทิตย์ ข้าวออกแล้ว อีก ๒ อาทิตย์ข้าวออกแล้ว ไม่ต้องไปพูดย้อนเรื่องเก่าว่าแต่ก่อนมันเท่าโน้น เท่านี้ ไม่ใช่หรอกครับ เอาแค่วันนี้ สิ่งหนึ่งที่เขาเห็นว่าท่านนายกรัฐมนตรีมีความบกพร่อง วันนี้ใครดีล่ะครับ ผมคิดไว้อย่างนี้ พอท่านนายกรัฐมนตรีกับคณะท่านมาบริหาร มีคนรวย อยู่ ๒ กลุ่ม กลุ่มหนึ่งคือคนค้ากับรัฐบาล อีกกลุ่มหนึ่งคือคนค้าขายของเถื่อนหรือยาเสพติด รวยอยู่แค่นี้เอง ไปดูสิครับคนที่ค้าขายกับรัฐบาล เท่าไรครับ เยอะแยะ สารพัดอันเลย สารพัดบริษัท สารพัดยักษ์ใหญ่ ตัวเล็ก ๆ ตายหมดครับ อย่าว่าอื่นไกลเลย การบริหาร จัดการของท่านมันก็คือปัญหา ท่านอาจจะไม่มองเห็นความผิดของท่าน มันเป็นความผิดหมด ระบบราชการก็เป็นความผิด ท่านเชื่อไหมครับ แค่ต่อประเมินผู้ใหญ่บ้านยังเรียกเงินกันเลย กรมการปกครองของท่าน นายอำเภอของท่าน อย่างนี้หรือครับ มันก็เดือดร้อนไปทั่ว ท่านก็ บอกว่าของท่านดี ๆ การเรียกรับมันเยอะมาก ๕ ปีก่อนก็มีนักการเมือง ทำไมมีข่าว คอร์รัปชัน นั่นคือสาเหตุที่เขาไม่สบายใจแล้วเขาไม่พอใจ คนที่ออกมาชุมนุมไม่ได้บอกว่า ไม่พอใจนายกรัฐมนตรีเมื่อวานนี้นะครับ เขาไม่พอใจตั้งแต่ท่านเข้ามาตั้งนานแล้วละ ท่านก็ต้องยอมรับ ท่านเข้ามาเพราะท่านก็ไม่ได้ถูกกฎหมายนี่ครับ ท่านก็ยึดอำนาจมานี่ครับ พูดเดี๋ยวจะสะเทือนใจนายกรัฐมนตรีอีก หรือท่านไม่สะเทือนใจผมไม่ทราบ หรือท่านพอใจ ก็ไม่รู้ แล้วท่านก็ยังบอกว่าที่มาเพราะผมแก้ปัญหา จริงไหมครับ ปัญหากลุ่มท่านสร้าง หรือเปล่าล่ะครับ วันนี้ผมอยากเห็นว่าในเมื่อลูกหลานเราเรียกร้อง ลูกหลานเราอยากเห็น อนาคตของเขา ทำไมไม่ทำให้เขาบ้างล่ะครับ วันนี้ก็ยังบอกว่าถ้าท่านประกาศตั้งแต่ครั้งแรก ว่าท่านจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เอาละมันเอาคืนไม่ได้ ผมว่าปัญหามันก็น้อยลง ก็ดีนะครับ ที่วันนี้อาจารย์วิษณุมาอธิบาย ส่วนเรื่องอธิบายว่านายกรัฐมนตรีลาออก ไม่มีปัญหา หรอกครับ อย่าไปคิดว่าลาออกคนโน้นจะมา คนนี้จะมา ไม่ต้องไปคิดแทน ถ้าจะออก ออกได้เลย ข้างหน้าเป็นอย่างไรเขารู้กันอยู่แล้ว มันรู้กันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นอยู่ที่ท่าน หลายท่านผมก็ชื่นชมเพื่อนสมาชิก บอกว่าการลาออกของนายกรัฐมนตรีเป็นสิทธิของท่าน ใช่ ที่ผมพูดวันนี้ผมก็เชื่อว่าท่านไม่ลาออก แต่ว่าถ้าท่านไม่ลาออก หรือท่านจะลาออก ปัญหาของประเทศท่านไปคิดเอา ว่าวันนี้คนที่ชุมนุมจำนวนมากเขาต้องการอะไร แน่นอน หนึ่งในนั้นคือท่าน เขามองว่าท่านเป็นภาระของประเทศนี้ ท่านเป็นปัญหาของประเทศนี้ วันนี้เราถึงได้มาคุยกัน ผมขอเสนออย่างนี้นะครับว่าเรื่องรัฐธรรมนูญท่านก็พูดชัด กำหนด วัน ว. เวลา น. ให้ได้แล้วไปคุยกัน ผมไม่เชื่อว่าพวกลูกหลานจะคุยไม่รู้เรื่อง เขาคุยรู้เรื่องครับ อยู่ที่ผู้ใหญ่จะใจกว้าง จะจริงใจในการแก้ปัญหาหรือเปล่า ถ้าเราจริงใจที่จะแก้ปัญหา คุยได้หมดครับ จะมาบอกว่ากลุ่มโน้นกลุ่มนี้ ท่านมองอย่างเมตตาสิครับ ท่านมองอย่าง ลูกหลาน คดีที่ใส่ไปไม่ใช่คดีเรื่องใหญ่อะไรหรอกครับ ยกเลิกได้ก็ยกเลิกบางคดี เพราะอย่างไรเสียคนเหล่านี้เขาก็คิดต่างจากท่าน ไม่ใช่ความผิดเขา ความสวยงามในระบอบ ประชาธิปไตยที่ท่านพูดก็คือคนคิดต่างนี่ละครับ เราคนไทยด้วยกันทั้งนั้น ไม่ใช่คนชาติอื่น ชาติไกลที่ไหน ผมขอเรียนนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งว่าท่านลองไปสรุปอารมณ์ท่านดูว่า เมื่อก่อนท่านชอบบ่นนะครับ ผมเป็นคนพูดกับท่านเอง ท่านบ่นว่าท่านเหนื่อย ผมก็แนะนำ ให้ท่านลาออก วันนี้ถ้าท่านพอแล้วท่านก็ลาออกได้ครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้ผมขอขอบคุณแล้วก็ขอว่าในการที่คณะรัฐมนตรีและหลายฝ่ายได้ขอ เปิดอภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กระผมขอสนับสนุนและเห็นด้วย แล้วก็คิดว่าเป็นทางออกทางหนึ่งที่จะให้สภานี้ได้หา ทางออกร่วมกัน ในหลักการและญัตติใน ๓ ประเด็นนั้นที่ได้กล่าวไว้ ผมถือว่ามีความสำคัญ ต่อการที่จะให้สภาได้หาทางออกร่วมกัน ไม่ว่าประเด็นที่พูดถึงเรื่องของสถานการณ์ ของโรคระบาดโควิด ๒๐๑๙ (COVID 2019) ที่ห่วงใยต่อผู้ชุมนุมแล้วก็ให้ความระมัดระวังต่อ เรื่องนี้ นั่นคือประเด็นที่ ๑ ส่วนในประเด็นที่ ๒ ก็เกี่ยวกับผู้ชุมนุมที่มีข้อเรียกร้อง ซึ่งนำไปสู่ในประเด็นที่ ๓ ที่รัฐบาลจะต้องเข้าไปควบคุมสถานการณ์ แต่ข้อเรียกร้องที่มีเหตุ อยู่ ๓-๔ เรื่องที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญก็ดี เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกก็ดี รวมทั้งเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบัน นั่นเป็นเหตุผล ที่ให้สภานี้ได้หาทางออกร่วม ผมมีข้อเสนอเพื่อประกอบทั้ง ๓ เหตุผล แต่ขอเน้นในเหตุผลที่เกี่ยวข้องกับการหาทางออก ร่วมกันในปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม ผมเข้าใจว่ายังมีความเห็นต่างกันในสังคมเรา ในระยะหลายปีที่ผ่านมารวมจนถึงปัจจุบัน นั่นก็คือเป็นปัญหาความต่างทางความคิด ความจริงแล้ววันนี้ก็เป็นความดีงามอันหนึ่งที่สภานี้ได้เปิดรับฟัง รัฐบาลเองก็มีความใจกว้าง ที่จะรับฟังปัญหาจากรัฐสภาทุกฝ่ายที่ได้เสนอ และมีมุมที่แตกต่างกันบ้าง เหมือนกันบ้าง อันนั้นเป็นเรื่องปกติ แต่อย่างไรก็ตาม การหาทางออกร่วมกันนั้นก็เพื่อประเทศชาติของเรา ข้อเสนอของผมก็คือว่าในสถานการณ์ชุมนุมนั้น ผมเห็นว่าส่วนหนึ่งที่ได้เรียกร้อง ใน ๒-๓ ประเด็นที่ผมเอ่ยถึงแล้วมีอยู่ในญัตตินั้น ในอนาคตก็อาจจะมีมากกว่านั้นถ้าเรา ปล่อยให้สถานการณ์ได้ยืดเยื้อไปโดยไม่ได้พูดคุยกันแบบในวันนี้ อย่างไรก็ตาม เห็นปรากฏการณ์ว่านอกจากผู้ชุมนุมที่จะเป็นนักเรียน นักศึกษา และกลุ่มต่าง ๆ ที่เรียกร้องแล้ว เรายังเห็นปรากฏการณ์กลุ่มอื่น ๆ ที่เห็นต่างก็ออกมาหลายกลุ่มด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่จงรักภักดี หรือกลุ่มที่เรียกร้องต่อการให้คงอยู่ของสถาบัน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ผมเข้าใจว่าถ้ามีหลากหลายกลุ่มและขยายไปก็ไม่เป็นผลดีต่อการบริหารราชการ แผ่นดินและไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติ ทางออกที่เสนอก็คือว่าผมอยากให้ทุกฝ่ายได้หันหน้า เข้าหากัน จะจบลงที่การให้ทุกฝ่ายที่มีการเห็นต่างแล้วก็มีเวทีให้กับเขา ผมคิดว่าถ้ารัฐบาล และทุกฝ่ายได้มีเวที มีกลไกให้กับเขา ก็จะเป็นทางออกทางหนึ่ง เพื่อจะเชิญทุกฝ่าย ทั้งฝ่าย นักศึกษา และฝ่ายกลุ่มอื่น ๆ รวมทั้งรัฐบาลและสภาด้วย เพราะฉะนั้นข้อเสนอของผม ก็คือว่าถ้ามีกลไกกลาง ผมเสนอให้มี เช่นทางสภาเอง หรืออาจจะมีฝ่ายตุลาการ ฝ่ายศาล ฝ่ายรัฐบาลเป็นตัวกลาง แล้วก็เชิญทุกกลุ่มมาฟัง ผมคิดว่าการรับฟังความคิดเห็นเพื่อหา ทางออกร่วมกันให้กับประเทศ ถ้าทุกฝ่ายคิดว่าประเทศต้องเดินหน้าร่วมกันและรัก ประเทศชาติ ก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด🔗
ในส่วนที่ ๒ ก็คือเรื่องการเรียกร้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมเข้าใจว่าทุกฝ่าย เห็นตรงกัน ต้องขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่มีความชัดเจนว่ารัฐบาล มีความจริงใจที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ นั่นก็คือเป็นประเด็นที่ทำให้ทุกฝ่ายคลี่คลายไปได้ แต่ข้อเสนอก็คือว่าเราจะทำอย่างไรให้รัฐธรรมนูญนี้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ผมเข้าใจว่า สิ่งเหล่านี้ก็คือการที่ต้องดูว่าคณะทำงานที่สภาได้ตั้งไปแล้วนั้นเป็นอย่างไร มีข้อเสนอ อะไรบ้าง หลังจากนั้นเพื่อให้มีความชัดเจนเรื่องเวลาที่จะดำเนินการก็จะต้องมีการเจรจา เหมือนกันว่า ฝ่ายสภาก็ดี ฝ่ายวุฒิสภาก็ดี และฝ่ายรัฐบาลก็ดี จะต้องมานั่งคุยตกลง เรื่องกรอบเวลาและมิติต่าง ๆ ในการแก้ปัญหา จะเดินอย่างไรให้เป็นไปตามสิ่งที่ทุกฝ่าย ต้องการและเห็นชอบร่วมกัน นั่นคือเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดที่ผมคิดว่าจะทำให้เป็นทางออก ที่ดีที่สุด สิ่งที่ผมเสนอใน ๒ ประการดังกล่าวนี้ ผมเข้าใจว่าวันนี้ก็เป็นวันหนึ่งที่จะทำให้ รัฐบาลได้นำสิ่งที่ผมเสนอไปแล้วก็ก่อให้เกิดประโยชน์กับสิ่งที่เราได้เปิดประชุมในวันนี้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปคุณจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตตลิ่งชัน ทวีวัฒนา หนองแขม แขวงหนองค้างพลู ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้ฟังการอภิปรายประกอบคำแถลงของ ท่านนายกรัฐมนตรีเมื่อเช้า ก็ได้มีการอ้างถึงหนังสือฉบับที่ท่านนายกรัฐมนตรีส่งถึง ท่านประธานรัฐสภา ในหนังสือก็มีหลายประเด็นครับ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นในเรื่องของ การชุมนุม ประเด็นในเรื่องของการไม่ได้ใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ หรือเรื่องของ ขบวนเสด็จ เอาเข้าจริงแล้วผมก็ไม่เข้าใจว่าคนที่เขียนหนังสือเสนอให้ท่านเซ็นส่งประธานรัฐสภา เขามีเจตนาอย่างไร ผมไม่โทษท่านนายกรัฐมนตรีหรอกครับ แต่อย่างน้อยที่สุดหนังสือนี้ ควรที่จะมีลักษณะถ้อยคำที่ปรองดอง แล้วมีลักษณะความสัมพันธ์ที่เชื่อมมือไปหา ผู้ชุมนุมครับ แต่ถ้อยคำหลายกรณีมีลักษณะของการให้ร้าย นี่ไม่ใช่การถอยคนละ ๑ ก้าว ๒ ก้าวหรอกครับ ดังนั้นผมไม่อยากเห็นถ้อยคำแบบนี้ในหนังสือที่ท่านนายกรัฐมนตรีส่งมาถึง ประธานรัฐสภา เพราะมันยิ่งสร้างความปวดร้าวทางใจ ถ้าผู้ชุมนุมได้เห็นหนังสือฉบับนี้ ท่านเชื่อเถอะครับ ความขัดแย้งก็จะไม่จบ ผมเห็นด้วยกับท่านประธานว่ารัฐสภาเมื่อเปิดมา ต้องเป็นที่ส่วนหนึ่งในการพักใจ ในการคลายสถานการณ์ไม่ให้มีความรุนแรง หรือว่าเชื่อม ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชุมนุมกับรัฐบาล แต่หนังสือแบบนี้ละครับ ดังนั้นผมโทษนิดหนึ่ง ท่านนายกรัฐมนตรี ถ้าท่านไม่ได้ผิดอะไรท่านก็ต้องไปติงคนที่เขียนหนังสือฉบับนี้ให้ท่าน ใช้ไม่ได้ครับ🔗
ประการต่อมา ในเรื่องของสถานการณ์การชุมนุม วันนี้พวกเราทราบดีครับ มีหลายข้อเรียกร้อง ไม่ว่าจะเป็นข้อเรียกร้องในเรื่องของนายกรัฐมนตรีลาออก การแก้ไข รัฐธรรมนูญ หรือการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ เอาประการที่ ๑ เลย ท่านนายกรัฐมนตรี ลาออก ก็เกือบจะเห็นด้วยนะครับว่าถ้านายกรัฐมนตรีลาออก สุดท้ายรัฐธรรมนูญก็กำหนดไว้ ในมาตรา ๒๗๒ ต้องดูตามบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมือง ถ้าไม่ได้ ไม่ชอบ ไม่พอใจ ก็ต้องเอาบัญชีนอกพรรคการเมือง แล้วท่านไปดูดวง ดวงแข็ง จริงครับ ดวงท่านแข็ง ก็ไม่แข็งได้อย่างไรครับ เพราะว่าท่านออก ส.ว. ก็เลือกท่านกลับมา ดังนั้นท่านออก ๕ ครั้ง สมาชิกวุฒิสภาก็เลือกท่านกลับมาได้ ๕ ครั้ง เห็นไหมครับว่านี่ละปัญหาของรัฐธรรมนูญ ดังนั้นท้ายที่สุดเดี๋ยวผมจะนำเสนอว่าทำไมนายกรัฐมนตรีต้องลาออกในสภาวการณ์การเมือง เช่นนี้🔗
ท่านประธานครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่ต้องกระทำโดยเร็วที่สุด แล้วก็ถูกระบุไว้ในนโยบายของรัฐบาลด้วย ซึ่งเคยมีคำแถลงการณ์ นโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา ถ้าท่านจำได้ก็คือเมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ปี ๒๕๖๒ แล้วคำแถลงนโยบายนั้นระบุนโยบาย ที่สำคัญอยู่ ๒ ประการ คือนโยบายหลัก ๑๒ ด้าน และนโยบายหลักเร่งด่วน ๑๒ เรื่อง ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกระบุไว้ในนโยบายเร่งด่วน ๑๒ เรื่อง ก็แสดงว่าเรื่องนี้เป็น เรื่องเร่งด่วน แล้วข้อความในคำแถลงการณ์ของท่านนายกรัฐมนตรีในการแถลงนโยบาย ระบุไว้ในข้อ ๑๒ หน้า ๓๓ บอกว่า รัฐบาลสนับสนุนให้มีการศึกษา รับฟังความคิดเห็น ของประชาชน ดำเนินการเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะในส่วนที่ว่าด้วยหลักเกณฑ์ และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ถ้าตีความก็คือว่าจะเร่งดำเนินการให้มีการแก้ไข มาตรา ๒๕๖ ซึ่งถ้าพวกเราจำได้ สิ่งเหล่านี้ถูกปรากฏไว้ตั้งแต่มีการหาเสียงของพรรค การเมือง แล้วก็มีพรรคการเมือง พรรคประชาธิปัตย์ พรรคท่านนะครับ แต่ว่าผมไม่ได้เอ่ยให้ ท่านเสียหายครับ แต่อยากจะบอกว่าเป็นเงื่อนไขส่วนหนึ่งที่เสนอไปยังการจัดตั้งรัฐบาล และท้ายที่สุดสิ่งเหล่านี้ก็ถูกนำมาบรรจุไว้ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลครับ ดังนั้น จริง ๆ แล้วเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านมีเวลา ๑ ปีอีก ๗ เดือนครับ หมายความว่า เวลาก็เริ่มตั้งแต่ท่านตั้งคณะรัฐมนตรีมาแถลงนโยบายจนถึงปัจจุบัน ๑ ปี ๗ เดือนครับ ในการที่ท่านจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งและสถานการณ์ความรุนแรง ในอนาคตได้ แต่ท่านไม่ได้ดำเนินการ เอาละครับ ผมก็ฟังท่านนายกรัฐมนตรีได้มีการแถลง ต่อรัฐสภาว่าเดี๋ยวจะมีการนำร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติเข้าสู่ ที่ประชุมรัฐสภา และจะแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม แต่ผมเรียนท่านประธานที่เคารพครับ จริง ๆ ร่างพระราชบัญญัติการออกเสียงประชามติได้ทำเสร็จแล้ว นั่นก็หมายความว่า เจ้าภาพในกฎหมายฉบับนี้ที่เป็นประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้รักษาการ ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้จัดทำรับฟังความคิดเห็นเสร็จแล้ว ลงวันที่ ๒๖ สิงหาคม ปี ๒๕๖๓ นั่นก็หมายความว่าสามารถส่งให้ ครม. มีมติ ครม. บรรจุส่งประธานรัฐสภา เพื่อเปิดประชุมรัฐสภาได้เลยครับ แล้วเรื่องนี้เป็นกฎหมายการปฏิรูป ดังนั้นสิ่งเหล่านี้ สามารถนำเข้าได้ตั้งแต่เดือนกันยายนที่เราพิจารณาญัตติ ๖ ญัตติ เกี่ยวกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญ สามารถที่จะทำเทียบเคียงไปได้ครับ แต่ไม่ได้มีการดำเนินการ เอาละครับ ก็ถือว่าประชาชน สมาชิก ให้โอกาสรัฐบาลเสียหน่อย ถ้าทำให้เสร็จก็คือควรจะต้องเสร็จ ภายในพฤศจิกายนครับ ทำได้ครับ เพราะกฎหมายแล้วเสร็จรอที่รัฐบาลจะประชุม คณะรัฐมนตรีส่งมายังประธานรัฐสภา ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีอีก หลายประเด็นที่ผมคิดว่าเราจะต้องตอกย้ำสั้น ๆ อย่างเร็ว ๆ ก็คือที่มาของรัฐธรรมนูญ เนื้อหา และกระบวนการไม่ชอบด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขครับ แล้วส่าสุดท่านเห็นใช่ไหมครับว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหา ก็คือว่า กกต. ออกใบส้ม🔗
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตกล่าวถ้อยคำครับท่านประธาน🔗
เชิญเลยครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม นิโรธ สุนทรเลขา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมขออนุญาตประท้วงท่านประธานรัฐสภา ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ เหตุผลที่ต้องประท้วง เพราะว่าฟังมาตั้งแต่เช้าแล้วครับ ผู้ทรงเกียรติอภิปรายจะให้นายกรัฐมนตรีลาออก มีสิทธิอะไรล่ะครับ นายกรัฐมนตรีมาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๘ รัฐสภาเป็นผู้แต่งตั้ง พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย มันไม่ใช่เอกสิทธิ์ของนายกรัฐมนตรีที่จะลาออก นายกรัฐมนตรีผูกพันกับรัฐสภา ผูกพันต่อเนื่องกับพี่น้องประชาชน เพราะรัฐสภามาจาก พี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นท่านประธานต้องควบคุมบังคับการประชุมนะครับ ตั้งแต่ เช้ามาแล้วมีแต่เรื่องแบบนี้ ผมไม่ทราบว่าอภิปรายดูรัฐธรรมนูญหรือดูข้อบังคับหรือเปล่า ผมก็นั่งฟังมาตั้งแต่เช้า จะกลับบ้านก็กลับไม่ได้ เป็นทหารเวรยามเฝ้าอยู่อย่างนี้ครับ เนื้อหา ซ้ำซาก วนเวียน ตามข้อ ๔๕ อีก แล้วไม่มีสิทธิครับ ไม่มีสิทธิที่จะบังคับคุกคามให้ นายกรัฐมนตรีลาออก เพราะนายกรัฐมนตรีมาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๘ มาจากรัฐสภา เป็นผู้เลือกซึ่งเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน🔗
ท่านนิโรธครับ🔗
ทำไมจะต้องไปทำประชามติอีกล่ะครับ ถามรัฐสภาก่อนสิครับ🔗
พอแล้วครับ ผมวินิจฉัยนะครับ🔗
ครับ ขอบพระคุณครับ🔗
หักเวลาท่านไปเยอะเลย ไม่มีประเด็น ที่ขัดข้อบังคับนะครับ เพราะว่านี่คือมาตรา ๑๖๕ ที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่าควรจะฟัง ความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งมีทั้งเห็นว่าควรลาออก และมีทั้งเห็นว่าไม่ควรลาออก เป็นสิทธิของเขาที่จะให้ความเห็นแบบนี้ เพราะฉะนั้นไม่มีอะไร ที่ขัดข้อบังคับครับ เชิญอภิปรายต่อครับ🔗
ผมเคารพ คำวินิจฉัยของท่านประธานนะครับ แต่มันต้องอยู่ในเนื้อหาสาระของญัตติ ๑ ๒ ๓🔗
ท่านนิโรธครับ ผมได้เรียนไปแล้ว เมื่อตอนเช้า🔗
ความคิดเห็น อันนี้มันขัดกับรัฐธรรมนูญท่านครับ🔗
ไม่มีอะไรขัดต่อรัฐธรรมนูญครับ🔗
ก็มาตรา ๑๕๘ ท่านนายกรัฐมนตรีมาจากรัฐสภานะครับ ไม่ใช่จะมาบังคับคุกคามให้นายกรัฐมนตรีลาออก ลาออก ไม่ใช่นะครับ🔗
ท่านนิโรธครับ ท่านมีเวลาเหลือเฟือ หรือครับ🔗
ผมไม่มี เวลาครับ ขอบพระคุณครับ เคารพท่านครับ🔗
ผมเรียนตั้งแต่เช้าแล้วว่าผมจะไม่ติง เรื่องการอภิปรายซ้ำ วนเวียน เพราะแต่ละฝ่ายคุมเวลาตัวเอง ถ้าเขาพูดซ้ำ วนเวียน ก็กินเวลาของท่านเหล่านั้นเอง อันนี้คือเหตุผลที่ผมไม่ไปติติงเลยครับว่าเขาพูดเกินเวลา หรือไม่ ไม่ไปทำลายสมาธิเขา แต่ว่าเรียนไว้เพื่อได้รับทราบ ทราบว่าหลายเรื่องนั้นก็คือ การให้ลาออก ซึ่งถ้าพูดตั้งแต่ท่านแรกจนท่านสุดท้ายก็คือให้ลาออก เป็นข้อคิดเห็น ของสมาชิกส่วนหนึ่ง เหมือนกับอีกฝ่ายหนึ่งก็เห็นว่าไม่ควรลาออก อันนี้เป็นความเห็น ที่คณะรัฐมนตรีเสนอเพื่อเปิดสมัยวิสามัญเพื่อฟังความเห็นของสมาชิกครับ เชิญอภิปราย ต่อครับ🔗
อีกนิดเดียว ท่านครับ รัฐมนตรีเสนอวิสามัญ🔗
จบแล้วครับ เชิญต่อครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ จริง ๆ ไม่ได้มีประเด็นอะไรนะครับ แล้วก็เป็นเอกสิทธิ์ ท่านนายกรัฐมนตรี แล้วความเป็นจริงในตรงกันข้ามกันก็เป็นเอกสิทธิ์ของสมาชิกรัฐสภา เหมือนกันที่จะได้อภิปรายเสนอความเห็นให้กับที่ประชุม ท่านประธานครับ ท้ายที่สุด ที่ผมเสนอไปว่าร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการลงประชามติ แล้วเสร็จก็สามารถที่จะนำเข้าสู่ ที่ประชุมรัฐสภา แล้วดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายนได้ คงไม่ต้องถึง เดือนธันวาคมหรอกครับ🔗
ประเด็นต่อมาก็คือว่าถ้ามีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็จะต้องมีการตั้ง ส.ส.ร. ประเด็นนี้ครับ ที่ผมอยากจะนำเสนอผ่านท่านประธานรัฐสภาไปสู่พี่น้องประชาชน ที่ฟังอยู่ทางบ้าน ว่าตราบใดที่เรายังมีรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผมก็ไม่เชื่อโดยสุจริตใจว่าเราจะได้ ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยสุจริต และโปร่งใส นั่นก็หมายความว่าเป็นข้อเสนอที่การทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องอยู่ภายใต้ บรรยากาศใหม่ ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้บรรยากาศรากฐานแห่งอำนาจ เครือข่าย ระบบ คสช. เดิม ดังนั้นเราจะวางใจอย่างไร เพราะสุดท้าย กกต. อย่างที่เราทราบกันก็คือผ่านความเห็นชอบ ของสภานิติบัญญัติ แล้วก่อนที่จะได้ กกต. ชุดปัจจุบันก็มีการโหวต (Vote) ล้มกันไป ล้มกันมากว่า ๓ ครั้ง ซึ่งเจตนาอันใดผมไม่ทราบได้ แต่ผมเชื่อว่าต้องการคนที่เขาต้องการ ดังนั้นจึงเป็นปัญหา แต่ถ้าผมตั้งสมมุติฐานว่าเอาละ กกต. มีความสามารถ และอาจ ดำเนินการเลือกตั้งให้เป็นที่น่าเชื่อถือของประชาชนได้ แต่สุดท้ายก็ยังมีร่มเงาของรัฐบาล ที่ผมกลัวว่าจะเข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้ง ส.ส.ร. ครับ ดังนั้นต้องเป็นการทำรัฐธรรมนูญ ที่อยู่ภายใต้บรรยากาศใหม่ ดังนั้นท้ายที่สุดผมก็เสนอว่าท่านนายกรัฐมนตรีลาออก เราก็สามารถที่จะหานายกรัฐมนตรีคนกลางได้ ๓๖๖ เสียงของรัฐสภา ก็มาพูดคุยว่า จะเอาใครที่มารักษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญในสภาวะปกติใหม่ที่ไม่ใช่สภาวะปกติเดิมที่มี การใช้อำนาจรัฐอย่างไม่มีหลักนิติรัฐ นิติธรรม และรวมถึงเราก็ต้องหาฉันทามติร่วมกัน และทำความเข้าใจว่าอำนาจการร่างรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของประชาชน ท้ายที่สุดผมก็ อยากฝากท่านประธานรัฐสภาไปยังคณะรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีว่าทางออกที่จะนำไปสู่ การแก้ไขปัญหาของประเทศและสร้างความปรองดองได้ เราต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเร็วที่สุดครับ แล้วท่านนายกรัฐมนตรีอย่าสร้างความเสียหายให้กับประเทศนี้มากไปกว่านี้ เถอะครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปนางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ครับ หลังจากนั้นก็เป็นท่านขจิตร ชัยนิคม แล้วก็เป็นท่านนพดล แก้วสุพัฒน์ แล้วก็ หมดรายชื่อนะครับ คงต้องรอเสนอใหม่ เชิญเลยครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ขออนุญาตอภิปรายทั่วไปตามมาตรา ๑๖๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อหาทางออกให้กับประเทศ ตามที่มีผู้อภิปราย และตามที่มีข้อเสนอของม็อบ (Mob) เยาวชนในทางออกของประเทศ คือให้นายกรัฐมนตรี ลาออก ยุบสภา และปฏิรูปสถาบันนั้น เชื่อว่าทุกท่านทราบดีอยู่แล้วว่าเป็นทางออก หรือเป็นความต้องการของคนส่วนน้อยเท่านั้น วันนี้เกิดกระแสที่เป็นความแตกแยก ของกลุ่มคนส่วนน้อยดังกล่าว ขออนุญาตเรียกสั้น ๆ ว่า ม็อบ (Mob) เยาวชนนะคะ มาบังอาจทำการมิบังควรและทำความเดือดร้อนให้กับประชาชน ทางออกของม็อบ (Mob) เยาวชนนั้นทุกคนทราบดีว่าเป็นไปไม่ได้ ทุกคนทราบว่าจะไม่มีการลาออก ไม่มีการยุบสภา และไม่มีการปฏิรูปสถาบัน วันนี้จึงต้องขอบพระคุณคณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอให้มี การเปิดอภิปรายแบบไม่ลงมติเพื่อเสนอทางออกให้กับประเทศในรูปแบบที่พอเป็นไปได้ จุดเริ่มต้นของความแตกแยกวันนี้ไม่ได้เกิดจากเยาวชน ไม่ได้เกิดจาก พลเอก ประยุทธ์ หรือสถาบันใด ๆ จุดเริ่มต้นของความแตกแยกเกิดจากการใช้โซเชียลมีเดีย (Social Media) ดิฉันเป็นบุคคลหนึ่งที่ใช้โซเชียลมีเดีย (Social Media) เยอะมาก จึงต้องยอมรับว่า โซเชียลมีเดีย (Social Media) ถือเป็นสื่อที่ทรงพลังที่สุดเบอร์ ๑ ในสังคมยุคปัจจุบัน และผู้อยู่เบื้องหลังความแตกแยกได้ใช้ประโยชน์ของโซเชียลมีเดีย (Social Media) ในการปลุกปั่น สร้างความเกลียดชัง สร้างความแตกแยก แอปพลิเคชัน (Application) ที่ประชาชนนิยมใช้จะมีเฟซบุ๊ก (Facebook) ทวิตเตอร์ (Twitter) ไลน์ (Line) มีการแชร์ ภาพและข้อมูลอันเป็นเท็จ ท่านประธานคงเคยเห็นภาพดังกล่าวบ้างแล้วนะคะ ยกตัวอย่าง เช่น มีการสร้างข่าวปลอมว่าจะมีรัฐบาลแห่งชาติ ซึ่งขออนุญาตเอ่ยนามผู้นำฝ่ายค้าน ท่านสุทิน คลังแสง ก็พูดสัมภาษณ์หลายครั้งว่าไม่จริง พลเอก ประยุทธ์ก็ให้สัมภาษณ์ เช่นเดียวกันว่าไม่จริง แต่ปรากฏว่าวันนี้ยังมีแกนนำม็อบ (Mob) เยาวชนพูดถึงเรื่อง การจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติอยู่ ดังนั้นเยาวชนควรติดตามข่าวสารที่แท้จริง เช่นเดียวกัน มีการใส่ร้ายสถาบัน ซึ่งตอนนี้กระทรวงดีอี (DE) ได้กำลังจัดการกับเว็บ (Web) ที่ใส่ร้าย สถาบันไม่ต่ำกว่า ๓๐๐,๐๐๐ เว็บไซต์ (Web site) และดำเนินคดีศาลฎีกาตัดสินไปแล้ว ไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ คดี แต่ทั้งนี้การควบคุมและจัดการกับปัญหาเฟกนิวส์ (Fake News) หรือการสร้างข่าวปลอมทำได้ยากมาก เนื่องจากพวกแอปพลิเคชัน (Application) ต่าง ๆ เป็นของบริษัทต่างชาติ และในเมื่อเราไม่สามารถควบคุมโลกโซเชียล (Social) ได้ ทางออกเดียวคือการใช้วิจารณญาณในการเสพข่าวสารและไม่ไปสังฆกรรมกับช่องทาง ออนไลน์ (Online) ทุกช่องทางที่กำลังบิดเบือนสร้างความแตกแยกให้กับบ้านเมือง ไม่สนใจ กระแสแฟชั่นที่โซเชียลมีเดีย (Social Media) กำลังสร้างในโลกโซเชียล (Social) ที่สวนทาง กับโลกในความเป็นจริง🔗
อีกประเด็นข้อเสนอนอกจากการใช้วิจารณญาณแล้ว ดิฉันอยากจะเสนอให้ เจ้าหน้าที่บ้านเมืองปฏิบัติหน้าที่อย่างจริงจังมากกว่านี้ วันนี้มีสมาชิกม็อบ (Mob) เยาวชน ปลดแอกได้ออกมาแฉแล้วว่ามีต่างชาติให้การสนับสนุนทุน อนาคตของประเทศไทยจะต้อง ไม่เป็นฐานทัพของประเทศใด ๆ เพื่อไปสู้กับจีน แล้วประเทศไทยเรามีทรัพยากรธรรมชาติเยอะ เป็นที่ต้องการของต่างชาติ หากผู้ใดให้การสนับสนุนต่างชาติและร่วมกันสร้างความแตกแยก ถือว่าขายชาติ เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินคดีค่ะ นอกจากการแตกแยกนี้ การชุมนุมของ ม็อบ (Mob) เยาวชนยังมีความรุนแรง ก้าวร้าว จาบจ้วง อย่างชัดเจน หลังจากที่มีประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉิน มีการเรียกร้องให้รัฐบาลหยุดคุกคามประชาชนที่เห็นต่าง หยุดใช้ กฎหมายจับกุมและปิดปากประชาชนที่เห็นต่างเพราะประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ ซึ่งการพูด แบบนี้ทั้งหมดเป็นการพูดเพียงครึ่งเดียว เพราะการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินประกาศ หลังจากวันที่ ๑๔ ตุลาคม เมื่อสถาบันต่างหากที่ถูกคุกคามเสรีภาพ ถูกกีดขวางเส้นทางเสด็จ อย่างชัดเจน ไม่ใช่ขบวนเสด็จมุ่งเสด็จเข้าไปที่ม็อบ (Mob) เอง และขณะที่ขบวนเสด็จ ถูกคุกคามเสรีภาพ เยาวชนยังดูหมิ่นสถาบันซึ่งหน้า พูดจาก้าวร้าว หยาบคาย จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องควบคุมเยาวชน และเยาวชนที่นี้ หมายถึงนักเรียนมัธยม นักศึกษา ที่กำลังละเมิดสิทธิผู้อื่น เยาวชนควรจะตระหนักว่าต่อให้ ไม่ใช่ขบวนเสด็จ เยาวชนก็ไม่มีสิทธิไปขวางรถหรือตะโกนต่อว่าด่าทอใคร ๆ ไม่มีสิทธิ เอาอาวุธ หมายถึงร่ม คีมเหล็กต่าง ๆ ไปตีเจ้าหน้าที่ ไม่มีสิทธิทำลายทรัพย์สินของรัฐ หรือผู้อื่น ไม่มีสิทธิปิดถนน คนกลับบ้านไม่ได้ สร้างความเดือดร้อนน่ารำคาญ ผิดกฎหมาย การกระทำผิดกฎหมายผนวกกับการกระทำที่เหยียบย่ำหัวใจคนทั่วประเทศครั้งนี้ นำไปสู่ ความจำเป็นต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เด็ก ๆ ไม่ต้องชุมนุมแล้ว มากเกินไปแล้ว ดังนั้นไม่ใช่รัฐบาลที่คุกคามประชาชน แต่เป็นประชาชนส่วนหนึ่งกำลังคุกคามสถาบัน ทำร้ายร่างกายและทรัพย์สิน รัฐบาลมีความจำเป็นต้องปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดความสงบ เรียบร้อยในบ้านเมือง เป็นหน้าที่ จึงขอเสนอว่าการชุมนุมเป็นสิทธิเสรีภาพ แต่ควรอยู่ใน กรอบกฎหมาย เพราะนักประชาธิปไตยต้องไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น จึงขอเสนอให้รัฐบาล จัดระเบียบ จัดสถานที่ให้เยาวชนได้มาแสดงออก ไม่ให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อน เยาวชน ควรชุมนุมกันอย่างสงบ สันติ เคารพกฎหมาย และหันมาพูดคุยกับรัฐบาล สร้างความเข้าใจ ซึ่งกันและกัน🔗
สุดท้าย ประเด็นการเสนอการปฏิรูปสถาบัน เราได้ยินหลายครั้งจาก ผู้อภิปรายและม็อบ (Mob) เยาวชนว่า ปฏิรูปไม่ได้แปลว่าล้มล้าง ปฏิรูปแปลว่าทำให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นความเข้าใจของคนกลุ่มน้อยที่หลงเชื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) ว่าสถาบัน มีปัญหาและต้องปฏิรูปสถาบัน ในข้อเท็จจริงแล้วเราไม่จำเป็นต้องปฏิรูปสถาบัน และเรา ปฏิรูปสถาบันไม่ได้อยู่แล้ว ประเทศไทยปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยโดยมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข เรื่องนี้คือเป็นเพียงพฤติกรรมของเยาวชนส่วนน้อย เท่านั้นเอง เป็นข้อเสนอที่บังอาจไปแตะต้องสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงขอเรียกร้อง ให้ฝ่ายการเมืองและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่ให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลังม็อบ (Mob) เยาวชน ที่เป็นผ้าขาว ให้หยุดใช้เยาวชนที่เป็นเครื่องมือ หยุดส่งเสริม และหยุดการกระทำทุกอย่าง ที่มิบังควร เพราะเวลาใกล้จะหมดแล้ว และอาจต้องจบด้วยไม่มีแผ่นดินอยู่ ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านขจิตร ชัยนิคม ครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่าเริ่มต้น ณ สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ในวันแรกที่เราเลือก ท่าน พลเอก ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี ผมก็มีความเห็นว่าท่านไม่ควรจะได้เป็น เพราะผมเคยเรียนท่านประธานแล้วว่าในมาตรา ๑๕๙ วรรคสอง ไม่ได้รับการยกเว้น จากรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ พอเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านก็ไม่ควรจะเป็น นายกรัฐมนตรีอีก เพราะว่าท่านทำตามมาตรา ๑๖๑ ไม่ครบ แถลงคำปฏิญาณตนไม่มีคำว่า จะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ นั่นเป็นอดีตที่ผ่านมา แล้วหลังจากนั้นสภาก็พูดเยอะแยะมากถึงความไม่เหมาะสม ไม่ควรจะเป็น แต่วันนี้ผมจะพูด ถึงญัตตินี้ ญัตติที่รัฐบาลขอปรึกษารัฐสภาตามมาตรา ๑๖๕🔗
ท่านประธานครับ ลำดับแรก ผมคงตำหนิ ถ้าอาจารย์วิษณุเป็นคนเขียน หรือใครเป็นคนเขียนญัตตินี้ ผมคิดว่าเขียนนี่เอาเปรียบนักเรียน เยาวชน ที่กำลังชุมนุม เรียกร้องอยู่ แล้วเขียนโดยไม่เคารพคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย ที่ ๕๙/๒๕๕๖ ถึงการชุมนุมของประชาชนในขณะนั้น ศาลรัฐธรรมนูญเขียนคำวินิจฉัยว่าการชุมนุมตอนนั้นก็ไม่ผิด เพราะเป็นการใช้เสรีภาพ ในการชุมนุมโดยปราศจากอาวุธเพื่อแสดงเจตนารมณ์ทางการเมือง โดยมีเหตุผลมาจาก ความไม่ไว้วางใจในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล อันถือเป็นการใช้เสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญ เป็นการเรียกร้องและแสดงพลังด้วยการสนับสนุนของประชาชนจำนวนมาก นี่คือคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๕๙/๒๕๕๖ การเขียนญัตตินี้จึงไม่สอดคล้องกับ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นมาตรฐาน เป็นบรรทัดฐาน ที่องค์กรทุกองค์กรต้องคำนึง🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ มาถึงนาทีนี้ ในวันนี้ ผมต้องขอกราบเรียนว่า ด้วยความเห็นแก่ประโยชน์ของประชาชน ประเทศชาติ และขอเรียนท่านนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ด้วยความจริงใจ ถ้าหากวันนี้ท่านไม่ลาออกท่านจะทำอย่างไรครับ ท่านจะทำอย่างไร เพราะว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญส่อว่าถ้าเป็นการแสดงออกเพื่อแสดงเจตนารมณ์ ทางการเมือง โดยมีเหตุผลมาจากความไม่ไว้วางใจในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล นี่มันมีเหตุทางการเมือง นี่เขาไม่ไว้วางใจการบริหารงานของรัฐบาล แต่เวลาท่านเขียนญัตติ ท่านก็เขียนเอาเฉพาะปลายเหตุ เพราะฉะนั้นถ้าท่านไม่หยั่งลึกลงไปถึงสาเหตุว่าทำไม นักเรียน เยาวชน ถึงลุกขึ้นมาในนาทีนี้ ในนาทีนี้ทำไมเขาลุกขึ้นมา เขาเงียบมา ๖-๗ ปี ปีนี้เขาทนอยู่ไม่ได้ ท่านประธานครับ ผมอยากจะให้หลายคนไปดู ผมอยากจะขออนุญาต ท่านประธานนำคลิป (Clip) อะไรมาให้ฟัง นักเรียนมัธยมจนกระทั่งคืนนี้ที่ผ่านมานี้ เวลาตีสอง มีการปราศรัยของประชาชนที่พัทยา ก็ชัดเจนถึงเจตนาของเขา ท่านประธานครับ ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ไม่ลาออก จะทำอย่างไรบ้านเมืองถึงจะสงบ ท่านบอกว่า ให้กลุ่มที่เรียกร้องหยุดเรียกร้อง เป็นไปได้หรือ มันมีเจตนาไม่ไว้วางใจการบริหารงาน ของรัฐบาล ถ้าท่านไม่ลาออกท่านจะทำอย่างไร ยึดอำนาจหรือ ก็ได้ ก็ยึด แต่ผู้ชุมนุมเขาก็จะ ไม่หยุด ยึดเขาจะมามากขึ้น มีคนประกาศสู้หลายคนแล้ว วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีคิดว่า ท่านยึดอำนาจใช้ทหารได้หรือเปล่า เพราะท่านไม่ได้อยู่ในตำแหน่งแล้วใครจะรับใช้ท่าน ท่านทำไม่ได้หรอก อย่าไปเชื่อว่าจะมีการยึดอำนาจ ผมไม่เชื่อ มันท้าทายต่ออำนาจ ของประชาชนมากเกินไป ท่านประธานครับ ถ้ายึดอำนาจไม่ได้ทำอย่างไรครับ ยุบสภา เมื่อสักครู่ท่านวิษณุแถลงแล้ว ไม่มีเหตุต้องยุบสภา ยกเว้นแต่พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัวออก จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้อาจจะยุบสภา เป็นสาเหตุต่อไปได้ พอฟังได้ ทางออกที่ง่ายและดีที่สุด วันนี้ผมยังเห็นด้วยกับหลายคนที่อภิปราย ไม่มีทางอื่นที่ง่ายที่ดีที่สุดคือลาออก มันมี ๓ ล เท่านั้น คือ ลาออก ลาออก และลาออก ไม่มีอย่างอื่น ทำไมครับ การลาออกไม่ใช่สิทธิ ของนายกรัฐมนตรี แต่เป็นสำนึกของคนที่เป็นนายกรัฐมนตรี การเป็นนักการเมือง ประชาชนเกลียดชังแล้วก็ด่าทุกวันทั่วประเทศเป็นแสน ๆ คน ควรจะอยู่ในตำแหน่ง ด้วยหรือครับ เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นด้วยกับหลายท่าน ลาออกแล้วทำอย่างไร ใครจะมาเป็น มันมีกระบวนการทางกฎหมาย รัฐธรรมนูญกำหนดไว้แล้ว ไม่ต้องไปยุ่งยากกับเขาหรอก เขาดำเนินการ รัฐสภาเขาหาได้ ลาออกแล้วทำอย่างไรต่อ จะแก้ไขรัฐธรรมนูญไหม เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญผมเจ็บปวดมาก วันที่ ๒๔ กันยายน ผมบอกประธานว่าผมถูกหลอก ในที่ประชุมนี้ แรก ๆ บอกตั้งกรรมาธิการ พรรคผมก็มาแจ้งแล้ว หาชื่อกรรมาธิการเสร็จแล้ว ถ้าทำตั้งแต่วันนั้นมันไม่พัฒนามาอย่างนี้ เพราะฉะนั้นถ้าจะแก้ยังไม่สาย รีบแสดงความจริงใจ ใช้วันเดียวก็ได้ วาระที่หนึ่งรับหลักการไปตั้งกรรมาธิการเต็มสภา ลงวาระที่สองเป็นรายมาตรา วาระที่สองใช้เวลาวันเดียว แล้วก็เอาไว้ ๑๕ วันแล้วกลับมาลงมติ แล้ววาระที่สามก็เอาไว้อีก ๑๕ วันลงมติ ใช้เวลา ๑ เดือนแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ แก้มาตราไหนไม่ได้ แก้ ๒ มาตราได้ มาตรา ๒๖๕ วิธีแก้ แล้วก็มาตรา ๑๕๙ กับมาตรา ๒๗๒ แก้ เสร็จแล้วก็เดินไป คนที่แก้ รัฐธรรมนูญก็แก้ไป แล้วก็ยุบสภาไปเลือกตั้งใหม่ ต้องทำทั้งลาออก ทั้งแก้รัฐธรรมนูญ ทั้งยุบสภา ทำ ๓ เรื่องเป็นลำดับ แล้วเหตุการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ ผมไม่แน่ใจถ้าใช้วิธีอื่น ถ้าท่านนายกรัฐมนตรียังอยู่เฉย ๆ ที่ผมลุกขึ้นมาพูดนี้ผมพูดไปด้วยความหวังนะครับ ท่าทีของนายกรัฐมนตรีถอยคนละก้าว ประกาศสถานการณ์ร้ายแรงยกเลิกผมถือว่าเป็น มิติที่ดี ผมถึงพูดด้วยความหวังว่ามันจะเกิดปาฏิหาริย์ หลายคนไม่เชื่อว่านายกรัฐมนตรี จะลาออกได้ แต่วันนี้ผมเชื่อ หลังจากผมพูดท่านลาออกได้ หรือว่าคืนนี้ท่านลาออกได้ บ้านเมืองสู่ความสงบเลย ท่านอยู่มา ๖ ปี ความเหลื่อมล้ำเป็นอันดับ ๑ ของโลกยังไม่สำนึก อีกหรือ เศรษฐกิจ ท่านแก้ปัญหาโควิด (COVID) ได้อันดับ ๑ ของโลกดี แต่ท่ามกลาง อันดับ ๑ นี้คนล้มระเนระนาดตายไปกี่คน ภาวะเศรษฐกิจบ้านเมืองไปถามประชาชน แล้วนักธุรกิจใครได้รับเยียวยาบ้าง ได้รับเยียวยามาแล้วกี่คน กี่ท่าน ไม่มี เศรษฐกิจดำดิ่ง ลงไปเรื่อย ๆ วันนี้ก็บอกแล้ว หารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ยังยาก พอเข้ามาไม่รู้ มาเห็นอะไร สถานการณ์ทางการคลังของประเทศ นี่คือสิ่งที่ผมเห็นว่าพอแล้วสำหรับ นายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านนายกรัฐมนตรี ท่าน พลเอก ประยุทธ์ ต้องจำตำนานพลเอกที่มาเป็นนายกรัฐมนตรีมีมากมาย หลายคนได้แสดงสปิริต (Spirit) รุ่นพี่ทำไมไม่ดูบ้าง ไม่ว่า พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ มีความเพียงพอทั้งสิ้น พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ คนชุมนุมยังไม่ได้ด่าด้วย ๒,๐๐๐ คน ข้างทำเนียบรัฐบาล ก็ลาออกแล้ว นี่คือตัวอย่างของพลเอก เพราะฉะนั้นอย่าให้เสียชื่อพลเอก ไม่ใช่เข้ามาทนอยู่ ทนอยู่จนกระทั่งบ้านเมืองพินาศในทุกเรื่อง ถดถอยในทุกเรื่อง ไม่ต้องมา ถามหาว่ามีความผิดอะไร มีความบกพร่องเยอะแยะมาก สภานี้พูด ๒ วัน ๓ คืนมาแล้ว ไม่รู้กี่รอบก็ไม่ยอมรับอีก ถ้ายอมรับกันตรง ๆ อย่างนี้ก็ควรจะออกไปแล้ว นักบริหาร โดยประชาธิปไตยจะต้องมาหาหลักฐานอะไรชัดเจน สิ่งที่มีอยู่แล้ว พูดมาแล้ว ๒ ๓ ๔ ๕ วัน ๓-๔ ครั้ง เพียงพอแล้วสำหรับการที่จะลาออก การลาออกวันนี้คือสร้างความสงบ หลังจากวันลาออก แล้วแก้รัฐธรรมนูญ เสร็จแล้วก็ยุบสภาไปเลือกตั้งใหม่ ส่วนรัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชนก็ค่อยเลือกไป ทำไป ตามมาตรา ๒๖๕ หรือมาตรา ๒๕๖ ที่ได้รับการแก้ไข นั่นคือสิ่งที่ผมเสนอในวันนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีต้องลาออกสถานเดียว ทำอย่างอื่นบ้านเมือง ไม่สงบแน่นอน ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปคุณนพดล แก้วสุพัฒน์ หลังจากนั้นจะเป็น พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม เชิญคุณนพดลครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายนพดล แก้วสุพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออภิปรายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ เพื่อเสนอแนะและแลกเปลี่ยนแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับ การบริหารราชการแผ่นดินในขณะนี้ จากข้อเท็จจริงและปัญหาที่เกิดขึ้นจากที่ทำรายงาน เสนอมาใน ๓ ประเด็น ไม่ว่าจะในเรื่องของการชุมนุมที่ท่ามกลางสถานการณ์โควิด (COVID) ซึ่งอยู่ในระหว่างการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งนี้เพื่อเป็นการควบคุมของโรคติดต่อ และยังมีผู้ที่ติดต่อระหว่างต่างประเทศจำนวนมากที่มีอัตราขยายเพิ่มขึ้น ส่วนในประเทศไทยเรา ไม่ได้มีอัตราก้าวขึ้นนะครับ ซึ่งถือว่าเป็นการควบคุมโดยรัฐบาลและความร่วมมือของ อาสาสมัครและพี่น้องของประชาชนอย่างมาก ด้วยความเป็นห่วงในเรื่องของการชุมนุม ต่าง ๆ ซึ่งอยู่ท่ามกลางการที่จะให้มีการลงทุนของนักลงทุนชาวต่างประเทศเพื่อเข้ามาลงทุน หรือการท่องเที่ยว หรือใช้บริการสาธารณสุขในประเทศไทย เพื่อที่จะกระตุ้นให้เกิดเศรษฐกิจ ต่าง ๆ ด้วยความเป็นห่วงก็อยากจะฝากเรื่องนี้กับรัฐบาลในเรื่องสถานการณ์โควิด (COVID) ตรงนี้ไว้ว่าควรที่จะจัดหน่วยแพทย์ พยาบาลเข้าไปดูแลความปลอดภัยของพี่น้องที่เข้ามาร่วม เรียกร้องต่าง ๆ ไม่ว่าจะฝ่ายใด เพื่อป้องกันพี่น้องต่าง ๆ ในการชุมนุม🔗
อันที่ ๒ ก็คือเพื่อผ่อนคลายที่จะเป็นมาตรการการเข้ามาควบคุมในการเดินทาง ของต่างประเทศเพื่อที่จะมาลงทุน ควรจะมีมาตรการให้พี่น้องประชาชนได้ทำความเข้าใจ และทราบถึง จะมาเมื่อไร จะมาลงทุนอะไร ที่ไหนกัน แล้วจะไปตรงไหนบ้าง จะได้มี ระยะเวลาที่จะตั้งหลักแล้วก็สนองตอบในการที่จะเข้ามาร่วมบริหารจัดการในเรื่องนั้น จากข้อเรียกร้องของพี่น้องประชาชนในหลาย ๆ เรื่องจากสถานการณ์นี้ก็ทำให้เกิด การเรียกร้องต่าง ๆ ขึ้นมากมาย ในเรื่องการบริหารงานของรัฐบาลซึ่งเป็นปัญหาทำให้เกิด วันนี้ที่ต้องการจะฟังตัวแทนของพี่น้องประชาชน ที่ไปฟังมาจากพี่น้องประชาชนตามพื้นที่ ต่าง ๆ ว่ามีความต้องการอย่างไร และมานำเสนอประเด็นด้วยความต้องการของพี่น้อง จากสาเหตุที่ฟังมาแล้วก็คงจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง ที่พี่น้องประชาชนเอง เรามีความเดือดร้อนมาก แล้วก็ความเหลื่อมล้ำต่าง ๆ ก็คิดว่ารัฐบาลเองในฐานะที่ยังมี อำนาจในการบริหาร คงจะต้องไปเปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงบริหารราชการแผ่นดินให้เกิด ประโยชน์กับพี่น้องประชาชนอย่างมาก ผมคิดว่าในรูปแบบของประเทศไทยเรา และรูปแบบ การปกครองมันดีอยู่แล้ว ผมคิดว่าทุกฝ่ายควรจะเห็นกับประโยชน์ของชาติเป็นตัวตั้งมากกว่า ประโยชน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งซึ่งจะไม่เกิดประโยชน์กับแผ่นดินโดยรวม ในเรื่องนี้ก็อยากจะ ฝากว่าเป็นความเห็นหรือข้อคิดเห็นที่รับฟังมาจากพี่น้องด้วยความหวังดีของทุกฝ่าย ขอบคุณ มากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ครับ🔗
ขอบคุณ ท่านประธานครับ นายแพทย์เฉลิมชัย เครืองาม สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมมีเวลา ๑๕ นาที เพราะฉะนั้นผมพยายามที่จะพูดปัญหาให้น้อยที่สุด จะใช้เวลาส่วนใหญ่กับการพูดแนวทางและวิธีการแก้ปัญหา ท่านประธานครับ ตลอดระยะเวลา ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา ผมในฐานะคนไทยคนหนึ่งและคงเช่นเดียวกับพี่น้อง ร่วมรัฐสภาแห่งนี้ และท่านที่อยู่ทางบ้าน คงเห็นตรงกันว่าเราอยู่กับความขัดแย้งมามากกว่า ๑๐ ปี ๑๕ ปี และใกล้จะ ๒๐ ปีเข้าไปแล้ว ในอดีตนั้นความแตกแยก ปัญหานั้น เป็นเรื่องปัญหาระหว่างสี เราใช้คำว่า ร้าวลึก สังคมไทยนั้นร้าวลึกมากว่า ๑๕ ปี แต่มา ปี ๒๕๖๒ ต่อปี ๒๕๖๓ นั้น ความร้าวลึกนั้นได้กลับกลายแปรเปลี่ยนเป็นความแตกแยก อย่างสิ้นเชิง สังคมไทยมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร มีผู้กล่าวว่าไม่มีปัญหาใดที่แก้ไขไม่ได้ สงคราม หรือปัญหาระหว่างประเทศ ปัญหาระดับโลก ก็ยังมีวิธีการแก้ไขได้ เหตุไฉนเลือดไทยด้วยกัน คนไทยด้วยกัน เมื่อมีปัญหาความแตกแยก ทำไมเราจะคุยกันไม่ได้ เราจะปรึกษาหารือกัน ไม่ได้ ผมเห็นด้วยกับคำแถลงการณ์ของท่านนายกรัฐมนตรีที่กล่าวว่าให้เราถอยกันคนละก้าว ถอยไปไหนครับ ต้องบอกว่าถอยไปให้ไปอยู่ภายใต้ร่มพระบารมี ให้ถอยไปอยู่ภายใต้ ร่มพระบรมโพธิสมภาร ความร้าวลึกแปรเปลี่ยนมาเป็นความแตกแยกได้อย่างไร เพราะเกิด ประเด็นปัญหาที่ละเอียดอ่อนเพิ่มขึ้นมาในปีนี้ จริง ๆ มีปัญหาสะสมมานานพอสมควรแล้ว นั่นคือการกล่าวหรือปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสถาบัน ผมพยายามจะพูดเรื่องสถาบันให้น้อยที่สุด ท่านประธานครับ ปัญหาเรื่องศาสนากับปัญหาเรื่องสถาบันนั้น นำมาซึ่งความแตกแยกได้ ตลอดเวลาเสมอ ๆ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ครอบครัวสังคมไทยมีปัญหา สามารถที่จะ พูดคุยกันได้ พอมาถึงเรื่องนี้ก็พูดคุยกันไม่ได้ เมื่อเร็ว ๆ นี้เองผมได้ไปงานมงคลสมรสของคู่บ่าวสาว ซึ่งเป็นลูกครอบครัวของเพื่อนที่จบ แพทย์มาด้วยกัน เมื่อปลายปีที่แล้ว เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้พบคุณพ่อคุณแม่ ถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง มีหลานหรือยัง คำตอบที่ได้คือหย่ากันเรียบร้อยแล้ว อ้าว ทำไมหย่ากันล่ะครับ ความขัดแย้ง ปัญหาเรื่องการเมือง ปัญหาเรื่องวิธีคิด เพราะฉะนั้นความร้าวลึก ความแตกแยกนั้น เราจะปล่อยให้เหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ผ่านไปคงไม่ได้ มาหาวิธีการแก้ไขกันว่าจะทำอย่างไร ผมขออนุญาตที่จะสรุปเป็นระยะ ๆ ได้ ๓ ระยะ ระยะแรก คือระยะฉับพลัน ระยะที่ ๒ คือระยะกลาง และระยะที่ ๓ คือระยะยาว🔗
ระยะแรก สิ่งที่เราคนไทยทุกคนควรจะต้องทำทันทีในเวลานี้ ๕ ประการ คือหยุด หยุดอะไรบ้างครับ หยุดเฟกนิวส์ (Fake News) หยุดที่ ๒ คือหยุดด่ากัน หยุดที่ ๓ คือหยุดเฮตสปีช (Hate speech) หยุดที่ ๔ คือหยุดจาบจ้วงหรือการล่วงละเมิดสถาบัน ไม่ว่าด้วยวิธีใด จะด้วยคำกล่าว หรือด้วยการเขียน หรือด้วยการกดสื่อออนไลน์ (Online) ก็แล้วแต่ ขอให้หยุด🔗
และระยะกลางที่เราคนไทยควรจะต้องทำคือถอยมาตั้งสติ และคิดว่าเราจะ ใช้สติและปัญญาแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร การสานเสวนาเป็นสิ่งที่พูดกันในแวดวงวิชาการว่า เราจะหาแนวทางในการแก้ปัญหาของสังคมไทย เราถอยไปคนละก้าว ส่งตัวแทนหรือผู้ที่ท่าน มีความไว้วางใจเชื่อถือไม่ว่าฝ่ายใดก็แล้วแต่มาสานเสวนาพูดคุยกัน สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้นั้น ผมได้เปรียบเทียบในวงสนทนาของผมว่าเปรียบเสมือนขบวนรถไฟ ๒-๓ ขบวนที่วิ่งไป ข้างหน้า ปรากฏว่าขบวนรถไฟทั้ง ๒ ขบวนหรือ ๓ ขบวนนั้น ๑ ใน ๒ หรือ ๓ ขบวนนั้น มีขบวนของรัฐบาลอยู่ด้วย ต่างวิ่งกันไปคนละราง วิ่งคู่ขนานกันไป วิ่งไปไม่รู้หนทาง ปลายทางว่าจะเป็นอย่างไร วิ่งกันไปทะเลาะกันไป วิ่งกันไปด่ากันไป วิ่งกันไปด้อยค่ากันไป วิ่งกันไปจาบจ้วงกันไป เพราะฉะนั้นปลายทางที่ว่านี้มีแต่เหวและนรกเท่านั้น เราจำเป็น ที่จะต้องชะลอขบวนรถไฟต่าง ๆ เหล่านั้นที่ต่างฝ่ายต่างมุ่งหน้าไปข้างหน้า ไม่หันหลัง ไม่หันมาพูดคุย ไม่หันมาพบปะเจรจากัน ให้หยุด ให้ชะลอ และหาทางที่จะเจรจากันเพื่อหา ข้อยุติ อย่างที่ผมกราบเรียนแล้ว ปัญหาระดับโลก ปัญหาระหว่างประเทศ เรายังคุยกันได้ คนไทยด้วยกันจึงควรที่จะคุยกันในปัญหาที่เกิดขึ้นได้🔗
อันถัดไปท่านประธานครับ ระยะยาว เป็นสิ่งที่เราจะต้องทำ ผมได้ฟัง การอภิปรายของสมาชิกหลายท่านตั้งแต่เช้า มีแนวทางหนึ่งที่ผมคิดและได้พูดคุยสานเสวนา กับเพื่อนสมาชิกหลายท่าน ทั้งสมาชิกฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และสมาชิกวุฒิสภา เป็นแนวทาง ที่ได้มีการพูดคุยและเสนอมาในระดับหนึ่งตั้งแต่เช้า และเมื่อสักครู่ท่านคำนูณ ขออภัย ที่เอ่ยนามท่าน ท่านพูดขึ้นมา และผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง และมีผู้แทนของรัฐบาลได้กล่าว เกริ่นไปบ้างแล้ว นั่นคือแนวทางการทำประชามติ เหตุผลทำไมจะต้องทำประชามติ ท่านประธานครับ อย่างที่ผมเปรียบเทียบแล้ว ขบวนรถไฟ ๒ ขบวนที่วิ่งไปข้างหน้าต่างฝ่าย ต่างตะบึงไปข้างหน้า ไม่มีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ไม่พอใจซึ่งกันและกัน ไม่พูดคุยกัน ไม่สนทนาพาทีกัน ไม่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน แล้วขบวนรถไฟนี้จะเปลี่ยนจากการวิ่ง ขนานกันเป็นไปชนกันเมื่อไรก็ได้ เพราะฉะนั้นแนวทางที่เหมาะสมที่สุดคือการใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๖ ผมก็แปลกใจครับ การเขียนรัฐธรรมนูญทำไมถึงเขียนมาตรา ๑๖๕ แล้วก็ มาตรา ๑๖๖ มาเรียงต่อเนื่องกัน มาตรา ๑๖๕ กิจกรรมที่เรากำลังทำอยู่ในเวลานี้คือการมา ปรึกษาหารือกันตามญัตติที่รัฐบาลเสนอมา หารือเพื่อให้ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล ถัดไปเป็นมาตรา ๑๖๖ มาตรา ๑๖๖ เป็นมาตราที่ว่าด้วยการทำประชามติ ซึ่งมีบทบัญญัติ ให้สามารถที่จะทำประชามติได้ในปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อให้ได้ข้อยุติ โดยการทำประชามตินั้น มีกติกาเพียงแค่ว่าต้องไม่ทำประชามติในเรื่องที่ขัดรัฐธรรมนูญ และไม่ทำประชามติในเรื่อง เกี่ยวกับตัวบุคคลหรือคณะบุคคล เพราะฉะนั้นแนวทางการทำประชามตินั้นเพื่อให้เกิด ข้อสรุปข้อยุติ เพราะผมไม่แน่ใจว่าสิ่งที่มวลชน สิ่งที่คณะราษฎร ๖๓ หรือสิ่งที่มวลชนที่อยู่ ภายนอกเรียกร้องต่อสู้กันอยู่ในเวลานี้นั้น ท่านได้ข้อยุติไปแล้ว ท่านได้ข้อสรุปไปแล้ว ในที่สุด ในอีก ๑ ปี ๒ ปี ๓ ปี ๔ ปี ๕ ปีข้างหน้า วงจรอุบาทว์นี้ก็ย่อมจะกลับมาอีก เมื่ออีกฝ่ายหนึ่ง มาเป็นรัฐบาล อีกฝ่ายหนึ่งก็สามารถที่จะใช้แอปพลิเคชัน (Application) อะไรที่กำลังใช้อยู่ เวลานี้สามารถที่จะเรียกมวลชนหมื่นคน แสนคน ล้านคน ออกมาได้ภายในเวลา ๑๕ นาที ครึ่งชั่วโมง ออกมาไล่นายกรัฐมนตรี ไล่รัฐบาล ที่มีอำนาจอยู่ในเวลานั้นได้อีก วงจรต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะเป็นวงจรที่ไม่มีความจบสิ้น เพราะฉะนั้นเราจำเป็นที่จะต้องหาข้อยุติ โดยการกลับไปถามประชาชนในสิ่งที่เป็นปัญหา สิ่งที่ทุกฝ่ายข้องใจอยู่ในเวลานี้ว่าจะหา ข้อยุติอย่างไร คือการทำประชามติ ผมจะลงในรายละเอียดแนวคิดการทำประชามติ ที่อยากจะเสนอรัฐบาล ท่านช่วยกรุณาไปคิด ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรี ช่วยกรุณาไปคิด และที่สำคัญคือท่านประธานรัฐสภา จะเป็นกลไกสำคัญในการที่ทำเรื่องนี้ ขอบคุณครับที่ท่านมองผม แสดงว่าท่านมีความสนใจว่าท่านประธานรัฐสภาจะเกี่ยวกับ เรื่องนี้ได้อย่างไร เกี่ยวครับ เกี่ยวโดยตรง ในข้อบังคับ ข้อ ๕ ท่านประธานรัฐสภาสามารถ ที่จะตั้งกรรมการขึ้นมาเพื่อดำเนินการในกิจการใดก็ได้ สิ่งที่ผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่จะเสนอก็คืออย่างนี้ครับ คำถามที่จะทำประชามตินั้นเป็นคำถามที่ ในกฎหมาย หรือในรัฐธรรมนูญ หรือในกฎหมายลูกว่าด้วยการทำประชามตินั้น บอกว่า รัฐบาลจะเป็นผู้ทำ หรือหน่วยงานที่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะเป็นผู้ทำ แต่ในสถานการณ์ หรือในภาวะการที่มีความขัดแย้งและมีความไม่ไว้วางใจกันอย่างสูงยิ่งนั้น คำถามประชามติ เป็นคำถามหรือเป็นประเด็นที่มีความสำคัญมากที่สุดในการทำประชามติ จะถามว่าเราจะทำ คำถามประชามตินี้ได้อย่างไร ท่านประธานรัฐสภาท่านช่วยกรุณาใช้อำนาจของท่าน ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ การทำประชามติ ตั้งกรรมการขึ้นมาประกอบด้วยบุคลากรฝ่ายต่าง ๆ ประกอบด้วยผู้แทนคณะรัฐมนตรี ผู้แทนรัฐบาล ผู้แทนสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้าน ผู้แทน สภาผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาล สมาชิกวุฒิสภา บุคคลภายนอก อันประกอบด้วยผู้แทนของ นักเรียน นิสิต นักศึกษา ผู้แทนภาคประชาชน อาจจะมีอดีตประธานศาลฎีกา ๒ ท่าน หรือ ๓ ท่าน อาจจะมีอดีตประธานศาลปกครอง ๑ ท่าน หรือ ๒ ท่าน องค์กรอิสระ ส่งผู้แทนมา อาจจะเป็นเลขาธิการ กกต. ป.ป.ช. ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น ประกอบเป็น คณะกรรมการ คณะกรรมการนี้มีหน้าที่ที่จะไปหาคำตอบในเรื่องของคำถามในการทำ ประชามติ เราจะไม่ให้รัฐบาลเป็นผู้ตั้งคำถาม คณะกรรมการนี้มีหน้าที่ ๒ ประการ ประการที่ ๑ คือหาคำถามประเด็นในการทำประชามติ ๓ คำถามเป็นอย่างน้อย ๑ ๒ ๓ ปัญหาใดที่เป็นปัญหาที่มีความขัดแย้งที่หาข้อสรุปไม่ได้อยู่ในเวลานี้ ช่วยกันคิดคำถาม ในการทำประชามติที่จะให้ประชาชนออกมาลงคะแนน ออกมาออกเสียงประชามติ ๓ คำถาม คำถามนั้นส่งให้กับรัฐบาลเพื่อให้รัฐบาลรับเป็นคำถามในการทำประชามติ แล้วลงในราชกิจจานุเบกษา จะเห็นได้ว่าวิธีการที่กระผมนำเรียนท่านประธานนั้น เป็นวิธีการ ที่เป็นการแสดงความร่วมมือร่วมใจกันระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติในการที่จะ หาทางออกให้กับประเทศ ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าทางออกอันตีบตันนี้จะแก้ไขได้อย่างไร คำถามประชามตินั้นเมื่อได้คำตอบมาทุกฝ่ายย่อมจะควรต้องยอมรับ และหาข้อสรุปให้ได้🔗
ปัญหาถัดมาท่านประธานครับ กติกา กฎเกณฑ์ หรือหลักการการทำ ประชามตินั้นจะเป็นอย่างไร เรากำลังจะมีพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ซึ่งรัฐบาลผ่านคณะรัฐมนตรีแล้ว ผ่านคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว ท่านรองนายกรัฐมนตรี ได้กรุณาชี้แจงเมื่อสักครู่นี้บอกว่ากฤษฎีกาพิจารณาเรียบร้อยแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรี ลงนามแล้ว เตรียมจะนำเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา แล้วจะเป็นกฎหมายปฏิรูปเพื่อให้ที่ประชุม ร่วมของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาเรื่องนี้ ซึ่งคงได้ระยะเวลาที่เร็วขึ้นในระดับหนึ่ง แต่อย่างไร ก็แล้วแต่ ปัญหาที่เกิดวิกฤติความขัดแย้งในเวลานี้มีความแตกแยก มีความร้าวลึกมาก จนเราจะรอกฎหมายที่จะต้องผ่านรัฐสภาเดือนมกราคมหรือเดือนกุมภาพันธ์นั้นไม่ไหว รอไม่ไหวครับ กว่าจะพิจารณาในวาระที่หนึ่ง วาระที่สอง วาระที่สาม ผ่านไปเดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์ ผมว่าบ้านเมืองไทยความแตกแยกจะไปถึงไหนแล้วก็ไม่ทราบ เพราะฉะนั้น คณะกรรมการที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานช่วยกรุณาตั้งกรรมการนั้นขึ้นมาจะมีหน้าที่ อีกประการหนึ่ง คือการพิจารณาทำกฎหมายว่าด้วยการทำประชามติในกรณีสถานการณ์ วิกฤติความขัดแย้งในบ้านเมือง จะตั้งชื่ออย่างไรก็แล้วแต่ ช่วยพิจารณาทำกฎหมายฉบับนั้น พิจารณาแล้วทำอย่างไรครับ เสนอรัฐบาล ในคณะกรรมการนั้นคงมีตัวแทนของ คณะกรรมการกฤษฎีกาเข้ามาร่วมด้วย เพื่อออกเป็นพระราชกำหนด พระราชกำหนดฉบับนี้ ใช้เพื่อกรณีเฉพาะเจาะจง คือการทำประชามติความขัดแย้งเรื่องนี้โดยเฉพาะ ทำใน สถานการณ์ฉุกเฉิน ในสถานการณ์วิกฤติ ซึ่งผมเชื่อว่าประเด็นของการออกพระราชกำหนด ดังที่ว่านี้คงไม่ขัดรัฐธรรมนูญ คงจะไม่มีผู้ใดไปส่งศาลรัฐธรรมนูญว่าพระราชกำหนด ขัดรัฐธรรมนูญ ขอเวลาท่านประธานอีกนิดเดียวครับ เพราะฉะนั้นพระราชกำหนดนี้จะเป็น พระราชกำหนดที่เป็นเครื่องมือในการทำประชามติ🔗
ถัดมาท่านประธานทำอย่างไร เวลาใดที่เหมาะสมที่สุด กราบเรียนครับ ผมเสนอว่าถ้าเป็นไปได้คือทำประชามติในวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๓ ไม่ช้าเกินไป แล้วก็ ไม่เร็วเกินไป วันที่ ๒๐ ธันวาคมนั้นได้มีการพิจารณาดำเนินการแล้วว่าจะมีการเลือกตั้ง อบจ. ทั่วประเทศ ยกเว้นกรุงเทพมหานคร เพราะฉะนั้นกฎหมายพิเศษนี้จะใช้เพื่อการเลือก อบจ. และการทำประชามติ กรณีนี้ต้องขอความร่วมมือ ความกรุณาจาก กกต. ด้วย เพราะท่านมีความพร้อม ท่านมีความสามารถที่จะดำเนินการเรื่องนี้ได้อย่างไร อาจจะเป็น ๑ คูหา มี ๒ หีบบัตรเลือกตั้ง หีบหนึ่งก็คือทำประชามติ หีบหนึ่งก็คือเลือก อบจ. หรือคนละ คูหาติดกัน ถ้าอย่างนั้นก็ได้ ถ้ามีปัญหาเรื่องงบประมาณ รัฐบาลก็กรุณาสนับสนุน งบประมาณ อันนี้ต้องเป็นความสมัครใจ ความพร้อมใจของ กกต. ด้วย ก็คงต้องมี การปรึกษาหารือกัน เพราะฉะนั้นวิธีที่ว่านี้เป็นวิธีที่จะเป็นทางออกของประเทศ การใช้ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ ที่เราทำอยู่ในวันนี้ ต่อเนื่องกับมาตรา ๑๖๖ จะเป็นทางออก เพราะฉะนั้นการหารือกันในวันนี้ ขออนุญาตกราบเรียนเสนอแนวทางเพื่อลบคำสบประมาท ของบุคคลภายนอกว่าเวทีนี้เป็นเวทีปาหี่ เวทีนี้คงไม่สามารถที่จะหาข้อสรุปใด ๆ ได้ ผมจึงขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน🔗
ท้ายที่สุดนี้ขออนุญาตท่านประธานอีก ๑ นาทีครับ มีพระบรมราโชวาท ของล้นเกล้าฯ ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ผมขออนุญาตท่านประธานอ่านสั้น ๆ เร็ว ๆ ท่านคง ไม่ขัดจังหวะผมนะครับท่านประธาน ในพระบรมราโชวาทของในหลวงรัชกาลที่ ๙ นั้น ท่านมี พระบรมราโชวาทไว้ให้คนไทยเมื่อเวลามีปัญหาเกิดขึ้น ไม่ว่าปัญหาใหญ่หรือปัญหาเล็กนั้น ให้ใช้สติและปัญญาในการแก้ปัญหานั้น ๆ ย่อมจะสามารถฝ่าฟันปัญหาและอุปสรรคใด ๆ ไปได้ ผมจึงขออนุญาตนำเรียนท่านประธานผ่านไปทางรัฐบาล และทุกท่านที่ฟังอยู่ทั้งในสภา และนอกสภาว่าเราถอยกันคนละก้าว นั่งใช้สติและปัญญาในการที่จะคิดหาวิธีการแก้ปัญหา อย่าเลยครับ อย่าที่จะเอาหัวชนฝา ย่อมจะมีแต่หัวแตก ถอยกันแล้ว ตั้งสติให้ดี และหา วิธีการแก้ปัญหา ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไปเป็นคุณชลน่าน ศรีแก้ว หลังจากนั้นก็จะเป็นคุณวิเชียร ชวลิต และคุณสุวรรณี สิริเวชชะพันธ์ ขอเชิญ คุณหมอชลน่านครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กราบขอบคุณ ท่านประธานเป็นอย่างสูงที่ให้ผมได้มีส่วนร่วมในการที่จะอภิปรายแสดงความคิดเห็นตามที่ คณะรัฐมนตรีร้องขอ ได้เสนอญัตติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ เข้ามา ๓ ญัตติชัดเจนครับ ท่านประธาน รัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีเห็นว่ามีปัญหาสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดิน จึงสมควรที่จะฟังความคิดเห็นจากสมาชิกรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. หรือ ส.ว. ในวันนี้ และที่สำคัญ ขอฟังความเห็นในภาวะไม่ใช่ปกติด้วย ก็คือไม่ใช่สมัยประชุมปกติ ก็ขอเปิด วิสามัญ และการเปิดวิสามัญก็ชัดเจนครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ วรรคสาม ที่ท่านใช้ เขียนไว้ชัดเจนครับ มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์สำคัญของรัฐ องค์พระมหากษัตริย์ทรงเรียก ประชุมสมัยวิสามัญได้ นั่นก็หมายถึงมอบอำนาจให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้ตราพระราชกฤษฎีกา ตามที่อ้างมา ท่านประธานครับ การเสนอญัตติเข้ามาครั้งนี้ ผมเองต้องกราบขอบพระคุณ ท่านประธานเป็นอย่างสูงในฐานะประมุขรัฐสภา ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งที่สมาชิกหลายท่าน ได้กล่าวในสภาแห่งนี้ว่าท่านเป็นประมุขรัฐสภาที่พวกเรามีความภาคภูมิใจ ท่านเป็นผู้มีบารมี ทางการเมืองที่สูง สามารถที่จะเสนอแนะไปยังฝ่ายบริหารว่าเวทีรัฐสภาน่าจะเป็นทางออก ที่ดีที่สุด จากผลการประชุม ๔ ฝ่ายที่ท่านเป็นประธานอยู่ และนำเสนอไปที่ ครม. เพื่อขอให้ เปิดวิสามัญ ก็ขอบคุณทางฝ่ายคณะรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีด้วยนะครับ ที่เห็น ความสำคัญของสภา แต่จะเห็นความสำคัญจริงหรือไม่เดี๋ยวผมจะมีรายละเอียดลงไป ท่านประธานครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมเองได้รับมอบหมายจากทางผู้นำฝ่ายค้านแล้วก็ พรรคเพื่อไทยได้ขึ้นมาอภิปรายเพื่อจะฟังประเด็นของเพื่อนสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นจาก ส.ว. ส.ส. ทุกฝ่ายที่ได้เสนอประเด็นมาวันนี้ แล้วนำมากราบเรียนท่านประธานในมุมมองของ ตัวกระผมและทางพรรคเพื่อไทย🔗
ประการแรกสุด ท่านประธานครับ สมาชิกโดยเฉพาะท่านผู้นำฝ่ายค้าน และสมาชิกพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้มีมุมมองต่อญัตติที่เสนอเข้ามา ตอนแรกเราดีใจนะครับ ท่านประธานว่าเวทีรัฐสภาจะเป็นเวทีแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน หาทางออกให้กับ พี่น้องประชาชน หลายท่านกล่าว ณ ที่นี้เลยนะครับว่าเห็นญัตติแล้วเป็นที่น่าเสียดาย และน่าเสียใจ รายละเอียดท่านสมาชิกอภิปรายไปแล้ว ก็เป็นสิทธิของท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องที่จะมาตอบ ผมก็ฟังท่านรองนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องได้ตอบ ไปแล้วถึงแนวการเขียนญัตติ วิธีการเขียนญัตติ แล้วก็ปัญหาสำคัญของแผ่นดิน โดยรวมแล้ว วัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ เพื่อหาทางออกให้กับประเทศ ต้องยืนอยู่ จุดนี้ก่อน เราไม่ได้หาทางออกให้กับใคร คณะใด บุคคลใด โดยเฉพาะคนที่เป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี หาทางออกให้กับประเทศทุกฝ่าย เพราะฉะนั้นอย่าใช้ญัตตินี้มาเสมือนเป็น การขอความชอบธรรมที่ท่านจะอยู่ในอำนาจต่อ กล่าวหาบุคคลอื่น ฝ่ายอื่นว่าเป็น ผู้กระทำผิดโดยไม่มองมาที่ตนเอง โดยข้อเท็จจริงครับ การบอกว่ามีปัญหาสำคัญ ในการบริหารราชการแผ่นดินนั้น ต้องมองตัวเองครับว่าตัวเองทำไปแล้วมีปัญหาอะไร เมื่อมองไม่ออกนั่นละครับ ถึงมาขอความเห็นจากสมาชิกรัฐสภา สมาชิกรัฐสภาเราก็จะมี ทางออก มีความเห็นให้ แต่ความจริงใจหลายท่านบอกว่าเวทีรัฐสภา รัฐบาลชุดนี้ ให้ความจริงใจมากสำหรับรัฐสภา ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ผมเสนอเป็น ประเด็นแรกเลยว่าถ้านายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี และรัฐบาลชุดนี้มีความจริงใจต่อ เวทีรัฐสภาแล้ว ปัญหาจะไม่เกิดขึ้นลุกลามบานปลายมาจนถึงปัจจุบันนี้ มันก็เลยเป็นที่มาของคำว่า วันนี้จะเป็นปาหี่ไหม พวกเราเป็นสมาชิกรัฐสภา เราโกรธไหมครับท่านประธาน เสมือนโกรธนะครับ แต่ผมบอกว่าผมไม่โกรธครับ เพราะพี่น้องประชาชนเขามองอย่างนั้น ไม่ได้ผิดจากความเป็นจริงจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเลย เพราะฝ่ายนิติบัญญัติเรานะครับ เรามีข้อเสนอมากมาย ไม่ว่าจะเป็นญัตติ ไม่ว่าจะเป็นกระทู้ อภิปรายทั่วไปแบบไม่ไว้วางใจ อภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ มีข้อเสนอไปหมด แต่รัฐบาลไม่เคยนำไปสู่ปฏิบัติ เสนอญัตติ ด้วยวาจาว่าให้รัฐบาลนำข้อคิดเห็นของสมาชิกไปสู่การปฏิบัติเกี่ยวกับผู้ชุมนุม มีมติไม่รับ ไม่ส่งรัฐบาล เป็นไปได้อย่างไรท่านประธานครับ นี่ส่วนหนึ่งของพวกเราทำกันเองนะครับ ส่วนที่ ๒ ส่งไปแล้วไม่มีการปฏิบัติใด ๆ พอไม่มีการปฏิบัติใด ๆ การถ่วงดุลอำนาจ ๓ อำนาจ อธิปไตยเรา เราไม่มีสิทธิที่จะไปบอกว่าคุณต้องทำเลย ตุลาการ บริหาร และนิติบัญญัติ การดุลอำนาจมันสูญเสียไปหมด เพราะฉะนั้นโอกาสนี้ละครับที่เราจะมาช่วยกันฟื้นวิกฤติ ศรัทธากับรัฐสภาเราด้วย หวังว่าข้อเสนอวันนี้จะทำให้ทางคณะรัฐมนตรีได้นำไปสู่การปฏิบัติ ท่านประธานครับ เมื่อมองถึงปัญหาสำคัญการบริหารราชการแผ่นดินแล้ว ต้องกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพครับ ต้องมองที่สาเหตุปัญหา หลายท่านได้เสนอสาเหตุของ ปัญหา ผมสรุปรวบยอดครับ ๑. สาเหตุปัญหาที่เป็นมูลเหตุ และ ๒. สาเหตุของปัญหา ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน มูลเหตุของปัญหา รากเหง้าของปัญหาที่แท้จริงเกิดจากการเข้าสู่อำนาจ ของท่านตั้งแต่สมัยเป็น คสช. ต้องการสืบทอดอำนาจ ไปจัดทำรัฐธรรมนูญมารองรับ การสืบทอดอำนาจนั้นคือมูลเหตุของปัญหา สำคัญครับ เมื่อเข้าสู่อำนาจแล้ว การบริหาร อำนาจคือการบริหารราชการแผ่นดิน ๖ ปีที่ผ่านมา ตอบได้เลยครับ ถ้าท่านบริหารดี ไม่มีใครไปเรียกร้อง ไม่มีใครมาประท้วง แม้ที่มาของท่านจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ผลการบริหารของท่านล้มเหลวทั้งหมดครับ เศรษฐกิจ การเมือง มิติเชิงสังคม แตกแยก เหลื่อมล้ำ สุดท้ายวิกฤติศรัทธาครับ มาตัดกันเป็นศูนย์ มันระเบิดขึ้นมาแล้ว อันนี้คือ ความสามารถในการบริหารงานของท่าน โดยเฉพาะปัญหาครั้งนี้เติมเต็มเลยครับ เป็นการบริหารภาวะวิกฤติ ท่านบอกว่าการชุมนุมเป็นภาวะวิกฤติ แต่ท่านบริหารภาวะวิกฤติ ไม่เป็น บริหารล้มเหลวมาก แทนที่จะระงับยับยั้งได้นะครับ ท่านกลับไปใช้วิธีการที่เสมือนไป เติมเต็มและขยายปัญหาให้มันกว้างมากขึ้น เขาชุมนุมด้วยความสงบ ชุมนุมสันติวิธีปราศจาก อาวุธ ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๔ ทุกอย่าง เพื่อนสมาชิกพูดไปแล้วครับ มีคำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญรองรับ ถ้าเทียบเคียงจากเมื่อปี ๒๕๕๖ ที่มีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ สงบมากกว่านั้นเยอะเลยครับ แต่ท่านกลับเลือกใช้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ท่านประธานครับ ฉุกเฉินธรรมดาไม่ว่านะครับ เพราะประกาศใช้อยู่แล้ว ต่ออายุ ยืดอายุ มาถึงปัจจุบัน ในการเอาไปควบคุมโรคโควิด (COVID) แต่ท่านประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ร้ายแรง ไปอาศัยมาตรา ๑๑ ร้ายแรงต้องมีการประทุษร้าย ต้องมีการก่อการร้าย ท่านประธาน แล้วก็มีเหตุการณ์ที่มันจะลุกลามบานปลาย เช่น ๒ ฝ่ายประจันหน้ากัน ถามว่ามีไหมครับตอนตีสี่ วันที่ ๑๕ ผู้ชุมนุมหลับกันหมดแล้ว การชุมนุมประกาศ สลายตัวแล้ว เหลือแต่คนไม่มีที่อยู่ที่กินอยู่ต่างจังหวัดต้องนอนตรงนั้น ท่านใช้ประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉิน และที่จำเป็นต้องกราบเรียนท่านประธานครับ เรื่องนี้ผมลงรายละเอียด ไม่ได้ เรื่องของการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติ ของกฎหมาย ศาลรับฟ้องไปแล้วครับ ผมไม่ลงละเอียดเพราะว่าเรื่องนี้อยู่ในศาล แต่กราบเรียนท่านประธานว่าศาลจะนัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่ ๒๑ ธันวาคม ผมเองเป็นโจทก์ที่ ๑ ฟ้องท่านนายกรัฐมนตรีออกประกาศฉุกเฉินว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย วันที่ ๒๘ ศาลนัดไปฟัง คำสั่งว่าจะคุ้มครองฉุกเฉินชั่วคราวหรือไม่ เราฟ้องไต่สวนฉุกเฉินครับ วันที่ ๒๘ ท่านจะสั่ง หรือไม่สั่งก็แล้วแต่นะครับ จะสั่งว่าอย่างไรก็ได้เพราะไต่สวนไปแล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ เป็นการขยายวงกว้างเข้าไป นั่นคืออะไรครับ นั่นคือความอ่อนด้อยในการบริหารราชการ แผ่นดินของท่านเอง ท่านบริหารไม่เป็นอย่างไรครับ ประกาศเพื่ออะไรครับ ประกาศตาม ข้อ ๑๑ เพื่อต้องการออกข้อกำหนดที่จะไปสลายการชุมนุม ห้ามการชุมนุม แล้วท่านก็สลาย จริง ๆ เพื่อนสมาชิกพูดไปแล้วโดยเฉพาะการสลายที่แยกปทุมวันเมื่อวันที่ ๑๖ ครับ จริง ๆ ผมไม่อยากทำอะไรท่านประธานครับ แต่เห็นภาพการสลายชุมนุมวันที่ ๑๖ นั่นละ คือตัวที่บอกว่าทนไม่ได้จะต้องทำอะไรแล้ว เพื่อบอกกับคนที่ต้องขออนุญาตท่านประธานว่า ใช้อำนาจเกินขอบเขตกฎหมายกำหนด จะใช้เรียกว่าลุอำนาจก็ได้ ลุแก่อำนาจก็ได้ ก็จำเป็นต้องอาศัยอำนาจทางศาลมาช่วย เพราะตอนนั้นยังไม่มีวี่แววว่าเราจะเปิดวิสามัญได้ จริง ๆ ต้องเลือกวิสามัญทางรัฐสภาเป็นอันดับแรกครับเพราะเราเป็นสมาชิกรัฐสภา แต่ขณะนั้นยังไม่เกิดขึ้น เมื่อวันที่ ๑๖ ต้องตัดสินใจอย่างนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ผู้ชุมนุมเรียกร้องเขาไม่ได้เพิ่งมาเรียกร้อง เขาเริ่มมาก่อนโควิด (COVID) ครับ เป็นแฟลชม็อบ (Flash mob) ยื่นข้อเรียกร้อง ๓ ข้อง่าย ๆ หยุดคุกคามประชาชน แก้รัฐธรรมนูญ แล้วก็ยุบสภา เลือกตั้งกันใหม่ หลังโควิด (COVID) ก็ยังคงเดิม แต่เมื่อไม่ได้รับ การตอบสนองแล้วข้อเรียกร้องมันก็ขยายความไปเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบัน ๗ ข้อเรียกร้อง ในญัตติ ผมไม่ลงรายละเอียด แต่แน่นอนครับ ครอบคลุมทั้งหมด รวมทั้งหลายคนพูดถึง การปฏิรูปสถาบัน ก็เป็นหนึ่งในข้อเรียกร้อง หลายคนมองข้อเรียกร้องนี้ว่าเป็นข้อเรียกร้อง ที่เกินเลย ไม่เหมาะสม ไม่บังควร ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ ในฐานะ เป็นสมาชิกรัฐสภา คำว่า ปฏิรูปสถาบัน น่าจะเป็นคำสามัญทั่วไปแล้วในปัจจุบันนี้ ส่วนข้อเสนอจะเป็นการจาบจ้วงล่วงละเมิดหรือไม่ เหมือนที่สมาชิกบางท่านพยายามเน้น นั่นต้องไปดูที่ถ้อยคำ ผมเองมีความเชื่อมั่นว่าคนไทยรักสถาบันทุกคน อาจจะมีบ้าง เล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับคนที่มีความคิดสุดโต่ง นั่นเราห้ามเขาไม่ได้ แต่เนื้อความ โดยส่วนใหญ่แล้วรักสถาบัน การรักสถาบันย่อมมีการแสดงออกที่แตกต่างกัน อยากเห็น สิ่งที่ตนเองรัก สิ่งที่ตนเองเทิดทูน อยู่ในจุดที่เหมาะสมอย่างไร เป็นประโยชน์กับตัวเขาเอง อย่างไรในฐานะที่เป็นพสกนิกร เป็นประชาชนที่อยู่ในการปกครองของประเทศนี้ ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผมเน้นเลยนะครับ ทุกคน ยังยึดมั่นในระบอบนี้อยู่ ระบบรัฐสภาอยู่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ปฏิรูปคือการเปลี่ยนแปลง ที่ค่อยเป็นค่อยไป โดยมีเป้าหมายที่มีนวัตกรรมใหม่เข้ามาทำให้มันดีขึ้น ไม่ได้เปลี่ยน โครงสร้าง ไม่เป็นการล้มล้าง เมื่อมีการพูดคุยแล้วส่วนที่เกี่ยวข้องต้องนำไปดู ไปปฏิบัติ ผมเองกราบเรียนด้วยความเคารพท่านประธานครับ ถ้าเราไปดูรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ องค์พระมหากษัตริย์เป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยผ่านทางศาล ผ่านทางคณะรัฐมนตรี และผ่าน ทางฝ่ายนิติบัญญัติ ทางรัฐสภา เพราะฉะนั้นองค์พระมหากษัตริย์กระทำอะไรเป็นความผิด มิได้ครับ เพราะทุกอย่างอยู่ภายใต้การรับสนองพระบรมราชโองการ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ เขาเรียกร้องปฏิรูปนี่ก็เหมือนว่าผู้รับสนองพระบรมราชโองการตรงนั้นชอบไหม ถ้าจะผิด ผู้รับสนองพระบรมราชโองการเป็นผู้ผิดครับ ท่านประธานครับ อันนี้คือกฎ คือหลักของ การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เดอะ คิง แคน ดู โน รอง (The King can do no wrong) ท่านประธานครับ ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ อันนี้เป็นมาตลอดครับ เพราะฉะนั้นใครจะล่วงละเมิดองค์พระมหากษัตริย์มิได้ เพราะพระองค์มิได้ทำด้วยตนเอง ทำผ่านครับ ผ่านองค์กรที่รองรับอำนาจ ผ่าน ครม. ผ่านสภา ผ่านตุลาการ เพราะฉะนั้นองค์กรเหล่านั้นต้องกลับไปดูนะครับ ท่านทำอะไรให้สถาบันเป็นอยู่ขณะนี้ ที่มีคนกลุ่มหนึ่งบอกว่าต้องปฏิรูปหรือเปล่า คนเหล่านั้นต้องกลับไปมอง แม้แต่ตัวเรา ด้วยครับ รัฐสภาก็ต้องมองตัวเราเอง ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ผมกราบเรียน ท่านประธานไปว่ารัฐบาลชุดนี้ปฏิเสธเรื่องรัฐสภาเรา มันก็เลยเกิดปัญหา ทีนี้มาดูทางออก ท่านประธานครับ ทางออกที่พวกเราเสนอมาทั้งหมดมีอะไร เป็นอย่างไร🔗
เรื่องแรกสุด ทางออกที่เขาเรียกร้อง ต้องแก้ปัญหาปัจจุบันก่อนครับ มีการยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงเมื่อวันที่ ๒๒ เวลา ๑๒.๐๐ นาฬิกา เพราะฉะนั้นหลังจากวันนั้นเป็นต้นมา สิ่งที่จำเป็นก็ต้องเรียกร้องไปยังรัฐบาลว่าให้ใช้ กฎหมายปกติในการที่จะดูแลผู้ชุมนุมให้เป็นไปตามกฎหมายบัญญัติ เคารพสิทธิ ตามรัฐธรรมนูญ อย่าให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเพราะยังมีการชุมนุมกันอยู่ การจับกุม คุมขังต่าง ๆ ต้องเป็นไปตามกฎหมายปกติที่ให้อำนาจไว้ พ.ร.บ. ชุมนุมสาธารณะ ถ้าจะเกินเหตุเกินเลยคุณต้องอาศัยอำนาจศาล คุณอย่าก้าวข้ามกระโดด ไม่ใช้อำนาจศาล แล้วมาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงแล้วไปจับเขา นั่นข้อแรกสุดครับ ในข้อแรกนี้ ความผิดที่เกิดขึ้นจากการประกาศใช้สถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ออกข้อกำหนดตาม มาตรา ๙ มาตรา ๑๑ มา ที่เป็นความผิดมีทั้งหมดอยู่ ๔๖ ราย ต้องได้รับการปล่อยตัวทันที ผมเรียกร้องผ่านท่านประธานไปเลย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สตช. องค์กรอัยการ ถ้าคดี อยู่ที่ท่าน ท่านต้องรีบดำเนินการปล่อยตัวทันที และที่อยู่ในขั้นตอนที่จะสั่งฟ้องต้องทำคำสั่ง ไม่ฟ้อง เพราะอะไรครับ เพราะว่าบรรดากฎหมายที่ยกเลิกไปแล้ว ประกาศยกเลิกไปแล้ว ข้อกำหนดยกเลิกไปแล้ว ท่านจะไปเอาความผิดตามกฎหมายใด โทษก็ยกเลิกไปแล้ว มีคำวินิจฉัยของศาล ท่านประธานครับ การใช้อำนาจตามคำสั่ง คสช. ที่ ๓/๒๕๕๘ มีการไปร้อง พอยกเลิกคำสั่งนี้ปุ๊บคนที่โดนโทษตามคำสั่ง ที่ ๓/๒๕๕๘ ข้อ ๑๒ คือห้าม ชุมนุมสาธารณะ ถูกปล่อยตัวหมดท่านประธานครับ เพราะศาลถือว่าการออกคำสั่งยกเลิก เป็นการออกบทบัญญัติของกฎหมายใหม่ที่ไปยกเลิกการกระทำความผิด ประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา ๒ วรรคสอง ท่านประธานครับ เขียนไว้ชัดเจน ต้องไปยกเลิกตามนั้น ฝากฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องทำครับ🔗
เรื่องที่ ๒ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหลายทั้งปวงต้องมีการสอบข้อเท็จจริง โดยเฉพาะเรื่องที่พูดกันเยอะที่สุดคือการรบกวนขบวนรถเสด็จ ต้องสอบข้อเท็จจริงครับ จะผ่านกรรมาธิการสามัญของเราคณะใดคณะหนึ่งก็ได้ หรืออยากให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม ตั้งวิสามัญเลยครับ สอบข้อเท็จจริงกรณีว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบ ผมเองกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพ นายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบครับ เพราะท่านเป็นผู้บริหาร สูงสุดของฝ่ายบริหาร ท่านปล่อยให้ขบวนเสด็จผ่านไปในสถานที่ชุมนุมได้อย่างไร ได้อย่างไรครับ ท่านที่รู้ว่ามีการชุมนุมอยู่ตรงนั้น มีสมาชิกบางท่านบอกว่าขบวนเสด็จ เสด็จตามพระราชอัธยาศัย ต้องพิสูจน์กันครับ ผมเชื่อมั่นว่าพระราชอัธยาศัยนี่ไม่มีทางครับ ไปแอบอ้างอย่างนั้นก็เหมือนกับว่าเอาสิ่งที่มิบังควรมาแอบอ้างอีก วิธีการง่ายนิดเดียว ท่านประธานครับ เครื่องบินตกเราพิสูจน์ที่กล่องดำใช่ไหมท่านประธานครับ เครื่องบินตก มีเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้วพิสูจน์กล่องดำ ครั้งนี้ไม่ยากครับ เหตุการณ์เกิดขึ้นเรียบร้อยแล้ว พิสูจน์เรื่องของการใช้วิทยุสื่อสารของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ในกระบวนการที่จะกำหนดเส้นทางเสด็จ จะมีการพูดโต้ตอบกันทั้งหมด แล้วผมเชื่อว่าลบไม่ได้นะครับ ลบแล้วผิดกฎหมาย กรรมาธิการต้องไปเอาเรื่องนี้ออกมาให้ได้ ลงโทษให้ได้ ถือว่าเป็นการรบกวนเบื้องยุคลบาท อย่างใหญ่หลวงเลย อย่างนี้ไปโทษผู้ชุมนุม แต่ท่านเองไม่ปกป้องสถาบัน ผมต้องกล่าวหา อย่างนี้นะครับ ท่าน พลเอก ประยุทธ์ต้องรับผิดชอบ ไปสอบเลยครับ สอบข้อเท็จจริงให้ได้ สอบข้อเท็จจริงเรื่องที่ ๒ ครับ ผมขอเวลาอีก ๕ นาทีครับท่านประธาน เพราะว่าทางฝ่าย ผู้ประสานงานแจ้งผมมาว่าได้อีก ๕ นาที🔗
เรื่องที่ ๒ การสลายการชุมนุม มีสมาชิกท่านหนึ่งที่เป็นแพทย์ นายแพทย์เอกภพ ได้พูดเรื่องนี้ไปชัดเจน จะต้องมีการสอบข้อเท็จจริงว่ามีการใช้มาตรการที่เกินกว่าเหตุหรือไม่ แม้ท่านจะอ้างข้อกำหนดที่ออกตามมาตรา ๑๑ ให้กระทำได้ ๗ ข้อ ข้อ ๗ ท่านไปอ่านเลย ทั้งนี้ต้องไม่กระทำการที่เกินกว่าเหตุ ไปสอบให้ได้ว่าเกินกว่าเหตุหรือไม่ เพื่อคุ้มครองผู้ชุมนุม การทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติเราจะได้เป็นการถ่วงดุลการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารได้🔗
ท่านประธานที่เคารพ ข้อเสนอของเพื่อนสมาชิกเรื่องต่อไป และเป็นข้อเสนอ ที่ผมเองเห็นว่าก็เป็นทางออกหนึ่ง โดยเฉพาะท่านสมาชิกวุฒิสภาเสนอมา การตั้งคณะทำงาน หรือคณะกรรมการขึ้นมาดู แล้วไปดูว่าจะทำประชามติ แน่นอนครับ ต้องรอกฎหมาย ประชามติ แต่ที่เพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งเสนอบอกว่าไปถามประชามติเลยไหมว่าชุมนุม สาธารณะ ชุมนุมขณะนี้ เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๖ เขาเขียนไว้ชัดเจนครับ การทำประชามติต้องไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ การชุมนุมเป็นสิทธินะครับ มาตรา ๑๔ ก็คุ้มครองเขา โดยสงบ ปราศจากอาวุธ ท่านจะไปทำ ประชามติได้อย่างไร เพราะฉะนั้นประเด็นเหล่านี้ต้องดูให้รอบคอบและเรียบร้อยนะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ สิ่งที่หลายคนพูดไปแล้วก็มีคำตอบชัดเจน ก็ถือเป็น สัญญาที่ทางฝ่ายบริหาร นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีให้กับสภาแห่งนี้คือการแก้ รัฐธรรมนูญ ผมไม่ลงรายละเอียดครับ เพราะท่านบอกว่าท่านจะรับไปแก้รัฐธรรมนูญ ตามที่มีการเรียกร้อง แต่ผมไม่แน่ใจครับ ๖ ร่างที่ยื่นไปท่านจะรับกี่ร่าง แต่ดูแนวโน้มแล้ว ดูเสมือนดี มาตรา ๒๕๖ ดูเหมือนว่าจะรับ อาจจะรับมาตรา ๒๗๒ นั่นคือเรื่องของการเลือก นายกรัฐมนตรีในรัฐสภา อาจจะรับมาตราเกี่ยวกับการเลือกตั้ง หรือการปฏิรูป มาตรา ๒๗๐ หรือมาตรา ๒๗๑ มาตรา ๒๗๙ อาจจะไม่รับ อันนี้ไม่ว่ากันนะครับ ก็ไปพิจารณา รัฐสภา เรายินดีว่าเราจะช่วยกันแก้ปัญหาตรงนี้ ขอเพียงแต่มีความจริงใจ แต่ฝากประเด็นหนึ่ง ที่สำคัญครับ ร่างของไอลอว์ (iLaw) ของภาคประชาชน ๑๐๐,๐๐๐ ชื่อนี่จะทำอย่างไร ผมฟังท่านประธานวิป (Whip) รัฐบาลพูดบอกว่าจะเสร็จวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน หลังจากนั้น ได้ไหม ถ้าเพียงแต่รอ ๑ สัปดาห์แล้วทุกอย่างมันช่วยแก้ปัญหาได้ ผมก็คิดว่าคุ้มค่ากับการรอ ที่จะเอามาพิจารณาร่วมกัน เพราะว่าถ้าเกิดเราพิจารณาร่างที่มีอยู่แล้วเกิดไม่รับขึ้นมา เพราะร่างของไอลอว์ (iLaw) เขียน ๑๑ หลักการ ถ้าไม่รับมาร่างนั้นจะเสนอใหม่ไม่ได้ อันนี้ เป็นข้อพิจารณา ฝากท่านประธานด้วยความเคารพครับ🔗
ท่านประธานครับ ข้อเรียกร้องอันสุดท้ายคือต้นเหตุปัญหา ศูนย์รวมของ ปัญหาคือตัวท่านนายกรัฐมนตรี ทุกท่านบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีครับ เห็นแก่ประเทศชาติ บ้านเมืองเถอะ ท่านทำมาเยอะแล้ว เราก็ขอบคุณที่ท่านทำมา ส่วนหนึ่งสงบเราก็ไม่ว่า อะไรกัน แต่ขณะนี้บ้านเมืองมันไปไม่ได้ มีทางเดียวที่เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดก็คือลาออก ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แม้จะใช้รัฐธรรมนูญฉบับเดิมในการที่จะเข้าสู่ กระบวนการการเลือกนายกรัฐมนตรีในรัฐสภา ก็เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ แม้จะใช้มาตรา ๒๗๒ วรรคสอง เลือกในบัญชีไม่ได้ ขณะนี้ในบัญชีรายชื่อมีพรรคเพื่อไทย ๓ ท่าน พรรคประชาธิปัตย์ ๑ ท่าน พรรคภูมิใจไทยอีก ๑ ท่าน ที่เป็นผู้ที่จะถูกเลือก สมควรถูกเลือกตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ วรรคแรก แต่เมื่อเลือกไม่ได้ เราก็ยินดีครับ ๒ ใน ๓ ผมคิดว่าฝ่ายค้านเราเองก็สนับสนุนจะเป็นเสียงให้ ๕๐๐ เสียง เพื่อเปิดช่องว่าเอาผู้ที่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่ใช่อยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง ก็ได้ บุคคลที่ไม่มีรายชื่อ ไม่ได้หมายถึงคนนอกสภานะครับ คนในสภานี้ก็ได้ เป็นผู้แทนราษฎร ในสภานี้ก็ได้ ผมว่าเป็นทางออกหนึ่งที่จะทำให้เกิดการแก้ปัญหา เพราะว่าเมื่อมีการเลือก นายกรัฐมนตรีแล้วภาพเก่าภาพเดิมมันน่าจะหลุดออกไป เพราะนายกรัฐมนตรีท่านใหม่ ต้องไปแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ต้องไปทำนโยบายบริหารราชการ แผ่นดินมาแถลงต่อรัฐสภาใหม่ เรามาเริ่มต้นกันใหม่ได้ครับ หลายท่านเรียกร้องว่าภายใต้ การมีข้อพันธะสัญญาในสภาแห่งนี้จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จ เมื่อเสร็จแล้วก็ยุบสภา คืนอำนาจให้กับพี่น้องประชาชนไปเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมว่าอย่างนี้คือ ทางออกของประเทศครับ ทางออกของประเทศ และที่สำคัญท่านประธานครับ ปัญหาที่ เกิดขึ้นไม่อยากให้ทุกฝ่ายมองไปอีกฝ่ายหนึ่งว่าเป็นปัญหา ทุกฝ่ายทุกคนต้องบอกว่านี่คือ ปัญหาของประเทศ เรามาร่วมกัน หลายท่านเสนอสันติวิธี ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง เป็นสันติวิธี ใช้รัฐสภา ใช้การมีส่วนร่วม อย่ามองข้อเรียกร้องของลูกหลาน เยาวชนว่าเป็นคนที่ถูกใช้ ทำงานเพื่อการเมือง อย่ามองข้อเรียกร้องเหล่านี้ว่าเป็นปัญหาทางการเมืองเพื่อแย่งชิงอำนาจ สู่การเมือง การชุมนุมเรียกร้องครั้งนี้ไม่เหมือนเดิมครับ เมื่อก่อนเสื้อเหลือง เสื้อแดงมีฐาน การเมืองเพื่อแย่งอำนาจทางการเมืองกัน แต่ขณะนี้เขาแย่งอำนาจเพื่อกลับมาเป็นอนาคต ของเขา อนาคตของประเทศชาติโดยไม่มีการเมืองแอบแฝง🔗
ท่านประธานที่เคารพ สุดท้ายครับ ความจริงใจของรัฐบาลของ ท่านนายกรัฐมนตรีเท่านั้นเองที่จะไม่เติมเชื้อไฟเข้าไปในปัญหา หยุดยั้งปัญหาที่ผมนำเรียนไป กระบวนการการก่อกลุ่มมวลชนที่มีความเห็นต่อต้านกันมาแสดงพลังกัน ล้วนแต่เป็น การเติมเชื้อไฟเข้าสู่กองฟืน เติมฟืนเข้าสู่กองไฟ ราดน้ำมันลงไป ท่านประธานครับ ผมหดหู่ใจมาก พ่อเป็นผู้ใหญ่บ้านต้องแต่งเสื้อเหลืองไปร้องเพลงชาติ ขณะที่ลูกไปชุมนุม สร้างความแตกแยกในสังคมระดับพื้นฐาน ฐานรากของสังคมระดับครอบครัวอย่างร้าวฉาน อย่างแน่นหนาสาหัสท่านประธานครับ ภาพอย่างนี้อย่าให้เกิดขึ้นในเมืองไทยเรา เรารักชาติ เรารักสถาบัน เราเทิดทูนสถาบัน เราต้องยกสถาบันขึ้นเหนือเกล้าเหนือกระหม่อม การปฏิรูป สถาบันอาจจะเป็นการปฏิรูปเอาเหลือบ ริ้น ยุง ที่แอบอิงเกาะกินสถาบันออกมาให้หมด ผมว่าสถาบันจะมีความสง่างาม คนที่ชอบดึงฟ้าต่ำนั่นละครับ นั่นคือเป้าหมายของการปฏิรูป สถาบัน กราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ก่อนถึงท่านวิเชียร ท่านผู้ควบคุมเสียงฝ่ายรัฐบาล ท่านวิรัชขออนุญาตรายงานเกี่ยวกับเวลาการอภิปราย ขอเชิญ เลยครับ🔗
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายวิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครราชสีมา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตเรียนท่านประธานว่าในวันนี้เวลาส่วนที่เหลือทั้งหมดถ้าเผื่อดูแล้ว ท่านประธานครับ ส่วนของ ครม. ใช้ไปเพียงแค่ ๒๗ นาที เหลือ ๔ ชั่วโมง ๓๒ นาที ในส่วนของสมาชิกวุฒิสภา ใช้ไปแล้ว ๒ ชั่วโมง ๑๓ นาที คงเหลือ ๒ ชั่วโมง ๔๖ นาที ถ้าเผื่อหักของท่าน ส.ว. สุวรรณี ๑๐ นาที ก็จะเหลือประมาณ ๒ ชั่วโมง ๓๖ นาที พรรคร่วมฝ่ายรัฐบาล ๕ ชั่วโมง วันนี้ถ้าเผื่อใช้ไปแล้ว ๒ ชั่วโมง เหลือ ๒ ชั่วโมง ๓๐ นาที ถ้าเผื่อหักของท่านวิเชียร ชวลิต อีก ๑๐ นาที ก็จะเหลืออยู่ ๒ ชั่วโมง ๒๐ นาที พรรคร่วมฝ่ายค้าน ถ้าเผื่อหักของคุณหมอชลน่านแล้ว ก็จะเหลือ ๓ ชั่วโมง ๕๕ นาที วันนี้มีการส่งรายชื่อที่มาให้ท่านประธานได้อภิปรายต่อมี ๒ ท่าน ก็คือ ท่าน ส.ว. สุวรรณี กับท่านวิเชียร ท่านละ ๑๐ นาที หลังจากนั้นก็ขออนุญาตปิดการประชุม แล้วก็เริ่มต้น ในวันพรุ่งนี้ เนื่องจากในวันนี้ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกวุฒิสภา พรรคร่วมรัฐบาล พรรคฝ่ายค้าน ทำเวลาได้ประมาณครึ่งหนึ่งแล้วครับท่านประธาน ก็เลยไม่ส่งบัญชีผู้ที่จะอภิปรายต่อ ก็เรียนท่านประธานเพื่อโปรดทราบครับ🔗
ท่านวิรัชหมายความว่าอีก ๒ ท่าน คือท่านวิเชียร แล้วก็คุณสุวรรณี แค่นี้ใช่ไหมครับ🔗
นอกจากทางคณะรัฐมนตรีจะตอบเพิ่มเติม อันนี้ก็สุดแท้แล้วแต่ครับ🔗
หารือหรือยัง ท่านวิรัชหารือผู้ควบคุม เสียงฝ่ายอื่น🔗
ก็ได้ เช็ก (Check) สอบถามแล้วครับ ไม่มีในส่วนใดส่งรายชื่อเพิ่มเติมนอกจากในส่วนของ ครม. เท่านั้นครับ🔗
ถ้าอย่างนั้นผมขอร้องไว้ล่วงหน้า พรุ่งนี้เรากรุณาตรงเวลานะครับ ขอเชิญท่านวิเชียรครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และผู้ควบคุมเสียงฝ่ายค้านครับ ขอเรียนท่านประธานว่าสิ่งที่ท่านประธานวิป (Whip) ฝ่ายรัฐบาลได้เรียนชี้แจงนั้นก็ตรงตามที่ได้พูดคุย โดยพรรคร่วมฝ่ายค้าน ผู้อภิปรายคือ คุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว เป็นผู้อภิปรายท่านสุดท้ายของวันนี้นะครับ พวกเราสามารถ เดินเวลาไปได้ตามข้อตกลง เวลานี้ฝ่ายค้านใช้ไป ๔ ชั่วโมง ประมาณนะครับ วันพรุ่งนี้ อีก ๔ ชั่วโมง จะใช้สิทธิให้ครบครับ กราบขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณทุกฝ่ายนะครับ ขอเชิญ ท่านวิเชียรครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายวิเชียร ชวลิต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นต้องกราบขอบพระคุณ ท่านประธานที่ให้โอกาสผมได้ร่วมอภิปรายในการเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา ๑๖๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งตามญัตติการเปิดอภิปรายเพื่อรับฟังความคิดเห็น ของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งจะได้นำเรียนถึงประเด็นต่าง ๆ ต่อท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งท่านได้ขอเปิด ญัตติอภิปรายดังกล่าว ผมอยากจะเรียนว่าในวันนี้ท่านสมาชิกหลายท่านได้นำเสนอประเด็น แง่มุมต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งผมเรียนว่าต้องขอขอบคุณอย่างยิ่ง สำหรับท่านประธานรัฐสภาและท่านนายกรัฐมนตรี ที่ได้จัดให้มีเวทีที่จะได้รับฟังความคิดเห็น ดังกล่าว นั่นเป็นการแสดงถึงการทำหน้าที่ของสภาแห่งนี้เพื่อที่จะรับฟังแล้วก็ดำเนินการ ต่าง ๆ ที่จะทำให้ปัญหาซึ่งเราทุกคนทราบดีว่าความขัดแย้งต่าง ๆ นั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร ซึ่งผมอยากจะกราบเรียนว่าจริง ๆ ปัญหาความขัดแย้งโดยเฉพาะ ผมเรียนว่าน่าจะมี จุดเริ่มต้นมาจากเรื่องของรัฐธรรมนูญตั้งแต่การเปิดประชุมสภาแห่งนี้ใหม่ ๆ ในปีแรก แล้วก็ได้มีการหยิบยกและมีการพูดคุยในเวทีต่าง ๆ โดยเฉพาะได้มีการเสนอญัตติเพื่อให้มี การศึกษาเพื่อทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยการตั้งญัตติและมีการตั้งกรรมาธิการไปศึกษา เพื่อจะพิจารณาว่าตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มีประเด็น ที่จะรับฟังข้อคิดเห็นในเรื่องของรัฐธรรมนูญต่าง ๆ อย่างไร ซึ่งผมอยากจะเรียนว่าบังเอิญ ผมได้เข้าไปเป็นกรรมาธิการในคณะดังกล่าวที่จะรับฟังความเห็น ก็ได้รับทราบจากข้อคิด และความเห็นทั้งจากในสมาชิกเอง จากผู้ทรงคุณวุฒิ จากนักวิชาการ จากผู้มีส่วนร่วม ในการใช้รัฐธรรมนูญในบทบาทหน้าที่ต่าง ๆ และที่สำคัญเราได้มีการรับฟังความคิดเห็น จากพี่น้องประชาชนในหลาย ๆ ส่วน แต่อยากจะเรียนว่า🔗
ประการแรกที่อยากจะเรียนก็คือทุกคนมีประเด็นปัญหา เริ่มตั้งแต่เรื่องแรก ก็คือเรื่องของการลงประชามติในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ซึ่งได้ดำเนินการเมื่อเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๕๙ ในครั้งนั้นมีพี่น้องประชาชนลงมติแล้วก็เห็นควรให้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ประมาณ ๑๖ ล้านเสียงเศษ ก็อยู่ในราว ๖๑ เปอร์เซ็นต์กว่าของพี่น้องประชาชน มีผู้ไม่เห็นด้วยประมาณ ๑๐ ล้านเสียงเศษ ก็อยู่ในราว ๓๖ เปอร์เซ็นต์เศษ ซึ่งก็มีการหยิบยก และมาพูดกัน ฝ่ายหนึ่งก็บอกว่าการที่ประชาชนลงมติตั้ง ๑๖ ล้านเสียง ซึ่งเป็นเสียงข้างมาก เป็นการรองรับหรือยืนยันว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีและเหมาะสม อย่างยิ่ง ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็บอกว่ารัฐธรรมนูญดังกล่าวได้มีการออกเสียงลงประชามติในยุคที่ เรียกว่าเป็นสถานการณ์ คสช. นี่ก็มีความเห็นแตกต่าง ซึ่งก็โต้แย้งกันมาโดยตลอดนะครับ🔗
ประเด็นที่ ๒ ที่อยากจะเรียนก็คือว่าบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเรื่องที่สำคัญ เรื่องหนึ่งก็คือที่เราพูดกันถึงมาตรา ๒๗๒ ก็คือการที่ให้สมาชิกวุฒิสภาร่วมลงมติในการที่จะ พิจารณาให้บุคคลที่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรีได้ฟังเสียงของสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งฝ่ายที่มี ความเห็นก็บอกว่าการที่สมาชิกวุฒิสภาเข้ามามีส่วนในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี เป็นกระบวนการที่ขัดแย้งหรือไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยอย่าง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ฝ่ายที่มีความเห็นว่าการลงมติดังกล่าวนั้น ถ้าหากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่มีเสียงเกิน กึ่งหนึ่งที่จะให้บุคคลใดเป็นนายกรัฐมนตรีการทำหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีก็จะไม่ราบรื่น หรือไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ ก็มีความเห็น ๒ ฝ่าย และที่สำคัญ ฝ่ายที่มีความเห็น คัดค้านก็บอกว่าสภาพดังกล่าวมีสภาพบังคับเป็นไปตามบทเฉพาะกาลเป็นเวลา ๕ ปี ซึ่งก็เทียบเคียงได้ว่าอาจจะเป็น ๒ สมัยของการเลือกตั้ง ซึ่งก็มีความเห็นแตกต่างและเป็น ต้นทางของความขัดแย้งที่เราหยิบยกขึ้นมา🔗
ประเด็นที่ ๓ ซึ่งผมว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญแล้วเราก็หยิบยกขึ้นมาพูดกัน โดยตลอดก็คือว่าใครเป็นคนเขียนรัฐธรรมนูญตอนเสนอญัตติในการพิจารณาแก้ไข รัฐธรรมนูญในรัฐสภาแห่งนี้ ผมก็เสนอความเห็นว่าการบัญญัติรัฐธรรมนูญนั้น ถ้าหาก รัฐธรรมนูญที่เกิดจากพี่น้องประชาชนเป็นผู้บัญญัติ ก็จะได้รับการดูแลและรักษาเพราะมี ความรู้สึกเป็นเจ้าของ แต่หากรัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้เขียนโดยพี่น้องประชาชน ก็จะมีความรู้สึกว่า ไม่ใช่รัฐธรรมนูญของเรา ก็อาจจะมีความเห็นว่าการรักษาไว้อาจจะไม่ใช่หน้าที่ของพี่น้อง ประชาชนโดยตรง อันนี้ก็มีความแตกต่าง แล้วยังมีหมายเหตุที่ ๔ ซึ่งเป็นประเด็นอื่น ๆ ที่มาเกี่ยวข้องก็คือเรื่องของยุทธศาสตร์ประเทศ เรื่องของการปฏิรูปประเทศ ซึ่งอันนี้ก็เป็น ข้อโต้แย้งหรือความเห็นที่แตกต่าง จากเหตุดังกล่าวจึงเป็นที่มาของความขัดแย้งที่นำไปสู่ กระบวนการรณรงค์เพื่อเรียกร้องให้ดำเนินการในเรื่องนั้นต่อไป ผมอยากจะกราบเรียน ต่อท่านประธานที่เคารพว่าการเรียกร้องของเราทั้งหมด เราทุกคนคงจะจำได้ว่าเป็นวัฏจักร ครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อรัฐธรรมนูญที่เราเขียนแล้วเราประกาศใช้ ไม่ว่าจะเขียนโดยพี่น้อง ประชาชนหรือเขียนโดยองค์คณะบุคลากรต่าง ๆ ที่ตั้งโดยคณะปฏิวัติหรือตั้งโดยพี่น้อง ประชาชน แต่รัฐธรรมนูญก็ถูกยกเลิกไปด้วยเหตุที่สำคัญก็คือเหตุแห่งการปฏิวัติ แล้วก็ นำไปสู่การเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า ในรัฐธรรมนูญรูปแบบใหม่ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เราใช้มาฉบับนี้เป็นฉบับที่ ๓ ก็คือรัฐธรรมนูญฉบับแรก ปี ๒๕๔๐ ฉบับที่ ๒ ปี ๒๕๕๐ ฉบับนี้ก็คือปี ๒๕๖๐ แต่เราทุกคนในสภาแห่งนี้เมื่อมีปัญหาความขัดแย้งเราเรียกร้อง ซึ่งผมขอเรียกร้องในที่ประชุมแห่งนี้ว่าเราไม่เรียกร้องให้ดำเนินการตามกระบวนการ แห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งขณะนี้ต้องเรียนว่าสมาชิกรัฐสภาได้เสนอญัตติที่จะทำให้การรักษา รัฐธรรมนูญเพื่อที่จะไม่ให้มีการยกเลิกรัฐธรรมนูญก็คือกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ก็คือการเสนอให้มีการแก้ไขมาตรา ๒๕๖ ตามญัตติต่าง ๆ ที่เสนออยู่ในรัฐสภา แล้วขณะนี้กรรมาธิการก็ได้ศึกษาแล้วก็จะรายงานเพื่อพิจารณาในลำดับ ต่อไป ในการพิจารณารับหลักการหรือไม่รับหลักการในญัตติทั้ง ๖ ญัตติที่เสนอต่อรัฐสภา ผมก็อยากจะเรียกร้องว่าถ้าเราทุกฝ่ายช่วยกันดูแล้วก็ช่วยให้ดำเนินการ ซึ่งผมหยิบยกมาว่า คือต้นเหตุแห่งปัญหาความขัดแย้งทั้งมวล ถ้าเราเรียกร้องแล้วก็ดำเนินการตามกระบวนการ แห่งประชาธิปไตยก็คือไม่นำปัญหาที่เราคิดว่าเป็นต้นเหตุแห่งปัญหานั้นออกไปนอกสภา ไปดำเนินการตามกระบวนการที่อาจจะเกิดครั้งแล้วครั้งเล่า ครั้งนี้ก็ทำสำเร็จหรือไม่สำเร็จ ต่อไปก็จะมีกำหนดการอย่างนี้ การเรียกร้องของสมาชิก สภาแห่งนี้ด้วยความเคารพว่า การเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกนั้น ไม่ใช่กระบวนการ ในระบอบประชาธิปไตยก็ว่าได้ ยกเว้นนายกรัฐมนตรีจะประสงค์ลาออกก็เป็นเอกสิทธิ์ เป็นอีกส่วนหนึ่ง แต่การเรียกร้องนั้นไม่ใช่กระบวนการตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดระบบรัฐสภาก็คือเสียงข้างมากในสภา ถ้าเราเรียกร้องว่าไม่ให้ใช้ กระบวนการของรัฐสภา นั่นแปลว่าเราก็ไม่ใช่นักประชาธิปไตยคนหนึ่งเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ถ้าเราทุกคนช่วยกันรักษาระบบแล้วก็นำกระบวนการต่าง ๆ เข้ามาสู่ในระบบรัฐสภา ผมเชื่อว่าเราทุกคนจะช่วยกันรักษาแล้วก็ดำเนินการไปตามสิ่งที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แล้วเราก็จะถือว่าเราช่วยกันรักษารัฐธรรมนูญ ถ้าเราเคารพประชาธิปไตยก็คือการฟัง เสียงผู้อื่น เคารพต่อเสียงผู้อื่น แต่ไม่ใช่เอาความคิดของตนเองไปบังคับให้คนอื่นต้องคิดตาม ต้องทำตาม ก็ขออนุญาตเสนอในตอนสุดท้ายนี้ว่าถ้าหากจะดำเนินการแก้ไขกระบวนการ แห่งความขัดแย้งในเวลานี้ ถ้าผมจะเสนอแนะว่า ถ้ารัฐสภาจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมา เพื่อรวบรวมสิ่งที่เป็นปัญหาความขัดแย้งก็คือจากกลุ่มคนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นจากรัฐสภาเอง จากฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาล จากฝ่ายพรรคฝ่ายค้าน จากฝ่ายวุฒิสภา จากฝ่ายพรรคการเมือง แล้วก็สมาชิกรัฐสภา ร่วมเป็นกรรมการที่จะรับประเด็นต่าง ๆ ไปดำเนินการ แต่ทั้งหมด อยู่ในกระบวนการของระบบรัฐสภา ก็จะนำไปสู่ความสำเร็จในการดำเนินการต่อไปข้างหน้า ของรัฐสภา ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไปคุณสุวรรณี สิริเวชชะพันธ์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสุวรรณี สิริเวชชะพันธ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอขอบคุณรัฐบาลที่เห็นถึงความจำเป็นที่จะใช้เวทีของรัฐสภาในการปรึกษาปัญหา บ้านเมืองในขณะนี้ และเห็นด้วยอย่างยิ่งที่รัฐบาลขอเปิดสมัยประชุมวิสามัญตามมาตรา ๑๖๕ เพื่อให้ทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ได้มีโอกาสอภิปรายและนำเสนอข้อคิดเห็นให้ท่านในฐานะที่เรา เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย การที่รัฐบาลนำปัญหาของบ้านเมืองในขณะนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นตามข้อเรียกร้องของน้อง ๆ เยาวชนและกลุ่มผู้ประท้วง และในขณะนี้เราก็มี ประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับประเด็นของผู้เรียกร้องก็เริ่มเคลื่อนไหวซึ่งอาจนำไปสู่ การเผชิญปัญหา การให้สภาได้มีโอกาสมาปรึกษาเพื่อหาทางออกจึงเป็นวิถีทางที่ถูกต้อง เนื่องจากการประชุมในวันนี้ดิฉันทราบดีว่าพี่น้องประชาชนชาวไทยหลายท่านรับฟัง ติดตาม การถ่ายทอดการประชุม ก็จะขออนุญาตได้ใช้เวลาสักเล็กน้อยอธิบายประเด็นข้อกฎหมาย เพื่อให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ในภาวะขณะนี้และรับชมการถ่ายทอดการประชุมได้เข้าใจ ท่านประธานคะ ในโลกของเราที่เราอยู่นี้จะมีทั้งประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย หรือปกครองในระบอบสังคมนิยมก็ตาม แต่ก็จะมีรัฐธรรมนูญ มีกฎหมาย หรือมีกฎ ระเบียบ ที่ใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน เพราะว่าการที่เรามีคนมาอยู่กันเป็นจำนวนมาก เราจำเป็นต้องมีกฎ กติกาของการอยู่ร่วมกัน เพราะแม้สังคมที่เล็กที่สุดก็คือบ้านก็ยังต้องมี กฎของบ้าน ดิฉันเชื่อมั่นว่าหลายท่านก็คงเคยเติบโตมาในบ้านที่มีกฎว่าไม่ว่าจะไปไหนก็ตาม แต่อย่างน้อยทุกวันศุกร์ของสัปดาห์ต้องมากินข้าวพร้อมหน้ากัน หรือเราอยู่โรงเรียน โรงเรียนก็จะต้องมีกฎในการเข้าเรียน เลิกเรียน ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะว่าการที่คนมาอยู่ เป็นจำนวนมาก หากเราทำอะไรตามใจตนเองโดยไม่เคารพกฎ กติกา สังคมคงวุ่นวาย และหาความสงบสุขไม่ได้ ประเทศไทยเราเองก็เช่นกันค่ะ เรามีรัฐธรรมนูญมาหลายฉบับ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้เป็นฉบับที่ ๒๐ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับแรกจนมาถึงรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ ได้วางรากฐานไว้ว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดิฉันคงไม่ต้องขยายความ เพราะว่าเป็นระบอบการปกครอง ที่ดิฉันเชื่อมั่นว่าเหมาะสมที่สุดกับประเทศไทย และผลโพล (Poll) ทุกครั้งที่มีการสำรวจก็จะเห็นว่าประชาชนเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ของประเทศไทยก็เชื่อมั่นว่าระบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข เป็นระบอบประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับประเทศไทย ดิฉันก็ขอประกาศ ในสภาแห่งนี้ว่าตัวดิฉันเองยึดมั่นในระบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่เป็นระบอบการปกครองที่ดีที่สุด แต่เป็นระบอบการปกครอง ที่เลวน้อยที่สุด ไม่ใช่คำกล่าวของดิฉันค่ะ เป็นคำกล่าวของเซอร์ วินสตัน เชอร์ชิล (Sir Winston Churchill) ที่ได้กล่าวปราศรัยไว้ในสภาผู้แทนราษฎรของอังกฤษตั้งแต่ปี ๑๙๔๘ ระบอบการปกครองประชาธิปไตยคือระบอบการปกครองที่เราต้องเคารพเสียงส่วนมาก แต่ขณะเดียวกันเราต้องไม่ละเลยเสียงส่วนน้อย รัฐธรรมนูญของไทยในฉบับปัจจุบันได้รองรับ สิทธิและเสรีภาพในการพูด การแสดงความคิดเห็น รวมถึงการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ อย่างไรก็ตามที่ดิฉันต้องเท้าความ เพราะหลักการของการใช้สิทธิและเสรีภาพในทุกประเทศ ก็จะมีหลักว่าการใช้สิทธิและเสรีภาพของส่วนตนนั้นจะต้องไม่ไปละเมิดสิทธิและเสรีภาพ ของบุคคลอื่น และต้องไม่ก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยขึ้นภายในประเทศ การชุมนุม ใน ๒-๓ เดือนที่ผ่านมานี้ดิฉันคิดว่าเป็นการชุมนุมตามกฎหมาย เพราะมีการชุมนุมโดยสงบ ไม่มีอาวุธมาในระยะหนึ่ง แต่ว่าเมื่อการชุมนุมเริ่มมีการก้าวล่วงไปละเมิดสิทธิและเสรีภาพ ของบุคคลอื่น รวมถึงมีการกระทำที่กระทบกระเทือนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์จนสร้าง ความสะเทือนใจให้กับพสกนิกรที่มีความจงรักภักดี และมีเหตุการณ์ที่อาจจะก่อให้เกิด ความไม่สงบเรียบร้อยขึ้นภายในประเทศ จนทำให้รัฐบาลต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งมีความร้ายแรง ดิฉันคิดว่าเป็นการดำเนินการที่เหมาะสมแล้ว เหมาะกับเหตุการณ์แล้ว เพราะว่าหากรัฐบาลไม่ดำเนินการเช่นนั้น ดิฉันเองก็คิดว่ารัฐบาลอาจจะมีความผิดฐานละเว้น การปฏิบัติหน้าที่ แม้การชุมนุมขณะนี้ยังมีอยู่ แต่เมื่อปัจจัยในการทำให้รัฐบาลประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงมีการทุเลาลง รัฐบาลก็ได้ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่มีความร้ายแรงแล้ว ซึ่งดิฉันก็คิดว่าเป็นเรื่องเหมาะสมเพราะว่าบรรยากาศจะได้ไม่ตึงเครียด จนเกินไป ขณะนี้แม้รัฐบาลจะยกเลิกการประกาศภาวะฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงแล้ว ดิฉันเชื่อมั่นว่ารัฐบาลน่าจะยังใช้พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ ปี ๒๕๕๘ มาใช้ ในการดูแล ทั้งดูแลผู้ชุมนุมให้เกิดความเรียบร้อยและดูแลความปลอดภัยทั้งของผู้ชุมนุม และประชาชนที่ไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุม ดิฉันเองได้ศึกษาพระราชบัญญัติการชุมนุม ในที่สาธารณะ ปี ๒๕๕๘ ก็ต้องเรียนอย่างนี้นะคะว่าหลักเกณฑ์ ข้อกำหนดในการชุมนุม สาธารณะของประเทศไทยได้กำหนดไว้ชัดเจนและสอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศ ว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งเราเป็นภาคีของอินเตอร์เนชันนัล โคเวแนนต์ ออน ซิวิล แอนด์ โพลิทิคัล ไรต์ (International Covenant on Civil and Political Rights) หรือที่เรารู้จักกันในชื่อไอซีซีพีอาร์ (ICCPR) นอกเหนือจากกฎหมายของไทยแล้ว ดิฉันก็อยาก จะรู้ว่ากฎหมายไทยเราด้อยกว่าประเทศอื่นจนนำไปสู่ทำให้เกิดการปฏิบัติแล้วจะมีข้อครหา หรือไม่ ดิฉันเองก็ได้ศึกษากฎหมายของต่างประเทศ เช่น กฎหมายของสหรัฐอเมริกา กฎหมายของอังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งเรายอมรับว่าเป็นแม่แบบของประชาธิปไตย ก็พบว่า กฎหมายทั้ง ๓ ประเทศที่ดิฉันกล่าวมาต่างก็มีหลักเกณฑ์ในการควบคุมการชุมนุมสาธารณะ คล้ายคลึงกับกฎหมายไทย ยกตัวอย่าง เช่น กฎหมายฝรั่งเศสเองกำหนดไว้ชัดเจนว่ากรณี ที่จะมีการชุมนุมต้องแจ้งล่วงหน้าให้ฝ่ายปกครองทราบ ผู้ชุมนุมต้องกำหนดตัวบุคคล ที่จะต้องรับผิดชอบทั้งทางแพ่งและทางอาญาหากมีความวุ่นวายเกิดขึ้นจากการชุมนุม กฎหมายของอังกฤษเองก็มีข้อห้ามบางประการ เช่น ห้ามทำการชุมนุมใกล้พระราชวัง ทำเนียบรัฐบาล หรือรัฐสภา จากหลักเกณฑ์ของกฎหมายทั้ง ๒ ประเทศที่กำหนดไว้มีรายละเอียดใกล้เคียงกัน แต่อาจจะ มีรายละเอียดบางอย่างแตกต่างกันเพราะสังคมและวัฒนธรรมของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน ประเทศสหรัฐอเมริกาเองไม่มีกฎหมายโดยเฉพาะในการควบคุมการชุมนุมสาธารณะ ประเทศสหรัฐอเมริกาเองอิงตามรัฐธรรมนูญและใช้กฎหมายทั่วไป คือกฎหมายอาญา และกฎหมายแพ่งในการควบคุมการชุมนุมสาธารณะ และเป็นไปตามหลักที่วางไว้โดยศาลสูง ของสหรัฐอเมริกาว่าการชุมนุมสาธารณะโดยสงบเป็นสิทธิของประชาชน แต่ธรรมชาติของ การชุมนุมสาธารณะเกี่ยวกับคนจำนวนมาก เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยในสังคม และอาจมี ผลกระทบต่อการใช้สิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมชุมนุมสาธารณะด้วย สิทธิในการชุมนุมสาธารณะจึงมิใช่สิทธิเด็ดขาด แต่เป็นสิทธิ ที่สามารถถูกจำกัดได้โดย บทบัญญัติแห่งกฎหมาย ดิฉันเชื่อว่าการเปิดประชุมวิสามัญในครั้งนี้รัฐบาลมีความมุ่งมั่น ที่จะใช้กลไกของรัฐสภาเพื่อช่วยคลี่คลายและหาทางออก ซึ่งดิฉันได้กล่าวเมื่อตอนต้นแล้วว่า ดิฉันเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะว่าสมาชิกรัฐสภาทั้งฝั่ง ส.ส. และ ส.ว. เองต้องถือว่าเป็นผู้มี ทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ และดิฉันเชื่อมั่นว่าทุกท่านมีความห่วงใยบ้านเมือง เพราะถ้าหาก เราปล่อยให้ความขัดแย้งเช่นนี้ดำรงต่อไปเป็นเวลานาน ความคิดและความเชื่อระหว่าง รุ่นต่าง ๆ ในสังคมจะถ่างกว้างมากขึ้นจนอาจนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงและสุ่มเสี่ยง ที่จะเกิดเหตุการณ์น้ำผึ้งหยดเดียว🔗
ดิฉันมีข้อเสนอที่จะขอนำเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลสำหรับ การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าบางประการขณะนี้ คือ🔗
ประการที่ ๑ ดิฉันคิดว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้หลายท่านได้กล่าว ไปแล้ว ส่วนใหญ่และเป็นส่วนมากเกิดจากการเผยแพร่ข่าวปลอมข่าวเท็จที่เราเรียกว่า เฟกนิวส์ (Fake News) แพร่อยู่ในโซเชียลมีเดีย (Social Media) เป็นจำนวนมาก ประเทศไทยเราไม่มีกฎหมายเฉพาะในการควบคุมสื่อออนไลน์ (Online) ดิฉันก็คิดว่ารัฐบาล จำเป็นต้องบังคับใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดอย่างจริงจัง🔗
ประการที่ ๒ ดิฉันคิดว่าทั้งพี่น้องประชาชนที่ไม่ได้เข้าร่วมชุมนุมหรือผู้ชุมนุมเอง ขณะนี้ข้อมูลในการดำเนินการ ข้อมูลความเป็นไปต่าง ๆ ในการสื่อสารจากภาครัฐมาถึง ประชาชนยังไม่เพียงพอ ดิฉันอยากให้ภาครัฐได้มีกลไกในการชี้แจงข้อเท็จจริงไม่ว่าจะฝั่งไหน ให้พี่น้องประชาชนทั่วประเทศได้รับทราบ สิ่งที่ดิฉันได้นำเรียนอย่างนี้ค่ะ เพราะว่าดิฉันเอง ก็มีทั้งญาติพี่น้องและคนรู้จักอยู่ในต่างจังหวัด หลายท่านเกิดความสับสนในการดำเนินการ หลายท่านไม่ทราบว่าเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นเพราะอะไร ดิฉันคิดว่าภาครัฐจำเป็นต้องมี การขยายความ ภาครัฐจำเป็นต้องให้ข้อมูลเรื่องนี้ให้มากขึ้น🔗
ประการที่ ๓ ที่ดิฉันอยากจะขอนำเสนอก็คือ ดิฉันคิดว่าการแก้ไขปัญหา ความขัดแย้งทางความคิด หลายท่านได้พูดไปแล้วว่าเราหลีกหนีไม่พ้นที่ต้องมีการพูดคุย ส่วนตัวดิฉันเองก็ขอนำเสนอว่าเราอาจจะนำแนวคิดของกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ มาปรับใช้ โดยเปิดพื้นที่ปลอดภัยที่ผู้เกี่ยวข้องสามารถมาร่วมพูดคุยในลักษณะของ การประชุมกลุ่ม หาคนกลางที่ทุกฝ่ายยอมรับทำหน้าที่เป็นผู้ประสานให้ทุกฝ่ายมานั่ง พูดคุยกัน ประเด็นคือเราอาจจะยังไม่มีตัวแทนของผู้ชุมนุมที่ชัดเจน แต่ดิฉันคิดว่าไม่น่าจะ เหลือบ่ากว่าแรงถ้าทุกคนมีความตั้งใจจริงที่จะแก้ไขปัญหานี้ อะไรที่สามารถตกลงกันได้ ก็ตกลงกัน อะไรที่ยังเป็นประเด็นปัญหาอยู่ก็อาจจะพักไว้ สิ่งที่เป็นสัญญาณดีมาจาก ภาครัฐบาลเพราะว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้ประกาศแล้วว่าถอยคนละก้าว ดิฉันคิดว่า หากเราใช้สิ่งนี้เป็นตัวนำธงในการพูดคุย ปัญหาทุกอย่างน่าจะคลี่คลายได้ ดิฉันเชื่อมั่นว่า คณะรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภาทุกท่าน น้อง ๆ เยาวชน ผู้ชุมนุม และประชาชนคนไทยทุกคน ต่างมีความรักชาติ และคงไม่อยากเห็นความวิบัติเกิดขึ้นกับประเทศอันเป็นที่รักของเรา จากความขัดแย้งนี้ หลายท่านได้พูดถึงผลงานของรัฐบาลเพราะมีเกี่ยวโยงไป ดิฉันต้องเรียน อย่างนี้ค่ะ เวลาเราพูดถึงผลงานของรัฐบาล เราพูดว่าใครทำอะไรดีหากว่าเราไม่เชื่อมั่น การตรวจสอบ หากเราไม่เชื่อมั่นผลการจัดอันดับในประเทศ ดิฉันก็ขออนุญาตนำผลการจัดอันดับว่าประเทศไทยได้รับการโหวต (Vote) จาก ยู.เอส. นิวส์ แอนด์ เวิลด์ รีพอร์ต (U.S. News & World Report) ว่าเราเป็นประเทศที่เหมาะสมสำหรับ การเริ่มต้นธุรกิจที่ดีที่สุดถึง ๒ ปีซ้อน คือเมื่อปี ๒๐๑๙ และปี ๒๐๒๐ สำหรับเรื่องของ การฟื้นตัวจากโควิด (COVID) เราก็ได้รับการจัดอันดับจากโกลบัล โควิด-๑๙ อินเด็กซ์ (Global COVID-19 Index) ว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการฟื้นตัวจากโควิด (COVID) อันดับ ๑ ดิฉันก็อยากจะเรียนว่าในฐานะเป็นคนไทย ดิฉันรู้สึกภาคภูมิใจ แม้ว่าเราไม่ได้เป็น ประเทศมหาอำนาจ แต่เราเป็นที่ ๑ ในเรื่องดี ๆ ของโลกนี้หลายประการ ดิฉันอยากเรียนว่า เราอยู่อย่างร่มเย็นมาทุกวันนี้ แต่กว่าจะมีวันนี้ บรรพบุรุษของเราได้สละเลือดเนื้อเพื่อรักษา แผ่นดินนี้ไว้ให้ลูกหลาน หากคนไทยขาดความสามัคคี เราอาจจะไม่มีเวลาบอกว่าเสียใจ ท่านประธานคะ ก่อนที่ดิฉันจะจบการอภิปราย ดิฉันขออนุญาตท่านประธานได้นำบทเพลง บางส่วนมาถามพี่น้องคนไทยทุกคนที่รับชมการประชุมวันนี้ว่า หัวใจถูกแทงกี่ขั้ว ตามตัว ถูกฟันกี่แผล ปู่ไทยตายไปกี่คนแน่ ไทยจึงได้แผ่มาถึงแหลมทอง กระดูกไทยกระเด็นไปกี่ท่อน เชิงตะกอนเผาไปกี่หน คอขาดกันไปกี่คน ไทยทุกคนจึงได้ไทยครอบครอง เสียเลือดกันไป เท่าไร เสียใจกันไปกี่ครั้ง น้ำตาของไทยไหลหลั่ง ทุก ๆ ครั้งที่ถูกเฉือนขวานทอง ขัดแย้งกันไป ทำไม เราเป็นคนไทยด้วยกันทั้งผอง ขัดแย้งกันแล้วชาติอื่นมาครอง แล้วเราจะอยู่กันอย่างไร ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ก็จบสำหรับผู้อภิปราย แต่ว่าทางฝ่ายเลขานุการให้ผมเรียนว่าสำหรับช่วง ๒ ทุ่ม มีข่าวพระราชสำนัก หรือ ๑๒ นาที คำอภิปรายของท่านจะออกหลังจากนี้ครับ ผมขอขอบคุณท่านสมาชิกนะครับ และขอบคุณ เจ้าหน้าที่ ขอบคุณล่ามมือ ขอบคุณสื่อมวลชน ขอบคุณพี่น้องประชาชนเจ้าของอำนาจ อธิปไตยที่ติดตามบทบาทภารกิจของสมาชิกรัฐสภาซึ่งเป็นตัวแทนของท่าน มีสมาชิก ได้อภิปรายวันนี้ประมาณ ๔๑ ท่าน เวลาพอสมควรแล้ว ก็ขอนัดประชุมวันพรุ่งนี้ต่อ กรุณามาตรงเวลานะครับ ผมขอปิดประชุมครับ สวัสดีครับ🔗