รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ครั้งที่ ๖ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง)
วันศุกร์ที่ ๑๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๔
ณ อาคารัฐสภา
---------------------
ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ขณะนี้ มีผู้มาลงชื่อ ๒๖๑ ท่าน องค์ประชุมวันนี้ต้อง ๓๖๕ ท่าน ขอเชิญท่านสมาชิกที่มาแล้วมาลง ชื่อนะครับ แล้วก็เมื่อครบองค์ประชุมแล้วผมจะมาดำเนินการประชุมต่อไปครับ🔗
ท่านสมาชิกที่เคารพ ความจริงมีผู้มา ลงชื่อแล้ว ๔๐๐ ท่าน แต่ว่าเนื่องจากวาระที่จะประชุมนี้เป็นการลงมติผมขอเวลาสมาชิก สักนิดหนึ่งรอเพื่อนสมาชิกที่ยังมาไม่ถึง🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เรียนท่านประธานครับ เสียงท่านไม่ได้ยินเลยครับ ระบบเสียงเสียหายครับ🔗
เนื่องจากว่าสมาชิกมาลงชื่อ ๔๐๐ กว่าท่านแล้วครับ แต่ว่าเนื่องจากเป็นการลงมติโดยไม่มีการอภิปราย ดังนั้นขออนุญาต ท่านสมาชิกรอท่านสมาชิกสักเล็กน้อยนะครับ ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้มีสมาชิกมาลงชื่อ ตอนเวลา ๐๙.๒๒ นาฬิกา มีผู้มาลงชื่อ ๔๗๑ ท่าน เป็นวุฒิสมาชิก ๑๕๒ ท่าน เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๓๒๑ ท่าน เป็น ๔๗๓ ท่านครับ ครบองค์ประชุมครับ🔗
ท่านประธานขออนุญาตครับ ผม วิรัช พันธุมะผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย ที่ท่านประธานพูดคนเกือบไม่ได้ยินเลย ช่วยกรุณาเจ้าหน้าที่ดูแลเรื่องเครื่องเสียงของ ท่านประธานหน่อยครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานที่เคารพครับ🔗
ผมเรียนอีกครั้งหนึ่งนะครับ ขณะนี้ มีสมาชิกมาลงชื่อแล้ว ๔๗๔ ท่าน เป็นวุฒิสมาชิก ๑๕๒ ท่าน เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๓๒๓ ท่าน ก็ ๔๗๕ ท่านแล้วครับ ครบองค์ประชุม เวลาได้ผ่านไปประมาณ ๒๐ กว่านาทีแล้ว ผมขออนุญาตเปิดประชุมครับ🔗
ท่านประธานครับ ขออนุญาตท่านประธาน วิรัตน์ วรศสิริน ตรงนี้ไม่ได้ยินเสียงเลยครับ🔗
เจ้าหน้าที่ช่วยกรุณาดูแลเรื่องระบบเสียง มีปัญหาอยู่บ่อยนะครับ ช่วยดูสักนิดหนึ่งครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วีระกร คำประกอบ พรรคพลังประชารัฐ มันมีปัญหาตั้งแต่เมื่อ วานนี้ ตั้งแต่บ่ายสามบ่ายสี่แล้วนะครับ ตั้งแต่ตอนที่คุณณัฐวุฒิ บัวประทุม พอท่านอภิปรายเสียงหายไปเลยครับ แล้วตั้งแต่บัดนั้นเสียงก็คลอกแคลก ๆ อย่างนี้ เลยอยากจะกราบเรียนถามท่านประธานว่าเครื่องเสียงสภาหมดไปเท่าไรครับ ขอบพระคุณ ครับ🔗
ขอบคุณมากครับ เมื่อวานนี้ก็เป็น ปัญหาจริงนะครับ ท่านวีระกรก็ท้วงมาแล้วก็มีการแก้ไข เพราะเมื่อวานนี้เสียงมันดับไป ทั้งหมดเลยครับ ของคุณณัฐวุฒิ ของประธาน และทุกคนก็ดับไป แล้วมาฟื้นขึ้นมาใหม่ แต่ว่า อันนี้ก็ต้องยอมรับว่ายังมีปัญหาอยู่ ผมขอย้ำอีกครั้งหนึ่งนะครับ ได้ยินนะครับ ผมขอเปิด ประชุมแล้วนะครับ🔗
ระเบียบวาระวันนี้ก็จะเป็นเรื่องด่วนอยู่ ๒ เรื่อง เรื่องที่กรรมาธิการพิจารณา เสร็จแล้ว ๑ เรื่อง เป็นกังวลเรื่องเวลาอยู่ แต่ว่าเนื่องจากจะใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพราะฉะนั้นเพื่อนสมาชิกที่เคยเป็นกังวลเรื่องการรวมคะแนนนั้นวันนี้น่าจะดีขึ้น ผมมาร่วม ทดสอบดูแล้วก็น่าจะดีขึ้น ประหยัดเวลาไปได้มากทีเดียว เป็นชั่วโมงนะครับ ผมขออนุญาต ไปตามลำดับเรื่อง🔗
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี🔗
เรื่องด่วน🔗
ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๘๓ และมาตรา ๙๑) (เป็นการพิจารณาเพื่อลงมติในวาระที่สาม)🔗
ขอเรียนท่านสมาชิกว่าในคราวประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ ๕ เมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๖๔ ที่ประชุมรัฐสภาได้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๘๓ และมาตรา ๙๑) ในวาระ ที่สองเสร็จสิ้นแล้ว และบัดนี้ได้พ้นกำหนดเวลาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ (๕) และ ข้อบังคับ ข้อ ๑๓๑ ซึ่งบัญญัติให้รอไว้ ๑๕ วันแล้ว ดังนั้นในวันนี้จึงเป็นการประชุม ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (แก้ไข เพิ่มเติมมาตรา ๘๓ และมาตรา ๙๑) ในวาระที่สามโดยไม่มีการอภิปราย และให้ ที่ประชุมลงมติว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบด้วยในการที่จะให้ออกใช้เป็นรัฐธรรมนูญ อันนี้ เป็นข้อความตามกฎหมายรัฐธรรมนูญนะครับ โดยมาตรา ๒๕๖ (๖) และข้อบังคับ ข้อ ๑๓๒ ได้กำหนดเกี่ยวกับการออกเสียงลงคะแนนในวาระที่สาม ขั้นสุดท้าย และลงมติเห็นชอบด้วย ในการที่จะให้ออกใช้เป็นรัฐธรรมนูญ ดังนี้🔗
ประการที่ ๑ การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่สาม ขั้นสุดท้าย ให้ใช้วิธี เรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผย🔗
ประการที่ ๒ มติเห็นชอบด้วยในการที่จะให้ออกใช้เป็นรัฐธรรมนูญต้องมี คะแนนเสียงเห็นชอบตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้🔗
๑. ที่ประชุมรัฐสภาต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยมากกว่ากึ่งหนึ่ง ของจำนวนสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ คือต้องมากกว่า ๓๖๕ คน ปัจจุบันสมาชิก รัฐสภาทั้งหมดที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้มี ๗๓๐ คน เป็นวุฒิสมาชิก ๒๕๐ คน เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๔๘๐ คน🔗
๒. ต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคการเมืองที่สมาชิกมิได้ดำรง ตำแหน่งรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบด้วย ไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบของทุกพรรคการเมืองดังกล่าวรวมกัน ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่ได้รวมแล้ว คือ ๒๔๒ คน ไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๒๐ ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒๐ ก็คือ ๔๙ คน🔗
๓. มีสมาชิกวุฒิสภาเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิก ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา คือไม่น้อยกว่า ๘๔ คน ปัจจุบันสมาชิกของวุฒิสภามี ๒๕๐ คน ถ้าคะแนนเสียงเห็นชอบในวาระที่สามไม่ถึงตามจำนวนข้างต้นไม่ว่ากรณีใดกรณีหนึ่ง ถือว่าที่ประชุมมีมติไม่เห็นชอบด้วยในการที่จะให้ออกใช้เป็นรัฐธรรมนูญ🔗
อันนี้ก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ ผมเรียนว่าพวกเรารู้กันดีอยู่แล้ว แต่ว่าเรียนย้ำเพื่อประชาชนทั่วไปได้ทราบและบันทึกในการลงมติต่อไปนะครับ🔗
ส่วนการลงมติในวาระที่สามนั้นขอเรียนดังต่อไปนี้ วิธีการจะทำดังต่อไปนี้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ (๖) และข้อบังคับของรัฐสภา ข้อ ๑๓๒ กำหนดวิธีการออก เสียงลงคะแนนในวาระที่สามให้ใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผย ดังนั้นผมขอชี้แจง ขั้นตอนการลงมติให้สมาชิกได้ทราบ ดังนี้🔗
๑. ก่อนลงมติจะมีการตรวจสอบองค์ประชุม อันนี้เป็นไปตามข้อบังคับรัฐสภา ข้อ ๕๔ เมื่อสมาชิกครบองค์ประชุมแล้วก็จะให้เลขาธิการรัฐสภาอ่านรายชื่อสมาชิกรัฐสภา เรียงตามลำดับตัวอักษรเพื่อให้สมาชิกได้ออกเสียงลงคะแนนเป็นรายบุคคล🔗
๒. เมื่อเลขาธิการอ่านรายชื่อสมาชิกท่านใด ให้สมาชิกท่านนั้นยืนขึ้น โดยขอให้ท่านสมาชิกออกเสียงลงมติว่า เห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ หรืองดออกเสียง โดยขอให้ท่านสมาชิกกล่าวเฉพาะ ๓ คำดังกล่าวข้างต้น กรุณาอย่ามีสร้อยนะครับ อย่ามี สร้อยว่า เห็นชอบอย่างยิ่ง ไม่เคยเห็นชอบ อะไรพวกนี้อย่าไปมีสร้อยครับ ๒. กรุณาอย่า ประกาศชื่อนะครับ เพราะว่าเลขาธิการได้อ่านชื่อท่านแล้ว อย่าประกาศซ้ำ เราจะประหยัด เวลาได้มาก ๓. เมื่อสมาชิกลำดับสุดท้ายได้ออกเสียงลงคะแนนเสร็จสิ้นแล้ว หากยังมีสมาชิก ท่านใดที่ยังไม่ได้ออกเสียง เช่น มาไม่ทัน เพิ่งมาทีหลัง หรือเหตุผลใดก็ตามก็ให้สมาชิก ท่านนั้นมีสิทธิลงคะแนนได้ก่อนประธานจะสั่งปิดการลงคะแนน เพราะฉะนั้นการสั่ง ปิดลงคะแนนนี้จะมีความหมายสำคัญมากว่าเมื่อสั่งปิดลงคะแนนแล้วสมาชิกถึงแม้จะมา ทีหลังก็ตามก็ไม่มีสิทธิลงคะแนนนะครับ เช่นเดียวกันก่อนสั่งปิดการลงคะแนนถ้าสมาชิก ท่านใดรู้สึกว่าลงคะแนนผิดไปและต้องการแก้ไขก็สามารถทำได้ครับ ซึ่งถึงตอนนั้นผมก็ จะให้เวลาเพื่อนสมาชิกที่มาไม่ทันหรือว่ามาทีหลังได้มีสิทธิลงคะแนนโดยครบถ้วนเท่าที่ สามารถจะทำได้นะครับ ประการที่ ๕ จะได้เชิญสมาชิกรัฐสภา ๖ คนเป็นผู้ตรวจนับคะแนน และเพื่อให้การตรวจนับคะแนนเป็นไปโดยความถูกต้อง รวดเร็ว สำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรได้นำระบบอิเล็กทรอนิกส์ ผมมาร่วมทดลองแล้วครับ คิดว่าจะทำให้เรา ประหยัดเวลาไปได้มาก โดยการลงคะแนนในวาระที่สามจะมีการแสดงผลออกเสียง ลงคะแนนของสมาชิกแต่ละท่านปรากฏที่จอด้านซ้ายมือของท่าน ด้านขวามือของผมครับ เมื่อสมาชิกได้ลงคะแนนแล้วระบบจะส่งผลให้ผู้ตรวจนับคะแนนทำการตรวจนับคะแนน ตามข้อบังคับ และเมื่อสมาชิกทั้งหมดได้ออกเสียงลงคะแนนเสร็จเรียบร้อยระบบจะ ประมวลผลการลงคะแนนทั้งหมดส่งให้ผู้ตรวจนับคะแนนตรวจสอบและรับรองผล การลงคะแนนดังกล่าวแล้วก็แจ้งมาเพื่อให้ผมได้ประกาศต่อไป ซึ่งตามข้อบังคับผมก็ต้อง ประกาศผลนั้นทันที อันนี้หวังว่าพวกเราจะเข้าใจร่วมกัน ท่านเลขาธิการรัฐสภาครับ ตกลง รายชื่อของผู้ตรวจนับคะแนน ๖ ท่าน ท่านเลขาธิการรัฐสภากรุณาอ่านชื่อครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตครับ🔗
เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เพื่อความทรงเกียรติและ ความถูกต้องของสภาแห่งนี้ ผมขออนุญาตว่าผมได้รับคำร้องเรียน แล้วก็ข้อมูลจาก นักวิชาการจากท่านที่ติดตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายท่าน ผมขออนุญาตหารือสักนิดเดียว ครับท่านประธาน ข้อร้องเรียนหรือว่าคำที่นักวิชาการหรือท่านที่ท้วงติงผม ท่านท้วงแบบนี้ครับ🔗
คุณณัฐวุฒิครับ ขออนุญาตนะครับ ขออภัยครับ ด้วยความเคารพครับ🔗
มันเป็นเรื่องรัฐธรรมนูญครับท่านประธาน🔗
เราจะไม่มีการอภิปรายเรื่องนี้ครับ วันนี้จะไม่มีการอภิปรายครับ🔗
เป็นเรื่องข้อความในรัฐธรรมนูญครับท่าน ก่อนที่จะลงมติครับ🔗
ไม่มีครับ วันนี้จะต้องลงมติได้ อย่างเดียวครับ ขออนุญาตอ่านรายชื่อของผู้ตรวจนับคะแนนนะครับ ขอเชิญท่านเลขาธิการ รัฐสภา🔗
กรรมการนับคะแนน ๑. นายเพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์ พรรคพลังประชารัฐ ๒. นายกิตติชัย เรืองสวัสดิ์ พรรคภูมิใจไทย ๓. นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ พรรคเพื่อไทย ๔. นางสาวญาณธิชา บัวเผื่อน พรรคก้าวไกล ๕. นายพิทักษ์ ชัยเจริญ สมาชิกวุฒิสภา และ ๖. ศาสตราจารย์พิเศษ กาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ สมาชิกวุฒิสภา ค่ะ🔗
ขอเชิญท่านสมาชิกรัฐสภาทั้ง ๖ ท่าน แล้วมาเตรียมตัวเพื่อจับคู่นะครับ🔗
แล้วกรุณาดูว่าพร้อมถ้าพร้อมแล้วผม ก็จะเริ่มให้ท่านเลขาธิการได้อ่านรายชื่อของท่านสมาชิก ขอให้ท่านได้พร้อมก่อนครับ เพื่อไม่มีปัญหาในตอนที่ปฏิบัติภารกิจครับ🔗
ท่าน ประธานครับ ผม ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ผมว่าการลงคะแนนเพื่อให้เกิดความรวดเร็วผม อยากเสนอท่านประธานอย่างนี้ครับ ให้ท่าน ส.ว. ๒๕๐ ท่านได้ลงคะแนนก่อน ถ้าได้เกิน ๘๕ เราถือว่าผ่าน เราถึงค่อยลงคะแนนตามครับ ถ้าไม่อย่างนั้นเราจะเสียเวลามาก เพราะช่วงนี้ โควิด (COVID) นะครับ ก็อยากกราบเรียนท่านประธานแบบนี้ครับ🔗
ผู้ตรวจนับคะแนนกรุณาจับคู่นะครับ ถ้าพร้อมแล้วรายงานนะครับ ที่ท่านชูวิทย์เสนอนั้นมันไม่เป็นไปตามข้อบังคับและกฎหมาย ครับ ผู้ตรวจนับคะแนนพร้อมไหมครับ จับคู่นะครับ แล้วก็กรุณาแจ้งว่าพร้อมหรือไม่ เพราะว่ามันจะเป็นวิธีที่เราประหยัดเวลาที่เราห่วงใยกันอยู่ จะใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพราะฉะนั้นก็ต้องเข้าใจกระบวนการเล็กน้อยครับ เพื่อไม่ให้เสียเวลาผมขออนุญาต ท่านสมาชิกครับ ก่อนที่จะใช้สิทธิลงคะแนนกรุณาตรวจสอบองค์ประชุมตามข้อบังคับรัฐสภา กรุณาแสดงตนครับ🔗
สมาชิกบางท่านอาจจะไม่มีบัตร เพราะคิดว่ามาออกเสียงก็กรุณาเอาบัตรมาเพื่อแสดงตน อันนี้เปลี่ยนเพื่อตรวจสอบ องค์ประชุมก่อนลงมติ เป็นไปตามข้อบังคับครับ ยังไม่ใช่การลงคะแนนนะครับ แต่เป็นการ ตรวจสอบองค์ประชุมว่าครบหรือไม่ อยู่ในระหว่างการตรวจสอบ ท่านกรุณาดกบัตรเพื่อ ตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ กรุณาแสดงตนครับ🔗
ท่านที่เข้ามาแล้วกรุณากดบัตรแสดงตน เพื่อแสดงองค์ประชุมครับ พร้อมแล้วปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตน ขณะนี้ ๔๕๖ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗
ผู้ตรวจนับคะแนนพร้อมนะครับ ถ้าพร้อมขอเชิญท่านเลขาธิการดำเนินการครับ ตามที่ได้เรียนไว้นะครับ ในการออกเสียงนั้น ก็ยืนขึ้นแล้วก็ออกเสียงว่า เห็นชอบ หรือ ไม่เห็นชอบ หรือ งดออกเสียง นะครับ ขอเชิญ ท่านเลขาธิการดำเนินการครับ🔗
๑. นายกนก ลิ้มตระกูล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒. ศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓. พลเอก กนิษฐ์ ชาญปรีชญา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔. นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕. นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๖. นายกรรณภว์ ธนภรรคภวิน🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗. นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๘. นายกรุงศรีวิไล สุทินเผือก🔗
เห็นชอบครับ🔗
๙.นายกฤติเดช สันติวชิรกุล🔗
งดออกเสียง🔗
๑๐. นายกฤษฎา ตันเทิดทิตย์🔗
เห็นชอบ🔗
๑๑. นายกฤษณ์ แก้วอยู่🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๒. พลตรี กลชัย สุวรรณบูรณ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๓. นายกล้านรงค์ จันทิก🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๔. นางสาวกวินนาถ ตาคีย์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๕. นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๖. นายกษิดิศ อาชวคุณ ๑๗. นางกอบกุล อาภากร ณ อยุธยา🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๑๘. นายกัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๙. นางกันตวรรณ ตันเถียร🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๒๐. นางสาวกัลยา รุ่งวิจิตรชัย🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๒๑. ศาสตราจารย์พิเศษ กาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๒๒. นางสาวกานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ ๒๓.นายการุณ โหสกุล🔗
เห็นชอบ🔗
๒๔. นายกำพล เลิศเกียรติดำรง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๕. นายกิตติ วะสีนนท์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๒๖. นายกิตติ สมทรัพย์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๗.นายกิตติกร โล่ห์สุนทร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๘. นายกิตติชัย เรืองสวัสดิ์🔗
งดออกเสียง🔗
๒๙. นางสาวกิตติ์ธัญญา วาจาดี🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๓๐. นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๑. นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๒. นางสาวกุลวลี นพอมรบดี ๓๓. นายกูรดิสถ์ จันทร์ศรีชวาลา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๔. นายกูเฮง ยาวอหะซัน🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๕. นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๖. นายเกษม ศุภรานนท์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๗. นายเกษม อุประ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๘. นายเกษมสันต์ มีทิพย์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๓๙. นายเกียรติ สิทธีอมร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๐. นายเกียรติ เหลืองขจรวิทย์🔗
งดออกเสียง🔗
๔๑. นายเกียว แก้วสุทอ ๔๒. นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๔๓. ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๔๔. นายโกศล ปัทมะ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๕. ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๖. นายขจิตร ชัยนิคม🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๗. นายขวัญชาติ วงศ์ศุภรานันต์ ๔๘. นายขวัญเลิศ พานิชมาท🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๕๐. นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์🔗
งดออกเสียง🔗
๕๑. นายคฑาเทพ เตชะเดชเรืองกุล🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๕๒. นายคมเดช ไชยศิวามงคล🔗
เห็นชอบ🔗
๕๓. นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม🔗
เห็นชอบ🔗
๕๔. นายคารม พลพรกลาง🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๕. นายคำนูณ สิทธิสมาน🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๖. นายคำพอง เทพาคำ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๗. นายคุณากร ปรีชาชนะชัย🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๘. นายจเด็จ อินสว่าง🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๙. นายจตุพร เจริญเชื้อ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๐. นายจรัส คุ้มไข่น้ำ ๖๑. นายจรัสฤทธิ์ จันทรสุรินทร์🔗
เห็นชอบ🔗
๖๒. นายจรินทร์ จักกะพาก🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๖๓. พลโท จเรศักณิ์ อานุภาพ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๔. ร้อยเอก จองชัย วงศ์ทรายทอง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๕. นางสาวจอมขวัญ กลับบ้านเกาะ🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๖๖. นายจักรกฤษณ์ ทองศรี🔗
งดออกเสียง🔗
๖๗. นายจักรพรรดิ ไชยสาส์น🔗
เห็นชอบ🔗
๖๘. นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม🔗
เห็นชอบ🔗
๖๙. นายจักรพันธ์ พรนิมิตร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๐. นายจักรัตน์ พั้วช่วย🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๑. นายจัตุรงค์ เสริมสุข🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๒. นายจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์🔗
เห็นชอบ🔗
๗๓. นายจารึก ศรีอ่อน🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๔. พลตำรวจโท จิตติ รอดบางยาง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๕. นางสาวจิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร ๗๖. นางจินตนา ชัยยวรรณาการ🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๗๗. นายจิรชัย มูลทองโร่ย🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๘. นางจิรดา สงฆ์ประชา🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๗๙. นายจิรทัศ ไกรเดชา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๘๐. พลเอก จิรพงศ์ วรรณรัตน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๘๑. นายจิรพงษ์ ทรงวัชราภรณ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๘๒. นายจิรวัฒน์ ศิริพานิชย์🔗
เห็นชอบ🔗
๘๓. นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ ๘๔. นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์🔗
งดออกเสียง🔗
๘๕. นางสาวจิราพร สินธุไพร🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๘๖. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ๘๗. นายจีรเดช ศรีวิราช🔗
เห็นชอบครับ🔗
๘๘. พลเอก จีระศักดิ์ ชมประสพ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๘๙. นางสาวจุฑาฑัตต เหล่าธรรมทัศน์🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๙๐. นางจุฑาพัตธน์ เมนะสวัสดิ์🔗
เห็นชอบ🔗
๙๑. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๙๒. นายจุลพันธ์ โนนศรีชัย🔗
เห็นชอบครับ🔗
๙๓. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์🔗
เห็นชอบ🔗
๙๔. นายเจตน์ ศิรธารานนท์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๙๕. นายเจน นำชัยศิริ🔗
งดออกเสียง🔗
๙๖. นางเจริญ เรี่ยวแรง🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๙๗. นายเจเศษฐ์ ไทยเศรษฐ์🔗
งดออกเสียง🔗
๙๘. นายฉลาด ขามช่วง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๙๙. นางฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๑๐๐. พลเอก ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๐๑. พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๐๒. นายเฉลา พวงมาลัย🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๐๓. พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๐๔. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๐๕. นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๐๖. พลเอก เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ๑๐๗. นายเฉลียว เกาะแก้ว🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๐๘. นางสาวชนก จันทาทอง🔗
เห็นชอบ🔗
๑๐๙. นายชยุต ภุมมะกาญจนะ🔗
งดออกเสียง🔗
๑๑๐. พลเอก ชยุติ สุวรรณมาศ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๑๑. นายชลน่าน ศรีแก้ว🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๑๒. นายชลิต แก้วจินดา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๑๓. นายชวน หลีกภัย🔗
งดออกเสียง🔗
๑๑๔. พันตำรวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๑๕. นายชวลิต วิชยสุทธิ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๑๖. พลตำรวจเอก ชัชวาล สุขสมจิตต์ ๑๑๗. นายชัชวาลล์ คงอุดม🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๑๘. นายชัยชนะ เดชเดโช🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๑๙. นายชัยยันต์ ผลสุวรรณ์🔗
เห็นชอบ🔗
๑๒๐. นายชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์🔗
เห็นชอบ🔗
๑๒๑. พลเรือเอก ชัยวัฒน์ เอี่ยมสมุทร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๒๒. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ๑๒๓. นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ๑๒๔. นายชาญวิทย์ ผลชีวิน🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๒๕. นายชาญวิทย์ วิภูศิริ ๑๒๖. นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ๑๒๗. พลเอก ชาตอุดม ติตถะสิริ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๒๘. พลเรือเอก ชาติชาย ศรีวรขาน ๑๒๙. นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๓๐. พลเรือเอก ชุมนุม อาจวงษ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๓๑. นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ🔗
ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ เห็นชอบครับ🔗
๑๓๒. นายชูศักดิ์ คีรีมาศทอง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๓๓. พลเอก ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๓๔. นายชูศักดิ์ แอกทอง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๓๕. พลเอก เชวงศักดิ์ ทองสลวย🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๓๖. นายเชิงชาย ชาลีรินทร์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๓๗. นายเชิดพงศ์ ราชป้องขันธ์🔗
เห็นชอบ🔗
๑๓๘. ว่าที่ร้อยตรี เชิดศักดิ์ จำปาเทศ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๓๙. นายเชิดศักดิ์ สันติวรวุฒิ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๔๐. นายโชติพิพัฒน์ เตชะโสภณมณี🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๔๑. นายโชติวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ๑๔๒. นายไชยวัฒนา ติณรัตน์🔗
เห็นชอบ🔗
๑๔๓. นายไชยา พรหมา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๔๔. นายซากีย์ พิทักษ์คุมพล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๔๕. นายซูการ์โน มะทา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๔๖. นางสาวญาณธิชา บัวเผื่อน🔗
งดออกเสียง🔗
๑๔๗. พันตำรวจโท ฐนภัทร กิตติวงศา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๔๘. พลเรือเอก ฐนิธ กิตติอำพน🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๔๙. นายฐานิสร์ เทียนทอง ๑๕๐. นายฐาปกรณ์ กุลเจริญ🔗
เห็นชอบ🔗
๑๕๑. นายฐิตินันท์ แสงนาค🔗
งดออกเสียง🔗
๑๕๒. นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๑๕๓. นางสาวณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๕๔. พลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัย🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๕๕. นายณรงค์ รัตนานุกูล🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๕๖. นายณรงค์ สหเมธาพัฒน์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๕๗. นายณรงค์ อ่อนสอาด🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๕๘. พลเอก ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ๑๕๙. นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ🔗
งดออกเสียง🔗
๑๖๐. นายณัฏฐพล จรัสรพีพงษ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๖๑. พลเอก ณัฐ อินทรเจริญ ๑๖๒. นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๖๓. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๖๔. นายณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๖๕. นายณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๖๖. นายณัฐวุฒิ กองจันทร์ดี ๑๖๗. นายณัฐวุฒิ บัวประทุม🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๖๘. นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๖๙. พลเอก ดนัย มีชูเวท🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๗๐. นายดล เหตระกูล🔗
เห็นชอบ🔗
๑๗๑. นางดวงพร รอดพยาธิ์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๑๗๒. นายดะนัย มะหิพันธ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๗๓. นางสาวดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๑๗๔. นายดำรงค์ พิเดช🔗
เห็นชอบ🔗
๑๗๕. นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๗๖. นายดุสิต เขมะศักดิ์ชัย🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๗๗. พลตำรวจเอก เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๗๘. นายเดชอิศม์ ขาวทอง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๗๙. พลตำรวจโท ตรีทศ รณฤทธิวิชัย🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๘๐. พลอากาศเอก ตรีทศ สนแจ้ง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๘๑. นางสาวตรีนุช เทียนทอง ๑๘๒. นายตวง อันทะไชย🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๘๓. นายตี๋ใหญ่ พูนศรีธนากูล🔗
เห็นชอบ🔗
๑๘๔. นายไตรเทพ งามกมล🔗
งดออกเสียง🔗
๑๘๕. นายไตรรงค์ ติธรรม🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๘๖. รองศาสตราจารย์ พลเอก ไตรโรจน์ ครุธเวโช🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๘๗. นายถนัด มานะพันธุ์นิยม🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๘๘. นายถวิล เปลี่ยนศรี🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๘๙. นายถาวร เทพวิมลเพชรกุล🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๙๐. พลอากาศเอก ถาวร มณีพฤกษ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๙๑. พลตรี ทรงกลด ทิพย์รัตน์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๑๙๒. นายทรงเดช เสมอคำ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๙๓. นายทวิรัฐ รัตนเศรษฐ ๑๙๔. พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๙๕. พลเอก ทวีป เนตรนิยม🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๙๖. นายทวีวงษ์ จุลกมนตรี🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๙๗. นายทวีศักดิ์ ทักษิณ🔗
งดออก เสียงครับ🔗
๑๙๘. นายทศพร ทองศิริ🔗
งดออกเสียง🔗
๑๙๙. นายทองแดง เบ็ญจะปัก🔗
งดออกเสียง🔗
๒๐๐. นางทัศนา ยุวานนท์🔗
๒๐๑. นางทัศนาพร เกษเมธีการุณ🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๒๐๒. นางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ ๒๐๓. นางทัศนียา รัตนเศรษฐ🔗
เห็นชอบ🔗
๒๐๔. นายทายาท เกียรติชูศักดิ์🔗
เห็นชอบ🔗
๒๐๕. ศาสตราจารย์ ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ๒๐๖. พลเอก เทพพงศ์ ทิพยจันทร์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๐๗. นายเทวัญ ลิปตพัลลภ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๐๘. นายเทอดพงษ์ ไชยนันทน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๐๙. นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๒๑๐. นางเทียบจุฑา ขาวขำ🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๒๑๑. พลเอก ธงชัย สาระสุข🔗
พลเอก ธงชัย สาระสุข เห็นชอบครับ🔗
๒๑๒. นายธนกร ไชยกุล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๑๓. นางสาวธนภร โสมทองแดง🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๒๑๔. นายธนยศ ทิมสุวรรณ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๒๑๕. พลเอก ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ๒๑๖. นายธนะสิทธิ์ โควสุรัตน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๑๗. นายธนัสถ์ ทวีเกื้อกูลกิจ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๑๘. นายธรรมนัส พรหมเผ่า ๒๑๙. นายธรรมวิชญ์ โพธิพิพิธ🔗
เห็นชอบ🔗
๒๒๐. พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๒๒๑. นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๒๒๒. นายธานี สุโชดายน🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๒๓. นายธานี อ่อนละเอียด🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๒๔. นายธารา ปิตุเตชะ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๒๕. พลเอก ธีรเดช มีเพียร🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๒๒๖. นายธีรภัทร พริ้งศุลกะ🔗
เห็นชอบ🔗
๒๒๗. นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๒๒๘. นายธีระ ไตรสรณกุล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๒๙. นายธีระ วงศ์สมุทร🔗
เห็นชอบ🔗
๒๓๐. นายธีรัจชัย พันธุมาศ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๒๓๑. นายนพ ชีวานันท์🔗
เห็นชอบ🔗
๒๓๒. นายนพคุณ รัฐผไท🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๓๓. นายนพดล แก้วสุพัฒน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๓๔. พลเรือเอก นพดล โชคระดา🔗
เห็นชอบ🔗
๒๓๕. นายนพดล มาตรศรี🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๓๖. พลเอก นพดล อินทปัญญา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๓๗. นายนพพล เหลืองทองนารา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๓๘. นางสาวนภาพร เพ็ชร์จินดา🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๒๓๙. นายนริศ ขำนุรักษ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๔๐. นายนัทธี ถิ่นสาคู🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๔๑. นางนันทนา สงฆ์ประชา🔗
นันทนา สงฆ์ประชา เห็นชอบค่ะ🔗
๒๔๒. พลเอก นาวิน ดำริกาญจน์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๒๔๓. นายนิกร จำนง🔗
เห็นชอบ🔗
๒๔๔. นายนิคม บุญวิเศษ🔗
งดออกเสียง🔗
๒๔๕. นายนิติพล ผิวเหมาะ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๒๔๖. นายนิพนธ์ นาคสมภพ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๒๔๗. นายนิพันธ์ ศิริธร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๔๘. นายนิยม ช่างพินิจ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๔๙. นายนิยม วิวรรธนดิฐกุล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๕๐. นายนิยม เวชกามา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๕๑. นายนิรมิต สุจารี🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๕๒. นายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์🔗
เห็นชอบ🔗
๒๕๓. นายนิโรธ สุนทรเลขา🔗
เห็นชอบ🔗
๒๕๔. พลเอก นิวัตร มีนะโยธิน🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๕๕. ศาสตราจารย์นิสดารก์ เวชยานนท์🔗
งดออกเสียง🔗
๒๕๖. นายนิอาแซ ซีอุเซ็ง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๕๗. นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๒๕๘. นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๒๕๙. นายบรรชา พงศ์อายุกูล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๖๐. นายบัญญัติ เจตนจันทร์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๖๑. นายบัญญัติ บรรทัดฐาน🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๖๒. นายบัลลังก์ อรรณนพพร🔗
เห็นชอบ🔗
๒๖๓. นายบุญแก้ว สมวงศ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๖๔. นายบุญฐิน ประทุมลี🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๖๕. พลเอก บุญธรรม โอริส🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๒๖๖. นายบุญมี สุระโคตร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๖๗. นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๒๖๘. นางบุญรื่น ศรีธเรศ🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๒๖๙. นายบุญลือ ประเสริฐโสภา🔗
งดออกเสียง🔗
๒๗๐. ผู้ช่วยศาสตราจารย์บุญส่ง ไข่เกษ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๗๑. พลเอก บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๗๒. นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๗๓. นางเบญจรัตน์ จริยธาราสิทธิ์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๒๗๔. นางสาวเบญจา แสงจันทร์🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๒๗๕. นายปกรณ์ มุ่งเจริญพร🔗
งดออกเสียง🔗
๒๖๗. นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๒๗๗. นายปฐมพงศ์ สูญจันทร์🔗
เห็นชอบ🔗
๒๗๘. นายปดิพัทธ์ สันติภาดา🔗
งดออกเสียง🔗
๒๗๙. หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๒๘๐. นายประกอบ รัตนพันธ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๘๑. พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๘๒. นายประดิษฐ์ เหลืองอร่าม🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๒๘๓. นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๘๔. นายประทวน สุทธิอำนวยเดช🔗
เห็นชอบ🔗
๒๘๕. นายประภัตร โพธสุธน🔗
เห็นชอบ🔗
๒๘๖. นางประภาศรี สุฉันทบุตร🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๒๘๗. นายประภูศักดิ์ จินตะเวช🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๘๘. นายประมนต์ สุธีวงศ์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๒๘๙. นายประมวล พงศ์ถาวราเดช🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๙๐. นายประมาณ สว่างญาติ🔗
เห็นชอบ🔗
๒๙๑. ร้อยเอก ประยุทธ์ เสาวคนธ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๙๒. นางประยูร เหล่าสายเชื้อ🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๒๙๓. นายประสงค์ บูรณ์พงศ์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๒๙๔. พลเอก ประสาท สุขเกษตร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๙๕. นายประสิทธิ์ ปทุมารักษ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๙๖. นายประสิทธิ์ มะหะหมัด🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๙๗. นายประสิทธิ์ วุฒินันชัย🔗
เห็นชอบ🔗
๒๙๘. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๙๙. นายประเสริฐ บุญเรือง🔗
เห็นชอบ🔗
๓๐๐. รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ🔗
งดออกเสียง🔗
๓๐๑. นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๓๐๒. พลตำรวจตรี ปรัชญ์ชัย ใจชาญสุขกิจ🔗
งดออก เสียงครับ🔗
๓๐๓. นายปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๓๐๔. นายปริญญา ฤกษ์หร่าย🔗
เห็นชอบ🔗
๓๐๕. พลเอก ปรีชา จันทร์โอชา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๐๖. นายปรีชา บัววิรัตน์เลิศ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๓๐๗. นายปรีดา บุญเพลิง🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๓๐๘. นายปัญญา งานเลิศ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๐๙. นายปัญญา จีนาคำ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๑๐. พลเอก ปัฐมพงศ์ ประถมภัฏ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๑๑. นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๓๑๒. นางสาวปิยฉัฏฐ์ วันเฉลิม🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๓๑๓. นายปิยพันธุ์ นิมมานเหมินท์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๓๑๔. นายปิยวัฒน พันธ์สายเชื้อ🔗
เห็นชอบ🔗
๓๑๕. นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๓๑๖. พลเอก โปฎก บุนนาค🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๑๗. นางผ่องศรี แซ่จึง🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๓๑๘. นางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๓๑๙. นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์🔗
เห็นชอบ🔗
๓๒๐. นายไผ่ ลิกค์ ๓๒๑. นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๒๒. นายพนิต วิกิตเศรษฐ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๒๓. นายพยม พรหมเพชร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๒๔. นายพรชัย ตระกูลวรานนท์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๒๕. นายพรชัย อำนวยทรัพย์🔗
งดออกเสียง🔗
๓๒๖. ผู้ช่วยศาสตราจารย์พรชัย อินทร์สุข🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๒๗. คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๓๒๘. นายพรเทพ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๒๙. นางสาวพรพิมล ธรรมสาร ๓๓๐. ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย🔗
งดออกเสียง🔗
๓๓๑. นางพรเพ็ญ บุญศิริวัฒนกุล🔗
เห็นชอบ🔗
๓๓๒. นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๓๓๓. นายพลเดช ปิ่นประทีป🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๓๓๔. นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๓๕. พลเรือเอก พะจุณณ์ ตามประทีป🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๓๖. นางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๓๓๗. นายพัฒนา สัพโส🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๓๘. พลเรือเอก พัลลภ ตมิศานนท์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๓๙. นายพาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์ ๓๔๐ นางพิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ ๓๔๑ นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๓๔๒. นางพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ ๓๔๓ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน🔗
เห็นชอบ🔗
๓๔๔. นายพิเชษฐ สถิรชวาล🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๓๔๕. นายพิทักษ์ ไชยเจริญ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๓๔๖. นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๓๔๗. นายพิบูลย์ รัชกิจประการ🔗
งดออกเสียง🔗
๓๔๘. นางสาวพิมพ์พร นางสาวพิมพ์พร พรพฤติพันธุ🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๓๔๙. นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๓๕๐. นางสาวพิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๓๕๑. พลเอก พิศณุ พุทธวงศ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๕๒. นายพิศาล มาณวพัฒน์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๓๕๓. นายพิษณุ พลธี🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๓๕๔. พลตำรวจโท พิสัณห์ จุลดิลก ๓๕๕ นายพิสิฐ ลี้อาธรรม🔗
เห็นชอบ🔗
๓๕๖. พลเอก พิสิทธิ์ สิทธิสาร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๕๗. นายพีรเดช คำสมุทร🔗
งดออกเสียง🔗
๓๕๘. นายพีระเพชร ศิริกุล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๕๙. นายพีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๓๖๐. นายพีระศักดิ์ พอจิต ๓๖๑. นายเพชร เอกกำลังกุล🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๓๖๒. นางสาวเพชรชมพู กิจบูรณะ🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๓๖๓. นางสาวเพชรดาว โต๊ะมีนา🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๓๖๔. นายเพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๖๕. นายเพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๖๖. นางเพ็ญพักตร์ ศรีทอง🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๓๖๗. นายไพจิต ศรีวรขาน🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๖๘. พลเอก ไพชยนต์ ค้าทันเจริญ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๖๙. นายไพฑูรย์ หลิมวัฒนา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๗๐. นายไพบูลย์ นิติตะวัน🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๗๑. นายไพโรจน์ พ่วงทอง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๗๒. พลเอก ไพโรจน์ พานิชสมัย🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๗๓. นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๗๔. นางสาวไพลิน เทียนสุวรรณ🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๓๗๕. นายภณณัฏฐ์ ศรีอินทร์สุทธิ์🔗
เห็นชอบ🔗
๓๗๖. นายภราดร ปริศนานันทกุล🔗
งดออกเสียง🔗
๓๗๗. นางสาวภริม พูลเจริญ🔗
เห็นชอบ🔗
๓๗๘. นางสาวภัทรา วรามิตร ๓๗๙. นายภาคภูมิ บูลย์ประมุข🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๘๐. นายภาควัต ศรีสุรพล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๘๑. นายภาณุ อุทัยรัตน์ ๓๘๒. นายสาวภาดาท์ วรกานนท์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๓๘๓. นายภานุ ศรีบุศยกาญจน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๘๔. นายภาสกร เงินเจริญกุล🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๓๘๕. นายภิญโญ นิโรจน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๘๖. นายภูดิท อินสุวรรณ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๘๗. นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ๓๘๘. นายมณฑล โพธิ์คาย🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๓๘๙. นายมณเฑียร บุญตัน🔗
ท่านประธาน เลยไปนิดหนึ่งครับ มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ไม่เห็นชอบ ขอบคุณครับ🔗
บันทึกไว้ นะครับ ๓๘๗. นายมงคลกิตติ์ ไม่เห็นชอบครับ ต่อไปนายมณเฑียร บุญตัน เชิญครับ🔗
๓๘๙. นายมณเฑียร บุญตัน🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๓๙๐. นายมณเฑียร สงฆ์ประชา🔗
เห็นชอบ🔗
๓๙๑. นายมนตรี ตั้งเจริญถาวร🔗
เห็นชอบ🔗
๓๙๒. นายมนตรี ปาน้อยนนท์🔗
เห็นด้วยครับ🔗
๓๙๓. นางมนพร เจริญศรี🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๓๙๔. พลอากาศเอก มนัส รูปขจร ๓๙๕. นายมนูญ สิวาภิรมย์รัตน์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๓๙๖. นายมหรรณพ เดชวิทักษ์ ๓๙๗. นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๓๙๘. นายมานพ คีรีภูวดล🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๓๙๙. นายมานพ ศรีผึ้ง🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๔๐๐. นายมานะ โลหะวณิชย์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๐๑. นายมานะศักดิ์ จันทร์ประสงค์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๐๒. นายมานัส อ่อนอ้าย🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๐๓. นางมารศรี ขจรเรืองโรจน์🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๔๐๔. พลเอก มารุต ปัชโชตะสิงห์ ๔๐๕. นายมารุต มัสยวาณิช🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๔๐๖. นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๐๗. นางมุกดา พงษ์สมบัติ🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๔๐๘. พลตำรวจเอก ยงยุทธ เทพจำนงค์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๐๙. พันตำรวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ🔗
งดออกเสียง🔗
๔๑๐. นายยงยุทธ สุวรรณบุตร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๑๑. นายยรรยงก์ ถนอมพิชัยธำรง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๑๒. นายยศวัฒน์ มาไพศาลสิน🔗
งดออกเสียง🔗
๔๑๓. พลเอก ยอดยุทธ บุญญาธิการ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๑๔. พันตำรวจเอก ยุทธกร วงเวียน🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๔๑๕. นายยุทธนา ทัพเจริญ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๑๖. นายยุทธนา โพธสุธน🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๑๗. นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๑๘. รองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๑๙. นายรณเทพ อนุวัฒน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๒๐. นายรณวริทธิ์ ปริยฉัตรตระกูล ๔๒๑. นายระวี มาศฉมาดล🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๔๒๒. นายรังสรรค์ มณีรัตน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๒๓. นายรังสรรค์ วันไชยธนวงศ์🔗
เห็นชอบ ครับ🔗
๔๒๔. นายรังสิกร ทิมาตฤกะ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๔๒๕. นายรังสิมันต์ โรม🔗
งดออกเสียง🔗
๔๒๖. นางสาวรังสิมา รอดรัศมี🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๔๒๗. นายรัฐกิตติ์ ผาลีพัฒน์🔗
เห็นชอบ🔗
๔๒๘. นายรุ่งโรจน์ ทองศรี🔗
งดออกเสียครับ🔗
๔๒๙. นางสาวเรณู ตังคจิวางกูร🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๔๓๐. นายเรวัต วิศรุตเวช🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๔๓๑. นางสาวละออง ติยะไพรัช🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๔๓๒. นายลักษณ์ วจนานวัช🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๓๓. นางลินดา เชิดชัย🔗
งดออกเสียง🔗
๔๓๔. พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช🔗
สมาชิกวุฒิสภา (กลุ่มอื่น ๆ ) : เห็นชอบครับ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๓๗. ว่าที่ร้อยตรี วงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี🔗
เห็นชอบ ครับ🔗
๔๓๘. นางสาววชิราภรณ์ กาญจนะ🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๔๓๙. นางสาววทันยา วงษ์โอภาสี🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๔๔๐. พลเอก วรพงษ์ สง่าเนตร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๔๑. นายวรภพ วิริยะโรจน์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๔๔๒. นางสาววรรณวรี ตะล่อม สิน🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๔๔๓. นางสาววรรณวิภา ไม้สน🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๔๔๔. นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์🔗
งดออกเสียง🔗
๔๔๕. นายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์🔗
เห็นชอบ ครับ🔗
๔๔๖. นางวรารัตน์ อติแพทย์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๔๔๗. นายวราวุธ ศิลปอาชา🔗
เห็นชอบ - นางพรพิศ เพชรเจริญ (เลขาธิการรัฐสภา) : ๔๔๘. พลเอก วราห์ บุญญะสิทธิ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๔๙. พลเอก วลิต โรจนภักดี🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๕๐. พลเอก วสันต์ สุริยมงคล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๕๑. นายวัชรพล โตมรศักดิ์🔗
เห็นชอบ🔗
๔๕๒. นายวัชระ ยาวอหะซัน🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๕๓. นายวัชรา ณ วังขนาย🔗
ไม่เห็นชอบ🔗
๔๕๔. นายวัฒนา ช่างเหลา๔๕๕. พลเอก วัฒนา สรรพานิช🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๕๖. นายวัฒนา สิทธิวัง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๕๗. นายวัน อยู่บำรุง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๕๘. นายวันชัย เจริญนนทสิทธิ์🔗
เห็นชอบ🔗
๔๕๙. นายวันชัย ปริญญาศิริ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๖๐. นายวันชัย สอนศิริ ๔๖๑. นายวันนิวัติ สมบูรณ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๖๒. นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๔๖๓. นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๔๖๔. นายวาโย อัศวรุ่งเรือง🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๔๖๕. นายวิชัย ทิตตภักดี ๔๖๖. พลเอก วิชิต ยาทิพย์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๖๗. นายวิเชียร ชวลิต🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๖๘. นายวิทยา ทรงคำ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๖๙. นายวิทยา ผิวผ่อง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๗๐. นายวินท์ สุธีรชัย🔗
งดออกเสียง🔗
๔๗๑. พลเอก วินัย สร้างสุขดี🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๗๒. พลตำรวจโท วิบูลย์ บางท่าไม้🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๗๓. นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ๔๗๔ นายวิรัช พันธุมะผล🔗
งดออก เสียงครับ🔗
๔๗๕. นายวิรัช รัตนเศรษฐ🔗
เห็นชอบ🔗
๔๗๖. นายวิรัตน์ เกสสมบูรณ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๖๖. นายวิรัตน์ วรศสิริน🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๔๗๘. นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๔๗๙. นางสาววิไลลักษณ์ อรินทมะพงษ์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๔๘๐. นายวิวรรธน์ นิลวัชรมณี🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๘๑. นายวิวรรธน์ แสงสุริยะฉัตร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๘๒. นายวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๘๓. พลตำรวจโท วิศณุ ม่วงแพรศรี🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๔๘๔. นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์🔗
เห็นชอบ🔗
๔๘๕. นายวิสิทธิ์ พิทยาภรณ์🔗
งดออกเสียง🔗
๔๘๖. นายวิสิษฐ์ เตชะธีราวัฒน์🔗
เห็นชอบ🔗
๔๘๗. นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๘๘. นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๔๘๙. นายวีระกร คำประกอบ🔗
เห็นชอบ🔗
๔๙๐. นายวีระชัย วีระเมธีกุล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๙๑. นายวีระพล จิตสัมฤทธิ์🔗
เห็นชอบ🔗
๔๙๒. นายวีระวัฒน์ โอสถานุเคราะห์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๙๓. นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๙๔. นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๙๕. นายวีระศักดิ์ ภูครองหิน🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๔๙๖. พลเอก วีรัณ ฉันทศาสตร์ โกศล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๙๗. นายวุฒิชัย กิตติธเนศรวร ๔๙๘. นายวุฒินันท์ บุญชู🔗
งดออกเสียง🔗
๔๙๙. นายวุฒิพงษ์ นามบุตร🔗
เห็นชอบ🔗
๕๐๐. นายวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๐๑. นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๐๒. นายศรัณย์วุธ ศรัณย์เกตุ🔗
เห็นชอบ🔗
๕๐๓. นายศราวุฒิ เพชรพนมพร🔗
เห็นชอบ🔗
๕๐๔. นางสาวศรีนวล บุญลือ🔗
งดออกเสียงเจ้า🔗
๕๐๕. นายศรีเรศ โกฎคำลือ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๐๖. นายศรีศักดิ์ วัฒนพรมงคล🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๐๗. นางศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๕๐๘. นายศักดา คงเพชร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๐๙. นายศักดิ์ชัย ธนบุญชัย🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๑๐. รองศาสตราจารย์ศักดิ์ไทย สุรกิจบวร🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๑๑. นายศักดินัย นุ่มหนู🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๑๒. นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๑๓. พลเรือเอก ศักดิ์สิทธิ์ เชิดบุญเมือง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๑๔. พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๕๑๕. นายศาสตรา ศรีปาน🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๑๖. นายศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๑๗. นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๕๑๘. นางศิรินา ปวโรฬารวิทยา🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๕๑๙. นายศิริพงษ์ รัสมี🔗
เห็นชอบ🔗
๕๒๐. นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๕๒๑. นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๒๒. นางสาวศิลัมพา เลิศนุวัฒน์🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๕๒๓. พลเรือเอก ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๒๔. นายศุภชัย ใจสมุทร🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๒๕. นายศุภชัย นพขำ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๒๖. นายศุภชัย โพธิ์สุ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๒๗. นายศุภชัย สมเจริญ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๒๘. นางสาวศุภมาศ อิศรภักดี ๕๒๙. พลเอก ศุภรัตน์ พัฒนาวิสุทธิ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๓๐. พันเอก เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๓๑. พลเอก สกนธ์ สัจจานิตย์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๓๒. พลเอก สกล ชื่นตระกูล ๕๓๓. นางสาวสกุณา สาระนันท์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๕๓๔. หม่อมหลวงสกุล มาลากุล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๓๕. นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๓๖. นายสงวน พงษ์มณี🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๓๗. นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๓๘. พลเรือโท สนธยา น้อยฉายา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๓๙. พลเอก สนธยา ศรีเจริญ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๔๐. นายสนอง เทพอักษรณรงค์🔗
งดออกเสียง🔗
๕๔๑. พลเอก สนั่น มะเริงสิทธิ์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๔๒. ศาสตราจารย์พิเศษสม จาตุศรีพิทักษ์🔗
งดออกเสียง🔗
๕๔๓. นายสมเกียรติ ไชยวิสุทธิกุล🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๔๔. นายสมเกียรติ ถนอมสินธุ์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๔๕. นายสมเกียรติ วอนเพียร🔗
เห็นชอบ🔗
๕๔๖. นายสมคิด เชื้อคง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๔๗. พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๕๔๘. พลเอก สมเจตน์ ลิมปะพันธุ์🔗
งดออกเสียง🔗
๕๔๙. นายสมชาติ ประดิษฐพร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๕๐. นายสมชาย ชาญณรงค์กุล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๕๑. นายสมชาย ฝั่งชลจิตร🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๕๒. พลเอก สมชาย วิษณุวงศ์🔗
เห็นชอบ🔗
๕๕๓. นายสมชาย เสียงหลาย ๕๕๔. นายสมชาย แสวงการ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๕๕. นายสมชาย หาญหิรัญ ๕๕๖. นายสมเดช นิลพันธุ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๕๗. พลตำรวจโท สมบัติ มิลินทจินดา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๕๘. นายสมบัติ ศรีสุรินทร์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๕๙. นายสมบัติ อำนาคะ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๖๐. นายสมบูรณ์ งามลักษณ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๖๑. นายสมบูรณ์ ซารัมย์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๖๒. นายสมพงษ์ โสภณ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๖๓. นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์🔗
เห็นชอบ🔗
๕๖๔. นายสมพล เกียรติไพบูลย์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๖๕. นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์🔗
เห็นชอบ🔗
๕๖๖. นายสมศักดิ์ คุณเงิน🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๖๗. นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๖๘. นายสมศักดิ์ เทพสุทิน🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๖๙. นายสมศักดิ์ พันธ์เกษม🔗
เห็นชอบ🔗
๕๗๐. นางสมหญิง บัวบุตร🔗
เห็นชอบ🔗
๕๗๑. พลตำรวจโท สมหมาย กองวิสัยสุข🔗
เห็นชอบ🔗
๕๗๒. พลเอก สมหมาย เกาฏีระ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๗๓. นายสมัคร ป้องวงษ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๗๔. นายสยาม หัตถสงเคราะห์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๗๕. นายสรชัด สุจิตต์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๗๖. นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๗๗. นายสรอรรถ กลิ่นประทุม🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๗๘. นางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๕๗๙. พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๘๐. นายสราวุธ อ่อนละมัย🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๘๑. นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง🔗
งดออกเสียง🔗
๕๘๒. นายสฤษดิ์ บุตรเนียร🔗
งดออกเสียง🔗
๕๘๓. นายสวัสดิ์ สมัครพงศ์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๘๔. นายสวาป เผ่าประทาน🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๘๕. พลเอก สสิน ทองภักดี🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๘๖. นายสะถิระ เผือกประพันธุ์🔗
เห็นชอบ🔗
๕๘๗. นายสังศิต พิริยะรังสรรค์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๘๘. นายสัญชัย จุลมนต์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๘๙. นายสัญญา นิลสุพรรณ🔗
เห็นชอบ🔗
๕๙๐. นายสัณหพจน์ สุขศรีเมือง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๙๑. นายสันติ กีระนันทน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๙๒. นายสันติ พร้อมพัฒน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๙๓. นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๙๔. นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๙๕. นายสาคร เกี่ยวข้อง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๙๖. นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๙๗. นายสาธิต ปิตุเตชะ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๙๘. นายสาธิต เหล่าสุวรรณ🔗
เห็นชอบ🔗
๕๙๙. นายสาธิต อุ๋ยตระกูล ๖๐๐. นายสายัณห์ ยุติธรรม🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๐๑. นายสำราญ ครรชิต🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๐๒. พลเอก สำเริง ศิวาดำรงค์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๐๓. นายสำลี รักสุทธี🔗
งดออกเสียง🔗
๖๐๔. นายสิงหภณ ดีนาง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๐๕. พลเอก สิงห์ศึก สิงห์ไพร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๐๖. พันโท สินธพ แก้วพิจิตร🔗
เห็นชอบ🔗
๖๐๗. นายสินิตย์ เลิศไกร🔗
เห็นชอบ🔗
๖๐๘. นายสิระ เจนจาคะ🔗
เห็นชอบ🔗
๖๐๙. นางสิรินทร รามสูต🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๖๑๐. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๖๑๑. พลอากาศเอก สุจินต์ แช่มช้อย🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๑๒. นายสุชัย บุตรสาระ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๑๓. นายสุชาติ ชมกลิ่น🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๑๔. นายสุชาติ โชคชัยวัฒนากร🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๖๑๕. นายสุชาติ ตันเจริญ ๖๑๖. นายสุชาติ ภิญโญ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๑๗. นายสุชาติ อุสาหะ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๑๘. นางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ🔗
เห็นชอบ🔗
๖๑๙. นางสาวสุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๖๒๐. นายสุทัศน์ เงินหมื่น🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๒๑. นายสุทา ประทีป ณ ถลาง🔗
เห็นชอบ🔗
๖๒๒. นายสุทิน คลังแสง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๒๓. นายสุเทพ อู่อ้น🔗
งดออกเสียง🔗
๖๒๔. นายสุธี มากบุญ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๒๕. นางสุนี จึงวิโรจน์🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๖๒๖. นายสุพล จุลใส🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๖๒๗. นายสุพล ฟองงาม🔗
เห็นชอบ🔗
๖๒๘. พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๖๒๙. นายสุภดิช อากาศฤกษ์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๖๓๐. นางสุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๖๓๑. นายสุรชัย ดนัยตั้งตระกูล🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๖๓๒. นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย🔗
งดออกเสียง🔗
๖๓๓. นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์🔗
เห็นชอบ🔗
๖๓๔. นายสุรชาติ ศรีบุศกร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๓๕. พลเอก สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๓๖. นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๖๓๗ นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๓๘. นายสุรทิน พิจารณ์🔗
เห็นชอบ🔗
๖๓๙ พลเอก สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๔๐. นายสุรพงษ์ อึ้งอัมพรวิไล🔗
เห็นชอบ🔗
๖๔๑. รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๖๔๒. นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๔๓. พลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๔๔. นายสุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๔๕. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๖๔๖. นายสุรศักดิ์ อนรรฆพันธ์🔗
เห็นชอบ🔗
๖๔๗. นายสุรสิทธิ์ ตรีทอง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๔๘. นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๔๙. นายสุรสิทธิ์ วงศ์วิทยานันท์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๕๐. พลตำรวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่🔗
เห็นชอบ ครับ🔗
๖๕๑. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๕๒. นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๕๓. นายสุวรรณ เลิศปัญญาโรจน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๕๔. นางสุวรรณี สิริเวชชะพันธ์🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๖๕๕. พลตำรวจเอก สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ๖๕๖. นายเสมอกัน เที่ยงธรรม🔗
เห็นชอบ🔗
๖๕๗. นายเสรี สุวรรณภานนท์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๖๕๘. พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๖๕๙. นายโสภณ ซารัมย์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๖๖๐. พลเอก อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์🔗
ขออนุญาตครับ พลเอก อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ ไม่เห็นชอบครับ🔗
๖๖๑. นายองค์การ ชัยบุตร🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๖๒๒. นายองอาจ คล้ามไพบูลย์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๖๓. นายองอาจ วงษ์ประยูร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๖๔. นายอดิพงษ์ ฐิติพิทยา🔗
งดออกเสียง🔗
๖๖๕. พลอากาศเอก อดิศักดิ์ กลั่นเสนาะ🔗
อดิศักดิ์ กลั่น เสนาะ เห็นชอบครับ🔗
๖๖๖. พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๖๗. นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ🔗
เห็นชอบ🔗
๖๖๘. นายอนันต์ ผลอำนวย🔗
เห็นชอบ🔗
๖๖๙. นายอนันต์ ศรีพันธุ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๗๐. พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๗๑. นายอนาวิล รัตนสถาพร🔗
งดออกเสียง🔗
๖๗๒. นายอนุชา น้อยวงศ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๗๓. นายอนุชา นาคาศัย🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๗๔. นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๗๕. นายอนุทิน ชาญวีรกูล🔗
งดออกเสียง🔗
๖๗๖. นายอนุมัติ ซูสารอ ๖๗๗. นายอนุมัติ อาหมัด🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๗๘. นายอนุรักษ์ จุรีมาศ🔗
งดออกเสียง🔗
๖๗๙. นายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๘๐. นางอนุรักษ์ บุญศล🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๖๘๑. นายอนุศักดิ์ คงมาลัย🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๘๒. นายอนุศาสน์ สุวรรณมงคล🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๖๘๓. นายอนุสรณ์ ปั้นทอง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๘๔. นางสาวอนุสรี ทับสุวรรณ🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๖๘๕. นายอภิชัย เตชะอุบล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๘๖. นายอภิชา เลิศพชรกมล🔗
งดออกเสียง🔗
๖๘๗. นายอภิชาติ ตีรสวัสดิชัย🔗
เห็นชอบ🔗
๖๘๘. นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๘๙. นายอภิชาติ ศิริสุนทร🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๖๙๐. นางอภิรดี ตันตราภรณ์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๖๙๑. นายอมร นิลเปรม🔗
เห็นด้วยครับ🔗
๖๙๒. นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๖๙๓. นายอรรถกร ศิริลัทธยากร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๙๔. ร้อยตำรวจเอก อรุณ สวัสดี🔗
เห็นชอบ🔗
๖๙๕. นายออน กาจกระโทก🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๖๙๖. พลเอก อักษรา เกิดผล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๙๗. นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์🔗
เห็นชอบ🔗
๖๙๘. นายอัครวัฒน์ อัศวเหม🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๙๙. นายอัฏฐพล โพธิพิพิธ🔗
เห็นชอบ🔗
๗๐๐. นายอันวาร์ สาและ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๐๑. นายอับดุลบาซิม อาบู🔗
งดออกเสียง🔗
๗๐๒. นายอับดุลอายี สาแม็ง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๐๓. นายอับดุลฮาลิม มินซาร์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๗๐๔. นายอัศวิน วิภูศิริ🔗
เห็นชอบ🔗
๗๐๕. พลเอก อาชาไนย ศรีสุข🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๐๖. นายกองตรี อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๐๗. นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๐๘. นางอาภรณ์ สาราคำ🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๗๐๙. นายอารี ไกรนรา🔗
เห็นชอบ🔗
๗๑๐. นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ🔗
งดออกเสียง🔗
๗๑๑. นายอำนาจ วิลาวัลย์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๗๑๒. พลโท อำพน ชูประทุม🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๑๓. นายอำพล จินดาวัฒนะ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๗๑๔. นายอำไพ กองมณี🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๗๑๕. พลเรือเอก อิทธิคมน์ ภมรสูต🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๑๖. นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๑๗. นายอุดม วรัญญูรัฐ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๑๘. พลเอก อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๗๑๙. นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม🔗
เห็นชอบ🔗
๗๒๐. นายอุปกิต ปาจรียางกูร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๒๑. พลเอก อู้ด เบื้องบน🔗
พลเอก อู้ด เบื้องบน เห็นชอบครับ🔗
๗๒๒. นายเอกการ ซื่อทรงธรรม🔗
งดออกเสียง🔗
๗๒๓. นายเอกชัย ทรงอำนาจเจริญ🔗
เอกชัย อำนาจเจริญ เห็นชอบครับ🔗
๗๒๔. นายเอกธนัช อินทร์รอด🔗
เห็นชอบ🔗
๗๒๕. นายเอกภพ เพียรพิเศษ🔗
งดออกเสียง🔗
๗๒๖. นายเอกราช ช่างเหลา ๗๒๗ นายเอี่ยม ทองใจสด🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๒๘. พลอากาศเอก แอร์บูล สุทธิวรรณ ๗๒๙. นายโอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย🔗
เห็นชอบ🔗
๗๓๐. พลตรี โอสถ ภาวิไล🔗
ยังอยู่ในช่วงลงมติ ลงคะแนนนะครับ ท่านสมาชิกที่ยังไม่ได้ลงมติ🔗
๑๙๓. เห็นชอบครับ🔗
ทีละท่านนะครับ ประกาศลำดับ แล้วก็ชื่อด้วยครับ🔗
ชัยวุฒิ ธนาคมนานุสรณ์ เห็นชอบครับ🔗
ขานชื่อแล้วก็บอกลำดับเลข เจ้าหน้าที่ จะได้ทราบ ขานชื่อด้วยครับ🔗
ขวัญเลิศ พานิชมาท ๐๓๘ งดออกเสียงครับ🔗
ทีละท่านครับ🔗
๔๖๕. งดออกเสียงครับ🔗
๖๑. เห็นด้วยค่ะ🔗
ขออภัยครับ กรรมการแจ้งว่า กรรมการกดไม่ทันครับ ขอเริ่มใหม่นะครับ เริ่มจาก ๑๙๓ กรุณาประกาศอีกทีครับ🔗
วิชัย ทิตตภักดี ๔๖๕ งดออกเสียงครับ🔗
ท่านกรุณาเปิดไมโครโฟนนะครับ แล้วก็ประกาศ ๑๙๓ ครับ ให้ชื่อท่านขึ้นแล้วค่อยเปลี่ยนเป็นท่านอื่น เจ้าหน้าที่ทันไหมครับ🔗
๑๙๓ ทวิรัฐ รัตนเศรษฐ เห็นชอบครับ🔗
๑๙๓. ทวิรัฐ รัตนเศรษฐ เห็นชอบ ท่านต่อไปครับ🔗
๗๕. นางสาวจิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร เห็นด้วยค่ะ🔗
ลำดับเท่าไรนะครับ🔗
๗๕ ค่ะ🔗
ขอเวลานิดนะครับ ขอให้เลขขึ้นจอ เสียก่อน ขอภัยนะครับให้เวลาเจ้าหน้าที่ได้ดู เจ้าหน้าที่พร้อมไหมครับ ท่านเลขาธิการบอกว่า ให้ขานชื่อเดี๋ยวเจ้าหน้าที่เขาจะไปดูลำดับให้ ตอนนี้ ๗๕. นางสาวจิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร ลงมติ เห็นชอบ เจ้าหน้าที่ทันนะครับ ต่อไปครับ🔗
๔๖๕. นายวิชัย ทิตตภักดี งดออกเสียงครับ🔗
คุณวิชัยเดี๋ยวนะครับ รอให้จอขึ้นก่อน วิชัย ทิตตภักดี งดออกเสียง ต่อไปครับ🔗
วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ๔๗๓ ค่ะ🔗
ชาดา ไทยเศรษฐ์ ๖๕ ครับ🔗
เดี๋ยวครับ ขอคุณวิบูลย์ลักษณ์จบก่อน ครับ ขอท่านวิบูลย์ลักษณ์อีกรอบหนึ่งครับ🔗
นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ๔๗๓ ค่ะ🔗
อันอื่นรอเดี๋ยวครับ รอให้จอขึ้นก่อน นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ งดออกเสียง🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
คุณวิบูลย์รักษ์จบแล้ว เชิญต่อไปครับ🔗
ขออนุญาต ท่านประธานครับ ผม พลตำรวจเอก ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ๑๑๖ ครับ🔗
พลตำรวจเอก ชัชวาลย์🔗
๑๑๖ เห็นชอบครับ🔗
ลงมติเห็นชอบนะครับ ท่านต่อไป🔗
ท่านประธานครับ ๓๖๐. พีระศักดิ์ พอจิต ครับ🔗
พีระศักดิ์ พอจิต🔗
เห็นชอบครับ🔗
เห็นชอบครับ เชิญท่านต่อไปครับ🔗
๘๓. จิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ เห็นชอบครับ🔗
จิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ เห็นชอบ นะครับ เชิญต่อไปครับ🔗
ชาดา ไทยเศรษฐ์ ๑๒๖ งดออกเสียงครับ🔗
ชาดา ไทยเศรษฐ์ ๑๒๖ งดออกเสียง🔗
ตรีนุช เทียนทอง ๑๘๑ เห็นชอบค่ะ🔗
ต่อไป นางสาวตรีนุช เทียนทอง ๑๘๑ เห็นชอบ ต่อไปครับ🔗
ฐานิสร์ เทียทอง ๑๔๙ เห็นชอบครับ🔗
นายฐานิสร์ เทียนทอง ๑๔๙ เห็นชอบ🔗
ขวัญเลิศ พานิชมาท ๐๓๘ งดออกเสียงครับ🔗
ขวัญเลิศ พานิชมาท งดออกเสียง🔗
๐๑๗. กานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ เห็นชอบค่ะ🔗
นางสาวกานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ เห็นชอบครับ เชิญต่อครับ🔗
๓๔๒. พิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ เห็นชอบค่ะ🔗
๓๔๒. นางพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ เห็นชอบ เชิญต่อไปครับ🔗
ท่านประธานครับ กระผม ณัฐวุฒิ กองจันทร์ดี สมาชิกรัฐสภา หมายเลข ๑๖๖ เห็นชอบครับ🔗
ณัฐวุฒิ กองจันทร์ดี ๑๖๖. เห็นชอบ ท่านต่อไป เชิญเลยครับ🔗
พาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์ หมายเลข ๓๓๙ เห็นชอบครับ🔗
พาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์ ๓๓๙ เห็นชอบครับ เชิญต่อครับ มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ลงมติครับ ทางเจ้าหน้าที่ขอความกรุณา พลเอก สกล ชื่นตระกูล ขอได้ประกาศอีกครั้งครับ🔗
ท่านประธานครับ จิรายุ ๘๖ เห็นชอบครับ🔗
เดี๋ยวครับจิรายุ ขอความกรุณา อีกท่านก่อน ท่าน พลเอก สกล ชื่นตระกูล เจ้าหน้าที่ขอให้ท่านประกาศอีกครั้งครับ🔗
ท่าน ประธานคะ กุลวลี นพอมรบดี เห็นชอบค่ะ🔗
เดี๋ยวครับ รอให้รายนี้เสร็จก่อนครับ พลเอก สกล อยู่ไหมครับ🔗
เห็นชอบครับท่านประธาน🔗
พลเอก สกล ชื่นตระกูล🔗
เห็นชอบครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญต่อครับ🔗
กุลวลี นพอมรบดี เห็นชอบค่ะ🔗
คุณจิรายุก่อนนะครับ คุณจิรายุ ห่วงทรัพย์ เห็นชอบ ต่อไปครับ🔗
กุลวลี นพอมรบดี เห็นชอบค่ะ🔗
นางสาวกุลวลี นพอมรบดี เห็นชอบ เชิญต่อครับ สมาชิกที่ยังไม่ได้ลงคะแนนขอเชิญครับ เดี๋ยวถ้าสั่งปิดลงคะแนนแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้นะครับ ก็ให้เวลาเล็กน้อยนะครับ ผู้ตรวจคะแนน มีปัญหาอะไรไหมครับ มีใครที่ค้างอยู่ที่คิดว่าเป็นปัญหา สมาชิกพร้อมไหมครับ ท่านสมาชิก ที่มาลงคะแนนไม่ทัน หรือว่าอยู่ในห้องอาหารตอนเขาเรียกไปอะไรก็เชิญนะครับ ให้เวลา ยังไม่ปิดการลงคะแนนครับ ยังรอครับ🔗
สาธิต อุ๋ยตระกูล เห็นชอบครับ🔗
สาธิต อุ๋ยตระกูล เห็นชอบครับ ยังมี ท่านสมาชิกที่ตกค้างไหม ยังมีสมาชิกท่านใดที่ตกค้างอยู่หรือเข้ามาไม่ทันไหมครับ ถ้าไม่มี ปัญหาแล้ว ทุกคนได้ลงคะแนนพร้อมแล้ว ผมขออนุญาตปิดการลงคะแนนครับ🔗
ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๘๓ มาตรา ๙๑) ในการ ประชุมครั้งนี้ผมจะรายงานให้ทราบโดยทั้งหมดว่ามติเห็นชอบ ๔๗๒ คะแนน เป็นคะแนน ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๓๒๓ คะแนน เป็นคะแนนของสมาชิกวุฒิสภา ๑๔๙ คะแนน ไม่เห็นชอบ ๓๓ คะแนน เป็นคะแนนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๒๓ คะแนน เป็นคะแนน ของสมาชิกวุฒิสภา ๑๐ คะแนน งดออกเสียง ๑๘๗ คะแนน เป็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๑๒๑ คะแนน เป็นของวุฒิสมาชิก ๖๖ คะแนน🔗
ดังนั้นผลก็จะเป็นว่าในประการแรก ที่ประชุมมีคะแนนเสียงเห็นชอบ ๔๗๒ คะแนน มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา กึ่งหนึ่งคือ ๓๖๕ ดังนั้นคะแนน ๔๗๒ ก็มากกว่ากึ่งหนึ่ง ฉะนั้น เงื่อนไขที่ ๑ ก็ถือว่าผ่านนะครับ เงื่อนไขที่ ๒ ในจำนวนนี้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจาก พรรคการเมืองที่สมาชิกมิได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือรอง ประธานสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบด้วย ๑๔๒ คะแนน มากกว่าร้อยละ ๒๐ คือ ๔๙ ดังนั้น คะแนนที่ได้นั้นก็เกินกว่าที่กำหนดเอาไว้คือร้อยละ ๒๐ ตัวเลขก็คือ ๔๙ นะครับ เพราะฉะนั้น เงื่อนไขที่ ๒ ก็ถือว่าผ่านครับ และคะแนนดังกล่าวนั้นมีสมาชิกวุฒิสภาเห็นชอบด้วย ๑๔๙ คะแนน ไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา คือไม่น้อยกว่า ๘๔ คน ดังนั้นเป็นอันว่าที่ประชุมลงมติผ่านทั้ง ๓ เงื่อนไข เป็นการเห็นชอบในการให้ร่าง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๘๓ และมาตรา ๙๑) ออกใช้เป็นรัฐธรรมนูญต่อไป🔗
กระบวนการต่อไปก็จะเป็นไปตามมาตรา ๒๕๖ (๗) คือต้องรอไว้ ๑๕ วัน แล้วถึงจะนำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย ซึ่งก็เป็นภารกิจ ที่นายกรัฐมนตรีจะต้องปฏิบัติ แล้วก็จะมีผลบังคับตามมาตรา ๘๑ ของรัฐธรรมนูญเมื่อได้ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว มติที่ประชุมก็เป็นอันว่าได้ผ่านวาระที่ ๓ ให้ความเห็นชอบ ทั้ง ๓ เงื่อนไขครับ ขอจบกระบวนการพิจารณาในวาระที่ ๓ ครับ🔗
ท่านสมาชิกวันนี้เรามีวาระอื่นต่อนะครับ จบเรื่องนี้ไปแล้วแต่ว่ายังมีเรื่อง ที่ค้างอยู่ที่จะต้องพิจารณา เข้าใจว่าคงไม่ใช้เวลามากนัก ขอรบกวนพวกเราอยู่ต่อครับ ขอขอบคุณผู้ตรวจนับคะแนนนะครับ ขอขอบพระคุณครับ ขอบพระคุณสมาชิกทุกท่าน ที่มารับผิดชอบร่วมประชุมและลงมติครับ🔗
๒. ร่างตารางข้อมูลผูกพันสาขาบริการโทรคมนาคมของไทย รอบอุรุกวัย ฉบับปรับปรุง ภายใต้องค์กรการค้าโลก (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ใช้เวลาในการ ปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ และนโยบายของไทย รวมทั้งจัดทำร่างตารางข้อผูกพันสาขา บริการโทรคมนาคมของไทยรอบอุรุกวัย ฉบับปรับปรุง และได้จัดทำประชาพิจารณ์เพื่อรับฟัง ความคิดเห็นจากประชาชนและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจนแล้วเสร็จ โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อ เศรษฐกิจและสังคมขอให้กระทรวงพาณิชย์สนับสนุนการนำเสนอและขอความเห็นชอบจาก คณะรัฐมนตรีและรัฐสภาเพื่อการปรับปรุงตารางข้อกำหนดข้อผูกพันดังกล่าว เข้าข่ายเป็น การแก้ไขหนังสือสัญญาอื่นที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการค้า หรือการลงทุนของประเทศอย่างกว้างขวาง ได้แก่ หนังสือสัญญาเกี่ยวกับการค้าเสรี เขตศุลกากรร่วม หรือการให้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๑๗๘ วรรคสอง ซึ่งจะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน ดำเนินการเพื่อให้เกิดผลผูกพันทางกฎหมาย🔗
สาระสำคัญของร่างตารางข้อผูกพันสาขาบริการโทรคมนาคมของไทย รอบอุรุกวัย ฉบับปรับปรุง ภายใต้กรอบการค้าโลก ประกอบด้วย ๓ ส่วนดังนี้🔗
๑. เงื่อนไขทั่วไป ปรับปรุงข้อผูกพันให้สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ปัจจุบัน คือ พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดย กำหนดเงื่อนไขการประกอบธุรกิจโทรคมนาคมในประเทศไทย ดังนี้ ๑. นิติบุคคลที่ประสงค์ จะประกอบธุรกิจโทรคมนาคมในประเทศไทยจะต้องได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานผู้มี อำนาจของรัฐตามระเบียบกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของไทย ๒. ใบอนุญาตจะออกให้ เฉพาะผู้ที่ให้บริการที่มีการจัดตั้งโดยชอบตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของไทย ๓. จำนวนใบอนุญาตอาจมีข้อจำกัดเนื่องจากทรัพยากรมีจำกัด และ ๔. บริการในตาราง ข้อผูกพันเฉพาะ จะเป็นบริการโทรคมนาคมพื้นฐานหรือบริการโทรคมนาคมที่มีโครงข่าย เป็นของตนเอง🔗
๒. ปรับปรุงสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติ จากเดิมให้ต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน ร้อยละ ๒๐ ของทุนจดทะเบียนเป็นไม่เกินร้อยละ ๔๙ ของทุนจดทะเบียน ซึ่งไม่เกินกว่า ที่กำหนดไว้ในกฎหมายปัจจุบัน🔗
๓. ยอมรับหลักการกำกับดูแลบริการโทรคมนาคมพื้นฐานตามเอกสารอ้างอิง ขององค์การการค้าโลก เรื่อง บริการโทรคมนาคม ค.ศ. ๑๙๙๖ หรือ พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งปัจจุบัน ได้ปรับกฎหมาย กฎระเบียบ และประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการ โทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ให้สอดคล้องกับหลักการนี้แล้ว ครอบคลุม ๖ เรื่อง ได้แก่ ๑. การกำกับดูแลการแข่งขันเพื่อป้องกันพฤติกรรมที่กีดกันการแข่งขัน ๒. การเชื่อมต่อโครงข่าย โดยประกันการเชื่อมต่อโครงข่ายของผู้ให้บริการรายเล็กกับ โครงข่ายของผู้ให้บริการรายใหญ่ เปิดเผยกระบวนการเจรจาและข้อตกลงการเชื่อมต่อโครงการข่ายต่อสาธารณชน ๓. การให้ บริการอย่างทั่วถึง มีการบริหารจัดการบริการโทรคมนาคมพื้นฐานที่โปร่งใส ไม่เลือกปฏิบัติ เป็นกลางทางการแข่งขันและไม่เป็นภาระที่เกินความจำเป็น ๔. การเปิดเผยหลักเกณฑ์ ในการอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมต่อสาธารณะ กสทช. ได้ออกกฎระเบียบ ที่เกี่ยวข้องกับการขอใบรับอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมและเผยแพร่ต่อสาธารณะแล้ว ๕. การมีหน่วยงานกำกับดูแลที่เป็นอิสระโดย กสทช. ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลสาขา บริการโทรคมนาคมของไทย ไม่มีความเชื่อมโยงกับผู้ให้บริการโทรคมนาคมขั้นพื้นฐานรายใด ๖. การจัดสรรและการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ซึ่งรวมถึงคลื่นความถี่ เลขหมาย และ สิทธิในการใช้พื้นที่สาธารณะ ซึ่งไทยได้ออกกฎระเบียบเกี่ยวกับการจัดสรรคลื่นความถี่ การบริการเลขหมายและสิทธิในการติดตั้งอุปกรณ์ในการให้บริการโทรคมนาคมเรียบร้อยแล้ว การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย กระผมขอเรียนว่ากระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการ โทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย สำนักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกา และกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้ประชุมหารือเพื่อพิจารณา ปรับปรุงตารางข้อผูกพันสาขาบริการโทรคมนาคมของไทยรอบอุรุกวัย ฉบับปรับปรุง ภายใต้ องค์การการค้าโลกอย่างต่อเนื่องจนแล้วเสร็จ และพร้อมที่จะดำเนินการแจ้งผูกพันต่อ องค์การการค้าโลกเมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบ นอกจากนี้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและ สังคมได้จัดทำประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งในรูปแบบ ของการจัดประชุมและเปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านทางเว็บไซต์ (Website) ของกระทรวง ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม ๒๕๖๓ โดยไม่มีผู้ใด แสดงความเห็นขัดข้องต่อร่างตารางผูกพันฉบับปรับปรุงนี้เลย🔗
ประโยชน์ของการปรับปรุงตารางข้อผูกพัน กระผมขอเรียนว่าการปรับปรุง ตารางข้อผูกพันจะเป็นประโยชน์ต่อไทยในด้านต่าง ๆ ได้แก่🔗
๑. แสดงภาพลักษณ์ที่ดีและความน่าเชื่อถือของไทยในเวทีการค้าระหว่าง ประเทศ เพราะการแก้ไขตารางข้อผูกพันสาขาบริการโทรคมนาคมของไทยภายใต้องค์การ การค้าโลกให้สอดคล้องกับกฎหมายและระเบียบเกี่ยวข้องที่เป็นการแสดงให้เห็นว่าสามารถ กำกับดูแลบริการโทรคมนาคมพื้นฐานได้ตามหลักการขององค์การการค้าโลกและ มาตรฐานสากล อันเป็นการสื่อว่าไทยมุ่งสู่การเป็นเศรษฐกิจดิจิทัลที่สอดคล้องกับ มาตรฐานสากลที่เป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ🔗
๒. สร้างสภาพแวดล้อมที่สร้างความมั่นใจให้แก่นักลงและผู้ประกอบการว่า การกำกับดูแลและบริการโทรคมนาคมพื้นฐานของไทยมีความทันสมัย สอดคล้องกับ เทคโนโลยีสารสนเทศที่เปลี่ยนแปลงไป และเป็นไปตามหลักการกำกับดูแลสากล ทั้งนี้ ประเทศสมาชิกอาเซียนทุกประเทศ ยกเว้นเพียงไทยและเมียนมาได้ผูกพัน รับหลักการการกำกับดูแลธุรกิจบริการโทรคมนาคมพื้นฐานขององค์การการค้าโลก🔗
และ ๓. ลดแรงกดดันจากประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลก โดยประเทศ พัฒนาแล้วในองค์การการค้าโลกได้ทวงถามและเร่งรัดประเทศสมาชิกที่ผูกพันไว้ว่า จะปรับแก้กฎหมายภายในประเทศให้สอดคล้องกับหลักการสากล แต่ยังไม่ได้ดำเนินการ ว่าจะต้องให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จ ซึ่งไทยได้รับปรับปรุงและดำเนินการเสร็จแล้ว การปรับปรุงตารางข้อผูกพันของไทยดังกล่าวจะช่วยลดแรงกดดันและรักษาความน่าเชื่อถือ ของไทยในเวทีการค้าระหว่างประเทศ🔗
ทั้งนี้ขอเรียนย้ำว่าการปรับปรุงข้อผูกพันดังกล่าวไม่ส่งกระทบให้ไทยต้องออก พระราชบัญญัติหรือระเบียบใด ๆ เพิ่มเติม เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีกฎระเบียบ ที่สอดคล้องแล้ว การมีผลใช้บังคับ หลังจากที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบต่อร่างตารางข้อผูกพัน สาขาบริการโทรคมนาคมของไทยรอบอุรุกวัย ฉบับปรับปรุง ภายใต้องค์การการค้าโลก ดังกล่าวแล้ว กระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการแจ้งต่อองค์การการค้าโลก และองค์การการค้าโลก จะเวียนให้สมาชิกพิจารณาภายในเวลา ๔๕ วัน ทั้งนี้หากไม่มีสมาชิกใดคัดค้านร่างตาราง ข้อผูกพันสาขาบริการโทรคมนาคมของไทยรอบอุรุกวัย ฉบับปรับปรุง ภายใต้องค์การ การค้าโลกนี้ก็จะมีผลผูกพันทางกฎหมายต่อประเทศไทย🔗
สุดท้ายนี้ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นกระผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐสภา จะพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างตารางข้อผูกพันสาขาบริการโทรคมนาคมของไทย รอบอุรุกวัย ฉบับปรับปรุง ภายใต้องค์การการค้าโลกที่เสนอมาในวันนี้ เพื่อรัฐบาลจะได้นำ ร่างตารางข้อผูกพันสาขาบริการโทรคมนาคมของไทยรอบอุรุกวัย ฉบับปรับปรุง ภายใต้ องค์การการค้าโลกแจ้งต่อองค์การการค้าโลก เพื่อให้มีผลผูกพันทางกฎหมายต่อไป ขอขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปจะเป็นสมาชิก อภิปรายนะครับ มีอยู่ ๔ รายชื่อขณะนี้ ท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ หลังจากนั้น จะเป็นศาสตราจารย์พิสิฐ ลี้อาธรรม แล้วก็จะเป็นคุณอภิรดี ตันตราภรณ์ ครับ ขอเชิญท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาลก่อนครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ผมขอร่วมอภิปรายในวาระนี้ ซึ่งเป็นเรื่องของ การอภิปรายรับทราบลงคะแนนในการให้ความเห็นชอบ เรื่อง ร่างตารางข้อผูกพันสาขา บริการโทรคมนาคมของไทยรอบอุรุกวัย ฉบับปรับปรุง ภายใต้องค์การการค้าโลก🔗
กราบเรียนอย่างนี้ครับท่านประธาน จากการรายงานของทางกระทรวง สิ่งที่ ผมเห็นในอันแรก โดยประเด็นแรกก็คือเรื่องของการรับฟังความคิดเห็นในการปรับปรุงตาราง ข้อผูกพันนี้ ซึ่งมีการรับฟังโดยกระทรวงดิจิทัลให้เวทีไว้ ๒ เวที คือเวทีที่เปิดให้บุคคลเข้าไปฟัง ซึ่งมี ๑๘๐ คน ส่วนเป็นบุคคลเสมือนหรือบุคคลที่เข้ามาในโลกออนไลน์ (Online) แค่ ๑๓๔ ท่าน ซึ่งประเด็นตรงนี้เป็นประเด็นหนึ่งที่ผมอยากให้เห็นว่าสภาเราหรือหน่วยงานของรัฐที่นำ ร่างกฎหมายดังกล่าวนี้เข้ามาอภิปราย แต่ขอให้มีเนื้อหาของการทำการกระทำตามมาตรา ๗๗ ให้ครบถ้วน โดยเฉพาะประเด็นนี้ ซึ่งการรับฟังนี้กฤษฎีกาควรจะให้ตัวเคพีไอ (KPI) ไป ในการที่ให้กระทรวงต่าง ๆ ทำ แต่ในเรื่องของเนื้อหาของประเด็นนั้นผมเข้าตรงนี้ครับ ท่านประธาน โดยเฉพาะในเอกสารที่มีการรายงาน ในประเด็นของผมคือการจัดทำตารางนี้ เป็นการจัดทำเพื่อมุ่งเน้นข้อผูกพันเกี่ยวกับการบริการ ๔ ประเภทที่กล่าวไปแล้ว แต่ผม จะเน้นในที่ข้อผูกพัน ข้อผูกพันเพิ่มเติม ภาษาอังกฤษใช้ คำว่า แอดดิชันนัล คอมมิตเมนต์ (Additional Commitments) ซึ่งเป็นข้อผูกพันที่ใช้การบังคับตามระเบียบของการสื่อสาร ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ ปี ๒๐๐๖ เป็นต้นมา แล้วก็ไปยึดโยงถึงการใช้หลักการกำกับดูแล บริการโทรคมนาคมพื้นฐานที่ผูกพันไว้ในตารางข้อผูกพันนี้ ซึ่งผมจะอภิปรายอยู่ใน ๖ ช่อง ๖ ด้านด้วยกันคือ ๑. การกำกับดูแลการแข่งขัน ๒. การเชื่อมต่อโครงข่าย ๓. การให้บริการ อย่างทั่วถึง ๔. การเปิดเผยเงื่อนไข การออกใบอนุญาต ๕. การมีหน่วยงานกำกับดูแลที่เป็น อิสระ และ ๖. การจัดสรรคลื่นทรัพยากร🔗
ในประเด็นดังกล่าวนี้ผมเริ่มอย่างนี้ครับ ในประเด็นเรื่องของการแข่งขันนั้น การกำกับนั้น สิ่งต่าง ๆ ที่เรียกว่าหลัก ผมให้คำนึงถึงหลักนิดเดียวครับท่านประธาน คือการ ใช้หลักธรรมาภิบาล หลักธรรมาภิบาลมีอยู่ ๖ หลักใหญ่ ๆ ที่จะต้องเอามาใช้ในการกำกับ ดูแล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของนิติธรรม คุณธรรม ความมีส่วนร่วม ความรับผิดชอบ ความโปร่งใส และการคุ้มค่า ทั้ง ๖ หลักนี้จะต้องเอามากำกับใน ๖ หลักนี้ด้วย ซึ่งเป็นการกำกับดูแลในขั้น พื้นฐาน อันแรกคือการกำกับดูแลขั้นพื้นฐานซึ่งเรามี กสทช. โดยภายใต้กระทรวงดีอีเอส เป็นผู้พิจารณา คณะกรรมการดังกล่าวนี้ต้องมีหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และล่าสุดที่เป็น ข่าวสารต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ เป็นต้นมา เรื่องของการคัดสรรคัดเลือกสรรหา คณะกรรมการ กสทช. ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลง ก็มีการกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวขึ้นมา ตรงนี้ ผมคำนึงนิดเดียวครับท่านประธาน เรื่องของความเป็นห่วง โดยเฉพาะผู้ที่มีอำนาจในการ คัดสรร ก็คือคณะกรรมการ กสทช. ที่จะถูกเข้าไปแล้วคือวุฒิสภาซึ่งเป็นผู้สรรหา อันนี้ คืออันหนึ่ง🔗
ในเรื่องของหลักต่อไปคือการเชื่อมโครงข่าย ก็เป็นเรื่องของประเด็น ความรับผิดชอบ เพราะฉะนั้นโครงข่ายที่เป็นโครงข่ายเล็ก ๆ ซึ่งจะต้องเชื่อมโครงข่ายให้ได้ เท่าทัน แบบมีประสิทธิภาพ คณะกรรมการจะต้องพิจารณาอย่างครบถ้วน🔗
เรื่องของการให้บริการอย่างทั่วถึง กราบเรียนท่านประธานครับ โดยเฉพาะ มาตรา ๑๗ ของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ นั้นบัญญัติ ไว้ว่าจัดให้มีการบริการโทรคมนาคมขั้นพื้นฐานอย่างทั่วถึง ท่านประธานครับ โดยเฉพาะ วงเล็บทั้ง ๔ วงเล็บ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพื้นที่ชนบท ไม่ว่าเป็นเรื่องของพื้นที่ที่มีการลงทุนต่ำ ได้ค่าตอบแทนน้อย เป็นพื้นที่ที่ไม่สามารถเข้าทั่วถึงได้ก็ต้องบริการให้ทั่วถึง หรือสถานที่ ที่เป็นสถานที่ศาสนา โรงพยาบาล หน่วยงานของภาคประชาสังคมต่าง ๆ ก็ต้องเข้าบริการ ให้ถึง หรือในที่สาธารณะที่มีรายได้น้อยก็ต้องเข้าให้ทั่วถึง ตลอดจนสภาพของการบริการ ให้กับผู้ที่ด้อยโอกาส ผู้ที่ด้อยโอกาสน้อยที่สุด นั่นคือประเด็นหนึ่งที่ต้องคำนึงถึง🔗
เรื่องถัดไปคือเรื่องการเปิดเผยเงื่อนไขของใบอนุญาต นี่คือเรื่องความโปร่งใส ดังนั้นใบอนุญาตกำลังเป็นไปตามมาตรา ๗ มาตรา ๘ ของ พ.ร.บ. การประกอบกิจการ โทรคมนาคมนั้นต้องกลับไปดูในใบอนุญาตทั้ง ๓ ประเภทดังกล่าว ต้องให้สิทธิของผู้ที่ได้รับ อนุญาตนี้เข้าถึง โดยเฉพาะการเปิดเผยข้อมูล ข้อมูลของผู้ประสงค์จะประกอบกิจการต้องสู่สาธารณะ ใบอนุญาตแต่ละประเภทที่ปล่อยออกไปจะต้องมีขั้นตอนหรือเงื่อนไข อย่าไปกดทับด้วยการ ใช้ดุลยพินิจครับท่านประธาน🔗
๕. หน่วยงานที่กำกับดูแล ประเด็นสำคัญก็คือเรื่องของการกำกับดูแลจะต้อง เป็นอิสระ แล้วก็ กสทช. ต้องนำเอาผลประโยชน์ดังกล่าวซึ่งเป็นผลประโยชน์ของรัฐตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๐ วรรคสาม ผมไม่อ่านรายละเอียดครับ ต้องมาใช้อย่างครบถ้วน เพราะนั่นคือสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะการนำหลักดังกล่าวนี้มาดูแล แล้วก็คำนึงถึงหลัก กูดกัฟเวิร์นแนนซ์ (Good Governance) ให้เป็นหลักสำคัญ แล้วประชาชนจะต้องมีส่วนร่วม🔗
หลักสุดท้ายครับ เรื่องที่เกี่ยวกับการจัดสรรและการใช้ทรัพยากร ท่านประธานอีกนิดเดียวครับ คลื่นความถี่ขณะนี้เป็นคลื่นความถี่นะครับท่านประธาน อีกหน่อยจะเป็นอานุภาคครับ อานุภาคที่อยู่ในระบบควอนตัม (Quantum) มันจะไม่ใช่แค่ คลื่นความถี่ที่เป็นทรัพยากรของประเทศ เพราะฉะนั้นการคาดคำนึงหรือคำนึงถึงสิทธิของ ประชาชนทั่วไปเพื่อประโยชน์ของสาธารณะนี้เป็นหัวใจสำคัญ สิ่งสำคัญคือสรุป กสทช. จะต้องรายงานความคืบหน้าในประเด็นนี้ เรื่องการดำเนินการนี้ต่อสภานี้ตามเวลาที่ เหมาะสมด้วย ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม แล้วหลังจากนั้นเป็นท่านอภิรดี ตันตราภรณ์ ครับ🔗
ผม พิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ก่อนที่กระผมจะให้ความเห็นเกี่ยวกับร่างข้อผูกพันนี้ กระผมอยากจะขอแนะนำตัว สักเล็กน้อยว่ากระผมเคยมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องของการเจรจาและแก้ไขสัญญาสัมปทาน โครงการโทรศัพท์ ๓ ล้านเลขหมายในสมัยคุณอานันท์ ปันยารชุน ผมเคยเป็นกรรมการ องค์การโทรศัพท์เมื่อปี ๑๙๙๒ ถึงปี ๑๙๙๖ แล้วผมก็เคยเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ของ บริษัท ทีทีแอนด์ที จำกัด (มหาชน) ในช่วงปี ๒๐๐๑ ถึงปี ๒๐๐๓ ท่านประธานครับ ผมแปลกใจมากที่รัฐบาลนำเสนอเรื่องนี้ขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องนี้ถ้านำเสนอในช่วง ของปี ๑๙๙๐ นี้จะเป็นเรื่องที่เหมาะสมมาก แต่นี่ปี ๒๐๒๑ ผ่านมาแล้วกว่า ๒๐ ปี องค์การ การค้าโลกนี้จัดตั้งขึ้นในปี ๑๙๙๕ หลังจากที่อุรุกวัยราวด์ (Uruguay Round) มีการเจรจามา เกือบ ๑๐ ปี ตั้งแต่ปี ๑๙๘๖ แล้วก็ล้มเหลวนะครับ ล้มเหลวไม่ใช่เพราะเรื่องโทรคมนาคม แต่เป็นเรื่องของการที่ประเทศตะวันตกไม่ยอมที่จะแก้ไขหรือลดเรื่องของการอุดหนุน ภาคเกษตร ทำให้ประเทศกำลังพัฒนานี้เขาไม่ยอมรับ เพราฉะนั้นอุรุกวัยราวด์ (Uruguay Round) นี้ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่าเดดแรป (Dead Wrap) แล้ว คือหมดแล้วนะครับ และ องค์การการค้าโลกเมื่อตั้งขึ้นมาแล้วนี้ก็พยายามจะให้มีการเจรจาอีกรอบหนึ่ง เขาเรียกว่า โดฮาราวด์ (Doha Round) ในปี ๒๐๐๑ ใช้เวลากว่า ๑๔ ปีก็ไม่สำเร็จอีกครับ ในปี ๒๐๑๕ นี้ เขาบอกว่าโดฮาราวด์ (Doha Round) นี้ก็เดด (Dead) เหมือนกัน คือพูดง่าย ๆ ณ เวลานี้ ข้อตกลงการค้าโลกประเทศต่าง ๆ มายึดหลักของเอฟทีเอ (FTA) บ้าง อาเซป (RCEP) บ้าง หรือซีพีทีพีพี (CPTPP) บ้าง เป็นต้น กฎเกณฑ์ขององค์การการค้าโลกอาจจะมีอยู่บ้างก็เอา มาใช้ฟ้องร้องกัน กลั่นแกล้งกันเป็นหลักมากกว่านะครับ ทีนี้สิ่งที่รัฐบาลนำเสนอมานี้ นอกเหนือจากการที่ช่วงเวลามันหมดสภาพแล้ว บริการที่ท่านจะให้มีการเปิดกว้างก็คือ เรื่องโทรศัพท์พื้นฐาน คือวอยซ์ (Voice) คือเสียงเท่านั้นนะครับ เทเล็กซ์ (Telex) โทรเลข แฟกซ์ (Fax) ๔ บริการนี้ ผมขอถามเพื่อนสมาชิกในห้องประชุมแห่งนี้ว่าในรอบปีที่ผ่านมานี้ท่านเคยใช้ สักกี่ครั้งในรอบปีที่ผ่านมาในบริการเหล่านี้ บริการเหล่านี้มันล้าสมัยแล้ว ตั้งแต่ที่ผมเกี่ยวข้อง ในองค์การโทรศัพท์ก็ดี หรือในทีทีแอนด์ที (TT&T) ตอนนั้นก็ดี กว่า ๒๐ ปีแล้ว ก็เป็นช่วงที่ การลงทุนมันเลิกรากันแล้ว ไม่มีการลงทุนในเรื่องของวอยซ์ เทเลโฟนี (Voice Telephony) คือโทรศัพท์พื้นฐาน เรื่องแฟกซ์ (Fax) เรื่องเทเลกซ์ (Telex) เรื่องโทรเลขมันล้าสมัยแล้ว ไม่มีเอกชนไหนสนใจลงทุนแล้ว เพราะฉะนั้นการที่รัฐบาลไทยจะไปเปิดตลาดสร้างข้อผูกพัน กับดับเบิลยูทีโอ (WTO) มันจะกลายเป็นสิ่งที่ชาวโลกจะแปลกใจมากว่าเราเพิ่งตื่น หรืออย่างไรถึงเพิ่งมานำเสนอเรื่องนี้ ถ้าทำเมื่อสัก ๒๐ ปีที่แล้วมันก็อาจจะดี แต่ตอนนั้น ก็ถือว่าสายแล้ว เพราะว่าเทคโนโลยีใหม่ก็คือดิจิทัลเทคโนโลยี (Digital Technology) ทุกวันนี้พวกเราใช้โทรศัพท์มือถือ เราเข้าสู่ยุค ๕ จี (5G) กันแล้ว แต่โทรศัพท์พื้นฐานนี้ถึงจะ ใช้อยู่ก็ไม่มีใครลงทุนใหม่ เรื่องแฟกซ์ (Fax) เรื่องเทเลกซ์ (Telex) เรื่องโทรเลข อย่าไปพูดถึงเลยไม่มีใครสนใจลงทุนอีกแล้ว เพราะฉะนั้นผมขอกราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังรัฐบาลนะครับ โดยเฉพาะจากศูนย์ดิจิทัลก็ดี หรือกสทช. ก็ดี ควรที่จะมาดูแล เรื่องนี้ให้ดีว่าเราอย่าไปทำเรื่องนี้ขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะไปส่งข้อผูกพันนี้ให้กับ ดับเบิลยูทีโอ (WTO) แล้วก็ไปเวียนให้กับชาวโลกรู้ มันจะกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ประเทศไทย ดูแปลก ๆ ในสายตาโลก ก็ขออนุญาตว่าท่านอย่าทำ ท่านจะประกาศเปิดเสรีก็เปิดไปเท่านั้น แต่ว่าก็อย่าไปประจานประเทศไทยเลยครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านอภิรดี ตันตราภรณ์ แล้วมาท่านเกียรติ สิทธีอมร นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ และสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ดิฉัน นางอภิรดี ตันตราภรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา ก่อนอื่น ขอเรียนว่าการเจรจารอบอุรุกวัยนี้ดิฉันได้เข้าร่วมในการเจรจาในการเปิดรอบการเจรจา ตั้งแต่เป็นที่ปรึกษาการพาณิชย์ ณ นครเจนีวา จนกระทั่งเติบโตขึ้นมาเป็นเอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก ณ นครเจนีวา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์ และในวันนี้ในฐานะสมาชิกวุฒิสภา ได้พิจารณาและศึกษาร่างตารางข้อผูกพัน สาขาบริการโทรคมนาคมของไทยรอบอุรุกวัย ฉบับปรับปรุง ภายใต้องค์การการค้าโลก ตามที่กระทรวงพาณิชย์ได้เสนอต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๗๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ แล้ว มีความเห็นว่า🔗
ประเด็นแรก ข้อผูกพันที่ไทยจะนำเสนอต่อองค์การการค้าโลกอยู่ภายใต้ กรอบกฎหมายและระเบียบปฏิบัติที่ไทยสามารถดำเนินการได้อยู่แล้ว รวมทั้งกฎระเบียบ ที่เกี่ยวข้องของไทย มีการกำหนดกรอบและหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน ทั้งด้านการอนุญาตและ การกำกับดูแล มิได้เป็นการก่อให้เกิดการแก้ไขกฎระเบียบเพิ่มเติม🔗
ประเด็นที่ ๒ การแก้ไขตารางข้อผูกพัน สาขาบริการโทรคมนาคมของไทย เป็นการดำเนินการตามเงื่อนไขที่ไทยได้ให้ไว้กับสมาชิกดับเบิลยูทีโอ (WTO) ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๐ ครอบคลุมเฉพาะ ๔ สาขาย่อย ภายใต้บริการโทรคมนาคมพื้นฐาน ได้แก่ โทรศัพท์ โทรสาร โทรเลข และเทเลกซ์ (Telex) ซึ่งถือว่าเป็นบริการพื้นฐานสำคัญสำหรับ บริการสาขาอื่น ๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ห่างไกลที่สัญญาณไร้สายยังไม่มีประสิทธิภาพหรือ ยังเข้าไม่ถึง🔗
ประเด็นที่ ๓ คือการจัดทำร่างตารางข้อผูกพันสาขาบริการโทรคมนาคม ของไทยรอบอุรุกวัย ฉบับปรับปรุง ภายใต้องค์การการค้าโลกนี้ไม่ส่งผลกระทบให้ไทยต้อง ออกกฎหมายและกฎระเบียบเพิ่มเติม เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายและระเบียบ ที่สอดคล้องแล้ว อีกทั้งได้มีการจัดทำประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน ที่เกี่ยวข้อง โดยผลของการจัดทำประชาพิจารณ์คือไม่มีผู้ใดขัดข้องต่อร่างตารางข้อผูกพัน สาขาบริการโทรคมนาคทมของไทยรอบอุรุกวัย ฉบับปรับปรุง ภายใต้องค์การการค้าโลก ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ🔗
ประเด็นที่ ๔ การแก้ไขตารางข้อผูกพันสาขาบริการโทรคมนาคมครั้งนี้จะช่วย เพิ่มความเชื่อมั่นให้นักลงทุนจากต่างประเทศ และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและความน่าเชื่อถือ ของไทยในเวทีการค้าระหว่างประเทศ🔗
ประเด็นที่ ๕ นอกจากนี้การดำเนินงานในช่วงเวลาที่เหมาะสม เนื่องจาก สมาชิกองค์การการค้าโลกมีการกำหนดจะจัดประชุมรัฐมนตรีองค์การการค้าโลก ครั้งที่ ๑๒ ขึ้นในช่วงเดือนธันวาคม ๒๕๖๔ นี้ จึงเป็นโอกาสดีที่ประเทศไทยจะแจ้งผลการดำเนินการ ตามพันธกรณีของไทยให้ที่ประชุมทราบ และเป็นการแสดงความเชื่อมั่นในระบบการค้า พหุภาคีที่ตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์ความโปร่งใสและการไม่เลือกปฏิบัติ🔗
จากความเห็นที่กล่าวมาข้างต้นดิฉันขอให้การสนับสนุนการให้ความเห็นชอบ ต่อร่างตารางข้อผูกพันสาขาบริการโทรคมนาคมของไทยรอบอุรุกวัย ฉบับปรับปรุง ภายใต้ องค์การการค้าโลกที่กระทรวงพาณิชย์เสนอมาในวันนี้ เพื่อกระทรวงพาณิชย์จะได้นำ ร่างตารางข้อผูกพันสาขาบริการโทรคมนาคมของไทยรอบอุรุกวัย ฉบับปรับปรุง แจ้งต่อ องค์การการค้าโลกเพื่อให้มีผลผูกพันทางกฎหมายต่อไป ขอบคุณค่ะ🔗
ต่อไป เป็นท่านเกียรติ สิทธีอมร และตามด้วยท่านนิคม บุญวิเศษ นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ ก็ขออนุญาตร่วมอภิปราย แล้วก็ ตั้งข้อสังเกต แล้วก็มีคำถามบางคำถามซึ่งจะให้ท่านผู้มาชี้แจงช่วยอธิบายเพื่อความสบายใจ ของตัวแทนของประชาชนที่อยู่ในสภาแห่งนี้นะครับ🔗
ประการแรก ผมคิดว่าตารางข้อผูกพันสาขาบริการโทรคมนาของไทยรอบ อุรุกวัย ฉบับปรับปรุง ภายใต้องค์การการค้าโลกนี้รับรองได้ไหม ผมคิดว่ารับได้นะครับ อันนั้นคงไม่เป็นปัญหาอะไร จริง ๆ เราผูกพันไว้ตั้งแต่ ปี ๒๕๔๐ แล้วจริง ๆ เราพร้อม ความจริงกฎหมายเราแก้ไปตั้งแต่ ปี ๒๕๔๙ ถ้าจะทำให้พร้อมที่จะผูกพันตั้งแต่สมัยโน้นเลย มันก็อยู่ในวิสัยที่ทำได้นะครับ มันก็เลยมีคำถามว่าอะไรคืออุปสรรคที่ทำให้รอมาตั้งแต่ ปี ๒๕๔๙ มาจนถึงปัจจุบัน ถ้ามันเป็นเรื่องของการปรับปรุงกฎระเบียบภายใน ในส่วนของ กสทช. ในการกำกับดูแล อันนี้ช่วยบอกให้เราทราบนิดหนึ่งว่าความล่าช้ามันเกิดขึ้น เป็นเพราะอะไร เพราะพอมันล่าช้านี้เราก็ได้ยินท่านสมาชิกพูดว่ามันล้าสมัยไปหรือยัง พอมัน ล้าสมัยไปแล้วนำมาเข้าสภา ไปผูกพันกันตอนนี้กระทบภาพลักษณ์เราหรือไม่ อันนี้ผมคิดว่า ก็ให้ผู้มาชี้แจงช่วยอธิบายให้พวกเราสบายใจนิดหนึ่งว่าอะไรคืออุปสรรคปัญหาที่ทำให้เรา ต้องรอจากปี ๒๕๔๙ ซึ่งแก้กฎหมายพร้อมอยู่แล้ว มาถึงปัจจุบันนี้มันคืออะไร แต่ในแง่ของ การผูกพันครั้งนี้ผมคิดว่าเราอยู่ในสถานะที่รับได้ ทีนี้ผลของการผูกพันอันนี้คืออะไร ตรงนี้ ผมคิดว่าในเอกสารที่นำเสนอต่อสภาไม่ค่อยชัดเท่าไรว่าผลทั้งกระทบและประโยชน์ที่จะ เกิดขึ้นจากการไปผูกพันครั้งนี้มันคืออะไร ถ้าท่านมองมาตรา ๑๗๘ ของรัฐธรรมนูญ แม้กระทั่งรวมมาตรา ๗๗ ด้วยในการรับฟังความคิดเห็นนี้ ท่านก็จะเห็นนะครับว่าเราต้อง วิเคราะห์ครับ ต้องวิเคราะห์ทั้งประโยชน์และผลกระทบก่อนไปทำประชาพิจารณ์ แต่ตรงนี้ ในเอกสารที่ยื่นให้พวกเราดูอาจจะรายละเอียดน้อยไปหน่อย เพราะมันเป็นกิจการ โทรคมนาคมนะครับ คำถามมันก็เลยมีอยู่ว่าผู้บริโภคได้อะไร ค่าบริการที่เราจ่ายรายเดือน มันถูกลงไหม จะถูกลงเพราะมีการแข่งขันมากขึ้น มีการรับหลักการ ๖ ข้อ เราจะกำกับดูแล เข้มข้นขึ้น ผู้ประกอบการที่มีอยู่ไม่กี่รายตอนนี้ต้องปฏิบัติตนให้เป็นธรรมเกิดขึ้นมากขึ้น กับผู้บริโภคอย่างนั้นใช่ไหมครับ ถ้าใช่ ความจริงมันควรจะมีในรายงานที่บอกพวกเราว่า จากนี้ไปด้วยการไปผูกพันอย่างนี้ และการกำกับดูแลที่เข้มข้นใน ๖ หลักการนี้ค่าใช้จ่ายของ ประชาชนจะลดลง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ใน ๒ ปีไหม หรือใน ๑ ปี หรือทันที อย่างนี้ครับเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าตัวแทนประชาชนในสภาแห่งนี้อยากทราบ เพราะประชาชน สงสัยว่าเรามาสภานี้ทำอะไรกันบ้าง และอะไรคือประโยชน์ที่เขาได้โดยตรง อันนี้ก็ขอให้ท่าน ช่วยกันชี้แจงนิดหนึ่งนะครับ ทีนี้ในมุมของกิจการโทรคมนาคมมันไม่ใช่มีเฉพาะผู้บริโภค มันมีเรื่องความมั่นคง มันมีเรื่องความครอบคลุมด้วย ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึง ตรงนี้ครับ ๖ หลักการของท่านมันมีเป้าหมายไหม ผมก็พอทราบนะครับว่ามันมีแผนแม่บทอยู่ และใน แผนแม่บทนี้ก็พูดถึงว่าต้องทั่วถึงกี่เปอร์เซ็นต์ ต้องไร้ร้อยต่อใน ๒๐ ปี คำถามก็เลยมีว่า แผนกิจการโทรคมนาคมของเรา แผนแม่บทนี้ผมคิดว่าต้องทบทวนนิดหนึ่งนะครับ ผมคิดว่า มันช้าเกินไป ถ้าเราบอกวันนี้เราต้องมี ๒๐ ปีเราถึงจะครอบคลุมไร้รอยต่อ ผมว่าช้าเกินไป มากเลยครับ เทคโนโลยีที่มีอยู่ และความถูกลงของเทคโนโลยี ของการเข้าถึงเทคโนโลยี มันเปลี่ยนไปหมดแล้วครับ เพราะฉะนั้นแม้กระทั่งแผนแม่บทนี้เองก็ยังล้าสมัยอยู่ ผมคิดว่า อันนี้อยากขอฟังนิดหนึ่งว่าท่านมีวิสัยทัศน์อย่างไรที่จะไปกำกับดูแลในเรื่องเหล่านี้🔗
อีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าเทคโนโลยีมันเปลี่ยนไปมาก ผมเป็นกังวลในกรณี ที่หลาย ๆ ท่านคงทราบนะครับ สเปซเอ็กซ์ยิงดาวเทียมสัก ๖๐ กว่าดวง และเสนอบริการ ทุกอย่างในโลกนี้กับทุกคนในทุกประเทศ ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องมาผ่าน กสทช. แต่ถ้าตาม กฎหมาย ชัดเจน ถูกต้อง ต้องขึ้นทะเบียนครับ แต่ปัจจุบันทำกันแบบไม่ขึ้นทะเบียนเพราะ ทุกคนเข้าอินเทอร์เน็ต (Internet) แล้วไปจ่ายเงินเขาด้วย ทั้ง ๆ ที่เขาไม่มีใบอนุญาต ตรงนี้ ครับ การกำกับดูแลของ กสทช. เอง และหน่วยงานรัฐ รวมทั้งกระทรวงดีอีด้วยทำอย่างไร เพื่อไม่ให้มีการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค ท่านทราบไหมครับ เขายังไม่สามารถให้บริการกับ ประเทศไทยได้ แต่รับเงินจากคนไทยไปแล้วนะครับ มัดจำ ๓,๐๐๐ บาท อย่างนี้ครับ เราปล่อยให้เกิดขึ้น ไม่ถูกต้อง อันนี้เป็นบทบาทของ กสทช. ทั้งสิ้น แต่ผมทราบนะครับว่า พอดีในคณะกรรมาธิการลิขสิทธิ์ที่ผมเป็นประธานวิสามัญอยู่ก็ได้ชี้ประเด็นนี้ แล้วก็ทาง กสทช. ได้มีการทำหนังสือไปถึงสเปซเอ็กซ์แล้วเพื่อเรียกร้องให้เขาทำถูกต้องตามกฎหมาย ไทย แต่สิ่งที่ผมยังไม่เห็นก็คือว่าการแจ้งให้ผู้บริโภคในประเทศทราบว่าอย่าเพิ่งเอาเงินไปเป็น สมาชิกเขาด้วยความหวังว่ามันจะมีบริการเกิดขึ้น แล้วมันจะดีอย่างโน้น อย่างนี้ อย่างนั้น โฆษณาชวนเชื่อทั้งสิ้น กสทช. ต้องไม่ยอมให้มีการดำเนินกิจการอย่างนี้ในประเทศไทยภายใต้ การกำกับดูแล ของ กสทช. ครับ🔗
ประการต่อมา อันนี้ท่านก็บอกว่าจริง ๆ เราก็ถูกกดดันนะครับ ผมมีส่วน ในอดีตก็เคยไปเจรจากับดับเบิลยูทีโอ (WTO) มันเป็นเรื่องของเจรจาแลกเปลี่ยนครับ เผอิญ ในรายงานของท่าน ท่านไม่ได้บอกว่าเราแลกเปลี่ยนอะไร เราบอกว่าเราไปทำสิ่งที่เราเคย ผูกพันไว้ ซึ่งที่จริงถึงแม้จะไปแลกเปลี่ยนกันวันนี้ ไปเจรจากันวันนี้ ไปผูกพันกันวันนี้ เราควร ต้องทราบนะครับ และสภาควรต้องทราบนิดหนึ่งว่าสิ่งที่ประเทศไทยได้ในการเจรจาที่ ดับเบิลยูทีโอ (WTO) ในเชิงของการแลกเปลี่ยนมันคืออะไร เราไปเรียกร้องประเทศอื่นที่เขา เคยผูกพันในอดีตไหมในบางเรื่องแล้วยังไม่ได้ทำ เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องอะไรบ้าง ผมคิดว่า บอกให้สภารับทราบก็น่าจะเป็นประโยชน์นะครับ ผมไม่เชื่อว่ากระทรวงพาณิชย์ไปเจรจา แล้วยกให้ฝ่ายเดียว แต่ประเทศไทยต้องได้บางเรื่องจากบางประเทศ เรื่องนี้เป็นอะไร ขอทราบนิดหนึ่งนะครับ🔗
ประการสุดท้ายที่อยากจะขอเสนอแนะก็แล้วกัน ผมตั้งข้อสังเกตว่าการทำ ประชาพิจารณ์ระบุในเอกสารค่อนข้างชัดเจนว่าจริง ๆ แล้วมีคนเข้ามาฟัง ผู้มีส่วนได้เสีย ๑๘๐ คน เท่านั้น และความเห็นออนไลน์ (Online) ๑๓๔ คน ผมคิดว่าการทำประชาพิจารณ์ ภายใต้ข้อกำหนดของมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย วัตถุประสงค์ เขาเชิงคุณภาพนะครับ ผมคิดว่าการทำประชาพิจารณ์ลักษณะนี้อาจจะไม่เป็นไปตาม เจตนารมณ์ที่เราอยากเห็นตามรัฐธรรมนูญ เขียนไว้ชัดนะครับ รับฟังความคิดเห็นของ ผู้เกี่ยวข้อง เสร็จแล้วต้องวิเคราะห์ผลกระทบและประโยชน์ เสร็จแล้วต้องเปิดเผยการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์ต่อประชาชน ท่านเขียนไว้ ข้อเดียวครับ ผลของการทำประชาพิจารณ์คือไม่มีข้อขัดข้อง ผมว่ามันไม่ใช่ครับ เขียนแค่นี้ ไม่พอครับ เจตนารมณ์ไม่ใช่เพียงเท่านี้เลยครับ เจตนารมณ์ต้องบอกว่ามันจะมีผลอย่างไร ข้อบวกเป็นอย่างไร ข้อลบเป็นอย่างไร ใครจะกระทบบ้าง และกระทบต่อประชาชนอย่างไร กระทบต่อผู้ประกอบการภายในประเทศอย่างไร ตรงนี้ผมคิดว่าเนื้อหาและเชิงคุณภาพ มีความสำคัญอย่างยิ่งนะครับ ในแง่ของผม ผมคิดว่าควรรับรองนะครับ พิธีสารอันนี้ไม่ติดขัด เลยนะครับ เพียงแต่ว่าขอทราบข้อเท็จจริงแล้วก็เหตุผลของบางเรื่องที่ผมได้ซักถามต่อไป ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณ ท่านเกียรติครับ ต่อไปท่านนิคม บุญวิเศษ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทยในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขออภิปราย เพิ่มเติมร่างตารางข้อผูกพันสาขาบริการโทรคมนาคมของไทยรอบอุรุกวัย ฉบับปรับปรุง ภายใต้องค์การการค้าโลก กระผมได้ศึกษาแล้วก็มีความกังวลอยู่นิดเดียวก็คือในเรื่องของ การทำประชาพิจารณ์ที่หลายท่านได้อภิปรายไปแล้ว อย่างไรก็ตามขออภิปรายเพิ่มเติมว่า ในการทำประชาพิจารณ์นั้น ผมคิดว่าประชาชนที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะผู้ประกอบการและ คนไทยทุกคนควรจะได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการทำประชาพิจารณ์ จากที่ผมได้สังเกตครับ มีการเปิดการประชาพิจารณ์สัมมนาในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคมที่ผ่านมานี้มีผู้เข้าร่วม สัมมนาเพียง ๑๘๐ คนเท่านั้น แล้วก็มีการประชาพิจารณ์ผ่านเว็บไซต์ (Website) ประมาณ ๑๓๐ คน ซึ่งผมคิดว่ายังไม่เพียงพอที่จะสรุปได้ว่าการทำประพิจารณ์นั้นสำเร็จสมบูรณ์แล้ว ผมเป็นห่วงในเรื่องนี้ครับท่านประธาน ในช่วงที่ผ่านมาเรามีกรมไปรษณีย์ที่เป็นผู้ที่มีความ รับผิดชอบทางด้านโทรคมนาคม แล้วก็ได้มีการเปลี่ยนผ่านมายัง กทช. ก็คือคณะกรรมการ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ แล้วต่อมาก็เป็นคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการ โทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ทั้ง ๒ หน่วยงานก็มารวมกันเป็นคณะกรรมการ กทสช. ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ซึ่งสาระสำคัญก็มีการ ปรับปรุง เดิมทีต่างชาติจะสามารถเข้ามาประกอบกิจการถือหุ้นในประเทศไทยได้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ต่อมาก็มีการปรับปรุงให้เป็น ๔๙ เปอร์เซ็นต์ ผมเห็นด้วยครับ เหตุผลที่ ผมเห็นด้วยเพราะว่าเพื่อป้องกันไม่ให้มีการผูกขาด ถ้าเกิดมีการทำธุรกิจโทรคมนาคมถ้าเกิดมี การผูกขาด ท่านประธานครับ ประชาชนจะเป็นผู้รับภาระ นั่นคือค่าบริการต่าง ๆ มันจะแพง มากขึ้น แต่ถ้าเรามีการส่งเสริมให้ต่างชาติเข้ามาร่วมในการแข่งขันเปิด เสรีต่าง ๆ เข้ามาจะ เกิดการแข่งขันทำให้การบริการต่าง ๆ ถูกลง และผู้ได้รับประโยชน์ก็คือประชาชนทั่วไป แล้วก็ในข้อกำหนดนั้นผู้บริการจะมาทำธุรกิจจะต้องมีการให้บริการสาธารณประโยชน์ โดยเฉพาะชุมชนที่มันมีการด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนา หรือประชาชนที่มีรายได้น้อย หรือคนพิการ หรือมาบริการทางด้านการศึกษา ผมเห็นด้วยว่าสิ่งเหล่านี้มันมีประโยชน์ครับ ท่านประธาน แต่อย่างไรก็ตามเท่าที่ศึกษาสาขาที่ได้ประโยชน์ ถ้าเรามีการร่วมก็จะมีทั้งหมด ๑๒ สาขา แต่สาขาที่มีหลาย ๆ ประเทศเข้าร่วมในการยื่นข้อเสนอเปิดตลาดมากที่สุด ก็คือสาขาการท่องเที่ยว การเดินทาง หรือสาขาที่เกี่ยวเนื่อง แล้วก็สาขาทางด้านการเงิน ส่วน สาขาที่ยังมีการเข้าข้อเสนอน้อยที่สุด ซึ่งน่าเสียดายก็คือสาขาด้านการศึกษาครับ ท่านประธาน สาขาด้านการศึกษา สาขาด้านเกี่ยวกับสุขภาพ ซึ่งตอนนี้ทั่วโลกก็มีปัญหา ทางด้านการศึกษาที่ไม่เท่าเทียมกัน แล้วก็ทั่วโลกก็มีปัญหาทางด้านการแพร่ระบาดของ ไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ส่วนสาขาทางด้านสุขภาพหลายประเทศก็ให้ความสนใจน้อยลง ผมก็เลยคิดว่าต่อจากนี้ไป เราก็ควรจะมีการกำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ว่าใครก็ตามที่จะมาทำธุรกิจร่วมกัน องค์การการค้า โลกเราก็ควรจะมีการกำหนดว่าจะต้องให้ความสำคัญทางด้านสาขาทางด้านการศึกษาให้มาก ขึ้นนะครับ ให้ความสำคัญทางด้านการสาธารณสุข สุขภาพให้มากขึ้นกว่านี้ ผมก็เลยคิดว่า การที่เรามีการประชาพิจารณ์น้อยมันจะทำให้การรับฟังความคิดเห็นไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ก็มี ความกังวลทางด้านนี้เป็นอย่างยิ่งก็เลยคิดว่าอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องช่วยตอบคำถามหน่อยครับ ว่าเราจะมีการประชาพิจารณ์เพิ่มอีกไหม หรือจะเอาแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว ผมก็เลยเป็นห่วง ทางด้านนี้ครับ กราบขอบคุณมากครับ🔗
ต่อไปเชิญ ท่านรัฐมนตรีหรือคณะได้แถลงอภิปรายตอบข้อซักถามของท่านสมาชิกครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผมขอให้ท่านรองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างระเทศและผู้ที่เกี่ยวข้องช่วยตอบชี้แจง ข้อสงสัยของสมาชิกรัฐสภาครับ🔗
เชิญครับ🔗
ขอบพระคุณท่านประธานรัฐสภาค่ะ กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาและสมาชิกรัฐสภา ผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ตามที่ได้รับมอบหมายจากท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ตอบข้อซักถามและข้อกังวลของแต่ละท่านนะคะ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาไปยังท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติดังนี้🔗
ในส่วนของข้อกังวลเรื่องหลักการต่าง ๆ ภายใต้องค์การการค้าโลกทั้ง ๖ หลักการว่าประเทศไทยได้ทำถูกต้อง สอดคล้องกับหลักการการกำกับดูแลการแข่งขัน หลักการการเชื่อมต่อโครงข่าย หลักการการให้บริการอย่างทั่วถึง และหลักการการเปิดเผย หลักเกณฑ์ในการอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมต่อสาธารณะ และหลักการ การมีหน่วยงานกำกับดูแลที่เป็นอิสระ และหลักการจัดสรรและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ อย่างจำกัดครบถ้วนแล้วหรือยัง ขอกราบเรียนดังนี้ จากการที่ร่างตารางข้อผูกพันสาขา บริการโทรคมนาคมของไทย ฉบับปรับปรุง ได้ระบุในส่วนของข้อผูกพันเพิ่มเติมที่จะยอมรับ หลักการกำกับดูแลบริการโทรคมนาคมพื้นฐานตามเอกสารอ้างอิงขององค์การการค้าโลก เรื่องบริการโทรคมนาคม ฉบับปีคริสต์ศักราช ๑๙๙๖ หรือพุทธศักราช ๒๕๓๙ การที่ประเทศ ไทยระบุในข้อผูกพันเพิ่มเติมว่าเรายอมรับหลักการกำกับดูแลทั้ง ๖ หลักการได้แสดงให้เห็น แล้วว่าประเทศไทย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น กสทช. หรือว่ากระทรวงดิจิทัลเพื่อ เศรษฐกิจและสังคมได้มีการออกประกาศ แล้วก็ระเบียบที่เกี่ยวข้อง อาทิเช่นในเรื่องการ กำกับดูแลการแข่งขัน ทาง กทช. และ กสทช. ได้มีการประกาศหลักเกณฑ์วิธีการพิจารณา กำหนดผู้มีอำนาจเหนือตลาด และมีการออกประกาศว่าด้วยเรื่องมาตรการเพื่อป้องกันมิให้มี การกระทำอันเป็นการผูกขาดหรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันในกิจการ โทรคมนาคมในปี ๒๕๔๙ ในส่วนเรื่องการเชื่อมต่อโครงข่ายได้มีประกาศของ กทช. ว่าด้วย การใช้และการเชื่อมข่ายโทรคมนาคมตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๙ และต่อมาได้มีการกำหนดประกาศ เรื่องมาตรฐานการคำนวณค่าตอบแทนการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๒ ในเรื่องหลักการการให้บริการอย่างทั่วถึงได้มีประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขในการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม นอกจากนี้ยังมีประกาศของ กสทช. เรื่องแผนการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐาน โดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม เพื่อพัฒนาบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงในพื้นที่ ชนบท ในส่วนหลักการการเปิดเผยหลักเกณฑ์ใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมต่อ สาธารณะได้มีประกาศของ กสทช. เรื่องกำหนดลักษณะและประเภทของกิจการ โทรคมนาคม และมีประกาศของ กสทช. เรื่องลักษณะและประเภทของกิจการโทรคมนาคม ที่ต้องได้รับใบอนุญาต รวมทั้งได้มีประกาศของ กสทช. เรื่องกระบวนการยื่นขอรับใบอนุญาต ให้บริการอินเทอร์เน็ตเกตเวย์ (Internet Gateway) ระหว่างประเทศและบริการชุมสาย อินเทอร์เน็ต (Internet) แบบที่ ๒ ซึ่งประกาศเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยสามารถ ปฏิบัติตามหลักการทั้ง ๔ ประการที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี หลักการที่ ๕ การมีหน่วยงานกำกับดูแลที่เป็นอิสระ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและ กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กสทช. ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแล ด้านกิจการโทรคมนาคมตั้งแต่มีการจัดตั้งในปี ๒๕๕๓ ซึ่งสืบเนื่องมาจากการตั้ง กทช. และ กสช. ได้มีการกำกับดูแลที่เป็นอิสระ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับผู้ให้บริการโทรคมนาคม ในประเทศไทยรายใดรายหนึ่งแต่อย่างใดนะคะ เพราะฉะนั้นถือว่าประเทศไทยสามารถ มีหน่วยงานกำกับดูแลที่เป็นอิสระนะคะ ในส่วนของหลักการจัดสรรและการใช้ทรัพยากรที่มี อยู่อย่างจำกัด ได้มีประกาศเรื่องหลักเกณฑ์การจัดสรรและบริหารเลขหมายในปีพุทธศักราช ๒๕๕๑ และมีประกาศเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการใช้สิทธิในการปักเสา หรือเดินสายวางท่อ หรือติดตั้งอุปกรณ์ประกอบในการให้บริการโทรคมนาคม เพราะฉะนั้น ปัจจุบันประเทศไทยโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการออกประกาศในส่วนที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ เพื่อสามารถปฏิบัติตามหลักการทั้ง ๖ ประการของเอกสารอ้างอิงขององค์การการค้าโลก เรื่องบริการโทรคมนาคมเรียบร้อยแล้ว ซึ่งน่าจะทำให้ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ ซึ่งต้องการความเข้มแข็งในการกำกับดูแลให้สอดคล้องกับเอกสารอ้างอิงขององค์การการค้าโลก อาจจะมีความสบายใจขึ้นว่าหน่วยราชการของไทยได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ตามที่ท่าน คาดหวังนะคะ🔗
ในส่วนของคำถามเกี่ยวกับว่าบริการเหล่านี้ทั้ง ๔ บริการไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ ที่มีโครงข่าย มีสายบริการโทรสาร บริการเทเล็กซ์ บริการโทรเลขเป็นบริการที่ล้าสมัยแล้ว หรือยัง โดยแท้จริงแล้วบริการโทรคมนาคมพื้นฐานเมื่อเทียบกับบริการโทรศัพท์มือถืออาจจะ ดูล้าสมัย แต่ว่าสำหรับประเทศไทยที่ยังมีพื้นที่ในชนบทห่างไกลบางครั้งคลื่นสัญญาณ โทรศัพท์มือถืออาจจะเข้าไปไม่ถึง ยังจำเป็นต้องพึ่งพาบริการโทรคมนาคมพื้นฐานหรือบริการ โทรศัพท์ที่มีสาย รวมทั้งบริการโทรสารด้วย เพราะฉะนั้นการแก้ไขตารางข้อผูกพันสาขา บริการโทรคมนานคมโดยนำเสนอร่างตารางข้อผูกพันสาขาบริการโทรคมนาคมของไทย ฉ บั บ ป รั บ ป รุ ง โ ด ย ผู ก พั น เ พิ่ ม เ ติ ม ใ น ส่ ว น ข อ ง กำ ร เ พิ่ ม สั ด ส่ ว น ผู้ถือหุ้นต่างชาติจากร้อยละ ๒๐ เป็นร้อยละ ๔๙ รวมทั้งผูกพันในข้อผูกพันเพิ่มเติม โดยไทย ยอมรับหลักการทั้ง ๖ หลักการภายใต้เอกสารอ้างอิงเรื่องบริการโทรคมนาคมขององค์การการค้า โลกนี้ถือว่ายังมีความทันสมัยและยังมีความจำเป็น ยิ่งไปกว่านั้นในการแก้ไขตาราง ข้อผูกพันสาขาบริการโทรคมนาคม โดยยื่นร่างตารางข้อผูกพันสาขาบริการโทรคมนาคมของ ไทยรอบอุรุกวัย ฉบับปรับปรุง ภายใต้องค์การการค้าโลก ที่ท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่านจะ กรุณาให้ความเห็นชอบในโอกาสต่อไปจะทำให้ประเทศไทยได้รับความเชื่อมั่น เชื่อถือ เนื่องจากประเทศไทยได้ปฏิบัติตามสัญญาหรือพันธกรณีที่ได้ให้ไว้กับองค์การการค้าโลก ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ว่าจะมีการแก้ไขตารางข้อผูกพันสาขาบริการโทรคมนาคมให้สอดคล้องกับ กฎหมายของไทยที่จะแล้วเสร็จในปี ๒๕๔๙ ซึ่งโดยแท้จริงแล้วในปีพุทธศักราช ๒๕๔๔ ประเทศไทยได้ออกพระราชบัญญัติกิจการโทรคมนาคม แล้วก็ต่อมาได้มีการแก้ไขอีกครั้ง ในปี ๒๕๔๙ ซึ่งถือว่าสอดคล้องกับสิ่งที่ประเทศไทยได้สัญญาไว้ภายใต้องค์การการค้าโลก🔗
ในส่วนของระยะเวลาว่าในเมื่อประเทศไทยมีกฎหมายตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ แล้ว เพราะเหตุใดจึงใช้เวลาจนกระทั่งถึงปี ๒๕๖๔ จึงเสนอเรื่องนี้ต่อรัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบ อยากจะขอนำกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาอย่างนี้นะคะ จริง ๆ แล้วแม้ว่าประเทศไทย จะสามารถออกกฎหมาย พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคมได้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ แต่ว่า ในปี ๒๕๔๕ เอง ประเทศไทยมีการปรับปรุงระบบราชการครั้งใหญ่จากกิจการโทรคมนาคม ที่เคยกระจายอยู่ที่กรมไปรษณีย์โทรเลข กระทรวงคมนาคมและหน่วยงานอื่น ๆ ได้มีการ รวบรวมมาอยู่ในการกำกับดูแลของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารซึ่งจัดตั้งขึ้น ในปี ๒๕๔๕ หลังจากนั้นได้มีการแก้ไข พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคมเพิ่มเติม ในปี ๒๕๔๙ แล้วก็มีการออกพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการ โทรทัศน์ในปี ๒๕๕๑ ต่อมามีการออกประกาศของ กทช. แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงจัดตั้งจาก กทช. และ กสช. รวมกันเป็น กสทช. แล้วก็มีการออกประกาศเพิ่มเติมอื่น ๆ ในช่วงปี ๒๕๕๒ จนกระทั่งถึงปี ๒๕๕๖ มีการออกประกาศ ไม่ว่าจะเป็นคลื่นความถี่หรือประกาศอื่น ๆ เพื่อให้ สอดคล้องกับเอกสารอ้างอิงขององค์การการค้าโลกเรื่องบริการโทรคมนาคม แล้วก็ต่อมาในปี ๒๕๕๙ มีการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงระบบราชการอีกครั้ง โดยการ เปลี่ยนแปลงกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคมซึ่งจัดตั้งแล้วเสร็จในปี ๒๕๕๙ ในช่วงปี ๒๕๕๙ ก็ได้มีความพยายาม ที่จะปรับปรุงแก้ไขตารางข้อผูกพันตามที่ได้สัญญาไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ภายใต้องค์การการค้าโลก แต่ว่าในขณะเดียวกันในช่วงนั้นก็ยังมีในเรื่องของสัญญาสัมปทานที่มีให้กับรัฐวิสาหกิจที่ยัง คงค้างอยู่ ซึ่งสัญญาสัมปทานที่ให้แก่รัฐวิสาหกิจในการให้บริการโทรคมนาคมพื้นฐาน ได้สิ้นสุดลงในปี ๒๕๖๑ ซึ่งในปี ๒๕๖๑ เมื่อหมดสิ้นสัญญาสัมปทานเกี่ยวกับการให้บริการ โทรคมนาคมพื้นฐาน ทำให้ประเทศไทยสามารถปฏิบัติตามหลักการกำกับดูแลบริการ โทรคมนาคมพื้นฐานตามเอกสารอ้างอิงขององค์การการค้าโลกเรื่องบริการโทรคมนาคม ได้อย่างเต็มรูปแบบ ถูกต้อง สมบูรณ์ ไม่มีข้อกังขาใด ๆ นะคะ เพราะฉะนั้นหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องนำโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กสทช. สำนักงานพัฒนาธุรกรรม ทางอิเล็กทรอนิกส์ แล้วก็สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย และกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศจะได้ร่วมมือกันยกร่างร่างตารางข้อผูกพันสาขาบริการ โทรคมนาคม ฉบับปรับปรุง เพื่อแก้ไขทุกสิ่งอย่างให้ถูกต้องตามที่ได้สัญญาไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ จนกระทั่งได้มีการจัดทำประชาพิจารณ์ ในระหว่างการจัดทำยกร่างตารางข้อผูกพันสาขา บริการโทรคมนาคม ฉบับปรับปรุง ตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ จนกระทั่งถึงปี ๒๕๖๓ ได้มีการหารือ ทั้งภาคเอกชนแล้วก็หน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้แน่ใจว่าทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผู้ให้บริการที่เป็นภาคเอกชนในสาขาบริการโทรคมนาคมที่มีโครงข่ายได้รับรู้รับทราบ ในรายละเอียดของร่างตารางข้อผูกพันที่จะมีการปรับปรุงนะคะ จึงเป็นผลให้ในช่วงการทำ ประชาพิจารณ์แม้ว่าจำนวนจะน้อยแต่ว่าผู้ที่ได้ถูกเชิญเข้ามาหารือโดยตรงก็ได้รับทราบมา โดยตลอดแล้วก็ไม่มีข้อขัดข้อง ในส่วนของประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับ คือตามที่ ท่านรัฐมนตรีท่านได้นำเรียนทางท่านประธานรัฐสภา ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติแล้วว่า ประเทศไทยจะได้ประโยชน์อะไรบ้างจากการปรับปรุงตารางข้อผูกพันสาขาบริการ โทรคมนาคมนอกเหนือจากการแสดงภาพลักษณ์ที่ดีและความน่าเชื่อถือของไทย นอกเหนือจากการสร้างสภาพแวดล้อมที่สร้าง ความมั่นใจกับนักลงทุน นอกเหนือจากการ ลดแรงกดดันจากประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลก โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้วที่ยังเฝ้า ทวงถามประเทศไทยว่าเมื่อไรจะปฏิบัติตามสัญญาที่ให้ไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ก็จะขอนำเรียนว่า การที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติสามารถเข้ามาประกอบกิจการโทรคมนาคมพื้นฐาน โดยถือหุ้นได้ร้อยละ ๔๙ ซึ่งถือว่ามีสัดส่วนที่ค่อนข้างมาก แม้ว่าในผิวเผินอาจจะดูเหมือน ไม่สามารถที่จะบริหารกิจการได้เพราะไม่ได้ถือหุ้นข้างมาก แต่ว่าการประกอบกิจการ โทรคมนาคมส่วนใหญ่มีธรรมชาติว่าจะต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง เพราะฉะนั้นการที่ถือหุ้น ร้อยละ ๔๙ ก็อาจจะทำให้สามารถมีอำนาจในการกำกับดูแลตัดสินใจและนำเทคโนโลยี ใหม่ ๆ เข้ามาให้บริการในส่วนของบริการโทรคมนาคมพื้นฐานได้ นอกจากนี้บริการ โทรคมนาคมพื้นฐานไม่ได้ใช้สายเคเบิลทองแดงเหมือนเช่นในอดีต ปัจจุบันสามารถ ดำเนินการได้โดยใช้เคเบิลใยแก้วนำแสงซึ่งเป็นวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีที่ทำให้สามารถ ขนส่งข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น แล้วก็ด้วยราคาที่ถูกลงนะคะ เพราะฉะนั้นประโยชน์ที่ประชาชน จะได้รับก็คือทำให้มั่นใจได้ว่าการให้บริการของผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมในประเทศไทย เมื่อหน่วยงานกำกับดูแลยึดหลักการ ๖ หลักการภายใต้เอกสารอ้างอิงสาขาบริการ โทรคมนาคมภายใต้คอมพิวเตอร์ก็จะเป็นหลักประกันว่าผู้ให้บริการโทรคมนาคมทุกราย จะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน การออกกฎระเบียบเกี่ยวกับบริการโทรคมนาคม พื้นฐานในการกำกับดูแลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีความโปร่งใส เป็นธรรม เข้าถึงได้ ประชาชนจะรับรู้รับทราบ เงื่อนไขของอัตราค่าเชื่อมต่อโครงข่าย เงื่อนไขของการทำสัญญา ระหว่างผู้ให้บริการรายใหญ่ ผู้ให้บริการเล็กในการใช้โครงข่ายโทรคมนาคมซึ่งจะนำมาสู่ การที่ประชาชนสามารถที่จะตัดสินใจได้ว่าราคาค่าบริการที่ให้อยู่นี้เป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรม หากไม่เป็นธรรมก็ยังสามารถร้องเรียนมาที่ กสทช. ให้ดำเนินการกำกับดูแลให้เกิดความเป็นธรรม ในการให้บริการได้อีกด้วยนะคะ นอกจากนี้ในตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมาบริการโทรคมนาคมพื้นฐานหรือที่เรียกว่าโทรศัพท์ ส่วนหนึ่งก็คือโทรศัพท์ประจำที่แม้ว่ามีรายได้ นำรายได้เข้าสู่รัฐปีละประมาณ ๗,๐๐๐ ล้านบาท ถึง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ตลอดเวลาที่ผ่านมาแม้จะมีบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่อาจจะ ทำให้รายได้ลดน้อยลงไปบ้างแต่ก็ยังอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า ๗,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีทุกครั้ง ทุก ๆ ปี🔗
ในส่วนของการปรับปรุงตารางข้อผูกพันสาขาบริการโทรคมนาคมของ ประเทศไทยมีความล่าช้าเกินไปไหม ยังอยู่ในความสนใจของประเทศต่าง ๆ หรือไม่ ก็ขอ อนุญาตนำเรียนว่าไม่ใช่เพียงแต่ประเทศไทยที่ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขตารางข้อผูกพันสาขา บริการโทรคมนาคม ในอดีตที่ได้ผูกพันไว้ตั้งแต่รอบอุรุกวัยในปี ๒๕๔๐ ยังคงมีประเทศต่าง ๆ ที่กำหนดเงื่อนไขว่าจะมีการปรับปรุงแก้ไขตารางข้อผูกพันสาขาบริการโทรคมนาคมของตน เมื่อมีการแก้ไขหรือว่ามีการออกพระราชบัญญัติในเรื่องกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม ในประเทศแล้ว อาทิเช่นประเทศอิสราเอลก็ได้มีการแก้ไขตารางข้อผูกพันสาขาบริการ โทรคมนาคมในปี ๒๕๖๑ ในส่วนของประเทศบรูไนก็มีการแก้ไขตารางข้อผูกพันสาขาบริการ โทรคมนาคมของบรูไนในปี ๒๕๕๘ แล้วก็ประเทศบังคลาเทศก็มีการแก้ไขตารางข้อผูกพัน สาขาบริการโทรคมนาคมของบังคลาเทศในปี ๒๕๖๒ เพราะฉะนั้นพฤติการณ์ที่ประเทศ พัฒนาแล้วมีการเฝ้าทวงถามประเทศไทยเป็นระยะ ๆ ว่าจะมีการปรับปรุงตารางข้อผูกพัน หรือไม่ ในส่วนของบริการโทรคมนาคมพื้นฐานก็เป็นส่วนหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าประเทศ สมาชิกองค์การการค้าโลกยังให้ความใส่ใจแล้วก็ต้องการให้ประเทศไทยปฏิบัติตามพันธกรณี ที่ได้สัญญาไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ โดยการแก้ไขตารางข้อผูกพันสาขาบริการโทรคมนาคม ให้สอดคล้องกับกฎหมายประกอบกิจการโทรคมนาคมของไทยที่บังคับใช้แล้วตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ และปี ๒๕๔๙ นะคะ ส่วนที่จะทำให้ประเทศต่าง ๆ ที่เป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกมีความ ชื่นชมประเทศไทยก็คือในเรื่องของการที่ประเทศไทยสามารถยอมรับหลักการตาม เอกสารอ้างอิงขององค์การการค้าโลกเรื่องบริการโทรคมนาคมทั้ง ๖ ประการ ซึ่งเป็น หลักการที่ประเทศสากลที่มีระดับการพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ก็จะให้การยอมรับหลักการนี้ จะทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยดีขึ้นในเรื่องของการกำกับดูแลในเรื่องของสาขากิจการ โทรคมนาคมนะคะ🔗
ในส่วนของประเด็นอื่น ๆ จะขออนุญาตให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็คือ กสทช. และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมชี้แจงต่อท่านประธานรัฐสภาต่อไป ขอบคุณค่ะ🔗
มันจะตรง กับที่ท่านสมาชิกถามหรือเปล่า ตอนนี้เรากำลังพิจารณาเรื่องการที่จะให้ความเห็นชอบ ถ้ามีประเด็นที่ท่านยังไม่ได้ตอบท่านสมาชิกก็อภิปรายได้นะครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธาน ผมนิคมครับ ผมขอเรียนถามเพิ่มเติมครับท่านประธาน🔗
เดี๋ยวครับ ตอนนี้เอาเฉพาะตอนที่ท่านผู้ชี้แจงยังไม่ได้ตอบคำถามนะครับ แล้วผู้ชี้แจงตอบคำถาม สมาชิกเฉพาะที่ท่านยังไม่ได้ตอบ หรือที่จะถามเพิ่มเติมโดยท่านนิคมนะครับ เชิญเลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทยในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ กระผมขอเรียนถามท่านประธานผ่านไปยังผู้มาชี้แจงเพิ่มเติมเพื่อเป็นประโยชน์กับพี่น้อง ประชาชน เนื่องจากว่าคลื่นความถี่มันเป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติ ซึ่งพวกเราก็ทราบดีว่า มันมีจำนวนจำกัด ท่านก็เลยบอกว่าการออกใบอนุญาตนั้นก็คงจะออกแบบจำกัด ฉะนั้น ในการออกแบบจำกัดนั้นผมอยากจะเรียนถามท่านว่าท่านใช้วิธีใดในการที่จะออกใบอนุญาต ใช้วิธีการประมูลคลื่นหรือไม่ครับ ถ้าเกิดเป็นการประมูลคลื่นผมอยากเรียนถามว่ามีประเทศ ใดบ้างที่ใช้วิธีการประมูลคลื่นเหมือนประเทศไทย ฉะนั้นในการประมูลคลื่นนะครับ คนที่ ได้รับการประมูล นั่นหมายถึงว่าบริษัทที่เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีเงินจำนวนมาก จะต้องเป็น ผู้ที่มีการประมูลสูงสุดนะครับ จำนวนเงินมหาศาลจึงจะได้เป็นผู้ครอบครองคลื่นความถี่ ตามหมายเลขนั้น ยิ่งมีการประมูลคลื่นมากเท่าใดผู้ประกอบการจะต้องเก็บเงินค่าบริการมากขึ้นกับประชาชน เท่านั้นมันจะเป็นภาระกับประชาชนหรือไม่ มันจะสวนทางกับการจดสมาชิกที่เรากำลัง พูดกันหรือไม่ว่าการบริการจะต้องบริการทั่วถึง เป็นธรรม แล้วก็มีการแข่งขันโดยเสรี อย่างเป็นธรรม ถ้าเกิดมีการประมูลคลื่นจริง บริษัทยักษ์ใหญ่ต้องได้ครับ แล้วก็เป็นการ ผูกขาดด้วย ไม่มีทางที่ประมูลคลื่นจะได้หลาย ๆ บริษัทพร้อมกัน บริษัทที่จะต้องได้คือบริษัท ที่ต้องประมูลคลื่นสูงสุด นั่นคือการจำกัดหรือมีการผูกขาดหรือไม่ ผมก็เลยอยากจะเรียนถาม ว่าท่านมีวิธีการใดที่จะให้คลื่นความถี่ที่มีจำนวนจำกัดสามารถที่จะให้บริการผู้ที่เข้าร่วม ในการทำธุรกิจอย่างต่างประเทศที่จะเข้ามาร่วม ผมก็เลยอยากจะทราบเพื่อประโยชน์กับ พี่น้องประชาชน ขอบคุณครับ🔗
ขอให้ ท่านผู้ชี้แจงชี้แจงให้ตรงที่ท่านสมาชิกถามนะครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธาน แล้วก็ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่านนะครับ กระผม นายนทชาติ จินตกานนท์ ผู้อำนวยการสำนักการต่างประเทศ สำนักงาน กสทช. จะขออนุญาต ตอบคำถามที่เกี่ยวกับสำนักงาน กสทช. มีอยู่ ๓ เรื่องด้วยกันนะครับ คือเรื่องสเปซเอ็กซ์ เรื่องแผนแม่บทโทรคมนาคม แล้วก็เรื่องการประมูล จะขอเริ่มจากเรื่องสเปซเอ็กซ์ก่อน สเปซเอ็กซ์ก็คือว่าในปัจจุบันนี้สำนักงาน กสทช. ได้ออกประกาศคณะกรรมการ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้ช่องสัญญาณดาวเทียมต่างชาติในการให้บริการ ภายในประเทศ ซึ่งประกาศลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ การออก ประกาศนี้เพื่อเป็นการตอบสนองความต้องการใช้ช่องสัญญาณดาวเทียมต่างชาติของ ผู้ให้บริการสื่อสารผ่านดาวเทียมของไทยที่เพิ่มมากขึ้น และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย สามารถใช้ช่องสัญญาดาวเทียมต่างชาติในการให้บริการและเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบาย การพิจารณาอนุญาตให้ดาวเทียมต่างชาติให้บริการในประเทศของรัฐบาล ทีนี้ในกรณี ของสเปซเอ็กซ์ก็คืออย่างที่หลาย ๆ ท่านทราบกันว่าสเปซเอ็กซ์ก็คืออย่างที่หลาย ๆ ท่าน ทราบกันว่าสเปซเอ็กซ์มีการโฆษณาหรือว่าเรียกเก็บเงินตามที่ท่านสมาชิกได้กรุณาอภิปราย ไปแล้ว ซึ่งในเรื่องนี้ทางสำนัก กสทช. ก็ได้จัดทำข่าวประชาสัมพันธ์เมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ เพื่อให้ข้อมูลการให้บริการอินเทอร์เน็ต (Internet) ผ่านดาวเทียมต่างชาติในประเทศไทย และมีหนังสือถึงผู้ดูแลเว็บไซต์ (Website) และเว็บเพจ (Webpage) เฟซบุ๊ก (Facebook) ที่เกี่ยวข้อง อาทิเช่น ไทยแลนด์ อินเวสต์เมนต์ ฟอรัม (Thailand Investment Forum) เดอะ สแตนดาร์ด เวลท์ เทรนด์ลงทุน แบรนด์ธิงค์ เป็นต้น โดยทาง กสทช. ได้แจ้งว่า การให้บริการอินเทอร์เน็ต (Internet) ผ่านดาวเทียมในประเทศไทยต้องได้รับอนุญาตจาก กสทช. ก่อน เริ่มให้บริการโดยต้องได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม และการ อนุญาตให้ใช้ช่องสัญญาณดาวเทียมต่างชาติเพื่อให้บริการในประเทศ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีผู้ยื่น ขอรับอนุญาต ทั้งนี้หลังจากนั้นสำนักงาน กสทช. ก็ได้มีหนังสือถึงสถานทูตสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๖๔ ขอความร่วมมือสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ในการประสานงานกับบริษัท สเปซเอ็กซ์ให้ทราบถึงการดำเนินการให้สอดคล้องกับ หลักกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการอินเทอร์เน็ต (Internet) ผ่าน โครงข่ายดาวเทียมต่างชาติ ซึ่งต่อมาทางสเปซเอ็กซ์ก็ได้ทราบดีถึงประเด็นนี้ แล้วก็ทางสเปซเอ็กซ์ ได้มีการหารือภายในกับสำนักงาน กสทช. เมื่อเดือนมิถุนายนก็ได้มีการตอบข้อซักถามแล้วก็ อธิบายรายละเอียดกัน ซึ่งตอนนี้ทางสเปซเอ็กซ์ได้ทราบรายละเอียดข้อมูลขั้นตอน ทั้งหมดแล้ว แล้วก็ทางสเปซเอ็กซ์ก็ได้ดำเนินการที่นำการโฆษณาการประกาศรับสมาชิกต่าง ๆ ที่สเปซเอ็กซ์เคยประกาศไว้ออกหมดแล้ว เพราะฉะนั้นตอนนี้ทางสเปซเอ็กซ์ก็ได้บอกว่า ทางเขาเองก็รับทราบถึงกฎระเบียบที่ถูกต้อง แล้วก็ประสงค์ที่จะดำเนินการให้ถูกต้องตาม ระเบียบขั้นตอนต่าง ๆ ต่อไปนะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ขออนุญาตเรื่องแผนแม่บทที่ท่านได้กรุณาพูดถึงนะครับ แผนแม่บท กิจการโทรคมนาคมฉบับปัจจุบันคือฉบับที่ ๒ ปี พ.ศ. ๒๕๖๒-๒๕๖๖ ขออนุญาตพูดถึง เป้าหมายว่าเป้าหมายก็คือการมุ่งพัฒนากิจการโทรคมนาคม การยกระดับความครอบคลุม ของโครงสร้างพื้นฐานและการเข้าถึงบริการโทรคมนาคม การสร้างความเข้มแข็งให้กับ ผู้บริโภคสู่สังคมดิจิทัลเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนนะครับ ซึ่งแผนแม่บทโทรคมนาคมนี้จะสอดคล้องนโยบายยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ยุทธศาสตร์ การสร้างความสามารถในการแข่งขัน ยุทธศาสตร์การปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหาร จัดการภาครัฐและยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง ทีนี้ในแผนแม่บทนี้เราจะมีเป้าประสงค์อยู่ ๖ ข้อ🔗
ข้อแรก เพื่อพัฒนาสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการประกอบกิจการโทรคมนาคม ส่งเสริมการแข่งขันเสรีและเป็นธรรมเพื่อรับรองการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล🔗
ข้อ ๒ เพื่อให้มีโครงข่ายและบริการโทรคมนาคมพื้นฐานที่ครอบคลุมทั้งมิติ เชิงพื้นและเชิงสังคม🔗
ข้อ ๓ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการโทรคมนาคมที่มีคุณภาพ ในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม🔗
ข้อ ๔ เพื่อสร้างกลไกการกำกับดูแลและสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ สนับสนุนความมั่นคงทางสังคมและประโยชน์สาธารณะ🔗
ข้อ ๕ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ประชาชนในการเสริมสร้างองค์ความรู้ให้ เท่ากัน และตระหนักรู้ถึงสิทธิในการสื่อสารโทรคมนาคม🔗
ข้อ ๖ เพื่อบริการข้อมูลการอนุญาตและการกำจัดดูแลเพื่อยกระดับภาครัฐ🔗
ทีนี้ขออนุญาตเรียนเพิ่มเติมว่าเนื่องจากสิ่งที่เรากำกับดูแลเป็นการกำกับดูแล ด้านเทคโนโลยีซึ่งมีการก้าวไปอย่างรวดเร็วตามที่ท่านสมาชิกได้กรุณาตั้งข้อสังเกตไว้ ซึ่งสำนักงาน กสทช. เราก็ไม่หยุดยั้งที่พยายามดูกำกับดูแลให้เท่าทันเทคโนโลยี แล้วก็ นอกจากการดำเนินการในประเทศไทยแล้ว การดำเนินการในเวทีต่าง ๆ เราก็ได้มีการร่วมมือ ในระดับอาเซียน (ASEAN) ในระดับเอเปก (APEC) และในระดับไอทียู (ITU) ในการที่เราจะ หารือแลกเปลี่ยนกัน หรือว่าเราะมีเวลาที่มีบริการใหม่ ๆ มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ ขึ้นมา เราจะ กำกับดูแลอย่างไร โดยเราจะเน้นการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ แล้วก็เน้นการสร้าง ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและการสร้างประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการและความปลอดภัยของ ประชาชนเป็นหลัก🔗
สำหรับเรื่องการประมูลที่ท่านได้กรุณาตั้งข้อสังเกตไว้ ประเทศที่ใช้หลักการ ประมูลเหมือนประเทศไทยก็มีจำนวนค่อนข้างพอสมควร ขออนุญาตยกตัวอย่าง บางประเทศ เช่น แคนาดา เยอรมัน อินเดีย นิวซีแลนด์ ปากีสถาน สวีเดน อังกฤษ และ อเมริกา ทีนี้หลักการประมูลก็จะเป็นหลักสากล ซึ่งหลักการประมูลนี้เป็นหลักสากลที่ เป้าหมายของการประมูลคือการจัดสรรคลื่นอย่างโปร่งใสที่สุด โดยที่เรามองว่าเป้าหมายนี้ คือต้องการให้มีการโปร่งใส เนื่องจากว่าคลื่นความถี่นี้เป็นทรัพยากรที่มีจำกัดแล้วก็อยู่ใน ความต้องการสูง สำหรับเรื่องที่ท่านได้ตั้งข้อสังเกตถึงเรื่องรายเล็กหรือว่าเรื่องราคาที่จะ ส่งผลไปถึงประชาชน แล้วก็เรื่องความทั่วถึงทาง กสทช. ทุกครั้งในการจัดประมูลคลื่นเราก็ จะมีข้อกำหนดในเรื่องเลย์เอาต์แพลน (Layout Plan) ว่าเมื่อบริษัทหรือว่าผู้ประกอบการได้ ประมูลคลื่นไปแล้วจะต้องมีการแผนเพื่อให้สามารถดำเนินการให้ครอบคลุมพื้นที่เท่าไรของ ประเทศไทย ครอบคลุมประชากรเท่าไรของประเทศไทย ภายในระยะเวลากี่ปี ซึ่งอันนี้เป็น ข้อกำหนดที่ผู้ประมูลชนะการประมูลจะต้องรับไปดำเนินการ แล้วเราก็พยายามจะออกแบบ การประมูลโดยใช้วิธีที่โปร่งใสที่สุด แล้วก็สามารถทำให้มีการแข่งขันได้มากที่สุด สามารถ มีคนเข้ามาได้มากที่สุด และเรื่องการกำกับดูแลเรื่องราคาทางสำนักงาน กสทช. ก็จะมี การกำหนดอัตราราคาในการให้บริการเพื่อให้ผู้ให้บริการนี้ ผู้ประกอบการเมื่อได้รับคลื่น ไปแล้วจะมีว่าไม่สามารถให้บริการเกินราคาเท่าไร ๆ เพราะฉะนั้นในการประมูลถึงแม้ว่า บริษัทอาจจะจ่ายเงินเยอะ ซึ่งอันนั้นจะเป็นการวิจารณญาณของบริษัทที่ดูว่ามีความต้องการ คลื่นมากเท่าไรตามหลักเศรษฐศาสตร์ แต่ว่าทาง กสทช. จะมีการกำกับดูแลในเรื่องราคาเพื่อ มิให้สูงเกินกำหนดและไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบครับ ขออนุญาตกราบเรียนในส่วนของ กสทช. แต่เพียงเท่านี้ ขอบพระคุณครับ🔗
มีสมาชิก ท่านใดยังติดใจในประเด็นที่ผู้ชี้แจงได้อภิปรายชี้แจงตอบคำถามของท่านสมาชิกครับ🔗
ไม่มีแล้ว การอภิปรายเป็นอันยุตินะครับ ท่านรัฐมนตรีที่เสนอมีสิทธิอภิปรายสรุปได้อีกครั้งหนึ่งครับ เชิญท่าน ท่านไม่ประสงค์จะอภิปรายนะครับ ไม่สรุปนะครับ ดังนั้นต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะให้ความเห็นชอบกับร่างตารางข้อผูกพันสาขา บริการโทรคมนาคมของไทยรอบอุรุกวัย ฉบับปรับปรุง ภายใต้องค์การการค้าโลกหรือไม่ ก่อนลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ🔗
เป็นขั้นตอน การตรวจสอบองค์ประชุมก่อนที่จะลงมติให้ความเห็นชอบร่างตารางข้อผูกพันสาขาบริการ โทรคมนาคมของไทยรอบอุรุกวัย ฉบับปรับปรุง ภายใต้องค์การการค้าโลก เชิญท่านสมาชิก เข้าห้องประชุมนะครับ เสียบบัตรลงคะแนนและกดปุ่มแสดงตนครับ🔗
ผมรอ นะครับ ท่านสมาชิกอยู่ตึกทางฝั่ง ส.ว. ก็มีเยอะ ดังนั้นขอรอนิดหนึ่งนะครับ เป็นขั้นตอน การตรวจสอบองค์ประชุมครับ ท่านสมาชิกกรุณาแสดงตนนะครับ เสียบบัตรลงคะแนนและ กดปุ่มแสดงตนนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ๓๘๖ แสดงตนครับ🔗
ครับ ๓๘๖ บวกไปด้วยนะครับ แต่เดี๋ยวตอนถามมติดีกว่า ท่านต้องแถลงให้ทราบนะครับ อย่าลืมนะครับ มีท่านใดยังไม่แสดงตนไหม กำลังเดินเข้ามาก็มีอีกนะครับ ปิดการแสดงตน ขอทราบผลครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๓๙๖ ท่าน เมื่อสักครู่แสดงตนด้วยวาจาอีก ๑ ท่าน ก็เป็น ๓๙๗ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗
ต่อไปผมจะ ขอมติจากที่ประชุมว่าจะให้ความเห็นชอบกับร่างตารางข้อผูกพันสาขาบริการโทรคมนาคม ของไทยรอบอุรุกวัย ฉบับปรับปรุง ภายใต้องค์การการค้าโลกหรือไม่ สมาชิกท่านใดเห็นชอบ กดปุ่ม เห็นด้วย สมาชิกท่านใดไม่เห็นชอบ กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านใดเห็นว่าควรงดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านลงมติได้เลยครับ🔗
ท่านประธานครับ ๓๘๖ เห็นชอบครับ🔗
ครับ ๓๘๖ เห็นชอบเพิ่ม ๑ ท่านนะครับ มีท่านใดยังไม่ได้ลงมติอีกไหม ถ้าลงมติกันเรียบร้อยแล้ว ผมขอปิดการลงคะแนน ขอทราบผลครับ🔗
ท่านประธานครับ บัตรของผมขัดข้อง ขออนุญาตลงคะแนนครับ🔗
ลงได้เลย ตอนนี้ผมยังไม่ได้ประกาศครับ ถือว่าท่านเข้ามาก็แล้วกันนะครับ ผลขึ้นแล้ว เดี๋ยวจะบันทึก ไว้ว่าท่านเข้ามาแล้ว อยู่ในองค์ประชุมอยู่แล้วนะครับ จำนวนผู้ลงมติ ๔๐๖ ท่าน เมื่อสักครู่ แถลง ๑ ท่าน เป็น ๔๐๗ ท่าน แล้วก็แถลงทีหลังอีก ๑ ท่าน เป็น ๔๐๘ ท่าน เห็นด้วย ๔๐๓ ท่าน บวก ๑ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ ท่าน🔗
ท่านที่เพิ่ง เข้ามาที่บัตรเสียเจ้าหน้าที่จะบันทึกไว้ เมื่อสักครู่ท่านบัตรเบอร์อะไรครับที่เสีย🔗
๓๘๖ บัตรใช้ไม่ได้🔗
ครับ บัตรใช้ไม่ได้ เจ้าหน้าที่บันทึกไว้ว่าบัตรท่านใดเสีย เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบ กับร่างตารางข้อผูกพันสาขาบริการโทรคมนาคมของไทยรอบอุรุกวัย ฉบับปรับปรุง ภายใต้ องค์การการค้าโลก ขอบคุณท่านรัฐมนตรีและคณะครับ เป็นอันจบระเบียบวาระนี้นะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว🔗
- ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว (ค้างจากการประชุมร่วมกัน ของรัฐสภา ครั้งที่ ๔ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) วันอังคารที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๔)🔗
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่🔗
การพิจารณาในวาระที่ ๒ นี้จะเป็นการพิจารณาเริ่มต้นด้วยชื่อร่าง คำปรารภ และพิจารณา เรียงตามลำดับมาตราจนจบร่าง โดยผมจะให้กรรมาธิการที่สงวนความเห็นหรือสมาชิก ที่สงวนคำแปรญัตติได้อภิปรายก่อน ส่วนสมาชิกที่ไม่ได้สงวนคำแปรญัตติไว้จะอภิปรายได้ เฉพาะถ้อยคำหรือข้อความที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมเท่านั้น เมื่อคณะกรรมาธิการได้ตอบชี้แจงจบ แล้วก็จะเป็นการลงมติในมาตรานั้น ๆ เชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการแถลงครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล ประธานคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. .... ตามที่ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ ๔ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) วันพุธที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ ได้ลงมติรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ประโยชน์ ผลงานวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) และตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญขึ้นคณะหนึ่งเพื่อพิจารณา โดยมีกำหนดแปรญัตติภายใน ๗ วัน มีผู้เสนอแปรญัตติ จำนวน ๒ ท่าน บัดนี้คณะกรรมาธิการได้พิจารณาเริ่มด้วย ชื่อร่าง คำปรารภ และพิจารณา เรียงตามลำดับรายมาตราจบร่างจำนวน ๒๐ มาตราแล้ว จึงขอเสนอรายงานต่อที่ประชุม รัฐสภาเพื่อพิจารณาต่อไป🔗
ขอเชิญ เลขาธิการครับ🔗
ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. .... ชื่อร่างพระราชบัญญัติ ไม่มีการแก้ไข คำปรารภ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๑ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๒ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๓ มีการ แก้ไข🔗
มาตรา ๓ มีการแก้ไขข้อความนะครับ กรรมาธิการมีการแก้ไข ไม่มีผู้ประสงค์จะอภิปราย ท่านนายแพทย์ ชลน่านเชิญครับ🔗
ไม่แล้วครับ🔗
เนื่องจาก มาตรานี้คณะกรรมาธิการไม่ติใจ🔗
ท่านประธานครับ ผมยกมือค้างไว้ครับ🔗
เชิญท่านณัฐ วุฒิครับ มาตรา ๓ นะครับ🔗
ใช่ครับท่านประธาน🔗
เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมขออนุญาตท่านประธานผ่านไปยัง ท่านกรรมาธิการที่จะขออภิปรายการแก้ไขข้อความในมาตรา ๓ ด้วยคำถามอยู่คร่าว ๆ ๓ ประเด็นย่อยด้วยกันครับ🔗
ประการที่ ๑ ในมาตรา ๓ เป็นการไปแก้ไขข้อความแต่เดิมซึ่งเป็นการ ให้อำนาจโดยตรงในกฎหมายฉบับนี้ที่กำลังมีการพิจารณาในการที่จะออกหลักเกณฑ์และ เงื่อนไขตามที่สภานโยบายกำหนด พูดง่ายๆ ก็คือว่าในเมื่อระบุในกฎหมายแม่บทให้อำนาจ โดยตรงนั้นจะนำไปสู่การดำเนินการหรือการออกระเบียบหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ได้ แต่ท่าน ไปเปลี่ยน ไปแก้ข้อความเป็นวรรคสอง ใช้คำว่า อาจกำหนดหลักเกณฑ์ ผมไม่ลงรายละเอียด เพิ่มเติมนะครับ แต่เดิมที่กฎหมายบอกว่าให้ท่านทำออกมาเป็นหลักเกณฑ์ ท่านไป เปลี่ยนเป็นคำว่า อาจกำหนดหลักเกณฑ์ ความหมายที่อ่านกันตรงไปตรงมาในภาษาไทย ก็คือว่าการใช้คำว่า อาจกำหนดหลักเกณฑ์ นั้นหมายถึงว่าท่านอาจจะไม่ทำก็ได้ หรือท่าน อาจจะทำก็ได้ใช่หรือไม่ นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ที่ผมขอความชัดเจนครับ🔗
ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ กฎหมายฉบับนี้อ่านกฎหมายเดียวไม่ได้ครับ มันต้องเชื่อมโยงไปยังพระราชบัญญัติอีกพระราชบัญญัติหนึ่ง เรียกว่า พระราชบัญญัติ สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๒ กฎหมายนั้น มีมาตรา ๑๑ ที่พูดถึงอำนาจหน้าที่ว่าสภานโยบายมีอำนาจและหน้าที่อย่างไรบ้าง ซึ่งผมอ่าน ข้อความในมาตรา ๑๑ ของ พ.ร.บ. ฉบับนั้นไม่มีข้อใดที่พูดถึงเรื่องของการไปออกหลักเกณฑ์ ต่าง ๆ เลยครับ มีการพูดถึงการออกประกาศ มีการพูดถึงการออกกฎกระทรวง ผมอ่าน ไม่หมดนะครับ ต้องขอประทานโทษ แต่ว่าในมาตรา ๑๑ อำนาจหน้าที่ของสภานโยบายไม่มี ข้อใดที่พูดถึงการออกหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เลย ฉะนั้นถ้าท่านใช้กฎหมาย ๒ ฉบับเชื่อมโยงกัน ตกลงอำนาจที่จะให้สภาในการไปออกหลักเกณฑ์นั้นท่านใช้จากกฎหมายใด ท่านใช้ ในกฎหมายฉบับนี้ที่กำลังจะเสนอสภาหรือท่านไปใช้อำนาจซึ่งอยู่ในมาตรา ๑๑ ของ พ.ร.บ. สภานโยบายที่ผมได้เอ่ยไปแล้ว นั่นเป็นประการที่ ๒🔗
ประการที่ ๓ ใน พ.ร.บ. สภานโยบาย ในมาตรา ๑๒ มีการไปพูดถึงการออก หลักเกณฑ์อยู่ตอนท้ายครับ เดี๋ยวหาว่าไม่มีเสียเลย ก็คือเขียนว่าการออกหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขการดำเนินการให้เป็นไปตามที่สภานโยบายกำหนด แต่ปรากฏว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวนั้น ไปตอบสนองต่อเรื่องของการใช้งบประมาณ เรื่องการใช้กองทุนต่าง ๆ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับ ประเด็นที่อยู่ในร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ประโยชน์งานวิจัย และนวัตกรรมเลย ฉะนั้น กล่าวโดยสรุปครับ ตกลงการที่ท่านเปลี่ยนข้อความแล้วไประบุแต่เพียงการอาจกำหนด หลักเกณฑ์นั้นมันจะนำไปสู่การไม่ออกก็ได้ใช่หรือไม่ กับกรณีที่ท่านจำเป็นต้องออก หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ท่านจะออกหลักเกณฑ์ของสภานโยบายตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม หรือไปใช้อำนาจโดยตรงของสภานโยบายซึ่งอยู่ใน พ.ร.บ. สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติในปี ๒๕๖๒ และถ้าท่านไปใช้กฎหมายนั้นท่านใช้ในมาตราใด ระหว่างมาตรา ๑๑ หรือมาตรา ๑๒ ผมคิดว่านี่ต้องปักหลักให้ชัดก่อนครับ เพราะจะนำไปสู่ประเด็นอื่น ๆ ในมาตราอื่น ๆ ที่ ตามมา ก็ต้องขออนุญาตขอความชัดเจนจากคณะกรรมาธิการด้วยครับ ขอบคุณครับท่าน ประธาน🔗
กรรมาธิการ ชี้แจงครับ มาตรา ๓ วรรคหนึ่ง ข้อความตอนท้ายและมาตรา ๓ วรรคสอง ที่เพิ่มขึ้นใหม่ กรุณาอธิบายให้ตรงประเด็นนะครับ🔗
ขออนุญาตชี้แจงนะคะ ในการ เปลี่ยนแปลงถ้อยคำในร่างมาตรา ๓ นี้ เนื่องจากร่างมาตรา ๓ เดิมเรากำหนดว่า ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่สภานโยบายกำหนด นั่นหมายความว่าหากไม่มีหลักเกณฑ์และ เงื่อนไขที่สภานโยบายประกาศกำหนดแล้วร่างฉบับนี้จะไม่สามารถเริ่มใช้บังคับได้ ในชั้นที่เรา พิจารณาของกรรมาธิการวิสามัญมีการพิจารณาในประเด็นนี้นะคะ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในทางปฏิบัติคือ สวช. และ สกว. ได้ชี้แจงว่าในทางปฏิบัติอาจจะไม่มีการกำหนดหลักเกณฑ์ ทั่วไป แต่ว่าจะมีการกำหนดหลักเกณฑ์เป็นการเฉพาะหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง อันนี้เป็น เหตุผลว่าทำไมเราถึงได้แก้ไขจากการกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขโดยทั่วไปมาเขียนไว้ ในวรรคสองของร่างมาตรา ๓ ค่ะ🔗
ยังไม่จบนะ ท่านถามไปถึงอีก ๒ ข้อ เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธานกรรมาธิการ ที่ท่าน สมาชิกรัฐสภาถามเรื่องอำนาจของสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและ นวัตกรรมแห่งชาตินั้น อำนาจของสภานโยบายดังกล่าวจะปรากฏอยู่ในพระราชบัญญัติ สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งบัญญัติไว้ใน มาตรา ๑๑ (๑๑) บัญญัติว่าให้สภานโยบายมีหน้าที่และอำนาจดังต่อไปนี้ (๑๑) ปฏิบัติหน้าที่ อื่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้และกฎหมายอื่นหรือตามที่คณะรัฐมนตรีหรือ นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เพราะฉะนั้นนอกจากสภานโยบายจะมีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนด ไว้ในพระราชบัญญัติสภานโยบายเป็นการเฉพาะแล้วก็ยังมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายอื่น ซึ่งรวมถึงร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่รัฐสภากำลังพิจารณาอยู่ด้วย จึงเป็นการใช้อำนาจ สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ทั้งตามมาตรา ๑๑ (๑๑) ของพระราชบัญญัติสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม แห่งชาติ และใช้อำนาจตามร่างพระราชบัญญัตินี้มาตรา ๓ วรรคสองครับ🔗
ท่านณัฐวุฒิ ยังติดใจคำชี้แจงไหมครับ🔗
ด้วยความเคารพครับท่านประธาน ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ถ้าระดับท่านอาจารย์บวรศักดิ์ ตอบเองผมไม่ติดใจครับ🔗
ขอบคุณครับ ก็เป็นอันว่ามาตรานี้กรรมาธิการมีการแก้ไขนะครับ ดังนั้นผมต้องขอถามมติจากที่ประชุมว่า จะเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการในมาตรา ๓ หรือไม่ ก่อนอื่นผมขอตรวจสอบ องค์ประชุมก่อนครับ🔗
เป็นขั้นตอน การตรวจสอบองค์ประชุมครับ เชิญแสดงตนครับ เสียบบัตรลงคะแนนแล้วกดปุ่มแสดงตน นะครับ🔗
ท่านผู้ใด บัตรเสียสามารถใช้บัตรสำรองได้ไหมครับ ผมไม่ทราบเหมือนกันที่นี่ องค์ประชุมยิ่งน้อย ๆ อยู่นะครับ เป็นขั้นตอนการตรวจสอบองค์ประชุมกรรมาธิการที่เป็นสมาชิกก็เสียบบัตร ด้วยนะครับ ท่านสมาชิกครับ หลังจากมาตรานี้แล้วก็จะมี มาตรา ๔ ซึ่งคงจะมีการอภิปราย พอสมควร แต่หลังจากมาตรา ๔ แล้วก็ไม่น่าจะมีปัญหานะครับ ดังนั้นช่วยกันอยู่เป็น องค์ประชุมเพื่อผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้นะครับ มีสมาชิกท่านใดเสียบบัตรลงคะแนนไม่ได้มี ไหมครับ แสดงตนได้ สรุปไปก่อนครับ ขอทราบองค์ประชุมครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๓๖๙ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗
ต่อไป ผมขอถามมตินะครับ มาตรา ๓ กรรมาธิการมีการแก้ไข สมาชิกท่านใดเห็นด้วยกับ คณะกรรมาธิการ โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย สมาชิกท่านใดไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการ คือเห็นคงไว้ตามร่างเดิม กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย สมาชิกท่านใดประสงค์งดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญลงคะแนนได้ครับ🔗
ลงคะแนน กันครบถ้วนแล้วนะครับ ปิดการลงคะแนน ขอทราบผลครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๗๘ ท่าน เห็นด้วย ๓๗๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ ท่าน🔗
เป็นอันว่าที่ ประชุมเห็นชอบด้วยกับมาตรา ๓ ที่กรรมาธิการมีการแก้ไข เชิญเลขาธิการต่อครับ🔗
มาตรา ๔ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการ ขอสงวนความเห็น🔗
กรรมาธิการ ที่ขอสงวนความเห็นแจ้งรายชื่อมามีท่านพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลในฐานะสมาชิกรัฐสภาและ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยผู้สงวนความเห็นครับ ท่านประธานครับ ผมได้สงวนความเห็นใน ส่วนของมาตรา ๔ ซึ่งมาตรานี้ทางกรรมาธิการก็มีการแก้ไขข้อความใน (๒) (๔) แล้วก็ (๕) ซึ่งผมต้องเรียนต่อท่านประธานนะครับว่าผมเห็นด้วยแล้วก็ไม่ติดใจในการแก้ไข ๓ วงเล็บ ดังกล่าว แต่ว่าที่ผมขอสงวนความเห็นจะอยู่ใน (๓) มาตรา ๔ โดยผมจะขอเพิ่มข้อความ อยากจะให้ทางฝ่ายโสตช่วยขึ้นสไลด์ (Slide) ให้หน่อยครับ🔗
ในมาตรา ๔ ก็กำหนดไว้ว่า พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่ แล้วก็มีทั้งหมด ๕ วงเล็บ (๓) ระบุไว้ว่าการวิจัยและ นวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับอาวุธยุทโธปกรณ์ เทคโนโลยีทางทหารหรือการป้องกันประเทศ เฉพาะเพื่อการใช้ประโยชน์ทางการทหารหรือความมั่นคงของรัฐ นี่คือข้อความที่อยู่ใน (๓) โดยผมขอสงวนความเห็นเพิ่มเติมข้อความดังนี้ครับ เว้นแต่ผู้ให้ทุนโดยความเห็นชอบของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอนุมัติให้ผู้รับทุนเป็นเจ้าของผลงานวิจัยและนวัตกรรม และปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ได้เป็นรายกรณี ท่านประธานครับ ที่ไปที่มาของพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็เป็นไปเพื่อให้เกิดการส่งเสริมการใช้ ประโยชน์ของงานวิจัยนวัตกรรมต่าง ๆ ก็ต้องเรียนว่าที่ผ่านมาเราพบแล้วว่ามีงานวิจัยอยู่ไม่ น้อยเลยที่เป็นประโยชน์แต่ถูกทิ้งไว้บนหิ้ง ไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ เพื่อการ พัฒนาอุตสาหกรรม เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ นั่นจึงเป็นที่ไปที่มาที่เกิดพระราชบัญญัติฉบับนี้ ก็ต้องเรียนว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้นั้นก็มีการล้อหรือใกล้เคียงกับกฎหมายตัวหนึ่งของ ประเทศสหรัฐอเมริกานั่นคือกฎหมายที่ชื่อว่าบาย-โดลแอ็กต์ (Bayh-Dole Act) กฎหมาย บาย-โดลแอ็กต์ (Bayh-Dole Act) ฉบับนี้ออกตั้งแต่ปี ๑๙๘๐ พูดง่าย ๆ ก็คือประมาณ ๔๐ ปีที่แล้ว ภายหลังจากที่มีกฎหมายฉบับนี้ปรากฏว่าทำให้อุตสาหกรรมในประเทสหรัฐอเมริกา มีความเจริญก้าวหน้ารวดเร็วยิ่งขึ้น เหตุผลง่าย ๆ สั้น ๆ เข้าใจง่าย ๆ คือพอมีกฎหมายฉบับนี้ แล้วเกิดช่องทางให้นักวิจัยหรือผู้ที่ได้รับทุนในการวิจัยจากรัฐบาลมีโอกาสที่จะเป็นเจ้าของ ลิขสิทธิ์ในผลงานวิจัยนั้น ๆ มันเป็นการกระตุ้นครับท่านประธานให้เกิดความสร้างสรรค์ ในทางเทคโนโลยี ให้เกิดการวิจัยในสาขาวิชาต่าง ๆ เพื่อในท้ายที่สุดแล้วกลับมาใช้ประโยชน์ ในเชิงพาณิชย์ ทีนี้อย่างนี้ครับท่านประธาน ใน (๓) พอเราไปจำกัดว่าในการวิจัยที่เกี่ยวข้อง กับทางการทหารจะไม่ครอบคลุมอยู่ภายใต้ฉบับนี้ ผมก็มีความรู้สึกว่ามันมีความย้อนแย้ง นิดหนึ่งครับท่านประธาน มันมีความล้าหลัง ไม่ก้าวหน้าในการไปกำหนดใน (๓) แบบนี้ นอกจากนั้นแล้วยังเป็นการคุมกำเนิดอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลนี้ รัฐบาลที่นำโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้กำหนดว่าอุตสาหกรรมป้องกันประเทศนั้น เป็น ๑ ในนิวเอสเคิร์ฟ (New S-Curve) นะครับ ที่ว่าล้าหลัง ล้าหลังอย่างไรครับ ท่านประธาน เรากำลังเขียนจดหมายที่สหรัฐเขียนไปแล้วเมื่อ ๔๐ ปีที่แล้ว แต่ทำไม เราไม่เขียนให้ก้าวหน้ากว่าล่ะครับ ทำไมเราไม่เขียนให้ครอบคลุมให้สามารถเกิดงานวิจัย ที่เกี่ยวข้องกับทางการทหารแล้วผลงานนี้ตกเป็นของผู้รับทุนหรือผู้วิจัยได้ ต้องยอมรับ ว่าในประเทศสหรัฐอเมริกาก็ดี ในเกาหลีใต้ก็ดี หรือแม้แต่ในอิสราเอลมีงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง กับทางการทหารมากมาย สุดท้ายแล้วไปแตกหน่อออกผลแล้วเป็นผลประโยชน์ในด้านอื่น หรือเรียกว่าดูอัลยูส (Dual-Use) หรือแม้กระทั่งงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับยุทโธปกรณ์แม้ว่า ได้รับทุนจากรัฐแต่ก็ตกเป็นของบริษัทเอกชนผู้ดำเนินการวิจัยนั้น ๆ เพื่อสามารถต่อยอด อุตสาหกรรมป้องกันประเทศได้ นี่คือที่ผมบอกว่ามันล้าหลังอย่างไรครับท่านประธาน และคุมกำเนิดอย่างไรครับท่านประธาน ทีนี้ต้องเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าในชั้น กรรมาธิการที่เราพิจารณากันนี้ ข้อความที่ผมได้สงวนความเห็นเอาไว้จริง ๆ แล้วไม่ได้เริ่มต้น จากตัวผมเองด้วยนะครับ ในที่ประชุมมีท่านอื่นที่ได้เสนอเพิ่มเติมข้อความนี้เข้ามา ตัวผมเอง เป็นเพียงแค่ส่วนเพิ่มเติมว่าขอให้เป็นอำนาจหรือดุลยพินิจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แต่สุดท้ายแล้วทำไมร่างที่ออกมาจากกรรมาธิการถึงถูกตัดออกไปครับ เพราะว่าเรามีการ รับฟังความเห็นจากผู้แทนกระทรวงกลาโหม วันที่ผู้แทนจากกระทรวงกลาโหมมาก็ยก เรื่องของความมั่นคง เรื่องของความปลอดภัย เรื่องของว่างานวิจัยเหล่านี้มันควรที่จะต้อง ตกอยู่กับรัฐ มิใช่ไปอยู่กับเอกชนรายใด ซึ่งผมเรียนท่านประธานครับว่าแนวคิดแบบนี้คือ เป็นการเอาความมั่นคงนำทุกเรื่องในการบริหาร ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วผมคิดว่า ถ้ากรรมาธิการหรือเพื่อนสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้เชื่อว่าร่างกฎหมายฉบับนี้มีประโยชน์ในการ พัฒนาอุตสาหกรรมในการต่อยอดประเทศจริง ๆ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่จะต้องไปปิดกั้น ในการวิจัยด้านความมั่นคง เพราะอะไรครับ มันยังมีกฎหมายฉบับอื่นอีกมากมายครับ ท่านประธาน ผมยกตัวอย่างเช่นพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ กฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจ กระทรวงกลาโหมในการควบคุมตั้งแต่การผลิต การนำเข้า การมียุทธภัณฑ์ทั้งหลายที่มีลิสต์ (List) มากมายเลยครับ นั่นแปลว่าในกระบวนการทำการวิจัยถ้าหากบริษัทเอกชนหรือนักวิจัย ในสถาบันการศึกษาใด ๆ จะวิจัยอะไรที่เกี่ยวข้องกับทางการทหารแล้วต้องอาศัยวัสดุ อุปกรณ์ วัตถุดิบอะไรต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้บัญชี พ.ร.บ. ควบคุมยุทธภัณฑ์ต้องขออนุญาตกับ ทางกระทรวงกลาโหมตลอด ไม่ใช่แต่เพียงขออนุญาตนะครับ ทุกเดือนยังจะต้องรายงาน บัญชีคงเหลือของยุทธภัณฑ์ให้ปลัดกระทรวงกลาโหมรับทราบ เพราะฉะนั้นมันมีกฎหมาย ที่ควบคุมอยู่แล้ว ไม่มีเหตุผลใดเลยที่จะต้องไปเขียนกฎหมายฉบับนี้ไปครอบงานวิจัยที่เกี่ยวกับ ทางการทหารอีกครั้ง ดังนั้นผมเรียนสั้น ๆ เรียบง่ายเลยครับว่าถ้าหากเราเห็นว่ากฎหมาย ฉบับนี้มีประโยชน์ที่จะส่งเสริมงานวิจัย เราเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นเครื่องมือหนึ่ง ที่จะนำพาประเทศไทยให้ก้าวข้ามประเทศกับดักรายได้ปานกลางได้ก็อย่าไปปิดกั้นครับ ท่านประธาน ขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปมี ๒ ท่านขออภิปรายในประเด็นที่กรรมาธิการมีการแก้ไขในมาตรา ๔ คือ ท่านนายแพทย์ ชลน่าน ศรีแก้ว กับท่านวิสาร เตชะธีราวัฒน์ นะครับ เชิญท่านชลน่านก่อนครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องขออนุญาตท่านประธานใช้สิทธิของสมาชิกรัฐสภาได้อภิปราย ในร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งถือเป็น ร่างของรัฐสภานะครับ เพราะว่าสภามีมติรับหลักการไปแล้วก็ถือเป็นร่างของรัฐสภาที่ส่ง ไปให้กรรมาธิการได้ไปพิจารณาในรายมาตรา เมื่อท่านไปแก้ไขกลับมา ผมในฐานะ เป็นสมาชิกรัฐสภามีสิทธิตามข้อบังคับที่จะอภิปรายในประเด็นที่ท่านแก้ไข ไม่ถึงกับเป็นการ ปกป้องร่างของรัฐสภานะครับ อันไหนที่มีเหตุผลดีกว่ากันเรายอมรับ ในมาตรา ๔ ท่านประธานครับ กรรมาธิการไปแก้ไขเกือบทุกวงเล็บนะครับ มาตรานี้เป็นมาตราที่ว่าด้วย ข้อห้ามมิให้ใช้บังคับ ข้อห้ามมิให้ใช้บังคับนะครับ กับสิ่งที่เราต้องการให้เกิดขึ้นกับ การตรากฎหมายฉบับนี้ก็คือว่า ๑. ต้องการให้สิทธิหรือให้ความเป็นเจ้าของของผู้ได้รับทุน ไปทำงานวิจัยหรือเรื่องนวัตกรรมเป็นผลงานของเขา เดิมเขาไม่มีสิทธิเป็นเจ้าของ เราออก กฎหมายฉบับนี้มาเพื่อให้เขาเป็นเจ้าของได้ เพื่อเป็นการส่งเสริมในการใช้ผลงานวิจัย และนวัตกรรมนั้นนะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ที่สำคัญที่เขียนในมาตรา ๔ นะครับ เป็นการเขียนมาตรการของรัฐ ในการบังคับใช้สิทธิ เป็นมาตรการบังคับใช้สิทธิของรัฐที่จะไม่อนุญาตให้ผู้ที่ทำงานวิจัยหรือ นวัตกรรมได้เป็นเจ้าของ เพราะรัฐเห็นว่าเรื่องนี้มันเป็นประโยชน์โดยรวมก็เลยเขียนไว้ แต่สิ่งที่ผมเห็นในร่างของกรรมาธิการ ในมาตรา ๔ มันเกี่ยวเนื่องหลายมาตรามาก ไปมาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ หลักการที่ ๑ ท่านประธานครับ ที่ผมค่อนข้างไม่เห็นด้วยกับ กรรมาธิการ เป็นเรื่องที่ ๑ ก็คือวิธีการเขียนครับ วิธีการเขียนท่านประธานสังเกตนะครับ มาตรา ๔ พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) ของร่างของรัฐสภา เราใช้งานวิจัยเป็นตัวตั้ง การวิจัยและนวัตกรรม การวิจัยและนวัตกรรมและพูดถึง ตัวหน่วยงานตัวอะไรต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เวลากรรมาธิการไปแก้นะครับ ขออนุญาต ท่านประธานก่อนที่ผมจะลงรายละเอียดในเรื่องของสารบัญญัติ ใน (๒) ท่านก็ไปห้ามมิให้ใช้ กับคนต่างด้าวซึ่งไม่มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย เว้นแต่สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติจะประกาศกำหนดให้ใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้ได้ เป็นรายกรณี อันนี้บังคับคนครับ ไม่ได้บังคับที่ผลงาน ขณะที่ร่างเดิมของเราบอกว่า ถ้าเป็น งานวิจัยและนวัตกรรมที่สถาบันอุดมศึกษาของรัฐเป็นผู้ให้ทุนโดยใช้เงินรายได้ของตนซึ่งมิใช่ เงินที่ได้รับจัดสรรจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมหรือทุน สนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม พระราชบัญญัตินี้ หมายความว่าเจตนารมณ์ของร่างที่ท่าน รับไป เราให้เป็นมาตรการบังคับใช้สิทธิของรัฐว่ากรณีเป็นของสถาบันการอุดมศึกษาเหล่านี้ ไม่ต้องไปใช้บังคับคือไม่ต้องไปให้สิทธิกับผู้วิจัยเป็นเจ้าของก็ได้ ต้องไม่ให้ แต่ว่ากรรมาธิการ ไปเปลี่ยนครับ ไปเปลี่ยนแนวคิดวิธีการไปบอกให้ได้ โดยบัญญัติมาตรา ๑๐ รองรับ ผมขอ ล่วงไปในมาตราที่เกี่ยวข้องนะครับท่านประธานครับ อภิปรายมาตราเดียวจบเลยครับ ท่านไปเขียนรองรับในมาตรา ๙ จากเดิมใช้มาตรการบังคับไม่ให้สิทธิโดยรัฐถือว่า เป็นประโยชน์โดยรวมไม่ให้ แต่ท่านไปเขียนในมาตรา ๙ เพิ่ม (๒) มาครับ ผมก็อ่าน ท่านประธาน มันเกี่ยวเนื่องกันครับ ในกรณีที่สถาบันอุดมศึกษาของรัฐตามกฎหมายว่าด้วย การอุดมศึกษาเป็นผู้ให้ทุนโดยใช้เงินรายได้ของตนซึ่งมิใช้เงินที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่าย หรือทุนสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมตามพระราชบัญญัตินี้ ความเป็นเจ้าของผลงานวิจัย และนวัตกรรมให้เป็นไปตามที่กำหนดในสัญญาให้ทุน ซึ่งเดิมไม่ได้เขียนนะครับ ไม่ให้เลย แต่ท่านไปบอกว่าไปทำสัญญาและให้ทุนได้ แล้วก็ไปตกลงกันว่าจะเป็นเจ้าของหรือไม่เป็น เจ้าของ ซึ่งในสาระบัญญัติตรงนี้มันก็ขัดกับเจตนารมณ์ที่เราให้ไปตั้งแต่แรก ผมต้องมีคำถาม ว่ากรรมาธิการเห็นดีกว่าอย่างไร จริงอยู่ครับ การให้เขาเป็นเจ้าของในผลงานวิจัยและ นวัตกรรมนั้นมันเป็นการส่งเสริม มันเป็นการส่งเสริมให้เขาเป็นเจ้าของและสามารถ นำงานวิจัยนั้นไปเผยแพร่ ไปใช้และต่อยอดได้อีก แต่บางเรื่องรัฐต้องมีมาตรการบังคับโดย สิทธิของรัฐว่าถ้ามันเป็นประโยชน์สาธารณะ มันเป็นประโยชน์โดยรวม เป็นประโยชน์ของ หน่วยงานของรัฐแล้วคุณจะมาเป็นเจ้าของมิได้ นั่นคือจุดมุ่งหมาย แล้วก็ใน (๒) ก็ไปเขียน บังคับคน ไปบังคับว่าถ้าเขียนอย่างนี้หมายความว่าคนต่างด้าวไม่ให้สิทธินะครับ เว้นแต่ สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติจะไปกำหนดเป็น รายกรณี ซึ่งเขียนอย่างนี้ผมก็แปลกใจว่าท่านมาเขียนในมาตรา ๔ แล้ว ขออนุญาต ท่านประธานครับ ถ้าดูโดยละเอียดมาตรา ๑๐ ซึ่งเป็นตัวบทที่เขียนไว้เดิมนี้ก็เขียนรองรับไว้ ท่านก็ยังคงอยู่ คงอยู่ครับ มาตรา ๑๐ คนต่างด้าว ซึ่งท่านเติมนะครับ ร่างเดิมที่รับไปจาก รัฐสภาเขียนว่า คนต่างด้าวจะมีสิทธิตามพระราชบัญญัตินี้เพียงใดให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่สภานโยบายประกาศกำหนด มาตรา ๑๐ ให้คนต่างด้าวมีสิทธิที่จะเป็น เจ้าของผลงานวิจัยได้ตามที่สภานโยบายกำหนด ให้อยู่แล้ว ท่านก็ไปเติมเพียงแต่ ที่มีถิ่นที่อยู่ ในราชอาณาจักรไทยและมีหน้าที่ เน้นย้ำไว้นิดหนึ่งว่าต้องมีถิ่นที่อยู่แล้วก็มีหน้าที่ คำว่า หน้าที่ ตรงนี้แน่นอนถ้าคุณไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้อำนาจคุณ คุณก็ไม่มีหน้าที่ ก็ล็อก เข้าไปอีกนิดหนึ่ง ประเด็นที่สำคัญที่ผมกราบเรียนผ่านท่านประธานไปถามกรรมาธิการ ก็คือว่าเมื่อท่านเขียนในมาตรา ๑๐ แล้ว ถ้อยคำที่ท่านแก้ในมาตรา ๔ (๒) มันต่างกันอย่างไร และเขียนก็ไม่เหมือนกันด้วยนะครับ อาจจะตีความต่างกันก็ได้ในลักษณะการบัญญัติ กฎหมาย เพราะฉะนั้นมุมผมนี้ถ้าท่านจะใช้มาตรา ๑๐ ก็ใช้มาตรา ๑๐ เลย ไม่ควรมาเขียน ในมาตรา ๒ อีก แล้วก็การเขียนลักษณะอย่างนี้มันเป็นการเขียนบังคับบุคคล ร่างเดิมของเรา ต้องการให้เรื่องผลงานวิจัย ผลงานวิจัย ผลงานวิจัย ที่จะได้รับการเว้นบังคับใช้สิทธิโดยรัฐ ไม่ให้เป็นของบุคคลหรือเอกชน มาตรา ๔ (๕) เช่นเดียวกันครับท่านประธาน ร่างเดิม เราเขียนอย่างนี้ครับท่านประธาน ร่างเดิมเขียนว่า การวิจัยและนวัตกรรมอื่น ทุกชนิดเลย นะครับ ทั้งนี้ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา นั่นหมายความว่าถ้าคณะรัฐมนตรี รัฐมนตรี เห็นจะต้องกำหนดเป็นราชกิจจานุเบกษาว่าอันนี้ให้เป็นสิทธิความเป็นเจ้าของมิได้ ก็ไป กำหนดมาเป็นรายละเอียดไป คลุมหมดเลย แต่ท่านไปเติมบอกว่าหน่วยงานของรัฐหน่วยงานหนึ่ง หน่วยงานใดหรือการวิจัยและนวัตกรรมประเภทหนึ่งประเภทใด ทั้งนี้ตามที่กำหนดใน พระราชกฤษฎีกา ท่านเติมคำว่า หน่วยงาน มา เดิมเขาต้องการกำหนดแค่งานวิจัยและ นวัตกรรมที่กำหนดไว้ ไม่ได้บอกว่าเป็นหน่วยงาน ท่านกลับมาเขียนล็อกเข้าไปให้แคบเข้าอีก มันจะส่งเสริมได้อย่างไรครับ ท่านใช้อำนาจรัฐบังคับเขาแล้วก็บังคับเกินเหตุอีก เพราะฉะนั้น ผมค่อนข้างไม่เห็นด้วยกับวิธีการเขียนของกรรมาธิการครับ ร่างเดิมดีอยู่แล้ว เว้นแต่ ท่านจะ เห็นว่าสถานบันอุดมศึกษาที่เขามีทุน ให้เงินไป ร่างเดิมดีอยู่แล้ว เว้นแต่ท่านจะเห็นว่าสถาบันอุดมศึกษาที่เขามีทุนให้เงินไปนี้ท่านจะบอกว่า กรณีสถาบันอุดมศึกษานั้น หรือหน่วยงานนั้นเขาไปตกลงกับผู้รับทุนเซ็นสัญญากันว่าจะให้ เป็นเจ้าของนะ ถ้าจะบัญญัติในกฎหมายอย่างนี้ ถ้าเสียงส่วนใหญ่ในที่นี่เห็นด้วยผมไม่ได้ ขัดใจ ไม่ติดใจครับ แต่ท่านอย่าลืมนะครับว่าสถาบันอุดมศึกษาหรือสถาบันหน่วยงานของรัฐ ประเภทนี้มันเป็นลักษณะของการให้บริการทางวิชาการที่เป็นประโยชน์โดยมวลรวม ประโยชน์โดยรวมนะครับ หลักคือถ้าอะไรเป็นประโยชน์โดยรวมแล้วเราไม่ควรให้ใครมาเป็น เจ้าของ แม้เขาจะเป็นเจ้าของผลงานการวิจัย คุณออกเป็นลิขสิทธิ์ไปทำมาหากินมิได้ ไปใช้ ในการพาณิชย์มิได้ (๑) ครับท่านประธาน ผมจบแล้วครับ ถามท่านประธานผ่านไปยัง กรรมาธิการ ในวงเล็บ (๔) การวิจัยในนวัตกรรมเดิมที่เราเขียนไว้ว่าที่คณะกรรมการ กำหนดให้เป็นการวิจัยและนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อมวลมนุษยชาติหรือ ประชาชนชาวไทยโดยรวมจะต้องใช้เป็นพื้นฐานสำคัญของการวิจัยอื่น อันนี้ที่ผมบอกว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ เข้าข่ายนี้จะให้ใครเป็นเจ้าของมิได้ ไม่ว่า (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๔) ร่างเดิม ที่เขียนไว้ท่านไปตัดคำว่า ที่คณะกรรมการกำหนดให้เป็นงานวิจัยนวัตกรรม ออกไป ผมถามว่า ถ้าท่านไม่ให้คณะกรรมการชุดนี้เป็นผู้กำหนดชิ้นงานว่าอันนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อ มวลมนุษย์ชาติ เป็นงานวิจัยที่จำเป็นจะต้องส่งต่อไปให้คนอื่นเขาทำต่อใครจะกำหนด ใครเป็นผู้กำหนด ท่านให้นักวิจัยแล้วก็หน่วยงานที่ให้ทุนไปคิดเอาเองหรือครับว่านี่คือ งานวิจัยที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับมวลมนุษยชาติ ผมค่อนข้างไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข ของกรรมาธิการ ด้วยความเคารพผ่านท่านประธานไปยังท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ ร่างเดิมเราดีอยู่แล้ว อยากให้กลับไปร่างเดิม ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปเชิญ ท่านวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมต้อง ขออนุญาตชื่นชมแล้วก็ขอขอบคุณท่านกรรมาธิการทุกท่านที่ได้ตั้งใจทำร่างพระราชบัญญัติ ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม ผมเรียนท่านประธานว่าผมไม่ได้แปรญัตติ ไว้แต่ว่ามีเรื่องที่จะขอสอบถามเนื่องจากมีการแก้ไข สิ่งแรกที่จะชื่นชมนั่นก็คือว่าการที่ผู้ได้รับ ทุนที่ผ่าน ๆ มา นักวิจัยผ่าน ๆ มานี้ส่วนใหญ่ก็จะตกอยู่ในการดูแลควบคุมของนายทุนใหญ่ ๆ ทั้งนั้นเลย บางครั้งก็เหมือนกับเอาเงินของหลวงไปใช้วิจัย อันไหนที่เป็นประโยชน์ในเชิงธุรกิจ บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลายก็เอาไปหมด แต่กฎหมายอันนี้ผมชื่นใจที่ทางกรรมาธิการได้กรุณา ให้ผู้รับทุน ผู้วิจัยต่าง ๆ จะได้มีการเอาไปใช้ประโยชน์ได้ แล้วก็เป็นของตัวเองได้ มีความ สมดุลระหว่างเจ้าของกับผลงานนวัตกรรมต่าง ๆ โดยประโยชน์ของส่วนรวมนะครับ ท่านประธานครับ ผมมีเรื่องที่จะสอบจะสอบถามท่านกรรมาธิการนะครับ ในมาตรา ๔ เช่นเดียวกับท่านกรรมาธิการได้ได้แปรญัตติสงวนไว้ ใน (๓) ผมติดใจเกี่ยวกับงานวิจัย นวัตกรรมเกี่ยวกับอาวุธยุทโธปกรณ์เทคโนโลยีทางทหารและการป้องกันประเทศ โดยเฉพาะ เพื่อใช้ในประโยชน์ทางการทหารและความมั่นคงของรัฐ ผมเรียนถามท่านประธานกับ กรรมาธิการว่าท่านได้สอบถามไหมว่าโดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวกับเรื่องดีทีไอ (DTI) เขาเรียก ดีเฟนส์ เทคโนโลยี อินสทิทิวต์ (Defense Technology Institute) ซึ่งอยู่ใน สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม แต่ว่างบได้น้อยมากครับ แล้วผลงานวิจัยจริง ๆ แล้วผมคิดว่า หน่วยงานนี้ ผมเคยวิพากษ์วิจารณ์หลายครั้งว่ามันควรจะต้องเป็นหน่วยงานที่ได้รับการ สนับสนุนอย่างดีเพราะทุกวันนี้อย่างที่ทราบเราซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์โดยใช่เหตุ แล้วก็เยอะ ด้วยครับ หน่วยงานดีทีไอ (DTI) นี้ผมยกย่องว่าก่อนหน้านี้เราสามารถที่จะผลิตปืน ๑๕๕ ได้🔗
ท่านวิสารครับ ฟังผมนิดหนึ่ง คือ (๓) นี้คณะกรรมาธิการไม่ได้แก้ไข คงมีผู้สงวนความเห็นเท่านั้น นะครับ🔗
ท่าน ประธานครับ ผมจะเชื่อมโยงไปที่แก้ไขมาตรา ๕ ครับ ขออภัยท่านประธานครับ🔗
โอเค (OK) ครับ ท่านว่า (๕) ไปเลยครับ🔗
ขอบพระคุณครับท่านประธาน ผมทราบดีนะครับ แต่ว่าที่ผมต้องเท้าความให้ฟังก็คือว่า ผมอยากถามท่านกรรมาธิการทั้งหมดมีผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน ทั้งด้านกฎหมาย ทั้งด้านอะไร เยอะแยะเลย แต่ว่าเรื่องนี้ผมจะโยงไปถึงเรื่องคนที่รับทุนเขาจะได้เป็นเจ้าของผลงานวิจัย หรือไม่ ผมขออนุญาตท่านประธานไว้ก่อนเลยว่าผมจะอภิปรายร่างพระราชบัญญัตินี้ ครั้งเดียว แต่ผมจะพูดรวม ๆ เป็นภาพรวมที่อยากจะสะท้อนความคิดเห็นของคนที่ประสบ พบเห็นเกี่ยวกับผลงานวิจัยและเอาไปใช้ที่ไม่ได้ประโยชน์ ผมเรียนถามท่านว่าประเด็นนี้ จริง ๆ แล้วท่านกรรมาธิการได้สอบถามไหม หรือว่ามีวิธีไหนที่จะทำให้ผลงานวิจัยที่เกี่ยวกับ การป้องกันประเทศโดยเฉพาะในวงการทหาร เพราะว่าเดี๋ยวนี้เราก็ทราบว่าอาวุธยุทโธปกรณ์นี้ เมืองไทยทำได้ครับ ทราบว่าดีทีไอ (DTI) นี้มีคนมาจองมาซื้อก็เยอะครับ แต่ทำไมผลงานวิจัย ตรงนี้มันอยู่ที่ไหน แล้วมันทำประโยชน์ให้คนที่ได้รับทุนวิจัยมากน้อยแค่ไหน ผมขออนุญาต ท่านประธานนะครับ ผมจะอภิปรายรวม ๆ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าคนที่ทำวิจัยนี้ควรจะต้อง มีสิทธิมีส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นปราชญ์ชาวบ้านเกี่ยวกับเรื่องเกษตร เกี่ยวกับ เรื่องสิ่งแวดล้อม คนไทยที่เก่ง ๆ อยู่ในชนบทเยอะแยะเลยครับ เขาก็ต้องอาศัยมหาวิทยาลัย สถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อที่จะนำร่อง เพื่อที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนทำให้การวิจัยนี้ มีมาตรฐานและดียิ่งขึ้น แต่ท่านประธานครับ มีสิ่งหนึ่งที่อยากขอให้ทางกรรมาธิการได้ช่วย ชี้แจงเล่าให้ผมฟังด้วยว่าที่ท่านไปประชุมกันมานี้ท่านได้คำนึงถึงหรือไม่ครับ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ นวัตกรรมเดี๋ยวนี้เรามีวิธีการที่จะให้วิธีประมูลพิเศษ นวัตกรรมไทยมีการส่งเสริม ไม่ต้องเข้ามาประมูลอีบิดดิง (e-Bidding) สามารถที่เข้าโดยวิธีพิเศษได้ทันทีเลย ที่ผ่านมา ครับท่านประธาน มีนวัตกรรมที่ผ่านมหาวิทยาลัยต่าง ๆ บางเรื่องปรากฏว่าคนวิจัยก็ไม่ได้ ทำงาน วิจัยเสร็จแล้วก็ว่ากันตรง ๆ ก็คือเตะหมูเข้าปากหมา เอาง่าย ๆ ก็คือเรื่องที่ผมได้ สัมผัสใกล้ตัวนะครับ มันมีอีกหลาย ๆ เรื่อง เรื่องงานของ ๑๙๑ ผมยกตัวอย่างนะครับ ท่านประธาน อันนี้เป็นผลงานวิจัย สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เป็นคนวิจัย แต่ถึงเวลาขึ้นมานี้ก็ไปให้บริษัทเอกชน แล้วก็เป็นคนมารับเหมา แล้วก็เป็นคน มาเป็นที่ปรึกษาอย่างนี้เป็นต้น สิ่งที่อยากจะเรียนท่านประธานไปถึงกรรมาธิการคืออะไรครับ งบต่าง ๆ ที่ผมเป็นกรรมาธิการดูแลเรื่องงบประมาณสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ นี้ส่วนใหญ่งบบูรณาการ ที่มีอยู่ทุก ๆ จังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดเอย หน่วยงานเอย ยกไปให้มหาวิทยาลัยครับ ทีนี้มันมีปัญหาคืออะไรครับ ยกไปแล้วมันก็มีปัญหาว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์นี้คุณจะต้องปล่อยให้ มหาวิทยาลัยไปบริหารเอง แต่ ๙๐ เปอร์เซ็นต์นี้คุณไปบริหารโดยวิธีพิเศษ สิ่งเหล่านี้ ทางกรรมาธิการได้ระมัดระวัง ได้ดูแลไว้หรือเปล่าว่าคุณจะต้องเอาเงินเหล่านี้เอาไปให้กับ คนที่ได้รับทุน ได้วิจัยจริง ๆ ไม่ใช่วัดครึ่งหนึ่งกรรมการครึ่งหนึ่ง ผมเชื่อว่าท่านประธาน ท่านกรรมาธิการข้างบน หลายท่านคงรู้เหมือนผมรู้ แอบอ้างเอามหาวิทยาลัยไป ถึงเวลา ขึ้นมาผลงานก็ใช้วิธีประมูลวิธีพิเศษ อธิบดีกรมบัญชีกลาง สำนักงบประมาณรับรองว่าอันนี้ คือนวัตกรรมที่ผ่านมาจากผลงานวิจัยแล้ว ถึงเวลาขึ้นมามันก็ไปกินส่วนต่างกัน ซึ่งตรงนี้ ผมคิดว่าอันนี้ความตั้งใจกรรมาธิการนี้ผมชื่นชมดีแล้ว แต่ว่าสิ่งเหล่านี้ท่านได้รับทราบไหมว่า มันมีวิธีกันอย่างนี้ทั่วประเทศ ผมไม่ได้บอกว่ามีทุกที่นะครับ แต่ว่าเกือบทุกจังหวัดมีหมด เลยครับ แอบอ้างเอาผลงานของอีกมหาวิทยาลัยหนึ่งไปใส่ บางทีนี้ก็บอกแล้วนะครับ มหาวิทยาลัยวิจัยกันแทบแย่ หัวแทบจะระเบิด ถึงเวลาขึ้นมาก็ไม่ได้ คุณจะเอาก็ต้องมี เงินทอนกันอะไรอย่างนี้ ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าทางกรรมาธิการจะต้องทำให้มันรัดกุมโดยเฉพาะ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ผมเรียกร้องแล้วก็อยากจะให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ให้เกิดประโยชน์ อย่างสูงสุดกับการพัฒนาความเจริญของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เราต้องแข่งกับอีก หลายๆ ประเทศ ต้นทุนเราตอนนี้มันเรียนรู้กันได้เร็ว เราสามารถที่จะไปเอาประเทศโน้น ประเทศนี้มาพัฒนาได้ แล้วคนไทยเราผมมั่นใจว่านักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการของเรามีหลาย คนที่เก่ง ๆ แต่ว่าที่เขาไม่กล้าทำไม่กล้าแสดงออกก็เพราะอย่างนี้ครับ พอเอามาแล้วก็โดน ขโมยไป เอามาแล้วก็กินส่วนต่าง ซึ่งตัวนี้ก็อยากจะขออนุญาต โดยเฉพาะผมย้ำเรื่อง อาวุธยุทโธปกรณ์ อยากถามว่าดีทีไอ (DTI) นี้ท่านได้มีการซักถาม สอบถามไปถึงแค่ไหนว่า มันจะเป็นประโยชน์กับการลดงบการซื้ออาวุธป้องกันประเทศไปแค่ไหน ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน🔗
ต่อไปเชิญ ท่านมณเฑียร บุญตัน มาตรา ๔ นะครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ จริง ๆ แล้วผมเองก็มีข้อสงสัยใน (๓) เหมือนกัน แต่เนื่องจากกรรมาธิการไม่มีการแก้ไขก็เลยยากที่จะอภิปราย อันที่จริงอินเทอร์เน็ต (Internet) ก็เป็นเทคโนโลยีป้องกันประเทศ แล้วตอนนี้กลายเป็นการพาณิชย์ไปแล้ว ใน (๔) จริง ๆ ตอนที่ของเก่าเขาเขียนมาค่อนข้างดี แต่ว่าเมื่อแก้เป็นหน่วยงานของรัฐตามมาตรา ๓ เป็นคนกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือว่าหน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานที่เป็นผู้ให้ทุน อาจจะไม่เปิดโอกาสให้งานวิจัยนั้นนำไป ใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง เพราะเหตุว่าได้เขียนล็อกไว้ในวรรคสองแล้วว่าให้หน่วยงานของ รัฐนำไปใช้ประโยชน์ ทีนี้งานวิจัยหลายอย่างเนื่องจากเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ แล้วมี ความจำเป็นที่จะต้องเอาไปวิจัยต่อยอดเป็นประโยชน์ต่อคนไทยโดยรวม แต่ถ้าการใช้ ประโยชน์มันถูกจำกัดอยู่แค่หน่วยงานของรัฐ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสมมุติว่า เป็นหน่วยงานของรัฐที่เป็นผู้ออกหลักเกณฑ์เสียเอง แล้วได้รับความเห็นชอบจาก คณะกรรมการ ผลงานวิจัยนั้นเกรงว่าจะถูกเก็บไว้บนหิ้ง อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อ มวลมนุษยชาติก็ดี หรือเป็นประโยชน์ต่อคนไทยโดยรวมก็ดีมันน่าจะเป็นการนำไปใช้ ประโยชน์เป็นการทั่วไป คล้าย ๆ กับการใช้ประโยชน์จากซอฟต์แวร์ (Software) ที่เป็น เจเนอรัล พับลิก ไลเซนส์ (General Public License) หรือ GPL หรือ LGPL ก็แล้วแต่ อันนี้ก็จะเป็นประโยชน์สูงสุดต่อสาธารณะ แต่พอท่านเขียนล็อกไว้ในวรรคสอง ซึ่งก็ทำอะไรไม่ได้อีกเพราะกรรมาธิการไม่ได้แก้ไข มันกลายเป็นว่าหน่วยงานของรัฐเป็น ผู้กำหนดเองว่าเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ เป็นประโยชน์ต่อคนไทยโดยรวม กรรมการ เห็นชอบ แล้วหน่วยงานของรัฐนั้นก็เอาไปใช้ประโยชน์เอง ทีนี้ปัญหาก็คือว่าในระบบ เศรษฐกิจที่มีการแข่งขันกันมาก ถ้าหน่วยงานนั้นไม่มีแรงจูงใจที่จะเอาไปใช้ประโยชน์ อย่างแท้จริงผลงานวิจัยหรือนวัตกรรมนั้นก็อาจจะสูญเปล่า ก็เป็นที่น่าเสียดาย ผมไม่แน่ใจ เหมือนกันว่าในท้ายที่สุดแล้วสาธารณชนจะมีโอกาสได้ใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัย ซึ่งมอง กันว่าเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติมากน้อยขนาดไหน แรงจูงใจที่จะทำให้เอกชนนำไป ต่อยอด นำไปวิจัยต่อ หรือนำไปผลิตและพัฒนานี้บ้านเราก็ต่ำอยู่แล้ว เรายังไม่มีระบบ การจัดซื้อจัดจ้างที่มีความชัดเจน แม้ว่าตอนนี้เรามีบัญชีนวัตกรรมแล้วก็ตาม แต่เอาตาม ความเป็นจริงก็คือว่าเราก็ยังนิยมซื้อของนอกที่สำเร็จรูปเข้ามาใช้มากกว่าที่จะส่งเสริมให้มี การจัดซื้อจัดจ้างจากงานวิจัยและนวัตกรรมภายในประเทศ ถ้าเขียนลักษณะอย่างใน (๔) นี้ ผมเองก็เกรงว่ามันจะไม่เป็นอินเซนทีฟ (Incentive) มันจะไม่เป็นแรงจูงใจให้ภาคการผลิต หรือภาคการนำเอางานวิจัยไปต่อยอดนี้ให้เข้ามาสนใจสิ่งที่ควรจะเป็นประโยชน์ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือแพทย์ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือ อุปกรณ์เครื่องช่วย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมืออุปกรณ์เครื่องช่วยคนพิการก็ดี ผู้สูงอายุก็ดี ซึ่งตอนนี้ นำเข้ามาด้วยเงินมหาศาล เราสั่งซื้อเข้ามาเกือบทั้งสิ้น ทั้งที่ประเทศไทยเรามีศักยภาพในการ ที่จะวิจัยพัฒนา และผลิตขึ้นใช้เองในประเทศ แล้วอาจจะเป็นฮับ (Hub) ในภูมิภาคด้วยซ้ำไป เนื่องจากว่าเราจะเป็นประเทศแรก ๆ ในภูมิภาคที่ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ อันนี้ ก็เป็นความห่วงใยครับท่านประธาน ขอบพระคุณมากครับ🔗
เนื่องจาก มาตรา ๔ นี้กรรมาธิการมีการแก้ไข ท่านเฉลิมชัย เครืองาม ประสงค์จะอภิปรายหรือครับ ทีหลังกรุณาเข้าชื่อไว้นะครับ เชิญครับ🔗
ขอบคุณ ท่านประธานครับ พลอากาศตรี นายแพทย์เฉลิมชัย เครืองาม สมาชิกวุฒิสภา ท่านประธาน ก่อนอื่นผมต้องกล่าวขอบคุณทางกรรมาธิการที่ได้ไประดมสมองกันในการคิดค้นแล้วก็ ปรับแก้กฎหมายฉบับนี้ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมเห็นว่าเป็นกฎหมายที่มีความสำคัญต่อ พัฒนาการ ไม่ว่าทางด้านเศรษฐกิจ การศึกษา หรือสังคม การเมืองของประเทศไทย เป็นอย่างมาก ผมใช้สิทธิตรงนี้ในสิ่งที่กรรมาธิการแก้ไขปรับปรุงมา ผมจะไม่พูดนอกไปจาก กรอบที่เราวางกติกาเอาไว้ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๔ จุดหลักใจความประเด็นสำคัญ ที่ทางกรรมาธิการไปปรับแก้มา ที่ผมอ่านแล้ว วิเคราะห์แล้ว ผมมีความสนใจใน (๒) ของมาตรา ๔ พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่ เอาเฉพาะใน (๒) นะครับ ท่านเปลี่ยน เนื้อหา หรือเปลี่ยนกรอบ หรือเปลี่ยนกติกาอย่างสิ้นเชิงเลย ซึ่งผมขอขอบคุณท่าน และผม เห็นด้วยในบางส่วนนะครับท่านประธาน ผมอ่านเร็ว ๆ ดังนี้ครับ ใน (๒) ที่เราไม่ให้ใช้ กฎหมายฉบับนี้ (๒) คือการวิจัยและนวัตกรรมที่สถาบันอุดมศึกษาของรัฐเป็นผู้ให้ทุนโดยใช้ เงินรายได้ของตนซึ่งมิใช่เงินที่ได้รับจัดสรรจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ รายจ่ายเพิ่มเติมหรือทุนสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม ท่านประธานครับ ปรากฏว่า กรรมาธิการตัดข้อความนี้ออกทั้งหมด แต่ท่านตัดออกแล้วท่านไม่ได้ตัดออกแล้วก็ทิ้งไปเลย ท่านไปใส่ไว้ในมาตรา ๙ มีความแตกต่างกันครับท่านประธาน ผมอยู่ในแวดวงการศึกษา ทางด้านสาธารณสุข ด้านการแพทย์ในหน่วยงานของรัฐมาพอสมควร เคยทำงานวิจัย ผมทราบดีในเรื่องของงานวิจัยทางการแพทย์และสาธารณสุขนั้น สถาบันอุดมศึกษานั้น ต้องขอกราบเรียนครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกับเรื่องการแพทย์และสาธารณสุขนั้น งบประมาณเรามีจำกัด เงินรายได้ที่สถานพยาบาล หรือโรงพยาบาล หรือมหาวิทยาลัย ของรัฐต่าง ๆ นำไปใช้เพื่อสนับสนุนการวิจัยนั้นมีจำนวนน้อยนิด จำเป็นต้องอาศัยเงินทุนจาก แหล่งอื่น ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชนหรือหน่วยงานอื่นมาช่วยสนับสนุนการวิจัย หลายอย่าง เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ หลายอย่างเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน หลายอย่าง เป็นประโยชน์ต่อวงการแพทย์ ต้องกราบเรียนครับว่านวัตกรรมใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในวงการ แพทย์ ไม่ว่ายาใหม่ ๆ การใช้ยา การปรับใช้ยา โดส (Dose) ของยา ปริมาณยาที่ใช้ เทคนิค วิธีการผ่าตัดต่าง ๆ นั้นล้วนเกิดขึ้นในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐทั้งสิ้น งานวิจัยต่าง ๆ เหล่านี้ ต้องอาศัยเงินทุน เพราะฉะนั้นอาศัยเงินทุนไม่พอ ต้องอาศัยความใจกล้า ความเสียสละของ บุคลากร อาจารย์โรงเรียนแพทย์ต่าง ๆ ซึ่งอยู่ในสถาบันอุดมศึกษา ท่านต้องเสียสละเวลา แต่ ผมมีคำว่าแต่ครับ คำว่า เสียสละเวลา นั้น เรากล่าวหากันมาโดยตลอดว่าส่วนหนึ่งคือ เป็นการใช้เวลาทางราชการเพื่อไปทำงานวิจัย และใช้เงินของรัฐไปในสิ่งที่บางครั้งต้องเรียน ว่าเป็นบางครั้ง เป็นงานวิชาการเพื่อตำแหน่งทางวิชาการ ผศ. รศ. ศ. ก็แล้วแต่ ซึ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมเรียนว่านี่คือขวัญและกำลังใจของบุคลากรที่เขาพึงมีพึงได้ ผมไม่คัดค้าน ผมเห็นด้วย แต่สิ่งที่ทางกรรมาธิการท่านไปปรับแก้มาคือจากสิ่งที่ทำให้ได้เลย คือหมายความว่า ให้ยกเว้นไม่ใช้ใน (๒) ท่านตัดออก และท่านให้ไปใส่ในมาตรา ๙ สาระของมาตรา ๙ คืออะไร สาระของมาตรา ๙ คือให้เป็นไปตามสัญญาที่ตกลงกันระหว่างผู้ให้ทุนกับผู้รับวิจัย ต้องขอ กราบเรียนว่านี่คือโลกแห่งความเป็นจริงครับ ยาหลายอย่าง สมุนไพรหลายอย่างใช้เงินทุน ของมหาวิทยาลัยของรัฐ ของหน่วยงานของรัฐไม่เพียงพอหรอกครับ ต้องมีภาคเอกชนมาร่วม สนับสนุนด้วย ที่ผ่านมาฟ้าทะลายโจร กระชายขาว ที่เราแก้ปัญหาเรื่องโควิด (COVID) แล้วก็ สมุนไพรอื่น ๆ ยาปฏิชีวนะหลายอย่าง บริษัทยาเอายาใหม่ ๆ เข้ามานี้ไปให้อาจารย์ ในมหาวิทยาลัยในคณะแพทย์ทำวิจัยเพื่อใช้กับผู้ป่วย ใช้กับคนไข้ นี่คือเงินทุนจากภาคเอกชน งานวิจัยต่าง ๆ เหล่านั้นเป็นประโยชน์ การผ่าตัดเทคนิคใหม่ ๆ บางครั้งบริจาคหุ่นยนต์ให้กับ อาจารย์โรงเรียนแพทย์เอาไปทำผ่าตัดในห้องผ่าตัดด้วยเทคนิคพิเศษ วิธีพิเศษนี่คือเงินทุน ของภาคเอกชน เพราะฉะนั้นถ้าจะยกเว้นเลย ไม่ให้ทำเลย งานวิจัยหรือนวัตกรรมใหม่ ๆ ทางการแพทย์ เราจะไม่เกิด เป็นผลเสียต่อประเทศชาติ เพราะฉะนั้นท่านตัด (๒) ออก ในมาตรา ๔ ท่านไปใส่ ในมาตรา ๙ มาตรา ๙ คือให้เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างผู้ให้ทุน ผมเห็นด้วย ซึ่งผู้ให้ทุน ส่วนมากก็ร่วมกับเงินของรัฐงบประมาณนี่ละครับ หรือเงินของมหาวิทยาลัย เงินของ คณะแพทยศาสตร์ งานวิจัยนั้นถ้าทำประสบความสำเร็จ ชื่อเสียงและเกียรติคุณ และผลงานนั้น ย่อมเป็นของผู้ทำวิจัย ผมเห็นด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ผมอภิปรายสนับสนุนสิ่งที่ท่านทำคือ การตัดข้อยกเว้นโดยสิ้นเชิง คือ ออล ออร์ นัน ลอว์ (All-or-none Law) เลย คือทำไม่ได้เลย ให้ไปอยู่ในส่วนของการทำได้เพียงบางส่วน ให้อยู่ในมาตรา ๙ ผมสนับสนุนและขอบคุณ กรรมาธิการ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
เชิญ กรรมาธิการชี้แจงครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธานกรรมาธิการ ขออนุญาต กราบเรียนชี้แจงต่อท่านประธานและท่านสมาชิกรัฐสภาเป็นรายประเด็นนะครับ แล้วก็จะขอ อนุญาตให้ท่านรองประธานกนกขึ้นชี้แจงต่อ ท่านกรรมาธิการซึ่งกรุณาสงวนความเห็นเอาไว้ ได้อภิปรายเรื่องกรณีตามมาตรา ๔ (๓) ที่ท่านเห็นว่าควรจะเพิ่มให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหมที่จะอนุญาตให้มีการใช้ผลงานทางวิชาการ ผลงานวิจัยนวัตกรรมนั้นได้ ซึ่งความจริงคณะกรรมาธิการก็ไม่ขัดข้องนะครับ แต่ว่าวัตถุประสงค์ที่ท่านต้องการนั้นมันอยู่ ในการที่ไม่แก้ไข (๓) อยู่แล้วครับท่านประธาน เราต้องเริ่มอย่างนี้ว่ากฎหมายฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ที่จะกลับหลักที่ปฏิบัติในประเทศไทยมาแต่เดิม หลักที่ปฏิบัติกันมานั้นคือ ผู้ให้ทุนต้องเป็นเจ้าของวิจัย เราก็พบว่าในอเมริกาเขาต้องการจะให้มีการวิจัยเยอะ ๆ เพื่อ เอาไปใช้ประโยชน์ เขาก็บอกว่าเมื่อมีการวิจัยแล้วผู้รับทุนเป็นเจ้าของงานวิจัย ทีนี้ถ้าเป็น การวิจัยและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับอาวุธยุทโธปกรณ์เทคโนโลยีทางทหารหรือการป้องกัน ประเทศ เฉพาะ ผมกราบเรียนเน้นขีดเส้นใต้นี้นะครับ เฉพาะเพื่อการใช้ประโยชน์ทางทหาร หรือความมั่นคง จะเอามาใช้หลักการในพระราชบัญญัตินี้ก็คงจะไม่ได้ สถาบันวิจัยอาวุธ เพื่อป้องกันประเทศเขาต้องการจะวิจัยขึ้นมาเพื่อจะสร้างอาวุธชนิดหนึ่งซึ่งอาจจะไม่เคยมี ในประเทศไหนทำมาก่อน ถ้าเอาเขาเข้ามาอยู่ในกฎหมายฉบับนี้แล้วเขาเกิดไปให้ทุนคนมา ศึกษาวิจัยได้อาวุธชนิดใหม่มาที่ไม่เคยมีชาติใดทำมาก่อน ปรากฏว่าอาวุธชนิดนั้นกลายเป็น ของผู้รับทุนคงไม่ได้เพราะมันเป็นเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์เทคโนโลยีทางทหารเฉพาะเพื่อการ ใช้ประโยชน์ทางทหารหรือความมั่นคง เราจึงยกเว้นเลยครับ ก็แปลว่าผู้ให้ทุนยังเป็นเจ้าของ ผลงานนั้นอยู่ ทีนี้ท่านก็บอกว่าแต่มันมีเทคโนโลยีบางอย่างที่อาจจะเอาไปใช้ประโยชน์ ทางพาณิชย์ได้ ซึ่งกรรมาธิการก็พิจารณาแล้วนะครับ ก็จริง มันมีเทคโนโลยีบางอย่าง ใช้ประโยชน์ได้ทั้งในการทหาร ในความมั่นคงและประโยชน์ในทางพาณิชย์ได้ เช่น เอาไปขาย ต่างประเทศได้ เทคโนโลยีประเภทนี้กฎหมายนี้ไม่ยกเว้นนะครับ ท่านประธานครับ ถ้อยคำที่อยู่ในมาตรา ๔ (๓) นั้น ใช้คำว่า เฉพาะเพื่อการใช้ประโยชน์ ทางทหารหรือความมั่นคงของรัฐ แปลว่าถ้ามีประโยชน์ทางพาณิชย์อยู่ด้วยไม่ยกเว้นนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าไปจ้างคนมาออกแบบปืนชนิดหนึ่ง แล้วพูดชัดตั้งแต่ต้นว่าแบบปืนชนิดนี้ จะเอาไปขายให้ประเทศเพื่อนบ้าน ก็แปลว่าพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับครับ เพราะฉะนั้น กรรมาธิการเห็นด้วยกับความคิดของท่าน แต่กรรมาธิการเห็นว่าร่างนี้รับรองความคิดของ ท่านอยู่แล้วโดยไม่ต้องแก้ นี่คือประเด็นที่ ๑ นะครับ ท่านประธานครับ สำหรับท่านสมาชิก รัฐสภา ขอประทานโทษที่เอ่ยนามคือท่านชลน่าน ท่านอภิปรายแสดงความเห็นไว้ ๓ ประเด็นหลัก ๆ🔗
ประเด็นแรกคือเรื่องคนต่างด้าว ผมยังไม่ลงวิธีเขียนนะครับ เพราะวิธีเขียน เดี๋ยวกรรมาธิการอาจจะปรับตามที่ท่านกรุณาให้ความเห็น เรื่องคนต่างด้าวที่ไม่ให้ใช้กับ คนต่างด้าวซึ่งไม่มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย เว้นแต่สภานโยบายจะประกาศกำหนดให้ใช้ เป็นรายกรณี กรรมาธิการเอามาจากข้อเสนอของท่านสมาชิกรัฐสภา เกียรติ สิทธีอมร ท่านมาเสนอแล้วเราก็เห็นด้วย ที่ต้องเขียนอย่างนี้ก็เพราะว่าตัวอย่างเช่น วันนี้ถ้าสมมุติว่า รัฐบาลไทยไปให้ทุนวิจัยกับบริษัทแห่งหนึ่งในยุโรปให้คิดค้นวัคซีนโควิด (Vaccine COVID) ถ้าไม่ยกเว้นไว้ในมาตรา ๔ (๒) อย่างนี้ บริษัทนั้นมีถิ่นที่อยู่และเป็นบริษัทในยุโรปไม่มี ถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย ไม่ใช่คนต่างด้าวที่มาอยู่ในประเทศไทย ถ้าไม่ยกเว้นอย่างนี้ไว้แปลว่า รัฐบาลไทยให้ทุนบริษัทนั้นไป บริษัทนั้นจะเป็นเจ้าของวัคซีนนั้นทันทีนะครับ เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นต้องยกเว้นไว้ ยกเว้นว่าถ้ามีการให้ทุนคนต่างด้าวซึ่งไม่มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย ต้องไม่ใช้บังคับ แปลว่าอย่างไรผลงานก็ต้องเป็นของผู้ให้ทุนคือรัฐบาลไทย แต่เราก็กลัวว่า ถ้าไปเขียนอย่างนั้นไว้เด็ดขาด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ มันอาจจะมีกรณีที่รัฐบาลไทยอาจจะไปให้ บริษัทที่เป็นต่างด้าววิจัยแล้วอาจจะมียกเว้นได้ จึงกำหนดว่าถ้าสภานโยบายกำหนดใช้บังคับ พระราชบัญญัตินี้เป็นการเฉพาะรายก็ให้ทำได้ ทีนี้ท่านอภิปรายแล้วก็โยงไปถึงกรณีที่กำหนด ไว้ในมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๐ เมื่อเขียนมาตรา ๓ (๒) เป็นอย่างนั้นแล้ว มาตรา ๑๐ ต้องแก้ ให้คนต่างด้าวที่มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทยอยู่ในกฎหมายฉบับนี้ เพียงแต่จะอยู่ใน กฎหมายฉบับนี้โดยมีสิทธิหน้าที่เพียงใดเราก็กำหนดให้สภานโยบายเป็นคนกำหนดเพื่อความ เหมาะสมต่อไปครับ เพราะถ้าไม่เขียนตรงนี้เติมคำว่า ซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๐ มันก็จะขัดกับมาตรา ๓ (๒) ทันที เป็นความจำเป็นที่จะต้องแก้ให้สอดคล้องกัน🔗
กรณีต่อไปเป็นกรณีที่ท่านสมาชิกรัฐสภา ๒ ท่านอภิปรายตรงกันคือกรณีตาม มาตรา ๔ (๔) เรื่องการวิจัยที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อมวลมนุษยชาติหรือประชาชน ชาวไทยโดยรวม ร่างเดิมกำหนดให้คณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม เป็นคนประกาศกำหนด แปลว่างานวิจัยเรื่องโควิด-๑๙ (COVID-19) งานวิจัยเรื่องยารักษามะเร็งมันเป็นประโยชน์ต่อ ประเทศไทย คนไทยทั้งหมด มันเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ มันไม่ควรจะให้ตกไปเป็น ของคนรับทุน แต่คำถามก็คือว่าคณะกรรมการประกาศกำหนดนั้นประกาศเมื่อไร วันนี้ กรรมาธิการรับฟังที่ประชุมร่วมกันของอธิการบดีของมหาวิทยาลัย แล้วก็รับฟังความเห็นจาก บรรดาผู้ซึ่งอยู่ในวงการวิจัยเขาก็บอกว่าถ้าไม่ระบุเสียให้ชัดว่าต้องประกาศก่อนให้ทุนนะ มันก็จะไม่เป็นการเป็นธรรมอย่างยิ่งกับผู้รับทุน เพราะพอเขามารับทุนเขาเข้าใจว่ากฎหมายนี้ ให้เขาเป็นเจ้าของผลงาน รับทุนไปแล้วคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และ นวัตกรรม ที่เรียกว่า กสว. มาประกาศทีหลังก็คล้าย ๆ กับว่ามันไม่เป็นธรรมกับเขา เราก็เลย ต้องเพิ่มเงื่อนไขว่าก่อนการทำสัญญาให้ทุน มันจะได้แฟร์ (Fair) กัน รู้กันทั่วไปว่างานชิ้นนี้ เธอมารับทุน ผู้รับทุนจะไม่ได้เป็นเจ้าของนะ เพราะมันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ต่อประชาชน ต้องประกาศก่อนการให้ทุน ทีนี้ถามว่า กสว. จะประกาศอย่างไร ก็ในเมื่อ กสว. คณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมนั้นไม่ใช่ผู้ให้ทุน คณะกรรมการ ส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมตามกฎหมายส่งเสริมวิทยาศาสตร์ ตามกฎหมาย สภานโยบายนั้นเป็นผู้รับงบประมาณจากสภาแห่งนี้ไปในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปีเป็นก้อนใหญ่ เช่น ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้ว กสว. ก็เอาไปจัดสรรให้ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติกี่พันล้านบาท สำนักงานวิจัยการเกษตรเท่านั้นเท่านี้ล้านบาท เพราะฉะนั้น กสว. ไม่มีทางจะลงไปรู้เรื่องการวิจัยพวกนี้ จึงต้องให้หน่วยที่เป็นคนให้ทุน เสนอขึ้นมา เช่น วช. ก็จะไปจ้างให้คนทำงานวิจัยเรื่องยาพ่นจมูกป้องกันโควิด (COVID) เขาก็เห็นว่ามันยาพ่นจมูกนี้มันจะเป็นประโยชน์กับมวลมนุษยชาติและคนไทย เขาก็เสนอ ขึ้นมาที่ กสว. ว่าเขาอยากจะกำหนดให้ผลงานวิจัยนี้ไม่ตกเป็นของผู้รับทุน ถ้า กสว. เห็นแล้ว ว่าเป็นประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติจริง กสว. ก็ให้ความเห็นชอบ สำนักการวิจัยแห่งชาติก็ไป ประกาศว่าจะให้ทุนการวิจัย ๑,๐๐๐ ล้านบาทแก่คนที่คิดยาพ่นจมูกป้องกันโควิด (COVID) แต่ผู้รับทุนไม่มีสิทธิได้นะครับ เพราะฉะนั้นการที่เขียนไว้อย่างนี้ในมาตรา ๔ (๔) จึงเป็น การบัญญัติเพื่อความเป็นธรรมแก่ผู้รับทุนที่เขาต้องรู้ล่วงหน้า แล้วก็เป็นการกำหนดขั้นตอน ขึ้นให้ชัดเจน ไม่ได้เปลี่ยนหลักการอะไรไปเลยครับ🔗
ส่วนประเด็นที่ท่านวิสารวิจารณ์เรื่องประโยชน์ที่คนส่วนใหญ่จะได้รับ ผมจะ ขออนุญาตให้ท่านรองประธานกนกพูดต่อนะครับ🔗
ประเด็นสุดท้ายของท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย การที่กรรมาธิการตัด มาตรา ๔ (๒) เรื่องสถาบันอุดมศึกษาออก และไปบัญญัติไว้แทนอยู่ในมาตรา ๙ วรรคสอง มีเหตุผลครับ ต้องเข้าใจก่อนะครับว่าการตัด (๒) เรื่องสถาบันอุดมศึกษาที่เขาใช้เงินรายได้ ของเขาเอง ไม่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดินไปให้ทุนนี้ เดิมมีเสียงเรียกร้องมาจากที่ประชุม อธิการบดีและมหาวิทยาลัยทั้งหลายว่างานที่เขาไม่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดินเลยแม้บาทเดียว แต่เป็นเงินรายได้เขานี้ เขาเอาไปให้ครูบาอาจารย์ลงทุนวิจัย เขาไม่อยากจะให้ผลงานนั้นมันเป็นของครูบาอาจารย์ที่เป็นนักวิจัยโดยอัตโนมัติ เขาอยากจะ ให้เป็นไปตามสัญญา บางอันวิจัยเขาอาจจะให้เป็นของครูบาอาจารย์เลยก็ได้ บางอันวิจัย เขาอาจจะต้องให้เป็นของมหาวิทยาลัย ด้วยเหตุดังนี้คณะกรรมาธิการจึงตัดเรื่องนี้ออกจาก มาตรา ๔ (๒) แล้วก็ไปบัญญัติไว้ในมาตรา ๙ วรรคสองแทน ซึ่งถ้าอ่านมาตรา ๙ วรรคสองแล้ว ต้องเข้าใจว่าการตัดมาตรา ๔ (๒) ออกนั้น สถาบันอุดมศึกษายังให้ทุนได้นะครับ ไม่ใช่ว่าให้ทุนไม่ได้ แล้วต้องเข้าใจต่อไปว่า กสว. จัดสรรงบประมาณให้ วช. ไปให้ทุน สถาบันอุดมศึกษาต่อได้นะครับ คือมหาวิทยาลัยยังรับทุนจาก วช. จาก สวก. อะไรนี้ได้ เหมือนเดิม เพียงแต่ว่าตอนที่มหาวิทยาลัยจะเอาทุนไปให้ต่อกับอาจารย์ ตรงนี้ครับที่จะใช้ มาตรา ๙ วรรคสอง มาตรา ๙ วรรคสองนี้จะแยกเป็น ๒ กรณี คือถ้ามหาวิทยาลัย ใช้งบประมาณแผ่นดินหรือเงินที่ได้รับจัดสรรจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและ นวัตกรรม มหาวิทยาลัยต้องใช้กฎหมายฉบับนี้ แปลว่าอาจารย์ที่มารับทุนที่ได้เงิน งบประมาณแผ่นดินไปวิจัยจะต้องเป็นเจ้าของผลงานได้ แต่ว่าถ้าเป็นเงินซึ่งเป็นรายได้ของ มหาวิทยาลัยเอง ไม่เกี่ยวอะไรกันเลยกับเงินที่รับมาจากกองทุนหรือไม่เกี่ยวกันเลยกับเงินที่ ได้รับมาจากงบประมาณแผ่นดิน ร่างมาตรา ๙ ก็ใช้หลักเดียวกันกับที่ผู้ให้ทุนไปร่วมกับ เอกชน เพื่อให้เป็นไปตามสัญญาก็แปลว่ามหาวิทยาลัยอาจจะกำหนดให้ผู้รับทุนเป็นเจ้าของ ก็ได้ หรือถ้างานวิจัยชิ้นนั้นมหาวิทยาลัยคิดว่าตัวเองจะเอาไปทำประโยชน์ต่อเชิงพาณิชย์ หรือเชิงสาธารณะ อย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเวลานี้ให้ทุนอาจารย์คณะแพทย์คิดค้น ยามะเร็งขึ้นมา ซึ่งใช้เงินงบประมาณที่มาจากเงินรายได้ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเฉพาะเลยนะครับ เขาไม่ได้มาของบประมาณแผ่นดินสักบาทหนึ่ง เขาไม่ได้ขอ กสว. สักบาทหนึ่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอาจจะบอกว่าอาจารย์ไม่ควรจะได้นะ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยจะเอาเรื่องนี้ไปทำประโยชน์ต่อก็เป็นได้ กล่าวโดยสรุปก็คือว่าที่ท่านสมาชิก ทักท้วงมานั้นคณะกรรมาธิการได้พิจารณาแล้วโดยรอบคอบจึงขออนุญาตคงไว้ ยกเว้น วิธีการเขียน ที่ท่านสมาชิก ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ชลน่านวิจารณ์เมื่อสักครู่นี้ว่าวิธีการ เขียนในมาตรา ๔ พูดถึงการวิจัยนวัตกรรมมาตลอด แล้วอยู่ดี ๆ (๒) พูดถึงคนต่างด้าวขึ้นมา คณะกรรมาธิการขอปรับถ้อยคำ ใน (๒) ก็ขอปรับถ้อยคำเป็นว่า การวิจัยและนวัตกรรมที่ คนต่างด้าวซึ่งไม่มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทยเป็นผู้รับทุน เพื่อให้สอดคล้องกับวิธีการเขียน ที่ท่านสมาชิกชลน่านได้ให้ข้อสังเกตแล้วก็สละสลวยดี เพราะฉะนั้นก็ขอเติมคำว่า การวิจัย และนวัตกรรมที่ ก่อนคำว่า คนต่างด้าว แล้วขอเติมคำว่า เป็นผู้รับทุนต่อจากคำว่า ราชอาณาจักรไทย ท่านประธานครับ ส่วนประเด็นเรื่องการใช้ประโยชน์ให้เป็นประโยชน์แก่ คนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนยากคนจนนั้นขออนุญาตท่านประธานให้รองประธานกนก เป็นผู้ตอบครับ🔗
เดี๋ยวท่าน กนกค่อยตอบ คือท่านกรรมาธิการจะแก้ไขข้อความ ขอให้ส่งการแก้ไขข้อความนั้นเพื่อขึ้นจอ ให้ท่านสมาชิกเห็นนะครับ ท่านนายแพทย์ชลน่านเชิญครับ ผมกำลังพูดถึง (๕) ด้วย แก้หรือเปล่า🔗
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว เพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา กราบขอบพระคุณ ท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านรองประธานกรรมาธิการ และ กรรมาธิการที่เคารพทุกท่านนะครับ ผมเคารพทุกท่านอยู่แล้วนะครับ ประเด็นที่ท่านได้ กรุณารับความเห็นผมและปรับแก้ก็ต้องกราบขอบพระคุณครับ แต่ผมฟังคำชี้แจงของ ท่านรองประธานกรรมาธิการ ท่านอาจารย์บวรศักดิ์ ต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะครับ ผมมีข้อสงสัยในคำชี้แจงท่านนิดหนึ่งนะครับ ในกรณีการแก้ไข (๒) พูดถึงสถาบันอุดมศึกษา ท่านเน้นย้ำกรณีที่เป็นทุนของสถาบันเอง ถ้าผมฟังไม่ผิดนะครับ ถ้าเป็นทุนของสถาบันเอง ก็มีสิทธิที่จะเป็นเจ้าของโดยไม่ให้ผู้ที่มาทำการวิจัยไม่ได้รับสิทธิเป็นเจ้าของนั้น ท่านบอกว่า ถ้าเป็นงบประมาณ ถ้าเป็นทุนนวัตกรรม ทุนกองทุนที่เขียนไว้ ทุนการวิจัยก็สามารถที่จะ ไปตกลงในสัญญาได้ตามที่ท่านเขียนไว้ในมาตรา ๙ วรรคสอง ซึ่งมาตรา ๙ วรรคสอง ก็เขียนทำนองเดียวกับ (๒) เช่นกันครับ เพราะฉะนั้นถ้าจะแก้อย่างนั้นก็ต้องเขียนมาตรา ๙ วรรคสองให้ชัดด้วย ความเห็นผมนะครับ ท่านเขียนรวมไปหมดเลย ทั้งที่เป็นทุนตนเอง ทุนที่มาจากแหล่งทุนอื่นท่านก็เขียนรวมว่าอยู่ที่การไปทำข้อสัญญาตกลงระหว่างผู้ให้ทุนกับ ผู้รับทุน ก็ฝากประเด็นนี้ในประเด็นที่ ๑ ครับ🔗
ประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน สิ่งที่ผมได้กราบเรียนด้วยความเคารพก็คือว่า การที่จะให้คณะกรรมการโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการให้หน่วยงานผู้ให้ทุนเป็น ผู้กำหนดว่าผลงานชิ้นใดเป็นผลงานที่เกิดประโยชน์สูงสุดกับมวลมนุษยชาติที่เขียนไว้ใน (๔) นี้ แล้วใช้เงื่อนไขว่าจะก่อนหรือหลังการวิจัย ในตัวบทไม่ได้กำหนดชัดเจนขนาดนั้นนะครับ ถ้าเจตนารมณ์ของทางกรรมาธิการ ถ้าเขียนบันทึกไว้ในสภาเวลาเรากลับมาดูมันเป็น เจตนารมณ์บอกว่ากำหนดตั้งแต่ก่อนการวิจัยว่างานของคุณต้องเป็นประโยชน์กับ มวลมนุษยชาติ คุณรับทุนไป ผลงานคุณออกมา แต่ถ้าผลงานคุณออกมาไม่เป็นไปตามสัญญา คุณก็ไม่มีสิทธิเป็นเจ้าของ ความหมายจะเป็นอย่างนั้นหรือเปล่าครับ หรือมีข้อตกลง ในสัญญาว่าคุณไปทำงานวิจัยเพราะงานมันยังไม่ออก ชิ้นงานยังไม่ออกครับ มีแต่บทคัดย่อ ที่ทำให้หน่วยงานผู้ให้ทุนเป็นผู้รับทุนเป็นผู้พิจารณา ผลงานยังไม่ออกถ้าเกิดมี ความแปรปรวนขึ้นมา งานที่ออกมานี้ตีความได้เลยว่าไม่ใช่เป็นชิ้นงานที่มีประโยชน์ต่อ มนุษยชาติเลย ใช้เป็นฐานในการวิจัยต่อไม่ได้เลย อันนั้นก็ต้องระบุไว้ว่าเป็นสิ่งที่ผู้ให้ทุน มิอาจจะให้คุณเป็นเจ้าของได้ มันก็มีความหมายต่างกันนะครับถ้าอย่างนี้ เพราะฉะนั้น เจตนารมณ์ต้องให้ชัดครับ ก็ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ในประเด็นที่ผมกราบเรียนไว้ สิ่งที่ฟังคำชี้แจงนี้🔗
ประเด็นสุดท้ายคือเป็นคนต่างด้าว คนต่างด้าวที่ท่านเขียนมาถ้าแก้อย่างนั้น ดูถ้อยคำมันก็สื่อว่าเป็นชิ้นงาน เป็นผลงานการวิจัยที่เกิดจากคนต่างด้าวที่มิได้อยู่ในประเทศไทย เราท่านจะเว้นให้ ท่านจะเว้นให้ว่าเขามีสิทธิเป็นเจ้าของผลงานชิ้นวิจัยนะ ถ้าตีความ นะครับ ท่านบอกว่ามิได้อยู่ในประเทศไทย ท่านเขียนเน้นย้ำเลยว่าซึ่งไม่มีถิ่นที่อยู่ ในราชอาณาจักร คือคนที่ไม่ได้อยู่เลยมารับงานทุนวิจัยของเรา ท่านให้สิทธิเขาเป็นเจ้าของเลย ผมได้ทักท้วงตั้งแต่แรกว่าการเขียนบุคคลเข้ามา อย่างผมไม่ใช่คนต่างด้าวผมไม่มีสิทธิหรือ ท่านให้สิทธิเขาไปเลยครับ เขียนอย่างนี้ต้องบอกให้สิทธิ เว้นแต่ท่านบอกว่าตรงนี้ไม่ให้ ท่านบอกเว้นแต่เฉพาะกรณี เวลาเขียนบุคคลเข้าไปมันตีความรวมว่าแล้วคนที่อยู่ในเมืองไทย ไม่ได้สิทธิหรือที่จะมีความเป็นเจ้าของ แต่คุณไประบุว่าคนต่างด้าวที่ไม่อยู่ในประเทศไทยนะ ถ้ามารับทุนนะ คุณได้รับข้อเว้นจากกฎหมายฉบับนี้ กฎหมายฉบับนี้ข้อเว้นนะครับ คือเว้น ไม่บังคับให้เป็นเจ้าของได้ ข้อ ๔ นี้เราจะไม่ให้เขาเป็นเจ้าของ แต่ถ้าเขียนข้อเว้นเมื่อไร เขาเป็นเจ้าของได้ทันที ในมุมผมมันกลับกันอย่างนี้นะครับ ผมก็เลยทักท้วงว่าการเขียน บุคคลนี้มันสุ่มเสี่ยง แต่พอท่านเติมงานวิจัยเข้าไปก็ชัดเลยว่าถ้าเป็นงานวิจัยที่คนต่างด้าวที่ไม่มีถิ่นที่อยู่ ในเมืองไทยมารับทุนเมื่อไรคุณได้สิทธิเป็นเจ้าของทันที เว้นแต่คณะกรรมการนโยบาย เขากำหนดว่าอันนี้ไม่ให้ อันนี้ไม่ใช่ คุณเว้นอย่างนั้น ซึ่งการเว้นอย่างนี้มันควรไปเขียนอยู่ใน ตัวบทโน่น ในรายละเอียดในตัวบท มาตรา ๔ นี้เป็นข้อเว้นต้องเว้นเลย ไม่ควรมาขยักขย่อน อยู่ตรงนี้ ก็ด้วยความเคารพครับท่านประธาน ฝากกรรมาธิการช่วยพิจารณาครับ🔗
ผมกำลัง เรียนกรรมาธิการว่าการแก้ไขข้อความ ถ้อยคำ ทำหน้างานมันลำบากนิดหนึ่ง ไม่ใช่กลับคืน ไปร่างเดิม ดังนั้นกรรมาธิการต้องทำเสนอมาเพื่อให้ขึ้นจอได้และให้สมาชิกเห็น แล้วก็ให้ เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่ได้ฟังจากผู้แปรญัตติ ขอโทษ ผู้ได้แสดงความเห็นว่าควรจะเปลี่ยน อย่างไร (๒) มันก็ไปสอดคล้องในเรื่องถ้อยคำกับวงเล็บอื่น (๕) ก็เช่นกันจะแก้ด้วยหรือเปล่า ก็แล้วแต่ แต่ผมเกรงว่าการแก้หน้างานจะยุ่งเหมือนกัน เชิญท่านชลน่านครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ด้วยความเคารพ ท่านประธานครับ ในกรณีเรื่องวิธีการเขียน วิธีการแก้ ผมก็กราบขอบคุณท่านประธานผ่าน ไปยังท่านกรรมาธิการนะครับ ผมเคยทักท้วงเรื่องนี้ไว้หลายครั้งในที่ประชุมแห่งนี้กรณีที่ กรรมาธิการอยากจะเปลี่ยนถ้อยคำไปตามผู้ขอแก้ไขหรือผู้ที่ใช้สิทธิของสมาชิกในการ อภิปราย หลายครั้งเราพยายามทำอย่างนั้นครับ แต่ว่าด้วยความเคารพมันจะแก้ไขแบบที่ กรรมาธิการฟังและขอแก้ไขตามนี้คงเป็นไปมิได้ครับ จริงอยู่ครับมีสิทธิที่จะแก้ไขอยู่ในช่วง การพิจารณา แต่ท่านต้องถอนไปแล้วไปนั่งประชุมกัน ใช้องค์ประชุมท่านแล้วปรับมาใหม่ จะพัก ๑๐ นาที ๒๐ นาทีไม่ว่าครับ แต่ท่านต้องมีองค์ประชุมครบ มีรายงานการประชุม ให้ชัด แล้วก็เสนอแก้เข้ามาใหม่ อันนั้นจะถูกต้องที่สุดในการทำหน้าที่ในการบัญญัติกฎหมาย ของพวกเรา ไม่อย่างนั้นจะถูกตำหนิได้ว่ารัฐสภาไทยนะ ไม่ใช่นึกอยากทำอะไรก็ทำคงเป็นไป ไม่ได้อย่างนั้นนะครับ ด้วยความเคารพจริง ๆ ครับ🔗
ความหมาย เดียวกันครับ คือกรรมาธิการต้องเสนอมาใหม่ แล้วก็ต้องเป็นเอกสารที่สามารถขึ้นจอให้ สมาชิกดูได้ คราวนี้กรรมาธิการเขาประชุมกันเองได้ตอนนี้ จะต้องใช้เวลาพักหรือครับ แล้วแต่🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธานกรรมาธิการ ท่านประธาน บังเอิญผมก็มีประสบการณ์ในสภาแห่งนี้น้อยกว่าท่านสมาชิกชลน่านนะครับ ท่านท้วง อย่างนั้น แต่ว่าธรรมเนียมปฏิบัติของสภาที่ทำมาตั้งแต่ผมมีส่วนเข้ามาร่วมเป็นกรรมาธิการ ตั้งแต่ปี ๒๕๒๕ ก็คือคณะกรรมาธิการก็สามารถที่จะคุยกันบนบัลลังก์นี้แล้วแก้ แต่ที่ ท่านประธานทักท้วงนั้นก็เป็นประโยชน์ เพราะว่าถ้าการแก้โดยไม่ดูให้รอบคอบก็จะเป็น ปัญหา แต่ว่ากระผมได้กราบเรียนท่านประธานคณะกรรมาธิการ กราบเรียนกฤษฎีกา กราบเรียนท่านกรรมาธิการแล้วก็เห็นว่าแก้ได้แล้วก็ขึ้นบนเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ได้ สภาแห่งนี้เคยปฏิบัติอย่างนี้มาเท่าที่ผมเคยมาเป็นกรรมาธิการเป็นเวลาหลายสิบปี ถ้าจะทำ ตามที่ท่านสมาชิกแนะนำอย่างนี้ก็แปลว่าจะเปลี่ยนทางปฏิบัติ แล้วถ้าเปลี่ยนทางปฏิบัติ ก็เป็นอำนาจของรัฐสภาที่จะเปลี่ยนได้ครับ แต่ต่อไปการแก้ในชั้นกรรมาธิการที่กำลังชี้แจงอยู่ ในวาระที่ ๒ นี้ผมเกรงว่าจะเป็นอุปสรรค อุปสรรคต่อไปในการปฏิบัติงานของรัฐสภา ซึ่งอันนี้ ก็แล้วแต่ท่านประธานรัฐสภาและท่านสมาชิกนะครับ แต่ผมขอประทานชี้แจงท่านสมาชิก เมื่อสักครู่นี้ เอาประเด็นเรื่องคนต่างด้าวก่อน ที่ท่านกรุณาอภิปรายว่าถ้าเขียนไว้ในมาตรา ๔ (๒) อย่างนี้ มันเท่ากับเป็นการบอกว่าให้คนต่างด้าวเป็นเจ้าของงานวิจัยได้นั้นผมว่าเข้าใจกลับกันเลย นะครับ กฎหมายฉบับนี้เขาต้องการที่จะเขียนขึ้นเพื่อให้ผู้รับทุนเป็นเจ้าของผลงานวิจัย นวัตกรรมเอาไปใช้ประโยชน์ แต่เราเกรงว่าถ้ารัฐบาลไทย หน่วยงานในประเทศไทยไปให้ทุน บริษัทต่างด้าวที่มีถิ่นที่อยู่นอกราชอาณาจักร มีถิ่นที่อยู่ในประเทศออสเตรเลีย มีถิ่นที่อยู่ใน ยุโรป ในอเมริกาแล้ว ถ้าไม่เขียนยกเว้นใน (๒) กฎหมายนี้ใช้ ก็แปลว่าเราไปจ้างเขาวิจัย วัคซีนโควิด (Vaccine COVID) เขาก็อ้างกฎหมายนี้มาเอาเป็นของเขาได้เลยทันที เพราะฉะนั้นการเขียนข้อยกเว้นไว้ใน (๒) แปลว่าเขาจะมาอ้างไม่ได้ แปลว่าคนที่เป็นเจ้าของ งานวิจัยนั้นคือผู้ให้ทุนคือรัฐบาลไทย เพราะฉะนั้นผมขอกราบเรียนท่านประธานนะครับว่า เข้าใจตรงกันข้ามกันเลยกับที่กฎหมายเขียน ส่วนเรื่องประโยชน์แก่สาธารณะแก่มวล มนุษยชาติ เดิมมันไม่มีคำว่า ก่อนทำสัญญาให้ทุน แต่ว่าเราได้รับการทักท้วงจากที่ประชุม อธิการบดีและนักวิจัยทั่วประเทศว่า เอาล่ะ เขาเห็นด้วยว่างานวิจัยและนวัตกรรมที่เป็น ประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติและประชาชนคนไทยทั้งชาตินั้นมันไม่ควรจะไปเป็นผู้รับทุนหรอก มันควรจะเป็นของผู้ให้ทุนที่จะเอาไปใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่ต้องบอกล่วงหน้าให้เขารู้ ไม่ใช่ว่าไปทำสัญญารับทุนแล้วมาบอกทีหลังว่างานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเพื่อประโยชน์แก่มวล มนุษยชาติ เขาก็บอกว่าเขาก็ไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะฉะนั้นเขียนไว้ชัดแล้วใน (๔) ของ มาตรา ๔🔗
ประเด็นสุดท้ายคือเรื่องมหาวิทยาลัย กระผมเข้าใจว่าที่มาตรา ๙ วรรคสอง เขียนเอาไว้นี้นะครับ ชัดอยู่ในตัวเองแล้วว่าเมื่อใช้กฎหมายฉบับนี้กับสถาบันอุดมศึกษา เพราะสถาบันอุดมศึกษานั้นเป็นหน่วยงานซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการให้ทุนด้วย ไปดู พระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหิดล พระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขาจะเขียนอำนาจหน้าที่ของมหาวิทยาลัยว่าให้ทุน กฎหมายฉบับนี้ ก็ใช้ด้วย แต่กฎหมายฉบับนี้ก็ได้ยกเว้นเรื่องการใช้ ถ้าเป็นงบประมาณแผ่นดินหรืองบออก จากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ซึ่งสภาแห่งนี้เป็นคนทุนไปต้องใช้กฎหมายฉบับนี้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ คือใครเอามหาวิทยาลัยได้เงินงบประมาณแผ่นดินไปหรือทุนจากกองทุนส่งเสริม วิทยาศาสตร์ไปแล้วไปให้ทุนอาจารย์ต่อ จะไปเขียนสัญญาว่าฉันจะเป็นเจ้าของผลงาน ฉัน ไม่ให้อาจารย์เป็นเจ้าของไม่ได้ครับ🔗
ขออนุญาต ขอกลับไปวาระที่เรามีปัญหาก่อนนะครับ คือที่กรรมาธิการจะแก้ไขถ้อยคำ วงเล็บใดก็ต้องทำ เป็นเอกสาร ปกติต้องทำเป็นเอกสาร แสดงในวงเล็บข้อความที่แก้ไขจากร่างเดิม ไม่ใช่ร่าง ที่ท่านเสนออันนี้ ร่างเดิมเป็นอย่างไรท่านก็ต้องแก้ไขใหม่ ปัญหาที่ ๒ ก็คือว่าจำเป็นไหม ที่ต้องอยู่บนบัลลังก์นี้ตกลงกันไม่ได้ ก็ตกลงกันได้ เช่น บอกกลับไปร่างเดิม หรือตัด แค่ข้อความ และ ออกไป ใช้ หรือ แทน อย่างนี้ก็ทำได้ แต่ถ้ามันยุ่งยากอย่างนี้เขาก็เวลาพักไป ท่านนายแพทย์ชลน่านก็เห็นด้วยกับวิธีการที่เราปฏิบัติมาเป็นอย่างนั้น ดังนั้นการแก้ไข พอเป็นข้อความยาว ๆ แล้วมันโยงอยู่กับร่างเดิม ซึ่งร่างเดิมผมหมายถึงร่างที่เสนอในวาระที่ ๑ นะครับ ท่านปรับปรุงแก้อย่างไร เมื่อได้แล้วก็ต้องไปส่งเป็นเอกสารให้สภา ในขณะเดียวกัน ก็ต้องสามารถขึ้นจอได้เพื่อที่สมาชิกจะได้ดู สมัยก่อนวิทยาการมันยังไม่ก้าวหน้าก็ต้องแจก เป็นเอกสารให้สมาชิกทุกท่านทราบว่ามีการแก้ไขอย่างนี้ เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ กรรมาธิการขอถอนการขอแก้ไข กลับไปที่ร่างของกรรมาธิการเดิมครับ ท่านประธาน คณะกรรมาธิการอนุญาตแล้วนะครับจะได้ยุติเรื่องนี้🔗
ต่อไปมีข้อที่ อภิปรายอะไรอีกไหมครับ กรรมาธิการจะชี้แจงอะไรอีกไหมครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตที่จะตอบข้อซักถามของท่าน ส.ส. วิสาร เตชะธีราวัฒน์ นะครับ ก่อนที่ผมจะตอบคำถามเพื่อให้เราเข้าใจ พ.ร.บ. นี้ที่สลับซับซ้อนค่อนข้างมาก ผมขออนุญาตกราบเรียนว่า พ.ร.บ. นี้ออกมาเพื่อที่จะให้ผลงานวิจัยที่เกิดขึ้นถูกนำไป ใช้ประโยชน์ เพราะที่ผ่านมานั้นผลงานวิจัยเมื่อเจ้าของทุนเป็นผู้ที่เป็นเจ้าของ แต่เจ้าของทุนนั้น โดยสถานะทางกฎหมายส่วนใหญ่ไม่ได้สามารถที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้โดยตรง ด้วยเหตุผล ดังกล่าวนี้เองเราอยากเห็นผลงานวิจัยถูกนำไปใช้ประโยชน์ให้กับประเทศชาติแล้วก็พี่น้อง ประชาชนจึงได้มีการตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น และที่สำคัญประการที่ ๒ ตามมาก็คือว่า พ.ร.บ. นี้เมื่อผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการนำผลงานวิจัยไปใช้ตกกับนักวิจัย สิ่งนี้ก็จะเป็น แรงจูงใจให้กับนักวิจัยที่จะทำงานทางด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อค้นคว้าสิ่งต่าง ๆ ที่เป็น ประโยชน์กับประเทศชาติได้ และเมื่อผลงานวิจัยถูกนำไปใช้ประโยชน์ก็จะกลับมาสู่ ประเทศชาติของเรา ถ้าเป็นในด้านการเงินก็จะเป็นภาษีเงินได้ที่เราเก็บได้จากประโยชน์ ที่เกิดขึ้นจากผลงานวิจัยนั้น และที่สำคัญก็คือว่า พ.ร.บ. นี้ต้องการให้งานวิจัยไม่ใช่อยู่บนหิ้ง แต่เป็นงานวิจัยที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศชาติ แล้วก็ของประชาชน โดยเฉพาะ อย่างยิ่งเกษตรกรฐานราก วิสาหกิจชุมชน เอสเอ็มอี (SMEs) ขนาดเล็ก สิ่งเหล่านี้ คนกลุ่ม เหล่านี้ซึ่งเคยถูกละเลยมาในอดีตจะต้องได้รับผลประโยชน์ และที่สำคัญ พ.ร.บ. นี้ได้สร้าง กลไกและระบบให้มีความชัดเจนเพื่อที่จะทำให้เกิดการนำผลงานวิจัยนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ กับประเทศชาติ เช่น มีการกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนว่าภายในเวลาเท่าไรที่ผู้ให้ทุนจะต้อง อนุญาตให้กับนักวิจัยที่จะนำผลงานวิจัยนั้นไปใช้ประโยชน์ได้ อย่างนี้เป็นต้น และที่สำคัญ อีกประการหนึ่งก็คือว่าคณะกรรมาธิการตอนที่เราพิจารณานั้นหลังจากรับฟังความคิดเห็น ทั้งหมดแล้วเรามีความเห็นว่าเงินที่ใช้ในการวิจัยถ้าเป็นของแผ่นดิน เป็นเงินของประเทศ ก็ควรที่จะต้องอยู่ภายใต้กรอบของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ด้วยเช่นเดียวกัน ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เอง ประเด็นคำถามของท่านวิสารซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญมาก และคณะกรรมาธิการก็ได้พูด เรื่องนี้กันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำถามที่ถามว่าผลงานวิจัยที่เกิดขึ้นในประเทศ ของเราวันนี้ประชาชนที่อยู่ในเศรษฐกิจฐานราก คนยากคนจนที่อยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ นั้น ได้ประโยชน์มากน้อยเพียงใด คำตอบที่ชัดเจนก็คือยังได้น้อยมาก ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เอง หลังจากที่เราได้พิจารณากันอย่างรอบคอบแล้วจึงได้มีการเสนอให้เพิ่มมาตราที่เรียกว่า มาตรา ๑๖/๑ และมาตรา ๑๖/๒ เข้าไปในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ เมื่อถึงตอนมาตรานั้นก็อาจจะ มีการอภิปรายในรายละเอียดอีกครั้ง แต่เพื่อให้เห็นภาพในการตอบโจทย์ของท่านวิสาร ก็คือว่าในมาตรา ๑๖/๑ ได้ตราว่า เพื่อประโยชน์ในการเพิ่มสมรรถนะในการผลิตและ ผลิตภาพ สร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมในการสร้างประโยชน์ให้สังคม หรือชุมชน รวมทั้งการถ่ายทอดความรู้หรือเทคโนโลยีที่เหมาะสมแก่เกษตรกรกลุ่มอาชีพ ในชุมชน วิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจเพื่อสังคม ผู้ด้อยโอกาสหรือประชาชนในพื้นที่ ยกระดับ เศรษฐกิจฐานรากและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ นี่คือคำตอบของ ท่านวิสารที่เป็นกังวล และในเวลาเดียวกันในมาตรา ๑๖/๒ เพื่อจะให้มาตรา ๑๖/๑ มีผลในทางปฏิบัติ คณะกรรมาธิการจึงได้เพิ่มในมาตรา ๑๖/๒ ว่า เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามมาตรา ๑๖/๑ ให้เกิดประสิทธิผลให้สภานโยบายกำหนดหน่วยงานเฉพาะมีหน้าที่และอำนาจในการ ดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมเกี่ยวกับเทคโนโลยี ที่เหมาะสมไปใช้ประโยชน์ในวงกว้าง นี่ก็คือกำหนดชัดเจนว่าไม่ใช่บอกว่าให้สนับสนุน แต่ต้องให้ทำอะไรสักอย่างหนึ่ง และในมาตรา ๑๖/๒ ยังกล่าวต่อไปในวรรคถัดมาว่า ให้หน่วยงานตามวรรคหนึ่งมีหน้าที่และอำนาจในการจ่ายเงินที่ได้รับการจัดสรรตามมาตรา ๑๖/๑ เป็นค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์แก่นักวิจัยที่ดำเนินการอันก่อให้เกิดประโยชน์ ตามวัตถุประสงค์แห่งมาตรา ๑๖/๑ นั่นหมายความว่าปกติแล้วนักวิจัยที่ทำงานให้กับบริษัท หรือหน่วยงานขนาดใหญ่ก็จะได้รับค่าตอบแทนจากผลการวิจัยเหล่านั้น แต่นักวิจัยที่ลงไป ช่วยชาวไร่ชาวนา ลงไปช่วยเกษตรกร ลงไปช่วยคนยากคนจนในพื้นที่เหล่านั้นโดยธรรมชาติ ของมันงบประมาณก็น้อยอยู่แล้ว แล้วก็นักวิจัยเหล่านั้นก็แทบจะไม่มีค่าตอบแทนใด ๆ เลย เราจึงได้กำหนดในมาตรา ๑๖/๒ เพื่อให้ค่าตอบแทนกับนักวิจัยที่ลงไปทำงานช่วยกับพี่น้อง ประชาชนคนยากคนจน นี่คือสิ่งที่คณะกรรมาธิการได้เล็งเห็นถึงความสำคัญที่สอดคล้องกับที่ ท่านวิสารได้ให้ข้อกังวลไว้ ก็ขออนุญาตเรียนเพื่อความมั่นใจว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ไม่ได้ มีประโยชน์เพื่อนักวิจัยแต่เพียงอย่างเดียว แต่เรามุ่งหวังต่อไปว่าผลงาวิจัยนั้นจะต้องเกิด ประโยชน์กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนยากคนจนที่เสียเปรียบและทำให้เกิด ปัญหาความเหลื่อมล้ำในประเทศของเรา และเราเชื่อว่าผลของงานวิจัยและการพัฒนา ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจะมีส่วนแก้ไขความยากจน มีส่วนแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำของ ประเทศของเรา ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ไม่มีผู้อภิปรายแล้ว นะครับ ท่านมณเฑียรเชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม มณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมมีคำถามนิดเดียวครับ จากมาตรา ๔ (๔) ขอประทานโทษนะครับท่านอาจารย์บวรศักดิ์ที่ต้องเอ่ยนามท่าน ท่านได้ ชี้แจง ผมเข้าใจตามที่ท่านชี้แจงแล้วนะครับ อย่างไรก็ตามเมื่ออ่าน (๔) ประกอบกับความ ในวรรคสองนี้มันเลยทำให้เข้าใจได้ว่าเมื่อมันเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติและคนไทย โดยรวมนี้ มีแต่เฉพาะหน่วยงานของรัฐนั้นเท่านั้นที่จะเอาไปใช้ประโยชน์ได้ มันจะเป็นอื่น ไปไหมครับ หมายถึงว่าเมื่อมันเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ มันไม่สมควรเป็นของผู้ใดผู้หนึ่ง แต่เพียงอย่างเดียวนี้ แต่พอมาอ่านประกอบกับวรรคสองนี้มันเลยเข้าใจว่ามีแต่หน่วยงาน ของรัฐเท่านั้นที่จะเอาไปใช้ประโยชน์ได้ มันเลยไม่กว้างตามเจตนารมณ์ที่ดูเหมือนกำลัง พูดกัน ขอบพระคุณครับ🔗
กรรมาธิการจะชี้แจงไหมครับ อาจารย์บวรศักดิ์เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ความจริงที่ต้องเขียนมาตรา ๔ วรรคสองเอาไว้ก็เพื่อที่จะให้มี ความชัดเจน โดยเฉพาะคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมก็ควรจะต้อง ไปกำหนดรายละเอียดว่าการเอาไปใช้ประโยชน์นั้นต้องเป็นประโยชน์ของมวลมนุษยชาติ และเป็นประโยชน์แก่คนไทย จะไปแสวงหากำไรไม่ได้ แล้วก็จะต้องมีกระบวนการควบคุม ไม่ให้มีการเอาไปใช้ประโยชน์ส่วนบุคคลกันอย่างไร สิ่งเหล่านี้ต้องการรายละเอียดครับ ถึงต้องให้ไปเขียนเป็นระเบียบของคณะกรรมการเพื่อที่จะให้เกิดความมั่นใจว่าจะได้มีการนำ ผลงานนั้นไปใช้เป็นประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติอย่างแท้จริงครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญคุณเกียรติ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ผมเป็นคนหนึ่งที่สงวนคำแปรญัตติไว้แล้วก็ไปพบกับ กรรมาธิการในเรื่องบทบาทของคนต่างด้าวในการทำงานวิจัย แล้วก็เป็นผลให้เกิดมีการ ปรับปรุงแก้ไขในมาตรา ๔ มาตรา ๕ มาตรา ๑๐ ขอชี้แจงสั้น ๆ นิดเดียวครับ ที่ผมได้ยิน หลายท่านที่แสดงความเป็นกังวลนี้ ผมว่ามันมีความสับสนนิดหนึ่งในเรื่องความเป็นเจ้าของ กับเรื่องการให้ทำวิจัย หลักทั่วไปง่าย ๆ ต่างประเทศทุกประเทศที่เป็นประเทศที่พัฒนา ไปไกลแล้วเขาจะไม่ให้คนต่างด้าว คนต่างชาติ นิติบุคคลต่างชาติที่ไม่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศ ได้สิทธิใด ๆ หรือต้องอยู่ภายใต้กฎหมายใด ๆ ที่บัญญัติขึ้นในเรื่องการทำวิจัย ตรงนั้นก็เป็น ประเด็นหนึ่ง แต่ถามว่าจำเป็นต้องมีการยกเว้นไหม จำเป็นครับ บางกรณีถ้าเขาไม่มีถิ่นที่อยู่ ในประเทศแต่เขามีฝีมือครับ ต้องไปจ้างเขาเหมือนกัน ต้องไปเรียกเขามาช่วยเหมือนกัน ถ้าเป็นอย่างนั้นต้องยกเว้นได้ นี่คือเหตุผลที่ทำไมทั้งมาตรา ๔ ทั้งมาตรา ๕ ทั้งมาตรา ๑๐ นี้ ให้ยกเว้น ได้เอาหลักตรงนี้ก่อนนะครับ ทีนี้เมื่อสักครู่นี้ได้ยินท่านสมาชิกบางท่านพูดถึง ความเป็นเจ้าของ คนละเรื่องนะครับ ความเป็นเจ้าของขึ้นอยู่กับขั้นตอนในการที่เราไปเรียก เขามาให้เขามาทำโครงการ ระบุในสัญญาครับ เป็นการเจรจากรณีแต่ละกรณีไม่เหมือนกันได้ ถ้าเป็นกรณีที่เป็นผลประโยชน์สาธารณะจะเจรจาอย่างไรก็ย่อมได้ แต่จะบอกว่าเขาต้อง มีสิทธิหรือไม่มีสิทธิ อันนี้ไม่ใช่อยู่ในกฎหมาย ไม่ใช่วัตถุประสงค์ของการเขียนกฎหมายตรงนี้ มันเป็นเรื่องที่เป็นขั้นตอนที่ต้องไปเจรจาเป็นกรณีไป ในโลกนี้มีหลายประเภทเป็นเจ้าของ ร่วมก็ได้ หรือเป็นสิทธิของรัฐ หรือมีส่วนแบ่งที่แตกต่างกันออกไปในแง่ผลประโยชน์ก็ได้ หรือเป็นค่าจ้างฟิกซ์ (Fix) คือพูดง่าย ๆ ก้อนเดียวแล้วจบก็มี หรือเป็นค่าจ้างประเภทที่ ถ้าเกิดมีการนำเอาไปใช้ต่อเนื่อง ใช้ประโยชน์อย่างมากมาย อาจจะได้ส่วนแบ่ง มีหลาย ประเภทครับ แต่เราต้องไม่สับสนเลยเอามาปนกันว่าความเป็นเจ้าของกับความเป็นนิติบุคคล หรือบุคคลต่างด้าว และจะต้องปฏิบัติตามหรือได้สิทธิตามกฎหมายฉบับนี้เป็นคนละเรื่องกัน ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ เนื่องจากมาตรา ๔ มีการแก้ไข แล้วก็มีผู้สงวนความเห็นด้วย เพราะฉะนั้นก็ต้องขอความเห็น ๒ ครั้ง สมาชิก กรุณาเข้ามาเพื่อลงมตินะครับ🔗
ท่านที่เข้ามาแล้วกรุณากดบัตรแสดงตน นะครับ สมาชิกที่อยู่ข้างนอกเชิญเข้ามา ให้เวลาครับ ท่านที่เข้ามาแล้วก็กรุณากดบัตรแสดงตน องค์ประชุมต้อง ๓๖๕ คนขึ้นไป ผมขออนุญาตเรียกอีกครั้งนะครับ🔗
ท่านที่เข้ามาแล้วกดบัตรนะครับ ขอเชิญ กดบัตรนะครับท่านที่เข้ามาใหม่🔗
ท่านประธานครับ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ดูสถานการณ์องค์ประชุมก็ทำท่าจะไม่ครบนะครับ แล้วก็มาตรานี้มีการ ถกเถียงกันเยอะมาก จริง ๆ เป็นโอกาสดีนะครับถ้าทางคณะกรรมาธิการจะเอากลับไปแล้วก็ พิจารณาเพื่อสัปดาห์หน้าเราจะได้มาพิจารณาอย่างราบรื่นในประเด็นที่มีปัญหากันก็เป็น ข้อเสนอ ลองพิจารณาดูครับ🔗
ครบครับ ขอบคุณท่านจุลพันธ์ ให้โอกาสครับ เวลาเป็นของมีค่า สมาชิกที่เข้ามาแล้วกดบัตรนะครับ ท่านสมาชิกที่เข้ามาใหม่ กรุณากดบัตรด้วยครับ พร้อมพอสมควรนะครับ ผมปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ที่แสดงตน ๓๖๘ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗
ขอถามมติที่ประชุมว่า ผู้ใดเห็นควร แก้ไขตามที่กรรมาธิการแก้ไข กดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วย กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใด เห็นควรงดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง ถ้ามติออกมาแล้วก็จะถามต่ออีกครั้งหนึ่งนะครับ เชิญลงมติครับ🔗
ท่านประธานผมขอประทานโทษครับ ขอหารือเรื่องคำถามนิดเดียวครับ🔗
ครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ท่านประธานใช้คำถามว่า ผู้ใดเห็นด้วยกับที่กรรมาธิการมีการแก้ไข แต่ท่าน ประธานยังไม่ได้ถามว่า มีผู้สงวนคำแปรญัตติที่ติดใจอยู่หรือไม่ ประการใด ที่จริงคำถาม มันน่าจะต้องเริ่มจากตรงนั้นมาก่อนครับ🔗
ประการแรกก็คือต้องถามก่อนว่า จะเห็นด้วยกับการแก้ไขหรือไม่ ถ้าเห็นว่ามีการแก้ไขก็จะถามต่อไปว่าจะแก้ไขตามที่ กรรมาธิการแก้ไขหรือแก้ไขตามที่มีคนแปรญัตติ ที่เรียนไว้ก็คือ ๒ คำถาม เว้นแต่ผู้แปรญัตติ จะไม่ติดใจนะครับ แต่คำถามแรกก็คือจะเห็นควรให้มีการแก้ไขตามที่กรรมาธิการแก้หรือไม่ ถ้าผู้ใดเห็นว่าควรแก้ไขก็กดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นควรแก้ไขก็กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ถ้าผลออกมาว่าควรแก้ไขก็จะถามคำถามที่ ๒ ต่อไป ขอเชิญลงมติครับ🔗
พร้อมพอสมควรนะครับ ปิดการลง มติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๗๒ ท่าน เห็นด้วย ๓๕๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๓ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๖ ท่าน🔗
มติที่ประชุมเห็นด้วยที่กรรมาธิการ แก้ไขนะครับ เนื่องจากมีผู้แปรญัตติไว้ ยังติดใจใช่ไหมครับท่านผู้แปรญัตติ ปกติก็จะไม่ถาม เพราะว่าจะถามคำถามที่ ๒ ไปเลย แต่เมื่อผู้สงวนความเห็นไม่ติดใจก็จะได้ผ่านไป🔗
ท่านประธานครับ ผม พิจารณ์ ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยครับ🔗
ติดใจนะครับ🔗
ผมติดใจครับ ขอบคุณครับ🔗
ก็ขออนุญาตถามคำถามที่ ๒ นะครับ เมื่อเราได้มีความเห็นว่าเห็นควรแก้ไขแล้ว จะเห็นด้วยให้มีการแก้ไขตามที่กรรมาธิการแก้ไข หรือเห็นด้วยตามที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อยสงวนความเห็น ถ้าเห็นด้วยที่กรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่แก้ไข กดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าไม่เห็นด้วยที่กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่แก้ไข กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดงดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียงครับ เชิญลงมติครับ🔗
พร้อมนะครับ ปิดการลงมติ ผู้ลงมติ ๓๔๙ ท่าน เห็นด้วย ๓๑๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒๑ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑๐ ท่าน🔗
มติที่ประชุมเห็นด้วยกับกรรมาธิการ เสียงข้างมากนะครับ เชิญมาตราต่อไปครับ🔗
มาตรา ๕ มีการแก้ไข🔗
มาตรา ๕ มีการแก้ไข ยังไม่มี ท่านผู้ใดแสดงเจตนาจะอภิปรายนะครับ แต่ว่าเมื่อมีการแก้ไขก็ต้องขอมติที่ประชุมว่า จะเห็นควรแก้ไขตามที่กรรมาธิการแก้ไขหรือไม่ ขอเชิญสมาชิกแสดงตนเพื่อตรวจสอบ องค์ประชุมครับ🔗
ท่านสมาชิกกดบัตรแสดงตนครับ🔗
ท่านประธาน🔗
ครับ🔗
ผม จุลพันธ์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผลการลงมติเมื่อสักครู่นี้ อย่างแรกเลยนะครับ การโหวตครั้งที่ ๒ ว่าเราเห็นชอบกับกรรมาธิการเสียงข้างมากหรือ ผู้สงวนคำแปรญัตตินั้นท่านประธานไม่ได้เช็ก (Check) องค์ประชุมนะครับ ๒. พอการลงมติ จริงแล้วเสียงออกมาเมื่อสักครู่รวมกัน ๓๔๙ เสียงเท่านั้นนะครับ🔗
ผมเข้าใจว่าสอบองค์ประชุมแล้วนะครับ🔗
ยังครับ ท่านประธานไม่ได้ตรวจสอบองค์ประชุมครั้งที่ ๒ ครับ ขอประทานโทษที่ไม่ได้ทักท้วง ล่วงหน้า แต่ผลการลงมติเมื่อสักครู่นี้องค์ประชุมไม่ครบนะครับ🔗
ขออภัยด้วยถ้าผิดพลาดครับ เดี๋ยวผมถามเจ้าหน้าที่นิดหนึ่งครับ ผมไม่ได้ตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ เจ้าหน้าที่บอก ขออภัยด้วยครับ ขอย้อนกลับไปในมาตรา ๔ คำถามที่ ๒ ขออภัยนะครับ ขอท่านสมาชิก ได้กรุณาแสดงตนครับ🔗
สมาชิกกรุณากดบัตรแสดงตนนะครับ🔗
พร้อมนะครับ ขอเชิญข้างหลัง ที่เข้ามากรุณากดบัตรแสดงตนด้วยครับ เก็บหอมรอมริบครับ ทุกคนควรจะภูมิใจนะครับ ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ ใครที่ทำหน้าที่ขณะนี้ควรจะภาคภูมิใจ พร้อมนะครับ ขอปิดการแสดงตน จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตนขณะนี้ ๓๗๐ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗
ขอถามมติในมาตรา ๔ คำถามที่ ๒ ว่าเห็นด้วยให้มีการแก้ไขตามกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือเห็นด้วยที่กรรมาธิการสงวนเห็น นะครับ ถ้าเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก กดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าไม่เห็นด้วยกับ กรรมาธิการเสียงข้างมาก คือเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่สงวนความเห็น กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗
พร้อมแล้ว ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๗๑ ท่าน เห็นด้วย ๓๔๐ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒๑ ท่าน งดออกเสียง ๔ ท่าน ไม่ ลงคะแนนเสียง ๖ ท่าน🔗
มติที่ประชุมเห็นด้วยให้มีการแก้ไข ตามกรรมาธิการเสียงข้างมาก ขอเชิญมาตราต่อไปครับ🔗
มาตรา ๕ มีการแก้ไข🔗
มาตรา ๕ มีการแก้ไขนะครับ จึงต้อง ขอมติที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยตามที่กรรมาธิการแก้ไขหรือไม่ ขอเชิญท่านสมาชิกแสดงตนครับ🔗
ขอเชิญแสดงตนนะครับ🔗
ใครที่อยู่ในห้องกรุณากดบัตรนะครับ ถ้าอยากให้องค์ประชุมครบช่วยกดบัตรด้วยครับ จำนวนคนคงมีเท่าเดิม แต่ว่าบางท่านคงลืม บัตรเอาไว้ ช่วยกดให้องค์ประชุมได้ครบนะครับ ให้เวลาครับ วันเวลาไม่ย้อนกลับมาอีก พร้อมนะครับ พร้อมก็ปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตนขณะนี้ ๓๖๘ ท่านครับ ครบองค์ประชุมครับ🔗
ขอถามมติที่ประชุมว่าผู้ใดเห็นด้วยกับ กรรมาธิการที่มีการแก้ไข กดปุ่ม เห็นด้วยครับ ผู้ใดไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการ กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗
พร้อมแล้วนะครับ ขอปิดการลงมติ จำนวนผู้ลงมติ ๓๗๓ ท่าน เห็นด้วย ๓๖๓ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๔ ท่าน งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๔ ท่าน🔗
มติที่ประชุมเห็นด้วยที่กรรมาธิการ แก้ไข มาตราต่อไปครับ🔗
มาตรา ๖ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๗ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๘ มีการแก้ไข🔗
มาตรา ๘ มีการแก้ไข มีสมาชิก ไม่ได้แปรญัตติ ไม่ได้สงวนความเห็นนะครับ แต่ว่ามีความประสงค์อภิปราย ๓ ท่าน คุณคารม พลพรกลาง พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ขอเชิญไปตามลำดับครับ เชิญคุณคารมครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายคารม พลพรกลาง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตที่จะอภิปรายมาตรา ๘ เนื่องจากกรรมาธิการได้แก้ไข สั้น ๆ กระชับนะครับ ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่ากฎหมายฉบับนี้คือร่างพระราชบัญญัติส่งเสริม การใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. .... นี้เป็นกฎหมายที่ก้าวหน้าและมีประโยชน์ มาก หลักใหญ่ใจความของกฎหมายฉบับนี้คือผู้รับทุน และผู้ให้ทุนก็คือผู้วิจัยและผู้ให้ทุนวิจัย ผมขอเรียนว่าการที่กรรมาธิการแก้ในมาตรา ๘ วรรคสองนี้ผมสันนิษฐานว่า อาจจะเกิดความไม่เป็นธรรมกับผู้รับทุน เดิมผลงานวิจัยนี้นะครับ ผมขอเรียนท่านประธาน ไปยังกรรมาธิการว่าข้อความเดิมคือเมื่อเปิดเผยผลงานวิจัยและนวัตกรรมตามมาตรา ๗ วรรคหนึ่ง ขออนุญาตอ่านนะครับ หากผู้รับทุนก็คือผู้คิดค้นเรื่องวิจัยที่เป็นประโยชน์กับสังคม ขึ้นมาประสงค์จะเป็นเจ้าของผลงานวิจัยนั้น ถ้าไม่ยื่นเสนอแผนการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัย และนวัตกรรมต่อผู้ให้ทุนภายในระยะเวลาที่กำหนดก็จะให้ผลงานนั้นตกเป็นของผู้ให้ทุน แต่เดิมท่านเขียนว่าให้เป็นของผู้รับทุน เมื่อพิจารณาประกอบกับคำนิยามในมาตรา ๓ ที่เขียนไว้ว่าการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมหมายความว่าอย่างไร ประกอบกับ ในมาตรา ๘ วรรคสองมันมีแผนการใช้ประโยชน์ หลักใหญ่ใจความของมาตรานี้ที่ผมสงสัย และอยากจะให้กรรมาธิการได้ตอบเนื่องจากในวรรคท้ายของมาตรา ๘ การดำเนินการตาม วรรคสองและวรรคสาม อันนี้คือแผนการที่จะยึดความเป็นเจ้าของสิทธินั้นอยู่หรือไม่ ได้เขียน ไว้ว่า ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการเงื่อนไขตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด ซึ่งอยู่ ในมาตรา ๑๖ คณะกรรมการว่ามีใครบ้าง ประเด็นใหญ่นะครับ กราบเรียนท่านประธานว่า นวัตกรรมที่คิดขึ้นใหม่ ๆ เพื่อจะต่อยอดไปเชิงธุรกิจ เพื่อประโยชน์ของชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็น เรื่องอาวุธ เรื่องประโยชน์ทางเกษตรกรรม คิดค้นพืช อาจจะเป็นพืชทนภัยแล้งอย่างทาง อีสาน คิดถึงเรื่องอย่างที่ประเทศจีนเขาคิด แม้กระทั่งนวัตกรรมในการทำหมันยุง อันนี้ คือนวัตกรรม แต่กฎหมายมาตรานี้เขียนไว้นี้เป็นการตัดสิทธิผู้รับทุน เขาเรียกว่าพอจะไป เขียนหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขที่จะทำขบวนการรักษาสิทธิของตนเองไปอยู่ในระเบียบ ซึ่งไม่ได้อยู่ในกฎหมายฉบับนี้ ทั้งที่ความจริงแล้วหลักกฎหมายฉบับนี้เขียนขึ้นมาเพื่อส่งเสริม สนับสนุนคนที่คิดค้นขึ้นเพื่อทำประโยชน์ต่อยอดไปส่งเสริมธุรกิจเหมือนเช่นประเทศ สหรัฐอเมริกาที่เขาทำมา ๔๐ ปี เขามีสิทธิบัตรเป็น ๓,๐๐๐ เป็นหลาย ๆ พันต่อปี ประเด็น จึงมีคำถามว่าท่านเขียนกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา ในมาตรา ๘ วรรคสองนี้ผมดูกับคำนิยามแล้ว การใช้ประโยชน์กับแผนการใช้ประโยชน์ที่ท่านเขียนนี้นะครับ เขียนอย่างนี้ขึ้นจะทำให้เสีย ประโยชน์กับผู้คิดค้นนวัตกรรมคือผู้รับทุน เพราะฉะนั้นผมอยากขอคำอธิบายเนื่องจากว่า สมาชิกรัฐสภาเราท่านหนึ่ง ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านเพชรชมพู กิจบูรณะ เคยแปรญัตติ แต่ว่ากรรมาธิการชี้แจงแล้วท่านพอใจ แต่กรรมาธิการไม่ได้ให้คำอธิบายอะไรชัดเจน ผมจึง ขอคำอธิบายสั้น ๆ เพราะคิดว่าเรื่องนี้อาจจะขัดกับหลักการของการออกกฎหมายฉบับนี้ เพราะเหตุผลของกฎหมายนี้ออกมาเป็นกฎหมายใหม่ก้าวหน้า มีประโยชน์ เห็นชอบด้วย ในหลักการตั้งแต่ต้น แล้วก็ตอนนี้ก็ยังคิดว่ากฎหมายที่เป็นประโยชน์ แต่ว่าการเขียนสับสน แล้วก็เขียนแล้วอ่านยากครับ ท่านจะดูได้เลยครับว่าอ่านไปแล้วแรก ๆ กระบวนการที่จะ รักษาสิทธิของผู้รับทุนเป็นอย่างไร สุดท้ายบอกว่าถ้าไม่แจ้งก็ให้สิ้นสิทธิ ให้สิทธินั้นกลับไปตก เป็นของผู้ให้ทุน วรรคสองก็แก้ไข ก็คล้าย ๆ กัน การเขียนแล้วอ่านเข้าใจยาก เพราะฉะนั้น ถ้าท่านจะอธิบายให้ผมเข้าใจได้เพื่อประโยชน์ในการไม่ต้องตีความเยอะ เพราะว่าหลักเกณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นในมาตรา ๗ หรือที่จะออกระเบียบเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่ท่านเขียน ไว้ในมาตรา ๘ เป็นการไปเขียนไว้ในประกาศที่จะออกมาภายหลัง ก็ขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณนะครับ พลตำรวจตรี สุพิศาล เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กราบเรียนครับ ในมาตรา ๘ นี้ผมก็ขอสิทธิในฐานะสมาชิก รัฐสภาที่จะร่วมอภิปรายในกรณีที่คณะกรรมาธิการได้มีการตัดสาระของเนื้อความใน วรรคสองไปต่อความในวรรคหนึ่งแทน แล้วก็เติมความในวรรคสาม แล้วปรับแก้ไขวรรคสี่แทน มีการเติมเนื้อความในวรรคหนึ่งด้วย ผมอภิปรายใน ๓ ประเด็นดังนี้ครับท่านประธาน โดยเฉพาะเรื่องของเนื้อความที่เกิดขึ้นในมาตรา ๘ มันจะต้องเกี่ยวเนื่องเป็นมาตรา ๙ ด้วย เพราะว่าเปิดปฐมของประโยคก็คือภายใต้การบังคับของมาตรา ๙ คือผลงาน มาตร ๙ พูดถึง เรื่องของรัฐและเอกชนที่ให้ทุน ให้ทุนและสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรม ความเป็นเจ้าของ ผลงานเป็นไปตามสัญญาที่จะกำหนดในสัญญาร่วมให้ทุน กราบเรียนท่านประธานครับ ผมเคยเข้าเป็นกรรมาธิการงบประมาณครับท่านประธาน กระทรวง อว. ที่นำเสนอ งบประมาณเข้าปีนั้น ปี ๒๕๖๓ เป็นปีแรกที่เป็นปีที่รวมการใช้งบประมาณเพื่อศึกษาวิจัย หมื่นกว่าล้านครับ ครั้งแรกเข้าห้องเล็กไปถูกตัดมาสูงมากเลยนะครับ แล้วมีการร้องทุกข์ อุทธรณ์กันจนกระทั่งต้องคืนไป ผมเปิดเอกสารเชื่อไหมครับ วันนั้นครับท่านประธาน เป็นปึ๊ง เลยครับ ตอนแรกไม่ได้ส่งเข้ามานะครับ ตอนถูกตัด พอเข้ามาปั๊บ โครงการที่มันเข้ามา เชื่อไหมครับ เป็นโครงการของปี ๒๕๕๙ ปี ๒๕๕๗ นะครับ แต่ปีนั้นผมพิจารณาเป็น ปี ๒๕๖๓ นะครับท่านประธาน แล้วมันไหลไปเป็นงานวิจัยของหลายมหาวิทยาลัย เป็นการ ติดต่อ ตรงนี้คือหัวใจสำคัญ เจ้าของเนื้อเงินคือรัฐบาล และในงบประมาณนั้นปรากฏว่ามีการ เปิดตัวผลสัมฤทธิ์ของผลงานปรากฏอยู่ ผมตามแต่ละเม็ดงานหาคำตอบไม่ค่อยได้ครับ แล้วงานวิจัยนั้นเป็นงานวิจัยอยู่ในมหาวิทยาลัยหลายมหาวิทยาลัยที่ปรากฏ ซึ่งขณะนี้ ผมก็ทราบว่าเป็นการแจกเม็ดเงินลงไปให้กระทรวง อว. เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนงานวิจัยและ ผลงานให้กับผู้ขอทุนหรือผู้วิจัยต่าง ๆ นานา อันนั้นคือเป็นอันหนึ่งที่จะต้องมีสัญญาร่วม ให้ทุนถึงปรากฏพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้นมา แล้วก็ประเด็นที่ ๒ ผู้รับทุนจะต้องทำสัญญา และมีสาระสำคัญที่ปรากฏในมาตรา ๖ วรรคหนึ่ง วรรคสอง ในบางส่วนที่ปรากฏจะต้องมา สิ่งสำคัญในประเด็นสำคัญคือการเปิดเผยผลงานวิจัยและนวัตกรรม กราบเรียนครับ ผมก็เคยทำงานวิจัย และสาระสำคัญของงานวิจัยและนวัตกรรมในเชิงวิจัยมันมีทั้งการทำงาน วิจัยในภาคสังคมศาสตร์ ภาควิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะการสร้างนวัตกรรมในภาควิทยาศาสตร์ นั้นเป็นเรื่องสำคัญในเรื่องของงานวิจัยเชิงทดลองซึ่งจะต้องใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ ระยะเวลาจำนวนมาก เม็ดเงินสูงครับ แต่ถ้างานวิจัยในเชิงสังคมศาสตร์มันเป็นแค่ทำในเรื่อง ของด็อกคิวเมนทารี (Documentary) เรื่องของการศึกษา ทำการสัมภาษณ์ การไปเอาเครื่องมือ แล้วพรูฟ (Prove) เนื้องานของ เหตุการณ์ฟีโนมีนัล (Phenomenal) หรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่ต้องการศึกษาเพื่อเสนอต่อ สังคม แต่ประเด็นสำคัญส่วนใหญ่จะเป็นหอคอยงาช้างครับ พอเสนอปั๊บปรากฏว่างานวิจัย ระดับสูงเก็บไว้บนหิ้งครับ ไม่เอามาขับเคลื่อนจากเม็ดเงินที่ลงทุนไป นั่นคือสิ่งสำคัญ ฉะนั้น ตรงนี้สภาจะต้องออกข้อกำหนดหรือหลักการให้สำคัญเลยว่างานที่ลงทุนไปในงานวิจัยนั้น ผลงานนี้เมื่อถูกสภากำหนดเงื่อนไขแล้วสภาจะต้องล็อกประเด็น แล้วผลสัมฤทธิ์นั้นสามารถ เอาไปต่อยอดเป็นผลประโยชน์ของมวลมหาประชาชนของประเทศไทยได้หรือไม่ สาธารณประโยชน์จะได้ประโยชน์ขนาดไหน นั่นคือส่วนสำคัญ และประเด็นอีกประเด็นหนึ่ง ในประเด็นตรงนี้คือแจ้งความประสงค์จะเป็นเจ้าของผลงานนั้น ซึ่งในหลักการนั้นปรากฏว่า จะต้องทำเป็นหนังสือแล้วเสนอแผนและกลไกลของการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยนั้น นี่คือ สาระสำคัญยิ่งที่ผู้วิจัยหรือผู้ขอทุนต้องทำให้ปรากฏ อันนี้ผมเห็นด้วยครับ เพราะไม่อย่างนั้น งานวิจัยมันก็เหมือนงานมาเล่าเรื่องให้ฟัง แล้วบางทีการวิจัยบางอันไม่ได้มาตรฐานครับ แล้วเป็นงานวิจัยที่เอออวยกันครับ ผมไม่ได้ว่าคณะกรรมการผู้สอบหรือตรวจสอบงานวิจัย นะครับ แต่มันเป็นการเอออวยเพื่อจะให้งบประมาณนั้นให้ผ่านไป ทั้งที่งบประมาณที่จะใช้ ในงานวิจัยหรือการสร้างนวัตกรรมมันเป็นเงินจำนวนมาก บางงบประมาณผูกพัน ๕ ปี ตอนที่ผมดูงบประมาณนะครับ ปี ๒๕๕๙ ปี ๒๕๖๐ ปี ๒๕๖๑ ปี ๒๕๖๒ มาปี ๒๕๖๓ ขออีก ต่อไปถึงปี ๒๕๖๗ ๖-๗ ปี ผมก็เลยไม่รู้ว่างานวิจัยชิ้นนั้นที่เป็นงานวิจัยด้านเทคโนโลยี หรือเปล่า ถ้าเป็นด้านเทคโนโลยีพับไปเลยครับ ปีเดียวเขาก็เลิกแล้ว หรืองานวิจัยทาง ด้านแพทย์มันก็ไม่ทันต่อเหตุการณ์ ฉะนั้นการทำหนังสือของผู้ให้ทุนมันก็เป็นผลกระทบของ มาตรหนึ่งที่เพิ่ม โดยเฉพาะในมาตรา ๘ ของวรรคสาม วรรคสามนั้นคือการที่ตัดเนื้อความ ตัดหรือปรับเนื้อความในวรรคสามใหม่ ใช้คำว่า ผู้ให้ทุนออกหนังสือแสดงความเป็นเจ้าของ ผลงานวิจัยแก่เจ้าของผลงานวิจัยตามวรรคหนึ่ง วรรคสอง โดยเร็ว คือต้องออกหนังสือให้ โดยเร็วเพื่อคุ้มครองสิทธิ มันก็เลยเป็นเรื่องของการกำจัดสิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๓๗ หรือเรื่องของสิทธิของทรัพย์สินและมาตรการสืบทอดทางมรดก เรื่องทรัพย์สินก็เป็น เรื่องอันหนึ่งที่เกี่ยวข้อง ทีนี้ในเรื่องของงานวิจัยผมกราบเรียนเลยว่าจุดประสงค์สุดท้ายคือ การแก้ไขวรรคสามที่จะอภิปรายนะครับ ขอนิดเดียวครับ ถ้าไม่ทำอะไรเลยครับท่านประธาน มันก็กลายเป็นมาตรา ๘/๑ ที่กำลังต่อไป กราบเรียนแค่นี้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกรัฐสภา ผมอาจจะเป็นการตั้งคำถามแล้วก็มีของมาตรา ๘ กับท่านคณะกรรมาธิการครับ ในมาตรา ๘ ปรากฏว่าได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมก็คือ ผู้รับทุนต้องเปิดเผยผลงานวิจัยและนวัตกรรม ผมอยากจะกราบเรียนถามว่าท่านนิยามคำว่า เปิดเผย ไว้แค่ไหน เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าถ้าท่านทำแค่เปิดเผย ไม่ไปสู่การรับรอง มันจะเป็นเรื่องที่งานวิจัย อันนั้น ถ้าปรากฏตามในพระราชบัญญัตินี้ท่านก็ไปให้สภานโยบายเกี่ยวกับเรื่อง อิเล็กทรอนิกส์ที่ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีกับคนประมาณ ๓๐ คน ซึ่งคนกลุ่มนี้ผมคิดว่า อาจจะเป็นการครอบงำสติปัญญาความคิดในเรื่องการวิจัยก็ว่าได้ เพราะว่าในเรื่องงานวิจัย ในมาตรานี้การเปิดเผยมันตกคำสำคัญคือการรับรอง ซึ่งในการรับรองผลงานวิจัยมันจะมี คือเราจะต้องไปตีพิมพ์ในเจอร์นัล (Journal) ต่าง ๆ ที่โลกยอมรับ ถ้าเราไม่มีผลงานไปสู่การตีพิมพ์ ถ้าท่านจะไปเป็นระบบคอมพิวเตอร์ ท่านจะต้องมีพรีวิว (Preview) ต่าง ๆ อาจจะของพีเพิลอี (People-e) ที่เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ยอมรับ ถ้าไม่เช่นนั้นผลงานวิจัยที่เราพิมพ์ถ้าไม่มีการรับรองแล้วไปถูกรับรอง โดยในนิยามของท่าน ก็จะมีนิยามในเรื่องผลงานวิจัยและนวัตกรรมในมาตรา ๕ มันก็แค่การค้นคว้า การทดลอง การสำรวจศึกษา แต่ไม่มีการรับรองงานวิจัย การรับรองงานวิจัยต้องรับรองโดยผู้เชี่ยวชาญ นานาชาติ และได้รับการยอมรับ มิเช่นนั้นในมาตรานี้ท่านบอกไปใช้ประโยชน์ มันเป็น ประโยชน์ของใคร ประโยชน์ในความรู้สึกของคณะกรรมการชุดหนึ่งที่เราตั้งจาก นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี และข้าราชการ ซึ่งคนกลุ่มนี้ก็ต้องยอมรับว่าหลายคนอาจจะ ไม่มีความรู้ในเรื่องงานวิจัยในเรื่องต่าง ๆ เท่ากับผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้นผมจึงอยากจะให้มีการเติม ในมาตรา ๘ ในกรณีการเปิดเผยผลงานวิจัยและนวัตกรรมควรจะเติมว่า มีการรับรอง โดยองค์กรนานาชาติหรือองค์กรที่เป็นวิชาชีพนั้น ๆ เข้าไป เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ มิเช่นนั้น งานวิจัยทั้งหมดท่านไปเขียนในตอนท้ายว่าเพื่อเอาไปใช้ประโยชน์ คนจะไม่รู้หรอก อย่างผม วันนี้ถ้าจะดูใครเขียนอะไรมาเราก็ต้องไปเปรียบเทียบว่าโลกหรือสากลเขามองแค่ไหน ถ้าท่านให้ใบรับรองสู่ระดับสากลนี้ ถ้าผลงานเขาไม่ดีเขาจะไม่ได้ถูกตีพิมพ์อยู่แล้ว ดังนั้นผม จึงคิดว่ามาตรา ๘ มีความสำคัญมาก ท่านต้องไปนิยามคำว่า เปิดเผย ผลงานวิจัยแค่ไหน ผลงานวิจัยที่เปิดเผยคงไม่ใช่เปิดเผยแค่หน่วยราชการหรือหน่วยงานไปเปิดเผย มันต้องได้รับ การตีพิมพ์โดยองค์กรผู้เชี่ยวชาญนานาชาติที่เกี่ยวกับเรื่องนั้นครับ ขอขอบพระคุณมากครับ ผมจึงขอถาม แล้วก็ขอว่าในส่วนนี้ผมอ่านทั้งฉบับมันไม่มีเรื่องการรับรอง ไม่ทราบว่าอยู่ใน ส่วนไหน ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ถ้ากรรมาธิการ ไม่ชี้แจงผมก็ต้องขอมติที่ประชุมนะครับ เนื่องจากมาตรา ๘ มีการแก้ไข จึงต้องขอความเห็น จากที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยให้มีการแก้ไขหรือไม่นะครับ🔗
สมาชิกกรุณาเข้ามาแสดงตนเพื่อ ลงมติมาตรา ๘ ให้เวลาครับ เชิญเข้ามานะครับ แล้วก็ที่มาแล้วกรุณากดบัตรเพื่อแสดงตน ตรวจสอบองค์ประชุมตามข้อบังคับนะครับ พวกเราช่วยไปตามเพื่อนมาด้วยนะครับ กฎหมายนี้มี ๒๐ มาตรา สัปดาห์หน้าเป็นสัปดาห์สุดท้าย สภายังอยู่นะครับ แต่ว่าสัปดาห์หน้า ปิดสมัยประชุม เรามีเวลาอยู่น้อย เราติดโควิด-๑๙ (COVID-19) ไป ๔ สัปดาห์ ใครที่ เข้ามาแล้วกดบัตรแสดงตนนะครับ จะรอจนค่ำเลยนะครับ เชิญไปตามพรรคพวกมาด้วยครับ ใครที่มาแล้วกดบัตรด้วย เดี๋ยวองค์ประชุมจะครบหรือไม่ก็ตามผมก็จะให้กดแสดงตนเพื่อ จะได้รู้ว่าใครอยู่🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม คำพอง เทพาคำ ครับ ผมคิดว่าสมาชิกรัฐสภายังไม่กลับ นะครับ ขอรออีกสักพักหนึ่ง🔗
ผมรอครับ🔗
ผมรอครับ มีสมาชิกทยอยมาทีละคน เข้ามาแล้วกดบัตรด้วยนะครับ ข้างหลังที่เข้ามาใหม่กรุณาช่วยกดบัตรด้วยครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม คำพอง เทพาคำ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมอยากจะ หารือท่านประธานอย่างนี้ว่าในการประชุมเที่ยวหน้านี้ถ้าเกิดว่าบรรยากาศมันเป็นอย่างนี้ นะครับท่านประธาน ผมคิดว่าเราควรจะเอาวาระสำคัญ เช่น การโหวตรัฐธรรมนูญไปไว้วาระ หลัง ๆ ถ้าไม่อย่างนั้นกฎหมายสำคัญ ๆ หรือว่ากฎหมายที่เราจะต้องพิจารณามันก็จะมีสภาพ อย่างนี้ล่ะครับ ฉะนั้นผมคิดว่าวาระที่จะต้องใช้เสียง ใช้องค์ประชุมมาก ๆ รวมทั้งรัฐบาล รวมทั้งวุฒิสมาชิก รวมทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้มาก ๆ ผมคิดว่าถ้าไม่อย่างนั้นเราจะมี สภาพอย่างนี้ เพราะว่าพอวาระที่จะต้องสู้ชนกันอย่างหนัก เอาชนะคะคานกัน อย่างหนักมันผ่านไปก่อนแล้วพวกเราก็เห็นว่าวาระที่มันมีความจำเป็นที่จะต้องให้มันได้รับ การพิจารณา องค์ประชุมก็หดหายไป ฉะนั้นผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานด้วยความ เคารพว่าในอนาคตต่อไปผมคิดว่าต้องเอาวาระสำคัญ ๆ เอาไว้หลัง ๆ ขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗
คำพองครับ ขอบพระคุณมากครับ คำแนะนำ ถ้าทำอย่างนั้นเดี๋ยวประธานโดนตายเลยครับ ผมขออนุญาตนะครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม วิรัช พันธุมะผล สมาชิกพรรคภูมิใจไทย ผมขอเสนอ ท่านประธานแป๊บเดียวครับ คือขาด ๔ ครั้งขาดสมาชิกภาพครับ แต่ท่านประธานใจดี ปล่อยให้ขาดเรื่อย ๆ น่าจะแก้ข้อบังคับว่าใครขาด ๑ ครั้ง ปรับ ๑๐,๐๐๐ บาทดีไหม เพื่อนสมาชิกโห่ผม ผมรู้แล้ว ผมมันเป็นสมาชิกแบบบัญชีรายชื่อ ส.ส. เขตเขาจะว่าผมเอา🔗
ด้วยความขอบพระคุณ ก็น้อมรับ คำแนะนำทุกท่านด้วยความขอบพระคุณนะครับ จริง ๆ แล้วเราจะทำอย่างไรก็ตามมันอยู่ที่ ความรับผิดชอบของเรา ไม่ว่าเราจะใช้วิธีไหนก็ตามถ้าเราขาดความรับผิดชอบไปมันก็จะ เจอปัญหา แต่ว่าไม่บ่อยหรอกครับ การประชุมรัฐสภาผมเข้าใจว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งแรก ปกติประชุมสภาผู้แทนราษฎรเรามีบ่อย แต่ประชุมรัฐสภานี้เราไม่ค่อยมีปัญหาเพราะ วุฒิสมาชิกจะมาประชุมพร้อมมากกว่า แต่เที่ยวนี้วุฒิสมาชิกขาดมากกว่าเราในตอนหลังนี้ เพราะฉะนั้นก็อาจจะเป็นเหตุผลอันหนึ่งที่ทำให้จำนวนสมาชิกไม่ครบ ผมขออนุญาตนะครับ ผมคิดว่าพร้อมพอสมควรแล้ว ขอตรวจสอบองค์ประชุมโดยการกดบัตรแสดงตนครับ🔗
สมาชิกพร้อมนะครับ พร้อมก็ปิดการ แสดงตน จำนวนผู้เข้าประชุม ๓๕๕ ท่าน🔗
ไม่ครบองค์ประชุม ใครแสดงตน คนนั้นก็อยู่ครับวันนี้ ใครที่ไม่แสดงตนคนนั้นก็ไม่อยู่ อันนี้ก็ประกาศได้เลย ก็ขอขอบพระคุณ พวกเราที่อยู่ประชุมนะครับ เมื่อองค์ประชุมไม่ครบก็ต้องปิดประชุม สวัสดีครับ🔗