unknown · · 392 lines

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๖๙๓ คน
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เรียน ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้มีสมาชิกรัฐสภาลงชื่อเข้าประชุม ๓๖๔ ท่าน ครบองค์ประชุม องค์ประชุมคือไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ๓๖๒ ท่าน ผมขอเปิดประชุมเพื่อดำเนินการประชุมตาม ระเบียบวาระครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี🔗

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี🔗

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี🔗

ท่านสมาชิกครับ ก่อนที่ที่ประชุมจะพิจารณาเรื่องตามระเบียบวาระต่อไป ผมขอปรึกษาที่ประชุมเพื่อขอนำระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ตั้งกรรมาธิการแทนตำแหน่ง ที่ว่างขึ้นมาพิจารณาก่อน ซึ่งคงจะใช้เวลาไม่มากนัก จะมีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่น หรือไม่ครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ไม่มี ถือว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้ดำเนินการตามนี้🔗

ระเบียบวาระที่ ๖ ตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. .... แทนตำแหน่งที่ว่างลง ๑ ตำแหน่ง เพราะลาออก คือ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ และตั้งกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่างลง ซึ่งไม่ปรากฏในระเบียบวาระ การประชุมอีก ๑ ตำแหน่ง เพราะลาออก คือ นายพิรุฬห์ พิหเคนทร์🔗

ด้วยประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติส่งเสริม การเรียนรู้ พ.ศ. .... คือท่านกนกวรรณ วิลาวัลย์ ได้มีหนังสือแจ้งว่าขอให้ตั้งกรรมาธิการแทน ตำแหน่งที่ว่าง เนื่องจาก นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ และนายพิรุฬห์ พิหเคนทร์ ได้ขอลาออกจาก ตำแหน่งกรรมาธิการ จึงเป็นอันพ้นจากการเป็นกรรมาธิการตามข้อบังคับ ข้อ ๗๙ (๓) ตำแหน่งที่ว่างลงเป็นกรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชาติ ขอเชิญ เสนอชื่อกรรมาธิการ พร้อมทั้งขอผู้รับรองตามข้อบังคับ คือผู้รับรองไม่น้อยกว่า ๑๐ คน🔗

นายสมคิด เชื้อคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายสมคิด เชื้อคง ส.ส. พรรคเพื่อไทย อุบลราชธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา พ.ร.บ. ส่งเสริมการเรียนรู้ของพรรคประชาชาติเปลี่ยนจาก นายพิรุฬห์ พิหเคนทร์ เป็น นายขดดะรี บินเซ็น ขอผู้รับรองครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านทาง พรรคเพื่อไทยเสนอ🔗

นายสมคิด เชื้อคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

ท่านประธาน ของพรรคประชาชาติครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวท่าน ของพรรคเพื่อไทยใช่ไหมครับ เมื่อสักครู่นี้ท่านเอ่ยมาชื่ออะไร🔗

นายสมคิด เชื้อคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ตำแหน่ง พ.ร.บ. การเรียนรู้ ของพรรคเพื่อไทยเสนอ คุณธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ขอผู้รับรองครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เป็นคุณ ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์🔗

นายสมคิด เชื้อคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

ครับ เมื่อสักครู่เป็นของพรรคประชาชาติครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เมื่อสักครู่ เป็นของพรรคประชาชาติ พรรคประชาชาติเสนอชื่อใครครับ🔗

นายสมคิด เชื้อคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

พรรค ประชาชาติเสนอชื่อ นายขดดะรี บินเซ็น ครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

นายขดดะรี บินเซ็น🔗

นายสมคิด เชื้อคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

มีผู้เสนอชื่อ ตามสัดส่วนของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชาติ ตามที่ได้เรียนให้ทราบเมื่อสักครู่นี้ จะมี ท่านใดเสนอรายชื่อเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ไม่มี ถือว่า ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่างลง คือเป็นไปตาม ๒ ท่านที่เสนอมา นะครับ ขอให้ผมอ่านรายชื่ออีกที เจ้าหน้าที่ส่งรายชื่อ ผู้ได้รับการเสนอชื่อจากพรรคเพื่อไทยคือ นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ และที่เสนอโดยพรรคประชาชาติคือ นายขดดะรี บินเซ็น ไม่มี ผู้ใดเสนอเป็นอย่างอื่น ถือว่าทั้ง ๒ ท่านได้รับเลือกให้เป็นกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่างลง จบการพิจารณาเรื่องที่ยกขึ้นมาตามระเบียบวาระที่ ๖🔗

ต่อไปเป็นการพิจารณาเรื่องด่วน🔗

๑. อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันมลพิษจากเรือ ค.ศ. ๑๙๗๓ ที่แก้ไขปรับปรุงโดยพิธีสาร ค.ศ. ๑๙๗๘ ภาคผนวก ๕ ว่าด้วยกฎข้อบังคับสำหรับการป้องกัน มลพิษจากขยะบนเรือ (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)🔗

เชิญ คณะรัฐมนตรีเข้าประจำที่ครับ ในการนี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม คือ นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ ได้ขออนุญาตให้ผู้ชี้แจงเข้าร่วมชี้แจงในที่ประชุม และผมได้อนุญาตให้ ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมชี้แจงข้อเท็จจริงต่อที่ประชุมตามข้อบังคับ ข้อ ๕๒ ขอเชิญผู้มีรายชื่อดังต่อไปนี้เข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมครับ ๑. นายภูริพัฒน์ ธีระกุลพิศุทธิ์ รองอธิบดีกรมเจ้าท่า ๒. นางสาวนิสิตตา หงษ์ชูเกียรติ หัวหน้ากลุ่มกฎหมายและความตกลง ระหว่างประเทศ สำนักกฎหมาย ๓. นางสาวสุนทรี ภิรมย์ หัวหน้ากลุ่มสิ่งแวดล้อม สำนักความความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมทางน้ำ🔗

(ผู้ชี้แจงจากกรมเจ้าท่าเข้าชี้แจงต่อที่ประชุม)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ถ้าท่าน รัฐมนตรีพร้อมแล้วขอเชิญแถลงต่อที่ประชุมครับ🔗

นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาและสมาชิกรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วย ว่าการกระทรวงคมนาคม วันนี้ในนามของคณะรัฐมนตรีขอเสนอ เรื่อง อนุสัญญาระหว่าง ประเทศว่าด้วยการป้องกันมลพิษจากเรือ ค.ศ. ๑๙๗๓ ที่แก้ไขปรับปรุงโดยพิธีสาร ค.ศ. ๑๙๗๘ ภาคผนวก ๕ ว่าด้วยกฎข้อบังคับสำหรับการป้องกันมลพิษจากขยะบนเรือ เพื่อให้ท่านสมาชิกรัฐสภาพิจารณาเห็นชอบ โดยเรื่องดังกล่าวมีความเป็นมาและสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้ครับ🔗

ความเป็นมาของอนุสัญญา เนื่องด้วยทะเลเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มี ความสำคัญอย่างยิ่งต่อมนุษยชาติ การรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเลจึงเป็นเรื่องอยู่ใน ความสนใจในประชาคมระหว่างประเทศ ด้วยเหตุนี้องค์การทางทะเลระหว่างประเทศจึงได้ จัดทำอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันมลพิษจากเรือ ประกอบด้วย ๖ ภาคผนวก โดยประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคี ภาคผนวกที่ ๑ การป้องกันมลพิษจากน้ำมัน และภาคผนวกที่ ๒ การควบคุมมลพิษจากสารเหลวมีพิษในระวางเรือ🔗

สาระสำคัญของอนุสัญญาภายใต้ภาคผนวกที่ ๕ การป้องกันมลพิษจากขยะ บนเรือ ซึ่งมีผลบังคับใช้นับตั้งแต่วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๓๑ เป็นต้นมานั้น ใช้บังคับกับทุกเรือ โดยมีสาระสำคัญกล่าวถึงการห้ามมิให้ปล่อยทิ้งพลาสติก เชือกสังเคราะห์ อวนจับปลา สังเคราะห์ ถุงขยะพลาสติก และเถ้าผลิตภัณฑ์พลาสติกจากเตาเผาขยะ และน้ำมันปรุง อาหาร ยกเว้นมีเหตุจำเป็นมากไปกว่านั้น ภาคผนวก ๕ ยังกำหนดการจัดการขยะ หลากหลายประเภท การกำหนดมาตรการการกำจัดขยะโดยใช้ระยะห่างจากแผ่นดินเป็น เส้นทางในการคำนวณ โดยข้อกำหนดดังกล่าวจะมีความเข้มงวดมากยิ่งขึ้นในบริเวณพื้นที่ กำหนดพิเศษ ได้แก่ พื้นที่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน พื้นที่ทะเลบอลติก พื้นที่ทะเลดำ พื้นที่ ทะเลแดง พื้นที่อ่าว พื้นที่ทะเลเหนือ พื้นที่แอนตาร์กติก และภูมิภาคไวเดอร์แคริบเบียน และแท่นลอยน้ำหรือแท่นอยู่กับที่ ตลอดจนการกำหนดสิทธิและหน้าที่ของรัฐภาคีในการ ปฏิบัติตามข้อกำหนดภาคผนวกนี้🔗

ปัจจุบันอนุสัญญามีรัฐภาคี ๑๕๕ ประเทศ เช่น จีน แคนาดา ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร รวมถึงประเทศในอาเซียน (ASEAN) ได้แก่ บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม เป็นต้น คิดเป็นสัดส่วนของ กองเรือโลกได้ร้อยละ ๙๘.๔๙ การดำเนินการที่ผ่านมากรมเจ้าท่าได้ดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติม ร่างพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ .... ซึ่งมีเนื้อหาสาระที่รองรับ พันธกรณีตามอนุสัญญามาร์โพล ๗๓/๗๘ (MARPOL 73/78) แอนเน็กซ์ ๕ (Annex 5) โดยร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญ การเข้าเป็น ภาคีอนุสัญญาจะเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่เน้นบทบาทความเป็นผู้นำของประเทศไทย ในเรื่องการจัดการขยะในทะเล อีกทั้งยังช่วยยกระดับมาตรฐานการรักษาสิ่งแวดล้อมทาง ทะเลของประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยมีกฎหมายเพื่อการคุ้มครองและรักษาสิ่งแวดล้อม ทางทะเลที่เป็นมาตรฐานสากล โดยใช้บังคับกับเรือไทยและเรือต่างชาติ อันเป็นการสร้างฐาน ทางกฎหมายว่าด้วยการใช้อำนาจรัฐในฐานะรัฐเจ้าของเมืองท่าของประเทศไทย ในการนี้ กระผมจึงขอเสนอที่ประชุมได้พิจารณาให้ความเห็นชอบอนุสัญญาระหว่างประเทศ ว่าด้วยการป้องกันมลพิษจากเรือ ค.ศ. ๑๙๗๓ ที่แก้ไขปรับปรุงโดยพิธีสาร ค.ศ. ๑๙๗๘ ภาคผนวก ๕ ว่าด้วยกฎข้อบังคับสำหรับการป้องกันมลพิษจากขยะบนเรือในครั้งนี้ ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีครับ ต่อไปเป็นการอภิปรายของท่านสมาชิก เริ่มจากฝ่ายค้าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ฝ่ายรัฐบาล ท่านเกียรติ สิทธีอมร และฝ่ายสมาชิกวุฒิสภา พลเรือเอก พัลลภ ตมิศานนท์ เชิญ พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ก่อนครับ🔗

พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชี รายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กราบเรียนว่า พิธีสารดังกล่าวนี้เป็นตราสารฉบับอันที่จะต้องบรรจุซึ่งความตกลงที่มีความสำคัญที่รองลงมา จากการทำสนธิสัญญาและอนุสัญญาที่รัฐไทยได้ทำกับนานาชาติ สิ่งสำคัญคือกฎหมายที่ รองรับนั้นได้ผ่านสภาล่างและสภาบนอยู่ในช่วงรับหลักการไปเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา สิ่งสำคัญคือตราสารดังกล่าวที่ประกอบท้ายอนุสัญญานี้เป็นตราสารที่เกี่ยวข้องกับอนุสัญญา ว่าด้วยการป้องกันมลพิษจากเรือ ค.ศ. ๑๙๗๓ ที่ทำการปรับปรุงพิธีสารเมื่อ ค.ศ. ๑๙๗๘ ตามภาคผนวก ๕ เงื่อนไขที่สำคัญคือการป้องกันขยะมลพิษจากบนเรือ ท่านประธานครับ บนเรือที่ท่านรัฐมนตรีนำมาเสนอนั้นสิ่งที่ผมจะอภิปรายคือ เห็นด้วย ไม่ใช่ไม่เห็นด้วย เพราะเราได้ผ่านกฎหมายฉบับหนึ่งไปแล้ว แต่สิ่งที่จะเห็นด้วยนั้นสาระสำคัญคือประโยชน์ อันพึงที่รัฐไทยจะได้อย่างไรจากการตรากฎหมายและตราพิธีสารนี้ เพื่อคุ้มครองและรักษาพื้นที่ของแผ่นดินไทย ที่เราเรียกว่า อ่าวไทยและอันดามัน ทั้งสอง ฝั่งนั้นเป็นทรัพยากรที่ทรงคุณค่าของประเทศไทย แล้วเรามีแหลมที่อยู่บนพื้นดินของเราที่ เกี่ยวข้องและติดต่อกันหลายจังหวัด หลายจังหวัดนั้น ผมยกตัวอย่างเช่น ปัญหาที่กำลังจะ เกิดขึ้นขณะนี้ครับ อุตสาหกรรมที่กำลังใช้พื้นที่จำนวนมาก เพื่อดำเนินการตามนโยบายของ รัฐบาล คืออุตสาหกรรมจะนะที่เป็นปัญหาอยู่ทุกวันนี้ครับท่านประธาน มันเกี่ยวข้องอย่างนี้ ท่านประธาน ที่จะนะนี้จะต้องมีการสร้างอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้าจากถ่านหินที่บรรจุเพิ่ม เข้าไปในมิติที่รัฐบาลพยายามใช้เวลาหลายปีจะให้มิตินี้เข้าสู่กระบวนการ แล้วรัฐบาลเอง ก็ยกเลิกนโยบายของรัฐมนตรีท่านหนึ่งทิ้งไป แล้วก็จะเริ่มต้นกันใหม่ แต่ในนั้นมันมีเรือขนส่ง ที่เรียกว่า เรือขนถ่านหินมาจากอินโดนีเซีย นั่นคือระลอกใหญ่ที่จะเกิดขึ้นบนเนื้อที่ดิน บนอ่าวของประเทศไทยครับท่านประธาน ฉะนั้นสิ่งที่ตราสารนี้ พิธีสารอันที่จะเกิดขึ้นนี้ จะต้องไปรองรับในประเด็นข้อยกเว้นครับท่านประธาน ข้อยกเว้นหลายข้อยกเว้นที่บรรดา เรือที่จะทิ้งได้ในตราสารนี้ครับ หลายประเด็นโดยเฉพาะเรือที่จะสามารถทิ้งได้ในระยะไหน ระยะ ๓ ไมล์ทะเล ระยะ ๑๒ ไมล์ทะเล ระยะ ๑๒ ไมล์ทะเลจากแผ่นดิน สารที่จะทิ้งไม่ว่าจะ เป็นสารบนเรือ หรือขยะ หรืออาหารที่เกิดขึ้นบนเรือทั้งหมด นี่คือส่วนสำคัญที่ผมอยากเน้น ย้ำเลยว่าถ้าในตราสารนี้ อย่างดเว้นใด ๆ จนเกินเลยจากขอบที่พิธีสารทั่วไปเขาทำ และให้ คำนึงถึงอ่าวไทยของเราเป็นอ่าวสำคัญ ลองคิดดูครับว่าถ้ามีเรือขนถ่านหินจากอินโดนีเซีย เป็นระลอก เป็นสายธารเข้ามาที่จะนะ อะไรจะเกิดขึ้นครับ ขยะที่ลอยบนฝั่งอ่าวไทย อ่าวอันดามันที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรูปของขยะมลพิษหรือขยะที่เกิดจากการทิ้งของบนเรือ หรือแม้กระทั่งการทำลายสิ่งแวดล้อมในใต้ผิวน้ำของประเทศไทย มันย่อมทำให้เกิด ความเสียหาย นั่นคือสิ่งที่หน่วยงานของรัฐต้องคำนึงถึงประเด็นนี้เป็นสาระสำคัญ สัตว์ใน ทะเลที่เราอนุรักษ์ไม่ว่าจะเป็นปลาวาฬ หรือสัตว์ใต้น้ำที่เรามีภาพอันสวยงามในอ่าวทั้ง สองฝั่ง ถ้าข้อยกเว้นดังกล่าวนี้ไม่ถูกกรมเจ้าท่าหรือหน่วยงานของสำนักงานที่เรียกว่า ศรชล. ออกตรวจ แม้กระทั่งกองทัพเรือที่จะใช้เรือดำน้ำไปช่วยดูนี่ ทำได้ถึงขนาดไหน ถ้าไม่สามารถ ควบคุมข้อยกเว้นได้อย่างมั่นคง ตราสารหรือพิธีสารนี้ที่จะรับรองนี่ มันก็เหมือนกับเป็น การรับรองให้ทุนใหญ่ ทุนใหญ่ครับท่านประธาน ที่กำลังรับรู้กันอยู่ทั้งประเทศว่าคือใคร แล้วเดินทางมาใช้ข้อตกลงทางพิธีสารซึ่งรับรองโดยกฎหมายที่กำลังจะออกในข้างหน้า แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. น่านน้ำไทย พ.ศ. .... อยู่ในรัฐสภาเรา อันนี้ข้อควรระวังตรงนี้เป็นหัวใจ สำคัญและประโยชน์ที่ผมอยากจะย้ำเตือนเลยครับท่าน เห็นด้วย แต่ต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะประเด็นของการสร้างนิคมต่าง ๆ แม้กระทั่งคลองไทยที่เรากำลังจะขุด นั่นคือสิ่งที่ จะเกิดขึ้นจากการมีเรือ มีแท่นขุดน้ำมันที่เกิดขึ้น เพื่อลดปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ผมยัง เห็นด้วยครับท่านประธาน แล้วก็พร้อมที่ตราสาร แต่ขอให้พึงระมัดระวังข้อยกเว้นนี้ให้ มากที่สุดครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านเกียรติ สิทธีอมร ครับ🔗

นายเกียรติ สิทธีอมร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็ขอร่วมอภิปรายในเรื่องอนุสัญญาระหว่าง ประเทศว่าด้วยการป้องกันมลพิษทางเรือ ครั้งนี้เป็นการปรับปรุงเพื่อภาคผนวก ๕ เท่านั้น อันนี้จะได้ไม่ต้องสับสนว่าเราปรับปรุงส่วนใด แต่ภาคผนวก ๕ นี้ การเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง ของอนุสัญญานี้ อย่างไรก็เห็นด้วย อย่างไรผมคิดว่าสภาให้ความเห็นชอบ แต่ต้องซักซ้อม ความเข้าใจครับว่าปฏิบัติได้ไหม แล้วการปฏิบัติได้นี้ใครรับผิดชอบเรื่องอะไรบ้าง เพราะว่า สภาเองก็ต้องรับผิดชอบต่อสังคม เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ แล้วก็วันที่เราอนุมัติอนุสัญญานี้คือ วันที่เริ่มนับหนึ่งในทางปฏิบัติ เพราะฉะนั้นถ้าปฏิบัติไม่พร้อม หน่วยงานต่าง ๆ ไม่พร้อม ที่เกี่ยวข้องก็จะเป็นปัญหา และจะทำให้ประเทศไทยซึ่งอาจจะดูดี เมื่อไปเป็นภาคีใน อนุสัญญา แต่ปฏิบัติไม่ได้นี้เสียหายมาก อันนี้เป็นเรื่องใหญ่ ทีนี้ในแง่ของสาระของอนุสัญญา นี้ครับ เขาเน้นขยะพลาสติก เชือกสังเคราะห์ อวนจับปลาสังเคราะห์ ถุงขยะพลาสติก เถ้าพลาสติก และน้ำมันปรุงอาหาร ผมคิดว่ากรมเจ้าท่าเองได้ยื่น พ.ร.บ. เข้ามา เท่าที่ผมได้ ตรวจดูนี้ก็ล้อกับอนุสัญญา ฉะนั้นตรงนั้นไม่ได้มีปัญหา ไม่ได้มีข้อขัดข้อง แต่ข้อขัดข้องก็คง จะเป็นว่าเราพร้อมแค่ไหนทุกฝ่าย เดี๋ยวผมจะมีคำถาม ก็รบกวนช่วยตอบนิดหนึ่ง เราจะได้มี ความสบายใจว่าเมื่อไปเป็นภาคีแล้วเรามีความพร้อมเพียงพอ ทีนี้ใน ๑๕๑ ประเทศ ในอาเซียน (ASEAN) เองเป็นภาคีหมดแล้ว ยกเว้นไทยกับลาว ลาวนี้เราพอเข้าใจได้ เพราะเขาไม่มีชายแดนติดทะเล แต่ของไทยได้ยินมาว่าพร้อมตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ แล้ว ทำไม เพิ่งเข้า อันนี้ช่วยอธิบายนิดหนึ่งว่าเราเจออุปสรรคปัญหาอะไร อันนี้เราจะได้ทำความเข้าใจ สภานี้จะได้อนุมัติด้วยความเข้าใจว่าในอดีตมันเกิดปัญหาอะไรที่ทำให้ล่าช้าแล้วแก้ไปอย่างไร ถึงวันนี้พร้อมที่จะเข้าไปเป็นภาคีในแง่ของภาคผนวกที่ ๕🔗

ทีนี้ผมอยากให้เ รากลับมาดูปริมาณขยะของประเทศไทยนิดหนึ่ง ผมเรียน อย่างนี้ว่า ไปดูผลการศึกษาของหลาย ๆ สถาบัน ข้อมูลขัดแย้งกันมากเลยว่าที่ปล่อยจาก ประเทศไทยและประเทศต่าง ๆ มันมีปริมาณเป็นเท่าไร บางผลการศึกษาบอกไทยเป็น อันดับ ๑๐ แล้วบอกว่าในอาเซียน (ASEAN) ฟิลิปปินส์โด่งเลยอันดับ ๑ สูงสุดเป็น ๓๑ เปอร์เซ็นต์ของโลก ของไทยอยู่ประมาณ ๒.๓ เปอร์เซ็นต์ของโลก แต่ในบางการศึกษา บอกว่าไม่ใช่ บอกโซน (Zone) นี้ทั้งโซน (Zone) จีนเป็นอันดับ ๑ ของโลก และฟิลิปปินส์ หลังอินโดนีเซียอีก คำถามก็เลยมีอยู่ว่าพวกเราเอง ประเทศไทยเอง หน่วยงานของไทยเอง เก็บสถิติเหล่านี้ไหม แล้วยืนยันไหม เพราะกลายเป็นว่าเราถูกจัดอันดับ ท่านประธานครับ เราถูกจัดอันดับว่าเราเป็นอันดับนี้อันดับนั้นในการทิ้งขยะลงทะเล แต่ข้อมูลจากหลายสถาบัน มันขัดแย้งกันเหลือเกิน ตรงนี้ขอความชัดเจนหน่อยครับว่าประเทศไทยเองเก็บตัวเลขไหม เราเก็บตัวเลขไหม และตัวเลขของเราที่เก็บนี้เราส่งต่อให้สถาบันที่ทำการศึกษาหรือประเมิน มากน้อยแค่ไหน มีการประสานความร่วมมือกับเขาไหมครับ ผมเห็นแค่ ๒ สตัดดี (Study) นี้ มันขัดแย้งกันแบบรุนแรงมาก และประเทศไทยอยู่ตรงไหน แต่ข้อมูลที่ผมพอจะมี คิดว่า พอจะเชื่อถือได้ เราปล่อยพลาสติกที่จัดการไม่ถูกต้องประมาณปีหนึ่งล้านตัน ล้านตันนี้ ถือเป็นประมาณเท่าไรของโลก ประมาณ ๒.๓ เปอร์เซ็นต์ของโลก แต่ที่น่ากังวลคือ อย่างนี้ครับ ในล้านตัน ๔๐ เปอร์เซ็นต์มันมาจากขยะที่ไหลลงทะเลครับ ปัญหาอยู่ที่ฝั่ง แต่ขยะมันไหลลงทะเล แล้วคำถามว่าพวกเราเตรียมความพร้อม และมันเป็นแค่กรมเจ้าท่า กรมเดียวหรือเปล่าที่มาดูแลตรงนี้ มันไหลลงทะเลผ่านอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ริมทะเลเยอะแยะไปหมดเลยครับ หรือแม้กระทั่ง บริเวณชายหาด ตรงนี้ครับในภาพรวมเราจัดการกันอย่างไร เพราะฉะนั้นผมมีคำถาม อย่างนี้ครับ ท่านช่วยกรุณาตอบเพื่อความสบายใจของสมาชิกนิดหนึ่ง ในเรื่องความพร้อม นี่คือเรือต้องพร้อม ท่าเรือต้องพร้อม เอกชนต้องพร้อม การกำจัดขยะก็ต้องพร้อม แล้วแค่นั้น ไม่พอ ทั้งภูมิภาคนี้ต้องพร้อมด้วยกันด้วย เพราะมันทะเลเดียวกัน ทะเลเดียวกันนี่ประเทศ หนึ่งอยู่ดี ๆ โถมเข้าไปเลยเยอะแยะไปหมด แต่ประเทศไทยโถมน้อย แต่น้ำมันพัดมาอยู่ ประเทศไทย เราซวยนะ เพราะฉะนั้นตรงนี้เองผมคิดว่าต้องชัดนิดหนึ่งว่าของเราพร้อม แค่ไหน🔗

ประการที่ ๒ เรือของเราเองพร้อมไหมครับ เราเคยมีการประเมินไหมครับว่า เรือสัญชาติไทยที่วิ่งอยู่ในน่านน้ำสามารถปฏิบัติตามอนุสัญญานี้ได้เป็นจำนวนเท่าไร แล้วมี เรือที่ไม่สามารถปฏิบัติได้จำนวนเท่าไร แล้วมีมาตรการอะไรเข้าไปช่วยเหลือเรือที่ปฏิบัติไม่ได้ บ้างหรือเปล่า ต้องชัดนะครับตรงนี้🔗

ประการที่ ๓ อนุสัญญานี้เขียนชัดว่า รัฐภาคีต้องจัดสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อรองรับของเสียในท่าเรือและสถานีขนส่ง โดยไม่ก่อให้เกิดความล่าช้าแก่เรือโดยไม่มีเหตุ อันควร และเป็นไปตามความต้องการของเรือที่ปฏิบัติการในบริเวณนั้น เราคุยกับเจ้าของเรือ บ้างไหมครับว่า เขาต้องการอะไร แล้วที่ท่ามันพร้อมหรือเปล่า ผมไม่เห็นในงบประมาณที่ ขอไปลงทุนในการกำจัดขยะประเภทนี้ที่ท่าเรือ มีหรือเปล่าครับ ถ้าไม่พร้อม จะพร้อมเมื่อไร ต้องใช้เวลานานเท่าไร ต้องใช้เงินลงทุนเท่าไร ตรงนี้ละครับเป็นเรื่องที่ผมคิดว่าสภาให้ ความสนใจ และเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามอนุสัญญาอันนี้ ที่ผมกังวลมากไปกว่านั้นก็คือ หน่วยงานไทยเอง มันไม่ใช่กรมท่านกรมเดียว และไม่ใช่กระทรวงคมนาคมฝ่ายเดียว กรมควบคุมมลพิษละครับ กระบวนการจัดเก็บขยะจากท่าเรือไปกำจัดอย่างถูกต้องตามหลัก วิทยาศาสตร์และตามกฎหมายใครทำครับ ประเมินกันไหมครับ ยังขาดตกบกพร่องตรงไหน หน่วยงานใดต้องรับผิดชอบเรื่องอะไร ตรงนี้ขอความชัดเจนนิดหนึ่งครับ เพราะไม่อย่างนั้น อนุมัติไปก็ได้ครับ แต่ปฏิบัติตามไม่ได้ก็จะเป็นเรื่องใหญ่ตามหา🔗

คำถามต่อไปครับ เนื่องจากเราอยู่น่านน้ำเดียวกัน สถานะของประเทศอื่น เป็นอย่างไรครับ คือถ้าประเทศไทยขะมักเขม้นฝ่ายเดียว ประเทศอย่างฟิลิปปินส์ ประเทศอย่างจีนเขาไม่ทำ น้ำทะเลมันซัดมาอยู่บริเวณพื้นที่น่านน้ำไทย เป็นความรับผิดชอบ ใครครับ นี่คือตัวที่ชี้ว่าแม้กระทั่งกรอบความตกลงของอาเซียนกันเอง ท่านได้คุยกันไหมครับ ท่านได้คุยไหมครับว่าจะมีการปฏิบัติการร่วมกันอย่างไร หรือมีการดำเนินการอย่างไร เมื่อขยะจากประเทศหนึ่งมันไหลวนไปถึงขยะอีกประเทศหนึ่ง หรือน่านน้ำของอีก ประเทศหนึ่ง แล้วเรื่องนี้ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นใครรับผิดชอบอย่างไร ผมไม่เห็นในกรอบอาเซียน (ASEAN) นะครับ แล้วเรื่องนี้ผมคิดว่าจำเป็นว่าประเทศไทยเองก็ต้องดำเนินการเจรจา ระหว่างประเทศเชิงรุก และแม้กระทั่งในกรอบของอาเซียน (ASEAN) เองก็ต้องมีความตกลง ระดับใดระดับหนึ่งที่จะดำเนินการในเรื่องนี้🔗

อีกประการ เรื่องการเข้าสภาครั้งนี้มันเป็นไปตามมาตรา ๑๗๘ ของ รัฐธรรมนูญใช่ไหมครับ แต่เอกสารที่แนบผมไม่เห็นเอกสารรับฟังความคิดเห็นเลยครับ ช่วยชี้แจงนิดหนึ่งครับ ท่านไปรับฟังความคิดเห็นจากใครบ้าง กลุ่มผู้มีส่วนได้ไหม เจ้าของ เรือไหม ถ้าท่านไปฟังแล้วผลเป็นอย่างไร ไม่มีเอกสารที่แนบมา หรือถ้าแนบมาแล้วผม หาไม่เจอก็บอกผมนิดหนึ่งครับ แต่ผมค้นแล้ว ดูในทุกเว็บไซต์ (Website) ผมไม่เห็นครับ แล้วผลมันเป็นอย่างไร เพื่อความครบถ้วนสมบูรณ์ตามข้อกำหนดของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๘🔗

ประการสุดท้าย เรื่องนี้ท่านทำคนเดียวไม่ได้ ต้องมีทั้งกรมควบคุมมลพิษ ต้องมีไม่รู้กี่กรมที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่กรมเจ้าท่าฝ่ายเดียว ความพร้อมของหน่วยงานรัฐอื่น ๆ มีมากน้อยแค่ไหน เพราะมันต้องแบ่งกันทำงานในความรับผิดชอบในกรอบกฎหมาย ที่กำหนดไว้ แต่ร่วมกันรับผิดชอบ ถึงแม้จะแบ่งการทำงาน แต่ร่วมกันรับผิดชอบตรงนี้ครับ อยากถามว่าหน่วยงานรัฐทุกหน่วยมีความพร้อมมากน้อยแค่ไหนครับ ขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ท่านเกียรติครับ ต่อไป พลเรือเอก พัลลภ ตมิศานนท์ แล้วมาท่านวีระกร คำประกอบ ท่าน พลเรือเอก พัลลภ ก่อนครับ🔗

พลเรือเอก พัลลภ ตมิศานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตฉายสไลด์ (Slide) ท่านประธานอนุญาตไหมครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

อนุญาตครับ🔗

พลเรือเอก พัลลภ ตมิศานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก พัลลภ ตมิศานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมได้พิจารณาอนุสัญญามาร์โพล (MARPOL) ภาคผนวก ๕ ทั้ง ๑๔ กฎ ข้อบังคับนี้แล้วครับ ก็เห็นว่ามีเนื้อหาเพื่อควบคุมและแก้ปัญหาขยะทะเล ขอสไลด์ (Slide) เลยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
พลเรือเอก พัลลภ ตมิศานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ซึ่งเป็นวิกฤติระดับ โลก โดยควบคุมการทิ้งขยะลงทะเลทั้งจากเรือ แท่นในทะเล และการกำจัดขยะที่ท่าเรือ ถือ เป็นเรื่องสำคัญครับ และเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในน่านน้ำไทยในขณะนี้ จึงพร้อมสนับสนุนให้ ไทยเข้าเป็นภาคี แต่ก็มีข้อห่วงกังวลด้วยสาเหตุสำคัญ ๒ ประการครับ🔗

ประการแรก ภาพตามสไลด์ (Slide) สไลด์ (Slide) ต่อไป จะเห็นว่าพื้นที่ ทะเลไทยนั้นกว้างใหญ่กว่า ๓๒๓,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร มีชายฝั่งกว่า ๓,๑๙๐ กิโลเมตร เรือไทยทุกประเภทนั้นกว่า ๕๐,๐๐๐ ลำ แท่นปิโตรเลียมกลางทะเลกว่า ๓๓๔ แท่น ท่าเรือ เดินทะเลขนาด ๕๐๐ ตันกรอสขึ้นไป ๔๘๘ ท่าด้วยกัน ดังนั้นจึงเป็นการปฏิบัติให้ครบถ้วน ตามอนุสัญญาทั้งหมดนั้นจึงเป็นเรื่องยากแล้วก็ท้าทายยิ่งครับ เพราะแม้ทิ้งขยะเพียง ๑ ถุง ลงทะเลจากเรือแต่ละลำในหนึ่งวันนั้นก็สร้างปัญหาอย่างมาก เช่น ตามภาพข่าวนี้ ท่านประธาน ขยะทะเลมหาศาลถูกคลื่นซัดติดชายหาดอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง เป็นข่าวเมื่อปลายสัปดาห์นี้เองครับ นั่นเป็นสาเหตุประการแรก🔗

สาเหตุประการที่ ๒ อนุสัญญาฉบับนี้กำหนดให้รัฐภาคีต้องยอมรับให้ ไอเอ็มโอ (IMO) ตรวจประเมินเป็นระยะ อันนี้ก็อยู่ในกฎ ข้อ ๑๑ ข้อ ๑๒ อยู่ใน หน้า ๑๙๘-๒๐๑ ซึ่งเรื่องการตรวจประเมินมาตรฐานทางทะเลโดยไอเอ็มโอ (IMO) นั้น กระผมในฐานะกรรมาธิการคมนาคม วุฒิสภา ก็ได้ทำรายงานการศึกษาไว้แล้วปรากฏ เอกสารตามสไลด์ (Slide) พบว่ามาตรฐานทางทะเลของไทยขณะนี้หลายเรื่องครับ ต้องปรับปรุงแก้ไขเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการควบคุมมลพิษทางทะเล ด้วยสาเหตุ ๒ ประการนำมาซึ่งข้อกังวลสงสัย ที่จะขอความชัดเจนจากรัฐบาลก่อนตัดสินใจว่าจะ เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับอนุสัญญาฉบับนี้ดังนี้ครับ🔗

ประเด็นแรก ความเข้มงวดในมาตรฐานการตรวจประเมิน ท่านประธานครับ มาตรฐานการตรวจประเมินของไอเอ็มโอ (IMO) นั้นในกฎข้อ ๑๑ ข้อ ๑๒ ของอนุสัญญา กำหนดไว้ชัดเจนว่าให้นำประมวลข้อบังคับว่าด้วยการอนุวัติการตราสารของไอเอ็มโอ (IMO) หรือเป็นภาษาอังกฤษที่เรียกว่า ไอเอ็มโอ อินสทรูเมนต์ อิมพลีเมนเทชัน โคด (IMO Instruments implementation code) เรียกโดยย่อว่า ทริปเพิลไอ โคด (III Code) ไอ ๓ ตัวแล้วก็โคด (Code) เอกสารตามสไลด์ (Slide) นี้ ไปใช้บังคับแล้วก็ใช้เป็นมาตรฐาน การตรวจประเมินด้วย ซึ่งจากที่ได้ศึกษาเอกสารทริปเพิลไอ โคด (III Code) โดยละเอียด ก็เห็นว่าเข้มงวดมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความปลอดภัยในการเดินเรือ และการคุ้มครอง สิ่งแวดล้อมทางทะเล ที่สำคัญคือกำหนดหน้าที่และอำนาจของรัฐภาคีที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ ให้ครบทั้ง ๓ ฐานะ ทั้งในฐานะรัฐเจ้าของธง ก็คือ แฟลก สเทต (Flag State) รัฐชายฝั่งคือ โคสทัล สเทต (Coastal State) และรัฐเมืองท่า หรือพอร์ต สเทต (Port State) แต่เหตุใด ในเอกสารสรุปความเป็นมาของอนุสัญญา ในข้อ ๕.๖ เอกสาร ๒-๓ หน้าที่รัฐบาลสรุปมานี้ รัฐบาลกลับเข้าใจเพียงการใช้อำนาจในฐานะรัฐเจ้าของธงและรัฐเมืองท่าเท่านั้น ขาดรัฐ ชายฝั่งไปครับ ซึ่งบทบาทนี้มีส่วนสำคัญยิ่งตามทริปเพิลไอ โคด (III Code) พูดง่าย ๆ คือว่า มาตรฐานการตรวจประเมินตามอนุสัญญานี้เข้มงวดกว่าที่รัฐบาลเข้าใจ ในส่วนความพร้อม รับตรวจนั้นเราเองก็มีปัญหาหลายเรื่องครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาระหว่างข้อกฎหมาย กับการบังคับใช้กฎหมาย ผมขอยกตัวอย่างการตรวจเรือเพื่อออกใบอนุญาตใช้เรือตาม พ.ร.บ. เดินเรือในน่านน้ำไทย ตามสไลด์ (Slide) ซึ่งอันนี้เจ้าท่าทราบดี ซึ่งกำหนดให้เรือไทย ทุกลำนั้นต้องมีใบอนุญาตใช้เรืออายุ ๑ ปี ออกโดยนายทะเบียนเรือของกรมเจ้าท่า การตรวจ เรือนั้นก็เพื่อตรวจสอบความพร้อมทุกด้านครับ ซึ่งสามารถนำไปใช้กับการตรวจเรือที่ท่า หรือพอร์ต สเทต คอนโทรล (Port State Control) ตามกฎข้อ ๙ ของอนุสัญญาฉบับนี้ เพื่อบังคับใช้กฎข้อ ๑๐ เช่นกันครับ ปัญหาก็คือว่าเรือไทยขณะนี้ ตามสไลด์ (Slide) ประมาณ ๕๐,๐๐๐ ลำด้วยกันที่จดทะเบียนเรือไทย ใน ๑ ปี ถ้าตรวจทุกวันโดยไม่หยุดเลย ต้องตรวจให้ได้วันละ ๑๓๗ ลำ แต่ถ้าตรวจเฉพาะวันราชการคือต้องตรวจถึงวันละ ๑๙๒ ลำ ซึ่งด้วยข้อจำกัดของนายทะเบียนเรือนั้นเป็นไปได้ยากครับที่จะทำให้ได้ครบถ้วนถูกต้อง จึงน่าเป็นห่วงว่าจะสามารถตรวจสอบเรือที่ท่าเพื่อบังคับใช้กฎข้อ ๙ และข้อ ๑๐ ของอนุสัญญาฉบับนี้ได้อย่างครบถ้วนถูกต้องด้วยหรือไม่ นั่นเป็นเพียงหนึ่งในหลายปัญหา มาตรฐานทางทะเลของไทย นำมาซึ่งข้อสงสัยว่ารัฐบาลนั้นมีความพร้อมแค่ไหนที่จะนำกฎ ทั้ง ๑๔ ข้อ ของอนุสัญญาฉบับนี้มาบังคับใช้กับเรือ ท่าเรือ แท่นปิโตรเลียมของไทยซึ่งมี จำนวนมาก ทั้งในฐานะรัฐเจ้าของธง รัฐชายฝั่ง และรัฐเมืองท่าได้อย่างครบถ้วนถูกต้อง ตามทริปเพิลไอ โคด (III Code) อันนั้นเป็นข้อกังวลสงสัยประเด็นแรกครับ🔗

ประเด็นที่ ๒ คือเข้มงวดของรูปแบบการตรวจประเมินและผลกระทบที่จะ เกิดขึ้น รูปแบบการตรวจประเมิน หรือที่เรียกว่า ออดิต สกีม (Audit Scheme) ภาษาอังกฤษ นี่ กำหนดไว้ในนิยามของเอกสารนี้ในหน้า ๑๕๒ มีชื่อเรียกโดยเฉพาะเป็นภาษาอังกฤษว่า ไอเอ็มโอ เมมเบอร์ สเทต ออดิต สกีม (IMO Member State Audit Scheme) ภาษาอังกฤษ เรียกย่อ ๆ ว่า อิมซาส (IMSAS) โดยกฎข้อ ๑๒ นั้นกำหนดชัดเจนว่ารัฐภาคีต้องยอมรับให้ ไอเอ็มโอ (IMO) นั้นมาตรวจประเมินอิมซาส (IMSAS) เป็นระยะตามมาตรฐานที่กำหนด ในทริปเพิลไอ โคด (III Code) ซึ่งผลการศึกษาของกรรมาธิการคมนาคมของวุฒิสภานั้น ไอเอ็มโอ (IMO) จะมาตรวจประเมินการปฏิบัติตามพันธะกรณีของอนุสัญญาต่าง ๆ ที่รัฐ เข้าเป็นภาคี ซึ่งสำหรับไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาแล้ว ๑๔ ฉบับด้วยกัน โดยมีรูปแบบการ ตรวจเป็นวงรอบหมุนเวียนกันไป เมื่อปี ๒๕๕๐ ท่านประธานทราบไหมครับว่า ไอเอ็มโอ (IMO) ได้มาตรวจไทยครั้งหนึ่งแล้ว แต่เป็นภาคสมัครใจที่เรียกว่าวิมซาส (VIMSAS) เพิ่ม วี (V) โวลันทารี (Voluntary) เข้าไปอีกตัวหนึ่ง ตรวจพบการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตาม ข้อกำหนดถึง ๖ รายการ และข้อสังเกตที่ต้องปรับปรุงแก้ไขกว่า ๒๐ รายการที่ไม่ผ่าน ดังนั้น วงรอบการตรวจครั้งต่อไปของไทยก็คือตรวจภาคบังคับหรืออิมซาส (IMSAS) นั่นเอง ซึ่งเดิม กำหนดตรวจในกุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ ต้นปีนี้ แต่ด้วยปัญหาโควิด (COVID) จึงเลื่อนออกไป ขณะนี้เป็นกุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ด้วยกัน ซึ่งหากไทยเข้าเป็นภาคีมาร์โพล (MARPOL) ภาคผนวก ๕ ฉบับนี้ด้วยแล้ว ก็จะเป็นอีกหนึ่งอนุสัญญาที่ไทยต้องพร้อมรับการตรวจใน กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ และมีผลผูกพันอย่างสมบูรณ์ที่จะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานทางทะเล ทุกเรื่องให้เป็นไปตามทริปเพิลไอ โคด (III Code) แม้ว่าผลการตรวจอิมซาส (IMSAS) นั้น เท่าที่ศึกษามาจะไม่มีการประกาศว่าผ่านหรือไม่ผ่าน ไม่มีการปักธงแดงเหมือนไอเคโอ (ICAO) ไม่มีการให้ใบเหลือง ใบแดง เหมือนไอยูยู ฟิชชิง (IUU Fishing) แต่ผลการประเมิน นั้นจะแจ้งเวียนให้สมาชิกไอเอ็มโอ (IMO) กว่า ๑๗๐ ประเทศทราบ ดังนั้นหากการตรวจ ประเมินของไทยนั้นพบข้อบกพร่องหลายข้อ ย่อมจะส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือต่อ เรือไทย มาตรฐานทางทะเล และกิจการพาณิชย์นาวีไทยอย่างมาก อาจถูกนำไปสู่การกำหนด เป็นเงื่อนไขหรือมาตรการกีดกันต่าง ๆ ที่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของไทยได้ จึงเกิด ข้อสงสัยว่ารัฐบาลพร้อมแล้วหรือครับที่จะเพิ่มอนุสัญญาฉบับนี้อีก ๑ ฉบับ เข้าในการ ตรวจอิมซาส (IMSAS) ในกุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ นี้ ขอสรุปว่าด้วยข้อกังวลสงสัยเหล่านี้ ขอตั้ง คำถามให้รัฐบาลตอบในสภาแห่งนี้ให้ชัดเจนว่า🔗

๑. รัฐบาลพร้อมปฏิบัติตามกฎข้อบังคับทั้ง ๔๐ ข้อ ของอนุสัญญาฉบับนี้ได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ครบถ้วน สมบูรณ์ ตามมาตรฐานทริปเพิลไอ โคด (III Code) แล้วก็มั่นใจ ที่จะนำประเทศเข้ารับการตรวจและผ่านการตรวจประเมินอิมซาส (IMSAS) จากไอเอ็มโอ (IMO) ในกุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ อย่างสง่างามและเต็มภาคภูมิได้หรือไม่และอย่างไร🔗

๒. ในการแก้ไขกฎหมายภายในเช่น พ.ร.บ. เดินเรือน่านน้ำไทยออกมา บังคับใช้เพื่อรองรับอนุสัญญานี้ รัฐบาลมีแนวทางลดผลกระทบช่วยเหลือเยียวยา รวมทั้ง ส่งเสริมพัฒนาผู้ประกอบการเรือไทยและกิจการพาณิชย์นาวีต่าง ๆ ของไทยอย่างไรบ้าง ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นท่านวีระกร คำประกอบ และตามด้วยท่านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ จากนั้นจะเป็นท่าน กิตติ วะสีนนท์ เชิญท่านวีระกรก่อนครับ🔗

นายวีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม วีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ เป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ ถึงแม้ว่าออกจะมีความรู้สึก ช้าไปหน่อยหรือเปล่าไม่ทราบ เนื่องจากว่าอนุสัญญาที่เขาลงนามกันมันตั้งแต่ปี ๑๙๗๓ และแก้ไขกันที่ปี ๑๙๗๘ ถ้านับปีดูมันก็ร่วม ๆ ๔๓ ปีแล้ว แล้วทำไมเราถึงเพิ่งจะมาคิด ทำอะไรกันตอนนี้ ความจริงสภาเราเห็นด้วยมาตั้งแต่พระราชบัญญัติกรมเจ้าท่า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เมื่อประมาณ ๑ เดือนมานี้ถ้าจำไม่ผิด เราก็เพิ่งผ่านพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ไปโดยได้รับความเห็นชอบจาก ส.ส. ทั้งสภา เราเห็นด้วยกับการกำจัดขยะในอ่าวไทย เราเห็นด้วยกับการกำจัดเรื่องของมลภาวะ จะเป็นสารเหลวที่มีพิษก็ดี เรื่องถุงพลาสติก ถุงเชือก น้ำมันปรุงอาหาร หรืออวนพลาสติก เชือกพลาสติก ซึ่งท่านประธานก็คงได้รับทราบข่าวเหมือนผมเหมือนกัน เวลาเราไปเที่ยวชายทะเลก็ดี หรือเรานั่งเรือออกไปในอ่าวไทยก็ดี มันจะเจอขยะพลาสติกเป็นจำนวนมาก ผมเห็นใจแล้วก็ ชื่นชมอาสาสมัครทั้งหลายที่พยายามออกไปเก็บขยะกัน พวกที่ช่วยเหลือไม่ให้เกิดมลภาวะ พวกจิตอาสาที่ออกไปเก็บขยะ นักเรียนโรงเรียนต่าง ๆ ที่ออกไปช่วยกัน แต่นั่นมันเป็น ปลายเหตุครับท่านประธาน เนื่องจากเราไปร่วมเซ็นอนุสัญญาเขามาตั้งแต่ปี ๑๙๗๓ ปี ๑๙๗๘ ซึ่งผมจะไม่กล่าวถึงในรายละเอียด เพราะว่าเพื่อนสมาชิกได้กล่าวไปเยอะแล้ว เพียงแต่ผมสงสัยว่าทำไมตั้ง ๔๐ กว่าปีมาแล้ว เราถึงเพิ่งจะมากระตุกต่อมความรู้สึกว่าขยะ บ้านเรามากเกินไปหรือเปล่าในทะเล เรามีพลาสติกมากเกินไปหรือเปล่าในทะเล ทำไมถึง เป็นอย่างนั้นครับ ท่านประธานที่เคารพครับ อดไม่ได้ที่ต้องคิดไปถึงเรื่องของที่เราไปเป็น สมาชิกภาคีของวาดา (WADA) เขา ในเรื่องของสารกระตุ้นในนักกีฬา องค์กรต่อต้าน สารกระตุ้นทางกีฬา จนกระทั่งเขาไม่ให้ชักธงชาติไทยแล้ว ผมดูบาส ปอป้อเล่นแบดมินตัน วันก่อน ชื่นชมเด็ก ๒ คนนี้มาก เป็นถึงแชมป์ (Champ) โลกเลยนะครับท่านประธาน แต่พอ เขาชักธงชาติ ไม่มีธงชาติไทยครับ เป็นธงสมาคมแบดมินตันแห่งประเทศไทย น่าอายเขา ไหมครับท่านประธาน เขาไปเซ็นสัญญากันมาตั้งนานแล้ว แล้วกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬาทำอะไรกันอยู่ครับ นี่ก็เช่นเดียวกัน กรมเจ้าท่าและท่านทางกระทรวงคมนาคมโดย กรมเจ้าท่านั่งทำอะไรกันอยู่ครับ ผมอยากจะถามเท่านั้นแหละว่าไม่รู้สึกรับผิดชอบบ้างหรือ เมื่อเราไปเป็นสมาชิกภาคีอนุสัญญากับเขา ไปลงอะไรกับเขาเรียบร้อยแล้ว และที่สำคัญ ตัวเลขมันฟ้องสิครับท่านประธาน เขาทำกันแล้วทั่วโลก ๑๕๕ ประเทศ ปรากฏว่าเหลือ ๒ ประเทศที่ยังไม่ได้ทำเรื่องนี้ ก็คือประเทศไทยกับประเทศลาว ประเทศลาวไม่ต้องไปพูดถึง เพราะว่าเขาไม่มีทะเล เพราะฉะนั้นจะพูดง่าย ๆ ว่าในอาเซียน (ASEAN) คือประเทศไทยนี่ รั้งท้ายเขาหมดเลย อายเขาอีกไหมละครับท่านประธาน นี่มันรู้สึกแปลกว่าทำไมหน่วยงาน ของรัฐ ซึ่งผมไม่โทษฝ่ายการเมือง เพราะฝ่ายการเมืองมาแล้วก็ไป ไม่ได้ติดตามเรื่องเหล่านี้ มากนัก แต่ว่าฝ่ายข้าราชการประจำต้องตำหนิกันอย่างแรงเลย ลงความตกลงกันไป ตั้งนานแล้ว ตั้งแต่ปี ๑๙๗๓ แก้ไขเพิ่มเติมปี ๑๙๗๘ ปีนี้ ๒๐๒๑ บวกกันไปบวกกันมา ๔๓ ปี อะไรกัน ต่อมความรู้สึกท่านมันแย่ขนาดนั้นเชียวหรือ จนทำให้ขยะเต็มไปหมด ผมอยากจะ หาวิธีการแก้ไขปัญหานี้ด้วย เพราะว่าฟังเพื่อนสมาชิกหลายท่านซึ่งพูดมีเหตุผลว่ามันจะไป แก้ไขกันได้อย่างไร เรามีพื้นที่ทางทะเล ๓๒๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร เรามีเรือทั้งหมด ๕๐,๐๐๐ ลำ ถามจริง ๆ ครับ กรมเจ้าท่าจะทำอย่างไร นั่งคิดหรือเปล่าว่าสภาผ่านเรื่องนี้ ออกไปแล้วท่านจะมีวิธีการปฏิบัติอย่างไร ผมมองอย่างนี้ครับว่ากรมเจ้าท่าส่วนใหญ่ก็จะต้อง มีหน้าที่หลักก็คือเก็บสตางค์ค่าต่อตั๋วเรือทุกปี ๆ ถ้าหากว่าเราทำ คือการจะแก้ไขปัญหาใด ๆ ท่านประธาน เราต้องมีแรงกระตุ้นให้เขา ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่าอินเซนทีฟ (Incentive) ถ้าไม่มีอินเซนทีฟ (Incentive) คนไทยไม่ค่อยทำหรอกครับ หรือว่าคนทั่วไปคงนึกไม่อยากทำ เท่าไร ผมอยากจะให้ทางกรมเจ้าท่ามองอย่างนี้ว่า วันนี้เรามีขยะกี่ตันในอ่าวไทย เราประเมินออกมาได้ครับต่อ ๑ ตารางกิโลเมตรเรามีขยะกี่ตัน คูณไปเลยว่าในอ่าวไทย มีเท่าไร เอาเฉพาะอ่าวไทยเล็ก ๆ ตัว ก ไม่ต้องไปไกลครับ เพราะว่าตรงอ่าวไทยเล็ก ๆ มันจะไปโทษประเทศอินโดนีเซีย ประเทศมาเลเซีย ประเทศอื่นเขาไม่ได้ กัมพูชาไม่ได้ ใน ก มันมีแต่ประเทศไทยประเทศเดียว ถ้าหากจำนวนขยะนี้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ลดค่าต่อ ตั๋วเรือให้เขา ถ้ามันลงต้องช่วยกัน แต่ก่อนอื่นทำอย่างไร ต้องเรียกทั้ง ๕๐,๐๐๐ ลำนี้มา อบรม มาแก้ไขปัญหาร่วมกัน ถ้าท่านไม่ได้รับความร่วมมือจากเหล่าชาวเรือ ๕๐,๐๐๐ ลำนี้ ท่านไม่มีทางแก้ไขปัญหาได้หรอก ดังที่ได้ทราบอยู่ว่ามันมีพื้นที่ทางทะเล ๓๒๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร เราค่อย ๆ เขยิบโซน (Zone) เอาโซน (Zone) ก ก่อน อ่าวไทยตัว ก ก่อน แล้วก็ให้อินเซนทีฟ (Incentive) กับเรือ ทั้งหลายที่ต้องต่อทะเบียนเรือลดลงตามจำนวนเปอร์เซ็นต์ก็ได้ ขยะลดลง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ลดให้เขา ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ขยะลดลง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ลดค่าต่อตั๋วเรือไป ๕๐ เปอร์เซ็นต์ มันต้องอย่างนี้ครับ มันถึงจะน่าสนใจ แล้วผู้คนก็จะเริ่มมาเข้าทะเบียน มาลงทะเบียนร่วมกัน เพื่อรับทราบว่าวันนี้เรามีปัญหาอย่างนี้ เราไปร่วมอนุสัญญากับเขา เราต้องแก้ไขปัญหา ประเทศของเรา ไม่ว่าจะเป็นอวน ไม่ว่าจะเป็นเชือก พลาสติกซึ่งมากมายเหลือเกิน ผมชอบ ดำน้ำดูปะการัง ท่านประธานไม่มีอะไรหรอก พอดำที่ไหนแล้วผมก็เศร้าใจทุกที มันอะไรกัน อวนเต็มไปหมดเลย ใต้ท้องทะเลที่อยู่บนปะการัง มันมีแต่อวน มันมีแต่เชือก พลาสติก มีแต่ ถุงพลาสติก โดยสันดานผมเป็นคนสะอาดครับท่านประธาน เวลาผมขึ้นจากน้ำทะเลท่านไป สังเกตได้เลย กระเป๋า ๒ ข้างผมตุงไปด้วยถุงพลาสติกครับ ผมจะเก็บถุงพลาสติกใต้ทะเล ตลอดเวลาผมดำน้ำ ผมเห็นแล้วมันเศร้าใจท่านประธานครับ ก็กราบขอบพระคุณท่านแค่นี้ เห็นด้วยกับพระราชบัญญัติฉบับนี้ และพรรคพลังประชารัฐจะยกมือให้แน่นอนครับ และขอให้ท่านดำเนินการโดยเร็ว ฝากไปถึงเรื่องวาดา (WADA) ด้วยว่ารัฐบาลไทยควรจะ ดำเนินการอะไรที่มันรวดเร็ว ไม่ใช่ว่าปล่อยให้ชักธงไทย แอสโซซิเอชัน แบดมินตัน ออฟ ไทยแลนด์ (Association badminton of Thailand) ขึ้นแทนธงของประเทศไทย ธงไตรรงค์ เราสวยงาม สง่างามครับ ขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ท่านวีระกรครับ ต่อไปเชิญท่านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ครับ🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงใหม่

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ จากพรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จะขอร่วมอภิปรายในอนุสัญญาระหว่างประเทศ ว่าด้วยการป้องกันมลพิษทางเรือ ซึ่งต้องเรียนด้วยความเคารพครับ เพื่อนสมาชิกหลายท่าน ก็ได้อภิปรายไปแล้ว ซึ่งถูกต้องครับ เป็นอีกหนึ่งในความล่าช้าของภาครัฐและรัฐบาลในการ ดำเนินการตามสิ่งที่ได้มีการเจรจามา เป็น ๒ ประเทศสุดท้ายในโลกที่กำลังจะลงนาม เป็นสิ่ง ที่ค่อนข้างน่าอับอายสำหรับสำหรับประเทศไทย ผมต้องเรียนด้วยความเคารพ มันไม่ควรจะ เกิดขึ้น ทั้งที่ประเทศเราในฐานะที่เป็นประเทศหลักในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กับสนธิสัญญาซึ่งเป็นเรื่องสามัญสำนึกธรรมดาในเรื่องของการรักษาความสะอาด ในเรื่อง ของการป้องกันไม่ให้มีการทิ้งขยะลงทะเล เรากลับมาในลำดับรั้งท้าย ผมเชื่อว่ารัฐสภาแห่งนี้ ในวันนี้ก็คงให้ความเห็นชอบครับ ไม่ได้มีอะไรตื่นเต้นกับการลงมติ แต่ก็อภิปรายประกอบกัน ในหลาย ๆ ส่วน หลาย ๆ ฝ่าย แต่อย่างไรก็ตามในมุมซึ่งขาดไปจากรายงานของท่าน แล้วผม อยากจะสอบถามมันมีอยู่บางประเด็น ผมก็อยากจะสอบถามผ่านท่านประธานไปยัง ผู้มาชี้แจง ท่านรัฐมนตรีด้วย แน่นอนครับว่าการเข้าสู่อนุสัญญานี้เป็นสิ่งจำเป็น เป็นเรื่องของ การป้องกันมลพิษทางทะเล แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกระทบกับพี่น้อง ประชาชน กับพี่น้องชาวประมง กับพี่น้องที่หากินอยู่ในพื้นที่ริมชายฝั่ง อันนี้เป็นสิ่งซึ่ง หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย มันเป็นต้นทุนที่เพิ่มมากขึ้นของเขาแน่นอนในส่วนหนึ่ง วันนี้อยากจะฟัง ความจากทางรัฐมนตรี แล้วก็หน่วยงานที่มาชี้แจงในมุมมองของท่านในการที่จะเข้าไป ช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้เขา เพราะว่าในรอบ ๗ ปีที่ผ่านมาจากการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล โดยเฉพาะในเรื่องของการประมงนั้นมีปัญหามาโดยตลอด โดยเฉพาะเรื่องการแก้ไขปัญหา ไอยูยู ฟิชชิง (IUU Fishing) ซึ่งกระบวนการแก้ไขปัญหา มีปัญหาโดนใบเหลืองจากทางยุโรป แทนที่จะแก้ไขให้เหมาะสม กลับไปตึงเข้มจนกระทั่งวันนี้ท่านรู้หรือไม่ว่าผลกระทบของ การกระทำของรัฐบาล เรือประมงจาก ๕๐,๐๐๐ ลำ ออกได้ไม่ถึงหมื่น มูลค่าการค้าขาย ทางทะเลหายไปหลายแสนล้านบาท นี่เป็นผลกระทบที่เกิดกับพี่น้องประชาชนทางภาคใต้ ทางภาคตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นฝั่งอันดามัน หรือฝั่งอ่าวไทย พี่น้องประชาชนเหล่านี้ขาดรายได้ ไม่สามารถที่จะดำรงเลี้ยงชีพได้ วันนี้เรากำลังจะเข้าสู่ อนุสัญญานี้ สุดท้ายถามว่ามันกระทบเขาไหม กระทบครับ เพราะเขาก็ต้องไปดำเนินกิจกรรม ภายในเรือ ภายในตัวเรือของเขานี่ให้ตรงตามข้อกำหนดของท่านนั่นละ ที่เรากำลังจะไป ลงนามกันนี่ แล้วถามว่าภาระค่าใช้จ่ายเหล่านี้มันจะมีกระบวนการอย่างไรในอนาคตหรือไม่ ที่ภาครัฐจะเข้าไปช่วยดูแล หรือเข้าไปช่วยแก้ไขให้เขา อันนี้อยากจะฝากเป็นประเด็น เพราะว่าไม่ว่าภาครัฐจะขยับอะไร สิ่งสำคัญที่สุด หัวใจสำคัญที่สุดคือผลกระทบที่มีต่อพี่น้อง ประชาชน เราจะแก้ไข เราจะชดเชยเขาอย่างไร อันนี้เป็นสิ่งซึ่งอยากจะฝากให้ท่านได้ช่วย พิจารณา คงใช้เวลาสั้น ๆ ครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านจุลพันธ์ครับ ต่อไปเชิญท่านกิตติ วะสีนนท์ แล้วตามด้วยท่านสะถิระ เผือกประพันธุ์ ท่านกิตติ เชิญครับ🔗

นายกิตติ วะสีนนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ขอบคุณท่านประธานครับ ผม กิตติ วะสีนนท์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นก็ขอบคุณทางท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคมที่มาเสนอเรื่องนี้ ก็อย่างที่หลายท่านพูดอาจจะช้าไปหน่อย แต่ช้าก็ยัง ดีกว่าไม่มาเลย🔗

ประเด็นแรก ผมยินดีที่ทางคมนาคม กรมเจ้าท่าได้ร่วมมือกับทางสถานทูต ลอนดอนผลักดันให้ไทยได้รับเป็นคณะมนตรีไอเอ็มโอ (IMO) หรือองค์การทางทะเลระหว่าง ประเทศ ซึ่งเป็นองค์การชำนาญพิเศษของสหประชาชาติ เป็นองค์กรหลักในเรื่องกิจการทาง ทะเล เป็นสมัยที่ ๙ แล้วที่เราได้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ผมเองก็จำได้ว่าได้เคยมีส่วนร่วมในการ ทำงานกับทางกระทรวงคมนาคมและกรมเจ้าท่าในการผลักดันในเรื่องนี้ เข้าใจว่า เมื่อปี ๒๕๔๘ เราเข้ากลุ่มซี (C) ได้ลำดับที่ ๒๐ หรืออย่างไร แล้วก็ลดลงมาลำดับที่ ๑๙ แล้ว ก็ประมาณปี ๒๕๕๒ เราลดลงมาได้ถึงลำดับที่ ๑๒ เพราะเราพิสูจน์ได้ว่าเรามีผลประโยชน์ เกี่ยวพันกับกิจการทางทะเลอย่างใหญ่หลวง นอกเหนือจากประเทศที่อาจจะมีความชัดเจน เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทยก็เป็นประเทศอาเซียนประเทศหนึ่งที่เป็น สมาชิกมาตลอด ๑๘ ปีที่ผ่านมา อันนี้ก็อาจจะมีผลประการหนึ่งก็คือว่าเมื่อปี ๒๕๖๒ ทางคมนาคมได้ตัดสินใจส่งเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะเรียกว่าผู้ช่วยทูตฝ่ายกิจการทางทะเล หรือว่า อัครราชทูตที่ปรึกษาเข้าไปประจำการที่ลอนดอน ซึ่งทำให้บทบาทของประเทศไทยมีความ เด่นชัดยิ่งขึ้น ผมคิดว่ามาร์โพล ๗๓/๗๘ แอนเน็กซ์ ๕ (MARPOL 78/79) (Annex 5) ภาคผนวกที่ ๕ ซึ่งเป็นกฎข้อบังคับเรื่องป้องกันมลพิษจากขยะบนเรือนี่ แน่นอนมันเป็น พันธกรณี แต่มันมีความสำคัญ ไทยเองในช่วงที่เป็นประธานอาเซียนเมื่อปี ๒๕๖๒ ก็ได้ออก ปฏิญญากรุงเทพฯ ว่าด้วยการต่อต้านขยะทางทะเล เป็นเรื่องที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญ และเรื่องนี้โดยภาพรวมทั้งการเข้าเป็นภาคีและการได้มีส่วนอยู่ในคณะมนตรีนี่มันก็สอดคล้อง กับยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ ๕ เอส (5S) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องซีเคียวริตี (Security) ความมั่นคง เรื่องสเตตัส (Status) สถานะ เรื่องสแตนดาร์ด (Standard) มาตรฐานสากล อันนี้คือมาตรฐานสากลของกิจกรรมทางทะเล แล้วก็ซัสเทนอะบิลิตี (Sustainability) ความยั่งยืน ในเรื่องนี้เราอาจจะเป็นบทเรียนที่จะต้องเร่งรัดการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาและ พิธีสารต่าง ๆ แล้ว เพราะว่าเท่าที่ผมทราบนี่มีอนุสัญญาและมีพิธีสารของไอเอ็มโอ (IMO) ประมาณ ๕๐ ฉบับ เราเข้าประมาณสัก ๑๗ ฉบับ เฉพาะตัวที่เป็นอนุสัญญาน่าจะมีอยู่สัก ประมาณ ๔๕ ฉบับ เราเข้า ๑๔ ฉบับ ซึ่งถือว่าน้อยมาก แน่นอนครับ ผมเห็นด้วยว่าการจะ เข้าพิธีสารอะไร มีพันธกรณีอะไรนี่ต้องดูผลประโยชน์ของไทยเป็นหลัก แต่ผมเชื่อว่ามีการศึกษาเยอะแล้ว โดยกระทรวงคมนาคม กรมเจ้าท่าว่าส่วนใหญ่ล้วน เป็นประโยชน์กับไทยทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าอาจจะมีประเด็นเรื่องการแก้กฎหมาย หรือการ ปรับตัวอะไรต่าง ๆ เหมือนกับกรณีแอนเน็กซ์ ๕ (Annex 5) ของมาร์โพล ๗๓/๗๘ (MARPOL 73/78) ซึ่งแน่นอนมันก็จะต้องมีอย่างที่ท่านสมาชิกได้กล่าวไปแล้ว พลเรือเอก พัลลภ ขออนุญาตเอ่ยนาม ไม่เสียหายอะไร มันจะมีสิ่งที่เรียกว่าไอเอ็มโอ เมมเบอร์ สเตต ออดิต สกีม (IMO Member State Audit Scheme) หรือโครงการตรวจประเมินประเทศ สมาชิก ซึ่งตามนี้มันก็จะตกประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ปี ๒๕๖๖ ก็ยังมีเวลาปีกว่าเพราะฉะนั้น มันก็คงจะต้องมีการประกาศกฎหมายอนุวัติ แอนเน็กซ์ (Annex) ฉบับนี้ ขณะเดียวกันก็จะต้องมีการสร้างความรู้ความเข้าใจ เพราะว่าในแอนเน็กซ์ (Annex) ฉบับนี้ มันมีประเด็นที่อาจจะลงในรายละเอียด เช่น ประเภทขยะในข้อกำหนดของอนุสัญญานั้น มันมีความหลากหลาย และมันมีวิธีการจัดการที่แตกต่างกันด้วยโดยเฉพาะ ยกตัวอย่าง กรณีเครื่องมือประมง การทิ้งเครื่องมือประมงที่สิ้นสภาพ ซึ่งชาวประมงหรือธุรกิจทางประมง ทั่วไปอาจจะไม่ค่อยคุ้นเคยแต่มันมีวิธีการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันไม่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ อย่ารอให้ เกิดปัญหาคือถูกจับ ถูกประณามเสียก่อน ผมคิดว่ากระทรวงคมนาคมและทางกรมเจ้าท่านี้ มีสมรรถนะพอที่จะให้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้เป็นอย่างดี แน่นอนในเรื่อง ๕ เอส (5S) นี้ เรื่องซีเนอร์จี (Synergies) คือการรวมพลังนี้มันจะต้องร่วมกันต่อไป เข้าใจดีว่าทางกระทรวง คมนาคมนี้มีวาระที่เร่งด่วนอยู่หลายกรณี แต่ในแง่ของกรมเจ้าท่าเองก็คงสามารถที่จะ ผลักดันประเด็นเรื่องไอเอ็มโอ (IMO) ต่อไปอย่างต่อเนื่อง แน่นอนอย่างที่หลายท่านพูด มันต้องประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างกรณีไปหาเสียงไอเอ็มโอ (IMO) กับกระทรวง การต่างประเทศที่อยู่ภายในนี้ มันจะต้องประสานกับหน่วยความมั่นคง ศรชล. เอย อะไรเอย ที่จะทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้🔗

อีกประเด็นหนึ่งที่ผมก็ต้องฝากขอบคุณ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมเคยมี ความพยายามที่จะช่วยสนับสนุนอยู่ก็คือการที่จะให้มีเจ้าหน้าที่ของกรมเจ้าท่าไปประจำ เป็นคล้าย ๆ ผู้ช่วยทูตฝ่ายกิจการทะเลที่สถานทูต ซึ่งเข้าใจว่าได้คุณวัชระ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ แล้วก็จับเรื่องไอเอ็มโอ (IMO) มาตั้งแต่ต้น ก็ช่วยเรื่องนี้ได้อย่างดีมาก ประเด็นนิดเดียวครับ ที่อยากจะฝากตรงนี้ก็คือว่า เข้าใจว่าใช้วิธีการของบางสำนักงานที่ให้อยู่เพียง ๓ ปี คราวนี้ เรื่องไอเอ็มโอ (IMO) มันเป็นมัลติแลตเทอรัล (Multilateral) โอกาสที่จะเข้าใจลึกนี้มัน ใช้เวลา ไม่ใช่ว่าอยู่กรุงเทพฯ ไม่มีทางเข้าใจลึก มันต้องไปอยู่ที่โน้น ฉะนั้นในปีแรกมันเป็น เรื่องของการเรียนรู้ ปีที่ ๒ ปีที่ ๓ เป็นเรื่องของการเก็บเกี่ยว แต่จะให้ดีที่สุดมันต้องแบบของ กระทรวงการต่างประเทศ แบบของกระทรวงพาณิชย์ คืออยู่ให้เต็ม ๔ ปี และแน่นอน ก็อาจจะมีประเด็นอื่น ๆ ที่จะต้องประสานงานกับสถานทูตให้ชัดเจน อันนี้ที่ผมฝากไว้ คือที่จริงแล้วน่าจะเป็นลักษณะทีมประเทศไทย ภายใต้วัน รูฟ โพลิซี (One roof policy) ที่ผมขออนุญาตฝากทางคมนาคมไว้ เพื่อที่จะผลักดันในเรื่องนี้ให้มีความต่อเนื่อง และแน่นอน ความพยายามของเราที่แสดงให้เห็นว่าไทยไม่ใช่มีแค่ผลประโยชน์ทางการค้าที่ส่งทางเรือ แต่ว่ามีความสนใจ เป็นมารีไทม์ คันทรี (Maritime Country) นี้ มันไม่ใช่แค่ว่าติดอยู่ ๒ มหาสมุทรเท่านั้น แต่ว่าห่างจากมะละกานี้ แต่มันมีประเด็นอื่น ๆ ที่เราสามารถมีบทบาท ให้ไอเอ็มโอ (IMO) ได้ เป็นสิ่งที่เราจะต้องผลักดันต่อไปอย่างต่อเนื่องครับ ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เรียนท่าน สมาชิกครับ วันนี้เรามีภารกิจในการให้ความเห็นชอบพิธีสารถึง ๓ ฉบับ และมีร่าง พระราชบัญญัติอีก ๓ ฉบับ ซึ่งท่านประธานรัฐสภากำหนดไว้ให้มีการประชุมในวันนี้วันเดียว ดังนั้นผมขอความกรุณาว่าท่านที่จะอภิปรายต่อไป ขอให้ตรงประเด็นตามพิธีสาร และใช้เวลา เท่าที่สมควรแบบที่ท่านจุลพันธ์ได้ทำไว้ ลำดับต่อไปผมเชิญท่านสะถิระ เผือกประพันธุ์ และตามด้วยท่านนิคม บุญวิเศษ จากนั้นก็จะเป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณไกรสิทธิ์ครับ เชิญท่านสะถิระก่อนครับ🔗

นายสะถิระ เผือกประพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชลบุรี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม สะถิระ เผือกประพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นต้องขอร่วมอภิปราย อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันมลพิษ ภาคผนวกที่ ๕ ว่าด้วยกฎข้อบังคับ สำหรับการป้องกันมลพิษจากขยะบนเรือ หรือมาร์โพล (MARPOL) ก็ยังดีที่มาครับ ท่านประธานครับ เพราะว่าถ้ามาช้าอาจจะเป็นเหมือนเปรียบเทียบแบบกรณีวาดา (WADA) หรือองค์กรต่อต้านสารต้องห้ามโลกที่ธงชาติเราไม่ได้ขึ้นในโพเดียม (Podium) ไม่แสดงให้ พี่น้องชาวโลกเห็นว่าเรามีความสามารถในด้านกีฬาเพียงใด แต่อย่างไรก็ตามผมเห็นด้วย เป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าจะมาช้าเพียงใดเกี่ยวกับเรื่องของการจำกัดขยะทั้งบนเรือและชายฝั่ง แต่ทั้ง ๒ อย่างต้องควรควบคู่กันไป โดยเฉพาะในอนุสารนี้ก็คือเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเรา ก็ได้มีการลงมติ พ.ร.บ. การเดินเรือในน่านน้ำไทยว่าด้วยการทิ้งขยะลงทะเลเช่นกัน แต่คำถามมีอยู่ว่าท่านจะนำไปใช้เมื่อไร เพราะว่าท่านต้องรอที่ พ.ร.บ. ผ่านทางรัฐสภา ให้ความเห็นชอบ ในเมื่อมีวาระสำเร็จแล้ว แต่วันนี้ท่านก็ต้องไปทำภาคยานุวัติต่อ ต่อองค์กร ทางทะเลต่อตรงนี้ ถามว่าท่านพร้อมใช้แล้วเมื่อไร อย่างไร ฝากท่านประธานผ่านไปยัง กรมเจ้าท่า เพราะว่าถ้าท่านพร้อมแล้วเรือทั้ง ๕๐,๐๐๐ ลำ นี่เฉพาะเรือประมง ถ้าเป็น เรือท่องเที่ยวด้วยซึ่งมีอยู่หลายหมื่นลำเช่นกันที่ประกอบกิจการในภาคทะเลของพื้นทะเลไทย ตรงนี้ผมก็อยากฝากท่านประธานผ่านไปยังกรมเจ้าท่าว่าแม้ท่านพร้อมแล้วกฎข้อบังคับ ต่าง ๆ หรือระเบียบต่าง ๆ ที่ทางเรือจะต้องรับผิดชอบ มีภาระหน้าที่ที่จะต้องร่วมกันรณรงค์ ให้ขยะในประเทศไทยของเราลดน้อยลง เพราะปัจจุบันมีหลายสถาบันครับ เราจะอยู่อันดับที่ เท่าไรก็แล้วแต่ แต่ผมมั่นใจว่าเราอยู่อันดับต้น ๆ ของโลกที่เราจะต้องลดปริมาณขยะให้ได้ แน่นอน เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของข้อยกเว้น ข้อยกเว้นที่ผมดูในเรกูเลชัน (Regulation) ที่ ๘ ส่วนใหญ่จะให้คำจำกัดความว่า เรือต้องใช้ความระมัดระวังตามสมควร ตรงนี้บทบัญญัติข้อบังคับใน พ.ร.บ. การเดินเรือในน่านน้ำไทยมีการปรับหลายแสนบาท เมื่อใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ และใช้คำว่าความระมัดระวังตามสมควร ตรงนี้ผมฝาก ท่านประธานผ่านไปยังกรมเจ้าท่าว่าควรจะมีบทบัญญัติที่ชัดเจนว่าความระมัดระวังควร ระมัดระวังอย่างไร แล้วทำอย่างไรถึงจะเป็นที่ไม่ระมัดระวัง หรือมิได้เจตนา เพราะว่าไม่ว่า พี่น้องประมงก็ดี ทำเครื่องมือประมงตกหล่นหรือสูญหาย หรือเรือท่องเที่ยวก็ดี ไม่มี การกำจัดขยะโดยไม่ได้ระมัดระวัง ควรมีบทบัญญัติที่ชัดเจน เพราะว่าค่าปรับหลักแสนบาท และถ้าไม่ยอมจ่ายอีกปรับวันละ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ตรงนี้ฝากท่านประธานผ่านไปยังทาง กรมเจ้าท่าด้วย🔗

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมดูในของเรกูเลชัน (Regulation) กฎข้อบังคับในเรื่องของ การให้ท่าเทียบเรือ หรือท่าเรือในการขนย้ายขยะ ท่านถามว่าท่าเทียบเรือท่านพร้อมแล้ว หรือยัง แล้วใครเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดเตรียมขยะก่อนที่เรือจะออก หรือเรือเข้ามาใน ท่าเทียบเรือ ตรงนี้ฝากท่านประธานผ่านไปยังกรมเจ้าท่าด้วยว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ รัฐหรือเอกชน หรือต้องรับผิดชอบร่วมกัน หรือต้องร่วมกัน ก็มีเพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งที่บอก ว่าเรื่องนี้กรมเจ้าท่ารับผิดชอบคนเดียวไม่น่าไหว ควรที่จะต้องมีหน่วยงานของรัฐอีกหลาย หน่วยงาน อย่างเช่น กรมควบคุมโรค กรมควบคุมมลพิษ ตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะว่า เรื่องขยะไม่ใช่เรื่องเฉพาะในเรื่องของประเทศไทยเท่านั้น มันเป็นเรื่องของระดับโลกครับ ท่านประธานครับ🔗

อีกเรื่องหนึ่งก็คือในเรื่องของความพร้อมของเรือครับท่านประธาน มันมีอยู่ ข้อหนึ่งที่ผมอยากฝากท่านประธานตั้งเป็นข้อสังเกตและข้อเสนอแนะผ่านไปยังกรมเจ้าท่า เรือ ๑๒ เมตรขึ้นไปต้องมีป้ายกำกับบอกว่าวิธีการกำจัดขยะทำอย่างไร ต้องมีภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส และสเปน เรือ ๕๐,๐๐๐ ลำ อาจจะเป็นเรือ ๑๒ เมตรหลักหมื่น เรือท่องเที่ยว อีกหลักหมื่น เขาพร้อมแล้วหรือยังสำหรับที่จะต้องมีภาษาอังกฤษ ภาษาอังกฤษผม ไม่ห่วงครับ แต่ภาษาฝรั่งเศสและภาษาสเปนท่านบอกว่าต้องมี ภาษาฝรั่งเศสและภาษาสเปน เมื่อจะออกนอกเรือในพื้นที่นั้น ๆ ตรงนี้ฝากท่านประธานผ่านไปยังกรมเจ้าท่าด้วยว่า มีหลักเกณฑ์อย่างไร ทั้งนี้ทั้งนั้นท่านประธานผมขออนุญาตใช้เวลาเพียงเท่านี้ครับ เพราะว่า มีเพื่อนสมาชิกอีกหลายท่าน แล้วก็วันนี้มีการลงมติอีกหลายพระราชบัญญัติ เพราะฉะนั้น การดูแลรณรงค์รักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อเศรษฐกิจภาคทางทะเลเป็นสิ่งสำคัญครับ ไม่ว่าจะเป็นทางทะเลหรือทางชายฝั่ง หรือแม้กระทั่งทางบก สิ่งเหล่านี้ทำให้พี่น้องไทย มีรายได้จากการท่องเที่ยวก็ดี หรือได้จากการประมงก็ดี สำหรับ พ.ร.บ. นี้ผมเห็นด้วย เป็นอย่างยิ่ง กราบขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ มากครับท่านสะถิระครับ ต่อไปท่านนิคม บุญวิเศษ เชิญครับ🔗

นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตในการ อภิปรายอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันมลพิษจากเรือ ค.ศ. ๑๙๗๓ ที่เรา เรียกกันสั้น ๆ ว่า มาร์โพล ๗๓/๗๕ แอนเน็กซ์ ๕ (MARPOL 73/78 Annex 5) ผมเห็น ความสำคัญของอนุสัญญาฉบับนี้เพียงแต่จะขออภิปรายร่วมในฐานะที่เป็นสมาชิกในประเด็น ที่สมาชิกหลายท่านที่ยังไม่ได้อภิปรายกัน ผมเห็นว่าเรื่องนี้เป็นสำคัญครับ เนื่องจากประเทศ ไทยเราเป็นประเทศการท่องเที่ยว เรามีธรรมชาติที่สวยงาม เรามีเกาะแก่งที่สวยงาม เราจำเป็นจะต้องรักษาความสะอาด ความสวยงามเหล่านี้ไว้ให้ลูกหลานเรา อย่าลืมว่า หลายท่านที่ไปเที่ยวโดยเฉพาะคนไทยด้วยกัน เราเคยไปเที่ยวชายหาด ปรากฏว่าบางวัน ท่านประธานครับ น้ำนี่มันเสีย น้ำมันเน่า แล้วก็มีขยะแยะเยอะมากมายครับ ในส่วนที่ อนุสัญญานี้ยังไม่ได้เขียนลงไปก็คือ เรื่องการปล่อยน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมหรือการ ปล่อยของเสียที่เป็นพิษที่เรายังไม่มีการบำบัดลงสู่ทะเลนั้น มันทำให้อาหารปลาซึ่งเป็น แพลงก์ตอน (Plankton) ต่าง ๆ หรือทำให้แหล่งที่มีการเพาะพันธุ์ปลา ปลาตัวเล็ก ๆ ลูกปลา ก็สามารถที่จะตายได้ จะเห็นได้ว่าตอนนี้ สัตว์น้ำ กุ้ง หอย ปู ปลา ทำไมชาวทะเลเรา ไม่สามารถที่จะจับปลาได้ในใกล้ ๆ ฝั่งเรา เนื่องจากว่าสัตว์เหล่านี้ตอนนี้มันสูญพันธุ์ครับ เกิดจากมลภาวะเป็นพิษนี่ละครับท่านประธานครับ เราเองต้องสร้างจิตสำนึกให้กับคนไทย ด้วยกัน ผมเห็นว่าอนุสัญญานี้รัฐบาลควรจะแสดงความคิดเห็นแล้วก็ให้ประชาชนมีส่วนร่วม โดยเฉพาะอาชีพในการประมง อาชีพเดินเรือทั้งหลายให้มาแสดงความคิดเห็นให้รับทราบว่า จะมีอนุสัญญานี้เกิดขึ้น เพื่อให้ทุกคนมีจิตสำนึกร่วมกัน ถ้าเกิดเรามีการร่วมอนุสัญญานี้ แต่ถ้าเกิดประชาชนคนไทยนั้นไม่มีส่วนร่วม แล้วก็ไม่กระทำตามอนุสัญญานี้ก็ไม่สามารถ ใช้ได้ และ🔗

มีอีกประเด็นหนึ่งครับที่ผมคิดว่าควรจะอภิปรายในสภาแห่งนี้เพื่อบันทึกไว้ ผมยังไม่เห็นอนุสัญญานี้พูดถึงเรื่องสถานที่ทิ้งขยะ โดยเฉพาะขยะทางทะเลครับ ถ้าเรา บอกว่าไม่ห้ามให้มีการทิ้งขยะในทะเล แล้วสถานที่ที่ควรจะมีการทิ้งขยะในทะเลมัน อยู่ตรงไหน ควรจะมีสถานที่ให้เขาทิ้งขยะได้ ถูกไหมครับ ถ้าเกิดบอกว่าห้ามทิ้งแล้วจะทำ อย่างไรครับ สถานที่ทิ้งมันไม่มี มันไม่เพียงพอ แล้วรถ เรือ ที่เก็บขยะในทางทะเลมันมีไหม เรือเทศบาลมีไหม ถ้าเป็นบนบกเรายังมีเทศบาลในการเก็บขยะ แต่ทางทะเลผมไม่แน่ใจว่า มีการเก็บขยะในทางทะเลอย่างไร ในอนุสัญญานี้ก็ยังไม่มีการบันทึกไว้ แต่อย่างไรก็ตามครับ เนื่องจากไทยเราเป็นประเทศที่ติดกับทะเล แต่เสียดายที่เรากลายเป็นประเทศที่เป็นผู้ตาม เราควรจะเป็นผู้นำในอนุสัญญานี้ ตอนนี้ทราบว่ามีเหลือแค่ ๒ ประเทศ ไทยกับลาวยังไม่มี การเข้าร่วมอนุสัญญานี้ ผมจึงคิดว่าประเทศไทยเรามีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องรีบ เข้าร่วม ผมเองคนหนึ่งที่เห็นด้วยกับอนุสัญญานี้ครับ ไม่ได้ขัดข้องใด ๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่ ขอตำหนินิดหนึ่งว่าทำไมไทยถึงช้าเหลือเกินครับ แล้วก็ฝากประเด็นเรื่องการปล่อยน้ำเสีย ลงทะเลด้วยว่าควรจะมีกฎหมายที่ชัดเจน ควรจะมีการบำบัดของเสียก่อนปล่อยลงทะเล แล้วก็สิ่งที่ผมได้ศึกษามาก็ยังมีข้อยกเว้นในการทิ้งของเสียในทะเล เช่น ระยะห่างประมาณ ๓ ไมล์ทะเล ๑๒ ไมล์ทะเล ถ้าอย่างนี้ก็เท่ากับว่าสามารถที่จะทิ้งของเสียในทะเลได้ แต่ต้อง ห่างจากชายฝั่ง อย่างนี้ผมก็ไม่เห็นด้วย จริง ๆ แล้วขยะที่ลงไปในเรือก็ควรจะเอาขึ้นบนฝั่ง แต่ควรจะมีสถานที่ที่เป็นที่สามารถทิ้งได้โดยรัฐบาล เราไม่ต้องไปมองต่างชาติหรอกครับ มองคนไทยก่อน เพราะเราต้องการให้น้ำทะเลฝั่งไทยเรามีความสะอาด เพราะเราเป็นเมือง ท่องเที่ยวครับท่านประธานครับ ขอบคุณมากครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ แล้วตามด้วยท่านณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ เชิญครับ🔗

ศาสตราจารย์เกียรติคุณไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ สมาชิกวุฒิสภา แบบสรรหา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์เกียรติคุณไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมต้องขอขอบพระคุณ เป็นอย่างสูงที่ให้โอกาสผมอภิปรายให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับอนุสัญญาระหว่างประเทศ ว่าด้วยการป้องกันมลพิษจากเรือ ค.ศ. ๑๙๗๓ ที่แก้ไขปรับปรุงโดยพิธีสาร ค.ศ. ๑๙๗๘ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคผนวก ๕ ว่าด้วยกฎข้อบังคับสำหรับการป้องกันมลพิษจากขยะบนเรือ กระผมจะขออภิปรายประมาณ ๔ ประเด็นในเวลา ประเด็นแรกก็คือ ความสำคัญ ประเด็นที่ ๒ การดำเนินงานของไทย เมื่อให้ข้อคิดเห็น ประเด็นที่ ๓ พ.ร.บ. ที่กรมเจ้าท่า เสนอแก้ไขเพิ่มเติมร่าง พ.ร.บ. การเดินเรือในน่านน้ำไทย แล้วประเด็นสุดท้ายประเด็นที่ ๔ ก็คือสรุป🔗

เรื่องความสำคัญ จริง ๆ เรื่องนี้มีความสำคัญระดับโลก บังเอิญตราสารนี้ เขียนปี ค.ศ. ๑๙๗๘ ขณะนี้เราอยู่ใน ค.ศ. ๒๐๒๑ จะเข้า ค.ศ. ๒๐๒๒ เรามีเป้าหมาย การพัฒนาที่ยั่งยืน นั่นก็คือเป้าหมายที่ ๑๔ ชีวิตใต้น้ำ ไลฟ์ บีโลว์ วอเตอร์ (Life Below Water) สิ่งที่มีชีวิตขณะนี้แวดล้อมด้วยขยะทางทะเล เรื่องนี้จึงมีความสำคัญระดับโลก ระดับประเทศ ระดับท้องถิ่นที่อยู่ชิดทะเล ทุกคนคงต้องมีบทบาทโดยการลด เลิกหรือใช้ หมุนเวียนขยะทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลาสติก เหตุผลก็คือว่าพลาสติกเมื่อถูกย่อยสลาย ลงไปเล็ก ๆ มันจะกลายเป็นไมโคร พลาสติก (Micro plastic) ซึ่งมีผลเสียต่อชีวิต ทั้งพืช ทั้งสัตว์ ทั้งมนุษย์ พวกเราเองก็ห้ามประมาท ดีไม่ดีกินอาหารทะเลมีไมโครพลาสติก (Micro plastic) ระยะยาวมีผลอย่างไรเรายังไม่รู้ แต่เราคงจะต้องระวังขณะเดียวกันเรื่องนี้ก็มี ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องความเป็นอยู่ของมนุษย์ สัตว์และพืชด้วย ถ้าเราไม่ดูแลให้ดีก็จะมีผล ต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงมีความสำคัญ🔗

ประเด็นที่ ๒ เมื่อเราเห็นชอบ เราคงจะต้องมีการเตรียมการว่าเราจะทำอะไร สิ่งแรกที่ผมเห็นหลายท่านอภิปรายก็คือ ๑. ต้องมีข้อมูล ข้อมูลว่าขยะทะเลเรามันมาจาก ที่ไหน อย่างไร แล้วเราจะแก้ไขอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลาสติก ในครั้งหนึ่งผมมีโอกาส ไปติมอร์เลสเต ติมอร์ตะวันออกไปพบขยะ มีหลักฐานเก็บมาว่าไปจากประเทศไทย เห็นไหมครับ ติมอร์เลสเต ก็แสดงว่าขยะไม่ได้อยู่เฉพาะจุดใดจุดหนึ่งมันกระจายไปทั่วโลก เพราะฉะนั้น เรื่องนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่เราคงจะต้องดำเนินการ ทั้งระดับนานาชาติครับหลายท่าน อภิปรายแล้วว่าเราเข้าไปร่วมช้า แต่ไม่ช้าไป ถ้าเราอยากจะให้มีบทบาทนานาชาติมากขึ้น ต้องมีการศึกษาเตรียมความพร้อมทำงานกับประเทศอื่น ๆ มากขึ้น นั่นก็คือเอสดีจี (SDG) ข้อ ๑๗ พาร์ทเนอร์ชิพ ฟอร์ แอกชีพวิง เดอะ โกลส์ (Partnerships for achieving the Goals) ทำคนเดียวไม่ได้ แล้วขณะเดียวกันในประเทศไทยเองก็ต้องพาร์ทเนอร์ชิพ (Partnerships) กับทุกภาคี กรมเจ้าท่ากรมเดียวทำไม่ไหวหรอก เพราะเราต้องปลูกจิตสำนึก ให้ทุกคนลด เลิก หรือหมุนเวียนขยะทุกรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลาสติก เมื่อการ ดำเนินงานระดับนานาชาติก็ต้องทำ แล้วก็ต้องวางหน้าวางตาให้ดี ท่าทีของไทยจะได้เป็น ที่นับหน้าถือตาของคนนานาชาติ🔗

สำหรับระดับชาติ ผมคิดว่ามีประเด็นที่จะต้องทำตั้งแต่ระดับชาติ ระดับ จังหวัด ระดับท้องถิ่น ทำอย่างไรเราจะมีข้อมูลอย่างที่เรียนแล้ว แล้วพยายามแก้ไข ปลูกจิตสำนึกให้ทุกคนลด เลิก หรือหมุนเวียนขยะให้ได้ทุกรูปแบบ แล้วก็ขณะเดียวกัน จริง ๆ มันก็อยู่ในแม่น้ำ ลำคลองของเราด้วย ไม่ใช่เฉพาะทะเล ซึ่งเรื่องนี้ก็เห็นด้วยว่า ควรจะต้องทำ แล้วที่สำคัญที่ผมเห็นในแอนเน็กซ์ (Annex) ในภาคผนวกก็คือว่า เราคง จะต้องมีการพัฒนากำลังคนเรื่องนี้ คาพาซิตี บิลดิง (Capacity building) แล้วก็มีโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น แล้วขณะเดียวกัน ก็มีการวิจัยและพัฒนาด้วย และขณะเดียวกันการบริหารจัดการที่จะให้ภาคีต่าง ๆ ทำงาน ร่วมกัน ที่ผมอภิปรายนี่ผมพยายามเสริมเติมเต็มกับทุกท่านที่ได้อภิปรายมาแล้ว สิ่งเหล่านี้ ถ้าเผื่อเราทำได้มันก็จะเสริมเติมเต็ม แล้วที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือการสื่อสารประชาสัมพันธ์ ให้ทุก ๆ คนมีจิตสำนึกครับ ไม่ใช่เฉพาะพูดอย่างเดียว ต้องทำให้ได้ แล้วเราได้ร่วมกันสร้าง สังคมและสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น🔗

สำหรับประเด็นถัดไปก็คือเรื่อง พ.ร.บ. ที่จะเกิดขึ้นใหม่ พ.ร.บ. การเดินเรือ ในน่านน้ำไทย ผมไม่ทราบว่าที่ได้พิจารณากัน ได้พยายามปรับปรุงนำแนวคิดเรื่องการพัฒนา ที่ยั่งยืนไปใส่ด้วยหรือเปล่า ปี ๑๙๗๘ มันโบราณแล้ว ผมก็หวังว่าที่ผ่านทางสภาผู้แทนราษฎร ได้พิจารณาเรื่องเหล่านี้ แน่นอนพอไปผ่านวุฒิสภาเราคงต้องพิจารณาเรื่องนี้ให้ชัดเจนขึ้น ให้มันสมบูรณ์ขึ้น🔗

โดยสรุปท่านประธานครับ ผมคิดว่าเรามีความจำเป็นที่จะรับ พ.ร.บ. นี้ แล้วนำมาใช้ประโยชน์ให้มากขึ้น ในทุก ๆ ระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปลูกจิตสำนึกครับ แล้วก็ ให้มีการทำงานเป็นภาคีเครือข่าย กรมใดกรมหนึ่งทำงานไม่สำเร็จหรอกครับ โดยสรุปก็คือ ผมสนับสนุนเต็มที่ แล้วให้ความเห็นชอบ แล้วคงจะต้องออกแรงทำงานให้ดียิ่งขึ้นสืบไปครับ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลกครับ ขอบคุณมากครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปจะเป็นผู้ประสงค์ท่านสุดท้ายที่จะอภิปรายคือ ท่านณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ผมได้ติดตาม แล้วมีสมาชิกที่อภิปรายหลายท่านได้ตั้งคำถาม เพื่อได้รับคำตอบจากท่านรัฐมนตรีหรือ ผู้ชี้แจง โปรดเตรียมรับคำตอบไว้ เชิญท่านณัฏฐ์ชนน🔗

นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด สงขลา เขตเลือกตั้งที่ ๗ อำเภอนาทวี สะบ้าย้อย สำนักแต้ว สำนักขามของอำเภอสะเดา พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เมืองไทยนี่แปลก เวลาเซ็นสัญญา ระหว่างประเทศส่วนใหญ่จะเสียเปรียบ ท่านรู้ไหมครับว่าพี่น้องชาวประมงเจ็บปวดกับ การเซ็นสัญญาต่าง ๆ ยกตัวอย่างครับ เทียร์ ๑ (Tier 1) เทียร์ ๒ (Tier 2) นี่คือการทำลาย ชีวิตชาวประมงที่เจ๊ง ไม่ว่าจะเป็นฝั่งอ่าวไทย ฝั่งอันดามัน นี่ก็คือข้อเตือนสติสำหรับรัฐบาล ท่านประธานครับ วันนี้สิ่งที่เราอภิปรายก็คือการที่จะบูรณาการเพื่อที่จะให้แหล่งท่องเที่ยว ของประเทศที่จะเป็นแหล่งสร้างรายได้ในอนาคต เพื่อที่จะรักษาในเรื่องของคุณภาพ ไม่ว่า จะเป็นเรื่องของความสะอาด วันนี้เรามาดูในเรื่องของอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันมลพิษ ทางเรือ ท่านประธานครับ มีทั้งหมด ๖ ภาคผนวก ข้อ ๑ ข้อ ๒ เซ็นไปแล้ว วันนี้เรามาพูดใน ข้อที่ ๕ ว่าด้วยการป้องกันมลพิษขยะบนเรือ แสดงว่าวันนี้ในประเทศไทยเราให้ความสำคัญ กับมลพิษ โดยเฉพาะจังหวัดสงขลาของผม วันนี้ในช่วงมรสุมครับท่านประธาน ปรากฏว่า ขยะที่เห็นอยู่ชายฝั่งก็เป็นขยะจากเรือ ไม่ว่าจะเป็นเชือก หรือว่าอุปกรณ์โฟมต่าง ๆ ขยะจาก ชายฝั่งที่ไหลจากแม่น้ำลำคลองส่วนใหญ่เราจะไม่เห็น แสดงว่าวันนี้เรามาถูกทาง ท่านประธานครับ ข้อกำหนดสำคัญที่สุดของภาคผนวกที่ ๖ ก็คือ ห้ามมิให้ปล่อยพลาสติก เชือกสังเคราะห์ หมายถึงเชือกในการทำการประมง หรือว่าในการควบคุมเรือ อวนจับปลา สังเคราะห์ ถุงขยะพลาสติก และเถ้าผลิตพลาสติกจากเตาเผาขยะ และน้ำมันปรุงอาหาร นี่คือหัวใจหลักของภาคผนวกที่ ๕ และการปล่อยขยะลงในทะเลนอกพื้นที่พิเศษ ให้กระทำได้ ในขณะที่เรืออยู่ระหว่างทางจากแผ่นดินไกลที่สุดเท่าที่จำเป็น นี่คือหัวใจหลักที่เราพูดในวันนี้ ท่านประธานครับ แต่สิ่งที่เราจะมาพูดในลำดับต่อไปก็คือข้อเสีย วันนี้ท่านรัฐมนตรีและคณะ ที่มาไม่ได้บอกข้อเสียว่า หลังจากเราเซ็นสัญญาอนุฉบับนี้จะกระทบกับพี่น้องชาวประมง อย่างไร จะกระทบกับท่าเรืออย่างไร จะกระทบกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างไร คุณบอกแต่ข้อดีมาทั้งหมด เพราะฉะนั้น วันนี้ผมก็เลยอยากจะฝากไปยังผู้ชี้แจงสั้น ๆ คำถามก็คือ รัฐบาลได้เตรียมความพร้อม เรื่องเรือที่จะได้รับผลกระทบหรือยัง ชาวประมงท่านไปทำความเข้าใจเขาหรือยัง ท่าเรือ ต่าง ๆ ทั่วประเทศท่านได้เตรียมความพร้อมหรือยัง นี่ก็คือสิ่งที่จะได้รับผลกระทบจาก อนุสัญญานี้เซ็น วันนั้นผมในฐานะ ส.ส. ก็ลำบากอีกครับ เพราะพี่น้องชาวประมงก็ต้องมา ร้องเรียน ส.ส. ว่าการเซ็นสัญญาของรัฐบาลสร้างผลกระทบให้กับเขา เพราะฉะนั้นเป็นหน้าที่ ของท่านไปทำความเข้าใจกับบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะกระทบ วันนี้เองผมก็เลย บอกเมื่อสักครู่นี้ ข้อเสียที่จะได้รับผลกระทบกับประเทศไทย ท่านไม่ได้ชี้แจงมาใน เล่มนี้ ท่านต้องชี้แจงมาครับว่าเมื่อเซ็นสัญญาแล้วจะกระทบกับใคร จะกระทบอย่างไร และรัฐบาลจะแก้ปัญหานี้อย่างไร นี่คือการบ้านใหญ่ที่ท่านต้องไปดำเนินการ ท่านประธาน สิ่งหนึ่งที่ผมฝากไม่ได้อยู่ใน ๑-๖ ภาคผนวกครับ แต่พวกเราเห็นโดยทั่วไปว่า วันนี้มันเกิด อะไรขึ้นครับ มีการทำปะการังเทียมโดยใช้งบประมาณของแผ่นดินไปทิ้งบริเวณนอกชายฝั่ง ปีหนึ่งหลายพันล้านครับ ทุกหน่วยงานครับ ไปทิ้งนอกชายฝั่ง มันเกิดอะไรขึ้นครับวันนี้ ปรากฏว่านอกจากสิ่งที่หน่วยงานของรัฐผลิตขึ้น เขาเรียกว่าปะการังเทียมที่ใช้งบประมาณไป ทิ้งในทะเล มันมีอะไรอีกครับ รถขยะครับ รถขยะที่เสื่อมสภาพจากหน่วยงานของรัฐบาลไป ทิ้งทะเล รถถังครับ รถทหารครับ เรือรบครับ เมื่อวานซืนเพิ่งทิ้งไป ๑ ลำ ยางรถยนต์ครับ ปรากฏว่าเอายางรถยนต์ที่ผิดสเปก (Spec) ไปผูกกันรวมเป็น ๓ อัน ไปทิ้งในทะเล นี่คือสิ่งที่ พวกเรามีความกังวลว่า วันนี้กรมเจ้าท่า รัฐบาลได้คิดถึงเรื่องนี้หรือเปล่า วันนี้ท่านเซ็นสัญญา มันจะไปกระทบสิ่งที่ท่านทิ้งไปหรือเปล่า รถขยะ รถถัง รถบัส เรือรบ อยู่บนฝั่งเราเรียกว่า ขยะ แต่วันนี้เราเอาไปทิ้งในทะเล เขาจะเรียกอะไรครับท่านรัฐมนตรี นี่คือสิ่งที่กระทบ ที่เกิดขึ้นที่พวกเราไม่ได้พูด เพราะฉะนั้นในการลงนามในสัญญามาร์โพล (MARPOL) ครั้งนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดพวกผมในฐานะ ส.ส. เห็นด้วย แต่ต้องมีการท้วงติงเพื่อให้บันทึกในรัฐสภา แห่งนี้ เพื่อให้พี่น้องประชาชนรู้ว่าสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ท้วงติงแล้ว ทุกอย่างทั้งหมดเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะชาวประมง และผู้ประกอบการท่องเที่ยวทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

พอดีมีท่าน พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ขอเสนออภิปรายอีกท่านหนึ่ง🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด เชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ประเทศไทยของ เราที่จะเซ็นอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันมลพิษทางเรือ ค.ศ. ๑๙๗๓ แล้วก็ แก้ไข ค.ศ. ๑๙๗๘ ๔๐ กว่าปี ท่านประธานครับ ประเทศไทยเรามีของดี เราละเลยทะเล ไม่เห็นคุณค่าของทะเลไทย ทั้ง ๆ ที่มีศักยภาพที่จะเป็นมหาอำนาจด้านทะเลของโลกได้ ท่านประธานครับ การขนส่งทางทะเลนี้ขนส่งทั้งบก ทั้งราง อากาศ ทางทะเลนี้ขนส่ง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของโลกนี้ ดังนั้นประเทศไทยเราละเลยผลประโยชน์ทางด้านทะเล มีการวิเคราะห์วิจัยของดอกเตอร์ ธนิต โสรัตน์ ๒๕๕๙ บอกว่าเศรษฐกิจสีน้ำเงินในระดับโลก ๘๐ เปอร์เซ็นต์ที่ขนส่งกันมูลค่า ถึง ๑.๕๕ ล้านล้านดอลลาร์ มาดูประเทศไทยมูลค่าธุรกิจ ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงทั้งหลาย มูลค่าทางทะเลของประเทศไทยมีถึง ๒๑ ล้านล้าน วันนี้เราไม่สามารถจับต้องเอาเงิน ๒๑ ล้านล้าน มาบริหารประเทศได้ เพราะเราละเลย ในการพัฒนาทะเลไทย ท่านประธานครับ วันนี้ถ้าเราขุดคลองไทยที่ ๕ จังหวัด ทำเป็นเขต เศรษฐกิจพิเศษ คือ กระบี่ ตรัง พัทลุง สงขลา นครศรีธรรมราช มันจะทำให้มูลค่าทางทะเล เราสูงขึ้น เราจะเป็นมหาอำนาจทางทะเล คือ ซีเพาเวอร์ (Sea power) ท่านประธานครับ วันนี้ชายฝั่งทางอันดามัน ๙๐๐ กว่ากิโลเมตร ชายฝั่งทางอ่าวไทยพันกว่ากิโลเมตร รวมแล้ว ๓,๐๐๐ กิโลเมตร เราไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้ เรือรบของประเทศไทยจะต้องแบ่งกำลังไว้ที่ อันดามันและแบ่งกำลังไว้ที่อ่าวไทย เพราะฉะนั้นพัฒนาศักยภาพของกองทัพเรือ ศักยภาพ ทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงของประเทศ ถ้าหากว่าเราเชื่อมทะเลทั้งสองฝั่งด้วยคลองไทย จะทำให้ศักยภาพของประเทศไทยสามารถที่จะเทียบเท่าสิงคโปร์ ดีกว่ามาเลเซีย แล้วก็ดีกว่า หลาย ๆ ประเทศ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมสนับสนุนให้รัฐบาลได้ไปดำเนินการ อย่างเร่งด่วน แล้ววันนี้ต้องสงสารพี่น้องชาวประมงที่มาเรียกร้องอยู่ตลอดเวลา เราได้ด้อยค่า ลดคุณค่าของเรือประมงไทย เมื่อก่อนติดอันดับ ๑ ใน ๓ ของโลก วันนี้ถูกยุโรปใช้มาตรการ ทำให้เราจะต้องเอาเรือไปจมเป็นพิพิธภัณฑ์ใต้น้ำ ขายเรือให้กับกรมประมง เป็นสิ่งที่น่าเศร้า ใจมาก พี่น้องกัปตันเรือ คนทำงานบนเรือที่มีทักษะทางทะเลร่วม ๕๐,๐๐๐ คน จะต้อง เปลี่ยนอาชีพ ไปขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ไปขายลูกชิ้นปิ้งบ้าง เราสูญเสียอำนาจทางทะเล สูญเสียบุคลากรที่เราสะสมมาเป็นร้อย ๆ ปี วันนี้ขอให้ทางกระทรวงคมนาคมได้เร่ง ดำเนินการในเรื่องนี้ แล้วก็ดูว่าศักยภาพทางทะเลของประเทศไทยที่จะเพิ่มมูลค่าให้กับ งบประมาณของประเทศ อันนี้สามารถที่จะล้างหนี้สาธารณะ ล้างหนี้ครัวเรือนของประเทศ ไทยได้ทั้งหมด ฝากทางรัฐบาลว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในทะเล วันนี้ท่านทำเรื่องขยะก็ทำไป แต่อยากจะให้ดูแลพี่น้องชาวประมง ไม่ใช่ ๕๐,๐๐๐ ลำ เหลือ ๓๐,๐๐๐ ลำ แล้วจะลดลง เรื่อย ๆ วันนี้ปลากระป๋องไม่ใช่ของพื้นฐานที่พี่น้องคนจนจะได้กินเหมือนมาม่า เหมือนบะหมี่ กึ่งสำเร็จรูป เพราะของมันแพง เรือประมงไทยไม่สามารถที่จะเป็นเจ้าทะเลอีกต่อไป ดังนั้น สิ่งเหล่านี้จะต้องกลับคืนมาสู่ประเทศไทย ฝากท่านประธาน ฝากท่านรัฐมนตรี และรัฐบาล ฟื้นทะเลไทยให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เป็นอันว่าที่ประชุมได้ฟังการอภิปรายของสมาชิกที่ประสงค์จะอภิปราย ๑๑ ท่าน ครบถ้วนแล้ว การอภิปรายเป็นอันยุติ แต่เนื่องจากมีคำถามที่ท่านสมาชิกที่อภิปรายได้ตั้ง คำถามไว้ ดังนั้นผมขอให้ท่านรัฐมนตรีตอบคำถามที่จะตอบได้ให้แก่ท่านสมาชิก และท่าน รัฐมนตรีมีสิทธิที่จะอธิบายสรุปได้ครับ เชิญครับ🔗

นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกรัฐสภาทุก ๆ ท่านที่ท่านได้ อภิปรายให้ข้อท้วงติง ข้อเสนอแนะ มีความเป็นห่วงเป็นใยทางทะเล ต่อข้อคำถาม ต่อข้อสงสัยของผู้อภิปรายหลาย ๆ ท่าน เดี๋ยวผมขออนุญาตให้ทางรองอธิบดีกรมเจ้าท่าลงใน รายละเอียดครับ ขออนุญาตท่านประธานเชิญครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ🔗

นายภูริพัฒน์ ธีระกุลพิศุทธิ์ รองอธิบดีกรมเจ้าท่า

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ สมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม นายภูริพัฒน์ ธีระกุลพิศุทธิ์ รองอธิบดีกรมเจ้าท่าด้านปลอดภัย ต้องกราบเรียนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ อย่างนี้ว่า ในส่วนของการดำเนินการเข้าเป็นภาคีมาร์โพล แอนเน็กซ์ ๕ (MARPOL Annex 5) ของ กรมเจ้าท่าเวลานี้ เพื่อเสนอรัฐสภาเห็นชอบในอนุสัญญาเพื่อเข้าเป็นภาคีต่อไป จริง ๆ แล้ว มาร์โพล (MARPOL) ทั้งหมด ๖ แอนเน็กซ์ (Annex) แอนเน็กซ์ ๑ (Annex 1) และ แอนเน็กซ์ ๒ (Annex 2) เป็นแอนเน็กซ์ (Annex) ที่เป็นภาคบังคับ ซึ่งกรมเจ้าท่าได้เข้าเป็น ภาคีแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๑ ส่วนแอนเน็กซ์ ๓ (Annex 3) ถึงแอนเน็กซ์ ๖ (Annex 6) เป็นภาคสมัครใจ ซึ่งกรมเจ้าท่าต้องเข้าเป็นภาคีภายใต้โครงการที่องค์การทางทะเลระหว่าง ประเทศได้มีโครงการร่วมกับทางประเทศนอรเวย์ หรือไอเอ็มโอ/นอราด (IMO/NORAD) ซึ่งมีอยู่ ๒ ระยะ ระยะแรกตั้งแต่ปี ๒๕๕๗-๒๕๖๐ ซึ่งเป้าหมายก็คือว่ากรมเจ้าท่าได้เสนอ การเข้าเป็นภาคี ๒ ตัว ก็คือลอนดอน โพรโตคอล ๙๖ (London Protocol 96) และ อนุสัญญามาร์โพล ๗๓/๗๘ แอนเน็กซ์ ๕ (MARPOL 73/78 Annex 5) ซึ่งเสนอรัฐสภา เห็นชอบในวันนี้ โดยในระยะแรกเราล่าช้าไปในเรื่องของการเข้าเป็นภาคี จึงได้มาสู่ระยะที่ ๒ ไอเอ็มโอ/นอร์ราด (IMO/NORAD) แมตช์ ๔ (Match 4) ซึ่งจะสิ้นสุดปี ๒๕๖๕ เหตุผลวันนี้ ถามว่ากรมเจ้าท่าเราก็มีการดำเนินการ เพื่อให้เป็นไปตามที่เราเป็นภาคีกับองค์การทางทะเล ระหว่างประเทศ ซึ่งมีอนุสัญญาทั้งหมดประมาณ ๕๙ ฉบับ วันนี้เราเข้าไปแล้ว ๑๔ ฉบับ ทั้งนี้ในการพิจารณาการเข้าเป็นภาคีของกรมเจ้าท่า เราต้องมีการพิจารณาหลายมิติ เพราะว่ามีการเกี่ยวข้องกับสเตกโฮลเดอร์ (Stakeholder) หลายส่วน ทั้งกระทบในส่วนของ เจ้าของเรือ ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ มิติของความพร้อม วันนี้การเตรียมการเพื่อเข้าเป็นภาคี เราต้องยกร่างพระราชบัญญัติขึ้นมาให้พร้อมที่จะเข้าเป็นภาคี สิ่งสำคัญของการเข้าเป็นภาคี คือ ความพร้อมในการอิมพลีเมนต์ (Implement) หากการเข้าเป็นภาคีเรามีแค่กฎหมาย วันนี้ไม่เพียงพอ กฎหมายมิติใหม่ในการเสนอกฤษฎีกาวันนี้กรมเจ้าท่าจะต้องไปเตรียม กฎหมายลำดับรองเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายหลักที่เรานำเสนอรัฐสภา เพื่อรองรับอนุสัญญา ที่เราเข้าเป็นภาคี อันนี้จึงเป็นที่มาว่าในการดำเนินการตามขั้นตอนมันมีระยะเวลาการปฏิบัติ แล้วอันนี้เป็นภาคสมัครใจที่เรานำเข้าเป็นภาคี วันนี้เรือไทยทั้งหมดเรามีเดินเรืออยู่ ต่างประเทศ อย่างที่สมาชิกผู้ทรงเกียรติได้ทราบว่า ถึงแม้เราไม่เข้าเป็นภาคีวันนี้เรือไทยเรา ก็มีความพร้อม เหตุผลเพราะว่า ๑๕๕ ประเทศเขาเข้าเป็นภาคีแล้วกับอนุสัญญามาร์โพล ๕ (MARPOL 5) เพราะฉะนั้นเรือไทยทั้งหมดที่ไปก็จะถูกกำกับและควบคุมโดยประเทศสมาชิก ที่เราเข้า อันนี้เป็นความพร้อม และถามว่าจึงไม่เกิดผลกระทบวันนี้ว่าเมื่อเราเข้าเป็นภาคี จะกระทบกับเรือไทยขนาดไหน🔗

ประเด็นกลับมาก็คือว่าวันนี้เรามีเรื่องของการควบคุมด้านสิ่งแวดล้อมขยะ เรามี พ.ร.บ. การเดินเรือในน่านน้ำไทย เพียงมาตรา ๑๑๙ ซึ่งมีระยะในการควบคุมเพียงแค่ ทะเลภายในน่านน้ำไทย ๑๒ ไมล์ทะเล แต่ถ้าเรือต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย เราไม่มี กฎหมายอะไรไปกำกับเขาว่าหลังจากอีแซด โซน (EZ Zone) ออกไปเราจะต้องดำเนินการ อย่างไร เหตุผลในการเข้าเป็นภาคีส่วนหนึ่งก็คือว่าเราต้องกำกับเรือต่างประเทศที่เข้ามา ในลักษณะต้องมีการกำหนดโทษทั้งทางปกครองและทางอาญาที่เข้ามาและเรือไทยที่ไป ต่างประเทศในพื้นที่พิเศษ ถ้าเราไม่ได้เข้าเป็นภาคีวันนี้ เราก็ไปบังคับเรือไทยไม่ได้ เรือไทย ก็จะถูกบังคับโดยการเข้าเป็นภาคีวันนี้ และเรามีกฎหมายเอื้อมถึงในการที่จะกำหนดบังคับ ให้เรือไทยต้องปฏิบัติตามที่อนุสัญญากำหนด อันนี้เป็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องเข้าเป็นภาคี และไม่ให้เกิดผลกระทบว่าตอนนี้เราเข้าแล้วทำไมไม่มีข้อเสีย ข้อดีเป็นอย่างไร นอกจากเราได้รับการยอมรับจากต่างประเทศ นอกจากเราเป็นการปฏิบัติ ตามกฎหมายอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยกฎหมายทะเล ๑๙๘๒ หรือว่าอันคลอส ๑๙๘๒ (UNCLOS 1982) ที่กำหนดให้รัฐชายฝั่งจะต้องมีการตรากฎหมายในการดูแล เรื่องสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ อันนี้ก็เป็นประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับ ส่วนในการกำกับวันนี้ เรียนสมาชิกผู้ทรงเกียรติอย่างนี้ว่า ในน่านน้ำไทยปัจจุบันมีเรือไทยเข้าออกปีหนึ่ง ๖๐,๐๐๐ กว่าเที่ยว มีเรือต่างประเทศปีหนึ่ง ๓๐,๐๐๐ กว่าเที่ยว เรามีสถิติปี ๒๕๖๔ เรามีการเก็บขยะ จากเรือต่างประเทศที่เข้ามาในน่านน้ำไทย ขยะทั่วไปประมาณ ๘๐ ตัน ขยะที่เป็นสินค้า เป็นขยะอันตรายประมาณ ๓๖ ตัน อันนี้เป็นตัวเลขที่เรามีการปฏิบัติ เหตุผลที่ผมพูดอย่างนี้ เพราะว่าในการปฏิบัติวันนี้กรมเจ้าท่าเราก็จะได้มีการกำหนดให้ท่าเทียบเรือต่าง ๆ จะต้อง จัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกในการรองรับขยะ ซึ่งก็เป็นเรื่องหนึ่งที่บัญญัติไว้ในอนุสัญญา ฉบับนี้ ความหมายก็คือว่าเราก็มีการปฏิบัติและดำเนินการอยู่แล้ว ท่าเทียบเรือวันนี้เรามี ๒๐๐ กว่าท่าที่อยู่ในเกณฑ์ที่จะต้องจัดให้มีพอร์ต รีเซปชัน ฟาซิลิตี (Port Reception Facilities) ทุกวันนี้ท่าเทียบเรือทุกท่าก็ต้องมีการจัด จัดแล้วถ้าเกิดว่าเรือต่างประเทศเข้ามา ร้องขอเพื่อเอาขยะขึ้นท่า ถ้าประเทศไทยไม่พร้อมเขาก็จะสามารถไปแจ้งไปร้องเรียนต่อ ไอเอ็มโอ (IMO) ซึ่งจะไปบันทึกในไอเอ็มโอ จิสิส (IMO GISIS) ก็เป็นการประจานประเทศ ไทยไปโดยปริยาย อันนี้เป็นสิ่งซึ่งกรมเจ้าท่ามีการปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง และในอีกส่วนหนึ่ง ก็คือเรื่องของการจัดให้มีเรือในการรองรับสิ่งปฏิกูลเหล่านี้ อันนี้ก็เป็นอีกภาคหนึ่งที่เราต้อง จัดให้มี และวันนี้เราก็จัดให้มี โดยเราใช้อำนาจในฐานะเรกกูเลเตอร์ (Regulator) ในการที่ จะกำกับพวกท่าเทียบเรือหรือกำกับเรือ เพื่อที่จะสร้างเป็นเงื่อนไขให้เขาต้องปฏิบัติ แต่ถ้า วันนี้เรามีการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาและมีการร่างกฎหมายเพื่อรองรับกับมาร์โพล ๗๓/๗๘ แอนเนกซ์ ๕ (MARPOL 73/78 Annex 5) นี้แล้ว เราก็จะสามารถทำให้มีกฎหมายที่ สมบูรณ์แบบ ทำให้เรามีกฎหมายลำดับรองในการปฏิบัติที่สมบูรณ์ อิมพลีเมนต์ (Implement) ตามที่อนุสัญญากำหนดทุกประการ และท้ายที่สุดสิ่งสำคัญก็คือว่าเรามี ความจำเป็นที่จะต้องรับการตรวจประเมินจากองค์การทางทะเลระหว่างประเทศในปี ๒๕๖๖ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ในการตรวจประเมินขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ เขาจะต้องดูถึง เรื่องของภาคีอนุสัญญาที่เราเป็นภาคีทั้งหมดทั้งภาคบังคับ หรือภาคสมัครใจอะไรก็แล้วแต่ เขาจะดูว่าเรามีกฎหมายภายในที่รองรับที่สมบูรณ์แบบหรือไม่ คำว่า กฎหมายภายในรองรับ สมบูรณ์แบบ ก็หมายความว่าเราต้องมีกฎหมายรองในการที่จะปฏิบัติ ในการที่จะมีเอสโอพี (SOP) ในการปฏิบัติให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด และสุดท้ายคือส่งผลสัมฤทธิ์ต่อการ ปฏิบัติตามอนุสัญญาที่เราเข้าเป็นภาคี อันนี้ก็เป็นสิ่งซึ่งอยากกราบเรียนสมาชิกว่า กรมเจ้าท่า ในฐานะหน่วยปฏิบัติและรับผิดชอบในการบูรณาการในฐานะที่เป็นรัฐชายฝั่งก็แล้วแต่ ในฐานะที่เป็นรัฐเมืองท่าก็แล้วแต่ หรือในฐานะที่เป็นรัฐเจ้าของธง ซึ่งวันนี้เรามีเรือทั้งหมด จำนวน ๘๐,๐๐๐ กว่าลำ เป็นเรือประมง ๔๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ ลำ เป็นเรือประมงขนาดเล็ก ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ ลำ เรือประมงพาณิชย์ก็ประมาณ ๑๐,๐๐๐ กว่าลำ พอสมาชิกท่าน ผู้ทรงเกียรติเห็นว่าตัวเลข ๕๐,๐๐๐ ลำ กรมเจ้าท่าจะจัดการอย่างไร จริง ๆ แล้วเรือซึ่งอยู่ ในเกณฑ์ที่เดินระหว่างประเทศ กรมเจ้าท่าวันนี้ที่จดทะเบียนเป็นเรือไทย เรามีประมาณ ๓๙๘ ลำเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นในการจัดการเพื่อตรวจเรือหรือว่าดำเนินการเพื่อให้เป็นไป ตามอนุสัญญา เรามีเจ้าพนักงานตรวจเรือทั่วประเทศ ๖๒ คน เราสามารถที่จะดำเนินการ จัดการได้อยู่แล้วครับ ก็ขออนุญาต🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

คงสรุปได้ แล้วครับ🔗

นายภูริพัฒน์ ธีระกุลพิศุทธิ์ รองอธิบดีกรมเจ้าท่า

ในส่วนของความพร้อม ต่าง ๆ กรมเจ้าท่าเรามีความพร้อม ขออนุญาตกราบเรียนครับ สวัสดีครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านรัฐมนตรี มีสิทธิที่จะอภิปรายสรุป ไม่ประสงค์นะครับ ต่อไปก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอน🔗

พลเรือเอก พัลลภ ตมิศานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ🔗

พลเรือเอก พัลลภ ตมิศานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานครับ ผม พลเรือเอก พัลลภ ตมิศานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

การอภิปรายยุติแล้ว🔗

พลเรือเอก พัลลภ ตมิศานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ไม่ครับ ผมขออนุญาตถาม คือต้องขอบคุณรัฐบาลที่ได้ตอบมาในระดับหนึ่ง แต่ว่าคำถามสำคัญ ที่สมาชิกส่วนใหญ่ถามก็คือการลดผลกระทบและช่วยเหลือเยียวยา ซึ่งประเด็นนี้ทางรัฐบาล ยังไม่ตอบให้ชัดเจน ผมขออนุญาตนำเสนอนิดหนึ่งว่า ที่ทางกรมเจ้าท่าตอบมาทั้งหมดเป็น บทบาทในการกำกับดูแล คือเรกกูเลเตอร์ (Regulator) ซึ่งแน่นอนออกกฎหมายต่าง ๆ มา ก็ต้องมีผู้ได้รับผลกระทบ ผมขออนุญาตเสนอว่ารัฐบาลควรจะเร่งในเรื่องบทบาทของ การช่วยเหลือสนับสนุนคือ โพรโมเตอร์ (Promoter) หรือฟาซิลิเทเตอร์ (Facilitator) ซึ่งจะ อยู่ใน พ.ร.บ. ส่งเสริมพาณิชย์นาวี ในปัจจุบันปี ๒๐๒๑ นั้น ไม่สามารถที่จะนำมาบังคับใช้ได้ เต็มที่ ขอผลักดันว่าท่านช่วยเร่ง พ.ร.บ. ส่งเสริมพาณิชย์นาวี🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่าน พลเรือเอก พัลลภ ครับ ประเด็นนี้ท่านสมาชิกทุกท่านเร่งรัดอยู่แล้ว ดังนั้นท่านอภิปรายอีก เดี๋ยวท่านอื่นจะลุกขึ้นมานะครับ🔗

พลเรือเอก พัลลภ ตมิศานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ขออนุญาตเร่งรัด และมีนิดหนึ่งครับ มีเป็นข้อผิดพลาดของตัวเอกสาร🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขออนุญาต ถึงขั้นตอนที่จะดำเนินการขอมติจากที่ประชุมแล้ว ก่อนที่จะลงมติผมต้องขอตรวจสอบ องค์ประชุมก่อนครับ🔗

(ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้ สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เป็นขั้นตอน การตรวจสอบองค์ประชุม ก่อนที่จะลงมติว่าจะให้ความเห็นชอบกับอนุสัญญาฉบับนี้หรือไม่ ท่านสมาชิกครับ เป็นขั้นตอนการตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ🔗

นายประทวน สุทธิอำนวยเดช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลพบุรี

ท่านประธานครับ ผม ประทวน สุทธิอำนวยเดช ๒๐๖ ขอรายงานตนครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ให้เจ้าหน้าที่ บันทึกหน่อย ๒๐๖ ประทวน สุทธิอำนวยเดช เจ้าหน้าที่บันทึกไว้ ขั้นตอนที่สำคัญคือขั้นตอน ตอนถามมติ ตอนนี้ยังไม่ต้องแสดงตนก็ได้ครับ🔗

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ท่านประธานที่เคารพ ผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกรัฐสภา บัตรเสียครับ บัตรไม่ทำงาน🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

บัตรเสีย บันทึกไว้ได้ แต่ว่าเดี๋ยวท่านต้องอีกครั้งหนึ่งตอนถามมติแล้ว มีคนเอาไปให้หรือยัง ท่านที่ มีปัญหาขัดข้องเดี๋ยวแจ้งผมเมื่อลงมติแล้ว ตอนนี้ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

จำนวน ผู้เข้าประชุมขณะนี้ ๕๒๑ ครบองค์ประชุม🔗

ต่อไปผม จะขอถามมติว่าท่านเห็นชอบอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันมลพิษจากเรือ ค.ศ. ๑๙๗๓ ที่แก้ไขปรับปรุงโดยพิธีสาร ค.ศ. ๑๙๗๘ ภาคผนวก ๕ หรือไม่ ท่านสมาชิก ท่านใดเห็นชอบกดปุ่ม เห็นด้วย สมาชิกท่านใดไม่เห็นชอบกรุณากดปุ่ม ไม่เห็นด้วย สมาชิก ท่านใดเห็นว่าควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านลงคะแนนได้เลยครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านใด ที่บัตรเสียกรุณาแจ้งอีกครั้งหนึ่ง🔗

นายประทวน สุทธิอำนวยเดช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลพบุรี

ท่านประธานครับ ผม ประทวน สุทธิอำนวยเดช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เห็นด้วยครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เห็นด้วย นะครับท่านประทวน เจ้าหน้าที่บันทึกไว้ ๑ แล้ว มีท่านใดครับที่ลงมติไม่ได้ ลงคะแนนไม่ได้ ขัดข้อง🔗

นายนิยม ช่างพินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ท่านประธาน ผม นิยม ช่างนิยม เห็นด้วยครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

หมายเลข อะไรครับ🔗

นายนิยม ช่างพินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

๑๘๒ ครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

๑๘๒ ครับ ๒ ท่านแล้ว มีท่านใดอีกไหมครับ ผมจะปิดการลงคะแนนแล้ว มีท่านใดการลงคะแนนยัง ขัดข้องอยู่ ไม่มีแล้วนะครับ ปิดการลงคะแนน ขอทราบผลครับ ผลการลงมติจำนวนผู้ลงมติ ๕๕๔ บวก ๒ เห็นด้วย ๕๔๙ บวก ๒ เช่นกัน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๒ ไม่ลงคะแนน เสียง ๓ เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกัน มลพิษจากเรือ ค.ศ. ๑๙๗๓ ที่แก้ไขปรับปรุงโดยพิธีสาร ค.ศ. ๑๙๗๘ ภาคผนวก ๕ ว่าด้วย กฎข้อบังคับสำหรับการป้องกันมลพิษจากขยะบนเรือ🔗

ต่อไปเป็น การพิจารณาพิธีสารเพื่ออนุวัติข้อผูกพันชุดที่ ๑๑ ของบริการขนส่งทางอากาศ ภายใต้กรอบ ความตกลงว่าด้วยบริการของอาเซียน (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)🔗

ขอเชิญ คณะรัฐมนตรีเข้าประจำที่🔗

(คณะรัฐมนตรีเข้าประจำที่)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ในการนี้ ท่านรัฐมนตรีได้ขออนุญาตให้ผู้ชี้แจงเข้าร่วมชี้แจงในที่ประชุม และผมได้อนุญาตให้ผู้แทน จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมชี้แจงข้อเท็จจริงต่อที่ประชุม ตามข้อบังคับ ข้อ ๕๒ ขอเชิญ ผู้ที่มีรายชื่อต่อไปนี้เข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมครับ ๑. นายศรัณย เบ็ญจนิรัตน์ รองผู้อำนวยการ ๒. นายภวิศร์พล หริสพรรณ์ หัวหน้ากองความตกลงระหว่างประเทศ ๓. นายวงศ์พัทธ์ พันธ์เจริญ พนักงานอาวุโสกองเศรษฐกิจการบิน ๔. นางสาวสุภัทรา พิสัยสวัสดิ์ พนักงานอาวุโส กองความตกลงระหว่างประเทศ ท่านรัฐมนตรีพร้อมแล้วก็ขอ เชิญแถลงต่อที่ประชุม🔗

นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุก ๆ ท่านครับ กระผม นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในนามของคณะรัฐมนตรี วันนี้ขอเสนอ ที่ประชุมพิจารณาให้ความเห็นชอบพิธีสาร เพื่ออนุวัติข้อผูกพันชุดที่ ๑๑ ของบริการขนส่ง ทางอากาศภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยบริการของอาเซียน (ASEAN) ซึ่งมีเหตุผล ความจำเป็นและสาระสำคัญ โดยสรุปดังนี้ครับ🔗

เหตุผลความจำเป็น สืบเนื่องจากประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) ๑๐ ประเทศได้ลงนามกรอบความตกลงว่าด้วยบริการของอาเซียน เฟรมเวิร์ค อะกรีเมนต์ ออน เซอร์วิส (ASEAN Framework Agreement on Services) หรือ อาฟาส (AFAS) โดยความตกลงกำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องเข้าร่วมเจรจา เพื่อทยอยเปิดตลาดการค้าบริการ ในตลาดของตนให้แก่ประเทศสมาชิกอื่น ๆ และต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้ ร่วมลงนามในพิธีสารฉบับนี้ สาระสำคัญของพิธีสารเพื่ออนุวัติข้อผูกพันชุดที่ ๑๑ ในข้อผูกพัน ชุดที่ ๑๑ ประเทศไทยเสนอปรับปรุงเงื่อนไขการบริการซ่อมและบำรุงรักษาอากาศยาน เฉพาะการซ่อมอากาศยานที่มีมวลวิ่งขึ้นสูงสุดตั้งแต่ ๕,๗๐๐ กิโลกรัมขึ้นไป จากเดิมที่ อนุญาตให้ชาวอาเซียน (ASEAN) ถือหุ้นได้ไม่เกินร้อยละ ๔๙ เป็นไม่จำกัดสัดส่วนผู้ถือหุ้น ของชาวอาเซียน (ASEAN) โดยมีเงื่อนไขดังนี้ ๑. ต้องมีเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติ การเดินอากาศ ฉบับที่ ๑๓ พ.ศ. ๒๕๖๒ ๒. ไม่รวมถึงการบำรุงรักษาที่ลานจอดอากาศยาน การเปิดตลาดดังกล่าวเป็นพันธะกรณีที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย หรือเกินกว่ากฎหมายในปัจจุบัน ตามมาตรา ๖/๒ แห่งพระราชบัญญัติการเดินอากาศ ฉบับที่ ๑๓ พ.ศ. ๒๕๖๒ ลงวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๖๒ อีกทั้งยังมีการตราพระราชกฤษฎีกายกเว้นคุณสมบัติและลักษณะในเรื่อง ทุนจดทะเบียน และอำนาจการบริหารกิจการของผู้รับใบอนุญาตผลิตอากาศยาน ผู้ขอรับ ใบอนุญาตผลิตส่วนประกอบสำคัญของอากาศยาน และผู้ขอรับใบรับรองหน่วยซ่อมประเภท ที่ ๑ พ.ศ. ๒๕๖๔ ลงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๔ เพื่อกำหนดคุณสมบัติของนักลงทุน ชาวต่างชาติอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งต้องเป็นผู้ได้รับการส่งเสริมตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริม การลงทุน หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวกับการส่งเสริมการลงทุน และจะต้องประกอบกิจการโดย อาศัยเทคโนโลยีขั้นสูง โดยต้องจัดให้มีแผนถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพัฒนาบุคลากรไทย อย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันพิธีสารฉบับนี้มีการให้สัตยาบันแล้ว ๓ ประเทศ ได้แก่ ลาว สิงคโปร์ เวียดนาม โดยประเทศสมาชิกอาเซียนอื่น ๆ อยู่ระหว่างดำเนินกระบวนการ ให้สัตยาบัน ประโยชน์และผลกระทบ การเปิดตลาดธุรกิจด้านการบินเป็นอุตสาหกรรม เป้าหมายของรัฐบาลในการที่จะสร้างรายได้ให้กับประเทศ และพ้นจากกับดักปานกลาง กิจกรรมการซ่อมและบำรุงรักษาอากาศยานเป็นกิจกรรมที่ใช้เงินลงทุน และต้องอาศัย เทคโนโลยีชั้นสูงจากต่างประเทศ การเกิดห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมการบิน โดยตามปกติของกิจกรรมนี้ กิจการขนาดใหญ่จะส่งต่อชิ้นส่วนอากาศยานให้หน่วยซ่อม รายย่อยได้รับช่วงทำการซ่อมบำรุงต่อ ดังนั้นการเปิดตลาดจึงเป็นการเปิดโอกาสให้กับ ผู้ประกอบการหน่วยซ่อมบำรุงชิ้นส่วนอากาศยานรายย่อยของไทย การลดต้นทุนด้านการ ซ่อมบำรุงอากาศยานของสายการบิน และระยะเวลาที่ใช้ในการส่งอากาศยานไปบำรุงรักษา ที่ต่างประเทศได้🔗

พิธีสารฉบับนี้ได้มีการสอบถามความคิดเห็นจากผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง โดยไม่มีข้อขัดข้องต่อการเปิดตลาดการบริการดังกล่าว ในการนี้ครับ กระผมจึงขอเสนอ ที่ประชุมได้พิจารณาให้ความเห็นชอบพิธีสารเพื่ออนุวัติข้อผูกพันชุดที่ ๑๑ ของบริการขนส่ง ทางอากาศยานภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยบริการของอาเซียน (ASEAN) ในครั้งนี้ ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านรัฐมนตรี ต่อไปเป็นการอภิปรายของท่านสมาชิก ขณะนี้มีสมาชิกลงชื่อขออภิปรายรวม ๔ ท่าน ไปตามลำดับ ๑. ท่านสมคิด เชื้อคง ๒. ท่านเกียรติ สิทธีอมร ๓. พลโท จเรศักณิ์ อานุภาพ และ ๔. พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ๔ ท่านตามลำดับ เชิญท่านสมคิด เชื้อคง ก่อนครับ🔗

นายสมคิด เชื้อคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม นายสมคิด เชื้อคง พรรคเพื่อไทยจากจังหวัด อุบลราชธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็ต้องขออภิปรายแล้วก็ขอแสดงความเห็น พร้อมทั้ง ขอสอบถามทางท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการที่มาชี้แจง ผมเองก็ได้อ่าน พิธีสารเพื่ออนุวัติข้อผูกพันชุดที่ ๑๑ ของบริการขนส่งทางอากาศ ภายใต้กรอบความตกลง ของอาเซียน (ASEAN) ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี ผมและสมาชิกพรรคเพื่อไทย ส่วนมากก็พูดคุยกัน ว่าเราไม่ได้ขัดข้องเรื่องนี้ แต่สิ่งที่อยากจะบอกว่าวันนี้กรอบข้อตกลงอาเซียน (ASEAN) ซึ่งต้องขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีที่เรารีบทำก่อน มันมีลาว สิงคโปร์ แล้วก็ไทย นอกนั้นก็ยัง รอกันอยู่ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมก็เชื่อว่าสิ่งที่เราจะนำเสนอนี้ก็คือเป็นเรื่องที่เห็นว่าการทำเรื่อง นี้เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน ผมเองอยากจะบอกว่าเรื่องการเปิดกรอบแบบนี้ อยากถามท่านว่า เราพร้อมหรือยัง พร้อมที่จะทำหรือไม่ บุคลากรพร้อมหรือไม่ เท่าที่ดูรายการนี้ เรื่องต่าง ๆ ที่ทำนี้มันเป็นการซ่อมอากาศยาน มันเป็นการลงทุน ซึ่งจำนวนมาก วันนี้ถ้าไปดูกรอบที่ท่าน เขียนนี้ว่า การลงทุนของเรานี้ ถ้าเทียบกับสิงคโปร์ ทำไมมันห่างไกลกัน ลำดับความเกี่ยวข้อง สิงคโปร์มีสนามบินแค่ ๒ สนามบิน แล้วของเรามีตั้งเยอะแยะเลย รวมทั่วประเทศนี้ตั้ง ๓๘ แต่ว่าเวลาดูผู้โดยสารเขานี้ สิงคโปร์ ๖๕ ล้าน ของเราก็ ๖๕ ล้าน ซึ่งทำไมมันถึงเป็นอย่างนี้ ถ้าเวลาเราจะซ่อมอากาศยาน หรือเราจะมีโครงการลงทุนต่าง ๆ นี้ เขาจะมาลงทุนกับเรา หรือไม่ แต่ถามว่าจำเป็นหรือไม่ต้องเปิด จำเป็น เพราะเราเองก็ต้องสร้างฝีมือแรงงานในเรื่อง การซ่อมอากาศยาน ผมก็เชื่อว่าคนไทยมีฝีมืออยู่ แต่เห็นข้อแตกต่างระหว่างสิงคโปร์กับไทย แล้ว มันต่างกันลิบลับ ท่านประธานครับ สิงคโปร์มันสามแยก เมืองไทยนี้มันสี่แยก มันสี่แยก ทำไมคนมาน้อย มันต้องถามตัวเองด้วย ถามการท่าด้วย ถามท่านรัฐมนตรีด้วยว่าขนาดเรา เป็นสี่แยก ทำไมเครื่องลงเราน้อยกว่า ทำไมมันเป็นอย่างนั้น อันนี้ต้องสอบถามตนเองด้วยว่า เราเปิดแล้ว แน่นอนครับเราไม่ได้เสียประโยชน์หรอก ถ้าเปิดเราได้ แต่ถามว่าถ้าไปแข่งกับ พี่น้องประชาชน สปป. ลาวได้หรือไม่ นั่นคนละเรื่องกัน เพราะ สปป. ลาวก็รู้อยู่แล้วว่าพื้นที่ เขา กรอบความสามารถเขาเท่าไร เพราะฉะนั้นวันนี้เรามีประเทศเดียวที่เราต้องแข่งขันก็คือ สิงคโปร์ ผมก็ฝากไปยังท่านรัฐมนตรี ท่านประธานว่า เราพร้อมหรือยังทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น เรื่องฝีมือ เรื่องคนต่าง ๆ สิ่งหนึ่งที่เกิดในบ้านเรานี้ เปรียบเทียบแค่สุวรรณภูมิกับ สนามบินชางงีของสิงคโปร์ ท่านประธานเคยไป ผมทราบว่าท่านไป แล้วทำไมมันแตกต่างกัน คนถึงไปเยอะ สนามบินเขาโล่ง เขากว้าง ที่สุวรรณภูมินี้ท่านประธานครับ เดินไปตรงไหน ก็เจอแต่ร้านขาย ขายไปทั่วจนที่จะนั่งยังไม่มีเลย อันนี้ผมยกตัวอย่างให้ฟังว่าเราเองมองแต่ เรื่องอะไรก็ไม่รู้ ไม่ได้มองภาพรวมทั่ว ๆ ไป หวังแต่จะได้ประโยชน์ว่าของที่ค้าขายใน สนามบินมันมาก แต่ว่ามันขาดความปลอดโปร่ง มันขาดความเป็นสากล สนามบินนานาชาติ ทั่วโลกนี่ความเป็นสากลสูงกว่าของเรา ของเราเดินไปไหนร้านเต็มไปหมด มันเพราะอะไร เพราะประโยชน์อย่างไรครับ เพราะฉะนั้นผมก็ฝากทางท่านรัฐมนตรีว่าบางเรื่องต้องไปดูด้วย ผมไม่ได้ขัดข้องเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นก็เรียนท่านประธานว่าวันนี้อยากถามแค่นั้นว่าเราพร้อม หรือไม่ด้านช่าง ไม่ได้ห่วงเรื่องนักบิน วันนี้ผมว่านักบินตกงานเป็นแถว เยอะแยะ กรอบการ บินของโลว คอส (Low cost) นี่มันเยอะมาก เพราะฉะนั้นเราเป็นห่วงเรื่องช่าง เรื่องคน ลงทุน ทำอย่างไรจะชักชวนเขามาลงทุนกับเราได้ ขอขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับท่านสมคิด ต่อไปท่านเกียรติ สิทธีอมร เชิญครับ🔗

นายเกียรติ สิทธีอมร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็ขอร่วมอภิปรายในเรื่องของพิธีสาร เพื่ออนุวัติข้อผูกพันที่ ๑๑ ของบริการขนส่งทางอากาศ ภายใต้กรอบอาฟาส (AFAS) หรือความตกลงว่าด้วยการบริการในอาเซียน (ASEAN) อันนี้ก็คงเป็นที่รู้กันอยู่ครับว่า เรามีการต้องเปิดตลาดไปเรื่อย ๆ มีข้อผูกพันไว้ แต่การเปิดตลาดนั้นต้องทำด้วยความเข้าใจ ระมัดระวัง พร้อม แล้วคนของเราเองก็ แข่งขันได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้เองก็ต้องอยากจะขอคำยืนยันครับ เพราะอันนี้เหมือนพิธีสาร เมื่อสักครู่นี้เลยครับ คนที่เกี่ยวข้องไม่ใช่ทางกระทรวงคมนาคมฝ่ายเดียว มันมีหลายฝ่าย เกี่ยวข้องมาก ทีนี้ความพร้อมของแต่ละฝ่ายมันเป็นอย่างไร แวะไปดูสาระสักนิดหนึ่ง ในสาระของพิธีสารอันนี้อนุญาตให้ชาวอาเซียน (ASEAN) ถือหุ้นหน่วยซ่อมประเภทที่ ๑ สำหรับบำรุงรักษาอากาศยานที่มีมวลวิ่งขึ้นสูงสุด ตั้งแต่ ๕,๗๐๐ กิโลกรัมขึ้นไป สมาชิก ส่วนใหญ่คงไม่ทราบหรอกครับว่ามันคือเครื่องบินประเภทไหนบ้างพอพูดแค่นี้ แล้วมีประเภท ไหนไม่ได้บ้าง เรียนท่านประธาน ๕,๗๐๐ กิโลกรัมขึ้นไปนี่ เกือบทุกเครื่องบินที่เรามองเห็นใน ท่าอากาศยานเข้าข่ายหมด มีประเภทเดียวครับ รุ่นเล็ก เอ็มแบรร์ (Embraer) ประเภทเดียว ที่ไม่เข้าข่าย เพราะฉะนั้นพูดง่าย ๆ อันนี้คือความตกลงที่จะเปิดประตูให้เขาสามารถมา ถือหุ้นได้ถึง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ในขณะนี้ก็มีประเทศที่ให้สัตยาบันไปแล้ว ลาว สิงคโปร์ เวียดนาม แต่กติกาของความตกลงอันนี้ก็คือว่า ต้องให้สัตยาบันครบ ๗ ประเทศถึงจะมี ผลบังคับใช้ ก็ต้องสอบถามผู้เสนอว่าประเทศอื่น ๆ เขาไปถึงไหนแล้ว เขาออกกฎหมาย ภายในกันหรือยัง เขาพร้อมที่จะเปิดหรือยัง เพราะท่านต้องเข้าใจ กรอบนี้เป็นกรอบที่ แลกกันไปแลกกันมา ถ้าเราเปิดเร็วเกินไป เขาไม่ยอมเปิด เขากั๊กไว้ก็เป็นปัญหา ถ้าเราเปิด ช้าเกินไปโดยที่ประเทศอื่นเขาเปิด การลงทุนก็จะวิ่งไหลไปที่ประเทศนั้น ๆ ตรงนี้เองเป็น เรื่องของการชิงไหวชิงพริบ การเตรียมความพร้อม การส่งเสริมการลงทุนในการที่จะดึง เข้ามา ถ้าประเทศไทยบอกว่าเรามีวิสัยทัศน์ที่จะสร้างให้ประเทศเป็นศูนย์กลางการซ่อมบำรุง เครื่องบินขนาดใหญ่ทุกประเภท เพราะอันนี้เกิน ๕,๗๐๐ เกือบทุกประเภทครับ ยุทธศาสตร์ ของท่านคืออะไร เพราะอ่านแค่พิธีสารมันไม่ได้ตอบ ไม่เห็นยุทธศาสตร์เลยว่าประเทศไทยทำ เรื่องเช่นนี้จะได้ประโยชน์อย่างไร เรายังทำพิธีสารในลักษณะที่บอกว่าอันนี้มันเป็นข้อตกลง ร่วมกันมาผูกพันไว้ แล้วเราจะทำ ไม่รู้ละครับว่ามันจะเป็นประโยชน์หรือเป็นโทษอย่างไร ใครต้องทำตัวให้พร้อมบ้าง งบประมาณที่จัดสรรลงไปในแต่ละหน่วยงานมันมีพร้อม มีครบไหม แล้วจะพร้อมเมื่อไร ถ้าไม่พร้อมวันนี้แล้วจะพร้อมเมื่อไร ประเทศอื่นเขาไปถึงไหน สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีเขียนในเอกสารที่ยื่นเข้าสภา แต่มันเป็นสาระสำคัญอย่างยิ่งในการที่สภาใน ฐานะตัวแทนประชาชนจะสามารถไปรายงานกับประชาชนได้ว่าสิ่งที่เราทำนี้มันจะ เป็นประโยชน์กับเขาอย่างไร เพราะฉะนั้นตรงนี้เองผมคิดว่าต้องสอบถามครับ ท่านช่วย ตอบทีว่ายุทธศาสตร์ของเราในเรื่องนี้คืออะไร ผมอยากเห็น ผมคิดว่าประเทศไทยมีศักยภาพ สูงมากในการที่จะเป็นศูนย์กลางการซ่อมบำรุงของอากาศยานเกือบทุกประเภท แต่พูด มันไม่พอครับ ยุทธศาสตร์ต้องมี ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือ และงบประมาณก็ต้อง มีลงไป งบประมาณไม่จำเป็นต้องเป็นภาครัฐอย่างเดียว มีหลายกรณีที่ร่วมกับภาคเอกชนได้ เราทำหรือเปล่า ตรงนี้เราชัดไหม ตรงนี้ผมคิดว่าถ้าท่านสามารถตอบได้ก็จะให้เกิดความ กระจ่างขึ้นในการที่เราจะมีความสบายใจในการที่จะอนุมัติพิธีสารฉบับนี้ อย่างไรผมคิดว่า เราต้องอนุมัติ อันนี้คงไม่เป็นประเด็น แต่ประเด็นที่สำคัญคือจะได้ประโยชน์อย่างไรจาก พิธีสารเหล่านี้สูงสุดกับประเทศไทย ตรงนี้ครับนี่คือคำถาม🔗

อีกประการหนึ่งที่ผมเป็นกังวลเวลาผมอ่านเอกสาร เราบอกเปิดให้ประเทศ ในอาเซียน (ASEAN) ถือได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านครับ ในธุรกิจมันเป็นลูกครึ่งลูกค่อนทั้งสิ้น เลย แต่เราพูดเหมือนกับว่าประเทศอินโดนีเซียจะมาถือร้อย ประเทศสิงคโปร์จะมาถือร้อย ประเทศโน้นประเทศนี้มาถือร้อย มันไม่ใช่ มันคือสัญชาติของนิติบุคคล ซึ่งภายใต้ พระราชบัญญัติประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ๒๕๔๒ มีคำจำกัดความชัดเจนมาก ทีนี้ปัญหา มันอยู่อย่างนี้ครับท่านประธาน พ.ร.บ. ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ปี ๒๕๔๒ เราดู ชั้นเดียวแต่ในทางปฏิบัติธุรกิจถือหุ้นไขว้กัน ถือหุ้นหลายชั้น การดูสัญชาติของธุรกิจในอาเซียน (ASEAN) เอง ในกฎหมายของอาเซียน (ASEAN) เอง เกือบทุกประเทศไม่เหมือนกัน ของประเทศไทยดูชั้นเดียว ของประเทศไทยดูสัดส่วนการ ถือหุ้น แต่มีบางประเทศดูสัดส่วนการกำกับดูแล อำนาจในการกำกับดูแลธุรกิจ ที่จะถือว่า เป็นเสียงข้างมากหรือ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ครับที่องค์การการค้าโลกเองก็ยอมให้ใช้ คอนโทรลลิง อินเทอเรสต์ (Controlling interest) คือการดูอำนาจในการควบคุม เป็นการที่ จะประเมินหรือตัดสินว่าบริษัทนี้มีสัญชาติเป็นอะไร แต่ของเราดูชั้นเดียว ตรงนี้เราจะ ปรับปรุงอะไรไหมครับ เราจะไปเปลี่ยนวิธีการในการที่จะกำกับดูแลภายใต้ พ.ร.บ. ประกอบ ธุรกิจของคนต่างด้าวไหมครับ อีกเรื่องหนึ่งก็บอกว่าเราดูชั้นเดียว แต่ในดับเบิลยูทีโอ (WTO) ดูหลายชั้นครับ ดูตั้งแต่พ่อลงมาลูก ลูกมาหลาน หลานมาเหลน แล้วดูความเชื่อมโยง ดูอำนาจในการจัดการ มีหลายประเทศที่เขาใช้กฎหมายลักษณะนั้น ของเรายังเป็นพื้น ๆ อยู่ ทีนี้พอดูชั้นเดียวถามว่าได้เปรียบ เสียเปรียบ มี ได้เปรียบเสียเปรียบต่างกัน เพราะฉะนั้น ตรงนี้ผมต้องการความกระจ่างสักนิดหนึ่งครับว่าวิธีคิดของเราคืออะไร แล้วบริษัทในอาเซียน (ASEAN) จริง ๆ เป็นบริษัทในอาเซียน (ASEAN) จริงหรือเปล่า ความชำนาญในเรื่องนี้คือ ผู้ผลิตเครื่องยนต์ ผู้ผลิตเครื่องบินทั้งสิ้นเลย ซึ่งมีสัญชาติยุโรป ถ้าเป็นแอร์บัส (Airbus) ก็เป็น ยุโรป ถ้าเป็นโบอิง (Boeing) ก็เป็นสหรัฐ แล้วบริษัทเหล่านั้นที่เป็นสัญชาติสหรัฐกับสหภาพ ยุโรปพอมาถือหุ้นในอาเซียน (ASEAN) ถือเป็นสัญชาติอาเซียน (ASEAN) อย่างไร แล้วจะมา โยงกับพิธีสารอันนี้อย่างไร ตรงนี้ขอความชัดเจนนิดหนึ่ง เพราะในทางปฏิบัติมันไม่ได้เป็น อย่างที่ท่านเขียนไว้ในเอกสารที่ยื่นเข้าสภาครับ ก็ขอความกรุณา🔗

ในเรื่องของการถือหุ้นหลายชั้นต้องเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ไม่ใช่เรื่อง ใหม่ของประเทศไทย สรรพากรเก่งมากครับ เวลาจะดูเรื่องเก็บภาษี เขาดูทุกชั้นเลยครับ แต่เวลาดูสัญชาติกลับไปดูชั้นเดียว ฉะนั้นตรงนี้เรามีวิธีคิดอย่างไรและจะปกป้องผลประโยชน์ ของประเทศไทยให้สูงที่สุดได้อย่างไร ขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไป เชิญท่าน พลโท จเรศักณิ์ อานุภาพ เชิญครับ🔗

พลโท จเรศักณิ์ อานุภาพ สมาชิกวุฒิสภา แบบสรรหา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลโท จเรศักณิ์ อานุภาพ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา จากการนำเสนอของรัฐบาลในเรื่องของพิธีสารเพื่ออนุวัติข้อผูกพันชุดที่ ๑๑ ของบริการขนส่งทางอากาศภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยการบริการของอาเซียน (ASEAN) จากการที่วุฒิสภาได้รับเรื่องนี้มาแล้ว กรรมาธิการคมนาคมของวุฒิสภาได้มีการเชิญ หน่วยงานมาให้ข้อมูล ก็ต้องขอขอบคุณทางผู้แทนของกระทรวงคมนาคม กระทรวงการ ต่างประเทศ และกระทรวงพาณิชย์ที่ได้เข้ามาให้ข้อมูลทำให้ประเด็นต่าง ๆ หลาย ๆ เรื่อง มีความกระจ่างชัดขึ้น ตั้งแต่ในเรื่องหลักการของพิธีสาร ความเป็นมาแล้วก็หลักการสำคัญ ต่าง ๆ แต่อย่างไรก็ตามจากการประชุมหารือกับหน่วยงานต่าง ๆ กรรมาธิการคมนาคม หรือกระผมเองนั้นคิดว่าสมควรให้ความเห็นด้วยกับพิธีสารนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกิด การถ่ายทอดเทคโนโลยีชั้นสูงแก่อุตสาหกรรม การซ่อมและบำรุงอากาศยานของไทย เป็นการลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงอากาศยาน ทั้งลดเวลา ลดการรั่วไหลของค่าใช้จ่าย ที่จะต้องส่งอากาศยานไปซ่อมบำรุงในต่างประเทศ นอกจากนี้ในการพิจารณาได้มีการ พิจารณาในบริบทสภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรมการซ่อมบำรุงอากาศยานของไทย ในปัจจุบัน รวมทั้งมีการเปรียบเทียบสัดส่วนการลงทุนของต่างประเทศกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคแล้วจึงขออนุญาตเสนอประเด็นเพื่อพิจารณาในสาระสำคัญของพิธีสารในมิติที่เป็น โอกาสและผลกระทบ เพื่อเป็นข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ และมีข้อซักถามในโอกาสต่อไป ด้วยครับ🔗

จากข้อผูกพันที่ ๑๑ ในประเด็นสำคัญก็คือว่า ได้มีการกล่าวถึงหน่วยซ่อม ประเภทที่ ๑ สำหรับบำรุงรักษาอากาศยานทั้งลำที่มีมวลวิ่งขึ้นตั้งแต่ ๕,๗๐๐ กิโลกรัมขึ้นไป ที่จะมีการปรับปรุงเงื่อนไขอนุญาตให้ชาวต่างชาติ ซึ่งเป็นชาวอาเซียน (ASEAN) ถือหุ้นครองได้ถึงร้อยละ ๑๐๐ แต่เดิมก็มีข้อข้องใจว่าในจำนวนนี้จะมีผลกระทบต่อ อุตสาหกรรมการซ่อมอากาศยานของไทยหรือไม่อย่างไร แต่อย่างไรก็ตามก็เป็นไปตามที่ท่านรัฐมนตรีท่านได้ชี้แจงขั้นต้นแล้วเมื่อสักครู่ ในเรื่องของ ผู้ขอใบรับรองจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์แล้วต้องมีคุณสมบัติตามพระราชบัญญัติ การเดินอากาศ ฉบับที่ ๑๓ ปี ๒๕๖๒ ซึ่งการปรับปรุงเงื่อนไขนี้ไม่ขัดต่อกฎหมาย หรือเกิน กว่ากฎหมายที่บังคับใช้ปัจจุบัน ตามมาตราที่ ๖/๒ พระราชบัญญัติการเดินอากาศ ๔๙๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมปี ๒๕๖๒ แล้ว ซึ่งหมายความว่า หลักเกณฑ์การขอให้มีการเพิ่มการถือครอง หุ้นเพิ่มเติมถึงร้อยละ ๑๐๐ นั้น แต่อย่างไรก็ตามก็มีเงื่อนไขอื่นของเรากำกับอยู่ โดยเฉพาะ หลักเกณฑ์และคุณสมบัติตามพระราชบัญญัติการเดินอากาศ ก็คือจะต้องได้รับการส่งเสริม ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือกฎหมายอื่นเกี่ยวกับการส่งเสริมการลงทุน และจะต้องประกอบกิจการโดยอาศัยเทคโนโลยีสูง โดยจะต้องจัดให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาบุคลากร รวมทั้งให้มีการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาด้วย อันนี้ก็เป็นข้อที่เรา เบาใจขึ้นจากได้รับการชี้แจงของหน่วยงาน มีการส่งเสริมให้เกิดการวิจัยแล้ว🔗

ในประการสุดท้ายที่สำคัญคือ การผูกพันตามพิธีสารนี้สอดคล้องยุทธศาสตร์ ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน มุ่งพัฒนาบนพื้นฐานสร้างคุณค่าใหม่ ในอนาคต และสอดคล้องกับแผนแม่บทการขนส่งทางอากาศของประเทศไทยในระยะ ๑๕ ปี รวมทั้งแผนพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุง และอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอากาศยานระยะ ๑๕ ปี นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับแผนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ โดยการเพิ่ม ขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งมุ่งเน้นพัฒนาเศรษฐกิจที่ยึดหลักว่าเศรษฐกิจไทยต้อง แข่งขันได้และกระจายประโยชน์ไปสู่ประชาชน และเติบโตอย่างยั่งยืน แต่อย่างไรก็ตามจาก การศึกษาแล้วก็มีข้อสังเกตดังต่อไปนี้ครับ โอกาสที่จะเพิ่มพูนมูลค่าการลงทุนของ อุตสาหกรรมเป้าหมายไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมซ่อมบำรุงอากาศยานนั้น เป็นการ เปิดโอกาส แล้วก็เป็นการปิดจุดอ่อนที่จะต้องส่งอากาศยานไปซ่อมบำรุงในต่างประเทศ อย่างไรก็ตามเพื่อให้การปรับปรุงข้อผูกพันชุดที่ ๑๑ เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศ กระผม มีข้อแนะนำและข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้ครับ🔗

ข้อแรก พิธีสารนี้แม้ว่าจะไม่ขัดต่อกฎหมายหรือเกินกว่ากฎหมายที่บังคับใช้ ในปัจจุบัน หากในอนาคตประเทศไทยมีความพร้อม และศักยภาพทางอุตสาหกรรม ด้านนี้แล้ว ข้อบทกฎหมายดังกล่าวอาจจะทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบได้ ดังนั้น กระทรวงคมนาคมควรมีการทบทวนความเหมาะสมของบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ รวมทั้งเงื่อนไขการถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาบุคลากรไทยเป็นระยะ ๆ ตามกรอบ เวลาที่สมควร🔗

ประเด็นที่ ๒ กระทรวงคมนาคมควรมีการพิจารณากลไกในการกำกับดูแล ผู้ประกอบการที่มีการใช้เทคโนโลยีสูงให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีอุตสาหกรรมซ่อมบำรุง อากาศยานอย่างเป็นรูปธรรม โดยประเมินและวัดผลได้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย สามารถที่จะได้รับเทคโนโลยี🔗

ประเด็นที่ ๓ กระทรวงควรมีการทบทวนนโยบายหรือการกำหนดหลักเกณฑ์ เนื่องด้วยปัจจุบันการผลิตชิ้นส่วนอากาศยานของไทยได้มีการส่งทอดการรับช่วงการซ่อม บำรุงอากาศยานให้กับบริษัทของไทยบ้างแล้ว โดยเฉพาะได้มีการผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน ของไทยมีลักษณะฝีมือในอันดับเทียร์ ๒ (Tier 2) และเทียร์ ๓ (Tier 3) แล้วในขณะนี้ อันนี้ก็เป็นข้อเสนอแนะ🔗

ข้อเสนอแนะต่อไปครับ การอนุญาตให้ชาวอาเซียน (ASEAN) ถือครองหุ้นได้ ร้อยละ ๑๐๐ เป็นเงื่อนไขที่เปิดไว้อย่างกว้าง ๆ กระทรวงคมนาคมควรมีการทบทวน และกำหนดนโยบายที่ส่งเสริมศักยภาพของผู้ประกอบการไทยให้สามารถเข้าร่วมลงทุนได้ใน ระดับที่เหมาะสมด้วยครับ🔗

สุดท้ายมีข้อถามบางประเด็น เรื่องของการส่งข้อผูกพัน ชุดที่ ๑๑ นี้ มีการ ส่งตั้งแต่ก่อนเกิดโควิด (COVID) และขณะนี้สถานการณ์ก็เริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่อย่างไรก็ตาม ขอให้ได้มีการทบทวนข้อปรับปรุง ข้อเสนอในการเปิดตลาดนี้ไว้บ้างหรือไม่อย่างไร ในโอกาส ต่อไปจะมีการแก้ไขจากผลกระทบที่เกิดขึ้นนี้ได้อย่างไร กระผมก็ขอเสนอประเด็นข้อเสนอ และข้อซักถามเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญต่อไปจะเป็น พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แล้วก็ตามด้วยท่านจุลพันธ์ อมรวัฒน์ เชิญ พลตำรวจตรี สุพิศาล ก่อนครับ🔗

พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชี รายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ในวาระนี้เป็นเรื่องของการ รับรองพิธีสารเพื่ออนุวัติข้อผูกพัน ชุดที่ ๑๑ ของการบริการขนส่งทางอากาศ ภายใต้กรอบ ข้อตกลงว่าด้วยบริการของอาเซียน (ASEAN) ผมมีอยู่ ๔ ประเด็นครับท่านประธานในวาระนี้ ประเด็นเรื่องของความเร่งด่วน ประเด็นเรื่องของภาระผูกพัน ประเด็นสาระสำคัญและ ประเด็นของผู้รับใบอนุญาต ตลอดจนประเด็นของบิ๊กร็อก (Big Rock) ในเนื้อหาของความ เร่งด่วนนั้น ผมกราบเรียนว่าการให้สัตยาบันของพิธีสารต้องมี ๗ ประเทศ🔗

คำถามแรกครับว่าทำไมไทยถึงจะต้องเป็นประเทศที่ ๔ ลาว สิงคโปร์ เวียดนาม ไปก่อนเราแล้ว ชักช้าประเด็นนี้มาจากอะไร เป็นคำถามที่ ๑ ท่านประธานครับ🔗

ส่วนคำถามถัดไป เรื่องของข้อผูกพันท่านประธานครับ ข้อผูกพันเกี่ยวกับ เรื่องประเด็นของคำถามที่ ๒ นั้น ผมกราบเรียนว่าเป็นเรื่องของตารางข้อผูกพันที่กำหนด ใน ๘ ตารางที่ระบุไว้ เรื่องของการยื่นเพิ่ม ๑๐ ชุด ใน ๘ กิจกรรม ผมสงสัยในกิจกรรมที่ ๓ ท่านประธานครับ บริการสำรองที่นั่งด้วยระบบคอมพิวเตอร์ และข้อที่ ๗ การให้บริการ ผู้โดยสาร มันเกี่ยวข้องกับเรื่องของการซ่อมบริการพวกนี้อย่างไร ช่วยตอบ🔗

ในคำถามถัดไปครับ ในเรื่องของสาระสำคัญของพิธีสารนี้คือ การถือหุ้น มีท่านผู้มีเกียรติท่านอภิปรายไปแล้ว ในเรื่องของการถือหุ้นจาก ๔๙ เปอร์เซ็นต์ ในตาราง ที่ ๑ คือหน่วยซ่อมประเภทที่ ๑ นี้ครับ ๔๙ เป็น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ผมเข้าใจว่าเป็นประเด็น สำคัญที่ทุนใหญ่ในต่างประเทศต้องการเข้ามาลงทุนในอีอีซี (EEC) เรากำลังจะเปิดสนามบิน แห่งใหม่ที่เป็นสนามบินเรื่องการซ่อมบำรุงชัดเจนคือ อู่ตะเภา อู่ตะเภาไปถึงไหนครับ ตอนนี้ สนามบินเอาดินวางเรียบร้อยหรือยัง ตรวจสอบหรือยัง เอ็มโอยู (MOU) ที่ทำกับหน่วยงาน ต่าง ๆ ครบตามกำหนดเวลาหรือเปล่า นั่นคืออันหนึ่งที่กราบเรียนครับว่าเป็นเรื่องของ สาระสำคัญ🔗

ถัดไปครับท่านประธานครับ ในเรื่องของความสำคัญในผู้ได้รับใบอนุญาต ในสาระคือผู้อนุญาตต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีครับท่านประธาน เทคโนโลยีอย่างเป็นรูปธรรม กพท. มีมาตรการอย่างไรครับ ที่จะกำหนดมาตรการการถ่ายทอดเทคโนโลยีการซ่อมบำรุงนี้ เพื่อให้คนไทย ช่วยชี้แจงด้วยครับ และยังมีคำถามอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องของการทำพิธีสาร ดังกล่าวนี้ ในการที่อนุวัติข้อผูกพัน ชุดที่ ๑๑ เรื่องการให้บริการในอาเซียน (ASEAN) ทั้งหมด ขณะนี้สิงคโปร์เป็นต้นแบบ ใช่ครับ แต่ที่จริงแล้วเราเป็นผู้นำมาตั้งนานแล้ว เรื่องของการ เปิดข้อมูล ท่านไปดูอีกอันหนึ่งครับ สิ่งที่ผมสงสัยมากที่สุด เอ็มเจ็ทครับ ท่านไปดู เอ็มเจ็ท ทำไมพูดถึงเอ็มเจ็ทครับ เอ็มเจ็ทนี่ให้ความคิดเห็นในเอกสารรับฟังครับ ท่านช่วย ตอบผมด้วยว่าเอ็มเจ็ทตอบว่าอย่างไรในเอกสารการรับฟัง ไม่เห็นด้วยครับ มีบริษัทเดียวใน ๖ บริษัทที่ใช้มาตรา ๗๗ ไปรับฟังความคิดเห็น บริษัท เอ็มเจ็ท จำกัด น่าจะเป็นไพรเวต คอมพานี (Private Company) ที่เป็นเครื่องบินเจ็ท (Jet) ที่ดูแลเฉพาะเครื่องบินส่วนตัว ทำไมเขาถึงไม่เห็นด้วย ท่านคงสงสัยว่าทำไมผมอ่าน ลงไปถึงขนาดนั้น เห็นประเด็นนี้🔗

สุดท้ายครับท่านประธาน ในประเด็นที่ผมอยากจะพูดมากที่สุดคือเรื่องของ การที่รัฐบาลได้กำหนดบิ๊กร็อก (Big rock) บิ๊กร็อก (Big rock) ผมถามสถานภาพของท่าน ขณะนี้ บีอาร์ ๐๕๐๔ (BR 0504) เอ็กซ์ ๑๗ (X17) การแก้ไขข้อบังคับคณะกรรมการการบิน พลเรือน ฉบับที่ ๙๓ ว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยสินค้าและไปรษณีย์ ที่ถูกกำหนดไว้ ในบิ๊กร็อก (Big rock) และไม่ใช้งบประมาณ เขียนเลยว่า ในบิ๊กร็อก (Big rock) ตัวเคพีไอ (KPI) ตัวนี้ไม่ใช้งบประมาณ ท่านทำหรือเปล่า ระยะเวลาสิ้นสุดเดือนนี้ ธันวาคม ๒๕๖๔ ไปอ่านดู ภายใต้บีอาร์ ๐๕๐๔ (BR 0504) ในแผนการเป็นศูนย์กลางด้านการค้าและการ ลงทุนของไทยในริชิโน เทรดดิง (Richino trading) หรืออินเวสเมนต์ เซนเตอร์ (Investment center) ช่วยตอบอันนี้ให้ผมหน่อย เพราะว่านี่คือหัวใจที่ถ้า กพท. สำนักการบินพลเรือนไม่มี เม็ดเงิน ไม่ใช้งบประมาณ ใช้อะไรทำ รัฐบาลมักจะออกกิจกรรมโครงการออกมา แล้วในบิ๊กร็อก (Big rock) ทั้งหมดนี้ นี่คือตัวอย่างหนึ่งที่เขียนไว้ในบิ๊กร็อก (Big rock) ว่าไม่มี ไม่ใช้งบประมาณ และมีหลายโครงการในบิ๊กร็อก (Big rock) ไม่ใช้งบประมาณครับ แต่สิ้นสุด เดือนนี้ท่านประธาน คำถามคือทำหรือเปล่า หรือเขียนไว้เป็นเอกสาร เป็นกระดาษ ในแผนขับเคลื่อนการปฏิรูปอย่างมีนัยสำคัญเพื่อประชาชน บีอาร์ ๐๕๐๔ (BR 0504) หลาย ๆ ท่านอาจจะไม่เคยได้ยิน ไปเปิดดูครับ ถ้าไม่ทำ แก้เสีย แล้วผมเชื่อว่าพิธีสารนี้ถือว่า เป็นพิธีสารที่จะรองรับทุนที่จะเข้ามาแน่นอน เพราะเรากำลังขยับเขยื้อนเรื่องอีอีซี (EEC) แต่กลับไปดูทุนของประเทศไทยที่เรียกว่าการบินไทย ซึ่งเป็นศูนย์ซ่อม ไปถึงไหนครับ ท่านประธาน ช่วยตอบผมด้วย ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นท่านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ และตามด้วยท่านอนุรักษ์ บุญศล ท่านจุลพันธ์ เชิญก่อนครับ🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงใหม่

ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ จะร่วมอภิปรายในพิธีสารเพื่อการอนุวัติข้อผูกพัน ชุดที่ ๑๑ ของบริการขนส่งทางอากาศ ภายใต้กรอบความตกลงด้านบริการของอาเซียน (ASEAN) ครับ ท่านประธานครับ ส่งเรื่องนี้เข้ามาสู่รัฐสภา ทาง ครม. และหน่วยงานที่ส่ง เข้ามา ท่านใช้รัฐสภาเปลืองมากเลย เรื่องนี้ส่งเข้ามามีการแก้ไขเพียงเล็กน้อย มีแก้ไข จุดเดียวเท่านั้นเองจะว่าไป คือการเพิ่มกรอบในเรื่องของสัดส่วนผู้ถือหุ้น จาก ๔๙ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ผมต้องเรียนอย่างนี้ครับท่านประธาน จริง ๆ แล้วกรอบความร่วมมือ ด้านการขนส่งทางอากาศนี้ไทยได้ลงนามไปแล้ว ๑๐ เรื่อง ๘ ด้าน ซึ่งด้านของการซ่อมบำรุง ก็เป็นหนึ่งในนั้น วันนี้ส่งเข้ามาสู่สภาผู้แทนราษฎร จริง ๆ ก็ไม่อยากจะติดขัดติดใจอะไร แต่มีความจำเป็นจะต้องถามผ่านท่านประธานไปยังหน่วยงานที่มาชี้แจงในรายละเอียด เล็กน้อย เพราะอะไรครับท่านประธาน สิ่งที่ท่านแก้นี้ดูจากตารางของท่าน มีการแก้ไข จริง ๆ แล้วที่ส่งมาครั้งนี้เพียงจุดเดียว นั่นก็คือหน่วยซ่อมบำรุงประเภทหนึ่งสำหรับ บำรุงรักษาอากาศยานที่มีมวลวิ่งสูงสุด ๕,๗๐๐ กิโลกรัม คือเรียกว่าเกือบทุกประเภทของ เครื่องบิน ๕,๗๐๐ กิโลกรัมนี้เกือบทุกประเภทเลย ที่เราใช้โดยสารถ้าเชิงพาณิชย์กัน ทั้งหมดก็หนักกว่า ๕.๗ ตันทั้งนั้น ปรับให้มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นของชาวอาเซียน (ASEAN) ได้ จากไม่เกินร้อยละ ๔๙ เป็น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ นั่นคือสามารถจะเป็นบริษัทต่างชาติได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ต้องเรียนอย่างนี้ครับ ปัญหาที่ เกิดขึ้นนี้มันน่าสงสัยเพราะอะไร แน่นอนว่าผมเชื่อว่าท่านมียุทธศาสตร์ในการเดินเรื่องนี้ว่า กระบวนการซ่อมบำรุงของเครื่องบินเหล่านี้ในอนาคตจะปรับเปลี่ยนรูปโฉมเป็นอย่างไร ท่านอาจจะต้องลองชี้แจงให้กับรัฐสภาฟังว่า วิสัยทัศน์ของท่าน ยุทธศาสตร์ของท่านมันจะ นำไปสู่อะไรในอนาคต แต่ที่สงสัยก็คือยุทธศาสตร์มี ไม่เป็นไร แต่ถ้าท่านมีผู้รับจ้าง รับเหมา คนที่จะมาดำเนินการในใจ อันนี้มันจะกลายเป็นการเอื้อให้เอกชนหรือไม่ ท่านประธานครับ เรากำลังจะปรับสัดส่วน พวกผมดูแล้วมันไม่ใช่มีปัญหาอะไรเลย ทำไมเราจะต้องปรับจาก ๔๙ เป็น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าจากตัวเลขที่มีในปัจจุบัน ผู้ที่ประกอบการในธุรกิจ ซ่อมบำรุงในปี ๒๕๖๓ ที่รับรองโดยสำนักงานการบินพลเรือน ๒๖๙ ราย มีในประเทศอยู่ ๓๐ กว่าราย เกือบ ๔๐ ราย มีต่างประเทศอยู่ ๒๓๐ ราย ซึ่งเป็นเรื่องปกติครับ เพราะว่า เครื่องบินของไทย พาณิชย์เราก็บินไปต่างประเทศก็ไปซ่อมต่างประเทศ ก็เป็นเรื่องที่ปกติ ธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด ในสากลโลกเขาก็ทำกัน แต่ ๓๙ รายที่โอเปอเรต (Operate) อยู่ในประเทศนี้ก็ไม่ได้มีสิ่งใด ๆ บ่งชี้ว่าในปัจจุบันจะไม่สามารถรองรับ กระบวนการซ่อมบำรุงที่เกิดขึ้นภายในได้ ผมยังไม่เห็นสัญญาณใด ๆ บ่งชี้ว่ามันมี ความจำเป็นเร่งด่วนถึงกับต้องเอาเรื่องนี้เข้าสู่รัฐสภา เพื่อเราจะต้องเปิดให้มันเป็น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ให้สัดส่วนผู้ถือหุ้นเป็น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จะดึงบริษัทใหม่ ๆ เข้ามา เพื่อที่จะให้การดำเนินการภายในประเทศมันสำเร็จได้ มันไม่ใช่ เพราะเรื่องมันไม่ได้มีปัญหา มันไม่ได้มีปัญหาอยู่แล้วในปัจจุบัน จะบอกว่าสัดส่วนของเงิน ปัจจุบันเงินประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ เวลาซ่อมบำรุงอยู่ในประเทศอยู่ประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ไปซ่อมบำรุงเมืองนอกอยู่ประมาณ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ปรับแก้ตรงนี้แล้วจะ สามารถดึงเม็ดเงินพันกว่าล้านเหรียญกลับเข้ามาอยู่ในประเทศอย่างนั้นหรือ ผมก็ไม่เชื่อ เพราะโดยหลักแล้วกระบวนการซ่อมบำรุงมันอยู่ที่หลายปัจจัย หลายสาเหตุ เช่น บริษัท เจ้าของเป็นเครื่องของบริษัทใด ความชำนาญของแต่ละประเภทอยู่ที่ใด อาจจะอยู่ที่สิงคโปร์ อาจจะอยู่ที่ต่างชาติแถว ๆ นี้ อาจจะอยู่ที่เมืองไทย ถ้าเรามีความชำนาญเฉพาะด้านมันก็อยู่ ที่ไทย แต่มันไม่ได้อยู่ที่ปัจจัยในการเปิดเสรีที่ท่านกำลังจะเปิดเรื่องของการบริการในด้านการ ซ่อมบำรุงนี้ เพราะฉะนั้นคำถามมันผุดขึ้นมาเลยครับว่า ผมนี่แทบไม่เคยเห็นเลย การแก้ไข ร่างข้ออนุวัติ ร่างข้อสัญญาระหว่างประเทศที่จะส่งมาว่ามีการแก้ไขในประเด็นเดียว และเป็น ประเด็นที่น่ากังขาเช่นนี้เลย ก็อยากจะสอบถามให้ชัดครับว่ายุทธศาสตร์ท่าน วิสัยทัศน์ ของท่าน ท่านคิดว่าเปิด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์มันจะนำไปสู่อะไร แล้วเราในฐานะคนไทย ในฐานะ ประเทศไทยมันจะได้อะไรขึ้น เพราะเปิด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ผมเชื่อว่า ๑. ไม่มีใครหรอกครับ ที่จะโดดเข้ามาทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าสุดท้ายเขาก็ต้องการความร่วมมือกับโลคอล (Local) กับคนในพื้นที่ ก็คือคนไทยก็ต้องมีสัดส่วนอยู่ด้วย ๒. ถ้าเปิด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์จริง สิ่งที่ไทยเสียไปหนักหนาที่สุดคืออะไรครับ คือการถ่ายโอนความรู้ โนว์เลดจ์ (Knowledge) โนว์ฮาว (Knowhow) ที่มันจะถ่ายโอนจากการที่เขามาประกอบการร่วมกับคนไทย และถ่ายโอนสู่ผู้ประกอบการไทย ห่วงข้อนี้จะหายไปเลย หมายความว่าเราจะเป็นเพียง แค่เต็มที่เราไปรับจ้างเป็นพนักงานให้เขา เงินพันล้านที่บอกว่าพันล้านเหรียญสหรัฐ ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ ล้านในการซ่อมบำรุงในแต่ละปี บอกว่าดึงกลับมาได้มากขึ้น จาก ๔๐๐ อยู่ในประเทศดึงกลับมาได้เป็น ๖๐๐-๘๐๐ แต่ ๖๐๐-๘๐๐ นี้ ผลกำไรไปอยู่ ต่างประเทศหมด ถามว่านี่คือทิศทางที่มันเหมาะสมที่ควรแล้วหรือไม่ ก็เป็นประเด็นที่ อยากจะฝากถามผ่านท่านประธานไปยังผู้มาชี้แจงครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไปเป็น ท่านอนุรักษ์ บุญศล และตามด้วยท่านวิสาร เตชะธีราวัฒน์ จากนั้นก็จะถึงท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ครับ เชิญท่านอนุรักษ์ครับ🔗

นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สกลนคร

ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา พิธีสารเพื่ออนุวัติข้อผูกพัน ชุดที่ ๑๑ ของบริการขนส่งทางอากาศภายใต้กรอบความตกลง ว่าด้วยบริการของอาเซียน (ASEAN) ท่านประธานที่เคารพคะ ท่านประธานผ่านไปถึง ผู้มาชี้แจง ท่านรัฐมนตรีที่นั่งเคียงบัลลังก์ท่านประธานค่ะ คิดใหญ่ ไม่คิดเล็ก ดีแล้วค่ะ ท่านประธานคะ พิธีสารนี้มุ่งไปที่ศูนย์ซ่อมบำรุงรักษาอากาศยาน ๒ สนามบินที่สิงคโปร์เขา ยังสามารถเป็นศูนย์ซ่อมอากาศยานระดับโลกได้ ของเรามีตั้ง ๓๘ ท่าอากาศยาน โดยเฉพาะ อู่ตะเภาเป็นท่าอากาศยานที่รองรับเครื่องบินใหญ่ ๆ ได้ และสามารถที่จะเป็นศูนย์ซ่อม อากาศยานของโลกได้ ถ้าเราทำได้นะคะ ศักยภาพความเป็นมนุษย์ของคนไทยในเรื่อง ศูนย์ซ่อมอากาศยานจะแพร่สะพัดออกไปว่าเรามีความสามารถไม่เป็นสองรองใครในโลกใบนี้ ดิฉันเห็นด้วยกับพิธีสารนี้เป็นอย่างยิ่งเลยทีเดียวค่ะ แต่ที่คนไม่มาลงทุนเพราะอะไรคะ ดิฉันถามไปที่เสนาบดีทุกท่านว่าที่คนไม่กล้ามาลงทุนไม่ใช่ไม่มีเงินนะคะ เงินจะล้นโลก อยู่แล้ว เพราะอะไร เชื่อมั่นในกระบวนการประชาธิปไตยของประเทศไทยหรือไม่ นั่นข้อหนึ่ง ด้วยที่ท่านเป็นผู้บริหารประเทศจะต้องสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดค่ะ ประเทศไทยเป็น ศูนย์กลางท่าอากาศยานนั้น ดิฉันเรียนด้วยความเคารพกับท่านประธานว่าดีแน่นอนค่ะ สมมติชาวต่างชาติขนคนมาลำใหญ่ ๆ จะเป็นแอร์บัส (Airbus) อะไรก็ตามนะคะ ลำใหญ่ ๆ ลงมาสัก ๑๐ ลำ ถ้าสมมุติว่ามีผู้โดยสาร ๓๐๐ คน ๑๐ ลำ ก็ ๓,๐๐๐ คนแล้ว ก็ตรวจเช็ค ระบบ ๑ สัปดาห์ค่อยขนกลับในระบบการท่องเที่ยว อย่างนี้ค่ะคนก็มาใช้จ่ายในประเทศไทย ประเทศไทยนั้นงดงามไปทุกอณูหย่อมหญ้า ที่เราจะทำให้สวยงามเป็นวัฒนธรรม เป็นความ สวยงาม เป็นความปราณีตอะไรก็ตาม เราสามารถที่จะสร้างได้หมด นั่นคือคนไทย ตรงนี้เรา ก็จะได้นักท่องเที่ยวเข้ามาด้วย กราบเรียนท่านประธานให้ทราบว่าดิฉันเป็นครูบ้านนอกค่ะ อยู่จังหวัดสกลนคร ห่างจากกรุงเทพมหานครตั้ง ๗๐๐ กิโลเมตรเลยทีเดียว ดังนั้นดิฉัน ก็เลยเทียวเครื่องบินเป็นประจำ ที่มาทำงานในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ เพราะว่าไกล เหลือเกิน ดังนั้นดิฉันก็เลยสอบถามผู้รู้ต่าง ๆ ว่าสนามบินที่ดิฉันใช้ประจำก็คือท่าอากาศยาน นานาชาติอุดรธานี มีผู้รู้หลายท่านกล่าวไว้ว่า ถ้าสนามบินแห่งนี้มีที่เติมน้ำมัน ไม่ต้องมาเติม ที่กรุงเทพฯ หรือ สปป. ลาว ก็ไม่ต้องกลับไปเติมที่เวียงจันทน์ หรือเวียดนาม ไม่ต้องกลับไป เติมที่ประเทศเวียดนาม ก็จะทำให้สนามบินนานาชาติอุดรธานีแห่งนี้เป็นศูนย์รวมของการบิน ของอีสานเหนือ และรวมประเทศเพื่อนบ้านด้วย การขนถ่ายสินค้าอะไรก็จะง่ายขึ้น คือสนามบินพร้อมค่ะ พร้อมแล้ว แต่ไม่มีที่เติมน้ำมันเท่านั้น จะต้องกลับมาเติมโดยเฉพาะ โลว์คอสต์ (Low cost) เครื่องบินราคาถูกที่ดิฉันเทียวประจำจะต้องกลับมาเติมน้ำมัน ที่กรุงเทพฯ จะต้องกลับมาเติมน้ำมันที่ดอนเมืองอย่างนี้ ถ้ามีตรงนั้นเวียดเจ็ทไม่ต้องกลับไป เติมน้ำมันที่ประเทศเขา นี่ของเวียดนาม ของ สปป. ลาวก็ไม่ต้องกลับไปเติมน้ำมันที่ประเทศ เขา ก็จะทำให้ตรงนี้เป็นศูนย์กลางของอีสานเหนือและประเทศเพื่อนบ้าน ที่ดิฉันกล่าวมา ทั้งหมดค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ และที่มากกว่านั้นก็คือศูนย์ซ่อมอากาศยาน ครูบ้านนอกคนนี้ค่ะ เมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วดิฉันได้อภิปรายไว้ในสภาแห่งนี้ว่าสมควรที่จะมี สมควรที่จะทำ เพราะว่าจะทำให้โลกใบนี้ยอมรับความสามารถของประเทศไทยมากขึ้น ไม่ใช่เราเป็น ประเทศที่กำลังพัฒนา ดิฉันสอนหนังสือมา ๓๐ กว่าปี ประเทศไทยเป็นประเทศที่ กำลังพัฒนา กำลังพัฒนาจน ณ บัดนี้ก็ยังเป็นประเทศที่กำลังพัฒนาอยู่ เราจะต้องสร้าง ความยิ่งใหญ่ไว้ให้ลูกหลานสืบไป ดิฉันคิดว่าพิธีสารนี้จะทำให้เสนาบดีพาองคาพยพของ การบินไทยไปสู่ศูนย์ซ่อมอากาศยานระดับโลกต่อไป การเกิดห่วงโซ่จะดำเนินไปจากใหญ่ สู่เล็ก จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นเชื่อถือในระดับการบินของโลก และความเชื่อมั่นในประเทศ มากมายเกิดขึ้น และสายการบินจะหลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทย สิ่งที่ตามมาก็คือ นักท่องเที่ยว และสิ่งที่จะตามมาอีกก็คือเงินมหาศาลนั่นเอง ขอบพระคุณท่านประธาน เป็นอย่างสูงค่ะ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ได้ขึ้น บัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ต่อไปคุณวิสาร เตชะธีราวัฒน์ครับ🔗

นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม วิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส. พรรคเพื่อไทยจากจังหวัด เชียงราย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ประเด็นพิธีสารเพื่ออนุวัติข้อผูกพัน ชุดที่ ๑๑ ของการ บริการขนส่งทางอากาศ ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยบริการของอาเซียน ผมขออนุญาต แสดงความคิดเห็นร่วมกับเพื่อนสมาชิกดังนี้🔗

ในประเด็นหน้า ๑-๒ เกี่ยวกับการอนุญาตให้ชาวอาเซียน (ASEAN) ถือหุ้นได้ ไม่เกินร้อยละ ซึ่งปัจจุบันนี้ในข้อที่ ๑ หน่วยซ่อมบำรุงที่ ๑ สำหรับบำรุงรักษาอากาศยาน ที่มีมวลวิ่งขึ้นสูงสุดตั้งแต่ ๕,๗๐๐ กิโลกรัมขึ้นไป เดิม ๔๙ เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันนี้ท่านจะ ขอเงื่อนไขปรับปรุงใหม่เป็น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ หลายประเด็นที่เพื่อนสมาชิกได้แสดง ความคิดเห็นได้อภิปรายไปแล้ว ผมจะขออนุญาตท่านประธานแสดงความคิดเห็นดังนี้🔗

ในเรื่องแรกในข้อ ๑/๓ ที่ท่านบอกว่าทั้งหมดทั้งปวงท่านจะให้มีการส่งเสริม การลงทุน และท่านจะให้มีการลงทุนจากต่างประเทศ เพราะแน่นอนธุรกิจว่าการบริการซ่อม บำรุงอากาศยานทั้งโลกมันมีมูลค่าทั้งหมด ๗๕,๖๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ อันนี้ต้องขอขอบพระคุณ เอกสารประกอบของทางสภา ที่สำนักวิชาการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้ จัดทำไว้ให้ แต่ทั้งหมดทั้งปวงเมืองไทยเราเองได้ใช้บริการกิจกรรมเหล่านี้ในเรื่อง การซ่อมบำรุงอากาศยานทั้งหมดของเมืองไทยแค่ ๙๗๔.๑๔ ล้านดอลลาร์ คิดแล้วไม่ถึง ๒ เปอร์เซ็นต์ แถมไม่พอ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ซ่อมในประเทศ อีก ๖๐ เปอร์เซ็นต์ส่วนใหญ่ก็ไปที่ สิงคโปร์ สิ่งที่เพื่อนสมาชิกได้ถามไว้ ผมขออนุญาตย้ำอีกทีครับว่าการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ บอกว่าคนไทยจะได้รับมันจริงแค่ไหน โดยเฉพาะการถ่ายทอดที่จะมีการพัฒนาเทคโนโลยี กับบุคลากรที่เป็นคนไทยทั้งหมด ท่านมุ่งหวัง ผมเห็นใจว่าตอนนี้เราต้องการเงินทุน ที่จะมาลงทุนในประเทศ แต่ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานไป ๒-๓ หัวข้อ ที่ผมเห็นแย้ง แล้วก็อยากให้ท่านรัฐมนตรีและผู้เข้าชี้แจงได้กรุณาชี้แจงให้ผมได้รับทราบด้วย ปัจจุบันนี้ ผมขออนุญาตสไลด์ (Slide) ท่านประธาน🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

เรามี บริษัทศูนย์ซ่อมอากาศยานมาตรฐานสากลโดยคนไทย ชื่อย่อก็คือ ทีเอไอ (TAI) ว่ากัน ตามจริงก็คือบริษัทนี้เป็นบริษัทที่ได้มีการพัฒนาโดยคนไทยเอง แล้วก็ทราบว่ามีทหารอากาศ มีบุคลากรที่เกี่ยวกับอวกาศของคนไทย ซึ่งมีความสามารถได้ตั้งบริษัทนี้ ถ้าผมจำไม่ผิด บริษัทนี้จะเป็นบริษัทรัฐวิสาหกิจที่คนไทยมีการพัฒนาต่อยอดมาเกือบ ๑๘ ปีแล้ว สิ่งที่ อยากจะขออนุญาตท่านประธานก็คือว่า บริษัทนี้ทำไมเราไม่ส่งเสริม ทำไมเราไม่ให้ สิทธิพิเศษเขา ทั้ง ๆ ที่เขามีมาตรฐานระดับโลกแล้ว สิ่งที่อยากเรียนท่านประธานก็คือว่า ในเรื่องที่ท่านจะให้เพิ่มเงื่อนไขปรับปรุงว่าให้ชาวอาเซียน (ASEAN) ถือหุ้นได้จาก ๔๙ เป็น ๑๐๐ เป็นไปได้ไหมครับท่านประธาน เราค่อย ๆ เพิ่มทีละนิด ๆ อย่าเอาทีเดียวจาก ๔๙ เป็น ๑๐๐ เลยอย่างนี้ครับ เพราะว่าการพัฒนาบุคลากรของคนไทยก็ดี เทคโนโลยีของ คนไทยก็ดีไม่ได้ล้าไปกว่าประเทศอื่น ๆ สิ่งที่ผมอยากจะขออนุญาตเหตุผลท่านประธานอีกข้อหนึ่งก็คืออะไรครับ ก็คือว่าขณะนี้ นอกจากเรามีบริษัทอุตสาหกรรมการบินแล้ว เราสามารถที่จะซ่อมแอร์บัส เอ ๓๒๐ (Airbus A320) ซึ่งใช้กันอยู่แพร่หลายในเมืองไทย เรียนท่านประธานว่า พูดถึงตรงนี้ผมเศร้าใจ สลดหดหู่มากครับ ตอนนี้โลว์คอสต์ (Low cost) ทั้งหมดในประเทศไทยทุกคนเห็น เราไป สุวรรณภูมิ เราไปดอนเมือง หรือแม้กระทั่งสายการบินอื่น ๆ ที่สร้างมาจากภาษีอากรของ พี่น้องประชาชนคนไทย แต่ปรากฏว่าเครื่องบินเหล่านี้ แอร์เอเชียแน่นอนอาจจะมีผู้ถือหุ้น คนไทยบ้างอะไรบ้าง แต่ว่าเรารู้กันอยู่ว่าเจ้าใหญ่ก็คือมาเลเซีย ไลอ้อน เติมคำว่า ไทยไลอ้อน แต่ว่านายทุนจริง ๆ ก็คืออินโดนีเซียครับ เวียดเจ็ทไปเติมคำว่า ไทยเวียดเจ็ท ก็คือเวียดนาม สิ่งที่เราจะต้องไปสร้างหรือว่าทำให้ศูนย์ซ่อมเหล่านี้เพื่อเกิดประโยชน์ให้บริษัทเหล่านี้ หรือครับ ผมดีใจที่เห็นบริษัทเหล่านี้มาเติบโตในเมืองไทย แต่ท่านประธานเชื่อหรือครับว่า เงินทุนส่วนใหญ่มันไม่ไหลกลับไปประเทศเขา และแถมไม่พอครั้งนี้เราจะต้องมีการลงทุนโดย มีบีโอไอ (BOI) ยกเว้นภาษีให้เขามีสิทธิพิเศษอีกเยอะแยะ แต่ว่าท่านประธานครับเหตุผลที่ ผมจะต้องขออนุญาตแสดงความคิดเห็นก็คือ🔗

อันที่ ๑ บริษัทอุตสาหกรรมการบิน ซึ่งขณะนี้มีการพัฒนาไปดีมาก สามารถ ที่จะเป็นศูนย์ซ่อมอะไรได้หลายอย่าง แม้กระทั่ง ซี-๑๓๐ (C-130) ของทหารอากาศเขาก็ซ่อม ได้ครับ เครื่องบินลำใหญ่ ๆ เขาก็ซ่อมได้ครับ แต่ทำไมท่านค่อย ๆ เพิ่มได้ไหมครับ ถ้าต้องการเงินทุนจากบริษัทเหล่านี้จากต่างประเทศ🔗

ประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน ขณะนี้มีการเซ็นสัญญากันเรียบร้อยแล้วครับ จะมีศูนย์ซ่อมอากาศยานจากต่างประเทศที่มาเข้าหุ้นกับทางบริษัทท่าอากาศยานไทย และมี บริษัทที่ร่วมกันก็คือ ฟอร์ท คอร์ปอเรชั่น บริษัทมหาชน ที่จะมีการขยายศูนย์ซ่อมที่ดอนเมือง ตอนนี้ไปถึงไหนครับ และใครได้ประโยชน์ครับ เพราะฉะนั้นตัวนี้ผมอยากให้ทางท่านผู้ชี้แจง ได้กรุณาเล่าให้ฟังด้วย🔗

อีกเรื่องหนึ่งครับท่านประธาน ผมเป็น ส.ส. เชียงราย ผมทราบข่าวตลอด ว่าเราจะมีศูนย์ซ่อมแอร์บัส (Airbus) นอกจากทางรัฐบาลขายฝันเรื่องอีอีซี (EEC) ว่าเราจะมี ศูนย์ซ่อมแอร์บัส (Airbus) ที่อู่ตะเภา จะมีศูนย์ซ่อมที่แม่ฟ้าหลวง ซึ่งเป็นท่าอากาศยาน นานาชาติที่จังหวัดเชียงราย ตอนนี้ไปถึงไหนครับ โครงการท่านก้าวหน้าไปไหมครับ ก่อนที่ ท่านจะมาขอให้รอรับรองพิธีสารอนุวัติผูกพันชุดที่ ๑๑ ของการบริการขนส่งทางอากาศนี้ เพราะฉะนั้นผมในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่ง เราเจ็บปวดหัวใจมาก ก่อนหน้านี้เราเคยมี การบินไทยที่เป็นหน้าเป็นตา เอานักลงทุน เอานักท่องเที่ยว เอาเงินทองมาในประเทศไทย แต่ตอนนี้เห็นแต่ละที่กลายเป็นว่า ดอนเมืองก็ดี สุวรรณภูมิก็ดี สนามบินนานาชาติอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นหาดใหญ่ ภูเก็ต เชียงใหม่ ทุกที่ครับ แม้กระทั่งอู่ตะเภาด้วยครับ เราจะต้อง ขนเงินไปให้บริษัทเหล่านี้หรือครับ ท่านบอกว่าเป็นบริษัทคนไทย แต่ผมคิดว่าเรื่องที่ผมได้ ข้องใจและถาม อยากให้ท่านรัฐมนตรีและผู้มาชี้แจงได้ตอบข้อข้องใจให้พี่น้องประชาชน ได้รับทราบด้วยว่าท่านจะทำเหล่านี้ไปเพื่ออะไร และขอให้ขยับในการลงทุน แทนที่จาก ๔๙ เป็น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านขยับไปทีละนิด ๆ จะได้ไหมครับ และสิ่งที่ผมถามขออนุญาต ผู้ชี้แจงได้ช่วยตอบด้วย ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด เชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ พิธีสารเพื่ออนุวัติข้อมูล ผูกพันชุดที่ ๑๑ ของบริการขนส่งทางอากาศภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยบริการของ อาเซียน (ASEAN) ท่านประธานครับ เราได้เริ่มต้นพิธีสารนี้ตั้งแต่ ๒๖ ปีที่แล้ว ผมคิดว่าอันนี้ ก็เป็นโอกาสดีโอกาสหนึ่งสำหรับการขนส่งทางอากาศของประเทศไทย การที่จะก้าวสู่ ศูนย์กลางการบินของอาเซียน (ASEAN) ศูนย์กลางการบินของเอเชียเป็นไปได้ เพราะว่า ประเทศเรานั้นโดยภูมิศาสตร์ ภูมิรัฐศาสตร์แล้วเป็นศูนย์กลางของโลกจริง ๆ ก็ก้าวเข้าสู่ ความเป็นศูนย์กลางได้ ท่านประธานครับ วันนี้ประเทศไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะอยู่ เหนือประเทศทั้งหมดในอาเซียน (ASEAN) วันนี้เกี่ยวกับการบินแล้วเราแพ้สิงคโปร์เพียง ประเทศเดียว ประเทศไทยมีสนามบินนานาชาติ ๑๒ แห่ง กระจายไปทั่วประเทศ เชียงราย เชียงใหม่ ขอนแก่น อุดรธานี อู่ตะเภา ดอนเมือง สุวรรณภูมิ กระบี่ ภูเก็ต หาดใหญ่ สุราษฎร์ธานี สมุย ๑๒ แห่ง รวมแล้วประเทศไทยมีสนามบินทั้งหมด ๗๔ แห่ง ประเทศไทยมี ๗๐ กว่าจังหวัด แต่มีสนามบิน ๗๐ กว่าแห่ง ถือว่าเป็นประเทศ ที่ก้าวหน้าทางด้านการขนส่งทางอากาศทุกรูปแบบ ท่านประธานที่เคารพครับ ดังนั้นโอกาสที่ ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางได้ ที่เราได้เสนอไป ๘ กิจกรรมนั้น ผมคิดว่าวิสัยทัศน์ทางด้าน อากาศของประเทศไทยมีวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลมาก ผมอยากจะเรียนพี่น้องประชาชนว่า กิจกรรมที่ทางรัฐบาลได้เสนอไปในพิธีสารนี้ ก็คือ ๑. ซ่อมบำรุงอากาศยาน ๒. บริการขนส่ง ทางอากาศ ๓. สำรองที่นั่งอิเล็กทรอนิกส์ ๔. บริการตัวแทนจัดการขนส่งทางอากาศ ๕. การให้เช่าอากาศยานแบบไม่มีลูกเรือ ๖. ให้เช่าอากาศยานพร้อมลูกเรือ ๗. ให้บริการ ผู้โดยสาร ๘. บริการเติมน้ำมันอากาศยาน อันนี้คือวิสัยทัศน์ที่ผมคิดว่าสมควรแล้ว ที่ประเทศไทยจะได้เร่งดำเนินการ ในโลกนี้หลายท่านได้บอกไปแล้วว่าศูนย์ซ่อมบำรุง ทั้งหลายมีอยู่ ๒๐๐ กว่าแห่งในโลก แต่ประเทศไทยมี ๓๙ แห่ง เทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน คู่แข่งในอาเซียน (ASEAN) ก็คือสิงคโปร์ สิงคโปร์มี ๓๘ แห่ง มีน้อยกว่าเรา ๑ แห่ง ทั้ง ๆ ที่สัดส่วนแผ่นดิน หรือสัดส่วนที่ประชากรทั้งหลายเขามีน้อยกว่าเรา พื้นที่ก็จำกัด แต่ประเทศไทยมีสนามบินถึง ๗๔ แห่ง ดังนั้นโอกาสของประเทศไทยที่จะเป็นศูนย์กลางของ อาเซียน (ASEAN) นั้นมีมากกว่าสิงคโปร์ ท่านประธานที่เคารพครับ ไทยเป็นประเทศ ที่ก้าวหน้ากว่าประเทศอื่น ๆ ในโลก ติดอันดับ ก็คือว่าที่อเมริกานั้นมีศูนย์ซ่อมอยู่ ๔๔ แห่ง จีนมี ๒๔ แห่ง มีน้อยกว่าประเทศไทย ทำไมประเทศไทยถึงมีศูนย์ซ่อมมากกว่า เพราะว่า ภูมิศาสตร์ของเราดีกว่า ดังนั้นโอกาสที่ประเทศไทยจะทำเงินมากกว่านี้ก็เป็นไปได้ วันนี้เรา ใช้เงิน ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท เกี่ยวกับกิจการศูนย์ซ่อมทั้งหลาย แต่เราก็ต้องเอาเงินไปทิ้ง ประเทศอื่น ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท เราได้แค่ ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท ดังนั้นโอกาสที่รายได้จาก ศูนย์ซ่อมทั้งหลายที่จะเกิดขึ้นอย่างที่หลายท่านพูด ที่เชียงรายก็ได้ ที่อุดรธานีก็ได้ ขอนแก่น ก็ได้ ที่เป็นสนามบินนานาชาติ ซึ่งมีพื้นที่เยอะมาก ก็จะมีโอกาสรองรับศูนย์ซ่อมบำรุงเหล่านี้ ก็คิดว่าอาจจะเกินแสนล้านบาทในอนาคต ท่านประธานที่เคารพครับ เราจะมีสนามบิน ที่ใหญ่กว่าสุวรรณภูมิ ใหญ่กว่าอู่ตะเภา อยู่ที่ไหนครับ อยู่ที่จังหวัดพัทลุงครับ พัทลุงนั้นถือว่า เป็นศูนย์กลางภูมิศาสตร์ ซึ่งตรงนั้นจะมีคลองไทยผ่าน คลองไทยจะผ่านกระบี่ ตรัง พัทลุง นครศรีธรรมราช สงขลา พัทลุงจะเป็นตรงกลางที่คลองไทยผ่าน ตรงนั้นจะเป็นศูนย์กลาง การบินของโลก มีพื้นที่ถึง ๒๐,๐๐๐ ไร่ ใหญ่ที่สุดในโลก วันนี้ติดอันดับโลกก็คือมีจีน ก็มีที่ ตะวันออกกลาง แต่ว่าถ้าสนามบินของพัทลุงเกิดขึ้นจะเป็นสนามบินเป็นศูนย์กลางขนส่ง ทางอากาศของโลกที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะเชื่อมทางเรือ เชื่อมทางราง แล้วประเทศไทย ก็จะมีโอกาสที่จะมีครบทั้ง ๘ ด้านที่เราได้เสนอต่อพิธีสารนี้ ก็ขอให้กำลังใจ ขอให้เร่งรีบทำ เพราะว่าเป็นประโยชน์สำหรับการท่องเที่ยว ทำไมการท่องเที่ยวของประเทศไทยได้ ๓ ล้านล้านบาท ในปี ๒๕๖๒ เพราะเรามีสนามบินถึง ๗๔ แห่ง ดังนั้นก็ฝากทางผู้เกี่ยวข้อง ก็ขอให้กำลังใจ แล้วก็บริษัทเกี่ยวกับซ่อมบำรุงของประเทศไทย ซึ่งอยู่มา ๑๘ ปี สมัยนายกรัฐมนตรีชื่อ ทักษิณ ชินวัตร เกิดขึ้นแล้วก็ดำเนินการไปด้วยดี วันนี้ก็อยากจะให้ ทางรัฐบาลได้ให้การส่งเสริมกิจกรรมทางการบิน เพราะมูลค่าสูง แล้วก็ใช้เทคโนโลยีสูง คนไทยจะได้มีงานทำและพัฒนาบุคคลากรให้เป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีที่สูงขึ้น ขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญศาสตราจารย์ พิสิฐ ลี้อาธรรม ครับ🔗

นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกรัฐสภาในฐานะเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ เรื่องของพิธีสารเพื่ออนุวัติ ข้อผูกพันของอาเซียน (ASEAN) ฉบับนี้ ในหลักการผมเห็นด้วย แต่ที่ผมยังอยากจะอนุญาต ใช้เวลาเพื่อจะอภิปรายในเรื่องนี้ก็คือว่า ผมยังเห็นว่ายังขาดประเด็นสำคัญเรื่องหนึ่งที่จะ เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ก็คือเรื่องของการฝึกอบรมช่างซ่อมบำรุง เครื่องบินครับ เมื่อก่อนมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมเคยเป็นอุปนายกสภา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ซึ่งได้มีการจัดหลักสูตรเกี่ยวกับการสอนในการ ซ่อมเครื่องบิน ซึ่งหลักสูตรนี้ จะต้องไปขอความช่วยเหลือจากยุโรป ตามมาตรฐานของยุโรป คือเป็นมาตรฐานอีเอซ่า (EASA) ซึ่งเป็นหลักสูตรที่แพงมาก แล้วก็ไม่ใช่หลักสูตรที่จะมาสอน กันในมหาวิทยาลัย เป็นหลักสูตรพิเศษ ค่าเรียนประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ บาทต่อปี ซึ่งถือว่า คนจำนวนไม่มากนักที่จะเรียนได้ กระผมจึงอยากจะขออนุญาตที่จะเรียนทางรัฐบาล ขอให้ ท่านประธานได้ฝากไปยังรัฐบาลว่าแม้จะมีข้อตกลงนี้ แล้วเราจะมีการส่งเสริมเรื่องนี้ แต่ประโยชน์ก็จะตกอยู่กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ ทางใต้เป็นหลัก เพราะเขามีการส่งเสริมและจดทะเบียนกัน แต่ของบ้านเรานี่ครับ จริง ๆ แล้วช่างเทคนิคเรานี่ทำงานเหล่านี้ได้ แต่ถ้าหากไม่มีใบอนุญาตหรือใบรับรองว่า ได้เรียน หรือได้จบการศึกษาที่เป็นที่รับรองของอีเอซ่า (EASA) หรือของสหรัฐก็ตามนี่ จะไป แตะต้องเครื่องบินไม่ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นจริง ในบ้านเราก็คือว่ามีคนชาวอาเซียน (ASEAN) ที่บินเข้ามา แต่ใช้คนไทยที่เป็นช่างซ่อมนี่ไปซ่อม แต่เซ็นไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงอยากจะขอให้ รัฐบาลนี่ครับ ได้มีการส่งเสริมให้มีการจัดหลักสูตรในการที่จะให้ช่างซ่อมของไทยนี่ครับ ได้รับมาตรฐานอีเอซ่า (EASA) หรือมาตรฐานของสหรัฐที่จะแตะต้องหรือจัดการเกี่ยวกับ เครื่องบิน ไม่ว่าจะเป็นแอร์บัส (Airbus) หรือโบอิ้ง (Boeing) ก็ตาม ทั้งนี้ก็จะทำให้เราได้รับ ประโยชน์อย่างแท้จริง เพราะว่าค่าใช้จ่ายหรือเงินได้ของคนที่เป็นช่างซ่อมที่มีไลเซนส์ (License) อีเอซ่า (EASA) นี่จะมีรายได้สูงมาก ขอบพระคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านนิคม บุญวิเศษ และท่านผู้ชี้แจง เตรียมชี้แจงเลย เชิญท่านนิคมครับ🔗

นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอร่วมอภิปราย พิธีสารเพื่ออนุวัติข้อผูกพันชุดที่ ๑๑ ของการบริการขนส่งทางอากาศ ภายใต้กรอบความตกลง ว่าด้วยการบริการของอาเซียน (ASEAN) ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมได้ศึกษาแล้ว เนื้อหาส่วนใหญ่ก็เห็นด้วย เพียงแต่อยากจะอภิปรายในส่วนที่การถือหุ้น ท่านประธานครับ ผมอยากให้ผู้ตอบช่วยตอบหน่อยว่าเราจะได้เปรียบเสียเปรียบอย่างไร แล้วก็ให้สมาชิก ช่วยกันพิจารณาด้วย ในส่วนภายใต้พิธีสารฉบับนี้ ไทยได้ยื่นเสนอปรับปรุงข้อเสนอการ เปิดบริการซ่อมบำรุงรักษาอากาศยานไทยนี่ หรืออากาศยานโลกนี่ที่มีมวลวิ่งสูงสุดตั้งแต่ ๕,๗๐๐ กิโลกรัมขึ้นไป โดยไม่จำกัดสัดส่วนผู้ถือหุ้นของประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) ในตรงนี้ละครับที่ผมคิดว่าถ้ามีการแก้ลักษณะนี้ ก็เท่ากับว่าเราเองคิดว่าพวกประเทศไทย เราไม่มีทุน เราอาศัยทุนต่างชาติ อาศัยบริษัทยักษ์ใหญ่เข้ามาลงทุน แต่ในสัดส่วนที่ไม่มี ข้อจำกัดนี่ มันเป็นสิ่งที่ควรจะกังวลว่าถ้าเกิดต่างชาติเข้ามาถือหุ้น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วถามว่าประเทศไทยเราได้อะไร ในส่วนนี้อยากให้สมาชิกช่วยกันพิจารณาวิเคราะห์ ให้ดีนะครับ แต่ในส่วนที่เราต้องการให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการเป็นศูนย์ซ่อมอากาศยานนี้ ผมเห็นด้วย เนื่องจากว่าประเทศไทยเราเป็นประเทศที่มีภูมิภาคเป็นศูนย์กลางของอาเซียน (ASEAN) เรามีสายการบินเยอะแยะมากมาย มีสนามบินเยอะครับเนื่องจากเราเป็นประเทศ ท่องเที่ยว แล้วก็ศักยภาพของคนไทยเรา โดยเฉพาะวิศวกรรม ช่างฝีมือต่าง ๆ เราไม่มี ความน้อยหน้าจากประเทศอื่นเลย เรามีสถาบันการศึกษาใหญ่ ๆ สถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังนี้ เรามีสถาบันต่าง ๆ ที่ผลิตวิศวกรรมขึ้นมา โดยเฉพาะเครื่องมือแพทย์เรายังสามารถผลิตได้ แล้วในส่วนที่การผลิตเครื่องบินนี้ เราไม่เคย พูดถึง ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี เราก็ไม่กล้าพูดถึง เรายังคิดว่าประเทศเรานี้เป็นประเทศเล็ก เงินทุนน้อย เพราะอะไรครับ ถ้าเราคิดอย่างนี้เป็นการตีกรอบความคิดครับ เราไม่กล้า คิดใหญ่ เราน่าจะมีการวางแผนว่าในอนาคต ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๕๐ ปีข้างหน้านี้ ประเทศไทยเรา ควรจะมีศักยภาพในการผลิตเครื่องบินได้เองด้วยซ้ำ เพราะเราเชื่อว่าการศึกษาในสมัยนี้ มันทันกันครับท่านประธาน ความรู้มันทันกันแล้ว เทคโนโลยีต่าง ๆ มันทันกันแล้ว เราอย่า คิดว่าเราเป็นประเทศด้อยครับ เรามีศักยภาพ แต่เราต้องกล้าคิด โดยรัฐบาลจะต้องมีแผน ในการปฏิรูปประเทศ หรือยุทธศาสตร์ชาติที่จะมีการผลิตเครื่องบินเองในอนาคต ๕๐ ปี หรือ ๑๐๐ ปีข้างหน้า ถ้าเราไม่เริ่มคิดตั้งแต่วันนี้ อีก ๑๐๐ ปีมันก็ไม่เกิดรับ ผมเชื่อว่าถ้าเรา กล้าพูด กล้าคิด กล้าทำนี่มันเกิดได้ โดยเฉพาะการซ่อมบำรุงผมดูแล้ว เรามีศักยภาพ ในส่วน ประเทศที่มีการขายเครื่องบินมากที่สุดก็คืออเมริกา ในสัดส่วนของไทยเท่าที่นั่งดูนี้ ก็เป็นสิ่งที่ น่าพอใจอย่างหนึ่งไทยเราสามารถผลิตยางอากาศยานส่งออกเป็นลำดับต้น ๆ โดยมูลค่า การส่งออก ๑๘๔ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าการนำเข้า ๑๓ เท่า เนื่องจากว่าเรามียาง ที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะกู๊ดเยียร์ (Goodyear) มิชลิน (Michelin) แล้วก็บริดจสโตน (Bridgestone) นี้ ซึ่งเป็นยางที่ผลิตในเมืองไทย อันนี้ก็เป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ ในส่วนของ เครื่องยนต์ต่าง ๆ หรือชิ้นส่วนอากาศยาน บางส่วนเราก็ผลิตได้เอง แล้วก็มีการส่งออกด้วย แล้วบางอย่างเราก็นำเข้าท่านประธาน แต่ผมคิดว่าถ้าเกิดเรามีการส่งเสริมอย่างจริงจัง คนไทยไม่แพ้คนใดในโลกแน่นอน เพียงแต่การส่งเสริม มันต้องดูเรื่องทุน เรื่องงบประมาณ ของรัฐบาลด้วย ถ้าเราไม่มีการวางแผนตั้งแต่เนิ่น ๆ ไม่มีทางที่เราจะผลิตเครื่องบินได้ ฉะนั้น ผมคิดว่าวิสัยทัศน์ของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหนก็ตาม ควรจะมีการเขียนให้ชัดเจนว่า ประเทศไทยเราจะต้องเข้าสู่ประเทศอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมเครื่องบินนี้ เพราะว่าเราสามารถทำได้ เรามีช่างฝีมือ เรามีสถาบันการศึกษาที่ดี และที่สำคัญคือควรจะมีการบรรจุหลักสูตรเหล่านี้ ถึงแม้ตอนนี้มันยังไม่มีท่านประธานครับ แต่ถ้าเรามีการบรรจุหลักสูตรเหล่านี้ เรามองไปถึงอนาคตข้างหน้าหลักสูตรการศึกษานี้เป็น เรื่องสำคัญครับ ถ้าเราไม่บรรจุหลักสูตรการศึกษาเข้าไปนี้ ไม่มีทางที่เราจะสามารถทำได้ เรามีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามา การเรียนรู้มันทันกัน ผมจึงคิดว่าการผลิตเครื่องบินนี้ไม่ไกลเกิน คิด ขอให้พวกเราได้คิดก่อน แล้วตั้งวิสัยทัศน์ แล้ววางแผนกันยาว ๆ ประเทศไทยมีศักยภาพ และที่สำคัญคือเรามีสนามบินเยอะแยะมากมาย เราเป็นศูนย์กลางการบินด้วย อยากให้ พวกเราช่วยกันคิดตรงนี้ ในส่วนที่ผมได้ติงไปเรื่องสัดส่วนการถือหุ้นนี้ อยากให้สมาชิกรัฐสภา ทุกท่านช่วยวิเคราะห์พิจารณาเรื่องนี้ด้วยครับ กราบขอบคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านผู้ชี้แจง เชิญเลยครับ🔗

นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ต่อคำถาม ต่อข้อสงสัยของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุก ๆ ท่าน เดี๋ยวผมขออนุญาตให้ท่านรองผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนเป็นคนชี้แจงใน รายละเอียดครับ ขออนุญาตท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอเชิญ🔗

นายศรัณย เบ็ญจนิรัตน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือน แห่งประเทศไทย

ขอขอบคุณท่านประธานนะครับ แล้วก็ขอขอบคุณท่านผู้มีเกียรติใน สภานี้ทุกท่านที่ให้ทางเราได้มีโอกาสชี้แจง สำหรับการชี้แจงในครั้งนี้ ขออนุญาตชี้แจง ในเบื้องต้นว่าทางสำนักงานในฐานะผู้ที่นำเสนอเรื่องนี้ เราได้มองเรื่องการซ่อมบำรุงของ อากาศยานนี้มาอยู่พักหนึ่ง เหตุที่เราสนใจเป็นเพราะว่าตามที่ทุกท่านได้เห็นเช่นกัน คือว่า ประเทศไทยเรามีสายการบินจำนวนมาก เรามีเครื่องบินจำนวนมาก เรามีผู้โดยสารบินเข้าบินออกจำนวนมาก แต่ที่เราพิจารณามาเรา พบว่าจำนวนของศูนย์ซ่อมอากาศยานที่เรามีค่อนข้างจะคงที่ในห้วงที่ผ่านมา ถึงแม้รัฐบาล จะมีมาตรการที่พยายามที่จะส่งเสริมให้มีศูนย์ซ่อมมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามทีเราก็จะ เห็นว่าในห้วงที่ผ่านมานั้นเรายังพบว่าศูนย์ซ่อมนั้นยังมาไม่เยอะ จุดนี้ทำให้สำนักงานได้ กลับมามองและพิจารณาเรื่องนี้ สิ่งที่เราพบก็คือว่าจากศูนย์ซ่อมที่เราได้มองนี้ เราสามารถ แบ่งศูนย์ซ่อมออกเป็นได้ทั้งหมด ๓ แบบ แบบแรกก็คือศูนย์ซ่อมซึ่งซ่อมอากาศยานทั้งลำ แบบที่ ๒ เป็นศูนย์ซ่อมที่ซ่อมชิ้นส่วนสำคัญ และแบบที่ ๓ คือศูนย์ซ่อมที่ซ่อมชิ้นส่วนทั่วไป สำหรับเรื่องนี้เราพบว่าเราไม่มีต้นน้ำ ต้นน้ำในที่นี้คือศูนย์ซ่อมที่เป็นศูนย์ซ่อมอากาศยาน ทั้งลำ สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันก็คือเรามีศูนย์ซ่อมในลักษณะที่ซ่อมอากาศยานทั้งลำอยู่บ้าง แต่ศูนย์ซ่อมเหล่านั้นจะเป็นศูนย์ซ่อมที่ดำเนินการโดยคนไทยซึ่งเป็นสิ่งที่ดี แต่อย่างไรก็ดี สำหรับอากาศยานที่มีขนาดใหญ่และในรุ่นใหม่ ๆ จะต้องใช้เทคโนโลยีความรู้ที่จะสามารถ ซ่อมได้มาก ซึ่ง ณ ปัจจุบันทางเราเองได้มองไปประเทศรอบข้าง เราพบว่าศูนย์ซ่อมที่เป็น ศูนย์ซ่อมสำหรับอากาศยานทั้งลำจะเห็นได้ว่าในประเทศรอบข้างของเราซึ่งมีอากาศยาน ใกล้เคียงกันมีการจัดตั้งศูนย์ซ่อมมากขึ้น ซึ่งเป็นศูนย์ซ่อมของอากาศยานทั้งลำ ในการนี้ ทางสำนักงานเองจึงได้มองไปและได้ศึกษา และค้นพบอันหนึ่งก็คือว่าสำหรับศูนย์ซ่อมอากาศ ยานทั้งลำนั้น สิ่งที่ต้องดำเนินการจะประกอบด้วย ๑. คือเงินทุน ๒. คือเทคโนโลยี ซึ่งใน ศูนย์ซ่อมอากาศยานทั้งลำ หรือศูนย์ซ่อมเครื่องยนต์ สำหรับในประเทศรอบข้างจะมีการ ดึงตัวผู้เป็นเจ้าของเทคโนโลยีนั้นมาเป็นผู้ร่วมทุนด้วย สำหรับประเทศไทยในเบื้องต้นเรา พบว่าจุดหนึ่งที่สำคัญก็คือจะต้องมีการหาผู้ร่วมทุนในไทย ซึ่งจะต้องมีข้อจำกัดของเงินลงทุน ในการนี้หลังจากที่เราได้ปรึกษากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้วก็ปรึกษากับผู้ประกอบการด้วย จุดหนึ่งที่สำคัญก็คือเราได้พบว่าหากว่าเราสามารถที่จะเปิดให้มีเสรีทางด้านการลงทุน สามารถที่จะเข้ามาได้โดยไม่ได้จำกัดตัวลักษณะของโอนเนอร์ชิพ (Ownership) จุดนี้จะเป็น จุดหนึ่งซึ่งสามารถที่จะทำให้ผู้ประกอบการของไทยชักชวนให้กับคนที่มีเทคโนโลยีสามารถ เข้ามาร่วมลงทุนได้ ทีนี้สิ่งที่เรามองถัดไปก็คือ ถ้าหากว่าเรามีศูนย์ซ่อมซึ่งสามารถซ่อม อากาศยานได้ทั้งลำ และมีปริมาณที่มากขึ้น จุดนี้จะช่วยให้เราสามารถที่จะขยายศูนย์ซ่อม อื่น ๆ ที่จะมารับช่วงต่อ ก็คือชิ้นส่วนอากาศยานที่สำคัญ และชิ้นส่วนอากาศยานทั่วไป ตรงนี้จะเป็นการเสริมสร้างห่วงโซ่การซัปพลาย (Supply) หรือซัปพลายเชน (Supply chain) ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย นอกจากนี้ก็จะเป็นการส่งเสริมส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น การผลิตช่างอากาศยาน ซึ่งจะเป็นการผลิตโดยเกิดจากสิ่งที่ทางหน่วยงานต้องการจริง ๆ จุด นี้เราได้เล็งเห็นผลประโยชน์นี้ จึงมีการปรับปรุงกฎหมาย พ.ร.บ. เดินอากาศในปี ๒๕๖๒ และในนั้นมีการตราพระราชกฤษฎีกาที่มีการสนับสนุนให้มีการเปิดตัวศูนย์ซ่อมอากาศยาน ทั้งลำในที่นี้ขึ้นมา และจึงเป็นการนำเสนอในครั้งนี้เพื่อที่จะแจ้งให้กับชาวอาเซียนทุกท่านได้ ทราบว่าประเทศไทยเราได้มีการส่งเสริมเรื่องนี้เกิดขึ้น และจุดนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการที่ จะทำให้อุตสาหกรรมการซ่อมอากาศยานในไทยสามารถที่จะพัฒนาได้ต่อไปอย่างยั่งยืน สำหรับเรื่องนี้ จากสิ่งที่เราได้มองเห็นตรงนี้เราก็ได้มีการสร้างกลไกเพื่อจะควบคุมเรื่องนี้ ด้วยเช่นกัน สำหรับที่เราได้เปิดเอาไว้ เปิดเสรีตรงนี้ เราได้มีการสร้างกลไกคือจะต้องให้ผู้ที่มา ลงทุนมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นรูปของการจ้างคนไทย หรือการพัฒนาคนไทย หรือการประสานงานกับสถาบันทางด้านเทคโนโลยีต่าง ๆ ในเมืองไทยเพื่อที่จะถ่ายทอด เทคโนโลยีเหล่านี้ ตรงนี้เราได้ตั้งเป้าหมายว่าภายใน ๕ ปีหลังจากที่ได้รับใบอนุญาตแล้ว ทางผู้มาลงทุนจะต้องมีคนไทยที่ทำงานนั้นอย่างน้อย ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้จะต้องถูกควบคุม โดยคณะกรรมการชุดหนึ่งซึ่งจะตั้งตามกฤษฎีกา ตรงนี้จะเห็นได้ว่าเราเองได้มองภาพสิ่งที่ ควรจะเป็นกลไก แล้วก็สิ่งที่เราคิดว่าจะอำนวยความสะดวกให้กับทางผู้มาลงทุน🔗

สำหรับประโยชน์ตรงนี้เราได้เห็นว่า ทางสายการบินซึ่งเป็นผู้ที่จะต้องใช้ บริการตรงนี้จะได้ประโยชน์ด้วย ณ ปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่าสายการบินต่าง ๆ จะต้องส่ง เครื่องบินไปยังต่างประเทศเพื่อทำการซ่อม หากว่ามีผู้มาลงทุนก็จะทำให้สามารถอำนวย ความสะดวก และไม่จำเป็นจะต้องส่งอากาศยานไปซ่อมในต่างประเทศ และในขณะเดียวกัน ชิ้นส่วนที่ถอดออกมาก็สามารถซ่อมได้ในไทยด้วยเช่นกัน ตรงจุดนี้จะเป็นจุดที่ช่วยเสริมสร้าง อุตสาหกรรมทางด้านการบินของไทยให้ยั่งยืนต่อไป ต้องขออนุญาตชี้แจงเบื้องต้นเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ท่านสมาชิกมีอะไร ติดจะสอบถามเพิ่มเติมไหมครับ เชิญครับ🔗

นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดเชียงราย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตท่านประธาน คือผมถามไป ๓-๔ ข้อ ผู้ชี้แจงจาก การบินพลเรือนไม่ได้ชี้แจงอะไรผมเลยครับ ผมถามไป ขออนุญาตย้ำอีกที เมื่อสักครู่ ท่านอาจจะไม่ได้ตั้งใจฟัง หรือว่าฟังแล้วอาจจะไม่ได้จดไว้ ผมเรียนถามว่าที่เราบอกว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นี่เราค่อย ๆ ขยับได้ไหม ท่านรัฐมนตรีถ้าตอบได้ตอบด้วย เพราะว่าเรื่องนี้ เรื่องสำคัญ เพราะว่าขณะนี้ศูนย์ซ่อมก็ดี การที่จะให้การบำรุงอากาศยานของเรา คนไทย ทำได้ครับ เพื่อนสมาชิกหลายท่านก็ยกตัวอย่างให้ทราบแล้ว สิ่งที่ผมถามอีก ๒ เรื่องก็คือว่า ขณะนี้ที่เราบอกว่าเราจะมีซ่อมใหม่ที่ดอนเมือง ตกลงไปถึงไหนครับ แล้วก็ข่าวที่ออกมา ตลอดบอกว่า การบินไทยจะไปรวมสร้างแอร์บัส (Airbus) ที่อู่ตะเภา ท่านก็ไม่ตอบครับ และที่ผมติดใจที่สุดคือขณะนี้มันมีการเซ็นสัญญาแล้วก็บอกศูนย์ซ่อมที่จะใช้แอร์บัส (Airbus) อยู่ที่ท่าอากาศยานเชียงราย แม่ฟ้าหลวงของผมนี่ครับ ท่านก็ไม่ตอบเลยครับ หรือว่าคำถาม ของผมนี่ท่านไม่สนใจ เพราะฉะนั้นตรงนี้อยากเรียนขอความรู้ ถ้าท่านมีข้อมูล มีรายละเอียด ท่านตอบด้วย ๓ เรื่อง ผมถาม ๔ ข้อ ท่านไม่ตอบสักข้อเลยครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญท่านรองผู้อำนวยการ เชิญครับ🔗

นายศรัณย เบ็ญจนิรัตน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือน แห่งประเทศไทย

ขอบคุณท่านประธานครับ ขอบคุณสำหรับคำถาม สำหรับกรณีของ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จะค่อย ๆ ขยับได้หรือไม่ ขออนุญาตเรียนว่าสำหรับการลงทุนในลักษณะนี้ ทางผู้ที่จะมาลงทุนจะต้องมีพื้นฐาน หรือมีฐานของคนที่ต้องการในไทย โดยปกติแล้ว ในประเทศอื่น ๆ ที่เราได้ศึกษามา สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือจะต้องมีผู้ที่จะใช้งาน เช่น สายการบิน มีการคุยกันกับผู้ที่มีเทคโนโลยีเหล่านี้ เป็นการชวนกันเข้ามา เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นว่า แล้วจะเกิดขึ้นเป็น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ตั้งต้นเลยหรือไม่ โอกาสนั้นน้อยมาก ทีนี้ถ้าถามว่า แล้วเราจะค่อย ๆ ขยับเป็นเท่าไร ณ ปัจจุบันต้องเรียนดังนี้ครับ เราได้พิจารณาเรื่องนี้แล้ว เรามองว่าเราเขียนเป็นว่าไม่มีข้อจำกัดข้อนี้ แต่ในทางปฏิบัติแล้วมีความเชื่ออย่างสูงว่า การที่เข้ามาจะต้องมีคนไทยเข้าไปร่วมด้วย ซึ่งคนที่จะเข้าไปร่วมก็จะเป็นทางด้านสายการบิน เป็นหลัก เพื่อที่จะเป็นผู้ที่จะป้อนงานให้กับตัวผู้บริษัท ตรงนี้จะเป็นหลักประกันของบริษัท เอง ทีนี้ถ้าถามว่าแล้วข่าวต่าง ๆ ที่บอกว่าจะมีศูนย์ซ่อมมาที่ประเทศไทยที่นั่นบ้าง ที่นี่บ้าง ทางสำนักงานเองก็ได้มีการตรวจสอบ ซึ่งตรงนี้เราเองก็ได้มีการสอบถามไปว่า เมื่อมีการคุย กันแล้วเป็นอย่างไรบ้าง จุดนี้ละครับจึงเป็นที่มาที่เราได้พบปัญหาว่า เราพบว่าจริง ๆ มีผู้สนใจ มีผู้สนใจมากจริง ๆ แต่ว่าก็จะมีประเด็นของทางด้านข้อกฎหมาย เช่น เขาจะต้อง มาหาตัวผู้ที่จะมาร่วมทุนคือใคร อย่างไร เพราะฉะนั้นจุดนี้จึงเป็นจุดที่เราได้มีการปรับปรุง เรื่องการร่วมทุน แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้องสร้างกลไกตามที่ได้เรียนไป คืออย่างไรก็ดีเมื่อเขา มาลุงทนแล้วจะต้องมีการสร้างบุคคลของประเทศไทยให้สามารถที่ดำเนินการตรงนี้ได้ครับ ก็ขออนุญาตนำเสนอในเบื้องต้นเท่านี้ครับ ขอขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านรองครับ ที่ท่านถามอีกข้อหนึ่ง ก็คือศูนย์ซ่อมที่อู่ตะเภาไปถึงไหน ชี้แจงไปเลยครับ🔗

นายศรัณย เบ็ญจนิรัตน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือน แห่งประเทศไทย

ขอบพระคุณท่านประธานนะครับ สำหรับศูนย์ซ่อมที่อู่ตะเภาดั้งเดิม ทางแอร์บัส (Airbus) ได้มาคุยกับทางการบินไทย แต่ปรากฏว่าท้ายที่สุดแล้วทางที่สำนักงาน ได้มีการตรวจสอบไปก็พบว่า ทางแอร์บัส (Airbus) กับการบินไทยท้ายที่สุดไม่สามารถ ที่จะตกลงกันได้ลงตัว ตรงนี้เรื่องจึงหยุดไป แต่อย่างไรก็ตามทีทางเราเองก็ได้ทราบว่า มีหลายสายการบินได้มีการคุยกับผู้ที่มีขีดความสามารถ เช่น กับโบอิ้ง (Boeing) ก็มี ความสนใจอยู่ อย่างไรก็ตามทีเขาก็รอดูว่าประเทศไทยมีท่าทีอย่างไร ซึ่งก็ขอเรียน อีกครั้งหนึ่งสำหรับมุมนี้ทางเราเองมองว่าเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะนำเสนอเรื่องนี้ สำหรับ พิธีสารนี้ให้กับชาวอาเซียน (ASEAN) และชาวโลกได้ทราบ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อไป ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณเกียรติครับ🔗

นายเกียรติ สิทธีอมร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นขอขอบคุณในคำตอบที่ท่านพยายามตอบพวกเรา แต่เรื่องที่สภาแห่งนี้รวมทั้งที่ผมอภิปรายไป แล้วคำถามจากหลายท่านของสภาแห่งนี้มันเป็น เรื่องใหญ่ครับ เรื่องใหญ่กว่าที่กระทรวงจะตอบ อย่างเช่นยุทธศาสตร์การที่จะให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางการซ่อมบำรุงเครื่องบิน ท่านตอบคนเดียวไม่ได้หรอกครับ มันเป็นเรื่องที่ ครม. ต้องมีความชัดเจนว่า ยุทธศาสตร์ของประเทศจากวันนี้คืออะไร แล้วจัดสรรทรัพยากร งบประมาณ กระทรวงใดต้องทำอะไร อย่างไร ต้องชัดเจนครับ แม้กระทั่งโครงสร้างภาษี ถ้าผมจะเป็นศูนย์กลางการซ่อมบำรุง โครงสร้างภาษีการนำเข้าชิ้นส่วนมันเอื้อไหมครับ ถ้าไม่เอื้อจะต้องทำอย่างไร ทุกครั้งที่พวกเราอภิปรายอีอีซี (EEC) ท่านจะสังเกตเห็นว่าเรา เคยมองว่าอีอีซี (EEC) เป็นจุดหนึ่งที่เหมาะเพราะมีอู่ตะเภา แล้วก็เหมาะที่จะเป็นศูนย์กลาง การซ่อมบำรุง แล้วถ้าทำได้วิสัยทัศน์ดีพอ ทรัพยากรมีมากพอ นโยบายชัดเจนพอ ก็สามารถ ที่จะดำเนินการให้เป็นรูปธรรมได้ พยายามอยากจะฝากท่านไว้เพื่อนำเรื่องเหล่านี้ไปพูดคุย กันในระดับกระทรวง และทำยุทธศาสตร์เป็นรูปเป็นร่างแล้วนำเสนอ ครม. อย่างนี้จะ เป็นประโยชน์ครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญท่านวิสารครับ🔗

นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม วิสาร เตชะธีราวัฒน์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดเชียงราย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ได้กรุณาให้โอกาส ผมขอบคุณท่านผู้มาชี้แจงจริง ๆ ครับ แต่ว่าท่านยังขาดอีก ๒ คำตอบ ไม่ได้คาดคั้นท่าน แล้วก็เห็นด้วยกับท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิกท่านเกียรติ ขออภัยที่เอ่ยนาม เห็นด้วยครับ เพราะว่าเรื่องนี้อย่างไรมันต้องเกี่ยวกับทางนายกรัฐมนตรีกับทางรัฐบาลแน่นอน แต่ว่าสิ่งที่ ผมจะต้องถามท่านประธานผ่านไปยังผู้ชี้แจงก็คือว่า ขณะนี้อีก ๒ ข้อที่ท่านไม่ตอบก็คือว่า ที่ท่าอากาศยานดอนเมืองมันเริ่มมีการทำสัญญา มีการลงทุนระหว่างท่าอากาศยานมหาชน ทอท. กับบริษัท ฟอร์ท คอร์ปอเรชั่น ซึ่งผมไม่ได้ติดใจอะไรแต่ว่าเรื่องเหล่านี้มันก็เป็น ศูนย์ซ่อม เป็นเรื่องเดียวกัน ท่านต้องรู้สิครับ แต่ที่ผมติดใจที่สุดคือขณะนี้ที่ท่าอากาศยาน แม่ฟ้าหลวง เชียงรายของผมครับ ท่านยังไม่ตอบผมเลย แต่ขณะนี้เรียนท่านประธาน ผ่านไปยังพี่น้องประชาชนว่ามันเริ่มมีการติดต่อ มีการวิ่งเต้น มีการทำสัญญา และบริษัท ที่มานี่ไม่ใช่ทุนอาเซียน (ASEAN) เป็นทุนจากยักษ์ใหญ่ประเทศจีนอันนี้มันคืออะไรครับ แล้วคุณจะมาขอบอกว่าทุน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นี่เดี๋ยวมันก็คร่อมกันไปคร่อมกันมาอย่างที่เพื่อน สมาชิกว่า ผมขออนุญาตติดใจว่าขอ ๒ คำตอบนี้ครับ ท่าอากาศยานดอนเมืองตกลงท่านจะ ขยายหรือไม่ศูนย์ซ่อม และที่เชียงรายมันเริ่มมีการวิ่งเต้น มีบริษัทเข้าไปรับงาน ไปฮั้วงาน ไปถมดินอะไรอย่างนี้ ซึ่งตรงนี้ท่านต้องรู้สิครับในฐานะที่ท่านเป็นคนดูแลกำกับ การบินพลเรือนครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญท่านรองศรัณยครับ อะไรที่ ตอบได้ก็ตอบครับ อะไรที่ตอบไม่ได้ก็ไม่ต้องตอบครับ เชิญเลยครับ🔗

นายศรัณย เบ็ญจนิรัตน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือน แห่งประเทศไทย

ขอบพระคุณท่านประธาน ขอบพระคุณสำหรับคำถามนี้ด้วยเช่นกัน สำหรับคำถามนี้ขออนุญาตเรียนตามตรงว่า ณ ปัจจุบันทางเราเองถึงแม้จะติดตาม เรื่องนี้อยู่ แต่เราเองก็ยังไม่ได้ทราบเรื่องที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ถ้าถามว่าทางเราทราบเรื่องหรือไม่ สำหรับรายละเอียด ต้องขอเรียนตามตรงว่าทางเรายังไม่ได้ทราบเรื่องในรายละเอียด อย่างไรก็ตามทีก็คงจะต้องกลับไปตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม ต้องขออภัยในที่นี้ด้วย ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณ สมาชิกยังมีอะไร ติดใจหรือไม่ครับ🔗

นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

ท่านประธานครับ ขออนุญาตนิดเดียวเพื่อบันทึกไว้ในที่ประชุมรัฐสภา🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญเลยครับ🔗

นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

กระผม วิสาร เตชะธีราวัฒน์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดเชียงราย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เรื่องนี้มันเป็นเรื่องสนธิสัญญาพิธีสาร ซึ่งจะต้องมาใช้อำนาจของทั้งสมาชิก วุฒิสภากับสภาผู้แทนราษฎรในการรับรอง แต่ว่าผมมั่นใจว่าทางกรมการบินพลเรือนคงตอบ ไม่ได้ครับ แต่ท่านรัฐมนตรีอยู่ที่นี่ครับ ในฐานะที่ท่านเป็นตัวแทนของคณะรัฐมนตรีครับ เรื่อง ๒ เรื่องนี้ท่านทราบไหมครับ หรือว่าถ้าอย่างไรท่านไม่ทราบก็ตอบมาตรง ๆ หรือว่า มีความก้าวหน้าอย่างไรท่านก็ส่งเอกสารมาให้ทางรัฐสภาเราทีหลังก็ได้ เพราะว่าเรื่องนี้ มันเป็นเรื่องใหญ่ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญรัฐมนตรีครับ🔗

นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ก็จะติดตามเรื่องที่ท่านฝากไว้ เหมือนอย่างเช่นที่ท่านรอง ผู้อำนวยการท่านบอกไว้ ผมก็จะพยายามตามรายละเอียดแล้วก็นำมาแจ้งกับท่านให้รวดเร็ว ที่สุด ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

คุณวิสารพอใจนะครับ โดยที่ได้มีท่าน สมาชิกอภิปรายทั้งหมด ๑๐ ท่าน แล้วก็ได้ชี้แจงเป็นส่วนใหญ่ ท่านรัฐมนตรีมีสิทธิสรุปได้ อีกครั้งครับ ไม่สรุปนะครับ ถ้าไม่สรุปก็ขอที่ประชุมมีมติว่าจะเห็นชอบพิธีสารเพื่ออนุวัติ ข้อผูกพันชุดที่ ๑๑ ของบริการขนส่งทางอากาศ ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยบริการของ อาเซียน (ASEAN) หรือไม่ ก่อนลงมติขออนุญาตตรวจสอบองค์ประชุม ขอเชิญท่านสมาชิก เข้ามาเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมครับ🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ให้เวลา สมาชิกที่ไปทานอาหาร อยู่ครับ ท่านที่เข้ามาแล้ว กรุณาเสียบบัตรแสดงตน🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

องค์ประชุมของเราในวันนี้คือ ๓๖๒ คน สมาชิกส่วนใหญ่พร้อมแล้ว พร้อมแล้วผมขอปิดการแสดงตนครับ จำนวน ผู้เข้าประชุมที่แสดงตน ๕๐๓ ท่าน ครบองค์ประชุม🔗

ขอถามมติที่ประชุมว่า จะเห็นชอบ พิธีสารเพื่ออนุวัติข้อผูกพันชุดที่ ๑๑ ของบริการขนส่งทางอากาศ ภายใต้กรอบความตกลง ว่าด้วยบริการของอาเซียน (ASEAN) หรือไม่ ผู้ใดเห็นชอบกรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใด ไม่เห็นชอบกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

สมาชิกพร้อม ขอปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๕๓๙ ท่าน เห็นด้วย ๕๓๐ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๓ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๕ ท่าน มติที่ประชุมเห็นด้วยกับพิธีสาร🔗

ขอขอบคุณท่านผู้ชี้แจง ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีครับ จบในวาระเรื่องด่วนที่ ๒🔗

ต่อไปเป็นเรื่องด่วนในวาระที่ ๓ พิธีสารแก้ไขบันทึกความเข้าใจระหว่าง รัฐบาลแห่งอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ว่าด้วยการขยายเส้นทางการบิน (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)🔗

ขอเชิญรัฐมนตรีครับ🔗

นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุก ๆ ท่าน กระผม นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในนามของคณะรัฐมนตรี วันนี้ขอเสนอที่ประชุม พิจารณาให้ความเห็นชอบพิธีสารแก้ไขบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ว่าด้วยการขยายเส้นทางบิน ซึ่งมีเหตุความจำเป็นและสาระสำคัญ โดยสรุปดังนี้ครับ🔗

เหตุผลความจำเป็น สืบเนื่องจากการประชุมระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ ๒๓ และการประชุมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องแผนงานเขตสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ในปี ๒๕๕๙ ได้เห็นชอบทบทวนและปรับปรุงบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาล แห่งอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ว่าด้วยการขยายเส้นทางบิน ที่ลงนามไว้เมื่อปี ๒๕๓๘ จึงได้มีการผลักดันการจัดทำพิธีสารแก้ไขบันทึกความเข้าใจดังกล่าว ซึ่งต่อมารัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคมได้ร่วมลงนามในพิธีสารฉบับนี้🔗

สาระสำคัญของพิธีสาร พิธีสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อปรับปรุงสิทธิที่ได้ตกลงกัน ภายใต้บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ว่าด้วยการขยาย เส้นทางบิน ซึ่งจัดทำขึ้นเมื่อปี ๒๕๓๘ โดยในครั้งนี้ภาคีแต่ละฝ่ายได้กำหนดจุดเส้นทางบิน เพิ่มเติมฝ่ายละ ๑ จุด ซึ่งประเทศไทยได้แจ้งจุดคือสุราษฎร์ธานี และได้กำหนดให้สายการบิน สามารถทำการบินด้วยสิทธิรับขนการจราจรเสรีภาพที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ ได้อย่างไม่จำกัด ความจุด ความถี่และแบบอากาศยาน รวมถึงให้หน่วยสิทธิแก่สายการบินสามารถทำการบิน โดยใช้ชื่อเที่ยวบินร่วมกันสำหรับเส้นทางภายในประเทศ ในฐานะผู้ทำการตลาดได้ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิการทำการบินในเส้นทางภายในประเทศ ตลอดจนเพิ่มข้อบทแก้ไขเพื่อเป็นช่องทางให้สามารถร้องขอให้มีการแก้ไขบันทึก ความเข้าใจได้ พิธีสารฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ต่อเมื่อมีการแจ้งการดำเนินการตาม กระบวนการภายในเสร็จสิ้นครบ ๒ ประเทศ และจะมีผลบังคับกับประเทศที่ดำเนินการ แจ้งแล้วเท่านั้น ปัจจุบันประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซียได้แจ้งการดำเนินการตาม กระบวนการภายในแล้วเสร็จ🔗

ประโยชน์และผลกระทบ การเข้าเป็นภาคีพิธีสารฉบับนี้ เป็นการเน้นย้ำ เจตนารมณ์ในการส่งเสริมความเชื่อมโยงทางอากาศและส่งเสริมท่าอากาศยานเมืองรอง เพื่อเพิ่มพูนและขยายการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว รวมถึงยังเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในการเดินทาง ในการแลกเปลี่ยน วัฒนธรรม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการสนับสนุนพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยว ในเมืองรองของไทยให้เชื่อมโยงกับจุดต่าง ๆ อันเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเจริญเติบโตทาง เศรษฐกิจของประเทศ การเข้าเป็นภาคีในพิธีสารฉบับนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ สายการบินของไทยในการทำการบินเส้นทางภายในประเทศ เนื่องจากมีการกำหนดเงื่อนไข ไว้ว่าสายการบินของประเทศสมาชิกจะต้องไม่ดำเนินการบริการรับขนผู้โดยสารและสินค้า ระหว่าง ๒ จุดใด ๆ ในประเทศไทย ในการนี้กระผมจึงขอเสนอที่ประชุมได้พิจารณา ให้ความเห็นชอบพิธีสารแก้ไขบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ว่าด้วยการขยายเส้นทางบินในครั้งนี้ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เพื่อจะได้มีการชี้แจงท่านสมาชิก ที่สอบถาม ขออนุญาตให้ท่านรองผู้อำนวยการ คุณศรัณย เบ็ญจนิรัตน์ คุณภวิศร์พล หริสพรรณ์ คุณวงศ์พัทธ์ พันธ์เจริญ นางสาวสุภัทรา พิสัยสวัสดิ์ มีส่วนร่วมในการประชุม ในห้องได้ครับ สมาชิกที่จะขออภิปราย ท่านแรกนายแพทย์ประสงค์ บูรณ์พงศ์ ท่านต่อไป คุณวิสาร เตชะธีราวัฒน์ คุณเกียรติ สิทธีอมร พลโท จเรศักดิ์ อานุภาพ ขอเชิญคุณหมอ ประสงค์ครับ🔗

นายประสงค์ บูรณ์พงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์ประสงค์ บูรณ์พงศ์ สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย จังหวัดนครพนม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ตามที่มีข้อตกลงหรือเงื่อนไขในเรื่องของการบินของกระทรวงการต่างประเทศนั้น กระผม ก็เห็นชอบ เห็นดีด้วย นั่นเป็นเรื่องของนักธุรกิจใหญ่ นักลงทุนใหญ่ แต่ผมมีปัญหา ที่จะมาเรียนท่านประธานถึงกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเกี่ยวกับนายทุนน้อย นายทุนเล็ก คือประชาชนธรรมดา เรื่องเดิมก็มีว่าในชายแดนไทยริมแม่น้ำโขง ผู้ประกอบการท่าทราย เพื่อดูดทรายมาขายเป็นเชิงพาณิชย์ ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลเหมือนกัน สมัยก่อนนี้เป็นพัน ๆ ราย แต่ปัจจุบันนี้เหลือแค่ ๑๗ ราย ท่านประธานที่เคารพ ทำไมเป็นอย่างนั้น เพราะมันมีสาเหตุ เป็นมาเป็นไป แม่น้ำโขงนั้นเป็นแม่น้ำที่เคยเซาะตลิ่งมา ในปีที่สมัยท่าน พลตำรวจเอก ประมาณ อดิเรกสาร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรื่องที่ดินที่เสียหาย กระผม ก็พาไป ก็มีการกำหนดการสร้างเขื่อน มีการสร้างเขื่อนของกรมโยธาธิการ เมื่อมีการ สร้างเขื่อนแม่น้ำโขงไทยก็ปรากฏมีปัญหาน้ำเซาะไปทางลาว เป็นปัญหาของลาว ลาวจึงขอ แจ้งว่าเขาเดือดร้อน จึงมีข้อตกลงว่าไม่ให้ทำเขื่อน ไม่ให้มีการขุดทราย ไม่ให้มีการดูดกรวด ทั้ง ๆ ที่กรวดและทรายนั้นมันไหลมาตลอดเวลา ก็เกิดข้อตกลงที่ว่าอย่างนี้ครับ การสร้าง เขื่อนนี้มีผลกระทบมาก เพราะฉะนั้นมีข้อตกลงว่า ห้ามสร้างท่าทรายในพื้นที่สร้างเขื่อน กันตลิ่งในฝั่งไทย ยกเว้นห่างจากเขื่อนไม่น้อยกว่า ๑,๐๐๐ เมตร อันนี้เป็นข้อตกลงครับ ไม่ใช่ข้อกฎหมาย ข้อตกลงระหว่างไทยและลาวได้สร้างผลกระทบต่อนักธุรกิจท่าทราย ในประเทศไทยเป็นอย่างมาก เพราะไม่สามารถจะดูดกรวดทรายได้ จึงมีการจ้างวานนักธุรกิจ ฝ่ายตรงข้าม แล้วก็เสียผลประโยชน์กัน ซึ่งทั้งนี้จะเสียหายมาก นักธุรกิจไทยก็เลิกล้มกัน เป็นแถว เดี๋ยวนี้เหลือประมาณ ๑๕ รายเท่านั้น จะต้องไปสร้างโดยที่ไม่มีเขื่อน ซึ่งต่อไปเขื่อนก็จะต้อง สร้างตลอดไป สร้างให้มากที่สุด ก็ไม่มีการทำงานอันนี้ได้ และถ้าเป็นอย่างนั้นเราทำอย่างไร ถ้าเราจะซื้อหิน กรวด ทรายจากประเทศ สปป. ลาว เราก็ต้องเสียภาษีที่แพงมาก เพราะอัตราภาษีเหมืองแร่ของกระทรวงอุตสาหกรรมครับ กระผมจึงกราบเรียนมายัง ท่านประธานว่า ต้นทุนทนไม่ไหวแล้ว เป็นความเดือดร้อนของนายทุนชั้นล่างที่สุด ไม่ใช่ นายทุนใหญ่ระดับการบิน ผู้รับผิดชอบก็คือกรมโยธาธิการ กระทรวงมหาดไทย จังหวัดที่ มีผลประโยชน์ สำหรับผู้ซ่อนเร้นก็หาผลประโยชน์จากพ่อค้าแม่ขายเหล่านี้ เป็นที่เดือดร้อน อย่างมาก แนวทางแก้ไขผมจึงเรียนมายังท่านประธานว่า ขอให้ทางกระทรวง การต่างประเทศเปิดเจรจาใหม่ครับ เพื่อปรับเงื่อนไขเพื่อแก้ปัญหาที่ฝ่ายไทยจะเสียหาย ความจริงแล้วไม่มีใครเสียหายเลยในขณะนี้ เพราะน้ำที่ไหลมาเมื่อสร้างเขื่อนแล้วมัน กระทบเขื่อน มันก็ไปก่อดินงอกที่ฝ่ายตรงข้ามคือลาว เช่นเดียวกันเราสร้างเขื่อนก็เกิด ฝั่งดินงอกประเทศไทยครับ ขอเรียนท่านประธานว่า ไม่มีใครเสียหาย แต่ถ้าไม่แก้ พี่น้องไทย ที่เป็นนักธุรกิจขนาดย่อย ขนาดเล็ก จะเสียหายไปหมดครับ เสียหายปี ๆ หนึ่งก็เป็น พัน ๆ ล้านบาท จึงขอกราบเรียนมายังท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงต่างประเทศที่มา แถลงในเรื่องนี้ เพื่อเปิดเจรจาทวิภาคีเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจของไทยต่อไปครับ ขอขอบคุณ ท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญท่านต่อไป คุณเกียรติ สิทธีอมร คุณเกียรติครับ เป็นวาระด่วนที่ ๓ พิธีสารแก้ไขบันทึกความเข้าใจ ระหว่างรัฐบาลอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ว่าด้วยการขยายเส้นทางบินขณะนี้อยู่ใน วาระที่ ๓ ครับ เชิญครับ🔗

นายเกียรติ สิทธีอมร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็ขออนุญาตร่วมอภิปรายในเรื่องความตกลง ฉบับนี้เป็นการทำพิธีสาร เป็นความตกลงของไอเอ็มที-จีที (IMT-GT) ก็คือความตกลงระหว่าง อินโดนีเซียกับมาเลเซียและประเทศไทย จริง ๆ แล้วหลายคนถ้าไม่คุ้นเคย ไม่ติดตามกัน ยาวนานไม่ทราบหรอกครับ ไอเอ็มที-จีที (IMT-GT) มันคืออะไร แต่จริง ๆ ในสภาแห่งนี้ ผมว่าท่านประธานรัฐสภาท่านคงทราบดี เพราะมันเกิดขึ้นในยุคที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ของประเทศไทยครับ ตอนนั้นผมจำได้ว่าคนที่ติดตามและสนใจก็คือท่านประธานรัฐสภา ท่านชวน หลีกภัย ในฐานะนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยร่วมกับดอกเตอร์มหาเธร์ และประธานาธิบดีซูฮาร์โต ด้วยวิสัยทัศน์ของผู้นำทั้ง ๓ คนนี้ ความตกลงนี้จึงเกิดขึ้น แล้วหลายคนพอมองไปไอเอ็มที-จีที (IMT-GT) ก็เข้าใจว่าเป็นเรื่องพยากรณ์ด้านก๊าซ อย่างเดียวหรือเปล่า แต่จริง ๆ มันเป็นเรื่องความผูกพันความเชื่อมโยงทางภาคใต้ของ ประเทศไทยกับอีก ๒ ประเทศ ซึ่งมีสาระสำคัญ มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นไม่ใช่ เป็นเพียงเรื่องก๊าซธรรมชาติ แต่เป็นเรื่องความผูกพันการไปมาหาสู่กันระหว่างกันและกันของ ประเทศทั้งสาม และรวมไปถึงการค้าการลงทุนและการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้น อานิสงส์ที่เกิดขึ้น ท่านประธานครับ หลายคนก็ไม่ได้มีการไปไล่ดูว่ามันเป็นประโยชน์จริงไหมหรือมันเป็น ราคาคุย จริง ๆ แล้วท่านประธานครับ ตัวเลขชี้ชัดเลยว่า ตั้งแต่ปีก่อตั้งปี ๒๕๕๖ จนถึง ปัจจุบัน การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยสูงขึ้น ๕.๒ เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าค่าเฉลี่ยของ ประเทศไทย ๕.๒ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่การส่งออกของประเทศไทยผ่านชายแดน เพิ่มขึ้น อย่างน่าพอใจมากเลย จาก ๖.๗ ล้านเหรียญ เป็น ๑๔.๔ ล้านเหรียญ ในปี ๒๕๖๑ ในระหว่างที่การนำเข้าคงที่ ซึ่งหมายความว่าอย่างไรครับ ประเทศไทยเคยขาดดุล วันนี้ได้ ดุลการค้า ซึ่งเกิดเป็นผลพวงมาจากว่ากรอบความตกลงไอเอ็มที-จีที (IMT-GT) นั่นเอง ในขณะเดียวกันการไปมาหาสู่ซึ่งกันและกันนี่เพิ่มขึ้นอย่างน่าพอใจมาก จาก ๑๑ ล้านทริป (Trip) กลายเป็น ๒๖ ล้านทริป (Trip) เห็นไหมครับ อันนี้เป็นอานิสงส์ที่เกิดขึ้นจากกรอบนี้ ทีนี้วันนี้เราพยายามจะต่อยอดจากกรอบความตกลงอันนี้ว่า ในแง่ของการบินเราอยากจะ ทำเพิ่ม ทีนี้ทำเพิ่มสาระสำคัญมันคืออะไรครับ ในเอกสารที่ท่านยื่นกับสภานี้เขียนไว้ชัดเจน ว่าเพิ่มจุดลงด้วย ในประเทศไทยเพิ่ม ๑ จุดก็คือสุราษฎร์ธานี เดี๋ยวท่านคงต้องอธิบายให้ ฟังว่าทำไมเลือกสุราษฎร์ธานี อันนี้เราเพิ่ม แล้วก็สิทธิในการจราจรก็เพิ่มจากเสรีภาพที่ ๓ ที่ ๔ รวม ๕ ไปด้วย ซึ่งหมายความว่าอย่างไร พวกเราจะได้เข้าใจ ก็คือพูดง่าย ๆ นอกจากตกลงระหว่างกันเอง สามารถเชื่อมโยงไปยัง ประเทศที่สามได้ด้วย อันนี้เป็นสิทธิพิเศษ เมื่อบรรลุข้อตกลงอันนี้จะเกิดประโยชน์ในเรื่อง ทางการบินระหว่างประเทศพอสมควรทีเดียว นอกจากนั้นถ้าบินเองไม่ได้ ยังทำโค้ดแชร์ (Codeshare) ได้ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในธุรกิจการขนส่งทางอากาศ ทั้งผู้โดยสารและคาร์โก้ (Cargo) จริง ๆ แล้วที่มีการปรับปรุงแก้ไขเราทำให้มีความยืดหยุ่น ในเรื่องของข้อตกลง สามารถปรับปรุงแก้ไขได้ อันนี้ก็เป็นประโยชน์ทำให้ในการบังคับใช้ เป็นสิ่งที่ไม่อยู่นิ่ง เมื่อมีสถานการณ์เปลี่ยนแปลงก็สามารถปรับปรุงได้ ทีนี้มันก็กลับมา ประเด็นที่เหมือนกับอีก ๒ ฉบับที่ผมได้อภิปรายไปแล้วก็คือว่า ยุทธศาสตร์ของเราคืออะไร ที่จะได้ประโยชน์สูงสุด และประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยที่เป็นรูปธรรมมันคือ อะไรบ้าง ผมก็เลยมีคำถามอย่างนี้ครับท่านประธาน วันนี้ในเอกสารที่ยื่นเข้าสภา เรารู้ว่า เราเปิดสุราษฎร์ธานีครับ แต่ในอินโดนีเซียและมาเลเซียเราได้อะไรครับ เราได้อะไรเพิ่มอันนี้ ในเอกสารท่านไม่ค่อยชัด ความจริงมันแลกกัน แต่ละประเทศมันแลกกันเราได้อะไรเพิ่ม อันนี้ขอคำตอบด้วย🔗

คำถามที่ ๒ ก็คือว่า ในการเปิดอย่างนี้มันไม่ใช่รัฐบาลเดินไปเปิด รัฐบาลเป็น คนไปเจรจาตกลง แต่สายการบินเป็นคนเดินทาง เป็นคนขนคนและขนของ สายการบินที่เรา เลือกว่าจะเป็นกำลังหลักในการที่จะไปผลักดันการเปิดตลาดคือสายการบินอะไรครับ คือประเทศไทยก็มีหลายสายบิน อันนี้ยุทธศาสตร์ของเราคืออะไร อันนี้ขอทราบความชัดเจน ในเรื่องนี้🔗

ประการที่ ๓ ท่านเคยมีการคำนวณไหมครับว่าผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจาก ความตกลงอันนี้ ในการเพิ่มจุด ในการเพิ่มกรอบการบินไปยังประเทศที่สามไปประเทศ ไหนบ้าง และผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม เป็นตัวเลข มันคืออะไร ตรงนี้จะได้ทำให้สภา เห็นภาพ เช่น ถ้าประเมินว่าการเดินทางจะมากขึ้น จากตัวเลขที่ผมบอกเมื่อสักครู่มันจะ เพิ่มไปอีกกี่เปอร์เซ็นต์ ทั้งการค้า การลงทุน การเดินทางไปมาหาสู่กัน และท้ายที่สุดในฐานะ สภาคือตัวแทนประชาชน เราอยากจะทราบครับว่าประชาชนอย่างต่ำที่สุดในพื้นที่ชายแดน ภาคใต้ หรือภาคใต้ของประเทศไทย หรือประเทศไทยโดยรวม ได้ประโยชน์อย่างไรบ้าง ความเป็นอยู่เขาจะดีขึ้นไหม รายได้เขาจะเพิ่มขึ้นไหม และเพิ่ม เพิ่มมาจากอะไรตรงนี้ เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าต้องทำการบ้านและตอบให้ชัด ที่ผ่านมาผมเห็นว่าเราเน้นกระบวนการ การอนุมัติข้อตกลงระหว่างประเทศมากกว่าการเน้นว่าข้อตกลงระหว่างประเทศคือ เครื่องมือหนึ่ง เครื่องมือที่จะสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้ประชาชน ก็อยากจะขอความกรุณา ครั้งต่อ ๆ ไป ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสภา สภาอยากทราบจริง ๆ ว่ายุทธศาสตร์ของท่านเมื่อไป ลงนามความตกลงเหล่านี้ เมื่อความตกลงเหล่านี้มีผลบังคับใช้แล้ว เราจะเดินอย่างไร ใครต้องรับผิดชอบเรื่องอะไร และเขามีทรัพยากร มีศักยภาพในการที่จะดำเนินการใน สิ่งเหล่านั้น เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนหรือไม่ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในแง่ของ การพิจารณาของสภา ไม่ใช่แค่เพียงการเป็นรับเบอร์แสตมป์ (Rubber stamp) แล้วก็อนุมัติ บอกว่าไปเซ็นได้ เท่านั้นครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไป พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง แล้วหลังจากนั้นเป็น พลโท จเรศักณิ์ อานุภาพ ครับ🔗

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมอาจจะเป็น คำถามและขอสนับสนุนพิธีสารแก้ไขบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทยว่าด้วยการขยายเส้นทางการบิน ท่านประธานที่เคารพครับ ไอเอ็มที-จีที (IMT-GT) ได้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๓๖ และเป็นสิ่งหนึ่ง ที่ได้มีการพัฒนาขึ้นมาเรื่อย ๆ โดยเฉพาะการปรับปรุงเส้นทางการบินที่เดิมเราเคยมีอยู่ ๕ จุดสำหรับประเทศไทย คือหาดใหญ่ ปัตตานี นราธิวาส ตรัง และนครศรีธรรมราช ท่านประธานที่เคารพครับ จากการตกลงน่าจะเป็นเมื่อปี ๒๕๔๙ ในครั้งดังกล่าวจุดที่ไทย เสียโอกาสค่อนข้างมากคือสนามบินปัตตานี อาจจะเริ่มมาจากเป็นสนามบินทหาร หรือเป็น สนามบินที่มีเหตุการณ์ความไม่สงบ ทั้งที่สนามบินปัตตานีถ้าเรียกได้ว่าใน ๓ จังหวัด ก็ถือเป็นพื้นที่ที่เป็นเมืองที่สำคัญ และเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ มีอัตลักษณ์เป็นที่รู้จักของ ประเทศโดยเฉพาะประเทศในกลุ่มมลายู ทุกคนถ้าเราไปอยู่ในภาคใต้ในจังหวัดดังกล่าว จะรู้จักปัตตานีอย่างดี ไม่ว่าจะในตะวันออกกลาง เพราะสิ่งหนึ่งที่ทำให้ปัตตานีมีชื่อเสียง ก็คือนักปราชญ์ หรือที่เรียกว่าเป็นผู้นำศาสนา ในประเทศอินโดนีเซียที่มีประชากร ๒๕๐ ล้านคนนั้น เวลาถามถึงศาสนาซึ่งประมาณ ๙๘-๙๙ เปอร์เซ็นต์ เขานับถือศาสนา อิสลาม เขาจะบอกว่าศาสนาของอินโดนีเซียส่วนใหญ่เป็นสายของท่านเชคดาวูด เชคดาวูด ก็คือนักปราชญ์แห่งปัตตานีที่ไปเผยแพร่ศาสนา เผยแพร่ปรัชญาในประเทศตะวันออกกลาง รวมถึงประเทศในคาบสมุทรมลายู ดังนั้นสนามบินปัตตานีได้ยกเลิกไป เมื่อเรามีข้อตกลงแล้ว อยากจะเรียนถามผู้มาชี้แจง ทำไมถึงไม่พัฒนาสนามบินปัตตานีเพื่อให้สามารถที่จะเป็นจุดที่ พี่น้องส่วนใหญ่ในภาคใต้เวลาเรียนหนังสือก็จะไปเรียนหนังสือในประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และประเทศในตะวันออกกลาง น่าจะมีจำนวนมาก มากที่สุดในประเทศไทย หรือเทียบกับประเทศต่าง ๆ🔗

อีกประการหนึ่ง การขยายสนามบินไปที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีก็เห็นด้วย เพื่อจะเปิดโอกาสให้สุราษฎร์ธานีได้มีการพัฒนา แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นห่วงก็คือว่า ยะลา เรามีสนามบินที่เบตง สนามบินที่เบตงนี้อยากจะเรียนถามว่าถึงวันนี้ยังไม่เปิดเพราะอะไร มีเงื่อนไขอะไร แล้วที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือว่าเราไปพัฒนาสนามบินที่เบตง ที่ทราบก็คือว่า เราไม่สามารถนำเครื่องบินที่มีขนาดใหญ่ นอกจากเครื่องบินที่มีใบพัดหรือเอทีอาร์ (ATR) ที่เป็นเครื่องบินใบพัด เครื่องบินที่เป็นแอร์บัส ๓๒๐ (Airbus 320) เครื่องบินที่เป็น โบอิ้ง ๗๓๗ (Boeing 737) เครื่องซึ่งเป็นขนาดกลางไม่สามารถบินเข้าเบตงได้ เมื่อไม่สามารถ บินเข้าเบตงได้ สิ่งหนึ่งเราก็ต้องบินผ่านประเทศมาเลเซีย อยากจะเรียนถามว่าทางรัฐบาล ได้ไปคุยและมีข้อตกลงกับมาเลเซียหรือยัง ในเรื่องที่จะนำเครื่องบินที่จะต้องบินผ่าน เพราะไม่อย่างนั้นถ้าจะเอาเครื่องบินขนาดใหญ่ไปลงที่เบตง จะอย่างไรก็ตามก็ต้องเฉี่ยวไปที่ ประเทศมาเลเซีย และถ้าเราไปทำการตกลงนั้นจะเกิดประโยชน์ ถ้ามีการแลกเปลี่ยนกันให้ สนามบินที่ลงปีนัง ปกติต้องบินผ่านไปที่สตูลและมาทางเบตงด้วยก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง และที่สำคัญอย่างยิ่งครับ ผมอยากให้การคมนาคมของภาคใต้เป็นการคมนาคมที่รัฐบาล มองเห็นเป็นที่สุดท้าย คือปล่อยปละละเลยและเห็นว่าในจังหวัดภาคใต้โดยเฉพาะใน ๓ จังหวัด คือรถไฟก็เป็นโครงการในปี ๒๕๗๐ รถไฟแค่รางคู่ เรื่องรถไฟความเร็วสูงไม่ต้องพูดถึง สิ่งหนึ่งก็คือสนามบิน สิ่งหนึ่งก็คือการบิน เพราะว่าพี่น้อง ในพื้นที่เราต้องเดินทางไปมาหาสู่ในประเทศต่าง ๆ ดังนั้นพิธีสารอันนี้ผมก็ขอสนับสนุน แต่ในเมืองไทยขอให้เห็นใจกับพี่น้องในจังหวัดชายแดนภาคใต้และพี่น้องภาคใต้ ซึ่งถือว่า เป็นโอกาสและสิ่งท้าทาย เพราะอย่างน้อยที่สุดคนในพื้นที่ก็สามารถพูดภาษาเดียวกัน กับในกลุ่มประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะในจังหวัดปัตตานีนั้นมีภาษาที่เป็นตัวอักษรของปัตตานี คือตัวอักษรยาวี ซึ่งสมัยที่ผ่านมาประเทศต่าง ๆ ในคาบสมุทรมลายูไม่มีตัวอักษรของตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นผมจึงฝากครับ ขอให้ไปลองวิจัยว่าพัฒนา สนามบินที่ปัตตานีขึ้นมา แล้วก็จะเป็นสิ่งหนึ่งที่อาจจะนำไปสู่การสร้างสันติสุขและการพัฒนา อย่างยั่งยืนครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ต่อไป พลโท จเรศักณิ์ อานุภาพ ครับ🔗

พลโท จเรศักณิ์ อานุภาพ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลโท จเรศักณิ์ อานุภาพ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาครับ การนำเสนอของรัฐบาลในเรื่องของการให้ความเห็นชอบพิธีสาร แก้ไขบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ว่าด้วยการขยาย เส้นทาง ในเรื่องของหลักการการดำเนินการและสาระสำคัญเป็นไปตามที่ท่านรัฐมนตรี ได้ชี้แจงข้างต้นแล้ว ในส่วนของกรรมาธิการคมนาคมของวุฒิสภาได้มีการศึกษาในเรื่องนี้ แล้วก็เห็นชอบด้วยกับการนำเสนอพิธีสารในครั้งนี้ แต่อย่างไรก็ตามผมขออนุญาต นำประเด็นที่สมควรมาอภิปราย เพื่อให้ที่ประชุมรับทราบทั้งรายละเอียดและเป็น ข้อเสนอแนะ และเป็นคำถามต่อรัฐบาลที่มาเสนอในวันนี้ ประเด็นสำคัญที่ขออนุญาต อภิปรายใน ๒ ประเด็น ประเด็นหลักก็คือในเรื่องของอาร์ทิเคิล (Article) ที่ ๑ แล้วก็อาร์ทิเคิล (Article) ที่ ๒ ผมขออนุญาตนำเสนอทีละอาร์ทิเคิล (Article)🔗

เรื่องแรก เรื่องของข้อบทเกี่ยวกับการขยายเส้นทาง หรือการเพิ่มจุดของ เส้นทางการบินในเขตสามเหลี่ยมเศรษฐกิจอินโดนีเซีย ไทย มาเลเซีย เพิ่มขึ้นประเทศละ ๑ จุด ประเทศไทยเพิ่มที่สนามบินสุราษฎร์ธานี มาเลเซียที่สุบัง อินโดนีเซียเพิ่มที่ สีโบโรง-โบโรง แล้วก็มีเปลี่ยนสนามบินอีก ๑ ที่ จากข้อคิดเห็นของผมที่ได้พิจารณา ร่วมกันแล้ว เห็นชอบด้วยการขยายเส้นทางบินในเขตเศรษฐกิจไอเอ็มที-จีที (IMT-GT) แต่มีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้ครับ ในกรณีที่ประเทศไทยเพิ่มที่สนามบิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ถือว่าสนามบินสุราษฎร์ธานีเป็นพื้นที่เขตต่อใกล้เคียงกับสนามบินที่อยู่ ในพิธีสารเดิมได้แก่ สนามบินตรัง แล้วก็สนามบินของนครศรีธรรมราช จุดของจังหวัด สุราษฎร์ธานีถือเป็นเมืองท่องเที่ยวทางทะเลที่มีชื่อเสียงของภาคใต้ตอนกลาง ซึ่งมีผลต่อ พื้นที่ทางด้านทั้งอ่าวไทยและทางด้านอันดามัน โดยเฉพาะเกาะสมุยและเกาะพะงันก็ยังเป็น จุดยุทธศาสตร์สำคัญของระบบโลจิสติกส์ (Logistics) และการขนส่ง รวมถึงสามารถกระจาย สินค้าทางฝั่งภาคใต้ของเราทั้ง ๒ ฝั่งได้อีกด้วย ถ้าใช้สนามบินพื้นที่ตรงนี้ นอกจากความพร้อม ด้านโครงสร้างพื้นฐานของท่าอากาศยานแล้ว โครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลของไทย ที่สร้างอยู่ในปัจจุบันได้แก่ เส้นทางทางถนน ทางราง และทางน้ำ ก็ได้มีการพัฒนามากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นเพื่อที่จะให้บรรลุวัตถุประสงค์การพัฒนา การเชื่อมโยงทางอากาศในการส่งเสริม การท่องเที่ยว โดยเฉพาะเมืองรอง และเพิ่มมูลค่าการค้าภายในอนุภูมิภาค จึงขอเสนอให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริม และพัฒนาการเชื่อมต่อของการขนส่งต่อเนื่องหลายรูป แบบอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้การขนส่งทางอากาศไปยังถนน ทางเรือ และทางรถไฟ ให้สามารถรวบรวมขนส่งและกระจายสินค้าและคนได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และมีค่าบริการ ที่เหมาะสมด้วย🔗

เรื่องที่ ๒ คือเส้นทางการบินที่เพิ่มขึ้นมานี้ ในพิธีสารโดยรวมของไทย มีสนามบินหาดใหญ่ ปัตตานี นราธิวาส ตรัง นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี ปัจจุบัน มีสนามบินหาดใหญ่เพียงสนามบินเดียวที่เป็นสนามบินนานาชาติ ซึ่งได้รับใบรับรอง สนามบินอื่น ๆ นั้นเป็นสนามบินศุลกากร แม้ตามกฎหมายจะสามารถเป็นจุดผ่านแดน เพื่อรับขนผู้โดยสารและสินค้าระหว่างประเทศได้ แต่ยังขาดสิ่งอำนวยความสะดวก และอยู่ ในระหว่างการออกใบรับรองให้ดำเนินการเป็นสนามบินสาธารณะ ภายใต้การควบคุม ของไอเคโอ (ICAO) เพื่อให้ใช้เป็นสนามบินที่สอดคล้องวัตถุประสงค์ อันนี้ก็ยังเป็นประเด็น ปัญหาอยู่ จึงขอเสนอให้กระทรวงคมนาคม โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครับ ควรเร่งรัด การพิจารณาการออกใบรับรองให้การดำเนินการสนามบินสาธารณะให้เป็นไปตาม เจตนารมณ์ของกฎหมาย และส่งเสริมผู้ดำเนินงานให้เกิดความพร้อมที่จะรองรับเที่ยวบิน ที่จะได้เกิดขึ้นได้ด้วยครับ🔗

ประเด็นต่อไปครับ ในพื้นที่ ๑๔ จังหวัดภาคใต้รัฐบาลได้มีการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมอย่างต่อเนื่อง ทั้งสนามบิน เส้นทางรถไฟ ทางถนน ทางเรือ โดยเฉพาะสนามบินที่กำลังจะเปิดใหม่คือสนามบินเบตง ซึ่งสอดคล้องกับท่านผู้อภิปราย เมื่อสักครู่ ทราบว่ารัฐบาลจะเปิดให้มีการใช้ได้ในประมาณต้นเดือนหน้า แต่อย่างไรก็ตาม ในโอกาสต่อไปถ้ามีการแก้ไขพิธีสารเพื่อขยายเส้นทางเพิ่มเติมได้ ไปยังสนามบินเบตง ก็ให้หน่วยงานได้พิจารณาในเรื่องนี้ด้วย🔗

สำหรับในประเด็นข้อบทที่ ๒ ในเรื่องของการให้สิทธิรับขนการจราจร เสรีภาพที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ โดยไม่จำกัดความจุ ความถี่ และแบบอากาศยานซึ่งเป็นประเด็น สำคัญ การพิจารณาของผมได้พิจารณาในข้อนี้เป็นการแก้ไขบันทึกความเข้าใจอย่างมีเงื่อนไข โดยเฉพาะการเพิ่มเสรีภาพที่ ๕ ที่เปิดให้อากาศยานของประเทศหนึ่งสามารถบินจาก ประเทศตนไปยังประเทศปลายทาง โดยขนผู้โดยสารหรือสินค้าของตนลงประเทศกลางทาง และรับขนผู้โดยสารและสินค้าไปยังประเทศปลายทางได้ โดยให้สิทธิรับขนการจราจร ดังกล่าว ซึ่งในเรื่องนี้ก็จะเป็นการเพิ่มโอกาสของสายการบินของประเทศไทยให้สามารถ ดำเนินธุรกิจและสร้างรายได้เพิ่มมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามก็อาจจะส่งผลกระทบต่อ สายการบินต่างชาติที่สายการบินต่างชาติ ซึ่งมีความแข็งแรงและมีธุรกิจขนาดใหญ่กว่า สายการบินไทย ในเรื่องนี้ก็อาจจะมีผลกระทบได้ เพราะฉะนั้นก็ขอให้มีการควบคุมในเรื่อง ของราคาและค่าบริการขออนุญาตขอเวลาท่านประธานเพียงเล็กน้อยครับ ขออนุญาต เสนอแนะเพิ่มเติมคือ รัฐบาลควรทบทวนเงื่อนไขและสิทธิการบินและการจัดสรรเส้นทางบิน และการจัดเวลาการบินครับ คือไทม์สล็อต (Timeslot) เพื่อช่วยสายการบินไทยด้วย ต่อไป รัฐบาลควรช่วยเหลือในเรื่องของสายการบินที่กำลังประสบปัญหาอยู่ในปัจจุบัน🔗

สุดท้ายขออนุญาตสอบถามทางกระทรวงคมนาคม ท่านมีการทบทวน กฎระเบียบข้อบังคับที่มีอยู่ในปัจจุบันให้พร้อม เมื่อบทบังคับของพิธีสารนี้ใช้แล้วอย่างไร มีการเพิ่มพูนสร้างความรู้ความเข้าใจถึงโอกาส และผลกระทบแก่ผู้ประกอบการ สายการบินมากน้อยเพียงใด และมีการเตรียมการประเมินผลเชิงบวกเชิงลบต่อสถานการณ์ การบินของไทยและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องไว้แล้วอย่างไร ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณเพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ท่านรัฐมนตรีจะให้ ผู้ใดชี้แจง เชิญเลยครับ ท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ต่อคำถามข้อสงสัย เดี๋ยวผมขออนุญาตมอบให้รองผู้อำนวยการ เป็นคนชี้แจง ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านรองศรัณย เชิญเลยครับ🔗

นายศรัณย เบ็ญจนิรัตน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือน แห่งประเทศไทย

ขอบคุณท่านประธาน และขอบคุณท่านผู้มีเกียรติในที่ประชุม ในที่นี้ได้โปรดให้ข้อคิดเห็นและได้ให้คำถาม เพื่อทำการชี้แจง สำหรับเรื่องนี้ ต้องขอเรียนว่า ในการดำเนินการเพื่อปรับปรุงบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้ ได้มีการศึกษามา แล้วก็มีการ ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะได้ข้อตกลงว่าเราจะดำเนินการอย่างไร สรุปเรื่องนี้ ในข้อแรก ที่ได้มีการปรับปรุง ก็คือเรื่องของเส้นทางการบิน โดยมีการปรับปรุงเพิ่มสุราษฎร์ธานีเข้าไป สำหรับสุราษฎร์ธานี ตามที่ท่านผู้มีเกียรติได้มีการชี้แจงในเบื้องต้นไปด้วยเราเห็นในมุมนั้นก็คือ สุราษฎร์ธานี เป็นจุดที่สามารถที่จะเดินทางต่อได้ด้วยเส้นทางอื่น ๆ เช่น ทางเรือไปยังเกาะสมุยได้ เส้นทาง ถนนก็สามารถไปได้ทั่วประเทศไทย จุดนี้ก็สามารถที่จะทำให้สุราษฎร์ธานีนี้เป็นจุดที่จะสร้าง ประโยชน์กับผู้ที่เดินทางมา ไม่ว่าจะเดินทางมาเพื่อติดต่อไปยังจุดอื่น หรือเป็นการท่องเที่ยว เนื่องจากสุราษฎร์ธานีเอง เป็นจุดท่องเที่ยวที่สำคัญจุดหนึ่งที่ประเทศไทยที่เราต้องการ จะโพรโมท (Promote) ด้วยเช่นกัน ตรงจุดนี้ ทางเราเอง เมื่อเปรียบเทียบกับทางสายการบิน ประเทศอื่นที่เพิ่ม ทางมาเลเซียนี้เขาเพิ่มสุบังซึ่งตรงนี้ถึงแม้ว่าจะเป็นท่าอากาศยานขนาดเล็ก แต่อยู่ในพื้นที่ซึ่งใกล้กับทางกัวลาลัมเปอร์ ทางอินโดนีเซีย มีการปรับปรุงเป็นสีโบโรง-โบโรง ซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวจุดหนึ่ง แล้วก็ปันจานตันซึ่งตรงนี้ก็จะเป็นจุดท่องเที่ยวเช่นกัน ดูแล้วจากมุมเราถ้าหากว่าเราเปิดตรงสุราษฎร์ธานี จะเป็นประโยชน์กับทางเรามากที่สุด อย่างไรก็ตามทีจุดนี้สำหรับในเรื่องถัดมาก็คือ เรื่องของการให้สิทธิ สิทธิที่เรามีการคุยกัน เราจะมีการจัดระบบ ซึ่งสิทธิที่เราให้สิทธิที่ ๓ คือการบินออก คือรับคนจากประเทศเราไปยัง ประเทศถัดไป สิทธิที่ ๔ คือบินเข้า คือรับคนจากต่างประเทศเข้ามายังประเทศไทย ซึ่ง ๓ หรือ ๔ นี้เป็นสิทธิปกติที่ปกติจะให้กัน ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่จุดที่จะมีการคุยกันก็คือ สิทธิที่ ๕ คือถ้ามาจากต่างประเทศ เขาสามารถรับคน แล้วก็นำไปส่งต่อในประเทศที่ ๓ ได้ จุดนี้ครับ ต้องเรียนว่าสำหรับในพื้นที่ที่เราได้คุยกัน จะเป็นพื้นที่ลักษณะของสามเหลี่ยม ก็คือมีทางไทย มาเลเซีย แล้วก็อินโดนีเซีย ซึ่งจุดนี้ การให้สิทธิที่ ๕ นี้หมายความว่า เราสามารถบินออกจากหาดใหญ่ บินไปปีนัง แล้วอาจจะต่อเมดาน ซึ่งจุดนี้การเปิดเสรีภาพ ที่ ๕ นี้คือจะทำให้สามารถที่จะทำการบินระหว่าง ๓ ประเทศได้ง่ายขึ้น จุดนี้จึงเป็นจุดที่มี การเปิดขึ้นมา สำหรับเรื่องนี้ถ้าหากว่าเรามองในลักษณะนี้ถ้าหากว่าเราได้เปิดเสรีภาพที่ ๕ ขึ้นมานี้ ประโยชน์นี้จะเกิดขึ้นกับคนที่ต้องการเดินทาง ซึ่งในมุมนี้ในกรอบตรงนี้เป็นกรอบ ของ ๓ ประเทศในพื้นที่ชายแดนติดกันก็คือทางภาคใต้ของไทย ภาคเหนือของมาเลเซีย แล้วก็เกาะสุมาตรา จุดนี้เราสามารถที่จะเดินทางอาจจะเป็นในลักษณะของหาดใหญ่ไปยัง ปีนัง แล้วก็ต่อไปเมดานได้เลย ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องกลับมาประเทศไทยอีก ซึ่งตรงนี้ก็จะ เป็นประโยชน์ ประชาชนจะได้ประโยชน์ทั้งทางด้านการท่องเที่ยว หรือการเดินทางเพื่อ ติดต่อค้าขาย🔗

สำหรับในกรณีที่ท่านผู้มีเกียรติได้มีการตั้งคำถามประเด็นว่า แล้วทำไม สนามบินหลายสนามบินได้มีแผนในการพัฒนาหรือไม่ ขออนุญาตเรียนว่าทางสำนักงานเอง ณ ปัจจุบันได้ดำเนินการจัดทำแผนสำหรับการจัดตั้งสนามบิน ซึ่งในนั้นก็จะมีแผนที่จะพัฒนา สนามบินในแต่ละสนามบิน สนามบินปัตตานีนั้นจะเป็นสนามบินหนึ่งที่เราได้พิจารณา อยู่ด้วยเช่นกัน แต่ว่าต้องขออนุญาตเรียนว่าทางสนามบินปัตตานี ณ ปัจจุบันนี้ ตัวดีมานด์ (Demand) อาจจะยังไม่สูงนัก แต่ว่าเราก็มองเห็นโพเทนเชียล (Potential) อยู่เช่นกัน สำหรับตัวการทบทวน สำหรับเรื่องนี้ทางสำนักงานเองก็ได้มีแผนที่จะประสานงาน กับสายการบินของไทยที่มีโพเทนเชียล (Potential) ที่มีขีดความสามารถที่จะดำเนินการ ในพื้นที่ ๓ เขตประเทศนี้ซึ่งในเบื้องต้นนี้เรามีความเห็นจุดหนึ่งที่สำคัญก็คือว่า จุดนี้ จะไม่ได้ผ่าน จะไม่มีสนามบินที่เป็นฮับ (Hub) เพราะฉะนั้นจะเป็นลักษณะการเดินทาง ที่เป็นประเทศจุดต่อจุด ตรงนี้จะต้องใช้อากาศยานซึ่งเป็นอากาศยานที่มีขนาดเล็ก ทางเราเอง ก็ได้มองสายการบินที่เป็นสายการบินของไทยที่มีขีดความสามารถ และมีอากาศยาน ขนาดเล็ก ณ ปัจจุบันก็จะมี ๒ สายการบินที่มีเครื่องที่เป็นเอทีอาร์ (ATR) ยกตัวอย่าง หรือคิว ๔๐๐ (Q400) ตรงนี้ทางเราเองก็มีแผนที่จะประสานงานเพื่อส่งเสริมให้เกิด ความเข้าใจ แล้วถ้าหากว่าทางสายการบินสนใจที่จะทำการบินในลักษณะนี้ ก็จะเป็นประโยชน์กับทาง ประเทศไทยต่อไปครับ ทางผมเองเชื่อว่าได้มีการตอบคำถามแล้ว ต้องขออนุญาต ท่านประธานในเบื้องต้นเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ สมาชิกยังมีอะไร ติดใจจะสอบถามไหมครับ ก็จบการอภิปราย ท่านรัฐมนตรีจะสรุปอะไรเพิ่มเติมไหมครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ไม่มีนะครับ ถ้าไม่มีต้องขอสมาชิก กรุณามาลงมติว่าจะเห็นชอบพิธีสารแก้ไขบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ว่าด้วยการขยายเส้นทางการบินหรือไม่ สมาชิกเชิญนะครับ🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกมีอะไร เชิญครับ🔗

นายประสงค์ บูรณ์พงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม นายแพทย์ประสงค์ บูรณ์พงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชี รายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้เรียนท่านผู้ชี้แจงได้เห็นด้วยกับที่ท่านเสนอในวันนี้ แต่ก็เป็นเรื่องของการบิน ซึ่งเป็นเรื่องธุรกิจขนาดใหญ่ ผมได้เรียนถามเรื่องความเดือดร้อน ที่เกี่ยวกับต่างประเทศ ลาว และในจังหวัดทั้งหลาย คือตั้งแต่เลย หนองคาย นครพนม บึงกาฬ มุกดาหาร มีปัญหาระหว่างประเทศเรื่องท่าทราย กระผมได้กราบเรียนแล้วว่า ขอให้ทางผู้ชี้แจงได้นำเรื่องนี้ไปขอแก้ไข ผมยังไม่ได้รับคำตอบครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ เมื่อคุณหมอ อภิปรายเสร็จ ผมเลยต้องย้ำตอนที่คุณเกียรติอภิปรายว่า วันนี้เรากำลังพิจารณาเรื่องด่วน พิธีสารแก้ไขบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ว่าด้วยการ ขยายเส้นทางบิน ประเด็นที่คุณหมอได้อภิปรายนั้นจะเป็นคนละประเด็น แต่อย่างไรก็ตาม ผมขอท่านรัฐมนตรีได้ช่วยรับประเด็นที่คุณหมอได้สอบถาม ซึ่งไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ว่าท่าน ได้ถามไว้ ก็อนุโลมครับ ท่านมีอะไรจะชี้แจงไหมครับ คุณหมอครับ ผมขอมติเรื่องนี้ไว้นะครับ ส่วนเรื่องที่คุณหมอได้ถามนั้นแม้จะไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ว่าก็ด้วยความเข้าใจแล้วก็จะขอให้ ท่านรัฐมนตรีได้ช่วยรับเรื่องนี้ไปเพื่อชี้แจงให้คุณหมอทราบต่อไป สมาชิกเชิญเข้ามา แล้วก็ กรุณากดบัตรเพื่อแสดงตนตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ🔗

นายวีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม วีระกร ขอหารือท่านประธานเรื่องกลิ่นที่อยู่ในสภาขณะนี้ครับท่าน กลิ่นทินเนอร์เป็นสารเคมีที่มีอันตราย ถ้าวัดค่าผมว่าเป็นอันตรายต่อลูกตา ใครที่นั่ง ๆ ผมได้ยินท่าน ส.ส. บ่นแสบตา แสบจมูกกันเยอะนะครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ เดี๋ยวผมถาม ท่านรองเลขาธิการอาพัทธ์ครับ กลิ่นอะไร เดี๋ยวจะตรวจสอบให้ครับ ขอบคุณนะครับ สมาชิก กรุณาแสดงตนนะครับ ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งองค์ประชุมของเราคือ ๓๖๒ คน ให้เวลานะครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

พร้อมพอสมควรแล้ว ขอปิดการแสดงตน จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตนขณะนี้ ๕๐๑ ท่าน ก็ครบองค์ประชุมครับ องค์ประชุมคือ ๓๖๒ ท่าน🔗

ต่อไปจะถามมติที่ประชุมว่า จะเห็นชอบพิธีสารแก้ไขบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทยว่าด้วยการขยายเส้นทางบินหรือไม่ ผู้ใดเห็นชอบกรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใด ไม่เห็นชอบกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญ ลงมติครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

สมาชิกพร้อมนะครับ ปิดการลงมติ ครับ จำนวนผู้ลงมติ ๕๓๙ ท่าน🔗

นายนิรมิต สุจารี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ร้อยเอ็ด

ท่านประธานครับ ผม นิรมิต สุจารี เห็นด้วยครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ปิดไปแล้วครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๙๒ ท่าน เห็นด้วย ๕๓๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๕ ท่านครับ มติที่ประชุมเห็นด้วย ๕๓๒ ท่าน🔗

นายนิรมิต สุจารี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ร้อยเอ็ด

ขอบันทึกด้วยครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

พอปิดแล้ว ตามข้อบังคับไม่มีสิทธิ แล้วครับ แต่ว่าจะบันทึกไว้ให้ครับ มติที่ประชุมเห็นชอบ🔗

ขอบพระคุณท่านรัฐมนตรี แล้วก็ผู้มา ชี้แจงด้วยครับ จบวาระด่วนที่ ๓ ครับ🔗

ต่อไปจะเป็นวาระด่วนที่ ๔ ร่างพระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการทาง อิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)🔗

ผมขอเรียนที่ประชุมว่า คณะรัฐมนตรี ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. .... มายังรัฐสภา เพื่อพิจารณา ซึ่งเป็นร่างพระราชบัญญัติที่ตราขึ้นเพื่อดำเนินการตามหมวด ๑๖ การปฏิรูป ประเทศตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๐ และได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงาน และผู้เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งได้มีการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากร่างพระราชบัญญัติ ดังกล่าว เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ วรรคสอง แล้ว รายละเอียดปรากฏ ในเอกสารที่เจ้าหน้าที่ได้จัดวางไว้ให้กับสมาชิกแล้ว ในวาระนี้รัฐบาลได้ขออนุญาต ให้นายจินตพันธุ์ ทังสุบุตร ผู้อำนวยการกองพัฒนากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกา เข้าร่วมชี้แจงด้วย อนุญาตนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านรัฐมนตรีเสนอหลักการ และเหตุผลครับ🔗

ศาสตราจารย์กิตติคุณวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ คณะรัฐมนตรีขอเสนอร่างพระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการ ทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. .... ซึ่งมีหลักการสำคัญคือ จัดให้มีกฎหมายว่าด้วยการปฏิบัติ ราชการทางอิเล็กทรอนิกส์🔗

สำหรับเหตุผลนั้น ขอประทานกราบเรียนว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกายกร่างขึ้น เพื่อที่จะได้เป็น กฎหมายกลางใช้กับหน่วยงานของรัฐทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ก็ตาม เรื่องนี้เป็นไปตามสิ่งที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หมวดที่ว่าด้วย การปฏิรูปประเทศ ซึ่งมีบทบัญญัติรองรับไว้ว่า รัฐจะต้องจัดให้มีการนำเอาเทคโนโลยี ที่เหมาะสมมาใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยการประยุกต์ใช้ให้เข้ากับความจำเป็น ขณะเดียวกันก็สอดคล้องกับแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ใช้อยู่ ในปัจจุบัน สอดคล้องกับนโยบายที่รัฐบาลเคยแถลงต่อรัฐสภา เรื่องรัฐบาล ๔.๐ อย่างที่เรียก แล้วก็เข้าใจกันว่า หมายความถึงการนำเอาเทคโนโลยี ที่ทันสมัยมาใช้ ความจริงเรื่องนี้อาจจะมีการตั้งข้อสงสัยได้ว่า การนำเอาเทคโนโลยีหรือ เครื่องมือเครื่องใช้ในทางอิเล็กทรอนิกส์ไม่ว่าจะเป็นอีเมล (Email) ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เรา เรียกกันว่า ไลน์ (Line) หรือแม้แต่สิ่งที่เรียกกันว่า โทรสาร หรือแฟกซ์ (Fax) ตลอดจน การสื่อสารโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ มาใช้ในการทำงานนั้น ก็มีการใช้กันอยู่แล้วทั่วไป เหตุใดถึงจะต้องมาเดือดร้อนออกกฎหมายกันในคราวนี้ แล้วเราก็เคยออกกฎหมายทำนองนี้ กันไปแล้วหลายฉบับมิใช่หรือ เช่น พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น คำตอบก็คือว่า ความจริงเรามีกฎหมายที่อนุญาตให้นำเอาวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ ในการทำงานอยู่หลายฉบับแล้วครับ รวมทั้งกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ว่า แต่ปรากฏว่าสถานการณ์ในขณะที่ออกกฎหมายเหล่านั้น เพ่งเล็งไปถึงเรื่องความสัมพันธ์ หรือปฏิสัมพันธ์ระหว่างภาคเอกชนด้วยกันเป็นหลักมากกว่า อย่างกฎหมายว่าด้วยธุรกรรม ทางอิเล็กทรอนิกส์นั้นก็ระบุไว้ชัดว่า ให้ใช้กับกิจการหรือนิติกรรมในทางแพ่งและพาณิชย์ พอเอ่ยอย่างนี้จะเอามาประยุกต์ใช้กับการติดต่อในทางราชการระหว่างเอกชนกับรัฐ หรือระหว่างหน่วยงานของรัฐกับหน่วยงานของรัฐด้วยกันเองนั้น จะเกิดความเคลือบคลุม สงสัย ไม่มั่นใจเกิดขึ้น แม้แต่ผู้รักษาการตามกฎหมายเองก็ยังไม่แน่ใจว่าจะนำเอาวิธีการ ทางอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการปฏิบัติราชการเป็นการทั่วไปได้หรือไม่ กฎหมายหลายฉบับ เขียนขึ้นมาในสถานการณ์ซึ่งเป็นอย่างหนึ่ง เช่น เขียนว่าเรื่องนี้จะต้องมีการประชุม คณะกรรมการซึ่งจะต้องมีคณะกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ดังนี้เป็นต้น พอเขียน ว่ามาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ก็เกิดการตีความขึ้น ไม่ว่าจะโดยคณะกรรมการกฤษฎีกา หรือโดยศาลว่า เมื่อกฎหมายเขียนว่ามาประชุมตัวก็ต้องมา ถ้ามาประเภทโผล่แต่ภาพมา โผล่แต่เสียงมา ไม่เรียกว่ามา และไม่นับเป็นองค์ประชุม นี่ก็จะเห็นได้ว่าการเขียนกฎหมาย ในสมัยก่อนนั้นเป็นปัญหา และอุปสรรคสำหรับประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ปัจจุบัน หรือกฎหมายที่เขียนว่า เมื่อเอกชนไปติดต่อกับทางราชการโดยการขออนุญาต ขออนุมัติ ขอยื่นคำร้อง ขอจ่ายเงิน ขอเสียค่าธรรมเนียม ขอจดทะเบียน กฎหมายก็ไปเขียนว่า จะต้อง ยื่นคำร้อง พอเขียนว่า ยื่นคำร้อง ก็มีการตีความกันว่า หมายถึงต้องเป็นเอกสารหนังสือ การยื่นคำร้องโดยผ่านทางไลน์ (Line) ทางโทรศัพท์มือถือไม่เรียกว่า คำร้อง นี่ก็เป็นอุปสรรค ในการทำงาน หรือกฎหมายเขียนว่า ยื่นคำร้องพร้อมทั้งลงลายมือชื่อ ก็เกิดการตีความว่า การลงลายมือชื่อนั้นจะต้องลงชื่อ หรือเซ็นชื่อด้วยตัวเอง ซ้ำร้ายกว่านั้นคือบางส่วนราชการ ตีความเลยไปถึงว่า เจ้าตัวจะต้องมาปรากฏแล้วเซ็นชื่อต่อหน้าเจ้าหน้าที่ เพราะฉะนั้น ประเภทที่ส่งมาโดยวิธีทางไลน์ (Line) ทางอีเมล (Email) ไม่เป็นที่ยอมรับ บางแห่งอาจจะ ยอมรับ แต่ไม่สามารถถือเป็นหลักปฏิบัติทั่วไปได้ ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความ คลอนแคลนใจ ไม่มั่นใจ ก็ต้องการจะสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้นว่า ผลของการดำเนินการโดยใช้การปฏิบัติราชการ ทางอิเล็กทรอนิกส์นั้นเป็นที่พึงยอมรับกันได้ แล้วสถานการณ์ก็มาเป็นใจให้เมื่อเกิดเหตุการณ์ ระบาดของไวรัสโคโรนา (Coronavirus) หรือโควิด-๑๙ (COVID-19) ซึ่งมีหลักในเรื่อง โซเชียล ดิสแทนซิง (Social distancing) การเว้นระยะห่างทางสังคม ประชาชนเองก็รู้สึก ความไม่มั่นใจ ไม่ปลอดภัย ที่จะออกจากบ้านไปติดต่อกับทางราชการ แต่พอถึงเวลาเข้า มันก็ต้องติดต่อจนได้ ดังนี้การจะต้องจัดทำกฎหมายกลางเพื่อยอมรับผลของการปฏิบัติ ราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ จึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นขึ้นมา ดังนั้นคณะรัฐมนตรีจึงได้มอบหมาย ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปยกร่าง ร่างแล้วก็เปิดรับฟังความคิดเห็นของ ส่วนราชการด้วยกัน ทั้งในส่วนกลางและในต่างจังหวัด แล้วก็รับฟังความคิดเห็นจาก ประชาชนผู้ใช้บริการ เมื่อได้ความคิดเห็นเป็นที่แน่ใจนำมาปรับปรุงแก้ไขแล้วก็ได้ดำเนินการ เข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย จนกระทั่งยกร่างเสนอคณะรัฐมนตรี และนำเสนอต่อ ที่ประชุมรัฐสภา โดยถือเป็นกฎหมายในการปฏิรูป หลักใหญ่ใจความของกฎหมายนี้ จึงเป็นเรื่องของการที่จะอำนวยความสะดวกในการยื่นคำร้อง คำขอ คำอนุญาต คำอนุมัติ การจ่ายเงิน การจ่ายค่าธรรมเนียมระหว่างเอกชนกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ และการส่งเอกสาร ระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกันเอง โดยนำเอาวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ตามที่ปรากฏในยุคสมัยมาใช้ ถ้าขณะนี้มันมีขอบเขตไปเพียงไหนก็ใช้ไปเพียงนั้น ถ้าต่อไปการสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์มันไปไกลกว่านี้อย่างไร ก็สามารถนำมาใช้ได้ตามนั้น ตลอดไป จะยกเว้นไม่ใช้อยู่ก็คือหน่วยงานในทางนิติบัญญัติ หน่วยงานในทางตุลาการ หน่วยงานในทางอัยการ หน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญ แต่ก็ไม่ได้ยกเว้นเอาไว้ตลอดไป ยกเว้นไว้เพียงเพราะเหตุว่าหน่วยงานเหล่านั้นมีความเป็นอิสระ และมีกฎระเบียบของตนเอง ที่อาจจะสลับซับซ้อน ยังไม่เป็นที่เข้าใจของประชาชน จึงได้กันไว้ก่อนว่ายังไม่นำมาใช้ แต่เมื่อใดที่หน่วยงานเหล่านี้มีความพร้อม แจ้งไปยังรัฐบาล รัฐบาลก็จะได้ออก พระราชกฤษฎีกาขยายไปถึงให้สามารถใช้ได้โดยไม่มีปัญหาและอุปสรรค ในส่วนของ ระบบราชการทั่วไปนั้น ให้นำเอาวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ จะยกเว้นก็เฉพาะ ๒ หลักใหญ่คือ ในกรณีของการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ เช่น การซื้อขายบ้าน ที่ดิน อาคารชุด คอนโดมิเนียม (Condominium) การจดทะเบียน จำนอง เราถือว่าทรัพย์เหล่านี้เป็นทรัพย์ใหญ่มีความสำคัญ และมีโอกาสที่จะปลอมแปลง กันได้ง่าย มีมูลค่าสูง จึงสมควรจะต้องใช้วิธีตามแบบเดิมที่ใช้อยู่คือ เจ้าตัวจะต้องไป ปรากฏตัว จะใช้วิธีสื่อสารกันโดยทางอิเล็กทรอนิกส์นั้นยังไม่น่าจะเหมาะสมในเวลานี้🔗

อีกเรื่องหนึ่งก็คือ ธุรกรรม นิติกรรมที่เป็นเรื่องส่วนตัว เช่น การจดทะเบียน สมรส การขอมีบัตรประจำตัวประชาชน การขอมีหนังสือเดินทาง การขอทำเอกสาร พินัยกรรมฝ่ายเมือง ซึ่งต้องเคยไปจดแจ้งกันที่อำเภอ ต้องปรากฏตัว ต้องดูรูปร่างหน้าตา ลายเซ็น ก็ยังต้องอนุโลมใช้แบบเดิมไปก่อน จะใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ในขณะนี้นั้น ยังไม่สมควร ทั้งหมดนี้คือหลักการและเหตุผลสำคัญที่เสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มา เพื่อจะได้อำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน ประหยัดเงิน ประหยัดเวลา และขณะเดียวกัน ลดการมีปัญหาที่จะต้องออกนอกบ้าน รวมทั้งการที่จะไปเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งอาจจะเสี่ยงต่อเหตุแทรกซ้อนในรายอื่น รวมทั้งการเรียกสินบาทคาดสินบน เรียกเงินใต้โต๊ะ บนโต๊ะ อย่างที่เคยกล่าวหากัน เมื่อใช้ ระบบอิเล็กทรอนิกส์เสียแล้ว มันก็จะตัดในสิ่งเหล่านี้เสียได้ จึงนำเสนอร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้มาเพื่อที่ประชุมรัฐสภาได้กรุณาพิจารณา หากมีข้อซักถามหรือแนะนำอย่างใด รัฐบาล ยินดีที่จะชี้แจงและไม่ขัดข้อง ถ้าหากว่าจะมีการนำไปปรับปรุงแก้ไขในชั้นกรรมาธิการให้ ร่างกฎหมายนี้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสมาชิก ๓ ท่านแรก พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ ท่านวุฒิสมาชิกสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ขอเชิญท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ครับ🔗

พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชี รายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในวาระของร่างพระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการ ทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. .... ในประเด็นของการรับร่าง โดยวัตถุประสงค์ของหลักการ และเหตุผลนั้น ท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านได้อภิปรายไปแล้ว โดยผมจะเน้นแค่ในประเด็น คือพระราชบัญญัตินี้เป็นการปฏิบัติราชการ มีการใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่าอิเล็กทรอนิกส์ แล้วก็ให้ยึดว่าเป็นกฎหมายกลาง ว่าด้วยการใช้อิเล็กทรอนิกส์เสริมการทำงาน ให้บริการ ภาครัฐ ย้ำนะครับ แล้วก็ในประเด็นของการวางหลักการ เหตุผลคือตามที่มีแผนปฏิรูป ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ฉบับปรับปรุง กิจกรรมที่ ๑ ถูกต้องครับ อยู่ในกิจกรรมที่ ๑ ที่เรียกว่าบีอาร์ ๐๒๐๑ (BR 0201) ปรับเปลี่ยนการบริหารงานและการบริการภาครัฐไปสู่ ระบบดิจิทัล (Digital) มี ๑๒๔ โครงการในเล่ม ผมกราบเรียนเป็นคำถามแรกเลยครับ ท่านรองใช้เงินทั้งหมดเท่าไร และใช้เงินจริง ๆ เท่าไร เพราะในนั้นจะมีทั้งใช้เงิน และไม่ใช้เงิน และแผนจะสิ้นสุดกันยายน ๒๕๖๕ ที่เขียนไว้ในแผนที่เป็นเอ็มเอส มายสโตน ๑๐๑ (MS Milestone 101) ที่บอกว่าประชาชนได้รับการดูแล เข้าถึงและรับบริการ รวมถึงข้อมูล ดิจิทัล (Digital) สำคัญของภาครัฐที่มีคุณภาพโดยสะดวก รวดเร็ว เสียเงินน้อย เสียค่าใช้จ่าย น้อยและตรงตามความจำเป็นในสถานการณ์ปกติ และฉุกเฉินเร่งด่วนนี่ละครับ แต่ทั้งหมดนี้ มันมีอยู่ ๘ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับร่างพระราชบัญญัตินี้ ผมจะไม่ไปถึงตรงนั้นใน ๘ ประเด็น ผมเอาประเด็นเดียวครับ ประเด็นเดียวของผมคือประเด็น เรื่องของการกำหนดขอบเขต ในการบังคับใช้ของพระราชบัญญัตินี้ ท่านบอกว่าให้บังคับใช้แก่หน่วยราชการ หน่วยงาน ของรัฐทุกหน่วย จำนะครับว่าทุกหน่วย แต่กฎหมายรัฐบาลต้องมียกเว้นเป็นธรรมดา ยกเว้นครับ เว้นแต่หน่วยงานของรัฐในฝ่ายนิติบัญญัติอย่างเรา ฝ่ายตุลาการ องค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ องค์กรอัยการ และหน่วยงานอื่นของรัฐที่กำหนดในกฎกระทรวง คือพูด ง่าย ๆ ว่าหน่วยงานที่ผมพูดนี้ไม่มีสิทธิไปแตะต้องครับ เข้าไม่ถึงครับ ท่านประธานครับ นี่คือ สิ่งสำคัญครับ แล้วไปบัญญัติในคำนิยามมาตรา ๕ ในเรื่องของหน่วยงานของรัฐ ผมไม่เห็น ด้วยตรงนี้ครับโดยหลักการ หลักการต้องโอเพน กัฟเวิร์นแนนซ์ (Open governance) โดยเฉพาะการใช้งบประมาณในแผนบีอาร์ ๐๒๐๑ (BR 0201) คูณเอ็กซ์ ๐๑ (X01) ของ กระทรวงดิจิทัลที่เป็นแผนการจัดทำแนวทางตามมาตรฐานและข้อเสนอแนะและการพัฒนา ระบบดิจิทัล (Digital)เรียกว่า ดิจิทัล กัฟเวิร์นเมนต์ ทรานส์ฟอร์เมชัน (Digital government transformation) ที่ใช้งบ ๑๐ ล้านบาท นอกจากนั้นแล้วก็เป็นเรื่องของสถิติต่าง ๆ ที่จะใช้งบอีกหลายสิบล้าน ตรงนี้ละครับ เป็นอันหนึ่งที่เมื่อจะปฏิรูปต้องให้เขาถึงครับ และถ้ายังปล่อยให้รัฐบาลเก็บข้อมูลทางดิจิทัล (Digital) ตัวอย่างเช่น ประเด็นสุดท้ายเลยครับ คณะรัฐมนตรีจะกำหนดให้มีการจัดทำ และเผยแพร่ราชกิจจานุเบกษาโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ กราบเรียนว่านี่คืออันตราย สำหรับรัฐบาล ผมหยิบไว้ให้ฟังเลยว่าถ้าท่านใช้การประกาศราชกิจจานุเบกษาลงตรงนี้ ในอิเล็กทรอนิกส์ ท่านต้องระมัดระวัง วัน ว. เวลา น. แอดเดรส (Address) เวลาท่านกด ลงไปเหมือนเช่นท่านจะประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แล้วท่านจะยกระดับ พ.ร.ก. ในข้อ ๙ จากสถานการณ์ฉุกเฉินธรรมดาเป็นร้ายแรง แล้วประกาศลงในกิจจานุเบกษา ถ้าท่านทำด้วย เครื่องมือคอมพิวเตอร์ธรรมดามันยังซุกพยานหลักฐานอยู่ในคอมพิวเตอร์ตัวนั้น แต่ถ้าท่านกดลงไปในราชกิจจานุเบกษาในระบบอิเล็กทรอนิกส์ มันยันเลยว่าท่านมีเจตนา ตั้งแต่วินาทีนั้น อันตรายครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ญัตติผมยังค้างอยู่ในเรื่องนี้ครับ เรื่องอิเล็กทรอนิกส์นี้ละครับ หัวใจสำคัญมันคือถ้าท่านไม่ระมัดระวัง และจะเป็นประเด็น ในการสืบค้น แต่สำคัญก็คือต้องเปิดเผย เป็นรัฐบาลที่จะต้องใช้ดิจิทัล (Digital) อย่างเปิดเผย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความมั่นคงที่ท่านว่า แต่ต้องมีระดับของการอนุญาตครับ มิใช่ไม่เปิด เมื่อถึงท่านผู้มีอำนาจใน ๑ ฝ่าย คือฝ่ายตุลาการ ผมยังเชื่อมั่นในฝ่ายตุลาการครับ ท่านสามารถที่จะต้องเปิดข้อมูลทางดิจิทัล (Digital) ที่ท่านห้ามเว้นไว้ตรงนี้ได้ ไม่อย่างนั้น ก็ต้องเขียนไว้ในคำนิยามว่า เมื่อมีคำสั่งศาลอย่างชัดเจน เพื่อให้ข้อมูลทางดิจิทัล (Digital) ที่ประชาชน และสิ่งสำคัญในเรื่องนี้เมื่อจะต้องถึงประชาชน สิ่งสำคัญคือประชาชนจะต้อง แทร็กกิง (Tracking) ได้ ดีครับในนี้ผมเห็นด้วยในเรื่องของการติดตามของประชาชน ซึ่งเป็น เงื่อนไขในมาตราอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในประเด็นต่าง ๆ เรื่องของตั้งแต่วิธีการการใช้ เรื่องของ การติดตาม เรื่องการติดต่อ และเข้าถึง สำคัญคือเวลาครับท่าน อย่าให้เนิ่นนาน ชักช้า เพราะระบบดิจิทัล (Digital) นั้นมันแค่กระพริบตามันก็สามารถตอบได้ และที่สำคัญ ถ้าเป็นข้อมูลที่เป็นข้อมูลโปร่งอยู่แล้ว ท่านสามารถใช้บอท (Bot) ตอบชัดเจนเลยครับ เพียงแต่คำถามนั้นตรงปั๊บ บอท (Bot) ตอบตูมกลับมาเลยในเสี้ยววินาที หรือเป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator) ที่สามารถให้ข้อมูลอย่างชัดเจนแก่ประชาชนอย่างรวดเร็วครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ต่อไปนายแพทย์ บัญญัติ เจตนจันทร์ ครับ🔗

นายบัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผม ขออภิปรายเห็นชอบต่อหลักการและเหตุประกอบการรับร่าง พ.ร.บ. การปฏิบัติราชการ อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่ง ครม. เป็นผู้นำเสนอ ท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๖๐ ในมาตรา ๒๕๘ บัญญัติให้รัฐบาลนำเทคโนโลยีที่เหมาะสม มาประยุกต์ใช้กับการจัดทำบริการสาธารณะ ทั้งนี้เพื่ออำนวยความสะดวกแก่พี่น้องประชาชน ซึ่ง ครม. ก็ได้นำร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มาให้รัฐสภาพิจารณาเห็นชอบในหลักการและเหตุผล ส่งเรื่องให้กรรมาธิการวิสามัญนำไปพิจารณาปรับปรุงให้ถูกใจกับสมาชิกรัฐสภา ท่านประธาน ที่เคารพครับ เท่าที่ผมได้ศึกษาในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็ยังมองไม่ค่อยเห็นรูปธรรมสำหรับ แต่ละหน่วยงานรัฐบาล หรือแต่ละกระทรวงที่มีการจัดบริการสาธารณะหรือการบริหาร ราชการแผ่นดินมากนัก ผมอ่านกฎหมายอาจจะมองไม่เห็นภาพ ก็อยากที่จะฝากข้อสังเกตว่า การบริการสาธารณะในพื้นที่นี้กิจกรรมที่มีมากที่สุดในขณะนี้ก็คือเรื่องของการให้บริการ ผู้ป่วย ซึ่งเมื่อประมาณ ๔-๕ ปีที่แล้ว มีผู้ป่วยมารับบริการปีละ ๓๐๐ ล้านครั้งต่อปี มากมาย มหาศาลเหลือเกิน ซึ่งแต่ละคนที่มาก็ไม่ใช่มาเพราะป่วยอย่างเดียว บางทีมาขอใบรับรอง แพทย์ บางทีมาขอประวัติการรักษา บางทีมาเลื่อนนัด เลื่อนคิว มาจองคิวต่าง ๆ ก็ทำให้ โรงพยาบาล สถานบริการสุขภาพของรัฐบาลนั้นแออัด ที่จอดรถก็ไม่มี คิวก็ไม่มีหนาแน่น ไม่เป็นไปตามโซเชียล ดิสแทนซ์ (Social distance) หากกฎหมายนี้ได้เอื้อไปถึงการบริการ ในส่วนที่เกี่ยวกับสุขภาพ การบริการผู้ป่วยจะทำให้ลดความแออัดเป็นอย่างยิ่ง ลดการ แพร่ระบาดของโควิด (COVID) แล้วก็ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ลดภาระของแพทย์ อยากที่ จะให้เห็นรูปธรรมในส่วนนี้ ไม่ว่าจะเป็นการจองนัด เลื่อนนัด หรือเกี่ยวกับการที่จะนำประวัติ ผู้ป่วยไปรักษาต่อที่อื่น ซึ่งมีการพูดคุยกันมากในกระทรวงสาธารณสุข เพราะประวัติ การรักษาพยาบาล และเรื่องของผลแล็บ (Lab) ผลตรวจต่าง ๆ นั้นมีต้นทุนมหาศาล อย่างเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หลาย ๆ พัน ถึงหลาย ๆ หมื่นบาท ถ้าโรงพยาบาลแต่ละแห่ง จะต้องไปทำใหม่ทุกครั้ง จะสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินของประเทศจำนวนมาก ถ้าประวัติ เหล่านี้ซึ่งเป็นข้อมูลของรัฐ แต่ผู้ป่วยจำเป็นต้องใช้ด่วน ๆ รัฐจะสามารถตอบโจทย์ด้วย กฎหมาย พ.ร.บ. การปฏิบัติราชการอิเล็กทรอนิกส์ได้หรือไม่ ผมฝากอย่างยิ่งว่าเรื่องนี้ขอให้ มีการประยุกต์ใช้ในส่วนนี้ จึงฝากข้อสังเกตว่า พ.ร.บ. นี้เมื่อเกิดขึ้นแล้ว นายกรัฐมนตรีเป็น ผู้รักษาการตามกฎหมายนี้ ผมคิดว่าแต่ละกระทรวงจำเป็นจะต้องไปทำรูปแบบวิธีการ ที่ประชาชนจะสามารถเข้าถึง พ.ร.บ. นี้ได้ จึงมีข้อสังเกตข้อที่ ๑ ว่าระบบแอปพลิเคชัน (Application) ที่จะให้พี่น้องประชาชนใช้นั้น มีความสะดวกหรือไม่ ปัจจุบันเขาเรียกว่า แอปพลิเคชัน (Application) มันเฟรนด์ลี (Friendly) หรือไม่ ต้องให้ใช้ง่าย ใช้ได้สะดวก แล้วก็นอกจากสะดวกแล้วต้องมีความปลอดภัย หมายความว่าข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่ควร รั่วไหลไปไหน ก็อย่าให้ได้รั่วไหลไปไหน ทำให้คนมีความมั่นใจในการใช้ระบบนี้ เรียกว่า มีการรักษาความลับที่ดี มีความปลอดภัยสูง หรือซีเคียวริตี (Security) ที่ดี มีความแม่นยำสูง หรือไม่ นาย ก นาย ข นาย ค ลายนิ้วมือต่าง ๆ ใบหน้าหรือเลข ๑๓ หลัก ไม่ใช่ว่าใครก็ไปขอได้ เกิดความลับรั่วไหลแล้วก็ไม่แม่นยำ ผลการนำไปข้อมูลไปใช้อาจจะเกิดความเสียหายได้ แล้วระบบรองรับหรือไม่ คนในชนบทกับคนในเมือง เขาอาจจะมีเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ เช่น มือถือหรือคอมพิวเตอร์ไม่เหมือนกัน อบต. ท้องถิ่นควรจะมีห้องสำหรับให้ พี่น้องประชาชนทุกคนไปเช่า ไปใช้ หรือไม่เช่าก็คือไปใช้ในการขอเข้าถึงข้อมูล ต้องมีกล้อง มีเครื่องมือ มีปริ้นเตอร์ (Printer) มีเครื่องพิมพ์ที่ทันสมัยให้พี่น้องประชาชนในเมือง ในชนบทนั้นลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ อันนี้เป็นข้อที่ ๑🔗

ส่วนข้อที่ ๒ ก็คือว่า แล้วคนไทยที่ไม่มีเลข ๑๓ หลัก มีจำนวนมากมายจริง ๆ คนเกิดเมืองไทย หมอตำแยก็เสียชีวิตไปแล้ว พ่อแม่ก็เสียชีวิตไปแล้ว พี่น้องก็ไม่มีในการเจาะ ดีเอ็นเอ (DNA) เพื่อทำบัตรประชาชน ในส่วนนี้ถ้าคนไทยเหล่านั้นไม่สามารถเข้าถึงเลข ๑๓ หลักในการเข้าถึงข้อมูลพื้นฐาน ในการรับบริการในส่วนนี้จากรัฐบาล รัฐบาลจะต้องมีวิธี ในการที่จะทำให้เขามีสิทธิตามกฎหมาย พ.ร.บ. การปฏิบัติราชการอิเล็กทรอนิกส์นี้ด้วย🔗

สุดท้ายข้อที่ ๓ การเข้าถึงสารสนเทศนี้ มันต้องเกี่ยวข้องกับสัญญาณโทรศัพท์ สัญญาณอินเทอร์เน็ต (Internet) ด้วย ในประเทศไทยมีความกว้างใหญ่ไพศาล ความที่ จากการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ บางทีก็มีความเหลื่อมล้ำกันในเชิง โครงสร้างอยู่แล้ว ก็อยากที่จะให้รัฐบาลนั้นได้ออกแบบให้สามารถรองรับได้ทุกที่ทุกเวลา ได้เข้าถึงตรงส่วนนี้ได้ไม่แตกต่างกัน ซึ่งมันเป็นในเรื่องของการลดความเหลื่อมล้ำของการ เข้าสู่ความเท่าเทียมกันทางกฎหมาย ในการที่จะได้รับบริการสาธารณะ ไม่เพียงแต่ เรื่องสุขภาพ เรื่องอื่น ๆ เช่น การแจ้งความก็ดี บัตรหาย สมุดธนาคารหาย ต่าง ๆ เหล่านี้ ปัจจุบันมีภาระที่จะต้องไปหน่วยงานอื่นนอกกระทรวงสาธารณสุขก็มี ไปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไปโรงพัก ไปขนส่ง แจ้งอะไรต่ออะไรหาย ก็เป็นธุรกรรม ที่กฎหมายนี้สามารถช่วยเหลือเขาได้ ก็ฝากท่านประธานถึงคณะกรรมาธิการวิสามัญ ได้นำ ข้อสังเกตของผมไปปรับปรุงในการร่างกฎหมายในครั้งนี้ด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ก่อนที่จะเชิญท่าน สถิตย์อภิปราย ผมขอรายงานข้อข้องใจเรื่องกลิ่นทินเนอร์ ที่ท่านวีระกรได้หยิบยกขึ้นมานั้น บัดนี้ท่านเลขาธิการได้รายงานว่าตรวจสอบแล้ว ปรากฏว่าผู้รับจ้างเข้าไปเก็บงานจากกรณี น้ำรั่วในหลังคาโดม เพื่อเข้าไปทาสีป้องกันสนิม ขณะนี้ผู้รับจ้างได้สั่งให้คนงานหยุด ปฏิบัติงานทาสีกันสนิมแล้วครับ เรียนเพื่อทราบครับ เชิญท่านวุฒิสมาชิกคุณสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ แล้วหลังจากนั้น ๓ ท่านต่อไปก็จะเป็นคุณศรัณย์ ทิมสุวรรณ ดอกเตอร์พิสิฐ ลี้อาธรรม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ขอเชิญท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ครับ🔗

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา นับตั้งแต่ ได้มีการเขียนหนังสือชื่อเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital) ในปี ๒๕๓๗ โดยดอน แท็ปสก๊อตต์ ปรากฏว่าได้มีการตื่นตัวในระดับภาครัฐของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ในการนำรัฐบาลดิจิทัล (Digital) เข้ามาใช้ในการปฏิบัติราชการ โดยมีประเทศเอสโตเนียเป็นต้นแบบ ประเทศไทย ก็เช่นเดียวกันได้มีความพยายามที่จะให้มีการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์มา ระยะหนึ่งแล้ว ตามที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้กรุณาลำดับความ กระผมมีข้อสังเกต และข้อเสนอแนะในร่างพระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ดังนี้🔗

ในมาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด ๙๐ วันนับแต่ วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป กระผมเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงไปสู่การปฏิบัติ ราชการทางอิเล็กทรอนิกส์จะต้องเตรียมการขนานใหญ่ จึงเห็นว่าระยะเวลา ๙๐ วันนั้น อาจจะน้อยไป จึงขอตั้งเป็นข้อสังเกตไว้ว่า อาจจะมีการแปรญัตติให้มีการใช้บังคับเลยไปจาก ๙๐ วัน เช่น ๑๘๐ วันเป็นต้น🔗

ในมาตรา ๔ ร่างพระราชบัญญัตินี้กำหนดว่า พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับ แก่หน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงานที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐในฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ องค์กรอัยการ และหน่วยงานอื่นของรัฐที่กำหนดในกฎกระทรวง ขีดเส้นใต้ ในกฎกระทรวง แต่ในวรรคสองได้บัญญัติต่อไปว่า เมื่อจะใช้พระราชบัญญัตินี้ ทั้งหมดหรือบางส่วนแก่หน่วยงานของรัฐในฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ องค์กรอิสระตาม รัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอัยการ ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ขีดเส้นใต้ พระราชกฤษฎีกา กระผมมีความเห็นว่า ควรจะกำหนดเป็นพระราชกฤษฎีกาในลำดับเดียวกัน ในวรรคที่หนึ่ง ที่ได้ใช้คำว่าหน่วยงานอื่นของรัฐ ที่กำหนดในกฎกระทรวง ควรจะแปรญัตติเป็นที่กำหนด ในพระราชกฤษฎีกา เพื่อจะได้เป็นลำดับชั้นของกฎหมายเดียวกันกับที่กำหนดในมาตรา ๔ วรรคสอง🔗

ในมาตรา ๕ คำว่าหน่วยงานของรัฐ คำนิยามปรากฏว่าคำนิยามใน พ.ร.บ. การบริหารและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล (Digital) นั้น ได้กำหนดสถาบัน อุดมศึกษาของรัฐอยู่ในคำนิยามของหน่วยงานของรัฐด้วย แต่คำนิยามในมาตรา ๕ นี้ก็ได้ครอบคลุมอยู่แล้ว เพราะได้ใช้คำว่า หน่วยงานอื่นของรัฐ ทุกหน่วย แต่ตั้งเป็นข้อสังเกตว่าได้รวมถึงหน่วยงานอุดมศึกษาภาครัฐตาม พ.ร.บ. การบริหารและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล (Digital) เพื่อจะได้มีความ สอดคล้องกัน🔗

ในมาตรา ๗ เป็นเรื่องที่ดีที่กำหนดให้การดำเนินการในเรื่องของการปฏิบัติ ราชการอิเล็กทรอนิกส์นี้เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่พร้อม และสำหรับผู้ที่ไม่พร้อมก็ยังใช้ ทางเลือกแบบเดิมได้ ผมมีข้อสังเกตในวรรคห้า หรือวรรคท้ายของมาตรา ๗ ที่ได้กำหนดว่า ความในมาตรานี้ไม่ใช้บังคับแก่การจดทะเบียนเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ หรือการจดทะเบียน ที่ผู้ขอจดทะเบียนต้องดำเนินการเองเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นการสมรส การหย่า การรับรอง บุตรบุญธรรม หรือการอื่นทำนองเดียวกัน เมื่อพลิกไปดู พ.ร.บ. ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ได้มีการกำหนดเกี่ยวกับเรื่องการทำพินัยกรรม การรับมรดกไว้ด้วย ซึ่งก็เป็นเรื่องเฉพาะตัว ด้วยเช่นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้เองความในวรรคท้ายของมาตรา ๗ ผมขอเสนอแนะว่าควรจะ แปรญัตติหลังจากคำว่า การรับบุตรบุญธรรม เพิ่มว่า การรับมรดก เข้าไปด้วย เพื่อจะได้ ครอบคลุมถึงเรื่องการทำพินัยกรรม หรือการรับมรดกโดยกฎหมาย🔗

ในมาตรา ๑๑ ท่านประธานที่เคารพ ได้กำหนดให้ในกรณีที่ผู้ขออนุญาตยื่น คำขออนุญาต หรือติดต่อกับผู้อนุญาต หรือหน่วยงานของรัฐโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ การติดต่อหรือออกเอกสารหลักฐานใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้นั้น ให้ทำโดยวิธีการทาง อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่ผมอยากจะให้เพิ่มเติมว่า ผู้ขออนุญาตสามารถติดตาม สถานะของการขออนุญาตได้โดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ก็จะได้ทำให้ผู้ที่ใช้วิธีการนี้ สามารถที่จะทราบสถานะที่แท้จริงของกระบวนการปฏิบัติราชการในทางอิเล็กทรอนิกส์ ได้โดยชัดเจน โดยสรุปกระผมเห็นด้วยในหลักการกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ พร้อมกับ ข้อสังเกตดังที่ได้กล่าวแล้ว ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปคุณศรัณย์ ทิมสุวรรณ ครับ🔗

นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เลย

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ขออภิปรายเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. ปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ ผมมองว่า เป็นกฎหมายที่มีความจำเป็น และจริง ๆ น่าจะออกมาตั้งนานแล้ว เนื่องจากตอนนี้ไม่ว่า จะหน่วยงานไหนก็จะมีกฎของตัวเอง ซึ่งแต่ละหน่วยงานก็ไม่เหมือนกัน มันทำให้ประชาชน มีความยากลำบากในการไปติดต่อกับหน่วยงาน เพราะว่าไปหน่วยงานนี้แม้แต่หน่วยงาน เดียวกัน บางที่รับ บางที่ไม่รับ นี่คือปัญหาที่ประชาชนต้องเจอ เพราะฉะนั้นการที่เราจะออก พ.ร.บ. เพื่อกำหนดให้เป็นกฎหมายกลางว่า การดำเนินการทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นสิ่งที่ สามารถทำได้ และหน่วยงานรัฐจะต้องรับอันนี้ผมเห็นด้วย เพียงแต่ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้เท่าที่ ผมอ่าน ผมเข้าใจว่าเป็นการบอกกับหน่วยงานที่ไม่แน่ใจว่าเราสามารถรับหลักฐานทาง อิเล็กทรอนิกส์ได้หรือไม่ เพราะว่าจากที่ผมทราบมา หลายหน่วยงานจะมีปัญหากับ ข้อกำหนดบางอย่างในระเบียบว่าจะต้องเป็นหนังสือ จะต้องเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งพอเป็น อิเล็กทรอนิกส์แล้วมันทำให้เขาไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าเขาสามารถใช้ได้หรือไม่ได้ และกฎหมายนี้ผมเข้าใจว่าออกมาเพื่อที่จะแก้ความเข้าใจต่าง ๆ ให้หน่วยงานทุกหน่วยงาน สามารถเข้าใจว่าสามารถรับได้ เพียงแต่ครับท่านประธาน สามารถรับได้กับจำเป็นหรือว่า บอกว่าต้องให้ทำให้ได้มันต่างกัน เพราะฉะนั้นผมอยากจะเน้นตรงนี้ บอกว่ารับได้มันก็ ไม่จำเป็น หรือว่ามันไม่ได้บังคับเป็นข้อผูกมัดว่าหน่วยงานจะจำเป็นต้องรับ เพราะว่าผมเห็น ในหลายหน่วยงานที่เคยมาชี้แจงว่าหน่วยงานของเขานั้นสามารถใช้เอกสารทาง อิเล็กทรอนิกส์ได้ แต่พอประชาชนไปติดต่อจริง ๆ ก็ยังต้องใช้ฮาร์ดก๊อบปี้ (Hard copy) ยังต้องใช้สำเนาเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นผมมองว่าถ้าเราจะทำเรื่องนี้ ถ้าเป้าหมายของท่าน เป้าหมายของการออก พ.ร.บ. คือการทำให้รัฐบาลกลายเป็นรัฐบาล ๔.๐ รัฐบาลสมาร์ต กัฟเวิร์นเมนต์ (Smart government) หรือจะใช้คำว่าอะไรก็ตาม ท่านจำเป็นต้องชัดเจนว่า เมื่อไร สมมติอาจจะอีก ๑ ปี หรือว่าครึ่งปี หน่วยงานทุกหน่วยงานของรัฐต้องสามารถ หรือว่าต้องรับเอกสาร หรือว่าต้องสามารถปฏิบัติงาน แล้วก็รับเอกสารราชการทาง อิเล็กทรอนิกส์ได้ทั้งหมด ผมว่านี่ถึงจะเป็นสิ่งที่ทำให้ท่านพัฒนาไปสู่เป้าหมายรัฐบาล อิเล็กทรอนิกส์ หรือว่ารัฐบาล ๔.๐ ที่ท่านต้องการได้ ถ้าท่านเขียนแค่ว่าโอเค (OK) ที่จะรับ บางหน่วยงานเขาก็ไม่รับเหมือนเดิม อันนี้คือสิ่งที่ผมเจอ ทีนี้ปัญหาที่ตามมา พอเราบอกว่า ให้รับเอกสารทางอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นทางอีเมล (Email) หรือทางอะไรก็ตาม ปัญหา ที่ตามมาคือการยืนยันตัวตนอย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายคนก็พูดไปแล้ว ตอนนี้ระบบของ ประเทศไทยพร้อมมากน้อยขนาดไหน ผมไม่ค่อยห่วงเอกชนครับ เพราะว่าเขาต้องดูแลข้อมูล ของเขา แต่ว่าของภาครัฐเองเรามีดิจิทัล ไอดี (Digital ID) เรามีอิเล็กทรอนิกส์ ไอดี (Electronics ID) หรือว่าเรามีการยืนยันตัวตนที่รัฐสามารถตรวจสอบได้แน่นอนมากน้อย ขนาดไหน เพื่อที่จะรองรับการทำไม่ว่าจะเป็นธุรกรรม หรือการติดต่อกับภาครัฐต่าง ๆ อย่างที่ท่านเขียนไว้ในเอกสาร ไม่ว่าจะติดต่ออะไร ไม่ว่าจะสมัคร จะขอข้อมูลเป็นเกษตรกร หรือว่าจะเป็น อสม. หรือว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ข้อมูลเหล่านี้ภาครัฐมีวิธีการตรวจสอบที่ดี มากน้อยขนาดไหน ถ้าท่านจะทำให้ระบบทั้งหมดเป็นอิเล็กทรอนิกส์ หรือว่าสามารถ รับรองได้ เพราะฉะนั้นนี่เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าท่านยังไม่พร้อมแล้วทำไปมันจะเกิดปัญหามากกว่า ประโยชน์🔗

อีกอย่างหนึ่งก็คือความปลอดภัยครับ ความปลอดภัยของข้อมูลที่ถ้าท่านจะ ทำให้ตัวเองเป็นรัฐบาลดิจิทัล (Digital) หรือว่ารัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ รัฐเองมีความปลอดภัย มากน้อยขนาดไหน เพราะผมต้องเรียนตามตรงว่าตอนที่ท่านให้ประชาชนเอาเอกสารไป ติดต่อ สำเนาบัตรประชาชนเอย สำเนาโน่น สำเนานี่ สำเนาทะเบียนบ้านเอย พอถึงจุดหนึ่ง เอกสารต่าง ๆ เหล่านี้ที่ควรจะเป็นความลับ กลายเป็นถุงกล้วยแขกครับแล้วแบบนี้ประชาชน จะยอมรับ หรือว่าจะเชื่อใจในความปลอดภัยของภาครัฐได้มากน้อยขนาดไหน อันนี้ก็เป็น อีกอย่างหนึ่งที่ผมตั้งข้อสงสัยไว้ ฝากว่าถ้าเข้าไปในกรรมาธิการเดี๋ยวเราคงจะต้องมีการคุย รายละเอียดกันมากกว่านี้ ผมเข้าใจว่าเหตุผลในการทำร่าง พ.ร.บ. นี้อาจจะยังไม่มองไปถึงขั้น นั้น เพียงแต่ว่าถ้าท่านต้องการที่จะเปลี่ยน หรือต้องการที่จะพัฒนาระบบรัฐบาล ระบบของ ราชการให้มันดีขึ้น ท่านต้องมองไปถึงขั้นนั้นให้ได้ แล้วก็ในรายงานนี้ยังพูดถึงสิ่งที่ต้องการที่ จะปรับเปลี่ยน อยากปรับเปลี่ยนภาครัฐไทยสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล (Digital) โดยมีการ ปรับเปลี่ยนการทำงานภาครัฐ นำเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาใช้เพื่อเพิ่มธรรมาภิบาล แล้วก็เน้น การมีส่วนร่วมของประชาชน มีการผูกหน่วยงานของรัฐเข้าด้วยกันในการแชร์ (Share) ข้อมูล กัน ผมอยากให้มันเกิดขึ้นได้จริง ๆ มากเลยครับท่านประธาน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ที่เขียนใน เอกสารนี้ ถ้าเป็นจริงประเทศไทยจะพัฒนาขึ้น และประชาชนก็จะได้รับประโยชน์อีกมาก แล้วก็ได้รับความสะดวกสบายอีกมาก เพียงแต่ผมก็ต้องตั้งข้อสงสัยครับว่าถ้าท่านจะเชื่อม ข้อมูลของหน่วยงานรัฐเข้าด้วยกัน พวกท่านหน่วยงานรัฐต่าง ๆ พร้อมมากน้อยขนาดไหน ยกตัวอย่างเช่นแค่เรื่องที่ดิน มีหน่วยไหนบ้างที่มีข้อมูลเหล่านี้ แล้วมีข้อมูลมากน้อย ขนาดไหนที่ทับซ้อนกัน แค่นี้ก็ยากแล้วนะครับ ไหนจะเป็นเรื่องการโอเพน ดาต้า (Open Data) โอเพน ดาต้า (Open Data) ของประชาชน โอเพน ดาต้า (Open Data) ของภาครัฐ โอเพน กัฟเวิร์นเมนต์ (Open Government) ขนาดบัญชีทรัพย์สินท่านยังไม่เปิดเลย ผมไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าถ้าเราจะทำให้มันเป็นระบบเปิดเผยมากพอขนาดนั้น ท่านมีความจริงใจ ที่จะทำขนาดไหน อันนี้คือเป้าหมาย เพียงแต่เป้าหมายต่าง ๆ เหล่านี้แทบจะไม่ได้รับ หรือว่า แทบจะไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับ พ.ร.บ. เลย เพราะ พ.ร.บ. ที่ท่านออกมานี้เพียงแค่บอกว่า เอกสารทางอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ จะสามารถใช้ได้ ท่านยังไม่กำหนดด้วยซ้ำว่าภายในปีไหน รัฐบาลจะต้องรับเอกสารเป็นดิจิทัล (Digital) ได้ทั้งหมด โดยที่ประชาชนไม่ต้องถูกบังคับ ให้ใช้สำเนาอีกต่อไป เพราะฉะนั้นการที่ท่านเขียนเป้าหมาย การที่ท่านเขียนว่าท่านอยาก ปรับภาพลักษณ์รัฐบาลไทยสู่รัฐบาลดิจิทัล (Digital) มันดูไกลมากเลยครับท่านประธาน อันนี้ ก็เป็นสิ่งที่ผมต้องอภิปรายแล้วก็ตั้งข้อสงสัยไว้ ผมเห็นด้วยที่ท่านจะเริ่ม เพียงแต่อยากให้ท่าน เริ่มอย่างจริงจัง เพราะว่าจากเท่าที่เห็นมันเหมือนขอไปทีจากที่ท่านมีปัญหา อย่างไร ก็ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ต่อไปศาสตราจารย์พิสิฐ ลี้อาธรรม ครับ🔗

นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วย กับการที่เราจะต้องเร่งรัดดูแลให้หน่วยงานของรัฐและระบบของเรานี่ครับ เป็นระบบที่ใช้ ดิจิทัล (Digital) ก็คืออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อจะให้เกิดประสิทธิภาพ ให้การทำงานมีความกระชับ ไม่ซ้ำซ้อน และไม่สิ้นเปลืองงบประมาณ แต่อย่างไรก็ตามครับ ร่าง พ.ร.บ. ที่รัฐบาลได้ นำเสนอ ผมก็ยังมีข้อสงสัยบางประการที่อยากจะให้ท่านได้ช่วยชี้แจงด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของความชัดเจนของการทำงานของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ในมาตรา ๑๙ ท่าน ได้มีการระบุถึงหน่วยงานของรัฐที่ดูแลถึงเรื่องของดิจิทัล (Digital) ถึง ๕ หน่วยงานด้วยกัน ตั้งแต่ ก.พ.ร. กฤษฎีกา สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือเอ็ตดา (ETDA) สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (Digital) หรือ สพด. ครับ แล้วก็บอกว่าให้ ๕ หน่วยงานนี้ ร่วมจัดทำวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามมาตรา ๖ เสนอ ครม. ต่อไป ผมเองก็เคยเห็น การทำงานของรัฐหลายแห่ง เวลาบอกให้มาทำงานร่วมกัน โดยที่ไม่มีความชัดเจนตั้งแต่ต้นนี่ ผลสัมฤทธิ์ของงานก็มักจะไม่ค่อยเกิด เพราะแต่ละหน่วยงานก็มักจะหวงตำแหน่ง หวงงาน หวงหน้าที่ตัวเอง ไม่อยากจะให้หน่วยงานอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ที่สำคัญกว่านั้นก็คือว่า เรามี กระทรวงดิจิทัลอยู่ทั้งกระทรวง ผมไม่เข้าใจว่าบทบาทของกระทรวงนี้อยู่ที่ไหน จริงอยู่ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อาจจะขึ้นกับกระทรวงดิจิทัลก็ตาม แต่ว่าการทำงาน ที่ผ่านมา ผมเคยอยู่ในกรรมาธิการงบประมาณนี่ครับ ก็ได้เคยรับฟัง รับทราบถึงปัญหา ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการทำงานที่ซ้ำซ้อนกัน ผมยกตัวอย่างในเรื่องของ การจัดทำระบบหน่วยกิตของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ปรากฏว่า ๒ หน่วยงานก็คือ สพด. กับ สพท. นี่ก็ทำงานซ้ำกัน สุดท้ายหน่วยงานอื่นก็ต้องหลบไป โดยที่งบประมาณหรือบุคลากร ก็สิ้นเปลืองกันอย่างมากในการทำงานลักษณะนี้ นี่คือตัวอย่างของสิ่งที่ผมอยากให้ทางรัฐบาล ได้มีความชัดเจนในส่วนนี้ เพื่อจะไม่ให้หน่วยงานต่าง ๆ นี่เขามีความไม่ร่วมมือกัน เพราะฉะนั้นก็ขออนุญาตเรียนท่านประธานฝากไปยังกรรมาธิการที่จะดู เรื่องนี้ว่า จริง ๆ แล้ว ควรจะกำหนดหน้าที่ของหน่วยงานเหล่านี้ให้ชัดเจน เช่น สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทาง อิเล็กทรอนิกส์นี่ก็อาจจะให้ไปทำหน้าที่ดูแลสร้างมาตรฐานเป็นเรกกูเรเตอร์ (Regulator) ในส่วนของภาคเอกชนหรือธุรกิจ แล้วก็ในส่วนของสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (Digital) ก็อาจจะไปทำในส่วนของภาครัฐ หรืออย่างกรณีของ ก.พ.ร. กับ สพด. นี่ ในช่วงที่กระผมเป็น กรรมาธิการงบประมาณประจำปี ๒๕๖๕ นี่ ก็ได้ให้ความเห็นในเรื่องนี้ครับว่า ๒ หน่วยงานนี้ เขาทำงานซ้ำซ้อนกัน และครั้นเมื่อสอบถามไปแล้วหน่วยงานหนึ่งก็จะบอกว่าเขาทำหน้าที่ กำหนดนโยบาย อีกหน่วยงานหนึ่งทำหน้าที่ขับเคลื่อน ซึ่งแท้จริงแล้วก็เป็นงานเดียวกันครับ เพราะคนที่จะขับเคลื่อนนี่จะต้องดูเรื่องนโยบาย และนโยบายบางทีกำหนดมาก็อาจจะ ไม่ชัดเจน สุดท้ายสิ่งที่ที่ปรึกษาทำมาก็ใช้ไม่ได้ ต้องมาทำใหม่อยู่ดี เพราะฉะนั้นผมอยากจะ ฝากท่าน ช่วยดูเรื่องของความซ้ำซ้อน เพื่อประหยัดงบประมาณ เพราะว่าบุคลากรเรามีจำกัด อย่าง สพด. นี่ครับ เรามีวิศวกรอยู่ประมาณเกือบ ๆ ๓๐๐ คน หรือ สพท. ประมาณ ๑๐๐ คน เราควรจะแบ่งหน้าที่ แบ่งงานกระจายให้เขานี่ได้ทำงานให้มีประสิทธิภาพมากกว่าที่จะมา ทำงานซ้ำซ้อนกัน ขณะเดียวกันแผนที่ท่านทำไว้ แผนระยะ ๑ ระยะ ๒ โดยเฉพาะระยะ ๒ นี่จะทำเรื่องของอินคลูชัน (Inclusion) ในเรื่องของการดูแลให้ทั่วถึงนี่ ผมกลับมองว่า เรื่องของความเหลื่อมล้ำ พูดง่าย ๆ ก็คือมองข้ามกลุ่มคนไปนี่ สิ่งนี้ควรจะเป็นสิ่งที่ดูตั้งแต่ระยะแรก ถ้าเราวางแผนให้ดี มองเรื่องอินคลูชัน (Inclusion) เป็นหลักเลย ผมเชื่อว่าระบบเราก็จะดีกว่านี้อีกเยอะ ในการทำงานที่เกิดขึ้น อย่างเมื่อเช้านี้ กระผมเองก็ประชุมกับทางหน่วยงานของรัฐ ๒ หน่วยงานผมไม่เอ่ยนาม ก็ยังมีปัญหาว่า ยังยึดติดกับการทำงานระบบคิดแบบเก่า ๆ อยู่ คือระบบกระดาษ ผมอยากจะหนุนว่า ถ้าจะทำเรื่องอิเล็กทรอนิกส์ทั้งทีต้องเปลี่ยนความคิด เพราะว่าระบบอิเล็กทรอนิกส์นี้ มาเปลี่ยนระบบกระดาษได้อย่างรวดเร็วสักแค่ไหน เปลี่ยนวิธีคิดต่าง ๆ แล้วก็ที่สำคัญกว่านั้น อันหนึ่งก็คือเรื่องของการที่เรากำหนดเวลา เรากำหนดเวลาให้หน่วยงานทั้ง ๕ นี้ ทำให้ ครม. ดูภายใน ๒๔๐ วัน หรือหน่วยงานต่าง ๆ ที่รัฐประกาศกำหนดช่องทางอิเล็กทรอนิกส์นี้ ก็ให้เสร็จภายใน ๙๐ วัน คำถามผมก็คือว่า แล้วถ้าเกิดหน่วยงานเหล่านี้ไม่ทำให้เสร็จภายใน ๙๐ วัน หรือภายใน ๒๔๐ วัน เราจะไปบังคับเขาได้อย่างไร ผมมีตัวอย่างว่าในปี ๒๕๖๑ นี้ รัฐบาลก็มีการกำหนดให้หน่วยงานของรัฐนี้ไม่ถ่ายสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ผ่านไป ๓ ปี ไม่เกิดอะไรขึ้น เราไปติดต่อหน่วยราชการก็ยังคงเรียกขอสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนอยู่ จนกระทั่งเดือนกันยายนถึงได้มีประกาศของกรมการปกครองมา ไม่ให้มีการเรียกสำเนา แล้วก็เพิ่งลงราชกิจจานุเบกษาไปเมื่อไม่นานนี้เอง แต่ผมก็ยังเป็นห่วงครับว่า ถึงจะประกาศไป แต่หน่วยงานก็ไม่ปฏิบัติ แล้วจะเกิดอะไรขึ้น พร้อมกับเพื่อน ๆ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ จึงได้นำเสนอกฎหมายเพื่อมีบทลงโทษครับ ถ้าหน่วยงานของรัฐยังคงเรียกสำเนาบัตร ประจำตัวประชาชนนี้ก็ต้องมีความผิด ผมก็อยากเห็นท่านได้กำหนดตรงนี้ด้วยว่า ถ้าหากไม่ทำตามเวลาที่กำหนดนี้ จะต้องมีความผิดประการใดบ้าง เพื่อจะให้สิ่งที่เราทำ ที่เราต้องการนี้มีผลสัมฤทธิ์ในที่สุดครับ ก็ขออนุญาตที่จะให้กำลังใจกับทุกท่านที่ดูแลงานนี้ เพราะถือว่าเป็นงานสำคัญ เป็นงานที่จะทำให้ระบบบ้านเรามีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ๓ ท่านต่อไปหลังจาก พลเอก เลิศรัตน์แล้ว คือคุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ คุณวิรัช พันธุมะผล คุณมณเฑียร บุญตัน เชิญ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ครับ🔗

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มอื่น ๆ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตอภิปรายเพิ่มเติมในส่วนของร่างพระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการ ทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. .... ซึ่งขออนุญาตเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านดอกเตอร์วิษณุ เครืองาม ว่าท่านได้อธิบายชี้แจงอย่างละเอียดในหลักการและเหตุผล แล้วก็เนื้อหาของร่างพระราชบัญญัตินี้จนแทบจะไม่มีอะไรที่พวกเราจะซักถามเพิ่มเติมได้ ซึ่งการเสนอร่างพระราชบัญญัตินี้ก็อย่างที่ท่าน ส.ส. บางท่านได้กราบเรียนแล้วว่า ควรจะ เสนอมานานแล้ว ควรจะออกใช้นานแล้ว เพราะเราก็มีระบบอิเล็กทรอนิกส์มากันเป็น ๑๐ ปีแล้ว แต่การปฏิบัติงานก็ยังเต็มไปด้วยความยากลำบาก ถ้าไม่ใช้ระบบที่เป็นกฎหมาย กลางฉบับนี้ออกมา กระผมจะยกตัวอย่างของรัฐสภา ซึ่งท่านประธานนั่งอยู่บนนั้นพอดี เมื่อตอนช่วงเดือนกรกฎาคม ผมอยู่ต่างจังหวัด พยายามที่จะขอแปรญัตติร่างกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ก็ส่งมาทางไลน์ (Line) ให้เจ้าหน้าที่ของวุฒิสภานำมายื่นกับเจ้าหน้าที่ของ กรรมาธิการวิสามัญ เขาบอกไม่ได้ ต้องมีลายเซ็น และเป็นลายเซ็นจริง ผมก็พยายามใช้ เทคโนโลยีทุกอย่างให้ลายเซ็นมันเหมือนจริง เขาก็ยังตรวจเจออีกว่ามันไม่จริง สุดท้ายผม ก็ต้องดาวน์โหลด (Download) แบบฟอร์ม (Form) กรอก แล้วก็เซ็นจริง แล้วก็ส่งทางเคอร์รี่ (Kerry) มาทันพอดีเลยครับ เย็นวันนั้น จึงได้มีโอกาสอภิปรายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งขณะนี้ ก็เป็นรัฐธรรมนูญแล้ว จึงกราบเรียนว่ารัฐบาลได้ประกาศนโยบายมาหลายปีแล้วว่าจะเป็น รัฐบาลดิจิทัล (Digital) แต่รัฐสภาเรานี้ยังไม่เคยประกาศเลย ก็อยากฝากกราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาว่า ต้องตั้งเป้าหมายให้เป็นรัฐสภาดิจิทัล (Digital)ให้ได้ เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แค่นี้เรายังติดขัดกัน เจ้าหน้าที่ก็ยังไม่สามารถที่จะดำเนินการได้ ซึ่งร่างกฎหมายฉบับนี้ ก็เปิดช่องอยู่แล้วในมาตรา ๔ ที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้กรุณาชี้แจงว่า เมื่อกฎหมายกลางนี้ออกมา รัฐสภาก็สามารถที่จะดำเนินการออกเป็นพระราชกฤษฎีกา เพื่อให้การทำงานของรัฐสภามีความรวดเร็ว แล้วก็ไม่ยึดติดกับกฎระเบียบที่ต้องใช้คำว่า ล้าสมัยจนเกินไป จนผู้แทนราษฎร หรือ ส.ว. ไม่สามารถจะดำเนินการได้ ในส่วนของตัวร่าง กฎหมายเอง ผมขออนุญาตกราบเรียนถามท่านรองนายกรัฐมนตรีใน ๒ ประเด็นง่าย ๆ🔗

ในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระผมก็ไม่แน่ใจว่าจะอยู่ใน คำจำกัดความของหน่วยงานของรัฐตามมาตรา ๕ นี้หรือไม่ อย่างไร ถ้าอยู่ก็เลยอยากจะเรียน ถามต่อว่า ขณะนี้มีร่างกฎหมายที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎร ผ่านวุฒิสภาไปแล้ว ๑ ฉบับ กำลัง รอโปรดเกล้าฯ ลงมา คือร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเพื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. .... ซึ่งในนั้นก็จะให้มีการลงชื่อ แต่ก็เปิดช่องไว้ว่าให้ลงชื่อในระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ แต่ถ้าผม จำไม่ผิดในนั้นจะต้องพูดถึงการจะต้องมีแอปพลิเคชัน (Application) หรือมีโปรแกรม ที่สามารถจะยืนยันตัวตนได้ อย่างไรก็ดีก็อยากจะกราบเรียนถามท่านรองนายกรัฐมนตรีผ่าน ท่านประธานรัฐสภาไปว่า กฎหมายกลางฉบับนี้จะนำไปใช้กับร่างพระราชบัญญัติฉบับนั้น ได้หรือไม่ แล้วก็ยังมีร่างพระราชบัญญัติที่อยู่ที่สภาผู้แทนราษฎรในวาระที่ ๒ อยู่ คือร่าง พระราชบัญญัติการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่น ก็ควรจะ พิจารณาร่างให้สอดคล้องกับกฎหมายกลางฉบับนี้ เพื่อให้การเข้าชื่อสามารถดำเนินการ ได้อย่างสะดวกขึ้น ไม่ต้องมายื่นแบบฟอร์ม มาเซ็นกันสด ๆ เพราะบางท้องถิ่นก็มีพื้นที่ ที่ห่างไกลกันเป็นหลาย ๆ สิบกิโลเมตร และ🔗

ประเด็นสุดท้ายที่อยากจะกราบเรียนถามท่านรองนายกรัฐมนตรีก็คือ มาตรา ๗ ในวรรคสอง ถ้าอ่านเร็ว ๆ แล้วมันจะไม่ค่อยชัดเจน สำเนาเอกสารหลักฐานที่ส่ง โดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามวรรคหนึ่ง ผู้ส่งไม่ต้องลงนามรับรอง ก็เข้าใจได้ถ้าอ่าน หลาย ๆ ครั้ง คือไม่ต้องเซ็นรับรองสำเนา แต่ว่ามันยังต้องเซ็นลงนามในที่ที่เขาลงนาม ในแบบฟอร์มอยู่ เพราะฉะนั้นในประโยคสุดท้ายอาจจะต้องเขียนว่าไม่ต้องลงนามรับรอง สำเนา มิฉะนั้นอาจจะไปตีความว่าไม่ต้องลงนามในเอกสารฉบับนั้น ซึ่งแบบฟอร์มกำหนดไว้ ให้ลงนาม กระผมก็มีเรื่องกราบเรียนอภิปรายเพิ่มเติมเพียงแค่นี้ครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปคุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ครับ🔗

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล เขตบางแค กรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าโดยหลักการของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นกฎหมายที่มุ่งเน้นการเพิ่ม ประสิทธิภาพของการให้บริการภาครัฐ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน โดยส่วนตัว ผมย่อมสนับสนุนและเห็นด้วยกับหลักการของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ แล้วผมก็เชื่อว่า เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านก็น่าจะเห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัตินี้เช่นเดียวกัน ผมมี ข้อสังเกตประการเดียวที่จะสอบถามไปยังท่านรองนายกรัฐมนตรีผ่านท่านประธานไปครับ ก็คือในเรื่องของมาตรา ๔ ของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่มีการบัญญัติไว้ว่า มิให้ใช้บังคับ แก่ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ องค์กรอิสระ หรือองค์กรอัยการ ซึ่งหากว่าเราอยากให้ ร่างพระราชบัญญัตินี้มีผลบังคับใช้กับหน่วยงานต่าง ๆ เหล่านี้ ให้คณะรัฐมนตรีตราเป็น พระราชกฤษฎีกาออกมาในภายหลัง ซึ่งการบัญญัติแบบนี้ผมเข้าใจว่าจริง ๆ แล้วถ้าไป เทียบเคียงกับกรณีที่เป็นพระราชกำหนดว่าด้วยการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ตอนนั้น ในมาตรา ๕ ก็มีการยกเว้นในลักษณะนี้ไว้ ซึ่งผมเข้าใจว่าในร่าง พ.ร.ก. จำเป็นต้องมีการ ยกเว้นครับ เพราะว่า พ.ร.ก. เป็นในเรื่องของการใช้อำนาจฝ่ายบริหารในกรณีฉุกเฉิน ซึ่งหลังจากกฎหมายมีผลบังคับใช้ไปแล้วก็จะต้องนำมาเสนอสู่สภาโดยพลันในภายหลัง แต่ว่าในกรณีนี้ไม่ใช่การใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร คณะรัฐมนตรีเสนอเป็นร่างพระราชบัญญัติ มาเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ซึ่งผมเห็นว่าพวกเราในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจเต็ม อยู่แล้วครับ ในขอบเขตอำนาจที่เราจะบัญญัติกฎหมายให้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ มีผลบังคับใช้กับทุกองค์กรของรัฐครับ ซึ่งผมได้เน้นย้ำไว้แล้วว่า หลักการของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นประโยชน์ต่อพี่น้อง ประชาชนครับ ผมจึงเห็นว่าไม่น่ามีเหตุจำเป็นที่จะต้องยกเว้นตามมาตรา ๔ ไว้ครับ ซึ่งจริง ๆ ในรายละเอียดมาตราอื่น ๆ ของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็จะมีการเว้นระยะเวลาอยู่แล้วว่า หลังจากที่ร่างกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ มีระยะเวลาภายในกี่วันเพื่อให้หน่วยงานของรัฐ ต่าง ๆ ได้มีเวลาปรับตัวครับท่านประธาน ดังนั้นผมจึงจะขอตั้งข้อสังเกตสอบถามเบื้องต้น ไปยังท่านรองนายกรัฐมนตรีถึงที่มาที่ไปของการบัญญัติมาตรา ๔ ไว้ลักษณะนี้ว่า เหตุใด ถึงอยากให้รัฐสภาตรากฎหมายที่มอบอำนาจให้ฝ่ายบริหารมากำหนด หรือสั่งหน่วยงาน อื่น ๆ ของรัฐที่อยู่นอกฝ่ายบริหารว่าจะปฏิบัติตาม หรือไม่ปฏิบัติตามร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ได้ในภายหลังครับ ก็ขอฝากเป็นข้อสังเกต และผมอาจจะขอแปรญัตติในมาตรานี้ไว้ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ต่อไปคุณวิรัช พันธุมะผล ครับ🔗

นายวิรัช พันธุมะผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายวิรัช พันธุมะผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมขอชื่นชมและเห็นด้วยกับที่รัฐบาลเสนอ ร่างพระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ เพราะว่าในรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทยได้กำหนดไว้ว่า ให้มีการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ใน การบริหารราชการแผ่นดินและจัดการบริการสาธารณะเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐบาล ก็ได้ทำตาม และผมเรียนว่าผมเห็นหน่วยราชการต่าง ๆ ของราชการได้ทำใช้ระบบ อิเล็กทรอนิกส์มาดูแลประชาชนอย่างดีมาก เช่น กรมการขนส่งทางบก ในการต่อทะเบียน ต่าง ๆ ในการบริการเกี่ยวกับทะเบียน กรมสรรพากรในการเสียภาษีทางอิเล็กทรอนิกส์ กรมที่ดินในการสืบค้นที่ดิน หรือการติดต่อกับที่ดินต่าง ๆ ของกรมที่ดินก็ได้รับความสะดวก นอกจากนี้แล้วถ้าท่านเปิดไปที่เว็บไซต์ (Website) ของหน่วยราชการต่าง ๆ ท่านจะเห็น ได้ว่าหน่วยราชการต่าง ๆ เดี๋ยวนี้มีเว็บไซต์ (Website) ในการบริการประชาชน เกือบจะมี ทุกหน่วยงาน นี่เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและขอชื่นชมรัฐบาลที่ได้มีการทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อประชาชน ซึ่งเชื่อว่าท่านสมาชิกทุกท่านคงมีความพึงพอใจครับ ทีนี้เรามาอ่าน กฎหมายข้อยกเว้นที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๕ เช่น อันที่ ๑ คือรัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชนจำกัด ตอนนี้เรามีร่างกฎหมายการใช้อิเล็กทรอนิกส์ของบริษัทมหาชน จำกัด กำลังอยู่ในระหว่างพิจารณาของรัฐสภานี้ อันนี้ก็อาจจะมีปัญหาครับ ๒. หน่วยงานของ รัฐฝ่ายนิติบัญญัติตอนนี้เราก็มีร่างข้อบังคับของสภาผู้แทนราษฎร แต่ท่านวุฒิสมาชิก ได้นำหน้าไปแล้วครับ ในการประชุมของวุฒิสมาชิกท่านใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้แล้ว แต่ส่วนของ ส.ส. กำลังอยู่ระหว่างร่างครับ🔗

ต่อไปฝ่ายตุลาการช้ามากเลยครับ แต่ว่าเดี๋ยวนี้ก็ดีขึ้นบ้าง ยังมีการเผยแพร่ ความรู้ทางกฎหมายให้กับประชาชน แต่ว่าการพิจารณาของศาลมันควรจะใช้ระบบ อิเล็กทรอนิกส์ได้ตั้งนานแล้ว ไม่ใช่พยานพูดเสร็จ ศาลมาอัดเทป ย่อความอัดเทปแล้ว เจ้าหน้าที่ไปพิมพ์ นี่คือระบบที่ช้าของฝ่ายตุลาการ ผมอยากให้ฝ่ายตุลาการได้เปลี่ยนแปลง วิธีการในการที่จะสืบพยาน หรือยื่นขอเอกสารต่าง ๆ หรือว่ายื่นคำขอต่าง ๆ โดยระบบ อิเล็กทรอนิกส์ได้ครับ ผมอยากฝากว่าเรื่องนี้แม้ว่าเขียนเป็นข้อยกเว้นแต่ก็สามารถที่จะออก พระราชกฤษฎีกายกเว้นได้ครับ แม้ไม่เขียนศาลท่านก็สามารถที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ ต่อไปของอัยการ อัยการนี่จริง ๆ ไม่ค่อยได้ติดต่อประชาชนสำนวนก็มาจากตำรวจ ก็ไม่รู้ จะเปิดอย่างไรครับ อันนี้เป็นสิ่งที่เวลาไปศาล ถ้าศาลใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์มันก็ไปในตัวเสร็จ🔗

ส่วนหน่วยงานอื่น ๆ นี่ครับ ตอนนี้หน่วยงานเยอะแยะแล้วครับ แต่หน่วยงาน ๒ หน่วยงานที่ผมยังติดใจอยู่ครับ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ โดยเฉพาะหน่วยงาน ของท่านรองนายกฯ วิษณุที่ผมเคารพรัก คือกฤษฎีกาครับ กฎหมายต่าง ๆ กฎหมายบอกว่าบุคคลต้องรู้กฎหมาย จะอ้างว่าไม่รู้ กฎหมายเพื่อให้พ้นจากความรับผิดทางอาญาไม่ได้ แต่ราชกิจจานุเบกษานี้ ผม ๗๐ ปี ผมยัง ไม่เคยเห็นตัวราชกิจจานุเบกษาตัวจริงเลยครับ กว่าท่านจะพิมพ์แจกจ่ายไปนี่บางที ๓ เดือน ถึงหน่วยราชการต่างจังหวัด ขอท่านรองนายกได้ไหมว่า กฎหมายต่าง ๆ รวมถึงข้อบัญญัติ เทศบัญญัติ เทศบัญญัติตำบล เป็นไปได้ไหมครับที่ท่านจะลงในราชกิจจานุเบกษา ฉบับอิเล็กทรอนิกส์พร้อมกับในราชกิจจานุเบกษา ถ้าเป็นไปได้จะขอกราบขอบพระคุณ ท่านรองนายกอย่างยิ่งครับ🔗

อีกเรื่องหนึ่งที่ยังไม่ไปไหนคือ กกต. ครับ กกต. ทำไมยังไม่มีระบบสมัครโดย ระบบอิเล็กทรอนิกส์ สมัครสมาชิกต่าง ๆ โดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อไรท่านจะทำได้ครับ เมื่อไรจะมีการลงคะแนนแบบใช้อิเล็กทรอนิกส์ได้บ้าง แม้แต่ ส.ส. ต่อไปเขาจะมีการ ลงคะแนนแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ ซึ่งอยู่ในระหว่างร่างข้อบังคับ สิ่งที่ผมฝากก็คือ ผมอยากเห็นราชกิจจานุเบกษาฉบับอิเล็กทรอนิกส์ และของ กกต. เปลี่ยนระบบเลือกตั้งเป็น ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ขอบพระคุณที่ได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นครับ ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ หลังจาก ท่านมณเฑียร บุญตัน แล้วก็จะเป็นคุณขจิตร ชัยนิคม คุณภาสกร เงินเจริญกุล ขอเชิญ ท่านมณเฑียรครับ🔗

นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา แบบสรรหา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ กฎหมายฉบับนี้แม้ว่าจะยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อยู่บ้าง แต่ต้อง ถือว่าเป็นกฎหมายในฝันฉบับหนึ่งที่ผมได้มีโอกาสพิจารณา เป็นเวลาหลายปีแล้วที่ผม พยายามนำเสนอความจำเป็นที่เราจะต้องปฏิรูประบบการบริหารราชการแผ่นดินโดยใช้ วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ท่านประธานครับ หลายประเทศการติดต่อประสานงานระหว่าง หน่วยงานต่าง ๆ ภาครัฐทำได้โดยสะดวก ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลภาครัฐ ได้โดยสะดวก สามารถที่จะยื่นคำขออนุญาตหรือธุรกรรมใด ๆ ตามที่กฎหมายฉบับนี้เขียนไว้ ได้โดยสะดวก แต่ของเรานั้นยังมีอุปสรรคอยู่มาก เพราะฉะนั้นต้องขอขอบพระคุณรัฐบาล ที่ได้กรุณานำเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เข้ามา นอกจากผมจะเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิก หลายท่านที่อยากจะเห็นหน่วยงานราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายนิติบัญญัติก็ดี ฝ่ายตุลาการก็ดี หรือองค์กรอิสระก็ดี ได้นำวิธีการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์มาใช้พร้อมกับหน่วยงาน ของรัฐอื่นที่ได้กล่าวไปแล้ว แต่มาตรา ๔ ได้กำหนดเป็น ๒ ขั้น อย่างน้อยที่สุดในเบื้องต้น ก็ได้รับการยกเว้น อันนี้ผมเข้าใจว่ามันมีความยุ่งยาก แต่แท้ที่จริงแล้วฝ่ายนิติบัญญัติของเรา นี่ละครับ เป็นสัญลักษณ์ของการมีความผูกพันใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้น ยิ่งนำเอาวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์มาใช้เร็วเท่าไร เข้าถึงง่ายเท่าไร จะยิ่งเป็นการดี จะเป็น การส่งเสริมประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะขอร้องวิงวอนให้ ฝ่ายนิติบัญญัติของเรานี่ละครับ เร่งดำเนินการหลังจากที่กฎหมายฉบับนี้ประกาศใช้แล้ว เร่งดำเนินการเพื่อให้มีการออกพระราชกฤษฎีกาโดยเร็วที่สุดครับ🔗

ประการที่ ๒ ผมมีความประทับใจแล้วก็โหยหา ความในมาตรา ๖ ซึ่งเขียน เอาไว้ดี และเดี๋ยวมันจะไปเชื่อมโยงกับกฎหมายฉบับอื่น ก็คือให้คณะรัฐมนตรีได้กำหนด มาตรฐานวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งก็รวมถึงมาตรฐานข้อมูลด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร ซึ่งเรื่องนี้ได้ชี้ให้เห็นแล้วว่า หน่วยงานของรัฐของบ้านเราส่วนใหญ่มีวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ที่ค่อนข้างจะสับสน ต่างคนต่างก็ทำตามข้อเสนอแนะของผู้รับจ้าง เพราะว่าเจ้าของ หน่วยงานไม่ค่อยจะมีความรู้ทางเทคโนโลยีเท่าไร มีคำกล่าวว่าบางหน่วยงานถึงขนาดให้ ผู้รับจ้างเขียนทีโออาร์ (TOR) ให้ก็มี ผลก็คือระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่นำมาใช้ไม่สามารถสื่อสาร กันได้ มีความปลอดภัยต่ำ และประชาชนเข้าถึงได้ไม่สะดวก หรือเผลอ ๆ ก็อาจจะเข้าถึง ไม่ได้เลย เอกสารของราชการส่วนใหญ่แม้จะได้ชื่อว่าได้รับการผลิตและจัดเก็บในระบบ อิเล็กทรอนิกส์ หรือดิจิทัล (Digital) ก็เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์แบบร่างทรงของระบบ อนาล็อก (Analog) ก็คือเป็นแค่รูปเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ พวกเราคงรู้จักฟอร์แมต (Format) ที่เรียกว่าพีดีเอฟ (PDF) นะครับ พีดีเอฟ (PDF) นี่เป็นการแช่แข็งเอกสาร หรือเรียกว่า เอกสารที่ตายแล้ว จริง ๆ วัตถุประสงค์ของเขามีเอาไว้เพื่อล็อกรูปแบบเอาไว้จะได้ปรินต์ (Print) ได้สะดวก แต่เรากลับนำมาเป็นเอกสารจัดเก็บ ผลก็คือว่าเอกสารเหล่านี้ไม่สามารถ สื่อสารข้ามองค์กร ข้ามหน่วยงาน ไม่สามารถนำไปประมวลผล มีปัญหามาก ในเรื่องของการ ที่จะทำคลังข้อมูลหรือฐานข้อมูลข้ามหน่วยงาน แล้วก็เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงโดยใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศด้วยกัน ผมจึงเห็นว่าการกำหนดวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึง มาตรฐานข้อมูลด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้อง เชื่อมโยงกับพระราชบัญญัติการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มาตรา ๖ (๔) ซึ่งก็ได้ กำหนดเอาไว้ ๓ เงื่อนไขด้วยกัน การกำหนดมาตรฐานที่ว่า คือ🔗

ประการที่ ๑ จะต้องเป็นมาตรฐานเทคโนโลยีที่มีความเชื่อมโยง สามารถที่จะ สื่อสารกันได้ หรือที่เราเรียกเป็นภาษาฝรั่งว่า อินเทอร์-ออพเพอราบิลิตี (Inter-operability)🔗

ประการที่ ๒ ก็คือมีความปลอดภัย🔗

ประการที่ ๓ ก็คือประชาชนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ เรื่องนี้เป็น เรื่องสำคัญ🔗

ความในมาตรา ๖ ที่ผมคิดว่าดีแล้วน่าจะทำให้รัฐบาลได้ตระหนักถึงความ จำเป็นในการกำหนดมาตรฐานดังกล่าวยังได้ปรากฏอยู่ในมาตรา ๑๙ ที่ระบุชื่อหน่วยงานเลยว่า ให้ร่วมกันจัดทำมาตรฐานที่ว่านี้ กระผมก็ขอวิงวอนว่าหน่วยงานที่จะช่วยกันทำ ได้โปรด นำเอาสาระ จิตวิญญาณและบทบัญญัติในมาตรา ๖ (๔) ของพระราชบัญญัติการพัฒนา ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมมาเป็นบรรทัดฐานในการกำหนดมาตรฐานเช่นว่านี้ด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ แม้ว่าหน่วยงานของรัฐจะมีเว็บไซต์ (Website) กันแทบจะทุกแห่ง แล้วก็ตาม แต่ปรากฏว่าจากการสำรวจของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เมื่อไม่นานมานี้พบว่าเว็บไซต์ (Website) ของรัฐบาลนั้นไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากลว่าด้วย การเข้าถึงได้โดยสะดวก เกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าเราจำเป็นต้องเร่ง กำหนดมาตรฐานให้เร็วที่สุด แล้วจะนำเอาเจตนารมณ์ แล้วก็บทบัญญัติของกฎหมายฉบับที่ เรากำลังพิจารณานี้ไปสู่การปฏิบัติ ผมว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี แล้วผมก็ยินดีสนับสนุน ขอบพระคุณมากครับ ท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ต่อไปคุณขจิตร ชัยนิคม ครับ🔗

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ท่านประธานครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในนามสมาชิก รัฐสภา ในร่างพระราชบัญญัติปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์นี้ ผมอยากจะอภิปราย ผ่านท่านประธานไปยังสมาชิกแห่งสภานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างนี้ สิ่งที่ผม อยากจะย้ำ แล้วก็ขอบคุณรัฐบาลที่เสนอกฎหมายนี้ในเวลานี้ แม้ว่าโดยสภาพทั่วไป หลายท่านก็มองว่าจะช้าเกินไป แต่ว่ายังทันเหตุการณ์อยู่ ก็อยากจะย้ำไปยังกรรมาธิการ ที่จะตั้งขึ้นให้เข้าใจว่า หลักการคือให้มีกฎหมายว่าด้วยการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อสักครู่นี้ท่านรองนายกรัฐมนตรีก็ได้พูดชัดเจนแล้วว่า โดยหลักการนี้ก็ยินดีที่จะให้ กรรมาธิการหรือสภาแห่งนี้ได้ตั้งตัวแทนไปเพื่อทำให้กฎหมายนี้ดีที่สุด เหมาะสมที่สุด แล้วก็ เป็นประโยชน์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน ถ้าผมเปลี่ยนเหตุผลได้ผมก็อยากจะ เปลี่ยนว่า เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนเป็นด้านหลัก ส่วนต่อไปนั้นมันจะเป็น ประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดินตามมา ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อไปดู ในรายละเอียดรายมาตรา โดยหลักการนี้ผมเห็นด้วยแล้ว เห็นชอบแล้วว่าควรจะมี แต่ว่า เมื่อไปดูรายละเอียด ผมมีข้อท้วงติงที่จะฝากไปยังกรรมาธิการวิสามัญ โดยเฉพาะในส่วนที่ ตัวแทนของคณะรัฐมนตรี เพราะกฎหมายนี้เป็นกฎหมายของคณะรัฐมนตรี ได้ฟังคำชี้แจง ของท่านรองนายกรัฐมนตรีด้วย ไม่ใช่เวลาไปพิจารณาตัวแทนของรัฐมนตรีก็จะไปรักษาร่างนี้ ทุกอย่าง ไม่ได้ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๓ นี้ ตั้งแต่มาตรา ๒ เลย ผมจะเห็นด้วย ในลักษณะว่าชื่อของพระราชบัญญัติเท่านั้น ตั้งแต่มาตรา ๒ ท่านบอกว่าให้ใช้ทันที มีมาตรา ๑๒ มาตรา ๑๕ วรรคสอง มาตรา ๑๙ และมาตรา ๒๒ อันนี้ใช้ทันที ผมก็ตาม ไปดูอีก ใช้ทันทีคืออะไร ใช้ทันทีพอไปดูในมาตราต่าง ๆ เหล่านั้นก็กำหนดเวลาให้ทำงาน ๒๔๐ วัน เช่น มาตรา ๑๙ มันนานไปครับ หลังจากทำแล้วคณะกรรมการ สำนักงานระบบ ราชการ พัฒนาระบบราชการ คณะกรรมการกฤษฎีกา และคณะกรรมการพัฒนาธุรกรรม ทางอิเล็กทรอนิกส์ และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) สำนักงานเหล่านี้ ไปทำให้เสร็จภายใน ๒๔๐ วัน มันไปยืดเวลา มาตราเหล่านี้ใช้ทันที คือแปลว่าให้กรรมการ ทำทันที แต่ว่าให้เวลากรรมการไปทำ ๒๔๐ วัน ผมว่ามันช้าไป ถ้าจะทำให้เสร็จ ๖๐ วัน ก็ทำเสร็จได้ ทำ ๒๔๐ วัน ความสามารถก็ไม่เกินทำเสร็จ ๖๐ วันหรอก ถ้าจะทำลำดับเร่งรัด จริง ๆ เพื่อประโยชน์ของประชาชน อันนี้คือเรื่องที่ฝากไว้ แล้วก็ไม่เห็นด้วยในกรณีที่เขียนไว้ ใน (๕) จะใช้บังคับเฉพาะหน่วยงานของรัฐ แล้วก็ยกเว้นหน่วยงานทางนิติบัญญัติ ตุลาการ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ องค์กรอัยการ และหน่วยงานอื่นของรัฐที่กำหนดไว้ใน กฎกระทรวง อันนี้ไม่เห็นด้วย ในรายละเอียดนี้แก้ไขได้ รัฐบาลทำกฎหมายนี้เป็นกฎหมาย ฉบับแรกที่ผมพบ ตั้งแต่ทำกฎหมายมาเป็นร้อยกว่าฉบับนี้ ร่างฉบับนี้เป็นฉบับแรกที่ผมพบว่า เวลารัฐบาลทำก็คือทำในส่วนของรัฐบาล แล้วก็เกรงใจฝ่ายนิติบัญญัติ เกรงใจฝ่ายตุลาการ ไม่ได้ละครับ กรรมาธิการต้องไปเขียนตัดออก ให้ใช้พร้อมกันเลย หน่วยงานทางฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ หรือองค์กรอิสระ เพื่อประโยชน์ของประชาชนนี้ต้องใช้ ทุกหน่วยงานเลย ฝากไว้ ฝากไว้ให้กรรมาธิการวิสามัญ แล้วผมจะเป็นคนหนึ่งที่จะแปรญัตติ ตัดออกด้วย ไม่มีเหตุผลหรอกครับ ที่ท่านอ้างมาไม่เป็นเหตุผลหรอก ท่านอ้างบอกว่า เพราะว่ามีวิธีการ มีอะไรที่เป็นอิสระของท่าน ก็อิสระอยู่ตลอดละครับ กฎหมายทุกฉบับก็ไม่ได้ยกเว้น เวลาท่านจะยกเว้นท่านก็อ้างเหตุผลนี้ ไม่ใช่เหตุผลครับ ท่านอ้างไว้ซึ่งผมไม่รับเหตุผลนี้ เพราะฉะนั้นฝากไปด้วย คนที่จะไปแปรญัตติ หรือว่าทำในวาระที่ ๒ ให้ตัดออก ใช้กัน หมดเลย ประชาชนประเทศนี้เข้าไปหน่วยงานไหนก็ให้ใช้แบบนี้เป็นมาตรฐานของ ประเทศไทยในยุคดิจิทัล (Digital) มันมีบางมาตรานี่ท่านประธานอยู่ข้างใน อันนั้นเขียนไว้ได้ ในบางมาตราเขียนไว้ว่าหน่วยงานใดไม่พร้อมให้เสนอรัฐบาลไป ให้แสดงถึงความไม่พร้อม ของตัวเองไป ดูสิว่ามีหน่วยงานไหนจะมาแสดงว่าไม่พร้อม ให้รัฐบาลออกพระราชกฤษฎีกา บอกหน่วยงานนี้ใช้ไม่ได้เพราะมีคนไม่พร้อม จะได้รู้ว่าการปฏิรูปประเทศที่จะประเมิน หน่วยงานเป็นกรม เป็นอธิบดีกรมไหน ปลัดกระทรวง จะขึ้นสีแดง สีเขียว ตามสภาวะของ สภาพัฒน์ที่กำหนดไว้ซึ่งยังไม่ใช้ชัดเจนนั้น จะได้รู้ว่าหน่วยงานไหนที่ไม่พร้อม ไม่ผ่านที่จะเข้า สู่ระบบดิจิทัล (Digital) ไม่ผ่านที่จะเข้าบริการประชาชนอย่างทันสมัย ก็ให้รู้ว่าควรจะเปลี่ยน หน่วยงานนั้น เพราะฉะนั้นเฉพาะเวลาที่มีอยู่ผมก็แสดงความเห็นว่า ให้เป็นความรับผิดชอบ ของรัฐบาลที่จะประเมิน ท่านเขียนไว้ดีแล้ว แล้วให้สำนักงานกฤษฎีกาตรวจสอบเป็นรายวัน ราย ๓๐ วัน ๙๐ วัน แล้วเสนอปรับปรุงต่อรัฐบาล ต้องขอขอบคุณ และขอชมเชยรัฐบาล ที่เสนอกฎหมายนี้ในเวลาที่ไม่ช้ามากนัก และท่านบอกชัดเจนว่าให้สภาแห่งนี้ ซึ่งประกอบไปด้วย ๒ สภา รัฐสภาได้พิจารณากฎหมายปฏิรูปนี้ โดยยึดผลประโยชน์และความสมบูรณ์ของ ประชาชนเป็นที่ตั้ง ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ต่อไปจะเป็น คุณภาสกร เงินเจริญกุล หลังจากนั้น ๓ ท่าน คุณประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ คุณชินวรณ์ บุณยเกียรติ คุณจิรายุ ห่วงทรัพย์ หลังจากนั้นก็จะให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจง หากชี้แจงแล้วยังติดใจ ก็อนุญาตให้สมาชิกได้สอบถามต่อได้ครับ ขอเชิญคุณภาสกรครับ🔗

นายภาสกร เงินเจริญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ภาสกร เงินเจริญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขออนุญาตท่านประธาน อภิปรายเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. .... จริง ๆ สนับสนุนและเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเกี่ยวกับพระราชบัญญัติตัวนี้ แล้วก็ดีใจกับประชาชนที่ จะได้ใช้เซอร์วิส (Service) หรือบริการจากภาครัฐ ผมมีข้อเสนอและความคิดเห็น ไม่กี่ประเด็นดังนี้ ผมว่าสิ่งที่ภาครัฐกำลังจะทำอันนี้มันเป็นการลดภาระการให้บริการของ ภาครัฐ เพราะว่าประชาชนสามารถจะเข้าถึงการบริการได้ง่ายขึ้น ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ เจ้าหน้าที่ของภาครัฐมาทำการบริการแบบนี้ ซึ่งทันยุคทันสมัย🔗

สิ่งที่มีข้อสังเกตอยู่ประการที่ ๑ เรื่องของดาต้า (Data) ฐานข้อมูลที่เราบอกว่า เป็นโอเพน ดาต้า (Open data) แล้วจะให้หน่วยงานภาครัฐทำ หรือคลาวด์ เซอร์วิส (Cloud service) ที่จะบอกว่าเป็นกัฟเวิร์นเมนต์ คลาวด์ (Government Cloud) แล้วให้หน่วยงาน ภาครัฐ อันนี้ต้องผลักดันให้มันเกิดจริงครับ เนื่องจากว่ามันเป็นฐานข้อมูลที่ภาครัฐทั้งหมด จำเป็นต้องใช้ในการให้บริการประชาชน ซึ่งวันนี้ผมยังไม่เห็นความชัดเจนเท่าไร จำเป็น ต้องให้ทางภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดันให้เต็มที่ แต่ผมจะชี้ให้เห็นว่ามันมี ความจำเป็นอย่างไร การให้บริการของอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งแรกที่จะต้องเกิดขึ้นก็คือ เราต้อง ยืนยันก่อนว่าคนที่มาใช้บริการผ่านอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ อยู่ตรงไหน ก็แล้วแต่ คือผู้นั้นหรือไม่ ฉะนั้นมันต้องเริ่มด้วยบัตรประชาชน หรือฐานข้อมูลที่รัฐมี จะให้เรา มานั่งกรอก แล้วล็อกอิน (Login) แบบนี้บางครั้งมันก็อาจจะเชื่อไม่ได้ หรือมันอาจจะมีการปลอมแปลงหรืออะไรก็แล้วแต่ได้ง่าย อันนี้เป็นประการที่ ๑ พวกข้อมูล ที่มันต้องซิงโครไนซ์ (Synchronize) กัน อันนี้ทางหน่วยงานต้องแบ่งให้ได้ และให้บริการกับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจริง🔗

ประการที่ ๒ ก็คือการเชื่อมโยงของภาครัฐต่าง ๆ ระบบต่าง ๆ วันนี้ผมว่า ของใครของมันเลยครับ เราต้องเปลี่ยนแนวคิด วิธีคิด ทัศนคติของหน่วยงานราชการครับ วันนี้หน่วยงานทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกระทรวง ทบวง กรม คิดว่าเป็นงานของตัวเอง ไม่ได้ เป็นการคิดว่าเราต้องให้บริการกับประชาชน แล้วก็แผนกอื่น จริง ๆ ประเทศไทยเปรียบ เหมือนบริษัท ๑ บริษัท กระทรวง ทบวง กรม ก็เหมือนกับแผนกต่าง ๆ ที่ให้บริการ ให้บริการทั้งภาครัฐเองกับประชาชน แต่วันนี้หน่วยงานภาครัฐกำลังคิดว่าอันนี้เป็นหน่วยงาน ของฉัน ข้อมูลต่าง ๆ ฉันต้องเก็บ เข้าใจครับบางอันเป็นข้อมูลในเชิงลับ หรือว่าเผยแพร่ไม่ได้ อันนี้อนุญาตเก็บครับ แต่ข้อมูลที่มันให้บริการโดยทั่วไปเกี่ยวกับประชาชนหรือหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเราต้องยอมเปิดใจและออกไปครับ วันนี้ผมเห็นหลาย ๆ หน่วยงานไม่ยอม เอาข้อมูลเหล่านี้มาแบ่งปันกัน ฉะนั้นโอเพนดาต้า (Open data) หรือข้อมูลที่จำเป็นต้องใช้ ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้เลยครับ ต่างคนต่างเก็บ ปัญหาจะเกิดขึ้นก็คือว่าวันหนึ่งเราจะ เจอว่าบิกดาต้า (Big data) ของใครที่มีเต็มในหน่วยงาน เราจะเชื่อของใครดีครับ อันนี้ปัญหา เราต้องเอาเงินมาจัดการในพวกข้อมูลที่มีกันเยอะแยะ ทำให้เหลืออันเดียวแล้วเราจะเชื่อ เขาได้ มันเป็นงบประมาณที่เราจะต้องจ่ายอีกเยอะ ผมอยากให้หลาย ๆ หน่วยงานคิดว่า มันคือการทำงานร่วมกัน ไม่ใช่ข้อมูลของใครของมัน ต่างคนต่างเก็บ อันนี้เป็นประการ ที่ค่อนข้างสำคัญมาก อีกอันหนึ่งคือการให้บริการภาครัฐ วันนี้วันสต็อป (One stop) ก็แล้วแต่ สังเกตว่าตู้ของแผนกใครแผนกมัน สมมติว่าวันนี้เรียบร้อยแล้วผมต้องการใช้ เซอร์วิส (Service) ผมเดินไป ผมต้องเดินไปตามตู้ต่าง ๆ สมมติว่ามี ๑๐ หน่วยงาน ทำเซอร์วิส (Service) หรือการให้บริการ ผมต้องไป ๑๐ ตู้ ทำไมไม่ทำให้รวมกันเหลือตู้เดียว ผมเดินเอาบัตรประชาชนเสียบปุ๊บ ผมจะทำเรื่องบัตรประชาชน ผมก็กด ผมจะทำเรื่อง ต่อทะเบียนรถ ผมก็กด เท่ากับ ๑ ตู้ทำทุกอย่างได้ประหยัดงบประมาณ สะดวกการให้บริการ ๗ นาทีที่ให้ผมพูดมันสั้นมาก แทบจะไม่ทันเลย🔗

อีกอันหนึ่งที่ค่อนข้างสำคัญคือร่างมาตรา ๗ วรรคสี่ วรรคสุดท้ายที่บอกว่า มาตรานี้ไม่ใช้บังคับแก่การจดทะเบียนเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ หรือการจดทะเบียนที่ผู้ขอ จดทะเบียนต้องดำเนินการเฉพาะตน ยกตัวอย่างการสมรส การหย่า การรับบุตรบุญธรรม รวมถึงการมีบัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทาง ข้อนี้ผมอยากแสดงความคิดเห็นไว้นิดหนึ่งว่า จริง ๆ เราไม่จำเป็นต้องปิดขนาดนั้น ในเมื่อเรากำลังจะเปิดบริการเป็นอิเล็กทรอนิกส์ เราเปิดทิ้งก็ได้ครับ ผมเข้าใจว่าผู้ที่เขียนร่างตัวนี้เขากังวลเรื่องการพิสูจน์ตัวตน เพราะว่า ดำเนินการเฉพาะตน เฉพาะตัวเขาใช้อย่างนี้ ณ วันนี้เทคโนโลยีมีวิธีหลายแบบ ในการที่ จะพิสูจน์ว่าคนนั้นใช้จริง แล้วก็อย่าลืมไม่ว่าท่านจะใช้บริการผ่านอินเทอร์เน็ต ผ่านอิเล็กทรอนิกส์ก็แล้วแต่ มันมีอีกหลายคนหลายกลุ่มที่เขาอาจจะไม่สามารถใช้บริการด้วย ตัวเองได้ เขาต้องฝากลูกหลาน สุดท้ายเราห้ามไม่ได้ แต่การมีบัตรประชาชน หรือการต่ออายุ ผมยังเชื่อว่าเราทำได้ เรามีระบบได้ เราดีไซน์ดี ๆ ได้ แต่ถ้าเขียนปิดกั้น วันหนึ่งเราบอกว่า เราพร้อมที่จะทำ เราก็ต้องมานั่งแก้กฎหมายครับ ผมว่าบางครั้งเปิดทิ้งไว้ แล้วหาวิธีการ มาตรการในการที่จะรองรับมันก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น สมมติว่าเราบอกว่าเรายังกังวลมาก เรื่องบัตรประชาชน เพราะมันมีปัญหากันเยอะมากในประเทศ เฉพาะเริ่มใหม่ได้ไหมครับ คนที่มาขอบัตรใหม่อาจจะต้องไปด้วยตัวเอง แต่ต่อนี่มันมีหลายวิธีเลยครับ อาจจะคีย์ พาสเวิร์ด (Key Password) หรือใช้บัตรประชาชนอันเก่าเสียบก็ได้ แล้วก็ทำคำขอต่าง ๆ ในระบบ สุดท้ายกระทรวงมหาดไทยเป็นคนส่งบัตรไป ถ่ายรูปก็ถ่ายจากกล้องที่เขามี หรือไป ที่ตู้ที่ทางรัฐให้บริการก็ได้ ใช้เสียบบัตรอย่างเดียว สามารถดีไซน์ (Design) ได้หมด อยู่ที่เราจะจัดการอย่างไร อันนี้เป็นข้อเสนอแนะเบื้องต้น ฝากให้กรรมาธิการช่วยดูแลด้วย ขอบพระคุณครับ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ได้ลงจาก บัลลังก์ โดยมอบให้ ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ ประธานในที่ประชุม)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ และตามด้วยท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ เชิญท่าน ประเสริฐพงษ์ครับ🔗

นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ผู้แทนราษฎร ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ขออนุญาตอภิปรายร่างกฎหมายสั้น ๆ ครับ จะฝากเป็นข้อคิดเห็นว่า ตัวร่างผมเป็น ห่วงกังวลเหมือนที่ท่านสมาชิกบางคนพูดถึงว่า ข้อมูลที่มีการเปิดเผยออกไป ถ้าเกิดมันรั่วไหล ขึ้นมาแล้ว รัฐมีวิธีการปกป้องคุ้มครองสิทธิของพี่น้องประชาชนในการเปิดเผยข้อมูลของ ตัวเองอย่างไร เพราะที่ผ่านมาต้องฝากท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านวิษณุ เครืองาม ด้วยครับ ว่ายกตัวอย่างง่าย ๆ เลยครับ การประมูลงานราชการ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ของเรา เวลาผ่าน กรมบัญชีกลางแล้ว ทำไมครับ ทำไมคู่แข่งขันถึงทราบเบอร์ของเขา แล้วก็มีการติดต่อ แล้วก็มีการเบรก แล้วก็มีการห้ามมาแข่งขันกันด้วย ถ้าไม่ใช่ไปจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผมเป็นห่วงกังวลแน่นอนครับ กฎหมายอาจจะเขียนมาดี แต่ผู้ปฏิบัติคือข้าราชการต่างหาก โดยเฉพาะข้าราชการที่ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคนี่ละครับ ทำข้อมูลรั่วไหล แล้ววันนี้ท่านบอก ว่าจะมาทำเรื่อง พ.ร.บ. อิเล็กทรอนิกส์เรื่องนี้ ผมต้องย้อนคำถามกลับไปถึงข้อบกพร่อง ของเดิมที่ท่านมีอยู่ แล้วท่านยังแก้ไม่ได้ ช่วยแก้หน่อยเถอะครับ ท่านรองวิษณุ เครืองาม ไปถึงมือคู่แข่งได้อย่างไรครับ ช่วยตามจี้กรมบัญชีกลางด้วย ความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญ เรื่องข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล ในตัวร่างกฎหมายครับท่านประธาน กฎกระทรวงที่จะออกตาม พ.ร.บ. ที่บอกว่าหลาย ๆ กระทรวงจะต้องไปออกกฎกระทรวง ผมคิดว่ายังมีความล่าช้า แน่นอน ทำไมละครับ ทำไมเราไม่ใส่ไทมิง (Timing) ลงไปว่ากฎกระทรวงแต่ละกระทรวง เมื่อจะไปออกแล้ว จะต้องรีบทำให้เสร็จภายในเวลา ๖ เดือนหรือ ๑ ปี เพราะที่ผ่านมาเวลา สภาร่างกฎหมายไปดูได้เลยครับ ยังมีตัว พ.ร.บ. หลาย พ.ร.บ. ที่พอเขียนบอกว่า เป็นไปตาม กฎกระทรวง พอไปขอดูกฎกระทรวง ไม่มีครับ กฎกระทรวงยังไม่ออกรองรับเลย ในทาง ปฏิบัติแปลว่ามันจะเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องฝากประเด็นนี้ด้วยครับว่า ข้าราชการ ผู้ปฏิบัติแล้วก็เรื่องไทมิง (Timing) ของการออกกฎกระทรวง ผมมีข้อสังเกต ข้อเสนอแนะ แล้วก็อยากได้คำตอบจากท่านรองวิษณุสั้น ๆ เท่านี้ครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านประเสริฐพงษ์ ต่อไปเป็นท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ แล้วก็มาท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์🔗

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมก็ต้องขอชื่นชมรัฐบาล ที่ได้เสนอกฎหมายที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งก็คือ ร่างพระราชบัญญัติที่มีความจำเป็น และพวกเราก็ได้ติดตามกระบวนการในการที่จะนำมาสู่การร่างกฎหมายฉบับนี้ คือร่าง พระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. .... ที่ผมพูดเช่นนี้ก็เพราะว่า ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานว่า ถ้าเราได้อ่านหนังสือคลื่นโลกที่สาม เมื่อ ๒๐ ปี ที่แล้ว เราก็พบความเป็นจริงว่าเราก็มีการเตรียมการที่จะรองรับการนำประเทศไทยของเรา ไปสู่คือคลื่นโลกยุคที่สามในขณะนั้น เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะทบทวน ความเป็นมาของ แนวคิดต่อร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เล็กน้อยครับท่านประธาน ในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ ซึ่งขณะนั้น ก็มีท่านชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ประเทศไทยได้จัดทำและประกาศใช้นโยบาย เทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ในยุคนั้นเราเรียกว่า ที ๒๐๐๐ (T 2000) และในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ เราก็มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ ปี ๒๕๔๐ ที่มุ่งเน้นให้ภาครัฐเปิดเผยข้อมูลเพื่อสร้างความโปร่งใส และให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูล ในการดำเนินงานของภาครัฐ ประกอบกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๘ คือปี ๒๕๔๐ ถึงปี ๒๕๔๔ เราได้มีการพูดถึงว่าประเทศไทยต้องมีการเตรียมความพร้อม ทางด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อที่จะรองรับในการที่จะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (ASEAN) ในขณะนั้นก็มีข้อเรียกร้อง กันมากครับว่าควบคู่ที่เราจะต้องพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีและสารสนเทศก็คือเรื่องที่เรา จะต้องทำระบบราชการของเราให้เป็นธรรมาภิบาล ในยุคนั้นท่านชวน หลีกภัย ก็ได้มีการ ประกาศระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการปฏิบัติราชการด้วยระบบธรรมาภิบาล ในยุคนั้นเรียกว่า การบริหารจัดการที่ดี ครับท่านประธาน และต่อมาก็ได้มีการพัฒนา แนวความคิดในเรื่องนี้มาตามลำดับ จนมาถึงยุครัฐบาลปัจจุบันที่ผมได้ชื่นชมไปก็คือว่า รัฐบาลปัจจุบันก็ได้ดำเนินการตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ ๑๒ ในการที่จะทำ ประเทศไทยของเราให้เป็นประเทศหรือให้เป็นรัฐบาลที่เรียกว่ารัฐบาลดิจิทัล (Digital government) คำว่า รัฐบาลดิจิทัล (Digital government) ก็คือว่ารัฐบาลที่จะต้องมี ความพร้อมในทุกด้านที่จะเป็น สมาร์ต กัฟเวิร์นเมนต์ (Smart Government) ที่หลายท่าน ได้มีการพูดถึงกัน และแน่นอนที่สุดวันนี้ก็มาถึงที่สภาแห่งนี้จะต้องพิจารณาร่าง พระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ที่คณะรัฐมนตรีได้เสนอ ซึ่งผมไม่ขอ ทบทวนหลักการและเหตุผล เพราะท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านวิษณุ เครืองาม ขอประทาน โทษที่เอ่ยนาม ท่านได้พูดถึงชัดเจนแล้วว่าจะนำไปสู่การปรับปรุง จัดทำกฎหมายฉบับนี้ เพื่อให้สอดรับกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและนโยบายของรัฐบาลนี้ ที่จะให้เป็นนโยบาย ของรัฐบาลที่เรียกว่ารัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) อย่างแท้จริง ผมอยากกราบเรียนว่า ด้วยเวลาที่จำกัดนี้ก็ไม่สามารถที่จะลงรายละเอียดได้อีกครับท่านประธานว่า ในแต่ละมาตรา ของกฎหมายฉบับนี้เป็นเช่นไร แต่ผมคิดว่าผมมีประเด็นที่จะเสนอแนะต่อคณะกรรมาธิการ ซึ่งคณะกรรมาธิการชุดนี้ผมทราบรายชื่อในสัดส่วนของคณะรัฐมนตรีแล้ว ผมคิดว่าเป็นผู้ที่มี ความเชี่ยวชาญโดยตรง และผมเข้าใจว่าแต่ละพรรคการเมืองที่จะส่งไปเป็นกรรมาธิการ ก็น่าจะเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในเรื่องของการที่จะดำเนินการตามแผนพัฒนารัฐบาล ดิจิทัล (Digital Government) ของเราเพื่อที่จะให้ประเทศไทยของเรานั้นมีความพร้อม ในการที่จะดำเนินการ ในการที่จะเป็นรัฐบาลที่เปิดเผย เชื่อมโยง และร่วมกันสร้างบริการที่มี คุณค่าให้กับประชาชน แต่ผมขอเสนอแนะไปยังกรรมาธิการทั้งหมด ๔ ประเด็นนะครับ ท่านประธาน ผมไม่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องดิจิทัล (Digital) ครับ แต่ผมเป็นคนหนึ่งถึงแม้ว่า จะอายุมากและเป็น ส.ส. มาหลายสมัย แต่ได้พัฒนาตัวเองให้เป็นไปตามการพัฒนาของโลก อย่างใกล้ชิดและสนใจ ผมจึงมีประเด็นที่อยากจะเสนอแนะคณะกรรมาธิการว่า ท่านร่าง กฎหมายฉบับนี้ท่านต้องไปวางหลักที่จะต้องทำให้กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ให้เป็นไปตาม หลักการและเหตุผลอย่างแท้จริงครับ🔗

ประเด็นแรกที่ผมอยากเสนอแนะก็คือ การยกระดับคุณภาพ การให้บริการ แก่ประชาชนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital) ผมจำได้ครับยุครัฐบาลของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผมก็เริ่มต้นในการที่จัดตั้งกองทุนเทคโนโลยี เพื่อการศึกษา และมีแนวคิดที่จะวางระบบเครือข่ายทางโทรคมนาคมให้ไปถึงสถานศึกษา ทุกสถานศึกษาในขณะนั้น ใช้งบของโครงการไทยเข้มแข็งไม่ต่ำกว่า ๔,๐๐๐ ล้านบาท ที่ให้ ดำเนินการในการทำระบบนี้ และวันนี้โครงข่ายดังกล่าวนี้ก็ไปถึงสถานศึกษาทุกสถานศึกษาแล้ว และผมต้องการให้โครงข่ายดังกล่าวนี้ถึงกับประชาชนทุกครัวเรือน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ที่ดี ลดเวลาที่สะดวกรวดเร็ว ลดภาระการเดินทาง ลดความพึงพอใจที่จะมีจากรัฐ การให้บริการของรัฐ และที่สำคัญคือเหมือนที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้พูดถึงว่า จะทำให้ กระบวนการในการบริการเกิดความโปร่งใสด้วยครับ🔗

ข้อที่ ๒ ที่ผมอยากเสนอแนะต่อคณะกรรมาธิการก็คือว่า เมื่อบริการ ต่อประชาชนแล้วสิ่งที่ควบคู่ไปกับชีวิตในยุคปัจจุบันของประชาชนคือ ผมอยากให้อำนวยการ ความสะดวกภาคธุรกิจไทยด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital) ครับท่านประธาน ผมไปเรียน หลักสูตร ปธพ. ของสถาบันพระปกเกล้าและแพทยสภา ผมได้มีโอกาสไปดูสถาบันหลักทรัพย์ ก็พบว่าได้มีการพัฒนาข้อมูลที่เป็นนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติในเรื่องของภาค ธุรกิจในหลายเรื่อง และเข้าใจว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ หรือบริษัทต่าง ๆ ในขณะนี้ก็ได้มีการใช้ เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital) แต่อยากจะให้ภาครัฐได้วางหลักตามกฎหมาย อย่าให้เป็น ข้อจำกัดในทางกฎหมายครับท่านประธาน กฎหมายควรจะเป็นในทางส่งเสริมที่จะอำนวย ความสะดวกภาคธุรกิจไทยด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital) และด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital) นี้เองก็จะนำไปสู่การที่จะทำให้ภาคเอกชนนั้นมีความโปร่งใสตามไปด้วยครับ🔗

ข้อที่ ๓ ผมไปดูในกฎหมายในมาตราที่เกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลภาครัฐ ในทุกกระบวนการในการทำงานของรัฐแล้ว ก็ทำให้ผมเป็นห่วงครับ ผมเป็นห่วงการเข้าถึง ข้อมูลของประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ในชนบทห่างไกล และประชาชนที่มีฐานะ ยากจน ในขณะนี้เรามีโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาลที่เป็นที่น่าพึงพอใจ ไม่ว่าคนละครึ่งก็ดี หรือบัตรประชารัฐก็ดี ผมเข้าใจว่าฐานข้อมูลระดับใหญ่อย่างนี้ในขณะนี้อยู่ในมือของ ภาครัฐแล้ว ผมอยากจะให้ทำตามกรอบธรรมาภิบาล เราจะไปเขียนในกฎหมายอย่างไร ผมอยากเรียนท่านรองนายกรัฐมนตรีว่าท่านเชี่ยวชาญมากครับ ขอให้ท่านฝากกฎหมาย ฉบับนี้ไว้เป็นกฎหมายสำคัญในชีวิตท่าน เห็นท่านประกาศว่าท่านเหนื่อยมากแล้ว แต่ว่าท่านยังมีความสำคัญต่อรัฐสภา ต่อรัฐบาล ผมให้กำลังใจท่าน ผมเชื่อมั่นว่าท่านสามารถ ที่จะแปลเอาคำพูดของผมไปเป็นสารบัญญัติในทางกฎหมายที่จะทำให้เกิดกระบวนการ ในการธรรมาภิบาลของการทำงานภาครัฐต่อไป🔗

และข้อสุดท้ายครับท่านประธาน อันนี้ผมเป็นห่วงจริง ๆ เลยครับ วันนี้โลก ของเราเป็นไปอย่างรวดเร็ว และคนไทยก็พัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่ว่าการพัฒนากลไกการ มีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเพื่อส่วนร่วมขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล (Digital government) ผมคิดว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่เป็นการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งเสริม สำคัญที่จะให้เราเป็นรัฐบาลดิจิทัล (Digital government) ผมหวังอย่างยิ่งว่าองค์กร ปกครองท้องถิ่น ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนกลาง ต้องมีความฉับไวภายใต้กฎหมาย ฉบับนี้ ต้องมีการบริการที่รวดเร็วภายใต้กฎหมายฉบับนี้ ต้องมีการบริการที่เป็นธรรมาภิบาล ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ และเท่านั้นยังไม่พอครับ ผมอยากเห็นการมีส่วนร่วมในสถานศึกษา ผมให้ความสำคัญเรื่องนี้ เพราะดิจิทัล (Digital) จะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาทุนมนุษย์ หรือทรัพยากรมนุษย์ของเรา วันนี้คนมีโอกาสได้เรียนรู้เท่าเทียมกัน เรากำลังจะมี พระราชบัญญัติการศึกษาฉบับใหม่ เรากำลังจะมีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ แต่รัฐบาลที่เป็น รัฐบาลดิจิทัล (Digital government) ผมคิดว่าต้องให้วาระเรื่องนี้เป็นวาระสำคัญ ผมอยาก เห็นในพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้พูดถึงเรื่องนี้ที่เราอยากเห็นในเรื่องของสคูล (School) ในเรื่องของสคูล ดิจิทัล (School digital) ในเรื่องของไซเบอร์สเปซ (Cyberspace) สำหรับ การศึกษาที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและฉับไว เพื่อสร้างทุนมนุษย์ไปพร้อม ๆ กับที่รัฐบาลจะได้ ลงทุนทางด้านฮาร์ดแวร์ (Hardware) ซอฟต์แวร์ (Software) ที่จะเข้ามาดำเนินการตาม กฎหมายฉบับนี้ต่อไป ขอขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ แล้วตามด้วยศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม หลังจากนั้น ผมจะให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีชี้แจง ท่านจิรายุก่อนเชิญครับ🔗

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขตคลองสามวา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ พรรคเพื่อไทย ตั้งแต่ไทยรักไทยในอดีต ส่งเสริมเรื่องระบบดิจิทัล (Digital) มาโดยตลอด จนทำให้ ชาติบ้านเมืองได้รับการพัฒนา ตั้งแต่ไทยรักไทย พลังประชาชน จนถึงเพื่อไทยในปัจจุบัน แต่ท่านประธานครับผมจะขออภิปรายเพื่อเป็นข้อสังเกตไว้ให้กับคณะทำงาน โดยเฉพาะ ท่านรองนายกรัฐมนตรีรองวิษณุได้โปรดกรุณามานั่งฟัง เราใช้กระดาษกันมา ๒๐๐ กว่าปีที่พอจำความได้ท่านประธานครับ และในต่างประเทศ แม้เขาจะพัฒนาเทคโนโลยีไปไกลขนาดไหน เขาก็ยังใช้กระดาษที่สัมผัสจับต้องได้ ด้วยเหตุผล ประการที่ ๑ ครับ ระบบแมนวล (Manual) ทั่วโลกยังคงใช้ เพื่อเป็นก๊อก ๒ ของระบบ สารสนเทศทุกอย่างในโลกใบนี้ครับ เพราะฉะนั้นผมฝากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่อะไรก็แล้วแต่เข้าไปสู่โลกของดิจิทัล (Digital) ทั้งหมด การบีบอัดลงไปอยู่ขนาดเล็ก การไปฝากไว้บนฟ้าของไอคลาวด์ (iCloud) อาจจะเป็นปัญหาในอนาคต ถ้าท่านไม่มีระบบ ป้องกัน หรือที่เรียกว่า การโจมตีไซเบอร์ (Cyber) ท่านประธานที่เคารพครับ ในข้อหนึ่งที่อยู่ ในหนังสือที่สภาได้กรุณาทำมานี่ ข้อ ๘ บอกว่า คณะรัฐมนตรีจะกำหนดให้จัดทำแผน หรือว่าการเผยแพร่ราชกิจจานุเบกษา โดยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์หรือจะจัดพิมพ์ก็ได้ ซึ่งผมเห็นว่าควรจะทำทั้ง ๒ อย่าง ท่านรองวิษณุครับ เพราะว่ารัฐบาลไทยวันนี้ ผมก็ยัง ไม่เชื่อมั่นว่าถ้าเกิดมีพวกกูรู (Guru) พวกเซียนไซเบอร์ (Cyber) เจาะระบบเข้าไปในระบบ ต่าง ๆ ของรัฐบาลไทย ท่านจะสามารถแก้ไขปัญหาที่มันหายวับไปกับตาได้หรือไม่ เพราะฉะนั้นทำคู่กันไป แต่ลดวิธีการผลิตกระดาษก็ดี หรือลดวิธีการเก็บในเรื่องราวต่าง ๆ ของประเทศไทยไว้ ท่านประธานครับ ร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่หาหนทางกัน จะทำอย่างไรให้เกิดการรองรับที่ไม่ต้องไปด้วยตัวเองนี่ หรือไม่ต้องเซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง มันจะสามารถรับรองได้ในทางราชการครับ ผมขออนุญาตยกตัวอย่างท่านประธานครับ ผมก็เชื่อว่าท่านประธานนี่เป็นคนสมัยใหม่ ท่านต้องใช้แอป (App) โอนเงิน ท่านประธาน ใช้ใช่ไหมครับ โอนเงินผ่านมือถือนี่ครับ ผมถามว่าเรากดโอนเงินเป็นแสนเป็นล้านบาทนี่ ทำไมธนาคารเขาเกิดความมั่นใจให้เรากด เป๊กเดียวไปเป็นล้านบาทได้ ก็เพราะว่ามันมี ระบบยืนยันตัวตนครับ เข้ามือถือก็มีรหัส สแกน (Scan) ใบหน้า สแกน (Scan) ลายนิ้วมือ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ แอปพลิเคชัน (Application) ของธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ เพียงแค่เราใส่รหัสหรือส่องหน้าขึ้นมานี่เราก็กดโอนเงินได้แล้วครับ รัฐบาลไทยได้นำกรณี ดังกล่าวนี้ไปศึกษามากน้อยขนาดไหน แล้ววิธีทำในการรับรองเอกสารที่ท่านจะใช้ระบบ อิเล็กทรอนิกส์นี่มันควรค่าแก่การใช้แล้วหรือยัง ท่านประธานครับ ผมไม่เคยเห็นแอป (App) ของทางราชการที่ผมส่งบัตรประชาชน นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ไปที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แล้วเขาจะกล้ายอมรับว่านี่เป็นผม และเป็นตัวตนของผม สามารถรับรองทางกฎหมายได้ และเป็นตัวตนที่แท้จริงได้ ถ้าเป็นระบบโทรศัพท์มือถือหรือซื้อของต่าง ๆ เขาจะลงทะเบียน ผ่านระบบโอทีพี (OTP) ผมไม่อธิบายครับว่าแปลว่าอะไร แต่ผมเชื่อว่าหลายท่านรู้จักดีครับ เป็นการยืนยันตัวตนดับเบิลเช็ก (Double check) ใครได้รหัสโอทีพี (OTP) ๕ หลักบ้าง ๔ หลักบ้าง ๖ หลักบ้าง แล้วแต่บริษัทที่เขาจัดทำ ก็สามารถยืนยันได้ชัดเจนครับว่า ตัวตนนั้น เป็นของจริง และรับผิดชอบทางกฎหมายทุกประการ เมื่อคุณได้สั่งซื้อหรือคุณได้โอนเงิน อะไรต่าง ๆ ไปแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ ผมยังไม่เคยเห็นหน่วยงานของรัฐ สมมุติว่า ผมส่งบัตรประชาชนจิรายุไปให้รองวิษณุผ่านยังสำนักนายกรัฐมนตรี ท่านรองวิษณุจะตอบ ผมได้อย่างไรครับว่า นี่เป็นตัวตนของจิรายุ ห่วงทรัพย์ เอาล่ะ ท่านบอกค่อย ๆ เริ่มทำ เพราะว่าหลายอย่างก็เป็นเรื่องง่าย ๆ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าไปขอเอกสารที่เขา ขอแนบสำเนาทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เป็นเรื่องปกติ เดี๋ยวนี้ บัตรประชาชนใบเดียวเสียด้วยซ้ำ คีย์ (Key) ๑๓ หลักเข้าไปก็เห็นแล้วเสียด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นการออกกฎหมายทั้งทีผมอยากให้รัฐบาลมองข้ามชอร์ต (Short) ไปครับ วันดีคืนดีคนไปจดทะเบียนสมรสต้องไปด้วยตัวเองไหม หรือมีพยานรู้เห็นเป็นใจกี่คน จะไปหย่าต้องทำอย่างไร จะโอนอสังหาริมทรัพย์ต้องไปด้วยตัวเองแบบไหน อย่างไร หรือไม่ ผมจึงฝากรัฐบาลอย่างนี้ครับว่า ในกรณีที่ท่านทำระบบจัดเก็บเอกสารแล้วพี่น้องประชาชน คนไทย เอาล่ะ ร้อยละ ๘๐ ร้อยละ ๗๐ อาจใช้โทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ตโฟน (Smart phone) และใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่านทางการทำธุรกรรมทางการเงิน หรือพันธะสัญญา ต่าง ๆ ได้ผ่านมือถือ ท่านก็มีตั้งแต่แมนนวล (Manual) และดิจิทัล (Digital) ประกบกันไป อันนี้ผมเห็นด้วยครับ แต่ผมอยากจะบอกท่านประธานอย่างนี้ครับว่า เมื่อไรก็แล้วแต่ ที่หน่วยงานของรัฐรับรองเอกสารเป็นที่เรียบร้อย ต่อไปนี้จิรายุจะไปกู้แบงก์ (Bank) จะไปหา ไฟแนนซ์ (Finance) เงินติดล้อ ล้อติดเงินอะไรต่าง ๆ สามารถใช้เอกสารตัวเดียวกันแบบนี้ ได้หรือไม่ ถ้าได้จะเป็นการก้าวกระโดดของระบบอิเล็กทรอนิกส์ของรัฐบาลไทยครับ ซึ่งในอดีตพวกเราก็คิดกันมาโดยตลอดครับ แต่ว่ามันยังไม่สามารถมีหน่วยงานใดไปรับรอง หรือรองรับเอกสารสำคัญต่าง ๆ เหล่านี้ได้ครับท่านประธานครับ ๓ เดือนที่ผ่านมา ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ ผมนั่งเป็นประธาน คณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ มีท่านรองณัฐวุฒิ บัวประทุม นั่งอยู่ ข้าง ๆ ผมนี้ครับ นั่งอยู่ด้วยกัน ถามศาลยุติธรรมที่มา ราชทัณฑ์ที่มา หน่วยงานองค์กรอิสระ มาชี้แจงเรื่องการสืบพยานทั้งโจทก์ จำเลย และผู้ต้องขังจากเรือนจำมายังบัลลังก์ของศาล คำถามก็คือว่า เอาล่ะ อันนั้นมีตัวตนครับ เขานั่งอยู่ในเรือนจำ แล้วเขาก็ผ่านทางระบบ ซูม (Zoom) บ้าง ระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ให้ท่านผู้พิพากษาได้ซักพยานบ้าง หลายครั้ง ก็อธิบายบอกว่ามีคนรับรองครับว่านั่นคือตัวตนจริง ไม่มีใครเอามีดไปจิ้มข้างหลังของจำเลย หรือว่าผู้ต้องขังอยู่ข้างหลัง ให้ตอบคำถามต่าง ๆ หลักการเดียวกันท่านประธานครับ ๓-๔ เดือนที่ผ่านมา เราบรรเทาทุกข์ให้กับผู้ต้องขัง ความอยุติธรรมก็คือความไม่ยุติธรรม ในการขังเขานั่นละครับ แค่เพียง ๑ วัน ก็จะเป็นจะตายอยู่แล้ว แต่ช่วงโควิด (COVID) นี้ ศาลไม่ได้นั่งบัลลังก์อ่านเลย บางศาลก็กรุณาครับ ใช้วิธีการสืบโจทก์ สืบจำเลย สืบพยาน ต่าง ๆ ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ผมจึงถามต่อไปยังท่านผู้ออกกฎหมายครับว่าท่านเขียน อยู่ในนี้ว่า เว้นเสียแต่ฝ่ายยุติธรรมและฝ่ายนิติบัญญัติ ยุติธรรมนี้ชัดเจน มีหลายศาล ศาลชั้นต้น อุทธรณ์ ฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง สารพัดศาลเยอะแยะมากมาย แต่กระบวนการรับรองเอกสารนี้พอท่านไปยกเว้นแบบนี้แล้วนี้ ผมถามว่าคนที่เกี่ยวข้อง กับกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้นน้ำก็คือตำรวจ อัยการ ผู้พิพากษา กระบวนการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทำไมท่านไปเว้นไว้ครับ ถ้าท่านเว้น ท่านก็ต้องอธิบายให้ได้ว่าคดีมโนสาเร่นี้ มันทำได้หรือไม่ คดีที่มีโทษต่ำ โทษจำต่ำ โทษคุกต่ำนี้ หรือว่าโทษปรับต่ำนี้ มันอยู่ในขอบเขต แบบไหนที่ใช้เอกสารเหล่านี้ได้ เพราะท่านไปเขียนปกปิดหมดเลย คดีแค่ตีหัวสุนัข ด่าแม่คน มันเป็นคดีที่ยอมความได้ ซึ่งใช้เอกสารสำคัญเหล่านี้ได้ครับ เช่น สำเนาทะเบียนบ้าน เช่น ใบประกัน หรือแม้แต่กระทั่งบุกแบงก์ (Book bank) ซึ่งได้รับการรับรองจากหน่วยงาน ของรัฐ ผมจึงฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านรองวิษณุครับว่าในกรณีที่ท่านเขียนไว้นี้ ไม่ว่า จะเป็นฝ่ายนิติบัญญัติก็คือพวกเรา แล้วก็ฝ่ายยุติธรรมที่มีอยู่ในรายละเอียดนี้ ท่านกรุณา ลงรายละเอียดอีกสักนิดเถอะครับ ในขณะที่มีการแก้ไขหรือปรับปรุงร่างนี้ว่า ถ้ากระบวนการ ยุติธรรมซึ่งเป็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนอย่างสำคัญนี้ ท่านจะหาทางออก ได้อย่างไร พอท่านเขียนอย่างนี้ปุ๊บ ในวัตถุประสงค์ ในหลักการปุ๊บ จบเลย จะไม่มีการ พิจารณาเรื่องเหล่านี้ในชั้นกรรมาธิการหรือในชั้นออกกฎหมายในวาระที่ ๑ ๒ และ ๓ เลย ใช่หรือไม่ ผมจึงฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านผู้ที่จะออกกฎหมายว่า วันนี้ท่านช่วยกรุณา สั่งการให้กับกระทรวงสำคัญของประเทศที่ดูแลเรื่องไอคลาวด์ (iCloud) ว่าแม่นแค่ไหน ว่าฝากไว้บนฟ้าในไอคลาวด์ (iCloud) แล้วจะเรียกกลับมาดูได้ จะไม่มีมือดีระดับโลก ที่ทุกวันนี้มันก็แฮกเกอร์ (Hacker) เข้าไป รัฐบาลไทยโดยท่านรองวิษณุนั่งก็เคยโดน เข้าไปแก้ข้อมูล ไปเติมหนวด เติมอะไรให้กับคณะรัฐมนตรี เขายังทำได้เลยเว็บไซต์ (Website) ขนาดนั้น แล้วนับประสาอะไรเอกสารทางราชการ ถ้าเกิดท่านยังไม่สามารถ ควบคุมเรื่องความปลอดภัยได้ ผมจึงฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านรองวิษณุ เจตจำนงเรื่องนี้ ดีมากครับ พรรคเพื่อไทยดำริคิดกันมาตั้งแต่สมัยไทยรักไทย แล้วก็ทำกันมาต่อเนื่อง จึงขอ ฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านรองวิษณุครับว่า ท่านคิดถึงกระบวนการยุติธรรม กระบวนการนิติบัญญัติ อย่าได้ไปเว้นวรรค และไม่เปิดโอกาสให้ทำครับ ขอขอบพระคุณ ท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ท่านจิรายุครับ ต่อไปเป็นศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม แล้วหลังจากนั้นจะให้ท่าน รองนายกรัฐมนตรีชี้แจง เชิญศาสตราจารย์โกวิทย์ครับ🔗

ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานรัฐสภาครับ ผมขอร่วมอภิปรายพระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการ ทางอิเล็กทรอนิกส์ เพราะผมเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้มีความสำคัญต่อหน่วยงานภาครัฐ และพี่น้องประชาชนที่รับบริการจากหน่วยงานของรัฐ อันนี้ผมเห็นด้วย แล้วขอพิจารณา รับหลักการด้วย ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตว่าในหลักการที่กำหนดไว้หลายมาตรา ถือว่ามีความสำคัญ แต่ผมคิดว่าการทำคำขออนุญาตและการกระทำใด ๆ ที่ประชาชนจะส่งถึง หรือมีหน่วยงาน ของรัฐและเจ้าหนี้ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับช่องทางที่ให้บริการทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์นั้นย่อมมี ความสำคัญ ผมอยากจะขอถามและขอคำแนะนำกับท่านที่มาชี้แจง โดยเฉพาะท่านรอง นายกรัฐมนตรีวิษณุ เครืองาม ก็ขออนุญาตเอ่ยนาม หน่วยงานภาครัฐมีหลายประเภท หลายหน่วย แต่ผมขอเจาะจงให้ท่านประธานได้ทราบเพียงหน่วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานหนึ่งที่ต้องเข้ากรอบตามพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ อย่างไรก็ตามผมเข้าใจว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็คือ ผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ฉบับนี้ เมื่อกฎหมายฉบับนี้ได้ผ่าน แต่อย่างไรก็ตามก็เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับพี่น้อง ประชาชนที่รับบริการจากหน่วยงานท้องถิ่น ซึ่งมีหลายประเภทที่ต้องทำผ่านสื่อ อิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นการขอจดทะเบียน ขอทำบัตรประชาชนในหน่วยที่มีการทำ บัตรประชาชน หรือการรับบริการสวัสดิการของรัฐ เรื่องเรื่องราวร้องทุกข์ หรือแม้กระทั่ง เรื่องของส่วนที่ประชาชนจะมาขอรับบริการ มันก็จะเป็นการทำให้จะต้องสร้างความเข้าใจ ผมเห็นในมาตราที่สำคัญหลายมาตราที่พูดไว้ ผมยกตัวอย่าง เช่น การที่ให้หน่วยงานของรัฐ หมายความว่าหน่วยงานท้องถิ่นด้วยต้องเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวกับการขออนุญาตผ่านช่องทาง อิเล็กทรอนิกส์ และการออกประกาศต่าง ๆ เป็นต้น ในมาตรา ๒๑ ผมเข้าใจว่าจุดนี้เป็น จุดสำคัญที่ผู้บริหารท้องถิ่นต้องเข้าใจ ผมอยากเรียนผ่านท่านประธานว่าการสร้าง ความเข้าใจอย่างที่ในการวิเคราะห์ของกฎหมายนี่ผมเห็นด้วย อันนี้เป็นประเด็นสำคัญ ที่จะต้องบอกผ่านให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน แต่ว่า ในกฎหมายนี้ให้เวลาไว้ ๙๐ วัน ซึ่งก็พอสมควร จุดนี้ก็อยากฝากกรรมาธิการด้วยว่าจะต้องไป ดูในมาตรานี้ว่าในการกำหนดวิธีการแสดงต่าง ๆ ในการขออนุญาตผ่านวิธีการทาง อิเล็กทรอนิกส์จะมีข้อกำหนดอย่างไรบ้าง แล้วจะทำให้องค์กรท้องถิ่นต้องปฏิบัติให้พี่น้อง ประชาชนเข้าใจอย่างไร นั่นคือในส่วนที่ ๑🔗

ในส่วนที่ ๒ ผมเข้าใจว่าหน่วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีประมาณ ๗,๐๐๐ กว่าแห่ง ย่อมมีความแตกต่างกัน ผมไม่กังวลโดยเฉพาะในหน่วยที่เป็นในพื้นที่เขตเมือง ไม่ว่าจะเป็นเทศบาลนคร เทศบาลเมือง หรือแม้กระทั่งเทศบาลตำบล แต่ผมห่วงในส่วนของ อบต. องค์การบริหารส่วนตำบลที่อยู่ห่างไกล ตรงจุดนี้ก็อยากจะฝากไว้ว่าทำอย่างไรให้มีการ อุดช่องโหว่ ไม่มีความเหลื่อมล้ำในการติดต่อสื่อสารผ่านสื่อทางอิเล็กทรอนิกส์ อันนี้ เป็นประเด็นสำคัญที่อยากจะฝาก และอยากสอบถามว่ารัฐจะมีแนวทางในการอุดช่องโหว่ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องไม้เครื่องมือ หรือการอำนวยความสะดวกต่อประชาชนในเรื่องการเข้าถึง สื่ออิเล็กทรอนิกส์ดังที่ผมกล่าวแล้ว ผมคิดว่าเพื่อลดความเหลื่อมล้ำให้กับองค์กรปกครอง ท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนงบประมาณ การเตรียมการเรื่องการอุดหนุนให้ท้องถิ่น มีการเอื้อต่อพี่น้องประชาชนในการเข้าถึง เพราะว่าธุรกรรมต่าง ๆ ที่ท้องถิ่นกระทำ กับประชาชนนั้นมีมาก ก็ขอฝากในประเด็นที่ ๒ ไว้ และอาจจะช่วยตอบคำถามให้คลาย ข้อข้องใจว่ารัฐมีแนวทางจะสนับสนุนตรงจุดนี้อย่างไรบ้าง อันนี้คือประเด็นที่ผมอยากจะถาม แล้วขอคำอธิบาย แต่อย่างไรก็ตามโดยภาพรวมผมเห็นด้วย เพราะว่ามันจะทำให้ช่องทาง ของการเข้าถึงข้อมูล แล้วการทำธุรกรรมต่าง ๆ กับท้องถิ่นนั้นจะได้ประหยัดเวลา และจะได้อำนวยความสะดวกภายใต้สิ่งที่ผมกล่าวแล้วว่า จะต้องหาวิธีการให้มีความ เท่าเทียมระหว่างท้องถิ่นด้วยกันอย่างไร นั่นคือเป็นประเด็นสำคัญที่อยากจะฝากสำหรับ หน่วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็นหน่วยงานหนึ่งที่อยู่ในหน่วยงานภาครัฐที่จะต้อง บริการภาคประชาชน ทั้งตัวองค์กรเองกับพี่น้องประชาชน ก็กราบเรียนท่านประธานผ่าน ไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องได้กรุณาชี้แจงในส่วนที่ผมตั้งคำถามไว้ด้วย ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ครับ ขอบคุณศาสตราจารย์โกวิทย์ครับ ต่อไปขอเรียนเชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีตอบคำถาม ของท่านสมาชิกที่อภิปราย กรุณาชี้แจงด้วยครับ🔗

ศาสตราจารย์กิตติคุณวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ในเบื้องต้นขอประทานอนุญาตให้คุณจินตพันธุ์ ทังสุบุตร ผู้อำนวยการ กองพัฒนากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้กราบเรียนชี้แจงหรือตอบคำถาม และผมจะขออนุญาตใช้เวลาเล็กน้อยในตอนท้ายที่จะกราบเรียนในเชิงนโยบายต่อไปครับ🔗

นายจินตพันธุ์ ทังสุบุตร ผู้อำนวยการกองพัฒนากฎหมาย สำนักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกา

กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม นายจินตพันธุ์ ทังสุบุตร ผู้อำนวยการกองพัฒนากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ขออนุญาตเรียนชี้แจง ประเด็นปัญหาข้อซักถามที่มีท่านสมาชิกได้สอบถามเกี่ยวกับร่างการปฏิบัติราชการทาง อิเล็กทรอนิกส์เข้ามาในหลายประเด็น🔗

ในประการแรก ขออนุญาตเรียนชี้แจงก่อนว่า ความมุ่งหมายของร่าง พระราชบัญญัตินี้เราต้องการแก้เพนพอยต์ (Pain point) มายด์เซ็ต (Mindset) การทำงานของภาครัฐ ซึ่งติดกับดักในส่วนของกฎหมายต่าง ๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบ ของเขาที่มีข้อกำหนดตามกฎหมาย ที่ออกแบบมาโดยใช้รูปแบบการทำงานในรูปแบบ กระดาษ สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุที่ทำให้เราไม่สามารถจะขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล (Digital government) ไปได้อย่างรวดเร็ว ตามความมุ่งหมายของรัฐบาล แม้ว่าที่ผ่านมาในช่วง ระยะเวลา ๒๐ ปีเราจะมีการออกกฎหมายจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดิจิทัล (Digital) ในด้านต่าง ๆ แต่ก็ไม่บรรลุวัตถุประสงค์ เพราะว่ากฎหมายเหล่านั้นส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่อง การวางแผนนโยบายที่เรียกว่า นโยบายในภาพใหญ่เรื่องงบประมาณ เรื่องจัดตั้งหน่วยเทคนิค ต่าง ๆ แต่ไม่ได้แอดเดรส อิสชู (Address issue) ของข้าราชการผู้ปฏิบัติงานที่เป็นข้อกังวล ของเขาว่า เหตุใดเขาจึงไม่รับดิจิทัล (Digital) มาอยู่ในกระบวนการทำงานของเขา ฉะนั้น ความมุ่งหมายของร่างนี้จึงเป็นการมุ่งหมายที่จะปรับมายด์เซ็ต (Mindset) ของเจ้าหน้าที่ ภาครัฐให้สามารถยอมรับกระบวนการดิจิทัล (Digital) ซึ่งเป็นกระบวนการสากลและ ภาคเอกชนก็ได้ใช้กันมาอย่างต่อเนื่องมาหลายปีแล้วนี่ มาใช้ในการปฏิบัติราชการ การปรับ มายด์เซ็ต (Mindset) ตามกฎหมายฉบับนี้ ความมุ่งหมายเราไม่ได้จะมุ่งหมายมีการเกิด โครงการขึ้นมาเยอะแยะเต็มไปหมด หรือมีการจัดซื้อจัดจ้างกันมโหฬารขึ้นมา เพราะว่าเรา ต้องการจะปรับสิ่งที่เราปฏิบัติคือจะต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่าเราจะอินคอร์เพอเรต เทคโนโลยี (Incorporate technology) เข้ามาอยู่ในการทำงานของภาครัฐด้วยวิธีการการคิดของ ภาครัฐอย่างไร โดยมีค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด โดยมุ่งเน้นไปถึงสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบันที่ใช้กันอยู่แล้ว อย่างที่เราเห็นรอบตัวอาจจะเป็นโทรศัพท์มือถืออะไรต่าง ๆ ไม่ได้มุ่งเน้นที่จะให้ซื้อใหม่ หลักการเหล่านี้เรากำหนดไว้ในมาตรา ๑๙ วรรคสอง แล้ว เพื่อเป็นเครื่องการันตีว่าไม่ได้เป็น เหตุให้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะต้องเป็นเหตุในการตั้งงบประมาณเยอะแยะจำนวนมาก🔗

สำหรับประเด็นเรื่องวันใช้บังคับที่มีท่านสมาชิกยกขึ้นมา อันนี้ก็เป็น ความมุ่งหมายของเราที่กำหนดระยะเวลาชะลอไว้บางส่วน เนื่องจากว่าเรื่องนี้เป็นวิธีการ เปลี่ยนความคิด มันต้องมีการทำความเข้าใจกันกับผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นข้าราชการจำนวนมาก เกือบ ๒ ล้านคน เราจะทำความเข้าใจกับเขา ระยะเวลา ๙๐ วัน เราก็ยังมองเลยว่ามันเต็มที่ เหมือนกันที่จะใช้เวลาไปทำความเข้าใจกับเขาในตรงนี้ แต่ว่าเราก็ต้องการให้มันเร็วที่สุด เพราะว่าปัญหาเรื่องความไม่เข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยี การปฏิบัติราชการโดยยึดรูปแบบ มายด์เซ็ต (Mindset) แบบกระดาษอย่างเดียวมันเป็นปัญหาที่ไปสร้างภาระมหาศาลให้กับ ภาคเอกชน แล้วก็สร้างความเดือดร้อนในหลาย ๆ กรณี ดังนั้นเราก็มองว่าในระยะแรก ก็คิดว่าระยะเวลา ๙๐ วันน่าจะเหมาะสม แต่ว่าถ้าทางรัฐสภาเห็นว่าควรจะปรับปรุงอย่างไร เราก็ยินดีน้อมรับ🔗

ส่วนบทบาทของหน่วยงานที่มีท่านสมาชิกคอมเมนต์ (Comment) กัน ขึ้นมาว่า ร่างนี้มีการกำหนดหน่วยงานในการทำหน้าที่ในการจัดทำวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นหัวใจว่าจะมาทำราชการไว้หลายหน่วยงาน ตั้งแต่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนา ระบบราชการ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือเอตดา (ETDA) แล้วก็สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) ทำไมถึงไม่มี ดีอี (DES) ก็เรียนว่าดีอี (DES) เป็นกระทรวงระดับใหญ่ เราก็มองว่าทางสำนักงานพัฒนา ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือเอตดา (ETDA) ในสังกัดของดีอี (DES) เองก็เป็นหน่วยงานที่ มีความเชี่ยวชาญแล้วก็มีความใกล้ชิดทางตรงอยู่แล้ว ก็เลยให้เข้ามาแทน ซึ่งในการร่วม การดำเนินงานมีข้อกังวลเหมือนที่มีท่านสมาชิกยกขึ้นว่า แอคเคานเทบิลิที (Accountability) จะมีไหม ถ้าทำไม่เสร็จภายในกำหนดเวลาแล้วจะเป็นอย่างไร ก็จะมีข้อสังเกตว่าการทำงาน ตามมาตรา ๑๙ เราเขียนในรูปแบบที่ไม่ได้ตั้งเป็นคณะกรรมการ แอคเคานเทบิลิที (Accountability) อยู่กับหน่วยงานโดยตรงในการดำเนินการ แล้วก็วิธีการในการทำงานเรา เปลี่ยนแปลงไปจากกฎหมายทางด้านดิจิทัล (Digital) ที่ผ่านมาหลาย ๆ ฉบับ กล่าวคือ ที่ผ่านมากฎหมายดิจิทัล (Digital) เราก็จะเห็นว่ามีการตั้งหน่วยงานใหม่ทางเทคนิค ให้หน่วยงานทางเทคนิคเป็นผู้รับผิดชอบในการผลักดันการปฏิบัติตามกฎหมายแต่หน่วยงาน ทางเทคนิค จริง ๆ แล้วเรามองว่าเป็นบทเรียนอันหนึ่งเหมือนกันว่า การที่จะให้หน่วยเทคนิค เหมือนแผนกหนึ่ง เหมือนแผนกไอที (IT) ของบริษัทเป็นคนผลักดันทรานส์ฟอร์เมชัน (Transformation) ในบริษัทคงไปอย่างนั้น ความสำเร็จมันคงยากลำบากเหมือนกัน เราก็เลยมองว่าเราจะเปลี่ยนรูปแบบ ในเมื่อเพนพอยต์ (Pain point) ของการนำดิจิทัล (Digital) มาใช้ในภาครัฐในปัจจุบันนี้มันอยู่ที่ตัวข้าราชการ ความไม่แน่ใจ ความไม่มั่นใจ ของราชการ เราจึงปรับให้ทางสำนักงาน ก.พ.ร. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ปฏิรูประบบ ราชการโดยตรงเป็นผู้ดำเนินการผลักดัน เป็นหลีด (Lead) โดยสำนักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกาก็จะให้การสนับสนุนในกรณีที่เขาไปเจอโรดบล็อก (Roadblock) ทางกฎหมาย หรือทางเอดดา (ETDA) และดีจีเอ (DGA) ก็จะให้การสนับสนุนในส่วนของทางเทคนิค เพราะว่าถ้าเราปล่อยให้ทางเทคนิคทำอย่างเดียวความเข้าใจกันระหว่างหน่วยเทคนิค กับหน่วยปฏิบัติที่เป็นหน่วยราชการ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาก็เห็นกันอยู่ว่ามันมีปัญหา อยู่เหมือนกัน ทางหน่วยเทคนิคออกกฎเกณฑ์ออกมา หน่วยปฏิบัติที่อาจจะเป็นท้องถิ่น รวมอยู่ด้วย แล้วก็ไม่เข้าใจว่าจะให้ทำอะไร มาตรฐานอะไร อย่างไร เขาไม่เข้าใจ เรายัง ต้องการให้ ก.พ.ร. ในฐานะเป็นผู้ปฏิบัติราชการ ซึ่งมีหน่วยงานที่เป็นส่วนราชการ แล้วทราบ ถึงปัญหาเป็นผู้ผลักดันเป็นตัวกลางในการสื่อสารในประเด็นนี้แทน จึงได้กำหนดดีไซน์ (Design) ไว้ในมาตรา ๑๙ ให้มีหน่วยงานหลายหน่วยมาร่วมกันทำงาน แล้วก็เนื่องจาก มันไม่ได้อยู่ในรูปแบบคณะกรรมการ ความรับผิดชอบมันก็ตกอยู่กับหน่วยงานโดยตรง🔗

ส่วนสโคป (Scope) ของกฎหมายว่า อปท. อยู่หรือไม่อยู่ เรียนว่าอันนี้อยู่ แล้วก็เข้าใจว่าการที่เอา อปท. มาอยู่มันอาจจะมีภาระเพิ่มขึ้นกับทางองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น อย่างเช่นที่ยกขึ้นว่า หน้าที่ในการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการอนุญาต อันนี้ก็เป็น ข้อกังวลอยู่ประการหนึ่งเหมือนกัน แต่ว่าเรามองถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นหลัก ขออนุญาตเรียนว่าการที่กฎหมายต่าง ๆ กำหนดให้การอนุญาตมันต้องมีใบอนุญาต ไม่ได้ กำหนดเพื่อประโยชน์ของรัฐ แต่กำหนดเพื่อประโยชน์สาธารณะ ต้องการคุ้มครองประโยชน์ สาธารณะ ฉะนั้นมันเป็นประโยชน์สาธารณะด้วยเหมือนกันที่ประชาชนทั่วไปเขาจะไปใช้ บริการ เขาอยากรู้ว่ากิจการเหล่านี้ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องขออนุญาตได้รับอนุญาตอยู่ หรือเปล่า ถูกเพิกถอนใบอนุญาตอยู่หรือเปล่า อันนี้ก็จำเป็น ซึ่งการเปิดเผยข้อมูลตรงนี้ มันทำได้หลายระดับ ซึ่งในรายละเอียดก็คงจะต้องไปกำหนดกันต่อไป แต่เรียนว่ามันไม่จำเป็นที่จะต้องทำในรูปแบบที่เป็นโพรเจกต์ (Project) ใช้เงินมากมาย เราอาจจะใช้ความร่วมกับดีจีเอ (DGA) ซึ่งมีบริการเว็บไซต์ (Website) พื้นที่ต่าง ๆ ให้ หน่วยงานของรัฐใช้ฟรีอยู่แล้ว นำไฟล์เอ็กเซล (File Excel) ที่เจ้าหน้าที่ทำ คอยอัปเดต (Update) ข้อมูล แล้วก็เอามาเผยแพร่ แล้วก็ให้ชาวบ้านรับทราบเข้าถึงได้ อันนี้ก็เป็นการ เปิดโอเพน กัฟเวิร์นเมนท์ (Open Government) อย่างแท้จริง🔗

ส่วนข้อคิดเห็นหลาย ๆ ประการ ของสมาชิกเกี่ยวขอบเขตของกฎหมายว่า ทำไมในมาตรา ๔ ถึงยังไม่คัฟเวอร์ (Cover) ถึงฝ่ายนิติบัญญัติหรือศาล ก็ขอเรียนว่าในชั้น การพิจารณาจัดทำร่าง จริง ๆ เราก็อยากให้ใช้ให้หมดกับทุกหน่วยงาน แต่ว่าเราก็มีข้อกังวล เหมือนกันว่าทางฝ่ายนิติบัญญัติเอง ศาลเองก็มีกระบวนการทำงานที่แตกต่าง ภาระบทบาท ที่แตกต่างไปจากฝ่ายบริหาร ฉะนั้นในชั้นต้นการใช้กฎหมายอาจจะไม่จำเป็นที่ต้องประกาศ ให้ใช้พร้อมกันเสียทีเดียว แต่ว่าเราก็เห็นว่าจริง ๆ แล้ว มันก็เป็นประโยชน์ จึงได้เปิดช่องทาง เอาไว้ในวรรคสองของมาตรา ๔ ให้สามารถตราพระราชกฤษฎีกา เพื่อที่จะให้ทางฝ่าย นิติบัญญัติ หรือฝ่ายบริหารที่โดนเอ็กซ์คลูด(Exclude) ไปตอนแรกสามารถมาใช้ พระราชบัญญัตินี้เป็นบางส่วนก็ได้ หรือทั้งหมดก็ได้แล้วแต่ความเหมาะสม เพราะว่าบางที ถ้าเราเร่งไปเสียหมดเลยมันก็อาจจะเกิดสร้างปัญหาความล้มเหลว แล้วก็ทำให้คนใช้ ขาดความมั่นใจในตัวกฎหมาย เราจึงมองว่ามันควรจะเป็นกลไกที่ใช้ระยะเวลาในการผลักดัน เหมือนกัน🔗

สำหรับประเด็นข้อมูลส่วนบุคคลที่มีการยกขึ้น อันนี้ขอเรียนว่าจริง ๆ กฎหมายดิจิทัล (Digital) ของเรา ๑๐ กว่าฉบับ เรามีแทบจะทุกเรื่องตั้งแต่ความมั่นคง ปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber) ข้อมูลข่าวสารทางราชการ การปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลก็อยู่ ในกฎหมายเฉพาะเช่นกัน ก็คือ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ปี ๒๕๖๒ อันนี้การที่ กฎหมายมันมีหลายฉบับ โฟกัส (Focus) ของแต่ละฉบับมันแตกต่างกันออกไป ในส่วนนี้ ตัว พ.ร.บ. นี้คงไม่ต้องมาพูดซ้ำกันอีก ก็คงจะพูดในส่วนที่ยังไม่มีกฎหมายไหนพูดก็คือ ทำอย่างไรจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐในการใช้อิเล็กทรอนิกส์ในการปฏิบัติ ราชการได้ ในชั้นนี้ผมขออนุญาตสรุปข้อซักถามไว้เพียงเท่านี้ก่อนครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชัย รองประธานรัฐสภา

เชิญท่าน รองนายกครับ🔗

ศาสตราจารย์กิตติคุณวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ รัฐบาลต้องขอขอบพระคุณในความคิดเห็นของท่านสมาชิกรัฐสภา ถ้าหากว่าได้ฟังมาตั้งแต่ต้น ตั้งแต่คนแรก จนกระทั่งถึงท่านสุดท้ายก็จะเห็นว่าท่านได้แสดง ความปรารถนาดี ห่วงใยว่าจะปฏิบัติตามกฎหมายนี้ได้จริง ถูกต้อง ครบถ้วนหรือไม่ ห่วงใยว่า เสียดายที่ได้ดำเนินการออกกฎหมายนี้ช้ากว่าความต้องการของโลก และสังคมในปัจจุบัน ตลอดจนความห่วงใยอื่น ๆ หลายอย่าง หลายเรื่องครับ ความห่วงใยของท่านจะคลี่คลาย ได้ด้วยสติปัญญาความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ของท่านในชั้นคณะกรรมาธิการ แต่หลายเรื่องความห่วงใยของท่านอาจจะไม่สามารถปรากฏในร่างกฎหมายนี้ได้ ก็เป็นหน้าที่ ของรัฐบาลที่จะต้องรับเอาความห่วงใยนี้ไปจัดการป้องกัน แก้ไข และปราบปราม เช่น ความห่วงใยของคุณประเสริฐในเรื่องของการรั่วไหลของข้อมูล ความห่วงใยของคุณจิรายุ ในเรื่องของการดูแลรักษาความปลอดภัยของข้อมูล สิ่งเหล่านี้อาจจะเขียนในกฎหมายยาก แต่รัฐบาลจำเป็นจะต้องมีหน่วยงานที่จะป้องกัน หรือแม้แต่เมื่อมีการล่วงละเมิดกระทำผิด รัฐบาลก็จะต้องมีหน่วยงานและบุคลากรที่จะปราบปราม ซึ่งอำนาจมันมีอยู่แล้วในกฎหมาย ต่าง ๆ ก็ขอรับความห่วงใยและความกังวลนี้ของท่านไป🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องการปฏิบัติงานโดยผ่านทางระบบ อิเล็กทรอนิกส์นั้น คุณูปการต้องยกให้กับภาคเอกชน เขานำมาก่อนภาครัฐ เขาทำมาก่อน ภาครัฐ เขาเสี่ยงมาก่อนภาครัฐ เขาลงทุนมาก่อนภาครัฐ แล้วก็เพราะเหตุอย่างนี้เอง ในที่สุด เขาก็ประสบความสำเร็จมาก่อนภาครัฐ คือการปฏิบัติงานของเขาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย คล่องตัว รัฐไปเรียนรู้จากการทำงานของภาคเอกชน โดยเฉพาะก็คือธนาคารต่าง ๆ บริษัทห้างร้านต่าง ๆ ภายหลังก็เอามาปฏิบัติตามบ้าง โดยได้ริเริ่มในภาครัฐที่เป็นกึ่งรัฐ กึ่งเอกชนก่อน นั่นก็คือรัฐวิสาหกิจ จนกระทั่งเดี๋ยวนี้รัฐวิสาหกิจก็ได้ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ในการยื่นคำร้อง คำขอ คำอนุญาต คำอนุมัติ การเสียเงิน การจ่ายค่าธรรมเนียมล่วงหน้าก่อน ภาคราชการไปแล้ว ด้วยเหตุนี้เองในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จึงบอกว่าไม่ใช้กับนอกจาก จะพูดถึงหน่วยงานทางรัฐสภา หน่วยงานทางศาลอัยการ ยังไม่ใช้บังคับกับรัฐวิสาหกิจที่เป็น บริษัทหรือบริษัทมหาชนด้วย ผมสอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องว่าพวกเหล่านี้เป็นรัฐวิสาหกิจ ก็เป็นภาครัฐ ทำไมจึงไม่ใช้บังคับ คำตอบก็คือว่าเขาปฏิบัติไปก่อนหน้านี้แล้ว และเขาก็ มีระเบียบวิธีของเขาโดยที่ไม่ต้องมายึดโยงผูกกับกฎหมายนี้แต่ประการใด อันนั้นก็ต้อง ปล่อยไป ส่วนเหตุผลที่ไม่ใช้บังคับกับหน่วยงานของรัฐสภา หน่วยงานทางศาล หน่วยงานทาง อัยการ หน่วยงานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ อันนั้นอาศัยอีกเหตุผลหนึ่ง คือไม่ใช่เหตุผลว่า หน่วยงานเหล่านั้นได้ปฏิบัติหรือใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ไปเรียบร้อยดีงามแล้ว แต่แม้เขาจะ ยังไม่ใช้เราก็ยังคิดว่าไม่สามารถที่จะไปเกณฑ์เอาเขาเข้ามาอยู่ภายใต้กฎหมายนี้ทันทีทันใดใน ขณะนี้ได้ ท่านประธานครับ ขณะที่จัดทำร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้หลายเดือนมาแล้ว การ รับฟังความคิดเห็นในเวลานั้นเมื่อหลายเดือนมาแล้ว หน่วยงานทางรัฐสภาของ ท่านประธาน หน่วยงานทางศาล หน่วยงานทางอัยการเขายังไม่ได้แสดงความพร้อม แม้แสดง ความกระตือรือร้น ยินดีและเต็มใจ แต่เขายังไม่สามารถที่จะแสดงความพร้อมได้ว่า ในแต่ละ หน่วยงานนั้น ความที่มันมีงานประเภทต่าง ๆ อยู่มากมาย การยื่นคำร้อง คำขอ คำอนุญาต คำอนุมัติ มันไม่ใช่เป็นกรณีอย่างเดียวกับที่เอกชนติดต่อกับเขต หรืออำเภอ หรือเทศบาล แต่มันเป็นเรื่องที่มีความลึกลับซับซ้อนละเอียดอ่อนมากมายหลายอย่าง เพราะฉะนั้นในที่สุด จึงคิดว่าในกฎหมายนี้จะไม่ให้นำมาใช้บังคับกับหน่วยงานเหล่านั้น จนกว่าจะมีความพร้อม จึงจะออกเป็นพระราชกฤษฎีกาให้ ซึ่งก็เป็นการดีไปอย่างหนึ่ง เพราะว่าในการออก พระราชกฤษฎีกาหรือกฎหมายลูกนั้น เราสามารถกำหนดรายละเอียดสำหรับแต่ละ หน่วยงานได้ ยกตัวอย่างเช่น สมมติว่าถ้าจะต้องใช้กับหน่วยงานทางรัฐสภาก็อาจจะไปเขียน ในพระราชกฤษฎีกาได้ว่า ถ้าเป็นการยื่นคำร้องขอแปรญัตติอย่างที่ท่านเลิศรัตน์ได้ ยกตัวอย่างนั้น ให้สามารถยื่นโดยผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ แต่ถ้าเป็นการเข้าชื่อเสนอร่าง พระราชบัญญัติอาจจะต้องมาแสดงตนปรากฏตัว ไม่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ อย่างนี้เป็น ตัวอย่าง หรือในกรณีหน่วยงานทางศาลนั้นก็สามารถจำแนกในพระราชกฤษฎีกาได้ว่าถ้ายื่น คำฟ้องจะต้องมาแสดงตนปรากฏตัว แต่ถ้าหากว่าเป็นการยื่นคำขอบางอย่างก็อาจจะยื่นโดย ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ อย่างนี้เราสามารถออกพระราชกฤษฎีกาเป็นรายฉบับเกี่ยวกับ ศาล เกี่ยวกับอัยการ เกี่ยวกับรัฐสภา และมันจะละเอียดกี่มาตราก็ได้ แต่ไม่สามารถจะเอา ทั้งหมดมาเขียนในพระราชบัญญัติได้ ในชั้นนี้จึงได้ยกเว้นไว้ก่อน แต่ไม่ใช่ยกเว้นถาวร ตลอดไป เป็นการรอที่จะออกพระราชกฤษฎีกา ซึ่งก็คือกฎหมายลูก ซึ่งแต่ละหน่วยงานอาจจะมีความ แตกต่างกันออกไป ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากนี้หลายเรื่องที่ท่านสมาชิกได้ ตั้งข้อสังเกตและฝากเอาไว้ เช่น ขอให้ลงอะไรต่อมิอะไรในราชกิจจานุเบกษาให้มันถูกต้อง ครบถ้วน อย่างที่ท่านวิรัช พันธุมะผล ได้ยกตัวอย่าง รัฐบาลขอรับไปดำเนินการครับ แล้วก็ ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็ได้รับรองอย่างเป็นทางการว่าต่อไปนี้เราจะมีราชกิจจานุเบกษา ฉบับอิเล็กทรอนิกส์ได้ นอกจากฉบับที่เป็นเอกสาร ซึ่งก็ออกมาตรงเวลาบ้าง ไม่ตรงเวลาบ้าง มาเป็นเวลาช้านานแล้ว ต่อไปก็สามารถทำเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ คือออนไลน์ (Online) ก็ได้ แต่ใครอยากที่จะได้เป็นเอกสารก็มายื่นคำร้องเสียเงินเล็กน้อย ทางราชการก็ต้อง ออกเป็นเอกสารให้ อย่างนี้มันก็จะเกิดขึ้น หรือปัญหาที่ท่านห่วงใยเกี่ยวกับเรื่ององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น เรื่องอย่างนี้ก็ได้คิดไว้แล้วครับว่าคงเป็นภาระจริง แต่เราเคยทดลอง กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาแล้ว ในกรณีที่มีการออกกฎหมายเรื่องที่เกี่ยวกับ การอำนวยความสะดวก ตอนนั้นก็ได้วิตกกังวลอย่างเดียวกันครับว่า ที่จะให้กรม หรือกระทรวงอำนวยความสะดวกนั้น เขาคงมีสถานะการเงินพอ แต่ที่จะให้ท้องถิ่นอำนวย ความสะดวกด้วยนั้น บางแห่งหรือบางท้องถิ่นอาจจะไม่สามารถมีงบประมาณ หรือมี ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้ แต่หลังจากรอไปแล้วระยะหนึ่งก็เข้าสู่ระบบ ก็สามารถดำเนินการได้ โดยเรียบร้อย ถ้ายังฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามอยู่อีก นั่นก็เป็นการละเลย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ต้องไป จัดการกันอย่างอื่น ในกรณีเรื่องการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์นี้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็ได้คิดกันกับกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น และคณะกรรมการกระจายอำนาจ ตลอดจนหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องว่า เราคงจะต้องตั้งหน่วยงานขึ้นดูแล หรือที่เรียกเป็น ภาษาอังกฤษว่า มอนิเตอร์ (Monitor) ซึ่งในกฎหมายนี้ก็เขียนไว้ ตั้งใจว่าต่อไปจะให้ สำนักงาน ก.พ.ร. เป็นคนไปดูแล ถ้าพบปัญหารายงานมายังรัฐบาล เป็นหน้าที่ที่รัฐบาล จะต้องช่วยเหลือ ซึ่งจะต้องรายงานรัฐบาลทุก ๖๐ วัน ถ้าจำเป็นที่จะต้องใช้เงินก็จะต้องจัด งบประมาณให้ ถ้าหากว่าจำเป็นจะต้องใช้เทคโนโลยี สติปัญญา ก็ต้องจัดผู้เชี่ยวชาญให้ หรือบางท้องถิ่นอาจจะต้องพึ่งพาท้องถิ่นอื่นที่อยู่ข้างเคียงไปพลางก่อน เหล่านี้เป็นสิ่งที่คิดไว้ แต่ถือว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องจัดทำระบบอย่างนี้เมื่อเอกชนเขาร้องขอ เอกชนนั้นก็ไม่ได้บังคับ ว่าจะต้องติดต่อโดยระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ทุกรายเสมอไป เป็นทางเลือก ถ้าเอกชนคนใด สะดวกว่าการขออนุญาตตัวจะต้องไปปรากฏตัว ก็ต้องทำอย่างนั้น แต่ถ้าหากคิดว่าตัว อยู่บ้านสะดวกกว่า ก็สามารถจะติดต่อโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ อย่างนี้เป็นทางเลือก อย่างที่ท่านสมาชิกสภาได้อภิปรายมาแล้ว🔗

ในนามของรัฐบาลผมต้องขอกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน อีกครั้งหนึ่งครับ สำหรับคำแนะนำดี ๆ หลายเรื่องเราไม่ได้คิดมาก่อน แล้วท่านได้แสดง ประสบการณ์ของท่านให้เห็น แล้วก็ต้องขอบพระคุณอย่างมาก เท่าที่ได้จับใจความได้ว่า ท่านสนับสนุนที่จะให้มีกฎหมายนี้ออกมา แล้วรัฐบาลเองก็ขอรับว่ากฎหมายนี้ไม่ใช่เป็น ความคิดริเริ่มอะไรของรัฐบาลนี้โดยแท้ทั้งหมดหรอก เป็นสิ่งที่ภาคเอกชนและรัฐบาลในอดีต หลายชุดได้เพียรพยายามทำมาแล้ว ของอย่างนี้มันไม่ใช่เรื่องว่าใครช้าใครเร็ว แต่มันเป็นเรื่อง ที่ต้องทดลองแล้วค่อยทำและค่อยไป แม้กฎหมายนี้ออกมาแล้วก็คงจะไม่เกิดความสะดวก ขึ้นมาทั้งหมด ก็ต้องแก้ไขคลี่คลายปัญหานี้ต่อไป ในกฎหมายนี้ถึงได้เขียนเอาไว้ว่าจะต้อง มีหน่วยงานที่ประเมินแล้วรายงานรัฐบาลทุก ๖๐ วัน เพื่อจัดการแก้ไข แล้วถ้าหน่วยงานใดยัง ปฏิบัติไม่ได้จริง ๆ ก็ไม่ได้ไปรีดนาทาเร้นบังคับหรอกครับ เราก็จะมีการออกพระราชกฤษฎีกา ยกเว้นให้ แต่ต้องบอกเหตุผลว่าทำไม จะเรียกว่าเป็นการรับสารภาพผิดของหน่วยงานนั้น ก็ได้ แต่ในที่สุดก็จะต้องพยายามแก้ปัญหาเพื่อวันหนึ่งที่จะก้าวไปสู่ยุคดิจิทัล (Digital) และทุกคนจะสามารถเข้าสู่ระบบนี้ได้โดยเท่าเทียมกัน ขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

มีท่านใด ยังติดใจคำชี้แจงของรัฐบาลไหมครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

ท่านประธานครับ พิเชษฐ์ครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านพิเชษฐ์ เชิญเลยครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด เชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมอยากจะเรียนถาม ท่านรองนายกรัฐมนตรีว่า เรื่องมาตรา ๔ ผมถือว่ามันเป็นการที่เขาเรียกว่ามันไม่ทั่วถึง แล้วก็มีคนอยู่เหนือกฎหมาย ที่ท่านบอกว่าที่มิใช่หน่วยงานของรัฐในฝ่ายนิติบัญญัติ ตุลาการ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ องค์กรอัยการ และหน่วยงานอื่นของรัฐที่กำหนด ในกฎกระทรวง คือตรงนี้มันเป็นไปได้ไหม ภายใต้กฎหมายนี้ปฏิบัติเท่าเทียมกันได้ไหม ในส่วนของรัฐสภาก็ยินดีที่จะเข้าสู่ดิจิทัล (Digital) อันนี้ ท่านลองตอบสิครับว่ามันเป็นไปได้ ไหมถ้าเข้าสู่กรรมาธิการนี้ อันนี้ทุกองค์กร ทั้งองค์กรอิสระ และฝ่ายบริหารของท่าน คณะรัฐมนตรีก็ไม่ได้มีระบุว่าท่านจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนี้ไหม อำนาจตุลาการ อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ ๓ อำนาจนี้ มันควรจะอยู่ใต้กฎหมายฉบับนี้ไหม ท่านไม่ได้ พูดถึงอำนาจฝ่ายบริหารของท่านเลย เป็นไปได้โลกปัจจุบันนี้มันจำเป็นจะต้องอยู่ ในพระราชบัญญัติฉบับนี้เพื่อขับเคลื่อนไปด้วยกัน ประเทศที่เขาสำเร็จแล้วที่เขาสำเร็จ เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วนี่ครับ เขาอยู่ภายใต้กฎหมายนี้หมดเลย อยากจะให้ท่านตอบว่า พอถึงกรรมาธิการแล้วสามารถที่จะแก้ไขในมาตรา ๔ นี้ได้ไหม ขออยู่ภายใต้กฎหมาย เดียวกันได้ไหม ไม่มีอภิสิทธิ์ชน องค์กรอิสระ หรืออัยการ หรือสภาผู้แทนราษฎรจำเป็น จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายอันนี้ ถ้าท่านไม่อยู่ภายใต้กฎหมายนี้ท่านอาจจะเป็นบุคคล ที่ล้าหลังก็ได้ และการประสานงานทั้งระบบของประเทศไทยอาจจะติดขัดเพราะผู้นำระดับสูง อยู่บนยอดพีรามิด (Pyramid) เหล่านี้ก็ได้ อยากจะให้เท่าเทียมกันแล้วก็เชื่อมโยง กันได้ ในเมื่อท่านไม่อยู่ในกฎหมายฉบับนี้ แล้วประชาชนข้าราชการเขาจะเชื่อมโยงกับท่าน อย่างไร มันคือปัญหาในอนาคต อยากจะให้ท่านจัดการให้เสมอภาคเสียตั้งแต่ตอนนี้ ขอให้ ท่านรองนายกรัฐมนตรีช่วยตอบด้วยครับ จะได้สบายใจครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เชิญท่าน ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ🔗

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล เขตบางแค กรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ขอกราบขอบพระคุณท่านรองนายกรัฐมนตรี ผมเข้าใจว่าท่านได้ลุกขึ้นตอบชี้แจงในประเด็น มาตรา ๔ ที่ผมได้อภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้ ประเด็นที่สำคัญครับท่านประธาน กระผมทราบดี ว่าแต่ละหน่วยงานของรัฐอาจจะมีความพร้อมไม่พร้อมกัน การตรากฎหมายที่ดีควรจะ คิดถึงในหลักของปฏิบัติด้วย อันนี้เห็นด้วยกับท่านรองนายกรัฐมนตรี แต่ว่าสิ่งสำคัญครับ ท่านประธาน ที่ผมได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้ก็คือเรื่องของการที่ระบุว่าคณะรัฐมนตรีมีอำนาจ ในการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา เพื่อที่จะอนุมัติให้หน่วยงานของรัฐหน่วยอื่นที่อยู่นอกฝ่าย บริหารจะใช้หรือไม่ใช้ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ครับ ฝ่ายตุลาการหรือฝ่ายนิติบัญญัติ อย่างกรณีของสภาของพวกเรามีอำนาจในการตรากฎหมายอยู่แล้วครับ ทำไมเราจะต้อง เขียนกฎหมายเพื่อไปแขวนอำนาจตัวเองไปให้กับฝ่ายบริหารที่จะมาอนุญาตให้เราใช้หรือไม่ ใช้พระราชบัญญัตินี้ด้วย ผมจึงจะขออภิปรายสนับสนุนความเห็นของท่านพิเชษฐ์ ขออนุญาต เอ่ยนามว่า อยากจะผลักดันร่างกฎหมายนี้ให้บังคับใช้กับหน่วยงานของรัฐทุกองค์กรครับ ท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

มีท่านใด อีกไหมครับที่ยังติดใจคำชี้แจง🔗

นายนพดล แก้วสุพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานครับ ผม นพดล แก้วสุพัฒน์🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

มีท่าน นพดลก่อน เชิญครับ🔗

นายนพดล แก้วสุพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน ผม นพดล แก้วสุพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังท้องถิ่นไท ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออภิปรายในส่วนตรงนี้แล้วถามท่านรองนายกรัฐมนตรี ในกรณีของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เมื่อสักครู่นี้ได้มีการตอบ เพราะว่าเมื่อใช้แล้วเป็นหน่วยงานหนึ่ง ที่จะต้องบริการประชาชนที่ใกล้ชิดและแทบจะทุกเรื่องของส่วนราชการภูมิภาค การใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาช่วย ก็จะแบ่งเป็น ๒ ส่วน ในส่วนของภาคเจ้าหน้าที่ของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับภาคประชาชนที่จะเข้ามารับใช้บริการ ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้ ถ้ารัฐบาลออกกฎหมายแล้ว มีการให้หน่วยงานหน่วยไหนก็แล้วแต่ออกระบบฐานข้อมูล หรือรูปแบบการให้การบริการกลาง จะทำให้ท้องถิ่นมีระบบมาตรฐานในการที่จะบริการ ประชาชนมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งอันนี้เองผมคิดว่าเป็นการลดความเหลื่อมล้ำที่ประชาชนจะได้ เข้าถึงการบริการของภาครัฐด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งผมคิดว่าประเทศไทยควรจะมีใช้ มานาน เพราะในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหน้าที่หลัก ๆ ที่ใช้กันอยู่ตามแผน กระจายอำนาจ และกฎหมายจัดตั้งก็ด้วยเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานถนน น้ำ ไฟ ที่พี่น้อง ประชาชนอาจจะมีข้อมูลซักถามได้เลย ถ้าหน่วยงานของรัฐมีฐานข้อมูลตอบได้ ในส่วนของ คุณภาพชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพ การศึกษา อาชีพ สวัสดิการ สังคมต่าง ๆ เขาก็ สามารถที่จะตรวจสอบได้ว่า ฐานข้อมูลหรือว่าการขอที่จะรับบริการตรงนี้จะได้อย่างไร เมื่อไร ซึ่งผมคิดว่าโครงการนี้จะเป็นกฎหมายที่จะให้ประชาชนได้เข้าถึงทั่วถึง และลด ความเหลื่อมล้ำ ในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มองว่ามีขนาดและงบประมาณ ไม่เท่ากัน ผมคิดว่านั่นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือเครื่องมืออุปกรณ์กลางที่รัฐจะต้องดำเนินการ จัดหาให้ นั่นเป็นส่วนหนึ่งที่รัฐจะต้ องกำหนดให้เป็นรูปแบบเดียวกัน ในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเอง ซึ่งปัจจุบันเราจะเห็นว่าการใช้ระบบนี้ใช้กัน ทั้งประเทศอยู่แล้ว เช่น การรายงานข้อมูลด้านงบประมาณทุกเดือน ตรงนี้ใช้ระบบเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบอีลาแอส (e-LAAS) หรือระบบต่าง ๆ ซึ่งถ้าออกรูปแบบแพลตฟอร์ม (Platform) ในระบบเดียวกันแล้ว ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์ แล้วก็เป็นการเข้าถึงของ ประชาชน ในส่วนของเจ้าหน้าที่รัฐเอง เรามีบุคลากรในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๗,๘๕๒ แห่ง มีความพร้อม เพียงแต่ว่าระยะเวลาที่จะดำเนินการก็ต้องฝากกรรมาธิการว่า ที่ผมยังเห็นว่าระยะเวลา ๙๐ วัน อาจจะช้าไปด้วย ว่าในการเตรียมความพร้อมอันนี้เป็น หน้าที่ของส่วนกลาง หรือจะทำคู่ขนานไปเลย มันก็จะได้ประโยชน์ ถ้าประกาศราชกิจจาแล้ว วันถัดไปบังคับใช้ได้เลย ก็มีมาตรา ๑๓ มาตรา ๑๖ มาตรา ๑๙ พวกนี้ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ก็อยากจะฝากไว้ว่า ถ้าด้วยระบบงบประมาณในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เขาต้องทำอยู่แล้ว แต่การที่เปิดระบบอิเล็กทรอนิกส์ พี่น้องประชาชนจะสามารถเข้าไป ตรวจสอบการบริหารงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานราชการ ของรัฐทั้งหมดได้ ถ้าใช้ระบบแอป (App) กลางที่พี่น้องประชาชนรู้และเข้าถึง ก็อยากจะฝาก ตรงนี้ว่า อันนี้เป็นส่วนที่รัฐบาลเองจะต้องเป็นผู้ให้อำนวยความสะดวก กับอีกส่วนหนึ่งก็คือ เกี่ยวกับเรื่องสัญญาณต่าง ๆ ที่จะให้บริการได้รวดเร็วและทั่วถึงอย่างไร นั่นก็เป็นหน้าที่ ของส่วนกลาง ก็อยากจะฝากตรงนี้ไว้ เพราะว่าถ้าเราทำได้ การลดความเหลื่อมล้ำที่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นถูกตำหนิจะลดไปทันที และอีกส่วนหนึ่งก็คือเรื่องของการป้องกัน การทุจริต เพราะว่าจะมีการติดตามการบริหารงบประมาณได้ชัดเจนจากระบบดิจิทัล (Digital) ซึ่งไม่ต้องมีการมาตรวจสอบเป็นเอกสารต่อไป ก็ฝากท่านประธานไว้แค่นี้ครับ ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เชิญ ท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม ครับ🔗

นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมอยากจะฟัง ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องที่กระผมได้ยกขึ้นมาก็คือ เรื่องความซ้ำซ้อน ของหน่วยงาน อย่างในมาตรา ๑๙ มีถึง ๕ หน่วยงานที่ให้มาร่วมกันจัดทำวิธีการ ซึ่งจากที่ผม เรียนว่าได้เคยสอบถามเรื่องนี้ในช่วงที่มีการประชุมกรรมาธิการงบประมาณก็ไม่ได้รับคำตอบ ที่ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา ๖ ครับ มาตรา ๖ นี้ท่านเปิดทางให้คณะรัฐมนตรี กำหนดวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ถ้าอ่านอย่างนี้แล้วก็เท่ากับว่าใครก็แล้วแต่เสนอเข้า ครม. ได้เลย ไม่ต้องมีหน่วยงานกลางมากลั่นกรองใด ๆ ทั้งสิ้น ผมยังห่วงว่าระบบก็จะต่างคนต่างทำ แล้วก็แข่งกันเข้า ครม. โดยที่ไม่มีหน่วยงานไหนรับผิดชอบ ก็อยากจะขอความกระจ่าง ในเรื่องนี้ด้วยครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เชิญ ท่านรองนายกรัฐมนตรีชี้แจงของ ๕ ท่าน🔗

ศาสตราจารย์กิตติคุณวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ มาตรา ๔ นั้นได้กำหนดให้พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้กับหน่วยงาน ทั้งหลายทั้งหมด ซึ่งแน่นอนว่าหมายความถึงหน่วยงานทางฝ่ายบริหารทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น กระทรวง ทบวง กรม เป็นรัฐวิสาหกิจ เป็นองค์การมหาชน เป็นราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค หรือส่วนท้องถิ่นก็ตาม ต่อจากนั้นมาตรา ๔ จึงได้จาระไนว่า แต่ไม่ใช้บังคับกับหน่วยใดบ้าง ซึ่งก็มีหน่วยงานทางด้านนิติบัญญัติ หน่วยงานทางด้านตุลาการ ด้านบริหารแปลว่า ถูกใช้บังคับไปเต็มที่แล้วครับ ทีนี้พอไปเขียนข้อยกเว้นว่าไม่ใช้กับหน่วยงานโน้นหน่วยงานนี้ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านก็ตั้งข้อสังเกต ตั้งข้อกังวลซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี เหตุผลนั้น ก็เป็นไปดังที่ได้กราบเรียนแล้ว ท่านได้สอบถามว่าถ้าหากว่าในชั้นกรรมาธิการจะมีการขอ แก้ไขเพื่อให้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับกับหน่วยงานทั้งหลาย จะมีความขัดข้อง หรือไม่ ขอกราบเรียนว่ารัฐบาลไม่มีความขัดข้อง มีความยินดี ถ้าหากว่าเป็นความคิด ความเห็นของคณะกรรมาธิการ และเป็นความเห็นของสภาในการที่จะลงมติต่อไป เพียงแต่ว่า ในชั้นกรรมาธิการผมเชื่อมั่นว่าเมื่อไปถึงหน่วยงานแต่ละหน่วย ท่านอาจจะต้องมีการเชิญ ผู้แทนหน่วยงานนั้นมาสอบถาม แล้วถ้าเห็นพ้องต้องกันประการใดรัฐบาลยินดี เต็มใจและ ไม่ขัดข้องครับ ทั้งพร้อมที่จะสนับสนุนหน่วยงานเหล่านี้ต่อไปถ้าหากว่าหน่วยงานเหล่านี้ เขาบอกว่าพร้อม แต่เขายังขาดแคลนอะไรก็ตามที ฉะนั้นที่ท่านได้ตั้งข้อสังเกตมา ๓-๔ ท่านนั้น ไม่ได้คิดหรือมีปัญหาอะไร ส่วนที่บางท่าน เช่น ท่านพิสิฐได้ยกตัวอย่างขึ้นนั้น ก็ขออนุญาต กราบเรียนว่ามันมีความซ้ำซ้อนกันอยู่จริงเกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ ซึ่งนั่นก็จะต้องไปแก้ไขกันต่อไป แต่ก็ได้คิดเตรียมการไว้แล้วในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ครับว่าจะต้องมีหน่วยงานหนึ่ง ที่ทำหน้าที่ในการกลั่นกรองไม่ให้มีการลุกลี้ลุกลน หรือมากันจากหลายทาง จนกระทั่ง ปวดเศียรเวียนเกล้าแก่รัฐบาลในเวลาจะใช้อำนาจตามมาตรา ๖ ดังที่ในมาตรา ๒๒ ได้กำหนดว่าให้คณะรัฐมนตรีกำหนดหน่วยงานของรัฐหน่วยหนึ่งให้ทำหน้าที่ ในการตรวจสอบกลั่นกรอง และมีความตั้งใจไว้แล้วครับว่าหน่วยงานที่ว่านี้จะให้สำนักงาน คณะกรรมการ ก.พ.ร. เป็นผู้ทำหน้าที่นี้ เราจะไม่ใช้หน่วยงานทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ หรือด้านเทคโนโลยี แต่ใช้หน่วยงานทางด้านการบริหารมากกว่า เทคโนโลยีนั้นเป็นเรื่องของ ทางวิชาการ แต่เวลาบริหารงานนั้นจะต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญว่า สิ่งใดที่จะมีความสะดวก รวดเร็ว เรียบร้อยมากกว่ากัน เพราะฉะนั้นตั้งใจที่จะให้สำนักงาน ก.พ.ร. นี้ละครับที่จะเป็นผู้กลั่นกรองเรื่องตามที่ท่านได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ แต่ถ้าหากว่า มีปัญหาข้อขัดข้องอย่างไรอีกก็จะได้แก้ไขกันต่อไป ซึ่งบางท่านอาจจะถามว่าถ้ารู้อย่างนี้ แล้วทำไมไม่เขียนเสียเลย ทำไมจะต้องไปให้ ครม. กำหนด คำตอบก็คือว่า ครม. ก็จะต้อง ประเมิน ก.พ.ร. เหมือนกันว่ากำหนดได้ถูกต้องหรือไม่ในแต่ละปีซึ่งเขาก็ต้องทำหน้าที่ รายงานทุก ๖๐ วัน ฉะนั้นเราก็เลยเขียนกลาง ๆ เอาไว้ ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงยักย้าย ถ่ายเทไปให้หน่วยงานอื่นก็ได้ แต่ในชั้นนี้ตั้งใจที่จะให้ ก.พ.ร. เป็นผู้ดูแล ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานดังนี้ครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ เราได้อภิปรายกันถ้วนหน้า แล้วทางรัฐบาลก็ได้ชี้แจงรายละเอียดทั้งหมด รวมทั้ง ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นร่างที่ยกขึ้นมาใหม่ กรรมาธิการสามารถแก้ไขได้ ไม่มีหลักการ โดยจำกัด ดังนั้นผมเห็นว่าการอภิปรายควรเป็นอันยุติ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ไม่มีผู้ใดเห็น เป็นอย่างอื่น ต่อไปก็จะเป็นเรื่องที่ข้อบังคับให้สิทธิท่านผู้เสนอกฎหมายที่จะสรุปอีกครั้งหนึ่ง ท่านจะสรุปไหมครับ ไม่สรุปแล้วนะครับ ดังนั้น ต่อไปผมจะต้องขอมติที่ประชุมว่า จะรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. .... หรือไม่ ก่อนลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ🔗

(ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เป็นขั้นตอน การตรวจสอบองค์ประชุม เชิญท่านสมาชิกแสดงตน เสียบบัตรแล้วกดปุ่มแสดงตน เป็นขั้นตอนการแสดงตนท่านสมาชิกเดินตามสบาย ไม่ต้องวิ่งครับ ท่านสมาชิกที่ไม่ได้นำบัตรมา หรือบัตรใช้ไม่ได้ กรุณาแสดงตนตอนผมขอถามมตินะครับ ขั้นตรวจสอบองค์ประชุม คงยังไม่ต้องแสดงตนก็ได้ครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย (รองประธานรัฐสภา) ท่านสมาชิก แสดงตนแล้ว ผมขอทราบจำนวนองค์ประชุมครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๕๒๘ ท่าน ครบองค์ประชุม🔗

ต่อไป ผมจะขอให้ท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นควรรับหลักการแห่งร่าง พระราชบัญญัติฉบับนี้กดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าไม่ควรรับหลักการกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ท่านสมาชิกที่บัตรขัดข้องกรุณาแสดงตน ตอนนี้ครับ ไม่มีนะครับ มีท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนไหมครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ออกเสียง ลงคะแนนกันครบถ้วนแล้วนะครับ ผมขอปิดการลงคะแนนและขอทราบผลครับ ผลการลงมติ จำนวนผู้ลงมติ ๕๓๘ ท่าน เห็นด้วย ๕๓๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติรับหลักการแห่งพระราชบัญญัติ การปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ....🔗

ต่อไป ผมขอปรึกษาเรื่องการตั้งคณะกรรมาธิการ เชิญผู้เสนอครับ🔗

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐจากจังหวัดฉะเชิงเทรา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอเสนอให้ตั้ง กรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. .... จำนวนทั้งหมด ๓๕ ท่านครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ครับ มีผู้เสนอให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญ ๓๕ ท่าน มีผู้รับรองถูกต้อง จะมีท่านใดมีความเห็น เป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ไม่มี ถือว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญจำนวน ๓๕ ท่านครับ ต่อไปสัดส่วนของ กรรมาธิการครับ เมื่อที่ประชุมเห็นควรตั้งกรรมาธิการวิสามัญ ๓๕ ท่าน สัดส่วนกรรมาธิการ ของคณะรัฐมนตรี ๕ คน สัดส่วนกรรมาธิการของวุฒิสภา ๑๐ คน สัดส่วนกรรมาธิการของ สภาผู้แทนราษฎร ๒๐ คน ขอเชิญคณะรัฐมนตรีเสนอรายชื่อกรรมาธิการ จำนวน ๕ คนครับ🔗

ศาสตราจารย์กิตติคุณวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธาน ที่เคารพ คณะรัฐมนตรีขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญในสัดส่วนของคณะรัฐมนตรี จำนวน ๕ คน ดังนี้ครับ ๑. นายจินตพันธุ์ ทังสุบุตร ๒. นางสาวพลอย เจริญสม ๓. นายณัฏฐา พาชัยยุทธ ๔. พันเอก เศรษฐพงศ์ มะลิสุวรรณ และ ๕. นายปิยาพันธ์ พงษ์ประดิษฐ์ ครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ครับ ของคณะรัฐมนตรีครบแล้ว ต่อไปเป็นกรรมาธิการในสัดส่วนของวุฒิสภาครับ ๑๐ คน เชิญครับ🔗

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเสนอรายชื่อ กรรมาธิการในสัดส่วนของวุฒิสภา จำนวน ๑๐ คน ดังนี้ ๑. พลเรือเอก ชุมนุม อาจวงษ์ ๒. นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ๓. พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่ ๔. รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ ๕. พลเอก นิวัตร มีนะโยธิน ๖. นางสาวเรณู ตังคจิวางกูร ๗. นางดวงพร รอดพยาธิ์ ๘. นายมณเฑียร บุญตัน ๙. นายจเด็จ อินสว่าง ๑๐. พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

สมาชิก วุฒิสภาเสนอรายชื่อ ๑๐ คน มีผู้รับรองถูกต้อง ไม่มีท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่น ต่อไป เป็นสัดส่วนของสภาผู้แทนราษฎร ผมจะอ่านให้ฟังดังนี้ พรรคเพื่อไทย จำนวน ๖ คน พรรคพลังประชารัฐ จำนวน ๕ คน พรรคภูมิใจไทย จำนวน ๓ คน พรรคก้าวไกล จำนวน ๒ คน พรรคประชาธิปัตย์ จำนวน ๒ คน พรรคชาติไทยพัฒนา จำนวน ๑ คน พรรคเสรีรวมไทย จำนวน ๑ คน เชิญเสนอตามนี้ เชิญพรรคเพื่อไทยก่อนครับ🔗

นางมนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครพนม

ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน มนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ การปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย จำนวน ๖ ท่าน ดังนี้ ๑. นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท ๒. นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ ๓. นายภาควัต ศรีสุรพล ๔. นางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ ๕. นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด ๖. นายอาหมัดบูรฮัน ติพอง ขอผู้รับรองค่ะ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ศาสตราจารย์พิเศษ พรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ครับ พรรคเพื่อไทยเสนอ ๖ คน ผู้รับรองถูกต้อง ต่อไปเป็นพรรคพลังประชารัฐครับ จำนวน ๕ คนครับ🔗

นายเกษม ศุภรานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม เกษม ศุภรานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครราชสีมา เขต ๑ ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. .... ในส่วนของ พรรคพลังประชารัฐ จำนวน ๕ ท่าน ดังนี้ ๑. นายยุทธนา โพธสุธน ๒. รองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ ๓. นายเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ ๔. นายเทอดพงษ์ หงษ์หิรัญเรือง ๕. นายภาสกร เงินเจริญกุล ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

พรรคพลังประชารัฐ จำนวน ๕ ท่าน มีผู้รับรองถูกต้อง ต่อไปเป็นพรรคภูมิใจไทยครับ จำนวน ๓ ท่านครับ🔗

นายกิตติชัย เรืองสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฉะเชิงเทรา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายกิตติชัย เรืองสวัสดิ์ สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ขอเสนอรายชื่อ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย ๓ ท่านครับ ๑. ร้อยโท ดอกเตอร์เจษฎา ศิวรักษ์ ๒. นางวารุณี พันธุมะผล ๓. นายสุทธิชัย ศรีสุนนท์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

พรรคภูมิใจไทยเสนอ ๓ ท่าน มีผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไปพรรคก้าวไกลครับ จำนวน ๒ ท่านครับ🔗

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. .... ในสัดส่วนของ พรรคก้าวไกล จำนวน ๒ คน ๑. นายไกลก้อง ไวทยาการ ๒. นายวุฒินันท์ บุญชู ขอผู้รับรอง ด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

พรรคก้าวไกลเสนอจำนวน ๒ คน มีผู้รับรองถูกต้อง ต่อไปเป็นพรรคประชาธิปัตย์ จำนวน ๒ ท่านครับ🔗

นายวิวรรธน์ นิลวัชรมณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุราษฎร์ธานี

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายวิวรรธน์ นิลวัชรมณี สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร เขต ๒ จังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญร่างพระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ๒ ท่าน ดังนี้ครับ ๑. นายสงกรานต์ จิตสุทธิภากร ๒. นายพนาสิน จึงสวนันทน์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

พรรคประชาธิปัตย์เสนอ ๒ ท่าน มีผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไปพรรคชาติไทยพัฒนา ๑ ท่าน เชิญครับ🔗

นายนิกร จำนง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นิกร จำนง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนา จำนวน ๑ ท่าน คือ นายจุลพันธ์ โนนศรีชัย ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ครับ พรรคชาติไทยพัฒนาเสนอ จำนวน ๑ ท่าน มีผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไปพรรคเสรีรวมไทย จำนวน ๑ คนเช่นกันครับ เชิญครับ🔗

นายวิรัตน์ วรศสิริน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัตน์ วรศสิริน พรรคเสรีรวมไทย สมาชิกรัฐสภา ขอเสนอกรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคเสรีรวมไทย ๑ ท่าน ขอเสนอ นายบรรณสรณ์ ผาแดง ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

พรรคเสรีรวมไทยเสนอ ๑ ท่าน มีผู้รับรองถูกต้อง ต่อไปเชิญเลขาธิการรัฐสภาอ่านรายชื่อ กรรมาธิการครับ🔗

นางสาวนภาภรณ์ ใจสัจจะ รองเลขาธิการรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน เลขาธิการรัฐสภา

รายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ การปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. .... จำนวน ๓๕ คน ดังนี้ ๑. นายจินตพันธุ์ ทังสุบุตร ๒. นางสาวพลอย เจริญสม ๓. นายณัฏฐา พาชัยยุทธ ๔. พันเอก เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ๕. นายปิยาพันธ์ พงษ์ประดิษฐ์ ๖. พลเรือเอก ชุมนุม อาจวงษ์ ๗. นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ๘. พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่ ๙. รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ ๑๐. พลเอก นิวัตร มีนะโยธิน ๑๑. นางสาวเรณู ตังคจิวางกูร ๑๒. นางดวงพร รอดพยาธิ์ ๑๓. นายมณเฑียร บุญตัน ๑๔. นายจเด็จ อินสว่าง ๑๕. พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ ๑๖. นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท ๑๗. นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ ๑๘. นายภาควัต ศรีสุรพล ๑๙. นางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ ๒๐. นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด ๒๑. นายอาหมัดบูรฮัน ติพอง ๒๒. นายยุทธนา โพธสุธน ๒๓. รองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ ๒๔. นายเนวินธุ์ ช่อชัยทิพฐ์ ๒๕. นายเทอดพงษ์ หงษ์หิรัญเรือง ๒๖. นายภาสกร เงินเจริญกุล ๒๗. ร้อยโท เจษฎา ศิวรักษ์ ๒๘. นางวารุณี พันธุมะผล ๒๙. นายสุทธิชัย ศรีสุนนท์ ๓๐. นายไกลก้อง ไวทยาการ ๓๑. นายวุฒินันท์ บุญชู ๓๒. นายสงกรานต์ จิตสุทธิภากร ๓๓. นายพนาสิน จึงสวนันทน์ ๓๔. นายจุลพันธ์ โนนศรีชัย และ ๓๕. นายบรรณสรณ์ ผาแดง🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไป ขอเชิญกำหนดระยะเวลาแปรญัตติครับ เชิญครับ🔗

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดฉะเชิงเทรา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตเรียนเสนอ ระยะเวลาแปรญัตติ ๑๕ วันครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

มีท่าน สมาชิกเสนอกำหนดเวลาแปรญัตติ ๑๕ วันนับแต่วันนี้ มีผู้ใดมีความเห็นเป็นอย่างอื่น หรือไม่ครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ไม่มี ถือว่า กำหนดระยะเวลาแปรญัตติ ๑๕ วันครับ เป็นอันจบการพิจารณาเรื่องด่วนที่ ๔🔗

ต่อไปเป็นเรื่องด่วนที่ ๕ ร่างพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงาน ในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. ....🔗

นายออน กาจกระโทก สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มการศึกษาและการสาธารณสุข

ท่านประธานครับ ผมขอหารือท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ ท่านใดครับ🔗

นายออน กาจกระโทก สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มการศึกษาและการสาธารณสุข

เรียนท่านประธานครับ ผม ครูออน กาจกระโทก สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอหารือท่านประธานในอำนาจของท่านประธานในข้อบังคับ ข้อ ๕ (๓) เพื่อสุขภาพ ของสมาชิกรัฐสภาทุกคน ตอนนี้กลิ่นสีแรงมากเลย ผมหารือท่านอยากให้ปิดการประชุมครับ เพื่อสุขภาพของสมาชิกรัฐสภาครับ🔗

นายวีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

ท่านประธาน ที่เคารพครับ พรรคพลังประชารัฐเห็นด้วยครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

วิป (Whip) พรรคพลังประชารัฐเห็นด้วย วิป (Whip) อื่นครับ วิป (Whip) รัฐบาลเห็นด้วยแล้วใช่ไหมครับ🔗

นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานครับ พรรคก้าวไกลก็เห็นด้วยครับ กลิ่นสีแรงมากครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

พรรคเพื่อไทยละครับ🔗

นายสุรทิน พิจารณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม สุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ ในฐานะสมาชิก รัฐสภาเห็นด้วยในการที่จะปิด เพราะว่ากลิ่นสีมันแรงมาก เวียนหัวแล้วครับท่านประธานครับ ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ผมก็ได้กลิ่นครับ ดังนั้นขอปิดประชุม แล้วก็เลื่อนวาระการประชุมไปครั้งต่อไปตามที่ ท่านประธานรัฐสภาจะกำหนด วันนี้ขอขอบคุณทุกท่าน ปิดประชุมครับ🔗

เลิกประชุมเวลา ๑๖.๓๖ นาฬิกา