unknown · · 599 lines

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๖๖๖ คน
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกที่เคารพครับ เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา มีสมาชิกมาลงชื่อ ๓๖๙ ท่าน องค์ประชุมคือ ๓๖๕ ท่าน ครบองค์ประชุม ขอเปิดประชุม ผมขออนุญาตไปตามระเบียบวาระนะครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม🔗

ในช่วงท้ายวันนี้ขอพวกเราได้อยู่ได้ฟังพระบรมราชโองการปิดสมัยประชุม ด้วยครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี🔗

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว🔗

ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว (พิจารณาต่อจากการประชุมร่วมกัน ของรัฐสภา ครั้งที่ ๖ วันศุกร์ที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๖๔)🔗

ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่🔗

(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ในครั้งที่แล้วเราพิจารณามาตรา ๘ มีการอภิปรายเสร็จสิ้นแล้ว แต่วันนั้นองค์ประชุมไม่ครบจึงเลื่อนมาวันนี้ ผมขออนุญาต ที่ประชุมนิดเดียวเพื่อความสบายใจแก่ทุกฝ่าย วันนั้นผมได้พูดไว้ว่าต้องขอบพระคุณ น้อมรับคำแนะนำทุกท่านด้วยความขอบพระคุณ จริง ๆ แล้วเราจะทำอย่างไรก็ตาม มันอยู่ที่ ความรับผิดชอบของเรา คือมีผู้เสนอว่าวิธีทำให้องค์ประชุมมันครบนะครับ ไม่ว่าเราจะใช้ วิธีไหนก็ตาม ถ้าเราขาดความรับผิดชอบไปมันก็จะเจอปัญหา แต่ว่าไม่บ่อยหรอกครับ การประชุมรัฐสภาผมเข้าใจว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งแรก ปกติการประชุมผู้แทนราษฎรเรามีบ่อย คือหมายถึงว่าองค์ประชุมมีปัญหา แต่ประชุมรัฐสภานี้เราไม่ค่อยมีปัญหา เพราะวุฒิสมาชิก จะมาประชุมพร้อมมากกว่า แต่เที่ยวนี้วุฒิสมาชิกขาดมากกว่าเราในตอนหลังนี้ เพราะฉะนั้น ก็อาจจะมีเหตุผลหนึ่งที่ทำให้จำนวนสมาชิกไม่ครบ ผมเรียนเพราะว่าข้อความดังกล่าวนี้ มันอาจจะทำให้เพื่อนวุฒิสมาชิก พรรคพวกที่รักนับถือกันไม่ค่อยสบายใจ เพราะสื่อเอาไป วิจารณ์ ก็เลยอยากเรียนว่าวันนั้นที่พูดไปเพราะว่าดูด้วยสายตาตัวเอง ก็เรียนด้วย ความเคารพ ว่าสายตาตัวเองวันนั้นว่าผู้แทนราษฎรน่าจะมีมากกว่า แต่ปรากฏว่าเมื่อเรา นับองค์ประชุมจริง ๆ ผู้แทนราษฎรขาดมากกว่า ผมก็เลยไปขอดูตัวเลขผู้ที่มาประชุม ก็ปรากฏว่าผู้ที่มาไม่แสดงตน ก็เลยทำให้องค์ประชุมขาดไป ๑๐ ท่าน ก็อยากจะเรียนเพื่อน ๆ โดยเฉพาะท่านวุฒิสมาชิก ว่าไม่ได้เจตนาที่จะพูดให้กระทบเสียหายต่อท่านนะครับ เพราะว่า ได้ชื่นชมว่าปกติเราไม่ค่อยมีปัญหา เพราะวุฒิสมาชิกจะมาประชุมพร้อมมากกว่า ก็ขอได้โปรดเข้าใจด้วยครับ ถ้าทำให้ท่านไม่สบายใจ🔗

มาตรา ๘ วันนี้ต้องขอมติว่าจะเห็นด้วย ในการแก้ไขตามที่กรรมาธิการแก้ไข หรือไม่ ท่านกรรมาธิการไม่มีอะไรเพิ่มเติมนะครับ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องขอมติ ท่านสมาชิกกรุณา แสดงตนนะครับ🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

สมาชิกกรุณากดบัตรแสดงตน เพื่อตรวจสอบองค์ประชุมตามข้อบังคับก่อนที่จะลงมติ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

สมาชิกครับให้เวลา เพราะว่าเพิ่งเริ่ม วาระแรก ก็ให้เวลาท่านเข้ามาเพื่อกดบัตร ท่านที่เข้ามาแล้วก็กดบัตรนะครับ ประเดี๋ยว หลังจากมาตรา ๘ แล้ว ก็ยังมีมาตรา ๘/๑ แล้วมาตราอื่นก็ยังมีการแก้ไข ต่อเนื่องกันมา หลายมาตรา สมาชิกอย่าไปไกลนะครับ พร้อมพอสมควรแล้วผมขอปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตนขณะนี้ ๓๘๓ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗

ขอมติที่ประชุมในมาตรา ๘ ว่าจะเห็นด้วยกับกรรมาธิการแก้ไขหรือไม่ ผู้ใดเห็นด้วย โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วย กับกรรมาธิการ กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญ ลงมติครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

สมาชิกพร้อมนะครับ ขอปิดการลงมติ จำนวนผู้ลงมติ ๔๐๔ ท่าน เห็นด้วย ๓๙๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๔ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๕ ท่าน🔗

มติที่ประชุมเห็นด้วยที่กรรมาธิการ แก้ไขครับ🔗

นางฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ขออนุญาตค่ะ ท่านประธานคะ ฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร ๒๘ เห็นด้วยค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

นับคะแนนไปแล้วครับ ก็บันทึกไว้ครับ เลขาธิการเชิญมาตราต่อไปครับ🔗

นางพรพิศ เพชรเจริญ เลขาธิการรัฐสภา

มาตรา ๘/๑ คณะกรรมาธิการ เพิ่มขึ้นใหม่🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

มาตรา ๘/๑ มีสมาชิกขออภิปราย ๒ ท่าน ท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ขอเชิญครับ🔗

พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชี รายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต่อจาก ความเดิมมาตรา ๘ เพิ่งผ่านไปเมื่อสักครู่นี้ ซึ่งเป็นมาตรา ๘/๑ ในมาตรา ๘/๑ นั้นกราบเรียน ท่านประธานครับว่าเป็นประเด็นที่มาของมาตรา ๘/๑ เป็นสิ่งที่เพิ่มขึ้นในชั้นกรรมาธิการ วิสามัญอันเกิดจากการเพิ่มขึ้นหรือปรับในมาตรา ๘ วรรคสามใหม่ ซึ่งมีเนื้อความว่า ให้ผู้ให้ทุนออกหนังสือแสดงความเป็นเจ้าของและเจ้าของผลงานวิจัยและนวัตกรรม แก่เจ้าของผลงานวิจัยและนวัตกรรมตามวรรคหนึ่งและวรรคสองโดยเร็ว นั่นเป็นเนื้อความ ที่ถูกแก้และลงมติไปเมื่อสักครู่นี้ กราบเรียนท่านประธานครับว่านี่คือเป็นที่มาของ การเพิ่มเติม แต่ผมไม่ทราบวัตถุประสงค์ของกรรมาธิการชัดเจน ว่าทำไมถึงต้องเพิ่ม มาตรา ๘/๑ ขึ้นมา เดี๋ยวคณะกรรมาธิการได้โปรดพิจารณา แล้วก็อธิบายสักนิดนะครับ แต่ผมมีคำอภิปรายอย่างนี้ครับว่า ในรายละเอียดของมาตรา ๘/๑ ทั้ง ๔ บรรทัดนั้น ผมไม่อ่านนะครับ แต่ผมจะขออภิปรายในทุกตัวอักษร และขอแสดงความคิดเห็นดังนี้ครับ🔗

๑. ในกรณีที่ผู้รับทุนมิได้เปิดเผยผลงานและนวัตกรรมใด ๆ ในมาตรา ๗ วรรคหนึ่งนั้น ประเด็นของมันก็คือเรื่องในกรณีที่ผู้รับทุน ไม่ปฏิบัติตามเรื่องที่ระบุไว้ ในสัญญาให้ทุน อะไรคือการไม่ปฏิบัติตาม มีหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข ที่คณะกรรมการ จะกำหนด กราบเรียนเลยว่าอยากให้ท่านประธานช่วยชี้ยกตัวอย่าง และอธิบายให้ชัดเจนว่า การไม่เปิดเผยผลงานนี้ ผมว่าน้อยคนนะครับ ผู้รับทุนที่แสดงความจำนงแล้วจะขอรับทุน แล้วไม่เปิดเผยมันเป็นการขัดต่อวิสัย วิสัยของคนที่ต้องการทำงานและแสดงผลงาน เพราะว่า การทำงานแล้วมีผลงานนั้นถือเป็นเรฟเฟอเรนซ์ (Reference) สำคัญของงานวิจัยและ งานนวัตกรรมอย่างชัดเจน นอกจากมีการปกปิดหรือเป็นความลับทางราชการทหาร ที่จำเป็นจะต้องปกปิดเป็นความมั่นคงของประเทศชาติอย่างนั้นหรือไม่ เช่น เรากำลังจะบุก อวกาศกัน แล้วมีงานวิจัยหรืองานนวัตกรรมทางอวกาศที่เราจะบินไปดูดาวอังคาร อย่างนี้ ที่เป็นประโยชน์ของประเทศชาติ จำเป็นต้องปกปิดผู้รับทุนว่าคือใคร หรือไม่เปิดเผยงานวิจัย ดังกล่าวนะครับ🔗

ในประเด็นถัดไปครับท่านประธาน ก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจ หรือกรณีที่ ผู้รับทุนและ ใช้คำว่า และผู้วิจัยไม่ประสงค์ที่จะเป็นเจ้าของงานวิจัย นี่คือประเด็นที่ ๒ ครับ ผมก็ตกใจว่ากรณีอย่างนี้มันจะเกิดขึ้น จำเป็นจริง ๆ คือมันจะต้องเป็นความลับของ ทางราชการ หรือเป็นเงาดำมืดของงานวิจัยที่จะเกิดขึ้น กรณีทั้ง ๒ คนนี้ ผู้ใดผู้หนึ่งผมว่า มันจะต้องเป็นความลับอย่างมากมาย แล้วสภาแห่งนี้เราจะรู้ได้อย่างไรว่างานวิจัยดังกล่าวนี้ คืออะไร🔗

สิ่งสำคัญต่อมาครับท่านประธาน ในเรื่องของหรือ อีกหรือครับ หรือไม่ ดำเนินการตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนดไว้ในมาตรา ๘ วรรคสี่ที่เพิ่งผ่านไปเมื่อสักครู่นี้ ในรายละเอียดทุกกฎหมายมักจะเขียนอย่างนี้ กฎหมายรอง เช่น หลักการ วิธีการ เงื่อนไข ที่คณะกรรมการกำหนด ที่จริงผมว่าในการเสนอกฎหมายทุกครั้ง คราวหน้าหรือเป็นระเบียบ ข้อบังคับของสภาเลยครับ รัฐสภาก็ตามให้ร่างดราฟต์ (Draft) หลักการ วิธีการ เงื่อนไขนี้ มาให้ดูด้วย กฎหมายรองไม่เคยให้เราดูครับ เอามาให้ดูเป็นดราฟต์ (Draft) หรือเป็นร่าง หรือเป็นแนว ทางพอที่จะรู้ว่าหลักการนี้คืออะไร ในชั้นกรรมาธิการก็ไม่ค่อยโผล่เอามาให้ดู เหมือนกัน บอกว่าให้ไปร่างทีหลังเป็นกฎหมายรอง แล้วแต่คณะกรรมการจะพิจารณา อ้ายนั่นล่ะคือตัวดีครับ คือเป็นประเด็นที่จะเขียนพ้นภาระของกฎหมายที่ให้อำนาจและ ก้าวล่วงไปถึงสิทธิอื่น ๆ อีกเยอะแยะ นั่นคือสิ่งที่จะอยากให้เกิดขึ้นในการเปลี่ยนแปลง ของสภาหรือรัฐสภาแห่งนี้ ว่าเมื่อมีการเขียนกฎหมายว่าหลักการ วิธีการ และเงื่อนไขนี้ ขอให้มีดราฟต์ (Draft) หรือมีร่างให้สภาแห่งนี้ได้เห็นบ้าง นั่นคือเป็นหลุมดำนะครับ ผมก็ไม่รู้ เหมือนกัน เพราะผมก็ไม่มีความชำนาญในเรื่องการกำหนดหลักการและวิธีการ และโครงมัน ก็ยังไม่เคยเห็น เข้าในคณะกรรมการหลายคณะกรรมการพูดถึงเรื่องนี้ทุกครั้ง ผมถามว่า หลักการและวิธีการที่จะสร้างโครงหลักเกณฑ์ หลักการ วิธีการ เงื่อนไขนี้คืออะไรในกฎหมาย สาระก็คือว่าการดำเนินการครับท่านประธาน ในมาตรา ๘/๑ นั้นพบความชัดเจนครับ ท่านประธาน ว่าเรามีการเพิ่มแล้วก็ถูกผู้ให้ทุนยึดด้วยมาตรานี้ทั้งหมด พูดง่าย ๆ ๓ ไม่ ไม่เปิดเผย ไม่ประสงค์ ไม่ดำเนินการตามระเบียบ ผลงานทั้งหมดตกเป็นของผู้ให้ทุน แล้วผู้ให้ทุนนี้ต้องปฏิบัติตามที่คณะกรรมการกำหนดในหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข ที่เป็น สิทธิหรือทรงสิทธิของผู้รับทุนและนักวิจัยที่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขนั้นด้วยอีกหรือไม่ นี่เป็นคำถามนะครับท่านประธาน กราบเรียนว่านั่นคือสิ่งสำคัญว่าเพราะผู้ให้ผู้รับทุนนี้ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลเอง ซึ่งใช้งบประมาณจากงบประมาณแผ่นดินผ่านกระทรวง อว. หรือเป็น ภาคเอกชนที่ผ่านจากทุนใหญ่ หลาย ๆ ทุนชอบให้ทุน แล้วก็สามารถจะเอาผลงานนี้ไปเป็น เจ้าของเองได้ ถ้ามีข้อตกลงปรากฏในสัญญานั้น หรือเงื่อนไขที่ก้าวล่วงสิทธิของผู้ทำการวิจัย นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะให้เห็นความชัดเจนครับท่านประธาน และนอกจากนั้นยังมีมูลนิธิกองทุนต่าง ๆ ที่เป็นผู้ให้ทุน โดยเฉพาะกองทุนที่เป็นกองทุน ต่างประเทศ หรือที่เราเรียกว่าต่างชาติ กองทุนต่างด้าวต่าง ๆ นานา ที่เข้ามาเทกโอเวอร์ (Take over) ในประเทศไทย หรือแม้กระทั่งบริษัท ห้าง ร้าน ที่เป็นบริษัทที่เป็นทุนใหญ่ แล้วถือหุ้น หรือเป็นทุนที่มาจากต่างประเทศ เมื่อมีเงื่อนไขเข้ามาตรา ๘/๑ ทั้งหมด ผู้ให้ทุน ที่รับผิดชอบผลงานทั้งหมด จะเป็นเจ้าของผลงานวิจัยและนวัตกรรมทั้งหมดเองโดยปริยาย ตามมาตรา ๘/๑ นี้ ต้องปฏิบัติอย่างไรในหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการ ผู้ที่จะกำหนดนี้อย่างไร อยากเรียนสอบถามคณะกรรมาธิการวิสามัญทั้งหมด ขอบคุณครับ ช่วยตอบด้วยครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านกรรมาธิการเชิญนะครับ เพราะท่านสมาชิกอีกท่านติดกรรมาธิการ ไม่ติดใจแล้วครับ เชิญเลยครับ🔗

นางสาววันดี สุชาติกุลวิทย์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ดิฉัน วันดี สุชาติกุลวิทย์ กรรมาธิการค่ะ ขออนุญาตชี้แจงท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรที่ถาม ท่านถามใน ๒ ประเด็น ประเด็นแรก เป็นเรื่องของเหตุผลของ การกำหนดมาตรา ๘/๑ ซึ่งดิฉันจะตอบให้นะคะ ในส่วนที่ ๒ จะเป็นเรื่องของข้อเท็จจริง ที่จะเกิดขึ้นในกรณีของมาตรา ๘/๑ ซึ่งจะเป็นท่านกรรมาธิการท่านพงศ์พันธ์จะตอบ ในลำดับต่อไป ในข้อแรกเหตุที่ต้องเพิ่มในมาตรา ๘/๑ นั้น เนื่องจากว่าเรามีการปรับมาตรา ๘ โดยกำหนดให้สิทธิตั้งต้นเป็นของผู้รับทุน เมื่อสิทธิตั้งต้นเป็นของผู้รับทุนแล้ว เราจึงจำเป็น ที่จะต้องเพิ่มมาตรา ๘/๑ ในกรณีที่ผู้รับทุนไม่เปิดเผย ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือไม่แจ้ง ความประสงค์ มิฉะนั้นแล้วถ้าเราไม่กำหนดมาตรา ๘/๑ ผลงานวิจัยที่เกิดขึ้นก็จะไม่มีใคร เป็นเจ้าของ นี่คือเหตุหลักที่เราจำเป็นจะต้องเขียนมาตรา ๘/๑ เอาไว้ ในส่วนตัวอย่างของ ข้อเท็จจริงที่จะเกิดขึ้นในมาตรา ๘/๑ จะขออนุญาตเรียนท่านพงศ์พันธ์ชี้แจงนะคะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญครับ🔗

รองศาสตราจารย์พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ กรรมาธิการ

เรียนท่านประธาน และท่านสมาชิกรัฐสภาครับ พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ เลขานุการคณะกรรมาธิการ ขออนุญาต ให้ข้อมูลกรณีตัวอย่างของมาตรา ๘/๑ เนื่องจากกำหนดไว้ว่าต้องมีการเปิดเผยผลงานวิจัย และนวัตกรรม ความหมายก็คือว่าถ้าผู้รับทุนค้นพบอะไรก็แล้วแต่ ข้อค้นพบนั้นถ้ามีศักยภาพ ในการใช้ประโยชน์ ผู้รับทุนต้องรายงานต่อผู้ให้ทุน พร้อมทั้งแผนการใช้ประโยชน์ แล้วก็ หนังสือแสดงความประสงค์เป็นเจ้าของ ก็มี ๓ เงื่อนไข ถึงจะได้รับความเป็นเจ้าของนั้น เพราะฉะนั้นในกรณีที่ผู้รับทุนไม่ได้ปฏิบัติตามกรณีนี้ ก็อาจจะเป็น ๑ ตัวอย่างนะครับ อย่างเช่น ไม่ได้รายงานว่าค้นพบอะไร หรือไม่ได้ส่งมาให้เห็นถึงแผนการใช้ประโยชน์และ กลไกการใช้ประโยชน์ในผลงานนั้น ๆ ก็อาจจะเกิดขึ้นได้🔗

กรณีที่ ๒ ก็คือว่าหากผลงานวิจัยชิ้นนั้นต้องการงบประมาณสูงมาก ในการ ลงทุนที่จะไปขยายผลต่อ ในกรณีนี้ผู้รับทุนหรือนักวิจัยอาจจะไม่ประสงค์ที่จะเป็นเจ้าของ ผู้ให้ทุนเองก็อาจจะต้องมีหน้าที่ ในการที่จะพยายามนำผลงานชิ้นนั้นไปผลักดันหรือว่าทำให้ เกิดการใช้ประโยชน์ต่อไป ก็เป็นไปอย่างที่เคยมีเกิดขึ้นจริง ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ โดยที่มาตรานี้ กรรมาธิการแก้ไขโดยการเพิ่มขึ้นใหม่ เพราะฉะนั้นต้องขอมติที่ประชุมครับ🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

สมาชิกกรุณา แสดงตนนะครับ หลังจากมาตรา ๘/๑ แล้ว จะเป็นมาตรา ๙ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒ มาตรา ๑๓ มีการแก้ไขทุกมาตราที่ว่านะครับ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องอยู่เพื่อจะได้ลงมติ สมาชิกแสดงตน เพื่อลงมตินะครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

พร้อมพอสมควรแล้วนะครับ ขอปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตน ๔๑๔ ท่าน ครบองค์ประชุม🔗

ขอถามมติว่าจะเห็นด้วยที่กรรมาธิการ แก้ไข โดยการเพิ่มมาตรา ๘/๑ ขึ้นหรือไม่ เห็นด้วย กรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วย กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายธีรภัทร พริ้งศุลกะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุราษฎร์ธานี

เรียน ท่านประธานครับ ธีรภัทร พริ้งศุลกะ สมาชิกรัฐสภา เห็นด้วยครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

พร้อมนะครับ ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๔๔๐ บวก ๑ ท่าน ๔๔๑ ท่าน เห็นด้วย ๔๓๒ ท่าน บวก ๑ ท่าน ๔๓๓ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๖ ท่าน🔗

มติที่ประชุมเห็นด้วยที่กรรมาธิการ แก้ไขโดยการเพิ่มขึ้นใหม่ มาตราต่อไปครับ🔗

นางพรพิศ เพชรเจริญ เลขาธิการรัฐสภา

มาตรา ๙ มีการแก้ไข🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

มาตรา ๙ มีการแก้ไข ไม่มีผู้มีความ ประสงค์จะอภิปราย แต่โดยที่มีการแก้ไข ต้องขอมติที่ประชุมครับ🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอเชิญท่านสมาชิกแสดงตนครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

พร้อมนะครับ ปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตนในขณะนี้ ๔๑๑ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗

ขอถามมติว่าผู้ใดเห็นด้วย ที่กรรมาธิการแก้ไขในมาตรา ๙ โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการ กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ถ้าพร้อมแล้วก็ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๔๔๑ ท่าน เห็นด้วย ๔๓๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๔ ท่าน🔗

มติที่ประชุมเห็นด้วยที่กรรมาธิการ แก้ไข เชิญเลขาธิการครับ🔗

นางพรพิศ เพชรเจริญ เลขาธิการรัฐสภา

มาตรา ๑๐ มีการแก้ไข🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

มาตรา ๑๐ มีการแก้ไข ไม่มีสมาชิก ประสงค์จะอภิปราย ต้องขอมติที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยในการแก้ไขหรือไม่🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

กรุณาแสดงตนครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตน ๔๓๖ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗

ขอถามมติที่ประชุมว่าผู้ใดเห็นด้วยกับ คณะกรรมาธิการแก้ไข โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วย กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ถ้าพร้อมปิดการลงมติครับ จำนวน ผู้ลงมติ ๔๕๑ ท่าน เห็นด้วย ๔๔๓ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๖ ท่าน🔗

มติที่ประชุมเห็นด้วยที่กรรมาธิการ แก้ไข มาตราต่อไปครับ🔗

นางพรพิศ เพชรเจริญ เลขาธิการรัฐสภา

มาตรา ๑๑ มีการแก้ไข🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

มาตรา ๑๑ มีการแก้ไข ไม่มีสมาชิก แสดงความประสงค์จะอภิปรายนะครับ ขอมติที่ประชุมครับ🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอความกรุณาแสดงตน🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

สมาชิกพร้อมนะครับ ปิดการแสดงตน จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตนขณะนี้ ๔๔๔ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗

ขอถามมติว่าเห็นด้วยที่กรรมาธิการ แก้ไขหรือไม่ ถ้าเห็นด้วย กดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วย กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควร งดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มคะแนน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

พร้อมนะครับ ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๔๔๒ ท่าน เห็นด้วย ๔๓๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๘ ท่าน🔗

มติที่ประชุมเห็นด้วยที่กรรมาธิการแก้ไข เชิญเลขาธิการครับ🔗

นางพรพิศ เพชรเจริญ เลขาธิการรัฐสภา

มาตรา ๑๒ มีการแก้ไข🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

มาตรา ๑๒ มีการแก้ไข ไม่มีสมาชิก แสดงความประสงค์อภิปราย ขออนุญาตถามมติที่ประชุม🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

โปรดแสดงตนครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มลงคะแนน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

สมาชิกพร้อม ปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตนขณะนี้ ๔๔๗ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗

ขอถามมติที่ประชุมว่าจะเห็นด้วย ที่คณะกรรมาธิการแก้ไขหรือไม่ ถ้าเห็นด้วย กดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าไม่เห็นด้วย กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มคะแนน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

พร้อมนะครับ ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๔๖๒ ท่าน เห็นด้วย ๔๕๘ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ ท่าน🔗

มติที่ประชุมเห็นด้วยที่กรรมาธิการ แก้ไขครับ เชิญเลขาธิการ🔗

นางพรพิศ เพชรเจริญ เลขาธิการรัฐสภา

มาตรา ๑๓ มีการแก้ไข🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

มาตรา ๑๓ มีการแก้ไข ไม่มีสมาชิก แสดงความประสงค์จะอภิปราย ขอถามมติที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยในการแก้ไขหรือไม่🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

กรุณาแสดงตนครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ถ้าพร้อม ปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตน ๔๓๖ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗

ขอถามมติที่ประชุมว่าจะเห็นด้วย ที่กรรมาธิการแก้ไขในมาตรานี้หรือไม่ ถ้าเห็นด้วย กดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วย กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ถ้าพร้อม ปิดการลงมติครับ จำนวน ผู้ลงมติ ๔๕๒ ท่าน เห็นด้วย ๔๓๓ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑๘ ท่าน🔗

มติที่ประชุมเห็นด้วยที่กรรมาธิการ แก้ไข เชิญมาตราต่อไปครับ🔗

นางพรพิศ เพชรเจริญ เลขาธิการรัฐสภา

มาตรา ๑๔ ไม่มีการแก้ไข🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

มาตรา ๑๔ ไม่มีการแก้ไข ผ่านไปครับ🔗

นางพรพิศ เพชรเจริญ เลขาธิการรัฐสภา

มาตรา ๑๕ ไม่มีการแก้ไข🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ผ่านไปครับ🔗

นางพรพิศ เพชรเจริญ เลขาธิการรัฐสภา

มาตรา ๑๖ ไม่มีการแก้ไข🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ผ่านไปครับ🔗

นางพรพิศ เพชรเจริญ เลขาธิการรัฐสภา

มาตรา ๑๖/๑ คณะกรรมาธิการ เพิ่มขึ้นใหม่🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

มาตรา ๑๖ กรรมาธิการแก้ไข โดยการเพิ่มขึ้นใหม่ มีสมาชิกแสดงความจำนงอภิปราย ๑ ท่าน ท่านพลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ขอเชิญครับ🔗

พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชี รายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกรัฐสภา กราบเรียนครับ มาตรานี้เป็นมาตราที่น่าสนใจที่ท่านได้ให้ความสนใจอย่างยิ่ง ในการเติมข้อความทั้งมาตรา ๑๖/๑ มาตรา ๑๖/๒ ด้วย แต่ผมไม่อภิปรายมาตรา ๑๖/๒ นะครับ เอาเฉพาะขอมีส่วนร่วมในเรื่องของมาตรา ๑๖/๑ นะครับ มาตรา ๑๖/๑ นั้น ก็สืบเนื่องมาจากมาตรา ๑๖ นั่นล่ะครับ ถึงต้องขยายความเป็นมาตรา ๑๖/๑ ในประเด็น ที่สำคัญมันเป็นเรื่องของการเพิ่มสมรรถนะในการผลิต แล้วผลิตภาพ ผลิตภาพก็คือการวัด ประสิทธิภาพของการผลิต คือเรื่องการทำงาน เรื่องการเซอร์วิส (Service) ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น แล้วเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะที่ผมเห็นว่ามันเป็นประโยชน์ คือการทำให้ สังคมและชุมชนได้ลืมตาอ้าปาก จากการที่ได้ก่อให้เกิดประสิทธิภาพของผลผลิตของ นวัตกรรมแล้วก็งานวิจัยนี้ โดยเฉพาะในเรื่องของเนื้อความในมาตรานี้ เน้นย้ำลงไปที่ไหน เน้นย้ำไปที่เกษตรกรกลุ่มผู้มีอาชีพในชุมชน วิสาหกิจชุมชน เน้นนะครับ วิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจเพื่อสังคม เอสดี (SD) ครับ มันเป็นสินทรัพย์ใหม่ที่ประเทศไทยจะต้องให้ความสนใจ เรื่องเอสดี (SD) ให้มาก ๆ เพราะว่าการที่จะทำงานเพื่อให้เกิดผลิตภาพและผลิตภัณฑ์ ที่เป็นประโยชน์แก่สังคมคือ หน่วยผลิตคือหน่วยที่มีทุนใหญ่ต้องให้ความสนใจเรื่องของ การสร้างสินค้าหรือโพรดักต์ (Product) ให้กับสังคม แล้วตอบแทนหรือคืนให้กับสังคม การคืนให้กับสังคมนั้นเป็นหัวใจสำคัญครับท่านประธาน โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาสและ ประชาชนในเขตพื้นที่ รวมทั้งการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศ ท่านประธานครับ ตรงนี้คณะกรรมการจะต้องจัดสรรกองทุน ให้เพียงพอและเหมาะสม ผมเห็นว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แล้วขอให้การสนับสนุนในมาตรานี้ โดยเฉพาะความลงรายละเอียด เพราะการที่จะทำให้เกิดวงจรของเศรษฐกิจฐานรากและ เศรษฐกิจที่มีความยั่งยืน สแตนดาร์ด ซัสเทนเนเบิล โพรดักต์ (Standard Sustainable Product) ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แล้วให้คนในสังคมหรือคนในรากหญ้าในชุมชนได้นำเอา เขาเรียกว่านวัตกรรมนี้ไปต่อยอด ไปเพิ่มสมรรถภาพแล้วเกิดกระแสของการผลิตหรือการ ต่อยอดแวลู (Value) ของสินทรัพย์ที่เกิดขึ้นนั้นจากการได้นวัตกรรม อย่างเช่น เกษตร ในภาคเกษตรข้าวนี้ทำอย่างไรให้แกลบที่เราต้องทิ้งเกิดนวัตกรรม แกลบมันกลายเป็น เศษขยะหรือขยะที่เกิดขึ้น สามารถทำให้เกิดการสร้างสรรค์ของเนื้อแกลบที่มีอยู่ทั้งหมดนี้ มีมูลค่า จากไม่มีราคากลายเป็นมูลค่าที่มีราคา อาจจะเป็นแผ่นรองพื้นเช็ดรองเท้า หรือเอาไปผสมสารอย่างอื่นเพื่อทำมูลค่าของมันเกิดขึ้น นวัตกรรมต่าง ๆ นี้มันจะทำให้คนรากหญ้า เศรษฐกิจรากหญ้านี้มีพลังที่จะเสริมสร้างในการ ต่อยอดและสร้างผลผลิตนี้ให้มากขึ้น โดยเฉพาะยุคนี้เป็นยุคของพืชที่แปลงสัญชาติมาจาก ยาเสพติด ไม่ว่ากระท่อม กัญชา กัญชงต่าง ๆ นี้ ถ้านวัตกรรมที่กำลังเข้มข้นอยู่บนการวิจัย ขณะนี้ ซึ่งหลายคน หรือหลายหน่วยงาน หรือแม้กระทั่งประเทศชาติเรากำลังจะนำเอา พืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่เรียกว่ากัญชา กระท่อม ออกไปสู่ตลาดโลก แข่งขันเพื่อให้เกิดการ ต่อยอด นี่คือพื้นฐาน ขณะนี้รู้ไหมครับว่าใบกระท่อมกิโลกรัมละเท่าไร วางขายบนหน้า ออนไลน์ (Online) ขายกันแบบสร้างเศรษฐกิจ อีกหน่อยผมว่ากิโลกรัมละ ๕๐๐ บาท ก็ไม่สามารถจะมีสตางค์ซื้อได้ กัญชง กัญชาที่เกิดขึ้นก็ยังเป็นสินทรัพย์ที่สามารถต่อยอดนั้น ได้อีกมากมาย ท่านประธานครับ ผมถึงว่ามาตรานี้เศรษฐกิจฐานรากและสามารถข้าม การแข่งขันจากพืชที่แปลงสัญชาติ จากยาเสพติดมาสู่พืชเศรษฐกิจของชาติได้อย่างยาวนาน แล้วสามารถที่จะทำให้คนในพื้นที่ ที่อยู่ในท้องถิ่นในฐานรากแท้ ๆ ได้ใช้ทรัพยากรของ งานวิจัยดังกล่าวนี้ ให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและสู่การแข่งขันของตลาดโลกได้มากขึ้น อย่างยิ่งยวด ถ้าคณะกรรมการที่พิจารณาเรื่องการให้เงินนี้ ได้เร่งรัดจากเงินกองทุนที่มีอยู่ ลงไปยังฐานราก แล้วเร่งเพิ่มผลผลิตแม้กระทั่งผลิตภาพที่เป็นกระบวนการทำงานเสริมลงไป ให้กับท้องถิ่น โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้มีเวิร์กเพอร์มิต (Work Permit) ในการทำงานมากขึ้นและรวดเร็ว แล้วสร้างตลาดแรงงานส่งออก เพื่อให้พืชเศรษฐกิจตัวใหม่ เจริญเติบโตเป็นสินทรัพย์ หรือแม้กระทั่งการปลูกใบยาสูบ การปลูกใบยาสูบนั้นสามารถ นำมาใช้ในการทำไวรัสรักษาโควิด (COVID) ขณะนี้ได้ ขณะนี้ใบยาสูบนี้ง่อยไปเลยครับ ถ้ามีการใช้นวัตกรรมจากจุฬาเพื่อเปิดตลาดต้นกล้าของใบยาเพื่อสร้างไวรัส อันนี้คือ นวัตกรรมใหม่ครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ต่อไปท่านมณเฑียร สมาชิกวุฒิสภา ขออภิปราย ขอเชิญเลยครับ🔗

นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ มาตรา ๑๖/๑ เป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่งที่ผมต้องขอกราบขอบพระคุณ ที่ทางคณะกรรมาธิการได้เพิ่มเติมเข้ามา นอกจากจะเป็นการส่งเสริมให้เกิดการยกระดับ ขีดความสามารถในทุกระดับของสังคมแล้ว ประเด็นที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ก็คือเรื่องของการใช้งานวิจัยและนวัตกรรมไปสร้างความเข้มแข็งให้แก่ประชาชนทุกหมู่เหล่า ตามหลักการความเท่าเทียมถ้วนหน้า หรืออินคลูซีฟ อิควอลิตี (Inclusive Equality) เพราะเหตุว่างานวิจัยพัฒนาในอดีตในสังคม โดยเฉพาะสังคมในประเทศกำลังพัฒนานั้น มีแนวโน้มที่จะสร้างความเหลื่อมล้ำ ทำให้ผู้ที่มีรายได้สูงมีรายได้สูงขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ ผู้มีรายได้น้อยก็ยังติดกับดักเป็นคนยากจนซ้ำซาก คนพิการหรือผู้ที่มีความหลากหลาย ทางวัฒนธรรม หรือความหลากหลายทางภาษามักจะไม่ได้รับประโยชน์จากงานวิจัยและ นวัตกรรมในอดีต การนำผลงานทางด้านเทคโนโลยีจากประเทศพัฒนาแล้วมาใช้ในพื้นที่ ประเทศของเราก็ประสบปัญหา เพราะว่าภาษามันไปกันไม่ได้ ส่วนใหญ่จะเป็นภาษาที่ใช้กันอยู่ ในประเทศของเขา เพราะฉะนั้นงานวิจัยและพัฒนาในลักษณะที่เป็นการประยุกต์ใช้ เทคโนโลยีก็ดี หรือเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมาใหม่ก็ดี ควรจะต้องมีความสอดคล้องกับ ประชาชนในประเทศของเราด้วย ทั้งการประยุกต์ใช้และการพัฒนาขึ้นเอง กฎหมายฉบับนี้จะเป็นการเสริมเขี้ยวเล็บให้แก่ กฎหมายว่าด้วยการพัฒนา กฎหมายว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัล (Digital) เพื่อเศรษฐกิจ และสังคม ในส่วนที่เป็นการส่งเสริมการพัฒนาตามหลักการ การออกแบบที่เป็นสากลหรือ ยูนิเวอร์ซัลดีไซน์ (Universal Design) และการพัฒนาเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อ รองรับสังคมสูงวัย เพราะประเทศไทยนั้นเป็นประเทศที่ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ในเร็ววันนี้🔗

นอกจากนี้ก็ยังเป็นการตอบโจทย์ในทำนองเดียวกัน ในกฎหมายว่าด้วย เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซี (EEC) ก็มุ่งที่จะให้ประเทศไทยนั้นเป็นศูนย์รวมของ การยกระดับงานวิจัยและพัฒนาตามหลักการการออกแบบที่เป็นสากลและเทคโนโลยี สิ่งอำนวยความสะดวก สิ่งเหล่านี้จะช่วยทำให้วงการแพทย์ วงการด้านสุขภาพมีการจัดซื้อ จัดหาเทคโนโลยี อุปกรณ์ หรือเครื่องแพทย์จากต่างประเทศน้อยลง ประเทศไทยเรามีหมอเก่ง แต่ว่าหมอก็ยังต้องนำเข้าอุปกรณ์เครื่องช่วยหรือเครื่องมือต่าง ๆ จากประเทศอื่น ซึ่งมีราคาสูง เพราะฉะนั้นผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้ที่จะนำกฎหมายฉบับนี้ไปบังคับใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สภานโยบายจะได้ให้ความสำคัญกับการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในด้านนี้ หมายถึงด้านเครื่องมือแพทย์ อุปกรณ์เครื่องช่วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อให้ ประเทศไทยเป็นทั้งศูนย์กลางการวิจัยพัฒนาในด้านนี้ แล้วก็เป็นตลาดที่สำคัญเริ่มแรก ในภูมิภาคนี้ด้วยครับ ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ไม่มีประเด็นซักถามนะครับ เป็นการ สนับสนุน กรรมาธิการมีความประสงค์จะอภิปรายอะไรไหม เชิญเลยครับ🔗

นางสาวพิมพ์ระพี พันธุ์วิชาติกุล กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวพิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ กรรมาธิการค่ะ ดิฉันขอบพระคุณท่าน ส.ส. สุพิศาล ท่าน ส.ว. มณเฑียร ที่ให้การสนับสนุน พ.ร.บ. นวัตกรรมเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากในครั้งนี้ มันจะดีมากเลยนะคะ ถ้ารัฐบาล ตระหนักให้เห็นถึงความสำคัญของสิ่งดี ๆ ในทรัพยากรธรรมชาติที่เรามี แล้วสามารถ ใช้ประโยชน์ตรงลงที่ประชาชนได้ พวกเรามีความมั่นใจมากว่ามาตรา ๖/๑ นี้จะปรับแนวคิด ปรับโครงสร้าง สร้างความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและลดความเหลื่อมล้ำ เราเห็นตรงกันค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เนื่องจากมาตรา ๑๖/๑ นี้ กรรมาธิการเพิ่มใหม่มีการแก้ไขนะครับ เพราะฉะนั้นต้องขอมติที่ประชุมว่าจะเห็นชอบ ที่มีการเพิ่มขึ้นใหม่หรือไม่🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอท่านสมาชิกกรุณาแสดงตนครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

สมาชิกพร้อมแล้วนะครับ ขอปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้แสดงตนในขณะนี้ ๔๓๐ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗

ขอถามมติที่ประชุมว่าจะเห็นด้วย ที่กรรมาธิการแก้ไขโดยการเพิ่มมาตรา ๑๖/๑ ขึ้นใหม่หรือไม่ ถ้าเห็นด้วย กดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วย กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นควรงดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกพร้อมแล้วนะครับ ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๔๗๔ ท่าน เห็นด้วย ๔๖๙ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๓ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ ท่าน🔗

มติที่ประชุมเห็นด้วยที่กรรมาธิการแก้ไข โดยการเพิ่มขึ้นใหม่ครับ เชิญเลขาธิการ🔗

นางพรพิศ เพชรเจริญ เลขาธิการรัฐสภา

มาตรา ๑๖/๒ คณะกรรมาธิการ เพิ่มขึ้นใหม่🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

มาตรา ๑๖/๒ คณะกรรมาธิการ เพิ่มขึ้นใหม่ ไม่มีสมาชิกเสนอขออภิปราย จึงขอมติที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยที่กรรมาธิการ เพิ่มขึ้นใหม่หรือไม่🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญแสดงตนครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

มติที่ประชุมเห็นด้วยที่กรรมาธิการ แก้ไข โดยการเพิ่มมาตรา ๑๖/๑ กรรมาธิการเพิ่มขึ้นใหม่ไม่มีสมาชิกเสนอขออภิปราย จึงขอมติ ที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยที่กรรมาธิการเพิ่มขึ้นใหม่หรือไม่🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญแสดงตนครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

พร้อมนะครับ ปิดการแสดงตน จำนวน ผู้เข้าประชุมที่แสดงตนขณะนี้ ๔๖๓ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗

ขอถามมติที่ประชุมว่าจะเห็นด้วย ที่กรรมาธิการเพิ่มมาตรา ๑๖/๒ ขึ้นใหม่หรือไม่ ถ้าเห็นด้วย กดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วย กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

พร้อมแล้วก็ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๔๗๗ ท่าน เห็นด้วย ๔๗๐ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๕ ท่าน🔗

มติที่ประชุมเห็นด้วยที่กรรมาธิการ แก้ไขครับ เชิญเลขาธิการ🔗

นางพรพิศ เพชรเจริญ เลขาธิการรัฐสภา

มาตรา ๑๗ ไม่มีการแก้ไข🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ผ่านครับ🔗

นางพรพิศ เพชรเจริญ เลขาธิการรัฐสภา

มาตรา ๑๘ ไม่มีการแก้ไข🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ผ่านครับ🔗

นางพรพิศ เพชรเจริญ เลขาธิการรัฐสภา

มาตรา ๑๙ ไม่มีการแก้ไข🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ผ่านครับ🔗

นางพรพิศ เพชรเจริญ เลขาธิการรัฐสภา

มาตรา ๒๐ ไม่มีการแก้ไข🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

มาตรา ๒๐ เป็นมาตราสุดท้ายนะครับ ขอจบการพิจารณาเรียงลำดับตามมาตราจนจบร่างแล้ว🔗

ต่อไปก็จะเป็นการพิจารณาทั้งร่าง เป็นการสรุปอีกครั้งหนึ่งตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ ประกอบด้วยข้อ ๙๗ ซึ่งท่านสมาชิกอาจจะขอแก้ไขเพิ่มเติมถ้อยคำได้ แต่จะ ขอแก้ไขเนื้อหาหรือข้อความไม่ได้ สมาชิกมีความเห็นมีความประสงค์จะแก้ไขถ้อยคำอะไร ไหมครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกขอแก้ไข)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ถ้าไม่มี ก็ถือว่าจบการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติในวาระที่ ๒ ครับ🔗

ต่อไปจะเป็นการพิจารณาในวาระที่ ๓ โดยไม่มีการอภิปราย เป็นไปตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ ประกอบข้อ ๙๘ จึงขอมติที่ประชุมว่าจะเห็นชอบด้วยกับร่างพระราชบัญญัติ ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. .... หรือไม่🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

สมาชิกกรุณาแสดงตนเพื่อลงมตินะครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

พร้อมนะครับ ปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตนขณะนี้ ๔๖๘ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗

ขอถามมติที่ประชุมว่าผู้ใดเห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบ กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

พร้อมนะครับ ขอปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๔๙๕ ท่าน เห็นชอบ ๔๙๔ ท่าน ไม่เห็นชอบ ไม่มี งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี🔗

มติที่ประชุมเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ ผลงานวิจัยและนวัตกรรม ก็เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ประโยชน🔗

พ.ศ. .... ในวาระที่ ๓ ก็เป็นการจบการพิจารณาของ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ขอบพระคุณท่านกรรมาธิการทุกท่าน สวัสดีครับ ต่อไปจะเป็น วาระเรื่องด่วน🔗

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ประธานกรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ขออนุญาตขอบคุณทางท่านสมาชิกนิดหนึ่งนะครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญครับ🔗

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผม วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ซึ่งมีทั้งฝ่ายของสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร ฝ่ายของวุฒิสภา แล้วก็ส่วนทางข้าราชการ แล้วก็ผู้ทรงคุณวุฒิที่มาทำงาน นักวิชาการและนักวิจัย ซึ่งรอคอยกฎหมายฉบับนี้มาอย่างยาวนาน กฎหมายฉบับนี้จะเป็น การเปลี่ยนโฉมหน้าของการวิจัย ที่วิจัยแล้วขาดความเป็นเจ้าของ วิจัยแล้วขึ้นหิ้ง ก็คิดว่ากฎหมายฉบับนี้จะเป็นกฎหมายที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ ก็ขออนุญาต ขอบคุณท่านสมาชิกรัฐสภาผู้เกี่ยวข้องทุกท่านในการให้การสนับสนุน คิดว่าจะเป็นประโยชน์ ต่อพี่น้องประชาชน ในการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจของประเทศต่อไป ขอขอบคุณทุกท่าน นะครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณกรรมาธิการนะครับ🔗

เรื่องด่วน🔗

ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)🔗

ขอเรียนว่าคณะรัฐมนตรีได้เสนอ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ต่อรัฐสภาเป็นเรื่องด่วน ซึ่งเป็นร่าง พระราชบัญญัติที่ตราขึ้นเพื่อดำเนินการตามหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๗๐ โดยได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานและ ผู้เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งได้มีการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากการร่างพระราชบัญญัติ ดังกล่าวเพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติตามมาตรา ๗๗ วรรคสองของรัฐธรรมนูญแล้ว คณะรัฐมนตรีจึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาต่อไป ในการนี้ ก็อนุญาตให้ผู้มีรายชื่อต่อไปนี้มีส่วนร่วมในการชี้แจงครับ ๑. คุณอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการสภาการศึกษา ๒. นางสาวอุษณีย์ ธโนศวรรย์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา ๓. นางสาวณัฐิกา นิตยาพร นิติกรชำนาญการพิเศษ ขอเชิญครับ🔗

ขอเรียนท่านสมาชิกนะครับ เพื่อท่านสมาชิกได้ตั้งหลักได้ว่าก่อนที่ ท่านรัฐมนตรีจะเสนอนั้นจะมีสมาชิกเข้าชื่อมาแล้วประมาณ ๑๘ ท่านในขณะนี้ เพราะฉะนั้น สมาชิกที่ปฏิบัติภารกิจในห้องกรรมาธิการหรือจำเป็นต้องอยู่ในห้องอื่นนั้นก็สามารถไปได้ นะครับ เพราะว่าจะมีสมาชิกอภิปรายเป็นจำนวนมาก เฉพาะที่เสนอมาขณะนี้ ๑๘ ท่านแล้ว ท่านรัฐมนตรีถ้าพร้อมเชิญเสนอเลยครับ🔗

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ ในนามของรัฐบาลขออนุญาตเสนอหลักการและเหตุผลประกอบ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... โดยมีหลักการและเหตุผล ดังนี้🔗

หลักการ เพื่อปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการศึกษาชาติ🔗

เหตุผล การศึกษานั้นถือว่าเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่ง ในการพัฒนาทรัพยากร มนุษย์ แล้วก็เป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนานำไปสู่ในเรื่องของการพัฒนาประเทศ โดยรัฐธรรมนูญปัจจุบันนี้ได้ให้ความสำคัญในเรื่องของการปฏิรูปประเทศทางด้านการศึกษา และได้มีการกำหนด ๔ หัวข้อหลักที่เน้นเป้าหมายผู้เรียนเป็นหลัก🔗

โดยในเป้าหมายแรกนั้นรัฐธรรมนูญได้มีการกำหนดถึงความสำคัญในเรื่อง ของการพัฒนาเด็กเล็กให้ได้รับการพัฒนาในเรื่องของร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ซึ่งขณะนี้รัฐบาลก็ได้มีการบังคับใช้ พ.ร.บ. พัฒนาเด็กปฐมวัยแล้ว🔗

ในเรื่องที่ ๒ รัฐธรรมนูญได้กำหนดเรื่องที่สำคัญในเรื่องของการลด ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ได้ให้มีการกำหนดและให้มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อความ เสมอภาคทางการศึกษา🔗

ในเรื่องที่ ๓ ในเรื่องของกลไกและการผลิตคุณครู รัฐธรรมนูญให้ความสำคัญ อย่างยิ่งในเรื่องของกระบวนการคัดกรอง ในเรื่องของการพัฒนาคุณครูวิชาชีพครู ว่าทำอย่างไรจะให้คุณครูนั้นเป็นผู้ที่มีจิตวิญญาณของความเป็นครู มีความรู้ที่แท้จริง และได้มีการกำหนดในเรื่องของการสร้างกลไกคุณธรรม ในเรื่องของการบริหารงานบุคคล ตลอดจนในเรื่องของการได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมในการประกอบวิชาชีพครู🔗

ในเรื่องที่ ๔ ในเรื่องของการปรับปรุงโครงสร้างการเรียนการสอนทุกระดับ เพื่อให้ผู้เรียนได้สามารถที่จะได้เรียนได้ตามความถนัด🔗

ท่านประธานที่เคารพ ในปัจจุบันนี้ประเทศไทยได้มีการบังคับใช้ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๔๒ ซึ่งเมื่อมาถึงในการบังคับใช้ในปัจจุบันนี้ก็นับเป็น เวลากว่า ๒๐ ปีแล้ว ประกอบกับบริบทในการเปลี่ยนแปลงของโลกตลอดระยะเวลา ๑๐ ปีที่ผ่านมา ในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ทำให้มีผลต่อ การเปลี่ยนแปลงของสังคม คน แล้วก็พฤติกรรมต่าง ๆ เพราะฉะนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง จึงต้องได้มีการจัดทำร่างพระราชบัญญัติฉบับใหม่ขึ้น ซึ่งรัฐบาลเองก็ได้มีความเล็งเห็นถึง ความสำคัญในการทำร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้น เพื่อให้เหมาะสมและสอดรับกับ การเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ ในทุกสังคม เพื่อจะนำไปสู่ในการพัฒนาเยาวชนของชาติ และระบบการศึกษาให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น จึงได้มีการจัดทำร่างพระราชบัญญัติการศึกษา ฉบับนี้ในวันนี้ ซึ่งได้มีการจัดทำร่าง พ.ร.บ. การศึกษาฉบับนี้มาตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ โดยใน ระหว่างการพิจารณาร่าง ก็ได้มีการเสนอร่างจากภาคประชาชน ซึ่งรัฐบาลก็ได้รวมแนวคิด ในร่างของภาคประชาชน และร่วมกับร่างของรัฐบาลได้มีกระบวนการฟังความคิดเห็น แล้วก็มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นทุกภาคส่วนตามมาตรา ๔๔ จึงได้ให้มีการจัดเป็น ร่างพระราชบัญญัติสมบูรณ์ที่ได้มีการนำเสนอในวันนี้🔗

ในระหว่างการจัดทำร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ กระทรวงศึกษาธิการเอง ได้รับทราบ แล้วก็ได้ฟังแนวคิดจากภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งของคณะครูและบุคลากร ทางการศึกษาซึ่งมีความกังวลในบางประเด็น ซึ่งทางรัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรี และท่านรองนายกรัฐมนตรี วิษณุ เครืองาม ได้เห็นความสำคัญของบุคลากรทางการศึกษา จึงได้นำ ๓ ประเด็นหลัก ให้สำนักงานกฤษฎีกานำกลับไปปรับปรุงแก้ไขใน ๓ ประเด็น🔗

๑. กำหนดให้ครู เป็นวิชาชีพชั้นสูง🔗

๒. แก้ไขใบรับรองครู เป็นใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู🔗

๓. แก้ไขจากหัวหน้าสถานศึกษา เป็นผู้บริหารสถานศึกษา🔗

อย่างไรก็ดีในร่างพระราชบัญญัติการศึกษาฉบับนี้ มีความมุ่งเน้นในการ ที่จะพัฒนาคุณภาพเด็กในแต่ละช่วงวัยให้มีความรู้ มีทักษะ มีความเชี่ยวชาญ แล้วก็มีความ จำเป็นในบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว อาทิเช่น ได้มีการปรับทำหลักสูตร และการเรียนการสอนในเรื่องของฐานสมรรถนะที่เหมาะสมแต่ละช่วงวัย ที่จะต้อง สอนให้เด็กได้มีความคิดเป็นแนวคิดของคริทิเคิล ทิงกิง (Critical Thinking) ในแนวคิด เรื่องของการปรับตัวให้มีความยืดหยุ่นว่า ถึงแม้ว่าไม่ได้เน้นในเรื่องขององค์ความรู้อย่างเดียว ทำอย่างไรที่จะทำให้เยาวชนนอกจากมีองค์ความรู้แล้ว ก็จะสามารถที่จะปรับตัวและ มีความยืดหยุ่น แล้วก็ได้นำองค์ความรู้มาปรับใช้ในการใช้ชีวิตท่ามกลางสังคม แล้วก็ของโลก ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการก็ได้จัดตั้งคณะกรรมการในการ ปรับในเรื่องของหลักสูตรฐานสมรรถนะเพื่อจะควบคู่กันไปในระหว่างทางด้วยเช่นเดียวกัน🔗

๒. ได้มีการปรับกระบวนการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับผู้เรียนในสถานศึกษา ในเรื่องของการพัฒนา ในเรื่องของเทคโนโลยี และโลก และการเปลี่ยนไปของต่าง ๆ ของสภาวะโลกที่เปลี่ยนแปลงไป🔗

๓. ก็คือในเรื่องของกระบวนการการชี้วัด และการประเมินผลที่ต้องให้ สอดคล้องตามสมรรถนะของช่วงวัย และให้ผู้เรียนสามารถที่จะนำผลนั้นไปใช้ในการกำหนด เป้าหมาย และวางแผนการเรียนรู้ได้ โดยการประเมินต่าง ๆ จะต้องไม่ใช้วิธีการทดสอบ ที่เน้นในเรื่องของวิชาการอย่างเดียว ตลอดจนได้มีการปรับปรุง ในเรื่องของวิธีการเรียน การสอนให้เป็นการเรียนรู้ในเชิงรุก หรือเรียกอีกในทางหนึ่งว่าแอกทีฟเลิร์นนิง (Active Learning) ก็คือเน้นในเรื่องของกระบวนการตั้งคำถาม ในกระบวนการในการหาคำตอบ ให้เด็กได้มีโอกาสลงมือทำ แล้วก็เป็นการต่อยอดในเรื่องขององค์ความรู้ได้มากยิ่งขึ้นไปด้วย🔗

อย่างไรก็ดีในร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ หัวใจที่สำคัญ ในการขับเคลื่อนกระบวนการศึกษาที่สำคัญก็คือคุณครู คุณครูนี้ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในการ ที่จะสร้างแล้วก็พัฒนาคุณภาพทางการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ จึงให้ ความสำคัญคุณครู ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการคืนคุณครูสู่ห้องเรียน เพราะต้องเน้นให้คุณครู ได้มีเวลาในการที่จะจัดสรรเวลา ในการที่จะเตรียมกระบวนการเรียนการสอน โดยมีเด็ก โดยมีเยาวชนเป็นเป้าหมายหลัก นอกจากนั้นแล้วยังได้มีการกำหนดในมาตราในการสร้าง แรงจูงใจให้กับคุณครู ซึ่งอยู่ห่างไกลทุรกันดารได้มีขวัญกำลังใจในการทำงาน ตลอดจน ในเรื่องของการพัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง จากการสภาวะโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว กระบวนการเรียนการสอนก็จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไป ให้สอดรับกับหลักสูตรฐานสมรรถนะ ตลอดจนในเรื่องของการให้ความสำคัญ ก็คือยังคงสถานะครูเป็นวิชาชีพชั้นสูงต่อไป🔗

ประเด็นสำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือว่าการจัดโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการ ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ยังไม่ได้มีการกำหนดในรายละเอียดชัดเจนในเรื่องของการจัดโครงสร้าง ของกระทรวงศึกษาธิการ แต่อย่างไรก็ดีก็มีการกำหนดเป้าหมายในเรื่องของการ กระจายอำนาจให้กับสถานศึกษา ให้สถานศึกษามีความอิสระ มีความยืดหยุ่น มีเอกภาพ แล้วก็มีความคล่องตัว ในการบริหารจัดการการศึกษาของตัวเองให้เหมาะกับบริบทของสังคม สถานศึกษา ตลอดจนสภาพผู้เรียนที่ยังมีความแตกต่างกัน ซึ่งขณะนี้รัฐบาลเองได้มีการ บังคับใช้พระราชบัญญัตินวัตกรรมการศึกษา ซึ่งได้มีผลบังคับใช้นับตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ เป็นต้นมา ซึ่งปัจจุบันนี้ก็มีโรงเรียนอาสาที่จะเข้าร่วมโครงการนี้กว่า ๔๓๒ โรงเรียน🔗

เนื่องจากว่าในการปรับเปลี่ยนในเรื่องของโครงสร้างและการจัดการ การศึกษา ถือว่าเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อน แล้วก็มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและรับผิดชอบ จำนวนมาก ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จึงได้มีการวางหลักการให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการ นโยบายการศึกษาแห่งชาติ หรือซุปเปอร์บอร์ด (Super Board) ทางการศึกษาขึ้น ซึ่งใน คณะกรรมการนี้จะมีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นรองประธาน เพื่อเป็นการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาผ่านแผนการศึกษาแห่งชาติ แล้วก็เพื่อให้เกิดการบูรณาการร่วมกัน รวมถึงการจัดบริหารงานทรัพยากรด้านการศึกษา อย่างมีคุณภาพ🔗

ท่านประธานคะ ดิฉันขอเรียนว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ถือว่าเป็นกลไก แล้วก็เป็นฟันเฟืองที่สำคัญฟันเฟืองหนึ่งที่มีความจำเป็น ในเรื่องต่อการพัฒนาการศึกษา ของชาติ วันนี้ดิฉันก็คงจะฝากร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ให้กับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ทุก ๆ ท่าน ได้เสนอแนะ และได้ตั้งข้อสังเกตต่าง ๆ เมื่อมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ จะได้นำข้อสังเกตต่าง ๆ ของท่านนั้นได้ไปใช้ในการที่ทำให้ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้มี ความสมบูรณ์แล้วก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการที่จะพัฒนาการศึกษาชาติต่อไป กราบขอบพระคุณค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสมาชิก จะได้อภิปราย โดยผมจะพยายามสลับ แต่ว่าโดยที่ ส.ส. ฝ่ายค้านจะมีรายชื่อจำนวนมากกว่า เพราะฉะนั้นบางทีอาจจะให้ท่านได้อภิปราย ๒ ท่าน แล้วค่อยสลับไปอีกท่านหนึ่ง ฝ่ายรัฐบาลแล้วฝ่ายวุฒิสมาชิก ท่านแรก คุณดะนัย มะหิพันธ์ ขอเชิญครับ🔗

นายดะนัย มะหิพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ดะนัย มะหิพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดอำนาจเจริญ เขต ๒ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขออภิปราย พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ซึ่งก็จะขออภิปรายในภาพรวม จะไม่เจาะเป็นรายมาตรานะครับ จะขอพูดเรื่องเกี่ยวกับครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้เรียน แล้วก็คณะกรรมการบริหารสถานศึกษา ท่านประธานครับถ้าดูจากนิยามศัพท์ที่ท่านได้เขียน ใน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติที่ร่างขึ้นมา ครูตามนิยามศัพท์ท่านเขียนไว้กว้าง ๆ ไม่ได้ระบุว่า ครูมีใบประกอบวิชาชีพหรือไม่ เป็นวิชาชีพชั้นสูงหรือไม่ แต่เข้าไปในรายละเอียดข้างในครับ ในมาตรา ๓๓ ท่านบอกว่าครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง แล้วก็ต้องไปออกใบประกอบวิชาชีพ โดยมาตรา ๓๙ เขียนไว้ แล้วก็ให้คุรุสภาตามมาตรา ๔๒ เป็นผู้ให้ใบประกอบวิชาชีพและ เพิกถอนใบประกอบวิชาชีพ ถามว่าครูที่เป็นวิชาชีพชั้นสูงที่จะออกใบประกอบวิชาชีพ คือครูพวกไหน แล้วที่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพคือครูพวกไหน ประเภทไหน ไม่ได้กำหนดไว้ ในนิยาม อันนี้จึงอยากจะฝากว่าถ้ากรรมาธิการจะนำไปพิจารณานะครับ🔗

ส่วนครูที่ท่านให้ความสำคัญก็ต้องขอบคุณครับ ว่าต่อไปนี้ครูในพื้นที่กันดาร เสี่ยงภัยไปมาลำบากจะมีค่าตอบแทนเพิ่มขึ้น อันนั้นเห็นด้วยครับ แล้วที่สำคัญที่ ท่านรัฐมนตรีได้พูดเมื่อสักครู่นี้ก็คือ ต่อไปนี้ครูจะไม่มีภารกิจในการทำงานโครงการของ หน่วยงานรัฐอื่นเลย ถ้าผู้บริหารคนใดให้ครูทำงานอื่นเพิ่ม ผู้บริหารคนนั้นต้องมีโทษ ตามมาตรา ๑๔ อันนี้เห็นด้วย ส่วนในเรื่องผู้บริหารสถานศึกษาครับท่านประธาน ผู้บริหาร สถานศึกษาก็มีนิยามไว้แต่เขียนกว้าง ๆ ไม่ได้หมายถึงผู้บริหารในส่วนใด ซึ่งอาจจะรวมไปถึง ผู้บริหารในหน่วยงานที่จัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการอื่น ๆ ได้ เพราะท่านเขียนไว้ กว้าง ๆ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้บริหารสถานศึกษาต้องมาจากครู ต้องเป็นครูมาไม่น้อยกว่า ๑๐ ปี ตามมาตรา ๔๐ และอาจจะเป็นรองมาก่อน ต้องเป็นรองมาก่อนนะครับ เขียนว่า เป็นรองมาก่อน ส่วนคนที่มาเป็นรองผู้บริหารสถานศึกษานี้ไม่เป็นครูก็ได้ มันเป็นความ ขัดแย้งกันว่าถ้าเป็นครูจะต้องผ่าน ๑๐ ปี แต่ถ้ามาเป็นรองผู้บริหารสถานศึกษาไม่เป็นครูก็ได้ หมายความว่าอย่างไรครับ อันนี้มันไม่ชัดเจน เพราะฉะนั้นก็ต้องฝากคณะกรรมาธิการ ได้พิจารณานะครับ ผู้บริหารการศึกษาอื่น บุคลากรอื่นไม่มีบัญญัติไว้ในนิยามศัพท์ ไม่ทราบว่าบุคคลเหล่านี้เขาจะปรากฏในที่ใด อันนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ผมอยากจะฝากถึง กรรมาธิการเพื่อนำไปทำให้เกิดความชัดเจนว่า คำว่า บุคลากรทางการศึกษาอื่น ผู้บริหาร สถานศึกษาอื่น หรือมันมีบางมาตราที่เขียนไว้ว่าผู้สนับสนุนการจัดการศึกษาในสถานศึกษา🔗

ท่านประธานครับ เรื่องสถานศึกษานะครับ สถานศึกษาตามนิยามศัพท์ ก็เขียนไว้กว้าง ๆ เหมือนกันกับผู้บริหารสถานศึกษา ที่สำคัญคือสถานศึกษาที่จัดมีความเป็น อิสระดีมาก แต่มันไม่ชัดเจนว่า คำว่า อิสระ ที่ท่านเขียนในมาตรา ๑๔ อิสระที่ท่านเขียน ในการใช้จ่ายงบประมาณตามมาตรา ๒๕ มาตรา ๒๗ มาตรา ๒๘ เขาจะมีความเป็นอิสระ ได้อย่างไร ในเมื่อมาตรา ๒๐ ไปเขียนว่าอาจจะเป็นนิติบุคคลก็ได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ ผมอยากจะเสนอให้สถานศึกษาจะต้องเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ถ้าไปใช้คำว่า อาจ เมื่อไร หน่วยงานต้นสังกัดก็พยายามจะไม่ให้กฎหมายเกิดขึ้น เนื่องจากว่าเป็นการกระจายอำนาจ ทำให้ตัวเองขาดอำนาจ อันนี้คือสิ่งที่ผมเห็นว่าควรจะแก้ไข🔗

เรื่องผู้เรียนครับท่านประธาน ผู้เรียนไม่มีในนิยามศัพท์ที่เขียนไว้เลย แต่ท่าน ไปบอกว่าผู้เรียนมี ๗ ช่วงวัย เริ่มจากคลอดออกมาเลยถือว่าเป็นช่วงวัยที่ ๑ แล้วมีการ จัดการศึกษาเป็น ๓ ระบบ นั่นก็คือระบบการศึกษาเพื่อคุณวุฒิตามระดับ ระบบการศึกษา เพื่อพัฒนาตนเอง ระบบการศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีพ ซึ่งถ้าไปเทียบกับ พ.ร.บ. การศึกษา ปี ๒๕๔๒ ก็คือการศึกษาในระบบ นอกระบบและตามอัธยาศัย แล้วในมาตรา ๕๐ ท่านไปเขียนว่าให้มีการจัดการศึกษาภาคบังคับ แต่ท่านไม่ได้บอกว่าการศึกษาภาคบังคับ ให้นับเริ่มจากช่วงวัยใดถึงช่วงวัยใด ท่านประธานครับ การจัดการศึกษาที่ท่านเน้นนโยบาย วันก่อนเห็นท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านมาตอบพูดเรื่องอาชีวศึกษา ท่านให้ความสำคัญเรื่องอาชีวศึกษา แต่ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ไปเขียนไว้เพียงมาตราเดียวคือ มาตรา ๗๑ ให้คนในช่วงอายุช่วงวัยที่ ๖ นั่นก็คือจาก ๑๕-๑๘ ปี ได้เรียนอาชีวศึกษาของรัฐ เมื่อเราต้องการพัฒนาคน เราต้องการให้คนมีอาชีพ ทำไมเราไม่ให้เด็กตั้งแต่จบประถม นั่นก็คือช่วงวัยที่ ๔ ขึ้นช่วงวัยที่ ๕ เขาน่าจะมีสิทธิที่จะเลือกเรียนอาชีวศึกษา อันนี้ฝากนะครับ เพราะว่าพอเขาจบการศึกษาภาคบังคับ เขายังไม่ไปศึกษาต่อเขาก็สามารถที่จะออกไป หางานทำได้🔗

ท่านประธานครับ สุดท้ายที่ผมอยากจะอภิปรายก็คือคณะกรรมการบริหาร ซึ่งเป็นคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ ตามมาตรา ๘๘ ซึ่งมีอยู่ ๒๔ คน ที่ผมดูคร่าว ๆ ในจำนวนนี้ไม่มีผู้ที่มีส่วนได้เสียเข้ามาเป็นกรรมการเลย นั่นก็คือครู และบุคลากรทางการศึกษา เพราะฉะนั้นที่ดูทั้งหมดนี้เป็นผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการ จัดการศึกษาด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นตรงนี้ถ้าอยากจะให้นโยบายการศึกษามันเกิดความชัดเจน คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการศึกษา ไม่ว่าครู ไม่ว่าผู้บริหารเขาน่าจะได้มีโอกาสเข้ามา เป็นผู้กำหนดนโยบายในคณะกรรมการคณะนี้ ไม่ทราบว่าที่ท่านเขียนท่านคิดขึ้นมานี้ ท่านกลัวครูจะมาแย่งอำนาจหรืออะไรผมไม่รู้ แต่ผมฝากว่าในอดีตผมเองเคยเป็น คณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ซึ่งมาจากผู้แทนข้าราชการครู เราได้มีโอกาส นำเสนอปัญหา เสนอประเด็นต่าง ๆ เพื่อให้ทางกระทรวงศึกษาธิการให้การศึกษาได้ไป กำหนดนโยบายจัดสรรงบประมาณเพื่อลงไปสู่ท้องถิ่น อันนี้ผมฝากท่านประธานว่า ในมาตรา ๘๘ นี้ ก็อยากจะให้คณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติประกอบไปด้วย ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ผู้ที่มีส่วนได้เสียด้วย กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปคุณสงวน พงษ์มณี หลังจากนั้นจะเป็นคุณอนันต์ ผลอำนวย แล้วก็จะเป็นท่านวุฒิสมาชิก วุฒิพันธ์ พิชัยรัตน์ จะได้เตรียมตัว เชิญคุณสงวนครับ🔗

นายสงวน พงษ์มณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลำพูน

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม สงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย จังหวัดลำพูน ผมจะใช้เวลาที่ท่านให้มา ๗ นาที พูดเรื่องใหญ่ให้เห็นภาพว่าผมอยากจะให้มีการพัฒนาอย่างไร ผมจะพูดมาตรา ๓ มาตรา ๒๐ และมาตรา ๑๐๖ สั้น ๆ ครับท่านประธาน🔗

ในมาตรา ๓ กฎหมายฉบับนี้ได้เขียนยกเลิกกฎหมายหลายฉบับ แต่ลืม เรื่องสำคัญ ไม่ได้ยกเลิกคำสั่งที่ ๔๔ ของคณะผู้ยึดอำนาจ ท่านครับ คำสั่งที่ ๗ เขาสั่งขึ้นมา เพื่อจะไปยกเลิกคณะกรรมการบริหารต่าง ๆ ของกระทรวงศึกษาธิการ แล้วเขียนไว้ในข้อ ๘ ว่าการยึดอำนาจมาบริหารเองนี้จะยกเลิก เมื่อถึงเวลาประมาณ ๒ ปี ต้องยกเลิกข้อ ๘ นี้แล้ว แต่ต่อมาก็มีคำสั่งที่ ๑๗ เขียนยึดไปเลยไม่ยกเลิก โดยไปเขียนยกเลิกข้อ ๘ ก็คือยึดถาวร ให้อำนาจรัฐมนตรีสั่งได้หมดทุกอย่าง ทีนี้ผมคิดว่าหลังจากนั้นท่านสังเกตให้ดีนะครับ คำสั่งที่ ๑๙ ที่ต่อจากนั้นมาสำคัญมาก ท่านประธานครับ สำคัญอย่างไร เป็นคำสั่งที่เขียนเลยนะครับว่าการปฏิรูปการศึกษา ในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ เขียนขึ้นมา ถ้าเราไม่ยกเลิกกฎหมายฉบับใหญ่ที่เรากำลังนี้จะเขียนได้อย่างไร การยกเลิกนี้ มันไม่ใช่เป็นการทำลายอำนาจอะไร คสช. เลยนะครับ เพราะในรัฐธรรมนูญก็บอกว่า แม้จะรับรอง ม. ๔๔ ไว้ว่าชอบรัฐธรรมนูญนี้ ก็ให้แก้ไขได้โดยเป็นพระราชบัญญัติ วันนี้ถือโอกาสแก้ไขแล้ว ในมาตรา ๓ ผมถึงเสนอว่าจะต้องยกเลิกคำสั่งที่ ๔๔ ของทาง คสช. ทั้งหมด คำสั่งที่ ๗ คำสั่งที่ ๑๗ และคำสั่งที่ ๑๙🔗

ส่วนมาตราต่อไปที่ผมอยากจะพูดถึงก็คือมาตรา ๒๐ เมื่อสักครู่นี้ท่านที่พูด ไปแล้ว ก็พูดถึงว่ามันมีความจำเป็นต้องให้สถานศึกษาเป็นนิติบุคคล มันสามารถเขียนได้ ถ้ามีคนแปรญัตติ มันสามารถจัดการได้ว่าเราต้องการให้เขาทำอะไร ให้หน้าที่ไปตั้งเยอะ ถ้าเขาไม่เป็นนิติบุคคล การให้หน้าที่ไปนั้นก็เท่ากับ ๐ ทำอะไรไม่ได้🔗

แล้วสุดท้ายท่านประธานครับ ผมอยากจะพูดถึงมาตรา ๑๐๖ เมื่อสักครู่นี้ มาตรา ๑๐๖ ท่านรัฐมนตรีท่านพูดชัดเจนนะครับว่า การจัดการโครงสร้างยังไม่ได้เขียนไว้ ชัดเจน แต่มาตรา ๑๐๖ กลับมีการเขียนว่ากระทรวงนี้จะมีส่วนกลาง มีส่วนภูมิภาค และส่วนกลางที่ตั้งอยู่ในภูมิภาค ท่านจะใช้ชื่อว่าศึกษาธิการจังหวัดหรือชื่ออะไรก็ตาม มันก็จะต้องอยู่ในตรงนี้ แม้ยกเลิกคำสั่งที่ ๑๙ แล้ว ท่านก็สามารถทำได้ แต่ที่ผมแปลกใจ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๑๐๖ กฎหมายบริหารราชการแผ่นดินมีอยู่มาตราหนึ่งเขียนว่า กระทรวงใหญ่ ๒ กระทรวงไม่ให้ใช้กฎหมายที่บริหารราชการแผ่นดินนี้ ให้แต่ละกระทรวง คือทั้งกระทรวงกลาโหมและทั้งกระทรวงศึกษาธิการไปเขียน พ.ร.บ. ว่าด้วยการบริหาร ราชการกระทรวงของตัวเอง แต่มาตรา ๑๐๖ นี้กลับบอกว่าออกเป็นระเบียบเท่านั้นนะครับ ท่านประธานครับ ให้ง่าย ๆ ออกเป็นระเบียบเลย มันจะขัดกับกฎหมายใหญ่หรือเปล่า มันต้องเขียนเลย ไปปล่อยไว้ได้อย่างไรครับ ท่านต้องเขียนเข้าไปเลยนะครับท่านกรรมาธิการ เพราะไม่อย่างนั้นท่านจะต้องไปแก้กฎหมายการบริหารราชการแผ่นดินอีก จะกระทบกับ กระทรวงกลาโหมอีก เมื่อกฎหมายหลักเขาสั่งว่าต้องเป็นพระราชบัญญัติ คุณก็เป็น พระราชบัญญัติสิ เขียนเอง วันนี้คุณบอกไปเขียนเป็นระเบียบให้ออกเป็นระเบียบ บอกว่าให้จัดระเบียบบริหารราชการในกระทรวงศึกษาธิการภายใน ๒ ปีนี้ จัดระเบียบ หมายถึง หน่วยงานประจำทำนะครับ แต่ถ้าเป็นพระราชบัญญัตินี้ หมายถึงคนทั้งสภาเป็นคนทำ คนทั้งรัฐสภาเป็นคนทำนะครับ มันหลากหลายความคิด มันมีความปกป้องผลประโยชน์ การตัดสิทธิ รอนสิทธิของคน ของหน่วยงาน มันจะเกิดการถ่วงดุลอำนาจหลาย ๆ อย่าง มันจะต้องทำโดยเป็นพระราชบัญญัติ แล้วมันแก้ได้ เพราะคำสั่งเหล่านั้นเขาเขียนชัดเจน ในรัฐธรรมนูญว่าแก้ได้โดยพระราชบัญญัติ🔗

ท่านประธานครับ ผมอยากจะเห็นเอกภาพของการบริหารการศึกษา แต่ว่า ที่ออกมาแล้วผมก็งง ทำไมกระทรวงนี้มีซี ๑๑ ตั้งหลายคน ผมจะพูดเรื่องนี้ให้คนที่เป็น กรรมาธิการทราบว่ามันสับสน มันหลอกใช้อำนาจ คนที่เก่งเขาหลอกใช้อำนาจ อยู่แท่งนี้ ก็ข้ามไปแท่งนี้ แล้วก็ออกระเบียบ แก้ระเบียบให้ประโยชน์ของตัวเองและครอบครัวได้ด้วย ผมไม่อยากจะเอ่ยชื่อ ไม่อยากจะเอ่ยแท่งของการทำงาน ท่านก็รู้กันอยู่ ทำไมผมพูดประเด็นนี้ ซ้ำแล้วซ้ำอีก เหตุผลก็คือว่าวันนี้คำสั่ง ๓ คำสั่งนั้นมีผลเหมือนกับการยกเลิกเหมืองทอง ไปยึดเงินที่ครูเขาแก้ปัญหาตัวเองมา ๒๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถ้ายกเลิกแล้วมันจะเคลียร์กัน ตรงนี้ คืนวิธีการจัดการหนี้สินให้ครูเขาเถอะครับ กฎหมายฉบับนี้จะเป็นบุญคุณกับแผ่นดินมาก ออมสิน ๔๐๐,๐๐๐ กว่าราย วันนี้หนี้เสีย ๑๐๐,๐๐๐ กว่ารายแล้วจะทำอย่างไร ฝากกรรมาธิการคิดด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ต่อไปคุณอนันต์ ผลอำนวย เชิญครับ🔗

นายอนันต์ ผลอำนวย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กำแพงเพชร

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอนันต์ ผลอำนวย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกำแพงเพชร เขต ๓ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมจะขออนุญาตอภิปรายสนับสนุน ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ... วันนี้ต้องขอบคุณกระทรวงศึกษาธิการที่ได้มีการ แก้ไขเรื่องของกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งใช้มาถึงวันนี้เป็นเวลา ๒๒ ปี ที่มาของ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาตินั้น ตั้งแต่ก่อนปี ๒๕๔๐ ประเทศไทยไม่ได้มีกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ การจัดการศึกษาในอดีตก็เป็นไปตามความต้องการของฝ่ายบริหาร จนกระทั่งการจัด การศึกษาในอดีตนั้นเกิดความล้มเหลว พอมาถึงปี ๒๕๔๐ มีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ทุกภาคส่วนก็มีความเห็นว่าการศึกษานั้นเป็นรากฐานของชีวิตมนุษย์ ถ้าคนในประเทศ ไม่ได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม ในประเทศก็จะพัฒนาไปได้ช้า เพราะฉะนั้น ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น ถึงได้กำหนดให้ว่าเด็กไทยทุกคนจะต้องรับการศึกษา อย่างมีคุณภาพและเท่าเทียมกันอย่างน้อย ๑๒ ปี และบังคับให้มีกฎหมายการศึกษาขึ้น ตลอดจนสิ่งที่มันเกิดขึ้นในขณะนั้น เด็กในชนบท เด็กอยู่ในพื้นที่ด้อยพัฒนา ซึ่งมีศักยภาพ ในการได้รับการเรียนรู้ต่างจากเด็กที่อยู่ในสังคมเมือง ดังนั้นในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ จึงกำหนดให้อยู่ใน ๒ หมวดว่าให้อยู่ในหมวดของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐและอยู่ในหมวด เรื่องของสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทยว่าจะต้องได้รับสิ่งเหล่านี้ เพื่อให้รัฐบาลได้ทำไป🔗

วันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๔๒ ก็เกิด พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติขึ้นเป็นครั้งแรก แล้ววันนี้ใช้มาอย่างที่ผมเรียนในตอนต้นว่า ๒๒ ปีครับ ๒๒ ปีที่ผ่านไปมันเกิดปัญหาที่เรา ได้เห็นประสบการณ์ของการจัดการศึกษาในประเทศ สิ่งหนึ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธานว่า เมื่อมีการแก้ไขแล้ว ในการที่ทำ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติครั้งนั้น แล้วก็กลับมาใช้ถึงวันนี้นั้น ในเจตนารมณ์ของการมี พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ก็เพื่อต้องการให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ชุมชน เอกชน ได้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา แล้วต้องการให้ภาคประชาชน มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ดังนั้นในการจัดการศึกษาหลังปี ๒๕๔๒ เป็นต้นมานั้น มาถึงขณะนี้ เราจะได้เห็นว่าเขาต้องการถ่ายโอนโรงเรียนให้เป็นนิติบุคคล แล้วให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในการจัดการศึกษา ก็เกิดคณะกรรมการสถานศึกษาขึ้นมา เพื่อมีส่วนร่วมในการบริหาร จัดการการศึกษาของตนเอง แต่ระหว่างที่ใช้ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติมา ๒๒ ปี เราจะ เห็นได้ว่าสาระสำคัญของร่างกฎหมายไม่ทันกับความเปลี่ยนแปลง ไม่ทันสมัย เกิดปัญหา อย่างเห็นได้ชัดในขณะนี้ ก็คือการจัดการศึกษาในสถานการณ์โควิด (COVID) ซึ่งมันก็ควร มีการปรับเปลี่ยน สภาพการบังคับใช้กฎหมายมีการละเลย ไม่ดำเนินการตามกฎหมาย เนื่องจากว่ากฎหมายไม่มีบทลงโทษ เช่น การตั้งกองทุนพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากร ทางการศึกษา ตามมาตรา ๕๒ การจัดตั้งกองทุนสนับสนุนครู คณาจารย์ และบุคลากร ทางการศึกษา🔗

ปัญหาเรื่องการบริหารจัดการด้านนโยบายทางการศึกษา จากข้อมูลของ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พบว่าขณะนี้เด็กไทยเกือบ ๕๐๐,๐๐๐ คน ตกหล่นไม่ได้เข้าไปในโรงเรียนในระบบ มีเด็กอีก ๒ ล้านคน ที่มีแนวโน้มในโอกาสข้างหน้า ที่จะไม่ได้เรียนต่อ และคาดว่าในช่วงสถานการณ์โควิด-๑๙ (COVID-19) โรงเรียนปิดเรียน เป็นเวลานาน ตัวเลขน่าจะเพิ่มมากขึ้นกว่านี้🔗

ปัญหาเรื่องของการบริหารจัดการด้านคุณภาพการศึกษา ด้านคุณภาพผู้เรียน ผลการตรวจสอบเอ็นที (NT) ในชั้น ป. ๓ และโอเน็ต (O-NET) ในชั้น ป. ๖ ม. ๓ ม. ๖ มีแนวโน้มต่ำลงทุกปี จนปัจจุบันต้องเลิกบังคับใช้การทดสอบ โดยใช้วิธีการสมัครใจแทน และด้านคุณภาพของโรงเรียนเรายังมีโรงเรียนที่มีครูคนเดียว โรงเรียนที่ไม่ครบชั้น และโรงเรียนที่ครูไม่ครบอยู่ตามกลุ่มสาระ ตามหลักสูตร และยังมีครูที่ต้องสอนไม่ตรงกับ สาขาหรือวิชาเอกที่เรียนมา สิ่งเหล่านี้เป็นการสะท้อนถึงเรื่องของการบังคับ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติในอดีต ที่ผมเห็นด้วยว่าขณะนี้ถ้ามีการปรับปรุงก็ต้องปรับปรุงสิ่งเหล่านี้ กับสถานการณ์ที่มันเกิดขึ้น เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับเด็กไทย🔗

และการจัดระบบโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการยังไม่สอดคล้องกับ บริบทที่จริงของการจัดการศึกษา ทั้งระบบสายบังคับบัญชาและความเป็นเอกภาพ ด้านนโยบาย เช่น การขยายหน่วยงานในส่วนกลาง การจัดตั้งสำนักงานเพิ่มขึ้นในส่วน ราชการต่าง ๆ ทำให้ส่วนกลางใหญ่โตเทอะทะมาก และแทนที่จะให้เด็กในส่วนกลางนั้น เล็กลงและมีประสิทธิภาพ และในเขตพื้นที่การศึกษา อย่างเช่น จังหวัดร้อยเอ็ด เขตพื้นที่ การศึกษาหนึ่งมีโรงเรียน ๓๓๓ โรง และจังหวัดนนทบุรี เขต ๑ มีโรงเรียนแค่ ๓๓ โรง สิ่งเหล่านี้มันเป็นปัญหาเรื่องของการจัดการศึกษา🔗

และประเด็นถัดมา ก็คือการขาดการกระจายอำนาจไปสู่เขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยตรงอย่างแท้จริง ทำให้หน่วยงานของรัฐ ผู้รับมอบอำนาจไม่เข้มแข็ง และไม่มีอิสระที่จะบริหารจัดการศึกษาให้มีคุณภาพ ตลอดจนการจัดระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ ไม่สอดคล้องและยึดโยงกับ ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ก่อให้เกิดปัญหาในการร่วมมือสนับสนุนและปัญหา ในการประสานงานในการจัดการศึกษาจังหวัด อำเภอ เราได้เห็นบทเรียนจาก คำสั่ง คสช. ที่ ๑๙/๒๕๖๐ พอออกมาแล้วทำให้เกิดปัญหา ทีนี้เมื่อเรามีการแก้ไข พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาตินั้น เราก็จะแก้ปัญหาในสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตที่มันเกิดปัญหา แล้วก็ซ้ำซ้อน แล้วทำให้การเรียนการสอนได้ประสิทธิภาพสูงสุด พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ จุดมุ่งหมายสุดท้ายไปอยู่ที่เด็กและครูผู้สอนในโรงเรียน🔗

ก็กราบเรียนท่านประธานว่า ทำอย่างไรจะให้เด็กที่เป็นเป้าหมายสุดท้าย ได้รับการศึกษาอย่างแท้จริงและมีคุณภาพ และมีประสิทธิภาพสูง ยังมีโรงเรียนขนาดเล็ก ๆ ที่มีความพร้อมแทบทุกด้านในด้านการศึกษาที่ขาดความพร้อมเลย และไม่ได้รับ การสนับสนุนในเรื่องของวิทยาการจากรัฐอย่างแท้จริงจำนวนมาก เกือบ ๒๐,๐๐๐ โรงเรียน ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษาโดยรวมของประเทศ ก็คิดว่าในรายละเอียดเราคง ไปดูในชั้นของกรรมาธิการ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ หลังจากท่านแล้วก็จะเป็นท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ แล้วก็จะเป็นไปด็อกเตอร์อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ แล้วก็เป็นท่านตวง อันทะไชย ขอเชิญท่านวุฒิพันธุ์ครับ🔗

นายวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา ขออนุญาตกราบเรียน อภิปรายแสดงความคิดเห็นประกอบการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ท่านประธานครับ โลกของเราในช่วง ๒ ปีมานี้กำลังเผชิญกับความท้าทาย อันเนื่องมาจาก ความเปลี่ยนแปลงสำคัญพร้อม ๆ กัน ๒ ประการ คือนอกจากวิกฤติของโรคโควิด (COVID) ที่ระบาดไปทั่วโลกแล้วเรายังต้องพยายามปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยีดิจิทัล (Technology Digital) ที่กำลังดิสรัปต์ (Disrupt) วิถีชีวิตเดิม ๆ ของเราอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สังคมโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคนิวนอร์มอล (New Normal) ที่จะมีวิถีชีวิต แนวคิด ทัศนคติ และวิธีการใช้ชีวิตในรูปแบบใหม่ ๆ กรณีประเทศไทยก็เป็นโอกาสอันดีที่จะได้ทบทวน กระบวนการขับเคลื่อนประเทศไทย แล้วจัดวางตำแหน่งแห่งที่ ทิศทางและเป้าหมายของ ประเทศให้เป็นนิวโพซิชันนิง (New Positioning) ของประเทศไทย🔗

ท่านประธานครับ ทั้ง ๒ มิติ ทั้งนิวนอร์มอล (New Normal) และนิวโพซิชันนิง (New Positioning) ของประเทศต้องสอดคล้องรองรับกัน และเวลานี้เป็นห้วงเวลาสำคัญ สำหรับการเตรียมความพร้อม ในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านกำลังคนของประเทศ กระผมต้องขอขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการ คือความหวังที่ว่านั้น วันนี้กระทรวงศึกษาธิการมาบอกกับพวกเราว่าท่านได้ศึกษาทบทวนผลสัมฤทธิ์ ปัญหา อุปสรรคที่ผ่าน ๆ มา ของการปฏิรูปการศึกษาที่ทำกันมาโดยลำดับแล้ว และกำลังจะ ปรับทิศทางให้กระฉับกระเฉง ให้มีประสิทธิภาพ มีประสิทธิผลยิ่งขึ้น ด้วยเจตจำนงที่ทำขึ้น เป็นร่าง พ.ร.บ. ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภาในวันนี้ ซึ่งผมคิดว่ากระทรวงท่าน น่าจะได้ตระเตรียมในการยกร่าง พ.ร.บ. ฉบับใหม่นี้ โดยได้พิจารณาให้เกิดความสอดคล้อง กับอีโคซิสเตม (Ecosystem) ที่เป็นปัจจุบันยุคหลังโควิด (COVID) หลังยุคดิสรัปต์ (Disrupt) นี้ ไว้ด้วยแล้ว เช่น อาจจะเพิ่มเติมแนวคิดและความสำคัญให้กับเนื้อหาสาระที่เกี่ยวกับ การพัฒนาทักษะความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการสาธารณสุขสมัยใหม่ หรือการประยุกต์ใช้หลักสูตรดังกล่าวแบบบูรณาการ ผ่านการผลิตบุคลากรทางการศึกษา ในยุคหลังโควิด (COVID) หรืออาจประยุกต์มาใช้พัฒนาทักษะบุคลากรในภาคบริการ อย่างการท่องเที่ยวเชิงสันทนาการมาเป็นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เป็นต้น ท่านประธาน ที่เคารพครับ ปัจจัยสำคัญของการวางโพซิชันนิง (Positioning) ประเทศไทยยุคหลังโควิด (COVID) ที่ผมเห็นว่าค่อนข้างจำเป็น และควรได้รับการพิจารณาการปฏิรูปการศึกษา ครั้งสำคัญนี้ น่าจะประกอบด้วยองค์ประกอบพื้นฐานดังต่อไปนี้🔗

ประการแรก ขอฝากเรื่องภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาอังกฤษ ที่จะเป็น เครื่องมือไปสู่การศึกษาในทุกสาขาวิชาในโลก ซึ่งเยาวชนทุกคนควรมีทักษะในการสื่อสาร ด้วยภาษาอังกฤษในฐานะภาษาที่ ๒ ควบคู่ไปกับภาษาจีน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เป็นต้น เพื่อก้าวไปสู่ การเรียนการประกอบอาชีพแบบไร้พรมแดน🔗

ประการที่ ๒ กระทรวงควรต้องเร่งปรับปรุงเนื้อหาหลักสูตร และวิธีการเรียน การสอนยุคใหม่ให้สอดคล้องกับพัฒนาการใหม่ ๆ ของบรรดาโครงสร้างพื้นฐาน ทางการศึกษาที่ต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง แต่สอดคล้องและตอบโจทย์การใช้ชีวิตสมัยใหม่ ในยุคนิวนอร์มอล (New Normal) คงต้องลดหรือเพิ่มวิชาที่สอดรับกับความจำเป็นในการ ใช้ชีวิต ปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนแบบออนไลน์ (Online) ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต ออนไซต์ (Onsite) ตามความจำเป็นที่เน้นฝึกทักษะหรือวิชาทางวิทยาศาสตร์ และการทดลอง ในห้องปฏิบัติการ เป็นต้น🔗

ประการที่ ๓ กระทรวงควรเน้นบทบาทในการปลูกฝังทักษะและพัฒนาการ ทางวุฒิภาวะที่จำเป็น สำหรับการใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมดิจิทัล (Digital) สังคมสมัยใหม่ การสื่อสารและมนุษยสัมพันธ์สำหรับเยาวชน การใช้เหตุผลฝึกฝนความเป็นผู้นำ ผู้ตาม เพื่อสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ที่มีความเป็นผู้รู้ เป็นบัณฑิตคู่คุณธรรมพร้อมความสามารถ🔗

ประการที่ ๔ ควรปรับเปลี่ยนทิศทางของการศึกษาที่เคยเป็นวิชาการ มาเป็น การเน้นด้านวิชาชีพ ที่สามารถปรับหลักสูตรให้เป็นไปตามความต้องการของตลาดแรงงาน และสังคมเป็นหลัก จำแนกนักเรียนตามความถนัด ที่เป็นเลิศทางวิชาการก็พัฒนาวิชาการ ให้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านให้เข้มข้น เพื่อเป็นมันสมองของสังคม นักเรียนระดับ ปานกลาง ก็ส่งเสริมให้มีความรู้ทางทักษะ วิชาชีพคู่กับวิชาการ เพื่อสร้างความก้าวหน้า และความมั่นคงทางอาชีพการงานต่อไปในอนาคต🔗

ประการที่ ๕ กระทรวงในฐานะที่ต้องมีบทบาทสำคัญในการจัดการศึกษา ภาคบังคับที่เป็นข้อต่อสำคัญในการศึกษาต่อ หากเยาวชนไม่เห็นคุณค่าของการศึกษาต่อ ในระดับสูง ออกจากระบบการศึกษาก็จะทำให้ประเทศขาดโอกาสในการสร้างกำลังสำคัญ ของการพัฒนาประเทศ ในระยะยาวหลักสูตรและวิธีของการเรียนการสอนของของกระทรวง จึงต้องตอบโจทย์ความต้องการการเรียนรู้ของเยาวชนยุคดิจิทัล (Digital) คนรุ่นใหม่🔗

ในประการสุดท้าย กระทรวงต้องให้ความสำคัญกับมาตรฐานของบุคลากร ผมฝากตรงนี้ด้วยความเคารพว่า มาตรฐานของบุคลากรในแวดวงทางการศึกษาคงต้องเน้น ความเป็นเลิศในการผลิต การรักษา และพัฒนามาตรฐานคุณภาพบุคลากรทางการศึกษา รุ่นใหม่ ครูอาจารย์ทุกระดับต้องสามารถสร้างนักเรียน นักศึกษาที่ดี และมีคุณภาพมาตรฐาน ในระดับที่สูงเท่าทันกับพัฒนาการทางเทคโนโลยีดิจิทัล (Technology Digital)🔗

ที่สำคัญขอกราบเรียนว่าความสำเร็จของกระทรวงในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียง การผ่านร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เท่านั้น หากยังขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการด้านการศึกษา อย่างมีประสิทธิภาพ โดยบุคลากรทางการศึกษาที่มีคุณภาพเป็นเลิศขึ้นอยู่กับครูที่มีคุณภาพ และประสิทธิภาพสูง ก่อนที่จะไปสร้างนักเรียนที่มีความเป็นเลิศได้นั้น ครูจึงต้องเก่งจึงจะ สอนนักเรียนให้เก่งได้ ครูจึงเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จของนักเรียน และเมื่อครูเก่ง ทำให้นักเรียนเก่ง และนักเรียนเก่งก็จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า ต่อไปในอนาคตครับท่านประธาน กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ต่อไปคุณชวลิต วิชยสุทธิ์ ครับ🔗

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครพนม

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขออนุญาตที่จะอภิปราย ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ซึ่งเป็นร่าง พ.ร.บ. ที่ตราขึ้น เพื่อดำเนินการตามหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศตามรัฐธรรมนูญที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน เมื่อดูหลักการของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เขียนไว้เพียงครึ่งวรรคแต่กว้างมาก ด้วยข้อความว่าปรับปรุงกฎหมายว่าด้วย การศึกษาแห่งชาติ จะเห็นได้ว่าเป็นหลักการที่กว้างขวางมาก ซึ่งก็คงไม่มีใครคัดค้านหลักการนี้ แต่ในรายละเอียดคงไปลงรายละเอียดกันในชั้นแปรญัตติในประเด็นสำคัญ ๆ ตั้งแต่ในเรื่อง โครงสร้างขององค์กรทางการศึกษาของชาติ ทำอย่างไรถึงจะมีประสิทธิภาพ ซึ่งก็คงจะว่ากัน ตั้งแต่จะกระจายอำนาจกันอย่างไร จะสลายแท่งผู้บริหารในกระทรวงศึกษาธิการหรือไม่ หรือจะคงแท่งไว้แล้วบริหารจัดการกันอย่างไร นี่คือสิ่งที่คงจะไปว่ากันในรายละเอียด🔗

ครู บุคลากรทางการศึกษาที่สำคัญยิ่ง สมัยรุ่นพ่อรุ่นแม่ ปู่ย่าตายายของเรา คนจะเรียนครูต้องเป็นที่หนึ่งหรือเลขตัวเดียวในชั้น เราจะมีแรงจูงใจอย่างไรให้คนที่เรียนเก่ง มาเป็นครู ให้เกียรติยศเป็นวิชาชีพชั้นสูง ให้ค่าตอบแทนที่คุ้มค่ากับความรับผิดชอบที่สูง เด็กจะทำอย่างไร เด็กถึงจะเรียนฟรีถึงชั้นไหน เรียนฟรีต้องฟรีจริง ๆ ถึงช่วงไหน ชั้นไหน ต้องชัดเจน ด้วยเหตุผลอะไร ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองจากปัจจัยเรื่องภัยโควิด (COVID) เรื่องการเรียนฟรียิ่งจำเป็น วินัยของเด็กจะทำอย่างไร เด็กถึงจะมีวินัยไม่ก้าวร้าว วัฒนธรรม ประเพณี ศีลธรรม จะเอามาประยุกต์ใช้อย่างไร เราคงไม่ต้องไปตามต่างประเทศจนเกินไป ผสมผสานวัฒนธรรม รวมทั้งวัฒนธรรมท้องถิ่น และวัฒนธรรมระดับชาติอย่างไร องค์กร บ้าน วัด โรงเรียน มัสยิด โบสถ์คริสต์ จะหล่อหลอมเยาวชนของเราอย่างไร เป็นสิ่งที่ฝาก คณะกรรมาธิการ🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อวันพุธ วันพฤหัสบดีที่ผ่านมาสภาผู้แทนราษฎร ได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อแก้ไขคำสั่ง คสช. ที่ ๑๙/๒๕๖๐ ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรด้วยคะแนน อย่างท่วมท้นเป็นเอกฉันท์ เป็นข้อพิจารณาที่เป็นข้อสังเกตสำคัญที่คณะกรรมาธิการควรจะ รับไปพิจารณาด้วย เพราะอะไร เพราะหลังปฏิวัติรัฐประหาร คณะรัฐประหารที่เรียกตนเอง ว่า คสช. ก็ออกคำสั่งมากมายในลักษณะของการรวมศูนย์อำนาจ และคำสั่ง คสช. ที่ ๑๙/๒๕๖๐ ก็เช่นเดียวกัน มีลักษณะบริหารของโครงสร้างการศึกษาในภูมิภาคในลักษณะ รวมศูนย์อำนาจ ก่อให้เกิดปัญหาในการบริหารจัดการศึกษา การบริหารงานบุคลที่ล่าช้า ไร้ประสิทธิภาพ จนครูบาอาจารย์ทั่วประเทศเรียกร้องให้มีการแก้ไข พรรคการเมืองต่าง ๆ ก็เห็นพ้อง รัฐบาลซึ่งหัวหน้ารัฐบาลเป็นหัวหน้า คสช. ที่ผ่านมาก็เห็นพ้อง เสนอร่าง ของรัฐบาลมาประกบกับร่างของพรรคการเมืองด้วย นี่แสดงให้เห็นว่าการรวมศูนย์อำนาจ มันล้าสมัย ไม่มีประสิทธิภาพ ประเทศเดินหน้าไม่ได้🔗

ท่านประธานที่เคารพ ประเทศไทยเราในชั่วอายุคนที่ผ่านมามีการปฏิวัติ รัฐประหารมาแล้วกี่ครั้ง ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกลองกดเข้าไปดูในกูเกิล (Google) ประเทศของเรารัฐประหารไปแล้ว ๑๓ ครั้ง กบฏ ๑๑ ครั้ง การรัฐประหารแต่ละครั้งเป็นการ ใช้กำลัง ใช้ความรุนแรงก็สะท้อนถึงเด็ก เด็กก็จะเลียนแบบใช้ความรุนแรง สะท้อนอะไรอีก สะท้อนถึงความไม่มีวินัย ไม่เคารพตัวแทนประชาชน ใช้กำลังเข้ายึดอำนาจ เมื่อเข้ามา ก็ออกคำสั่งรวมศูนย์อำนาจ ไม่กระจายอำนาจ งานการศึกษาก็ไม่มีประสิทธิภาพหรือถึงขั้น ถอยหลังเข้าคลอง ดังนั้นไม่ว่าจะมีกฎหมาย มีหลักสูตรดีอย่างไร แต่ถ้าผู้ใหญ่ฉีกกติกา แล้วรวมศูนย์อำนาจ บ้านเมืองก็เป็นเช่นทุกวันนี้ คือถอยหลังเข้าคลอง ล้าหลังตามประเทศ เพื่อนบ้านไม่ทัน🔗

กล่าวโดยสรุปครับท่านประธาน กระผมเห็นด้วยกับหลักการและเหตุผลของ ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ และขอฝากข้อพิจารณาไปยังคณะกรรมาธิการที่จะจัดตั้งขึ้น สรุปว่า🔗

๑. โครงสร้างขององค์กรทางด้านการศึกษาควรอยู่ในลักษณะของ การกระจายอำนาจ ไม่รวมศูนย์🔗

๒. ให้ความสำคัญกับวิชาชีพครู ยกให้เป็นวิชาชีพชั้นสูงจริง ๆ ไม่ใช่ยกแต่ เฉพาะตัวอักษร ให้มีเกียรติยศ เกียรติบัตร ให้ค่าตอบแทนที่คุ้มค่ากับความรับผิดชอบที่สูง เราก็จะได้คนระดับครีม (Cream) หรือหัวกะทิเข้ามาเป็นครู เป็นพ่อพิมพ์ แม่พิมพ์ของชาติ ที่มีคุณภาพ🔗

๓. เด็กต้องได้รับการสนับสนุนให้เรียนฟรี พร้อมอุปกรณ์การศึกษาฟรี อาหาร อาหารเสริม ในวัยอนุบาล เด็กเล็ก เราเป็นเมืองเกษตรต้องบริหารจัดการตรงนี้ให้ได้ โครงการอาหารกลางวัน โครงการน้ำผลไม้โรงเรียน เรามีผลไม้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการ มากมาย เมื่อเรามีนมโรงเรียนแล้ว ควรมีน้ำผลไม้โรงเรียนเพื่อช่วยทั้งเด็กและช่วย ชาวสวนด้วย หลักสูตรการเรียนควรเน้นการมีวินัยของเด็ก การดูที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ก็คือการอนุรักษ์วัฒนธรรม ประเพณี การส่งเสริมศีลธรรม บ้าน วัด โรงเรียนมัสยิด โบสถ์คริสต์ เพื่อปลูกฝังให้เด็กมีจิตใจที่อ่อนโยน🔗

ประการสุดท้ายที่สำคัญที่สุดครับท่านประธาน ทหารจะต้องไม่มีการ ปฏิวัติรัฐประหารอีก ให้รัฐสภาซึ่งมีตัวแทนประชาชนทั่วประเทศแก้ปัญหาของชาติบ้านเมือง ของเรา เหมือนนานาอารยประเทศที่เขาประพฤติปฏิบัติกัน ขอขอบพระคุณครับ ท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ท่านต่อไป คุณอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ครับ🔗

นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอเริ่มต้นการอภิปรายของผม โดยฉายภาพ ๆ นี้ให้ท่านประธานดูครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ทำการเปิดคลิปภาพและเสียง)
นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

นี่เป็นภาพที่มาจากสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ในตลอดหลายเดือน ที่ผ่านมาในแวดวงการศึกษา มีแต่ข่าวครูกล้อนผมนักเรียน นักเรียนถูกล่วงละเมิดทางเพศ ซ้ำแล้วซ้ำอีก ครูตบเด็กอนุบาลคว่ำ ผอ. โรงเรียนอยู่ดี ๆ ชักปืนมาขู่หน้าเสาธง หรือล่าสุด เด็ก ม. ๖ ปล้นชิงร้านทอง ภาพข่าวต่าง ๆ เหล่านี้มีปรากฏให้เห็นทุกวัน จนกระทั่งเรียกว่าเป็นนิวนอร์มอล (New Normal) เหมือนกับข่าวโควิด (COVID) ไปแล้ว สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้กำลังตอกย้ำให้เห็น ว่าถึงเวลาแล้วจริง ๆ ที่เราจะต้องยกเครื่องระบบการศึกษาของไทย ดังนั้นผมถึงเห็นด้วยกับ ญัตตินี้ที่เสนอให้มีการร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติขึ้น ทีนี้พอผมเห็นด้วยก็เกิดเป็น ความคาดหวังครับ หวังว่า พ.ร.บ. ตัวใหม่นี้จะเป็นเหมือนอัศวินม้าขาวที่จะมากอบกู้ระบบ การศึกษาไทย แต่พอไปเปิดดูแต่ละมาตรา ทั้งหมด ๑๑๐ มาตรา ผมบอกท่านประธาน ยืนยันกับท่านประธานตรงนี้เลยว่า ต่อให้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ผ่านสภา ปัญหาครูตบเด็กคว่ำ ปัญหาเด็กถูกกล้อนผม ปัญหาเด็ก ม. ๖ ต้องไปปล้นชิงทอง ก็ไม่แก้ไปด้วย พ.ร.บ. ฉบับนี้ อย่าไปพูดถึงแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เลยครับ เพราะว่ามืดมิดตั้งแต่ปากถ้ำ ที่ผมบอกว่ามืดมิด เพราะมันถูกครอบด้วยกะลาทั้งหมด ๓ ชั้น ๓ ชั้นที่ว่ามีอะไร ผมจะไล่เรียงให้ท่านประธาน ฟังนะครับ ชั้นที่ ๑ คือครอบเด็ก ชั้นที่ ๒ คือครอบครู แล้วก็ชั้นที่ ๓ คือครอบระบบ🔗

ในส่วนของชั้นแรกที่บอกว่าครอบเด็กเป็นอย่างไร ผมชี้ชัด ๆ ให้เห็น ในมาตราหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าเป็นปัญหามากคือมาตรา ๘ ในมาตรา ๘ นี้กำลังเปลี่ยนโรงเรียนให้ กลายเป็นโรงงาน โรงงานที่ว่าคือโรงงานผลิตเสื้อโหล กะใช้เสื้อตัวเดียวให้ใช้กันทั้งประเทศ ที่ผมบอกอย่างนั้น เพราะว่าในมาตรา ๘ แบ่งซอยยิบย่อยเลยครับ เป็นช่วงอายุต่าง ๆ ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ ๑๘ ปีขึ้นไป ในแต่ละช่วงนี้กำหนดให้เด็กต้องเป็น ต้องทำ อย่างโน้น อย่างนี้เยอะมาก ผมลองนับดูใน พ.ร.บ. ฉบับนี้มีคำว่า ต้อง ทั้งหมด ๑๖๓ คำ มากกว่า ฉบับที่แล้ว ๓ เท่าครับท่านประธาน ตรงนี้ผมถึงบอกว่ามันผิดหลักการ เพราะไปกำหนดไว้ ๓ หน้ากระดาษ ว่าเด็กต้องทำอะไรบ้าง ทั้งที่จริง ๆ แล้วควรจะพูดแค่บรรทัดเดียวเลยว่า การจัดการเรียนการสอนควรคำนึงถึงศักยภาพของนักเรียนแต่ละคน เพื่อให้เด็กค้นหาตัวเอง ให้เจอ แค่นี้ครับ นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่ามันขัดกับหลักการ🔗

เหตุผลที่ ๒ ที่ผมบอกว่าครอบเด็ก นั่นก็คือกำหนดมาตรฐานไว้เกินเบอร์ ไปมาก ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับ ท่านเขียนว่าเด็กตั้งแต่ช่วงอายุ ๖ ขวบ ต้องเริ่มที่จะ หาลู่ทางในการประกอบอาชีพ ท่านประธานครับ ลูกผมอายุ ๖ ขวบ ตอนนี้เรียนออนไลน์ (Online) เครียดอยู่ที่บ้าน เมื่อวานนี้ผมประชุมสภาอยู่ โทรศัพท์มาร้องไห้ ผมต้อง เดินออกไปปลอบเป็นชั่วโมงว่าให้ยอมเรียนออนไลน์ (Online) นั่นคือวุฒิภาวะของเด็ก ๖ ขวบครับ แค่จะให้เรียนหนังสือยังยากแล้วเลย จะบอกว่าให้คิดหาลู่ทางในการประกอบ อาชีพ มันปฏิบัติได้ไหม มันเหมาะสมตรงไหนช่วยเอาปากกาวงทีครับ แล้วเหตุผลที่ ๒ ที่ผมบอกว่าตรงนี้ครอบเด็ก นั่นก็คือใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ไม่คำนึงถึงอัตลักษณ์ความหลากหลาย ของบุคคลเลย เมื่อ ๒ วันก่อน ผมแล้วก็เพื่อน ส.ส. จากหลายพรรค เชิญน้อง ๆ เยาวชน กลุ่มผู้พิการ กลุ่มแอลจีบีที (LGBT) มานั่งพูดคุยกัน ทุกคนพูดเหมือนกันครับว่ากฎหมาย ที่ออกมาทุกวันนี้ทำให้ชีวิตของเขาที่ท้าทายอยู่แล้วยิ่งยากลำบากไปมากขึ้น ผมยกตัวอย่าง ให้ท่านประธานดูนะครับ มาตราเดิมนี้ (๒) บอกว่าเด็กต้องฝึกการพูด ถามว่าผู้พิการ ผู้ที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ทางการใช้เสียง เขาจะเอาตรงไหนไปฝึกพูดกับท่านครับ หรือในมาตรานี้หรือในฉบับนี้ทั้งฉบับ มีตรงไหนบ้างไหมที่พูดถึงความหลากหลายและ ความเสมอภาคทางเพศ ไม่มีครับ นี่คือครอบที่ ๑ ที่ผมบอกว่าครอบเด็ก🔗

ครอบที่ ๒ ครอบเด็กไม่พอครับ ไปครอบครูด้วย มีหลายจุดมาก แต่เวลาผม น้อยมากนะครับ ผมยกตัวอย่างให้ดูในมาตรา ๓๗ ท่านบอกว่าครูต้องมีอุปนิสัยเป็นระเบียบ เรียบร้อย มีวินัยและอารมณ์ดี อ่านถึงตรงนี้ต้องเกาศีรษะครับท่านประธาน เพราะว่า ผมสงสัยว่าจะไปบังคับให้คนเราอารมณ์ดีตลอดเวลาได้อย่างไร ครูก็เป็นคนนะครับ เป็นมนุษย์ โกรธได้ ร้องไห้เป็น โมโหได้ โกรธได้ ถ้าครูเพิ่งอกหักมา สูญเสียคนรักมา ตอนเช้า ให้เข้าห้องสอน ให้ยิ้มตลอดเวลาหรือครับ ไม่ใช่ครับ ตรงนี้ไม่ใช่บอกว่าให้ครูอารมณ์ดี แต่ต้องบอกว่า ให้ครูมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ หมายความว่าเมื่อคุณโกรธ เมื่อคุณโมโห ต้องรู้จักบริหารจัดการความโกรธนั้น แล้วสิ่งนี้จะถูกถ่ายทอดให้กับเด็ก แล้วจะเป็นการ แก้ปัญหาความรุนแรงต่าง ๆ ที่ผมฉายภาพให้เห็นตอนต้น ท่านประธานครับ ผมไม่แปลกใจ ว่าทำไม พ.ร.บ. ออกมาหน้าตาแบบนี้ กรรมการที่เขียนกฎหมายฉบับนี้เป็นกรรมการอิสระ เพื่อปฏิรูปการศึกษา ด้วยความเคารพนะครับ แต่ในกรรมการ ๒๐ กว่าคนนี้มีคนที่เป็นครู ที่สอนหนังสือจริง ๆ อยู่แค่คนเดียว ผมไล่ดูชื่อแต่ละคน นั่นคือ ๒ ครอบนะครับ🔗

ครอบชั้นที่ ๓ นี่ใบใหญ่เลยครับ คือครอบระบบครับท่านประธาน ครอบระบบที่ว่าคือครอบด้วยอะไร คือครอบด้วยงานเอกสารครับ ตัวอย่างเช่น ในมาตรา ๗๗ บอกว่าสถานศึกษาต้องมีหน้าที่บันทึกข้อมูลบุคคลของนักเรียน ครู บุคลากรที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงบันทึกรายรับรายจ่าย ผมถามว่าสุดท้ายตรงนี้เป็นหน้าที่ใคร ก็ไม่พ้นนะครับ เป็นหน้าที่ของครู เมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรีบอกว่าจะคืนครูสู่ห้องเรียน แต่ผมคิดว่า ด้วยภาระงานต่าง ๆ ที่สุดท้ายแล้วก็กลับไปกองที่ครู ได้คืนครูสู่โต๊ะคอมครับ เพราะฉะนั้น ครูคงไม่ได้สอนหนังสือหรอกครับ วัน ๆ ก็ยุ่งอยู่กับเอกสารงานประเมิน อย่าไปพูดเลยครับ เรื่องจะคำนึงถึงสวัสดิภาพของเด็กหรือพัฒนาการของเด็ก🔗

นี่คือครอบทั้ง ๓ ชั้น ที่ผมบอกว่าเป็นปัญหาของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ และถ้าเรา ทลายกะลาทั้ง ๓ ชั้นนี้ไม่ได้ อย่าไปพูดเลยครับว่าจะไปแก้ระบบการศึกษาไทย ทุกวันนี้ เด็กเรียนออนไลน์ (Online) อยู่บ้าน เมื่อสักครู่ผู้ที่ชมอภิปรายอยู่ในนี้บอกว่าเรียนออนไลน์ (Online) อยู่บ้านเครียดจนจะฆ่าตัวตายอยู่แล้ว ถามว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ไปช่วยตรงไหนได้บ้าง ไม่มีครับ เพราะฉะนั้นถ้าจะเป็นอย่างนี้นะครับท่านประธาน ผมพูดอย่างนี้ครับว่าถ้าจะใช้ ร่างฉบับนี้แบบนี้ สู้กลับไปใช้ พ.ร.บ. ปี ๒๕๔๒ สมัยที่ท่านประธานเป็นนายกรัฐมนตรี ยังจะดีเสียกว่า เพราะใน พ.ร.บ. ฉบับนั้นอย่างน้อยก็พูดถึงเสรีภาพของเด็ก เสรีภาพ ทางวิชาการ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งไม่มีเลยนะครับใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ถ้า พ.ร.บ. ฉบับนี้ผ่านสภา จะได้รับการแก้ไขในชั้นกรรมาธิการ ก็ขอฝากเป็นข้อสังเกตแบบนี้ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปคุณตวง อันทะไชย ขอเชิญครับ ขอเรียนว่าหลังจากท่านตวงแล้ว ก็จะเป็นคุณเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล แล้วก็ รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ แล้วก็จะเป็นคุณณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ขอเชิญครับ🔗

นายตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าในหลักการเบื้องต้นนั้น เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่สภาจะต้อง พิจารณา แล้วมีบางประเด็นที่ผมคิดว่ามีความจำเป็นที่จะกราบเรียนต่อสภา สภาได้ลอง โปรดพิจารณาดูนะครับ ความจริงเรื่องปฏิรูปการศึกษาท่านประธานทราบดีว่าเป็น ขบวนสุดท้ายของการปฏิรูปประเทศเรา หลังจากที่ตำรวจเข้ามาแล้ว เราก็หวังว่าถ้าเรา สามารถปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาได้ เราจะมีความคาดหวังกับการปฏิรูปเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศได้ในอนาคต🔗

ความที่ผมจะกราบเรียนต่อท่านประธานว่าทำไมผมเห็นชอบนั้น เนื่องจาก พระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๔ ประกอบ ๒๕๘ จ ท่านประธานคงจำได้ว่าเราเขียนกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปการศึกษานี้ เราเป็นครั้งแรก ของประเทศไทยที่เราเขียนรายละเอียดว่าเราจะปฏิรูปเรื่องอะไรบ้าง เราจะปฏิรูปอย่างไร รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็ไม่มีครับ เขียนสั้น ๆ ในมาตรา ๘๑ แต่รัฐธรรมนูญปีปัจจุบันเขียน มาตรา ๕๔ ประกอบ ๒๕๘ จ ว่าต้องทำ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ซึ่งผมคิดว่าจำเป็นที่จะต้อง เขียนกฎหมายขึ้นมาใหม่ คือกฎหมายฉบับนี้ แต่สิ่งที่ผมจะเป็นข้อสังเกตต่อสภาที่จะต้อง ได้ลองพิจารณาทบทวนร่วมกันมีดังต่อไปนี้🔗

ผมกราบเรียนท่านประธานว่าตอนเริ่มต้นเขียนกฎหมายฉบับนี้ ผมบังเอิญ มีส่วนร่วมในบางส่วน ตอนนั้นเป็นกรรมการอิสระที่เป็นครู ผมเรียนท่านประธานว่าตอนนั้น เราเขียนกฎหมายนี้ไม่ได้มีวิกฤติโควิด (COVID) เขียนเมื่อปี ๒๕๖๑ วันนั้นไม่มีใครคิดว่า โลกนี้จะเผชิญกับวิกฤติโควิด (COVID) วันนั้นไม่มีใครคิดว่าโลกนี้จะเผชิญกับการปิดประเทศ ทุกประเทศในโลกนี้ และเกิดคนตายเป็นล้าน ๆ คนแบบนี้ จึงเขียนกฎหมายบางมาตรา ที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายนั้น จำเป็นที่จะต้องปรับปรุง แก้ไข ทบทวนให้สอดคล้องกับวิกฤติ ของโลก ผมอยากยกตัวอย่างสัก ๒-๓ ตัวอย่างเพื่อจะได้บันทึกไว้ในสภาดังต่อไปนี้🔗

ประการแรก ระบบการศึกษามันเปลี่ยนไปครับท่านประธาน ระบบการบริหาร จัดการศึกษาทั่วโลกเปลี่ยนหมด จากที่เรียนผมขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ ที่เรียกว่าออนไซต์ (Onsite) ออนไลน์ (Online) ออนแฮนด์ (On hand) แล้วแต่จะเรียก แต่ว่ามันได้เปลี่ยน วิถีของการเรียนรู้ไปใหม่หมดแล้วโดยสิ้นเชิง ระบบการบริหารจัดการก็เปลี่ยน ท่านประธานครับ จากเดิมทีอำนาจต้องมาอยู่ที่กระทรวง แต่คราวนี้วิกฤติที่เราเผชิญมา ๒ ปีท่านประธาน จะเห็นได้ชัดเจนว่าอำนาจในการบริหารจัดการในพื้นที่ในสถานศึกษา มีความสำคัญยิ่งกว่า อำนาจที่อยู่กระทรวง เช่น จะเปิดสถานศึกษา จะเปิดทันทีไม่ได้เหมือนเดิม จะสั่งจาก กระทรวงไม่ได้เหมือนเดิม จะต้องให้อย่างน้อย ๓ ภาคีในพื้นที่มีส่วนร่วม เช่น สาธารณสุข ที่มี อสม. รพ.สต. เขาจะต้องเป็นคนเข้าไปดูแลเรื่องระบบการควบคุมโรคระบาด🔗

ประการที่ ๒ กระทรวงมหาดไทย โดยท้องที่ท้องถิ่น นายก อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่ควบคุมคนเข้า คนออก จะต้องมีความเห็นชอบในการที่จะเปิด🔗

ประการที่ ๓ คือกระทรวงศึกษาธิการ โดยศึกษาธิการจังหวัด เขตพื้นที่ การศึกษา ระบบการบริหารการจัดการศึกษาใหม่ ภาษาอังกฤษที่เรียกว่านิวนอร์มอล (New Normal) จึงเปลี่ยนแปลงทันที เจตนารมณ์ในการจัดการศึกษาก็เปลี่ยนครับท่านประธาน จากเดิมเราเน้นหนักจะต้องเป็นคนเก่ง คนดี ที่จะต้องไปต่อสู้ไปแข่งขัน แต่คราวนี้ไม่ใช่แล้ว กลายเป็นว่าการจัดการศึกษาของมวลมนุษยชาติทั่วโลก ก็คือเน้นไปที่คุณภาพชีวิต และความปลอดภัย มีทักษะวิชาชีพ วิชาการ ที่สามารถดำรงอยู่ในโลกนี้ได้ เป้าหมาย การจัดการศึกษาของโลกจึงเปลี่ยนไป🔗

ประการต่อมา เมื่อโลกมันเปลี่ยน วิกฤติมันมา หลักสูตรการเรียนการสอน ที่อยู่ในกฎหมายฉบับนี้ปัจจุบันมีสถาบันที่เขียนเอาไว้จะต้องปรับ ผมคิดว่าท่านสมาชิก คงเห็นไม่ต่างจากผมว่าลำพัง สสวท. อาจจะไม่สามารถออกแบบหลักสูตรการเรียนการสอน ได้ครอบคลุม🔗

แต่ประเด็นที่ผมคิดว่าเป็นจุดคานงัดสำคัญจากการศึกษาของพวกผม คณะกรรมาธิการการศึกษาวุฒิสภาและนักวิชาการได้ช่วยกันศึกษา เราค้นพบอย่างนี้ ท่านประธานครับ เราค้นพบว่าหัวใจสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งเป็นหัวใจเลยว่าจะนำไปสู่ การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างที่ผมพูดถึงนี้ คือมาตรา ๒๐ เป็นมาตราที่พูดถึงเรื่องให้อำนาจ สถานศึกษาในการบริหารจัดการ ๔ งานสำหรับสถานศึกษาได้ อันประกอบไปด้วยออกแบบ วิชาการ บริหารงานบุคคล บริหารงานทั่วไปหรืองบประมาณ ผมยกตัวอย่างให้เห็นรูปธรรมเลย ถ้าเราจะให้เขาได้บริหารงานทั่วไปได้ สถานศึกษาแต่ละแห่งออกแบบห้องสมุดเองได้ เสื้อผ้า หน้า ผม ชุดนักเรียน เขาสามารถที่จะตกลงกันในชุมชน ในหมู่บ้าน ในกรรมการ สถานศึกษาได้เลย วิชาการเขาสามารถที่จะเรียนวิชาชีพที่สอดคล้องกับท้องถิ่น ภาคใต้ จังหวัดตรังของท่านประธานจะไม่เหมือนจังหวัดร้อยเอ็ดบ้านผม เขาจะต้องเรียนที่แตกต่าง แต่เรียนวิชาที่เหมือนกัน🔗

ประการต่อมา เราค้นพบว่าคุณภาพการศึกษาที่ผ่านมานี้ไม่มีนัยสำคัญ ที่เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงฝ่ายการเมืองเข้ามา ไม่มีนัยสำคัญที่เชื่อมโยงว่า มีปลัดกระทรวงคนใหม่ มีอธิบดีคนใหม่ หรือมี ผอ. เขตคนใหม่ ทำให้คุณภาพการศึกษา มันเกิดขึ้น แต่คุณภาพการศึกษามันเกิดที่สถานศึกษาครับท่านประธาน มันเกิดที่ห้องเรียน มันเกิดที่ครู มันเกิดที่สถานศึกษาต่างหาก และดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน ท่านประธานจำได้ไหม เมื่อปี ๒๕๔๒ เราออกพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปีนั้นเรายุบ ๘๐๐ อำเภอ ๗๖ จังหวัด ๑๔ กรม ๒ สำนักงาน ๑ ทบวงมหาวิทยาลัย มาเป็น ๒๘๕ เขต เพียงต้องการปฏิรูปการศึกษา ให้มันถึงผู้เรียน ไปเขียนไว้ในมาตรา ๓๙ ของ พ.ร.บ. ปี ๒๕๔๒ ว่าให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคล แล้วเขียนตอนท้ายว่าให้เป็นไปตามกฎกระทรวง จากวันนั้นจนถึงวันนี้ยังไม่มีกฎกระทรวง ยังไม่ได้มีการกระจายอำนาจ ๔ งานที่ผมพูดถึง ความในมาตรา ๒๐ ที่ผมขอกราบเรียน ท่านประธานก็คือจะต้องแก้ไขวรรคสี่ ท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกแล้วดูวรรคสี่ ท่านใช้คำว่า อาจ แปลว่าอาจนี้เป็นก็ได้ ไม่เป็นก็ได้ หรือไม่ทำก็ได้ แล้วไปดูมาตรา ๑๐๔ ประกอบ จะทราบว่าโอกาสที่จะเป็นนิติบุคคล โอกาสที่จะบริหารจัดการโดยตัวเขาเองนั้น ยากมาก🔗

สุดท้ายผมฝากประเด็นที่จะต้องพูดถึงความเชื่อมโยงของกฎหมาย ท่านประธานครับ เนื่องจากว่ากฎหมายฉบับนี้มีกฎหมายลูกเกิดก่อนแม่หลายฉบับ เช่น พ.ร.บ. ปฐมวัย พ.ร.บ. อุดมศึกษา พ.ร.บ. กองทุน พ.ร.บ. พื้นที่นวัตกรรม เกิดก่อนแม่ ทำอย่างไรจะเขียนกฎหมายให้มันเชื่อมโยงกัน เป็นเนื้อเดียวกัน เดินไปพร้อมกันได้ ผมจึงฝากท่านประธานเพื่อให้สภาได้ลองพิจารณา ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปคุณเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล แล้วหลังจากนั้นที่เรียนไว้ก็คือ รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ แล้วก็คุณณัฐวุฒิ แล้วจากนั้นก็จะเป็นท่าน ส.ว. เฉลิมชัย เฟื่องคอน ขอเชิญคุณเลิศศักดิ์ครับ🔗

นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เลย

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ผมขอใช้สิทธิอภิปรายต่อร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ซึ่งต้องกราบเรียนท่านประธานครับว่า ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้กว่าที่จะนำเข้าสู่การพิจารณา ในชั้นรับหลักการของรัฐสภาแห่งนี้ ก็มีการนำเสนอร่างก่อน ๆ หน้านี้เพื่อให้ประชาชน ได้แสดงความคิดเห็น ซึ่งก็ดำเนินการมาเป็นระยะเวลาพอสมควร แล้วก็เป็นผลที่สืบเนื่องมาจากการปฏิรูปการศึกษา ในยุคของรัฐบาล คสช. แน่นอนครับ ก็ควรจะต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไข ซึ่งก็นับเป็นโชคดี ที่ร่างก่อน ๆ หน้านี้ทางกระทรวงศึกษาธิการหรือรัฐบาล ไม่ได้นำเข้ามาพิจารณาในชั้นของ รัฐสภา เพราะถ้านำเข้ามานั้นก็คงจะถูกการต่อต้านจากทั้งบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ และต้องถือโอกาสนี้ชื่นชม แล้วก็ต้องขอบคุณท่านตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ ที่ท่านเปิดใจรับฟังปัญหาของบรรดาบุคลากรทางการศึกษา แล้วก็ ได้นำเอาปัญหาเหล่านั้นมาปรับปรุงแก้ไข แล้วก็บรรจุไว้ในร่างฉบับนี้หลายข้อ🔗

ต้องขออนุญาตกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า ประเด็นสำคัญที่มีการแสดง ความคิดเห็นไม่เห็นด้วยในร่างฉบับก่อน ๆ ที่ผมกราบเรียนว่าได้นำมาแก้ไข อย่างเช่น ในเรื่องของการเรียกร้องให้กำหนดวิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง ซึ่งก็มีความจำเป็นครับ เพราะเนื่องจากว่าครูผู้สอนเป็นบุคคลที่มีความสำคัญต่อนักเรียน ตั้งแต่ชั้นก่อนวัยเรียน จนกระทั่งโตขึ้น การที่จะทำให้บุคคลเหล่านี้หล่อหลอมให้เป็นคนดี เป็นคนที่มีความรู้ ก็จำเป็นต้องมีคุณครูที่มีความรู้ความสามารถ ดังนั้นการกำหนดมาตรฐานวิชาชีพครู จึงมีความจำเป็น🔗

ประการต่อมา เรื่องของการที่มีการแสดงความคิดเห็นคัดค้าน การใช้คำว่า ใบรับรองการประกอบวิชาชีพครู ในร่างก่อน ๆ หน้านี้ก็สำคัญเช่นเดียวกัน บรรดาบุคลากร ครูบอกว่าอยากให้คงคำว่า ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ไว้ในร่าง พ.ร.บ. การศึกษา ก่อนที่จะนำมาเสนอต่อสภาแห่งนี้ ซึ่งทั้ง ๒ ประการนี้ได้รับการตอบสนองโดยการบรรจุไว้ ในบทบัญญัติของร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ อันนี้ต้องถือโอกาสนี้ขอบคุณ แทนบรรดาบุคลากรครูนะครับ แต่ประการหนึ่งที่ผมยังเห็นว่ามีการพูดถึงกันเยอะมาก แล้วก็ยังแก้ไขออกมายังไม่สมบูรณ์นัก ก็คือในเรื่องของการที่กำหนดให้ผู้บริหารสถานศึกษา เดิมก่อนหน้านี้พูดถึงกันอย่างกว้างขวาง บอกว่าจะเปลี่ยนจากคำว่า ผอ. เป็นครูใหญ่ ซึ่งก็จะ ย้อนยุค ก็ไม่ได้นำมาใช้ก็ถือว่าถูกต้องแล้ว แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงต่อมาให้ใช้คำว่า หัวหน้าสถานศึกษา ซึ่งในบทบัญญัติของร่างฉบับนี้ ในมาตรา ๔๑ สรุปว่ามีการเขียนว่า ผู้บริหารสถานศึกษาและรองผู้บริหารสถานศึกษา อาจมีชื่อเรียกเป็นอย่างอื่นตามที่กฎหมาย ได้บัญญัติไว้ก็ได้ ซึ่งถือว่าก็มีการแก้ไขได้ดีขึ้นพอสมควร แต่ก็คงยังจะต้องไปพิจารณาต่อ ในชั้นกรรมาธิการ เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น และในมาตรา ๔๐ ที่บอกว่า รองผู้บริหารสถานศึกษาที่ทำหน้าที่ช่วยงานบริหารหรือธุรการ อาจแต่งตั้งจากบุคคลที่ไม่ใช่ ครูก็ได้ ตรงนี้ล่ะครับที่ผมคิดว่าอาจจะเป็นประเด็นปัญหาที่เกิดความไม่ชัดเจน ดังนั้นเรื่องนี้ จะต้องมีการพูดคุยในชั้นกรรมาธิการเพื่อให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่า คำว่า รองผู้บริหาร สถานศึกษา ซึ่งจะแต่งตั้งมาก็ได้ ควรจะต้องเป็นอย่างไร ซึ่งผมเองนั้นไม่เห็นด้วยนัก🔗

โดยในภาพรวมทั้งเรื่องของพระราชบัญญัติฉบับนี้ เรื่องหลักสูตรและเรื่อง การประเมินผล มีการใช้คำว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้ามามีส่วนร่วมทั้งในการ ร่างหลักสูตรและการสนับสนุนการศึกษาอยู่มากพอสมควร แต่ผมอยากเสนอให้ทาง กระทรวงศึกษาธิการได้ลองพิจารณาคิดออกนอกกรอบบ้าง เพราะเนื่องจากว่าหลายครั้ง ที่ผ่านมาในการแก้ปัญหา ยกตัวอย่าง เช่น ในเรื่องของการควบรวม ยุบรวมสถานศึกษา ขนาดเล็กในชนบท ปรากฏว่าวันนี้เราจะเห็นซากปรักหักพัง แล้วก็ความเสื่อมโทรม ของโรงเรียนที่ถูกยุบไปแล้ว เป็นสัญลักษณ์อยู่ในหมู่บ้าน ในตำบล ซึ่งไม่เกิดประโยชน์เลย ผมอยากลองให้ท่านรัฐมนตรี แล้วก็กระทรวงศึกษาธิการลองพิจารณาใหม่นะครับว่า ถ้าให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้มามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาโดยตรง มากกว่าการให้ การสนับสนุน เช่น แทนที่จะยุบรวมโรงเรียนต่าง ๆ เหล่านั้น เปลี่ยนเป็นถ่ายโอนให้กับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อบต. อบต. ๑ แห่ง ดูแลโรงเรียนเล็ก ๆ ที่กำลังจะ ถูกยุบรวม โรงเรียนเดียวมีนักเรียน ๒๐ คน ๓๐ คน ผมเชื่อว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เหล่านั้นสามารถที่จะดูแลได้เป็นอย่างดี เพราะท้องถิ่น ๑ แห่ง มีโรงเรียนเล็ก ๆ ไว้ดูแล แค่โรงเรียนเดียว ด้วยงบประมาณ ด้วยบุคลากร และด้วยการสนับสนุนที่ความพร้อมนี้ สามารถทำให้การศึกษาของเด็กที่เป็นลูกหลานของเขาเองดีขึ้นได้ ฉะนั้นจะดีกว่าการที่ท่าน จะพยายามที่จะปิดโรงเรียน ยุบโรงเรียน แล้วเอาบุคลากรไปรวมกับอีกโรงเรียนหนึ่ง เอาเด็กนักเรียนในชนบทเหล่านั้นต้องนั่งรถโรงเรียนไปแต่เช้า ไปเรียนโรงเรียนในสถานที่ แล้วก็อีกตำบลหนึ่ง ผมคิดว่าถ้าลองเปิดใจแล้วก็เปิดโลกทัศน์เอาความคิดใหม่ ๆ เข้ามา โอนสถานศึกษาเหล่านั้นให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเขาไปดูแลบ้าง ผมเชื่อว่า จะเกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้น ดังนั้นก็คงจะต้องมีการพิจารณาต่อในชั้นกรรมาธิการ ซึ่งผม ก็จะเสนอคำแปรญัตติในส่วนของร่างฉบับนี้ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปรองศาสตราจารย์ สุรวาท ทองบุ ขอเชิญครับ🔗

รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ สมาชิกผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กระผมเองได้รับมอบหมายจากกรรมาธิการการศึกษาของสภาผู้แทนราษฎร ให้เป็นประธาน อนุกรรมาธิการพิจารณากฎหมายการศึกษา แล้วก็ได้พิจารณายกร่างกฎหมายฉบับเดียวกันนี้ แล้วก็เสนอเข้าสู่รัฐสภา ปรากฏว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่ให้การรับรอง เพราะฉะนั้นวันนี้ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมขอเวลานานนิดหนึ่งคือ ๑๐ นาทีนะครับ ท่านประธาน อนุญาตไหมครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เพื่อความเป็นธรรมกับคนอื่นนะครับ ผมเชื่อความสามารถของท่านระดับรองศาสตราจารย์ว่าจะย่อความได้ เชิญครับ🔗

รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ถ้าอย่างนั้นผมจะไปไว ๆ นะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับที่รัฐบาลนำเข้ามา ผมเรียนว่ามีปัญหา มีความสับสน ไม่ชัดเจน แล้วมองไม่เห็นความหวังของการปฏิรูปการศึกษา โดยหวังว่า ที่จะทำให้การปฏิรูปอื่น ๆ ประสบความสำเร็จตามมาด้วย ถ้าหากการปฏิรูปการศึกษา ล้มเหลวแล้วยากที่จะประสบความสำเร็จในด้านอื่น ๒ ทศวรรษที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นแล้ว ว่าเราล้มเหลวทุกการปฏิรูป และ ๗ ปีผ่านมานั้นก็ซอยเท้าอยู่กับที่ไม่ได้ไปถึงไหน ผมจะไป ไว ๆ นะครับ มันมีข้อบกพร่องอย่างไร ไม่ชัดเจนอย่างไร จะเกิดความโกลาหลอย่างไร ผมอยากจะเรียนกรรมาธิการหากว่าท่านผ่านร่างพระราชบัญญัตินี้ไป ผ่านหลักการนี้ไป ท่านจะต้องตอบคำถามนะครับว่าเราต้องการให้ประเทศไทยไปในทิศทางใด ท่านจะให้ กลับไปเป็นเหมือนท่านเมื่อ ๕๐ ปีก่อนหรืออย่างไร วันนี้ทุกอย่างมันเปลี่ยนไป เราอยากให้ ลูกหลานของเราเป็นเหมือนเราเมื่อ ๕๐ ปีก่อนหรือไม่ อย่างไร🔗

ประการต่อไปเราต้องการให้คนไทยเป็นคนอย่างไร เราต้องการให้คนไทย เป็นคนว่านอนสอนง่าย หรือเป็นคนที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ คิดต่าง สร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ และการศึกษาของเราที่มาออกแบบในพระราชบัญญัตินี้ เราต้องการให้เป็นไปเพื่อความ เจริญงอกงาม หรือเพื่อควบคุมและปกครองให้เป็นเหมือนอย่างที่ผู้ใหญ่ยุคนี้อยากให้เป็น การบริหารจัดการเราจะวางอำนาจให้กับผู้ปฏิบัติหน้างานได้ไหม วางนะครับ เราไม่ใช้ คำว่า กระจาย ไม่อยากใช้ คำว่า กระจาย สไลด์ (Slide) ไปหน้า ๔ ด้วยครับ กระจายอำนาจ หรือยังรวบอำนาจ ท่านดูดี ๆ นะครับ ๑๑๐ มาตรา มีบางมาตราเท่านั้นที่บอกว่าอิสระ อย่างโน้น อย่างนี้ แต่ว่าอำนาจทั้งหลายทั้งมวลนั้นไปอยู่ในองค์กรซึ่งเป็นฝ่ายการเมือง แล้วก็ข้าราชการประจำ และมาจากกระทรวง ทบวง กรมอื่นด้วย🔗

ประการที่ ๕ ถามว่าครูจะเป็นเพียงอาชีพหรือจะเป็นวิชาชีพควบคุม ท่านเขียนมานั้นไม่ใช่วิชาชีพ แต่พอครูต่อต้านคัดค้านร่างของท่าน ท่านก็เป็นแค่เพียงปกหน้า ว่าให้ครูมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ แต่ไส้ในนั้นไม่ได้เป็นอย่างนั้น ไม่มีสภาวิชาชีพ ท่านให้มีองค์กรครู ท่านไม่มีองค์กรบริหารงานบุคคลกลางที่เป็นข้าราชการ🔗

ประการที่ ๖ นั่นคือครูของรัฐ ซึ่งเป็นครูของรัฐและองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นนี้ จะเป็นข้าราชการ หรือจะเป็นพนักงาน หรือจะเป็นลูกจ้าง อันนี้ก็ไม่มี ความชัดเจนอยู่ในนั้น🔗

ประการที่ ๗ ท่านยังด้อยค่าว่าครูนั้นให้มีเงินเดือนสวัสดิภาพ สวัสดิการ เทียบเท่าข้าราชการอื่น เทียบเคียงข้าราชการอื่น ซึ่งเดิมนั้นไม่ใช่นะครับ เดิมนั้นข้าราชการครู หรือครูจะต้องมีเงินเดือนค่าจ้างให้เหมาะสมกับความเป็นวิชาชีพชั้นสูง ไม่ได้ระบุว่า เทียบเคียงกับข้าราชการ เพราะฉะนั้นแล้วเราต้องการจูงใจให้คนมาเป็นครู วันนี้พวกท่าน ๆ ทั้งหลายที่นั่งอยู่ตรงนี้ถามตัวเองสิครับ ทำไมท่านไม่เป็นครู ทำไมท่านไม่เรียนครู ก็เพราะ อย่างนี้ครับ พยายามที่จะด้อยค่า ที่จะลดค่าอะไรต่าง ๆ ลงไป เดิมเขาเป็นวิชาชีพชั้นสูง มีเงินเดือนคู่ควรกับวิทยฐานะอะไรทั้งหลายของเขา แต่มาให้เทียบเคียงข้าราชการ ท่านจะต้องตอบคำถามว่าการศึกษาขั้นพื้นฐานจะเป็นบริการสาธารณะ หรือจะให้เป็นไป เพื่อการแข่งขัน แล้วก็ไปเอื้อเอกชน ในขณะที่มัดมือมัดแขนราชการ แล้วก็ให้อิสระกับเอกชน🔗

ประการที่ ๘ เอกชนที่อยู่ในพระราชบัญญัตินี้เราจะให้เขาเข้ามา เพื่อแบ่งเบา ภาระของรัฐหรือมาเป็นทางเลือก แล้วก็ให้การแข่งขันตามกลไกการตลาด โดยที่รัฐเข้าไป อุ้มเอกชนอย่างที่ผมเรียนเมื่อสักครู่นี้ แล้วรัฐจะไหวหรือไม่ ถ้าบอกให้เขามาแบ่งเบาจะต้อง ไม่ไปอุ้มนะครับ🔗

ประการที่ ๙ ยังสับสนอยู่ว่าการเรียนฟรีตามรัฐธรรมนูญเขียนไว้ ๑๒ ปี ตามประกาศ คสช. ๑๕ ปี แต่ตามพระราชบัญญัตินี้ ๑๘ ปี ท่านดูที่มาตรา ๑๒ รัฐจะรับภาระ ได้ไหม🔗

ประการที่ ๑๐ ร่างพระราชบัญญัติของท่านยกเลิกพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ และแก้ไขเพิ่มเติมทั้งหมด นั่นก็หมายถึงว่าท่านก็จะยกเลิกสภา ที่เกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ นั้น ยกเลิกคณะกรรมการต่าง ๆ ที่มีตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ นั้น และหน่วยงานที่ตั้งขึ้นมา สพฐ. อาชีวะอะไรทั้งหลายก็ต้องยกเลิกไป เพราะพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ นั้นกำหนดให้มีขึ้น ถ้าท่านยกเลิกก็แปลว่าไม่ให้มี ร่างพระราชบัญญัตินี้จะเป็น กฎหมายที่มีสภาพบังคับหรือเป็นตำราเรียน มีท่านใดเห็นด้วยกับผมก็ได้โปรดพิจารณา ว่าท่านยัดเยียดความคิด ความเชื่อไว้ตายตัว แม้แต่วิธีสอนหรืออะไรต่าง ๆ ซึ่งมันเป็นพลวัต คุณลักษณะของครูที่ดีวันนี้เป็นอย่างนี้ แต่วันข้างหน้าไม่ใช่อย่างนี้แล้ว จากวิทยาการ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ที่เปลี่ยนไป กฎหมายนี้ครอบคลุมการจัดการศึกษาทั้งหมด ของประเทศหรือไม่ ท่านเปิดทางว่าอาชีวะจะเป็นอย่างไร แต่ท่านยังไม่เขียนกำกับว่า ห้ามแบ่งแยกหน่วยงานที่มีช่วงอายุเดียวกัน เพราะฉะนั้นอาชีวะจะไปอยู่กับพื้นฐานใช่ไหม นอกนั้นยังมีการศึกษาอื่น ๆ คนพิการหรือการศึกษาของสงฆ์ รวมทั้งการศึกษาของกระทรวง ทบวง กรมอื่น🔗

ท่านประธานครับ ขอเวลาอีกนิดหนึ่งนะครับว่าสิ่งที่กังวลที่สุด ที่มองไม่เห็น ความหวัง วันนี้เรายังเห็นว่าพระราชบัญญัตินี้ยังขัดหลักอิสรภาพทางวิชาการ ท่านไปกำหนด ว่าวัยนั้นต้องทำอันนั้นอันนี้ได้ ไม่ได้แล้วครับ วันนี้เด็ก ๒ ขวบ ยังทำอะไรได้มากกว่า เด็กปริญญาโทด้วยก็ได้ในหลาย ๆ เรื่อง ท่านต้องให้อิสระกับสถานศึกษา อิสรภาพของบุคคล ว่าเขาสามารถที่จะเรียนรู้อะไรได้ ท่านยังรวมศูนย์อำนาจไว้ที่คณะกรรมการนโยบาย ที่เดี่ยว เป็นอำนาจเชิงเดี่ยว ขาดการมีส่วนร่วมถูกถ่วงดุลและตรวจสอบ จะขาดหลัก ธรรมาภิบาล ท่านยังจำกัดเสรีภาพในการเรียนรู้ การสอนของครูยังไประบุว่าครูจะต้อง สอนแบบเชิงรุก แล้วทำไมละครับ บางเนื้อหา บางวิชาต้องสอนเชิงลับก็ได้ หรือกิจกรรม อะไรอื่น ๆ ก็ได้ ซึ่งศาสตร์ของการสอนนี้มันปรับเปลี่ยนไป มันเป็นพลวัต ซึ่งครูควรที่จะ มีอิสระในการที่จะเลือกการสอน🔗

ร่างพระราชบัญญัตินี้จงใจละเลยการบริการสาธารณะของรัฐ รัฐจะต้องจัด การศึกษาให้ดีที่สุด ถ้าเขาไม่พอใจจึงเป็นทางเลือกอื่นที่เขาไป และต้องไปรับภาระเอง โดยที่รัฐไม่ต้องไปโอบอุ้ม ท่านประธานครับ พระราชบัญญัตินี้ยังด้อยค่า ลดทอน ลิดรอน สิทธิศักดิ์ศรีของวิชาชีพครูและการเป็นข้าราชการครูหลายประการเลยทีเดียว อย่างที่ ผมเรียนไป วันนี้ท่านบอกว่าให้กระทรวงนี้ออกกฎหมายเกี่ยวกับการจัดระเบียบครู ไม่ใช่ข้าราชการครูของภาครัฐ แล้วสภาวิชาชีพก็ไม่มีแล้ว ให้เป็นองค์กรครู เป็นต้น แล้วก็ ยังยอมให้เอกชนเข้ามาได้สิทธิอะไรต่าง ๆ มากมาย รวมทั้งให้ผู้ช่วยหัวหน้าสถานศึกษา ไม่ต้องเป็นครู แล้วก็พัฒนาไปเป็นหัวหน้าสถานศึกษาได้🔗

ประการต่อไปมีการลดทอนอำนาจสภานิติบัญญัติด้วย ไปมอบให้กระทรวง ศึกษาธิการในการจัดระเบียบกระทรวง ว่าจะมีแท่งอะไรทั้งหลายให้เท่านั้น แล้วเรื่องบริหาร บุคคลก็เช่นเดียวกัน ท่านประธานครับ ยังมีอีกหลาย ๆ เรื่องท่านยังไม่ให้ความสำคัญกับ การวางอำนาจไว้ที่สถานศึกษาที่เป็นหน้างาน ท่านให้มีคณะกรรมการสถานศึกษาที่มาจาก จิตอาสา ซึ่งนั่นหมายความว่าท่านจะไม่ลงทุนจิตอาสาอย่างไร ผู้ที่มาเป็นกรรมการสถานศึกษา จะต้องมีความทรงคุณวุฒิ ที่เราเลือกสรร ที่เราไปเชิญมา ไม่ใช่เพียงจิตอาสา แล้วก็ ยังไร้อำนาจด้วย อันนั้นคือสิ่งที่มันเป็น แต่ที่สำคัญอย่างยิ่ง ก็คือขาดหลักประกันการคุ้มครอง สิทธิโอกาสของการเข้าถึงการศึกษา แล้วก็ไม่ได้มีบทบัญญัติอะไรในการปกป้องคุ้มครอง สิทธิเสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของนักเรียนและของครูไว้ในกฎหมายฉบับนี้ พระราชบัญญัติฉบับนี้🔗

ท่านประธานครับ จากที่เห็นร่างพระราชบัญญัติที่ผมเสนอนั้นได้แก้ไข ข้อท้วงติง ข้อคัดค้านเหล่านี้ และข้อคัดค้านเหล่านี้ก็ยังส่งไปถึงรัฐบาล กฤษฎีกา แต่ไม่ได้รับการแก้ไข มาแก้เพียงเปลือกหน้า คือแก้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูเท่านั้น แล้วก็เปลี่ยนคำว่า ครูใหญ่ เป็น หัวหน้าสถานศึกษา ซึ่งทุกคนยังกังวลอยู่ว่า ถ้าวันนี้ ผอ. โรงเรียนเดินมา นักเรียนเรียก ผอ. ว่าหัวหน้า ๆ มันก็จะสับสนกับหัวหน้าชั้นเรียน อันนี้เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดจากการลุแก่อำนาจ ไม่รับฟังความคิดเห็นของผู้ปฏิบัติหน้างาน ซึ่งนั่นก็หมายถึงครูที่เขารักและหวังดี เขาตั้งใจที่จะเป็นครูมาตั้งแต่ต้น เพราะฉะนั้นอันนี้ พวกเราเป็นผู้แทนราษฎร มาจากการเลือกตั้งและใช้อำนาจแทนประชาชน ก็ขอเรียกร้อง ตรงนี้ว่าถ้าร่างพระราชบัญญัตินี้ผ่านการรับหลักการไป ก็ขอได้โปรดได้นำเอาข้อคิด และข้อสังเกตที่ผมนำเรียนนี้ได้ไปแก้ไขด้วย ซึ่งเราจะพิจารณาลงมติต่อไป ขอบพระคุณ มากครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านรองศาสตราจารย์ใช้เวลาเกินไป เกือบ ๖ นาที ผมไม่อยากจะไปรบกวนเสียสมาธิ เพราะว่าเข้าใจดีว่าเรื่องบริหารเวลานี้ มันไม่ใช่ทุกคนสามารถทำได้ แต่ว่าเรียนเนื่องจากมีผู้เข้าชื่ออภิปรายขณะนี้ ๕๒ คน เกินครึ่งร้อย เพราะฉะนั้นก็เลยขอความร่วมมือพวกเราว่าพยายามใช้ศักยภาพความสามารถ ส่วนตัวภายในเวลาที่กำหนด ไม่ได้เข้มงวดถึงขนาดว่ามันจะเกินไปไม่ได้ แต่ว่าถ้าเกินไปถึง ๕-๖ นาที มันจะรบกวน เวลาเพื่อน เพราะเราต้องลองดูว่า ๕๐ มาคูณ ๗ ดูว่าเราใช้เวลาไปอีกเท่าไร เนื่องจากจำนวน สมาชิกอภิปรายมาก เพราะฉะนั้นสมาชิกที่ไปรับประทานอาหารกลางวัน ก็ขอให้สามารถไปได้ มีเวลารับประทานได้เต็มที่ เพียงแต่มีคนขอเตือนว่ากรุณาอย่านั่งประจันหน้ากันโดยไม่ได้ สวมหน้ากากนะครับ เพราะว่าเจ้าหน้าที่ที่มีปัญหาส่วนใหญ่ก็มาจากการที่เวลารับประทาน อาหารก็ไม่ค่อยระมัดระวัง ต่อไปจะเป็นท่านณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ แล้วไปท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน ขอเชิญครับ🔗

นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุพรรณบุรี

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ จังหวัดสุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ จุดเด่นของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ก็คือหมวด ๑๖ นี่ล่ะครับ เรื่องการปฏิรูปประเทศ การปฏิรูปประเทศมีข้อ ก ด้านการเมือง ข้อ ข ด้านบริหารราชการแผ่นดิน ข้อ ค ด้านกฎหมาย ข้อ ง ด้านกระบวนการยุติธรรม ข้อ จ ด้านการศึกษา ข้อ ฉ ด้านเศรษฐกิจ และข้อ ช ด้านอื่น ๆ ท่านประธานครับ สำคัญที่สุดเลย ข้อ จ ด้านการศึกษา ถ้าเราทำปฏิรูป ด้านการศึกษาสำเร็จ มันจะเป็นการปฏิรูปทั้งมวลเลย จริง ๆ แล้วมันควรจะอยู่ข้อ ก เสียด้วยซ้ำไป ท่านประธานที่เคารพครับ ดังนั้นพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ต้องเป็นวาระแห่งชาติ ไม่ใช่รับผิดชอบเฉพาะรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น นายกรัฐมนตรีต้องเข้ามารับผิดชอบครับ สำคัญมาก สำคัญจริง ๆ ครับ🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ เราดูครับ ผมดูเป็น ๓ ขั้นตอน มันมีต้นน้ำ มีกลางน้ำ และมีปลายน้ำ ต้นน้ำมาจากไหน ต้นน้ำของ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ มันมาจากคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูป หรือ กอปศ. ผมต้องขอบคุณครับ ทุกท่านเสียสละมาเป็น กอปศ. แล้วนำมาสู่พระราชบัญญัติ ฉบับนี้ แต่อย่างไรก็ตามองค์ประกอบมันแคบเหลือเกิน ท่านประธานครับ มันมีตัวแทน ข้าราชการครู นักวิชาการอยู่ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ มีผู้บริหารธนาคารเข้ามา มีสภาพัฒน์เข้ามา มีกลุ่มทุนใหญ่เข้ามา มีครูเพียงคนเดียวครับ ไม่มีผู้บริหารโรงเรียนจากภูมิภาคเลย ไม่มีตัวแทนผู้ปกครอง ไม่มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่มีเยาวชนในฐานะผู้เรียน ซึ่งร่วมร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นต้นน้ำไม่กว้างขวางพอ มาดูกลางน้ำครับ พอเข้าสู่สำนักงานกฤษฎีกาก็แก้ไขน้อยมาก มันทำให้องค์กรครูกว่า ๓๐๐ องค์กรออกมาเรียกร้อง ผมได้รับหนังสือจากคุณนิสา บรรจงการ ผู้อำนวยการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุพรรณบุรี ในฐานะตัวแทนของข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษาของจังหวัดสุพรรณบุรี มายื่นหนังสือกับผมเมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม เรื่อง ขอคัดค้านและนำข้อเสนอของสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐานและเครือข่ายองค์กร วิชาชีพครูไทย เพื่อนำเสนอให้มีการไปแก้ไขใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ต่อไป นี่จะเห็นนะครับ ท่านประธานที่เคารพ กลางน้ำมีปัญหามันจะมีปัญหามาก🔗

ท่านประธานเมื่อวันพุธที่ ๑๕ ที่ผ่านมานี้ เราแก้ไขคำสั่ง คสช. ฉบับที่ ๑๙/๒๕๖๐ ลงวันที่ ๓ เมษายน เพราะอะไรครับ เพราะมันก่อให้เกิดผลกระทบต่อบรรดาข้าราชการครู จำนวนมาก เราผ่าน พ.ร.บ. ฉบับนี้ไปตั้งกรรมาธิการเรียบร้อยแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้มันปลายน้ำ ถ้ามีการตั้งกรรมาธิการถือว่าเป็นปลายน้ำที่จะต้องทำงานอย่างหนัก ถามว่าปลายน้ำจะต้องทำอะไรบ้าง ผมให้เป็น ๓ ระดับ เอาภาษาอังกฤษแกรมมา (Gammar) มาใช้ก็แล้วกันครับท่านประธาน พาสต์เทนส์ (Past Tense) เพรสเซนต์เทนส์ (Present Tense) และฟิวเจอร์เทนส์ (Future Tense) อดีต ปัจจุบัน อนาคต อดีต ดูย้อนหลังไปพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๔๒ ซึ่งทำในสมัยที่ นายกรัฐมนตรี ชื่อ ชวน หลีกภัย เป็นผู้บริหารสูงสุด นั่นทำสำเร็จ เราละเลยไม่ได้ครับ เราจะ ก้าวข้างหน้าเราต้องหันไปดูข้างหลังครับ วันนี้แปลกนะครับ ฉบับนี้กำลังพิจารณา ก็พิจารณาในสมัยชื่อ ชวน หลีกภัย เป็นประธาน สูงสุดฝ่ายนิติบัญญัติอีก อันนี้น่าภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ถ้ามันทำสำเร็จนะครับ เพราะฉะนั้น อย่าลืมมองไปในอดีต พุทธศักราช ๒๕๔๒ เขาเขียนส่วนหนึ่งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิรูปการศึกษา เป็นส่วนสำคัญเลยครับ เพราะฉะนั้นยังขาด ในส่วนนี้อยู่ ท่านประธานที่เคารพ แล้วผมยืนยันนะครับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะสามารถช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในชนบทได้อย่างแน่นอน🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากนั้นเราดูพาสต์ (Past) ไปแล้ว ดูเพรสเซนต์ (Present) ดูวันนี้ ปัจจุบันนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หลายท่านอภิปรายเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง สำหรับคณะกรรมาธิการที่จะมีการตั้งขึ้น นำไปพิจารณาครับ ไม่ว่าจะเป็นท่านอดีตผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ท่าน ส.ว. ขออนุญาตเอ่ยนามครับ วุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ อภิปรายไว้ดีมาก ท่านอนันต์ ผลอำนวย ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เหล่านี้ระดมความคิดเห็น ท่านดอกเตอร์สุรวาท ทองบุ เมื่อสักครู่นี้ นั่นเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง กรรมาธิการเอาไปใช้ เอาไปแก้ไขครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ นี่เป็นส่วนที่เป็นเพรสเซนต์เทนส์ (Present Tense) ทีนี้ต้องมองฟิวเจอร์ (Future) มองไปอนาคตด้วยครับ กรรมาธิการหรือปลายน้ำที่จะทำ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ปลายน้ำที่สำคัญที่สุดนะครับท่านประธาน ผมก็ต้องพูดถึงพรรคผมหน่อยครับ ท่านกัญจนา ศิลปอาชา ในฐานะที่เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เรามีนโยบาย อย่างนี้ นโยบายที่สำคัญที่สุดก็คือได้เรียนในสิ่งที่ใช้ ได้ใช้ในสิ่งที่เรียน ไม่เปลี่ยนแปลง ไปตามการเมือง อันนี้กรรมาธิการทำอย่างไรจะเกิดขึ้น และลดความเหลื่อมล้ำให้ได้ ก็จะนำไปสู่การปฏิรูปครู โดยเฉพาะครูนะครับ ครูปัจจุบันนี้ผมเล่าให้ท่านประธานฟังครับ ผู้บริหารสถานศึกษาไม่ผ่านการประเมินจากโรงเรียนแห่งหนึ่งเพราะอะไร เพราะถูกจับ คดีกระสุนปืน ถูกจับคดีละเมิดลูกศิษย์ แล้วไปอยู่อีกแห่งหนึ่ง ได้รับการประเมิน ถูกคดี ถูกสอบสวน ตั้งกรรมการ แล้วผ่านการประเมินได้อย่างไร ฝากรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการด้วยครับ ทั้งหมดนี้เพื่อข้าราชการครู ๕๐๐,๐๐๐ คน บุคลากรทางการศึกษา ๒๐,๐๐๐ คน ผู้ปกครอง ๑๐ ล้านคน นักเรียนอีก ๑๐ ล้านคนในระบบ ขอบพระคุณ ท่านประธานเป็นอย่างสูงครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณมากครับ ต่อไปท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน หลังจากนั้นก็จะเป็นคุณครูมานิตย์ สังข์พุ่ม แล้วก็คุณขจิตร ชัยนิคม แล้วจะไป คุณเกษม ศุภรานนท์ แล้วก็จะไปท่านรองศาสตราจารย์ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ เชิญท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน ครับ🔗

นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม เฉลิมชัย เฟื่องคอน ในฐานะสมาชิกรัฐสภาขออภิปรายร่างพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ใน ๒ ประเด็นหลัก คือจุดเด่นของร่างกฎหมายฉบับนี้ กับข้อสังเกต ดังนี้🔗

ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๔ และ มาตรา ๒๕๘ จ โดยมีจุดเด่นของร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ดังนี้🔗

๑. กำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ ตามมาตรา ๘๘ โดยนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อให้เกิดการบูรณาการภาพรวมการศึกษาทั้งหมด ที่กระจายในหน่วยงานต่าง ๆ ให้มีเอกภาพและประสิทธิภาพ🔗

๒. กำหนดให้มีแผนการศึกษาแห่งชาติไว้ในหมวด ๖ ตั้งแต่มาตรา ๗๙ ถึง มาตรา ๘๒ ซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๔ วรรคสาม🔗

๓. กำหนดให้มีการจัดการเรียนการสอนเป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ ตามช่วงวัย ๗ ช่วงวัย ตั้งแต่แรกเกิดช่วงวัยที่ ๑ จนถึงช่วงวัยที่ ๗ การศึกษาระดับอุดมศึกษา ตามมาตรา ๘🔗

๔ กำหนดให้สถานศึกษาของรัฐมีความเป็นอิสระในการบริหารสถานศึกษา การจัดกระบวนการเรียนรู้ การบริหารการเงิน การบริหารงานบุคคล ตามมาตรา ๑๔ และ มาตรา ๒๕ รวมทั้งจัดให้มีระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างการบริหารพัสดุที่ใช้จ่ายจากเงินรายได้ ของสถานศึกษาเอง ตามมาตรา ๓๐🔗

๕. สถานศึกษาของเอกชนจะได้รับการดูแลทัดเทียมกับสถานศึกษาของรัฐ ในเรื่องเงินเดือน ค่าตอบแทน การจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่ครู นักเรียน และการลดหย่อนภาษี ซึ่งกำหนดไว้ในมาตรา ๑๑ มาตรา ๑๕ มาตรา ๑๖ มาตรา ๑๗ และมาตรา ๗๐🔗

จุดเด่นประการสุดท้ายก็คือ กำหนดให้มีสถาบันการพัฒนาหลักสูตรและ การเรียนรู้ตามมาตรา ๕๘ สามารถระดมบุคลากรผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ทั้งจากในประเทศ และต่างประเทศมาพัฒนาหลักสูตร และวิธีการพัฒนาการเรียนรู้ที่ทันสมัยให้ทัดเทียม นานาอารยประเทศ🔗

สำหรับข้อสังเกตของกระผมในร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ มีดังนี้🔗

๑. มาตรา ๓๑ กำหนดว่าครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง มีบทนิยามที่ชัดเจนว่าครู หมายถึงใคร ทำหน้าที่อะไรในมาตรา ๔ แต่บุคลากรทางการศึกษาอื่นที่เกี่ยวกับการจัด การศึกษาไม่มีคำจำกัดความที่ชัดเจนว่าหมายถึงใครบ้าง ควรมีบทนิยามที่ชัดเจน🔗

๒. ค่าตอบแทนก็มีความแตกต่างกันระหว่างครูกับบุคลากรทางการศึกษาอื่น ที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษา กล่าวคือ ตามมาตรา ๔๑ ผู้อำนวยการ โรงเรียน ครู จะได้รับ เงินเดือน เงินวิทยฐานะ เงินประจำตำแหน่ง และค่าตอนแทนอื่น ส่วนบุคลากรทางการศึกษาอื่น ที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษาได้เฉพาะเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง หรือค่าตอบแทนอื่นเท่านั้น ไม่มีเงินวิทยฐานะ🔗

๓. มาตรา ๓๕ กำหนดให้มีการตรากฎหมายว่าด้วยการบริหารงานบุคคล สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ปฏิบัติงานในสถานศึกษาของรัฐเท่านั้น ส่วนบุคลากร ทางการศึกษาอื่นที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษาที่ ปฏิบัติงานในสำนักงานเขตพื้นที่และ หน่วยงานอื่น ๆ ที่ ก.ค.ศ. กำหนด เช่น ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ ศึกษานิเทศก์ และบุคลากร ที่ปฏิบัติงานอื่น จะให้ไปอยู่ในกฎหมายฉบับใดควรจะต้องอยู่ในกฎหมายฉบับเดียวกัน และควรกำหนดให้สำนักงานข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งเป็นองค์กรหลัก ในการบริหารงานบุคคลแยกออกมาจากสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และเป็นนิติบุคคล🔗

๔. สถานศึกษาของเอกชน ตามมาตรา ๑๕ ไม่ได้กำหนดให้เป็นนิติบุคคล อาจเกิดปัญหาในทางปฏิบัติในการทำสัญญานิติกรรมต่าง ๆ ซึ่งในร่าง พ.รบ. การศึกษาแห่งชาติ ฉบับปี ๒๕๔๒ ในมาตรา ๔๔ ได้กำหนดให้สถานศึกษาของรัฐเป็นนิติบุคคล จึงควรแปรญัตติ เพิ่มเติมหรือไม่ และควรกำหนดให้สำนักงานการศึกษาเอกชนซึ่งเป็นองค์กรหลัก ในการกำกับดูแลการศึกษาเอกชนแยกออกมาจากสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และเป็นนิติบุคคล🔗

๕. ตามร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ มาตรา ๒๐ วรรคสี่ กำหนดว่า ให้สถานศึกษาของรัฐอาจเป็นนิติบุคคลได้ตามที่มีกฎหมายกำหนด ใช้คำว่า อาจ คือทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ ไม่มีสภาพบังคับ จึงควรตัดคำว่า อาจ ออกไป สถานศึกษาของรัฐจะได้เป็น นิติบุคคลทันทีที่กฎหมายฉบับนี้มีผลใช้บังคับ🔗

๖. คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามกฎหมายฉบับเดิม ปี ๒๕๔๒ เป็นองค์กรหลักในโรงเรียนคู่กับผู้อำนวยการสถานศึกษา มีหน้าที่กำกับ ส่งเสริม สนับสนุน ให้กิจการของสถานศึกษามีคุณภาพและประสิทธิภาพ ซึ่งกำหนดไว้ในมาตรา ๔๐ แต่ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับใหม่ ในมาตรา ๒๓ กำหนดไว้เพียงให้ทำหน้าที่เฉพาะให้คำปรึกษา เสนอแนะ ติดตามดูแลช่วยเหลือภายใต้เงื่อนไข ให้การทำหน้าที่มีลักษณะอาสาสมัครด้วยความสมัครใจ จึงเป็นการลดทอนบทบาทของประชาชนและภาคเอกชนในการมีส่วนร่วม ในการ จัดการศึกษาในพื้นที่🔗

๗. การจัดการศึกษาและการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูอาชีวศึกษา ตามมาตรา ๗๑ การบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูสายอาชีวศึกษาควรมีบทบัญญัติ ขึ้นมาเฉพาะไว้ในร่าง พ.ร.บ. อาชีวศึกษา แยกออกมาต่างหากจากการบริหารงานบุคคล ของข้าราชการครูระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เนื่องจากมีบริบทในการจัดการเรียนการสอน ที่แตกต่างกันระหว่างอาชีวะ ต้องเรียนในสถานศึกษาและเรียนรู้กับสถานประกอบการจริง ครูสอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู แต่ครูสายอาชีวศึกษา ต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ไม่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูตามมาตรา ๓๙🔗

๘. ขาดความชัดเจนกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ตามมาตรา ๓๘ จะสามารถเกี่ยวข้องกับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การอาชีวศึกษา การศึกษาเอกชนได้เพียงใด มีข้อจำกัดอย่างไร🔗

๙. การปรับโครงสร้างของหน่วยงานตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ (๔) ร่างพระราชบัญญัตินี้ไม่ได้กำหนดกรอบทิศทางว่าโครงสร้างการบริหารระดับชาติ ระดับพื้นที่ ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญควรจะเป็นอย่างไร ควรจะกำหนดให้ชัดเจนว่าจะได้มีคณะกรรมการ สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษาเอกชน คณะกรรมการข้าราชการครู และเกิดพื้นที่ การศึกษาอยู่หรือไม่ ถ้ายังคงให้มีอยู่ สถานะแต่ละองค์กรจะเป็นอย่างไร🔗

๑๐. การมีส่วนร่วมของครูและบุคลากรทางการศึกษาและผู้แทนหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องในคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ ตามมาตรา ๘๘ องค์ประกอบ ควรจะมีการพิจารณาเพิ่มใน (๔) กรรมการโดยตำแหน่งควรเพิ่มเลขาธิการอาชีวศึกษา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้แทนกระทรวงกลาโหม และผู้แทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย และใน (๕) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิควรเพิ่มผู้แทนจากองค์กร วิชาชีพ องค์กรวิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษา และบุคลากรทางการศึกษาอื่นที่เกี่ยวข้องกับ การจัดการศึกษา🔗

ข้อสังเกตประการสุดท้าย ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่กำหนดให้มี องค์กรหลักรับผิดชอบการจัดการศึกษา มีกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาล มาตรา ๑๐๖ ระบุว่า ให้การบริหารใน ศธ. อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของคณะรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงภายใน ๒ ปี จากบทบัญญัติในมาตรา ๑๐๖ แสดงว่ากฎหมายฉบับนี้มุ่งรวบอำนาจ ใช้อำนาจจาก ศูนย์กลางเป็นสำคัญ ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีบทบัญญัติเขียนไว้ให้ต้องออกกฎหมาย ระดับรองอีก จำนวน ๓๒ ฉบับ แต่ไม่มีสภาพบังคับว่าต้องทำให้แล้วเสร็จภายในกี่ปี จึงสมควรมีบทเฉพาะกาล ให้หน่วยงานผู้รักษาการตามกฎหมายหรือคณะกรรมการนโยบาย ดำเนินการตรากฎหมาย หรือระเบียบ หรือหลักเกณฑ์แนวทางเงื่อนไขต่าง ๆ ให้แล้วเสร็จ ภายใน ๒ ปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้มีผลใช้บังคับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ได้ลง จากบัลลังก์ โดยมอบให้ ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญครูมานิตย์ สังข์พุ่ม แล้วตามด้วยท่านขจิตร ชัยนิคม เชิญครับ🔗

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม พรรคเพื่อไทย ผู้แทนสุรินทร์ ถิ่นช้างใหญ่ ผ้าไหมงาม ประคำสวย ร่ำรวยปราสาท ผักกาดหวาน ข้าวสารหอม งามพร้อมวัฒนธรรม ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ผมในฐานะที่เป็นครูมาก่อนท่าน ประธาน คงไม่ต้องอธิบายนะครับ ครูนำหน้า ผมรอครับว่าจะดูรูป ดูแบบ ที่กรรมการอิสระ ไปทำมา แล้วก็ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะกฎหมายฉบับนี้เขาเรียกว่าเป็น กฎหมายปฏิรูปที่รัฐธรรมนูญเขียนบังคับไว้มาตามหลังของคณะปฏิวัติ จึงมาเป็นการปฏิรูป ท่านประธานครับ ผมฟังท่านรัฐมนตรี ซึ่งมีความรู้จักมักคุ้นกันดี อ่านตอนเช้า ชี้แจงแถลง ก็ฟังได้ในระดับหนึ่งก็ขอบคุณ แต่ไปอ่านในเนื้อหาสาระจริง ๆ แล้ว ผมมองว่าไม่รู้ปฏิรูป ไปข้างหน้าหรือจะย้อนยุคไปเมื่อ ๔๐ ปีที่แล้ว เพราะผมไม่เห็นความก้าวหน้าอะไรเลย ก็จะมีอยู่ไม่มากที่พูดถึงเด็ก ๆ ท่านประธานรู้ไหมครับว่าความรู้สึกของผมคนที่เป็นครู จริง ๆ พ.ร.บ. ของการศึกษาชาตินี้มันน่าจะสำคัญกว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญเสียอีกครับ แต่เอาล่ะ ถ้าเราไปบอกว่ากฎหมายอื่นสำคัญกว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญมันเป็นไปไม่ได้ เพราะเขาเขียนไว้ชัดเจนว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครอง ของประเทศ อันนี้ผมรับได้ แต่ถ้า พ.ร.บ. การศึกษาชาติเขียนไว้ไม่ดี เด็กอ่านไม่ออก คิดไม่เป็น ทำไม่ได้ สังคมมีแต่คนโง่ ตามนโยบายของผู้มีอำนาจในบางคนวันนี้อยากเห็น คนในบ้านเมืองมันโง่แล้วง่ายต่อการปกครอง มันก็จะมีประโยชน์อะไรละครับกับการที่มี รัฐธรรมนูญ วันนี้ผมก็พยายามอ่านครับท่านประธานที่เคารพ ปรากฏว่าย้อนยุค วงการศึกษานี้โดนทำลายไปทั้งหมดในระบบเชิงโครงสร้าง เห็นคณะกรรมการอิสระที่เขียนมานี้ แต่ไม่ทราบว่าอิสระจริงหรือไม่ คำสั่ง คสช. ที่ไม่น้อยกว่า ๑๘ ฉบับ ที่มาทำลายหลังจากการปฏิรูปนี้ ทำลายองค์กรครูเกือบทั้งระบบก็ไม่สามารถ ที่จะแก้ไขได้ เวลามันจำกัดจริง ๆ ครับท่านประธาน ๗ นาที ผมก็ได้แต่ตั้งความหวังกับ ๔๙ อรหันต์ คือคณะกรรมาธิการที่กำลังจะไปทำหลังจากผ่านวาระที่ ๑ ผมเองและคณะ ส.ส. ชูวิทย์ ส.ส. ชัยรัตน์ ส.ส. สิงหภณ หรือ ส.ส. สยาม ที่นั่งนี้เราเตรียมการที่จะ ไปแปรญัตติกันทั้งหมด เพราะเราเห็นแล้วว่าย้อนยุคเพื่อให้ง่ายกับเอามาเป็นรัฐราชการ เหมือนที่ผมอภิปรายไว้เมื่อ ๒ วันที่ผ่านมา ผมสังเกตดูกฎหมายทุกฉบับ โดยเฉพาะกฎหมายครู เขาเป็นอิสระ เขามีไตรภาคี สมัยก่อนก็มีตัวแทนที่มาจากตัวแทนโดยตำแหน่ง เขาเรียก ไตรภาคีครับท่านประธาน มีตัวแทนจากตำแหน่ง ตัวแทนจากครู ตัวแทนจากผู้ทรงคุณวุฒิ แต่วันนี้โดนยกเลิกไปหมด แล้วแถมให้ผู้ว่าราชการจังหวัดไปควบคุม กำกับ ดูแลโครงสร้าง ขององค์กร จริง ๆ ผมจะพูดตอนท้ายแต่ผมกลัวเวลาไม่ทัน นั่นแปรชัด เพราะผู้ว่าราชการ จังหวัด ถามคนเคยเป็นอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาเป็นวุฒิสมาชิกดู เขาก็ไม่อยากไปทำงาน อยู่ตรงนี้ เพราะงานในทุกกระทรวง ทบวง กรม ที่เขาได้รับมอบหมายไปจากส่วนกลาง เขาก็หนักอยู่แล้ว ที่จะไปทำ ที่จะไปดำเนินการ เพื่อให้เข้าเป้าตามที่รัฐบาลกลางต้องการ ครูเขาเรียกร้อง เขาต่อสู้กันมายาวนาน กว่าเขาจะหลุดบ่วงจากองค์การบริหารส่วนจังหวัด ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดไปควบคุมในวันนั้น จนมาเป็นอิสระของเขา แต่ในที่สุดคำสั่ง ที่ ๑๙/๒๕๖๐ กลับเข้าไปครอบงำ แล้วกำลังจะมาถึง พ.ร.บ. การศึกษา แต่ผมบอกแล้ว นะครับท่านประธานว่าไม่ใช่ว่าไม่ดีเสียเลย มันก็มีบ้างอุตส่าห์ลงทุน นี่หมดค่าเบี้ยเลี้ยง คนไปเขียนไม่รู้เท่าไร หมดค่าที่พัก และการทำประชามติก็ไม่รู้หมดไปเท่าไร แต่ก็ไม่รู้จะ ทำได้ขนาดไหน ผมมีรายชื่อของบางคนที่ไปเป็นกรรมาธิการ ผมบอกว่าช่วยกลับไปทำ ประชามติมาดูใหม่ ว่าครูเขาต้องการไหม สังคมเขาต้องการไหม ชาวบ้านเขาต้องการไหม องค์กรต่าง ๆ นั้นเขาต้องการไหม ผมไม่ลงไปในรายละเอียดในเนื้อหาหรอกครับ ท่านประธาน เพราะว่ามันมีอยู่ทั้งหมด ๑๑๐ มาตรา และ ๑๑๐ มาตรา ให้อภิปราย ๗ นาที มันคงเป็นไปไม่ได้ แต่ผมอยากจะพูดภาพรวมไว้🔗

วันนี้สรุปใจความได้ก็คือ พ.ร.บ. การศึกษาที่มันเกี่ยวข้องกับเด็ก วันนี้ ทำอย่างไรให้เด็กคิดเป็น ทำเป็น อ่านออกเขียนได้ แก้ปัญหาได้ มีคุณธรรม มีความสำนึก ในสถาบันหลักของชาติ ปลูกฝังเข้าไป ไปออกแบบหลักสูตรอย่างไร ให้เด็กกล้าคิด ให้เด็กกล้าทำ แล้วให้คนอ่านออกเขียนได้จริง ๆ คิดเป็น แก้ปัญหาได้ เข้าใจหลัก วิทยาศาสตร์🔗

มาดูที่ครูบุคลากรทางการศึกษา วันนี้เขาหวั่นไปทั้งประเทศ หลังจากที่ ยุคพวกผมมาเป็นผู้แทนใหม่ ๆ ไปทำกฎหมายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้มีตำแหน่งผู้อำนวยการ ให้มีครูชำนาญการ ครูเชี่ยวชาญ ครูเชี่ยวชาญพิเศษ วันนี้เขา ยังมองไม่เห็นว่าเขายังอยู่ได้ไหม ตำแหน่งผู้อำนวยการเขาจะต้องดึงกลับมาอีกไหม เหมือนที่ เป็นกระแสข่าวจากผู้อำนวยการมาเป็นครูใหญ่ เขาอุตส่าห์สอบจากครูใหญ่ เป็นอาจารย์ใหญ่ มาเป็นผู้อำนวยการ แล้วจะยูเทิร์น (U-turn) เขาตอนนั้นในเบื้องต้นกลับไปเป็นครูใหญ่ มันเกิดอะไรขึ้นกับกรรมการที่ไปยกร่างเขียนกฎหมายการศึกษาชาติ มาดูครู ความก้าวหน้า ของครูเขาจะมีขนาดไหน ความมั่นคงในชีวิตของเขาจะมีขนาดไหน มาดูศึกษานิเทศก์ ศึกษานิเทศก์เขาจะเดินอย่างไร เขาจะทำงานอย่างไร แล้วบุคลากรที่มีส่วนเกี่ยวข้อง คณะกรรมการสถานศึกษาวันนี้เขาจะเข้ามามีบทบาทไหม เขาจะได้โอกาสจากรัฐบาลไหม ที่เขาทำงานเสียสละมาตลอด วันนี้มาคิดเรื่องเครื่องราชอิสริยาภรณ์ มาคิดค่าตอบแทน ให้เขาบ้างในบางส่วน เพื่อเขาจะได้มีโอกาสขับเคลื่อนทางการศึกษา ดูที่งบประมาณจัดไปให้ จริงไหม งบประมาณปีนี้ก็ไปตัดกระทรวงศึกษาธิการ หลายคนพูดถึงครูโรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนขนาดกลาง โรงเรียนขนาดใหญ่ ผมไม่เชื่อว่ารัฐบาลนี้จะให้ความจริงจังและ จริงใจกับเรื่องของการแก้ปัญหาของประเทศที่จะให้คนอ่านออกเขียนได้ คิดเป็น ทำเป็น เก่งวิทยาศาสตร์🔗

มาดูองค์กร อันนี้ไม่ต้องพูดถึงเลย คำสั่ง คสช. ยกเลิกบทองค์กรที่เป็น ระบอบประชาธิปไตย ที่ปกครองโดยตนเอง เพื่อตนเอง แล้วก็ดูแลตนเอง โดนยกเลิกไปหมด นี่คือความน่าเป็นห่วงครับท่านประธานที่เคารพ เอาละครับท่านประธานกดออดแล้ว ผมเข้าใจครับ แต่ขออีกนิดเดียว ผมฝากไปจริง ๆ นะครับ ฝากอรหันต์ คำว่า อรหันต์ คือ ๔๙ คนที่ไปทำ ท่านไม่ต้องรีบ ท่านทำให้มันเกิดประโยชน์จริง ๆ เถอะครับ วันนี้ บ้านเมืองเรา นอกจากเศรษฐกิจพัง อะไรพังแล้ว เด็กนักเรียนก็พัง เพราะอุปกรณ์การเรียน การสอนก็ไม่มี งบประมาณก็ไม่พร้อม แล้วจะให้เด็กมันอ่านออกเขียนได้อย่างไร ผมจึงบอกว่า สำคัญกว่ารัฐธรรมนูญอย่างไรครับ เพราะถ้าคนในบ้านเมืองฉลาดคิดเท่าทันผู้นำ คิดเท่าทัน คนที่มีอำนาจ ผมคิดว่าวันนี้บ้านเมืองมันก็จะเดินไปได้ดีกว่านี้ แต่วันนี้ไปประเมินดู ไปออกแบบดู เด็กด้อยคุณภาพไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่เพราะใครหรอกครับ เพราะผู้มีอำนาจ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง🔗

เอาล่ะครับท่านประธาน เมื่อหมดเวลาผมก็เคารพในกติกา พวกผมและคณะ ที่นั่งกันอยู่นี้ ซึ่งมีความห่วงใยในการศึกษาของชาติ โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็สร้างแท็บเลต (Tablet) ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณก็มาทำให้ครูมีความก้าวหน้า ท่านนายกรัฐมนตรีชวนก็มาทำเรื่องอาหารกลางวัน นมโรงเรียน อาหารโรงเรียน ๓ คนนี้ เป็นบุคลากรที่เป็นนายกรัฐมนตรีที่สร้างคุณูปการให้กับบ้านกับเมือง ให้กับเด็กนักเรียน ให้กับโรงเรียน แต่ยุคทุกวันนี้ผมยังไม่เห็นนะครับ นอกจากไปทำลายระบบเขาแล้ว ก็ยังไม่เห็น ความก้าวหน้า ขอกราบขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านขจิตร ชัยนิคม แล้วตามด้วยท่านเกษม ศุภรานนท์ เชิญท่านขจิตรครับ🔗

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ตลอดเวลา ๔๔ ปี แห่งการต่อสู้ของครูประชาบาล และขยายการต่อสู้ของครูทุกสังกัดในกระทรวงศึกษาธิการ ระบบบริหารที่เป็นประชาธิปไตย ที่ครูต่อสู้มา หลายคนในระยะเวลาแห่งการต่อสู้ไม่ได้รับความเข้าใจจากฝ่ายปกครอง แล้วก็ถูกทำลายเสียชีวิตไป ขอสดุดีการต่อสู้และวิญญาณของครูที่ต่อสู้เหล่านั้น แล้วก็มาเป็น ระบบบริหารกระทรวงศึกษาธิการ เป็นพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ นับเป็นกฎหมายการศึกษาฉบับแรกของประเทศไทย เกิดขึ้นในยุคที่มันเป็นประชาธิปไตย การกระจายอำนาจทางการศึกษาสู่พื้นที่การศึกษาและโรงเรียน มีคณะกรรมการสถานศึกษา ที่เป็นประชาธิปไตย แล้วมีเกียรติ มีอำนาจ ๔๔ ปี แห่งการต่อสู้ของครูที่รักชาติ รักประชาธิปไตย วันนี้ได้ถูกทำลายลงโดยคำสั่ง คสช. เกี่ยวกับการศึกษาหลายฉบับ ไม่แปลกหรอกครับ เผด็จการย่อมอยู่คนละข้างกับประชาธิปไตย มันเป็นเรื่องไม่แปลก แต่ต้องพูดความจริง ตลอดเวลาแห่งการต่อสู้ ๔๔ ปี ผมอยู่ในกระบวนการการต่อสู้นั้น รู้ครับ เสร็จแล้ววันนี้ รัฐบาลนี้ โดยกระทรวงศึกษาธิการ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยเจ้าหน้าที่ศึกษา แล้วก็คณะกรรมการร่างได้เสนอปฏิรูปกฎหมายพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้🔗

ผมยืนยันครับท่านประธาน ว่าเป็นกฎหมายการศึกษาที่สืบทอดอำนาจ เผด็จการ เงาทมิฬพร้อมเผด็จการที่ขยายกรงเล็บ ทำลายวิญญาณแห่งการต่อสู้และวิญญาณ ประชาธิปไตยลงโดยสิ้นเชิง ท่านจะรู้ หรือไม่รู้ หรือแกล้งไม่รู้ก็ตาม แต่เนื้อหาของ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ ไม่ได้ปฏิรูปตามที่เขียนไว้ ปฏิรูปอย่างไรครับ หลายคนบอกว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลง มันเปลี่ยนแปลงไปไหนครับ โลกกำลังเปลี่ยนแปลง ไปสู่การยอมรับ ไปสู่ประชาธิปไตยใช่หรือไม่ แล้วอันนี้ พระราชบัญญัติการศึกษานี้มันมีระบบที่เป็นประชาธิปไตยอยู่ที่ไหนครับ ๔๔ ปีก่อนนั้นบริหารบุคคลโดยคน ๆ เดียว แต่วันนี้ละอายที่จะเขียนให้ศึกษาธิการจังหวัด มีอำนาจคนเดียว ก็เลยเขียนให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมาเป็นประธาน เอาคนนั้นคนนี้มา ระบบไตรภาคีที่เป็นประชาธิปไตยที่ครูสร้างสรรค์มาถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง ระบบเขาบอกว่า ให้เอากรรมการโดยตำแหน่งระดับสูงในกระทรวงศึกษาธิการ ให้เอาผู้แทนครู ให้เอา ผู้ทรงคุณวุฒิมาจากการเลือกตั้ง ให้เอาผู้บริหารระดับสูงมาคอยดู อันนี้คือระบบที่เขา มีอยู่ก่อนพระราชบัญญัติการศึกษาฉบับนี้🔗

ท่านประธานครับ ไปดูมาตรา ๓ ที่ผมพูดไม่ได้เกินความจริงเลย มาตรา ๓ เขายกเลิกพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๔๒ พุทธศักราช ๒๕๔๕ พุทธศักราช ๒๕๕๓ พุทธศักราช ๒๕๖๒ ๔ ฉบับ ยกเลิกอะไรบ้าง อย่ามาถามในที่ประชุมนี้ ว่าเขตพื้นที่ยังอยู่หรือเปล่า มันจะอยู่อย่างไร ก็เขายกเลิกพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ เขาไม่ได้บอกว่าไม่ยกเลิกมาตราไหน เขายกเลิกทั้งหมด นั่นคือกระทรวงศึกษาธิการ โครงสร้างที่เป็นประชาธิปไตยได้พังทลายลงแล้ว คณะกรรมการการอาชีวศึกษา คณะกรรมการการอุดมศึกษา คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เขตพื้นที่การศึกษา รวมทั้งโรงเรียนที่เป็นนิติบุคคลได้ถูกทำลายลง ยกเลิกก็คือทำลาย แล้วก็เขาคงคำสั่งไว้ ท่านประธานครับ เป็นเรื่องที่น่าใช้คำว่า อดสูใจมาก ที่การปฏิวัติตำรวจ พระราชบัญญัติ ตำรวจแห่งชาติได้ยกเลิกคำสั่ง คสช. ทั้ง ๑๓ ฉบับ แต่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ ไม่มียกเลิกคำสั่ง คสช. เลย แม้แต่ฉบับเดียว คงความเป็นอำนาจเผด็จการอยู่อย่างครบถ้วน อย่าคิดว่าข้าราชการครูจะยอมสยบต่อเผด็จการ วันหนึ่งวันนี้ต้องรอการลุกขึ้นมาเท่านั้น จงข่มเหงเขาให้ถึงที่สุด แล้ววันนั้นผมจะลุกขึ้นมา ร่วมการต่อสู้เพื่อให้การศึกษา เป็นประชาธิปไตย อย่าคิดว่าอำนาจเผด็จการซึ่งสืบทอดวันนี้จะเขียนกฎหมายทำลายได้ วันนี้ได้พิสูจน์แล้วว่าเขายกเลิก🔗

แล้วยิ่งกว่านั้นสิ่งที่น่ารังเกียจที่สุด ก็คือว่ามาตรา ๓ ได้ยกเลิกพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินของกระทรวงศึกษาธิการ ปี ๒๕๔๖ มันอธิบายว่าอย่างไรครับ มันอธิบายว่าเกียรติยศศักดิ์ศรีของกระทรวงศึกษาธิการ ในระดับการบริหารราชการแผ่นดิน เดิมเขาเขียนว่าพระราชบัญญัติบริหารราชการแผ่นดินทุกฉบับ พอมาถึงกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงกลาโหม เขาบอกว่ากระทรวงต่าง ๆ ให้เป็นไปตามกฎหมายนั้น ยกเว้น กระทรวงกลาโหมและกระทรวงศึกษาธิการให้บริหารราชการแผ่นดินตามกฎหมายของ กระทรวงนั้น เวลานี้มาตรา ๓ ยกเลิก เสร็จแล้วไปเขียนไว้ในบทเฉพาะกาล มาตรา ๑๐๖ เขียนบอกว่าให้กระทรวงศึกษาธิการกำหนดระเบียบบริหารราชการ เห็นไหมครับ ถ้าเรา ไม่แก้ไขมาตรานี้ ก็เท่ากับเราทำลายระบบศักดิ์สิทธิ์ของนิติบัญญัติเกี่ยวกับกระทรวง ศึกษาธิการ ซึ่งมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี เป็นพระราชบัญญัติ วันนี้เขียนในบทเฉพาะกาล มาตรา ๑๐๖ นี่จะตอบคำถามว่าอย่างไร🔗

ท่านประธานครับ ต่อไปขออนุญาตนิดหนึ่งครับ จะจบแล้ว มันมีมาตรา ๔๗ ซึ่งผมต้องถาม มาตรา ๔๗ ของกฎหมายนี้บอกว่าระบบการศึกษานี้มี ๓ อย่าง แต่ว่า ไม่เหมือนประเทศในโลกเขา โลกส่วนมากเขาบอกว่านอร์มอล (Normal) นิวนอร์มอล (New Normal) แล้วก็ตามอัธยาศัย คือการศึกษาในระบบ นอกระบบ แล้วก็การศึกษาตาม อัธยาศัยหรือตลอดชีวิต แต่กฎหมายฉบับนี้เขียนว่าการศึกษามีระบบ ๓ อย่าง การศึกษาเพื่อ คุณวุฒิตามระดับ ต่อไปนี้เรียนจาก ป. ๑ ป. ก ป. อะไร ปริญญาตรี เรียนเพื่อได้คุณวุฒิ มันสมกับเขาเขียนว่าร่ำเรียนมาแล้วได้กระดาษแผ่นเดียว นี่กำลังจะเป็นจริงมาก ๒. การศึกษาเพื่อการพัฒนาตนเอง แล้วถามว่า ๑. มันไม่พัฒนาตนเองหรือ ๓. การศึกษา เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต ผมถามคนที่ร่างแล้วมาตอบหน่อย นอกจากประเทศไทยแล้ว มีประเทศไหนในโลกที่เขียนระบบการศึกษาแบบนี้ ออกจากประเทศไทยแล้วเราจะอธิบาย กับเขาอย่างไร เพราะว่าระบบสากลมันเป็นในระบบ นอกระบบ ตลอดชีวิตหรือตามอัธยาศัย แล้วคิดกันได้อย่างไร🔗

ข้อสุดท้ายผมมีคำถามว่า ในส่วนที่ ๔ นี้ผมไปเป็นคนเขียนกฎหมายมา เรื่องเทคโนโลยีทางการศึกษา ในมาตรา ๘๖ กับมาตรา ๘๗ ไม่มีกำหนดว่าให้มีกองทุน พัฒนาเทคโนโลยีทางการศึกษา คนเขียน ๆ โดยไม่รู้ว่าทำไมมีกองทุนนี้ขึ้น เขาร่าง พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ โดยโยงกับพระราชบัญญัติคลื่นความถี่ ของ กสทช. คือ กสทช. เขามีคลื่นความถี่วิทยุ คลื่นความถี่โทรทัศน์ คลื่นความถี่ของ โทรศัพท์ เขาเขียนไว้คลื่นความถี่ในอวกาศเป็นสมบัติของชาติ แล้วเขาจะเอามาประกอบกิจการ มีทุนมหาศาลมากมาย ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์ ๓ จี (3G) ๔ จี (4G) มันมีค่าธรรมเนียม มีค่าเหล่านั้นมหาศาลเป็นแสน ๆ ล้านบาท เขาอุตส่าห์ไปเขียนไว้ในกฎหมายฉบับนั้น บอกว่าให้ใช้เหล่านี้เป็นกองทุนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีทางการศึกษา แล้วกรรมการร่าง ไปทำลาย เขียนไว้ในบทเฉพาะกาลที่ว่าทำลายในมาตรา ๑๐๖ หรือ ๑๐๑ เขียนทำนองว่า ต่อไปจะยุบกองทุนนี้ไปรวมกับกองทุนความเสมอภาคทางการศึกษา ท่านประธานครับ ถ้าเขียนว่ากองทุนเสมอภาคทางการศึกษาเขาไม่ให้เงินนะครับ เขาให้เงินมาปีหนึ่ง ๓๐๐ ล้านบาท กระทรวงศึกษาธิการไม่ทำอะไรเลย เงินไม่ได้ใช้ ปีที่ ๒ เขาก็ให้ ๒๐๐ ล้านบาท ปีต่อมาเขาบอกยังไม่ใช้เงินเขาก็ไม่ให้ นี่อย่างไรครับการบริหารของกระทรวงศึกษาธิการ เพราะฉะนั้นผมฝากไว้ด้วยนะครับ กองทุนนี้ถ้าไปเขียนชื่ออื่นไม่ได้เงินนะครับ ไม่ได้เงินจาก กสทช. นะครับ เพราะฉะนั้นเขียนอะไรก็ได้ แต่ว่าอย่าทำลายสิ่งที่มันมีอยู่แล้ว เวลานี้ก็เป็น ภาระหน้าที่ ทำไมต้องรับ เพราะว่าเขาเขียนหลักการไว้สั้น ๆ ว่าให้มีพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ นี่ก็รับกัน แต่ว่าจะเขียนรายละเอียดอย่างไร แปลว่าเราต้องไปเขียน อย่าให้มันล้าหลัง ให้ตอบคำถามได้ ขอบคุณมากครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านเกษม ศุภรานนท์ แล้วตามด้วย รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ เชิญท่านเกษมครับ🔗

นายเกษม ศุภรานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม เกษม ศุภรานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครราชสีมา เขต ๑ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธาน เรื่องหมวด ๑๖ ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ เรื่องการปฏิรูปประเทศ มาตรา ๒๕๘ ด้านการศึกษา กำหนดการปฏิรูปประเทศไว้ ๔ ด้าน ด้านที่ ๑ คือการดูแล และพัฒนาเด็กประถมวัย ด้านที่ ๒ คือการจัดการเพื่อลดความเสมอภาคทางการศึกษา ตั้งกองทุน ด้านที่ ๓ ให้มีกลไกผลิตและคัดกรองครู ด้านที่ ๔ ปรับปรุงจัดการเรียนการสอน ทุกระดับและปรับปรุงโครงสร้างอย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทางรัฐบาลได้ตั้งใจที่อยากจะพัฒนาพระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ. .... นี้ เรียนด้วยความเคารพว่าผมมีความสุขกับเพื่อน ๆ สมาชิกที่ตั้งข้อสังเกตและเป็นห่วงเป็นใย เรื่องการศึกษามาก โดยเฉพาะผมเองอยากจะนำเรียนภาพรวมของการศึกษาว่า เราจะปฏิรูป กี่ครั้ง ปฏิวัติกี่ครั้ง รัฐประหารกี่ที โรงเรียนชนบทก็ยังลำบากเหมือนเดิม โรงเรียนในชนบท ก็ยังขาดแคลนเหมือนเดิม โรงเรียนในถิ่นบ้านห่างทางไกลก็ยังขาดแคลนเหมือนเดิม อยากจะ กราบเรียนด้วยความเคารพ จะเขียนอย่างไรก็แล้วแต่ ขอให้พัฒนาสภาพโรงเรียน สภาพครู สภาพแมททีเรียล (Material) ในชนบทให้มีคุณภาพ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ตัวกำหนด เป็นตัวผลิตคุณภาพผู้เรียน🔗

ท่านครับ อยากจะกราบเรียนเรื่องที่ ๑ ที่ผมอยากจะพูดเรื่องการกระจาย อำนาจ การกระจายอำนาจนี้ใน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ฉบับนี้ยังไม่ลงไปพื้นที่ ในเขตการศึกษา ยังไม่ลงไปในสถานศึกษาอย่างชัดเจน สมัยรัฐมนตรี ชวน หลีกภัย สมัยปี ๒๕๒๙ เขียนไว้อย่างดีว่า สคูล เบส แมเนจเมนต์ (School Based Management) โรงเรียนเป็นฐาน ทางใต้เขาบอกโรงเรียนเป็นถ่านนะ โรงเรียนเป็นถ่านเพราะถูกเผาไปหมด ๒๙ โรงเรียนในสมัยนั้น เพราะฉะนั้นโรงเรียนเป็นฐานนี้พูดไว้เมื่อปี ๒๕๒๙ เมื่อท่านอดีต ท่านรัฐมนตรีผมขออนุญาตพูดถึงท่าน กี่ปีแล้วครับ ๓๐ กว่าปี ๔๐ กว่าปีเหมือนท่านสมาชิกพูด ก็ยังไม่เกิดอะไรที่สมบูรณ์เลยครับท่าน เพราะฉะนั้นโรงเรียนเป็นฐานยังไม่ได้ปฏิบัติ อย่างเท่าที่ควร เราก็เขียนไปเรื่อย ๆ พ.ร.บ. ฉบับปี ๒๕๔๒ นี้ก็ดีอยู่แล้ว แล้วก็มาปรับปรุงใหม่ ซึ่งเราคิดว่าจะดีอีก เพราะฉะนั้นเรื่องเหล่านี้มันอยู่ที่พี่น้องสมาชิกผู้มีเกียรติทุกท่าน ได้ช่วยกันผลักดัน ได้ช่วยกันเสนอแนะ ได้ช่วยกันกำหนดว่า พ.ร.บ. ฉบับใหม่มันจะต้องลงถึง เขตพื้นที่ ลงถึงโรงเรียนให้สมบูรณ์ที่สุด🔗

ในโรงเรียนมีอะไรบ้าง มีครู มีแมน (Man) มีมันนี (Money) ครับ มันนี (Money) เพียงพอไหม มันนี (Money) งบประมาณก็ขาดแคลน แมททีเรียล (Material) ก็ขาดแคลน การจัดการแมเนจเมนต์ (Management) ก็จะไม่สมบูรณ์ เพราะฉะนั้นผม เคยพูดเสมอว่าสิ่งที่พัฒนาคุณภาพผู้เรียนคือห้องเรียน ห้องเรียนประกอบไปด้วยอะไรครับ ก็คือต้องพูดถึงครู มีแผนการเรียนรู้ที่ดี มีสื่อที่สมบูรณ์ มีการวิจัยเบื้องต้น รู้จักเด็ก เป็นรายบุคคลแล้วก็มีแวลูเอชัน (Valuation) เพราะฉะนั้นในห้องเรียนคุณภาพจะต้อง มีสิ่งเหล่านี้ เราขาดแคลนมากเรื่องสื่อการสอนหลายสิ่งหลายอย่าง แล้วโดยเฉพาะทุกวันนี้ เราจำเป็นจะต้องปรับการเรียนการสอนใหม่ โดยเฉพาะที่ผมถืออยู่นี้คือสื่อสมัยใหม่ลงมา เยอะแยะมาก ถ้าเรายังใช้แบบเดิม ๆ อยู่เรายังใช้แบบเก่า ๆ อยู่ คุณภาพผู้เรียนจะออกมา เป็นอย่างไร ท่านครับ คุณภาพผู้เรียนนี้เราต้องการเห็นวัฒนธรรมไทยลงไปในตัวเด็ก เราต้องการเห็นการไหว้สวย ๆ งาม ๆ กับตัวเด็ก เราต้องการความอ่อนน้อมถ่อมตน ในตัวเด็ก เราต้องการความกตัญญูรู้คุณในตัวเด็ก เราต้องการความรู้ความสามารถในตัวเด็ก พูดภาษาอังกฤษได้ คณิต วิทยาศาสตร์เข้ม สิ่งเหล่านี้ พ.ร.บ. ฉบับนี้จะช่วยได้หรือเปล่า พ.ร.บ. ฉบับเขียนนี้จะมีคุณภาพกำหนดสิ่งเหล่านี้หรือไม่ วัฒนธรรมไทย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จะต้องชัดเจน หน้าที่ของเด็กจะต้องชัดเจน เพราะฉะนั้นการกระจาย อำนาจลงสู่เขตพื้นที่ต้องชัดเจน ลงสู่โรงเรียนต้องชัดเจน โรงเรียนเป็นนิติบุคคลหรือเปล่า เขียนไว้ทุกครั้ง ผมเองมีโอกาสได้บริหารจัดการแมเนจเมนต์ (Management) เรื่องนิติบุคคล ก็ไม่สมบูรณ์ เพราะฉะนั้น พ.ร.บ. ฉบับนี้เขียนแล้วต้องกำหนด ต้องเรียนท่านผู้ทรงเกียรติ ทุกท่าน ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและท่านสมาชิกวุฒิสภาได้ดูเรื่องนี้ด้วยครับ ถ้าตราบใดไม่กระจายอำนาจลงสู่สถานศึกษา แล้วก็เขตพื้นที่ แล้วก็ภายในจังหวัดแล้ว เราจะยากลำบากมาก เพราะคนที่ทำงานจริงคือเขตพื้นที่กับโรงเรียน ถ้าโรงเรียนไม่สามารถ มีอุปกรณ์ทั้ง ๔ อย่างแล้ว ไม่มีคนที่เก่ง ไม่มีงบประมาณที่เพียงพอ ไม่มีแมททีเรียล (Material) ที่ดี การแมเนจเมนต์ (Management) การจัดการก็จะไม่สมบูรณ์ กราบเรียน ด้วยความเคารพครับว่าสิ่งเหล่านี้จำเป็นที่สุด🔗

เรื่องที่ ๒ ผมอยากจะพูดเรื่องคณะกรรมการสถานศึกษา มีเพื่อนสมาชิก พูดแล้วครับ คณะกรรมการสถานศึกษานี้เป็นหน้าตาของโรงเรียน มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มี อสม. มีอะไร เราควรจะมีค่าตอบแทนให้เขาหรือไม่ เราควรจะมีค่าตอบแทนไหม ประชุม สักครั้งหนึ่ง เดือนหนึ่งครั้งหนึ่งมีค่าตอบแทนให้เขาสักประมาณเท่าไรดี เพราะฉะนั้น เขาจะได้ช่วย มีกำลังใจหาผ้าป่า มีกำลังใจในการพัฒนาโรงเรียน เพราะฉะนั้นกรรมการ สถานศึกษานี้จำเป็นอย่างยิ่งนะครับท่านประธานที่เคารพ🔗

สุดท้ายที่ผมอยากจะนำเรียนท่านประธาน ก็คือเรื่องคุณภาพของครู ครูนี่ ผมพูดเสมอว่าถ้าครูเราพูด ร เรือ ชัด เด็กก็พูดชัด ครูเราเป็นคนที่เมตตาธรรมเด็กก็จะ เมตตาธรรม ถ้าครูเราก้าวร้าว เด็กก็จะก้าวร้าว เด็กจะถอดแบบครูไปหมดครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นคุณครูนี้เป็นตัวกำหนดความรัก ความเมตตา ความกรุณาในตัวครูต้องมากล้น แล้วครูก็ถ่ายทอดความรัก ความเมตตาเหล่านี้สู่ตัวเด็ก สรุปก็คือว่าครูเองจะต้องเป็นครู ที่มีคุณภาพ มีอะแวเนส (Awareness) มีความตระหนักในหน้าที่ ขอนำเรียนท่านประธาน อยู่ ๒-๓ เรื่อง ๑. การกระจายอำนาจลงสู่เขตพื้นที่ ลงสู่โรงเรียน ๒. คุณภาพผู้เรียนหน้าตา ควรจะเป็นอย่างไร ๓. เรื่องกรรมการสถานศึกษาควรจะมีค่าตอบแทน ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไปเป็น รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ ท่านอยู่ไหมครับ🔗

(รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ สมาชิกวุฒิสภา ไม่อยู่ในที่ประชุม)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ถ้าท่านไม่อยู่ เชิญท่านมณเฑียร บุญตัน นะครับ หลังจากท่านมณเฑียร บุญตัน แล้ว จะกลับมา ส.ส. ฝ่ายค้าน ก็จะเป็นท่านนิยม เวชกามา แล้วก็เป็น นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว นะครับ ท่านมณเฑียร บุญตัน พร้อมไหมเชิญครับ🔗

นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ เนื่องจากในภาพรวมมีสมาชิกหลายท่านพูดไปแล้ว ผมจะขอไว้ อภิปรายในช่วงวาระ ๒ แล้วก็คงจะมีส่วนร่วมในการเสนอคำแปรญัตติในชั้นกรรมาธิการ อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน มันมีเรื่องหนึ่งที่ผมแสดงความเป็นห่วง ก็คือพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติฉบับที่ยังใช้อยู่ในปัจจุบันก็คือปี ๒๕๔๒ นี้ เขียนเรื่องการศึกษาสำหรับ คนพิการเอาไว้ดีมาก ในขณะนั้นสอดคล้องกับสโลแกนของกระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้น ที่ว่าคนพิการทุกคนที่อยากเรียนต้องได้เรียน คำนี้เป็นคำที่คมมาก ก็ต้องยอมรับนะครับว่า รัฐบาลในขณะนั้น รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องในขณะนั้นใจกว้างครับ บทบัญญัติของพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติในขณะนั้น ในมาตรา ๑๐ ได้บัญญัติรับรองสิทธิของคนพิการเอาไว้ อย่างชัดเจน แต่นั่นล่ะครับหลายคนก็ต่างความคิด ลางเนื้อชอบลางยา ก็เห็นว่าคำว่า คนพิการ อาจจะไม่ครอบคลุม ก็เลยไปเพิ่มเรื่องลักษณะความบกพร่องบ้าง มีความต้องการ พิเศษบ้าง มีความสามารถพิเศษ คือมีหลายคำที่ถูกหยิบยกมาเขียนในมาตรา ๑๐ เช่นว่านั้น ก็ไม่ได้ทำให้เลอะเทอะเปรอะเปื้อนครับ แต่ทำให้หลายฝ่ายมีความสบายใจ ที่แน่ ๆ ก็คือว่าได้บัญญัติรับรองสิทธิเอาไว้อย่างชัดเจน ว่าสามารถมีสิทธิที่จะได้รับการศึกษา ตั้งแต่แรกพบความพิการ แล้วไปขยายความในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติสำหรับ คนพิการว่าตั้งแต่แรกพบความพิการจนตลอดชีวิต และให้ได้รับสื่อสิ่งอำนวยความสะดวก ความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา มันทันสมัยในขณะนั้น ถ้อยคำอาจจะยังไม่ทันสมัยเหมือนกับการศึกษาในปัจจุบันที่สากล ประเทศเขาทำกัน แต่ว่าวิสัยทัศน์ แนวคิด หลักการไม่ได้ล้าหลัง ผมใฝ่ฝันที่จะเห็น ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไปไกลกว่านั้น แต่เป็นที่น่าเสียดายครับผมผิดหวัง แล้วก็รู้สึกว่า การศึกษาสำหรับคนพิการในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งปรากฏอยู่ที่เดียวด้วยนะครับ ในมาตรา ๑๔ (๘) ได้บัญญัติในลักษณะที่เป็นการดาวน์เกรด (Down Grade) เป็นการลด ลำดับความสำคัญของการศึกษาสำหรับคนพิการลงอย่างน่าเสียดาย ไม่ได้กำหนดรับรองสิทธิ เอาไว้ในหลักการขั้นพื้นฐาน แต่ไปเขียนไว้ในการจัดการศึกษาของสถานศึกษา ท่านอาจจะ บอกว่าเขียนในมาตรา ๑๐ ของกฎหมายเดิมมันเป็นนามธรรม สู้มาเขียนไว้ในเรื่องของ การจัดการศึกษาของสถานศึกษาแบบนี้เป็นรูปธรรมกว่าไม่ดีกว่าหรือ มันก็ดีในระดับหนึ่ง ครับท่านประธาน แต่ว่าการกำหนดไว้ในหลักการซึ่งเป็นการรับรองสิทธิเอาไว้อย่างถูกต้อง ชัดเจน แล้วให้ไปกำหนดรายละเอียดในกฎหมายลำดับรองนั้น ก็เป็นสิ่งที่กระทำกันมา โดยตลอด🔗

สิ่งที่น่าเสียดายไปกว่านั้นก็คือว่าไม่มีคำว่า คนพิการ อยู่ในมาตรา ๑๔ (๘) ท่านใช้คำว่า ผู้มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ซึ่งผมเข้าใจคำนี้ดีนะครับ มันมาจากคำว่า สติวเดนต์ (Student) หรือชิลเดรน วิท สเปเชียล นีดส์ (Children With Special Needs) หรือจะเรียกว่าเพอร์ซัน วิท สเปเชียล นีดส์ (Person With Special Needs) ก็ได้ครับ มันเป็นศัพท์ทางวิชาการทางการศึกษาที่ใช้กัน แต่ขอโทษครับท่านประธาน คำนี้ไม่มี กฎหมายใดรับรองไว้เลย อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการที่ประเทศไทยเป็นภาคี เป็นหนึ่ง ในสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชน ๙ ฉบับ เขาใช้คำว่า คนพิการ อย่างเต็มภาคภูมิครับ ผมเข้าใจนะครับว่านักการศึกษาหลายท่าน หรือแม้แต่เพื่อนสมาชิกหลายท่านอาจจะรู้สึก ด้อยค่า คำว่า ความพิการหรือคนพิการ มีคนมากระซิบกับผมหลายครั้งเลยว่า ขอโทษนะครับ ผมไม่อยากเรียกท่านว่าเป็นคนตาบอดเลย ผมอยากจะเรียกท่านว่าเป็นคนที่มีปัญหา มีความท้าทายทางสายตา ไอ้คำพูดแบบนี้ผมไม่ขอบคุณนะครับ ขอประทานโทษ ผมคิดว่า เราต้องยอมรับความเป็นจริง ความพิการไม่ได้เป็นสิ่งที่เลวร้าย แต่ความพิการในมิติของ ระบบนิเวศของสิ่งแวดล้อม ของเงื่อนไขทางสังคมที่กระทำโทษกรรมที่ทำการเลือกปฏิบัติ อันนั้นน่ารังเกียจยิ่งกว่าถ้อยคำกับท่านประธาน เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปด้อยค่าโดยการเอา คำว่า คนพิการ ไปแอบไว้ที่ไหนหรอครับ เอากลับคืนมาครับเพราะเรามีรัฐธรรมนูญบัญญัติ รับรองสิทธิไว้แล้ว เรามีกฎหมายว่าด้วยการศึกษาสำหรับคนพิการบัญญัติรับรองไว้แล้ว และไม่ต้องไปฝากอนาคตในการกำหนดนิยามของคำว่า ผู้มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ไปไว้ในมือของผู้ทรงคุณวุฒิเพียงคนเดียวตามมาตรา ๘๘ (๕) ไม่เอาครับ ต้องเอาคำว่า คนพิการ กลับคืนมาในพระราชบัญญัติการศึกษาฉบับนี้ ส่วนท่านจะไปเพิ่มผู้มีความต้องการ จะเป็นพิเศษ และจะไปกำหนดโดยกรรมการนโยบายเพิ่มเติมไม่มีใครว่าครับ แต่คำที่มัน มีสิทธิรับรองไว้ในสนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ และมีกฎหมายรับรองนิยามเอาไว้แล้วในระดับชาติ ไม่ได้เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจและไม่สมควร จะถูกด้อยค่าจนเอาไปแอบซ่อนไว้ที่ไหนอีกต่อไป เพราะฉะนั้นผมขออภิปรายเฉพาะเรื่องนี้ แล้วไปพบกันในกรรมาธิการ ขอบคุณมากครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านมณเฑียร ต่อไปเป็นท่านนิยม เวชกามา แล้วตามด้วย นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว เชิญท่านนิยมก่อนครับ🔗

นายนิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สกลนคร

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เนื่องจาก พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ ผมเองก็ต้องรับ เพราะเป็นกฎหมายของชาติ เป็นกฎหมาย ที่ต้องพัฒนาบ้านเมือง แต่ขอยืนยันว่าผมรับกฎหมายฉบับนี้ทั้งน้ำตาครับท่านประธาน ทำไมถึงว่าอย่างนั้น กฎหมายฉบับนี้เพราะรัฐบาลร่างขึ้นมาได้รับการคัดค้านจากคณะครู ทั้งประเทศ เพราะอะไรเขาถึงคัดค้าน ตอนนั้นผมยังไม่รู้ว่าได้รับหนังสือคัดค้านจากระดับ ผู้บริหารโรงเรียน จากระดับรอง ผอ. เขตครูในจังหวัดสกลนคร ผมจึงกลับมาเปิดดู เพิ่งเห็น แบบนี้นี่เอง ในมาตรา ๓๙ ค่อนข้างชัดเจน ท่านไปเขียนแบบนี้ไม่ได้ ฝากกรรมาธิการ ทั้ง ๔๙ คนด้วยว่า ท่านไปเขียนบอกว่ามีใบประกอบวิชาชีพครูหรือไม่ก็ได้ ถ้าเชี่ยวชาญ ท่านต้องตัดในประเด็นนั้นออกครับ ผมไม่พูดถึงอย่างมาก เพราะเวลาอันสั้นนี่ล่ะครับ แต่ยืนยันว่าวิชาชีพครูเป็นวิชาชีพที่ชำนาญการ อาชีพที่สูง อาชีพที่ทำให้คนเป็นคน เพราะฉะนั้นมาตรานี้ต้องแก้ไข ฝากด้วย🔗

แต่ที่ผมต้องพูดถึง มาดูในมาตรา ๔ ครับท่านประธาน ในมาตรา ๔ ท่านพูด ชัดเจนว่า คำว่า ครู ความหมายครู ผู้บริหารโรงเรียนสถานศึกษา ผมลองย้อนกลับไปดู พ.ร.บ. สงฆ์ พ.ร.บ. จัดการศึกษาของพระราชบัญญัติสงฆ์ พระราชบัญญัติสงฆ์ ในที่นี้หมายถึงว่า พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม ปี ๒๕๖๒ เป็นครั้งแรก ที่ในประเทศไทยเกิดพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้นมา ในประเทศไทยเมื่อปี ๒๕๖๒ ประกาศ ในพระราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๖๒ เล่มที่ ๑๓๖ หน้า ๕๐ ก หน้า ๑๑ แล้วก็พูดถึงเหตุผล ในการประกาศใช้เป็นครั้งแรกในประเทศไทยครับท่านประธาน ผมจึงหยิบเอามาพูด ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องพูดถึง ต้องอ้างถึงในมาตรา ๔ ของพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ เพราะในเงื่อนไขของพระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม ฉบับนี้ไปเกี่ยวข้อง ไปดูแลในมาตรา ๒ มาตรา ๘ ในมาตรา ๘ มีหลายอนุ หลายวงเล็บ แต่ผมต้องยืนยันใน (๔) (๕) (๖) และ (๗) ของพระราชบัญญัติฉบับนี้ ไปเกี่ยวกันกับ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ ท่านประธานครับ บังเอิญว่าท่านผู้หลักผู้ใหญ่ของคณะสงฆ์ ซึ่งเป็นคณะกรรมการผู้จัดร่าง ฉบับนี้ขึ้นมา วันนี้ครบอายุวัฒนมงคลของท่าน ผมต้องขอแสดงมุทิตาจิต ขออนุญาตเวลา นิดเดียว สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร ครบวัฒนมงคลอายุของท่านวันนี้พอดีครับ ท่านประธาน ก็เลยขอแสดงมุทิตาจิตของท่าน ท่านเกิด ปี ๒๔๗๕ ท่านประธานครับ นี่คือประธานของคณะผู้จัดร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยมีเลขานุการซึ่งเป็นหลักเป็นฐาน ไม่พูดถึงท่านไม่ได้ ถ้าไม่พูดถึงท่านแล้วกฎหมายฉบับนี้หลายท่านช่วยกันร่าง แต่ท่านเป็น ผู้มีบทบาท คือพระเทพเวที เจ้าอาวาสวัดสังเวชวิศยาราม หรือเจ้าคณะภาค ๖ ภาคเหนือ ต้องแสดงมุทิตาจิตต่อท่านอย่างยิ่ง ท่านประธานครับ เนื่องจากพระราชบัญญัติฉบับนี้มีหลักใหญ่ ๆ อยู่ ๔ หลัก คือสำนักงาน แม่กองธรรมสนามหลวง สำนักงานแม่กองบาลีสนามหลวง สำนักงานศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญ และศูนย์พระปริยัตินิเทศก์แห่งคณะสงฆ์ ท่านประธานครับ ที่ผมกล่าวถึง เพื่อเป็นการยืนยันว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นประหลาดที่สุด ในวันนี้กฎหมายฉบับนี้ไปเกี่ยวข้องกับ มาตรา ๘ อย่างแท้จริง คือในมาตรา ๘ ที่ว่าผมกล่าวไป ๔ วงเล็บ ก็มีการจัดการศึกษา กล่าวถึงว่ารัฐต้องให้การศึกษา สนับสนุนแก่การจัดการการศึกษา บังเอิญว่าช่วงที่ผมอ้างถึง จะเป็นช่วงในอายุตั้งแต่ ๖-๑๒ ปี ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับพระสงฆ์ แต่มันจะมีในช่วงที่ ๕ ๑๒-๑๕ ปี แล้วก็ต่อ ๆ มาถึง (๗) คือช่วงที่ ๗ การศึกษาในระดับอุดมศึกษา ซึ่งเป็นการศึกษา ซึ่งคณะสงฆ์มีอยู่แต่เดิม ด้วยความเคารพท่านประธาน ที่ผมกล่าวถึงนี้หลายวัดท่านคณะสงฆ์ ที่จัดการศึกษาขึ้นมาแล้ว แต่วันนี้ในมาตราของท่านเขียนไว้ชัดเจนเกี่ยวกับ เงินสนับสนุน คือในมาตรา ๒๗ มาตรา ๒๘ ค่อนข้างชัดเจน ว่ารัฐต้องให้สนับสนุนการศึกษา ทั้งภาครัฐและเอกชน แต่ปรากฏว่าคณะสงฆ์ซึ่งมีพระราชบัญญัติชัดเจน คือพระราชบัญญัติ การศึกษาพระปริยัติธรรม วันนี้งบประมาณปี ๒๕๖๔ ปี ๒๕๖๕ ไม่มีการจัดงบประมาณให้ ผมถึงข้องใจว่าเพราะเหตุใด ท่านประธานครับ ตอนนี้โรงเรียนที่จัดการศึกษาเกี่ยวกับ คณะสงฆ์ ซึ่งมีแต่เดิมมานี้ถูกต้องตามกฎหมายตามมาตรา ๒๗ มาตรา ๒๘ แล้ว คือมีโรงเรียนที่เกิดขึ้นในคณะสงฆ์แห่งนี้แล้ว ขออนุญาตนิดเดียวท่านประธาน บังเอิญว่า มันต้องเกี่ยวข้องกัน ผมไม่พูดไม่ได้ คือที่มีโรงเรียนจัดขึ้นแล้วเฉพาะทั่วประเทศวันนี้ มีโรงเรียนที่เกี่ยวกับโรงเรียนพระปริยัติธรรมคณะสงฆ์ ๔๐๙ แห่ง เป็นโรงเรียนที่จัดถูกต้อง ตามกฎหมายฉบับนี้ มีนักเรียนซึ่งเป็นสามเณร ๕๐,๐๐๐ รูป ดังนั้นจำนวนพระดังกล่าวนี้ ไม่มีเงินสนับสนุน ไม่มีเงินเดือน แล้วพระกลุ่มนี้จะอยู่อย่างไร หลายวัดที่ฝากมาไม่ว่า วัดสวนดอก วัดจากอำเภอพาน ท่านรัฐมนตรีวิสารฝากมาว่าท่านพระครูพิพิธธรรมวาที ก็ทวงมาเลยว่าเจ้าคณะอำเภอพาน จัดการศึกษาแบบนี้จะให้ดำเนินการอย่างไร มีหนังสือ สอบถามมาที่สภาผู้แทนราษฎร โดย ส.ส. บ้านผมจังหวัดสกลนครก็มีสำนักเรียน คือสำนัก เรียนที่ยกตัวอย่างเลย คือสำนักเรียนวัดป่าสุทธานิวาสเป็นสำนักเรียน มีนักเรียนซึ่งเป็น สามเณร ๒๐๐ รูป จึงกราบเรียนว่าวันนี้รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไร นอกจากฆราวาส ครู คัดค้านแล้ว พระก็ต้องสงสัยในบทบาทตัวเอง จัดการศึกษาแล้วไม่ได้รับเงินสนับสนุน นี่คืออะไรท่านประธาน ด้วยเวลาอันสั้นขอบคุณมากท่านประธาน🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว แล้วตามด้วย รองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ เชิญท่านนายแพทย์ชลน่านครับ🔗

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปการศึกษา ท่านประธานครับ รัฐสภาเรา มิรับมิได้ กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ และผมมั่นใจว่ารัฐสภาแห่งนี้ จะรับหลักการ ด้วยเหตุผลที่สำคัญครับ อำนาจการตรากฎหมายเป็นอำนาจของพี่น้อง ประชาชน รัฐสภาเราเป็นตัวแทนพี่น้องประชาชน เราก็มีความจำเป็นและมีหน้าที่และอำนาจ โดยตรงที่จะตรากฎหมายไปให้รัฐบาลนำไปใช้ เพื่อที่จะนำไปสู่การบริหารราชการ แผ่นดิน โดยเฉพาะดูแลเรื่องด้านการศึกษา แม้ว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะถูกบัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญในหมวดการปฏิรูป จากหลักการที่ท่านรัฐมนตรีเสนอในนามของคณะรัฐมนตรี ให้เหตุผลนี้ เหตุผลหลัก ๆ ท่านประธานครับ เป็นบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ๓ มาตรา ที่เกี่ยวข้อง มาตราที่สำคัญคือมาตรา ๒๕๘ ว่าด้วยการปฏิรูปการศึกษา มาตรานี้มีอยู่ ๔ วงเล็บ ท่านประธานครับ หลายท่านได้นำเรียนท่านประธานไปว่ามีการออกกฎหมายที่เกี่ยวเนื่องกับ การปฏิรูปนี้ไปหลายฉบับ เช่น เรื่องเหมือนลูกออกก่อนแม่ มาตราที่เกี่ยวข้อง อีกมาตราหนึ่งที่ใช้เป็นเหตุผล ก็คือมาตรา ๕๔ ว่าด้วยหน้าที่ของรัฐในการที่มีหน้าที่โดยตรง ในการจัดการศึกษา อันนั้นเป็นเหตุผลที่ท่านได้นำเรียนต่อสภาแห่งนี้ ด้วยหลักการ และเหตุผลยอมรับได้ ว่ามันเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ🔗

แต่สิ่งที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ กฎหมายฉบับนี้ มีทั้งหมด ๑๑๐ มาตรา และมีบทเฉพาะกาล สาระสำคัญมี ๗ หมวด แตกต่างจากกฎหมาย ว่าด้วยการศึกษาเดิมเมื่อปี ๒๕๔๒ ตรงนั้นมี ๙ หมวด แต่รวมความแล้วเขียนคล้ายกัน เพียงมาปรับเปลี่ยนวิธีเขียนเท่านั้นเอง ฉบับนี้เริ่มต้นด้วยเรื่องของหมวด ๑ เรื่องวัตถุประสงค์ และเป้าหมายของการศึกษา หมวด ๒ เป็นสถานศึกษา หมวด ๓ ว่าด้วยเรื่องครูและบุคลากร ทางการศึกษา หมวด ๔ ว่าด้วยการจัดการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นส่วนที่ ๑ เรื่องของ ระบบการศึกษา ส่วนที่ ๒ เป็นหลักสูตรและการประเมินผล หมวด ๕ เป็นหน้าที่หน่วยงาน ของรัฐที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องอยู่ ๓ ส่วน ส่วนที่กำกับส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษา ส่วนที่เป็น การพัฒนาคุณภาพ แล้วส่วนที่เกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา นี่หน้าที่ ของรัฐ หมวด ๖ สำคัญ เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ไม่เขียนในกฎหมายในฉบับนี้ไม่ได้ คือแผนการศึกษาแห่งชาติ ในรายละเอียดจะมี ๔ ส่วน ในส่วนนี้เป็นแผนการศึกษา แผนปฏิบัติการทางการศึกษา แล้วก็การติดตาม ตรวจสอบ และการประเมินผล ซึ่งตรงนี้เอง จะทำให้กฎหมายที่เขียนขึ้นมาใหม่นี้แตกต่างจากกฎหมายเดิม แตกต่างอย่างไร เดี๋ยวผม จะลงรายละเอียดครับท่านประธาน แล้วก็ส่วนสุดท้ายในเรื่องของแผนการศึกษาแห่งชาติ แล้วก็ทรัพยากรเพื่อการศึกษา ก็คือเรื่องของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา หมวด ๗ ก็เป็นหมวดที่เข้ามามีส่วนในการที่จะบริหารกำกับดูแลวางแผนทั้งหมด คือคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ🔗

ท่านประธานครับ ในสาระสำคัญทั้ง ๗ หมวด และมีบทเฉพาะกาลนี้ ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า เรามั่นใจได้อย่างไรว่าเขียนมาอย่างนี้ จะปฏิรูปการศึกษาได้ ปฏิรูปได้ไหม เป็นสิ่งที่กรรมาธิการต้องไปดูในรายละเอียดครับ เราต้องรับ และกรรมาธิการต้องไปทำหน้าที่ เพื่อจะตอบคำถามว่าปฏิรูปให้ได้ แน่นอนครับ รัฐธรรมนูญเองระบุเน้นชัด โดยเฉพาะสิ่งที่ผมต้องกราบเรียนท่านประธาน ก็คือว่ามุ่งที่เน้น ที่ตัวบุคคล ให้ได้รับการพัฒนาทักษะตามความถนัดของตนเองขึ้นไปเป็นแผงเหมือน ๕ นิ้ว ท่านประธานครับ อย่าเอา ๕ นิ้วมารวมเป็นนิ้วเดียว ระบบการศึกษาเดิมนี้มันเอา ๕ นิ้ว มารวมเป็นนิ้วเดียว เอานิ้วสูงที่สุด แต่สมัยใหม่นี้คงไม่ใช่ครับท่านประธาน ต้องขึ้นเป็น ๕ นิ้ว ตามความถนัดของตนเอง ต้องส่งเสริมทุกคนให้เขามีศักยภาพ สามารถดำรงชีวิตได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไปตามศักยภาพของเขา อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญแล้วก็ตอบให้ได้ ถ้าจะเขียนนะครับ แล้วเรื่องที่ ๒ ที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงก็คือวิชาชีพ หลายท่านพูดถึงนะครับ วิชาชีพชั้นสูงอย่างไรที่จะตอบโจทย์ว่าเป็นวิชาชีพชั้นสูง อย่าเขียนเพียงแต่เป็นถ้อยคำ และวาทกรรม อะไรที่มารองรับว่าเป็นวิชาชีพชั้นสูง กรรมาธิการต้องไปดู ไปเขียน ในรายละเอียดให้ได้🔗

ท่านประธานครับ ผมกลับมาในเรื่องของโครงสร้างกฎหมาย โครงสร้าง กฎหมายที่เขียนนี้ กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ เจตนารมณ์กฎหมายฉบับนี้ ต้องการเป็นกฎหมายแม่บทว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ แต่การเขียนกฎหมายฉบับนี้ มันนอกเหนือจากความเป็นกฎหมายแม่บท มีแผนนโยบาย มีระเบียบปฏิบัติใส่เข้าไปเต็ม ยุบยับเต็มไปหมด ท่านสมาชิกท่านหนึ่งบอกว่ามีคำว่า ต้อง ๑๖๐ คำ คำว่า ต้อง มันอยู่ ในรายละเอียด อันนี้ฝากท่านประธานไปยังกรรมาธิการว่าจะต้องไปดู มันจะเป็นแม่บท ได้อย่างไร และที่สำคัญเมื่อท่านมีของดีอันเดิมอยู่แล้ว พระราชบัญญัติว่าด้วยการศึกษา แห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ ของดีนั้นนำสู่การปฏิบัติมา ๒๐ ปีกว่าที่จะลงตัว หลักสูตรแกนกลาง ต่าง ๆ อะไร ๆ ที่ท่านกว่าจะหาได้นี้ท่านอย่าได้ทิ้ง แม้รัฐธรรมนูญบังคับให้เขียนใหม่ ท่านกลับไปเขียนแบบแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมายเดิมมิได้ ต้องมาปรับปรุงใหม่ ตามรัฐธรรมนูญใหม่ ท่านก็เอาของเก่ามาใส่ไว้ในแนวทางที่สามารถปฏิบัติและเห็นประโยชน์ มาแล้ว อย่าได้ทิ้งเป็นอันขาด ไม่อย่างนั้นท่านจะมีต้นทุนสูงมากในการนำสู่ปฏิบัติ ซึ่งหลายคน ไม่เห็นด้วยว่าจะต้องตราขึ้นใหม่ เพราะมันมีต้นทุนสูงมาก ต้นทุนในการนำสู่การปฏิบัตินี้ สูงมากในการทำกฎหมายใหม่ ตรงนี้เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นที่กรรมาธิการต้องไปดู🔗

ท่านประธานครับ อีกเรื่องหนึ่งด้วยเวลาที่มีอย่างจำกัด หลายท่านพูดไปแล้ว ผมเน้นย้ำครับ การกระจายอำนาจ ต้องกระจายอำนาจอย่างแท้จริง ต้องเชื่อมั่นในการ กระจายอำนาจ ต้องเชื่อมั่นในความสามารถของแต่ละหน่วย แต่ละองค์กร โดยเฉพาะ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ท่านประธานครับ ผมมั่นใจจังหวัดน่านบ้านผม ท่านไปดูเลยครับ โรงเรียนตาลชุมพิทยาคมอยู่ภายใต้องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน จากโรงเรียนเดิม สมัยอยู่กระทรวงศึกษาธิการไม่มีอะไรเลย แม้คนจะไปเรียนยังไม่มี ขณะนี้แย่งกันไปเรียน นั่นคือสิ่งที่สามารถดำเนินการและพัฒนาได้ การกระจายอำนาจสู่สถานการศึกษาหลายท่าน พูดไปแล้ว ตรงนี้กรรมาธิการต้องไปดูครับ จะให้เขามีอำนาจอย่างจริง ๆ ได้อย่างไร อย่าเขียนไว้เพียงแต่เป็นถ้อยคำที่สวยงาม ต้องนำสู่ปฏิบัติได้ ด้วยความเคารพท่านประธาน ทุกสิ่งที่ผมกราบเรียนมาอาจจะลงรายละเอียดมากมายไม่ได้เนื่องจากเวลาจำกัด แต่ผมมั่นใจ ว่าฝ่ายนิติบัญญัติเรานะครับ เรามีหน้าที่โดยตรงในการตราพระราชบัญญัติ แม้ว่าฝ่ายบริหาร จะดำเนินการมาเชื่องช้าอย่างไร จะมีคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาทำงานมา ๒ ปี เข้าสู่ ครม. ครม. ส่งมาตรงนี้อีก ๒ ปี สิ่งนั้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ทั้งหลายทั้งปวง อยู่ที่รัฐสภาเราที่จะพาบ้านเมืองให้ไปสู่การปฏิรูปอย่างแท้จริง ผมมั่นใจอย่างนั้นครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ นายแพทย์ชลน่านครับ ต่อไปกลับมา ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล รองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ แล้วตามด้วย ครูออน กาจกระโทก เชิญรองศาสตราจารย์รงค์ครับ🔗

รองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม รองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาส ก่อนอื่นต้องเรียนว่าผมค่อนข้างมีความหวังหลังจากได้อ่าน ได้ศึกษาอย่างละเอียด ค่อนข้างมากของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ เพราะเชื่อมั่นว่าหลังปี ๒๔๗๕ หรือหลัง ที่เราเป็นประชาธิปไตยนี้ คำว่า การศึกษาของชาติ นี้มีการเปลี่ยนแปลงมาแล้ว ครั้งนี้ ก่อนจากนี้ก็คือปี ๒๕๔๒ ก่อนจากปี ๒๕๔๒ ก็ประมาณปี ๒๕๒๓ ก่อน พ.ศ. ๒๕๒๓ ก็ประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๓ รุ่นผมเรียนหนังสือ วันนี้ที่บอกว่ามีความหวัง เพราะตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๓ พ.ศ. ๒๕๒๓ พ.ศ. ๒๕๔๒ การจัดการศึกษาค่อนข้างลำบาก ค่อนข้างอัตคัด และเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้มันจึงเป็นเครื่องมือในการที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ให้การศึกษาเป็นตัวขับเคลื่อนสังคม ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่าเวลาพูดถึง สาระสำคัญของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ที่เป็นประเด็นที่ควรจะตั้งข้อสังเกตไว้ แล้วก็ ในชั้นกรรมาธิการควรจะต้องไปดำเนินการต่อไป ผมขออนุญาตเปิดสไลด์ (Slide) อันที่ ๑ เลยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
รองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

สาระสำคัญของการศึกษา พ.ร.บ. ฉบับนี้ ให้ความสำคัญมาก ๆ ที่ผมชื่นชม ชื่นชอบ ก็คือว่า อยู่ในหมวด ๑ ก็คือวัตถุประสงค์และเป้าหมายในการจัดการศึกษา ท่านประธานที่เคารพ ผมคิดว่าเรื่องสำคัญ ก็คือว่าเราได้บอกว่าเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของการศึกษาชัดเจนว่า การจัดการศึกษาต้องเพื่อพัฒนาความสมบูรณ์ร่างกายว่าไปเสร็จ ปั๊บ ปั๊บ ปั๊บ จนถึง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ว่าไปเสร็จ จนไปถึงก่อให้เกิดการอยู่ร่วมกันอย่างผาสุก นี่คือสิ่งที่สำคัญ🔗

แล้วนอกจากนั้นครับท่านประธาน ยังเอาจิตวิทยาพัฒนาการมาบอก ในมาตรา ๗ บอกว่าการจัดการศึกษาฉบับนี้ แบ่งออกเป็นช่วงวัย ๗ ช่วงวัย ๗ สมรรถนะ ตั้งแต่แรกเกิดจนไปถึงเข้าสู่มหาวิทยาลัย ช่วงวัยที่ ๑ คือแรกเกิดจนถึง ๑ ปี ช่วงวัยที่ ๒ ๑ ปี จนถึง ๓ ปี ว่าไปจนถึงสุดท้ายจนถึงช่วงที่ ๗ ก็คืออุดมศึกษาหรืออาชีวะขั้นสูง นี่ชัดเจนครับ ช่วงวัยแบบนี้ท่านประธานครับ จะเห็นว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้เปลี่ยนจากผู้เรียน มาเป็นช่วงวัย เพราะบางเรื่องไม่ได้เป็นนักเรียน ก็คือเด็กแรกเกิดจนถึง ๑ ปี ช่วงที่อยู่ อุดมศึกษาอาจจะเป็นนักศึกษา ก็เลยเปลี่ยนวาทกรรมจากผู้เรียนมาเป็นช่วงวัย ๗ ช่วงวัยตรง นี้ครับท่านประธาน จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าเราจะไปอย่างไร ลูกหลานของเราจะไปอย่างไรภายใต้ เทคโนโลยี ลูกหลานของเราจะไปอย่างไรภายใต้โรคอุบัติใหม่ เขาจะปรับตัวกัน อย่างไร ลูกหลานของเราหรือผู้เรียนจะปรับตัวอย่างไร ภายใต้ยุคความเป็นประชาธิปไตยหรือ เดโมเครไตเซชัน (Democratization) ซึ่งมีการปรับตัว เกิดความแตกต่าง เกิดความไม่เข้าใจ เกิดความบูลลี (Bully) กัน สิ่งเหล่านี้ต้องใช้ระบบการศึกษาทั้งหมดเลยครับท่านประธาน นี่เป็นเรื่องใหญ่🔗

มาถึงโรงเรียนครับ ท่านประธานครับ เห็นอะไร มีความก้าวหน้าเยอะ แต่อย่างไรก็แล้วแต่ ท่านประธานครับ ถึงแม้จะเห็นความก้าวหน้าเพื่อจะตั้งข้อสังเกตไปสู่ ในชั้นกรรมาธิการ ผมขอตั้งข้อสังเกตอันที่ ๑ เลยครับว่า ช่วง ๗ ช่วงวัย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ ของการเรียนจะต้องถูกขับเคลื่อนไปจากอันที่ ๑ เลยครับ หลักสูตร อันที่ ๒ โรงเรียนหรือ สถานศึกษา อันที่ ๓ ครูและบุคลากรทางการศึกษา ๓ ตัวนี้เป็นเหมือนตัวแปรต้นที่จะนำไปสู่ ผู้เรียนทั้ง ๗ วัย อันที่ ๔ ก็คือการบริหารการศึกษา ตั้งแต่กระทรวง ตั้งแต่คณะกรรมการ นโยบายแห่งชาติ ทรัพยากร เทคโนโลยีต่าง ๆ อยู่ที่การบริหารจัดการที่จะไปสนับสนุน โรงเรียน ครู และหลักสูตร🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ แม้นว่าจะเห็นอนาคต แต่ขออนุญาตตั้งข้อสังเกต เรื่องแรกเลยนะครับ ถ้าจะทำให้ผู้เรียนมีอย่างไร ๗ ช่วงวัยนี้ ตัวหลักสูตรวันนี้ ในพระราชบัญญัติฉบับนี้แม้นว่าจะไม่พูดไว้ชัดเจนในหลักสูตรว่า หลักสูตรช่วงวัยที่ ๑ เป็นอย่างไร ช่วงวัยที่ ๒ เป็นอย่างไร ว่าไปเสร็จจนถึงช่วงวัยที่ ๗ อะไรที่มันเป็นแกนกลาง ของความเป็นชาติ ตรงนี้ไม่มีหลักประกัน พูดง่าย ๆ ก็คือเรื่องบางเรื่องที่ควรจะเป็น หลักประกัน ท่านไม่เอามาใส่ไว้ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ แล้วก็เปิดโอกาสให้ไปออก โดยคณะกรรมการชุดร่างจาก พ.ร.บ. ฉบับนี้ไปทำกันต่อ ซึ่งตรงนั้นเราก็ไม่มั่นใจว่าเขาจะ เขียนไว้ เช่น ยกตัวอย่างง่าย ๆ ในช่วงวัยที่ ๗ บอกว่าเป็นช่วงวัยของการศึกษาระดับสูง หลักสูตรไม่ได้พูดอะไรเลย บอกถ้าเด็กจบแล้วมีความกล้าหาญถูกต้อง มีส่วนรับผิดชอบ ต่อสังคมบ้านเมือง มีทักษะในการค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม พูดไว้เสร็จในอุดมศึกษา แต่ไม่ได้พูดแกนสาระสำคัญ ๆ บางเรื่องที่มันเป็นปัญหา เช่น ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันนี้ก็เรื่องที่ควรจะเกิดในช่วง ๑๐ ปี ๒๐ ปีนี้ ภายใต้การปฏิรูป ผมจึงบอกว่าตัวหลักสูตรเป็นเรื่องใหญ่ เป็นหัวใจที่จะหล่อหลอมผู้คน🔗

มาเรื่องที่ ๒ ครู ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเคยเป็นครูประถมศึกษา เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย วันนี้เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะทำให้ครูเป็นผู้ประกอบวิชาชีพชั้นสูง คำถามสิ่งที่ท้าทายก็คือว่า แล้วครูเหล่านี้ที่จะไปขับเคลื่อนผู้เรียน ๗ ช่วงวัยนี้ เปลี่ยนเป็น ผู้อำนวยการการเรียนการสอน เขามีอำนาจขนาดไหนที่จะจัดการกับผู้เรียน เขาได้รับอำนาจ ขนาดไหนที่จะไปจัดการกับผู้เรียน และไม่ไปละเมิดสิทธิเด็ก หรือจะมีเครื่องมืออะไรที่ครูจะใช้ ครูประจำการที่มีเกือบล้านคนจะทำอย่างไร ครูเกือบล้านคนนี้ครูรุ่นไหนที่ไปสอนวัยที่ ๓ วัยที่ ๔ วัยที่ ๕ และวัยที่ ๖ วัยที่ ๗ วัยเหล่านี้ควรจะพัฒนาเขาอย่างไรในครูประจำการ บางเรื่องแม้นว่าเราไม่อาจจะเขียนไว้ในพระราชบัญญัติโดยตรง แต่ถ้าเป็นสาระสำคัญ ที่เกี่ยวข้องควรจะเอามาบัญญัติไว้ หรือความที่ส่งผลต่อการที่จะไปออกมาตรการ กฎเกณฑ์ หลักเกณฑ์ที่จะต่อเนื่องไปในอนาคตนะครับ🔗

แผนการสอนครับท่านประธานที่เคารพ ครู แผนการสอนทำอย่างไร ครูประจำการจึงจะต้องมีการพัฒนา ต้องพัฒนาให้เขาเป็นโพรเฟสชันนัล (Professional) ให้เขาเติบโตด้วยตัวของเขาเอง ภายใต้กระบวนการเรียนการสอนที่เขาทำเป็นประจำ ภายใต้แผนการสอน ภายใต้มาตรฐานการประเมิน นี่คือครูประจำการนะครับ ตรงนี้โยงไป ถึงไหน ถ้าจะทำให้ครูตรงนี้ เพราะครูเป็นเรื่องสำคัญในการขับเคลื่อนถึงวัยผู้เรียน ผมขอนิดเดียวครับท่านประธาน ถ้าอย่างนั้นโรงเรียนจะต้องเป็นอย่างไร ผมนี่นะครับ ตอนหลังมาอยู่ในมหาวิทยาลัย เห็นความแตกต่างระหว่างโรงเรียนประถมที่ผมเคยอยู่ กับอยู่มหาวิทยาลัย เพราะมหาวิทยาลัยเป็นนิติบุคคล แม้นว่ามหาวิทยาลัยไม่ใช่การศึกษา พื้นฐานของชาติ แต่ว่าความเป็นอิสระในความเป็นนิติบุคคลของมหาวิทยาลัย ท่านประธานครับ พ.ร.บ. ปี ๒๕๔๒ พูดถึงนิติบุคคล สคูล เบส แมเนจเมนต์ (School Based Management) แต่ไม่เป็นนิติบุคคลแบบนิติบุคคลที่เขาเป็น ๆ ครับท่านประธาน เป็นนิติบุคคลแบบกฎหมาย ให้ครู ให้ผู้บริหาร ให้ชุมชนเขามีอำนาจในการกำหนดทิศทาง ให้เขามีอำนาจในการกำหนด แนวทางอย่างอิสระ ภายใต้ความรับผิดชอบต่อกระทรวงศึกษาธิการ ผมเรียกว่าแบบนั้นว่า เป็นอิสระเชิงสัมพัทธ์ ผมไม่ให้ความสำคัญกับเขตพื้นที่หรือศึกษาธิการจังหวัดที่อยู่ในภูมิภาค อะไรมากมายไปกว่าให้ความสำคัญกับโรงเรียน เพราะผมเชื่อว่าโรงเรียนเป็นตัวขับเคลื่อน บรรลุเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ ๗ ช่วงวัย เพราะโรงเรียนต้องเป็นนิติบุคคล โรงเรียนเป็นนิติบุคคลเป็นนี้ครับท่านประธาน จึงได้ชื่อว่า เป็นการกระจายอำนาจทางการบริหาร ขอโทษนะครับ ที่ภาษาอังกฤษเขาเรียก บีโลว์ เจเนติก ดีเซนทราไลเซชัน (Below Genetic Decentralization) หรือแอดมินิสเทรชัน ดีเซนทราไลเซชัน (Administration Decentralization) นั่นเอง ไม่ใช่คำว่า กระจายอำนาจ ในมิติขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่การกระจายอำนาจของกระทรวงศึกษาธิการไปยัง โรงเรียน ไปยังสถานศึกษา ตรงนี้จึงได้ชื่อว่าจะเกิดความเชื่อมั่นต่อการปฏิรูปการศึกษา ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้มีเวลาจำกัด จึงฝากไว้เพื่อจะให้กรรมาธิการที่จะรับช่วงต่อไปได้ไปว่ากัน เพื่อจะกลับมาสู่สภา แล้วก็ยอมรับว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็น พ.ร.บ. ที่มีความหวังต่อลูกหลาน บ้านเมืองของเราครับท่านประธาน ขอบคุณมากครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นท่านออน กาจกระโทก แล้วกลับมาที่ ส.ส. ฝ่ายค้านจะมี ๒ ท่าน คือ ท่านนพคุณ รัฐผไท แล้วก็ท่านสุทิน คลังแสง ตอนนี้เชิญครูออน กาจกระโทก ก่อนครับ🔗

นายออน กาจกระโทก สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม ครูออน กาจกระโทก สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ประธานครับ ในระยะเวลาสั้น ๆ ผมจะขอหยิบยกมาตราประเด็นที่สำคัญที่จะเกี่ยวข้องกับ การปฏิรูปการศึกษาแล้วนำมาพิจารณา ซึ่งจะส่งต่อไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญ🔗

ประเด็นที่ ๑ คือเรื่องของการผลิตและพัฒนาครู ซึ่งอยู่ในหมวด ๓ ว่าด้วย ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา ตรงนี้ในมาตรา ๓๔ ได้พูดถึง คุณลักษณะของคนที่จะเป็นครู โดยเฉพาะพูดถึงกลไกในการที่จะผลิตครู ว่าครูที่จะมาเป็นครู โดยมืออาชีพด้วยจิตวิญญาณนี้ทำอย่างไร ที่ผ่านมามันเหมือนสภาพที่บอกว่าใครก็ได้มาเป็นครู มันเลยกลายเป็นธุรกิจทางการศึกษา ก็คือแต่ละคนเวลาเรียนอะไรก็ได้ก็เรียนไป แต่เวลาหนึ่ง ที่มีการเปิดสอบ ทางกระทรวงศึกษาธิการหรือ สพฐ. ก็เปิดรับ เอกบางครั้งไม่เคยได้เรียน ครูเลย ก็มาเรียน ป. บัณฑิต แล้วก็มาเป็นครู เราก็จึงไม่ได้ครูที่เป็นมืออาชีพหรือเป็น จิตวิญญาณจริง ๆ เราควรจะคัดกรองนักเรียนที่เรียนตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ว่าใครที่มีจิตมุ่งมั่นที่อยากเป็นครู แล้วก็ส่งต่อไปเรียนครู แล้วก็ใช้หลักสูตรที่เข้ม หลักสูตรที่ทันยุคทันสมัย ถ้าอย่างนี้จะได้ครูที่เป็นครูมืออาชีพจริง ๆ ด้วยจิตวิญญาณครับ ท่านประธาน ในมาตรา ๔๓ เป็นเรื่องของการส่งเสริม แล้วก็สนับสนุนให้มีการพัฒนาครู ต้องจัดอย่างต่อเนื่องให้มีประสิทธิภาพแล้วก็คุณภาพ ที่ผ่านมามีการพัฒนาครับ แต่เป็นการ พัฒนาที่มันไม่ได้ผล และมิหนำซ้ำให้ครูต้องจ่ายเงินเอง ต่อไปถ้าเราจะปฏิรูป เราจะพัฒนา ต้องกล้าลงทุนครับ ต้องให้เงินครูไปในการที่จะไปพัฒนา แล้วที่ผ่านมาไปพัฒนาเดือนไหน รู้ไหมครับท่านประธาน พอเดือนสิงหาคม เดือนกันยายน ใกล้จะสิ้นงบประมาณก็มี การจัดอบรม ครูไม่ได้อยู่โรงเรียน มีแต่อบรมกับอบรม อบรมดี อบรมเด่น เน้นอบรมครับ ท่านประธาน กระทบต่อการจัดการศึกษา กระทบต่อนักเรียน อย่างนี้เลิกเสียทีครับ🔗

เรื่องสวัสดิการครูครับ ในมาตรา ๓๕ ไปพูดถึงบอกว่าให้ข้าราชการครูและ บุคลากรอื่นให้เทียบได้กับความเป็นข้าราชการ ตรงนี้ครูเขาคิดว่าเขาคือข้าราชการครับ ไม่ต้องไปเขียนว่าเทียบได้หรอกครับ ตัดทิ้งไป เขาเป็นข้าแห่งราชะ เขาเป็นข้าราชการ ที่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ดังนั้นไม่ต้องมาเขียนตรงนี้ว่าเทียบนะครับ🔗

ในมาตรา ๔๑ ให้ครูได้รับเงินเดือนและเงินวิทยฐานะ ค่าตอบแทนอื่น ตามที่กฎหมายว่าด้วยการนั้น แต่มันไปมีปัญหาอยู่นิดหนึ่งครับท่านประธาน คือบุคลากรอื่น ในมาตรา ๓๘ (ค) ที่อยู่สำนักงานเขต สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดอะไรก็แล้วแต่ตรงนี้ เขาไม่ได้รับสิทธิเหมือนกับครูทั้ง ๆ ที่อยู่ในหน่วยงานเดียวกันครับท่านประธาน ตรงนี้ ต้องหาทางช่วย🔗

แล้วในมาตรา ๔๐ กำหนดให้รองผู้อำนวยการสถานศึกษามาจากคนที่ ไม่ใช่ครูก็ได้ ตรงนี้คณะกรรมาธิการช่วยไปดูด้วยครับ ถ้าเขาไม่ได้มาจากครู เขาจะไม่มีทาง ลู่วิ่งหรือลู่เดินความก้าวหน้า ถ้าคนไม่มีความเจริญก้าวหน้า ไม่มีขวัญกำลังใจ จะเกิด ความล้มเหลวครับ🔗

ในมาตรา ๔๒ กล่าวถึงคุรุสภา แต่ทำไมไม่กล่าวถึง สกสค. หรือสำนักงาน คณะกรรมการสวัสดิการสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือจะไปเขียนไว้ ตรงไหนครับ🔗

และอีกข้อหนึ่งคือเรื่องการแก้ปัญหาหนี้สินครู ตั้งกรรมาธิการ ตั้งคณะทำงาน มาเยอะ ไม่สำเร็จเสียที ปัญหาคาราคาซังและกระทบต่อการจัดการศึกษาอย่างหลีกเลี่ยง ไม่ได้ ผมเลยว่าเขียนในบทเฉพาะกาลในพระราชบัญญัตินี้ดีไหม เขียนลงไปเลยครับ ให้มีคณะกรรมการแก้ปัญหาหนี้สินครู โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อหาแนวทาง ในการแก้ปัญหาหนี้สินครูให้เสร็จสิ้นภายใน ๒ ปี อันจะส่งผลต่อการปฏิรูปการศึกษาไทย เขียนไปอย่างนี้เลยครับ จะได้สิ้นสุดเสียทีในการแก้ปัญหาหนี้สินครู🔗

และสุดท้ายครับ ตรงนี้พูดกันเยอะ ประเด็นที่ ๒ ที่ผมพูดถึง คือเรื่อง การกระจายอำนาจ ผมคงจะไม่พูดซ้ำในประเด็นต่าง ๆ แต่จะบอกว่าการแก้ปัญหาที่จะไปสู่ การปฏิรูปการศึกษาแล้วตอบโจทย์ปฏิรูปการศึกษา คือการกระจายอำนาจไปสู่เขตพื้นที่ และไปสู่สถานศึกษา โรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษตอนนี้นำร่องไปเลยครับ เห็นรัฐมนตรี จะนำร่องอยู่ ๑๒ โรงเรียนจุฬาภรณ์ ผมว่าไม่พอครับ ต้องนำร่องไปโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ ทั้งประถม ทั้งมัธยม ทั้งอาชีวะ ทั้ง กศน. เสร็จแล้วต่อไปโรงเรียนขนาดเล็ก ถ้าทำได้นะครับ โรงเรียนขนาดเล็กบางคนว่าทำไม่ได้ ผมบอกว่าทำได้ โรงเรียนขนาดเล็ก ๒๐ โรงเรียน มันก็เหมือน ๑ อบต. ๑ อบต. ก็คือ ๑ นิติบุคคล แล้วเขาจะบริหารกันเอง แล้วปัญหา ของการยุบโรงเรียนก็จะหายไป เพราะประชาชนเขาจะจัดการกันเอง ขอบคุณมากครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ครูออนครับ ต่อมากลับมา ส.ส. ฝ่ายค้าน ท่านนพคุณ รัฐผไท แล้วก็ท่านสุทิน คลังแสง เชิญท่านนพคุณก่อนครับ🔗

นายนพคุณ รัฐผไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงใหม่

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นพคุณ รัฐผไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ที่มาที่ไปของ ร่างกฎหมายฉบับนี้ เป็นที่ทราบดีนะครับว่ามาจากการบังคับใช้ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๑ ที่กำหนดให้ผู้ร่างกฎหมายนำเสนอ ครม. ภายใน ๒ ปี ซึ่งปีนี้เป็นปี ๒๕๖๔ ก็อาจจะช้าไป นิดหนึ่ง แต่ก็ไม่เป็นอะไร เพราะว่าเป็นกฎหมายที่มีความสำคัญต่อชาติในอนาคต วันนี้ผม จึงถือว่าเป็นวันสำคัญมากที่รัฐสภาจะร่วมกันมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของบ้านเมือง โดยเฉพาะของการศึกษาแห่งชาติ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ นี้ ได้ปรับปรุงมา ๒-๓ ครั้ง ก็ถือว่าได้ใช้มา ๒๒ ปีแล้ว ก็อาจจะถือว่าฉบับนี้เป็นฉบับปฏิรูปการศึกษาที่แท้จริงก็ได้ เพราะว่า ๒๒ ปีนั้นเหตุการณ์ บ้านเมืองหรือยุคสมัยมันเปลี่ยนไป ก็เป็นความท้าทายของรัฐบาล แล้วของกระทรวง ศึกษาธิการที่ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ขึ้นมา🔗

หัวใจสำคัญของร่างพระราชบัญญัติการศึกษาฉบับนี้ ก็คือมาตรา ๘๘ มาตรา ๘๘ นี้ผมถือว่าเป็นหัวใจ เพราะว่าเหตุผลก็คือร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ มี ๑๑๐ มาตรา ใน ๑๑๐ มาตรานี้ มีไม่ต่ำกว่า ๔๐ มาตราที่อ้างถึงมาตรา ๘ ก็ถือว่าหัวใจ ของร่างพระราชบัญญัติกฎหมายฉบับนี้ก็คือมาตรา ๘ เราก็จะเห็นว่าเป้าหมายในการ พัฒนาคนก็เริ่มที่วัยเด็ก มาตรา ๘ นี่จะระบุชัดเจนว่าจะพัฒนาเด็ก จะอบรมบ่มนิสัยเด็ก จะพัฒนาร่างกายจิตใจของเด็กไปในทางใดบ้าง โดยแบ่งช่วงการพัฒนาออกเป็น ๖ ช่วงอายุ ด้วยกัน คือ ๑ ปีช่วงหนึ่ง แล้วก็ ๑-๓ ปี ๓-๖ ปี ๖-๑๒ ปี ๑๒-๑๕ ปี แล้วก็ ๑๕-๑๘ ปี อันนี้ก็มีความชัดเจนว่าเป็นเป้าหมายนะครับ เป้าหมายของการจัดการศึกษาตาม พระราชบัญญัติฉบับนี้มีเป้าหมายในการที่จะแบ่งช่วงอายุเพื่อง่ายต่อการพัฒนา แล้วก็ ติดตามประเมินผล🔗

ผมขออนุญาตท่านประธานยกตัวอย่างนะครับ อย่างช่วงอายุ ๑-๓ ปี มีเป้าหมายวัตถุประสงค์ที่ต้องการให้ ๑-๓ ปี ต้องเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น เริ่มรู้จักเผื่อแผ่ เริ่มซึมซับวัฒนธรรมไทยพื้นฐาน นี่ ๓ ปีนะครับ ต้องสอนให้รู้จักเผื่อแผ่ด้วย ผมไม่ทราบว่า ตีความว่าถ้ามีของเล่นเด็ก ๓ ขวบไม่ต้องแย่งกัน ก็ให้มีความรู้สึกเผื่อแผ่ อันนี้ก็เป็นเจตนา ของกฎหมายที่เขียนไว้นะครับ อย่างในช่วง ๑๒-๑๕ ปี🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขออนุญาต นิดหนึ่งครับ ท่านผู้อภิปรายกรุณาดึงหน้ากากขึ้นมาหน่อยนะครับ หรือไม่ก็มาพูดอภิปราย ที่ตู้นี้ดีกว่านะครับ🔗

นายนพคุณ รัฐผไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงใหม่

ประทานโทษครับ ผมหายใจไม่ค่อยสะดวกครับท่านประธาน อย่างช่วงอายุ ๑๕-๑๘ ปีนะครับท่านประธาน ต้องการให้เด็กรู้ภาษาต่างประเทศ ในระดับที่สามารถเจรจาต่อรองและแสวงหาความรู้ได้ อย่างคล่องแคล่ว ๑๕-๑๘ ปี ก็ต้องตั้งเป้าหมายว่าให้รู้ภาษาต่างประเทศในระดับที่สามารถ เจรจาต่อรองได้ ผมก็ถือว่าเป็นความท้าทายของมาตรา ๘ รัฐบาล หรือกระทรวงศึกษาธิการ หรือบุคลากรที่เกี่ยวข้อง จะสามารถทำตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของแต่ละช่วงวัยนี้ ได้อย่างไร อันนี้ก็เป็นความสำคัญ ครูภาษาอังกฤษก็ต้องเพิ่ม แล้วก็หลักสูตรก็ต้อง เปลี่ยนแปลงหมด ถ้าจะเดินให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๘ อันนี้ก็ตั้งเป็น ข้อสังเกตไว้นะครับว่า วัตถุประสงค์ของมาตรา ๘ นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ทั้งฉบับนี้ ดูมาตรา ๘ มาตราเดียวก็สามารถที่จะเข้าใจได้นะครับ🔗

ต่อไปผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องของการตั้งคณะกรรมการ นโยบายการศึกษาแห่งชาติตามมาตรา ๘๘ คณะกรรมการนี้มีทั้งหมด ๒๖ คน โดยประมาณ มีท่านนายกรัฐมนตรีและท่านรัฐมนตรีทั้ง ๒ ท่านที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา นอกจากนั้นก็เป็น ข้าราชการชั้นสูงระดับปลัดกระทรวง ๘ ท่าน แล้วก็สูตรสำเร็จของคณะกรรมการระดับชาตินี้ ก็หนีไม่พ้นผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ นอกจากนั้นก็มีผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วก็มีผู้ที่มาจาก ภาคเอกชนมีน้อย ก็สูตรสำเร็จอีกเหมือนกันครับท่านประธาน สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม แล้วก็ผู้แทน สมาคมธนาคารไทย เป็นต้น ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าเกี่ยวข้องกับนโยบายการศึกษาของชาติ อย่างไร อันนี้ก็ฝากคณะกรรมาธิการวิสามัญด้วยว่า น่าเสียดายที่ว่าผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านการศึกษาของประเทศไทยมีมากที่เก่ง ๆ ก็น่าจะมีส่วนร่วมในการเป็นคณะกรรมการ นโยบายนี้ด้วย ที่สำคัญก็คือวาระการดำรงตำแหน่งมีแค่ไม่เกิน ๒ ปี ก็เสียดายว่าไปกำหนด ทำไม ถ้าเกิดว่ามีบุคลากรที่เก่งมาก ๆ แล้วก็เป็นหัวใจสำคัญของการศึกษาแห่งชาติ ก็ไม่น่าจะต้องกำหนดวาระ ๒ ปีนะครับ อันนี้ก็อยากจะให้มีข้อยกเว้นบ้าง อันนี้ก็เป็น ข้อสังเกตของกระผมในประเด็นที่ ๒🔗

ประเด็นที่ ๓ สั้น ๆ นะครับท่านประธาน คือการรับฟังความคิดเห็น มาตรา ๗๗ ฉบับนี้ก็ไม่ทราบว่าผ่านการพิจารณาตามมาตรา ๗๗ นี้มาได้อย่างไร แต่ก็ไม่เป็นอะไรครับ แต่ว่าผมให้ข้อสังเกตว่าหลังจาก พ.ร.บ. ฉบับวันนี้ประกาศใช้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการต้องแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอีก ๑๕ ฉบับด้วยกัน เพื่อที่จะให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ. แม่บทนี้ ก็ฝากกรรมาธิการวิสามัญด้วยว่าขอให้คำนึงถึง ความสำคัญของการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องตามมาตรา ๗๗ ด้วย ก็จะทำให้ กฎหมายรวดเร็วขึ้น ไม่ต้องมีการประท้วงกันมากนัก🔗

ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน การเรียนฟรีถึงมัธยมปลาย อันนี้เป็นข้อดี แต่อาจจะมีข้อติงว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะว่ารัฐธรรมนูญให้เรียนฟรี ๑๒ ปี แต่อันนี้ รู้สึกจะเป็น ๑๘ ปี ซึ่งในความเห็นของผมในเมื่อเป้าหมายมีเด็กอายุ ๑๕-๑๘ ปี อยู่ในแผน การศึกษาของชาติตามมาตรา ๘ การเรียนฟรีถึงมัธยมศึกษาตอนปลายนั้นก็เป็นสิ่งจำเป็น ที่จะต้องสนับสนุนให้เกิดขึ้น นอกจากเรื่องของเรียนฟรีถึงมัธยมศึกษาตอนปลายแล้ว การมีส่วนร่วมของเอกชนตามมาตรา ๑๑ (๔) รัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถ ให้เอกชนบริหาร แล้วก็จัดการ แล้วก็ใช้ทรัพยากรของรัฐได้ อันนี้เป็นที่กังวลว่าเอื้อเอกชน หรือไม่ ซึ่งผมคิดว่าเป็นนิมิตใหม่หรือมิติใหม่ของวงการศึกษานะครับ ก็น่าจะทดลองดู แต่ว่ากระทรวงศึกษาธิการก็รับปากแล้วว่าจะออกมาตรการเข้มงวดในการที่จะอนุญาต ให้เอกชนเข้ามาดูแล ซึ่งผมก็ฝากประเด็นว่าเมื่อบริหารไม่ดีแล้ว ก็อาจจะให้เขตพื้นที่ หรือผู้ว่าราชการจังหวัดรายงานให้มีการเพิกถอนได้ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดคลายกังวลได้🔗

สรุปแล้วก็คือการร่างกฎหมายที่จะต้องปรับปรุงในอนาคตอันใกล้นี้ ภายใน ๑ ปี ตามที่กฎหมายกำหนด ต้องการแก้ไขกฎหมายถึง ๑๕ ฉบับด้วยกัน ก็อยากจะฝากถึง คณะกรรมการหรือผู้ที่เกี่ยวข้องในการแก้กฎหมาย ๑๕ ฉบับ ให้คำนึงถึงความสำคัญของ เขตพื้นที่ ให้ความสำคัญกับโรงเรียนแล้วก็บุคลากรทางการศึกษาด้วย เพราะบุคคลที่กล่าวมา ทั้งหมดนี้เป็นตัวเดินงาน เป็นตัวที่จะทำให้มาตรา ๘ นี้ได้รับความสำเร็จ ขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสุทิน คลังแสง แล้วก็ไปท่านคารม พลพรกลาง จากนั้นก็เป็นท่านเฉลา พวงมาลัย เชิญท่านสุทิน คลังแสง ก่อนครับ🔗

นายสุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มหาสารคาม

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม สุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในเวลา ๗ นาทีนี้ เป็นเรื่องยากมากที่จะพูดเรื่องการศึกษา โดยเฉพาะ พ.ร.บ. การศึกษาฉบับนี้ที่ดูแล้วมันมีสาระมากมาย เพราะฉะนั้นผมจึงจะใช้สิ่งที่ เพื่อนยังไม่ได้พูดหรือพูดถึงน้อย ท่านประธานครับ ในบรรดาความล้มเหลวของความเป็น ชาติไทย ผมว่ามีความล้มเหลวอันหนึ่งที่ชัดเจนที่สุด แล้ววันนี้ก็ติดหล่มยังหาทางออกไม่ได้ คือความล้มเหลวในเรื่องของการจัดการศึกษา ทำไมถึงบอกอย่างนั้น ก็เพราะมีตัวชี้วัดหลายอย่าง ซึ่งประเดี๋ยวผมจะบอก เพราะถ้าผมบอก ถึงปัญหาแล้ว ผมเชื่อว่ากรรมาธิการที่จะไปทำงานนี้ น่าจะเป็นแนวทางที่ดีกว่าการที่เรา มาพูดในสาระอื่น ตัวชี้วัดหลายตัวที่บอกว่าประเทศเราล้มเหลวเกี่ยวกับการจัดการศึกษานี้ เราพยายามปฏิรูปมาตลอด ล่าสุดคือ พ.ร.บ. การปฏิรูปการศึกษา ปี ๒๕๔๒ ผมเองมีส่วน มาออกช่วงปลาย แล้วก็ออกกฎหมายลูกเกือบทุกฉบับ ซึ่งตอนนั้นเราก็คิดว่าพอมีกฎหมาย ฉบับนี้ออกแล้ว เราก็มีความหวังว่าการศึกษาของเราจะดีขึ้น ผลสัมฤทธิ์จะเกิด คุณภาพ ของคนก็จะมา แล้วก็ระดับศักยภาพการแข่งขันในเวทีโลกมันก็จะดีขึ้น เราคิดอย่างนั้น แต่พอเอาเข้าจริงพระราชบัญญัติฉบับนั้นใช้มาถึงวันนี้ ๒๒ ปี มีตัวชี้วัดว่าการศึกษาเรานี้ ล้มเหลวแล้วต่ำต้อยลงมาเกือบทุกด้าน นั่นก็แสดงว่าฉบับนั้นล้มเหลว ซึ่งจริง ๆ แล้วถ้าจะดู ให้ความเป็นธรรมแล้ว ฉบับปี ๒๕๔๒ เราได้ออกแบบไว้หลายเรื่อง จัดโครงสร้างไว้อย่าง มีมาตรการเยอะ แต่ ๒๒ ปี ยังใช้ไม่ถึงครึ่งหนึ่งหรอก หลายอย่างเลยยังใช้ไม่ถึงครึ่ง แต่วันนี้ เราก็พบว่าจะต้องเปลี่ยน พอมาเปลี่ยนวันนี้สำคัญว่าฉบับวันนี้กำลังคิดนี้มันจะปฏิรูปได้จริง หรือเปล่า นี่ที่ต้องคุยกัน แต่อย่างไรก็ตามฉบับนี้เข้ามาจะดีไม่ดีก็ต้องรับล่ะ พรรคเพื่อไทย เราพูดคุยกันว่ามีเรื่องต้องสะสางเยอะในชั้นกรรมาธิการ แต่ว่าจริง ๆ แล้วไม่อยากรับเลยล่ะ ถ้าคิดว่าจะเปลี่ยนไม่ได้ก็ไม่รับ เพราะมันไม่มีความหวังหรอก แต่พอไปเห็นหลักการว่า หลักการมันกว้าง ก็คิดว่าเข้าไปแล้วน่าจะแก้ได้เยอะทีเดียวก็เลยจะต้องรับ แต่รับแล้วจะต้อง ไปทำอะไรอีกต้องมาคุยกัน🔗

ท่านประธานครับ ผมคิดว่าวันนี้มันต้องพูดว่าวิกฤติ ที่จริงไม่ใช่ผมพูด คนแรกหรอก การศึกษาเราอยู่ในชั้นวิกฤติ ติดหล่ม ไปไม่รอด และวิกฤติที่บ่งบอกชัดเจนวันนี้ ก็คือปฏิรูปทุกครั้งเราต้องนึกถึงกฎหมายเลย ซึ่งจริง ๆ ไม่ใช่ พอจะปฏิรูปการศึกษาปั๊บ เราคิดถึงกฎหมายเป็นอันดับแรก เราไม่คิดว่าการปฏิรูปที่ไม่ต้องใช้กฎหมายก็มี และพอ กฎหมายปั๊บ เราไปออกกฎหมายอะไร ทีนี้เราไปว่าถึงเรื่องระบบบริหารการศึกษา เสียเป็นส่วนใหญ่ เอาระบบบริหารการศึกษาเป็นส่วนใหญ่เลย ถกเถียงกันมาทั้งวัน เขียนกันมาทั้งวัน พอมาพูดที่ระบบบริหารการศึกษาปั๊บ ทีนี้หนีไม่พ้นเลย เข้าไปล่องถึง การปฏิรูประบบราชการ จริง ๆ ที่ว่ากันมาทั้งหมดตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ ปีนี้ หรือแม้แต่คำสั่ง คณะปฏิรูปที่ ๑๙ ซึ่งถกกันไปวันสองวัน ที่ไปยกเลิก อ.ก.ค.ศ. เขต แล้วไปตั้งศึกษาธิการ จังหวัด แล้วไปมีศึกษาธิการเขต เหล่านี้วนเวียนกันอยู่ที่การปฏิรูประบบราชการ ซึ่งไปเข้าใจผิด ว่าคือปฏิรูปการศึกษา จริง ๆ ไม่ใช่ ปฏิรูปการศึกษาจริง ๆ ก็คือสาระของการเรียนรู้ ทำอย่างไรจะมีหลักสูตรที่ดี สอดคล้องกับยุคสมัยและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ทันกับ การเปลี่ยนแปลงของโลก มีครูที่ดี ครูที่ดีก็ไม่ใช่ครูที่ดีแบบที่เราคิดกันแบบโบราณหรอก วันนี้ครูที่ดีอาจจะไม่ใช่ครูแบบเมื่อก่อนแล้ว ครูที่ดีวันนี้อาจจะเป็นผู้อำนวยการจัดการเรียน การสอนเท่านั้น เพราะความรู้มันเกิดขึ้นทุกวินาที แล้วองค์ความรู้นี้มันกระจาย ไม่อยู่ ในห้องเรียนด้วย องค์ความรู้ทุกวันนี้อยู่ในโทรศัพท์ อยู่ในแท็บเลต (Tablet) ไอแพด (iPad) อยู่ทุกที่ ทีนี้พอเราไปติดหล่มอยู่กับเรื่องระบบราชการเป็นระบบบริหาร แล้วไปติดหล่มที่ ต้องวางโครงสร้างอำนาจบริหาร ก็ไปมีปัญหากันว่าไปกระทบกับอำนาจใคร อำนาจฉัน อำนาจคุณก็จบ🔗

เวลามันจะหมดผมอยากเรียนอย่างนี้ท่านประธานครับ ปัญหาที่เขาพูดไว้ ในท้าย พ.ร.บ. ฉบับนี้ดีมาก คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปประเทศไปศึกษา ศึกษาแล้ว ก็มายกร่าง เขาก็พบปัญหา ผมไปดูเขาก็ไปเจอ ๑. ปัญหาคุณภาพมันตกต่ำ ทั้งปริมาณ คนก็เข้าเรียนน้อย วันนี้รู้ไหมว่าเด็กไทยยังหลุดอยู่นอกระบบเยอะ ไม่น่าเชื่อ แล้วคุณภาพ เกณฑ์มาตรฐานที่เราตั้งไว้เองในประเทศตกรูด ๑๐ ปี ได้คะแนนทุกสาระกลุ่มวิชาต่ำกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เกือบทุกวิชาติดต่อกัน ๑๐ ปี ส่วนมาตรฐานสากลตกไม่ต้องห่วง ประถม มัธยม อุดมศึกษา ตก ทีนี้เราก็มาคุยกันว่าจะทำอย่างไรให้มันทั่วถึง พูดเรื่องงบประมาณ ก็บอกว่างบประมาณเรื่องการศึกษามันน้อย แต่เพิ่มงบประมาณการศึกษาไปเท่าไร เพิ่มเท่าไรโรงเรียนก็ยังบ่นอยู่ว่าต้องจัดผ้าป่าหาเงิน ให้โรงเรียน โรงเรียนยังไม่มีอุปกรณ์การเรียนการสอน งบประมาณยังขาดแคลนที่โรงเรียน อันนี้ต้องมาทบทวนกันแล้วครับ🔗

แต่ปัญหาใหม่ที่ทุกท่านไม่พูดถึง ปัญหาใหม่ที่ทุกท่านไม่เห็น ที่คนนั่งปฏิรูป ไม่เห็น หรือท่าน ส.ส. ในสภาจะรู้หรือเปล่าไม่รู้ วันนี้ที่เราบอกว่าเด็กไม่ได้เข้าเรียน เด็กหลุด ระบบนี้ ท่านประธานเชื่อไหมครับ เด็กไม่เรียนหนังสือ เด็กไทยวันนี้เรียนหนังสือน้อยมาก ประถมค่อยยังชั่ว ท่านไปดูมัธยม ไปดูระดับก่อนอุดมศึกษา ไปดูอาชีวะ ไปดูมัธยมศึกษา ตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย วันนี้มีชื่อในโรงเรียน ๑๐๐ คน เรียนจริง ๆ ไม่ถึง ๕๐ คน มาสอบจริง ๆ ไม่ถึง ๓๐ คน สอบได้ไม่ถึง ๒๐ คน ติดต่อเนื่องกันไม่รู้กี่เทอม แล้วไม่มาแก้ ปัญหาอย่างนี้เป็นปัญหาใหญ่มาก คือถ้าเราดูในภาพสุดยอดของประเทศมันอาจจะหลอน เราไปเห็นเด็กได้รางวัลเหรียญทอง เด็กโรงเรียนดี ๆ น่าเชิดหน้าชูตา แต่เด็กส่วนใหญ่ ของประเทศวันนี้เรียนน้อยกว่าเดิม ผมจะพูดตรงนี้แล้วจบ เสียดาย เดี๋ยวจะหาโอกาสไปพูด ในกรรมาธิการ ไปช่วยออกแบบอะไรใน พ.ร.บ. การศึกษาที่จะทำให้เด็กวันนี้เข้าเรียน เด็กไม่เรียนหนังสือ ไม่เรียนแล้วไปทำอะไร แล้ววันนี้ไม่เรียนแล้วไปทำอะไร ทีนี้ก็ไปสู่ระบบ สังคม ผมถึงบอกว่าการปฏิรูปการศึกษานี้จะใช้ระบบบริหารการศึกษาอย่างเดียวไม่พอหรอก มันต้องโซเชียลไลเซชัน (Socialization) การกล่อมเกลาทางสังคมมันถึงจะได้🔗

และสุดท้ายท่านประธานที่เคารพครับ ผมฝากว่างบประมาณนี้ วันนี้ ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ไม่ได้พูดไว้หรือพูดน้อย ผมว่าต้องทบทวนระบบการจัดงบประมาณให้กับ การศึกษา วันนี้เราไปคิดว่าเพื่อความเป็นธรรมหรือความเสมอภาคทางการศึกษา เลยคิดกัน แบบรายหัว ให้รายหัวอุดหนุนรายหัว ผมบอกไว้เลยตรงนี้ใครจะไปศึกษาต่อก็จะขอบคุณเลย ว่าระบบงบประมาณรายหัวนี่ล่ะวันนี้ทำลายเด็ก ทำลายสถานศึกษา แล้วไปทำลาย ผู้บริหารด้วย เด็กที่ไม่มาเรียน เด็กที่เรียนแล้วต้องหนีชั้นเรียน พวกนี้ก็คือผมว่าทุกวันนี้ ต้องทบทวนระบบงบประมาณเพื่อการศึกษาด้วย เยอะที่สุดเมื่อเทียบกับจีดีพี (GDP) เยอะที่สุดเทียบกับทุกกระทรวงคือการศึกษา แต่ไปถึงโรงเรียนจริง ๆ น้อยมาก มันไปหล่น อยู่ไหน หล่นอยู่ที่ท่านไปตั้งโครงสร้างระดับกระทรวง ไปตั้งภูมิภาค ไปตั้งที่เขตเยอะ มันไปหล่นอยู่ตรงนั้นต้องไปทบทวน เสียดายครับ ขอยกให้ประธานกรรมาธิการวิสามัญ ไปถกกันต่อ แล้วผมอาจจะตามไปคุยกันที่นั่นครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านสุทิน ต่อไปเชิญท่านคารม แล้วหลังจากนั้นเป็นท่านเฉลา เชิญท่านคารม พลพรกลาง ครับ🔗

นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายคารม พลพรกลาง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต่อพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ที่รัฐสภากำลังพิจารณา ผมขออนุญาต ที่จะมีสิทธิอภิปราย ร่วมอภิปรายแสดงเหตุผลในชั้นรับหลักการ เป็นการยากเหมือนกัน ที่มาอธิบายหลังท่านสมาชิกรัฐสภา ซึ่งเป็นทั้งครู เป็นทั้งดอกเตอร์ เป็นพี่ชายที่เป็นครู และเกี่ยวกับการศึกษา ผมในฐานะเป็นนักกฎหมาย ผมก็จะขออนุญาตแสดงในมุมมอง ของผม ว่าการศึกษาที่มันเป็นอยู่ปัจจุบันนี้ประเทศเราที่ชนบทมันห่อเหี่ยว คนมากองอยู่ ในเมือง มาอยู่ในเมืองใหญ่ ๆ โรงเรียนที่มันเล็กลง แล้วทุกวันนี้โรงเรียนในต่างจังหวัด อย่างบ้านผมจังหวัดร้อยเอ็ด อำเภอสุวรรณภูมิเขาก็เอาไปทำเป็นศูนย์พักคอยเสียส่วนใหญ่ เพราะไม่มีคนเรียน ปัญหาเหล่านี้ถ้าจะเรียกว่ากฎหมายการศึกษา ฉบับปี ๒๕๔๒ หรือว่า ย้อนไปก่อนหน้านั้นสำเร็จก็ไม่ใช่ ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า ในฐานะ ที่เป็นคนบ้านนอกแล้วก็ผ่านโรงเรียนวัด โรงเรียนเล็ก ๆ แต่ว่ามามองเห็นประเทศในปัจจุบันนี้ ผมถือว่ากฎหมายฉบับนี้ก็ไม่เลวร้ายอย่างในมาตรา ๖ ของกฎหมายฉบับนี้ ได้เขียน ครอบคลุมถึงจิตสำนึกของคนที่ผ่านระบบการศึกษา แม้ว่าบางอย่างมันจะต้องปรับปรุง เราส่งเสริมให้เป็นข้าราชการ ข้าราชการก็ต้องรับเงินเดือน ก็ต้องรับงบประมาณของแผ่นดิน ไม่ได้ส่งเสริมให้เป็นคนประกอบธุรกิจ เป็นนักธุรกิจ เป็นสตาร์ตอัป (Startup) เป็นคนที่สร้างเงินให้กับประเทศ ประเทศมันถึงมีภาระเงินเดือน อยู่ทุกวันนี้ ผมขนาดเป็นทนายความมาถึง ๒๐-๓๐ ปี เวลาไปเจออาจารย์ที่สอนอยู่มัธยม โรงเรียนเดิม ๆ ยังถามว่าทำไมไม่เป็นอัยการ เป็นผู้พิพากษา จริง ๆ ๒ อาชีพนี้เป็นอาชีพ ที่มีเกียรติ มีความมั่นคง แต่มันสะท้อนวัฒนธรรมของสังคมไทย ๑. ต้องมีเงินเดือน ๒. ต้องเป็นเจ้าขุนมูลนาย ประเทศเราถึงเป็นอย่างนี้ เราไม่ได้รังเกียจข้าราชการ แต่ว่า มันต้องเป็นประเทศที่ประกอบด้วยคนสร้างบ้านเมือง คือคนสร้างรายได้แล้วคนสร้างภาษี นี่เป็นประเด็นที่ผมเห็นว่าที่อยากจะพูดสะท้อน เพื่อให้กรรมาธิการ ซึ่งผมไม่ได้เป็น แต่ว่าอยากจะสะท้อนไป🔗

อีกประเด็นหนึ่งครับ มันเป็นไปได้อย่างไร ประเทศเรากฎหมายการศึกษา แล้วก็คนไทยแท้ ๆ มาถึงยุคนี้มียุคกลุ่มคนขอเปลี่ยนไปอยู่ประเทศอื่น สะท้อนการศึกษา เลยครับ ประเทศเรานี้มีแต่ประเทศอื่นเขาอยากมาอยู่ มันบอกถึงอะไรครับ บอกถึงการศึกษา ที่ล้มเหลว มาตรา ๖ พูดมาตราเดียวก็พูดได้เป็นวันแล้วครับ ๗ นาทีไม่พอ แต่ผม มีวินัย ผมจบได้ภายใน ๗ นาที แต่ผมอยากจะเรียนว่านี่คือความล้มเหลวของจิตสำนึก ต่อบ้านเมือง ประเภทที่บ้านติดกันเอาขยะบ้านตัวเองไปทิ้งหน้าบ้าน แต่ไม่มองคนรอบนอก ไม่มองคนอื่น ตัวเองได้ ความเห็นแก่ตัวมันต้องถูกปรับปรุงโดยระบบการศึกษา ท่านจะเห็น คนที่เรียนไม่จบสูง แต่ทำไมอัตราการฆ่าตัวตายของคนที่เรียนสูง ๆ หรือคนที่กำลังเรียน มีสูงกว่าคนที่ปกติทั่วไป ยกเว้นเฉพาะในยุคโควิด (COVID) ที่อาจจะแปรผันมากขึ้น🔗

ผมจึงขอกราบเรียนว่าจำเป็นต้องปรับปรุง แต่ผมก็เห็นว่ากฎหมายการศึกษา ปี ๒๕๔๒ มีส่วนดีหลายส่วน โดยเฉพาะในระบบการศึกษาที่วางไว้ ๓ ระบบ เป็นการศึกษา ในระบบ การศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย พอท่านมาเขียนไว้ในฉบับปัจจุบัน ในมาตรา ๔๗ เป็นการศึกษาเพื่อตามคุณวุฒิ การศึกษาเพื่อพัฒนาตนเอง การศึกษา ตลอดชีวิต ผมเห็นว่าในกฎหมายปี ๒๕๔๒ เขียนไว้ดี จึงสอดคล้องกับท่าน ขออนุญาต เอ่ยนามสมาชิกรัฐสภา ท่านชลน่าน ศรีแก้ว ว่ามาตรฐานของปี ๒๕๔๒ นี้สูง เมื่อมาแก้แล้ว ท่านต้องสูงให้ ท่านต้องเอาสิ่งที่ดี มีคำถามไปยังกรรมาธิการเหมือนกันว่าเขียนอย่างนี้ มันได้ประโยชน์หรือมันต่างกันอะไรกับสิ่งที่มันมีมาในปี ๒๕๔๒🔗

สุดท้ายครับ ผมยังมองเห็นว่าโรงเรียน นักเรียนสำคัญกว่า ผมจบโรงเรียน บ้านตากแดดสุธรรมประชาสรรค์ ที่ตำบลหัวโทน อำเภอสุวรรณภูมิ สมัยก่อนคึกคักมาก มีคนเยอะ ทุกวันนี้คนลดน้อยถอยลงไป เพราะคนที่นี่มาทำงานที่อื่นแล้วไม่กลับบ้าน นักเรียนก็น้อยลง น้อยลงก็อัตราการเงินสนับสนุนก็ต้องดูจากจำนวนหัวของโรงเรียน มันก็เลยเกิดลักษณะที่โรงเรียนเล็กเขาไม่เรียน เขาต้องเรียนโรงเรียนใหญ่🔗

สุดท้ายจริง ๆ ท่านประธาน ในเวลาที่ท่านให้นี้ ปี ๒๕๖๑ สำนักงาน เขตพื้นฐานการศึกษาประถมศึกษาของจังหวัดร้อยเอ็ด ๓ เขตถูกบริษัทเอกชนฟ้องเกี่ยวกับ วัสดุอุปกรณ์การศึกษา เกี่ยวกับเทคโนโลยีที่จะใช้ ซึ่งอยู่ในมาตรา อยู่ในกฎหมายฉบับนี้ก็มี แต่มันเป็นเรื่องที่ต้องตั้งข้อสังเกตไว้ว่า งบประมาณที่ใส่ไว้ในเทคโนโลยีการศึกษามีคน ไปหลอกเขาว่าจะมีงบประมาณจากส่วนราชการไปให้เขา ให้ ผอ. โรงเรียนเซ็นรับ สุดท้าย ไม่มีงบประมาณมา สุดท้ายบริษัทเอกชนก็ฟ้องเขา ในอีสาน ๒,๐๐๐ กว่าคดี ผมช่วยเขาอยู่ ประมาณ ๑๘๙ คดี ทำสัญญายอมที่ศาลจังหวัดร้อยเอ็ดจบทุกเรื่อง ทั้งที่เขาไม่ได้เกี่ยวข้อง เลยครับ เขาอยากได้เพียงวัสดุอุปกรณ์การศึกษามาใส่โรงเรียนเขาเท่านั้นเอง อันนี้สะท้อน เรื่องบประมาณ โรงเรียนทุกที่ไม่มีการซ่อมแซม เก่าไปหมดแล้ว รวมทั้งเรื่องวัสดุ เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่างบประมาณก็เป็นส่วนหนึ่ง หนี้สินครูก็คือส่วนหนึ่ง ความเป็นครู ในจิตสำนึกของบุคลากรการศึกษาที่จะผ่านกฎหมายฉบับนี้ก็ส่วนหนึ่ง จึงขอเรียนฝากไปยัง กรรมาธิการที่จะมีการปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นท่านเฉลา พวงมาลัย แล้วหลังจากนั้นจะกลับมาที่ ส.ส. ฝ่ายค้าน ๒ ท่าน ท่านวิรัตน์ วรศสิริน แล้วก็ พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ เชิญท่านเฉลาก่อนครับ🔗

นายเฉลา พวงมาลัย สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มการศึกษาและการสาธารณสุข

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเฉลา พวงมาลัย สมาชิกวุฒิสภา ฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมเห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ครั้งนี้ เพื่อให้คุณภาพการศึกษาไทยในการปฏิรูปประเทศประกอบมาตรา ๒๕๘ จ ว่าด้วยพระราชบัญญัติการศึกษา และมาตรา ๒๖๑ เป็นวิชาชีพชั้นสูงให้กับครู ให้ได้ผู้จิตวิญญาณครูอย่างแท้จริง ผมเห็นด้วยการร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ในครั้งนี้🔗

ผมมีประเด็นข้อสังเกตดังนี้ ท่านประธานครับ มาตรา ๓๕ บุคลากร ทางการศึกษาของ ก.ค.ศ. ครับ ก.ค.ศ. เป็นบุคลากรทางการศึกษา ดูแลอัตรากำลังของ กระทรวงศึกษาธิการทั้งหมดในส่วนนี้ ผมเรียนท่านประธานว่าในส่วนนี้ควรที่จะโอนของ ก.ค.ศ. ไปอยู่ละสำนักงานสายตรง เช่น อยู่สำนักงาน สพฐ. หรือ ศช. กศน. โดยตรง เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ ก.ค.ศ. จะสร้างปัญหาให้กับบุคลากรข้าราชการครูส่วนมาก ในกรณีที่ มีโทษวินัยในส่วนนี้ จึงฝากเรียนท่านประธานถึงรัฐมนตรีช่วยดูแลด้านนี้ด้วยครับ🔗

อีกประเด็น คือมอบอำนาจงานบุคคลให้กับสถานศึกษาบรรจุแต่งตั้งเอง และด้านวิชาเป็นนิติบุคคลอย่างแท้จริง ท่านประธานครับ ผมดูแล้วตัวร่างตัวนี้ก็คือเห็นควร ลงเลยเป็นนิติบุคคลให้สถานศึกษามีอำนาจเบ็ดเสร็จ เพราะฉะนั้นส่วนนี้เขาจะบริหาร ทางด้านวิชาการได้อย่างเต็มที่ เพราะว่าขณะนี้ประเทศไทยเราอยู่ในช่วงระบาดของโรคต่าง ๆ ขณะนี้ เพื่อที่จะแก้ปัญหาให้กับสถานศึกษาได้อย่างแท้จริงครับท่านประธาน🔗

อีกประเด็น คือควรโอนให้บุคลากรทางการศึกษาจากสำนักงานศึกษาธิการ จังหวัดไปให้กับเขตพื้นที่ เช่น เขตประถมศึกษา เขตมัธยมศึกษา ขณะนี้จากการที่ผมเป็น ผู้อำนวยการโรงเรียนสถานศึกษา ช่วงระยะปี ๒๕๖๐ มีปัญหามาก จากโรงเรียนส่งไป สำนักงานเขตพื้นที่ สำนักงานเขตพื้นที่ส่งไปศึกษาจังหวัด ศึกษาจังหวัดส่งไปที่อนุศึกษา จังหวัด จากอนุศึกษาจังหวัดส่งมาที่ศึกษาจังหวัด แล้วตีกลับไปที่สำนักงานเขตพื้นที่เพื่อดูแล ในส่วนนี้ กลับไปกลับมา เพราะฉะนั้นในส่วนนี้คิดว่าควรที่จะโอนอำนาจให้กับสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาให้เบ็ดเสร็จในส่วนนี้ครับ🔗

สุดท้ายนี้บุคลากรทางการศึกษาและครูทั้งประเทศในส่วนนี้ เฝ้ารอคอย พ.ร.บ. การศึกษาฉบับนี้อย่างใจจดใจจ่อ เพื่อที่จะเอาไปแก้ปัญหาให้กับส่วนภูมิภาค และสถานศึกษาในชนบทอย่างแท้จริง ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านเฉลา ต่อไปเชิญท่านนายวิรัตน์ วรศสิริน ครับ🔗

นายวิรัตน์ วรศสิริน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายวิรัตน์ วรศสิริน สมาชิกรัฐสภา พรรคเสรีรวมไทย ท่านประธานครับ สำหรับพระราชบัญญัติการศึกษาฉบับนี้ ผมอ่านแล้วก็เห็นด้วยในหลักการ สำคัญหลายเรื่อง เรื่องครูที่จะต้องมีคุณสมบัติและจะต้องมีใบประกอบวิชาชีพ เพื่อให้เด็ก ได้มีผู้สอนที่เป็นมาตรฐาน ตรงนี้ก็เห็นด้วย ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าเพียงจะเข้าใจในสาระสำคัญของ วิชาสอนอย่างเดียว แต่ยังต้องมีความเข้าใจถึงจิตวิทยา พัฒนาการ และความสามารถ ตามหลักวิชาครุศาสตร์และศึกษาศาสตร์ด้วย อย่างไรก็ดีท่านประธาน เมื่อได้เปิดอ่าน พระราชบัญญัติทั้งฉบับนี้แล้ว กลับรู้สึกว่าเหมือนนั่งอ่านแผนจัดการการศึกษาเมื่อ ๒๐ ปี ๓๐ ปีที่แล้ว ขาดทั้งความทันสมัย ขาดทั้งความหลากหลายในหลายประการ และยังมีความ บกพร่องในรายละเอียด อย่างเช่น ในหมวด ๑ มาตรา ๘ มีการกำหนดเป้าหมายทักษะ ที่จะต้องสร้างในแต่ละช่วงวัย แต่ละช่วงการศึกษา ก็เป็นเรื่องที่ถูกต้อง แล้วก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่ก็มีการใส่รสนิยมของผู้ร่างกฎหมายลงไปในนั้นด้วย เช่น คำว่า การธำรงความเป็นไทย การซึมซับวัฒนธรรมไทย การซึมซับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เรื่องความพอเพียงนี้ล่ะครับท่านประธาน ผู้ใหญ่ก็ยังทำไม่ได้ จะไปสอนเด็กได้หรือครับ เราไม่มีเงินแต่จะซื้อเรือดำน้ำ เป็นต้น เดี๋ยวผมเข้าเรื่องเลยนะครับ เดี๋ยวไปไกล ถ้อยคำ เหล่านี้แม้จะฟังดูดีสละสลวยสวยงามก็ตาม แต่มันก็ดูผิดที่ผิดทาง ไม่ได้อยู่ในหลักการ พัฒนาการของเด็กเลยแต่อย่างไร🔗

ในหมวด ๓ ครูและบุคลากรทางการศึกษา ในส่วนที่เกี่ยวกับคุณสมบัติครูนั้น ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็ดูเหมือนว่าจะคาดหวังให้ครูต้องเป็นคนสมถะเรียบง่าย เช่น ใน (๖) กำหนดให้ครูต้องมีความรู้ ทัศนคติ มีพฤติกรรมการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ก็พอเพียงทั้งเด็กแล้ว ยังพอเพียงทั้งครูอาจารย์ด้วย แม้ว่าคุณสมบัติคุณสมถะนี้อาจจะเป็นรสนิยมของสังคมไทยก็ตาม แต่เราจะสามารถ ไปกำหนดกฎเกณฑ์วิถีชีวิตส่วนตัวของบุคคลผ่านลงไปในกฎหมายได้ถึงเพียงนั้นเชียวหรือครับ นี่คือการเขียนกฎหมายที่จะไปรุกล้ำสิทธิส่วนบุคคลจนมากเกินสมควรหรือไม่ ท่านประธานครับ นอกจากนี้ยังมีเรื่องค่าตอบแทน หากต้องการเราจะดึงดูดบุคลากรที่มีคุณภาพสูง ในระบบ การศึกษานี้ค่าตอบแทนต้องเหนือเฉลี่ย เราจึงสามารถดึงคนที่เก่งที่สุดมาได้ โดยเฉพาะ ในสาขาวิชาที่เป็นที่ต้องการในตลาดงานสูง เช่น วิชาเกี่ยวกับคำนวณ วิทยาศาสตร์ หรือแม้กระทั่งภาษาต่างประเทศ เป็นต้น ท่านประธานครับ บัณฑิตที่จบใหม่นี้ถ้ามีทักษะ ภาษาอังกฤษดีก็จะมีเงินเดือนเริ่มต้นนี้เหนือเฉลี่ยถึง ๒ เท่า จาก ๑๕,๐๐๐ บาท ก็เป็น ๓๐,๐๐๐ บาท ๓๕,๐๐๐ บาท เราจะทำอย่างไรให้เด็กเก่งภาษาอังกฤษ อยากจะเรียน ครุศาสตร์อยากจะเป็นครูกันมาก ๆ ท่านประธานครับ เนื้อหาในพระราชบัญญัตินี้ยังขาด การกล่าวถึงเป้าหมายเชิงวิสัยทัศน์ให้เทียบเคียงและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันได้ ในระดับมาตรฐานสากล ไม่มีการพูดถึงโอกาสในการศึกษาต่อต่างประเทศ หรือเตรียม ความพร้อมในทักษะต่าง ๆ ในความพร้อมที่สำหรับการเรียนต่อ หรือแม้กระทั่งไปทำงาน ในต่างประเทศก็ตาม อย่างเช่น การเรียนรู้วัฒนธรรมค่านิยมสากล ความสามารถด้านภาษานี้ จะต้องให้ได้มาตรฐานสากลให้ได้ ทักษะที่จำเป็นในการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม สังคมที่หลากหลาย ทั้งที่เรื่องสำคัญนี้ผมเห็นว่ามันสำคัญ แต่ก็ไม่เห็นในร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้🔗

ในหมวด ๕ ส่วนที่ ๓ กล่าวถึงวัสดุเครื่องมืออุปกรณ์ระบบเทคโนโลยี แต่ไม่มีส่วนใดเลยที่พูดถึงการพัฒนาการจัดการศึกษา การเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์ (Online) ซึ่งมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องไปจนถึงอนาคต และยังเป็นปัญหาเฉพาะด้านในขณะนี้ อีกด้วย ท่านประธานครับ ในวิกฤตการณ์โควิด (COVID) นี้ เรามีการจัดการเรียนการสอน ออนไลน์ (Online) แต่ไม่ได้มีการปรับหลักสูตรเวลา ไม่ได้ปรับเลย วิชาที่เหมาะสม ขาดประสิทธิภาพสร้างความตรึงเครียดทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ ตึงเครียดทั้งบ้านครับท่านประธาน🔗

ในหมวด ๖ ส่วนที่ ๔ เทคโนโลยีการศึกษามีการพูดถึงการเชื่อมต่อสัญญาณสื่อ สัญญาณอินเทอร์เน็ต (Internet) แต่ไม่ได้มีการพูดถึงวัสดุอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ หรือแท็บเลต (Tablet) ที่จำเป็นจะต้องมีคุณภาพที่ดีเพียงพอต่อการใช้งาน ในช่วงล็อกดาวน์ (Lockdown) โรงเรียนนี้เราจะเห็นว่าทั้งเด็กที่มีความพร้อมทุกอย่าง ยังมีเด็กที่มีความพร้อมทุกอย่าง ทั้งคอมพิวเตอร์อย่างดี มีหูฟัง มีไมโครโฟน (Microphone) มีอินเทอร์เน็ต (Internet) ๕จี (5G) สัญญาณไวไฟไฮสปีด (WiFi High Speed) พอไปเทียบกับเด็กที่ไม่มีอะไรเลย ท่านประธาน พ่อแม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน กู้เงิน ขายทองซื้อแท็บเลต (Tablet) ราคาถูก ใช้ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ในการเรียนออนไลน์ (Online) อนาคตเด็ก ๒ กลุ่มนี้ท่านประธาน ไม่เหมือนกันอย่างแน่นอน ดีไม่เท่ากันอย่างแน่นอน ดังนั้นอุปกรณ์เหล่านี้ต้องเป็นสวัสดิการ ที่รัฐพึงจะจัดให้ แล้วจะต้องลงไว้ ระบุไว้ใน พ.ร.บ. การศึกษาฉบับนี้ด้วย🔗

สุดท้ายนี้บทเฉพาะกาล มาตรา ๑๐๗ ที่บอกว่าครูซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ และยังไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบอาชีพครู ให้มีสิทธิรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ตามกฎหมายเดิม ท่านประธานครับ ผมอ่านอย่างนี้ก็เข้าใจว่าครูที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้จะได้รับ ใบอนุญาตโดยอัตโนมัติไปเลย เหมือนอย่างที่เราเอาฉลากนี้ที่รับรองคุณภาพนี้ไปแปะไว้ รับรองสินค้าว่าไม่ต้องผ่านกระบวนการคิวซี (QC) อย่างนั้นเป็นต้น จึงน่าจะมีกระบวนการ ที่ให้ความมั่นใจมากกว่าที่บัญญัติไว้ในร่างพระราชบัญญัตินี้🔗

สุดท้ายนี้กระผมเข้าใจว่าในร่างกฎหมายนี้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการ ตามแผนปฏิรูปประเทศ ซึ่งอาจจะมีข้อจำกัดในกรอบความคิด ดังนั้นจึงเห็นควรให้มีการ รับหลักการในวาระนี้ไปก่อน แล้วนำไปพิจารณาอย่างถี่ถ้วน รวมถึงปรับปรุงพัฒนา โดยความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ทั้งในภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งในและนอกสภาในชั้นกรรมาธิการ ต่อไป จึงแสดงความเห็นมา ณ ที่นี้ กราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย(รองประธานรัฐสภา) : ขอบคุณ ท่านวิรัตน์นะครับ ต่อไป พลตำรวจตรี สุพิศาล หลังจากนั้นก็จะเป็นท่านภาสกร เงินเจริญกุล แล้วก็ตามด้วย นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ เชิญ พลตำรวจตรี สุพิศาลครับ🔗

พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้มาในนามของสมาชิกรัฐสภา ผมขอร่วมอภิปรายในวาระรับร่างหลักการพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ท่านประธานครับ วันนี้เราคงมาพูดกันถึงหลักการ โดยเฉพาะ ผมจะเข้าไปที่หมวด ๑ ครับท่านประธาน หมวด ๑ เป็นเรื่องของวัตถุประสงค์และเป้าหมาย มันมีเวิร์ดดิง (Wording) สำคัญหรือนิยามสำคัญ ๆ คือใช้คำว่า มีทักษะการเรียนรู้ ทักษะอาชีพ และทักษะชีวิตที่สอดคล้องและเท่าทันพัฒนาการของโลก มีโอกาสพัฒนา ความถนัดของตนเองเกิดขึ้นตามความเชี่ยวชาญได้ นี่คือสิ่งที่ผมจะอธิบายต่อไปครับ ท่านประธาน🔗

ความสำคัญของมัน ก็คือว่าขณะนี้โลกกำลังเปลี่ยนไปอยู่ในโลกดิจิทัล (Digital) อีกหน่อยท่านอาจจะพบเวิร์ดดิง (Wording) ที่มีคำภาษาอังกฤษว่า ควอนตัม เอนแทงเลเมนต์ (Quantum Entanglement) คือความผันผวนเชิงควอนตัมครับท่านประธาน ท่านอาจจะไม่เข้าใจเรื่องนี้ แต่ผมจะอธิบายให้ฟังพอคร่าว ๆ นะครับว่าโลกดิจิทัล (Digital) หรือที่เราเรียกดิจิทัลเวิลด์ (Digital World) ที่อยู่บนออนไลน์ (Online) ทั้งหมดนี้กำลังจะ เปลี่ยนไปในอนาคตข้างหน้าวิชวลเวิลด์ (Visual World) ที่เป็นอยู่บนอินเทอร์เน็ต (Internet) ทั้งหมดนี้ อีกหน่อยควอนตัมเวิลด์ (Quantum World) กำลังจะมาถึง และเร็วครับท่านประธาน โดยเฉพาะขณะนี้สหรัฐอเมริกาและจีนก้าวล้ำไปถึงการมีควอนตัม คอมพิวเตอร์ (Quantum Computer) แล้ว ความเร็วของมันคำนวณแบบบิต (Bit) แบบเป็น พลวัต แล้วเร็ว เร็ว เร็ว โลกจะเปลี่ยนได้เร็ว สิ่งที่สำคัญคือเรื่องของความรู้ที่เราเรียกว่า อะตอม (Atom) เป็นสสารที่เล็กที่สุดไม่ใช่แล้วครับ ขณะนี้มันมีคลื่นอนุภาคที่เรียกว่าควาร์ก (Quark) มี ๖ ควาร์ก (Quark) ครับท่านประธาน กำลังจะเคลื่อนประเทศ และเคลื่อนโลก เคลื่อนจักรวาล มันเป็นโลกของฟิสิกส์ควอนตัม (Physics Quantum) สมัยใหม่ที่จะเข้ามา เชื่อมความรู้ทั้งหมดให้มวลมนุษยชาติในเร็ว ๆ นี้ครับท่านประธาน นั่นคือองค์ความรู้ ที่เด็กไทยกำลังจะต้องก้าวย่างเข้าไปในเรื่องของการสร้างองค์ความรู้ และพระราชบัญญัติ แห่งนี้จะเป็นพระราชบัญญัติที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงของคนในยุคนี้เปลี่ยนไปครับ ท่านประธาน🔗

สาระสำคัญของมันต่อมาก็คือ ผมเชื่อว่ากฎหมายในที่นี้คือพระราชบัญญัตินี้ เป็นตัวที่จะไปขับเคลื่อนและสร้างพลังในการเปลี่ยนแปลงของสังคม โดยเฉพาะการศึกษา ของคนรุ่นใหม่ คนคิดใหม่ คนที่จะมีอะไรใหม่ ๆ เปลี่ยนไปครับท่านประธาน ความสำคัญของ หลักการมันก็คือ แน่นอนครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๔ มาตรา ๒๖๑ เรื่องการปฏิรูป การศึกษาที่บังคับใช้เพื่อการเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งสำคัญการศึกษาคือต้องวัดที่ความต้องการ ความต้องการของระบบต่าง ๆ ครับท่านประธาน เรามีระบบที่อยู่ในการศึกษาโดยหลักการ คือภาคบังคับ ขณะนี้มีภาคทางเลือกอีกครับท่านประธาน ภาคบังคับ บลา บลา (Blah Blah) อยู่ในรายมาตรา แต่ในภาคบังคับนั้นก็จะมีครู อาจารย์ แล้วต้องเปลี่ยนรูปแบบครับ คงไม่ใช่ ครูมายืนตีไม้เรียวฟาด ฟาด ฟาด ก็คงต้องเปลี่ยนวิธีการคิดเป็นเทรนเนอร์ (Trainer) เป็นผู้ให้ความรู้เป็นเมนเทอร์ (Mentor) เป็นฟาซิลิเตเตอร์ (Facilitator) ที่จะมาอำนวย ความรู้ให้กับเด็กรุ่นใหม่ และที่สำคัญคือผู้รับการศึกษาผู้รับการศึกษานั้นมีหลายช่วงวัย แน่นอนครับ แต่เราจะพูดถึงช่วงวัยที่อยู่ในการศึกษา พ.ร.บ. นี้ ก็คือ ๒ ช่วงวัยเท่านั้นเอง ที่อยู่ในเจนเนอเรชัน (Generation) ที่เรียกว่าซี (Z) ซึ่งอยู่ในช่วงอายุของปี ๒๕๔๐-๒๕๕๓ และที่กำลังเกิดคืออัลฟา (Alpha) คือปี ๒๕๕๓ จนถึงปี ๒๕๖๘ นี่คือ ๒ ช่วงวัยที่เด็กและเยาวชนที่นี้ที่จะมีความรู้ และจะเปลี่ยนไปครับ เพราะ ๒ รุ่นนี้ คือรุ่นที่มีแอ็กทีฟ (Active) มีการเปลี่ยนแปลงด้วยเทคโนโลยีที่อยู่ในมือ มากมายครับท่านประธาน ฉะนั้นสิ่งที่จะต้องเปลี่ยนแปลงมากที่สุด คือผู้ที่รับความต้องการ ที่จะเปลี่ยนแปลงคือฉลาดขึ้นแน่นอน มีเทคโนโลยีและมีทางเลือก ท่านเชื่อไหมครับว่าขณะนี้ เด็ก ม. ๓ สามารถไปเรียนมหาวิทยาลัยที่ต่างประเทศได้ สอบ กศน. เรียนภาษาอังกฤษเก่ง สอบ กศน. ภาคภาษาอังกฤษ แล้วกระโดดข้ามไปเรียนอยู่ที่ สวิตเซอร์แลนด์ ผมมีเพื่อนครับ ลูกเขาเรียนแบบนั้น แล้วเด็กไทยละครับ ถ้าเราส่งเสริม ให้เขาก้าวข้ามไม่ต้องเรียน ม. ๔ ม. ๕ ม. ๖ เดี๋ยวนี้เขาก็ทำได้แล้ว นั่นคือโลกใหม่ สมัยใหม่ บนมือถือ สามารถเรียนรู้ได้ ท่านประธานครับ การเข้าถึงองค์ความรู้ต่าง ๆ กราบเรียน นะครับ องค์ความรู้มีแพสซีฟโนว์เลดจ์ (Passive Knowledge) มีเอกซ์เพรสซีฟโนว์เลดจ์ (Expressive Knowledge) คือความรู้ที่ฝังติดตัวกับความรู้ที่จะรับเข้ามาใหม่ ความรู้ที่ทำให้ เราสามารถถ่ายทอด รับการถ่ายทอดมาได้ นั่นคือ ๒ ความรู้ที่การศึกษาในระดับนี้ต้องได้รับ🔗

ฉะนั้นสิ่งที่อยู่ในกระบวนการของพระราชบัญญัติแห่งนี้ คือกระบวนการ การจัดการ คือการตรากฎหมายที่เกิดขึ้น เราต้องสร้างนะครับ สร้างไทย คนไทย เด็กไทย เป็นพลเมืองโลก มิใช่แค่เป็นคนไทยหรือเด็กไทยสมัยใหม่เท่านั้น พลเมืองโลกนี้คือเด็กไทย ต้องพูด ๒ ภาษา เด็กไทยต้องมี ๒ ทักษะ มีซอฟต์เพาเวอร์ (Soft Power) และมีฮาร์ด เพาเวอร์ (Hard Power) มี ๒ หลัก ที่จะต้องไปเชื่อมโลก ออกไปทำงานในโลกต่าง ๆ ท่านเชื่อไหมครับว่าอีกหน่อยเด็ก ม. ๓ ต่างประเทศ ไม่จำเป็นแล้ว ไม่ต้องไปเรียนเลยครับ ออนแฮนด์ (On hand) บนมือถือ สามารถเรียนรู้ได้ เด็กตามต่างจังหวัด คุณพ่อคุณแม่ เปิดเชื่อมอินเทอร์เน็ต ออนแฮนด์ (Internet On hand) เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ ๒ หรือภาษาที่ ๓ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น เขาดูหนังเกาหลีเขาก็พูดภาษาเกาหลีได้ เขาดูหนังญี่ปุ่น เขาก็พูดภาษาญี่ปุ่น โดยไม่ต้องเรียนหนังสือแล้วครับ นี่คือสิ่งที่จะเปลี่ยนโลก และเป้าหมายในการก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง จะทำให้พลเมืองไทยก้าวข้ามกับดัก รายได้ปานกลาง ซึ่งมีอยู่ในกับดักของประเทศไทย ถ้าเราทำคนทั้งหมดนี้ปีละ ๔๐๐,๐๐๐ คน ให้เคลื่อนปีละ ๔๐๐,๐๐๐ คน เราก็จะก้าวข้ามอันนี้ครับ พ.ร.บ. นี้ต้องตราไปให้ไกล ไปให้สุด ทันสมัยกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ยุคการศึกษาไร้พรมแดนมีแล้วครับ บรอเดอร์เลส เอดดูเคชัน อีลา (Borderless Education Ela) กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย พ.ร.บ. แห่งนี้ต้องไปไกลให้สุด ๒๐ ปีครับท่านประธาน ถ้าเขียนแค่ ๑๐ ปี หรือ ๕ ปี ไม่ใช่ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านภาสกร เงินเจริญกุล ครับ🔗

นายภาสกร เงินเจริญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ภาสกร เงินเจริญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ตัวนี้จริง ๆ เป็นพระราชบัญญัติที่สำคัญมากนะครับ ผมว่ามันเป็นจุดหนึ่งที่จะเปลี่ยนประเทศ แล้วก็บุคลากรในประเทศนี้อีก ๑๐-๒๐ ปีข้างหน้า เราจะแข่งกับนานาชาติได้หรือไม่ อันนี้เป็นจุดเปลี่ยนจุดหนึ่งนะครับ ผมอยากจะเรียนแบบนี้ ครับท่านประธาน คือการปฏิรูปการศึกษาหรือการทรานส์ฟอร์เมชัน (Transformation) อะไรก็แล้วแต่ มันต้องมีจุดมุ่งหมายครับ จากจุดนี้ไปจุดนี้ จากจุดนี้ไปทำอย่างไร แต่ถ้าเรา เขียนแบบลอย ๆ ล่อง ๆ ไป มันอาจจะทำให้การปฏิรูปหรือจุดที่เราอยากจะไปนี้ไปไม่ถึง แล้วก็จะกลายเป็นอะไรก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ฉะนั้นมันจะต้องมีความชัดเจนอยู่ในระดับหนึ่ง นะครับท่านประธาน สิ่งที่ ๑🔗

สิ่งที่ ๒ ถ้าเรามาดูมาตรา ๔ มันเกี่ยวกับบุคลากร นิยามคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด อยู่ในนี้หมดเลยครับ แต่สิ่งที่มันน่าสังเกตหรือว่าเป็นสิ่งที่จะต้องปรับเปลี่ยน ก็คือทัศนคติ ความคิดของกลุ่มบุคคลทั้งหมด วิธีการทำงานว่าเราจะทำงานกันแบบไหน แต่ถ้าเราเขียน พระราชบัญญัติหรือสิ่งที่เราจะไป แล้วทุกคนยังคิดเหมือนเดิม แล้วทำเหมือนเดิม การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นครับท่านประธาน ก็ยังเป็นแบบเดิม ๆ ซึ่งอันนี้เป็นหัวใจ ตัวหนึ่งเลยนะครับ เราที่นั่งอยู่ในนี้เหมือนกัน ผมเห็นท่านสมาชิกทุกคนมาอภิปราย เห็นด้วยกับการปฏิรูป เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลง แล้วก็มีข้อเสนอแนะเต็มไปหมดเลยว่าจะไปแบบไหน แสดงว่า การศึกษา ณ วันนี้ทุกคนเชื่อว่ายังมีปัญหาแต่แก้ได้ แต่จะแก้กันอย่างไร อันนี้ต้องมาช่วยกัน🔗

สิ่งต่อไปก็คือท่านลองมาดูมาตรา ๔๗ ถึงมาตรา ๕๖ เป็นเกี่ยวกับระบบ การศึกษา ใจความสำคัญใหญ่ ๆ ก็จะมีด้วยกัน ๓ เรื่อง เป็นการศึกษาเพื่อคุณวุฒิตามระดับ การศึกษาเพื่อการพัฒนาตนเอง การศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต คือบางครั้งการเขียน กฎหมาย แล้วเป็นอะไรที่มันคลุมเครือแล้วเราตีความได้มากมาย มันอาจจะทำให้การที่เรา อยากจะเปลี่ยนมันไม่ได้ ผมยกตัวอย่าง อย่างเช่น จริง ๆ มันรวมกันได้หมด อีกอันหนึ่งคือ มาตรา ๗๔ ถึงมาตรา ๗๖ คือการพัฒนาคุณภาพ ติดตามด้วยการตรวจสอบประเมินผลก็คือ มาตรา ๘๔ ถึงมาตรา ๘๕ จริง ๆ มันรวมกันได้หมด ผมอยากยกตัวอย่างให้เห็นแบบนี้ มาตรา ๔๗ (๑) การศึกษาเพื่อคุณวุฒิตามระดับ ถ้าตามความเข้าใจของผมก็คือ เหมือนเดิมครับ เรียนปฐมวัย ป. ๑ ถึง ป. ๖ มัธยมศึกษาปีที่ ๑ มัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย แล้วก็ปรับอะไรไป ถามว่าการศึกษาเราจำเป็นต้องเรียนแบบนี้ หรือเปล่าครับ แล้วจำเป็นต้องเอาเด็กอายุระดับเดียวกันมาเรียนด้วยกันไหม ทำไมเราไม่สอน ให้เด็กรู้จักคิด รู้จักตัดสินใจ ผมยกตัวอย่างให้เห็นเป็นนามธรรมเลย จะได้เห็นว่าจริง ๆ แล้ว มันควรจะเป็นแบบไหน เป็นความคิด เป็นข้อเสนอแนะ เผื่อทางกรรมาธิการได้ไปถกเถียงกัน วันนี้เรากำลังคิดว่าเด็กทุกคนไม่มีความรู้ ไม่มีความคิด แล้วก็วางกรอบตามโปรแกรม ให้เด็กเรียนตามกล่อง ๆ นี้ เด็กชอบหรือเปล่าไม่รู้ แต่ต้องเรียนอย่างนี้ เด็กเก่งกว่านี้ไปไม่ได้ ต้องอยู่ในนี้ ถ้าเก่งกว่านี้ต้องไปเมืองนอกถึงจะเก่งกว่านี้ได้ แล้วทำไมเราถึงปิดกั้น ความสามารถ ความคิดของเด็ก ให้เด็กเก่งกว่านี้ทะลุไปไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น สมมุติเราบอกว่า มัธยมศึกษาตอนปลายต้องมีการตัดสินใจแล้ว ก็ให้เลือกครับ โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ประจำชั้นก็ได้ บอกว่าหนูอยากเป็นอะไรในอนาคต อยากไปเรียนอะไร ทุกคนเก่ง แต่ความถนัดไม่เท่ากัน ความชอบไม่เท่ากัน ก็ปรึกษาอาจารย์ อาจารย์ก็จะบอกว่าต้องอย่างนี้ เด็กไปศึกษามาไมได้บอกว่าต้องเดินตามนี้ แต่ต้องเตรียมแบบนี้ ก็ให้เด็กลองดู เรียนไป ลงทะเบียนไป ไม่จำเป็นต้องเรียนด้วยอายุชั้นเดียวกัน คละกันก็ได้ อย่าลืมว่าเรายิ่งไปเรียน กับคนที่อายุมาก เด็กยิ่งฉลาดนะครับ ไม่เห็นจำเป็นเลยว่าอายุเท่ากันต้องเรียนด้วยกัน ผมมีความสามารถเกินอายุก็เรียนได้ ถ้าเรียนไม่ได้ก็ถอยลงมาสิครับ ยกตัวอย่างให้เห็นง่าย ๆ สมมุติว่ามีวิชาเลือกเป็นวิชาวอลเล่ย์บอลแล้วกันครับ แต่ผมไม่ถนัดเลย ถามว่าผมจะได้เกรด ดีไหมไม่ดี แล้วจะให้เรียนทำไมครับ ก็ให้เด็กเปลี่ยนสิ่งที่เด็กสนใจ เด็กทำได้ดีก็ได้ ฉะนั้น ต้องเปลี่ยนวิธีการคิดให้หมดครับว่า เด็กต้องตัดสินใจเลือกเองได้ ไม่จำเป็นต้องเรียนด้วยอายุ ช่วงเดียวกัน เก่งก็โดดข้ามไป ไม่ไหวก็ถอยลงมา แล้วเพิ่มความสามารถ บอกเลยครับ จบมัธยมต้องได้ ๒ ภาษา ๓ ภาษา ใส่ไปเลยครับว่าเขาจะต้องได้แบบนี้ ไม่อย่างนั้นมันจะ กลายเป็นว่าตามความสามารถได้บ้าง ไม่ได้บ้างแล้วแต่ ใส่ไปเลยครับ ต้องมีภาษาที่ ๒ ภาษาที่ ๓ ต้องมีอาชีพติดตัว ให้เด็กอย่างน้อยสมมุตินะครับ จบมัธยมศึกษาตอนปลาย มีความสามารถ มีอาชีพหาเลี้ยงครอบครัวได้ ดีกว่าเราปล่อย แล้วก็ล่องไปเรื่อย สุดท้ายไม่รู้ ว่าเด็กคนนี้อนาคตจะเป็นอะไร แต่ถ้าเราสอนให้บุคคลภายในชาติรู้จักคิด รู้จักตัดสินใจ ผิดแก้ไข อนาคตอีก ๑๐ ปี ๒๐ ปีข้างหน้า เราจะได้บุคลากรของชาติที่เก่งมาก ๆ แต่ถ้าเรา ไม่คิด ไม่ตัดสินใจแบบนี้ ผมเชื่อว่าอีก ๑๐ ปี ๒๐ ปี ข้างหน้าประเทศเราจะเหนื่อยมาก ไม่รู้จะแข่งกับใครได้หรือเปล่า เพราะวันนี้การศึกษามันเปลี่ยนไปหมด วันนี้เราถึงมีปัญหาว่าเด็กไม่อยากเรียน ก็เพราะ มันไม่ตอบสนองความต้องการของเด็กอย่างไรครับ ก็ฝากเป็นข้อคิด ข้อเสนอแนะให้กับ กรรมาธิการลองไปตัดสินใจดูว่า พ.ร.บ. ที่เรากำลังจะออกแบบนี้ ประโยชน์นี้เข้ากับเด็ก เข้ากับประเทศชาติหรือไม่ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเป็น นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ หลังจากนั้นก็จะกลับมาที่ ส.ส. ฝ่ายค้าน คือท่านนายปดิพัทธ์ สันติภาดา และนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล เชิญนายแพทย์เจตน์ ก่อนครับ🔗

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ การปฏิรูปการศึกษาผมไม่แน่ใจว่าเราจะปฏิรูปทันการพัฒนาของโลก หรือไม่ ขณะนี้โลกมันมีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ยุค ๓ จี (3G) ๔ จี (4G) ๕ จี (5G) มีของใหม่ ๆ เกิดขึ้นมาทุกวัน การเรียนรู้ในตำราเดี๋ยวนี้เราหาจากกูเกิล (Google) ค้นได้หมด เพราะฉะนั้นผมจึงไม่แน่ใจว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มันจะทันโลกหรือเปล่านะครับ ท่านประธานครับ แต่ถึงอย่างไรเมื่อเรายังยึดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มันก็มีความจำเป็นจะต้องตรากฎหมายขึ้นมา เพราะว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีมาตราที่เกี่ยวข้อง คือมาตรา ๕๔ ได้การเรียนฟรี ๑๒ ปี จนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพ มาตรา ๒๕๘ จ และมาตรา ๒๖๑ มาตรา ๒๕๘ อยู่ในหมวดปฏิรูปประเทศ ประเด็นพัฒนาเด็กเล็ก กองทุน ช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา พัฒนาครูและอาจารย์ และปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนทุกระดับ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนได้ตามความถนัด และปรับปรุงโครงสร้างของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว โดยสอดคล้อง ทั้งในระดับชาติและระดับพื้นที่ และมาตรา ๒๖๑ ว่าด้วยคณะกรรมการอิสระ เพื่อจัดทำ กฎหมายปฏิรูปการศึกษา ทั้งหมดมันเชื่อมโยงกัน🔗

แล้วก็เห็นได้ชัดว่าคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเห็นความสำคัญของ การปฏิรูปการศึกษาอย่างยิ่ง ท่านได้เขียนไว้ นอกจากหมวด ๑๖ ยังเขียนไว้ในมาตรา ๒๖๑ ดังกล่าวด้วย เป็นห่วง ด้วยความเป็นห่วง เพราะฉะนั้นในเรื่องของกฎหมายปฏิรูปมันมีถึง ๑๓ ด้าน แต่ถ้าพูดถึงหัวใจของการปฏิรูปมันมีอยู่ ๒ ด้านเท่านั้นล่ะครับ🔗

อันที่ ๑ คือการปฏิรูปตำรวจซึ่งยังค้างอยู่ในการประชุมการพิจารณาของ คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติปฏิรูปตำรวจนี่ล่ะครับ แล้วก็ฉบับนี้ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าฉบับใดฉบับหนึ่งหรือทั้ง ๒ ฉบับนี้ผ่านสภาได้ ในสมัยนี้ผมก็ถือว่า การปฏิรูปเราสำเร็จไปอาจจะมากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำไป เพราะว่านี่คือหัวใจของ การปฏิรูปตามแนวคิดของรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ การปฏิรูปมันเกิดจากปัญหาสั่งสม ถ้าหากว่าเราดูเรื่องเกณฑ์คุณภาพ คนไทยใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) ทุกวันนี้เพิ่มเป็น ๒๖ ล้านคน แต่ใช้เพื่ออ่านหาความรู้เพียงไม่ถึง ๑ ใน ๓ กลุ่มเด็กวัยเรียนพบปัญหา อีคิว (EQ) และไอคิว (IQ) ต่ำกว่ามาตรฐาน ไอคิว (IQ) เฉลี่ย ๙๓.๑ เปอร์เซ็นต์ และอีคิว (EQ) ๔๕.๑๒ เปอร์เซ็นต์ ดูไปแล้วก็อาจจะไม่เข้าใจ แต่ถือว่ามันต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน คะแนนโอเน็ต (O-NET) ต่ำกว่าร้อยละ ๕๐ ใน ๑๐ ปีย้อนหลัง คิดที่ ป. ๖ และ ม. ๓ มีคะแนนสูงสุด ๑๐๐ คะแนน ต่ำสุด ๐ คะแนน มันมีความเหลื่อมล้ำกันอย่างมาก เพราะฉะนั้นนี่คือโจทย์ที่เราต้องแก้ เอามาถึงพิซา (PISA) ต่ำทุกวิชาและเป็นอันดับท้ายของ อาเซียน (ASIAN) ผลการประเมินปี ๒๐๑๕ ระดับ ๕ และระดับ ๖ ประเทศไทยได้ ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ ประเทศเวียดนามได้ ๘ เปอร์เซ็นต์ ประเทศเกาหลี ๑๑ เปอร์เซ็นต์ ประเทศจีนคิด ๔ มณฑล ได้ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ คณิต-วิทย์ ทีไอเอ็มเอสเอส (TIMSS) ไทยต่ำกว่าค่ากลางในการประเมิน ได้ลำดับ ๒๖ จาก ๓๙ ประเทศ ท่านประธานครับ ทั้งหมดนี้บอกถึงอะไร ทั้งหมดนี้มันบอกถึงความล้มเหลว ของกระทรวงศึกษาธิการ ล้มเหลวถึงการศึกษาของชาติ ตั้งแต่เรามีกฎหมายปฏิรูปการศึกษา ปี ๒๕๔๒ เป็นต้นมา ไม่อาจจะโทษรัฐบาลนี้หรือรัฐบาลที่ผ่านมา แต่ต้องโทษทุกรัฐบาล ที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ เป็นต้นมา เพราะฉะนั้นตรงนี้คือความหวัง ในร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ตามรัฐธรรมนูญ ๓ มาตราที่กล่าวแล้ว🔗

ประเด็นก็คือว่าแล้วมันจะปฏิรูปได้สำเร็จ มันสามารถขับเคลื่อนพระราชบัญญัติ ฉบับนี้หลังจากบังคับใช้แล้วได้หรือไม่ อันนี้คงมีคำถาม ผมมีประเด็นที่สำคัญหลายเรื่อง แต่ว่าเอาเรื่องหลัก ๆ ก็คือว่างบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวเนื่อง สูงมาก โดยเฉพาะรายจ่ายประจำที่เป็นเงินเดือนและค่าตอบแทน ท่านประธานครับ ครู อาจารย์ของกระทรวงศึกษาธิการบวกกับกรมพลศึกษา กรมศิลปากร ท้องถิ่น กทม. กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ ตชด. ๗๓๖,๙๘๘ คน ไม่นับเจ้าหน้าที่ ก่อนประถมและอุดมศึกษาอีก ๕๘,๐๐๐ กว่าแห่ง ท่านประธานครับ คือมันมีคนเยอะ รายจ่ายประจำเยอะ ปัญหาก็คือว่าเราจะลดคน ผมไม่อยากจะให้กระทบกับบุคลากรของ กระทรวงศึกษาธิการ แต่ผมอยากจะลดจำนวนคนเพื่อเพิ่มเงินก้อนเดียวกันนี้ล่ะ ให้กับครู อาจารย์ของกระทรวงศึกษาธิการและอื่น ๆ เพราะว่าอยากจะให้มันมีคุณภาพ ถ้าหากว่า สามารถทำได้นะครับ แต่ว่าในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ผมว่าอาจจะมีปัญหา ปัญหาข้อแรก คือโรงเรียนขนาดเล็กมีเด็กน้อยกว่า ๑๒๐ คน เด็กมีน้อย บางชั้นมีเด็กเรียน บางชั้นก็ไม่มีเด็ก มีลักษณะที่เรียกว่าฟันหรอ มีบ้าง ไม่มีบ้าง มีจำนวนโรงเรียนขนาดเล็ก ตัวเลขเมื่อปี ๒๕๖๒ ๑๕,๑๕๘ แห่ง ครึ่งหนึ่งของโรงเรียนทั้งหมดของกระทรวงศึกษาธิการมีครูอยู่ ๑๐๓,๐๗๙ คน นักเรียน ๙๘๑,๘๓๑ คน เมื่อปฏิรูปการศึกษาแล้วก็ไม่แน่ใจว่าสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ หรือไม่ ผมฟังเพื่อนสมาชิกอภิปราย ท่านประธานครับ ผมก็เข้าใจว่าถ้าเรากระจายอำนาจ ไปให้ท้องถิ่น ให้ท้องถิ่นกับประชาชนช่วยกันบริหารจัดการ เราอาจจะเห็นการแก้ไขปัญหา ของโรงเรียนขนาดเล็กนี้ได้ เพราะว่ามีความพยายามจะแก้ไขมานานแล้ว แต่ไม่สำเร็จ🔗

ท่านประธานครับ ขออีกข้อเดียวนะครับ เพราะว่าจริง ๆ ผมมี ๓-๔ ข้อ แต่ว่าเวลามันจำกัด คณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติในมาตรา ๙๓ มีหน้าที่ และอำนาจมากมาย พนักงานก็มาก ทำงานก็ลำบาก แล้วก็จะล่าช้า อาจจะเป็นอุปสรรคกับ การเปลี่ยนแปลงของโลกที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว ผมเสนอให้คณะกรรมการวิสามัญพิจารณา ให้มีคณะกรรมการจังหวัด เพื่อแบ่งเบาแล้วก็ลดภาระของคณะกรรมการแห่งชาติ ซึ่งโดย ปกติแล้ว ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยเห็นกับการตั้งคณะกรรมการจังหวัดในกฎหมายหลายฉบับ แต่ฉบับนี้ผมเห็นว่ามันมีความจำเป็นอย่างมาก ก็คงจะต้องฝากทางคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาไปด้วยนะครับ แล้วก็ในเรื่องขององค์ประกอบของคณะกรรมการนโยบาย มันไม่ครอบคลุมหน่วยงานอื่น ๆ เช่น กรมพลศึกษา โรงเรียนกีฬา ขาดตัวแทนในคณะกรรมการ แห่งชาติ ฝากพิจารณาตรงนี้ด้วยนะครับ🔗

สุดท้ายนี้ผมก็ฝากทางคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ล่ะครับว่ากฎหมายฉบับนี้สำคัญมาก สำคัญต่ออนาคตของประเทศชาติอย่างมาก เพราะฉะนั้นอยากจะให้ท่านพิจารณา แล้วนำสิ่งซึ่งสมาชิกทั้งหมดที่อภิปรายในวันนี้ แม้ว่าหลายท่านจะติดภารกิจที่ไม่สามารถที่จะอภิปรายได้ตามเจตนารมณ์เดิม แต่ผมคิดว่า ที่อภิปรายไปแล้ว มีประโยชน์ มีคุณค่าทุกท่าน แล้วก็อยากจะฝากคณะกรรมาธิการวิสามัญ ไปนำสิ่งที่เขาอภิปรายนี้ ผมเชื่อว่าทุกคำอภิปรายมีประโยชน์ทั้งสิ้น ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ นายแพทย์เจตน์ครับ ต่อไปเป็นท่านปดิพัทธ์ และนางสาวศิริกัญญาครับ เชิญท่านปดิพัทธ์ ก่อนครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

เรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม ปดิพัทธ์ สันติภาดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดพิษณุโลก เขต ๑ พรรคก้าวไกล สำหรับวาระที่ ๑ ใน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาตินี้ พอมันเป็นวาระที่ ๑ ผมอยากจะชวนรัฐสภาแห่งนี้อย่าเพิ่งไปมองในรายละเอียด แต่มองถึง บริบทว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้นั้นออกมาจากบริบทแบบไหน ถ้าเราดู พ.ร.บ. ฉบับสุดท้ายของเราคือ ปี ๒๕๔๒ ออกมาจากบริบทที่ประเทศเป็นประชาธิปไตย ออกมาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่มีความปฏิรูปให้ก้าวหน้า มีการกระจายอำนาจ มีความเป็นประชาธิปไตย มีสิทธิเสรีภาพ เราจึงมี พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ฉบับปี ๒๕๔๒ ถึงจะไม่ได้ดีที่สุดแต่ก็ยังออกมาจาก กระบวนการที่ดี🔗

แต่ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ที่เรากำลังพิจารณาอยู่นี้ เรามาจากการปฏิรูปให้ประเทศนั้น ล้าหลัง เราไปรวบรวมอำนาจให้รวมศูนย์ มีอุดมการณ์ของการอนุรักษ์นิยมและชาตินิยม ที่สุดโต่ง สิทธิเสรีภาพ สวัสดิภาพของทั้งครูและนักเรียนที่อยู่ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ จึงหายไป ทั้งสิ้น การประชุมวุฒิสภาอาทิตย์ที่แล้ว ส.ว. หลายท่านได้สอบถามความคืบหน้าของ การปฏิรูปประเทศ ตอนนี้รัฐสภาของเรายังเชื่อเรื่องการปฏิรูปอีกหรือครับ ปฏิรูปตำรวจ เป็นอย่างไรครับ ตำรวจเป็นฆาตกรนะครับ ปฏิรูปทหารเป็นอย่างไรครับ คอร์รัปชัน ในค่ายทหารยังจัดการไม่ได้เลยนะครับ ปฏิรูปราชการ ตอนนี้รัฐราชการใหญ่โตเทอะทะ จนบริหารประเทศในช่วงโควิด (COVID) ไม่ได้ นี่เราเอาพรมแดนสุดท้ายของการปฏิรูป ก็คือการปฏิรูปการศึกษานี้ เอามาฝากไว้ในรัฐบาลแบบนี้หรือครับ ผมคิดว่ารัฐสภาของเรา เรียนรู้พอแล้วนะครับ ว่าปฏิรูป ๗ ปีที่ผ่านมานี้ประเทศล้าหลังลงขนาดไหน เพราะฉะนั้น การเขียนหลักการกว้าง ๆ แค่บอกว่าจะปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ เขียนอย่างนี้ใคร ๆ ก็เขียนได้ แต่เนื้อในใช้ไม่ได้เลย หลักการกว้าง ๆ คงไม่มีใครจะไปขัด แต่ผมรับไม่ลง เพราะว่าเมื่อไปดูในเหตุผล แล้วไปดูในมาตราต่าง ๆ นั้นเราเห็นอุดมการณ์ แล้วเราเห็นเจตจำนงที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และไม่ส่งผลดีต่อการศึกษาของประเทศไทยเลย🔗

ท่านประธานครับ ถ้าเราไปดูในหมวด ๑ อย่างเช่น มาตรา ๖ พูดถึงเรื่องของ วัตถุประสงค์ในการพัฒนาบุคคลให้มีความสมบูรณ์ แต่ท่านประธานครับการเขียนในมาตรา ๖ ถึงเป้าหมายแบบนี้นั้น เป็นการเขียนที่เต็มไปด้วยอุดมการณ์ที่ยึดโยงกับอนุรักษ์นิยม ผมไม่มีปัญหากับข้อความต่าง ๆ ที่มันเป็นเรื่องที่ดีนะครับ แต่ถามว่าเราจะสามารถทำให้ ประเทศไทยของเรานั้น เยาวชนคนรุ่นใหม่ นักเรียน นักศึกษาที่เติบโตขึ้นมานั้นสามารถ เท่าทันโลกได้อย่างไร ถ้าเราใส่ในเรื่องของชาตินิยมลงไป ภูมิใจตระหนักในความสำคัญ ของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เราพูดถึงความเป็นคนดี มีวินัย มีหน้าที่ความรับผิดชอบ ผมอ่านแล้ว ผมนึกว่านี่คือธรรมนูญของการเข้าเป็นทหารนะครับท่านประธาน พอเราดู ในมาตรา ๘ นี้ยิ่งหนักไปเลยครับ ใน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ นั้น เขียนเป้าหมายในการพัฒนา เป้าหมายการศึกษานั้นกว้าง ๆ และเป็นเป้าหมายที่ปล่อยให้ โรงเรียนต่าง ๆ นั้นสามารถที่จะยืดหยุ่นในหลักสูตรได้ แต่มาตรา ๘ นี้เขียนหลักสูตร เอาไว้เลยนะครับ เอาไว้เป็นกฎหมายเลย แล้วแบ่งเป็นช่วงอายุโดยขาดความเข้าใจในเรื่อง ของการพัฒนาการของนักเรียน ขาดความเข้าใจในเรื่องของนิยามหรือว่าปรัชญา ทางการศึกษาในยุคใหม่ ผมมีลูกหลานอยู่ในช่วงวัยนี้หมดเลยนะครับ ผมอ่านแล้วขนลุก ไปหมดเลยนะครับว่าลูกหลานผมจะต้องเติบโตมาอย่างไรกับโรงเรียนของพวกเขา โดยที่เรา ไม่ต้องหนีไปเรียนต่างประเทศ เรามาดูนะครับ ลูกสาวคนเล็กของผมอยู่ช่วงวัยที่ ๓ อายุ ๓-๖ ปี พวกเขาจะต้องเรียน ตอนนี้ยังพูดไม่ชัดเลย แต่ต้องฝึกฝนให้เกิดสมาธิต่อเนื่อง ควบคุมอารมณ์ได้ รู้จักรับผิดชอบตัวเอง รู้จักระมัดระวังภยันตราย ซื่อสัตย์สุจริต เห็นอกเห็นใจ ผู้อื่น ช่วยเหลือบิดามารดา รู้จักความสำคัญ ท่านประธานนี่มันกฎหมายหรือครับ อันนี้มันคือ หลักสูตรนะครับ มันคือการยัดเยียดลงไปเลยว่าถ้าใครทำไม่ได้ตามนี้จะผิดกฎหมายหรือเปล่า ครอบครัวผมเป็นเจ้าของโรงเรียนเอกชนด้วย ผมเป็นผู้ปกครองด้วย แล้วเราคิดว่ากฎหมาย แบบนี้ มันไม่ได้เป็นกฎหมายที่เรียกว่าปฏิรูปการศึกษาเลย แต่เป็นการที่จะเอากรงไปยัดให้กับ นักเรียน ให้กับโรงเรียน ต้องปฏิบัติตามกฎหมายในศีลธรรมและอุดมการณ์แบบอนุรักษ์นิยม ลูกสาวคนโตของผมอยู่ช่วงวัยที่ ๔ อายุ ๖-๑๒ ปี เขาเองจะต้องเรียนรู้และภูมิใจ ตระหนัก ในความสำคัญของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ภาคภูมิใจในความเป็นไทย ซึมซับ ในหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รับรู้ความงามของธรรมชาติด้วยนะครับ รับรู้ความงาม ของธรรมชาติด้วยนะครับ แต่เขาโตในตึกนะครับ แล้วก็ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คำถาม ของผมคือว่า ถ้าลูกสาวผมเชื่อเศรษฐกิจอื่นละครับ ถ้าลูกสาวผมเชื่อเศรษฐกิจทุนนิยมใหม่ เชื่อเศรษฐกิจของโลกดิจิทัล (Digital) ใหม่ แล้วเขาไม่มีความพอใจที่จะอยู่ประเทศนี้ เขาผิดกฎหมายไหมครับ ผมถามท่านประธานอย่างนี้นะครับ รัฐสภาของเราจะออกกฎหมาย แบบนี้หรือครับ นี่ผมยังไม่ไปดูโทษนะครับว่าทำผิดกฎหมายแล้วจะเป็นอย่างไร หลานผม ที่อยากจะไปม็อบ (Mop) อยู่ทุกวันนี้ ถ้าอายุเกิน ๑๒ ปี และ ๑๕ ปี เขาจะต้องรับผิดชอบ ที่จากกลายเป็นพลเมือง และยาวเหยียดไปหมดเลยว่านี่ก็เหมือนกันว่าต้องเข้าใจ และรู้ และเข้าใจหลักการของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีความคิดสร้างสรรค์ สื่อสารมีประสิทธิภาพ รู้เท่าทันข้อมูล เลือกเส้นทางศึกษาต่อและเส้นทางอาชีพได้🔗

ผมคงไม่สามารถที่จะอภิปรายได้หมดนะครับ เวลาใกล้จะหมดแล้ว แต่ท่านประธานครับ การเขียนกฎหมายแบบนี้เป็นอุดมการณ์ที่ผิดพลาด ไม่เป็นผลดี ต่อประชาชนคนรุ่นใหม่เลย เรื่องของโครงสร้างการศึกษา เรื่องของสวัสดิภาพครูนั้น เดี๋ยวท่านศิริกัญญาจะมาพูดต่อ แต่ว่าการที่เราเห็นแบบนี้กฎหมายฉบับนี้ไม่มีส่วนร่วมของ ประชาชน ไม่สามารถที่จะยึดโยงเข้ากับโลกยุคใหม่และโลกของประชาธิปไตยได้เลย ออกมาจากรัฐธรรมนูญและแผนปฏิรูปประเทศที่ล้าหลัง แล้วผมเชื่อว่าเราน่าจะตาสว่างกัน ได้แล้วครับ ว่าคำโกหกเรื่องการปฏิรูปประเทศที่ออกมาจากปากของรัฐบาลนี้ไม่มีจริง ท่านประธานครับ พ.ร.บ. ฉบับนี้นักเรียนเลว หรือว่านักเรียนหลาย ๆ คนเขาตั้งแฮชแท็ก (Hashtag) ว่า พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ขออภัยที่พูดไม่สุภาพนะครับ ส้นตีน แต่จริง ๆ แปลว่าส้นเท้านะครับ แล้วก็นักเรียนเยาวชนที่ออกนอกระบบพวกเขาอยู่ท้องถนน ตอนนี้ต่อต้านอำนาจรัฐอยู่ ผมคิดว่าเรื่องนี้ผมจำเป็นต้องเป็นปากเป็นเสียงให้กับพวกเขา ว่า พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ต่อให้เขียนหลักการไว้กว้าง ๆ แล้วดูเหมือนจะดีแบบนี้ แต่ว่าผมไม่สามารถที่จะรับหลักการ แล้วก็แทบจะต้องรื้อใหม่ทั้งฉบับ กลับไปใช้ปี ๒๕๔๒ ยังดีกว่าครับ ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไป ท่านศิริกัญญานะครับ แล้วหลังจากนั้นจะเป็นศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม และตามด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ เชิญท่านศิริกัญญาครับ🔗

(นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ ท่านไหนครับ🔗

นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กิตติศักดิ์ครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านมีอะไรครับ🔗

นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานครับ กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงผู้อภิปรายสักครู่ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๕ วรรคสอง ประการแรกก็คืออภิปรายบอกว่าตำรวจเป็นฆาตกร ท่านประธานต้องให้ถอนนะครับ แล้วที่ท่านบอกมีลูก ๒-๓ ขวบ ๕-๖ ขวบ ฝากไว้นะครับ ช่วยสอนลูกให้รู้จักรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ด้วยครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

พอแล้ว เดี๋ยวผมวินิจฉัย ท่านปดิพัทธ์ที่ว่าตำรวจเป็นฆาตกรขอถอนนะครับ อย่างอื่นก็ไม่มีอะไรนะครับ เมื่อสักครู่นี้พอดีผมไม่ได้ฟัง เชิญครับ ท่านถอนนะครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

เป็นตำรวจ บางท่านนะครับ ขอถอน แล้วก็เปลี่ยนเป็นตำรวจบางท่านครับ เป็นฆาตกรจริง ๆ ครับ ออกข่าวด้วยครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

อย่าไปพูด ถึงเขาเลย มันนอกกฎหมายนี้ ถอนไปเถอะ ไม่มีอะไรนะครับท่านปดิพัทธ์🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ผมขอ ไม่ถอนครับ ขอเปลี่ยนเป็นตำรวจบางท่านครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ครับ เชิญท่านศิริกัญญาครับ🔗

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานค่ะ ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ สำหรับร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ หลายท่านได้วิพากษ์วิจารณ์กันไปในหลายเรื่องแล้ว ดิฉันขอพูดถึงเรื่องของโครงสร้างและ การบริหารจัดการที่จะเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้การปฏิรูปการศึกษานั้นประสบความสำเร็จ ได้ค่ะ ในร่างนี้มีการระบุไว้ในเหตุผลว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษา ยกระดับคุณภาพ สร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณ และสร้างธรรมาภิบาลในระบบการศึกษาไทย แต่ว่าแน่นอนค่ะ เราไม่สามารถที่จะเขียนเพียง แค่กฎหมายเพื่อให้ปัญหาเหล่านี้ถูกแก้ไขได้ ถ้าได้จริงเราคงไม่ต้องมาเขียน พ.ร.บ. ฉบับใหม่ การปฏิรูปการศึกษาก็คงสำเร็จไปเมื่อ ๒๒ ปีที่แล้ว เพราะว่าสิ่งที่ขาดหายไป ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. ปฏิรูปการศึกษา ปี ๒๕๔๒ หรือว่า พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติที่เรากำลังพิจารณากัน อยู่นี้ ก็คือเรื่องของกลไกความรับผิดรับชอบ หรือว่าที่ภาษาอังกฤษเรียกว่าแอกเคานต์ทาบิลิตี (Accountability) และยิ่งในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ใช้กลไกแบบคณะกรรมการแห่งชาติ หรือที่เรียกกันว่าซุปเปอร์บอร์ด (Super Board) สิ่งที่จะเป็นความเชื่อมโยงว่า ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการเองก็ดี หรือว่าหน่วยงาน หรือว่าผู้มีอำนาจต่าง ๆ ก็ดี จะต้องรับผิดชอบรับชอบนี้ มันก็ยิ่งเบลอ แล้วเดี๋ยวเรามาดูตัวโครงสร้างของคณะกรรมการ เราก็จะยิ่งเข้าใจว่า ทำไม พ.ร.บ. ฉบับนี้จะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้เลย🔗

ท่านลองนึกดูก็ได้ว่าปัญหาเรื่องคุณภาพการศึกษาที่เกิดขึ้น ที่เด็กจะต้อง เผชิญอยู่ทุกวันนี้มีใครต้องรับผิดชอบจริง ๆ จัง ๆ หรือไม่ เด็กยังไม่ต้องพูดถึงปัญหาเรื่อง ความรุนแรงในโรงเรียน เรื่องกล้อนผม เรื่องบูลลี (Bully) เรื่องเด็กแอลจีบีที (LGBT) ไม่ได้มี พื้นที่ของพวกเขา ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องนั้นเลย เอาแค่เรื่องของการอ่านออก เขียนได้ หรือว่า อ่านได้ เขียนคล่องของเด็กปฐมศึกษา ถ้าเรียนจบระดับประถมแล้วยังไม่บรรลุสิ่งเหล่านี้ มีใครเคยต้องรับผิดชอบหรือเปล่า ครูต้องรับผิดชอบไหม ผอ. ต้องรับผิดชอบหรือเปล่า เลขาธิการ สพฐ. เคยต้องได้รับโทษตรงนี้ไหม ปลัดกระทรวง รัฐมนตรีเคยมีไหม แล้วยิ่งพอมาดูนะคะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

โครงสร้างของซุปเปอร์บอร์ด (Super Board) ที่ระบุไว้ในร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ฉบับนี้ ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ประกอบไปด้วยกรรมการที่มาจากฝ่ายการเมืองก็คือ นายกรัฐมนตรี และ ๒ รัฐมนตรี ประกอบไปด้วยข้าราชการประจำอีกประมาณ ๙ ท่าน แล้วก็มีผู้ทรงคุณวุฒิต่าง ๆ ครึ่ง ๆ ถามว่าหากร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ไม่ประสบความสำเร็จ หรือว่าล้มเหลวที่จะแก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ ที่จะแก้ปัญหาเรื่องคุณภาพปรับปรุง ประสิทธิภาพ และสร้างธรรมาภิบาลได้ มีใครในที่นี้ต้องรับผิดชอบหรือไม่ สรุปแล้ว สายของแอกเคานต์ทาบิลิตี (Accountability) มันจะไปที่ไหน ถ้าเป็นความผิดของ กระทรวงศึกษาธิการ รัฐมนตรีบอกรัฐมนตรีรับคำสั่งมาจากประธานคณะกรรมการนโยบาย การศึกษาแห่งชาติ นายกรัฐมนตรีบอกว่าสั่งการไปที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการแล้ว สรุปแล้วใครจะเป็นคนผิด ไหนจะมีคนนอกมาอีกครึ่งหนึ่ง ที่มาจากการแต่งตั้ง โดยคณะรัฐมนตรี แบบนี้แล้วมันจะต้องมีใครรับผิดชอบจริงหรือไม่🔗

ท่านประธานที่เคารพคะ มันเป็นเทรน (Train) มันเป็นแฟชั่นอย่างหนึ่งที่ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาน่าจะยึดเป็นแนวทาง ไม่กี่ปีที่ผ่านมานะคะ ในกฎหมาย แต่ละฉบับจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ถ้าเรานับกันดูตอนนี้มีอยู่ประมาณ ๓๔๕ คณะกรรมการ ที่ถูกแต่งตั้งตามกฎหมายแล้ว มีอย่างน้อย ๕๖ คณะกรรมการ ที่ระบุให้ นายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธาน แต่ก็แน่นอนว่าถ้าท่านนายกรัฐมนตรีต้องเข้าประชุมครบทุก ๕๖ คณะกรรมการ ก็ไม่ต้องทำงานอย่างอื่นแล้ว ขนาดว่าไม่นับวันเสาร์ วันอาทิตย์ที่จะต้อง หยุดพักผ่อนแล้ว ก็ยังต้องประชุมทุกคณะให้ได้ ๑ อาทิตย์ต่อครั้ง เพื่อให้ได้ประชุมทุกคณะ ให้ได้ ๑ ครั้ง ใน ๑ ปี ก็เลยต้องมีการมอบหมายอำนาจต่าง ๆ ไปให้รองนายกรัฐมนตรี แต่กระนั้นเองก็ดี วัน ๆ ก็ยังต้องประชุม ๒-๓ คณะ เดินเข้าเดินออกแต่ละห้องทำงานกัน เป็นว่าเล่น แล้วแบบนี้หรือคะที่จะเป็นโมเดล (Model) สำหรับการเอามาจัดการกับ การศึกษาแห่งชาติ ซุปเปอร์บอร์ด (Super Board) การศึกษาเองก็เคยมีมาแล้ว ในสมัย คสช. ประมาณปี ๒๕๕๘ ซึ่งก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าล้มเหลวไม่สามารถที่จะปฏิรูปอะไรได้ ตอนนั้นก็มีการตั้งคณะกรรมการคู่ขนานขึ้นมาด้วยซ้ำ ชื่อว่าคณะกรรมการอิสระเพื่อการ ปฏิรูปการศึกษา ซึ่งก็เป็นผู้คลอดร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ออกมา สมัย คสช. นี่ฮิต (Hit) มากเรื่องเป็นซุปเปอร์บอร์ด (Super Board) ไม่ว่าจะเป็นซุปเปอร์ บอร์ด (Super Board) รัฐวิสาหกิจ ซุปเปอร์บอร์ด (Super Board) ด้านระบบวิจัย ซุปเปอร์ บอร์ด (Super Board) ด้านการศึกษา ซึ่งก็มีตอนนั้น ซึ่งดิฉันเข้าใจว่าหลายท่านในที่นี้ ก็อาจจะเคยเป็นอดีตคณะกรรมการของซุปเปอร์บอร์ด (Super Board) เหล่านี้ ซึ่งมัน เห็นแล้วว่ามันไม่สามารถทำให้การปฏิรูปใด ๆ ประสบความสำเร็จได้อย่างเป็นชิ้นเป็นอัน ซุปเปอร์บอร์ด (Super Board) นี้ยังรวบอำนาจทุกอย่างเอาไว้ที่ตัวคณะกรรมการ ในร่างพระราชบัญญัตินี้ที่มีกว่า ๑๐๐ มาตรา ๓๐ กว่ามาตรา เป็นเรื่องของการให้อำนาจกับ ซุปเปอร์บอร์ด (Super Board) มีทั้งกำหนดรายละเอียดการศึกษา ควบรวมสถานศึกษา กำหนดเงื่อนไขเรื่องเงินอุดหนุน เห็นชอบคุณลักษณะของครูผู้สอน กำหนดแนวทาง ศึกษาวิจัย อะไรต่าง ๆ นานา ทุกเรื่องจะต้องผ่านการเห็นชอบจากซุปเปอร์บอร์ด (Super Board) นี้ก่อน ก็คือรวบตรึง อำนาจทุกอย่างเอาไว้ที่จุดสูงสุด สุดยอด โดยที่ไม่มีการกระจายอำนาจอย่างที่มีความพยายาม ที่จะพูดถึงในตัวร่างฉบับนี้เลยด้วยซ้ำไป ยกตัวอย่างเช่น กรณีของความเป็นอิสระ ของสถานศึกษาสคูลออโตโนมี (School Autonomy) ทุกคนพูดว่าดี นักวิชาการการศึกษา พูดว่าดี โออีซีดี (OECD) ก็เห็นด้วยว่าเราต้องมี🔗

แล้วในฉบับนี้ตามมาตรา ๒๕ ก็ยังพูดถึงว่าโรงเรียนควรจะต้องมีอิสระในการ บริหารสถานศึกษา มีอิสระในการบริหารการเงิน จัดกระบวนการเรียนรู้ได้เอง มีอิสระในการ บริหารงานบุคคล แต่จะทำได้อิสระแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับคณะกรรมการนโยบาย นี่ล่ะค่ะ มันก็เลยเป็นความลักลั่นย้อนแย้ง ที่ทำให้การศึกษาไทยจะไม่มีทางไปไหนได้เลย ในเมื่อกลไก ความรับผิดชอบยังไม่เกิดขึ้น โครงสร้างทุกอย่างยังถูกรวบอำนาจไว้ที่จุดสูงสุดโดยที่มี นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และดิฉันคิดว่าด้วยโครงสร้างเหล่านี้การปฏิรูปการศึกษาคงไม่ได้ เกิดจริงในประเทศนี้แน่ หากไม่ได้มีการแก้ไขในส่วนนี้ แล้วก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ดิฉันเอง ก็ไม่สามารถที่จะรับหลักการในร่างนี้ได้เช่นเดียวกัน ขอบคุณค่ะ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไป ก็จะเป็น ศาตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม แล้วก็ไป ผู้ช่วยศาสตราจารย์เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ เชิญท่านศาตราจารย์โกวิทย์ก่อนครับ🔗

ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไทย จังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานรัฐสภาครับ วันนี้ผมขอร่วมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. เพื่อให้ข้อคิดเห็นและเป็นประโยชน์ในการพิจารณารับหลักการ ในร่างพระราชบัญญัตินี้ต่อไป ท่านประธานรัฐสภาครับ ผมคิดว่าในการอภิปรายเพื่อพิจารณา ร่างฉบับนี้ ผมอยากจะเรียนท่านประธานว่ามีหลายส่วนที่ต้องคิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การพยายามที่จะต้องดูว่าการเปลี่ยนหรือการคิดจะปฏิรูปการศึกษานี้ มันมีมาหลายยุค หลายสมัย แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แต่ผมเห็นว่าเรายังมีปัญหาหลายประการ ในเรื่องของการจัดการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคุณภาพในการจัดการศึกษา เรื่องของ การที่จะพัฒนาคนของชาติให้ไปสู่เป้าหมายที่พึงประสงค์ได้อย่างไร และหลายเรื่อง ก็ยังเป็นปัญหา แต่ว่าในการร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ เราอาจจะต้องกลับไปดูมาตรา ๖ ที่ร่างไว้ ว่ามีเป้าหมายและวัตถุประสงค์ให้คนของคนในชาติพัฒนาไปสู่อะไร ผมขออ่านว่าในมาตรา ๖ เขียนว่าพัฒนาบุคคลให้มีความสมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม เป็นคนดีมีวินัย รู้จักสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบ ภูมิใจและตระหนักในความสำคัญ ของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รู้จักรักษาประโยชน์ส่วนรวมและประเทศชาติ มีทักษะ การเรียนรู้ทักษะอาชีพและทักษะชีวิต เป็นต้น🔗

อันนี้ก็ต้องกลับมาคิดว่าในการออกแบบในมาตราต่อไปมันจะเป็นอย่างไร ผมเองก็เติบโตมาด้วยการศึกษา แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นประโยชน์กับตัวเอง ก็คือว่าเมื่อเราไปเรียน ในโรงเรียน เรียนตั้งแต่ระดับประถมถึงจบปริญญา สิ่งหนึ่งที่เราค้นพบตัวเองก็คือการทำให้ ตัวเองมีศักยภาพแล้วก็พึงตัวเองได้ ดำรงชีวิตอยู่ในประเทศนี้ได้อย่างมีความสุข นั่นก็คือการจัดการตัวเองของผู้เรียนทั้งหมด ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้มันก็เป็นคำถามต่อไป ใน พ.ร.บ. ว่า ซึ่งผมเห็นว่า พ.ร.บ. จะกำหนดหลายเรื่อง ผมยกตัวอย่างสักเรื่องหนึ่งได้ง่าย ๆ ในมาตรา ๕๘ ซึ่งจะมีความสัมพันธ์โยงใยกับสิ่งอื่น ๆ ด้วย ให้มีสถาบันพัฒนาหลักสูตร และการเรียนรู้ เพื่อที่จะให้หน่วยงานของรัฐบรรลุ มาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๖ ผมพยายามอ่านให้ท่านประธานได้รับทราบว่าเป็นอย่างไร แต่มาตรา ๗ ก็คือ พยายามที่จะพูดเรื่องของการฝึกอาชีพ การพัฒนาทักษะ เป็นต้น แล้วไปกำหนดช่วงวัย ในการศึกษาตามมาตรา ๘ แต่ผมอยากจะเรียนว่าการไปกำหนดให้มีสถาบันพัฒนาหลักสูตร และการเรียนรู้ ผมว่าอันนี้อันตราย เราจะต้องให้มีสถาบันกลางที่จะมากำหนดการเรียนรู้ ทั้งหมดหรืออย่างไร แล้วมันไปขัดกับมาตรา ๒๕ ที่บอกว่าให้มีความเป็นอิสระของสถานศึกษา มีความเป็นอิสระในการเรียนรู้เป็นต้น เพราะฉะนั้นความอิสระในการเรียนรู้ไม่ได้ถูกกำหนด จากสถาบันแต่อย่างใด ต้องปล่อยเป็นอิสระ นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่ามันยังมีปัญหาในการพิจารณา ร่างฉบับนี้อยู่ ผมอยากเรียนท่านประธานว่ามีหลายเรื่องที่เกี่ยวพันกับเช่นเมื่อสักครู่นี้ ท่านสมาชิกหลายท่านพูดถึงคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งผมคิดว่า เมื่อดูอำนาจหน้าที่ หน้าที่และอำนาจมีหลายประการ ซึ่งก็เป็นผู้ที่กำหนดหลายเรื่อง นั่นก็ทำให้ ความเป็นอิสระในการจัดการศึกษาที่เราคาดหวังลดน้อยลงไป ยิ่งไปดูในมาตรา ๘๔ บอกว่า ให้มีสำนักงานการติดตาม ตรวจสอบการประเมินผล เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามแผน การศึกษาชาติ สรุปแล้วก็คลุมอำนาจหลายเรื่อง🔗

เพราะฉะนั้นผมอยากจะเรียนท่านประธานว่า เรามาถึงจุดที่ต้องตัดสินใจว่า การศึกษานี้เราจะเป็นอย่างไร เพื่อทำให้เป็นไปตามเป้าหมายในมาตรา ๖ ผมคิดว่ามันต้อง เปิดโอกาสให้หลายเรื่องที่เป็นอิสระ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาทางเลือก ยิ่งไปกำหนดในมาตรา ๑๑ ผมก็ยิ่งลำบากใจ เพราะว่าไปกำหนดเรื่ององค์กรปกครองท้องถิ่นว่าให้จัดการศึกษาได้เพียง ประมาณใน (๓) ของมาตรา ๘ ก็คือ ๓-๖ ปี ขณะนี้องค์กรท้องถิ่นจัดการศึกษาได้ถึงระดับ ปริญญาตรีก็มีแล้ว จัดการศึกษาระดับที่สูงกว่ามัธยมก็มีแล้ว เพราะฉะนั้นใช้ คำว่า อาจจะ เพราะฉะนั้นต้องเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นมีอิสระในการจัดการศึกษา เป็นต้น ผมไม่ไปรวมถึง เรื่องของการจัดการศึกษาที่เป็นทางเลือก ที่เป็นการศึกษาของเอกชน การศึกษาของ ภาคประชาสังคมในชุมชนท้องถิ่น เป็นต้น ท่านประธานครับ ผมหนังสือเล่มหนึ่งที่ผมเรียน ในมหาวิทยาลัยก็คือหนังสือของเปาโลแฟร์ที่พูดถึงการศึกษาของผู้ถูกกดขี่ เขียนโดย อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ผมขอกล่าวได้ว่าการศึกษาต้องจัดแบบปลดปล่อย ที่เปาโลแฟร์ได้พูดไว้ เพราะฉะนั้นใน พ.ร.บ. ฉบับนี้จะต้องไม่รวมอำนาจ แต่ต้องปลดปล่อย ให้ชุมชน ท้องถิ่น และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในการศึกษาอย่างอิสระครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ แล้วก็มาทาง ส.ส. ฝ่ายค้าน ท่านธนกร ไชยกุล และท่านมานพ คีรีภูวดล เชิญผู้ช่วยศาสตราจารย์เฉลิมชัยก่อนครับ🔗

ผู้ช่วยศาสตราจารย์เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตให้ความเห็นในบางประเด็นของพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งโดยภาพรวม ๑๐๐ มาตรา ต้องยอมรับว่าดีกว่ากฎหมายเดิมเป็นส่วนใหญ่ ในประเด็น ที่หยิบยกมาเป็นส่วนน้อย แต่เป็นสาระสำคัญที่จะทำให้กฎหมายนี้ดีขึ้น การรับ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีความสำคัญ เพราะถ้าเชื่อว่าพระราชบัญญัติเดิมดีอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องรับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ แต่ถ้าของเดิมสร้างปัญหายังแก้ยังแก้ปัญหาไม่สำเร็จ การมีพระราชบัญญัติฉบับใหม่จึงมีความจำเป็น แต่มาช่วยกันดูว่าในจุดไหนเป็นจุดที่ควรจะ ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม🔗

ในประเด็นที่ ๑ การปฏิรูปการศึกษา เป็น ๑ ใน ๒ เรื่อง ที่รัฐธรรมนูญ กำหนดสำหรับการปฏิรูปประเทศ ก็คือการปฏิรูปตำรวจและการปฏิรูปการศึกษา สาระของ กฎหมายฉบับนี้ที่สำคัญมากและเป็นเรื่องที่คนไม่ค่อยได้กล่าวถึง ก็คือการพัฒนาการเรียนรู้ ซึ่งมีความหมายกว้างกว่าการพัฒนาการเรียนการสอน การเรียนการสอนเป็นสิ่งจำเป็น พื้นฐาน แต่ยังไม่เพียงพอ เป็นส่วนย่อยของการเรียนรู้ กฎหมายฉบับนี้พูดถึงเรื่องการเรียนรู้ ไว้ค่อนข้างชัดเจน🔗

ในประการถัดไป เรื่องของคุณครูกับเรื่องของอาจารย์มหาวิทยาลัยมีความ จำเป็นทางกฎหมายที่จะต้องเขียนแตกต่างกันเพื่อไม่ให้เกิดสะดุดปัญหาเรื่องใบประกอบ วิชาชีพครู แต่เมื่อแยกคำว่าครูกับอาจารย์มหาวิทยาลัยออกจากกันแล้ว จำเป็นที่จะต้อง เชื่อมโยงต่อไปว่าทุกครั้งที่เราพูดถึงการผลิต การคัดกรอง และการพัฒนาครูต้อง หมายรวมถึงอาจารย์มหาวิทยาลัยด้วย สิ่งที่สำคัญของกฎหมายฉบับนี้มีเพียงประการเดียว ในความเห็นของผม คือทำให้เด็กเยาวชนและประชาชนทุกคนเป็นพลเมืองคุณภาพ เป็นคนดี เป็นคนเก่ง และใช้ชีวิตอย่างมีความสุข หลังจากนั้นทุกเรื่องถ้าจำเป็นที่จะทำให้เด็ก เยาวชน และผู้ใหญ่เป็นคนดี คนเก่ง มีความสุข เราก็จะผลักดันทั้งสิ้น แต่ไม่ควรให้มีประเด็น ที่เราผลักดันไปแล้วไม่ส่งผลถึงผู้เรียน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเพิ่มเงินเดือนค่าตอบแทน เงินวิทยฐานะให้กับบุคลากรทางการศึกษาและอาจารย์มหาวิทยาลัย เราเชื่อกันว่าจะทำให้ ผลสัมฤทธิ์ของการเรียนดีขึ้น เราต้องทำให้พี่น้องประชาชนเห็นจริง ๆ ว่าถ้าเราสร้างแรงจูงใจ เราเพิ่มสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เข้าไปเด็กผู้เรียนดีขึ้นจริง ๆ จุดเด่นของกฎหมายฉบับมีอยู่อีก ๒-๓ ประการ ประกอบด้วย ความทุกข์ของพ่อแม่ผู้ปกครองและนักเรียนในชั้นมัธยมศึกษา ตอนปลายที่ต้องเลือก สายวิทย์-คณิต วิทย์-คณิต ศิลป์-คำนวณ ศิลป์-ภาษา พอถ้ามหาวิทยาลัยบอกให้ไปเรียนศึกษาทั่วไปในชั้นปีที่ ๑ ไม่ต้องแยก ตรงนี้เองกฎหมาย ได้แก้ไขปัญหานี้ไว้ให้ โดยการที่ไม่บังคับว่าจะต้องแยกเป็นสายวิทย์ สายศิลป์ในมัธยมศึกษา ตอนปลาย ร่างกฎหมายนี้ยังมีข้อดีต่อไปที่แก้ปัญหาของสังคมก็คือเรื่องการสอบ ทำให้ เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างครอบครัวที่มีโอกาสมีรายได้ดีกับครอบครัวยากจนด้อยโอกาส สอบเข้าตั้งแต่ประถมก็สู้ไม่ได้ สอบมัธยมสอบเข้ามหาวิทยาลัย ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ได้เขียนตรงนี้ไว้ให้ว่าไม่ให้มีการสอบ และในที่ ๆ ที่จำเป็นต้องมีการคัดเลือก เช่น การคัดเลือกเข้าในสถาบันอุดมศึกษาขอให้คัดเลือกโดยห้ามออกเนื้อหาเกินหลักสูตรที่เรียน ในมัธยมปลาย นี่คือจุดเด่นของกฎหมายฉบับนี้ จุดเด่นต่อไปก็คือการให้ความเป็นธรรม กับภาคเอกชน เราจะเห็นได้ว่าครูเก่ง ๆ ในสมัยก่อนอยู่ในโรงเรียนเอกชน เดี๋ยวนี้ลาออก ไปอยู่โรงเรียนรัฐบาลหมด แต่ทั้งครูโรงเรียนเอกชนและโรงเรียนรัฐบาลก็ล้วนแต่สอนเด็กไทย ให้เป็นคนดีด้วยกันทั้งสิ้น การสนับสนุนทรัพยากรเข้าสู่ภาคเอกชนควรมีความเท่าเทียม ไม่ด้อยกว่าการสนับสนุนภาครัฐ เพราะเรากำลังทำเรื่องเดียวกัน ก็คือจัดการเรียนรู้ให้กับเด็ก และเยาวชนเป็นคนดี คนเก่ง ตรงนี้ก็เขียนเอาไว้🔗

อีกประการที่สำคัญ ก็คือเรื่องเด็กที่มีความสามารถพิเศษ เด็กที่เป็นอัจฉริยะ เรียกว่ากิฟเต็ด (Gifted) หรือทาเลนเต็ด (Talented) กับเด็กที่มีความต้องการพิเศษเรียกว่า สเปเชียลนีดส์ (Special Needs) ไม่ควรแยกจากกัน เพราะสุดท้ายเขาจะต้องมาใช้ชีวิต ร่วมกัน เด็กเก่ง เด็กอัจฉริยะเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เพราะจะเป็นคนใจร้อน เป็นคน ที่เชื่อมั่นในตนเองสูง และมักจะโกรธผู้อื่นง่าย มีวาจาที่ไม่สุภาพไพเราะเพราะหงุดหงิดคนที่ เขาช้ากว่า การจัดการศึกษาร่วมกันระหว่างเด็กที่มีความสามารถพิเศษกับเด็กที่มีความ ต้องการพิเศษจึงเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าเราแยกเสียตั้งแต่ต้นก็จะทำให้เด็กเหล่านี้เมื่อเติบโตเป็น ผู้ใหญ่ก็ไม่สามารถทำงานร่วมกันได้🔗

ต่อไปเป็นข้อเสนอแนะก็คือเรื่องคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ การศึกษาแห่งชาติมิใช่กระทรวงศึกษาธิการโดยลำพัง แต่แน่นอนกระทรวงศึกษาธิการเป็น กระทรวงหลัก ดังนั้นการศึกษาแห่งชาติที่วางองค์ประกอบไว้มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการเป็นรองคนที่หนึ่ง รัฐมนตรีกระทรวง อว. เป็นรองคนที่สอง มีท่านนายกรัฐมนตรี เป็นประธานจึงถูกต้องแล้ว แต่คณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติทำนองนี้ ต้องยอมรับนะครับเป็นเรื่องนโยบาย สาระสำคัญของการประสบความสำเร็จอยู่ที่สำนักงาน เลขานุการ สำนักงานสภานโยบายจึงเป็นหัวใจสำคัญของคอมมิสชัน (Commission) ทำนองนี้ จึงควรอยู่กับท่านประธานคือนายกรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการนโยบาย การศึกษาแห่งชาติจึงควรอยู่กับสำนักนายกรัฐมนตรีหรือกับท่านนายกรัฐมนตรีโดยตรง ไม่ควรอยู่กับกระทรวงศึกษาธิการ เพราะแม้จะตั้งใจทำดีแค่ไหนก็ตามบริบทจะแคบลงทันที ก็คืออยู่ภายในกระทรวงศึกษาธิการ การศึกษาอยู่ที่กระทรวงสาธารณสุข อยู่ที่กระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และที่สำคัญ เด็กนับล้านคน ครูบาอาจารย์นับแสนคนอยู่ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เพราะฉะนั้นสำนักงานคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติจึงควร อยู่กับนายกรัฐมนตรีเพื่อดูทุกกระทรวงโดยมีกระทรวงศึกษาธิการเป็นกำลังหลัก แต่ไม่ควร ไปสังกัดกับกระทรวงศึกษาธิการ ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไป ท่านธนกร ไชยกุล แล้วก็ท่านมานพ คีรีภูวดล แล้วก็ไปท่านสำลี รักสุทธี เชิญท่านธนกรครับ🔗

นายธนกร ไชยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยโสธร

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา กระผม นายธนกร ไชยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยโสธร เขต ๓ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต่อข้อคิดความเห็นร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้เสนอต่อรัฐสภาแห่งนี้ กระผมเองให้ความสนใจแล้วก็ได้ศึกษารายละเอียด ของ ๑๑๐ มาตรา ก่อนอื่นผมเองต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธานซึ่งได้นำเรื่องนี้ถือว่า เป็นวาระเร่งด่วนเข้านำเสนอต่อรัฐสภา ท่านประธานครับ กฎหมายฉบับนี้ถือว่าเป็นกฎหมาย ที่มีความสำคัญยิ่งในการที่เราจะเปลี่ยนแปลงประเทศของเรา ซึ่งเราเอง ก็ทราบว่าเรามีปัญหามาพอสมควร พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ เมื่อปี ๒๕๔๒ ก็เป็นฉบับที่ ใช้ผ่านมาถึง ๒๒ ปี ท่านประธานครับ ผมเองให้ความสำคัญเรื่องของการจัดการอาชีวศึกษา ซึ่งท่านผู้มีเกียรติหลายท่านได้กล่าวถึง แต่ที่ผมอยากจะหยิบยกมานำเสนอกราบเรียนเป็น ข้อสังเกตเผื่อในชั้นของกรรมาธิการได้นำไปใช้ เบื้องต้นผมขออนุญาตกราบเรียนว่าในชั้น ของการรับหลักการวาระที่ ๑ นั้นโดยส่วนตัวผมเองนั้นก็สามารถที่จะรับหลักการใน ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้ สิ่งที่ผมเองต้องถือว่าดีใจ ในมาตรา ๘ ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ เรื่องเป้าหมาย เป้าหมายในการที่จะให้ลูกหลานของเราสู่การประกอบอาชีพ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญในการจัดการศึกษาในทุกระดับ ทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการจัดการศึกษา สายสามัญ สายอาชีพ สายอาชีวะ เป้าหมายสุดท้ายก็คือการประกอบอาชีพ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียน แล้วก็ต้องกราบขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการด้วย ซึ่งวันนี้ท่านนั่งรับฟังอยู่ การอาชีวศึกษาได้ถูกกำหนดเอาไว้ในมาตรา ๗๑ ให้เป็นหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการที่จะ ดำเนินการหรือจัดให้มีสถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถานศึกษาที่เรียกชื่ออย่างอื่น คำว่า ชื่ออย่างอื่นในที่นี้นะครับ ในประเทศของเรานั้นการอาชีวศึกษาจะมีความหลากหลาย อย่างเช่นชื่อ วิทยาลัยเกษตร วิทยาลัยเทคโนโลยี วิทยาลัยอาชีวศึกษา วิทยาลัยเทคนิค วิทยาลัยการอาชีพ วิทยาลัยการประมง วิทยาลัยสารพัดช่าง วิทยาลัยการต่อเรือ วิทยาลัย บริหารธุรกิจการท่องเที่ยว วิทยาลัยศิลปหัตถกรรม วิทยาลัยช่างทองหลวง ซึ่งวิทยาลัย เหล่านี้จะเป็นวิทยาลัยเฉพาะทางเป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องมาถึงการบริหาร จัดการอาชีวศึกษานั้นมีปัจจัยสำคัญ ๆ อยู่ ๓ เรื่อง ๑. ก็คือเรื่องของครุภัณฑ์วัสดุที่ต้องให้ เด็กทางสายอาชีวะได้มาฝึกมาปฏิบัติแล้วจะเกิดความเชี่ยวชาญไปสู่การประกอบอาชีพ ๒. เรื่องของครูซึ่งเป็นผู้ที่จะต้องมาฝึก มาสอนเด็กจะต้องเป็นผู้ชำนาญการพิเศษเพราะฉะนั้น ในสิ่งที่ผมกราบเรียนมา ปัจจัยที่กล่าวมา ๒-๓ เรื่องก็จะเกี่ยวเนื่อง ในเรื่องของครุภัณฑ์ วัสดุ ฝึก แล้วก็ครู ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจหลักของอาชีวศึกษา ณ ปัจจุบันในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็ได้เอ่ย ถึง ซึ่งผมเองก็ต้องขอชื่นชมเอาไว้ด้วย ได้กล่าวเอาไว้นะครับ การจัดการอาชีวศึกษาตาม วรรคหนึ่งต้องมุ่งเน้นให้เกิดทักษะและความชำนาญในการประกอบอาชีพ และต้องให้มี อุปกรณ์ในการฝึกทักษะและฝีมืออย่างพอเพียง ซึ่งตัวนี้ก็จะไปเชื่อมโยงกับ การจัดงบประมาณ เพราะฉะนั้นผมอยากจะฝากกราบเรียนท่านประธานผ่านไปถึง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อ พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้ผ่านการบังคับใช้ ขอให้ท่านได้ ไตร่ตรองถึงเรื่องสักครู่นี้ในเรื่องของการจัดงบประมาณให้เพียงพอ ซึ่งผมได้เคยอภิปราย ครั้งหนึ่งในชั้นของการเสนอร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ และขณะเดียวกันในมาตรา ๗๒ ซึ่งโดย ส่วนตัวผมเองก็ยังสับสนอยู่ แล้วก็ได้หารือกับหลาย ๆ ท่าน ในมาตรา ๗๒ ในการจัดการ การศึกษาตามมาตรา ๗๑ คือเรื่องของอาชีวะเมื่อสักครู่จะกำหนดให้มีเป้าหมายเป็น ๓ ระดับ อันได้แก่ ระดับต้น ระดับกลาง และระดับสูง เพื่อให้สอดคล้องกับสมรรถนะของ ผู้เรียนและความต้องการของกำลังคนในประเทศก็ได้ และในการจัดการศึกษาในแต่ละระดับ ดังกล่าวต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนมีโอกาสฝึกปฏิบัติในสถานประกอบการหรือฝึกปฏิบัติจริง นอกเหนือจากการเรียนในสถานศึกษาให้ผู้เรียนสามารถปฏิบัติงานได้จริงตามความต้องการ ของผู้ประกอบการ หรือผู้มีความสามารถในการเป็นผู้ประกอบการได้เองอย่างมี ประสิทธิภาพ นั่นก็คือในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้ให้ความสำคัญในเรื่องการฝึกงาน ฝึกปฏิบัติกับ สถานประกอบการ เพราะฉะนั้นที่ต้องเกี่ยวเนื่องไปให้เกิดเป็นมรรคเป็นผลจริง ๆ เมื่อ พ.ร.บ. ฉบับนี้ผ่านไปจะต้องมีกฎหมายในการที่จะสนับสนุนเรื่องระบบการเรียนการสอน ทวิภาคีหรืออาจจะเป็น พ.ร.บ. การจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี เพราะว่าในฉบับนี้ ให้ความสำคัญเรื่องของสถานประกอบการ และอีกเรื่องหนึ่งในมาตรา ๗๓ ก็จะต้องมีการ ส่งเสริมสนับสนุนทางเลือกของอาชีวศึกษาผ่านทางสถานประกอบการ ครู บุคลากร แล้วก็ ที่ไปเกี่ยวเนื่องนะครับ ที่ผมอยากจะให้ข้อสังเกตต่อกรรมาธิการเอาไว้ในมาตรา ๓๕ ให้มี กฎหมายว่าด้วยการบริหารงานบุคคลทางด้านอาชีวศึกษา เนื่องจากว่าครูของอาชีวศึกษานั้น จะมีความแตกต่างจากครูพื้นฐานของเรา ดังนั้นถ้าหากว่าครูบาอาจารย์ของอาชีวศึกษาได้มี ส่วนในการที่พัฒนา ส่วนในการที่จะเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพของตัวเองก็จะสร้างขวัญกำลังใจ เพราะฉะนั้นผมกล่าวโดยสรุปว่าในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ในอนาคตจะต้องมีกฎหมายลูก ตามขึ้นมานั้นไม่ต่ำกว่า ๓๐ ฉบับ และในจำนวนนี้ผมฝากว่าในเรื่องของอาชีวศึกษาควรจะมี พ.ร.บ. ในเรื่องของกฎหมายว่าด้วยการบริหารบุคคลอาชีวศึกษา แล้วก็กฎหมายเรื่องของการ จัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ขอบคุณครับ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ได้กลับมา ขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณท่านธนกรครับ ต่อไป คุณมานพ คีรีภูวดล ครับ🔗

นายมานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

เรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะลงรายละเอียดผมมีคำถามในเรื่องของ การปฏิรูปการศึกษา เราต้องการที่จะกักขังหรือเราต้องการที่จะปลดปล่อยศักยภาพ นี่คือ คำถามนะครับ เราต้องการที่จะแบ่งเบาหรือเราต้องการที่จะแบกรับเพียงผู้เดียว เราต้องการ ที่จะอยู่ในกะลาหรือเราต้องการที่จะไปสู่โลกกว้าง เราเชื่อมั่นในศักยภาพ เสรีภาพการเรียนรู้ หรือไม่ เราต้องการคนรุ่นใหม่ที่เท่าทันบนพื้นฐานภูมิสังคมและอัตลักษณ์ที่แตกต่างหรือไม่ เราต้องการที่จะเคารพกติกาสังคมอย่างมีเหตุผลหรือไม่ ผมคิดว่าสำคัญที่สุดก็คือว่าอิสรภาพ และการจัดการศึกษาบนพื้นฐานความเชื่อมั่นในศักยภาพของความแตกต่างที่หลากหลาย นี่เป็นประเด็นที่ผมคิดว่าปรัชญาการศึกษาบนพื้นฐานความแตกต่างและความหลากหลาย ในสังคมจึงเป็นประเด็นที่ผมอยากจะเสนอแนะ แลกเปลี่ยน แล้วก็อภิปรายใน พ.ร.บ. การศึกษานี้นะครับท่านประธาน อันเดิมใน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ แก้ไข พ.ศ. ๒๕๔๕ ในมาตรา ๑๒ ผมคิดว่าได้พูดถึงเรื่องของอิสระ เรื่องของเสรีภาพในการจัด การศึกษา พูดถึงเรื่องของกลุ่มองค์กรชุมชน องค์กรประชาสังคม กลุ่มศึกษาต่าง ๆ และใน มาตรา ๑๔ ใน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ แก้ไข พ.ศ. ๒๕๔๕ นี้ก็พูดถึง เรื่องของระบบสนับสนุน ระบบสนับสนุนกลุ่มการศึกษาทางเลือกก็ดี กลุ่มการศึกษารูปแบบ ที่ไม่ใช่ในระบบหลักนี้ชัดเจน ผมคิดว่าอันนี้เป็นประเด็นสำคัญ เพราะฉะนั้นประเด็นที่ผม อยากจะอภิปรายก็คือเรื่องของประเด็นการศึกษาแบบศูนย์การเรียน ผมได้พูดในที่ประชุม แห่งนี้หลาย ๆ ครั้งแล้วว่าในลักษณะภูมิสังคมที่แตกต่าง บนพื้นฐานวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ ที่แตกต่าง การเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับสังคมกว้าง การเรียนรู้ที่จะเดินไปในโลกกว้างอันนี้ ก็จำเป็น การเรียนรู้ที่จะดำรงความเป็นอัตลักษณ์และเอกลักษณ์บนพื้นฐานความยั่งยืนฐาน วัฒนธรรมภายใต้พหุวัฒนธรรมที่เราเชื่อมั่นว่ามันจะต้องดำรงอยู่นี้เหล่านี้ต้องไปร่วมกัน สิ่งที่ ผมคิดว่าประเด็นที่ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาตินี้จะทำให้เนื้อหาว่าด้วยเรื่องการจัดการศึกษา ถูกทำให้มันยากขึ้นครับท่านประธาน ก็คือว่าหลาย ๆ เรื่องการตัดสินในเชิงเนื้อหา ในเชิง รูปแบบ ทั้ง ๆ ที่คนส่วนกลางที่เราเรียกว่า คณะกรรมการการศึกษา ในระดับต่าง ๆ อาจจะ ไม่เข้าใจในเรื่องบริบทหรือว่าเนื้อหาที่มันเป็นการจัดการศึกษาทางเลือกภายใต้เสรีภาพ ภายใต้ศักยภาพของท้องถิ่นเท่ากับคนในพื้นที่ เท่ากับคนที่อยู่ในวัฒนธรรมอัตลักษณ์ตรงนั้น เพราะฉะนั้นการที่ดึงอำนาจ อำนาจในการตัดสินใจเพื่อที่จะควบคุมมากกว่าที่จะปลดปล่อย ศักยภาพและเสรีภาพในการศึกษานี้จึงทำให้เป็นอุปสรรค เป็นปัญหาที่จะพัฒนาศักยภาพ เป็นปัญหา เป็นอุปสรรคที่จะทำให้การปลดปล่อยเรื่องของการเรียนรู้อย่างเสรีภาพหายไป อันนี้ผมคิดว่าเป็นประเด็นที่ผมเป็นห่วง เป็นประเด็นที่ผมคิดว่ากรรมาธิการจะต้องมาทบทวน หากเราเชื่อมั่นเรื่องของระบบการกระจายอำนาจในการตัดสินใจ หากเชื่อมั่น ในเรื่องของศักยภาพของพื้นที่ หากเราเชื่อมั่นในเรื่องของมนุษย์มีศักยภาพเพียงพอที่จะ เติบโตและเรียนรู้ ผมคิดว่าระบบการศึกษาที่หลากหลาย ระบบการศึกษาที่ให้ท้องถิ่น ให้องค์กรชุมชน ให้ตัวบริบทนิเวศน์สังคมนั้นได้กำหนดตัวตนตัวเอง อันนี้ต่างหากครับ ผมคิดว่า การดำรงอยู่จริงของระบบการศึกษา และผมเชื่อว่าถ้าหากว่าเราได้ให้ความสำคัญแล้วก็เติม เต็มในสิ่งที่ประชาชนที่มีความแตกต่างและหลากหลายตรงนี้โดยมิได้ดึงอำนาจกลับไป หรือว่าให้ส่วนกลางเป็นคนกำหนดมากเกินไปจนเสียเสรีภาพนี้นะครับ ผมเชื่อว่าการศึกษา ก็คือการพัฒนาประชาชนของประเทศ เป็นโอกาสเดียวที่ผมพยายามย้ำตลอดว่าเป็นโอกาส เดียวที่คนด้อยโอกาสคนชายขอบจะเติบโตและเรียนรู้เท่าทันกับสังคมกว้างก็คือการศึกษา เพราะฉะนั้นผมอยากจะสรุปแบบสั้น ๆ อย่างนี้ครับท่านประธาน เราอยากจะเห็นการศึกษา ที่เปิดพื้นที่ให้กับทุกคนที่มีความแตกต่างในเชิงอัตลักษณ์ วัฒนธรรม ภูมิสังคมที่หลากหลาย ได้ออกแบบการศึกษาของตัวเองซึ่งไม่ได้ขาดจากหลักสูตรกลางหรือเป็นหลักสูตรที่เป็น หลักสูตรมาตรฐานเรียนรู้ร่วมกัน เราอยากจะเห็นความสอดคล้อง วิธีคิดของการศึกษากับ ระบบวัฒนธรรมให้มันเชื่อมโยงกัน เราอยากจะเห็นเรื่องของความหลากหลาย รูปแบบ การศึกษาที่มันมีความหลากหลาย แล้วก็บนพื้นฐานที่ประชาชนในพื้นที่มีความภูมิใจ ในตัวเอง มีความภูมิใจในตัวตนที่ดำรงอยู่ในแผ่นดินไทยตรงนี้ครับ ขอบคุณมากครับ ท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ต่อไปคุณสำลี รักสุทธีครับ🔗

นายสำลี รักสุทธี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสำลี รักสุทธี แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ภูมิลำเนามหาสารคามในนามสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับที่กำลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้ถือว่าเป็นฉบับที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ แล้วก็ต่อต้านจากครู บุคลากรทางการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง ให้กลับไปทบทวนครั้งแล้ว ครั้งเล่ากว่าจะออกมาได้ในวันนี้ ท่านครับ พ.ร.บ. การศึกษาคืออะไร🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นายสำลี รักสุทธี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ตามนัย ของผมนั้นคือธรรมนูญการศึกษาแห่งชาติ เข็มทิศชี้ทางในการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้เด็ก จุดประสงค์การสร้างคนให้มีคุณลักษณะตามที่ชาติต้องการ หรือเป้าหมายการพัฒนาชาติ ภายใต้ตรรกะที่ว่าการศึกษาสร้างคน คนสร้างชาติ ท่านประธานครับ ใครคือคนที่จะทำให้ พ.ร.บ. การศึกษาประสบผลสำเร็จ แน่นอนครับ ครู แต่เราละเลยไปคำหนึ่งซึ่งผมจะกล่าว ต่อไปครับ ครูตาม พ.ร.บ. การศึกษาฉบับนี้เราให้คำจำกัดความว่า บุคลากรที่ทำหน้าที่สอน นี่เองครับเป็นคำที่ครูทั้งหลายเขาวิตกครับ วิตกว่าจะไปทอนสิทธิที่ครูเขามีอยู่หรือไม่ เพราะคำเดิมในฉบับปี ๒๕๔๒ นั้น คำว่า ครู เขาหมายถึงบุคลากรวิชาชีพที่ทำหน้าที่สอน ในสถานศึกษา คำว่า บุคลากรวิชาชีพ นั้นมันจะไปยันกับคำอื่น ๆ ซึ่งครูหมายถึงบุคคลที่ ประกอบวิชาชีพชั้นสูงซึ่งจะมีค่าวิทยฐานะ มีเงินประจำตำแหน่ง นั่นคือสิ่งที่ครูเขาวิตก ผมจึง อยากจะฝากกรรมาธิการ ถ้าท่านนำคำนี้กลับมาได้ แค่คำจำกัดความนะครับ ครูคือบุคลากรที่ ทำหน้าที่ให้เป็นบุคลากรวิชาชีพ ซึ่งเดิมนั้นดีอยู่แล้วครับ ผู้บริหารการศึกษาก็เช่นเดียวกัน มีนัยไม่ต่างกันเลยนะครับ แต่ไม่ขอเอ่ยถึง เพราะเวลาครับ สิ่งที่ครูทั้งหลายเขาได้กลับคืนมา นั่นก็คือใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ก่อนที่เสนอเข้ามาแรก ๆ นั้นเป็นใบรับรองความเป็นครู ซึ่งคำว่า ใบรับรองความเป็นครู นั้นอาจจะทำให้ครูหลุดหายในสิ่งที่เขาต้องการ นั่นก็คือ เงินประจำตำแหน่งหรือเงินวิทยฐานะ อันที่ ๒ ที่ได้กลับคืนมาต้องขอขอบคุณนะครับ ก็คือ ครูก็คือผู้ประกอบวิชาชีพชั้นสูง ดังนั้นอยู่ในมาตรา ผมจำได้ประมาณมาตรา ๓๐ กว่า ได้บรรจุ ไว้อย่างชัดเจนแต่คำแรก ๆ ควรจะให้มันสอดคล้องกัน แล้วก็มาตรา ๔๑ ก็ดี บอกว่า เงินวิทยฐานะ เงินประจำตำแหน่งครูทั่วประเทศจงสบายใจว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้แก้ให้ท่านแล้ว ส่วนการเลื่อนวิทยฐานะ การเข้าสู่ตำแหน่งก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าเดิมนะครับ ดีกว่าเดิม เสียด้วยซ้ำ ซึ่งขณะนี้ทาง ก.ค.ศ. ก็มีหลักเกณฑ์ที่เรียกว่าพีเอ (PA) นั้นก็ทำให้ครูเราก้าวสู่ ความเป็นครูสมัยใหม่ยิ่งขึ้น ส่วนคำนิยามที่ขาดหายไปก็คือผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหาร การศึกษาหายไปเลย ก็คือคนที่อยู่เหนือระดับผู้บริหารสถานศึกษา ไม่ว่าเป็น ผอ. เขตหรือ ใครต่อใครที่สูงกว่า ผู้บริหารการศึกษาอันนี้ไม่มีเลยนะครับ ไม่ทราบเหตุผลกลใดนะครับ แล้วก็บุคลากรทางการศึกษา อันนี้ก็ขาดหายไป ฉะนั้นก็คือศึกษานิเทศก์ไม่มี ศึกษานิเทศก์ หลายคนเขามาพบผมว่าทำไมคำนี้มันหายไป เอาพวกผมไปไว้ที่ไหน เมื่อผมไล่ไปดูแล้ว มันมีอยู่ครับ ปรากฏอยู่มาตราไปไกล ๆ โน้นนะครับ แต่ทำไมคำแค่นี้ทำไมท่านไปตัดออก บุคลากรทางการศึกษาก็คือศึกษานิเทศก์นะครับ มาดูตรงนี้ครับท่านประธาน เป้าหมายตรงนี้ เป็นสิ่งที่ผมอยากจะพูดมากที่สุดเลย เพราะอะไรครับ เพราะผมอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมกับเด็ก ผมเป็นครูสายผู้สอน สิ่งที่ครูเขาต้องการมากที่สุดก็คือมาตรา ๘ อันเดิมนี้เป็นมาตรา ๒๔ ตรงนี้เป็นตรงที่จะลงสู่ห้องเรียน ลงสู่เด็กนะครับ ที่ทั้งหลายทั้งปวงท่านพูดไปนั้นท่านจะต้อง ดูมาตรา ๘ ครับ มาตรา ๘ เขาจัดคนออกเป็น ๗ ช่วงวัย จัดการศึกษาออกเป็น ๗ ช่วงวัย ผมถือว่าเป็นการละเลยหรือก้าวข้ามช่วงวัยหนึ่งไปครับ นั่นก็คือช่วงวัยแรก เราควรจะย่น ลงมาให้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนถึงแรกเกิด เหตุผลครับ เหตุผลก็เพราะว่าตามหลักแล้วเขาบอกว่า เด็กจะเรียนรู้ตั้งแต่ ๔ ขวบเป็นต้นไปเด็กสามารถอ่านออกครับ ไม่ใช่อ่านได้นะครับ คำว่า อ่านออก คือเราสามารถให้เด็กเรียนในครรภ์ตั้งแต่ ๔ ปี อันนี้นะครับ นายมาซารุ อิบุกะ เขาเขียนไว้นะครับ เขาบอกว่ารอให้ถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว นั่นก็คือประเทศต่าง ๆ เขาเริ่ม ตั้งแต่แรกเกิดมาหลายปีแล้ว เดี๋ยวนี้เขาไปเริ่มตั้งแต่ในครรภ์แล้ว เห็นไหมครับ เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นไปได้ แต่คงเป็นไปได้ยาก เพราะอะไร เพราะรัฐธรรมนูญล็อกไว้แล้วว่าจะดูแลเด็ก ตั้งแต่แรกเกิด เพราะฉะนั้นถ้าจะพัฒนาประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยให้มันเก่ง ให้มันเป็น ที่ ๑ ในโลกนี้ให้ เป็นอันดับ ๑ ให้เป็นเด็กเก่ง เด็กแข็งแรง เด็กดี จะต้องเริ่มตั้งแต่ ๔ เดือน ครับ ๔ เดือนนี้เด็กสามารถอ่านออก ไม่ใช่อ่านได้นะครับ อ่านได้กับอ่านออกมีนัยที่ต่างกัน มากครับ คำว่า อ่านออก คำว่า อ่านได้ เช่น ให้เราแจกรูป ว่า กอ-อา-นอ กาน นี่คืออ่านได้ แต่อ่านออกก็คือถ้าเราชี้คำว่า กาน เขาอ่าน กาน แต่เขาแจกรูปไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้นครับ หรือเด็ก ๔ เดือนถ้าเราสอนเขา เรามีนวัตกรรมที่ดีเขาสามารถอ่านออกครับ นี่คือสิ่งที่ผม อยากจะให้ท่านทำ อยากจะให้ประเทศไทยทำนะครับ ดูแลเด็กตั้งแต่ในครรภ์ ซึ่งด้าน สาธารณสุขก็มีการดูแลอยู่แล้ว แต่การศึกษาไม่มีครับ เพราะฉะนั้นในฐานะที่ผมอยู่ใน ห้องเรียนนะครับ อยู่กับเด็กมาเป็นเวลานานก็อยากจะให้กฎหมายนี้ให้ลงสู่ห้องเรียน ลงสู่ เด็กอย่างแท้จริง กราบขอบพระคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณมากครับ ต่อไปท่านพลเดช ปิ่นประทีปครับ🔗

นายพลเดช ปิ่นประทีป สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายพลเดช ปิ่นประทีป สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผม ขออภิปรายแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมในเชิงหลักการต่อร่างพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติฉบับนี้นะครับ🔗

เรื่องแรกเป็นเรื่องของคุณวุฒิกับคุณภาพนะครับ สังคมไทยเรามักจะมุ่งหวัง ในเรื่องของคุณวุฒิในทางวิชาชีพและวิชาการที่เรียกว่า ควอลิฟิเคชัน (Qualification) จาก ระบบการศึกษาเพื่อที่เขาจะได้นำเอาไปใช้ในการสมัครเข้าทำงานหรือเข้าสู่การเรียนต่อ แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่คุณสมบัติส่วนบุคคลส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่ประเทศ โดยส่วนรวมต้องการ แล้วก็ควรจะได้รับจากระบบการศึกษาด้วยเช่นกันนะครับ แต่คนมักจะ ไม่ค่อยพูดถึงกัน นั่นก็คือเรื่องของคุณภาพประชากรของประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นในเรื่อง ของควอลิตี (Quality) สังคมควรได้รับจากระบบการศึกษาด้วยเช่นกัน ดังนั้นในมาตรา ๘ (๔) (๕) (๖) จึงควรเพิ่มสิ่งที่เรียกว่าความเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในสังคมระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะเป็นมิติทางสังคมส่วนรวมที่ขาด หายไป🔗

เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องประเด็นของโรงเรียนขนาดเล็ก ประเด็นการยุบเลิก หรือควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กในมาตรา ๑๕ (๙) ควรมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ ต้องไม่ ทำลายหลักการโรงเรียนของชุมชน เพื่อชุมชน โดยชุมชน ต้องมุ่งให้ท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง ตามแนวทางที่เรียกว่าชุมชนภิวัฒน์ ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ด้วยครับ ควรเพิ่มบทบาท ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และภาคส่วนอื่น ๆ ที่อยู่ใน พื้นที่ให้เข้ามาร่วมเป็นเจ้าของและบริหารจัดการโรงเรียนของชุมชนอย่างเต็มรูปแบบ รวมทั้ง เปลี่ยนมายด์เซต (Mindset) แล้วก็การออกแบบกระบวนการเรียนการสอนในห้องเรียน ให้ทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี🔗

เรื่องที่ ๓ เป็นเรื่องของการเมืองกับการศึกษา ร่างพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติฉบับนี้ไม่ควรตัดเรื่องการเมืองออกจากการศึกษา เพราะการทำเช่นนั้นจะทำให้ โรงเรียนและนักเรียนหลุดลอย ตัดขาดตนเองไปจากชุมชนและสังคมของตน แต่สิ่งที่ควรห้าม คือการต้องห้าม มิให้พรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองเข้าไปใช้โรงเรียนเป็นพื้นที่รณรงค์ ทางการเมือง เพราะเด็กนั้นยังมีภูมิคุ้มกันทางการเมืองอยู่ในระดับต่ำ การทำเช่นนั้นมิใช่ เป็นการพัฒนาความเป็นพลเมืองของเด็กครับ แต่จะเป็นการใช้เด็กเป็นเครื่องมือ หรือเป็นเหยื่อในการต่อสู้แข่งขันขององค์กรทางการเมืองเสียมากกว่า สำหรับการเรียนรู้ ทางการเมืองนั้นควรมุ่งเตรียมความพร้อมให้เด็กมีความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งเพื่อเป็นการ มีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องมีการปลูกฝังเตรียมตัวตั้งแต่เด็กเล็กจนกระทั่งระดับการศึกษาสูงขึ้นโดยลำดับ แล้วก็ต้อง ทำอย่างต่อเนื่อง🔗

เรื่องที่ ๔ เป็นเรื่องการศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมือง การเสริมสร้าง ผู้เรียนให้ยึดโยงกับชุมชนและสังคม ที่เรียกว่า ซีวิกเอนเกจเมนต์ (Civic Engagement) เป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาการมีส่วนร่วมทางการเมืองและบ่มเพาะนักประชาธิปไตย ให้กับระบบการเมืองในระยะยาว ในการพัฒนา ฝึกฝน และบ่มเพาะความเป็นพลเมือง ให้กับเด็ก ต้องให้เด็กได้เรียนรู้สังคม ปัญหาสังคมจากตัวอย่างของจริงในชีวิตของเขานะครับ ซึ่งหมายความว่าให้เด็กสามารถนำเอาปัญหารูปธรรมในชุมชนที่เด็กพบเห็นในแต่ละวัน เข้ามาสู่การเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนระหว่างกันในรูปแบบของกรณีศึกษา โดยเฉพาะครูต้องมี บทบาทในการเป็นผู้จัดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่เรียกว่า ฟาซิลิเตเตอร์ (Facilitator) กระตุ้นให้เด็กทุกคนได้มีส่วนร่วม กล้าแสดงความคิดเห็น กล้าแสดงจุดยืนและกล้าแสดง ความรับผิดชอบต่อสังคมอันจะเป็นวิถีชีวิตในระบอบประชาธิปไตยต่อไปครับ ดังนั้นควรให้ เด็กได้มีการเรียนรู้ในระบอบการปกครอง เปรียบเทียบตามช่วงวัยที่เหมาะสมเพื่อให้เกิด ความเข้าใจถึงข้อดี ข้อด้อย ของระบอบการเมืองการปกครองให้เขาได้เรียนรู้อย่างถูกต้อง และรู้เท่าทันทางการเมืองที่เรียกว่า โพลิทิคัล ลิเทอเรซี (Political Literacy) เพื่อเป็นประโยชน์ ของประเทศชาติในระยะยาว เด็กควรมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง รวมทั้งมีค่านิยม ทัศนคติ และฝึกฝนทักษะอย่างต่อเนื่อง ให้เป็นพลเมืองที่ติดตามสนใจข่าวสารของสังคมและการเมือง ให้เป็นส่วนหนึ่งของการเมือง กระทั่งเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง พลเมืองที่ติดตามข่าวสาร ของสังคมและการเมืองให้เป็นส่วนหนึ่งของการเมืองได้อย่างสร้างสรรค์ ใช้เสรีภาพด้วยความ รับผิดชอบต่อสังคม สร้างสังคมเสมอภาคทางโอกาส ยุติธรรม และสามัคคีในชาติ ตลอด เส้นทางของการเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองของเขาครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ต่อไปก็จะเป็นชุด ๒ ท่าน นางสาว สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา แล้วก็จะเป็น คุณธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ จากนั้นก็จะเป็น คุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย นะครับ ขอเชิญนางสาวสุทธวรรณครับ🔗

นางสาวสุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครปฐม

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม เขต ๓ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉัน ขออภิปรายร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติซึ่งคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอค่ะ ช่วง ๔ เดือนก่อนหน้านี้ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในหมู่นักเรียนว่า มีเนื้อหาที่กดขี่ ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ท่านประธานคะ เด็กสมัยนี้มีความคิดเป็นของตนเอง พวกเขาใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) ทุกวัน หลายคนสามารถศึกษาหาความรู้และเข้าถึง ข้อมูลต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี อย่างร่าง พ.ร.บ. การศึกษาฉบับนี้เด็ก ๆ หลายคนก็ได้เข้ามาอ่าน ด้วยตนเองค่ะ และเขาก็มีคำถามมากมาย วันนี้ดิฉันขอมาเป็นกระบอกเสียงแทนเด็ก ๆ เหล่านั้นค่ะ🔗

ประเด็นแรก วัตถุประสงค์และเป้าหมาย ท่านประธานคะ โลกของเราหมุน อยู่ตลอดเวลา การศึกษาไทยต้องเตรียมคนไปสู่อนาคตค่ะ เพราะเวลาเดินไปข้างหน้าตลอด การจัดการศึกษาต้องยืดหยุ่น แต่ดิฉันพบว่าร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ขัด หลักอิสรภาพทางวิชาการและการเรียนการสอนที่ยืดหยุ่น รวมถึงการเปิดกว้างในทุก ๆ มิติ เนื้อหาของร่างมีปัญหาในเรื่องการใช้ยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศมาเป็นตัว ออกแบบหลักสูตรและเป็นตัวกำหนดชี้วัดทั้งนักเรียนและครู เนื้อหาตามร่าง พ.ร.บ. มีที่มา จากร่างที่คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา หรือ กอปศ. ได้จัดทำไว้ ซึ่ง กอปศ. ได้รับการแต่งตั้งขึ้นมาในยุคของรัฐบาล คสช. ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เนื้อหาของ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มีเป้าหมายเพียงควบคุม ปกครอง ไม่ได้ส่งเสริมให้เกิดความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์หรือคิดนอกกรอบได้ เช่น การสอดแทรกอุดมการณ์ชาตินิยมลงไปในระบบ การศึกษาอย่างเข้มข้น บังคับให้ทั้งนักเรียนและครูต้องซึมซับวัฒนธรรมไทย รู้จักสังคม ความเป็นไทย เข้าใจหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นการกระทำที่ขาดความเข้าใจ ในการพัฒนาการตามช่วงวัยของมนุษย์ค่ะ วัตถุประสงค์การเรียนการสอนในแต่ละ ช่วงวัยยังไม่สอดคล้องกับวิวัฒนาการการเรียนรู้ของคนยุคดิจิทัล (Digital) ค่ะ🔗

ประเด็นที่ ๒ ดิฉันพบว่าร่าง พ.ร.บ. การศึกษาฉบับนี้มีระบบการบริหาร จัดการที่ย้อนยุค หลงสมัย รัฐยังคงทำการรวมศูนย์อำนาจ บริหารแบบระบบอำนาจเชิงเดี่ยว ทำให้สถานศึกษาขาดการมีส่วนร่วมในการบริหาร การตรวจสอบถ่วงดุล และขาดหลัก ธรรมาภิบาล รัฐควรจะต้องกระจายอำนาจให้สถานศึกษาได้บริหารและออกแบบให้เข้ากับ บริบทของสถานศึกษาแต่ละแห่ง ก่อนหน้านี้ในการทำงานของคณะกรรมการอิสระเพื่อการ ปฏิรูปการศึกษาก็ไม่ได้มีความพยายามในการแสวงหาแนวร่วมหรือฉันทามติจากกลุ่มผู้มี ส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบด้านเลย ถึงแม้ว่าร่างดังกล่าวจะผ่านกระบวนการรับฟัง ความคิดเห็นมาแล้ว แต่ก็ไม่ได้มีการปรับปรุงแก้ไขอะไรเลยหลังได้รับความคิดเห็น ต่อมา องค์กรครูกว่า ๓๐๐ องค์กรก็ได้ออกมาเรียกร้อง จึงมีการแก้ไขข้อความเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้นนะคะ คือแค่คำเรียกครู ผู้บริหารสถานศึกษา และใบประกอบวิชาชีพครูเท่านั้นค่ะ🔗

ประเด็นที่ ๓ ดิฉันพบว่าร่าง พ.ร.บ. การศึกษาฉบับนี้จงใจละเลย การให้บริการสาธารณะของรัฐและการเป็นรัฐสวัสดิการ เรามองเห็นปัญหาของระบบ การศึกษาไทยมานานแล้ว และเมื่อเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด (COVID) ยิ่งทำให้เห็นปัญหาความเหลื่อมล้ำชัดขึ้น การเรียนฟรีไม่มีอยู่จริงเพราะจะมีค่าใช้จ่าย แอบแฝงเกิดขึ้น เช่น ค่าอุปกรณ์การเรียน การเรียนการสอนแบบออนไลน์ (Online) ภาระไปตกอยู่ที่ครูและนักเรียน รวมถึงผู้ปกครองที่ต้องวิ่งหาอุปกรณ์สมาร์ตโฟน (Smartphone) แท็บเลต (Tablet) คอมพิวเตอร์เพื่อให้บุตรหลานของพวกเขาเข้าถึง การเรียนการสอน ทุก ๆ นาทีที่ผ่านไปจะมีเด็กถูกผลักให้ออกนอกระบบการศึกษามากขึ้น เพราะมาตรฐานจากส่วนกลางค่ะ🔗

ประเด็นสุดท้ายร่าง พ.ร.บ. การศึกษาฉบับนี้ขาดหลักประกันการคุ้มครอง สิทธิในโอกาสการเข้าถึง ขาดสิทธิเสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของนักเรียนและครู เราพบว่าเด็กไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาเลย พวกเขาไม่มีสิทธิเลือกเอง ยังมีการ กำหนดสายวิทย์ สายศิลป์ ยังมีค่านิยมเก่า ๆ ที่เด็กเรียนดีต้องเรียนสายวิทย์ ยังคงมีการ ปิดกั้นการค้นพบตัวเองเพื่อไปพัฒนาทักษะด้านต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่การเรียนการสอนในปัจจุบันนี้ ควรจะต้องหลากหลายพร้อมโอบรับการศึกษาของโลก ไม่ใช่การเรียนเพื่อเอาวุฒิการศึกษา ให้จบเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเรียนเพื่อสร้างทักษะและการเข้าถึงประชาคมวิชาชีพ รวมคนที่มีความสนใจร่วมกันมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ปัจจุบันนี้เด็กไม่สามารถค้นพบ ตัวเองได้อย่างเต็มที่ว่าจริง ๆ แล้วตนเองชอบอะไร ค่านิยมยังให้ความสำคัญกับเด็กสายวิทย์ ผู้ปกครองหลายท่านอยากให้ลูกตนเองเรียนจบมาเป็นหมอ เป็นวิศวกร ทำให้เด็ก ๆ ไม่กล้า คิดนอกกรอบหรือเลือกทางเดินของตนเอง ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นมาหลายสิบปีและปัจจุบัน ก็ยังคงมีให้เห็นอยู่🔗

ท่านประธานคะเด็ก ๆ ๑๐ คน ย่อมมีความสนใจ ๑๐ อย่างแตกต่าง กันไป โลกตอนนี้มากกว่าเพียงสายวิทย์ สายศิลป์ ถึงเวลาที่เราต้องออกแบบการศึกษาเพื่อ คนรุ่นต่อ ๆ ไปให้สอดคล้องกับโลกยุคปัจจุบัน การศึกษาไทยต้องพร้อมโอบรับการศึกษา ของโลกเพื่อให้พวกเขาพร้อมที่จะเป็นพลเมืองโลก ไม่ใช่เป็นแค่พลเมืองไทยค่ะ อย่างตัวดิฉัน เรียนจบปริญญาตรีสาขาดนตรีมาจากมหาวิทยาลัยมหิดล ในขณะนั้นยังมีคำถามจากผู้ใหญ่ ว่าเรียนดนตรีไปทำไม จบไปจะทำอะไรกิน ทั้ง ๆ ที่ในต่างประเทศอาชีพนักดนตรีคืออาชีพ ที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี แต่ในประเทศไทยคนที่เรียนจบทางด้านดนตรี ทางด้านศิลปะ ทางด้าน การแสดง หรือด้านอื่น ๆ ที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์กลับไม่ได้รับการส่งเสริมเท่าที่ควรค่ะ ไม่มีตลาดแรงงานรองรับด้วยซ้ำ เพราะระบบการศึกษาไทยไม่สนับสนุนให้เด็กมีความคิด สร้างสรรค์ มีแต่หลักสูตรที่ผลิตคนให้ออกมาเหมือน ๆ กัน ผู้เรียนต้องบรรลุเป้าหมาย หลักเศรษฐกิจพอเพียง วัฒนธรรมไทยและความเป็นไทยจนนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ทำไมหลักสูตรการเรียนการสอนต้องกดทับให้เด็กติดอยู่ในกรอบ แทนที่จะส่งเสริมให้เด็ก มีความคิดสร้างสรรค์ ส่งเสริมให้เด็กคิดนอกกรอบ จากประเด็นทั้งหมดที่ดิฉันได้กล่าวมา ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้เต็มไปด้วยการผลักภาระให้แก่ผู้ปกครอง นักเรียน รวมถึงครูและสถานศึกษา มีการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการเรียนรู้ อย่างที่ดิฉันได้บอกไปค่ะ เด็ก ๆ ไม่ได้จะเติบโตไปเป็นพลเมืองไทยเพียงอย่างเดียว พวกเขาจะต้องเป็นพลเมืองโลกด้วย จะจำกัดให้คิดอะไรแคบ ๆ เป็นพลเมืองไทยในกะลาไม่ได้ ดังนั้นดิฉันจึงไม่สามารถ รับหลักการร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้ค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ รักษาเวลาดีครับ ต่อไป คุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย🔗

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กฎหมายฉบับนี้มีหลักการง่าย ๆ ก็คือปรับปรุงกฎหมายว่าด้วย การศึกษาแห่งชาติ ซึ่งผมเข้าใจว่าเป็นกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ ซึ่งหลายท่านในรัฐสภาแห่งนี้ได้พูดถึงกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ ด้วยความชื่นชม ว่าเป็นกฎหมายซึ่งร่างขึ้นมาเป็นกฎหมายแม่บทของการจัดการศึกษาอย่างแท้จริงฉบับหนึ่ง ในยุคนั้นกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปี ๒๕๔๒ เกิดขึ้นในยุคที่ท่านประธานเป็น นายกรัฐมนตรี และในพระราชบัญญัติฉบับนั้นมีประธานคณะกรรมาธิการที่พิจารณา ก็คือท่านอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผมเองก็เป็นคณะกรรมาธิการร่วมอยู่ ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ฉบับปี ๒๕๔๒ ด้วย ซึ่งต้องเรียนท่านประธานว่าในฉบับนั้น ก็มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แก้ไขเนื้อหาหรือบทกฎหมายในชั้นกรรมาธิการกันอยู่ พอสมควร เนื่องจากรัฐบาลในยุคนั้นมีการเปิดกว้างให้หลายภาคส่วนได้มีการแสดง ความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ใหญ่ที่สุด ในประเทศ นั่นคือเรื่องของการศึกษา ผมจำเป็นต้องเรียนเรื่องนี้เพราะว่ากฎหมาย ฉบับปัจจุบันที่กำลังพิจารณากันอยู่จะเป็นการปรับปรุงจากตัวกฎหมายฉบับนั้น แต่ผม เรียนว่าเมื่อเห็นตัวกฎหมาย ฉบับปี ๒๕๖๔ ฉบับนี้แล้ว โดยส่วนตัวยังรู้สึกผิดหวังอยู่ครับ เพราะผมคิดว่ากฎหมายฉบับปัจจุบันนี้ตีโจทย์แตก แต่วิธีการแก้โจทย์ไม่ตรงจุด เพราะฉะนั้นการคาดหวังจะได้ผลตามที่ตั้งโจทย์เอาไว้ก็เป็นไป ได้ยาก ทำไมจึงพูดว่าตีโจทย์แตก เพราะกฎหมายฉบับนี้ ๘๐ เปอร์เซ็นต์มาจาก การพิจารณาและยกร่างของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาซึ่งมีการจัดตั้งขึ้น ในช่วงระยะเวลาก่อนหน้านี้ ในรายงานของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษานั้น ได้ตีโจทย์สังคมไทยว่า หลังการปฏิรูปการศึกษาในปี ๒๕๔๒ สังคมไทยเห็นว่าคุณภาพ การศึกษาไทยตกอยู่ในภาวะวิกฤติของปัญหาที่มีความรุนแรง สลับซับซ้อนและฝังลึก ในระบบที่ยากต่อการแก้ไข มีความเหลื่อมล้ำในโอกาสทางการศึกษาอย่างมาก สถานศึกษา ชั้นนำที่มีคุณภาพการศึกษาสูงมีจำนวนไม่มากนัก ส่งผลให้สมรรถนะขีดความสามารถ การแข่งขันของประเทศอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับภูมิภาคเดียวกัน ในส่วนการศึกษาระดับ อาชีวศึกษาและอุดมศึกษาไม่สามารถผลิตทรัพยากรมนุษย์ที่มีทักษะ สมรรถนะตอบสนอง ความต้องการของภาคการจ้างงานได้ และไม่สามารถสร้างสรรค์งานวิจัยนวัตกรรมเทคโนโลยี ใหม่ ๆ ได้ แสดงให้เห็นถึงความด้อยประสิทธิภาพและประสิทธิผลของระบบการจัด การศึกษาไทยทุกระดับ ซึ่งการศึกษาที่มีคุณภาพเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างทรัพยากรมนุษย์ ที่มีสมรรถนะสูง อันนี้ผมยกมาจากรายงานของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูป แต่เมื่อ มาเป็นตัวของกฎหมายฉบับนี้ ท่านประธานครับ ถ้าเราไปเทียบกับตัวกฎหมาย ปี ๒๕๔๒ และอ่านอย่างละเอียดจะพบว่าพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ นั้นจะเน้น การให้อำนาจประกันสิทธิของภาคส่วนต่าง ๆ ในการจัดกระบวนการศึกษาเรียนรู้ แต่ตัวกฎหมายที่เราพิจารณากันอยู่ปัจจุบันนี้จะเน้นการสั่งการ กำหนดคุณสมบัติ วางตัวชี้วัดแนวปฏิบัติอย่างละเอียดให้กับภาคส่วนต่าง ๆ มีบทความบางบทความไปนับ ด้วยซ้ำครับท่านประธานว่าในกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ มีคำว่า ต้อง ๔๔ คำ แต่ในกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๖๔ มีคำว่า ต้อง ถึง ๑๖๒ คำ อันนี้ก็เป็นประเด็น ซึ่งหยิบขึ้นมาเพื่อให้เห็นภาพรวมของตัวกฎหมายฉบับนี้ชัดเจนขึ้น ซึ่งวิธีการแบบนี้มันจะเป็น การรวมศูนย์ให้อำนาจของรัฐสามารถที่จะเข้ามาจัดการในเรื่องของการจัดการศึกษาได้ ในบทความหนึ่งกล่าวว่าวิธีการคิดว่ารัฐจะต้องจัดกระบวนการศึกษาแล้วประสิทธิภาพ การศึกษาจึงจะเกิดได้มีประสิทธิผลนั้น เขาบอกว่ามิติที่มักจะขาดหายไปในกระบวนการคิด วิธีนี้คือความเข้าใจต่อพลวัตทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ที่เป็นลักษณะเฉพาะของ พื้นที่ทางนโยบาย ในที่นี้ก็คือระบบการศึกษา นี่ก็เป็นประเด็นที่ผมอยากจะยกโจทย์นี้ ขึ้นมาก่อนครับ ผมคิดว่าถ้าตีโจทย์ให้แตกตัวกฎหมายฉบับนี้ผมไม่อยากจะพูดถึงเรื่องของ การพัฒนาและสวัสดิการครู เพราะในสภานี้เรามีตัวแทนวิชาชีพนี้กันอยู่ค่อนข้างมากและพูด ไปแล้ว แต่ถ้าพูดในฐานะของคนที่มีลูกมีหลานเรียนหนังสืออยู่ และโดยเฉพาะอยู่ต่างจังหวัด ที่ต้องหาโรงเรียนดี ๆ จ่ายเงินจ่ายทองเข้าเมืองเข้ากรุงเทพฯ หรือเราพบเห็นลูกชาวบ้าน จน ๆ ที่ต้องอาศัยโครงการอาหารกลางวันในยุคที่ท่านประธานในขณะนี้เป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ ต้องอาศัยเรื่องเรียนฟรี ๑๕ ปีในยุคท่านอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น เราคิดว่าตัวพระราชบัญญัติการศึกษานั้นจำเป็นจะต้องมีหลักประกันเรื่องการแก้ปัญหา ความเหลื่อมล้ำคุณภาพ เราต้องการโรงเรียนที่มีคุณภาพทัดเทียมกันทั่วประเทศไม่ว่าอยู่ ที่ไหน ไม่ใช่เด็กในหมู่บ้านไปเรียนตำบล เด็กในตำบลไปเรียนในเมือง เด็กในเมืองเข้า กรุงเทพฯ เด็กกรุงเทพฯ ที่มีเงินไปต่างประเทศ ระบบนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น ๒. เราต้องการ การดูแลให้มีการเรียนฟรีอย่างแท้จริง มีอุปกรณ์การศึกษาที่ครบ และเด็กสามารถจะเข้าถึง อินเทอร์เน็ต (Internet) ได้ ซึ่งปัจจุบันเรื่องการเรียนออนไลน์ (Online) นั้นเป็นปัญหา อย่างยิ่ง และในตัวกฎหมายฉบับนี้มีการเขียนเอาไว้แต่ไม่มีหลักประกันที่ชัดเจนเช่นนั้น เราต้องการการส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการศึกษาตลอดชีพ ซึ่งในตัวกฎหมายฉบับนี้ เขียนไว้ แต่รายละเอียดในเชิงปฏิบัตินั้นยังกำกวมและยังคลุมเครืออยู่มาก เราต้องการ กฎหมายแม่บทที่พูดถึงเรื่องการรับภาระค่าใช้จ่ายแทนพ่อแม่ผู้ปกครอง ในลักษณะที่รัฐ จะดูแลเรื่องของทุน ค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองอย่างเท่าเทียม ในชั้นการเข้ามหาวิทยาลัย เราต้องการการเรียนที่มีคุณภาพ จบมามีงานทำ มีเงินผ่อน กยศ. ตกงาน กยศ. ไม่ยึดทรัพย์ นี่คือสิ่งง่าย ๆ ที่ควรจะเกิดขึ้นในพระราชบัญญัติการศึกษาฉบับนี้ ยังมีความไม่ชัดเจนอีก หลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเรื่องของการบริหารงานบุคคลและหน่วยงานเดิม และที่หลายคนกังวลมากคือระบบการประกันคุณภาพการศึกษาซึ่งกฎหมายฉบับนี้พูดถึง ไว้ค่อนข้างน้อย ถ้าไปดูในตัวโครงสร้างของกฎหมายนี้จะชัด ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต เพิ่มเติมอีกสักเล็กน้อยเท่านั้นเองว่าในปี ๒๕๔๒ นั้นตัวโครงสร้างกฎหมายเขียนชัด ตั้งแต่บท ทั่วไป สิทธิหน้าที่ทางการศึกษา ระบบการศึกษา แนวการจัดการศึกษา การบริหารจัดการ การศึกษา มาตรฐานประกันคุณภาพการศึกษา ครู คณาจารย์ บุคลากร ทรัพยากรการลงทุน และเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา แต่ในกฎหมายปี ๒๕๖๔ นั้นกลับเขียนโครงสร้าง ลักษณะอีกแบบหนึ่งซึ่งหากการเรียงลำดับของโครงสร้างกฎหมายที่ชัดเจนครับ ผมเสนอ ในตอนสุดท้ายก็คือว่าเมื่อมีการนำกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่สภาแล้ว ถ้าสภารับหลักการไปแล้ว ผมเสนอว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการสมควรที่จะมาเป็นประธาน คณะกรรมาธิการชุดนี้ และ ๒. ควรจะขยายเวลาการแปรญัตติของกฎหมายฉบับนี้ ให้มากกว่าเวลาที่ตราไว้ตามข้อบังคับ ที่สำคัญในข้อ ๓ ก็คือว่าก่อนที่จะพิจารณาลงในตัวบท กฎหมายต่าง ๆ นั้นคณะกรรมาธิการก็ควรจะเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วน ไม่เฉพาะแต่ครู บุคลากรทางการศึกษาเท่านั้น แต่อาจจะเป็นเด็ก เป็นผู้ปกครอง เป็นนักวิชาการต่าง ๆ ได้มาร่วมแสดงความคิดเห็นได้กว้างขวาง อย่างเช่นพระราชบัญญัติการศึกษา ปี ๒๕๔๒ ได้ดำเนินการไปแล้ว ถ้าเป็นเช่นนี้ผมก็คิดว่าโอกาสที่เราจะใช้กฎหมายฉบับนี้ปฏิรูปการศึกษา ประเทศไทยในทศวรรษต่อไปนั้นก็มีโอกาสที่จะตอบโจทย์ของปัญหาการศึกษาของประเทศ ไทยได้ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปคุณธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ หลังจากนั้นก็จะเป็นคุณปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์ คุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แล้วจะเป็นคุณประกอบ รัตนพันธ์ ขอเชิญคุณธัญวัจน์ครับ🔗

นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานรัฐสภา ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ค่ะ ในช่วงการชุมนุมการเมืองที่ผ่านมาค่ะ ท่านประธาน เราคงเห็นกลุ่มนักเรียนเลว ได้สื่อสารผ่านสื่อออนไลน์ (Online) สื่อสาธารณะ เกี่ยวกับประเด็นต่าง ๆ ในรั้วโรงเรียนในการศึกษาของประเทศไทยค่ะ หลายท่านในที่นี้ก็คง จะเห็นข้อมูลเหล่านั้น แล้วก็ความคิดของท่าน ท่านก็คงคิดว่าการปฏิรูปการศึกษานั้นควรจะ เกิดขึ้นจริง ๆ เสียทีในประเทศไทย เพราะว่าสิ่งหนึ่งที่เราสรุปได้คำสั้น ๆ ก็คือว่าการศึกษา ของประเทศไทยนั้นคือการศึกษาแบบอำนาจนิยม และถ้าย้อนไปก่อนการชุมนุม ทางการเมืองที่ผ่านมาค่ะท่านประธาน การปฏิรูปการศึกษานั้นก็ถูกพูดถึงอยู่บ่อยครั้งอยู่ใน หลายแวดวง นั่นเป็นเพราะอะไร นั่นเป็นเพราะว่าโลกของเรานั้นเล็กลง ประชาชนทุกคน สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ และโลกที่เล็กลงนี้เองค่ะท่านประธาน ณ วันนี้เราก็ยังค้นพบว่า ประเทศไทยนั้นยังอยู่ในการศึกษาในโลกที่แคบกว่า ที่เล็กกว่าในโลกที่กำลังเล็กลงค่ะ ท่านประธาน การศึกษาของเราไม่สามารถสร้างแรงงานคุณภาพได้ ไม่สามารถนำพาเด็กและ เยาวชนตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้สู่เป็นพลเมืองโลกได้ ไม่สามารถที่จะพัฒนาสร้างสรรค์ เป็นแรงงานทางเศรษฐกิจที่สำคัญ แล้วเราก็ไม่สามารถที่จะก้าวข้ามผ่านประเทศที่กำลัง พัฒนาอยู่แบบนี้ แล้วเราก็จะพัฒนาอยู่ กำลังพัฒนาอยู่แบบนี้ตลอดไปค่ะ ในร่าง พระราชบัญญัติฉบับนี้ธัญได้อ่านเกี่ยวกับหมวดของวัตถุประสงค์ เป้าหมายของการจัด การศึกษามาตรา ๖ ค่ะท่านประธาน วัตถุประสงค์ก็เพื่อพัฒนาบุคคลให้มีความสมบูรณ์ ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา แต่ที่ผ่านมาและร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ในสิ่งที่หายไปธัญไม่มี ความมั่นใจค่ะท่านประธาน หากการศึกษาแกนกลางของประเทศไทยนั้นยังไม่เปลี่ยนแปลง การศึกษาในประเด็นของเพศ เพศศึกษานั่นเองค่ะท่านประธาน เพราะว่าเรื่องเพศนั้น เป็นเรื่องของทุกคน เป็นเรื่องของเราทุกคนในสภา เป็นเรื่องของคนทุกคน เป็นสิ่งที่เราควร จะให้คุณค่าคนทุกคนในเพศที่หลากหลาย แต่การศึกษาที่ผ่านมาเราศึกษาเป็นระบบ ๒ เพศ เท่านั้น และนอกจากระบบ ๒ เพศแล้วเรายังให้คุณค่าเรื่องเพศที่ต่างกัน อย่างนี้การก้าวเข้าสู่พลเมืองโลกก็คงจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยค่ะท่านประธาน เรื่องเพศ เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวที่สุด แล้วถ้าเกิดเรายังไม่มีความเข้าใจในเรื่องสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุด ความสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจนั้นจะเกิดขึ้นอย่างไร เมื่อสักครู่นี้คุณศิริกัญญาก็ได้พูดถึง กลุ่มคนหลากหลายทางเพศยังถูกบูลลี (Bully) ยังมีสถิติหรือภาพข่าวที่เราเห็นก็คือ การฆ่าตัวตาย อย่างการศึกษาผ่านมาที่เราได้พบก็คือเราจะมีบทเรียนในเรื่องระหว่างผู้ชาย ผู้หญิง ยังมีการกำหนดบทบาททางเพศแบบแข็งตัว เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ถูกสอนให้คุณค่าว่า เพศนี้ทำแบบนี้ถูกให้คุณค่า แต่เพศนี้ทำแบบนี้ก็จะมองว่าเป็นคนไม่ดี ถูกตีตรา ยกตัวอย่าง อย่างข่าวที่เราเห็นกันมาก็คือมีการใช้รูปนักร้องสาวที่แต่งตัวตามสมัย เป็นแนวแฟชั่นนิยม ก็ถูกเอามาอยู่ในบทเรียน แล้วก็ตั้งคำถามกับนักเรียนว่าการแต่งกายแบบนี้ไม่เหมาะสม เมื่อเปรียบเทียบรูปกับการแต่งกายแบบอนุรักษ์นิยม อันนี้เรากำลังสอนอะไรกับเด็กเยาวชนคะ ท่านประธาน และยิ่งไม่ต้องพูดถึงความหลากหลายทางเพศนะคะท่านประธาน ไม่มีอยู่ใน บทเรียนเลย ซ้ำร้ายกลุ่มหลากหลายทางเพศนั้นการศึกษาเพศแกนกลางยังใช้คำว่า เบี่ยงเบน นั่นก็ส่งผลต่ออคติการเลือกปฏิบัติที่เกิดขึ้นในสังคม เพราะฉะนั้นนี่เป็นสิ่งที่เราจะต้องแก้ ตั้งแต่การศึกษาค่ะท่านประธาน ธัญจะขออนุญาตเชื่อมโยงเรื่องเพศเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวที่สุด ถ้าเกิดเราปิดกั้นในการสอนเรื่องเพศนั้นจะนำพาไปสู่อะไรบ้าง คือการปิดประตูทุกอย่างค่ะ ท่านประธาน ในเมื่อคนเราไม่เข้าใจตัวเราเอง ธัญยกตัวอย่างเช่นศิลปวัฒนธรรม งานศิลปวัฒนธรรมนะคะท่านประธาน ธัญญ์ได้มีโอกาสได้ยินท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดถึงลิซ่า ลาลิซ่า มิวสิกวิดีโอ (LALISA Music Video) ออกใหม่ที่มียอดวิว อินเตอร์เนชันนัล (View International) เป็นที่ยอมรับทั่วโลก แล้วก็บอกว่าเราจะนำพาความเป็นไทยนี้สู่สากล ท่านคะ ซอฟต์เพาเวอร์ (Soft Power) นั้นจำเป็นต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ ต้องใช้ความ รู้จักตัวตนจากข้างในเพื่อที่จะผลิตผลงาน การเรียนที่ปิดกั้นเรื่องเพศไม่สามารถที่จะนำสู่ ความคิดสร้างสรรค์ได้เพราะมันอยู่ในกรอบ แล้วที่สำคัญงานศิลปวัฒนธรรมที่จะเป็น ซอฟต์เพาเวอร์ (Soft Power) ที่จะให้เด็กไทยสร้างสรรค์สู่ต่างประเทศนั้นต้องเป็นงานที่ต้อง พูดถึงอารมณ์ ความรู้สึก ที่ทุกคนบนโลกใบนี้สามารถสัมผัสและเข้าใจมันได้ สนุกกับมันได้ เศร้ากับมันได้ มีอารมณ์ร่วมกับมันได้ นี่คือสิ่งที่สำคัญ แต่ถ้าเรามัวแต่สนับสนุนศิลปวัฒนธรรม ที่แข็งตัวเป็นศิลปวัฒนธรรมที่กราบไหว้ ธัญก็ต้องบอกท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ตรงนี้เลย ว่าเราก็ไม่มีทางที่จะพัฒนาเด็กสู่ความคิดสร้างสรรค์ แล้วก็ไม่มีทางที่จะนำซอฟต์เพาเวอร์ (Soft Power) สู่โลกใบนี้ได้ค่ะท่านประธาน ธัญขออนุญาตทิ้งท้ายไว้นิดหนึ่ง ในข้อเสนอธัญ คิดว่าการศึกษาในปัจจุบันนี้ถ้าเราจะให้เท่าทันโลกเราต้องศึกษาในเรื่องของปรัชญาเป็น สำคัญ ไม่ใช่ศึกษาในเรื่องความเชื่อ เพราะปรัชญาคือจุดเริ่มของการตั้งคำถามใหม่ ๆ ที่ ไม่รู้จบ ที่จะต่อยอดความคิดเด็ก เราต้องศึกษาเรื่องเพศ เพราะว่าเรื่องเพศนั้นคือการเข้าใจ ตนเอง แล้วก็เข้าใจผู้อื่น และนั่นหมายถึงว่าก็คือการเคารพตนเองแล้วก็เคารพผู้อื่น การศึกษาวัฒนธรรมที่หลากหลายเพื่อเปิดกว้างเป็นเรเฟอเรนซ์ (Reference) ในการต่อยอด เป็นบทเรียนที่จะให้เด็กคิดต่อยอดที่จะสร้างสรรค์วัฒนธรรมดี ๆ ให้กับโลกใบนี้ค่ะ ธัญคิดว่า นี่คือการสร้างซอฟต์เพาเวอร์ (Soft Power) สู่สากลจากการที่เราจะมีการศึกษาอันใหม่ ที่ปฏิรูป แต่ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้กลับเป็นฮาร์ดเพาเวอร์ (Hard Power) เป็นกุญแจมือ ที่ล่ามโซ่ความเจริญให้กับประเทศไทย ท่านประธานนิดเดียวค่ะ เด็กของเรา ๆ ต้องเริ่มต้น ให้ดี ถ้าเกิดท่านประธานเคยได้ยินคำนี้ เวลล์ บีกัน อิส ฮาล์ฟ ดัน (Well begun is half done) การเริ่มต้นที่ดีนั้นคือมีชัยไปกว่าครึ่ง แล้วเราควรจะเริ่มการศึกษาที่ดีให้กับเด็กทุกคน ขอบคุณค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ต่อไปคุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ครับ🔗

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ บทบาทของการศึกษาในโลก ยุคใหม่ต้องเป็นการเอาโจทย์ของโลกอนาคตมาใช้ในการเตรียมคนในยุคปัจจุบันเพื่อทำให้ เด็กและประชาชนทุกคนที่มีความแตกต่างหลากหลายมีความพร้อมในการเรียนรู้ และมี อธิปไตยในการเรียนรู้เป็นของตนเอง สามารถแปรเปลี่ยนความแตกต่างหลากหลายที่ตนเองมี ให้กลายเป็นคุณค่าและเป็นขีดความสามารถที่สามารถแข่งขันและร่วมมือกับใครก็ได้ในโลก สามารถที่จะวิ่งตามความฝันที่ทะเยอทะยานของตัวเองได้ และเต็มใจที่จะแบ่งปัน ความสำเร็จนั้นคืนสู่สังคมเพื่อให้คนในรุ่นต่อ ๆ ไปได้วิ่งตามความฝันของตัวเองได้เหมือนกับตน การศึกษาในยุคปัจจุบันจึงไม่ใช่กระบวนการที่จะสร้างใครให้เป็นแรงงานไปรับใช้ใครอีกต่อไป ยุคนี้เขาเลิกถามกันแล้วว่าโตขึ้นมาจะทำอาชีพอะไร เพราะเราไม่รู้ว่าในอีก ๑๐ ปี ๒๐ ปี ข้างหน้าอาชีพที่มีอยู่ในปัจจุบันจะยังคงอยู่ไหม อีก ๑๐ ปีข้างหน้าจะมีอาชีพใหม่ ๆ อะไร เกิดขึ้นการศึกษาจึงไม่ใช่การเอาโจทย์ในอดีตของคนที่เกิดก่อนมาคอยบงการให้คนที่เกิด ทีหลังว่าต้องเรียนอย่างนั้น โตขึ้นมาแล้วต้องเป็นอย่างนี้ แบบนี้ไม่ใช่การศึกษาครับ ท่านประธาน แต่เป็นกระบวนการผลิตก้อนอิฐที่หายใจได้ที่จะถูกเอาไปก่อเป็นกำแพงเพื่อ ทานกระแสโลกซึ่งทานอย่างไรก็ทานไม่สำเร็จ สิ่งที่ประชาชนและสังคมอยากเห็นในร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้มีอะไรบ้างครับท่านประธาน เราอยากเห็นการศึกษาที่เป็น กลไกในการพัฒนาคน ที่ทำให้เด็ก ๆ มีโอกาสและเชื่อมั่นในความพยายามในการพัฒนา ตนเอง การศึกษาจึงไม่ควรเป็นระบบในการคัดเลือกแบบแพ้คัดออก ที่เป็นการสร้างเงื่อนไข ในการจำกัดโอกาสในการเรียนของคนที่อยากเรียน ท่านประธานครับ ประเทศของเรายังคง เป็นประเทศกำลังพัฒนาอยู่ มีช่องว่างและโอกาสในการพัฒนาอยู่เต็มไปหมด แล้วเราจะมา จำกัดโอกาสในการพัฒนาคนไปเพื่ออะไร นี่เท่ากับว่าระบบการศึกษาแทนที่จะเป็นกลไก ในการพัฒนาประเทศ กลับกลายเป็นตุ้มถ่วงในการฉุดรั้งการพัฒนา และเป็นกลไกในการ หล่อเลี้ยงสามเหลี่ยมพีระมิดชนชั้นให้สังคมนี้ล้าหลังต่อไป เราอยากเห็นการศึกษาที่ โอบรับความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม โอบรับความแตกต่างหลากหลายทางศาสนา และความเชื่อ ซึ่งก็ไม่เห็นอย่างชัดเจน เราอยากเห็นการกระจายอำนาจให้กับโรงเรียน ให้โรงเรียนได้ตัดสินใจทางการศึกษาให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ มีการให้ความสำคัญ กับคณะกรรมการสถานศึกษา ให้มีบทบาทในการกำกับการบริหารงานและการใช้จ่าย งบประมาณ แต่ร่างฉบับนี้กับจับจดอยู่ที่การรวบศูนย์อำนาจมาที่คณะกรรมการนโยบาย การศึกษาแห่งชาติ ทำไมครับ ทำไมต้องพยายามเอากะลามาครอบประเทศนี้ให้ได้ เราอยากเห็นการศึกษาที่เข้าใจธรรมชาติการเรียนรู้ของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกันเพื่อให้ทุก ๆ คน สามารถพัฒนาตนเองให้เป็นไปตามศักยภาพของตน ไม่ใช่การกำหนดแบบเฉพาะเจาะจงว่า เด็กในวัยนี้ต้องเรียนอย่างนั้น เด็กในวัยนั้นต้องสอนอย่างนี้ นี่คือความพยายามที่จะทำให้ เด็กทุก ๆ คนเป็นเหมือน ๆ กัน และเป็นการทำลายความแตกต่างหลากหลายที่เป็นความ งดงามของมนุษย์ เราอยากเห็นการศึกษาที่โอบรับเด็กพิเศษ เด็กกำพร้า โอบรับเด็กที่มี ข้อจำกัดทางกายภาพต่าง ๆ โอบรับเด็กทุก ๆ คน ไม่ว่าเขาจะมีความพร้อมแค่ไหน อย่างไร ก็ตาม เราอยากเห็นการศึกษาที่เลิกโยนบาปโทษไปที่พ่อแม่ ไม่เอาข้อจำกัดทางครอบครัว มาเป็นข้ออ้าง แม่วัยรุ่นบ้าง พ่อแม่ต้องทำงานไม่มีเวลาเลี้ยงลูกบ้าง เพื่อให้เด็ก ๆ ยอมจำนน กับการศึกษาที่เหลื่อมล้ำ ท่านประธานครับ ผมเรียนตรง ๆ ต่อให้เราเถียงกันนานขนาดไหน เราก็ไม่อาจคืนครอบครัวที่เป็นอุดมคติให้กับเด็กทุกคนในประเทศนี้ได้ เราต้องเอาข้อจำกัด ต่าง ๆ เหล่านี้มาเป็นโจทก์ แทนที่จะเป็นข้ออ้าง เอามาเป็นโจทย์เพื่อให้สังคมนี้พร้อมเป็น พ่อแม่ให้กับเด็กทุกคน เด็กทุก ๆ คนเติบโตขึ้นทุกวัน แล้วในท้ายที่สุดเขาก็จะกลายเป็น พลเมืองของประเทศนี้ เราอยากเห็นการศึกษาที่มุ่งพัฒนาเด็ก ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะอยู่ในรั้ว หรืออยู่นอกรั้วโรงเรียนก็ตาม โดยเฉพาะโควิด (COVID) ชัดเจนมากครับท่านประธาน การศึกษาเกิดขึ้นนอกรั้วโรงเรียน เกิดขึ้นทุกที่ แต่หลักประกันที่จะทำให้เด็กทุกคนเข้าถึง โครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีสารสนเทศอยู่ตรงไหน ไม่ชัดเจน เราอยากเห็นการศึกษาที่ให้เด็กไทยมีความคิดสร้างสรรค์ แต่ท่านประธานที่เคารพ การที่เด็ก จะคิดสร้างสรรค์ได้เด็กต้องการเวลา แล้ว พ.ร.บ. การศึกษาฉบับนี้มีความยืดหยุ่นเพียงพอ หรือไม่ สามารถลดเวลาเรียน ลดการตะบี้ตะบันสอบ แล้วคืนเวลาให้กับเด็กได้จริงหรือเปล่า ถ้าเรายังมัวให้เด็กเรียนแต่ในสิ่งที่เป็นอดีตแล้วเด็กจะเอาเวลาที่ไหนไปเรียนรู้สิ่งที่เป็นอนาคต อย่าเอาการศึกษาทำตัวเป็นแมวขโมยเวลาของเด็กไปจนหมดเลยครับ เราอยากเห็น การศึกษาที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต ปัญหาการศึกษาในวันนี้ไม่ใช่แค่หลักสูตรและ การเรียนการสอนครับท่านประธาน ถ้าเด็กของเรายังคงประสบกับปัญหาทุพโภชนาการ ห้องน้ำยังขาดสุขอนามัยแบบนี้ บางที่แม้แต่น้ำดื่มสะอาดก็ยังขาดแคลน รถโรงเรียนก็ขาด ความครอบคลุม ขาดความปลอดภัย มีข่าวนักเรียนถูกไฟดูดตายในโรงเรียนแทบทุกปี ภายใต้ คุณภาพชีวิตแบบนี้ต่อให้ปรับหลักสูตรผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาก็ไม่เกิด เราอยากเห็น การศึกษาที่มุ่งสร้างความปลอดภัยทั้งกายและใจให้กับเด็ก มุ่งแก้ไขปัญหาการกลั่นแกล้ง รังแกภายในโรงเรียน มุ่งแก้ไขการใช้อำนาจนิยมกดขี่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพภายในโรงเรียน เราอยากเห็นการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเท่าเทียมกันทางเพศ มุ่งแก้ไขค่านิยมปิตาธิปไตยชายเป็นใหญ่ มุ่งแก้ปัญหาการยอมให้ คนที่เข้าเรียนก่อนมีอภิสิทธิ์ในการกดขี่คุกคามคนที่เข้ามาเรียนทีหลัง เราอยากเห็นการศึกษา ที่ลดงานธุรการเพื่อคืนครูสู่ห้องเรียน มีระบบการพัฒนาครูทั้งทักษะและความเข้าใจที่รู้ เท่าทันมุมมองของนักเรียนที่แตกต่างจากยุคของตน เพื่อให้ครูและนักเรียนมีความเข้าอก เข้าใจกัน ยอมรับและเคารพในความแตกต่างซึ่งกันและกัน🔗

สุดท้ายครับท่านประธาน สิ่งที่เราอยากเห็นทั้งหมดนี้เรายังไม่ได้เห็น อย่างชัดเจนในร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้เลย ถ้าการศึกษาคือยานพาหนะ ที่จะทำให้ประชาชนสามารถก้าวได้เร็วกว่าโลก หรืออย่างน้อย ๆ ต้องก้าวเท่าทันโลก แต่การศึกษาที่ปรากฏในร่างกฎหมายฉบับนี้กลับเป็นยานพาหนะที่เคลื่อนที่ได้ช้า เคลื่อนแล้ว ก็หยุดเป็นพัก ๆ ซ้ำร้ายบางทียังเคลื่อนทวนกระแสโลกอีกด้วย เป็นการเอาของเก่าที่ หมดอายุล้าสมัยมาใส่กล่องใหม่แล้วหลอกขายประชาชน เป็นความพยายามทำแอปพลิเคชัน (Application) ให้สมาร์ตโฟน (Smartphone) ที่ล้ำสมัยให้สามารถส่งโทรเลขหรือส่ง นกพิราบสื่อสารได้ เรายอมรับการศึกษาในแบบนี้ เรายอมรับการศึกษาในแบบที่เป็นเพียง การเอาสีที่สดใสมาทาลงในกะลาใบเดิมไม่ได้หรอกครับ ผมจึงไม่อาจยอมรับร่าง พ.ร.บ. การศึกษาฉบับนี้ได้ครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ต่อไปจะเป็นอาจารย์ประกอบ รัตนพันธ์ แล้วจากนั้นยังมีสมาชิกอยู่รวมทั้งหมด ๒๙ ท่าน ขอเรียนให้ทราบเพื่อจะได้รู้เวลา พวกเราจะไปทำอะไรก็ได้ครับเพราะว่าเราต้องใช้เวลาอีก ก็เลยต้องเตือนพวกเราให้พยายาม รักษาเวลานะครับ เพราะว่าจะได้มีโอกาสพูดทั่วถึงทุกคนครับ ได้เปิดโอกาส เพราะถือเป็น วันประชุมวันสุดท้ายก็จะให้โอกาสทุกคน แต่พยายามรักษาเวลานะครับ หลังจากอาจารย์ ประกอบแล้วก็จะเป็นคุณอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล คุณสุเทพ อู่อ้น แล้วก็เป็นคุณสฤษดิ์ บุตรเนียร แล้วก็ท่านวุฒิสมาชิกเหลืออีกท่านหนึ่ง รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ ขอเชิญอาจารย์ประกอบครับ🔗

นายประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นกระผมต้องกราบขอบพระคุณ ท่านประธานที่ให้โอกาสกระผมได้อภิปรายกฎหมายแม่บทคือกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ ก็ถือว่าเป็นกฎหมายที่มีความสำคัญยิ่ง เปรียบเสมือนเป็นกฎหมายหลักของกฎหมาย การศึกษาทั้งหมด ท่านประธานครับ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๔๒ ซึ่งได้อุบัติขึ้นในสมัยที่ท่านประธานเป็นนายกรัฐมนตรี ผมกราบเรียนว่าการก่อเกิดพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ นั้นครอบคลุม เท่าทันเหตุการณ์ แล้วก็เป็นพระราชบัญญัติที่ยืดหยุ่นใช้ได้ดี แล้วก็เป็นที่ชอบพอของผู้ใช้ คือนักการศึกษา ผู้บริหารทางการศึกษาและครูบาอาจารย์เพราะถือว่าเป็นกฎหมายที่ดีสุด แต่อย่างไรก็ตามผมเองต้องยอมรับว่ากฎหมายย่อมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาตาม พลวัตรของโลก ผมได้มีโอกาสได้ศึกษาร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ฉบับนี้ เห็นว่ามีจุดเด่นแล้วก็จุดด้อยอยู่ทั้ง ๒ เรื่อง ผมขออนุญาตพูดจุดเด่นก่อนนะครับว่าจุดเด่น ของกฎหมายฉบับนี้ได้ให้โอกาสของลูกหลานเราได้พัฒนาการศึกษาตามช่วงวัย ช่วงอายุ ๗ ช่วงอายุด้วยกัน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ นั้นเราแบ่งเป็นช่วงชั้น ที่จริง ผมดูแล้วมันก็ไม่มีความแตกต่างอะไรเท่าไรนักระหว่างการแบ่งช่วงวัยและการแบ่งช่วงชั้น แต่ว่าอย่างไรก็ตามทั้ง ๒ เจตนารมณ์ของกฎหมายการศึกษาแห่งชาตินั้นก็ต้องการที่จะ พัฒนาบุตรหลานของเราให้เป็นไปตามวัย เป็นไปตามศักยภาพสูงสุด อย่างไรก็ตามที่ผม กราบเรียนว่าสิ่งที่ดี ผมเห็นในมาตรา ๒๙ ของ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... นี้ ว่ามันแก้ปัญหาบางเรื่อง คือเรื่องของรายได้ของสถานศึกษาที่เป็นทรัพย์สินของราชพัสดุ เดิมทีนั้นถ้าเกิดว่าสถานศึกษาไปทำประโยชน์ในพื้นที่ราชพัสดุก็ไม่สามารถที่จะนำเงินเข้าสู่ บำรุงการศึกษาได้ ต้องส่งรายได้แผ่นดิน แต่กฎหมายฉบับนี้แก้ข้อบกพร่องตรงนี้ได้ก็เป็นเรื่อง ที่มีประโยชน์มากนะครับ โดยมีบทบัญญัติไว้ว่าทรัพย์สินใด ๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของ สถานศึกษา รวมทั้งทรัพย์สินที่เป็นของราชพัสดุถ้าเกิดสถานศึกษาทำผลประโยชน์ก็ให้ ตกเป็นของสถานศึกษา ผมว่าตรงนี้เป็นบทบัญญัติที่ช่วยเหลือโรงเรียนได้อย่างดียิ่ง และเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ แต่สิ่งที่ขาดตกบกพร่องไปผมเรียนว่ามี ๒ เรื่องหลักด้วยกัน ที่เพื่อนครูบาอาจารย์ได้บ่น แล้วก็อยากให้ทางคณะกรรมาธิการได้เพิ่มเติมในวาระที่ ๒ คือการพิจารณาเป็นรายมาตราก็คือเรื่องของการจัดการศึกษาอาชีวศึกษา ในพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ได้พูดนะครับ แต่ว่าไม่มีความชัดเจน เพราะฉะนั้นก็อยากให้มีบทบัญญัติว่าด้วย กฎหมายอาชีวศึกษาให้ชัดเจนเช่นเดียวกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๔๒ ก็จะดียิ่ง จริงอยู่ในกฎหมายฉบับนี้มีมาตรา ๗๑ มาตรา ๗๒ ที่พูดถึงการอาชีวศึกษา แต่ก็ไม่เป็นรูปธรรม ไม่ชัดเจน เพราะฉะนั้นผมเรียนว่าถ้าเกิดมีบทบัญญัติในพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ให้มีกฎหมายว่าด้วยการอาชีวศึกษาขึ้นมาสักฉบับหนึ่งก็คงจะเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะว่าการศึกษาอาชีวศึกษานั้น อาชีวศึกษาสร้างชาติ สร้างประเทศ และผมกราบเรียนว่า ไม่ว่าประเทศไหนในโลกนี้เขาก็ให้ความสำคัญเรื่องการอาชีวศึกษาเพราะการผลิตคนให้มี งานทำ ในการจัดการเรียนการสอน เป้าหมายสูงสุดก็คือให้เด็กเป็นคนเก่ง ดี มีความสุข คนที่ มีความสุขคือคนที่มีรายได้ คนที่มีรายได้และอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข เพราะฉะนั้น อาชีวศึกษาต้องมีความสำคัญนะครับ กฎหมายฉบับนี้ให้ความสำคัญของอาชีวศึกษาน้อยไป🔗

อีกเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องปรับปรุงก็คือเรื่องของวิชาชีพชั้นสูง เจตนารมณ์ ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ ในสมัยที่ท่านประธานเป็นนายกรัฐมนตรี เราให้ความสำคัญครูเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าในการจัดการศึกษาในระบบการศึกษาเป็นที่ แน่ชัดว่าการทำให้การศึกษามีคุณภาพปัจจัยที่มีความสำคัญที่สุดปัจจัยหนึ่งก็คือครู ถ้าเกิด ครูไม่เก่ง ถ้าเกิดคนไม่เก่งมาเป็นครูหรือครูไม่เก่งก็ไม่มีทางที่เราจะไปสู่คุณภาพการศึกษาได้ ไม่ว่าหลักสูตรจะดีอย่างไร ไม่ว่าอะไรจะดีอย่างไร แต่ถ้าครูไม่เก่งก็ไม่สามารถทำได้ เพราะฉะนั้นพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติจะต้องมีบทบัญญัติที่จะให้ครูนั้นเป็นวิชาชีพ ชั้นสูงและมีค่าตอบแทน ผลประโยชน์ตอบแทนให้สอดคล้องกับวิชาชีพชั้นสูงก็เป็นแรงจูงใจ ที่จะให้คนเก่งคนดีมาเป็นครู ในที่สุดเมื่อคนเก่งคนดีมาเป็นครูผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ก็จะตอบสนองได้นะครับ ก็เป็นเรื่องที่ผมกราบเรียนท่านประธานว่าในพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ควรเพิ่มเติมสาระที่สำคัญอย่างน้อยที่สุด ๒ เรื่อง ก็คือ ๑. เรื่อง อาชีวศึกษาให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องของวิชาชีพชั้นสูง วิทยฐานะของครูให้ มีความชัดเจนยิ่งขึ้นเพื่อที่จะให้คนเก่งคนดีมาเป็นครู และในที่สุดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ก็จะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปคุณอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ครับ🔗

นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ดิฉัน อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลจากนครปฐม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอร่วมอภิปราย พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้นะคะ เพื่อที่หลังจากอภิปรายจบเราจะได้พิจารณาว่า พ.ร.บ. ฉบับที่เสนอโดย ครม. นี้จะตอบโจทย์ ต่าง ๆ ที่ได้อภิปรายไปหรือไม่ และ พ.ร.บ. ฉบับใหม่นี้ทำกันอย่างไรถึงได้ล้าหลังมากกว่า ฉบับเดิม ปรากฏการณ์ทางสังคมทุกวันนี้นะคะท่านประธาน ไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ ขูดหวยรวยเบอร์ โรยแป้งขูดต้นตะเคียนหาหวย ปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาค ที่จริง ๆ แล้วรัฐบาลสามารถจะสร้างความกระจ่างให้กับสังคมได้ การศึกษาในไทยสามารถ จะมีข้อพิสูจน์ ท่านก็ยังปล่อยให้สังคมมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนกัน ทั้ง ๆ ที่มีศักยภาพ จะหาความจริงได้แต่ไม่ทำค่ะ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการทรงเจ้าเข้าผี ปัญหาการจัดรายการ วิทยุ โทรทัศน์ที่โฆษณาเกินจริง ครีมหน้าใสภายใน ๗ วัน ยาที่กินแล้วรักษาโรคมะเร็งได้ ภายใน ๗ วันก็ยังไม่มีการแก้ ท่านประธานคะ แม้ว่าเราจะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี ๒๔๗๕ มาถึงวันนี้ ๘๙ ปีแล้ว จะครบศตวรรษในอีกไม่นานนี้แล้ว แต่ว่าระบบอำนาจนิยม ที่หยั่งรากลึกในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นระบบเจ้าขุนมูลนาย ระบบนายกับบ่าว เจ้ากับทาส แต่เดิมฝังรากลึกจนกระทั่งเราเป็นสังคมที่ไม่มีทักษะในการตั้งข้อสงสัย แล้วก็ไม่มีทักษะ ในการตั้งคำถาม เป็นสังคมแห่งการรับฟังและปฏิบัติตาม และสังคมแห่งการลงโทษ สังคม แห่งความกลัวนี้หากปล่อยไว้ก็จะกลายเป็นสังคมแห่งความสิ้นหวังค่ะท่านประธาน เรามี ความจำเป็น ๓ อย่างตอนนี้นะคะท่านประธาน🔗

จำเป็นที่ ๑ คือเราจะต้องพัฒนาระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับโลกสมัยใหม่ เรามีความจำเป็นที่จะต้องหยุดการศึกษาที่ให้เยาวชนเน้นแต่ท่องจำค่านิยม ๑๒ ประการ และเรามีความจำเป็นจะต้องเน้นความรู้ความเข้าใจให้กับเยาวชนของเราในเรื่องสิทธิ พลเมือง ในเรื่องสิทธิมนุษยชนให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้นนะคะ รวมทั้งให้ตระหนักให้คุณค่า กับความเสมอภาคเท่าเทียมของมนุษย์ด้วย ท่านประธาน ในภาพกว้างระบบการศึกษาไทย จะไม่ล้มเหลวได้อย่างไรคะ ในเมื่อเรามีการเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการบ่อย ที่สุดในโลกค่ะ ถ้านับจาก ๓๐ ปีที่ผ่านมา ท่านประธานทราบไหมเรามีรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการกี่คน ๓๔ คนนะคะ ใน ๓๐ ปี เอาว่าถ้าเกิดจะนับเอาให้ใกล้ ๆ ย้อนไป แค่ ๑๔ ปี ๑๔ ปีที่ผ่านมาเรามีรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการทั้งหมด ๑๖ คน เฉลี่ยแล้วเป็น รัฐมนตรีคนละ ๑๐ เดือน และรัฐมนตรีคนที่อยู่ในตำแหน่งสั้นที่สุดก็คือรัฐมนตรีที่อยู่ใน ตำแหน่งเพียง ๒ เดือนครึ่งเท่านั้นค่ะท่านประธาน ปัญหาคุณภาพการศึกษาเป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าที่เฉพาะฝ่ายการเมืองพวกเราจะแก้กันได้ นะคะ เพราะว่ามันเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วน ทุกองคาพยพในสังคม ไม่ว่าจะเป็นตัวนักเรียน หรือตัวผู้ปกครองด้วย เราจะอยู่แบบเอาตัวรอดตามลำพังก็ไม่ได้ ถ้าเราเห็นว่าระบบ การศึกษามันล้าหลังแล้วก็ล้มเหลว เราจะส่งให้ลูกเรียนอินเตอร์ (Inter) เราจะส่งให้ลูกเรียน ในโรงเรียนทางเลือกต่าง ๆ ซึ่งปัจจุบันก็มีเพื่อตอบสนองผู้ปกครองที่มีฐานะดีหรือจะส่งลูก ไปเรียนในต่างประเทศ เราได้ลูกที่หลีกหนีจากหลักสูตรที่ล้าหลังไปได้ก็จริง แต่ลูกเรา เมื่อเรียนจบออกมาเขาก็ต้องกลับมาอยู่ร่วมสังคมไทยกับคนที่ผ่านการศึกษาส่วนใหญ่ ในระบบที่ยังต้องพัฒนา เหมือนกับเรารวยอยู่คนเดียว ถ้าเพื่อนบ้านเรายากจน ลำบากหมด บ้านเราคนรวยหมดก็ไม่พ้นหรอกค่ะที่จะต้องถูกฉกชิงวิ่งราว ถูกย่องเบา เพราะว่าเราต่างเป็น สภาพแวดล้อมให้กันและกันนะคะ ผลงานวิจัยปัญหาสำคัญในการศึกษา ปัญหาก็คือ ความเหลื่อมล้ำแล้วก็หลักสูตรที่ล้าสมัย เรื่องความเหลื่อมล้ำมีเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้อภิปรายไปเยอะแล้วนะคะ โรงเรียนและมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดล้วนตั้งอยู่ใน กรุงเทพมหานคร เมืองหัวโตคือเมืองกรุงเทพมหานคร ส่วนหลักสูตรที่ล้าหลัง ไม่ทันสมัย ไม่สอดคล้องกับโลกในศตวรรษที่ ๒๑ เรียนไปไม่ได้ใช้ประโยชน์ในการเอื้อให้มีชีวิตที่ดีในโลก ยุคปัจจุบันได้ ท่านประธาน ดิฉันจะยกตัวอย่างวิชาประวัติศาสตร์ไทยค่ะ วิชาสำคัญนี้ที่ทำให้ เรารู้รากเหง้า รู้ความเป็นมาของเราเพื่อที่จะเดินหน้าต่อไป แต่กลับเป็นวิชาที่เน้นแต่เรื่อง ท่องจำแล้วก็ย่ำอยู่กับที่ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนยกตัวอย่างให้ท่านประธานเห็นง่าย ๆ นะคะ เด็ก ๆ เราเรียนมาประวัติศาสตร์กี่ปี เรารู้แต่ว่าไทยรบกับพม่า พ.ศ. ไหนบ้าง รบกี่ครั้ง รบที่ไหน พระมหากษัตริย์ในยุคที่รบนั้นเป็นมหากษัตริย์องค์ใด เรามีแต่ประวัติศาสตร์ในราชสำนัก แต่ไม่มีประวัติศาสตร์ฉบับไพร่หรือประวัติศาสตร์ภาคประชาชน เราไม่รู้เลยว่าปราชญ์ ชาวบ้านในยุคสมัยนั้นคือใคร เราไม่ทราบเลยว่าหมอชาวบ้านในยุคสมัยนั้นคือใคร มีวิถีชีวิต ชุมชนอย่างไร มีการกินอยู่ การคมนาคมอย่างไร เพราะฉะนั้นการเรียนรู้อย่างนี้ก็เป็นการ หยุดอยู่กับที่เช่นกัน ไม่ได้เกิดประโยชน์ที่จะเอามาใช้กับชีวิตในโลกยุคศตวรรษที่ ๒๑ เรายัง ไม่สามารถที่จะเรียนรู้ศิลปะ วิถีชุมชนชาวบ้านในตำราเรียนประวัติศาสตร์ไทยได้ค่ะ ท่านประธาน และเราได้ยินคำว่า ปฏิรูป เต็มไปหมด ไม่ว่าจะปฏิรูปตำรวจ ปฏิรูปการศึกษา ที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน สำหรับดิฉันนะคะ การศึกษาไม่ได้เพียงแค่ให้อ่านออก เขียนได้ แต่ต้องสอนให้คิด เลิกท่องจำและปรับปรุงหลักสูตรให้มีความกระชับ มีความยืดหยุ่นนะคะ บูรณาการเนื้อสาระค่ะท่านประธาน เนื้อหาสาระตอนนี้ในโลก ยุคออนไลน์ (Online) เด็ก ๆ สามารถที่จะหาเนื้อหาสาระในโลกออนไลน์ (Online) ได้นะคะ แต่การเรียนในห้องเรียนเราจะต้องเน้นอะไร เราจะต้องเน้นทักษะการสื่อสาร ทักษะการคิด วิเคราะห์ แล้วก็ทำงานเป็นทีมเวิร์ก (Teamwork) เพื่อที่จะได้ออกไปสู่โลกของการทำงานได้ รวมทั้งทักษะทางอารมณ์ ทักษะในการฝึกตั้งคำถามด้วยค่ะ สรุปก็คือให้เน้นทักษะ ในการคิด และที่สำคัญจะต้องเน้นให้รู้จักหน้าที่พลเมืองเพื่อที่จะเป็นพลเมืองโลกที่สง่างาม ถ้า คฝ. ปัจจุบันที่ออกมาควบคุมฝูงชน ออกมาสลายม็อบ (Mob) มีการปลูกฝัง เรื่องการศึกษา เรื่องสิทธิมนุษยชนมากกว่านี้ก็คงจะไม่มีปัญหาการทำทารุณโหดร้ายนะคะ ท่านประธานคะ ยิ่งกรรมการนโยบายนี้เป็น พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดิฉันได้ยินชื่อ ก็สิ้นหวังค่ะ เพราะท่านผู้นี้เป็นคนที่ไม่มีความรับผิดชอบต่อการทำของตัวเอง รับแต่ ความชอบ ไม่เคยรับผิด แล้วยังมีประวัติเป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอยู่ในอำนาจโดยไม่แยแสความสง่างามของการดำรง ดิฉันขอให้ทบทวนชื่อ ประธานคณะกรรมการนโยบายด้วยค่ะ หาคนที่มีความรู้ความสามารถมากกว่านี้นะคะ ขอบคุณค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

คุณอมรัตน์ครับ ไม่ควรเสียดสีนะครับ ไม่ต้องถอนหรอก ไม่จำเป็นต้องเสียดสีครับ เชิญท่านต่อไป คุณสุเทพ อู่อ้น ครับ🔗

นายสุเทพ อู่อ้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุเทพ อู่อ้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สัดส่วนปีกแรงงาน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา การศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ถูก จัดตั้งไว้และทุกคนต้องมีโอกาสในการที่จะเข้าถึงการศึกษา พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติต้องลด กำแพงความเหลื่อมล้ำลงให้เกิดความเท่าเทียมกันของนักเรียน นักศึกษา เรียนต้องเรียนฟรี จริง ๆ ทุกคนต้องได้รับสิทธิ สนับสนุนเงินเดือนให้ทุกคน ทุกระดับชั้น ในระดับที่จะต้องมี เกี่ยวกับส่งเสริมรัฐสวัสดิการ แรกเกิด ปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมต้น มัธยมปลาย ปวช. ปวส. อุดมศึกษา รวมทั้งมหาวิทยาลัยระดับสูง เงินเดือนให้คนเรียนทุกระดับชั้นที่เรียกกันว่า ยูบีไอ (UBI) มีความจำเป็นครับที่ประเทศนี้ต้องลงทุนกับการศึกษา ต้องลงทุนให้กับเยาวชน คนรุ่นต่อ ๆ ไปเพื่อยกระดับการศึกษาตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติในอนาคตที่จะต้อง ได้รับการพัฒนา ทุกคนเป็นคนไทยต้องได้รับสิทธิโดยเฉพาะด้านการศึกษาเป็นการยกระดับ ให้ทุกคนมีโอกาสได้เรียนฟรี โรงเรียนทุกโรงเรียนต้องมีระดับที่เท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็น ระดับโรงเรียนวัด โรงเรียนประจำตำบล โรงเรียนประจำอำเภอหรือโรงเรียนประจำจังหวัด ถ้าสถานศึกษาทุกสถานศึกษามีระดับมาตรฐานที่เท่าเทียมกันก็จะลดความเหลื่อมล้ำ ในการศึกษาให้ทุกคน ลูกหลานทุกคนได้มีโอกาสได้เรียน แล้วเรียนฟรีจริง ๆ เมื่อประเทศไทย เราได้รับการเรียนฟรีก็จะยกระดับประชาชน พี่น้องแรงงานอย่างพวกผมมีความลำบาก อย่างยิ่งในการใช้ชีวิต บ้านต้องเช่า ข้าวซื้อ รถผ่อน ลูกเรียน พ่อแม่ก็ต้องเลี้ยงดู ถามว่า การเข้าถึงการศึกษาที่ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติจะต้องมีการผลักดันต้องยกระดับให้มี การเรียนฟรี แล้วก็จะเพิ่มศักยภาพให้กับประชาชนและยกระดับประเทศชาติต่อไป ถามว่า พ.ร.บ. นี้มีเป้าหมายความเป็นจริงในอนาคตอย่างไรบ้าง ประเทศไทยมีการวางเป้าหมาย ในเรื่องของการจ้างงานอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ รวมทั้งภาคเอกชน รวมทั้งเกี่ยวกับภาคอุตสาหกรรม ถามว่าวันนี้การวางระบบ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ได้กำหนดไว้อย่างไร สายสามัญ สายอาชีพ เป้าหมายที่ประเทศจะส่งเสริมให้คนส่วนใหญ่ ก็คือชนชั้นแรงงานที่จะต้องได้รับการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ที่ผ่านมาก็จะมีบอกว่า ให้ลูกตั้งใจเรียนเพื่อจะได้เป็นเจ้าคนนายคน ก็โดนปลูกฝัง ส่วนใหญ่แล้วก็จะเลือกเรียน สายสามัญ แล้วการเรียนสายสามัญก็จะไปจบอยู่ประมาณที่มัธยมปลาย ม. ๖ สุดท้าย ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการอุตสาหกรรม เนื่องจากที่ผมแจ้งให้ทราบว่าโอกาสการจะ เรียนต่อมีน้อยมาก พอจะเรียนก็ต้องมีการกู้ กยศ. เริ่มเรียนก็เริ่มเป็นหนี้แล้ว พ่อแม่เองที่ส่ง เรียนก็มีหนี้อยู่แล้ว ดังนั้นการที่จะยกระดับ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติมันจะต้องควบคู่ไปกับ เรื่องของการยูบีไอ (UBI) ให้กับเยาวชน การลงทุนมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในทศวรรษที่ผ่านมา ๑๐ ปีที่ผ่านมาหรือผ่านไป ๒๐ ปี ๓๐ ปี เกี่ยวกับเรื่องของการยกระดับการศึกษาแห่งชาติ ไม่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงไป ยุคนี้เข้าสู่ภาวการณ์ ๔.๐ แต่การศึกษา ที่ได้กล่าวไปแล้วผลิตออกมาไม่รองรับกับภาคอุตสาหกรรม ภาคอุตสาหกรรมเมื่อมีการรับคน เข้ามาจะต้องไปฝึกฝน ไม่ว่าจะเป็นสายอาชีพต่าง ๆ ซึ่งขาดบุคลากรในการที่จะเข้าไป ส่งเสริมในเรื่องของการทำให้เกิดการผลิตและอุตสาหกรรม สำคัญอย่างยิ่งนะครับ สิ่งที่จะมีการดำเนินการต่อยอดในส่วนระดับการศึกษามีความจำเป็น อย่างยิ่ง ปัจจุบันสภาพการจ้างถูกแยกแยะก่อนที่จะมีการจ้างงาน ระดับการศึกษาต้องเป็น ระดับเอ (A) บี (B) ซี (C) ระดับเอ (A) จะต้องมีในการสอบ แล้วถามว่าการผลิตบุคลากร โดยเฉพาะปัจจุบันที่มีการเรียนระดับปริญญาตรีจำนวนมาก แต่สุดท้ายในภาคของการ ทำงาน ภาครัฐเองก็มีการจัดจ้างงานที่เป็นระดับเหมาช่วง เหมาบริการ การจ้างเป็นพนักงาน และระบบการจ้างข้าราชการการ การเข้าถึงการเป็นระบบการจ้างราชการก็น้อยลงด้วยระบบ ของการจ้างที่เรียนให้ทราบ รวมทั้งรัฐวิสาหกิจด้วย และเข้าไปในเรื่องของการจ้างงาน ทางภาคเอกชนก็มีกฎหมายที่ซ้ำซ้อน การจ้างซับคอนแทร็กต์ (Subcontract) ซึ่งไม่สร้าง ความมั่นคง แล้วพอเราผลิตแต่บุคลากรเข้ามา อย่างที่เรียนให้ทราบถ้าเราไม่มีการส่งเสริม ให้เรียนฟรี เยาวชนเหล่านั้นเป็นลูกพี่น้องใช้แรงงาน คนส่วนใหญ่ ๓๐-๔๐ ล้านคน เมื่อไม่มี เงินเรียนก็จะสร้างในเรื่องของภาวะที่หลายคนบอกว่าเป็นเด็กที่เกเร เด็กแว้นอะไรต่าง ๆ ท้ายที่สุดเกี่ยวกับเรื่องของการจ้าง โดยเฉพาะบุคลากรที่เป็นครู ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชนยังขาดความมั่นคง แล้วคนเหล่านี้เมื่อขาดความมั่นคงในการเป็นครูที่จะถ่ายทอด ความรู้ให้กับเยาวชน นักเรียน จะเอาความทุ่มเทมาจากตรงไหน ความมั่นคงตัวเองในฐานะ ที่เป็นครูยังไม่มี เนื่องจากระบบ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติต้องมีการยกระดับการศึกษาและ ยกระดับการจ้างครูให้มีความมั่นคงเพื่ออนาคตของชาติต่อไป ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ต่อไปคุณสฤษดิ์ บุตรเนียร ครับ🔗

นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปราจีนบุรี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด ปราจีนบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ก่อนอื่นก็ต้องขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพที่ให้โอกาสกระผมอภิปรายในร่างพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติ พ.ศ. .... ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีความสำคัญมากรองจากกฎหมายธรรมนูญ ซึ่งเป็น กฎหมายธรรมนูญการศึกษาซึ่งใช้บังคับกับทุกหน่วยงาน ภาครัฐ และองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชน ที่กฎหมาย พ.ร.บ. การศึกษานี้ก็มีที่มาจากกฎหมายรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๕๔ เป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องจัดการศึกษา โดยยุทธศาสตร์ของชาติตามมาตรา ๖๕ และมาตรา ๒๕๘ จ ในเรื่องการปฏิรูปด้านการศึกษาต่าง ๆ อีกทั้งยุทธศาสตร์การศึกษาชาติแล้วก็พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ จากการ อภิปรายที่กล่าวกันมาโดยทั่วไปนะครับ โดยพื้นฐานแล้วส่วนใหญ่เราก็เห็นจุดเด่นของ พระราชบัญญัติฉบับนี้เพื่อที่จะกราบเรียนให้ทางท่านประธานรัฐสภาทราบว่าในจุดข้อเด่น ของที่กำหนดไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ให้รัฐนั้นต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับการศึกษา ตามความต้องการในระบบต่าง ๆ อีกทั้งยังส่งเสริมให้เรียนรู้ตลอดชีวิต จัดให้มีความร่วมมือ ระหว่างรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชนที่จะมีการจัดการศึกษา อีกทั้งยังให้ เป็นตามบทบัญญัติของแผนการศึกษาของชาติ นี่ละครับที่ผมมองว่าเป็นจุดเด่นของ การศึกษาฉบับนี้ที่แตกต่างจากฉบับปี ๒๕๔๒ ที่กำหนดให้มีแผนการศึกษาของชาติ ตามมาตรา ๗๙ มาตรา ๘๐ มาตรา ๘๑ และมาตรา ๘๒ ในเรื่องของบประมาณ ซึ่งในชั้นนี้ เราจะมีตัวแทนหลายฝ่ายเข้าร่วมในการพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการคลัง งบประมาณ สำนักพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่พยายามจะจัดสรรงบประมาณ ดังนั้นจากการที่ในอดีต ที่ผ่านมานั้นการนำนโยบายสู่การปฏิบัติที่ยังล่าช้า เป็นไปได้ยาก เนื่องจากงบประมาณที่ ขาดแคลนอยู่ ๒. ที่เห็นจุดเด่นก็คือเรื่องของสถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้ให้เป็น หน้าที่ของรัฐที่เป็นนิติบุคคลภายใต้การกำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ตามมาตรา ๕๘ นี่ละครับ อันนี้เป็นจุดเด่นที่จะเห็นว่าในการที่จะกำหนดหลักสูตรขึ้นมาอย่างมี ประสิทธิภาพนั้นเราควรจะมีองค์กรที่มารับผิดชอบอย่างชัดเจนนะครับ🔗

อีกประเด็นหนึ่งที่เห็นชัดเจนที่พอที่จะกล่าวได้ว่าในเมื่อมาตรา ๕๔ นั้น ทางกฎหมายรัฐธรรมนูญให้ภาคเอกชนหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เข้ามาร่วมบริหาร จัดการแล้ว ในมาตรา ๑๕ มาตรา ๑๖ และมาตรา ๗๐ ก็ได้บัญญัติไว้ว่า ให้สถานศึกษา เอกชนนั้นอยู่ในการดูแลทัดเทียมกับหน่วยงานของภาครัฐ ครูพึงที่จะได้รับเงินเดือน ค่าตอบแทนเท่าเทียมกันกับครูของภาครัฐ ในมาตรา ๑๖ และมาตรา ๗๐ ครับ สถานศึกษา เอกชนพึงได้รับการดูแลทัดเทียมหรือเท่าเทียมกันกับโรงเรียนหรือภาครัฐต่าง ๆ แต่มีสิ่งหนึ่ง ที่ผมจะขอเพิ่มเติมด้วยคำพูดหรือข้อความที่อาจจะบอกให้สอดคล้อง ผมเชื่อว่าควรจะ กำหนดให้ชัดเจนว่าให้ครูในสถานศึกษาเอกชนนั้นได้รับเท่าเทียมกับภาครัฐ อีกทั้งบางคำ ที่บอก รัฐอาจจะ เป็นไปได้ไหมครับที่จะตัดออกไปเพื่อจะให้ชัดเจนในการออกกฎหมายรอง ต่อไปในอนาคต โดยเฉพาะมาตรา ๑๕ มาตรา ๑๖ และมาตรา ๗๐ เชื่อว่าจะทำให้การ บริหารงานจัดการของภาคเอกชนเป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบา ภาครัฐในการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป🔗

อีกอันหนึ่งที่เห็นว่าในด้านการอาชีวศึกษา ซึ่งที่กล่าวมาแล้วหลายท่าน ไม่ว่า จะเป็นท่านธนกรซึ่งท่านก็อยู่ในโครงการการศึกษาเอกชนมายาวนาน ในมาตรา ๗๑ มาตรา ๗๒ และมาตรา ๗๓ นั้นได้ให้ความสำคัญกับการอาชีวศึกษาซึ่งจะเป็นการพัฒนาประเทศ อย่างชัดเจนครับ เพียงแต่ผมอยากจะเสริมเข้าไปว่าในมาตราที่ ๗๒ นั้นเราควรจะพูดถึง การศึกษาอาชีวศึกษาในด้านของทวิภาคีอย่างชัดเจน เพราะการศึกษาในระบบทวิภาคีนั้น จะเป็นตัวกำหนดในการที่จะสร้างสรรค์ เพราะการศึกษาด้านอาชีวศึกษานั้นทั้งระดับต้น ระดับกลาง และระดับสูง เพื่อให้สอดคล้องกับสมรรถนะของผู้เรียนและความต้องการของ กำลังคนของประเทศชาติ ในการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีโอกาสไป ฝึกปฏิบัติในสถานประกอบการและฝึกอาชีพจริงนอกสถานห้องเรียน นี่คือจุดประเด็น จุดเด่นของการศึกษาด้านอาชีวะ เพราะสถานประกอบการนั้นที่มาร่วมมือกับภาครัฐในการ จัดการทำให้ภาครัฐประหยัดสื่อการเรียนการสอน ประหยัดงบประมาณ และทางภาคสถาน ประกอบการหรือภาคธุรกิจเป็นผู้ที่รู้ดีว่าประเทศชาติจะไปทางไหน ต้องการแรงงานประเภทใด ซึ่งมีความสำคัญอย่างมาก ดังนั้นผมจึงจะกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาถึงไปยัง คณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้นที่จะไปแก้ไขหรือแปรญัตติต่อไป ที่จะเสริมเติมเพื่อจะให้ เกิดความกระจ่าง ชัดเจน เพื่อเป็นการพัฒนาประเทศต่อไปนะครับ อีกทั้งในมาตราที่เห็นว่า ที่จะเป็นประโยชน์อย่างมากในเรื่องของการที่จะนำกฎหมายสู่การปฏิบัตินั้นซึ่งมันมีปัญหา ความล่าช้าอย่างที่เป็นมาก่อนหน้านั้นก็คือเรื่องของการกระจายอำนาจ การที่กำหนด ในมาตรา ๒๕ นั้น ให้ส่วนราชการมีอิสระในการบริหารจัดการโดยทั่วไป ไม่ว่าวิชาการ งบประมาณ บุคคล และการบริหารทั่วไป แต่ยังไม่ได้กำหนดโครงสร้าง เครื่องมือที่ใช้ ข้อบังคับ กฎ ระเบียบอย่างชัดเจน ผมถึงกราบเรียนว่าเรื่องการกระจายอำนาจนั้น มีความสำคัญอย่างมาก เพราะการศึกษาในรูปแบบสมัยใหม่หรือต่อไปที่จะใช้ในอนาคตนี้ ยังมีความอ่อนไหวเพราะโลกได้เปลี่ยนไป โครงสร้างสังคมเปลี่ยนไป ซึ่งจะเป็นสังคมผู้สูงวัย ดังนั้นถึงจะเห็นว่าในเวลาที่จำกัดเพียงเวลา ๗ นาที ผมก็ไม่อยากที่จะกล่าวข้อดี ข้อด้อย ที่ต้องปรับปรุง จึงขอนำจุดต่าง ๆ ที่เห็นว่าควรจะปรับปรุงสู่คณะกรรมาธิการวิสามัญ ให้พิจารณาเพื่อจะนำสู่ในวาระที่ ๒ และวาระที่ ๓ ต่อไป กระผมขอกราบขอบพระคุณ อย่างสูงครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ต่อไปรองศาสตราจารย์ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ ครับ🔗

รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม รองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ สมาชิกวุฒิสภาในนามสมาชิกรัฐสภา วันนั้นต้องถือว่าเป็นวันสำคัญที่เราได้ ร่วมกันอภิปรายในการเสนอร่าง พ.ร.บ. ในวันนี้ก็ต้องบอกว่าผมจะนำเสนอในมุมมองของ ๒ มองมุม มุมมองที่ ๑ ในมุมมองที่ผมเคยเป็นอดีตครูและอดีตผู้บริหารสถานศึกษา มุมมองที่ ๒ ผมจะมองในนามของความเป็นประชาชน และผู้ปกครองนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ผมมองว่าวันนี้เรามีครู ๗๐๐,๐๐๐ คน กำลังฒนาทุนมนุษย์ของประเทศโดยประมาณ ๑๖ ล้านคน และจะต้องมีการส่งเสริมในการเรียนรู้อีกไม่ต่ำกว่า ๓๐ กว่าล้านคน ผมถือว่าวันนี้ เป็นวันที่มีความสำคัญมาก การบูรณาการการศึกษาในมาตรา ๘ ที่แบ่งเป็นช่วง ๆ ผมก็มอง ว่าสิ่งเหล่านี้ถ้าเราบูรณาการกับในกลุ่มที่ ๓ ของบุคลากร ผมอยากจะนำเสนอในเรื่องของ การพัฒนาหรือการผลิตครูที่จะแบ่งออกเป็น ๕ กลุ่ม จะเป็นกลุ่มครูปฐมวัย ครูการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ครูอาชีวศึกษา ครูอุดมศึกษา และครูการศึกษาภาคพิเศษ ผมมองว่าถ้าการศึกษา ที่เรามองและเราบอกว่าถ้ารากฐานวันนี้เรามาดูว่าปฐมวัยเขาอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ เขาอยู่กับ คุณปู่คุณย่า แต่สิ่งหนึ่งซึ่งปฐมวัยนั้นเป็นรากฐานที่กำลังจะสร้างทุนมนุษย์ของประเทศที่มี ความอ่อนไหวและมีความเข้มแข็ง อันที่ ๒ ขั้นพื้นฐานนั้นเราอยากจะได้เด็กที่มีทักษะทาง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เราอยากจะได้คนที่ไปเป็นนักนวัตกรรมผ่านการเรียน อาชีวศึกษา เราอยากจะได้ทุนมนุษย์ที่คิดเป็น สร้างนวัตกรรมเป็น สร้างเงินสร้างรายได้ เป็นทุนมนุษย์เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศในอุดมศึกษา และเราอยากจะได้ผู้ที่ด้อยโอกาสหรือ การศึกษาพิเศษที่จะลดการเหลื่อมล้ำให้เขากลับมายืนเท่ากับคนปกติ ผมอยากเสนอโมเดล (Model) ของครูพันวัน วันนี้การศึกษาไม่ได้เกิดจากการที่เขาเข้าสู่ระบบ เขามีการศึกษาตั้งแต่ เขาอยู่ในครรภ์ ๒๗๐ วัน จากการที่เขาเกิดมาจากในครรภ์แล้ว ๒๗๐ วัน เขาจะมีพัฒนาการ ที่เร็วมากภายใน ๖ เดือน และสิ่งเหล่านี้เขาจะเรียนรู้เร็วมากภายใน ๓ ปี เราก็พบว่า ใน พ.ร.บ. เหล่านี้แบ่งเป็นช่วง จริง ๆ แล้วเราไม่ได้มองถึงในครรภ์ แต่ผมกำลังบอกว่า ความจำเป็นและความที่จะต้องสร้างครูปฐมวัยหรือการอยู่ในครรภ์ของคุณพ่อคุณแม่เป็นสิ่งที่ มีความจำเป็นและเป็นโอกาสสำคัญที่สุด ผมมองครับ สไลด์ (Slide) นี้ผมเอามาจาก สภาการศึกษา ท่านประธานครับ เด็กในช่วง ๓ ปีนี้ ถ้าประเทศญี่ปุ่นเขาบอกว่าก่อนถึง อนุบาลก็สายเสียแล้ว เราก็จะบอกว่าถ้าเด็กไทยในยุคใหม่ที่อยากให้ทันโลกเขาไม่กลัวนวัตกรรม เขาอยากจะทำงานที่ไหนก็ได้ในโลกใบนี้เราจะสร้างอย่างไร ผมก็บอกว่าถ้าตรงนี้เราสร้าง มันสมองเขาในช่วงนี้เขามีการพัฒนาการและการเรียนรู้ที่สูงมากและเร็วมาก แต่ในทางตรงข้าม ถ้าในช่วงนี้เราใส่อะไรผิดหรือการสร้างการเรียนการสอนที่ผิด มันก็ทำให้สิ่งเหล่านี้ พัฒนาไปได้ช้า และจะมีปัญหาต่อไปเป็นช่วง ๆ ในการศึกษาต่อไป เราถึงบอกว่าเด็กกลุ่มนี้ ผู้ปกครองคนเลี้ยงดูเขาเป็นครูและมีความสำคัญ และอยากจะเห็นว่าเด็กเกิดมาจะต้องมี อีพอร์ตโพลิโอ (e-Portfolio) การเป็นคนไทยทุกคน เขาจะต้องได้รับการเรียนรู้ตั้งแต่ การลืมตาและจนถึงวันตาย ผมก็บอกว่าถ้าผมอยากนำเสนอในโมเดล (Model) จาก คณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา เราได้เสนอการผลิตครูใหม่ทั้งระบบ การศึกษาไม่ใช่ มาเปลี่ยนแค่ พ.ร.บ. การศึกษาไม่ได้มาเปลี่ยนกระบวนการที่เป็นอุดมศึกษา อาชีวศึกษา การศึกษาวันนี้ต้องเริ่มต้นเปลี่ยนทั้งหมดเพื่อคนไทยใน ๒๑ ปี การศึกษาต้องเปลี่ยน ระบบการศึกษาและการเรียนการสอน ตัวเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดคือครู เราก็บอกว่า เราอยากที่จะสร้างศูนย์ฝึกอบรมครูปฐมวัย ไม่ใช่เขาเรียนจบปริญญาตรีแล้วเขาก็สอนไป ๓๐ ปี เราจะให้ศูนย์ทำเทรนนิง (Trending) อัปสกิล (Upskill) รีสกิล (Reskill) การเทรนเทคโนโลยี (Trend Technology) ใหม่เข้าไปสอน ๒. เราอยากจะมีโมเดล (Model) หรือการผลิตครู ปฐมวัยที่ถูกต้อง ๓. เราก็บอกว่าเราอยากจะมีคู่มือที่จะอบรมพี่เลี้ยง คุณพ่อ คุณแม่ ปู่ย่าตายายเพราะเป็นครูเหมือนกัน ทำอย่างไรให้คนเหล่านี้ได้มีการฝึกอบรม ได้ความรู้และไปสอนลูกหลานก่อนเข้าเรียน หรือสามารถจะเรียนรู้ได้ที่บ้าน การเสนอ ในรูปแบบนี้ก็จะทำให้เด็กรับรู้ มีพลานามัยที่แข็งแรง การสื่อสารที่ดีขึ้น รูปแบบที่ ๒ ขั้นพื้นฐาน ครูขั้นพื้นฐานเรามองว่าถ้าเด็กไทยที่เรียนชั้นประถมและมัธยมต้น ถ้าไม่ได้ฝึกให้ เขาเป็นนักคิด ไม่ได้ฝึกให้เขากล้าที่จะคิดในสิ่งที่ผิด และไม่ได้ฝึกให้เขามีพื้นฐานที่เป็นเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศิลปวัฒนธรรม และความรับผิดชอบ ผมก็บอกว่าสิ่งเหล่านี้เราต้องสร้างโมเดล (Model) ต่อการพัฒนา ครูประถมศึกษา มัธยมศึกษาใหม่ การที่เราอยากจะสร้างครูประถมศึกษา มัธยมศึกษาใหม่ ไม่ใช่เปลี่ยนหลักสูตร ท่านประธาน การเปลี่ยนหลักสูตรนี้มันทำที่กลางน้ำ ต้นน้ำ จะต้อง กระบวนการผลิตครูใหม่ แล้วเราบอกว่าครูเหล่านี้ทำอย่างไร ต้องกระบวนการเรียนรู้ ทำกิจกรรมการเรียนรู้ เพราะเด็กประถมศึกษาเขารู้ค้นพบตัวเองแล้วว่าเขาจะมีอาชีพอะไร แล้วเขาค้นพบตัวเองแล้ววันข้างหน้านี้ เขาจะทำธุรกิจอะไร และเขาพบความสามารถพิเศษ ของเขาเหมือนกันว่าเขามีความพิเศษอะไร สิ่งเหล่านี้ผมก็ถึงว่าครูในระดับประถมศึกษา จะต้องถูกกระบวนการเปลี่ยนและต้องใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเป็นพื้นฐาน รวมถึงการที่จะ ให้เขารู้จักชุมชน สังคม ท้องถิ่น และวัฒนธรรม ในระบบอาชีวศึกษา ผมไม่ได้ลงว่า อาชีวศึกษาจะทำอย่างไรแต่ผมรู้ว่าอาชีวศึกษานั้นจะต้องทำครูอยู่ ๒ แบบ แบบที่ ๑ ต้องเอา ช่างมาเป็นครูครับ ไม่เอาครูไปเป็นช่าง เราต้องให้มีโอกาสคนที่ไปทำงานภาคอุตสาหกรรม กลับมาเป็นครู อันที่ ๒ เราต้องเอาคนที่อยากจะเป็นช่างมาเรียน เราก็บอกว่าขอเสนอโมเดล (Model) ว่าเราเสนอโมเดล (Model) การจัดโรงเรียนเตรียมอาชีวศึกษา เอาเด็ก ม. ๓ ที่อยากจะเป็นครูช่างเข้ามาเรียน ๓ ปี แล้วก็ต่อไปเป็น ปวช. ปวส. และจบปริญญา เป็นทุนและปิด เราจะต้องสร้างทุนอาชีวศึกษาระบบปิดที่คนอยากจะมาเป็นประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วทำต่อเนื่องกัน ๑๐ ปี แล้วเราก็บอกว่าครูไทยสายช่างนี้จะเป็นครูที่จะต้องสร้าง นวัตกรรม ครูทำงานเป็นถึงจะสอนเด็กทำงานเป็น ครูคิดเป็น ส่งเสริมการสร้างสิ่งประดิษฐ์ เป็นก็ถึงจะสอนให้ลูกศิษย์ทำงานเป็น ครูอีกกลุ่มหนึ่งคือครูอุดมศึกษา ครูอุดมศึกษานี้ เราถือว่าจะต้องสร้าง เพราะเราอยากจะสร้างเด็กไทยที่ไม่กลัวที่ใดในโลกนี้ เราอยากจะ สร้างเด็กไทยที่เป็นทุนมนุษย์เปลี่ยนแปลงประเทศ เราจะต้องสร้างเด็กไทยที่สามารถ จะหิ้วกระเป๋าไปทำงานที่ใดก็ได้ในโลกใบนี้และเป็นผู้นำในอาเซียน (ASEAN) แล้วเขา จะต้องมีอยู่ ๓ เรื่อง ท่านประธาน ๑. เขาจะมีความเป็นพื้นฐานของวิชาวิทยาศาสตร์ วิชาคณิตศาสตร์ ๒. เขาจะต้องมีไมด์เซต (Mindset) ที่มองโลกทันยุค ทันสมัย อันที่ ๓ เขาจะต้องมีทักษะทั้งสังคมและทักษะอนาคต เราจำเป็นที่จะต้องสร้างครูที่จะต้องมอง และสามารถจะเรียนรู้ด้วยตัวเองได้ สุดท้ายที่ผมอยากจะเห็น วันนี้เรามีครูศึกษาพิเศษ ๑ : ๙๑๐ คน แต่เด็กที่ด้อยโอกาสเหล่านี้มีมากขึ้นเรื่อย ๆ บางโรงเรียนนั้นไม่มีครูที่จบด้านนี้ ผมอยากจะเห็นว่าถ้ากระบวนการเพิ่มทุนให้ครูเหล่านี้กลับมาเป็นครู เด็กเหล่านี้เขามี อัจฉริยะครับท่านประธาน เขาสามารถที่จะสร้างอัจฉริยะในตัวเขาได้ และเขาอยากจะอยู่กับ คนปกติ แล้วก็เขาจะมีความสุข สุดท้ายครับท่านประธาน ผมอยากจะเห็นว่าถ้าปัจจัย ความสำเร็จของการปฏิรูปการศึกษา ผมก็ให้ความสำคัญไปที่บุคลากรทางการศึกษาที่มี คุณภาพ อันที่ ๒ คือถ้าปัจจัยความสำเร็จต่อการพัฒนาประเทศ ผมให้คำว่า การศึกษา การศึกษา การศึกษา และทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพสูงของประเทศนั้น จะทำให้ประเทศนั้นเกิด การแข่งขันและมีความสำเร็จในอนาคตครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ต่อไปเชิญท่านนิคม บุญวิเศษ แล้วก็จะเป็น คุณอนุรักษ์ บุญศล แล้วก็ ท่านนายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ ขอความกรุณา พยายามรักษาเวลานะครับ เชิญคุณนิคมครับ🔗

นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขออภิปรายร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ซึ่งมีความสำคัญมาก ท่านประธานครับ ผมรู้สึกดีใจมากที่ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เข้ามาพิจารณาในรัฐสภาแห่งนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ การศึกษานั้นนับว่าเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาประเทศ ท่านประธานครับ ทีนี้เราจะทำอย่างไรให้การศึกษาของเรานั้นทัดเทียมกับนานา อารยประเทศ อย่าลืมว่าประเทศไทยเราถ้าเทียบการศึกษาแล้วเรายังอ่อนชั้นมากครับ ท่านประธาน ประเทศที่มีการพัฒนาประชากรของประเทศเหล่านั้นจะมีการศึกษาที่สูง นั่นคือความเหลื่อมล้ำ ของการศึกษาเขาน้อยกว่าประเทศไทย ผมคิดว่าอย่างนี้ครับท่านประธาน เนื่องจากว่า ประเทศไทยเรานั้นมีปัญหาเรื่องการเมือง การพัฒนาทางด้านการศึกษาไม่ต่อเนื่อง ฉะนั้น การเมืองมีความสำคัญครับท่านประธาน ถ้าเกิดการเมืองเราดี เศรษฐกิจเราดี พี่น้องเรา มีเงินมีทองในกระเป๋าสามารถส่งลูกหลานไปเรียนหนังสือได้ พอลูกหลานเรียนหนังสือก็มี ความรู้ก็สามารถทำให้สังคมเราน่าอยู่ สังคมมีวินัย สังคมมีกฎกติกาทุกอย่าง พอกฎกติกาดี เป็นอย่างไรครับ การเมืองมันก็จะดีด้วย ฉะนั้นเริ่มมาจากที่การเมืองก่อนครับ ถ้าการเมือง ไม่ดีการศึกษาไม่มีทางดีได้ ผมก็เลยคิดว่าในการปฏิรูปการศึกษานั้นผมเชื่อว่าสมาชิก หลายท่านอยากให้เกิดเร็วที่สุด เพราะว่าการศึกษาของไทยนั้นล่าช้าไม่ทันกับสถานการณ์โลก แล้วครับท่านประธาน อย่างไรก็ตามผมมีข้อสังเกตในหมวดเหตุผลและความจำเป็น ในการจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้ เพื่อให้การจัดการศึกษาบรรลุ วัตถุประสงค์และเป้าหมายจำเป็นต้องกำหนดให้ครูมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ในส่วนนี้ที่ผมกังวลครับ ถ้าเกิดเราบอกว่าครูจะต้องมีใบประกอบวิชาชีพ จริง ๆ แล้วเห็นด้วย แต่มีข้อกังวลอยู่นิดหนึ่งก็คือว่าถ้าเกิดเป็นครูที่เขาเป็นจิตอาสา อาสาไปสอนในถิ่นทุรกันดาร หรือบุคคลที่มีความรู้ความสามารถประสบความสำเร็จในชีวิตก็เป็นครูเพื่อที่จะมาสอน ให้ลูกหลานหรือให้เยาวชนรุ่นหลังประสบความสำเร็จในชีวิต หรือแม้แต่พระสงฆ์องค์เจ้า ก็เป็นครูได้เช่นกัน แต่ถ้าเราบัญญัติไว้ว่าครูจะต้องมีใบอนุญาต แล้วครูเหล่านั้นจะเป็นครู เถื่อนหรือไม่ จะมีการแจ้งจับกันหรือไม่ว่าเป็นครูเถื่อน ไม่สามารถที่จะมาเป็นครูได้ อันนี้เป็น ข้อสังเกตที่ผมอยากให้กรรมาธิการทบทวนในเรื่องนี้ด้วย🔗

อีกมาตราหนึ่งก็คือมาตรา ๔ ความหมายของครู ครู หมายความว่าบุคลากร ซึ่งทำหน้าที่หลักในสถานศึกษา ในการจัดการเรียนรู้ เป็นแหล่งความรู้ของนักเรียน ตลอดจน เอื้ออำนวย ส่งเสริม และพัฒนาเรียนรู้ของผู้เรียนรู้ และกระตุ้นให้ผู้เรียนรู้เกิดการใฝ่รู้ และมี สมรรถนะด้านต่าง ๆ แต่ไม่หมายรวมถึงผู้สอนในระดับอุดมศึกษาหรือเทียบเท่า ผมสังเกตว่า ถ้าไม่หมายถึงผู้สอนในอุดมศึกษาหรือเทียบเท่านี้ แล้วผู้สอนในอุดมศึกษาเทียบเท่าเรียก อะไรครับ ถ้าไม่เรียกว่าครูแล้วเรียกอะไร ถ้าเกิดนิสิตนักศึกษาไปเรียกคุณครูจะผิดกฎหมาย ไหม แล้วก็คำว่า สมรรถนะ ผมนั่งอ่านแล้วพยายามพิจารณาแล้วผมว่า คำว่า สมรรถนะ เอามาใช้กับคนผมว่าไม่น่าจะใช่ มันน่าจะใช้กับเครื่องยนต์ ใช้กับรถยนต์มากกว่า เพราะฉะนั้นตรงนี้น่าจะเปลี่ยน ท่านกรรมาธิการครับ ผมอยากให้ท่านดูด้วยเพราะมันเป็น ภาษาไทย มาดูในมาตรา ๖ วัตถุประสงค์ในการพัฒนาบุคลากรให้มีความสมบูรณ์ทาง ร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ คุณธรรม เป็นคนดีมีวินัย รู้จักสิทธิควบคู่กับหน้าที่และ ความรับผิดชอบ ภูมิใจ ตระหนักความสำคัญของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ การปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์อันทรงเป็นประมุข รู้จักรักษาประโยชน์ ส่วนรวมของชาติ มีทักษะ ความรู้และอาชีพ ที่เขียนไว้นี้ผมยังคิดว่ามันยังขาดในส่วนสำคัญ เราจะทำอย่างไรให้การศึกษานั้น ให้คนที่ได้รับการศึกษามีภูมิต้านทาน ภูมิต้านทานในตัวเอง ก็คือไม่หลงผิดในอบายมุขต่าง ๆ เพราะปัจจุบันนี้ประเทศไทยเรานี้เราต้องทราบดีว่ามีการ ระบาดของยาเสพติดทั่วทุกพื้นที่ ทุกจังหวัดครับท่านประธาน ฉะนั้นภูมิต้านทานเหล่านี้ เราจะทำอะไรให้เด็กหรือเยาวชนของเรามีภูมิต้านทาน รู้จักยับยั้งชั่งใจ อดทน อดกลั้น วิเคราะห์แยกแยะสิ่งถูกผิดได้ อันนี้สำคัญนะครับ แล้วข้อที่สำคัญที่สุดก็คือว่าเราจะทำให้ เยาวชนเรารู้ความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณอย่างไร อันนี้ผมขอฝากไว้ด้วยในการศึกษา เพราะผมเชื่อว่าการศึกษาสามารถทำให้คนเป็นคนดีได้ อันนี้คือหัวใจสำคัญ ไม่ใช่ว่าการศึกษาทำให้คนมีความรู้ความสามารถอย่างเดียว ความดี ความอดทนอดกลั้น การมีวินัยในตัวเองเป็นเรื่องสำคัญที่เขาจะสามารถประกอบอาชีพและอยู่ในสังคมได้อย่างมี ความสุข ที่สำคัญเป็นคำถามว่าเราจะปฏิรูปอย่างไรให้โรงเรียนในชนบทมีอุปกรณ์การเรียน การสอน มีความทันสมัยที่เทียบเท่ากับโรงเรียนในเมือง จะปฏิรูปอย่างไรให้คนที่จบมาแล้วมี งานทำ ปฏิรูปอย่างไรให้การศึกษาเท่าเทียมหรือการเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่ ปฏิรูป อย่างไรให้สังคมน่าอยู่ ไม่มีความขัดแย้ง ร่วมกันพัฒนาประเทศ เราจะปฏิรูปอย่างไรให้ สร้างคนเป็นผู้ใหญ่ที่มีมาตรฐานสูง เผื่อมาเป็นนักการเมือง เป็นนายกรัฐมนตรีแล้วจะมี ความรู้ความสามารถ มีมาตรฐานสูงเทียบเท่ากับนานาอารยประเทศ ฉะนั้นผมคิดว่า การปฏิรูปการศึกษาจึงเป็นต้นเหตุสำคัญที่สุดที่เราจะต้องมาให้ความสำคัญ ถ้าการศึกษา ดีแล้วทุกอย่างดีหมดครับท่านประธาน ไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องอื่นเลย ฉะนั้นผมคิดว่าการศึกษา ของไทยยังมีความเหลื่อมล้ำมากที่สุด ฉะนั้นความเหลื่อมล้ำเหล่านี้อยากให้รัฐบาลมองถึง การให้งบประมาณต่าง ๆ ให้โรงเรียนในชนบทนั้นมีงบประมาณเท่าเทียมกับโรงเรียนในเมือง ให้โอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กชนบทมีโอกาสในการเข้าศึกษาในโรงเรียนที่มีอุปกรณ์ ที่ทันสมัยเหมือนโรงเรียนในเมืองด้วยครับท่านประธาน กราบขอบพระคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ต่อไปคุณอนุรักษ์ บุญศล ครับ🔗

นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สกลนคร

ท่านประธาน สภาที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ในชั้นรับหลักการ ดิฉันยัง เชื่อมั่นในครูค่ะ ท่านประธานคะ ครูบ้านนอกอย่างดิฉันขับเคลื่อนลูกศิษย์กว่าหมื่นคนเลย ทีเดียว ถ้านับสถิติแล้วอยู่ในกรมราชทัณฑ์ไม่ถึง ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ ดิฉันเป็นครูบ้านนอกที่ถือ ได้ว่ามีจิตวิญญาณของความเป็นครูที่สามารถถ่ายทอดให้คนเป็นคนดีได้ ไม่ว่าพระราชบัญญัติ ฉบับใดก็ตาม ท่านประธานที่เคารพ ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ดิฉันอยากให้ ๓ ประเด็น ที่ท่านรัฐมนตรีตรีนุชได้กล่าวไว้เมื่อเช้านี้เป็นจริงในวิชาชีพครูที่เขาเรียกร้องกันมาก นั่นก็คือ ข้อ ๑ วิชาชีพครูต้องเป็นวิชาชีพชั้นสูง ข้อ ๒ ต้องมีใบประกอบวิชาชีพครู ไม่ใช่ใบรับรอง การเป็นครูเท่านั้น มันจะได้เกิดศักดิ์และสิทธิแห่งความเป็นครู ข้อ ๓ ผู้บริหารสถานศึกษา จะชื่ออะไรอย่างไรนั้นควรกำหนดให้ชัดเจน แล้วอย่าไปด้อยค่า ชื่อนั้นสำคัญไฉน อย่าไป ด้อยค่าสิ่งที่เคยเป็นมา สิ่งไหนควรได้ก็ควรได้ สิ่งไหนที่ดีอยู่แล้วก็ควรส่งเสริมให้ดีต่อไป นั่นคือพระราชบัญญัติฉบับนี้ ดิฉันกล่าวถึงย้อนหลังไปสักหน่อยค่ะท่านประธาน การศึกษา ภาคบังคับตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาตรา ๔๓ เขียนไว้ชัดเจนว่า บุคคลมีสิทธิเสมอกัน ในการรับรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า ๑๒ ปีที่รัฐจะต้องจัดให้โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ดิฉัน อยากให้ภาคบังคับไม่น้อยกว่า ๑๕ ปี ให้คนอยู่ในสถานศึกษา ๑๘ ปีก่อนค่อยออกไปเผชิญ ชีวิตสำหรับคนที่ไม่ได้เรียนต่อ คนได้เรียนต่อจนถึงระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก แล้วไปยังต่างประเทศนั้นน้อยค่ะท่านประธานในสังคมบ้านดิฉัน ดังนั้นแล้วภาคบังคับ กราบเรียนให้ท่านประธานทราบว่าในขณะภาคบังคับ จาก ป. ๖ มาถึง ม. ๓ ดิฉันสอนอยู่โรงเรียนมัธยมค่ะ ดิฉันกับเพื่อนไปทุกครอบครัวที่ลูกจบ ป. ๖ แล้วไปบอก กับผู้ปกครองทุกคนว่าถ้าไม่ส่งลูกเรียน ม. ๑ ตำรวจจะจับ เชื่อไหมคะว่าไป ๑๐๐ หลังคา เรือน ส่ง ๑๐๐ หลังคาเรือน จากที่ร้องไห้บอกว่าข้าวก็ไม่มีจะกิน จะทำอย่างไรถึงจะส่งลูก เรียนได้ การศึกษาจะพัฒนาลูกของคุณให้มีข้าวเต็มยุ้งฉาง ลองส่งไป เชื่อครูนะคะ ผู้ปกครองคะ การศึกษาจะทำให้ประเทศชาติเจริญก้าวหน้าไม่มีที่สิ้นสุด อย่าให้ลูกเรารั้งการเจริญเติบโต ของประเทศเลย ปีนั้นไป ๑๐๐ ครอบครัว เรียน ๑๐๐ ครอบครัวค่ะ ท่านประธานผ่านไปถึง ท่านรัฐมนตรีที่มีความอดทนนั่งเป็นเวลาเกือบ ๑๐ ชั่วโมงนี้นะคะ ต้องบอกว่าต้องขยายเวลา ภาคบังคับออกไปค่ะ ภาคบังคับถึง ม. ๓ ต่อจากนั้นก็จะมีคำว่าสุดแท้แต่วาสนา แม้นว่าเด็ก ม. ๓ จะเข้าศึกษาต่อ แต่ต้องบอกความจริงกันทั้งประเทศว่าออกกลางคันเท่าไร ไม่เรียนต่อ เท่าไร ท่านประธานคะ ความเป็นครูเมื่อเห็นเด็ก ม. ๓ ออกไปนั่งดริงก์ (Drink) กับแขก ไปล้างจาน ใช่อยู่ว่ามันต้องเป็นวิถีชีวิตที่ต้องทำเพื่อความอยู่รอดของเขา หัวใจความเป็นครูนี่ มันแทบจะแตกสลายเลยทีเดียว ไม่เรียนต่อเท่าไร ท้องในวัยเรียนเท่าไร อยู่เป็นคู่รักคู่รส แล้วไม่เรียนต่อเท่าไร ออกจากยาเสพติดเท่าไร นั่นคือความจริงค่ะ หลาย ๆ เพื่อนสมาชิก รัฐสภายังไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้กันเลย ในปี ๒๕๖๔ จบ ม. ๓ แล้ว ข้อมูลที่ไม่เรียนต่อ ขอสไลด์ เลยค่ะ ดิฉันมีสไลด์ (Slide) ด้วยนะคะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพและเสียง)
นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สกลนคร

ข้อมูลที่ไม่เรียนต่อ ๖๕,๐๐๐ คน เรียนแล้วยุ่งยากกับโควิด-๑๙ (COVID-19) เรียนออนไลน์ (Online) นี่ค่ะ คาดว่าจะออกจากสถานศึกษาอีก ๔๓,๐๖๐ คน นี่คือโรคระบาดค่ะท่านประธานที่เคารพ ทำไมดิฉันถึงอยากให้การศึกษาภาคบังคับจนถึง ม. ๖ ๑๘ ปี คน ๑๘ ปีรู้อะไรมากกว่า คน ๑๕ ปีเยอะแยะมากมาย โรงเรียนสีขาว คุณครูที่มีจิตวิญญาณจะทำให้เขาอยู่ในนั้นแล้วก็ เป็นบุคลากรทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพค่ะ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ฉบับนี้ต้องให้ครูเป็นผู้สร้างด้วยจิตวิญญาณ นี่ค่ะข้อมูล ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นคะ ขอภาพ ต่อไปเลยค่ะ ท่านประธานเห็นไหมคะ เด็กน้อยที่ดิฉันอุ้มอยู่ ลูกเล็ก ๆ ผู้หญิงคนนั้นที่ส่งเด็กให้ เลี้ยงหลานค่ะ ตอนนั้นเรียนอยู่ ม. ๓ ไม่ได้เรียนต่อ อยู่ตามไซต์ (Site) งาน ปิดแคมป์ (Camp) ไม่ทราบว่าจะมีกินหรือไม่ ภาพต่อไปภาพนี้ค่ะ เด็กผู้หญิงคนนี้อยู่กับคุณยาย ดิฉัน ออกไปพบ ดิฉันมีเงินเพียงน้อยนิดเท่านั้นค่ะท่านประธาน อยู่ในซองนั้น อาศัยเงิน อสม. ๑,๐๐๐ บาท และคนแก่ แล้วก็ยังมีภาพต่อไปอีกมากมายค่ะท่านประธาน ดิฉันเคารพกติกาค่ะ แล้วครูยังสำคัญที่สุด แด่จิตวิญญาณของความเป็นครู แสงเรือง ๆ จะประเทืองถึงหนูไหม อยู่ ที่ใจจิตวิญญาณขับขานส่ง วิญญาณครูผู้ประเสริฐเทิดดำรง ครูมั่นคงหนูมั่นใจในเรือแจว พายุ รักพักโรงเรียนพากเพียรมั่น ครูขับขานใกล้ชิดปิดในแถว พายุจนเหตุผลร้ายในเรือแจว โน่น ทิวแถวของนักสู้สู่ตะวัน จิตวิญญาณสานฝันทุกวันใฝ่ หนูต้องได้หนูต้องดีตามที่ฝัน เจ้านาย เขาพังหอคอยมาร้อยตะวัน เสริมสร้างฝัน เจ้านายเขาพังหอคอยมาร้อยตะวัน เสริมสร้างฝัน ช่วยเด็กไทยเติบใหญ่งาม ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปนายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์🔗

นายบัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกรัฐสภา กระผม ขออภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมขอเท้าความถึงกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ในครั้งนั้น ท่านประธานชวน หลีกภัย ท่านดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สมัยที่ ๒ ได้ตรากฎหมาย การศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ได้รับการยอมรับของนักการศึกษา ผู้บริหาร การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาเป็นอย่างยิ่ง แล้วก็เกิดการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ที่สุด ในประวัติศาสตร์การศึกษาของไทย จากนั้นต่อมาจนถึงปัจจุบันเราก็ไม่ได้เห็นข้อด้อย ของกฎหมายฉบับนี้ ที่เป็นเรื่องใหญ่ ๆ นะครับ แต่เนื่องด้วยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ได้บัญญัติว่าจะต้องมีการปฏิรูปการศึกษาเพื่อให้สอดคล้องต่อรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ก็จึงจำเป็นจะต้องมีร่างพระราชบัญญัตินี้เข้าสู่รัฐสภา เนื่องจากเป็นกฎหมายปฏิรูป ประเทศ ท่านประธานที่เคารพครับ ในข้อเด่นของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ นั้นมีเรื่องเด่นที่ควรที่จะต้องรักษาไว้ แล้วก็ในบทบัญญัติของร่างกฎหมาย ฉบับนี้จำเป็นจะต้องนำมาบรรจุไว้ก็คือเรื่องของการกระจายอำนาจการจัดการศึกษา จากส่วนกลางไปสู่ส่วนภูมิภาคและท้องถิ่นให้มากขึ้นนะครับ เรื่องนี้อย่าให้การจัดการศึกษา เป็นการรวมศูนย์อำนาจที่เรียกว่าซิงเกิลคอมมานด์ (Single Command) ผมดูร่างใน พ.ร.บ. นี้ ค่อนข้างจะเป็นการรวมศูนย์มากกว่าเดิม เป็นการรวมอำนาจมากกว่าเดิม มีอยู่มาตราหนึ่งว่า ให้เป็นความรับผิดชอบของรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงศึกษาธิการนะครับ ผมมองดูแล้ว กังวลใจว่ากฎหมายฉบับนี้อาจจะเป็นการรวบอำนาจหรือไม่ ท่านกรรมาธิการวิสามัญช่วยนำ ข้อห่วงใยนี้ไปปรับปรุงในร่างกฎหมายแต่ละมาตราด้วย ใน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ นั้นมีการยกย่องครูให้เป็นวิชาชีพชั้นสูง ครูทั่วประเทศกังวลใจว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับใหม่จะยังคงให้การยกย่องครูซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จในการจัดการศึกษา เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องให้คงไว้นะครับ แล้วก็การจัดการศึกษานั้นนอกจาก ๒ เรื่องที่ กล่าวถึงแล้วยังจะต้องเป็นการจัดการศึกษาที่มีความเสมอภาคและลดความเหลื่อมล้ำในการ จัดการศึกษา ในร่างกฎหมายฉบับนี้พูดถึงค่อนข้างน้อยในเรื่องของการจัดการศึกษา อย่างเสมอภาคและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา จะต้องคำนึงถึงการเรียนรู้ของบุคคลที่ เป็นปัจเจกบุคคลว่าปัจเจกบุคคลนั้นไม่ได้เหมือนกันทุกคนเนื่องจากไม่ได้ผลิตมาจาก โรงงงานอุตสาหกรรมนะครับ ยังขึ้นอยู่กับพันธุกรรม ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อม การเลี้ยงดู ครอบครัวต่าง ๆ จะต้องคำนึงถึงการเรียนรู้ของปัจเจกบุคคลเพื่อให้เป็นพลโลกที่มีความสุข แล้วก็สามารถอยู่ร่วมกับบุคลในโลกนี้ได้ และที่สำคัญต้องมีความเป็นเอกลักษณ์ไทยนะครับ คนไทยที่อยู่ใน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติเมื่อออกจากคนไทยไปอยู่ที่ใดในโลกคนจะรู้เลยว่า นี่คือคนไทย เป็นเอกลักษณ์ที่ดีของคนไทยจะต้องปรากฏอยู่ในผลผลิตของการจัดการศึกษา แล้วก็ที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่งก็คือเรื่องของการสอดคล้องต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เมื่อรัฐจัดการศึกษาก็คงจะหวังผลเรื่องของการพัฒนาประเทศ สิ่งที่เป็นข้อห่วงใยประเด็นหนึ่ง ที่ผมจะฝากไว้ก็คือว่าในมาตรา ๘ น่ากลัวมากเลยครับ ครูที่จัดการศึกษาอาจจะติดคุกได้ นะครับ อาจจะมีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๑๕๗ ได้ เพราะเขียนไว้เหมือนยก ตำราพัฒนาการเด็กมาใส่เลยครับ ผมคิดว่าสงสัยตรงนี้ไปลอกเอามาจากวิชาพัฒนาการเด็ก เหมือนเขียนโดยคุณหมออะไร สักท่านหนึ่งนะครับ น่ากลัวมากครับ ถ้าจะลดความกังวลของครูว่าช่วงแรกเกิด ๐-๑ ปี จะต้องทำอะไรได้บ้าง ๑-๓ ปีต้องทำอะไรได้บ้าง แล้วก็ ๓-๖ ปีทำอะไรได้บ้าง ๖-๑๒ ปี และ ๑๒-๑๕ ปี และ ๑๕-๑๘ ปี และ ๑๘ ปีขึ้นไป อุดมศึกษาต้องทำอะไรได้บ้าง มันเป็นกฎหมาย ไม่ได้ครับ คนเราพัฒนาการไม่เท่ากันครับ บางช่วงเจ็บป่วยก็พัฒนาการถดถอย บางช่วงอยู่ ในสิ่งแวดล้อมอย่างเช่นโควิด (COVID) อย่างนี้ก็พัฒนาการถดถอย เราจะเอาอายุเป็นปัจจัย เดียวในการที่จะแยกแยะคนไม่ได้ครับ เมื่อเจ็บป่วยนอนโรงพยาบาลบางทีนอนเป็นเดือน เป็นปีพยาบาลต้องเป็นคนสอน แล้วผู้รักษาการตาม พ.ร.บ. นี้ก็ไม่มีกระทรวงสาธารณสุขด้วย ไม่มีกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ด้วย เรามองคนอยู่ในสิ่งแวดล้อม เดียวกัน ตัดปัจจัยตัวแปรอื่นออกไปเสียหมดเหลือแต่ปัจจัยอายุอย่างเดียวนะครับ ผมกังวล มากนะครับในมาตรา ๘ ฝากท่านกรรมาธิการวิสามัญช่วยดูมาตรานี้ให้จงหนัก ถ้าคิดอะไร ไม่ออกอาจจะต้องคิดว่าจัดการศึกษาโดยคำนึงถึงสิ่งที่ว่าไปนี้ เพราะมันเป็นวิทยาการ ทั้งหมดมันฟ้องได้หมดเลย ถ้าครูสอนเด็กแล้วไม่ได้เป็นตามผลผลิตฟ้องครูให้ติดคุกได้นะครับ กังวลมากนะครับเรื่องนี้ ผมขอฝากกรรมาธิการว่าเรื่องนี้ให้ดูให้ดี ๆ อย่าเอาทุกสิ่งทุกอย่าง ที่อยากได้มาใส่ในกฎหมาย เพราะฉะนั้นก็ให้มีความยืดหยุ่นในกฎหมายลูกหรือในระเบียบ ต่าง ๆ ก็ไปออกกันในภายหลัง นี่ล่ะครับมันก็เป็นลักษณะของการออกกฎหมายอาจจะคิด โดยนักคิดคนเดียวหรือ ๒ คนแล้วก็ออกมาเป็นกฎหมาย ผมคิดว่าต้องคำนึงถึงความเป็น ปัจเจกบุคคลว่าเขามีพัฒนาการที่หลากหลายแตกต่างกันตามเชื้อชาติ ตามวัฒนธรรม ตามสุขภาพของเขาด้วย ก็ขอฝากว่ากระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงที่เกี่ยวข้องทำไหวไหม ตั้งแต่ ๐ ปีขึ้นไป ท่านประธานครับ ขอฝากสิ่งเหล่านี้ให้กรรมาธิการวิสามัญนำไปพิจารณา ด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณคุณหมอมาก รักษาเวลาได้ดี ครับ ชุดต่อไป คุณไตรรงค์ ติธรรม คุณอภิชาติ ศิริสุนทร แล้วเป็นคุณวีระกร คำประกอบ ขอเชิญไตรรงค์ครับ🔗

นายไตรรงค์ ติธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บึงกาฬ

เรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม ไตรรงค์ ติธรรม ส.ส. เขต จังหวัดบึงกาฬ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ต้องขอบคุณทุกท่านนะครับ สมาชิกรัฐสภาได้ให้แนวคิดที่ดี ๆ มากมาย วันนี้ผมในฐานะ เป็นสมาชิกรัฐสภา ในฐานะที่เป็นกรรมาธิการการศึกษาก็พอจะรับรู้ ท่านประธานครับ ความเป็นจริงแล้ว พ.ร.บ. ฉบับนี้ผมไม่เห็นดีด้วยที่จะมาทำใหม่ ผมไม่เห็นดีด้วยกับ พ.ร.บ. ปี ๒๕๔๒ ที่ท่านประธานชวนเป็นผู้ลงนามนะครับ แต่ว่าผมไม่ชอบให้มีการเปลี่ยนแปลง ทั้งหมด พ.ร.บ. ปี ๒๕๔๒ มันดีอยู่แล้ว เราแก้ไขปรับปรุงเพราะมีบางส่วนที่มันดีมาก ๆ ผมก็ อ่านดูใน ๑๑๐ มาตรานี้ พ.ร.บ. ใหม่นี้นะครับ ผมก็จะฝากไปถึงท่านกรรมาธิการวิสามัญ ทุกท่านว่าทุกมาตรา ทุกบรรทัด มีความหมายมาก ท่านต้องพิจารณาให้รอบคอบ วันนี้ ผมก็คงเสนอเป็นแนวทางไว้ เป็นโครงสร้างนะครับ🔗

เรื่องแรก เรื่องคุณภาพการศึกษา ความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษา โรงเรียนขนาดเล็ก ความอิสระของสถานศึกษาและคณะผู้บริหาร การมีส่วนร่วมของ ประชาชน ขวัญกำลังใจของบุคลากรในวงการศึกษานะครับ ผมเห็นเขาไปทดสอบ พ.ร.บ. ปี ๒๕๔๒ บางโรงเรียน ป.๑ ทำอะไรครับ ป.๓ ทำอะไรบ้างทดสอบ ป.๖ ม.๓ ทำอะไร ตกหมดเลยนะครับ ประเทศไทยการศึกษาเราเป็นรูปพีระมิด คนเก่งผมก็ยอมรับนะครับ แต่ว่าคนที่เป็นรูปฐาน ๆ ข้างล่าง ฐานพีระมิดมันเยอะ เกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานก็รู้ ท่านประธานเป็นรุ่นพี่ผม ๑๘-๑๙ ปี สมัยก่อนครูไม่มีวุฒิปริญญาตรีมาสอนเรานะครับ ผมจบ ป. ๔ อ่านออกเขียนได้ รองเท้าก็ไม่ได้ใส่ ท่องอาขยานได้ถึงแม่ ๑๒ นะครับ ถ้าท่อง ไม่ได้ครูให้ยืนขาเดียว ท่องให้ได้ก่อน ก่อนที่จะกลับบ้าน นี่คือประสิทธิภาพของครูสมัยก่อน แต่ผมก็ไม่ได้ตำหนิครูสมัยนี้ คุณภาพการศึกษาทุกวันนี้ จบ ป. ๖ ผมเป็น ส.ส. ต่างจังหวัด นักเรียนอ่านหนังสือไม่ได้ เขียนไม่ออก จบ ม. ๓ ยังไม่ได้อีกนะครับ ฉะนั้นคุณภาพการศึกษา เป็นสิ่งที่มีความสำคัญ แต่สิ่งประกอบหลายสิ่ง นั่นก็คือโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งมีเป็นหมื่น ๆ โรง ครูขาดแคลน นักเรียนโรงเรียนนี้มี ๗ ห้องเรียน อนุบาลจนถึง ป.๖ มีครู ๒ คน จะสอน อย่างไรครับ มีครู ๔ คน มีครู ๕ คน มันก็ทำให้เกิดข้อต่อไปก็คือความเหลื่อมล้ำแล้ว ความเหลื่อมล้ำมีทั้งด้านเศรษฐกิจ ทั้งด้านสังคม คนยากจนไม่สามารถส่งลูกเรียน ไม่สามารถส่งลูกไปเรียนพิเศษตอนเย็นได้ นี่คือความเหลื่อมล้ำ ฉะนั้นมันเลยเป็นที่มาของ คำว่า คุณภาพการศึกษา ฉะนั้นผมอยากให้คณะกรรมาธิการชุดนี้ที่ผมหวังว่าจะดูทุกมาตรา ทุกบรรทัดนะครับ อย่าให้นักเรียนที่ทดสอบต่าง ๆ ตกหมดเลย ป. ๑ ป. ๓ ป. ๖ ม. ๓ ม. ๖ ที่ผมกราบเรียนท่านประธานมานี้อย่าให้มันเหมือนปัจจุบัน คนสอนทุกวันนี้ครูผู้สอน จบปริญญาตรีหมดเลย เอกต่าง ๆ มีหมดเลย แต่ทำไมคุณภาพการศึกษาเราถึงเป็น รูปพีระมิดนะครับ ฉะนั้นก็ขอฝากทุกท่าน และความอิสระทางด้านการศึกษา เดี๋ยวก็นายสั่ง ไปนั่นสั่งไปนี่ อยากทำอะไรในชุมชนก็ทำไม่ได้ การมีส่วนร่วมของประชาชนสำคัญที่สุด คือคณะกรรมการการศึกษาระดับโรงเรียน ปัจจุบันนี้ผมเคยเป็นกรรมการการศึกษาระดับ โรงเรียนมา ไม่มีอะไรครับกรรมการการศึกษา พอถึงวันประชุม ผอ. โรงเรียนในฐานะ เลขานุการก็มารายงาน กรรมการการศึกษาไม่รู้หน้าที่ตัวเองเลย ความจริงแล้วกรรมการ การศึกษาต้องมีบทบาทในโรงเรียน กำหนดการเรียนการสอนในโรงเรียน นี่คือการมี ส่วนร่วม เราไม่สามารถจะเอาประชาชน ผู้ปกครองทุกคน นักเรียน ๓๐๐-๔๐๐ คน ๑๐๐ คน ๑,๐๐๐ กว่าคนมาร่วมสัมมนาประชุมได้ ฉะนั้นเราต้องมีคณะกรรมการการศึกษา และอีกตัวหนึ่งก็คือขวัญกำลังใจของบุคลากรทางด้านการศึกษา เหมือนทุกวันนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้ออกกฎระเบียบออกมา ไม่รู้ ว. อะไรเป็น ว. อะไรจนบุคลากร ทางการศึกษาไม่สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ได้ ประกาศออกมาแล้วว่าให้ทำ ว. ๑๓ บุคลาการ ทางการศึกษาก็ทำไม่ได้ ประกาศออกมาแล้วจะจ้างครูก็ทำไม่ได้ และสำคัญที่สุดมีสิ่งหนึ่ง ที่ผมจะฝาก นั่นคือบุคลากรทางการศึกษาตั้งแต่ภารโรงครับ เขาเป็นส่วนหนึ่งของ วงการศึกษา ถ้าโรงเรียนไหนไม่มีภารโรงเป็นประจำ ผมว่าขวัญกำลังใจเขาไม่มีนะ ลูกจ้าง ชั่วคราวก็เหมือนกัน ปีต่อปี บางปีว่าจะไม่จ้าง เด็กเป็นลูกจ้างประจำมา ครูสอนประจำมา ๑๐ ปีแล้วยังจะมาไล่เขาออก ไม่มีงบประมาณให้ สมัยก่อนท่านประธานก็เป็นนักเรียนมา ภารโรงมีส่วนสำคัญนะครับ เรียนท่านประธาน ฉะนั้นผมจึงขอกล่าวกับทุกท่านว่าเมื่อปฏิรูปแล้ว คำว่า ปฏิรูป ท่านต้องตีความให้แม่นยำว่า ปฏิรูปก็คือการเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบพระคุณครับ ต่อไปคุณอภิชาติ ศิริสุนทร ครับ🔗

นายอภิชาติ ศิริสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม อภิชาติ ศิริสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชี รายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ขอมีส่วนร่วมเรื่อง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... แล้วก็ต้อง ขอบคุณท่านประธานด้วยนะครับที่ให้โอกาสเพื่อนสมาชิกทุกท่านได้ร่วมแสดงความคิดเห็น กับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ผมต้องพูดว่าเห็นด้วยกับการปฏิรูปการศึกษา ทำไมครับ เพราะการศึกษา ไทยมันอยู่ในสุ่มมานาน มันอยู่ในขนบเก่ามานาน แต่ผมไม่แน่ใจว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ จะตอบโจทย์การปฏิรูปการศึกษาหรือไม่ เพราะเท่าที่ผมได้ฟังเพื่อนสมาชิกทั้งหลาย เท่าที่ผมได้ฟังเพื่อนสมาชิกร่วมพรรคก้าวไกลของผม ไม่ว่าจะเป็นคุณศิริกัญญา คุณวิโรจน์ หรือเพื่อนอีกหลายคนได้อภิปรายไป ยิ่งตอกย้ำให้ผมไม่แน่ใจแล้วว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้มันไม่ได้ ตอบโจทย์การปฏิรูปการศึกษาโดยแท้จริง ดังนั้น พ.ร.บ. ฉบับนี้ยังวนอยู่กับระบบการศึกษา แบบเดิม ๆ วังวนอยู่กับการรวมศูนย์อำนาจของรัฐราชการ การรวมศูนย์อำนาจของ โครงสร้างของกระทรวง แก้กันไปแก้กันมาก็ใครจะอยู่ในโครงสร้างไหน ราชการไหนจะอยู่ อย่างไรล่ะครับท่าน แต่มันไม่ได้ตอบโจทย์ถึงวิธีการจัดการศึกษาเพื่อให้คนเป็นอิสระ เพื่อให้ คนพึ่งตัวเองได้ เพื่อให้คนมีวิธีคิดที่จะเปลี่ยนแปลงสร้างสังคมได้เลย วังวนอยู่กับระบบ อำนาจนิยม ดังนั้น พ.ร.บ. ฉบับนี้ถึงเป็น พ.ร.บ. ที่พยายามออกแบบมาเพื่ออำนาจนิยม เพื่อคอนโทรล (Control) ผู้ที่อยู่ในระบบการศึกษา เพื่อชี้นำคอนโทรล (Control) คนใน สังคมให้เป็นไปตามแนวคิดขนบเดิมที่รัฐต้องการ ดังนั้นผมไม่เห็นด้วยครับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ยิ่งอ่านดูยิ่งเห็น ยิ่งฟังเพื่อนสมาชิกก็ยิ่งเห็นว่ามันไม่ใช่ มันไม่ใช่ พ.ร.บ. การปฏิรูปการศึกษา ที่แท้จริง ท่านประธานครับ อะไรคือปัญหาของการศึกษาและเราจะปฏิรูปอะไร ปฏิรูป อย่างไร คณะรัฐมนตรีต้องไปคิดนะครับ กรรมาธิการต้องไปคิด สภาแห่งนี้ต้องช่วยกัน คิดแล้วตอบโจทย์ให้ชัด ๆ ว่า พ.ร.บ. การศึกษาฉบับนี้มันเป็น พ.ร.บ. ปฏิรูปการศึกษา หรือเป็น พ.ร.บ. รักษาอำนาจนิยม เพราะอะไรครับ เพราะการบริหารทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น การตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดทิศทางของการศึกษามันถูกออกแบบไว้ให้อยู่ที่ กระทรวง ทบวง กรมหมดเลย มันไม่ได้เปิดโอกาสให้มีการกระจายอำนาจทางการศึกษา ไม่ได้ให้ท้องถิ่นเขาคิดที่จะจัดกระบวนการศึกษาของเขาเอง มันมาจากขบวนการสั่งการ ทั้งนั้น นี่หรือที่เขาเรียกระบบการปฏิรูปการศึกษา ไม่ใช่หรอกครับ ท่านประธานครับ แก่นแท้ของระบบการศึกษาไทยนั้นมันติดอยู่ที่กรอบขนบเดิม ๆ ขนบอำนาจนิยมที่ขัดขวาง การเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาแบบใหม่ที่กีดกันขีดคั่นกลุ่มครอบเพื่อให้เกิดระบบ การศึกษาเดิม ๆ นั่นก็หมายถึงว่าขัดขวางการเปลี่ยนแปลงแล้วครับท่านประธาน การเรียนรู้ ที่อยู่เฉพาะในห้องเรียนสี่เหลี่ยมแคบ ๆ การเรียนรู้ที่ถูกกำหนดจากการรวมศูนย์ไว้จาก ข้างบนตั้งแต่ระบบอนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัยขาดความเป็นอิสระซึ่งมันสะท้อนให้เห็นจาก พ.ร.บ. ฉบับนี้แล้ว รัฐราชการเป็นผู้ถือครองอำนาจสูงสุดในห้องเรียนเท่านั้น ดังนั้นอยู่ใน วังวนเดิม ทำให้การศึกษาไทยไม่สอดคล้องกับพลวัตรการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ไม่สอดคล้องกับพลวัตของความเป็นประชาธิปไตย หลักสูตรสอนให้คนเชื่อง หลักสูตรสอนให้ คนไม่เป็นตัวตนของตนเอง หลักสูตรไม่สอนให้คนกล้าที่จะออกมาพูดในระบบสังคมที่มันเป็น ประชาธิปไตย มันไม่ใช่แล้วท่านประธาน ดังนั้นระบบการศึกษาที่มันติดกับดักมุ่งเน้นให้คน เชื่อง ๆ ฟังตามคำสั่งของรัฐ อยู่ในสุ่มครอบ เน้นให้นักเรียนตอบสนองอุตสาหกรรม ตอบสนองแนวคิดของรัฐ เน้นการศึกษาวิชาชีพ ขาดความเป็นอิสระการตั้งเป้าหมายของชีวิต ที่จะอยู่ร่วมกันในสังคมที่เป็นประชาธิปไตย เปลี่ยนเถอะครับ ทำให้คนไม่เข้าใจความหมาย แท้ ๆ ของการดำรงชีวิตอยู่ในสังคม ทำให้คนไม่เข้าใจกระบวนการเรียนรู้จริง ๆ ในสังคม ที่เป็นประชาธิปไตย สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นจากปรากฏการณ์คนรุ่นใหม่ที่มันเกิดขึ้นปัจจุบัน ว่าเขาไม่เอาระบบการศึกษาแบบเดิม เขาไม่เอาโครงสร้างการศึกษาแบบเดิมแล้ว เขาถึงมา เรียกร้องให้ปฏิรูประบบการศึกษาใหม่ ฟังเขาครับ คณะรัฐมนตรีต้องฟังเขา เขาอยากได้ อะไร เขาต้องการอะไร มันสะท้อนให้เห็นแล้วครับจากการที่คนรุ่นใหม่ออกมาในวันนี้ ดังนั้น ผมจึงเห็นว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ไม่ได้ตอบโจทย์การปฏิรูปการศึกษา พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็นแค่ พ.ร.บ. รักษาขนบเดิม ๆ เอาไว้ในอ้อมอำนาจแห่งรัฐเท่านั้นเอง การปฏิรูปการศึกษาที่แท้จริงต้อง กระจายอำนาจทั้งระบบ ต้องปฏิรูปให้เป็นไปตามพลวัตของสังคมและประชาธิปไตย กระจายอำนาจเถอะครับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างที่มันรวมศูนย์การตัดสินใจ การกำหนดวิถีชีวิตของคนทั้งหมดไว้ที่รัฐส่วนกลาง ให้ภาคประชาคม ให้คนในสังคมเขาได้มี ส่วนร่วม ให้ท้องถิ่นเขาได้กำหนดขีดเขียนการศึกษาหลักสูตรท้องถิ่นของเขาที่สัมพันธ์กับ พลวัตของการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นผมไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ครับท่านประธาน ขอบคุณ ครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปคุณวีระกร คำประกอบ🔗

นายวีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม นายวีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ถือได้ว่าเป็นพระราชบัญญัติที่เขียนได้ดี ภาษา ทางการศึกษาซึ่งมีความงดงามและไพเราะทั้งหลายที่มีอยู่ในสากลโลกนี้ ท่านประธานครับ ได้ถูกจับมาใส่ไว้ในพระราชบัญญัติฉบับนี้หมดสิ้นเลยครับ ไม่เหลือที่จะให้เติมคำพูดไพเราะ เสนาะหูใด ๆ ทั้งสิ้นได้อีกต่อไปครับ ท่านประธานที่เคารพ แต่ด้วยคุณภาพที่ผมอยากจะ กราบเรียนดังต่อไปนี้ ไม่ว่าจะเป็นหมวด ๑ พูดถึงวัยต่าง ๆ ที่จะต้องเข้าวัยเรียนทั้งหลาย เช่น ท่านพูดถึงวัยที่ ๕ อายุ ๑๒-๑๕ ปี ต้องสื่อสารได้ มีประสิทธิภาพ มีทักษะในการเรียน รู้เท่าทันข้อมูลข่าวสาร เผยแพร่ผ่านช่องทางต่าง ๆ ใช้ภาษาต่างประเทศเป็นสื่อในการเรียนรู้ เข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับเศรษฐกิจ การเงิน มีความรู้ในศาสตร์และมีสมรรถนะ หรือจะเป็น ในเรื่องของการที่พูดถึงครูบาอาจารย์ในหมวด ๓ ในหมวด ๓ ก็เขียนได้ไพเราะครับ เขียนถึง ครูบาอาจารย์ มาตรา ๓๒ ครูมีหน้าที่อำนวยให้ผู้เรียนเกิดความรู้ พัฒนาทักษะ สร้างนิสัย และสมรรถนะ หรือจะเป็นชี้แนะสร้างแรงบันดาลใจนะครับ มาตรา ๓๓ ปฏิบัติตัวหน้าที่ ของครูเป็นวิชาชีพชั้นสูงให้เกิดความสมบูรณ์และดำรงสถานะอันสูงส่งในการหล่อหลอมคน ครูอุทิศตนเพื่อประโยชน์ หน้าที่ ทำการศึกษา ค้นคว้า พัฒนาตัวเองต่อเนื่อง ท่านฟังดูสิครับ ผมฟังแล้วผมยังสงสัยว่าที่ผมอ่านมันเป็นพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติของประเทศไทย หรือของประเทศไหนไม่ทราบ เพราะด้วยข้อเท็จจริงครับ อยากเล่าเรื่องเพราะด้วย ข้อเท็จจริงครับ อยากเล่าเรื่องให้ท่านประธานให้ฟังสักนิดหนึ่ง มีโรงเรียน ๆ หนึ่งครับ เขตอำเภอเมืองนครสวรรค์ ก็คงไม่เป็นอะไรเพราะว่าผมเป็นกรรมการ โรงเรียนนี้เขาอยู่ด้วย ชื่อโรงเรียนวัดสุบรรณาราม โรงเรียนนี้คนทั้งตำบลหนองปลิง คนเก่า ๆ ต้องเรียนโรงเรียนนี้ทั้งนั้นครับ เมื่อก่อนมีนักเรียน ๒๐๐ คน ถึง ๓๐๐ คนครับ ปัจจุบันมี ๒๐ คน มีผู้อำนวยการเงินเดือน ๕๐,๐๐๐ กว่าบาทอยู่ ๑ คน มีครูน้อยเงินเดือน ๓๐,๐๐๐ บาท ๔๐,๐๐๐ บาท เต็มไปหมดอีก ๔ คน รวมแล้วเป็น ๕ คน มีนักเรียน ๒๐ คน ในขณะที่ โรงเรียนติด ๆ กันเป็นโรงเรียนของครูเส็ง เป็นโรงเรียนเอกชน ชื่อสหวิทยา มีนักเรียน ๘๐๐ คน ท่านประธานครับ ครูเงินเดือนตั้งแต่ ๑๐,๐๐๐ บาทถึง ๑๕,๐๐๐ บาท ผมพูดแค่นี้ ท่านประธานก็คงจะมองเห็นแล้วว่าโรงเรียนรัฐบาลครูเงินเดือนเฉลี่ย ๔๐,๐๐๐ บาท มีครู ๕ คน นักเรียน ๒๐ คน เหลือ ๒๐ คนครับ แล้วกำลังจะลดลงเรื่อย ๆ นะครับ ไม่ใช่หยุด แค่นั้น เกิดอะไรขึ้นครับท่านประธาน เล่าข้อเท็จจริงให้ฟัง ผมถึงบอกว่าพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้เขาพูดถึงประเทศไหนไม่ทราบเลย อ่านเสร็จแล้วผมไม่รู้กฎหมายถึง ประเทศไหนไม่รู้ แต่ประเทศไทยของผมมันเป็นอย่างนี้ครับ ผู้อำนวยการมี ๑ คน เงินเดือน ๕๐,๐๐๐ กว่าบาท ครูคนที่ ๑ บังเอิญเป็นภรรยาของข้าราชการระดับสูงของจังหวัด ท่านอย่าลืมนะ เขตอำเภอเมืองมีแต่คนอยากมาอยู่ครับ เพราะฉะนั้นเวลาย้ายตามสามีมา ก็จะต้องมาอยู่โรงเรียนอย่างนี้ครับ อยู่รอบ ๆ เมือง ปรากฏว่าท่านไม่เคยสอนครับ ท่านจะมี ใบลามาเป็นปึกให้กับผู้อำนวยการ จะต้องไปงาน ออกงานกับท่านปลัดท่าน ท่านที่ว่า ข้าราชการระดับสูงนี่ ต้องไปทำงานตรงนั้น ต้องไปออกงานตรงนี้ ไม่เคยมาสอนครับ ครูอีก ๓ คนพอเห็นครูคนนี้ไม่มาสอน เธอทำได้ฉันก็ทำได้ ฉันก็เอาใบลากันมาเป็นปึกเหมือนกันครับ ในที่สุดผู้อำนวยการจะต้องเอางบประมาณที่เจียดจากงบโน่นบ้างนี่บ้าง เช่น งบภารโรงบ้าง งบอะไรบ้าง จ้างครูมาสอน ๔ ห้องเรียน จ้างครูเงินเดือน ๒,๐๐๐ บาทเพื่อมาสอน ๔ ห้องเรียนนี้ครับ สิ่งนี้คือสิ่งเกิดขึ้นจริง เพราะว่ากรรมการการศึกษาของโรงเรียนส่วนใหญ่ คือคนเก่า ๆ ของโรงเรียนนะครับที่เรียนผ่านโรงเรียนนี้กันมาเขาขอร้องให้ผมไปช่วย ผมก็ เข้าไปนั่งประชุมร่วมกันกับเขานะครับ ประชุมร่วมกัน แล้วก็ดูปัญหา ทำไมปัญหามันเป็น อย่างนี้ นี่คือข้อเท็จจริง ท่านประธานครับ อย่าไปบอกว่าเขาไปเรียนในเมืองกันหมด ไม่ใช่ โรงเรียนติด ๆ กันห่างไปประมาณ ๑๐๐ กว่าเมตรครับ เป็นโรงเรียนของครูเส็งที่ผมเรียนแล้ว ครับ โรงเรียนนี้ต้องจ่ายเงินให้กับอาจารย์เฉลี่ย ๔๐,๐๐๐ บาท ครู ๕ คน ๔๐,๐๐๐ บาท ในขณะที่โรงเรียนครูเส็งจ้างอัตราครู อัตราจ้างเขา ๑๐,๐๐๐-๑๕,๐๐๐ บาท มาสอน เด็กนักเรียนทุกชั้นเรียน โรงเรียนนี้คนสอนจริงเงินเดือน ๒,๐๐๐ บาท สอน ๔ ห้องเรียน นักเรียนลดลง ๆ แล้วท่านประธานเชื่อไหมครับ ถ้าผมไม่ช่วยค่าน้ำมันรถนะครับ เขาไปขอ รถเก่า ๆ มาได้คันหนึ่งไปรับนักเรียนนะครับ ๒๐ คนก็ไม่มีครับโรงเรียนนี้ นี่คือคุณภาพ การศึกษาของประเทศไทยทำอย่างไรละครับจะเป็นเลิศ ท่านประธานที่เคารพ ครูบ้านเรา ในระบบการศึกษาของเรามีแต่ความสวยหรู มีแต่ความไพเราะ ความงดงาม สร้างระบบอะไรกัน ก็ไม่รู้ครับ ใหญ่เทอะทะไปหมด ทำไมจะต้องมีเขต มีภาค มี กสจ. นี่เพิ่มมาใหม่อีก ศึกษาธิการจังหวัดอีก ค่าใช้จ่ายมากมายมหาศาล ไม่แปลกเลยที่เขาบอกว่าประเทศไทย คือประเทศที่การศึกษามีราคาสูงที่สุดต่อหัวของนักเรียน ค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักเรียนสูงที่สุด ในอาเซียน (ASEAN) แต่พอสอบออกมาแล้ว ผลสอบเทียบกันออกมาแล้ว เรามีการศึกษา ที่ต่ำที่สุดในอาเซียนครับท่านประธาน ทำไมจะแก้ไขกันสักทีได้หรือไม่ อย่างนี้ครับ อย่างที่ ผมเล่าให้ท่านฟัง ทำไมเงินเดือนสูงจังครูไทย เขามีค่าทำวิทยฐานะอีกครับท่านประธาน ไม่ใช่ เงินเดือนเปล่า ๆ ค่าทำวิทยฐานะก็ไม่ยากครับ ไปจ้างอาจารย์แถวราชภัฎเขียน ๕๐,๐๐๐ บาทบ้าง ๑๐๐,๐๐๐ บาทบ้าง บางคนทำอย่างดีก็ ๒๐๐,๐๐๐๐ บาท เอามาเพิ่มค่า วิทยฐานะกัน วันนี้จึงอยากจะเรียนว่าถ้าจะแก้ไขต้องแก้โดยเอาระบบฝรั่งเขามาสิครับ อย่างที่รัฐโอไฮโอ ที่ ผมไปเรียน บังเอิญผมรู้จักกับคนหนึ่งที่เขาเป็นครูที่นั่น ท่านประธานครับ กว่าที่จะสอน คณิตศาสตร์ในชั้นประถมได้เขาต้องจบคณิตศาสตร์โดยตรง จากจบคณิตศาสตร์โดยตรง ต้องไปเรียนวิชาครูเพิ่มเติม สมมุติจะสอนเด็กเล็กก็ต้องไปเรียนครูเด็กเล็กมา เสร็จแล้วก็มา สอบวิชาชีพ สอบวิชาชีพเสร็จแล้วถึงจะไปบรรจุเป็นครูตามโรงเรียน แล้วก็สามารถสอนได้ เฉพาะคณิตศาสตร์เด็กประถมเท่านั้น ถ้าจะมัธยมคุณต้องไปเรียนวิชาชีพครูมัธยม เขาสอน เฉพาะทาง เด็กจึงจะมีความรู้กว้างขวางเพราะเราจบคณิตศาสตร์มา เพราะฉะนั้นเราจะ มองเห็นทั้งระบบเลยครับว่าคณิตศาสตร์มันคืออะไร เด็กคนนี้ควรจะสอนแค่ไหน อย่างไร อย่างนี้สิครับมันถึงจะเกิดความเป็นเลิศ แต่นี่เราไม่เคยเน้นเลย เงินทั้งหลายเราไปประเคน ให้กับภาค ให้กับการบริหารจัดการ เทอะทะไปหมด แทนที่จะเน้นที่ครู ไม่ใช่ ค่าวิทยฐานะ ทำไมไม่เอาครู เวลาปิดเทอม ๓ เดือนนี้ใครอยากได้ค่าวิทยฐานะมาเข้าอบรม ๓ เดือน แล้วก็สอบ ถ้าผ่านก็ได้ค่าวิทยฐานะ เป็นการยกระดับความรู้ของครู นี่ไม่เคยคิดเรื่องนี้ครับ คิดถึงแต่ ระบบจะต้องจัดศึกษาเขตไปคุม ศึกษาจังหวัด ศึกษาภาคมาคุมศึกษาเขตอะไรกันนักหนา ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ต่อไปเป็นชุด คุณศรัณย์ ทิมสุวรรณ คุณปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์ คุณผ่องศรี แซ่จึง แล้วก็อาจารย์ปรีดา บุญเพลิง ขอเชิญคุณศรัณย์ครับ🔗

นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เลย

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย พ.ร.บ. การศึกษาที่เรากำลังจะทำการเปลี่ยนแปลงหรือว่าทำการ จะใช้คำว่าอะไรดีครับ ท่านประธาน พัฒนาผมก็ไม่แน่ใจครับ เพราะว่าจากร่างที่เห็นมีรายละเอียดเยอะครับ ท่านประธาน เพียงแต่ผมไม่เข้าใจว่ารายละเอียดบางอย่างมันจำเป็นที่ท่านต้องกำชับให้มี ขนาดนี้ไหม ผมมองว่าการเขียนที่เจาะจงเกินไปเรากำลังต้องการปฏิรูปการศึกษา หรือเรา ต้องการแค่สเปก (Spec) ของเด็กที่รัฐบาลเห็นว่าสมควร สิ่งที่ผมมองว่ายังเป็นปัญหาครับ ท่านประธาน จากที่อ่านในร่างนี้ สิ่งแรกคือการมีส่วนร่วมของผู้ที่ต้องอยู่ในระบบอยู่ ผมเชื่อว่า ส.ส. ตัวแทนประชาชนทุกท่านได้รับการร้องเรียนจากครูไม่ว่าจะจังหวัดไหนหรือที่ใดก็ตาม ซึ่งมันแสดงให้เห็นถึงอะไรครับ แสดงให้เห็นว่าแม้แต่คนที่ต้องอยู่ในระบบที่เขากำลังจะถูก ปฏิรูปเขายังมีอะไรอีกหลายอย่างที่ไม่เห็นด้วย แต่เขาก็ไม่มีช่องทางที่จะมีส่วนร่วมในระบบ ที่เขาจะต้องทำงาน ที่เขาจะต้องใช้ชีวิตอยู่ อันนี้มันก็เป็นปัญหาตั้งแต่แรกแล้วครับ ท่านประธาน ถ้าเราเอาคนที่มองระบบจากมุมหนึ่งไปออกแบบระบบให้คนที่ต้องอยู่ในระบบ โดยที่ไม่ถามหรือไม่มีช่องทางให้เขาสามารถออกแบบหรือว่าร่วมแสดงความคิดเห็นได้ แน่นอนมันเกิดปัญหาตั้งแต่ต้น อันนี้ผมพูดถึงครูนะครับ แล้วไหนจะนักเรียนอีกล่ะครับ การปฏิรูปการศึกษาเราควรจะเน้นไปที่เด็กนักเรียนไม่ใช่หรือครับ เราต้องการทำให้ประเทศเรา มีการศึกษาที่ดี การศึกษาที่ดีแล้วผลจะอยู่กับใครครับ มันก็ต้องอยู่กับนักเรียน เราต้องการ ให้นักเรียนเป็นเด็กที่ดี เป็นเด็กที่มีคุณภาพที่จะพัฒนาประเทศ พัฒนาชาติของเราต่อไป การที่เราออกแบบโดยที่เอาไมด์เซต (Mindset) ของระบบราชการหรือระบบของผู้ที่เป็นผู้นำ ผู้ปกครองไปกำหนดว่าเด็กแบบไหนคือเด็กที่ดี เด็กแบบไหนคือเด็กที่จะประสบความสำเร็จ หรือแม้แต่หลักสูตรการเรียนการสอนว่าแบบนี้ล่ะถึงจะทำให้เด็กออกมาเป็นคนที่ ประเทศชาติต้องการ มันใช่สิ่งที่จะทำให้ประเทศเราไปถึงจุดที่เป็นประเทศที่ดีกว่านี้ได้จริง หรือครับท่านประธาน ในเมื่อเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนที่ออกแบบนั้นจะได้อยู่กับอนาคตที่เขา คิดว่ามันจะดีจริงหรือเปล่า แต่ตัวเด็กที่ต้องอยู่ในระบบคือคนที่ต้องรับผลทั้งหมด แต่พวกเขา ไม่มีสิทธิในสิ่งนี้เลย สิ่งต่อมาก็คือเราได้เห็นถึงระบบต่าง ๆ ในร่างนี้มีระบบต่าง ๆ มากมายว่า ใครจะคุมใคร องค์กรไหน ดูแลส่วนไหน ผู้ว่าราชการเป็นหัวหน้าชุดนั้น มีคณะกรรมาธิการต่าง ๆ มากมายเพื่อที่จะทำให้สิ่งที่เขาต้องการปฏิรูปเป็นไปตามระบบ แต่สิ่งที่ผมมีคำถามครับ ท่านประธาน สภาพแวดล้อมของสถานศึกษา เรามีการเขียน ในร่างก็มีเขียนว่าจะต้องเป็นที่ ที่เหมาะสม แล้ว คำว่า เหมาะสม นี้คืออย่างไรครับ เพราะว่าส่วนตัวเองผมเป็นเด็กนักเรียนต่างจังหวัด ตอนประถมศึกษาผมเข้ามากรุงเทพมหานครตอนมัธยมศึกษาผมเห็นความแตกต่าง ผมรู้สึก ได้เลยว่ามันแตกต่างกันมากขนาดไหน เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่เราต้องแก้ไม่ใช่หรือครับ การที่ จะต้องมีสภาพแวดล้อม การที่จะมีในสิ่งแวดล้อมที่ดีของสถานศึกษาเพื่อทำให้เด็กสามารถ เจริญเติบโต สามารถเข้าถึงคุณภาพและกลายเป็นบุคคล กลายเป็นประชาชนที่สามารถ พัฒนาประเทศนี้ต่อไปได้ ผมมีคำถามว่าแล้วสุขภาพของเด็ก สุขภาพจิตของเด็ก หรือแม้แต่ ความเข้าใจที่สังคมมีมันอยู่ตรงไหนของประเทศเรา ทำไมเรายังมีปัญหาเด็กที่ถูกรังแก ทำไม เรามีปัญหากับอาจารย์หรือเด็ก เราเห็นข่าวเสมอว่าไม่เข้าใจหรือว่ามีการแกล้งกัน การไม่ เข้าใจในเพศสภาพของเด็กนั้น ๆ แล้วกลายเป็นการเอามาล้อกัน สิ่งเหล่านี้เราไม่ได้มีการ มองเห็นในภาพใหญ่ แต่มันคือสิ่งที่มีผลกับเด็กมากนะครับ สำหรับเด็กประถมผมยกตัวอย่าง เด็กเล็ก โรงเรียนก็คือเหมือนโลกแทบทั้งใบของเขา ถ้าเขาเจอประสบการณ์ที่ทำร้ายจิตใจเขา ตั้งแต่ตอนนั้น จะมีสักกี่คนที่จะสามารถผ่านจุดนั้นแล้วกลายเป็นประชาชนที่มีคุณภาพ อย่างเต็มที่อย่างที่เราต้องการได้ ทางกระทรวงต้องการทำระบบการศึกษา ต้องการที่จะ ปฏิรูป ทุกครั้งที่พูด คำว่า ปฏิรูป สิ่งที่ต้องการจะเปลี่ยนคือระบบอำนาจของกระทรวงศึกษาเอง หรือแม้แต่ระบบการศึกษาทั้งระบบ ใครจะมีอำนาจมากขึ้น ใครจะมีอำนาจน้อยลง แล้วเด็ก ล่ะครับ ประชาชน น้อง ๆ ที่เป็นนักเรียนมีส่วนได้ส่วนเสียอะไรจากตรงนี้บ้าง มันมีการเขียน มากมายครับ ช่วงอายุ ๑-๓ ขวบ ช่วงอายุ ๔-๗ ขวบ เราต้องการให้เด็กเป็นแบบไหม เราเคย ถามจริง ๆ ไหมว่าเด็กแต่ละคนอยากเป็นแบบไหน ท่านเขียนรายละเอียดยืดยาวมากใน แต่ละข้อจนผมไม่แน่ใจว่าท่านต้องการเขียนให้มันครบเวิร์ด (Word) เขาหรืออย่างไร ทำไม ต้องเขียนรายละเอียดบางอย่างที่ไม่จำเป็น อีกอย่างหนึ่งที่มันทำให้การปฏิรูปแต่ละครั้ง ของเราอาจจะไม่สำเร็จเพราะว่าแนวคิดโดยรวมของเรานั้นเราโดนสอนมาตลอด ผมได้ยินมา ตั้งแต่เด็กว่าครูคือแม่พิมพ์ แต่พอเรามาคิดจริง ๆ ถ้าเราจะนับว่าครูเป็นแม่พิมพ์ นั่นแปลว่า เราก็จะต้องการเด็กแบบเดียวกันอย่างนั้นหรือครับท่านประธาน เราไม่ได้สนใจถึงความ แตกต่างความสามารถที่เขามีไม่เหมือนกันหรือครับ สำหรับผมครูต้องเป็นผู้สั่งสอน ผู้ชี้แนะ ให้เด็กแต่ละคนสามารถที่จะเข้าถึงศักยภาพของเขาได้ ซึ่งทุกคนมีแตกต่างกัน ความสำเร็จ ของคนที่เป็นครูมันควรจะเป็นวันที่เด็กที่เขาสอนมีความสามารถมากกว่าเขา นั่นคือ ความสำเร็จที่เขาสามารถทำให้คนคนหนึ่งพัฒนาไปมากกว่าตัวเขาเองได้ นั่นคือสิ่งที่ทำให้เรา สามารถพัฒนาไปข้างหน้าได้ ถ้าร่างนี้ผมมองเลยว่ามันไม่สามารถทำให้เราไปถึงจุดนั้นได้ แล้วผมก็มองว่าการปฏิรูปจะไม่เกิดผลประโยชน์อะไรครับ เพราะฉะนั้นผมมองว่ามันเป็น พ.ร.บ. ที่สำคัญ แต่มีรายละเอียดมากมายเหลือเกินที่ต้องแก้ ผมเชื่อว่าสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน เห็นว่านี่เป็นกฎหมายที่สำคัญเพราะว่าเราอภิปรายกันมาหลายชั่วโมง แล้วผมก็หวังว่าวันนี้ เราจะได้ลงมติเพื่อที่เราจะได้เริ่มต้นในการแก้ไขร่างนี้ที่มีปัญหา ทำให้เราจะได้สามารถ เริ่มต้นในการปฏิรูประบบการศึกษาของประเทศนี้จริง ๆ ได้สักที หวังว่าเราจะได้ตั้ง กรรมาธิการกันวันนี้นะครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปคุณปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์🔗

นายปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนเท่ากัน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขอเป็นส่วนหนึ่ง ในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ..... ในวาระนี้ ซึ่งกระผมไม่เชื่อว่า ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จะตอบโจทย์พัฒนาการทางด้านการศึกษาเพื่อสร้างคนสร้างชาติได้ แต่กลับกลายเป็นการตอบโจทย์ของการกดทับ กดขี่ ขูดรีดพี่น้องประชาชนอย่างหนักขึ้น เพราะร่าง พ.ร.บ. นี้ เป็นการรวมอำนาจ ไม่ใช่เป็นการปฏิรูปอย่างที่กล่าวอ้าง ท่านประธาน ในประเด็นการศึกษาของเพื่อน ๆ พี่น้องคนพิการเรานั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเข้าถึง การศึกษา สภาพแวดล้อม เงินอุดหนุนทางด้านการศึกษา และกระทั่งอำนาจในการจัดสรร การศึกษา โรงเรียนต้องรองรับคนพิการเข้าเรียนได้ เรียนร่วมกันได้ เปรียบเสมือนการเรียนรู้ ในการใช้ชีวิตร่วมกันจริง ๆ เข้าอกเข้าใจกันได้ ไม่แตกแยก ความเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ นี่จะเป็นโรงเรียนชีวิตจริง ๆ นะครับ🔗

ในประเด็นเรื่องของเงินอุดหนุนทางด้านการศึกษา ทางด้านอาชีวะก็ไม่ควร มีข้อจำกัดในเรื่องของอายุ อย่างเช่นอายุไม่เกิน ๒๕ ปี ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อโรงเรียนที่จะ ได้รับเงินอุดหนุนทางด้านการศึกษา และทำให้ลดจำนวนของนักเรียนคนพิการเรา ตัวอย่าง โรงเรียนอาชีวะพระมหาไถ่ที่ได้รับเพียง ๒๐,๐๐๐ บาทต่อหัวต่อปี แต่ต้องใช้จ่ายจริง ๆ ถึง ๑๐๐,๐๐๐ บาท อย่างที่ผมได้เคยอภิปรายไปแล้วด้วย แล้วก็อีกตัวอย่างหนึ่งจะเป็น การจัดสรรงบประมาณของรัฐบาล ๑๐๐ บาทต่อหัวต่อปี ทั้งที่กระทรวงศึกษาธิการนี้ มีงบประมาณมาก ๓๐๐,๐๐๐-๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ผมคิดว่าภาครัฐต้องทบทวนโดยด่วน ในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณตรงนี้ ในส่วนของเพื่อน ๆ น้อง ๆ คนพิการที่ไม่สามารถ เข้าเรียนโรงเรียนปกติได้นั้น ไม่ว่าจะอยู่ใกล้ อยู่ไกลบ้าง พ่อแม่ของเขาลำบากไม่สะดวกที่จะ ไปรับไปส่งบ้าง เราจะทำอย่างไรให้เขาเหล่านี้เข้าถึงโอกาสในการเรียนรู้ในการใช้ชีวิตได้ หรือเป็นการเรียนตามอัธยาศัย เรียนในสิ่งที่เหมาะกับสภาพของเขา เรียนในแบบที่สร้างงาน ไปด้วย สร้างอาชีพไปด้วย สร้างรายได้ไปด้วย เช่น เด็กพิการที่มีความบกพร่องทางด้าน สติปัญญา อายุก็มากพอสมควรแล้ว เขาสามารถที่จะหาเลี้ยงแพะได้ เริ่มเลี้ยงมาแล้ว ๓ ตัว นะครับยกตัวอย่าง ตอนนี้ก็ได้เป็น ๖ ตัวแล้ว ได้ลูกขึ้นมา แพะก็ราคาดีนะครับ กิโลกรัมละ ประมาณ ๒๐๐ บาทในช่วงนี้ นี่คือห้องเรียนชีวิตอิสระของเขา ฉะนั้นในเรื่องของการจัด การศึกษาสำหรับคนพิการในประเทศไทยเราต้องเปลี่ยนความคิดความเชื่อใหม่ ๆ เปลี่ยน กระบวนการ เปลี่ยนวิธีคิดในการทำงานเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งทางด้าน สภาพแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม การเมือง และเทคโนโลยีเพื่อจะทำให้คนพิการเราสามารถ เข้าถึงสิทธิทางด้านการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมได้ พัฒนาคุณภาพชีวิตได้จริง ๆ และ ส่งผลให้คนพิการเรากลายเป็นทุนมนุษย์ที่มีศักยภาพร่วมกันพัฒนาชาติได้เฉกเช่นคนปกติ ทั่วไป และที่สำคัญเพื่อแสดงถึงสังคมที่ให้ความเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตและต้องตอบโจทย์ต่อการเปลี่ยนแปลงด้วย กระผมเห็นด้วยกับ การกระจายอำนาจ กระจายงบประมาณทางด้านการศึกษาสู่ท้องถิ่น ซึ่งเข้าใจ เข้าถึงพี่น้อง ประชาชนและรวมไปถึงเพื่อน ๆ พี่น้องคนพิการเราในทุก ๆ ด้านด้วย ฉะนั้นกระผมไม่เห็นด้วย กับการรวมศูนย์อำนาจแบบร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปคุณผ่องศรี แซ่จึง ครับ🔗

นางผ่องศรี แซ่จึง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ศรีสะเกษ

ท่านประธาน ที่เคารพคะ ผ่องศรี แซ่จึง จังหวัดศรีสะเกษ เขต ๘ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ขออนุญาตมีส่วนร่วมในการอภิปราย พ.ร.บ. ฉบับนี้ ท่านสมาชิกหลายท่าน ได้อภิปรายไป ดิฉันคิดว่าครอบคลุมได้แง่มุมต่าง ๆ น่าจะเป็นข้อมูลที่จะทำให้คณะกรรมาธิการ ได้พิจารณาศึกษาอย่างถ่องแท้ว่าเป็นพระราชบัญญัติที่สำคัญมาก ดิฉันจะขออภิปรายในส่วน ของผู้ที่มีส่วนได้เสียในพระราชบัญญัติฉบับนี้นะคะท่านประธาน เด็กเป็นผู้ที่มีส่วนได้เสีย ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ จากเดิมที่ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำของโลกประกาศว่าคนที่จะอยู่ ในโลกศตวรรษที่ ๒๑ นั้นจะต้องมีคุณสมบัติที่เรียกว่าทักษะศตวรรษที่ ๒๑ แต่เมื่อเกิด การทำลายล้างของเทคโนโลยี หรือที่เรียกว่า เทคโนโลยีดิสรัปชัน (Disruption) และ การระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) นั้น คนที่จะมีชีวิตอยู่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงเช่นนี้ได้ จึงไม่เพียงแต่จะต้องมีทักษะศตวรรษที่ ๒๑ เท่านั้น หากจะต้องมีคุณลักษณะสำคัญเพิ่ม ได้แก่ ต้องอึด ต้องฮึด ต้องสู้อย่างยิ่ง ล้มแล้วต้อง ลุกให้ได้ จิตใจต้องหนักแน่นมั่นคง มีความฉลาดทางอารมณ์ เรียนรู้ตลอดเวลา และสามารถ ปรับเปลี่ยนตัวเองได้ครั้งแล้วครั้งเล่า เท่านั้นยังไม่พอนะคะท่านประธาน ยังจะต้องมี ความสามารถที่จะรู้เท่าทันเทคโนโลยี จัดการชีวิตตนเองได้และพร้อมช่วยเหลือดูแลคนอื่น ที่ตกอยู่ในภาวะทุกข์ลำบากเหมือนกัน นี่คือความท้าทายไม่ใช่แต่ของประเทศไทย ของโลก มนุษย์ด้วยว่าเราจะสร้างคนรุ่นใหม่ได้อย่างไร ทีนี้ทักษะศตวรรษที่ ๒๑ นั้นคืออะไรบ้าง คือ ความรอบรู้ขั้นพื้นฐาน ได้แก่ ต้องอ่านออก เขียนได้ คำนวณเป็น ทักษะการเรียนรู้ ต้องคิด วิเคราะห์ ทักษะการคิดสร้างสรรค์ ทักษะการร่วมมือทำงานกับคนอื่น ทักษะการสื่อสาร ทักษะไอซีที (ICT) ต้องด้านทักษะสารสนเทศ ด้านสื่อ ด้านเทคโนโลยี และที่สำคัญอันหนึ่ง ที่สุดก็คือทักษะชีวิตและการงานค่ะท่านประธาน อันนี้ต้องได้แก่ ต้องยืดหยุ่น ต้องกล้าคิด กล้าคิดริเริ่มความเป็นผู้นำ เป็นผู้ตาม ทักษะสังคม อารมณ์ สมรรถนะในการสร้างมิตรภาพ เป็นต้น คุณลักษณะเช่นนี้ ความรอบรู้เช่นนี้รวมแล้วเรียกว่าทักษะศตวรรษที่ ๒๑ ซึ่งสังเคราะห์ขึ้นจากการประเมินสถานการณ์ในโลกยุคใหม่ที่สุดแปรปรวน คาดการณ์ไม่ได้ แล้วเต็มไปด้วยโจทย์ท้าทายใหม่ ๆ🔗

ทีนี้เรามาดูเด็กไทยเรา วันนี้เราต้องยอมรับว่าชีวิตเด็กไทยอ่อนแอกว่าที่เรา คิดมาก วัยรุ่นหญิงทุก ๑,๐๐๐ คนจะกลายเป็นแม่วัยใส ๕๑ คน ในจำนวนนี้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ให้กำเนิดทารกที่น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ กล่าวได้ว่าเด็กที่เกิดใหม่ปีละประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ คนนี้ ก็เริ่มต้นจุดบกพร่องหลายหมื่นคนแล้ว ทารกที่ได้รับน้ำนมแม่อย่างเดียว ๖ เดือน มีเพียง ๑๔ เปอร์เซ็นต์ เด็กปฐมวัยทั้งประเทศมีการพัฒนาล่าช้าประมาณ ๑ ใน ๓ ไม่น้อยนะคะ ท่านประธาน โดยเฉพาะด้านภาษา ช่วง ๑-๓ ปี มีพัฒนาโดยรวมไม่สมวัย ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ช่วง ๔-๕ ปี มีพัฒนาการที่ไม่สมวัย ๔๒ เปอร์เซ็นต์ค่ะท่านประธาน มีเด็กปฐมวัยเพียง ๓๔ เปอร์เซ็นต์ที่มีหนังสืออ่านที่บ้าน ๓ เล่ม แต่ ๕๓ เปอร์เซ็นต์ของเด็กเล่นอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ ครึ่งหนึ่งเล่นวันละ ๑ ชั่วโมง และ ๘ เปอร์เซ็นต์เล่นอย่างน้อยวันละ ๓ ชั่วโมง เด็กประถม ๖-๑๒ ปี มีไอคิว (IQ) ต่ำกว่าเกณฑ์ มีอีคิว (EQ) ต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ ซึ่งจำเป็น จะต้องแก้ไขถึง ๔๖ เปอร์เซ็นต์ เด็กมัธยมตอนต้น ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) วันละ ๓-๕ ชั่วโมง และ ๕ เปอร์เซ็นต์เล่นมากกว่า ๑๐ ชั่วโมงค่ะท่านประธาน และมีการพนันในการเล่นเกม ๑๐ เปอร์เซ็นต์ รับคนแปลกหน้าเป็นเพื่อน ๓๙ เปอร์เซ็นต์ เยาวชนอายุ ๑๕-๑๙ ปี จำนวน ๒.๗ ล้านคนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดค่ะท่านประธาน มีประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ คนเข้ารับการบำบัด คะแนนในโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียน มาตรฐานสากลหรือพิซา (PISA) ประเมินการจัดวิเคราะห์ของเด็กวัย ๑๕ ปีของนักเรียน ๗๙ ประเทศทั่วโลก เด็กไทยอยู่อันดับไหนคะท่านประธาน ในปี ๒๕๖๑ เด็กไทยตกการอ่าน ตกไปอยู่อันดับที่ ๖๘ คณิตศาสตร์อยู่อันดับที่ ๕๙ และวิทยาศาสตร์อยู่อันดับที่ ๕๕ แรงงาน ของธนาคารโลกยังชี้ว่าเด็กไทยมีอัตราการขาดเรียนสูง และไม่คิดว่า ไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็น ส่วนหนึ่งของโรงเรียน เด็กวัยรุ่นไทย ๑๐-๑๙ ปี มีความเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าสูงถึง ๔๔ เปอร์เซ็นต์ ประมาณ ๓ ล้านกว่าคนจากวัยรุ่นทั้งหมด ๘ ล้านคน และผู้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า แล้ว ๑๘ เปอร์เซ็นต์ค่ะท่านประธาน มากกว่า ๑ ล้านคน น่าตกใจไหมคะ สถิติข้างต้นก็อนุมานได้ว่าเด็กเราน่าเป็นห่วงค่ะ เขาจะรับผิดชอบชีวิตเขาได้อย่างไร พระราชบัญญัติการศึกษาฉบับนี้จะตอบโจทย์นี้ได้หรือไม่ อย่างไรก็ตามดิฉันเชื่อว่า พระราชบัญญัติฉบับนี้จะต้องออกมาแน่นอน แต่สิ่งที่ดิฉันคาดหวังก็คือว่าทำอย่างไรเมื่อออก มาแล้วจะมีผลในการบังคับใช้ และท่านจะติดตามประเมินผลได้ไหมว่ามันเกิดประโยชน์ มันตอบโจทย์ต่าง ๆ เหล่านี้หรือไม่ เพราะว่าสิ่งที่เราคาดหวังก็คือเด็กต้องอยู่ในสังคมที่ แปรปรวนเหมือนพายุที่มันโถมทับเข้ามาในโลกเรานี้อย่างรุนแรงและไม่รู้ว่าจะจบสิ้นเมื่อไร โดยเฉพาะมีข่าวว่าโควิด-๑๙ (COVID-19) จะมาอีกระลอกที่ ๕ เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะฉะนั้นดิฉันกำลังคิดว่าพระราชบัญญัตินี้เหมาะกับสถานการณ์นี้แล้วหรือไม่ โดยเฉพาะ (๘) มีคำว่า ต้อง ต้อง ต้อง ทุกวงเล็บเลยค่ะ คำว่า ต้อง นี้มันรุนแรงนะคะท่านประธาน ดิฉัน เป็นกรรมาธิการวิสามัญป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติด เราได้เชิญองค์กรหนึ่งเข้ามา ให้ความรู้ก็คือสถาบันอาร์แอลจี (RLG) เขามาให้ความรู้ในเรื่องของอีเอฟ (EF) อยากพูดถึง อีเอฟ (EF) นิดหนึ่งเพื่อฝากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการว่าในการเชิญคนมาให้ ข้อมูลเรื่องการแก้ปัญหายาเสพติดนั้นปรากฏว่ากระทรวงศึกษาธิการได้ให้ข้อมูลเรื่องนี้ยังไม่ เพียงพอ อีเอฟ (EF) ย่อมาจากคำว่า เอกซ์คูทีฟฟังก์ชัน (Executive Function) ก็คือ การทำงานของสมอง เป็นการทำงานของสมอง คือความสามารถของสมองขั้นสูงที่กำกับ ความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมเพื่อไปสู่จุดมุ่งหมายที่ตั้งใจไว้ ท่านประธานคะ ขอนิดหนึ่ง มีตัวอย่างจังหวัดเชียงรายเขาทำเรื่องนี้สำเร็จค่ะท่านประธาน อำเภอพญาเม็งราย เด็กหน้าใหม่ ที่เสพยาไม่มีเลยค่ะท่านประธาน เป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการเราทึ่งมาก และครึ่งหนึ่ง ของจังหวัดเชียงรายได้นำเรื่องนี้ไปใช้ แล้วก็ทั่วประเทศมีเครือข่าย อยากฝากไว้ว่า พระราชบัญญัตินี้ถ้าจะให้ตอบโจทย์นั่นคือจะต้องให้เด็กเขาเป็นไปตามที่ดิฉันได้พูดไป เมื่อสักครู่นี้ คือต้องอึด ต้องฮึด ต้องสู้ ล้มแล้วต้องลุกขึ้นมาได้ในภาวะที่โลกผันผวนเช่นนี้ ฝากกรรมาธิการทุกท่านได้โปรดพิจารณาให้ถ่องแท้ด้วย ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปอาจารย์ปรีดา บุญ เพลิง🔗

นายปรีดา บุญเพลิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายปรีดา บุญเพลิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ จากการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ฉบับนี้นับได้ว่ารัฐบาลชุดนี้ที่นำโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ. .... เข้าสู่รัฐสภาในครั้งนี้ก็ขอแสดง ความชื่นชมที่ทำให้ทุกท่านได้วิพากษ์วิจารณ์กันและจะนำไปสู่การปฏิบัติ จากการใช้ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ จนถึงวันนี้เป็นเวลา ๒๒ ปี โลกมีการเปลี่ยนแปลงไป อย่างรวดเร็วในการจัดการศึกษาของแต่ละประเทศ ท่านประธานที่เคารพครับ ขณะนี้ ครู ประชาชนกำลังเฝ้าดูการถ่ายทอดสดทางทีวี (TV) ด้วยหัวใจระทึกว่ารัฐบาลจะใช้ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ฉบับนี้อย่างไร จากการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภาที่ผ่านมา ทำให้ทราบว่าปัญหาเกิดขึ้นอย่างมากมาย ผมจะไม่ขอลงรายละเอียดในครั้งนี้ ท่านประธาน ที่เคารพ ผมขอเสนอเพื่อพิจารณาดังนี้ครับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ มาตรา ๕ ให้นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการรักษาการตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ยังขาดรัฐมนตรีอีกท่านหนึ่งก็คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยซึ่งจัดการศึกษาเช่นกัน อย่างเช่น อบต. มีศูนย์พัฒนา เด็กเล็ก โรงเรียนเทศบาลตำบล เทศบาลเมือง เทศบาลนคร กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา เราทิ้ง คนกลุ่มนี้ไปใช่ไหมครับ ท่านประธานที่เคารพ หมวด ๑ วัตถุประสงค์และเป้าหมายของ การจัดการศึกษา มาตรา ๖ ไม่ใช่วัตถุประสงค์ มันเป็นเพียงจุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษา มาตรา ๘ ช่วงวัยของเด็ก ช่วงวัยที่ ๑ ๒ ๓ ๔ ๔ ๕ ๖ ๗ ควรเขียนไว้ในกฎกระทรวงหรือ ประกาศ ซึ่งมันเป็นการลงรายละเอียดที่บังคับใช้ มาตรา ๔๐ การให้มีรองผู้อำนวยการ บริหารสถานศึกษานั้นเอาคนจากภายนอกมาเป็นครูก็ได้ และพอไปเขียนในมาตรา ๔๑ บอกว่าผู้บริหารสถานศึกษา รองผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องมีความเจริญก้าวหน้าในการ ปฏิบัติหน้าที่ เพราะฉะนั้นรองผู้อำนวยการสถานศึกษาซึ่งเป็นคนภายนอกจะต้องมี ความก้าวหน้าเหมือนกับข้าราชการใช่ไหมครับ นี่คือความบกพร่องในการเขียน พระราชบัญญัติฉบับนี้ มาตรา ๔๒ ให้มีองค์กรครู เรียกว่าคุรุสภา มีหน้าที่และอำนาจในการ ออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ท่านสมาชิกรัฐสภาได้อภิปรายเรื่องนี้มากมายซึ่งผม ขอแสดงความชื่นชมเพราะว่าในอดีตครูไม่เคยมีใบประกอบวิชาชีพ เพิ่งมีเพื่อเป็นการแสดง มาตรฐานของครูให้กับประชาชน ผู้ปกครอง ได้มั่นใจว่าครูมีเกียรติภูมิและศักดิ์ศรี ถึงแม้ จะมีใบประกอบวิชาชีพครูก็ยังถูกประณาม ถูกกล่าวว่าครูนั้นมีปัญหาอุปสรรคมากมาย ไม่สอนเด็กบ้าง อะไรบ้าง นั่นคือปัญหาที่ทำให้ครูเจ็บปวดในการปฏิบัติหน้าที่ เพราะฉะนั้น พระราชบัญญัติฉบับนี้ก็จะเป็นทางออกทางหนึ่งที่จะทำให้ครูมีเกียรติและมีศักดิ์ศรี และส่วนที่ ๓ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการศึกษา มาตรา ๗๗ กับมาตรา ๗๘ และส่วนที่ ๔ เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา มาตรา ๘๗ กับมาตรา ๘๖ ซ้ำซ้อนกัน เพราะฉะนั้น ควรจะปรับปรุงแก้ไข พระราชบัญญัติฉบับนี้ถ้าจะให้บรรลุวัตถุประสงค์มากที่สุดตามมาตรา ๖ ถึงมาตรา ๘ นั้นอยากจะฝากให้ความสำคัญกับหน่วยงานปฏิบัติให้มากที่สุดคือการกระจาย อำนาจให้สถานศึกษาตามมาตรา ๑๔ หมวด ๒ ว่าด้วยสถานศึกษา ควรสร้างความเข้มแข็ง ให้คณะกรรมการสถานศึกษาเข้ามามีส่วนร่วมมากกว่าที่ผ่านมา และหมวด ๓ ว่าด้วยครูและ บุคลากรทางการศึกษา โดยเฉพาะมาตรา ๓๕ มาตรา ๔๑ มาตรา ๔๒ มาตรา ๔๓ มาตรา ๔๔ และมาตรา ๔๕ ท่านประธานที่เคารพ การผลิตครูให้ตรงตามช่วงวัยของเด็ก เช่น ควรจะผลิต ครูปฐมวัย ครูประถมศึกษา ครูมัธยมศึกษา ครูอาชีวศึกษา ครูอุดมศึกษา มีสถาบันผลิตครู โดยตรง จบแล้วบรรจุตามสายงานทันที คัดเลือกคนดี คนเก่งมาเป็นครู ตั้งแต่จบ ม.๖ คล้ายกับโครงการคุรุทายาท จะเห็นตัวอย่างที่ชัดเจนสมัยนั้นผลิตนักเรียนทุนคุรุทายาท ๑๒ รุ่น ประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าคน กระจายอยู่ทุกพื้นที่ ทุกสังกัด ล้วนเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพทั้งนั้น ท่านประธานที่เคารพ เมื่อสภาแต่งตั้งกรรมาธิการแล้ว ผม ปรีดา บุญเพลิง จากพรรคครูไทย เพื่อประชาชนมีสมาชิกสภาเพียงคนเดียวคงไม่มีโอกาสเป็นกรรมาธิการเพราะเป็นพรรคเล็ก ก็ขอฝากกรรมาธิการช่วยพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับเด็กและ เยาวชนของชาติด้วย ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ชุดต่อไป ขอเรียนให้เพื่อน ๆ สมาชิกได้รับทราบว่ามีรายชื่อที่ยังเหลืออยู่ แล้วก็เหลือเท่านี้นะครับ จะไม่ให้มีการแทรกแถมเข้ามาอีก มีรายชื่อดังต่อไปนี้เพื่อจะได้เตรียมตัว นางสาวณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ นายจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ นายวันนิวัติ สมบูรณ์ นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ นายสมชาย ฝั่งชลจิตร นายธีรัจชัย พันธุมาศ นายณัฐวุฒิ บัวประทุม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน นายเกียรติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ฝ่ายรัฐบาลก็จะมีนายนพดล แก้วสุพัฒน์ นายสุรทิน พิจารณ์ นางสาวเพชรดาว โต๊ะมีนา นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ฝ่ายสมาชิกวุฒิสภาอภิปรายไปหมดแล้วครับ ไม่มีแล้วครับ ขอเท่านี้นะครับ ทั้งหมด รวมประมาณ ๖๘ คน ต่อไปจะเป็นชุดนางสาวณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ ขอเชิญครับ🔗

นางสาวณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ สำหรับ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ฉบับนี้มีขึ้นเพื่อปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งผมมีความคิดเห็นว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มีปัญหาอย่างมาก และไม่เหมาะสมอย่างยิ่งต่อการนำไปใช้ ทำไมผมจึงกล่าวว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มีปัญหา ผมขอยกตัวอย่างให้ท่านประธานได้เห็นได้ฟังบางประการนะครับ🔗

ประการแรก คือร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพิ่มขึ้น อย่างที่เราทราบกันว่าทุกวันนี้การศึกษาของไทยมีความเหลื่อมล้ำอย่างมาก โรงเรียนรัฐ ส่วนใหญ่ถูกมองว่าเป็นโรงเรียนที่คุณภาพไม่ดี ในขณะที่โรงเรียนเอกชนถูกมองว่ามีคุณภาพ ดีกว่า ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วทุกโรงเรียนนั้นควรจะมีคุณภาพที่ใกล้เคียงกัน และแทนที่รัฐบาล จะยกระดับให้โรงเรียนมีคุณภาพมีการศึกษาที่ใกล้เคียงกัน แต่การออกร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้กลับยิ่งสร้างความเหลื่อมล้ำให้มากขึ้นไปอีก โดยเอื้อให้โรงเรียนเอกชนมีคุณภาพและ เข้มแข็งเหนือกว่าโรงเรียนรัฐ ในทางกลับกันการศึกษาในโรงเรียนรัฐกลับไม่ได้มีมาตราใดเลย ที่มุ่งพัฒนาคุณภาพอย่างจริงจัง ทำไมเราจึงไม่มุ่งพัฒนาโรงเรียนรัฐให้มีคุณภาพ แล้วไปเพิ่ม การประกันสิทธิที่เกี่ยวเนื่องกับการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา แต่กลับไปให้สิทธิและ เสรีภาพในการจัดการศึกษาโดยภาคเอกชนมากขึ้น ดังนั้นร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เหมือนจะจงใจ ทำให้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเพิ่มขึ้นไปอีกใช่หรือไม่ ท่านประธานครับ ปัญหาต่อไปคือสิทธิทางกา รศึกษำของผู้ เรี ย น นั้ น ขาดหายไป ท่านประธานครับ เดิม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ฉบับปี ๒๕๔๒ ในมาตรา ๗ จะเห็นได้ว่าภาครัฐได้ให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์อย่างมาก แต่ร่างใหม่ฉบับนี้ไม่มีข้อความดังกล่าวเลย แสดงถึงทัศนคติ ของภาครัฐที่ไม่ได้ใส่ใจในเรื่องนี้ ทั้ง ๆ ที่สิ่งนี้เป็นความมุ่งหมายสำคัญของการศึกษา ตามปฏิญญาสากล ข้อ ๒๖ และทัศนคติที่ไม่ใส่ใจในเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อสิทธิของนักเรียน ในหลายประการ เช่น สิทธิในการเข้าถึงการศึกษาของคนด้อยโอกาส ซึ่งเดิมใน พ.ร.บ. ปี ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ กำหนดไว้ว่า รัฐจะต้องจัดให้กลุ่มบุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย จิตใจ หรือเด็กที่ไม่มีผู้ดูแลได้เข้าถึงการศึกษาโดยจะต้องจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกให้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ร่างที่เรากำลังพิจารณาอยู่นี้กำหนดไว้ในมาตรา ๑๔ (๘) มีเพียงแค่ รัฐต้องจัดให้คนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษที่คณะกรรมการกำหนดได้เรียนอย่างเหมาะสม แล้วคำถามคือใครบ้างจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มนี้ จะมีเด็กที่ตกหล่นไปอีกจำนวนมากเท่าไร มากกว่านั้นคือหน้าที่ในการจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายก็ได้หายไปจาก ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ครับ และที่สำคัญครับท่านประธาน ตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ มาตรา ๑๑ พ่อแม่ ผู้ปกครอง มีหน้าที่ที่จะต้องส่งบุตรหลานให้ได้รับการศึกษา จนจบ ม. ๖ แต่ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้กลับตัดหน้าที่นี้ออกไป อีกทั้งยังได้ตัดหน้าที่ของรัฐบาล ในการให้ความช่วยเหลือเรื่องเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามมาตรา ๑๓ ออกไป อีกด้วย อย่างนี้แสดงว่ารัฐต้องการจะลดภาระตัวเองโดยไม่สนใจว่าจะต้องมีเด็กหลุดออกจาก ระบบการศึกษาอีกจำนวนมากเท่าไร🔗

ท่านประธานครับ ปัญหาประการที่ ๓ ก็คือพัฒนาการของเด็กถูกปิดกั้น ภายใต้กรอบความคิดที่คับแคบเกินไป ในมาตรา ๘ กำหนดว่าเด็กแต่ละช่วงวัยจะต้องถูก ฝึกฝนจนมีคุณลักษณะอย่างไร ตัวอย่างเช่น เด็กในช่วงวัยอายุ ๖-๑๒ ปีจะต้องภูมิใจและ ตระหนักในความสำคัญของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ภาคภูมิใจในความเป็นไทย ซึมซับ ในหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง รับรู้ถึงความงามของธรรมชาติ เป็นต้น ซึ่งการ กำหนดให้เด็กในช่วงวัยนั้นวัยนี้จะต้องบรรลุสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นการตีกรอบให้กับเด็กที่แคบ จนเกินไป เพิ่มความเครียดให้กับเด็ก ไม่ยืดหยุ่นต่อการพัฒนาการของมนุษย์ที่แตกต่างกัน สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนครับว่าผู้ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ขาดความเข้าใจพัฒนาการของมนุษย์ ในแต่ละช่วงวัย และการกำหนดเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการปลูกฝังลัทธิชาตินิยม ไม่เปิดโอกาส ให้เด็กเรียนรู้ชื่นชอบในสิ่งตามที่เด็กนั้นสมัครใจ ท่านประธานครับ นอกจากพระราชบัญญัติ ฉบับนี้จะส่งผลกระทบต่อนักเรียนแล้วก็ยังเปิดโอกาสให้เกิดการใช้อำนาจโดยมิชอบจากผู้มี อำนาจและเกิดความไม่เป็นธรรมต่อครูได้ โดยในมาตรา ๓๒ ระบุว่าครูมีหน้าที่เอื้ออำนวย เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุเป้าหมายตามมาตรา ๘ ซึ่งส่งผลต่อการวัดประสิทธิภาพของครู แต่คุณลักษณะหลายอย่างที่กำหนดในมาตรา ๘ ไม่มีตัวชี้วัดที่แน่ชัดและเหมาะสม อย่างเช่น เด็กจะต้องตระหนักในความสำคัญของชาติ ผมขอถามท่านประธานว่าท่านประธานจะวัด อย่างไรว่าเด็กคนนี้มีความรักชาติ และนอกจากมาตรา ๘ แล้ว มาตรา ๓๔ ก็ได้มีการกำหนด คุณลักษณะทั่วไปของครูไว้อย่างคลุมเครือ การกำหนดไว้แบบนี้ส่งผลให้เกิดการใช้ดุลยพินิจ และเลือกปฏิบัติ ซึ่งคุณลักษณะแบบนี้ถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งในการประเมินผลปฏิบัติงานและ การออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพของครู ส่งผลต่อการเลื่อนขั้นวิทยฐานะ และเงินเดือน ของครู และการประเมินผลครูตามลักษณะแบบนี้ไม่มีทางทำให้ครูที่มุ่งสอนเพื่อเด็กได้รับ ค่าตอบแทนที่ยุติธรรม ท่านประธานครับ ตามที่ได้กล่าวมานี้ชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวเพียง ส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นจากร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เท่านั้น และเมื่อหากไปเปรียบเทียบกับประเทศที่มี ระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในโลกตลอด ๒๐ ปีอย่างประเทศฟินแลนด์ ซึ่งหัวใจสำคัญของ พ.ร.บ. การศึกษาของประเทศฟินแลนด์คือเรื่องสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์จึงได้มีการให้เด็กนั้นได้เรียนฟรีแบบฟรีจริง ๆ จนจบปริญญาเอก การเรียน การสอนที่เน้นให้เด็กนั้นเรียนรู้เพื่อแก้ไขปัญหามากกว่าการท่องจำ และเปิดโอกาสให้ครู นักเรียน ผู้ปกครองแสดงความคิดเห็นเพื่อนำไปปรับปรุงแผนการศึกษา ส่งผลดีต่อคุณภาพ การศึกษาและเกิดผลสัมฤทธิ์ให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม โดยประชากรทุกคนในประเทศ ฟินแลนด์นั้นอ่านหนังสือออก แล้วผลการสอบพิซา (PISA) ของประเทศฟินแลนด์ในวิชา ที่อ่อนที่สุดคือวิชาคณิตศาสตร์ แต่ก็ยังอยู่ในดันดับที่ ๑๑ ในขณะที่ประเทศไทยวิชาที่ดีที่สุด คือวิชาคณิตศาสตร์ แต่ยังได้แค่อันดับที่ ๕๕ จาก ๗๙ ประเทศเท่านั้น ท่านประธานครับ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ไม่ได้ช่วยให้ระบบการศึกษาไทยก้าวไปข้างหน้า มีแต่จะดึงให้ถอยหลัง กลับมาเท่านั้น แล้วเราจะปล่อยให้ลูกหลานของเราเข้าสู่ระบบการศึกษาแบบนี้หรือครับ ดังนั้นผมจึงไม่สามารถเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้จริง ๆ ครับ ขอบคุณครับ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ได้ลง จากบัลลังก์ โดยมอบให้ ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไป ท่านจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ นะครับ🔗

นายจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ศรีสะเกษ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้นับว่า เป็นโอกาสสำคัญยิ่งที่พวกเราจำนวนกว่า ๖๐ ท่านจะได้ร่วมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ท่านประธานครับ ต้องเรียนว่ารากฐานของตึกคือเหล็ก คืออิฐ รากฐานของชีวิตคือการศึกษา การศึกษาเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งยวด และที่สำคัญ ในวันนี้เนื่องจากมีการปรับปรุง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติจากที่มีรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๔ มาตรา ๒๕๘ จ และมาตรา ๒๖๑ ให้รัฐบาลต้องมีการจัดการศึกษาตามความต้องการ ดังในระบบต่าง ๆ และต้องเป็นเจ้าภาพจึงได้มีการปฏิรูปการศึกษา และได้ยกเลิกกฎหมาย พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ซึ่งที่เราชื่นชมเริ่มแรกก็คือ พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นแม่บท และฉบับที่ ๒ คือ พ.ศ. ๒๕๔๕ ฉบับที่ ๓ คือ พ.ศ. ๒๕๕๓ และฉบับที่ ๔ คือ พ.ศ. ๒๕๖๒ รวมทั้งยกเลิก ระเบียบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการในปี ๒๕๔๖ ที่เกี่ยวกับสภาการศึกษา จึงได้ เกิดร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ขึ้น ซึ่งมีทั้งหมด ๑๑๐ มาตรา มี ๗ หมวด และ ๑ บทเฉพาะกาล ท่านประธานครับ ต้องเรียนว่าที่ผ่านมานั้นเราต้องเห็นถึงความเหลื่อมล้ำต่าง ๆ และมีข้อที่ ท่านครูบาอาจารย์ พี่น้องประชาชนเข้ามาหาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมว่าแทบทุกคน มาหา มาเล่า มาปรับทุกข์ในหลายเรื่อง🔗

เรื่องแรก ก็คือเรื่องที่มีประกาศของ คสช. แห่งชาติเมื่อปี ๒๕๖๐ ในฉบับที่ ๑๙ เรื่องการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการลงวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๖๐ โดยเฉพาะในข้อ ๑๒ และข้อ ๑๓ ที่ให้มีศึกษาธิการจังหวัดเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ พนักงานและลูกจ้างในสำนักงานศึกษาจังหวัดอยู่ภายใต้กำกับเวลานี้ และที่ ๒ ก็คือ ข้อ ๑๓ คือบรรจุแต่งตั้งข้าราชการให้อยู่ในส่วนของทาง กศจ. ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่ทาง สพฐ. ทางเขต มัธยมเขาดูแลกัน ทำมาตั้งแต่แรกแล้ว ดีแล้ว แต่ก็มีการปฏิรูปแบบให้มีศึกษาธิการจังหวัด รื้อฟื้นขึ้นมาซึ่งซ้ำซ้อนกับการบริหารจัดการ จะเห็นได้ว่าตอนนี้เรื่องราวยุ่งยากมาก ไม่ว่า จะเป็นการพิจารณาความดีความชอบ การบรรจุ แต่งตั้ง โยกย้ายหรือการบริหารจัดการต่าง ๆ ต้องผ่านไปยังศึกษาธิการจังหวัดที่อยู่ส่วนจังหวัดนั้น ๆ อย่างจังหวัดศรีสะเกษ มี สพฐ. ๑ เขต มี ๔ เขต มีมัธยมอีก ๑ เขต เพราะฉะนั้นต้องมารวมศูนย์ตรงนี้ ก็มีการปรับทุกข์ว่า น่าจะกลับไปในระบบเดิมหรือไม่ การบริหารจัดการ หรือไม่อย่างนั้นก็ลดบทบาททำให้มี ความเหมาะสม เรื่องที่ ๑🔗

เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องที่มีความกังวลของผู้ปกครอง ของครูบาอาจารย์ก็คือ เรื่องของการควบรวม การควบรวมโรงเรียนในขนาดเล็กโดยยึดหลักว่ามีส่วนร่วมและ การกระจายอำนาจ ตรงนี้มีการพูดกันมาก ก็อยากฝากว่าข้อดี ข้อเสียก็มีทั้ง ๒ อย่าง เหรียญมีทั้ง ๒ ด้าน แต่ว่าถ้าโรงเรียนไหนที่ชุมชนเข้มแข็งแล้วก็เป็นเอกลักษณ์ของหมู่บ้าน ของตำบลนั้น ๆ ลูกหลานยังอยากเรียนอยู่ที่นี่เราอาจจะมีการหมุนเวียนครูมาได้ไหม เพราะเด็กต้องเคลื่อนมานี่สู้เอาครูเคลื่อนไปจะได้ไหม จะเป็นประโยชน์อย่างมากเพราะเรา เข้าใจถ้าเกิดว่าทางครูไม่มีพอนักเรียนจะได้รับความรู้น้อยเกินไป เรื่องของการควบรวมมีข้อดี ข้อเสีย โดยเฉพาะข้อเสียคือทำให้สูญเสียความเป็นเอกลักษณ์ บ้าน วัด โรงเรียน ของหมู่บ้าน นั้น ๆ ไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องอยู่กับความเหมาะสมและการบริหารจัดการที่ต้องถือว่า การกระจายความมีส่วนร่วมของภาคประชาชนนั้นสำคัญยิ่ง🔗

เรื่องที่ ๓ เรื่องความเหลื่อมล้ำ ก็คือบางคนกังวลในเรื่องของใบประกอบ วิชาชีพครู ซึ่งสอบถามแล้วก่อน พ.ร.บ. การศึกษาก็คงจะใช้แบบเดิม แต่ถ้ามีเกิดขึ้นแล้ว คงจะต้องให้ปรับให้เข้ากับ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติที่ผ่านมา แต่ที่จะผ่านในการอนุมัติ แต่ต้องไม่ลดทอนสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ของคณะครูบาอาจารย์ที่เขาได้อยู่ แถมยังอาจจะต้อง มีการปรับปรุงเพื่อได้สิทธิประโยชน์ในวิทยฐานะในเงินต่าง ๆ ค่าตอบแทนต่าง ๆ นั่นคือ ขวัญกำลังใจ🔗

เรื่องที่ ๔ เมื่อประมาณปีที่แล้วมีคุณครูมาที่สภามาถามเรื่องของการได้รับ รางวัลเทียบเคียงรางวัล ๓ รางวัล และได้รับเงินวิทยฐานะเพิ่มซึ่งยังค้างอยู่ ๑,๕๐๐ กว่าคน ถ้าจำไม่ผิดท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาน่าจะพอทราบดีตรงนี้ เพราะเขาได้กันไปแล้ว ในส่วนของชุดแรก ๆ แต่ชุดหลัง ๆ ก็มาทวงถามจนบางท่านเกษียณไปแล้วก็อยากจะฝาก ให้ท่านดูด้วย🔗

ถัดมาก็คือเรื่องที่ผมจะนำเรียนว่าผมเองก็เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหายาเสพติด เรื่องยาเสพติดนั้นก็เกี่ยวพันการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง และเราได้เชิญสถาบันรักลูก เลิร์นนิง กรุ๊ป (Rakluke Learning Group) อาร์แอลจี (RLG) มาอภิปรายมาพูดถึงเรื่องอีเอฟ (EF) ซึ่งตรงนี้หลายคนอาจจะยังเข้าใจ แต่ว่าถ้าฟังดูแล้ว ผมจึงขออนุญาตกล่าวตรงนี้สักนิดหนึ่งเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะสมองของเด็กตั้งแต่ อยู่ในท้อง ตั้งแต่ปฏิสนธิมามีการพัฒนาอย่างมากโดยเฉพาะ ๓ ปีแรก โดยเฉพาะสมอง ส่วนหน้าในเรื่องของการคิด การทำ การอินทีเกรต (Integrate) การตัดสินใจต่าง ๆ สำคัญมาก ก็คือเอ็กเซกคูทีฟ ฟังก์ชัน (Executive Function) ส่งเสริมให้เด็กได้รับการพัฒนาสมองเพื่อ จัดการชีวิตให้สำเร็จ ตรงนี้ผมว่าเป็นรากฐานของทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นยาเสพติด การศึกษา เด็กที่ทะเลาะวิวาทตีกัน เด็กที่เป็นนักเลงอะไรต่าง ๆ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่าเขาได้มีการพัฒนา ทักษะสมองตั้งแต่เริ่มต้น ตั้งแต่ปฏิสนธิมา ลูกในท้องพ่อแม่ดูแล การอบรม การได้รับอาหาร ที่เพียงพอ การได้พักผ่อน และการมีสภาพแวดล้อม จิตใจที่ดีก็จะทำให้มีทักษะที่ดี แล้วก็จะ มองโลกในแง่ดี เพราะฉะนั้นในเรื่องของยาเสพติด ในเรื่องของกิจกรรมที่ไม่ดีเขาก็จะปฏิเสธ เซย์โน (Say NO) นะครับ เพราะฉะนั้นโอกาสให้เด็กได้พัฒนาอีเอฟ (EF) ผมทราบว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการก็ได้ให้ความสนใจหลาย ๆ รัฐมนตรี แต่ว่าในช่วงนี้ มันอาจจะเป็นช่วงที่จำกัด ขออีกสักนิดเดียวครับ อีเอฟ (EF) ก็คือเรื่องของการคิดนะครับ ให้ได้คิดอิสระ ให้ได้ตัดสินใจได้ การทำได้ลงมือทำ ได้พึ่งตัวเอง การทำด้วยการเล่นอิสระ วางแผน ได้ฝึกวางแผน ได้ท้าทาย ได้กล้าริเริ่มลองผิดลองถูก และได้ทบทวน นี่คือเป็นการ ฝึกทักษะสมอง ถ้าลูกหลานเราได้มีส่วนตรงนี้ผมอยากให้การเรียนการสอนให้มองในเรื่อง ของทักษะสมอง เพราะนั่นเป็นหัวใจหลัก ถ้าทุกอย่างเริ่มต้นด้วยดีโอกาสต่าง ๆ จะดีขึ้น เพราะฉะนั้นอยากให้การพัฒนาทักษะสมองนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนในโอกาส ต่อ ๆ ไป ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไปเรียน เชิญท่านวันนิวัติ สมบูรณ์ แล้วก็ไปทางฝั่งรัฐบาลนะครับ ท่านนพดล แก้วสุพัฒน์ ท่านวันนิวัติ ก่อนนะครับ🔗

นายวันนิวัติ สมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น

ท่านประธาน ครับ กระผม วันนิวัติ สมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ถือเป็น กฎหมายสำคัญทางด้านการศึกษา เป็นฟันเฟืองที่ขาดไม่ได้ในการปฏิรูปการศึกษาของ ประเทศไทย ท่านประธานครับ การเรียนการสอนในหลักสูตรเดิมนี้ไม่ได้ตอบโจทย์กับ การพัฒนาประเทศ ก่อนหน้านี้ท่าน ส.ส. สุทิน คลังแสง ส.ส. มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ขอ อภัยที่เอ่ยนามครับ เคยได้กล่าวในสภาวันนี้ล่ะครับ บอกว่าเด็กไทยวันนี้เรียนหนังสือ น้อยมาก ส่วนหนึ่งหลุดออกจากระบบการศึกษาครับท่านประธาน หลายท่านได้พูด อีกส่วนหนึ่ง เลือกที่จะไม่เรียนต่อเพราะเลือกที่จะไปทำงานหาเงินเลี้ยงชีพ ถ้าเราไม่อยากยกเครื่อง การศึกษา ถ้าเราไม่ยกเครื่องการศึกษาใหม่ทั้งประเทศ ไม่ปฏิรูปทั้งระบบ ท่านประธาน ต่อไปครับเราอาจจะต้องเสียเด็กเจนแซด (Gen Z) ลงทั้งชุดก็ได้ วันนี้การศึกษาถือว่าตกต่ำ ทั้งในมิติของความเหลื่อมล้ำ ในมิติของคุณภาพ วันนี้เด็กไทยหลายท่านได้พูดผลสัมฤทธิ์ ทางการศึกษาตกต่ำอย่างหนัก ในอาเซียน (ASEAN) อาจจะอยู่รั้งท้ายอันดับสุดท้ายแล้วก็ได้ ตอนนี้ ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องปฏิรูปการศึกษา แล้วเราปฏิรูปเพื่อใครครับ ท่านประธาน ตลอดหลายปีที่สภาแห่งนี้ได้พูดปฏิรูปการศึกษาเราปฏิรูปเพื่อใคร เราปฏิรูป เพื่อเด็กไม่ใช่หรือครับ เพื่อเด็กนักเรียน แต่วันนี้ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ๑๑๐ มาตรา เราพูดถึงเขาน้อยมากเลยนะครับ ท่านประธาน หากดูในมาตราที่ ๘๘ ชัดเลยครับ ท่านประธาน มาตราที่ ๘๘ คณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ นายกรัฐมนตรี นั่งเป็นประธาน ก่อนหน้านี้ผมเห็นความพยายามของหลายภาคส่วนในการรับฟังข้อเสนอ เพื่อปรับปรุงเปลี่ยนแปลง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ไม่ว่าจะเป็นการกระจายอำนาจให้สถานศึกษา ให้เป็นนิติบุคคล ให้สามารถบริหารจัดการงบประมาณเองได้ แต่เนื้อแท้จริง ๆ ครับ ท่านประธาน มันอยู่ตรงที่หัวนี่ละครับ ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาที่มีสารตั้งต้นมาจากการทำรัฐประหาร ยึดอำนาจ ไม่แปลกที่การบริหาร โครงสร้างต่าง ๆ จะเป็นการกดทับเสียเป็นส่วนใหญ่ ส่วนตัวผมไม่ได้หวัง อาจจะ หมดหวังไปแล้วก็ได้ว่าจะเห็นการปฏิรูปการศึกษา การกระจายอำนาจที่แท้จริงจากรัฐบาล ชุดนี้ แต่ก็ยังหวังลึก ๆ ครับ ยังหวังลึก ๆ ว่า พ.ร.บ. ที่ผ่านออกจากสภานี้อย่างน้อย ๆ ในชั้น กรรมาธิการจะได้เกิดการเปลี่ยนแปลงบ้าง ข้อแรกครับท่านประธาน อยากให้ยึดประโยชน์ ของผู้เรียนเป็นสำคัญ นี่คือเรื่องหลักนะครับ คือหัวใจ เรื่องที่ ๒ ต้องลำดับความสำคัญของ ปัญหา วันนี้อย่างที่ผมได้เรียนตอนแรกนะครับ คุณภาพการศึกษาถือว่าตกต่ำ เราต้องเอาเด็ก มาเป็นเบอร์หนึ่ง สำคัญกว่าโครงสร้างอำนาจ ข้อที่ ๓ ต้องกระจายอำนาจ กระจาย จริง ๆ ด้วยนะครับ ไม่ใช่กระจายแบบสอดไส้แบบนี้ แล้วต้องบูรณาการการกระจายอำนาจ ครั้งนี้ทั้งระบบ อาจจะเป็นไปได้ยากนะครับ แต่ก็ถือว่าเป็นความฝัน อาจจะมองไม่เห็น ในรัฐบาลชุดนี้ แต่ว่าในรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย เดี๋ยวพรรคเพื่อไทยอาจจะทำให้ดูนะครับ ท่านประธานครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไปเชิญ ท่านนพดล แก้วสุพัฒน์ แล้วกลับมาท่านวิสาร เตชะธีราวัฒน์ เชิญท่านนพดลก่อนครับ ท่านนพดลอยู่หรือเปล่าครับ🔗

(นายนพดล แก้วสุพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่อยู่ในที่ประชุม)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านนพดล ไม่อยู่ในห้องนะครับ ก็ไปท่านวิสาร เตชะธีราวัฒน์🔗

นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม วิสาร เตชะธีราวัฒน์ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดเชียงราย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ต่อประเด็นร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ผมเรียนว่าวันนี้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ และที่สำคัญก็คือเป็นกฎหมายสำคัญที่เกี่ยวกับ การปฏิรูปประเทศซึ่งเราจะต้องมาร่วมอภิปรายทั้งท่านวุฒิสมาชิกและสภาผู้แทนราษฎร แต่ท่านประธานครับ ผมไม่ปรารถนาที่จะให้เช็ก (Check) องค์ประชุมนะครับ แต่ผมเกรงว่า ถ้าท่านประธานไม่เชิญ ไม่ระดมมาเดี๋ยวกฎหมายฉบับนี้คงไม่ผ่านแน่นอน ก็เตือนท่าน ประธานไว้นะครับ ท่านประธานครับ ประเด็นที่ผมอยากจะขอร่วมอภิปรายจะไม่ซ้ำกับเพื่อน สมาชิกท่านอื่นมีหลายท่านนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ร ทำอย่างไรที่จะต้องทำให้มีการเรียนสื่อสารทางอินเทอร์เน็ต (Internet) ทางออนไลน์ (Online) ให้มันครบถ้วน แต่เมืองไทยท่านรัฐมนตรีทราบไหมครับ อินเทอร์เน็ต (Internet) ไม่ทั่วถึงครับ ครูก็ยังไม่เป็น หลายคนก็ยังมีปัญหาในการที่จะต้องไปเรียนเพิ่มเติม แต่ว่า ที่สิงคโปร์ครับ ยกตัวอย่างให้ชัดเลยก็คือว่าเขาแจกแท็บเลตออนไลน์ (Tablet Online) ให้แล้ว จากมีนโยบายบอกว่าอีก ๗ ปี เขาถึงจะทำ แต่ปรากฏว่าขณะนี้พอหลังจากที่มีโควิด (COVID) สิงคโปร์แจกหมดเลยครับ แถมไม่พอได้จ่ายเงินอีก ๒๐๐ เหรียญสิงคโปร์ ประมาณ ๔,๖๐๐ บาท ให้เป็นค่าใช้จ่ายในการที่จะให้อุดหนุนเด็ก ๆ เหล่านั้นเพื่อที่จะเป็นค่าใช้จ่าย ในการที่จะเรียนอินเทอร์เน็ต (Internet) แต่เหนือกว่านั้นครับท่านประธาน นโยบายสิงคโปร์ มาเทียบกับกฎหมาย พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติของเรามันแทบจะเทียบกันไม่ได้เลยครับ เพราะฉะนั้นเราถึงยอมรับว่าขณะนี้มันถึงห่างชั้นกันถึงขนาดไหน ผมเรียนท่านประธานว่า มันมีนโยบายเอสบีแอล (SBL) ก็คือโฮม เบสด์ เลิร์นนิง (Home Based Learning ) ครับ คือตัวนี้เขาปรับได้ตลอดเลยครับว่าเขาจะให้ลูกหลานเขาเรียนอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิงคโปร์มีการทดสอบ มีการทดลองอย่างชัดเจนว่าให้เด็ก ๆ มีการฝึกแข่งเกมกัน มีการเขียน แพลน (Plan) ในออนไลน์ (Online) มีการเขียนข่าวในอินเทอร์เน็ต (Internet) ซึ่งเรื่องราว เหล่านี้บ้านเราไม่เคยมี แล้วก็อยากจะขอฝากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการว่า มันมีหลาย ๆ เรื่องที่เราจะต้องเตรียมการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราไม่เคยที่จะคิดถึงเด็กอย่างที่ เพื่อนสมาชิกเราได้บอก มีโครงการอีกอันหนึ่งที่ผมจะขออนุญาตเรียนท่านประธานไปถึง ประเทศญี่ปุ่นครับ มันมีโครงการอีกอันหนึ่งที่เขาเรียกว่า โทโฮคุ คือโครงการอันนี้มันเป็น เรื่องที่เขาได้พยายามจะให้เด็กมีส่วนร่วมในการออกแบบโดยการที่จะเรียนโรงเรียนกี่วัน เรียนที่บ้านกี่วัน และเด็กเองก็มีส่วนร่วมในการที่จะเอาข้อมูลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทักษะ ในการดูแลตัวเอง การพัฒนาบุคลิกภาพ การทำงานกันเป็นทีม ตลอดจนถึงการสร้างแบบที่ เกี่ยวกับมนุษย์สัมพันธ์ สิ่งเหล่านี้ผมอยากฝากท่านประธานว่าถ้าถึงแม้ พ.ร.บ. การศึกษา แห่งชาติฉบับนี้ผ่านไปถึงกรรมาธิการ ถึงเวลาขึ้นมาแล้วการปฏิบัติได้จริงเป็นไปได้ยากครับ ถ้าตราบใดที่ตัวท่านรัฐมนตรีก็ดี ตัวคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติก็ดีเราไม่ได้คำนึงถึงเด็ก ไม่อยากให้เด็กมีส่วนร่วมมันจะลำบากครับ ท่านประธานครับ ท้ายสุดผมไม่ต้องไปเทียบกับ ญี่ปุ่นหรือว่าสิงคโปร์ครับ ท่านประธาน เป็นข่าวดีของประเทศเพื่อนบ้านเรา กัมพูชาครับ วันที่ ๑๕ กันยายนนี้กัมพูชาเขาเปิดตั้งแต่ ม. ต้น ม. ปลายให้เด็กนักเรียนไปโรงเรียนได้แล้ว แน่นอนเวลาเด็กไปโรงเรียนเขาจะมีความสุขมากกว่า เขาได้เจอเพื่อน เขามีกิจกรรม แต่เมืองไทยขณะนี้สาเหตุก็คือว่าคุณฉีดวัคซีนให้เด็กไม่พร้อมกันครับ ขณะนี้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการได้บอกว่าจะเอาไฟเซอร์ (Pfizer) มาให้เด็กอีก ๘ ล้านโดส อีก ๓๐ ล้านโดส กำลังจะมาเดือนตุลาคม ท่านประธานครับ เรื่องนี้ผมเป็นห่วงจริง ๆ ครับ ฝากท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการช่วยคิดให้ดี ๆ นะครับ ที่อเมริกาซึ่งเป็นประเทศแม่ที่เขา คิดวัคซีนอันนี้ครับ เขาได้บอกไว้แล้วว่าผลวิจัยของเอฟดีเอ (FDA) เขานี้ ๑๑-๑๖ ปี ซึ่งคิดมา ได้ ๖ เดือน และกำลังรับเป็นวัคซีนที่ถือว่าได้ขึ้นทะเบียนแล้วไม่ถึงปี ผลข้างเคียงครับ ท่านประธาน เรายังไม่ชัดเจนเลย มีผลต่อเนื่องเยอะมาก แต่อยู่ ๆ เมืองไทยด้วยความ ได้วัคซีนมา สบายแล้ว ของอเมริกาเอามาแล้ว จะให้เด็ก ๑๒-๑๘ ปีฉีดวัคซีน ท่านประธาน ครับ เป็นท่านประธาน เป็นผมนี่อายุ ๖๐-๗๐ ปี เราฉีดไฟเซอร์ (Pfizer) ไม่มีปัญหาครับ แต่เด็กอายุ ๑๑-๑๒ ปีที่เขาจะฉีดไฟเซอร์ (Pfizer) และเขาจะต้องอยู่ไปอีก ๖๐-๗๐ ปี ข้างหน้ามันจะเกิดอะไรขึ้นมาครับ ผมฝากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกับ คณะกรรมการเช็ก (Check) เรื่องนี้ดี ๆ นะครับ ผลข้างเคียงซึ่งยังไม่ได้ตอบโจทย์ว่ามันจะมี อะไรมากมาย ไม่ใช่อยู่ ๆ แล้วอยากจะเปิดเรียน ถึงเวลาขึ้นมาก็เอาไฟเซอร์ (Pfizer) ไปฉีดให้ ผมว่าอันตรายนะครับ คิดให้ดี ๆ ครับ และตัวนี้ถ้าเด็กฉีดเด็กจะต้องมีอายุอยู่ไป ๗๐-๘๐ ปี แต่ถ้าฉีดให้พวกเราเป็นบูสต์ (Boost) เข็ม ๓ ผมคิดว่าก็โอเค (OK) แต่ว่าเด็กยังไม่ควรจะฉีด ท่านต้องคิดให้รอบคอบในเรื่องนี้ครับ อย่างไรก็ตามต่อร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ผมคิดว่า เป็นเรื่องใหญ่ และต้องขอให้ท่านประธานช่วยกำชับว่าวันนี้ถ้าเราจะโหวต ถ้าคะแนน ไม่ถึงครึ่งร่างนี้เป็นของคณะรัฐมนตรีเป็นคนเสนอนะครับ ท่านระลึกไว้ด้วยนะครับ ขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไป เรียนเชิญท่านสมชาย ฝั่งชลจิตร แล้วก็ต่อไปก็จะเป็น ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล คือท่านสุรทิน พิจารณ์ ท่านสมชายก่อนครับ แล้วตามด้วยท่านสุรทิน🔗

นายสมชาย ฝั่งชลจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชี

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สมชาย ฝั่งชลจิตร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตท่านประธานในการที่จะอภิปรายญัตติ พ.ร.บ. ว่าด้วย การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ... ท่านประธานที่เคารพครับ พอเราพูดถึงการศึกษา แน่นอนครับ มันเป็นรากฐานของชีวิตในปัจจุบันและอนาคต กฎหมายฉบับนี้เข้าสู่สภาภายใต้บทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญที่จะต้องให้ทำเป็นกฎหมายปฏิรูปประเทศ แน่นอนครับ ร่างของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เสนอเพื่อขออนุมัติต่อนายกรัฐมนตรีก็ถูกตีตกไปทั้งหมด แล้วกลับมาเป็นฉบับของรัฐบาลที่เสนอเข้ามา ในส่วนที่เราอยากจะเห็นมาตลอดเวลาตั้งแต่ หลายปีที่ผ่านมาเราเริ่มต้นตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ เราพูดถึงการปฏิรูปการศึกษามาโดยตลอด มีการ ปรับเปลี่ยนอยู่ทุกเวลาที่มีสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกนิติบัญญัติที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ของพี่น้องประชาชน ทุกคนก็ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปการศึกษา แต่การปฏิรูปทุกครั้ง ที่ผ่านมามันมีวาระของความคิดที่ตกผลึก ผมอ่านร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ผมนึกถึงตอนที่ ผมยืนอยู่ในวัดที่เขากำลังทำพิธีปลุกเสกวัตถุมงคล มีการหล่อพระพุทธรูป หล่อวัตถุมงคล แล้วกำลังมีพิธีกรรมปลุกเสก นี่คือการพยายามที่จะทำให้เกิดเบ้าหลอมเหมือนกันกับคน ทั้งประเทศให้เกิดเบ้าหลอมแบบเดียวกันกับคนทุกเชื้อชาติ ทุกชาติพันธุ์ ทุกศาสนิก ถ้าจะอยู่ ในประเทศไทยต้องอยู่ภายใต้เบ้าหลอมนี้ให้ได้ รัฐที่มีความคิดโดยเฉพาะผู้นำที่มาจาก นักเรียนโรงเรียนทหาร แน่นอนครับ เคยชินกับเบ้าหลอมแห่งการฝึกฝนคนในหน่วยรบ หน่วยทหารที่ต้องการรูปแบบที่ชัดเจน แต่คนทั้งประเทศไม่ใช่นักเรียนโรงเรียนทหาร แล้วจะ สร้างเบ้าหลอม เบ้าหลอมที่กำลังจะทำจริง ๆ ก็คือเบ้าหลอมเชิงวัฒนธรรม วันนี้ผู้นำประเทศ หรือคนที่คิดกฎหมายฉบับนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของการพูดถึงเรื่องวัตถุประสงค์ และ เป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสร้างสถานศึกษา ครูและบุคลากร การจัดการศึกษา โดยเฉพาะระบบและหลักสูตร ดูระบบนี้มันให้ความสำคัญกับการบริหารเชิงโครงสร้างที่เอา อำนาจรวมศูนย์ที่ส่วนกลางเป็นสำคัญ ไปดูหมวด ๗ ว่าด้วยกรรมการนโยบายการศึกษา ท่าน ประธานครับ มนุษย์มีทั้งสมอง มีทั้งความคิด มีทั้งความอ่าน มีทั้งสภาพแวดล้อมที่มัน เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา และสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมือนกัน แต่เรากำลังจะถูกหล่อหลอม ด้วยพิธีพุทธาภิเษกหรือพิธีอะไรก็ตามแล้วหยอดให้มันเหมือนกันทั้งประเทศ แต่ไม่สำคัญ เท่ากับว่าวันนี้ถ้าอ่านต่อไปในเรื่องของพยายามสร้างหลักสูตรที่กำหนดมาในมาตรา ๘ ท่านประธานครับ กฎหมายฉบับนี้กำลังจะมองเด็กที่โตขึ้นมาในสังคมไทยเหมือนกับปลา ที่เลี้ยงในตู้กระจก ถึงเวลาก็จะหยอดอาหารเดียวกัน ได้เวลาก็หยอดอันนี้ กินอันนี้ ต้องกิน อันนี้ รับรู้เรื่องอย่างนี้ ท่านที่เคยดูภาพยนตร์อยู่เรื่องหนึ่งซึ่งเป็นภาพยนตร์ไซไฟ (Sci-Fi) ว่ารัฐที่ต้องการจะควบคุม ประชาชนนี้บังคับให้กินเม็ดสีเหลืองทุกวัน แต่มีเด็กคนหนึ่ง ครอบครัวหนึ่งไม่ยอมกิน นี่รัฐไทยภายใต้โครงสร้างอำนาจแบบนี้กำลังจะคิดแบบนี้ไหม หยอดความคิด หยอดความเชื่อ กล่อมเกลาทางวัฒนธรรมให้เป็นรูปแบบเดียวกัน ความคิดสร้างสรรค์เก็บเอาไว้ในตู้ เอาคน มาเป็นปลาในตู้กระจก และที่สำคัญเท่านั้นไม่ว่าครับ นอกตู้กระจกยังมีเพลงลาวดวงเดือนอยู่ ยังมีโขนในรุ่นที่เด็กปัจจุบันมองไม่เห็นแล้ว เพราะเด็กมันนำไปฮิปฮอป (Hip Hop) นี่คือสิ่งที่ มันกำลังสร้างวัฒนธรรมย้อนยุคไปสู่การเอาคนไปต่อสู้ในโลกอนาคตที่มันมีความก้าวหน้า ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กรอบที่คิดภายใต้โครงสร้างกฎหมายฉบับนี้คือการเอาคน ให้ยอมจำนนต่อโครงสร้างวัฒนธรรมที่เป็นเฮกมูนี (Hegemony) หรืออำนาจนำในสังคม นี้อยู่ ไม่ยอมให้เด็กรุ่นใหม่มีวิสัยทัศน์สร้างสรรค์ภายกรอบสภาพแวดล้อมที่มันเปลี่ยนไปแล้ว เรายังคิดเอาความเชื่อมาเหนือความจริงที่เป็นวิทยาศาสตร์ นี่คือกรอบกฎหมายที่ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ผมจึงมองว่าถ้ามันผ่านวาระแรกไปได้ก็อยากจะฝากกรรมาธิการ ที่เกี่ยวข้องเรื่องนี้ ถ้าจะเปลี่ยนปฏิรูปอะไรที่มันเป็นประเด็นที่ก้าวหน้ากว่าก็ต้องเอา แต่ประเด็นที่มันวางแบบล้าหลังไว้นี้ต้องตัดออกให้ได้ เราจำเป็นจะต้องปฏิรูป เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ก็ต้องทำ แต่ทำบนพื้นฐานของความคิดที่มันก้าวกว่าที่เรายืนอยู่ ณ วันนี้ก็แล้วกัน ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไปเรียน เชิญท่านสุรทิน พิจารณ์ แล้วก็กลับมาท่านธีรัจชัย พันธุมาศ เชิญท่านสุรทินก่อนครับ🔗

นายสุรทิน พิจารณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ดูร่างพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติที่เรียกว่าเป็นฉบับปฏิรูป ผมอ่านดูแล้วในฐานะที่เป็นครู ครอบครัวผม ที่เป็นครู พ่อเป็นครู ลูกก็เป็นครู อดีตก็เป็นเลขาธิการชมรมครูประชาบาลภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่พาครูมาล้อมกระทรวงศึกษาธิการ ดูแล้วมันลงคลอง ท่านประธานที่เคารพครับ มันสู้การศึกษา พ.ร.บ. ฉบับเก่าไม่ได้ ผมไม่รู้ว่าเป็นฉบับของ ครม. ได้อย่างไร แต่ดีใจ เพราะว่ามันต้องมีกรรมาธิการไปปรับปรุงแก้ไข ที่พูดเพื่อให้ปรับปรุงแก้ไขครับท่านประธาน สมัยก่อนการศึกษานี้เราเอาภาคหลาย ๆ ส่วนมา แต่วิธีเอามาคือการเลือกตั้ง ไม่ใช่สั่งมา อันนี้มันสั่งมา ต้องทำอย่างนั้นต้องทำอย่างนี้ผู้มีอำนาจเป็นคนสั่ง มันไม่ได้ครับ การศึกษา มันแตกต่างกัน ถ้าพื้นที่แตกต่างกัน อย่างเช่น ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง ภาคอีสาน การจัดการศึกษามันแตกต่างกัน ท่านประธานครับ นี่คือสิ่งที่กราบเรียนไว้สมัยก่อน มีคณะกรรมการประจำกลุ่มโรงเรียน เขาเรียกว่า ก.ป.ก. มาจากการเลือกตั้ง มาจากประจำ เท่า ๆ กัน มีคณะกรรมการ ก.ป.อ. อันนี้ของประถมศึกษา มีคณะกรรมการ ก.ป.จ. ก.ป.ช. ระดับชาติ การบริหารงานคนมันเยอะ ครูชายแดน ผมอยู่ครูชายแดน ครูยโสธรนะครับ บางทีครูโรงเรียนไม่อยู่เพราะอะไร ครั้งก่อนนี้ทำวิชาการ ทำอาจารย์ ๒ อาจารย์ ๓ วิ่งหา ผลงาน ไม่วิ่งก็ไม่ได้เพราะว่าเงินเดือนอยู่กับตัวนี้ ใครสอนแทนครับ พระอยู่วัดมาสอนแทน บางทีก็หลวงพ่อ บางทีก็ผู้ใหญ่บ้านมาสอนแทน ช่วยฝากเด็กนะครับ นี่คือปัญหาทั้งนั้น ปัญหามาจากไหน มาจากการบริหารโครงสร้าง ยิ่งมาดู พ.ร.บ. ฉบับปฏิรูปนี้ ผมว่ามันแย่กว่าฉบับที่สมัยก่อน เนื่องจากว่า พ.ร.บ. ที่สร้างขึ้นมาเป็น พ.ร.บ. ที่มาจาก การแต่งตั้งทั้งหมดไม่มีการเลือกตั้ง ที่มาของผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างนี้เป็นต้น ดูมาตรา ๘๘ โดยเฉพาะ (๔) มาตรา ๘๘ นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นรองประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษาเป็นรองประธาน น่าจะมีกระทรวง มหาดไทยอีกนะครับ เพราะว่ากระทรวงมหาดไทยก็จัดการการศึกษาเหมือนกัน มาตรา ๘๘ (๔) อีก กรรมการโดยตำแหน่ง มีปลัด ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ มีปลัดกระทรวงแรงงานอีก ทำไมไม่มี ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพราะว่าทุกวันนี้เขาเน้นสิ่งแวดล้อม นักเรียน นักศึกษาต้องไปศึกษา จะเข้าไปดูภูเขาสักลูกหนึ่งต้องขออนุญาตครับท่านประธาน จะไปลงทะเลต้องขออนุญาตอีก นี่คือปัญหาทั้งนั้น กระทรวงอุตสาหกรรมมีไหม ไม่มี เราต้อง เรียนเรื่องภาคอุตสาหกรรม ต้องปรับปรุงภาคเกษตรกรรมมาเป็นอุตสาหกรรม ไม่มีอีก การเบิกเงินเบิกทองมีปลัดกระทรวงการคลังไหม ไม่มีเลย การทำงานต่าง ๆ มีสตางค์ไหม ไม่มี นี่คือปัญหาทั้งนั้น ที่พูดมานี้จะฝากคณะกรรมาธิการไปปรับปรุงแก้ไข อีกมาตราหนึ่ง ที่มีปัญหาก็คือ มาตรา ๔๒ ว่าองค์กรวิชาชีพครูนี้มีแต่คุรุสภา ทุกวันนี้เขาไม่ใช่มีคุรุสภา สมัยก่อนมีองค์กรเดียวคือคุรุสภาหรือสภาครู เพราะครูยังน้อยอยู่ เดี๋ยวนี้ครูมันมากขึ้น ท่าน ประธานที่เคารพ สมัยก่อนเราบริหารเฉพาะในประเทศ แต่ทุกวันนี้ต้องมีครูอาเซียน ครูโลก ครูสารพัดครูแล้ว องค์กรครูดีที่มีท่านรัฐมนตรีฟังด้วย เขามีองค์กรหนึ่งขึ้นมาอีกหรือ สกสค. คือสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา สกสค. มีหน้าที่ดูแลเรื่อง ช.พ.ค. ครูเป็น ครูตาย ครูเดือดร้อน ครูได้รับภัยต่าง ๆ จาก ธรรมชาติ ส่วนคุรุสภามาควบคุมวิชาชีพครู สำนักงานตั้งอยู่ใกล้ ๆ กระทรวงศึกษาธิการไปดู เดินข้ามถนนมาก็แบ่งไปคนละกรมอยู่แล้ว อันนี้ไม่มี ถอยหลังเข้าคลองแล้ว ครูสมัยก่อน มีเป็นหลักหมื่น เดี๋ยวนี้มีเป็นหลักแสนครับท่านประธานที่เคารพ ตายทุกวัน เราเสียเงิน ในฐานะเป็นครูเก่า เสียเงินค่า ช.พ.ค. เดือนละ ๖๐๐-๗๐๐ บาท ศพละ ๑ บาทครับ ท่านประธาน แต่ก่อนศพละ ๕๐ สตางค์ มันต้องมีองค์กรหนึ่งขึ้นมาบริหาร สกสค. เขาบริหารอยู่ แต่สภาให้เงินเขาปีละ ๑๐๐-๒๐๐ ล้านบาทแค่นั้น เสียดายตรงนี้เอาไปซื้อ อาวุธอย่างอื่นมากกว่า ไม่เกิดประโยชน์ ที่จริงน่าจะมาพัฒนาครู มาพัฒนาเด็ก นี่คือสิ่งที่ กราบเรียนท่านประธานผ่านไปที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ เป็น พ.ร.บ. ฉบับที่ปฏิรูป แต่ดูเนื้อหาแล้วมันล้าหลัง ทุกวันนี้ต้องยอมรับเรื่องระบบ การเลือกตั้ง ทุกขั้นตอนให้มีระบบการเลือกตั้ง ต้องยอมรับความคิดของบุคคลอื่น เวลาทำ โดยเฉพาะ พ.ร.บ. การศึกษานี้อย่าคับแคบ หัวใจต้องกว้าง รับฟังความคิดเห็นของคนอื่น เราต้องคิดอย่างนี้ ไม่ใช่คิดว่าตัวเองมีอำนาจ ทำเอา ๆ มันทำไม่ได้ การศึกษา อย่างเช่นครู คนเป็นครูต้องมีวิญญาณครู นี่บอกไว้ว่าคนที่เป็นรอง ผอ. รองผู้อำนวยการบริหารการศึกษา จากวิชาชีพใดก็ได้ ไม่ได้นะครับท่านประธาน เขาต้องมีวิญญาณความเป็นครู ต้องสร้างเด็ก ให้เป็นผู้มีจิตวิญญาณ การศึกษาต้องมีจิตวิญญาณ ครูเปรียบเสมือนเรือจ้าง พายเรือต้องถึงฝั่ง ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านธีรัจชัย พันธุมาศ แล้วตามด้วยท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ครับ🔗

นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ การศึกษานั้นเป็นหัวใจที่สำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ที่จะทำให้มนุษย์ของประเทศนั้น ๆ มีคุณภาพ และรวมถึงมนุษย์โลกคนหนึ่งที่เกิดมา สร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ที่ดีให้แก่โลกมนุษย์ แต่ถ้าเกิดการศึกษานั้นเป็นเป็นการศึกษาที่ด้อย คุณภาพ คุณภาพต่ำ ย่อมทำให้คุณภาพของคนในประเทศนั้น ๆ ก็ย่อมต่ำลงด้วย ทั้งด้าน ความคิด ทั้งด้านการสร้างสรรค์ และการที่ดำรงชีวิตอยู่ด้วยความสุข ประเทศไทยเราสิ่งที่ เกิดขึ้นที่เราพูดเสมอมาก็คือการศึกษาเรานั้นคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานสากล การศึกษา ของเรานั้นความสามารถทางภาษาอังกฤษนั้นอยู่ในระดับที่ต่ำ หรือภาษาต่างประเทศนั้น อยู่ในระดับที่ต่ำ เนื้อหาสาระที่ต้องเรียนปริมาณมากไม่สามารถเชื่อมโยงกับการใช้ ชีวิตประจำวันนั้นมีเยอะมากมาย ยัดเยียดใส่หัวสมองเด็กจนเด็กนั้นเบื่อไม่อยากจะเข้าไป โรงเรียนและออกจากการศึกษากลางคัน ความไม่เสมอภาคทางการศึกษามีความ เหลื่อมล้ำมาก คนจนไม่มีสิทธิได้เรียน แต่คนรวยนั้นสามารถเรียนได้โรงเรียนดี ๆ โรงเรียน นานาชาติตั้งแต่เด็ก ความเหลื่อมล้ำต่าง ๆ ส่งถึงอาชีพที่เขาจะไปสร้างสรรค์ ส่งถึง การดำเนินชีวิตอนาคต สร้างสรรค์ประเทศ มันจะได้คนที่คุณภาพไม่สูงตามที่เป็น พ.ร.บ. การศึกษาฉบับนี้สืบเนื่องมาจากคณะรัฐประหารที่ได้กระทำ คนที่ทำนั้นแต่งตั้ง โดยรัฐประหาร ไม่ได้เกิดจากการเลือกตั้งและคนที่หลากหลายเข้ามากระทำแบบนี้ ผลที่เกิดมา คืออะไรครับ การที่มีความหวังว่าจะมีการปฏิรูปการศึกษาตาม พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่ กลายเป็นไม่ได้เพิ่มพูนการปฏิรูปเลย มีแต่การคิดถึงโครงสร้างการบริหารจัดการและรวม ศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง มิได้ไปกระจายสู่ท้องถิ่น สู่เอกชน สู่ภาคประชาชน สู่ครอบครัว นักเรียนต่าง ๆ ได้ร่วมกันคิดหาระบบการศึกษาที่ดี นี่คือการศึกษาระบบที่มาจาก การรัฐประหารก็เลยทำให้โครงสร้างการศึกษาฉบับนี้แทนที่จะเป็นความหวังกลายเป็นความ ผิดหวัง สิ่งที่เห็นชัดเจนนะครับ กรณีของครูซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญถูกด้อยค่าในหลายเรื่อง ไม่มี แรงจูงใจที่ให้ครูนั้นหรือคนเก่ง ๆ เข้าเป็นครูหรือครูเติบโตตามศักยภาพของครูและเน้นสอน ตัวเอง ไปเน้นแต่เรื่องการด้อยค่า การจัดโครงสร้างการบริหารเท่านั้น หัวใจอีกอันหนึ่งก็คือ เรื่องของกรอบความคิด มาตรา ๘ ของ พ.ร.บ. การศึกษาฉบับนี้เน้นกรอบความคิดในเชิง อนุรักษ์นิยม และพยายามที่กดให้คนอยู่ในกรอบไม่ให้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย ยกตัวอย่างเช่น บอกว่าต้องการที่จะให้มีความภาคภูมิในความเป็นไทย ซึมซับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีนิสัยในการสังเกตธรรมชาติอะไรอย่างนี้ แต่ไม่ได้พูดถึงเรื่องของวิธีคิดแบบเป็นสากล ในขณะนี้โลกทั้งโลกเหมือนกับไม่มีพรมแดน โซเชียลมีเดีย (Social Media) เชื่อมคนทั้งโลก การทำงานไม่จำเป็นต้องทำงานอยู่กับที่ ไปต่างประเทศหรือประเทศไทยที่เดียว แต่เรา ขีดกรอบ ต้องรู้ภาษาไทย ทำภาษาไทย ในมาตรา ๘ ระบุว่าอายุ ๖ ปีถึงจะเรื่องของ ภาษาอังกฤษ ทำไมลูกคนรวยสามารถที่จะเรียนนานาชาติ อายุ ๓ ขวบก็พูดได้ ๒-๓ ภาษาแล้ว ลูกคนจนแพ้ตั้งแต่เด็ก นี่คือคุณภาพการศึกษาที่ถูกกดโดยโครงสร้างของอำนาจนิยม ซึ่งรัฐประหารโครงสร้างที่นายกรัฐมนตรีจะต้องเป็นประธาน และนายกรัฐมนตรีไม่มีวิสัยทัศน์ เลยครับ คิดแบบทหาร สั่งซ้ายหัน ขวาหันได้ ต้องการกรอบความคิดแบบเดียว คิดนอกกรอบไม่ได้ก็เลยเอากะลาเหล็กมาตรา ๘ มาครอบไว้ มาตรา ๘ มีตัวสำคัญ คิดแต่ เรื่องของวัยเท่าไร จะโตเท่าไร ไปลอกใครมาครับ ไม่ได้คิดถึงให้คนคิดนอกกรอบได้ สิ่งที่ลืม ก็คือเรื่องการวัดผล การวัดผลของประเทศไทยนั้นมีทั้งระบบปรนัย อัตนัย ปรนัยคือการที่ให้เขียน ก ข ค นั่นคือ สะสมให้เด็กนั้นมีความคิดแบบในกรอบ เป็นผู้เลือก คิดเองไม่เป็น นอกกรอบไม่เป็น ประเทศเรา จึงไม่มีผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เช่น เป็นเจ้าของรถยนต์เอง เครื่องใช้ไฟฟ้าเอง มือถือเองไม่เหมือน เกาหลี อื่น ๆ เราคิดแต่ปรนัยครับ ต้องเป็นผู้เลือก ผู้บริโภค ไมใช่สังคมผู้ผลิต ผู้สร้างสรรค์ ไม่มีสิ่งนี้อยู่ในตรงนี้เลยนะครับ นี่คือสิ่งที่ตีกรอบ ทั้งกรอบความคิดทางอุดมทางการเมือง กรอบความคิดคือไม่ให้ออกจากกรอบครับ อยู่ในสังคมปรนัย เราอยู่กันกี่ชั่วอายุคนแล้วครับ เราไม่มีรถยนต์ ไม่มีเครื่องบิน ไม่มีอะไรเลย มีแต่ซื้ออย่างเดียว สั่งอย่างเดียว ย้อนไปครับ มาตรา ๘ ศึกษาเริ่มตั้งแต่อายุ ๐ ปีขึ้นไป อย่าลืมนะครับ ประเทศญี่ปุ่นเขาคิดเรื่องกว่าจะถึง อนุบาลก็สายเสียแล้ว เขาเขียนมานานแล้วครับ เด็กอายุในครรภ์ ๓ เดือนสามารถที่จะรับฟัง เสียงคุณพ่อคุณแม่ได้ สามารถใช้มือ น้ำหนักมือคุณพ่อ ไออุ่นกับคุณแม่ไม่เหมือนกัน ลูบท้อง คุยกับลูก ลูกจ๋า นี่พ่อนะ ลูกอยู่ข้างในได้ยินไหมจ๊ะ เด็กจะฉลาดขึ้น เด็กในท้องสามารถฟัง ดนตรีคลาสสิก (Classic) สามารถเพิ่มเซลล์สมอง แต่คุณภาพเด็กเมื่อเกิดมาจะฉลาด กว่าพ่อ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เด็กอายุ ๘ เดือนสามารถใช้ไฟฉายส่องตาลืมแล้ว สามารถที่จะเกิดขึ้นได้ เด็กสามารถนั่งเก้าอี้โยก คอแข็งได้ เด็กสามารถเล่นคิกเกม (Kick Game) กับคุณแม่ เตะขึ้นมา คุณแม่เตะ เล่นกับคุณแม่ นั่นคือการเรียนรู้ในครรภ์ และส่งเสริมให้กินอาหารที่ดี สามารถพัฒนาทารกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ที่โรงพยาบาลหัวเฉียว นายแพทย์ชัยรัตน์ ปัณฑุรอัมพร ทำมาตั้ง ๒๐ กว่าปีแล้ว สร้างเด็กคุณภาพมามากมาย แต่ทำไมไม่ศึกษาและเอามาเป็นการพัฒนาก่อน ถ้าประเทศเรามีคนที่ฉลาดกว่าพ่อแม่แต่ละ เจเนอเรชัน (Generation) ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ นั่นคือสร้างฮาร์ดแวร์ (Hardware) ของคนในประเทศให้เหนือกว่าคนรุ่นเก่า และมาเพิ่มการศึกษาอื่น ๆ ขึ้นไปให้ คิดนอกกรอบได้ ไม่ถูกครอบงำอย่างนี้ได้ นี่คือการปฏิรูปการศึกษาที่แท้จริงหรือไม่ ผมฝาก กรรมาธิการได้โปรดแก้ไขตรงนี้ด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม แล้วตามด้วยท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน แล้วก็มาทาง ฝ่ายรัฐบาล นางสาวเพชรดาว โต๊ะมีนา เชิญท่านณัฐวุฒิก่อนครับ🔗

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทองครับ ผมขอมีส่วนในการอภิปรายในขั้นรับหลักการ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... แต่ก่อนที่ผมจะพูดสรุปสุดท้ายในนามของ พรรคก้าวไกล ผมขออนุญาตที่จะเลือกการอภิปรายกฎหมายฉบับนี้แตกต่างไปจากกฎหมาย อีกทุกฉบับที่ผมเคยพูดในสภาแห่งนี้ครับ ท่านประธานครับ ผมขอพูดในฐานะของความที่เคย เป็นครู และความที่เคยเป็นพ่อซึ่งยังเป็นอยู่ของลูก ท่านประธานครับ เมื่อครั้งที่ผมยังสอน นักศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย เวลาที่ผมออกข้อสอบและรอคอยคำตอบของนักศึกษา ของผม แน่นอนครับ มีน้อง ๆ นักศึกษาที่เขียนกระดาษคำตอบมาเต็มไปหมด ผมไม่ได้ดูแต่ ธงคำตอบหรือผลสุดท้ายของสิ่งที่เขาเขียนเท่านั้น แต่ผมดูเหตุและผลว่าสิ่งที่เขาเขียนนั้น เป็นอย่างไร แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีนักศึกษาอีกหลายคนที่อาจจะเลือกส่งกระดาษคำตอบ ที่ไม่เคยเขียนอะไรในกระดาษคำตอบนั้น หากเรามองกันเรื่องของวัดผลทางการศึกษา อย่างเดียวเราคงไม่อาจจะรับการที่เขาไม่เขียนใด ๆ ในกระดาษคำตอบใบนี้ได้ แต่ถ้าเรามอง ในฐานะของความเป็นครู เรายิ่งย่อมอยากรู้ครับว่าเกิดอะไรขึ้นกับนักศึกษาของเรา เขามี ปัญหาชีวิต เขามีปัญหาจากการเรียนรู้ เขากำลังประสบปัญหาอะไรที่เราในฐานะครูที่จำเป็น ที่จะต้องเข้าไปมีส่วนร่วม นั่นคือจิตวิญญาณของความเป็นครู ซึ่งเขาว่ากันว่าหากอยากรู้ว่า ความเป็นครูอย่างไรให้ไปอ่านบทกวีค่าของครู ซึ่งเขียนโดยท่านสมาชิกวุฒิสภา เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ แต่ในฐานะของพ่อของลูก ท่านประธานครับ ผมเองอยากเห็นลูกของผมได้ เรียนรู้และเติบโตในโลกกว้าง หากเมื่อยามเขาเข้าถึงการศึกษา อะไรคือทางเลือกใน การศึกษาของเขา จะเป็นในระบบโรงเรียนปกติ จะเป็นในระบบบ้านเรียนที่เรียกว่าโฮมสคูล (Home School) จะเป็นในระบบซึ่งเพื่อน สมาชิกหลายคนอาจจะไม่เคยได้ยิน ไม่ว่าจะเป็นซัมเมอร์ฮิลล์ (Summer Hill) วอลดอร์ฟ (Waldorf) มอนเทสซอรี (Montessori) จะเป็นหลักสูตรส่วนกลางหรือหลักสูตรส่วนท้องถิ่น หลักสูตรที่เขาจะมีทางเลือกนั้นได้อย่างไร ผมอยากจะนำเรียนท่านประธานว่าท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นรุ่นพี่ของผมที่โรงเรียนบดินทรเดชา ผมอยากจะให้ ท่านนึกถึงวันที่ตากบ้านตากเมืองมาจากต่างจังหวัด ผมเดินทางจากจังหวัดอ่างทองมา เข้าเรียนที่โรงเรียนบดินทรเดชาด้วยความเจ็บปวดครับ ด้วยความเจ็บปวดบนพื้นฐานที่ เพราะว่าขณะนั้นการศึกษาในต่างจังหวัดกับในกรุงเทพมหานครไม่ได้เท่าเทียมกัน ฉะนั้น หากคำตอบของการปฏิรูปการเรียนรู้หรือการปฏิรูปการศึกษาในวันนี้ท่านตอบได้หรือไม่ครับ ว่าคุณภาพการศึกษาในต่างจังหวัดกับโรงเรียนที่เรียกว่าโรงเรียนชั้นนำในกรุงเทพมหานคร จะเท่าเทียมกัน นั่นคือเหตุผลของความเป็นพ่อที่ผมอยากถามแทนลูกของผมครับ ท่านประธานครับ แต่หากลงในรายละเอียดเนื้อหา ผมมีเนื้อหาอยู่ทั้ง ๓ ประการด้วยกันที่ จำเป็นต้องตั้งคำถามและนำไปสู่การที่อาจไม่สามารถรับหลักการในร่างพระราชบัญญัติ การศึกษาฉบับนี้ได้ครับ🔗

ประการที่ ๑ ครับท่านประธาน ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ ยังวงเวียนอยู่กับการรวบรวมความคิด การบังคับบัญชา การปรับโครงสร้างทางการศึกษา แต่ถูกน้อง ๆ นักเรียนไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักเรียนเลว แม้กระทั่งกลุ่มครูที่ทำงานเรื่องการศึกษา เช่น กลุ่มครูขอสอน เขาก็ถามว่าเด็กอยู่ตรงใดในสมการการแก้ไขกฎการศึกษาแห่งชาติ ในฉบับนี้ แล้วในขณะเดียวกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อนสมาชิกพูดกันเยอะที่สุดก็คือ มาตรา ๘ มาตรา ๘ ท่านกำลังก้าวล่วงไปละเมิดต่อสิทธิของเด็กที่อยู่ในกฎหมายฉบับอื่น ท่านเขียนข้อความในมาตรา ๘ ไม่ตรงกับข้อความที่อยู่ในพระราชบัญญัติการปฐมวัย ท่านเขียนข้อความในมาตรา ๘ ไม่ตรงกับหลักการคุ้มครองเด็กที่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติ คุ้มครองเด็ก ปี ๒๕๔๖ ถ้าท่านกรุณาในฐานะกระทรวงศึกษาธิการท่านควรจะต้องไปดึง หมวด ๗ ที่อยู่ใน พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก ปี ๒๕๔๖ กลับมาที่กระทรวงศึกษาธิการ แต่ท่านไม่ได้ทำ แต่ท่านกลับกลายไปละลาบละล้วงเขียนแล้วไม่ตรงกับเจตนารมณ์ที่เกี่ยวข้องกับ การคุ้มครองเด็ก ท่านยังอาจจะยึดติดในระบบที่เรียกว่า ไชลด์เซ็นเตอร์ (Child Center) ซึ่งหลักการสากลอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กเขาบอกไม่เคยมีคำว่า ไชลด์เซ็นเตอร์ (Child Center) ครับ ถ้าเขาจะมีก็คือคำว่า ไชลด์พาร์ทิซิเพชัน (Child Participation) และ คำว่า เดอะ เบสต์ อินเทอเรสต์ ออฟ เดอะ ไชลด์ (The best interest of the child) นั่นเป็นประการที่ ๑ ที่ผมคิดว่าท่านตั้งโจทย์การแก้ไข พ.ร.บ. ไม่มีเด็กในสมการการปฏิรูป การศึกษา🔗

ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ ในพระราชบัญญัติการศึกษาฉบับนี้เราไม่เห็น ตัวละครที่เป็นกลุ่มเปราะบางต่าง ๆ ท่านตอบได้หรือไม่ครับว่าจะมีหลักประกันซึ่งท่าน อาจจะเคยมีระเบียบ ปี ๒๕๔๘ ว่าด้วยการรับนักเรียนว่าเด็กทุกคนที่อยู่ในประเทศแห่งนี้ต้อง ได้เรียน ท่านตอบได้ไหมครับว่าจะมีหลักประกันว่าเด็กนักเรียนทุกคนไม่ว่าจะมีหรือไม่มี สถานะต้องได้รับเงินอุดหนุนรายหัว ต้องได้รับใบจบ ซึ่งคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา ในสมัยเป็นปลัดนะครับ ไม่ใช่เป็นเลขาธิการ สพฐ. เคยมีหนังสือเวียนทั่วประเทศ แต่วันนี้ ยังมีคนตั้งคำถามโดยเฉพาะผู้บริหารโรงเรียนว่าไม่อาจเบิกเงินค่าอุดหนุนรายหัวได้ ท่านตอบ ได้ไหมครับว่าทำไมเด็กในอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรีทั้งหมดต้องเดินทางมากกว่า ๘๐ กิโลเมตร จากตำบลไล่โว่เข้ามาเรียนที่อำเภอสังขละบุรี เพราะทั้งอำเภอมีการศึกษา ม. ๓ ขึ้นไปอยู่เพียงโรงเรียนเดียว ท่านตอบได้หรือไม่ครับว่าจะมีเด็กที่เป็นเด็กพิการที่อยู่ใน โรงเรียนโสตศึกษา ที่อยู่ในโรงเรียนปัญญานุกูลต่าง ๆ ของท่านที่เขาไม่ได้รับการพัฒนาตาม ศักยภาพที่ควรจะเป็นอยู่เท่าไร ท่านตอบในตอนแก้ไข พ.ร.บ. นี้ได้หรือไม่ว่าจะไม่มีเด็กคนใด ถูกตีจากครูหรือบุคลากรทางการศึกษาอีก นั่นเป็นประเด็นที่ ๒ ครับ🔗

ประเด็นที่ ๓ ครับท่านประธาน ก็คือประเด็นเรื่องของความเป็นอิสระ และการกระจายอำนาจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น วันนี้ท่านยังมีนโยบายการยุบ ควบรวมโรงเรียนใช่หรือไม่ วันนี้ท่านยังไม่ได้คำนึงถึงการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นในการมีส่วนร่วมในการศึกษาใช่หรือไม่🔗

ผมขอเวลาท่านประธานอีกนิดเดียวครับ แก้กฎหมายให้หนู หนูอยู่ไหน ยินแต่เสียงผู้ใหญ่ไม่เห็นหนู ท่านจะแก้การเรียนรู้หรือเพื่อครู หรือเชิดชูแต่โรงเรียนเขียนวิชา ผู้ใหญ่ขาถ้าจะแก้ขอแก้ไข เลิกปิดปากประชาธิปไตยให้หนูเห็น ขอให้หนูได้ศึกษาได้คิดเป็น ขอเรียนเล่นมีคุณค่าสง่างาม อะไรคือปฏิรูปหนูอยากถาม อย่าทำตามแต่กระแสไม่เห็นผล หากทำได้อยากให้เห็นหนูเป็นคน การศึกษาเพื่อมวลชนที่แท้จริง พรรคก้าวไกลไม่อาจรับ หลักการการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ที่แย่ไปกว่าฉบับเดิมที่มีอยู่ ได้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ท่านณัฐวุฒิ ต่อไปเรียนเชิญท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน และตามด้วยนางสาวเพชรดาว โต๊ะมีนา เชิญท่านพิเชษฐ์ครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จริง ๆ แล้วไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องมาร่างแล้วก็เสนอกันใหม่ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ถือว่าสมบูรณ์แล้วก็ดีอยู่แล้ว เหตุที่ต้องมา ร่างพระราชบัญญัติใหม่นี้ก็คือว่าคณะปฏิวัติ คสช. ใช้เป็นข้ออ้างในการปฏิวัติว่าจะต้องปฏิรูป ประเทศ ปฏิรูปตำรวจ ปฏิรูประบบราชการ ปฏิรูปการศึกษา จึงเป็นที่มาของการปฏิรูป การศึกษาโดยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ วันนี้มีถึง ๑๑๐ มาตรา ท่านประธาน ๑๑๐ มาตรานี้ ปัญหาคือมาตรา ๘ คือ ๑๑๐ มาตรานี้มีอะไรก็ยัดเยียดเข้าไปเหมือนปลากระป๋องนะครับ ผม ตั้งชื่อว่าเป็นพระราชบัญญัติปลากระป๋อง อัดเข้าไปครับ อันไหนดีก็ใส่ ใส่ ใส่ ใส่เข้าไปเป็น รายละเอียดทั้งนั้น เป็นพระราชบัญญัติแรกที่มีแต่รายละเอียด แล้วก็กลัวว่าจะทำให้ หลายกลุ่มหลายพวกเสียผลประโยชน์ ท่านประธานก็มาที่มาตรา ๘ เลยครับ มาตรา ๘ ที่ทุกคนไม่เห็นด้วย แล้วก็มันเปล่าประโยชน์ที่จะไปเขียนถึงเด็กที่เพิ่งเกิด เด็กเกิดมาแล้วก็ อายุแค่ ๑ ปีคุณก็ไปดูแลควบคุมเขาแล้ว มันเกิดประโยชน์อะไรกับพระราชบัญญัติการศึกษา มันอยู่ในความดูแลของคุณพ่อคุณแม่ พ่อแม่ตั้งแต่เศรษฐีไปจนถึงยาจกคนยากคนจน การดูแลก็แตกต่างกัน เอามาเขียนในพระราชบัญญัติทำไม ท่านประธานครับ ช่วงวัยที่ ๒ เมื่อมีอายุเกิน ๑ ปีจนถึง ๓ ปี ในเมืองหลวงในเมืองใหญ่พ่อแม่ไม่มีเวลาก็อาจจะไปฝาก ศูนย์เด็กเล็ก เนิร์สเซอรี (Nursery) บิดามารดาคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบ ท่านประธาน ที่เคารพ วันนี้ศูนย์เด็กเล็กประจำหมู่บ้าน ประจำตำบลทั่วประเทศ อัตราจ้างครูที่ดูแลเด็ก เล็ก ๆ อายุ ๑ ขวบถึง ๓ ขวบเป็นลูกจ้างครับ บางคนอยู่มา ๑๐ ปี ๑๕ ปี ๒๐ ปีไม่ได้บรรจุ เป็นลูกจ้าง สวัสดิการก็ไม่มี แต่เด็กใหม่ที่มีเส้นมีสายเป็นลูกเป็นหลานของครูบาอาจารย์ ได้รับการบรรจุแต่งตั้งอยู่ในศูนย์เด็กเล็กแซงหน้ารุ่นพี่ที่เก่าแก่ นั่งมองรุ่นน้องที่เงินเดือน เพิ่มขึ้น ๆ แต่ตัวเองเงินเดือนไม่เพิ่ม ต้องดูแลครอบครัว ท่านรัฐมนตรีไปไหนแล้วครับ กลับไปดูแลศูนย์เด็กเล็ก ดูแลครูที่สอนเด็กเล็กด้วย ลำบากมาก ร้องเรียน ส.ส. อยู่ตลอดเวลา ท่านประธานที่เคารพ มาตรา ๑๑ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นนี้ท่านให้เขาดูแลตามมาตรา ๘ ให้เขาดูแลทุกอย่างใน (๔) ท่านประธาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่จัดการศึกษาเพื่อบรรลุเป้าหมายตามมาตรา ๘ (๑) (๒) (๓) มอบหมายให้เอกชนเข้ามาบริหารจัดการหรือดำเนินการโดยใช้ทรัพยากรขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นก็ได้ หมายความว่าอย่างไรครับ คุณให้เขาเรียนฟรี แต่จะให้เอกชนเข้า มาบริหารจัดการได้อย่างไรครับ เอกชนเขาเป็นมูลนิธิที่ไม่หวังผลกำไรหรือครับ เอกชนเข้ามา บริหารทรัพยากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเขาก็ต้องการกำไร ในเมื่อเขาต้องการกำไรแล้ว เด็กล่ะครับ ผู้ปกครองล่ะครับ เสียหายไหมครับ มันขัดแย้งกันในตัว คุณให้เรียนฟรีแต่ให้ เอกชนมาบริหารจัดการ เอกชนมาบริหารจัดการก็ต้องการมีกำไร ทำได้หรือครับ กรรมาธิการ ต้องไปแก้นะครับ (๕) รัฐมีหน้าที่จัดการศึกษาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามมาตรา ๘ เหมือนกัน รัฐมีหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุน ช่วยเหลือตาม (๑) (๒) (๓) (๔) จัดการศึกษาดังกล่าว รัฐจะ มอบหมายให้เอกชนเข้าบริหารจัดการหรือดำเนินการโดยใช้ทรัพยากรของรัฐก็ได้ มันได้ หรือครับ แล้วเมื่อเกิดความเสียหายใครรับผิดชอบ เอกชนมาบริหารพัสดุ วัสดุของราชการ แล้วเอาผลกำไรไป แล้วเด็กนักเรียน พ่อแม่ผู้ปกครองเสียหายแน่นอน เขาต้องการกำไรครับ ทำได้อย่างไรครับ กรรมาธิการต้องไปแก้มาตรา ๑๑ อย่าให้ผู้มีอิทธิพลเข้ามาครอบงำและเข้า มาสร้างความยุ่งยากให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เทศบาล อบต. ท่านประธานครับ มาตรา ๒๒ ให้อายุ ๖ ปีถึง ๑๒ ปีเรียนฟรีก็คือว่าเข้าศึกษาโดยที่ไม่ต้องสอบ แต่ถ้าไปแย่งกัน เข้าโรงเรียนดัง ๆ จะต้องจับฉลาก โรงเรียนดังต้องจับฉลาก ทีนี้จับฉลากไม่ได้ไปไหนครับ ทำไมคุณต้องระบุถึงขนาดนั้น ถ้าเขาจับฉลากไม่ได้ให้เขาไปที่ไหนครับ ถ้าคุณบอกให้เขา จับฉลากคุณต้องบอกที่ไปให้เขาด้วยให้เขาไปไหนต่อ จับฉลากไม่ได้ให้ไปไหนต่อ ท่านประธานครับ แล้วเอาผู้ว่าราชการจังหวัดมาเกี่ยวข้องด้วย ปีละครั้งครับ ให้ผู้ว่าราชการ เรียกหัวหน้าส่วนราชการที่เป็นสถานศึกษาทุกแห่งมาประชุมปีละครั้ง พร้อมกับผู้เกี่ยวข้อง ทางการศึกษาในจังหวัดนั้นมาประชุมปีละครั้ง ผมคิดว่าเขาจะประชุมตอนที่เด็กจะสอบเข้า โรงเรียนมัธยมครับ มัธยม ประถม โรงเรียนดัง ๆ เรียกผู้บริหารมาฝากคนนั้นคนนี้ ฝากเด็ก คนโน้นคนนี้หรือเปล่า เอามาทำไมครับ ให้มามอบนโยบายให้กับสถานศึกษาในจังหวัด แล้วนโยบายของกระทรวงล่ะครับอยู่ที่ไหน ซ้ำซ้อนแล้วครูบาอาจารย์จะไปยึดถือนโยบาย ของจังหวัดหรือยึดถือนโยบายของกระทรวง ไปแก้ไขด้วยนะครับ ท่านประธาน วันนี้ พระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่ดีเลย ไม่รอบคอบ ฝากท่านประธานว่าอยากจะให้กรรมาธิการได้ แก้ไขอย่างรอบคอบให้มากที่สุดเพื่ออนาคตของประเทศ อนาคตของประเทศอยู่ที่เด็กเหล่านี้ ที่จะเติบโตต่อไป อย่าทำลายเขาเลยครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ท่านพิเชษฐ์ ต่อไปนางสาวเพชรดาว โต๊ะมีนา แล้วตามด้วยท่านกิติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ เชิญนางสาวเพชรดาวครับ🔗

นางสาวเพชรดาว โต๊ะมีนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ดิฉันขอร่วมอภิปราย ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ในวาระรับหลักการ ในฐานะผู้แทนราษฎร ตัวแทนของประชาชน ดิฉันได้รับเสียงสะท้อนเรื่องการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญลำดับต้น ๆ เพราะเราทุกคนคาดหวังว่าการศึกษาไทยจะสามารถสร้าง ลูกหลานเราให้มีอนาคตที่ดี สามารถสร้างสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ ในอนาคต ท่านประธานที่เคารพ เมื่อวานนี้ในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา ยาเสพติด ที่มีท่าน พลตำรวจเอก ยงยุทธ เทพจำนง เป็นประธาน และดิฉันเป็นประธาน คณะอนุกรรมาธิการป้องกันและเสริมภูมิคุ้มกันด้านยาเสพติด เราได้เชิญสถาบันอาร์แอลจี (RLG) รักลูก เลิร์นนิง กรุ๊ป (Raklukk Learning Group) มาชี้แจงเรื่องของอีเอฟ (EF) ค่ะ คือเอกเซกคูทีฟ ฟังก์ชัน (Executive Function) ทักษะทางสมอง ซึ่งสมาชิก ๒ ท่านได้เรียน ให้ทราบแล้ว ดิฉันขออนุญาตพูดในที่ไม่ซ้ำกันนะคะ ขอสไลด์แรกค่ะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นางสาวเพชรดาว โต๊ะมีนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

สไลด์แรกได้พูดถึงปัญหาการพัฒนาเด็กไทยว่า ๑ ใน ๓ ของเด็กวัย ๐-๕ ปีมีพัฒนาการล่าช้า วัย ๖-๑๒ ปี ๒๘ เปอร์เซ็นต์มีระดับไอคิว (IQ) ต่ำกว่าเกณฑ์ ๒๖ เปอร์เซ็นต์อีคิว (EQ) ต่ำกว่าเกณฑ์ เยาวชน ๑๕-๑๙ ปี ติดยาเสพติด ๒.๗ ล้านคน ในจำนวนนี้ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านคน เข้ารับการบำบัด วัยรุ่นตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นทุกปีค่ะ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ของวัยรุ่น ๑๐-๑๙ ปี เป็นโรค ซึมเศร้า ผลคะแนนโอเน็ต (O-Net) ทุกระดับชั้นต่ำกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ต่อเนื่องทุกปี ผลการ ทดสอบพิซา (PISA) ในปี ๒๕๖๐ นักเรียนไทยได้คะแนนทั้งด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ด้านการอ่านต่ำกว่าค่าเฉลี่ย และปี ๒๕๖๒ เด็กไทยรับมือกับเฟกนิวส์ (Fake News) ได้ต่ำสุดเป็นอันดับ ๗๖ จาก ๗๗ ประเทศทั่วโลก ท่านประธานที่เคารพ เราคาดหวังว่า พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับนี้จะสามารถตอบปัญหาที่เกิดขึ้นในการพัฒนา เด็กไทยนี้ได้อย่างไรบ้าง เรื่องของอีเอฟ (EF) เอกเซกคูทีฟ ฟังก์ชัน (Executive Function) เป็นเรื่องที่สำคัญ ดิฉันก็พยายามดูว่าอยู่ตรงไหน มาตราไหนของกฎหมายฉบับนี้นะคะ ทักษะ ทางสมองเป็นศักยภาพที่มนุษย์ทุกคนมีมาตั้งแต่เกิดค่ะ แต่ต้องได้รับการฝึกฝนต่อเนื่อง จนเส้นใยสมองเกาะเกี่ยวกันเป็นโครงสร้างในสมอง เสมือนกับฝังชิป (Chip) ที่เป็นทักษะ ความสามารถที่ติดตัวกลายเป็นสันดานไปตลอดชีวิต ฉะนั้นทักษะพื้นฐาน ทักษะปฏิบัติ ทักษะการกำกับตนเองเป็นเรื่องสำคัญในเรื่องของอีเอฟ (EF) นะคะ ดิฉันพยายามพลิกดู แล้วก็เข้าข้างตัวเองค่ะว่ามาตรา ๘ ในการพัฒนาฝึกฝนและบ่มเพาะให้ผู้เรียนมีสมรรถนะ ตามมาตรา ๗ ต้องดำเนินการตามระดับช่วงวัยใน (๑) ถึง (๗) ลงรายละเอียดมากเกินไป อย่างที่สมาชิกหลายท่านได้พูดถึงนะคะ จริง ๆ แล้วกฎหมายควรเขียนกำหนดหลักเกณฑ์ กว้าง ๆ มากกว่าที่จะเจาะจงลงไปในรายละเอียดเพื่อเปิดโอกาสให้เข้ากับสถานการณ์ ที่มีความหลากหลายแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ท่านประธานที่เคารพ ดิฉันย้อนกลับไปดู ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้บ้านเกิดของดิฉันค่ะ ดิฉันสงสัยเหมือนกันว่าทำไมครอบครัว ที่มีกำลังทรัพย์ มีฐานะดี แล้วก็มีญาติพี่น้องอยู่ต่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศ เพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ เขาจะส่งลูกหลานไปเรียนที่นั่นค่ะ ด้วยความมั่นใจว่าอนาคตของเขาจะดีกว่าทั้งทางด้านความรู้ ทางด้านภาษา ทางด้านศาสนา ย้อนไปดูการศึกษาที่จัดทำโดยนักศึกษาหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุขของสถาบัน พระปกเกล้าแล้วก็ดิฉันก็เป็นหนึ่งในนั้นค่ะ มีการศึกษาเรื่องของสันติธานี : วิถีวัฒนธรรม สู่การแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีการศึกษาผ่านการบริการของรัฐที่ประชาชนใฝ่ฝัน อยากเห็น อยากได้ ๓ โรง นั่นคือ ๑. โรงพยาบาล โรงพยาบาลสร้างสุขจากครรภ์มารดา สู่เชิงตะกอน โรงเรียนไหว้สวย สลามงาม โรงพักต้นน้ำแห่งความยุติธรรม มาพูดถึงเรื่อง โรงเรียนค่ะ เขาอยากได้หลักสูตรที่สืบสานอัตลักษณ์ท้องถิ่น เก็บความเป็นท้องถิ่น เรียนทั้ง ศาสนาแล้วก็สามัญควบคู่กันไป ส่งเสริมปลูกฝังให้เกิดความเข้าใจในความหลากหลาย ทางวัฒนธรรมตั้งแต่ระดับอนุบาล ทั้งไทย พุทธ มาลายู มุสลิม แล้วก็คริสต์ เช่น ทำไมพุทธ ถึงต้องเข้าวัด คริสต์ถึงต้องเข้าโบสถ์ ทำไมมุสลิมถึงต้องละหมาด แล้วก็ขอให้บรรจุวิชาที่ เกี่ยวข้องกับสันติศึกษาเข้าไปด้วย เขาอยากเรียน ๓ ภาษา ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษามาลายู แล้วก็อยากให้เป็นวิชา บังคับ กำหนดให้มีเนื้อหาสุนทรียศาสตร์โดยเรียนดนตรี กีฬา ศิลปะ กิจกรรมพื้นบ้าน ที่สอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรม จัดสภาพแวดล้อมบรรยากาศในโรงเรียนต้องใส่ใจรายละเอียด ทางวัฒนธรรม และมีข้อเสนอให้คณะกรรมการการศึกษาจังหวัดมาจากการเลือกตั้งค่ะ ท่านประธานที่เคารพ ดิฉันได้ยกตัวอย่างการศึกษาเฉพาะจังหวัดชายแดนภาคใต้ค่ะ แต่ถ้าฟัง เพื่อนสมาชิกรัฐสภาหลายท่านทั้งวันแล้วก็อยากได้การเรียนการสอนที่มีความหลากหลาย โดยสอดคล้องกับอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ไม่ได้คิดจากส่วนกลาง แล้วก็อยากจริง ๆ ให้มีการ กระจายอำนาจค่ะ วันนี้มีข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์มากมายค่ะ ดิฉันขอฝากเรียน ท่านประธานไปยังคณะกรรมการที่จะตั้งขึ้นมานะคะว่าใช้ประโยชน์จากทุกข้อคิดเห็น และที่ต้องไม่ลืมนั่นคือผู้เรียน คือเด็กค่ะ ทุกครั้งที่เราถามเด็ก ๆ ว่าของขวัญอะไรที่เด็ก อยากได้จากผู้ใหญ่ อันดับแรกคืออยากได้การรับฟังและความเข้าใจจากผู้ใหญ่มากที่สุด เราฟังน้อง ๆ ได้มากพอหรือยังคะ พระราชบัญญัติการศึกษาฉบับนี้เป็นหนึ่งในความหวังที่จะ พัฒนาเยาวชนไทยให้พร้อมรับมือกับภัยที่รุมเร้าในอนาคตได้อย่างมั่นใจได้หรือไม่ อย่างไร คณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นนี้ต้องตอบโจทย์นี้ให้ได้ ขอบคุณค่ะ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ แล้วก็ตามด้วย พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง และท่าน ประสงค์ บูรณพงศ์ ท่านจุลพันธ์เชิญครับ🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงใหม่

ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาและเป็นวิปฝ่ายค้านครับท่านประธาน ท่านประธานครับ ขอความชัดเจนจาก ท่านประธานครับ ผมและเพื่อนสมาชิกพรรคฝ่ายค้านก็สงสัยกันมาก ได้ยินการพูดคุยกัน ที่ด้านนอกที่นั่งรับฟังการอภิปรายอยู่นี้ว่าวันนี้จะไม่มีการโหวต และเพื่อนสมาชิกจากฟากฝั่ง รัฐบาลทยอยกลับบ้านกันหมดแล้ว ผมก็สงสัยเพราะว่านี่เป็นกฎหมายที่สำคัญ เป็นกฎหมาย ปฏิรูป และเป็นกฎหมายที่ ครม. เป็นผู้เสนอด้วยนะครับ เราฟากฝั่งฝ่ายค้านพวกผมอยู่กัน ครบครับ รอที่จะลงมติ แต่อยากจะถามความชัดเจนท่านประธานว่าสรุปว่าวันนี้เราจะ ดำเนินการอย่างไรต่อ เหลือเพียงแค่ ๕-๖ ท่านก็จะจบการอภิปรายแล้ว น่าจะสักครึ่งชั่วโมง เท่านั้นเอง ขอเรียนถามครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เมื่อตอน ที่มาเปลี่ยนท่านชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ก็ได้บอกผมว่าให้ดำเนินการให้ครบตาม รายชื่อ ไม่เพิ่ม แล้วก็ให้ว่าไปจนจบนะครับ🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงใหม่

หมายความว่า จะอภิปรายจนจบและลงมติต่อเลยใช่ไหมครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ครับ🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงใหม่

ขอบคุณครับ พวกผมพร้อม ฝ่ายค้านอยู่ครบครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านวิโรจน์ เชิญครับ🔗

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาตินี้ แต่เดิมสภาผู้แทนราษฎรก็มี หลายฝักหลายฝ่ายที่เสนอครับ แต่ก็ถูก พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ปัดตกหมด แล้วก็ ครม. ก็เป็นผู้เสนอเอง ดังนั้นนี่เป็นความรับผิดชอบของ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล แล้วถ้าวันนี้ไม่ได้โหวตและต้องไปโหวตรับวาระหนึ่งในสมัยประชุมหน้า นี่คือการแสดง การไม่มีความรับผิดชอบของ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลต่อประชาชนเลย ก็ขอความกรุณาให้ ท่านประธานช่วยดำเนินการประชุม แล้วก็ขอให้มีการโหวตรับวาระที่ ๑ ในวันนี้ด้วยนะครับ นี่คือความรับผิดชอบต่อประชาชนครับ ขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

คือตอนนี้ ผมก็ปฏิบัติตามที่ท่านประธานรัฐสภาได้สั่งการไว้ ส่วนเรื่องที่ท่านจะยืนข้างนอกผมก็ไม่เคย ไปข้างนอกครับ อยู่ในห้องครับ ดังนั้นผมที่อ่านชื่อไป ๓ ท่านแรกนะครับ ท่านกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ตามด้วย พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง แล้วก็ท่านประสงค์ บูรณพงศ์ นะครับ🔗

นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มหาสารคราม

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย วันนี้ก็ขออภิปราย ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ในวาระที่ ๑ ในเรื่องรับหลักการนะครับ เป็นที่ทราบกันดีว่าการศึกษาคือความสำคัญในการพัฒนาชาติ คุณภาพการศึกษาคือ ความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศ ประเทศไหนคุณภาพการศึกษาดีก็จะ มีเศรษฐกิจ มีคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะฉะนั้นแล้วการศึกษาคือหัวใจของชาติ แต่อย่างไรครับ ท่านประธาน ประเทศไทยทำไมเราสู้ประเทศอื่นด้านการศึกษาไม่ได้ คะแนนโอเน็ต (O-NET) คะแนนพิซา (PISA) ของเราทำไมสู้ประเทศอื่นไม่ได้ ทำไมสิงคโปร์ ญี่ปุ่น และประเทศที่เจริญ แล้วเขามีคุณภาพการศึกษาที่ดี นี่คือสิ่งที่เราต้องมาคิดกันว่าพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติฉบับนี้จะสามารถทำให้เด็กเราเก่งดีมีความสุขและการศึกษาของไทยมีความเจริญขึ้น ได้หรือไม่ การศึกษาที่ดีเด็กต้องดี มีคุณธรรม เด็กเก่งดี มีความสุข มีวินัย มีความซื่อสัตย์ สุจริต ท่านประธานครับ มีภาคีเครือข่ายสมาคมผู้ปกครองครู และบุคลากรทางการศึกษา ผม เชื่อมั่นว่าทุกจังหวัดได้มาพบกับ ส.ส. ผมเช่นกันนะครับ ภาคีเครือข่ายสมาคมผู้บริหารครู และบุคลากรทางการศึกษาจังหวัดมหาสารคาม นำโดยท่านสมศักดิ์ ภูมิกอง ผอ. สำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต ๑ และคณะ เขาไม่สบายใจใน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ซึ่งก็เป็นที่โชคดีว่ารัฐบาลก็ไหวตัวทันแล้วก็ถอนออก แล้วก็มีการปรับปรุง แก้ไขในฉบับที่ส่งมาวันนี้ เขาไม่สบายใจเรื่องวิชาชีพครูต้องเป็นวิชาชีพชั้นสูง ใบอนุญาต ประกอบวิชาชีพครูถูกเปลี่ยนเป็นใบรับรองคุณภาพความเป็นครู ซึ่งจะส่งผลต่อการได้รับเงิน ค่าวิทยฐานะซึ่งเขาก็กังวล แล้วก็ผู้บริหารสถานศึกษาต้องกำหนดชื่อให้ชัดเจน ไม่ใช่ว่า ไปเปลี่ยนผู้อำนวยการเป็นครูใหญ่ ซึ่งถือว่าไม่เป็นสาระ ไม่เป็นหัวใจในการที่จะปฏิรูป การศึกษาเลย แล้วก็ถือว่าเป็นการด้อยค่า ลดเกียรติศักดิ์ศรีความเป็นครูและวงการการศึกษา ท่านประธานครับ พ.ร.บ. ฉบับนี้จะช่วยในการปฏิรูปการศึกษาอย่างไรให้คนเก่ง ดี มีความสุข และสามารถจะสร้างชาติได้ ซึ่งประเด็นหลาย ๆ ประเด็นเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้ว ผม มีประเด็นที่จะเสนอก็คือว่าการบริหารการจัดการการศึกษาไทยมีปัญหา การบริหารทรัพยากรมีปัญหา งบเงินมาโรงเรียนน้อย ซึ่งตัวนี้ก็ทำให้คุณภาพการศึกษาเรา ไม่ดี เราจะทำอย่างไรที่จะลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาส สร้างคุณภาพการศึกษาให้ได้ ท่านประธานครับ องค์กรเพื่อความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ โออีซีดี (OECD) ซึ่งถือว่า เป็นองค์กรที่มีคุณภาพ ได้ศึกษาไว้ว่างบการศึกษาประเทศไทยไม่น้อยเลยนะครับ ๕ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ถือว่าสูงถ้าเทียบเท่ากับประเทศโออีซีดี (OECD) เหมือนกัน เวิลด์แบงก์ (World Bank) ได้รายงานในปี ๒๕๖๑ ว่าประเทศไทยมีงบการศึกษาเป็นอันดับ ๒ ของโลก ๑๗.๒ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ เราใช้ งบประมาณมากเมื่อเทียบกับงบประมาณ ประเทศ แต่ทำไมคุณภาพการศึกษาของประเทศไทยยังไม่ดีขึ้น คะแนนโอเน็ต (O-NET) คะแนนพิซา (PISA) ก็ยังต่ำลงอย่างต่อเนื่อง และประเทศไทยยังมีความเหลื่อมล้ำทาง การศึกษาสูง เขาสรุปว่าเราบริหารจัดการทรัพยากรไม่ตรงจุด แล้วก็ผลการวิจัยของกองทุน เพื่อการศึกษาเพื่อการเสมอภาคสรุปว่าเงินไม่ถึงเด็ก เงินไม่ถึงโรงเรียน แล้วก็เสนอแนะว่า ปฏิรูปขบวนการการจัดการงบประมาณเพื่อความเสมอภาค นี่คือหัวใจที่ผมจะอภิปราย ในวันนี้ ซึ่งถ้าเราปฏิรูปด้านนี้ได้ก็จะทำให้เราบรรลุเป้าหมายทั้งด้านความมีประสิทธิภาพ ความเสมอภาคจะช่วยให้เด็กและโรงเรียนได้รับจัดสรรทรัพยากรอย่างเพียงพอ ซึ่งเด็กจะมี แท็บเลต (Tablet) เด็กจะมีอุปกรณ์ช่วยในการศึกษาได้อย่างเต็มที่ นักเรียนมีความพร้อม ครูได้รับการสนับสนุนทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นขวัญกำลังใจ ความก้าวหน้า อุปกรณ์การเรียน โรงเรียนมีสภาพแวดล้อมที่ดี มีความปลอดภัย ส่งเสริมการเรียนรู้ทั้งกายภาพ สติปัญญาและ คุณธรรมนะครับ แต่ตอนนี้นักเรียน ครู และโรงเรียนมีความขาดแคลน มีงบประมาณจำกัด ก็เป็นเหมือนกับที่อื่นก็คือว่าเราก็คงทำผ้าป่าโรงเรียนต่อไปนะครับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ไม่มีความ ชัดเจนด้านการจัดการด้านงบประมาณ ซึ่งเราอาจจะมีเขียนไว้อย่างสวยหรู ไม่ว่าจะเป็น คุณภาพเสมอภาค เรื่องครูและนักเรียนก็ได้รับการสนับสนุนส่งเสริม แต่เราจะทำได้ไหม ถ้าไม่มีกระบวนการ ไม่มียุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการด้านงบประมาณที่ชัดเจน เราจะต้องลดส่วนกลาง เขาบอกว่ากระทรวงศึกษาธิการประเทศไทยเป็นกระทรวงศึกษาธิการ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทำไมเราจะลดส่วนลงไปเพิ่มงบประมาณในส่วนของโรงเรียนของนักเรียน ของครู นี่คือปัญหาที่ยิ่งใหญ่ แต่ไม่มีความชัดเจนใน พ.ร.บ. การศึกษาฉบับนี้ ก็ต้องบอกว่า ประเทศไทย การศึกษาคือหัวใจในการพัฒนาคน พัฒนาชาติ ครูทั้งประเทศรอ พ.ร.บ. ฉบับนี้ แต่ พ.ร.บ. นี้ ยังมีข้อบกพร่อง ยังมีเรื่องที่ต้องแก้ไขอีกมากมาย แล้วก็หวังว่าเรื่องของ ยุทธศาสตร์ในการที่จะบริหารจัดการงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพจะเกิดขึ้นเพิ่มอีก หมวดหนึ่งตอนนี้เรามี ๑๒ หมวด ผมอยากให้เพิ่มยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการ งบประมาณอย่างมีคุณภาพเพื่อให้การศึกษาไทยเจริญก้าวหน้าต่อไปครับ ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านกิตติศักดิ์ ต่อไป พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง แล้วตามด้วยท่านประสงค์ บูรณ์พงศ์🔗

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายแล้วพยายามหยิบบางแง่มุมที่ได้ฟังมาตลอด แล้วก็ผู้อภิปรายอาจจะมองข้ามไปเพื่อให้เกิดประโยชน์ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ ท่านประธาน ที่เคารพ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ เนื่องจากการศึกษาเราถือว่ามีความสำคัญ ผมถือว่ามีความสำคัญสูงสุดของประเทศหรือสังคม เขาบอกว่าถ้าจะดูอดีตสังคมใดให้ไปดู ที่พิพิธภัณฑ์ ถ้าจะดูปัจจุบันก็ดูที่หน่วยปฏิบัติ ถ้าจะดูปัจจุบันของรัฐสภาก็ดูตอนนี้ เราก็จะเห็นว่ารูปแบบเป็นอย่างไร แต่ถ้าจะดูอนาคตก็คือดูที่การศึกษา การศึกษาจะเป็น การชี้ถึงอนาคต พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติจริง ๆ ของประเทศไทยเรามีมาแล้ว แล้วก็มีการศึกษาที่เป็นที่ยอมรับ ปัญหาเกิดที่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับสุดท้าย ปี ๒๕๔๒ หรือไม่ อันนี้ผมคิดว่าปัญหามันเกิดจากรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญไปเขียน ให้มีการปฏิรูปการศึกษาโดยคนที่เขียนนี้ผมคิดว่านึกว่าประชาชนช่วยตนเองไม่ได้ แต่จริง ๆ คนที่ไปเขียนรัฐธรรมนูญนี้คือคนที่ช่วยตัวเองไม่ได้ คือต้องอาศัยภาษีอากรของประชาชน แล้วแอบแฝงอยู่ในคราบของนักปราชญ์ที่คิดทางใน แล้วก็เขียนกำหนดชะตากรรมของ ประเทศจนเป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่ผ่านมา ท่านประธานที่เคารพ ผมเองมีความห่วงใย ในมาตราที่เราไปกำหนดเป็นเชิงวัตถุประสงค์หรือนโยบาย ท่านประธานที่เคารพ ในการ จัดการการศึกษาครั้งนี้ท่านได้เขียนมาตรา ๖ ไว้ มาตรา ๖ ที่ท่านเขียนไว้ผมคิดว่าเป็นการ เขียนที่เอาพระราชบัญญัติเก่ามาปรับอยู่ส่วนหนึ่ง ส่วนที่เติมมาก็คือต้องการให้การศึกษา เป็นคนดี ผมอยากจะถามผู้ร่างว่าคนดีของผู้ร่างนี้คือใคร แล้วการเขียนวัตถุประสงค์ตาม พระราชบัญญัติที่ร่างมามันช่างแตกต่างกับสิ่งสิทธิมนุษยชนที่ถือว่าเป็นมาตรฐานกลาง แล้วเป็นมาตรฐานขั้นต่ำอย่างสิ้นเชิง เพราะสิทธิมนุษยชนที่เป็นกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เรื่องการศึกษา เราระบุว่าการศึกษาต้องมุ่งให้เกิดการพัฒนาบุคลิกภาพของมนุษย์และ ความสำนึกในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์ และจะต้องเป็นการเพิ่มพูนเคารพสิทธิ มนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของผู้ได้รับการศึกษา การศึกษารัฐต้องเป็นการศึกษา แบบให้เปล่า ให้ฟรีแบบมีคุณภาพ โดยเฉพาะในระดับอนุบาล ระดับประถม และระดับมัธยม ในบางประเทศอาจจะค่อยเป็นค่อยไป รวมถึงระดับอุดมศึกษา อันนี้คืออะไรรู้ไหมครับ คือทั่วโลกเขามองเรื่องการศึกษานี้ไม่ใช่เป็นเรื่องการลงทุน เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องทำให้ คนในประเทศของตนเองมีความรู้ และที่สำคัญอย่างยิ่งคือในเรื่องการศึกษานั้นจะต้อง ส่งเสริมกลุ่มประชาชาติ กลุ่มเชื้อชาติ กลุ่มศาสนาทั้งมวลนี้จะต้องได้รับการศึกษาอย่าง เท่าเทียมและอย่างเป็นธรรม ท่านประธานที่เคารพ ท่านลองไปดู ท่านกำหนดวัตถุประสงค์ไว้ ในมาตรา ๖ และมากำหนดกรอบในมาตรา ๘ ผมถือว่ากรอบในมาตรา ๘ ก็คือ การครอบงำสติปัญญาของคนไทย แล้วก็จะเป็นการทำลาย แล้วจะเกิดความขัดแย้ง ซึ่งความ ขัดแย้งหนึ่งเดี๋ยวผมจะยกตัวอย่างให้เห็นซึ่งมันเคยเกิดขึ้นมาแล้ว โดยเฉพาะในมาตรา ๘ นี้ จะมีการระบุ มีจำนวนทั้ง ๗๐ กว่าบรรทัด ถ้าผมดูนี้เยอะมาก คือรวมทั้งหมด ๗๒ บรรทัด คือกระดาษ เอ ๔ (A4) นี้มันจะมี ๓๗ บรรทัด คือมาตราเดียวนี้อย่างกับยุทธศาสตร์เลย เรื่องการศึกษา แล้วก็ระบุคนในช่วงอายุ ผมลองส่งให้กลุ่มที่สนใจการศึกษาและประชาชน เขาบอกโลกทั้งโลกนี้ประชากรเขาก็ไม่สามารถจัดการศึกษาให้เข้ากับกรอบนี้ได้ แต่ที่เป็นห่วง อย่างยิ่งและเป็นอันตราอย่างสุดยิ่งก็คือไปเขียนในเรื่อง เช่น ช่วง ๑-๓ ปีบอกต้องซึมซับ วัฒนธรรมไทย ต้องมีความเป็นไทยในช่วง ๓-๖ ปี ภาษาไทยและจะมีภูมิใจในความเป็นไทย ใช้ภาษาไทยท่าน จะอยู่อย่างนี้ตลอด ท่านประธานที่เคารพ สิ่งนี้ผมถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิ มนุษยชนเพราะประเทศไทยเรามีกลุ่มพหุวัฒนธรรม มีความแตกต่างหลากหลาย มีประมาณ ๘๐ วัฒนธรรม ในจำนวนนี้ท่านประธานที่เคารพ ผมอยากยกเหตุการณ์สำคัญกรณีจังหวัด ชายแดนภาคใต้ การเกิดความขัดแย้งรุนแรงมาถึงวันนี้สิ่งหนึ่งก็คือการที่กำหนดวัฒนธรรม ชาตินิยมในความเป็นไทยไปครอบงำวัฒนธรรมมาลายู ผมอยากหยิบคำพูดของอดีต นายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งที่ท่านไปพูดที่จังหวัดยะลาเมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๙ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้พูดเรื่องการจัดการศึกษาอันนี้มันสอดคล้องกับนโยบาย ชาตินิยมเมื่อสมัย จอมพล ป. ท่านบอกว่าเรื่องของคน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเรื่อง ของคนต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนา ขอให้ยอมรับความจริงในข้อนี้ แม้ในทางประวัติศาสตร์ก็ถือว่า เป็นคนเชื้อชาติเดียวกัน การแก้ปัญหาภาคใต้คิดอย่างไรก็คิดไม่ออก เพราะเราไปหลอกว่า เขาเป็นคนไทย ความจริงเขาเป็นคนมาลายู ตัวที่เป็นปัญหาคือไปหลอกว่าเขาเป็นคนไทย ขอให้ทุกคนจงยอมรับความจริงว่าเขาไม่ใช่คนไทย แต่ขอให้ส่งเสริม รักษาเอกลักษณ์ของ คนมาลายูไว้ ก็คือเอาวัฒนธรรมหนึ่งไปครอบงำแล้วมาตารานี้จะสำคัญอย่างยิ่งในการไปทำ หลักสูตร เพราะเรามีโรงเรียนปอเนาะ โรงเรียนตาดีกาอีกประมาณ ๒๐๐,๐๐ คน แล้วท่าน จะไปบีบบังคับให้เขารู้แค่ภาษาไทยมันจะเป็นปัญหามากมาย ท่านประธานที่เคารพ ถ้าผู้ร่างนี้ ถอนร่างไปและทำให้มันดี เพราะอันนี้คือการทำลายอนาคตของประเทศไทย เอาฉบับเก่า มาใช้ ปัญหาอยู่ที่นายกรัฐมนตรีไปใช้มาตรา ๔๔ แล้วคิดว่าทุกคนไม่ไว้วางใจประชาชน ไม่ไว้วางใจกระทรวงศึกษาธิการจึงเกิดปัญหานี้ขึ้น ขอบพระคุณมากครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่าน พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ต่อไปจะเป็นท่านประสงค์ บูรณ์พงศ์ แล้วตามด้วย ท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ซึ่งจะเป็นผู้อภิปรายสุดท้ายของฝ่ายค้าน แล้วก็ตามด้วย ท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ ซึ่งเป็นคนสุดท้ายที่จะอภิปรายของฝ่ายรัฐบาล เชิญท่านประสงค์ บูรณ์พงศ์ ครับ🔗

นายประสงค์ บูรณพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์ประสงค์ บูรณ์พงศ์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ ในวันนี้ในเรื่องของกฎหมาย พระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับการศึกษานี้ ความจริงบ้านเราก็ร่างมาหลาย ๆ ฉบับแล้ว แต่มันก็แก้ ไม่ได้สักที ทำให้การศึกษาของเราล้าหลังมากทีเดียว การประชุมที่ดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ ประเทศไทยการศึกษาหลังมาก สิงคโปร์เป็นที่หนึ่ง ทั่วโลก สแกนดิเนเวียแล้วก็สิงคโปร์ ของเราล้าหลังที่สุดครับ ที่ล้าหลังนี้ผมคิดว่าคงเกี่ยวกับการบริหารจัดการเสียมากกว่า งบประมาณเราก็สูงนะครับ เมื่อสักครู่นี้ท่านนายแพทย์กิตติศักดิ์ท่านได้กล่าวว่า งบประมาณของเราเป็นที่ ๒ ของโลกเลย สูงมากทีเดียว แต่ทำไมล่ะครับ มันถึงไม่ได้ผล เสียที กระผมจึงขอกราบเรียนท่านประธานว่าอุดมการณ์และความคิดนี้มันผิดไป สำหรับ ที่เราจะแก้ไขปัญหาถ้าจะให้เด็กของเรามีความฉลาดเฉลียวเท่ากับทั่วโลกเขานี้ผมว่าหัวใจ ต้องอยู่ที่เด็กครับ ไม่ได้อยู่ที่กระทรวง ไม่ได้อยู่ที่นั่งในห้องเรียน อยู่ที่เด็กครับ กระผม ขอกราบเรียนว่าจะนำของจริงมากล่าวให้ท่านประธานได้ทราบ งบประมาณของประเทศ กระทรวงศึกษาธิการ ปี ๒๕๖๓ เป็นจำนวนเงิน ๓๖๘,๖๖๐.๓๔๔ แสนล้านบาท เราจะมีจำนวนนักเรียนในปี ๒๕๖๒ ๑๐,๙๘๐,๐๐๐ คน เป็นข้อมูลจากศูนย์เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารของกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ ๔ กันยายน เฉลี่ยอย่างนี้ครับ ท่านประธาน ถ้าเราเอางบประมาณ ๓๖๘,๖๖๐ ล้านบาทนี้มาหารด้วย ๑,๐๙๘.๒๐๑ นักเรียนเขาจะได้ ๓๓,๕๗๘ บาทต่อปี เท่าที่ผ่านมาท่านประธาน เงินอุดหนุนของกระทรวงนี้ ทำอย่างไร ค่าจัดการเรียนการสอนรายหัว ๓,๙๗๘ บาท ค่าหนังสือเรียน ๑,๐๓๓ บาท อุปกรณ์การเรียน ๓๘๖ บาท ค่าเครื่องแบบเรียน ๕๐๒ บาท ค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพ ผู้เรียนรวม ๗๓๘ บาท รวม ๖,๕๗๖ บาท เฉลี่ยนะครับ คือหมายความว่าเด็กนักเรียนตั้งแต่ อนุบาลถึงอาชีวะนะครับ ไม่ได้พูดถึงอุดมศึกษา ตัวเลขที่ขาดหายไปแค่ไหนครับ เราเอา ๓๓,๕๗๘ บาทต่อหัว ลบ ๖,๕๗๖.๒๑ บาท จะเหลือ ๒๖,๙๙๔ บาท ตีเสียว่า ๒๗,๐๐๐ บาท นั่นหมายความว่าอย่างไร เด็กนักเรียนของเราควรจะได้ปีละ ๒๗,๐๐๐ บาทต่อคนต่อปี เงินไปไหน ไม่ได้มีใครโกงครับ แต่มันมาอยู่ข้างบน อยู่ที่ผู้บริหาร มันไม่ได้อยู่ที่เด็ก ท่านประธานที่เคารพ แล้วเราทำอย่างไร เงินต้องไปสู่เด็กสิครับ เราต้องให้อุดมการณ์ว่า หัวใจอยู่ที่เด็กเหล่านี้ เงินต้องไปอยู่ที่เด็กครับ สมมุติว่าบ้านผมมีโรงเรียนหนึ่ง ๕,๐๐๐ คน คนละ ๒๗,๐๐๐ บาท โรงเรียนนี้จะต้องได้เงินไป ๒๘๕ ล้านบาท ก็ไปบริหารสิครับ บริหารอย่างไร ให้เป็นนิติบุคคลหรือผ่านทางจังหวัด แต่ว่าเป็นกฎหมายที่รัดกุมนะครับ โกงไม่ได้ โกงเอาเรื่องกันรุนแรงเลยครับ ทำงานกันเต็มที่ทุกแห่งทั่วประเทศได้เงินอย่างนี้ ท่านประธานที่เคารพ เงินเหล่านี้ให้เด็กหัวละ ๒,๐๐๐ บาทต่อเดือนก็ได้ เอาไปซื้อเลยอาหาร การกิน ไปซื้อหนังสือหนังหา ไม่ต้องไปให้คุรุสภาซื้อ ไม่ต้องให้ใครมาซื้อเสื้อผ้า ไม่ต้องให้ใคร เขามาซื้อนม ซื้อเองได้ ทำเองได้ ช่วยเหลือพ่อแม่เด็กเลย เงินมากมายไปทำอะไรอีก ผู้บริหาร โรงเรียนตั้งไว้เลยครับ ตั้งโรงเรียนเป็นนิติบุคคล ผ่านโดยตรงผู้บริหารโรงเรียนนี้ ประธาน เดิมเป็นข้าราชการจะ ๖๐,๐๐๐ บาท ผู้อำนวยการให้ไว้เลยครับ ๑๒๐,๐๐๐ บาท ๑๒๐,๐๐๐ บาทบริหารไปเลย ให้ทุนเต็มที่ ท่านจะไปดูงานที่สวิตเซอร์แลนด์ ที่สแกนดิเนเวีย ที่สิงคโปร์ไปดูเลย ทำให้ได้ตามแนวนโยบายของกระทรวง วางแผนไปว่าเด็กจะต้องรู้ แก้ไข ปัญหาเป็น ต้องฉลาดปราดเปรื่อง ทำงานได้ ชนะทุกสิ่งทุกอย่าง นี่ละครับเป็นเรื่องซึ่งทำได้ แล้วเราวัดอย่างไร ครูบาอาจารย์ไปสอนได้ตั้ง ๑๒๐,๐๐๐ บาทแล้ว วัดอย่างไร เราวัดด้วย เขาเรียกว่าพิซา (PISA) ระบบการวัด ไม่ใช่โอเนต (O-NET) หรือเอเนต (A-NET) พิซา (PISA) ที่เมืองดาวอส พิซา (PISA) คือโปรแกรม ฟอร์ อินเตอร์เนชันนัล สทิวเดนต์ แอสเซสเมนต์ (Programme for International Student Assessment) พิซา (PISA) วัดอย่างไร เขาจะวัด เด็กอายุ ๑๕ ปี ทุก ๓ ปีก็มีการสอบวิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ คำนวณ ต้องอยู่ใน ๑๐๐ โรงเรียน ทั่วโลก ๑๐๐ โรงเรียน บ้านเราเท่าที่วัดมานี้ ๑๐ กว่าปีแล้วไม่เคยเข้าเลย นะครับ ทำอย่างไรล่ะ ถ้าไม่เข้าใน ๑๐๐ โรงเรียน โรงเรียนที่ครูสอน ๓ ปีวัดผลไม่ได้ ครูใหญ่ หรือผู้อำนวยการโรงเรียนที่จ้างถึง ๑๒๐,๐๐๐ บาทก็ต้องไป ไม่ต้องอยู่ ไปรับเงินเดือน ๖๐,๐๐๐ บาทเท่าเดิม ผมคิดว่าถ้าแบบนี้ครูบาอาจารย์ที่ไปเรียนต่างประเทศ ดอกเตอร์ทั้งหลายที่มาอยู่ในกรุงเทพฯ ต้องลงไปโรงเรียนทั้งหลายครับ เพราะเดิมที มันไม่อย่างนั้นนะครับ ผมเปรียบเทียบโรงเรียนบ้านผม โรงเรียนอนุบาลครูใหญ่เก่งมาก เก่งมากครับ ส่งไปเรียนอเมริกาได้ทฤษฎีมาแต่กลับมาทำอะไรไม่ได้ต้องมานั่งที่กระทรวง ไม่ได้สอนที่โรงเรียน ต่อไปคนเหล่านี้จะต้องไป ก็มีเครื่องวัดผลที่ดีแล้วผมถือว่าแบบนี้ละครับ เราจะพัฒนาได้ คือเอาหัวใจอยู่ที่เด็ก ไม่ได้อยู่ที่กระทรวง ไม่ได้อยู่ที่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นักคิดแต่ในห้องเรียนนะครับ ผมคิดว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มันเหมือนเป็นความฝันที่ทำไม่ง่ายนัก เพราะมีปัญหามากมาย แต่อย่าลืมนะครับว่าความฝันที่แท้จริงนี้มันเป็นความฝันที่ จินตนาการคือพลังงานที่ยิ่งใหญ่ จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ เพราะเรื่องอัศจรรย์หลาย ๆ อย่างเกิดจากไอเดีย (Idea) เพ้อฝันเล็ก ๆ ที่คนรอบข้างพร่ำบอกว่าไม่มีทางเป็นไปได้ นี่คืออัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ครับท่านประธานที่เคารพ เพราะฉะนั้นผมถึงกราบเรียนในข้อสรุปว่า แก้ได้ถ้าเอาหัวใจอยู่ที่เด็ก แก้ได้ถ้าเอางบประมาณให้เขา แก้ได้ผู้ใช้งบประมาณจะต้องได้รับ งบประมาณอย่างเต็มที่ ไม่ไปอยู่ที่ตรงกลาง จะใช้อย่างไร เฉพาะที่เห็นงบประมาณมันอยู่ ตรงกลางนี่ล่ะ อยู่ข้างบนนี่ล่ะมันถึงมีปัญหามากมาย ท่านประธานคงไม่ทราบว่ากระทรวงนี้ ถ้ามีเงินมากจะมีการฉ้อฉลมาก มีคอร์รัปชันมาก ผมกราบเรียนสุดท้ายว่าจะแก้ได้ต้องเอา หัวใจอยู่ที่เด็กครับ เงินงบประมาณอยู่ที่เขา ขอบพระคุณอย่างสูงครับท่านประธาน🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ท่านประสงค์ครับ ต่อไปเป็นท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ผู้อภิปรายคนสุดท้ายของ ส.ส. ฝ่ายค้านนะครับ จากนั้นเป็นท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ ผู้อภิปรายคนสุดท้ายของ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล เชิญท่านอุบลศักดิ์ครับ🔗

นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลพบุรี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธาน ที่เคารพครับ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... โดยคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ โดยมาตรา ๕๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้รัฐจะต้องดำเนินการให้ ประชาชนได้รับการศึกษาทั้งระบบ รวมทั้งส่งเสริมให้มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต และจัดให้มีการ ร่วมมือระหว่างรัฐ องค์กรปกครองท้องถิ่นและภาคเอกชนในการจัดการศึกษาทุกระดับ อีกทั้งจัดให้มีกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งจะต้องมีการจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติ ท่านประธานที่เคารพ ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่าการศึกษานั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งคำว่า ให้ศึกษาตลอดชีวิต จะหมายความตั้งแต่ปฏิสนธิตามมาตรา ๑๕ บุคคลเริ่มจากคลอดรอดอยู่ เป็นทารก สิ้นสุดลงเมื่อตาย ดังนั้นรัฐจะต้องเป็นผู้ดูแล ท่านประธานครับ ผมอยากเห็นการศึกษา ตั้งแต่เริ่มอยู่ในครรภ์ ถ้าเด็กในครรภ์มารดา มีสุขภาพไม่สมบูรณ์ก็จะทำให้ปัญหาเมื่อคลอด เป็นทารกแล้วจะทำให้บุคคลดังกล่าวนั้นเป็นภาระแก่ประเทศชาติ ท่านประธานที่เคารพ ผมจึงอยากเห็นตามมาตรา ๘ ที่ได้บัญญัติไว้ว่าตั้งแต่วัยหนึ่งมีถึง ๗ ระยะด้วยกันนั้น ในการศึกษาที่ผ่านมาตั้งแต่เยาว์วัย ตั้งแต่มัธยมศึกษา หรือตอนปลาย หรือขั้นอุดมศึกษา ท่านประธานครับ ผมเห็นว่าการวางแผนของการศึกษาแห่งชาตินั้นไม่สอดคล้องครับ เสียเวลา ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นว่าเราควรจะ วางแผนเป็นระบบตั้งแต่ขั้นประถมศึกษาหรือขั้นต้นว่าเด็กหรือเยาวชนของเรานั้นมีความ ต้องการอยากจะประกอบอาชีพอะไรหรือชอบอะไร แทนที่จะเรียนต่อเนื่องเชื่อมโยงสายตรง ตั้งแต่วัยที่เด็กมีความต้องการ เพราะที่ผ่านมานั้นท่านประธานที่เคารพครับ เราเรียนจนจบ ม. ๓ ม. ๖ ปรากฏว่าวิชาเยอะแยะหมด แต่จบแล้วความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด พอไปถึงขั้น อาชีวะก็ต้องแยกสาย เน้นสายปฏิบัติการ อีกส่วนหนึ่งก็เป็นสายด้านทางวิชาการไปเรียน ทางด้านมหาวิทยาลัย เวลาถึง ๖ ปีที่จบตั้งแต่เยาว์วัยนั้นเสียเวลาโดยไม่จำเป็น ถ้าหากว่า เยาวชนหรือทรัพยากรของชาติเรานั้นถ้าเขามีความเก่งไปสาขานั้นตั้งแต่ต้นก็จะมี ความชำนาญจนถึงมัธยมศึกษา ถึงอาชีวศึกษา ถึงปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก ก็จะมี ความสามารถจะประกอบอาชีพของตัวเองได้อย่างมีความสุข ท่านประธานครับ เมื่อก่อนนี้ เราเรียนจบ ป. ๖ ก็ต้องไปต่ออาชีวศึกษา พอจบอาชีวศึกษา เมื่อก่อนมี ๕ ปี ปวส. ปวช. หลังจากได้ปริญญาตรีก็ต้องไปต่ออีกสาขาหนึ่งซึ่งเหมือนเป็ดครับ ว่ายน้ำไม่ถูก บางคนจบ ช่างยนต์ก็ไปเรียนการโรงแรม บางคนจบการไฟฟ้าก็ต้องไปเรียนอุตสาหกรรม เพราะอะไร เพราะอยากจะได้ปริญญาตรี เพราะสังคมประเทศไทยนั้นต้องมีกระดาษนำ ไม่ใช่กระดาษ มาใช้ที่ประสบการณ์ที่เรียนมา ดังนั้นอยากจะกราบเรียนว่ากระทรวงศึกษาธิการเมื่อก่อน ขั้นพื้นฐานอยู่กระทรวงมหาดไทย ผมคนหนึ่งที่พยายามต่อสู้ ตอนนั้นเป็นประธานสภา จังหวัดลพบุรีก็พยายามจะโอนให้เป็นกระทรวงศึกษาธิการไปจนถึงระดับอุดมศึกษาหรือ ปริญญาตรี เดี๋ยวนี้กระทรวงศึกษาธิการก็แยกอุดมศึกษาออกไปอีก ไปเป็นทบวงอีก เป็นมหาวิทยาลัยอีก มันจึงไม่สัมผัสไม่สอดคล้อง ผมจึงไม่เห็นด้วยครับท่านประธาน ดังที่ สมาชิกรัฐสภาได้อภิปรายไปหลายท่านแล้วนั้นจะชี้ให้เห็นว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็น พระราชบัญญัติที่ข่มขืนประชาชน แทนที่จะเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะกรรมการผมดูแล้วประกอบไปด้วยบุคคลที่มีตำแหน่งส่วนใหญ่ ท่านประธานครับ ท่านทราบไหมว่าคณะกรรมการแต่ละคณะผมอาจจะมีโอกาสเป็น ไม่ได้ มาประชุมหรอกครับ ผมเชื่อว่านายกรัฐมนตรีก็ไม่มา รองนายกรัฐมนตรีก็ไม่มา ก็จะมอบให้ ข้าราชการชั้นผู้น้อยหรือผู้ใต้บังคับบัญชามาประชุมแทน จะเอาเวลาที่ไหนมาประชุม ดังนั้น ผมอยากจะเห็นในมาตรา ๔๔ นั้นละเอียด ไม่ต้องลงลึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรา ๗๑ โดยที่ อาชีวศึกษาหรือการศึกษาที่มีวัตถุประสงค์เขาเรียกว่า สายประสบการณ์ สายปฏิบัติการ ตรงนี้เขาเรียกว่าอาชีวะสร้างชาติ มีทุกแผนก ทุกสาขาอาชีพ ดังนั้นท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากเห็น พ.ร.บ. ฉบับนี้มีความเชื่อมโยงตั้งแต่ปฐมวัยจนถึงปลายชีวิต และการเรียน ไม่ควรจะกำหนดว่าจะต้อง ๖ ปี ๑๐ ปี เขามีเวลาว่างเมื่อไรก็เปิดช่องให้เขามาเรียนต่อได้ อย่างเช่นมหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นต้น อยากจะมาเรียน เรียนเก็บหน่วยกิตไว้ หลังจากนั้น เมื่อไม่มีเวลาเรียนต้องไปประกอบอาชีพ พอหลังจากมีฐานะ มีเวลาก็มาเรียนต่อ ผมเปรียบเทียบให้เห็นว่าวันนี้สถาบันการศึกษาของเรานั้นต้องมีกำหนดเงื่อนเวลานั้น ผมไม่เห็นด้วย อยากจะกราบเรียนว่าโดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการนั้นจะพัฒนาบุคลากร หรือการศึกษาได้อย่างไร จะสังเกตว่าสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ท่านทราบไหมครับว่ามีลูกจ้างอีกหลายหมื่นคนจบปริญญาตรี ปริญญาโท ได้เงินเดือน ๘,๓๐๐ กว่าบาท ทำงานมาเป็น ๑๐ ปี ชีวิต อนาคต ความมั่นคงเขาไม่มีเลย โดยเฉพาะ อย่างยิ่งสายอาชีวะของผมนั้นมีลูกจ้างที่จบปริญญาตรี ปริญญาโท เงินเดือน ๘,๐๐๐ กว่าบาทครับ มีอยู่ประมาณ ๑๓,๗๗๕ คน ยังไม่ได้บรรจุเขาเลยครับ อยู่มาเป็น ๑๐ ปี เบิกค่ารักษาพยาบาลก็ไม่ได้ เป็นลูกจ้างใช้งบราชพัสดุ ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ ถ้าบุคลากรหรือการศึกษาของเรา คนที่จะไปสอนหรือไปให้ความรู้กับลูกศิษย์ ถ้าไม่มี ความมั่นคงในชีวิตเขาจะมีสติปัญญา จะมีสมองเพื่อจะไปสอนอย่างเต็มที่ได้อย่างไรครับ ท่านประธาน ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานไปถึงคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้นนั้น อยากให้เห็นว่าในพระราชบัญญัติฉบับนี้ต้องมีการแก้ไขเยอะมากเลยครับ แต่ในหลักการนั้น เราจะยึดหลักการ เราจะแก้ไขไม่ได้ สรุปแล้วผมเชื่อว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้จะไม่มีโอกาส แก้ไขอีกเลย แต่ถ้าหากว่าผมมีโอกาสได้เป็นกรรมาธิการตามที่ท่านทั้งหลายได้นำเรียนเสนอ เราก็จะเก็บข้อมูลทั้งหมด ถ้าแก้ไขได้ไม่ขัดกับหลักการผมคิดว่าเราก็ยินดีที่จะแก้ไขตาม พี่น้องประชาชน ฝากไว้อีกครั้งว่าคณะกรรมการดังกล่าวนั้นอยากเห็นหลาย ๆ ส่วน หลาย ๆ ภาคที่เขามีโอกาสเข้ามาวางแผนระดมสมอง เพราะที่ผ่านมากรรมการผมเห็นแล้วว่ามีแต่ ข้าราชการประจำส่วนใหญ่ ไม่ได้มาประชุมหรอกครับ บางทีก็มอบหมายให้ระดับข้างล่าง มาประชุมแทน ตัดสินใจก็ไม่ได้ ดังนั้นก็กราบเรียนด้วยความเคารพ ด้วยความห่วงใย ถ้าการศึกษาของชาติมันเป็นหัวใจในการพัฒนาประเทศครับท่านประธาน ถ้าหากว่า การศึกษาเราไม่กว้างขวางหรือไม่เพิ่มพูนความรู้ แน่นอนครับ ประเทศชาติจึงมีปัญหา อย่างทุกวันนี้ ท่านจะเห็นว่าผู้บริหารประเทศนั้นขาดองค์ความรู้ ขาดสมอง ขาดสติปัญญา เยอะ บ้านเมืองจึงเกิดวิกฤติอย่างทุกวันนี้ครับท่านประธาน ดังนั้นการศึกษาคือหัวใจ ในพื้นฐานในการพัฒนาประเทศ ถ้าจะให้ประเทศมีความเจริญก้าวหน้าอย่างไรนั้นดูที่ การศึกษาของชาติ วันนี้เพื่อนบ้านของเราไปไกลนะครับ ประเทศเพื่อนบ้านของเราไปไกล กว่าประเทศไทยเยอะแล้วครับ ก็ฝากกระทรวงศึกษาธิการโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านรัฐมนตรี คิดว่าท่านน่าจะเป็นคนรุ่นใหม่ก็น่าจะประสานงานวางแผนเพื่อชาติในอนาคต ขอบพระคุณ อย่างสูงครับท่านประธาน🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ท่านอุบลศักดิ์ครับ ต่อไปท่านสุดท้ายนะครับ ท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ ผู้อภิปรายคนสุดท้าย ของ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล เชิญท่านชินวรณ์ครับ🔗

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัด นครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และวันนี้ผมยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะเรียนกับ ท่านประธานว่าผมจะพูดในนามรองประธานสมาพันธ์ในการขับเคลื่อนการแก้ไข พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติอีกด้วย เพราะมีเพื่อนครูที่เป็นเครือข่าวทั่วประเทศรับฟัง ความคิดเห็นนี้อยู่ ท่านประธานที่เคารพ มีคำกล่าวว่าปัญหาของเด็กคนหนึ่งไม่ใช่เป็นปัญหา ของครอบครัวหนึ่งไม่ใช่เป็นปัญหาของโรงเรียนหนึ่ง แต่เป็นปัญหาของประเทศและเป็น ปัญหาของโลกครับ เพราะนั้นวันนี้รัฐสภาของเราต้องร่วมใจกันที่จะต้องให้ความสำคัญกับ การเสนอรับหลักการในร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งพวกผมได้มีการเสนอ กฎหมายนี้ทั้งในนามของภาคประชาชน ทั้งในนามของพรรคประชาธิปัตย์ และในท้ายที่สุด ก็ได้ยอมรับด้วยกันว่า เนื่องจากว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายปฏิรูปตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญมาตรา ๒๗๐ ซึ่งเสนอได้แต่คณะรัฐมนตรี แต่ว่าพวกกระผมก็ได้ไปดำเนินการ ขับเคลื่อนในการยื่นหนังสือกับประธานรัฐสภา ยื่นร่างฉบับประชาชนต่อประธานรัฐสภา และได้ไปพบท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จนวันนี้ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติก็ได้เข้ามาสู่การพิจารณาของสภาในโอกาสสุดท้าย ของสมัยประชุมนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมต้องขออนุญาตที่จะกราบเรียนว่าในเรื่อง การศึกษานั้นพรรคประชาธิปัตย์ของผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญที่เราจะต้องพัฒนา ในเรื่องของทรัพยากรมนุษย์ซึ่งถือว่าเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในการประเทศ ถ้าเรา ไม่สามารถที่จะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์แล้วเราอย่าหวังเลยว่าเราจะสามารถ พัฒนาได้ ผมยอมรับความเป็นจริงว่าตั้งแต่ปี ๒๕๓๗ สมัยที่ท่านชวน หลีกภัย ขอประทานโทษ ที่เอ่ยนาม ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านได้วางหลักสำคัญในเรื่องของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเป็นหลักที่มีผลถึงวันนี้ คือหลักของการกระจายโอกาสทางการศึกษา วันนั้นเราจะได้ เห็นอนุบาลชนบท เราจะได้เห็นเด็กกินนล ดื่มนม เราจะได้เห็นการขยายชั้นเรียนชั้น ป. ๖ จนถึง ม. ๑ ม. ๓ ในชนบทและขยายมหาวิทยาลัยไปสู่ภูมิภาค และต่อมาเมื่อท่านเป็น นายกรัฐมนตรีในครั้งที่ ๒ ท่านก็ได้ดำเนินการในการออกกฎหมายปฏิรูปการศึกษาที่เรียกว่า พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ โดยมีท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นประธาน คณะกรรมาธิการ และผมคนหนึ่งที่ได้ทำกฎหมายพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติและ กฎหมายอื่นๆ อีก ๖ ฉบับ ที่เกริ่นมาทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้เห็นว่ามันเป็นกระบวนการในการ พัฒนาทางการศึกษาที่เกิดขึ้นนะครับ ประเด็นที่ผมจะพูดต่อไปว่าทำไมวันนี้เราจึงจำเป็น ที่จะต้องปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติอีกครั้งหนึ่ง ผมคิดว่าเหตุผลสำคัญมีอยู่ ๓ ประการครับท่านประธาน🔗

ประการแรกก็คือว่าการขับเคลื่อนพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ นั้น ซึ่งเพื่อนในสภานี้ได้อภิปรายหลายท่านว่าเป็นกฎหมายที่ดีและสมบูรณ์ ฉบับหนึ่ง เป็นการกระจายอำนาจทางการศึกษา สอดรับกับยุคนั้นในการปฏิรูปการศึกษา ในทศวรรษที่ ๑ และในช่วง ๑๐ ปีต่อมาผมไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็ปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ ๒ ให้เด็กได้เรียนฟรี ๑๕ ปีตามนโยบายของพรรค ประชาธิปัตย์ ให้เด็กได้เรียนฟรี ๑๕ ปี ตามนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ ให้เด็กได้เรียน โรงเรียนวิทยาศาสตร์ภูมิภาคเพื่อต่อยอดให้กับมันสมองของประเทศในการแข่งขัน ท่านประธานครับ แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่เราต้องยอมรับก็คือว่าผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงนั้น ไม่สามารถขับเคลื่อนกฎหมายปฏิรูปการศึกษา ปี ๒๕๔๒ ให้ประสบความสำเร็จ เห็นได้ชัด จากตัวเลขก็คือว่าในช่วงระยะเวลา ๑๐ ปี เราเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการถึง ๑๗ คน บางคนพี่น้องประชาชน เยาวชนยังจำชื่อไม่ได้เลยนะครับ หรือถ้าจำชื่อได้ก็จำชื่อได้ ในทางลบ เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายว่าเชนจ์เอเยนต์ (Change Agent) ที่เรา ต้องการจะให้ขับเคลื่อนนั้นไม่ต่อเนื่อง นี่เป็นหลักแรก🔗

ประการ ๒ ก็คือว่าเนื่องจากว่ามีกระบวนการของรัฐบาลนี้ที่มาจาก คสช. ก็ต้องการที่จะให้มีการปฏิรูปประเทศซึ่งอ้างหลักใหญ่ ๆ สำคัญคือปฏิรูปประเทศด้านตำรวจ ปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา วันนี้จึงมีที่มาของแผนปฏิรูปประเทศและนำมาสู่สาเหตุสำคัญ ที่ทำให้รัฐบาลต้องยอมรับข้อเสนอของภาคประชาชนที่ไปขับเคลื่อนแล้วก็นำกฎหมายนี้เข้า มาสู่รัฐสภา ทีนี้เมื่อมีความสำคัญดังนี้ ท่านประธานครับ ถามว่าพี่น้องประชาชนคาดหวัง อะไร วันนี้ที่พูดกันทั้งสภานี้เราคาดหวังอะไรครับ เราคาดหวังสิ่งที่ผมเคยพูดในสภานี้ไปแล้ว ตอนร่างปฏิรูปโครงสร้าง ๑. ก็คือว่าเราคาดหวังที่จะเห็นว่าเด็กได้ประโยชน์อะไรครับ ที่พูดกัน ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ประโยชน์ของข้าราชการระดับสูง ไม่ใช่ประโยชน์ของนักการเมือง แต่ควรจะเป็น ประโยชน์ของลูกหลานของเราว่าเขาจะต้องมีความคาดหวังในตัวเอง ไม่ต้องออกมาเรียกร้อง เขามีความคาดหวังอนาคตเขาควรจะเป็นอย่างไร เขาควรจะได้รับการศึกษาที่ดี ควรได้รับ อากาศที่บริสุทธิ์ ควรที่จะได้มีสนามกีฬา ควรที่จะได้มีงานการทำต่อไปในอนาคตหรือไม่ สิ่งเหล่านี้อยู่ในกระบวนการศึกษาทั้งหมดซึ่งผมเรียกว่าเป็นคุณภาพทางการศึกษาของ เด็กครับ นี่คือโลกยุคใหม่ที่จะต้องตอบโจทย์ตั้งแต่เด็กท้องก่อนวัยเรียน จนไปถึงเด็กไม่มีที่อยู่ อาศัย จนถึงเด็กชายขอบต่าง ๆ และจนมาถึงเด็กที่มีความเป็นเลิศในตัวเมืองที่เราจะต้อง ส่งเสริมการแข่งขันของเขาให้เขาสามารถที่จะไปต่อสู้ในระดับโลกได้ ทั้งเป็นตัวเลข เชิงปริมาณ เช่น การแข่งขันโอลิมปิก (Olympic) ทั้งในเชิงตัวเลขของคุณภาพที่เขาต้องเป็น พลเมืองที่มีคุณภาพ ต่อยอด รองรับเป็นรุ่นต่อไปจากเรา🔗

ประการที่ ๓ คือขวัญและกำลังใจครู เขาได้พูดกันชัดเจนครับทั้งผลการวิจัย และยูเนสโก (UNESCO) บอกว่าถ้าเราไม่สามารถปฏิรูปครูให้สำเร็จเราไม่มีทางที่จะปฏิรูป การศึกษาให้สำเร็จ ผมไม่มีเวลาที่จะลงรายละเอียดนะครับ🔗

ประการที่ ๔ คือในเรื่องของการบริหารจัดการที่เรียกว่าธรรมาภิบาลและ การกระจายอำนาจ กระทรวงศึกษาธิการย้ำอีกครั้งหนึ่งครับต้องเป็นกระทรวงคุณธรรม ต้องเป็นกระทรวงแบบอย่างที่เป็นธรรมาภิบาลที่ท่านประธานได้กรุณาอภิปรายให้กับ นักศึกษา วปร. ทุกรุ่น วันนี้ผมมาเรียกร้องในสภานี้อีกครั้งหนึ่งว่าเราจะต้องจัดการศึกษาให้มี ธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง🔗

ประการที่ ๕ คือเรื่องการระดมทรัพยากรและเทคโนโลยีทางการศึกษาซึ่งโลก ยุคใหม่นี้เราต้องมีแพลตฟอร์ม (Platform) เราต้องมีดิจิทัล (Digital) ที่จะเข้ามา ดำเนินการในเรื่องของการจัดการศึกษา แต่ว่ายังมีจุดอ่อนในพระราชบัญญัติที่เสนอร่าง เข้ามา แม้แต่เรื่องกองทุนเฉลิมพระเกียรติที่เราเรียกว่า กองทุนครูแห่งแผ่นดิน วันนี้เราก็ยัง ไม่สามารถจะขับเคลื่อนได้ซึ่งพวกผมจะต้องไปดูแลในเรื่องนี้และช่วยร่วมมือกันขับเคลื่อน ต่อไปเพื่อยกย่องครูของเรานะครับ🔗

และประการสุดท้าย ผมคิดว่าเราจะต้องทำพระราชบัญญัติฉบับนี้เพื่อตอบ โจทย์ในเรื่องของการจัดการศึกษาในโลกยุคอนาคตอย่างแท้จริง พระราชบัญญัติการศึกษา ฉบับนี้จะต้องเป็นการศึกษาที่มองไปสู่ ๒๐ ปีข้างหน้า ถ้าวันนี้เราคิดย้อนหลังและผูกติด พวกผมร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ แต่พวกผมไม่ผูกติดครับ ผมยอมรับ การเปลี่ยนแปลงถ้าการเปลี่ยนแปลงนั้นไปสู่สิ่งที่ดีกว่า เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่าผมอยากเสนอแนะต่อ คณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นว่าการจัดทำกฎหมายฉบับนี้ควรจะต้องแตกต่างไปกว่าการจัดทำ กฎหมายฉบับอื่น ผมอยากกราบเรียนว่าเราเคยจัดทำรัฐธรรมนูญ เรามีกระบวนการในการ ดำเนินการของคณะกรรมาธิการที่เรียกว่ารับฟังจากทุกภาคส่วน นี่เป็นธรรมนูญทาง การศึกษา เพราะฉะนั้นข้อเสนอแนะของผมก็คือว่ากรรมาธิการเมื่อมีการจัดตั้งเสร็จแล้ว จะต้องดำเนินการในการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอีกครั้งหนึ่ง เหมือนข้อเรียกร้อง ของเพื่อนสมาชิกในสภานี้ครับ อย่าให้เป็นความคิดของแต่เพียงมาจากส่วนราชการหรือ คณะกรรมการอิสระในเรื่องทางด้านการศึกษาเท่านั้น ไม่เพียงพอสำหรับที่เราจะทำกฎหมาย เพื่ออนาคตของประเทศชาติ บ้านเมืองของเรา ประการที่ ๒ ผมอยากเห็นการออกแบบโครงสร้างที่เรียกว่าเป็นวาระแห่งชาติที่ให้พี่น้อง ประชาชนมีส่วนร่วมว่าในอนาคตนั้นการศึกษาของประเทศชาติบ้านเมืองของเราเป็นอย่างไร อย่าเอาเรื่องการศึกษาเป็นเรื่องการเมือง อย่าเอาเรื่องการศึกษาเป็นเรื่องประโยชน์ส่วนตัว วันนี้ต้องเอาเรื่องการศึกษาเป็นวาระแห่งชาติอย่างแท้จริงครับ และประการสุดท้าย ผมอยากจะกราบเรียนและเสนอแนะท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการว่าเราจะต้อง ดำเนินการทำกฎหมายฉบับนี้อย่างรอบด้านจริง ๆ และต้องทำกฎหมายประกอบอีก ๒๑ ฉบับเพื่อให้เห็นเคล้าโครงว่าเราสามารถที่จะขับเคลื่อนต่อไป ไม่อย่างนั้นก็จะมีคนออกมาพูด ว่าถึงเวลาที่จะต้องให้จบในยุคเราครับ วันนี้สำหรับการศึกษาผมก็อยากเรียกร้องท่าน รัฐมนตรี ทั้งส่วนราชการและเพื่อนในสมาชิกรัฐสภานี้ว่าเราจะต้องทำพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ให้จบในรุ่นเรา ผมจะดูและข้อสังเกตการลงมติในวันนี้ต่อไป ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงยิ่งครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ได้กลับมา ขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ก็เป็นการจบการอภิปราย นะครับ เข้าใจว่าเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายประมาณ ๗๐ ท่าน ตามข้อบังคับ ข้อ ๕๑ เมื่อการอภิปรายยุติแล้วห้ามผู้ใดอภิปรายอีก เว้นแต่ที่ประชุมรัฐสภาจะต้องลงมติในเรื่องนั้น ก็ให้ผู้เสนอญัตติมีสิทธิที่จะสรุป โดยที่เราต้องลงมติในเรื่องนี้ แล้วก็ท่านรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ เพราะฉะนั้นท่านรัฐมนตรีสรุปได้ครับ เชิญเลยครับ🔗

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ ในนามของกระทรวงศึกษาธิการต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ที่ท่านได้เล็งเห็นในร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติซึ่งถือว่าเป็นร่างที่มีความสำคัญ อย่างยิ่ง แล้วก็เป็นธรรมนูญกลางของการศึกษา แล้วก็จะเป็นการสร้างมิติใหม่ในเรื่องของ การศึกษา ซึ่งวันนี้ทุกท่านได้ให้ข้อเสนอแนะและให้ข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์อย่างมาก นะคะ ดิฉันเองก็ได้นั่งฟังแล้วก็ได้ให้ทางเจ้าหน้าที่ได้จดประเด็นต่าง ๆ ที่มีความสำคัญ ในส่วนของบริหารดิฉันก็จะขอน้อมรับไปปรับปรุงแก้ไขเพื่อที่จะให้เป็นประโยชน์ในการ พัฒนาในเรื่องของการศึกษาต่อไป ในส่วนของข้อสังเกตต่าง ๆ ที่เป็นประเด็นสำคัญ ๆ ที่มี ความหลากหลายที่ท่านสมาชิกได้เสนอแนะในวันนี้ก็คงจะขอฝากท่านคณะกรรมาธิการ วิสามัญได้นำกลับไปพิจารณาให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการที่จะปรับแก้ร่างพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาตินี้ให้มีความสมบูรณ์ ให้มีความเหมาะสม แล้วก็โดยยึดหลักประโยชน์ของ เยาวชน ของการศึกษาชาติ ของบุคลากรทางการศึกษา ของคุณครูเพื่อให้เกิดธรรมาภิบาล เกิดแรงจูงใจ แล้วก็ให้เป็นขวัญกำลังใจกับคณะครูแล้วก็ผู้บริหารการศึกษาต่อไป ส่วนผล จะเป็นอย่างไรในนามของกระทรวงศึกษาธิการก็น้อมที่จะรับไปปฏิบัติค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ กระบวนการต่อไป ก็จะต้องขอมติจากที่ประชุมนะครับว่าจะรับหลักการร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. ฉบับนี้หรือไม่นะครับ ผู้ควบคุมเสียงไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหมครับ ผมจะขอมติ ที่ประชุม ขอสมาชิกได้เข้ามานะครับ🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายอรรถกร ศิริลัทยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับ🔗

นายอรรถกร ศิริลัทยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส. แบบบัญชี รายชื่อ พลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จริง ๆ ก็มีการคุยกันเบื้องต้นไว้นะครับ ก็อยากจะขอให้เลื่อนไปลงมติในการประชุมคราวถัดไปครับ🔗

นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลพบุรี

ท่านประธานครับ ผม อุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ผมเห็นด้วยครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

อย่าเพิ่งครับ ยังไม่อนุญาตให้พูด ก็อย่าเพิ่งครับ ผมเรียนถามว่าคณะกรรมการประสานงานผู้ควบคุมเสียงทั้ง ๓ ฝ่ายได้ตกลง อะไรกันไหมครับ🔗

นายอรรถกร ศิริลัทยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม อรรถกร ศิริลัทธยากร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ได้มีการพูดคุยกัน เบื้องต้นนะครับ ถามว่าตกลงกันไหมก็ยังไม่ได้ตกลงกันครับ แต่ว่าแนวทางเป็นแบบนั้น วันนี้เราก็อภิปรายพิจารณาในวาระนี้ให้จบแล้วเราก็ปิดสมัยประชุมนี้ครับ แล้วเราก็ลงมติ ในการประชุมคราวถัดไปครับ จึงขออนุญาตนำเรียนท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เป็นข้อเสนอของทางฝ่ายรัฐบาล นะครับ ท่านวิรัชในฐานะผู้คุมเสียงได้คุยอะไรกันหรือเปล่าครับ เชิญคุณหมอชลน่าน🔗

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพนะครับ สำหรับการทำหน้าที่ของพวกเรา เราทำหน้าที่อย่างดีที่สุดในวันนี้มาตั้งแต่เช้า การอภิปรายก็จบสมบูรณ์แบบ เหลือขั้นตอน สุดท้ายที่เราจะลงมติว่ารับหลักการหรือไม่เพื่อจะไปทำหน้าที่ต่อในช่วงปิดสมัยประชุม มันเป็นกฎหมายสำคัญกับประเทศชาตินะครับท่านประธาน ถ้าเราไม่ลงมติในวันนี้ในขณะที่ สมาชิกอยู่พร้อมหน้าอย่างนี้เราจะไปตอบสังคมว่าอย่างไรครับท่านประธาน ยกเว้นว่าพรุ่งนี้ เราจะเปิดประชุมกันต่อซึ่งเป็นไปไม่ได้ ต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ เราควร ทำหน้าที่ของเราให้สมบูรณ์พร้อมครับ ต้องลงมติครับท่านประธาน รับหลักการแล้วก็ตั้ง กรรมาธิการไปทำหน้าที่ต่อครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

โดยหลักแล้วเมื่อมีการอภิปรายจบ ก็ต้องลงมติ แต่ว่าที่ต้องเรียนถามเพราะว่าปกติเราจะหารือกันในผู้ควบคุมเสียงทั้ง ๓ ฝ่าย ว่าจะดำเนินการอย่างไร ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงผมก็ต้องขอมติในที่ประชุมเพื่อลงมติ ในที่ประชุมนะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกครับ🔗

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตท่านประธานครับ เรื่องนี้ ได้หารือกันว่าจะอภิปรายแล้วก็มีร่างพระราชบัญญัติเข้ามา ๒ ฉบับ เป็นร่างพระราชบัญญัติ ปฏิรูปทั้งคู่ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติกับร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ อย่างไรเสียเราควรให้มีร่างพระราชบัญญัติคู่นี้ไปพร้อมกัน ถ้าท่านประธานจะดำเนินการ มันก็ไม่สมบูรณ์ เห็นด้วยกับผู้เสนอทางฝั่งวิป (Whip) รัฐบาลว่าเราสามารถไปลงมติในคราว หน้าพร้อมกันครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน ทางวิป (Whip) วุฒิสภาไม่ขัดข้องครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญครับ🔗

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านที่เคารพ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติเป็นธรรมนูญสำคัญ ที่สุดของการศึกษาไทย และที่สำคัญเป็นกฎหมายปฏิรูปที่รัฐบาลเสนอเข้ามาเอง ผมอยาก เรียนท่านประธานครับแต่เดิมมีร่างของพรรคก้าวไกลและร่างของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อีกหลายร่าง รวมทั้งร่างของประชาชนก็ถูกนายกรัฐมนตรีปัดตกไป วันนี้ถ้าเลื่อนต้องเลื่อนไป อีกถึง ๒ เดือนผมคิดว่านี่คือการไม่รับผิดชอบต่อประชาชนของ ส.ส. ฟากฝ่ายรัฐบาล ผมเสนอให้ท่านประธานดำเนินตามข้อบังคับครับ โหวตเลยครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ผมจะขออนุญาตดำเนินการไปตาม ข้อบังคับนะครับ ขอเพื่อนสมาชิกได้เข้ามาในห้องประชุมนะครับ ถ้าท่านอยู่พร้อมเราก็ลงมติ ถ้าไม่พร้อมก็ช่วยอะไรไม่ได้ครับ ขอเชิญเลยครับ ผมขออนุญาตเชิญที่ประชุมครับ ขอเชิญ ท่านสมาชิกได้กรุณากดบัตรเพื่อแสดงตนตรวจสอบองค์ประชุมครับ สมาชิกที่อยู่ข้างนอก เชิญเข้ามานะครับ เมื่อสักครู่เดินผ่านมาข้างนอกพวกเราก็อยู่กันเยอะ เชิญเข้ามาครับ ถึงอย่างไรอีกสักครู่ก็อยู่ฟังพระบรมราชโองการปิดสมัยประชุมด้วยครับ สมาชิกกรุณาแสดง ตนนะครับ องค์ประชุมต้อง ๓๖๕ ท่านครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายสุชาติ โชคชัยวัฒนากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มหาสารคาม

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุชาติ โชคชัยวัฒนากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด มหาสารคาม พรรคภูมิใจไทย บางท่านก็ยังไม่ทานข้าว ขออนุญาตท่านประธานว่า พักการประชุมสัก ๓๐ นาทีครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านขอไปทานข้าวก่อน ไม่เป็นอะไร ผมให้เวลา เข้าใจครับ เข้าใจพวกเราเพราะว่าเราประชุมกันทั้งวัน ก็เข้าใจว่าพวกเราก็เหนื่อยกัน บางคนอาจจะกลับไปก่อนก็เข้าใจ แต่ว่าไม่มีปัญหาอะไรครับ เราประชุมตามปกติ แต่ว่าเรา จบแล้ว หน้าที่เราก็ต้องปฏิบัติไปตามระเบียบ กฎเกณฑ์ ข้อบังคับ คือการลงมติ ก็ปฏิบัติ หน้าที่ของเราไปนะครับ อย่าไปกังวลอะไร ทำหน้าที่เราให้ดีที่สุดเท่าที่เรามีความพร้อมครับ🔗

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครูมานิตย์เชิญครับ🔗

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ครูมานิตย์ ผู้แทนเมืองสุรินทร์ครับ พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตท่านประธาน นิดหนึ่ง จริง ๆ ไม่อยากจะไปรบกวนเวลา ผมดูบรรยากาศ ท่านประธานก็พยายามช่วยแล้ว กด ๓ ครั้งแล้ว ฉบับนี้มันเป็นร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาตินะครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรครับ🔗

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ถ้าการศึกษา แห่งชาติลงแล้ววันนี้เสียงไม่ครบแล้วบ้านเมืองจะไปหวังอะไรกับการดำเนินวิถีชีวิตในวันหน้าครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครูมานิตย์ไม่เป็นอะไรครับ เราทำ หน้าที่เราครับ ก็ขอบคุณพวกเราที่อยู่กัน เชิญเลยครับ เข้ามาครับ🔗

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธาน ผมอภิปรายตอนเช้าว่ามันสำคัญพอ ๆ กับรัฐธรรมนูญนะครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ผมฟังอยู่ครับ🔗

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

มันสำคัญ ไม่น้อยกว่ารัฐธรรมนูญ เพียงรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด แต่การศึกษาแห่งชาติมันเป็น รากฐานของชีวิต มันเป็นรากฐานตอม่อของประเทศครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอตรวจองค์ประชุมนะครับ สมาชิก กรุณาแสดงตนครับ องค์ประชุม ๓๖๕ ท่าน🔗

เราก็โลภมากนะครับ หวังว่าวันนี้ จะจบทั้ง ๒ ร่าง คิดไว้แต่ตอนแรก แต่ว่าการอภิปรายอันนี้ก็ต้องเรียนเพื่อน ๆ ด้วยความ เคารพว่าบางครั้งเราก็ใช้สิทธิอภิปรายทุกเรื่อง แล้วก็อภิปรายมากจนกระทั่งวาระบางวาระ ต้องเลื่อนไปเรื่อย ๆ อันนี้ต้องเรียนว่าผมก็จะหารือในสมัยต่อไปครับ สถานการณ์ตอนนี้ ก็สมควรที่ฟังพระราชโองการปิดสมัยประชุมครับ ขอเชิญสมาชิกยืนขึ้นครับ🔗

(สมาชิกและผู้ที่อยู่ในที่ประชุมได้ยืนขึ้นเพื่อรับฟังพระบรมราชโองการ)
นายนัฑ ผาสุข รองเลขาธิการรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการรัฐสภา

พระบรมราชโองการ🔗

“พระราชกฤษฎีกา🔗

ปิดประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง🔗

พ.ศ. ๒๕๖๔🔗

__________🔗

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ์🔗

พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว🔗

ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๖๔🔗

เป็นปีที่ ๖ ในรัชกาลปัจจุบัน🔗

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ์ พระวชิรเกล้า เจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า🔗

โดยที่ได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญ ประจำปีครั้งที่หนึ่ง พ.ศ. ๒๕๖๔ ตั้งแต่วันที่ ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ นั้น บัดนี้ จะสิ้น กำหนดเวลาหนึ่งร้อยยี่สิบวันตามสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่งในวันที่ ๑๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๔🔗

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๒๒ และมาตรา ๑๗๕ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาปิดประชุม รัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง ตั้งแต่วันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๔ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี”🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ผมขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกทุกท่าน นะครับ พบกันวันที่ ๑ พฤศจิกายนครับ ขอปิดประชุมครับ🔗

เลิกประชุมเวลา ๒๐.๑๖ นาฬิกา