unknown · · 376 lines

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๖๗๕ คน
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิก ขณะนี้มีท่านสมาชิกรัฐสภาลงชื่อมาประชุม ๓๘๐ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้วผมขอเปิดประชุม เพื่อดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระนะครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี🔗

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี🔗

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว🔗

๓.๒ ร่างพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. ...... ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว🔗

ผมขอเชิญ คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการ ยุติธรรม พ.ศ. ....🔗

(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ด้วยว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญได้เสนอร่างพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงาน ในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. .... พร้อมข้อสังเกตให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาพิจารณา โดยได้นำผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจาก ร่างพระราชบัญญัติที่คณะรัฐมนตรีได้ส่งให้รัฐสภามาใช้ประกอบการพิจารณาเป็นไปตาม บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ🔗

ทั้งนี้ การพิจารณาในวาระสองนี้จะพิจารณาเริ่มต้นตั้งแต่ชื่อร่าง คำปรารภ แล้วพิจารณาเรียงตามลำดับมาตราจนจบร่าง โดยผมจะให้กรรมาธิการที่สงวนความเห็น หรือสมาชิกที่สงวนคำแปรญัตติได้อภิปรายก่อน ส่วนสมาชิกที่ไม่ได้สงวนคำแปรญัตติไว้ จะอภิปรายได้เฉพาะถ้อยคำหรือข้อความที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมเท่านั้น เมื่อคณะกรรมาธิการ ได้ตอบชี้แจงจบแล้วก็จะเป็นการลงมติในมาตรานั้นตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ ประกอบข้อ ๙๖ ท่านประธานคณะกรรมาธิการถ้าพร้อมแล้วขอเชิญแถลงต่อที่ประชุมครับ🔗

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธาน กระผม นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. .... ขอเสนอรายงานผลการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการ ยุติธรรม พ.ศ. .... ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาดังนี้🔗

ตามที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ ๕ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) วันอังคารที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ ได้พิจารณาและลงมติรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติ กำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. .... ซึ่งคณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ และได้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นคณะหนึ่ง จำนวน ๓๕ ท่าน เพื่อพิจารณาโดยกำหนด การแปรญัตติภายใน ๑๕ วัน ซึ่งมีสมาชิกรัฐสภายื่นคำแปรญัตติ จำนวน ๓ ท่าน ในการ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญได้นำผลการรับฟังความคิดเห็น การวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้ส่งให้รัฐสภา ในชั้นรับหลักการมาประกอบการพิจารณาด้วยแล้ว ทั้งยังได้นำผลการรับฟังความเห็น โดยวิธีการอื่น เช่น การอภิปรายของสมาชิกรัฐสภาในชั้นรับหลักการ การเชิญผู้แทนหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมชี้แจงและให้ความเห็นเพิ่มเติม การพิจารณาเอกสารที่เสนอความเห็น จากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย การเปิดให้แสดงความคิดเห็นผ่านทางเว็บไซต์ (Website) ของคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อมาประกอบการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ทุกขั้นตอน ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๗๗ วรรคสอง บัดนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีทั้งหมด ๑๒ มาตรา คณะกรรมาธิการวิสามัญได้แก้ไข เพิ่มเติม ๖ มาตรา คงไว้ตามร่างเดิม ๖ มาตรา หลังจากคณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณา ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้แล้วเห็นว่าควรมีข้อสังเกตที่คณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรทราบหรือควรปฏิบัติ จึงได้บันทึกข้อสังเกตดังกล่าวไว้ในท้ายรายงานของคณะกรรมาธิการ วิสามัญเพื่อให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาได้พิจารณา กระผมจึงขอนำเสนอรายงานผลการ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. .... ของคณะกรรมาธิการวิสามัญต่อที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาต่อไป ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปจะเป็นการพิจารณาเรียงตามลำดับมาตราครับ ผมขอความกรุณาท่านสมาชิกที่สงวน คำแปรญัตติไว้ได้แสดงเจตนาให้เจ้าหน้าที่ทราบเพื่อให้เป็นการพิจารณาไปโดยความเรียบร้อย เชิญเลขาธิการดำเนินการครับ🔗

นางสาวนภาภรณ์ ใจสัจจะ รองเลขาธิการรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการ รัฐสภา

ร่างพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. .... ชื่อร่างพระราชบัญญัติไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ชื่อร่าง พระราชบัญญัติไม่มีการแก้ไขครับ มีกรรมาธิการคือท่านอดิศร เพียงเกษ ขอสงวนความเห็น เชิญท่านอดิศร เพียงเกษ ครับ🔗

นายอดิศร เพียงเกษ กรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอดิศร เพียงเกษ ในฐานะกรรมาธิการผู้สงวนความเห็น ผมสงวนความเห็นเรื่องชื่อร่าง จะโยงกับมาตรา ๑ นะครับ ขออนุญาตที่จะอภิปรายผนวกกันไป ชื่อร่างที่กำหนดนี้มาจาก รัฐธรรมนูญมาตรา ๒๕๘ ง. ด้านกระบวนการยุติธรรม โดยให้มีการกำหนดระยะเวลาดำเนินงาน ในทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมที่ชัดเจน ผมเห็นว่าเรามาทำกฎหมายฉบับนี้เป็น กฎหมายปฏิรูปมาจากรัฐธรรมนูญดังที่ผมกราบเรียนควรจะกำหนดชื่อให้ชัดเจนตามที่ รัฐธรรมนูญต้องการให้เราทำการปฏิรูป ควรจะเป็นชื่อให้เต็มตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด เป็นร่างพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. .... ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการบางท่านเห็นว่าชื่อที่จะแก้ไขนั้น มันจะขัดต่อหลักการหรือไม่ ผมให้เจ้าหน้าที่สภาไปตรวจค้นเกี่ยวกับการแปรญัตติเกี่ยวกับ ชื่อร่างมีอยู่อย่างน้อย ๒ ฉบับครับ ในปี ๒๕๔๔ ชื่อร่างเดิมเป็น พ.ร.บ. เลื่อยยนต์ แต่ในที่สุดก็แก้เป็น พ.ร.บ. โซ่เลื่อยยนต์ อีกพระราชบัญญัติฉบับหนึ่งเป็นที่น่าสนใจเมื่อปี ๒๕๑๓ มี ส.ส. จำนวน ๑๕ ท่าน นำโดย นายประมวล กุลมาตย์ ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เข้าสู่ การประชุมสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นตลาดวิชา ปรากฏว่ากรรมาธิการได้แต่งตั้ง พลเอก ประภาส จารุเสถียร เป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการได้เสนอ ชื่อโดยที่ไม่มีชื่อให้เป็นมหาวิทยาลัยรัตนโกสินทร์ แต่พอเข้ามาสู่ในวาระสองมีการถกเถียงกัน มีสมาชิกบางท่านบอกว่าควรจะให้เป็นชื่อมหาวิทยาลัยราษฎร มหาวิทยาลัยปวงชนไทย และมี ส.ส. ท่านหนึ่งเป็น ส.ส. จังหวัดขอนแก่นบ้านผม ชื่อว่านายแคล้ว นรปติ ได้เสนอ แปรญัตติชื่อนะครับ เป็นชื่อมหาวิทยาลัยรามคำแหงเพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่พระเจ้า รามคำแหงมหาราช จนในที่สุดที่ประชุมก็เห็นด้วยกับนายแคล้ว นรปติ โดยใช้ชื่อว่า มหาวิทยาลัยรามคำแหง ผลิตลูก ผลิตหลาน ผลิตบัณฑิต เปลวเทียนให้แสงรามคำแหงให้ทาง จนในปัจจุบันนี้ครับ ขอบคุณมหาวิทยาลัยรามคำแหงให้ดุษฎีบัณฑิต แก่นายแคล้ว นรปติ ส.ส. บ้านผม ผมจึงคิดว่าการที่จะทำกฎหมายฉบับนี้ให้ประชาชนเข้าใจไม่ใช่ไปอ่านรายละเอียด ในกฎหมายในเนื้อในก็ควรจะบัญญัติชื่อให้มันเต็มตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ โดยใช้ชื่อว่า ร่างพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม เพื่อเปิดโอกาสให้กระบวนการยุติธรรมให้ประชาชนได้ทราบทุกขั้นตอนอย่างง่าย ๆ กฎหมาย ต้องให้ประชาชนอ่านง่ายครับ ไม่ใช่ให้สมาชิกรัฐสภาหรือนักกฎหมายอ่าน ประชาชนอ่านปั๊บ เข้าใจปั๊บมันก็จะมีประโยชน์ เพราะว่ากระบวนการยุติธรรมผมพูดในคณะกรรมาธิการว่า เรากำหนดขั้นตอนต่าง ๆ มากมาย แต่สมควรหรือยังที่กระบวนการยุติธรรมที่อยากจะให้ มีความยุติธรรมจะต้องให้มีระบบลูกขุนขึ้นมาในกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้อง ผมขออนุญาต ท่านประธานอภิปรายเรื่องชื่อร่าง และมาตรา ๑ ผมจะไม่ลุกขึ้นอภิปราย ขอให้ท่านทั้งหลาย ที่เป็นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยรามคำแหงได้โปรดเห็นว่าชื่อร่างหนึ่งมันสามารถทำได้แล้วก็ มีหลักฐานที่ผมได้เสนอต่อที่ประชุมรัฐสภา ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านอดิศร เชิญกรรมาธิการชี้แจงครับ🔗

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ขอบคุณครับ ท่านประธาน และขอบคุณท่านกรรมาธิการที่ได้กรุณาสงวนความเห็นเกี่ยวกับชื่อร่างของ พระราชบัญญัติฉบับนี้ ผมขอกราบเรียนว่าในประเด็นเกี่ยวกับชื่อร่างของพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ที่ประชุมกรรมาธิการได้ให้ความสำคัญต่อความคิดเห็นของผู้สงวนเป็นอย่างมากครับ เราได้พิจารณาในรายละเอียดถึงแนวทางวิธีการ รวมถึงการทำงานของสภาในอดีตที่มีการ แก้ไขชื่อร่างกฎหมาย ก็ขออนุญาตเรียนครับว่าเนื่องจากร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ซึ่งเสนอ โดยคณะรัฐมนตรี ร่างที่เสนอเข้ามาได้กำหนดหลักการไว้ว่าให้มีกฎหมายว่าด้วยกำหนด ระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมชัดเจนอยู่ในหลักการของกฎหมาย แต่ประเด็น ที่ผู้สงวนท่านติดใจก็คือไม่มีคำว่า ทุกขั้นตอน เหมือนกับข้อความที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ ง. การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม แต่ถ้าท่านสมาชิกได้อ่านรายละเอียดในเหตุผลของร่างกฎหมายฉบับนี้ ก็เขียนไว้ชัดเจนว่า เป็นกฎหมายที่ว่าด้วยเรื่องของการกำหนดระยะเวลาการดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม ทุกขั้นตอน นอกจากนี้ในเนื้อหาของมาตรา ๔ ของร่างกฎหมายฉบับนี้ก็เช่นเดียวกันครับ กำหนดวัตถุประสงค์ของกฎหมายฉบับนี้ไว้ชัดเจนว่าเป็นกฎหมายที่กำหนดระยะเวลา ดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมทุกขั้นตอน ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ ง. สอดคล้องถูกต้อง ฉะนั้นประเด็นคงมีแต่เพียงว่าแล้วเหตุใดเราไม่แก้ไขชื่อ ให้มีความสอดคล้องกับที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ ก็เรียนว่าด้วยปรากฏข้อเท็จจริงอย่างที่ ผมได้กราบเรียนก็คือหลักการของกฎหมายฉบับนี้นั้นได้กำหนดไว้ว่าให้มีกฎหมายว่าด้วย กำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม หากกรรมาธิการเสียงข้างมากจะแก้ไข ตามข้อสงวนก็จะมีประเด็นปัญหาเกิดขึ้นก็คือจะเป็นการแก้ไขที่เกินกว่าหลักการของกฎหมาย หรือไม่ครับ ซึ่งก็จะไปขัดกับข้อบังคับการประชุมของรัฐสภา ข้อ ๑๐๘ ประกอบกับข้อ ๙๑ นอกจากนี้ขออนุญาตเรียนว่าถ้าเราจะทำจริง ๆ ในอดีตตามที่ท่านกรรมาธิการผู้สงวนได้ ยกตัวอย่างว่าในอดีตเคยทำมา เรียนว่าเราเคยทำในเรื่องของการแก้ไขชื่อกฎหมายหลายครั้ง แต่ว่าจะมีขั้นตอนในการดำเนินการ ถ้ากรณีใดเป็นกรณีที่ไปกระทบกับหลักการของกฎหมาย โดยร่างกฎหมายได้กำหนดชื่อของกฎหมายไว้ชัดเจนแล้ว การที่จะแก้ไขชื่อของกฎหมายนั้น เมื่อเป็นการแก้ไขที่เกินกว่าหลักการก็จะต้องส่งเรื่องกลับไปให้คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ เสียก่อน กรรมาธิการเสียงข้างมากไม่ได้ปฏิเสธว่าทำไม่ได้โดยเด็ดขาด แต่ว่ามีกระบวนการ ที่จะทำซึ่งก็จะทำให้การพิจารณากฎหมายฉบับนี้ล่าช้าไป เมื่อเป็นเช่นนี้ประกอบกับการ พิจารณาในเนื้อหาสาระสำคัญอย่างที่ผมกราบเรียนต่อที่ประชุมแล้วว่าในเนื้อหาสาระสำคัญ ซึ่งปรากฏอยู่ในกฎหมายฉบับนี้เริ่มตั้งแต่มาตรา ๔ ได้บัญญัติวัตถุประสงค์ของกฎหมาย ฉบับนี้ว่าชัดเจนแล้ว เป็นกฎหมายที่ว่าด้วยเรื่องกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการ ยุติธรรมทุกขั้นตอน เพราะฉะนั้นท่านสมาชิกไม่ต้องห่วงกังวลว่าสาระสำคัญของกฎหมาย ฉบับนี้จะขาดตกบกพร่องไปกว่าที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ ได้บัญญัติไว้ ด้วยเหตุผล ที่กราบเรียนมาทั้งหมด กรรมาธิการเสียงข้างมากจึงเห็นควรให้คงชื่อร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ไว้ตามเดิมครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านกรรมาธิการอดิศร เพียงเกษ จะติดใจให้ลงมติไหมครับ🔗

นายอดิศร เพียงเกษ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม อดิศร เพียงเกษ กฎหมายปฏิรูปนี้มันมีความสำคัญ เราทำกฎหมายเพื่อให้ประชาชนอ่านกฎหมาย เข้าใจ ไม่ใช่ทำให้นักกฎหมายอ่านกฎหมายเข้าใจ ถ้าประชาชนอ่านชื่อกฎหมายตามที่ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ กำหนด ให้เขียนว่า กำหนดระยะเวลาดำเนินงานในทุกขั้นตอน ของกระบวนการยุติธรรมที่ชัดเจน มันไม่ได้ขัดต่อหลักการอะไร ความชัดเจนให้ประชาชน เข้าใจไม่ใช่พวกเราเข้าใจ ประชาชนถูกบังคับว่าให้รู้กฎหมาย จะปฏิเสธว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้ นั่นคือหลักการ แต่ความจริงถ้าอ่านแล้วเข้าใจง่าย ๆ แม่ใหญ่ศรี พ่อใหญ่จันทราบ้านผมนี่ จะได้ไปสอบถามว่าอัยการหรือตำรวจไปทำงานถึงไหนแล้ว เขามีความกล้าเพราะกฎหมาย เป็นอย่างนี้นะครับ ผมยังติดใจที่จะให้ลงมติครับท่านประธาน🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เป็นอันว่าท่านกรรมาธิการขอสงวนความเห็นยังยืนยันนะครับ ผมจึงต้องขอมติจากที่ประชุม ขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนครับ🔗

นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มการบริหารราชการแผ่นดิน และความมั่นคง

ขออนุญาตครับท่านประธาน ผมเป็นผู้อภิปรายขอสงวนคำแปรญัตติ อีกท่านหนึ่งแล้วก็ส่งรายชื่อไปแล้ว ท่านจะไม่ให้ผมอภิปรายหรือครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ผมไม่เห็น รายชื่อครับ🔗

นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มการบริหารราชการแผ่นดิน และความมั่นคง

ผมให้เจ้าหน้าที่ส่งไปแล้วครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ของท่าน มาตรา ๑ นะครับ🔗

นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มการบริหารราชการแผ่นดิน และความมั่นคง

มาตราเดียวกันมาตรา ๑ และข้อความ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ไม่ใช่ครับ อันนี้ชื่อเรื่องครับ ชื่อกฎหมายครับ🔗

นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มการบริหารราชการแผ่นดิน และความมั่นคง

ข้อความเดียวกันนี้นะครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ไม่ได้ขอไว้ครับ🔗

นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มการบริหารราชการแผ่นดิน และความมั่นคง

ผมส่งเจ้าหน้าที่ไปตั้งนานแล้วครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

คือมาตรานี้ ไม่มีการแก้ไขครับ🔗

นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มการบริหารราชการแผ่นดิน และความมั่นคง

แต่ผมสงวนคำแปรญัตติไว้ครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ที่ท่านสงวน คือสงวนมาตรา ๑ นะครับ🔗

นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มการบริหารราชการแผ่นดิน และความมั่นคง

ครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ทีนี้ผมจะ ถามมติในเรื่องของชื่อร่างครับ🔗

นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มการบริหารราชการแผ่นดิน และความมั่นคง

ชื่อ ผมอภิปรายขอแปรญัตติไว้🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ไม่มีครับ ตอนนี้เราพิจารณาเรื่องชื่อร่างอยู่นะครับ เดี๋ยวก็ถึงเรื่องที่ท่านแปรญัตติ ทางเจ้าหน้าที่ ชี้แจ้งมานะครับ เดี๋ยวก็ถึงมาตรา ๑ ของท่าน ของท่านมีส่งมา รอนะครับ เพราะกรรมาธิการ ไม่มีการแก้ไข ผมเพิ่มลำบากนะครับ ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ🔗

(ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้ สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เป็นขั้นตอน การตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ระหว่างรอ ผู้ที่จะเข้ามาห้องประชุม ผมขอเรียนว่าในมาตราที่กรรมาธิการไม่มีการแก้ไข ผู้ที่จะอภิปราย จะสงวนได้ก็คือกรรมาธิการเสียงข้างน้อย และผู้ขอแปรญัตติ ท่านสมาชิกไม่มีสิทธินะครับ กดตรวจสอบองค์ประชุมอีกทีครับ เข้าใจว่าอยู่ในคณะกรรมาธิการหลายคณะ รอนิดนะครับ กฎหมายนี้ผมคิดว่าไม่น่าจะมีหลายขั้นตอน ถึงแม้จะมีการสงวนคำแปรญัตติแต่ก็มีน้อยครับ ขอเชิญท่านสมาชิกเข้ามาแสดงตนเพื่อลงมติ ยังห่างอยู่นะครับ ขอกดเรียกประชุมอีกครับ🔗

(ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ลงชื่อ ๔๖๙ ท่าน ใช่ไหมครับ แต่เข้าห้องประชุมยังห่างไกลอยู่🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ🔗

นายปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ผม ปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ก็ต้องชื่นชมเพื่อนสมาชิกที่เมื่อวานร่วมกันทำหน้าที่แล้วก็จบลงด้วยดี วันนี้ผมก็คิดว่า เพื่อน ๆ สมาชิกก็น่าจะมากันครบแล้ว ๔๗๙ ท่าน ผมคิดว่าการทำหน้าที่ในสภานี้ เป็นหน้าที่หลักของเพื่อนสมาชิก เพราะฉะนั้นผมคิดว่าวันนี้น่าจะจบลงด้วยดีเพื่อที่จะไปต่อ กับกฎหมายการเลือกตั้งของเรา ของพี่น้องประชาชน และประชาสัมพันธ์อีกนิดหนึ่งครับ ท่านประธาน ในช่วงนี้การแข่งขันกีฬาคนพิการอาเซียนพาราเกมส์ (ASEAN Para Games) ที่อินโดนีเซียก็น่าจะใกล้จบไปแล้ว ก็ฝากเพื่อน ๆ แล้วก็พี่น้องประชาชนร่วมกันเป็นกำลังใจ ร่วมกันเชียร์เพื่อน ๆ นักกีฬาคนพิการเราด้วย และหวังว่ากลับจากการแข่งขันในครั้งนี้ ค่าเหรียญรางวัล ค่าความสามารถของนักกีฬาคนพิการเราจะได้เท่ากันกับการแข่งขันของ นักกีฬาคนปกติด้วยครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ แต่ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องนักกีฬาคนพิการนะครับ ไม่เป็นไรครับ ท่านชักชวนให้ท่านสมาชิก เข้าห้องประชุมนะครับ ยังห่างไกลอีกพอสมควรครับ เป็นขั้นตอนการตรวจสอบองค์ประชุม เชิญท่านสมาชิกที่มีภารกิจข้างนอกอาจจะมีกรรมาธิการ อาจจะทานอาหารอยู่สละเวลามา สักเล็กน้อยครับ ท่านสมาชิกอย่าลืมกดปุ่มแสดงตนนะครับ ท่านใดลืมบัตรมาก็แจ้งได้ครับ นับคะแนนให้ครับ ขอทราบองค์ประชุมครับ จำนวน ๓๖๗ ท่าน ยังมีเดินเข้ามาใหม่นะครับ ท่านเสียบบัตรลงคะแนนนะครับ ผมจะไปช้าหน่อยนะครับ🔗

เนื่องจาก มาตรานี้คณะกรรมาธิการไม่มีการแก้ไขนะครับ แต่มีกรรมาธิการเสียงข้างน้อยสงวน ความเห็นและยังติดใจคำชี้แจงนะครับ ดังนั้นผมจะขอถามมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับ ร่างของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากหรือเห็นด้วยกับการสงวนความเห็นของกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยนะครับ ผมถามมตินะครับ ท่านผู้ใดเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก กดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านสมาชิกลงมติได้เลยครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครราชสีมา

ท่านประธานครับ ๓๖๐ ไม่เห็นด้วยครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

๓๖๐ ไม่เห็นด้วยนะครับ ๑ ท่าน เดี๋ยวบวกให้ครับ ท่านกรุณาลงคะแนนนะครับ ท่านใดที่ยังไม่ได้ ลงคะแนนกรุณาลงคะแนนครับ ปิดการลงคะแนน ขอทราบผลนะครับ เมื่อสักครู่มีท่านแสดง ด้วยวาจา ๑ ท่านนะครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๖๘ บวก ๑ เห็นด้วย ๒๘๙ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๗๗ บวก ๑ งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมเห็นชอบด้วยกับ คณะกรรมาธิการนะครับ🔗

เชิญ เลขาธิการต่อครับ🔗

นางสาวนภาภรณ์ ใจสัจจะ รองเลขาธิการรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการ รัฐสภา

คำปรารภไม่มีการแก้ไข มาตรา ๑ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวน ความเห็นและผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ตอนนี้ ที่ส่งรายชื่อเข้ามามาตรา ๑ รู้สึกท่านอดิศรจะไม่ติดใจแล้วนะครับ ก็เหลือท่านเฉลิมชัย ผู้แปรญัตติ มาตรา ๑ เชิญท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน ครับ🔗

นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มการบริหารราชการแผ่นดิน และความมั่นคง

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม เฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมขออนุญาตอภิปรายโดยผมแปรญัตติร่าง มาตรา ๑ ไว้นะครับ ผมดูในหลักการให้มีกฎหมายว่าด้วยกำหนดระยะเวลาดำเนินงานใน กระบวนการยุติธรรมนะครับ เพราะเหตุผลนี้ เหตุผลท่านเอามาจากรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๕๘ ง. ด้านกระบวนการยุติธรรม (๑) บัญญัติให้การดำเนินงาน ปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม โดยให้มีการกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในทุก ขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมที่ชัดเจนเพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมโดยไม่ล่าช้า หลักการไม่มีทุกขั้นตอน แต่เหตุผลมีทุกขั้นตอนตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนะครับ ผมก็เลยขออนุญาตแปรญัตติถึงแม้ว่าท่านจะลงมติกันไปแล้วชื่อร่าง แต่ก็ยังขออภิปรายต่อว่า ชื่อร่างพระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการ ยุติธรรม พ.ศ. .... ที่ต้องร่างกฎหมายฉบับนี้มาก็เพราะว่ามีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๕๘ ง. ด้านกระบวนการยุติธรรม (๑) เขาบัญญัติไว้ ที่ผมกล่าวไปแล้วว่าให้มีการกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในทุกขั้นตอน กฎหมายรัฐธรรมนูญ กำหนดว่าให้มีการกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม ที่ชัดเจนเพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมโดยไม่ล่าช้า ทีนี้เราไม่มีทุกขั้นตอน ถ้าข้อความ นี้ทุกขั้นตอนอยู่ในรัฐธรรมนูญเป็นข้อความที่หายไป เป็นข้อความที่สำคัญ คำว่า ทุกขั้นตอน ถ้าไม่ใส่คำนี้ไว้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมตามมาตรา ๕ ซึ่งมีอยู่ ๑๐ อนุมาตราก็อาจ ไม่กำหนดรายละเอียดไว้ทุกขั้นตอนก็ได้ ทำให้ผู้เกี่ยวข้องอาจเสียประโยชน์ กระผมก็เลย แปรญัตติเพิ่มข้อความว่า ทุกขั้นตอน อยู่ในร่างพระราชบัญญัติในมาตรา ๑ ขอให้เพิ่มชื่อเป็น พระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. .... แต่เนื่องจากว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการก็ได้ชี้แจงเหตุผลความจำเป็นไปแล้วนะครับ ผมก็ขออภิปรายบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่ก็ไม่ติดใจเพราะได้ลงมติไปแล้วครับ ขอบคุณมากครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน ตกลงมาตรา ๑ ผ่านนะครับ เพราะว่าชื่อเรื่องก็ได้ผ่านไปเมื่อสักครู่ เชิญเลขาธิการต่อ🔗

นางสาวนภาภรณ์ ใจสัจจะ รองเลขาธิการรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการ รัฐสภา

มาตรา ๒ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๓ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

มาตรา ๓ มีการแก้ไข มีท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม กรรมาธิการสงวนความเห็น มีท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน ผู้แปรญัตติ และมีสมาชิก ๒ ท่านแสดงเจตนาที่จะขออภิปรายคือ ท่านคารม พลพรกลาง ท่านขจิตร ชัยนิคม ตอนนี้มีรวม ๔ ท่านตามลำดับที่ผมอ่าน เชิญท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ก่อนนะครับ🔗

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม กรรมาธิการ

ขอบคุณครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ที่ขอสงวนความคิดเห็นในมาตรา ๓ ในพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงาน ในกระบวนการยุติธรรม หากทุกท่านดูรายละเอียดในมาตรา ๓ จะเป็นเรื่องของการกำหนด คำนิยามซึ่งมีอยู่ทั้งหมด ๔ คำนิยามด้วยกัน ก็คือคำว่า หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม หมายความว่าอย่างไร คำว่า การดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม หมายความว่าอย่างไร คำว่า ศาล หมายความว่าอย่างไร และคำว่า ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง หมายความว่าอย่างไร สิ่งที่ผม ขอสงวนไว้เป็นประเด็นเรื่องของศาล เพราะว่าในกรณีของศาลนั้นร่างของคณะกรรมาธิการ ได้มีการระบุว่า ศาลหมายความว่าศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลทหาร และศาลรัฐธรรมนูญ ผมขอแปรญัตติและสงวนความเห็นในการตัดคำว่า ศาลรัฐธรรมนูญ ออกไปจากความ ในตอนท้าย และนำความในคำว่า ศาลรัฐธรรมนูญ นั้นไปใส่ไว้ในมาตรา ๕ เพื่อให้เป็นหนึ่ง ในหน่วยงานที่ต้องเกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม ผมมีเหตุผลที่จะขอที่ประชุมแห่งนี้ ได้กรุณารับฟังเหตุผลของผมประกอบการตัดสินใจอยู่หลายประการด้วยกัน บางประการ เป็นเรื่องที่ผมได้เคยพูดในขั้นรับหลักการมาแล้ว🔗

ประการที่ ๑ เพื่อความชัดเจนในการอ่านบทบัญญัติของกฎหมายปฏิรูป ฉบับนี้ ซึ่งความอยู่ในมาตรา ๒๕๘ แห่งรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ซึ่งแน่นอนครับ เป็นรัฐธรรมนูญที่มีผลบังคับใช้อยู่ในฉบับปัจจุบัน ไม่ว่าผมจะเห็นด้วยถึงที่มาที่ไปของ รัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่ก็ตาม รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีนัยที่แตกต่างจากรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ที่พูดถึงการมีศาลรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรก แตกต่างกับรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว แตกต่างกับรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ เพราะว่ากรณีของศาลนั้นในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มีการแยกหมวดออกอย่างชัดเจน ในหมวด ๑๐ พูดถึงศาลนั้นมีการระบุแต่เพียงว่าศาลคือศาลยุติธรรม คือศาลปกครอง และศาลทหารในกรณีที่เกี่ยวข้องกับคดีที่ทหารเป็นผู้กระทำความผิดเท่านั้นครับ ส่วนคำว่า ศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีบทบัญญัติแยกขาดออกจากการเป็นอีกหนึ่งหมวด เป็นหมวด ๑๑ ว่า ด้วยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีที่มาที่ไป มีองค์ประกอบ มีความรับผิดชอบ มีการพ้นจากตำแหน่ง มีอำนาจหน้าที่ มีกระบวนการในการสรรหาต่าง ๆ ที่แตกต่างกับกรณีของศาลอื่นอย่าง ชัดเจน ฉะนั้นด้วยเจตจำนงของการแยกกันแบบนี้ครับ ไม่มีเหตุผลอื่นที่จะคิดไปได้ว่าผู้ร่าง มีเจตนาที่จะแยกให้เห็นว่าระบบศาลในประเทศไทยถึงแม้จะเป็นระบบศาลคู่ แต่ศาลนั้น ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชนมีการอำนวยความยุติธรรมเป็นศาลปกครอง ศาลยุติธรรมและศาลทหาร ส่วนประเด็นเรื่องการตีความบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหรือเรื่องอื่น ใดที่เกี่ยวข้องให้แยกไปศาลรัฐธรรมนูญเป็นอีกหมวดหนึ่ง นั่นเป็นเหตุผลประการที่ ๑ ที่ผมคิดว่ามีความจำเป็นต้องแยกนิยามตัวนี้ออกไปครับ🔗

เหตุผลประการที่ ๒ ครับท่านประธานครับ มีข้อกล่าวอ้างว่ากรณีของการ เขียนนิยามบทบัญญัติใดนั้นมันมีอยู่ ๒ นัยครับ นัยที่ ๑ ก็คือคำนั้นเป็นคำที่มีการใช้ใน หลายที่ในบทบัญญัติของกฎหมายแต่ละฉบับ ซึ่งแน่นอนครับบางครั้งสมมุติใช้คำว่า ศาล ก็จะมีการระบุคำว่าศาลอีกเป็น ๕ ที่ ๑๐ ที่ ๘ ที่ ต่าง ๆ ซึ่งการเขียนที่ยาวเกินไปอาจจะทำ ให้คนสับสน เปลือง ฟุ่มเฟือยโดยไม่จำเป็นถึงต้องมีการมาใส่คำนิยามไว้ อีกแบบหนึ่งก็คือ การเขียนขยายความอธิบายความให้ชัดเจนครับว่าคำนี้นั้นควรจะมีความหมายนัยแบบใด ประการใดเพื่อให้ผู้ใช้กฎหมาย ไม่ว่าจะไปอ่านในรายละเอียดมาตราไหนก็จะรู้ว่าคำนี้นั้น หมายความว่าอย่างไร แต่ผมตรวจเหตุผลประการที่ ๒ นี้แล้วครับ ผมพบว่าในกรณีที่ ๑ หากมีการใช้หลายที่ ก็ไม่มีข้ออ้างใด ๆ เลยครับ เพราะคำว่าศาลนอกเหนือจากที่ปรากฏ ในนิยามมาตรา ๓ นั้น มีคำว่าศาลอีกแค่ที่เดียวเท่านั้นก็คือในมาตรา ๕ ที่มีการระบุว่า อะไรบ้างคือหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ถ้าจะมาดูประเด็นว่าต้องมีการใส่ไว้เพื่อมีการ อธิบายความหรือขยายความให้ชัดเจน เช่น คำว่า หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม คำว่า การดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม ผมไม่ติดใจเลย แต่ท่านเห็นไหมครับ ไม่มีคำอธิบายใด ๆ เพิ่มเติม เพียงแต่มีการระบุเท่านั้นว่าจำนวนของศาลที่อยู่ในกฎหมายฉบับนี้ มี ๑ ๒ ๓ ๔ ซึ่งก็ไม่ตอบโจทย์นั้นแล้วมีอยู่ที่เดียว ฉะนั้นประเด็นที่ ๒ นี้เป็นประเด็นที่ฟังไม่ขึ้นครับ🔗

ประการที่ ๓ ท่านประธานครับ ก็คือประเด็นที่มีความพยายามจะอธิบายว่า นี่เป็นเรื่องของกฎหมายเฉพาะ ก็ต้องเขียนกฎหมายเป็นการเฉพาะไว้ในแต่ละฉบับ ที่ไม่เหมือนกัน มีผู้รู้ท่านหนึ่งจากสมาชิกวุฒิสภาต้องขอบพระคุณท่าน ท่านกรุณาบอกผมว่า ถ้าอย่างนั้นณัฐวุฒิแปรญัตติแบบนี้ได้ไหม เป็นศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลทหาร และให้หมายรวมถึงศาลรัฐธรรมนูญ ฟังดูแบบนี้ผมพอรับได้ แต่กรรมาธิการก็ไม่ได้แก้ไขไป ในลักษณะแบบนั้น แต่กรรมาธิการยังเอาเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในบทบัญญัติเดียวกันมาใส่ผิดที่ผิดทาง ซึ่งไม่มีความจำเป็น ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ไม่สอดคล้องกับประเด็นเรื่องการให้เหตุผล ในนัยอื่น นั่นเป็นประการที่ ๓ ครับ🔗

ประการที่ ๔ ประการสุดท้ายครับ ประการสุดท้ายของผมก็คือว่าถ้าเช่นนั้น เราก็ได้มีการสอบถามผู้แทนของศาลอย่างตรงไปตรงมาว่าท่านเป็นศาลตามนิยามคำว่า ศาล หรือไม่ ท่านไม่ได้ตอบคำถามนั้นผมนะครับ ท่านอ้างรัฐธรรมนูญฉบับเก่า แล้วท่านบอกว่า แต่เดิมศาลเคยเป็นศาลรัฐธรรมนูญที่อยู่ในนิยามหรือเป็นศาลในรัฐธรรมนูญฉบับอื่น ๆ ก่อนหน้านี้ ซึ่งผมคิดว่าประเด็นเหล่านี้แม้บางครั้งก็อ้างอิงไปในรัฐธรรมนูญฉบับเก่านะครับ เหมือนจะหวยหากลับไปใช้ฉบับเก่า แต่พอมาถึงปัจจุบันอะไรที่เป็นประโยชน์ก็จะอ้างอิง ฉบับปัจจุบัน ผมคิดว่าเป็นคำตอบที่ฟังไม่ขึ้น ฉะนั้นง่าย ๆตรงไปตรงมาครับ ในความเป็นจริง เมื่อมันอยู่ผิดที่ผิดทาง เมื่ออยู่ผิดฝาผิดตัว ประเด็นเรื่องของศาลก็ควรจะใส่แต่เพียงว่าศาล หมายความว่า ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลทหารเท่านั้น แล้วไม่มีความจำเป็นต้อง นิยามใด ๆ เกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญครับ เอาศาลรัฐธรรมนูญไปใส่ไว้ในมาตรา ๕ แบบนี้ ก็มีความสมบูรณ์ในตัว ซึ่งผมคิดว่าเป็นกฎหมายปฏิรูปเป็นกฎหมายที่ต้องยืนหยัดหลักการ ให้ประชาชนเข้าใจ เป็นกฎหมายที่ต้องวางกรอบที่ถูกต้องเหมาะสมในการบัญญัติกฎหมาย ฉบับอื่น ๆ จุดที่อยู่ผิดที่ผิดทางก็ไม่ควรจะปรากฏ ในกฎหมายปฏิรูปด้วยเหตุผลที่ผมได้ นำเรียนต่อสภาแห่งนี้ทั้งหมด ผมขออนุญาตยืนยันติดใจที่จะให้มีการลงมติในนิยาม ในประเด็นเรื่องของนิยามคำว่า ศาล ที่ผมขอเสนอให้ตัดคำว่า ศาลรัฐธรรมนูญ ออกจาก นิยามคำว่า ศาล ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ท่านณัฐวุฒิครับ ต่อไปเชิญท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน ครับ🔗

นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มการบริหารราชการแผ่นดิน และความมั่นคง

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม เฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมขออนุญาตแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมความ ในมาตรา ๓ มาตรา ๓ มีบทนิยามอยู่ด้วยกัน ๔ คำ ผมจะขออนุญาตพูดอภิปรายเพิ่มเติม แก้ไขเพียง ๓ คำ🔗

ในบทนิยามแรก ก็คือการดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมในร่าง ที่กรรมาธิการร่างมานี้ ความหมายก็คือการดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม หมายความว่า การดำเนินการทางแพ่ง ทางอาญา ทางปกครอง รวมถึงการดำเนินงานในกระบวนการ ยุติธรรมของศาลรัฐธรรมนูญ อันนี้จะให้หมายความรวมถึงการดำเนินงานของคณะกรรมการ การเลือกตั้งด้วยหรือไม่ เพราะที่ผมจะเพิ่มมานี้ ผมเพิ่มว่าการดำเนินงานในกระบวนการ ยุติธรรม หมายความว่า การดำเนินงานทางแพ่ง ทางอาญาและทางปกครอง การพิจารณา พิพากษาคดีของศาล การพิจารณาการสั่งคดีของพนักงานอัยการและการดำเนินงาน ของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการสอบสวนไต่สวน การบังคับคดี และการวางทรัพย์ รวมทั้ง การดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมของศาลรัฐธรรมนูญ ผมก็เลยเพิ่มอีกคำว่า และคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ผมเพิ่มมาเพื่อขยายความเพิ่ม เพราะฉะนั้นจะให้หมายความ รวมถึงการดำเนินงานของคณะกรรมการการเลือกตั้งด้วยหรือไม่เพราะคณะกรรมการ การเลือกตั้ง กรรมาธิการเพิ่มในมาตรา ๕ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นหน่วยงาน ในกระบวนการยุติธรรมด้วย ก็เพิ่มเข้าไปแล้วมาตรา ๕ เพราะฉะนั้นการดำเนินงาน ในกระบวนการยุติธรรมมีศาลรัฐธรรมนูญ ผมก็เลยเพิ่มและคณะกรรมการการเลือกตั้งด้วย และที่จะรวมถึงการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล การพิจารณาสั่งคดีของพนักงานอัยการ การดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการสอบสวนไต่สวนการบังคับคดีและการวางทรัพย์ ด้วยหรือไม่ ผมก็เลยใส่เข้าไปให้มันมีรายละเอียด ไม่ต้องมีการตีความให้เกิดความยุ่งยาก อย่างที่กล่าวไปแล้ว เพราะฉะนั้นผมก็ขอสรุปว่าถ้อยคำข้อความที่ผมขอแปรญัตติเพิ่มเข้าไป มีดังนี้ การดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม หมายความว่า การดำเนินงานในทางแพ่ง ทางอาญาและทางปกครอง ถ้อยคำที่ผมขอเพิ่มไปดังนี้ การพิจารณาพิพากษาคดีของศาล การพิจารณาสั่งคดีของพนักงานอัยการ การดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการสอบสวน ไต่สวน การบังคับคดีและการวางทรัพย์ รวมทั้งการดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมของ ศาลรัฐธรรมนูญและคณะกรรมการการเลือกตั้ง อันนี้คือบทนิยามอันแรก🔗

บทนิยามที่ ๒ ก็คือศาล หมายความถึงศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลทหาร และศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งกำหนดไว้ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐ ศาล และหมวด ๑๑ ในหมวด ๑๐ ศาลและหมวด ๑๑ ศาลรัฐธรรมนูญ แต่ผมสงสัยว่าทำไมไม่มีบทนิยามคำว่า พนักงานอัยการ หมายความถึงใครบ้าง เพราะก็เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน ในหมวด ๑๓ มาตรา ๒๔๘ แล้วก็เป็นหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมตามมาตรา ๕ ผมจึงขอเสนอเพิ่มบทนิยามคำว่า พนักงานอัยการ หมายความ พนักงานอัยการตามกฎหมาย ว่าด้วยองค์กรอัยการและอัยการทหารตามธรรมนูญศาลทหาร นอกจากนี้ในบทนิยามมาตรา ๓ ยังมีคำว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ของเดิมที่กรรมาธิการส่งเข้ามานี้ หมายความว่า คู่ความ คู่กรณี ผู้ต้องหา และผู้เสียหาย แล้วก็ให้หมายความรวมถึงผู้ที่ได้รับ มอบหมายคือทนายความด้วย แต่ของผม ผมก็พิจารณาแล้วว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตามบทนิยาม ยังไม่ครอบคลุมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่ควรจะได้รับทราบถึงขั้นตอนและระยะเวลาการดำเนินงาน ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งผมก็หมายถึงทนายความนั่นล่ะครับ เพราะฉะนั้นผมก็เลยใส่ไปว่า ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหมายความว่าทนายความ คู่ความ คู่กรณี ผู้ต้องหา และผู้เสียหาย ก็เป็น คำแปรญัตติของผมใน ๓ บทนิยาม แล้วขอเพิ่มในส่วนของพนักงานอัยการตามหมวด ๑๓ ว่า หมายความว่าอย่างไรด้วยครับ ก็ขอที่ประชุมได้โปรดพิจารณาเป็นบทนิยาม เป็นถ้อยคำไป ขอบคุณมากครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นสมาชิกครับ มีรายชื่อแสดงความจำนง ๓ ท่านตามลำดับ ๑. ท่านคารม พลพรกลาง ๒. ท่านขจิตร ชัยนิคม ๓. ท่านณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ตามลำดับครับ เชิญท่านคารมก่อนครับ🔗

นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายคารม พลพรกลาง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา สำหรับมาตรา ๓ เนื่องจากมีการแก้ไขเพิ่มเติมเข้าไปในส่วนของกรรมาธิการเพิ่มเติมเข้าไป ซึ่งผมในฐานะสมาชิกก็เห็นว่ามีประโยชน์ ก็จะขออนุญาตแสดงความเห็นเพื่อเป็นประโยชน์ กับขบวนการที่จะให้ประชาชนรับรู้ขั้นตอนในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งจริง ๆ ก็เป็นเรื่อง ที่เหมาะสมในการที่นำกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายปฏิรูปประเทศ ต้องเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพว่า รัฐคือผู้ใช้อำนาจรัฐตามกฎหมายแล้วก็กระทบกับประชาชน องค์กร ที่ใช้อำนาจรัฐมีอยู่มากมายอย่างที่ในกฎหมายฉบับนี้มีแทบจะทุกขั้นตอน ตั้งแต่พนักงาน สอบสวนไปถึงศาล ศาลก็แยกไป ประชาชนนี่น้อยมากที่จะมีความรู้ทางกฎหมายถ้าไม่ใช่ คนที่อยู่ในกระบวนการนั้น ๆ เพราะเหตุว่าการใช้กฎหมายมันซับซ้อน มันมีขบวนการ เพราะฉะนั้นการที่กรรมาธิการเพิ่มในส่วนของคำว่า ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง นอกจากจะหมายถึง เฉพาะคู่ความ คู่กรณี ผู้ต้องหา และผู้เสียหายแล้ว กรรมาธิการได้เพิ่มคำว่า ให้หมายความ รวมถึงผู้มีสิทธิกระทำการแทนบุคคลนั้น ๆ ตามกฎหมายหรือในฐานะทนายความ ในฐานะ ที่เคยทำงานในศาลยุติธรรม ศาลปกครอง การเพิ่มเข้ามาลักษณะอย่างนี้ถือว่าเป็นประโยชน์ กับประชาชน เรียนว่าการใช้กฎหมายนี้ประชาชนจะไม่รู้ได้เลยว่าเวลาเขาไปติดต่อราชการ ขั้นตอนนั้นไปถึงไหน อย่างไร แล้วก็จะเสร็จเมื่อไร การที่เปิดโอกาสให้ทนายความหรือว่า ผู้มีสิทธิการกระทำการแทนบุคคลนั้นตามกฎหมายหมายว่าอาจจะเป็นผู้รับมอบอำนาจ อย่างในศาลปกครองผมยกตัวอย่าง ท่านประธานทราบดีว่าในศาลปกครองเวลามอบอำนาจ ไปฟ้องคดีหรือมอบอำนาจไปดำเนินการเขาไม่ได้ใช้คำว่า ทนายความ เขาใช้คำว่า เป็นผู้รับ มอบอำนาจ อาจจะเป็นผู้รับมอบฉันทะก็ได้ หรือผู้รับมอบอำนาจก็ได้ เพราะฉะนั้นการที่ กรรมาธิการเพิ่มเข้ามาคือครอบคลุมและทำให้เกิดความสะดวก แล้วก็ในส่วนของทนายความ ที่มาเขียนเพิ่มเข้าไปซึ่งความจริงแล้วอยู่ในเบื้องต้นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องคือคำว่า คู่ความ คู่ความ จริง ๆ แล้วใช้เฉพาะในศาลครับ ท่านประธานซึ่งเคยเป็นผู้พิพากษาทราบดีใช้เฉพาะในศาล ถ้าเราไม่เขียนขยายความไว้ว่า ทนายความ คือคนที่ตั้งเข้ามาไม่จำเป็นต้องอยู่ในศาลก็จะ ไม่ได้ประโยชน์ เพราะฉะนั้นต้องถือว่าสิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาก็ขออนุญาตที่จะอภิปรายเพื่อให้ ประชาชนที่ฟังการอภิปรายอยู่นี้ได้เข้าใจว่าเวลาคุณจะไปติดต่อ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงาน ราชการ และหากคุณต้องการทราบคำตอบว่าเขาดำเนินการเรื่องนั้น ๆ ไปถึงไหนคุณใช้ ทนายความได้ ประกอบกับต้องยอมรับว่าประเทศเราเรียนกฎหมายเยอะ นักกฎหมายที่เป็นทนายความ ตรง ๆ ก็เยอะ คนที่จบกฎหมายมาแต่ยังไม่ตีตั๋วว่าความ ไม่ผ่านการอบรมของสำนัก ทนายความของสภาทนายความ แต่เป็นคนมีความรู้ทางกฎหมายก็อาจจะไปอยู่ในช่องทาง ของผู้มีสิทธิกระทำการแทนบุคคลนั้นตามกฎหมาย ซึ่งคนที่มีความรู้ทางกฎหมายเวลาไป ติดต่อพูดจากับหน่วยราชการนี้มันง่ายครับ เข้าใจได้ง่าย คือหลักของการปกครองบ้านเมือง ด้วยกฎหมายอิงกฎหมายทำให้บ้านเมืองคุยกันเรียกว่าเดินไปข้างหน้าประชาชนกับรัฐคุยกัน ได้ง่าย เพราะฉะนั้นผมจึงขอใช้สิทธิในฐานะเป็นสมาชิกรัฐสภาพูดถึงเรื่องที่การเพิ่มเข้ามานี้ เป็นการเพิ่มที่ครอบคลุมซึ่งคนที่แปรญัตติก็ต้องขอพูดถึงท่านสักนิดหนึ่ง เพราะท่านเป็น กรรมาธิการร่วมเป็นอาจารย์กฎหมายผม คือคุณวัฒนา เซ่งไพเราะ กรรมาธิการก็เห็นด้วย ซึ่งต้องเรียนว่าการที่เพิ่มเข้ามาอย่างนี้ อย่างที่บอกว่าคนที่เป็นทนายความจะได้มีช่องทาง ในการทำงานที่ถูกต้องและกฎหมายเปิดช่องไม่อย่างนั้นเวลาไปดำเนินการก็จะมีคำถามว่า จริง ๆ แล้วคุณเข้ามาในนั้นเป็นตัวคุณ เป็นคู่ความ ไม่ใช่คู่กรณีคุณก็ยังเข้ามาในฐานะผู้รับ มอบอำนาจหรือทนายความจึงขอใช้สิทธิในการอภิปรายเพื่อเป็นประโยชน์กับประชาชนและ ขอเพื่อบันทึกไว้ในสภาขอบคุณท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ท่านคารม พลพรกลาง ต่อไปเรียนเชิญท่านขจิตร ชัยนิคม เชิญครับ🔗

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุดรธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ รัฐสภาแห่งนี้ได้มอบหมายให้กรรมาธิการ ๓๕ ท่าน ไปดำเนินการในวาระสองแล้วกลับมารายงานสภา ผมในฐานะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกรัฐสภาจะต้องมีความเข้าใจในทุกข้อความของกฎหมายที่จะผ่านออกไป ประกาศใช้เพื่อที่จะเป็นคนอธิบายให้แก่พี่น้องประชาชนได้เข้าใจ ท่านประธานครับ ในกฎหมายฉบับนี้หมายถึงพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการ ยุติธรรม พ.ศ. .... เป็นกฎหมายปฏิรูปเป็นกฎหมายที่ดีในการที่จะต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ แต่ว่าอาจจะเข้ามาช้าหน่อยก็ยังดีกว่าไม่เข้า ในมาตรา ๓ ของพระราชบัญญัตินี้ในเรื่องของ คำจำกัดความ สุดท้ายที่กรรมาธิการไปแก้ไขผมเห็นว่าส่วนที่เพิ่มเติมมาเป็นเรื่องการเขียน กฎหมายที่ฟุ่มเฟือย ถ้าไม่มีความจำเป็นก็ไม่ควรจะเพิ่มเติมเข้ามาในบรรทัดสุดท้ายของ คำจำกัดความนี้ หมายความว่าเดิมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหมายความว่าคู่ความ คู่กรณีผู้ต้องหา และผู้เสียหาย ผมเห็นว่าคำจำกัดความนี้กะทัดรัดได้ความ เพราะว่าส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามา มันเป็นสิทธิของคู่ความ สิทธิของคู่กรณี สิทธิของผู้ต้องหา หรือสิทธิของผู้เสียหายซึ่งจะต้อง มอบหมายให้ผู้แทนหรือแต่งตั้งทนายความมาเขียนเท่านี้เข้าใจกันหมดแล้ว แล้วท่านทำไม จะต้องเขียนให้วันฟุ่มเฟือยอีก ผมจึงไม่เห็นด้วยในการที่กรรมาธิการเพิ่มเข้ามา ไม่เห็นด้วย ไม่ได้เสียหายอะไร เพียงแต่ว่าเป็นการเขียนกฎหมายที่ฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็น ผมจึง ต้องการคำอธิบายเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจว่า ๔ คำนี้ คู่ความ คู่กรณี ผู้ต้องหา และผู้เสียหาย ผมเห็นว่ามันมีกฎหมายกำหนดให้เขาตั้งทนายได้ มีกฎหมายให้เขาตั้งบุคคล มาแทนได้ถ้าเขาไม่สามารถมาดำเนินการด้วยตนเอง มันมีกฎหมายอยู่แล้ว แล้วท่านเขียน เข้ามานี่มันแสดงถึงความฟุ่มเฟือย ผมต้องการคำอธิบายจากนักกฎหมายทั้งหลายที่ผมมอบให้ ไปเขียนแล้วเขียนเข้ามาทำไม ในฐานะที่ผมเป็นครูอาจารย์มา ๒๐ ปี ผมมีความเห็นอย่างนี้ แล้วผมทำกฎหมายมามากด้วย ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านขจิตร ชัยนิคม ต่อไปท่านสุดท้ายท่านณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ เชิญครับ🔗

นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เขตเลือกตั้งที่ ๗ อำเภอนาทวี สะบ้าย้อย สำนักแต้ว สำนักขามของอำเภอสะเดา พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ผมได้อภิปรายในวาระหนึ่ง เห็นด้วย หลังจากอภิปรายท่านประธานครับปรากฏว่าลงไปในพื้นที่ พี่น้องประชาชนสนใจมากว่า กระบวนการยุติธรรมจะเร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ อัยการ หรือศาล วันนี้ในการอภิปราย ผมเองนะครับ พ.ร.บ. กำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมผมเห็นด้วยกับ การออก พ.ร.บ. ฉบับนี้ สิ่งที่สำคัญเหมือนที่ผมเล่าให้ฟังประชาชนเขามีความหวังครับ และรอกฎหมายฉบับนี้ให้มีผลบังคับโดยเร็ว ท่านประธานครับในมาตรา ๓ ได้บัญญัติไว้ ชัดเจนว่า ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้มีหน่วยงานไหนบ้างที่เป็นหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งไปอ้างในมาตรา ๕ อีก ๑ มาตรา ท่านประธานครับ ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ ผมขอตั้งข้อสังเกต ประกอบท้าย พ.ร.บ. ฉบับนี้ครับ กระบวนการยุติธรรมในอดีต ๑. องค์กรตำรวจ ๒. อัยการ ๓. ศาล และศาลทหาร กระทรวงกลาโหม นี่คือกระบวนการยุติธรรมที่พวกเรารู้กันทั่วไปว่า มีองค์กรเหล่านี้ แต่มาตรา ๓ อ้างถึงหน่วยงานกระบวนการยุติธรรมหมายถึงใครครับ หน่วยงานหรือองค์กรซึ่งมีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายที่เกี่ยวกับการดำเนินงาน ในกระบวนการยุติธรรมตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ ซึ่งไปอ้างในมาตรา ๕ ท่านประธานครับไปดู มาตรา ๕ ผมได้อ้างนิดเดียวครับว่าประกอบด้วย ๑๐ หน่วยงาน มีกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกัน ปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ศาล อัยการ หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมอื่นตามพระราชกฤษฎีกา ทำไมต้องอ้างครับ มันต้องโยงถึง ฉะนั้นตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ ปปง. สำนักงานป้องกันปราบปรามการฟอกเงิน ป.ป.ท. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ กกต. ป.ป.ช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระครับ หน่วยงานเหล่านี้เป็นองค์กรอิสระ เพราะฉะนั้นผมจึงขอถาม กรรมาธิการคณะนี้ว่าตกลง ๕ หน่วยงาน ปปง. ป.ป.ท. กกต. ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญ เป็นหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมใช่หรือไม่ นี่เป็นคำถามนะครับ ผมขอให้ท่านคำนึง ถึงกฎหมายอื่นด้วยที่เกี่ยวข้องในการละเมิดศาลและกระบวนการยุติธรรมในอนาคตนะครับ นี่ผมขอทายไว้เลย กฎหมายฉบับนี้กำลังสถาปนาองค์กรอิสระให้เป็นหน่วยงานในกระบวนการ ยุติธรรมที่กฎหมายฉบับอื่นต้องมาอ้างถึงฉบับนี้ครับ เพราะฉะนั้น ป.ป.ช. ป.ป.ท. ปปง. กกต. ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรอิสระที่ให้คุณให้โทษสามารถตัดสินอนาคตใครก็ได้ ขอให้กระชับ อำนาจพื้นที่ในกระบวนการยุติธรรมฉบับนี้แค่ในระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม อย่าให้ไปเกี่ยวข้องกับกฎหมายฉบับอื่น ผมขอทายไว้ครับ สุดท้ายนี้ในอนาคตจะมีหน่วยงาน ในมาตรา ๕ ที่ผมอ้างถึงเมื่อสักครู่นี้ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้จะอ้างถึง พ.ร.บ. ฉบับดีว่าองค์กร ของเขาเป็นหนึ่งในองค์กรยุติธรรม นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคตก็เลยฝากกรรมาธิการนะครับ สิ่งที่ผมได้นำเรียนไว้ตั้งเป็นข้อสังเกตว่าองค์กรอิสระคุณอย่าเอากฎหมายฉบับนี้ไปเป็นโล่ ป้องกันเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในอนาคต ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ มีท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ขออธิบายเพิ่มเติมนะครับ เชิญท่านเสรีครับ🔗

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในมาตราที่กรรมาธิการแก้ไข โดยเพิ่มเติมข้อความดังกล่าวในมาตรา ๓ ดังกล่าวนี้ จริง ๆ แล้วผมพยายามฟังแล้วก็เข้าใจว่า เดี๋ยวกรรมาธิการคงจะต้องตอบท่านสมาชิกที่ท่านได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้ ซึ่งว่าไปแล้ว ที่ท่านอภิปรายไปก็ไม่ผิด ขออนุญาตเอ่ยนามก็คือท่านขจิตรที่อภิปรายไปก่อนหน้าผมนี้ แต่พอดูเนื้อหาครับท่านประธาน สิ่งที่กรรมาธิการเติมมาตอนแรกผมก็ถามตัวเองเหมือนกัน ว่าเติมมาทั้ง ๆ ที่ข้อความเดิมมันมีอยู่แล้ว แล้วก็มีคำอธิบายอยู่ในกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ที่ใกล้ชิดมากก็คือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่อธิบายความคำว่า ผู้เสียหาย กินความไปอย่างกว้างขวางตามมาตรา ๓ มาตรา ๔ มาตรา ๕ ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา แต่พอมาเขียนเป็นกฎหมายฉบับนี้ให้คำนิยามคำว่า ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ขึ้นมา แล้วก็มีข้อความเดิมหมายความเฉพาะคู่ความ คู่กรณี ผู้ต้องหา และผู้เสียหาย ผมว่าข้อความ เขียนไว้อย่างนี้มันก็อาจจะเกิดการตีความเกิดขึ้นมาอีกว่ามันจะแค่ไหน เพียงใด ดังนั้นผม ก็กังวลใจครับ การที่กรรมาธิการเติมมานี้ผมกราบเรียนตามตรงว่าผมออกจะรู้สึกว่าเห็นด้วย ที่เห็นด้วยก็เพราะว่ามันทำให้มีความชัดขึ้น คือเวลาชาวบ้านเขาอ่านกฎหมายนี่ถ้าไปเขียน ถ้อยคำไว้เจาะจงเดี๋ยวมันก็เลยกลายไปตีความอยู่แค่นั้น ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ มันต้องไปแปลความ ต่อไปอีก เมื่อกรรมาธิการเติมว่า ทั้งนี้ให้หมายความรวมถึงผู้มีสิทธิกระทำการแทนบุคคลนั้น ๆ ตามกฎหมายหรือในฐานะทนายความ มันก็จะทำให้มากกว่ามาตรา ๓ มาตรา ๔ มาตรา ๕ ก็คือในฐานะทนายความก็จะมีส่วนเข้ามาเป็นผู้เกี่ยวข้องด้วย มันก็จะมีความชัดเจนขึ้น เพื่อให้มีการดำเนินการตามกฎหมายฉบับนี้ที่ชัดเจนมากขึ้นก็เลยแก้ความกังวลใจที่จะเสนอ ความเห็นเพื่อให้ท่านสมาชิกได้พิจารณาว่าส่วนที่กรรมาธิการเติมนั้นมันไม่ได้เสียความ แต่มันทำให้ชัดเจนและเป็นประโยชน์กับผู้ใช้กฎหมายในทุกหน่วยงานครับ ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านเสรี เชิญกรรมาธิการตอบชี้แจงครับ🔗

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานครับ กระผมในฐานะประธานกรรมาธิการคณะนี้ ขออนุญาตนำเรียนชี้แจง เพื่อสร้างความเข้าใจกับเพื่อนสมาชิกเป็น ๒ ประเด็นนะครับ ประเด็นแรก ก็คือประเด็น ที่กรรมาธิการมีการแก้ไขข้อความในมาตรา ๓ กับประเด็นที่ ๒ ก็คือประเด็นที่มีเพื่อนสมาชิก ได้ยื่นคำแปรญัตติและสงวนคำแปรญัตติไว้นะครับ🔗

ประเด็นที่ ๑ คือประเด็นที่กรรมาธิการมีการแก้ไขในมาตรา ๓ กรรมาธิการ มีการแก้ไขในนิยามในมาตรา ๓ อยู่ ๒ คำ คำแรกก็คือคำว่า หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม จากข้อความเดิมที่บัญญัติไว้ว่า หมายถึงหน่วยงานซึ่งมีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมาย ที่เกี่ยวกับการดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมตามพระบัญญัตินี้ กรรมาธิการได้เติมคำว่า หรือองค์กร เหตุผลก็คือ สืบเนื่องมาจากการที่กรรมาธิการได้เพิ่มหน่วยงานในกระบวนการ ยุติธรรมตามมาตรา ๕ คือได้เพิ่มคณะกรรมการการเลือกตั้งเข้าไป🔗

ประเด็นที่ ๒ ก็คือหน่วยงานต่าง ๆ ถ้าท่านกรรมาธิการได้ดูรายละเอียด ในมาตรา ๕ แล้วนั้น นอกจากมีคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้วก็ยังมีองค์กรอัยการ ซึ่งทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งก็ดี ทั้งองค์กรอัยการก็ดี เป็นองค์กรที่เกิดขึ้นตามบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญ จึงเป็นที่มาที่เราเห็นสมควรให้เพิ่มนิยามคำว่า หน่วยงานในกระบวนการ ยุติธรรม หมายถึงหน่วยงานหรือองค์กรเพื่อให้สอดรับกับชื่อขององค์กรที่มีการเพิ่มเติมขึ้น ในมาตรา ๕ นั่นคือคำชี้แจงสำหรับการแก้ไขเพิ่มเติมนิยามคำว่า หน่วยงานในกระบวนการ ยุติธรรม ส่วนนิยามคำที่ ๒ ที่กรรมาธิการมีการแก้ไขเพิ่มเติมก็คือผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องนี้ ถ้าท่านสมาชิกได้ดูสาระสำคัญโดยรวมของพระราชบัญญัติฉบับนี้จะเห็นว่าในพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ตั้งแต่มาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ ได้บัญญัติถึงสิทธิของประชาชน กับสิทธิของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีความต่าง ๆ ไว้แตกต่างกันนะครับ ตั้งแต่การกำหนดให้ หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมต้องมีการกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จในการดำเนินงาน ในขั้นตอนต่าง ๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานตัวเองและกำหนดระยะเวลาเหล่านั้น ต้องประกาศและเผยแพร่ให้ประชาชนทราบนะครับ สำหรับการติดตามความคืบหน้า การดำเนินงานตามกำหนดระยะเวลาที่กำหนดไว้แล้วแต่ไม่สามารถดำเนินงานให้แล้วเสร็จได้ ตามกฎหมายฉบับนี้ ก็กำหนดให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมต้องชี้แจงเหตุล่าช้า ทีนี้การชี้แจงเหตุล่าช้าที่ทำงานไม่แล้วเสร็จนั้นในทางปฏิบัติจะให้ชี้แจงต่อประชาชนทุกคน ก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ครับ ในกฎหมายฉบับนี้ก็จะแบ่งระดับว่าเมื่อออกประกาศให้ทราบถึง กรอบเวลาทำงานของแต่ละหน่วยงานแล้ว ถ้าในคดีใดหรือในเรื่องใดหน่วยงานนั้นไม่สามารถ ทำงานให้แล้วเสร็จได้ต้องชี้แจงเหตุล่าช้า การชี้แจงเหตุล่าช้านั้นให้ชี้แจงเฉพาะผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ให้รับทราบถึงเหตุล่าช้านะครับ นั่นคือประเด็นที่ ๑ ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ประเด็นที่ ๒ ก็คือนอกจากนี้ยังกำหนดให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมจะต้องจัดให้มี ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถไปติดตามความคืบหน้าของงาน หรือของคดีความของเขาได้ ตรงนี้ก็กำหนดให้เป็นสิทธิของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังกำหนดให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมจะต้องจัดให้มีผู้รับผิดชอบในการที่จะรับ เรื่องร้องเรียนจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกรณีที่เกิดความล่าช้าในการปฏิบัติหน้าที่ก็ถูกกำหนดให้ เป็นสิทธิของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในมาตรา ๙ เมื่อสาระสำคัญโดยรวมของกฎหมายฉบับนี้ ได้แบ่งระดับการที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อประชาชนไว้อย่างที่ผมได้กราบเรียน กรรมาธิการ จึงมาพิจารณาว่าเมื่อสิทธิของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ถูกกำหนดไว้ในมาตราต่าง ๆ ของกฎหมาย ฉบับนี้แล้วนั้น ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องควรที่จะหมายถึงใครบ้าง จากร่างเดิมได้กำหนดไว้ครับว่า หมายถึงคู่ความ คู่กรณี ผู้ต้องหาและผู้เสียหายนะครับ เป็นอย่างที่มีเพื่อนสมาชิกท่านหนึ่ง ได้อภิปรายไว้ว่าถ้าเราคงไว้ตามร่างเดิมก็จะเกิดปัญหาการตีความว่าในกรณีที่คู่ความ คู่กรณี ผู้ต้องหาหรือผู้เสียหายอยู่ในสถานะที่ไม่สามารถไปติดตามความคืบหน้าได้เองหรือเข้าไม่ถึง ระบบ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ต้องหาที่ไม่ได้รับสิทธิประกันตัว ถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำนะครับ การที่จะใช้สิทธิในการติดตามตรวจสอบความคืบหน้าในคดีความของตัวเองผ่านระบบ เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นไปไม่ได้เลย เพราะในเรือนจำห้ามนำอุปกรณ์ทางด้านเทคโนโลยี เข้าไปอยู่แล้วนะครับ และการเข้าถึงสิทธิตามที่กฎหมายฉบับนี้เขียนไว้ก็จะกลายเป็นเรื่องที่ เขาไม่สามารถเข้าถึงได้ นั่นคือตัวอย่างนะครับ หรือในอีกหลาย ๆ กรณีที่คู่ความ คู่กรณี หรือผู้เสียหายไม่สะดวกที่จะทำหน้าที่ในการไปติดตามความคืบหน้าของคดีความที่เขามีอยู่ และในทางปฏิบัติที่เป็นจริงอยู่ในขณะนี้พวกเราก็คงทราบดีว่าส่วนใหญ่ก็จะมอบหมาย หรือแต่งตั้งทนายความให้เป็นตัวแทนในการไปทำหน้าที่แทน ถ้าคงไว้ตามความในร่างเดิม ก็จะเกิดการตีความจากบรรดาหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งอาจจะตีความเหมือนกันก็ได้ หรืออาจจะ ตีความต่างกันก็ได้ บางหน่วยงานอาจจะตีความเคร่งครัดตามตัวหนังสือ เมื่อตัวหนังสือเขียนว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง หมายความถึงคู่ความ คู่กรณี ผู้ต้องหาและผู้เสียหาย ไม่ได้เขียนไว้ว่าให้หมายถึงทนายความ ที่ได้รับการแต่งตั้ง ไม่มีข้อความที่เขียนว่าให้หมายความรวมไปถึงผู้รับมอบอำนาจในคดี ตามกฎหมายของศาลปกครองหน่วยงานเหล่านั้นก็อาจจะตีความเคร่งครัดและกระทบ ถึงสิทธิของพี่น้องประชาชนที่เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีความต่าง ๆ ดังกล่าวด้วยเหตุผล ที่ผมได้กราบเรียนกรรมาธิการจึงเห็นว่าเพื่อตัดประเด็นปัญหาในการตีความที่อาจจะเหมือน หรือต่างกันระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งมีหลายหน่วยงาน อย่างน้อยที่สุดที่ปรากฏอยู่ใน ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ในมาตรา ๕ ที่พวกเรากำลังพิจารณาอยู่นั้นก็มีถึง ๙ หน่วยงานแล้ว ที่ถูกกำหนดให้เป็นหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมและอาจจะมีมากกว่านั้นอีก ถ้ารัฐบาล ออกพระราชกฤษฎีกาเพิ่มเติมในภายหลัง กรรมาธิการจึงเห็นควรว่าให้เพิ่มเติมข้อความว่า ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหมายความว่าคู่ความ คู่กรณี ผู้ต้องหา และผู้เสียหาย ทั้งนี้ให้หมายความ รวมถึงสิทธิ หมายความรวมถึงผู้มีสิทธิกระทำการแทนบุคคลนั้น ๆ ตามกฎหมายหรือว่า ในฐานะทนายความด้วย🔗

ประเด็นที่ ๒ คือประเด็นที่มีเพื่อนสมาชิกได้ยื่นคำแปรญัตติไว้ ขออนุญาต เริ่มที่ท่านณัฐวุฒินะครับ ขออภัยที่เอ่ยนามท่านนะครับ ท่านได้แปรญัตติในประเด็นเกี่ยวกับ นิยามคำว่า ศาล ประเด็นนี้ผมจะขออนุญาตท่านประธานขอให้ผู้แทนกฤษฎีกาเป็นผู้ตอบ ชี้แจงครับ🔗

นางศิรสา ไชยหมาน กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาและ สมาชิกสภาที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางศิรสา ไชยหมาน ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กรรมาธิการค่ะ ขออนุญาตเรียนชี้แจงในประเด็นที่ท่านณัฐวุฒิ ขออนุญาตเอ่ยนามนะคะ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ขอสงวนความเห็นเกี่ยวกับบทนิยามคำว่า ศาล ตัดคำว่า ศาลรัฐธรรมนูญ ออก จริง ๆ แล้วการกำหนดบทนิยามคำว่า ศาล ในร่างมาตรา ๓ ของ พระราชบัญญัติฉบับนี้ ต้องการจะอธิบายว่าศาลซึ่งเป็นหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๕ หมายถึงศาลใดบ้าง ศาลในประเทศไทยก็มีทั้งระบบศาลเดี่ยว ศาลคู่ อย่างที่ท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ขออนุญาตเอ่ยนามนะคะว่าท่านพูดถึง แต่ว่า โดยความมุ่งหมายของการบังคับใช้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ต่อไป ศาลซึ่งเป็นหน่วยงาน ในกระบวนการยุติธรรมตามมาตรา ๕ ตรงนี้หมายถึงทุกศาลในประเทศไทยตอนนี้ ก็คือ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลทหารและศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าเราดูในร่างพระราชบัญญัติ ทั้งหมดทุกมาตราจะไม่มีการเขียนว่าศาลตรงนี้คือศาลอะไร เพราะว่าเรามากำหนด ความหมายไว้ในร่างมาตรา ๓ ซึ่งเป็นบทนิยามไว้แล้ว สำหรับในเหตุผลของท่านที่ได้ อ้างบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการก็ได้พิจารณาว่าบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญศาล ในหมวด ๑๐ ก็จะหมายถึงศาลยุติธรรม ก็คืออยู่ในส่วนที่ ๒ ศาลปกครองจะอยู่ในส่วนที่ ๓ ศาลทหารจะอยู่ในส่วนที่ ๔ แล้วก็หมดในส่วนของศาล แต่พอขึ้นอีกหมวดเป็นหมวด ๑๑ เป็นศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งถ้าท่านพิจารณารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน ก็จะเห็นว่าเนื้อหาที่กำหนดในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญถ้าเป็นหมวดศาลที่กล่าวข้างต้น ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง แล้วก็ศาลทหาร จะไม่ได้มีเนื้อหาหรือรายละเอียดลงไป ในขณะที่ บทบัญญัติเกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญตามหมวด ๑๑ ก็จะมีรายละเอียดว่าศาลรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วยผู้พิพากษา หรือตุลาการ หรือผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนกี่คน มีคุณสมบัติอย่างไร มีอำนาจหน้าที่อย่างไร ในส่วนนี้จะกำหนดรายละเอียดไว้อย่างชัดเจน นอกจากนี้กฎหมาย ที่ทางศาลรัฐธรรมนูญใช้บังคับเป็นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งในมาตรา ๑๓๑ ของรัฐธรรมนูญก็จะมีการกำหนดผู้ที่มีอำนาจในการที่จะเสนอกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญไว้ เป็นการเฉพาะแตกต่างจากพระราชบัญญัติทั่วไป นอกจากนั้นในมาตรา ๑๓๒ จะกำหนดกระบวนการไว้เป็นพิเศษซึ่งแตกต่างจากกระบวนการ ตรากฎหมายระดับพระราชบัญญัติในมาตรา ๑๓๓ ในประเด็นนี้กรรมาธิการเห็นว่าการกำหนด บทนิยามของคำว่า ศาล เราต้องการที่จะอธิบายว่าศาล ซึ่งเป็นหน่วยงานในกระบวนการ ยุติธรรมตามมาตรา ๕ มีหน้าที่ที่จะต้องกำหนดระยะเวลาการดำเนินการของศาลตามมาตรา ๖ รวมถึงการจัดทำระบบสารสนเทศตามมาตรา ๘ เพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทราบแล้วก็สามารถ ตรวจสอบความคืบหน้าของการดำเนินการของศาลได้ตรงนี้หมายถึงศาลใดบ้าง ในส่วนของ บทนิยามก็เลยคงตามร่างที่ผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีค่ะ ในเบื้องต้นขออนุญาต กราบเรียนในประเด็นตามที่ท่านประธานมอบหมาย ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานครับ คงเหลืออีกส่วนหนึ่งที่ผมจะขออนุญาตเป็นผู้ชี้แจง ก็คือข้อสงวนคำแปรญัตติของท่านสมาชิก ท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน ขออภัยที่เอ่ยนามท่านนะครับ ท่านได้กรุณายื่นคำแปรญัตติในนิยาม มาตรา ๓ มา ๓ คำ🔗

คำแรกคือการดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมท่านขอเพิ่มเติมว่า ให้รวมถึง การพิจารณาพิพากษาคดีของศาล การพิจารณาสั่งคดีของพนักงานอัยการ และการดำเนินงาน ของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการสอบสวน ไต่สวน การบังคับคดี และการวางทรัพย์ รวมทั้ง การดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมของศาลรัฐธรรมนูญและคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผมเรียนว่าข้อสงวนในส่วนนี้ของท่านคณะกรรมการการเลือกตั้งคำนี้กรรมาธิการเห็นด้วย กับท่านบางส่วน จึงได้เอาไปบัญญัติเพิ่มเติมไว้ให้เป็นหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ในมาตรา ๕ แล้ว ส่วนข้อความที่ท่านขอแก้ไขเพิ่มเติมมาที่เหลือคือการพิจารณาพิพากษาคดี ของศาล การสั่งคดีของอัยการ การสอบสวนของพนักงานสอบสวนนั้น ขออนุญาตเรียน ท่านประธานผ่านไปยังผู้สงวนว่ากรรมาธิการได้พิจารณาแล้วว่าทั้งหมดที่ท่านขอเพิ่มเติมมา ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานทางแพ่งหรือทางอาญาทั้งสิ้น ข้อความเดิมตามร่างเดิม ครอบคลุมอยู่แล้ว ถ้าท่านไปลงรายละเอียดเพิ่มเติมว่าต้องบัญญัติให้รวมถึงการพิจารณา พิพากษาคดีแล้วนั้นมันก็จะกลายเป็นอาจจะมีปัญหาในทางกลับกันก็คือว่ากระบวนการ พิจารณาอะไรที่ไม่ได้ถูกเขียนไว้ให้เป็นนิยามคำว่า การดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม แล้วอาจจะถูกตีความไปในทางตรงกันข้ามก็ได้ครับ เพราะฉะนั้นเจตนารมณ์ของนิยามคำนี้ ต้องการให้รวมถึงการดำเนินงานทุกอย่างของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมถ้าเป็น การดำเนินงานทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางปกครองแล้วจะอยู่ภายใต้นิยามคำว่าการ ดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมทั้งสิ้นอยู่แล้ว กรรมาธิการจึงเห็นว่าไม่จำเป็นที่จะต้อง เพิ่มเติมนะครับ🔗

คำที่ ๒ คำว่า พนักงานอัยการ ที่ท่านขอเพิ่มนิยาม กราบเรียนว่าเนื่องจากว่า ในมาตรา ๕ ได้มีบทบัญญัติให้องค์กรอัยการเป็นหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ตามความหมายของกฎหมายฉบับนี้แล้ว และในกฎหมายของอัยการก็คือพระราชบัญญัติ องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๕๕๓ ได้บัญญัติให้องค์กรอัยการประกอบไปด้วย คณะกรรมการอัยการ อัยการสูงสุด และพนักงานอัยการ ดังนั้นคำว่า พนักงานอัยการนั้น จึงเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรอัยการอยู่แล้ว กรรมาธิการจึงเห็นว่าไม่จำเป็นที่จะต้องมานิยาม คำว่า พนักงานอัยการ ต่างหากอีก และหากนิยามคำว่า พนักงานอัยการ เพิ่มเข้ามาก็จะ ทำให้เราได้ความมุ่งหมายของกฎหมายฉบับนี้แคบลง เราต้องการให้องค์กรอัยการทั้งองค์กร มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่แต่เพียงพนักงานอัยการเท่านั้น ด้วยเหตุผลนี้ กรรมาธิการจึงยังไม่เห็นด้วยกับท่าน🔗

คำที่ ๓ ท่านขอแก้ไขก็คือผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ท่านได้ขอเพิ่มคำว่า ทนายความ ตรงนี้ความเห็นตรงกันกับกรรมาธิการซึ่งคณะกรรมาธิการก็ได้แก้ไขคำว่า ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยมีคำว่า ทนายความ เพิ่มเติมเข้าไปแล้วตรงนี้ตรงกันครับท่านประธาน ก็ขออนุญาตชี้แจง ข้อแปรญัตติทั้ง ๓ ประเด็นในมาตรานี้ของท่านสมาชิกครับ ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ท่านประธานกรรมาธิการนะครับ ท่านสมาชิกครับ มาตรา ๓ มีการแก้ไข และมีกรรมาธิการ ขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ ดังนั้นผมจึงต้องขอมติจากที่ประชุม ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนครับ🔗

(ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เป็นขั้นตอน การตรวจสอบองค์ประชุมก่อนที่จะลงมติในมาตรา ๓ เชิญท่านสมาชิกกดปุ่มแสดงตนนะครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เป็นขั้นตอน การตรวจสอบองค์ประชุมครับ มีท่านใดยังไม่ได้เสียบบัตรไหมครับ ขอทราบผลองค์ประชุม จำนวนผู้เข้าประชุม ๓๖๙ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ🔗

ต่อไป จะเป็นการถามมติมาตรานี้ ซึ่งอาจจะต้องเป็น ๒ ขั้นตอนนะครับ เนื่องจากคณะกรรมาธิการ มีการแก้ไข ผมจะถามมติจากที่ประชุมก่อนว่าจะเห็นควรให้มีการแก้ไขในมาตรานี้หรือไม่ กรณีที่ที่ประชุมมีมติเห็นควรให้แก้ไข ผมจึงจะถามมติจากที่ประชุมต่อไปว่าจะเห็นด้วยกับ การแก้ไขของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการ ที่สงวนความเห็น และผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ ผมขอถามมตินะครับ ท่านผู้ใด เห็นควรให้มีการแก้ไขโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นควรให้มีการแก้ไขคือให้คงไว้ ตามร่างเดิมโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญลงมติครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

คำถามแรก มีท่านใดยังไม่ได้ลงคะแนนไหมครับ ปิดการลงคะแนน ขอทราบผลครับ ผลการลงมติคำถามแรก จำนวนผู้ลงมติ ๓๘๐ ท่าน เห็นด้วยให้มีการแก้ไขในมาตรานี้ ๓๖๗ ท่าน ไม่เห็นด้วยให้มีการ แก้ไข ๑ ท่าน🔗

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ จิรายุ ๖๘ เห็นด้วยครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านจิรายุ เพิ่มนะครับ ก็เพิ่มอีกท่านหนึ่งเป็น ๓๘๑ ท่าน และเห็นด้วย ๓๖๘ ท่าน ไม่เห็นด้วยมี ๑ ท่าน งดออกเสียง ๓ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๙ ท่าน ร ๑๒/๒๕๖๕ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) วาสนา ๒๑/🔗

ต่อไปผมจะ ขอถามมติในขั้นที่ ๒ ว่าท่านจะเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการที่สงวนความเห็น และผู้แปรญัตติสงวนคำแปรญัตติ ผมขอถามมติ ขอโทษครับ ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนครับ🔗

(ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิก กรุณาเสียบบัตรแสดงตนนะครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เป็นขั้นตอน การตรวจสอบองค์ประชุมก่อนที่จะถามมติในคำถามที่ ๒ นะครับ เป็นขั้นตอนการตรวจสอบ องค์ประชุม ไม่ทราบผมถามมติถูกหรือเปล่า เดี๋ยวขอล้างมติก่อนครับ เมื่อสักครู่ผมขอโทษ ถามผิดไปนะครับ เจ้าหน้าที่ล้างเครื่องก่อนครับ ผมจะสอบถามองค์ประชุมใหม่นะครับ ล้างเครื่องหรือยังครับ เจ้าหน้าที่กรุณาล้างเครื่องก่อนครับ เป็นความผิดของผมเองนะครับ ต่อไปเป็นการถามมติในเรื่ององค์ประชุม ผมขอให้ท่านกดปุ่มแสดงตนเพื่อทราบองค์ประชุม โปรดแสดงตนกดใหม่ ตอนนี้จะเป็นการตรวจสอบองค์ประชุมเท่านั้นนะครับ ขอท่านสมาชิก กดปุ่มแสดงตนครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

มีท่านใด ยังไม่ได้กดปุ่มแสดงตนไหมครับ กรุณากดปุ่มแสดงตนนะครับ ตรวจสอบหน้าจอเล็กน้อย ขอทราบองค์ประชุมครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๓๖๔ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ🔗

ต่อไปผมขอ ถามมติในขั้นที่ ๒ นะครับ สมาชิกท่านใดเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากกดปุ่ม เห็นด้วย สมาชิกท่านใดเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่สงวนความเห็นและผู้แปรญัตติที่ขอสงวน คำแปรญัตติกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย สมาชิกท่านใดเห็นว่าควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านสมาชิกลงคะแนนครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

มีท่านใด ยังไม่ลงคะแนนไหมครับ ปิดการลงคะแนน ขอทราบผลครับ ผลการลงมติจำนวน ๓๖๙ ท่าน เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ๓๐๗ ท่าน เห็นด้วยกับผู้สงวนความเห็นและสงวน คำแปรญัตติ ๕๘ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๓ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุม เห็นชอบด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากครับ🔗

เชิญ เลขาธิการต่อครับ🔗

นางสาวนภาภรณ์ ใจสัจจะ รองเลขาธิการรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการ รัฐสภา

มาตรา ๔ ไม่มีการแก้ไข มีผู้แปรญัตติของสงวนคำแปรญัตติ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

มาตรา ๔ ไม่มีการแก้ไขนะครับ มีท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ขอแปรญัตติ เชิญท่านเสรีครับ🔗

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกรัฐสภา ในส่วนของมาตรา ๔ ดังกล่าวนี้ เป็นเรื่องวัตถุประสงค์ที่จะให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมกำหนดระยะเวลาดำเนินงาน ในกระบวนการยุติธรรมทุกขั้นตอนให้ชัดเจนเพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมโดยไม่ล่าช้า อันนี้เป็นหลักการสำคัญ ท่านประธานครับ ที่เราเข้าใจตรงกันว่าเจตนารมณ์ของกฎหมาย ให้เป็นอย่างนั้น แต่ในส่วนของข้อความต่อไป และให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทราบได้ว่าหน่วยงานในกระบวนการ ยุติธรรมจะพิจารณาเรื่องที่อยู่ในระหว่างดำเนินงานเสร็จสิ้นเมื่อใด อันนี้ก็คือเพื่อความชัดเจน รวมทั้งตรวจสอบความคืบหน้าได้โดยผ่านช่องทางที่หลากหลาย อันนี้เป็นวิธีการที่ให้ตรวจสอบ ทีนี้ในส่วนที่ผมแปรญัตติก็คงจะมีส่วนที่เกี่ยวข้องว่าแต่ทั้งนี้จะกำหนดระยะเวลาดังกล่าว เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อความเป็นอิสระในการอำนวยความยุติธรรม นี่คือประเด็นที่ ๑ หรือการดำเนินงานโดยสุจริตของบุคคลใดโดยบุคคลใดไม่ได้ไม่ว่าทางใด อันนี้คือประเด็นที่ ๒ ซึ่งในทั้ง ๒ ประเด็นดังกล่าวนี้เข้าใจว่ากระบวนการในเรื่องของการกำหนดระยะเวลาดังกล่าว จะให้เกิดผลกระทบต่อความเป็นอิสระในการอำนวยความยุติธรรมคงเป็นเรื่องของบุคคล หรือเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมที่จะไปกระทบเรื่องความเป็นอิสระในส่วนของการ อำนวยความยุติธรรมอย่างนี้ไปกระทบเขาไม่ได้ แต่ส่วนการดำเนินงานโดยสุจริตคือคลุมหมด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่หรือผู้ที่เกี่ยวข้องตามคำนิยามที่ได้บัญญัติไปแล้ว แต่สิ่งที่กังวลก็คือ ในการทำหน้าที่อำนวยความยุติธรรมก็ดี ในเรื่องการใช้สิทธิต่าง ๆ ก็ดี บางทีท่านประธานครับ การที่กฎหมายมีเจตนารมณ์สำคัญที่ให้กระบวนการยุติธรรมได้มีกระบวนการกำหนด ระยะเวลาที่ชัดเจน โดยเจตนาก็เพื่อประโยชน์ของประชาชน แต่ในทางปฏิบัติมันก็เคยเกิด หลาย ๆ ครั้งที่ว่าในเรื่องการตีความ เมื่อต้องการที่จะให้เกิดกระบวนการยุติธรรมในเรื่อง ของกำหนดระยะเวลา มันก็เลยเน้นในเรื่องการกำหนดระยะเวลาทำให้มีผลกระทบกับ การปฏิบัติงานหรือการทำหน้าที่ในทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในคดี เช่น ในกฎหมายในรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านมาได้บัญญัติในเรื่องเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในศาลให้สืบพยาน อย่างต่อเนื่อง พอไปเขียนไว้อย่างนี้ครับก็เลยเกิดกระบวนการที่ผ่านมา มันไม่ใช่นัดสืบพยาน ต่อเนื่อง มันเลยกลายเป็นนัดสืบพยานติดต่อ แล้วก็ไม่เว้นเวลาในการที่จะตระเตรียมพยาน ปรากฏพยานไม่มา โดนตัดพยานทิ้งนี่ละครับมันก็เคร่งครัดในเรื่องของตัวบทกฎหมายว่า เป็นตัวอย่างอันสำคัญว่าความหมายในเรื่องของการกำหนดระยะเวลาที่เคร่งครัด ที่ให้เกิด ความรวดเร็วมันอาจจะเกิดผลกระทบ ดังนั้นในกระบวนการการดำเนินการในเรื่องระยะเวลา ดังกล่าวด้วย ผมก็เลยขอแปรญัตติเติมความเพื่อให้ไม่เกิดผลกระทบและไม่เกิดความเสียหาย กับผู้ที่มีอรรถคดีทั้งหลาย ก็คือขอเติมว่าและจะต้องไม่ทำให้เสียความยุติธรรมถือว่าเป็นถ้อยคำ ที่ให้อีกมุมหนึ่งอีกด้านหนึ่งที่สามารถจะยืดหยุ่นได้ว่า ถ้ามันมีกระบวนการใดก็ตามนั้นที่เรา จะให้ความเป็นอิสระแก่การอำนวยความยุติธรรม ทำให้คนที่ทำหน้าที่ตรงนี้เกิดใช้ความมีอิสระ โดยเคร่งครัด โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการเคร่งครัดของตัวเอง เพราะฉะนั้นเจ้าหน้าที่ก็จะดูด้วยว่าจะต้องไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแล้วก็ไม่ก่อให้เกิด ความเสียความยุติธรรมด้วยหรือความเป็นธรรมด้วย อันนี้คือส่วนที่กังวลใจก็เลยขอเติมมา ก็ลองฟังคำอธิบายของกรรมาธิการ ถ้ากรรมาธิการเห็นด้วยกับผมเพราะเราอยู่ในกระบวนการ ยุติธรรม เราก็เห็นถึงปัญหาในเรื่องเหล่านี้เพื่อไม่ก่อให้เกิดปัญหาในการที่จะเคร่งครัดจนเสีย ความเป็นธรรม ก็อยากให้เติมข้อความดังกล่าวนี้ก็เพื่อพิจารณาต่อไป ขอบคุณท่านประธาน🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เชิญ กรรมาธิการชี้แจงครับ🔗

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธาน ขออนุญาตมอบท่านกรรมาธิการณัฐวุฒิ บัวประทุม เป็นผู้ตอบชี้แจงครับ🔗

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม กรรมาธิการ

ขออนุญาตท่านประธานครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภาแล้วก็ในฐานะกรรมาธิการครับ ผมได้รับมอบหมาย จากท่านประธานสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ให้ตอบคำแปรญัตติของท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ด้วยความเคารพนะครับ ความจริงทั้งสองท่านก็เป็นครูบาอาจารย์ที่สอนผมในประเด็นเรื่อง ของทนายความมาทั้งคู่ครับ ประเด็นของท่านเสรี สุวรรณภานนท์ เป็นการแปรญัตติเพิ่มเติม ข้อความในตอนท้ายของมาตรา ๔ มีการเพิ่มเติมข้อความต่อท้ายคำว่า และจะต้องไม่ทำให้ เสียความเป็นธรรม ผมขออนุญาตชี้แจงว่าในมาตราที่ ๔ นี้เป็นมาตราที่มีความสำคัญและ ถือว่าเป็นหนึ่งในหัวใจของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ในภาษาวิธีปฏิบัติราชการ เราเรียกมาตราที่ ๔ ว่าเป็นมาตราที่เป็นเป้าประสงค์และวัตถุที่หมายหรือในภาษาอังกฤษว่าออฟเจกต์ แอนด์ เพอร์โพส (Object and Purpose) ผมอยากจะอธิบายความเพิ่มเติมครับว่าเราใช้เวลา ในการพูดคุยในมาตรา ๔ แบ่งออกเป็น ๒ ส่วนใหญ่ ๆ อย่างที่ท่านเสรีได้กรุณานำเรียน ต่อที่ประชุม ส่วนที่ ๑ เป็นการระบุเลยครับว่าวัตถุประสงค์หรือวัตถุที่หมายของมาตรา ๔ นั้น และรวมถึงวัตถุที่หมายของกฎหมายฉบับนี้มีเรื่องใด ๆ บ้าง ซึ่งก็คือการระบุว่ากระบวนการ วิธีทำทุกขั้นตอนนั้นต้องมีความชัดเจนเพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมโดยไม่ล่าช้า ให้ส่วนเกี่ยวข้องต่าง ๆ ได้ทราบกระบวนการขั้นตอนต่าง ๆ และต้องตรวจสอบได้ทุกช่องทาง นี่เป็นประเด็นที่ตรงกันที่ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ได้กรุณายืนยันกับสิ่งที่ทางกรรมาธิการ ได้คิดและเห็นตรงกันครับ ส่วนประเด็นตอนท้ายเป็นการขยายความและเป็นการระบุ ไม่ว่า กระบวนการในการดำเนินการให้ความยุติธรรมและการดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมจะ มีกำหนดระยะเวลาอย่างไรจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอิสระในการอำนวยความยุติธรรม หรือการดำเนินงานโดยสุจริตของบุคคลใด ไม่ว่าจะเป็นทางใด มีอยู่ ๔ ประเด็นด้วยกันครับ ในเชิงย่อย ๆ ที่อยากจะเรียนตอบท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ครับ🔗

ในประเด็นที่ ๑ ก็คือว่าความเป็นอิสระดังกล่าวครับถึงแม้กฎหมายฉบับนี้ จะเป็นกฎหมายปฏิรูปแต่ก็ต้องอยู่และอิงภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ผมยกตัวอย่างหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ๓ หน่วยงานเบื้องต้นที่ต้องอยู่ภายใต้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เช่น กรณีของศาลมีการบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๘๘ บอกว่าผู้พิพากษาและตุลาการย่อมมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมายให้เป็นไปโดยรวดเร็ว เป็นธรรม และปราศจากอคติทั้งปวง กรณีขององค์กรอิสระ อยู่ในมาตรา ๒๑๕ ระบุในวรรคสองว่าการปฏิบัติหน้าที่และการใช้อำนาจขององค์กรอิสระ ต้องเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติทั้งปวงในการใช้ดุลพินิจ กรณีขององค์กรอัยการครับ ซึ่งมีเพื่อนสมาชิกสอบถามหรือท้วงติงในมาตราก่อนหน้านี้ก็ระบุ หลักการแบบเดียวกันไว้ในมาตรา ๒๔๘ วรรคสองว่าพนักงานอัยการมีอิสระในการพิจารณา สั่งคดีและการปฏิบัติหน้าที่ให้ไปโดยรวดเร็ว เที่ยงธรรม และปราศจากอคติทั้งปวง ผมพูดมา ทั้งหมดในเรื่องแรกในระดับเรื่องของรัฐธรรมนูญเพื่อยืนยันว่าในท้ายที่สุดกฎหมายฉบับนี้ ยังถูกกำกับโดยรัฐธรรมนูญและอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอันเป็นหลักประกันความเป็นอิสระ ของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมที่กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ นั่นเป็นคำตอบที่ ๑ ที่ไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องเพิ่มเติมข้อความในตอนท้ายแต่ประการใดครับ🔗

ในคำตอบที่ ๒ เป็นคำตอบเรื่องความหมายแล้วก็เจตจำนงของคำครับ คำว่า ความเป็นอิสระในการดำเนินการและความสุจริตของบุคคลใดนั้นกรรมาธิการพิจารณาว่า เจตจำนงของท่านเสรีกับเจตจำนงของกรรมาธิการเป็นเจตจำนงเดียวกันและเห็นตรงกันครับ ความเป็นอิสระย่อมครอบคลุมถึงหลักประกันการพิจารณาคดีและย่อมครอบคลุมถึงการที่ ต้องไม่ทำให้เสียความเป็นธรรมอยู่ในตัวแล้ว ฉะนั้นโดยประเด็นเรื่องของเจตจำนงที่ตรงกัน ดังกล่าว การที่ไม่มีคำเพิ่มเติมเข้าไปนั้นไม่ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อการพิจารณา ซ้ำไปกว่านั้น ก็จะเป็นประเด็นที่ ๓ ที่ผมได้พูดต่อไปว่าในกรณีของการเพิ่มคำนั้นอาจจะทำให้เกิดการ พิจารณาหรือมองไปในมุมมองที่แตกต่างออกไปที่จะทำให้กระบวนการพิจารณากฎหมาย ตรงนี้อาจจะมีผลต่อการบังคับใช้ได้นะครับ🔗

ในท้ายที่สุดครับ ทางกรรมาธิการเห็นว่าประเด็นที่ ๑ ก็คือเจตจำนงของ ท่านเสรีกับกรรมาธิการเป็นเจตจำนงเดียวกันครับ ประเด็นที่ ๒ คือร่างกฎหมายฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์และวัตถุที่หมายของตนที่ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและมีหลักประกัน ความเป็นอิสระซึ่งเราเขียนกำกับและต้องให้กระบวนการดังกล่าวนั้นไม่ให้เสียความเป็นธรรม อยู่แล้ว🔗

ประเด็นที่ ๓ การใส่คำเข้าไปนั้นไม่ทำให้หลักประกันความเป็นอิสระส่งผล กระทบใด ๆ แต่อยู่ภายใต้หลักประกันความเป็นอิสระในการดำเนินการและหลักการคุ้มครอง บุคคลที่ได้กระทำการโดยสุจริต ซึ่งนักกฎหมายโดยทั่วไปเป็นที่รับรู้และเข้าใจกันอยู่แล้ว ซึ่งในท้ายที่สุดครับ🔗

ประเด็นที่ ๔ ทางกรรมาธิการเห็นว่าเมื่อเจตจำนงตรงกัน เมื่อคำที่อยู่ใน ร่างกฎหมายฉบับเดิมที่กรรมาธิการยืนยันนั้นครอบคลุมอยู่แล้ว และเมื่อมีหลักประกันอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายเฉพาะของแต่ละหน่วยงานก็เขียนครอบคลุมถึง ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้นทำให้กรรมาธิการเคารพในสิ่งที่ท่านเสรีได้แปรญัตติ แต่ขอยืนยันว่า สิ่งที่กรรมาธิการได้พิจารณานั้นครอบคลุมทุกประเด็นแล้วก็ขอยืนยันในคำที่กรรมาธิการ ไม่ได้มีการแก้ไขในร่างมาตรา ๔ ตามที่ผมได้รับมอบหมายจาก ประธานสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านเสรี คงถอนได้ใช่ไหมครับ ตกลงท่านเสรีท่านถอนในส่วนที่เติมนะครับ เชิญครับ🔗

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกรัฐสภา ต้องขอบคุณท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ที่ได้เสนอเหตุผลและให้ความเห็นในถ้อยคำข้อความที่ผมแปรญัตติไป แต่สิ่งที่ท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ได้พูดถึงนั้นก็เข้าใจตรงกันดีว่าข้อแปรญัตติของผมนั้นในมาตรา ๔ ดังกล่าวที่เป็น วัตถุประสงค์ของกฎหมายฉบับนี้จะต้องไม่ทำให้เสียความเป็นธรรม อันนี้ก็ได้คำอธิบายว่า เป็นเจตนาเดียวกัน แล้วก็เจตจำนงเดียวกัน ดังนั้นเมื่อท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ได้เสนอ ความเห็นดังกล่าว ผมก็เพียงแต่จะให้กรรมาธิการได้ยืนยันตามที่ท่านได้อธิบายชี้แจงมาแล้ว ว่าในกระบวนการทั้งหลายนั้นมีทั้งรัฐธรรมนูญ มีทั้งกฎหมายอีกหลายฉบับที่ได้บัญญัติ และเป็นหลักประกันในเรื่องของความสุจริตตามที่ท่านได้กรุณาให้อธิบายชี้แจงไปดังกล่าวนี้ ดังนั้นเราก็พยายามพิจารณากันด้วยเหตุด้วยผล ถ้ามันสามารถที่จะครอบคลุมและสภาแห่งนี้ ก็ได้มีการถกแถลงและมีการบันทึกเอาไว้ด้วยความชัดเจนว่าในมาตรา ๔ ดังกล่าวนั้น เป็นเจตนารมณ์สำคัญที่จะต้องไม่ทำให้เสียความเป็นธรรมแก่คดีความต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เมื่อครอบคลุมแล้วตามที่บันทึกกันไว้ผมก็พอใจและไม่ติดใจท่านประธานครับ🔗

ท่านประธาน กรรมาธิการจะยืนยันสักเล็กน้อยหรือเปล่าครับว่าความเป็นธรรมนี้จะยังอยู่🔗

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ขอบคุณครับ ท่านประธาน ก็ตรงกันครับ สำหรับเรื่องของเจตจำนงในการบังคับใช้มาตรา ๔ แล้วก็ภาพรวม ของกฎหมายฉบับนี้ทั้งหมด ผมขออนุญาตเรียนชี้แจงเพิ่มเติมว่าตอนท้ายของมาตรา ๔ นั้น ได้ยืนยันหลักการสำคัญไว้แล้วว่ากฎหมายฉบับนี้แม้จะมีวัตถุประสงค์เพื่อให้หน่วยงาน ในกระบวนการยุติธรรมกำหนดเวลาในการดำเนินงานของตัวเองทุกขั้นตอนให้ชัดเจน เพื่อนำไปสู่การให้บริการประชาชนโดยไม่ล่าช้า ทั้งนี้ก็คือเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนได้รับ การอำนวยความเป็นธรรมในเวลาอันรวดเร็ว นั่นคือหลักการสำคัญครับ เร็วแล้วต้องอำนวย ความเป็นธรรมในเวลาอันรวดเร็วด้วย เร็วแต่ไม่อำนวยความเป็นธรรมก็ไม่ใช่เจตนารมณ์ ของกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งได้ตอกย้ำไว้ชัดเจนในตอนท้ายว่าระยะเวลาที่กำหนดไว้นั้นจะกำหนด ให้มีผลกระทบต่อความเป็นอิสระในการอำนวยความยุติธรรมไม่ได้ นั่นประการที่ ๑🔗

ประการที่ ๒ จะกระทบต่อการดำเนินงานโดยสุจริตของบุคคลใดก็ไม่ได้ บุคคลใดนี้หมายถึงทุกคนที่เข้ามาสู่กระบวนการยุติธรรมในเรื่องนั้น ๆ ทั้งหมดถ้ากระทำการ โดยสุจริตก็จะต้องได้รับการดูแลอย่างเป็นธรรมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐและทั้งประชาชน ผู้รับบริการ ซึ่งหลักความสุจริตก็อย่างที่กรรมาธิการได้ชี้แจงไปแล้วว่าหลักความสุจริตนั้น เป็นหลักที่ครอบคลุมมุ่งหมายถึงความเป็นธรรมโดยสุจริตอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราเห็นตรงกัน ท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ผมก็มีอะไรนิดหน่อยถ้าใครจะว่าผมไม่เป็นกลาง ผมเห็นว่ากฎหมายนั้นวัดคุณค่ากันด้วย ความเป็นธรรม เราไม่ได้วัดด้วยอย่างอื่น ดังนั้นกฎหมายมีดีเอ็นเอ (DNA) ของความยุติธรรมอยู่ ความเป็นธรรมอยู่ ผมพูดแค่นี้ครับ มาตรา ๔ ไม่มีการแก้ไขนะครับ เชิญเลขาธิการต่อครับ🔗

นางสาวนภาภรณ์ ใจสัจจะ รองเลขาธิการรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการ รัฐสภา

มาตรา ๕ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติขอสงวน คำแปรญัตติ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

มาตรา ๕ มีการแก้ไขนะครับ มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ และมีผู้ประสงค์จะอภิปรายหลายท่าน ท่านสมาชิกฟังในห้องอาหารก็ได้นะครับ ได้เวลาพอดี เชิญท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ครับ🔗

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ การแปรญัตติในมาตรา ๕ ของผมนั้นเป็นการขอเพิ่มเติมข้อความเข้าไป โดยหลักนะครับ อันอื่นก็เป็นการแปรตามที่กรรมาธิการได้มีการแก้ไข ก็คือการเพิ่มเติม ข้อความใน (๘/๑) ศาลรัฐธรรมนูญ แต่เนื่องจากการลงมติในมาตรา ๓ ในก่อนหน้านี้ ในนิยามคำว่า ศาล นั้น ผมเสนอให้มีการแยกศาลรัฐธรรมนูญออกจากนิยามคำว่า ศาล แต่ที่ประชุมเห็นแตกต่างจากผม และยืนยันที่จะใช้คำว่า ศาล ให้หมายความรวมถึง ศาลรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นเมื่อผมแพ้การลงมติในมาตรา ๓ ผมเห็นว่าการขอสงวนความเห็น ในมาตรา ๕ ที่มีการเพิ่มเติมข้อความเข้าไปของผมนั้นจะขัดหรือแย้งต่อมาตรา ๓ ผมขอถอน คำแปรญัตติของผมครับท่านประธาน🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไปเป็น ผู้แปรญัตตินะครับ ท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน มาตรา ๕ นะครับ🔗

นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มการบริหารราชการแผ่นดิน และความมั่นคง

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม เฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา สำหรับในร่างมาตรา ๕ ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน ๑๐ อนุมาตรานี้ ผมได้ขออนุญาตแปรญัตติเพิ่มคำว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง เข้าไปในมาตรา ๕ ซึ่งก็ได้รับ การตอบรับจากคณะกรรมาธิการ ได้เพิ่มเข้าไปแล้วผมก็ไม่ได้ติดใจนะครับ ทีนี้ผมขออนุญาต สอบถามเพิ่มเติมว่าหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมตามมาตรา ๕ ตัวอย่าง กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงกลาโหมมี ๓ กองทัพ และอีกหลายหน่วยงาน กระทรวงมหาดไทยก็มี ๘ กรม กระทรวงยุติธรรมก็มี ๑๑ กรม ผมอยากทราบว่า ๓ กระทรวงนี้ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม หน่วยงานไหนจะเป็นหน่วยงาน ในกระบวนการยุติธรรมเพราะมันมีหลายกรม ใครจะเป็นผู้กำหนดว่ากรมไหนจะเป็นหน่วยงาน ในกระบวนการยุติธรรมหรือทั้งกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรมนี้ เป็นหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมทั้งหมดครับ อยากจะทราบจากท่านคณะกรรมาธิการ ขอบคุณมากครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไปเป็น ท่านสมาชิกที่เข้าชื่อไว้นะครับ เรียงตามลำดับดังนี้นะครับ ๑. พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ๒. นายขจิตร ชัยนิคม ๓. พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ๔. นายนิยม เวชกามา ๕. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ตามลำดับนะครับ ท่านพลเอก เลิศรัตน์ ก่อนครับ🔗

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มอื่น ๆ

กราบเรียน ท่านประธานวุฒิสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกวุฒิสภาในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมใคร่ขออนุญาตเรียนความเห็นเพิ่มเติมในมาตรา ๕ ซึ่งคณะกรรมาธิการได้ มีการแก้ไขในหลายประเด็น ประเด็นที่ผมยังติดใจแล้วก็อภิปรายตอนมาตรา ๓ ไม่ทัน เพราะว่าไม่ได้เสนอชื่อไว้ คือการแก้ไขในประเด็นที่เกี่ยวกับศาล กระผมยังเห็นว่าคือ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แบ่งไว้อย่างชัดเจนที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญไปอยู่ที่หมวด ๑๑ แยกออก จากคำว่า ศาลในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ซึ่งมีอยู่ ๓ ศาล คือ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลทหาร ถ้ากลับไปดูที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ศาลรัฐธรรมนูญถูกผนวกไว้ในหมวด ๑๐ เป็นส่วนที่ ๒ เลย แล้วตามด้วยหมวด ๓ เป็นศาลยุติธรรม หมวด ๔ เป็นศาลปกครอง หมวด ๕ เป็นศาลทหาร ส่วนที่ ๕ นะครับ นั่นก็แสดงชัดเจนว่าเราอยู่ในการปกครองในระบบ ศาลคู่ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ จึงไม่ได้ใส่ศาลรัฐธรรมนูญไว้ในหมวด ๑๐ ต่างจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็แสดงว่าของใหม่ก็ต้องถูก ของเก่าก็ต้องผิด ถ้าอย่างนั้นเขาจะแก้ทำไมใช่ไหมครับ ผมเข้าใจว่าที่ประชุมนี้ได้มีมติให้คำนิยาม เอาศาลรัฐธรรมนูญไปใส่ไว้ในคำว่า ศาล อยู่แล้ว ถึงแม้กรรมาธิการจะไม่เห็นด้วย แต่ขออนุญาตอภิปรายเพื่อบันทึกไว้ คำว่า ศาลรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้นมิได้รวมศาลรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นการที่ไม่บัญญัติศาลรัฐธรรมนูญไว้ ในมาตรา ๕ ก็จึงทำให้เป็นการที่ไม่กำหนดไว้อย่างครบถ้วน เพราะว่าศาลรัฐธรรมนูญนั้น มีเรื่องที่ได้รับการร้องเรียนหรือได้รับการฟ้องร้องขึ้นไปเป็นจำนวนมาก และศาลรัฐธรรมนูญ ปกติเมื่อมีมติรับคำร้องท่านก็จะกำหนดว่าจะให้มาชี้แจงหรือไม่ หรือเป็นข้อกฎหมายท่านจะ ตัดสินเองแล้วท่านก็กำหนดห้วงเวลาหรือวันเวลาที่ท่านจะตัดสินด้วย ซึ่งเป็นการดำเนินการ ที่อำนวยความยุติธรรมอยู่แล้วนะครับ ก็เพียงแต่ผมอยากจะกราบเรียนเพิ่มเติมเท่านี้ครับว่า ควรจะใส่คำว่า ศาลรัฐธรรมนูญไว้เพิ่มเติมจากคำว่า ศาล ขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไป ท่านขจิตร ชัยนิคม และหลังจากนั้นก็พลตำรวจตรี สุพิศาลครับ🔗

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ กฎหมายฉบับนี้มี ๑๒ มาตรา มีการแก้ไข ๖ มาตรา เป็นกฎหมายที่ดีที่จะต้องให้ความยุติธรรมกำหนดเวลาที่ชัดเจนให้กับประชาชน ท่านประธานครับ ในมาตรา ๕ กำหนดว่าให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมดังต่อไปนี้ มีหน้าที่ดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ จริงแล้วก็อาจจะมีหน่วยงานเยอะกว่านี้นะครับ ที่ท่านร่างมานี่มี ๑๐ วงเล็บ แต่ท่านเพิ่มเข้ามาบางหน่วยงานผมไม่เข้าใจในการเพิ่มของท่าน ว่าใช้หลักการอะไร ท่านแก้ (๑) จากกระทรวงมหาดไทย เป็น กระทรวงกลาโหม ซึ่งดูแล้ว เดิมไม่มีในร่างที่ผ่านกฤษฎีกา ผ่านหน่วยงานกระทรวงยุติธรรม ผ่านกฤษฎีกา ผ่านรัฐบาลมา ไม่มี ท่านก็เพิ่มเข้า กรรมาธิการเพิ่มเข้า แล้วก็เพิ่มเข้าเป็นลำดับที่ ๑ ด้วย แม้ว่าเป็นเทคนิค ในการเขียนกฎหมาย แต่ผมก็ต้องการความเข้าใจในฐานะที่ผมจะร่างกฎหมายต่อไป ผมต้อง ตอบประชาชน ตอบคนที่สงสัยได้ ถามว่า (๑) กรรมาธิการมีเหตุผลอะไรที่เอากระทรวงกลาโหม เข้ามาแล้วก็มาอยู่ในลำดับที่ ๑ เสร็จแล้วท่านก็เอากระทรวงมหาดไทยไปอยู่ลำดับที่ ๒ แล้วกระทรวงยุติธรรมไปอยู่ลำดับที่ ๓ ในความเห็นของผมกระทรวงยุติธรรมต้องอยู่ลำดับที่ ๑ ถ้าพูดว่าเป็นกระทรวงที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แต่ถ้าท่านบอกว่าเริ่มต้นจากกระบวนการของกระบวนยุติธรรม ท่านก็ควรจะเอาสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติขึ้นก่อน เพราะเวลาคนทำความผิดก็ต้องถูกดำเนินคดี เริ่มจากสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ เสร็จแล้วก็ไปองค์กรอัยการ เสร็จแล้วก็ไปศาล แล้วถึงจะกระทรวงยุติธรรม ส่วนสำนักงานอื่น ๆ ก็เป็นเรื่องที่ท่านจะใส่เพิ่มเข้ามาที่เกี่ยวข้อง ผมต้องการคำอธิบายครับ ท่านประธานว่าทำไมถึงเอากระทรวงกลาโหมขึ้นมาก่อน แล้วทำไมจึงกำหนดให้มีอะไรนี้ ทั้งที่ร่างของเจ้ากระทรวงเอง สำนักงานกฤษฎีกา รัฐบาลนี้คนรับผิดชอบคือรองนายกรัฐมนตรี คือท่านวิษณุก็เป็นนักกฎหมายชั้นเลิศ แล้วทำไมไม่มีกระทรวงกลาโหม แล้วกรรมาธิการ เอาเข้ามาแล้วใส่ลงในอันดับที่ ๑ ด้วย เพราะอะไร มีเทคนิคอะไรในการเขียนกฎหมาย หลักอะไรที่ใช้ในการเขียนของกรรมาธิการ ในการเอาสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง มาใส่ใน ๖/๑ ผมไม่เข้าใจ อยากจะทราบเหตุผลและความรู้และเทคนิคในการเขียนกฎหมาย ด้วยว่าทำไม (๖) เดิมสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตในภาครัฐ ต่อไป (๗) เป็นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ น่าจะไม่มีอะไรมาแทรก สำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้งก็น่าจะอยู่ในลำดับ ถ้าท่านใส่ในลำดับที่ ๙/๑ ผมไม่สงสัย แต่ว่าท่านเข้ามาแทรกในลำดับที่ ๖/๑ ผมสงสัย ผมต้องการทราบเทคนิควิธีการในการที่จะ ใส่อะไรลงไปในข้อกฎหมายเหล่านี้ ผมก็อยากจะกราบเรียนท่านว่าในหน่วยงานที่ไม่มีในนี้ ท่านเขียนไว้ในข้อ ๑๐ หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมอื่นตามที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา ทีนี้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งท่านลืมหรือท่านไม่ได้กำหนดในวันที่ร่าง ไม่ว่า หน่วยงานที่ทำกฎหมายนี้หรือสำนักงานกฤษฎีกาก็ตาม แล้วเอาไว้ใน (๑๐) ไม่ได้ เพราะว่า ใน (๑๐) ท่านจะออกเป็นพระราชกฤษฎีกา ท่านก็เอาหน่วยงานที่ควรจะอยู่แต่ไม่ได้กำหนดไว้ ท่านก็จะเอามาไว้ที่นี่ล่ะ เท่าที่ผมทราบ เพราะฉะนั้นท่านประธานผมจำเป็นต้องมีความเข้าใจ ในการเปลี่ยนแปลงร่างที่ผ่านรัฐสภาไปที่ผมมีส่วนอนุมัติให้ถาม ๑๕ ท่านไปเป็นกรรมาธิการ ท่านใช้เวลาอยู่ประมาณ ๖ เดือนแล้วท่านก็เอากลับเข้ามา ทุกอย่างในการตรากฎหมาย จะต้องมีเหตุมีผล มีเทคนิค มีหลักการ วิธีการ ซึ่งท่านต้องอธิบายให้ผม ผมถึงจะเห็นชอบ กับการแก้ไขเหล่านี้ ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ท่านขจิตรครับ ต่อไปเชิญ พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ เชิญครับ🔗

พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในมาตรา ๕ นั้นมันมีการแก้ไข ขีดฆ่าและเลื่อนลำดับ ตามที่ท่านขจิตร ชัยนิคม ได้พูดและอภิปรายไปแล้ว ผมมีคำถามเดียวกับท่านเลยครับว่า หลักการคืออะไร เดี๋ยวทางกฤษฎีกาตอบ แต่ผมจะขยายความเป็นอย่างนี้ และมีข้อสงสัย อีกหลายคำถามครับ ท่านประธานครับ ในนั้นมีการเพิ่ม กกต. เดี๋ยวพูดกัน แต่หลักอย่างนี้ ผมกราบเรียนผมไม่ได้อภิปรายตั้งแต่มาตรา ๑ ถึงมาตรา ๔ เพราะไม่ได้มีการแก้ไขอะไร มากมาย แต่สิ่งที่สำคัญท่านบกพร่องหน้าที่ คณะกรรมาธิการวิสามัญครับ ทำไมผมพูดอย่างนี้ ท่านดูนะครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ ง. ยุติธรรม (๑) เขียนไว้ว่าอะไร ท่านตัดทอน ข้อความทิ้งไปทำไม ท่านครับ (๑) เขียนให้มีการกำหนดระยะเวลาที่ดำเนินการทุกขั้นตอน ของกระบวนการยุติธรรมที่ชัดเจนเพื่อประชาชนได้รับความเป็นธรรมโดยไม่ล่าช้า มีแค่นี้ครับ ที่อยู่ในคำปรารภ อ่านต่อไปนะครับท่าน และมีกลไกช่วยเหลือประชาชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้เข้าถึง กระบวนการยุติธรรมได้ รวมตลอดถึงการสร้างกลไกเพื่อให้มีการบังคับการตามกฎหมาย อย่างเคร่งครัดเพื่อให้ลดความเหลื่อมล้ำและความเป็นธรรมในสังคม หายไปไหน นี่คือประเด็นที่รัฐธรรมนูญต้องการครับท่านประธาน ๒ ประเด็นคือกลไก กลไกคือให้มีกลไก และอันที่ ๒ คือต้องรวมถึงการสร้างกลไก ๒ กลไกนี้อยู่ในรัฐธรรมนูญหรือเปล่า มี แต่ไม่มี ในนี้ ผมถึงถามว่าท่านทำไมทิ้งคำว่า เวิร์ดดิง (Wording) สำคัญ ๆ ของรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ แล้วเอามาแค่ความเป็นธรรมเท่านั้นหรือครับ กระทรวงที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม ในมาตรา ๕ นั้น มีคณะกรรมการเลือกตั้งที่เติมเข้ามา ผมก็ไม่เห็นด้วยครับ กรรมการเลือกตั้ง ตามมาตรา ๒๒๒ ถึงมาตรา ๒๒๗ ครับท่าน และอำนาจของคณะกรรมการเลือกตั้งอยู่ ในมาตรา ๒๒๔ ท่านประธานครับในมาตรา ๒๒๔ นั้น บอกชัดครับว่ามีอำนาจอะไรในวงเล็บ ตั้งแต่ (๔) นะครับ ๒. (๓) (๔) ที่เกี่ยวข้องกับอำนาจของการยุติธรรมมันเป็นคำถามครับ ท่านประธาน ในกลไกที่จะดูแลผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์มันเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งด้วยหรือ ขาดแคลนทุนทรัพย์ครับ เพราะในกระบวนการของคณะกรรมการเลือกตั้งเป็นเรื่องของ ผู้มีสิทธิที่จะเข้าไปเลือกตั้ง หรือคนยากคนจนจะร้องเรียน กกต. ขาดทุนทรัพย์ที่เข้าถึง ในการกำหนดขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งอย่างนั้นหรือครับ หรือจัดการสร้างกลไก รัฐธรรมนูญบอกให้จัดสร้างกลไกครับ ผมดูทุกมาตราครับ พยายาม ตีความครับ ตีความเข้าข้างตัวเองว่าท่านสร้างกลไกไว้ในมาตรา ๕ มาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ คือการสร้างกลไก มาตรา ๘ คือมี แต่เดี๋ยวท่านตอบผมครับ ในมาตราถัดไป เพราะท่านไม่ได้สนใจเรื่องประเด็นของรัฐธรรมนูญที่ต้องการปฏิรูปเพราะว่า มันเป็นกฎหมายปฏิรูป มันไม่ใช่กฎหมายธรรมดาที่มาเขียนล้อเพื่อให้ประชาชนหรือคนทั่วไป ใช้บอกว่าขาดความเป็นธรรม ขาดความเป็นธรรม อย่างที่ท่านอภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้ครับ ท่านประธานครับ ฝากเรียนไปด้วยครับ เพราะในรัฐธรรมนูญปฏิรูปเขียนชัดใน ๒ กลไก ที่เกี่ยวข้องกับผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ แล้วในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการสร้างกลไกที่จะ ลดความเหลื่อมล้ำ เหลื่อมล้ำความไม่เป็นธรรมในสังคมท่านพูดไปเลยครับ แน่นอนครับ เมื่อสักครู่ท่านประธานก็พูดเอง แต่ ๒ คำนี้ไม่มีเลยในกฎหมายฉบับนี้ และไม่ได้สร้างอะไร เป็นที่จะรองรับเพื่อให้มีกลไกช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ที่รัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป ๕ ปีแล้วเพิ่งมี วันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๐ บังคับใช้ นี่เดือนอะไรปี ๒๕๖๕ ครับ จะสิ้นปีของ คณะรัฐสภาแห่งนี้อยู่แล้ว เพิ่งมีครับ นี่หรือรวดเร็ว ใช่หรือครับ ๑๒ มาตราร่างกันเสร็จแล้ว ทำไมไม่เข้าสภาเลยเพื่อให้ประชาชนได้ใช้ นั่นคือสิ่งที่ผมบอกว่าคณะกรรมการเลือกตั้ง ทำอะไรอยู่ครับ แล้วเกี่ยวข้อง อีกคำถามท่านช่วยตอบผมเป็นคำถามที่ ๒ คณะกรรมการ การเลือกตั้งกระบวนการเรื่องของความยุติธรรมในอำนาจมาตรา ๒๔๔ ของคณะกรรมการ การเลือกตั้งอำนาจหน้าที่มันไม่ได้มีแค่ยุติธรรมครับ มันมีเรื่องกระบวนการจัดการเรื่องการ เลือกตั้ง ถามว่าจะสอบถามได้ไหมครับ เพราะมันไม่ใช่เกี่ยวกระบวนการขั้นตอนของความยุติธรรม กกต. จะตอบไหมครับ คำถามคือ กกต. จะตอบไหมครับเมื่อท่านบรรจุ กกต. ลงไปนี้เหมือนที่ ท่านขจิตรถามครับว่ามันเรียงกันนี่มันเรียงใช้หลักอะไรเรียงผมก็อยากรู้ กฤษฎีต้องตอบครับ เพราะว่าจะเรียง ก ข ค ก็เอา ค ไปไว้ข้างหลัง ถ้าจะเรียงหน่วย องค์กรอิสระต้องมาก่อน บอกครับหลักการคือใช้หลักการอะไรครับท่านประธานครับ ก็ช่วยตอบคำถามของผมด้วยว่า กกต. เกี่ยวข้องตรงไหนกับกำหนดการขั้นตอนยุติธรรมทั้งหมด เพราะว่ามันมีอย่างอื่นด้วย ท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านพลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ นะครับ ต่อไปเป็นท่านนิยม เวชกามา ตอนนี้ มีท่านกองตรี อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ เข้าคิวไว้แล้วต่อตามคิวนะครับ เชิญท่านนิยม เวชกามา ก่อนครับ🔗

นายนิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สกลนคร

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับผมไม่ได้คัดค้านหรือไม่โต้แย้ง ผมก็เห็นด้วยแต่แรกตั้งแต่ในวาระแรกแห่งการเข้ามาสู่สภาของกฎหมายฉบับนี้เพราะมัน เป็นร่างพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานของกระบวนการยุติธรรม เพียงแต่ว่า ผมอยากทักท้วงตั้งข้อสังเกตในมาตรา ๕ ว่าหลายท่านอาจจะพูดไปแล้วแต่ผมก็คิดในวิธี ของผมว่าผมเข้าใจท่านประธานกรรมาธิการเป็นนักกฎหมายใหญ่ ขอเอ่ยชื่อท่านสุรชัยครับ ผมก็เคารพนับถือเพียงแต่ตั้งข้อสังเกตว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้ว่าเป็นกำหนดระยะเวลา ดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมซึ่งผมจะอธิบายมาตราอื่นต่อไป แต่ในมาตรา ๕ ผมเข้าใจ ว่าพี่น้องประชาชนเขาก็มีความหวังเพราะกระบวนการยุติธรรมไม่มีระยะเวลาแน่นอน เผื่อสิ้นสุด ๕ ปี ๑๐ ปีก็มี แต่ประเด็นที่ผมจะอภิปรายตั้งข้อสังเกตคือว่าในมาตรา ๕ ให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมดังต่อไปนี้มีหน้าที่ดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ ผมจึงกราบเรียนว่าท่านผู้รู้ไปแล้วผมเอ่ยชื่อท่านพลเอก เลิศรัตน์ ก็ยังพูดถึงว่าแม้แต่ ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ก็ไม่ได้พูดถึงอยู่ในกระบวนการนี้ผมเห็นด้วย กับท่าน เอ่ยชื่อท่านไม่ได้เสียหาย แต่ที่ผมต้องอภิปรายในมาตรา ๕ คือท่านเอาองค์กรอิสระ มาใส่อยู่มากมายวันหนึ่งเป็นไปได้ไหมว่าสื่อมวลชนหรือประชาชนมาแสดงความคิดเห็น ในการทำงานขององค์กรอิสระจะไม่เข้าข่ายหมิ่นประมาทในกระบวนการยุติธรรมหรือไม่ นี่ผมตั้งข้อสังเกตนะครับ พูดให้ฟังหน่อยครับกรรมาธิการ เพราะมากมายมหาศาลใส่เข้ามา แม้กระทั่งหน่วยที่ ๑๐ ท่านก็บอกแบบคร่าว ๆ แล้วว่าหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมอื่น ตามที่กฎหมายกำหนดในพระราชกฤษฎีกา จึงให้เห็นว่าไม่มีแค่ ๑๐ หน่วยงาน แล้วการใส่ หน่วยงานของท่านใส่ตามใจชอบ หน่วยงานที่สำคัญ ๆ ท่านเอาไปไว้ข้างท้ายเป็นที่รู้กันว่า ในกระบวนการยุติธรรมท่านประธานคือตำรวจ อัยการ ศาล อันนี้ขึ้นอยู่ในใจของพี่น้องประชาชน แต่วันนี้ท่านใส่เข้ามาท่านอยากใส่ก็ใส่นะ ท่านอาจจะพูดไปท่านก็ตัดออก กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม ตำรวจแห่งชาติ การฟอกเงิน ปปง. ป.ป.ท. กรรมการ การเลือกตั้ง ป.ป.ช. ศาล อัยการ และหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมอื่นตามที่จะมี ในพระราชกฤษฎีกา อันนี้ผมเลยข้องใจว่าหน่วยงานสำคัญ ๆ ท่านเอามาไว้สุดท้าย นี่คือประเด็นต้องถาม กรรมาธิการว่าการใส่กฎหมายแบบนี้ใส่ตามใจชอบใช่ไหม จะทำอะไรก็ได้ใช่ไหม หรือว่า มีการประเมิน มีการสอบถามความเห็นของประชาชน ผมที่พูดแล้วว่าหน่วยงานยุติธรรม เป็นที่เข้าใจแล้วว่าตำรวจ อัยการ ศาล รู้กันทั้งประเทศ แล้วรู้กันมาตั้งแต่ผมเกิดแล้ว ดังนั้น ผมจึงสงสัยว่าทำไมท่านต้องเอาองค์กรอิสระมาใส่ด้วย ก็กระบวนการเวลาผมเห็นด้วยแต่ว่า เราจะทำให้วิธีอื่นได้ไหม ถ้าท่านใส่องค์กรอิสระ ท่านทำไมไม่เอากระทรวงต่าง ๆ มาใส่ ให้หมดเลย กระทรวงสาธารณสุขก็อยู่ในกระบวนการนี้ พี่น้องประชาชนไปยื่นที่ อย. ไปยื่น ที่หน่วยงานพวกนี้ บางที ๓ ปียังไม่ได้เลย เป็นเรื่องจริงไปสอบถามเลยว่าผมโกหก ไม่โกหก ผมก็ติงแต่แรกว่าในมาตรา ๑๒ ผมก็ยังไม่เห็นด้วยตั้งแต่เข้ามาในวาระแรก มีนายกรัฐมนตรี อะไรนี่ผมพูดถึงหน่อย ทุกองค์กรมาอยู่ในมาตรา ๑๒ หมด เป็นผู้รักษาการตามอำนาจ ตามพระราชบัญญัติมีหมด แสดงว่าประเทศนี้ไม่ได้บริหารโดยรัฐบาล แต่เป็นการบริหาร โดยองค์กรของรัฐหรือองค์กรอิสระใช่ไหม นี่คือคำถามที่ผมต้องถาม เพราะยิ่งดูไปยิ่งว่า บ้านเมืองมันไม่ได้บริหารโดยรัฐ รัฐของรัฐบาลแต่บริหารงานทุกหน่วยงานเป็นที่เข้าใจเอง หน่วยงานก็คือองค์กรผู้ที่จะบริหาร แต่ไม่ใช่มาใส่ในกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด เพราะว่า ถ้าใส่แล้วใส่แทบทุกกระทรวงล่ะ เพราะความเป็นธรรมมันหายไปหมดแล้วจากภาคราชการ ประชาชนได้รับความบีบคั้น ประชาชนเป็นเบี้ย ประชาชนเป็นลูกน้องของข้าราชการประจำหมด วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีผมมาใส่เงื่อนไขเยอะแยะเพื่อให้ข้าราชการเป็นนายประชาชนวันนี้ ซึ่งท่านไปดูเลยในต่างจังหวัดต่าง ๆ โดยเฉพาะองค์กรที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมที่ท่าน ใส่เข้ามาก็ไปอยู่ในต่างจังหวัด ผมอยู่ต่างจังหวัดความยิ่งใหญ่ของข้าราชการหน่วยงานเหล่านี้ ยิ่งใหญ่มากครับอยู่ในต่างจังหวัด อันนี้อยู่กรุงเทพมหานครอาจจะไกลไป ยิ่งใหญ่จนกระทั่ง ว่าเดินผ่านไปไหนนี่พวกหน่วยงานข้าราชการก็ดีหรือว่าองค์กรท้องถิ่นทั้งหลายขาสั่นผับ ๆ เลยท่านประธาน ผมไม่เอ่ยชื่อองค์กรไหน รู้กัน ที่อยู่ในพื้นที่ นี่ผมจึงกราบเรียนท่านประธาน ว่าเราใส่เข้ามาโดยไม่คิดเลยใช่ไหมว่าใส่เข้ามาแล้วมีความสุขมากแต่ประชาชนเดือดร้อนครับ ขอบคุณมากครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ครับท่านนิยม เวชกามา ต่อไปก็จะเป็นท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ แล้วตามด้วยท่านนายกองตรี อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ ท่านจิรายุ ครับ🔗

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขตคลองสามวา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธานเคยอยู่ในแวดวงศาล กระบวนการยุติธรรม ท่านลองฟังผมแล้วท่านช่วยคิดตาม แล้วก็ช่วยโปรดกรุณาให้ความเห็นเพื่อเป็นประโยชน์ต่อมาตรา ๕ ด้วยนะครับ ผมนั่งเป็น ประธานคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ พอกฎหมายฉบับนี้เข้า ทั้งองค์กรอัยการ ทั้งองค์กรอิสระ และหน่วยงานของศาล ตั้งแต่เช้าโทรหาผมหลายสาย ก็ฝากมาถามคณะกรรมาธิการว่าไหน ๆ จะปฏิรูปประเทศแล้วแก้ไขกฎหมายกันแล้วทำไม ยังให้มีข้อกังขาเยอะแยะมากมาย ประเด็นที่ผมอยากจะสอบถามในมาตรา ๕ เพื่อนสมาชิก หลายท่านอาจจะติดใจลำดับ ลำดับผมไม่แน่ใจว่ามันเกี่ยวกับยศไหม ถ้าลำดับที่ ๑ มันคือ นายพลหรือเปล่า ลำดับที่ ๒ มันคือนายพันหรือเปล่าอันนี้ไม่รู้ หรือมันคุณค่าเท่ากัน (๑)- (๑๐) นี่ครับ เพราะฉะนั้นเดี๋ยวท่านตอบ ถ้ามันคุณค่าเท่ากันก็ไม่เป็นไรครับ ขอให้มันมีชื่ออยู่ ๑ ใน ๑๐ ก็จบ แต่ที่ผมอยากจะสอบถามท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการดังต่อไปนี้ ว่าพอไปดูท่านเขียนตั้งแต่ (๑) ที่ท่านเพิ่ม เช่น กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรมอะไรก็แล้วแต่ ผมไม่ได้ติดใจ ท่านก็พยายามจะใส่ให้มันครอบคลุมไป แต่พอไปดูใน (๖/๑) แล้วก็ (๗) (๘) (๙) คือจริง ๆ แล้วถ้าเกิดท่านอ่านรัฐธรรมนูญ ตามบทบัญญัติที่เขียนไว้ พ.ศ. ๒๕๖๐ นี่นะครับว่าตั้งแต่หมวดศาล หมวด ๑๐ เริ่มตั้งแต่ มาตรา ๑๘๘ ไปจนถึงมาตรา ๒๔๖ เพื่อนสมาชิกลองเปิดรัฐธรรมนูญดูนะครับ มันเกี่ยวข้อง กับกระบวนการยุติธรรมทั้งสิ้น แต่ท่านพยายามจะไประบุรายละเอียด เหมือนท่านพูดถึง กองทัพบกลงตั้งแต่นายพล นายพัน จ่า แต่ไม่ได้เขียนไปเลยว่าองค์กรต่าง ๆ นั้นมันมี อะไรบ้าง ยกตัวอย่าง (๗) ก็คือองค์กรอิสระ ป.ป.ช. (๘) ก็เกี่ยวข้องอยู่ในหมวดนี้หมดครับ หมวด ๑๐ หมวดศาล มาตรา ๑๘๘ ร่ายยาวไปจนถึงมาตรา ๑๙๔ กระบวนการศาลยุติธรรม ก็ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญชัดเจน มาตรา ๑๙๗ ก็ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ เช่น ศาลปกครอง มาตรา ๑๙๙ ก็คือศาลทหาร อันนี้ชัดเจนอยู่แล้วอยู่ในกระบวนการต่าง ๆ เหล่านี้ พอไปดู หมวด ๑๑ ก็เขียนอีกว่าหมวด ๑๑ ในมาตรา ๒๐๐ ก็คือศาลรัฐธรรมนูญที่ท่านไปเพิ่ม เพื่อนสมาชิกอยากจะเพิ่มเข้าไปนี่นะครับ และท่านประธานดูต่อไปนะครับ ในหมวด ๑๒ ก็ยังระบุอีกว่ามีองค์กรอิสระตามมาตรา ๒๒๒ ก็คือคณะกรรมการการเลือกตั้งมีอยู่แล้วทั้งสิ้น พอลงไปดูไล่ลงมาเรื่อย ๆ ในหมวดเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ ผู้ตรวจการแผ่นดิน มาตรา ๒๒๘ แต่ในการแก้ไขมาตรา ๕ ท่านไปเขียน (๑๐) บอกว่าเดี๋ยวค่อยไปประกาศตามพระราชกฤษฎีกา ซึ่งผมไม่รู้อนาคตครับว่ามันจะประกาศ แบบไหน อย่างไร แต่ถ้าจะประกาศท่านอย่าลืมนะครับ พอลงมาเรื่อย ๆ ตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ป.ป.ช. อยู่ที่มาตรา ๒๓๒ ไล่ลงมาอีกครับ มาเจอคณะกรรมการ ตรวจเงินแผ่นดิน เราเคยคาดหวังนะครับ สมัยก่อนคือผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ปัจจุบันก็กลัวจะไปเกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมืองก็แก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ผมถามว่าเกี่ยวข้องกับ กระบวนการยุติธรรมไหมครับ เกี่ยว แล้วมันอยู่ไหนในมาตรา ๘ จิรายุเดี๋ยวค่อยไปเขียน ใน (๑๐) ท่านประธานที่เคารพ ไล่ต่อมาเรื่อย ๆ เจอคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตามมาตรา ๒๔๖ ทั้งหมดทั้งมวลที่จิรายุพูดไว้นี่ผมเลยสงสัยครับว่าท่านไปลงรายละเอียด ละเอียดยิบเพื่ออะไร กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม สำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ป.ป.ท. อันนี้พอทำเนาครับ แต่ตั้งแต่ (๖/๑) ไล่ลงมาถึงข้างล่างมัน อยู่ในหมวด ๑๐ หมวด ๑๑ หมวด ๑๒ ทั้งสิ้น ผมก็เลยไม่เข้าใจคณะกรรมาธิการจะเขียนให้มันยุ่งเหยิงทำไม เมื่อองค์กรที่ผมพูดมาทั้งหมด ล้วนเป็นหน่วยงานที่ต้องมีขอบเขตของเวลาในการแก้ไขความยุติธรรมให้กับประชาชนทั้งสิ้น ท่านก็เพียงแค่เขียนในวงเล็บใดวงเล็บหนึ่ง องค์กรตามรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๘๘ จนถึง มาตรา ๒๔๖ จบข่าว เท่านั้นล่ะครับ มันก็ครอบคลุมหน่วยงานต่าง ๆ คนถามเยอะครับว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเสือกระดาษไหม มีการชี้มูลความผิด มีการเอ้อระเหย ลอยชายไหมในการที่จะดูแลสิทธิของพี่น้องประชาชนที่ถูกละเมิด มันก็อยู่ในหมวดเหล่านี้ ทั้งสิ้น แต่พอท่านไปเขียนปุ๊บหมายความว่าองค์กรที่ไม่ได้ถูกระบุตามวงเล็บของท่านมันถูก ด้อยค่าทันที เป็นองค์กรท้าย ๆ อ้ายจุก อ้ายแกละไว้ทีหลัง เอาองค์กรกระทรวงกลาโหมมาก่อน ซึ่งผมจึงอยากถามท่านครับว่า (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) มีนัยทางกฎหมายไหม ถ้าไม่มีจบข่าว🔗

ประเด็นต่อมาท่านประธานที่เคารพ พอไปดูหมวด ๑๓ ก็เป็นองค์กรอิสระ ผมเคยเจออัยการหลายท่านในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ ท่านบอกท่านเป็นองค์กรอิสระ ไม่เป็นอะไร แต่พอท่านเขียนเข้าไปในมาตรา ๕ ท่านเขียน (๙) องค์กรอัยการ มันก็รวมอยู่ใน หมวดที่ผมกล่าวมาทั้งสิ้นครับ หมวด ๑๓ องค์กรอัยการตามมาตรา ๒๔๘ แห่งรัฐธรรมนูญ ผมเลยงงครับ สภาเราแก้กฎหมายทีไรงงทุกที ตึ้บตลอด ๆ ง่าย ๆ ก็ทำให้มันยาก ที่ยากก็ทำ ให้มันง่ายกว่าเดิม ไม่รู้จะทำกันได้หรือเปล่า เดี๋ยวท่านประธานกรรมาธิการช่วยตอบหน่อย นะครับ ต่อมาท่านประธานที่เคารพครับ พอท่านควบคุมทั้งหมดนี่นะครับมันคือปลายทางแล้ว เวลามีเหตุการณ์ระเบิดเกิดขึ้นผมขออนุญาตใช้เวลาเพิ่มเติมท่านประธาน เป็นเรื่องสำคัญ ผมเป็นประธานคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ มีผู้ร้องครับว่า เหตุการณ์ระเบิดที่สถานีตำรวจภูธรเปร็ง จังหวัดสมุทรปราการ ที่มีการบาดเจ็บล้มตาย เป็นจำนวนมากก็คือท่อก๊าซบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ระเบิด ตายหลายสิบ เจ็บเป็นร้อย ท่านประธานเชื่อไหมครับว่าผ่านมาปี ๒ ปี เรารอกระบวนการยุติธรรมที่เป็นคณะกรรมการ ที่รัฐบาลตั้งซึ่งถามว่าเข้ากระบวนการเหล่านี้ไหม ถ้าชักช้าเสียการเสียเวลามันระเบิดอีกที คนตายกันเป็นพันทำอย่างไรล่ะครับ ท่านได้เขียนครอบคลุมเข้าไปไหม เช่น กระบวนการ นิติวิทยาศาสตร์ ผมถามว่าศาล อัยการ องค์กรอิสระ สารพัดที่ท่านระบุในวงเล็บต่าง ๆ ต่อให้ท่านนั่งบัลลังก์สวมเสื้อครุย แต่พยานหลักฐานจากองค์กรอื่น ๆ ไม่เข้าไปสู่กระบวนการ ท่านก็บอกว่าท่านทำไม่ได้อยู่แล้วครับ เพราะท่านรอกองพิสูจน์หลักฐานบ้าง หน่วยงาน ราชการอื่น ๆ ผมยกตัวอย่างนะครับ เช่น หน่วยงานที่พิสูจน์ทางเทคโนโลยีสมัยใหม่เขามี ขอบเขตไหมล่ะครับ เช่น มีการระเบิดตู้มคานเหล็กพระราม ๒ คานสะพานยูเทิร์น (U-turn) มันลง มันเกิดจากความโง่เขลาเบาปัญญาของผู้รับเหมา หรือเกิดจากผู้นำรัฐบาล หรือเกิดจาก รัฐมนตรีไม่ควบคุมสั่งการ ต้องพิสูจน์จากใครครับ ต้องรอหลักฐานจากไหนล่ะครับหรือว่า ลมมันพัดแรง มันพัดแท่งเหล็กนี้ลงมา นี่คือกระบวนการหน่วยงานที่เราเรียกว่าการพิสูจน์ ทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ และผมถามต่อไปอีก หน่วยงานเหล่านี้ท่านจะประกาศใน (๑๐) ไหม ผมยกตัวอย่างเช่น ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ เนคเทค (NECTEC) พอเหตุระเบิดตึ้มสมัยผมหนุ่ม ๆ เป็นผู้สื่อข่าวอาชญากรรม จำได้ในเหตุการณ์ รถก๊าซระเบิดที่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ เรายังอยากรู้เลยครับว่าวาล์วแก๊สถ้ามันป้องกันมันต้อง ทำอย่างไร เช่นเดียวกันพี่น้องที่อยู่ในอำเภอเปร็ง โทษครับอยู่ที่ตำบลเปร็ง อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ ท่านก็ลุ้นระทึกต่อไปเพราะวันนี้รัฐยังไม่บอกครับ นอกจากบอกว่า มีคนไปทำซ้ำจนเกิดระเบิด ผมถามว่ากระบวนการยุติธรรมที่มีคนเจ็บและคนตายเอาเงิน จ่ายเขาแล้วจบหรือครับ ชีวิตคนแลกได้ไหมครับ วันหนึ่งท่านนายกมนตรีขับรถไปท่อก๊าซ มันเกิดรั่วจากข้างในระเบิดตึ้ม เราไม่รู้เลยครับว่ากระบวนการพิสูจน์ทางการยุติธรรมที่ท่าน ไม่ได้กำหนดในมาตรา ๕ เข้าไว้ มันมีผลต่อพี่น้องประชาชนหรือไม่🔗

ประเด็นต่อมาครับ ระบบนิติวิทยาศาสตร์อยู่ส่วนไหนของมาตรา ๕ นี้ครับ ถ้าท่านบอก (๑๐) โอ้โฮปลายเปิดเขียนยาวเลยครับ ถ้าท่านรวบตั้งแต่อย่างที่ผมว่านี่นะครับ ตั้งแต่ (๔) ลงมาจนกระทั่งถึง (๙) ท่านพูดไปเลยครับว่าตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๘ ถึง มาตรา ๒๔๖ โอ้โฮครอบคลุมเลยครับ ต่อไปนี้กระบวนการยุติธรรมจะต้องถูกกำหนดเวลา กรรมการสิทธิพี่น้องประชาชนไปเรียกร้องประชาธิปไตยไปโดนจับกุมคุมขัง ท่านดำเนินการ มีขอบเขตของเวลาไหม ผู้ตรวจการแผ่นดินมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ไหม มีคนร้องกันเยอะแยะ มากมาย สภาเรานี่ครับ เชิญข้าราชการ เชิญบ่อยก็บ่นว่ารำคาญ แต่เวลาไปทุจริตงุบงิบ ๆ กัน สวาปามกันสนุกสนานไม่ว่ากัน นี่มีขอบเขตไหมครับ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ตรวจการ แผ่นดิน องค์กรอิสระต่าง ๆ ผมจึงฝากท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการครับว่า เขียนกฎหมายมาตรานี้อภิปรายยาวหน่อย เพราะว่ามีข้อสงสัยครับ องค์กรที่ท่านกำหนด ใน (๑๐) มันหมายความรวมถึงอนุญาโตตุลาการด้วยไหม ความเสียหายของขอบเขตเวลา ตามกระบวนการยุติธรรมเกิดขึ้นนะครับ แล้วกระบวนการเหล่านี้ถูกบัญญัติในมาตรา ๕ นี้ไหม ยกตัวอย่างเช่น แท่นขุดเจาะบงกชและเอราวัณในอ่าวไทยพี่น้องประชาชนครับ เราเคยให้ สัมปทานกับโททาล (TOTAL) ของฝรั่งเศสแล้วก็มีสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นอีกบริษัทหนึ่ง ที่เราเรียกกันว่าแหล่งขุดเจาะแท่นก๊าซธรรมชาติ สุดท้ายก็มีข้อพิพาทตั้งแต่ปีที่แล้วครับ รัฐบาลไทยมาขอเงินในกรรมาธิการซึ่งผมนั่งเป็นกรรมาธิการงบประมาณไปเกือบ ๕๐๐ ล้านบาท ไปจ้างทนายไปต่อสู้ในกระบวนการอนุญาโตตุลาการเวลาเนิ่นนานไปเรื่อย ๆ เหมือนกับกรณี เหมืองทองอัครา มีเวลาจำกัดไหมล่ะครับ ว่าต้นน้ำที่ท่านดำเนินการในกระบวนการต่าง ๆ ของกระบวนการยุติธรรมในมาตรา ๕ รวมอยู่ตรงไหน ผมใช้เวลาเกินมา ๕ นาที คิดว่าคงจะ เป็นประโยชน์เพราะท่านประธานเป็นดวงใจของผมในสมัยที่ผมสนใจเรื่องกฎหมายครับ เพราะฉะนั้นลองคิดดูครับว่าบางทีเราเขียนกฎหมายไปย่อยไอ้จุก ไอ้แกะ ไอ้โก๊ะ ไอ้เปีย ป้าแม้น ลุงมี ตามา ทั้ง ๆ ที่รัฐธรรมนูญมันก็เขียนชัด ทำไมล่ะครับท่านจึงไม่ทำในลักษณะเช่นนี้ ผมจึงสอบถามไปยังคณะกรรมาธิการและท่านประธานครับ ขอขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ท่านจิรายุครับ ต่อไปเชิญท่านกองตรี อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ เชิญครับ🔗

นายกองตรี อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎ นครศรีธรรมราช

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กองตรี อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั้งที่ ๓ พรรคพลังประชารัฐ วันนี้กระผมจะขออนุญาต อภิปรายเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนยุติธรรม ในมาตรา ๕ ที่กำลังนำเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ กระผมได้ดูจากข้อมูลการที่นำเสนอ ของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแล้ว ในมาตรา ๕ ก็เห็นว่าที่มา ของกฎหมายพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นที่มาจากกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ ง. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้มีการกำหนดระยะเวลาดำเนินงาน ในกระบวนการยุติธรรมที่ชัดเจน ไม่ล่าช้า จึงให้กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการกำหนดระยะเวลา ในการดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้มีการตรวจสอบความคืบหน้าได้ กฎหมาย ฉบับนี้ก็จะเป็นความหวังของพี่น้องประชาชนที่จะต้องอยู่ในสังคม ซึ่งจำเป็นจะต้องใช้ กระบวนการยุติธรรมในการดำรงชีพในสังคมต่าง ๆ เพราะเมื่อพี่น้องประชาชนได้มีเรื่องราว ที่จะต้องเข้าไปในกระบวนการยุติธรรม ก็จะมีปัญหาในเรื่องของระยะเวลาเราไม่สามารถ ที่จะกำหนดไปสอบถามใครได้ ก็จะเกิดความกังวล แล้วส่วนนี้ส่วนหนึ่งก็จะเป็นโอกาสให้ ผู้ที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่แอบอ้าง หรืออะไรก็แล้วแต่เข้าไปเพื่อที่จะใช้ความฉลาด ประสบการณ์ต่าง ๆ ไปหลอกลวงไปสร้างเงื่อนไขต่าง ๆ เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมให้เกิดผู้ที่อาจจะตกเป็น ผู้ต้องหา อาจจะตกเป็นจำเลย ต้องได้รับความเดือดร้อนแล้วเกิดความเป็นทุกข์ แล้วก็จะ สร้างปัญหาให้กับครอบครัว ให้กับคนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะผู้ที่ได้ตกเป็น ผู้ต้องหาหรือเป็นจำเลยในคดีต่าง ๆ โดยความคิดของผมเห็นว่าในมาตรา ๕ ก็น่าจะเป็นการ กำหนดให้มีหน่วยงาน หน่วยงานเฉพาะที่เป็นเรื่องของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมจริง ๆ ที่เห็นตามล่างนี้ก็เห็นว่ามีหลายหน่วยงานไม่ได้เป็นหน่วยงานที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ที่เราได้พูดถึงกันโดยทั่ว ๆ ไป เช่น ตามองค์กรอิสระ ตามที่สำนักงานอะไรต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ คงจะไม่พูดถึงรายละเอียดเพราะว่ามีท่านสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปแล้ว ผมคิดว่า ในกฎหมายฉบับนี้เราควรจะใช้ในมาตรา ๕ ให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมน่าจะหมายถึง ในขอบเขตที่ชัดเจนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของกระบวนการยุติธรรม สำหรับหน่วยงานอื่น ๆ องค์กรอิสระ หรือหน่วยงานบริหารอื่น ๆ ผมคิดว่าเราน่าจะแยกออกไป หรือถ้าไม่ทำเช่นนั้น ถ้าประสงค์ที่จะให้กฎหมายฉบับนี้ร่างพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาการดำเนินงาน ในกระบวนการยุติธรรมฉบับนี้บังคับใช้กับหน่วยงานในองค์กรอิสระทั้งหลายที่เกี่ยวข้อง ผมคิดว่าเราอาจจะต้องไปเปลี่ยนแปลงคำนิยามหรือว่าชื่อพระราชบัญญัติอันนี้เสียใหม่ อย่างเช่น ในมาตรา ๑ อาจจะไปกำหนดว่าเป็นพระราชบัญญัติ กำหนดระยะเวลาดำเนินงาน ในกระบวนการยุติธรรมและกระบวนการบริหารงานในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ อย่างเช่นอย่างนี้ แต่ถ้าในความเห็นผมนะครับคิดว่าในมาตรา ๕ ควรจะต้องอยู่ในขอบเขตที่เกี่ยวกับ กระบวนการยุติธรรมจริง ๆ นะครับ แล้วก็สำหรับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมอื่น ๆ ก็มี (๑๐) อยู่แล้วนะครับว่าอันอื่นจะกำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาอย่างไรนะครับ แต่ว่า ในส่วนขององค์กรอื่น เช่น องค์กรคณะกรรมการเลือกตั้งอะไรอย่างนี้นะครับ องค์กรที่เป็น องค์กรอิสระตามกฎหมายรัฐธรรมนูญควรจะแยกไปใช้ในอีกกฎหมายหนึ่ง หรือว่าถ้าจะ ประสงค์จะให้ใช้ในกฎหมายนี้บังคับใช้ด้วยกันก็กราบเรียนอย่างที่ได้อภิปรายไปแล้วนะครับ ก็กราบเรียนไว้เพื่อโปรดพิจารณาครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ท่านนายกองตรี อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ นะครับ มีอีกท่านหนึ่งคือท่านสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ก็จะขออภิปราย ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าในมาตรา ๕ มีการกำหนดหน่วยงาน ให้เป็นกระบวนการยุติธรรมจึงมีข้อเสนอของท่านสมาชิกอภิปราย ซึ่งผมฟังดูแล้วก็ดีมากครับ ถึงแม้ว่าจะอาจจะแพ้มติหรืออะไรก็แล้วแต่นะครับ แต่สิ่งที่ท่านพูดไว้จะเป็นประโยชน์ในการ ที่จะพัฒนาในเรื่องกระบวนการยุติธรรมต่อไป ฉะนั้นเชิญท่านพูดเถอะครับท่านสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ครับ🔗

นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระบี่

กราบเรียน ประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ ผมขออนุญาตแสดงความคิดเห็น เรื่องร่างพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมในมาตรา ๕ เพื่อนสมาชิกหลายท่านด้วยกันได้แสดงมุมมองในเรื่องของข้อกฎหมายเพื่อเป็นประโยชน์ต่อ พี่น้องประชาชนทั้งแผ่นดิน ในมาตรา ๕ นี้ผมคิดว่าก็เป็นมาตราที่สำคัญในการกำหนดหน่วย หน่วยรับหรือหน่วยที่จะต้องถูกบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ครับ ซึ่งเราจะเห็นว่าแต่ละกระทรวง ก็มีภารกิจในส่วนของกระทรวงหลายเรื่องด้วยกัน อย่างกรณีกระทรวงหลัก ๆ กระทรวงใหญ่ ๆ อย่างกระทรวงมหาดไทยครับก็มีฝ่ายปกครองที่จะใช้กฎหมาย ป.วิ.อาญา ในเรื่องของอำนาจ การสอบสวนในฝ่ายปกครอง ดูเหมือนว่าพี่น้องประชาชนบางครั้งก็จะมีการบ่นว่าทำไม กฎหมายประเทศไทยมีการซ้ำซ้อนในเรื่องของการบังคับ ในเรื่องของการตรวจสอบของ ภาคเอกชน บางครั้งตำรวจไปจับแล้วทำไมฝ่ายปกครองก็ต้องไปจับอีกในกรณีความผิด หลายกระทงความผิด เช่นกรณีเรื่องที่ดินก็ดี เรื่องป่าไม้ เรื่องบ่อนการพนันอะไรก็ดีที่ในพื้นที่ อันนี้ก็เป็นข้อสังเกตที่ผมได้เจอปัญหาด้วยตนเอง ท่านประธานที่เคารพ เรื่องนี้ผมต้อง ขอบคุณที่ยกร่างกฎหมายขึ้นมา ผมเชื่อว่ากฎหมายฉบับนี้มีความพยายามที่จะร่างกฎหมาย เพื่อที่จะบังคับใช้มานานแล้ว และโดยเฉพาะในส่วนของกระบวนการยุติธรรมไม่ว่าจะเป็น เรื่องศาลหรืออัยการก็ดี ผมเข้าใจว่าในกระบวนการศาลและอัยการนั้นมีกติกาในเรื่องของ การดำเนินขบวนการทางยุติธรรมค่อนข้างที่จะชัดเจน แต่หน่วยงานอื่นที่มีความจำเป็น ที่จะต้องใช้กฎหมายฉบับนี้เข้าไปเพิ่มเติมเพื่อที่จะก่อให้เกิดความเป็นธรรมไม่มีความล่าช้า ก็ถือว่าเป็นการร่างกฎหมายที่ดีมากและก่อให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ประเด็นที่ ผมอยากจะเรียนท่านประธานว่าเมื่อเราดูในหน่วยรับในหน่วยที่จะถูกบังคับใช้ในมาตรา ๕ ๑๐ วงเล็บด้วยกัน (๑๐) เป็นวงเล็บที่ระบุว่าเป็นหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมอื่นตามที่ กฎหมายในพระราชกฤษฎีกา อันนี้ถือว่าเป็นการเก็บตกในกรณีเขียนกฎหมายแล้วไม่บังคับใช้ ในหน่วยหลัก ๆ แต่เมื่อผมดู (๑) ถึง (๙) นะครับ แล้วมาดูรัฐธรรมนูญ เมื่อมาดูรัฐธรรมนูญ ในหมวดที่ ๑๒ องค์กรอิสระ ในองค์กรอิสระมีส่วนที่ ๑ ถึงส่วนที่ ๖ แต่ปรากฏว่าพอเราดู ในวงเล็บในมาตรา ๕ ๑๐ วงเล็บด้วยกันนะครับ ท่านประธานครับ จะเห็นได้ว่าในคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินเราถือว่าเป็นองค์กรอิสระ ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญแล้วก็ส่วนที่ ๖ นี่เป็นคณะกรรมการสิทธิมนุษย์ชนแห่งชาติ ถ้าเราจะลงลึกเข้าไปในรายละเอียดในรัฐธรรมนูญในส่วนที่ ๕ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาตินั้นก็จะมีมาตราในหมวดส่วนที่ ๕ และส่วนที่ ๖ ว่าด้วยอำนาจของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และว่าด้วยอำนาจในส่วนของคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพราะฉะนั้นในหน่วยอย่างนี้ก็มีส่วนการที่จะให้คุณให้โทษที่จะเข้าไป ดำเนินการตรวจสอบดำเนินการทางคดีมีการรับเรื่องร้องเรียนอะไรต่าง ๆ อันนี้ก็ถือว่าเป็น การกระทบต่อสิทธิมนุษยชนหรือว่าในเรื่องของการที่จะบริการให้ความยุติธรรมหรือว่า ความเป็นธรรมกับพี่น้องประชาชนได้ แต่ในขณะเดียวกันในมาตรา ๕ ของพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ถ้าเป็นไปได้ผมอยากกราบเรียนท่านกรรมาธิการว่าในหน่วยหลักขององค์กรอิสระ นี่ควรระบุให้มีความชัดเจนใน ๑๐ วงเล็บด้วยนะครับ ผมไม่ติดใจนะครับบางท่านบอกว่า ในส่วนของดีเอสไอ (DSI) ซึ่งอยู่ในกระบวนการยุติธรรมซึ่งก็มีกรอบอำนาจหน้าที่แล้วก็ พิจารณาคดีเป็นกรณีพิเศษ แล้วก็เป็นคดีพิเศษเป็นคดีที่ใหญ่มาก ทั้งนี้ในส่วนของมาตรา ๕ (๓) ได้ระบุไว้ในกระทรวงยุติธรรมแล้ว อันนี้ไม่ติดใจก็ถือว่าเป็นเรื่องของความถูกต้องเหมาะสมแล้ว เพราะฉะนั้นในประเด็นที่ผมอยากจะเสนอแนะในส่วนของการเพิ่มเติมหน่วยองค์กรอิสระ ภายใต้รัฐธรรมนูญ เมื่อเราดูกฎหมายรัฐธรรมนูญก็น่าจะเขียนในหน่วยที่กฎหมายรัฐธรรมนูญ ได้บัญญัติเอาไว้ให้ครบ🔗

อีกประเด็นต่อมาท่านประธานครับ ก็คือข้อสังเกตในเรื่องของพระราชบัญญัติ ฉบับนี้มี ๑๒ มาตราด้วยกัน แต่ว่าด้วยการให้ระยะเวลาในหน่วยปฏิบัตินั้นจะต้องมีทุกหน่วย เดี๋ยวในมาตรา ๖ ก็จะเห็นว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร รวมถึงในเรื่องการประชาสัมพันธ์ด้วย ผมตั้งข้อสังเกตในเรื่องของการกำหนดโทษ เพราะ ๑๒ มาตราผู้รักษาการว่าจะมีในมาตรา ๑๒ ก็มีท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงนั้น ๆ แต่ในส่วนของการกำหนดโทษ ในกรณีส่วนราชการไม่สามารถทำให้ดำเนินการเป็นไปตามพระราชบัญญัติฉบับนี้นี่มันจะเป็น อย่างไร หรือจะเป็นโทษในเรื่องของเชิงวินัยร้ายแรง อันนี้เป็นข้อสังเกตเมื่อร่างกฎหมายมาแล้ว จะทำให้ผู้ปฏิบัติภายใต้พระราชบัญญัติฉบับนี้นี่เขามีความเกรงกลัวหรือว่ามีความกดดันอะไร หรือไม่เพื่อที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ในเชิงความเป็นธรรมของพี่น้องประชาชนต่อไปครับ ขอขอบคุณท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

คงต้องเชิญ กรรมาธิการชี้แจงให้ละเอียดหน่อยนะครับเกี่ยวกับองค์กรต่าง ๆ ที่อยู่ในกระบวนกายุติธรรม เชิญครับ🔗

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียนท่าน ประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิก ก่อนอื่นต้องขอเรียนท่านว่าสิ่งที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายมา ทั้งหมดส่วนใหญ่ก็จะเป็นข้อคำถามเกี่ยวกับเรื่องการกำหนดชื่อหน่วยงานว่าสมควรให้ หน่วยงานใดเป็นหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมที่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายฉบับนี้ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๕ หรือไม่ ประเด็นที่ ๒ คือการจัดเรียงลำดับหน่วยงานทำไม กรรมาธิการจึงมีการแก้ไข ก็ขออนุญาตเรียนว่าการจัดเรียงลำดับหน่วยงานนั้นนี่ไม่ได้ถือว่า หน่วยงานไหนสำคัญกว่าหน่วยงานไหนนะครับ หลักก็คือเป็นรูปแบบการเขียนกฎหมาย เดี๋ยวฝ่ายกฤษฎีกาจะเป็นต้องมาชี้แจงให้พวกเราได้มีความเข้าใจครับว่ามีกฎหมายที่ว่าด้วย เรื่องของการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม กฎหมายฉบับนั้นวางเกณฑ์ในการจัดเรียงลำดับ หน่วยงานไว้ เบื้องต้นก็เรียนเท่านี้เดี๋ยวกฤษฎีกาจะมาลงรายละเอียดเรียนให้ท่านทราบ ขอไปประเด็นที่ ๒ มีหลักเกณฑ์อะไรในการกำหนดว่าหน่วยงานไหนควรเป็นหน่วยงาน ในกระบวนการยุติธรรม ก่อนอื่นต้องเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกว่าเมื่อเราก้าวเข้าสู่ยุคการปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะการจัดทำกฎหมายฉบับนี้นั้น เมื่อพูดถึงกระบวนการยุติธรรมเรียนว่าเราต้องลืม ความรู้และความจำเดิม ๆ ไม่เช่นนั้นก็ไม่ใช่ปฏิรูปประเทศ ถ้าเรายังคงยึดติดว่ากระบวนการ ยุติธรรมหมายถึง ศาล อัยการ ตำรวจ อยู่ ๓ หน่วยงานแค่นี้ กฎหมายฉบับนี้ก็จะไม่ใช่กฎหมาย ที่จะเข้าไปคุ้มครองสิทธิของพี่น้องประชาชนในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมโดยไม่ล่าช้า เพราะแท้ที่จริงแล้วอย่างที่ท่านสมาชิกหลายท่านอภิปรายสิ่งที่ไปกระทบสิทธิของพี่น้อง ประชาชนไม่ว่าทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางปกครอง มีมากกว่า ๓ หน่วยงานหลักคือ ศาล อัยการ ตำรวจ เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกก็พูด เดี๋ยวมีฝ่ายปกครองไปจับ เดี๋ยวมีหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับนิติวิทยาศาสตร์ที่จะต้องเป็นหลักฐานสำคัญในการที่จะไปพิจารณาในเรื่องของ การตัดสินของกระบวนการยุติธรรม ทั้งหมดถ้าล่าช้าคำตอบสุดท้ายก็ไม่ออกก็นำไปสู่การ ล่าช้าอยู่ดี เพราะฉะนั้นจึงขออนุญาตเรียนว่าพอเราพูดถึงหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ตามกฎหมายฉบับนี้ที่ต้องการให้องคาพยพหลักทั้งหมดให้หลักประกันกับพี่น้องประชาชน ในเรื่องการกำหนดกรอบเวลาการทำงานของตัวเองให้แล้วเสร็จอย่างชัดเจนต่อพี่น้องประชาชน ท่านต้องดูนิยามคำว่า การดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม เสียก่อน ซึ่งในกฎหมายฉบับนี้ เราผ่านมาแล้วในมาตรา ๓ เราตกลงกันไว้ในมาตรา ๓ คำว่า การดำเนินงานในกระบวนการ ยุติธรรมหมายถึง การดำเนินงานในทางแพ่ง ทางอาญา ทางปกครอง และรวมไปถึง ศาลรัฐธรรมนูญด้วย เพราะตรงนั้นคือหลักคิดจึงเป็นที่มาว่าเราจึงไปดูว่ามีหน่วยงานไหน ที่ขณะนี้ทำงานแล้วกระทบสิทธิทางแพ่ง ทางอาญา ทางปกครอง ส่วนศาลรัฐธรรมนูญนั้น เป็นศาลที่มีภารกิจโดยเฉพาะตามกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญ อยู่แล้ว เท่าที่ร่างที่ ครม. เสนอมานั้นเดิมท่านก็เสนอมา มีกระทรวงมหาดไทย มีกระทรวง ยุติธรรม มีกรมพระธรรมนูญ มีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มี ปปง. มี ป.ป.ท. มี ป.ป.ช. มีศาล มีองค์กรอัยการ และปิดท้ายด้วย (๑๐) เว้นว่างไว้เผื่อที่จะเกิดขึ้น หน่วยงานใหม่ ๆ ที่จะ เกิดขึ้นต่อไปในอนาคต อย่างเช่น เมื่อวานเราเพิ่งผ่านการพิจารณาพระราชบัญญัติฉบับหนึ่ง คือปรับเป็นพินัย เพื่อนสมาชิกคงจำได้นะครับ ปรับเป็นพินัยไม่ใช่จำกัดเฉพาะศาล ตำรวจ อัยการ ที่จะเป็นคนไปดำเนินคดีที่มีโทษปรับเป็นพินัย ร้อยกว่าฉบับเมื่อวานนี้ที่เราผ่านไป ในร้อยกว่าฉบับตรงนั้นเราเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในหน่วยงานต่าง ๆ ที่เป็น ผู้บังคับใช้กฎหมายฉบับนั้น ๆ มีอำนาจในการเปรียบเทียบปรับ ท่านเห็นไหมครับว่า หน่วยงานเหล่านั้นก็จะถูกดึงเข้ามาเป็นหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย ฉบับนี้ที่จะต้องไปกำหนดกรอบเวลาการทำงานของตัวเองให้ชัดเจนเพื่อเป็นหลักประกัน ความไม่ล่าช้าให้กับพี่น้องประชาชน แม้ว่าคดีที่พี่น้องประชาชนเข้าไปเกี่ยวข้องหรือเข้าไป ถูกกล่าวหาจะมีแค่โทษปรับทางพินัยแล้วอาจจะไม่ต้องไปถึงโรงพัก ไม่ต้องไปถึงอัยการ ไม่ต้องไปถึงศาลถ้าสามารถยอมรับการเปรียบเทียบปรับของหน่วยงานเบื้องต้นได้ หน่วยงาน พวกนั้นก็จะถูกดึงเข้ามาเป็นหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมผ่านมาตรา ๕ (๑๐) ต่อไป ในอนาคต ทีนี้ผมเรียนท่านว่าเหตุที่มาที่ไปของการที่มีการแก้ไขมาตรา ๕ นั้น แท้ที่จริงแล้ว มีอยู่แค่ ๒ กรณีเท่านั้นเอง กรณีที่ ๑ คือการเพิ่ม (๖/๑) คณะกรรมการการเลือกตั้ง ตรงนี้ ก็เป็นการเก็บข้อมูลมาจากข้ออภิปรายของพวกเรากันเองในวาระหนึ่งครับ ที่หลายท่าน อภิปรายให้ความคิดเห็นไว้ในวาระหนึ่งว่าทำไมไม่มีคณะกรรมการการเลือกตั้ง ทั้ง ๆ ที่มี บทบาทอย่างมากต่อการให้คุณให้โทษต่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง และการให้คุณให้โทษนั้นยังไม่มี กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่าจะทำหน้าที่ในการตรวจสอบเพื่อนำไปสู่การประกาศผลการ เลือกตั้งให้ได้รวดเร็วภายในกรอบเวลาเท่าไร กรรมาธิการก็เอาข้อมูลตรงนั้นมาประกอบการพิจารณาแล้วที่สุดก็เห็นด้วยนะครับว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่ควรจะต้องอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมาย ฉบับนี้ ในการให้หลักประกันว่าเมื่อมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับ ประเด็นปัญหาต่าง ๆ ภายใต้กฎหมายเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นก็ดี ระดับประเทศก็ดี จะต้องทำงานให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่ตัวเองเป็นผู้ประกาศกำหนด เพื่อเป็นหลักประกัน จึงเป็นที่มาของการเพิ่ม (๖/๑) ขึ้นส่วนอีกกรณีหนึ่งคือกรณีของ กรมพระธรรมนูญ ซึ่งเดิมอยู่ใน (๓) ก็ได้รับคำชี้แจงจากผู้แทนกรรมาธิการที่มาในสัดส่วนของ คณะรัฐมนตรีครับว่าแท้ที่จริงแล้วกรมพระธรรมนูญซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งในสังกัดของ กระทรวงกลาโหมนั้นไม่ใช่แค่หน่วยงานเดียวที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม ในกรณีที่มีข้อกล่าวหาว่าทหารไปเป็นผู้กระทำความผิด หรือมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด ยังมีหน่วยงานอื่นอีก เช่น กรมสารวัตรทหารที่เข้ามาเกี่ยวข้อง และอาจจะถูกมอบหมายให้ เป็นผู้ไปทำหน้าที่เป็นผู้สอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวนด้วย ทีนี้กรมสารวัตรทหาร ก็เป็นอีกกรมหนึ่ง และอีกหน่วยงานหนึ่งในสังกัดกระทรวงกลาโหม ตรงนี้จึงเป็นที่มา ที่คณะกรรมาธิการเห็นว่าเมื่อเป็นเช่นนี้มีหน่วยงานมากกว่า ๑ หน่วยงานในกระทรวงกลาโหม ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมในกรณีที่ทหารถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด เราจึงเห็นควรว่าถ้าอย่างนั้นเพื่อให้ได้ภาพใหญ่ ในฐานะที่กระทรวงจะต้องกำกับดูแล การทำงานของกรมที่สังกัดในกระทรวงตัวเอง จึงเห็นควรแก้ไขจากกรมพระธรรมนูญ เป็นกระทรวงกลาโหมเพื่อให้ครอบคลุมหน่วยงานต่าง ๆ ในสังกัดของกระทรวงกลาโหม ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม นอกจากนั้นก็เป็นเรื่องการจัดเรียงลำดับหน่วยงาน ซึ่งเดี๋ยวท่านผู้แทนจากกฤษฎีกาจะมาเป็นผู้ชี้แจงเพิ่มเติมว่ามีหลักเกณฑ์จากกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องอย่างไร แต่ว่าขณะนี้ก็ขออนุญาตเรียนว่าไม่ได้ให้ความสำคัญกับใครมากกว่าใคร มีเกณฑ์ตามกฎหมายฉบับอื่นที่เขาวางหลักในเรื่องการจัดเรียงลำดับหน่วยงานไว้แล้ว อีกประเด็นหนึ่งที่จะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิก ก็คือกรณี ที่มีเพื่อนสมาชิกท่านหนึ่ง ท่านได้อภิปรายโดยอ้างอิงรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ ง. ซึ่งเป็น เรื่องการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม และท่านก็อภิปรายไปถึงบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๕๘ ง. (๑) ว่าได้กำหนดหลักเกณฑ์ให้ทำไว้ ๓ เรื่อง สิ่งที่ท่านพูด ในส่วนนี้ถูกต้องครับ ในรัฐธรรมนูญกำหนดให้มี ๓ เรื่องที่จะต้องนำไปสู่การปฏิรูปประเทศ ในด้านกระบวนการยุติธรรมใน (๑) คือให้มีการกำหนดระยะเวลาการดำเนินงานทุกขั้นตอน ของกระบวนการยุติธรรมที่ชัดเจน เรื่องนี้ก็คือกฎหมายที่เรากำลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้ เรื่องที่ ๒ ก็คือให้มีกลไกช่วยเหลือประชาชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ให้เข้าถึงกระบวนการ ยุติธรรมได้ และเรื่องที่ ๓ ก็คือสร้างกลไกเพื่อให้มีการบังคับการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในสังคม ๓ เรื่องครับ แต่กฎหมายฉบับนี้เป็น กฎหมายที่เสนอต่อสภาและสภารับหลักการแล้ว เป็น ๑ ใน ๓ เรื่อง ไม่ใช่ทั้ง ๓ เรื่องครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านอภิปรายนั้นผมเรียนท่านครับว่าเข้าใจเจตนาดีของท่าน แต่ว่าท่านจะ เอา ๓ เรื่องมาผูกรวมอยู่ในกฎหมายฉบับนี้แล้วท่านอภิปรายว่ากรรมาธิการทำงานบกพร่อง ทำไมกฎหมายฉบับนี้ไม่พูดถึงอีก ๒ เรื่องที่พูดอยู่ในรัฐธรรมนูญ ก็เรียนท่านครับว่าหลักการ ของกฎหมายฉบับนี้เป็นหลักการของกฎหมายที่เสนอมาเพียง ๑ เรื่องก่อน คือให้มีกฎหมาย ว่าด้วยการกำหนดเวลาการดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมนะครับ ส่วนเรื่องของกลไกการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายเมื่อไรจะมาหรือเป็นเรื่องที่มีอยู่แล้ว ในกฎหมายอื่น เช่น ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายว่าด้วยการบังคับ ใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด อันนั้นเป็นเรื่องของรัฐบาลในฐานะผู้รับผิดชอบในการบริหาร ประเทศที่จะต้องเป็นคนเสนอกฎหมายเข้ามาถ้าเห็นว่ากฎหมายที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอต่อการ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมใน ๒ เรื่องนี้นะครับ เพราะฉะนั้นก็ขออนุญาตเรียนเบื้องต้นเท่านี้ ส่วนรายละเอียดผมก็ไม่อาจจะสามารถตอบได้ แต่เพียงแต่ยืนยันท่านครับว่ากฎหมายฉบับนี้ เป็นเพียง ๑ ใน ๓ เรื่องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ ง. (๑) นะครับ🔗

ประเด็นต่อไปที่จะขออนุญาตเรียนชี้แจงก็คือเรื่องของโทษของการฝ่าฝืน ที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายถามไว้นะครับ ก็เรียนท่านครับว่าในกฎหมายฉบับนี้ถ้าเราอ่าน ดูแล้วไม่มีหมวดที่ว่าด้วยด้วยโทษหรืออัตราโทษเลย แต่ไม่ได้หมายความว่าถ้าหน่วยงาน ในกระบวนการยุติธรรมไม่ดำเนินการตามกรอบเวลาที่จะต้องกำหนดตามกฎหมายฉบับนี้ ไม่ดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ในกฎหมายฉบับนี้นั้น ไม่ได้หมายความว่าไม่มี บทลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานต่าง ๆ ดังกล่าวที่ทำหน้าที่บกพร่องครับ มีเขียนอยู่ใน มาตรา ๗ ครับ เรื่องของการที่ผู้ปฏิบัติงานจะต้องรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบทุกครั้ง ถึงการปฏิบัติงานไม่แล้วเสร็จตามกรอบเวลา และถ้าในกรณีที่การปฏิบัติงานล่าช้านั้น ผู้บังคับบัญชาพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่มีเหตุอันสมควรให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาดำเนินการ ลงโทษทางวินัยต่อไป อันนี้ก็เป็นเรื่องของการบริหารงานทางปกครองของภายในแต่ละ หน่วยงาน แต่จะเรียน ณ ที่นี้ให้ท่านสมาชิกได้มีความสบายใจครับว่าไม่ใช่ไม่มีบทลงโทษเลย ยังคงมีบทลงโทษอยู่แต่เป็นการลงโทษในทางวินัยหรือในทางปกครองของระบบราชการ🔗

ประการสุดท้าย ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิก มีหลายท่านที่พูดถึงอีกหลายหน่วยงานว่าทำไมถึงไม่เอามาบัญญัติอยู่ในมาตรา ๕ ให้เป็น หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ก็เรียนท่านครับว่าคงมีอีกหลากหลายหน่วยงานที่ยังคง เป็นข้อถกเถียงระหว่างความเห็นที่ว่าเป็นหน่วยงานที่ควรจะต้องเพิ่มเติมเข้ามาหรือไม่ควร เพิ่มเติมเข้ามา ซึ่งไม่ได้หมายความว่าหน่วยงานที่ยังไม่ปรากฏอยู่ในชื่อหน่วยงานในมาตรา ๕ จะหลุดรอดจากการบังคับใช้ของกฎหมายฉบับนี้นะครับ ก็เรียนครับว่าด้วยเหตุผลนี้เอง มาตรา ๕ (๑๐) จึงได้เขียนเป็นปลายเปิดไว้ว่าสามารถเพิ่มเติมหน่วยงานเข้ามาในภายหลังได้ ถ้าพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้นิยามของมาตรา ๓ ชัดเจน หรืออนาคต มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายอย่างเช่น พ.ร.บ. ปรับเป็นพินัยนะครับ เราก็สามารถเพิ่มเติมชื่อ หน่วยงานต่าง ๆ เหล่านั้นเข้ามาได้ แต่อย่างไรก็ตามบางหน่วยงานที่ท่านสมาชิกได้อภิปราย และยกตัวอย่างประกอบ ผมเรียนว่ากรรมาธิการก็ผ่านการพิจารณามาแล้ว บางหน่วยงาน ที่ท่านอภิปรายมาก็จะเป็นหน่วยงานในเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ปกติ เป็นหน่วยอนุญาต ในการที่พี่น้องประชาชนไปติดต่อขออนุญาตเรื่องต่าง ๆ หน่วยงานพวกนี้มีกฎหมายควบคุม อยู่แล้วครับ ออกมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ ด้วยซ้ำไป คือกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวก ในการพิจารณาอนุญาตของหน่วยราชการ ซึ่งออกมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ จนกระทั่งพวกเรา บางท่านอาจจะหลงลืมไปแล้วว่าความจริงมีกฎหมายควบคุมกำหนดเวลาของหน่วยอนุญาต พวกนี้ไว้แล้ว ถึงขั้นบังคับให้ทุกหน่วยอนุญาต อย่างเช่น ที่ท่านสมาชิกกรุณายกตัวอย่าง อย. อย่างนี้เป็นต้น กฎหมายฉบับปี ๒๕๕๘ นั้นกำหนดให้ต้องมีคู่มือนะครับ จัดทำคู่มือ แจ้งให้ ประชาชนทราบว่าการติดต่อของหน่วยงาน แต่ละหน่วยงานนั้นกรอบระยะเวลาแล้วเสร็จ มีกรอบระยะเวลาเท่าไร อันนี้ก็เรียนเป็นข้อมูลแล้วก็ฝากผ่านไปยังหน่วยกำกับดูแลด้วยว่า ท่านควรไปประเมินการบังคับใช้ของกฎหมายฉบับนี้ซึ่งออกมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ แล้วว่าแต่ละ หน่วยงานได้ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนั้นมากน้อยแค่ไหน ก็ขออนุญาตทั้งหมดเป็นคำชี้แจงและขออนุญาตท่านประธานขอให้ท่านผู้แทนกฤษฎีกา ได้ชี้แจงเพิ่มเติมครับ🔗

พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ขออนุญาตท่านประธานครับ ผมยังติดใจก่อนไปกฤษฎีกาครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ🔗

พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

สุพิศาล ภักดีนฤนาถ พรรคก้าวไกล แบบบัญชีรายชื่อ ฐานะสมาชิกรัฐสภา ที่ท่านประธาน กรรมาธิการวิสามัญพูดถึงนั้นก็คือตัวผมนะครับ ประเด็นของผม ผมก็ได้รับความรู้จาก ท่านประธานวิสามัญซึ่งเป็นประธาน สสร. มาก่อนว่ากฎหมายเขียนแบบนี้ผมจะได้เข้าใจ ในอนาคตข้างหน้าว่าเมื่อกฎหมายมีประธาน ประโยคประธานแล้วตามด้วย และ และรวมถึง คือแบ่งเป็น ๓ ส่วนในการสร้างกฎหมายเพื่อรองรับกฎหมายหลักของประเทศ ขอบคุณครับ ที่ให้ความรู้ผม ผมจะไปเปรียบเทียบกับตัวกฎหมายอื่นด้วย เพราะจะเป็นที่เข้าใจว่าจะต้อง ทำเป็น ๓ ครั้งใน ๑ ประธานประโยค ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

อันนี้ต่อไป ทางกฤษฎีกาจะชี้แจงลำดับการเรียงหน่วยงานต่าง ๆ ก็อยากจะให้ชัดเจนนะครับว่าการ เรียงลำดับต่าง ๆ ใช้หมดทุกเรื่องหรือเปล่า หรือว่าถ้าเป็นเรื่องนี้จะใช้อย่างนี้จะได้เคลียร์ (Clear) แก่พวกเราซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติครับ🔗

นางศิรสา ไชยหมาน กรรมาธิการ

ขอบพระคุณท่านประธานรัฐสภาค่ะ กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาและสมาชิกรัฐสภาที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางศิรสา ไชยหมาน ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาในฐานะกรรมาธิการ ตามที่ท่านประธานสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ได้มอบหมายให้ดิฉันชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นเรื่องการจัดเรียงลำดับหน่วยงาน ในกระบวนการยุติธรรมค่ะ ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านสมาชิกค่ะว่าอย่างที่ท่านมีประเด็น ข้อห่วงกังวลว่าการจัดเรียงนี่จะจัดเรียงตามลำดับความสำคัญของหน่วยงานหรือว่าจัดเรียง ตามอำเภอใจ จริง ๆ แล้วหลักในการจัดเรียงหน่วยงานเราอาจจะพบในกรณีนี้หรือว่าเป็น การจัดเรียงลำดับของคณะกรรมการที่เป็นองค์ประกอบ ซึ่งในการพิจารณาของกฤษฎีกา จะจัดเรียงโดยยึดตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวงทบวงกรมเป็นหลักนะคะโดยเริ่ม จากกระทรวงก่อน ซึ่งกระทรวงกลาโหมจะอยู่ในหมวด ๒ ต่อมาเป็นกระทรวงมหาดไทยอยู่ ในหมวด ๑๓ เป็น ม แล้วก็หมวด ๑๔ คือกระทรวงยุติธรรมซึ่งในส่วนนี้พระราชบัญญัติ ปรับปรุงกระทรวงทบวงกรมก็เรียงลำดับตามตัวอักษรนะคะอย่างที่ได้กราบเรียนข้างต้น ซึ่งในประเด็นตรงนี้ค่ะก่อนหน้านี้ท่านสมาชิกก็ได้พูดว่าสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ หรือว่า หน่วยงานอื่น ๆ มันตกหล่นไปหรือเปล่า จริง ๆ แล้วหน่วยงานในสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ จะอยู่ในกระทรวงยุติธรรมนะคะ กระทรวงยุติธรรมนี่การที่เขียนว่าเป็นกระทรวงกลาโหม อย่างที่ท่านประธานได้พูดว่าเดิมเราใช้กรมพระธรรมนูญแต่ว่าท่านกรรมาธิการซึ่งเป็น ท่านกฤษณะ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านเป็นทหารท่านก็ได้ชี้แจงเหตุผลความจำเป็นเพิ่มเติม ว่านอกจากกรมพระธรรมนูญแล้วในมาตรา ๔๗ ของพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร ๒๔๙๘ ได้กำหนดให้นายทหารพระธรรมนูญ อัยการทหาร รวมถึงนายทหารชั้นสัญญาบัตร ซึ่งผู้บังคับบัญชามอบหมาย ซึ่งกรณีนี้อาจจะมาจากสารวัตรทหารหรือหน่วยงานอื่น ๆ ในกระทรวงกลาโหมได้รับการแต่งตั้งให้ดำเนินการสอบสวนเพราะว่าในมาตรา ๔๗ ของ พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหารกำหนดให้บุคคลที่กล่าวข้างต้นมีอำนาจในการสอบสวน คดีอาญา ในส่วนของกระทรวงยุติธรรมก็จะมีอยู่หลายหน่วยงาน เช่น กรมคุมประพฤติ กรมบังคับคดี กรมพินิจ กรมราชทัณฑ์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ แล้วก็ สำนักงาน ป.ป.ส. ซึ่งหน่วยงานเหล่านี้เป็นหน่วยงานที่เกี่ยวกับหน่วยงานในกระบวนการ ยุติธรรมทั้งสิ้นทั้งทางอาญาทางแพ่งรวมถึงทางปกครอง พอเราได้จัดเรียงตามลำดับพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวงทบวงกรมแล้วเราก็จะมาดู ในส่วนที่ไม่ได้อยู่ในสังกัดกระทรวง ซึ่งส่วนนั้นก็จะอยู่ในมาตรา ๔๖ ของพระราชบัญญัติ ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งเป็นส่วนราชการที่ไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ก็จะเริ่ม ตั้งแต่ใน (๗) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (๘) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การฟอกเงิน แล้วก็ใน (๖) ขออภัยนะคะ เมื่อสักครู่นี้พูดผิด (๔) เป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (๕) เป็นสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (๖) เป็นสำนักงานคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐอันนี้ตามร่าง แต่ถ้าเกิดอยู่ในมาตรา ๔๖ ของ พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรมในมาตรา ๔๖ (๗) (๘) (๙) ตามลำดับค่ะ พอเราเรียงลำดับตามตัวอักษรในพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม แล้วเราก็จะ มาดูต่อว่าหน่วยงานที่เพิ่มขึ้นมาถ้าเป็นหน่วยงานอิสระเราก็จะเรียงตามลำดับหน่วยงานอิสระ ซึ่ง ณ ตอนนี้ก็กลับไปสู่หลักการตามหลักปกติก็คือเรียงตามลำดับตัวอักษร คือคณะกรรมการ การเลือกตั้งใน (๖/๑) ซึ่งอันนี้เป็นร่างที่เสนอเพิ่มเติมนะคะ ซึ่งถ้าเกิดร่างนี้ผ่านรัฐสภาก็คง ต้องจัดเรียงตามลำดับไล่กันเป็นลำดับต่อไปให้ถูกต้อง แล้วก็ในลำดับที่ ๗ คือคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ส่วนนี้ถือว่าเป็นส่วนขององค์กรอิสระซึ่งมีสมาชิก ได้กล่าวถึงว่าเอ๊ะ ทำไมเราไม่กำหนดหน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญทั้งหมด เหมือนกับว่า เราน่าจะเขียนโดยอ้างบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ขออนุญาตเรียนว่าในประเด็นนี้จริง ๆ แล้ว หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมอย่างที่ท่านประธานสุรชัยได้กล่าวให้ท่านสมาชิกทราบ ในเบื้องต้นว่าคณะกรรมการตรงนี้ก็คือจะเป็นคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องกระบวนการ ทางอาญา ทางแพ่ง แล้วก็ทางวินัย ในส่วนของผู้ตรวจการแผ่นดินหรือว่าคณะกรรมการ ตรวจเงินหรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ณ ตอนนี้ในชั้นกรรมาธิการก็เห็นว่าท่านยังไม่ได้ เกี่ยวข้องโดยตรง เพราะว่าถ้าเราพิจารณากระบวนการหน่วยงานที่เข้ามาในกระบวนการนี้ จะต้องเกี่ยวข้องกับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมโดยตรง เช่น มีอำนาจในการสอบสวน ไต่สวน พอเราเรียงตามลำดับองค์กรอิสระที่กล่าวข้างต้นเสร็จแล้วก็จะเป็นถึงในหน่วยงาน ของศาล องค์กรอัยการตามลำดับ ซึ่งในส่วนขององค์กรอัยการท่านประธานก็ได้กล่าวไปแล้ว ว่าในพระราชบัญญัติองค์กรอัยการก็ได้กล่าวไว้แล้วว่าหมายถึงตัวพนักงานอัยการ อัยการ ตรงนี้ในเบื้องต้นทางดิฉันก็ขออนุญาตกราบเรียนที่ประชุมเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การจัดเรียง หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมตามร่างมาตรา ๕ ขอบพระคุณค่ะ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ได้ขึ้นบัลลังก์ เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ โดยที่มาตรานี้กรรมาธิการ ที่สงวนความเห็นและผู้แปรญัตติได้อภิปรายสมาชิกอภิปรายทั่วถึงตามชื่อที่ได้ส่งมาแล้วครับ แต่เนื่องจากมีการแก้ไขก็ต้องขอมติที่ประชุมครับว่าจะเห็นด้วยที่กรรมาธิการแก้ไขหรือไม่ ส่วนท่านผู้แปรญัตติและท่านผู้สงวนความเห็น คุณณัฐวุฒิไม่ติดใจนะครับ ท่านเฉลิมชัยยัง ติดใจไหมครับท่านครับ🔗

นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มการบริหารราชการแผ่นดิน และความมั่นคง

กราบเรียนท่านประธาน ผม เฉลิมชัย ไม่ติดใจครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ไม่ติดใจครับ ก็ถามคำถามครั้งเดียว ขอสมาชิกกรุณาเข้ามาแสดงตนนะครับเพื่อตรวจสอบองค์ประชุม🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

รบกวนสมาชิกที่อยู่ห้องอาหารกรุณา เข้ามาเพื่อลงมติในมาตรา ๕🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

สมาชิกที่เข้ามาแล้วกรุณากดบัตร เพื่อตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ🔗

นางสาวสุภาพร กำเนิดผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

ท่านประธาน หมายเลขสมาชิก ๑๓๔ ขอแสดงตัวค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

๑๓๔ ครับ🔗

นางสาวเบญจา แสงจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานคะ เบญจา แสงจันทร์ แสดงตนค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับ ขอเชิญสมาชิกนะครับ พอดีเป็น ช่วงรับประทานอาหารด้วย แต่ว่าขอความกรุณาเข้ามาเพราะว่ายังขาดอีกหลายท่านครับ ขอเชิญเข้ามานะครับ อย่างไรก็จะรอจนครบนั่นล่ะครับ มิฉะนั้นก็จะเป็นความรับผิดชอบ ของรัฐสภา🔗

พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานครับ ผม ศานิตย์ครับ แสดงตนแล้วขอไปทานข้าวก่อนได้ไหมครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เดี๋ยวทานเสร็จแล้วมาลงมตินะครับ🔗

พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ครับ🔗

นายสมชาย ฝั่งชลจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม สมชาย ฝั่งชลจิตร ๓๘๑ ขอแสดงตนครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านที่มาแล้วกดบัตรครับ จำนวนก็เพิ่มขึ้นด้วยลำดับ ขาดอีก ๑๐ กว่าท่านเท่านั้นเองนะครับ ขอเชิญพวกเราช่วยบอก เพื่อน ๆ หน่อยนะครับ อย่างไรก็ต้องรอ ไม่เลิกประชุม ไม่พักประชุม จะรอจนครบองค์ประชุม ฉะนั้นใครที่อยู่แล้วก็เข้ามาตอนนี้เลยครับ🔗

นายคำพอง เทพาคำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ขออนุญาต ท่านประธานครับ คำพอง เทพาคำ ขอถามท่านประธานนิดหนึ่งครับว่า ปี ๒๕๑๒ นี่รอนาน ขนาดนี้ไหมครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอเรียนสมัยโน้นสมาชิกมีเพียง ๒๑๙ คน ประชุมที่ตึกอนันตสมาคม การลงมติก็คือยกมือ ในห้องก็จะมีนับจำนวนโดยเจ้าหน้าที่นับ ไม่ได้มีการกดบัตร ถ้าจะอภิปรายก็ต้องยกมือแล้วลุกเดินออกไปที่ไมโครโฟน ไม่ได้สะดวก อย่างนี้ครับ แต่ว่าเนื่องจากสมัยนั้นเป็น ส.ส. จำนวน ๒๑๙ คนก็ถือว่าน้อย แต่ที่นั่งก็มีจำกัด เพราะเป็นที่นั่งอนันตสมาคม อันนี้ทั้งหมดก็อยู่ที่พวกเรานะถึงอย่างไรผมก็ชื่นชม เพราะว่า ทุกครั้งอย่างน้อยนี่เสียงข้างมากก็ได้ถึงแม้มันจะเกินมา ๒ คน ๓ คน แต่นั่นก็แสดงถึง ความรับผิดชอบของคนส่วนใหญ่ที่ยังดีอยู่ ก็ไม่ไปเอาผลอะไรที่มาทำให้ภาพเราเป็นลบ แล้วหน้าที่ของผมต้องกราบเรียนด้วยความเคารพว่าอย่างไรเราอยู่มา ๓ ปีกว่า แต่บัดนี้ ก็มีส่วนประคับประคองให้กระบวนการปกครองระบอบประชาธิปไตยของเราไปได้โดยสภานี้ ได้ทำหน้าที่ตัวเอง ผมชื่นชมพวกเราทุกคนนะครับ ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีเท่าที่สามารถ จะทำได้เป็นหน้าที่ แต่ข้อที่เราต้องไม่ละเลยคือหน้าที่เรา ทำไม่ได้ส่วนอื่น ๆ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง หน้าที่เราคือประชุม แล้วหน้าที่เราก็คือการมาลงมติอันนี้คือสิ่งที่สำคัญ ผมไม่ต้องการไม่หวัง ว่าจะร้อยทั้งร้อย แต่การที่เราได้เกินมันกึ่งหนึ่งเกินมา ๒ คน ๕ คน ผมก็ขอชื่นชมแล้ว เพราะว่าอะไรทั้งหมด ให้มันก็อยู่ที่ตัวเราครับ เหมือนที่บางท่านอยากให้ประกาศชื่อใครที่กดบัตร ใครที่แสดงตน มันไม่มีความลับ มันจะเป็นเอกสารอยู่ในสภา ที่ผมเตือนด้วยความหวังดีเพราะผมเคย มีประสบการณ์เห็นมาแล้ว ชื่อมันจะไปปรากฏตอนหาเสียง เขตเลือกตั้งของพวกเราบางคน มีคู่ต่อสู้ก็เอาไปประจานเลยว่าคนนี้ระหว่างประชุมไม่เข้าประชุม ไม่รับผิดชอบ ก็เลยเตือน ในฐานะที่ผ่านกระบวนการนั้นมาด้วยความหวังดีว่าพวกเราต้องระวังวันนี้ไม่เกิด วันหน้า มันอาจจะเกิด เพราะมันเป็นเรื่องของประชาธิปไตยที่ทุกคนมีสิทธิที่จะไปเปิดเผยข้อมูล ซึ่งข้อมูลในสภาก็ไม่เป็นความลับ ใครพูดอะไร ใครลงมติว่าอย่างไรก็เป็นเรื่องที่เปิดเผยครับ🔗

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

ท่านประธาน ผม ๐๙๕ ขอแสดงตน ชาดา ไทยเศรษฐ์ ครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขออีกนิดเดียวขอพวกเราเพิ่มอีกสัก ๑ คน ๒ คนเท่านั้น🔗

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ระหว่างคอยผมขออนุญาตท่านประธานเล็กน้อยในฐานะประธานกรรมาธิการพิจารณา กฎหมายฉบับนี้ ก็ขออนุญาตเรียนผ่านท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิกว่ากฎหมายฉบับนี้ เป็นกฎหมายในแผนการปฏิรูปประเทศ แล้วก็เป็นกฎหมายตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ที่ต้องการให้ประชาชนได้รับการอำนวยความยุติธรรมจากหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม โดยไม่ล่าช้านะครับ เพราะฉะนั้นขอความกรุณาเพื่อนสมาชิกครับ อย่างไรวันนี้ช่วยกันกรุณา ผ่านกฎหมายฉบับนี้ให้ได้ ผมค่อนข้างกังวลเพราะเห็นบรรยากาศการลงมติแต่ละครั้งแล้ว เราใช้เวลานานมากในการรอคอยองค์ประชุม ขอความกรุณาว่าอย่างไรก็ตามท่านมีประเด็น ทางการเมืองอย่างไรก็ช่วยขับเคลื่อนกฎหมายฉบับนี้ซึ่งเป็นกฎหมายที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับ ประเด็นทางการเมืองเลย แต่มันเป็นเรื่องของการปฏิรูปประเทศในด้านกระบวนการยุติธรรม ซึ่งประชาชนเขาคอยกฎหมายฉบับนี้อยู่นะครับ ก็ขออนุญาตขอความกรุณาจากท่านสมาชิก ทุกท่านด้วย ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

พอสมควรแล้ว ปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตน ๓๖๒ บวก ๓ เป็น ๓๖๕ ครบองค์ประชุมครับ🔗

เนื่องจากว่ามาตรา ๕ มีการแก้ไข จึงขอถามมติที่ประชุมว่าผู้ใดเห็นควรให้มีการแก้ไขกรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นไม่ควร แก้ไขกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มลงคะแนน)
นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

ท่านประธาน หมายเลข ๐๙๕ เห็นด้วยครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

๑ ครับ🔗

นางสาวเบญจา แสงจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานคะ เบญจา แสงจันทร์ เห็นด้วยค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

๒ ครับ ปิดการลงมติครับ จำนวน ผู้ลงมติ ๓๖๕ ท่าน บวก ๒ ท่าน ๓๖๗ ท่าน เห็นด้วย ๓๕๕ ท่าน บวก ๒ ท่าน ๓๕๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๓ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๖ ท่าน มติที่ประชุมเห็นด้วยกับ กรรมาธิการแก้ไขครับ🔗

เชิญเลขาธิการมาตราต่อไปครับ🔗

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับ🔗

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ผม สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา สืบเนื่องจากที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ ได้หารือท่านประธานเกี่ยวกับองค์ประชุมนะครับ ผมก็เลยจะขออนุญาตท่านประธานว่า ถ้าเราเดินหน้าในการประชุมโดยขอให้เหลืออีกไม่กี่มาตรา ผู้สงวนคำแปรญัตติอาจจะสงวน หรือไม่ลงมติหรือเดินหน้าไปให้เร็วมากกว่านี้ก็น่าจะทำให้กฎหมายฉบับนี้ผ่านโดยง่ายนะครับ เพราะว่าประชาชนก็รออยู่แต่ถ้าเราอภิปรายยาว เราก็อาจจะมีปัญหาเรื่ององค์ประชุมที่ต้อง รอกันนานก็จะเกิดปัญหาขึ้น ขออนุญาตหารือท่านประธานไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการ แล้วก็ผู้สงวนเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาองค์ประชุม กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับท่านสมชาย บังเอิญ มันเป็นสิทธิของเขา ไปห้ามยากครับ แต่ก็ไม่มากนัก มาตรา ๖ มีการแก้ไขครับ มีผู้แปรญัตติ สงวนคำแปรญัตติ ขอเชิญท่านผู้สงวนคำแปรญัตติ มาตรา ๖ มีผู้ขอแปรญัตติอภิปราย ๒ ท่าน มีสมาชิกที่ขออภิปรายเนื่องจากมีการแก้ไขก็รับฟังข้อสังเกตของท่านสมชายไว้ด้วยนะครับ ยินดีอนุญาตให้เราใช้สิทธิได้เต็มที่แต่ว่าประเด็นใดที่เห็นว่าซ้ำกันก็ลดเวลาลงมานะครับ เชิญท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ สำหรับผู้แปรญัตติและสมาชิกที่อภิปราย ท่านสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง คุณคารม พลพรกลาง ขอเชิญท่านเฉลิมชัยครับ🔗

นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มการบริหารราชการแผ่นดิน และความมั่นคง

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม เฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็ขออนุญาตขอแก้ไขเพิ่มเติมแปรญัตติในร่างมาตรา ๖ ของเดิมมาตรา ๖ ได้กำหนดไว้อย่างนี้ ให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมตามมาตรา ๕ กำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จเท่าที่จะสามารถกระทำได้ ในการพิจารณาเรื่องในขั้นตอนต่าง ๆ ของการดำเนินงาน ในส่วนที่เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของตนตามแต่ลักษณะสภาพหรือว่า ประเภทคดีรวมทั้งปริมาณงานที่อยู่ในความรับผิดชอบ เว้นแต่มีกฎหมายกำหนดระยะเวลาไว้ เป็นอย่างอื่น และวรรคสองกำหนดระยะเวลาตามวรรคหนึ่งให้ประกาศและเผยแพร่ในรูปแบบ ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงและเข้าใจได้โดยง่าย ผมขออนุญาตอภิปรายถ้อยคำสำคัญ ๓ คำ คำว่า เท่าที่จะสามารถกระทำได้ เป็นถ้อยคำเปิดกว้างหน่วยงานต่าง ๆ อาจตีความถ้อยคำนี้ ต่างกัน จะทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ อาจจะไม่กำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จก็ได้ ถ้าใช้คำว่า เท่าที่ จะสามารถกระทำได้ ผมจึงขออนุญาตตัดถ้อยคำนี้ออก แล้วก็เพิ่มเป็นคำว่า ให้หน่วยงาน ในกระบวนการยุติธรรมตามมาตรา ๕ กำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จในทุกขั้นตอนนะครับ เพิ่มคำว่า ในทุกขั้นตอน เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๕๘ ง. ด้านกระบวนการยุติธรรม (๑) นะครับ ถ้อยคำที่ ๒ คำว่า เว้นแต่มีกฎหมายกำหนดระยะเวลาไว้ เป็นอย่างอื่น คำ ๆ นี้ถ้าเขียนข้อความยกเว้นไว้แบบนี้ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็จะไม่มี สภาพบังคับกับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมตามมาตรา ๕ เพราะอะไรครับ เพราะว่าเหตุที่ท่านกำหนดไว้ว่า เว้นแต่มีกฎหมายกำหนดระยะเวลาไว้เป็นอย่างอื่น ผมจะขออนุญาตแก้ไขนะครับ เพราะว่าถ้ามีคำนี้มันไม่มีสภาพบังคับ ผมจะขอแก้เป็นว่า ในกรณีที่มีกฎหมายกำหนดระยะเวลาไว้แล้วให้ดำเนินการตามกฎหมายนั้น โดยหน่วยงาน ในกระบวนการยุติธรรมตามมาตรา ๕ ไม่ต้องกำหนดระยะเวลาตามมาตรานี้อีก แต่ต้อง ดำเนินการตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ จะได้มีสภาพบังคับและมีบทลงโทษทางวินัย ตามกฎหมายตามมาตรา ๗ วรรคสองนะครับ ประเด็นที่ ๓ คำว่า ประกาศเผยแพร่ในรูปแบบ ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงและเข้าใจได้โดยง่าย กระผมขอแก้ไขถ้อยคำเป็นดังนี้ครับว่า กำหนดระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้ประกาศเผยแพร่ให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป และทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ด้วยครับ ขออนุญาตแก้ไขเพิ่มเติมใน ๓ ถ้อยคำในมาตรา ๖ ขอบคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านต่อไป คุณเสรี สุวรรณภานนท์🔗

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกรัฐสภา ในมาตราต่าง ๆ ที่มีผู้สงวนคำแปรญัตติ หรือสงวนความเห็นอะไรทั้งหลายนี่ครับท่านประธาน อย่างที่ประธานได้แจ้งที่ประชุมไปแล้ว ว่ามันเป็นสิทธิของแต่ละคน แต่ในส่วนที่คนแปรญัตติหรือสงวนคำแปรญัตติมีไม่เยอะ ท่านประธานครับ มีท่านเฉลิมชัย มีผม แต่ละคนที่สงวนไว้ก็ใช้เวลาที่ท่านประธานกำหนดไว้ ไม่ได้เกินเลยอะไร ก็เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องพูดกันให้เข้าใจ ถ้าจะเร่งรัดไปมันก็จะเสียสาระ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านเสรีเข้าเรื่องเลยครับ🔗

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ก็กำลังเข้าเรื่องครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

กับประเด็นที่แปรญัตติ🔗

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ก็เห็นใจท่านที่เสนอ ความเห็น แต่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า ผมก็เห็นใจกรรมาธิการเหมือนกันครับ เพราะกรรมาธิการชี้แจงไม่ใช่ท่านเดียว หลายท่าน แต่ถ้าไม่ชี้แจงก็ไม่เข้าใจอีก ก็เป็นความจำเป็น เพราะฉะนั้นผมก็เลยต้องทำความเข้าใจว่าสิ่งนี้ถ้าผมพูดไปเดี๋ยวมันจะกลายเป็นพูดเยอะ เสียเวลา ทำให้ที่ประชุมนี้องค์ประชุมไม่ครบ มันก็จะกลายเป็นแพะรับบาปอยู่ที่คนแปรญัตติ แล้วก็สงวนคำแปร🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับ มาตรา ๖ ครับ🔗

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

สั้น ๆ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๖ ผมก็เสนอแก้ไขข้อความนะครับ จริง ๆ แล้วคือ ๒ จุด จุดแรกอยู่ในวรรคแรก บรรทัดที่ ๒ ที่ไหนร่างเดิมท่านประธานดูนะครับว่าในการเสนอกฎหมายในร่างเดิมบอกว่า ให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมตามมาตรา ๕ กำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จเท่าที่จะ สามารถกระทำได้ คำ ๆ นี่ท่านประธานครับมันทำให้เห็นว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมาย สำคัญ เป็นกฎหมายที่สร้างหลักเกณฑ์ใหม่ สร้างวิธีการในกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้เกิด ความเป็นธรรมกับพี่น้องประชาชน แต่ในร่างที่เสนอมานี่ผมต้องพูดเพื่อให้ท่านที่เสนอ กฎหมายได้เข้าใจว่าเจตนารมณ์สำคัญก็คือต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ข้อความเดิม ที่เสนอมาเท่าที่สามารถกระทำได้ เสนอกฎหมายแบบนี้มานี่นะครับ มันก็เหมือนกับว่าไม่ได้ เปลี่ยนแปลงอะไร ทำได้แค่ไหนก็คือแค่นั้น ในส่วนนี้ผมก็แปรญัตติไปขอตัดข้อความออก ซึ่งกรรมาธิการเห็นด้วยนะครับ ซึ่งเห็นแล้วประเด็นนี้ตรงกันว่าเราพยายามแก้กฎหมาย ให้เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนและเป็นกฎหมายที่ปฏิบัติได้จริง🔗

ส่วนที่ ๒ ท่านประธานแต่กรรมาธิการไม่เห็นด้วย ก็คือในร่างเดิมบอกว่า ในการพิจารณาในขั้นตอนต่าง ๆ ของการดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจ ของตนตามแต่ลักษณะสภาพหรือประเภทคดี รวมทั้งปริมาณงานที่อยู่ในความรับผิดชอบ ในร่างนี้ไปมีข้อความว่า เว้นแต่มีกฎหมายกำหนดเวลาไว้เป็นอย่างอื่น ประโยคนี้ท่านประธาน ประโยคที่ว่า เว้นแต่มีกฎหมายกำหนดระยะเวลาไว้เป็นอย่างอื่น มันเท่ากับว่าเดิมทีปัจจุบัน มันก็มีกฎหมายที่บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นอยู่แล้ว หรืออนาคตอาจจะมีกฎหมายบัญญัติไว้ เป็นอย่างอื่นอีก เพราะฉะนั้นเราพยายามที่จะสร้างกฎเกณฑ์ใหม่เหล่านี้ขึ้นมา แต่มันก็ไปติด ด้วยเรื่องของการยกเว้นนี่ล่ะครับ มันจะทำให้ไม่สามารถเป็นไปตามสิ่งที่เราเสนอใหม่ได้ เพราะมันจะไปติดกับตรงที่เว้นแต่กฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ก็คือสิ่งที่เราพยายามจะ กำหนดกฎเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา กระบวนการอะไรต่าง ๆ มันก็เลยไปติดขัด ผมก็เลยเห็น ว่าถ้าเราต้องการที่จะมีเกณฑ์ใหม่ขึ้นมาเป็นกฎหมายกลาง ก็ต้องทำให้กฎหมายกลาง เป็นตัวนำในการที่จะทำให้กฎหมายอื่นนั้นปรับเปลี่ยนให้มาเป็นไปตามกฎหมายกลางฉบับนี้ แต่พอกฎหมายกลางไปใส่ข้อยกเว้นไว้ว่า เว้นแต่มีกฎหมายกำหนดระยะเวลาไว้เป็นอย่างอื่น มันก็เลยกลับไปเป็นของเก่าอีก ไป ๆ มา ๆ ท่านกรรมาธิการลองพิจารณาดูว่าสิ่งที่บัญญัติ ในร่างกฎหมายดังกล่าวนี้มันติดด้วยข้อความในส่วนของข้อยกเว้นนี่ล่ะครับ มันก็เลยจะทำให้ ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงในเนื้อหาที่เราพยายามจะสร้างกฎเกณฑ์ใหม่ ๆ ตามกฎหมาย ฉบับนี้ขึ้นมา ก็ลองพิจารณาดูนะครับ จริง ๆ อยากให้ทำความเข้าใจให้ตรงกัน ถ้ากรรมาธิการ จะกรุณาพิจารณาด้วยเหตุผลด้วยความเข้าใจว่าเนื้อหาที่เราพยายามจะออกเป็นกฎหมาย ฉบับนี้ ถ้าไปติดตรงข้อยกเว้นดังกล่าวนี้มันก็คือไม่ได้กฎเกณฑ์ใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นมา ผมก็เลย ขอตัดในส่วนของคำว่า เว้นแต่มีกฎหมายกำหนดระยะเวลาไว้เป็นอย่างอื่น ออก เพื่อให้ เป็นไปตามกระบวนการหรือเจตนารมณ์ที่เราได้จัดทำกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา ขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไป คุณสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ครับ🔗

นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระบี่

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตท่านประธานได้อภิปรายสนับสนุน ในมาตรา ๖ ที่ท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน ซึ่งท่านเป็นอดีตผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วก็ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ซึ่งทั้ง ๒ ท่านก็เป็นผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในการปกครองและ ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ เป็นรุ่นพี่ในสมัยก่อนที่อยู่สภาทนายความก็ถือว่ามีความเชี่ยวชาญ แล้วก็มุมมองในเรื่องของข้อกฎหมายได้อย่างดี ในมาตรา ๖ ท่านประธานครับ ในฐานะที่ เราได้เห็นในเรื่องของสภาพการบังคับใช้กฎหมายในเรื่องของการร้องเรียนผ่านกระบวนการ ยุติธรรมและในมาตรา ๖ นี่ครับ ในอนาคตเราก็จะใช้ในองค์กรที่จะต้องมาบังคับใช้ถึง ๑๐ วงเล็บด้วยกันในมาตรา ๕ ก็มีหลายหน่วยงานด้วยกัน ประการสำคัญที่สุดนะครับที่เขียนกฎหมายในวรรคแรกผมเห็นด้วยนะครับว่าให้หน่วยงาน ในกระบวนการยุติธรรมตามมาตรา ๕ กำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จนี่ครับให้ตัดคำว่า เท่าที่ สะดวกกระทำได้นี่ครับ ให้ตัดออกไป ซึ่งผมเห็นด้วยว่าในเรื่องของการใส่ประโยคคำนี้นั้น เป็นเรื่องการใช้ดุลพินิจในส่วนของผู้มีอำนาจ เพราะฉะนั้นเท่าที่ทำได้อาจจะไม่เหมือนกัน แล้วก็นำมาซึ่งสู่ของการสภาพบังคับใช้ในข้อกฎหมาย นับวันเราเห็นว่าผู้ที่ร้องเรียนแล้วก็ ผู้ฟ้องเรื่องสู่องค์กรภายใต้รัฐธรรมนูญมีมากเหลือเกิน ท่านที่ถูกฟ้องนะครับ แล้วก็ถูกนำ ข้อเท็จจริงเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมนั้นมีทั้งกระทำความผิดจริงและไม่ได้กระทำความผิดจริง แต่ในขณะเดียวกันเมื่อนำข้อเท็จจริงเข้าสู่ขบวนการนั้นแล้วก็ผู้ถูกร้องเรียนได้ไปยื่นหนังสือ แล้วก็แถลงข่าวปรากฏว่าผู้ที่ถูกร้องเรียนนั้นย่อมเสียหายแล้วนะครับ แม้กระทั่งผลสุดท้าย ในการพิจารณาผู้ถูกร้องเรียนอาจจะไม่มีความผิด ไม่มีมลทินเลย แต่ในกระบวนการขั้นตอน ในส่วนของกระบวนการยุติธรรมในเบื้องต้น ผมยกตัวอย่างกรณีที่มีคนไปร้อง ป.ป.ช. อย่างนี้ ถ้าในเบื้องต้นคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเบื้องต้นของ ป.ป.ช. เขาไปตรวจสอบแล้ว ปรากฏว่าผู้ถูกร้องเรียนไม่ได้กระทำความผิดหน่วยงานของ ป.ป.ช. ก็จะไม่มีหมายเรียก ให้บุคคลผู้นั้นเข้าไปชี้แจงตามคำที่มีผู้ร้องเรียน ฉะนั้นทุกขั้นตอนในเรื่องกระบวนการการนำสู่ ในหน่วยงานของกระบวนการยุติธรรมภายใต้รัฐธรรมนูญนั้นก็ย่อมที่จะให้ทั้งผู้ถูกร้องเรียน แล้วก็ผู้ร้องเรียนนั้นสามารถที่จะเข้าถึงในส่วนของข้อมูลนี้ได้ แต่ในขณะเดียวกันในวรรคสอง ในวรรคสองผมก็เห็นด้วยว่าในกฎหมายฉบับที่ร่างของคณะกรรมการในฉบับที่ร่างได้เขียนไว้ ว่ากำหนดระยะเวลาตามวรรคหนึ่งให้ประกาศและเผยแพร่ในรูปแบบที่ประชาชนสามารถ เข้าถึงและเข้าใจได้โดยง่าย เพราะฉะนั้นในส่วนของรูปแบบที่ประชาชนเข้าถึงและเข้าใจ ได้ง่ายอันนี้ผมคิดว่าเป็นประโยคที่เราตีความว่ามันมีความกว้างไป เพราะฉะนั้นการเข้าถึง ของภาคประชาชนก็น่าจะมีการกำหนดให้มีความชัดเจนขึ้น ผมก็เลยเห็นด้วยในเรื่องของการ แก้ไขในวรรคสองของกรรมาธิการผู้แปรญัตติที่กำหนดให้ระยะเวลาตามวรรคหนึ่งให้ประกาศ และเผยแพร่ที่ให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไปและประกาศทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ด้วย อันนี้ถือว่าเป็นประโยชน์ แล้วประชาชนสามารถที่จะตรวจสอบเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้นนะครับ ผมคงไม่รบกวนเวลาของที่ประชุมมากไปกว่านี้ เนื่องจากว่าประเด็นก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก แต่ผมเห็นว่าผู้แปรญัตติทั้ง ๒ ท่านมีประสบการณ์แล้วก็มีการแก้ไขข้อความที่เป็นประโยชน์ กับพี่น้องประชาชนในภาพรวมแล้วก็ทำให้พระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ กับภาคประชาชน แล้วก็กระบวนการยุติธรรมผมคิดว่าไม่ตกค้างในกระบวนการยุติธรรม เพราะมีกำหนดระยะเวลาที่มีความชัดเจนขึ้น การไม่กำหนดเวลาแล้วก็ก่อให้เกิดความล่าช้า ในกระบวนการยุติธรรมนั้นก็ถือว่าไม่เป็นการยุติธรรมชนิดหนึ่ง เพราะฉะนั้นในเรื่องของการ กำหนดเวลาที่เหมาะสมมีความชัดเจนนั้นก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีแล้วก็ทำให้พี่น้องประชาชน ได้รับความเป็นธรรมและเป็นประโยชน์ในภาพรวมต่อไป ขอขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ คารม พลพรกลาง🔗

นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายคารม พลพรกลาง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตที่จะอภิปรายต่อร่างพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการ ยุติธรรมในมาตรา ๖ สั้น ๆ เหตุที่จำเป็นต้องลุกขึ้นพูด🔗

ประเด็นแรกผมค่อนข้างจะต้องชื่นชมว่ากฎหมายฉบับนี้คือการรักษาอำนาจ ของประชาชนหรือสิทธิของประชาชนที่จะมีต่อรัฐ การที่มาตรานี้ต้องชื่นชมอีก ไม่ได้ชื่นชม ตัวผมเองนะครับ ชื่นชมในกรรมาธิการส่วนรวมผมเป็นกรรมาธิการแต่ไม่ได้แปรญัตติไว้ ท่านประธานครับ คนจะไปแจ้งความ เวลาเขาแจ้งความเขาต้องรู้ว่าแจ้งความแล้วจะสอบสวน พยานหลักฐานให้สิ้นสุดความแล้วจะฟ้องคดีให้เขาเมื่อไร คนไปขอออกโฉนดที่ดินในนี้ ในมาตรา ๕ กระทรวงมหาดไทยซึ่งคุมกรมที่ดิน อย่างบ้านผมอยู่สุวรรณภูมิก็ไปขอออกโฉนด ที่ดินจาก น.ส.๓ ส.ค.๑ ไปเป็นโฉนด กี่วันครับเขาถึงจะได้โฉนดหรือจะได้ น.ส.๓ กี่วันเขาแจ้ง ความเสร็จเขาถึงจะรู้ว่าคดีเขาจะเสร็จเมื่อไร กลับกันถ้าเขาเป็นผู้ต้องหารถที่เขาถูกยึดในการ กระทำผิดถูกกล่าวหาว่าเป็นทรัพย์ในการกระทำความผิดนั้น ๆ สักกี่วันที่เขาจะได้เอารถนั้น ออกไปใช้ นี่คือกำหนดระยะเวลาที่จะแล้วเสร็จ การที่ร่างเดิมไปเขียนว่าเท่าที่จะสามารถ กระทำการได้ อันนี้ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร ผมจึงขออภิปรายเพียงเพื่อขยายความ ขยายความ ให้คนเข้าใจประชาชน คนอยู่บ้านนอกบ้านนาท่านประธานก็เคยเป็นทนายความตั้งแต่ สมัยที่หนุ่ม ๆ ประชาชนเขาไม่รู้หรอกครับ แค่ชื่อเขาก็งงอยู่ แต่ว่าพอเนื้อหาสาระนี้เขาจะ เข้าใจ🔗

ประเด็นต่อไป ผมพูด ๒ ประเด็นท่านประธาน ใช้เวลาสภาให้เกิดประโยชน์ที่สุด พอมาดูในวรรคสอง กำหนดระยะเวลาตามวรรคหนึ่งกฎหมายบังคับให้ประกาศให้ส่วนราชการ ประกาศเผยแพร่ให้ประชาชนได้ทราบ คือน้อยคนมากครับที่จะรู้ว่าเมื่อไปติดต่อส่วนราชการ มันจะมีกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายในเรื่องนั้น ๆ เสร็จเมื่อไร ยกเว้นอย่างเช่นทนายความ ท่านประธานกรรมาธิการ ผม ท่านเสรี ก็เป็นทนายความ เขารู้ครับว่า ๓๐ วัน อุทธรณ์ ๓๐ วันฎีกา แต่ถ้าเป็นเรื่องอื่นเขาจะไม่รู้เลย เพราะฉะนั้นมันเป็นการบังคับส่วนราชการ ที่จะต้องกำหนดว่าเวลาประชาชนไปติดต่อคุณจะต้องให้เสร็จภายในกี่วัน อันนี้มันได้ ๒ ทาง อันนี้คือประโยชน์ คือสิ่งที่ได้รับจากตัวแทนของประชาชน รวมทั้งเป็นตัวแทนของประชาชน ทั้ง ส.ส. และ ส.ว. มาจากกฎหมายรัฐธรรมนูญชุดนี้ฉบับเดียวกัน แล้วก็ทำให้ประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจรัฐเขาได้ประโยชน์ ผมก็เพียงแต่จะขึ้นมาถือว่าการตัดแล้วก็ใส่ข้อความ เพียงเหลือเท่านี้ อันนี้ชัดเจน แล้วส่วนวรรคสองก็สอดคล้องกัน เพราะฉะนั้นก็ไม่ใช้เวลา ของสภาให้มากกว่านี้ ก็ขออนุญาตขอบคุณท่านประธาน แล้วก็ขอยืนยันว่าตัวแทนประชาชน เท่านั้นล่ะครับที่จะสนองตอบประชาชนให้สำเร็จตามความต้องการที่เขาเลือกเข้ามา ขอบคุณ ท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านกรรมาธิการ เชิญนะครับ🔗

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานครับ ขออนุญาตชี้แจงไปยังผู้สงวนคำแปรญัตติ แล้วก็ท่านสมาชิกที่ใช้สิทธิอภิปรายนะครับ ต้องขออนุญาตเรียนว่าในมาตรา ๖ กรรมาธิการ ได้มีการแก้ไขข้อความ โดยตัดข้อความเท่าที่สามารถกระทำได้ออกนะครับ ซึ่งตรงกับ ข้อแปรญัตติของผู้สงวนคำแปรญัตติทั้ง ๒ ท่านอยู่แล้วในประเด็นนี้นะครับ โดยที่กรรมาธิการ ได้เห็นว่าการที่กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมต้องกำหนดเวลา ในการทำงานทุกขั้นตอนให้ชัดเจนนั้นไม่สมควรที่จะมีคำว่า เท่าที่สามารถกระทำได้ไว้ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วก็จะทำให้สภาพบังคับของกฎหมายฉบับนี้ย่อหย่อนลงไป ระยะเวลา ที่ถูกกำหนดขึ้นก็จะกลายเป็นเพียงระยะเวลาเร่งรัดเท่านั้นเองนะครับ ซึ่งไม่สอดรับกับ ความในมาตรา ๗ ที่เรากำหนดให้การไม่สามารถปฏิบัติงานตามกำหนดเวลาเจ้าหน้าที่ของรัฐ อาจจะถูกดำเนินการทางวินัยได้นะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ตรงกันอยู่แล้ว ส่วนข้อยกเว้นในตอนท้ายที่ได้มีข้อยกเว้นกำหนดไว้ว่า เว้นแต่จะมีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ซึ่งมีผู้สงวนคำแปรญัตติว่าเห็นควรให้ตัดออก ก็เรียนว่า เนื่องจากกำหนดเวลาในกระบวนการยุติธรรมนั้นมีกฎหมายเฉพาะหลายฉบับ ที่กำหนดเวลาการทำงานในแต่ละขั้นตอนไว้แล้ว เช่นบรรดากฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณา ความต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวิธีพิจารณาความแพ่งก็ดี วิธีพิจารณาความอาญาก็ดี วิธีพิจารณาคดี ในศาลปกครองก็ดี รวมทั้งในศาลรัฐธรรมนูญก็เช่นเดียวกัน ต่างมีกำหนดเวลาโดยกฎหมาย เฉพาะไว้ ฉะนั้นถ้าเราไปตัดข้อยกเว้นตรงนั้นออกก็จะทำให้มีผลทางกฎหมายกลายเป็นว่า ทุกหน่วยงานต้องเริ่มต้นกำหนดระยะเวลาใหม่หมด โดยบทบัญญัติของกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งเป็นกฎหมายกลาง ตรงนี้คือคำอธิบายที่ให้เห็นว่าเหตุใดจึงต้องมีข้อยกเว้นไว้ว่าเว้นแต่ มีกฎหมายกำหนดเวลาไว้เป็นอย่างอื่นแล้วนะครับ🔗

ส่วนประเด็นเรื่องของข้อสงวนเกี่ยวกับข้ออื่น เรื่องของการกำหนดเวลา แล้วต้องเผยแพร่ให้ประชาชนได้รับทราบ โดยเข้าถึงและเข้าใจได้โดยง่ายตามวรรคสองนั้น ก็เรียนว่าเป็นการเปิดกว้างไว้ ขึ้นอยู่กับงบประมาณความพร้อมในเรื่องของอุปกรณ์ของแต่ละ หน่วยงาน แต่หลักที่ถูกกำหนดไว้ในมาตรา ๖ ก็คือต้องประกาศและเผยแพร่ในรูปแบบ ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงและเข้าใจได้โดยง่าย กรรมาธิการจึงเห็นว่าไม่จำเป็นที่จะต้องไป แก้ไขเพิ่มเติมว่าต้องทำทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ด้วยนะครับ นอกจากนี้ก็ขออนุญาตกราบเรียน ผ่านท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิกผู้สงวนคำแปรญัตติว่า จริง ๆ สภาเราเพิ่งผ่านกฎหมาย ไปอีกฉบับหนึ่ง คือร่างพระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งตรงนั้นก็เป็น กฎหมายกลางอีกกฎหมายหนึ่งที่กำหนดให้หน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงานจะต้องใช้ระบบ อิเล็กทรอนิกส์เป็นหลักในการปฏิบัติงานอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นจะสอดคล้องกับความต้องการ ของท่านผู้แปรญัตติที่ขอแก้ไขในมาตรา ๖ วรรคสอง เพราะฉะนั้นเรียนโดยสรุปว่าไม่จำเป็น ที่จะต้องมาเขียนในมาตรา ๖ วรรคสอง ทุกหน่วยงานนะครับ ถ้ามีความพร้อมก็ต้องปฏิบัติ หน้าที่ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์อยู่แล้วครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณประธานคณะกรรมาธิการครับ โดยที่มาตรานี้มีการแก้ไขนะครับ เพราะฉะนั้นผมขอมติ ๒ ครั้งว่าจะเห็นด้วยให้มีการแก้ไข หรือไม่นะครับ ในกรณีที่เห็นว่าควรแก้ไขก็จะถามว่าจะเห็นควรแก้ไขตามที่มีผู้แปรญัตติ หรือเห็นตามที่กรรมาธิการได้ให้ความเห็นไว้ครับ🔗

นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มการบริหารราชการแผ่นดิน และความมั่นคง

ขออนุญาตท่านประธานครับ ผม เฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้แปรญัตติไว้คำที่สำคัญก็คือว่าเว้นแต่มีกฎหมายกำหนด ระยะเวลาไว้เป็นอย่างอื่น ท่านยังไม่ได้ตอบท่านประธานคณะกรรมาธิการ ผมได้แก้ไขว่า ในกรณีที่มีกฎหมายกำหนดระยะเวลาไว้แล้วหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นศาล ๓ ศาล ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม หรือว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือว่าสำนักงานตำรวจ แห่งชาติ เขาจะมี เขาจะกำหนด กฎหมายเขาจะกำหนดระยะเวลาไว้แล้ว ผมก็แปรญัตติว่า ในกรณีที่มีกฎหมายกำหนดระยะเวลาไว้แล้วให้ดำเนินการตามกฎหมายนั้น ไม่ได้ไปยกเลิก ให้ดำเนินการตามกฎหมายนั้นโดยหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมตามมาตรา ๕ ไม่ต้อง กำหนดระยะเวลาตามมาตรานี้อีก แต่ต้องดำเนินการตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ คือต้องดำเนินการตามมาตรา ๗ มาตรา ๘ ว่าท่านจะทำให้เขาเสร็จเมื่อไรครับ ถ้าไม่เสร็จ ต้องแจ้งให้เขาทราบ แต่ถ้าปล่อยให้มีคำว่า เว้นแต่มีกฎหมายกำหนดระยะเวลาไว้เป็นอย่างอื่น เขามีขั้นตอนในหน่วยงานแล้วเขาไม่แจ้งให้คนที่ไปยื่นคำขออะไรนี่เขาไม่แจ้งให้ทราบครับ เพราะฉะนั้นเราก็ผนวกเอาว่าถ้ามีกฎหมายกำหนดระยะเวลาไว้เป็นอย่างอื่นแล้วก็ให้ดำเนินการ ตามกฎหมายนั้น โดยหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมตามมาตรา ๕ ไม่ต้องกำหนดระยะเวลา ตามมาตรานี้อีก แต่ต้องดำเนินการตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ ท่านประธาน กรรมาธิการช่วยชี้แจงตรงนี้ด้วยครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญเลยครับ🔗

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ขอบคุณครับ ท่านประธาน ก่อนอื่นต้องชื่นชมท่านเฉลิมชัยนะครับ ขออนุญาตที่เอ่ยนามท่าน ท่านเป็น คนละเอียด ขอเรียนท่านครับว่าสิ่งที่ท่านแปรญัตติเพิ่มเติมเข้ามาว่าไม่ต้องกำหนดเวลา ตามมาตรานี้อีกถ้ามีกำหนดเวลาไว้แล้วในกฎหมายอื่น แต่ต้องดำเนินการตามที่บัญญัติไว้ ในพระราชบัญญัตินี้นั้น เรียนท่านครับว่ามาตรา ๖ เป็นมาตราที่พูดถึงเรื่องการให้หน่วยงาน ต้องกำหนดระยะเวลาเท่านั้น มาตรานี้พูดเรื่องนี้เรื่องเดียวเรื่องกำหนดเวลา ส่วนเรื่องอื่น ๆ เราจะไปพิจารณากันในมาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ ก็เป็นหน้าที่อย่างอื่นของหน่วยงาน ในกระบวนการยุติธรรมต้องทำ แล้วเรื่องอื่น ๆ ทั้งหมดที่เป็นข้อห่วงกังวลของท่านนั้น ผมเรียนท่านว่าในมาตราถัด ๆ ไปไม่มีข้อยกเว้น ไม่มีข้อยกเว้นให้ต่อให้จะมีกำหนดเวลาไว้ แล้วในกฎหมายอื่นก็ตาม แต่หน้าที่อย่างอื่นทั้งหมดไม่มีข้อยกเว้นว่าไม่ต้องปฏิบัติ เพราะฉะนั้นตรงนี้เรียนท่านให้สบายใจได้ครับว่าสิ่งที่ท่านแปรญัตติมันมีความชัดเจนอยู่ใน มาตราถัด ๆ ไปอยู่แล้วครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ🔗

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับผม🔗

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ผม เสรี สุวรรณภานนท์ ขออนุญาตท่านประธานที่ผมแปรญัตติตัดข้อความดังกล่าว ผมฟังท่านเฉลิมชัยได้ชี้แจง ผมก็เทียบดูว่าข้อที่ผมแปรญัตติกับที่ท่านเฉลิมชัยแปรญัตติ ผมเห็นว่าของท่านเฉลิมชัย ชัดเจนกว่าของผม ผมก็ไม่ติดใจ ส่วนที่ผมแปรญัตติไว้ว่า เว้นแต่มีกฎหมายกำหนดเวลาไว้ เป็นอย่างอื่น ที่ผมขอตัดออก ผมไม่ติดใจ แต่ผมติดใจเห็นด้วยกับท่านเฉลิมชัยเพราะชัดเจน เวลาท่านถามจะได้ชัดเจนขึ้นครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอเชิญท่านสมาชิกเข้ามาแสดงตนครับ🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

มาตรา ๖ คงต้องถามมติ ๒ ครั้ง ขอพวกเราได้อยู่ต่อเนื่องกัน รออีกสัก ๒๐ คนนะครับ สมาชิกเข้ามาใหม่กดบัตรด้วยนะครับ เชื่อว่าในห้องเรามีสมาชิกบางท่านที่ไม่ได้กดบัตร กดบัตรนะครับเพื่อให้องค์ประชุมมันครบ ในสมัยก่อนที่ท่านสมาชิกถามผมเมื่อปี ๒๕๑๒ นั้นมันไม่มีเครื่องมือ ไม่มีเทคโนโลยี แต่ว่า ใครอยู่ในห้องก็เป็นองค์ประชุม เพราะฉะนั้นเทคโนโลยีสมัยใหม่นี้เป็นประโยชน์มาก แต่ว่า จะเป็นคุณอนันต์ถ้าคนที่มีความสำนึกรับผิดชอบใช้ จะมีโทษมหันต์ถ้าคนที่ไม่มีความรับผิดชอบ ใช้อันนี้เป็นปรากฏการณ์จริง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา ขอสมาชิกเข้ามาเพิ่มอีก นิดเดียวอีกสัก ๑๐ กว่าคนเท่านั้นเองครับ🔗

นายกัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ กัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี หมายเลข ๐๑๓ แสดงตนครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

หมายเลขเท่าไรนะครับ🔗

นายกัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

เลขที่ ๑๓ ครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับ หมายเลข ๑๓ นะครับ รออีก ๑๐ ท่านครับ🔗

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานคะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับ🔗

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ศิริกัญญา หมายเลข ๓๖๑ แสดงตนค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

รออีก ๙ ท่านครับ คุณเบญจาหายไปไหน🔗

นางสาวเบญจา แสงจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานคะ เบญจาได้บัตรแล้วค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับ ขอบคุณครับ🔗

นายธีรภัทร พริ้งศุลกะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุราษฎร์ธานี

ท่านประธานครับ ธีรภัทร หมายเลข ๑๖๒ แสดงตนครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับ เป็น ๓ ท่านครับ รออีก ๕ ท่าน สมาชิกเข้ามาแล้วกรุณากดบัตรเลยครับ ก็เข้าใจความไม่สะดวกของระยะทางที่ห้อง ส.ส. ก็ดี กรรมาธิการก็ดี ก็รู้ว่าระยะทางความไม่สะดวกมีมาก ขออีก ๒ คนครับ ปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตน ๓๖๖ ท่าน บวก ๓ เป็น ๓๖๙ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗

ขอถามมติที่ประชุมว่าผู้ใดเห็นควร แก้ไขตามที่กรรมาธิการแก้ไขโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นควรแก้ไขกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

โปรดลงมติครับ ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๖๔ ท่าน เห็นด้วย ๓๕๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๓ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๔ ท่าน มติที่ประชุมเห็นด้วยให้มีการแก้ไขครับ🔗

ต่อไปขอรบกวนพวกเราแสดงตน อีกครั้งเพื่อถามคำถามที่ ๒ ว่าจะเห็นด้วยแก้ไขตามกรรมาธิการหรือตามที่มีผู้แปรญัตติครับ🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญแสดงตนอีกครั้งนะครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับ🔗

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ ในระหว่างรอตรงนี้ขอหารือท่านประธานเรื่องประเด็นที่ประธาน พูดสักครู่นี้ครับว่าจะเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่แก้ไข หรือเห็นด้วยกับผู้ที่สงวนคำแปรญัตติ ท่านประธานลองดูครับ ส่วนที่แก้ไขนั้นผมเสนอแก้ไขกรรมาธิการเห็นด้วย แต่อีกประเด็นหนึ่ง ผมขอตัด กรรมาธิการขอสงวน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านเสรีไม่ติดใจนะครับ โดยยึดของ ท่านเฉลิมชัย🔗

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ใช่ครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับ ก็จบไปแล้วครับ🔗

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

เหตุผลเดียวกันครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

จบไปแล้ว ทีนี้ต้องขอ เนื่องจาก ท่านเสรีไม่ติดใจก็จริง แต่ท่านเฉลิมชัยติดใจ ก็เลยต้องมาขอมติเป็นครั้งที่ ๒ นะครับ🔗

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ใช่ครับ เพราะฉะนั้น ในประเด็นที่จะถามนี่มันคนละเรื่องกัน เพราะฉะนั้นถ้าต้องจบในเรื่องที่กรรมาธิการแก้ไข ซึ่งเห็นด้วยไปแล้ว แต่ถ้าไปถามว่าส่วนที่กรรมาธิการแก้ไข แล้วถามเทียบกับคนที่สงวน มันเอาเรื่องที่เห็นด้วยไปแล้วมาลงคะแนนสู้กัน แข่งกัน มันน่าจะทำให้ผลที่ออกมานั้น คลาดเคลื่อนครับท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขออภัยนะครับ เมื่อสักครู่นี้ถามว่า เห็นด้วยให้มีการแก้ไขหรือไม่🔗

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ใช่ครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

มติที่ประชุมว่าเห็นด้วยให้มีการแก้ไข🔗

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ใช่ครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

คำถามที่ ๒ คือเห็นด้วยที่กรรมาธิการ แก้ไขหรือเห็นด้วยที่มีผู้แปรญัตติ เพราะต่างก็แก้ไขด้วยกันครับ🔗

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ใช่ครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

อย่างที่เราถามในมาตราอื่น ๆ นะครับ🔗

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

แต่ในส่วนนี้ผมกราบเรียน ท่านประธานครับ น่าจะแยกอีก ๒ คำถาม🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ของท่านจบไปแล้วครับ🔗

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ใช่ครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ถามเฉพาะในส่วนของผู้แปรญัตติ เพราะว่าท่านเสรีไม่ติดใจและท่านบอกท่านถือของท่านเฉลิมชัยเป็นหลัก🔗

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ใช่ครับ นี่ผมก็หารือ ของท่านเฉลิมชัยเพราะผมเห็นตรงกันนะครับ คำถามน่าจะเป็น ๒ คำถามท่านประธาน ในส่วนนี้นะครับว่าในส่วนกรรมาธิการแก้ไขนี่เห็นด้วยไหม ซึ่งผมก็เห็นด้วย เพราะผมเป็น คนแก้ไข แต่ในส่วนที่สมาชิกเขาสงวนคำแปรก็น่าจะถามอีกคำถามหนึ่งนะครับ เรื่องนี้ผมเคย ทำหนังสือโต้แย้งท่านประธานไปแล้วนะครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับผม🔗

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ว่าถ้าถามแบบนี้มันจะ ทำให้ญัตติที่ ๒ ไม่ได้รับการพิจารณา เพราะต้องเห็นด้วยกับกรรมาธิการอยู่แล้วเพราะเรา เป็นคนแปรครับ ก็หารือท่านประธานเพื่อพิจารณาครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ขออนุญาตดำเนินการ ไปตามที่เราปฏิบัตินะครับ สมาชิกขาดอีกสัก ๑๐ คน กรุณากดบัตรแสดงตนครับ สักครู่นี้ ครบอยู่หยก ๆ ครับ ขออีก ๖ คนนะครับ ขออีก ๔ คนครับ ขออีก ๓ คนครับ🔗

นายปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม ปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์ หมายเลข ๒๑๖ ยืนยันแสดงตนเพื่อความชัวร์ (Sure) ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านกดบัตรไหมครับ ถ้ากดบัตรแล้ว ต้องถือตามบัตร เนื่องจากมีปัญหาเรื่องบัตร ขอแสดงตน ขอเรียนถาม ท่านกดบัตรหรือยัง เมื่อสักครู่นี้ ไม่นับนะครับ🔗

นายปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ไม่นับครับ🔗

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานครับ ประทานโทษนะครับ ผม เสรี ขออีกนิดหนึ่งครับท่านประธานในระหว่างรอ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ผมขออนุญาตไม่อนุมัติแล้วนะครับ ไม่ครับ ผมขอลงมติครับ ขออีก ๒ ท่าน รออีก ๒ ท่านครับ ปิดการแสดงตน จำนวนผู้เข้าประชุม ที่แสดงตน ๓๖๕ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗

ต่อไปขอถามมติว่าผู้ใดเห็นด้วยกับ การแก้ไขของกรรมาธิการกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นด้วยกับผู้แปรญัตติกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานในประเด็นที่ท่านประธานถาม ผมจะบอกท่านประธาน เพียงว่าผมกับท่านเฉลิมชัยแปรเหมือนกันที่กรรมาธิการเขาแก้ไขให้นะครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านเสรีครับ เข้าใจแล้วครับ จบครับ กรุณากดบัตรลงมตินะครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๖๘ ท่าน เห็นด้วยกับกรรมาธิการ ๓๐๓ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๕๖ ท่าน คือเห็นด้วยกับ ผู้แปรญัตตินะครับ งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๗ ท่าน มติที่ประชุมเห็นด้วยกับ กรรมาธิการนะครับ🔗

เชิญมาตราต่อไปครับท่านเลขาธิการ🔗

นางพรพิศ เพชรเจริญ เลขาธิการรัฐสภา

มาตรา ๗ มีการแก้ไข มีผู้แปรญัตติ ขอสงวนคำแปรญัตติ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

มีการแก้ไขนะครับ และมีผู้แปรญัตติ ขออภิปราย คุณเสรี สุวรรณภานนท์ มีสมาชิกที่ไม่ได้แปรญัตติแต่ขออภิปรายเพราะมีการแก้ไข คือพลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ คุณนิยม เวชกามา ๒ ท่าน ขอเชิญคุณเสรีครับ🔗

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกรัฐสภาในประเด็นที่ผมขอแปรญัตติอยู่ใน มาตรา ๗ ในวรรคแรกนี่นะครับจะมีถ้อยคำว่าในร่างของกฎหมายเดิมพร้อมทั้งรายงาน ให้ผู้บังคับบัญชาทราบทุกครั้ง นี่คืออยู่ในวรรคแรก ส่วนวรรคสองครับ มีถ้อยคำว่า รายงาน ให้ผู้บังคับบัญชาทราบเหมือนกัน เพราะฉะนั้นประเด็นของผมก็คือคำว่า ผู้บังคับบัญชา ในมาตรา ๗ ทั้งวรรคหนึ่งและวรรคสองคือไม่ชัดเจนว่าผู้บังคับบัญชาระดับไหน ชั้นไหน เพราะในหน่วยงานแต่ละหน่วยงานจะมีผู้บังคับบัญชาหลายระดับหลายระดับชั้น ผมจึง ได้แปรญัตติในเพิ่มเป็นวรรคสามเพื่อให้มีความชัดเจนว่าผู้บังคับบัญชาตามวรรคหนึ่ง และวรรคสองเป็นผู้บังคับบัญชาในตำแหน่งสูงสุดของหน่วยงานครับ อันนี้ก็เพื่อความชัดเจน ในทางปฏิบัติ มิฉะนั้นแล้วผู้บังคับบัญชาหลายระดับก็จะปฏิบัติไม่ได้ว่าจะรายงานกับชั้นไหน ระดับไหน ก็เลยเสนอแปรญัตติสงวนไว้ว่าเป็นตำแหน่งสูงสุดของหน่วยงาน ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ เชิญครับ🔗

พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานครับ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ พรรคก้าวไกล แบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอกราบเรียนครับ มาตรานี้ก็เป็นที่น่าฉงนครับ เพราะว่าเนื้อความ ที่อยู่ในมาตรานี้มันแค่ถูกจับโยกเท่านั้นเอง ถูกจับโยกพื้นที่ ก็เลยมีคำถามหลายคำถามครับ ทำไมถึงต้องแก้ ประเด็นของผมอย่างนี้ครับท่าน การที่ตัดข้อความที่เขียนว่าการแจ้งให้ ผู้เกี่ยวข้องทราบถึงสาเหตุล่าช้าแล้วก็ย้ายไปนะครับ ไปเติมตรงคำว่า และให้หน่วยงาน กระบวนการยุติธรรมแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องทราบถึงเหตุแห่งความล่าช้า แล้วก็เพิ่มเนื้อความ ตลอดจนกำหนดระยะเวลาที่คาดว่าจะแล้วเสร็จโดยเร็ว แล้วก็ฆ่า ฆ่า ฆ่า แล้วก็กลับคำว่า รายงานกับการแจ้งสลับที่กัน แล้วก็ตัดคำสุดท้ายแล้วก็เอามาไว้ข้างล่างแทนในวรรคที่ ๒ ซึ่งเนื้อหาหรือประเด็นมันมีอยู่ ๒ ประเด็นด้วยกันที่ผมจะพูดให้ถึง มันเป็นพูดถึงผู้รับผิดชอบ ครับท่านประธาน ผู้รับผิดชอบ ในงานที่รับผิดชอบของตน ผู้รับผิดชอบนี้มิใช่มีคนเดียวครับ กระบวนการนี้อาจจะเป็นคณะทำงาน โดยเฉพาะคณะทำงานเกี่ยวกับเรื่องการสอบสวนคดี ที่ทำด้วยความล่าช้าแล้วก็โยนกันไปโยนกันมา ซึ่งไม่มีบุคลากรที่จะออกมายอมรับ บางที โยนไปถึงโฆษก โฆษกโยนมาประธาน ประธานโยนไปรองประธาน นั่นก็มีครับท่านประธาน ที่อยู่ในความรับผิดชอบให้แล้วเสร็จในระยะเวลาตามมาตรา ๖ แต่ในประเด็นของผม คืออย่างนี้ ที่ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบในการยุติ ในนี้เขียนเลยว่าภายในเสร็จ คือพูดง่าย ๆ🔗

เรื่องแรกก็คือให้ทำและให้ยุติโดยเร็ว หากไม่เสร็จตามระยะเวลาสิ่งที่ต่อมา คือเป็นคำถาม บันทึกแห่งเหตุแห่งความล่าช้าให้ปรากฏ บันทึกตรงนี้ล่ะครับ ประชาชน หรือผู้เกี่ยวข้องจะเข้าถึงได้ไหมครับ บันทึกตรงนี้ท่านประธานกรรมาธิการวิสามัญช่วยบอก ด้วยว่าประชาชนหรือที่จะตรวจสอบได้อย่างไรบันทึกตรงนี้นะครับ เพราะว่าให้บันทึกไว้ ตลอดจนระยะเวลาที่เพิ่มขึ้นคาดว่าจะเสร็จโดยเร็ว ก็มีระยะเวลาอันนี้มีกฎหมายบอกแล้วว่า จะเสร็จกี่วัน อันนั้นเดี๋ยวมีข้างหลังต่อไป ส่วนในเรื่องของระยะเวลาที่คาดแห่งความล่าช้านั้น ตลอดจนกำหนดระยะเวลาที่คาดว่าจะเสร็จโดยเร็ว นั่นก็คือเป็นหนึ่งคำถามนะครับ🔗

ส่วนในวรรคที่ ๒ ท่านประธาน วรรคที่ ๒ เป็นเรื่องของเหตุที่ผู้รับผิดชอบ ไม่ทำครับ อันบนคือวรรคแรกเป็นเรื่องของทำ วรรคที่ ๒ คือเรื่องไม่ทำ ก็ประเด็นเหมือนกัน ว่าผู้รับผิดชอบที่เป็นบุคคลกับคณะบุคคลมันก็ต้องมีบทลงโทษต่างกันอยู่แล้ว ด้วยเหตุของ ความล่าช้า ตรงนี้ล่ะครับตรงในวรรคที่ ๑ วรรคที่ ๑ จะมีตอนท้ายของวรรคที่ ๑ เขียนว่า ให้เป็นไป แจ้งนะครับ การรายงานแจ้งที่กลับไปกลับมา เป็นไปตามวิธีการที่หน่วยงานของ กระบวนการยุติธรรมกำหนด ซึ่งจะต้องมีหลักฐานที่สามารถตรวจสอบได้ นี่อีกหลักฐานหนึ่ง ใครจะเข้าถึง ทีนี้ผมถามตรงนี้ครับถามไปยังกรรมาธิการว่าตามวิธีที่หน่วยในกระบวนการ ยุติธรรมกำหนด ในนี้มี ๑๐ หน่วย ๑๐ หน่วยเอาอะไรเป็นมาตรฐานครับ มีกฎหมายกลาง ว่าด้วยวิธีการกำหนดหรือไม่ หรือต้องกลับไปดูกฎหมาย พ.ร.บ. ว่าด้วยการปฏิบัติการ ทางอิเล็กทรอนิกส์อีกว่ามีกำหนดเพื่อบัญญัติไว้ให้ ๑๐ หน่วยงาน ๑๐ วงเล็บ มากกว่า ๑๐ อยู่แล้วครับ แต่ถ้าต่างกันนะครับท่าน คำถามคือมันต่างกันอีก ๑ คำถาม ถ้าต่างกันแล้ว ทำอย่างไรครับ เพราะต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างมีระยะเวลาที่ไม่เหมือนกัน ต่างคนต่างมีกระบวนการ หรือกำหนดขั้นตอนที่หลากหลาย อะไรคือเคพีไอ (KPI) ครับ หรือต้องกลับไปใช้เคพีไอ (KPI) ของไอพีเอ (IPA) เรื่องที่ตรวจสอบความโปร่งใส ตรวจสอบการทำงานระดับชาติที่ทำแล้ว ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมไม่อยากบอกว่าถึงใครครับ เพราะเพื่อนผมบอกว่าห้ามพูดถึง อย่างนั้น หรือครับ นี่คือสิ่งที่เป็นคำถาม มันมีมาตรฐานอะไร ท่านครับ โดยเฉพาะเรื่องของความล่าช้า แล้วการไม่แจ้งเหตุให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทราบ นี่คือความบาดเจ็บขององค์กรทุกองค์กรที่อยู่ใน ความยุติธรรมครับ เพราะทุกองค์กรที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมมักจะหลีกเลี่ยงละเลย และไม่สนใจประชาชนผู้ยากไร้ ประชาชนผู้ยากแค้น ประชาชนที่มีความเหลื่อมล้ำและไม่ได้ รับความเป็นธรรมในสังคม นี่คือจุดเพนพอยต์ (Pain Point) ผมถามเป็นคำถามสุดท้ายเลยว่า หรือไม่แจ้งผู้ที่เกี่ยวข้องให้ทราบนี้จะมีกระบวนการตรวจสอบอย่างไรที่จะเป็นมาตรฐาน ที่จะลงโทษบุคคลเหล่านี้ได้ครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ต่อไปท่านนิยม เวชกามา ครับ🔗

นายนิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สกลนคร

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ บังเอิญมาตรา ๖ กับมาตรา ๗ เป็นมาตราที่เกี่ยวเนื่องกัน เพราะฉะนั้นผมอภิปรายอาจจะต้องไปถึงมาตรา ๖ ด้วย เพราะว่า มันสอดคล้องกันครับ เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่แสวงหาความยุติธรรมให้แก่ ผู้เสียหาย แต่ผมไปดูทั้งหมดใน ๑๒ มาตราไม่มีประเด็นไหนที่กำหนดโทษหรือกำหนดวิธีการ ในการที่ผู้ดำเนินการในกระบวนการยุติธรรมที่กำหนดว่าถ้าไม่ทำแล้วจะต้องมีความผิด นี่ล่ะผมจะพูดถึงเพียงแต่บอกว่าในวรรคสุดท้าย บรรทัดสุดท้ายของมาตรา ๗ เท่านั้นที่บอก ว่าให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาดำเนินการทางวินัยต่อไป ซึ่งในข้อเท็จจริงมันไม่มี ผมต้องโต้กับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ขออนุญาตท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ท่านบอกว่าได้กำหนด เรียบร้อย ผมพยายามอ่านไปหลายรอบแล้วในกฎหมาย ๑๒ มาตรา ไม่มีวรรคใดมาตราใด ที่บอกว่ากำหนดให้มีความผิดในการดำเนินการ ในมาตรา ๖ ผมจึงเห็นด้วยกับท่านผู้อภิปราย ทั้ง ๒ ท่านที่ผ่านไปแล้ว ท่านเสรี ท่านเฉลิมชัย ผมจะโหวตให้ในบรรทัดสุดท้ายของวรรคแรก ที่บอกว่าเว้นแต่มีกฎหมายกำหนดระยะเวลาไว้เป็นอย่างอื่น อันนี้คือประเด็นกล่าวมาทั้งหมด สุดท้ายกำหนดไว้แบบนี้แล้วมันไม่ทันการณ์ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าในวาระแรกที่เข้ามา ผมก็ติติงฝากไปถึงกรรมาธิการแล้วว่าสิ่งไหนเขียนได้ที่เป็นมาตรฐานที่เป็นความชัดเจน ไม่ใช่ เขียนเป็นนามธรรมแบบนี้ขอให้เขียนลงไปเถอะ ผมจึงมีความเห็นว่าที่ท่านตัดไป ผมว่า ไม่ควรจะตัด ควรใส่ไว้เหมือนเดิมอาจจะเพิ่มเข้ามาก็ไม่เป็นอะไร เพราะท่านจะใส่แค่การแจ้ง เป็นรายงานหรือการรายงานเป็นแจ้งอะไรก็แล้วแต่ ผมต้องเข้าใจอย่างนี้ท่านประธานว่า ด้านการจัดการจริง ๆ ไปทำแล้วมันไม่มีใครทำตามนั้น ผมนี่เจอกับตัวเองมาแล้ว ปัญหาวาระแรก ซึ่งตอนนี้ที่กำหนดระยะเวลาท่านก็อ้างถึงว่าในมาตรา ๗ ผมขออ่านนิดหนึ่งท่านประธาน ให้ผู้รับผิดชอบดำเนินงานที่อยู่ในความรับผิดชอบของตนให้เสร็จภายในกำหนดระยะเวลา ตามมาตรา ๖ แต่พอกลับมาดูมาตรา ๖ ไม่ได้มีส่วนไหนบอกว่าคุณดำเนินการไม่เสร็จ ตามระยะเวลา ก็บอกแต่ว่าให้ดำเนินการขั้นตอนต่าง ๆ ดำเนินการที่เกี่ยวกับตามอำนาจ หน้าที่ของตนก็พูดลอย ๆ เป็นนามธรรม ไม่มีรูปธรรม ถ้าเขียนแบบนี้พี่น้องประชาชน ผู้เสียหายก็ไม่ได้รับความเป็นธรรมเช่นเดิมครับ ผมยกตัวอย่าง ผมไปแจ้งความดำเนินคดี ในตอนนั้น ตอนหาเสียงเขาก็บอกว่าผมเป็นผู้ไปถือหุ้นสื่อ เป็นนายกสมาคมนักข่าว ผมปฏิเสธและผมก็มีหลักฐานยืนยันชัดเจน หัวหน้าพรรคในสมัยนั้นเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการคลังสมัยนั้น ซึ่งต่อมาจนวันนี้ ๓ ปีกว่า คดีที่ สภ. เมืองสกลนครไม่ถึงไหนครับยังอยู่ที่เดิม นี่คือยกตัวอย่างให้เห็นนะท่านประธาน อยู่ที่เดิมไม่ถึงไหน แล้วสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่มีการข่าวใช่ไหม ผมพูดตั้งหลายเที่ยว ผมก็ยังไม่ได้รับความเป็นธรรมอยู่เป่าคดีบอกข้อหาหมิ่นประมาทด่าผมออกทีวีทุกวัน ๒ จังหวัด นครพนม สกลนคร ท่านประธานแล้วผมเสียหายไหม ผมไม่ได้ถือหุ้นสื่ออะไร และ ๖ เดือนที่ผ่านมาผมไปแจ้งความดำเนินคดีกับ ผอ. สำนักพระพุทธศาสนาสมัยนั้น ซึ่งย้ายไปแล้วกับ ส.ส. พีระเพชร ส.ส. บุญรื่น ส.ส. คมเดช ๕ คน บอกว่าอยู่เบื้องหลัง การประท้วงของชาวบ้านขับไล่พระ ๖ ๗ เดือนไม่คืบ ผมเป็นผู้แทนท่านประธานยังขนาดนี้ แล้วพี่น้องจะเข้าถึงไหม ผมเพียงยกตัวอย่างให้ประธานเห็นว่าท่านเขียนกฎหมายแบบนี้ต้อง ให้ความเป็นธรรมประชาชนซึ่งเขาไม่มีโอกาสที่จะเข้าถึงกระบวนการนี้ อย่าว่าถึงศาล อย่าว่า ถึงอัยการเลยท่านประธานแค่ตำรวจนี่เขายังไม่กล้าไปท่านประธาน แล้วผมเองเห็นไหม แจ้งความเกือบ ๓ ปี จนสภาจะหมดวาระแล้ว เป่าคดีหรือเปล่า หรืออย่างไร ผมจะเห็นไหม ว่ากฎหมายตัวนี้ออกมาแล้วมันจะมีผลถึงความยุติธรรมให้แก่พี่ประชาชน ผมอยากเห็น ท่านประธานครับเพราะฉะนั้นการเขียนกฎหมาย ท่านเขียนบอกว่าแบบมาตรา ๕ กำหนด ระยะเวลาให้แล้วเสร็จ แล้วท่านก็ตัดออกตรงนี้ในการพิจารณาตามขั้นตอนต่าง ๆ ของการ ดำเนินงานในที่เกี่ยวกับหน้าที่ อำนาจของตน อันนี้มาตรา ๖ ลักษณะสภาพหรือประเภทคดี รวมทั้งที่อยู่ในความรับผิดชอบท่านเอามาไว้สุดท้าย เว้นแต่นี่ยกหมดเลยสุดท้าย เว้นแต่ เพราะมาตรา ๑๒ ท่านใส่ไว้ทุกกระบวนการที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เขาก็ไปออกระเบียบของเขาเอง อันนี้จึงกราบเรียนท่านประธานว่ามันถึงมามาตรา ๗ ท่านก็บอกว่าให้กลับไปดูมาตรา ๖ มาตรา ๖ ก็ไม่ได้มีอะไรท่านประธาน ก็เหมือนเดิม ผมถึงบอกว่าถ้าเขียนกฎหมายแล้วไม่มี บทกำหนดโทษผู้ที่ไม่ปฏิบัติในระยะเวลาดังกล่าว ก็ไม่มีโทษใด ๆ ก็ทำก็ได้ ไม่กระทำก็ได้ หรือโบราณว่าแมลงวันไม่ตอมแมลงวันนั่นล่ะท่านประธาน แล้วมันก็ยังมีอยู่แบบนี้ เห็นไหม ท่านประธานที่ผ่านมาที่เป็นข่าวก็เป็นแบบนี้ ผมจึงต้องฝากความหวังไว้กับคณะกรรมาธิการ ที่ไปร่างเมื่อสักครู่นี้ แต่ก็ผิดหวังท่านประธานครับ ผมอยากให้กำหนดโทษใครก็ตามไม่ปฏิบัติ ตามมาตราต่าง ๆ ของกฎหมายฉบับนี้ ขอให้ได้รับโทษเสมอหน้ากัน ๑๕๗ ไม่ได้ผลแล้วครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ถ้ากรรมาธิการ ไม่ชี้แจงก็จะได้ขอมตินะครับ🔗

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ขออนุญาต ท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญเลยครับ🔗

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ขออนุญาตมอบ ท่านดิเรกฤทธิ์ กรรมาธิการเป็นผู้ชี้แจงครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญเลยครับ🔗

นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม กรรมาธิการ

ผม ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา แล้วก็เป็นกรรมาธิการนะครับ ในมาตรา ๗ นี้นะครับ มีความสำคัญมาก ซึ่งจะทำให้กฎหมายบรรลุผล นอกจากว่าหน่วยงานจะต้องกำหนด ระยะเวลาของงานทุกงานที่จะต้องประกาศต่อประชาชนแล้ว ในทางปฏิบัติก็คือมาตรา ๗ พูดถึงรายละเอียด ๒ ส่วนด้วยกัน ส่วนแรกพูดถึงผู้ที่รับผิดชอบงาน ท่านจะต้องทำให้เสร็จ ถ้าเกิดว่าทำให้เสร็จท่านจะต้องมีเหตุผลว่าเพราะอะไรไม่เสร็จ แล้วจะเสร็จเมื่อไร อันนี้ล่ะ ที่จะเป็นเรื่องที่ต้องแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องที่จะต้องเข้าถึงข้อมูลแล้วก็สอบถามได้ ประเด็นของเรา ที่มีการพูดคุยในกรรมาธิการก็คือว่าถ้าจะให้ผู้รับผิดชอบต้องทำงานให้เสร็จในกำหนดเวลา ถ้าไม่เสร็จในกำหนดเวลาต้องมีเหตุผลบันทึกไว้เป็นหลักฐานเพื่อแจ้งผู้เกี่ยวข้องนะครับ แจ้งผู้บังคับบัญชาเพื่อลงโทษในกรณีที่ล่าช้าเกินสมควรอย่างไรจะเป็นภาระกับผู้รับผิดชอบ แล้วก็ผู้รับผิดชอบในเรื่องงานในกระบวนการยุติธรรมก็จะเป็นตั้งแต่การรับเรื่องจนกระทั่ง นำเรื่องไปสู่ศาลและกระบวนการที่อยู่ในศาล การดำเนินการพิจารณาคดีก็อยู่ในความ รับผิดชอบของหน่วยงานด้วย เราก็ถือว่าศาลเป็นหน่วยงานด้วย จนกระทั่งถึงการบังคับคดี แล้วเสร็จ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่ามีส่วนที่ตุลาการและผู้พิพากษาจะต้องมารับผิดชอบ ดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม ท่านต้องบอกได้ว่าคดีของท่านเมื่อรับมาแล้วจะเสร็จ เมื่อไร ถ้าไม่เสร็จ ไม่เสร็จเพราะเหตุอะไร ท่านต้องบันทึกไว้ครับ เราได้พิจารณากันว่าถ้าเรา เอาภาระการแจ้งผู้เกี่ยวข้องให้กับผู้พิพากษา ตุลาการด้วย มันจะสร้างภาระให้กับผู้พิพากษา ตุลาการ มันจะเป็นภาระที่มาใช้เวลา มากินเวลา ที่ท่านจะต้องทำงานหลักด้วย แล้วก็มีปัญหา เรื่องของการแทรกแซงความเป็นอิสระของท่านด้วยเพราะไม่อย่างนั้นท่านก็จะต้องถูกฟ้องว่า แจ้งช้า ไม่ได้แจ้ง เพราะฉะนั้นในมาตรานี้เราจึงให้หน้าที่ในการแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องทราบเป็น หน้าที่ของหน่วยงาน ทีนี้เมื่อผู้รับผิดชอบมีทั้งผู้พิพากษา ตุลาการ แล้วก็ข้าราชการที่อยู่ใน หน่วยงานก็จะมีโครงสร้างแต่ละหน่วยงานที่ต่างกัน เพราะฉะนั้นในมาตรานี้จึงว่าในหน่วยงานจะต้องออกแบบ วิธีการ ซึ่งอาจจะต่างกันว่าใคร รับเรื่อง ใครตรวจสอบเรื่อง ใครเป็นคนแจ้งให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องได้ทราบอย่างไร เพราะฉะนั้น ต้องขอบคุณท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ที่ท่านบอกว่าระบุให้ชัดเลย แล้วก็เอาเป็นเรื่องเลย ถ้าทำไม่ถูกต้อง ล่าช้า แล้วก็รายงานให้รายงานต่อผู้บังคับบัญชาสูงสุด ของหน่วยงานเลย ตรงนี้เราก็ได้พิจารณาแล้วว่าการที่ไประบุให้เฉพาะผู้บังคับบัญชาสูงสุด ซึ่งสายทางอาจจะยาว การที่ไม่ระบุอาจจะเป็นประโยชน์มากกว่าทำให้คนทั้งหน่วยงาน คนทั้งองค์กรลงมารับผิดชอบการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ บางทีเรื่องเกิดในกอง ผู้อำนวยการกองก็สามารถที่จะต้องลงมารับผิดชอบ เพราะว่าก็ต้องรายงานความล่าช้า ให้ผู้ผู้อำนวยการกองได้รับทราบอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นส่วนเรื่องของการดำเนินการ ออกระเบียบกฎเกณฑ์ของแต่ละหน่วยงาน ซึ่งก็จะมีความแตกต่างลักษณะงาน สภาพงาน ประเภทคดี ปริมาณงานที่ไม่เหมือนกัน เส้นทางของการทำงานโดยที่เกี่ยวข้องการส่งต่องาน ก็จะต่างกันอย่างนี้ ก็จะตอบท่านสุพิศาลว่าหน่วยงานนี่ล่ะก็จะไปออกแบบให้เหมาะสมกับ หน่วยงานของตน แล้วก็เรื่องของการลงโทษผู้ที่กระทำผิดเราก็ระบุไว้ชัด แล้วก็การที่ให้ ผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่นั้น ๆ เป็นผู้ดำเนินการได้ ก็จะทำให้การดำเนินการพิจารณาโทษ ทางวินัยหากเจ้าหน้าที่ข้าราชการไม่ดำเนินการในเรื่องนี้ก็จะเกิดความครอบคลุม อันนี้ก็เป็น คำชี้แจงที่ทางกรรมาธิการได้มีมติอย่างนี้ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ🔗

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญเลยครับ🔗

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

เรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกรัฐสภา ตามที่ผมได้สงวนคำแปรไว้ในมาตรา ๗ เพิ่มวรรคสาม เพื่อให้มีความชัดเจนว่าผู้บังคับบัญชาควรจะระดับไหน โดยผมเสนอให้เป็น ผู้บังคับบัญชาในตำแหน่งสูงสุดของหน่วยงาน แต่กรรมาธิการได้ชี้แจงว่าเจตนาต้องการให้ ผู้บังคับบัญชาทุกระดับที่จะต้องมารับรู้แล้วก็ปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนี้ ผมเห็นว่าถ้าเหตุผล แบบนี้ดีกว่าที่จะให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงเพียงคนเดียวต้องรับผิดชอบ เมื่อกรรมาธิการชี้แจง ความชัดเจนถึงให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับต้องทำหน้าที่ตามกฎหมายฉบับนี้ ผมก็ไม่ติดใจครับ ท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ แต่โดยที่มาตรา ๗ นี้ มีการแก้ไขครับ ดังนั้นจำเป็นต้องถามคำถาม ๑ คำถามนะครับว่าจะเห็นด้วยที่กรรมาธิการ แก้ไขหรือไม่ ขอเชิญท่านสมาชิกแสดงตนครับ🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ต่อจากมาตรา ๗ เป็นมาตรา ๘ ก็มี ผู้อภิปราย ๒ ท่านครับ เรียนไว้เผื่อพวกเราคำนวณเวลาได้ สมาชิกขอเชิญเข้ามากดบัตร แสดงตนด้วยครับเพื่อลงมติในมาตรา ๗ ช่วยตามพวกเราด้วยครับ ยังขาดอีก ๓๐ ท่านครับ🔗

นายวิรัตน์ วรศสิริน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ใคร่ขอความรู้จากท่านประธานหน่อยมันเกิดอะไรขึ้น ส.ส. ใหม่ไม่เข้าใจ ท่านประธานครับ วิรัตน์ วรศสิริน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านวิรัตน์ ผมจะถามท่านวิรัตน์ว่า อะไรเกิดขึ้น อย่างไรเราทำหน้าที่นะครับ เราทำหน้าที่ด้วยความศักดิ์สิทธิ์มันเป็นเกียรติ ถ้าเราถือคำพระผมขออภัยนะครับ ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ ทำหน้าที่เราให้ดีที่สุด ไม่ต้องไปบ่นอะไร ทำหน้าที่เราให้ดีที่สุด เวลาเป็นของมีค่าไม่ย้อนกลับมาอีกแล้วครับ เลยวันนี้พรุ่งนี้เป็นวันที่ ๔ วันที่ ๓ มันไม่กลับมาอีกครับ เพราะฉะนั้นมีอะไรที่เป็นภารกิจเรา วันนี้ทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราสามารถทำได้ เหมือนเมื่อวานที่พวกเราทำหน้าที่กันจนนาทีสุดท้าย แล้วผมก็ชื่นชม ผมเรียนแล้วว่าผมไม่เอาปัญหาบางเรื่องมากลบลบล้างความดีงามของภารกิจ พวกเราที่ทำ ขอเชิญเข้ามานะครับ อีก ๒๔ ท่านครับ🔗

นายจารึก ศรีอ่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จันทบุรี

ท่านประธานครับ จารึก ศรีอ่อน หมายเลข ๐๕๙ แสดงตนครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ สมาชิกที่เข้ามาใหม่ โปรดกดบัตรด้วยนะครับ ยังขาดอีก ๑๑ ท่านครับ คนที่มาแล้วอย่ากลับนะครับ พวกเรา ช่วยไปบอกเพื่อน ๆ หน่อยนะครับว่าจำนวนสมาชิกยังขาดอยู่ประมาณ ๑๑ ท่าน ขอเข้ามา กดบัตรหน่อย ระบบการตรวจองค์ประชุมมันใช้วิธีการกดบัตรครับ ขาดอีก ๑๐ ท่านครับ รออีก ๘ คนครับ รออีก ๗ คนครับ ท่านที่เข้ามาใหม่กดบัตรด้วยนะครับ รอ ๖ คนครับ ขออีก ๕ คนครับ พวกเราที่เข้ามาใหม่กรุณากดบัตรด้วยนะครับ รออีก ๕ คนครับ🔗

นายคำพอง เทพาคำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม คำพอง เทพาคำ ครับ ยกนี้ระหว่างท่านประธานกับสมาชิก ใครจะอึดกว่ากันครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เราไม่มีแตกต่างกันนะครับ ผมชื่นชม ผมรู้ว่าท่านอดทนนะครับ อดทนแม้กระทั่งฟังเพื่อนพูด อดทนแม้กระทั่งฟังการชี้แจง และอดทนในการรอ ซึ่งไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าไรในการต้องรอมากขนาดนี้ แต่ท่านอดทนไม่บ่น ผมก็ร่วมกับท่านครับ เพราะว่าไม่อยากให้ใครประณามว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของสภา ผมต้องการปกป้องสภาและปกป้องพวกเราด้วย ไหน ๆ พูดแล้วก็อดทนหน่อยนะครับ รอจนถึงที่สุดครับ ส่วนคนที่ไม่เข้ามาต้องเข้ามาครับ พวกเราไปช่วยชวนมาหน่อยนะครับ มันไม่ใช่เวลาอาหารครับ เพิ่งบ่ายสามเท่านั้นเอง ขออีก ๕ คนครบองค์ประชุมเพื่อลงมติ ในมาตรา ๗ ทุกคนก็พูดว่ากฎหมายนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ขอบคุณท่านที่เข้ามาใหม่ รออีก ๔ คนครับ อีก ๓ ท่านครับ อีก ๒ ท่านครับ อีก ๑ ท่านครับ ปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตน ๓๖๕ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ ขอบพระคุณครับ🔗

ขอถามมติที่ประชุมในมาตรา ๗ เนื่องจากกรรมาธิการแก้ไข ท่านผู้แปรญัตติไม่ติดใจ ถามครั้งเดียวว่าผู้ใดเห็นควรให้มีการ แก้ไขโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นควรให้แก้ไขกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

พวกเราที่เป็นองค์ประชุมช่วยกรุณา ลงมติด้วยนะครับ เมื่อสักครู่นี้ผมขออภัยด้วย บวก ๑ นะครับ กรุณากดบัตรลงมตินะครับ ท่านที่เป็นองค์ประชุมเมื่อสักครู่นี้กรุณาลงมติด้วยครับ ผมขอพวกเราช่วยลงมตินะครับ เมื่อสักครู่องค์ประชุมครบอยู่นะครับ ผู้ที่อยู่ในองค์ประชุมครบกรุณาช่วยกดบัตรเพื่อลงมติด้วย🔗

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับผม🔗

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อครู่ท่านประธานนับองค์ประชุมแล้วครบ ผมจะขออนุญาตท่านประธานว่าเมื่อโหวตแล้วมีปัญหาขอให้ท่านประธานใช้ข้อบังคับข้อ ๕๖ การออกเสียงลงคะแนนด้วย (๒) เรียกรายชื่อสมาชิกรัฐสภาตามลำดับอักษรให้ออกเสียง ลงคะแนนเป็นรายคน ขอท่านประธานพิจารณาครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ผมเข้าใจนะครับ แต่ที่จริงแล้วผมรู้ว่า มันจะใช้เวลามาก จริง ๆ แล้วจะใช้เวลามากเกินความจำเป็นถึงได้อดทนรอคอย ท่านสมชาย ผมขอขอบพระคุณนะครับ เพราะว่ามันก็อยากจะแสดงว่าใครรับผิดชอบ ใครมาลงคะแนน ใครไม่มาลงคะแนน แต่วิธีนั้นมันจะใช้เวลาเรียกทีละคน ๆ ใช้เวลามากครับกว่าจะจบเรื่อง ขอเวลาสักนิดนะครับ ขอเวลานิด ไหน ๆ เราก็ใช้วิธีนี้มาด้วยความอดทนครับ🔗

นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มการบริหารราชการแผ่นดิน และความมั่นคง

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม เฉลิมชัย เฟื่องคอน ครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับผม🔗

นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มการบริหารราชการแผ่นดิน และความมั่นคง

เอาอย่างนี้ดีไหมครับท่านครับ ใครที่ไม่มาลงคะแนนเดี๋ยวคราวหน้า เราแก้กฎหมายให้ตัดเงินเดือน ดีไหมครับ หรือว่าไม่ลงคะแนน ๓ ครั้งก็พ้นสมาชิกภาพไป จะได้ให้จบ ๆ เรื่องไปครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ตัวเงินเดือนนี้มันไม่ไปทำให้กระทบ คนที่ไม่รับผิดชอบหรอกครับ มันไม่มีผลอะไร เรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องอย่างที่ผมเรียนนะครับว่า เรื่องความรับผิดชอบของแต่ละคนคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เชิญพวกเรารอนิดหนึ่งครับ ตัวเลข ก็ใกล้เคียงแล้ว ก็รอ ๖ คนครับ รอ ๕ คนครับ เพื่อน ๆ ที่เข้ามากดบัตรลงมติครับ รอ ๓ ท่าน รออีก ๒ ท่าน รออีกท่านเดียวครับ ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๖๔ ท่าน เห็นด้วย ที่กรรมาธิการแก้ไข ๓๖๒ ท่าน ไม่เห็นด้วยไม่มี งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๐ มติที่ประชุมเห็นด้วยที่กรรมาธิการแก้ไข🔗

ขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกคน มาตราต่อไปครับท่านเลขาธิการ🔗

นางพรพิศ เพชรเจริญ เลขาธิการรัฐสภา

มาตรา ๘ มีการแก้ไข🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

มาตรา ๘ มีการแก้ไข ไม่มีผู้แปรญัตติ แต่มีสมาชิกขออภิปรายเนื่องจากแก้ไข ๒ ท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาลภักดีนฤนาถ และ ท่านมณเฑียร บุญตัน เชิญนะครับ ขอร้องพวกเราอยู่หน่อยนะครับ🔗

พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอร่วมอภิปรายเพราะเนื่องจากมีการเติมเนื้อความ ในวรรคสองของมาตรา ๘ เป็นการเติมเพื่อขยับความเข้าใจ ในมาตรา ๘ ซึ่งพูดถึงเรื่อง คือต้องจัดให้มีครับ ให้หน่วยในกระบวนการยุติธรรมตามมาตรา ๕ ทั้ง ๑๐ วงเล็บ จัดให้ มีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือวิธีการอื่นใดให้เข้าถึงข้อมูลโดยสะดวก รวดเร็ว เพื่อตรวจสอบ ความคืบหน้า บลา บลา บาล (Blah Blah Blah) แล้วโดยในเนื้อความที่เพิ่มเติมคือในคดีใด ที่กระทบต่อประโยชน์สาธารณะ ขีดเส้นใต้ตรงนี้ครับ ให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม จัดให้มีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศหรือวิธีการอื่นใดเพื่อประชาชนสามารถเข้าถึงได้ตาม หลักเกณฑ์ และวิธีการที่หน่วยงานหรือในกระบวนการยุติธรรมนั้นกำหนด อันนี้ดีครับ ดีขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง คือมีหลักเกณฑ์ครับ ข้อที่แล้วไม่มีหลักเกณฑ์ครับ อันนี้มีหลักเกณฑ์ มันเป็นประเด็นอย่างนี้ที่ไปสอบถามครับท่านประธาน ในวรรคนี้มี ๒ คำถาม ในประเด็น ก็คือเป็นเรื่องของการแทร็กกิง (Tracking) ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า แทร็กกิง (Tracking) แทร็ก (Track) คือติดตามผลและเข้าถึงข้อมูลโดยเฉพาะในมาตรา ๘ คงกลับไปอ้างอิง พ.ร.บ. การปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วย ที่จะต้องสอดคล้องกับประเด็นของการ ที่จะเข้าถึงข้อมูลเพราะว่าเป็นเรื่องการเข้าถึง เพราะฉะนั้นประเด็นของการที่จะตรวจสอบนั้น สิ่งสำคัญก็คือสามารถเข้าถึงได้ในหลักเกณฑ์ หลักเกณฑ์มีอยู่ ๒ หลัก หลักเกณฑ์ที่ต้องใช้ระบบเทคโนโลยี ที่ต้องจัดให้ จัดให้มีนะครับ ไม่ใช่ต้องจัด จัดให้มีครับ โดยเฉพาะคดีที่กระทบต่อประโยชน์สาธารณะ ประโยชน์สาธารณะ เขาเรียกว่าพูดถึงผลประโยชน์ต่อสาธารณะเป็นหลักสำคัญในกฎหมายบางฉบับ แต่กฎหมาย บางฉบับละเลยครับ ละเลยผลประโยชน์สาธารณะเอาผลประโยชน์ของทางราชการเป็นหลัก อันนี้ผมถือว่าผมก็เห็นด้วยที่กฎหมายฉบับนี้ถ้ามีผลประโยชน์สาธารณะมันจะทำให้ผู้คน ได้รู้จักผลของคดีที่เกี่ยวเนื่อง ประโยชน์สาธารณะนั้นมันมีหลากหลายถนนหนทางแฟคซีลิที (Facility) ทั้งหมดที่เกี่ยวกับเรื่องของประโยชน์สาธารณะที่ผู้คนต้องใช้ร่วมกัน คำถามของผม คือหน่วยงานที่ใช้เทคโนโลยีเป็นคำถามครับ จัดให้มีเทคโนโลยีเพื่อเข้าถึงอย่างไร เพราะว่า เทคโนโลยีนี่มันเริ่มตั้งแต่ บลา บลา บลา (Blah) (Blah) (Blah) คือ สวัสดีครับ ผม สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ขอสอบถามข้อมูลที่จะตรวจสอบโทรศัพท์แต่สมัยนี้โทรศัพท์ครับท่าน บอท (Bot) มันตอบครับ ท่านโทรออกจากต่างจังหวัดกรุณาหมุนเข้าที่เลข ๒ นะคะ พอหมุนกดไป เลข ๒ บอกหมุนไปอีกครับ ถ้าเรื่องนี้หมุนไป กว่าจะได้เรื่องไม่รู้บอท (Bot) มันจะตอบไปถึงไหน นั่นคือพื้นฐาน อย่างน้อยความทันสมัยของเทคโนโลยีท่านต้องบอกให้ผมเข้าใจว่าอย่างต่ำที่สุด หน่วยงานที่ท่านบอกว่าคดีใดที่มีผลกระทบต่อสาธารณะต้องต่างจากวรรคหนึ่ง เพราะว่า วรรคหนึ่งมันมีอยู่แล้วโดยทั่วไปนั่นคือวรรคหนึ่ง แต่วรรคสองท่านช่วยตอบหน่อยนะครับว่า เทคโนโลยีที่มีจะต้องมีอะไรบ้าง มีจี-คลาวด์ (G-Could) ไหมครับ มีฐานข้อมูลบิ๊กดาต้า (Big Data) มีระบบเอไอ (AI) มีระบบบอท (Bot) ที่ตอบข้อมูลอย่างรวดเร็ว มีคนดูแลเซิร์ฟเวอร์ (Server) มีแพลตฟอร์ม (Platform) มีเครื่องมือเทคโนโลยีที่สามารถสื่อสารได้อย่างรวดเร็ว ต้องตอบนะครับ มีระบบอย่างไรที่เป็นอย่างน้อยนะครับ อย่างน้อยเพราะมันเป็นวรรคสอง คำถามต่อไปครับ วิธีการอื่นใดเรื่องคงไม่ใช่เรื่องเหมือนวรรคหนึ่งครับ วิธีการอื่นใดเพื่อให้ ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ หลักเกณฑ์นั้นต้องมีความเป็นอย่างต่ำเหมือนกันครับ ไม่ใช่ วิธีการอื่นใดหรือครับ เชิญเลยครับนั่ง มีห้องแอร์เย็น ๆ มีกาแฟให้กิน มีเก้าอี้ให้นั่ง มีทีวีให้ดู มีน้ำให้ดื่ม รอแปบเดียวครับ รอแปบเดียว ๓ ชั่วโมงก็ยังไม่มาตอบเลยครับยังเข้าถึงไม่ได้ อย่างน้อยผู้เกี่ยวข้องหรือประชาชนที่เดินเข้าไปถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบยื่นคำร้องหรือว่า ได้คำร้อง ๑๐ นาทีต้องได้คำตอบ ได้พบบุคลากรหรือว่าคนที่เกี่ยวข้องในคดีที่เกี่ยวกับ ประโยชน์สาธารณะอย่างไร ในนี้ก็มีบอกว่า ๑๕ วันครับ นั่นเวลาคำตอบทั่ว ๆ ไป แต่อันนี้เป็น บทพิเศษครับ ขยาย ฉะนั้นผมจึงตั้งเป็นคำถามว่าคงไม่ใช่แค่พบปะพูดคุยแล้วก็ตอบคำถามไป แล้วก็พรุ่งนี้มาใหม่ อีก ๓ เดือนหรือส่งหนังสือมาสอบถาม มันจะต้องมีวิธีการที่พิสดาร วิธีการอื่นใด มันต้องพิสดารมาก และมันต้องสูงกว่าวรรคแรกมันจึงเป็นคำถามครับว่า วรรคสองนี้มีหลักเกณฑ์และวิธีการที่หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมกำหนดนั้นอย่างต่ำ คืออะไรครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ต่อไปท่านมณเฑียร แต่ขอเรียน สมาชิกไว้ว่าหลักจากมาตรา ๘ แล้ว มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ ไม่มีการแก้ไขนะครับ เพียงแต่มีผู้แปรญัตติ มาตรา ๑๒ เป็นมาตราสุดท้ายมีการแก้ไข ถ้าเราอดทนถึงจุดนั้น กฎหมายจะผ่านไปได้จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนที่เราพูดถึงนะครับ คุณมณเฑียร เชิญครับ🔗

นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา แบบสรรหา

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ ก่อนอื่นต้องขอกราบขอบพระคุณคณะกรรมาธิการที่ได้กรุณาช่วย รับข้อเสนอของผมแล้วก็ได้นำมาบรรจุไว้ในมาตรา ๘ จริง ๆ ผมได้เสนอคำแปรญัตติ ในมาตรา ๔ แล้วก็มาตรา ๘ ในมาตรา ๔ ผมขออนุญาตอธิบายเท้าความนิดหนึ่งก็คือผมแยก ๒ เรื่อง คือผู้เกี่ยวข้องหรือประชาชน เพราะผมเห็นว่าคดีบางคดีมันกระทบประโยชน์สาธารณะ ประชาชนโดยทั่วไปจึงควรจะได้สามารถติดตามความคืบหน้าในกระบวนการยุติธรรมนั้นได้ อย่างไรก็ตามคณะกรรมาธิการก็ได้ชี้แจงแล้วผมเองก็เข้าใจว่านี่คือสาเหตุที่กรรมาธิการนำมา บรรจุไว้ในมาตรา ๘ วรรคสอง ในมาตรา ๘ ผมได้แปรญัตติเอาไว้ในส่วนเดิมก็คือใส่ไว้ ในวรรคแรก แล้วก็พูดถึงเรื่องของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยที่ผมนอกจากจะเห็นว่า ผู้เกี่ยวข้องหรือประชาชนควรจะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้แล้วควรจะต้องเป็นไปตามมาตรฐาน ของข้อมูลด้านสารสนเทศและการสื่อสารซึ่งหน่วยงานของรัฐจะต้องใช้ แล้วก็ควรจะต้อง มีการเชื่อมโยงกันตามพระราชบัญญัติที่เราจะเพิ่งจะพิจารณาผ่านไปเมื่อสัปดาห์ก่อนก็คือ พระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ ท่านประธานและที่ประชุมคงจำได้ว่า ผมเองเป็นคนหนึ่งที่ยืนยันว่าพระราชบัญญัติฉบับนั้นควรจะใช้บังคับกับทุกหน่วยงานของรัฐ รวมถึงหน่วยงานในฝ่ายนิติบัญญัติ ตุลาการ องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ แต่ว่าผมก็ได้ แพ้โหวตไปก็ไม่เป็นอะไรครับ ก็เคารพในมติของที่ประชุมแห่งนี้ อย่างไรก็ตามผมอยากจะ ชี้ให้เห็นว่าปัญหาในเมืองของไทยเราก็คือว่าแม้ว่าคณะกรรมาธิการจะได้แก้ไขแล้วผมก็พอใจ ในระดับหนึ่ง แต่ว่ามันยังมีจุดอ่อนนั่นคือในวรรคสองที่ท่านแก้ไข แล้วท่านไปให้หน่วยงาน ในกระบวนการยุติธรรมนั้นเป็นคนกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการที่จะจัดให้มีระบบ สารสนเทศเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล ท่านทราบไหมว่าขณะนี้หน่วยงานของรัฐแทบทุกแห่ง มีการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขให้ประชาชนเข้าถึงสารสนเทศที่ตัวเองกำหนดขึ้น แล้วก็ต่างมาตรฐาน ต่างฟอร์แมต (Format) ต่างวิธีการ ต่างผู้รับเหมา ผู้จัดทำ มันจึงมีปัญหา ไม่เชื่อมโยงไม่สามารถสื่อสารถึงกันได้ แล้วผู้ที่เป็นแพะรับบาปก็คือพี่น้องประชาชน อันนี้ เป็นบทเรียนสำคัญที่เราจะต้องแก้ไข เราถึงได้มี พ.ร.บ. ปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อพยายามสร้างมาตรฐานร่วมกัน แม้ว่าท่านจะแก้แล้วผมก็ไม่อยากให้เสียเวลาที่ประชุม ผมจึงได้ถอนคำแปรญัตติออกไป อย่างไรก็ตามผมอยากจะอภิปรายไว้ในทีนี้เนื่องจากว่า มีการแก้ไขว่าไม่ว่าจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็แล้วแต่ ควรจะต้องเป็นเงื่อนไขเป็นหลักเกณฑ์ ที่เป็นไปตามมาตรฐานร่วมกัน ซึ่งใน พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ก็จะมีการ กำหนดอยู่แล้วเพียงแต่ว่าไปยกเว้นหน่วยงานฝ่ายนิติบัญญัติ ตุลาการ องค์กรอิสระ แล้วก็ องค์กรอัยการเอาไว้ เนื่องจากมองว่ามีวิธีปฏิบัติบางประการที่ยังไม่สามารถจะใช้ร่วมกันกับ ฝ่ายบริหารในเวลาเดียวกัน ก็ไปเปิดโอกาสให้หน่วยงานเหล่านั้นตราเป็นพระราชกฤษฎีกา เมื่อที่พร้อมจะใช้แล้วพร้อมเป็นบางส่วนหรือพร้อมทั้งหมดก็ไปตราเป็นพระราชกฤษฎีกาได้ จึงควรจะต้องนำเอาสาระดังกล่าวในทางปฏิบัติมาใช้เพื่อเป็นหลักเกณฑ์ เงื่อนไขตามมาตรา ๘ วรรคสอง หาไม่แล้วก็จะมีวิธีการ มีเงื่อนไข มีเทคโนโลยีสารสนเทศที่แตกต่างหลากหลาย อิรุงตุงนังไปหมดครับท่านประธาน ประชาชนก็จะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลตามเจตนารมณ์ หรือตามบทบัญญัตินี้ไปได้ ผมอยากจะขอร้องวิงวอนแม้ว่าบทบัญญัติจะเขียนไว้ในลักษณะนี้ แต่ในทางปฏิบัติหรือท่านจะได้กรุณานำไว้เป็นข้อสังเกตในทางปฏิบัติก็คือควรที่จะต้อง เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดขึ้นตามพระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านกรรมาธิการมีอะไร จะชี้แจงไหมครับ เชิญเลยครับ🔗

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ขออนุญาตเรียนชี้แจงท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกครับว่า มาตรา ๘ ร่างเดิมมีวรรคเดียวนะครับ คือกำหนดให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมต้องจัดให้มี ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศหรือวิธีการอื่นเพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องซึ่งในนิยามมาตรา ๓ ที่เรา กำหนดไว้แล้วว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องคือคู่กรณี คู่ความ ผู้ต้องหา ผู้เสียหาย หรือผู้รับมอบอำนาจ แล้วก็ทนายความสามารถที่จะเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับคดีความของเขาได้ ทีนี้มีประเด็นปัญหา ว่าคดีความบางเรื่องบางราวมันมีผลกระทบกับประโยชน์สาธารณะถ้าเรายังคงให้มีข้อความ เพียงวรรคหนึ่งวรรคเดียว ก็คือเฉพาะผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเท่านั้นที่จะเข้าถึงข้อมูลความคืบหน้า ของคดีความต่าง ๆ เหล่านั้นได้ ก็จะทำให้ประชาชนโดยทั่วไปนั้นไม่สามารถที่จะไปติดตาม ความคืบหน้าของคดีที่มีผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะได้นะครับ เช่นเรื่องสัมปทาน เช่น เรื่องเหมืองทอง เป็นต้น เพราะฉะนั้นกรรมาธิการจึงเห็นว่าควรที่จะมีเพิ่มความในวรรคสอง ขึ้นมาเป็นว่าในคดีที่มีผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ต้องจัดให้มีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศหรือวิธีการอื่นใดเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึง ข้อมูลได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมนั้นจะเป็นคนไปกำหนด ทั้งนี้เพื่อขยายสิทธิของประชาชนในการที่จะติดตามและตรวจสอบการทำงานของหน่วยงาน ในกระบวนการยุติธรรมสำหรับคดีที่มีผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ นี่คือเหตุผลประกอบ คำชี้แจงสำหรับการที่คณะกรรมาธิการได้เพิ่มเติมข้อความในวรรคสองของมาตรา ๘ ครับ ท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ เนื่องจากมาตรา ๘ มีการแก้ไขนะครับ ถึงแม้ว่าจะไม่มีผู้แปรญัตติก็ตาม ดังนั้นต้องขอมติที่ประชุมว่าจะเห็นด้วย ที่กรรมาธิการแก้ไขหรือไม่ ขอรบกวนพวกเราถ้าเราผ่านมาตรา ๘ แล้วหลังจากนั้นก็จะไม่มี การแก้ไข ๓ มาตรา เพียงแต่ว่ามีท่านผู้แปรญัตติไว้เท่านั้นเองก็คงไม่ใช้เวลามากเกินไป ขอเชิญสมาชิกแสดงตนครับ🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

พวกเราที่อยู่ข้างนอกขอรบกวน พวกเราเข้ามาเพื่อกดบัตรแสดงตนตรวจสอบองค์ประชุมตามข้อบังคับ แล้วลงมติในมาตรา ๘ กฎหมายนี้มีอยู่ ๑๒ มาตราครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

สมาชิกที่อยู่ข้างนอกขอเชิญนะครับ จะรอครับ รบกวนพวกเราช่วยบอกเพื่อน ๆ นะครับ ที่อยู่ข้างนอกให้เข้ามาแสดงตน เพื่อตรวจสอบองค์ประชุม ในมาตรา ๘ ครับ ประเดี๋ยวมาตรา ๙ ไม่มีการแก้ไข ก็ผ่านไปได้ มาตรา ๑๐ ไม่มีการแก้ไข มีท่านสมาชิกแปรญัตติไว้ มาตรา ๑๑ ก็ไม่มีการแก้ไข มีท่านสมาชิก แปรญัตติ มาตรา ๑๒ มีการแก้ไข เป็นมาตราสุดท้ายครับ🔗

นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม คารม ครับ ท่านประธานครับ นิดเดียวครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับ เชิญเลยครับ🔗

นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ผมในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภา ผมอยากให้ท่านประธานอดทนให้มากที่สุดสำหรับกฎหมาย ฉบับนี้ และผมคิดว่าประโยชน์ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นของพรรคหรือของฝ่ายต้องอยู่ไม่มากกว่า ประโยชน์ประชาชน ขออนุญาตพูดสั้น ๆ นะครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับ ผมก็ขอชื่นชมพวกเรานะครับ ที่จริงผมควรจะเป็นคนขอบคุณพวกเราทุกคนที่เจอสภาพอย่างนี้แล้วก็มีความอดทนที่จะ รอคอยนะครับ เชิญพวกเราที่มาแล้วกดบัตรแสดงตนครับ ใครที่เข้ามาแล้วกดบัตรแสดงตน เพื่อให้องค์ประชุมครบนะครับ🔗

ยังขาดอยู่ถึง ๓๐ คนนะครับ พวกเรา ไปช่วยชวนพรรคพวกเข้ามาหน่อยครับ ขาดอยู่ ๒๐ กว่าคนครับ🔗

นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มการบริหารราชการแผ่นดิน และความมั่นคง

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาครับ ผม เฉลิมชัย เฟื่องคอน ครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านเฉลิมชัย เชิญเถอะครับ🔗

นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มการบริหารราชการแผ่นดิน และความมั่นคง

มีท่านสมาชิกหลายท่านครับ บอกให้ผมเรียนท่านว่าให้ยุบสภาไปเลย🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เพิ่งสร้างตั้งหมื่นกว่าล้านไปยุบ ได้อย่างไรครับ🔗

นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มการบริหารราชการแผ่นดิน และความมั่นคง

ก็ฝากประธานรัฐสภาไปเรียนท่านนายกให้ยุบสภาไปเลยครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านเฉลิมชัยอำนาจยุบสภาไม่ได้อยู่ ที่เราหรอกครับ เราเป็นผู้สร้างสภา อำนาจยุบไม่ได้อยู่ที่เรา อดทนนะครับอดทน อันนี้เป็น ปรากฏการณ์ธรรมดาของระบอบประชาธิปไตยซึ่งประกอบไปด้วยคนท่านครับ🔗

นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานคะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับ🔗

นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ดิฉัน อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เมื่อครู่เห็นทางฝั่งซ้ายมือ บอกว่าให้ยุบสภาไปเลยใช่ไหมคะ ดิฉันขอเสนอว่าให้ยุบ ส.ว. ก่อนค่ะเพราะว่าไม่ได้มาจาก การเลือกตั้งค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

พอแล้วนะครับ พอแล้วครับ ต่างฝ่าย ต่างไม่ยุบกันครับ🔗

นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มการบริหารราชการแผ่นดิน และความมั่นคง

ขออนุญาตครับ ก็ไม่ว่าอะไรครับ ยุบ ส.ว. ก็ยุบ ก็ยุบสภาด้วยครับ🔗

นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานคะ อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

พอแล้วครับ พอแล้ว ไม่ให้โต้เถียง โดยไม่จำเป็นครับ เรากำลังทำหน้าที่ที่ศักดิ์สิทธิ์ของเราอยู่ครับ ท่านสมาชิกครับตอนนี้ก็รอ อีก ๒๐ กว่าคน สมาชิกเข้ามานะครับ ถ้าผ่านมาตรานี้ไปได้มาตราที่เหลืออยู่ก็คงไม่ใช้เวลามาก สมาชิกทุกคนจะได้มีความรู้สึกภูมิใจที่เราได้มีส่วนพิจารณากฎหมายนี้ที่จะเป็นประโยชน์กับ ประชาชนต่อไป🔗

นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานคะ อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เวลาที่ขาด ประมาณ ๕ คน ๖ คนนี้นะคะให้เชิญผู้นำเหล่าทัพมาประชุมก็น่าจะดีค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ผมว่าไปเชิญเองดีไหมครับ🔗

นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานคะ ถ้ามีอำนาจทำได้ทำไปแล้วค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

พอแล้วครับ รออีก ๒๔ คนครับ พวกเราไปช่วยกันหน่อยนะครับ พวกเราช่วยกันหน่อย เข้าใจว่ามีสมาชิกอยู่ที่ห้องอาหาร หรือห้องกาแฟ ส่วนห้องที่สมาชิกอยู่นั้นมักจะใช้เวลาเดินทางผมเข้าใจเรื่องนี้นะครับ เพราะว่าไปสำรวจดูอยู่บ่อยก็ให้โอกาสรอคอยหน่อยครับ รอคอยนิดนะครับตัวเลขจะดีขึ้น เรื่อย ๆ ครับ สมาชิกเข้ามาใหม่กดบัตรด้วยครับ🔗

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ระหว่างรอเพื่อนสมาชิก ขออนุญาตหารือ ท่านประธานในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ซึ่งทำเสร็จแล้วและอยู่รอในการพิจารณาฉบับนี้ กรรมาธิการก็มารอพร้อมอยู่แล้ว เกรงว่าถ้าองค์ประชุมไม่ครบจะขอหารือท่านประธาน หลังจากการประชุมวิป (Whip) ๓ ฝ่ายว่าท่านประธานมีดำริที่จะเรียกประชุมรัฐสภาในวันที่ ๙ และ ๑๐ สิงหาคมต่อไปเลยไหมครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ไม่ครับ วันที่ ๙ และ ๑๐ วุฒิสมาชิก เขามีการประชุม แจ้งมาไม่สามารถจัดวันให้ได้ครับ ก็เลยยังไม่ตกลงกันครับ🔗

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

แล้ววันถ้าร่าง พ.ร.บ. ส.ส. เข้าไม่ได้ท่านประธานจะนัดประชุมต่ออย่างไรครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เดี๋ยวถ้าจบผมก็จะเริ่มเลยนะครับ แต่ว่าถ้ามันไม่พร้อมแต่ต้องเริ่ม เพราะฉะนั้นเรานัด ๒ วันเราไปไม่ถึงนั้นเลย วันนี้ก็จะเริ่ม ถ้าเริ่มแล้วไม่พร้อมก็ต้องเลื่อนไป จะขอเริ่มหลังจากจบวันนี้แล้วพยายามที่จะให้จบกฎหมาย ฉบับนี้เพื่อจะเริ่มฉบับวาระที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ๓.๓ ขณะนี้เราพิจารณาอยู่ ๓.๒ เมื่อวานเราพิจารณา ๓.๑ ครับ🔗

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม กรรมาธิการ

ท่านประธานครับขออนุญาต นิดเดียวครับ ท่านประธานครับ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับเมื่อสักครู่ที่ท่านสมชาย แสวงการ ได้กรุณาปรึกษานี่นะครับ ผมเข้าใจว่าท่านประธานตอบคลาดเคลื่อนไปจากสิ่งที่พวกเรารับรู้ครับ เพราะว่าผมเอง ก็ได้รับแจ้งผ่านวิป (Whip) ทั้ง ๓ ฝ่ายว่าจะมีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาในวันที่ ๙ และ ๑๐ และจะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ ๑๑ ส่วนวุฒิสมาชิกนั้นท่านก็จะประชุม ในวันจันทร์ที่ ๘ ซึ่งก็เป็นปกติอยู่แล้วครับ ผมคิดว่าประเด็นของท่านสมชายนั้นตรงกับผม ผมเองก็จะได้บริหารจัดการ ส.ส. ของพรรคให้ถูกต้องว่าจะมาประชุมกันวันไหน อย่างไรครับ ท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณท่านณัฐวุฒิครับ ยังไม่ได้ ตกลงกันเลยครับ เป็นความคิดเท่านั้นเอง แต่ว่าได้รับแจ้งว่าทางวุฒิสภามีประชุมพิเศษ ก็เลยยังไม่ตกลงก็เลยคิดว่าจะขออนุญาตนิดนะขออนุญาตหารือโดยจะขอหารือ ๓ ฝ่ายครับ วุฒิสภาเขาจะประชุมวันที่ ๘ สิงหาคม วันอังคารที่ ๙ สิงหาคม เราประชุมสภาวันพุธที่ ๑๐ เราประชุมแน่อยู่แล้วครับ พุธ พฤหัสบดี แต่วันที่ ๑๒ เป็นวันหยุดนะครับ เฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระพันปีหลวง ก็เลยคิดกันอยู่ว่าวันพุธที่ ๑๐ วันพฤหัสบดีที่ ๑๑ เราจะดำเนินการ อย่างไร แต่ยังไม่ได้หารือ ๓ ฝ่ายครับ ผมขออนุญาตให้เรื่องนี้ผ่านไปแล้วพรุ่งนี้จะลองหารือ นอกรอบก่อนนะครับ สมาชิกครับตัวเลขยังไม่ขึ้นครับ ยังขาดอยู่ประมาณ ๒๐ คน ขอพวกเรา ช่วยหน่อยครับ ใครที่มีเพื่อนอยู่ข้างนอกไปชวนมาหน่อย ท่านที่เข้ามากรุณากดบัตรนะครับ เพิ่มขึ้นมา ๑ ท่าน ขาดอีก ๑๘ ท่านครับ🔗

นายระวี มาศฉมาดล กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม ขอหารือท่านประธานนิดหนึ่งครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

คุณหมอเชิญเลยครับ🔗

นายระวี มาศฉมาดล กรรมาธิการ

ผม นายแพทย์ระวี มาศฉมาดล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ฝากท่านประธานน่าจะส่งสัญญาณไปที่ประธานวิป (Whip) ให้กรรมาธิการงบประมาณที่ยัง อยู่ข้างบนช่วยลงมาโหวตในมาตรานี้ให้หน่อยครับ อันนี้ประการที่ ๑ ที่ขอหารือ🔗

ประการที่ ๒ เมื่อวันจันทร์ผมได้เข้าไปปรึกษาท่านประธานเรื่องเมื่อวานนี้ ผมจะขอเลื่อนญัตติ ๓.๓ ขึ้นมาก่อน เนื่องจากกลัวว่าถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นในสภาแล้ววาระ ๓.๓ จะตกไปเมื่อถึงวันที่ ๑๕ ครบ ๑๘๐ วัน ซึ่งจะเสียชื่อสภาท่านประธานก็ได้คุยกับผมว่า ท่านอยากจะขอเป็นวาระ ๓.๑ วาระ ๓.๒ ไปก่อนค่อยวาระ ๓.๓ เรียงตามลำดับ ซึ่งผมก็ได้ คุยกับท่านประธานแล้วว่าถ้าวันที่ ๒ กับวันที่ ๓ มันมีอุปสรรคที่วาระ ๓.๓ เข้าไม่ได้ จึงต้อง ขอท่านประธานเป็นวันที่ ๙ นะครับ ซึ่งท่านประธานก็บอกว่าอย่างไรก็เข้าได้แน่นอน ดังนั้น ซึ่งสักครู่ที่ท่านประธานได้พูดมาผมก็ขอกราบเรียนท่านประธานที่จะประชุมวิป (Whip) ๓ ฝ่ายครับ อย่างไรก็แล้วแต่เพื่อไม่ให้เสียชื่อสภาเรา ในส่วนตัวผมไม่กังวลนะครับถ้าญัตตินี้ จะตกไปเพราะสภาล่ม จนไม่สามารถจะประชุมได้ถึงวันที่ ๑๕ แต่ผมคิดว่ามันจะเสียชื่อ สภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภาครับ กระผมก็เสนอท่านประธานให้ช่วยพิจารณาว่าอย่างน้อย ควรจะบรรจุญัตติเข้าไปในวันที่ ๙ ได้นะครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับ ขอบคุณคุณหมอมากครับ คุณหมอไปพบผมจริง ๆ ครับ แล้วผมก็บอกว่าโดยหลักแล้วต้องเป็นไปตามระเบียบวาระ แต่ว่าถ้าสมมุติมีการเลื่อนก็แล้วแต่มติที่ประชุม อันนี้คือเป็นหลัก แต่วันนั้นก็ไม่มีการเลื่อน ก็ไปตามระเบียบวาระ ผมได้คุยนอกรอบกับท่านประธานวุฒิสภาเมื่อสักครู่นี้เองครับว่า วุฒิสมาชิกเขาจะประชุมวันที่ ๘ วันที่ ๙ แต่ท่านบอกว่าวันที่ ๙ ยังพอสามารถที่จะอนุญาต ให้มีการประชุมร่วมได้ ผมก็เลยขอเรียนว่าวันพรุ่งนี้จะลองหารือ ๓ ฝ่ายนะครับ วันนี้จะ มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรตามปกติช่วงเช้า ก็จะหารือ ๓ ฝ่ายก่อนว่าพร้อมไหม ถ้าเราจะนัดประชุมวันที่ ๙ วันที่ ๑๐ ต่อไป ถ้าสมมุติว่าเรื่องนี้มันยังไม่ผ่านไป อย่างไร สภาต้องรับผิดชอบ คุณหมอพูดมาเป็นเรื่องถูกต้อง สภาเสื่อมนะครับ ถ้าไปทำอะไรก็ตาม ที่ไม่ได้รับใช้สภาแล้วไปรับใช้อะไรก็ไม่รู้ แล้วทำให้สภาเสียหาย สภาเสื่อมเสีย เพราะฉะนั้น ผมไม่ต้องการให้สภาของเราเสื่อมเสีย เพราะฉะนั้นถึงได้พยายามที่จะขอร้องพวกเราให้อดทน ในการที่จะรอคอย แล้วเราก็ไม่บ่นเลยนะครับ ผมต้องขอบพระคุณจริง ๆ เลย ปกติเมื่อนั่งรอ องค์ประชุมไม่ครบจะมีคนบ่นว่าควรจะเลิกได้แล้วเกิน ๑ ชั่วโมง ครึ่งชั่วโมงแล้ววันนี้ยังไม่มีเลย ซึ่งอันนี้ก็ขอแสดงความขอบคุณด้วยความจริงใจ ขณะนี้ตัวเลขก็ขึ้นมาโดยลำดับครับ เพียงแต่ขึ้นช้าหน่อยครับ ๓๐๐ กว่า ขาดอยู่ประมาณสัก ๑๐ กว่ารอสักนิดเถอะครับ🔗

นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับผม🔗

นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม มณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธาน ที่เคารพ ไม่ใช่เป็นการบ่นนะครับ แต่ผมขอถือโอกาสนี้ขอแสดงความชื่นชมในการทำหน้าที่ ของท่านประธานครับ ผมอยู่ในสภานี้มาหลายปี มีที่มาต่างกัน ต่างกรรมต่างวาระ ผมเข้าใจ ว่าองค์ประชุมไม่ครบมีหลายครั้งที่ทำให้โอกาสในการผ่านกฎหมายดี ๆ หรือผ่านมติดี ๆ ต้องพลาดไป เสียไป แล้วก็เหตุผลของการที่เกิดการไม่ครบขององค์ประชุมก็มีหลากหลาย แต่ผมสังเกตว่าท่านประธานมีความตั้งใจจริงแล้วก็คำพูดทุกคำของท่านประธานทำให้ พวกเรามีสติตั้งมั่นแล้วก็พยายามเดินทางร่วมกันไปกับสิ่งที่ท่านประธานได้ขอร้องแล้วผม ก็คิดว่าเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมในสมาชิกทุกท่านที่ได้ช่วยกันนะครับ ไม่ว่าจะมีที่มาทางการเมือง อย่างไรก็แล้วแต่ ผมคิดว่าเพื่อน ๆ ในห้องนี้ก็น่าจะเห็นตรงกันว่ารู้สึกชื่นชมในการทำหน้าที่ ของท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ต้องขอบพระคุณนะครับ ขอยกให้ เป็นความดีของพวกเรานะครับที่ท่านรองประธาน ท่านประธานวุฒิสภาก็ดีและพวกเราที่อยู่ ทำงานนะครับ ถ้าไม่มีพวกเราผมก็ทำอะไรไม่ได้ เพียงแค่พวกเราไม่มาประชุม ไม่ร่วมมือ ก็ทำอะไรไม่ได้ครับ เพราะองค์ประกอบมันอยู่ที่พวกเรา เพียงแต่ว่าประธานก็มีหน้าที่ ให้เป็นไปตามข้อบังคับ ระเบียบ ก็ต้องขอขอบพระคุณครับ ขออีกสัก ๑๔ ท่านเท่านั้นเอง พวกเราไปช่วยดึงพรรคพวกมา ใครที่อยู่ในห้องประชุมกรรมาธิการงบประมาณ เราเข้าใจ งบประมาณก็อยู่ในช่วงที่เข้มข้น🔗

นายปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม ปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนเท่ากัน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อสักครู่นี้ผมเดินไปดูที่ห้องอาหารไม่มีใครอยู่แล้ว แจ้งเพื่อทราบ ครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณมากครับ ไม่ต้องตามไป ที่บ้านหรอกนะครับ ก็ไปที่ห้องกรรมาธิการหน่อยนะครับ รออีก ๑๔ ท่านเท่านั้นเองมาตราต่อไป ที่ไม่มีการแก้ไข มีท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน ท่านแปรญัตติไว้ ท่านก็แจ้งแล้วว่าท่านไม่ติดใจ ถ้าเป็นไปได้ขอร้องผู้นำแต่ละพรรค ท่านผู้บริหารแต่ละพรรค ขอร้องลูกพรรคให้มาหน่อยครับ เพิ่มมาอีก ๑ ท่านแล้วครับ เพิ่มมาอีก ๑ ท่าน ผมเกรงใจท่านสมาชิกนะครับ แต่ขออนุญาต ท่านสมาชิกว่าผมรอถึง ๕ โมง เวลานี้ ๔ โมง ๔๗ นาทีนะครับ ผมรอถึง ๑๗.๐๐ นาฬิกาตรง ถ้าไม่พร้อมก็ต้องปิดประชุมไป และจะแจ้งให้ทราบว่าตัวเลขตอนนั้นมีเท่าไร รออีก ๑๐ คน รออีก ๙ คนครับ🔗

นายคำพอง เทพาคำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ คำพอง เทพาคำ ครับ ผมคิดว่าขอต่อเวลาบาดเจ็บสักหน่อยดีไหมครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ได้ครับ เชิญสมาชิกที่เข้ามาใหม่นะครับ กรุณากดบัตรเพื่อแสดงตนนะครับ ที่เข้ามาใหม่กรุณากดบัตรแสดงตนครับ รออีก ๘ คนครับ🔗

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับ🔗

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ขออนุญาต ฆ่าเวลาหน่อยครับ ท่านบอกว่ารออีก ๘ ท่าน เรียนท่านประธานถ้าผมจำไม่ผิด เมื่อปี ๒๕๔๒ สมัยที่ท่านประธานเป็นนายกรัฐมนตรี มีการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฉบับหนึ่ง ว่าด้วย เรื่อง การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี หรือหลักธรรมาภิบาล ๑ ใน ๖ หลักนั้นผมจำได้ว่า มีหลักเรื่องความรับผิดชอบอยู่🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

หลักที่ ๕ ครับ🔗

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ครับ เป็น ๑ ใน ๖ หลัก หลักเรื่องความรับผิดชอบ ต่อมาก็ยกระดับจากระเบียบเป็นพระราชกฤษฎีกาแล้วก็ใช้บังคับ จนถึงปัจจุบัน ทีนี้วิธีการแก้ไขปัญหาซึ่งผมเชื่อว่ามีบางปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นในสภาของเรา น่าจะมีหลายวิธีในการแก้ไขปัญหา แต่การที่พยายามทำให้สภาเดินหน้าต่อไปไม่ได้ ผมหารือ ท่านประธานว่ามันจะเป็นเรื่องการขาดความรับผิดชอบแล้วก็ขาดจริยธรรม ขัดต่อเรื่องของ จริยธรรมการเป็น ส.ส. ส.ว. ไหม ซึ่งตรงนี้ผมไม่ได้ศึกษาในรายละเอียด ก็อยากจะใช้เวลา หารือท่านประธานในเรื่องนี้ว่าถ้าสภาเดินหน้าต่อไปไม่ได้โดยการที่ไม่ครบองค์ประชุมและ ความรับผิดชอบของคนที่ไม่เข้าประชุมอยู่ตรงไหนครับท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับ รออีก ๗ ท่านครับ🔗

นายมานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม มานพ คีรีภูวดล จริง ๆ แล้วพวกเราก็ยังอยู่เต็ม ก็ขอท่านประธาน ช่วยกันกำชับที่ห้องอาหารนะครับ อย่าเพิ่งเก็บอาหาร เพราะคิดว่าพวกเราจะอยู่สู้ร่วมกับ ท่านประธานต่อไป ขอให้กำชับเรื่องห้องอาหารด้วยครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับผม พวกเราช่วยกันหน่อยนะครับ ๗ ท่าน ท่านสามารถเชิญเข้ามาได้กรณีที่ยังอยู่ ถ้าไม่อยู่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง พวกเราช่วยกัน ๗ ท่าน ทำให้องค์ประชุมครบครับ เวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกา มีคนบอกให้ทดเวลาบาดเจ็บ แต่ดูอาการแล้วทดไปเท่าไรก็น่าจะไม่ค่อยฟื้นครับ ขณะนี้มีตัวเลขที่บอกว่ารอ ๗ ท่าน ก็คือ ตัวเลขที่ปรากฏผู้ที่แสดงตนขณะนี้ ๓๕๗ ท่านครับ ขาดอยู่ ๗ ท่านถึงจะครบองค์ประชุม แต่ว่าเมื่อได้ตกลงพวกเราไว้ว่า ๑๗.๐๐ นาฬิกา ผมก็เกรงใจ แล้วก็เรียนว่าได้ใช้เวลาทั้งหมด รอองค์ประชุมสำหรับมาตรานี้ตั้งแต่เวลา ๑๖.๐๗ นาฬิกา ถึง ๑๗.๐๐ นาฬิกา ใช้เวลา ทั้งหมด ๕๓ นาที เพื่อรอการครบองค์ประชุมแต่ไม่ครบนะครับ ต้องขอขอบพระคุณเพื่อน ๆ ทุกคนที่ได้กรุณาให้เวลา แล้วก็ไม่มีปัญหาบ่นเรื่องอะไรต่าง ๆ อดทนรอคอย และอดทน การอภิปราย อดทนทุกอย่างนะครับ ผมต้องขอบพระคุณด้วยความจริงใจ วันนี้เมื่อปรากฏ องค์ประชุมไม่ครบก็จำเป็นต้องหยุดเพียงเท่านี้ แล้วพรุ่งนี้ผมจะหารือ เพราะว่าท่านประธาน วุฒิสภายินดีที่จะจัดวันอังคารให้ ซึ่งได้ผลอย่างไรผมจะเรียนให้พวกเราทราบอีกทีนะครับ ขอขอบพระคุณครับ ขอปิดประชุมครับ🔗

เลิกประชุมเวลา ๑๗.๐๑ นาฬิกา