รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ครั้งที่ ๕ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง)
วันพุธที่ ๒๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๔
ณ อาคารรัฐสภา
--------------------
ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ขณะนี้ เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา มีสมาชิกมาลงชื่อแล้ว ๒๔๙ ท่าน ยังไม่ครบองค์ประชุม องค์ประชุม จะต้องเป็น ๓๖๖ ท่าน ยังขาดอยู่อีก ๑๐๐ กว่าท่าน ขอเชิญสมาชิกลงชื่อนะครับ🔗
ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ขณะนี้เวลา ๐๙.๔๘ นาฬิกา มีสมาชิกมาลงชื่อแล้ว ๓๖๘ ท่าน องค์ประชุมคือ ๓๖๖ ท่าน ครบองค์ประชุม ผมขออนุญาตเปิดประชุม ขออนุญาตไปตามระเบียบวาระนะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว คือ🔗
๓.๓ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๘๓ และมาตรา ๙๑ ซึ่งคณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จ แล้ว พิจารณาต่อจากการประชุมเมื่อวานนี้ ผมขอเรียนท่านสมาชิกไว้ล่วงหน้านะครับว่า ไม่น่าจะยืดยาวเกินไป เราสามารถที่จะพิจารณากฎหมายที่เหลืออยู่อีกฉบับหนึ่ง คือร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมได้นะครับ เพราะกฎหมายดังกล่าวมีอยู่เพียง ๒๐ มาตรา แล้วก็มีผู้แปรญัตติเพียง ๑ หรือ ๒ ท่าน เท่านั้นเอง งานรัฐสภาจะได้ไม่มีค้างเลยแม้แต่เรื่องเดียวนะครับ ทีนี้เมื่อวานนี้เราจบลง โดยท่านประธานคณะกรรมาธิการได้แถลงต่อที่ประชุม กรณีที่คณะกรรมาธิการได้มีการ ประชุมเมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๔ พิจารณาทบทวนการปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญและ มีมติให้แก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่คณะกรรมาธิการได้เสนอมาเมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๔ ซึ่งบรรจุระเบียบวาระการประชุมรัฐสภาแล้ว จึงขอนำเสนอร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณา ทั้งนี้ตามข้อบังคับ ข้อ ๓๗ กำหนดให้ การแก้ไขเพิ่มเติมเรื่องที่ประธานรัฐสภาสั่งบรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา จะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมของที่ประชุมรัฐสภา เมื่อวานนี้ผมก็ได้จบลงเพียงเท่านี้ แล้วก็ปิดประชุม ฉะนั้นวันนี้จะดำเนินการต่อไปจากภารกิจที่ต่อจากเมื่อวานนะครับ ขอเชิญ ท่านกรรมาธิการขึ้นมาครับ🔗
รบกวนสมาชิกเข้ามานะครับ อาจจะ ต้องลงมติ เพื่อขออนุญาตตามที่ประธานคณะกรรมาธิการได้ขออนุญาตแก้ไขเพิ่มเติม ก่อนที่ จะถามมติท่านประธานคณะกรรมาธิการมีอะไรเพิ่มเติมไหมครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายไพบูลย์ นิติตะวัน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ก็ขออนุญาตเรียนต่อที่ประชุมรัฐสภาว่ารายงานที่ คณะกรรมาธิการได้ขอแก้ไขเพิ่มเติมและนำเสนอ เพื่อที่จะขอให้ท่านไปพิจารณาลงมติ ในวาระที่ ๒ นั้น ก็เป็นรายงานที่ได้มีการปรับปรุงและแก้ไข โดยจะมีการเพิ่มเติมมาตรา เพียงเฉพาะมาตรา ๘๖ เท่านั้น ซึ่งมาตรา ๘๖ นั้น เป็นมาตราที่ตามบทบัญญัติเดิมนั้นเขียน จำนวน ส.ส. ไว้ ๓๕๐ เขต ซึ่งเขียนไว้ ๓ จุด ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๖ ซึ่งคณะกรรมาธิการ เห็นว่ามีคำขอแปรญัตติมาให้ตัด ๓๕๐ เขต ให้เป็น ๔๐๐ เขต ดังนั้นคณะกรรมาธิการ จึงแก้ไขมาตรานี้ ส่วนมาตราอื่นที่ปรากฏตามเอกสารเดิม ก็คือไม่ว่าจะเป็นมาตรา ๘๕ ที่แก้จำนวนวัน ๖๐ วัน เป็น ๓๐ วันนั้น คณะกรรมาธิการทบทวนแล้วเห็นว่าไม่มีความจำเป็น ก็จึงตัดออก ไม่ได้เสนอในรายงานปรับปรุง ก็จะเสนอเพียงเพิ่มเติมมาตรา ๘๖🔗
ในประการที่ ๒ ในมาตราเรื่องบทเฉพาะกาล ทางคณะกรรมาธิการก็พิจารณา เห็นว่าบทเฉพาะกาลที่เสนอมานั้นมี ๒ บท บทท้ายก็คือในมาตรา ๔/๕ เกี่ยวกับที่จะให้ออก พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรภายใน ๑๒๐ วัน แต่ว่าถ้าในระหว่างที่ยังออกพระราชบัญญัติไม่แล้วเสร็จก็ให้เป็นอำนาจ กกต. ที่ออกประกาศนั้น คณะกรรมาธิการก็มีการทบทวนแล้วเห็นว่าเป็นบทบัญญัติที่เกินความจำเป็น แม้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกันก็ตาม แต่ว่าเกินความจำเป็น ก็จึงมีมติให้ตัดออก แต่ก็ยังคง บทเฉพาะกาลไว้เฉพาะบทที่ว่าด้วยในกรณีในวาระแรก ก็คือจะไม่นำบทตามรัฐธรรมนูญ ที่แก้ไขเพิ่มเติมนี้มาใช้บังคับ เว้นเสียแต่เป็นการเลือกตั้งทั่วไป ก็คือหมายถึงว่าถ้ามีการ เลือกตั้งซ่อมก็ถึงค่อยจะบังคับใช้ตามเดิมให้ใช้ตามเดิม แต่ถ้าเลือกตั้งทั่วไปเท่านั้นเองถึงค่อย ใช้บทของรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนั้นมาบังคับใช้ รายงานดังกล่าวจะปรากฏก็คือแก้เพิ่ม มาตราขึ้น ๑ มาตรา แล้วก็มีบทเฉพาะกาลอีก ๑ บท ซึ่งก็จะตัดมาตราต่าง ๆ ที่เคยเสนอไว้ ตั้งแต่คราวที่แล้วออกไปเป็นจำนวน ๔-๕ มาตรา ก็เลยกราบเรียนท่านประธานเพื่อที่จะ เป็นประโยชน์ต่อท่านสมาชิก ผมเลยขออนุญาตนำรายงานคณะกรรมาธิการมาเสนอ ให้ที่ประชุมพิจารณา แล้วพร้อมกันนั้นก็เป็นไปตามข้อบังคับ ข้อ ๓๔ ประกอบข้อ ๗๕ ข้อ ๗๕ ก็คือกรรมาธิการในที่ประชุมนั้นอาจจะมีประเด็นที่ขอแก้ไข ก็ขออนุญาตต่อที่ประชุม ตามข้อบังคับ ข้อ ๗๕ ด้วย ก็ขอกราบเรียนท่านประธานเพียงเท่านี้ครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการครับ ที่ต้องถามมติเพราะไม่แน่ใจว่าเราจะเห็นด้วยหรือไม่ แต่ว่าอาจจะถามได้ก่อนสักนิดหนึ่งว่า พวกเราขัดข้องไหมที่ท่านประธานกรรมาธิการจะขออนุญาตนำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อเข้าพิจารณา ที่ประชุมขัดข้องไหมครับ🔗
ขออนุญาตครับ🔗
พลเอก เลิศรัตน์เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตให้ข้อสังเกตในประเด็นที่กรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญได้ขอเปลี่ยนแปลงร่างที่นำมาเสนอต่อรัฐสภาใหม่ เมื่อวานผมได้ฟังการอภิปราย เยอะแยะนะครับ มีการพูดถึงนิติวิธี ประเพณีนิยมต่าง ๆ มากมาย แต่สิ่งที่เราควรจะต้อง ตระหนัก ร่างรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเป็นกฎหมายที่สูงสุดของประเทศ ที่บังคับใช้กับพี่น้องประชาชนทุกคน เป็นแม่บทของกฎหมายทั้งหลายที่มีอยู่ในประเทศไทย เพราะฉะนั้นการจะดำเนินการยกร่างเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมจึงได้มีบทเฉพาะของมันขึ้นมา ซึ่งอยู่ในหมวด ๘ การเสนอและการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม แยกต่างหาก จากการพิจารณากฎหมายอื่น ๆ มีขั้นตอนต่าง ๆ ตั้งแต่ข้อ ๑๑๓ อันนี้พูดถึงในข้อบังคับ การประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๓ ครับ ผมอยากให้ท่านสมาชิกและกราบเรียนท่านประธาน ได้ดูในข้อ ๑๒๕ และข้อ ๑๒๖ ข้อ ๑๒๕ ขออนุญาตอ่านนะครับ เมื่อคณะกรรมาธิการ ได้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเสร็จแล้ว ให้เสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนั้น โดยแสดงร่างเดิมและการแก้ไขเพิ่มเติม พร้อมทั้งรายงานต่อประธานรัฐสภา รายงานนั้น อย่างน้อยต้องระบุว่าได้มีหรือไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมในมาตราอะไรบ้าง แล้วถ้ามีการแปรญัตติ มติของคณะกรรมาธิการเกี่ยวด้วยการแปรญัตตินั้นเป็นประการใด หรือมีการสงวนคำแปรญัตติ ของผู้แปรญัตติ หรือมีการสงวนคำแปรญัตติของผู้แปรญัตติ หรือมีการสงวนความเห็นของ กรรมาธิการก็ให้ระบุไว้ในรายงานด้วย ข้อ ๑๒๖ เมื่อประธานรัฐสภาได้รับร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ผมขีดเส้นใต้นะครับ เมื่อประธานรัฐสภาได้รับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม และรายงานของกรรมาธิการตามข้อ ๑๒๕ แล้ว ให้บรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา ภายใน ๑๕ วัน กำหนดวันดังกล่าวให้หมายถึงวันในสมัยประชุม ที่ผมกราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาใน ๒ ข้อนี้ เพื่อย้ำให้เห็นถึงความสำคัญ ผมเองก็เป็นกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับ การประชุมนี้ด้วย เมื่อปี ๒๕๕๔ ผมเป็นกรรมาธิการในการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมปี ๒๕๕๐ เรามาแก้ในปี ๒๕๕๔ ก็ดำเนินการอย่างเรียบร้อยตามขั้นตอนไม่มีปัญหาอะไร ประเด็นที่ผม อยากจะกราบเรียน คือว่าการที่กรรมาธิการมามีมติเมื่อวานอย่างฉุกละหุก เพื่อขอแก้ไขร่าง ตัดออกไปมากกว่าครึ่งหนึ่ง เพื่อจะนำเสนอให้กับสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดได้พิจารณา ในเช้าวันนี้ จนถึงเวลานี้ก็ยังไม่เห็นร่างว่าท่านแก้อย่างไรบ้าง ผมไม่แน่ใจว่ากระบวนการ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ🔗
ผมขออนุญาตนิดเดียวนะครับ เจ้าหน้าที่ครับ ถ้ายังไม่แจก กรุณาแจกเอกสารนะครับ กรุณาครับ เชิญท่านต่อครับ🔗
ขออนุญาต อีกนิดเดียวครับท่านประธาน🔗
เชิญต่อครับ🔗
ขออนุญาต อีกนิดเดียวครับท่านประธาน ในข้อ ๓๗ ซึ่งท่านประธานได้บอกว่าทางประธานกรรมาธิการ ขอใช้ข้อนี้เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมญัตติหรือการเสนอญัตติ ที่ประธานรัฐสภาสั่งบรรจุเข้าระเบียบ วาระการประชุมรัฐสภา จะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมของที่ประชุมรัฐสภา ผมมั่นใจ ว่าข้อนี้ไม่ได้เขียนไว้เพื่อนำมาใช้กับการเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมอย่างที่เรา ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ พวกเราไม่เห็นร่าง เราแปรญัตติเราก็ยังไม่เห็นร่างที่สมบูรณ์ วันนี้ร่างที่สมบูรณ์นั้นก็ถูกแปลงร่างไปอีก สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนเป็นประเด็นสุดท้ายคือ ในเมื่อผมได้เห็นว่ากระบวนการนี้ก็อาจจะไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญแน่นอน มีคนยื่นแน่นอน การแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ จาก ๒ มาตราเพื่อนำมาบังคับใช้กับรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เปลี่ยนแปลงจำนวน เปลี่ยนแปลงวิธีการได้มาซึ่ง ส.ส. บัญชีรายชื่อ ท่านก็จะโดนกับดักของ กระบวนการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีก ๑ ประเด็น ซึ่งผมก็มีข้อเสนอว่าผมเองก็เคยนั่งอยู่ บนบัลลังก์ด้านโน้น อะไรที่เราคิดว่าเราอยากจะแก้ไขในสิ่งที่เราทำมาแล้ว เราก็แก้ไข ในระหว่างที่มีการพิจารณา เมื่อถึงข้อนั้น เมื่อถึงมาตรานั้น ท่านประธานก็สามารถที่จะบอกว่า กรรมาธิการขอตัดออก ขอตัดคำนี้ออก ขอตัดข้อนี้ออกได้ แล้วใช้มติที่ประชุม🔗
กรุณาสรุปครับ🔗
ก็เลยกราบเรียนว่า น่าจะใช้วิธีที่ผมนำเรียนเสนอ ก็คือดำเนินการในแต่ละมาตรา ถึงเวลานั้นแล้วจะขอตัดอะไร ไม่ใช่นำร่างใหม่มาให้สภาพิจารณา ขอบพระคุณครับ🔗
ขอเชิญท่านณัฐวุฒิ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเอาคำตอบสุดท้ายก่อนนะครับว่าผมไม่เห็นด้วย และไม่อาจยอมรับการบังคับใช้ข้อบังคับรัฐสภาในข้อ ๓๗ ผมขออนุญาตท่านประธาน นิดเดียวครับในฐานะผู้มีส่วนได้เสียในผู้แปรญัตติ ผมเรียนท่านประธานแบบนี้ว่าในข้อ ๓๗ นั้น เขียนชัดเจนว่าเป็นเรื่องของกรณีการถอนญัตติหรือถอนระเบียบวาระการประชุมวาระนี้ ออกไปก่อน ถามว่าเพราะอะไร เมื่อเช้าผมกระหืดกระหอบมาเพื่อมาขอดูสิว่าร่างที่ท่าน ไปแก้ไขเมื่อวานนี้ ถึงแม้ยังมีการตีการความกันอยู่ว่ากระบวนการเมื่อวานนี้ชอบด้วย ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในการแก้ไขหรือไม่ ที่ต้องกระหืดกระหอบมาดูเพราะว่าเล่ม ของท่านเมื่อวานกับฉบับเช้านี้ที่เพิ่งได้รับมานี้ ในกรณีของผู้แปรญัตติยังมีข้อความที่ติดหลง อยู่เยอะเลย ผมเรียนท่านประธานเป็นตัวอย่างของผมนิดเดียว ผมไม่อาจแปรญัตติ เกินไปกว่าหลักการที่มีการรับมาได้ ผมจึงจำเป็นต้องแปรญัตติเฉพาะมาตรา ๓ และมาตรา ๔ ของการแก้ไขเท่านั้น ปรากฏกรรมาธิการไปยัดผมครับ เอาข้อความที่ผมแปรญัตติไปใส่ มาตรา ๓/๑ ไปใส่มาตรา ๓/๒ ไปใส่มาตรา ๓/๓ ซึ่งผมไม่ได้แปร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณี มาตรา ๓/๓ ซึ่งรายงานฉบับนี้เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๖ แต่ข้อความของผม เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๐ ซึ่งอยู่ในมาตรา ๓ ท่านเอาผมไปยัดในมาตรา ๓/๓ แล้วจะอภิปรายอย่างไร ฉะนั้นหากเมื่อวานการที่ท่านประชุมเพื่อแก้ไขข้อความที่ผิดพลาด ทั้งหมดหรือผิดหลงทั้งหมด ผมยอมรับได้ถ้าหน้าตาของวันนี้จะออกมาใกล้เคียงกัน แต่ปรากฏว่าหน้าตาของวันนี้ยังเหมือนเดิมเป๊ะทุกประการ มีแต่เฉพาะประเด็นตอนท้าย ที่มีการลงมติกันมาว่า ๑๑ มาตราที่แก้ไขนั้น เหลือแต่เพียง ๔ มาตรา หรือ ๖ มาตรา ฉะนั้นในภาพรวมครับท่านประธาน ยิ่งถ้าไปอ้างข้อบังคับ ข้อ ๗๕ ยิ่งไปกันใหญ่เลยครับ เหตุผลส่วนใหญ่ต้องตรงกับที่ พลเอก เลิศรัตน์ ท่านได้พูดไปแล้ว เพราะข้อ ๗๕ นั้นพูดถึง การแก้ไขในสภาแห่งนี้เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมเพียงเล็กน้อย ประสบการณ์ที่ผมอยู่มา ๒ ปีกว่า ท่านก็จะเห็นได้ว่ามีการขอพักการประชุม มีการขอถอนออกไปก่อน มีการแก้ไขข้อความ แล้วให้สภาเป็นผู้ตัดสินใจว่ารับได้หรือไม่ได้ ฉะนั้นด้วยความเคารพครับท่านประธาน ถ้าท่าน จะอ้างการดำเนินการในวันนี้ต่อ เป็นไปได้หรือไม่ที่ท่านจะใช้ข้อ ๓๗ ข้อ ๓๗ แห่งนี้ ไม่ใช่การบอกว่าจะให้ที่ประชุมยอมรับแล้วเดินหน้านะครับ แต่เป็นการถอนญัตติที่บรรจุ ในระเบียบวาระ แล้วท่านเอาไปแก้ให้สมบูรณ์ เพราะมิฉะนั้นผมไม่อาจอภิปรายได้ครับ ร่างของผมยังถูกยัดอยู่ในมาตรา ๓/๑ มาตรา ๓/๒ มาตรา ๓/๓ เยอะแยะไปหมด แล้วเนื้อหาไม่ตรงกัน ด้วยความเคารพครับท่านประธาน การแก้ไขรัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติ เป็นการเฉพาะ เมื่อวานผมอภิปรายแบบท่าน พลเอก เลิศรัตน์ แล้วสิ่งเหล่านี้ไม่อยากให้ ผิดพลาดจนนำไปสู่การมีปัญหาในระยะยาวต่อเพื่อนสมาชิกทุกคน ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณนะครับ ข้อเสนอเมื่อสักครู่นี้ คือข้อเสนอ ข้อ ๓๗ ไม่ใช่ข้อ ๗๕ ครับ🔗
ท่านประธานครับ นิดเดียวครับ ท่านไพบูลย์พูด ข้อ ๗๕ ด้วยครับท่านประธาน🔗
เชิญท่านศุภชัยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมจะขอกราบเรียนต่อท่านประธานว่าผมจะไม่อภิปรายประเด็นในเนื้อหาใด นอกจากจะเรียนว่าผมเป็นรองประธานคนที่สามในคณะกรรมาธิการคณะนี้ และมีสมาชิก ของพรรคภูมิใจไทยเป็นกรรมาธิการอยู่อีก ๓ ท่านที่ได้รับการเสนอไป อยากจะเรียนว่า เมื่อวานผมไม่ได้เข้าประชุม แล้วอยากให้ที่ประชุมนี้ได้บันทึกว่าผมและพรรคภูมิใจไทย ไม่ได้เข้าร่วมประชุมในการเรียกประชุมด่วนเมื่อวาน เพราะเรามีความเห็นว่าการนัดประชุม เมื่อวานไม่ได้ดำเนินการให้เป็นไปโดยชอบด้วยข้อบังคับการประชุมรัฐสภา คือที่ระบุว่า ในกรณีเร่งด่วนจะต้องแจ้งนัดประชุมไม่น้อยว่า ๑ วัน พวกเราก็เลยไม่ได้เข้าไป แล้วผมก็เกรงว่า การประชุมเมื่อวานตอนเข้าอาจจะเป็นการผิดข้อบังคับซ้ำ ก็ขอให้บันทึกว่าเมื่อวานที่ประชุมกัน ถูกหรือผิดผมไม่ทราบ แต่ว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ได้เข้าไปร่วมประชุมด้วย ขออนุญาตกราบเรียน แค่นี้ครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณทุกฝ่ายนะครับ ขอเรียนว่า ที่ท่านประธานกรรมาธิการเสนอเข้ามานั้น เป็นการขอแก้ไขเพิ่มเติมญัตติหรือการที่ประธาน ได้สั่งบรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมสภาแล้ว ซึ่งจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับความยินยอม ของที่ประชุมรัฐสภา อันนี้ก็คือประเด็นนะครับ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตพวกเรา ขอเข้ามา เพื่อขออนุญาตให้เป็นไปตามข้อบังคับ ข้อ ๓๗ ครับ🔗
ท่านสมาชิกกรุณาเข้ามาเพื่อแสดงตน ระหว่างแสดงตนนี้ ท่าน ส.ว. เสรี ขออนุญาตนะครับ เชิญเลยครับ ท่านสมาชิกกรุณา แสดงตนครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตแสดงความเห็นนิดเดียวครับ🔗
เชิญเลยครับ🔗
คือต้องกราบเรียนด้วย ความเคารพผมกลาง ๆ นะครับ ไม่อยู่ในข้อได้เสียส่วนของพรรคใด ข้อเสนอที่กรรมาธิการ แก้ไขมานี้ ผมก็เป็นห่วงเป็นใย ผมก็อยากให้ข้อเสนอที่เรากำลังพิจารณาอยู่นี้สามารถผ่านพ้น ลุล่วงไปด้วยความถูกต้อง ไม่ขัดแย้ง ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ เพียงแต่ว่าสิ่งที่ กรรมาธิการได้แจกเอกสารส่วนที่แก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวนี้ ก็ต้องขออนุญาตชี้ให้เห็น นิดหนึ่งว่าสิ่งที่ท่านได้แก้มานี้มันก็ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์🔗
ท่านเสรีครับ ในส่วนของสาระ เราค่อยอภิปรายกันอีกทีนะครับ ตอนนี้ก็จะเป็นประเด็นเรื่องขออนุญาตให้กรรมาธิการ นำเสนอร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมในญัตติที่ได้บรรจุระเบียบวาระไว้แล้วตามข้อ ๓๗ ส่วนสาระนั้นสมบูรณ์ ไม่สมบูรณ์อย่างไร ก็จะขออนุญาตให้อภิปรายต่อไปครับ🔗
พอดีผมฟังท่านประธาน ไม่ค่อยชัดเท่าไร ก็พยายามจับ ๆ เสียงดูนะครับ🔗
ผมเรียนว่าในส่วนของสาระที่มีการ แก้ไขเป็นอย่างไรนั้นเราจะพิจารณากันอีกทีหนึ่งครับ ในขณะนี้ประเด็นมีเพียงว่าจะอนุญาต ให้กรรมาธิการนำเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมที่เราบรรจุไว้แล้วตามข้อ ๓๗ ได้หรือไม่ ส่วนประเด็นที่ท่านเสรีพูดถึงนั้นอนุญาตครับ🔗
ใช่ครับ ตรงกันครับ ท่านประธาน เพียงแต่ผมเท้าความนิดหนึ่งเพื่อให้ได้เข้าใจกันว่า อย่างที่ผมกราบเรียนว่าผม ก็อยากให้อะไรที่มันเดินไปราบรื่น แต่ถ้าหากว่าเสนอแก้มาแบบนี้มันจะเกิดประเด็นขัดแย้ง ทั้งกระบวนการที่ลงมติไปเมื่อวาน ทั้งข้อติดใจของสมาชิก ทั้งพรรค ทั้งเขต ทั้งพรรค หลาย ๆ พรรค เพราะฉะนั้นข้อที่กรรมาธิการเสนอมานี้ ที่บอกว่าไม่ค่อยสมบูรณ์คือใจจริง ผมอยากให้กรรมาธิการถ้าจะแก้ตรงนี้ให้ไปดูให้รอบคอบอีกสักหน่อย เพราะว่าพอแก้มา อย่างนี้ มันก็ขัดแย้งในเนื้อหาด้วย ในกระบวนการด้วย แต่เมื่อท่านประธานทักท้วงขอให้ ไปว่าในรายละเอียด ก็ได้ครับท่านประธานจะได้เร็วขึ้น ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ🔗
สมาชิกกรุณากดบัตรแสดงตนนะครับ🔗
ประเด็นในขณะนี้คือประเด็นเรื่องที่ กรรมาธิการได้นำเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม จากฉบับเดิมที่ได้บรรจุระเบียบ วาระไว้แล้ว ซึ่งก็อาศัยข้อบังคับ ข้อ ๓๗ ว่าการแก้ไขเพิ่มเติมญัตติที่ประธานรัฐสภาสั่งบรรจุ เข้าระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา จะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมของที่ประชุม รัฐสภา อันนี้ก็คือประเด็นที่ต้องขออนุญาตจากที่ประชุม ไม่ได้เป็นการปรับปรุงถ้อยคำ ซึ่งปกติแล้วถ้าเป็นการปรับปรุงถ้อยคำก็ไม่ต้องขออนุญาตครับ ท่านสมาชิกกดบัตรแสดงตน พร้อมแล้วนะครับ ถ้าพร้อมแล้ว ก็ปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตน ในขณะนี้ ๔๒๗ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗
ก็ขอถามมติว่าที่ประชุมจะเห็นชอบ ให้คณะกรรมาธิการนำเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อให้ที่ประชุมรัฐสภา พิจารณาหรือไม่ ถ้าเห็นชอบกรุณา กดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าไม่เห็นชอบ กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗
๑๕๖ ไม่เห็นด้วยครับ🔗
เจ้าหน้าที่บันทึกไว้ด้วยครับ ท่านสมาชิก ที่เพิ่งเข้ามาเชิญนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ๐๐๒ กนก วงษ์ตระหง่าน เห็นด้วยครับ🔗
บันทึกไว้ด้วยครับ🔗
ท่านประธานคะ ๓๙๑ สมหญิง บัวบุตร เห็นด้วยค่ะ🔗
ยังไม่ได้ปิดการลงมตินะครับ ขออนุญาตให้เวลาเพื่อน ๆ ที่เพิ่งเข้ามานะครับ🔗
ท่านประธานครับ ๑๓๘ ไม่เห็นด้วยครับ🔗
บันทึกไว้ด้วยครับ🔗
ท่านประธานครับ ๓๗ เกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม เห็นด้วยครับ🔗
สมาชิกพร้อมนะครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ๒๕๒ นายพีระเพชร ศิริกุล เห็นด้วยครับ🔗
ตามข้อบังคับนั้นเมื่อสั่งปิดการลงมติแล้ว ก็ลงใหม่ไม่ได้นะครับ ลงอีกไม่ได้ครับ ฉะนั้นก็ให้เวลาก่อนสั่งปิดการลงมติ สมาชิกพร้อม นะครับ ขอปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๔๘๐ ท่าน บวกกับที่แจ้งมาทางเสียง ๖ ท่าน ก็เป็น ๔๘๖ ท่าน เห็นด้วย ๓๕๓ ท่าน บวก ๔ ท่าน เป็น ๓๕๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๔๑ ท่าน บวก ๒ ท่าน เป็น ๔๓ ท่าน งดออกเสียง ๘๖ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี มติที่ประชุม เห็นด้วย อนุญาตให้กรรมาธิการนำฉบับแก้ไขเข้ามา ผมขออนุญาตเป็นตัวเลขของเจ้าหน้าที่ นะครับ ตัวเลขเจ้าหน้าที่ เห็นด้วย ๓๕๓ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๔๑ ท่าน งดออกเสียง ๘๖ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี รวมบวกกับผู้ที่ประกาศทางเสียงก็จะเป็นว่าเห็นด้วย ๓๕๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๔๒ ท่าน งดออกเสียง ๘๖ ท่าน🔗
มติที่ประชุมเห็นชอบให้กรรมาธิการ เสนอแก้ไขเข้ามาได้ครับ ต่อไปก็จะดำเนินการไปตามวาระ การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ก็จะเริ่มต้นด้วย ชื่อร่าง คำปรารภ แล้วพิจารณาเรียงตามลำดับมาตราจนจบร่าง เป็นไปตามข้อบังคับ ข้อ ๑๒๗ สำหรับการอภิปรายนั้นก็จะอนุญาตให้กรรมาธิการที่สงวนความเห็นและสมาชิก ที่แปรญัตติก่อน ส่วนสมาชิกที่อภิปรายเนื่องจากมีการแก้ไขก็จะติดตามมา ในการลงมติกรณีนี้ ยึดเอาเสียงข้างมากเป็นประมาณ ไม่ได้กำหนดไว้เหมือนวาระที่ ๑ หรือวาระที่ ๓ ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ก่อนที่ท่านเลขาธิการจะดำเนินการ ขอเชิญเลยครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายไพบูลย์ นิติตะวัน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๘๓ และมาตรา ๙๑ ขอรายงานต่อที่ประชุมรัฐสภา ดังนี้🔗
ตามที่ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ในครั้งที่ ๒ (สมัยประชุมสามัญประจำปี ครั้งที่หนึ่ง) วันพุธที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๖๔ และครั้งที่ ๓ (สมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) วันพฤหัสบดีที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๔ และวันศุกร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๔ ได้พิจารณาและลง มติรับหลักการแห่งร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช.... แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๘๓ มาตรา ๙๑ ที่ท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ ได้มีการลงมติตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นคณะหนึ่ง ซึ่งมีกำหนดการแปรญัตติ ภายใน ๑๕ วันนั้น ท่านประธานและท่านสมาชิกครับ บัดนี้คณะกรรมาธิการได้พิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวเสร็จแล้ว โดยปรากฏผลการ พิจารณาเป็นดังนี้🔗
ในประการที่ ๑ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ มีท่านสมาชิกรัฐสภาเสนอคำแปรญัตติ จำนวน ๔๘ ฉบับ รวมจำนวนสมาชิกรัฐสภาเสนอ คำแปรญัตติทั้งสิ้น ๕๔ ท่าน โดยแบ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน ๕๐ ท่าน และสมาชิกวุฒิสภา จำนวน ๔ ท่าน🔗
ในประการที่ ๒ ในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ คณะกรรมาธิการได้ให้ความสำคัญกับคำแปรญัตติของสมาชิกรัฐสภา โดยได้นำคำแปรญัตติทุกฉบับมาประกอบการพิจารณาอย่างละเอียด โดยที่ประชุม คณะกรรมาธิการได้มอบหมายให้ ท่านนิกร จำนง เลขานุการคณะกรรมาธิการและ ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมาธิการดำเนินการตรวจสอบคำแปรญัตติร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยฉบับแก้ไขเพิ่มเติมนี้ แล้วเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการ เพื่อพิจารณา ซึ่งการตรวจสอบคำแปรญัตติทุกฉบับนั้น คณะกรรมาธิการพบว่าสมาชิก รัฐสภาส่วนใหญ่ได้เสนอคำแปรญัตติ โดยเป็นการเสนอให้เพิ่มมาตราขึ้นใหม่ นอกเหนือจาก มาตรา ๘๓ และมาตรา ๙๑ ของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาได้ลงมติรับหลักการ🔗
ในประการที่ ๓ ที่ประชุมคณะกรรมาธิการพิจารณาเห็นว่าคำแปรญัตติของ สมาชิกรัฐสภาที่เสนอเพิ่มมาตราขึ้นใหม่ นอกเหนือจากมาตรา ๘๓ และมาตรา ๙๑ นั้น เป็นการเสนอแก้ไขเพิ่มเติมมาตราที่เกี่ยวเนื่องกับหลักการของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งเป็นการเสนอคำแปรญัตติที่ชอบด้วยข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อ ๑๒๔ วรรคสาม ที่บัญญัติไว้ว่าการแปรญัตติเพิ่มมาตราขึ้นใหม่ หรือตัดทอน หรือแก้ไขมาตราเดิม ต้องไม่ขัดกับหลักการแห่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เว้นแต่การแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ที่เกี่ยวเนื่องกับหลักการนั้น ซึ่งเป็นหลักการที่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับการแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๘๓ และมาตรา ๙๑ ของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ประชุมร่วมรัฐสภาได้ลงมติรับหลักการ🔗
ในประการที่ ๔ ในการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม ในแต่ละมาตรานั้นคณะกรรมาธิการได้นำคำแปรญัตติของสมาชิกรัฐสภา ทุกฉบับที่เสนอเพิ่มมาตราขึ้นใหม่ และมีหลักการสัมพันธ์โดยตรงกับการแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๘๓ และมาตรา ๙๑ มาพิจารณา ปรากฏผลดังนี้ ในการเพิ่มความเป็นร่างมาตรา ๓/๑ เป็นการแก้ไขมาตรา ๙๖ ซึ่งเป็นการแก้ไขจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขออภัยครับ ในการเพิ่มความเป็นร่างมาตรา ๓/๑ นั้นเป็นการแก้ไขมาตรา ๘๖ ขออภัยครับ มาตรา ๘๖ นะครับ ซึ่งเป็นการแก้ไขจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้สัมพันธ์กับการแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๓ ซึ่งเป็นการแก้ไขมาตรา ๘๓ โดยตรง มีความสัมพันธ์โดยตรง เพราะมาตรา ๘๓ เขียนไว้ ๔๐๐ เขต ส่วนมาตรา ๘๖ เดิมนั้น เขียนไว้ ๓๕๐ เขต จึงจำเป็นต้องแก้ไขให้เป็น ๔๐๐ เขต🔗
ในประการที่ ๒ มีการเพิ่มความเป็นร่างมาตรา ๔/๑ ขึ้น เป็นการเพิ่ม บทเฉพาะกาลเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกัน เพื่อรองรับการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวกับ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ คือต้องแก้เพื่อที่จะให้ร่างรัฐธรรมนูญนี้ใช้กับการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นเท่านั้น ถ้ามีการเลือกตั้งซ่อมขึ้น ในระหว่างนี้ก็ยังไม่นำมาใช้บังคับ เพราะเกี่ยวกับเรื่องจำนวนเขต ที่มีการแบ่งจำนวนเขตแตกต่างกัน🔗
อนึ่ง รูปแบบการจัดกลุ่มคำแปรญัตติของสมาชิกรัฐสภาที่ปรากฏในรายงาน ของคณะกรรมาธิการฉบับนี้ แตกต่างจากรายงานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างกฎหมายทั่วไป เนื่องจากคณะกรรมาธิการได้ให้ความสำคัญกับเนื้อหาเลขมาตราของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เป็นหลัก อาทิ มาตรา ๘๓ มาตรา ๘๖ มาตรา ๙๑ ดังนั้นการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภา ผู้สงวนคำแปรญัตติ โดยเฉพาะมาตราที่คณะกรรมาธิการเพิ่มมาตราขึ้นใหม่ประกอบเป็น มาตรา ๓/๑ และมาตรา ๔/๑ ขอให้สมาชิกรัฐสภาผู้สงวนคำแปรญัตติยึดเนื้อหาเลขมาตรา ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เป็นหลัก ทั้งนี้ตามที่คณะกรรมาธิการจัดเตรียมเอกสารประกอบ การพิจารณา เพื่อเสนอขออนุญาตต่อท่านประธานรัฐสภาแจกให้ท่านสมาชิกรัฐสภา โดยเจ้าหน้าที่สำนักการประชุมได้วางเอกสารให้แก่ท่านสมาชิกทุกท่านแล้วนั้น คณะกรรมาธิการ ขออนุญาตยกเลิกเอกสารชุดดังกล่าว หมายถึงชุดเดิม เนื่องจากมีการแก้ไขเพื่อให้สอดคล้อง กับการพิจารณาปรับปรุงเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญและรายงานของคณะกรรมาธิการ ดังนั้น คณะกรรมาธิการจึงขออนุญาตท่านประธานรัฐสภา ซึ่งท่านประธานได้ให้ที่ประชุมลงมติ ให้อนุญาตแล้ว แจกเอกสารประกอบการพิจารณาฉบับใหม่ จำนวน ๓ ฉบับ ใบแทรกรายการ เพิ่มเติมรายงานของคณะกรรมาธิการ จำนวน ๑ ฉบับ และใบแทรกเอกสารประกอบ จำนวน ๑ ฉบับ รวมจำนวน ๕ ฉบับ ดังนี้🔗
๑. คำชี้แจงประกอบการเสนอรายงานของคณะกรรมาธิการพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับใหม่ จำนวน ๓ ฉบับ ขอโทษครับ แก้ไขเพิ่มเติม คำชี้แจงนะครับ แก้ไขมาตรา ๘๓ มาตรา ๙๑ ฉบับปรับปรุงแก้ไข ในวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๔ ซึ่งขณะนี้คงแจกไปอยู่ที่ท่านสมาชิกแล้ว ต้องดูนะครับ เป็นฉบับปรับปรุงแก้ไข วันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๔ นะครับ🔗
๒. ตารางเปรียบเทียบร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๘๓ และมาตรา ๙๑ ฉบับคณะกรรมาธิการ พิจารณาเสร็จแล้วกับร่างรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๖๐ พร้อมเหตุผลการแก้ไข ฉบับปรับปรุงแก้ไข ในวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๔🔗
๓. สรุปข้อมูลการยื่นคำแปรญัตติร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมของสมาชิกรัฐสภา ตามข้อบังคับการประชุม พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อ ๒๔ ซึ่งก็ปรากฏ ในฉบับปรับปรุงด้วย🔗
๔. ใบแทรกรายงานเพิ่มเติมของคณะกรรมาธิการในหน้า ๑๐ เนื่องจาก พิมพ์ตกหล่นโดยขอเพิ่มคำว่า นายณัฐวุฒิ ในบรรทัดที่ ๑ และแก้ไขเพิ่มเติม ตัวร่าง รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม หน้า ๒ ร่างมาตรา ๔/๑ มีความดังนี้🔗
มาตรา ๔/๑ ในวาระเริ่มแรกมิให้นำบทบัญญัติ มาตรา ๘๓ มาตรา ๘๖ และ มาตรา ๙๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้ มาใช้บังคับจนกว่าจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปครั้งแรก ภายหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ในระหว่างที่ยังมิให้นำบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้มาใช้บังคับตามวรรคหนึ่ง ให้บทบัญญัติของมาตราดังกล่าวก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้และพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ตราขึ้น เพื่อให้เป็นไปตาม บทบัญญัตินั้นยังคงนำมาใช้บังคับต่อไป🔗
ที่ผมอ่านมานั้นเป็นความในมาตรา ๔๑ ที่แก้ไขล่าสุด แล้วในเอกสารชุดที่ ๕ ก็คือใบแทรกตารางเปรียบเทียบร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมนั้น ฉบับคณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ พร้อมเหตุผลของการแก้ไข ซึ่งเป็นฉบับปรับปรุงแก้ไขในวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๔ ในหน้า ๗ เพื่อให้เนื้อหาที่ปรากฏในร่างมาตรา ๔/๑ ตรงกับใบแทรกแก้ไขเพิ่มเติมตัวร่าง รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม หน้า ๒ ร่างมาตรา ๔/๑ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต ท่านประธานให้แจกเอกสารทั้ง ๔ ฉบับดังกล่าวข้างต้น แล้วท่านประธานได้ถามมติ ในที่ประชุมได้เห็นความเห็นชอบไปแล้ว เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาท่านสมาชิก รัฐสภา ดังนั้นผมก็นำเสนอในการนำสู่การพิจารณาในวาระที่ ๒ ในนามของคณะกรรมาธิการ เพียงเท่านี้ ขอขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ก็ได้สั่งให้แจก เอกสารไปก่อนแล้วครับ ท่านเลขาธิการดำเนินการไปตามลำดับระเบียบวาระครับ🔗
ชื่อร่างรัฐธรรมนูญ ไม่มีการแก้ไข คำปรารภ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๑ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๒ มีการแก้ไข🔗
ท่านสมาชิกที่เคารพครับ เนื่องจาก มาตรา ๒ มีการแก้ไข ก็ต้องขอถามมติที่ประชุมว่าจะให้มีการแก้ไขตามที่กรรมาธิการแก้ไข หรือไม่ ขอเชิญสมาชิกกรุณาแสดงตนนะครับ🔗
ตรวจสอบองค์ประชุมก่อนที่จะ ลงมติมาตรา ๒ ครับ ท่านสมาชิกที่เข้ามาแล้ว กรุณากดบัตรแสดงตนตรวจสอบองค์ประชุม ตามข้อบังคับครับ🔗
ท่านสมาชิกพร้อมพอสมควรแล้ว ปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตนขณะนี้ ๔๖๐ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗
จะขอถามมติที่ประชุมว่าผู้ใดเห็นด้วย กับคณะกรรมาธิการที่มีการแก้ไข โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วย กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗
สมาชิกพร้อมนะครับ ขอปิดการลงมติ จำนวนผู้ลงมติ ๔๙๒ ท่าน เห็นด้วย ๔๐๙ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๗๕ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๘ ท่าน🔗
มติที่ประชุมเห็นด้วยตามที่ กรรมาธิการกรรมาธิการแก้ไข เชิญเลขาธิการต่อครับ🔗
มาตรา ๓ แก้ไขมาตรา ๘๓ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗
มาตรา ๓ มีการแก้ไข และมีกรรมาธิการ สงวนความเห็นที่เสนอชื่อมา ๑ ท่าน มีผู้แปรญัตติเสนอชื่อมา ๔ ท่าน ขอเชิญกรรมาธิการ ที่สงวนความเห็น คุณธีรัจชัย พันธุมาศ ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก รัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและเป็นกรรมาธิการผู้สงวนความเห็น ท่านประธาน ที่เคารพครับ ในส่วนของมาตรา ๘๓ นั้น ทางกรรมาธิการได้มีการยืนยันตัวเลข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต จำนวน ๔๐๐ คน และแบบบัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน ส่วนกระผมเห็นว่าไม่ควรที่จะมีการแก้ไข ควรจะใช้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต ๓๕๐ คน สมาชิกแบบบัญชีรายชื่อ ๑๕๐ คน ขอเรียนเบื้องต้นอันแรกอาจจะไม่เกี่ยวกับ ตรงนี้ก่อน อันแรกคือเป็นเรื่องของกรณีของร่างที่ผ่านรัฐสภา ซึ่งจะต้องบรรจุหลักการและ เหตุผลไป ผมเรียนอย่างนี้นะครับว่าในส่วนหลักการและเหตุผลของร่างที่ผ่านสภาฉบับนี้ เขียนว่าหากมีการกำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน ๔๐๐ คน ก็จะทำให้การดูแล ปัญหามีความใกล้ชิด ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แต่ในร่างที่ผ่านสภา ผ่านกรรมาธิการนั้น เขียนว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีทั้งหมด จำนวน ๕๐๐ คน🔗
ประการที่ ๑ ผมตั้งคำถามแก่รัฐสภาแห่งนี้ว่าเราจะปล่อยให้ร่างอย่างนี้ ซึ่งเป็นร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญกฎหมายสูงสุดของประเทศให้มันขัดกันอย่างนี้หรือ ถ้าเป็น อย่างนี้อาจจะเป็นที่อับอายกับลูกหลานเรา คนรุ่นหลังที่จะเข้ามาดูว่าการทำกฎหมายสูงสุด ของประเทศทำไมถึงเป็นเช่นนี้ เราจะปล่อยให้เป็นอย่างนี้หรือไม่ผมไม่เห็นด้วยที่ให้คาไว้ แบบนี้ อยากให้รัฐสภาแห่งนี้หาทางแก้ไขให้ถูกต้องจะได้ไม่ต้องอับอายไปชั่วลูกชั่วหลาน🔗
ประการที่ ๒ ในส่วนของที่ผมเห็นว่าเราไม่ควรจะเปลี่ยน คือสัดส่วนของ ส.ส. เขตและ ส.ส. ปาร์ตี ลิสต์ (Party list) มันควรจะมีสัดส่วนไม่ห่างกันมากนัก เนื่องจากว่า ถ้าเราใช้แบบ ส.ส. เขต ๔๐๐ คน ส.ส. บัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน นั่นก็จะไปซับซ้อนกับ หน่วยการเลือกตั้งท้องถิ่น เช่น อบจ. อบต. เทศบาล ซึ่งมีคนดูแลในกลุ่มที่ใกล้เคียงกันอยู่แล้ว ศักดิ์ศรีของการเป็น ส.ส. ซึ่งจะต้องเป็นตัวแทนระดับชาติควรจะใหญ่กว่า กว้างกว่าในเขต ของการเลือกตั้งท้องถิ่น และการดูแลจะไม่เหมือนกันในส่วนนี้🔗
ประการที่ ๓ การที่ให้มี ส.ส. เขตในพื้นที่เยอะขึ้น นั่นหมายความว่า เราต้องการภาพสะท้อนแต่ในเชิงของพื้นที่ แต่ในการทำงานระดับชาติเรามีภาพสะท้อน มากกว่านั้น นั่นคือภาพรวมของระบบเศรษฐกิจภาพรวม สังคมภาพรวม การเมืองภาพรวม เรามีสะท้อนกลุ่มหลากหลาย เช่น กลุ่มเกษตรกร ชาวสวน ชาวไร่ ชาวนา เราจำเป็นต้อง มีคนเหล่านี้เข้ามาเป็นตัวแทนประชาชน เราจำเป็นต้องมีชุมชนหลากหลาย เช่น กลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งจะต้องมีตัวแทน ซึ่งมีเป็นล้าน ๆ ถึง ๒ ล้านคน กลุ่มศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ศาสนา อิสลาม หรืออื่น ๆ ซึ่งเขาสามารถรวบรวมกันเป็นคนหลายล้านคนและเป็นตัวแทนมา ในสภาแห่งนี้ได้โดยผ่าน ส.ส. บัญชีรายชื่อ กลุ่มหลากหลายทางเพศก็มีเป็นล้าน ๆ คน ถ้าไปเลือกตั้งแบบแบ่งเขตทั้งหมด คนเหล่านี้ไม่มีสิทธิ ไม่มีโอกาสเข้ามาในประเทศไทย เพราะไม่ได้อยู่รวมกัน แต่ถ้าใช้เขตทั้งประเทศประมาณ ๗๐,๐๐๐ คน ถ้าใช้ ๐.๒ เป็นขั้นต่ำ เขาจะสามารถส่งตัวแทนเข้ามา หรือตั้งพรรคการเมืองเข้ามาเป็นตัวแทนของประเทศได้ กลุ่มแม่ค้าหาบเร่แผงลอย ซึ่งเขาอาจจะเป็นคนเล็กคนน้อย ถ้าใช้แบ่งไปลงเลือกตั้งเขต ไม่มีทางเป็นตัวแทนเข้าในสภาแห่งนี้ แต่ถ้าสมมุติว่าให้โอกาสเขาใช้บัญชีรายชื่อ เขาอาจจะ ตั้งพรรคหรือมาส่งตัวแทนเข้าในพรรคการเมือง ส่งตัวแทนเป็นสะท้อนภาพของเขา ปัญหา หาบเร่แผงลอย เขาจะได้รับเป็นตัวแทนมาพูดในสภาแห่งนี้ กลุ่มแรงงาน พี่น้องแรงงาน อุตสาหกรรม แรงงานเกษตร แรงงานอะไรก็แล้วแต่ สามารถที่จะส่งตัวแทนเข้ามา พรรคก้าวไกล ได้ทำตัวอย่างนี้แล้วครับ เรามีตัวแทนแรงงาน เรามีตัวแทนความหลากหลายทางเพศ เรามีตัวแทนชาติพันธุ์ เรามีตัวแทนของผู้ที่ทำกับสิทธิเด็ก เรามีตัวแทนของผู้เชี่ยวชาญ ทางเศรษฐกิจ เรามีตัวแทนของผู้เชี่ยวชาญทางสังคม ทางสิ่งแวดล้อม หลากหลายมากมาย เป็นตัวแทนสะท้อนความคิดในสภาผู้แทนราษฎรและควบคุมตรวจสอบรัฐบาล หรือเมื่อเป็น รัฐบาลเราก็มีตัวแทนในการจัดการปัญหาเหล่านั้นได้ดี การที่มีสัดส่วนบัญชีรายชื่อกับ ส.ส. เขตที่ไม่ห่างกัน จะเป็นส่วนช่วยเสริมให้มีความสมดุล นอกจากนั้นความที่ ส.ส. บัญชี รายชื่อกับ ส.ส. เขตนั้นมีไม่ห่างกันมากนัก ก็จะทำให้พรรคการเมืองนั้นจะเน้นการใช้นโยบาย ในการหาเสียง เพื่อจะให้คนเห็นภาพรวมว่าเมื่อเป็นรัฐบาลแล้วจะทำอย่างไร ไม่ใช่เป็นการคิดเฉพาะตัวบุคคลและใช้อิทธิพล หรือใช้ความอุปถัมภ์ในพื้นที่แล้วเข้ามา อย่างนั้นไม่ได้สะท้อนความเป็นประชาธิปไตยของประเทศเรา🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ประการสุดท้ายก็คือในเรื่องของการเป็นสถาบัน ทางการเมือง ถ้าพรรคการเมืองเรามีจุดรวมทั้งสะท้อนความเป็นพื้นที่ สะท้อนความ หลากหลายโยบายภาพรวมประเทศอย่างสมดุล ภาพพจน์ของสภาก็จะเป็นภาพพจน์ ที่เป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง และพรรคการเมืองก็จะต้องมีการปรับตัวกลายเป็น สถาบันการเมือง ไม่จำเป็นต้องเป็นพรรคการเมืองที่รวบรวมกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย กลุ่มผลประโยชน์มาต่อรอง บางทีใช้คดีบ้าง ไปกดว่าให้มารวม บางทีใช้ผลประโยชน์บ้าง เข้ามา เหล่านั้นไม่ได้สร้างความศรัทธาโดยรวมของประชาชนเลย ผมจึงเรียนว่าการที่ใช้ ส.ส. เขต ๓๕๐ คน ส.ส. บัญชีรายชื่อ ๓๕๐ คน มันจะไปเหมาะสมกับการคำนวณแบบใหม่ ที่พรรคก้าวไกลเสนอ นั่นก็คือคำนวณโดยใช้ ส.ส. ปาร์ตี ลิสต์ (Party list) เป็นหลัก เพื่อสะท้อนความต้องการตามหลักการที่ว่า เลือกคนที่รัก เลือกพรรคที่ใช่ ในสัดส่วน ที่เหมาะสมตามความต้องการของประชาชน ไม่มี ส.ส. ปัดเศษ อย่างนี้จะเป็นระบบ ที่พึงปรารถนาในการเลือกตั้งที่สะท้อนความเป็นตัวแทนของคนไทย เข้ามาทำหน้าที่แทน คนไทยทั้งประเทศ แทนประชาชนทั้งประเทศ และเป็นรัฐบาลที่มาจากประชาชน โดยประชาชน ของประชาชนอย่างแท้จริงครับ🔗
ต่อไปขอเชิญทานผู้แปรญัตติ คุณสุรทิน พิจารณ์ จะได้เตรียมตัวนะครับ หลังจากนั้นก็เป็น ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ท่านประธานครับ มาตรา ๘๓ ผมขอแปรญัตติ ๓๕๐ เป็น ๓๗๕ บวกกับ ๑๒๕ เป็น ๕๐๐ ท่านประธานครับ ผมเข้าไปแปรญัตติในกรรมาธิการ ได้เห็นเหตุผล ของกรรมาธิการทั้งประธาน ทั้งคณะกรรมาธิการ ตลอดทั้งเลขานุการ ผมก็เลยขอถอนสิ่งที่ ผมขอแปรญัตติไว้ก็คือ ๓๗๕ บวกกับ ๑๒๕ ออก แล้วก็สนับสนุน ๔๐๐ บวก ๑๐๐ ท่านประธานที่เคารพครับ จริง ๆ แล้วเขตเก่าก็คือ ๓๕๐ บวก ๑๕๐ ผมดูแล้วบอกว่า ไม่เป็นการเหมาะสม การแบ่งเขตที่แล้วดูแล้วเป็นการแบ่งเขตตามผู้มีอำนาจ หลังจากใช้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ได้มาจากการยึดอำนาจ เพราะฉะนั้นการแบ่งเขต อย่างเช่น ที่จังหวัดยโสธรมีอยู่ ๓ เขต ตำบลทุ่งมน ซึ่งแต่ก่อนอยู่เขต ๒ อยู่ติดอำเภอคำเขื่อนแก้ว พอมีการเลือกตั้งมีการแบ่งเขตในกรณี ๓๕๐ เขต ตำบลทุ่งมนกลับอยู่เขต ๑ สังกัดอำเภอเมือง ซึ่งห่างกันมาก ท่านประธานครับ เพราะอะไร เพราะมีข่าวว่าพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง เข้าไปแบ่งเขตเพื่อให้คะแนนเสียงมาตกแก่พรรคตัวเอง นี่คือปัญหาครับท่านประธานที่เคารพ เพราะฉะนั้นผมเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่แบ่งเขตเป็น ๔๐๐ เขต บวกกับ ๑๐๐ บัญชี ก็เพราะว่าต้องการแบ่งเขตใหม่ ให้เขตที่เป็นธรรมและเหมาะสม ดีเสียอีกเพราะว่า คราวที่แล้วแบ่งเขต ๓๕๐ เขต พรรคการเมืองพรรคนั้นที่จังหวัดยโสธรก็ไม่ได้รับการเลือกตั้ง ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปที่พี่น้องประชาชน ว่าการที่จะได้เป็นผู้แทนราษฎร มันขึ้นอยู่กับความนิยม ขึ้นอยู่กับนโยบาย ขึ้นอยู่กับความรัก ความชังของพี่น้องประชาชน ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับการแบ่งเขต การฉวยโอกาส การฉวยอำนาจ ท่านประธานที่เคารพ ผมจึงเห็นด้วย ที่จะแบ่งเขตเป็น ๔๐๐ เขต กับ ๑๐๐ บัญชี เพราะว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปไม่ต้องมีบัตรเดียว บัตรเดียวทำให้พี่น้องประชาชนยุ่งยากในหัวใจที่จะเลือก พอมันมีบัตรเดียวแทนที่รักพรรคหนึ่ง ชอบอีกคนหนึ่งพรรคหนึ่งแล้วก็แบ่งไม่ได้ การที่ผมเสนอเช่นนี้ไม่ใช่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ หรอก แต่เห็นว่ามันเป็นความสะดวกของพี่น้องประชาชน เลือกคนที่รักก็ได้ เลือกพรรคที่ชอบก็ได้ หรือเลือกทั้งพรรค เลือกทั้งคนอยู่พรรคเดียวกัน อยู่กลุ่มเดียวกันก็ได้ อันนี้คือเป็นการเลือกตั้งประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ ไม่ต้องไปยึดถือ ทางอื่น ไม่ต้องไปดูฝรั่งหัวแดง ไม่ต้องไปดูทวีปอื่น ให้ดูคนไทย ท่านประธานครับ นี่คือสิ่งที่ ทางกรรมาธิการทำมานี้เห็นชอบแล้ว จำนวนผู้แทน ๔๐๐ เขต ๑๐๐ บัญชี ๔๐๐ เขตนี้ พื้นที่ก็ไม่ได้กว้างเกินไป ขึ้นอยู่กับจำนวนประชากร บางจังหวัด อย่างจังหวัดยโสธร ส.ส. อาจจะได้เพิ่มขึ้น แต่ก่อนมี ๔ เขต ทุกวันนี้ลดมา ๓ เขต ก็จะกลับไป ๔ เขตเหมือนเดิม ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ยกตัวอย่างจังหวัดยโสธร ไม่ใช่ยกตัวอย่างบ้านตัวเอง ก็เพราะว่ามันเห็นได้ชัด ๆ เพราะว่าการแบ่งเขตคราวที่แล้ว พี่น้องประชาชนคนไทยจังหวัดยโสธรก็ยังช้ำใจอยู่ ตำบลทุ่งมนแท้ ๆ ๓,๐๐๐ คะแนน ทำไม ไปอยู่เขต ๑ ทั้ง ๆ ที่มันใกล้อยู่เขต ๒ ในอดีตที่ผ่านมามันก็อยู่เขต ๒ พี่น้องประชาชน ก็หลงทิศไป แต่กลับมาคราวนี้พี่น้องตั้งหลักได้แล้ว เพราะฉะนั้นฝากไปถึงพรรคการเมือง ที่จะฉวยโอกาสอย่างนี้ว่าเสียใจด้วย พี่น้องประชาชนเขาตั้งหลักได้แล้ว ยิ่งมีสถานการณ์ โควิด (COVID) อย่างนี้ พี่น้องก็ต้องตั้งรับ ท่านประธานที่เคารพครับ ที่จริงผมจะพูดไปถึง มาตรา ๙๑ เสียด้วยซ้ำ เพราะว่าผมขอแปรญัตติไว้ ผมขออนุญาตท่านประธานนิดหนึ่ง มาตรา ๙๑ การนับคะแนน การนับคะแนนนั้นในที่กรรมาธิการแปรเอาไว้นั้น ลืมเอาบัญชี รายชื่อมาบวกถึงเอา ๕๐๐ หาร เพราะฉะนั้นทางกรรมาธิการก็ต้องบวกตัวนี้เข้าไปอีก ซึ่งจะมีท่านหัวหน้าพรรคไทยรักธรรมจะมาแปรญัตติตัวนี้ด้วย ที่ทำช่วยกันเพราะว่าให้เป็น ความละเอียดของการร่างรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญเรานี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ใช้ทั้งประเทศ พี่น้องประชาชนก็คอยฟัง โดยเฉพาะการเลือกตั้ง วกไปอีกว่าการเลือกตั้งที่จะถึงนี้เป็น การเลือกตั้งที่พี่น้องประชาชนต้องชนะทั้งใจ ทั้งนโยบาย ถึงจะได้เสียงจากพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้น ๔๐๐ เขต ๑๐๐ บัญชี ที่ทางกรรมาธิการระบุมา กระผมขอสนับสนุน ขอถอน ร่างที่ผมเสนอไว้คือ ๓๗๕ กับ ๑๒๕ ออก สนับสนุนร่างของกรรมาธิการครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม หลังจากนั้นท่านวิรัตน์ วรศสิริน มีผู้เสนอชื่อมาอภิปราย ๘ ท่านครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอ แปรญัตติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พ.ศ. …. ในการแก้ไข เพิ่มเติม มาตรา ๘๓ ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐ ซึ่งในการแก้ไขของรัฐสภาที่ได้ผ่านการ รับหลักการไปนั้น ให้มี ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน ๔๐๐ คน และสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จำนวน ๑๐๐ คน นอกจากนั้นก็เปลี่ยนแปลงให้เป็นบัตร ๒ ใบ อันนั้นก็คือหลักการที่รัฐสภาได้รับ อย่างไรก็ตามผมมีเหตุผลที่ขอแปรญัตติให้ ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งเป็น ๓๕๐ คน แล้วก็ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อเป็น ๑๕๐ คน ผมมีเหตุผล ว่าถ้าดูการให้มีระบบบัญชีรายชื่อตั้งแต่เริ่มต้นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น ให้มีบัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน ส.ส. เขต ๔๐๐ คน หลังจากนั้นในปี ๒๕๕๐ ได้เปลี่ยนแปลงให้มีระบบบัญชีรายชื่อ เพิ่มขึ้นเป็น ๑๕๐ คน แล้วก็ ส.ส. เขตเลือกตั้ง ๓๗๕ คน ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ก็เพิ่ม ส.ส. บัญชีรายชื่อ เพิ่มขึ้นเป็น ๑๕๐ คน แล้วก็ ส.ส. ระบบเขตเลือกตั้ง ๓๕๐ คน เราจะเห็นได้ว่าพัฒนาการของระบบบัญชีรายชื่อก็มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น ผมให้ดูในต่างประเทศที่พอจะอ้างบางประเทศ เช่น ในประเทศเยอรมนี ผมคิดว่าเรา ก็มีอิทธิพลส่วนหนึ่งจากการนำระบบบัญชีรายชื่อจากประเทศนี้มาใช้ ประยุกต์ใช้ เขามี ส.ส. ทั้งหมด ๕๙๘ คน แต่ว่าในระบบบัญชีรายชื่อนั้นเริ่มต้นที่ครึ่งต่อครึ่งและอาจจะมากกว่านั้น เพราะว่าการลงคะแนนเสียงที่ให้กับพรรคการเมืองเพิ่มขึ้น เขาสามารถเพิ่มในระบบบัญชี รายชื่อก็ทำให้ ส.ส. บัญชีรายชื่ออาจจะมากกว่า ส.ส. เขต นั่นคือในประเทศเยอรมัน ส่วนในประเทศญี่ปุ่นมี ส.ส. ทั้งหมด ๔๘๐ คน แบ่งเป็นเขต ๓๐๐ คน ส.ส. เขต ๓๐๐ คน และ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ๑๘๐ คน ประมาณร้อยละ ๖๐ มาจาก ส.ส. บัญชีรายชื่อ สิ่งที่ผม อ้างเหตุผลให้ท่านประธานได้ทราบ ผมก็อาจจะตั้งคำถามว่าในประเทศเราที่มีการจะแก้ไข เป็น ๔๐๐ ๑๐๐ นั้น ผมไม่แน่ใจ อยากถามกรรมาธิการหรือทางรัฐสภาว่าตัวตั้งที่ ๔๐๐ และ ๑๐๐ นี้มาได้อย่างไร มีเหตุผลอย่างไร อันนี้ก็เป็นสิ่งที่น่าจะอธิบาย แต่สิ่งที่ผมได้อธิบาย ผมพยายามดูแนวโน้ม อย่างไรก็ตามผมจะอ้างเหตุผลต่อประธานสภาสักส่วนหนึ่ง ก็คือว่า ทำไหม เราต้องให้มี ส.ส. บัญชีรายชื่อ อย่างไรก็ตามเป็นการเปิดโอกาสให้บุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ในวิชาชีพต่าง ๆ มีความรู้ มีชื่อเสียงให้เข้ามาสู่การทำงาน ทางการเมือง ทั้งนี้เพราะว่าบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญ มีความรู้ความสามารถในทางวิชาการ ต่าง ๆ นั้น อาจจะไม่เป็นที่ถนัดของการลงพื้นที่เพื่อไปหาเสียงกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ มากพอ ทั้ง ๆ ที่ความรู้ความสามารถนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศ อันนี้ก็เป็น องค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้เกิดระบบบัญชีรายชื่อและระบบ ส.ส. เขตเกิดขึ้น แล้วก็เป็นการ ทำให้ประชาชนที่ไม่ถนัดในการลงพื้นที่ มีความหลากหลายทางอาชีพ มีความหลากหลาย ทางกลุ่มต่าง ๆ ในประเทศนี้ได้เข้ามา และอยู่ในพรรคการเมืองที่เขาคิดว่ามีอุดมการณ์ที่เขายึดมั่น แล้วเป็นการสะท้อนถึงความเป็นการเลือกพรรคการเมือง อันนี้ก็มีความชัดเจนว่าใบหนึ่ง เลือก ส.ส. เขต อีกใบหนึ่งเลือก ส.ส. พรรคการเมือง อันนี้ก็คือสิ่งที่ผมจะเรียนท่านประธาน ว่าควรที่จะนำให้ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อนั้นเพิ่มขึ้นมากกว่า ๑๐๐ คน ที่ผมขอแปรเป็น ๑๕๐ คน แล้วก็ ส.ส. ระบบเขตเป็น ๓๕๐ คน🔗
เรียนท่านประธานว่า อย่างไรก็ตามก็ขอให้ทางสมาชิกรัฐสภาได้พิจารณา ในสิ่งที่ผมได้แปรญัตติไปว่า สิ่งที่ได้นำเสนอทั้งหมดก็เพื่อประโยชน์ประเทศชาติที่ประเทศ ควรจะได้ประโยชน์จากความหลากหลาย จากความรู้ความสามารถของผู้ที่จะสนใจมาทำงาน การเมืองเพื่อพัฒนาประเทศต่อไป ขอบคุณท่านประธานครับ ก็ขอให้สมาชิกรัฐสภา ได้พิจารณาด้วย ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไปท่านวิรัตน์ วรศสิริน หลังจากนั้นจะเป็นท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน ขอเชิญท่านวิรัตน์ครับ🔗
กราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงครับ ผม วิรัตน์ วรศสิริน พรรคเสรีรวมไทย วันนี้ผมได้แปรญัตติไว้ในมาตรา ๘๓ ประเด็นสัดส่วน ส.ส. เขต ๔๐๐ คน และบัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน มาเป็น ๓๕๐ คน ๑๕๐ คน คือเป็นแบบที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ ต้องกราบเรียนท่านประธานว่าหัวใจของระบอบประชาธิปไตยในการเลือกตั้งนี้ ที่สำคัญที่สุด คือความสุจริต ยุติธรรม จำนวนอะไร เท่าไร นั่นก็เป็นเรื่องรอง ผมคิดว่ายังเป็นเรื่องรองอยู่ ที่สำคัญจะต้องสุจริต ยุติธรรมเป็นสำคัญ จะเหมาะสมเท่าไรก็อยู่กับเหตุกับผล ท่านประธาน คณะกรรมาธิการท่านเสนอให้มี ส.ส. เขต ๔๐๐ นี้ ข้อดี ข้อเสียของ ๔๐๐ เป็นอย่างไร ข้อดีก็คือได้ผู้แทนเขตในพื้นที่ที่ประชาชนสามารถใช้สิทธิเลือกกันเองได้โดยตรงนี้ได้จำนวน มากขึ้น ส่วนข้อเสียก็คือทำให้มีการซื้อสิทธิขายเสียง ทวีความรุนแรงกันมากขึ้น เพราะว่าเขต เมื่อเล็กลงจำนวนเสียงที่จะซื้อก็น้อยลง ก็จะใช้เงินกันมากขึ้น ก็จะแข่งขันกันดุเดือดขึ้น ท่านประธานครับ เราจะยอมรับกันหรือไม่ว่าประเทศเรามีการซื้อสิทธิขายเสียงกัน จนกลายเป็นธรรมเนียมที่ว่าเงินไม่มา กาไม่เป็น เป็นไปหมดทุกที่ ตอนนี้เป็นไปทุกภาค ทุกส่วนของประเทศแล้ว เดิมทีคิดว่าภาคใต้ยังไม่มี ก็มีแล้วนะครับท่านประธาน ไปฟังปราศรัยก็ได้ก่อน ๒๐๐ บาท คืนหมาหอนก็ได้อีก ๕๐๐ บาท จะเปลี่ยนเป็นระบบเขต เล็กลง ต่อไปอาจจะเป็นพัน พรรคเสรีรวมไทยได้ส่งผู้สมัครเลือกตั้งซ่อมมาตลอด ผมได้ลงไป หาเสียงผมทราบดี ต้องกราบเรียนท่านประธานและสมาชิกรัฐสภาทุกท่านนะครับ ระบบเลือกตั้งปี ๒๕๔๐ นี้ ๔๐๐ ๑๐๐ นี้ท่านยังคิดว่าเหมาะสมกับประเทศไทยของเรา จริงหรือ ผมคิดว่าระบบนี้ได้สร้างปัญหาให้กับประเทศมามากขนาดไหน หลังการยึดอำนาจ จึงมีการเปลี่ยนแปลงมาเป็นระบบจัดสรรปันส่วนผสม ผมคิดว่าไม่เชื่อต้องถาม ท่านประธาน คณะกรรมาธิการน่าจะไปถาม พลเอก ประวิตรดู ท่านเป็นอดีตรองหัวหน้า คสช. ตรงนี้ ต้องไปถามท่านดูว่ามันสร้างปัญหาจริงหรือไม่ แต่ว่าท่านประธานครับไปถามผมก็เชื่อว่า ท่านก็คงตอบว่าไม่รู้ ไม่ทราบ ท่านประธานครับ อดีตเคยมีการกล่าวหาว่าระบบนี้เป็นระบบ ที่พรรคใหญ่กินรวบ รวบอำนาจเป็นเผด็จการสภา ระบบเลือกตั้ง ๔๐๐ ๑๐๐ นี้ เกิดความ ได้เปรียบเสียเปรียบในการเลือกตั้ง ไม่สะท้อนความต้องการของผู้ใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้ง อย่างแท้จริง ไม่สะท้อนนะครับ คะแนนเสียงพรรคใหญ่อาจจะชนะด้วยจำนวนคะแนน ๔๐ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่ว่ากลับได้จำนวน ส.ส. คิดสัดส่วนแล้ว ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ กลายเป็นเสียงข้างมากในสภา แปลง่าย ๆ ได้จำนวน ส.ส. มากกว่าสัดส่วนคะแนนที่ได้รับ ส่วนคะแนนเสียงของประชาชนที่ไปเลือก เลือกในอันดับ ๒ อันดับ ๓ คะแนนเสียงเหล่านี้ก็ถูกละเลยไม่ได้เอามาคิด ผมกราบเรียน ท่านประธานไปแล้วว่าเคยมีการกล่าวหาว่าระบบ ๔๐๐ ๑๐๐ นี้ ทำให้เกิดระบบเผด็จการ สภาขึ้นมา สุดท้ายก็จบด้วยการทำปฏิวัติรัฐประหาร ทุกท่านก็คงทราบ ๆ กันอยู่แล้ว ผมเรียนถามท่านประธานคณะกรรมาธิการเมื่อสักครู่นี้ไป ว่าผู้มีอำนาจขณะนี้ไม่กลัวผีแล้ว หรือครับ อดีตเคยกลัวผีว่าผีจะกลับมา มาวันนี้ไม่กลัวแล้วหรือครับ หรือว่าเพียงเพื่อให้ได้ ประโยชน์เท่านั้น ท่านก็ไม่กลัวสิ่งที่ท่านเคยเตรียมไว้ อุดมการณ์ต่าง ๆ เป้าหมายต่าง ๆ ท่านเลิกกลัวแล้วหรือครับ สิ่งเหล่านี้ที่ที่จริงแล้วไม่ควรเกิดขึ้น ต้องฝากอดีตสมาชิกวุฒิสภา ที่มาจาก สนช. ๖๐-๗๐ ท่าน ท่านเคยพิจารณาเรื่องเหล่านี้ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ท่านเคยอภิปรายถึงการเลือกตั้งระบบสัดส่วนผสม ๓๕๐ ๑๕๐ นี้ดีอย่างไรบ้าง ท่านเคย อภิปรายไปแล้ว ท่านเคยพูดถึงระบบ ๔๐๐ ๑๐๐ เหล่านี้ล้มเหลวอย่างไรบ้าง ท่านก็เคย อภิปรายมาแล้ว ท่านประธานครับ ผมแปรญัตติ ๓๕๐ ๑๐๐ นี้มีข้อดี คือเขตใหญ่ขึ้น ทำให้การซื้อสิทธิขายเสียงนี้ ลดน้อยลงไปได้บ้าง อันที่จริงแล้วแต่ถามว่าในส่วนลึกนี้ของ หัวใจผมนี้ผมต้องการแบบไหน ๑๗๕ เขต ๓๐๐ คน และบัญชีรายชื่อไม่เกิน ๑๗๕ คน และมีบัตร ๒ ใบ นั่นคือเหมาะสมที่สุด และดีที่สุด ผมกราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่านนะครับ นี่จะเป็นการ ลดการซื้อสิทธิขายเสียง ลดอำนาจของพรรคใหญ่ได้อย่างแท้จริง ทำให้เกิดการถ่วงดุลอำนาจ ในสภาผู้แทนราษฎรเอง แต่ถึงอย่างไรก็ตามผมเองถ้าถามผม ในส่วนตัวผม ผมอยากให้เป็น ๒๕๐ : ๒๕๐ ส.ส. เขต ๒๕๐ คน ส.ส. บัญชีรายชื่อก็ ๒๕๐ คนเท่ากัน จะทำให้การซื้อสิทธิ ขายเสียงนี้ลดน้อยลง จนเปลี่ยนนิสัยการใช้เงิน การซื้อสิทธิขายเสียงจะหมดไป ระบบเลือกตั้งที่เลวร้ายก็จะได้กลับมาในทางที่ดี เงินไม่มา กาไม่เป็น ก็จะได้หมดสิ้นไปจาก ประเทศไทย กราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป ท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน แล้วก็ย้อนกลับไปที่ผู้สงวนความเห็นของกรรมาธิการ นางสาวนภาพร เพ็ชร์จินดา ขอเชิญท่านเฉลิมชัยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม เฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา ๘๓ วรรคสอง ซึ่งก็ขออนุญาตแปรญัตติไว้ โดยหนังสือของประธานคณะกรรมาธิการ ลงวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๔ ฉบับเดิมในวรรคสองนี้เขาเขียนไว้ว่าวิธีลงคะแนนเสียงโดยเสรี โดยตรง และลับ ในฉบับเดิมท่านเขียนว่าโดยเสรี โดยตรงและลับ ผมก็เลยขอแปรญัตติไปว่าให้ใช้ วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ แล้วผมก็ไปถามกรรมาธิการหลายท่านว่าที่บอกว่า วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยเสรี โดยตรงและลับนี้ คำว่า โดยเสรี ท่านเอามาจากไหน ผมไปค้น ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาตรา ๑๐๔ ก็โดยตรงและลับ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๙๓ ก็โดยตรง และลับ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๘๕ ก็โดยตรงและลับ พ.ร.บ. ประชามติ ซึ่งผ่านไปเมื่อ ๒-๓ เดือน ที่ผ่านมา มาตรา ๑๒ ก็โดยตรงและลับ ก็เป็นข่าวดีนะครับ ท่านประชุมกันเมื่อวานนี้ท่านตัด คำว่า โดยเสรี ออก เพราะมันอยู่ไม่ตรงที่ตรงทาง รัฐธรรมนูญตั้ง ๓-๔ ฉบับ ไม่มีคำว่า โดยเสรี กรรมาธิการก็ตั้ง ๔๙ คน ไปพิจารณากันอย่างไร ผมคิดว่าพิจารณาไม่รอบคอบ มันจะเกิดความเสียหาย แล้วเอกสารนี้ก็เพิ่งได้มาเมื่อเช้าฉุกละหุกมาก คราวหน้าคราวหลัง พิจารณาอะไรก็ให้รอบคอบหน่อย เพราะมันเป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ผมก็ อยากทราบว่าในหนังสือฉบับเดิมที่มีคำว่า โดยเสรี โดยตรงและลับ นี้ ขอทราบเหตุผลหน่อย ว่าทำไมเอาคำนี้ใส่เข้าไป แล้วเหตุผลต่อมาก็คือว่าวันที่ ๒๔ สิงหาคม เมื่อวานนี้ท่านตัดคำว่า เสรี ออกไป เป็นเพราะอะไร โดนแรงกดดันจากใคร ก็ต้องขอขอบคุณครับ ที่ตัดคำว่า โดยเสรี ออก ก็ตรงกับคำแปรญัตติของผม กราบขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไปนางสาวนภาพร เพ็ชร์จินดา แล้วก็จะมาที่ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ขอเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพนะคะ ดิฉัน นางสาวนภาพร เพชรจินดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ในฐานะกรรมาธิการผู้สงวนความเห็น ดิฉันขออภิปรายในมาตรา ๘๓ ว่าด้วยเรื่องสัดส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๔๐๐ : ๑๐๐ เราใช้แบบวิธี ๔๐๐ : ๑๐๐ นี้ มาเมื่อ ๒๐ กว่าปีที่แล้ว พัฒนาการของการเมืองเขามีแต่ ส.ส. บัญชีรายชื่อต้องเพิ่มขึ้น ไม่ใช่น้อยลง ยกตัวอย่างเช่น ในต่างประเทศ ประเทศนิวซีแลนด์มีบัญชีรายชื่อ ๒๐๐ จาก ๕๐๐ ประเทศอังกฤษ ๒๒๐ จาก ๕๐๐ ประเทศญี่ปุ่น ๑๙๐ จาก ๕๐๐ เป็นต้น เพราะว่าการทำหน้าที่ของ ส.ส. เราเป็นฝ่ายนิติบัญญัติที่เราจะต้องออกกฎหมาย เพื่อประชาชนส่วนรวมในประเทศ เราต้องการผู้ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาช่วยทำงาน ในส่วนเรื่องการดูแลประชาชนในพื้นที่เป็นเรื่องของรัฐบาลเป็นหลักที่ต้องดูแล อีกทั้งยังมี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานของท้องถิ่นทับซ้อนอยู่มากแล้วที่จะช่วยกันดูแล ประชาชนได้อย่างทั่วถึง มีงานทับซ้อนกันมาก แล้วตัวดิฉันเองเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ ดิฉัน คิดว่า ส.ส. บัญชีรายชื่อนี้สามารถที่จะไปดูแลประชาชนได้ทั้งประเทศ ไม่ได้จำกัดแค่เฉพาะ ว่าเป็นเขตของตน ดิฉันมีประสบการณ์ตรงจากตนเองเลยนะคะว่า ครั้งหนึ่งไปลงพื้นที่ ส.ส. พื้นที่เขตนั้น ๆ ไม่ได้ไปดูแลประชาชน แล้วมีประชาชนบางท่านบอกว่าเราไม่ได้รับการ ช่วยเหลือจาก ส.ส. เขตนั้น แต่ถ้าเกิดเขตอื่นจะไปในพรรคเดียวกันเขาก็รู้สึกว่ามันข้ามเขต แต่ฉันเองบัญชีรายชื่อของพรรคเสรีรวมไทย ดิฉันไปทุกที่ทุกเขต ยกตัวอย่างว่า อย่างน้ำท่วมภาคอีสานดิฉันก็ไป ดิฉันไม่ใช่ ส.ส. เขตนั้นดิฉันก็ไป น้ำท่วมที่ภาคเหนือ ดิฉันก็ไป แม้กระทั่งโควิด (COVID) ที่ผ่านมาตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงปีนี้ พรรคเสรีรวมไทยเรา บัญชีรายชื่อทั้งหมด ๑๐ คนเราลงพื้นที่ แม้ว่ามันจะไม่ใช่เขตของเรา เรามองภาพรวมว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่จำกัดแค่เฉพาะการเป็น ส.ส. ประจำเขตเท่านั้น เราจะต้องดูแล ประชาชนทั้งประเทศ ถ้าเป็นไปได้ ถ้ามีโอกาสทำได้เราพึงควรที่จะกระทำสิ่งนั้น และดิฉัน ก็คิดว่าการดูแลพื้นที่ ถ้าเราให้น้ำหนักไปที่ ส.ส. เขตมากเกินไป ๔๐๐ : ๑๐๐ เราจะเจอ ปัญหาเรื่องระบบอุปถัมภ์มันจะเกิดขึ้นในสังคมไทยมากขึ้น และการซื้อสิทธิขายเสียงมันจะมี มากขึ้น เรายังจะเห็นตัวอย่างได้จากการเลือกตั้งซ่อมครั้งที่ผ่าน ๆ มา เราจะเห็นได้เลยว่า มันมีสิ่งอภินิหารเกิดขึ้นมากมาย เหตุที่ไม่ใช่ปกติเกิดขึ้นมากมาย ทั้งที่มีหลักฐาน แต่ก็ยังไม่สามารถดำเนินการได้ แต่ทราบว่าประชาชนทุกคน🔗
ท่านประธานครับ🔗
ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จากจังหวัดฉะเชิงเทราในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตประท้วง ท่านกรรมาธิการที่กำลังอภิปรายอยู่นะครับ ท่านบอกว่าการเลือกตั้งซ่อมครั้งที่ผ่านมา มีปาฏิหาริย์ ก็เปรียบเสมือนผู้ชนะไปทำอะไรไม่ถูกต้อง ซึ่งทุกครั้งพรรคพลังประชารัฐ เป็นพรรคที่เลือกตั้งซ่อมชนะทุกครั้ง ดังนั้นก็อยากจะให้ท่านผู้อภิปรายได้ถอนด้วยครับ แล้วอีกเรื่องหนึ่งที่ท่านผู้กำลังอภิปรายอยู่ได้บอกว่าตัวเองได้ลงไปดูแลพี่น้องประชาชน แล้วพูดเหมือน ส.ส. เขตนั้นไม่ได้ลง ผมเรียนท่านประธานและที่ประชุมนะครับ ทุกวันนี้ ส.ส. เขตเหนื่อยมากกับการดูแลพี่น้องประชาชน ซึ่งมันจะทั่วถึงหรือไม่ทั่วถึงก็แล้วแต่ ในแต่ละเขตเลือกตั้ง แต่ว่าไม่อยากให้ท่านผู้อภิปรายเข้าใจผิด ขอบพระคุณครับ🔗
ไม่ต้องถอนนะครับ ถือว่าได้มีโอกาส ได้อธิบาย แล้วก็ไม่ได้เจาะจง แต่ว่าต้องระวังนะครับ ก็เตือนไว้ให้ระวังเพื่อไม่ให้มีการ ประท้วง เชิญเลยครับ🔗
ก็ขอตอบผู้ที่ประท้วงนะคะ ดิฉันได้พูดว่าเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ไม่ได้บอกว่าครั้งล่าสุดนะคะ ครั้งที่ผ่านมาไม่ได้หมายแค่ จังหวัดนครศรีธรรมราชนะคะ หมายถึงอาจจะรวมจังหวัดลำปางด้วยหรืออะไรก็ได้ที่อยู่ดี ๆ ทำไมท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่าง ๆ อยู่ดี ๆ ลงพื้นที่เฉยเลย ในการที่จะไปให้ นโยบายเรื่องน้ำท่วมบ้าง ขุดลอกน้ำบ้าง มันก็ดูแปลก ๆ มันไม่ใช่ซีซัน (Season) นะคะ🔗
เชิญต่อในประเด็นเลยครับ🔗
และดิฉันจะแจ้งว่า ส.ส. เขต ทำพื้นที่ของท่านถูกแล้ว แต่ท่านทำในพื้นที่ของท่าน แต่ถ้าเรามีระบบ ส.ส. บัญชีรายชื่อที่มาก เราสามารถไปได้ทุกที่ เราไม่จำเป็นจะต้องเฉพาะเขตนั้น ๆ เราไม่ได้ว่าท่านว่าท่านไม่ได้ทำ พื้นที่ตนเอง แต่เรากำลังจะบอกว่า ส.ส. บัญชีรายชื่อเราไปได้ทุกที่ เราช่วยประชาชน ได้หลากหลาย ดิฉันเห็นว่าการที่เรามีเรื่องระบบการซื้อสิทธิขายเสียงของประชาชน มันจะสร้างวัฒนธรรมใหม่เกิดขึ้น คือผู้ที่มีอิทธิพลมาก คนที่มีเงินมาก สามารถชนะได้ ในระดับเขต เป็นอย่างนั้นใช่หรือไม่ คนที่เคยมีประวัติค้าขายยาเสพติดหรือใด ๆ ก็ตาม ที่มีเงินมาก ๆ เขาใช้อิทธิพลพลังตรงนั้นเข้ามาเป็น ส.ส เขตและในตำแหน่งอื่น ๆ ได้ใช่ไหม ดิฉันอยากจะได้สัดส่วนบัญชีรายชื่อให้มากที่สุด แต่ก็ไม่สามารถที่จะรับข้อเสนอหลักการ สัดส่วน ๓๕๐ : ๑๕๐ ได้ เพราะเนื่องว่าเป็นหลักการเดิมที่เราคิดว่าไม่สามารถที่จะนำเข้ามา แปรในชั้นกรรมาธิการนี้ได้ใหม่แล้ว ดิฉันจึงขอเสนอสัดส่วนใหม่ที่ ๓๗๕ : ๑๒๕ แต่ถ้าเกิดว่าดิฉันคิดว่าหากเป็นไปได้ ดิฉันอยากที่จะให้โหวตล้มไปเลย แล้วค่อยเสนอญัตติ เข้ามาใหม่ที่มันสมบูรณ์มากกว่านี้ ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อประชาชนจริง ๆ ครั้งที่ผ่านมาพรรคฝ่ายค้านเราได้เสนอญัตติที่ค่อนข้างที่จะคลอบคลุม เข้ามาแล้ว มีภาคประชาชนไอลอร์ (iLaw) และอื่น ๆ เสนอเข้ามา ดิฉันคิดว่าเรา ไม่ควรจะมองแต่ประโยชน์ของพรรคการเมืองของตัวเราเอง เราควรจะมองภาคประชาชนว่า ภาคประชาชนรู้สึกเช่นไร เราควรที่จะให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ดังนั้นดิฉันขอเสนอ ความเห็นในญัตตินี้ว่าเป็นสัดส่วนที่ ๓๗๕ : ๑๒๕ ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไปท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช หลังจากนั้นก็จะเป็นกรรมาธิการชลน่าน ศรีแก้ว ขอเชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ได้ขอสงวนคำแปรญัตติไว้ในครั้งนี้คือมาตรา ๘๓ และมาตรา ๘๕ ในมาตรา ๘๓ นั้นผมขออนุญาตอธิบายอยู่ ๒ ประเด็นที่กระผมเห็นด้วย🔗
ประเด็นแรก คือจำนวน ส.ส. แบบแบ่งเขต ๔๐๐ คน และแบบบัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน ที่ลดมาจาก ๓๕๐ คน และ ๑๕๐ คน เนื่องจากถ้าเราดูไปจนจบร่างแก้ไขฉบับนี้ เราจะเห็นว่าเรากำลังจะแก้จากระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม หรือเอ็มเอ็มพี (MMP) มาเป็นระบบคู่ขนานเอ็มเอ็มเอ็ม (MMM) ระบบคู่ขนานนี้ ถ้ามีบัญชีรายชื่อมากก็เท่ากับ ไปแถมให้มาก เป็นระบบที่แอดออน (Add on) ระบบที่แถม คือส่วนของบัญชีรายชื่อ เพราะฉะนั้นการมีแค่ ๑๐๐ คนนั้น ผมคิดว่าเหมาะสมแล้ว ไม่ควรจะไปแถมกันเยอะแยะ แล้วให้เป็น ส.ส. เขต สัก ๔๐๐ คน เพราะเรามุ่งไปทางนั้น🔗
อีกประเด็นหนึ่ง ก็เห็นด้วยกับที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายมาแล้ว ที่ท่านตัด คำว่า โดยเสรี ออก เพราะว่าตีความได้ยากมาก แล้วก็มีสมาชิกบางท่านชื่อเสรีอยู่ด้วย ท่านก็เลยไปอุบอิบว่าเป็นของท่าน🔗
ประเด็นสุดท้าย ในมาตรานี้คือบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบละ ๑ ใบ แบบละ ๑ ใบนี้ก็คือใช้ ๒ ใบ ไม่ว่าจะเป็นเอ็มเอ็มเอ็ม (MMM) หรือ เอ็มเอ็มพี (MMP) ก็ควรจะใช้ ๒ ใบ ทั้ง ๒ ประเภท การเลือกตั้งในโลกนี้มีระบบเอ็มเอ็มพี (MMP) อยู่ประมาณ ๑๐ ประเทศ ซึ่งประเทศเยอรมันเป็นต้นแบบ ทุกประเทศใช้การเลือกตั้งแบบ ๒ ใบ คือเลือก ส.ส. เขต ๑ ใบและเลือก ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ๑ ใบ พอเรามาทดลองใช้ แบบใบเดียวท่านจะเห็นปัญหามากมาย มีการร้องเรียนต่อ กกต. มีการฟ้องร้องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญ เยอะแยะไปหมด แล้วในรัฐธรรมนูญยังต้องเขียนไว้อีกว่าถ้าครบ ๑ ปีแล้ว ให้ยกเลิกการนำมาคิด จะเห็นว่า มันยุ่งยากแล้วมันต้องไปแก้กันอยู่เรื่อย ผมสงสาร ส.ส. ท่านหนึ่งที่นั่งอยู่ในสภาแห่งนี้ พอมีการเลือกตั้งซ่อมไปคำนวณใหม่ ท่านต้องกลับบ้านเลยครับ เพราะว่าเศษของท่าน มันสู้เศษของคนอื่นเขาไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นการใช้บัตรใบเดียวจึงไม่สมควร นำมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งในระบบไหนก็แล้วแต่ นั่นคือมาตรา ๘๓🔗
มาตรา ๘๕ นั้น ผมได้แปรญัตติไว้ประเด็นหลักก็คือว่าให้ประกาศผลการ เลือกตั้งใน ๓๐ วัน ครั้งที่แล้วเราต้องรอถึง ๖๐ วัน กว่า กกต. จะประกาศผลการเลือกตั้ง กว่าจะตั้งรัฐบาลได้อีก ๑ เดือนกว่า จึงทำให้มีความรู้สึกว่ามันช้าเหลือเกิน กรรมาธิการเอง ก็เห็นว่ามันช้าก็แก้ ๓๐ วัน แต่วันนี้กรรมาธิการเปลี่ยนใจไม่แก้ตรงนี้ เพราะว่ากลัวจะหาว่า แก้เกินเลย ผมก็เห็นด้วย เพราะว่าจะทำให้มีปัญหาในเรื่องการตีความอำนาจของ กกต. ด้วย กระผมจึงขอกราบเรียน แล้วก็ขอชี้แจงดังนี้ แล้วไม่ติดใจทั้ง ๒ ประเด็น ที่ได้แปรญัตติไว้ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปกรรมาธิการชลน่าน หลังจากนั้นจะเป็นท่านผู้แปรญัตติ ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ เชิญเลยครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตท่านประธานในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยผู้ได้สงวนความเห็นเอาไว้ เพื่อจะมากราบเรียนท่านประธาน ฝากไปยังท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ เพื่อจะได้ พิจารณาว่าจะเห็นชอบกับข้อสงวนของผมหรือไม่ ผมสงวนไว้ในมาตรา ๕ ตามรายงาน ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพนะครับว่า การพิจารณารายงานกรรมาธิการ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนี้อาจจะต้องใช้ตัวรายงานเป็นหลัก ถ้าท่านประธานใช้เฉพาะ ชื่อที่ส่งเข้าไปจากฝ่ายเลขานุการมันจะเกิดความสับสนได้ เพราะว่าตัวเลขของผู้แปรญัตติ กับตัวเลขมาตราของกรรมาธิการจะไม่ตรงกัน เพราะผู้แปรญัตติก็จะทำตัวเลขของ ผู้แปรญัตติ แต่ถ้ากรรมาธิการก็จะมีตัวเลขของกรรมาธิการไป เพราะฉะนั้นผมขออนุญาต ท่านประธานใช้ตัวรายงานเป็นหลักในการที่จะพิจารณา ต้องขอบคุณท่านประธานครับ ผมกลัวว่าของผมจะหลุดไป ในข้อสงวนของผมนะครับ ผมเขียนไว้ว่าขอให้เพิ่มความเป็น มาตรา ๓/๑ ดังนี้🔗
มาตรา ๓/๑ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๘๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และขอให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน โดยสรุปท่านประธานครับ ผมจะไม่ลงรายละเอียดมาก เกรงใจท่านสมาชิก เมื่อวานเราถกเถียงกันมาก ประเด็นนี้ที่ผมยกเลิกมาตรา ๘๕ เดิมนี้ เพราะผมเห็นว่ามันเกี่ยวเนื่องกับมาตรา ๘๓ จริงอยู่ครับในหลักการมาตรา ๘๓ เป็นการเขียน เรื่องของรองรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่ามีจำนวนเท่าใด แบ่งเป็นกี่ประเภท แต่ละประเภท มาจากการเลือกตั้งแบบใด แล้วจำนวนสมาชิกที่อยู่ในสภาเท่าไรถึงจะเป็นองค์ประชุมอะไรต่าง ๆ อันนั้นคือมาตรา ๘๓ แล้วกรรมาธิการเสียงข้างมากเองก็ไปเติมเรื่องของที่มาของบัญชีรายชื่อ เข้าไปในมาตรา ๘๓ นี้ด้วย หมายถึงว่าให้มาจากการเลือกตั้งมีบัตรเลือกตั้งอย่างละ ๑ ใบไป อันนั้นก็ชัดเจนไปในประเด็นตรงนั้น ผมเองเห็นว่ามันเกี่ยวเนื่องในแง่ที่ว่าพอเขียนมาตรา ๘๓ อย่างนั้น มันบ่งชี้ไปที่ระบบเลือกตั้ง ระบบเลือกตั้งเดิมนี้ ผมขอบคุณท่านเลิศรัตน์นะครับ ต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านชี้แจงได้เห็นภาพชัดเจนมาก ระบบเดิมเป็นแบบเอ็มเอ็มเอ (MMA) จัดสรรปันส่วนผสม ระบบที่เรากำลังจะแก้นี้เป็น เอ็มเอ็มเอ็ม (MMM) เป็นเมจอริทาเรียน (Majoritarian) คือเสียงข้างมากคู่ขนาน เสียงข้างคู่ขนานไม่เอามาเกี่ยวข้องกัน เขตชนะเขตได้ผู้แทนเขตไป บัญชีรายชื่อซึ่งหมายถึง คะแนนพรรคก็เอามาคำนวณ ก็จัดสรรสัดส่วนให้กับแต่ละพรรคการเมืองไป เขาเรียกว่า เอ็มเอ็มเอ็ม (MMM) เมจอริทาเรียน (Majoritarian) ก็เป็นเสียงข้างมากอยู่ดี จะคู่ขนาน ด้านไหนก็เป็นเสียงข้างมาก ที่มันเกี่ยวเนื่องเพราะเป็นมันระบบเลือกตั้งอย่างนี้นะครับ ในมาตรา ๘๕ ว่าด้วย ส.ส. เขต รัฐธรรมนูญเดิมเขียนถึง ส.ส. เขตว่ามาอย่างไร จะเลือก อย่างไร กกต. จะไปออกหลักเกณฑ์วิธีการในการที่จะประกาศรับสมัครเลือกตั้งอย่างไร การประกาศผลอย่างไร ผมเห็นว่ามันเกี่ยวเนื่อง จริงงอยู่มันอาจจะไม่ตรง แต่ความหมาย เนื่องของผมนี้ คือมันเนื่องจากระบบที่เปลี่ยนใหม่แล้วมาเป็นระบบ จากระบบเดิมที่เป็น ใบเดียวมาเป็นบัตร ๒ ใบ อะไรที่มันเกี่ยวเนื่องถ้าเป็นบัตร ๒ ใบ ก็ต้องแก้ไขสอดรับกัน เพราะฉะนั้นมาตรา ๘๕ ผมแก้อยู่ ๒ จุดครับท่านประธาน โดยความนะครับ🔗
ประการที่ ๑ ยกเลิกวรรคหนึ่งของมาตรา ๘๕ ออก วรรคหนึ่งว่าด้วย เรื่องของที่มาที่เขียนไว้ชัดในรัฐธรรมนูญที่ออกในปี ๒๕๖๐ วรรคหนึ่ง ผมขออนุญาต ท่านประธานอ่านนะครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากเขตเลือกตั้งแบบแบ่งเขต เลือกตั้ง ให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ ซึ่งประโยคนี้เราเอาไปใส่ในมาตรา ๘๓ ไปแล้ว โดยให้แต่ละเขตเลือกตั้งมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในแต่ละเขต ๑ คน และผู้มีสิทธิ ออกเสียงออกเสียงลงคะแนนได้คนละ ๑ คะแนน โดยจะลงให้ใคร ไม่ลงให้ใครก็ได้ อันนี้คือ วรรคหนึ่ง ผมเห็นว่าอันนี้ต้องเอาออก เพราะว่าไปเขียนไว้ในมาตรา ๘๓ แล้ว อันนั้นประการที่ ๑🔗
ประการที่ ๒ ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต เราให้มีการประกาศผล ผมก็ไปแก้จากให้ กกต. ไปประกาศผลเลือกตั้งภายใน ๖๐ วัน จากกฎหมายเดิมมาเป็นภายใน ๓๐ วัน ประเด็นนี้ถกเถียงกันมาก แล้วผมเองก็ยอมรับว่า มันอาจจะถูกตีความว่า ถ้าไปเขียนอย่างนี้จะไปจำกัดสิทธิทำให้ กกต. ทำหน้าที่มิได้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ (๘) หรือไม่ การแก้ไขบทบัญญัติรัฐธรรมนูญถ้ามีบทแก้ไข ที่ไปเป็นการทำให้องค์กรอิสระ ศาล มิสามารถทำหน้าที่ได้ ให้ไปทำประชามติ ผมก็เกรง ประเด็นนี้อยู่พอสมควร แต่ท่านประธานครับด้วยความเคารพท่านประธาน ผมเองสอบถาม วิธีการทำงานของ กกต. ทั้งหมด กกต. ชุดนี้ทำงานภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งเขาออกแบบ ไว้บัตรใบเดียวนะครับ บัตรใบเดียวนี้การประกาศผลเขาจะประกาศผลทั้งประเทศเมื่อ ๑. ตรวจสอบได้ว่ามันสุจริตและเที่ยงธรรม และ และนะครับ และมีจำนวนเขตเลือกตั้ง ได้ร้อยละ ๙๕ ของเขตเลือกตั้งทั้งหมดจาก ๔๐๐ ก็คิด ๙๕ ได้ประกาศผลทั้งหมดเลยครับ ท่านประธาน ไม่เหมือนระบบที่เรากำลังเสนอใหม่ ระบบที่เรากำลังเสนอใหม่นี้ การประกาศผล ที่จะนำมาคำนวณเป็นคะแนนบัญชีรายชื่อต้องได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ต้องได้ร้อยละ ๑๐๐ ถึงจะประกาศผลและคำนวณสัดส่วนบัญชีรายชื่อได้ แต่อันเดิมระบบเก่านี้คือ ร้อยละ ๙๕ เอามาคำนวณได้เลยครับ ที่ผมต้องอภิปรายอย่างนี้ผมจะโยงใส่มาตราที่ผมแปรครั้งหลัง ๆ จะได้ไม่ได้ต้องพูดเลยครับท่านประธาน พอไปโยงอย่างนี้มันก็เลยให้สิทธิว่า กรณีถ้ามีการ จัดเลือกตั้งใหม่ก่อนประกาศผล เขาให้เอาสิทธิเอาคะแนนเหล่านั้นมาคำนวณใหม่ได้ หรือหลังประกาศผลไปแล้ว ๑ ปี ถ้ามีการเลือกตั้งใหม่เอาคะแนนมาคำนวณใหม่ได้ ส.ส. เรา หลายท่านครับท่านประธาน ถ้าท่านประธานเห็นภาพนะครับ ได้รับประกาศผลเป็นผู้แทน อีก ๓ เดือน มีการเลือกตั้งซ่อม ท่านต้องออกจากสภาแห่งนี้ไป เพราะตัวเศษของท่าน มันน้อยกว่าพรรคที่ได้คะแนนเข้ามาใหม่ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนรองรับไว้ สถานะสมาชิกจะถูกออกโดยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเลย กรณีของท่านน้อยกว่านี้ให้บัญชีรายชื่อของพรรคนั้นหลุดไป เพราะฉะนั้นมาตรา ๘๕ ผมก็เลยมองว่าระบบเป็นอย่างนี้นะครับ ระบบเป็นอย่างนี้พอกลับมาเป็นบัตร ๒ ใบ วิธีการ คำนวณคะแนนที่ชัดเจน ไม่ยุ่งยากซับซ้อนคำนวณได้เร็ว แต่สิ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธาน เมื่อสักครู่นี้มันจะเป็นเหตุให้มีการจัดเลือกตั้งใหม่ก่อนประกาศผลเลือกตั้ง ผมเองเข้าใจ ประเด็นนี้ ถ้าความไม่ชัดเจนในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งไม่ชัดเจน จะทำให้ กกต. ทำงานลำบากมาก ผมเลยยกประเด็นนี้ขึ้นมาอภิปรายให้ท่านประธานและ ที่สภาแห่งนี้ได้บันทึกไว้ว่า ถ้าคุณจะแก้ปัญหานี้ถ้ายังคงอยู่ ไปเขียนกฎหมายเลือกตั้งให้ชัด เพราะเขาตีความอย่างไรครับท่านประธาน ตีความว่าก่อนประกาศผลจัดการเลือกตั้งก็ได้ แล้วไปประกาศผลหลังเลือกตั้งก็ได้ บางคนตีความเข้มเลยบอกว่าต้องประกาศผล ก่อนเลือกตั้ง ถ้ามีเวลา ๖๐ วัน เขาประกาศผลทัน ๓๐ วันเขาอาจจะประกาศผลไม่ทัน ซึ่งมันจะเข้าข่ายว่าไปจำกัดสิทธิขององค์กรอิสระในการทำหน้าที่ ประเด็นนี้ผมกราบเรียน ท่านประธาน เพื่อบันทึกไว้ในสภาถึงเจตนารมณ์ ผมเองไม่ติดใจที่จะขอโหวตมาตรานี้ แต่สิ่งที่ผมต้องการ คือต้องบอกไว้ว่าต้องไปทำกฎหมายลูกให้สอดรับและสอดคล้อง ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านเสรี สุวรรณภานนท์ หลังจากนั้นก็เป็นท่านผู้แปรญัตติ พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร ขอเชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ขอกราบเรียนท่านประธาน ๒ ส่วน เพื่อไม่ให้หลงลืมนะครับ🔗
ส่วนแรกขอพูดถึงส่วนที่กรรมาธิการแก้ไขเพิ่มเติม แล้วก็ขีดเส้นไว้ว่า การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ จริง ๆ แล้ว ข้อความเดิมก็มีคำว่า โดยเสรี โดยตรงและลับ จริง ๆ โดยเสรีก็ดีนะครับ เพราะดีครับ แต่ตัดออกก็ไม่เป็นอะไร ก็อยากจะกราบเรียนว่าส่วนที่กรรมาธิการเพิ่มมานี้ ก็เข้าใจได้ว่า เป็นการเพิ่มเพื่อให้สอดรับของการที่จะบัญญัติให้มี ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อและ ส.ส. เขต ที่ใช้บัตร ๒ ใบ ก็เลยมาเพิ่มตอนท้ายเป็นข้อความว่าแบบละ ๑ ใบ ส่วนข้อความเดิม จริง ๆ แล้วมันอยู่ในมาตรา ๘๕ พอท่านเขียนรัฐธรรมนูญจะให้มีบัตร ๒ ใบ ก็เลยมาเพิ่มตรงนี้ แต่ข้อความเดิมมันก็เลยกลายเป็นว่า การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ใช้วิธีออกเสียง อะไรต่าง ๆ อยู่ใน ๒ มาตรา ซึ่งมันอาจจะเป็นวิธีการเขียนรัฐธรรมนูญที่ซ้ำซ้อน แต่ก็ ไปแปลงตอนท้าย วิธีการเดียวกันนี้ก็เข้าใจว่าไม่อยากที่จะไปแตะมาตรา ๘๕ เพราะเดี๋ยว จะกลายเป็นมาตราที่เพิ่มจากหลักการไป ก็เลยไปตัดมาตรา ๘๕ ร่างของกรรมาธิการออก ผมเองนะครับ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านคุณหมอชลน่าน ผมก็ไปเขียนสอดเอาไว้อยู่ในมาตรา ๘๕ เพื่อให้สอดกับมาตรา ๘๓ ที่ผมได้แปรญัตติ แล้วก็สงวนคำแปรญัตติเอาไว้ ก็จะขอกราบเรียน ท่านประธาน ขอพูดไปในคราวเดียวกันเลย เพราะตัวเลขนี้จริง ๆ กรรมาธิการก็มีมาตรา ๘๕ อยู่ แต่ก็ไปปรับเปลี่ยนตัวเลขนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ส่วนที่ผมแปรญัตติไว้ ท่านประธานจะสังเกตได้ว่าผมขอเติม ข้อความว่าสภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกที่ประชาชนเลือกตั้ง จริง ๆ คำ ๆ นี้ ผมอยากจะสะท้อนให้เห็น ว่าสิ่งที่เรากำลังจะแก้รัฐธรรมนูญอยู่นี้เป็นการแก้แล้วให้ประชาชน ได้ประโยชน์ ซึ่งในรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ หลายฉบับ ฉบับเดิม ๆ เลย ตั้งแต่ ปี๒๔๗๕ มา แล้วต่อมาอีกหลายฉบับจะใช้ถ้อยคำว่าประกอบด้วยสมาชิกที่ราษฎรเลือกตั้ง แต่ตอนหลังนี้ หายไปหมดเลยครับท่านประธาน ผมก็เลยจะเน้นย้ำว่าสิ่งที่เรากำลังจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องให้ความสำคัญไปที่ราษฎรหรือประชาชนเป็นผู้เลือกตั้ง แต่การแก้รัฐธรรมนูญดังกล่าวนี้ มันมีคำถามเยอะครับท่านประธาน ว่าในครั้งนี้ที่เราแก้รัฐธรรมนูญแล้วประชาชนได้อะไร ดูเหมือนจะไม่ได้อะไรเท่าไรเลย เพราะว่าแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้ได้บัตร ๒ ใบ ตามที่ ฝ่ายการเมืองต้องการ ดังนั้นเพื่อให้เห็นได้ว่าสิ่งที่เราแก้รัฐธรรมนูญเราต้องแก้เพื่อประโยชน์ ของพี่น้องประชาชนครับ ประชาชนจะได้ประโยชน์อย่างไร ท่านประธานครับ ผมก็ไปใส่ไว้ อยู่ในมาตรา ๘๕ ซึ่งสอดรับกัน สอดรับกันว่าประชาชนได้ประโยชน์ ถ้าหากว่าเราจะแบ่ง การเลือกตั้งออกเป็น ๒ ประเภทแล้ว ที่ผ่านมาการเลือกตั้งมีปัญหาสร้างความแตกแยกให้กับ พี่น้องประชาชน สร้างความเหลื่อมล้ำ สร้างมาตรการที่ไม่มีตัวแทนของพี่น้องประชาชน อย่างแท้จริง ดังนั้นข้อเสนอที่ผมได้แปรญัตติไว้ ซึ่งจะต่อไปเป็นชุดเลยครับท่านประธาน จะทำให้เห็นได้ว่าถ้าเราจะแก้รัฐธรรมนูญ แล้วจะแก้ให้ประชาชนได้ประโยชน์ มันต้องใช้ เขตเลือกตั้งเขตใหญ่ครับท่านประธาน เขตใหญ่ที่มี ส.ส. หลายคน ไม่ใช่เขตเดียวคนเดียว อย่างที่เราได้ทำกันมา แล้วพยายามจะทำต่อไป ถามว่าได้ประโยชน์อะไรในสิ่งที่ผมเสนอไว้ ถ้าหากจะมองว่าเขตเดียว คนเดียว คือมันเขตเล็กครับท่านประธาน ท่านประธาน มีประสบการณ์มากจากการเลือกตั้ง แล้วก็จะเห็นการเลือกตั้งที่เขตเล็กเขตเดียวคนเดียว พอเขตเล็กผลที่ออกมาเป็นอย่างไรครับท่านประธาน มันซื้อเสียงง่าย เพราะเขตมันเล็ก มันเลยใช้เงินไม่มาก ใช้เงินน้อยกว่าในเขตใหญ่ เขตเดียวคนเดียวครับท่านประธาน ในเขตหนึ่งมันมีตัวแทนประชาชนได้แค่ ๑ คนนะครับท่านประธาน มันไม่สะท้อนปัญหา ไม่สะท้อนความต้องการของพี่น้องประชาชน การที่มีเขตเดียวคนเดียวผมอยากจะให้ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรช่วยกันคิดด้วยครับ เพราะจะมีผลกระทบกับพวกท่านมากกว่า พวกผม แต่ผมเห็นปัญหานี้มายาวนาน ผมอยากจะให้ประชาชนในแต่ละพื้นที่เขามีตัวแทน ของเขาครับท่านประธาน ที่ช่วงก่อน ๆ ก็มีครับ ในเขตหนึ่งมี ส.ส. หลายคนเราก็เคยทำกัน มาแล้ว แต่พอช่วงหลังเราไปยึดหลักว่าประชาชน ๑ คน ใช้สิทธิ ๑ เสียง เลือกตั้งได้ ๑ คน มันก็เลยได้ตัวแทนมา ๑ คน นิดเดียวครับท่านประธาน ถ้าผมพูดตรงนี้แล้วเดี๋ยวมัน จะประหยัดเวลาในมาตราอื่นด้วย ท่านประธานครับ ที่ผมกราบเรียนตรงนี้ก็คือจะบอกว่า ถ้าหากว่าในพื้นที่ที่แข่งขันการเลือกตั้งแล้วมีการแพ้ชนะเกิดขึ้น คนที่ได้คะแนนเสียงน้อยกว่า ซึ่งบางทีแพ้กันไม่มาก ได้คนละ ๓๐,๐๐๐ เสียง ๔๐,๐๐๐ เสียง แต่คนที่รับการเลือกตั้ง คือคนเดียว คนที่ได้ ๓๐,๐๐๐ เสียง ๔๐,๐๐๐ เสียง เช่นเดียวกันแต่แพ้กันไม่กี่แต้มเอง กับไม่มีตัวแทนในพื้นที่ ไม่มีตัวแทนของพี่น้องประชาชน มันทำให้เกิดปัญหาว่าประชาชน ในพื้นที่นั้น ๆ ไม่มีตัวแทน มันก็เลยเกิดเป็นกลุ่มก้อนไปเรียกร้องกันนอกสภาอย่างที่เห็นอยู่ บ่อย ๆ ประจำ นอกจากนั้นครับท่านประธาน การที่เขตเดียวคนเดียวที่เราใช้กันมานี้ มันทำให้เกิดภาคนิยมขึ้นมา ใครอยู่ภาคไหนมันจะเป็นตัวแทนภาคนั้น แต่ท่านประธานครับ ถ้าการเลือกตั้งประชาชน ๑ คน เลือกได้ ๑ เสียง แต่ในเขตนั้นมี ส.ส. ได้หลายคน ในเขตนั้นพรรคหนึ่งอาจจะได้คนที่หนึ่ง พรรคที่คะแนนน้อยลงมาได้คนที่ ๒ พรรคน้อยลงไปอีกได้คนที่ ๓ เพราะฉะนั้นในเขตหนึ่งจะมีตัวแทนของพี่น้องประชาชน ๓ กลุ่ม ๓ พรรค พรรคประชาธิปัตย์อาจจะได้ภาคใต้เยอะ แต่ต่อไปพรรคอื่นก็จะมาอยู่ พรรคประชาธิปัตย์ในภาคใต้ ภาคอีสาน ภาคเหนือ ขออนุญาตเอ่ยเป็นตัวอย่าง มันเป็นข้อเท็จจริง พรรคพลังประชารัฐได้เยอะ อย่างนี้เป็นภาคนิยม ต่อไปก็จะมีพรรคอื่น เป็นลำดับที่ ๒ ลำดับที่ ๓ มันก็กระจัดกระจายกันไปอยู่ในแต่ละเขต แต่ละพื้น มันจะไม่เกิด ภาคนิยมเกิดขึ้น และพี่น้องประชาชนนี่สำคัญครับท่านประธาน มันก็จะทำให้มีตัวแทน นี่ล่ะครับที่ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ถ้าเราจะแก้รัฐธรรมนูญเราต้องนึกประโยชน์ของ พี่น้องประชาชนจะได้รับ แต่เรามาแก้แค่บัตร ๒ ใบ มันเสียโอกาสจริง ๆ ครับท่านประธาน ก็ เลยกราบเรียนว่าอย่างน้อยก็ขอให้เป็นแนวคิดว่า ถ้าหากว่าจะแก้ต่อไปผมว่ามันพิสูจน์ ได้ชัดเจนครับท่านประธาน ถ้าเราจะเอาประโยชน์ของพี่น้องประชาชนจริง ๆ ต้องให้พี่น้อง ประชาชนในแต่ละพื้นที่เขามีตัวแทน ดังนั้นเขตใหญ่ซื้อเสียงยาก เขตใหญ่ได้ตัวแทนของ พี่น้องอย่างทั่วถึงกว้างขวาง มีตัวแทนของแต่ละกลุ่มคน มันก็จะได้ประโยชน์ ขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่าน พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร แล้วต่อจากนั้นก็จะเป็นคุณจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ ครับ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม พลตำรวจโท ศานิตย์ มหาถาวร สมาชิกวุฒิสภา ในนามสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมแปรญัตติไว้ ๓ มาตรา มาตรา ๓ มาตรา ๓/๑ มาตรา ๓/๒ เหตุที่ ผมแปรญัตติ เพราะผมเห็นว่ามันมีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยง แล้วก็น่าจะเป็นประโยชน์ ต่อการเมืองการปกครองของประเทศไทย ท่านประธานครับ เราผ่านการเลือกตั้งมา ๒๘ ครั้ง ท่านประธานเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งบัญชีรายชื่อ และ ส.ส. เขต ๑๕ ครั้ง ผมจำได้ ว่าท่านลงเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๑๒ แล้วท่านก็ต้องเจอปัญหาเกี่ยวกับการซื้อสิทธิ ขายเสียง เกี่ยวกับธุรกิจการเมือง มันเป็นการทำลายประชาธิปไตยหรือไม่ คนมีเงินชนะ การเลือกตั้งหรือไม่ อันนี้คือสิ่งหนึ่งครับท่านประธานที่ผมกังวลใจ ตั้งแต่อดีตขณะที่ผม ทำหน้าที่ควบคุมการเลือกตั้ง เป็นผู้ช่วยครับ ไม่ใช่ควบคุม เพราะผมไม่ใช่ กกต. แล้วจนกระทั่งมาปัจจุบันนี้ แล้วผมเชื่อว่าในอนาคตแก้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐/๑ นี้มันก็คงจะ ไม่พ้นกับสิ่งที่ท่านประธานและผมเอง รวมทั้งเพื่อนสมาชิกที่อยู่ในที่นี้กังวลใจว่าจะ ทำอย่างไรให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ผมอาจจะขอเวลาท่านประธาน อภิปรายไปถึงมาตรา ๘๕ สั้น ๆ นิดเดียว อาจจะเกินเวลานิดหน่อย เพราะผมอยากพูด อยากให้บันทึกไว้ แล้วอยากสื่อไปถึงทุกคนว่าเราต้องหันหน้าเข้าหากัน ประเทศชาติเรา เดินมาถึงตรงนี้ได้ ที่จริงมันน่าจะเกินก้าวหน้ามากกว่านี้หรือเปล่า เพราะอุปสรรคเกิดจาก อะไร ผมให้กำลังใจ ส.ส. ดี ๆ ทุกท่าน ไม่ได้มีเจตนาที่จะมาว่าร้ายหรือให้ร้ายใคร ขอพูด ในนามคนไทยที่มีโอกาสมาพูดในสภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ มาตรา ๘๓ มีประเด็นที่จะ พิจารณาอยู่ ๒ ประเด็น ประเด็นแรกคือในเรื่องของจำนวน ส.ส. ประเด็นที่ ๒ เป็นเรื่อง เกี่ยวกับจำนวนบัตรเลือกตั้ง ที่กำหนดไว้ในวรรคสอง ท่านประธานครับ ประเด็นแรก จำนวน ส.ส. ขออนุญาตสไลด์ (Slide) แผ่นที่ ๑ ครับ🔗
อาจจะไม่ค่อย เห็นนะครับท่านประธาน ผมเปรียบเทียบให้ดูวิวัฒนาการจำนวน ส.ส. ในอดีตไม่มีปาร์ตี ลิสต์ (Party list) จนถึงปัจจุบัน ท่านประธานครับ ท่านเห็นไหมครับ ครั้งแรกมี ส.ส. จังหวัดละ ๑ คน อาจจะแต่งตั้ง แต่หลังจากที่ประชาชนมีความรู้ก็จะเพิ่มเป็นแสนละ ๑ คน ครั้งที่ ๒ ที่ผมย่อออกมา ปี ๒๕๑๑ ที่ผมเรียนว่าท่านประธานได้มีส่วนในการที่จะลงสมัครในการ รับเลือกตั้งครั้งนั้น ในครั้งนั้นมีผู้แทน ๒๐๐ กว่าคนเอง ๒๑๙ คน แล้วอะไรรู้ไหมครับ ส.ส. ไม่ได้เป็นรัฐมนตรี ที่จริงเรื่องนี้ถ้ามันแก้ได้ มาตรา ๘๘ ของรัฐธรรมนูญ ท่านสามารถ เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีให้พี่น้องประชาชนได้รู้ว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ถ้าเพิ่มรัฐมนตรี สักนิดได้ไหม สมมุติว่าพรรค ก มีนายกรัฐมนตรีท่านนี้ รัฐมนตรีกระทรวงโน้น เป็นอย่างนี้ ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนจะเลือกได้ง่ายขึ้น แต่เมื่อไม่มีการแก้ไขผมก็ฝาก ให้บันทึกไว้ในสภาแห่งนี้ ไล่มาถึงปี ๒๕๔๐ มีปาร์ตี ลิสต์ (Party list) ครั้งแรก ๔๐๐ : ๑๐๐ แล้วก็ไล่มาถึงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐/๑ ก็ลดลงมาเหลือ ๓๗๕ : ๑๒๕ พอปี ๒๕๖๐ ท่านประธานครับ วิวัฒนาการเป็นอย่างไร เหลือเท่าไรครับท่านประธาน ๓๕๐ : ๑๐๐ ผมจึงถามต่อไปแล้วรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐/๑ ที่กำลังจะแก้นี้ สัดส่วนมันควรจะถอยหลัง ลงคลองหรือเดินหน้าลงคลอง กลับไปยึดเอามาเมื่อปี ๒๕๔๐ ใหม่ มันจะเหมาะสมไหมครับ ท่านประธานครับท่านเห็นไหม เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายต่างประเทศเขามีสัดส่วนของ ส.ส. เขต ส.ส. บัญชีรายชื่อ ซึ่งผมก็ไม่อยากอ้างอิง เพราะว่านั่นประเทศเขา แต่นี่เป็นประเทศ เราใช่ไหมท่านประธานครับ ทำให้มันเหมาะสมที่สุดกับประเทศเรา เพราะฉะนั้น ผมถึงอยากเรียนท่านประธานว่าจำนวนสัดส่วน ๔๐๐ : ๑๐๐ ผมว่าไม่ใช่หันหลังลงคลอง เดินหน้าลงคลองเลยครับ มันควรจะเปลี่ยน🔗
ประเด็นที่ ๒ ผมอยากจะกราบเรียนท่านว่า อย่างที่ผมกราบเรียนไว้ว่า การเพิ่ม ส.ส. เขต เพื่อนสมาชิกอภิปรายไปแล้ว ผมจะไม่อภิปรายเพิ่ม เรื่องการซื้อสิทธิ ขายเสียงอะไรต่าง ๆ มันจะรุนแรงขึ้นหรือไม่ ก็อยากจะย้ำให้ท่านฟังสั้น ๆ และที่บอกว่า ส.ส. ต้องอยู่ใกล้ชิดประชาชน ต้องมีพื้นที่ให้แคบลงถึงจะใกล้ชิดประชาชนหรือเปล่าครับ ผมอยู่ในพื้นที่ผมเข้าใจดีว่าผู้แทนราษฎรที่จริงแล้วตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ แล้วครับท่านประธาน รัฐธรรมนูญชั่วคราวสยาม เขาบอกไว้อย่างไร ส.ส. มีหน้าที่ฝ่ายออกกฎหมายอย่างเดียว แล้วที่จริงหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถ้าในส่วนของรัฐธรรมนูญต่อ ๆ มามีอีกหน้าที่หนึ่ง อะไรรู้ไหม เป็นกรรมาธิการสามัญครับ ของ ส.ส. มีตั้งหลายคณะ ของ ส.ว. มี ๒๖ คณะ ก็ทำหน้าที่ไปสิครับ ตรวจสอบ ศึกษา รายงานสภา สภาก็แจ้งให้ฝ่ายบริหาร ฝ่ายรัฐบาล เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะว่าแค่ว่า สุดท้ายในเรื่องของประเด็นนี้การดูแลไม่ทั่วถึงผมว่ามัน ไม่น่าจะเป็นไปได้🔗
ประเด็นที่ ๓ เรื่องบัตรเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเอ็มเอ็มเอ (MMA) เอ็มเอ็มเอ็ม (MMM) หรือ เอ็มเอ็มพี (MMP) นี้ ก็อยากจะบอกสั้น ๆ แล้วกันว่าในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ท่านก็เห็นใช่ไหม ที่จริงมันไม่มีปัญหาอะไรหรอกครับ เพียงแต่ไปแก้ประกาศ กกต. คำนวณ สูตรเลือกตั้งให้มันชัดเจน ไม่ให้เสียงมาบังคับ ตกน้ำไปตั้งเป็นแสน อันนี้ผมก็ไม่เข้าใจ เหมือนกันว่ามันเกิดเหตุอะไร ส่วนเอ็มเอ็มเอ็ม (MMM) นี้ เพื่อนสมาชิกก็พูดไปเยอะแล้ว ส.ส. เขต ส.ส. รายชื่อ มันเป็นเผด็จการรัฐสภาได้หรือไม่ครับท่านประธาน ส่วนสุดท้ายนี้เยอรมัน เอ็มเอ็มพี (MMP) ของเยอรมันเขามีตัวเลขชัดเจนว่า ส.ส. เขต เขามีแค่เท่าไร ๒๙๙ คนครับ ส่วนปาร์ตี ลิสต์ (Party list) ก็เป็นไปตามโอเวอร์แฮงค์ (Overhang) ก็คือคะแนนส่วนเกิน เขามีได้ตั้ง ๔๑๐ ท่าน อันนี้เราไม่ว่ากัน เพราะมัน ประเทศเขา คนของเขาเป็นอย่างนั้น แต่คนของเรา เราก็ต้องมาช่วยกันประคับประคอง ประเทศเราให้ไปสู่เป้าหมาย สู่ความเจริญรุ่งเรืองและสู่การพัฒนาให้มากที่สุด🔗
๑๒๕ ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐/๑ ได้หรือเปล่า ถ้าได้ก็ยินดี ส่วนบัตรนี้ผมยังยืนยันว่าความเหมาะสม ผมไม่ได้เข้าข้างใครนะครับ เพราะผมไม่เล่น การเมืองอยู่แล้ว ผมพูดในฐานะคนกลางว่าเราเพิ่งผ่านการเลือกตั้งมาเพียงครั้งเดียว ใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาเพียงครั้งเดียวเอง ท่านก็จะไม่เอาอีกแล้ว ผมถึงบอกปัญหา มันอยู่นิดเดียวเราแก้ได้ แล้วก็จะทำให้เกิดการถ่วงดุลครับท่านประธาน ถ่วงดุลในลักษณะ ที่ว่ามีฝ่ายโสต ฝ่ายค้าน หรือฝ่ายไม่ใช่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล มาทำหน้าที่ถ่วงดุลมันจะได้ทำให้ เกิดความพอดีในลักษณะการปกครองของบ้านเรา🔗
สุดท้ายครับท่านประธาน ผมขอพาดพิงมาตรา ๘๕ นิดเดียวครับ ผมอยากจะ นำเสนอเพื่อให้เป็นข้อมูลเผื่อในโอกาสต่อไป ประเด็นแรกท่านห่วงในเรื่องของพรรคมากมาย ที่ผ่านมาอาจจะมีตั้ง ๒๗ พรรค ก็แล้วแต่นะครับ จริง ๆ คำนวณก็แล้วแต่สูตรที่เราจะต้อง ไปแก้ไข แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะให้ท่านประธานได้ผ่านไปถึงเพื่อนสมาชิกและพี่น้อง ประชาชนว่าเรามุ่งมั่นที่จะให้มีการเมืองที่แบบธรรมาภิบาล เพราะฉะนั้นนอกจากเสนอ ชื่อรัฐมนตรีให้ประชาชนได้เห็นแล้ว ผมยังอยากเห็นการเลือกตั้ง ๒ ครั้ง ท่านประธานครับ ถ้าการเลือกตั้ง ๒ ครั้ง ท่านเชื่อไหมในอดีตท่านประธานคงทราบดี ผู้แทนที่ ๑ กับที่ ๒ ใช่ไหม ต่างกันระดับ ๑๐ ผมจำได้ว่าประมาณ ๘ คะแนนนี่เอง ก็มีครับ เพราะฉะนั้น ถ้าเลือกตั้ง ๒ ครั้ง เราจะได้ผู้แทนที่มาจากตัวแทนของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง จะทำให้ เกิดความพอดี แล้วก็เข้ากับประเทศเรา ผมไม่ได้เอาตัวอย่างประเทศอื่นหรอกครับ ประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะให้สภาแห่งนี้บันทึกไว้ก็คือ ถ้ากลัวว่ามีมากมายไม่ต้องถึง ร้อยละ ๕ หรอกครับ อย่างเยอรมันเอ็มเอ็มพี (MMP) ผมบอกเอาแค่ร้อยละ ๑ ก็พอ ร้อยละ ๑ แค่ ๓๐๐,๐๐๐ คะแนนเศษเอง แต่ถ้าร้อยละ ๕ ๑,๙๐๐,๐๐๐ คะแนน เกือบ ๒ ล้านคะแนน ผมเชื่อว่ามันคงเป็นไปได้ยาก พรรคเล็กอาจจะเสียเปรียบพรรคใหญ่ มากเกินไป🔗
สุดท้ายท่านประธานครับ ที่ผมอยากจะกราบเรียน อันนี้ผมขอให้ดำรงไว้ตลอด ทีแรกผมมีข่าวว่าอย่างไร ในมาตรา ๘๕ วรรคสี่ เขาจะตัด ตัดคำว่าอะไรครับ ตัวสีแดง ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตท่านประธานอ่านนะครับ โดยกฎหมายฉบับดังกล่าว กำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งยื่นหลักฐานการแสดงเสียภาษีเงินได้ประกอบการเลือกตั้งนี่ครับ ท่านประธานเห็นไหม การยื่นเสียภาษีนี้มันมีทั้งไม่ต้องยื่น เพราะอ้างว่ารายได้ไม่พอ หรือยื่น เพราะรายได้พอ แต่ทำไมครับ การเลือกตั้งหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา คนที่สมัครรับเลือกตั้ง บางท่านบอกว่าไม่มีรายได้ก็เลยไม่ยื่น แต่ถามว่าแล้วเวลาเอาเงินไปใช้ในการที่จะลงเลือกตั้ง กฎหมายกำหนดไว้ ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท ใช่ไหมครับ พรรคการเมืองได้ไม่เกิน ๓๕ ล้านบาท อันนี้มันจะสวนทางกัน ผมก็ขออนุญาตชี้แจง ทำความเข้าใจ แล้วก็ให้บันทึกไว้ในสภาแห่งนี้ ว่าตรงนี้ขอให้ยึดไว้ต่อไปอย่าได้มีการแก้ไขแต่อย่างใด🔗
สุดท้ายด้วยความเคารพท่านประธานครับ จะหานักการเมืองอย่างท่านประธานนี้ คงยาก ผมศึกษาดูและติดตามท่านมานี้ ไม่ใช่ชื่นชมหรือยกยออะไรท่านนะครับ อยากให้ท่าน เป็นหลักต่อไป ประเทศชาติต้องการคนที่เป็นหลัก แล้วก็ช่วยกันเอาเหตุ เอาผล แล้วทำให้การเมืองของไทยนี้เดินหน้า เรื่องคำว่า สุจริตไม่เที่ยงธรรม ควรจะหมดไป ธุรกิจการเมือง รวมทั้งเรื่องต่าง ๆ นานา การซื้อสิทธิขายเสียงก็คงจะหมดไป ประเทศชาติ จะได้เจริญก้าวหน้า ขอบคุณท่านประธานครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณท่าน พลตำรวจโท ศานิตย์ครับ แล้วผมเรียนนะครับว่ามีนักการเมืองดี ๆ อยู่เยอะ ไม่ใช่เฉพาะผมหรอกครับ ผมก็เป็นคนหนึ่ง ในหมู่คนเหล่านั้นที่มาทำงานการเมืองด้วยความตั้งใจ ไม่เป็นอาชีพอื่น เลือกมาเส้นทางนี้ เมื่อเราเลือกมาอย่างนี้ ก็เป็นอุดมการณ์ที่ตั้งใจทำเพื่อประชาชน แต่ว่าไม่ได้อวดเนื้ออวดตัว อะไรนะครับ แต่ว่าเป็นส่วนหนึ่งของเพื่อนหลายคนที่เป็นคนดี ๆ อยู่ในสภานี้ ทั้งที่มาจาก ระบบเลือกตั้งและมาจากระบบของวุฒิสมาชิก สภานี้ควรอยู่ได้ด้วยคนดี แล้วก็ภาพของ การเมืองก็สะท้อนมาจากคุณภาพของพวกเรา ก็อยากจะให้กำลังใจทุกคนที่ทำงาน เพื่อประเทศชาติ เพื่อประชาชน มีท่านจิรัฏฐ์ท่านไปประชุมกรรมาธิการก็เลยขอสลับเป็น ท่านสมชาย ฝั่งชลจิตร นะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมจิรัฏฐ์มาแล้วครับ🔗
มาแล้วหรือครับ ท่านจิรัฏฐ์เชิญเลยครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านประธาน เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ผมขอแปรญัตติ ในมาตรา ๘๓ เพื่อที่จะให้คงจำนวนสมาชิก ๓๕๐ ที่เป็นเขต แล้วก็อีก ๑๕๐ ที่เป็นปาร์ตี ลิสต์ (Party list) เอาไว้ในมิติแรก ด้านของการแข่งขันของพรรคการเมือง อันนี้ผมหมายถึง ทุกพรรคนะครับ การแข่งขันที่จะเกิดขึ้นนี้ ถ้าเราเปลี่ยนให้ ๓๕๐ กลายเป็น ๔๐๐ จากปาร์ตี ลิสต์ (Party list) ๑๕๐ ลดมาเหลือแค่ร้อยเดียวนี้ มันหมายความว่ามันจะต้อง ขีดเส้นใหม่ครับท่านประธาน การขีดเส้นใหม่จะทำให้คนที่ขีดเส้นได้เปรียบ ขีดเส้น แบ่งเขตใหม่นี้มีผลเยอะมากนะครับ ผมยกตัวอย่างในเขตผมครับท่านประธาน ถ้าไปดูจาก แผนที่กับจำนวนประชากรไม่มีทางขีดแบบนี้แน่นอน แต่ขีดแบบนี้ทำให้ผมจะต้องเดินทาง จากบ้านผมไปสุดเขตที่ผมรับผิดชอบนี้ใช้เวลาประมาณ ๒ ชั่วโมง เพราะฉะนั้น ถ้าการขีดเส้นใหม่มันเกิดขึ้นได้หลังจากที่เรามีการเลือกตั้งปี ๒๕๖๒ ไปแล้ว รวมถึง การเลือกตั้ง อบจ. อีก การเลือกตั้งเทศบาลที่ผ่านมาอีก นั่นหมายความว่าคนขีดเส้นนี้ มีฐานข้อมูลทั้งประเทศ ข้อมูลของพื้นที่แต่ละพื้นที่ว่าใครฝักใฝ่พรรคการเมืองฝั่งไหน เขาสามารถขีดเส้นให้ตัวเองได้เปรียบได้สบายเลยครับ นั่นคือการแข่งขันที่ผมอยากให้ มันเป็นธรรม แล้วก็ไม่ให้มีใครได้เปรียบ เสียเปรียบ โดยเฉพาะอำนาจในการขีดเส้นเป็นของ กกต. ผมก็ยิ่งเป็นห่วง🔗
อีกเรื่องหนึ่งครับท่านประธาน การที่จะเปลี่ยนจาก ๓๕๐ เป็น ๔๐๐ นี้ คือจริง ๆ ผมจะไม่มีปัญหาเลย ถ้าจะแก้กฎหมายสูงสุดของประเทศนี้เพื่อเปลี่ยนจำนวน อย่างที่บอก แต่อ่านจากเอกสารนี้เหตุผลที่ท่านจะเปลี่ยนเป็น ๔๐๐ นี้ บอกว่าจะได้เข้าถึง ประชาชนมากขึ้น แล้วผมคิดว่าท่านไม่มีเหตุผลรองรับเพียงพอเลย ไม่มีเหตุผลอะไร เป็นรูปธรรม ผมอยากจะถามทุกท่านในที่นี้รวมถึงกรรมาธิการด้วย ผมย้ำว่ารัฐสภาแห่งนี้ ท่านช่วยชี้แจงหน่อยครับว่า ๔๐๐ นี้ท่านคำนวณจากอะไร มันมาจากไหนครับ ตัวเลข ๔๐๐ นี้ ท่านคำนวณจากอะไร เหตุผลที่จาก ๓๕๐ เป็น ๔๐๐ นี้ มีเหตุผลอะไรที่เป็นรูปธรรมที่เรา จับต้องได้ ใช้หลักการอะไรในการคำนวณ ใช้สมการอะไรถึงบอกว่า ๔๐๐ มันเหมาะสมกว่า ๓๕๐ แล้วถ้าเป็น ๓๙๙ ละครับ มันน้อยไปใช่ไหม มันน้อยไปกว่าที่ท่านคิดว่ามันจะเหมาะสมใช่ไหม ถ้าเป็น ๔๐๑ มันก็จะมากไปใช่ไหม มันจะเกินหลักการที่ท่านคิดไว้ใช่ไหม ผมอยากได้เหตุผล ที่เป็นรูปธรรมชัดเจนกว่านี้ ตอบผมหน่อยครับ คือถ้าตอบไม่ได้ผมคิดว่ารัฐสภาแห่งนี้ก็ไร้ซึ่ง ความชอบธรรมในการแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๓ นี้ ส่วนที่อ้างว่าถ้าเปลี่ยนจาก ๓๕๐ คน เป็น ๔๐๐ คนนี้จะสามารถดูแลปัญหาประชาชนได้ใกล้ชิดขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น ใกล้ชิดนี้ ต้องใกล้แค่ไหนถึงจะพอใจ ใกล้แค่ไหนคือดี แล้วตอนนี้เราอยู่ตรงไหนครับ คือมันไม่มีอะไรที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ให้เราพิจารณาเลย ถ้าใช้หลักการนี้ก็ไม่ต้องมี ปาร์ตี ลิสต์ (Party list) เพราะปาร์ตี ลิสต์ (Party list) ไม่ได้ใกล้ชิดประชาชนอย่างนั้นหรือ ที่มีการแบ่งเขตเลือกตั้งนี้ เจตนารมณ์เพื่อที่จะกระจายผู้แทนราษฎรให้ได้มาจากทุกพื้นที่ ในประเทศ แต่มันไม่ได้หมายความว่าผู้แทนราษฎรมีหน้าที่ดูแลสารทุกข์สุขดิบแล้วก็ รับผิดชอบเฉพาะพื้นที่เขตของตัวเองเท่านั้น เมื่อท่านเป็นผู้แทนราษฎรแล้วหมายความว่า ท่านเป็นผู้แทนราษฎรของราษฎรทั้งประเทศ ไม่ใช่แค่เขตใดเขตหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งหน้าที่ของ ผู้แทนราษฎร คือการใช้อำนาจนิติบัญญัติแทนประชาชน ไม่ได้มีหน้าที่ในการใช้อำนาจบารมี เพื่อให้เขตพื้นที่ตัวเองดีขึ้น ไม่ได้มีหน้าที่ในการดึงงบประมาณไปลงเขตพื้นที่เลือกตั้ง ของตัวเอง ไม่ได้มีหน้าที่ในการใช้อำนาจดึงข้าราชการไปช่วยงานในเขตเลือกตั้งตัวเอง ถนนพัง คลองตื้น น้ำไม่ไหล ไฟดับ ไม่ใช่งานหลักของผู้แทนราษฎร เรามีองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นอยู่แล้วตั้ง ๗,๘๕๐ แห่งทั่วประเทศ การไปแทรกแซงการทำงานองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นนี่ล่ะจะยิ่งทำให้การแก้ปัญหามันยากขึ้น พอการแทรกแซงท้องถิ่นคือจะ แทรกแซงมันต้องแทรกแซงด้วยอำนาจบารมีที่ท่านจะสามารถให้คุณ ให้โทษ กับผู้บริหาร องค์กรนั้น ๆ ได้ ซึ่งตามหลักแล้วการทำแบบนั้นมันลุแก่อำนาจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เขาก็ได้รับการเลือกตั้งมานะครับ ทำแบบนั้นมันก็จะดูใหญ่กว่าประชาชนเกินไป แล้วท่าน ไม่เบื่อหรือครับที่มีแต่บ้านใหญ่ บ้านใหญ่ บ้านใหญ่ คนธรรมดา ๆ ที่มีความตั้งใจอยากจะ มาทำงานทางการเมืองไม่มีโอกาสนะครับ ถ้าเกิดใช้วิธีแบบนี้ เราจะมีแบบนักการเมืองเดิม ๆ เท่านั้นหรือครับที่จะเป็นนักการเมืองต่อไปได้ อาชีพนี้จำกัดไว้เท่านั้นใช่ไหม แล้วถ้ายังจะให้ เหตุผลว่าเพิ่มเป็น ๔๐๐ คนนี้มันทั่วถึงกว่าจริง ๆ หมายความว่าปัจจุบันนี้เราดูแลประชาชน ไม่ทั่วถึงใช่ไหม ท่านต้องตอบนะครับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นวันนี้ ๗,๘๕๐ แห่ง บุคลากร ท้องถิ่น ๓ ล้านกว่าคน ถ้าท่านบอกว่ายังไม่สามารถดูแลประชาชนทั่วถึงได้ การเพิ่ม ผู้แทนราษฎรอีก ๕๐ คน มันจะทั่วถึงอย่างไร มันจะดูแลทั่วถึงได้ใช่ไหม เพิ่มอีก ๕๐ คน จาก ๓ ล้านกว่าคนแล้ว คือถ้าท่านเป็นห่วงอยากให้มีคนดูแลสารทุกข์สุขดิบประชาชน น้ำไม่ไหล ไฟดับอะไรก็ตาม มันมีวิธีอื่นตั้งเยอะตั้งแยะที่ไม่ต้องแก้รัฐธรรมนูญ ท่านทำได้ทันทีด้วย ท่านใช้หน้าที่ในกรรมาธิการก็ได้ ไปตรวจสอบความโปร่งใสการใช้งบประมาณ เพื่อให้การใช้ งบประมาณมันเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทำได้ทันที ทำได้วันนี้เลยด้วย ไม่ต้องแก้รัฐธรรมนูญ คือเหตุผลที่ท่านอ้างนี้มันฟังไม่ขึ้น แล้วการแก้ไขรัฐธรรมนูญแค่วิธีเลือกตั้งเท่านั้น มันจะแก้ ด้วยเหตุผลบางเบาแค่นี้ก็ไม่ได้ มันสะท้อนเจตนาว่าเวลาของรัฐสภาแห่งนี้มันเอาไปใช้ ทำอะไรที่ไม่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนมากกว่า เวลามันถูกเอาไปใช้เพื่อแสวงหา ความได้เปรียบในการเลือกตั้งครั้งต่อไปของพรรคการเมืองอย่างเดียวหรือครับ ปัจจุบันนี้ เราใช้ ๓๕๐ เขต กับ ๑๕๐ ปาร์ตี ลิสต์ (Party list) นี้ ผมก็ไม่รู้ว่าตัวเลขนี้มันมาจากไหน แต่ว่าเราใช้ไปแล้วครับ แล้วเราก็พบข้อเสียอยู่มาก แต่ในขณะเดียวกันเราก็เห็นข้อดีตั้งเยอะ ตั้งแยะที่มันเกิดในรัฐสภาแห่งนี้ที่ควรจะรักษาเอาไว้ เช่น วันนี้เรามีผู้แทนที่เป็นผู้แทน กลุ่มแรงงานโดยเฉพาะ พูดเรื่องแรงงานโดยเฉพาะ เรามีผู้แทนที่ต่อสู้เพื่อคนพิการโดยเฉพาะ เรามีผู้แทนที่เป็นกลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์ แล้วก็ต่อสู้เรื่องชาติพันธุ์โดยเฉพาะ กลุ่มแอลจีบีที (LGBT) ผลักดันเรื่องความเท่าเทียมโดยเฉพาะ เมื่อก่อนเราไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้ ซึ่งเรา ทิ้งไม่ได้นะครับ มันถึงเวลาที่รัฐสภาแห่งนี้จะต้องมองไปที่กลุ่มแรงงาน กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มแอลจีบีที (LGBT) อย่างจริงจังแล้ว ผมไม่ได้หมายถึงพรรคก้าวไกลนะครับ พรรคอื่น ท่านก็หาผู้แทนแบบนี้มาได้🔗
อีกนิดหนึ่งครับท่านประธาน เรียนด้วยความเคารพอีกครั้งครับ การเลือกตั้ง ผลของมันคือมันต้องมากจากการตัดสินใจของประชาชน นั่นคือตัวแปรสำคัญ ตัวแปรสำคัญ ไม่ใช่กติกาการเลือกตั้ง ถ้าอยากชนะการเลือกตั้งครั้งต่อไปไปทำงานครับ แล้วปล่อยให้ ปัญหาของประเทศมันถูกซ้ำเติมอยู่แบบนี้ ไม่ยอมทำงานที่เราควรจะทำ แล้วจะไปแก้กติกา เลือกตั้งเพื่อให้ตัวเองกลับมามันไม่ถูกต้อง ถ้าอยากแก้ปัญหาประเทศนี้จริง ๆ ช่วยกันครับ ช่วยกันตั้ง ส.ส.ร. นั่นต่างหากแก้ปัญหาจริง ๆ ซึ่งการตั้ง ส.ส.ร. มันก็จะแก้ สุดท้ายแล้วมัน ก็จะได้ไปแก้วิธีการเลือกตั้งที่ท่านอยากได้ด้วย นั่นคือเป็นเหตุผลที่ผมอยากให้คง ๓๕๐ คน กับ ๑๕๐ ปาร์ตี ลิสต์ (Party list) ไว้ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
เรียนท่านสมาชิกว่าเที่ยงช่วงเวลา รับประทานอาหาร ผมเรียนว่ามีสมาชิกที่แสดงความจำนงขออภิปรายขณะนี้ยังเหลืออยู่ ๘ ท่าน ก็ไม่แน่นอน อาจจะมีชื่อเข้ามาใหม่อีก แต่ว่าเรียนให้ทราบเพื่อจะได้กะเวลาในการ รับประทานอาหารได้ถูก ต่อไปท่านสมชาย ฝั่งชลจิตร ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม สมชาย ฝั่งชลจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ ผมได้ยื่นญัตติ เพื่อที่จะแปรญัตติในร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ไว้ในข้อ ๓ และมาตรา ๘๓ ผมขอสไลด์ (Slide) จากเจ้าหน้าที่ด้วยครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนสไลด์ (Slide) จะขึ้น ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า ในความต้องการของผมนี้ ผมอยากจะให้รัฐธรรมนูญนี้มันเป็นความหวังและความฝัน ของคนรุ่นใหม่ ของคนรุ่นหนุ่มสาวและเยาวชนในอนาคต ผมไม่อยากจะแปลภาพที่ผมเสนอ บนหน้าจอ แต่อยากจะให้ทุกท่านคิดว่ารัฐธรรมนูญที่ผ่านมานี้มีผู้เสียสละและมีผู้ปกป้อง นกพิราบสีขาวที่กำลังโลดแล่นอยู่ตามอนุสาวรีย์ ตามสามเหลี่ยมดินแดง วันนี้เขากำลัง เสียเลือด เสียเนื้อ เพื่อที่จะต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นความหวังและความฝัน ของเขา นี่คือสิ่งที่เป็นจริง ที่พวกผมไม่ได้หวาดกลัวว่าท่านจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นอย่างไร ก็ตาม แต่ในความฝันของพวกผมคืออยากได้รัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชนจริง ๆ เราอยากจะได้ประชามติและการร่างรัฐธรรมนูญโดย ส.ส.ร. เราไม่อยากจะเห็นรอยเลือด และคราบน้ำตาที่เรียกร้องประชาธิปไตย และเพื่อสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นของทุก ๆ คน เป็นความภูมิใจของคนในชาติว่ามีกติกาที่เป็นธรรม และสร้างสรรค์สังคมอนาคตข้างหน้าได้ ผมอภิปรายในมาตรา ๘๓ ทั้ง ๆ ที่อาจจะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่ยืนยันหลักการว่าที่มาของ ความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมันควรจะตอบสนองต่อคนกลุ่มเล็ก กลุ่มน้อย ตอบสนอง ต่อความต้องการของคนที่ไม่มีศักยภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจหรืออิทธิพลในพื้นที่ สามารถเข้ามาเป็นตัวแทนของคนทั้งหลายได้ แน่นอนครับ ผมต้องพูดถึงพรรคก้าวไกล หรือพรรคอนาคตใหม่เดิม เพราะเราเปิดโอกาสให้ชาติพันธุ์ กรรมกร และเครือข่าย เพศทางเลือก ได้เข้ามาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในนามของพรรคเรา เพราะโอกาส คนเหล่านั้นไม่เคยมี คนที่ไร้ซึ่งเงินทอง เป็นชาวไร่ ชาวนาและกรรมกร มีสมาชิกในนามของ พรรคอนาคตใหม่ ถามว่าผมอยากจะเห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะว่าถ้าเรากลับไปย้อนดู คำปรารภของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ส่วนหนึ่งเขียนไว้ว่า เวลาและสถานการณ์ ของบ้านเมืองมันจึงต้องจะเป็นส่วนหนึ่งของการร่างกติกา ผมอยากจะพูดว่าผมคือคนที่ถือ ธงเขียวเมื่อปี ๒๕๓๙ และปี ๒๕๔๐ เพื่อที่จะอยากได้รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ แต่เรา ไม่ใช่ต้องการได้แต่ระบบเลือกตั้งอย่างเดียว เราต้องการการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน ทั้งประเทศในการมีส่วนในการร่าง เราต้องการเอาประเด็นเล็กน้อยหรือประเด็นที่เป็น ความสำคัญในการป้องกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชนไปบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญทั้งฉบับมันจึงเป็นที่พึงพอใจของพวกเราแต่เวลานั้น วันนี้ระหว่าง ปี ๒๕๔๐-๒๕๖๔ สถานการณ์มันเปลี่ยนไป ไม่เหมือนเดิมครับ ปรัชญาเขาเคยพูดกันว่าไม่มีใครเหยียบเท้าบนสายน้ำเดิมได้ เทคโนโลยี ในปี ๒๕๔๐ กับ ปี ๒๕๖๔ มันเปลี่ยนกันเยอะมาก ความรับรู้ของผู้คนมันต่างกัน นี่คือสิ่งที่ มันเป็นเรื่องที่ต้องบอกว่าให้มันสอดคล้องกับสถานการณ์ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่เราบอกว่าดี แต่ท่านประธานที่เคารพครับในดีมันมีเสีย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ในเสียก็มีดี เราต้องการ จะใช้สภาและความเป็นศักดิ์ศรีของสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้สร้างกรอบและหลักคิดที่จะไป ส่งต่ออนาคตให้กับคนรุ่นต่อไปได้อย่างไร นี่คือการตัดสินใจของพวกเราบนพื้นฐานของ ผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ มิใช่บนพื้นฐานของใครคนหนึ่งคนใด หรือพรรคหนึ่ง พรรคใด นี่คือสิ่งที่ต้องคิด รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีดี แต่ระบบการเลือกตั้งมันส่งผลให้ ท่านประธานคงทราบว่า ถ้าปี ๒๕๔๐ ดี การชุมนุมในปี ๒๕๔๘ จนกระทั่งการนำไปสู่ การรัฐประหารในปี ๒๕๔๙ จะไม่เกิดขึ้น ย้อนกลับไปดูและเราอยากจะเอาสถานการณ์ แบบปี ๒๕๔๐ มากำหนดชะตากรรมในปี ๒๕๖๔ กันหรือครับ นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะฝาก ถ้าเราสามารถจะกราบแทบเท้าได้ ผมกราบทุกคน เพราะช่วยใช้เวทีนี้ในสภาแห่งนี้ สร้างคุณูปการเพื่อที่จะสืบต่อให้กับคนรุ่นต่อไปได้ไหม อย่าเอาผลประโยชน์ส่วนตัว ผลประโยชน์ของใครบางคนและบางพรรคมากำหนดชะตากรรมของประเทศ ขอขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗
ขอบคุณนะครับ ขอเรียนรายชื่อ เพื่อเราจะได้เตรียมตัว จากนี้ไปจะเป็นท่านนายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ มีผู้แปรญัตติ ถัดจากนั้นก็คือท่านนิยม เวชกามา คุณมานพ คีรีภูวดล คุณนิยม บุญวิเศษ มีกรรมาธิการที่ สงวนความเห็นเสนอชื่อมาอีกท่านหนึ่งก็คือ คุณรังสิมันต์ โรม แล้วก็จะมีสมาชิก ที่ขออภิปรายไม่ได้เป็นผู้แปรญัตติ คือ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ คุณซูการ์โน มะทา คุณคมเดช ไชยศิวามงคล เรียนให้ทราบตัวเลข และพวกเราที่รายชื่อนี้จะได้เตรียมตัว ต่อไปนายแพทย์สุรวิทย์ครับ🔗
ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย กระผมขอขอบคุณคณะกรรมาธิการวิสามัญที่ได้ทุ่มเทในการ พิจารณาในวาระที่ ๒ จนเรียบร้อย แม้ว่าจะอยู่ในภาวะวิกฤติในช่วงที่ปัญหาโรคโควิด (COVID) รุนแรง แต่ท่านก็พยายามทำ และที่สำคัญความตั้งใจของท่านคือจะพยายามแก้ เพื่อที่จะให้ปฏิบัติได้ และเมื่อมีผู้ทักท้วงท่านก็ยังกรุณายืดหยุ่นเพื่อความสำเร็จ เพื่อให้บรรลุ เป้าหมายของการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ กราบเรียนว่าการแก้ไข รัฐธรรมนูญนั้นเป็นประเด็น ทั้งพี่น้องประชาชนคนไทยก็ทราบดีว่าเราควรจะต้องแก้ไข รัฐธรรมนูญหลายประเด็น หลายมาตรา ในส่วนของกลุ่มเรียกร้องต่าง ๆ ก็ตั้งประเด็นในเรื่อง ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถึงแม้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครั้งนี้จะไม่สามารถแก้ไขได้ ทั้งหมด แต่ก็ถือว่าการแก้ไขในเรื่องของวิธีการเลือกตั้งและจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น ก็เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เป็นเรื่องที่จะเอื้ออำนวยหรือก่อประโยชน์ให้เกิดกับประเทศชาติ และประชาชนได้ ผมได้แปรญัตติไว้ในมาตรา ๘๓ ก็กราบเรียนว่าในมาตรา ๘๓ นั้นมีประเด็นอยู่ ๒ อย่าง คือเรื่องของจำนวน ส.ส. เขตเลือกตั้ง และจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งผมกราบเรียนว่า ส.ส. แบบเขตเลือกตั้งนั้น เป้าหมายใหญ่ก็คือการที่จะดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่กำหนด ที่รับผิดชอบ ทั้ง ๆ ที่ความจริงก็คือหน้าที่ดูแลทั้งหมดทั้งประเทศ แต่ว่าวัตถุประสงค์ เป้าหมายจริงก็คือดูแลพื้นที่ให้ถี่ถ้วนชัดเจน เดิมสมัยเลือกตั้งในปัจจุบันนี้เรามี ส.ส. แบบเขตเลือกตั้ง ๓๗๕ คน เราเพิ่มขึ้นเป็น ๔๐๐ คน ก็จะทำให้เขตเลือกตั้งที่รับผิดชอบ ดูจะแคบลงการดูแลจะทั่วถึง เป็นเรื่องที่พี่น้องประชาชนคนไทยในชนบทเรียกร้องต้องการ ในสิ่งนี้ เพราะว่าเขตเลือกตั้งในปัจจุบันก็ใหญ่ขึ้น เรื่องการดูแลที่บอกว่าที่จะถามว่าอันไหน พอดีพอเหมาะ ก็ถือว่าถ้า ๔๐๐ คน ย่อมจะดูได้ทั่วถึงมากกว่า ๓๗๕ คน อันนี้ก็คือคำตอบ ที่ผมกราบเรียน🔗
ท่านประธานเคารพครับ ในส่วนที่บัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน ผมกราบเรียนว่า บัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คนนั้นเพียงพอ เพราะว่าจะสามารถทำให้พรรคการเมืองแต่ละพรรค ได้สรรหาผู้ที่มีความรู้ ผู้ที่มีประสบการณ์ ผู้ที่มีความชำนาญในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น สาขาวิชาการ สาขาวิชาชีพต่าง ๆ สามารถจะหาได้ใน ๑๐๐ คน ซึ่งเข้าบัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน ของแต่ละพรรคการเมือง ผมจะย้อนกลับมานิดหนึ่งที่หลายคนเป็นห่วงว่าถ้าเขตเล็กลง จะมีการซื้อเสียงมากขึ้น มีการใช้จ่ายเงินมากขึ้นในการเลือกตั้ง กระผมกราบเรียนว่า ไม่จริงเสมอไป หลายคนอาจจะมองว่าภาคอีสานจะซื้อเสียงได้ ซื้อเสียงได้ง่าย แต่ผมในฐานะ ผู้แทนราษฎรภาคอีสาน ผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ ผมลงเลือกตั้งและได้เป็น ส.ส. มาตั้งแต่ ปี ๒๕๓๕ ผมกราบเรียนว่าคนอีสานเดี๋ยวนี้เขาไม่ได้เห็นแก่เงินแล้วครับ เขาจะมองว่า พรรคการเมืองใดทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติและประชาชน ผู้แทนคนใดทำงานให้กับ พี่น้องประชาชน ดูแลพี่น้องประชาชนได้ดีเขาจะพิจารณาในเรื่องนี้สำคัญกว่าเรื่องเงิน เงินก็มีประโยชน์ครับ แต่ว่าไม่ใช่เอาไปซื้อเสียง คนซื้อเสียงภาคอีสานน้ำตาตกไปเยอะแล้ว คนที่คิดว่าเอาเงินไปซื้อ นั่นล่ะครับน้ำตาตก จะเสียเงินแต่ไม่ได้เป็นผู้แทนราษฎร ในเขตเลือกตั้งของผมที่จังหวัดชัยภูมิ ผมยืนยันครับว่าผมไม่ได้ซื้อเสียง ไม่เคยมีการซื้อเสียง แต่ได้เป็นผู้แทนราษฎร เพราะพี่น้องประชาชนต้องการให้เป็นผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้น ในเรื่องของเขตเล็กเกรงว่าจะมีการใช้เงินใช้ทองมากนั้น ผมยืนยันว่าไม่จริง ท่านประธาน ที่เคารพครับ การแยกบัตร ๒ ใบจะทำให้ตรงตามเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชนก็มองในเรื่องของคน ของ ส.ส. ของผู้สมัครก็สามารถ ใช้บัตรเกี่ยวกับผู้สมัคร ส.ส. เป็นแบบเขตเลือกตั้งไป ชอบใครเลือกคนนั้น เป็นสิ่งที่จะตรงตามเจตนารมณ์ของ ประชาชน ส่วนบัตรอีกใบหนึ่งซึ่งเป็นการเลือกพรรคการเมืองหรือเลือก ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ปัจจุบันพรรคการเมืองแต่ละพรรคจะอยู่ในใจประชาชนได้ด้วยนโยบาย การเสนอนโยบายแล้ว ทำตามนโยบายได้เป็นเรื่องที่สำคัญ หลายพรรคการเมืองถ้าพูดเฉย ๆ แต่ไม่ทำ แต่สำหรับ พวกผมพรรคเพื่อไทย ผมมั่นใจว่าพี่น้องประชาชนชอบพรรคเพื่อไทย เพราะเรา มีนโยบายที่พูดจริง ทำจริง พูดจริงแล้วทำได้ นี่ล่ะครับคือสิ่งที่การมีบัตร ๒ ใบ จะทำให้ เป็นผลดีที่พี่น้องประชาชนจะสามารถใช้ดุลยพินิจได้ตามที่พี่น้องประชาชนต้องการ เพราะฉะนั้นกระผมถือโอกาสนี้ได้กราบเรียนในนามของพรรคเพื่อไทย ว่าเราต้องการ ผู้แทนราษฎรแบบเขตเลือกตั้ง ๔๐๐ คน ต้องการผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ผมขอสลับมาที่ คุณมานพ คีรีภูวดล จากนั้นก็จะไปท่านนิยม เวชกามา ขอเชิญคุณมานพครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมมีความปรารถนา ที่อยากจะเห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ อย่างเต็มร้อยครับท่านประธาน ผมอยากจะ เห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน ผมอยากจะเห็นกลไก ที่เราเรียกว่า ส.ส.ร. เป็นกลไกในการทำหน้าที่ในการแก้ไขปัญหา แต่สภาไม่เห็นชอบ อย่างที่ผมปรารถนานะครับ อย่างไรก็ตามท่านประธานครับ เมื่อสภามีมติให้แก้ไข เป็นรายมาตรา ผมจะขออภิปรายในประเด็นเรื่องของสัดส่วนและที่มาของ ส.ส. อย่างที่ ท่านสมาชิกได้อภิปรายไปแล้ว จาก ๓๕๐ คน เป็น ๑๕๐ คน จาก ๔๕๐ คน เป็น ๑๐๐ คน ผมมีเหตุผลและผมมีคำถามต่อกรรมาธิการและที่ประชุมแห่งนี้ครับท่านประธาน เบื้องต้น ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าระบบเลือกตั้งแบบบัตร ๒ ใบ ผมเห็นด้วย เลือกคนที่รัก เลือกพรรคที่ใช่ คำถามสำคัญก็คือว่าระบบสัดส่วนที่จะเกิดพื้นที่สำหรับคนตัวเล็กตัวน้อย คนที่ไม่สามารถ จะมีพื้นที่เชิงกว้างได้ รัฐธรรมนูญจะออกแบบระบบการคำนวณอย่างไร อันนี้เป็นสิ่งที่ ผมคิดว่าเป็นประเด็นสำคัญ🔗
ท่านประธานครับ ผมยืนอยู่ตรงนี้ในนามตัวแทนพี่น้องชาติพันธุ์ ไม่ว่าจะกลุ่ม ที่อยู่ภาคเหนือ ที่อยู่ภาคใต้ ผมคือผู้แทนราษฎรของพวกเขาเหล่านั้น เพราะฉะนั้นทำอย่างไร ให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่จะแก้ไขนี้ เราจะมีระบบสัดส่วนที่ถูกต้องและเปิดพื้นที่ให้คนทุกส่วน เข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ ผมอยากจะขอให้ฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์ได้เอาสไลด์ (Slide) ของผมขึ้น เพื่อที่จะได้เห็นภาพว่าระบบแบบ ๒ ใบนี้ ทั้งเขตแล้วก็แบบสัดส่วน ทำอย่างไรจะทำให้พี่น้อง ส่วนต่าง ๆ ที่มีอยู่ในพื้นที่ในประเทศไทยนี้ได้มีส่วนร่วม ได้มีตัวตน ได้ทำหน้าที่ความเป็น ตัวแทนของพี่น้องคนเหล่านี้จริง ๆ ท่านประธานครับ อันนี้ก็คือพี่น้องชนเผ่าชาติพันธุ์ ที่ทางราชการใช้คำว่า ชาวไทยภูเขาในประเทศไทย ซึ่งกระจายตัวอยู่ประมาณ ๒๐ จังหวัด มีประมาณ ๑ ล้านกว่าคน ๓,๐๐๐ ชุมชน แล้วอย่างนี้เราจะให้พวกเขาเหล่านี้มีพื้นที่ ในระบบรัฐสภาในรัฐธรรมนูญได้อย่างไร ถ้าหากว่าเราไม่ได้ออกแบบระบบการเลือกตั้ง ที่เป็นสัดส่วนที่เป็นธรรมและถูกต้อง ผมเห็นด้วยนะครับว่าการที่จะมีตัวแทนของพี่น้อง ประชาชนจากกลุ่มต่าง ๆ เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกก็ได้อภิปรายไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเฉพาะ เชิงประเด็น เช่น แรงงานหรือกลุ่มอื่น ๆ ที่มีความเป็นอัตลักษณ์ เอกลักษณ์เฉพาะ ที่ไม่เหมือนกับคนกลุ่มใหญ่ ผมอยากจะขอให้กรรมาธิการได้พิจารณานะครับ พิจารณาให้ดี พี่น้องเครือข่ายของผมอยู่กระจัดกระจาย เฉพาะพี่น้องกะเหรี่ยงอยู่ตั้งแต่จังหวัดเชียงราย ถึงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พี่น้องชาวเลที่อยู่กระจัดกระจาย หลายท่านอาจจะบอกว่า ก็เป็นประชาชนคนไทยแล้ว มีสัญชาติ มีบัตรประชาชน ก็เสมือนว่าเป็นคนไทยทั่วไป เพราะฉะนั้นก็สามารถที่จะใช้พื้นที่ความเป็น ส.ส. เขตก็ได้ ใช่ครับ อันนี้ก็ส่วนหนึ่ง แต่ว่าความเป็นอัตลักษณ์ ความเป็นเฉพาะที่หลาย ๆ คนที่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจในประเด็น ปัญหาของพี่น้องเหล่านี้ มันจำเป็นจะต้องมีพื้นที่ในการที่จะต้องมีตัวแทนในการสื่อสาร ในการที่จะแก้ปัญหาให้กับพวกเขาเหล่านั้นอย่างจริงจังท่านประธานครับ ผมอยากจะให้กรรมาธิการแล้วก็รัฐสภาแห่งนี้ ผมเชื่อมั่นว่าผู้ทรงเกียรติ ครูบาอาจารย์ ผู้มีประสบการณ์ตรงนี้ได้เห็นตัวอย่าง ได้เห็นรูปแบบของต่างประเทศที่มีการให้พื้นที่และ การมีตัวตนของคนกลุ่มน้อยในระบบรัฐสภา ในระบบการบริหารในประเทศ เพราะฉะนั้น ผมมีความเชื่อว่า ถ้าหากว่าประเทศไทยเราจะก้าวไปข้างหน้าให้เท่าทันกับนานาอารยประเทศ การที่จะมีพื้นที่ให้คนตัวเล็กตัวน้อย คนที่มีความเฉพาะทางวัฒนธรรมหรือมีความเฉพาะ ในเชิงพื้นที่ได้เข้ามีบทบาท ได้เข้ามีพื้นที่ในการทำงานในฐานะตัวแทนของกลุ่มคนเหล่านี้ ผมเชื่อมั่นว่าสภาแห่งนี้จะเห็นชอบ ผมเชื่อมั่นว่าสภาแห่งนี้จะทำให้คนเหล่านี้ได้มีศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์เหมือนกับคนส่วนใหญ่ทั่วไป โดยสรุปแล้ว ท่านประธานครับ การที่จะแก้ไข รัฐธรรมนูญ ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของผมที่อยากจะแก้ทั้งฉบับ โดยกระบวนการ การมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน โดยกลไกของระบบ ส.ส.ร. ที่ประชาชนได้คัดเลือก ตัวแทนของพวกเขามาทำหน้าที่ในการยกร่าง แล้วหลังจากนั้นค่อยทำประชาพิจารณ์ เจตนารมณ์ของผม ความใฝ่ฝันของผมไม่เป็นจริงอย่างที่ผมคิดไว้ แต่เมื่อมีการแก้ไข เป็นรายมาตรา ผมเชื่อมั่นว่ากติกาการเลือกตั้งแบบบัตร ๒ ใบ เลือกคนที่รัก เลือกพรรคที่ใช่ และต้องคำนึงถึงสัดส่วนที่ถูกต้องและเป็นธรรม ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไปจะเป็น ท่านนิยม เวชกามา ผมขออนุญาตเรียนนิดเดียวครับว่าช่วงบ่ายผมติดประชุมสหภาพ รัฐสภาเอเชีย หรือไอปา (AIPA) ซึ่งประเทศบรูไน ดารุสซาลาม เป็นเจ้าภาพทางไกล ที่เรียน เพราะว่าผมถือว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญนี้สำคัญ ให้โอกาสสมาชิกเต็มที่ แล้วก็ควรจะติดตาม แต่ว่าช่วงบ่ายจำเป็นต้องกราบเรียนขอให้ท่านประธานวุฒิสภาท่านอยู่ ผมไม่แน่ใจว่าจะเสร็จ กี่โมง สมาชิกได้ใช้สิทธิแล้วก็อยู่ในกรอบของการพิจารณา เพื่อเราจะได้เสร็จได้ในวันนี้ ขอเชิญท่านนิยมครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด สกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้แปรญัตติ เพิ่มเติมข้อความในมาตรา ๓ โดยให้ยกเลิกข้อความในมาตรา ๘ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ โดยข้อความเปลี่ยนแทน แต่เนื่องจากผมจะอภิปรายต่อไปนี้ เพื่อให้บันทึกไว้ในสภาแห่งนี้ว่า ผมจะปรับไม่เอาตามที่แปรญัตติ โดยเหตุโดยผลที่ผมฟังมาจากกรรมาธิการแล้วผมขอยกเลิก คำแปรญัตติเก่า ท่านประธานครับขออนุญาต คือคำแปรญัตติเดิมที่ผมแปรญัตติไว้ ในมาตรา ๓ ว่ามาตรา ๘๓ สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิก จำนวน ๕๐๐ คน โดยเป็นสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต จำนวน ๓๕๐ คน แก้เป็น ๔๐๐ คน และสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ๑๕๐ คน แก้เป็น ๑๐๐ คน ทำไมผมแก้ ผมมีเหตุมีผล ท่านประธานครับ เดิมทีเดียวการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอไปเข้ามาในวาระแรกนั้น ผมยังเข้าใจเป็นระดับหนึ่ง เพราะผมเกรงว่าโดยมาตรา ๘๖ จะมีปัญหาในการแก้ไข แต่ผมฟัง จากกรรมาธิการท่านชี้แจงมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรรมาธิการท่านคุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว ที่บอกมา ท่านอภิปรายในมาตรา ๘๖ มาตรา ๘๕ ผมก็เข้าใจได้ว่าการที่รัฐธรรมนูญแก้เป็น ๔๐๐ คน เป็นประเด็นที่ดีกว่า ทำไมผมจึงต้องอภิปรายเพิ่มในประเด็นนี้ เพราะว่าผมแก้เป็น ๓๕๐ คน ท่านประธานครับทำไมต้อง ๔๐๐ คน ท่านต้องเข้าใจว่าประชาชนในพื้นที่ ถ้า ๔๐๐ คน ได้ ส.ส. เพิ่มขึ้น สมมุติว่าจังหวัดสกลนครบ้านผมปัจจุบันมี ส.ส. ๖ คน ถ้าเป็นการแก้ไขเพิ่ม ส.ส. ได้อีก ก็ได้ ๗ คน ผมเคยเป็น ส.ส. เขตใหญ่ เห็นฤทธิ์ เห็นเดช ของมันเรื่องว่าเขตใหญ่ เขตใหญ่เขต ๓ คน แต่ผมไม่เคยเป็นปาร์ตี ลิสต์ (Party list) เหมือน ท่านประธาน แต่ยืนยันว่าถ้าเขตเล็กลงมาพี่น้องประชาชนจะได้ประโยชน์มากขึ้น คำว่า ประโยชน์ ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าผู้แทนต้องไปแจกอะไรท่านประธาน แต่บางท่าน บอกว่าถ้าแก้เป็นเขตเล็กเข้าใจว่าจะซื้อง่ายขึ้น ผมไม่เชื่อท่านประธาน ผมสู้ทั้งเขตใหญ่และ เขตเล็กให้ประชาชนเลือก เสนอนโยบาย พี่น้องบ้านผมเขามีแนวคิด มีความคิดเป็นของ ตัวเอง เงินไม่จำเป็นต้องซื้อได้ในทุกกรณี ผมไม่เชื่อ ผมเชื่อในจิตใจของพี่น้องประชาชน นี่คือผมต้องยันยันว่าถ้าเขตเล็กพี่น้องประชาชนไปทั่วถึงกว่า วันนี้ผมก็เขตใหญ่ลดลงมาจาก ๗ คน บ้านผม ๗ คนแต่เก่า วันนี้เหลือ ๖ คน การไปทั่วถึงจะน้อยกว่า ผมมี ๕ อำเภอ ผมก็ไปได้เท่าที่ ๕ อำเภอ หลังจากไม่ประชุมสภาไปได้เท่านั้น ไม่สามารถไปได้กว่านั้น ต้องยืนยันแบบนี้เลยท่านประธาน ผมจึงจำเป็นต้องแก้การแปรญัตติจาก ๓๕๐ คน เหลือ ๔๐๐ คน ส่วน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อเอาแค่ ๑๐๐ คนก็พอ เพราะบัญชีรายชื่อ ต้องยืนยันว่าโอกาสบัญชีรายชื่อที่จะดูพื้นที่จะดูได้น้อยกว่า ส.ส. เขต แต่ผมฟัง ส.ส. บางท่านชี้แจงว่าเขตหรือบัญชีรายชื่อไม่แตกต่างกันในเรื่องดูพื้นที่ ไม่จริง ผมนี่เขตเดียว ๕ อำเภอ ก็วิ่งรอกเข้าไปดูแลความทุกข์สุข เพราะฉะนั้นท่านไม่ต้องมาบอกผมหรอก ไปได้ทุกอำเภอ ทุกจังหวัด อันนั้นไปเป็นบางครั้ง แล้วผมก็ยังเจ็บใจอยู่ตรงประเด็นบางท่าน อภิปรายว่า ส.ส. บัญชีรายชื่อศักดิ์ศรีของท่านมากกว่า ส.ส. เขต ท่านต้องเข้าใจนะครับ ส.ส. ทุกคนในสภานี้มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน เป็นตัวแทนเท่าเทียมกัน แต่ ส.ส. เขต คือการเลือกตั้งตรงเขาเลือกแล้วได้เลย ส่วน ส.ส. บัญชีรายชื่อผมไม่อยากอภิปรายหรอก อันนั้นคือการเลือกทางอ้อม แต่ความเป็นศักดิ์ศรีไม่ต่างกันหรอกครับ เท่า ๆ เทียมกัน อันนี้ผมต้องกราบเรียนท่านประธานสภาว่าการที่ย่อยลงมาในพื้นที่แคบกว่า การดูแลปัญหา พี่น้องประชาชนเราได้ไปเห็นความยากลำบากของพี่น้องประชาชนได้อย่างทั่วถึง เพราะสมัยหนึ่ง ผมเป็น ส.ส. เขตใหญ่ ๙ อำเภอ ตอนนี้แค่วิ่ง ๒๐๐ กิโลเมตรก็ยังหนักหนาแล้ว ถ้า ๙ อำเภอ ผมเป็นก่อน ไปไม่ทั่วถึงครับ สภายุบก่อนในตอนนั้น ผมจึงกราบเรียนว่าวันนี้สิ่งหนึ่ง ส.ส. บัญชีรายชื่อก็เหมือนเขต แต่วิธีการคิดในสภาแก้กฎหมายถูกต้อง ทำเหมือนกัน แต่ในการดูแลประชาชนมีความจำเป็น แล้วผมประกาศยืนยันในที่นี้ว่าอย่าดูถูกประชาชน ประชาชนเขาคิดเป็น แล้วท่านไม่ต้องคิดหรอกว่าท่านจะเอาเงินไปซื้อได้เลย เขามีหัวจิตหัวใจ เขาชอบนโยบาย เขารักพรรคก็ให้เขาเลือกตามนั้น ผมต้องยืนยันเลยครับท่านประธาน ว่าพี่น้องประชาชนวันนี้เขาเจริญแล้ว เขามีความคิด เขามีวิธีคิดว่าเขาเลือกใคร เขาจะเลือกพรรคอะไร เขาเลือกแล้วเขาได้อะไร ขอบคุณมากครับ ท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ท่านต่อไปจะเป็น ท่านสุดท้ายของผู้แปรญัตตินะครับ ท่านนิคม บุญวิเศษ จากนั้นก็จะย้อนกลับไปท่านสุดท้าย ที่สงวนความเห็นกรรมาธิการรังสิมันต์ แล้วหลังจากนั้นเราก็จะมีสมาชิกที่ไม่ได้แปรญัตติ ไม่ได้เป็นกรรมาธิการที่ขออภิปราย ๔ ท่าน เชิญท่านนิคมครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผมขอแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา ๓ นะครับ ในมาตรา ๓ นั้น ให้ยกเลิกความในมาตรา ๘๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้ มาตรา ๓ สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิก จำนวน ๕๐๐ คน โดยเป็นสมาชิกซึ่งมาจากเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน ๔๐๐ คน และสมาชิกมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน ในวรรคสอง ในกรณีที่ตำแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่างลงไม่ว่าด้วยเหตุใด และยังไม่มีการเลือกตั้งหรือประกาศรายชื่อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้นมาแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่าที่มีอยู่ อันนี้ผมเห็นด้วย เนื่องจากว่าถ้ามีการเลือกตั้งใหม่ ก็จะเป็นภาระของพี่น้องประชาชน แล้วก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งจำนวนมาก แต่ในวรรคสอง ครับท่านประธาน ในกรณีที่มีเหตุใด ๆ ที่ทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ จำนวนไม่ถึง ๑๐๐ คน ผมเห็นว่าควรจะให้สมาชิกลำดับถัดไปตามลำดับ หมายเลขในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขึ้นมาแทน เพื่อให้ครบ ๑๐๐ คน เพราะเหตุที่ว่าการเลื่อนลำดับของสมาชิกบัญชีรายชื่อนี้ เราไม่จำเป็น ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ สมาชิกบัญชีรายชื่อมีความสำคัญครับท่านประธาน อย่าลืมว่า บัญชีรายชื่อนั้นเขาสามารถลงพื้นที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้ทุกเขตเลือกตั้ง ได้ทุกพื้นที่ ผมเห็นว่ามันประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ในส่วนที่สมาชิกเขตอาจจะทำงานได้ไม่ทั่วถึง เพราะเขตมันอาจจะกว้างขวาง อาจจะใหญ่ สมาชิกบัญชีรายชื่อนี่ล่ะครับที่สามารถลงพื้นที่ เติมเต็มเพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด ลงพื้นที่รับเรื่องราวร้องทุกข์ รับปัญหาต่าง ๆ ของพี่น้องประชาชนมาเสนอ มาแก้ไขในสภาผู้แทนราษฎร และยังสามารถตรวจสอบ การทำงานของรัฐบาลได้ทั่วถึงและเป็นธรรมครับท่านประธาน และอีกประการหนึ่ง ส.ส. บัญชีรายชื่อ อย่าลืมว่า ส.ส. รัฐธรรมนูญฉบับ ปี ๒๕๖๐ ส.ส. ไม่มีงบประมาณในการ ลงพื้นที่ ต้องใช้เงินเดือนส่วนตัว ซึ่งหลายท่านก็มาบ่นเหมือนกันนะครับว่าเงินเดือน หักภาษีแล้วเหลืออยู่ ๙๐,๐๐๐ กว่าบาท แต่พื้นที่มันกว้างครับ ต้องใช้เงินส่วนตัวในการ ลงพื้นที่ เนื่องจาก ส.ส. ไม่มีงบ ไม่เหมือนหน่วยงานของรัฐ ไม่เหมือนผู้ว่าราชการจังหวัด ใช้เงินของรัฐได้ ฉะนั้นความจำเป็นที่จะต้องมี ส.ส. บัญชีรายชื่อมีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่ง ผมก็เลยคิดว่า ส.ส. บัญชีรายชื่อควรจะมี แต่ถ้าเป็นไปได้ครับ ผมเองก็ไม่สามารถที่จะ ทำตามที่ตัวเองคิดได้ เนื่องจากว่าเป็นเสียงข้างน้อย ผมอยากให้ ส.ส. บัญชีรายชื่อ มี ๑๕๐ คน ด้วยซ้ำ แต่ด้วยเสียงส่วนใหญ่ที่กรรมาธิการ และเสียงส่วนใหญ่ยอมรับว่า ๔๐๐ คน บวก ๑๐๐ คน ก็คือ ๕๐๐ คน ตามที่หลายท่านบอกว่าเป็นเจตนารมณ์ของประชาชน ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นฉบับของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ผมไม่ขัดข้องครับ เพียงแต่ว่าในส่วนที่ผมคิดว่าถ้าอนาคตถัดไป ถ้าสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหญ่ได้ ผมเห็นด้วยกับท่าน ส.ว. ท่านหนึ่งที่ท่านบอกว่า ขอเอ่ยนามท่าน ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ผมเห็นด้วยครับว่าเขตเลือกตั้งไม่จำเป็นจะต้องมี ส.ส. ๑ คน ถ้ามันเขตใหญ่ จริง ๆ แล้ว ส.ส. บางคนคะแนนสูสีกันครับท่านประธาน ประชาชนมีเจตนาที่จะเลือก ส.ส. เลือกคนที่เรารัก บางทีเขารัก ๒ คน ก็เลือกได้แค่คนเดียว แต่ถ้าสามารถเลือกได้ ๒ คน ก็จะทำให้ ส.ส. สามารถเข้าถึงพี่น้องประชาชน ทำงานแข่งกันถามว่าใครได้ประโยชน์ ประชาชนได้ประโยชน์ แต่รัฐธรรมนูญเขียนกำหนดไว้ว่าเขตหนึ่งเลือกได้คนเดียว ก็เลยทำให้มีที่มาไปว่า ส.ส. จะต้องมีเขตละ ๑ คน แต่ถ้าเราสามารถแก้ไขกฎหมายได้ผมว่ามันเป็นประโยชน์ ใจผม ก็อยากจะให้ช่วยแก้ไขกฎหมายให้มีบัญชีรายชื่อ ๑๕๐ คนด้วย เพราะว่า ส.ส. บัญชีรายชื่อ มีประโยชน์ เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ เรามาช่วยกันบริหารชาติบ้านเมืองให้มันมี ความเจริญรุ่งเรืองได้ ฉะนั้นผมก็เลยคิดว่าในส่วนของกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อที่ไม่ถึง ๑๐๐ คน ควรจะเลื่อนลำดับถัดไปขึ้นมาเป็นสมาชิกบัญชีรายชื่อแทน เพื่อให้ครบ ๑๐๐ คน เพื่อทำงานเติมเต็ม ทำงานให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างแท้จริงครับ ท่านประธาน กราบขอบพระคุณมากครับ🔗
ลำดับต่อไป เชิญท่านรังสิมันต์ โรม แล้วหลังจากนั้นจะเป็นท่านสมาชิก พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม เชิญท่านรังสิมันต์ โรม ครับ🔗
เรียนท่านประธาน ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนจะเริ่ม ในส่วนที่ผมได้สงวนความเห็นเอาไว้ ผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกตนิดหนึ่งนะครับท่านประธาน เรากำลังพิจารณาในส่วนของมาตรา ๘๓ ซึ่งมันมีจุดหนึ่งที่เป็นจุดสังเกต คือในมาตรา ๘๓ ในวรรคสอง ที่กรรมาธิการได้จัดทำขึ้น ก็มีการระบุถ้อยคำว่าให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนน โดยตรงและลับ ซึ่งถ้อยคำแบบนี้เป็นถ้อยคำที่ดี แต่ความจริงแล้วที่มันมีการเพิ่มเติมตรงนี้มา มาจากในมาตรา ๘๕ ซึ่งได้มีการระบุเอาไว้แล้ว ก่อนหน้านี้กรรมาธิการโยกจากมาตรา ๘๕ มาใส่มาตรา ๘๓ แต่พอกรรมาธิการไปขอแก้เมื่อวานตอนเช้า กลายเป็นว่าเราก็มีถ้อยคำที่ซ้ำกัน ใน ๒ มาตรา ก็ต้องยอมรับครับว่าเป็นการเขียนรัฐธรรมนูญที่ไม่เรียบร้อยเอาเสียเลย อย่างไรก็ตามในเมื่อมาถึงจุดนี้กันแล้ว ผมก็ขออนุญาตพูดถึงในเนื้อหาสาระที่ผมได้มีการ สงวนความเห็นเอาไว้ ในการสงวนความเห็นในมาตรา ๘๓ ผมได้เขียนไว้ดังนี้ มาตรา ๘๓ สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิก จำนวน ๕๐๐ คน ดังนี้🔗
(๑) สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน ๓๕๐ คน🔗
(๒) สมาชิกแบบบัญชีรายชื่อซึ่งมาจากการเลือกตั้งพรรคการเมือง จำนวน ๑๕๐ คน🔗
วรรคถัดมาครับ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ใช้บัตรเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ๑ ใบ และบัตรเลือกตั้งพรรคการเมือง ๑ ใบ ในกรณีที่ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่างลงไม่ว่าด้วยเหตุใด และยังไม่มีการเลือกตั้ง หรือประกาศชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้สภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีอยู่ ในกรณีมีเหตุใด ๆ ที่ทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อมีจำนวนไม่ถึง ๑๕๐ คน ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ประกอบด้วยสมาชิกเท่าที่มีอยู่🔗
ท่านประธานครับ ในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องของระบบ เลือกตั้งนั้น ผมต้องย้ำอีกครั้งว่าพรรคก้าวไกลเรามีความเห็นว่าระบบเลือกตั้งที่พรรคก้าวไกล สนับสนุน คือระบบเลือกตั้งแบบบัตร ๒ ใบ โดยใบที่ ๑ ใช้สำหรับการเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขต ส่วนใบที่ ๒ ใช้สำหรับเลือก ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลไม่เคยมีความเห็นในการ สนับสนุนบัตรเลือกตั้งใบเดียว อย่างไรก็ตามผมต้องเรียนต่อท่านประธานว่าการเลือกตั้ง ด้วยบัตร ๒ ใบ ไม่ได้หมายความว่าเราจำเป็นต้องใช้วิธีการคำนวณแบบวิธีโบราณที่เรา เคยทำกันมา เราสามารถที่จะเรียนรู้วิธีใหม่ ๆ ได้ ซึ่งในรายละเอียดผมจะอภิปรายต่อไป ในมาตรา ๙๑ ท่านประธานครับ เหตุผลสำคัญที่ผมสงวนความเห็นว่าตัวเลขสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ควรจะเป็น ซึ่งก็คือ ส.ส. เขต ๓๕๐ คน ส.ส. ปาร์ตี ลิสต์ (Party list) หรือบัญชีรายชื่อ ๑๕๐ คนนั้น ผมมีความเห็นว่าตัวเลขนี้มีความเหมาะสมมากกว่าตัวเลข ๔๐๐ : ๑๐๐ คน เหตุว่าในการทำหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีกลุ่มคน ที่หลากหลายในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเปิดโอกาสให้มีตัวแทนของพวกเขาเข้ามาได้มากขึ้น กลุ่มคนที่จะได้รับประโยชน์ทันทีที่จำนวนบัญชีรายชื่อมีมากขึ้น คือกลุ่มคนที่เป็นตัวแทน รายประเด็น ยกตัวอย่างเช่น คนที่เป็นกลุ่มแอลจีบีทีคิว (LGBTQ) กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มคนเหล่านี้ อยู่กระจัดกระจายหลายจังหวัด หากเราไปมุ่งเน้นการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเท่านั้น โอกาสที่ กลุ่มคนเหล่านี้จะเข้ามาแทบจะเป็นไปไม่ได้ เพราะกลุ่มคนเหล่านี้เมื่อคิดเป็นต่อเขตย่อมมี สัดส่วนที่เล็กมาก ดังนั้นเพื่อให้พวกเขาเข้ามา เพราะหากเรานับรวมกันทั้งประเทศพวกเขา มีเป็นล้านคน การขยายให้ระบบบัญชีรายชื่อที่มีมากขึ้นมากกว่า ๑๐๐ คน จึงมีโอกาสที่จะ ให้พวกเขาเข้ามาสู่สภาแห่งนี้ได้มากขึ้น นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผมคิดว่าทำไมการมีบัญชีรายชื่อ ๑๕๐ คน จึงเป็นประโยชน์ที่มากกว่าจำนวนบัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน ซึ่งในประวัติที่ผ่านมา กลุ่มคนตามที่ผมได้เอ่ยถึงมีโอกาสน้อยมากที่จะเข้ามาในสภา🔗
ท่านประธานครับ เมื่อกลับมาพิจารณาถึงการมีเขต ๔๐๐ คน กับเขตแบบ ๓๕๐ คน ผมต้องเรียนต่อท่านประธานว่าในทางปฏิบัติประชากรที่ลดลงไปต่อเขตที่อ้างกันว่า จะทำให้ ส.ส. กับพี่น้องประชาชนใกล้ชิดกันมากขึ้น หากเรามาทำความเข้าใจโดยใช้ คณิตศาสตร์เข้าไปดู เราจะพบว่าเมื่อคิดเป็นสัดส่วนเปอร์เซ็นต์แล้ว อัตราที่ลดลงไป แทบไม่มากเลย ผมลองยกตัวอย่าง อย่างนี้ครับท่านประธาน ถ้าเรามีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน ๕๑ ล้านคน หากเราแบ่งออกเป็น ๔๐๐ เขต ประชากรต่อเขตจะคิดเป็น ๑๒๗,๐๐๐ คน หากเราแบ่งเป็น ๓๕๐ เขต จำนวนประชากรต่อเขตจะคิดเป็น ๑๔๕,๗๑๔ คน สัดส่วน แตกต่างกันไม่ถึง ๒๐,๐๐๐ คน จำนวนประชากรที่ ส.ส. เขตต้องเป็นตัวแทนของพวกเขา ในระบบแบ่งเขตแบบ ๔๐๐ คน ก็ยังมากอยู่ดี การดูแลพี่น้องประชาชนในเขตให้มี ประสิทธิภาพ ผมคิดว่าเรามีท้องถิ่นอยู่แล้ว ซึ่งกรณีเช่นนี้จะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้อง ประชาชนมากกว่า เพราะท้องถิ่นมีอำนาจ มีงบประมาณ การแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชน ย่อมสามารถทำได้ดีกว่า ส.ส. เขตที่ทำได้เต็มที่ คือแค่การประสานงานให้หน่วยงานต่าง ๆ เท่านั้น ดังนั้นการแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนระยะยาว จึงต้องอาศัยความเข้มแข็งของ ท้องถิ่นเป็นหลัก ท่านประธานครับ บทบาทของ ส.ส. เขต จึงควรเป็นการเอาปัญหาของ พี่น้องประชาชนมาพูดในสภา ผลักดันกฎหมายให้เกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล เพื่อให้รัฐบาลปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภารกิจ เหล่านี้คือภารกิจที่สำคัญของพวกเรา บทบาทหน้าที่ของพวกเราคือการช่วยกันดู ให้ครอบคลุมทั้งประเทศ ผมทราบดีครับท่านประธานว่าทุกข์สุขของพี่น้องในพื้นที่ของท่าน มีความสำคัญ แต่เราต้องยอมรับว่าหากสภาของเราเข้มแข็งเราก็จะมีรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพ ไปด้วย ประเภทการไปวิ่งของบประมาณลงพื้นที่ก็อาจจะไม่มีความจำเป็นต่อไป การทุจริต คอร์รัปชันก็จะมีโอกาสน้อยลงไปด้วย เมื่อเรามีการบริหารที่มีประสิทธิภาพ เม็ดเงิน ของประเทศไม่รั่วไหลไปตามช่องทางต่าง ๆ โอกาสที่เม็ดเงินจะลงไปสู่พี่น้องประชาชน ก็จะมีมากยิ่งขึ้น🔗
ท่านประธานครับ ด้วยเหตุผลดังกล่าวผมจึงมีความเห็นว่าในการออกแบบ ระบบเลือกตั้งที่ก้าวหน้าไปในอนาคต เราจึงไม่ควรแค่เพียงอาศัยความเคยชินในสิ่งที่เรา ทำ ๆ กันมา ผมเข้าใจดีว่าการเลือกตั้งที่เราเคยใช้เมื่อตอนปี ๒๕๔๐ ที่ให้มี ส.ส. เขต ๔๐๐ คน ส.ส. บัญชีรายชื่อมี ๑๐๐ คน เพื่อนสมาชิกหลายคนอาจจะคุ้นเคยกับวิธีการแบบนี้ แต่ผมคิดว่า การก้าวเดินไปข้างหน้าที่เราถือหลักในการสร้างท้องถิ่นที่เข้มแข็ง การมีส่วนร่วมของพี่น้อง ประชาชนผ่านเครื่องมือต่าง ๆ ที่ทันสมัยในยุคสมัยที่เทคโนโลยีได้เปลี่ยนแปลงไปอย่าง รวดเร็ว ไม่มีความจำเป็นอะไรที่เราจะต้องกลับไปใช้วิธีการแบบเดิม และไม่ได้หมายความว่า การกลับไปใช้วิธีการแบบเดิมมันจะดี เพราะสังคมไทยก็เปลี่ยนแปลงไปเยอะมากแล้ว ผมยืนยันกับท่านประธานครับว่าระบบเลือกตั้ง เมื่อเราเรียนรู้ว่ามันมีข้อผิดพลาดประการใด เราสามารถปรับปรุงอุดช่องโหว่ได้ ระบบเลือกตั้ง ถึงจะมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับความต้องการของพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ ระบบเลือกตั้งไม่ใช่วัตถุโบราณที่เราจะต้องเก็บเอาไว้ กอดเอาไว้แน่น ๆ ไม่ให้มีความ เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เพราะหากเราทำแบบนั้นต่อไป เราอาจจะนำพาสังคมไทยไปสู่วังวน แห่งปัญหาที่สังคมไทยเคยประสบมาก็ได้ ก็เรียนท่านประธานครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม แล้วตามด้วย พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม พลอากาศตรีนายแพทย์ เฉลิมชัย เครืองาม สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมจำเป็นที่จะต้องรอคอยจนกระทั่งถึงเวลานี้ เพราะว่าเป็นผู้ที่ไม่ได้ขอแปรญัตติไว้ เป็นสมาชิกธรรมดาคิวจึงต้องอยู่ในอันดับท้าย ๆ จำเป็นต้องอดทนรอคอย เพราะสิ่งที่ผมจะอภิปรายนั้นคิดว่ามีความจำเป็นเหมือนจะเป็น เรื่องเล็กน้อย แต่คิดว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ขออนุญาตฝากกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการ เห็นบนบัลลังก์บนเวทีมีแล้วนั่งอยู่ท่านเดียวครับ แต่ผมฝากไว้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ประเด็นที่ผมจะอภิปรายนั้นเป็นประเด็น ที่อยู่ในสิ่งที่กรรมาธิการเพิ่มขึ้นมา ผมจะไม่แปรนอกไปจากสิ่งที่กรรมาธิการเพิ่มขึ้นมา เพราะอันนั้นเป็นกติกาที่เราวางเอาไว้ นั่นคือวรรคสองของการแก้ไขมาตรา ๘๓ ตามมาตรา ๓ ของการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๓ ในสิ่งที่กรรมาธิการท่านได้เพิ่มขึ้นมานั้นอยู่ใน วรรคสองผมอ่านเร็ว ๆ ดังนี้ มีสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายแล้วแต่ว่าก็ผ่านไป แต่สิ่งที่ผม จะอภิปรายนั้นจะไม่ซ้ำประเด็นเลย นั่นก็คือประเด็นในวรรคสองที่กล่าวเอาไว้ว่าการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ โดยให้ใช้บัตรเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบละ ๑ ใบ ที่จะไม่ซ้ำเลยเป็นดังนี้ครับท่านประธาน คือคำว่า โดยตรงและลับ นั้นผมก็ไม่ได้ขัดข้อง ผมก็เห็นด้วย เพียงแต่ผมอภิปรายเอาไว้เพื่อที่จะให้ บันทึกไว้ในสภาแห่งนี้ ว่าเจตนารมณ์ของถ้อยคำที่เขียนไว้เพิ่มในวรรคสองนั้นจริง ๆ ไม่ได้ พิสดารอะไร มีอยู่แล้วในมาตรา ๘๕ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แต่คำว่า โดยตรงและลับ นั้น เคยมีปัญหา จำเป็นจะต้องเขียนเอาไว้ กล่าวเอาไว้ในที่นี้เพื่อบันทึกเอาไว้ เป็นดังนี้ ท่านประธานครับ สืบเนื่องจากในรัฐธรรมนูญนั้นเราให้มีกฎหมายลูก คือกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปรากฏว่าในมาตรา ๙๒ ของ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นเขียนไว้ว่า ในกรณีของผู้พิการ ผู้ทุพพลภาพ ผู้สูงอายุนั้น ท่านมีความลำบากในการเข้าคูหาแล้ว ไปกาเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เลือก ส.ส. กฎหมายเขียนไว้ว่าให้อนุญาตให้มีเจ้าหน้าที่ ที่ กกต. หน่วยเลือกตั้งนั้นเข้าไปในคูหาด้วยกันกับผู้พิการ ผู้ทุพพลภาพหรือผู้สูงอายุ บางครั้ง ท่านอาจจะพิการทางสายตา บางครั้งท่านอาจจะพิการไม่มีแขนทั้ง ๒ ข้าง ท่านไม่สะดวก ที่กาเครื่องหมายใด ๆ ลงบนบัตรเลือกตั้ง จำเป็นจะต้องมีเจ้าหน้าที่เข้าไปหรือมีใครเข้าไป ในคูหา ช่วยในการลงคะแนนเลือกตั้ง สิ่งที่ตามมาก็คือปรากฏว่าเคยมีการพิจารณาหรือ คิดกันว่าเรื่องนี้มันจะสอดคล้องกับกฎหมายที่เขียนไว้ว่าโดยตรงและลับหรือไม่ เรื่องนี้เคย มีการส่งศาลรัฐธรรมนูญและวินิจฉัย เพื่อให้วินิจฉัยว่าการกระทำหรือบทบัญญัติในมาตรา ๙๒ ของ พ.รบ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นสอดคล้อง กับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๕ หรือไม่ สมัย สนช. ศาลรัฐธรรมนูญท่านวินิจฉัยออกมาว่า การกระทำเช่นนั้นสอดคล้องกับมาตรา ๒๗ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่เขียนเอาไว้ว่า มาตรการที่รัฐกำหนดขึ้น เพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิหรือเสรีภาพ ได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น หรือเพื่อคุ้มครองอำนวยความสะดวกแต่เด็กและสตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ หรือผู้ด้อยโอกาส ให้สามารถกระทำได้ คือเพื่อให้ผู้พิการ ผู้ทุพพลภาพนั้นสามารถ ใช้สิทธิเลือกตั้งได้ แม้มีคนเข้าไปในคูหาด้วย ช่วยกาขีดผู้ที่จะเลือก ส.ส. ด้วย แม้กฎหมาย จะเขียนไว้ว่าด้วยโดยตรงและลับ แต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นวินิจฉัยว่า เช่นนั้น ถูกต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมกล่าวนี้เพื่อบันทึกไว้เป็นหลักฐาน เพื่อให้ แสดงถึงเจตนารมณ์ของมาตรานี้ ในถ้อยคำนี้ให้เข้าใจตรงกัน เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาในอนาคต🔗
ถ้อยคำถัดมาที่มีปัญหา และผมฝากกรรมาธิการท่านช่วยกรุณาวินิจฉัยและ พิจารณาเรื่องนี้ คือถ้อยคำที่ท่านเพิ่มเข้ามา คำว่า โดยให้ใช้บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบละ ๑ ใบ บทบัญญัตินี้ไม่เคยมีเขียนไว้ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ก็ไม่ได้เขียน ในปี ๒๕๕๐ ก็ไม่ได้เขียน ในปี ๒๕๔๐ ก็ไม่ได้เขียน เพราะอะไร เพราะเรากำลังคิดกันว่า เราพยายามที่จะมีพิพัฒนาการวัฒนาการของการเลือกตั้งอาจจะมีการเลือกตั้งแบบ อิเล็กทรอนิกส์ซึ่งไม่มีบัตรเลือกตั้ง การเลือกตั้ง ส.ส. นอกราชอาณาจักรที่ต่างประเทศ อาจจะใช้วิธีอื่นซึ่งอาจจะไม่ได้ใช้บัตรเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นสิ่งนี้มีความคิดกันอยู่ มีความพยายามกันอยู่ แม้แต่ในกฎหมายเมื่อเร็ว ๆ นี้ที่ผ่านสภาไป คือ พ.ร.บ. ว่าด้วย การออกเสียงประชามติ มีบทบัญญัติ มีหมวดโดยเฉพาะว่าด้วยการออกเสียงลงประชามติ โดยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งไม่ได้ใช้บัตร และแม้แต่วิธีการเลือกตั้ง ส.ส. นี้ กกต. เขาก็คิดกันอยู่ มีการใช้งบประมาณจัดซื้อเครื่องบางส่วนไปแล้ว ทดลองใช้ไปบ้างแล้ว เพื่อให้มีการ ใช้การเลือกตั้งโดยวิธีการอิเล็กทรอนิกส์ เพราะฉะนั้นถ้าท่านเขียนเอาไว้เช่นนี้ หมายความว่า ต่อไปนี้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ไม่สามารถที่จะไปเขียน บทบัญญัติให้มีการเลือกตั้งด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์เพื่อรองรับเรื่องนี้ได้ งบประมาณที่ กกต. ใช้ไปแล้ว จ่ายไปแล้วเป็นร้อย ๆ ล้าน เรื่องนี้เป็นอันว่าล้มพับไป เพราะกฎหมายแม่ เขียนเอาไว้ว่าคือการเลือกตั้งนั้นให้ใช้บัตร ๒ คำว่า บัตร ๒ ใบ มันชัดเจนอยู่แล้วครับว่า ใช้วิธีอื่นไม่ได้ วิธีแก้ คณะกรรมาธิการท่านช่วยกรุณาพิจารณาตัดถ้อยคำตรงนี้เท่านั้นเอง คือถ้อยคำ คำว่า โดยให้ใช้บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบละ ๑ ใบ เพื่อเปิดช่อง ไว้ในอนาคต เพื่อไปรองรับให้สอดคล้องกับมาตรา ๘๕ ของรัฐธรรมนูญ ที่เขียนไว้ว่ากฎเกณฑ์ หลักเกณฑ์วิธีการต่าง ๆ นั้นให้เป็นไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วหลังจากนั้น กกต. ท่านอาจจะไปคิดวิธีอื่นในการเลือกตั้ง ซึ่ง โลกเขาไปไกลมากแล้ว ต่างประเทศทั่วโลกหลายประเทศเขามีการเลือกตั้งด้วยวิธี อิเล็กทรอนิกส์เราดันกลับถอยหลังไปเขียนรัฐธรรมนูญล็อกเอาไว้เลยว่าให้ใช้บัตรเลือกตั้ง ๒ ใบ ผมฝากท่านประธานผ่านไปทางกรรมาธิการเพียงเท่านี้ ขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปเชิญ พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แล้วตามด้วยท่านซูการ์โน มะทา ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมมาใช้สิทธิในฐานะสมาชิกนะครับ ผมจะเข้า ตรงประเด็นที่คณะกรรมการได้แก้ไขในมาตรา ๓ ในเนื้อความในมาตรา ๓ ประเด็นที่สำคัญ วิ. ได้เพิ่มเติมในมาตรา ๓ แล้วแก้ลงไปในมาตรา ๘๓ ในวรรคสอง ที่เขียนว่าการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ โดยให้ใช้ บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบคนละใบ ของเก่าเป็นเสรีครับ เสรี ผมไม่รู้ว่าเสรี คืออะไร แต่คำว่า ตรงและลับ นี้ กราบเรียนเลยครับว่ามี มีใช้ในรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะ มาตรา ๘๕ เดี๋ยวผมจะอธิบายตรงและลับคืออะไร เนื้อความที่สำคัญก็คือโดยวิธีการตรง และลับนี่ล่ะครับ เป็นมาตราที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ และการตีความมีความชัดเจน เพราะในการตีความของการใช้คำว่า ตรง โดยตรงนี้ย่อมมีความมุ่งหมายที่ต้องการให้ผู้มีสิทธิ เป็นผู้ลงคะแนนด้วยตนเอง ไม่อาจใช้บุคคลอื่นลงคะแนนได้ และมิใช่การเลือกตั้งตัวแทน เพื่อให้ไปเลือกตั้งอีกทีหนึ่ง อย่างเช่นในสหรัฐอเมริกาหรือเมื่อครั้งเลือกตั้งสยาม ปี ๒๔๗๕ ที่เคยให้ราษฎรเลือกตั้งผู้แทนในหมู่บ้าน แล้วไปเลือกผู้แทนตำบล แล้วจะให้ผู้แทนตำบล ไปเลือก ส.ส. นั่นคือการออกเสียงทางอ้อม ผมไม่รู้ว่าจะใช้วิธีนี้หรือเปล่า ที่เรียกว่า เสรี และโดยลับ ท่านประธานครับ คือการกระทำในลักษณะที่บุคคลอื่นไม่อาจทราบหรือตรวจสอบได้ว่า ผู้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกอย่างไร ออกเสียงลงคะแนนให้กับใคร ศาลรัฐธรรมนูญ ตีความในคำวินิจฉัยที่ ๙/๒๕๔๙ เมื่อวันที่ ๘ พ.ค. ๒๕๔๙ อันนี้ตีความไว้ละเอียด ไปหาอ่านดู แล้วหลักการเลือกตั้งทางลับนี้ นับว่าเป็นสาระสำคัญของการเลือกตั้งการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย การใช้สิทธิทางลับคือต้องการให้คุ้มครองครับท่านประธาน คุ้มครองให้คน มีสิทธิไปเลือกตั้งและคุ้มครองประโยชน์สิทธิรวมของประชาชน นั่นล่ะครับหัวใจสำคัญ ของกฎหมายที่เรียกว่าเลือกตั้งทางตรง ลับ🔗
สิ่งสำคัญในประเด็นดังกล่าวนี้ ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าในเนื้อหา ดังกล่าวนี้ นอกจากนั้นแล้วการเลือกตั้ง ส.ส. ที่ใช้บัตรเลือกตั้งแบบ ส.ส. แบ่งเขต ส.ส. ๑ ใบ และพรรคการเมืองละ ๑ ใบ แล้วท่านก็เขียนระบุว่าใบเดียว แบบละ ๑ ใบ ผมไม่รู้ว่าท่าน จะใช้แทกติก (Tactic) ของเนื้อความคำว่า แบบละ ๑ ใบ ไปอีกอย่างไรในการตีความ ขอให้จดไว้ในบันทึกเลยนะครับว่าอย่าตีความอย่างกว้างไปอีก ในการไปกำหนดหลักเกณฑ์ หลักการ วิธีการที่จะปรากฏ กราบเรียนครับท่านประธาน ในการเลือกตั้งไม่ว่าที่จะเป็นบัตร ๒ ใบ จะ ๔๐๐ คน จะ ๑๐๐ คน แล้วก็เปลี่ยนแปลง เพราะว่าหลักการตรงนี้มันมิใช่เป็น หลักการที่ตรงตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ในหลักเหตุผลที่เขียนไว้นี้มีเหตุผล ท่านเขียนเหตุผลเลยครับว่าจำนวนไม่สอดคล้องต่อจำนวนของประชากรในเขตเลือกตั้ง มีท่านผู้ทรงเกียรติท่านหนึ่งพูดถึงเรื่องนี้ เอาปัจจัยอะไรมาคำนวณ วิธีขยับจาก ๓๕๐ คน ขึ้นมา ๔๐๐ คน แต่ไม่แคร์ (Care) ครับ จะเป็น ๒ ใบหรือใบเดียว ผมกราบเรียนว่า การเลือกตั้งนั้นเป็นหัวใจสำคัญ เป็นสิทธิอำนาจของประชาชนคนไทยที่เราเรียกว่า องค์สถาปนาอำนาจประชาธิปไตยที่แท้ และองค์อำนาจนั้นคือผู้มีสิทธิที่จะออกคะแนนเสียง เลือกตั้งให้พวกเราเข้ามาเป็นผู้แทนของประชาชน มาช่วยดูแลทรัพยากร มาช่วยดูแล เงินงบประมาณ มาช่วยดูแลกฎหมายที่จะสร้างระบบเศรษฐกิจของประเทศให้ดียิ่งขึ้น นั่นคือหัวใจสำคัญที่อยากจะกราบเรียนเลยว่า การเลือกตั้งจะ ๒ ใบ หรือใบเดียวไม่ใช่สาระ แต่สาระคือองค์สถาปนาจะเลือกคนที่รัก เลือกพรรคที่ใช่ หรือที่รักมาก ๆ ในสัดส่วน ที่ถูกต้อง ในสิทธิการเลือกตั้งของตัวองค์อำนาจเองถือว่าข้อเท็จจริงตรงนี้เป็นหัวใจสำคัญ มากกว่า จะ ๔๐๐ คน อีกหน่อยอาจจะกลายเป็น ๖๐๐ คน หรือจะลดลงมาเหลือ ๒๐๐ คน ก็แล้วแต่นะครับ นั่นเป็นไปด้วยกระบวนการหรือวิธีการทางกฎหมาย ขอนิดเดียวครับท่าน สุดท้ายนี้เชื่อว่าการที่องค์อำนาจจะเลือกตั้ง ขอให้ให้โอกาสกับคนที่เสียโอกาสที่จะอยู่ ในระบบการเลือกตั้ง ถึงเวลาแล้วที่จะเปลี่ยนแปลงให้กับคนหลากหลาย ให้กับคน ต่างความคิด คนที่มาจากแหล่งกำเนิดหลักต้องอยู่ร่วมกันครับท่านประธาน และนี่คือ องค์รัฏฐาธิปัตย์ของอำนาจประชาธิปไตยที่แท้จริงที่จะมาเลือกเรา ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปผมขออ่านรายชื่อสมาชิกที่ประสงค์จะอภิปรายนะครับ คือ ๑. ท่านซูการ์โน มะทา ๒. ท่านคมเดช ไชยศิวามงคล ๓. นางสาวญาณธิชา บัวเผื่อน ๔. ท่านมณเฑียร บุญตัน ๕. ท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ๖. ท่านจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ ผมขอเรียนอย่างนี้นะครับว่า ท่านที่เป็นสมาชิกและประสงค์จะลงชื่อ ผมจะปิดการแสดงความจำนงแล้ว ถ้าท่านใด ประสงค์จะอภิปราย ขอให้รีบมาลงชื่อนะครับ ประการที่ ๒ สำหรับสมาชิกที่จะอภิปรายนั้น ตามข้อบังคับก็จะต้องอภิปรายในประเด็นที่กรรมาธิการมีการแก้ไข คือมาตรา ๘๓ วรรคสอง ดังนั้นผมขอเรียนให้ทราบดังนี้ เราได้ผ่านมา ๓ ชั่วโมงกว่าแล้ว ยังไม่ได้ลงมติในมาตรานี้เลย เชิญท่านซูการ์โน มะทา ครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ซูการ์โน มะทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา เขต ๒ พรรคประชาชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา สำหรับญัตติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่ได้แก้ไขไว้ในมาตรา ๘๓ ซึ่งคณะกรรมาธิการได้มี การแก้ไข ซึ่งผมก็ขออภิปรายในส่วนนี้เพื่อสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมาธิการด้วย ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะอภิปรายทั้งหมด ผมก็ขอยืนยันเจตนารมณ์และจุดยืนของ พรรคประชาชาติ ก็คือว่าพรรคประชาชาติมีความชัดเจนที่เราต้องการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ และพรรคประชาชาติก็ต้องยอมรับว่า ไม่ยอมรับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ เพราะว่าที่ผ่านมานั้นก็มีประชาชนส่วนหนึ่ง จำนวนมากที่เราทราบกันอยู่ว่าไม่รับหลักการของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วก็การบังคับใช้ กฎหมายรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาตลอด ๓ ปีนั้น ก็ไม่มีความศักดิ์สิทธิเท่าที่ควร เท่าที่เรา ทราบกันมา ท่านประธานครับ เหตุผลที่ผมจำเป็นจะต้องเกริ่นนำเพื่อทำความเข้าใจ เพราะผมเชื่อว่าวันนี้พี่น้องประชาชนที่ติดตามชมการถ่ายทอดการประชุมรัฐสภาในวันนี้ ก็กำลังสับสนอยู่ว่าเรากำลังแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่ออะไร ประชาชนจะได้ประโยชน์อย่างไร ท่านประธานครับ ถ้าเรามาดูในการแก้ไขปัญหาทั้งหมดนี้มันก็มาจากปัญหาที่จำเป็นต้องแก้ เพราะว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็มีปัญหามาตั้งแต่ต้นที่เราทราบกันดี ตั้งแต่เรื่องของที่มาของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วิธีการได้มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือแม้กระทั่งที่มาของ สมาชิกวุฒิสภา ก็ต้องขออนุญาตที่จะต้องกล่าว แต่ว่าผมจะไม่พูดถึงในรายละเอียด แต่ทั้งหมดนั้นคือตัวปัญหาที่ทำให้พวกเราจำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายพรรคการเมือง แม้พรรคประชาชาติจะเป็นพรรคเล็ก แต่เรา ก็ได้ไปร่วมลงชื่อเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ประเด็นสำคัญก็คือว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น มันมีปัญหาอุปสรรคที่กำหนดไว้ ในมาตราการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นจำเป็นจะต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง ก็คือ ๓๗๕ คน และใน การรับหลักการในวาระที่ ๑ นั้น ก็จะต้องมีเสียงสมาชิกวุฒิสภาอย่างน้อย ๑ ใน ๓ ให้ความ เห็นชอบผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นที่แก้ไขไป ท่านประธานครับ วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ประเทศไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข และวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๔ รัฐสภาแห่งนี้ก็ได้มีการพิจารณาการแก้ไข รัฐธรรมนูญที่เป็นรายมาตรา ซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกรัฐสภาหลายพรรคการเมือง เสนอร่างเข้ามาแก้ไขให้ทั้งหมด ๑๔ ฉบับ ท่านประธานรู้ไหมครับว่าในการพิจารณาร่างวันนั้น มันมีเพียงฉบับเดียวที่ผ่านร่าง ก็คือฉบับของท่านจุรินทร์ท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่เสนอผ่านการพิจารณาในหลักเกณฑ์ เพราะว่ามันต้องใช้เกณฑ์ในการพิจารณาเห็นชอบ กึ่งหนึ่งของสภา คือ ๓๗๕ เสียง และเสียง ส.ว. อีก ๘๔ เสียง ปัญหาทั้งหมดก็เป็นปัญหาครับว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเป็นรายมาตราที่เพื่อนสมาชิกรัฐสภาของพรรคการเมืองต่าง ๆ เสนอนั้นมีหลายร่างที่มีความสมบูรณ์ ที่มีความละเอียด ที่เราไม่ต้องมาถกเถียงกัน ๑ วันเต็ม ๆ เมื่อวานว่าเพราะอะไร ทั้งหมดมาจากกฎเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ได้เขียนไว้ ทำให้การ แก้ปัญหาทั้งหมดมีปัญหา ถามว่าวันนี้ผมเห็นด้วยไหมกับการแก้ไขมาตรา ๘๓ และ มาตรา ๙๑ มันก็ต้องเห็นด้วย เพราะเรารับในหลักการอยู่ใน ๓๗๕ เสียงด้วย แต่ผมรับ ร่างหลักการทั้งหมด ๑๔ ร่าง แต่มันผ่านได้แค่ร่างเดียว วันนี้ผมก็จำเป็นต้องมาอภิปรายในร่าง ของที่ผ่านความเห็นชอบของสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ ท่านประธานครับ หลายท่านบอกว่า มีความจำเป็นอย่างไรจะต้องมาเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้ง จาก ส.ส. ที่มีกำหนด ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ว่า ๓๕๐ คน แบบแบ่งเขต ๑๕๐ คน แบบบัญชีรายชื่อ ท่านประธานครับ ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบ้านนอก อยู่จังหวัดชายแดนติดกับ ประเทศมาเลเซีย ผมมาผ่านระบบการเลือกตั้งทั้งเป็นเขตใหญ่ เขตเล็ก และบัตร ๒ ใบ และบัตร ๑ ใบผ่านมาหมด แต่ท่านประธานครับ ที่ผ่านมานั้นการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น กระบวนการการได้มาของ ส.ส. นั้น มันไม่มีความเป็นธรรม ผมถูกตัดคะแนนไป ๓๐,๐๐๐ กว่าเสียง มาคิดสัดส่วนของ บัญชีรายชื่อ แต่พรรคการเมืองบางพรรค ๑๐,๐๐๐ เสียงเท่านั้นก็ได้เป็น ส.ส. ตรงนี้คือ ประเด็นที่มาที่เราจำเป็นต้องบอกว่า วันนี้การเลือกตั้งเรามีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลง เพื่อให้มันเกิดความเป็นธรรม เราไม่ได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อต้องการเปิดโอกาส ให้พรรคใหญ่ได้เป็นรัฐบาล หรือพรรคเล็กหมดโอกาสที่จะมาสู่การได้รับชัยชนะ ในสนามเลือกตั้ง ท่านประธานครับ เราอย่าดูถูกพี่น้องประชาชน เราจงเชื่อมั่นว่า พี่น้องประชาชนเดี๋ยวนี้เขาฉลาดแล้ว เขาตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองหรือเลือก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น พรรคการเมืองเขาดูที่บุคคล ดูที่นโยบาย ส่วนนักการเมือง เขาดูอยู่ที่พฤติกรรมของ ส.ส. ฉะนั้นผมเชื่อว่าการเลือกตั้งแบบตามมาตรา ๘๓ ที่บอกว่า จำเป็นที่จะต้องเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๓๕๐ คน หรือ ๑๕๐ คนนั้น เพื่อเปิดโอกาส ให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ นั้นผมเห็นว่าหลายพรรคการเมืองก็ได้ให้ความสำคัญตรงนี้ แต่ในส่วนตัวในฐานะที่ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาชาติ ผมว่า จะ ๓๕๐ คน หรือ ๔๐๐ คน พรรคประชาชาติรับได้หมด จะ ๑๕๐ คน หรือ ๑๐๐ คน พวกเราก็รับได้หมด เพราะเราเชื่อมั่นว่าการตัดสินใจนั้นอยู่ที่มือของพี่น้องประชาชน ไม่ได้อยู่ที่มือของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ท่านประธานครับ วันนี้เราต้องชัดเจนในหลักการ ก็อยากฝากผ่านท่านประธาน ถึงกรรมาธิการว่าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๓ นั้นเราจะต้องมีวิธีการที่จะทำอย่างไร อย่าให้เกิดปัญหาเหมือนที่เกิดขึ้นในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหลังการเลือกตั้งไปแล้ว บัตรจำนวนหนึ่งไม่ถูกนำมาคิดคำนวณในสัดส่วนของพรรคการเมือง หรือบัตรจำนวนหนึ่ง หายไปแล้วกลายเป็นการนับคะแนนแบบบัตรเขย่ง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้อยากฝากเป็นข้อคิด ให้กับทางกรรมาธิการได้ใส่ในรายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันนี้ ประสบความสำเร็จ เพราะผมเชื่อว่าถ้าเรามีกฎหมายรัฐธรรมนูญ มีวิธีการเลือกตั้ง อย่างที่เราเสนอขึ้นตามที่กรรมาธิการได้เสนอมานั้น ผมเชื่อว่าความเป็นเอกภาพของรัฐบาล ความเป็นเสถียรภาพของรัฐบาลจะมีมากกว่ารัฐบาลที่เป็นรัฐบาลผสมที่หัวไปทางหนึ่ง หางไปทางหนึ่ง สุดท้ายพี่น้องประชาชนเดือดร้อน ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปเชิญ ท่านคมเดช ไชยศิวามงคล ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม คมเดช ส.ส. พรรคเพื่อไทย สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ตามมาตรา ๓ ให้มีการยกเลิกในมาตรา ๘๓ แห่งรัฐธรรมนูญ สรุปง่าย ๆ คือเปลี่ยนจาก เลือกบัตรใบเดียวเป็นบัตร ๒ ใบ แล้วก็มีการนับคะแนนแบบปี ๒๕๔๐ อย่างนี้ครับ ท่านประธาน ผมจะใช้เหตุผล ๓ ข้อด้วยกัน เหตุผลข้อแรก คือข้อเท็จจริงที่เราเคยใช้ การเลือกตั้งกฎหมายบัตร ๒ ใบมา แล้วก็จากเขต ๔๐๐ เขต กับระบบบัญชี ๑๐๐ คน จากข้อเท็จจริงแล้ว พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์เคยใช้กฎหมายฉบับนี้ ก็หมายถึงว่า เคยเป็นรัฐบาลและฝ่ายค้านเคยใช้กฎหมายฉบับนี้ มันมีข้อมูลที่แตกต่างกันสูงมากก็คือ หลังจากมีการปฏิวัติ ปี ๒๕๕๗ แล้วก็มาใช้กฎหมาย ปี ๒๕๖๐ มาใช้อีก ๓ ปี จุดที่แตกต่างกัน สูงสุดแล้วก็เปรียบเทียบกันได้ชัดเจน ก็คือชาวบ้านลำบากมาก ช่วงกฎหมาย ปี ๒๕๔๐ ใช้บัตร ๒ ใบ เขตเลือกตั้ง ๔๐๐ เขต มันออกไปในลักษณะคล้าย ๆ กับเลือกนายกรัฐมนตรีเลย แล้วการใช้บัตรใบเดียวมันคล้าย ๆ กับเลือกนายกรัฐมนตรีทางอ้อม ต้องไปจับพลัดจับผลู พรรคการเมืองอีกเกือบ ๒๐ พรรคด้วยกัน มันขาดเสถียรภาพครับท่านประธาน ตัวนี้เป็น ประเด็นหลักเลยในการบริหารบ้านเมือง เพราะฉะนั้นจากประสบการณ์ จากข้อเท็จจริงแล้ว การใช้บัตร ๒ ใบ แล้วการมีการเลือกตั้งระบบบัญชี ๔๐๐ กับ ๑๐๐ นี้มันเป็นประโยชน์ มากกว่ากับชาวบ้าน🔗
ประเด็นที่ ๒ ในด้านกฎหมาย คือในด้านกฎหมายนี้อยากชื่นชมท่านประธาน คณะกรรมาธิการ ท่านมีประสบการณ์สูงมากเลย ถ้าเมื่อวานไม่มีการแก้ไขและ/หรือ อะไรต่าง ๆ นี้มันจะลาม ลามก็หมายถึงว่าถ้าเป็นภาษาบอลมันหมายถึงว่ามันออฟไซด์ (Offside) มันออฟไซด์ (Offside) ไปอีก ๕ มาตราด้วยกัน อีก ๕ มาตรานั้นคว่ำเลย จะถูกตีความและ/หรือ หลากหลาย แล้วก็คว่ำไปทั้งหมด ทำไมถึงคว่ำรู้ไหม เพราะคนที่จะ ยกมือ โดยเฉพาะ ส.ว. กลัวติดคุกครับ มันผิดกฎหมาย มันหมิ่นเหม่ เพราะฉะนั้นถือว่า ในด้านกฎหมายหนังเรื่องนี้มันอยู่กับตอนจบ ท่านมีประสบการณ์มากพอที่จะแก้ไขปัญหา เฉพาะหน้า มันหมายถึงแก้หน้าจอเลยประสบผลสำเร็จ และอีกอย่างหนึ่งท่านยังมีความคิดที่ เอาประชาชนตั้งอยู่ เพราะว่าจากการใช้บัตร ๒ ใบมา กับใช้บัตร ๑ ใบ การแก้ไขมันลำบาก ท่านคงเคยได้ยินคำหลายคำที่เกิดขึ้นในยุคนี้ เช่น ต้องหากล้วยมาป้อนลิง มีรัฐมนตรี ที่เอาแป้งมาขาย อะไรอย่างนี้มันแปลก ๆ เพราะว่าการรวบรวมสมาชิกเพื่อให้ได้เป็น นายกรัฐมนตรีมันไม่มีเหตุหลากหลายที่เกิดขึ้น🔗
จะพูด นอกประเด็นไปแล้ว ขอความกรุณาด้วยครับ🔗
เพราะฉะนั้นในด้านกฎหมายผมคิดว่ามันน่าจะผ่านไปได้ อันสุดท้ายเกี่ยวกับประสบการณ์ ผมก็อยู่ถนนสายการเมืองมานานพอสมควร ท่านประธานครับ มันมีคำ ๒ คำ จากการเป็น ผู้นำของประเทศ คำแรกก็คือท่านอยากเป็นนายกรัฐมนตรี🔗
คือผมว่าเอา ในเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ🔗
ก็นี่ล่ะครับ ชัดเจนตอนจบจะเป็นอย่างนี้🔗
เชิญหน่อย ไม่เป็นอะไรครับ🔗
ตัวกฎหมายที่แก้เป็นบัตร ๒ ใบ กับเขต ๔๐๐ เขต กับที่เลือกใบเดียว มันหมายถึงว่า ท่านอยากเป็นนายกรัฐมนตรี🔗
ประเด็นที่ ๒ ชาวบ้านอยากให้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี มันเลือกต่างกัน ตัวกฎกติกามันต่างกัน ระหว่างกฎหมายบัตรใบเดียวกับบัตร ๒ ใบ เพราะฉะนั้นผมใช้ ข้อเท็จจริงอ้างอิง ใช้ข้อกฎหมายอ้างอิง และประสบการณ์ที่ผ่านมาอ้างอิง ผมมั่นใจว่า กฎหมายที่ท่านแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ใช้บัตร ๒ ใบ ใช้ ๔๐๐ เขต จะทำให้ประชาชน อยู่ดีกินดีขึ้นและรัฐบาลจะมีเสถียรภาพ ก็ขอชื่นชมครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านญาณธิชา บัวเผื่อน เชิญครับ🔗
เรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน ญาณธิชา บัวเผื่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี เขต ๓ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ดิฉันจะขออภิปรายในร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๘๓ และ มาตรา ๙๑ ซึ่งคณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว โดยเนื้อหาของร่างดังกล่าวก็คือ การปรับแก้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากปัจจุบันที่มี ส.ส. แบบแบ่งเขต ๓๕๐ คน และ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ๑๕๐ คน ให้มีจำนวน ส.ส. เขต ๔๐๐ คน และ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน รวมถึงจากเดิมให้ใช้บัตรเลือกตั้ง ๑ ใบ ก็เป็น ๒ ใบ สามารถเลือก ส.ส. เขตได้ ๑ ใบ และเลือกพรรคได้ ๑ ใบ รวมถึงวิธีการแก้ไขคำนวณระบบบัญชีรายชื่อ แบบใหม่ด้วยค่ะ ดิฉันจะขออภิปรายในส่วนของมาตรา ๓ ซึ่งเกี่ยวกับมาตรา ๘๓ ที่จะให้ แก้ไขจำนวน ส.ส. เขต จาก ๓๕๐ คน และ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ๑๕๐ คน เป็น ส.ส. เขต ๔๐๐ คน และบัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน โดยเหตุผลที่แก้ไขก็คือท่านบอกว่า หากมีจำนวน ส.ส. แบบแบ่งเขตเพิ่มขึ้นจาก ๓๕๐ คน เป็น ๔๐๐ คน ก็จะทำให้ดูแลปัญหาของพี่น้องประชาชน ได้ใกล้ชิดมากขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้นและเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ดิฉันเห็นด้วย อย่างเต็มที่ค่ะว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างพวกเรามีหน้าที่ที่จะต้องดูแลพี่น้องประชาชน อยู่แล้ว และดูแลให้อย่างดีที่สุดด้วย แต่ถ้าหากว่าท่านนำเหตุผลนี้มาเป็นเหตุผลในการ ขอแก้ไขจำนวน ส.ส. เขต จาก ๓๕๐ คน เป็น ๔๐๐ คน ดิฉันคิดว่าอาจจะไม่ได้เป็นเหตุผล ที่ถูกต้องเสียทีเดียวค่ะท่านประธาน เพราะถึงแม้ว่าในเขตนั้น ๆ จะมี ส.ส. เขตเพิ่มขึ้นอีก ๑ คน สัดส่วนของพี่น้องประชาชนที่พวกเราต้องดูแลลดลงไปก็แค่หลักหมื่น อาจจะแค่ ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ คนเท่านั้น ซึ่งดิฉันในฐานะ ส.ส. เขต การที่จำนวนของพี่น้องประชาชน ในเขตลดลงแค่นี้ถือว่าไม่มีผลอะไรเลยค่ะท่านประธาน เพราะอะไรคะ เพราะโดยแท้จริงแล้ว ส.ส. เขต ส.ส. อย่างพวกเราถือว่าเป็นฝ่ายนิติบัญญัติทำงานในภาพใหญ่ ทำงานในเชิง นโยบาย มีหน้าที่ในการพิจารณากฎหมาย พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ อนุมัติ พระราชกำหนดต่าง ๆ พิจารณางบประมาณแผ่นดิน ควบคุมการบริหารงานของรัฐบาล โดยการตั้งกระทู้ถามหรือการเปิดอภิปรายทั่วไปกับรัฐบาล หรือแม้กระทั่งทำงาน ในกรรมาธิการโดยนำเอาปัญหาของพี่น้องประชาชนเข้ามาแก้ไขปัญหาในกรรมาธิการ🔗
ท่านประธานคะ ดิฉันเป็น ส.ส. สมัยแรกและเป็น ส.ส. เขต แต่ดิฉันได้มีการ ลงพื้นที่เยอะมากเป็นประจำและสม่ำเสมอต่อเนื่องมา ๒ ปีกว่าที่ผ่านมา ดิฉันพบว่าปัญหา ส่วนใหญ่ของพี่น้องประชาชนมักที่จะเป็นเรื่องพื้นฐาน เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวของพวกเขามาก ๆ เช่น ถนนตรงนั้นตรงนี้ไม่ดี ถนนชำรุดเสียหายเขาต้องการให้ซ่อมแซมหรือต้องการ ให้สร้างถนนใหม่ น้ำประปาไม่ไหล น้ำประปาคุณภาพไม่ดี ไม่มีรถมาเก็บขยะ หรือไฟทางเสีย น้ำระบายไม่ทันอะไรพวกนี้ ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่เหล่านี้เป็นอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบ โดยตรงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส.ส. มีหน้าที่แค่เป็นฝ่ายประสานงานให้เท่านั้น อาจจะพูดได้ว่า ส.ส. เป็นส่วนเติมเต็มให้เท่านั้น อันไหนที่พี่น้องประชาชนร้องเรียนไปแล้ว ไม่ได้รับการตอบกลับหรือแก้ไข ส.ส. จะไปช่วยเร่งรัด ไปช่วยประสานงานให้ หรือนำปัญหา ที่พี่น้องประชาชนเจอคล้าย ๆ กันนำมาแก้ไขปัญหาในเชิงภาพใหญ่🔗
เหตุผลที่ท่านบอกว่าต้องการเพิ่มจำนวน ส.ส. เขตเป็น ๔๐๐ คน เพื่อให้ ส.ส. ไปดูแลพี่น้องประชาชนได้ดียิ่งขึ้นนั้น ดิฉันไม่แน่ใจว่าท่านต้องการให้ ส.ส. ไปดูแลพี่น้อง ประชาชนในเรื่องเหล่านี้หรือไม่ เพราะหากหมายถึงแบบนี้แล้วดิฉันเกรงว่าหน้าที่ของ ส.ส. ก็จะไปทับซ้อนและแย่งหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหากให้ ส.ส. ไปทำงาน ในลักษณะที่ใกล้เคียงกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้วนั้น ก็อาจจะทำให้เกิดคำว่าบุญคุณ อาจทำให้เกิดระบบสังคมอุปถัมภ์ อาจจะก่อให้เกิดความเป็นบ้านใหญ่ ความเป็นผู้มีอิทธิพล ในระดับจังหวัดหรือในระดับประเทศขึ้นมา การที่ ส.ส. ไปแจกข้าวแจกของอะไร ต่าง ๆ นานา ดิฉันไม่ได้หมายความว่าพี่น้องประชาชนจะเลือกเรา เพราะว่า ส.ส. ไปแจกข้าว แจกของ อย่างนั้นไม่ใช่นะคะ แต่ดิฉันกำลังให้ความสำคัญกับการที่มันจะก่อให้เกิดคำว่า บุญคุณอะไรต่าง ๆ นานาแบบนั้น ดังนั้นหากที่จะบอกว่าต้องการเพิ่มจำนวน ส.ส. เขต จาก ๓๕๐ คน เป็น ๔๐๐ คน ด้วยเหตุผลนี้ ด้วยเหตุผลที่ว่าจะได้ดูแลพี่น้องประชาชน ได้ใกล้ชิดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดิฉันจึงไม่เห็นด้วย ดิฉันเห็นว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขตควรมี ๓๕๐ คน และแบบบัญชีรายชื่อ ๑๕๐ คน และดิฉันขอยืนยันว่า พรรคก้าวไกลพวกเราสนับสนุนระบบการเลือกตั้งแบบบัตร ๒ ใบ เลือกคนที่รัก เลือกพรรคที่ใช่ ในสัดส่วนที่ถูกต้อง ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗
ต่อไปเชิญ ท่านมณเฑียร บุญตัน ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธาน ที่เคารพครับ ในวาระแรกนั้นกระผมได้ลงคะแนนให้ความเห็นชอบ ๑๑ ร่าง จาก ๑๓ ร่าง ไม่เห็นชอบเพียง ๑ ร่าง และงดออกเสียงอีก ๑ ร่าง เพราะฉะนั้นผมจึงกล่าวได้ว่าตัวเองนั้น แม้ว่าไม่ได้เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เพราะเหตุความจริงทางการเมือง แต่ก็ไม่ได้มีความคิดคัดค้านในเชิงเนื้อหาแต่ประการใด ความเป็นจริงทางการเมืองก็คือ ความพยายามที่จะแก้ไขอะไรทั้งหมดแบบสุดโต่งนั้น มักจะนำไปสู่ความขัดแย้ง รุนแรง และนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่ไม่พึงปรารถนา อย่างไรก็ตามในวันนี้เนื่องจากผม ไม่ได้แปรญัตติไว้ ผมจึงทำได้แค่อภิปรายในส่วนมาตราที่คณะกรรมาธิการมีการแก้ไข ท่านประธานที่เคารพครับ โชคดีที่ผมเป็นคนในลำดับเกือบท้ายสุด ได้มีโอกาสฟังคำอภิปราย ชี้แจงจากท่านสมาชิกทั้ง ๒ สภา กระผมมีความโน้มเอียงไปในทางสนับสนุนสัดส่วนระหว่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขตและสมาชิกที่อยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคเท่ากับจำนวนที่กำหนดไว้ ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันครับท่านประธาน ดังที่ท่านสมาชิกท่านหนึ่งได้กล่าวไว้นะครับว่า รัฐธรรมนูญบางฉบับก็มี แม้ว่าจะมีความดีก็ยังมีส่วนเสียอยู่บ้างรัฐธรรมนูญที่หลายคนอาจจะ ตั้งข้อรังเกียจ แม้จะมีส่วนเสียก็มีส่วนที่ดีอยู่ ตั้งแต่สนใจการเมืองและได้มีโอกาสเข้ามา ทำงานการเมือง กระผมเองก็ยังไม่เคยเห็นว่ามีพี่น้องที่มีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ความหลากหลายในเรื่องของเชื้อชาติหรือกลุ่มชาติพันธุ์ ความหลากหลายทางเพศ หรือแม้กระทั่งผู้แทนคนพิการ ซึ่งผมเองก็เป็นคนพิการ ได้รับการเลือกให้เข้ามาทำหน้าที่ ในรัฐสภาแห่งนี้ ยกเว้นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เพราะฉะนั้นสัดส่วนที่กำหนดไว้ในปาร์ตี ลิสต์ (Party list) ก็ต้องยอมรับนะครับว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้นได้คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของ พี่น้องประชาชน ในลักษณะที่เราเรียกว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายเชิงประเด็น ซึ่งเป็นอีกดุลอำนาจหนึ่ง ในการสร้างดุลของการมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศชาติ การที่เราเปิดโอกาสให้คนที่ ไม่มีโอกาสได้แสดงถึงปัญหาความต้องการจุดยืน และแม้กระทั่งได้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ เกี่ยวกับการพัฒนานั้นเป็นความงดงามอย่างยิ่งของระบอบประชาธิปไตย กระผมเอง ยังแอบหวังลึก ๆ นะครับว่าถ้าผมมีโอกาสมาจากการเลือกตั้งบ้าง กระผมก็สามารถจะพูด ได้อย่างสง่าผ่าเผยว่าผมเป็นตัวแทนคนพิการจากทั่วประเทศ อันที่จริงผมก็เป็นตัวแทน คนพิการจากทั่วประเทศนะครับ ในกระบวนการสรรหาซึ่งก็ได้รับการเสนอชื่อผ่านกระบวนการ มาก่อนที่จะสมัครเข้ารับการสรรหา🔗
อย่างไรก็ตามผมคิดว่า ๑๕๐ คนของปี ๒๕๖๐ นี้มีความสำคัญ เพราะมันเป็น ครั้งแรกที่เราได้เห็นความแตกต่างหลากหลายเหล่านั้นเกิดขึ้น กระผมมีความเห็นด้วยกับ การใช้วิธีการเลือกตั้งที่แบ่งระหว่างการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตกับการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ เมื่อสักครู่คุณหมอเฉลิมชัย ขอประทานโทษที่เอ่ยนามนะครับ ท่านได้แสดงความห่วงใย ไปแล้วว่าการเขียนเฉพาะเจาะจงว่าเป็นบัตรแบบละ ๑ ใบ อาจจะเป็นปัญหา แต่ผมคิดว่า ถ้าเราได้มีความเข้าใจตรงกันนะครับว่า คำว่า บัตรเลือกตั้ง หรือคำว่า ใบ นั้น อาจจะ มีความหมายไปในทำนองวิธีการ ซึ่งถ้าผมสามารถกลับไปแปรญัตติได้ ผมจะแปรญัตติว่า โดยให้แยกการลงคะแนนออกเสียงสมาชิกทั้ง ๒ แบบออกจากกัน ถ้าแยกการลงคะแนน ออกเสียงออกจากกัน มันจะเป็นใบหรือมันจะเป็นการกดมันก็คือทั้ง ๒ อย่างแยกจากกัน ผมเห็นด้วยครับท่านประธาน ผมคิดว่าวิธีการที่เป็นการแยกการลงคะแนนเสียงระหว่าง แบ่งเขตกับบัญชีรายชื่อออกจากกันนั้นเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน เพราะเหตุว่า ประชาชนสามารถตัดสินใจแยกแยะได้ว่า เขาต้องการให้ใครทำหน้าที่เป็นผู้แทนในพื้นที่ ของเขา ซึ่งอีกสักครู่ผมจะชี้แจงต่อนะครับ และเขาต้องการให้พรรคใดซึ่งมีนโยบาย เป็นประการใดได้ทำหน้าที่ในภาพรวม ซึ่งประการหลังนี้ล่ะครับที่ผมเห็นด้วยกับการ คงจำนวน ๑๕๐ คนเอาไว้ เพราะเห็นว่า ๑๐๐ คนนี้ มันอาจจะเป็นการลดโอกาส การกระจายการมีส่วนร่วมบนความหลากหลายของกลุ่มประชากร และในการเสนอให้มี การยกร่างหรือมีการรับฟังความเห็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นี้ ผมก็มีความพยายามนะครับ ใช้ความพยายามที่จะให้คณะกรรมาธิการยกร่างในขณะนั้น ได้คำนึงถึงความแตกต่าง หลากหลาย แต่ว่าก็ไม่ได้เป็นผล โชคดีที่แต่ละพรรคการเมืองก็ไปใช้ดุลยพินิจในการที่จะ เลือกสรรบุคคลที่มีความหลากหลาย แต่ถ้าเราสามารถที่จะยังคงจำนวนไว้ ความหลากหลาย ที่จะสะท้อนออกมาก็จะมีโอกาสสูงยิ่งกว่าการลดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ถูก จำกัดลง ในชั้นต่อไปผมจะอภิปรายเมื่อถึงคราวอภิปรายร่างมาตรา ๔ ซึ่งเป็นการแก้ไข เพิ่มเติมมาตรา ๙๑ เกี่ยวกับเรื่องวิธีการคำนวณ ซึ่งอาจจะไม่เหมาะสมที่จะนำมาอภิปราย ในชั้นนี้🔗
เบื้องต้นผมก็ขออภิปรายสนับสนุน เรื่องของการรักษาดุลของ ส.ส. ในเขตพื้นที่ ซึ่งปี ๒๕๖๐ ได้กรุณานำมาใส่ไว้แล้วก็เกิดประโยชน์ จำนวนเขตไม่ได้มีผลดีผลเสียอะไรกับ พี่น้องประชาชน แต่จำนวน ส.ส. ปาร์ตี ลิสต์ (Party list) นี้ มีประโยชน์ในการที่เปิดโอกาส ให้คนที่แทบจะไม่มีโอกาส ได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการทางการเมืองได้มากขึ้น อันนั้นเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าผมจะสนับสนุน🔗
ส่วนในประการที่ ๒ ก็คือเรื่องของการแบ่งวิธีการลงคะแนน เพื่อความสบายใจ ก็ควรที่จะต้องเขียนให้หนักแน่นไปเลย หรืออย่างน้อยที่สุดในกฎหมายที่เป็นพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ ถ้าจะมีการแก้ไขในลำดับต่อไปก็คือ🔗
ท่าน บอกเลยนะครับ🔗
คำว่า บัตร ๒ ใบ ก็คือ โดยวิธีการลงคะแนนที่แยกจากกัน ขอบพระคุณมากครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ที่อยู่ในประเด็น ท่านสมาชิกครับ เนื่องจากมีท่านกรรมาธิการประสงค์จะพูดอีกท่านหนึ่ง ผมจะอนุญาตนะครับ เพราะท่านจะได้อภิปรายกว้างขวาง ในกรรมาธิการอภิปราย ได้กว้างขวางกว่า ส่วนสมาชิกอภิปรายได้ในประเด็นที่กรรมาธิการมีการแก้ไขนะครับ ดังนั้น ผมเชิญ ท่านปดิพัทธ์ สันติภาดา ก่อน จากนั้นก็จะเป็นสมาชิก ท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ท่านจิรวัฒน์ อรัณกานนท์ และท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ซึ่งจะอภิปรายเป็นลำดับสุดท้าย หลังจากนั้นแล้วผมจะให้กรรมาธิการชี้แจง เชิญท่านปดิพัทธ์ สันติภาดา ก่อนครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธาน เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม ปดิพัทธ์ สันติภาดา สมาชิกผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขต จังหวัดพิษณุโลก เขต ๑ พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย แล้วก็ผมไม่ได้แปรญัตติไว้ในมาตรานี้ แต่เมื่อฟังความคิดเห็นของพี่น้องสมาชิกแล้ว แล้วก็มาตรานี้มีการแก้ไข ผมถือโอกาสที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นสู่รัฐสภาแห่งนี้ด้วย ท่านประธานครับ ในวันที่เราเลือกพูดคุยเรื่องระบบเลือกตั้งนี้ ผมคิดว่าเวลาที่เรามาคุยกัน เรื่องรายละเอียดนี้มันเป็นเรื่องของเทคนิคแล้ว แล้วก็เป็นเรื่องผลประโยชน์ของ พรรคการเมืองต่าง ๆ จริง ๆ แล้วแต่ประเทศที่จะออกแบบระบบการเลือกตั้งได้มันออกแบบ มาจากเรื่องของบริบททางสังคม ว่าเราจะออกแบบรัฐสภาอย่างไร เราจะออกแบบน้ำหนัก ของสัดส่วนต่าง ๆ อย่างไร เราจะแก้ปัญหาแบบไหนที่มันเกิดขึ้นในกลุ่มประชากรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นการที่เรามาคุยกันในรายละเอียดเรื่องของตัวเลขอย่างเดียว จึงไม่ได้แก้ปัญหาว่า เราจะสร้างระบบเลือกตั้งที่ดีได้อย่างไร อันนี้จึงเป็นเหตุผลที่พรรคก้าวไกลไม่ได้เสนอที่จะ แก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง เพราะเรายังเชื่อมั่นว่าการถกเถียงเรื่องนี้ใช้เวลาสั้น ๆ ไม่ได้ จำเป็นที่จะต้องถกเถียงกันในชั้นของ ส.ส.ร. จำเป็นที่จะต้องมีนักวิชาการ ไม่ว่าจะเป็น นักคณิตศาสตร์ นักรัฐศาสตร์ นักนิติศาสตร์ นักสังคมศาสตร์ หรือแม้แต่ต้องมีการทดลองใช้ ในการเลือกตั้งท้องถิ่นหรือว่าการเลือกตั้งบางอย่างมาก่อนด้วย เพราะฉะนั้นการออกแบบ การเลือกตั้งอย่างประณีตจะทำให้สามารถออกแบบรัฐสภาอย่างประณีต แล้วก็มีผลต่อ คุณภาพของพรรคการเมืองและคุณภาพของสังคมไทยโดยรวม แต่ในเมื่อเราต้องมาถกเถียงกัน ในเรื่องของกติกาการเลือกตั้ง ซึ่งอาจจะจำเป็นที่จะต้องใช้เร็ว ๆ นี้ แล้วเรายอมรับว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้น ได้มีระบบการเลือกตั้งที่มีปัญหา เราจึงปฏิเสธความจริงไม่ได้ว่า วันนี้เราเลยต้องมาพูดคุยกันเรื่องของระบบเลือกตั้ง🔗
เพราะฉะนั้นสิ่งที่พรรคก้าวไกลแล้วก็ตัวผมเองพยายามจะผลักดันมาตลอด ก็คือจริง ๆ แล้วต่อให้มีข้อจำกัดว่าทางสภาแห่งนี้จำเป็นต้องพิจารณาเรื่องของระบบเลือกตั้ง และกรรมาธิการชุดนี้ก็คิดเรื่องระบบเลือกตั้ง มันจึงต้องคิดไปข้างหน้าครับท่านประธาน เราไม่สามารถจะคิดได้ว่าเมื่อประเทศมีปัญหา เราจะกลับไปใช้ระบบการเลือกตั้งเมื่อ ๒๔ ปี ที่แล้วมาแก้ปัญหาในปีนี้ ๒ ปีที่แล้วเรายังไม่รู้จัดโควิด (COVID) ใช่ไหม ๑๐ ปีที่แล้วเรา ยังไม่รู้จักสมาร์ตโฟน (Smart Phone) สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้เห็นว่าระบบการเลือกตั้ง ที่ออกแบบจากบริบทสังคมไทยเมื่อ ๒๔ ปีก่อน จะไม่มีทางเลยที่จะตอบโจทย์บริบท ทางการเมืองในปี ๒๕๖๔ ได้ ๑๐๐ เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายกันไปมากแล้ว ผมคงไม่ขอลงรายละเอียด แต่ผมอยากจะเน้นย้ำ อย่างนี้ ว่าสัดส่วนมันต้องคำนึงถึงเรื่องของระบบด้วย การที่เรามาพูดถึงตัวเลขแค่ลอย ๆ ว่าแบบไหนดีกว่ากันมันเถียงกันไม่จบหรอกครับ เพราะเป็นมุมมองที่แตกต่างกันว่า เขตหรือปาร์ตี ลิสต์ (Party list) ที่ทำหน้าที่ทำหน้าที่อย่างไร จริง ๆ หลายประเทศก็ไม่มี ปาร์ตี ลิสต์ (Party list) แต่ ส.ส. ระบบแบ่งเขตทุกคนทำหน้าที่ทางนิติบัญญัติอย่างดี ไม่ได้ไปดูแลประชาชนในวงเล็บนะครับ ไปดูแลถนนหนทาง ไฟส่องสว่าง ไปดูเรื่อง ของน้ำประปา เพราะนั่นคือหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยราชการ เพราะฉะนั้นการมี ส.ส. เขตทั้งหมดก็ยังสามารถทำหน้าที่ของนิติบัญญัติได้ ถ้าเราไม่ผิดฝา ผิดตัว หรือหลงประเด็นในหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่ทำไมเราออกแบบระบบ ปาร์ตี ลิสต์ (Party list) มาครับ เพราะเราจำกันได้ไหมว่าก่อน ปี ๒๕๔๐ ตั้งแต่ผมเกิดมา นักการเมืองในจังหวัดพิษณุโลกมีแค่ ๓ แบบเท่านั้นเอง มีเจ้าพ่อ มีมาเฟีย นายทุนเกษตร คนธรรมดาที่มีความรู้ความสามารถไม่สามารถเข้ามาได้ เพราะการชนะการเลือกตั้งให้ได้ จะต้องเป็น ๓ แบบนี้เท่านั้น ต้องเป็นนายทุนเกษตรที่ผูกขาดเศรษฐกิจชุมชนเอาไว้ได้ จะต้อง เป็นผู้มีอิทธิพลที่มีลูกน้องมากมายจึงจะสามารถชนะการเลือกตั้งได้ เราเลยคิดถึงระบบ ปาร์ตี ลิสต์ (Party list) ขึ้นมา พรรคการเมืองจึงเริ่มหาเสียงด้วยนโยบาย นี่คือมรดกอันดี ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แต่มรดกอันดีแบบนี้ก็ถูกพิสูจน์โดยการทดลองใช้ในการเลือกตั้ง ถึง ๒ ครั้ง ปี ๒๕๔๔ และปี ๒๕๔๘ เราจึงพบว่าสัดส่วนในการคิดคำนวณแบบนี้ต่อให้เรา มีมรดกอันดีเข้ามาก็มีข้อผิดพลาดเช่นเดียวกัน ข้อผิดพลาดนั้นก็คือจำนวนคะแนนเสียงที่เป็น แบบคู่ขนานคิดแยกกันนั้น ทำให้เกิดเก้าอี้ ส.ส. ที่เกินความเป็นจริงต่อคะแนนนิยมของ พรรคการเมืองนั้น ๆ เดี๋ยวตรงนี้นะครับ ทางท่าน ส.ส. ณัฐพงษ์ แล้วก็ ส.ส. ศิริกัญญา จะนำเสนอตัวเลขให้พวกเราได้ดูกัน🔗
๑๐๐ เป็น ๓๗๕ : ๑๒๕ จนมาถึง ๓๕๐ : ๑๕๐ มันต้องมีเหตุผลในการปรับครับ ท่านประธาน แล้วเราจะทิ้งเหตุผลเหล่านั้นไปหรือครับ เหตุผลที่เราพยายามต่อยอด รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๖๐ เพราะเราคิดถึงสัดส่วนพึงมี ว่าทำอย่างไรเราจะมี การคำนวณคะแนนที่เป็นธรรม ทำอย่างไรเราจะไม่เสียการถ่วงดุลตรวจสอบในสภา และผมยืนยันครับว่าระบบการเลือกตั้งแบบเอ็มเอ็มเอ็ม (MMM) นั้น จะทำให้เกิดโพลาไรซ์ (Polarized) ก็คือการแบ่งพรรคการเมืองเป็น ๒ ข้างจริง ๆ เพราะว่าพรรคที่ได้คะแนน เสียงมาก ชนะเขตมาก จะได้คะแนนปาร์ตี ลิสต์ (Party list) มากเกินจริง และพรรค ขนาดกลางและขนาดเล็กจะค่อย ๆ เล็กลง แต่ท่านประธานครับ การยืนยันเพื่อความถูกต้องนี้ กลับทำให้ถูกบิดเบือนว่าพรรคก้าวไกลนั้นกลัวการเลือกตั้งแบบเอ็มเอ็มเอ็ม (MMM) เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ไม่จริงนะครับ ผมคิดว่าพรรคก้าวไกลพร้อมปรับตัวสู่สนามการเลือกตั้งทุกรูปแบบ แต่เราไม่สบายใจเลยว่าเราจะกลับไปสู่ระบบที่มีข้อผิดพลาดแบบนี้ โดยความเห็นชอบของ รัฐสภาแห่งนี้ได้อย่างไร🔗
ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้ตอนนี้ผมพยายามจะผลักดันบรรยากาศ ทางการเมืองในจังหวัดพิษณุโลกให้เปลี่ยนแปลง ตอนนี้ผมไปหาเสียงกลุ่มคนที่เลือก พรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกลในตอนนี้ไล่ผมไปประชุมสภา ไม่ให้ผมไปดูเรื่องน้ำประปา สีแดงของเขาแล้ว เขาบอกว่านี่มันหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เวลาที่ผมลงไปพบ พี่น้องประชาชนเขาถามว่ากฎหมายที่สัญญาไว้ตอนเลือกตั้งผลักดันถึงไหนแล้ว รัฐสวัสดิการผลักดันหรือยัง กฎหมายความเท่าเทียมทางเพศผลักดันหรือยัง เขาไม่ได้บอกว่า ช่วยมาดูหลังคาบ้านให้หน่อยนะครับ ท่านประธานนี่คือสิ่งที่เราพยายามจะพัฒนา และเปลี่ยนแปลงแล้ว แล้วนี่คือการทำให้ทำให้หน้าที่ของ ส.ส. เป็น ส.ส. จริง ๆ แต่เหตุผล ที่เราจะกลับไป ๔๐๐ เขตนี้ บอกว่าแล้ว ส.ส. จะได้ดูแลประชาชนได้ทั่วถึงบ้าง ขอโทษ นะครับท่านประธาน ประชากร ๓๕๐ เขต กลายเป็น ๔๐๐ เขต ประชาชนหายไปแค่ ๒๐,๐๐๐ คนเท่านั้นเอง ทุกวันนี้ผมดูแลภรรยา ลูก ๓ คนยังไม่ได้เลย แล้วตอนนี้ให้ผมดูแล คนเป็นแสนคน แล้วบอกว่าให้ทั่วถึงขึ้น เพราะลดให้ผม ๒๐,๐๐๐ คน เหตุผลนี้เป็นเหตุผลที่ ขออภัยนะครับ เป็นเหตุผลที่ผมคิดว่าไม่หนักแน่นพอที่จะมาคุยเรื่องสัดส่วนเลือกตั้งแบบนี้ แล้วถ้าเราไม่ออกแบบระบบให้ดี เราก็จะกลับไปสู่การผิดพลาดที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น มอบบทเรียนให้กับเราได้เรียบร้อยแล้วนะครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ตามด้วยท่านจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธาน ที่เคารพครับ ในการแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ฉบับแก้ไข มาตรา ๘๓ ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นสาระสำคัญมีอยู่ ๒ ประเด็น คือเลือกตั้งแบบเขต กับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ท่านประธานครับ บัญชีรายชื่อนั้นที่เกิดมาเริ่มต้น เนื่องจากเมื่อปี ๒๕๓๘ มีพรรคการเมืองหนึ่ง คือพรรคเกษตรอุตสาหกรรมไทย สมัครผู้แทนได้ ๑ ล้านกว่าเสียง แต่ไม่ได้ผู้แทนเลยแม้คนเดียวครับท่านประธาน เรารู้ว่า พรรคเกษตรอุตสาหกรรมไทยไม่มีทุน ไม่มีเงิน แต่ละเขตได้ไม่น้อยกว่าเป็นหมื่น ๆ คะแนน รวมเบ็ดเสร็จแล้วก็ล้านกว่าคะแนน แต่สอบตกหมด ผมในฐานะคนหนึ่งที่มีความคิดกับ ด็อกเตอร์อนันต์ บูรณวนิช ส่งไปเป็น ส.ส.ร. เพื่อจะแก้ไขกฎหมายบัญชีรายชื่อว่าประชาชน ๑ ล้านกว่าคนนั้นเขาเสียโอกาส เขาอยากเป็นผู้แทน แต่ไม่มีโอกาสมาทำหน้าที่ในฝ่าย นิติบัญญัติ จึงมีรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ตั้งแต่นั้นมา ท่านประธานครับ ผมอยากจะ กราบเรียนว่าคนอีกกลุ่มหนึ่ง แน่นอนมีสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปแล้วว่าคนมีเงิน คนรวยเท่านั้นจะได้เป็น แต่ผมไม่เชื่อ คนที่มีเงินมหาเศรษฐีหิ้วกระเป๋าไปนี้ สอบตกมา ก็เยอะแยะ ถ้าหากว่าไม่เป็นคนพื้นที่ หรือไม่ใกล้ชิดประชาชน หรือไม่รู้ว่าทุกข์ร้อน ของประชาชนเป็นอย่างไร หลายเขตครับ ครั้งที่แล้วผมเลือกตั้งมาไม่มีการซื้อเสียงเลย แม้แต่บาทเดียว เพราะไม่มีสตางค์ ท่านประธานที่เคารพครับ จะเห็นว่าต้นทุนผมไม่มีเลย แม้แต่ป้ายคัตเอาต์ (Cut out) ใหญ่ ๆ ก็ไม่มี แม้แต่ค่าเช่ารถ วิ่ง ๒ วัน หยุด ๓ วัน นั่นคือ ข้อเท็จจริงครับ ไม่ใช่ข้อเท็จ ดังนั้นผมจึงสนับสนุนให้มีบัญชีรายชื่อ เพื่อให้ประชาชน ได้มีโอกาสเลือกพรรคที่ดี และในขณะเดียวกันนั้นเขตเลือก ๔๐๐ เขต ผมก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง เล่นเอาเขตเลือกตั้งผู้แทนเขตนั้นจะใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชน จะรู้ว่าประชาชนในพื้นที่ มีความทุกข์ มีความเดือดร้อนอย่างไร ก็จะได้เอาปัญหาต่าง ๆ นั้นมานำเสนอต่อสภา เพื่อแก้ไขปัญหาต่อไปครับท่านประธานที่เคารพ ดังนั้นผมจึงสนับสนุนให้มีการเลือกตั้ง แบบเขต แต่เผอิญผมแปรญัตติไม่ทัน ถ้าผมแปรญัตติทัน ผมเสนอให้เลือกตั้งทั้งจังหวัด และเอาคนดีที่สุดในจังหวัดเรียงเบอร์มา ยกตัวอย่าง เช่น จังหวัดลพบุรีมี ๔ คน ก็เอาคะแนน ๑ ๒ ๓ ๔ เป็นผู้แทนราษฎร อย่างนี้ถึงจะเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริงครับ ท่านประธาน ในการเลือกตั้งแบบเขตเล็กก็ดีอีกแบบหนึ่ง เพราะผู้แทนจะได้ใกล้ชิดกับ ประชาชน แต่แน่นอนที่สุดครับท่านประธาน อาจจะมีนายทุนบางครั้งไปใช้เสียงละ ๑,๐๐๐ บาท ๒,๐๐๐ บาท แน่นอนครับ ลืมคนจนเลยครับ ยิ่งปัญหาในอนาคตข้างหน้า เศรษฐกิจเดือดร้อน ประชาชนมีหนี้สินล้นพ้นตัวจากการที่รัฐบาลบริหารประเทศทำให้ คนจนทั้งประเทศเก่งมาก ดังนั้นผมจึงสนับสนุนให้มีเขตเลือกตั้งที่ไม่ได้แปรไว้ ๔๐๐ คน ก็ ๔๐๐ คนครับท่านประธาน ส่วนบัญชีรายชื่อนั้น ๑๐๐ คน ก็ถือว่าถ้าประชาชนรักคน ก็เลือกคน รักพรรคก็เลือกพรรค เพราะว่าบางคนอาจจะมีความใกล้ชิดและมีความเข้าใจ สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ เพราะผู้แทนเขตนั้นคิดไม่ออกก็ไปบอกผู้แทนเขต ดังนั้นจึงสนับสนุน ในขณะเดียวกันนั้นนโยบายพรรคบางพรรคบางทีประชาชนชอบ แต่ไม่ชอบผู้แทนเขต ก็ไปเลือกพรรคเข้ามา จะได้นำนโยบายดังกล่าวนั้นไปแก้ไขปัญหาบ้านเมืองและประเทศชาติ ต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอสนับสนุนให้มีการเลือกตั้งแบบเขต ๔๐๐ คน บัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน และใช้บัตร ๒ ใบ จะได้ไม่สับสน ใช้เลขเดียวกันเลย เหมือนที่ผ่านมานั้น ความสับสน พรรคเบอร์หนึ่ง คนเบอร์หนึ่ง งงหมดสิครับท่านประธาน อย่าคิดว่าประชาชน เขามีความรู้เหมือนประธาน บางทีประธานยังงงเหมือนกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจึงเห็นด้วยว่าเลือกพรรคและเบอร์คนเดียวกันแต่ ๒ ใบ ดังนั้นจะให้เกิดประโยชน์สูงสุด กับพี่น้องประชาชน รัฐธรรมนูญที่ผ่านมาหลายฉบับโดยเฉพาะปี ๒๕๖๐ นั้น ท่านก็ ทราบดีว่าถูกข่มขืนมาตั้งแต่ประชามติ จังหวัดผมมีประชากร ๗๐๐,๐๐๐ คน แต่คะแนน ๙๐๐,๐๐๐ กว่าคะแนน นั่นเห็นชัดเจนเลย แล้วได้ท้วงติงไปและแก้ไขในที่สุด ดังนั้นผม จึงขอสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๓ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้อง ประชาชน สุดท้ายก็ฝากไว้ว่ารักคนให้เลือกคน รักพรรคให้เลือกพรรค ขอบคุณมากครับ ท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ แล้วตามด้วยท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เชิญครับ ขอให้ท่านพูดอยู่ในประเด็นมาตรา ๘๓ นะครับ🔗
ขออนุญาตท่านประธานนะครับ ผมขออนุญาตพูดในตรงนี้ เนื่องจากใส่หน้ากากมานาน เรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เรียนท่านประธานว่าผมก็ติดตามการอภิปราย ณ ตอนนี้เราก็มีมาตราหลักในการอภิปราย อยู่ ๓ มาตรา ซึ่งผมขอใช้สิทธิในการอภิปรายในมาตรา ๘๓ และในมาตราอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผมจะได้ใช้สิทธิในการอภิปรายต่อไป ท่านประธานครับ ในมาตรา ๘๓ นี้เป็นเรื่องที่ มีกรรมาธิการแก้ไข ผมไม่ได้ใช้สิทธิในการแปรญัตติ แต่ว่าก็อยากที่จะได้มีโอกาสในการแสดง ความเห็นเหตุผลก่อนที่จะนำไปสู่การลงมติ เพื่อที่จะให้มีความสัมพันธ์สอดคล้องกันกับ สิ่งที่ผมได้อภิปราย ในประเด็นที่กรรมาธิการแก้ไขในมาตรา ๘๓ นั้น มีประเด็นที่สำคัญ อยู่หลัก ๆ ก็คือการเปลี่ยนบัตรเลือกตั้งจากบัตรใบเดียวเป็นบัตร ๒ ใบ และในประเด็น สาระสำคัญอีกประเด็นหนึ่ง ก็คือการเปลี่ยนจำนวนสมาชิก ส.ส. แบบแบ่งเขต เป็น ๔๐๐ คน และบัญชีรายชื่อเป็น ๑๕๐ คน แต่ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า บรรยากาศที่ผ่านมาในการอภิปรายในมาตรา ๘๓ นี้ ผมคิดว่ามันมีบรรยากาศที่พวกเรา และการอภิปรายนี้อาจจะทำให้ประชาชนเข้าใจผิด ว่าทำไมรัฐสภาพูดแต่เรื่องระบบเลือกตั้ง การจะแก้ไขรัฐธรรมนูญทำไมพวกเราอภิปรายถึงแต่ระบบเลือกตั้ง อันนี้ความเป็นจริงแล้ว ต้องเรียนพี่น้องประชาชนทางบ้านว่าท่านอย่าเพิ่งเบื่อ ท่านอย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าเราเอาแต่ ประโยชน์ของพวกเราเอง ซึ่งไม่ใช่ครับ เพราะว่าก่อนที่จะมาประชุมในวันนี้เราได้มีการ ยื่นญัตติทั้งหมด ๑๓ ฉบับ แต่ปรากฏว่า ๑๓ ฉบับนี้มันผ่านฉบับเดียว คือฉบับว่าด้วย การเลือกตั้ง แต่สิ่งที่เราพูดกัน มาตรา ๒๗๒ ก็ดี ยกเลิกอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีก็ดี มีประเด็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๕๖ ก็ดี ที่ใช้เสียง ส.ว. ๑ ใน ๓ ๘๔ ตัดออก เหลือ ๒ ใน ๓ ของรัฐสภาคือ ๕๐๐ เสียง สิ่งเหล่านี้เราถูกตัดออกครับ ดังนั้นก็ไม่แปลกที่ว่าวันนี้เราต้องพูดเรื่องระบบเลือกตั้ง เรียนท่านประธานต่อมาครับว่า แล้วปัญหาที่ต้องเปลี่ยนจากบัตรใบเดียวมาเป็นบัตร ๒ ใบ เพราะอะไร มันมีที่มา มันมีเหตุผล ไม่ใช่ว่าทึกทักปุ๊บ แล้วพอผมบอกว่าใบเดียวไม่เอา เอา ๒ ใบ หรือจะเอาอย่างไร ดังนั้นผมกราบเรียนท่านประธานว่ามันมีที่มา มันมีเหตุผล ผมเองก่อนที่ผมจะพูดว่าผมเห็นด้วยกับบัตรใบเดียวหรือ ๒ ใบ หรือ ๒ ใบ จะแบบ เอ็มเอ็มเอ็ม (MMM) หรือจะเป็นเอ็มเอ็มเอ (MMA) ก็ตาม🔗
แต่กราบเรียนท่านประธานครับ ว่าจุดที่เราต้องมาแก้ไขระบบเลือกตั้ง เพราะเหตุว่าระบบการเลือกตั้งมันมีปัญหาในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ท่านประธานครับ ถ้าเรา จำกันได้มีการอภิปรายสนับสนุนมากว่าระบบการเลือกตั้งปี ๒๕๖๐ นั้นคะแนนเสียงไม่ตกน้ำ นำมาคำนวณ ส.ส. ในระบบบัญชีรายชื่อ แต่ข้อเท็จจริงก็คืออะไร ก็ปรากฏว่ามีปัญหาตามมา มากมายเหมือนที่ท่านสมาชิกได้อภิปราย ผมยกตัวอย่างนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การไม่มีการกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำในการคำนวณ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ฐาน ๗๐,๐๐๐ คะแนน ปรากฏว่าก่อนมีการจัดตั้งรัฐบาลไปอย่างไรก็แล้วแต่ ก็เลยไปกำหนดเกณฑ์ใหม่ กลายเป็นว่า เราได้ ส.ส. จำนวนต่อราษฎรเพียงแค่ ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ คะแนน ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้น ผมก็เรียนท่านประธานว่ามันทำให้เกิดพรรคการเมืองที่มีรัฐบาลผสมถึง ๒๐ พรรค และมีพรรคการเมืองที่ได้คะแนนต่ำกว่า ๗๐,๐๐๐ คะแนน ถึง ๑๑ พรรค ขออภัยที่เอ่ย ถึงท่านนะครับ แต่ว่าผมจำเป็นต้องพูดในหลักการ🔗
ประเด็นต่อมาการใช้บัตรใบเดียวก็มีปัญหา ผมมีข้อความจากอาจารย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่านหนึ่ง แต่ว่าผมไม่ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ เป็นอาจารย์ รัฐศาสตร์ เขาได้วิพากษ์ระบบการเลือกตั้งแบบบัตรใบเดียว ปี ๒๕๖๐ ว่ามันเป็นระบบ การเลือกตั้งผสมที่ไม่ได้เป็นที่นิยมแล้ว ใช้เพียง ๔-๕ ประเทศ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่เคยใช้ในประเทศเกาหลีใต้ ศาลรัฐธรรมนูญประเทศเกาหลีใต้วินิจฉัยตัดสินในปี ๒๐๐๑ ว่า ระบบการเลือกตั้งแบบบัตรใบเดียวเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะไม่สอดคล้องกับ เจตนารมณ์ของประชาชน และสร้างระบบที่บิดเบือนจึงทำให้ประเทศเกาหลีใต้กลับมาใช้ บัตร ๒ ใบ ดังนั้นอันนี้คือฐานที่มา ส่วนว่าในมาตรา ๙๑ จะไปเถียงกันว่าจะเป็นระบบ บัญชีรายชื่อแบบบัตร ๒ ใบ คำนวณอย่างไรเดี๋ยวว่ากัน เดี๋ยวผมจะใช้สิทธิในการอภิปราย แต่ผมจะชี้ให้เห็นว่าที่ต้องเปลี่ยนจากบัตรใบเดียวมาเป็นแบบบัตร ๒ ใบ เพราะมันมีที่มา เพราะปัญหาก็คือเกิดจากระบบการเลือกตั้งในปี ๒๕๖๐ แล้วสุดท้ายเราก็ได้รัฐบาล แบบผสม มีรัฐบาลผสมมากถึง ๒๖ พรรค แต่ท่านอย่าลืม รัฐบาลเขาอยู่ภายใต้รัฐบาล ที่มีความต่อเนื่องจาก คสช. แต่เราเป็นภาวะการเมืองปกติ ผมบอกว่ามีปัญหาแน่นอน เราจะเห็นรัฐบาลที่อยู่ไม่ถึง ๒ ปีหรอกครับ เพราะมีการต่อรองบรรยากาศทางการเมืองกัน มากมาย ดังนั้นผมเห็นว่าเรากลับมาใช้การเลือกตั้งแบบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ต้องให้เหตุผล ไม่ได้พูดลอย ๆ แต่เหตุผลของกระผมก็คือว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ใครจะบอกแย่ โบราณ ก็สุดแท้แต่ท่าน แต่ท่านอย่าลืมสิว่าปี ๒๕๔๐ นี้มันมาจาก ส.ส.ร. ก็มาจากการเลือกตั้ง ของประชาชน บางท่านยังบอกเลยว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ ของประเทศไทย ผมไม่ได้พูดนะครับ แต่มีบางท่านพูด ดังนั้นในเมื่อรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เขาผ่านระบบกระบวนการ ส.ส.ร. มาแล้ว ผ่านการถกเถียงต่อรัฐสภามาแล้วว่าเอาอย่างไร ระบบเลือกตั้งนี้ก็ผ่านมาเป็นแบบบัตร ๒ ใบ ๔๐๐ เสียง บวก ๑๐๐ เสียง และยังเปิดโอกาส ให้กับ ส.ส. บัญชีรายชื่อให้เข้ามาในรัฐสภา เข้ามาสู่กระบวนการทางการเมือง ผมขอใช้เวลา ต่ออีกนิดหนึ่งนะครับท่านประธาน เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ผมกราบเรียนต่อมาครับ ท่านประธาน🔗
ท่านครับ ขออนุญาตฟังผมนิดหนึ่งนะครับ คือในส่วนที่เกี่ยวกับสมาชิกก็ควรจะอภิปรายในมาตรา ๘๓ ซึ่งเป็นอยู่ขณะนี้ ที่ท่านอภิปรายนี้ท่านอภิปรายทั้งระบบไปเลย ซึ่งผู้สงวนความเห็นข้างน้อย เขาก็มีสิทธิจะพูด ได้พูดไปบ้างแล้วหลายท่านนะครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธาน ผมใช้เวลาไม่นานครับท่านประธาน น่าจะ ๒-๓ นาทีครับ🔗
เมื่อสักครู่นี้ ฟังแล้วผมไม่อยากขัดจังหวะท่าน🔗
คือเข้าใจครับท่านประธาน เพราะว่ามันมีกรรมาธิการแก้ไขเปลี่ยนเป็นแบบ ๒ ใบ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตใช้สิทธิ ท่านประธานอีกไม่นานครับ ในประเด็นที่ผมจะว่าก็คือ เมื่อมันมีการเปลี่ยน ประชาชนต้องเข้าใจว่าทำไมต้องมาใช้แบบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แล้วท่านอย่าลืมว่าก่อนจะมาได้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นี้ เราต่อสู้พฤษภาทมิฬ กว่าจะรัฐบาล ท่านบรรหาร กว่าจะตั้งคณะกรรมาธิการ หลายชุดจนกว่าจะมาได้ ส.ส.ร. ดังนั้นมันเป็นการ แก้ปัญหาทางการเมืองตั้งแต่ปี ๒๕๑๖ จนถึงปี ๒๕๔๐ ว่ารัฐบาลผสมทำอย่างไร จนต้องได้ รัฐบาลที่เข้มแข็ง แต่ผมกราบเรียนท่านประธานว่าจุดอ่อนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็มี แต่ก็ต้องชี้ให้ชัดว่าจุดอ่อนอยู่ที่ไหน ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ จุดอ่อนอยู่ที่ไหน ถ้าไม่ชี้ เดี๋ยวประชาชนไม่เข้าใจ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าจุดอ่อนของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นี้ มันอยู่ที่ไปมีการกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำในการคำนวณ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ไปกำหนดไว้ที่ร้อยละ ๕ ก็เท่ากับว่าการกำหนดร้อยละ ๕ นี้ผมยกตัวอย่าง แต่ไม่ลงรายละเอียดนะครับ เพราะจะ ไปลงในมาตราอื่น ผมยกตัวอย่างว่าอย่างการเลือกตั้ง ปี ๒๕๔๔ ปรากฏว่าการคำนวณเกณฑ์ ขั้นต่ำร้อยละ ๕ คุณต้องได้คะแนนเสียงของพรรคการเมืองอย่างน้อย ๑.๒ ล้านเสียง ถ้าต่ำกว่านั้นคุณไม่ได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อ นี่ล่ะปัญหา แต่ไม่ใช่ปัญหาทั้งหมดของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เกี่ยวกับระบบการเลือกตั้ง ปัญหาคืออยู่ตรงนี้ ร้อยละ ๕ จะตัดออกอย่างไร ร่างพรรคพลังประชารัฐยื่นญัตติมาเสนอร้อยละ ๑ แต่ดีครับ กรรมาธิการมาตรา ๙๑ บอก เดี๋ยวจะเกินไป บอกว่าไม่กำหนด เดี๋ยวผมกลับมาที่มาตรา ๘๓ ผมจะชี้ให้ท่านเห็นว่า ปัญหามันอยู่ตรงนี้ การเลือกตั้งปี ๒๕๔๘ เกณฑ์ขั้นต่ำร้อยละ ๕ ของพรรคการเมือง ที่ได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ๑.๕ ล้านเสียง ผมหาเสียงพรรคมหาชน หามาได้ ๑ ล้านเสียง ไม่ได้ครับ นี่ล่ะปัญหา และยังมีข้อดีอีกครับว่าดังนั้นถ้าท่านตัดร้อยละ ๕ ออก พรรคการเมืองขนาดเล็ก ขนาดกลางหาเสียง ก็เข้ามาเป็น ส.ส. ในสภาผู้แทนราษฎรได้🔗
อีกประการหนึ่งระบบการเลือกตั้งถ้าตัดเกณฑ์คำนวณร้อยละ ๕ จุดอ่อน ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ออก โอเค (OK) ครับ อีกจุดหนึ่งที่กรรมาธิการแก้ได้ดี คือการไม่กำหนด ส.ส. เขตว่าส่งเท่าไร ส.ส. บัญชีรายชื่อก็ส่งได้ อันนี้เดี๋ยวค่อยไปพูด ดังนั้นผมยกตัวอย่างให้ท่านเห็นว่าจุดอ่อนมี แต่ไม่ใช่จุดอ่อนทั้งหมดของระบบการเลือกตั้ง ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีบางจุดก็แก้บางจุด ซึ่งกรรมาธิการแก้แล้ว ดังนั้นผมกราบเรียน ท่านประธานว่าพวกเราอภิปรายกันนี้ ส.ส. ผมเชื่อว่ารัฐบาล ฝ่ายค้าน สรุปแล้วรัฐสภา โหวตผ่านอะไร พวกเราพร้อมเลือกตั้งหมดครับ ดังนั้นไม่ได้มีปัญหาครับท่านประธาน และไม่ใช่เรื่องสมประโยชน์ ผมเรียนกับท่านประธานแล้ว มันจะไปสมประโยชน์ได้อย่างไร ก็ยื่นญัตติมา ๑๓ ญัตติ ปรากฏว่าเขาโหวตญัตติเดียว ดังนั้นอันนี้มันเป็นปัญหาที่ต้องชี้แจง ให้ประชาชนทราบ เดี๋ยวดูแล้วเข้าใจผิด ไม่ได้ครับท่านประธาน อันนี้สำคัญนะครับ การเมือง จะมาพังอย่างนี้ไม่ได้ จำเป็นที่จะต้องอธิบายให้ท่านประธานเข้าใจ ขอบคุณครับ ใช้เวลา มาเกินพอสมควร ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ต่อไป ก็เรียนเชิญท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออภิปรายสนับสนุนกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่สงวนความเห็น เป็นเรื่องน่าเสียดายที่การแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ ไม่สามารถเปิดทางให้มีสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร. มาทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้ เพราะการมี ส.ส.ร. จะเป็นการเปิดพื้นที่ที่สังคมไทยจะสามารถมาร่วมกันหาฉันทามติใหม่ มาหาทางออกร่วมกัน จากประชาชนทุกกลุ่มทุกความฝัน เพื่อเอามาสะสางหาทางออกจากปัญหาที่ต้นตอได้อย่าง แท้จริง อย่างไรก็ตามเมื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับที่ประชาชนเรียกร้องได้ถูกลดทอนลง เหลือแค่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเฉพาะระบบเลือกตั้ง อย่างน้อยที่สุดพวกเราก็ต้อง เสนอทางออกที่ดีที่สุดให้กับสังคมในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน จะเห็นได้ว่าจากที่เพื่อนสมาชิก พรรคก้าวไกลของผมได้อภิปรายกันมา พวกเราเห็นด้วยว่าประเทศไทยต้องมีบัตรเลือกตั้ง แบบ ๒ ใบ และผมในฐานะหัวหน้าพรรคก็ขอยืนยันอีกครั้งว่าบัตรเลือกตั้งแบบ ๒ ใบ เป็นสิ่งที่พวกเราต้องการมาตั้งแต่เริ่มต้น แต่ประเด็นสำคัญของพวกเราที่ได้อภิปรายกัน มาแล้วหลายคน คือหากจะแก้ไขระบบเลือกตั้งใหม่ให้เป็นแบบบัตร ๒ ใบ ก็จำเป็นต้อง สรุปบทเรียนจากปัญหาระบบเลือกตั้งที่เคยใช้มาแล้วในอดีต แล้วพัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้น กว่าเดิม โดยใช้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเมื่อปี ๒๕๔๐ เป็นรากฐาน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ได้นำระบบบัตรเลือกตั้ง ๒ ใบมาใช้ โดยการมี ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อมีข้อดี นั่นก็คือ การกระตุ้นให้พรรคการเมืองแข่งขันกันในเชิงนโยบายที่ตอบสนองประชาชนทั้งประเทศมากขึ้น รวมทั้งสนับสนุนความเป็นสถาบันทางการเมือง ด้วยเหตุนี้ผมเห็นด้วยหากจะแก้ไขให้มี บัตรเลือกตั้งแบบ ๒ ใบ และผมสนับสนุนให้คงสัดส่วนจำนวน ส.ส. แบบเขตและแบบบัญชีรายชื่อ เป็น ๓๕๐ แล้วก็ ๑๕๐ เพื่อส่งเสริมให้การทำงานของผู้แทนราษฎรในเขตเลือกตั้งได้สัดส่วน ที่สมดุลเหมาะสมกับการทำงานของผู้แทนราษฎรในเชิงนโยบาย นอกจากนี้เรายังสามารถ ที่จะปรับปรุงระบบเลือกตั้งแบบบัตร ๒ ใบในอดีตให้ดีขึ้นไปอีก ด้วยการออกแบบวิธีคำนวณ ส.ส. ของแต่ละพรรคการเมืองในสภาอย่างเป็นธรรม ให้สะท้อนเสียงของประชาชนได้มากขึ้น ไม่ว่าสภาจะเลือกแบบ ๔๐๐ : ๑๐๐ หรือ ๓๕๐ : ๑๕๐ เรายังเลือกวิธีคำนวณที่เป็นธรรมได้ ในมาตรา ๙๑ ท่านประธานครับ ตลอดเกือบ ๒ ทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยผ่านการทำ รัฐประหารมาแล้ว ๒ ครั้ง ผ่านวิกฤติทางการเมืองมาแล้วนับไม่ถ้วน ประเทศของเรา ก็ยังเผชิญกับโจทย์การเมืองใหญ่ นั่นก็คือเรายังไม่สามารถหาข้อยุติว่าระบบการเมือง แบบไหนที่ทุกฝ่ายยินยอมพร้อมใจที่จะอยู่ร่วมกันได้ ซึ่งแน่นอนครับว่าระบบเลือกตั้งก็เป็น ส่วนหนึ่งของระบบการเมืองด้วย เรื่องนี้เราต้องมองยาว ๆ ครับ การออกแบบระบบเลือกตั้ง ไม่เพียงแต่ต้องตอบโจทย์การเมืองในเฉพาะหน้า แต่ต้องเป็นระบบที่ออกแบบสำหรับระยะยาว แล้วก็ไม่ใช่แค่เพียงแก้ปัญหาระยะสั้นเท่านั้น เราควรออกแบบระบบการเมืองรวมถึง ระบบเลือกตั้งให้มีอย่างน้อย ๓ เงื่อนไขด้วยกัน เงื่อนไขที่ ๑ ก็คือให้สนับสนุนประสิทธิภาพ ของระบบรัฐสภาแห่งนี้ เงื่อนไขที่ ๒ คือสร้างความเข้มแข็งของสถาบันพรรคการเมือง และเงื่อนไขที่ ๓ สามารถโอบรับความแตกต่างหลากหลายทางความคิด ความฝันที่แตกต่าง ของคนในชาติได้ด้วย ทำให้รัฐสภาแห่งนี้เป็นพื้นที่ปลอดภัย แปรเปลี่ยนทำให้ทุกคะแนนเสียง จากทุกความฝันทุกพื้นที่มีความหมายและถูกคิดคะแนนอย่างเป็นธรรม🔗
ขออนุญาต นิดหนึ่งนะครับท่านพิธา คือปกติผมก็ชอบฟังท่านนะครับ ท่านมีความรู้สูงมาก แต่ตอนนี้ มันมีประเด็นเฉพาะมาตรา ๘๓ ดังนั้นขอให้ท่านอภิปรายอยู่ในประเด็นนี้นะครับ ความจริง ผมไม่อยากขัดจังหวะท่านนะครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบพระคุณท่านประธานครับ คือพูดถึงระบบเลือกตั้งที่ต้องการที่จะสนับสนุน แต่ว่าต้องการที่จะแสดงให้เห็นถึงระบบเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรม ใกล้จะจบแล้วครับ ท่านประธาน ในทางตรงกันข้ามครับถ้าพูดกันชัด ๆ เราไม่ควรออกแบบระบบที่ผลักให้ ประชาชนรู้สึกว่าระบบรัฐสภาไม่ใช่พื้นที่ของพวกเขา ไม่ใช่พื้นที่ที่เสียงของพวกเขาจะมี ความหมายหากเป็นเสียงที่ขัดหูขัดตาของชนชั้นนำผู้มีอำนาจ🔗
ท้ายที่สุดครับ ผมเชื่อว่าหากระบบเลือกตั้งสามารถที่จะสะท้อนเสียงของ ประชาชนได้อย่างแท้จริง อำนาจของประชาชนที่เป็นอำนาจสูงสุดของประเทศนี้จะสามารถ ปรากฏกายขึ้นในรัฐสภาแห่งนี้ สามารถเข้าไปใช้อำนาจนิติบัญญัติ และสามารถเข้าไปใช้ อำนาจบริหารจัดตั้งรัฐบาล และเมื่อนั้นเสียงของประชาชนจะไม่มีวันอนุญาตให้ระบอบ ที่กดหัวประชาชนดำรงได้อยู่อีกต่อไป พวกผมพรรคก้าวไกลทุกคน ทุกจังหวัด ทุกเขตเลือกตั้ง พร้อมที่จะต่อสู้ผ่านสนามการเลือกตั้ง ไม่ว่าผู้มีอำนาจจะพยายามออกแบบระบอบเลือกตั้ง ให้ตนเองได้ประโยชน์อย่างไร เพราะผมมั่นใจว่าเสียงของประชาชนส่วนใหญ่จะมีความหมาย มากที่สุด มีพลังมากที่สุด และชอบธรรมมากที่สุด มากกว่าอำนาจที่ยังพยายามกดหัวประชาชน พวกท่านไม่มีทางที่จะเหนี่ยวรั้งความเปลี่ยนแปลงได้อีกแล้ว พวกผมจะนำเสียงของ ผู้มีอำนาจสูงสุดของประเทศนี้อย่างแท้จริงมาปรากฏในสภาแห่งนี้ให้จงได้ ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ ท่านผู้สงวนความเห็น ท่านผู้แปรญัตติ และสมาชิกก็ได้อภิปรายกัน ครบแล้ว ดังนั้นต่อไปขอเชิญกรรมาธิการชี้แจง เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ท่านประธานครับ ในมาตรานี้มีแปรญัตติไว้ จำนวน ๓๒ ฉบับ และยังมีคณะกรรมาธิการ สงวนความเห็นไว้ ๑๐ กว่าท่าน และยังมีเพื่อนสมาชิกในรัฐสภาแห่งนี้ได้ขอใช้สิทธิในฐานะที่ กรรมาธิการมีการแก้ไข ซึ่งได้ใช้เวลาในการอภิปรายไปมากพอสมควร ผมในฐานะที่ได้รับ มอบหมายจากคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก จึงขออนุญาตท่านประธานที่จะได้กราบเรียน ชี้แจงก่อนที่เพื่อนสมาชิกในรัฐสภาจะได้ตัดสินใจ เพราะว่าการตัดสินใจในการลงมติ แต่ละรายมาตรานั้น ผมถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นเรื่องที่สะท้อนให้เห็นถึง ประเด็นสำคัญหรือโจทก์ทางการเมือง ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ที่ท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้กรุณาพูดในสภาเมื่อสักครู่นี้ เราต้องยอมรับความเป็นจริงว่าบ้านเมืองของเรานั้น มีโจทย์ทางการเมืองหลายโจทย์จริง ๆ ในขณะนี้ มีปัญหาวิกฤติเกี่ยวกับโรคระบาด มีปัญหา วิกฤติเกี่ยวกับเศรษฐกิจ มีปัญหาวิกฤติเกี่ยวกับทางการเมืองครับท่านประธาน และแน่นอน โจทย์หนึ่งในทางการเมือง ก็คือเรื่องของรัฐธรรมนูญ ผมอยากจะกราบเรียนว่าท่านพิธา ได้พูดถึงว่าความต้องการที่แท้จริง ก็คือต้องการที่จะมี ส.ส.ร. ขึ้นมาร่างทั้งฉบับ เพื่อที่จะได้ เป็นกฎหมายของฉบับประชาชน ผมคิดว่าก็ไม่แตกต่างกับสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่ ในที่ประชุมนี้ โดยเฉพาะพวกผมคนหนึ่งที่ได้เสนอร่างแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โดยประชาชนเลือกตั้ง ส.ส.ร. ขึ้นมา แต่เนื่องจากว่ามีข้อจำกัดในการที่จะต้อง ถูกศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่าไม่สามารถกระทำได้ เพราะจะต้องไปถามประชามติ พี่น้องประชาชนก่อน เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้นเป็นรัฐธรรมนูญที่ได้ผ่านการทำ ประชามติมาแล้ว ซึ่งเราก็ต้องยอมรับกติกา เพราะการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น เราจะต้องเป็นการปกครองโดยกฎหมาย ถึงแม้ว่าแต่ละท่านจะมีความคิดอย่างไรก็แล้วแต่ จริง ๆ สาระสำคัญของมาตรา ๘๓ นั้นก็คงไม่มากนัก แต่ผมจะไม่กล่าวถึงเหตุผล และข้อคิดเห็นบางประการก็คงไม่ได้ครับ🔗
ประการแรกที่ผมอยากจะกราบเรียน ก็คือว่ามีข้อกล่าวหาเบื้องต้นเกี่ยวกับ คณะกรรมาธิการ เปรียบประหนึ่งว่าเหมือนคณะกรรมาธิการนั้นได้มีการแก้ไขตามอำเภอใจ หรือได้มีการแก้ไขที่ไม่เป็นไปตามข้อบังคับหรือรัฐธรรมนูญ ตรงนี้ต้องขออนุญาต ที่จะกราบเรียนท่านประธานที่จะเรียนยืนยัน เพราะมีมติในรัฐสภาแห่งนี้ เมื่อวานนี้ ได้ให้ความเห็นชอบในรัฐสภาแห่งนี้แล้วครับว่า การดำเนินการของคณะกรรมาธิการนั้น ไม่ได้เป็นไปตามญัตติที่ได้มีการให้ตีความข้อบังคับดังกล่าว🔗
ประการที่ ๒ ที่ผมอยากจะกราบเรียน ก็คือว่าคณะกรรมาธิการก็ดำเนินการ ตามมติของรัฐสภาแห่งนี้ ถ้าพูดตามความเป็นจริงพรรคประชาธิปัตย์ได้มีการเสนอ ให้มีการศึกษาแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ แล้วหลังจากนั้นก็ได้มีการเสนอร่างแก้ไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แต่ก็ไม่ผ่าน แล้วเราก็รวมกัน ๓ พรรค พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา ก็ได้เสนอขอแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญมาทั้งหมด ๘ ฉบับ มีทั้งเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน มีทั้งเรื่องของกระบวนการยุติธรรม มีทั้งเรื่อง การกระจายอำนาจให้กับพี่น้องประชาชน แต่เมื่อผ่านหลักการมาเพียงฉบับเดียวเราก็ต้อง ทำหน้าที่ในฐานะกรรมาธิการที่จะต้องดำเนินการต่อไป และวันนี้ผมขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า เราได้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับทุกประการ และแน่นอนที่สุดที่เป็น ข้อกล่าวหาในประเด็นที่ผมคิดว่าอาจจะทำให้ประชาชนสับสนได้ก็คือว่าพี่น้องประชาชน อยากได้รัฐธรรมนูญที่กินได้ รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เราก็หวัง เป็นอย่างยิ่งครับว่า วันนี้ถ้าร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา ก็เท่ากับเป็นจุดเริ่มต้นจุดหนึ่งที่สำคัญที่จะถอดสลักทางการเมือง เพื่อต้องการที่จะให้ การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น เป็นไปตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่พวกเราได้พูดกัน ในที่นี่ ในวันนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ทีนี้ถ้ามาดูถึงมาตรา ๘๓ ซึ่งก็มีสาระสำคัญ ที่ชัดเจนสั้น ๆ นิดเดียวครับท่านประธาน มาตรา ๘๓ นั้นเป็นมาตราหลักที่พวกกระผม ได้เสนอร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้และผ่านความเห็นชอบมา มีแค่เพียง ๒ มาตรา คือมาตรา ๘๓ และมาตรา ๙๑ มาตรา ๘๓ ก็คือเป็นมาตราที่ได้มีบทบัญญัติว่าด้วย สภาผู้แทนราษฎรต้องประกอบด้วยสมาชิก จำนวน ๕๐๐ คน โดยเป็นสมาชิกซึ่งมาจาก การเลือกตั้งแบบเขตเลือกตั้ง จำนวน ๔๐๐ คน และสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้ง แบบบัญชีรายชื่อ จำนวน ๑๐๐ คน หรือสรุปอย่างสั้นที่ให้ฟังและเข้าใจง่าย ก็คือว่าเรา ได้เสนอระบบการเลือกตั้งที่เป็นระบบบัตร ๒ ใบ และให้มีสัดส่วนระหว่าง ส.ส. เขต และ ส.ส. บัญชีรายชื่อ โดยให้มี ส.ส. เขต ๔๐๐ คน และบัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน และมีการ เพิ่มเติมประเด็นในข้อความให้เกิดความชัดเจน เนื่องจากว่าเราได้ตัดมาตรา ๘๕ ออกไป ก็เลยได้เพิ่มเติมในวรรคสองว่า การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ใช้วิธีออกเสียง ลงคะแนนโดยตรงและลับ โดยให้ใช้บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบละ ๑ ใบ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นแพลน (Plan) ที่ผมอยากจะกราบเรียนเพื่อนสมาชิกในรัฐสภาแห่งนี้ว่า เป็นร่างหลักที่มีความสำคัญ ที่เปลี่ยนระบบการเลือกตั้งจากระบบบัตรใบเดียวและมีสัดส่วน จำนวนสมาชิกที่แตกต่างไปจากปี ๒๕๖๐ นั่นจึงเป็นที่มาที่นำไปสู่การที่จะต้องไปแก้ไข เพิ่มเติมกฎหมายรัฐธรรมนูญในมาตรา ๘๖ ที่ว่าด้วยจำนวน ส.ส. แต่ละจังหวัดที่พึงมี และว่าด้วย ส.ส. เขตในการเลือกตั้ง และนำไปสู่การแก้ไขมาตรา ๙๑ เป็นการคำนวณสัดส่วน ของบัญชีรายชื่อ โดยคิดฐานที่มีความสัมพันธ์กับคะแนนรวมทั้งหมด หรือพูดให้เข้าใจ โดยง่ายก็คือว่าฐานละร้อยหรือฐานร้อยละของจำนวนสมาชิก ทำไมถึงจะต้องย้อนกลับไป เป็นเหมือนกับว่าเราต้องใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ครับท่านประธาน กระผมอยากกราบเรียนว่าความจริงเหตุผลสนับสนุนทางด้านนี้ ก็มีเพื่อนสมาชิกได้กรุณา ชี้แจงแล้วครับว่าเราก็เริ่มต้นจากรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน ก็คือ ส.ส.ร. เป็นคนยกร่าง ขึ้นมา และที่สำคัญที่สุดก็คือว่าได้มีการใช้มาแล้วทั้งในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ และผมคิดว่าในระบบการเลือกตั้งที่ดีจะต้องเป็นระบบการเลือกตั้งที่ไม่สลับซับซ้อน ไม่นำไปสู่การมี ส.ส. แบบปัดเศษ ไม่นำไปสู่การนับคะแนนแบบเขย่ง และไม่นำไปสู่ การที่จะต้องมีรัฐบาลแบบผสมที่มีพรรคเล็กพรรคน้อยจำนวนมาก ซึ่งทำให้เสถียรภาพ ของรัฐบาลนั้นไม่เข้มแข็งพอ🔗
แต่สิ่งที่ผมเป็นห่วงไปมากกว่านั้นที่อยากจะกราบเรียนเพื่อนสมาชิกในรัฐสภา ว่าเมื่อเรามีข้อจำกัดในการได้รับความเห็นชอบมาเพียงฉบับเดียวเช่นนี้ สิ่งที่เราจะต้อง มาดำเนินการต่อไป ก็คือว่าเราจะทำอย่างไรที่จะให้กระบวนการที่เราจะเปลี่ยนระบบการเลือกตั้ง จากบัตรใบเดียวตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาเป็นระบบบัตร ๒ ใบนี้ ให้มีความสมบูรณ์ที่สุด สิ่งที่ยึดโยงที่เราจะต้องพูดกันต่อไป และผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกในรัฐสภาแห่งนี้ต้องร่วมกัน รับผิดชอบต่อไป ก็คือว่าเราต้องมาร่วมมือกันในการแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้ง และเราต้องมาร่วมมือกันในการแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง หัวใจอยู่ที่ว่าระบบการเลือกตั้งจะเป็นแบบใดก็แล้วแต่ แต่การเลือกตั้งนั้น จะต้องสุจริตเที่ยงธรรม ถ้าเมื่อไรการเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรม แน่นอนที่สุด ก็จะเป็นที่ยอมรับ ของพี่น้องประชาชน มีหลายท่านบอกว่าการเลือกตั้งแบบระบบสัดส่วนอาจจะนำไปสู่การที่ ทำให้คะแนนไม่ตกน้ำและทำให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วม ผมอยากกราบเรียนครับว่า การเลือกตั้งที่เป็นระบบเขต ที่มี ๔๐๐ เขต ไม่ได้หมายความว่าจะผลักดันให้ ส.ส. ไปทำงาน ในระดับท้องถิ่น ผมคนหนึ่งที่ผ่านระบบการเลือกตั้งมา ๙ สมัย เป็น ส.ส. เขตคนหนึ่ง ในรัฐสภาแห่งนี้ที่อาวุโสที่สุดในขณะนี้ ที่อาวุโสมากกว่าผมก็เป็นระบบบัญชีรายชื่อ แต่ผมยืนยันว่าในการทำหน้าที่ และบทบาททางการเมืองของผมจะเป็นบทบาททางการเมือง ในระดับชาติพอ ๆ กันกับการที่จะต้องดูแลพี่น้องประชาชน ในฐานะที่เป็นตัวแทน ในฐานะ ที่เป็นนักการเมือง เพราะฉะนั้นการจัดวางระบบเขตเลือกตั้งไม่ได้เป็นเรื่องสะท้อนให้เห็นว่า นักการเมืองจะไม่มีโอกาสที่จะมาแสดงบทบาทในทางการเมือง ผมคิดว่าบริบทในทาง การเมืองเปลี่ยนไป แน่นอนที่สุด ผมก็อยากเห็นทุกภาคส่วนทางการเมืองมีส่วนร่วม แต่การขยายตัวในระบบเขตเป็น ๔๐๐ เขต เป็นการเปิดกว้างให้ทุกเขตมีโอกาสที่จะเลือกคนที่ดี คนที่จะมาเป็นตัวแทนที่ดีของเขา และแน่นอนที่สุดครับ สิ่งที่เราคาดหวังก็คือว่าถ้าเรา ได้เริ่มต้นในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เท่ากับเราเริ่มต้นในการที่จะทำให้เป็น ประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น ทำไมผมจึงบอกว่าวันนี้การเสนอร่างของพรรคประชาธิปัตย์ทำให้ การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้นครับท่านประธาน ผมอยาก กราบเรียนว่าการเลือกตั้งแบบระบบบัตร ๒ ใบนั้น เป็นการตอบโจทย์ที่ชัดเจนที่ไปส่งเสริม เสรีภาพ ในการเลือกของพี่น้องประชาชนที่พร้อมจะเลือกได้ทั้งคนและเลือกได้ทั้งพรรค และแน่นอนการเลือกคนในระบบเขต ๔๐๐ คน ไม่ได้สะท้อนเพียงแต่ว่าไปสนองตอบ ต่อผลประโยชน์หรือความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน บัดนี้สังคมในชนบทก็เปลี่ยนแปลงไป เยอะครับ ประชาชนสามารถที่จะเลือกผู้แทนที่จะมีบทบาทในการทำงานในระดับชาติ ได้สูงมากขึ้น และในขณะเดียวกันก็เปิดกว้างในเรื่องที่ท่านจะสามารถไปเลือกชนเผ่า กลุ่มทางเลือกทางเพศหรือผู้เชี่ยวชาญอื่น ๆ เข้ามาเป็นระบบบัญชีรายชื่อ ผมคิดว่า ถ้าการเมืองตอบโจทย์เช่นนี้ ก็จะทำให้เป็นจุดเริ่มต้นว่าเราจะได้การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ครั้งนี้ไปถอดสลักทางการเมือง ว่าสมาชิกรัฐสภาก็ได้เริ่มต้นในการยอมรับความคิดเห็น ในการที่จะแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญต่อไป แต่ว่าการที่จะแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ตามเป้าหมายที่พวกเราต้องการ ก็คือว่าให้มีการแก้ไขโดยประชาชนนั้น ผมคิดว่าเป็นขั้นตอน ที่ในทางกฎหมายเราก็เตรียมความพร้อมไว้แล้ว กฎหมายประชามติผ่านสภาเราก็สามารถ ที่จะดำเนินการในการที่จะทำประชามติถ้าพวกเราเห็นพ้องต้องกัน สิ่งเหล่านี้ไม่เป็นอุปสรรคเลยครับ เพียงแต่วันนี้ผมคิดว่าแทนที่เราจะมาตั้งข้อแม้ว่า ข้อเสนอเพื่อให้ผ่านกฎหมายรัฐธรรมนูญในฉบับนี้ มาตรา ๘๓ มาตรา ๙๑ โดยข้อจำกัด เล็ก ๆ น้อย ๆที่พูดถึงและมาตีความ แต่ผมอยากให้ท่านมองไปสู่สิ่งที่ยิ่งใหญ่ว่านี่คือ จุดเริ่มต้นที่เราจะได้เปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ และผมเชื่อว่าถ้าเราเปลี่ยนบริบททางการเมือง ในเรื่องของการเลือกตั้งได้ ท่านประธานครับ ทำให้การเมืองก็จะไม่กลับไปสู่วังวนเดิม ถ้าหากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในวันนี้ การเลือกนายกรัฐมนตรีก็จะต้องนำไปสู่ระบบ ที่มาจากการเลือกตั้งที่เป็นระบบบัตร ๒ ใบ และแน่นอนที่สุดนั่นคือว่าการที่จะทำให้ การเมืองไม่กลับไปสู่วังวนเดิมและเป็นการถอดสลักทางการเมือง ผมจึงขอเรียกร้องพี่น้อง เพื่อนในรัฐสภาแห่งนี้ ได้ร่วมใจกันในการที่จะทำให้กฎหมายรัฐธรรมนูญในคราวนี้ได้เป็น จุดเริ่มต้นที่แท้จริงที่ทำให้เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น และผมหวังว่าถ้าระบบการเลือกตั้งที่ดี เราก็จะได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ดีเข้ามา และถ้าหากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ดี เราก็จะได้รัฐบาลที่มีคุณภาพ ขอขอบคุณท่านประธานครับ🔗
มีกรรมาธิการเสียงข้างมากจะพูด เชิญนายแพทย์ชลน่านครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เป็นกรรมการเสียงข้างมาก ในมาตรา ๘๓ ผมขออนุญาตเติมประเด็นที่คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องพูดไว้ในสถานแห่งนี้ ๒ ประเด็น🔗
ประเด็นที่ ๑ ข้อทักท้วงของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ ที่กรรมาธิการ ได้ไปเพิ่มเติมวรรคสองที่เป็นการแก้ไข เรื่องของการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้ใช้วิธีการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ โดยใช้บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบละ ๑ ใบ ต้องกราบขอบคุณท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกวุฒิสภา ท่านเฉลิมชัย เป็นอย่างสูงที่ได้กรุณาทักท้วงตรงนี้ โดยเจตนารมณ์ของกรรมาธิการคำนึงถึงเรื่องนี้อยู่ตลอด ว่าเขียนอย่างนี้จะเป็นการจำกัดการนำสู่ปฏิบัติหรือไม่ ก็ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพครับ ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ตามเจตนารมณ์ของเรา เราหมายถึง เครื่องไม้เครื่องมืออุปกรณ์ทุกชนิดให้หมายความรวมถึงตรงนั้นด้วย จะใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ บัตรอิเล็กทรอนิกส์อะไรก็แล้วแต่ จะไม่เป็นใบ แต่ในความหมายของรัฐธรรมนูญเราคือใบ เพราะนั้นเจตนารมณ์ เราไม่ได้ปิดกั้นที่จะไปใช้เครื่องไม้เครื่องมือที่เป็นตัวแทนบัตรเลือกตั้ง ที่จะนำมาใช้ในอนาคตต่อไปได้ ฉะนั้นกราบเรียนด้วยความเคารพครับ🔗
๔๐๐ แม้จะมีที่มา ต่างกัน เราคำนึงว่าเป็น ส.ส. ที่มีศักดิ์ศรีเท่ากัน ขอบันทึกเป็นเจตนารมณ์เราเลยนะครับ ไม่มี ส.ส. ซีกใดที่มีศักดิ์ศรีเหนือกว่าซีกใด อันนี้คือเจตนารมณ์ของกรรมาธิการนะครับ🔗
๑๐๐ เหตุผลมีมากมาย ล้วนแต่ดีทั้งนั้น แต่ประเด็นหนึ่งที่เราจำเป็นนะครับ จำเป็นที่ต้องกลับไปมองหลักการพื้นฐานของการเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน ในระบอบ ประชาธิปไตยแบบตัวแทน เราเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนเป็นผู้แทนราษฎร ถ้าพี่น้องประชาชนคนไทยสามารถมานั่งในสภานี้ได้ ๖๗ ล้านคน เขามาหมดเลย ไม่ต้องเลือกเลย นั่นดีที่สุดนะครับ นั่นคือดีที่สุด แต่มาไม่ได้เราต้องมีการเลือกตัวแทน การเลือกตัวแทนที่ดีที่สุดต้องเป็นการทั่วไป โดยเสมอภาค เสรี ตรงและลับ ที่เขียนไว้ ตรงและลับนี้สำคัญครับ เพราะฉะนั้นการที่เขาจะให้เรามาเป็นตัวแทนเขา เขาต้อง มอบอำนาจจากเขาให้เราอย่างตรง โดยเป็นการลับ โดยเป็นการทั่วไปด้วย อย่างเสรีด้วย แต่เราไม่เขียนไว้ตรงนี้ อันเป็นที่เข้าใจกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เองได้คิดมาชดเชย ต้องคิดชดเชยบนพื้นฐานว่า เป็นตัวแทนพี่น้องประชาชนตรงและลับได้อย่างไร เมื่อจะชดเชยอย่างนี้ต้องให้มีสัดส่วน พอเหมาะ ต้องมีสัดส่วนพอเหมาะที่จะไม่ละเมิดสิทธิตรงและลับของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นอัตรา ๑ ใน ๕ นี้เป็นที่นิยมในวงการทุก ๆ วงการ แม้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ของเราเสียงข้างน้อยที่สามารถตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้นได้ ๑ ใน ๕ อภิปรายไม่ไว้วางใจ ๑ ใน ๕ เข้าชื่อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ ๑ ใน ๕ เพราะฉะนั้นตัวเลข ๑ ใน ๕ หรือ ร้อยละ ๒๐ เป็นตัวเลขที่เหมาะสมสำหรับสัดส่วน ส่วนบริบทอื่น ๆ ท่านกรรมาธิการ ท่านได้กรุณาชี้แจงทุกท่านไปแล้ว ผมเพิ่มเติมแค่นี้ครับท่านประธาน กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านคำนูณติดใจจะอภิปรายไหม เมื่อสักครู่นี้เห็นยกมือ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ผม คำนูณ สิทธิสมาน ความจริงผมได้รับมอบหมายให้ชี้แจงตอบในมาตรา ๘๕🔗
มาตรา ๘๓ ครับ🔗
ในมาตรา ๘๓ นะครับ แต่ว่าผม ได้รับมอบหมายให้ตอบในมาตรา ๘๕ เพราะฉะนั้นถ้าจะพูดเกี่ยวเนื่องก็คือว่าในมาตรา ๘๓ สาเหตุที่กรรมาธิการได้ตัดสินใจเติมการเลือกตั้งโดยตรงและโดยลับเข้าไป สาเหตุสำคัญ จริง ๆ ก็คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เขียนให้ใช้วิธีออกเสียงคะแนนโดยตรงและลับ อยู่ในมาตรา ๘๕ แต่เดิม ซึ่งบอกว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบ เขตเลือกตั้ง ก็แปลว่าเพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้นเป็นระบบเลือกตั้งแบบเขตเลือกตั้ง อย่างเดียวด้วยบัตรใบเดียว แล้วนำไปคิดทั้งเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อ จึงเขียนไว้เฉพาะ ในมาตรา ๘๕ ได้ แต่เมื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะเปลี่ยนกลับไปใช้ระบบเลือกตั้ง แบบบัตร ๒ ใบ ก็คือเลือก ส.ส. เขต กับ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ถ้าไม่นำข้อความให้ใช้วิธี ออกเสียงโดยลงคะแนนโดยตรงและลับมาเขียนไว้ในมาตรา ๘๓ ก็จะกลายเป็นว่าโดยตรง และลับแต่เฉพาะ ส.ส. เขตกระนั้นหรือ แล้ว ส.ส. บัญชีรายชื่อละ ไม่ต้องโดยตรงและลับหรือ เพราะฉะนั้นเพื่อหมดปัญหา สาระสำคัญในมาตรา ๘๓ ที่กรรมาธิการเพิ่มเข้ามาก็มีตรงนี้ ส่วนในประเด็นอื่น ๆ นั้นคงจะเป็นประเด็นในมาตรา ๘๕ ซึ่งกระผมจะได้กล่าวต่อไป ในชั้นที่ทางกรรมาธิการเสียงข้างน้อย แล้วก็ถ้ามีสมาชิกสงวนคำแปรญัตติ🔗
ค่อยพูด ประเด็นนี้ทีหลังนะครับ เชิญกรรมาธิการ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก รัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการ ท่านประธานที่เคารพครับ ตัวผมเองในฐานะกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยขอยืนยันว่าเราเห็นด้วยกับการเลือกตั้งระบบ ๒ ใบ แบ่งเขต ๑ ใบ บัญชีรายชื่อ ๑ ใบ เราไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้งแบบระบบใบเดียวแบบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ซึ่งยืนยัน มาต่อเนื่องยาวนานหลายเดือนที่เรานำเสนอเรื่องนี้ออกไป แต่สิ่งที่เราต้องพิจารณานั่นก็คือ สัดส่วน ระบบวิธีการเลือกตั้งที่ดีจะต้องสะท้อนฉันทามติ สะท้อนเจตจำนงของประชาชนร่วม ของประเทศ เจตจำนงของประชาชนนั้นแยกเป็น ๒ ส่วน ระดับพื้นที่จะมีเจตจำนง อีกแบบหนึ่ง นั่นคือสะท้อนมายัง ส.ส. เขต เจตจำนงอีกแบบหนึ่งก็คือเจตจำนงของภาพรวม ทั้งประเทศ ซึ่งมีกลุ่มหลากหลาย ไม่ว่าทางอาชีพ ทางการศึกษา ทางศาสนา ทางสังคม ทางสภาพกายภาพของแต่ละคน นั่นคืออีกแบบหนึ่ง เป็นการสะท้อนของ ส.ส. ระบบ บัญชีรายชื่อ ซึ่งแต่ละคนที่สามารถเข้ามาสู่ระบบการเลือกตั้งและมาสู่สภาอันทรงเกียรตินี้ มันจะมีช่องทางที่แตกต่างกัน การเลือกตั้งที่ดีจำเป็นต้องให้บุคคลคนไทยทุกคนในประเทศ ที่มีเสรีสามารถมีโอกาสสมัครเข้ามาเป็นตัวแทน ไม่ใช่ออกแบบเฉพาะสเปก (Spec) ที่เป็น ส.ส. ที่เป็นเขตในจำนวนที่มาก ส.ส. เขต จะเหมาะสมกับบุคคลประเภทหนึ่ง ซึ่งท่าน จะไปมีความสามารถในการคลุกคลีกับชาวบ้าน สะท้อนปัญหาชาวบ้าน ดูแลชาวบ้านได้ดี นั่นก็คือเป็นสิ่งที่ควรจะมีในสภาแห่งนี้ ส.ส. บัญชีรายชื่อ🔗
ท่านธีรัจชัยครับ🔗
เดี๋ยวผมจะพูดเรื่องสัดส่วนครับ🔗
คือ คณะกรรมาธิการคงเป็นหน้าที่ตอบคำถาม🔗
ก็ขออนุญาตตอบครับท่านประธาน ก็ ขอพูดเมื่อสักครู่ท่านบอกว่า ส.ส. ควรจะมี ส.ส. ที่ ๔๐๐ มากกว่า ๑๐๐ อย่างไร ผมจะพูด ตรงนี้ครับท่านประธาน ขออนุญาตก่อนครับ เดี๋ยวขออนุญาตก่อน เพราะว่าจะให้ดูว่า ส.ส. เขต🔗
ขออนุญาต นิดหนึ่งนะครับ เมื่อผมขอให้กรรมาธิการชี้แจง ประธานกรรมาธิการต้องมอบหมาย ให้ท่านใดพูด ผมก็สงสัยวิธีการนะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อสักครู่ ท่านชี้แจงแล้ว แต่ว่าเป็นการชี้แจงในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมาก แต่ว่าเสียงน้อย จะอภิปรายว่ามันควรจะมีสัดส่วนอย่างไรที่เหมาะสม ก็คืออยู่ในมาตรา ๘๓ ตรงนี้ ถ้าจะให้ การพิจารณาของสภาแห่งนี้พิจารณากฎหมายรัฐธรรมนูญที่ครอบคลุมรอบคอบจริง ๆ ก็ควร จะให้พูดให้จบสิ้น เพราะเพียงแค่ ๓ นาที ๔ นาที ๕ นาทีแค่นั้นเอง ไม่น่าที่จะปิดโอกาส ไม่ให้พูดครับท่านประธาน🔗
ถ้า ๓ นาที ๔ นาที ๕ นาที เชิญท่านครับ แล้วเดี๋ยวให้ประธานกรรมาธิการชี้แจงนะครับ🔗
ได้ครับท่านประธาน ในส่วนตรงนี้ ถ้าเราให้ผู้มีโอกาส เช่น บางทีผู้มีความหลากหลายทางเพศ ผู้ใช้แรงงานไม่สามารถ จะมีความสามารถในการแข่งขันในพื้นที่ได้ ผู้พิการต่าง ๆ เขามีทั่วประเทศ คนนับถือศาสนา พุทธ คริสต์ อิสลาม ที่เขารวมตัวกัน แต่ไม่สามารถรวมตัวชนะในพื้นที่ได้ มีโอกาสเป็น ตัวแทนในระบบบัญชีรายชื่อและสัดส่วนที่เหมาะสม เช่น ๓๕๐ กับ ๑๕๐ มันก็จะทำให้ สภาแห่งนี้เป็นภาพสะท้อนแห่งความเป็นตัวแทน แต่อย่างไรก็ตามเรายืนยันว่าเราจะใช้ระบบ ๒ ใบ ถ้าสภาแห่งนี้ต้องการความสมดุลระหว่างความหลากหลายในระดับประเทศกับ ในส่วนพื้นที่ได้มีความสมดุลกัน ผมคิดว่า ๓๕๐ กับ ๑๕๐ จะเป็นทางออกที่ให้คนทุกฝ่าย ๑๕๐ ครับ🔗
ผมขอถาม ท่านประธานคณะกรรมาธิการนะครับ เนื่องจากมาตรา ๓ แก้ไขมาตรา ๘๓ มีการแก้ไข กรรมาธิการยืนยันทุกอย่างนะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ🔗
ท่านประท้วง ให้สิทธิประท้วง ท่านจะประท้วงใครครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตประท้วงท่านประธานครับ ผมรอให้ท่านสมาชิก ท่านกรรมาธิการได้จบลงก่อน🔗
ผมเข้าใจครับ🔗
เพราะว่าผมเกรงใจท่าน แต่ผม จะประท้วงท่านประธานว่า ท่านประธานดำเนินการประชุมไม่ชอบด้วยข้อบังคับทั้งปวงเลย ผมใช้คำว่า ทั้งปวง เลยนะครับ การอภิปรายในวาระที่ ๒ ข้อ ๑๒๗ ท่านประธานครับ ต้องเป็นไปตามข้อ ๑๒๗ สมาชิกที่จะอภิปรายก็ต้องเป็นไปตามข้อบังคับ เช่น ผู้ที่ไม่ได้สงวน คำแปรญัตติไว้ จะอภิปรายได้เฉพาะประเด็นที่กรรมาธิการแก้ไข เฉพาะกรรมาธิการแก้ไข แต่ท่านประธานเองก็อนุญาตให้สมาชิกอภิปรายโดยไม่ได้สงวนความเห็น แล้วไม่ได้อภิปราย ในประเด็นที่แก้ไข ดังนั้นพวกเราก็มีสิทธิอภิปรายได้หมดทุกคนนะครับ เพราะฉะนั้น ๑. ท่านประธานต้องเคร่งครัด ๒. กรรมาธิการที่ขึ้นนี้มี ๒ ประเภท เสียงข้างมากและเสียง ข้างน้อย เสียงข้างน้อยเขาเอาความเห็นที่เขาสงวนไว้มาบอกท่านประธาน เพื่อให้ ท่านสมาชิกช่วยลงคะแนนให้ จบไปแล้วครับ🔗
ถูกต้องครับ🔗
หลังจากนั้นกรรมาธิการเสียงข้างมาก จะตอบชี้แจง แต่ท่านเองกลับปล่อยให้กรรมาธิการเสียงข้างน้อยขึ้นมาอีกรอบหนึ่ง ในการ ที่จะอภิปรายในประเด็นที่ตัวเองสงวนไว้ มันไม่ชอบด้วยข้อบัง ท่านประธานต้องพิจารณา ทำให้ถูกต้องข้อบังคับ ผมไม่ได้ประท้วงผู้อภิปราย ผมประท้วงท่านครับ🔗
ครับ ผมชี้แจงนะครับ เปิดเทปดูนะครับว่าผมบอกแล้วว่าสมาชิกอภิปรายได้ในประเด็น ที่กรรมาธิการมีการแก้ไข แล้วผมชี้ไปที่กระดานนั่นด้วยนะครับ แต่คราวนี้สมาชิกท่านก็ ผมไม่อยากไปขัดจังหวะ เพราะฉะนั้นถ้าทะเลาะกับท่านสมาชิกแล้วมันเสียเวลาไปเรื่อย ๆ ผมก็พยายามตบเข้ามาให้มันอยู่ในนั้น แต่ก็ไม่มีใครปฏิบัติตาม ถ้าผมไปทะเลาะกัน เวลาก็อีกไม่รู้เท่าไร เปิดเทปดูได้เลยครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ขออนุญาต ผมประท้วงท่านก่อนครับ🔗
เดี๋ยวก่อนครับ ผมอธิบายก่อน ขอให้ท่านนั่ง ของท่านธีรัจชัยขึ้นมาผมก็งงนะครับว่าขึ้นมาพูดได้อย่างไร ท่านขอ ๒-๓ นาที ผมก็ไม่อยากทะเลาะกับท่านอีก พูดง่าย ๆ นะครับ ดังนั้นผมก็ให้พูดไป ท่านพิธาผมก็เคารพนับถือ ผมก็ท้วงท่านนะครับ แต่ว่าเวลามันไม่มากหรอก เถียงไปเถียงมา มันจะยุ่งกันใหญ่ นี่ผมก็เสียเวลาอธิบายแล้วนะครับ ดังนั้นผมจะขอถามมติ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตนิดหนึ่ง ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ นะครับ ท่านพูดแบบนี้อาจจะทำให้คลาดเคลื่อน เนื่องจากว่าในข้อบังคับนี้ มีข้อไหนว่าการชี้แจงจะต้องชี้แจงเฉพาะกรรมาธิการเสียงข้างมาก มันไม่มีข้อบังคับข้อไหนเลยนะครับ การชี้แจงต้องเสียงข้างมากเท่านั้นเป็นผู้ชี้แจง🔗
ไม่ใช่ ประเด็นนั้นครับ🔗
ประเด็นครับ เมื่อสักครู่ ท่านกรรมาธิการ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านชลน่านบอกว่าเฉพาะกรรมาธิการเสียงข้างมากนั้น เป็นผู้ชี้แจงได้หลังจากอภิปราย ผมชี้แจงในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย เพื่อให้ข้อมูล สู่สภานี้ได้ตัดสินกันก่อนลงมติ มันไม่สามารถชี้แจงได้หรือ มีข้อบังคับข้อไหนครับ ท่านอธิบายด้วยครับ ท่านช่วยอธิบายว่าข้อบังคับข้อไหนที่ท่านชลน่านพูด ขอให้ท่านชลน่าน ศรีแก้ว ได้กรุณาบอกด้วยครับว่าข้อบังคับข้อไหนที่ห้ามกรรมาธิการเสียงข้างน้อยชี้แจง🔗
ผมอธิบายได้ ไม่เอา ทะเลาะกันแล้วครับ ไม่ต้องนะครับ ผมให้พูดไปแล้ว จบนะครับ ที่ถูกต้องผมต้องถาม ท่านประธานกรรมาธิการ แล้วท่านประธานกรรมาธิการก็จะต้องกำหนดผู้ที่จะตอบชี้แจง ท่านสมาชิก ฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่ผมจะถามท่านประธานกรรมาธิการนะครับว่าท่านมี ความประสงค์จะแสดงความเห็นอะไรเพิ่มเติมเพื่อตอบความเข้าใจแก่สมาชิก แล้วท่าน จะมีการแก้ไขยินยอมท่านสมาชิกประการใดไหม ยืนยันตามร่างเดิมหรือไม่นะครับ🔗
ท่านประธาน ขออนุญาตครับ ก่อนที่ท่านประธานกรรมาธิการชี้แจง ขออนุญาตท่านจะได้ตอบทีเดียวครับ ท่านประธานครับ ทางนี้ครับ ทางขวาท่านครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตครับ เพราะว่าเป็นเรื่องที่ผมจะต้องนำเสนอแล้ว🔗
ผมถามท่านครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายไพบูลย์ นิติตะวัน ในฐานะประธาน คณะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ผมได้รับฟังความคิดเห็นของท่านกรรมาธิการ เสียงข้างน้อย ท่านผู้แปรญัตติ สงวนคำแปรญัตติ แล้วก็ท่านสมาชิกที่ได้อภิปรายแสดง ความคิดเห็นตลอดในการพิจารณาในมาตรา ๓ แล้ว ผมต้องขออนุญาตกราบเรียนว่า มาตรา ๓ นั้น คณะกรรมาธิการได้พิจารณาอย่างครบถ้วนครอบคลุมทุกประการแล้ว แล้วก็ มีความเห็นว่าการที่เสนอมาให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณานั้นครบถ้วนถูกต้องแล้ว จึงขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าคณะกรรมาธิการขอยืนตามร่างที่เสนอ แล้วก็คิดว่า ก็สมควรแก่เวลาที่ขออนุญาตท่านประธานต้องขอมติที่ประชุม ขอบคุณครับ🔗
ผมต้องถาม ต่อไป คือถามผู้สงวนคำแปรญัตติและผู้สงวนความเห็น ตกลงท่านยังติดใจไหม เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ เรียนท่านประธานครับ ผม จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สมาชิกผู้แทนราษฎร จังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล ก็ติดใจเรื่องคำถามอยากให้ท่านตอบนิดหนึ่งครับว่า🔗
ไม่ใช่ครับ ตอนนี้ผมจะลงมติแล้ว ท่านจะถอนไหม🔗
ท่านยังไม่ได้ตอบคำถามผมเลยครับท่านประธาน กรรมาธิการยังไม่ได้ตอบคำถาม ผมถามสั้น ๆ ท่านประธานอนุญาตให้ผมพูดไหมครับ🔗
คือผมถาม คำถามแค่นั้นว่าท่านยังติดใจหรือเปล่า🔗
ผมอยากได้ คำตอบนิดหนึ่ง เพื่อจะได้ใช้ในการพิจารณาในการโหวตครับ🔗
ผมไม่มี หน้าที่ตอบครับ ผมถาม🔗
ถ้าตอบ ให้เหตุผลผมได้ ผมก็อาจจะไม่ติดใจนะครับท่านประธาน🔗
ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ🔗
เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานคณะกรรมาธิการ ผมขออนุญาตยืนว่าเมื่อสักครู่นี้ผมได้ตอบชัดเจนแล้วครับ ว่าผมได้ฟังทุกท่านแล้ว แต่ว่า คณะกรรมาธิการก็ได้ทบทวนดูอย่างครบถ้วนในการพิจารณา แล้วก็จึงขอยืนความเห็นของ กรรมาธิการตามร่างที่เสนอ ซึ่งก็รวมถึงตอบคำถามท่านไปแล้ว ขอบคุณครับ🔗
พอแล้วครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมเข้าใจว่ายืนตามเดิม เพราะว่าผมไม่ได้เสนอให้แก้อะไร ผมแค่ถาม เหตุผลที่ยืนเฉย ๆ ครับ🔗
ไม่มีประเด็น นั้น ตอนนี้ไม่มีประเด็นนั้น ตกลงใครจะเป็นผู้แทนของผู้สงวนความเห็นครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ตามที่ผม ได้มีการสงวนความเห็นเอาไว้ ซึ่งโดยหลักการก็คือเป็นเรื่องของ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ๓๕๐ ส.ส. เขต ๑๕๐ ตามมาตรา ๘๓ ผมขอยืนยันที่จะสงวนความเห็นต่อไป แล้วต้องการให้มีการ ลงมติครับ🔗
ขอบคุณ มากครับ ท่านที่สงวนคำแปรญัตติติดใจไหมครับ เพราะว่าถ้าถามไปแล้วผู้สงวนคำแปรญัตติ มีท่านใดครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิรัตน์ วรศสิริน ผมเป็นผู้สงวนคำแปรญัตติ ผมยังติดใจอยู่ครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณ มากครับ ดังนั้นมาตรานี้คณะกรรมาธิการมีการแก้ไข แล้วผู้สงวนความเห็นขอสงวนความเห็น ของท่าน รวมทั้งผู้สงวนคำแปรญัตติ ดังนั้นจะต้องมีการถามมติที่ประชุมเป็น ๒ ขั้นตอน แต่ก่อนที่จะถามมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ🔗
เป็นขั้นตอน การตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ ก่อนที่จะลงมติในมาตรา ๓ แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๘๓ ผมรอนะครับ เราพิจารณากฎหมายที่มีความสำคัญของประเทศ ดังนั้นท่านสมาชิกกรุณา แสดงตัวตนนะครับ อยากให้แสดงตนกันทั่วหน้าผมรอนะครับ ท่านจะลงคะแนนอย่างไร ไม่มีปัญหา แต่การแสดงตนของท่านมีความสำคัญที่ท่านให้ความสนใจการประชุม ร่างรัฐธรรมนูญฉบับวันนี้ ฉะนั้นผมรอนะครับ กดออดเรียกมานะครับ เรียนเชิญท่านสมาชิก เข้ามา🔗
มีท่านใด ยังไม่ได้แสดงตนไหม ผมขอปิดการแสดงตน ขอทราบจำนวนผู้เข้าประชุมครับ จำนวน ผู้เข้าประชุม ๖๒๕ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ🔗
ท่านสมาชิกครับ เนื่องจากมาตรานี้คณะกรรมาธิการมีการแก้ไข และผู้สงวนก็ขอแก้ไขเพิ่มเติมด้วย เป็นผู้สงวนความเห็นเสียงข้างน้อย กรรมาธิการเสียงข้างน้อยและผู้สงวนคำแปรญัตติ ดังนั้นการถามมติจะเป็น ๒ ขั้นตอนก่อนว่าจะเห็นสมควรให้มีการแก้ไขมาตรา ๓ หรือไม่ ถ้ากรณีที่ประชุมมีมติเห็นควรให้แก้ไข ผมก็ต้องถามมติจากที่ประชุมต่อไปว่าจะเห็นด้วยกับ การแก้ไขของเสียงข้างมาก หรือเสียงข้างน้อย หรือของผู้สงวน เข้าใจตรงกันนะครับ ผมขอถามมตินะครับ ท่านสมาชิกเห็นด้วยให้มีการแก้ไขมาตรานี้ กดปุ่ม เห็นด้วย ท่านสมาชิกไม่เห็นด้วย ให้มีการแก้ไข คือให้คงไว้ตามร่างเดิม กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใด เห็นว่าควรงดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านสมาชิกลงมติได้ครับ🔗
มีสมาชิก ท่านใดยังไม่ได้ลงคะแนนไหม มีสมาชิกท่านใดที่บัตรลงคะแนนขัดข้องหรือว่าไม่ได้นำบัตรมา จะลงมติตอนนี้ได้นะครับ มีท่านใดไหมครับ ไม่มีนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม อุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ๔๙๓ เห็นด้วยครับ🔗
เห็นด้วย นะครับ มีอีกไหมครับ ปิดการลงคะแนน ขอทราบผลครับ ผลการลงมติ จำนวนผู้ลงมติ ๖๔๓ ท่าน มีมติเห็นด้วย ๕๔๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๗ ท่าน งดออกเสียง ๙๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๓ ท่าน เมื่อสักครู่นี้บวก ๑ ท่าน เจ้าหน้าที่บันทึกไว้แล้ว ก็คงเป็นจำนวนผู้ลงมติ ๖๔๔ ท่าน เห็นด้วย ๕๔๓ ท่าน🔗
เป็นอันว่า ที่ประชุมเห็นด้วยที่จะต้องมีการแก้ไขร่างมาตรานี้นะครับ🔗
ต่อไปผมจะต้องขอถามมติที่ ๒ ว่าท่านจะเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อยและผู้สงวนคำแปรญัตติ ผมขอสอบถาม องค์ประชุมก่อน เป็นขั้นตอนการตรวจสอบองค์ประชุมครับ🔗
ท่านสมาชิก เป็นขั้นตอนตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ ท่านกรุณาเสียบบัตรลงคะแนนและกดปุ่มแสดงตน มีท่านใดยังไม่ได้แสดงตนไหมครับ🔗
ขอทราบ องค์ประชุมครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๖๓๒ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ🔗
ต่อไป ผมขอถามมติครั้งที่ ๒ นะครับ ผู้ใดเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก กดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นด้วยกับผู้สงวนความเห็นหรือผู้สงวนคำแปรญัตติโปรด กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง🔗
ท่านใด ที่เครื่องขัดข้องจะลงเพิ่มเติมมีไหม ไม่มีท่านใดเครื่องขัดข้องนะครับ ปิดการลงคะแนน ขอทราบผลครับ ผลการลงมติ จำนวนผู้ลงมติ ๖๓๘ ท่าน เห็นด้วย ๔๗๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๗๐ ท่าน งดออกเสียง ๙๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน🔗
เป็นอันว่า ที่ประชุมเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการในมาตรานี้นะครับ เชิญเลขาธิการต่อครับ🔗
มาตรา ๓/๑ แก้ไขมาตรา ๘๖ คณะกรรมาธิการเพิ่มขึ้นใหม่ มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และมีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗
มาตรา ๓/๑ แก้ไขมาตรา ๘๖ มีผู้สงวนความเห็นส่งรายชื่อมาแล้วนะครับ มีผู้แปรญัตติ ผู้สงวนความเห็น ขอรายชื่อผู้สงวนความเห็นก่อนครับ ตอนนี้มีผู้แปรญัตติ มีท่านเสรี สุวรรณภานนท์ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร กรรมาธิการเสียงข้างน้อยมีไหม ในรายงานของผมกรรมาธิการเสียงข้างน้อยมี ๔ ท่าน ซึ่งกำลังมา เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตหารือท่านประธานครับ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมขออนุญาตหารือท่านประธานครับ เพราะว่าเป็นประเด็น ที่เมื่อเช้ามีการแถลงไว้อาจจะไม่ตรงกับเมื่อสักครู่ที่ท่านประธานเตรียมจะดำเนินการต่อครับ ท่านประธานครับ แต่เดิมมีการแก้ไขร่างรายงานเป็นกรณีการเพิ่มมาตรา ๓/๑ ที่มีการแก้ไข เพิ่มเติม มาตรา ๘๕ ทีนี้เมื่อเช้านี้ในการประชุมทางกรรมาธิการเสนอ และท่านประธาน ในการประชุมสรุปว่าจะให้ใช้ตัวรัฐธรรมนูญเป็นการพิจารณารายมาตรา นั่นหมายถึงว่า เมื่อสักครู่เราพิจารณามาตรา ๘๓ เสร็จ ถึงแม้จะมีผู้อภิปรายไปถึงมาตรา ๘๕ บ้าง แต่ยังไม่ได้มีการพิจารณาในมาตรา ๘๕ อย่างจริงจัง ผมเปรียบเทียบแบบนี้ครับท่านประธาน🔗
เข้าใจแล้วครับ🔗
ถ้าดู รายงานนิดเดียว ท่านประธานครับ ในรายงานฉบับเดิมชื่อของผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม อยู่ในมาตรา ๓/๑ ที่ขอแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๘๕ ทีนี้ตอนนี้ท่านประธานจะเลยมาพิจารณา มาตรา ๘๖ ตกลงเราจะดำเนินการตามที่ตกลงกันไว้เมื่อเช้า หรือว่าจะเป็นประการใด เพราะว่าเดี๋ยวจะมีมาตราอื่น ๆ ที่ตามมาด้วย ก็ขออนุญาตขอความชัดเจนก่อนที่จะ เข้าสู่เนื้อหา เกรงว่าจะผิดพลาดแล้วจะมีผลต่อรัฐธรรมนูญทั้งฉบับครับท่านประธาน🔗
คือ มาตรา ๘๕ ไม่มีแล้ว ดังนั้นมาตรา ๘๖ ผมเข้าใจว่าเมื่อเป็นร่างใหม่ ท่านกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยสามารถที่จะอภิปรายได้และเข้าชื่อได้ เชิญท่านนายแพทย์ชลน่านครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ข้อทักท้วงของท่านณัฐวุฒิ ขออนุญาต เอ่ยนามท่าน ถือว่าเป็นเรื่องที่เป็นสาระสำคัญ ท่านประธานครับ คือสิ่งที่เราพิจารณา อยู่ขณะนี้เราพิจารณาในมาตรา ๓ ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๘๓ การแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๓ นี้ สมาชิกผู้แปรญัตติก็ไปใส่มาตรา ๓/๑ ของเขา อย่างเช่นมาตรา ๓/๑ ของผมนี้ คือแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๘๕ มาตรา ๓/๒ เป็นมาตรา ๘๖ ยกตัวอย่างนะครับ แต่ร่าง กรรมาธิการแน่นอนครับ มาตรา ๓/๑ นี้เป็นมาตรา ๘๖ ร่างสุดท้ายนะครับ เพราะฉะนั้น สิทธิของเพื่อนสมาชิกที่จะเสนอคำแปรญัตติของเขาก็ต้องยังอยู่ แต่ผมเองเข้าใจว่า ท่านประธานให้สิทธิก่อนที่จะมีการลงมติแล้ว ผมก็เลยได้อภิปรายในเรื่องของข้อสงวนผม ในเรื่องมาตรา ๘๕ เสร็จเรียบร้อยไปแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าตีความตามนี้ นั่นก็คือเราพิจารณา ร่างมาตรา ๓ แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๘๓ และมาตรา ๘๕ จบไปแล้ว ก็เหลือแต่ลงมติ ถ้าท่านประธานจะเอามติที่ลงเมื่อสักครู่ว่าเห็นชอบกับกรรมาธิการแก้ไขหรือไม่ ถ้าท่านประธาน ตีความรวมนะครับ รวมถึงมีการแก้ไข ทุกคนเห็นควรมีการแก้ไข และลงเสียงอีกครั้งหนึ่ง เป็นการแก้ไขตามกรรมาธิการเสียงข้างมาก ถ้าท่านประธานจะสรุปว่าการเห็นชอบ ตามกรรมาธิการเสียงข้างมาก หมายความรวมถึงมาตราที่เกี่ยวเนื่องด้วย ก็จะจบไปครับ ไม่อย่างนั้นถ้าท่านประธานไม่สรุปอย่างนี้ มันจะค้างของเพื่อนสมาชิกและของผมด้วย ว่าเอาอย่างไร ซึ่งผมเองไม่ติดใจ ผมประกาศแต่แรกแล้วว่าผมอภิปรายแล้วผมไม่ติดใจ ที่จะลงมติ ขอบพระคุณครับ🔗
ครับ เชิญท่านไพบูลย์ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายไพบูลย์ นิติตะวัน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ก่อนที่การเข้าประชุมในช่วงแรก ผมได้มีการกล่าวเสนอรายงานไปแล้ว ซึ่งในคำเสนอรายงานนั้นในข้อ ๔ ผมก็ได้กราบเรียนต่อที่ประชุมไปแล้วว่าในการพิจารณา แก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมในแต่ละมาตรานั้นคณะกรรมาธิการได้นำ คำแปรญัตติของสมาชิกทุกฉบับที่เสนอเพิ่มมาตราขึ้นใหม่ มีหลักสัมพันธ์โดยตรงกับการแก้ไข มาตรา ๘๓ มาตรา ๙๑ ข้อ ๔.๑ ก็เพิ่มความเป็นร่างมาตรา ๓/๑ ซึ่งมีจำนวนสมาชิก ให้สัมพันธ์กับการแก้ไขเพิ่มเติมโดยตรง แล้วก็เพิ่มความในร่างมาตรา ๔/๑ เป็นบทเฉพาะกาล ที่สำคัญในที่ผมรายงานก็คือว่า อนึ่ง รูปแบบการจัดกลุ่มคำแปรญัตติของสมาชิกรัฐสภา ที่ปรากฏในรายงานของคณะกรรมาธิการฉบับนี้ ฉบับนี้หมายถึงฉบับล่าสุดนี้ แตกต่างจาก รายงานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างกฎหมายทั่วไป เนื่องจากคณะกรรมาธิการได้ให้ ความสำคัญกับเนื้อหาเลขมาตราของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เป็นหลัก อาทิเช่น มาตรา ๘๓ มาตรา ๘๖ และมาตรา ๙๑ ครับท่านประธาน ผมได้กล่าวต่อที่ประชุมไปแล้วว่าให้พิจารณา ยึดหลักเลขมาตราที่มีการแก้ไขของรัฐธรรมนูญเป็นหลัก ได้รายงานไปแล้วครับ🔗
ครับ ดังนั้น สำหรับมาตรา ๓/๑ แก้ไขมาตรา ๘๖ นี้ แก้ไขโดยเพิ่มเติมทุกวงเล็บเลยนะครับ เพื่อขจัด ปัญหาความไม่เข้าใจหรือความที่จะต้องโต้เถียงกัน ท่านสมาชิกมีสิทธิที่จะขออภิปราย ในมาตรา ๘๖ ได้ทุกวงเล็บเลยครับ🔗
ผมขอ ประท้วงท่านประธานครับ🔗
เชิญครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานกำลังจะวินิจฉัย ซึ่งผมเกรงว่าจะคลาดเคลื่อนจากสิ่งที่เราควรจะต้องปฏิบัติ ท่านประธานครับ ในช่วงเช้าวันนี้ตอนที่เราเปิดสภาเรามีการลงมติ เสียงของรัฐสภาแห่งนี้ ได้มีมติแล้วว่าเรารับร่างรายงานของคณะกรรมาธิการฉบับใหม่ เราไม่มีสิทธิที่จะกลับไปดู รายละเอียดของเล่มเก่า แล้วบอกว่าจะดึงมาใช้อย่างไรมันไม่ถูกต้อง วันนี้เราต้องเดินตาม ร่างฉบับใหม่ที่รัฐสภามีมติแล้ว ส่วนเพื่อนสมาชิกสามารถใช้สิทธิได้ครับ เพราะว่าถ้ามัน มีการแก้ไข ท่านก็อภิปรายในส่วนที่มีการแก้ไขตามนั้นก็เป็นสิทธิของท่าน แต่ถ้าจะบอกว่า เราจะไปดึงเอารายงานฉบับเก่า แล้วมาตราที่มันตกไปแล้ว ไม่มีแล้ว เราจะมาอภิปราย ผมเกรงว่าดำเนินการไม่ได้ เพราะขัดกับมติของสภาในช่วงเช้า ขอท่านประธานพิจารณาครับ🔗
ท่านฟังผม ให้ดีนะครับ ผมพิจารณาตามร่างที่แก้ไขใหม่ ฉบับนี้ที่เขียนว่าฉบับแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๓ ยกเลิกความในมาตรา ๘๓ ผ่านไปแล้ว เห็นชอบตามที่กรรมาธิการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว วันนี้ ตอนนี้ มาตรา ๓/๑ ยกเลิกความในมาตรา ๘๖ ให้ใช้ความต่อไปนี้แทน มาตรา ๘๖ ผมดูแล้ว แก้ไขทุกตัวอักษรเลย ดังนั้นผมก็ต้องวินิจฉัยว่าสมาชิกมีสิทธิที่จะอภิปรายได้ในมาตรา ๘๖🔗
ขออนุญาตครับท่านประธาน🔗
เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตประท้วงแล้วก็หารือท่านประธานครับ ณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานว่าสิ่งที่ผมพูดมิใช่มาจาก รายงานตัวเดิม แต่ว่าเป็นรายงานตัวใหม่ครับท่านประธาน ผมยกตัวอย่างในหน้าที่ (๑๔) ท่านบอกว่าผมเป็นผู้แปรญัตติมาตรา ๓/๑ ให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๘๕ ครับ มาตรา ๘๕ นะครับท่านประธาน มิใช่มาตรา ๘๖ ฉะนั้นเมื่อสักครู่นี้ที่ท่านมีการพูดถึง มาตรา ๓ ผมถึงไม่ได้ลุกขึ้นอภิปรายเลย เพราะว่าถึงแม้ผมสงวนมาตรา ๓ แก้ไขมาตรา ๘๓ แต่ผมไม่มีประเด็นจะอภิปรายในมาตรา ๘๓ ผมรอมาตรา ๓/๑ ครับ ทีนี้พอมาตรา ๓/๑ ท่านจัดผมไว้อยู่ในรายงานของท่านเลยนะครับ บอกผมเป็นผู้แปรญัตติมาตรา ๘๕ ก็เป็นสิทธิ ของผมที่จะต้องขออภิปรายมาตรา ๘๕ ก่อนมิใช่หรือ แต่ท่านกำลังเลยจะไปอภิปรายในมาตรา ๘๖ ประเด็นนี้เป็นประเด็นย่อยสำหรับผมครับ แต่ประเด็นที่ผมจะต้องติดใจต่อคือมาตรา ๙๐ ซึ่งจะถูกละเลยแล้วข้ามไปเลย ฉะนั้นอันนี้ จำเป็นครับท่านประธาน ต้องให้ความชัดเจนพวกเรานิดหนึ่งครับว่าตกลงเราจะใช้เรียง มาตรากันไป ซึ่งเมื่อสักครู่ท่านประธานไพบูลย์ นิติตะวัน ท่านกรุณานะครับ ท่านใช้คำว่า มาตรา ๘๓ มาตรา ๘๖ มาตรา ๙๐ เป็นต้น คำว่า เป็นต้น นี้หมายถึงว่ามันอาจจะมีอื่น ๆ อีก ก็ให้ไล่มาตรากันไป ผมเข้าใจว่าผมเข้าใจเจตนารมณ์ของท่านประธานแบบนั้น แล้วเมื่อเช้า ที่เราหารือกันเป็นแบบนั้น ฉะนั้นต้องขอความชัดเจนด้วยครับท่านประธาน🔗
คือผม ดูความชัดเจนก็คือความไม่ชัดเจน คือร่างพระราชบัญญัติแก้ไขใหม่มาเหลือ ๔ มาตรา กระมังครับ ทีนี้รายงานข้างในนี้ ถ้าผมไปติดตามผมยุ่งตายเลย ผมไม่เคยเจอร่างกฎหมาย ที่เสนอแบบนี้ ดังนั้นผมก็ต้องเดินตามร่างที่บรรจุมาตราไว้ตามนี้ แล้วถ้ามีการแก้ไขสมาชิก ก็ย่อมมีสิทธิที่จะขอสงวนความเห็นหรือขอแปรญัตติได้ คราวนี้ที่ท่านอ้างท่านไพบูลย์ ให้ท่านไพบูลย์ชี้แจงนะครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผม ไพบูลย์ นิติตะวัน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ เมื่อสักครู่ผมต้อง ขอบคุณท่านสมาชิกนะครับ ที่ผมได้นำเสนอไปนั้นก็เป็นเรื่องให้กรรมาธิการได้ให้ความสำคัญ กับเนื้อหาเลขมาตราของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เป็นหลัก อาทิเช่น มาตรา ๘๓ มาตรา ๘๖ และมาตรา ๙๑ แต่ก็มีถ้อยคำที่กล่าวไปตอนเช้าว่า ดังนั้นการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภา ผู้สงวนคำแปรญัตติ โดยเฉพาะมาตราที่คณะกรรมาธิการเพิ่มขึ้นใหม่ ประกอบด้วย มาตรา ๓/๑ และมาตรา ๔/๑ ขอให้สมาชิกรัฐสภาผู้สงวนคำแปรญัตติยึดเลขมาตรา ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เป็นหลัก หมายถึง เช่น คำขอแปรญัตติของท่านนั้นสงวนไว้เป็น มาตรา ๘๕ ท่านก็อภิปรายของท่านไปได้ ไม่ได้เป็นข้อห้ามเพราะว่าท่านสงวนไว้นะครับ แต่ว่าเป็นเพียงแค่การจัดกลุ่มนั้น เราก็ไปจัดอยู่ในกลุ่มของมาตรา ๘๖ ก็ตาม แต่คำสงวน คำแปรญัตติท่านยังอยู่ ท่านมีสิทธิของท่านครับ ก็เลยขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน เพื่อที่ถ้าสมาชิกพูดถึงมาตรา ๘๕ ก็ไม่ได้ถือว่านอกเหนือออกจากประเด็นที่ท่านสงวน แปรญัตติไว้ครับ🔗
ท่านชลน่านครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานกรรมาธิการพยายามชี้แจง ก็เป็นไปตามนั้นครับ ด้วยความเคารพประธานครับ ใช้ข้อบังคับ ข้อ ๑๒๕ เป็นหลักครับ เรากรรมาธิการได้ทำตามข้อ ๑๒๕ เสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม พร้อมรายงานครับ เพราะฉะนั้นการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมต้องดูรายงานประกอบเป็นหลัก เพราะสิ่งที่สมาชิกสงวนความเห็นฐานะเป็นกรรมาธิการ และสมาชิกสงวนคำแปรญัตตินั้น จะปรากฏในรายงาน ถ้าท่านไปดูร่าง เฉพาะร่างนี้มันจะข้ามไปตามมาตราที่เป็นร่างสรุปแล้ว มันจะตัดสิทธิของสมาชิกที่เขาแปรในลักษณะเป็นความต่อเนื่อง มันไม่เหมือนร่างปกติ นี่คือร่างมีความต่อเนื่อง ท่านใช้รายงานเป็นหลักไล่ไปตามนี้จะไม่มีปัญหาใด ๆ จะไม่ตัดสิทธิ สมาชิกเลย ไม่ว่าเล่มเก่าหรือเล่มใหม่ แต่เล่มเก่าใช้ไม่ได้นะครับ เพราะเรายกเลิกไปแล้ว เราต้องใช้รายงานเล่มใหม่ กราบขอบพระคุณท่านประธาน กรุณาถือรายงานอยู่ในมือ เถอะครับ จะได้เป็นประโยชน์ รายชื่อที่ส่งจากฝ่ายเลขานุการบันทึกหน้าบัลลังก์ก็จะมาเสริม ในรายงานเท่านั้นเอง ถ้ารายงานถึงบรรทัดใดสมาชิกไม่อภิปรายก็ข้ามไป แต่ไม่อยากให้ ทวงชื่อสมาชิกนะครับ เพราะว่าท่านไม่ประสงค์อภิปราย ไม่อยู่ในที่ประชุมก็คือไม่เสนอ คำแปรญัตติเท่านั้นเอง ขอบพระคุณครับ🔗
คำตอบของ กรรมาธิการ ก็คือว่าสิ่งที่ท่านสมาชิกสงวนความเห็นไว้ก็ยังอยู่ โดยจะต้องพิจารณาเลขมาตรา ให้ปรับเข้ากับฉบับที่ท่านแก้ไขเท่านั้น ดังนั้นสิทธิตามร่างเดิมยังอยู่ สมาชิกก็สามารถที่จะใช้ การสงวนความเห็นหรือการสงวนคำแปรญัตติได้ถูกต้องไหม ถูกต้องนะครับ ผมก็จะต้อง ตรวจดูแต่ละหน้าอีกนะครับ ท่านณัฐวุฒิโอเค (OK) นะครับ ดังนั้นก็เข้าชื่อกันไว้เลยนะครับ ท่านจะสงวนอะไร ถ้าท่านอยู่ในฐานะที่เป็นผู้สงวนได้ สงวนความเห็นได้หรือท่านสงวน คำแปรญัตติได้เชิญท่านลงชื่อเลยนะครับ ท่านกรรมาธิการต้องช่วยผมด้วย เพราะว่าตัวเลข มาตราอะไรมันอาจจะไม่ตรงกัน แล้วก็ทำให้การเข้าชื่ออาจจะไม่มีสิทธิหรือว่ามีสิทธิ ซึ่งผม อาจจะตรวจสอบไม่ได้หมด ตอนนี้ผมรอการลงชื่ออยู่นะครับ ขอเวลาสักนิดหนึ่ง สิทธิในการ สงวนความเห็นของเสียงข้างน้อยและผู้สงวนคำแปรญัตติยังเปิดอยู่นะครับ สำหรับการที่ คณะกรรมาธิการแก้ไขมาตรา ๘๖ เดี๋ยวผมขอรอการลงชื่อสักนิดหนึ่งครับ🔗
ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพครับ ท่านประธานนิดเดียวครับ ระหว่างรอลงชื่อ ณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมเห็นด้วยที่ท่านประธานได้กรุณาวินิจฉัย ตรงไปกับที่ท่านประธานกรรมาธิการท่านไพบูลย์เสนอครับ ผมขอถามนิดเดียวครับ เช่น เมื่อถึงเวลาท่านจะต้องโหวต แล้วท่านจะโหวตอย่างไร เพราะว่ากรรมาธิการแก้ไขมาตรา ๘๖ แต่ผมอภิปรายมาตรา ๘๕ นี่ผมถามให้สุดทางก่อนนะครับ เพื่อจะได้ชัดเจนครับ🔗
เชิญ กรรมาธิการตอบครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ผม นายไพบูลย์ นิติตะวัน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ตามที่ ท่านสมาชิกถามถึงนั้น ผมก็คิดว่าการออกเสียงลงมติในที่ประชุมนั้น ก็คือจะเห็นด้วยกับ มีการแก้ไขหรือไม่ ถ้าเห็นด้วยกับการแก้ไขเราก็จะโหวตต่อว่าเห็นด้วยกับกรรมาธิการแก้ไข หรือไม่ ถ้าเห็นด้วยกับกรรมาธิการแก้ไขก็จบ แต่ถ้าไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการแก้ไข ก็ค่อยกลับไปดูว่าเห็นด้วยกับท่านผู้แปรญัตติท่านใด แบบไหน อย่างไร ก็ค่อยว่ากัน เป็นขั้นต่อไป เป็นลำดับไปตามวิธีการพิจารณาทั่วไป แม้ท่านจะอภิปรายเสนอเรื่องมาตรา ๖๕ ถ้าเกิดสมาชิกไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการแก้ไข แต่เห็นด้วยกับผู้แปรญัตติ ของท่านก็ยังมา เสนอได้ว่าท่านขอแก้มาตรา ๖๕ อะไรก็ว่ากันไป ผมคิดว่าไม่มีปัญหาในกระบวนการ พิจารณาครับ🔗
มีบัญชี ที่ท่านสมาชิกลงชื่อไว้ไหม ผมจะต้องอ่านบัญชีรายชื่อ ให้กรรมาธิการช่วยตรวจสอบด้วยครับ คือบัญชีรายชื่อสำหรับสมาชิกไม่มีปัญหานะครับ บัญชีรายชื่อสมาชิกที่ไม่ได้เป็นกรรมาธิการ ไม่มีปัญหานะครับ ลงชื่อได้เลย ผมได้บัญชีรายชื่อผู้แปรญัตติมา มีท่านเสรี สุวรรณภานนท์ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร ถูกต้องนะครับ กรรมาธิการผมตรวจไม่ไหวนะครับ แต่ว่าถ้าเป็นผู้แปรญัตติไม่รู้ว่าแปรญัตติ มาตราไหน เชิญท่านณัฐวุฒิครับ🔗
ขอบคุณเป็นอย่างยิ่งครับท่านประธาน ณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ทราบมาว่าในกรณีของผู้ที่ยื่นไว้ที่จะอภิปรายทั้งหมดนั้น เป็นกรณีการแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๓/๑ ที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๖ ฉะนั้นในส่วนของผมที่มีการขอแก้ไข มาตรา ๘๕ เนื่องจากว่ามาตรา ๘๕ เป็นข้อความที่เกี่ยวเนื่องไปกับมาตรา ๘๓ ที่สภาแห่งนี้ ได้ลงมติแล้ว แล้วผมพิจารณาเนื้อหาที่ผมแปรญัตติทั้งหมดแล้ว ไม่ได้มีประเด็นใด ๆ ติดใจ ท่านประธานก็จะได้ข้ามกรณีของมาตรา ๘๕ ไปอย่างสมบูรณ์ เพื่อให้สภาแห่งนี้ได้เดินหน้าต่อ ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณมาก เข้าใจตรงกันนะครับ เพราะเป็นที่กรรมาธิการเติมเข้าไป แล้วก็ไม่มีท่านใดขัดข้อง ดังนั้น ก็ดูมาตรา ๘๖ นะครับ ท่านจะลงชื่อไว้อย่างไรก็ได้นะครับ ตอนนี้มีผู้แปรญัตติมาตรา ๘๖ ไว้ ใช่ไหมครับ ถ้าเป็นเรื่องมาตรา ๘๖ ก็สามารถแปรญัตติได้เลยในข้อความในมาตรา ๘๖ ถ้ามีปัญหาก็ค่อยพูดกันนะครับ ผมอ่านชื่ออีกทีนะครับ ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร ส่วนสมาชิกมีท่านวีระกร คำประกอบ ในส่วนสมาชิกไม่มีปัญหาเลย ถ้าท่านจะลงชื่อมา เพื่อไม่ให้เสียเวลา เชิญท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ก่อนเลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกรัฐสภา ในมาตรา ๘๖ ที่กำลังพิจารณาอยู่นี้ ก็คงข้ามจากมาตรา ๘๕ ซึ่งผมก็ได้สงวนความเห็น สงวนคำแปรญัตติไว้ด้วย แต่เนื่องจาก เกรงว่าจะไม่ได้นำเสนอ ก็เลยพูดไปตั้งแต่มาตรา ๓ เลยนะครับ ซึ่งก็ถือว่าตรงนั้นผ่านไป ท่านประธานครับ ในมาตรา ๘๖ ที่ผมได้เสนอเป็นคำแปรญัตติไว้นี้ ก็เป็นหลักการเดิมที่ผม ได้กราบเรียนไปแล้วว่า ในการที่จะกำหนดเขตเลือกตั้งนั้น การจะแบ่งเขตเลือกตั้งดังกล่าวนั้น ผมก็ให้ความสำคัญไปที่เสียงของพี่น้องประชาชน ที่จะต้องให้ความสำคัญว่าเขาจะต้อง มีตัวแทน ถึงแม้ว่าคนแรกจะได้พรรคการเมืองหนึ่งไปแล้ว และพรรคที่ ๒ หรือพรรคที่ ๓ ซึ่งถ้าหากว่าเป็นเขตเดียว คนเดียว มันก็จะทำให้ไม่มีตัวแทนในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งผม ได้กราบเรียนแล้วว่าสิ่งที่เราได้ดำเนินการผ่านมานั้น เราได้กำหนดให้เป็นพื้นที่เขตเดียว คนเดียว ก็คือเป็นเขตเล็กซึ่งมีข้ออ่อนด้อย ที่ผมเสนอไปว่าเขตเล็กซื้อเสียงง่าย นั่นหมายความ ว่าเขตที่มีพื้นที่จำกัด แล้วถ้าหากไปมีใครที่ไม่สุจริตก็จะใช้เงินไปซื้อเสียง ซึ่งใช้จำนวนไม่มาก เท่ากับเขตใหญ่ แต่มิได้หมายความว่าคนที่ผ่านการเลือกตั้งเขตเล็กที่ผ่านมานั้นจะใช้เงิน ซื้อเสียงหรือเข้ามาแบบไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ได้หมายความไกลถึงขนาดนั้นนะครับ พอดีมีท่านสมาชิกบางท่านได้อภิปรายไปว่าเขตเล็กนั้น สามารถที่จะสะท้อนเสียงได้และเขา ไม่ได้ซื้อเสียง ด้วยความเคารพนะครับ ผมไม่ได้เจตนาที่จะไปก้าวล่วงถึงท่านผู้ใด แต่พูดในหลักการว่า ถ้าหากว่าเรามีพื้นที่เขตใหญ่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้มากกว่า ๑ คน แล้วถ้าแบ่งจำนวนประชากรแล้ว เดิมทีใช้ ๑๕๐,๐๐๐ คน ได้ ส.ส. ๑ คน ในข้อเสนอของผมนั้น ก็เห็นว่าประชากรในปัจจุบันมีจำนวนมากขึ้น ก็เสนอให้จำนวนประชากร ๑๖๐,๐๐๐ คน จะได้ผู้แทนหรือ ส.ส. ๑ คน และในเขตพื้นที่นั้นมีจำนวน ส.ส. ได้ ๑-๓ คน แต่ต้องมากกว่า ๑ คนเป็นสำคัญ ก็จะทำให้คนที่ได้ลำดับที่ ๒ ลำดับที่ ๓ มีโอกาสจะได้ เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ดีกว่าเขตเดียวได้สมาชิกหรือ ส.ส. เพียงคนเดียว มันก็ทำให้คนที่แพ้การเลือกตั้งนั้น ไม่มีตัวแทนของพี่น้องประชาชนในกลุ่มนั้นนะครับ อันนี้ก็คือภาพสะท้อนครับว่า สิ่งที่อยากจะเสนอกับสภาให้ช่วยกันพิจารณาว่าในการจะแก้ไข รัฐธรรมนูญ แล้วเรายังคงยืนยันให้เป็นเขตเดียว คนเดียวนั้น เราแก้รัฐธรรมนูญทั้งทีประชาชน ไม่ได้อะไร สิ่งที่ได้ก็คือบรรดานักการเมืองของพวกเรากันเองนี่ล่ะครับที่มีความต้องการ แล้วก็ทุกพรรคมีความฝัน ฝันว่าถ้าแก้อย่างนี้แล้ว คะแนนเสียงที่จะรับการเลือกตั้งน่าจะ ได้มากขึ้นกว่าเดิม อันนี้ก็คือเป็นแนวคิดของทุกคน แล้วก็เชื่อว่าทุกพรรค โดยหวังว่า ถ้าหากว่าแก้แล้วจะได้ประโยชน์ แต่ในความเป็นจริงแล้วตรงนั้นจะไม่สะท้อนเสียงของ พี่น้องประชาชน ก็เลยกราบเรียนนะครับในมาตรา ๘๖ นี้ก็เป็นการเชื่อมโยงมานะครับ อยากให้ช่วยกันพิจารณาว่า พื้นที่ใหญ่มันสามารถที่จะสะท้อนความต้องการของพี่น้อง ประชาชน สามารถที่จะให้ประชาชนมีตัวแทนของเขาเข้ามาทำหน้าที่ในสภา มิฉะนั้นแล้ว ถ้าเขาไม่มีตัวแทนเขาก็ต้องไปรวมกลุ่มกัน เมื่อรวมกลุ่มกันแล้วก็ออกมาเรียกร้อง ใครแพ้ การเลือกตั้งก็มารวมกลุ่มไล่ฝ่ายที่ชนะการเลือกตั้ง มันก็จะอยู่สภาพนี้กันตลอด เพราะฉะนั้น ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่าสิ่งที่เป็นกติกา เป็นรัฐธรรมนูญที่เราใช้กันมาในช่วง ๒๐ ปีหลังนี้ มันเลยทำให้พี่น้องประชาชนแบ่งออกเป็นฝักฝ่าย แล้วก็ไม่มีปาก ไม่มีเสียง ในสภา เขาก็เลยต้องใช้วิธีการรวมตัวกัน แล้วก็ต้องมาต่อสู้กันนอกสภา มันก็จะเกิดเป็น พายเรือในอ่างวนเวียนกันอยู่แบบนี้ มันไม่สามารถที่จะพัฒนาการเมืองให้ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะฉะนั้นนี่คือการเมืองแบบไทย ๆ เราครับ บางทีเราไปเอาตัวอย่างต่างประเทศมา วัฒนธรรมของเราก็อย่างหนึ่ง ของเรานี้เราศึกษาด้วยตัวเราเอง เราเจ็บปวด เราพบปัญหา เราพบความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน แล้วสิ่งที่เราได้พบนั้นเราก็ไม่แก้ไข เราก็ยังยืนยัน ในหลักการเดิมของเรา ดังนั้นผมจึงกราบเรียนท่านประธานครับว่า สิ่งที่ผมเสนอนี้เป็นสิ่งที่ เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน แล้วผมยังกราบเรียนว่าถ้าหากว่าในแต่ละพื้นที่มีตัวแทน ของแต่ละพรรคการเมือง นั่นหมายความว่าประชาชน ๑ คน ยังมีสิทธิเลือกผู้สมัคร ได้ ๑ เบอร์เท่านั้น ไม่เหมือนสมัยก่อนนะครับ เลือกเป็นบัญชีพรรคไปเลย ส.ส. นี่นะครับ เลือกเป็นบัญชีเลย ก็เคยเคยเลือกตั้งมาแล้ว ก็คือพอเลือกไปแล้วอาจจะได้พรรคนั้น พรรคเดียวไปเลย แต่สิ่งที่ผมเสนอก็คือ ๑ คน เลือกได้แค่ ๑ พรรค แต่ละพรรคก็จะมีตัวแทน ในแต่ละพื้นที่นะครับ แล้วอย่างที่ผมกราบเรียนแล้วว่าภาคนิยมมันจะต้องสลายเลิกกันไป ความปรองดองจะกลับคืนมาว่า แต่ละพรรคการเมืองส่วนใหญ่ก็จะมีตัวแทนในแต่ละพื้นที่ ของตัวเอง คนที่เคยได้ภาคใต้ก็จะไปได้ภาคเหนือ ภาคอีสาน พรรคที่ได้จากภาคเหนือ ภาคอีสานก็จะได้ภาคกลาง ภาคใต้กระจัดกระจายกันไป ประชาชนทุกคนจะมีตัวแทน ของตัวเขาเองอยู่ในทุก ๆ พื้นที่ ดีกว่าแพ้ชนะกันได้ไปคนเดียว อีกครึ่งหนึ่งไม่มีตัวแทนเลย ทุกข์สุขของพี่น้องประชานก็ไม่มีใครดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะว่าส่วนใหญ่ก็จะต้องเอาคนรู้จัก เอาคนใกล้ชิด เอาคนสนิทชิดเชื้อไปดูแลกันเสียส่วนใหญ่ แต่คนอื่นก็ไม่มีตัวแทนอย่างที่ กราบเรียน ดังนั้นข้อเสนอที่ผมกราบเรียนมานี้ นี่คือภาพสะท้อนที่ประชาชนจะได้ประโยชน์ ถ้าสภาเราเห็นความสำคัญว่า ประชาชนก็คือผู้สำคัญที่เป็นเจ้าของประเทศที่จะต้องดูแล ทุกข์สุขเขา เขาจึงต้องมีตัวแทนของเขาในการมาทำหน้าที่ ไม่ว่าจะในฝ่ายบริหารหรือ ในฝ่ายนิติบัญญัติ ก็เลยกราบเสนออยู่ในมาตรา ๘๖ ดังกล่าวนี้ ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน🔗
ท่านสมาชิกครับ สำหรับผู้ที่แปรญัตติและสงวนความเห็นนี้ ผมอยากให้ท่านระบุให้ชัดเจนก่อนนะครับว่า ท่านแปรญัตติข้อใด (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) หรือเรื่องใด สงวนความเห็นก็เช่นกันนะครับ ส่วนท่านสมาชิกท่านอาจจะเพียงแต่เสนอความเห็นเป็นการทั่วไปทั้งมาตราก็ได้ อันนั้น ไม่สำคัญเท่าไร ผมจะได้ดูด้วยว่าท่านเป็นผู้แปรญัตติหรือเปล่า เป็นผู้มีสิทธิสงวนความเห็น หรือเปล่า เพราะฉะนั้นขอให้ท่านระบุว่าท่านสงวนความเห็นเรื่องอะไร แปรญัตติเรื่องอะไร ในมาตรา ๘๖ ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตกราบเรียนแปรญัตติในมาตรา ๘๖ ซึ่งในมาตรา ๘๖ ที่กรรมาธิการ ได้แก้ไข ก็ได้แก้ไขมาตรงกับที่ผมได้ขอแปรญัตติแทบจะทุกตัวอักษร ตั้งแต่ (๑) จนถึง (๕) โดยไม่มีการเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ๔๐๐ คน แบ่งเป็น ๔๐๐ เขต กระผม ก็ไม่ติดใจในมาตรา ๘๖ นี้ แต่อยากจะเรียนท่านประธาน เมื่อกี้ผมพยายามยกมือ อยู่หลายครั้งมากในช่วงที่หลาย ๆ คนพยายามจะเสนอแนะว่าจะทำอย่างไรกับมาตรา ๘๕ ดี🔗
ผมอยากกราบเรียนให้ท่านประธานฟังสักนิดหนึ่งนะครับ ร่างใหม่ ท่านประธานไพบูลย์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะครับ ท่านได้ปรับแก้ตัดออกไป ๔-๕ มาตรา แต่ท่านก็ยังกรุณาให้คำแปรญัตติของพวกเรา ในมาตราซึ่งตรงกันกับที่ท่านปรับออกไป ยังคงมีอยู่ อย่างกรณีของผมตรงนี้ผมขอแปรญัตติมาตรา ๘๖ และมาตรา ๙๐ ซึ่งท่านประธานก็ต้องตัดสินใจตอนนี้ แบบเมื่อสักครู่นี้ท่านข้ามมาตรา ๘๕ ไป ทั้ง ๆ ที่ท่าน ควรจะให้ลงมติมาตรา ๘๕ ถ้ายังมีคนสงวนความเห็นหรือสงวนคำแปรญัตติอยู่ ตอนนี้ท่าน ต้องตกลงกับผมว่าท่านจะเอาอย่างไร ท่านจะให้ผมพูดมาตรา ๘๖ และมาตรา ๙๐ ไปเลยไหม ผมมีสิทธิที่จะเสนอคำแปรญัตติมาตรา ๙๐ และทางท่านประธานกรรมาธิการก็ไม่ได้ตัดสิทธิผม เพราะในข้อ ๑๒๔ ของข้อบังคับการประชุมรัฐสภานั้น ได้เปิดโอกาสให้เราสามารถที่จะแก้ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับหลักการได้ เพราะฉะนั้นผมก็ยังถือว่าในความคิดของผมแล้ว มาตรา ๙๐ นั้นเกี่ยวข้องกับหลักการ ซึ่งควรจะได้มีการแก้ไข เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จึงอยาก เรียนถามท่านประธานก่อนว่าจะให้ผมหยุดอภิปรายตอนนี้ แล้วเดี๋ยวจะเรียกผมใหม่ อีกทีหนึ่งไหม ขึ้นมาอภิปรายมาตรา ๙๐ เรายังไม่ไปมาตรา ๙๑ นะครับ นั่นมันอีกขั้นตอนหนึ่ง ก็อยากเรียนท่านประธานว่าจะเอาอย่างไรครับ🔗
เอาตามที่ ประธานกรรมาธิการชี้แจงนะครับ ก็คือต้องพูดไปเลยแบบที่พูดมาตรา ๘๕ เมื่อสักครู่นี้🔗
ครับ ผมก็จะพูด มาตรา ๘๖ ไปแล้ว🔗
เพราะว่า มาตรา ๙๐ มันไม่มีแล้ว ท่านไปรอไม่ได้ ต้องพูดเลยนะครับ🔗
อะไรนะครับ🔗
มาตรา ๙๐ มันไม่มีแล้ว🔗
มีครับ🔗
มีแต่ มาตรา ๙๑ สิครับ🔗
คือผมจึงได้ กราบเรียนท่านประธานว่าผมมีสิทธิที่จะขอแก้มาตรา ๙๐ ถ้าท่านไม่เห็นด้วย ท่านให้ลงมติ เพราะเหมือนกับที่ตอนแรกกรรมาธิการอยากจะแก้ตั้ง ๖-๗ มาตรา แล้วตัดทิ้งออกไป ขณะนี้เมื่อกรรมาธิการตัดทิ้ง ท่านก็ไม่ได้ตัดสิทธิของผม เพราะฉะนั้นท่านก็ต้องลงมติ มาตรา ๙๐ ด้วย วิธีการลงมติเจ้าหน้าที่ก็ขึ้นกระดานบอกว่าเห็นด้วยกับร่างเดิมหรือเห็นด้วย กับการที่มีการแก้ไข ถ้าบอกเห็นด้วยกับร่างเดิมมันก็จบ คือร่างเดิมไม่มีการแก้ไข แต่ท่าน ต้องลงมติครับ เมื่อสักครู่นี้ท่านข้ามมาตรา ๘๕ ไปทีหนึ่งแล้ว แต่สมาชิกท่านก็ใจดี ท่านบอก ท่านไม่ติดใจ ก็เลยผ่านไปได้🔗
ครับ ผมก็ เข้าใจดีแล้ว ถึงได้ให้ท่านอภิปรายไป🔗
ตกลงจะให้ผม อภิปรายมาตรา ๙๐ เลยไหมครับ🔗
ครับ ครั้งที่ ๒ แล้วนะครับ ได้ครับ🔗
มาตรา ๙๐ นี้ เดิมกรรมาธิการก็คิดจะแก้ไขแบบที่ผมแก้ไขมานี้ ซึ่งมีอยู่หลายวรรคมาก ประเด็นเดียวที่ผม ติดใจอยู่ในมาตรา ๙๐ คือประเด็นว่าให้ถือเขตประเทศไทยเป็นเขตเลือกตั้ง การแก้ ร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ขออนุญาตเอ่ยนาม ที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอขึ้นมานี้ แล้วที่ กรรมาธิการได้ไปแก้ไขแล้ว ไม่ได้พูดถึงการกำหนดเขตเลือกตั้งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ ถ้าเราย้อนไปเมื่อรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กำหนดให้เขตประเทศไทย เป็นเขตเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไม่ได้ใช้เขตประเทศไทยเป็นเขตเลือกตั้งนะครับ ท่านประธาน เขาแบ่งประเทศไทยออกเป็น ๘ ภาค เพราะฉะนั้นแต่ละภาคเป็นเขตเลือกตั้ง ของ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งมีเขตละ ๑๐ คน ตอนนั้นก็มี ๘๐ คน หลังจากนั้นเราก็แก้ เมื่อปี ๒๕๕๔ ให้กลับไปเป็นเหมือนปี ๒๕๔๐ คือใช้เขตประเทศไทย มาวันนี้ท่านก็แก้ รัฐธรรมนูญให้กลับไปเลือกตั้งแบบคู่ขนาน มี ส.ส. บัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน🔗
ขออนุญาต นิดเดียวครับ มีผู้ประท้วงนิดหนึ่ง นายแพทย์ชลน่านครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ผมขออนุญาตประท้วงท่านประธานครับ ผมไม่กล้า ประท้วงท่านเลิศรัตน์ครับ ด้วยความเคารพ ผมประท้วงท่านประธาน ท่านประธาน ดำเนินการประชุมไม่ชอบด้วยข้อบังคับครับ🔗
ประการที่ ๑ ขณะนี้เรากำลังพิจารณาร่างมาตรา ๘๖ ซึ่งสมาชิกที่แปร หรือสงวนความเห็นไว้ เพื่อมาบอกกับสภาว่าจะเห็นชอบกับเขาหรือไม่ มีสิทธิที่จะบอกกับ ประธานรัฐสภา ต้องมีการลงคะแนน เว้นแต่เขาไม่ติดใจก็ไม่ต้องลงคะแนน ก็ให้จบ มาตรา ๘๖ ก่อน เราลงคะแนนมาตรา ๘๖ ไปก่อน หลังจากนั้นท่านอ้างว่ากรรมาธิการ มีมาตรา ๙๑ เท่านั้น มาตราอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากนี้จะไม่โหวตลงคะแนน ตัดสินอย่างนั้น ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ อย่างผมแปรญัตติมาตรา ๙๐ เหมือนท่านเลิศรัตน์ไว้ หลังจากมาตรา ๘๖ จบ ก่อนจะถึงมาตรา ๙๑ ท่านต้องให้สิทธิพวกผมพูดมาตรา ๙๐ ให้เรียบร้อยแล้วก็ลงคะแนน กรณีสมาชิกติดใจลงคะแนนให้จบครับ ว่าจะเห็นชอบกับ การแก้ไขของสมาชิกหรือไม่ เพราะเขาเห็นว่ามันเกี่ยวเนื่อง เสียงข้างมากเห็นไม่เกี่ยวเนื่อง ก็เรื่องของกรรมาธิการไป ท่านต้องทำอย่างนั้นครับท่านประธาน ไม่อย่างนั้นตัดสิทธิผม มาตรา ๘๕ นี้แปรไว้เยอะนะครับ เผอิญคนอื่นเขาไม่ติดใจอภิปราย แต่ท่านณัฐวุฒิ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านติดใจอภิปราย พอเห็นปัญหามันวุ่นวายท่านก็บอกว่าไม่ติดใจ ที่จะลงคะแนน มันก็จบในขั้นตอนลงคะแนน ต้องโหวตครับท่านประธาน สงวนมาทำไม ถ้าไม่ให้สภาตัดสินใจ คำว่า สงวนคำแปรญัตติ เพื่อให้สภาตัดสินครับท่านประธาน🔗
ผมอยากให้ ท่านประธานกรรมาธิการของท่านปรึกษากับท่านชลน่านให้ดี แล้วแจ้งผม ผมไม่เข้าใจนะครับ เพราะท่านประธานกรรมาธิการก็บอกว่าให้อภิปรายไปเลย ตกลงกันก่อนนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมเสนอพักการประชุมสัก ๑๐ นาทีได้ไหมครับ เพราะว่าผมงงมากเลย มาตรา ๙๐ ผมก็แปรญัตติไว้เหมือนกันครับ🔗
ครับ ผมก็งงครับ เพราะว่าพอท่านไม่พูดถึงมาตรา ๘๕ ผมก็เอาอนุโลมมาใช้กับมาตรา ๙๐ นี่ล่ะ แล้วท่านประธานท่านพูดเปิดเผยและพูดทางลับกับผม คือมายืนพูดข้าง ๆ ว่ามันทำได้ พูดง่าย ๆ ผมก็ไม่เคยเห็นอย่างนี้นะครับ ฉะนั้นพักการประชุม ๑๐ นาที ขอหารือนะครับ🔗
พักประชุมเวลา ๑๕.๓๔ นาฬิกา🔗
เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๕.๕๕ นาฬิกา🔗
ท่านสมาชิก กรุณาเข้าห้องประชุมครับ ผมขอดำเนินการประชุมต่อนะครับ เมื่อสักครู่ก็ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ กำลังอภิปรายในฐานะผู้แปรญัตติ ดังนั้นเกี่ยวกับการที่จะอภิปรายหรือลงมติในมาตรา ที่กรรมาธิการมีความเห็นนี้ ท่านกรรมาธิการได้ตกลงกันเรียบร้อยแล้วใช่ไหมครับ ขอให้ ท่านประธานกรรมาธิการชี้แจงต่อที่ประชุมนะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายไพบูลย์ นิติตะวัน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ จากการหารือแล้วก็เห็นว่าการพิจารณานั้นก็จะดำเนินการไปตามลำดับ ของมาตราของรัฐธรรมนูญ โดยที่ในขณะนี้เราก็จะพิจารณาในมาตรา ๘๖ ก่อน ท่านผู้แปรญัตติ และสงวนคำแปรญัตติในมาตรา ๘๖ ก็ให้สามารถที่จะพูดได้ เสร็จแล้วเมื่อจบแล้วก็จะ ลงมติมาตรา ๘๖ ไป แล้วจากนั้นเท่าที่ตรวจในรายงานนั้นก็จะมีผู้ที่เสนอสงวนคำแปรญัตติไว้ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๐ ท่านก็อภิปรายได้เฉพาะผู้ที่สงวนคำแปรญัตติ เมื่อท่านอภิปราย เสร็จแล้ว ที่ประชุมก็จะลงมติว่าเห็นชอบที่จะให้แก้ไขตามที่ท่านเสนอหรือไม่ เพราะกรรมาธิการไม่แก้ไข ไม่เห็นชอบ ไม่ให้มีอันนี้ มาตรา ๙๐ ก็ขอจะมีผู้แปรญัตติ แล้วก็ มีกรรมาธิการเสียงข้างน้อยอยู่ท่านหนึ่งก็ให้อภิปราย เสร็จแล้วก็ลงมติมาตรา ๙๐ จากนั้นก็สู่ มาตรา ๙๑ ซึ่งมาตรา ๙๑ นั้นกรรมาธิการมีการแก้ไข ก็อภิปรายกันต่อไป แล้วก็ถ้ามีมาตราอื่น ที่หลังจากมาตรา ๙๐ ก็เรียงลำดับไปตามลำดับ ๆ ก็คือหลังจากมาตรา ๙๑ ถ้ามีมาตรา ๙๒ ก็อภิปรายกันไป แต่ได้เฉพาะผู้แปรญัตติ เพราะกรรมาธิการไม่ได้แก้ไข ดังนั้นก็จึงเป็นเรื่องที่ ขอให้กระบวนการประชุม ถ้าดำเนินการไปอย่างนี้ก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อยครับ กราบเรียนท่านประธานครับ🔗
เชิญครับ ไม่ ทราบว่าท่านใด เชิญครับ🔗
ท่านประธาน ถึงคิวผมหรือยังครับ🔗
เดี๋ยว ๆ เมื่อสักครู่รู้สึกมีท่านใด ไม่มีใช่ไหมครับ ถ้าไม่มีก็เชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ต่อ ตกลง ท่านคงไม่ต้องอภิปรายแล้วใช่ไหมครับ เพราะว่าจะไปรออภิปรายมาตรา ๙๑ ทีหลัง🔗
มาตรา ๘๖ ผมไม่ติดใจนะครับ ก็ขอขอบคุณครับ🔗
ต่อไปเป็น ท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน นะครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม เฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้ขออนุญาตแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๘๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ที่เกี่ยวเนื่องกับหลักการ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๒๔ วรรคสาม ที่กำหนดว่าการแปรญัตติเพิ่มมาตราขึ้นใหม่ หรือตัดทอน หรือแก้ไขมาตราเดิมต้องไม่ขัดกับหลักการ เว้นแต่การแก้ไขเพิ่มเติมมาตราที่เกี่ยวเนื่องกับ หลักการนั้น เนื่องจากว่าเราได้แก้ไขจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เราแก้เป็นจาก ๓๕๐ คน เราแก้เป็น ๔๐๐ คน เพราะฉะนั้นก็สมควร แล้วก็มีเหตุผลที่จะต้อง แก้มาตรา ๘๖ จาก ๓๕๐ คน เป็น ๔๐๐ คน โดยมีรายละเอียดดังนี้🔗
มาตรา ๘๖ การกำหนดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่แต่ละจังหวัด จะพึงมีและการแบ่งเขตเลือกตั้งให้ดำเนินการตามวิธีการ ดังนี้🔗
(๑) ให้ใช้จำนวนราษฎรทั้งประเทศตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ที่ประกาศในปีสุดท้ายก่อนปีที่มีการเลือกตั้ง เฉลี่ยด้วยจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๔๐๐ คน จำนวนที่ได้รับให้ถือว่าเป็นจำนวนราษฎรต่อสมาชิก ๑ คน🔗
(๒) จังหวัดใดมีราษฎรไม่ถึงเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิก ๑ คน ตาม (๑) ให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดนั้นได้ ๑ คน โดยให้ถือเขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง🔗
(๓) จังหวัดใดมีราษฎรเกินจำนวนราษฎรต่อสมาชิก ๑ คน ให้มีสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดนั้นเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนทุกจำนวนราษฎรที่ถึงเกณฑ์จำนวนราษฎร ต่อสมาชิก ๑ คน🔗
(๔) เมื่อได้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่ละจังหวัดตาม(๒) และ (๓) แล้ว ถ้าจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยังไม่ครบ ๔๐๐ คน จังหวัดใดมีเศษที่เหลือจาก การคำนวณตาม (๓) มากที่สุด ให้จังหวัดนั้นมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพิ่มขึ้นอีก ๑ คน และให้เพิ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามวิธีการดังกล่าวแก่จังหวัดที่มีเศษที่เหลือจาก การคำนวณนั้นในลำดับรองลงมาตามลำดับจนครบ จำนวน ๔๐๐ คน🔗
(๕) วงเล็บสุดท้าย จังหวัดใดมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เกิน ๑ คน ให้แบ่งเขตจังหวัดออกเป็นเขตเลือกตั้งเท่าจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พึงมี โดยต้องแบ่งเขตพื้นที่ของเขตเลือกตั้งแต่ละเขตให้ติดต่อกัน และต้องจัดให้มีจำนวนราษฎร ในแต่ละเขตใกล้เคียงกัน ก็เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๘๖ ที่เกี่ยวเนื่องกับหลักการของ ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไป พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร ครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ที่ผมขอแปรญัตติ ในมาตรา ๘๖ มันเกี่ยวเนื่องกับมาตรา ๘๓ และมาตรา ๘๕ ด้วย เหตุผลของผมก็คือ ในเรื่องที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปในหลาย ๆ ส่วน เขตเลือกตั้งมากขึ้น พื้นที่ลดลง มันไม่ได้แก้ปัญหาในเรื่องของการทุจริตในการเลือกตั้ง ผมขอยืนยันในสิ่งเหล่านี้ ที่จริงแล้ว ในเรื่องของเขตการเลือกตั้ง ถ้าไพรมารี โหวต (Primary Vote) มันก็จะกลายเป็นว่า ประชาชนมีส่วนร่วม ก็แปลความว่าประชาชนหรือสาขาพรรคเลือกตัวแทนของเขาให้พรรค แล้วพรรคก็เลือกคนนั้นมาให้ประชาชนเลือก ประชาชนก็ได้ทั้งคนและพรรคในคราวเดียวกัน ผมอยากเห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในบ้านนี้เมืองนี้จริง ๆ ครับท่านประธาน การเลือกตั้งที่สุจริต เที่ยงธรรม แต่อย่างไรก็ตามท่านประธานเพื่อไม่ให้เสียเวลาสภาแห่งนี้ หลักการประชาธิปไตย ไมนอริตี ไรท์ ไมจอริตี รูล (Minority Rights Majority Rule) เสียงส่วนใหญ่เมื่อเช้านี้ มีมติไปแล้วว่า ๔๐๐ : ๑๐๐ เพราะฉะนั้นผมเคารพในมติของเสียงส่วนใหญ่ ในส่วนที่ผม ขอแปรญัตติไว้ในมาตรา ๘๖ (๑) และ (๔) ก็คงไม่จำเป็นจะต้องลงมติอีกแล้ว ก็กราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพเพียงแค่นี้ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสมาชิกท่านวีระกร คำประกอบ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม วีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ จากการแก้ไขในมาตรานี้ ซึ่งเป็นเรื่องของการกำหนดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในแต่ละจังหวัดที่จะพึงมีและการแบ่งเขตเลือกตั้ง ความจริงแล้วมันก็เกี่ยวเนื่องไปจนถึง ตั้งแต่มาตรา ๘๓ แต่ว่าอย่างไรก็ตามอยากจะเรียนกับท่านประธานว่าการเลือกตั้งไม่ว่าจะ เป็น ๔๐๐ คน บวก ๑๐๐ คน หรือว่า ๓๕๐ คน บวก ๑๕๐ คน หรือจะมีการเพิ่ม ส.ส. เขต เป็น ๔๐๐ คนหรือไม่ก็ตาม ไม่ได้ทำให้พรรคใดพรรคหนึ่งได้เปรียบหรือเสียเปรียบหรอกครับ การที่แต่ละพรรคจะได้คะแนนมากหรือคะแนนน้อยมันก็ขึ้นอยู่กับ ๒ ส่วน แต่ละพรรค เขาก็มีแฟนประจำของเขานะครับ พรรค พ. พาน ก็มีแฟนประจำเป็นชาวไร่ ชาวนา พรรค ก. ไก่ ก็มีแฟนประจำเป็นวัยรุ่น เป็นวัยทำงาน ส่วนพรรค ๓ ป. เขาก็มีแฟนประจำ ของเขาเยอะ เพราะฉะนั้นแต่ละพรรคการเมืองจะได้เสียงมาก เสียงน้อย มันก็ขึ้นอยู่กับ แฟนประจำ กับอีกส่วนหนึ่งก็คือกระแสพรรคการเมืองในช่วงที่จะมีการเลือกตั้ง การเมือง มันเป็นไดนามิก (Dynamic) หรือมันเป็นพลวัต มันเปลี่ยนทุกวัน กระแสวันนี้พรรคนั้นดี พรรคนั้นไม่ดี วันรุ่งขึ้นเป็นไปได้ ซึ่งเราก็เคยเห็นการเลือกตั้งในอดีตที่ผ่านมา วันนี้เสียงไม่ดี แต่วันรุ่งขึ้นไปทำอะไรถูกใจชาวบ้านไม่รู้ ดังไปทั่วกลายเป็นเสียงกระหึ่มขึ้นมา กลายเป็น พรรคการเมืองนั้นแลนด์สไลด์ (Landslide) ขึ้นมาก็ได้ครับ เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งไม่ว่า จะเป็น ๔๐๐ คน บวก ๑๐๐ คน หรือจะเป็น ๓๕๐ คน บวก ๑๕๐ คน ไม่ได้แปลว่าพรรคใด พรรคหนึ่งจะได้เปรียบหรือเสียเปรียบ อันนี้ต้องขอเรียนให้ทราบ เพียงแต่ว่าการเพิ่ม ส.ส. เขตเป็น ๔๐๐ คน ตามมาตรา ๘๖ นี้มันทำให้แต่ละเขตจังหวัดน่าจะมีจำนวน ส.ส. เขต เพิ่มขึ้น ซึ่งการมี ส.ส. เขตเพิ่มขึ้นก็ทำให้การดูแลพี่น้องประชาชนนั้นมันเข้าถึงมากยิ่งขึ้น อันนี้เป็นไปตามสัดส่วน เราเพิ่มมา ๕๐ คน จังหวัดนครสวรรค์เคยมี ๖ คน ก็อาจจะได้ ๗ คน ซึ่งก็น่าจะได้ ๗ คน เพราะเคยมีมาแล้ว ถ้าหากเลือกตั้ง ๔๐๐ คน ก็มี ๗ คน การเพิ่ม ส.ส. มาอีกคนหนึ่งก็แน่นอนครับ การดูแลพี่น้องประชาชนก็ใกล้ชิด เข้าถึงพี่น้องประชาชน มากยิ่งขึ้น จากเขตเล็กลง ๑ จังหวัด ก็เพิ่มจำนวน ส.ส. ขึ้น กรณีที่ใน (๑) นี้ได้พูดถึงว่า ใช้ประชาชนตามหลักฐานในทะเบียนราษฎร์ ที่ประกาศเป็นปีสุดท้ายก่อนมีการเลือกตั้ง ยกตัวอย่าง เช่น มี ๖๙ ล้านคน ในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ของปีก่อนหน้าจะมีการเลือกตั้ง มันก็จะเป็น ๓๕๐ คน สมมุติ ๓๕๐ คน ก็จะเท่ากับจำนวนประชากร ๑๙๗,๑๔๓ คน ต่อ ส.ส. ๑ คน ในขณะที่ถ้าเราเพิ่มเป็น ๔๐๐ เขต ก็จะทำให้ ๑ เขตเลือกตั้งมันเท่ากับ จำนวนประชากรที่จะเลือก ส.ส. ได้ ๑ คน เท่ากับ ๑๗๒,๐๐๐ คน จะเห็นได้ว่ามันก็จะเพิ่ม จำนวน ส.ส. ขึ้นแม้ว่าประชากรเท่าเดิมก็จะทำให้ได้รับจำนวน ส.ส. เพิ่มขึ้น ท่านประธาน ที่เคารพครับ การที่ทางกรรมาธิการได้กรุณาร่างออกมาเป็นบัตร ๒ ใบ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ ผมคิดว่าคลายความอึดอัดใจของผู้เลือกตั้ง อย่าลืมนะครับว่าเลือกคนที่รัก เลือกพรรคที่ชอบ แต่ที่ผ่านมามันมีใบเดียวไม่รู้จะเลือกอย่างไร เลือกที่รัก คนที่รักก็ใบนี้ พรรคที่ชอบมันก็ต้อง ใบนี้ ซึ่งบางทีมันก็ไม่ได้สอดคล้องกันอย่างที่ผมเรียนแล้ว แต่ละพรรคการเมืองเขามี แฟนประจำ บางคนก็ชอบ ส.ส. คนนี้ เพราะว่าเข้าถึงพี่น้องประชาชน แต่ว่าพรรคนี้ไม่ชอบ ไม่รู้จะทำอย่างไร อึดอัดใจครับ ที่ผ่านมาพี่น้องประชาชนบ่นกันทุกคน อยากจะเลือกจังเลย แต่ดันมาอยู่พรรคนั้น พรรคนี้ อะไรทำนองนี้นะครับ ซึ่งเราก็จะได้ยินในการเลือกตั้ง คราวที่แล้ว แต่ต่อไปนี้ขอบคุณกรรมาธิการนะครับ ซึ่งผมเห็นชอบ แล้ววันนี้ก็จะโหวตให้การรับรอง กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเหตุว่ามันตรงใจพี่น้องประชาชน ต่อไปจะมีบัตร ๒ ใบ เลือกคนที่รักก็ได้ ๑ ใบ เลือกพรรคที่ชอบก็ได้อีก ๑ ใบ มันตรงใจเขาครับ ไม่เหมือนที่ผ่านมา ไม่มีความสบายใจ อึดอัดใจ จะลงคะแนนนี้อึดอัดใจมากท่านประธาน เพราะฉะนั้น ต้องขอบคุณกรรมาธิการ และยืนยันว่าพรรคพลังประชารัฐทุกคนสนับสนุนการแก้ไข รัฐธรรมนูญให้มีบัตร ๒ ใบ และแบ่งเขตเลือกตั้งเป็น ๔๐๐ เขต เพราะฉะนั้นก็เรียนกับ ท่านเลยว่าเราทุกคนได้รับเสียง เราลงคะแนนให้แน่นอน ขอบพระคุณครับ🔗
ไม่มี ผู้แปรญัตติและสมาชิกขออภิปรายแล้ว กรรมาธิการเชิญตอบครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นิกร จำนง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการ ได้รับมอบหมายจากประธานคณะกรรมาธิการให้ตอบความเห็น ให้ตอบในกรณีการแก้ไข เปลี่ยนแปลงตรงนี้ ผมเรียนอย่างนี้ครับว่ามาตรา ๘๖ ไม่ตรงกับ ๒ มาตราที่เราแก้ไข แต่จากการพิจารณาแล้วมีความเกี่ยวข้องกันเป็นอย่างยิ่ง หมายความว่าจำเป็นจะต้องมี การแก้ไข ดังนั้นเรามีการพิจารณาตามข้อบังคับของการประชุมในข้อ ๑๒๔ ที่บอกว่า การแปรญัตติเพิ่มมาตราขึ้นมาใหม่ หรือตัดทอน หรือแก้ไขมาตราเดิม ต้องไม่ขัดกับหลักการ ตามที่ว่า ตามที่ทราบแล้ว เว้นแต่การแก้ไขเพิ่มเติมมีความเกี่ยวข้องกับหลักการนั้น มาตรา ๘๖ เรามีความเห็นว่าเกี่ยวข้อง เราก็เลยรวบรวมเอาคำแปรญัตติของท่านสมาชิก เป็นตัวตั้ง เราพิจารณาตรงนี้ก่อน เรารวบรวมมา ผมมีหน้าที่เป็นผู้รวบรวม ปรากฏว่าในการ แปรญัตติเกี่ยวกับมาตรา ๘๖ มีหลายรูปแบบ🔗
รูปแบบที่ ๑ ในวรรคหนึ่งมีการแก้ไขที่ท่านแปรญัตติกันมา ก็คือว่าให้ใช้ จำนวนราษฎรทั้งประเทศ ตามมาตรฐานการทะเบียนราษฎร์ที่ประกาศในปีสุดท้ายก่อนปีที่มี การเลือกตั้ง เฉลี่ยด้วยจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอแปรญัตติหมายถึงว่าสมาชิก เป็น ๔๐๐ คนนะครับ ๔๐๐ คน คือแปรตามไปกับหลักการมาตรา ๘๓ จำนวนที่ได้รับ ถือเป็นจำนวนราษฎรต่อสมาชิก ๑ คน ตรงนี้สมาชิกแปรมาในลักษณะแบบนี้ ๒๙ ฉบับ อีกแบบหนึ่งสำหรับวรรคแรก (๑) นี้ แปรเป็น ๓๗๕ คน ตามที่ท่านได้อภิปรายแล้ว ๑ ฉบับ ๑ ท่าน ทีนี้ต่อจากนั้นก็เป็นในกรณีวงเล็บต่อไป วงเล็บที่มีการแก้ไขก็คือเกี่ยวกับเรื่อง ส.ส. ไม่ครบ มีการแปรมาในรูปแบบที่ ๑ นี่คือการแปรญัตติ เริ่มจากการแปรญัตติ เมื่อได้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่ละจังหวัดตาม (๒) และ (๓) แล้ว ถ้าจำนวน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยังไม่ครบ เดิม ๓๕๐ คน แก้ขอแปรเป็น ๔๐๐ คน จังหวัดใด มีเศษเหลือจากการคำนวณ (๓) มากที่สุด ให้จังหวัดนั้นมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพิ่มขึ้นอีก ๑ คน และให้เพิ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามวิธีการดังกล่าวให้แก่จังหวัดที่มีเศษที่เหลือ จากการคำนวณนั้น ในลำดับรองลงมาตามลำดับจนครบจำนวน ๔๐๐ คน ตรงนี้ของเดิม ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๖ เขียนว่า ๓๕๐ คน แต่ที่ท่านแปรขึ้นมาสู่กรรมาธิการ แปรว่า ๔๐๐ คน ในวงเล็บนี้มีผู้ขอแปรแบบนี้ ๒๘ ฉบับ แล้วก็แปรเป็น ๓๗๕ คน ๑ ฉบับ แล้วก็แปร เป็นอีกแบบหนึ่ง จำนวน ๑ ฉบับ ดังนั้นกรรมาธิการก็มาพิจารณาจากการแปรญัตติในส่วนที่เกี่ยวเนื่องจากของสมาชิก ก็เลยมาหารือกัน แล้วก็ได้มีการแปรตามเสียงส่วนใหญ่ โดยในมาตรา ๘๖ นี้ทางกรรมาธิการ เห็นว่าเกี่ยวเนื่อง แล้วก็แปรตามที่สมาชิกได้แปรเข้ามา ตามวงเล็บสุดท้ายข้อ ๑๒๔ ของข้อบังคับ ก็แปรได้ว่าเอามาแปรเป็น (๑) ให้ใช้จำนวนราษฎรทั้งประเทศ ตามหลักฐาน ทะเบียนราษฎร์ที่ผมอ่านแล้วเมื่อสักครู่นี้ เป็น ๔๐๐ คน นั่นในจุดแรก ต่อมาในวาระที่ ๒ วาระที่ ๓ เหมือนกัน ใน (๒) (๓) (๔) แปรตามที่สมาชิกแปรมา ก็คือว่าแก้ไขตรงที่เป็น ๓๕๐ คนนี้ เป็น ๔๐๐ คน แล้วก็ตอนปลายในวงเล็บนี้ก็เป็น ๔๐๐ คนเหมือนกัน ตามร่าง ที่ท่านเห็น ดังนั้นจุดที่กรรมาธิการแปรนี้ แปร ๓ แห่ง จาก ๓๐๐ คน แปรญัตติแค่นี้เอง จาก ๓๕๐ คน เป็น ๔๐๐ คน ให้เป็นไปตามหลักการหลัก เพราะว่าเป็นเรื่องเกี่ยวเนื่อง ทีนี้ พอพิจารณาแล้วเขียนไปแล้ว เราก็มีการถามความเห็นในกรรมาธิการ เพื่อยืนยัน ความเห็น ในการแก้ไขตรงนี้คือทุกมาตราอยากจะเรียนว่าเราลงมติหมดเลยในกรรมาธิการ ในส่วนนี้ การแก้ไขตรงนี้เป็นกรรมาธิการเพิ่มขึ้นใหม่ ตามการแปรญัตติของสมาชิกเอามารวบรวมแล้ว เอามาแปร ก็ให้เพิ่มความตามที่ผมพูดแล้ว คือจาก ๓๕๐ คนเป็น ๔๐๐ คน ๓ แห่ง เรามี การลงมติ ผลการลงมติของกรรมาธิการ เห็นชอบตามที่กรรมาธิการเสนอขอแก้จาก ๓๕๐ คน เป็น ๔๐๐ คน ๒๕ เสียง ไม่เห็นชอบ ไม่มี คือที่ไม่เห็นชอบตามนี้ไม่มีเลย ในกรรมาธิการ งดออกเสียงก็ไม่มี มีผู้ประสงค์ไม่ลงคะแนน ๒ เสียง เพราะเห็นว่าเป็นการ แก้ไขเกินหลักการ ก็ตามที่ท่านทราบแล้วว่าเป็นท่านสมาชิกท่านใดในกรรมาธิการ คือหมายถึงว่าท่านไม่ลงมติ เพราะเห็นว่าการแก้ไขไม่ถูกต้อง ดังนั้นผมย้ำอีกครั้งครับ ท่านประธานว่าในกรรมาธิการเห็นชอบตามที่คณะกรรมาธิการแปรญัตติมาตรา ๘๖ เนื่องจากเกี่ยวเนื่องกับหลักการตามข้อบังคับ ข้อ ๑๒๔ แล้วก็มีการเพิ่มเติม เข้าไปให้ตรงกัน แล้วก็มีการโหวตกันในคณะกรรมาธิการ อย่างที่เรียนแล้วว่าเห็นชอบ ๒๕ เสียง ไม่เห็นชอบ ไม่มี ดังนั้นก็เรียนท่านประธานว่าก็ขอยืนตามที่กรรมาธิการแก้ไข เพราะเราทำมาถูกต้อง ทั้งข้อบังคับ ทั้งรวมความเห็น ทั้งการลงมติในชั้นกรรมาธิการแล้ว ที่ประชุมได้โปรดพิจารณา ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ผมต้องขอถามผู้แปรญัตตินะครับ ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร ว่าจะยังติดใจสงวนคำแปรญัตติไว้ไหม ไม่แล้วนะครับ เชิญท่านแถลงหน่อยครับ ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ท่านยังติดใจหรือเปล่าครับ🔗
ไม่ติดใจครับ🔗
ไว้ท่าน ไปพูดมาตรา ๙๐ นะครับ ท่านเสรีครับ🔗
ไม่อยู่นะครับ ท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม เฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมได้ขอเพิ่มความในมาตรา ๙๐ คือ แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๙๐ ของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ แล้วให้ใช้ความต่อไปนี้แทน🔗
ยังอภิปราย ไม่ได้นะครับ ผมถามว่าท่านติดใจมาตรา ๘๖ หรือไม่ ไม่ติดใจแล้วใช่ไหมครับ🔗
มาตรา ๘๖ ใช่ไหมครับ🔗
ครับ🔗
ผมไม่ติดใจมาตั้งนานแล้วครับ🔗
เพื่อความ ชัวร์ครับ ท่าน พลตำรวจโท ศานิตย์ด้วยนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมได้อภิปรายไปแล้วว่าผมไม่ติดใจครับ🔗
ตกลง ไม่มีท่านใดติดใจนะครับ ดังนั้นไม่มีผู้แปรญัตติติดใจนะครับ ผมก็จะต้องขอถามมติที่ประชุม อยู่ดีนะครับ เพราะคณะกรรมาธิการมีการแก้ไข ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ🔗
เป็นขั้นตอน การตรวจสอบองค์ประชุม เชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมและกดบัตรแสดงตนนะครับ เป็นขั้นตอนการตรวจสอบองค์ประชุม ท่านสมาชิกกรุณากดปุ่มแสดงตนนะครับ🔗
เป็นขั้นตอน การตรวจสอบองค์ประชุม ยังมีท่านสมาชิกเดินเข้ามาเรื่อย ๆ นะครับ ขอทราบองค์ประชุมครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๕๙๕ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗
ต่อไป จะเป็นการลงมติในมาตรา ๓/๑ แก้ไขมาตรา ๘๖ คณะกรรมาธิการเพิ่มขึ้นใหม่ ไม่มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น ผู้แปรญัตติก็ถอนคำแปรญัตติไป ดังนั้นผมก็จะถาม มติเลยนะครับ สมาชิกท่านใดเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการ กดปุ่ม เห็นด้วย สมาชิกท่านใด ไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการ กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านใดประสงค์งดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านลงมติได้เลยครับ🔗
มีท่านใด ยังไม่ได้ลงคะแนนเสียงไหมครับ มีท่านใดการลงคะแนนเสียงขัดข้องหรือลืมบัตร กรุณาแจ้ง ได้เลยครับ ลงมติกันครบถ้วนแล้ว ขอทราบผลครับ ผลการลงมติ จำนวนผู้ลงมติ ๖๑๑ ท่าน เห็นด้วย ๔๗๑ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๖ ท่าน งดออกเสียง ๑๓๓ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน🔗
เป็นอันว่า ที่ประชุมเห็นชอบด้วยกับกรรมาธิการนะครับ เชิญเลขาธิการต่อ🔗
มาตรา ๙๐ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗
มาตรา ๙๐ มีผู้ขอสงวนคำแปรญัตติ คือท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน ขอประทานโทษครับ มีกรรมาธิการเสียงข้างน้อยก่อนนะครับ ท่านนายแพทย์ชลน่าน ดังนั้นก็ต้องให้กรรมาธิการแสดงความคิดเห็นก่อนนะครับ ท่านนายแพทย์ชลน่าน ในฐานะ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยแล้วก็ผู้แปรญัตติ ๓ ท่าน ผมอ่านไปแล้ว เชิญนายแพทย์ชลน่าน เลยครับ พร้อมหรือยังครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตใช้สิทธิของกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ได้สงวนคำความเห็นเอาไว้ เพื่อมา กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ ในการสงวนความเห็น ของกระผมในมาตรา ๙๐ ผมได้เสนอความเห็นไว้ดังนี้ครับท่านประธานที่เคารพ ขอให้เพิ่ม ความในมาตรา ๓/๒ ในร่างของตัวกระผมเอง ไม่เกี่ยวกับร่างกรรมาธิการ มาตรา ๓/๒ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๙๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และให้ใช้ความ ต่อไปนี้แทน มาตรา ๙๐ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ให้ผู้มีสิทธิ เลือกตั้ง มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งที่พรรคการเมือง จัดทำขึ้น โดยให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกบัญชีรายชื่อใดบัญชีรายชื่อหนึ่ง เพียงบัญชีเดียว และให้ถือเขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง🔗
วรรคต่อไป บัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งตามวรรคหนึ่งให้พรรคการเมือง จัดทำขึ้นพรรคการเมืองละ ๑ บัญชี ไม่เกินบัญชีละ ๑๐๐ คน และให้ยื่นต่อกรรมการเลือกตั้ง ก่อนปิดการรับสมัครเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก่อนแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง🔗
วรรคสุดท้ายครับท่านประธาน การจัดทำบัญชีรายชื่อตามวรรคสองต้องให้ สมาชิกพรรคการเมืองมีส่วนร่วมในการพิจารณาด้วย โดยต้องคำนึงถึงผู้สมัครรับเลือกตั้ง ตามภูมิภาคต่าง ๆ และความเท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิง นี่คือคำที่ผมขอสงวน ความเห็นไว้ ผมขออนุญาตท่านประธานให้เหตุผลประกอบดังต่อไปนี้นะครับ🔗
ประการที่ ๑ ผมเห็นว่าการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๙๐ เกี่ยวเนื่องกับหลักการ ที่เรารับมา ทั้งมาตรา ๘๓ และมาตรา ๙๑ เพราะมาตรา ๙๐ เป็นมาตราต้นของระบบ บัญชีรายชื่อ ถ้าเราไม่แก้ไขเปลี่ยนแปลงมาตรา ๙๐ ในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ สิ่งที่ จะเป็นปัญหาและไม่สอดคล้องกับระบบเลือกตั้งบัตร ๒ ใบ ที่เราได้พิจารณากันอยู่ในขณะนี้ ประการที่ ๑ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๙๐ ในวรรคหนึ่งระบุไว้ชัดเจนว่าพรรคการเมืองใด ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบเขตเลือกตั้งแล้ว ให้มีสิทธิส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อได้ ตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญครับท่านประธาน ผมได้ตัดวรรคนี้ออก ไม่ต้องการให้มีการผูกมัด สิทธิของพรรคการเมืองและพี่น้องประชาชนที่จะเข้าสู่กระบวนการการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็น ผู้รับสมัครเลือกตั้งหรือผู้เลือกตั้ง เพราะเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่พึงชอบ การส่งผู้สมัคร รับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ หรือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มิได้บังคับไว้ ท่านประธานครับ มิได้บังคับไว้ ต้องส่งเขตด้วยถึงจะส่งบัญชีรายชื่อ แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มีความจำเป็นต้องเขียนไว้ครับท่านประธาน เพราะใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว เลือกมาจากเขต เท่านั้น แล้วใช้บัตรเขตนั้นไปคำนวณบัญชีรายชื่อ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเขียนไว้ว่าต้องส่ง เขตเลือกตั้งเท่านั้นถึงจะมีบัญชีรายชื่อได้ เพราะถ้าไม่ส่งเขตท่านจะเอาคะแนนที่ไหน มาคำนวณบัญชีรายชื่อ อันนั้นเป็นหลักการทั่วไปของปี ๒๕๖๐ อยู่แล้ว แต่เราเองกลับไปสู่ ระบบเลือกตั้งแบบบัตร ๒ ใบตามมาตรา ๘๓ ที่เราเขียนมา เราแยกชัดเจนว่าบัตรเลือกตั้ง ระบบบัญชีรายชื่อนี้เลือกพรรคการเมือง เพราะฉะนั้นเมื่อมันแยกกันชัดเจนอย่างนี้แล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปบังคับละเมิดสิทธิของกลุ่มบุคคลหรือบุคคลที่จะเข้าสู่ ภาคการเมืองโดยการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยบังคับให้ส่งเขตเลือกตั้งด้วย จริงอยู่ครับ ในร่างนี้แม้ไม่กำหนดจำนวนไว้ ส่งเพียง ๑ เขต ก็ส่งบัญชีรายชื่อได้ก็ตีความอย่างนั้น ร ๕/๒๕๖๔ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) บุศกร ๘๐/๒ เขาจะเขียนแยกเลย ระบบบัญชีรายชื่อเขียนต่างหาก ระบบเลือกตั้งเขตเขียนแยกต่างหาก และวิธีเขียนต่างกัน ต่างกันอย่างไรครับท่านประธาน ต่างกันในวิธีเขียนว่าระบบเขต ให้มาจากเลือกตั้งทางตรงและลับชัดเจน แต่พอมาถึงระบบเขตเลือกตั้งที่เขียนอย่างนั้นแล้ว บัญชีรายชื่อมาเขียนจะไม่มีคำว่า ทางตรง รองรับ แต่ลับนั้นชัดเจน ก็อนุมานได้ว่าการที่เรา เข้าไปในคูหา เอาบัตรเลือกตั้งมากาพรรคการเมืองนี่คือลับ แต่เลือกพรรคการเมืองตรง แต่ไม่ได้เลือกบุคคล การมอบอำนาจเป็นการมอบอำนาจให้บุคคลไปทำหน้าที่แทนเรา เพราะฉะนั้นจะไปกล่าวว่าการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อเป็นทางตรงมิได้ มันเป็นทางอ้อม อ้อมแต่โดยตรง เพราะมีรายชื่อคนให้ดู เพราะฉะนั้นกราบผมเลยกราบเรียนท่านประธานว่า มันเกี่ยวเนื่องและมีความผูกพันสำพันธ์กันโดยตรง แม้จะไม่ทางตรงแบบมาตรา ๘๖ แต่ผม เห็นว่าถ้าเขียนไว้จะทำให้รัฐธรรมนูญนำสู่การปฏิบัติได้ง่าย กราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ต่อไปเป็น ผู้แปรญัตติครับ เชิญท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม แล้วตามด้วย พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช แล้วท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน เชิญท่านณัฐวุฒิก่อนครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเป็นผู้แปรญัตติขอแก้ไขข้อความ ในมาตรา ๙๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ โดยข้อความ ดังต่อไปนี้ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๙๐ และใช้ข้อความดังต่อไปนี้แทน มาตรา ๙๐🔗
วรรคแรกการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง ให้พรรคการเมืองจัดทำบัญชีรายชื่อพรรคละ ๑ บัญชี โดยผู้สมัครรับเลือกตั้งของแต่ละ พรรคการเมืองนั้นต้องไม่ซ้ำกัน และไม่ซ้ำกับรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบเขตเลือกตั้ง โดยส่งบัญชีรายชื่อดังกล่าวให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง🔗
ส่วนวรรคสองที่ผมขอแปรญัตตินั้น มีการแก้ไขข้อความขอใช้ข้อความ ดังต่อไปนี้ การจัดทำบัญชีรายชื่อตามวรรคหนึ่ง ต้องคำนึงถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาค ต่าง ๆ และความเท่าเทียมระหว่างเพศ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมีเหตุผลที่ประกอบ การแปรญัตติอยู่ทั้งหมด ๓ ประการด้วยกัน ถ้าดูจากรายละเอียดที่ผมแปรญัตตินั้น🔗
ประการที่ ๑ ก็คือมีการตัดข้อความเดิมในมาตรา ๙๐ วรรคแรกของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ออก ก็คือการขอตัดข้อความที่บอกว่าพรรคการเมืองที่จะมีสิทธิส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง แบบบัญชีรายชื่อต้องส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบเขตเลือกตั้งเท่านั้น ด้วยเหตุที่ว่า แน่นอนครับ ว่ากติกาของการแก้ไข ตลอดจนการเลือกตั้งใน ๒ ระบบนั้นมีความแตกต่างกัน ถึงแม้การเป็น ผู้แทนราษฎรนั้นจะมีศักดิ์และศรีที่เท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นมาจากระบบใด สิ่งที่เกิดขึ้น ก็คือว่าหลายพรรคการเมืองมีศักยภาพในการคัดเลือกและพร้อมในการส่งผู้สมัคร เพื่อเป็น ทางเลือกในการกำหนดนโยบาย ในการแสดงว่าเขาเป็นตัวแทนของกลุ่มต่าง ๆ แต่อาจจะ ไม่มีศักยภาพหรือความสามารถในการแข่งขันระดับเขตเลือกตั้ง ไม่ได้หมายถึงว่า พรรคการเมืองเหล่านั้นไม่ได้สนใจการลงสมัครรับเลือกตั้งแบบเขต แต่ด้วยข้อจำกัดดังกล่าว ฉะนั้นจริง ๆ แล้วหากตัดประเด็นของการส่งการรับเลือกตั้งแบบเขตไป ก็สมควรที่จะให้ พรรคการเมืองเหล่านั้นยังมีสิทธิส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อได้อยู่ดี กฎเกณฑ์ กติกาแบบนี้จะได้ทั้งการที่เขามีสิทธิเลือกคนที่รัก ยังมีสิทธิที่จะเลือกพรรคที่ใช่ และแน่นอน ถ้าอาจจะติดขัดไม่ว่าการคำนวณคะแนนนั้นจะเป็นอย่างไร ก็ยังสามารถที่ใช้การคำนวณ คะแนนที่เรียกว่าในสัดส่วนที่ถูกต้องเหมาะสมได้ เพราะว่าถ้าเราใช้ระบบการคำนวณคะแนน แบบเอ็มเอ็มพี (MMP) ก็จะดูว่าหากเขาไม่มีผู้สมัครในเขตเลือกตั้ง หรือไม่มีผู้ได้รับ การเลือกตั้งในแบบเขตเลือกตั้ง ก็ยังมีสิทธิที่จะได้รับการเลือกตั้งหรือมี ส.ส. ในแบบระบบ บัญชีรายชื่อได้ เราไม่ควรตัดสิทธิของกลุ่มสเตกโฮลเดอร์ (Stakeholder) กลุ่มที่ผู้มีส่วน ได้เสียในประเด็นเฉพาะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องชาติพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องแอลจีบีที (LGBT) ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องที่ทำงานในภาคส่วนต่าง ๆ ที่เขา ต้องการตัวแทนของเขาในระบบบัญชีรายชื่อ นั่นเป็นเหตุผลประการที่ ๑ ครับ🔗
เหตุผลประการที่ ๒ ผมไม่ลงรายละเอียด เพราะผมคิดว่าประเด็นที่ ต้องขออภัยที่เอ่ยนาม คุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว ได้ให้ถึงเรื่องของวรรคสองของมาตรา ๙๐ เดิมนั้น ซึ่งจะแปรมาเป็นข้อความในมาตรา ๙๐ วรรคแรกของผมนั้น เป็นเหตุผลที่ตรงกัน ทั้งหมด ผมมีอีกประเด็นเดียวครับ ก็คือกรณีการขอแก้ไขข้อความในมาตรา ๙๐ วรรคสอง ตามที่ผมขอแปรญัตติ ความต่างเป็นแบบนี้ครับท่านประธาน ว่าแต่เดิมนั้น ในปี ๒๕๖๐ เราใช้คำว่า บัญชีรายชื่อต้องคำนึงจากภูมิภาคต่าง ๆ ผมไม่ได้ตัดแก้ข้อความดังกล่าว แต่ผม มีความประสงค์ที่จะขอตัดแก้ข้อความจากคำว่า และความเท่าเทียมระหว่างชายและหญิง เป็นความเท่าเทียมทางเพศ ตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญที่เป็นประเด็นที่คิดว่าเราจำเป็น ต้องทบทวนว่าพลวัตของโลกในปัจจุบันนั้น เพศมิได้หมายถึงแต่เพศที่เป็นเพศกำเนิด อีกต่อไป เพศไม่ได้ถึงแต่เพศที่เป็นเรื่องของเพศสภาพความเป็นชายและหญิงอีกต่อไป แต่เพศมีการเปิดกว้างมากยิ่งขึ้น คนมีสิทธิที่จะเลือกการกำหนดว่าตนเองเป็นเพศใด และแน่นอนหากแม้จะลงรายละเอียดว่ายังมีชายและหญิง ก็ต้องคำนึงถึงเรื่องของความเป็น ผู้มีความหลากหลายทางเพศด้วย คำนี้ไม่ใช่คำใหม่นะครับ อยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ อยู่แล้ว ในมาตรา ๒๗ วรรคสาม ถึงแม้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๒๗ วรรคสอง จะพูดถึงคำว่า ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน ซึ่งไม่มีคำว่า ผู้มีความหลากหลายทางเพศ คำนี้ไม่ใช่คำใหม่ เพราะว่าเป็นคำที่มีการอธิบายความในคำว่า เจนเดอร์ อิควอลิตี (Gender Equality) หรือความเสมอภาคระหว่างเพศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นรายงานของเอสดีจี (SDG) รายงานของยูเอ็นวูเมน (UN Women) รายงานขององค์กรสหประชาชาติต่าง ๆ ว่าเพศ ต้องคำนึงถึงความหลากหลายทางเพศ ฉะนั้นวันนี้หากเรายอมรับกันว่าเพศไม่ได้มีแต่ชาย และหญิง แต่เรายังเห็นว่าการกำหนดสัดส่วนนั้นยังมีความจำเป็น หรือการคำนึงถึงเรื่องนี้ ยังมีความจำเป็นที่ต้องถูกระบุในรัฐธรรมนูญ เพราะเหตุใดการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหลักการ ที่ควรจะก้าวหน้าไปกว่าเดิมถึงไม่เลือกที่จะมีการแก้ไขและกำหนดไปเลยว่า วันนี้เราต้องการ สัดส่วนของความเสมอภาคหรือความเท่าเทียมทางเพศในรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในระบบของการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ แต่อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่ผมนำเรียนทั้งหมดต่อท่านประธาน ผมว่าวันนี้สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือว่าการแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับนี้อาจจะเป็นการแก้ไขชั่วคราว เพื่อนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ในฉบับของพี่น้องประชาชนในระยะถัดไป ฉะนั้นผมไม่ติดใจที่จะขอให้มีการลงมติในส่วนของ ผู้แปรญัตติในมาตรา ๙๐ แต่ผมคาดหวังและผลักดันว่าวันหนึ่งที่สังคมไทยจะยอมรับฉันทามติ ในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คำว่า ความเสมอภาค หรือคำว่า ความเท่าเทียมทางเพศ จะเป็นคำที่ถูกกำหนดในรัฐธรรมนูญ แทนคำว่า ชายและหญิง ผมขออนุญาตที่จะอภิปราย ปักหมุดในรัฐสภาแห่งนี้ แต่ไม่ประสงค์หรือไม่ติดใจที่จะขอให้มีการลงมติในส่วนของผม ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปผู้สงวนคำแปรญัตติมีอีก ๒ ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช และท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน ตามลำดับ เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตอภิปรายในการแก้ไขในมาตรา ๙๐ ของรัฐธรรมนูญ กระผมได้เสนอแก้ไขไว้ ๔ วรรค ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจกับทางกรรมาธิการพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ท่านได้ตัดการแก้ไขออกไปหลายมาตรา ท่านเก็บไว้เหลืออยู่ ๔ มาตรา ๒ มาตรา เป็นร่างเดิมที่ผ่านวาระที่ ๑ และท่านเพิ่มไปอีก ๒ มาตรา แต่ถ้าหากว่า สมาชิกเห็นสมควรที่จะแก้ไขเพิ่มเติมอีก ๑ หรือ ๒ มาตรา และที่ประชุมแห่งนี้มีมติเห็นชอบ ก็ไม่ใช่ความผิดของท่าน ถึงแม้ใครจะไปฟ้องศาลรัฐธรรมนูญบอกท่านแก้เกินความจำเป็น ก็ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นผมจึงกราบเรียนว่าถ้าสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ เห็นว่าสิ่งที่ผู้ขอแปรญัตติ ซึ่งมีหลายท่านเสนอในสิ่งที่ชอบที่ควรที่สมควรจะอยู่ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านก็ควรจะ มีมติเห็นชอบ เพราะว่าเราก็เห็นอยู่แล้วว่าร่างของพรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตเอ่ยนาม พรรคประชาธิปัตย์ เพราะไม่อยากระบุชื่อผู้เสนอ ซึ่งแก้มา ๒ ร่างนั้นมันกระท่อนกระแท่น มันไม่ครบถ้วน แล้วเมื่อกรรมาธิการแก้มาอีก ๒ มาตราก็ยังไม่ครบถ้วนอยู่ดี รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เวลาเอาไปใช้ ถ้าคนไม่ได้นั่งอยู่ในห้องนี้เวลาเขาอ่านแล้วเขาก็จะไม่เข้าใจได้ ยกตัวอย่าง ในมาตรา ๙๐ ที่ผมและมีหลายท่านได้เสนอขอเพิ่มเติมแก้ไขจากร่างเดิม ก็อย่างที่เห็นชัดเจน ว่าในวรรคสองที่ผมขอแก้ไข คือการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน เลือกบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง ที่พรรคการเมืองได้จัดทำขึ้น โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกบัญชีรายชื่อใด บัญชีรายชื่อหนึ่งเพียงบัญชีเดียว และให้ถือเขตประเทศไทยเป็นเขตเลือกตั้ง อันนี้เป็น การกำหนดวิธีการเลือกตั้ง อีกสักครู่เราจะไปอภิปรายมาตรา ๙๑ ซึ่งกรรมาธิการมีการแก้ไข แล้วสมาชิกก็ได้เสนอแปรญัตติไว้หลายคน จะเห็นว่าในมาตรา ๙๑ นั้นเป็นวิธีการคำนวณ แต่ก่อนจะถึงการคำนวณมันต้องมีวิธีการเลือกตั้งก่อน ทำไมของเดิมไม่มี เพราะของเดิมนั้น เขาใช้คะแนนจากบัตรเลือกตั้งของสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต เขาก็จึงไม่ต้องมาบอกว่า จะต้องไปเลือกตั้งบัญชีรายชื่ออย่างไร แล้วเมื่อท่านไม่ใส่ลงไปมันก็ไม่ครบถ้วน ถ้าท่าน ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ท่านจะเขียนแบบนี้หรือไม่ ท่านถามตัวท่านเองด้วย เพราะฉะนั้น ผมแล้วก็หลายคนจึงได้เสนอในวรรคสองนี้ ให้เห็นว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อนั้นควรจะต้องทำอย่างไร คือเลือกได้ ๑ บัญชีเท่านั้น และที่สำคัญคือ ต้องใช้ประเทศไทยเป็นเขตเลือกตั้ง อันนี้สำคัญมากมีระบุอยู่ในปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ และ ปี ๒๕๕๔ แต่ของท่านไม่ระบุลงไป แล้วท่านก็ไม่แก้ไขเพิ่มเติม เพราะท่านกลัวจะแก้เกินไป เมื่อท่านไม่แก้ไขเพิ่มเติมในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ การเลือกตั้ง ส.ส. บัญชีรายชื่อนั้นแบ่งเป็น ๘ ภาค ภาคละ ๑๐ คน เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าตอนนั้นไม่ได้ใช้เขตประเทศไทย จนกระทั่ง มาแก้ในปี ๒๕๕๔ เพราะฉะนั้นจึงต้องระบุไว้ให้ชัดเจนว่าเราจะให้เขตประเทศไทยเป็น เขตเลือกตั้งสำหรับการเลือกตั้งที่ท่านจะแก้ในมาตรา ๙๑ แล้วสุดท้ายที่ผมแก้ในอีก วรรคหนึ่ง คือวรรคสาม ๑ บัญชีไม่เกินบัญชีละ ๑๐๐ คน ไม่มีระบุอยู่ที่ไหนเลย ในร่างที่ส่ง มาร่างเดิมแล้วก็ร่างที่ท่านแก้ไขว่าในแต่ละบัญชีเลือกตั้งนั้นควรจะมีได้ไม่เกินกี่คน การที่ไม่ได้ระบุไว้ก็จะทำให้ขาดความสมบูรณ์🔗
และสุดท้ายกระผมได้ตัดวรรคสุดท้ายของมาตรา ๙๐ ออกไป คือการจัดทำ บัญชีรายชื่อตามวรรคสอง ต้องให้สมาชิกของพรรคการเมืองมีส่วนร่วมในการพิจารณาด้วย ประเด็นนี้ก็สร้างปัญหา ต้องไปทำไพรมารี่ (Primary) แบบในบางประเทศที่เขาทำกัน ซึ่งขณะนี้พรรคเล็กพรรคน้อยก็ยังไม่มีสมาชิกเพียงพอ ยังไม่มีผู้แทนของภาคต่าง ๆ เพราะฉะนั้นกระผมจึงเห็นว่าควรจะตัดวรรคนี้ออก เพื่อให้การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นก็คงไม่ช้า หรอกครับ ไม่เช่นนั้นคงไม่เร่งในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะได้สามารถดำเนินการได้ ทั้งพรรคเล็กและพรรคใหญ่ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม เฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอยกเลิกความในมาตรา ๙๐ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน มาตรา ๙๐ กำหนดไว้อย่างนี้ พรรคการเมืองใดส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งแล้ว ให้มีสิทธิส่งผู้สมัคร รับเลือกตั้งแบบบัญชีรายได้🔗
วรรคสอง การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ให้พรรคการเมืองจัดทำ บัญชีรายชื่อพรรคละ ๑ บัญชี ไม่เกินบัญชีละ ๑๐๐ คน โดยผู้สมัครรับเลือกตั้งของแต่ละ พรรคการเมืองต้องไม่ซ้ำกัน และไม่ซ้ำกับรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยส่งบัญชีรายชื่อดังกล่าวให้คณะกรรมการการเลือกตั้งก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง🔗
วรรคสาม การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ให้ผู้มีสิทธิ เลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งที่พรรคการเมือง จัดทำขึ้น โดยให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกบัญชีรายชื่อใดบัญชีรายชื่อหนึ่ง เพียงบัญชีเดียว ให้ถือเขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง🔗
วรรคสี่ บัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคการเมืองใดที่ได้ยื่นไว้แล้ว ถ้าปรากฏว่าก่อนหรือในวันเลือกตั้งมีเหตุไม่ว่าด้วยประการใดที่มีผลทำให้บัญชีรายชื่อของ พรรคการเมืองนั้น มีจำนวนผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อไม่ครบตามจำนวนที่ พรรคการเมืองนั้นได้ยื่นไว้ ให้ถือว่าบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้นมีจำนวนผู้สมัคร รับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อเท่าที่มีอยู่ และในกรณีนี้ให้ถือว่าสภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่าที่มีอยู่🔗
เหตุผล ก็คือที่ขอแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๙๐ เพราะว่าเกี่ยวเนื่องกับหลักการ ตามมาตรา ๘๓ ที่ผ่านมาแล้ว ซึ่งเรากำหนดให้ ส.ส. บัญชีรายชื่อมีจำนวน ๑๐๐ คน จึงจำเป็นต้องกำหนดให้ทำบัญชีรายชื่อพรรคละ ๑ บัญชี ไม่เกินบัญชีละ ๑๐๐ คน โดยเฉพาะในมาตรา ๙๐ เดิมนี้ ไม่ได้เขียนบัญญัติไว้ให้เลือกบัญชีใดบัญชีหนึ่งบัญชีเดียว ไม่ได้เขียนไว้นะครับ เพราะฉะนั้นถ้าไม่บัญญัติว่าในวรรคสามนี้โดยให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิ ออกเสียงลงคะแนนเลือกบัญชีรายชื่อใดบัญชีรายชื่อหนึ่งเพียงบัญชีเดียวนี้ เขาอาจจะ ไปเลือก ๒ บัญชี ๒ พรรคก็ได้ ในตอนไปลงคะแนนเลือกบัญชีพรรค เพราะฉะนั้นก็ควรที่จะ กำหนดไว้ให้ชัดเจนเลยว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนี้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกบัญชีรายชื่อใด บัญชีรายชื่อหนึ่งเพียงบัญชีเดียว และให้ถือเขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ก็กราบขอบคุณ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญกรรมาธิการชี้แจงครับ🔗
ท่านประธานครับ ยังค้างอยู่ครับ🔗
มีท่านใด ค้างอยู่ ท่านใดแสดงความประสงค์ไว้ แล้วก็ไม่ได้เป็นผู้สงวนคำแปรญัตติ🔗
ผมสงวนไว้ครับ มาตรา ๙๐ แปรไว้ครับ🔗
ยังไม่ได้ ส่งชื่อมา มีหรือเปล่า ส่งชื่อมาแล้วนะครับ🔗
ชื่อมีอยู่แล้วนี่ครับ ต้องส่งอีกหรือครับ🔗
ท่านเสรี เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้ แปรญัตติและสงวนคำแปรญัตติไว้ในมาตรา ๙๐ เช่นเดียวกัน แล้วผมก็ยังทำให้สมบูรณ์มากขึ้น โดยเสนอไว้ในเรื่องเดียวกันเพิ่มเป็นมาตรา ๘๘/๑ ท่านประธานครับ ร่างที่กรรมาธิการ ได้กรุณายกร่างมานั้น ถ้าหากว่ารัฐธรรมนูญนำไปบังคับใช้ ถ้าไม่ครบถ้วนมันก็จะเกิดปัญหา ของการใช้รัฐธรรมนูญได้ แล้วก็จะเกิดการตีความและจะเกิดปัญหาขึ้น เพราะการเลือกตั้งนั้น ถ้าจะจัดการเลือกตั้งก็จัดได้ครั้งเดียวในการเลือกตั้งนั้น ๆ ถ้าหากว่าร่างรัฐธรรมนูญ ไม่สมบูรณ์ มันก็จะมีปัญหาอย่างที่กราบเรียนท่านประธาน ถ้าหากว่าท่านสังเกตดูว่า ในรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ ก็จะมีรายละเอียดในบทบัญญัติมาตราที่กำหนดให้มีการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งเขตหรือบัญชีรายชื่อ ในมาตรา ๙๐ ผมได้เสนอว่าการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือก บัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งที่พรรคการเมืองจัดทำขึ้น โดยให้เลือกบัญชีรายชื่อใดบัญชีหนึ่งเพียงบัญชีเดียว ก็เช่นเดียวกับเพื่อนสมาชิกได้กังวล แล้วก็เสนอที่ประชุมไปแล้ว มันต้องมีความชัดเจนว่าบัญชีรายชื่อนั้นให้เสนอชื่อได้บัญชีเดียว และให้ถือเขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง🔗
วรรคต่อมา บัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งตามวรรคหนึ่ง ให้พรรคการเมือง จัดทำขึ้นพรรคการเมืองละ ๑ บัญชี ไม่เกินบัญชีละ ๑๐๐ คน เห็นไหม จะสอดคล้องต้องกัน ซึ่งไม่ได้คุยกันมาก่อน และให้ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อนวันเปิดสมัครรับเลือกตั้ง สมาชิก ซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง แล้วในกระบวนการนี้ครับท่านประธาน มันก็ต้องมีรายละเอียดเพิ่มไปว่า รายชื่อของบุคคลในบัญชีรายชื่อตามวรรคหนึ่งจะต้อง ๑. ประกอบด้วยรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคต่าง ๆ อย่างเป็นธรรม ๒. ไม่ซ้ำกับ รายชื่อในบัญชีที่พรรคการเมืองอื่นจัดทำขึ้น และไม่ซ้ำกับรายชื่อของผู้สมัครรับเลือกตั้ง แบบแบ่งเขตเลือกตั้งตามมาตรา ๘๗ และ ๓. จัดทำรายชื่อเรียงลำดับหมายเลข นี่คือกระบวนการ ถ้าไม่ใส่ไว้เดี๋ยวคนสมัครบัญชีพรรคนี้เสร็จไปสมัครพรรคโน้น แล้วก็ จะบอกว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้ห้าม ไป ๆ มา ๆ คนหนึ่งก็ไปลงหลายบัญชี เพราะฉะนั้น นี่คือกระบวนการครับท่านประธาน โดยในรายละเอียดดังกล่าวนี้เพื่อให้การเลือกตั้งสมบูรณ์ ก็เลยอยู่ในมาตรา ๘๑/๑ ที่สอดคล้องกัน ว่าด้วยการเลือกตั้งทั่วไปให้ผู้มีสิทธิรับเลือกตั้ง มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งที่พรรคการเมืองได้จัดทำขึ้น บัญชีเดียว อันนี้ก็คือเป็นเนื้อหาสาระเดียวกัน และมีการออกเสียงลงคะแนนเลือกผู้สมัคร รับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นได้ ๑ คน นี่คือสร้างความชัดเจน🔗
ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งซึ่งว่างลง ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นได้ ๑ คน ก็อย่างที่ กราบเรียนว่ามันเป็นความสอดคล้อง ถ้าพูดถึงบัญชีรายชื่อก็ต้องพูดถึงเขตเลือกตั้งด้วย อันนี้ก็อยู่ในรายละเอียด ซึ่งผมไม่อ่านซ้ำเพื่อให้เวลาสั้นเข้า ก็กราบเรียนครับว่าในรายละเอียด ดังกล่าวที่กราบเรียนท่านประธานมานี้ เป็นความชัดเจนในกระบวนการของการเลือกตั้ง มิให้เกิดปัญหาที่จะเกิดขึ้น แล้วเกิดข้อโต้แย้งกันในส่วนของการเลือกตั้ง แล้วมันจะ ทำให้การเลือกตั้งไม่สงบเรียบร้อย แล้วในที่สุดแล้วมันก็อาจจะเลือกตั้งแล้วไม่สำเร็จ แล้วก็กลายเป็นปัญหาข้อขัดแย้งในบ้านเมืองต่อไป ก็กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง กรรมาธิการ เพื่อความชัดเจนและความถูกต้องในการยกร่างรัฐธรรมนูญคราวนี้ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ กรรมาธิการชี้แจงครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นิกร จำนง ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการได้รับมอบหมายให้ชี้แจง ผมเรียนว่า ในประเด็นมาตรา ๙๐ มีผู้แปรญัตติมาหลายท่าน มีแปรเป็นหลายแบบ มีรูปแบบที่ ๑ รูปแบบที่ ๒ คือแปรทั้งหมดที่ท่านแปรมาที่ท่านอภิปรายด้วยแล้ว เรามีการเอามาพิจารณา หมดครบถ้วนก่อนแล้ว เพราะว่าเราจะแยกเป็นกลุ่ม ๆ ไว้เป็นแบบที่ ๑ มีบัญชีรายชื่อ ๑ บัญชี ๑๐๐ คน มีครบหมดแล้ว ทีนี้ประเด็นก็คือว่าทางคณะกรรมาธิการพิจารณาแล้ว ในมาตรา ๙๐ ตรงนี้ แม้ว่าสามารถจะปรับปรุงแก้ไขได้ แต่ว่าไม่ปรับปรุงแก้ไขก็ได้ ไม่ทำให้ การเลือกตั้งหรือว่าสร้างปัญหาใด ๆ ดังนั้นทางกรรมาธิการก็เลยมีความเห็นว่าจะไม่แก้ เพราะเนื่องจากตามที่ทราบแล้วว่าเรามี มาตราหลักอยู่ ๒ มาตรา ดังนั้นการที่จะไปแก้มาตราอื่น ๆ นอกเหนือไปถ้าไม่จำเป็นเราจะ ไม่แก้ ก็เลยพิจารณาแล้วก็มีการเสนอและลงคะแนนกัน ท่านประธานครับ ลงคะแนนกัน แล้วประเด็นที่มีการพูดทบทวนหมดแล้ว แล้วก็เชิญผู้แปรญัตติไป ที่ท่านอภิปรายเมื่อสักครู่นี้ ก็เชิญกันไปแล้ว แล้วก็มีการพิจารณาโดยการลงมติเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าจะแก้หรือไม่แก้ จากคำแปรญัตติทั้งหลาย🔗
ผลการลงมติของกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ไม่เห็นชอบให้มีการแก้ไข ในมาตรา ๙๐ ๑๙ เสียง แล้วก็เห็นชอบ ๘ เสียง แล้วก็งดออกเสียง ๕ เสียง แล้วไม่ประสงค์ ที่จะลงคะแนน โดยเหตุผลเป็นการแก้ไขที่ขัดกับหลักการ ๑ เสียง ดังนั้นในกรรมาธิการ ก็เรียนชัด ๆ ว่าเราพิจารณาอย่างรอบคอบ พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว แล้วก็พิจารณาแล้ว อย่างเช่นประเด็นที่ท่านบอกว่าไม่ได้เขียนว่าให้กำหนดเป็น ๑ บัญชี จริง ๆ ในมาตรา ๙๐ ก็มีอยู่แล้ว คำเหล่านี้ก็พิจารณาแล้วว่าไม่แก้ดีกว่า ดังนั้นก็ขอยืนยันว่าทางกรรมาธิการ มีความเห็นว่าคำแปรญัตติเหล่านั้นกรรมาธิการไม่แก้มาตรา ๙๐ ก็เรียนท่านประธาน เพื่อทราบ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ครับ ถ้ากรรมาธิการยืนยันก็ต้องลงคะแนนนะครับ เว้นแต่กรรมาธิการเสียงข้างน้อยกับผู้แปรญัตติ ติดใจไหมครับ เชิญท่านนายแพทย์ชลน่านครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา มาตรานี้ผมในฐานะกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยติดใจ ท่านประธานครับ เพราะว่าฟังเหตุฟังผลจากผู้ที่ได้สงวนความเห็น ร่วมกันแล้ว มันมีความจำเป็นจริง ๆ ที่ต้องเขียนไว้อย่างชัดแจ้งในวิธีการเลือกตั้ง วิธีส่ง บัญชีรายชื่อ แล้วก็การส่งสมาชิกพรรคการเมืองที่ลงโดยไม่ต้องส่งเขตเลือกตั้ง อันนี้เป็นเหตุผลสำคัญ ยืนยันที่จะขอให้สภาช่วยกันลงคะแนนครับ ถ้าร่างของกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยหรือผู้แปรญัตติชนะ มาตรานี้จะถูกบรรจุเข้าไปในรัฐธรรมนูญแทน มาตรา ๙๐ เดิม ขอบพระคุณครับ🔗
ผู้แปรญัตติ ก็คงติดใจ ดังนั้นผมก็ต้องถามมตินะครับ ก่อนที่จะถามมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนครับ🔗
เป็นขั้นตอน การตรวจสอบองค์ประชุมก่อนที่จะลงมติในมาตรา ๙๐ นะครับ เป็นขั้นตอนการตรวจสอบ องค์ประชุมกรุณาแสดงตนนะครับ🔗
มีสมาชิก ท่านใดยังไม่ได้แสดงตนไหม ผมขอทราบองค์ประชุมนะครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๕๖๐ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ🔗
ต่อไป จะเป็นการถามในมาตรา ๙๐ นะครับ มาตรา ๙๐ นี้มีผู้สงวนความเห็นข้างน้อยกับ ผู้แปรญัตติขอเพิ่มข้อความในมาตรา ๙๐ แต่กรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นควรคงไว้ ตามร่างเดิม ไม่เพิ่มมาตรา ๙๐ ดังนั้นผมจะขอถามมตินะครับ สมาชิกท่านใดเห็นด้วยกับ กรรมาธิการเสียงข้างมาก คือคงไว้ตามร่างเดิม กดปุ่ม เห็นด้วย สมาชิกท่านใดเห็นด้วยกับ ผู้สงวนและผู้แปรญัตติ กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย สมาชิกท่านใดประสงค์งดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านลงมติครับ🔗
๐๙๑ เห็นด้วยครับ🔗
ไม่มีร่างเดิม นะครับ กรรมาธิการเสียงข้างมากไม่เห็นด้วยนะครับ มีท่านใดยังไม่ได้ลงมติไหมครับ ปิดการลงคะแนน ขอทราบผลครับ ผลการลงมติ จำนวนผู้ลงมติ ๕๘๖ ท่าน เห็นด้วยกับ กรรมาธิการเสียงข้างมาก ๓๓๔ ท่าน ไม่เห็นด้วย คือเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อย และผู้แปรญัตติ ๑๓๐ ท่าน งดออกเสียง ๑๒๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน🔗
เป็นอันว่า ที่ประชุมเห็นชอบด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก เชิญเลขาธิการต่อครับ🔗
มาตรา ๔ แก้ไขมาตรา ๙๑ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติ ขอสงวนคำแปรญัตติ🔗
มาตรา ๔ มีการแก้ไข มาตรา ๔ นี้คลุมมาตรา ๙๑ ใช่ไหมครับ มาตรา ๔ คือมาตรา ๙๑ นะครับ มาตรา ๔ มีกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ๒ ท่าน ผู้แปรญัตติตอนนี้แจ้งมา ๓ ท่าน ขอเชิญ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยก่อน ท่านรังสิมันต์ โรม แล้วตามด้วยท่านนิกร จำนง ครับ🔗
เรียนท่านประธาน ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา สำหรับ มาตรา ๔ ซึ่งเป็นการแก้ไขมาตรา ๙๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ผมในฐานะ ของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ได้สงวนคำแปรญัตติเอาไว้ ท่านประธานครับ สำหรับ การสงวนความเห็นของผมนั้นมีสาระสำคัญดังนี้🔗
ประการแรก คือการกำหนดให้การเลือกตั้งบัตรใบที่ ๒ ใช้เขตประเทศ เป็นเขตเลือกตั้ง โดยให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้สิทธิตามบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองจัดทำขึ้น🔗
ประการที่ ๒ พรรคการเมืองใดได้คะแนนเสียงตามวรรคหนึ่ง น้อยกว่า ร้อยละ ๐.๒ ของคะแนนเสียงรวมทั้งประเทศ ให้ถือว่าไม่มีผู้ใดในบัญชีรายชื่อของ พรรคการเมืองนั้นได้รับเลือกตั้ง และมิให้นำคะแนนเสียงดังกล่าวมารวมคำนวณเพื่อหา สัดส่วนจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ🔗
ประการที่ ๓ เมื่อได้คะแนนดังกล่าวมาแล้ว จึงนำเอาไปคำนวณเพื่อหา คะแนนพึงมีของแต่ละพรรคการเมือง เมื่อได้จำนวน ส.ส. ที่พรรคการเมืองพึงจะได้แล้ว จึงนำไปลบกับจำนวน ส.ส. เขตที่พรรคการเมืองนั้นได้มา จำนวนที่เหลือคือจำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองนั้นควรจะได้🔗
ประการสุดท้าย หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการรับสมัครเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ การออกเสียงคะแนน การลงคะแนน การนับคะแนน การรวมคะแนน การประกาศผลการเลือกตั้งและการอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการคำนวณ จำนวนผู้ได้รับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมือง ในกรณีที่มีการจัด การเลือกตั้งใหม่หรือในกรณีอื่น ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร🔗
ท่านประธานครับ นี่คือสาระสำคัญของมาตรา ๙๑ ที่ผมได้สงวนความเห็น เอาไว้ ทำไมผมต้องเสนอแบบนี้ ก็เพราะว่าพวกเราต่างก็มีบทเรียน มีบทเรียนว่า ในอดีตการเลือกตั้งที่ผ่านมา มีความไม่เป็นธรรมและไม่สะท้อนต่อเสียงของพี่น้องประชาชน อย่างไร ผมลองยกตัวอย่างครับท่านประธาน เมื่อการเลือกตั้งครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วงที่ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ยังบังคับใช้อยู่ พรรคการเมือง ก ได้คะแนนเสียงสนับสนุนจากพี่น้อง ประชาชนคิดเป็นเปอร์เซ็นต์นะครับ คิดเป็น ๔๐.๖๔ เปอร์เซ็นต์ ขณะที่พรรคการเมือง ข ได้น้อยกว่าพรรคการเมือง ก คือคิดเป็นคะแนน ๒๖.๕๘ เปอร์เซ็นต์ ต่างกัน ๒ พรรคการเมือง อยู่ที่ประมาณ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ ปรากฏว่าเมื่อเอาคะแนนมาแปรเปลี่ยนเป็นที่นั่งในสภา พรรคการเมือง ก ได้ที่นั่งรวมเป็น ๔๙.๖ เปอร์เซ็นต์ ขณะที่พรรคการเมือง ข กลับได้ที่นั่ง ลดลง คือ ๒๕.๖ เปอร์เซ็นต์ ความแตกต่างของ ๒ พรรคการเมืองนี้ขยายกว้างขึ้น โดยคิดเป็น ๒๔ เปอร์เซ็นต์ จากเดิมที่เป็นแค่ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ นี่คือปัญหาที่แสดงให้เห็นว่าระบบ การเลือกตั้งที่เคยใช้มีปัญหา เป็นระบบที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของพี่น้องประชาชน เมื่อไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ที่ผมยกตัวอย่างมาแบบนี้ โดยไม่เอ่ยชื่อพรรคว่าเป็นพรรคอะไรนั้น เพราะผมคิดว่าชื่อพรรคการเมืองอะไรมันไม่สำคัญ มันเป็นเรื่องของหลักการ เป็นปัญหา ที่เกิดขึ้นในยุคนั้น ดังนั้นผมอยากให้พวกท่านทั้งหลายลองจินตนาการดู ลองจินตนาการว่า ถ้าท่านตกอยู่ในที่นั่งในสภาพเช่นเดียวกับพรรคการเมือง ข ท่านจะรู้สึกถึงความเป็นธรรม ของระบบเลือกตั้งที่บังคับใช้อยู่ในตอนนั้นหรือไม่ แล้วพี่น้องประชาชนที่เลือกพวกท่านเข้ามา จะรู้สึกถึงความเป็นธรรมหรือไม่ ปัญหาแบบนี้ผมเชื่อว่าในที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ ล้วนมองเห็นและทราบปัญหาแบบนี้ดี แต่ทำไมในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต่อมาตรา ๙๑ เรากลับยังคงดึงดัน เพื่อกลับไปหาระบบการเลือกตั้งที่เห็นได้อย่างชัดเจนว่า มีปัญหาเกิดขึ้นไม่ถูกต้องเช่นนี้ คิดว่ารัฐสภาต้องยอมรับได้แล้วนะครับว่าระบบเลือกตั้ง ดังกล่าวไม่มีเหตุผลใด ๆ เลยที่จะยอมรับ เราจะเพิกเฉยต่อระบบที่ไม่เป็นธรรมแบบนี้ จริง ๆ หรือครับ🔗
ท่านประธานครับ ข้อเสนอที่ผมเสนอและได้สงวนเอาไว้นั้นอาจจะกล่าวได้ว่า เป็นระบบเลือกตั้งที่พัฒนาจากที่เราเคยมีประสบการณ์เมื่อปี ๒๕๔๐ แล้ว เป็นระบบ ที่มีความเหมาะสมกับสังคมไทยในวันนี้ เป็นระบบที่ไม่ได้สร้างความยุ่งยากหรือเป็นภาระ ให้กับพี่น้องประชาชน การเลือกคนที่ใช่ เลือกพรรคที่ชอบ ยังมีอยู่ในคำสงวนที่ผมได้สงวน เอาไว้ เพียงแต่การคำนวณจะต้องทันสมัย ไม่โบราณเหมือนกับที่เกิดขึ้นในยุคเก่า นี่ไม่ใช่ การพาประเทศไทยกลับไปหายุคดั้งเดิม แต่คือการพาประเทศไทยไปยุคข้างหน้าที่สภาพของ สังคมไทยได้เปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว🔗
ในส่วนของประเด็นว่าเพราะเหตุใด ผมจึงเสนอให้มีการกำหนดขั้นต่ำ ๐.๒ เปอร์เซ็นต์นั้น หากคิดเป็นสมการง่าย ๆ เรามี ส.ส. ๕๐๐ คน ๐.๒ เปอร์เซ็นต์ ของ ๕๐๐ คน ก็คือ ส.ส. ๑ คน ซึ่งหากเราใช้เกณฑ์นี้ในการคำนวณ แล้วเทียบกับผลเลือกตั้ง ตอนปี ๒๕๖๒ จะพบว่าคะแนนขั้นต่ำที่จะถูกเอามานับได้นั้น ก็คือ ๗๐,๐๐๐ คะแนน ซึ่งผม คิดว่าตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่ไม่มากจนเกินไป และเป็นการเปิดโอกาสให้กับพรรคการเมือง ที่มีขนาดเล็กสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ ซึ่งจะสะท้อนความหลากหลายที่เรามีอยู่ ในสังคมไทยได้ นอกจากนั้นการกำหนด ๐.๒ เปอร์เซ็นต์ เป็นเกณฑ์ขั้นต่ำในการคิดคะแนน ของพรรคการเมือง จะเป็นการแก้ปัญหาพรรคการเมืองปัดเศษ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้น ในระบบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ท่านประธานครับ ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ผมจึงอยากขอให้ รัฐสภาลองเปิดใจพิจารณาการสงวนความเห็นของผมที่ได้มีไว้ เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นธรรม ไม่ใช่กับแค่พรรคการเมือง แต่กับพี่น้องประชาชนที่เขาได้ไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งด้วย เรียนครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านนิกร จำนง แล้วหลังจากนั้นจะเป็นท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม นิกร จำนง ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมได้ขอสงวนคำแปรญัตติไว้ในมาตรานี้ คือเดิมทีเราได้ทำ เรื่องนี้กันมา แล้วก็ไม่ได้แก้ไข หลักการสำคัญของมาตรา ๙๑ ซึ่งเป็นหลักการที่ยิ่งใหญ่ ก็คือว่ามีการแก้ไขในร่างที่เรารับมา คือยกการคิดคะแนนทั้งหลาย ซึ่งถ้าท่านประธาน ดูในมาตรา ๙๑ เดิม ยาวเป็นศอกเลยนะครับ แล้วก็มีรายละเอียดเยอะมาก แต่ยิ่งมีมาก ก็ยิ่งผิดมาก คือมีการกำหนดเรื่องการนับคะแนนไว้ในรัฐธรรมนูญ มันไม่สามารถจะแก้ไข อะไรได้เลย ดังนั้นหลักการสำคัญในช่วงต้นเรายกทั้งหมดนี้ไปใช้เหมือนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็คือไปอยู่ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็ไปว่ากันในอนาคตถ้ามี ปัญหาอะไรก็มีการปรับปรุงแก้ไขไปตามสภาพปัญหา เพราะเรามองไม่เห็นปัญหาในอนาคต ว่ามันเป็นอย่างไรบ้าง อย่างคะแนนเขย่งอะไรนี้เดิมเราไม่เคยเห็น แล้วเราแก้ไม่ได้ เพราะมัน ติดอยู่ในรัฐธรรมนูญ ดังนั้นหลักการหลักก็คือว่ายกไปเขียนไว้ในกฎหมายลูก นี่คือหลักการ ที่เรารับมาในมาตรา ๙๑ ทีนี้ในกรรมาธิการมีการเขียนเพิ่มเติมเข้าไป คือเดิมเราก็ตัดไป แล้วก็เขียนไปอย่างนั้นว่าไปอยู่ในกฎหมายลูก แต่ว่าทางกรรมาธิการโดยทางท่านกาญจนารัตน์ ได้กรุณาเพิ่มความขึ้นไปในร่างปัจจุบันของกรรมาธิการเกี่ยวกับว่าหลักเกณฑ์ คือไม่ใช่ลอยไป เฉย ๆ มีการกำหนดไว้ด้วยว่าหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขในการรับสมัครนี้ ดูแล้วดีกว่าเดิมมาก ดังนั้นทางกรรมาธิการเลยแก้ตาม เห็นชอบกันตามนี้หมด ทีนี้ต่อมาผมได้ฟังความเห็น จากกรรมาธิการด้วยกัน ก็คือทางกรรมาธิการที่ร่วมอยู่ด้วย เขาเสนอเอ็มเอ็มพี (MMP) ว่าสามารถที่จะเป็นการพัฒนา เพราะขณะนี้เรากำลังย้อนกลับไปปี ๒๕๕๐ ทีนี้ปี ๒๕๕๐ ต้องยืนยันว่าการคิดคะแนนแบบปี ๒๕๕๐ แบบปาร์ตี ลิสต์ (Party list) มันดีกว่าปัจจุบัน ดีกว่าฉบับปี ๒๕๖๐ แน่นอน ปี ๒๕๖๐ มีปัญหามาก แต่พอกลับไปปี ๒๕๕๐ นี้ ปี ๒๕๕๐ เราเคยผ่านมาแล้วท่านประธานครับ มันมีปัญหาของมันเอง ปัญหาเรื่องคะแนนไปรวมอยู่ เป็นพรรคใหญ่กินรวบโน้นนี่นั่น เราก็ทราบประเด็นนี้มาก่อนแล้ว มันสร้างเป็นปัญหา ทางการเมืองขึ้นมา ก็ตามที่ทราบอยู่ ดังนั้นพอผมได้ฟังความเห็นจากกรรมาธิการ เขาได้ เสนอความเห็นว่า หลักการเดิม คือเป็น ๔๐๐ : ๑๐๐ นี้สามารถที่จะทำคะแนนแบบที่พัฒนา กว่าเดิมได้ ผมก็เลยหารือกับอาจารย์กาญจนารัตน์ อ้างอีกครั้งก็แล้วกัน ว่าเราจะเขียน อย่างไรที่สามารถจะไปปรับปรุงในกฎหมายลูกได้ เขียนเปิดเอาไว้ สามารถจะไปปรับปรุงให้มี การพัฒนาในกฎหมายลูกได้ เบื้องต้นก็เลยมาเขียนไว้ ผมเติมความเข้าไปว่า นำจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดตามมาตรา ๘๓ วรรคหนึ่ง มาคำนวณ แล้วก็รอครับ รอรูปแบบที่ว่าจะมีการคำนวณกันอย่างไร เพราะผมไม่ได้เก่ง คณิตศาสตร์ แต่ว่าในเมื่อมีความคิดว่าสามารถจะพัฒนาไปได้ ผมก็สนับสนุนกรรมาธิการ ด้วยกัน ก็เผื่อว่ามันจะดีขึ้น แต่ปรากฏว่าคิดไปคิดมา มาทบทวนดูแล้วกลายเป็นว่าถ้าเราใช้ ๑๐๐ คนเป็นตัวตั้งตามที่ผมแก้ มันจะสร้างปัญหาเหมือนกัน คือมันไม่มีปัญหากับพรรคใหญ่ มันจะไปกินพรรคเล็กหมด พรรคเล็กถ้าไปเกลี่ยตามนี้ คะแนน ส.ส. ที่พึงได้โดยเอา ๑๐๐ คน เป็นตัวตั้ง กลายเป็นว่าถ้าพรรคเล็กไปได้ ส.ส. ในเขต ในปาร์ตี ลิสต์ (Party list) จะตกหมด หายหมด มันกลายเป็นมีปัญหากลับด้าน ดังนั้นท่านประธานที่เคารพครับ ในความเห็นแล้ว ก็คือมาตรานี้ที่ผมสงวนไว้ผมจะของดออกเสียง เพราะว่ายังไม่มีวิธีการที่ดีกว่า การงดออกเสียง คือเหมือนกับจะไม่ถอน แต่จะงดออกเสียง คิดว่าเอาไว้แบบเดิมแล้วค่อยไปหาทางเอา ในกฎหมายลูก น่าจะปลอดภัยกว่าที่เราขอแปรญัตติแบบนี้ เพราะว่าคิดไปคิดมาแล้วมันจะ สร้างปัญหา อาจจะมากกว่าเดิมก็ได้ ก็เลยขอให้ความเห็นไว้ กราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แล้วหลังจากนั้นเป็นท่านนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล เขตบางแค กรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และผู้สงวนคำแปรญัตติ ท่านประธานครับ รัฐสภาของเราได้พิจารณาผ่านมาตรา ๓ แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๘๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาแล้ว ว่าเราตกลงที่จะ กลับไปใช้สัดส่วนจำนวน ส.ส. แบบแบ่งเขตกับบัญชีรายชื่อแบบ ๔๐๐ : ๑๐๐ เหมือนกับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ดังนั้นครับท่านประธาน ที่ผมลุกขึ้นมาอภิปรายสงวนคำแปรญัตติ ในครั้งนี้ ก็เพื่อต้องการจะแสดงเหตุผลที่ผมเห็นด้วยกับคำสงวนคำแปรญัตติของท่าน ส.ส. รังสิมันต์ โรม เนื่องจากคำแปรญัตติของผมนั้นมีการระบุจำนวนสัดส่วนของจำนวน ส.ส. เป็น ๓๕๐ : ๑๕๐ จึงอาจจะไม่สามารถไปขัดแย้งกับการลงมติของรัฐสภาที่ผ่านมาแล้วได้ แต่อย่างไรก็ตามแนวคิดของระบบเลือกตั้งของคำแปรญัตติของผม มีความละม้ายคล้ายคลึง แล้วเหมือนกับท่าน ส.ส. รังสิมันต์ โรม ครับ ท่านประธานครับ ตามร่างกรรมาธิการ ที่ได้เสนอเข้าสู่สภามาในมาตรา ๙๑ นี้เป็นระบบเลือกตั้งที่ได้พิสูจน์ให้พวกเราเห็น ในหน้าประวัติศาสตร์ทางการเมืองของประเทศไทยที่ผ่านมาแล้วว่า เป็นระบบที่มีช่องโหว่ อยู่มากมายพอสมควร อาทิ การเกิดกรณีผู้ชนะกินรวบประเทศ เป็นระบบเลือกตั้งที่ไม่เปิด โอกาสให้กับผู้เล่นหน้าใหม่ ๆ และเป็นระบบเลือกตั้งที่บิดเบือนเจตจำนง ไม่สะท้อนเสียงของ พี่น้องประชาชนตามที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายกันไปพอสมควรแล้ว ในฐานะ ผู้แปรญัตติในมาตรานี้ ผมจึงจะขอใช้สิทธิในการย้ำเตือนเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ว่านี่คือ ปราการด่านสุดท้ายที่จะกอบกู้และป้องกันไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย พวกเราจะต้อง มาช่วยกันออกแบบระบบการเลือกตั้งที่ดี เพื่อให้พวกเรามีระบบการเลือกตั้งที่จะช่วยป้องกัน การเกิดเหตุการณ์ผู้ชนะกินรวบประเทศ เปิดโอกาสให้กับทุกคนในสังคมได้มีที่นั่ง ในสภาผู้แทนราษฎร และเป็นระบบเลือกตั้งที่แสดงเจตจำนง และสะท้อนเสียงของ พี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ เนื่องจากว่าเป็นเนื้อหาที่มีความซับซ้อน เป็นประเด็น ละเอียดอ่อน ผมจะขออนุญาตท่านประธานใช้วิธีการนำเสนอโดยการฉายแผนภาพประกอบ แสดงสูตรคำนวณคร่าว ๆ เป็นตุ๊กตาที่คำนวณอย่างง่าย ๆ นะครับท่านประธาน รบกวน ฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์นำสไลด์ (Slide) เวอร์ชัน (Version) แรกที่เป็นสัดส่วน ๔๐๐ : ๑๐๐ นำขึ้นในสภาด้วยนะครับ🔗
แล้วผมจะขออนุญาตท่านประธานว่าผมอาจจะขอใช้เวลาเกินสักเล็กน้อย แต่รับรองว่า จะใช้เวลาในสภาอย่างคุ้มค่าที่สุด ท่านประธานครับ การอภิปรายของผมต่อจากนี้ จะใช้วิธีการยกตัวอย่างการคำนวณผลการเลือกตั้ง เพื่อเปรียบเทียบระหว่างระบบคู่ขนาน ตามร่างที่กรรมาธิการยกร่างเข้าสู่สภามากับระบบจัดสรรปันส่วนที่ถูกต้อง หรือระบบที่ผม จะเรียกต่อไปนี้ว่าเป็นระบบแบบก้าวไกลตามคำสงวนคำแปรญัตติของผมนะครับ ทุกท่านครับสไลด์ (Slide) หน้านี้แสดงโจทย์ผลคะแนนเสียงเลือกตั้งที่เหมือนกันระหว่าง ๒ ระบบ ผมได้ยกตัวอย่างว่ามีพรรคการเมืองลงสมัครรับเลือกตั้งทั้งสิ้น ๖ พรรค ก็คือ พรรคเอ (A) พรรคบี (B) พรรคซี (C) พรรคดี (D) และพรรคอี (E) ๕ พรรค ซึ่งมีผลการ เลือกตั้งดังที่ปรากฏในตาราง ข้อสังเกตในสไลด์ (Slide) หน้านี้ก็คือพรรคเอ (A) และพรรคบี (B) เป็นตัวอย่างของพรรคการเมืองใหญ่ ก็คือพรรคเอ (A) ได้สัดส่วนบัตรใบเลือกตั้งใบที่ ๒ หรือที่เป็นบัตรเลือกตั้งเลือกพรรคหรือบัญชีรายชื่อ ถึง ๓๓.๓๓ เปอร์เซ็นต์เท่ากับพรรคบี (B) แต่พรรคเอ (A) ชนะการเลือกตั้งแบบ ส.ส. เขตอย่างล้นหลาม ก็คือได้ ส.ส. เขต ๑๙๐ เก้าอี้ ส่วนพรรคบี (B) พรรคซี (C) พรรคดี (D) และพรรคอี (E) ก็เป็นพรรคขนาดกลาง พรรคเล็ก ไล่เรียงลงมากันตามลำดับ ข้อสังเกตอีกข้อหนึ่งก็คือพรรคอี (E) ไม่ได้รับการเลือกตั้งจำนวน ส.ส. เขตเลย แต่ว่ายังคงได้รับสัดส่วนคะแนนเสียงบัตรใบเลือกตั้งที่ ๒ อยู่ที่ ๒.๖๗ เปอร์เซ็นต์🔗
จากผลลัพธ์ผลคะแนนเสียงของการเลือกตั้งเดียวกัน เมื่อสักครู่ผมได้ทดลอง จำลองการคำนวณจำนวน ส.ส. ที่นั่งในสภาระหว่างระบบคู่ขนานกับระบบแบบก้าวไกล หรือระบบจัดสรรปันส่วนที่ถูกต้อง ได้ผลลัพธ์ตามตารางซ้ายมือและขวามือที่ทุกท่าน กำลังเห็นอยู่นี้ ข้อสังเกตของในสไลด์ (Slide) หน้านี้ ลองเปรียบเทียบกันก็คือถ้าเป็นระบบ คู่ขนานตามที่กรรมาธิการเสนอมานี้ พรรคเอ (A) ได้ ส.ส. เขตไปเยอะแล้ว ๑๙๐ ที่นั่ง ก็ยังได้ ส.ส. บัญชีรายชื่ออีก ๓๓ ที่นั่งครับ ๓๓ ที่นั่งมาจากไหน ก็คือเอา ๑๐๐ ที่นั่ง ที่เป็นจำนวนสัดส่วน ส.ส. ในสภาคูณกับ ๓๓.๓๓ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นพรรคเอ (A) ก็จะได้จำนวนรวม ส.ส. ในสภา ๒๒๓ ที่นั่ง เปรียบเทียบกับระบบแบบก้าวไกลหรือระบบ จัดสรรปันส่วนที่ถูกต้อง ในตารางสีชมพูด้านขวามือทุกท่านจะเห็นได้ว่า ๓๓.๓๓ เปอร์เซ็นต์ เอาไปคำนวณเป็นจำนวน ส.ส. พึงมีก่อน ซึ่งพรรคเอ (A) ได้ ส.ส. แบบแบ่งเขต ๑๙๐ ที่นั่ง เกิน ๑๖๗ ที่นั่งไปแล้ว ดังนั้นก็จะไม่ได้รับการเลือกตั้ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่ออีก ทำให้ พรรคเอ (A) ยังคงมีจำนวน ส.ส. ในสภาอยู่ที่ ๑๙๐ ที่นั่งนั่นเอง ผมไม่ขอลงรายละเอียด ในการคำนวณส่วนที่เหลือนะครับ ก็ใช้หลักการคำนวณละม้ายคล้ายคลึงกับแบบเอ็มเอ็มพี (MMP) แต่ตามสิ่งที่แสดงให้เห็นในตารางนี้ทุกท่านจะเห็นได้ว่า ๒ พรรคใหญ่ ก็คือพรรคเอ (A) กับพรรคบี (B) ที่มีลูกศรสีแดงชี้ลงนั้น หมายถึงว่าหากคำนวณด้วยระบบแบบก้าวไกล เขาจะได้จำนวน ส.ส. น้อยกว่าระบบคู่ขนาน แต่ในขณะเดียวกันพรรคซี (C) พรรคดี (D) และพรรคอี (E) ที่เป็นพรรคขนาดกลางและพรรคขนาดเล็กจะได้รับจำนวนการจัดสรร จำนวน ส.ส. ที่เพิ่มขึ้นมากกว่าระบบคู่ขนาน พูดง่าย ๆ ก็คือระบบมันพยายามเกลี่ยให้เกิด ความเป็นธรรมมากขึ้น แต่ผมเข้าใจดีครับ ทุกท่านอาจจะบอกว่าก็ในเมื่อเขาได้รับเลือกตั้ง ด้วยผลคะแนนการเลือกตั้งแบบนั้น ก็สมควรแล้วหรือเปล่าที่พรรคเอ (A) จะได้จำนวน ส.ส. สูงถึง ๒๒๓ ที่นั่ง🔗
ผมอยากจะเชิญชวนทุกท่านไปดูผลลัพธ์ในสไลด์ (Slide) หน้าถัดไปครับ สไลด์ (Slide) หน้านี้นะครับทุกท่าน เป็นการแสดงให้เห็นถึงค่าความคลาดเคลื่อนครับ ค่าความคลาดเคลื่อนในที่นี้ก็คือคำนวณโดยค่าจุดร้อยละหรือเปอร์เซ็นต์ เทรด พอยต์ (Percent Trade Point) ให้เห็นความต่างระหว่างสัดส่วน ส.ส. ในสภาเทียบกับสัดส่วนของ ผลคะแนนเลือกตั้งครับท่านประธาน ทุกท่านจะเห็นได้ว่ายิ่งค่าความคลาดเคลื่อนมีค่า ความคลาดเคลื่อนสูง ยิ่งหมายถึงว่าจำนวน ส.ส. ในสภาบิดเพี้ยน ไม่ตรงกับเจตจำนง ของประชาชน ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างกรณีพรรคเอ (A) ด้วยระบบคู่ขนาน สัดส่วน ใบเลือกตั้งใบที่ ๒ ได้รับผลการเลือกตั้งอยู่ที่ ๓๓.๓๓ เปอร์เซ็นต์ แต่กลับมีจำนวนสัดส่วน ส.ส. ในสภาสูงถึง ๔๔.๖ เปอร์เซ็นต์ คิดคำนวณค่าความคลาดเคลื่อน ก็คือเอา ๒ เปอร์เซ็นต์ ลบกัน ได้ประมาณ ๑๑.๒๗ เปอร์เซ็นต์ เทรด พอยต์ (Percent Trade Point) ต่างกันครับ ลองมาดูกับตารางสีแดง พรรคเอ (A) เหมือนกัน เปอร์เซ็นต์บัตรใบเลือกตั้งที่ ๒ ๓๓.๓๓ เปอร์เซ็นต์ แต่คิดด้วยระบบแบบก้าวไกลหรือจัดสรรปันส่วนที่ถูกต้อง เราจะเหลือ เปอร์เซ็นต์ ส.ส. ในสภาแค่ ๓๘ เปอร์เซ็นต์ ค่าความคลาดเคลื่อนจากเจตจำนงของประชาชน เหลือแค่ ๔.๖๗ เปอร์เซ็นต์ เทรด พอยต์ (Percent Trade Point) เท่านั้นครับท่านประธาน ผมไม่ขอลงรายละเอียดในพรรคที่เหลือทั้งหมดนะครับ คำนวณแบบเดียวกัน รวมออกมา ผลรวมทั้งหมดเท่ากับว่าระบบเลือกตั้งที่กรรมาธิการเสนอเข้าสู่สภามานี้ มีค่าความคลาดเคลื่อน มากกว่าระบบที่ ส.ส. รังสิมันต์ โรม และพวกผมได้แปรญัตติไว้สูงถึง ๓ เท่าตัว ก็คือระหว่าง ๒๙.๐๘ เปอร์เซ็นต์ เทรด พอยต์ (Percent Trade Point) ต่อ ๙.๓๔ เปอร์เซ็นต์ เทรด พอยต์ (Percent Trade Point) ครับท่านประธาน🔗
จากการอภิปรายทั้งหมดของผมมาจนถึงจุดนี้ ถ้าทุกท่านได้ติดตามมา โดยตลอด ผมเชื่อว่าผมได้พิสูจน์ให้ทุกท่านเห็นแล้วด้วยวิธีการการคำนวณทางคณิตศาสตร์ แบบง่าย ๆ ว่าระบบแบบคู่ขนานที่กรรมาธิการพิจารณายกร่างมามีจุดอ่อนที่สำคัญเพียงใด และระบบการคำนวณจัดสรรปันส่วนที่ถูกต้อง แบบที่พวกผมได้เสนอเข้าสู่สภาตามคำแปรญัตติ มานี้ ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งครับว่าจะเป็นระบบการเลือกตั้งที่ป้องกันพรรคใหญ่ พรรคนายทุน เข้ามากินรวบประเทศได้ เป็นระบบการเลือกตั้งที่เป็นธรรมเปิดโอกาสให้กับคนทุกกลุ่ม อาทิ ผู้ใช้แรงงาน กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มผู้พิการ และผู้มีความหลากหลายที่กระจายตัวอยู่ทั้งประเทศ ไม่ได้รวมตัวอยู่ที่เขตเลือกตั้งใดเขตเลือกตั้งหนึ่งเข้ามามีปากมีเสียงในสภาได้ และเป็นระบบ ที่แสดงเจตจำนงและสะท้อนเสียงความต้องการของพี่น้องประชาชน🔗
ด้วยเหตุและผลที่ผมกล่าวทั้งหมดมานี้ ผมจึงอยากให้สมาชิกรัฐสภา ผู้ทรงเกียรติทุกท่าน โดยเฉพาะจากฝั่งของวุฒิสภา ท่านไม่ได้มีส่วนได้เสียโดยตรงจากระบบ เลือกตั้งที่เราพิจารณากันอยู่นี้ แต่ผมเชื่อว่าท่านกำลังเฝ้ามองประเทศนี้ด้วยความเป็นห่วง อีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ท่านกำลังจะหมดสิทธิ หมดอำนาจ สิ้นสภาพในการโหวตเลือก นายกรัฐมนตรีตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ จงใช้สิทธิใช้เสียงของท่าน ลงคะแนนในมาตรานี้ ใช้อำนาจที่จะเป็นปราการด่านสุดท้ายช่วยทำลายระบบพรรคนายทุน ระบบที่ผู้ชนะกินรวบประเทศ ด้วยการโหวตไม่เห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการ และหันมา โหวตเห็นด้วยกับร่างที่ผมและเพื่อนสมาชิก ส.ส. รังสิมันต์ โรม ได้ขอสงวนคำแปรญัตติ และแปรญัตติมา เลือกคนที่รัก เลือกพรรคที่ใช่ ในสัดส่วนที่ถูกต้อง ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว และตามด้วยท่านธีรัจชัย พันธุมาศ กรรมาธิการ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตท่านประธานใช้สิทธิกรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้สงวนความเห็นไว้ เพื่อมา กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ เพื่อจะได้พิจารณาว่าสิ่งที่ผม ได้สงวนความเห็นไว้ สมควรที่จะได้รับการบรรจุไว้เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในมาตรา ๙๑ หรือไม่ ท่านประธานครับ ในคำสงวนความเห็นอยู่ในมาตรา ๙๑ ของกระผม ถ้าอ่านแล้วยาวมาก ผมสรุปคร่าว ๆ สั้น ๆ ไว้เป็น ๒ ประเด็นหลัก🔗
ประเด็นที่ ๑ เรื่องของกำหนดอัตราขั้นต่ำ ร่างของกรรมาธิการไม่ได้กำหนด อัตราขั้นต่ำไว้ นั่นหมายความว่าสามารถเอาคะแนนทุกคะแนนมาคำนวณบัญชีรายชื่อได้ เรื่องที่ ๒ ในการกำหนดอัตราขั้นต่ำนี้ระบบการคิดคะแนน คือส่วนที่ ๒ ที่ผมกำลัง จะกราบเรียนท่านประธานคือวิธีการคำนวณคะแนน ร่างของกรรมาธิการเองเขียนไว้ เป็นเพียงหลักการใดตัวบท ซึ่งผมขออนุญาตท่านประธานต้องอ่านในร่างของกรรมาธิการ จริง ๆ ครับ เพื่อบันทึกไว้ในสภาแห่งนี้ และเจตนารมณ์ของกรรมาธิการที่เขียนไว้🔗
มาตรา ๙๑ ของกรรมาธิการ การคำนวณสัดส่วนผู้สมัครรับเลือกตั้ง ตามบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองที่จะได้รับเลือกตั้ง บัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง ให้นำคะแนนที่แต่ละพรรคการเมืองได้รับการเลือกตั้งของพรรค หมายถึงส่วนของพรรค เท่านั้น มารวมกันทั้งประเทศ แล้วคำนวณเพื่อแบ่งจำนวนผู้ที่ได้รับเลือกตั้งของแต่ละ พรรคการเมือง เป็นสัดส่วนที่สัมพันธ์กันโดยตรง ข้อความนี้สำคัญมากครับท่านประธาน เป็นสัดส่วนที่สัมพันธ์กันโดยตรงกับจำนวนคะแนนรวมข้างต้น ความหมายคือสัดส่วนร้อยละ เท่านั้น เจตนารมณ์เหมือนกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ คำว่า นำคะแนนมารวมเช่นนี้ คำนวณสัดส่วนโดยตรงเช่นนี้ กรรมาธิการได้ไปมอบให้ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งเป็นผู้ไปเขียนรายละเอียดรองรับ ไปเขียน รายละเอียดรองรับนะครับ นี่คือสิ่งที่แตกต่าง ผมเองในฐานะกรรมาธิการเห็นว่าการเขียนไว้ อย่างนี้มันอาจจะมีความคาดเคลื่อนของการตีความ แม้เราจะพูดไว้ในสภาว่าเป็นเจตนารมณ์ สัดส่วนโดยตรง แต่อาจจะตีความแล้วมีปัญหา ก็เลยต้องไปเขียนในรายละเอียดเป็นรายการ วิธีการคิดคะแนนครับท่านประธาน ในร่างของผมเสนอนี้ มีวิธีการคิดคะแนนอยู่ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) ทั้ง ๕ วงเล็บเป็นวิธีการ รายละเอียด แทนที่จะไปบัญญัติไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เรามาเขียนรายละเอียด ไว้ตรงนี้เลยให้มันชัดเจน เพื่อตัดปัญหาในการที่จะไปเขียนในกฎหมายประกอบให้มันมีความ คลาดเคลื่อนไป อันนั้นเป็นเรื่องที่ ๒ ที่ผมจะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน🔗
เรื่องที่ ๑ มีความจำเป็นที่จะกำหนดอัตราขั้นต่ำไว้ ผมเองเสนอไว้ที่ร้อยละ ๑ ร้อยละ ๑ เป็นหลัก ร้อยละ ๑ ของคะแนนที่ได้รับคะแนนรวมทั้งหมดของบัญชีรายชื่อ ร้อยละ ๑ ท่านประธานครับ ในการเลือกตั้งคราวหน้าผมคาดว่าอาจจะถึง ๔๐ ล้านคะแนน เพราะประชาชนจะมาแห่ลงคะแนนเยอะมาก ๔๐ ล้านคะแนน ก็คือ ๔๐๐,๐๐๐ คะแนน ความหมายก็คือว่าถ้าพรรคการเมืองใดได้คะแนนมากกว่า ๔๐๐,๐๐๐ คะแนนขึ้นไปถึงจะได้ นำมาคำนวณเพื่อให้จำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อ ถ้าต่ำกว่านั้นไม่มีสิทธิเอาคะแนนมาคำนวณ เหตุผลที่กำหนดอย่างนี้ ประการที่ ๑ เพื่อเป็นการจูงใจให้มีการพัฒนาพรรคการเมือง ในมาตรา ๙๐ ผมกราบเรียนท่านประธานครับ ผมเท้าความไปนิดเดียวครับ เราให้ส่งโดยไม่ต้อง ส่งเขตก็ได้เพื่อให้สิทธิกลุ่มต่าง ๆ เขาจะได้ส่งเข้ามา แต่การส่งของเขาฐานะที่จะเป็นองค์กร ทางการเมือง ท่านประธานครับ ถ้าท่านมีฐานเสียงน้อยกว่า ๔๐๐,๐๐๐ คะแนน ไม่ควรเข้ามา รบกวนพี่น้องประชาชน ด้วยความเคารพจริง ๆ ครับ แต่ผมมั่นใจว่าใครจะส่งพรรคการเมือง เขามั่นใจว่าเขามีฐานคะแนนความนิยมเป็นล้านขึ้นไป แต่ละกลุ่มเป็นล้านครับ เพราะฉะนั้น เลยกำหนดขั้นต่ำไว้ นั่นหมายความว่าเป็นแรงจูงใจให้แต่ละกลุ่ม แต่ละพรรค ที่จะเข้ามา สู่ระบบการเมือง ให้มีความมั่นคงพอสมควรในองค์กรของแต่ละองค์กรที่จะเข้ามาสู่การเมือง🔗
เรื่องที่ ๒ ที่จำเป็นต้องกำหนดสัดส่วนไว้ เป็นการที่จะให้ระบบการเมือง ในสภาของเราเอง ในรัฐบาลเอง เราเป็นผู้กำหนดรัฐบาลครับ รัฐบาลจะได้ไม่มีพรรคการเมือง พรรคเล็กพรรคน้อยเกินความจำเป็น แม้ระบบการจัดแบบร้อยละหรือสัดส่วนโดยตรง มันจะไม่มี ส.ส. ปัดเศษ แต่ว่ารัฐธรรมนูญที่ท่านเขียนค้างไว้ เดี๋ยวผมจะมีมาตราต่อไปที่จะ ชี้ให้ท่านประธานเห็นว่ามันอาจจะมีปัดเศษ เพราะว่าถ้าไม่แก้มันจะมีปัดเศษ แต่ว่าวิธีการ ของผมจะไม่มีปัดเศษ เพราะว่าคำนวณนี้เป็นร้อยละเอาตัวเต็มใส่ เอาจุดทศนิยมมาแข่งกัน ให้ครบ ๑๐๐ แล้วจบเลย สิ่งที่จำเป็นและสำคัญจะทำให้ ส.ส. ที่มีคะแนน เช่น ๕๐๐,๐๐๐ คะแนน ท่านประธานครับ ปกติจะได้แค่ ๑ คน ถ้าตัดคะแนนที่ต่ำกว่า ๔๐๐,๐๐๐ คะแนนออก เอามาคำนวณต่อ ๑๐๐ ความหมายของคำว่า ๕๐๐,๐๐๐ คะแนน ตรงนี้จะเพิ่มสัดส่วนของร้อยละที่จะได้มากขึ้น เพราะไม่เอาคะแนนข้างล่างมาเฉลี่ยแล้ว คิดเฉพาะข้างบนให้เท่ากับ ๑๐๐ เดิม ๑๐๐ นี้เท่ากับคะแนนทั้งหมด แต่ตอนคิดคะแนนนี้ เอาเฉพาะที่เกินร้อยละ ๑ มาจัดสรรเท่านั้นเอง อันนี้ก็ทำให้เป็นสัดส่วนที่แต่ละพรรค มีโอกาสได้คะแนนเพิ่มขึ้นอีก จำนวน ส.ส. เพิ่มขึ้น🔗
ประเด็นที่ ๒ วิธีการคำนวณ จำเป็นต้องพูดชัดครับ นำคะแนนเฉพาะ บัญชีรายชื่อที่กำหนดไว้เท่านั้น แล้วกำหนดตัวเต็ม ๑๐๐ คะแนนด้วยนะครับท่านประธาน ขออนุญาตท่านประธานเอ่ยนามท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินิดเดียวครับ ผมก้าวเวลาไป นิดเดียวครับท่านประธาน ท่านนิกร จำนง ท่านเสนอไว้ดีมากในมุมวิธีคิด เพราะว่า หลายท่านบอกว่าการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง แล้วมีคะแนน ส.ส. บัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คะแนนนี้เป็นวิธีโบราณ เป็นวิธีที่คำนวณที่ไม่สะท้อนความนิยมของพี่น้องประชาชน เมื่อสักครู่ผมขอบคุณมากครับที่สมาชิกของพรรคก้าวไกลได้เอาวิธีการคำนวณมาแสดง ให้เห็น แล้วสิ่งที่สำคัญคือบอกว่าไม่สะท้อนความนิยมของประชาชน ถ้ามองจากมุมนี้ ถูกเลยครับ เพราะอะไรครับ เพราะท่านบอกว่าถ้าจะสะท้อนประชาชนเอง ต้องเอาคะแนน เฉพาะเลือกพรรคการเมืองเท่านั้นมาคำนวณ ถ้าผมถามไป อย่างของท่านนิกร ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ถ้าจะสะท้อนประชาชนจริง ๆ ประชาชนเลือกเขต ส.ส. เขตสังกัดพรรคไหม สังกัดครับ เลือกบัญชีรายชื่อสังกัดพรรคไหม สังกัดครับ ถามว่าประชาชนเขาต้องการใคร ต้องการทั้งคนทั้งพรรค ทำไมท่านไม่เอา ๒ คะแนนนี้มารวมกันละครับ แล้วผมถามว่าสะท้อนความต้องการประชาชนมากกว่าไหม อย่างของท่านนิกรนี้ เอามารวมกันเท่ากับจำนวน ส.ส. พึงมีทั้งหมด คิดต่อ ๕๐๐ คน แต่วิธีการเอ็มเอ็มพี (MMP) ของท่านที่คิดเอาคะแนนที่เลือกจาก ๑๐๐ คน มาคลุม ๕๐๐ คน แล้วบอกว่าเป็นสะท้อนความนิยมประชาชน ผมไม่เถียงนะครับ เพราะผม ก็ศึกษามาพอสมควร มีนักวิชาการของไทยอย่างน้อย ๒ ท่านออกมาพูดเรื่องนี้ แล้วใช้วิธีคิด แบบนี้เท่านั้นเอง แล้วบอกว่านี่อย่างไรสะท้อนความต้องการของประชาชน ประชาชน เลือกทั้งเขต เลือกทั้งบัญชีรายชื่อ แล้วที่เขาเลือกทั้งเขตนี้ไม่สะท้อนความต้องการของ ประชาชนหรือครับ ผมถามกลับอย่างนี้จริง ๆ ในบริบทประเทศไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นที่มีปัญหามากที่สุด ก็คือว่าถ้าท่านเอาเฉพาะบัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน สะท้อนคลุมไป ทั้ง ๕๐๐ คนนี้ ปัญหาเกิดขึ้นมาก ที่สำคัญท่านประธานครับ ที่สำคัญคือถ้าท่านคิดวิธีแบบนี้ มันไม่แตกต่างจากปี ๒๕๖๐ ครับ ปี ๒๕๖๐ วิธีการคำนวณ เพราะของเราไม่มีระบบชดเชย ส่วนเกิน ขออนุญาตใช้ภาษาท่าน ส.ว. ท่านหนึ่งครับ ท่านพูดดีมากเลย ท่านบอกว่า โอเวอร์แฮง (Overhang) ครับ โอเวอร์แฮง (Overhang) ถ้าจะเป็นธรรมเสมอภาคถูกต้อง คะแนนที่พี่น้องประชาชนเลือกเขา ๆ ควรจะได้รับ🔗
แต่การคำนวณปี ๒๕๖๐ ที่ผ่านมาท่านประธานผมขอยกตัวอย่าง ผมไม่มีสไลด์ (Slide) ขึ้น แต่ผมมีตัวเลขอยู่ในมือ ส.ส. ปี ๒๕๖๐ บัญชีรายชื่อ เอาบัตรเดียว มาคำนวณทั้งหมดแล้ว ส.ส. พึงมีที่กำหนดไว้ ๑๕๐ คน พึงมีทั้งหมดคือ ๑๗๕ คน ผมเอาเฉพาะตัวเลขกลม ๆ แต่ต้องพูดจุดทศนิยมด้วย เขาให้ ๔ ตำแหน่งเลย ทั้งหมดมี ๑๗๕ คน ประกาศผลไป เหลือเขตเลือกตั้งอีก ๑ เขต เขาก็เลยบอกว่าอย่างนั้นคำนวณที่ ๑๔๙ คน ท่านประธานถ้าเป็นระบบเยอรมันเขาเติมเต็มหมดผมยกตัวอย่าง พรรคการเมือง พรรคหนึ่งที่ได้คะแนน ๒๑.๖๑๗๙ เปอร์เซ็นต์ เยอรมันเขาให้ถึง ๒๑ เปอร์เซ็นต์เลยครับ แต่เมืองไทยบอกว่า ๒๑ เปอร์เซ็นต์นี้มารวมเป็นตัวรวม ๑๗๕ คะแนน แต่เรามีให้แค่ ๑๔๙ คะแนน วิธีการทำอย่างไร กกต. ก็ไปอาศัยวิธีคณิตศาสตร์ไปทอนลง ๑๗๕ คะแนน เท่ากับ ๔๙ คน เพราะฉะนั้น ๒๑ เปอร์เซ็นต์ เท่ากับ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ ๕๘ คน เท่ากับ ๔๙ คน อยู่ในสภานี้ล่ะครับ บัญชีรายชื่อพรรคเขาได้ ๕๘ คน วิธีการทอนคะแนนอย่างนี้เหลือ ๔๙ คน ๔๙ ที่นั่งเอง ทอนให้ได้ ๑๔๙ คะแนน คิดออกมา ท่านประธานครับ วิธีการนี้เกาหลี และเยอรมันเขาไปร้องศาลรัฐธรรมนูญเลยครับ ศาลรัฐธรรมนูญเยอรมันและเกาหลี ตัดสินเลยว่าเป็นการละเมิดสิทธิ ไม่เสมอภาค ไม่เป็นธรรมกับพรรคการเมืองและ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เขาเลือกแล้วทำไมคุณไปตัดเขาออก เยอรมันเลยต้องยอม ต้องชดเชย ให้ส่วนเกินนั้นไปโดยไม่ตัด แต่เติมเต็ม เติมเต็มถ้าทำอย่างเยอรมันถ้าเราไม่ตัดออก ส.ส. เมืองไทย ปี ๒๕๖๐ ที่เลือกตั้ง ปี ๒๕๖๒ จะมีทั้งหมด ๕๒๕ คน ก็เขต ๓๕๐ คน บวกกับบัญชีรายชื่อ ๑๗๕ คน ต้องอย่างนั้นท่านประธาน แล้วเราพร้อมไหมครับ ที่จะทำอย่างนั้น สำหรับเมืองไทยพร้อมไหม ถ้าพร้อมทำครับ แต่ผมถามว่าอะไร สะท้อนความนิยมประชาชนมากที่สุด เราอย่าใช้สภานี้ตัดสิน อย่าใช้นักวิชาการแค่ ๒-๓ ท่านตัดสิน ถามประชามติครับ ไปถามเลยว่าสะท้อนความนิยมของประชาชน คือการเลือกทั้งพรรคทั้งคนเอามารวมกัน หรือว่าจะเอาเฉพาะพรรคมาคำนวณ ผมว่า คนทั้งประเทศ ก็นี่ผมเลือกทั้งพรรคทั้งคนก็สะท้อนความนิยมผมสิ คุณจะไปโมเมเอาว่า คนที่เลือกเท่านั้นที่สะท้อนความนิยม ผมว่ามีข้อถกเถียงตรงนั้นเยอะมากครับท่านประธาน🔗
เพราะฉะนั้นด้วยความเคารพท่านประธานครับ สิ่งที่ผมเสนอไปในมาตรา ๙๑ อยากฝากท่านประธานไปสู่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพครับ ถ้าเห็นตามนี้ในมีความ ชัดเจนแล้ว เราเคยผ่านการใช้มาแล้ว แล้วผมเชื่อว่ารัฐธรรมนูญนี้อยู่ได้ไม่นาน อาจจะใช้ การเลือกตั้งครั้งเดียวก็จบ สิ่งที่มันเป็นข้อดี ๆ ข้อเสนอดี ๆ เราไปเขียนในรัฐธรรมใหม่ให้มัน เป็นระบบทั้งหมด ตอนนี้ใส่แค่นี้นะครับ ถ้าได้มันแค่ยาทาแผลเท่านั้นเอง เราอยากได้ทั้งตัว อยากได้ยาดีทั้งตัวเลย แต่นี่แค่มาปิดแผล แต่ต้องเอาก่อน ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติโปรดได้ลงคะแนนให้ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นท่านธีรัจชัย พันธุมาศ นะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก รัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการผู้สงวนความเห็น ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมขอกราบเรียนอย่างนี้ ในสิ่งที่ผมสงวนมีความแตกต่างจากร่างของ คณะกรรมาธิการ ขอเรียนจุดยืนเบื้องต้นก่อนว่าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ในการแก้ไข ระบบเลือกตั้งตัวกระผมเองไม่เห็นด้วย เพราะมันไม่ได้เกี่ยวกับความเดือดร้อนของประชาชน หรือแก้ปัญหาโครงสร้างรัฐธรรมนูญโดยตรง เป็นผลประโยชน์ของพรรคการเมืองบางพรรค ที่ต้องการจะแก้เท่านั้น แต่ขอเรียนเมื่อมีการแก้แล้วเราจำเป็นต้องหาระบบการแก้ไข ให้เป็นประโยชน์และเป็นธรรมกับประชาชนมากที่สุด เราจึงจำเป็นต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งที่อยากจะให้เป็นการตั้งคณะ ส.ส.ร. เป็นการร่างรัฐธรรมนูญต่างหาก ไม่ใช่ ส.ส. มาทำกันเอง เพื่อประโยชน์ของพรรคช่วงชิงตรงนี้กันเอง ผมเรียนเบื้องต้นตรงนี้เป็นที่ เข้าใจกันก่อน ขอเรียนเบื้องต้นอีกอย่างหนึ่ง พรรคก้าวไกลยืนยันที่อยากจะได้ระบบแบบ การเลือกตั้ง ๒ ใบ แบ่งเขต และบัญชีรายชื่อแยกจากกัน ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่ใช้บัตรเดียวและคำนวณ ส.ส. พึงมี ขอเรียนอีกครั้งหนึ่งก็คือว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่เราใช้แยก ๒ ใบ แต่เป็นการแยกคำนวณ ส.ส. เขต กับ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ต่างฝ่ายต่างแยกคำนวณ แล้ว ส.ส. บัญชีรายชื่อเป็นแค่ของแถม เป็นการสร้างระบบ วินเนอร์เทกออล (Winner Take All) ก็คือระบบผู้ชนะกินรวบ และสร้างปัญหาเกี่ยวกับ การเมืองไทยมาถึงการรัฐประหารปี ๒๕๔๙ การแก้ไขครั้งนี้ของสมาชิกรัฐสภาที่เสนอเข้ามา มิได้มีการพัฒนาแก้ปัญหาวินเนอร์เทกออล (Winner Take All) ได้เลย ผู้ชนะกินรวบ แต่ยังใช้ระบบปี ๒๕๔๐ ซึ่งล้าหลังไป ๒๐ กว่าปี ๒๔ ปี เอามาปัดฝุ่นใช้ใหม่ เนื่องจากว่า เป็นประโยชน์ต่อพรรคการเมืองที่เป็นพรรคขนาดใหญ่ และหวังว่าระบบการเลือกตั้ง ๒ ขั้ว มีพรรคขนาดใหญ่ ๒ อันนั้นจะเป็นระบบที่ดีที่สุด🔗
ผมเรียนว่าถ้าเป็นประเทศที่พรรคใหญ่เติบโตด้วยระบบอุดมการณ์ ไม่ว่าอนุรักษ์นิยม เสรีนิยม ๒ ข้าง เดโมแครต (Democrat) ริพับลิกัน (Republican) ตรงนั้นเป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น แต่พรรคการเมืองไทยเติบโตด้วยการรวบรวมกลุ่มมุ้งต่าง ๆ ไม่ได้เติบโตด้วยอุดมการณ์ ผลมันจะไม่แตกต่างกัน ร่างที่แตกต่างกันของกระผมในการ แปรญัตติก็คือว่าร่างของกรรมาธิการ คือใช้ระบบใกล้เคียงกับปี ๒๕๔๐ คือแยกคำนวณ ปาร์ตีลิสต์ (Party list) เป็นของแถม ร่างของกระผมที่ขอสงวนนั้นเป็นระบบที่เขาเรียกว่าเมื่อ สักครู่ท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ก็บอกว่าเป็นระบบก้าวไกลหรือระบบสัดส่วนผสม สัดส่วนคำนวณที่ถูกต้องของพรรคการเมืองที่ถูกต้อง ดังนั้นร่างนี้มีแตกต่างคือ ส.ส. เขต แยกตามรายเขตเหมือนกัน แต่ ส.ส. บัญชีรายชื่อเราใช้เป็นหลักในการคำนวณ เพื่อให้ พรรคการเมืองได้สัดส่วนที่เหมาะสม ก็คือเอามาหาร ๕๐๐ คน ได้ ส.ส. พึงมี ได้ ส.ส. เขต เท่าไรเอามาหารออก ถ้าเกินก็ได้เฉพาะที่เป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ นั่นก็จะทำให้เป็น ภาพสะท้อนของความนิยม ความต้องการเจตจำนงของประชาชนที่เลือกพรรคการเมือง พรรคนั้น มันมีผลอย่างไร มันมีผลให้ประชาชนรู้ว่าพรรคการเมืองไหนที่มีนโยบาย ทำให้ตัวเองไม่ได้ผูกติดอยู่กับตัวบุคคลเฉพาะพื้นที่ แต่เป็นการวางภาพและมันผลักดัน ให้พรรคการเมืองคิดนโยบายดี ๆ มาแข่งขันกันในการเลือกตั้ง ไม่ใช่มามุ่งแต่เฉพาะบางเขต เอาชนะรายเขต สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราต้องการให้เกิดไม่ใช่หรือครับ ถ้าเราปล่อยแบบคู่ขนาน มันก็จะยุ่งช่วงชิงเขต แต่ได้ปาร์ตี ลิสต์ (Party list) เป็นของแถม มันไม่เกิดประโยชน์ ต่อการสร้างนโยบายมาแข่งขัน เหมือนกับเราถอยหลังลงคลองไป ๒๔ ปี เรามีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เรามีปี ๒๕๖๐ ปี ๒๕๖๐ จุดเด่นมี ส.ส. พึงมี ปี ๒๕๔๐ มีจุดเด่น คือเลือก ๒ ใบ และเอา ๒ อย่างนี้มารวมกันแล้วสร้างระบบใหม่ ระบบจัดสรรปันส่วน พรรคการเมืองที่ถูกต้อง ระบบนี้เป็นระบบที่พรรคก้าวไกลเสนอมาหลายเดือนเพื่อทำ ความเข้าใจกับประชาชน ถ้าเป็นอย่างนี้มันก็จะทำให้พรรคการเมืองไทยนั้นเติบโตด้วย อุดมการณ์ได้ ไม่จำเป็นต้องมาใช้มุ้งเล็กมุ้งน้อยมาเลี้ยงกันในส่วนนี้ สิ่งเหล่านี้เราต้องการ หลักการที่ถูกต้องอย่างนี้ไม่ใช่หรือ แล้วเป็นการพัฒนาการไม่ถอยหลังลงคลอง เราเดินหน้า มาแล้วถอยหลัง เดินหน้าแล้วถอยหลัง เลือกตั้งแล้วรัฐประหาร สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้น ในประเทศไทยเป็นเรื่อยมาตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองมา ๘๐ กว่าปี ตอนนี้เราเดินหน้า มาแล้ว ปี ๒๕๖๐ แล้ว ไปถอยหลังปี ๒๕๔๐ ทำไม เราเอาข้อดีของปี ๒๕๖๐ กับปี ๒๕๔๐ มารวมกันไม่ดีกว่าหรือ นี่คือสิ่งที่อยากให้ท่านสมาชิกรัฐสภาได้โปรดพิจารณา เราพัฒนาการ ขึ้นไปดีไหมครับ🔗
ส่วนที่ ๒ ที่แตกต่างกันของร่างกระผมกับร่างของกรรมาธิการ ก็คือ ร่างกรรมาธิการไม่มีสัดส่วนขั้นต่ำ ของกระผมของพรรคก้าวไกลเสนอว่ามี ส.ส. บัญชีชื่อ ขั้นต่ำก็คือ ๐.๒ ครับ ๐.๒ มาจากการคำนวณโดยเหตุโดยผล โดยเหตุผลก็คือว่าเราคำนวณ จากคะแนนปี ๒๕๖๒ เลือกตั้งคะแนนได้ ๗๐,๐๐๐ คะแนน ถ้าคำนวณ ๐.๒ นั่นหมายว่า ถ้าทั้งประเทศมีคนนิยมพรรคการเมืองนั้น ๆ ได้ ๐.๒ คือ ๗๐,๐๐๐ คน สามารถควรจะมี ตัวแทนเข้ามานั่งในสภาผู้แทนราษฎรได้ คน ๗๐,๐๐๐ คน ถ้าเป็นแม่ค้าหาบเร่แผงลอย เขาจะเสนอสส่งคนเข้ามาทั้งประเทศรวม ๗๐,๐๐๐ คน เอาคนเข้ามานั่ง ถามว่าเขาควรจะมี สิทธิเหล่านี้เข้ามาไหม คน ๗๐,๐๐๐ คน เป็นผู้พิการทั่วประเทศเขารวมตัวเข้ามาเขามีสิทธิ จะทำได้ไหม คน ๗๐,๐๐๐ คน ที่เป็นแรงงานหรืออาจจะเกินรายคน ผู้ใช้แรงงานไม่มีสิทธิ ไปแข่งในพื้นที่เขตอยู่แล้ว เขาสามารถเสนอตัวคนเข้ามาเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อได้ไหม คน ๗๐,๐๐๐ คน ที่เป็นเกษตรกรเขารวมตัวกันแล้วมีตัวแทนในสภาแห่งนี้ได้หรือไม่ คน ๗๐,๐๐๐ คน ที่เป็นสื่อมวลชนผู้สื่อข่าวต่าง ๆ ที่เขาจะรวบรวมความนิยมส่งตัวแทน มาอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรในฐานะบัญชีรายชื่อได้หรือไม่ คน ๗๐,๐๐๐ คน ที่เป็นนักบวช ในศาสนาต่าง ๆ เขาสามารถส่งตัวแทนเข้ามาได้หรือไม่ หรือเป็นผู้นับถือศาสนาต่าง ๆ เป็นตัวแทนเป็นปากเป็นเสียงเขา นอกจากความสะท้อนของพื้นที่ ผมเคารพว่าการสะท้อน แบบ ส.ส. เขตพื้นที่เป็นสิ่งที่ดีงามอยู่แล้ว แต่ทำไมเราไม่เอากลุ่มอื่นเข้ามาโดยอาศัยกติกา ที่เป็นธรรมแล้วมอบให้เขามีโอกาสเข้าได้ด้วยหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ผมจึงเสนอระบบเอ็มเอ็มพี (MMP) คือระบบก้าวไกล คือเลือกคนที่รัก คือบัตร ๒ ใบ เลือกพรรคที่ใช่ในสัดส่วนที่ถูกต้อง ของพรรคการเมือง ไม่มี ส.ส. ปัดเศษ ให้ท่านได้โปรดพิจารณา ได้โปรดให้ผ่านเพื่ออย่าย้อน ถอยหลัง เดินข้างหน้าแล้วสร้างความเป็นธรรมให้ระบบการเลือกตั้งของประเทศไทยครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นกลุ่มผู้แปรญัตตินะครับ ผมต้องขอความกรุณาชี้แจงว่าผู้แปรญัตติต้องอภิปราย ให้ชัดเจนว่าท่านสงวนคำแปรญัตติเรื่องอะไร แล้วก็มีข้อที่จะเห็นด้วยกับท่านอย่างไร ไม่อย่างนั้นผมก็จะถูกสมาชิกตำหนิว่าไม่ควบคุมการประชุมให้ถูกต้อง เชิญท่านสมชาย ฝั่งชลจิตร ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม สมชาย ฝั่งชลจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้ยื่น คำแปรญัตติในร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขในมาตรา ๙๑ ไว้ครับ ในประเด็นเกี่ยวกับการคิด ระบบบัญชีรายชื่อ ตามที่เพื่อนสมาชิกในพรรคก้าวไกลได้นำเสนอต่อสภาแล้ว แต่ส่วนหนึ่ง ผมก็อยากจะนำประเด็นนี้มาอภิปรายว่า ผมเห็นด้วยในเรื่องของการที่จะคิดระบบบัญชี รายชื่อแบบสัดส่วน ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้เรากำลังมีประเด็นในการที่จะคิดต่างกัน ๒ ด้าน ด้านหนึ่งก็คือการคิดสัดส่วนแบบคู่ขนาน ซึ่งเราใช้กันมาแล้วในปี ๒๕๔๐ แล้วก็ การคิดสัดส่วนแบบปันส่วน ซึ่งเคยใช้ในหลักการในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาแล้ว นี่คือการต่อสู้กันใน ๒ แนวคิด ว่าวันนี้จะนำเสนอต่อพี่น้องในสภาว่าควรจะตัดสินใจกัน แบบไหน เพื่อให้ระบบการเลือกตั้งเป็นระบบการเลือกตั้งที่มีลักษณะของอุดมการณ์ ทางประชาธิปไตยอย่างแท้จริง นี่คือสิ่งที่มันเป็นเรื่องที่จะต้องทำความเข้าใจกันว่า มันต้องเลือก เพื่อที่จะก้าวไปสู่ข้างหน้า ผมพูดมาในรอบแรกว่าวันเวลาและสถานการณ์ ของปี ๒๕๓๙ และปี ๒๕๔๐ เราต้องการเห็นพรรคการเมืองที่มีความเข้มแข็ง เราต้องการ รัฐบาลที่มีเสถียรภาพทางอำนาจ เพราะว่าเรากำลังสู้กับเผด็จการทหารโดยผ่านกระบวนการ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เป็นประชาธิปไตย วันนี้เราก็ต้องอาจจะต่อสู้กับเผด็จการแบบเดิม แต่ภายใต้โครงสร้างรัฐสภาแบบนี้ วันนี้เราจะต้องมาคิดกันในฐานะที่เราผ่านแนวคิด ผ่านการต่อสู้กันมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เราเห็นการเลือกตั้ง ปี ๒๕๔๔ เราเห็นภาพว่าเรามี พรรคการเมืองที่เข้มแข็งขึ้น และการเมืองไทยกำลังจะกลายเป็น ๒ พรรค ซึ่งแน่นอนครับ ระบบเลือกตั้งแบบ ๒๕๔๐ นี้ พรรคเล็กพรรคน้อยหรือว่าคนกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยที่ไม่อยู่ภายใต้ อุปถัมภ์ของกลุ่มการเมืองใหญ่ ๆ ไม่อยู่ภายใต้มุ้งการเมืองของกลุ่มการเมืองใหญ่ ๆ ในแต่ละ จังหวัด โอกาสคนก็จะไม่มี โอกาสของคนยากคนจนคนเล็กคนน้อยที่จะเข้ามาเป็นตัวแทน ของภาคการเมืองในสภาเป็นได้ยาก🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะย้อนกลับไปให้เห็นภาพในปี ๒๕๔๘ ซึ่งจะมี การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ สิ่งที่มันเป็นภาพที่ผมจำติดตา ก็คือกลุ่มมุ้ง การเมืองแต่ละจังหวัดที่เป็นบ้านใหญ่บ้านโต ถูกกวาดต้อนมาอยู่ในพรรคการเมืองเดียว และนี่คือภาพติดตาใช่ไหมว่ามันเกิดอะไรขึ้นในสภาในปี ๒๕๔๘ ทั้ง ๆ ที่เราอยากจะเห็น การเมืองเข้มแข็ง แต่ปากเสียงที่ขึ้นมาในสภาอาจจะมีตัวแทนผลประโยชน์ในทางนโยบาย ออกมาได้ แต่ทำไมมันจึงเกิดการเดินขบวนกันหนักหนาสากรรจ์นักในปี ๒๕๔๘ จนกระทั่ง นำไปสู่การรัฐประหารในปี ๒๕๔๙ นี่คือต้องมีข้อบกพร่องในรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๔๐ ที่เป็นกระบวนการของการจัดการเลือกตั้ง และการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใช่ไหม แล้ววันนั้นเราก็มี ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งด้วย สุดท้ายมีบางพรรคการเมืองดำเนินการ ในการบอยคอตต์ (Boycott) การเลือกตั้งและนำไปสู่การรัฐประหารปี ๒๕๔๙ จนกระทั่ง มันสืบทอดกระบวนการของการที่เราไม่ค่อยชอบมาในปัจจุบันจนถึงวันนี้ ปี ๒๕๕๗ นี่คือ การทำให้สะเด็ดน้ำใช่หรือไม่ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ โลกของปี ๒๕๔๐ มันเปลี่ยนแปลง ไปมากแล้ว วันนั้นเราไม่ได้ยินเรื่องของสมาร์ตโฟน (Smartphone) เราไม่ได้ยินเรื่องของ บิตคอยน์ (Bitcoin) เราไม่ได้ยินเรื่องของสมาร์ตอิเล็กทรอนิกส์ (Smart Electronics) อะไรทั้งหลาย แต่วันนี้คนรุ่นใหม่ต้องการจะอยู่ในโลกใหม่ และต้องการกติกาที่มันรองรับ กับสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมกันของมนุษย์ในโลกปัจจุบัน เราจะเปิดโอกาสให้แก่ กลุ่มทุนใหญ่ ๆ กลุ่มมุ้งใหญ่ ๆ ในแต่ละจังหวัดมีสิทธิเป็นนักการเมืองเข้าสู่สภาอย่างเดียว เท่านั้นหรือครับ กระบวนการคิดผู้แทนแบบจัดสรรปันส่วนที่พรรคก้าวไกลเสนอ คือเป็น ทางออกของอนาคต เป็นการวางรากฐาน ถ้าท่านคิดยังไม่เป็นก็ไม่เป็นอะไรครับ แต่ว่านี่คือ ความคิดใหม่ที่ต้องการจะรองรับอนาคตใหม่ ๆ รากฐานทางสังคมมันเปลี่ยนไปแล้ว แต่เราจะย้อนกลับไปสู่รากฐานทางการเมืองที่เป็นปัญหาในอดีตหรือไม่ การเมืองคือ โครงสร้างหลักของสังคม มันต้องไปตอบคำถามโครงสร้างที่มันเป็นปัญหาว่าเราจะแก้ปัญหา อนาคตได้อย่างไร นี่คือสิ่งที่คนรุ่นใหม่จะต้องคิดแม้ว่าอายุจะมาก เพราะโลกอนาคตมันเป็น โลกของลูก ของหลาน แม้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เราอยากจะให้มันแก้ทั้งฉบับ โดยประชาชน มีส่วนร่วม และผมอยากจะเห็นด้วยกับท่านชลน่าน ศรีแก้ว ขออนุญาตที่เอ่ยนาม แน่จริง ท่านถอนญัตตินี้ออกจากสภา แล้วไปทำประชามติได้ไหมครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปเป็น ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน ตามลำดับในฐานะผู้แปรญัตติทุกท่านนะครับ เชิญ ศาสตราจารย์โกวิทย์ก่อนครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานรัฐสภาครับ ผมขอแปรญัตติการแก้ไขเพิ่มเติม ในมาตรา ๙๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ ในเรื่องของการคำนวณหาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อของ พรรคการเมือง ในการคิดนั้นผมคิดว่ามี ๒ เรื่องที่เราคุยกันวันนี้ ก็คือว่าในวิธีคิดที่กรรมาธิการ ได้นำเสนอ ก็คือการคิดคำนวณสัดส่วนผู้สมัครรับเลือกตั้งตามแบบบัญชีรายชื่อของ พรรคการเมือง แต่ละพรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งให้นำคะแนนที่แต่ละพรรคการเมือง ได้รับการเลือกตั้งมารวมกันทั้งประเทศ แล้วคำนวณแบ่งจำนวนผู้ที่จะได้รับเลือก ของแต่ละพรรคการเมือง เป็นสัดส่วนที่สัมพันธ์กันโดยตรงกับจำนวนคะแนนรวมข้างต้น คืออย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ผมคิดว่านี่คือที่เราเรียกกันว่าระบบคู่ขนาน🔗
อีกส่วนหนึ่งก็คือระบบแบบจัดสรรปันส่วน ซึ่งเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้พูด ไปแล้ว ผมจึงเห็นว่าผมไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการ ว่าการคิดระบบคู่ขนานนั้นมันจะทำให้เกิด ความเข้มแข็งของพรรคการเมืองพรรคใหญ่ที่ได้ประโยชน์ แล้วเป็นพรรคที่อาจจะมีทุน ทางการเมืองมาก รวมไปถึงทุนทางธุรกิจการเมืองด้วย สิ่งที่ผมพูดแบบนี้ก็คือว่าโอกาสของ พรรคขนาดกลาง ขนาดเล็ก ก็จะไม่เกิดประโยชน์ แล้วก็ไม่มีโอกาสที่จะได้ อย่างที่เราเรียนว่า เราอยากเห็นการเมืองที่ให้กลุ่มพี่น้องประชาชนที่มีความรู้ความสามารถ และมีความ หลากหลายได้มีโอกาสเข้าสู่การเมืองในการเข้ามาบริหารประเทศ ทุกคนมีความหมาย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมคิดผมจึงไม่เห็นด้วยกับการคิดแบบคู่ขนาน สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป ในอนาคต อยากจะเรียนสัก ๒-๓ ประการต่อท่านประธานว่า ในอนาคตข้างหน้าอย่างที่ เห็นกันในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เราใช้ระบบคล้าย ๆ อย่างนี้มาเลือกตั้ง ปี ๒๕๔๔ ปี ๒๕๔๘ แล้วก็มีการปฏิวัติในปี ๒๕๔๙ นี่คือครั้งที่ ๑ จากรัฐธรรมนูญที่เราบอกว่าดีที่สุด มาในปี ๒๕๕๐ เราก็เปลี่ยนระบบการเลือกตั้ง คิดคำนวณแบบบัญชีรายชื่อพร้อมจำนวน แบบบัญชีรายชื่อเพิ่มเติมขึ้นมา แต่ก็มีการเลือกตั้งผ่านมาจนถึงปี ๒๕๕๔ เกิดการปฏิวัติ ในปี ๒๕๕๗ สิ่งที่มันเกิดสิ่งเหล่านี้ ก็คือว่าการถ่วงดุลทางการเมืองที่เราได้พรรคการเมือง ที่มีความหลากหลายเข้ามาสู่วงการเมืองนั้น ย่อมจะเกิดประโยชน์ในการพัฒนาการเมืองไทย มากกว่าที่จะสร้างสิ่งที่ผมเรียกว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือการจับมือกันทางการเมืองบางพรรค การเมืองที่เป็นพรรคใหญ่ แล้วนั่นจะนำมาสู่ความขัดแย้งทางการเมืองอีกก็ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเราเปิดโอกาสอย่างที่เพื่อนสมาชิกได้พูดหลายท่าน ว่าจะทำอย่างไรให้มีช่อง ให้สำหรับพรรคการเมืองที่แสดงตัวในเชิงนโยบาย แสดงจุดยืนในเชิงให้ประชาชนได้มีโอกาส เลือกอย่างหลากหลายนั้น ผมคิดว่าอันนี้จะเป็นจุดที่เราเรียกว่าพัฒนาการทางการเมือง🔗
สุดท้ายผมอยากจะเรียนท่านประธานว่า วันนี้มีการตั้งคำถามมากว่าเรา พูดอะไรกัน ผมเรียนว่าแม้ผมจะเห็นด้วยในบางเรื่องกับกรรมาธิการ แต่ประชาชนจะได้ ประโยชน์อะไรนั้น ก็ขอเรียนว่าประชาชนได้ประโยชน์ พี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้าน คือประโยชน์จากบัตร ๒ ใบ ก็คือว่าใบหนึ่งประชาชนได้ประโยชน์ในการเลือก ส.ส. เขต ที่ประชาชนรัก อีกใบหนึ่งประชาชนชอบพรรคการเมืองที่ประชาชนอยากจะเลือก ก็ไปเลือก พรรคการเมืองนั้น นั่นคือสิ่งที่ประชาชนได้ประโยชน์ในวันนี้ แต่ที่น่าเสียดายมากก็คือว่า สิ่งที่ผมพูดประโยชน์ ๒ อย่างนั้น คือประโยชน์ของนักการเมืองและพรรคการเมืองโดยแท้ แต่มันไม่ได้เป็นประโยชน์ของประชาชนโดยแท้ นั่นก็คือสิทธิเสรีภาพก็ดี การกระจายอำนาจก็ดี การทำให้ประชาชนมีโอกาสในสิทธิต่าง ๆ ไม่ได้ถูกแก้ นั่นคือสิ่งที่น่าเสียดาย ผมจึงขอพูด แล้วก็บันทึกไว้ในสภาว่า ผมคาดหวังว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของ ประชาชนโดยแท้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิเสรีภาพ เรื่องของการพิทักษ์ประโยชน์ประชาชน ในเรื่องสิทธิทำกินก็ดี ในเรื่องทำให้ชุมชนเข้มแข็งก็ดี โดยเฉพาะการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น นี่คือสิ่งที่เราคาดหวังในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นมันก็เห็นชัดว่าประโยชน์ที่เรา ชั่งน้ำหนักในวันนี้ ผมจึงเรียกร้อง ๒ เรื่อง ทำอย่างไรให้พรรคการเมืองที่เสนอตัวสู่ การเลือกตั้งมีที่ยืนให้ และสิ่งที่แก้นั้นไปตกกับประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง นี่คือสิ่งที่ ผมขอเสนอไว้ แล้วก็ขอไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการในมาตรา ๙๑ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเหลือผู้แปรญัตติอีก ๔ ท่าน เรียงตามลำดับดังนี้ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ท่านเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร นะครับ เชิญ พลเอก เลิศรัตน์ก่อนครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตอภิปรายแสดงความเห็นในมาตรา ๙๑ ซึ่งเป็นมาตราที่อยู่ ในร่างแก้ไขของกรรมาธิการ มีการแก้ไขไม่มากนักนะครับ ประเด็นในมาตรา ๙๑ เขาบอก หลักเกณฑ์วิธีการต่าง ๆ ก็จะไปอยู่ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ มีผู้อภิปรายกัน หลายท่านก่อนหน้าผม พูดถึงข้อดี ข้อเสียของระบบ การเลือกตั้งปัจจุบันตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่ผู้ร่างเรียกกันว่าจัดสรรปันส่วน คือระบบเอ็มเอ็มพี (MMP) แต่ใช้บัตรใบเดียว ระบบเอ็มเอ็มพี (MMP) ของจริงของเยอรมันและอีก ๑๐ ประเทศ ใช้บัตร ๒ ใบ และระบบ คู่ขนานเอ็มเอ็มเอ็ม (MMM) ที่เราใช้มาในปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ และปี ๒๕๕๔ ในความเห็นของผมนี้ผมก็ชอบไปเอ็มเอ็มพี (MMP) ผมเดินทางไปเยอรมัน ตามคำเชิญของ สถานทูตเยอรมันเพื่อศึกษาในเรื่องนี้โดยเฉพาะ ก็เห็นว่ามันมีข้อดีที่จะทำให้การเลือกตั้งนั้น เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชน แต่ว่าผู้ร่างกติกาการเลือกตั้งในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ได้มาดัดแปลงเหลือบัตรใบเดียว ก็จึงทำให้เป็นที่มาของหลักการในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ร่างแก้ไขฉบับนี้ว่าเป็นระบบที่เลือกตั้งไม่เป็นธรรม มีความสลับซับซ้อน ยากต่อการคำนวณ ต่าง ๆ นี่เป็นตัวอย่างให้เราเห็นว่า ถ้าเราไม่ถนัดกับอะไรแล้วเราไปทดลองใช้ มันก็ไม่ใช่ จะของดีเสมอไป ระบบเอ็มเอ็มพี (MMP) ของแท้เขาใช้กันมา ๖๐ กว่าปี ใช้กันกว่า ๑๐ ประเทศ มีการขึ้นโรงขึ้นศาลกันมากมายจึงได้พัฒนาการมา🔗
ในประเด็นเรื่องของระบบทั้ง ๒ ระบบ หรือทั้ง ๓ ระบบนี้ มีอยู่จุดหนึ่งที่ผม อยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการ คือประเด็นเรื่องของ เกณฑ์ขั้นต่ำ ในการเลือกตั้งที่ผ่านมาเราไม่มีเกณฑ์ขั้นต่ำ คือใครจะมีเศษเท่าไร ถ้าชนะคนอื่น แล้วยังมีที่ว่างอยู่ก็ได้เป็น ส.ส. ได้ เราจึงมีพรรคเล็ก ๑-๒ คน กว่า ๑๐ พรรค การเลือกตั้ง เมื่อมีนาคม ๒๕๖๒ มีผู้สมัครประเภทแบ่งเขต ๑๑,๑๘๑ คน แบบบัญชีรายชื่อ ๒,๙๑๗ คน รวม ๑๔,๐๙๘ คน เป็นประวัติการณ์ เพราะทุกคนตั้งพรรคขึ้นมาหวังที่จะเอาเศษนี้ ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ ๐.๖ เปอร์เซ็นต์นี้ ประชากร ๓๐,๐๐๐ คน ๒๐,๐๐๐ คนนี้ เพื่อจะได้เป็น ส.ส. ๑ คน แล้วก็สมหวังกัน สมหวังกัน ๑๐ กว่าพรรค โดยมีพรรคส่งผู้สมัครถึง ๘๑ พรรค ได้รับเลือกตั้ง ๒๖ พรรค เหลือเชื่อครับ ด้วยกติกาการเลือกตั้งปี ๒๕๖๐ นี้ได้พัฒนาการ ให้เรามีพรรคการเมืองส่งสมัครถึง ๘๑ พรรค อะไรเกิดขึ้น ความอ่อนแอในการจัดตั้งรัฐบาล มีการต่อรองกันอย่างต่อเนื่อง เกิดปรากฏการณ์กล้วยเลี้ยงลิง เกิดปรากฏการณ์พรรคฝ่ายค้าน อิสระ ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในการเลือกตั้งหรือในสภา ในรัฐธรรมนูญฉบับไหนก็แล้วแต่ ก็เพราะว่าสมาชิก ๑ คน ก็ยังสามารถจะต่อรองได้ จะเห็นว่าความมุ่งหวังในการที่จะพัฒนา การเมืองให้เข้มแข็ง การเมืองจะเข้มแข็งได้ก็คือพรรคการเมืองเข้มแข็ง มันเกิดไม่ได้ หรอกครับ ถ้าไม่กำหนดวิธีการเลือกตั้งให้สมเหตุสมผล และให้เป็นสากลผ่านการทดสอบมา ปี ๒๕๔๐ ๒๔ ปีที่แล้ว ก็ยังมีเกณฑ์ขั้นต่ำร้อยละ ๕ เลย ระบบของเยอรมันเองก็มีร้อยละ ๕ เป็นเกณฑ์ขั้นต่ำ ผมจึงได้เสนอครับท่านประธาน ในร่างแก้ไขของผม มาตรา ๙๑ วรรคแรก ว่าบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใดได้คะแนนเสียงน้อยกว่าร้อยละ ๑ ของจำนวน คะแนนเสียงรวมทั้งประเทศ ให้ถือว่าไม่มีผู้ใดในบัญชีรายชื่อนั้นได้รับเลือกตั้ง และไม่ให้นำ คะแนนเสียงดังกล่าวมาร่วมคำนวณ ชัดเจนครับ ร้อยละ ๑ ก็คือความคาดหวังที่จะต้อง มี ส.ส. อย่างน้อย ๑ คนขึ้นไป หรือ ๒ คนขึ้นไป เราก็จะตัดพวกที่หวังจะปัดเศษ ก็จะทำให้ การเมืองเข้มแข็งขึ้น มีบางท่านเสนอ ๐.๒ เปอร์เซ็นต์ บางท่านเสนอ ๒ เปอร์เซ็นต์ ๕ เปอร์เซ็นต์ อันนี้เป็นจุดสำคัญที่ผมคิดว่าขาดหายไปในมาตรา ๙๑ ที่กรรมาธิการแก้ ก็แน่ล่ะครับ แรก ๆ กรรมาธิการก็คงอยากจะใส่แบบนี้เหมือนกัน แต่ก็ไปโดนขู่เดี๋ยวจะฟ้อง ศาลรัฐธรรมนูญ ใส่เข้ามาเกินกว่าที่เขายกร่างมาก็เลยไม่ใส่ เมื่อท่านไม่ใส่ก็จะเกิด ปรากฏการณ์เหมือนเดิม แต่น้อยลง เพราะว่าท่านตัดบัญชีรายชื่อลงเหลือแค่ ๑๐๐ คน จาก ๑๕๐ คน เพราะฉะนั้นใครที่คิดจะตั้งพรรคหวังที่จะเป็นพรรคปัดเศษได้ ส.ส. ๑ คนนั้น ต้องคิดให้ดีนะครับ อาจจะเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า เพราะผมพยากรณ์ว่าเมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านไปแล้ว เมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งต่อไป นำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาใช้ ก็จะมีพรรคที่ได้คะแนน ส.ส. ๑ คน จากบัญชีรายชื่ออาจจะ มีสัก ๓-๔ พรรค เพราะเศษมันเป็นเศษจาก ๑๐๐ คน ไม่ใช่เศษจาก ๑๕๐ คน เหมือนครั้งที่แล้ว แล้วไม่ใช่เศษจากการคำนวณแบบจัดสรรปันส่วน ก็จึงกราบเรียนเพียงประเด็นเดียวที่จะฝาก กรรมาธิการว่าสายเกินไปไหมครับที่จะใส่ขั้นต่ำ เพื่อให้เรามีพรรคการเมืองที่เข้มแข็ง มีระบบการเมืองที่เข้มแข็ง ไม่ใช่ล้มลุกคลุกคลานแบบนี้ตลอดไป กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธาน🔗
ต่อไปเชิญ ท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานวุฒิสภา ประธานรัฐสภาที่เคารพอย่างสูงครับ กระผม เฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอแปรญัตติ แก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๙๑ ครับ ผมพิจารณาจากบันทึกหลักการและเหตุผลประกอบ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พุทธศักราช .... ในหลักการ เขาแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๘๓ และมาตรา ๙๑ โดยเฉพาะในมาตรา ๙๑ เขามีเหตุผลที่แก้ไข ก็เพื่อให้การคำนวณคะแนนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน แต่พอกลับมาดูมาตรา ๙๑ ในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของกรรมาธิการแล้ว ผมเห็นว่า ยังมีหลักเกณฑ์ที่ไม่ชัดเจน ไม่เป็นไปตามเหตุผลของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ลองกลับมาดูมาตรา ๙๑ ขออนุญาตกล่าวอีกครั้งหนึ่งนะครับ กำหนดว่าการคำนวณสัดส่วน ผู้สมัครรับเลือกตั้งตามบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองที่จะได้รับเลือกตั้ง ให้นำคะแนน ที่แต่ละพรรคการเมืองได้รับการเลือกตั้งมารวมกันทั้งประเทศ แล้วคำนวณเพื่อแบ่งจำนวน ผู้ที่จะได้รับเลือกของแต่ละพรรคการเมือง เป็นสัดส่วนที่สัมพันธ์กันโดยตรงกับจำนวน คะแนนรวมข้างต้น โดยให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งซึ่งมีรายชื่อในบัญชีรายชื่อของแต่ละ พรรคการเมืองได้รับเลือกตามเกณฑ์คะแนนที่คำนวณได้ เรียงตามลำดับหมายเลขในบัญชี รายชื่อของพรรคการเมืองนั้น🔗
วรรคสอง หลักเกณฑ์และวิธีการเงื่อนไขต่าง ๆ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมพูดแค่นี้คิดว่ามัน ชัดเจนหรือยังครับท่านกรรมาธิการ ผมอ่านแล้วผมก็ยังไม่รู้จะเอาจำนวน ส.ส. ทั้งหมด ๕๐๐ คน หรือจะเอา ส.ส. บัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน มาเป็นฐานในการคำนวณหาสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ผมจึงขอแปรญัตติแก้ไขในมาตรา ๙๑ คำนวณสัดส่วน ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่จะได้รับเลือกตั้ง เป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อให้มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน ผมย้ำนะครับ เหตุผลเขา แก้มาตรา ๙๑ เขาบอกให้มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน ผมจึงขอแก้ไขเพิ่มเติมดังนี้🔗
มาตรา ๙๑ การคำนวณสัดส่วนผู้สมัครรับเลือกตั้ง ตามบัญชีรายชื่อของ แต่ละพรรคการเมืองที่จะได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ให้ดำเนินการดังนี้🔗
๑. ให้รวมผลคะแนนทั้งหมดที่ทุกพรรคการเมืองได้รับจากการเลือกตั้ง แบบบัญชีรายชื่อ🔗
๒. ให้นำคะแนนรวมจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่ได้รับตาม ๑ หารด้วย ๑๐๐ ผลลัพธ์ที่ได้ถือเป็นจำนวนคะแนนเฉลี่ยต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๑ คน🔗
๓. ในการคำนวณหาจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งแต่ละพรรคการเมือง จะพึงได้รับ ให้นำคะแนนรวมของบัญชีรายชื่อแต่ละพรรคการเมืองหารด้วยจำนวน คะแนนเฉลี่ยตาม ๒ ผลลัพธ์ที่เป็นจำนวนเต็มที่ได้รับ คือจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่พรรคการเมืองนั้นได้รับ โดยเรียงลำดับจากรายชื่อแรกของบัญชีรายชื่อเป็นลำดับไป🔗
๔. ในกรณีที่จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับรวมกันทุกพรรคการเมือง มีจำนวนไม่ครบ ๑๐๐ คน ให้พรรคการเมืองที่มีผลลัพธ์ตาม ๓ เป็นเศษที่มีจำนวนมากที่สุด ได้รับจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพิ่มขึ้นอีก ๑ คน เรียงตามลำดับจนกว่าจะมีจำนวน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองทั้งหมดได้รับรวมกันจำนวน ๑๐๐ คน ส่วนหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข ในการสมัครรับเลือกตั้ง การออกเสียง การนับคะแนน การรวมคะแนน การประกาศผลการเลือกตั้ง และการอื่นที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร🔗
กราบเรียนท่านประธานครับ มาตรา ๙๑ ที่กระผมแก้ไขเพิ่มเติม เป็นหลักเกณฑ์ที่มีความชัดเจนสอดคล้องกับบันทึกหลักการเหตุผลในการแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๙๑ และผมคิดว่าชัดเจนมากกว่าที่กรรมาธิการกำหนดไว้ คะแนนเสียงทุกคะแนน ไม่ตกน้ำ นำมาคำนวณ ส.ส. บัญชีรายชื่อได้หมด และโดยเฉพาะในกรณีที่ไม่สามารถแก้ไข เพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้แล้วเสร็จภายในกำหนด ในบทเฉพาะกาลก็ไม่ได้เขียนไว้นะครับว่ากฎหมายลำดับรอง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ให้ทำให้แล้วเสร็จเมื่อไร ไม่เขียนไว้ ผมอยากทราบว่า หากมีกรณียุบสภาผู้แทนราษฎรเกิดขึ้น แล้วต้องมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการทั่วไปครั้งแรกภายหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญตามมาตรา ๔/๑ เราจะใช้หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข รวมทั้งการคำนวณสัดส่วน ส.ส. บัญชีรายชื่ออย่างไร ผมสอบถาม จากกรรมาธิการที่เป็นพรรคพวกกัน ท่านบอกว่ากรรมาธิการบางท่านบอกว่าให้ไปออก พระราชกำหนด คือยังไม่รู้ว่าจะเอา ๕๐๐ คน หรือจะเอา ๑๐๐ คนไปหาร หากไปออก พระราชกำหนดโดยรัฐบาลรักษาการก็จะเกิดปัญหาผลประโยชน์ได้เสียขึ้นมาอีก กระผม เห็นว่าจึงควรกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนในมาตรา ๙๑ จะได้เป็นไปตามเหตุผลของ ผู้ขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ แล้วเมื่อมีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่เป็นการเลือกตั้ง ทั่วไปก็สามารถดำเนินการเลือกตั้งตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญได้ จะไปให้ กกต. มาออกหลักเกณฑ์ก็เชื่อใจไม่ค่อยได้อีก คราวที่แล้วคำนวณ ส.ส. ๗๐,๐๐๐ คน คะแนนเสียง ๗๐,๐๐๐ คะแนน ได้ ส.ส. ๑ คน กกต. ก็ไปคำนวณ ๓๐,๐๐๐ คะแนน ก็ได้ ส.ส. ๑ คน เพราะฉะนั้นควรจะออกหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน เป็นไปตามเหตุผลที่ผู้ขอแก้ไข อยากจะให้เป็นอย่างนั้น ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ท่านเฉลิมชัย ก็อภิปรายไปถึงมาตรา ๔/๑ แล้ว พอถึงมาตรานั้นท่านไม่จำเป็นต้องอภิปรายก็ได้นะครับ ต่อไปท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย แล้วก็ท่านเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร เชิญท่านสาทิตย์ก่อนครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเป็นสมาชิกที่ได้เสนอคำแปรญัตติในส่วนของมาตรา ๙๑ ต่อคณะกรรมาธิการ และคณะกรรมาธิการไม่เห็นด้วยจึงขอสงวนคำแปรญัตติไว้ ผมเรียน ท่านประธานว่า ตั้งแต่มีความคิดในเรื่องของการแก้ไขระบบเลือกตั้งจากของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ซึ่งเป็นแบบระบบจัดสรรปันส่วนผสมกลับมาสู่ระบบบัตร ๒ ใบ ซึ่งเป็นระบบที่ใช้ ครั้งแรกในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น ผมเองเคยผ่านการเลือกตั้งในระบบนั้นมา ผมเฝ้ามอง อยู่ว่าในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๑ ซึ่งเป็นวิธีคำนวณ ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อและ จะเกี่ยวพันถึง ส.ส. เขตด้วยจะเขียนไว้อย่างไร ผมเห็นตัวร่าง แต่หวังว่าเมื่อเข้าไปสู่ชั้นกรรมาธิการท่านจะเห็นปัญหา แล้วนำไปสู่การแก้ไข แต่ปรากฏว่าท่านมาแก้ไข วิธีการเขียนของท่านเหมือนเพื่อนสมาชิกหลายคนได้อภิปรายไป ว่ามันมีความไม่ชัดเจน ท่านเขียนอย่างไร ท่านเขียนว่ามาตรา ๙๑ การคำนวณสัดส่วน ของผู้สมัครรับเลือกตั้งตามบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองที่จะได้รับเลือกตั้ง ให้นำคะแนน ที่แต่ละพรรคการเมืองได้รับการเลือกตั้งมารวมกันทั้งประเทศ แล้วคำนวณเพื่อแบ่งจำนวน ผู้ที่จะได้รับเลือกของแต่ละพรรค เป็นสัดส่วนที่สัมพันธ์กันโดยตรงกับจำนวนคะแนนรวม ข้างต้น ท่านใช้ถ้อยคำแค่นี้ ที่เหลือท่านเขียนบอกว่าหลักเกณฑ์วิธีการเงื่อนไขต่าง ๆ การออกเสียงนับรวมคะแนนประกาศผล ให้ไปเขียนในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ผมเห็นว่าวิธีการเขียนแบบนี้สร้างปัญหาในอนาคตครับ ถ้อยคำการใช้คำว่า เป็นสัดส่วน ที่สัมพันธ์กันโดยตรงกับคะแนนที่ได้รับนี้ จริง ๆ แล้วเป็นถ้อยคำของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๙๘ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขียนว่าการคำนวณสัดส่วนที่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ตามบัญชีรายชื่อแต่ละพรรค ให้นำคะแนนที่แต่ละพรรคได้รับในเขตเลือกตั้งมารวมกัน แล้วแบ่งเป็นสัดส่วนที่สัมพันธ์กันโดยตรงกับจำนวนคะแนนข้างต้น แต่การเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไม่ใช่ระบบบัญชีรายชื่อที่ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้งครับ ปี ๒๕๕๐ เป็นระบบสัดส่วน ทั่วประเทศแบ่งออกเป็น ๘ โซน ในแต่ละโซนมี ส.ส. ระบบ สัดส่วนได้ตามจำนวนที่กฎหมายนั้นกำหนด เพราะฉะนั้นการใช้คำว่า เป็นสัดส่วนที่สัมพันธ์กัน ที่เอาถ้อยคำมาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ฐานที่มาต่างกัน🔗
คำถามจึงมีต่อไปว่าถ้าเราจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขระบบเลือกตั้งนั้น จะเขียนไว้ เป็นหลักกว้าง ๆ แบบนี้ แล้วก็ไปว่ากันในชั้นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเช่นนั้นหรือ ผมคิดว่าไม่ชอบ ไม่ควรเป็นเช่นนั้น ควรกำหนดหลักเอาไว้ในตัวรัฐธรรมนูญเลย เพราะอะไร เพราะจะได้ไม่ต้องเกิดการตีความกันอนาคต อย่างที่เพื่อนสมาชิกซึ่งเพิ่งนั่งไปสักครู่ได้มีการ พูดถึงว่าตกลงจะหาร ๑๐๐ หรือหาร ๕๐๐ ณ จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ยังไม่มีความชัดเจน เราเขียนรัฐธรรมนูญแล้วไปเถียงกันวันข้างหน้าไม่ได้ครับ ผมจึงเสนอแก้มาตรา ๙๑ แล้วแปรญัตติเข้าไปอย่างนี้ครับว่า ให้เขียนให้ชัดเลยว่ามาตรา ๙๑ การคำนวณสัดส่วนของ ผู้สมัครรับเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อและระบบเขต ให้นำคะแนนที่แต่ละพรรคการเมืองได้รับ จากคะแนนรวมบัญชีรายชื่อ แล้วคำนวณหาจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พึงมี ของแต่ละพรรคการเมือง ทำไมจึงเขียนแบบนี้ครับ จุดเด่นของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ คือการคำนวณ ส.ส. พึงมี ผมผ่านการเลือกตั้งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๓๔ เป็นการเลือกตั้ง ปี ๒๕๓๘ ปี ๒๕๓๙ เป็นอีกแบบหนึ่งเลยครับ เขตหนึ่งมีไม่เกิน ๓ คน ผมมาจากระบบเขต ที่มีจำนวน ส.ส. ๒ คน ไม่มีบัญชีรายชื่อ ผมผ่านการเลือกตั้งปี ๒๕๔๐ ที่เป็นระบบบัตร ๒ ใบ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็ไม่เขียนไว้ครับ แล้วให้ไปออกเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ วิธีการคำนวณตอนนั้นไม่มีจำนวน ส.ส. พึงมี ปัญหาที่ไม่มีจำนวน ส.ส. พึงมีมันเกิดอะไรขึ้น เป็นเหมือนอย่างที่เพื่อนสมาชิกได้พูดครับว่าเมื่อมีทั้งระบบบัญชีรายชื่อกับระบบเขต แล้วใช้ระบบบัญชีรายชื่อด้วยวิธีการที่คะแนนพรรคหารด้วย ๑๐๐ เขตก็เขต บัญชีรายชื่อ ก็บัญชีรายชื่อนั้น มันจะทำให้ไม่สะท้อนเจตจำนงของประชาชนทั้งประเทศ และจะทำให้ ระบบนี้เกิดพรรคใหญ่สามารถที่จะได้คะแนนทั้ง ๒ ข้าง แล้วมันเกินจำนวนพรรคที่แท้จริง ตัวอย่าง ปี ๒๕๔๔ พรรคที่ได้คะแนนเสียงสูงสุด ได้ ๑๑,๖๐๐,๐๐๐ เสียง พรรครองลงมา ได้ ๗,๖๐๐,๐๐๐ เสียง พรรคที่ได้คะแนนสูงสุดนั้นได้จำนวนเขต ๒๐๐ เขต พรรครองลงมา ได้ ๙๗ เขต พอคำนวณด้วยการใช้ระบบเอา ๑๐๐ หาร พรรคซึ่งได้คะแนนเสียงสูงสุด ๑๑ ล้านเสียง ได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ๔๘ คน พรรครองลงมา ๗,๖๐๐,๐๐๐ เสียง ได้ ๓๑ คน แต่พอไปรวมเขตเข้าด้วยแล้ว พรรคซึ่งได้คะแนนเสียงสูงสุด กลายเป็น ๒๔๘ คน พรรคได้รองลงมาเหลือ ๑๒๘ คน แต่ถ้าเอาระบบจำนวน ส.ส. พึงมีไปคิด แล้วก็คิดจากคะแนนที่ได้ จะเห็นว่าพรรคได้คะแนนเสียงสูงสุดนั้นได้จำนวน ส.ส. พึงมีแค่ ๒๐๓ ที่นั่งเท่านั้น พรรครองลงมาจากที่ใช้ระบบแบบต่างคำนวณทั้ง ๒ ข้าง ได้ ๑๒๘ คนนั้น จริง ๆ แล้วจำนวน ส.ส. พึงมีของเขาคือ ๑๓๒ คน นี่คือการเลือกตั้งปี ๒๕๔๔ ปี ๒๕๔๘ พรรคที่ได้คะแนนเสียงสูงสุด ๑๘,๙๐๐,๐๐๐ เสียง รองลงมาได้ ๗,๒๐๐,๐๐๐ เสียง แต่พรรคที่ได้คะแนนเสียงสูงสุดนั้นได้เขตเลือกตั้ง ๓๑๐ ที่นั่ง รองลงมาได้ ๗๐ ที่นั่ง ถ้าใช้ระบบแบบหาร ๑๐๐ แล้วให้โต ๒ ข้าง พรรคได้คะแนนเสียงสูงจะได้ถึง ๓๗๗ ที่นั่ง แต่ถ้าคิดแบบ ส.ส. พึงมี มีจำนวนเพียง ๓๐๕ ที่นั่ง พรรคขนาดเล็กเสียงก็จะหายไป เพราะพรรคขนาดใหญ่กวาดจำนวนที่ควรจะได้ไปแล้ว ปัญหามันก็คือว่าเขาได้จำนวน ส.ส. มากกว่าจำนวน ส.ส. ที่พึงมี ปี ๒๕๕๐ ชัดที่สุดท่านประธานครับ พรรคได้คะแนนสูงสุดได้ ๑๒,๓๐๐,๐๐๐ เสียง พรรคได้คะแนนอันดับ ๒ ได้ ๑๒,๑๐๐,๐๐๐ เสียง ใกล้เคียงกันมาก แต่พอปล่อยให้เขตนับไป บัญชีรายชื่อนับไป พรรคได้คะแนนเสียงสูงสุดกลายเป็น ๒๓๓ ที่นั่ง พรรครองลงมาได้แค่ ๑๖๔ ที่นั่ง แต่ถ้าใช้ระบบคำนวณจำนวน ส.ส. พึงมี มาคำนวณ พรรคได้สูงสุดจะได้ ๑๙๗ ที่นั่ง พรรครองลงมาจะได้ ๑๙๔ ที่นั่ง ไปดูเลยครับ พรรคที่เล็กลงไปเสียงก็จะหายไปในลักษณะของตามเปอร์เซ็นต์นั้น ผมขออนุญาต ท่านประธานได้ใช้เวลาเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยเพื่อให้ชัดเจนนะครับ เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่า มาตรา ๙๑ นี้ที่จะแปรญัตติแก้ไข จำเป็นจะต้องมีคำว่า จำนวน ส.ส. ที่พึงมี ซึ่งอยู่ในการ แปรญัตติของผม🔗
ประการถัดมา ท่านประธานครับ เมื่อมีจำนวน ส.ส. ที่พึงมีลบด้วยจำนวน ส.ส. เขตไปแล้ว ถ้าพรรคใดก็ตามจำนวน ส.ส. ที่พึงมี ลบด้วยจำนวน ส.ส. เขตแล้ว เขาไม่ได้ บัญชีรายชื่อเพราะได้เขตครบแล้ว หรือได้เขตเยอะจนได้บัญชีรายชื่อน้อย ส่วนที่เหลือ จะถูกกระจายไปให้กับพรรคที่มีจำนวน ส.ส. ที่พึงมี แต่มีจำนวน ส.ส. เขตน้อย ไปเพิ่ม บัญชีรายชื่อให้เขาครับ🔗
ในประการถัดมา ก็คือว่าถ้าหากว่ามีการคำนวณในระบบนี้ไปแล้ว การนับ คะแนนต่าง ๆ ที่เป็นรายละเอียดก็สามารถที่จะไปเขียนเอาไว้ในกฎหมายประกอบได้ แต่เราเขียนหลักเอาไว้แล้ว คำถามมีต่อมาว่าควรกำหนดจำนวนขั้นต่ำของคะแนน พรรคการเมืองมาอยู่ในวิธีการคิดคะแนนของบัญชีรายชื่อด้วยหรือไม่ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กำหนดไว้ที่ ๕ เปอร์เซ็นต์ แต่สำหรับผมนี้ผมคิดว่าถ้าจะสนับสนุนพรรคการเมืองให้เติบโต เข้มแข็งนั้น ควรที่จะกำหนดไว้แบบนี้ครับว่า คะแนนพรรคที่จะถูกนับนั้นจะต้องมาจาก พรรคการเมืองที่ส่งระบบบัญชีรายชื่อครบ ๑๐๐ คน และต้องส่ง ส.ส. ระบบเขตเลือกตั้ง อย่างน้อย ๑๐๐ เขต มาจากไหนครับ ในมาตราเมื่อสักครู่นี้ก่อนหน้านี้ ถ้าเขียนตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๐ ซึ่งร่างนี้ไม่ได้แก้ พรรคที่จะส่งบัญชีรายชื่อได้ต้องส่ง ส.ส. ระบบเขตก่อน อันนี้เปลี่ยนไม่ได้แล้ว แปลว่าไม่ส่งเขต ส่งบัญชีรายชื่อไม่ได้ ดังนั้นเราจึงจะ สามารถที่จะกำกับพรรคการเมืองที่เข้าสู่ระบบการเลือกตั้งว่าจะต้องมีความเลื่อมใสในการ เลือกตั้ง และปรารถนาที่จะตั้งพรรคการเมืองเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริงได้ คำถามจะมีต่อว่าแล้วพรรคขนาดเล็กจะทำอย่างไร ผมคิดว่าใน ๑๐๐ เขตเลือกตั้ง ในกฎหมายประกอบสามารถไปคุยเรื่องวิธีการได้มาซึ่งผู้สมัคร ส.ส. เขตแต่ละเขตได้ เพื่อเอื้ออำนวยให้พรรคซึ่งอาจจะมีจำนวนขนาดทุนไม่เท่าพรรคการเมืองขนาดใหญ่ เขามีโอกาสครับ นี่คือสิ่งซึ่งผมแปรญัตติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมนี้🔗
ผมมีประเด็นเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยเท่านั้นครับท่านประธาน ว่าถ้าเรา เขียนเอาไว้ตามกรรมาธิการ ทิ้งเอาไว้แค่เป็นสัดส่วนที่สัมพันธ์กัน ในชั้นที่จะลง ไปทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญมันจะงอกสูตรออกมานับเป็น ๑๐๐ สูตรเลยครับ แล้วจะหาจุดลงตัวไม่ได้ ทำไมเราไม่แก้ไขปัญหาด้วยการเขียนให้ชัดลงไปในรัฐธรรมนูญ เสียตั้งแต่ต้น หลายคนบอกว่าครับว่า ถ้าอย่างนั้นวิธีการที่เขียนเอาไว้นี้ ไปเปิดเอาไว้ให้ สำหรับที่จะคิด ซึ่งมีบางท่านที่เป็นกรรมาธิการลงไปแถลงข่าวแล้วว่าใช้แบบหาร ๑๐๐ หาร ๑๐๐ คือการกลับไปสู่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๔๔ และการเลือกตั้งปี ๒๕๔๔ กับปี ๒๕๔๘ ที่ผมยกให้ท่านประธานเห็นแล้วว่า จำนวนที่เขาได้นั้นสูงกว่าเปอร์เซ็นต์จริง ที่ควรจะได้ บางคนบอกว่าวิธีนั้นพรรคการเมืองเข้มแข็ง แต่ผมไม่ต้องการเห็นพรรคการเมือง เข้มแข็ง แต่ประเทศอ่อนแอ ระบบการเลือกตั้งที่ดีนอกจากสะท้อนเจตจำนง จะต้อง ได้รัฐบาลที่มั่นคง แต่ต้องมีฝ่ายค้านที่มีประสิทธิภาพเพื่อทำการตรวจสอบด้วย ถ้าเรา ปล่อยให้พรรคใหญ่กินรวบไปทั้ง ๒ ข้าง ทั้งเขตและทั้งบัญชีรายชื่อ ภาวะการเมืองไทย ที่วิกฤติ และเราผ่านมาแล้วในปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา จะกลับไปสู่สิ่งนั้น แก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ทำให้ชัดเจนดีกว่าครับ ผมจึงขอเรียนกับท่านประธานว่าอยากให้เพื่อนสมาชิกและกรรมาธิการ ได้พิจารณาข้อแปรญัตติและสงวนคำแปรญัตติของผมครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ลำดับต่อไปเป็นท่านเท่าพิภพแจ้งว่าติดภารกิจอยู่ เดี๋ยวจะขอมาที่สภา แล้วก็ยังติดใจ ที่จะอภิปรายนะครับ เพราะฉะนั้นผมข้ามไปก่อน ต่อไปจะเป็นคณะของสมาชิกที่แสดง ความประสงค์ไว้มี ๘ ท่านด้วยกัน การที่สมาชิกอภิปราย ผมขอความกรุณาให้อยู่ในข้อบังคับ ข้อ ๑๒๗ คือสมาชิกรัฐสภาอภิปรายได้เฉพาะถ้อยคำหรือข้อความที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวก็จะมีสมาชิกประท้วงผมนะครับ ดังนั้นขอให้ขึ้นข้อความในมาตรา ๙๑ อันนี้ไม่ใช่มาตรา ๙๑ อันนี้เป็นที่เขาขอคำแปรญัตติ ขอให้ขึ้นมาตรา ๙๑ ที่เป็นร่างของ กรรมาธิการ มาตรา ๙๑ ได้แล้วใช่ไหมครับ ผมจะแจ้งลำดับที่ท่านจะอภิปรายนะครับ ๑. ท่านวันชัย สอนศิริ ๒. พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ๓. ท่านมณเฑียร บุญตัน ๔. พันตำรวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ ขอแจ้ง ๔ ท่านแรกก่อนนะครับ มาตรา ๙๑ ขึ้นหรือยังครับ มาตรา ๙๑ ก็อยู่ในมาตรา ๔ นะครับ มาตรา ๔ เป็นมาตราคลุม ขยายให้ ตัวใหญ่ ๆ หน่อย เอาเฉพาะมาตรา ๙๑ กติกาผมก็บอกไปแล้ว จะต้องเคร่งครัดตามข้อบังคับ ข้อ ๑๒๗ นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ สิ่งที่คณะกรรมาธิการได้ตัดไปนั้น เมื่อจะอภิปรายนั้นคงต้องลงในรายละเอียดเหตุผล ข้อเท็จจริงประกอบ เพราะถ้าจะพูดเฉพาะเนื้อหาตามที่คณะกรรมาธิการเติมหรือตัดออกไป เพียงเท่านั้นไม่น่าจะครบถ้วนสมบูรณ์ เพราะฉะนั้นประเด็นที่ผมจะขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธาน อาจจะเลยตามสิ่งที่ ท่านประธานแจ้งเมื่อสักครู่ ก็หวังว่าท่านประธานคงจะกรุณา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมในฐานะสมาชิกที่ฟังจากการชี้แจงของคณะกรรมาธิการ รวมทั้งกรรมาธิการเสียงข้างน้อย และสมาชิกผู้ขอแปรญัตติแล้ว ขออนุญาตกราบเรียนว่าฟังมาตั้งแต่ต้นจนกระทั่ง ขออภัย เอ่ยชื่อท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ผมค่อนข้างจะเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย โดยเฉพาะต่อคำอธิบายของท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ที่พูดไปเมื่อสักครู่นี้ การแก้ รัฐธรรมนูญในครั้งนี้ผมได้กราบเรียนไว้ โดยอภิปรายในชั้นวาระรับหลักการว่าระบบ ๒ ใบ ตามร่างนี้พรรคใหญ่จะกินรวบ พรรคใหญ่จะผงาดปิดโอกาสพรรคเล็ก จะมีคะแนน แบบเบ็ดเสร็จสุดโต่ง พรรคใหญ่จะได้ ส.ส. แบบก้าวกระโดด ได้ ส.ส. พึงมีเกินจริงครับ ท่านประธาน เขาเห็นว่ารัฐธรรมนูญที่ใช้ในปี ๒๕๔๐ ระบบเลือกตั้งดังกล่าวนั้นมีข้อบกพร่อง เขาจึงแก้ครับท่านประธาน เรากำลังเอาสิ่งที่บกพร่องนั้นย้อนรอยถอยกลับไปใช้ ระบบบัตรใบเดียวก็มีข้อบกพร่องครับท่านประธาน เป็นระบบที่เขาเรียกกันว่ามัดมือชก ไม่ตรงตามความต้องการของประชาชน บางคนเล่นคำแรง ใช้ถึงพลาสติกคลุมหัวเลยครับ ลักษณะอย่างนี้เขาบอกว่าไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของประชาชน ผมจึงกราบเรียนต่อ ท่านประธานว่าทั้ง ๒ ระบบใช้มาแล้ว ท่านสมาชิกเห็นต่อหน้าต่อตาว่าแต่ละระบบนั้น มีข้อบกพร่อง ผมจึงขอกราบเรียนว่าการแก้ในครั้งนี้น่าจะแก้แล้วดีขึ้น เป็นธรรม แก้ข้อบกพร่องของปี ๒๕๖๐ และปี ๒๕๔๐ แต่นี่ไม่ใช่นะครับท่านประธาน ขออนุญาต กราบเรียนว่าโดยหลักแล้วพรรคการเมืองแต่ละพรรคควรมี ส.ส. จริง ๆ ทั้งเขตและ บัญชีรายชื่อที่เราเรียกกันว่า ส.ส. พึงมีนั้นเท่าใด เขาดูจากอะไรครับท่านประธาน เขาดูจาก ว่าประชาชนไปลงคะแนนให้พรรคการเมืองนั้น ๆ เท่าไร กี่เสียง กี่แสน กี่ล้านเสียงและเอามา คำนวณเป็น ส.ส. พึงมีของพรรคการเมืองนั้น ๆ ส.ส. เขตนี้ได้อยู่แล้วครับท่านประธาน โดยหลักที่เขาปฏิบัติที่ ส.ส. พึงมีจริง ๆ นั้นอย่างที่พูดกัน ยกตัวอย่างว่ามีประชาชนคนไทย มาลงคะแนน ๔๐ ล้านเสียง จะได้ ส.ส. ทั้งประเทศ ๕๐๐ คน ถ้าพรรคเอ (A) หรือพรรคใด พรรคหนึ่งนี้เกิดได้คะแนนทั้งหมด ๔๐ ล้านเสียง แปลว่าพรรคนั้นได้ ส.ส. เขตไป ๔๐๐ คน ได้บัญชีรายชื่อไปอีก ๑๐๐ คน อย่างนี้เรียกว่า ส.ส. พึงมี ขออนุญาตยกตัวอย่างเพื่อให้เห็น เป็นประจักษ์ครับท่านประธาน สมมุติว่าพรรคเพื่อไทยหรือพรรคพลังประชารัฐได้ ๑๕ ล้านเสียง คำนวณแล้วก็คือเอา ๕๐๐ คูณ ๑๕ หารด้วย ๔๐ ล้านเสียง ก็จะได้ ส.ส. พึงมี ๑๘๗ คน ถ้าเลือกตั้งเขตได้มา ๑๕๐ คน ก็เอาจากบัญชีรายชื่อมาบวกให้อีก ๓๗ คน ก็เป็น ๑๘๗ คน ที่เราเรียกกันว่าระบบสัดส่วนผสม แต่ระบบแบบปี ๒๕๔๐ ที่คณะกรรมาธิการกำลังแก้นี้ เป็นการได้คะแนนแล้วได้อีก ได้แบบก้าวกระโดด ได้เกินจริงครับท่านประธาน ผมจึงขออนุญาตกราบเรียนว่า ถ้าเราแก้แล้วเป็นไปตามร่างแบบปี ๒๕๔๐ พรรคใหญ่ ๆ ไม่กี่พรรคในสภานี้ ที่มีสรรพกำลังมีความพร้อมมากกว่าพรรคอื่น ๆ จะกินรวบนะครับ ท่านประธาน แล้วดูเถอะ พรรคใหญ่ ๆ ไม่กี่พรรคจะมีเสียงมากในสภา เหมือนที่เคยเป็น มาแล้ว แล้วจะเป็นแบบก้าวกระโดด🔗
ผมถึงบอกว่าการแก้รัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ขออนุญาตท่านประธานอีกนิดเดียว ขออนุญาตกราบเรียนว่า การแก้รัฐธรรมนูญในครั้งนี้เป็นการแก้เพื่อพรรคการเมือง แล้วก็อำนาจทางการเมืองจริง ๆ ครับท่านประธาน ผมถึงบอกว่าถ้าแก้แล้วมันก่อให้เกิด ความเป็นธรรม มันก่อให้ผลประโยชน์กับทุกพรรคการเมือง ผมว่าเอาข้อดีของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ข้อดีของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาผสมผสานกัน ขออนุญาตนะครับ แบบที่ ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ได้พูดไว้ แปลว่าเอาทั้ง ๒ ส่วนนั้นมาผนวกกัน ประการที่ ๑ จะเป็นการสะท้อนความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง ประการที่ ๒ เราสามารถ เลือกคนที่รัก เลือกพรรคที่ชอบได้โดยเสรี ประการที่ ๓ มีความเป็นธรรมกับทุกพรรคการเมือง เลิกระบบมัดมือชก เลิกระบบกินรวบ พรรคใหญ่กินรวบ และประการสุดท้ายครับ ท่านประธาน เป็นการคำนวณคะแนนของพรรคที่ประชาชนลงคะแนนให้ เอามาจัดสรร ปันส่วนจำนวน ส.ส. ของแต่ละพรรคอย่างแท้จริง ไม่ก้าวกระโดด ไม่มีคะแนนเขย่ง ไม่มี ส.ส. ปัดเศษอย่างที่ปรากฏ🔗
สรุปได้แล้ว นะครับ🔗
จะจบแล้วครับท่านประธาน นิดเดียว ทำไมเราไม่เปลี่ยน ทำไมเรากลับไปย่ำเท้าอยู่กับที่ กระผมจึงขอสนับสนุน การแปรญัตติ และการสงวนความเห็นของท่านสมาชิกเสียงข้างน้อยที่ได้สงวนความเห็นไว้ กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ต่อไปเชิญ ท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอปฏิบัติ ตามข้อบังคับที่ท่านกล่าวนะครับ ว่าเป็นข้อบังคับที่จะต้องอภิปรายไปในตัวที่แก้ในนั้น โดยเฉพาะในมาตรานี้ส่วนที่ถูกตัดออกและเพิ่มเติม ซึ่งมีเนื้อความว่า ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งปรากฏถูกตัดทิ้งไป แล้วมีคำเพิ่มเติมคือ หลักเกณฑ์ วิธีการ ขีดเส้นใต้ครับ และเงื่อนไข เงื่อนไขนี้มันเพิ่มขึ้นมาจากเนื้อความข้างบน ในการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ การออกเสียงลงคะแนน การนับคะแนน การลงคะแนน การประกาศผลการเลือกตั้ง และการอื่นที่เกี่ยวข้องเป็นไป แล้วตอนนี้ความเดิมเหมือนกัน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ตรงนี้ผมไม่พูดมาก ทีนี้กลับมาดูครับว่า คณะกรรมาธิการกลัวอะไรหรือครับ ถึงมีการทั้งตัด ทั้งเปลี่ยน และมี การเพิ่มคำว่า เงื่อนไข นะครับ เงื่อนไขนี้ใครเป็นคนออก เพราะเงื่อนไขนี้เป็นหัวใจ สำคัญหนึ่งที่จะถูกระบุไว้ในภายหลัง นอกจากหลักการและวิธีการ สิ่งที่สำคัญคือ กกต. ผู้จัดการเลือกตั้งคุยได้หรือครับ หรือรัฐบาลควบคุมได้ หรืออยู่ในอาณัติ วางยุทธศาสตร์ ไว้แล้วใช่ไหม ว่าเอาชนะการเลือกตั้งแบบเฉียบขาด ทั้งการกำหนดพื้นที่ ๔๐๐ ทั้งการคำนวณบัญชีรายชื่อ ๑๐๐ เพื่อไม่ต้องการให้พรรคการเมืองใหม่ ๆ ในระบอบ ประชาธิปไตยที่ต้องการสร้างคุณค่าหรือประโยชน์อันเป็นการเมืองใหม่ ๆ นะครับ ผมไม่ว่านะครับว่าการเมืองเก่า ๆ คืออะไร ประชาชนก็รู้หมดครับท่านประธานว่าคืออะไร แต่การเมืองใหม่ ๆ ที่เอาความหลากหลายของคนทุกชนชั้น เอาคนที่สามารถเข้ามาได้ โดยไม่ต้องมีสตางค์มาก อีกเยอะแยะมาจากระบบของการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นแบบนิยม คือแบบแบ่งเขต หรือบัญชีรายชื่อซึ่งใช้เชิงประเด็นเข้ามา เพื่อนสมาชิกผมหลายท่าน ได้พูดไปแล้ว โดยเฉพาะผมขอสนับสนุนระบบเอ็มเอ็มพี (MMP) ของเสียงส่วนน้อย ที่คุณณัฐพงษ์ แล้วก็ท่านธีรัจชัยเพื่อนสมาชิกในพรรคของผมเป็นอย่างยิ่ง แต่ผมขอเรียก ระบบที่พูดนี้ ผมขอให้มองไปถึงระบบที่จะกล่าวขึ้นนี้ คือผมใช้คำว่า ระบบสัดส่วน เดิมคือ ส่วนผสม ผมใช้คำว่า ระบบสัดส่วนตามธรรมาภิบาล ผมไม่รู้ว่ารัฐบาลชุดนี้หรือคณะ กกต. เคยได้ยินคำว่า ธรรมาภิบาล ไหมครับ ภาษาอังกฤษเขียนว่า กูดกัฟเวิร์นแนนซ์ (Good Governance) นี่คือหลักสากลที่โลกเขาใช้ ถ้าท่านยังเข้าไปไม่ถึงคำว่า กูดกัฟเวิร์นแนนซ์ (Good Governance) ท่านยังดำรงการเอารัดเอาเปรียบในเชิงกฎหมาย ไม่ไปถึงไหนครับ หลักกูดกัฟเวิร์นแนนซ์ (Good Governance) ทำอย่างไร ในช่วงที่ท่านต้องการแก้ไข หลักการและวิธีการเงื่อนไข นั่นล่ะครับสิ่งที่ต้องทำ หลักนิติธรรมคือหลักเกณฑ์และวิธีการ โดยเฉพาะหลักนิติธรรม ต้องบอกว่ากฎหมายต้องทันสมัยเป็นธรรม คุณธรรมต้องสร้าง ค่านิยมที่ดีงามให้ประชาชนรู้จักที่จะมาเลือกตั้ง ไม่ใช่ปกปิด เบียดบังเวลา กำกับด้วย กฎหมาย ห้ามมาชุมนุม ห้ามการมา ความโปร่งใสครับ ประกาศที่บอกว่าประกาศวิธีการ ที่มันเป็นปัญหาเอ็มเอ็มพี (MMP) เอ็มเอ็มเอ (MMA) เก่านี้ เก็บไว้จนกระทั่งต้องคน หรือชาวบ้านมาคำนวณวิธีการกันเอง ๗๐,๐๐๐ คนนี้นะครับมาคำนวณกันเองว่าใครถูก ใครผิด แล้วก็เก็บไว้ มันต้องประกาศก่อนเลยครับ โปร่งใสให้รู้ว่าจะใช้วิธีไหน อย่างท่านณัฐพงษ์ ที่มีตัวเลข มีเหตุและปัจจัยของตัวเลขที่มาคำนวณอย่างชัดเจน นั่นคือความโปร่งใสครับท่าน ประธาน ถ้าไม่ทำนะครับ เลิกเลยครับ การเลือกตั้งที่มีหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข🔗
ต่อไปการมีส่วนร่วม ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการนับคะแนน ไม่ใช่เอา คนของกูไปปักหลัก จะนับเองนับแบบนี้ นับเก็บทุกเขตแบบนี้ เอาพวกคนที่รู้จักหรือรัฐเอง เป็นคนคอนดักท์ (Conduct) ได้ไป ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ท่านประธานครับ หลักความ รับผิดชอบ กกต. ต้องรู้จักรับผิดชอบเมื่อทำผิดแล้วแก้ไข เมื่อกำหนดหลักเกณฑ์ขึ้นมา ถ้ายังเป็นแบบงึม ๆ งำ ๆ ประกาศผิดแล้วตัวเลขเพี้ยนไปหมด ไม่ออกมารับผิดชอบเลย ใช้ตัวเลยคำนวณมาจากการโหลดอัป (Load up) ของตัวเลขที่อัปโหลด (Upload) ผู้ที่ได้ คะแนนเสียง แล้วเพี้ยนไปเพี้ยนมา นี่คือต้องรับผิดชอบ ไม่รับผิดชอบงบประมาณที่ให้ไป มันก็ผิดพลาดนะครับ🔗
หลักสุดท้ายความคุ้มค่าครับท่านประธาน เราจะเห็นว่าการประกาศผล อย่างรวดเร็วและชัดเจนแม่นยำ แล้วถูกต้องด้วยหลักที่ผมเรียกว่าระบบสัดส่วนแบบ ธรรมาภิบาลนี้ จะทำให้เราได้ระบบเอ็มเอ็มพี (MMP) ที่ทรงคุณค่า แล้วตอบสังคมโลกได้ นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะอภิปรายเพื่อประกอบการสนับสนุน และเราไม่เคยด้อยค่าเพื่อน ส.ส. ที่ได้คะแนนน้อย เรายินดีที่เขามาร่วมในการเป็นสมาชิกด้วยกัน ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเรียนเชิญท่านมณเฑียร บุญตัน เสร็จแล้วตามด้วย พันตำรวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ เชิญท่านมณเฑียรก่อนครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธาน ผมเองไม่ได้ขอแปรญัตติเอาไว้ แต่ว่าได้ฟังอย่างตั้งใจนะครับ ผู้อภิปราย ทั้งกรรมาธิการเสียงข้างน้อยก็ดี ผู้ที่แปรญัตติและสงวนคำแปรก็ดี ท่านประธาน ฝันร้ายของ คนที่ติดตามการเมืองมาโดยตลอด ตั้งแต่ก่อนเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง ตอนที่เราเฉลิม ฉลองรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในภาคประชาสังคมที่ร่วมกันผลักดัน เราเชื่อว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นจะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า สตรองเอกเซกคิวทิฟ (Strong Executive) คือมีฝ่ายบริหารที่เข้มแข็ง มีความเป็นผู้นำและสามารถผลักดันประเทศ ไปสู่ความเจริญก้าวหน้าได้ แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นโดยที่ไม่มีใครนึก ไม่มีใครฝัน ก็คือว่า มันเกิดปรากฏการณ์ที่พวกเราหลายท่านพูดไปแล้วนะครับ ผมขอใช้คำใหม่ก็แล้วกันครับ มันเกิดปรากฏการณ์การเล่นการเมืองแบบทัพสนามเกิดขึ้น คือมันเป็นเรื่องของ แอ็บโซลุต มาจอริตี (Absolute Majority) คือเป็นเสียงข้างมากแบบล้นหลาม แบบท่วมท้น สิ่งที่เกิดขึ้นหลายท่านอภิปรายไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านสาทิตย์ ขอประทานโทษ ที่ต้องเอ่ยนามนะครับ ท่านอธิบายไว้อย่างชัดเจนที่สุด แล้วท่านเองก็ผ่านประสบการณ์นั้นมา ตอนนั้นผมยังไม่ได้เข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง แต่ก็เฝ้าดูนะครับ ไม่ได้ดูด้วยตาครับ คืออย่างนี้ครับ เมื่อการเมืองฝ่ายบริหารเข้มแข็งมาก แต่ว่าฝ่ายค้านไม่อยู่ในฐานะที่จะ ตรวจสอบถ่วงดุลได้ มันก็ก่อให้เกิดความไม่พอใจ เกิดความขัดแย้งจนนำไปสู่การลงเอย ที่ไม่พึงปรารถนา เราจะชอบหรือไม่ก็แล้วแต่นะครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แม้ว่าจะพยายาม แก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่ก็ไม่ได้ไปแก้ปัญหาระบบการเลือกตั้งที่ยังเปิดโอกาสให้เกิดสภาวะที่ เรียกว่า แอ็บโซลุต มาจอริตี (Absolute Majority) อาจจะเติมเต็มพลังขององค์กรอิสระ แต่องค์อิสระก็เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เกิดสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาแล้ว แล้วก็พยายาม จะไปดำเนินการแก้ไขเอา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แม้ว่าจะพยายามแก้ปัญหานี้แต่ก็สวิง (Swing) ไปอีกด้านหนึ่ง ฝ่ายบริหารนั้นไม่อยู่ในฐานะที่จะขับเคลื่อน แม้กระทั่งตั้งรัฐบาลก็ตั้งด้วยความยากลำบาก ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องปัดเศษ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องคะแนนที่หลายท่านพอใจหรือไม่พอใจ อันนั้น ไม่ต้องพูดถึงนะครับ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นแอ็บโซลุต มาจอริตี (Absolute Majority) ก็ดี หรือคะแนนแตกฉานซ่านเซ็นจนไม่สามารถที่จะสร้างเอกภาพให้เกิดขึ้นก็ดี มันเป็นสิ่งที่ ไม่พึงปรารถนาทั้งคู่ ผมจึงมีความเห็นคล้อยตามไปในทางที่เป็นการจัดสรรปันส่วนโดยนำเอา คะแนน ส.ส. พึงมีจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อมาคำนวณ ซึ่งหลายท่านโดยเฉพาะ ท่านสาทิตย์ได้อภิปรายชี้แจงไปแล้ว จะไม่พูดซ้ำ มาหักลบด้วย ส.ส. เขต แล้วก็จะได้ผลลัพธ์ เป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ มันไม่สมบูรณ์หรอกครับ มันก็จะมีคนเถียงว่าแล้วที่เขาได้รับ การเลือกตั้งใน ส.ส. ปาร์ตีลิสต์ (Party list) ทำไมเขาไม่ได้จำนวนมาก ทำไมจะต้อง มาหักลบด้วย แน่นอนครับ สภานี้มันเป็นสถานที่ประนอมอำนาจ เมื่อใดที่มันมีอำนาจ เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่ว่าจะโดยการเข้าสู่อำนาจหรือการใช้อำนาจก็ดี มันย่อมก่อให้เกิดปัญหา ความขัดแย้ง ความรุนแรงขึ้นได้ เพราะฉะนั้นเรพพริเซนเททีฟ ดีมอกเครซี (Representative Democracy) ในอดีตมันจึงไม่ค่อยจะเวิร์ก (Work) ต่อไป มีการตั้งข้อคำถาม มีการแสดง ความกังขาต่อระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทน เพราะว่ามันไม่ใช่ตัวแทนที่สะท้อน ความเป็นจริงของสังคมอีกต่อไป สังคมที่คนตัวเล็กตัวน้อย คนที่มีความหลากหลายภายใต้ ระบบสังคมแบบพหุภาคี กำลังเริ่มมีบทบาทและพยายามเรียกร้องขอสิทธิในการเข้ามา มีส่วนร่วม มันจึงมีคำใหม่ ขออนุญาตใช้ภาษาฝรั่งเกินความจำเป็นสักนิดหนึ่งนะครับ มันมีคำว่า อินคลูซีฟ ดีมอกเครซี (Inclusive Democracy) หรืออินคลูซีฟ อิควอลิตี (Inclusive Equality) มันเป็นเรื่องของความเสมอภาคถ้วนหน้าหรือความเท่าเทียมถ้วนหน้า ไม่ใช่ความเท่าเทียมของผู้มีอำนาจอยู่แล้ว ผู้มีอำนาจที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาต่อรอง ในการมีอำนาจอยู่แล้ว อันนั้นมันเป็นความเท่าเทียมในอดีต แต่ความเท่าเทียมที่เรียกว่า อินคลูซีฟ อิควอลิตี (Inclusive Equality) นี้ มันเป็นการเกลี่ย เป็นการเฉลี่ยความเท่าเทียม ให้แก่คนที่อาจไม่เคยมีเสียงมาก่อนในสังคม พี่น้องหลายท่านได้เคยฝันร้ายกับแอ็บโซลุต มาจอริตี (Absolute Majority) มาแล้ว คือเสียงข้างมากแบบท่วมท้นล้นหลามเป็นสิ่งที่ พวกเราหลายคนหวาดกลัวมาแล้ว และหลายคนก็รู้สึกผิดหวังกับระบบที่แทบจะตั้งรัฐบาล ไม่ได้ แม้ว่าจะพยายามขนาดไหนก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นความสุดโต่งในเรื่องของแอ็บโซลุต มาจอริตี (Absolute Majority) หรือเสียงข้างมากแบบท่วมท้นล้นหลาม กับเสียงที่แทบจะ จับต้นชนปลายไม่ได้ แตกฉานซ่านเซ็นไม่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารราชการแผ่นดิน อย่างแน่นอน จึงอยากจะขอวิงวอนให้คณะกรรมาธิการก็ดี พี่น้องสมาชิกของทั้ง ๒ สภาก็ดี ได้โปรดพิจารณาทบทวน ผมคิดว่าทั้งบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็ดี ปี ๒๕๖๐ ก็ดี มีสิ่งที่สามารถจะนำมาประยุกต์แล้วก็ใช้ให้เกิดประโยชน์ สังคมไทยไม่ใช่สังคมแบ่งขั้ว ทางอุดมการณ์อย่างชัดเจน สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการประนอมอำนาจ อันนี้พิสูจน์แล้ว พิสูจน์อีก ตั้งแต่ยุครัฐโบราณมาจนถึงยุคปัจจุบัน ใครในยุคใดที่มีอำนาจล้นเกินจนสุดโต่ง ก็จะมีปัญหาในระยะยาว เพราะฉะนั้นหาทางประนอมอำนาจ หลักอินคลูซีฟ อิควอลิตี (Inclusive Equality) ภายใต้ความหลากหลายความเป็นพหุภาคี และไม่เปิดโอกาสให้เกิด สิ่งที่เรียกว่าเสียงข้างมากแบบท่วมท้นล้นหลามนี่ล่ะครับ จะเป็นการประนอมอำนาจที่ดี ขอบพระคุณมากครับ🔗
ต่อไปเชิญ พันตำรวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ แล้วตามด้วยท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ชวลิต เลาหอุดมพันธ์🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ ผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สมาชิกรัฐสภา ผมขออภิปรายสนับสนุนท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านธีรัจชัย พันธุมาศ และท่านสมาชิกที่แปรญัตติแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๑ ให้มี การคำนวณจำนวน ส.ส. รวมทั้งสภา รวมทั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขตรวมกัน ให้มีจำนวนสัดส่วนแต่ละพรรคตรงกับสัดส่วนคะแนนเสียงที่ประชาชนเลือกพรรค แต่ละพรรค หรือที่เราเรียกกันว่าระบบเอ็มเอ็มพี (MMP) ผมขอย้ำนะครับว่าพรรคก้าวไกล ของเรา สนับสนุนระบบบัตรเลือกตั้งแบบบัตร ๒ ใบ ไม่ใช่บัตรใบเดียวแบบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่ต้องขอย้ำก็เพราะว่ามีผู้ไม่หวังดีกับพรรคก้าวไกล ชอบใส่ร้ายเรานะครับ อันนี้ต้องขอพูดนิดหนึ่ง โดยเขาสื่อสารบอกกับประชาชนว่าพรรคก้าวไกลของเราสนับสนุน ระบบบัตรเลือกตั้งแบบบัตรใบเดียว แบบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ คือท่านนั้นคือจะบอกว่า ท่านสนับสนุนระบบเลือกตั้งของท่านแบบไหนก็บอกไปนะครับ แต่การไปโกหกประชาชนว่า พรรคก้าวไกลของเราสนับสนุนบัตรเลือกตั้งแบบใบเดียวแบบปี ๒๕๖๐ นี้ ผมถือว่าเป็น การกระทำที่ค่อนข้างน่าเกลียดมากเลย เป็นผู้หลักผู้ใหญ่แล้วนะครับ ทั้งที่จริงพรรคก้าวไกล ของเราสนับสนุนบัตรเลือกตั้งแบบ ๒ ใบนะครับ ขอย้ำอีกครั้ง แต่เป็นระบบบัตรเลือกตั้ง ๒ ใบ ที่ไม่เหมือนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ของที่การคำนวณจำนวน ส.ส. แต่ละพรรคในสภา ที่เราจะมาเขียนวิธีการคำนวณในมาตรา ๙๑ นี้ จากเดิมของปี ๒๕๔๐ ที่ได้สัดส่วน ส.ส. ในสภาผิดเพี้ยนไปจากสัดส่วนคะแนนเสียงที่ประชาชนเลือกแต่ละพรรค เราก็เปลี่ยนให้ได้ สัดส่วนที่ตรงกัน สัดส่วนที่ตรงกันคืออะไร ก็คือประชาชนทั้งประเทศ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เลือกพรรค ก ครับ พรรค ก ก็ควรจะมี ส.ส. ในสภา ๑๐ เปอร์เซ็นต์ตรงกัน ประชาชน ทั้งประเทศ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เลือกพรรค ข ครับ พรรค ข ก็ควรจะมี ส.ส. ในสภา ๒๐ เปอร์เซ็นต์ตรงกัน ประชาชนทั้งประเทศ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เลือกพรรค ค ครับ พรรค ค ก็ควรจะมี ส.ส. ในสภา ๔๐ เปอร์เซ็นต์ตรงกัน นี่คือสัดส่วนที่ถูกต้องนะครับ ไม่ใช่พรรค ก มีประชาชนทั้งประเทศเลือก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แต่พอในสภามี ส.ส. เหลือเพียงแค่ ๒ เปอร์เซ็นต์ หรือพรรค ค มีประชาชนทั้งประเทศเลือกเพียงแค่ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ได้จำนวน ส.ส. ในสภา เกินโอเวอร์ (Over) ไปเป็น ๖๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้คือสัดส่วนที่ไม่ถูกต้อง ผิดเพี้ยนไม่ตรงกับ ความต้องการของประชาชน พรรค ก อาจจะเกือบชนะฉิวเฉียดในหลายเขต ทำให้ได้ ส.ส. เขตน้อย แต่คะแนนเสียงที่ประชาชนเลือกมีมาก อันนี้ก็เป็นไปได้ อีกพรรคหนึ่งพรรค ค อาจจะเกือบแพ้ฉิวเฉียดในหลายเขต ทำให้ได้ ส.ส. เขตเยอะ แต่คะแนนเสียงที่ประชาชนเลือก มีไม่มาก อันนี้ก็เป็นไปได้ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในการเลือกตั้งทั่วไป ถ้า ส.ส. คนหนึ่งพรรค ก เฉลี่ยแล้ว มีคะแนนเฉลี่ยต่อคน ๗๐,๐๐๐ เสียง ประชาชนเลือกคน ๆ นี้มา ๗๐,๐๐๐ เสียง มาดูอีกพรรคหนึ่งพรรค ค เขาก็ควรจะมีคะแนนเฉลี่ยต่อ ส.ส. ๑ คน ๗๐,๐๐๐ เสียงเท่ากัน อันนี้คือในสัดส่วนที่ถูกต้อง ไม่ใช่แบบที่ไม่ถูกต้องก็คือ พรรค ก ถ้าเกิดว่ามีคะแนนเฉลี่ย ต่อ ส.ส. ๑ คน มี ๗๐,๐๐๐ เสียง แต่พรรค ค ที่เกิดได้ ส.ส. เขตเยอะจากการชนะฉิวเฉียด ในแต่ละเขตพอเฉลี่ยคะแนนแล้ว ส.ส. คนหนึ่งมีประชาชนเลือกมามีแค่ ๔๐,๐๐๐ เสียง หรือ ๕๐,๐๐๐ เสียงแค่นั้นเอง อันนี้คือสัดส่วนที่ไม่ถูกต้องนะครับ ผิดเพี้ยน ไม่ตรงกับ ความต้องการของประชาชน ระบบเลือกตั้งที่พรรคก้าวไกลเสนอ เป็นการกำจัดข้อเสียของ ระบบเลือกตั้งแบบปี ๒๕๔๐ ที่คำนวณได้สัดส่วนที่ผิดเพี้ยนไป เป็นวิธีที่คำนวณแล้ว ได้สัดส่วนที่ถูกต้องในสภา แล้วเป็นการกำจัดข้อเสียของระบบเลือกตั้งแบบปี ๒๕๖๐ ที่เป็น บัตรใบเดียวเปลี่ยนไปเป็นบัตร ๒ ใบ ใบหนึ่งเลือก ส.ส. เขต อีกใบเลือก ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ตอบสนองต่อความต้องการและความสะดวกของพ่อแม่พี่น้องประชาชน เป็นระบบที่กำจัด ข้อเสียของรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาทั้ง ๒ ฉบับ ไปสู่ระบบที่ดีกว่าทั้ง ๒ ฉบับนี้🔗
ในอีกมุมมองหนึ่งถ้าจะมองหาข้อดีของระบบแบบปี ๒๕๔๐ หรือระบบ ที่เรียกว่าแบบคู่ขนานหรือเอ็มเอ็มเอ็ม (MMM) ที่ทำให้ได้จำนวน ส.ส. ที่ผิดไปจาก คะแนนเสียงของประชาชน ข้อดีที่มันนอกเหนือจากการมีบัตร ๒ ใบ อาจจะมีข้อดีตรงที่ มีความเป็นไปได้ว่าจะมีพรรคหนึ่งที่มีจำนวน ส.ส. ในสภาเกินสัดส่วนคะแนนเสียง ที่ประชาชนเลือกไปมาก จนทำให้เกิดรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ มันก็ฟังดูดีใช่ไหมครับ แต่มันก็คือการลดอำนาจฝ่ายค้านใช่ไหมครับ ลดอำนาจการตรวจสอบจากฝ่ายค้าน มันก็หา ข้อดีได้แค่นี้ ก็คือรัฐบาลดูมีเสถียรภาพมากขึ้น แล้วผมก็ไม่แน่ใจว่านี่เป็นข้อดีสำหรับ ประชาชนหรือเปล่า หรือเป็นข้อดีสำหรับพรรครัฐบาลเท่านั้น ถ้าหากจะออกแบบระบบ เลือกตั้ง โดยคำนึงถึงให้พรรคตัวเองได้เปรียบไว้ก่อน ผมอยากจะบอกว่าการเอาคะแนน ผลคะแนนเลือกตั้งในอดีตผลการเลือกตั้งคราวที่แล้ว มาเป็นตัวพยากรณ์ว่าครั้งหน้า พรรคตนเองจะได้จำนวน ส.ส. เกินสัดส่วนที่ประชาชนเลือกมานี้ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า แล้วคิดว่าตัวเองจะได้เปรียบ ผมคิดว่าการคิดแบบนี้โดยไม่สนใจบริบทที่มันเปลี่ยนไป เราอาจจะพยากรณ์ผิดไปมากก็เป็นไปได้ บริบทเดิมพรรคก้าวไกลหรือพรรคอนาคตใหม่ ไม่เคยแสดงผลงานในสภาเลย แต่ในการเลือกตั้งครั้งหน้าประชาชนก็เห็นการทำงานแล้ว ใช่ไหมครับ มีข้อมูลการตัดสินใจมากขึ้นจากการทำงานในสภา ผมคิดว่าบริบทเปลี่ยนไปมาก แน่นอน🔗
แล้วผมก็ขอเรียนไว้เลยนะครับว่า ถ้าหากพรรคก้าวไกลได้คะแนนเลือกตั้ง มากจนถ้าเกิดเราคำนวณแบบปี ๒๕๔๐ แล้วได้จำนวน ส.ส. เกินกว่าคะแนนเสียง ที่ประชาชนเลือก ผมก็ไม่ยินดีที่จะเอาเปรียบพรรคอื่นแบบนี้ หรือถ้าช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ที่จะถึงนี้ พรรคก้าวไกลเราเป็นพรรคที่มีความนิยมหลักมากที่สุด ผมก็จะละอายใจที่จะ หาเสียงกับประชาชนว่า ถ้าคุณชื่นชอบพรรคอื่นมากกว่า แต่ตอนนี้พรรคก้าวไกลมีความนิยม สูงกว่าก็มาเลือกพรรคเราเถอะ อย่าให้คะแนนเสียงตกน้ำในการเลือกพรรคอื่นเลย ผมจะละอายใจมากถ้าผมจะทำแบบนั้น แล้วก็ไม่อยากให้ระบบเลือกตั้งเช่นนั้นเกิดขึ้น และถ้าหากพรรคคู่แข่งของพรรคก้าวไกลได้จำนวน ส.ส. ในสภาน้อยไปกว่าสัดส่วนคะแนน ที่ประชาชนเลือกผมก็ไม่ยินดีเช่นกัน เราไม่สามารถพยากรณ์อนาคตได้นะครับว่า พรรคไหนจะได้เปรียบหรือเสียเปรียบ ถ้าเรานำระบบเลือกตั้งแบบปี ๒๕๔๐ หรือแบบ เอ็มเอ็มเอ็ม (MMM) มาใช้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า อาจจะเป็นพรรคเพื่อไทยก็ได้ ขออนุญาตนะครับ เพราะว่าในอดีตเคยเป็นพรรคที่ได้จำนวน ส.ส. เขตแบบนี้ หรืออาจจะ เป็นพรรคพลังประชารัฐก็ได้ ขออนุญาตนะครับ เพราะว่าบริบทมันเปลี่ยนไปมากใช่ไหม ปัจจุบันเป็นพรรครัฐบาล อาจจะมีความมั่นใจว่าได้เปรียบ ส่วนผมพรรคก้าวไกลก็อาจจะ ดูจากโพล (Poll) ความนิยามต่าง ๆ ก็อาจจะมีความเป็นไปได้ใช่ไหมครับว่าเป็นพรรค ที่ได้เปรียบ แต่ผมก็ยังคิดว่าไม่แฟร์ (Fair) กับประชาชน แล้วผมก็ไม่ยินดีกับความได้เปรียบนั้น จะดีกว่าไหมถ้าเราใช้ระบบเลือกตั้งที่เป็นหลักประกัน ไม่ให้พรรคไหนต้องได้เปรียบ หรือเสียเปรียบพรรคไหนเลย ผมก็ขอสนับสนุนท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อยท่านธีรัจชัย ที่สงวนความเห็น แล้วขอเชิญชวนท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่านแก้ไขปัญหาข้อเสียจากระบบ เลือกตั้งแบบปี ๒๕๔๐ และ ปี ๒๕๖๐ ในคราวเดียวกัน โดยการสนับสนุนระบบการเลือกตั้ง แบบบัตร ๒ ใบ และได้จำนวน ส.ส. ในสภาในสัดส่วนที่ถูกต้องต่อไป ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปเชิญ ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ แล้วตามด้วยท่านคมเดช ไชยศิวามงคล เชิญท่านเสรีก่อนครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการครับว่า ในร่างที่กรรมาธิการได้ตัดข้อความ ตอนท้ายของวรรคแรกออก แล้วเพิ่มในวรรคสองในเรื่องหลักการวิธีการและเงื่อนไขในการ สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ การออกเสียงลงคะแนน การนับคะแนน การรวมคะแนน การประกาศผลการเลือกตั้ง และการอื่นที่เกี่ยวข้องให้เป็นไป ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น ต้องกราบเรียนว่าเนื้อหาที่กรรมาธิการได้เพิ่มมาดังกล่าวนี้ ผมเป็นห่วงร่างของกรรมาธิการ เนื่องจากว่าในข้อความที่บัญญัติเพิ่มมาดังกล่าวนี้ ได้นำข้อความลอกมาจากมาตรา ๘๕ ในมาตรา ๘๕ วรรคสาม ท่านประธานครับ ที่ผมบอกว่าเป็นห่วงร่างกรรมาธิการ ก็เพราะว่าจากการที่ท่านกรรมาธิการ ได้ยกร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวนี้ เดิมทีถ้าดูในร่างเดิมท่านจะไปยกเลิกและแก้ไขในมาตรา ๘๕ ไว้ แล้วก็ติดขัดด้วยว่าเกรงว่าจะกลายเป็นแก้ไขเกินหลักการ ก็เลยไปนำมาตรา ๘๕ ดังกล่าว ไว้เช่นเดิม แต่ข้อความที่กรรมาธิการไปยกในวรรคสามของมาตรา ๘๕ ดังกล่าวมา แล้วนำมา ใส่ตรงนี้ มาใส่อยู่ในมาตรา ๙๑ จริง ๆ แล้วถ้าหากว่าในมาตรา ๘๕ เดิมนั้นเป็นหลักการ ที่มีความสัมพันธ์แล้วเกี่ยวเนื่อง และไม่กังวลว่าจะเป็นเรื่องเกินหลักการ กรรมาธิการก็ควร ต้องคงมาตรา ๘๕ ที่แก้มาไว้ แต่จากการที่กรรมาธิการไปกังวลว่าจะเกินหลักการ ก็เลย กลับไปใช้มาตรา ๘๕ เดิม โดยถือว่าเป็นการเลือกตั้ง ส.ส. แบบเขตอยู่ในมาตรา ๘๕ แต่นำข้อความอยู่ในมาตรา ๘๕ เอามาใช้อยู่ในมาตรา ๙๑ ดังกล่าวนี้ กลายเป็นว่าเนื้อหา ดังกล่าวนี้เกินกว่าหลักการหรือไม่ ถ้าหากว่าไม่เกินหลักการ ท่านก็ควรต้องยืนมาตรา ๘๕ ไว้ แต่การที่ท่านห่วงว่ามาตรา ๘๕ จะเกินหลักการ แล้วเอาข้อความ เอาเนื้อหามาใส่ ในมาตรา ๙๑ ผมยังไม่เห็นว่ามันจะต่างกันตรงไหน เพียงแต่มาแยกเป็นเรื่องเขตกับเป็นเรื่อง บัญชีรายชื่อ อันนี้คือประเด็นหนึ่ง ซึ่งผมห่วงร่างของกรรมาธิการ🔗
เรื่องประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับ ถ้าหากว่าในเรื่องของการเลือกตั้ง โดยใช้หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข เลือกตั้ง ส.ส. เขตอยู่ในมาตรา ๘๕ ในวรรคสาม เนื้อหาที่ท่านยกมาไว้ในเนื้อหาของมาตรา ๙๑ วรรคสองดังกล่าวนี้ ท่านก็นำข้อความมาไม่หมด มันกลับกลายเป็นว่าเวลาเลือกตั้ง ส.ส. เขตใช้มาตรา ๘๕ ข้อความหนึ่ง เงื่อนไขอย่างหนึ่ง แต่พอมาเลือกตั้งในบัญชีรายชื่อ กลายเป็นว่าเงื่อนไขคล้าย ๆ กันแต่อีกอย่างหนึ่ง มาตรฐาน ของการบังคับใช้ไม่เหมือนกันแล้ว ส่วนที่ไม่เหมือนกัน ไม่ตรงกัน ก็คือถ้าเป็นการเลือกตั้ง ส.ส. เขต จะมีข้อความว่า โดยกฎหมายดังกล่าวจะกำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องยื่น หลักฐานแสดงเสียภาษีเงินได้ประกอบการสมัครรับเลือกตั้งด้วยก็ได้ เลือกตั้ง ส.ส. เขต มีบทบัญญัตินี้ แต่พอไปเลือกตั้ง ส.ส. บัญชีรายชื่อกลับไม่มีข้อความเหล่านี้ อันนี้มันก็เลย กลายเป็นว่า ส.ส. เขตจะมีเงื่อนไขอย่างหนึ่ง พอกลายเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อไม่ถูกเงื่อนไข ไม่ถูกบังคับ มันก็เป็นมาตรการที่ ส.ส. ๒ ประเภทไม่เหมือนกัน หลักการสำคัญครับ ท่านประธาน หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการสมัครรับเลือกตั้ง ต้องเรียนด้วย ความเคารพว่า ผมกราบเรียนมาตั้งแต่แรกแล้วว่าสิ่งที่เราจะยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ควรจะต้องเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน และสามารถสะท้อนความต้องการของ พี่น้องประชาชนในการจะเลือก ส.ส. เขต หรือ ส.ส. บัญชีรายชื่อได้อย่างเหมาะสม ยุติธรรม เป็นธรรม ดังนั้นข้อเสนอของท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ขออนุญาตเอ่ยนาม ไม่เสียหาย ท่านนิกร จำนง ก็ดี ด้วยความเคารพ หรือแม้ว่าข้อเสนอของท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ก็ดี ผมว่ามันเป็นข้อเสนอที่สะท้อนความต้องการของพี่น้องประชาชน ได้เป็นอย่างดี มันสามารถจะเห็นถึงตัวแทนที่เข้ามาอย่างเหมาะสมเป็นธรรม แล้วก็สามารถ ที่จะเฉลี่ยวิธีการคำนวณ ส.ส. ได้อย่างยุติธรรม แล้วก็เป็นไปตามเสียงสะท้อนความต้องการ ของพี่น้องประชาชนได้อย่างชัดเจน ท่านประธานครับ ที่ผมกราบเรียนมาทั้งหมดนี้ไม่ได้จะ อคติหรือไม่เห็นด้วยในข้อเสนอที่ต้องการจะแก้รัฐธรรมนูญ แต่ถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญแล้ว ก็ต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่ออกไปแล้วไม่มีปัญหา แต่การนำไปบังคับใช้แล้วเป็นประโยชน์กับ พี่น้องประชาชนอย่างแท้จริงครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณ ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ครับ ต่อไปเชิญท่านคมเดช ไชยศิวามงคล ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม คมเดช ไชยศิวามงคล พรรคเพื่อไทย สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ จากมาตรา ๔ ให้มีการยกเลิกมาตรา ๙๑ ผมขอสนับสนุนทางกรรมาธิการเสียงข้างมาก ตัวเหตุผลเพราะว่าตัววรรคท้ายหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการสมัครรับเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ การออกเสียงคะแนน การลงคะแนน การนับคะแนน การรวมคะแนน การประกาศผลการเลือกตั้ง และการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตัวเหตุผลครับท่านประธาน จากการที่สมาชิกได้อภิปรายไปแล้วว่าท่านคงติดขัดเกี่ยวกับ ปัญหาต่าง ๆ ที่มันอาจจะมีผลข้างเคียง ทำให้ถูกการยื่นตีความจากศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็อาจจะเป็นประเด็นปัญหาที่ว่าอาจจะทำให้การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายรัฐธรรมนูญ ตกไปทั้งฉบับ ไม่ว่าจะเป็นวาระที่ ๒ หรือวาระที่ ๓ เพราะว่าตามมาตรา ๙๑ เก่านี้ การคำนวณสมาชิกให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ การนำคะแนนทั้งประเทศที่พรรคการเมือง ทุกพรรคที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ได้รับการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง หารด้วย ๕๐๐ อันเป็นจำนวนสมาชิกทั้งหมดของสภาผู้แทนราษฎร ปัญหาที่มันตามมาก็คือ เราจะเห็นว่ามีพรรคเล็กพรรคน้อยตั้งมาจากอดีต ๘๑ พรรคด้วยกัน แล้วก็เข้ามาถึง ๒๖ พรรค ๘๑ พรรคการเมืองเข้ามา ๒๖ พรรค ก็แสดงว่าเก็บคะแนนหลักร้อย หลักพัน หลักร้อย หลักพัน รวมกันประมาณ ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ คะแนนนี้ ได้ ส.ส. ๑ คน ในระบบบัญชีการจัดสรรปันส่วน ผมว่ามันคล้าย ๆ กันกับเราเลือกท้องถิ่น เราเอาคะแนน ท้องถิ่นมาผสมปนเปกัน มันน้อยเกินไปมันก็เลยทำให้ขาดเสถียรภาพในการทำงานตามที่ ท่านสมาชิกได้กล่าวอ้างไปหลายคนว่า จนมีคำแสลง ๆ หลายคำเกิดขึ้นในยุคของการบริหาร บ้านเมือง ก็หลาย ๆ คำด้วยกัน แม้แต่สมาชิกท่านหนึ่งก็บอกว่าบางจุดในการใช้กฎหมาย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ก็เกิดการเกินเลย หมายถึงว่าบ้าอำนาจไปจนถึงขนาดว่าเอาถุงดำ ไปคลุมหัวผู้ต้องหาอะไรทำนองนี้ครับท่านประธาน หลังจากการเลือกตั้ง คำว่า บัตรเขย่ง ส่วนหนึ่ง และการใช้เวลาในการตั้งรัฐบาล ท่านประธานครับ ตั้งแต่ตั้งประเทศไทยมานี้ ไม่เคยมีการตั้งรัฐบาลไหนช้าที่สุดตั้งแต่ใช้กฎหมายปี ๒๕๖๐ ทำไมครับท่านประธาน ท่านลองย้อนหลังดูนะครับ เกือบครึ่งปีครับท่านประธาน ทำไมอย่างนั้น เพราะว่าการประกาศ ผลการเลือกตั้งส่วนหนึ่ง การจัดสรรโยกหน้า โยกหลัง มีบัตรธรรมดา บัตรเขย่ง แล้วต้อง ไปรวมพรรคการเมืองถึง ๑๙ พรรค จนบางคนบอกว่ามันคล้าย ๆ รัฐบาลกิ้งกือหรือเปล่า ทำไมขาเยอะจังเลย ทำงานก็ยาก อ่อนไหว มีคำว่า ต้องหากล้วยมาป้อนลิง อะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นผมขอสนับสนุนทางกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ ให้เอาข้อมูลตรงนี้ซึ่งมัน บอบบางมากที่ท่านจะใช้เวลาน้อย ๆ มาตัดสินว่า จากคณะกรรมการเสียงข้างน้อยหรือ เสียงข้างมากมันจะได้ผลออกมา เพราะว่าตรงนี้เขาเรียกว่ามันต้องทำการบ้าน เพราะว่า ประเทศไทยตอนนี้มันมีพรรคเล็ก พรรคกลาง พรรคใหญ่ เอสเอ็มแอล (SML) ต่าง ๆ นี้ ต้องสร้างความสมดุล ก็จากการมีระบบรัฐประหารปี ๒๕๕๗ ก็คืบคลานมาจนเข้าปีที่ ๔ และเข้าปีที่ ๗ ก็ฝากท่านประธานครับว่า อยากให้คณะกรรมการเอากฎหมายฉบับนี้ ไปทำการบ้านให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญด้วย เพราะว่าหลังจากนี้ หลังจากมีโควิด (COVID) ซึ่งมีปัญหามากมายเกิดขึ้นในประเทศ ไม่ว่าปัญหาหนี้สินหรือ การตกงาน หรือความเหลื่อมล้ำต่าง ๆ ส่วนหนึ่งการขึ้นจากอำนาจจากการขึ้นตำแหน่ง ของนายกรัฐมนตรี ผมว่ามันถึงเวลาแล้วที่ทางกรรมาธิการจะต้องใช้มาตรา ๙๑ นี้หาบันไดลง ให้ท่านนายกรัฐมนตรีด้วย ท่านจะได้ลงอย่างสง่างาม หมายถึงว่าความสมดุลในการ ออกกฎหมาย ในการร่างกฎหมาย ในการแก้ไขกฎหมาย สร้างความสมดุลให้เกิดขึ้น ในระยะสั้น ระยะกลาง แล้วก็ระยะยาว เพราะว่าก็มีคนคิดคำนวณว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้อาจจะเป็นการใช้แบบชั่วคราว ในอนาคตข้างหน้าถ้าเราทำแบบสมบูรณ์จริง ๆ ก็ควรจะมีการตั้ง ส.ส.ร. ขึ้นมา เพราะฉะนั้นอยากให้ท่านสร้างความสมดุลตรงนี้ ไว้เป็นแนวทางให้ประเทศด้วยครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านศิริกัญญา ตันสกุล แล้วตามด้วยท่านนพดล แก้วสุพัฒน์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพค่ะ ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ขอใช้สิทธิอภิปรายในมาตรา ๔ ที่เป็นการแก้ไขมาตรา ๙๑ ของรัฐธรรมนูญ ก็เป็นเพราะว่าเห็นต่างจากกรรมาธิการเสียงข้างมาก และขอสนับสนุนกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ได้แปรญัตติไว้ อย่างท่าน ส.ส. รังสิมันต์ โรม หรือถ้าหากในวันนี้สมาชิกรัฐสภาท่านใดยังตัดสินใจไม่ได้ ดิฉันคิดว่าการแปรญัตติของ ส.ส. ปดิพัทธ์ ที่ยังไม่ต้องตัดสินใจเลือกแนวทางของระบบเลือกตั้งในวันนี้ ก็เป็นแนวทาง ที่น่าสนใจเช่นเดียวกันค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าพรรคก้าวไกลนั้น สนับสนุนแนวทางของการมีบัตรเลือกตั้ง ๒ ใบ คะแนนบัตรใบแรกสำหรับการเลือก ส.ส. เขต ให้เราได้เลือกคนที่รักคนที่ชอบที่จะมาเป็นปากเป็นเสียงให้กับคนในพื้นที่ ให้กับคนที่มารับฟัง ให้กับคนที่ใกล้ชิดประชาชนนั้นก็ถูกต้องแล้ว แต่นั่นจะไม่ได้เป็นตัวบอกว่าเราควรจะมีจำนวน ที่นั่งของ ส.ส. ในสภาของแต่ละพรรคการเมืองเป็นเท่าไร คะแนนที่กาในบัตรใบที่ ๒ ที่เลือกพรรคต่างหากที่ประชาชนกา เพื่อที่จะเลือกว่าเขาชอบนโยบายของพรรคใด เพื่อเลือก ว่าอยากได้หัวหน้าพรรค พรรคใดมาเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อเลือกว่าจะอยากให้พรรคใด มาเป็นรัฐบาลแล้วก็บริหารประเทศ คะแนนจากบัตรใบนี้ต่างหากที่จะเป็นตัวสะท้อนสัดส่วน ที่นั่งของ ส.ส. ในสภา ที่จะแสดงเจตจำนงของประชาชนจริง ๆ ว่าอยากให้แต่ละ พรรคการเมืองมีที่นั่งในสภาเป็นจำนวนเท่าไร ดิฉันไม่ขอพูดซ้ำในเรื่องของการคำนวณต่าง ๆ เพราะว่าหลายท่านพูดมาเยอะมากแล้วนะคะ เนื่องจากว่าท่าน ส.ส. ณัฐพงษ์ได้จำลอง คะแนนเลือกตั้งมาจากพรรคการเมืองสมมุติ ดิฉันเลยจะขอแสดงผลการเลือกตั้งจริง ให้ทุกท่านได้เห็นว่า หากเปลี่ยนจากระบบการเลือกตั้งแบบคู่ขนานมาเป็นการเลือกตั้ง แบบจัดสรรปันส่วนในแบบเอ็มเอ็มพี (MMP) แล้ว ผลการเลือกตั้งใหม่จะมีหน้าตา เป็นอย่างไร ขอสไลด์ (Slide) ขึ้นด้วยค่ะ🔗
ตัวอย่างผลการเลือกตั้งของปี ๒๕๔๔ เป็นระบบคู่ขนานที่มีการกำหนดสัดส่วนคะแนน ขั้นต่ำที่ ๕ เปอร์เซ็นต์ ในการเลือกตั้งในปีนั้นทำให้พรรคเสรีธรรม พรรคถิ่นไทย พรรคประชากรไทย พรรคราษฎร ไม่มี ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อเลยแม้แต่คนเดียว ทั้ง ๆ ที่ ได้รับการลงคะแนนในบัตรที่ ๒ มา ตั้งแต่ ๒.๘ เปอร์เซ็นต์ จนถึง ๑.๒๕ เปอร์เซ็นต์ค่ะ ท่านประธาน จะเห็นได้ว่าจากคะแนนของบัตรใบที่ ๒ พรรคที่ได้รับคะแนนสูงสุดคือ พรรคไทยรักไทย ได้รับคะแนนจากสัดส่วนใบที่ ๒ นี้ ๔๑ เปอร์เซ็นต์ ได้มีสัดส่วนของ ส.ส. ในสภาสูงถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ทำให้มีส่วนต่างตรงนี้ที่ไม่ได้สะท้อนถึงเจตนารมณ์ของ ประชาชนสูงถึง ๙ เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เยอะอีกอันหนึ่งก็คือสัดส่วนของ ส.ส. ในพรรคอื่น ๆ โดยรวม ๆ แล้วมีส่วนต่างความคลาดเคลื่อนตรงนี้ถึง ๒๔ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเป็นระบบเอ็มเอ็มพี (MMP) จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร จะเห็นได้ว่าเมื่อเป็นระบบเอ็มเอ็มพี (MMP) สัดส่วนของ ส.ส. ในสภาจะมีความใกล้เคียงกับสัดส่วนของบัตรใบที่ ๒ มากขึ้น แล้วจะทำให้ส่วนต่าง ความคลาดเคลื่อนตรงนี้ลดลงจาก ๒๔ เปอร์เซ็นต์เหลือเพียงแค่ ๔ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ขอไป ที่ปีเลือกตั้งต่อไป หน้าต่อไป ปี ๒๕๔๘ ก็เช่นกัน ปี ๒๕๔๘ ยังเป็นการเลือกตั้งคู่ขนานขั้นต่ำ ๕ เปอร์เซ็นต์เหมือนเดิม ในปีนั้นพรรคที่ได้รับเสียงจากบัตรใบที่ ๒ มากที่สุดคือพรรคไทยรักไทย สัดส่วนของบัตรใบที่ ๒ สูงถึง ๖๑ เปอร์เซ็นต์ แต่สัดส่วนของ ส.ส. ที่นั่งในสภาสูงกว่า สูงถึง ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ทำให้มีส่วนต่างความคลาดเคลื่อนตรงนี้ถึง ๑๔ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ยังมี ความคลาดเคลื่อนในพรรคอื่น ๆ ด้วยที่ไม่ตรงกับเจตจำนงที่ประชาชนอยากให้เราได้มี สัดส่วนของแต่ละพรรคในสภา รวม ๆ แล้ว สูงถึง ๒๘ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นเอ็มเอ็มพี (MMP) เป็นอย่างไรคะ ถ้าเป็นเอ็มเอ็มพี (MMP) จะมีการปรับสัดส่วนให้มันสอดคล้องกับคะแนน ในบัตรใบที่ ๒ มากขึ้น ทำให้ส่วนต่างความคลาดเคลื่อนตรงนี้ลดลงจาก ๒๘ เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียงแค่ ๒ เปอร์เซ็นต์🔗
ท่านประธานที่เคารพ ไปต่อที่ผลการเลือกตั้งของปี ๒๕๕๔ ปีนี้ยิ่งชัดค่ะ ถึงแม้ว่าจะเป็นระบบคู่ขนานแบบไม่มีสัดส่วนขั้นต่ำแล้วก็ตาม ในปีนั้น ๒ พรรคที่มีคะแนน สูงที่สุด คือพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ มีสัดส่วนของบัตรใบที่ ๒ แตกต่างกัน น้อยมาก ๔๘ เปอร์เซ็นต์ และ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อนำไปใช้ระบบคู่ขนานทำให้สัดส่วนของ ส.ส. ในสภาแตกต่างกันมากถึง ๕๓ เปอร์เซ็นต์ กับ ๓๒ เปอร์เซ็นต์ ถึง ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์เลย ด้วยซ้ำไป ซึ่งระบบนี้จะแก้ไขเป็นเอ็มเอ็มพี (MMP) ก็จะทำแก้ปัญหาตรงนี้ได้ยิ่งดี ก็คือ เมื่อเป็นเอ็มเอ็มพี (MMP) จะมีการปรับสัดส่วนตรงนี้ให้มันสะท้อนกับสัดส่วนของบัตรใบที่ ๒ มากขึ้น แล้วก็สะท้อนถึงความแตกต่างตรงนี้ได้น้อยลง จากเดิมที่จำนวน ส.ส. โดยรวม แตกต่างกันถึง ๑๑๐ คน ก็จะเหลือเพียงแค่ ๗๐ คนเท่านั้นเอง ซึ่งตรงนี้ก็จะเป็นการแก้ไข ปัญหาเรื่องสัดส่วนที่นั่งของ ส.ส. ในสภา ที่ไม่ได้สะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนในการ เลือกพรรคการเมืองค่ะท่านประธาน สรุปได้ว่าถ้าเราเปลี่ยนระบบมาเป็นระบบจัดสรร ปันส่วนผสมแบบเอ็มเอ็มพี (MMP) ก็จะสามารถลดความคลาดเคลื่อนระหว่างคะแนนเสียง ที่ได้รับกับสัดส่วนที่นั่งในสภาสามารถแก้ไขปัญหาการบิดเบือนเจตนารมณ์ของประชาชน ปัญหาการครอบงำของฝ่ายบริหารได้ แล้วก็จะสะท้อนเสียงของประชาชนที่แท้จริงค่ะ ท่านประธาน🔗
ประเด็นสุดท้ายที่ดิฉันอยากฝากไว้ก็คือว่าจริง ๆ แล้ว ปัญหาของระบบ เลือกตั้งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นี้ ไม่ได้มีการหยิบยกมาตอนนี้เป็นครั้งแรก ตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ ศาสตราจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ได้ใช้เศรษฐศาสตร์รัฐธรรมนูญในการวิเคราะห์เรื่องนี้ไว้ แล้วก็บอกเรื่องนี้ไว้ว่า ระบบการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีอคติในการลงโทษ พรรคการเมืองขนาดเล็ก และอคติดังกล่าวนี้ปรากฏอย่างชัดเจนด้วยความเชื่อที่ว่า พรรคการเมืองขนาดใหญ่นั้นดีกว่าพรรคการเมืองขนาดเล็ก และระบบทวิพรรคนั้นดีกว่า ระบบพหุพรรค ระบบทวิพรรคก็คือแบบที่มี ๒ พรรคการเมือง ระบบพหุพรรคก็คือระบบ ที่มีหลายพรรคการเมืองด้วยกัน ดังนั้นการนำเอาแนวคิดเรื่องระบบการเลือกตั้งมาจาก ไม่ว่าจะเป็นปี ๒๕๔๐ ก็ดี หรือว่าปี ๒๕๕๐ ก็ดี ก็เป็นการสืบทอดความเชื่อนี้มาในปัจจุบัน ท่านประธานถ้าเรามองว่าระบบการเลือกตั้งนี้ ก็เหมือนเป็นตลาดในการแลกเปลี่ยนสินค้า และบริการทางการเมือง สินค้าที่เรากำลังพูดถึงก็คือนักการเมืองแล้วก็นโยบาย โดยที่พรรคการเมืองก็คือยี่ห้อหรือว่าแบรนด์ (Brand) ของสินค้า สิ่งที่ประชาชนจะนำมา แลกเปลี่ยนไม่ใช่เงินตรา แต่ว่าคือคะแนนเสียงที่ ๑ คน มี ๑ สิทธิ ไม่ใช่ที่คนมีเงินในกระเป๋า มากกว่าจะมีสิทธิเลือกได้มากกว่า เราต้องลองมาคิดดูว่าเราจะวางกติกาให้มีแต่พรรคใหญ่ ให้มีแต่รายใหญ่แข่งขันกันไม่กี่ราย หรือเราต้องการตัวเลือกที่มีความหลากหลาย ดิฉันไม่ได้ พูดถึงเฉพาะพรรคการเมืองน้อยใหญ่ที่มีอยู่ในสภาในปัจจุบันนะคะ แต่ยังหมายรวมถึง พรรคการเมืองใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีกด้วย การออกแบบระบบการเลือกตั้งทุกวันนี้ มันเหมือนกับลูกตุ้มค่ะ ตอนปี ๒๕๔๐ เราเหวี่ยงไปสุดข้างหนึ่งว่าเราต้องการเพียงแค่ ๒ พรรคการเมืองใหญ่ในสภา พอปี ๒๕๖๐ เราเหวี่ยงไปอีกฝั่งหนึ่ง เราต้องการระบบที่เป็น หลายพรรคการเมืองมากเสียจนบางทีหลายท่านอาจจะบอกว่ามันมากเกินไป แล้วก็ยัง คลุมถุงชนให้เลือกเพียงแค่บัตรใบเดียว วันนี้ลูกตุ้มนี้กำลังเหวี่ยงอีกครั้งหนึ่งค่ะท่านประธาน เราจะเหวี่ยงกลับไปที่สุดโต่งแบบปี ๒๕๔๐ อีกครั้งหรือไม่ หรือเราจะหาจุดสมดุลตรงกลาง ที่จะเป็นทางเลือกที่ทำให้ประชาชนสามารถเลือกนักการเมืองที่ชอบ เลือกพรรคที่ใช่ แล้วยังได้สะท้อนสัดส่วนที่ถูกต้องด้วยค่ะท่านประธาน สิ่งเหล่านี้เราต้องออกแบบระบบ การเลือกตั้งที่จะเปิดโอกาสให้เกิดการแข่งขันบนสนามแข่งขันที่เป็นธรรม และทำให้ พรรคการเมืองนั้นกลายเป็นสถาบันการเมืองได้ในที่สุด ขอบพระคุณค่ะ🔗
ต่อไปเชิญ ท่านนพดล แก้วสุพัฒน์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นพดล แก้วสุพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออภิปรายในมาตรา ๙๑ ในส่วนที่มีการแก้ไข ในเรื่องของการวางระบบในการเลือกตั้งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่เรากำหนดในการเลือกบัตร ๒ ใบ ทั้งเลือกเขตเลือกตั้ง ๔๐๐ และบัญชีรายชื่อ ๑๐๐ ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้ก็อยากจะให้มองเห็นว่าข้อเท็จจริงในการที่จะได้ตัวแทนของพี่น้องประชาชน เข้ามาเพื่อที่จะทำหน้าที่นิติบัญญัติเป็นหลัก ในส่วนของฝ่ายบริหารอาจจะมีส่วนหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่แล้วจะต้องเข้ามาทำหน้าที่นิติบัญญัติ เพื่อเป็นตัวแทนของทุกองค์กร ทุกอาชีพ ซึ่งผมคิดว่าปัจจุบันนี้ที่เข้ามาอยู่ทุกวันนี้ด้วยข้อเท็จจริงตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มีพรรคการเมืองที่เกิดขึ้นจากตัวแทนของพรรคอาชีพองค์กรอิสระต่าง ๆ เข้ามามากขึ้น แล้วอนาคตข้างหน้าก็อาจจะมีมากขึ้น ซึ่งผมคิดว่าเราก็ยังไม่ได้พรรคการเมืองที่เป็นตัวแทน ของอาชีพจริง ๆ เข้ามา เพื่อที่จะเป็นฝ่ายนิติบัญญัติแก้ไขปัญหากฎหมายที่ไปใช้กับองค์กร ของเขาอย่างแท้จริง ให้เกิดความเป็นธรรม ซึ่งตรงนี้เองผมคิดว่าในการเลือกตั้งแบบเขต ๔๐๐ ก็เป็นความต้องการของพี่น้องประชาชนในเขตที่ต้องการที่จะเลือก แต่ในบัญชีรายชื่อ ๑๐๐ ผมมองว่าเป็นตัวแทนขององค์กรและอาชีพที่รวมกันทั้งประเทศ แล้วก็จะเป็นตัวแทน ของการที่จะไปออกกฎหมาย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมของแต่ละอาชีพ แต่ละองค์กร และในนามของประชาชนที่เขาเลือกมาไม่ได้เสียหายไปในคะแนนที่เขาเลือก ตรงนี้เอง ผมคิดว่าหลักเกณฑ์ตรงนี้ที่ไปปรับ แล้วอาจจะไปกำหนดในเรื่องว่าตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่า จะหาร ๑๐๐ หรือว่าจะหาร ๕๐๐ เป็นหลักเกณฑ์ ก็คิดว่าทั้งสภาเองก็คงกำลังจะหาทาง ซึ่งอาจจะไปให้องค์กรอื่น เท่าที่เขียนนี้บางครั้งก็ไปให้หน่วยงานอื่นเป็นกฎหมายลูก ซึ่งผมคิดว่าเมืองไทยถ้าให้หน่วยงานอื่นไม่ชัดเจนเป็นคนไปกำหนด หลักเกณฑ์ก็จะเป็นไปตาม หลักเกณฑ์ที่คนกำกับองค์กรนั้นกำหนด ไม่ว่าในกฎหมายขององค์กรใด ซึ่งตรงนี้เองผมคิดว่า ถ้ากำหนดให้ชัดเจนในเบื้องต้น การออกกฎหมายประกอบก็จะต้องออกตามหลักเกณฑ์ ที่กำหนดไว้ ซึ่งตรงนี้เองผมคิดว่าในการเลือกตั้งที่จะไม่ให้คะแนนของตัวแทนที่รับสมัคร และตัวแทน เลือกเข้ามาเขาสูญหายไปทั้งหมด ก็ควรที่จะต้องให้เกิดความเป็นธรรมแล้วสอดคล้อง เป็นผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน สะท้อนคะแนนเสียงแล้วเกิดความยุติธรรม ตามข้อเท็จจริงที่น่าจะเกิดขึ้น ซึ่งเราก็คงทราบแล้วว่าก่อนโน้นมีการเลือกตั้ง ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เราว่าดีที่สุดก็ยังมีปัญหา มาถึงปี ๒๕๕๐ ว่าแก้ไขแล้ว ก็ยังมีปัญหา มาทุกวันนี้ปี ๒๕๖๐ ก็ยังเกิดปัญหา ก็ยังไม่รู้ว่าเขียนไปแล้วเมื่อไปปฏิบัติ แล้วได้ผู้มาเป็นตัวแทนมานั่งบริหาร หรือมาเป็นตัวแทนฝ่ายนิติบัญญัติจะเกิดปัญหาอะไรอีก เพราะตัวแทนที่เข้ามามิได้ไปแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงของพี่น้องประชาชน กลับมามองถึง ในเรื่องของตัวองค์กรพรรคการเมืองจะเข้มแข็งขึ้นแค่ไหนมากกว่า ผมคิดว่าเรื่องนี้ควรจะ มองให้ชัดว่าพี่น้องประชาชนที่เขาเลือกเข้ามา ก็ต้องไปตอบสนองการแก้ไขปัญหาของพี่น้อง ประชาชนมากกว่าที่จะพัฒนาการเมืองไปในรูปแบบที่เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์กับ พรรคการเมืองมากกว่าประโยชน์ที่พี่น้องประชาชนจะได้รับ ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าการแก้ตรงนี้ ก็อย่างหลายท่านได้พูดว่าเราไปกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขต่าง ๆ เกินหลักการ ที่กำหนดไว้ ถึงแม้ว่าจะมีการลงคะแนนว่าไม่ผิดเพราะว่าเกี่ยวข้อง แต่ถ้าจะรับกันจริง ๆ ในช่วงของตอนแรกถ้าย้อนไป ถ้าจะรับเรื่องว่าจะแก้ไขตรงนี้ก็คงจะต้องรับตั้งแต่ครั้งนั้นแล้ว แต่ในสภาเองก็ไม่ได้รับ เพียงแต่รับในหลักการที่จะแก้ไขแค่หลักเกณฑ์ แล้วเราก็ไปทำเกิน ตรงนี้ก็อาจจะเป็นเงื่อนไขที่ผมคิดว่า อาจจะไม่ได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของการที่จะ ร่างแก้ไข ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญกรรมาธิการชี้แจงนะครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน กาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ ได้รับมอบหมายให้มาชี้แจงในนาม ของคณะกรรมาธิการ ดิฉันขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าความในมาตรา ๙๑ ที่เราเพิ่มเป็นวรรคสองขึ้นมานี้มีเหตุผล เพราะว่าบทบัญญัติมาตรา ๘๕ วรรคสาม ที่กำหนด หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข เกี่ยวกับการสมัคร การคิดคะแนนอะไรต่าง ๆ นี้ ถ้าท่าน กรุณาดูความในวรรคหนึ่งของมาตรา ๘๕ มันจำกัดอยู่เฉพาะการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต เลือกตั้ง ไม่ได้รวมเรื่องแบบบัญชีรายชื่อด้วย เพราะฉะนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้อง เอาข้อความนี้มาเขียนไว้โดยเฉพาะในมาตรา ๙๑ สำหรับการเลือกแบบบัญชีรายชื่อ ส่วนเงื่อนไขที่อยู่ในมาตรา ๘๕ นั้น สำหรับการเลือกแบบบัญชีรายชื่อจะเป็นบทบัญญัติ ที่เขียนเงื่อนไขเรื่องนี้เอาไว้ในมาตรา ๙๐ ซึ่งคณะกรรมาธิการไม่ได้แก้ไข ก็ไม่สามารถ นำบทบัญญัตินี้เติมเข้าไปได้ แล้วบทบัญญัติดังกล่าวนี้ก็มีกำหนดไว้แต่เฉพาะเรื่องการเลือก แบบแบ่งเขตเลือกตั้งเท่านั้น ซึ่งคณะกรรมาธิการก็ไม่ได้เข้าไปแตะต้องหรือแก้ไขแต่อย่างใด ท่านประธานที่เคารพ ท่านประธานได้ฟังสมาชิกหลายท่านได้เสนอความเห็นที่ดีมากเลย เกี่ยวกับการคิดคำนวณคะแนนของการสมัครแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งแต่ละความเห็นนี้ มีหลากหลายวิธีการ มีหลากหลายทิศทาง มีทั้งการกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม ซึ่งเงื่อนไข ที่กำหนดนี้ก็แตกต่างหลากหลายเป็นไปคนละทิศละทาง วิธีการคำนวณก็แตกต่างหลากหลาย เป็นไปคนละทิศคนละทาง ซึ่งเรื่องนี้คณะกรรมาธิการเห็นว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เราจะต้องให้ความเป็นธรรมกับพรรคการเมืองทุกระดับ ทุกประเภท ไม่ว่าพรรคขนาดใหญ่ พรรคขนาดกลาง พรรคขนาดเล็ก เราจะใช้เวลาเพียงสั้น ๆ ซึ่งมันเป็นเรื่องยากและจะต้อง สร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่ายให้เกิดขึ้นได้ดีอย่างยิ่ง มันอาจจะไม่เหมาะสม เพราะว่า ท่านก็ได้เจอประสบการณ์มาแล้ว เขียนเงื่อนไขที่ชัดเจนรัดกุมเอาไว้ในรัฐธรรมนูญเกิดปัญหา ขึ้นมาดิ้นไม่ได้ ขยับไม่ได้ จะแก้รัฐธรรมนูญก็มีขั้นตอน มีวิธีการมากเสียเวลา จะทำให้ระบบเลือกตั้งที่จะให้พี่น้องประชาชนได้ใช้สิทธิ เพื่อที่จะเลือกคนที่ตนต้องการ ให้มาเป็นตัวแทนมาเป็นปากเสียง ก็ไม่สามารถตอบสนองเจตนารมณ์ของประชาชน ได้อย่างแท้จริง และที่สำคัญคือได้อย่างรวดเร็ว คณะกรรมาธิการจึงมีความเห็นว่าการที่เพิ่ม บทบัญญัติเป็นวรรคสองว่า หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับเรื่องการเลือกแบบ บัญชีรายชื่อนั้นให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ น่าจะเป็นสิ่งที่ให้ ความเป็นธรรมกับพรรคการเมืองทุกพรรค ทุกขนาด ทุกระดับได้มากที่สุด ซึ่งความคิดเห็น ของท่านสมาชิกทุกท่านที่ได้อภิปรายกันในวันนี้ จะเป็นสิ่งที่บันทึกเอาไว้ในการประชุม และเป็นสิ่งที่ผู้ที่จะต้องไปยกร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญจะต้องนำไปพิจารณา แล้วสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นให้ได้ คณะกรรมาธิการจึงขอยืนตามร่างที่เสนอค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ท่านสมาชิกครับ มีท่านกรรมาธิการขออภิปรายเพิ่ม ๑ ท่าน ขอให้ใช้เวลาให้กระชับนะครับ ท่านปดิพัทธ์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ปดิพัทธ์ สันติภาดา ในฐานะของกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่สงวนความเห็นนะครับ ท่านประธานครับ จากการอภิปรายในตลอดช่วงวันนี้เราได้เห็นแล้วว่าทางรัฐสภาของเรานั้น มีฉันทามติในเรื่องการแก้ไขในมาตรา ๓ ก็คือเรื่องของการเปลี่ยนจำนวน ส.ส. แบบแบ่งเขต และบัญชีรายชื่อให้เป็น ๔๐๐ และ ๑๐๐ แล้วกำหนดให้ชัดเจนว่าจะมีบัตร ๒ ใบ เรื่องนี้ ผมอยากจะยืนยันว่าทุกคนน่าจะเห็นด้วยและเป็นฉันทามติ แต่ประเด็นที่ซึ่งเราแก้ปัญหา จากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไปได้แล้ว ๑ เปราะ ก็คือเรื่องของบัตร ๒ ใบ ทีนี้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้นยังมีปัญหาเรื่องการคำนวณคะแนนอยู่ แล้วเรากำลังจะแก้ปัญหานี้ ในมาตรา ๙๑ แต่ท่านประธานครับ จากการอภิปรายในรัฐสภาแห่งนี้เราจะเห็นว่าความคิดเห็น ในรัฐสภาแห่งนี้ยังไม่ลงตัว มีความคิดว่าการคำนวณด้วยจำนวน ส.ส. พึงมีนั้นน่าจะเป็น คำตอบกับการเมืองยุคนี้ ที่ไม่ทำให้เกิดความเบี่ยงเบนของการคำนวณคะแนน และเปิดพื้นที่ ให้การแข่งขันที่เป็นธรรมระหว่างพรรคกลาง พรรคเล็ก แล้วก็พรรคใหญ่ ให้มีการแข่งขัน ที่เป็นธรรม คะแนนเสียงไม่ตกน้ำ และทำให้มีสมดุลในการจัดสัดส่วนที่นั่งของ ส.ส. ในสภาผู้แทนราษฎร ในขณะเดียวกันระบบการเลือกตั้งแบบเอ็มเอ็มเอ็ม (MMM) ก็ยังมีข้อดี ในการสร้างสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็ง และความคิดเห็นของท่านกรรมาธิการคุณหมอ ชลน่านนั้นประทับใจผมเป็นอย่างมากนะครับ ก็คือคะแนนเสียงของ ส.ส. เขตนั้นก็มีค่า ไม่ต่างกับคะแนนที่เลือกพรรคเลย เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่าโจทก์แบบนี้นั้นจึงเป็นเรื่องที่ เร่งรีบเกินไปที่จะทำให้รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศนั้น ถูกเขียนกติกา ที่ยังเป็นข้อถกเถียงที่มากขนาดนี้อยู่ และการที่เราเขียนในรัฐธรรมนูญไปแล้ว แล้วกลายเป็น กฎที่แก้ไขได้ยากนั้นจะทำให้เราไม่ประณีต ไม่รอบคอบในการคิดสมการต่าง ๆ และเรา อาจจะต้องมาเสียใจในภายหลังว่า เราได้ผ่านกติกาการเลือกตั้งที่ไม่รอบคอบขนาดนี้ ได้อย่างไร🔗
ท่านประธานครับ ผมอยากเชิญชวนรัฐสภาแห่งนี้ได้คิดว่าระบบการเลือกตั้งนั้น เป็นระบบที่จะมีการพัฒนาการขึ้น เพราะไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ หรือปี ๒๕๖๐ นั้น มีโจทย์ทางการเมืองและโจทย์ทางสังคมเฉพาะของยุคนั้น ๆ เพราะฉะนั้น ตอนนี้เรายังไม่ได้คุยเรื่องโจทย์ทางการเมืองและโจทย์ทางสังคมที่เราต้องการแก้ แต่เรามาคุย เรื่องกติกาในการแข่งขันก่อน เรื่องนี้ผมจึงเห็นว่ารัฐสภาของเราอาจจะไม่รอบคอบ ไม่รอบคอบในเชิงเนื้อหายังไม่พอ ไม่รอบคอบในเชิงของกระบวนการด้วย เพราะเราเห็น ความวุ่นวายตั้งแต่เมื่อวานจนถึงวันนี้ ก็ยังดีนะครับที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้ถอน เอามาตราหลายมาตราที่อาจจะทำให้ถูกตีความว่าแก้ไขเกินหลักการนั้นออกไปแล้ว ทำให้เราสามารถเดินหน้าประชุมต่อได้ ท่านประธานครับ ผมเองก็ไม่อยากจะเรียกระบบ จัดสรรปันส่วนที่ถูกต้องว่าระบบเยอรมัน เพราะความตั้งใจของเราไม่ได้คิดจะเอา ประเทศเยอรมันมาใช้กับประเทศไทย แต่สิ่งที่เราเห็นข้อดีของการคำนวณแบบนี้ ก็คือเราจะทำให้สัดส่วนนั้นเป็นธรรมที่สุด เพราะจริง ๆ แล้วการแข่งขันในสนามการเลือกตั้งนั้น พรรคการเมืองจะมีความมั่นใจ ก็ต่อเมื่อทุกคนนั้นมีโอกาสที่จะเข้ามาสู่สนามแห่งนี้ ประชาชนก็จะมั่นใจว่าคะแนนเสียง ของเราที่กาไป ไม่จำเป็นต้องเป็นการสเตตทิชติกโหวต (Statistic Vote) ว่าจะเลือกใคร เท่านั้น ถึงจะชนะเท่านั้น แต่คะแนนเสียงทุกคะแนนเสียงของประชาชนนั้นได้ถูกนับเอาไปด้วย เพื่อให้มีตัวแทนของเขาในสภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ🔗
เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ผมขอใช้เวลาช่วงสุดท้ายนี้เพื่อไม่ให้เสียเวลา ของทางสภานะครับ ได้นำเสนอร่างที่ผมได้สงวนญัตติเอาไว้ ซึ่งเป็นร่างเดียวกับที่ ท่านนิกร จำนง ได้สงวนญัตติไว้ด้วยนะครับ ผมขอเพิ่มข้อความแค่นี้เองครับท่านประธาน เราไม่จำเป็นต้องเขียนรายละเอียดทุกอย่างในรัฐธรรมนูญ เพราะเราต้องการเวลามากกว่านี้ ในการถกเถียงกันในกฎหมายประกอบ แต่สิ่งที่ผมเพิ่มลงไปในนี้ ถ้าท่านสมาชิกจะกรุณา จะอยู่ที่หน้า ๒๕ ของรายงานกรรมาธิการชุดใหม่ ผมเขียนไว้อย่างนี้ว่า มาตรา ๔ ให้ยกเลิก ความในมาตรา ๙๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน ผมมีการตัด พุทธศักราช และคำว่า ข้อ ออกนะครับ🔗
ย่อหน้าต่อมาบอกว่ามาตรา ๙๑ การคำนวณสัดส่วนผู้สมัครรับเลือกตั้ง ตามบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองที่จะได้รับเลือกตั้ง ให้นำคะแนนที่แต่ละ พรรคการเมืองได้รับการเลือกตั้งมารวมกันทั้งประเทศ แล้วนำจำนวนสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร ผมเพิ่มข้อความนี้นะครับ นำจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด ตามมาตรา ๘๓ วรรคหนึ่ง ซึ่งมาตรา ๘๓ วรรคหนึ่งนั้นคือจำนวน ๕๐๐ คน เพราะฉะนั้นเมื่อ เราได้คะแนนรวมทั้งประเทศ สำหรับการกาแบบบัญชีรายชื่อ ก็คือบัตรใบที่ ๒ ที่มีการ แก้ไขแล้วในมาตรา ๘๓ คะแนนที่เลือกพรรคนั้นเองก็จะมาถูกหารด้วย จำนวน ๕๐๐ คน ผมไม่ได้คิดว่าตรงนี้เรียกว่าจำนวน ส.ส. พึงมีนะครับ ซึ่งคำว่า ส.ส. พึงมีนั้นปรากฏอยู่ในร่าง ของท่านสาทิตย์จากพรรคประชาธิปัตย์ เพราะฉะนั้นผมยืนยันว่าหลักการที่ท่านสาทิตย์ คิดนั้นก็มีความชอบธรรม แต่ผมไม่เห็นด้วยกับการที่จะไปลงรายละเอียดมากเกินไป ในรัฐธรรมนูญ และยังมีประเด็นที่เราต้องถกเถียงกันคือการกำหนดจำนวนของ ส.ส. เขต ที่จะส่งนั้น ๑๐๐ เขตถึงจะส่งปาร์ตี ลิสต์ (Party list) ได้ ซึ่งตรงนี้ผมว่ายังเป็นประเด็นที่ ทุกพรรคการเมืองยังอยากจะต้องถกเถียงต่อ ผมจึงไม่ได้คิดว่าจะเสนอเรื่องนี้อยู่ในรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ถ้าเราเห็นด้วยกันว่าการคิดจำนวน ส.ส. พึงมีนั้น จะทำให้เกิด ความชอบธรรม เกิดความสมดุลของความมั่นคงในสถาบันทางการเมือง และเกิดความโปร่งใส ตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจได้ ผมคิดว่าเราสามารถสนับสนุนร่างที่ผมได้สงวนญัตตินี้เอาไว้ แล้วเราไปถกเถียงกันต่อในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ในฐานะของ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ตอนที่ผมประชุมอยู่นี้ผมก็ไม่อยากให้เกิดบรรยากาศว่าประธาน กรรมาธิการมาจากพรรคใหญ่ รองประธานกรรมาธิการมาจากพรรคใหญ่ แล้วก็ประชุมกัน เพื่อพรรคใหญ่ ผมไม่ได้กล่าวหานะครับ ผมไม่ได้มีความรู้สึกอย่างนั้น แต่ผมมีความรู้สึกว่า กรรมาธิการก็ยังเปิดโอกาสให้ผมสงวนความเห็นและอภิปรายเหตุผลตรงนี้ ผมไม่ได้สู้ เพื่อพรรคก้าวไกล แต่ผมอยากจะอภิปรายเรื่องนี้เป็นเหตุผลให้กับทุกพรรคการเมืองได้โปรด พิจารณาว่า ถ้าเราต้องการแข่งด้วยกติกาที่เป็นธรรม และเราอยากจะออกแบบกติกา ให้ประณีตกว่านี้ เรากำหนดหลักการไว้ในรัฐธรรมนูญได้ และรายละเอียดเราไปถกเถียงกัน ให้อย่างรอบคอบประณีต เปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เปิดรับฟังความคิดเห็นของ นักวิชาการที่จะมาช่วยกันขัดเกลา ผมคิดว่าเราจะตัดสินใจเรื่องนี้ได้อย่างชาญฉลาด และรอบคอบในอนาคตครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมถึงอยากจะขอสมาชิก ได้โปรดสนับสนุนร่างการสงวนความเห็นของท่านนิกร จำนง และผม ปดิพัทธ์ สันติภาดา ในมาตรา ๔ ด้วย ขอบคุณครับ🔗
ก็รับ ข้อเสนอความเห็นของท่านนะครับ เดี๋ยวท่านจะโต้ตอบไปมา เชิญท่านนายแพทย์ชลน่านครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงนิดเดียวครับท่านประธาน จริง ๆ ไม่เสียหายสำหรับส่วนบุคคลนะครับ แต่ผมต้องกราบเรียนชี้แจงท่านประธานนะครับ ท่านปดิพัทธ์ขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะครับ ได้กรุณาเอ่ยชื่อผมขึ้นมา แล้วพูดประเด็นที่ผม ได้อภิปรายไว้ ถ้าผมไม่ชี้แจงผมเกรงว่าจะทำให้ภาพรวมเสียหาย แนวทางที่ผมอภิปรายไว้ ผมเพียงแต่ยกตัวอย่างให้เห็นว่า การที่เราจะอ้างว่าเป็นไปตามฉันทามติหรือเป็นไปตาม เจตจำนงของพี่น้องประชาชนหรือไม่ การนำเอาเฉพาะคะแนนบัญชีรายชื่อมาคิดอย่างเดียว แล้วบอกว่าเป็นไปตามเจตจำนงของประชาชน อันนี้ผมก็บอกว่าผมไม่เห็นด้วย ท่านพูด อย่างนั้น แล้วผมก็อ้างถึงท่านนิกรที่แปรญัตติเอาไว้ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านนิกร ประสงค์ที่จะเอาคะแนนทั้งบัญชีรายชื่อ ทั้งคะแนนเขต เอามารวมกันทั้งหมดแล้วไปคำนวณ ส.ส. พึงมี ก็คือ ๕๐๐ คำนวณ ๕๐๐ ครับ ๕๐๐ เท่ากับ ๕๐๐ ผมก็ยกตัวอย่างอย่างนั้น เพียงแต่ถามว่าลักษณะอย่างนี้ มันไม่สะท้อนความนิยมของประชาชนหรือสิ่งที่ประชาชน เขาต้องการมากกว่าหรือ ถ้าไปนำเสนอเอาเฉพาะประเด็นบัญชีรายชื่อนี้มันจะทำให้เกิด ความลักลั่น อันนั้นคือสิ่งที่ผมต้องการเปรียบเทียบ แต่ผมเองแปรญัตติเป็นสัดส่วนโดยตรง เป็นสัดส่วนโดยตรงหมายความว่าเราแยก ๒ ระบบชัดเจนแล้ว บัญชีรายชื่อ ๑๐๐ ก็คือ ๑๐๐ คิดเฉพาะบัญชีรายชื่อ เขตคือเขตนะครับ เรามา ๒ เบ้าหลอมต้องคิดแยกไป อย่าเอามาเกี่ยวกัน เอาเกี่ยวกันมาคิดคำนวณไม่ได้ครับท่านประธาน นั่นคือเจตจำนงผม ก็กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพอย่างนี้ครับ🔗
ท่านนายแพทย์ชลน่านก็พอใจที่ได้อภิปรายสิ่งที่ท่านมีความเห็นไว้ ที่ประชุมจะได้รับทราบ ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย มีประเด็นใดครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเข้าใจดีว่าหลังจากนี้ก็คงจะต้องมีการโหวต ในมาตรานี้ แต่เนื่องจากว่าได้หารือกับเพื่อนสมาชิกหลายท่านที่เราคิดว่ามาตรา ๙๑ นี้ จะเป็นมาตราที่เป็นหัวใจสำคัญของการแก้ไขระบบเลือกตั้ง แล้วหลังจากที่ได้ฟังหลายท่าน อภิปรายไปแล้ว ก็เลยอยากที่จะหารือทางกรรมาธิการครับ ว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่ในคืนนี้ ซึ่งเราประชุมกันมาถึง ๒ ทุ่มแล้ว แล้วก็ยังมีมาตราอื่น ๆ ตามมาอีก เราจะพักการประชุมก่อน แล้วก็ค่อยประชุมต่อในวันพรุ่งนี้ จะได้มีเวลาที่จะคิดในเรื่องของมาตรา ๙๑ เพื่อให้มี ความรอบคอบมากขึ้น เพราะไม่เช่นนั้นแล้วเราเขียนไปอย่างไรแล้ว ก็จะเป็นตัวที่จะไปกำกับ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งอีกที ผมหารือนะครับ อันนี้ไม่ได้ผม คนเดียว แต่มีเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านได้ฝากหารือมาด้วย ขอบพระคุณมากครับ🔗
ในประเด็นนี้ ใกล้ที่จะลงมติแล้วนะครับ ผมขอถามประธานคณะกรรมาธิการว่ายืนยันที่จะให้ลงมติตามนี้🔗
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายไพบูลย์ นิติตะวัน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ท่านอาจารย์กาญจนารัตน์นั้นได้อภิปราย ได้กล่าวในนามของ คณะกรรมาธิการ แล้วก็ได้ยืนยันมติไปแล้วว่าเราขอยืนตามร่างของคณะกรรมาธิการ ไปจบแล้ว ก็เข้าสู่ตอนที่ขอให้ที่ประชุมได้พิจารณาลงมติได้ ขอบคุณครับ🔗
ส่วนผู้สงวน คำแปรญัตติและสงวนความเห็น ท่านธีรัจชัยมีประเด็นใดครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จากที่ผมได้หารือ กับเพื่อนสมาชิกในหลายพรรคการเมืองก็ได้คุยกัน แล้วก็หลังจากที่ท่านสมาชิก ในพรรคการเมืองหลายพรรคได้ฟังคำอภิปราย แล้วก็เห็นว่าถ้าจะมีการตกลง ลงมติในขณะนี้ ทันทีเลยทีเดียว ยังมีหลายประเด็นที่ควรจะต้องมีการถกเถียงว่า แต่ละพรรคการเมือง จะตัดสินอย่างไร เนื่องจากพอตอนแรกก็ฟังในร่างที่กรรมาธิการเสนอมา ก็ได้ฟังในส่วนหนึ่ง แต่เมื่อฟังจากหลากหลายมีระบบที่มาเปรียบเทียบ มีตัวเลขที่ชัดเจนถึงว่าการมี ส.ส. ที่จะ ทำให้มีกติกาที่เป็นธรรมกับทุกพรรคการเมืองในการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง ดังนั้นจึงอยากจะพิจารณาให้รอบคอบอีกนิดหนึ่ง ในแต่ละร่างมีข้อดีและมีข้อเสีย ซึ่งผม ได้คุยกับทางตัวแทนของพรรคประชาธิปัตย์ แล้วก็พรรคภูมิใจไทยก็เห็นไปทางเดียวว่า เราขอคิดสักคืนได้ไหมครับ กฎหมายสำคัญของประเทศคือรัฐธรรมนูญแบบนี้ เราไม่ควรจะ รีบร้อนเพื่อให้เสร็จโดยเร็ว แต่ถ้าเกิดว่าเราให้คิดสักคืนหนึ่งนะครับ แล้วพรุ่งนี้เราอาจจะ มีข้อเสนอดี ๆ จากวันนี้ที่เราฟังกันมาแบบมีเหตุผลที่อยากจะปรับบางส่วนที่อยากจะเอา ร่างไหนเป็นอย่างไร เราควรจะให้โอกาสสมาชิกได้พักสักคืนได้ไหมครับ ผมเห็นด้วยกับที่ ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ได้กรุณาเสนอต่อที่ประชุม แล้วขอความกรุณาท่านประธาน และกรรมาธิการได้โปรดให้โอกาสสมาชิกได้ทบทวนโดยถี่ถ้วน ก่อนที่จะลงมติในมาตรานี้ เพราะการลงมติมาตรานี้ไปเลยทันที อาจจะทำให้ประเทศไทยนั้นเปลี่ยนแปลงไปทิศทางใด ทิศทางหนึ่งก็ได้ จึงขอกราบเรียนท่านประธานได้โปรดฝากไปยังกรรมาธิการ แล้วสมาชิก ทั้งหลายของที่ประชุมแห่งนี้ ได้โปรดพักการประชุม แล้วไปเริ่มพรุ่งนี้ได้ไหมครับ🔗
คือผม กราบเรียนนะครับว่า ท่านสมาชิกไม่ว่ากรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผู้แปรญัตติ สมาชิก ก็ได้แสดงเจตจำนงที่จะอภิปราย แล้วผมก็ได้ให้อภิปรายโดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้นเลย ผมปล่อยให้ทุกท่านอภิปรายเลย แล้วพอมาถึงขั้นตอนสุดท้ายท่านจะมาขอให้เลื่อน การประชุมไปนี้ ผมคงจะต้องปรึกษาอีกหลายท่านนะครับ ท่าน ส.ว. ออน ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ครูออน กาจกระโทก สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ผมคิดว่าที่นั่งฟังมาตลอดเป็นชั่วโมง ๒ ชั่วโมง แต่ละท่านพูดมีเหตุมีผล ผมคิดว่า ตัวผมเองและหลายท่านได้พิจารณาแล้วว่า ตัดสินใจได้ว่าจะเลือกอย่างไรครับท่านประธาน ดังนั้นผมขอให้มีการลงมติครับ🔗
ครับ ผมคงต้องเดินหน้าไปตามนี้นะครับ เพราะว่ากระบวนการอย่างนี้ไม่เคยเกิดขึ้นนะครับ ท่านที่แปรญัตติไว้ยังคงสงวนคำแปรญัตติไว้นะครับ ท่านที่เสนอความเห็นเสียงข้างน้อย ก็เมื่อสักครู่นี้ท่านปดิพัทธ์ก็ชัดเจนนะครับ ดังนั้นผมก็จะต้องดำเนินการเพื่อให้มีการลงมติ ก่อนที่จะลงมติ ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ🔗
เป็นขั้นตอน การตรวจสอบองค์ประชุม ท่านสมาชิกกรุณาแสดงตนนะครับ🔗
ผมรอ ท่านสมาชิกกรุณาเข้าในห้องประชุม กดปุ่มแสดงตนนะครับ กำลังมีท่านสมาชิกเดินเข้ามา ก็เข้ามาเรื่อย ๆ ผมก็ต้องขอบคุณนะครับ เพราะว่าแสดงให้เห็นถึงความสนใจและตั้งใจ ที่จะพิจารณากฎหมายฉบับนี้ ซึ่งเป็นร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังนั้นผมก็รอ ท่านสมาชิกนะครับ ท่านจะลงมติอย่างไรก็เป็นสิทธิของท่านอยู่แล้ว แต่เมื่อท่านมาแสดงตน ก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าสมาชิกรัฐสภานั้นมีความขยันขันแข็ง ไม่หลบงานหรือหนีงานไปง่าย ๆ กำลังเดินมาเรื่อย ๆ นะครับ ขอทราบจำนวนองค์ประชุมครับ จำนวนผู้เข้าประชุมขณะนี้ ๕๘๖ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ🔗
เนื่องจาก มาตรานี้คณะกรรมาธิการมีการแก้ไข และผู้สงวนก็ขอแก้ไข รวมทั้งมีผู้เสนอคำแปรญัตติด้วย ดังนั้นการถามมติจากที่ประชุมจะมี ๒ ขั้นตอน ขั้นตอนแรกจะเป็นการถามว่าท่านเห็นด้วย กับการแก้ไขหรือไม่ ถ้าเห็นด้วยกับการแก้ไขก็จะมีการถามคำถามที่ ๒ ผมถามมตินะครับ สมาชิกท่านใดเห็นด้วยให้มีการแก้ไขร่างมาตรานี้ กดปุ่ม เห็นด้วย สมาชิกท่านใดไม่เห็นด้วย ที่จะให้มีการแก้ไขมาตรานี้ กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านใดงดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านลงมติครับ🔗
มีท่านใด ยังไม่ได้ลงคะแนนไหมครับ ปิดการลงคะแนน ขอทราบผลครับ ผลการลงมติ จำนวนผู้ลงมติ ๕๙๕ ท่าน เห็นด้วย ๕๐๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๕ ท่าน งดออกเสียง ๘๔ ท่าน🔗
เป็นอันว่า ที่ประชุมลงมติด้วยเสียงข้างมากว่ามาตรานี้ต้องมีการแก้ไข ดังนั้นผมจะต้องถามคำถามต่อไป ก่อนที่จะถามคำถามต่อไป ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ🔗
เป็นขั้นตอน การตรวจสอบองค์ประชุม ท่านสมาชิกกรุณากดบัตรแสดงตนครับ🔗
มีท่านใด ยังไม่ได้แสดงตนไหมครับ ขอทราบองค์ประชุมครับ จำนวนผู้เข้าประชุมแสดงตน ๕๘๓ ท่าน🔗
ต่อไป ผมขอถามมติ ผู้ใดเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก กดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นด้วย กับผู้สงวนความเห็นหรือผู้สงวนคำแปรญัตติ กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านใดประสงค์งดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านลงมติครับ🔗
มีท่านใด ยังไม่ได้ลงคะแนนไหม ปิดการลงคะแนน ขอทราบผลครับ ผลการลงมตินะครับ จำนวน ผู้ลงมติ ๕๙๖ ท่าน มีมติเห็นด้วย ๔๓๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๗๖ ท่าน งดออกเสียง ๘๕ ท่าน🔗
เป็นอันว่า ที่ประชุมเห็นชอบด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมากนะครับ ต่อไปเชิญ ท่านประธานรัฐสภาดำเนินการต่อครับ รอสักนิดนะครับ🔗
ท่านสมาชิกที่เคารพครับ เนื่องจาก มีความเปลี่ยนแปลงในกระบวนการเมื่อตอนที่ผมออกไปแล้ว เพราะฉะนั้นถ้ามีจุดใด ที่ผมตามไม่ทัน เนื่องจากมีภารกิจอยู่ข้างนอก ก็ขออนุญาตขอคำแนะนำด้วยนะครับ ถ้าผมตกหล่นไปอย่างไร ขออภัยแล้วก็ให้คำแนะนำด้วยครับ ท่านเลขาธิการเชิญต่อนะครับ🔗
มาตรา ๙๒ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗
ไม่ได้มีการส่งรายชื่อนะครับ กรรมาธิการที่สงวนความเห็นที่มีความประสงค์จะอภิปราย เชิญคุณหมอชลน่านครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ ครับ เพราะว่าผมได้สงวน ความเห็นไว้ในนามกรรมาธิการเสียงข้างน้อยพรรคเพื่อไทย แต่ถ้าพรรคเพื่อไทยไม่ให้ผมพูด ผมก็จะพูดบอกว่าสิ่งที่ผมสงวนไว้นี้ มาตรา ๙๒ มาตรา ๙๓ มาตรา ๙๔ เป็นเนื้อหา ทำนองเดียวกันทั้งหมด ท่านประธานครับ ใช้เวลาสั้น ๆ ถ้าผมไม่สงวนความเห็นเอาไว้ กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังที่ประชุมนะครับ มันจะมีปัญหาบังคับใช้ ถ้าเกิดปัญหา ถ้าไม่ได้ท้วงติงไว้ในสภาแห่งนี้มันก็จะเกิดความเสียหาย ก็ด้วยความเคารพครับ มาตรา ๙๒ ว่าด้วยการที่จะจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ แล้วนำคะแนนที่เลือกตั้งใหม่จากเขตเลือกตั้ง ไปคำนวณบัญชีรายชื่อ ซึ่งผมนำเรียนแล้วว่ามันไม่สอดคล้องกัน เพราะว่าเราใช้คะแนน บัญชีรายชื่อเท่านั้นที่ไปคำนวณบัญชีรายชื่อ อันนี้คือหลักนะครับ มาตรา ๙๓ ครับ ท่านประธานครับ เช่นเดียวกันเป็นการนำคะแนนเลือกตั้งไปคำนวณบัญชีรายชื่อเช่นเดียวกัน แต่เป็นลักษณะของกรณีที่มีการเลือกตั้งทั่วไปแล้วจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ก่อนประกาศ ผลเลือกตั้ง ให้นำคะแนนเขตเลือกตั้งไปคำนวณบัญชีรายชื่อ ซึ่งผมก็เห็นว่ามันน่าจะ ขัดแย้งกันผมก็สงวนไว้ มาตรา ๙๔ เช่นเดียวกับครับท่านประธาน เป็นการให้สิทธินำคะแนน บัญชีเลือกตั้งจากเขตเลือกตั้ง หลังจากประกาศผลเลือกตั้งแล้วภายใน ๑ ปี ถ้ามีการเลือกตั้ง ให้นำคะแนนจากเขตเลือกตั้งไปคำนวณบัญชีรายชื่อ พร้อมกับมีการปรับลดจำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อที่มีระดับท้ายได้ด้วยถ้ามีคะแนนเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งหลักการนี้มันใช้กับ บัตรใบเดียว แต่พอเราเปลี่ยนบัตร ๒ ใบแล้ว ถ้าไม่แก้ไขตรงนี้มันจะขัดและแย้งกัน การตรากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง เวลาไปตีความมันจะทำให้มีการ ตีความว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตราใด จึงเป็นประเด็นที่ผมมากราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพนะครับว่า ผมขออนุญาตที่จะสงวนความเห็นเอาไว้ อยากให้ลงมติครับ แต่ถ้าสมาชิกสภาแห่งนี้ โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยไม่ให้ผมขอลงมติ ผมก็ขออนุญาตที่จะ ไม่ติดใจ แต่บันทึกไว้ครับ🔗
ใครตัดสินแทนหมอได้ครับ คุณหมอชลน่านยังติดใจนะครับ ท่านที่แปรญัตติไม่มีผู้แสดงความจำนงอภิปราย เมื่อผู้อภิปรายยังติดใจก็จำเป็นต้องขอมติที่ประชุมนะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ชลน่าน ศรีแก้ว ไม่ติดใจครับ แต่ขอให้บันทึกในสภาแห่งนี้ครับ🔗
คุณหมอไม่ติดใจนะครับ เนื่องจาก มาตรานี้ไม่มีการแก้ไข เพราะฉะนั้นเมื่อผู้สงวนความเห็นไม่ติดใจ ผู้แปรญัตติไม่ติดใจ ก็ขอผ่านไปครับ เชิญเลขาธิการต่อครับ🔗
มาตรา ๙๓ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗
มาตรา ๙๓ ไม่มีผู้แสดงความจำนง อภิปราย ขอเรียนถามโดยรวมว่ามีผู้ใดติดใจไหมครับ ถ้าไม่มีการติดใจ มาตรานี้ก็ขออนุญาต ผ่านนะครับ🔗
มาตรา ๙๔ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗
มาตรา ๙๔ ไม่มีการแก้ไขครับ ไม่มีผู้แสดงความจำนงอภิปราย มีผู้ใดติดใจไหม ถ้าไม่ติดใจขออนุญาตผ่านมาตรานี้ครับ🔗
มาตรา ๑๐๕ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗
มาตรา ๑๐๕ ไม่มีการแก้ไขครับ ไม่มีผู้แสดงความจำนงจะขออภิปราย ขอเรียนถามว่าสมาชิกติดใจไหมครับ ถ้าไม่ติดใจ ก็ขอผ่านมาตรานี้ครับ🔗
มาตรา ๔/๑ คณะกรรมาธิการ เพิ่มขึ้นใหม่ มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗
มาตรา ๔/๑ กรรมาธิการเพิ่มขึ้นใหม่ ต้องลงมติ แต่เรียนถามว่าสมาชิกที่มีความประสงค์จะอภิปรายมีไหมครับ ถ้าไม่มี ผมขออนุญาตที่จะขอมติจากที่ประชุมนะครับ🔗
ขออนุญาตท่านสมาชิกกรุณา ตรวจสอบองค์ประชุมแสดงตนนะครับ🔗
ท่านสมาชิกพร้อมพอสมควรนะครับ ขอปิดแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมขณะนี้ ๕๔๙ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗
ขอถามมติว่าจะเห็นด้วยให้มี การแก้ไขโดยเพิ่มมาตรา ๔/๑ ขึ้นใหม่🔗
ท่านครับ เบอร์ ๓๓๐ อยู่แสดงตนครับ🔗
ไม่เป็นอะไรครับ ขอเรียนถามว่า ผู้ใดเห็นด้วยให้มีการแก้ไขโดยเพิ่มมาตรา ๔/๑ ขึ้นใหม่ กรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วย ให้มีการแก้ไข กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญ ลงมติครับ🔗
สมาชิกพร้อมนะครับ ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๕๘๐ ท่าน เห็นด้วย ๔๔๐ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๕ ท่าน งดออกเสียง ๑๓๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๓ ท่าน🔗
มติที่ประชุมเห็นด้วยให้มีการเพิ่ม มาตราใหม่ ขอเชิญต่อครับ ท่านประธานเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายไพบูลย์ นิติตะวัน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช …. แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๘๓ และมาตรา ๙๑ ในนามของคณะกรรมาธิการ ขอขอบคุณ ท่านสมาชิกรัฐสภาที่ได้พิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการ และลงมติเห็นชอบ ต่อร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในร่างมาตราต่าง ๆ ตามที่คณะกรรมาธิการได้เสนอต่อ ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาในครั้งนี้ ซึ่งเป็นการพิจารณาในวาระที่ ๓ คณะกรรมาธิการ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าในการพิจารณาวาระที่ ๓ เมื่อสักครู่นี้พิจารณาวาระที่ ๒ นะครับ อันนี้ในการพิจารณาในวาระที่ ๓ ขั้นสุดท้าย ก็หวังว่าท่านสมาชิกรัฐสภาจะได้ลงมติ ต่อร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พุทธศักราช .... แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๘๓ และมาตรา ๙๑ โดยเห็นชอบในการจะให้ออกใช้เป็นรัฐธรรมนูญ ต่อไป ขอขอบคุณครับ🔗
ท่านไพบูลย์ครับ ผมยังไม่ได้ทบทวน เนื่องจากว่าเราได้พิจารณาเรียงลำดับมาตราจบแล้ว ต่อไปก็ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๓๐ สมาชิก มีสิทธิขอแก้ไขเพิ่มเติมถ้อยคำได้ ปาร์ตี ลิสต์กรณีนี้สมาชิกมีประเด็นที่จะแก้ไขถ้อยคำไหม ครับ🔗
ถ้าไม่มีก็ถือว่าจบครับ ในการแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้น โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๕๖ ได้กำหนด เป็นข้อบังคับไว้ว่า เมื่อการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมวาระที่ ๒ เสร็จสิ้นแล้ว ให้รอไว้ ๑๕ วัน เมื่อพ้นกำหนดแล้วให้รัฐสภาพิจารณาในวาระที่ ๓ ต่อไป จึงขอแจ้ง สมาชิกทราบ ทั้งหมดวันนี้ก็ถือว่าจบแล้ว อีกฉบับไหวไหมครับ แต่ว่าเพื่อความรอบคอบ ผมคิดว่าด้วยความเห็นใจอย่างยิ่ง เพราะว่าสมาชิกก็เหนื่อยกันมา เพราะฉะนั้นฉบับที่เหลืออยู่ ก็คงต้องรบกวนไปในโอกาสหน้า วันนี้ก็ต้องขอขอบพระคุณทุกท่าน สวัสดีครับ ขอปิดประชุมครับ🔗