รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ครั้ง ๕ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง)
วันอังคารที่ ๘ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๕
ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา
-------------------------------
ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ขณะนี้เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา เรานัดประชุมเอาไว้ แต่ว่าโดยที่วันนี้องค์ประชุมจะต้อง ๓๖๑ คน ถึงจะเป็นองค์ประชุมกึ่งหนึ่ง ขณะนี้มีสมาชิกมาลงชื่อแล้ว ๑๗๔ คน ก็ยังไม่ครบองค์ประชุม ผมจะรอจนผู้ลงชื่อครบ แล้วจะขึ้นมาทำหน้าที่ต่อนะครับ🔗
ท่านสมาชิกที่เคารพครับ บัดนี้มี สมาชิกมาลงชื่อในเวลา ๐๙.๔๐ นาฬิกา จำนวน ๓๖๓ คน โดยที่องค์ประชุมในวันนี้ ประกอบด้วยสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ๗๒๒ คน เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ๔๗๔ คน เป็นสมาชิกวุฒิสภา ที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ๒๔๘ คน รวม ๗๒๒ คน องค์ประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งคือ ๓๖๑ คน บัดนี้ครบองค์ประชุมแล้ว ผมขอเปิดประชุมครับ ขออนุญาตไปตามระเบียบวาระ ดังต่อไปนี้ครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่ปรากฏในเอกสาร ที่ส่งนะครับ แต่เป็นเรื่องการประชุมใหญ่สามัญประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๔ ของหน่วยประจำชาติไทย ในสหภาพรัฐสภา ไอพียู (IPU) หน่วยประจำชาติไทยในสหภาพสมาชิกรัฐสภาเอเชียและ แปซิฟิก เอพีพียู (APPU) และหน่วยประจำชาติไทยในสมัชชารัฐสภาอาเซียน หรือไอปา (IPA) โดยในฐานะประธานกรรมการบริหารหน่วยประจำชาติไทยในสหภาพรัฐสภา หรืออินเตอร์-พาร์เลียเมนทารี ยูเนียน (Inter-Parliamentary Union : IPU) หน่วยประจำ ชาติไทยในสหภาพสมาชิกรัฐสภาเอเชียและแปซิฟิก หรือเอเชียน-แปซิฟิก พาร์เลียเมนทารี ยูเนียน (Asian-Pacific Parliamentarians' Union : APPU) และหน่วยประจำชาติไทย ในสมัชชารัฐสภาอาเซียน อาเซียน-อินเตอร์-พาร์เลียเมนทารี แอสเซมบลี (ASEAN Inter-Parliamentary Assembly : IPA) ได้มีคำสั่งให้นัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี ๒๕๖๔ ของหน่วยประจำชาติไทยตามข้อบังคับประจำหน่วยประจำชาติไทย ข้อ ๗ ในวันนี้ ในห้องประชุมนี้ ซึ่งหลังจากเราประชุมวันนี้จบวาระแล้วก็จะเป็นการประชุมหน่วยประจำชาติไทย ที่กล่าวถึง แต่โดยที่การประชุมดังกล่าวนั้นไม่มีองค์ประชุม หมายถึงว่ามีสมาชิกกี่ท่าน ก็สามารถประชุมได้ ก็เรียนท่านสมาชิกว่าท่านผู้ใดที่มีความประสงค์จะอยู่ประชุม หลังจาก ประชุมวาระวันนี้จบแล้ว ก็ขอเชิญพวกเราได้ประชุมต่อในหน่วยประจำชาติไทยครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี🔗
ก่อนจะไปเรื่องด่วน มีท่านกรรมาธิการ ๒ คณะ ได้ขออนุญาตเพื่อที่จะแต่งตั้ง กรรมาธิการที่ว่างลงนะครับ ผมขออนุญาตที่ประชุมนำเรื่องนี้เข้ามาขออนุญาตก่อนนะครับ คือกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. .... โดยนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีได้แจ้งว่า นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา กรรมาธิการ ได้ลาออกจากตำแหน่ง กรรมาธิการดังกล่าวจึงว่างลง จึงต้องขอตั้งเพื่อให้มีโอกาสได้ทำงาน ในช่วงต่อไปครับ แต่โดยที่กรรมาธิการในสัดส่วนนี้เป็นของพรรคพลังประชารัฐ จึงขอเชิญ เสนอชื่อกรรมาธิการในส่วนของพรรคพลังประชารัฐครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดฉะเชิงเทรา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็ขอเรียนเสนอคุณพรรณสิริ กุลนาถศิริ เป็นกรรมาธิการวิสามัญในตำแหน่งที่ว่างลงครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ ขอผู้รับรอง ๑๐ ท่าน ครบนะครับ ที่ประชุมไม่ขัดข้องนะครับ🔗
ต่อไปเป็นเรื่องที่ประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ท่านตวง อันทะไชย ประธานกรรมาธิการได้แจ้งว่ากรรมาธิการ ว่างลง ๑ ตำแหน่ง เนื่องจากนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ได้ลาออกจากตำแหน่งกรรมาธิการ จึงพ้นจากตำแหน่งไปตามข้อบังคับ ข้อ ๗๙ (๓) โดยที่ตำแหน่งนี้เป็นสัดส่วนของสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล ขอเชิญพรรคก้าวไกลเสนอชื่อกรรมาธิการแทนตำแหน่ง คุณวิโรจน์ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... แทนตำแหน่งของคุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ในสัดส่วนของพรรคก้าวไกล ๑ คน ได้แก่ พริษฐ์ วัชรสินธุ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ขอผู้รับรอง ๑๐ ท่านครับ ผู้รับรอง ครบนะครับ ก็จบการขอเสนอตั้งกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่างครับ เพื่อกรรมาธิการใหม่ จะได้ไปทำหน้าที่ระหว่างนี้ต่อไปครับ ต่อไปจะเป็นเรื่องด่วนครับ🔗
๑. ร่างพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)🔗
เรื่องนี้คณะรัฐมนตรีได้เสนอร่าง พระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. .... มายังรัฐสภา เพื่อพิจารณา ซึ่งเป็นร่างพระราชบัญญัติตราขึ้นเพื่อดำเนินการตามหมวด ๑๖ การปฏิรูป ประเทศตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๐ และได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงาน และผู้เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งได้มีการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากร่างพระราชบัญญัติ ดังกล่าวเพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ วรรคสอง แล้ว รายละเอียดปรากฏ ในเอกสารที่เจ้าหน้าที่ได้จัดวางให้สมาชิกแล้วนะครับ ในการนี้ผู้เสนอได้ขออนุญาตให้ผู้มีชื่อ ๓ ท่าน ดังต่อไปนี้ ขออนุญาตเข้ามาเพื่อให้ข้อมูล ข้อเท็จจริงด้วยครับ ๑. พลเอก กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ รองประธานกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม ๒. พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน กรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม ๓. นางศิรสา ไชยหมาน ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายกระบวนการยุติธรรมทางอาญา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ขอเชิญ ๓ ท่านครับ🔗
ต่อไปขอเชิญรัฐมนตรีเสนอหลักการ และเหตุผลของร่างพระราชบัญญัติ ขอเชิญครับ สมาชิกที่มีความประสงค์อภิปรายกรุณาได้ ส่งชื่อนะครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพและสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ ผม นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีให้นำเสนอ ร่างพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. .... ต่อรัฐสภา โดยมีหลักการและเหตุผลดังนี้🔗
หลักการ ให้มีกฎหมายว่าด้วยกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการ ยุติธรรม🔗
เหตุผล โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๕๙ ง. ด้านกระบวนการยุติธรรม (๑) ซึ่งบัญญัติให้ดำเนินการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการ ยุติธรรม โดยให้มีการกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม ที่ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมโดยไม่ล่าช้า สมควรกำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมขึ้น เพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทราบได้ว่าหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมจะพิจารณาเรื่องที่อยู่ระหว่างการดำเนินงาน เสร็จสิ้นเมื่อใด รวมทั้งตรวจสอบความคืบหน้าอันจะยังประโยชน์ให้ประชาชนได้รับ ความยุติธรรมโดยสะดวกและรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้🔗
ขอกราบเรียนว่าเนื่องจากกระบวนการยุติธรรมมีขั้นตอนมาก และมีความ ยุ่งยากซับซ้อน อีกทั้งในบางขั้นตอนไม่มีกฎหมายกำหนดระยะเวลาดำเนินงานไว้อย่างชัดเจน และไม่มีกลไกให้ประชาชนสามารถติดตามความคืบหน้าของคดีได้โดยสะดวก และรวดเร็ว ทำให้เป็นภาระและอุปสรรคต่อประชาชนส่งผลให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมที่ล่าช้า จึงเห็นควรให้มีการตราพระราชบัญญัตินี้ เพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นคู่ความ คู่กรณี ผู้ต้องหา และผู้เสียหาย ทราบได้ว่าหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม หน่วยงานในสังกัด กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงพระธรรมนูญ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงาน ปปง. สำนักงาน ป.ป.ท. คณะกรรมการ ป.ป.ช. ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลทหาร ศาลรัฐธรรมนูญ สำนักงานอัยการสูงสุด และหน่วยงานอื่นตามที่กำหนด ในพระราชกฤษฎีกา จะพิจารณาเรื่องที่อยู่ระหว่างการดำเนินงานเสร็จสิ้นเมื่อใด รวมทั้ง ตรวจสอบความคืบหน้าได้ อันจะยังประโยชน์ให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมโดยสะดวก และรวดเร็วยิ่งขึ้น ยิ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติในเรื่องยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุล และพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ และแผนการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการ ยุติธรรม ท่านประธานที่เคารพครับ ร่างพระราชบัญญัตินี้มีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกับ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. ๒๕๔๖ และพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. ๒๕๕๘ หากแต่ได้มีเนื้อหาที่ครอบคลุมการดำเนินงานที่กว้างขวาง และมีการนำ เทคโนโลยีมาใช้เพื่ออำนวยความสะดวก โดยกำหนดให้มีการจัดระบบติดตาม ตรวจสอบ และแจ้งความคืบหน้า เพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทราบโดยทางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศด้วย ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีสาระสำคัญดังนี้🔗
๑. กำหนดหลักเกณฑ์ให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม กำหนดกรอบ ระยะเวลาแล้วเสร็จในการพิจารณาเรื่องในขั้นตอนต่าง ๆ ของการดำเนินคดี แต่จะใช้กรอบ ระยะเวลาดังกล่าว เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อความเป็นอิสระในการอำนวยความยุติธรรม หรือการดำเนินการโดยสุจริตของบุคคลใดไม่ได้ ไม่ว่าทางใด🔗
๒. กำหนดให้จัดให้มีระบบติดตามตรวจสอบหรือแจ้งความคืบหน้าของ การดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทราบ โดยจะต้องเป็นระบบที่ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยสะดวกและรวดเร็ว🔗
๓. กำหนดให้มีผู้รับผิดชอบเป็นการเฉพาะ เพื่อรับเรื่องร้องเรียนในกรณีได้รับ ความเดือดร้อน เนื่องมาจากความล่าช้าและให้ผู้รับผิดชอบตรวจสอบ และแจ้งผล การตรวจสอบและเหตุแห่งความล่าช้าไปยังผู้มีส่วนเกี่ยวข้องภายใน ๑๕ วัน พร้อมทั้ง รายงานผู้บังคับบัญชาทราบทุกครั้ง🔗
๔. กำหนดให้เก็บรวบรวมข้อมูลสถิติระยะเวลาของการดำเนินงานในแต่ละ ขั้นตอน วัดผลการดำเนินงานเทียบกับขั้นตอนและระยะเวลาดำเนินงานตามที่กำหนด ในกรอบระยะเวลาพร้อมทั้งเผยแพร่ให้ประชาชนทราบทุกปี🔗
๕. กำหนดหลักเกณฑ์การตรวจสอบ ขั้นตอน ระยะเวลาในการดำเนินงานว่า เป็นขั้นตอนและระยะเวลาที่เหมาะสมหรือไม่ หากเห็นว่าไม่เหมาะสม ให้มีมาตรการ เพื่อพัฒนา หรือปรับปรุงหน่วยงาน หรือระบบการปฏิบัติราชการโดยเร็ว ซึ่งอย่างน้อย ต้องดำเนินการทุก ๓ ปี🔗
ท่านประธานรัฐสภาและท่านสมาชิกรัฐสภาที่เคารพครับ ร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้จะทำให้ประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถคาดการณ์และตรวจสอบได้ว่า หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมจะพิจารณาเรื่องที่อยู่ในระหว่างดำเนินงานแล้วเสร็จ เมื่อใด และตรวจสอบได้ผ่านทางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ อันจะเป็นประโยชน์แก่ ประชาชนให้ได้รับความยุติธรรมโดยสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น และเป็นการอำนวย ความสะดวกแก่ประชาชนตามหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ส่งผล ให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นในการดำเนินงานของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมยิ่งขึ้น คณะรัฐมนตรีจึงขอนำเสนอร่างพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการ ยุติธรรม พ.ศ. .... นี้มาเพื่อให้รัฐสภากรุณารับไว้พิจารณาไว้ครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับท่านรัฐมนตรี มีสมาชิก ได้เข้าชื่อมาทั้ง ๓ ฝ่ายแล้วนะครับ มีทั้งหมด ๑๑ ท่าน ผมจะขออนุญาตไล่ไปเพื่อสลับกัน ท่านแรก คุณไชยวัฒน์ ติณรัตน์ หลังจากนั้นจะเป็นนายสุทัศน์ เงินหมื่น หลังจากนั้นก็เป็น นายเสรี สุวรรณภานนท์ ขอเชิญคุณไชยวัฒนาครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมชื่อไชยวัฒนา ไม่ใช่ ไชยวัฒน์ ครับ เพิ่มสระอา🔗
ขออภัยครับ🔗
ต่อไปนี้ ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกและคนทั้งประเทศต้องเรียกผมว่า ไชยวัฒนา ติณรัตน์ ขอบคุณท่านประธานครับ วันนี้ผมดีใจที่ได้เห็นคณะกรรมการปฏิรูป ผมดีใจอีกครั้งหนึ่ง ที่ท่านรัฐมนตรีได้ขึ้นมากล่าว ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายไชยวัฒนา ติณรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ ร่างกฎหมายฉบับนี้ในฐานะที่กระผมเป็นนักการเมือง ตั้งแต่เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น ผมเฝ้าดู การเปลี่ยนแปลงของกฎหมายฉบับนี้ ความเป็นมาของกระบวนการยุติธรรมมาตลอดชีวิตผม พวกเรานักการเมืองทั้งหลายแสวงหาสิ่งนี้ละครับ คือความยุติธรรมให้กับประชาชนของ พวกเราทั้งประเทศ ผู้ที่แข็งแรงกว่า มีโอกาสกว่า ผู้ที่อ่อนแอกว่าทั้งฐานะ ทั้งเศรษฐกิจ นั่นคือทั้งการศึกษา นั่นคือผู้ด้อยโอกาสของคนประเทศนี้ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ ถือว่ากฎหมาย ฉบับนี้เป็นกฎหมายปฏิรูปที่คณะกรรมการปฏิรูป ถึงแม้ว่าท่านจะมาช้า เกือบ ๘ ปีครับ เพิ่งมีกฎหมายฉบับนี้ที่เรียกว่ากฎหมายปฏิรูปเข้ามาสู่รัฐสภาแห่งนี้ ขอบคุณอีกครั้งหนึ่ง ท่านประธานและท่านสมาชิกที่เคารพครับ พวกเราก็คงจะได้ยินคำกล่าว ซึ่งเป็นคำกล่าว ที่เจ็บปวดสำหรับนักการเมืองและประชาชนคนด้อยโอกาส ความยุติธรรมช้าเพียงวันเดียว ก็คือความไม่ยุติธรรม คุกมีไว้ขังคนจนเท่านั้นหรือ ความยุติธรรมไม่มี สามัคคีก็ไม่เกิด หลักการและเหตุผลที่ท่านรัฐมนตรีได้นำเรียนต่อที่ประชุมรัฐสภาเมื่อสักครู่นี้ ผมเห็นด้วย ทุกประการ ทั้งหลักการและเหตุผล และผมดีใจในบริบทในมาตรา ๕ ที่ได้กำหนดชัด ๆ ว่า ๑๐ หน่วยงานในมาตรา ๕ ของหลักการและเหตุผลของกฎหมายฉบับนี้กำหนดให้พวกเราได้ สบายใจว่า กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กรมพระธรรมนูญ สำนักงานตำรวจ แห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ ศาล องค์กรอัยการ และหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมอื่นตามที่กำหนดใน พระราชกฤษฎีกา ผมดีใจครับที่วันนี้ถ้ากฎหมายฉบับนี้ผ่านรัฐสภาของพวกเรา ในการบังคับใช้กฎหมายจะได้รู้ว่าองค์กรนี้ใช้เวลาเท่าไร ทั้งต้นน้ำ ทั้งกลางน้ำ ทั้งปลายน้ำ จะสิ้นสุดลงเมื่อใด ถามว่าในรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้องค์กรทั้ง ๑๐ หน่วยงานนี้ไว้หรือไม่ ในกระบวนการกำหนดระยะเวลาการดำเนินงานในกระบวนการทำงาน มีครับ ยกตัวอย่าง ศาลยุติธรรมเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๔ วรรคสอง เพียงความกว้าง ๆ ครับ รายละเอียดผมไม่เข้าร่วมกำหนดไว้ว่า การจัดตั้งวิธีพิจารณาคดีและการดำเนินงานของ ศาลยุติธรรมให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น ไม่ก้าวล่วง ศาลปกครองมีไหม มีครับ ในมาตรา ๑๙๗ วรรคสี่ ศาลทหารมีไหม มีครับ ในมาตรา ๑๙๙ วรรคสอง ให้เป็นไปตาม กฎหมายบัญญัติโดยไม่กำหนดระยะเวลา ไม่เป็นไรครับ นั่นคืออดีตที่ผ่านมา ถามว่า องค์กรอัยการมีไหม กำหนดเพียงกว้าง ๆ เหมือนกัน บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๔๘ วรรคสอง ว่าพนักงานอัยการมีอิสระในการพิจารณาสั่งคดี และการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไป โดยรวดเร็ว เที่ยงธรรมและปราศจากอคติทั้งปวง ให้เป็นไปโดยรวดเร็ว ท่านประธานครับ ผมไม่อยากพูดถึงคดีหนึ่งในองค์กรอัยการ ขอภาพนิดเดียวครับท่านประธาน🔗
ไม่เสียหาย เพราะว่ารู้กันทั้งโลก ใช้เวลานานเท่าใดองค์กรอัยการ ผมไม่อยากพูดถึงคดีนี้ พูดแล้วลูกหลานคนยากคนจน คนด้อยโอกาส มันทำให้ผมนึกถึงคำหนึ่ง ภาษาบ้านผมเขา เรียกว่า เงินหลาย กฎหมายอ่อน คุกมีไว้ขังคนจนเท่านั้นหรือ เอาภาพลง เพราะฉะนั้นแล้ว การกำหนดระยะเวลาการดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมขององค์กรอัยการซึ่งเป็นไปตาม มาตรา ๕ นั้น ผมเห็นด้วยเต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลยครับท่านประธาน อีกอันหนึ่งที่จะผ่านเลยไป ไม่ได้ก็คือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กำหนดไหม ถามว่า ได้กำหนดไทม์มิง (Timing) กำหนดระยะเวลาการดำเนินงานไหม กำหนดครับ กำหนดเพียง กว้าง ๆ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๔ วรรคสอง ว่าในการปฏิบัติหน้าที่ตาม (๑) (๒) (๓) ให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จะต้องจัดให้มี มาตรการหรือแนวทางที่จะทำให้การปฏิบัติหน้าที่ที่ดี มีประสิทธิภาพ เกิดความรวดเร็ว สุจริตและเที่ยงธรรม เกิดความรวดเร็ว ๓ เดือน ๖ เดือน บางสำนวน ๑ ปี ๓ ปี ๕ ปี หรือ ๑๐ ปี นี่เป็นคำถาม เอาละต่อแต่นี้ไป ป.ป.ป. หรือ ปปง. หรือ ป.ป.ท. ต้องบัญญัติไว้ใน กฎหมายฉบับนี้ พวกเราดีใจ อีกองค์กรหนึ่งที่อยากจะพูดถึงสั้น ๆ ครับ คือศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ วรรคสาม ประกอบมาตรา ๑๘๘ ก็กำหนดไว้เพียงกว้าง ๆ ให้เป็นไปด้วยความรวดเร็ว และปราศจากอคติทั้งปวง ผมขอภาพ ภาพหนึ่งครับ มีการยุบพรรคการเมืองหนึ่ง เวลาผมหมดครับ ผมบอกท่านวิป (Whip) ฝ่ายผมแล้วครับ ผมขอเพิ่มเติมอีกนิดเดียว มีการยุบพรรคการเมืองนี้ละครับ ผมไม่เอ่ย หรอกครับ พวกเราดู ช่วยกัน ใช้เวลาถ้าผมจำไม่ผิดครับ ยื่นยุบต้นเดือนกุมภาพันธ์ ยุบต้นเดือนมีนาคม นี่คือสิ่งที่รวดเร็วเหลือเกิน ผมก็เลยหวนกลับมาถึงพรรคผม หลายเดือนแล้วนะครับที่มีพระเดชพระคุณหลายฝ่ายไปยื่นยุบพรรคเพื่อไทยพรรคผม หลายเดือนแล้ว ไปไหนละครับ หรือจะรอเวลาช่วงแบบไทยรักษาชาติ อย่าทำอย่างนั้น เลยครับ มีเวลา ผมเข้าใจว่าการแสวงหาข้อเท็จจริง การแสวงหาพยานหลักฐานนั้นเป็นเรื่อง ต้องใช้เวลา แต่ต้องกำหนดระยะเวลา อย่าให้ผู้อื่น ไทยรักษาชาติครับ เอาภาพลงแล้ว ผมสงสารเพื่อนผม ผมเห็นใจ ผมเข้าใจครับ เพราะว่าในช่วงนั้นประเทศนี้ต้องเงียบครับ เงียบคืออะไรครับ เพราะว่าอยู่ในช่วงรัฐประหาร ทั้งหมดแถวตรง พรึบ พร ึบ พรึบ ยุบพรรค ไทยรักษาชาติ เอาละท่านประธานครับ ผมมีเวลาน้อย ผมฝากข้อห่วงใยถึงผู้ใดก็แล้วแต่ พวกเราสมาชิกรัฐสภาที่จะเป็นกรรมาธิการวิสามัญคณะนี้ ผมห่วงใยว่าแต่ละองค์กร แต่ละ หน่วยงาน กฎหมาย ๑๒ มาตรา ไม่ได้บังคับบอกว่า ๑๐ องค์กรนี้ต้องใช้เวลา ๑ ปี ๒ ปี ๓ ปี แต่ให้แต่ละองค์กรทั้ง ๑๐ หน่วยงานตามมาตรา ๕ นั้นไปกำหนดระยะเวลาเอง ผมห่วงว่า มันจะเป็นอีหรอบเดิม ท่านประธานครับ ผมห่วงจริง ๆ ต่อแต่นี้ไปถ้ากฎหมายฉบับนี้ผ่าน รัฐสภาพวกเราไป ผมจะดีใจมาก อย่าให้คนมานินทาว่าประเทศนี้ ความยุติธรรมมันมีครับ จะได้ตอบอย่างหน้าชื่นตาบานว่า ความยุติธรรมของประเทศไทยมี สามัคคีมันก็เกิด คุกไม่ได้ มีไว้ขังสำหรับคนจนแค่นั้นครับ ทุกคนมีสิทธิติดคุกที่กระทำความผิดเท่าเทียมกัน ความยุติธรรมต้องมาเร็วครับ เกิดความเสมอภาค ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ต่อไปคุณสุทัศน์ เงินหมื่น ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทัศน์ เงินหมื่น แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ เป็นคำกล่าวที่ทราบกันทั่วไปว่า ความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความไม่ยุติธรรม ความเหลื่อมล้ำในกระบวนการต่าง ๆ ในด้านต่าง ๆ ในสังคมในประเทศไทยเป็นความ เหลื่อมล้ำที่พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายที่จะขจัดให้หมดสิ้นเพื่อความเท่าเทียมกันของ ประชาชนในประเทศนี้ ความเหลื่อมล้ำในการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ประเทศเรามีมา ช้านาน กฎหมายฉบับนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยขจัดความเหลื่อมล้ำดังกล่าวนั้นซึ่งเป็นนโยบาย หลักของพรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ กฎหมายฉบับนี้หลักการคือเพื่อให้มีการ กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดระยะเวลาการดำเนินงานในทุกขั้นตอนของ กระบวนการยุติธรรมที่ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบความยุติธรรมโดยไม่ล่าช้า ซึ่งหลักการแล้วพระราชบัญญัติฉบับนี้ทำให้คดีของประชาชนที่เข้าสู่การพิจารณาของศาล เกิดความเป็นเอกภาพและส่งเสริมให้กระบวนการยุติธรรมมีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้น ทำให้การพิจารณาคดีของศาลเกิดประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์ต่อประชาชน และทำให้ประชาชนรวมทั้งผู้เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบได้ว่า การดำเนินการจะแล้วเสร็จ เมื่อใด ท่านประธานครับ หลักการเกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้จะมีหลักการอื่นที่เกี่ยวข้องคือ หลักการการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี และการกำหนดระยะเวลามีประสิทธิภาพ และนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง พร้อมทั้งทำให้ประชาชนทราบถึงกำหนดระยะเวลา และได้รับ ประโยชน์ และแนวทางของพระราชบัญญัติอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาต ของทางราชการ ปี ๒๕๕๘ ซึ่งเป็นกฎหมายกลางที่กำหนดขั้นตอนต่าง ๆ ในการอำนวย ความสะดวกให้แก่ประชาชน กระผมจึงเห็นว่าในกฎหมายฉบับนี้นั้นควรจะนำข้อบกพร่อง ต่าง ๆ ของหลักการและกฎหมายฉบับที่กล่าวแล้วนั้นมาบัญญัติไว้เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหา ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ และรวมทั้งกระผมมีข้อสังเกตว่ากฎหมายฉบับนี้ควรจะมีการจัดทำ คู่มือประชาชน โดยกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการยื่นคำขอให้มีการเผยแพร่ ข้อมูลสำหรับประชาชนทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และควรมีบทลงโทษกรณีเกิดความล่าช้าเกิน สมควร ควรให้มีคณะกรรมการกำกับดูแลและการรายงานของผู้บริหารในหน่วยงานนั้น ๆ ต่อรัฐสภา ซึ่งน่าจะมีบทบัญญัตินี้ไว้เพื่อให้รายงานต่อรัฐสภา ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ กฎหมายฉบับนี้นั้นไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับสภาพบังคับทาง กฎหมายไว้โดยเฉพาะ โดยเหตุนี้แล้วจึงควรอย่างยิ่งที่จะให้ผู้ที่รับผิดชอบที่ไม่ดำเนินการ ให้แล้วเสร็จภายในกำหนดระยะเวลาที่กำหนด จึงควรมีบทลงโทษทั้งทางวินัย ทางแพ่ง และทางอาญา ท่านประธานครับ พรรคประชาธิปัตย์โดยกระผมและคณะยินดีสนับสนุน กฎหมายฉบับนี้ แต่ขณะเดียวกันก็มีคำถาม ซึ่งจะต้องฝากไว้ให้ทางฝ่ายผู้เสนอได้มีคำตอบด้วย กล่าวคือ ในมาตรา ๕ ไม่มีระบุไว้ว่าศาลทหาร เป็นหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ทำไม จึงไม่มีการระบุไว้ว่าศาลทหารเป็นหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม🔗
ประการที่ ๒ การกำหนดให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม กำหนด ระยะเวลาเท่าที่สามารถทำได้ ในทางปฏิบัติจะทำได้มากน้อยเพียงใด ท่านต้องมีการอธิบาย โดยละเอียดว่าในทางปฏิบัตินั้น ท่านจะสามารถทำได้มากน้อยเพียงใด เพราะปัจจุบันนี้ ในองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมแต่ละองค์กรก็จะมีกำหนดระยะเวลา ซึ่งบัญญัติไว้ตามกฎหมายเดิมอยู่แล้ว เช่น ศาลปกครองมีกำหนดระยะเวลาอยู่แล้ว คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดก็ดี คณะกรรมการป้องกันปราบปราม การฟอกเงินก็ดี หรือ ป.ป.ช. ก็ดี จะมีการกำหนดระยะเวลาไว้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อ กำหนดระยะเวลาดังกล่าวนั้นมีความบกพร่องหรือมีความล่าช้า กฎหมายฉบับนี้ควรจะมี บทบัญญัติ หรือควรจะมีการแก้ไขเพื่อให้มันสอดคล้องในการอำนวยความยุติธรรมให้ เกิดขึ้นกับประชาชน แต่ถึงอย่างไรก็ตามการกำหนดระยะเวลาดังกล่าวนั้นก็ไม่น่าจะไปกดดัน ให้กับการทำงานของเจ้าหน้าที่ ถึงอย่างไรก็ตามครับ ขณะนี้ก็ปรากฏว่ามีคดีอยู่เป็น จำนวนมาก ซึ่งค้างอยู่ในหลายหน่วยงาน ท่านมีวิธีการที่จะแก้ไขปัญหาที่คดีค้างอยู่จำนวน มากนั้นจะนำมาแก้ไขอย่างไร ขณะเดียวกันท่านประธานครับ ควรจะมีบทบัญญัติกำหนดให้ หน่วยงานแต่ละหน่วยงานนั้นตรวจสอบความเหมาะสม กรอบระยะเวลา ๓ ปีนั้น มีคำถามว่า ๓ ปีจึงมาตรวจสอบ และปรับปรุงแก้ไขนั้นควรที่จะปรับปรุงให้เร็วกว่านั้นได้หรือไม่ ๓ ปี นานไปหรือไม่ ยืนยันนะครับว่าพรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนกฎหมายฉบับนี้ เพื่อประโยชน์ ของพี่น้องประชาชนคนยากคนจนทั้งประเทศครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ท่านต่อไปคุณเสรี สุวรรณภา นนท์🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติที่เรากำลังพิจารณาฉบับนี้ ในเรื่องการกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งในทางหลักการแล้ว ก็จะเห็นได้ว่า มีเหตุผลสำคัญก็คือเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ ง. โดยในมาตรา ๒๕๘ ง. นั้นมิได้บัญญัติในเรื่องของการปฏิรูปด้านกระบวนการยุติธรรม เฉพาะกระบวนการขั้นตอน ของกระบวนการยุติธรรมที่ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมโดยไม่ล่าช้า อย่างที่เสนอมาเท่านั้น ก็คงอยากจะถามท่านรัฐมนตรีผ่านท่านประธานว่า ในมาตรา ๒๕๘ ง. (๑) ดังกล่าวนี้มันมีในเรื่องกลไกช่วยเหลือประชาชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้เข้าถึง กระบวนการยุติธรรมได้กรณีหนึ่ง อีกกรณีหนึ่งก็คือการสร้างกลไกเพื่อให้มีการบังคับ ตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในสังคม ซึ่งใน เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญต้องการให้กระบวนการยุติธรรมมีในเรื่องเหล่านี้ก็คงจะถาม ในส่วนนี้เพื่อความชัดเจนว่า ในส่วนเรื่องของช่วยเหลือประชาชนผู้ขาดแคลนกับในเรื่องของ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อลดความเหลื่อมล้ำนี้ทำไมถึงไม่อยู่ในกฎหมายฉบับนี้ ไปพร้อม ๆ กัน เพราะมันก็จะสอดคล้องต้องกันและเป็นประโยชน์กับกระบวนการยุติธรรม โดยรวมนะครับ🔗
ประการที่ ๒ ครับท่านประธาน ในเจตนารมณ์ของการจะแก้ปัญหา เรื่องความล่าช้าในทางคดีนั้น จริง ๆ ว่าไปแล้วเราก็พยายามเสนอในเรื่องเหล่านี้กันมาตั้งแต่ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ โดยกำหนดว่าการพิจารณาคดีนั้นจะต้องพิจารณาคดีด้วยความ รวดเร็ว และพิจารณาโดยต่อเนื่อง แต่ปรากฏว่าในทางปฏิบัติเองการที่นำกฎหมาย นำรัฐธรรมนูญไปใช้แล้วเกิดมีการตีความกันไปในแนวทางที่สร้างปัญหาให้กับกระบวนการ ยุติธรรมพอสมควร ก็คือพอไปกำหนดว่าให้มีการพิจารณาคดีโดยต่อเนื่อง เวลาไปใช้ ในโรงในศาลก็เป็นการกำหนดพิจารณาติดต่อ ก็เลยทำให้นัยของเจตนารมณ์ให้การพิจารณา คดีความโดยรวดเร็วนั้นสร้างความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้น เพราะทำให้เกิดกระบวนการ การกำหนดวันนัดพิจารณาคดีอย่างต่อเนื่อง และไม่ให้โอกาสในการที่จะนำพยานมาสืบ ให้ครบถ้วน ก็เลยโดนตัดพยานกันไป ก็เลยเกิดปัญหาไปอีกมุมหนึ่ง ดังนั้นอันนี้ก็เป็นตัวอย่าง อีกตัวอย่างหนึ่งที่การที่เราจะมีกฎหมายฉบับนี้ บางทีเราก็มองในมุมว่าเป็นประโยชน์ เพราะถือว่าเราต้องการกระบวนการที่รวดเร็ว กระบวนการที่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจน แต่เราก็ ไม่รู้ว่าในสภาพความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าจะชั้นสอบสวน ชั้นอัยการ ชั้นศาล มันจะเกิดปัญหา อะไรขึ้นมา ดังนั้นเลยเข้าใจได้ว่าในกฎหมายฉบับนี้ก็เลยต้องให้มีการทบทวนทุก ๓ ปี แต่ก็อย่างที่เรียน อย่างท่านสมาชิกเมื่อสักครู่ก็บอกไปแล้วว่า ๓ ปีอาจจะยาวนานไป หรือเปล่า ซึ่งผมก็คิดว่าปัญหาเหล่านี้ก็คือสิ่งที่เราต้องไปว่าในเนื้อหากันว่าในระยะแรกเริ่ม อาจจะทุกปีก่อนหรือไม่ แล้วก็ค่อย ๓ ปีในช่วงเวลาถัดไป อะไรอย่างนี้เป็นต้น ดังนั้น ท่านประธานครับ ในกฎหมายฉบับที่เรากำลังพิจารณาอยู่นี้ก็ยอมรับว่า โดยหลักรวม ๆ แล้ว เป็นกฎหมายที่เป็นประโยชน์ ให้มีความชัดเจน แต่ในความชัดเจนในเรื่องของการเร่งรัดใน กระบวนการยุติธรรมเหล่านี้แล้วจะต้องมีหลักการสำคัญประการหนึ่ง ก็คือต้องไม่ทำให้เกิด ความเสียหาย ไม่ก่อให้เกิดการเสียความเป็นธรรมกับผู้ที่มีอรรถคดีความต่าง ๆ ดังนั้นเงื่อนไข ของการกำหนดระยะเวลาจึงต้องระมัดระวังไม่เอาให้กระบวนการเหล่านี้มาตัดตอนพยาน ตัดพยานไม่ให้เขาได้รับความเป็นธรรมโดยการเร่งรีบในการที่จะให้คดีเร็ว อันนี้ก็คือปัญหา ที่ต้องกราบเรียนไว้เผื่อท่านกรรมาธิการที่พิจารณาเรื่องนี้จะได้นำไปพิจารณาต่อ🔗
นอกจากนี้ ท่านประธานครับ ในหลักกฎหมายแนวคิดฉบับนี้ สิ่งที่ เป็นห่วงเป็นใยก็คือหลักการแนวคิดชัดเจน แต่มีข้อยกเว้น ยกตัวอย่างมาตรา ๖ อย่างนี้ครับ วางหลักการไว้เป็นอย่างดี กำหนดระยะเวลา แล้วก็ให้เสร็จเท่าที่สามารถจะกระทำได้ แต่ตอนสุดท้ายไปบอก เว้นแต่จะมีกฎหมายกำหนดเวลาไว้เป็นอย่างอื่น ตรงนี้ละครับ ไม่เข้าใจ ต้องถามท่านรัฐมนตรีที่เสนอกฎหมายฉบับนี้นะครับว่า ข้อยกเว้นเหล่านี้ได้มีข้อมูล หรือไม่ มีเนื้อหาในกฎหมายฉบับอื่นไว้หรือไม่ ที่จะยกเว้นไว้นี่นะครับว่ากฎหมายที่ระยะเวลา ไว้เป็นอย่างอื่นมันคือกฎหมายอะไร แล้วมีอีกสักกี่ฉบับ เพราะว่าพอไปใส่ข้อยกเว้นมันทำให้ แนวคิดในหลักการที่เราจะตัดสินใจมันก็เกิดมีคำถามเกิดขึ้น🔗
นอกจากนั้นครับท่านประธาน ในเรื่องของการที่จะให้ข้อมูลเหล่านี้เกิดการ วัดผลดำเนินงานเทียบกับขั้นตอนกระบวนการ ระยะเวลาดำเนินงานตามมาตรา ๖ พร้อมทั้ง เผยข้อมูลดังกล่าวให้กับประชาชนทราบทุกปี ก็อยากจะฝากเป็นสุดท้ายว่าแนวคิดตรงนี้ ผมว่าถ้าให้ประชาชนทราบคงไม่พอ ถ้าเป็นไปได้ก็ควรจะให้สภาผู้แทนราษฎร แล้วก็วุฒิสภา ซึ่งเป็นตัวแทนประชาชนได้ทราบข้อมูลเหล่านี้ เพื่อจะได้ไม่ให้กระบวนการยุติธรรมทั้งหลาย เกิดความระมัดระวังที่ไม่ใช้กระบวนการตามกฎหมายฉบับนี้ไปสร้างความเดือดร้อนให้กับ พี่น้องประชาชนครับ ขอบคุณครับท่านประทาน🔗
ชุดต่อไป พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ คุณณัฐวุฒิ บัวประทุม คุณนิยม เวชกามา คุณคารม พลพรกลาง คุณดิเรก เจนครองธรรม มีสมาชิกเสนอชื่อเข้ามาเพิ่มอีกหลายท่าน เชิญพลตำรวจตรี สุพิศาล ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ฝากท่านรัฐมนตรีไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ยุติธรรมด้วย ในประเด็นเรื่องของการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลา ดำเนินการในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. .... ผมมีทั้งเห็นด้วย และขอเพิ่มเติมในกฎหมาย เป็นประเด็นที่กรรมาธิการต้องไปพิจารณา เพราะกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับ เรื่องการสร้างประสิทธิภาพและความรวดเร็วทันใจประชาชน มีประเด็นอยู่ ๔ มาตรา ใน ๑๒ มาตรา🔗
ประเด็นแรกที่เกิดอยู่ในมาตรา ๓ ครับท่านประธาน ก็ขอขอบคุณครับ ในมาตรา ๓ ชัดเจน โดยเฉพาะคำว่า ศาล ศาลมีทั้งศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลทหาร และศาลรัฐธรรมนูญ ๒ ศาลนี้ละครับคือทำให้เกิดความอยุติธรรม เรารู้อยู่ครับท่านประธาน ประชาชนตั้งข้อสงสัยศาลสุดท้ายมานานแล้วครับ ปัจจุบันก็มีการอภิปรายในสภาเยอะแยะ ไปหมดครับท่านประธาน และสิ่งที่ไปบัญญัติคำว่าศาลไว้ในมาตรา ๕ (๘) คำว่า ศาล ไม่ได้ขาดครับ ศาลทหารก็อยู่ในนั้น ศาลรัฐธรรมนูญก็อยู่ในนั้น เป็นหน่วยที่ต้องทำเหมือนกัน ดีครับ ผมถือว่าความขี้เกียจมันจะได้หายไปครับท่านประธาน สำหรับในมาตรา ๕ นั้น ผมยังมีครับว่ายังมีหน่วยและองค์กรอิสระที่เราขาดไปคือ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ท่านรู้ไหมครับว่านี่คือคณะกรรมการที่เป็นองค์กรสิทธิ ที่เป็นองค์กรอิสระที่ประชาชน หวังพึ่งที่สุดครับท่านประธาน พึ่งหวังที่สุดเพื่อให้เป็นหน่วยงานที่เข้ามาดูแล ในมาตรานี้ เพื่อความยุติธรรม และประเด็นของมันคือเรื่องของการเยียวยา ตรวจสอบในฐานะเป็น องค์กรร่วมตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๔๗ ครับ ท่านประธาน มาตรา ๒๔๗ บอกว่า หน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสิทธิคือ รวมทั้ง เยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหาย หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย ไปไหนละครับ องค์กรนี้ไปไหนครับ แล้ว (๕) ยังบอกเลยครับว่า ให้เสริมสร้างทุกภาคส่วน ของสังคมได้ตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิมนุษยชน และ (๖) ยังบอกด้วยครับว่า หน้าที่อื่น ๆ ต้องบัญญัติไว้ครับ ไม่บัญญัติก็ไม่มีหน้าที่ และสุดท้าย มาตรา ๒๔๗ วรรคสาม ยังบอกว่า คณะกรรมการสิทธิต้องคำนึงถึงความผาสุก นี่ละครับเป็นองค์กรอิสระที่หวังพึ่งได้ จริง ๆ ครับท่านประธาน🔗
ผมไปอีก ๒ มาตราครับท่านประธานที่เกี่ยวเนื่อง ในมาตรา ๖ มาตรา ๘ อันนี้พูดให้จะ ๆ เลยครับว่าเป็นเรื่องของการใช้เทคโนโลยี พระราชบัญญัติฉบับนี้เน้นตรงนี้ ในมาตรา ๘ เรื่องการใช้เทคโนโลยี มาตรา ๖ เน้นเรื่องของกระบวนการ องค์กรสมัยใหม่ ศาลต้องเป็นองค์กรแรกในประเทศไทยที่เป็นจัสทิซ เทคโนโลยี (Justice technology) องค์กรฝรั่ง องค์กรมหาชน เขาทำตัวเองเขาเป็นดิจิทัล เทคโนโลยี (Digital technology) เป็นองค์กรใหญ่แล้วที่ใช้เทคโนโลยี เขาแปลง เขาควบรวม เจตนาคือต้องการเป็นองค์กร เทคโนโลยีครับ นั่นคือสิ่งที่ศาลต้องเป็นครับ แล้วศาลจะเป็นได้อย่างไรครับท่านประธาน จัสเทค (Just tech) ที่ผมเคยพูดไว้ในวาระแรกที่ทีโอที (TOT) หลายครั้งแล้วครับ จัสเทค (Just tech) ก็คือคำนิยามสั้น ๆ ของการใช้เทคโนโลยีในกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด ที่เกี่ยวข้องอะไรครับ อันประกอบด้วย การลงทะเบียน การแสดงตน คือรีจิสเทรชัน (Registration) และไอเดนทิฟิเคชัน (Identification) และแบบฟอร์มคำร้องต่าง ๆ หรือคำสั่งศาลคือ อีฟอร์ม (e-Form) หรือ อีออเดอร์ (e-Order) ที่อยู่ในคำสั่งศาล ตลอดจน การติดตามและการตอบในคำสั่งศาล หรือคำวินิจฉัยของศาล ที่เรียกว่าประชาชนสามารถแทร็กกิง (Tracking) คำสั่งนั้นได้ในระยะเวลาที่ศาลใช้เทคโนโลยี ผมยกตัวอย่างครับ เมื่อเดือนที่แล้วผมไปศาลแพ่ง แขวงนนทบุรี หน้าบัลลังก์เขาบอกว่า ท่านคะ มันวุ่นวายไปหมดแล้วค่ะ นี่สตางค์หนูค่ะ ค่าแพกเกจ (Package) ที่จะต้องต่อไปยัง ทนายความ ทนายความที่ไม่ได้มาศาล เพราะศาลแพ่งเขาบอกว่าไม่ต้องมาก็ได้ใช้เทคโนโลยี ทนายความก็เขาเรียก แอด (Add) เข้ามา เพื่ออยู่ในกระบวนการยุติธรรม ศาลท่านก็นั่งอยู่ ในห้อง ท่านก็ขึ้นมาบนซูม (Zoom) ผมก็ไปยืนดูกระบวนการ ก็พบเห็นว่า น้องเขาบอกว่า นี่สตางค์หนูค่ะ ค่าแพกเกจ (Package) ศาลก็ไม่ให้ งานก็ยุ่งหมดเลยค่ะนี่ทั้งหมด เพราะว่า จะต้องประสานทั้งคนที่เป็นโจทก์ คนที่เป็นจำเลย คนที่เป็นทนายความ ทนายความต้องนัด มาตรงกัน เงินทั้งหมดค่ะ แล้วไม่ได้ฝึกอบรม ทำให้เกิดเป็นคอขวด แต่เร็วครับ ผมถือว่า สิ่งสำคัญนี้คือเขาเรียกว่า จัสเทค (Just tech) ระบบใหม่ที่เกิดขึ้นที่ศาลแพ่ง ผมไปเห็นมา กับตา แต่รัฐยุติธรรมได้จ่ายค่าแพกเกจ (Package) เร็วเข้า ผมกราบเรียนว่าอนาคตข้างหน้า มีการเพิ่มกำลังพลหน้าบัลลังก์ เจ้าหน้าที่บัลลังก์ เจ้าหน้าที่ที่ใช้เทคโนโลยีให้เขา หรือเปล่า เพราะกฎหมายนี่จะเพิ่มประสิทธิภาพตั้งแต่กระบวนการยุติธรรมชั้นพนักงาน สอบสวน ผมเคยพูดแล้วว่าการยื่นคำร้องขอประกันตัวนี่ เมื่อมีการจับกุมปั๊บ ญาติผู้เสียหาย ผู้ต้องหา สามารถยื่นประกันตัวทางทางอีไฟล์ (e-File) ได้เลย บนแพกเกจ (Package) ของจัสเทค (Just tech) คำร้องพร้อมกับแปะเงิน หรือแปะบัญชีเงิน หรือแปะหลักทรัพย์ ส่งไปยังศาลให้ศาลพิจารณาเลยครับ หน้าบัลลังก์จับขึ้นเข้าไฟล์ (File) ให้ศาลดูว่านี่ผู้ต้องหา คนนี้กำลังจะมาแล้ว ปล่อยตัวได้ครับ เพราะหลักทรัพย์ครบถ้วน ไม่หนี เห็นไหมครับ ตัวผู้ต้องหายังไม่ได้ไปถึงศาลเลย หรือจำเลยไม่ถึงศาล ก็คำร้องลงมาเลย เอากลับบ้านไปเลย ไม่ต้องขัง ไม่ต้องเสียค่าข้าว ไม่ต้องเสียค่าอาหาร ไม่ต้องเสียค่าแอร์ (Air condition) ความยุติธรรมเกิดขึ้นเพราะนี่คือความเร็วของศาล และอนาคตการเชื่อมใช้ ๕ จี (5G) กำลัง มา ๕ จี (5G) ครับ ศาลจะต้องใช้แพกเกจ (Package) ๕ จี (5G) คุมศาลทั้งหมด เพื่อบริหาร แพลตฟอร์ม (Platform) ของศาลทั้งหมด เพื่อให้รัน (Run) ให้เกิดความรวดเร็ว อย่าให้เป็น คอขวดครับ เหมือนบัตรประชารัฐ เมื่อเร็ว ๆ นี้ อันนี้เหมือนกัน เรื่องการลงทะเบียน เมื่อเช้า ผมดูข่าวครับ นักโทษหญิงขอบัตรประชารัฐ ไปดูข่าวครับ ไปประจานเขาอีก ต้องลบทิ้งครับ ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ต้องไม่ปรากฏหลังจากที่เขาออกไปแล้ว นี่คือการลงทะเบียน ศาลต้องให้ความยุติธรรมหลังจากที่เขาออกไปแล้ว ฉะนั้นการลบข้อมูลดิบต่าง ๆ นี่มัน จะต้องเกิดขึ้น นั่นคือความยุติธรรมที่จะเกิดขึ้นครับท่านประธาน เราต้องเน้นเรื่องของการ ใช้ร่ม ๕ จี (5G) ที่จะเข้ามา งบประมาณต้องขอมา ศาลใช้มาตรา ๑๑๑ วรรคสองขอมาครับ เงินไม่พอ ขอกรรมาธิการนะครับ อย่าไปขอรัฐบาล เพราะรัฐบาลไม่มีอำนาจ ผมจบแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปคุณณัฐวุฒิ บัวประทุม ครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตใช้เวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดในการพิจารณาขั้นรับหลักการของร่างพระราชบัญญัติ กำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. .... ซึ่งเป็นฉบับที่มิใช่มีการแก้ไข เพิ่มเติม แต่เป็นกฎหมายฉบับใหม่ครับ ผมมีอยู่ ๓ ประเด็นหลัก ๆ ด้วยกันครับ ที่จะขอ ใช้เวลาดังกล่าว🔗
ในประการที่ ๑ นักเรียนที่เรียนกฎหมายทุกคนย่อมได้ยินประโยคหนึ่งใน ภาษาอังกฤษที่เรียกว่า จัสทิซ ดีเลย์ อีส จัสทิซ ดีนายด์ (Justice delayed is Justice denied) นั่นหมายถึงว่ากระบวนการยุติธรรมที่ล่าช้าเท่ากับเป็นการปฏิเสธความยุติธรรม แต่ท่านพูดประโยคนั้นแบบเดียวไม่ได้ครับ เพราะคำว่า ความรวดเร็ว มิได้หมายถึง หรือเท่ากับความเป็นธรรม หรือความยุติธรรมเสมอไป แต่ในขณะเดียวกันความล่าช้า ในหลายกรณี ถ้ามันจำเป็นบนพื้นฐานพยาน เหตุผล หรือสิ่งที่อ้างอิงได้ ก็อาจจะให้ ความเป็นธรรมที่ไม่ได้แตกต่างกัน🔗
อีกหลักการหนึ่งครับ ที่เราไม่เห็นในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ก็คือหลักการ ที่เรียกว่า จุดิเชียล อินดีเพนเดนซ์ (Judicial Independence) หรือหลักความเป็นอิสระของ ผู้พิพากษา หรือกระบวนการยุติธรรม ฉะนั้นวันนี้เช้าท่านต้องชี้แจงให้ชัดก่อนครับว่า ระหว่าง ๒ หลักการดังกล่าวในการเรียกร้องความยุติธรรมที่รวดเร็ว กับหลักประกันของ ความเป็นอิสระของบุคลากรที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะกระบวนการยุติธรรมที่ท้ายที่สุด ก็คือศาลยุติธรรมนั้นดุลยภาพอยู่ตรงใด แต่อย่างไรก็ตามครับ ผมจำเป็นที่จะต้องย้ำ และหลีกเลี่ยงที่ไม่พูดถึงกระบวนความเป็นอิสระ ดังกล่าวได้ว่า หลายครั้งความเป็นกลางนั้นต้องทำให้เห็นและเชื่อมั่นได้ว่าเป็นกลาง ภาษาอังกฤษเราใช้คำนี้นะครับ ต้องขออนุญาตท่านประธานที่เอ่ย เรียกว่า แอกชวล แอนด์ แอปเพียแรนซ์ อิมพาร์เทียลิตี้ (Actual and Appearance Impartiality) เพราะกรณีของ การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญไม่นานมานี้ ในกรณีที่บอกว่า มาตรา ๑๔๔๘ แห่งประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ระบุเฉพาะชายและหญิงเท่านั้นที่สามารถทำการสมรสกันได้ ไม่ถือเป็นการขัดรัฐธรรมนูญ ท่านอาจจะตัดสินแบบนั้นก็ได้ครับ แต่ผมเรียกร้องและยัง เชื่อมั่นว่าสภาผู้แทนราษฎรในวันพรุ่งนี้ที่จะมีการแก้ไขขั้นรับหลักการของประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ที่ว่าด้วยการสมรสเท่าเทียมจะไม่มีใครเบี้ยว จะไม่มีใครหนี จะไม่มีใคร หลีกเลี่ยงที่ใช้ที่ยืนในสภาพิจารณากันดูว่าตกลงแล้วความยุติธรรมที่ศาลเขียนกับ ความยุติธรรมที่ตัวแทนประชาชนรับรู้และรู้สึกกันทั้งประเทศนั้น อำนาจในการสถาปนา ความยุติธรรมอยู่ที่ใคร นั่นเป็นประการที่ ๑ ที่ถามท่านผู้ชี้แจงครับ🔗
ประการที่ ๒ ครับ ผมเองอาจจะไม่เห็นด้วยกับการทำเรื่องของแผนปฏิรูป ประเทศ หรือยุทธศาสตร์ประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่ท่านอ้างถึงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๒๕๘ ผมต้องเรียนท่านประธานแบบนี้นะครับ หลักประกันความยุติธรรม ให้กับประชาชนนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา แน่นอนครับ ข้อความใกล้เคียง นั้นยังถูกระบุอยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๗๕ ที่บอกว่าบุคคลต้องได้รับการอำนวย ความสะดวก หรือความเป็นธรรม โดยเป็นหน้าที่ของรัฐ ที่ต้องเป็นผู้ดูแล และอำนวย ความยุติธรรมให้แก่ประชาชนอย่างรวดเร็ว ผมเองไม่ติดใจ แต่ถ้าเมื่อท่านอ้างมาตรา ๒๕๘ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๒๕๘ นั้นมีคำอยู่ ๓ คำด้วยกันครับ คำที่หนึ่งเขาบอกว่า ประชาชนได้รับความยุติธรรมโดยไม่ล่าช้า อันนี้ท่านเขียนในเหตุและผลของร่าง พระราชบัญญัติฉบับนี้ อันที่ ๒ เขาบอกว่ามีกลไกที่ช่วยเหลือประชาชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ผมถามว่าอยู่ตรงไหนในเหตุและผลของร่างกฎหมายฉบับนี้ อยู่ตรงไหนครับ อันที่ ๓ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ บอกว่าต้องสร้างกลไก เพื่อให้มี การบังคับตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด อยู่ตรงไหนละครับ และท้ายที่สุดของรัฐธรรมนูญ มาตรานั้นระบุว่า กรณีการอำนวยความยุติธรรมที่ต้องอยู่ในแผนปฏิรูปประเทศนั้น ต้องเป็นไปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และความไม่เป็นธรรมในสังคม ตั้งแต่เช้ามายังไม่ได้ยิน คำนี้จากท่านผู้ชี้แจง แต่ด้วยความเคารพนะครับ ผมนั่งขับรถมาจากอ่างทองเมื่อเช้า ฟังเพื่อนสมาชิก ส.ส. ๑ ท่าน พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ฟังเพื่อนสมาชิก ส.ว. ๑ ท่าน ท่านอาจารย์วันชัย สอนศิริ ท่านก็ตั้งข้อสังเกตตรงนี้ไว้ในรายการวิทยุรัฐสภา ท่านย้อนกลับ ไปฟังได้ครับ ฉะนั้นท่านต้องตอบให้ชัดในประการที่ ๒ ว่า ตกลงแล้วกฎหมายฉบับนี้ ที่ท่านขอให้สภาของเรารับหลักการนั้น จะตอบประเด็นเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำ หรือความไม่เป็นธรรมในสังคม มีตัวชี้วัดแบบใด ประการใดในระยะเวลาเท่าไร นั่นเป็น ประการที่ ๒ ครับ🔗
ประการที่ ๓ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตที่จะลงไปในเนื้อหาของร่าง พระราชบัญญัติอยู่สัก ๒-๓ ประการด้วยกัน ประการที่หนึ่งครับ คือในเรื่องของนิยาม ความหมายต่าง ๆ ผมเองไม่ติดใจนะครับ ถ้าท่านบอกว่าการดำเนินกระบวนการยุติธรรมนั้น จะให้ขยายความ รวมไปถึงการดำเนินการกระบวนการยุติธรรมที่อยู่ในเขตอำนาจของ ศาลรัฐธรรมนูญ ผมไม่ติดใจข้อความนิยามคำนี้ แต่ผมติดใจข้อความนิยามถัดมาครับ ที่ท่านนิยามคำว่า ศาล หมายความว่า ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลทหาร และศาล รัฐธรรมนูญ ด้วยความเคารพครับ อะไรที่ไม่ใช่ ท่านอยากทำให้มันใช่ ท่านถามศาล รัฐธรรมนูญสิครับว่าเขานิยามตัวเองว่าเขาเป็นศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถึงแม้เขาอาจจะออก กฎหมายที่บอกว่ามีใครก็แล้วแต่ที่ละเมิดอำนาจศาลอาจจะโดนขังคุกก็แล้วแต่ ผมก็คงไม่มา วิพากษ์วิจารณ์ในนี้ แล้วก็ไม่ได้ยี่หระต่อสิ่งที่ศาลเขียนแต่ประการใด แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ระบุไว้ในหมวดที่ ๑๐ เขียนว่า ศาล หมายความว่า ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลทหาร แล้วเอาคำว่าศาลรัฐธรรมนูญไปไว้ในหมวดที่ ๑๑ อะไรที่ไม่ใช่ก็อย่าให้มันใช่ ท่านไม่จำเป็นต้องใส่คำว่า ศาลรัฐธรรมนูญ ในคำว่า ศาล ครับ ตรงไหนที่เขียนจำเพาะเจาะจงว่าอยากให้หมายถึงศาลรัฐธรรมนูญ ท่านก็ใส่ตามที่ท่านคิดว่า อยากให้เขาเป็นศาล ใส่ไปเลยครับ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญ เด็ก ๆ เขาเรียก ศาลพระภูมิ แต่อย่ามาใส่ในร่างกฎหมายที่เป็นกฎหมายแม่บท เฉกเช่นเดียวกันครับ มาตราสุดท้ายแล้วครับ ก็คือประเด็นที่บอกว่าในท้ายที่สุดการดำเนินการอำนวยความ ยุติธรรมต่าง ๆ ให้มีกฎหมายกำหนดระยะเวลาไว้เป็นอย่างอื่นนั้น อาจจะไม่สามารถเอามา บังคับใช้ได้ นี่คือสิ่งที่ผมห่วงครับว่าท้ายที่สุดแล้วการออก พ.ร.บ. ฉบับนี้อาจไม่ได้ตอบโจทย์ ต่อการอำนวยความยุติธรรม เพราะการอำนวยความยุติธรรมที่แท้จริงนั้นต้องเริ่มที่จิตใจที่รัก ความเป็นธรรมและเห็นเพื่อนมนุษย์เท่ากัน ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗
ขอเตือนนะครับ ต้องหลีกเลี่ยงอย่าไป พูดจาเสียดสีสถาบันภายนอก ต่อไปท่านนิยม เวชกามา ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตอ่าน ร่างพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมบางช่วง บางตอน บางมาตรา เพราะผมมีความจำเป็นจะต้องอภิปรายถ้อยคำบางถ้อยคำ บางมาตรา ซึ่งต้อง ฝากผู้ชี้แจง ฝากกรรมาธิการเข้าไปแก้ไข เพราะท่านจะอ้างว่าผิดหลักการไม่ได้ เพราะหลักการ เหตุผลของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ผมเห็นด้วยทุกประการ พร้อมที่จะ โหวตให้ท่าน เพียงแต่ว่าผมอยากจะพูดในประเด็นซึ่งท่านเขียนไว้แล้วควรแก้ไข ความจริง หลักการและเหตุผลที่ท่านอ้างในมาตรา ๒๘๕ ง. กระบวนการยุติธรรม (๑) กระบวนการของ ท่านที่เขียนอ้างหลักการและเหตุผลท่านนำไปใส่ในมาตรา ๔ เรียบร้อยแล้ว ผมเห็นด้วย เพียงแต่ว่าผมก็อ่านเป็นบางช่วง ซึ่งเป็นประเด็นถูกใจผมมากครับ ท่านบอกว่ากระบวนการ ยุติธรรม โดยให้มีกำหนดระยะเวลาดำเนินการในทุกขั้นตอนของกระบวนการที่ชัดเจน กำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมขึ้น แล้วมีท้าย ๆ บอกว่าให้เสร็จสิ้น รวมทั้งตรวจสอบความคืบหน้า อันจะยังประโยชน์ให้ประชาชนได้รับความยุติธรรโดยสะดวก รวดเร็ว จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ พระราชบัญญัตินี้ผมไปดูแล้วก็คงใช้มาตรา ๕ เป็นหลัก ผมจึงกราบเรียนว่าผมเห็นด้วย เพราะท่านนำหลักการ เหตุผลไปใส่ไว้ในมาตรา ๔ ชัดเจน เพียงแต่วันนี้ผมต้องบอกผู้ชี้แจง บอกผู้ที่จะเป็นกรรมาธิการว่าในมาตรา ๔ ชัดเจน ส่วนมาตรา ๕ ผมพูดถึงพรรคพวก ท่านสมาชิกพูดแล้วในคำนิยามเกี่ยวกับศาลต่าง ๆ ผมไม่พูด ผมจะบอกว่ามาตรา ๔ ผมอ่านไปแล้วเมื่อสักครู่นี้ คือหลักการและเหตุผล แต่ผม ต้องฝากกรรมาธิการและผู้ชี้แจงว่า ผมเสียใจนะ ท่านเขียนมาอย่างดี แต่สุดท้ายท่านไปเขียน ยกเลิก ทำไมผมถึงบอกเขียนยกเลิก ผมเห็นด้วยกับท่านผู้ทรงคุณวุฒิ ส.ว. ท่านพูดไปแล้ว ท่านเขียนมาดี ๆ แล้วก็บอกว่าวิธีการตรวจสอบโดยผ่านสื่อทุกช่องทางหลายช่องทาง แต่ท่านไปเขียนว่าท่านนี้จะกำหนดระยะเวลาดังกล่าวเพื่อให้เกิดผลกระทบต่อความอิสระ ในการอำนวยการยุติธรรม ท่านหักเลยนะครับ ที่เขียนมาทั้งหมดในหลักการนั้นท่าน ยกเลิกหมด มันก็เหมือนกับกฎหมายประกันชีวิต เขียนมา ๒ หน้าสุดท้ายบอกยกเลิกหมด เหมือนกันครับท่านไปดูเลย ผมจะฝากท่านว่าข้อความนี่ท่านไปแก้ไขใหม่เสีย ถ้าท่านเขียน แบบนี้ประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ผมเห็นด้วยกระบวนการยุติธรรมมันเป็นเรื่องยุ่งยากมาก ยุ่งยากจนว่าประชาชนเข้าไม่ถึง เริ่มต้นแต่ตำรวจแล้วครับ ตำรวจ อัยการ ศาล ประชาชนไม่กล้าแตะหรอกครับ พี่น้อง บ้านผมปัญหาก็แบบนี้ละครับ ผมจึงบอกว่าไม่ได้หรอกครับ ท่านต้องไปแตะ โดยเฉพาะ มาตรา ๖ ผมเห็นด้วยเลยท่านจะใส่ไว้ ในมาตรา ๕ ท่านใส่ตั้ง ๑๐ กระบวนการว่า กระบวนการยุติธรรมทั้งหมดท่านบอกว่าโน่นนี่นั่นถูกต้อง ผมเห็นด้วย ผมจึงบอกว่ากฎหมาย ฉบับนี้เป็นกฎหมายก้าวหน้าที่ท่านคิดจะปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม แต่ท่านอย่าเขียน แทงกั๊ก ฝากให้กรรมาธิการไปแก้ไข แล้วท่านไม่ต้องบอกในที่ประชุมว่าผิดหลักการ ไม่มีครับ หลักการท่านในมาตรา ๔ ไปดูเลยถูกหมด เพียงแต่ท่านเขียนยกเลิกไว้ในตอนปลายว่า ทำไม่ได้ อันนี้ต้องเป็นประเด็นท่านประธานครับ ผมเวลาสั้น ๆ ผมกลัวมันจะหมดไป ในมาตรา ๗ ท่านก็บอกว่าคดีไม่แจ้งอะไรนี่ ท้าย ๆ ท่านเขียนคล้าย ๆ ว่าแทงกั๊ก ผมไม่อยาก ให้เห็นกฎหมายฉบับนี้ประชาชนสุดท้ายแล้วไม่ได้ประโยชน์อะไร อันนี้ผมต้องพูดถึงเลยคือ ในมาตราสุดท้ายท่านประธานคือ มาตรา ๑๒ ท่านเขียนผู้รักษาการในพระราชบัญญัตินี้ ท่านใส่มาเลย ๑๐ องค์กร ๙ องค์กรเลยท่านประธาน ผมไม่เห็นด้วย ในจุดนี้ไม่เห็นด้วย ทำไมไม่เห็นด้วย ท่านใส่มาหมดเลย นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา ศาลปกครองสูงสุด ศาลรัฐธรรมนูญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ป.ป.ช. อัยการสูงสุด ใส่มาหมดเลย แสดงว่าประเทศนี้ บ้านเมืองนี้ปกครองกันด้วยองค์กรของใครของมันหรืออย่างไร ไม่ใช่บริหารประเทศโดย รัฐบาลใช่ไหม อันนี้คือต้องถาม ท่านใส่กันมาหมดเลย ป.ป.ช. อะไร รักษาการไปหมด แต่มี ผู้รู้กฎหมายบอกว่าเพื่อไปออกกฎหมายได้ ออกข้อบังคับได้ นี่ล่ะคือปัญหาครับ มันจะล่าช้า ก็ตรงนี้ ทุกคนที่ว่ารักษาการแล้วไปออกระเบียบออกกฎของตัวเอง แล้วก็ช้าเหมือนเดิม ผมยืนยันว่าต้องแก้ไข นายกรัฐมนตรีต้องมีอำนาจในการจัดการบริหารบ้านนี้เมืองนี้ เห็นไหมครับ ยกตัวอย่างสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดีเขาสั่งการให้ทหารไปไหนก็ได้ ไปรบ ไปอะไรทำได้เลย แล้วทำไมต้องกลับไปอยู่ใน ๙ องค์กรนี้ แสดงว่าทุกคนเป็นอิสระ ไม่ต้องขึ้น ต่อรัฐบาลนี้ใช่ไหม อันนี้ต้องถามท่านประธาน ถามไปยังผู้ชี้แจงว่ากรรมาธิการต้องตรวจสอบ และแก้ข้อความได้ ผมไม่เห็นด้วยนายกรัฐมนตรีต้องมีอำนาจในการจัดการ เพราะกฎหมายนี้ ไม่ได้ใช้วันนี้วันเดียว จะใช้ไปชั่วลูกชั่วหลาน ท่านนายกรัฐมนตรีไม่มีอำนาจต้องให้ องค์กรอิสระทั้งหลายนี้ทำ ป.ป.ช. อะไรก็มีอำนาจการจัดการหมด ป.ป.ช. เองวันนี้ก็ถูกมอง ถูกเขม่นตาอยู่ แล้วจะมาให้เป็นผู้มีอำนาจจัดการได้อย่างไร ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ต่อไปคุณคารม พลพรกลาง ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายคารม พลพรกลาง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต่อร่างพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. .... ต้องขออนุญาตเรียนว่าต้องขออนุญาตที่จะอภิปรายเพื่อแสดงความคิดเห็น เนื่องจาก กฎหมายฉบับนี้พอขึ้นชื่อเราก็สงสัยแล้วว่า ชื่อร่างพระราชบัญญัตินี้ตั้งขึ้นมาเพื่อให้มันช้าลง หรือว่าเร็วขึ้น หรือว่าเป็นข้ออ้างในการให้ราชการปฏิเสธได้ว่าอยู่ระหว่างดำเนินการ บ้านผมนี่ครับ ผมคนจังหวัดร้อยเอ็ดครับ เขาไม่เข้าใจหรอกครับชื่อร่างท่านคืออะไร เขาสนใจว่าเวลาเขาแจ้งความทำไมมันช้า คดีทำไมเขาช้า ท่านอำนวย นิ่มมะโน ขออนุญาต พูดผ่านท่านประธานไปซึ่งเป็นตำรวจ เป็นกรรมการปฏิรูปประเทศ บ้านผมเขาสนใจว่า เวลาดำเนินคดีในศาล ทำไมมันเร็วจัง แต่เวลาไปขอเงินหลักประกันคืนทำไมมันช้า เขาสนใจแค่นี้ละครับ ต่างคนที่เรานั่งอยู่นี้ก็รัฐธรรมนูญบอกว่าเรามาจากประชาชน เราใช้ อำนาจผ่านสภา ผ่านศาล ผ่านคณะรัฐมนตรี จริง ๆ แล้วรัฐมีอำนาจเยอะไป ท่านประธาน เป็นนักกฎหมายซึ่งเป็นประมุขมา ไม่เป็นเฉพาะประธานศาลฎีกา ท่านประธานรู้ไหมครับว่า อำนาจรัฐที่มันเยอะมันต้องลดลงให้ประชาชนเขาเข้าถึง ความเข้าถึงอำนาจเป็นเรื่องที่สำคัญ ต้นทุนของคนเป็นเศรษฐีกับต้นทุนของคนเป็นชาวนาอย่างบ้านผมต่างกันครับ เพราะฉะนั้น กฎหมายฉบับนี้มีเยอะมาก เท่าที่ศึกษามากับเท่าที่มีประสบการณ์ในการทำงาน🔗
ประเด็นแรก ผมไม่แน่ใจครับ ในมาตรา ๕ การเขียนถึงหน่วยงานต่าง ๆ ก็ดี แต่ก่อนจะไปมาตรา ๕ ขอพูดถึงมาตรา ๓ ท่านประธาน มาตรา ๓ นี่ครับ ผมเป็นคนที่ ไม่ชอบที่จะไปกระแนะกระแหนใครครับ แต่อยากถามนิดหนึ่งท่านรัฐมนตรีกับท่านผู้มาชี้แจง ว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่จะได้รับประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ เขียนรัฐธรรมนูญได้ครับ เวลามีคดีอาญาถ้าไม่มีทนาย ต้องจัดหาทนายให้ ถูกไหมครับท่านเปิดดูได้ คนยากจนต้อง จัดหา แต่ว่าทำไมความเห็นของสำนักงานอัยการสูงสุด ผมอ่านโดยละเอียด เมื่อคืนกลับจาก ร้อยเอ็ดมาก็รีบอ่านเพราะสนใจกฎหมายฉบับนี้ และขอเป็นกรรมาธิการ ท่านประธาน แต่พอมาถึงชั้นนี้คนที่เกี่ยวข้องแค่แจ้งว่า คดีเขาคืบหน้าช้าเร็วอัยการตัดออกแล้วก็ไม่เขียนไว้ อันนี้ขอคำชี้แจง ตัดเพราะว่าอะไรครับ เพราะว่าคนที่อยู่บ้านนอก คนที่ทำนาท่านประธาน คนที่เลี้ยงสัตว์ที่เขาไม่มีความรู้ถ้าเขาจะตั้งทนาย ทนายก็มีหลายอย่าง ทนายที่ขอแรง ทนายที่เขาช่วยเหลือคนจริง ๆ ที่อยู่ทางสื่อบางคนเขาก็ทำให้กระบวนการยุติธรรมเร็วขึ้น คดีรถชนคุณหมอต่ายนี่ครับ ท่านประธานรู้ไหม ไม่ได้เกิดจากการตรวจสอบในกระบวนการ ยุติธรรมเอง คือตำรวจนะครับ ผมคนบ้านนอกครับ แต่ผมสนใจ ผมเป็นกรรมาธิการคมนาคม แต่ที่สังคมเขาทราบ ท่านประธานรู้ไหม จากสื่อครับ ผมไม่แน่ใจว่าที่ท่านเขียนไว้ในกฎหมาย ฉบับนี้ออกมาเจตนาดี ผมเข้าใจ แล้วผมก็รับหลักการ พูดล่วงหน้าเลยว่า รับหลักการ แต่รายละเอียดมันมีอะไรที่เป็นข้อสงสัยเยอะมาก ๑. ท่านเขียนไว้เสียดีแล้วท่านมามี ข้อยกเว้น ข้อมูลความลับทางราชการ ท่านประธานที่เคารพ ก็มีอยู่ในรัฐธรรมนูญ เปิดเผยได้ เว้นแต่ความมั่นคงรัฐและความลับทางราชการ กฎหมายนี้จะแก้อย่างไรครับ ต้องฝากท่าน ผู้ชี้แจงให้ตอบนิดหนึ่ง นอกจากนั้นรายงาน ๓ ปีท่านประธานด้วยความเคารพ ปีหนึ่ง ก็เกินไปแล้วครับ ๓ ปีจะแก้อะไรได้ครับ สมมติว่าความล่าช้านั้นผมไม่ใช่คนเจ้าสำบัดสำนวน แต่มันช้าจนชาวบ้านเขาเอือมระอา ที่หลายคนพูดถึงกระบวนการยุติธรรมที่เขารู้สึกว่า เขาบอกว่าเขาไม่ได้รับความเป็นธรรมท่านประธาน หลายคนบอกว่าทำไมเวลาเรื่องที่จะ กระทำกับเขาเร็ว คนในประเทศมันมี ๒ อย่าง คนที่ผิดแล้วไม่รู้ว่าตัวเองผิด กับคนที่เขาไม่ผิด แล้วเขาถูกกระทำ ความรู้สึกในการอยากจะรู้ความคืบหน้าต่างกัน นี่คือสิ่งที่ผมจะขอ ตั้งข้อสังเกตในเวลาที่ผมจะใช้เวลาให้พอดีกับสิ่งที่ท่านให้ นอกจากนั้นผมอยากเรียนท่าน จริง ๆ ครับ ยกตัวอย่าง การประกันตัวในศาล ศาลมีอิสระตามรัฐธรรมนูญ ท่านจะก้าวล่วง เขาอย่างไรครับ ในเมื่อเขาพิจารณาอยู่ ยังไม่เสร็จ ผมเชื่อว่าเรื่องนี้ผมเคยทำงานกฎหมาย มันก็เป็นเรื่องที่จำเป็นบางทีก็บีบไม่ได้ เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้ผมกลัวเหลือเกินครับ เขียนแล้วจะกลายเป็นว่าเป็นข้ออ้าง อาจจะกลายเป็นข้ออ้าง แล้วก็เป็นข้ออ้างที่ ไม่ผิดกฎหมาย ข้าราชการท่านประธาน ข้าราชการมีกฎหมายที่เขียนกำกับคือ มาตรา ๑๕๗ ประมวลกฎหมายอาญา ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติโดยมิชอบ ถ้าเขียนกรอบขึ้นมาแล้ว อยู่ในกรอบที่เขาทำ เขาไม่ผิดนะครับ ให้เวลาเขาเดือนหนึ่งเขาถึงจะตอบ อยู่ในเดือนนี่เขา ไม่ได้ละเว้นนะครับ เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายปฏิรูปประเทศ เราอย่าเห่อ ตามปฏิรูปประเทศ เราก็ต้องมองประชาชนเป็นหลัก สุดท้ายจริง ๆ จึงบอกว่า ผมอยากจะ เรียนว่าการที่จะให้กระบวนการเข้าถึงทุกอย่างมันต้องกระจาย อย่างผมเคยบอกว่าบ้านผม ควรศาลจังหวัดสุวรรณภูมิ เพื่อให้เขาไปถึง ไม่ต้องไปไกล อย่างนี้ผมก็ยังไม่เห็นได้รับคำตอบที่ชัดเจนจากการตั้ง กระทู้ถามในสภา🔗
สุดท้ายจริง ๆ ก็ด้วยความเคารพ แล้วก็เห็นถึงเจตนาหลักการเบื้องต้น ก็ถือว่าดีครับ แล้วก็ไปได้ แต่ว่าในชั้นกรรมาธิการคงมีการแก้ไขเยอะ กราบขอบคุณ ท่านประธานที่ได้ให้โอกาสในการติติง แล้วก็ในการเสนอแนะ ขอบคุณท่านประธาน เป็นอย่างสูงครับ🔗
ท่านสมาชิกครับ ต่อไปคุณดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม นะครับ ผมเรียนว่ามีเสนอชื่อมาอภิปรายจำนวนมาก เพราะฉะนั้นพวกเรา ต้องช่วยกันรักษาเวลานะครับ ขณะนี้รวมแล้วประมาณ ๒๕ ท่าน ขอเชิญครับ🔗
ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้เป็นวันสำคัญของการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เพราะเหตุว่ากฎหมายฉบับนี้ ร่างพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. .... ได้เข้ามา สู่การพิจารณาของรัฐสภา กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายพื้นฐานที่สำคัญที่จะทำให้ กระบวนการยุติธรรมของไทยที่มีปัญหามานานได้ถูกแก้ไขครับ ผมสนับสนุนร่างฉบับนี้เต็มที่ เพราะว่ามีประโยชน์มาก เราขออภิปรายสนับสนุนว่ากฎหมายฉบับนี้จะทำให้เกิดอะไรขึ้น กฎหมายฉบับนี้จะมีประโยชน์อย่างไร และมีข้อเสนอแนะความคิดเห็นเพิ่มเติมครับ เพื่อว่าในชั้นของกรรมาธิการ ในชั้นของการพิจารณาปรับปรุงกฎหมายให้ดีขึ้นจะได้เกิด ประโยชน์ครับ ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่า ภาพใหญ่ของกระบวนการยุติธรรมมีปัญหา มากครับ ปัญหาใหญ่ ๆ ได้แก่ ๑. คดีล่าช้า ไม่ว่าจะเป็นคดีอาญา คดีแพ่งหรือคดีปกครอง เรามีตัวอย่างให้เห็น เรามีความเดือดร้อนมากมายครับ มีคดีค้างมาก ค้างนานในกระบวนการ ยุติธรรม ๒ ล้านกว่าคดีนะครับ ซึ่งก็ว่ากันไป อันนี้เป็นปัญหาแรก ปัญหาที่ ๒ ก็คือว่า ปัญหา การเข้าถึงได้ยาก เข้าถึงไม่สะดวก มีค่าใช้จ่ายไม่ทั่วถึง นำไปสู่ปัญหาที่เป็นปัญหาทางสังคม ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความไม่เท่าเทียม คนรวยไม่ติดคุกอะไรอย่างนี้เป็นต้น หรือว่า การพิจารณาไม่ได้รับความเป็นธรรม นาย ก นาย ข นาย ค ถูกปฏิบัติต่างกัน ปัญหาเหล่านี้ สาเหตุที่สำคัญก็คือ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ทำงานในกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นผู้พิพากษา ตุลาการ เจ้าหน้าที่ตำรวจ อัยการ หรือเจ้าหน้าที่อื่น ๆ ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมที่ได้ กล่าวถึงนั้น ท่านทำงานอยู่ในกล่องดำ ผมใช้คำว่า กล่องดำ ก็คือกระบวนการที่ไม่โปร่งใส ตรวจสอบไม่ได้ ประชาชนไม่มีส่วนร่วม กล่องดำคือกล่องที่มองไม่เห็น กล่องดำ คือกล่องที่ไม่ รู้ว่าคนที่ทำงานอยู่ ณ ขณะนั้นทำอะไรอยู่ นี่คือเรื่องใหญ่ครับ ปัญหากล่องดำนี้เอง เป็นปัญหาที่เราต้องแก้ไข แล้วก็ทำอย่างไรกระบวนการยุติธรรมจึงจะโปร่งใส จึงจะ ตรวจสอบได้ กระบวนการยุติธรรมต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม นั่นก็คือทำให้กระบวนการ ยุติธรรมไม่เป็นกล่องดำอีกต่อไป ให้เป็นกระบวนการที่โปร่งใส กฎหมายฉบับนี้ผมคิดว่าเป็น กฎหมายฉบับแรกที่เป็นพื้นฐานที่จะแก้ปัญหาทำให้กระบวนการยุติธรรมเป็นกล่องใสครับ เป็นกระบวนการที่โปร่งใสตรวจสอบได้ และประชาชนมีส่วนร่วม ได้ประโยชน์มากครับ ในกฎหมายฉบับนี้สาระมีไม่เยอะครับ ถ้าพี่น้องประชาชนจะได้ติดตามนะครับ มีกำหนดไว้ว่า บังคับให้หน่วยงานเจ้าหน้าที่กำหนดขั้นตอนและระยะเวลาดำเนินงาน ส่วนที่ ๒ ให้มีช่องทาง ให้ประชาชนได้ตรวจสอบได้ว่า ศาลองค์กรต่าง ๆ ได้ทำงานตามระยะเวลาเหล่านั้นหรือไม่ เรื่องที่ ๓ คือให้มีช่องทางร้องเรียนได้ครับ ถ้าไม่ทำตามสิ่งที่ประกาศไว้ ไม่ทำตามเงื่อนไข กำหนดเวลาที่ได้ประกาศต่อสาธารณะเราก็ร้องเรียนได้ มีช่องทางร้องเรียน เรื่องที่ ๔ ก็คือว่า บังคับให้หน่วยงานได้ทบทวนทำสถิติว่าสิ่งที่ประกาศไปแล้ว จะทำเรื่องนั้นเรื่องนี้ตัดสินคดี ประเภทนั้นประเภทนี้ให้เสร็จในเวลาเท่าใด ถ้าได้ดำเนินการไปแล้วทำได้หรือไม่อย่างไร แล้วก็นำมาสู่เรื่องที่ ๕ ที่กำหนดให้หน่วยงานต้องมีการปรับปรุง เรื่องใดที่ทำให้ขั้นตอน สั้นขึ้น ระยะเวลามันทำเร็วขึ้นได้ เรื่องอะไรที่จะเพิ่มเติมเข้ามาให้เป็นเงื่อนไข ในการกำกับ การทำงานของหน่วยงานตัวเอง ทั้ง ๕ เรื่องเป็นเรื่องที่ดีมากครับ เลยทำให้กฎหมายฉบับนี้ มีความหมายแล้วก็มีประโยชน์นะครับ ประโยชน์ที่เราจะได้จากกฎหมายฉบับนี้ นอกจากจะ ทำให้เราสามารถตรวจสอบการทำงานของบุคคลในกระบวนการยุติธรรม ผมเรียนอย่างนี้ว่า ปัญหาบ้านเราก็คือว่า เมื่อมีหน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ มีตำแหน่งมีเงินเดือนแล้ว ส่วนใหญ่ท่านจะคิดว่าท่านมีอำนาจที่เป็นอิสระ เมื่อมีอำนาจที่เป็นอิสระแล้วแต่ท่านจะใช้ อำนาจที่เป็นอิสระให้คุณให้โทษ ให้ประโยชน์ ทำตามหน้าที่ของท่าน ซึ่งตรงนี้ต้องเปลี่ยน คอนเซ็ปต์ (Concept) ใหม่ ต้องเปลี่ยนแนวคิดใหม่ครับ กฎหมายฉบับนี้พยายามเปลี่ยน เรื่องอำนาจอิสระของท่าน ซึ่งเราไม่ได้ก้าวล่วงนะครับว่า ตุลาการ ผู้พิพากษา เจ้าหน้าที่ ตำรวจ อัยการ ท่านจะมีความเห็นในคดีอย่างไร ท่านก็เห็นอย่างเป็นอิสระ แต่สิ่งที่ประชาชน จะติดตาม จะตรวจสอบท่านก็คือว่า ท่านได้บริหารจัดการคดีบริหารจัดการเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์ ในกำหนดเวลาที่ควรจะเป็นหรือไม่ เพราะฉะนั้นเปลี่ยนเรื่องอำนาจอิสระของท่าน ให้เป็นหน้าที่ครับ ท่านมีหน้าที่ที่จะต้องทำเรื่องนั้นเรื่องนี้ในกำหนดเวลาที่ควรจะเป็น เพื่อให้ เป็นประโยชน์กับประชาชน เพราะฉะนั้นเราตรวจสอบได้ทั้งคน เกิดอะไรขึ้นครับ เกิดระบบงานที่ดีครับ ถ้าเรามีระยะเวลาชัดเจน มีเนื้องานที่ควรจะเป็นในระยะเวลาที่ เป็นไปได้ เราก็จะสามารถที่จะจัดระบบคน เพื่อทำให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น จัดระบบงานได้ดีขึ้น หน่วยงานก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น อันนี้คือสาระสำคัญที่ขอ สนับสนุนนะครับ แล้วก็มีเรื่องตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติม ถ้าเป็นไปได้สั้น ๆ ครับท่านประธาน นาทีเดียว ก็คือว่าหน่วยงานที่อยู่ภายใต้การบังคับใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ อยากให้พิจารณา เพิ่มเติมให้ครบกระบวนการยุติธรรม อื่น ๆ ด้วย แล้วก็หน่วยงานอื่นที่ใช้อำนาจเหล่านี้ ในเรื่องของยกตัวอย่างเช่น เรื่องของ กกต. ให้คุณให้โทษ ให้ใบเหลือง ใบแดง ท่านจะ พิจารณาระยะเวลาแค่ไหน อย่างไร เรื่องของกรมราชทัณฑ์ที่เป็นความยุติธรรมปลายน้ำ ท่านต้องโปร่งใส่มากขึ้น ต้องบอกได้ว่าใครต้องข้อหาคดีอะไร ต้องดำเนินการลงโทษอย่างไร จำคุกกี่ปี ขณะนี้เราติดตามได้ ดำเนินการไปแล้วกี่ปี ใครได้รับยกเว้นหรือไม่ได้รับยกเว้น เราสามารถมีข้อมูลเปิดเผยสาธารณะ เหล่านี้จะทำให้กฎหมายฉบับนี้มีความสมบูรณ์ แล้วก็ เป็นประโยชน์ในการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ต่อไปท่านสมคิด เชื้อคง แล้วก็ คุณนิคม บุญวิเศษ และจากนั้นจะเป็นคุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย และท่านวุฒิสมาชิก เฉลิมชัย เฟื่องคอน ขอเชิญคุณสมคิดครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายสมคิด เชื้อคง พรรคเพื่อไทยจากอุบลราชธานี ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ต้องขอบพระคุณครับท่านประธาน วันนี้ขอให้เหตุผล แล้วก็ให้ความเห็น เกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. กำหนดระยะเวลาดำเนินการในกระบวนการยุติธรรม ความจริงผู้ที่เขียน กฎหมาย ร่างกฎหมายก็ดึงเอามาจากรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คือ เขียนเรื่องการปฏิรูปนะครับ เพราะฉะนั้นเวลาท่านเขียนก็เอามาก็ไม่เป็นไร สิ่งหนึ่งก็เขียน มาจากรัฐธรรมนูญก็คือว่า ในกระบวนการปฏิรูปด้านกฎหมาย ด้านอื่น ๆ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ นั้นเขียนไว้เยอะ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง ด้านการศึกษา และกระบวนการ ยุติธรรม สิ่งหนึ่งที่ขอเอ่ยไปถึงกระบวนการปฏิรูปกฎหมายก่อนนะครับว่า วันนี้กระบวนการ ยุติธรรมก็เข้าใจว่ามีกฎหมายเข้าไปฉบับหนึ่งคือของตำรวจ และด้านปฏิรูปศึกษาก็ พ.ร.บ. การศึกษา ซึ่งไม่รู้เมื่อไรจะเสร็จ แต่สังเกตว่าเรื่องนี้ กระบวนการยุติธรรมเราไปพูดถึง ๑๐ หน่วยงาน ในมาตรา ๕ ซึ่งเราบอกว่าจะต้องไปออก กฎหมายลูกหรือไปออกระเบียบ กฎกระทรวงอะไรก็แล้วแต่ ให้ดำเนินการตามร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ เพราะว่าหลักการและเหตุผลของท่านก็คือว่า ทุกขั้นตอนกระบวนการยุติธรรม ที่ชัดเจนเพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมโดยไม่ล่าช้า เรื่องนี้ละครับสำคัญ รายละเอียด อย่างอื่นมันตามมาเอง สังเกตนะครับว่ากระบวนการยุติธรรมบ้านเรานี้ เวลาใครรออะไร ตั้งแต่ศาลชั้นต้น ศาลฎีกา หรือเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ท่านสังเกตไหมว่ากระบวนการต่าง ๆ มันหากำหนดเวลาไม่ได้ ซึ่งก็ดีครับ ท่านเสนอหลักการนี้มาแล้วจะให้หน่วยงานไปออก หลักการเหล่านี้จะทำให้ประชาชนได้ทราบขั้นตอน พี่น้องประชาชนที่บอกว่าขึ้นศาลแล้ว เมื่อไรจะจบ บางคดี ๑๐ ปี บางคดี ๑๕ ปี บางคดี ๖ ปี ๗ ปี หรือบางคดีก็แปลกนะครับ ท่านประธาน คดีอะไรที่โด่งดัง คดีอะไรที่เป็นที่สนใจประชาชน ทั้ง ๆ ที่มันก็คดี สาหัสสากรรจ์ ปีเดียวก็จบ ๖ เดือนก็จบ อย่างนี้เอาอะไรเป็นมาตรฐาน มันหามาตรฐาน ยังไม่เจอ เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้เข้ามา โดยหลักการผมเห็นด้วย เพราะอย่างน้อย ๆ จะได้เป็นข้อกำหนดว่าพี่น้องประชาชนติดตามได้ ผมสนใจอีกเรื่องหนึ่งนะครับ เรื่องปฏิรูป ขอเอ่ยกับท่านประธานนิดหน่อย เราเขียนปฏิรูปหลายเรื่องแล้วท่านประธานครับ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มันหายไปอยู่เรื่องหนึ่งที่ผมคาใจ ไม่ปฏิรูปศาลหรือครับ ที่มาของ ผู้พิพากษา ที่มาอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เราทำไมไม่ทำให้มันครบถ้วนกระบวนความ ผมบ่นกับ ท่านประธานไปอย่างนั้นละครับ เพื่อให้ได้รับรู้ว่าหลายเรื่องมันยังข้องใจกันอยู่ อย่างอื่น ก็พยายามปฏิรูปกัน แต่เรื่องเดียวที่เราไม่เห็นปฏิรูปคือศาล แล้วก็ไม่กำหนดมาเลย ไม่กำหนดมาเลย เอาแค่ที่มาผู้พิพากษา ถ้าจะเอากันจริง ๆ มาอย่างไร ขั้นตอนเป็นอย่างไร ศึกษามาอย่างไร เรียนนิติศาสตร์มาแบบไหน เหล่านี้ถ้าเราจะให้กระบวนการมันครบถ้วน ผมพูดแถมไปเฉย ๆ แต่มันทำไม่ได้หรอก แต่อยากจะบอกว่า มันควรจะมีเรื่องเหล่านี้ ในสังคมบ้านเราด้วยนะครับ ในมาตรา ๗ ก็บอกให้เจ้าหน้าที่ทำ ท่านประธานครับ ถ้าไม่ทำ ก็จะบอกให้มีโทษทางวินัย หลักการที่ให้หน่วยงานไปออกจะกำหนดวันเวลาอะไรก็แล้วแต่ สุดท้ายประชาชนก็จะต้องเหนื่อยอยู่ดี เพราะถ้าไม่เสร็จก็ต้องไปไล่กันอีกทีว่า เจ้าหน้าที่คนนี้ ไม่เสร็จนะ อันนี้ไม่เสร็จนะ คนนั้นไม่พร้อมนะ แล้วก็ให้รายงาน แล้วก็ให้ดำเนินการ เจ้าหน้าที่อีกว่าถ้าคุณทำไม่เสร็จตามหลักการนี้ คุณต้องผิด สุดท้ายมันก็คือว่าทุกอย่าง เวลาไปออกกติกาแล้วมันเข้าไปอยู่ในระบบราชการ เหมือนเดิม ประชาชนเวลาจะไปดึง ระยะเวลาอะไรออกมานี้ยากครับ ระบบราชการมันก็เหมือนว่าประชาชนไปดึงอ้อยออกจาก ปากช้าง ถ้าบอกว่าวันนี้ ๑๒๐ วัน คุณไม่เสร็จ เขาก็มีเหตุผลต่าง ๆ นานาอีก จะดำเนินการ อย่างไร ฝากกรรมาธิการนะครับ ถ้าท่านใดไปนั่งกรรมาธิการ เอาเจตนารมณ์เลยว่าคดี ก นี้ เขาบอกว่า ๑ ปีเสร็จ คุณรายงานว่า ๑ ปีไม่เสร็จ เพราะ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ แต่ว่าต้องบอกให้ ชัดเจนในเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าถ้าไม่เสร็จจะดำเนินการลงโทษอย่างไร อย่าเขียน ลอย ๆ เพราะถ้าเขียนลอย ๆ เมื่อไรเจ้าหน้าที่ของรัฐจะสบาย จะไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบ อะไรเลย และกว่าจะสอบสวนความผิดเจ้าหน้าที่รัฐเหล่านั้นได้ เกษียณแล้วก็ยังมีเลย บางที คู่คดีตายไปแล้วก็มี เหล่านี้ไม่อยากให้เกิด เพราะไหน ๆ จะทำเรื่องปฏิรูปกระบวนการ ยุติธรรมแล้ว ควรจะเล่นมาตั้งแต่ล่างยันบนทั้งหมดนะครับ แม้กระทั่งเรื่องตำรวจ โอเค (OK) กฎหมายตำรวจเข้าไปผมก็อ่านพอคร่าว ๆ ไปพูดถึงเรื่องตำแหน่งตัวเองเสียเยอะเลย แทนที่ จะพูดเรื่องความต้องการประชาชน แทนที่จะพูดเรื่องอื่นเยอะ ๆ กลับว่าตำแหน่งนี้จะได้ อย่างไร ไม่อยากให้กฎหมายเหล่านั้นไปรองรับระบบราชการมากจนเกินไป แน่นอนระบบ ราชการต้องมี แต่ว่ามันต้องบังคับในกรอบกติกาที่ปฏิรูป ไม่อย่างนั้นเราต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างเอารัฐสภาเป็นสแตมป์ (Stamp) ออกไป และทำอย่างไรก็ได้ เพราะฉะนั้นตัว เจตนารมณ์ของกฎหมายที่ร่างต้องฝากไปยังท่านผู้ชี้แจงและท่านกรรมาธิการว่าควรจะ ชัดเจน อย่าให้มาตีความกันอีก ไม่อย่างนั้นปัญหามันจะตามมา ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปท่านนิคม บุญวิเศษ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ กระผมขออภิปรายร่างพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงาน ในกระบวนการยุติธรรม ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีมากครับ ผมได้อ่านทั้งหมด ๑๒ มาตรา การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะปัจจุบันนี้สังคมแตกแยก ส่วนหนึ่งก็อาจจะเกิดจากกระบวนการยุติธรรม อาจจะไม่ยุติธรรมกับบางกลุ่มบางคน เท่าใดนัก ประชาชนเขาทราบดี ในสิ่งที่ผมด้วยคือระยะเวลา มีการกำหนดระยะเวลา ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนเป็นอย่างยิ่ง แต่ในส่วนที่ผมได้อ่าน โดยเฉพาะในมาตรา ๔ ที่บอกว่า พระราชบัญญัตินี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้หน่วยงานใน กระบวนการยุติธรรมกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมทุกขั้นตอนให้ ชัดเจน อันนี้ดีครับ เพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมโดยไม่ล่าช้า ดีครับ และให้ผู้ที่มี ส่วนเกี่ยวข้องทราบได้ว่าหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมจะพิจารณาเรื่องที่อยู่ระหว่าง การดำเนินงานเสร็จสิ้นเมื่อใด อันนี้ก็ดีครับ รวมทั้งตรวจสอบความคืบหน้าโดยผ่านช่องทางที่ หลากหลาย ดีครับ แต่ในข้อความถัดไปนะครับ แต่ทั้งนี้จะกำหนดระยะเวลาดังกล่าวเพื่อให้ เกิดผลกระทบต่อความเป็นอิสระในการอำนวยความยุติธรรม หรือการดำเนินงานโดยสุจริต ของบุคคลไม่ได้ ในประเด็นนี้ที่ผมเป็นห่วงว่าจะกำหนดโดยกระทบความเป็นอิสระในการ ดำเนินงานไม่ได้ ผมคิดว่าการให้ความเป็นอิสระบางครั้งอาจจะให้มากเกินไป อาจจะเกิด ความล่าช้า ความเคยชิน ซึ่งบางครั้งอาจจะให้เหตุผลว่ามีจำนวนงานเยอะ ซึ่งเวลาไม่ว่างบ้าง ก็อาจจะเลื่อนไป ๓ เดือน ๕ เดือน ๑ ปีก็มีนะครับ ก็เลยทำให้กระบวนการนี้มันล่าช้า เพราะอาจจะใช้ดุลยพินิจ ซึ่งผมคิดว่าการกำหนดระยะเวลาอย่างไรก็ตามมันก็ต้องไปกระทบ ความมีอิสระในการใช้ดุลพินิจแน่นอน ซึ่งข้อความนี้ผมอาจจะเห็นต่างนะครับ ส่วนใน มาตราอื่นผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ดี แต่ในส่วนที่ผมคิดว่าการที่ทำให้เวลามันเร็วขึ้นบางครั้ง มันก็เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน แต่บางครั้งถ้ามันเร็วมากเกินไปมันก็เป็นโทษ เป็นความไม่ยุติธรรมเช่นกัน เช่นการยุบพรรค การตัดสิทธิทางการเมือง ในฝ่ายที่อาจจะ เป็นฝ่ายตรงกันข้ามหรือฝ่ายใดก็ตาม เท่าที่เราทราบมานะครับ แต่การกำหนดของ ๑๐ หน่วยงาน ผมขออภิปรายเพื่อให้ประชาชนที่ฟังวิทยุทราบครับ ก็มีกระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กรมพระธรรมนูญ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ศาล องค์กรอัยการ และหน่วยงาน ในกระบวนการยุติธรรม ทั้ง ๑๐ หน่วยงานนี้ถ้าใช้เวลาในการกำหนดเวลาที่ชัดเจน ผมคิดว่า ประโยชน์ในการตรวจสอบ ในการประเมินเวลา หรือการคาดล่วงหน้าของประชาชนว่า จะแล้วเสร็จเมื่อใด อันนี้คือเป็นเรื่องที่ดีนะครับ เพราะเกี่ยวข้องกับเวลาหรือค่าใช้จ่าย คือเวลามากค่าใช้จ่ายมันสูงท่านประธานครับ และความสะดวกสบายมันไม่เกิด มันจะเกิด ความลำบากกับพี่น้องประชาชน บางทีเขาอยู่ห่างไกล ต้องเดินทางไปศาลซึ่งใช้เวลา จำนวนมาก และเกิดความลำบากเกิดค่าใช้จ่าย และมันเป็นเหตุทำให้หลักฐานต่าง ๆ ถ้ามัน เนิ่นนานไปหลักฐานต่าง ๆ อาจสูญหายได้ ผู้ต้องหาอาจจะหลบหนีได้ หรืออาจจะมีการ โยกย้ายถ่ายเททรัพย์สินได้ ทำลายหลักฐานได้ หรืออาจจะมีการสร้างหลักฐานเท็จขึ้นได้ เวลาเปลี่ยนนะครับท่านประธาน อะไรมันก็เปลี่ยนแปลงได้ เวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน เวลาเปลี่ยน ความคิดเปลี่ยน เวลาเปลี่ยน พยานหลักฐานเปลี่ยน เวลาเปลี่ยน กฎหมาย ก็เปลี่ยนตาม เวลาเปลี่ยน กระบวนการยุติธรรมก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ ฉะนั้น การกำหนดระยะเวลาสิ่งที่ผมคิดว่าดีไม่ดี แต่ในส่วนที่ผมเห็นต่างก็คือว่าควรจะไม่ให้เป็น ดุลพินิจของแต่ละหน่วยงาน ควรจะมีการกำหนดกรอบไว้ว่าการกำหนดเวลาควรจะมีขั้น สูงสุดเท่าใด ไม่ใช่ว่าให้แต่ละหน่วยงานไปใช้ดุลยพินิจของหน่วยงานเองว่าจะต้อง กำหนดเวลาเท่าไร ผมคิดว่าถ้าพูดอย่างนี้ก็ยังทำให้ทำงานของแต่ละหน่วยงานล่าช้า อยู่เหมือนเดิม เพราะคงไม่มีหน่วยงานใดท่านประธานครับ ที่จะไปกำหนดเวลาให้ตัวเองเร็วขึ้น ให้ตัวเอง ทำงานยากขึ้น ผมว่าไม่มีหรอกครับ เขาก็ต้องกำหนดเวลายาวขึ้น ยาวขึ้น ยาวขึ้น ฉะนั้น กฎหมายฉบับนี้ควรจะมีการกำหนดกรอบเวลาให้ชัดเจนว่า อย่างช้าควรจะไม่เกินเท่าใด อย่างเร็วประมาณเท่าใด เพื่อให้ประชาชนเขารู้ล่วงหน้าว่าถ้าเป็นคดีแบบนี้ ถ้าเป็นลักษณะนี้ ควรจะใช้เวลากี่วัน กี่เดือน กี่ปี เขาจะรู้ล่วงหน้าเลยครับ แต่ถ้าท่านบอกว่าให้หน่วยงานไปใช้ ดุลยพินิจ ไปกำหนดตัวเอง ตรงนี้ละครับที่ผมไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ตามหน่วยงานต่าง ๆ ก็คง ไม่มากำหนดให้มาบีบตัวเองหรอกครับ เพราะว่าตอนนี้เท่าที่ทราบคดีต่าง ๆ อยู่ในศาล มันมากมายเป็นหมื่น ๆ คดี ท่านประธานครับ ก็ไม่รู้ว่าจะเคลียร์ (Clear) กันอย่างไร ผมก็ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าถ้ากฎหมายฉบับนี้ออกไปหน่วยงานเหล่านี้จะสามารถกำหนดเวลาได้ ตรงใจประชาชนหรือไม่ ทันเวลาหรือไม่ ผมก็เลยคิดว่าควรจะมีการกำหนดกรอบเวลาให้ ชัดเจนว่าไม่ควรเกินเท่าใด กราบขอบพระคุณมากครับ🔗
ต่อไปคุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ร่างพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการ ยุติธรรมฉบับที่รัฐสภากำลังพิจารณาอยู่นี้ ความจริงแล้วถ้าพิจารณาโดยหลักการและเหตุผล ก็ดูเหมือนว่าเป็นความจำเป็นที่จะต้องตราพระราชบัญญัตินี้ เพื่อให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว ไม่ว่าจะโดยเหตุผลที่มาจากรัฐธรรมนูญที่กำหนดเอาไว้ในมาตรา ๒๕๘ ง. หรือโดยเหตุผล ของปัญหาในกระบวนการยุติธรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่เกิดขึ้น ในปัจจุบัน แต่เมื่อผมอ่านตัวร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้แล้ว ผมเห็นว่ายังมีประเด็นปัญหาอยู่ หลายประการที่อยากจะเสนอเอาไว้ในรัฐสภาเพื่อฝากไปถึงคณะกรรมาธิการไปพิจารณา ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ในประการแรกทีเดียวครับ ตัวเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ ในด้านกระบวนการยุติธรรมที่มีการพูดถึงใน (๑) ของ ง. ด้านกระบวนการ ยุติธรรมมีนัยสำคัญตรงนี้ครับว่า ให้มีการกำหนดระยะเวลาดำเนินการในทุกขั้นตอน ของกระบวนการยุติธรรมที่ชัดเจนเพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมโดยไม่ล่าช้า แล้วก็มี ข้อความอื่น แต่ตรงที่สำคัญก็คือว่า การสร้างกลไกเพื่อให้มีการบังคับการตามกฎหมาย อย่างเคร่งครัดเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในสังคม ผมเห็นว่าประโยคนี้ ที่เขียนไว้ หรือบทบัญญัตินี้ในรัฐธรรมนูญเป็นบทบัญญัติที่สำคัญมากดังนั้นกฎหมายฉบับนี้ จะต้องมุ่งไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชน จริง ๆ แล้ว ตัวกฎหมายฉบับนี้ผมถือว่าเป็นการปรับสมดุลครับ เป็นการปรับสมดุลระหว่างการบังคับใช้ กฎหมาย หรือตัวกฎหมายที่มุ่งหมายรักษาความมั่นคงของรัฐ หรือให้รัฐเป็นใหญ่ กับอีกเจตนารมณ์หนึ่งของกฎหมายก็คือ การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ในอดีต ที่ผ่านมาเรามักจะบัญญัติกฎหมายที่ให้รัฐเป็นใหญ่ หรือรักษาความมั่นคงของรัฐมากกว่าที่จะ รักษาหรือคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน มันจึงเกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำและความ ไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น โดยเฉพาะกับประชาชนที่เป็นประชาชนที่เป็นคนยากจน เข้าไม่ถึงสิทธิ ในกระบวนการยุติธรรมต่าง ๆ เพราะฉะนั้นตัวกฎหมายฉบับนี้จะต้องปรับสมดุลเหล่านี้ ลดจุดมุ่งหมายที่คุ้มครองอำนาจของรัฐหรือความมั่นคงของรัฐ มุ่งสู่การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ของประชาชนมากขึ้น แต่ในตัวกฎหมายนี้ยังมีประเด็นอยู่ครับ เช่น ในมาตราที่มีการพูดถึง เรื่องการดำเนินการงานในกระบวนการยุติธรรม เรามีการพูดถึงกำหนดขั้นตอนกระบวนการ ยุติธรรมทุกขั้นตอนให้ชัดเจนว่าต้องกำหนดระยะเวลา แต่ก็จะมีคำถามอยู่ว่า การนับขั้นตอน ในกระบวนการยุติธรรม นับในขั้นตอนใด ยกตัวอย่าง เช่น ประชาชนที่ถูกจับกุมในข้อหา บุกรุกป่า บุกรุกที่ดิน ที่ไปอยู่ที่ของรัฐประเภทต่าง ๆ จะมุ่งหมายที่จะนับขั้นตอนใน กระบวนการยุติธรรมเริ่มต้นตั้งแต่กระบวนการถูกจับกุมดำเนินคดี หรือเมื่อไปสู่ศาล ฟ้องศาล หรืออยู่ในกระบวนการของอัยการแล้ว นี่เป็นประเด็นที่ผมคิดว่ามีความจำเป็น และสำคัญมากนะครับ เพราะถ้าหากว่ากฎหมายฉบับนี้มุ่งหมายที่กำหนดระยะเวลาเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ของประชาชนแล้ว ตรงนี้ต้องมีความชัดเจนครับ ผมย้อนกลับไปอ่านความเห็นของ คณะกรรมการกฤษฎีกาในชั้นที่พิจารณากฎหมายฉบับนี้คือคณะกรรมการกฤษฎีกา ชุดที่ ๑๑ ย้อนหลังไป ๒-๓ ปี ยังมีความเห็นของกรรมการกฤษฎีกาชุดนั้น รวมถึงความเห็น หน่วยงานของรัฐหลายหน่วยงานว่าไม่มีความจำเป็นต้องตรากฎหมายฉบับนี้ เพราะว่า มีกฎหมายอื่น ๆ บัญญัติไว้แล้ว ก็มีการยกตัวอย่างมากมาย ยังมีข้อแย้งด้วยครับว่า ถ้าตราไปแล้วเกรงว่าจะสร้างขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อน เป็นภาระกับทั้งราชการและ ทั้งงบประมาณ เพราะฉะนั้นเมื่อมีการตราก็มีความเห็นของกรรมการกฤษฎีกาชุดเดียวกันว่า จะต้องไปแก้ไขอะไรบ้าง แต่ในการแก้ไขนั้นดูเหมือนว่าจะเขียนไว้โดยหลวม ๆ กว้าง ๆ และไม่จำเพาะเจาะจงมากนัก ซึ่งน่ากังวลว่าที่สุดแล้วเมื่อมีการตีความกฎหมายฉบับนี้ ในอนาคตจะไม่ได้มุ่งเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน แต่เป็นการคุ้มครองความมั่นคง อำนาจรัฐ อย่างน้อยที่สุดในมาตรา ๕ ที่กำหนดหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมนั้น ผมยัง เห็นว่ามี ๒ หน่วยงานที่จำเป็นและสำคัญแต่ขาดหายไป ซึ่งอยากจะฟังเหตุผลด้วยคือ ๑. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประชาชนที่ไปอยู่ในที่ดินของรัฐประเภท ต่าง ๆ บางคนอยู่มายาวนานตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษเป็นต้นมา เวลาถูกจับกุมดำเนินคดี การดำเนินคดียาวนานมากครับ เช่น หลังสุดที่เกิดนโยบายทวงคืนผืนป่า คนที่อยู่ในที่ที่ถูก ประกาศเป็นเขตอุทยาน เขตป่าไม้ ทั้งที่เขาอยู่มาก่อนการประกาศเขตป่า ประกาศ เขตอุทยาน ถูกจับกุมดำเนินคดียาวนานมา ๓-๔ ปีแล้ว คดียังไม่ไปไหน ส่งผลให้เป็นสิ่งที่เรา เรียกว่า คดีแห้ง เกิดขึ้น แล้วประชาชนเหล่านั้นก็เสียสิทธิที่จะไปแจ้งการครอบครองอุทยาน กรณีที่กฎหมายอุทยานฉบับใหม่กำหนดให้แจ้งภายใน ๒๔๐ วัน เพราะตนเองนั้นติดคดีแห้ง แม้แต่ในกฤษฎีกาที่จะต้องออกตามพระราชบัญญัติอุทยานฉบับนั้น มีการขอว่าไป นิรโทษกรรมในคดีต่าง ๆ เหล่านั้นได้หรือไม่ นี่คือปัญหาของการกำหนดขั้นตอนของ กระบวนการยุติธรรม เรื่องของปัญหาที่ดินกับพี่น้องที่ไม่มีที่ดิน หรือคนยากคนจนนั้น เป็นความเหลื่อมล้ำที่เป็นเรื่องใหญ่มากครับ ตรงนี้จะบัญญัติอย่างไรให้เกิดความชัดเจนถึง ขั้นตอนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพราะครอบคลุมถึงประชาชนส่วนใหญ่ สุดท้ายคือ กกต. กกต. นั้นจะต้องให้ความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมที่กำหนดระยะเวลาว่าจะตัดสิน อย่างไร เช่น คนที่ซื้อสิทธิขายเสียง อย่างกรณีจังหวัดตรัง ที่ผมเคยยกตัวอย่างว่าถูกจับกุม ตั้งแต่ปลายปี ๒๕๖๓ คดีผ่านมา ๑ ปี จับผู้ต้องหาได้ มีหลักฐานครบ ผู้ต้องหารับสภาพ จนบัดนี้ กกต. ยังไม่มีการชี้ขาดลงไป ผลเสียที่มันเกิดขึ้นก็คือว่า ถ้ามีคดีซื้อสิทธิขายเสียง เกิดขึ้นจริง แล้วพันถึงผู้สมัครที่ได้รับเลือกตั้งเขาดำรงตำแหน่งไปแล้ว นี่คือความเสียหาย ที่เกิดขึ้น เพราะได้คนซึ่งไม่สุจริตเที่ยงธรรมเข้าสู่การเลือกตั้งอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น ก็ฝากคณะกรรมาธิการได้ไปทบทวนในเรื่องเหล่านี้ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปท่านวุฒิสมาชิกเฉลิมชัย เฟื่องคอน ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม เฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออภิปรายตั้งข้อสังเกตร่างพระราชบัญญัติ กำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. .... ฝากไปยังคณะกรรมาธิการ ที่จะแต่งตั้งขึ้น ดังนี้🔗
ประการที่ ๑ ชื่อร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ในมาตรา ๑ ยังไม่สอดคล้องกับ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ ง. ด้านกระบวนการยุติธรรม (๑) อย่างครบถ้วน กล่าวคือรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่า ให้มีการกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในทุกขั้นตอน ผมย้ำว่าในทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมให้ชัดเจน แต่ชื่อร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ข้อความที่ขาดหายไปก็คือทุกขั้นตอน ถ้าไม่ใส่คำนี้ หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมตาม มาตรา ๕ อาจไม่กำหนดรายละเอียดในทุกขั้นตอนก็ได้ครับ🔗
ประการที่ ๒ บทนิยามในมาตรา ๓ การดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม หมายความว่า การดำเนินงานทางแพ่ง ทางอาญา ทางปกครองรวมถึงการดำเนินงาน ในกระบวนการยุติธรรมของศาลรัฐธรรมนูญ อยากจะทราบว่าจะให้หมายความรวมถึง การดำเนินงานของคณะกรรมการการเลือกตั้งด้วยหรือไม่ เพราะองค์กรนี้เป็นองค์กรที่สำคัญ🔗
ประการที่ ๓ บทนิยามในมาตรา ๓ เหมือนกันครับ คำว่า ศาล หมายความว่า ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลทหาร ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งกำหนดไว้ในบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญ หมวด ๑๐ และหมวด ๑๑ ศาลรัฐธรรมนูญ แต่ทำไมไม่มีบทนิยามของคำว่า พนักงานอัยการ ซึ่งเป็นใครบ้าง เพราะองค์กรตามรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน ในหมวด ๑๓ มาตรา ๒๔๘🔗
ในส่วนที่เกี่ยวข้องในบทนิยาม มาตรา ๓ หมายความว่า คู่ความ คู่กรณี ผู้ต้องหา และผู้เสียหาย พิจารณาแล้วพบว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องของบทนิยามดังกล่าว ยังไม่ครอบคลุมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่ควรจะได้รับทราบ ถึงขั้นตอนและระยะเวลาในการ ดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งได้แก่ ผู้กล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหา ผู้ต้องขัง และอาจจะ ต้องรวมถึงทนายความ และผู้รับมอบอำนาจในการกระทำการแทนด้วย🔗
ประการที่ ๕ ที่สำคัญคือหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมในมาตรา ๕ ซึ่งมีอยู่ ๑๐ อนุมาตรา ขอทราบและฝากไปทางกรรมาธิการที่จะตั้งนะครับว่า เพราะเหตุใด คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงไม่เป็นหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมตามมาตรา ๕ ทั้งที่ กกต. มีอำนาจในกระบวนการยุติธรรมเบ็ดเสร็จ ทั้งอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ อำนาจนิติบัญญัติคือสามารถออกระเบียบกฎเกณฑ์มาบังคับใช้ อำนาจบริหารคือตัดสิทธิผู้สมัคร ยกเลิกการเลือกตั้ง ร้องทุกข์กล่าวโทษผู้สมัคร ส.ส. ส.ว. ได้ รวมทั้งอำนาจตุลาการมีสิทธิเสนอศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคการเมืองได้ตาม พ.ร.บ. พรรคการเมือง มาตรา ๙๒ ทั้งนี้ผู้เสนอกฎหมายอาจจะบอกว่า สามารถที่จะเพิ่ม ในหน่วยงานกระบวนการยุติธรรมใน (๑๐) โดยออกเป็นพระราชกฤษฎีกา แสดงว่าผู้ร่าง กฎหมายไม่ได้ให้ความสำคัญกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง และไม่ให้ความสำคัญกับ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วย โดยเฉพาะคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้ดำเนินการ พิจารณาคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาบริหารประเทศชาติในขั้นตอนสุดท้าย ก่อนที่จะประกาศผลการเลือกตั้ง จึงควรกำหนดความสำคัญให้คณะกรรมการการเลือกตั้งอยู่ ในมาตรา ๕ ด้วยนะครับ🔗
ข้อสุดท้าย มาตรา ๖ ที่จะพูดถึงก็คือ มาตรา ๖ กำหนดให้หน่วยงาน ในกระบวนการยุติธรรมตามมาตรา ๕ กำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จเท่าที่จะสามารถทำได้ ในการพิจารณาเรื่องในขั้นตอนต่าง ๆ ของการดำเนินการ เว้นแต่มีการกำหนดระยะเวลาไว้ เป็นอย่างอื่น ผมยังสงสัยว่าที่กำหนดไว้ว่าถ้อยคำที่ว่า เท่าที่จะสามารถกระทำได้ เป็นถ้อยคำ กำกวม ค่อนข้างกว้าง หน่วยงานต่าง ๆ อาจตีความถ้อยคำนี้ต่างกัน จะทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ โดยอ้างเหตุผลดังกล่าว อาจจะไม่กำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จเลยก็ได้ถ้าใช้คำนี้ และถ้อยคำ สุดท้ายก็คือ เว้นแต่มีกฎหมายกำหนดระยะเวลาไว้เป็นอย่างอื่น ถ้าเขียนข้อความไว้อย่างนี้ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะไม่มีสภาพบังคับเลย เป็นหมันตั้งแต่ยังไม่คลอด เพราะไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายฉบับนี้ก็ได้ เพราะแต่ละหน่วยงานเขามีระเบียบภายในกำหนด ไว้หมดแล้ว แต่มันไม่มีสภาพบังคับ เพราะไม่ได้เป็นกฎหมาย แต่ถ้าทุกเรื่อง ทุกขั้นตอน เรากำหนดระยะเวลามาอยู่ในกฎหมายกลางฉบับนี้ จะทำให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถ ทราบได้ว่าเรื่องของตนจะเสร็จเมื่อไร ล่าช้าเพราะอะไร คาดว่าจะแล้วเสร็จเมื่อไร และมี บทลงโทษทางวินัยด้วยในกฎหมายฉบับนี้ ผมจึงเสนอควรแก้ไขถ้อยคำว่า เว้นแต่มีกฎหมาย กำหนดระยะเวลาไว้เป็นอย่างอื่น ควรแก้เป็น ทั้งนี้ ในกรณีที่หน่วยงานในกระบวนการ ยุติธรรมตาม มาตรา ๕ มีกฎหมายกำหนดระยะเวลาไว้เป็นอย่างอื่นแล้ว ให้ถือว่าเป็นการ กำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย ขอบคุณมากครับ🔗
ชุดต่อไปนะครับ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง คุณสงวน พงษ์มณี คุณเกียรติ สิทธีอมร นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ ขอเชิญ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ พระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินการในกระบวนการยุติธรรม ผมถือว่าเป็นกฎหมาย ที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยการออกกฎหมายทุกฉบับเราต้องมีเป้าประสงค์เดียว คือเป้าประสงค์เพื่อประโยชน์สำหรับปวงชนที่มากที่สุด ที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย แล้วในบทบัญญัติของกฎหมายเราจะต้องให้คำนึงว่าประชาชน ต้องใช้ประโยชน์จากกฎหมาย และประการที่ ๒ ที่สำคัญคือ ประชาชนต้องได้รับ การคุ้มครองโดยกฎหมาย ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ในรัฐธรรมนูญที่เรามาทำมาตรานี้ เขาบอกไว้เรื่องเดียวก็คือ เพื่อประโยชน์ของประชาชนให้ได้รับความเป็นธรรมในเวลาที่ รวดเร็ว แล้วอีกประการหนึ่งก็คือ เรื่องการเยียวยาประชาชน และอีกส่วนหนึ่งก็คือลด ความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรม ท่านประธานที่เคารพครับ ปัจจุบันเมื่อประโยชน์ของ ประชาชนได้รับความเป็นธรรม ในกระบวนการยุติธรรมปัญหาใหญ่เราเคยตั้งโจทย์ไว้ว่า ปัญหาอยู่ที่ระยะเวลาในกระบวนการยุติธรรม หรือปัญหาเกิดจากกฎหมาย หรือบุคคล ในกระบวนการยุติธรรม หรือเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งต้องกราบเรียนว่า ผมเองผมให้น้ำหนักไปในเรื่องของกฎหมายไม่เป็นธรรม แล้วประการที่ ๒ ก็คือบุคคลใน กระบวนการยุติธรรมจำนวนมาก ผมใช้คำว่า จำนวนมาก ที่ไม่มีความซื่อสัตย์และเที่ยงธรรม แล้วก็ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ท่านประธานที่เคารพครับ ในกรณีของกฎหมายในกระบวนการ ยุติธรรม เราต้องยอมรับว่าปัญหาของกฎหมายที่มากที่สุดก็คือ กฎหมายเป็นลักษณะ อำนาจนิยม เช่น กฎหมายฉบับนี้ทุกท่านอาจจะมีความหวังดี แต่ท่านซ่อนไว้เรื่องอำนาจนิยม คือท่านยังไม่ได้เริ่มต้นที่ปฏิรูปกฎหมายว่าประชาชนเขาไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกฎหมาย ท่านสมาชิกรัฐสภาหลายท่านได้พูดไปก่อนหน้านี้ ผมขอยกตัวอย่าง ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ที่ท่านได้พูดว่า การออกพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติเมื่อปี ๒๕๖๒ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประกาศไปยกเลิกฉบับก่อนที่เรามีปัญหาเรื่องการพิพาทระหว่างประชาชนกับรัฐ โดยประชาชนมีที่ดินประมาณ ๔.๗ ล้านไร่ทั่วประเทศ ระบุว่าการประกาศอุทยานแห่งชาติ ก่อนนั้นเป็นการประกาศมาทับที่ประชาชน แล้วก็ให้มีกระบวนการพิสูจน์สิทธิ ซึ่งกระบวนการพิสูจน์สิทธิพิสูจน์มาถึงเวลา ๒๒ ปี หลายพื้นที่ก็พิสูจน์แล้วว่ารัฐไปบุกรุก ประชาชน หลายพื้นที่โดยเฉพาะภาคใต้ทางหน่วยความมั่นคงสูงสุด เช่น แม่ทัพภาค ศอ.บต. และผู้ว่า ก็ไปแจกเอกสารว่าที่ดินดังกล่าวรัฐไปบุกรุก แต่วันดีคืนดีพระราชบัญญัติอุทยาน แห่งชาติ ๒๕๖๒ ก็มาสรุปว่าประชาชนเป็นผู้บุกรุกรัฐ ประชาชนจะอยู่ได้ต้องมาแสดงตัว ภายใน ๒๔๐ วัน แล้วคุณก็อยู่เป็นผู้อาศัย ทั้งที่มีจำนวนแปลงพบว่าเขาอยู่มาก่อน พ.ร.บ. กฎหมายที่ดิน พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ อย่างนี้เป็นต้น ถ้าเราเริ่มต้นไม่ไปปฏิรูปกฎหมายให้ ความเป็นธรรม เราเริ่มต้นให้มีการบังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัด ประชาชนไม่มีสิทธิมีเสียง ก็จะต้องถูกดำเนินการ เพราะว่าเขาไม่สามารถสู้ได้ เพราะหลังจากนี้ในการเขียนใน แต่ละมาตรา เรามักจะลืมว่าเพื่อความยุติธรรมให้กับประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ ในกฎหมายมี๑๒ มาตรา ผมให้การสนับสนุนว่ากฎหมายนี้มีความสำคัญ แต่ในการไป พิจารณาถ้อยคำ หรือการพิจารณาข้อความ ผมอยากจะฝากท่านสมาชิกที่เป็นกรรมาธิการ ผมจะไปขอสรุปสั้น ๆ คือกรณีมาตรา ๕ ที่ท่านบอกว่าหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมที่มี ๙ หน่วยงานและ ๑๐ หน่วยงาน คือให้กำหนดเป็นพระราชกฤษฎีกา ท่านประธานที่เคารพ ผมอยากจะหยิบสักหนึ่งประเด็นคือ อันที่ ๑ กระทรวงมหาดไทยไม่เป็นอะไร อันที่ ๒ กระทรวงยุติธรรม สามารถคุมทั้งกรมสอบสวนไปถึงกรมบังคับคดีและกรมราชทัณฑ์ อันที่ ๓ กรมพระธรรมนูญ ผมอยากให้เปลี่ยนเป็นกระทรวงกลาโหม ปัจจุบันเราจะพบว่า อย่างเหตุการณ์ที่สื่อได้ลงมาว่า ในช่วงปีที่แล้วมีการวิสามัญฆาตกรรมพี่น้องในจังหวัดชายแดนภาคใต้ อ้างว่าเป็นผู้ก่อเหตุ มากกว่า ๕๐ กว่าศพ คนที่ไปวิสามัญฆาตกรรม ภาพก็ออกแล้วว่าเป็นคนในกองทัพ ดังนั้น คือการตัดตอนไม่ให้คนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมชั้นศาล ผมถือว่าเป็นความขี้ขลาดชนิดหนึ่ง แม้แต่ว่าผมเห็นใจข้าราชการ แต่ในหลักสิทธิมนุษยชนควรจะเปิดโอกาสให้เขาไปต่อสู้ชั้นศาล ดังนั้นถ้าท่านไปกำหนดแค่กรมพระธรรมนูญอย่างเดียว ผมคิดว่าน้อยไป ควรจะใช้คำว่า กระทรวงกลาโหม และอีกประการหนึ่ง ผมก็อยากให้กำหนดเป็นกองอำนวยการรักษา ความมั่นคงภายในเข้าไปด้วย เพราะว่าวันนี้กฎหมายที่บังคับใช้กฎหมายทั้งหมด กอ.รมน. จะเข้าไปผนวกเอามาเป็นอำนาจของตัวเองเกือบทั้งหมด🔗
และอีกประการหนึ่งก็คือ อยากให้มีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ อยากให้มี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นี่เป็นสิ่งที่น่าเจ็บปวดมาก วันนี้ คุณไปประกาศที่ ส.ป.ก. ยังทับที่อำเภออยู่อีก ๑๐๐ กว่าอำเภอ พอเรียกมาชี้แจง ปัญหา ไม่ใช่ว่าไม่รู้ว่าผิด แต่รู้บอกว่าเจ้าหน้าที่ไม่พร้อม เมื่อมันมีกฎหมายว่าเราทำผิดแล้วทำไมเรา ไม่ยอมแก้ ซึ่งทำให้คนเสียสิทธิ ดังนั้นผมจึงอยากขอเพิ่มกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แล้วอีกอันหนึ่ง กกต. นี่พูดไปแล้ว แล้วที่สำคัญอันหนึ่งคือคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า เป็นความน่าเจ็บปวดมากที่คณะกรรมการแข่งขันทางการค้าได้มีคำวินิจฉัยอยู่ในหลายเรื่อง ท่านประธานที่เคารพครับ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง และที่สำคัญอย่างยิ่งก็อยากจะให้ไปเติมใน มาตรา ๖ หน่อยว่า การกำหนดระยะเวลาให้แล้วเสร็จนี่ให้ขยายไปนิดหนึ่ง เพื่อให้ประชาชน ได้รับความเป็นธรรม เพราะมันจะทำให้เวลานี่ถ้าแล้วเสร็จเร็ว มันก็คือความอยุติธรรม ชนิดหนึ่งที่ผมยกตัวอย่างมาครับ กราบขอบพระคุณมากครับ🔗
ต่อไปคุณสงวน พงษ์มณี ครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม สงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย จังหวัดลำพูน ท่านประธานครับ เกือบ ๒๐ ปี ที่ผมอยู่ในสภาแห่งนี้ เฝ้ารอคอยว่าเมื่อไรจะมีกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปกระบวนการ ยุติธรรมเสียที วันนี้ก็ถือว่าเป็นโอกาสดีครับ ที่เราจะได้มาพูดคุยในเรื่องเหล่านี้ ผมฟังมา ตั้งแต่ต้น ผมสรุปว่าหลักใหญ่มี ๓ หลัก ส่วนที่ผมจะแปรญัตติมาตราไหนนี่ผมจะเอาไว้พูด หลังจากที่เข้าวาระที่สอง ผมจะแปรญัตติ มาตรา ๕ มาตรา ๖ และมาตรา ๗ แต่สิ่งที่ผมจะ พูดและยกตัวอย่าง คือความล่าช้ากับเขตอำนาจ มันมีเรื่องเขตอำนาจอยู่ด้วยนะครับ ไม่ใช่ว่า ความล่าช้าที่มันเกิดความอยุติธรรม และบทลงโทษคือความรับผิดชอบอยู่ด้วย ซึ่งจะมีส่วนใน การที่จะแปรญัตตินี้ มาตรา ๖ มาตรา ๗ ไม่ใช่ลงโทษแค่ทางวินัยนะครับ ถ้ามีเจตนา ชัดแจ้งว่าคุณละเมิดสิทธิผู้อื่น ต้องรับโทษทางอาญาด้วยครับ ผมเสนอให้กับกรรมาธิการครับ ท่านนำพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. และระเบียบของ ป.ป.ช. เอามา ประกอบการพิจารณากฎหมายฉบับนี้ด้วย ท่านครับ ทำไมต้องเสนออย่างนี้ เดี๋ยวพูด แต่จะ พูดเรื่องเขตอำนาจก่อน เขตอำนาจขององค์กรตามรัฐธรรมนูญนี่ครับ ผมถือว่าจำเป็น อย่างยิ่งที่จะต้องคิดให้ดี มันจะเกิดความไม่ยุติธรรม วันนี้องค์กรตามรัฐธรรมนูญและองค์กร ในกระบวนการยุติธรรมไม่ยอมรับเขตอำนาจของตัวเอง ถ้ามีการเลือกตั้งเป็นเขตอำนาจ ในระยะเวลานั้น ของ กกต. ครับ หากมีการยุบพรรคในขณะลงสมัครเลือกตั้งนี่มันผูกพันกับ กฎหมายอย่างไรครับ เมื่อยุบพรรค คนที่จะถูกลงโทษคือใครครับ คือกรรมการบริหารพรรค มันจึงมีคำถามว่า แล้วผู้สมัครอื่นเขาถูกลงโทษตามกฎหมายไหน เมื่อคุณไปยุบพรรคเขา นี่ผมถึงเรียกร้องให้องค์กรตามรัฐธรรมนูญทั้งหลายนี่ครับ ให้กลับไปดูมาตราสุดท้ายของ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เมื่อใช้มา ๕ ปี ให้ตรวจสอบเรื่องเขตอำนาจของตนเอง ไม่มีใครทำ ท่านประธานครับ วันนี้กฎหมายตรงนี้จะต้องไปแปรญัตติให้มันเพิ่มสิ่งเหล่านี้เข้าไปได้ด้วย ท่านครับ ล่าช้า ยกตัวอย่างง่ายสุดท่านประธานครับ ที่ลำปางตัดสินไม่กี่วันนี้ว่าเขาผิด ใบเหลือง เราไม่มีสิทธิที่จะโต้แย้งหรอก เป็นอำนาจของ กกต. แต่ถ้าช้ามาก กระบวนการยุติธรรมส่งไปที่ศาล ศาลช้ามากนี้ ไม่ได้ผิดที่ศาล ผิดที่มันช้าแต่ต้น ถ้าถึงสิ้นปีนี้ สิ้นปีของการสมัครนี้คือมีนาคม เหลืออีกปีเดียว ในปี ๒๕๖๖ นี้ท่าน ในปีสุดท้าย ของเรา ปี ๒๕๖๕ นี้ กกต. มีอำนาจทำได้แค่ ๔ เดือนนะครับท่านประธาน หมายความว่า อย่างไรครับ เพราะ ๖ เดือนสุดท้ายนี้ท่านประธานก็รู้ว่าไม่ต้องมีการเลือกตั้งแล้วใช่ไหมครับ อีก ๒ เดือนนี้คืออะไร คือ ๖๐ วันของ กกต. ถ้าศาลตัดสินมาแล้วมันข้ามเวลาอย่างนี้ ก็ไม่ต้องมีการเลือกตั้ง นี่คือมาจากการล่าช้า ผมสนใจเรื่องเหล่านี้ครับ ติดตามมาตลอด ขอพูดที่ผมเสนอเมื่อสักครู่นี้ว่าให้เอา พ.ร.ป. ของ ป.ป.ช. และระเบียบ ป.ป.ช. มาพิจารณา ประกอบกับกฎหมายฉบับนี้ มีความหมายว่าอย่างไรครับ ในการประชุมในวันที่ ๑๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๘ ที่อาคาร ๓ รัฐสภา ท่านมีชัยเป็นประธาน ท่านประธานครับ ป.ป.ช. ผมเคยเล่าให้ฟังแล้วว่าไปทั้ง ๘ ท่าน ขาด ๑ ท่านเท่านั้นเอง เรื่องที่เสนอนี้เรื่องที่ ๗ คือ เรื่องที่เรากำลังจะทำอยู่นี้ เรื่องระยะเวลา ในชั้นนี้ร่างรัฐธรรมนูญบอกว่าต้องไม่เกิน ๒ ปี คือ ๑ ปี ไม่เกิน ๑ ปี และขยายได้ ๓ ครั้ง ครั้งละ ๔ เดือน ก็เป็นว่า ๒ ปี พอมาร่างกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญได้พิจารณาอย่างรอบด้านแล้ว คณะเดิม เพราะว่าเขาใช้คณะยกร่าง รัฐธรรมนูญนี้มาร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้เยี่ยมมากก็อีก ๑ ปี เห็นไหมครับ อย่างไรก็ต้องไม่เกิน ๓ ปี แม้เรื่องที่เกิดขึ้น ถ้าทราบแล้วจะมีผู้ร้องหรือไม่ก็ตาม นับหนึ่ง ตรงนั้นครับ นี่เขียนไว้แล้ว และออกระเบียบรองรับด้วยคำนี้ครับ แต่ถ้ามีปัญหานี้ มันก็เป็น ความรับผิดชอบของบุคคลส่วนตน ใน ป.ป.ช. เอง แล้วศาลสูงสุดในกระบวนการยุติธรรมนี้ ศาลฎีกาก็บอกว่ากระบวนการสอบสวนของใครก็ตาม รวมทั้ง ป.ป.ช. ด้วย ถ้าไม่ชอบนี่ศาล มีสิทธิรับฟ้องได้เห็นไหมครับ ทั้งหมดนี้มันผูกพันกับเรื่องที่ผมกำลังดีใจว่ามันเข้าสภาแล้ว ครั้งที่แล้วใจแป้วเลยเพราะว่าเลิกประชุมก่อน มี ๒ ฉบับต่อเนื่องคือฉบับนี้กับฉบับหน้า เป็นหัวใจในการปฏิรูปกฎหมายสำหรับแผ่นดินนี้ เราช่วยกันทำครับ กรรมาธิการนี้คุณโชคดี ที่คุณได้เป็นนะครับ แต่คุณโชคร้ายถ้าคุณทำไม่ดี คนจะบอกว่าคุณทำพลาดตรงไหน วันนั้น ก็คงมีคนพูดเยอะอยู่ ผมย้ำอย่างนี้นะครับ ความล่าช้า เขตอำนาจสำคัญมาก ถ้าเราไม่ดู เรื่องนี้ ความยุติธรรมมันอยู่ที่ไหนครับ บทลงโทษก็เหมือนกันท่านครับ จะลงโทษเฉพาะ เรื่องวินัยนี้ไม่เหมาะกระมัง ถ้ามีเจตนานี้ก็ต้องยกไปถึงเรื่องของอาญาด้วย ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ต่อไปคุณเกียรติ สิทธีอมร ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ ก่อนอื่นผมขอแสดงความเห็นด้วย ในหลักการของการออก พ.ร.บ. ที่ปรากฏอยู่ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้นะครับ ผมว่าเขียนไว้ ได้กว้างดี ตอนแรกที่กังวลก็คือหลักการเขียนแคบ เดี๋ยวไปแก้อะไรไม่ได้เลยนะครับ แต่เขียนไว้กว้างอย่างนี้ ผมคิดว่าดีมากครับ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ผมมีทั้งคำถาม และมี ข้อเสนอแนะที่จะขอให้ไปปรับปรุงในชั้นกรรมาธิการ ในหลักการต้องอนุมัติอยู่แล้วนะครับ ทีนี้ผมกลับไปดูในรายละเอียดนะครับ ผมเริ่มจากมาตรา ๖ ไปเลยนะครับ ที่เขียนไว้ว่า ให้กำหนดระยะเวลาเท่าที่จะสามารถทำได้ บอกให้กำหนดระยะเวลานี่ดีนะครับ แต่พอไปใส่ คำว่า เท่าที่สามารถจะกำหนดได้ ผมว่าอันนี้เป็นปัญหาทันทีครับ เพราะอะไรครับ หากเท่าที่ทำได้ มันดีไม่พอครับ เอามาตรฐานไหนวัดครับ ทุกหน่วยงานถ้าให้เขาทำกันเอง เขาก็จะเขียนให้ยาวที่สุด มากกว่าจะเขียนให้อยู่ในเวลาที่พอเหมาะพอควร ทำอย่างไรดี ตรงนี้ครับ วิธีการ กระบวนการ จะทำให้กฎหมายนี้เป็นประโยชน์ได้ ต้องมีกระบวนการ ที่ชัดเจน🔗
ประการที่ ๒ ก็คือกรอบเวลาเขียนไว้ไม่ชัด อันนี้ผมเข้าใจนะครับ ทางเลือก มี ๒ ทางครับ ทางหนึ่งบอกคุณไปกำหนดกรอบเวลามา แล้วถ้าช้ากว่าที่กำหนดไว้ต้องไป อธิบายตัวเอง อีกทางเลือกหนึ่งผมเสนอนะครับ กำหนดกรอบเวลาไว้เลย แล้วถ้าทำไม่ได้ ต้องไปอธิบายตัวเอง เห็นไหมครับ มันจะชัดกว่า อย่างเช่นว่า ทุกกรณีที่ได้รับเอกสาร ครบถ้วนแล้วต้องเสร็จภายในกี่วัน ถ้าไม่เสร็จเป็นหน้าที่ต้องไปอธิบายตัวเอง อันนั้นเป็น อีกวิธีหนึ่งของการเขียนกฎหมาย ก็ลองพิจารณาดูในมาตรา ๖ นะครับ🔗
มาตรา ๗ หากผู้เกี่ยวข้องทราบถึงเหตุความล่าช้า มีการบันทึกเหตุ ความล่าช้า ไม่มีการรายงานไปผู้บังคับบัญชา โทษวินัยอย่างเดียวครับ ตรงนี้ผมกังวลมาก เลยครับ เพราะว่าเราเห็นในประเทศนี้หลายยุคหลายสมัย ความล่าช้าที่เกิดขึ้นมันชักจูงด้วย ผลประโยชน์ไม่ใช่เป็นความสามารถที่ดีที่สุดที่จะกระทำได้ แต่มันมีผลประโยชน์เข้ามา เกี่ยวข้อง แต่สุดท้ายแค่ปรบมือหรือครับ แตะมือเท่านั้น ผมคิดว่าไม่พอครับ ถ้าเป็นลักษณะ ของการยืดให้มีความล่าช้า ไม่แจ้งผู้บังคับบัญชาเรื่องหนึ่ง มันมีอีกกรณีหนึ่งครับ แจ้งผู้บังคับบัญชาแต่ผู้บังคับบัญชาไม่ทำด้วย หรือช่วยลากเรื่องด้วย เพราะมันมีผลประโยชน์ เกี่ยวข้อง ตรงนี้ครับ ในมาตรา ๗ เขียนไว้ผมคิดว่าไม่พอ บทลงโทษก็ยังไม่เพียงพอ🔗
มาตรา ๙ จัดให้มีผู้รับผิดชอบเป็นการเฉพาะ ดีครับ ถ้ามีความเดือดร้อน แจ้งไป คนนี้ต้องเป็นคนไปสอบแล้วต้องรายงานกลับมา ในแง่แนวคิดดีครับ แต่คำถามมันมี อยู่ว่าท่านก็ให้อุทธรณ์ไปยังคนในครับ หรือท่านมีปัญหาท่านแจ้งไปคนในองค์กรเลย แล้วเรา ก็พบนะครับ มีหลายกรณีในอดีตที่คนในองค์กรก็ช่วยกันดูแลคนในองค์กรครับ ทีนี้มันมี ประเด็นที่ท่านควรจะพิจารณาว่า องค์กรลักษณะนี้ที่จะรับเรื่องราวร้องเรียนของคนที่เขา เดือดร้อนควรจะเป็นคณะกรรมการไหมครับ ท่านเขียนไว้แค่หน่วยงาน ถ้าเป็นกรรมการ แล้วมีคนนอก มีภาคประชาชนไปนั่งอยู่ด้วยเป็นเรื่องเลยครับ จะมีประสิทธิภาพสูงกว่า เพราะฉะนั้นหลักของการถ่วงดุลมันมีเรื่องคนใน คนนอก มันมีเรื่องระบบคนในเท่านั้น และไม่เป็นคณะกรรมการ ตรงนี้ผมอยากให้ท่านลองไปพิจารณาดูครับ เพราะหลัก ธรรมาภิบาลจริง ๆ ถ่วงดุลให้ดีครับ🔗
อีกอันที่ไม่ได้เขียนไว้ ถ้าไม่พอใจกับคำอธิบายผมทำอย่างไร ผมอุทธรณ์ได้ อย่างไร ไม่ได้เขียนครับ ผมคิดว่าน่าจะอุทธรณ์ได้ แล้วต้องไม่ใช่อุทธรณ์ไปที่คนเดิม ต้องไป อุทธรณ์อีกคณะหนึ่ง หรือคนอีกกลุ่มหนึ่งในองค์กรนั้น หรือเป็นคนที่กำกับดูแลองค์กรนั้น อย่างนั้นจะเป็นประโยชน์ครับ🔗
มาตรา ๑๐ เก็บรวบรวมข้อมูลไว้เป็นสถิติ ผมว่าดีครับ จุดเริ่มต้นที่ดีครับ แต่ท่านเปรียบเทียบกับใครดีครับ ถ้าสถิติมันชี้ว่าส่วนใหญ่เขาทำเสร็จภายใน ๑๐ วัน แต่สถิติ มันชี้บอกว่า คุณทำจริง ๆ ๕๐ วันเลย ตรงนี้เกิดอะไรขึ้น สถิติเป็นประโยชน์ครับ แต่ถ้าไม่เอา สถิติไปใช้ไม่เป็นประโยชน์อะไรเลย ตรงนี้ผมคิดว่าควรจะต้องใส่กลไกให้ชัดเจนว่าจากข้อมูล เหล่านี้จะเอาไปทำอะไรครับ ในกฎหมายฉบับนี้ไม่มี เคพีไอ (KPI) เลยครับ ไม่มีบรรทัดฐาน ที่จะไปเปรียบเทียบเลยครับ ผมคิดว่าจำเป็นอย่างยิ่งการทำงานของหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะ ในกระบวนการยุติธรรมมันต้องมีค่าเคพีไอ (KPI) ก็คือถ้าคดีลักษณะนี้โดยทั่วไปแล้วประเทศ ที่เขาเจริญแล้ว ที่เขามีความยุติธรรมเป็นที่ประจักษ์เขาทำภายใน ๑๐ วัน ๒๐ วัน ของเราทำ ๑๐๐ วัน เราต้องทบทวนตัวเองอย่างยิ่งเลยนะครับ เห็นไหมครับว่าสถิติเป็นประโยชน์ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ท่านไม่เขียนต่อครับว่าเอาไปใช้ทำอะไรบ้าง ตรงนั้นผมคิดว่ามันเสียดาย โอกาสครับ เรื่องทบทวนทุก ๓ ปี ผมว่าอย่างไรก็ไม่ดีเลยครับ เพราะกว่าจะรายงานออก มันเป็นอดีตหมดแล้วครับ เพราะฉะนั้นทบทวนทุกปีครับ ทุกองค์กรใหญ่ ๆ ในโลกนี้เขา ทบทวนทุกปีทั้งสิ้นนะครับ ๓ ปีมันไม่มีเหตุผลเลยครับ ที่เราเห็นปัญหาแล้วเรานั่งรอจน ปีที่ ๓ แล้วค่อยดำเนินการ ไม่มีประโยชน์เลยครับ ผมคิดว่าปีเดียวพอแล้วครับ โดยสรุป จริง ๆ แล้วผมเห็นด้วยกับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ แต่ความรวดเร็วอย่างเดียวไม่พอครับ ต้องยุติธรรม ตรงไหนที่เขียนว่ามันยุติธรรม ตรงนี้ยังไม่ชัดนะครับ ผมว่ามันเห็นเฉพาะพูดเรื่องกรอบเวลา ที่เป็นปัญหา แต่เรื่องความยุติธรรมไม่มี ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ชาวบ้านที่มาร้องเรียนท่านประธานรัฐสภานี่ละครับ มา ๒-๓ รอบแล้วครับ วันก่อน เมื่ออาทิตย์ที่แล้วเพิ่งมา เชื่อไหมครับทุกคน ๗๐ กว่าคนที่มาวันก่อนนะครับ ทุกคนโดน ดำเนินคดีบุกรุก ทั้ง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ ส.ป.ก. แต่อุทยานฟ้อง ไม่มีหลักฐานในชั้นศาลแม้แต่ ชิ้นเดียวเลยครับที่ชี้ว่าเขาไปตัดไม้ทำลายป่า ที่ชี้ว่าเขาไปก่นสร้าง แต่ถูกพิพากษาว่าผิด ในศาลชั้นต้น เห็นไหมครับอย่างนี้ไม่ยุติธรรม เร็วก็ไม่ยุติธรรม ช้าก็ไม่ยุติธรรม ตรงนี้ครับ ผมคิดว่าคงจะเป็นประเด็นที่ฝากไว้ให้ไปปรับปรุงในชั้นกรรมาธิการ ขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปนายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์🔗
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมฟังเพื่อนสมาชิกรัฐสภาอภิปรายมาตลอดตั้งแต่แรกจนถึงวินาทีนี้ ก็มีความหลากหลาย แล้วก็มีประเด็นที่น่าสนใจมากมาย ผมคิดว่าคณะกรรมาธิการที่จะ ตั้งขึ้นก็น่าจะเก็บเอารายละเอียดที่สมาชิกอภิปรายไปใช้ประกอบการพิจารณา ในหลักการ ของร่างกฎหมายฉบับนี้เขียนสั้น ๆ ว่าให้มีกฎหมายว่าด้วยกำหนดระยะเวลาดำเนินงาน ในกระบวนการยุติธรรม สั้น ๆ นะครับ ระยะเวลา ดูในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ ง. ปฏิรูปประเทศ ในหมวด ๑๖ ด้านกระบวนการยุติธรรมซึ่งมี ๔ ข้อ🔗
ข้อที่ ๑ เขียนว่า ให้มีการกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในทุกขั้นตอนของ กระบวนการยุติธรรมที่ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมโดยไม่ล่าช้า และมีกลไก ช่วยเหลือประชาชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ รวมตลอด ทั้งการสร้างกลไกเพื่อให้มีการบังคับการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และความไม่เป็นธรรมในสังคม ท่านประธานครับ มีการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ซึ่งการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรมอยู่ในคณะที่ ๔ จาก ๑๓ คณะ ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศทุกคณะจะมีอายุจนถึง ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๕ เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นก็มีการเสนอบิกร็อก (Big Rock) เพื่อให้การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเป็นไป อย่างรวดเร็ว บิกร็อก (Big Rock) ด้านกระบวนการยุติธรรมมี ๒ ประเภท ประเภทที่ ๑ คือ กิจกรรมปฏิรูป ประเภทที่ ๒ คือข้อเสนอในการมีหรือแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย ในกิจกรรม มี ๕ ข้อ🔗
ข้อแรก การให้ประชาชนสามารถติดตามความคืบหน้าขั้นตอนการดำเนินงาน ต่าง ๆ ในกระบวนการยุติธรรม🔗
ข้อ ๒ การรับแจ้งความร้องทุกข์ต่างท้องที่🔗
ข้อ ๓ การจัดหาทนายความอาสาประจำสถานีตำรวจให้ครบทุกสถานี ทั่วประเทศ🔗
ข้อ ๔ ปฏิรูประบบการปล่อยชั่วคราว🔗
กิจกรรมปฏิรูปที่ ๕ การบันทึกภาพและเสียงในการตรวจค้นจับกุมและการ สอบปากคำในการสอบสวน🔗
ส่วนข้อเสนอในการมีหรือแก้ไขปรับปรุงกฎหมายมีข้อเดียว กฎหมาย ฉบับเดียวคือฉบับนี้ เพราะเวลาทำงานของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศก็จะหมดแล้ว ในเวลาถึงเดือนสิงหาคมนี้เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นในประเด็นเรื่องของร่างกฎหมายฉบับนี้ ก็คงไม่ใช่มีปัญหาในการที่จะรับในวาระรับหลักการในวาระแรก ในส่วนที่ผมจะอภิปราย ในข้อสังเกต ก็พยายามจะหลบในประเด็นที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้ว ในเรื่องของ มาตรา ๕ ซึ่งมันมีหน่วยงานต่าง ๆ ๑๐ หน่วยงาน ก็คงจะมอบให้กับทางคณะกรรมการ วิสามัญซึ่งจะตั้งขึ้นไปพิจารณา แต่ว่าในส่วนของรายละเอียดของร่างมาตราต่าง ๆ เนื่องจาก ในหลักการเขียนว่า ให้กำหนดระยะเวลา แต่ว่าการกำหนดระยะเวลามันจะมีปัญหาในเรื่อง ของลักษณะสภาพหรือประเภทคดี ในแต่ละคดีก็จะมีความแตกต่าง เพราะฉะนั้นการจัดหมวดหมู่ของประเภทคดีมันจะมี ความสำคัญ เพราะว่าทุกคดีมีความแตกต่างแล้วก็ไม่เหมือนกัน บางคดีที่ผมหมายถึงศาล ยุติธรรมเป็นหลัก แล้วก็ประกอบกับในหน่วยงานอื่น ๆ ด้วย ในการพิจารณาคดี บางคดี มันสลับซับซ้อนก็ต้องใช้เวลาในการพิจารณายาวนานกว่าปกติ บางคดีมันเป็นคดีง่าย เมื่อเป็นคดีง่ายก็ใช้เวลาในการพิจารณาคดีสั้น เพราะฉะนั้นความแตกต่างในการจัดหมวดหมู่ ตรงนี้จึงเป็นหัวใจ แล้วก็จะทำให้การกำหนดระยะเวลาเป็นไปได้ค่อนข้างยาก แต่ในมาตรา ๖ นี้เขียนว่า ให้กำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จเท่าที่จะสามารถกระทำได้ในการพิจารณาเรื่อง ในขั้นตอนต่าง ๆ ซึ่งตรงนี้ก็กำหนดไว้กว้าง ถามว่าแล้วเราจะขมวดให้มันกระชับขึ้นได้ อย่างไร มันก็อยู่ในมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๐ เขียนว่าให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมตาม มาตรา ๕ เก็บรวบรวมข้อมูลสถิติระยะเวลาของการดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมใน แต่ละขั้นตอน วัดผลการดำเนินงานเทียบกับขั้นตอน และกำหนดระยะเวลาดำเนินงานตาม มาตรา ๖ พร้อมทั้งเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวให้ประชาชนทราบทุกปี ให้ประชาชนเป็น ผู้ตรวจสอบ ถามว่ามีประสิทธิภาพหรือไม่ ก็น่าจะมีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่กฤษฎีกา แล้วก็ทางรัฐบาลคิดได้ว่าวิธีนี้จะเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลสูงสุด เพราะฉะนั้น ในประเด็นเรื่องของค่าตัวกลางของคดีที่จัดหมวดหมู่ไว้แล้ว จึงมีความสำคัญ การจัดหมวดหมู่ มันขึ้นกับหน่วยงานต่าง ๆ เขาจะรู้ดีถึงปัญหาของหน่วยงานเขาเองทั้ง ๑๐ หน่วยงาน ทั้ง ๑๐ กลุ่มงาน เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้ผมเห็นว่า ถ้าหากว่าการเผยแพร่ข้อมูลเข้ามาถึง รัฐสภา มีช่องทางให้รัฐสภาสามารถตรวจสอบได้ ผมก็คิดว่ามันก็จะเป็นประโยชน์ในการ ชี้แนะ การปฏิรูปประเทศผมเสียดายนิดเดียวว่าให้รายงานนี่ รายงานต่อวุฒิสภาไม่ใช่รายงาน ต่อรัฐสภา🔗
ประเด็นสุดท้ายขอเวลาสั้น ๆ แค่นาทีเดียวครับท่านประธาน ในเรื่องของการ ใช้เทคโนโลยี การใช้เทคโนโลยีในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศจีนหรือประเทศยุโรป ปัจจุบันเขาใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) บิก ดาต้า (Big Data) คลาวด์ คอมพิวทิง (Cloud computing) เพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสของการพิจารณาคดี หากว่าคดีมีเยอะ เจ้าหน้าที่มีน้อยไม่สามารถเพิ่มบุคลากรได้ก็จะทำให้ปริมาณงานค้าง หรือการพิจารณาคดี ล่าช้า จำเป็นที่จะต้องใช้เทคโนโลยีซึ่งก็เกิดขึ้นตามมาตรา ๘ ประเด็นเพียงแต่ว่าให้ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องคือคู่ความกับคู่กรณี ผู้ต้องหาและผู้เสียหาย แต่ไม่มีประเด็นเรื่องของให้ เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานมีการพัฒนาเทคโนโลยีซึ่งผมกล่าวมาแล้วเพื่อช่วยให้เขา มีประสิทธิภาพ อาจจะเป็นเรื่องของกรณีที่มีแดชบอร์ด (Dashboard) ซึ่งจะช่วยให้ทาง หน่วยงานที่อยู่ส่วนกลางทราบถึงปริมาณของคดีต่าง ๆ ติดตามได้เป็นวินาที อย่างที่ ประเทศจีนเขาแดชบอร์ด (Dashboard) ขนาดใหญ่ ตรงนี้ก็สามารถทำได้ หรือให้ เอไอ (AI) มาประมวลในคดีที่ง่าย ๆ ซ้ำ ๆ กันอันนี้ก็ทำได้ ตรงนี้ก็อยากจะให้ทางคณะกรรมาธิการ ที่พิจารณาช่วยพิจารณาในประเด็นนี้ด้วยว่าการใช้ในเรื่องของเทคโนโลยีมาช่วยผู้ปฏิบัติงาน ผมว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งครับ ขอบคุณครับ🔗
ชุดต่อไปคุณดะนัย มะหิพันธ์ คุณนิรมิต สุจารี คุณณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ คุณหญิงแพทย์หญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ เชิญ คุณดะนัยครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ดะนัย มะหิพันธ์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดอำนาจเจริญ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงาน ในกระบวนการยุติธรรมที่เสนอโดยรัฐบาล จากที่ฟังทุกท่านได้อภิปรายแล้วก็ล้วนแต่เห็นด้วยครับ ท่านประธานครับ คำว่า กระบวนการ หมายถึงว่า จะต้องนับตั้งแต่เริ่มต้นของเรื่องจนไปถึงสิ้นสุด แต่ถ้าดูจากนิยามศัพท์ใน มาตรา ๓ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหมายความว่า คู่ความ คู่กรณี ผู้ต้องหา และผู้เสียหาย ท่านประธานครับ พอไปดูในมาตรา ๕ กระทรวง หน่วยงานต่าง ๆ ที่กำหนดไว้มีแค่ ๑๐ องค์กร ผมอยากจะเรียนท่านประธานว่า มีหน่วยงานหนึ่งที่เรื่องการพิจารณาคดี พิจารณากฎหมายล่าช้าเหมือนกัน นั่นคือกระทรวงศึกษาธิการครับท่านประธาน กระทรวงศึกษาธิการท่านประธานเชื่อไหมครับว่า มีเรื่องก่อนเกษียณ ๕ ปี เกษียณไปแล้ว คดียังไม่จบ ยังไม่พอตายไปแล้วยังมีการพิจารณาคดีต่ออยู่ เพราะฉะนั้นผมว่าในมาตรา ๕ น่าจะมีกระทรวงศึกษาธิการเป็นอีกกระทรวงหนึ่งที่จะต้องได้รับความยุติธรรม ฝากท่าน กรรมาธิการที่จะไปพิจารณาด้วย ท่านประธานครับ เห็นด้วยกับหลายท่านที่บอกว่า ในการ กำหนดระยะเวลาในการทำงานให้หน่วยงาน ให้องค์กรไปปฏิบัตินั้นท่านสามารถกำหนดได้ แต่ไม่มีมาตรการใดเขียนไว้เลยว่า ถ้าหน่วยงานเหล่านั้นไม่ปฏิบัติให้แล้วเสร็จตามที่กำหนด จะมีมาตรการลงโทษอะไรบ้างสำหรับหน่วยงาน สำหรับองค์กร ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นแหล่ง หาประโยชน์เพิ่มขึ้น ไม่ใช่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือสนับสนุนพี่น้องประชาชนด้วยซ้ำไป เพราะท่านจะอ้างเหตุแห่งความล่าช้า ถ้าท่านไปดูในบทวิเคราะห์เรื่องสาระสำคัญของ ร่างพระราชบัญญัติใน ข้อ ๓.๙ เขียนไว้ว่า การจัดให้มีผู้รับผิดชอบเป็นการเฉพาะเพื่อรับเรื่อง ในกรณีที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้รับความเดือดร้อนอันเนื่องมาจากความล่าช้า ประเด็นนี้ ท่านประธานครับ เมื่อมีผู้รับผิดชอบ พอเกิดความล่าช้าประชาชน หรือผู้มีความเสียหาย เขาวิ่งไปหา ผมว่าตรงนี้คือช่องทางหาผลประโยชน์ของผู้รับผิดชอบ กฎหมายเขียนไว้ ตรงไหนว่า ถ้าหากว่ามีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นเขาจะมีโทษอย่างไร ประชาชนจะได้รับ ความยุติธรรมตรงไหน เพราะในเมื่อเหตุผลก็ไม่มีความชัดเจนว่าถ้าคุณปฏิบัติล่าช้าแล้ว คุณจะต้องทำอย่างไร🔗
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งครับท่านประธานที่อยากจะฝากเป็นข้อสังเกต กรณีที่ผู้มี ความเสียหาย หรือว่าผู้ถูกต้องเรียน หรือว่าผู้ที่ไม่ได้รับความยุติธรรม ผมยกตัวอย่างว่า หัวหน้าหน่วยงานถูกร้องเรียนไปที่ ป.ป.ช. ว่าทุจริต หรือว่านักการเมืองที่นั่งอยู่ในสภาแห่งนี้ ถูกร้องเรียนว่าร่ำรวยผิดปกติ พอเราไปถาม ป.ป.ช. ว่าผู้ร้องเรียนคือใคร บอกว่าเป็นความลับ ตอบไม่ได้ พอสอบไปแล้วเราไม่ผิดครับ เราไม่ได้เป็นไปตามที่ร้องเรียน ถามว่าชื่อเสียง เกียรติยศเขาเสื่อมเสีย เขาเสียหายแล้ว ป.ป.ช. ช่วยอะไรเขาได้ เพราะ ๑. ท่านบอกว่า ผู้ร้องเรียนท่านไม่เปิดเผย อันนี้คือความยุติธรรมไหมครับ ให้ความยุติธรรมคนที่เขาถูกร้อง ไหมครับ แล้วเขียนไว้ในมาตราไหน ผมฝากท่านกรรมาธิการว่า ท่านจะไปแทรกไว้ใน มาตราไหนก็ได้ครับ คนที่เขาถูกร้องบางครั้งเกียรติยศศักดิ์ศรี ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลเสียหาย เสียหายครับ แต่พอเขาแก้ปัญหาหรือว่าสอบแล้วไม่มีความผิด เขาไม่สามารถที่จะเรียกร้อง ความยุติธรรมเหล่านี้คืนได้เลย อย่างน้อย ๆ ถ้ารู้ว่าใครร้องเขาก็จะได้ฟ้องกลับ นี่คือ ความยุติธรรมครับท่านประธาน ดังนั้นเรื่องของ พ.ร.บ. กำหนดการดำเนินงานกระบวนการ ยุติธรรมผมเห็นด้วยในหลักการ แต่ก็อยากจะเพิ่มเติมในสิ่งที่ผมได้เรียนเมื่อสักครู่ว่า ๑. ในเรื่องของกระทรวง จริง ๆ แล้วทุกกระทรวงผมว่ามีลักษณะเหมือนกัน เราเขียนคำว่า หน่วยงานราชการทุกหน่วยงานยังได้เลยว่า นี่คือต้องให้ความยุติธรรมกับข้าราชการใน หน่วยงานด้วย เพราะเขาก็คือประชาชน เขาก็คือผู้เสียหายที่เกิดขึ้นในองค์กรเหมือนกัน แล้วก็ฝากเรื่องของความยุติธรรมเกี่ยวกับผู้ถูกร้องครับว่าท่านจะไปบรรจุไว้ในมาตราใดครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ต่อไปคุณนิรมิต สุจารี ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายนิรมิต สุจารี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัด ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต่อร่างพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลา ดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม กระผมใคร่ขออนุญาตท่านประธานแสดงความคิดเห็น ต่อร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๕๘ ง. ได้กำหนดการปฏิรูปประเทศให้มีการกำหนดในด้านกระบวนการยุติธรรม โดยกำหนด ระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมให้มีความชัดเจน ซึ่งจะก่อเกิดประโยชน์ ต่อพี่น้องประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตย เป็นกฎหมายที่ปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ และผลประโยชน์ของประชาชนโดยทั่วไป ท่านประธานที่เคารพครับ กฎหมายฉบับนี้ เป็นกฎหมายที่กำหนดระยะเวลาดำเนินการในกระบวนการยุติธรรม ได้กำหนดไว้เป็น แนวทางให้หน่วยงานที่รับผิดชอบถึง ๑๐ หน่วยงาน ซึ่งกระผมเห็นว่าหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าที่จะกำหนดไว้ในมาตรา ๕ ก็ยังไม่เพียงพอในการที่จะปกป้องสิทธิ และผลประโยชน์ของประชาชน ควรที่จะกำหนดให้มากขึ้นกว่านี้ โดยเฉพาะอย่างกรณี ของกระทรวงมหาดไทย กระทรวงมหาดไทยผมเห็นว่าเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับพี่น้อง ประชาชน โดยเฉพาะในเรื่องการมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ปัญหาเรื่องที่ดิน การครอบครองที่ดิน ของประชาชนเป็นปัญหาที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้ใช้อำนาจรัฐในการกำหนด ให้ประชาชนมีสิทธิหรือมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน โดยเฉพาะประชาชนที่ถูกกล่าวหาว่าบุกรุก ที่สาธารณประโยชน์ที่ดินของรัฐ หรือที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ หลายคนต้องเข้าสู่กระบวนการ พิสูจน์สิทธิตามข้อกำหนด หรือข้อกฎหมายของกระทรวงมหาดไทยกำหนดไว้ แต่การพิสูจน์ สิทธิของประชาชนนั้นเป็นตัวอย่างที่ผ่านมาหลาย ๆ ครั้ง หลาย ๆ คราวจะเห็นว่าประชาชน ไม่ได้รับการกำหนดระยะเวลาในการพิสูจน์สิทธิ บางคน บางเรื่องใช้เวลาถึง ๕ ปี ถึง ๑๐ ปี ก็ยังไม่มีคำตอบ และท้ายที่สุดก็ต้องส่งเรื่องไปพิสูจน์ที่ศาลยุติธรรม หรือศาลปกครอง กันต่อไป กระบวนการดังกล่าวนั้นเป็นกระบวนการที่ประชาชนเขามีความหวังที่จะใช้จ่าย ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เขาลงทุนไป แต่ไม่ได้รับผลตอบแทน ไม่ได้รับความยุติธรรม และความ ล่าช้าในการที่จะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เพราะฉะนั้นการที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ กำหนดออกมาให้เฉพาะกระทรวงมหาดไทย มีอำนาจในการที่จะออกกฎระเบียบ หรือการดำเนินการในกระบวนการดังกล่าวนี้ให้แก่พี่น้องประชาชนก็ยังไม่เพียงพอ เพราะมัน ไปเกี่ยวข้องกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หลาย ๆ กระทรวงที่มีอำนาจเกี่ยวพันกัน เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นข้อบกพร่องที่ทางผู้เสนอ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เข้ามารัฐสภา ควรที่จะมีการแก้ไข เพิ่มเติมเข้าไป เพื่อที่จะให้ เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่ประชาชน ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นร่างพระราชบัญญัติที่กล่าวถึงการกำหนดอำนาจให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องที่กำหนดไว้ในร่างพระราชบัญญัติถึง ๑๐ หน่วยงาน ให้มีอำนาจในการ ออกกฎหมาย ออกระเบียบที่เหมาะสมและถูกต้องเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมีข้อสังเกตว่าการที่ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ให้อำนาจแก่ หน่วยงานทั้ง ๑๐ หน่วยงานมีอำนาจในการออกกฎระเบียบ การออกกฎระเบียบเพื่อที่จะใช้ ในการบริหารราชการแผ่นดิน ที่ผ่านมาเป็นการออกกฎระเบียบเพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่า กระบวนการขั้นตอนในการทำงานนั้นไปถึงไหน แต่เจ้าหน้าที่ที่ทำงานไม่สำเร็จ ไม่ลุล่วง หรือไม่ผ่านกระบวนการดังกล่าวนี้เขาไม่รายงานไป ผลสุดท้ายความเสียหายก็เกิดขึ้นแก่ พี่น้องประชาชนไม่สามารถดำเนินการได้ กระบวนการการขอออกเอกสารสิทธิดังกล่าวนั้น เป็นกระบวนการที่ประชาชนทั่วประเทศได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก การยื่นต่อ กรมที่ดิน สำนักงานกรมที่ดินเริ่มตั้งแต่การขอยื่น ส.ค. ๑ เพื่อที่จะออกโฉนดหรือ น.ส. ๓ ท่านเชื่อหรือไม่ครับ หลายพื้นที่ได้มีปัญหาว่าจะต้องส่งให้หน่วยงานอื่นทำการตรวจสอบ แนวเขตให้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นสำนักงาน ส.ป.ก. หรือสำนักงานที่ดินของรัฐที่หน่วยราชพัสดุ ต่าง ๆ ทำการตรวจสอบเพื่อยืนยัน สิ่งเหล่านี้จะต้องกำหนด แล้วก็มีบทลงโทษให้แก่ เจ้าหน้าที่รัฐผู้ที่ทำงานล่าช้าหรือละเลย ไม่จำเป็นต้องให้ประชาชนต้องไปยื่นฟ้องต่อ ศาลปกครอง หรือศาลที่เกี่ยวข้องกันต่อไป เพราะฉะนั้นอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า ผมเป็นห่วงอย่างยิ่ง การที่จะกำหนดว่าให้หน่วยงานมีอำนาจในการกำหนดวันเวลา ในการทำงาน เพื่อให้กระบวนการรวดเร็วนั้น ผมคิดว่าน่าจะให้สภาแห่งนี้กำหนดระยะเวลา กลางให้เกิดขึ้นเพื่อที่จะให้หน่วยงานนั้นออกกฎหมายลูกหรือกฎระเบียบให้สอดคล้องกับ หลักกฎหมายกลางซึ่งผ่านจากสภาผู้แทนราษฎรหรือรัฐสภา กราบขอบคุณท่านประธาน ที่เคารพครับ สวัสดีครับ🔗
ต่อไป เรียนเชิญท่านณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เขตเลือกตั้งที่ ๗ อำเภอนาทวี สะบ้าย้อย สำนักแต้ว สำนักขามของอำเภอสะเดา พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้ในการปฏิวัติรัฐประหาร เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๗ ผลพวงครั้งนั้นก็คือคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการยุติธรรมนะครับ สภาพัฒน์เองในฐานะเลขานุการก็ได้ร่างกฎหมายฉบับนี้ยื่นให้กับท่านวิษณุ เครืองาม ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี ยื่นให้กับกฤษฎีกา ร่างฉบับนี้เราเรียกว่าร่างของรัฐบาล ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม เมื่อชาวบ้านไม่ได้รับความเป็นธรรมในเรื่องกฎหมายก็จะนึกถึง ส.ส. ครับท่านประธาน หนึ่งในเรื่องที่เป็นปัญหาสำคัญก็คือในเรื่องของคดีไม่คืบหน้าหรือคดีล่าช้า เป็นปัญหาระดับ รากหญ้าครับ จนถึงระดับในเรื่องของความยุติธรรมระดับประเทศ ที่เป็นเรื่องของความยุติธรรม สรุปแล้ว ร่างฉบับนี้เป็น พ.ร.บ. กำหนดระยะเวลาการดำเนินงานในเรื่องของความยุติธรรม วันนี้ในการยกระดับในเรื่องของกฎหมาย รัฐสภาแห่งนี้จะทำหน้าที่เป็นตราประทับ ท่านประธานครับ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มีทั้งหมด ๑๒ มาตรา แต่วันนี้ผมขอพูดแค่ ๒ มาตรา มาตรา ๔ ก็คือให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมโดยไม่ล่าช้า ชัดเจนครับท่านประธาน ระบุไว้ ชัดเจนก็คืออย่างไรก็ให้เร็วที่สุด และให้ผู้ที่มีส่วนร่วมเกี่ยวข้องได้ทราบว่าหน่วยงานใน กระบวนการยุติธรรมจะได้พิจารณาเรื่องที่มีอยู่ระหว่างการดำเนินงานเสร็จสิ้นเมื่อใด รวมทั้ง ตรวจสอบความคืบหน้า สรุปประชาชนจะได้รู้ว่ากระบวนการทั้งหมดดำเนินการไปถึงไหน นี่ก็คือเป้าหมายของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ในมาตรา ๔ มันไม่ยากครับ เพราะฉะนั้นในมาตรา ๕ เพื่อนสมาชิกได้ลุกขึ้นเป้าหมายก็คือมีหน่วยงาน ๑๐ หน่วยงาน แต่หลายคนบอกว่ามันไม่มี เท่านี้ครับท่านประธาน ร่างฉบับนี้บอกว่ามีกระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กรมพระธรรมนูญ ป.ป.ช. ศาล มีทั้งหมด ๑๐ ครับ แต่กรรมาธิการร่วมต้องไปคิดว่ามันมี มากกว่านี้ครับท่านประธาน ยกตัวอย่าง ท่านประธานสภาที่เคารพครับ มันมีมากกว่านี้ ยกตัวอย่างเกิดขึ้นที่บ้านผมที่นาทวีปรากฏว่านายก อบต. ไปสมัคร อบต. เมื่อ ๒-๓ เดือน ที่ผ่านมา ไปถามคุณสมบัติกับ กกต. บอกว่าสมัครได้ไหมครับ บอกได้ครับ ปรากฏว่า มีคดีความเรื่อง กปปส. ครับ ไปถาม กกต. ว่าได้ครับ ไปถามศาลได้ครับ เมื่อไปสมัคร ไม่มีคู่แข่งครับท่านประธาน ผลปรากฏว่าชนะการเลือกตั้งไม่มีคู่แข่ง วันดีคืนดีครับ ผลออกมาชนะการเลือกตั้ง รอประกาศวันที่ ๒๗ มกราคม ครบ ๖๐ วัน ๖๐ วันอย่างไร กกต. ต้องประกาศครับ ถ้าไม่ประกาศผิดกฎหมายภายใน ๖๐ วัน นายก อบต. คนนี้ ตำบลนาหมอศรี อำเภอนาทวี รอประกาศ โชคร้ายครับท่านประธาน คืนวันที่ ๒๖ กกต. ประกาศตัดสิทธิทางการเมืองขึ้น นี่คือความเลวร้ายของกระบวนการยุติธรรมมาตัดสิทธิ คืนสุดท้ายประกาศให้มีการเลือกตั้งใหม่ มีการสอบถามไปยังศาล มีการสอบถามไปยัง กกต. แต่ กกต. ส่วนกลางตัดสิทธิเที่ยงคืนวันที่ ๒๖ รอมา ๓-๔ เดือนครับ และมีเหตุการณ์เหล่านี้ เกิดขึ้นหลายพื้นที่ครับท่านประธาน ก็เลยจะฝากกรรมาธิการไปพิจารณาความเกี่ยวโยงกับ หน่วยงานทั้งหมดที่เกิดขึ้นว่า นี่คือระยะเวลาที่เกิดขึ้นกับกระบวนการยุติธรรม ๑๐ หน่วยงานที่เกิดขึ้นกับองค์กรอิสระที่ไม่ได้อยู่ในนี้ วันนี้ฝากไปยังกรรมาธิการร่วม ทั้งสองสภาที่ผมได้อภิปรายไปเมื่อสักครู่ นี่คือการยกตัวอย่าง การรับฟังความคิดเห็นชาวบ้าน อย่าลืมนะครับ การรับฟังความคิดเห็นเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการที่ต่างจังหวัด ท่านต้องไปรับฟังความคิดเห็น ท่านอย่ารับฟังความคิดเห็นหน่วยงานระดับผู้หลักผู้ใหญ่ อย่างเดียว เพราะฉะนั้นการออกกฎหมายฉบับนี้จะเป็นประโยชน์กับคนไทยทั้งประเทศ เป็นการแก้ปัญหาเรื้อรังของกระบวนยุติธรรมที่พี่น้องประชาชนเฝ้ารอคอย ผมเองในฐานะที่ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมได้แก้ปัญหาให้กับคนไทยเยอะมากครับ ล่าสุดครับ ท่านรู้ไหมครับว่าที่นาทวีของผมโดนขายทอดตลาด ๒๒ ปีครับท่านประธาน มันเกิดอะไรขึ้นกับกระบวนการยุติธรรม ผมเองต้องไปช่วยชาวบ้านที่นาทวีว่าโดนขาย ทอดตลาด ๒๒ ปีไม่มีคนไปช่วย วันนี้จบกระบวนการแล้วครับ กระบวนการทั้งหมดวันนี้ กฎหมายต้องรวดเร็ว ต้องเข้าไปแก้ ฝากกรรมาธิการต้องเข้าไปดูกระบวนการทั้งหมด นอกจาก ๑๐ หน่วยงานที่กล่าวทั้งหมด กรมบังคับคดี หน่วยงานองค์กรอิสระที่เล็ดลอด นอกเหนือจาก ๑๐ หน่วยงาน ท่านต้องไปขมวดให้หมด ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเรียนเชิญคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ และตามด้วยท่านขจิตร ชัยนิคม ท่านอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล และพลตำรวจโท วิศณุ ม่วงแพรสี เชิญคุณหญิงพรทิพย์ก่อนครับ🔗
เรียนท่านประธาน รัฐสภา แพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา มีประเด็นที่อยากอภิปรายฝากไว้ ๒ เรื่อง กระบวนการยุติธรรมจะมีงานอยู่ส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นงานฝากมาโดยตลอด นั่นคือเรื่องของการพิสูจน์หลักฐานหรือที่เราเรียกว่า นิติวิทยาศาสตร์ ไม่สามารถระบุลงไปได้ว่ากระทรวงใดจะเป็นผู้รับผิดชอบ ปี ๒๕๔๓ มีการ แก้ไขเรื่องเงื่อนเวลาอยู่ ๑ เรื่อง คือ ป.วิ.อาญา เรื่องการชันสูตรศพที่กำหนดระยะเวลา ดังนั้นในการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์มันจะมีอยู่หลายหน่วยงาน จึงควรจะมีการเพิ่ม เป็น ๔.๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ ส่วนใหญ่เป็นงานฝากค่ะ🔗
ประเด็นที่ ๒ ก็คือประเด็นเรื่องของการกำหนดและการตรวจสอบเรื่องการ กำหนดขั้นตอนการดำเนินงานตามขั้นตอน ที่ผ่านมาหน่วยงานราชการไทยตรวจเองก็มักจะ ยืนยันว่าไม่พบความผิด ไม่พบความบกพร่อง เหล่านี้ในหลายประเทศจะมีหน่วยงานที่เป็น หน่วยงานกลางที่ทั้งกำหนดและตรวจสอบ ในส่วนของนิติวิทยาศาสตร์คงไม่ค่อยยาก เพราะมันมีมาตรฐานกลางของต่างประเทศอยู่บ้าง ดังนั้นก็มีประเด็นฝากไปใน ๒ เรื่องก็คือ เรื่องของการเติมหน่วยงานที่ตรวจพิสูจน์นิติวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นงานฝาก และอีกอันหนึ่งก็คือ เรื่องของการตรวจสอบที่ควรมีหน่วยงานภายนอกมาช่วยตรวจสอบ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ คุณหญิงพรทิพย์ได้มีเสนอชื่อเป็นกรรมาธิการด้วย คงไปแก้ไขได้นะครับ ต่อไปกลับมาที่ ท่านขจิตร ชัยนิคม และทางท่านอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล เชิญท่านขจิตรก่อนครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม ส.ส. อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในนามสมาชิกรัฐสภา ขณะนี้ รัฐสภาแห่งนี้กำลังพิจารณาในขั้นรับหลักการ ให้มีกฎหมายว่าด้วยกำหนดระยะเวลา ดำเนินการในกระบวนการยุติธรรมเป็นกฎหมายปฏิรูปประเทศ ท่านประธานที่เคารพครับ ในการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมได้พูดกันมานาน แล้วถ้าดูหลักการกฎหมายฉบับนี้เราก็ มีความเห็นว่า การเข้าสู่สภาเวลานี้ล่าช้ามาก อาจจะล่าช้าเป็นเวลา ๗-๘ ปี แต่ถึงอย่างไร ก็ตามในวันนี้เมื่อท่านเสนอเข้ามาแล้วก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีที่จะเกิดความยุติธรรมในเรื่อง ระยะเวลา แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าจะดูกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่การเริ่มต้นจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจมาอัยการแล้วก็ศาล ระยะเวลาเป็นเรื่องที่ประชาชนโดยทั่วไปหรือแม้กระทั่ง ตัวผมเองก็เคยประสบในกระบวนการพิจารณาในกระบวนยุติธรรม ซึ่งใช้เวลามากและไม่มีการกำหนด ทำให้เกิดความอยุติธรรมขึ้นมากมาย การกำหนด ระยะเวลาในกฎหมายนี้ผมจึงเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อมาดู รายละเอียดในกฎหมาย ซึ่งกฎหมายนี้มีทั้งหมด ๑๒ มาตรา ท่านประธานครับ การเขียนใน มาตรา ๖ ที่บอกว่าให้กำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จเท่าที่สามารถกระทำได้ ผมอยากให้ฝาก กรรมาธิการไปตัดข้อความเหล่านี้ ซึ่งผมจะแปรญัตติมันไม่ควรเขียนหรอกครับ เท่าที่สามารถ จะทำได้ เขียนทำไม จะบังคับใคร ถ้าบอกว่าเท่าที่สามารถจะทำได้ แล้วผมเห็นด้วยกับ ความเห็นของหลายท่านที่กฎหมายฉบับนี้จะต้องมีฝากให้กรรมาธิการหรือรัฐสภาแห่งนี้ ไปกำหนดหลักเวลามาตรฐานว่าไม่เกินเท่านั้นเท่านี้ไว้สำหรับหน่วยงาน โดยท่านจะต้องหา ข้อมูลจากสถิติ หรือทั้งในประเทศและต่างประเทศว่ามีความเหมาะสมอย่างไร ไม่ใช่ไป เขียนว่าให้หน่วยงานกำหนดขึ้นมาเอง อันนี้ไม่เห็นด้วย และการประเมินตาม มาตรา ๑๐ ในการประเมินทบทวนทุก ๓ ปี ผมก็เห็นด้วยกับความเห็นที่ว่าช้าไป ในแต่ละปีควรจะมี การทบทวนแล้วเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดความยุติธรรม สำหรับประชาชนมากขึ้น ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ เนื่องจากว่าเราไม่คุ้นเคยกับการเคารพประชาชน เพราะการ ปกครองของประเทศนี้เดี๋ยวเป็นประชาธิปไตยโดยการเลือกตั้ง เดี๋ยวก็ยึดอำนาจ สลับกันไป สลับกันมา เราคุ้นเคยกับอำนาจที่ข้าราชการเป็นใหญ่ เพราะฉะนั้นการเขียนกฎหมายนี้ แม้จะเกิดขึ้นในสมัยนี้ ผมหมายถึงไม่เป็นประชาธิปไตยมากนัก แต่ก็ยังดีที่กระบวนการ ความยุติธรรมได้ก้าวหน้าไปในระดับที่ต้องกำหนดให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้รู้จักเวลา แล้วถ้า ไม่เสร็จก็ต้องรายงานผู้เกี่ยวข้องทั้งประชาชน ทั้งผู้เกี่ยวข้อง ทั้งผู้บังคับบัญชาให้รับทราบ มันเป็นการประเมินประสิทธิภาพ คุณภาพ และมันเป็นการเคารพประชาชนผู้ทุกข์ยาก มากขึ้น ซึ่งเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ เป็นเรื่องที่จะทำให้เกิดความยุติธรรมขึ้น เห็นด้วยกับ หลาย ๆ ท่านที่บอกหน่วยงานทั้ง ๑๐ หน่วยงานที่เขียนไว้อาจจะไม่เพียงพอ อาจจะต้อง กำหนดหน่วยงานที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องโดยอ้อม ถ้าไม่ใช่โดยตรง มีส่วนร่วมในการกำหนดระยะเวลาด้วยก็จะดีขึ้นเป็นอย่างยิ่ง ผมจึงเห็นด้วยในหลักการ แต่ในรายละเอียดนั้นฝากกรรมาธิการให้ไปเขียนให้กระชับ มีผลในการปฏิบัติและ เป็นประโยชน์กับประชาชนในกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับกระบวนยุติธรรมทั้งหมด ทั้งโดยตรงและโดยทางอ้อมด้วย ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณ ท่านขจิตร ต่อไปเป็นท่านอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล และตามด้วย พลตำรวจโท วิศณุ ม่วงแพรสี เชิญท่านอมรัตน์ครับ🔗
ท่านประธานคะ ดิฉันคือ อำ-มะ-รัด ไม่ใช่ อม-มะ-รัด นะคะ🔗
อำ-มะ-รัด ขอโทษครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จากจังหวัดนครปฐม ดิฉันขออภิปรายในญัตติร่างพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลา ในการดำเนินการในกระบวนการยุติธรรม ก็เพราะว่าความอยุติธรรมเป็นสารตั้งต้นของ ความขัดแย้งทั้งปวงในประเทศนี้แล้วก็ในสังคมมนุษย์ รวมทั้งเราก็ทราบกันดีอยู่แล้วนะคะว่า ความยุติธรรมที่ล่าช้าก็คือความอยุติธรรมนั่นเองนะคะ ดิฉันจึงยินดีที่ได้เห็นร่างนี้ซึ่งเสนอโดย ครม. เข้ามาที่รัฐสภาในวันนี้ แล้วก็ถือว่าเป็นร่างกฎหมายที่มีความก้าวหน้า แต่เจตนารมณ์ ของกฎหมายนั้นดีค่ะ อย่างเช่น ในมาตรา ๔ วัตถุประสงค์เพื่อให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมได้กำหนด ระยะเวลาในขั้นตอน ในกระบวนการต่าง ๆ อย่างไม่ล่าช้า กำหนดให้ชัดเจนว่าจะต้องเสร็จ เมื่อไร แล้วก็สามารถจะติดตามตรวจสอบได้ว่าคดีของตัวเองไปถึงขั้นไหนแล้ว อันนี้โอเค (OK) ในขั้นรับหลักการและเหตุผลดิฉันก็เห็นด้วย แต่ในมาตรา ๗ มีข้อสังเกตนิดหนึ่งนะคะ ว่าเมื่อไม่ได้เป็นไปตามหลักการ ในกรณีที่การพิจารณาในขั้นตอนต่าง ๆ เกิดล่าช้า แล้วผู้บังคับบัญชาก็เห็นว่าไม่ได้เป็นไปตามสิ่งที่ควรจะเป็น ไม่ได้มีโทษในเรื่องการเยียวยา แล้วก็เยียวยาความเสียหายในความล่าช้านั้นกับผู้ที่เกี่ยวข้อง มีโทษเพียงการลงโทษทางวินัย เท่านั้น ดิฉันจึงขอฝากกรรมาธิการที่จะศึกษาเรื่องนี้ด้วยนะคะว่า ถ้าเกิดเป็นการพิจารณา แค่โทษทางวินัยก็ไม่น่าจะเกิดผลอะไร ที่จริงแล้วในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็ได้กำหนดอยู่แล้ว ว่าจะต้องมีการพิจารณาคดีด้วยความรวดเร็วและด้วยความต่อเนื่อง จริง ๆ หลักการนี้ก็เป็น หลักการที่มีกำหนดมาในรัฐธรรมนูญอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว มันมีปัญหาในการปฏิบัติ เท่านั้นเองค่ะ ท่านประธานคะ กระบวนการยุติธรรม โดยที่กฎหมายนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของ กฎหมายปฏิรูปประเทศในด้านการยุติธรรม ไม่ได้มีเฉพาะในขั้นตอนศาลนะคะ แต่มีตั้งแต่ ขั้นสอบสวน ขั้นอัยการ แล้วก็อย่างเช่นปัญหาที่เกิดขึ้นที่ดิฉันอยากจะยกตัวอย่างว่า ไม่ใช่ เฉพาะระยะเวลาเท่านั้นนะคะที่เป็นเรื่องสำคัญ แต่มีเรื่องอย่างอื่น เช่น ความโปร่งใสของ ขั้นตอนการตรวจสอบได้ก็สำคัญไม่แพ้เรื่องระยะเวลาที่เราอยู่ในร่างนี้เช่นเดียวกันค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันขึ้นศาลบ่อยค่ะ บางครั้งหลาย ๆ ครั้งเจออัยการเลื่อนคดีโดยที่มาบอก กันหน้างาน ไม่ได้มีการแจ้งล่วงหน้า อันนี้จะเห็นได้บ่อยมาก แล้วบางคดีมีผู้ต้องสงสัย มีผู้ต้องหารวมกันถึง ๕๐ คน ๖๒ คน อย่างเช่น คดีคนอยากเลือกตั้งที่ออกมาเรียกร้องให้มี การเลือกตั้ง มีผู้ต้องหาคนหนึ่งเดินทางมาจากสหรัฐอเมริกา เสียค่าเครื่องบินไป ๗๐,๐๐๐ กว่าบาท เพื่อที่จะมาที่ศาลแขวงดุสิต เพื่อที่จะมาฟังที่หน้างานที่ศาลแขวงดุสิตว่าอัยการ ขอเลื่อนนัดค่ะ ค่าเสียหายตรงนี้ใครจะเป็นคนชดเชยแล้วก็รับผิดชอบ ดิฉันก็อยากจะให้ กรรมาธิการช่วยเอาใจใส่ในประเด็นนี้ด้วยนะคะว่าการที่อัยการจะเลื่อนนัด เลื่อนอะไร ทั้งหลายควรจะมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า บางคนเดินทางมาจากเหนือ จากใต้ จากใน ทุกภาค เพื่อจะมาที่ศาลด้วยความยากลำบาก มีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง แต่มาพบที่หน้างาน ว่ามีการเลื่อน แล้วก็เลื่อนอย่างนี้ค่ะท่านประธาน ไม่ได้แค่ครั้งเดียวนะคะ บางคดีเลื่อน ซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยไม่มีเหตุผลที่เพียงพอ และคดีก็ไม่ได้ซับซ้อน บางคดีเป็นแค่คดีผิด พ.ร.ก. ฉุกเฉิน หรือคดีแค่ขึ้นศาลแขวง มันไม่มีเหตุผลรองรับที่เพียงพอ ท่านประธานคะ รวมทั้งการปิดกั้นเสรีภาพในการมีส่วนร่วมในการเข้าฟังการพิจารณาคดีที่ศาล ซึ่งดิฉัน ก็พบบ่อย โดยเฉพาะที่ศาลอาญาค่ะ มีการปิดกั้นให้ประชาชนต้องรออยู่ภายนอกรั้วของ ศาลอาญา ตากแดด ตากฝน ตากร้อนอยู่อย่างนั้นที่ฟุตพาท (Footbath) หน้าศาล อันนี้ ผิดกับหลักการเรื่องศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ค่ะท่านประธาน บริเวณในศาลก็กว้างใหญ่ มีสนาม มีร่มไม้ให้พักพิง แต่ก็มีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด แล้วก็ไม่อนุญาต ผิดหลักการ การโปร่งใสในการพิจารณาคดีในห้องพิจารณาคดีด้วยค่ะ รวมทั้งการอำนวยความสะดวกใน ห้องพิจารณาคดีก็มีการปิดกั้น โดยเฉพาะในยุครัฐบาลเผด็จการนี้นะคะ ปิดกั้นไม่ให้เข้าฟัง การพิจารณาคดี เราทราบอยู่แล้วว่าบางคดีเป็นคดีที่คนให้ความสนใจมาก สื่อมวลชนให้ ความสนใจ แต่ก็ไม่ได้จัดห้องพิจารณาคดีให้มีความใหญ่เพียงพอที่จะมีสื่อมวลชน หรือประชาชนที่สนใจเข้าไปเป็นสักขีพยาน โดยเฉพาะคดีเกี่ยวกับมาตรา ๑๑๒ นะคะ ท่านประธาน ก็จะปิดกั้นไม่ให้เข้าไปฟัง ให้เป็นความลับ แล้วคนภายนอกก็ไม่มีสิทธิที่จะรู้ว่า ตกลงแล้วมันเป็นการพิจารณาคดีที่มีความเป็นธรรมหรือไม่ อย่างไร รวมทั้งมาตรฐานค่ะ มาตรฐานในห้องพิจารณาคดีก็เช่นเดียวกัน อันนี้ดิฉันประสบมาด้วยตัวเองนะคะ ก็คิดว่า กรรมาธิการน่าจะเอาเรื่องพวกนี้ไปพิจารณาด้วยนะคะ จะเล่าให้ฟังว่าในห้องพิจารณาคดีที่ ศาลอาญาค่ะ ที่หน้าบัลลังก์มีติดป้ายเอาไว้ว่าห้ามถ่ายรูป ห้ามถ่ายวิดีโอ (Video) ที่บัลลังก์ หรือในห้องพิจารณาคดี ทุกคนเชื่อฟังค่ะท่านประธาน อันนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเมื่อไม่นานมานี้ รวมทั้งดิฉัน ด้วยนะคะ เราไม่ใช้มือถือ ปิดโทรศัพท์มือถือทั้งหมด แต่ปรากฏว่าเราใช้กระดาษโน้ต (Note) แผ่นเล็ก ๆ แล้วก็ปากกาเพื่อที่จะจดนัดหมายว่าจะนัดกันต่อไปอย่างไร คดีมีความ เป็นอย่างไร ดิฉันโดนผู้พิพากษาดุเอาค่ะว่าห้ามจด ผิดระเบียบ อันนี้ถือว่าเป็นการละเมิด เสรีภาพส่วนบุคคลในการที่จะจดบันทึก แล้วก็ไม่ได้มีข้อบังคับกำหนดอะไร ไม่ได้มีข้อห้าม ด้วยค่ะท่านประธาน เพราะฉะนั้นความยุติธรรมไม่ได้เกี่ยวกับระยะเวลาอย่างเดียว แต่เกี่ยวกับวิธีปฏิบัติต่อผู้ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินคดีด้วยนะคะ รวมทั้งการที่ศาลไม่ได้ พยายามทำตัวเป็นที่พึ่งของประชาชน แล้วก็เหินห่างอย่างมาก การไปประกันตัวผู้ต้องหาใน คดีทางการเมือง มีการเปลี่ยนระเบียบ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่ว่ามีใบรับรอง เงินเดือนแล้ว มีใบแสดงเงินเดือนแล้ว มีใบรับรองจากเลขาธิการศาลแล้ว ก็ยังต้องการสลิป (Slip) เงินเดือน สลิป (Slip) เงินเดือนก็ต้องย้อนหลังไปถึง ๖ เดือน มีการเปลี่ยนระเบียบ ไม่ว่าจะเป็นศาลแขวง ศาลอาญา ไม่ได้มีมาตรฐานในการพิจารณาให้ประกันตัวในมาตรฐาน เดียวกันด้วย อย่างเช่น ศาลแขวง จะต้องเป็นญาติเท่านั้น ที่ประกันได้ แต่ในศาลอาญาใคร ก็สามารถประกันได้ แต่ก็มีเงื่อนไขที่เพิ่มขึ้นมายุบยับตลอดเวลา เพราะฉะนั้นก็ฝาก คณะกรรมาธิการชุดนี้เอาเรื่องประเด็นเหล่านี้ ไม่ใช่ประเด็นระยะเวลาอย่างเดียว ขอให้ดำรง ความเป็นธรรม ถ้าเกิดเราจะมีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมจริง ๆ ก็ไม่อยากให้ปฏิรูป เฉพาะระยะเวลา ซึ่งก็ไม่ได้มีบทลงโทษที่ชัดเจน และดิฉันก็ไม่เชื่อว่ามันจะได้ผล ถ้าเราไม่ได้ กำหนดบทลงโทษ หรือกำหนดความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นรูปธรรม แล้วก็ชัดเจน ขอบคุณมากค่ะ🔗
ท่านอมรัตน์ครับ ถึงแม้ว่าจะได้อภิปรายเกินเลยไปกว่าหลักการในเรื่องระยะเวลาดำเนินงาน แต่ผมก็อนุญาตครับ มันเกี่ยวข้องกันครับ เชิญ พลตำรวจโท วิศณุ ม่วงแพรสี แล้วตามด้วย พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร ของฝ่าย ส.ว. นะครับ เชิญ พลตำรวจโท วิศณุ ม่วงแพรสี ก่อนครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พลตำรวจโท วิศณุ ม่วงแพรสี บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต่อพระราชบัญญัติกำหนดเวลาดำเนินงาน ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งก็ ครม. เสนอเข้ามาในสภา หลายท่านก็มีความคิดเห็น และมุมมองแตกต่างกันไป ในส่วนของผมในฐานะที่เป็นพนักงานสอบสวนเก่า ผมก็อยากจะ ให้ลงลึกถึงปัญหาของความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรม โดยจะโคด (Code) ไปที่พนักงาน สอบสวน พนักงานอัยการ ศาล เป็นหลักนะครับ ความล่าช้านั้นคือมันเกิดในทุก ๆ ขั้นตอน ของการสอบสวนในกระบวนการยุติธรรม แม้ว่าเราจะเอาเวลาทั้งหลายทั้งปวงมาคุมคน คุมระบบ ด้วยเทคนิค ด้วยเนื้อหาของการปฏิบัติมันยังมีความล่าช้าเกิดขึ้นอีกหลายจุดทีเดียว ซึ่งตรงนี้ก็คงต้องฝากทางกรรมาธิการที่จะไปศึกษา แล้วก็แก้ไขปัญหา ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่าในส่วนของพนักงานสอบสวน ซึ่งผมก็เป็นพนักงานสอบสวนมาครึ่งชีวิตว่าสมัยก่อนเราใช้ ลายนิ้วมือตรวจพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหา ตรวจเปรียบเทียบลายนิ้วมือแฝง แต่ปัจจุบันนี้ หัวใจของการตรวจเปรียบเทียบอยู่ที่ ดีเอ็นเอ (DNA) เพราะฉะนั้นหน่วยงานที่จะรองรับ การตรวจ ดีเอ็นเอ (DNA) ของพนักงานสอบสวน ซึ่งจะตรวจเปรียบเทียบ ดีเอ็นเอ (DNA) ของผู้ต้องหากับที่ทิ้งไว้ในที่เกิดเหตุอะไรต่าง ๆ มันก็เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา วันนี้เท่าที่คุยกับ พนักงานสอบสวน บางคดีก็เป็นเดือนสองเดือนกว่าจะได้ตรงนี้มา เพราะฉะนั้นตรงนี้ มันก็คือเนื้อหาหลัก ๆ ของความล่าช้า ยิ่งในคดีที่ผู้ต้องหาหลายคน ผู้ต้องหาไปทิ้ง ดีเอ็นเอ (DNA) ไว้หลายที่ ทำความผิดต่อเนื่องกันหลายแห่งทั้งหลาย อันนี้ยิ่งช้าไปใหญ่ครับ แล้วการ ตรวจ ดีเอ็นเอ (DNA) ก็มีค่าใช้จ่าย ซึ่งตรงนี้ก็คงเป็นเรื่องที่รัฐต้องสนับสนุน เพราะว่า เคส (Case) หนึ่ง ๓,๐๐๐ บาท อย่างคดีฆ่าแหม่มที่เกาะเต่า ผมเคยคุยกับท่าน ผบ.ตร. ครั้งที่แล้วบอกว่าใช้ ๒ ล้านบาท งบประมาณในการตรวจ ดีเอ็นเอ (DNA) นะครับ ซึ่งตรงนี้ ก็คงเป็นเรื่องที่จะต้องไปดูในรายละเอียดของกรรมาธิการนะครับ🔗
ประเด็นที่ ๒ วันนี้มีคดีเกี่ยวกับความผิดที่กระทำผ่านทางโซเชียล มีเดีย (Social Media) เยอะมาก โดยเฉพาะความผิดเกี่ยวกับการค้าสกุลเงินในคริปโท เคอร์เรนซี (Crypto currency) อะไรทั้งหลาย ซึ่งตรงนี้ปัญหามันก็คือว่ามันเป็นการกระทำความผิด ซึ่งผู้ต้องหาอยู่ในต่างประเทศ ในที่สุดคดีก็ต้องมาอยู่ในมือของพนักงานสอบสวนที่เป็น พนักงานอัยการและพนักงานสอบสวนที่เป็นตำรวจ กลายเป็นอะไรครับ กลายเป็นว่ามันต้อง เป็นเรื่องของการประสานความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศของไทยกับของ ประเทศที่ผู้ต้องหามีถิ่นที่อยู่ หรือว่าหลบหนี หรือว่าอะไรต่าง ๆ ทั้งหลายทั้งปวงนี่นะครับ นอกจากนั้นยังเป็นเรื่องขององค์การตำรวจสากล นี่เป็นความล่าช้าโดยเนื้อหาและโดย ข้อจำกัดของมัน ซึ่งตรงนี้มันก็ต้องเป็นเรื่องระหว่างประเทศแล้ว ผมฝากคณะกรรมการไปดู ตรงนี้ด้วยแล้วกันครับ🔗
ในส่วนที่ ๒ ในประเทศเองนี่นะครับ การสืบสวนหาเขาเรียก ไอพี แอดเดรส (IP Address) คือหาตัวของผู้กระทำความผิด ถามว่าจากไหนครับ พนักงานสอบสวนก็จะทำ หนังสือขอไปที่ทาง กสทช. หรือทางบริษัทที่ให้บริการโทรศัพท์ อันนี้นอกจากจะช้าแล้วบางที ไม่ให้อีกครับ นี่มันก็เลยกลายเป็นทำให้อาจจะพยานหลักฐานที่สำคัญ หรือที่จะสืบสวนขยาย ผลต่อนี่เสียไป อันนี้น่าจะเป็นเรื่องของทาง กสทช. แล้วก็ภายใต้การดูแลของกระทรวง ดีอีเอส (DES) อันนี้ก็เป็นความล่าช้าอีกอย่างหนึ่งครับ นอกจากนั้นยังมีเรื่องของการติดตาม เงินทั้งหลาย คือมันโอนเป็นระบบสกุลเงินดิจิทัล (Digital) ซึ่งมีกระบวนการที่ซับซ้อนจาก กระเป๋าหนึ่งไปกระเป๋าหนึ่ง วอลเลต (Wallet) หนึ่งไปวอลเลต (Wallet) หนึ่ง นี่มัน ยิ่งยุ่งใหญ่เลยครับ เพราะมันต้องไปตามกับสกุลเงินที่อยู่ต่างประเทศ เพราะตอนนี้ความผิด ปัญหาทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ ผู้กระทำความผิดเองก็อยู่ในต่างประเทศ🔗
ประเด็นต่อมาครับ คือเรื่องของพนักงานสอบสวนเอง วันนี้ทางกรรมาธิการ ตำรวจ ซึ่งผมเป็นกรรมาธิการอยู่ด้วย เคยเรียกกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิด เกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีมาให้ข้อมูล ปรากกว่าปัญหาของเราก็คือว่า ข้าราชการ ตำรวจเอง ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนนี่ขาดความรู้ความสามารถในเรื่องนี้ หรือแม้แต่ผู้ที่มี ความรู้ความสามารถในกองบังคับการทั้งหลายที่รับผิดชอบก็มีน้อยครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ มันก็จะต้องแก้ไข อันนี้ก็เลยช้าไปโดยเนื้อหาสาระของมันนะครับ🔗
ผมย้อนกลับไปนิดหนึ่งเมื่อสักครู่นี้ที่เรื่อง ดีเอ็นเอ (DNA) วันนี้กลายเป็นว่า อะไรรู้ไหมครับ เรามีศูนย์พิสูจน์หลักฐานอยู่ตามภาคต่าง ๆ น้อย คนก็น้อย นักวิทยาศาสตร์ ก็น้อย อันนี้ก็คงเป็นเรื่องที่ผมเรียนให้ทราบว่าต้องไปแก้ไขครับ🔗
สุดท้ายครับ ก็คือช้าไปก็ไม่ดีใช่ไหมครับ แต่ว่าเร็วไปนี่ผมคิดว่ามันก็จะ ก่อให้เกิดความเสียหายตามมาได้ คือถ้าช้าไปมันก็ไม่เกิดความยุติธรรม แต่ถ้าเร็วไปจนกระทั่ง ไปทำอะไรลวก ๆ หยาบ ๆ ความเสียหายก็จะตามมา คนร้ายก็จะหลุดเงื้อมมือของกฎหมาย ไป เพราะเราไม่สามารถที่จะรวบรวมพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความผิดของเขาเหล่านั้นได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้กรรมาธิการต้องไปดูครับว่ามันควรเร็วขนาดไหน เพราะว่า ถ้าช้าไม่ได้อยู่แล้ว แต่ถ้าเร็วไปความสมบูรณ์ของพยานหลักฐานของสำนวนการสอบสวน อะไรก็จะเสียไปด้วยครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ครับ ขอบคุณครับ ต่อไปชุดต่อไปก็จะเป็นท่าน พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร นะครับ แล้วกลับมาฝ่ายค้านพรรคก้าวไกล ๒ ท่าน ท่านสมชาย ฝั่งชลจิตร และ พันตำรวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ จากนั้นจะมาฝ่ายรัฐบาลนะครับ นางสาวศรีนวล บุญลือ นะครับ ตามนี้ก่อน เชิญท่าน พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร ครับ🔗
ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร สมาชิกวุฒิสภา ในนามสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ พระราชบัญญัติฉบับนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง แม้จะมี ๑๒ มาตรา ในแต่ละมาตราก็ได้กำหนดกฎเกณฑ์ กติกา ตั้งแต่หน่วยงานมี ๙ หน่วยหลัก ๑๐ หน่วยงาน ที่จะออกเป็นกฤษฎีกา ขั้นตอน วิธีการกำหนด มีผู้ตรวจสอบ โดยหลักการแล้วนี้ ผมเห็นด้วย อย่างยิ่ง เหมือนที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไป ในรายละเอียดแต่ละมาตรานี้ผมจะไม่พูดถึง เพราะผมนั่งฟังมานี้ เพื่อนสมาชิกก็ได้ชี้แจง แจกแจงไปพอสมควร แต่มีส่วนหนึ่งที่ผมได้รับ ความเห็น หรือขอรับความเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง ตั้งแต่อาจารย์มหาวิทยาลัย ผู้พิพากษา อัยการ ทนายความ ตำรวจ ต่างเห็นพ้องต้องกันในเรื่องของระยะเวลาที่จะกำหนดใน มาตรา ๖ นี้จะกำหนดอย่างไร บางท่านบอกว่าให้แต่ละหน่วยกำหนดเองนี้ มันจะเป็นไปได้ หรือไม่ ๙ หน่วยกำหนดของตนเอง แต่ไม่สอดคล้อง หรือไม่ประสมประสานให้ลงตัวกัน ระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ในส่วนของการตรวจสอบเช่นกันท่านประธานครับ ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็กำหนดไว้ในเรื่องของการตรวจสอบนี้ ให้หน่วยงานตรวจสอบ กันเอง และมีบทกำหนดโทษทางวินัยตามมาตรา ๗ ตรวจสอบมาตรา ๑๑ ผมก็เกรงว่า อย่างนี้ครับ ในส่วนที่เราจะกำหนดกฎเกณฑ์กติกาในโอกาสต่อไปนี้ ในอนาคตนะครับ ท่านประธานครับ อาจจะมีปัญหา คล้าย ๆ กับท่านจำได้ไหมครับ พระราชบัญญัติอำนวย ความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ ปี ๒๕๕๘ ครับ วันนี้วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ ท่านประธานกับผมลงพื้นที่ก็เห็นครับ บางเรื่องบางราว อย่างเช่นคนต่างด้าวนี้ ผมลง พื้นที่ในภาคตะวันออก ณ เวลานี้ก็ยังมีปัญหาครับ มันไม่ตรงครับ ทั้ง ๆ ที่ พ.ร.บ. ดังกล่าวนี้ อำนวยความสะดวกนี้ กำหนดไว้ชัดเจน ๑๘๐ วัน หลังจากกฎหมายมีผลบังคับประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา ต้องทำคู่มือครับ ป่านนี้ชาวบ้านก็ยังไม่รู้ ต้องตั้งนอมินี (Nominee) ถ้านอมินี (Nominee) เร็วครับ ถ้ายื่นเองไม่เร็ว ผมก็เกรงลักษณะเช่นนี้ ออกไปแล้ว ในทางปฏิบัติจะไม่ได้ผล แล้วนี่ปัญหาท่านประธานครับ ในทางปฏิบัตินี้ผมเป็นห่วงจริง ๆ หลายคนกล่าวหาศาลยุติธรรมว่าล่าช้า บางคนก็กล่าวหาอัยการ แต่ที่สำคัญกล่าวหาตำรวจ กันเยอะครับ พนักงานสอบสวนล่าช้า ผมถามว่าในข้อเท็จจริงแล้วมันล่าช้าจริงอย่างนั้น หรือเปล่า ในส่วนของพนักงานสอบสวนครับ วิ.อาญา ก็เขียนไว้ชัดเจน มาตรา ๘๗ ฝากขังได้ ไม่เกิน ๗ ครั้ง ไม่เกิน ๘๔ วัน ต้องทำให้เสร็จ คำสั่ง ตร ที่ ๖๔๑๖/๕๖ ก็เขียนไว้ชัดเจน เงื่อนเวลาเท่าไร ของศาลก็มีคู่มือครับในการพิจารณา ของอัยการนี้ยังไม่มี กำลังจะ ดำเนินการ แต่หน่วยงานอื่น ๆ ผมมีเวลาจำกัด ผมอาจจะพูดไม่ถึงครับ มันมีเยอะแยะครับ ผมขอสโคป (Scope) มาอย่างนี้ว่า ปัญหาล่าช้านี้มันเกิดจาก ๒ อย่างท่านประธานครับ ประการแรก ระบบดีหรือยัง แต่ละหน่วยงานไปเขียนกันดีหรือยัง ผมเชื่อว่าเขียนกันดีแล้ว แต่สิ่งที่มีปัญหาล่าช้า ประเด็นที่ ๒ คือบุคคลครับท่านประธานครับ ไม่ใช่ระบบ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับ คดีนายบอสนี้ ขออนุญาตต้องเอ่ยชื่อนะครับ เพราะเป็นสากลแล้ว นั่นคือตัวอย่างสำคัญที่ฝากให้กรรมาธิการวิสามัญไปดูครับ คดีนายบอสนี้เป็นตัวอย่างสำคัญ ตั้งแต่พนักงานสอบสวน สอบสวน ๔ ปี อันนี้เป็นเรื่องบุคคลครับ อัยการป่านนี้ครับ ยังไม่ถึง ศาลครับ จะไปโทษศาลล่าช้าไม่ได้ วันนี้วันที่ ๘ แล้วครับ ตั้งแต่เดือนกันยายน ปี ๒๕๕๕ จนบัดนี้ยังไม่ถึงศาลเลยครับ ศาลท่านมีกระบวนการพิจารณาชัดเจนนะครับ ในศาลแพ่งกำหนดไว้เลย ตารางเวลาติดไว้ที่บอร์ด (Board) เลย ต้องภายในกี่วัน ๆ หลังรับฟ้อง ๖ เดือนเรียบร้อย อ่านคำพิพากษา ขอความเป็นธรรมให้ศาลด้วยครับ ผมไม่ได้ เอาใจศาลครับ ท่านมีกระบวนการ มานัด เลื่อนนัด ขอเปลี่ยนทนาย ขอโน้นขอนี้ ขอเปลี่ยน รายละเอียดมันมีเยอะแยะ ไม่ใช่ล่าช้าที่ศาลครับ เพราะฉะนั้นอยากจะกราบเรียนตรง ๆ ว่าสิ่งเหล่านี้เราควรจะต้องมาเน้นหนักในตัวบุคคล ถ้าบุคคลไม่ดีจะทำอย่างไรให้มันมีสโคป (Scope) เข้ามาให้ชัดเจน คณะกรรมการทุก ๓ ปี พอไหม มาตรวจสอบนี่ในรูปของหน่วยงานไม่ได้เป็นรูปของคณะกรรมการ ๓ ปีผมว่ามันนาน ไปไหมท่านประธานครับ ท่านประธานเคยได้ยินคำนี้ใช่ไหมครับ หลายท่านพูดแต่ผมขอใช้ ภาษาฝรั่งสักนิดหนึ่ง ภาษิตกฎหมาย จัสทิซ ดีเลย์ อีส จัสทิซ ดีไนด์ (Justice Delayed is Justice Denied) ความยุติธรรมที่ล่าช้าก็คือความไม่ยุติธรรม แต่ล่าช้ามันเกิดจากอะไร เกิดจากบุคคลหรือเปล่าท่านประธาน เพราะฉะนั้นอยากจะฝากคณะกรรมาธิการท่านลอง ไปดูสิ ถ้าให้แต่ละหน่วยงานพิจารณามันจะสอดคล้องกันไหม หน่วยงานโน้นนี้นั้น ที่จริงมันมี ทั้ง ป.ป.ช. ซึ่งศูนย์รวมมาอยู่เซ็นทราไลเซชัน (Centralization) ทุกอย่างต้องขออนุมัติ ส่วนกลางนี่เปลี่ยนได้ไหม แม้แต่ราชทัณฑ์เองก็ดี ท่านประธานอาจจะนึกถึงได้ไหมครับ พักโทษ รอการลงโทษ อันนี้นักโทษชั้นดีชั้นอะไรผมไม่พูดถึง มันมีกระบวนการทำให้เกิด ความไม่ยุติธรรมใช่ไหม หลาย ๆ คดีทุจริตหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่เดี๋ยวเดียว ๕ ปี ๗ ปีไม่กี่วัน ออก อย่างนี้มันเป็นความไม่ยุติธรรมด้วยหรือเปล่า ก็ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปร่วมกัน พินิจพิจารณา แล้วไม่ต้องไปโทษใครครับ เราต้องพยายามกำจัดคนไม่ดีครับ สังคมเรามีทั้ง คนดีและไม่ดี เราต้องควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ และส่งเสริมคนดีให้ได้มีอำนาจในการ ปกครองตามพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมันก็จะทำให้กระบวนการ ยุติธรรมเกิดความยุติธรรมอย่างแท้จริงครับ ขอบคุณท่านประธานมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสมชาย ฝั่งชลจิตร และตามด้วย พันตำรวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ เรียนเชิญ ท่านสมชายครับ🔗
กราบ เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม สมชาย ฝั่งชลจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรค ก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมขออนุญาตท่านประธานแสดงความคิดเห็นสนับสนุน แนวคิดหรือหลักการของการร่างกฎหมายตามพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลา ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งก็ถ้าหากเราในฐานะที่เคยเป็นนักกฎหมาย หรือว่าเป็น นักกฎหมายในปัจจุบัน เรื่องระยะเวลามันเป็นที่คุ้นเคยครับท่านประธาน พวกเราคุ้นเคย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แม้กระทั่งว่ากฎหมายอื่น ๆ ที่มีกำหนดระยะเวลาในการให้ปฏิบัติ แล้วก็เป็นหลักว่า ความยุติธรรมมันเป็นเพียงนามธรรม แต่ความยุติธรรมมันจะเกิดขึ้นได้ให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ ก็คือการปฏิบัติตามกรอบของกฎหมายนี่ละครับ บางครั้งเวลามันก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ตอบคำถาม ว่ายุติธรรมหรือไม่ แต่ขณะเดียวกันเวลาที่รวดเร็วเกินไปก็ไม่สามารถจะตอบคำถามได้ว่า มีความยุติธรรมอยู่ในนั้นหรือไม่ ในขณะเดียวกันถ้าเวลามันล่วงเลยมามากเกินไปมันก็ ไม่สามารถจะตอบคำถามว่ามีความยุติธรรมหรือไม่ ในความยุติธรรมมันทั้งมีเงื่อนไขของเวลา ก็เป็นส่วนหนึ่งของการแสดงออกในรูปธรรมว่ามันเป็นความยุติธรรมหรือไม่ ผมยกตัวอย่าง ง่าย ๆ ในรัฐสภาแห่งนี้ตอนเปิดสภาใหม่ ๆ ในวันแรก กระบวนการยุติธรรมสามารถจัดการ กับคุณธนาธรภายในวันแรกที่เข้าสู่สภาได้อย่างรวดเร็วมาก นี่คือสิ่งที่ต้องถามว่าเวลาที่เร็วมัน สามารถตอบคำถามว่ามันยุติธรรมได้หรือไม่ ในขณะเดียวกันเมื่อสักครู่ท่าน พลตำรวจโท ศานิตย์ ผมขออนุญาตเอ่ยนาม พูดถึงเรื่องคดีบอส เวลาที่มันล่าช้ามันตอบคำถามเรื่องความยุติธรรม ไม่ได้เหมือนกันว่าจะใช้คำว่าดุลพินิจให้รอบคอบ มันก็ตอบไม่ได้ว่ามันยุติธรรมหรือไม่ เพราะฉะนั้นการวางแนวคิดในเรื่องของการพูดถึงการกำหนดระยะเวลาในกระบวนการ ยุติธรรม มันก็ต้องมีเหตุมีผลว่า ในอนาคตข้างหน้าที่เราจะร่างกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา มันต้อง มีหลักที่สำคัญ เวลาที่มันชัดเจนต่อกฎหมายใด ๆ องค์กรที่นำไปสู่การปฏิบัติมันต้องตอบคำถามให้ได้ ความยุติธรรมคือคุณธรรมแรกสุดของทุกสถาบันทางสังคม ถ้าทุกสถาบันทางสังคมตอบ คำถามไม่ได้ บางครั้งสถาบันในทางตุลาการอาจจะถูกเอ่ยนามที่ไม่ควรจะเอ่ยนามก็ได้ว่าเป็น ศาลพระภูมิ สิ่งเหล่านี้ที่มันเกิดขึ้นในสังคมไทย ใคร ๆ ไม่อยากให้กระบวนการยุติธรรม หรือสถาบันทางตุลาการถูกเรียกว่า เป็นเจว็ด หรือเป็นศาลพระภูมิ ซึ่งมันทำให้ด้อยค่าของ ความยุติธรรมที่มันควรจะมีอยู่ในสังคม ท่านประธานที่เคารพครับ ในสังคมไทยมันจะมีอยู่ อย่างหนึ่ง หรือสังคมนานาชาติอาจจะมีอยู่บ้าง มันเป็นความคิดว่าความยุติธรรมใน สังคมหนึ่ง ๆ ใด ๆ เหมือนกับเป็นบัญชาของสวรรค์ หรือถ้าหากว่าหลายคนก็คิดว่าในสังคม บางสังคมความยุติธรรมมันเป็นเทพบัญชา โดยที่ไม่สามารถอธิบายเหตุผลทางธรรมชาติได้ ความเป็นธรรมชาติของสิ่งในโลกนี้มันมีความยุติธรรม ความอยุติธรรมมันปรากฏให้เห็น จริงได้ แต่หลายครั้งในสังคมแบบนี้ ในสังคมที่เราดำรงอยู่ แล้วก็อยากจะพัฒนาให้ก้าวหน้า ให้ทันสมัย ความยุติธรรมที่มันมาแบบเทพบัญชา หรือบัญชาสวรรค์ มันควรจะไม่มี มันควร จะมีลักษณะของความยุติธรรมที่สามารถอธิบายด้วยเหตุผลทางธรรมชาติได้ หลักปรัชญา ทางกฎหมายเขาจึงบอกว่าเวลาเป็นองค์ประกอบสำคัญหนึ่งของความยุติธรรม แต่ว่าในสังคม ต้องพูดว่าสังคมไทย โครงสร้างของหลักคิดแบบประชาธิปไตยว่าอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการมันควรจะแบ่งแยกแล้วก็ถ่วงดุลกันได้ องค์กรตุลาการ ในประเทศไทยเรานี้ ไม่เชื่อมโยงกับอำนาจที่มาจากประชาชนเลย แต่มีโอกาสในการร่าง กฎหมายฉบับนี้ล่ะ ผมมองเห็นภาพที่มันสามารถสร้างมิติแห่งความสัมพันธ์ระหว่างองค์กร ตุลาการกับภาคประชาชนได้โดยผ่านกระบวนการทางนิติบัญญัติ ก็คือองค์กรฝ่ายยุติธรรม และกระบวนการยุติธรรมทั้งหลายต้องสามารถตอบคำถามได้ว่า เวลาที่จะดำเนินการ ในกระบวนการยุติธรรมมันควรจะจบในเวลาไหนที่เหมาะสม มันควรจะมีเหตุผลอธิบาย ทางวิทยาศาสตร์ได้ บทบัญญัติที่เราจะบัญญัติในเรื่องกรอบของการมีข้อตกลงว่า กระบวนการทางยุติธรรมทั้งหลายในประเทศนี้จะต้องตอบคำถามเรื่องเวลาให้ได้ ในหลักสำคัญ ขณะเดียวกันงานที่พวกคุณทำอยู่ทั้งหลายถ้าสามารถนำมาชี้แจงตรวจสอบกัน ในรัฐสภานี้ได้ ก็ถือว่านี่อาจจะเป็นความเชื่อมโยงแรก ๆ ที่มีอยู่ในกระบวนการตุลาการของ ประเทศไทย กับกระบวนการที่มาจากประชาชนก็คือฝ่ายนิติบัญญัติ อำนาจอธิปไตยเป็นของ ปวงชนชาวไทย เราไม่สามารถที่จะเอาคำอธิบายใด ๆ มาอธิบายว่าตุลาการคือส่วนหนึ่งของ นอกระบบที่ประชาชนไม่ควรจะมีส่วนไปเกี่ยวข้อง เกี่ยวโยง ถ้ายอมรับว่าอำนาจอธิปไตย เป็นของประชาชน ที่มาและกระบวนการดำเนินการของหน่วยงานและองค์กรทางยุติธรรม ต้องตอบคำถามต่อประชาชนได้ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณ ท่านครับ ต่อไปเรียนเชิญ พันตำรวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ และตามด้วยท่านศรีนวล บุญลือ แล้วก็ตามด้วยท่านสมชาย แสวงการ ส.ว. นะครับ เชิญ พันตำรวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม พันตำรวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สมาชิกรัฐสภา ร่างพระราชบัญญัติกำหนด ระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. .... ดูเหมือนจะเป็นความหวังว่าปัญหา ที่เราเจออยู่ในทุกวันนี้ ที่เราเห็นว่าคดีต่าง ๆ ดำเนินไปอย่างล่าช้ามาก จากชั้นสอบสวน อัยการ ไปชั้นศาลแล้วก็อีกหลายศาลกว่าคดีจะสิ้นสุด คงไม่ต้องพูดกัน มากแล้วนะครับว่า ปัญหานี้มันสร้างความทุกข์ร้อนแก่ประชาชนมากขนาดไหนบ้าง ความยุติธรรมที่ล่าช้าก็คือความไม่ยุติธรรมนะครับ จัสทิซ ดีเลย์ อีส จัสทิซ ดีไนด์ (Justice delayed is justice denied) นี่ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่นะครับคำนี้มีมาเป็นร้อยกว่าปีแล้ว ประเด็น ที่เราควรจะมาถกกันตอนนี้มันไม่ใช่ว่าปัญหาความล่าช้านี้เราต้องแก้ให้มันเร็วขึ้นหรือไม่ แต่ประเด็นก็คือเราควรจะมาถกกันว่าปัญหานี้เราควรจะแก้กันอย่างไรมากกว่า ผมอ่านร่าง พระราชบัญญัติฉบับนี้แล้วก็เกิดความสงสัยเยอะมากเลยว่ามันจะเวิร์ก (Work) หรือว่ามันจะ แก้ไขปัญหาได้จริงหรือเปล่า แล้วทุกวันนี้หน่วยงานหรือว่าองค์กรต่าง ๆ ในกระบวนการ ยุติธรรมทุกวันนี้เขาไม่ได้กำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จไว้ให้ผู้ปฏิบัติงานเอาไว้อยู่แล้วครับ คือความในมาตรา ๖ ของพระราชบัญญัติฉบับนี้คือผมเห็นว่าหน่วยงานองค์กรต่าง ๆ ในร่าง มาตรา ๕ ของ พ.ร.บ. นี้เขาก็กำหนดภายในกันเองแล้วนะครับว่า หากผู้ปฏิบัติงานทำงาน ไม่ครบถึงกำหนดเวลาที่หน่วยงานกำหนดเอาไว้แล้ว แล้วยังไม่แล้วเสร็จก็ให้ใส่เหตุผล แล้วก็ ขอขยายต่อเวลาเพิ่มได้ แล้วก็มีบทลงโทษทางวินัยตามมานะครับ ก็มีอยู่แล้วนะครับทุกวันนี้ แต่ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็อาจจะดีขึ้นมาหน่อยนะครับ มีประโยคหนึ่งนะครับที่บังคับให้ ต้องชี้แจงแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องว่าทำไมถึงช้าด้วยนะครับ ไม่ได้ชี้แจงแค่ผู้บังคับบัญชา อย่างเดียว แต่ว่าในความเป็นจริงเหตุผลที่จะยกมาอ้างให้ดูดีว่าทำไมมันถึงช้า มันก็มี ร้อยแปดพันเก้านะครับ มีร้อยแปดเหตุผลนะครับ แล้วผมก็นึกถึงในมุมของประชาชนที่เป็น เจ้าทุกข์ เขามีอำนาจต่อรองอะไรครับคือถ้าไม่พึ่งเจ้าหน้าที่คนนี้ในมุมมองของประชาชน ถ้าเร่งงานจะให้เสร็จไว ๆ ไม่รู้ว่าจะได้งานลวก ๆ ออกมาหรือเปล่า จะได้งานที่ไม่มีคุณภาพ ออกมาหรือเปล่า จะให้ผู้บังคับบัญชาลงโทษทางวินัยแล้วหวังพึ่งได้หรือเปล่าครับการแก้ไข แบบปัญหานี้ เพราะว่าที่ผ่านมาผู้บังคับบัญชาก็หยวน ๆ กันมาตลอดนะครับ มันก็มีเหตุผล ของเขาก็คือ งานเยอะ คนน้อย อันนี้เป็นเหตุผลหลักเลย ผู้บังคับบัญชาก็บอกว่าพี่ก็เคยทำ มาก่อนใช่ไหมครับ ก็เข้าใจว่ามันถึงช้าอะไรอย่างนี้ พอลูกน้องทำคดีออกมาช้าก็เลยหยวน ๆ ก็ไม่ได้ลงโทษวินัยอะไรกันก็เป็นอย่างที่เราเห็นที่ผ่านมา ทำไมวิธีแก้ไขปัญหาแบบนี้มันถึง ไม่เวิร์ก (Work) คือผมเห็นว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็ไม่ใช่วิธีการแก้ไขปัญหาที่มันใหม่เลยนะครับ มันไม่ใหม่พอที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นได้ เราลืมวิธีการแก้ปัญหาที่มันเรียบง่าย มากกว่านี้ไปแล้วหรือเปล่า ปัญหาอย่างเช่น งานเยอะ คนน้อย ทำงานไม่ทัน งานก็เลยช้า แล้วก็ทำให้ประชาชนต้องใช้เส้นหรือว่าอาจจะต้องคดีดังคดีนั้น ๆ ถึงจะถูกหยิบเอามา ใช้ก่อน เอามาทำคดีก่อนลัดคิวขึ้นมา คดีชาวบ้านก็รอไปนะครับ อยู่ดี ๆ การไปกำหนด กรอบเวลา ทั้ง ๆ ที่คนปฏิบัติงานน้อยงานจะออกมาเป็นอย่างไรครับ งานเยอะ คนน้อย ทำงานไม่ทันวิธีแก้ก็เบสิก (Basic) มากเลยนะครับ ก็กำหนดอัตรากำลังพลบรรจุคนให้ เพียงพอ คือง่าย ๆ แค่นั้นเองนะครับ คือมันต้องแก้ที่โครงสร้างอำนาจจากเดิมที่ประเทศเรา เป็นรัฐราชการรวมศูนย์ใช่ไหมครับ คนมีอำนาจให้คนกับหน่วยงานได้ ให้งบแก่หน่วยงาน ย่อย ๆ ได้ภายใน คือมันมีสายบังคับบัญชาที่มันลงไปหลายชั้นมาก แล้วก็หน่วยงานเยอะมาก ใช่ไหมครับ มันทำให้คนที่มีอำนาจให้งบให้คนสอดส่องไม่ถึงครับ อย่างเช่น โรงพักไหน ขาดคน ขาดงบ ก็ขาดแคลนกันต่อไปใช่ไหมครับ ผู้บังคับบัญชาจะกล้าขออัตราจาก ผู้บังคับบัญชาที่สูงขึ้นไปเพื่อให้หน่วยงานของตัวเองมีคนพอเขาจะกล้าหรือเปล่าครับ หัวหน้า หน่วยแบบนี้ ความเป็นจริงก็คือเขาไม่กล้านะครับ เขาขอคนไปจากผู้บังคับบัญชาที่เหนือ ขึ้นไป ผู้บังคับบัญชาที่เหนือขึ้นไปเขาก็ไม่มีอำนาจให้เหมือนกันนะครับ เขาก็จะด่ากลับลงมา อีกนะครับว่ามาขอทำไม เขาก็ไม่มีอำนาจเหมือนกัน บริหารงานไม่ดีเองใช่ไหม ปัญหาแบบนี้ มันแก้ได้ง่าย ๆ นะครับ ก็คือการกระจายอำนาจอย่างที่ได้กล่าวไป ผมก็จะไม่ให้เวลาอธิบาย กับตรงนี้มากนะครับ เพียงแค่จะชี้ว่าปัญหางานช้า วิธีแก้ปัญหาที่เขียนมาใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ผมเห็นแล้วว่า มันไม่ค่อยจะเวิร์ก (Work) หรือว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ดีเท่าที่ควรเท่าที่ผมหวังไว้นะครับ ผลออกมาก็จะเป็นแค่ ๒ แบบก็คือ งานช้าเหมือนเดิมหรือไม่ก็งานเร็วแต่ว่าเป็นงานลวกไม่มี คุณภาพ🔗
ประเด็นต่อมาที่อยู่ในร่าง พ.ร.บ. นี้ มาตรา ๘ ที่ให้หน่วยงานยุติธรรมจัดให้มี ระบบสารสนเทศให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าถึงได้รวดเร็ว ก็มีบางหน่วยงานเริ่มทำไปบ้างแล้วนะครับ ผมอยากเสนอว่า ถ้าอยากให้เป็นวิธีการแก้ปัญหาใหม่ที่มันใหม่จริง ได้ผลดีกว่าเดิมจริง ต้องเขียนให้ พ.ร.บ. นี้รวมระบบสารสนเทศแต่ละองค์กรให้มันอยู่ในอันเดียวกันครับ อย่าให้ ประชาชนต้องไปลำบากหาแต่ละเว็บไซต์ (Website) ของหน่วยงานไหน หน่วยงานไหน แยกกันเลย ควรจะรวมกันเพื่อง่ายแก่ประชาชนนะครับ โดยสรุปผมก็ไม่คิดว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ จะเป็นความหวังที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรให้ดีขึ้นได้มากนักนะครับ แต่ผมมีความหวังกับวิธีการ แก้ปัญหางานล่าช้าที่ควรจะเป็น คือการจัดโครงสร้างอำนาจองค์กรเสียใหม่นะครับ การกระจายอำนาจยุติระบบรัฐราชการรวมศูนย์นะครับ ไปแก้ที่ พ.ร.บ. เกี่ยวกับระเบียบ บริหารราชการขององค์กรต่าง ๆ นะครับ ระเบียบข้าราชการของหน่วยงานนั้น ๆ ให้มีคน รับผิดชอบและขั้นตอนการดำเนินงานทางวินัยที่มันดีกว่านี้ก็น่าจะเวิร์ก (Work) กว่านะครับ ก่อนหน้านี้ผมลองค้นหาในเว็บ (Web) กฎหมายต่างประเทศดูนะครับ ก็ไม่เห็นเลยที่จะมี ประเทศไหนเอาเรื่องกำหนดระยะเวลาในกระบวนการยุติธรรมออกมาเป็น พ.ร.บ. แยกต่างหากแบบที่เราทำแบบนี้นะครับ ผมก็เลยคิดว่าเรื่องนี้มันควรจะเป็นหน้าที่ของ ฝ่ายบริหารที่จะออกกฎระเบียบภายในของหน่วยงานต่างหากนะครับ ซึ่งมันยืดหยุ่น เปลี่ยนแปลงได้ง่ายมากกว่านะครับ ผมก็เลยรู้สึกแปลก ๆ นิดหน่อยในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ก็มีแค่นี้นะครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ พันตำรวจตรี ชวลิต ต่อไปเชิญท่านศรีนวล บุญลือ แล้วตามด้วยท่านสมชาย แสวงการ ครับ🔗
กราบเรียน ประธานรัฐสภาที่เคารพ ข้าเจ้า นางสาวศรีนวล บุญลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงใหม่ เขต ๘ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา การพิจารณาร่าง พระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. .... ตามที่ได้อ่าน หลักการและเหตุผลนะเจ้า เหตุผล ก็โดยที่มีมาตรา ๒๕๘ ด้านกระบวนการยุติธรรม (๑) ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กำหนดการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการ ยุติธรรม โดยให้มีกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม ที่ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมโดยไม่ล่าช้า สมควรกำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมขึ้น เพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทราบได้ว่า หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมจะพิจารณาเรื่องที่อยู่ระหว่างการดำเนินงาน เสร็จสิ้นเมื่อใดนั้น รวมทั้งตรวจสอบความคืบหน้าได้อันจะยังประโยชน์ให้ประชาชนได้รับ ความยุติธรรมโดยสะดวกและรวดเร็ว ที่ผ่านมาการยุติธรรมนั้นกฎหมายทุกกฎหมายออกมา แต่จะอ้างถึงประโยชน์ของประชาชนทั้งหมด สุดท้ายมาประชาชนแทบจะไม่ได้รับ ความยุติธรรมในการตั้งกฎหมายนะเจ้า ดังนั้นถ้าวันนี้มีการพิจารณาแล้วตั้งคณะกรรมาธิการ ในวันนี้ขึ้นได้ ข้าเจ้าอยากจะขอเรียนฝากทางคณะกรรมาธิการ สังคมทุกวันนี้มี ความเหลื่อมล้ำ ยกตัวอย่างเช่นสิทธิที่ดินที่ทำกินของประชาชน ทุกวันนี้ถ้าประชาชนมี ความเดือดร้อนเขาจะเล็งเห็นความสำคัญที่สุด บุคคลสำคัญที่สุดก็คือ ส.ส. ที่เขาเลือก เข้ามา ที่ผ่านมานี้ ๒ ปีกว่าเกือบจะ ๓ ปีแล้วเจ้าจะได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนบ่ได้รับ ความยุติธรรมและความเป็นธรรมทางด้านที่ทำกิน ที่ทำกินนั้นทำมาตั้งนานเมื่อสมัยปู่ย่าตายายสืบทอดมานะเจ้า แล้วถ้ามีนายทุนไปซื้อ ล้อมรอบ สามารถออกโฉนดที่ดินให้ได้ แต่คนยากจนทั้ง ๆ ที่อยู่พื้นที่ผืนเดียวกัน ออกโฉนด ให้ไม่ได้ เพราะว่าความเหลื่อมล้ำทางสังคม กระทรวงยุติธรรม ไม่มีให้กับประชาชน คนยากนะเจ้า แล้วที่นาที่ทำกิน ทุกวันนี้ก็ได้รับการร้องเรียนเป็นอย่างมาก ทำมาสมัย ปู่ย่าตายายมีใบ สทก. มีใบเอกสาร แต่จะขอออกโฉนดที่ดินก็ยากลำบาก ถ้าที่ดินผืนที่ ประชาชนทำกินนั้นตกอยู่ในมือของผู้ที่เป็นนายทุน มีเงินเหลือกินเหลือใช้ ก็สามารถออก โฉนดที่ดินให้ได้ มีหลายที่ หลายแห่งหลายหน โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่สายใต้ อำเภอ แม่วาง อำเภอดอยหล่อ อำเภอจอมทอง อำเภอกัลยาณิวัฒนา อำเภอแม่แจ่ม อำเภออมก๋อย อำเภอดอยเต่า อำเภอสายใต้ที่ข้าเจ้าได้อ่านมานี้นะเจ้า เป็นพื้นที่ที่อยู่ถิ่นกันดาร และไม่สามารถที่จะเข้าถึงกฎหมาย กระทรวงยุติธรรมอยู่แต่ข้างนอก แต่ไม่สามารถที่จะเข้า มาได้ ที่ผ่านมานี้จะได้รับตำแหน่งปีเศษ ๆ เจ้าได้นำชาวบ้านได้เข้ามาร้องทุกข์กับ ประธานสภาผู้แทนราษฎรหลายคณะ อยากจะขอที่ทำกิน ที่อยู่อาศัยที่อยู่มานาน ขอให้ ความยุติธรรมให้กับประชาชน เร่งออกโฉนดที่ดินที่ทำกิน เพื่อให้เขาได้มีสิทธิที่ทำกินเต็ม ในเมื่อเขาเกิดเป็นประชาชนคนไทย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ขาดสิทธิดังกล่าวที่ข้าเจ้าได้ อ่านมานี้ยุติธรรมไม่ได้รับเลย ดังนั้นอยากจะเรียนฝากคณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นวันนี้ ก็ขอให้เน้นดูให้กับชาวบ้านได้รับยุติธรรมอย่างเสมอภาค และเสมอต้นเสมอปลายอย่างทั่วถึง ที่ได้รับสิทธิเป็นคนไทย ก็ขอเรียนฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานรับผิดชอบด้วยนะเจ้า โดยเฉพาะกรมที่ดินนะเจ้า ก็ขอเรียนฝากด้วยนะเจ้า ขอกราบขอบพระคุณเจ้า🔗
ขอบคุณ ท่านศรีนวลครับ ต่อไปเป็นท่านสมชาย แสวงการ แล้วจะมาที่ฝ่ายค้าน ๒ ท่าน ท่านกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ และท่านธีรัจชัย พันธุมาศ ตอนนี้เชิญท่านสมชาย แสวงการ ก่อนครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเห็นด้วยในหลักการ และขอบคุณรัฐบาล รวมถึงคณะกรรมการปฏิรูปกระบวนการด้านการยุติธรรมที่ได้ส่ง ร่างพระราชบัญญัติปฏิรูปฉบับนี้เข้าสู่สภา ความหวัง ความฝันของประชาชนที่อยากเห็น ประสิทธิภาพ เห็นความเป็นธรรม เห็นความเสมอภาคในกระบวนการยุติธรรมไทยนั้น รอคอยมานานครับ วันนี้ดีใจที่ร่างกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่สภาเสียที ทั้งที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ในมาตรา ๒๕๘ ตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ ผ่านมา ๔-๕ ปี ก็กฎหมายเพิ่งเข้า ก็อยากเห็นกฎหมาย ฉบับนี้ออกมาใช้โดยเร็ว สิ่งที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้เสนอแนะต่อคณะกรรมาธิการ ที่จะตั้งขึ้นนั้นเป็นประโยชน์ครับ และผมคิดว่าโดยเฉพาะเรื่องสำคัญคือเรื่องเวลาระยะเวลา ความล่าช้าของแต่ละหน่วยงาน ซึ่งจะไปกำหนดระยะเวลาต่อกันนั้นควรจะมีความสัมพันธ์ คณะกรรมาธิการอาจนำข้อสังเกตของสภาไปพิจารณาว่า โดยรวมแล้วทั้งกระบวนการต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำจะจบอย่างไร เมื่อไร แล้วถ้ากำหนดได้อย่างนี้ ความยุติธรรมก็จะเกิด ไม่ต้องให้รอคอยจนกระทั่งไม่รู้ว่าบางคดี บางเรื่องบางราวจะจบเมื่อไร เป็น ๑๐ ปี ๑๕ ปี ความเสียหายก็มากมาย เพราะฉะนั้นผมคิดว่าทุกเรื่องราวที่ส่งมาวันนี้มีหลายเรื่องที่อาจจะ ปรับปรุง ก็อยากจะฝากกรรมาธิการว่าอะไรที่แก้ไขได้ กำหนดลงไปได้ ให้รีบดำเนินการ ในระหว่างที่ปิดสมัยประชุมก็สามารถใช้กรรมาธิการร่วมที่จะตั้งขึ้นนั้นพิจารณาใน รายละเอียดและนำกลับเข้าสู่สภาในสมัยประชุมหน้าได้ทัน🔗
ประการถัดมาที่ผมอยากเรียนว่ากฎหมายปฏิรูปด้านกระบวนการยุติธรรมนั้น มีหลายฉบับที่เข้ามาแล้วแต่ก็ยังไม่ผ่านออกไปแล้วก็รออยู่ เช่น ด้านตำรวจก็ดี หรือด้านอื่น ๆ ก็ดี ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะสามารถออกไปได้ไหม แต่สิ่งหนึ่งที่ผมต้องเรียนไปยังรัฐบาลและ คณะกรรมการปฏิรูปด้านกระบวนการยุติธรรม ซึ่งหลายท่านผมเชื่อในความซื่อสัตย์สุจริต และเชื่อในความต้องการให้มีการปฏิรูปอย่างแท้จริง แต่เราลืมไปหรือเปล่าครับ มันมีสิ่งหนึ่ง ที่เกิดข้อปัญหาที่ผมสะท้อนผ่านสภานี้ไปยังคณะรัฐมนตรี ผ่านสภาและผ่านไปยังผู้รัก ความเป็นธรรม กระบวนการที่เราลืมไปก็คือกระบวนการราชทัณฑ์หลังคำพิพากษา ต้องขออนุญาตพูดตรงนี้เผื่อคณะกรรมการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมจะได้กลับไปพิจารณา ว่ามีสิ่งที่ผมเสนอ ๒-๓ ประเด็นมันเกิดปัญหาขึ้น ต่อให้ตำรวจ อัยการ ป.ป.ช. หรือศาลตัดสิน แล้วกระบวนการพิจารณาโทษ บริหารโทษหลังจากนั้นไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่มี ประสิทธิภาพ ไม่เกิดความเสมอภาค มันก็ไม่มีประโยชน์ในการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม สิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้กำลังรอการแก้ไข ผมคิดว่าเป็นสิ่งสำคัญนะครับ ผมเสนอร่าง พระราชบัญญัติ ๒ ฉบับ ในการแก้ไขพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไข ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาผ่านคณะกรรมการอิสระที่ท่านนายกรัฐมนตรีตั้งขึ้น เพื่อพิจารณาในกรณีการลดโทษที่มีคดีสำคัญ ๆ แล้วก็มีการขอให้แก้ไขในระยะปลอดภัย สำหรับสังคมเมื่อบุคคลนั้นต้องโทษคดีสำคัญร้ายแรง เช่นคดีทุจริตร้ายแรง เช่นคดี อาชญากรรมร้ายแรง ซึ่งต้องกำหนดไว้ว่าในสังคมนั้นควรมีระยะปลอดภัยว่าเขาได้รับ คำพิพากษาลงโทษประหารชีวิต ตลอดชีวิตหรือจำคุก ๔๐ ปี ๕๐ ปี ไม่ใช่ราชทัณฑ์ หรือกระทรวงยุติธรรม ซึ่งผมดีใจว่าอยู่ในกฎหมายฉบับนี้ด้วย เป็นคณะกรรมการ เป็นสิ่งที่ ต้องเกี่ยวข้อง ทั้งผู้รักษาการตามกฎหมายซึ่งจะต้องมีทั้งท่านนายกรัฐมนตรี มีประธาน ศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานศาลรัฐธรรมนูญ มีรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม มหาดไทย กระทรวงยุติธรรม ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. อัยการ สูงสุดรักษาการ แล้วก็รวมถึงในข้อกฎหมายที่จะต้องบอกว่าให้เกิดการรวบรวมตรวจสอบ มีสถิติ มีตรวจสอบทุกขั้นตอน แล้วก็มีความโปร่งใส ผมเรียนเรื่องนี้เลยครับว่า อันนี้เป็น ระยะเวลาดำเนินการที่ดีมาก แต่สิ่งที่หลังจากจบระยะดำเนินการคือกระบวนการให้รับโทษ สิ่งที่ผมเรียกว่าระยะปลอดภัยก็ดี สิ่งที่ควรจะต้องรับโทษตามสมควรแก่เหตุ ศาลตัดสินจำคุก บางคดี ขออนุญาตยกตัวอย่างคดีสำคัญอย่างจำนำข้าว ลดโทษ เลื่อนชั้น ๑ มกราคม ๒๕๖๓ ศาลตัดสินจำคุก ศาลฎีกานะครับ ๔๘ ปี ๕๐ ปี ๑ มกราคม ๒๕๖๓ เลื่อนจากชั้นกลาง เป็นชั้นดี ครั้งที่ ๒ ผ่านมาอีก ๖ เดือน ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๓ เลื่อนจากชั้นดีเป็นดีมาก ๑ ตุลาคม ๒๕๖๓ เลื่อนจากชั้นดีมากเป็นชั้นเยี่ยม ภายใน ๑ ปี ปรากฏว่าเลื่อน ระยะเวลา แค่ ๙ เดือนนะครับ ลดไปทั้งหมดจาก ๔๘ ปี เหลือ ๑๐ ปี บางคดีจากโทษ ๓๖ ปี เหลือ ๘ ปี บางคดีติด ๒๔ ปี ติดคุกไป ๓ ปี ปล่อยตัวแล้ว นั่นเป็นปัญหาว่าอำนาจราชทัณฑ์เหนือ คำพิพากษาหรือไม่ อันนั้นเป็นคำถามตัวโต ๆ ซึ่งผมคิดว่าอาจจะบอกว่าเป็นไปตามกฎหมาย ก็ดี เป็นไปตามกฎกระทรวงก็ดี เป็นไปตามระเบียบก็ดี เพราะฉะนั้นอันนี้ฝากกรรมาธิการว่า ความโปร่งใสที่ท่านเขียนไว้ในมาตราในเรื่องนี้ ในมาตรา ๘ ก็ดี ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือวิธีการอื่นใด ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูลโดยสะดวกและรวดเร็ว ต้องเอาไปใช้ กับกระบวนการหลังจากคำพิพากษาด้วย ว่ามันถูกต้องเป็นธรรม มันโปร่งใสหรือไม่ มันมี การจัดบิกดาต้า (Big data) ในการรวบรวมสถิติระยะเวลาของการลดโทษด้วยหรือไม่ แล้วมันมีการตรวจสอบซ้ำได้หรือไม่ ว่าคำพิพากษาที่ปลายน้ำหลังจากคำพิพากษาตัดสิน จำคุกอย่างที่ผมเรียนแล้วนี้ครับ ไม่ได้ติดอยู่จริง เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมคิดว่า ฝากคณะกรรมการที่ท่านนายกรัฐมนตรีตั้งและส่งข้อมูลไปแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีเองก็ได้ ให้มีการปรับปรุงแก้ไข โดยเฉพาะคำพิพากษาที่ได้รับการลดโทษไปท่านก็ได้สั่งการ ๓ ข้อ ให้มีการแก้ไขกฎหมาย ฝากไปยังคณะรัฐมนตรีนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกระบวนการการเลื่อนชั้น การจัดชั้น แล้วก็การพิจารณาเสนอชื่อบุคคลที่จะเข้ารับพระราชทานอภัยโทษ รวมถึงสุดท้ายครับ ท่านประธาน ระยะเวลาที่ท่านนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการดำเนินการ ตามกฎหมายว่าด้วยการอภัยโทษ ซึ่งท่านเข็มชัย ชุติวงศ์ ประธานกรรมการด้านปฏิรูป กระบวนการยุติธรรม เป็นประธาน มีระยะเวลาทั้งหมดขณะนี้ก็เหลือประมาณ ๕๐ วัน เพราะหลังจากมีพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ ๕ ธันวาคม ๒๕๖๔ มานี้ ยังมีเวลา ทั้งหมดในคำสั่งนี้ ๑๒๐ วัน ในการปรับปรุงแก้ไข โดยสรุปผมคิดว่า ๒ ประเด็นครับ ๑. คือขอให้มีการแก้ไขในสิ่งที่ไม่ถูกต้องให้ถูกต้อง ๒. ขอให้มีการเสนอร่างกฎหมายที่ เกี่ยวข้องกับการแก้ไขกระบวนการปฏิรูประบบราชทัณฑ์ หรือระบบกระบวนการดูแล บริหารโทษหลังคำพิพากษา อันนี้จะครบกระบวนทั้งหมด รวมถึงตั้งแต่ระยะเวลา และดำเนินการ สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญที่ระบุในมาตรา ๒๕๘ ง. ก็คือว่าต้องสร้างกลไก เพื่อให้มีการบังคับการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็น ธรรมในสังคม ทั้งนั้นทั้งนี้ก็จะได้เกิดประสิทธิภาพเป็นธรรมและเสมอภาคในกระบวนการ ยุติธรรมตามที่เรามุ่งหวัง ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ และตามด้วยท่านธีรัจชัย พันธุมาศ เชิญท่านกมลศักดิ์ครับ🔗
เรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๔ นราธิวาส พรรคประชาชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอเป็นส่วนหนึ่ง ในการอภิปรายพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. .... ท่านประธานครับ ในหลักการ ผมและพรรคประชาชาติเห็นด้วยที่จะให้มีกฎหมายฉบับนี้ ขึ้นมา เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ ง. และตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย ฉบับนี้ก็คือเพื่อให้กระบวนการยุติธรรมที่ล่าช้าให้มันหายเร็วขึ้นพูดง่าย ๆ และวัตถุประสงค์ อีกอันหนึ่งก็คือเพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรม ได้รับทราบสามารถตรวจสอบถึง กระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำแล้วก็ปลายน้ำ ท่านประธานครับ ก่อนหน้านี้ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วผมและพรรคประชาชาติได้ยื่นญัตติเพื่อแก้ไขปัญหาพระธรรมนูญศาลทหาร โดยเห็นว่ากระบวนการยุติธรรมวิธีพิจารณาของศาลทหารยังเกิดความเหลื่อมล้ำ โดยขอแก้ ให้กรณีที่ทหารกระทำความผิดกับประชาชนให้ขึ้นศาลพลเรือน ส่วนหนึ่งในหลักการและ เหตุผลเราเห็นว่ากระบวนการวิธีพิจารณาที่ผ่านมาของศาลทหารนั้นใช้ระยะเวลานานมาก ผมยกตัวอย่างตอนอภิปรายยื่นญัตติเสนอแก้ไขฉบับนี้ถึงตัวอย่างเคส (Case) กรณีที่เกิดขึ้น จริงในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส นั่นก็คือกรณีที่มีการจับกุมผู้ต้องหาเป็นพลทหารท่านหนึ่ง ยิงอดีตท่าน ส.ว. ฟัครุดดีน บอตอ เจ้าของโรงเรียนดารุสซาลาม อำเภอระแงะ จังหวัด นราธิวาส ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๙ ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีมาในศาลทหาร มณฑลทหารบก ปัตตานี ที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ จนกระทั่งปี ๒๕๖๐ ใช้เวลา ๑๑ ปี ถึงตัดสิน พิจารณาคดี แต่สุดท้ายยกฟ้อง ปัจจุบันนี้ปี ๒๕๖๕ คดีเกือบ ๑๕ ปี อยู่ระหว่างอุทธรณ์จาก กรณีที่ศาลมณฑลทหารบกปัตตานียกฟ้อง แสดงให้เห็นถึงระยะเวลาความล่าช้าที่เกิดขึ้นกับ กระบวนการยุติธรรม ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงมีเหตุจำเป็นในหลักการและเหตุผล เราได้ยื่นขอแก้ไขพระธรรมนูญศาลทหาร แต่อยู่ในระหว่างที่คณะรัฐมนตรีรับไปพิจารณา ๖๐ วัน ก่อนที่จะเสนอเข้าสู่สภาในขั้นรับหลักการในวาระที่ ๑ อีกครั้งหนึ่ง พอมาถึงกฎหมาย ฉบับนี้ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกัน อย่างที่ผมได้เรียนท่านประธานในตอนต้นเรื่องของระยะเวลา ในหลักการและเหตุผล ผมเห็นด้วยตามรัฐธรรมนูญที่ต้องมีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่ากฎหมายฉบับนี้ในขั้นรับหลักการวาระที่ ๑ น่าจะผ่านสภาแห่งนี้ แต่ผมมีข้อที่ห่วง กังวลที่จะฝากไปยังกรรมาธิการที่จะได้มีการตั้งขึ้นว่า กระบวนการยุติธรรมตามคำนิยามตาม มาตรา ๓ นี่นะครับ ท่านประธานครับ ผมดูคำนิยามที่มีการเสนอพระราชบัญญัตินี้เข้ามาแล้ว อดเป็นห่วงครับ เพราะกระบวนการยุติธรรมเรามักจะนึกถึงกระบวนการในชั้นศาล แต่กระบวนการยุติธรรมมันมีตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ดูคำนิยามของคำว่า การดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมแล้ว และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องผมก็เลยอยากฝาก กรรมาธิการว่าในกรณีที่พื้นที่ที่มีกฎอัยการศึก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน โดยเฉพาะในพื้นที่ ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้แล้วนี่นะครับ กฎอัยการศึกมีการควบคุมตัว ๗ วัน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ๓๐ วัน ตรงนี้ก็น่าจะถือเป็นการดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมทั้งสิ้น แต่ปรากฏว่ากฎหมาย ฉบับนี้ไม่ได้มีการกล่าวถึงเรื่องเหล่านี้เลย โดยเฉพาะผู้มีส่วนเกี่ยวข้องใช้คำว่า คู่ความ คู่กรณี ผู้ต้องหา และผู้เสียหาย แต่คนที่ถูกควบคุมตัวตามกฎอัยการศึกและ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน กฎหมาย เขาใช้คำว่าผู้ต้องสงสัย นั่นหมายความว่าระยะเวลาการดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม ความหมายตามกฎหมายที่เสนอเข้าสู่สภาในวาระที่ ๑ นี้ไม่รวมถึงกระบวนการ การดำเนินการ กรรมวิธีตามกฎหมายพิเศษที่พี่น้องประชาชนใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถูกบังคับใช้อยู่ ท่านประธานครับ ผมจึงอยากให้กรรมาธิการที่มีการตั้งขึ้นนี้นะครับ ไประบุ ความหมายให้ชัดเจน และให้ครอบคลุมมากกว่านี้ เพราะว่าใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นี้ การควบคุมตัวตามกฎอัยการศึก ๗ วัน การควบคุมตัวภายใต้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินอีก ๓๐ วัน รวมเป็น ๓๗ วัน ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมแทบทั้งสิ้น ผมมีประเด็นอีก ประเด็นหนึ่งก็คือว่า ในส่วนของมาตรา ๕ ในหน่วยงานของกระบวนการยุติธรรมนี้ก็อยากให้ ระบุถึงกระทรวงกลาโหมไปด้วย เพราะด้วยเหตุผลตามที่ผมได้เรียนต่อท่านประธานว่า หากคำนิยามในส่วนของการดำเนินงานกระบวนการยุติธรรมแล้วนี่นะครับ และผู้มีส่วน เกี่ยวข้องตามคำนิยามในมาตรา ๓ แล้ว มันก็จะมีหน่วยงานของกระทรวงกลาโหมเข้ามา เกี่ยวข้องด้วย กฎหมายพิเศษที่ใช้บังคับอยู่ใน ๓ จังหวัดใช้แดนภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็น กฎอัยการศึกหรือ พ.ร.ก. ฉุกเฉินก็ถือว่ากระทรวงกลาโหมเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกฎหมาย ฉบับนี้ ท่านประธานครับ กระบวนการยุติธรรมหน่วยงานต่าง ๆ ที่ใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก และ พ.ร.ก. ฉุกเฉินในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ ยุติธรรม ผมจึงอยากให้ทางกรรมาธิการที่มีการตั้งขึ้นนี้ อยากให้พิจารณาความหมายใน มาตรา ๓ ให้ครอบคลุมถึงกระบวนการยุติธรรมตามกฎอัยการศึกและ พ.ร.ก.ฉุกเฉินด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปจะเป็นท่านธีรัจชัย พันธุมาศ และตามด้วยท่านมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา และกลับมาท่านมานพ คีรีภูวดล พรรคก้าวไกลครับ เชิญท่านธีรัจชัยก่อนครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธาน ที่เคารพเกี่ยวกับหลักการและเหตุผลของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ผมมองแล้วก็อ้างอิง มาจากรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ ง. (๑) ซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรานี้ระบุถึงเรื่องการกำหนด ระยะเวลาให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมโดยไม่ล่าช้า แต่มีอีกครึ่งหนึ่งของ (๑) นี้เหมือนกัน ก็คือเรื่องของให้มีกลไกช่วยเหลือประชาชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เข้าถึงกระบวนการ ยุติธรรมได้ รวมตลอดถึงการสร้างกลไกให้มีการบังคับกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และความไม่เป็นธรรมในสังคม ทำไมผู้เสนอกฎหมายแถว ๆ นี้ รัฐบาลทำไมไม่ทำทั้งอนุ เลยละครับ ทำไมเลือกทำเฉพาะเรื่องของตัวระยะเวลาของกระบวนการยุติธรรม หรือว่า ต้องการกั๊กอะไรไว้ เพราะทั้งที่เป็นกฎหมายอยู่ในมาตราเดียวกันในรัฐธรรมนูญ อันนี้ผม ตั้งข้อสังเกต ในเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ในส่วนของมาตรา ๓ กำหนดหน่วยงาน กระบวนยุติธรรม เป็นหน่วยงานซึ่งมีอำนาจและหน้าที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน ในกระบวนการยุติธรรมตามพระราชบัญญัตินี้ ก็เขียนไว้ดีนะครับ แต่พอดูเนื้อในว่าหน่วยงาน ใดบ้าง ก็มีในมาตรา ๕ กระทรวงมหาดไทย ยุติธรรม พระธรรมนูญ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามฟอกเงิน ป.ป.ช. กรรมการทุจริตภาครัฐ ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานอื่น แต่ยังขาดอีกตั้งหลายหน่วยงานทำไมไม่เขียน และไปเขียนล็อกตาม มาตรา ๓ ไว้แบบนี้ นั่นคือว่าเฉพาะตรงนี้เท่านั้นเองที่ต้องใช้การกำหนดเวลา เมื่อสักครู่มี ท่านสมาชิกที่บอกว่า ทำไมในส่วนของกระทรวงกลาโหม ทหาร ที่ออกกฎหมายพิเศษมา จับกุมเขาไม่มีกำหนดแบบนี้บ้าง ไปจับกุมโดยวิธีจำกัด ทหารเป็นอภิสิทธิ์ชนอย่างไรครับ หรือว่าเปิดช่องไว้เพื่อรัฐบาลชุดนี้สืบเนื่องมาจากการรัฐประหาร ให้ทหารมีอำนาจเต็มในการ ควบคุมคนได้ ไม่อยู่ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ นี่คือความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ ง. (๑) ทำไมไม่ทำไว้ด้วย ออกกฎหมายแบบลักลั่นแบบนี้ เชื่อว่า ในส่วนของผู้ออกน่าจะมีเจตนาที่ไม่สุจริต ต่อมาในส่วนองค์กรอิสระที่สำคัญก็คือ กกต. คณะกรรมการการเลือกตั้ง ช่วงนี้มีข่าวใกล้จะเลือกตั้ง จะยุบสภาเมื่อไรก็ไม่ทราบ อาจจะมี การเลือกตั้งผู้ว่าเมื่อไรก็ไม่ทราบ การประกาศผลครั้งที่แล้วไป ๒-๓ เดือน ไม่ประกาศผล คะแนนรายหน่วยหายเงียบไปเลย ตรวจสอบไม่ได้ แล้วจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรเราก็ไม่รู้ ระยะเวลาที่กำหนดในการประกาศผลขององค์กรอิสระ จำเป็นต้องประกาศรายหน่วย ประกาศ ณ ที่หน้าหน่วยให้ชัดเจน บันทึกชัดเจน ประกาศที่การนับคะแนนที่อำเภอ หรือที่ จังหวัด ที่กองอำนวยการให้ชัดเจน รวมถึงประกาศผลการเลือกตั้งให้ชัดเจน นี่คือกำหนด ระยะเวลาที่ยุติธรรมที่สุดในการเลือกตั้ง ในการคัดสรรคนเข้าสู่อำนาจรัฐ ทำไมไม่เขียน กกต. ไปไว้ด้วย หรือเผื่อไว้เพื่อจะใช้กลไกแบบนี้ ในการที่จะเอาชนะเลือกตั้งครั้งหน้า ในการเข้าสู่ อำนาจรัฐ ผมไม่เข้าใจ มาตรา ๓ การดำเนินการกระบวนการยุติธรรมหมายความว่า การดำเนินงานทางแพ่ง ทางอาญา ทางปกครอง รวมถึงดำเนินการในกระบวนการยุติธรรม ของศาลรัฐธรรมนูญ การดำเนินการองค์กรอิสระไปไหนครับ ที่ผมกล่าวเมื่อสักครู่หายไปเลย เหมือนจงใจว่าไม่ต้องอยู่ในระยะเวลา ทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจใช่ไหมครับ การทำงาน ของกระทรวงกลาโหม ทหารทำอะไรจับกุมได้ก็ไม่ต้องอยู่ในกระบวนการนี้ใช่ไหมครับ ผมฝากให้ทางกรรมาธิการไปตรวจสอบ แล้วก็ไปแก้ให้มันครอบคลุม อย่าให้มันเหลื่อมล้ำ แบบนี้ ซึ่งในส่วนมาตรา ๒๕๘ ง. (๑) เขามีด้วยว่า ลดความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรม ในสังคม แต่อันนี้คือทำเพื่อเปิดช่องเพื่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในสังคม ทำเพื่ออะไรครับ ถัดมาอีกตอนหนึ่งครับ คือ มาตรา ๖ ในส่วนมาตรา ๖ ก็บอกว่าให้หน่วยงานกระบวน ยุติธรรมตาม มาตรา ๕ คือหน่วยงานตามที่ระบุไว้ไม่กี่หน่วยงาน ไม่ครบถ้วน บอกว่า กำหนดเวลาให้แล้วเสร็จเท่าที่สามารถจะทำได้ ในการพิจารณาในขั้นตอนต่าง ๆ คำ ๆ นี้คือ ไม่ให้สามารถเท่าที่ทำได้ คือไม่กำหนดเวลานั่นเอง คือปลายเปิดครับ อีก ๑๐ ปีค่อยทำก็ได้ เพราะว่าเท่าที่จะทำได้ หัวหน้างานสั่งงานลูกน้องบอกว่าไปขนไม้จาก ๑ กอง มี ๓๐๐ ท่อน ให้ไปอยู่อีกที่หนึ่งห่าง ๑๐๐ เมตร บอกว่าให้ทำเท่าที่ทำได้ ถามว่าจะเสร็จเมื่อไรครับ นี่ไม่ทราบว่าใช้อะไรคิดสำหรับผู้ที่ออกมา หรือมีจิตวิญญาณที่ไม่อิสระ หรือมีความฉ้อฉล อยากจะวางหมาก วางอะไรไว้ในส่วนของบ้านเมืองนี้ ถัดมามาตรา ๗ ให้ผู้รับผิดชอบ ดำเนินการรับผิดชอบให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลา หากไม่แล้วเสร็จกำหนดเวลาดังกล่าว ให้บันทึกเหตุผลความล่าช้าและแจ้งผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง พร้อมผู้บังคับบัญชาทราบ ผู้มีส่วน เกี่ยวข้องระบุเพียงแค่คู่ความ คู่กรณี ผู้ต้องหา และผู้เสียหาย ผู้เสียหายผมไม่ทราบว่าไม่มี คำนิยามว่ากระจายเท่าไร ผู้เสียหายอาจจะแค่คนที่มีเรื่องมีราวแจ้งความ แต่ถ้าคน ไม่แจ้งความได้รับผลกระทบละครับ เขาจะเอาผิดที่ใคร แล้วให้รายงานจดบันทึกไปยัง ผู้บังคับบัญชา คนอยู่ในหน่วยงานเดียวกัน ส่วนใหญ่แล้วก็จะช่วยกัน เพราะเป็นลูกน้องกัน สามารถจะทำอะไรได้ไหมครับ มันก็ ไม่สามารถทำให้เร็วขึ้นได้ กฎหมายฉบับนี้ไม่มีสภาพบังคับ บังคับมีหน่อยเดียวนะครับ คือในส่วนของถ้าล่าช้าเกินสมควรกว่าเหตุ ไม่มีเหตุสมควร ให้พิจารณาดำเนินการทางวินัย ต่อไป ถ้าเป็นเรื่องใหญ่นะครับ เรื่องโกงการเลือกตั้งละครับ เรื่องของการทำให้คดีพลาด เขาต้องเสียหายเป็นร้อยล้านพันล้านละครับ ไม่มีคดีอาญาเลยหรือครับ กฎหมายที่ดีจะมี สภาพบังคับก็คงจะต้องมีอัตราโทษกำหนดสำหรับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตาม แต่กรณีนี้บัญญัติ แค่ให้เป็นโทษทางวินัยเท่านั้น มันอ่อนไปหรือเปล่าครับ มันดูเหมือนหน่อมแน้ม ถ้าเป็น อย่างนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นกฎหมาย เป็นแค่นโยบายก็ได้ เป็นแค่ผู้มีอำนาจในรัฐกำหนด นโยบายแล้วก็สั่งการไปว่าให้ทำอันควร ไม่มีกฎหมายกำหนดระยะเวลาอะไรเลย บังคับอะไร ไม่ได้เลย ไม่ทำไม่มีโทษ ทำแล้วให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งสามารถที่จะช่วยกันได้ สามารถที่จะใช้ ดุลยพินิจพิจารณาได้ แล้วมันจะมีผลอะไรมากไหมครับในกฎหมายฉบับนี้ ผมเรียน ท่านสมาชิกรัฐสภาที่เคารพครับ ในการออกกฎหมายปฏิรูปประเทศทุกครั้งที่ออกมานั้น มีหมกเม็ดแบบนี้ทุกครั้งครับ เหมือนจะดีแต่ไม่ดี ดังนั้นอยากให้ท่านสละความเป็น ส.ส. ส.ว. มาทำเพื่อประชาชนนะครับ ออกกติกาให้กำหนดระยะเวลาที่จริง ๆ และถ้าเกิดพ่วงได้คือ พ่วงเรื่องความเหลื่อมล้ำไปด้วย ความไม่เป็นธรรมในสังคมเข้าไปด้วย ก็จะทำให้กฎหมายนี้ ออกมาสมเจตนารมณ์ตามหลักการขั้นต้น แต่ตอนนี้ตามร่างที่ออกมานี้ไม่สมเจตนา ฝากกรรมาธิการได้ช่วยกรุณาแก้ไขด้วยครับ🔗
ขอบคุณ ท่านธีรัจชัยครับ ต่อไปเชิญท่านมณเฑียร บุญตัน ครับ และตามด้วยท่านมานพ คีรีภูวดล แล้วก็ท่านวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ตามลำดับ เชิญท่านมณเฑียร บุญตัน ก่อนครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ แม้ว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่น่ายินดี แล้วก็ต้องขอกราบขอบพระคุณ รัฐบาลที่เสนอร่างพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาการดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาแห่งนี้ แต่กระผมใคร่ขอเรียนว่ากฎหมายฉบับนี้มีศักยภาพ ที่น่าจะไปได้สุดกว่านี้ จึงขออนุญาตกราบเรียนอภิปรายในส่วนที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ ผมเห็นด้วยกับสมาชิกหลายท่านที่ยังมีความสงสัยไม่เข้าใจว่า ทำไมหน่วยงานในกระบวนการ ยุติธรรมบางแห่งซึ่งมีความชัดเจนไม่ได้รับการบรรจุ แม้ว่าท่านจะเขียนปลายเปิดเอาไว้ ในมาตรา ๕ (๑๐) ที่จะเปิดช่องให้ไปออกเป็นพระราชกฤษฎีกาก็ตาม เพราะว่าหน่วยงาน เหล่านั้นมีลักษณะการดำเนินงานที่เข้าข่ายเป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรมอย่างเห็นได้ชัด กกต. เป็น ๑ ตัวอย่าง และผมคิดว่าอยากจะคิดไปไกลถึงสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ก็เข้าข่ายไม่น้อยนะครับ แม้ว่าหลายท่านอาจจะบอกว่าเป็นกลไกในเชิงบริหาร แต่ขึ้นชื่อว่า สตง. ได้วินิจฉัยหรือออกมาแสดงความเห็นก็มีน้ำหนักเป็นต้นทางทำให้เข้าสู่กระบวนการ ยุติธรรมได้โดยง่ายแล้ว🔗
ท่านประธานที่เคารพ นอกจากนี้ยังมีถ้อยคำที่อาจจะก่อให้เกิดความสับสน คือมีคำว่า ประชาชน แล้วก็มีคำว่า ผู้เกี่ยวข้อง ในหลายเรื่องเรายอมรับว่าเป้าหมายสูงสุด ของกฎหมายฉบับนี้คือประชาชน ก็คืออยากให้ประชาชนได้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ได้รับความยุติธรรมโดยไม่ล่าช้า อันนี้เข้าใจได้ครับ แต่พอไปถึงส่วนต่อขยาย หรือแม้กระทั่ง สร้อย หรือแม้กระทั่งส่วนที่ว่าด้วยการดำเนินงาน มันไปจบอยู่แค่ผู้เกี่ยวข้องอย่างน่าเสียดาย ในมาตรา ๔ เองก็มีเรื่องราวที่ไม่ค่อยสุดอยู่ในเรื่องนี้เช่นกันนะครับ ในท่อนที่ ๒ ของ มาตรา ๔ ผมคิดว่าหลายเรื่องที่ท่านเขียนเอาไว้เฉพาะสำหรับผู้เกี่ยวข้องสามารถที่จะไปถึง ขั้นประชาชนได้ กระทั่งช่องทางที่หลากหลายที่ว่านี้ ขณะนี้เรากำลังพิจารณาร่างพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ มันก็ควรจะ หมายรวมถึงวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วยหรือไม่ แล้วถ้าใช่ ถ้าเราจะสามารถเขียนให้อย่าง ชัดเจนว่า ซึ่งหมายรวมถึงวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วยก็น่าจะเป็นประโยชน์ เพราะว่าการที่ กระบวนการยุติธรรมล่าช้าหลายครั้ง หลายด้าน เกิดจากกระบวนการที่ยังอยู่ในยุคอนาล็อก (Analog) ไม่ทันสมัย แยกส่วนกันอยู่ ถ้าเรานำวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ก็จะช่วยเร่ง กระบวนการให้มีความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น ในมาตรา ๖ อันนี้ หลายท่านอภิปรายไปแล้วนะครับ ผมคิดว่าเนื้อหามันไม่สุดอย่างน่าเสียดาย เพราะว่าแทนที่ จะเป็นการเร่งให้มีการกำหนดเวลาอย่างชัดแจ้ง กลับไปเปิดช่องให้แต่ละหน่วยงานกำหนด ขึ้นมาเอง ซึ่งผมเชื่อแน่ว่าจะมีความลักลั่น และในท้ายที่สุดก็จะไม่ได้ช่วยอะไร เพราะฉะนั้น ก็วิงวอนไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญได้โปรดกรุณา อย่างน้อยที่สุดต้องกำหนดระยะเวลา อย่างมากไม่เกินเท่านั้น เท่านี้ แล้วต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่จะเกิดสำหรับพี่น้องประชาชน ด้วยครับ🔗
ในเรื่องสุดท้ายที่ผมอยากจะกล่าวถึง ก็คือในมาตรา ๘ ซึ่งก็ไม่สุด ท่านพูดถึง ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งประเทศไทยเรามีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่อีรุงตุงนัง ค่อนข้างที่จะลักลั่นกัน ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งก็เป็น สาเหตุหนึ่งของความล่าช้า ของความไม่เชื่อมโยง ของความไม่ยุติธรรม ผมคิดว่าถ้าเรา นำไปพิจารณาเปรียบเทียบกับมาตรา ๔ ของพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทาง อิเล็กทรอนิกส์แล้ว จะเห็นได้ว่าถึงบางอ้อตรงนี้เลยครับ เพราะว่าท่านไปยกเว้นหน่วยงานใน กระบวนการยุติธรรม ในมาตรา ๘ จึงเขียนในลักษณะที่ค่อนข้างเปิดกว้างอย่างน่าเสียดาย ก็เพราะอย่างนี้อย่างไรครับ มันจึงเกิดความลักลั่น แล้วกระบวนการยุติธรรมนี่ละครับมักจะ ถูกอ้างอิงอยู่เสมอว่า กระบวนการของรัฐเรายังไม่พร้อมที่จะไปสู่ยุคดิจิทัล (Digital) เพราะฉะนั้นผมจึงขอวิงวอนว่าเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือระบบเทคโนโลยีสารสนเทศตาม มาตรา ๘ มันจะต้องสอดคล้อง สอดรับ และเชื่อมโยงได้กับมาตรฐานระบบเทคโนโลยี สารสนเทศที่กำหนดขึ้น และเห็นชอบโดยคณะรัฐมนตรีตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติ ราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ อันนี้ครับมันจะทำให้เกิดการบูรณาการ มันไม่ได้เป็นการไป ละเมิดความเป็นอิสระในการทำงานครับ แต่มันจะนำไปสู่ผลที่ประชาชนสามารถคาดหวังได้ ถ้าไม่อย่างนั้นระบบเทคโนโลยีสารสนเทศก็จะเป็นของใครของมัน เป็นไซโล (Silo) แยกส่วน กันอยู่ แล้วประชาชนก็ไม่อาจที่จะคาดหวังอะไรได้เลย และท้ายที่สุดในมาตรา ๘ ผมคิดว่า ไหน ๆ จะต้องมีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ อานิสงส์มันไม่ควรจะเกิดแค่เฉพาะสำหรับ ผู้เกี่ยวข้อง แต่มันควรจะไปถึงพี่น้องประชาชนโดยทั่วไป อาจจะแยกกันเป็นกรณี ๆ เช่น กรณีนี้เพื่อให้ประชาชน หรือผู้เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณีก็ได้ สามารถเข้าถึงได้โดยสะดวก อย่างนี้ก็พอรับกันได้ครับ เพราะว่าจะมีข้ออ้างในเรื่องของการตั้งงบประมาณอีกมากมาย มหาศาล แต่ถ้าผลที่คาดว่าจะได้รับเป็นเพียงผู้ที่เกี่ยวข้อง และไม่เชื่อมโยง ไม่สอดคล้องกับ มาตรฐานกลางที่จะกำหนดขึ้น โดยกฎหมายว่าด้วยเรื่องวิธีปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ ก็จะเป็นการกำหนดกฎหมายที่น่าเสียดาย ไม่สุด และไม่ตอบโจทย์ในเรื่องของการ กำหนดเวลาดำเนินการในกระบวนการยุติธรรมครับ เบื้องต้นผมแสดงความยินดี และขอ สนับสนุนโดยหลักการ แล้วก็หวังว่ากรรมาธิการวิสามัญจะได้นำเอาข้อเสนอแนะ ข้อสังเกต และข้อห่วงใยไปพิจารณาครับ ขอบพระคุณมากครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านมานพ คีรีภูวดล และตามด้วยท่านวิสาร เตชะธีราวัฒน์ นะครับ เชิญท่าน มานพก่อนครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ กำหนดระยะเวลาในการดำเนินการในกระบวนการยุติธรรม ท่านประธานครับ อย่างที่ท่าน สมาชิกในห้องนี้ได้อภิปรายไปแล้วนะครับ ความล่าช้าของกระบวนการยุติธรรมคือความ อยุติธรรม ซึ่งผมเข้าใจว่าห้องนี้ไม่ได้ปฏิเสธและคนส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยกันว่ากระบวนการที่ ล่าช้าคือความอยุติธรรม ท่านประธานครับ ผมคิดว่าวัตถุประสงค์ในมาตรา ๔ ผมคิดว่า ทุกฝ่ายเห็นด้วยกันว่าจะใช้ระยะเวลาที่มันสั้น รวดเร็ว และมีคุณภาพนำไปสู่การสร้าง กระบวนการยุติธรรมกับพี่น้องประชาชนอย่างไร พี่น้องประชาชนถึงจะได้รับความเป็นธรรม ผมรอคอย ผมเห็นด้วยกับการมีกฎหมายฉบับนี้ เพียงแต่ว่าในเชิงเนื้อหา ในเชิงกระบวนการ นี่มันจะส่งผลถึงข้อเท็จจริง ส่งผลถึงให้เกิดความยุติธรรมได้อย่างไร ผมคิดว่าอันนี้เป็นภารกิจ ของกรรมาธิการร่วมที่จะเกิดขึ้น ท่านประธานครับ กระบวนการยุติธรรมนี่ผมคิดว่าไม่ค่อย มีปัญหากับคนที่มีอำนาจกับคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจ กระบวนการยุติธรรมที่ผ่านมานี่ครับ มักจะมีปัญหาแล้วส่งผลกระทบกับพี่น้องประชาชน คนยากไร้ คนชายขอบ คนที่ไม่มีสิทธิ ในทางการเมือง ในทางอำนาจในชั้นต่าง ๆ ของประเทศนี้นะครับ ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง อย่างนี้ครับ กรณีความยุติธรรมในประเด็นที่ดินป่าไม้ที่เกิดขึ้นในประเทศนี้นะครับ วันนี้ พี่น้องประชาชนที่อยู่อย่างผิดกฎหมาย อยู่ในที่ดินของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมป่าไม้ ที่ราชพัสดุ ที่ของ น.ส.ล. ที่หลวงต่าง ๆ ทั้งหมด ข้อมูลโดย กลม ๆ ผมคิดว่าไม่ต่ำกว่า ๑๐ ล้านคน คนเหล่านี้จะเจอกับปัญหาในเชิงกระบวนการ ยุติธรรมตลอดเวลาครับ ท่านประธานครับ ในเฉพาะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และกรมป่าไม้ วันนี้คดี ที่ยังคาอยู่ไม่ว่าจะเป็นคดีที่เจอผู้กระทำผิด หรือคดีที่ไม่เจอผู้กระทำผิด ที่ชาวบ้านเรียกว่า คดีแห้ง คดีแห้งนี่อย่างนี้ครับท่านประธานครับ คนจับก็ไม่รู้ว่าใครบุกรุก คนที่ถูกกล่าวหาก็ ไม่รู้ว่าจับเมื่อไร มีการติดป้าย แล้วก็คาไว้ที่โรงพัก คดีอย่างนี้รวม ๆ แล้ว ณ วันนี้ก็คือ ประมาณไม่ต่ำกว่า ๓๐,๐๐๐ คดี เพราะฉะนั้นเวลาพูดถึงเรื่องนี้ ผมคิดว่านอกจากขั้นตอน และกระบวนการยุติธรรมแล้วนี่ก็ต้องพูดถึงเรื่องของต้นตอ สาเหตุปัญหาที่จะนำไปสู่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม กรณีอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ พ.ร.บ. ป่าไม้ ๒๔๘๔ นิยามความหมายของป่าไม้ ป่าคือที่ดินที่ไม่มี เอกสารสิทธิ ประกาศเมื่อปี ๒๔๘๔ ณ วันนั้นผมเข้าใจว่าหลายท่านที่อยู่ในห้องนี้ครับ บ้านก็ เป็นป่านะครับ วัดก็เป็นป่า โรงเรียนก็เป็นป่า ที่สาธารณะทั้งหมดก็เป็นป่า ชุมชนบางชุมชน ทั้งอำเภอวันนี้สถานะก็ยังเป็นป่า เพราะฉะนั้นกระบวนการยุติธรรมก่อนที่จะนำไปสู่ กระบวนการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเหล่านี้ ผมคิดว่าต้นตอเหล่านี้มันนำไปสู่ความอยุติธรรม ผมอยากจะเพิ่มเติมในประเด็นเรื่องของกระบวนการก่อนที่จะนำไปสู่ขั้นตอนการตัดสินใจ ของไม่ว่าจะเป็นสอบสวน อัยการ ศาลต่าง ๆ เหล่านี้ครับ มันมีเนื้อหาที่มันไม่มีความเป็น ธรรมที่เกิดขึ้น พี่น้องประชาชนที่อยู่ก่อนกฎหมายประกาศ พี่น้องประชาชนที่ปักหลักปักฐาน และใช้ประโยชน์ร่วมกันก่อนที่จะมีประเทศไทยด้วยซ้ำไป โดยเฉพาะ ๘ จังหวัดภาคเหนือ ที่เจอปัญหาเรื่องนี้ มีการกำหนดหลักเกณฑ์ เช่น สโลป (Slope) ไม่เกิน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่สามารถจะทำมาหากินได้ แต่ภูมิประเทศของประเทศภาคเหนือทั้งหมด และภาคตะวันตก ลักษณะภูมิประเทศเป็นอย่างนี้หมดเลยครับ ผมยกตัวอย่างอีกตัวอย่างหนึ่งครับ มีมติ ครม. ๓๐ มิ.ย. ๔๑ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ ถึงวันนี้ครับ ยังไม่มีการดำเนินการใด ๆ แต่ภายใต้มตินี้ ก็มีการจับกุมแล้วก็ส่งพี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชนจำนวนมากเลยนะครับ ที่ไม่ได้รับ ความเป็นธรรมในเรื่องอย่างนี้ และแบบนี้กระบวนการก่อนที่จะมาถึงหน่วยงานต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นไปได้อย่างไร🔗
ประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธานครับ เรื่องของสถานะบุคคล และคนที่ไม่มี สัญชาติ วันนี้เรามี พ.ร.บ. ว่าด้วยเรื่องของกระบวนการแก้ไขปัญหาเรื่องสัญชาติ วันนี้ โดยความรับผิดชอบของกรมการปกครอง แล้วก็หลาย ๆ ส่วน ผมคิดว่าเรามีขั้นตอน เรามี รูปแบบ เรามีวิธีการ เรามีเทคโนโลยีต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องของการตรวจสอบเรื่อง ดีเอ็นเอ (DNA) อันนี้อยู่ในขั้นตอนข้อกฎหมายวิธีการหมดเลยนะครับ แต่กระบวนการพิสูจน์ กระบวนการตรวจสอบ ขั้นตอนต่าง ๆ ที่มันล่าช้านี้นะครับ ผมคิดว่ามันไม่ได้ก่อเกิด ความเป็นธรรมให้กับบุคคลที่รอการพิสูจน์สัญชาติ ซึ่งผมเข้าใจว่าข้อมูลจาก กระทรวงมหาดไทยไม่ต่ำกว่า ๘๐๐,๐๐๐ คน ชัดเจนที่สุดครับท่านประธาน ก็คือกรณีน้อง ๆ เยาวชน นักเรียน นักศึกษาวันนี้ก็สามารถที่จะเรียนในมหาวิทยาลัยเอกชนได้นะครับ ก็สามารถที่จะเรียนได้ แต่เรียนแล้วก็คือไม่มีวุฒิการศึกษาที่จะไปเรียนต่อ บางคนนี้ มีความสามารถที่จะไปเรียนต่อเรื่องของวิศวะ เรื่องหมอนะครับ พอสถานะบุคคลไม่มี ความชัดเจนอย่างนี้ครับ เขาสูญเสียโอกาส กระบวนการยุติธรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับเขานี้ ไม่มีความชัดเจน มีความล่าช้าตั้งแต่ต้น ผมอยากจะเรียนที่ประชุมแห่งนี้ครับว่าจริง ๆ แล้ว เราสามารถที่จะลดเกี่ยวกับคดี เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมก่อนที่จะเข้าสู่กลไก กระบวนการยุติธรรมนะครับ เราสามารถที่จะลดได้ โดยกระบวนการกระจายอำนาจในการ ตัดสินใจของผู้ที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่🔗
ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธานครับ ในมาตรา ๕ ที่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลายกระทรวงนะครับ ผมอยากจะเพิ่มเติมนะครับ ซึ่งอาจจะไม่ได้อยู่ในเรื่องของการชี้ขาด ว่ามีความผิดชอบอย่างไร แต่ว่าเป็นส่วนหนึ่งของต้นตอที่นำไปสู่พี่น้องประชาชนก็เข้าสู่ กระบวนการยุติธรรม นั่นก็คือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควรจะอยู่ใน ขั้นตอนตัดสินใจว่าพี่น้องประชาชนที่ได้เรียกร้องสิทธิยืนยันอยู่ทุกวันนี้นะครับ ตั้งแต่ ๓๐-๔๐ ปี วันนี้ยังพูดเหมือนเดิมว่าข้าพเจ้าอยู่ก่อนกฎหมายประกาศ เพราะฉะนั้นหน่วยงาน ตรงนี้นะครับ ควรจะอยู่ในขั้นตอน หรือเป็นองค์ประกอบหนึ่งในกระบวนการตัดสินใจ ของกระบวนการยุติธรรมครับ ขอบคุณมากครับท่านประธานครับ🔗
ต่อไปเรียน เชิญท่านวิสาร เตชะธีราวัฒน์ นะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิสาร เตชะธีราวัฒน์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดเชียงราย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ต่อร่างพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลา ดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม ผมเห็นดีด้วยอย่างยิ่งนะครับ แล้วก็อยากจะขออนุญาต ท่านประธานว่าความเห็นผมนี้ เห็นเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปแล้ว ผมถือว่า เป็นประโยชน์ แล้วก็น่าจะเป็นข้อมูลในการที่ให้กรรมาธิการไปร่วมพิจารณาแก้ไข เรื่องกำหนดระยะเวลา มันมีทั้งข้อดี แล้วก็ข้อเสียครับท่านประธานครับ ข้อดีก็คือพี่น้อง ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนี้ผู้เสียหาย หรือผู้ต้องหานะครับ ก็จะได้รับความเป็นธรรม ในฐานะที่เป็นจำเลย และจะได้ประมาณการว่าระยะเวลาสิ้นสุดของคดีจะไปจบเมื่อไร อย่างไร แต่ส่วนข้อเสียนี้ครับท่านประธานครับ ถ้าการเร่งจนเกินไปก็อาจจะทำให้เสีย กระบวนการยุติธรรม ถ้าช้าไป เร็วไปก็จะทำให้เกิดความอยุติธรรมขึ้นได้ สิ่งที่ผมจะ ขออนุญาตแสดงความคิดเห็น ต้องเรียนท่านประธานก่อนนะครับว่าภาคเช้าผมไปประชุม กรรมาธิการ ก็เลยไม่มีโอกาสได้ฟังต่อเนื่องนะครับ หากว่าข้อมูลผมจะไปซ้ำกับ ท่านกรรมาธิการ หรือว่าเพื่อนสมาชิกท่านใดก็ต้องขออนุญาตซ้ำต่อไปเลยนะครับ🔗
เรื่องแรกที่ผมมีความเห็นนั่นก็คือว่า ผมคิดว่าเรื่องนี้ปฏิบัติได้ยากมากครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนี้มันกว้างเกินไป แล้วก็ยากที่จะเอาไปบังคับใช้ โดยเฉพาะที่ผ่านมา ความเห็นผมนี้กระบวนการสอบสวนของตำรวจ กับกระบวนการฟ้องร้องของอัยการ ผมอยากจะให้เอามารวมกันได้ไหมครับ โดยเฉพาะคดีที่เป็นคดีสำคัญ ๆ ผมจะขออนุญาต ยกตัวอย่างนะครับท่านประธานครับ คดีที่เราเห็นในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศ ที่มีการพัฒนา มีความเจริญแล้วในทางกระบวนการยุติธรรม เป็นญี่ปุ่นก็ดี อเมริกาก็ดี อังกฤษก็ดีนะครับ เขาจะมีกระบวนการที่หลังจากที่มีคดีขึ้นมานี้ครับ เขาจะมีอัยการเข้าไป ร่วมการสอบสวนเลยครับ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งนะครับ ขั้นตอนตรงนี้เราสามารถจะ รวมกันได้ ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนสอบสวนกับขั้นตอนฟ้องร้องนี้ครับ มันจะทำให้เร็วขึ้น ท่านประธานเห็นไหมครับว่า ขณะนี้มันมีการผลัดฟ้อง ให้มีการฝากขัง ถึงเวลาขึ้นมาเพื่อน ๆ ที่เป็นทนายความของผมหลายคนเขาบอกว่า ถึงเวลาฝากขังไป ๗ ฝากแล้ว ฟ้องร้องไม่ทันก็ต้องถอนหลักประกันให้เขา ถึงเวลาขึ้นมามันก็มีผู้ต้องหาหลบหนี แล้วก็ หายไปเลย แล้วก็ทำให้ขาดอายุความ สิ่งที่ผมอยากจะเรียกร้องตรงนี้นะครับท่านประธาน มันมีโครงการอีกอันหนึ่งก็คือมันต้องมีการเช็ก แอนด์ บาลานซ์ (Check and Balance) ระหว่างกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าให้ตำรวจกับอัยการได้ทำคดีสำคัญ ๆ มันจะมีความรัดกุม รอบคอบ และที่สำคัญท่านประธานคงเห็นนะครับว่าคดีในต่างประเทศ ถ้าตราบใดที่มีการฟ้องร้องกันแล้วหลุดคดีน้อยมากครับ โดยเฉพาะที่ประเทศญี่ปุ่นถ้ามี การฟ้องร้องกันแล้วผู้ต้องหา หรือจำเลย หรือว่าผู้กระทำความผิดติดคุกมีแค่ไม่ถึง ๒ เปอร์เซ็นต์ที่หลุดรอดคดีไปได้ แต่ประเทศไทย ท่านประธานเป็นผู้พิพากษาท่านทราบดี อัยการผลัดฟ้องเลื่อนไปเลื่อนมา ตำรวจก็ดึงไปดึงมา พอถึงเวลาขึ้นมาขึ้นศาลแล้วส่วนใหญ่ หลุดแทบจะเยอะมากครับ ผมไม่กล้าทำนายว่าหลุดไปเท่าไร แต่ว่าพวกเราทราบกันดี สิ่งที่ ผมอยากจะขอฝากกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นมี ๒ กรณีครับ กรณีแรกเราคงเคยได้ยินคำว่า พลีบาร์เกนนิง (Plea Bargaining) นั่นหมายถึงว่าเราต้องไปต่อรองกับผู้กระทำความผิด ที่เป็นพยานเล็ก ๆ น้อย ๆ ครับ หลายประเทศในยุโรป หลายประเทศในออสเตรเลียเขามี รายการต่อรองเรื่องพยานหลักฐานเพื่อที่จะสาวเอาผู้กระทำความผิดตัวใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องอาชญากรรมข้ามชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยาเสพติด การพลีบาร์เกนนิง (Plea Bargaining) สำคัญครับ เพราะทำให้กระบวนการยุติธรรมรวดเร็วขึ้น และที่สำคัญก็คือการตัดสินของ ผู้พิพากษาก็จะได้รับการยอมรับ แล้วก็เที่ยงธรรม🔗
สุดท้าย ผมต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกนะครับ ท่านอนุชา นาคาศัย ที่ท่านกรุณาเป็นผู้เสนอเรื่องนี้เองนะครับ แต่เรื่องนี้ผมเรียนท่านว่าท่านไม่เกี่ยวครับ ท่านไม่เกี่ยวเลย คนที่เกี่ยวจริง ๆ ก็คือท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุครับ ท่านวิษณุ เครืองาม ไปไหนครับ ไม่ได้ว่าอะไรท่านนะครับ เพียงแต่ว่าที่ผ่านมาท่านประธานครับ ผมเป็นลูกศิษย์ คนหนึ่ง อ่านหนังสือที่ท่านเขียน และก็ฟังการบรรยายของท่านหลายครั้งครับ ผมเสียดแทง หัวใจ ใครที่มาติฉินตั้งฉายาอาจารย์ผมแบบดูถูกดูแคลน ศรีธนญชัยลอดช่องบ้าง ไฮเตอร์ เซอร์วิส (Hither service) บ้าง ถึงเวลาสุดท้ายขึ้นมาเขาบอกว่าการเป็นเนติบริกรของท่าน นี่ครับ ทั้ง ๆ ที่ท่านเป็นกูรูทางด้านกฎหมายอธิบายอะไรได้ชัดเจน แต่ท่านก็เลี่ยงแล้วเลี่ยงอีก บางเรื่องเป็นการขัดความรู้สึกถึงขนาดว่ามีน้อง ๆ มีอาจารย์ นักศึกษากฎหมายทั้งหลาย เขาเสื่อมศรัทธา เกียรติยศที่ท่านเคยมีอยู่ในฐานะศาสตราจารย์วิษณุ เครืองาม หายไป เยอะครับ ผมเลยขอใช้โอกาสนี้เรียกร้องว่าก่อนที่สภาแห่งนี้ ก่อนที่รัฐบาลชุดนี้ ก่อนที่ท่าน ศาสตราจารย์วิษณุ เครืองาม ซึ่งขณะนี้ท่านเลี้ยงหลานแล้วครับ ขอได้โปรดทำความดีสักครั้ง เอาตำรวจ อัยการมารวมกัน ทำให้มันเป็นกระบวนการยุติธรรมที่ดีขึ้นครับ เรียกร้องศักดิ์ศรี ของท่านก่อนที่ท่านจะเลิกราทางการเมือง ก่อนที่ท่านจะออกไปจากวงการนี้ไป ถ้าท่านทำ เรื่องนี้สำเร็จ ผมคิดว่าเกียรติยศชื่อเสียงศาสตราจารย์วิษณุ เครืองาม เนติบริกร ไฮเตอร์ เซอร์วิส (Hither service) ต่าง ๆ ไม่เหลือครับท่านประธานครับ ตอนนี้ขอเรียกร้องฝาก ท่านอนุชาไปถึงท่านวิษณุด้วยว่าขอให้ท่านทำเรื่องนี้อย่างจริงจังจะเป็นบุญเป็นกุศลกับ กระบวนการยุติธรรม นักโทษทั้งหลายที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม และพี่น้องประชาชนอีก หลาย ๆ คนที่หวังความเป็นธรรมจากประเทศไทยครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ🔗
ผมก็เห็นว่า ถึงแม้ท่านจะอภิปรายไปถึงท่านอาจารย์วิษณุแต่ก็เป็นไปในทางที่จะดีงามไม่เป็นไรนะครับ สมาชิกจำนวน ๓๓ ท่าน ที่แสดงความจำนงในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ได้อภิปรายกันครบถ้วนแล้วนะครับ ผมขอเรียนถามท่านรัฐมนตรีและผู้ชี้แจงว่าจะมีท่านใด ชี้แจงไหมครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ มีท่านผู้มาชี้แจงประสงค์ที่จะชี้แจงข้อมูลบางประเด็นครับ🔗
เชิญ ชี้แจงครับ กฎหมายมี ๑๒ มาตราเท่านั้นนะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา และสมาชิกรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเอก กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ รองประธานกรรมการ ปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม ขอเรียนชี้แจงบางประเด็นที่สมาชิกรัฐสภา ผู้ทรงเกียรติได้กรุณาอภิปรายและมีคำถามหรือข้อสังเกต กระผมขอเรียนว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นการเริ่มต้น ซึ่งประเทศไทยไม่เคยมีร่างกฎหมายในทำนองนี้ มาก่อน ก็ขอขอบพระคุณท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติที่ได้กรุณาอภิปรายและ ให้ความเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ผมขอเรียนบางประเด็นที่ได้มีการตั้งคำถามไว้🔗
ประเด็นแรก ทำไมร่างกฎหมายไม่มีบทบัญญัติเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำ ในสังคมและการช่วยเหลือประชาชน กระผมขอเรียนว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ยึดถือ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ ง. ที่กำหนดเน้นให้มีการปฏิรูปในเรื่องการกำหนดระยะเวลา ดำเนินงานอันนี้ สำหรับในเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมและการช่วยเหลือประชาชน ผู้ยากไร้หรือด้อยโอกาสนั้น ได้มีการบัญญัติอยู่ไว้แล้วในพระราชบัญญัติกองทุนยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๕๘🔗
ประเด็นต่อมา ทำไมร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีแต่บทลงโทษทางวินัย ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทำให้กระบวนการยุติธรรมล่าช้า กระผมขอเรียนว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ วรรคสาม ได้บัญญัติสรุปไว้ว่า ในการตรากฎหมายนั้นเกี่ยวกับการกำหนดโทษ ทางอาญา ในกฎหมายให้กำหนดเฉพาะกรณีที่ร้ายแรง อันนี้ก็แสดงว่าถ้าไม่ร้ายแรงก็ไป กำหนดโทษทางอาญาไม่ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้ที่ละเมิดฝ่าฝืนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ยังตกอยู่ ภายใต้โทษทางอาญาตามมาตรา ๑๕๗ แห่งประมวลกฎหมายอาญา🔗
ประเด็นที่ ๓ ที่ได้มีการเสนอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการกลางไปทำหน้าที่ กำกับดูแลและตรวจสอบนั้น ขอเรียนว่าเนื่องจากหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมตาม พระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่ได้มีเฉพาะหน่วยงานที่อยู่ภายใต้อำนาจของฝ่ายบริหาร แต่ยังมีศาล และองค์กรอิสระก็คงจะไม่เหมาะสมที่จะให้มีคณะกรรมการกลางซึ่งถือว่าเป็นฝ่ายบริหาร เข้าไปกำกับหรือดูแลตรวจสอบการทำงานของศาลและองค์กรอิสระ🔗
ประเด็นต่อมา ทำไมในมาตรา ๑๒ กำหนดให้มีผู้รักษาการทั้งสิ้น ๙ ท่าน มีสมาชิกผู้ทรงเกียรติเสนอว่า ควรให้นายกรัฐมนตรีเพียงท่านเดียวเป็นผู้รักษาการ กระผม ขอเรียนว่าเนื่องจากมีศาลและองค์กรอิสระเป็นหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมตาม พระราชบัญญัติฉบับนี้ก็คงไม่เหมาะสมที่จะให้นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นฝ่ายบริหารเข้าไปกำกับ หรือตรวจสอบเกี่ยวข้องกับศาลและองค์กรอิสระ🔗
สำหรับในประเด็นอื่นผมขอให้ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ เรียนชี้แจงต่อสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ ขอบพระคุณครับ🔗
ไม่ต้องชี้แจง มากกระมังครับ เพราะว่าผมฟังท่านสมาชิกพูดส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการที่จะดูว่า กรรมาธิการได้ไปแก้ไขอย่างไรที่จะทำให้มันชัดเจน สมบูรณ์ตามที่ท่านประสงค์ กฤษฎีกา ชี้แจงสั้น ๆ ก็แล้วกันนะครับ เพราะว่าในเรื่องของถ้อยคำกฎหมายหรืออะไรก็แก้ไขได้ ทุกมาตราอยู่แล้ว เชิญกฤษฎีกาครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านค่ะ ดิฉัน นางศิรสา ไชยหมาน ผู้แทนสำนักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกา ในส่วนของหลักการของร่างพระราชบัญญัตินี้ขออนุญาตกราบเรียนว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับการกำหนดระยะเวลาของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งท่านสมาชิก มีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องการกำหนดให้หน่วยงานไหนบ้างเป็นหน่วยงานในกระบวนการ ยุติธรรม ขออนุญาตกราบเรียนในส่วนของ กกต. เมื่อเราพิจารณากฎหมายรัฐธรรมนูญ ได้กำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจหน้าที่ในการที่จะจัดการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ ยุติธรรม ในเรื่องนี้การที่จะกำหนดให้หน่วยงานไหนเป็นหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม แล้วก็กำหนดระยะเวลา ทั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ แล้วก็คณะกรรมการกฤษฎีกา ท่านพิจารณาแล้วเห็นว่าหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมจะต้องเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวกับ เรื่องการสืบสวน สอบสวน แล้วก็การฟ้องร้อง แล้วก็ดำเนินคดีอาญาเท่านั้น สำหรับ หน่วยงานอื่น ๆ ที่ท่านสมาชิกได้กรุณายก เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติ ตรงนี้อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมโดยตรง แต่อย่างไรก็ดีในประเด็นนี้ดิฉันคิดว่าเมื่อมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเรื่องนี้ ก็คงจะนำไปพิจารณาในรายละเอียดกำหนดให้ชัดเจน🔗
สำหรับในเรื่องต่อมาเป็นเรื่องการกำหนดระยะเวลาจะต้องไม่กระทบ ความเป็นอิสระ ซึ่งเป็นหลักสำคัญ การดำเนินกระบวนการยุติธรรมที่ล่าช้าก็จะทำให้เกิดการ ไม่ได้รับความยุติธรรมอย่างที่ท่านสมาชิกได้กล่าวมาเมื่อข้างต้น ดังนั้นในประเด็นเรื่องนี้การที่ จะกำหนดระยะเวลาก็จะต้องพิจารณาในเรื่องอื่น ๆ ประกอบด้วย ซึ่งจะอยู่ในบทบัญญัติ ในมาตรา ๖ ที่เกี่ยวข้องที่จะกำหนดว่า จะต้องพิจารณาถึงสภาพ ปริมาณคดี ลักษณะคดี ประเภทของคดี รวมถึงปริมาณงาน อันนี้ก็เลยเป็นที่มาของการกำหนดข้อยกเว้นในมาตรา ๔ ว่าไม่ให้เกิดผลกระทบต่อความเป็นอิสระในการดำเนินการกระบวนการยุติธรรม แล้วก็ จะกำหนดระยะเวลาเท่าที่สามารถจะกระทำได้ค่ะ🔗
ประเด็นสุดท้ายในเรื่องระยะเวลา ๓ ปีที่ท่านสมาชิกมีข้อกังวลหลายท่านว่า การที่จะดำเนินการให้มีมาตรการทบทวน ๓ ปี มันอาจจะล่าช้าเกินไป อันนี้เมื่อมีการตั้ง คณะกรรมาธิการแล้วก็อาจจะมีการพิจารณาทบทวนในประเด็นนี้อีก แต่ว่าในเบื้องต้น ขออนุญาตกราบเรียนว่า ในมาตรา ๑๐ ได้กำหนดให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม เก็บรวบรวมข้อมูล และสถิติในเรื่องนี้ทุก ๆ ปีอยู่แล้วค่ะ ซึ่งการที่จะนำข้อมูลตรงนี้มา พิจารณาว่ามันมีความเหมาะสมไหมในการดำเนินการนี้อาจจะต้องมีการเก็บรวมรวมสถิติ แล้วก็ระยะเวลาในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ในชั้นการพิจารณาร่างจึงกำหนดระยะเวลา ๓ ปีค่ะ ในเบื้องต้นขอกราบเรียนท่านสมาชิกค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
เบื้องต้น ก็คงกราบเรียนสมาชิกอย่างนี้นะครับ แต่ว่าหลักการของร่างพระราชบัญญัตินี่กว้างขวางมาก บรรทัดเดียวนะครับ ดังนั้นก็ขึ้นอยู่กับคณะกรรมาธิการครับตามที่ท่านสมาชิกได้อภิปราย กันถ้วนหน้านะครับ เป็นอันว่าการพิจารณาเป็นอันยุตินะครับ คงให้สิทธิท่านรัฐมนตรี จะแถลงต่อที่ประชุมนี้ เชิญครับ ไม่มีข้อใดแถลงหรือครับ ไม่มีนะครับ ฝากอาจารย์วิษณุ ไปก็แล้วกันนะครับ ต่อก็จะเป็นการลงมตินะครับว่าจะเห็นชอบหลักการแห่งร่าง พระราชบัญญัติฉบับนี้หรือไม่นะครับ ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ🔗
เป็นขั้นตอน การตรวจสอบองค์ประชุมครับ ท่านสมาชิกกรุณาแสดงตนนะครับ ถ้าท่านผู้ใดไม่ได้ นำบัตรมาหรือบัตรใช้ไม่ได้เดี๋ยวค่อยแสดงนะครับ ตอนนี้ให้นั่งกันเรียบร้อยก่อนครับ สมาชิก ท่านใดแสดงตนไม่ได้ บัตรเสียหรือว่าไม่ได้นำบัตรมาช่วยแสดงตนตอนนี้เลยครับ มีไหมครับ ยกมือขึ้นแล้วเจ้าหน้าที่จะบันทึกไว้ครับ ท่านสมาชิกยังมาอยู่นะครับ ผมรอนะครับ เพราะว่า อาจจะได้เวลาหลังอาหารพอดี ท่านสมาชิกแสดงตนกันพร้อมหน้าแล้วนะครับ เดี๋ยวนะครับ กำลังเดินเข้ามาอีกครับ ผมรอครับ🔗
ทุกท่าน แสดงตนเรียบร้อยแล้วนะครับ ผมก็กำลังจะเช็กจำนวนนะครับ เช็คจำนวนเสร็จก็จะขอมติ เลยนะครับ ขอทราบผลองค์ประชุม จำนวนผู้เข้าประชุม ๖๐๑ ครบองค์ประชุมนะครับ🔗
ต่อไป ผมขอถามมตินะครับ ท่านสมาชิกท่านใดเห็นควรรับหลักการของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ กดปุ่ม เห็นด้วย สมาชิกท่านใดเห็นว่าไม่ควรรับหลักการกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านใดประสงค์ งดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิลงคะแนนได้เลยครับ🔗
มีท่านใด ยังไม่ได้ใช้สิทธิลงคะแนนไหมครับ บัตรเสียมีไหม เครื่องลงคะแนนใช้ได้ทุกท่านนะครับ ปิดการลงคะแนนขอทราบผลครับ จำนวนผู้ลงมติ ๖๑๒ ท่าน เห็นด้วย ๖๐๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๓ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติ รับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. ....🔗
ต่อไป ขอปรึกษาที่ประชุมว่าจะตั้งกรรมาธิการเท่าใดครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ฉะเชิงเทรา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอเรียนเสนอให้ตั้ง กรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานใน กระบวนการยุติธรรม พ.ศ. .... จำนวนทั้งหมด ๓๕ ท่าน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
มีท่าน สมาชิกเสนอตั้งกรรมาธิการวิสามัญ จำนวน ๓๕ ท่าน มีผู้รับรองถูกต้อง จะมีท่านใดมี ความเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ🔗
ไม่มีนะครับ ที่ประชุมเห็นชอบตามข้อเสนอของท่านสมาชิกที่จะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จำนวน ๓๕ ท่าน ก็จะเป็นสัดส่วนของคณะรัฐมนตรี ๕ ท่าน สมาชิกวุฒิสภา ๑๐ ท่าน พรรคเพื่อไทย ๖ ท่าน พรรคพลังประชารัฐ ๔ ท่าน พรรค ภูมิใจไทย ๓ ท่าน พรรคก้าวไกล ๒ ท่าน พรรคประชาธิปัตย์ ๒ ท่าน พรรคเศรษฐกิจไทย ๑ ท่าน พรรคชาติไทยพัฒนา ๑ ท่าน พรรคเสรีรวมไทย ๑ ท่าน ผมถามตามลำดับตรงนี้ คณะรัฐมนตรี จำนวน ๕ ท่าน ขอท่านรัฐมนตรีเสนอชื่อครับ🔗
กราบเรียน ประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญในสัดส่วนของคณะรัฐมนตรี จำนวน ๕ ท่านดังนี้ครับ ๑. นายชาญณรงค์ ปราณีจิตต์ ๒. นายวันชัย รุจนวงศ์ ๓. พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน ๔. นายพสิษฐ์ อัศววัฒนาพร ๕. นางศิรสา ไชยหมาน🔗
ขอบคุณครับ ของคณะรัฐมนตรี ๕ ท่าน ครบถ้วน สมาชิกวุฒิสภาจำนวน ๑๐ ท่าน เชิญครับ🔗
กราบเรียนประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเอก นาวิน ดำริกาญจน์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติในสัดส่วนของวุฒิสภา จำนวน ๑๐ ท่านดังนี้ ๑. นางสาวปิยฉัฎฐ์ วันเฉลิม ๒. นายปัญญา งานเลิศ ๓. นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ๔. นายธานี อ่อนละเอียด ๕. นายจัตุรงค์ เสริมสุข ๖. นายยุทธนา ทัพเจริญ ๗. นายประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ ๘. คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ๙. ศาสตราจารย์ นิสดารภ์ เวชยานนท์ ๑๐. นายวันชัย สอนศิริ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ท่านสมาชิก วุฒิสภาเสนอ ๑๐ ท่าน มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ เชิญต่อไปพรรคเพื่อไทย จำนวน ๖ ท่าน🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายนพ ชีวานันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย จำนวน ๖ คน ดังนี้ ๑. ศาสตราจารย์พิเศษชัยเกษม นิติสิริ ๒. นายอดิศร เพียงเกษ ๓. นายไชยวัฒนา ติณรัตน์ ๔. นางสาวกิตติ์ธัญญา วาจาดี ๕. นายวัฒนา เตียงกูล ๖. นายวัฒนา เซ่งไพเราะ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
พรรคเพื่อไทย เสนอจำนวน ๖ ท่าน มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ ต่อไปเป็นพรรคพลังประชารัฐ จำนวน ๔ ท่าน เชิญครับ🔗
กราบเรียนประธานรัฐสภา ดิฉัน นางสาวภาดาท์ วรกานนท์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ขอเสนอกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงาน ในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. .... จำนวน ๔ ท่าน สำหรับพรรคพลังประชารัฐค่ะ ๑. นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ ๒. นายระวี มาศฉมาดล ๓. พันตำรวจโท ฐนภัทร กิตติวงศา และ ๔. นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗
พรรค พลังประชารัฐเสนอสมาชิก จำนวน ๔ ท่าน เป็นกรรมาธิการ มีผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไป พรรคภูมิใจไทย จำนวน ๓ ท่านครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายกิตติชัย เรืองสวัสดิ์ สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคภูมิใจไทย ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย ๓ ท่าน ๑. นายคารม พลพรกลาง ๒. พลเอก กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ ๓. ดอกเตอร์ธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
พรรคภูมิใจไทย เสนอ ๓ ท่าน มีผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไปเชิญพรรคก้าวไกล จำนวน ๒ ท่านครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ศักดินัย นุ่มหนู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตราด พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. .... ในสัดส่วน ของพรรคก้าวไกล ๒ ท่าน ดังนี้ ๑. นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ๒. นายวีรนันท์ ฮวดศรี ขอผู้รับรองด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไป เชิญพรรคประชาธิปัตย์ จำนวน ๒ ท่านครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเสนอรายนามกรรมาธิการ ในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ จำนวน ๒ ท่าน ดังต่อไปนี้ค่ะ ๑. นายสุทัศน์ เงินหมื่น ๒. นายสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗
เมื่อสักครู่ ผมอ่านเร็วไปหน่อยนะครับ พรรคก้าวไกล ๒ ท่าน ท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม และท่านวีรนันท์ ฮวดศรี มีผู้รับรองถูกต้อง พรรคประชาธิปัตย์ จำนวน ๒ ท่าน ท่านสุทัศน์ เงินหมื่น และท่าน สัมพันธ์ ตั้งเบญจผล ต่อไปพรรคเศรษฐกิจไทย จำนวน ๑ ท่านครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม บุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ สมาชิกผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจไทย พะเยา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคเศรษฐกิจไทย ได้แก่ นายสมศักดิ์ คุณเงิน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
พรรค เศรษฐกิจไทย เสนอท่านสมศักดิ์ คุณเงิน มีผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไปพรรคชาติไทยพัฒนา🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เสมอกัน เที่ยงธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด สุพรรณบุรีจากพรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในสัดส่วนของพรรค ชาติไทยพัฒนา ขอเสนอนายกัมพล พวงงาม ขอผู้รับรองด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
พรรคชาติไทยพัฒนา ท่านกัมพล พวงงาม มีผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไปพรรคเสรีรวมไทย ๑ ท่าน เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอำไพ กองมณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเสรีรวมไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเสนอร่างพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานใน กระบวนการยุติธรรม ๑ ท่าน นางปิยะศิริ นาโคศิริ ขอผู้รับรองครับ🔗
พรรคเสรีรวมไทยเสนอท่านปิยะศิริ นาโคศิริ มีผู้รับรองถูกต้องครับ เป็นอันว่ารายชื่อ ครบถ้วนนะครับ ขอเชิญเลขาธิการรัฐสภาอ่านรายชื่อกรรมาธิการครับ🔗
ขออนุญาต ท่านประธานครับ ผม พลเอก นาวิน ดำริกาญจน์ สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอปรับแก้รายชื่อกรรมาธิการวิสามัญในสัดส่วนของวุฒิสภาลำดับที่ ๕ จากนายจัตุรงค์ เสริมสุข เป็น นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ยังอยู่ใน เวลาที่เปลี่ยนได้นะครับ ท่านจัตุรงค์ เสริมสุข เปลี่ยนเป็น ท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ เชิญเลขาธิการอ่านรายชื่อทั้งหมด🔗
รายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติกำหนด ระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. .... จำนวน ๓๕ คน ดังนี้ ๑. นายชาญณรงค์ ปราณีจิตต์ ๒. นายวันชัย รุจนวงศ์ ๓. พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน ๔. นายพสิษฐ์ อัศววัฒนาพร ๕. นางศิรสา ไชยหมาน ๖. นางสาวปิยฉัฎฐ์ วันเฉลิม ๗. นายปัญญา งานเลิศ ๘. นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ๙. นายธานี อ่อนละเอียด ๑๐. นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ๑๑. นายยุทธนา ทัพเจริญ ๑๒. นายประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ ๑๓. คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ๑๔. ศาสตราจารย์นิสดารภ์ เวชยานนท์ ๑๕. นายวันชัย สอนศิริ ๑๖. ศาสตราจารย์พิเศษชัยเกษม นิติสิริ ๑๗. นายอดิศร เพียงเกษ ๑๘. นายไชยวัฒนา ติณรัตน์ ๑๙. นางสาวกิตติ์ธัญญา วาจาดี ๒๐. นายวัฒนา เตียงกูล ๒๑. นายวัฒนา เซ่งไพเราะ ๒๒. นายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ ๒๓. นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ๒๔. พันตำรวจโท ฐนภัทร กิตติวงศา ๒๕. นายระวี มาศฉมาดล ๒๖. พลเอก กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ ๒๗. นายคารม พลพรกลาง ๒๘. ดอกเตอร์ธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์ ๒๙. นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ๓๐. นายวีรนันท์ ฮวดศรี ๓๑. นายสุทัศน์ เงินหมื่น ๓๒. นายสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล ๓๓. นายสมศักดิ์ คุณเงิน ๓๔. นายกัมพล พวงงาม และ ๓๕. นางปิยะศิริ นาโคศิริ🔗
ต่อไป ขอปรึกษากำหนดระยะเวลาแปรญัตติครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร บัญชีรายชื่อ พลังประชารัฐ ฉะเชิงเทรา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา อนุญาตเรียนเสนอระยะเวลาแปรญัตติ ๑๕ วัน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
มีผู้เสนอ กำหนดเวลาแปรญัตติ ๑๕ วัน มีผู้รับรองถูกต้อง มีสมาชิกท่านใดมีความเห็นเป็นอย่างอื่น ไหมครับ🔗
ไม่มีนะครับ ถือว่าที่ประชุมเห็นควรกำหนดระยะเวลาแปรญัตติ ๑๕ วันนะครับ เป็นอันจบการพิจารณา เรื่องด่วนที่ ๑ นะครับ ขอบคุณท่านรัฐมนตรีและผู้ชี้แจงครับ🔗
ต่อไป ๒. ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)🔗
คณะรัฐมนตรีได้เสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. .... มายังรัฐสภา เพื่อพิจารณา ซึ่งเป็นร่างพระราชบัญญัติที่จะตราขึ้นเพื่อดำเนินการตามหมวด ๑๖ การปฏิรูป ประเทศตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๐ และได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงาน และผู้ที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งได้มีการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากร่างพระราชบัญญัติ ดังกล่าว เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ วรรคสอง แล้ว รายละเอียดปรากฏใน เอกสารที่เจ้าหน้าที่ได้จัดวางไว้ให้ท่านสมาชิกแล้วนะครับ ในการนี้ผมได้อนุญาตให้ผู้แทน จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมชี้แจงข้อเท็จจริงต่อที่ประชุมตามข้อบังคับ ข้อ ๕๒ ขอเชิญ นางสาวธำรงลักษณ์ ลาพินี กรรมการร่างกฎหมายประจำสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมครับ ท่านรัฐมนตรีถ้าพร้อมแล้วขอเชิญแถลงหลักการและเหตุผล ท่านสมาชิกที่ประสงค์จะอภิปรายกรุณาเข้าชื่อไว้นะครับ สำหรับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพและท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ ผม นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีให้นำเสนอร่าง พระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. .... ต่อรัฐสภา โดยมีหลักการและเหตุผลดังนี้🔗
หลักการ ให้มีกฎหมายว่าด้วยการปรับเป็นพินัยและให้เปลี่ยนความผิดอาญา ที่มีโทษปรับสถานเดียว และความผิดที่มีโทษทางปกครองที่บัญญัติไว้ในกฎหมายบางฉบับ อาจเป็นความผิดทางพินัย🔗
เหตุผล โดยที่มาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้บัญญัติ ให้รัฐพึงกำหนดโทษอาญาเฉพาะความผิดร้ายแรงประกอบกับแผนการปฏิรูปประเทศด้าน กฎหมาย ได้กำหนดให้มีการปรับปรุงกฎหมายในการกำหนดโทษอาญาให้เหมาะสมกับสภาพ ความผิดหรือกำหนดมาตรการลงโทษให้เหมาะสมกับการกระทำความผิด และฐานะของ ผู้กระทำความผิดเพื่อมิให้บุคคลต้องรับโทษหนักเกินสมควรหรือต้องรับภาระในการรับโทษ ที่แตกต่างกัน อันเนื่องจากฐานะทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน เนื่องจากกรณีที่กฎหมายกำหนด โทษปรับ ผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจดีย่อมสามารถชำระค่าปรับได้ แต่ผู้มีฐานะยากจนและไม่อยู่ ในฐานะที่จะชำระค่าปรับได้ถูกกักขังแทนค่าปรับ อันกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อย่างรุนแรง ประกอบกับเมื่อคำนึงถึงข้อห้ามหรือข้อบังคับที่กฎหมายกำหนดให้ประชาชน ต้องปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติแล้ว จะพบว่ามีข้อห้ามหรือข้อบังคับจำนวนมากอาจรุกล้ำเข้าไปใน สิทธิพื้นฐานหรือสร้างภาระอันเกินสมควรแก่ประชาชนและนับวันจะมีกฎหมายตราออกมา กำหนดการกระทำให้เป็นความผิดมากขึ้น หลายกรณีทำให้ประชาชนกลายเป็นผู้กระทำ ความผิดเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ บางกรณีกระทำไปเพราะความยากจนข้นแค้น และเมื่อได้ กระทำความผิดแล้วก็ต้องถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญา เช่น ถูกจับกุม คุมขัง พิมพ์ลายนิ้วมือและลงบันทึกประวัติอาชญากร ก่อนเป็นประวัติติดตัวตลอดไป และในที่สุด ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นผู้กระทำความผิดหรือไม่ กระบวนการที่กล่าวมาย่อมสร้างรอยด่างให้เกิดแก่ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้ามีทางใดที่จะป้องกันมิให้ประชาชนจะต้องตก เข้าสู่กระบวนการนั้นได้ จะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนและขจัดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้ ตามสมควร แม้ว่าการกำหนดมาตรการอันเป็นโทษที่ผู้กระทำการ อันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ ปฏิบัติตามกฎหมายเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมีเพื่อให้กฎหมายมีสภาพบังคับ แต่โทษนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นโทษทางอาญาเสมอไป ซึ่งนานาประเทศได้เริ่มปรับเปลี่ยนบทลงโทษจาก ความผิดอาญาเป็นมาตรการอื่นที่มิใช่โทษทางอาญามากขึ้น รวมทั้งการใช้มาตรการอื่นแทน การลงโทษทางอาญา กรณีจึงสมควรที่ประเทศไทยจะพัฒนากฎหมายไทยให้สอดคล้องกับ นานาประเทศและเกิดประโยชน์แก่ประชาชนมากยิ่งขึ้น โดยปรับเปลี่ยนโทษอาญาบางประการที่มุ่งต่อการปรับเป็นเงินเป็นมาตรการปรับเป็นพินัย ที่สร้างขึ้นใหม่ ให้มีสภาพเป็นโทษอาญาที่ไม่ให้มีสภาพเป็นโทษทางอาญา โดยกำหนด หลักเกณฑ์ให้ใช้ดุลยพินิจกำหนดค่าปรับที่ต้องชำระให้เหมาะสมกับสภาพความร้ายแรงแห่ง การกระทำ และฐานะทางเศรษฐกิจของผู้กระทำความผิดให้สอดคล้องกัน และในกรณีที่ ผู้กระทำความผิดไม่มีเงินชำระค่าปรับ อาจขอทำงานบริการสังคมหรือทำงาน สาธารณประโยชน์แทนการชำระค่าปรับได้ โดยไม่มีการกักขังแทนค่าปรับดังเช่นที่เป็นอยู่ใน คดีอาญา การเปลี่ยนสภาพบังคับไม่ให้เป็นโทษอาญา โดยกำหนดวิธีการดำเนินการขึ้นใหม่ เป็นการเฉพาะนี้ย่อมจะช่วยทำให้ประชาชนที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดไม่ต้องเข้าสู่ กระบวนการทางอาญา และไม่มีประวัติอาชญากรรมติดตัวอีกต่อไป การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ จะเป็นกลไกทางกฎหมายเพื่อสร้างความเป็นธรรมและขจัดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และส่งเสริมการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นตามเจตนารมณ์ของมาตรา ๗๗ และมาตรา ๒๕๘ ค. ด้านกฎหมาย (๑) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และแผนการ ปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย ขอกราบเรียนเมื่อมีกำหนดมาตรการปรับเป็นพินัยขึ้นใหม่ ที่ไม่ใช่โทษทางอาญา จึงสมควรเปลี่ยนการกำหนดโทษทางอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียว และกฎหมายที่มีการกำหนดโทษทางปกครองบางฉบับ ตามบัญชีท้ายเป็นมาตรการปรับ เป็นพินัย จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ การเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เป็นการ ดำเนินการตามแผนปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย ประเด็นปฏิรูปที่ ๑๐ มีกลไกส่งเสริมการ บังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยการจัดทำกฎหมายกลาง เพื่อกำหนด หลักเกณฑ์ในการพิจารณาและกำหนดค่าปรับเป็นพินัย และให้เปลี่ยนโทษอาญาที่มีโทษปรับ สถานเดียว ที่สามารถเปรียบเทียบ เพื่อให้คดียุติได้ รวมทั้งเปลี่ยนโทษทางปกครองเป็น มาตรการปรับเป็นพินัย คณะรัฐมนตรี จึงขอนำเสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็น พินัย พ.ศ. .... นี้มาเพื่อให้รัฐสภากรุณารับไว้พิจารณา ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรี ต่อไปจะเป็นการอภิปรายของท่านสมาชิกชุดแรกยื่นรายชื่อเข้ามาแล้วนะครับ ฝ่ายค้านก่อนนะครับ พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ และฝ่ายรัฐบาล ท่านเกียรติ สิทธีอมร ฝ่ายวุฒิสภาก็ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ตามลำดับ ท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ก่อนครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติว่า ด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. .... รวม ๔๕ มาตรา ประกอบด้วยพระราชบัญญัติท้ายบัญชี ที่ ๑ ๒ และ ๓ รวมทั้งหมด ๑๙๒ ฉบับ ส่วนใหญ่จะเป็นพระราชบัญญัติที่มีโทษปรับและ มีโทษที่มีโทษปรับสถานสูง แล้วก็เป็นสิ่งที่ควรจะถูกปรับเปลี่ยน โดยหลักการสำคัญ ก็คือเพื่อให้เป็นไปตามที่ท่านรัฐมนตรีบอกไว้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๒๕๘ ง. แล้วก็ ๗๗ ๒๕๘ ค. ก็เป็นเรื่องของการปรับกฎหมาย สิ่งสำคัญคือให้เหมาะสมต่อสภาพสังคม แล้วก็ บริบทของเศรษฐกิจของคนไทย ถือว่าเป็นกฎหมายที่ทำตามรัฐธรรมนูญ ผมอยากให้รัฐบาล ทำตามรัฐธรรมนูญเยอะ ๆ หน่อยครับ เพราะในรัฐธรรมนูญหลายเรื่องรัฐบาลไม่ค่อยทำ ก็เพิ่งมาทำจะครบ ๓ ปี ก็ถือว่าคณะยกร่างกฎหมาย ผมรอ ผมมีกระทู้หลายเรื่อง เรื่องนี้ ทำไมไม่ปรับ ไม่แก้ ไม่ยกเลิกกฎหมายตั้งหลายฉบับในการปฏิรูปกฎหมาย เรื่องประเด็นของ กฎหมายฉบับนี้สิ่งสำคัญคือเพื่อไม่ให้บุคคลต้องรับโทษ ท่านพูดไปแล้วนะครับ แต่สำคัญคือผมเห็นด้วยนะครับ เพราะว่าถือเป็นกฎหมายที่ให้เกียรติ คนจนครับ ให้เกียรติสิ่งที่เราเรียกว่าผู้ยากไร้ ผู้อัตคัดขาดแคลน ผู้ที่ไม่สามารถมีสิทธิในการ ทำมาหากิน หรือมีความรู้เท่าเทียมกับบุคคลอื่นที่เอารัดเอาเปรียบต่อสังคมตลอดเวลา แล้วก็ เพื่อไม่ให้บุคคลนี้ต้องรับโทษหนัก โดยเฉพาะการแบกภาระของการรับโทษทางค่าปรับ เพราะสมัยก่อนนี้การปรับโทษปรับทางอาญาก็คือ เมื่อมีการปรับหรือเปรียบเทียบปรับแล้ว ไม่มีเงิน ตอนนี้วันละ ๕๐๐ แล้วครับ แต่ก่อนวันละ ๗๐ บาท ๖๐ บาท ไล่มาถึงตอนนี้วันละ ๕๐๐ ชดใช้ ค่าปรับก็สูงแพง โดยเฉพาะความผิดในท้ายพระราชบัญญัติบางความผิดนี่แพง แพง แพง แต่สิ่งสำคัญครับในกระบวนการดังกล่าวผมว่าสิ่งสำคัญคือ เพื่อไม่ทำให้ผู้ที่ถูกปรับ เป็นพินัยได้เกิดความด่างพร้อย อันนี้ชอบมากเลยครับ เรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งจะต้องให้สิทธิ กฎหมายนี้เป็นกฎหมายยกระดับความเป็นมนุษย์ของคนจนหรือชาวบ้าน ตาสีตาสาที่อยู่ตามท้องไร่ปลายนา บางทีเดินเข้าป่าชุมชนแล้วก็ไม่รู้ว่าบุกรุกป่า ก็ถูก เจ้าพนักงานอุทยานจับไปดำเนินคดี ไปเก็บเห็ด เก็บอะไรพวกนี้ นั่นคือสิ่งที่เราพบเห็น มานาน แล้วยังมีอยู่ครับที่เจ้าพนักงานยังล้นของการใช้อำนาจ บิดเบือนการใช้อำนาจอย่าง มากมาย แล้วก็กดทับคนยากคนจน ศาลท่านก็รับรู้ครับจากข้อเท็จจริงท่านเลยใช้อำนาจ ดังกล่าวไม่ได้ดั่งใจ คือท่านก็ปรับให้น้อยลงครับ แต่ปรับแล้วไม่มีสตางค์ก็ต้องขังครับ เอาไป ขังคือกักขังครับท่าน แล้วอีกทางหนึ่งถูกกักขังก็ลงประวัติอีกครับ มีพิมพ์ลายนิ้วมือ ต้องถูก จัดลำดับการเป็นนักโทษ ผู้ต้องกักขัง แล้วก็ตราเขาไว้ตามตัวบทกฎหมาย มันเป็นการเหยียด การเป็นมนุษย์อย่างชัดเจนครับท่าน กฎหมายฉบับนี้ถือว่าเป็นกฎหมายที่พัฒนานะครับ เพื่อใช้บังคับใช้แล้วกำหนดระยะเวลาทุกขั้นตอนในกระบวนการยุติธรรมชัดขึ้น โดยเฉพาะใน กฎหมายที่ใช้อยู่ในร่างพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งในร่างพระราชบัญญัตินี้ท่านประธานครับ เนื้อหา ก็คือต้องการสร้างกลไก เพราะกฎหมายที่ตราจากการปฏิรูปนี้ก็คือต้องการสร้างกลไก เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรม ประเด็นสำคัญก็คือช่วยเหลือคนจน ผมพูดไป แล้วนะครับ แต่สิ่งสำคัญในกฎหมายทั้ง ๑๐๐ กว่าฉบับใน ๓ บัญชีท้ายนี้ผมก็มีความสงสัย นิดหน่อยครับ โดยเฉพาะในมาตรา ๕ ได้กำหนดเรื่องของความเหมาะสม ความรุนแรง และความรับผิดชอบเพื่อพิจารณาเป็นการปรับเป็นพินัยหลวง ก็ถือว่าชอบนะครับ วรรคสอง ก็พูดว่า การปรับเป็นพินัยนั้นไม่มีโทษทางอาญา อันนี้ดีเยี่ยม ผมยกให้เลยครับว่า การปรับเป็นพินัยนี้สิ่งสำคัญคือมนุษย์เราจะได้ไม่ถูกเหยียดศักดิ์ศรี เพราะว่า ๑. การใช้โทษ ปรับเป็นพินัย เป็นโทษที่ไม่ใช่โทษทางอาญา แล้วก็เป็นโทษที่จะทำให้ผู้คนลืมตาอ้าปากจาก ความถูกกดทับหรือความเป็นมนุษย์ได้นะครับ แล้วก็มีหลายมาตราที่เกี่ยวข้อง เวลาผมมีน้อย เหลืออีก ๑ นาทีเอง ผมข้ามไปเลยครับท่านประธานครับ ในกระบวนการพิจารณานั้น ในหมวดของกระบวนการพิจารณาที่มีเหตุอันชอบมากที่สุดคือเรื่องอะไรครับ ที่ผมพูดไปแล้ว คือห้ามมิให้หน่วยงานที่อยู่ในความยุติธรรมในการดำเนินคดีบันทึกความผิดตามพินัยนี้ เป็นประวัติ และฐานะเป็นประวัติอาชญากรรม อันนี้ก็ดีครับ และสิ่งสุดท้ายครับ ผมสงสัย ตั้งแต่มาตรา ๓๘ ไปในบทเฉพาะกาล มีการปรับสถานเดียวเพื่อให้ปรับเป็นพินัยในบัญชีหนึ่ง ทีนี้มี พ.ร.บ. ฉบับหนึ่งครับท่านประธาน ท่านไปดูนะครับ พ.ร.บ. ฉบับที่เรียกว่า พ.ร.บ. เรือไทย ๒๔๘๑ อยู่ทั้ง ๒ บัญชี คือบัญชี ๑ อยู่ลำดับที่ ๑ ลำดับที่ ๓ แล้วก็แถมไปอยู่ในบัญชี ที่ ๓ อยู่ลำดับที่ ๒ สรุปว่า พ.ร.บ. นี้สามารถอยู่ได้ ๓ บัญชีถูกไหมครับ เพราะว่าในเหตุของ การใช้บทเฉพาะกาลทั้งมาตรา ๓๒ ที่จะปรับในสถานเดียวที่เกี่ยวข้อง โทษปรับตั้งแต่ มาตรา ๓๘ และมาตรา ๔๑ ว่ามีโทษปรับจะปรับ โดยเฉพาะมาตรา ๔๑ ปรับในบัญชี ๓ ที่เป็นพินัยมันมีระยะเวลา ๓๖๕ วัน ในเรื่องของ การปรับในบัญชี ๓ เพื่อเป็นการปรับทางพินัย แล้วก็มีระยะเวลาในของบัญชีหนึ่งอีก ที่เกี่ยวข้องกับการใช้พระราชกฤษฎีกา คำถามคือพระราชบัญญัติเดียวอยู่ ๒ บัญชีได้ ใช่ไหมครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านเกียรติ สิทธีอมร ตามด้วยท่านเสรี สุวรรณภานนท์🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย ผมคิดว่าเห็นด้วยนะครับในหลักการ ผ่านให้ แต่มีคำถามเยอะ แล้วผมคิดว่าต้องได้รับ คำอธิบายที่ดี แล้วบางเรื่องต้องไปปรับปรุงในชั้นกรรมาธิการกันพอสมควรนะครับ🔗
ประการแรก ร่างกฎหมายฉบับนี้ออกมาเพื่ออะไรครับ เพื่อแก้ปัญหาโทษ อาญาเฟ้อ หรือที่เขาเรียกว่า โอเวอร์ คริมินาไลเซชัน (Over Criminalization) เริ่มโดย เยอรมันครับ รายละเอียดเหล่านี้ผมไม่ทราบว่าหลาย ๆ ท่านลงลึกมากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่ เรื่องใหม่ครับ หลายประเทศทำครับ แต่สิ่งที่ไม่ได้เขียนอยู่ในเอกสารนี้ ท่านยกตัวอย่าง ประเทศเยอรมัน ท่านตัวอย่างประเทศโปรตุเกส ท่านยกตัวอย่างประเทศอิตาลี แล้วไป ฝรั่งเศส แล้วก็วกมาไทยเลย คำถามมีอยู่ว่าในโซน (Zone) ประเทศในเอเชีย (Asia) เอง ทั้งโลกเรามีลิสต์ (List) ไหมครับ ถ้ามีลิสต์ (List) ก็จะเป็นประโยชน์นะครับ เป็นข้อมูลที่ดี แล้วเราจะได้เปรียบเทียบ เพราะว่าท่านประธานต้องไม่ลืมนะครับว่า ประเทศไทยโดน ประเมินความน่าลงทุน ความอะไรทุกอย่าง โดยองค์กรระหว่างประเทศ แล้วเขาเปรียบเทียบ กับทุกประเทศ ประเทศไทยจะออกกฎหมายอะไร ก็ต้องรู้ว่าตัวเองอยู่ในสถานะใด เมื่อเปรียบเทียบกับทุกประเทศทั้งโลกและในภูมิภาคนี้ เพราะฉะนั้นตรงนี้เองผมคิดว่าข้อมูล ยังไม่มีนะครับ ท่านยกตัวอย่าง ใช่ครับ เห็นด้วยในหลักการ เห็นด้วยครับ แต่เราไม่มีข้อมูล ที่ประเมินเปรียบเทียบตัวเราเองกับประเทศในกลุ่มภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเลย อันนี้ก็เป็น คำถามแรก ถ้าท่านมีข้อมูลให้ก็ยิ่งดีนะครับ🔗
ประการที่ ๒ ปรับเป็นพินัย ความผิดทางพินัย ชื่อฟังดูดีนะครับท่านประธาน ท่านแปลเป็นภาษาอังกฤษอย่างไร ผมพยายามไปหาคำแปลเป็นภาษาอังกฤษไม่มีนะครับ ของเยอรมันเขามีถ้อยคำของเขาเอง มีที่เขาออกแบบมาเป็นชื่อโดยเฉพาะของเขาเลยครับ แล้วของประเทศไทยเวลาคนอื่นมาแปลกฎหมายของเรามันต้องฟังแล้วรู้เรื่อง มันต้อง แปลแล้วเข้าท่า ถ้าท่านดูกูเกิล (Google) ดูเดี๋ยวนี้คำตอบมันผิดหมดเลยนะครับ มันไม่ใช่ กับความผิดทางพินัยเลย ตรงนี้ผมคิดว่าต้องคิดเผื่อว่า จริง ๆ แล้วกฎหมายทุกฉบับใน ประเทศไทยจะต้องถูกแปล แล้วก็ถูกประเมินโดยประเทศต่าง ๆ ที่เขามองกลับมาที่ไทยว่า กระบวนการยุติธรรมของไทย ระบบกฎหมายไทยมันโปร่งใสไหม มันน่าเชื่อถือไหม มันเป็น ธรรมไหม มันมีการคำนึงถึงความเป็นศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ไหม ซึ่งที่ท่านเน้นผมว่า เป็นสิ่งที่ดี เพียงแต่ว่าถ้ามันแปลแล้วมันไม่รู้เรื่องต้องมีการบัญญัติศัพท์ใหม่ขึ้นมา เราต้อง เป็นคนทำ ของเยอรมันเขาใช้เป็นภาษาเยอรมันทับศัพท์เลยครับ ของประเทศอื่นเขาก็ใช้ ภาษาของเขาทับศัพท์เหมือนกัน ของเราจะใช้อะไรตรงนี้เอาให้ชัดนะครับ แต่ผมอยากจะ เสนอว่าจะใช้คำอะไรที่ภาษาอังกฤษพออ่านแล้วมันรู้เรื่อง รู้เรื่องว่ามีนนิง (Meaning) ความหมายของเรา เจตนาของกฎหมายนี้ต้องการอะไรในแง่คำจำกัดความของกฎหมาย ครอบคลุมประเภทความผิดใดบ้าง เผอิญท่านออกกฎหมายมาในลักษณะที่เอากฎหมาย อื่น ๆ มาเต็มไปหมดเลย บัญชี ๑ ๒ ๓ แต่ไม่มีประเภทความผิดที่ชัดเจน มีแต่เงื่อนไขของ บุคคลที่กระทำความผิด แล้วบอกบุคคลเหล่านั้นต้องไปดูแลศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตรงนี้ เลยทำให้อ่านยาก เพราะไม่มีสมาชิกสภาคนไหนที่จะสามารถไปไล่ดูทุกกฎหมายที่ท่านอยู่ใน บัญชีทั้งหมด จริง ๆ ควรจะมีประเภทความผิดครับ ประเภทความผิดมีอะไรบ้าง จะได้ไม่ต้อง มีการตีความเวลานำกฎหมายไปบังคับใช้ เรื่องนี้ผมคิดว่าจำเป็นลองไปว่ากันในชั้น กรรมาธิการนะครับ ในมาตรา ๙ ท่านคำนึงถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้กระทำความผิด และสถานะทางเศรษฐกิจ อันนั้นดีครับ ถูกต้องครับ แต่หัวใจมันไปอยู่ที่มาตรา ๑๐ ครับ มาตรา ๑๐ คือบุคคลธรรมดา เหตุแห่งความยากจนข้นแค้น ความจำเป็นอย่างแสนสาหัส ในการดำรงชีวิตนะครับ แล้วก็ประวัติอาชญากรรมจะถูกลบออก คำถามมันมีอยู่ว่า ลบออกภายในเวลากี่วัน เรามี ปัญหาในหลายพระราชบัญญัตินี่บอกว่าจะลบออก แต่ลบออกที ๕ ปีอย่างนี้ก็กระทบแล้ว ไม่มีการกำหนดเวลาที่ชัดเจน มีอีกกรณีหนึ่งครับ เคยมีประวัติมาก่อน อันนี้ไม่ใช่เป็นความผิด ครั้งแรก กฎหมายจะดูอย่างไร🔗
ประการที่ ๓ ก็คืออันนี้เป็นความผิดครั้งแรก แต่พอไปกระทำความผิดซ้ำ ในอนาคตอีก กฎหมายมองการกระทำความผิดซ้ำซากลักษณะนี้อย่างไร หรือถ้ามี ความยากไร้ทำผิดกี่ครั้งเหมือนเดิมได้หมด อันนี้ไม่ชัดนะครับ ก็ต้องตั้งคำถามว่าคนยกร่าง มีเจตนาอย่างไร ในเรื่องนี้ครับท่านบอกคุณสมบัติว่ายากจนข้นแค้น มันมีภาษาทางกฎหมาย ที่เขาเรียกว่า เบอร์เดน ออฟ พรูฟ (Burden of proof) ภาระของการพิสูจน์อยู่ที่ใครครับ กฎหมายนี้ไม่ได้เขียน โจทก์พิสูจน์ จำเลยพิสูจน์ หรือดุลยพินิจศาล เรื่องนี้เป็นสาระสำคัญ เพราะถ้าคนที่เป็นจำเลยแล้วต้องการใช้สิทธิตรงนี้ไม่สามารถพิสูจน์ตัวเอง หรือไม่อยู่ใน สถานะที่พิสูจน์ตัวเอง หรือเกณฑ์ในการกำหนดเรื่องนี้ไม่ชัด มันเป็นดุลยพินิจของใคร ฉะนั้น เบอร์เดน ออฟ พรูฟ (Burden of proof) ทางกฎหมายในกระบวนการยุติธรรมเป็นเรื่อง สำคัญอย่างยิ่ง ภาระการพิสูจน์นะครับ ไปถึงมาตรา ๑๒ ผมขอคำอธิบายครับ มาตรา ๑๒ บอกว่าเสียค่าปรับ ผ่อนปรับได้ ผ่อนปรับได้ถ้าเกิน ๕ ปี ยังผ่อนไม่หมด ไม่ต้องผ่อนแล้ว ท่านเขียนอย่างนี้ไว้ทำไมครับ เพื่อให้ทุกคนผ่อนเลย ๕ ปีอย่างนั้นหรือครับ แล้วจะได้ไม่ต้อง ผ่อนต่อ อันนี้ผมงงจริง ๆ ครับ มาตรา ๑๒ ของท่าน ช่วยอธิบายนิดหนึ่งครับ เราจะได้ สบายใจ หรือไปปรับปรุงในชั้นกรรมาธิการ🔗
ประการสุดท้ายท่านประธานครับ บัญชีที่แนบมาทั้งหมดครับ มันมีบัญชี ๑ บัญชี ๒ บัญชี ๓ ไม่ทราบมาจากไหนครับ ท่านไม่ได้บอกเลยครับว่า ใครเป็นคนทำบัญชี เหล่านี้ แล้วผมเห็นกฎหมายบางฉบับที่อยู่ในบัญชีเหล่านี้ ผมก็ไม่แน่ใจเลยมันจะมาอยู่ได้ อย่างไร เช่น พระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พระราชบัญญัติส่งเสริมอนุรักษ์พลังงาน เหล่านี้เกี่ยวข้องอะไรกับประชาชนคนยากจน ไปไกลกว่านั้นครับ ในรายการของท่าน พระราชบัญญัติอีอีซี (EEC) อยู่ในนี้ด้วย กฎหมายเพิ่งออกไปครับ ไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรีของ ความเป็นมนุษย์หรือครับ ทำไมมันอยู่ในลิสต์ (List) นี้ครับ ที่มาของลิสต์ (List) ผมไม่ทราบ ลอยมาจากไหน มาได้อย่างไร ใครเป็นคนกลั่นกรองแล้วแนบมาอยู่ในนี้ ขอให้ไปทบทวน นิดหนึ่ง แม้กระทั่ง พ.ร.บ. ธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่ในลิสต์ (List) นี้หรือครับ เป็นไปได้ อย่างไรครับ เขาไว้กำกับดูแลสถาบันการเงินอย่างนี้ครับ แล้วในบัญชี ๒ ที่ผมแปลกใจที่สุด แต่ผมก็คุ้นเคยกับกฎหมายเหล่านี้ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว มีบท ปรับตรงไหนครับ มันมีความผิดทางอาญานะครับ ผิดผู้ถือหุ้นแทน และผู้ให้ถือกับผู้ถือให้ ผิดอาญาทั้งคู่และมีบทปรับด้วย แล้วอยู่ดี ๆ ทำไมมาอยู่ในลิสต์ (List) ที่บอกว่าเปรียบเทียบ ปรับพอแล้ว อันนี้เรื่องใหญ่นะครับ การทำตัวเป็นนอมินี (Nominee) ของต่างชาติในการ ตั้งบริษัท ตั้งนิติบุคคลในประเทศไทยทำไมมันอยู่ในบัญชีนี้ ขอคำชี้แจงหน่อยครับ ฝากเป็น ประเด็นไปคุยกันในชั้นกรรมาธิการแล้วก็ปรับปรุง แต่ในวันนี้ขอคำอธิบายในบางเรื่องที่ผม ตั้งคำถามไปครับ ขอบพระคุณครับ🔗
เดี๋ยวนะครับ ก่อนจะถึงท่านเสรี สุวรรณภานนท์ คือผู้ชี้แจงมาจากกฤษฎีกาอยู่คนเดียวจะมีทางใดที่จะเชิญ ผู้ชี้แจงอื่นมาร่วมด้วย เพราะคำว่าพินัยเป็นเรื่องใหม่ แล้วถ้าทำได้ก็กรุณาตามมายังมีเวลาอยู่ เชิญท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้เสนอร่างพระราชบัญญัติว่า ด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. .... เข้ามานี้ จริง ๆ แล้วดูเหมือนจะเป็นประโยชน์มากกว่า กฎหมายเดิมที่มีอยู่ แต่ในอันดับแรก ในการใช้ชื่อกฎหมายว่าด้วยการปรับเป็นพินัย มันก็เป็น ภาษาซ้ำซ้อนกัน เพราะพินัยมันก็เป็นค่าปรับอยู่แล้ว มันเป็นการปรับให้กับภาคหลวง หรือราชการ หรือภาครัฐ ก็เลยคิดว่าชื่อนี้จะสื่อความหมายอย่างไรให้สามารถสอดคล้องกับ เนื้อหาสาระของเจตนารมณ์ที่ออกกฎหมายฉบับนี้🔗
ท่านประธานครับ ในการที่จะให้มีการปรับเป็นพินัยก็ถือว่าทำให้จำนวนคดีนี้ ลดลง แต่ในส่วนของร่างกฎหมายที่เสนอมานี้ก็ยังงง ๆ แล้วก็อาจจะเข้าใจยาก เพราะว่า เป็นเรื่องใหม่อย่างที่ว่า เนื่องจากเนื้อหาสาระในหลักการ ถ้าหากดูหลักการนี้บอกว่าให้มี กฎหมายว่าด้วยการปรับเป็นพินัยและให้เปลี่ยนความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียว และความผิดที่มีโทษทางปกครองที่บัญญัติไว้ในกฎหมายบางฉบับ เป็นความผิดทางพินัย ก็คืออ่านหลักการเหมือนกับบอกว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับโทษปรับสถานเดียว แต่ในเหตุผลก็มี เหตุผลที่ทำให้เข้าใจเป็นอย่างอื่นไปได้ว่า ในเหตุผลเนื้อหาที่ออกกฎหมายฉบับนี้มานี้ ถ้าอ่าน มาตรงกลาง ๆ ของหน้าที่เสนอมานี้ จะเห็นได้ว่ามีเหตุผลทำให้ประชาชนกลายเป็นผู้กระทำ ความผิดเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ บางกรณีกระทำไปเพราะความยากจนข้นแค้น และเมื่อได้ กระทำความผิดแล้วก็ต้องถูกนำตัวไปสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญา เช่น ถูกจับกุม ถูกคุมขัง พิมพ์ลายนิ้วมือ และลงโทษ บันทึกประวัติอาชญากรรม เป็นประวัติติดตัวตลอดไป คือเหตุผลนี้มันเหมือนกับว่ากฎหมายเดิม เป็นกฎหมายที่เอาผิด เอาโทษคนที่อาจจะเกิดจาก ความจำเป็น อย่างเช่น แม่ไปขโมยทรัพย์ ไปลักทรัพย์ สอบสวนแล้วได้ความว่าลักเพื่อเอาไป ให้ลูก ให้ทารกดื่มกิน มันก็เหมือนกับว่าลักทรัพย์เป็นเรื่องของโทษที่ร้ายแรง เป็นอุกฉกรรจ์ แต่แม่ไปทำความผิดก็เลยเกิดความจำเป็นต้องขโมยของมาให้ลูกกินเพื่อให้ลูกมีชีวิตต่อไปได้ คือเหตุผลมันเหมือนกับเป็นเรื่องที่ประชาชนนี้กระทบอย่างรุนแรง แต่พอหลักการบอกเป็น เรื่องโทษปรับสถานเดียว มันไม่ค่อยสอดรับกันเสียเท่าไร แล้วในเนื้อหานี้ เดี๋ยวก็คงต้อง ขออนุญาตให้ทางรัฐมนตรี หรือทางกฤษฎีกาช่วยให้ข้อมูลให้ชัดเจน เพราะก็พยายามอ่านอยู่ หลายรอบว่า ในการปรับเป็นพินัยนี้มันครอบคลุมในกระบวนการทางกฎหมายนี้อย่างไรบ้าง มากน้อยแค่ไหน ซึ่งประโยชน์ที่จะได้รับจากกฎหมายฉบับนี้ก็เหมือนกับว่าเป็นคดีที่เกิดขึ้น ในส่วนราชการ ในส่วนหน่วยงานที่จะต้องดำเนินคดี แล้วก็ปรับเปลี่ยนการกระทำความผิด ที่มีโทษทางอาญาเฉพาะที่เป็นค่าปรับสถานเดียว ก็เลยเป็นห่วงว่าสิ่งที่เราต้องการจะได้รับ มันอาจจะน้อยเกินไปหรือเปล่า แม้จะบอกว่าการที่จะให้เป็นโทษการปรับทางพินัยนั้นไม่เป็น ความผิดทางอาญา ไม่มีโทษทางอาญา หรือไม่เป็นโทษทางอาญา เพราะฉะนั้นเจตนารมณ์ที่ต้องการจะให้ลดจำนวนคดีลง มันก็คงจะได้ในส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะอย่างไรก็ตามศาลก็ใช้ดุลยพินิจในการที่จะลงโทษ แล้วก็ลงโทษเบาคือโทษปรับ แต่สิ่งที่อาจจะแตกต่างกันก็คือปรับแล้วคนไม่มีเงินค่าปรับก็อาจจะถูกกักขังแทนค่าปรับ แต่ในกรณีดังกล่าวร่างกฎหมายฉบับนี้ก็ให้ไปทำงานบริการสาธารณะอะไรได้ ก็คงได้เท่านั้น ซึ่งจริง ๆ ในปัจจุบันก็เป็นอย่างนี้อยู่แล้ว ส่วนอัตราโทษที่ปรับสถานเดียวก็เห็นว่ามีกฎหมาย เดิมที่มีการเปรียบเทียบปรับกันอยู่ เพราะฉะนั้นความแตกต่างของกฎหมายเดิมกับกฎหมาย ที่กำลังจะยกร่างขึ้นใหม่นี้เนื้อหาก็ใกล้เคียงกัน ไม่ต่างกันมาก แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะเป็น คำถามว่า การใช้ดุลยพินิจในการปรับเป็นของบรรดาเจ้าหน้าที่ใช่หรือไม่ แล้วการปรับ อย่างนี้ยังมีเงินรางวัลอีกไหม เพราะตัวเงินรางวัลจากการปรับมันทำให้ชาวบ้าน ประชาชน เดือดร้อน เพราะคดีที่อาจจะไม่ได้กระทำความผิดแต่ก็ถูกตั้งข้อหาไปก็เกิดขึ้นบ่อย ๆ เพราะต้องการจะได้ค่าปรับและจะได้เงินรางวัลตามมา นี่คือสิ่งที่เป็นปัญหาเกิดขึ้น เพราะผม อ่านดูแล้วก็ยังไม่เห็นว่าสิ่งที่เป็นปัญหาปัจจุบันก็คือ เงินรางวัลจากการที่ปรับมันยังอยู่ในนี้อยู่ หรือเปล่า จะได้ตัดสินใจถูกในการจะรับร่างกฎหมายฉบับนี้ต่อไป ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณ ท่านเสรีครับ ผมได้รับคำชี้แจงจากท่านรัฐมนตรีว่า สักครู่หนึ่งเดี๋ยวท่านอาจารย์วิษณุคงจะ มาเมื่อจบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีแล้ว แล้วท่านจะเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องปรับพินัย ก็คงจะมาชี้แจงเพิ่ม ในชั้นนี้ก็คงสรุปได้ว่าพินัยนั้นเป็นการปรับชนิดหนึ่งที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ เพราะว่าปรับสมัยเดิมมีแต่ปรับเป็นโทษอาญาอย่างเดียว ต่อมาก็พัฒนาเป็นปรับทางปกครอง ตอนนี้เป็นปรับเป็นพินัย เท่าที่ผมทราบ เท่าที่ทราบกันตอนนี้ แต่เดี๋ยวคงมีท่านที่รู้จริง แล้วก็มาอธิบายนะครับ เพราะว่าหลักกฎหมายนี้เข้าใจว่าเป็นหลักกฎหมายของประเทศ ในยุโรปนะครับ ขอบพระคุณครับ เดี๋ยวท่านประธานรัฐสภามาแล้วนะครับ ลำดับต่อไป จะเป็นท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ครับ🔗
เดี๋ยวก่อนเข้าสู่การอภิปรายจะขออนุญาตท่านประธานชี้แจงทางฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์ พอดีว่า ผมมีการเตรียมสไลด์ (Slide) ประกอบการอภิปรายนะครับ ก็ฝากฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์รบกวน ช่วยเตรียมเปิดปิดแล้วก็ปรับสไลด์ (Slide) ตามที่ผมให้สัญญาณนะครับ เรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตบางแค พรรคก้าวไกล กรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ตามหลักการ และเหตุผลที่ท่านรัฐมนตรีได้กล่าวชี้แจงเมื่อสักครู่นี้ว่า หลักการของร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้มีไว้เพื่อการแก้ไขปัญหาโอเวอร์ คริมินาไลเซชัน (Over Criminalization) หรือการ แก้ปัญหาอาญาเฟ้อ พูดง่าย ๆ ก็คือต้องการแก้ปัญหาคุกมีไว้ขังคนจน ที่เมื่อคนจน ไม่มีปัญญาจ่ายค่าปรับก็ต้องกักขังจำคุกแทน ในส่วนของหลักการนี้ผมเห็นด้วยครับ ท่านประธาน แต่อย่างไรก็ตามพอเราลงไปดูในรายละเอียดเป็นรายมาตรา ผมคิดว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้อาจจะยังมีช่องโหว่บางประการครับ คือในหลักการเห็นด้วย แต่ใน ระดับรายละเอียดในรายมาตรายังมีช่องโหว่บางประการที่อยากเสนอแนะเพิ่มเติมครับ นั่นก็คือร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้อาจทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อการลงโทษระหว่างกลุ่มคนรวยกับกลุ่มคนได้ครับท่านประธาน เพราะเหตุใดครับ หลังจากที่ร่างฉบับนี้ผลบังคับใช้แล้วตามระยะเวลาที่ถูกระบุไว้ในบทเฉพาะกาล โทษปรับ ทางอาญาและโทษปรับทางปกครองอาจจะถูกกลายสภาพแปลงมาเป็นค่าปรับทางพินัย ซึ่งไม่มีการบันทึกประวัติอาชญากรรมครับ ทำให้กลุ่มคนรวยที่เขามีเงินจะจ่าย เขาอาจจะกระทำผิดซ้ำกี่ครั้งก็ได้ โดยที่ไม่ต้องได้รับ ผลกระทบใด ๆ ตามมานั่นเองครับ ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมอยากจะเรียกร้องให้เพื่อน สมาชิกทุกท่านช่วยกันผลักดัน ก็คือการผลักดันระบบโทษปรับที่เราเรียกกันว่า ระบบวันปรับ หรือระบบเดย์-ไฟน์ ซิสเต็ม (Day-fine system) ตามหลักการมาตรา ๙ (๔) ที่ร่าง พระราชบัญญัติฉบับนี้ก็ได้วางหลักการเอาไว้อยู่แล้วว่า การกำหนดค่าปรับเป็นพินัย ให้พิจารณาถึงความเหมาะสมในข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับสถานะทางเศรษฐกิจของผู้กระทำ ความผิดเอาไว้ด้วย แต่ลำพังบทบัญญัติใน (๔) ในมาตรา ๙ เพียงมาตราเดียวนี้ ยังไม่เพียงพอ ในการทำให้เกิดระบบวันปรับได้ครับท่านประธาน ผมเข้าใจว่าเจตนารมณ์ของการยกร่าง กฎหมายฉบับนี้ดังที่แสดงอยู่ในมาตรา ๓๗ มาตรา ๔๐ และมาตรา ๔๑ ซึ่งอยู่ใน บทเฉพาะกาล ตั้งใจใช้ระบบการปรับแบบคงที่ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า ฟิกซ์ ซัม ไฟน์ ซิสเต็ม (Fixed sum fine system) แบบระบบกฎหมายของไทยแบบเดิม ซึ่งจะยังไม่ช่วย ลดความเหลื่อมล้ำในการลงโทษปรับระหว่างคนจนและคนรวย ตามที่ผมได้อภิปรายไป ก่อนหน้านี้ ฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์รบกวนนำสไลด์ (Slide) ขึ้นได้แล้วนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ปัญหาในลักษณะนี้สามารถถูกแก้ไขได้โดยการนำเอาระบบวันปรับ หรือเดย์-ไฟน์ ซิสเต็ม (Day-fine system) เข้ามาใช้ครับ ดังตัวอย่างตามหน้าข่าวที่ปรากฏ อยู่บนสไลด์ (Slide) ที่ทุกท่านเห็น ในประเทศฟินแลนด์เคยมีกรณีมหาเศรษฐีรายหนึ่งขับขี่ รถเร็วเกินที่กฎหมายกำหนด ถูกสั่งปรับเป็นเงินสูงถึง ๑๗๐,๐๐๐ ยูโร คิดเป็นเงินไทยราว ๆ ๖.๔ ล้านบาท ในขณะเดียวกันถ้าเป็นใบสั่งปรับความเร็วนี้ปรับกับบุคคลทั่วไปที่ไม่ใช่ มหาเศรษฐีอาจจะจ่ายค่าปรับเพียงแค่หลักพันหรือหลักหมื่นบาทเท่านั้นเอง หรือพูดสรุป สั้น ๆ ง่าย ๆ อีกครั้งหนึ่ง ผมอยากจะผลักดันให้ค่าปรับเป็นพินัย คนรวยต้องโดนปรับแพง ส่วนคนจนต้องโดนปรับถูก เพื่อที่ทำให้เกิดความเท่าเทียมกันในแง่ของความรู้สึกทางด้าน จิตวิทยา ไม่ว่าจะเป็นคนจนหรือคนรวย เขาต้องรู้สึกเจ็บปวด รู้สึกเข็ดหลาบจากการ ถูกลงโทษที่เท่ากัน ทำให้ไม่กล้ากระทำความผิดซ้ำอีก เพราะค่าปรับเป็นพินัยไม่มีการบันทึก ประวัติอาชญากรรมครับท่านประธาน ซึ่งระบบค่าปรับแบบระบบวันปรับนี้มีหน้าตาอย่างไร ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปครับ ท่านประธานครับ สูตรที่ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกทุกท่าน เห็นอยู่นี้ ก็คือสูตรค่าปรับระบบแบบวันปรับที่นานาอารยประเทศใช้กัน ภายในสูตรจะ ประกอบไปด้วยตัวแปร ๒ ตัวแปรดังที่ทุกท่านเห็นค่าปรับตามรายได้เท่ากับจำนวนวันปรับ คูณด้วยฐานค่าปรับ ถามว่าตัวแปรตัวแรกจำนวนวันปรับคืออะไร จำนวนวันปรับเป็นตัวแปร ที่ใช้กำกับหรือบ่งชี้ถึงความหนักเบา หรือระดับความรุนแรงของฐานความผิดนั้น ๆ ครับ🔗
ส่วนตัวแปรที่ ๒ ฐานค่าปรับนั้น คำนวณจากสัดส่วนรายได้สุทธิต่อวัน ซึ่งจะ แปรผันตามฐานะทางเศรษฐกิจของผู้กระทำความผิด ในส่วนตัวแปรที่ ๒ นี้เองที่จะเป็น ตัวกำกับว่าคนรวยต้องจ่ายแพง และคนจนต้องจ่ายถูกให้ได้สัดส่วนตามฐานะของเขา จากสูตรในขั้นต้น ผมรองเอามาประยุกต์ใช้กับพระราชบัญญัติการจราจรทางบกเพื่อให้ ทุกท่านเห็นภาพง่าย ๆ จะได้ผลลัพธ์ดังแผนภาพดังสไลด์ (Slide) ถัดไป🔗
ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปนะครับ ทุกท่านครับ ในแผนภาพนี้ผมแสดงตารางไว้ ๒ แกนครับ แกนแรกก็คือมีฐานความผิด ๒ ฐาน ก็คือในแกนแนวตั้งตามพระราชบัญญัติ จราจรทางบก มาตรา ๑๔๗ มีการกำหนดโทษปรับในกรณีที่ใช้สัญญาณเสียงไม่ถูกกับชนิด ของรถไว้สูงสุดที่ไม่เกิน ๒๐๐ บาท ในระบบ ฟิกซ์ ซัม ไฟน์ (Fixed sum fine) แบบเดิมคือ ระบบค่าปรับแบบคงที่ ในขณะที่การฝ่าฝืนการขับขี่รถทับเส้นแบ่งจราจรตามมาตรา ๑๕๗ มีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท ถ้าเราปรับเข้าสู่ระบบวันปรับ สมมติว่า ๒๐๐ บาท เท่ากับ ๑ ระบบวันปรับ เท่ากับว่าการติดตั้งสัญญาณเสียงไม่ตรงกับชนิดของรถมีค่าเท่ากับ ๑ วันปรับ การขับขี่ทับเส้นแบ่งจราจรก็มีค่าเท่ากับ ๕ วันปรับ ก็คือระหว่าง ๒๐๐ บาท กับ ๑,๐๐๐ บาท มันต่างกัน ๕ เท่า ก็เท่ากับ ๑ วันปรับต่อ ๕ วันปรับนั่นเองครับ🔗
ในส่วนของแกนนอนครับ ก็คือเป็นแกนในตัวแปรที่ ๒ ที่เป็นตัวแปรผัน ตามสัดส่วนฐานะทางเศรษฐกิจของผู้กระทำความผิด ผมลองยกตัวอย่างกรณีผู้ที่มีรายได้น้อย ที่มีรายได้เพียง ๕๐๐ บาทต่อวันกับผู้ที่มีรายได้มาก คือประมาณ ๑๐,๐๐๐ บาทต่อวัน ทุกท่านจะเห็นได้ว่าผลลัพธ์จะแสดงอยู่ในตารางทั้ง ๔ ช่อง ตามสูตรในการคำนวณ ก็คือ เอาค่าทั้ง ๒ ค่ามาคูณกัน ลองยกตัวอย่างง่าย ๆ ก็คือในบรรทัดล่าง ถ้าเป็นกรณีผู้ที่มีรายได้ น้อยกระทำความผิดขับขี่ทับเส้นจราจรอาจจะถูกปรับสูงสุด ๒,๕๐๐ บาท แต่ถ้าเป็นคนรวย มาก ๆ เป็นมหาเศรษฐี อาจจะถูกโทษปรับสูงสุดถึง ๕๐,๐๐๐ บาทเลยทีเดียวในฐานความผิด แบบเดียวกัน นี่ละครับคือระบบวันปรับหรือเดย์-ไฟน์ ซิสเต็ม (Day-fine system) ที่จะ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนและคนรวยได้ครับท่านประธาน🔗
ท่านประธานครับ ในขณะที่ผมกำลังนำเสนอข้อมูลต่าง ๆ เพื่อผลักดันระบบ วันปรับให้เกิดขึ้นในระบบกฎหมายไทยผ่านร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ในต่างประเทศ หลาย ๆ ประเทศนอกเหนือจากประเทศฟินแลนด์ตามหน้าข่าวที่ผมอภิปรายไปก่อนหน้านี้ มาหลายสิบปีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นประเทศเยอรมนี ออสเตรีย สวีเดน ฮังการี ฝรั่งเศส โปรตุเกส หรือสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งพวกเขาได้มีผลวิจัยออกมาชี้ชัดให้เห็นแล้วครับว่า ระบบวันปรับ แบบนี้จะช่วยทำให้การบังคับคดี โดยเฉพาะคดีที่มีโทษสถานเดียวมีประสิทธิภาพมากขึ้น และทำให้ตัวเลขของการกระทำความผิดซ้ำสองมีแนวโน้มที่ลดลงได้ครับ นี่คือผลลัพธ์ที่ผม เชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้ทันทีหากมีการบรรจุระบบวันปรับเข้าไปในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ในขาที่ ๑ ช่วยแก้ปัญหาที่ประเทศไทยกำลังมีนักโทษล้นคุกสูงกว่าระดับที่เรือนจำจะรองรับ ได้ถึง ๔๔ เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นจำนวนนักโทษกว่า ๓๐๐,๐๐๐ คน ติดอันดับ ๕ ของโลก นะครับท่านประธาน โดยเปลี่ยนโทษอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวให้กลายเป็นค่าปรับทาง พินัย เปลี่ยนคุกให้กลายเป็นที่จองจำอาชญากรที่กระทำความผิดร้ายแรง ไม่ใช่เอาไว้ขัง คนจนที่เขาไม่มีปัญญาจะจ่ายค่าปรับ ในอีกขาหนึ่งครับจะเกิดขึ้นได้ก็คือต้องผลักดันให้เกิด ระบบวันปรับหรือเดย์-ไฟน์ ซิสเต็ม (Day-fine system) เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้คนรวยที่มีเพียง หยิบมือในประเทศนี้สามารถกระทำความผิดได้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ต้องให้เขาจ่ายค่าปรับแพง ๆ ตามสัดส่วนรายได้ที่เขามี ให้เขาต้องรู้สึกเจ็บพอ ๆ กับสิ่งที่คนจนรู้สึกเจ็บเวลาต้องเสีย ค่าปรับนั่นเองครับ จากเหตุผลทั้งหมดที่ผมกล่าวมานี้ครับท่านประธาน ผมจึงอยากจะฝาก ท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิกทุกท่านให้ช่วยกันสนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้ พร้อมทั้งส่ง ข้อสังเกตเกี่ยวกับระบบวันปรับไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญยกร่างในวาระที่ ๒ เพื่อผลักดันให้สังคมไทยเดินไปข้างหน้า มีระบบกฎหมายที่ทันสมัย ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ทัดเทียมกับนานาอารยประเทศต่อไปด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
อนุญาตให้นักกฎหมายกฤษฎีกา อีก ๒ ท่านนะครับตามที่รัฐมนตรีได้ขอ คือ นายสุนทร เปลี่ยนสี นายคนันท์ ชัยชนะ เข้ามา มีส่วนร่วมชี้แจงได้ครับ🔗
ต่อไปขอเชิญนายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดระยอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายสนับสนุน ร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. .... ท่านประธานที่เคารพครับ หลักการ ร่างกฎหมายนี้ชื่อว่า กฎหมายว่าด้วยการปรับเป็นพินัย ให้เปลี่ยนความผิดอาญาที่มีโทษปรับ สถานเดียว แล้วก็ความผิดที่มีโทษทางปกครองที่บัญญัติไว้ในกฎหมายบางฉบับเป็นความผิด ทางพินัย ด้วยเหตุผล ก็คือว่าในแผนปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายกำหนดให้ปรับปรุงกฎหมาย กำหนดโทษอาญาให้เหมาะสมกับความผิด และฐานะของผู้กระทำความผิดไม่ให้หนักเกิน สมควร โดยหลักก็คือว่าคุกนั้นก็เอาไว้ขังอาชญากรที่มีความรุนแรง เพราะว่าผู้กระทำ ความผิดหลายกรณีนั้นก็รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หลายกรณีก็เกิดจากความยากจนข้นแค้นจำเป็น จะต้องหาเลี้ยงชีพก็อาจจะมีการฝ่าฝืนระเบียบบ้างครับ ซึ่งที่ผ่านมาถ้าหากว่าเป็นโทษทางอาญา โทษทางอาญาก็เป็นโทษที่มี ๕ สถาน ๑. ประหาร ชีวิต ๒. จำคุก ๓. กักขัง ๔. โทษปรับ และ ๕. ริบทรัพย์สิน ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ยุ่งเกี่ยว ในส่วนของโทษที่เป็นโทษปรับข้อ ๔ เป็นโทษปรับ ในส่วนตัวและพรรคประชาธิปัตย์ ก็เห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ. นี้ในชั้นรับหลักการ เพราะว่าเรื่องของการที่จะนำพี่น้องประชาชน ที่มิได้รับโทษทางอาญาในกฎหมายเก่า ๆ สมัยนั้นอาจจะจำเป็นว่ากำหนดโทษนี้เป็นโทษ อาญา แต่ในสมัยใหม่คนรู้จักผิดชอบชั่วดีมากขึ้นบางทีกระทำไปโดยไม่รู้หรือด้วยเหตุจำเป็น บางสิ่งบางประการ ในเรื่องของการฝ่าฝืน เช่น ไม่ต่อใบอนุญาตตามเวลาที่กำหนด หรือว่า มีการจอดรถกีดขวางการจราจร โทษปรับจราจรหรือพ่อค้าแม่ขายไปตั้งข้าวของบนฟุตพาท (Footpath) ต่าง ๆ ถูกจับก็เป็นโทษอาญาขึ้นมา ซึ่งเมื่อมีโทษอาญาเกิดขึ้นมาที่ผ่านมา ก็จะต้องมีการพิมพ์ลายนิ้วมือ มีบันทึกประวัติอาชญากรรม เป็นประวัติติดตัวไปตลอดชีวิต แม้นว่าสุดท้ายบางทีคำพิพากษาภายหลัง ไม่มีความผิดแต่ประวัตินั้นได้บันทึกไปแล้ว การที่มี ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ขึ้นมาก็เพื่อทำให้ประวัติบุคคลไม่ได้ถูกบันทึกอยู่ในประวัติอาชญากรรม เขาจะไปทำสมัครงานหรือจะไปเข้าสู่ตำแหน่งใด ๆ ก็แล้วแต่ เขาก็จะมีศักดิ์มีศรี สมบูรณ์ใน ความเป็นมนุษย์ มีความเท่าเทียมกันในการที่จะเข้าสู่ตำแหน่งหรือหน้าที่การงาน ก็ถือว่า ถ้าหากว่ากฎหมายทุกฉบับบังคับใช้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ถ้าไม่มีการปรับปรุงคุกไม่พอ ขังคนนะครับ เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้ผมคิดว่าความจำเป็นก็คือ อาชญากรในนิยาม เก่า ๆ ในกฎหมายเก่า ๆ ซึ่งแนบท้ายอยู่ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มันเยอะเหลือเกิน ถ้าจะไปแก้ รายฉบับเสียให้หมดก็คงกินเวลาในสภามาก ทีนี้ถ้าออกกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาแล้วก็แนบท้าย ด้วยกฎหมายต่าง ๆ หรือระเบียบกฎหมายฉบับรอง ๆ ต่าง ๆ ขึ้นมา แล้วก็ใช้กฎหมายฉบับนี้ ไปให้คุณต่อพี่น้องประชาชน ผู้กระทำความผิด ทั้งโดยตั้งใจ ไม่ตั้งใจ แต่ว่าได้สำนึกผิดแล้ว ได้มีคำพิพากษาแล้ว ก็ให้เข้าสู่กระบวนการของร่าง พ.ร.บ. นี้ ถ้าเป็นกฎหมายก็จะเป็น พ.ร.บ. ว่าด้วยการปรับเป็นพินัย คำว่า พินัย ถ้าไปเปิดพจนานุกรมก็แปลว่า การปรับ เข้าหลวง ในกฎหมายฉบับนี้ยังมีการคำนึงถึงฐานะของผู้กระทำความผิดด้วย ผู้กระทำ ความผิดที่ไม่มีเงินไม่มีทอง ก็เป็นคนไทย แล้วก็ต้องอยู่บนผืนแผ่นดินไทยนี้ไปจนตลอดชีวิต แต่ไม่มีเงิน ทำมาหากินทั้งวันแล้วไม่มีเงิน มันไม่มีเงินแต่มีแรงก็นำแรงนั้นไป ในภาษานี้ใน มาตรา ๓๑ ใช้คำว่า ทำงานบริการสังคมอีกคำหนึ่งก็คือ ทำงานสาธารณประโยชน์ การทำงานบริการสังคมและการทำงานสาธารณประโยชน์นั้นก็ตีมูลค่าเป็นเงินได้ ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ใช้เป็นแรงก็ได้ เพื่อทำงานบริการสังคม ทำงานสาธารณประโยชน์ ใช้ปรับเป็น เงินก็ได้ ถ้าไม่มีกฎหมายฉบับนี้ใช้เป็นแรงไม่ได้ ต้องใช้เป็นเงินอย่างเดียว เราไม่มีเงินจะใช้ ก็ต้องเอาไปอยู่ในคุก เอาไปอยู่ในตะรางในคุกนะครับ ทำประวัติอาชญากรรมเรียบร้อย พิมพ์ ลายนิ้วมือเรียบร้อย เสียประวัติไปเลย เพราะฉะนั้นคนที่มีฐานะการเงินที่แตกต่างกันทำให้ เสียสิทธิต่างกันก็ไม่สมควร ผมจึงเห็นชอบด้วยกับร่างหลักการและเหตุผลแห่งร่าง พ.ร.บ. นี้ แล้วก็ส่วนวิธีการปฏิบัตินั้นก็คงจะต้องมีการพลิกแพลงหรืออนุวัติไปตาม พ.ร.บ. นี้ถ้าหาก แก้ไขเสร็จนะครับ จะมีคนทำงานเพื่อบริการสังคมและทำงานสาธารณประโยชน์จำนวนมาก เลยครับ ก็จะต้องมีเจ้าพนักงานมาควบคุม มากำกับดูแลให้ไปทำจริงจัง ไม่ใช่ว่าให้ไป ทำประโยชน์บริการสังคมหรือไปทำงานสาธารณประโยชน์ แต่สุดท้ายแล้วไปทำเหยาะแหยะ กฎหมายก็ไม่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะฉะนั้นก็ต้องปรับปรุงหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ให้รองรับกฎหมาย ฉบับนี้ในโอกาสที่กฎหมายเป็น พ.ร.บ. สำเร็จด้วย ผมจึงขอฝากข้อเสนอแนะ ข้อสังเกต บางสิ่งบางอย่างให้คณะกรรมาธิการวิสามัญได้นำไปปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้ให้สมบูรณ์ ที่สุดครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ต่อไปคุณคำนูณ สิทธิสมาน ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ โดยหลักการแล้วเห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ และขอ ย้ำว่านี่เป็นร่างกฎหมายที่เป็นร่างกฎหมายที่เป็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่ เป็นการปฏิรูปใหญ่ เพราะฉะนั้นในวาระแรก ผมเห็นว่าควรจะต้องมีการตอบคำถามจากฝ่ายผู้เสนอร่างให้มี ความชัดเจนพอสมควรครับ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ ผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกตกึ่งคำถาม อยู่ใน ๒ กลุ่มใหญ่นะครับ🔗
กลุ่มแรก ก็คือเรื่อง ๓ ปรับ ๓ ระบบ🔗
กลุ่มที่ ๒ ก็คือเรื่องการกำหนดกระบวนการยุติธรรมขึ้นใหม่🔗
ท่านประธานครับ ความผิดทางพินัยคืออะไร ไม่มีคำนิยามที่ชัดเจนไว้นะครับ สรุปได้ก็แต่เพียงว่าเป็นการกระทำความผิดที่กฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิดทางวินัย ซึ่งขณะนี้ไม่มีนะครับ แต่จะมีขึ้นเมื่อร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีผลใช้บังคับไปแล้ว ๑ ปี ๓๖๕ วัน ก็คือพระราชบัญญัติความผิดตามพระราชบัญญัติที่ปรากฏอยู่ในบัญชีที่ ๑ จำนวน ๑๗๖ ฉบับ ซึ่งเดิมเป็นความที่มีโทษปรับทางอาญาอย่างเดียว ทั้ง ๑๗๖ ฉบับ จะเปลี่ยนเป็น โทษปรับทางพินัยโดยอัตโนมัติเมื่อครบ ๑ ปี นี่คือกลุ่ม ๑ ๑๗๖ ฉบับ🔗
ต่อไปเป็นกลุ่มที่ ๒ ก็คือบัญชีที่ ๒ ก็คือความผิดทางอาญาที่มีโทษปรับ อย่างเดียว จำนวน ๓๓ ฉบับ ในบัญชีที่ ๒ จะเปลี่ยนเป็นโทษปรับทางพินัยกี่ฉบับก็ต่อเมื่อ มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้มีการเปลี่ยนแปลง โดยก็จะเป็นกระบวนการใหม่คือเป็น พระราชกฤษฎีกาคือกฎหมายของฝ่ายบริหาร แต่นำร่างมาให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ได้ตรวจสอบ ถ้าไม่คัดค้านภายใน ๓๐ วัน จึงจะนำร่างพระราชกฤษฎีกานั้นขึ้นทูลเกล้าฯ ตามมาตรา ๑๓๘ อันนี้ก็จะเห็นได้ว่าเป็น ๑๗๖ ฉบับแล้วจะบวกอีกกี่ฉบับก็สุดแท้แต่ อยู่ใน กลุ่ม ๓๓ ฉบับนี้🔗
ส่วนบัญชีที่ ๓ ก็เป็นการแปลงความผิดทางปกครองที่มีโทษปรับทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติ ๓ ฉบับในบัญชีที่ ๓ ก็เปลี่ยนแปลงเป็นโทษปรับทางพินัยโดยอัตโนมัติ เมื่อครบ ๑ ปี อันนี้ก็จะทำให้เกิดเป็นประเด็นว่า ในบรรดากฎหมายที่บัญญัติให้มีโทษปรับ ทางปกครองนั้นมีทั้งสิ้นประมาณ ๒๙ ฉบับ แต่นำมาอยู่ในบัญชีที่ ๓ ๓ ฉบับก็แปลว่า ยังมี โทษปรับทางปกครองเหลืออยู่ในกฎหมายอีก ๒๖ ฉบับ เพราะฉะนั้นเมื่อร่างกฎหมายที่เรา กำลังพิจารณาอยู่นี้บังคับใช้ไปแล้ว ๑ ปีหรือก่อนหน้านั้น ประเทศไทยเราก็จะมีโทษปรับ ๓ อย่าง ๓ ระบบ มีการดำเนินการที่แตกต่างกันคือ ๑. โทษปรับทางอาญา ๒. โทษปรับ ทางปกครองที่ยังคงอยู่ในกฎหมาย ๒๖ ฉบับ และ ๓. โทษปรับทางพินัยที่เมื่อครบ ๑ ปีแล้วก็ จะมีอยู่ในกฎหมายประมาณเกือบ ๒๐๐ ฉบับ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงตามบัญชีทั้ง ๓ บัญชี ประเด็นหรือจะเป็นคำถามก็คือว่า ทำไมเราต้องมีทั้ง ๓ ระบบ เราเขียนกฎหมายขึ้นมาใหม่ แล้ว เราทำให้เหลือเพียง ๒ ระบบไม่พอหรือครับ เหลือเพียง ๒ ระบบก็คือ ๑. เหลือ โทษปรับทางอาญาเอาไว้ และ ๒. จะเป็นโทษปรับทางพินัยหรือโทษปรับทางปกครอง หรือโทษปรับทางใช้คำภาษาอะไรก็ได้ครับอีกสัก ๑ อย่าง เพื่อสื่อว่าโทษปรับในอย่างที่ ๒ ไม่ใช่โทษปรับทางอาญา ทำไมยังจะต้องมีทั้งโทษปรับทางวินัยและโทษปรับทางปกครองคาไว้ แล้วในอนาคตเมื่อจะมี การตรากฎหมายใหม่ ยังจะมีการตรากฎหมายที่มีโทษปรับทางปกครองออกมาอีกหรือไม่ ในเมื่อทั้ง ๒ ระบบก็คือ โทษปรับทางปกครองกับโทษปรับทางพินัย มีวัตถุประสงค์ ที่ใกล้เคียงกันก็คือ เพื่อลดความเฟ้อของโทษทางอาญาและเพื่อทำให้โทษทางอาญานั้น ลดน้อยลง ซึ่งก็เป็นไปตามนานาอารยประเทศและตามยุคสมัย เมื่อตอนที่เรากำหนดโทษ ปรับทางปกครองขึ้นมาเมื่อ ๒๐ กว่าปีที่แล้ว ก็โดยหวังว่าจะให้โทษปรับทางปกครองมา ทดแทนโทษปรับทางอาญาในบางกรณี แต่ในที่สุดก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร แล้วก็ ไม่มีกฎหมายกลางกำหนดลักษณะของโทษปรับทางปกครองขึ้นมา ทีนี้เมื่อเราเขียนกฎหมาย ใหม่ในยุคปฏิรูปประเทศในขณะนี้ขึ้นมาเป็นโทษปรับทางพินัย แล้วเราก็เขียนไว้ อย่างลึกซึ้งน่าทึ่ง ซึ่งก็ต้องอภิปรายด้วยความชื่นชมครับว่า การกำหนดโทษปรับนี้ก็จะต้อง คำนึงถึงสถานะของผู้กระทำความผิด ผลประโยชน์ที่ผู้กระทำความผิดได้รับ ผลเสียหาย ทางสังคมหรือชุมชนที่เกิดจากการกระทำความผิด รวมทั้งฐานะทางเศรษฐกิจ หรือทุกสิ่ง ทุกอย่างของผู้กระทำความผิดที่กำหนดไว้ในมาตรา ๙ ทั้งความรู้ผิดชอบ ทั้งอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาสารพัด อันนี้เป็นข้อสังเกตที่ ๑ กระผมขอต่อ อีกนิดนะครับท่านประธาน และก็ยังมีการกำหนดให้มีการอุทธรณ์ได้ในกรณีที่ยากจนข้นแค้น หรือมีความจำเป็นอย่างยิ่ง🔗
แต่ที่สำคัญที่สุดในข้อสังเกตประการที่ ๒ ก็คือว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้ เรากำหนดกระบวนการยุติธรรมขึ้นมาใหม่อีกแทร็ก (Track) หนึ่ง เพราะว่าถ้าท่านดู ในร่างกฎหมายฉบับนี้ตั้งแต่มาตรา ๑๘ เป็นต้นไป ก็คือการกำหนดกระบวนการยุติธรรม ขึ้นมาใหม่ ผู้ที่จะดำเนินการลงโทษปรับทางพินัยก็คือเจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นผู้ตรวจพบหรือมีผู้ไปแจ้ง แล้วก็ดำเนินการตรวจสอบ แล้วก็สั่งการเสมือนพิพากษา แก่ผู้กระทำความผิดทางพินัยให้เสียค่าปรับทางพินัย ต่อเมื่อผู้ที่ถูกคำสั่งนั้นไม่ยินยอม จึงจะใช้สิทธิอุทธรณ์ ซึ่งก็จะเป็นขั้นตอนไปยังอัยการและไปยังศาลยุติธรรมต่อไป แต่ถ้าผู้ใช้ สิทธินั้นเขาปฏิบัติตามเรื่องมันก็จะจบแค่ชั้นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามกฎหมายต่าง ๆ เกือบ ๒๐๐ ฉบับนี้เป็นผู้ดำเนินการ เอาละครับนี่ไม่ใช่โทษทางอาญา ไม่จำเป็นจะต้องดำเนินตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่ก็ต้องถือว่าเป็นการลงโทษอย่างหนึ่ง ต่อผู้กระทำความผิด เรากำลังให้ฝ่ายบริหาร เรากำลังให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้ออกคำสั่ง ในเบื้องต้นแทนที่จะเป็นศาล ศาลจะก้าวเข้ามาต่อเมื่อเกิดเป็นกรณีพิพาทที่ผู้ถูกคำสั่งนั้น ไม่พอใจแล้วใช้สิทธิอุทธรณ์ไป ประเด็นนี้เป็นการกำหนดกระบวนการยุติธรรมขึ้นมาใหม่ อีกแทร็ก (Track) หนึ่ง ซึ่งผมต้องการคำยืนยัน คำชี้แจงจากผู้เสนอกฎหมายว่า เราได้คิดถึง ผลเสียหายข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นหรือไม่ ในกรณีที่เพิ่มดุลยพินิจให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งอยู่ในสังกัดของฝ่ายบริหาร เป็นผู้ดำเนินการสั่งการเสมือนคำพิพากษาแทนที่ศาลยุติธรรม ประเด็นนี้ก็ถือว่าเป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง และทั้ง ๒ ประเด็นนี้ผมคิดว่า ทางคณะรัฐมนตรีน่าจะชี้แจงให้มีความชัดเจน สรุปก็คือ ๑. ไหน ๆ เขียนกฎหมายใหม่ ทั้งทีแล้ว เอาให้เหลือโทษปรับเพียง ๒ ระบบได้ไหม ๑. โทษปรับทางอาญา ๒. โทษปรับ ทางพินัยหรือจะเรียกชื่ออื่นใดก็ได้🔗
ข้อสังเกตประการที่ ๒ ก็คือว่าการกำหนดกระบวนการยุติธรรมขึ้นมาใหม่ ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งอยู่ในสังกัดฝ่ายบริหารเป็นผู้ดำเนินการสั่งปรับทางพินัย โดยไม่ให้ เป็นอำนาจของศาลยุติธรรมหรือศาลอื่นใดตั้งแต่เบื้องต้น มันจะก่อให้เกิดผลกระทบข้างเคียง อย่างใดขึ้นมาหรือไม่ ขอบพระคุณครับ🔗
คุณชวลิต วิชยสุทธิ์ ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพอย่างสูง กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมเห็นด้วยกับหลักการและ เหตุผลของร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัยที่มีมาตรการใหม่ เป็นกฎหมายกลาง ในการพิจารณาและกำหนดมาตรการสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่ไม่ใช่ ความผิดร้ายแรง โดยเรียกมาตรการใหม่นี้ว่า การปรับเป็นพินัย ท่านสมาชิกรัฐสภา หลายท่านได้กล่าวถึงหลักการและเหตุผลในหลายประเด็นไปแล้ว กระผมเห็นว่าจะกล่าว ในส่วนที่กระผมให้ความสำคัญและสนใจ การกำหนดให้ศาลสั่งให้ผู้กระทำความผิดทำงาน บริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับได้ ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดไม่อยู่ ในฐานะที่จะชำระค่าปรับได้ กรณีที่ผู้กระทำความผิดได้กระทำความผิดเพราะเหตุแห่งความ ยากจนหรือเพราะความจำเป็น ศาลจะกำหนดค่าปรับเป็นพินัยต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ เพียงใด หรือจะว่ากล่าวตักเตือนโดยไม่ปรับเป็นพินัยเลยก็ได้ นับว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ ช่วยอุดช่องว่างความเหลื่อมล้ำในสังคมและคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นการบรรเทา ในการรับโทษอันเนื่องมาจากฐานะทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ปัจจุบันความเหลื่อมล้ำทางสังคมมีสูงมาก ผู้ที่ร่ำรวยมีจำนวนนิดหน่อยอยู่บนยอดพีระมิด แต่ผู้ยากจนส่วนใหญ่จะอยู่ฐานรากอยู่ที่ฐานพีระมิด การแก้ไขหรือปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้ อยู่ในชั้นที่จะต้องพิจารณาในชั้นกรรมาธิการพอสมควร ในการที่พิจารณาให้ความเป็นธรรม และผมขออนุญาตที่จะฝากข้อสังเกตเพื่อพิจารณาในชั้นกรรมาธิการในประเด็นกระบวนการ ปรับเป็นพินัย ซึ่งประกอบไปด้วย ๑. ในชั้นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ๒. ในชั้นพนักงานอัยการ และ ๓. ในชั้นศาล โดยในชั้นเจ้าหน้าที่ของรัฐเราจะมีมาตรฐานในการพิจารณาอย่างไรให้ เป็นมาตรฐานเดียวกันหรือใกล้เคียงกันซึ่งเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง การใช้ดุลยพินิจของ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ในหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ในกรณีที่มีผลประโยชน์อย่างสูงอาจมีการใช้ดุลยพินิจในทางที่เราคาดไม่ถึง จะมีมาตรฐาน ในการที่จะดูแลในเรื่องนี้อย่างไรนะครับ🔗
ในประการสุดท้าย แม้ไม่เกี่ยวข้องกับกฎหมายฉบับนี้โดยตรง แต่เป็นเรื่อง การพัฒนากฎหมาย การปรับปรุงกฎหมายให้เป็นการอำนวยความยุติธรรม อำนวยความ สะดวกแก่ประชาชนที่กำลังได้รับผลกระทบอยู่ในปัจจุบันนี้ กระผมขออนุญาตที่จะติดตาม ฝากข้อสังเกตไปยังรัฐบาล ในกรณีที่กฎหมายหรือรายงานของสภาได้ผ่านการพิจารณาของ สภาผู้แทนราษฎรไปแล้วเป็นเวลานานพอสมควร แต่ยังไม่มีความก้าวหน้าประการใด ขอฝาก ผ่านท่านประธานไปยังรัฐบาลในการขอแก้ ป.วิ.อาญา มาตรา ๑๔๕/๑ ในการคืนอำนาจ ให้ผู้บังคับการจังหวัดที่มีอำนาจวินิจฉัยคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ เพื่อให้เกิด การตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างพนักงานสอบสวนกับพนักงานอัยการตามหลักการที่กำหนดไว้ ในรัฐธรรมนูญครับ กระผมเห็นด้วยกับหลักการและเหตุผลของกฎหมายฉบับนี้ ขออนุญาต ที่จะให้ความเห็นในเบื้องต้นไว้เพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ🔗
คุณธีรัจชัย พันธุมาศ ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมดูหลักการและเหตุผลของร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับ พินัยฉบับนี้แล้วรู้สึกว่าดีจริง ๆ กำหนดโทษอาญาให้เหมาะสมกับสภาพความผิดหรือกำหนด มาตรการลงโทษให้เหมาะสมกับการกระทำผิด และฐานะของผู้กระทำผิดเพื่อไม่ให้บุคคล ต้องรับโทษหนักเกินสมควร หรือต้องรับภาระในการรับโทษที่แตกต่างกัน เนื่องมาจาก เศรษฐกิจที่ต่างกัน เนื่องจากกรณีที่กฎหมายกำหนดโทษปรับผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจดีย่อม สามารถชำระค่าปรับได้ แต่ผู้มีฐานะยากจนไม่อยู่ในฐานะที่จะต้องชำระค่าปรับได้จะถูกกักขัง แทนค่าปรับ กระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างร้ายแรง ตรงนี้ดูแล้วมันเป็น ในอุดมคติอย่างมาก แต่เมื่อผมได้เข้าไปดูในเนื้อหาของพระราชบัญญัติฉบับนี้ เอาเฉพาะไปดู บัญชีท้ายเลยครับ โทษทางอาญาที่จะต้องปรับว่าคำนึงถึงคนจนที่จะต้องถูกปรับ อย่างไร้เศรษฐกิจหรือไม่ เราไปดูท้ายบัญชีที่จะต้องเปลี่ยนโทษอาญามาเป็นปรับทางพินัย อย่างนี้นะครับ พระราชบัญญัติที่ให้ดูคือพระราชบัญญัติปราบปรามการค้าประเวณี พระราชบัญญัติปราบปรามการฟอกเงิน พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามสนับสนุน ทางการก่อการร้ายและเผยแพร่ขยายอาวุธทำลายล้างสูง พระราชบัญญัติมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พระราชบัญญัติควบคุม ยุทธภัณฑ์ พระราชบัญญัติควบคุมยาง พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พระราชบัญญัติคณะกรรมการส่งเสริมประกอบธุรกิจ ประกันภัย พระราชบัญญัติเรียกเงินสมทบเข้ากองทุนระหว่างประเทศเพื่อชดใช้ ความเสียหาย พระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พระราชบัญญัติการท่าเรือ แห่งประเทศไทย พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่อง หลายรูปแบบ พระราชบัญญัติกองทุนเชื้อเพลิงอีกหลายอันประมาณเกือบ ๒๐๐ กว่าฉบับ ถามว่ามันเกี่ยวกับประชาชนตรงไหน คนยากจนตรงไหน พระราชบัญญัตินี้คือเกี่ยวกับคนที่มี ฐานะดีร่ำรวยทั้งนั้นเลย เราอ้างคนจนแต่ไม่พ้นการช่วยนายทุนคนรวยใช่หรือไม่ อ้างมาว่า จะช่วยคนจน แต่ระบบการปรับพินัยนั้นมีกำหนดแบบฟิกซ์ (Fix) ตายตัวกำหนดแบบเดิม ไม่ได้การปรับตามฐานะทางเศรษฐกิจ คนรวยต้องปรับสูงขึ้นอย่างที่ ส.ส. ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ อภิปรายไป ขออนุญาตที่เอ่ยนามนะครับ นั่นคือคนรวยปรับมากขึ้น จราจร คนจนปรับ ๑,๐๐๐ คนรวยปรับ ๑๐,๐๐๐ หรือ ๒๐,๐๐๐ หรือ ๓๐,๐๐๐ แต่นี่เอา พระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจทั้งหมดมายัดใส่ท้ายของกฎหมายฉบับนี้ ประเทศ เยอรมันเขาก็แก้ไข ๒ ส่วน คือ ๑. คือการฝ่าฝืนกฎระเบียบทางกฎหมายทางเศรษฐกิจ ๒. อาชญากรรมทางเศรษฐกิจนี้แยกจากกัน ถ้าการฝ่าฝืนเศรษฐกิจเขาค่อย ๆ ทยอยขยับ ทีละนิด ไม่ทำแบบมูมมามแบบเรา ยัดมาทีเดียว แต่อ้างคนจนอย่างเดียวไม่พูดถึงคนรวย เลยว่าได้ประโยชน์อย่างไรบ้าง กรณีที่การปรับแบบนี้โทษเหมือนเดิม เช่น ปรับไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท เหมือนเดิม ไม่ใช่ปรับตามฐานะของผู้ที่ทำธุรกิจหรือเศรษฐกิจเลยนะครับ คนจนได้ประโยชน์ คือดุลยพินิจปรับได้ ลดลงได้แต่คนรวยได้ประโยชน์กว่า ก็คือปรับไม่เกิน เพดานตามกฎหมายเดิมไม่ใช่ปรับตามฐานะที่ตัวเองร่ำรวยกว่า แล้วเขามีของแถมคือ คนร่ำรวยกลุ่มนายทุนเศรษฐีร่ำรวยก็คือได้ประโยชน์คืออะไรครับ ไม่ต้องมีความผิด ทางอาญา การแปดเปื้อนตรงนี้คนระดับมหาเศรษฐีเขาไม่กลัว เขาจ่ายเต็มเพดานค่าปรับ ในคดีอาญาทางอาญาได้หมด แสดงว่ากรณีอย่างนี้ช่วยคนจนก็ได้ส่วนหนึ่ง แต่ช่วยคนรวย ได้ประโยชน์มากกว่า เป็นกฎหมายแห่งความเหลื่อมล้ำโดยแท้ ผมนั่งมองกฎหมายปฏิรูปประเทศที่มาแต่ละฉบับเป็นแนวนี้หมดเลยนะครับ คณะกรรมการ ปฏิรูปประเทศมาจากคณะ คสช. แต่งตั้งขึ้นมาแล้วออกกฎหมายแบบนี้หรือ เอื้อต่อกลุ่มทุน ทุกฉบับแต่อ้างคนรวยทุกฉบับ อย่างนี้หรือครับ แล้วเข้าสภาที่มีวุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้ง คสช. เหมือนกันมาโหวตให้ผ่าน ทำไมไม่ผ่านกระบวนการตามปกติล่ะครับ กฎหมาย ๒๐๐ ฉบับที่แนบท้ายกลั่นกรองหรือยังครับ ไม่มีรายละเอียดอะไรเลยเข้ามาในสภาแห่งนี้ มีแต่รายชื่อกฎหมายเข้ามา ประเทศนี้จะเอาอย่างนี้หรือครับ ท่านประธานครับ เรามาดู รายละเอียดเพิ่มเติม กฎหมายฉบับนี้มันเน้นราชการรวมศูนย์โดยเฉพาะ กระบวนการ พิจารณาทางอาญาให้อำนาจของศาลฎีกาในการออกกำหนดรูปแบบต่าง ๆ เช่นเดิม การออก ฉบับนี้ไปมอบอำนาจให้ฝ่ายตุลาการออกกฎหมายเอง ดำเนินวิธีพิจารณาความเอง มันไม่ลด ศักดิ์ศรีของฝ่ายนิติบัญญัติหรือครับ ปกติในช่วงทำรัฐประหารจะมีการออกกฎหมาย ลักษณะนี้เสมอ ก็คือให้อำนาจประธานศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาออกระเบียบ ข้อบังคับอะไรเต็มไปหมดแล้วบังคับใช้เสมือนกับพระราชบัญญัติเลยนะครับ แต่กฎหมาย อย่างนั้นมุมมองเป็นมุมมองเดียว คือมองของฝ่ายที่สั่ง มีคำสั่ง มีอำนาจ แต่ไม่ได้มองถึง มุมมองของสิทธิเสรีภาพประชาชน คือตัวแทนประชาชนไม่ได้มากลั่นกรอง กฎหมายฉบับนี้ เอื้อแบบนั้นอีก ประเคนอำนาจไปอีก ทำไมไม่ลงรายละเอียดมาเลยครับว่าศาลมีอำนาจ อะไรบ้าง ให้ฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งมาจากประชาชนได้ตรวจสอบ แล้วก็ออกแบบไปให้เกิด ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ไม่ใช่มุมมองจากฝ่ายที่มีอำนาจสั่งการอย่างเดียว มีอำนาจในการ ตัดสินอย่างเดียว มันไม่ขัดต่อหลักการมากไปหรือครับของหลักการประชาธิปไตย เรื่องนี้ผม ตั้งคำถามไว้ เรื่องที่สำคัญก็คือเรื่องท่าน ส.ส.ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ที่บอกว่าการปรับตาม ทางฐานะเศรษฐกิจเรื่องนั้นควรจะต้องทำเรื่องใหญ่ แต่เราไม่ทำแล้วมายัดเยียดตรงนี้เข้าไป มันเหมือนกระหายที่จะเอื้อต่อกลุ่มทุน ผมฝากกรรมาธิการได้โปรดช่วยไปแก้ด้วย ยังมี อีกหลายประเด็นซึ่งเวลาน้อย แล้วก็ขอเถอะคณะกรรมการปฏิรูปประเทศอย่าเอากฎหมายที่ เอื้อกลุ่มทุนโดยอ้างคนจนเข้ามาอีกในสภาแห่งนี้ครับ🔗
พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ จริง ๆ ผม อยากจะรอฟังกับทางท่านรัฐมนตรีหรือผู้แทนมาชี้แจง แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ประหยัดเวลา ผมอาจจะต้องอภิปรายและตั้งคำถามถึงหลักการคิดด้วย ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย ผมไม่ทราบว่าทางกฤษฎีกา หรือรัฐมนตรี อธิบายว่าอย่างไร เพราะว่าการปรับกับพินัย พินัยคือเงินค่าปรับที่จ่ายให้กับทางราชการ ท่านจะเอาความหมายอย่างไรก็ตาม แต่ว่าเมื่อราชบัณฑิตกฤษฎีกาเขียนคำว่า พินัย คือเงินค่าปรับที่จ่ายให้กับทางราชการ ท่านประธานที่เคารพ ผมคิดว่ารัฐสภาแห่งนี้ เรามี หน้าที่ในการบัญญัติกฎหมาย สิ่งใดที่เรายังไม่รู้เราควรแสวงหาความรู้ เพราะในตัวของ ผมเองผมเชื่อว่าการแสวงหาความรู้จะต้องใช้หลัก ๓ ไม่ คือ อันที่ ๑ ต้องไม่อายผู้อื่น อันที่ ๒ ต้องไม่รู้สึกว่าความรู้เราเพียงพอแล้ว อันที่ ๓ จะต้องไม่นิยมความโง่เขลา เพราะสิ่งที่ท่านมา เสนอก็อยากจะเรียนถามว่าปกติเรามีโทษทางอาญาได้กำหนดในมาตรา ๑๘ ของกฎหมาย อาญาก็มีโทษอยู่ ๕ โทษ คือ โทษประหารชีวิต โทษจำคุก โทษกักขัง โทษปรับแล้วก็โทษ ริบทรัพย์สิน เมื่อเกิดกฎหมายฉบับนี้อยากจะเรียนถามว่า โทษปรับในกฎหมายอาญาที่ มาตรา ๑๘ ยังมีอยู่หรือไม่ และประการสำคัญผมในฐานะที่เคยร่ำเรียนมา และจนกระทั่งเป็นวิวัฒนาการของกฎหมาย อาญาไทย เราก็จะพบว่ากฎหมายอาญาไทยเราจำแนกในเรื่องการลงโทษบุคคลไว้ เราจะมอง ไว้ประมาณ ๓ หลัก หลักที่ ๑ คือหลักบุคคลต้องมีสติสัมปชัญญะ ถ้าเราจะลงโทษใครคนนั้น ต้องมีสติสัมปชัญญะที่เป็นคนสมบูรณ์แล้วก็ว่าไปตามโทษ หลักที่ ๒ ที่กฎหมายอาญาไทย มาใช้ก็คือ หลักเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ หมายถึงว่าเป็นคนอ่อนแอ คนกลุ่มนี้เด็กถ้าอายุไม่เกิน ๗ ปี กระทำผิดก็ไม่ต้องรับโทษ อันนี้เราได้นำมาใช้ในอดีต หลักที่ ๓ คือหลักความวิกลจริต คราวนี้ในการวิกลจริต เช่น คนปัญญาอ่อนหรือคนไร้ความสามารถ ลักษณะอย่างนี้เราก็ อาจจะไม่ต้องรับโทษ🔗
ประการสำคัญวันนี้พอได้นำกฎหมายฉบับนี้มาเราจะพบว่าผมเอง ก็ไม่ทราบท่านต้องช่วยอธิบายนิดหนึ่ง พอท่านไปมีกฎหมายที่อยู่ท้ายบัญชี บัญชี ๑ มี ๑๗๖ กฎหมาย ผมลองยกตัวอย่างในบัญชี ๑ เอาลำดับที่ ๑๗๕ แล้วกัน พระราชบัญญัติ อาวุธ กระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน หรือพระราชบัญญัติอุทยาน แห่งชาติ ผมคิดว่าความผิดพวกนี้มีอันตรายและมีความสำคัญ ท่านอาจจะไปดูในส่วนใด เดี๋ยวต้องอธิบาย หรืออีกอันหนึ่งก็คือการป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนเงิน การก่อการร้าย นี่สำหรับบัญชีที่ ๑ พอมาบัญชีที่ ๒ มีบางกฎหมาย เช่น กฎหมายยาเสพติด เราต้องบอกว่าวันนี้สังคมไทยถูกโจมตีด้วยยาเสพติดอย่างรุนแรง ท่านก็มาบัญญัติใน กฎหมายนี้ หรือกฎหมายเกี่ยวกับตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่สำคัญ อันนี้ท่านมาบัญญัติ ดังนั้นผมจึงคิดว่าวิธีคิดของรัฐมนตรีและวิธีคิดของกฤษฎีกา กับวิธีคิด ของเรื่องอาชญากรรมและการลงโทษ หรือการกระทำผิดและการลงโทษมันเป็นใน ทางเดียวกันหรือไม่ คือผมเองเรามีวิธีคิดว่า🔗
ประการที่ ๑ คือการบัญญัติกฎหมายต้องเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน ผมพูดเสมอ🔗
ประการที่ ๒ การจัดประเภทการกระทำความผิดหรืออาชญากรรมต้องสมกับ ภัยอันตรายต่อสังคม ซึ่งท่านเองถ้าเอาชื่อกฎหมาย กฎหมายเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นอันตรายต่อสังคมอย่างยิ่ง แต่ว่าเมื่อเรากำหนดไม่ต้องมี ไม่ใช่เป็นโทษ ก็อยากจะฝาก🔗
ประการที่ ๓ เราต้องยอมรับว่าหลักการบัญญัติกฎหมายก็เพื่อต้องการให้เป็น ลายลักษณ์อักษร และไม่ต้องการให้คนมากระทำผิดในประเภทนี้อีก🔗
ประการที่ ๔ ที่เราเห็นว่าสำคัญคือ การลงโทษในทางลับ ในทางทรมาน จะต้องไม่มี และที่สำคัญคือ ต้องรวดเร็ว แน่นอน และเป็นหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน🔗
ประการที่ ๕ คือเรายังเชื่อว่าการลงโทษเพื่อยับยั้งบุคคลไม่ให้กระทำอีก กับป้องกันการล้างแค้น ซึ่งอันนี้เราก็ต้องพิจารณาว่าเมื่อเราปรับปรุง เราจะปรับปรุง เพื่อไม่ให้เกิดสิ่งตรงนี้🔗
ประการที่ ๖ เราสนับสนุนโทษจำคุก ผมเชื่อว่าท่านยังสนับสนุนโทษจำคุก เราจึงต้องไปปรับปรุงราชทัณฑ์เพื่อให้มีสุขอนามัยที่สมบูรณ์🔗
ประการที่ ๗ ความรุนแรงของอาชญากรรมกับการลงโทษมันต้องเหมาะสม เนื่องจากภาษาท่านก็กำกวม แล้วการเขียนผมก็อ่านหลายรอบ ฟังผู้อภิปรายหลายครั้งก็ยัง ไม่ชัดเจน ผมคิดว่าในวาระที่ ๒ ของกรรมาธิการเมื่อรับไปแล้วอยากจะให้มีการศึกษา ให้ถ่องแท้ ไม่เช่นนั้นกฎหมายนี้อาจจะเป็นอันตราย แล้วก็เป็นการส่งเสริมอาชญากรรม อีกชนิดหนึ่งครับ กราบขอบพระคุณมากครับ🔗
ต่อไปคุณสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในทาง กฎหมายอาญานั้น อาจจะแบ่งออกได้เป็น ๒ ประเภท คือกฎหมายอาญาที่เป็นความผิด ในตัวเอง หรือที่เรียกว่า มาลา อิน เซ (Mala in se) กับกฎหมายอาญาที่เกิดขึ้นจากข้อห้าม ของรัฐที่เรียกว่า มาลา โพรฮิบิตา (Mala prohibita) หลักกฎหมายที่เป็นข้อห้ามนี้เอง ที่แต่เดิมได้นำหลักคิดและกระบวนการ รวมถึงการรับผิด และลงโทษของกฎหมายอาญา ที่มีความผิดในตัวเองมาใช้ ทำให้คดีอาญาเริ่มเฟ้อขึ้นมา จึงได้เกิดแนวความคิดในการที่ทำให้ คดีอาญาที่เป็นข้อห้าม หรือมาลา โพรฮิบิตา (Mala prohibita) ได้มีกระบวนการที่แตกต่าง กันออกไป กระบวนการหนึ่งก็คือ การเปรียบเทียบคดี เพื่อที่จะทำให้คดีอาญานั้นสิ้นสุดลงไป ในชั้นฝ่ายบริหาร โดยไม่จำเป็นจะต้องนำเสนอไปสู่กระบวนการในการฟ้องร้อง และกระบวนการในการพิจารณาพิพากษาคดี อีกแนวทางหนึ่งก็คือแนวทางที่เรียกว่า มาตรการลงโทษทางแพ่ง ซึ่งใช้อยู่ในพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ พระราชบัญญัติว่าด้วยการ ปรับเป็นพินัย พยายามที่จะแก้ไขปัญหาส่วนหนึ่งของกฎหมายที่เป็นข้อห้ามที่กลายเป็น ความผิดทางอาญาที่จะต้องผ่านกระบวนการต่าง ๆ จนกระทั่งทำให้กระบวนการ หรือความผิดทางอาญานั้นมีมากจนเกินไป แต่อย่างไรก็ตามการมีเจตนาที่ดีในเรื่องนี้ที่ควร ส่งเสริมนั้น ผมมีข้อสังเกตดังต่อไปนี้🔗
ประการแรก คำว่า พินัย มีแต่คำอธิบาย แต่ไม่มีคำนิยาม ผมคิดว่าถ้าจะให้ กฎหมายนี้มีความชัดเจนควรจะมีบทนิยามว่าด้วยคำว่า พินัย เป็นประการแรก เพื่อจะได้ มีความชัดเจน แล้วก็สามารถที่จะแปลในทางสากลได้🔗
ประการที่สอง ในบทนิยามมาตรา ๓ ที่บอกว่าความผิดทางพินัย ตอนท้าย ใช้คำว่า และกฎหมายนั้นบัญญัติให้ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัย อ่านแล้วเสมือนหนึ่งว่า กฎหมายนั้นต้องบัญญัติเฉพาะกรณีที่มีค่าปรับเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ในมาตรา ๑๕ เองตาม ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ก็ได้กำหนดการกระทำที่เป็นทั้งความผิดทางพินัย และความผิด ทางอาญาไว้ด้วย เพราะฉะนั้นถ้าใช้คำว่า ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยก็อาจจะทำให้เข้าใจ ไปทางอื่นได้ อาจจะเอาคำว่า ต้อง ออกไป เพราะแท้ที่จริงแล้วในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติ บัญชี ๑ บัญชี ๒ บัญชี ๓ ก็ดี ก็ยังไม่ได้ใช้บังคับ ถ้ามาใช้คำว่า ต้อง ตั้งแต่เดี๋ยวนี้ก็อาจจะ เข้าใจผิดกันได้🔗
ประการถัดมา ก็คือในมาตรา ๑๕ ที่ผมได้กล่าวถึงแล้ว ที่เป็นทั้งความผิด ทางอาญา และความผิดทางพินัยนั้น ได้กล่าวถึงความผิดที่อาจเปรียบเทียบได้ไว้ด้วย ผมจึงอยากเรียนถามผู้ร่าง ผ่านท่านประธานไปยังผู้ร่างว่าความผิดอาญาที่เปรียบเทียบได้นี้ ท่านจะคงไว้เฉพาะความผิดทางอาญาเล็กน้อย ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ของการปรับทางพินัย หรือรวมถึงความผิดทางอาญาที่ร้ายแรงด้วย เพราะความผิดทางอาญาที่เปรียบเทียบได้นั้น อาจจะเป็นความผิดที่ร้ายแรง หรือไม่ร้ายแรงก็ได้ และถ้าใช้ทั้งสองอย่างก็ต้องแสดง เจตนารมณ์ให้ชัดเจน หรือถ้าไม่ใช่ทั้งสองอย่างก็ต้องเขียนให้ชัดเจน เพราะใน (๓) กับ (๔) ของมาตรา ๑๕ นั้น ก็ยังเขียนไม่ได้ให้ความกระจ่างมาก เช่น ใน (๔) บอกว่าถ้าความผิด อาญานั้นเปรียบเทียบได้ และได้ชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบแล้ว ให้ความผิดทางพินัยนั้น เป็นอันยุติ เสมือนหนึ่งว่าความผิดทางอาญานั้นคือความผิดทางพินัย ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ต้อง เขียนให้ชัดว่าเมื่อได้มีการชำระค่าปรับตามที่ได้เปรียบเทียบแล้ว ให้ถือว่าคดีนั้นเป็นความผิด ทางพินัย และให้ชำระค่าปรับเป็นอันยุติได้ ทำนองนั้น🔗
ทั้งนี้และทั้งนั้น ถ้าหากว่าความผิดที่ร้ายแรงและเปรียบเทียบได้กลายเป็น ความผิดทางพินัยแล้ว ก็จะทำให้คดีที่เกี่ยวข้องหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดี จะไม่ต้องถูกบันทึกไว้ ในประวัติอาชญากรรม ดังที่ปรากฏไว้ในมาตรา ๓๒ ซึ่งการบัญญัติไว้เช่นนั้นก็เป็นการบัญญัติ ที่ดีในกรณีที่เป็นการปรับทางพินัย ในคดีเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างแท้จริง และเมื่อมีบทบัญญัติ มาตรา ๓๒ ไว้เช่นนี้แล้ว ถ้ากฎหมายใช้บังคับแล้ว ก็ควรที่จะลบประวัติความผิดลักษณะ เดียวกันกับความผิดทางพินัยในอดีตออกไปเสียด้วย เพื่อให้บุคคลเหล่านั้นที่เคยได้รับโทษ และถูกบันทึกไว้จะได้มีสถานะในการถูกปรับเช่นเดียวกับการปรับทางพินัยจะได้มีความเสมอ ภาคกันในทางกฎหมาย ขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปคุณสงวน พงษ์มณี แล้วก็เป็น คุณณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ หลังจากนั้นท่านผู้ชี้แจงกรุณาเตรียมตัวชี้แจงนะครับ เชิญคุณสงวน พงษ์มณี ครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม สงวน พงษ์มณี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กฎหมายฉบับนี้ผมได้พูดไว้ตอนเช้า ในกฎหมายอีกฉบับก่อนนั้นว่าเป็นกฎหมายที่ดี ผมสนับสนุนที่รัฐบาลเสนอกฎหมายนี้เข้ามา ท่านประธานครับ ตั้งแต่มีกฎหมายพืชกระท่อมและพืชกระท่อมออกจากยาเสพติด เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคมแล้วนี่ กฎหมายฉบับพืชกระท่อมก็ยังค้างอยู่ที่สภาเรา เพราะว่า มีความเห็นต่างระหว่างสองสภา พูดเรื่องนี้ทำไมครับ เพราะมาตราสุดท้ายเขียนบันทึกว่า ความผิดที่เขียนในหมวดที่ว่าด้วยโทษของความผิดตามกฎหมายพืชกระท่อม หลังจาก กฎหมายฉบับที่พวกเราวิพากษ์วิจารณ์กันนี้นะครับ กำลังเข้าอยู่สภาในขณะนี้ ผ่านสภา ไปแล้ว ประกาศราชกิจจานุเบกษาแล้วนี่ เขาให้ถือว่ากฎหมายในพืชกระท่อมนี่ให้นำมาเป็น ปรับทางพินัยหมดเลย นั่นก็หมายความว่าผมก็ยังเข้าใจแค่ว่านี่ก็เพราะว่าพืชกระท่อมมัน ไม่ได้เป็นยาเสพติดแล้ว ก็มันบันทึกเสียว่าใครที่เคยมีคดีกระท่อมก็ต้องไม่มีประวัติเรื่อง ยาเสพติด ผมเข้าใจเพียงแค่นี้ แต่เมื่อมาเห็นกฎหมายฉบับนี้ยิ่งดีใจ ๓ บัญชี ๒๑๒ ฉบับ เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคน ไม่ว่าคนรวย หรือคนจน ท่านครับ เรามีความโน้มเอียงย้อนแย้ง เรื่องกฎหมายมากมายครับ เรามีความผิดทางอาญา ในภาษาเหมือนกันครับ แต่โทษหนักเบา ต่างกัน แต่ถูกบันทึกเท่ากัน ท่านครับ คุณสมบัติในการเข้าสู่ระบบราชการ ไปเป็นราชการ หรือเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือเป็นผู้สมัคร เป็นนายกท้องถิ่น หรือว่าสมาชิกท้องถิ่น หรือแม้แต่ ส.ส. เอง เราเขียนคุณสมบัติไว้เลยว่าต้องโทษอะไรมา แล้วเป็นไปไม่ได้เลยที่จะ มีโอกาสเข้ามาสู่ในตำแหน่งเหล่านั้น เท่ากับประหารชีวิตทางการเมืองของพวกเขาทั้งหมด มาตรา ๓๒ นี้เห็นชัดนะครับว่าเขาได้แสดงเจตนาว่าตัวนี้จะเป็นตัวแก้ไข ผมอยากจะชวนให้พี่น้องชาวบ้านทำความเข้าใจกับตัวเองว่ากฎหมายนี้มีความสำคัญกับเรา ในชีวิตของเรา การได้เป็น หรือการได้สมัครของนักการเมืองนี้มันไม่ใช่เรื่องเดียวกันนะท่าน แต่พอได้เป็น ได้สมัครไปแล้วนี้ ไปเจอปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ ผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างนี้ ก็ถูกออก บางคนนะครับ เป็นเจ้ามือสลากกินรวบ ซึ่งสลากกินรวบนี้รัฐบาลเป็นเจ้ามือใหญ่ แต่เขาถูกปรับว่าตัวเขาเองนี้ไม่มีสิทธิจะเป็นอะไร มีนายกท่านหนึ่งครับ คดีนานมากแล้วครับ พอมีคนไปร้องเรื่องนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องปลด ถ้ากฎหมายฉบับนี้ออกมามันจะผ่อนปรน ไปเยอะมากเลยครับ ผมอยากจะชวนให้พี่น้องประชาชนว่าเราต้องสนใจกฎหมายแล้ว แล้วลองดูว่า ๒๑๒ ฉบับนี้มันเป็นอย่างไร ผมจะเล่าให้ท่านฟังอันหนึ่งครับ ในครั้งหนึ่ง หลังจากยึดอำนาจครั้งก่อน ครั้งล่าสุดนี้มีการจับวิทยุชุมชนทั่วประเทศเลย หลายวิทยุชุมชน ต้องถูกจับซ้ำอีกปีต่อมา แล้วตอนนั้นตำรวจก็ส่งมาปรับที่กรุงเทพฯ ครับ แต่ใช้กฎหมายเดิม ไม่ได้ใช้กฎหมายเก่า ผมไปอ่านกับทนายความไปอ่านดูแล้วนี้ มันมีมาตราหนึ่งบอกว่า ถ้าเจ้าหน้าที่ของรัฐปรับนี้ โทษทางอาญาให้เป็นที่ยุติ เขาจะปรับเท่าไร ผมบอกเสียไปเลย พอเสร็จแล้วกลับไปถึงจังหวัด ตำรวจจะส่งอัยการฟ้อง อัยการบอกว่าไม่ได้ คุณฟ้องตาม กฎหมายเดิม เขาก็ต้องใช้กฎหมายเดิมว่าเขาได้ถูกเปรียบเทียบปรับไปแล้วนี้ โทษอาญา ไม่มีแล้ว แต่วันนี้เขียนขึ้นมาว่าใหญ่กว่านั้น ไม่ใช่เฉพาะฉบับแล้วนี้ เขียนมาทั้งระบบว่า ถ้าประกาศราชกิจจานุเบกษานี้เสร็จแล้วมันจะมีผลอย่างไรต่อแผ่นดิน ผมฝากทาง ผู้ร่างแล้วก็ทางผู้เสนอร่าง และผู้ที่เป็นกรรมาธิการที่จะทำนี้ อยากให้ท่านประชาสัมพันธ์ ให้คนเข้าใจเรื่องเหล่านี้ด้วย ท่านครับ คนอยู่ป่าอยู่ชายเขา ท่านเชื่อไหมครับ ตัดไม้จากป่า มาปลูกบ้าน ทำบ้าน มันเป็นเรื่องปกติ พอถูกจับ เขาก็ถูกปรับ แต่พอเขาถูกปรับนี้ เขาถูก ประหารชีวิตทางการเมืองทันทีเลยนะครับ เป็นอะไรไม่ได้เลยนี้ ถ้าใครไม่เห็นด้วยกับ กฎหมายฉบับนี้ ผมยังคิดว่าผมแปลกประหลาด ผมรอกฎหมายแบบนี้มาทั้งชีวิตที่เป็น ส.ส. ในสภานี้หลายสิบปี วันนี้เป็นโอกาสดีจริง ๆ ที่กฎหมาย ๒ ฉบับนี้ได้สู่สภา แล้วก็จะมีการ พิจารณา ฝากทางท่านผู้เป็นกรรมาธิการครับ ช่วยสร้างกระบวนการ ทำความเข้าใจกับ ประชาชนโดยการแถลงข่าวทุกวัน ในการที่ท่านทำเรื่องเหล่านี้ และนำสิ่งที่พวกผมอภิปราย ในรัฐสภาแห่งนี้ไปเป็นประเด็นในการทำ ผมเน้นเรื่องนี้หนักเพราะอะไรครับ วันนี้คนไม่รู้ กฎหมาย ไม่เคยถูกลงโทษ แต่จริง ๆ แล้วเขาไม่รู้จริง ๆ ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗
ต่อไปคุณณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ จังหวัดสุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้เป็นวันที่สำคัญ อย่างยิ่งครับ สภาผู้ทรงเกียรติแห่งนี้ครับ ได้มีโอกาสพิจารณากฎหมายสำคัญที่เป็นประโยชน์ สำหรับพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ๒ ฉบับนี้ครับ คณะรัฐมนตรีได้เสนอพระราชบัญญัติ ฉบับแรก เมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ มาสู่สภาแห่งนี้ครับ พระราชบัญญัติกำหนด ระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งผ่านมติรัฐสภาไปเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้กำลังพิจารณาพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับพินัย เสนอมาเมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ กับ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๖๔ ทั้ง ๒ ฉบับมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งเพราะอะไร ท่านประธานครับ เพราะว่าโดยหลักการแล้วผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่พระราชบัญญัติ ๒ ฉบับนี้ จะทำให้เรามีความเท่าเทียมกันมากยิ่งขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาค ในสังคมให้กับพี่น้องประชาชนมากขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมีอยู่ ๒ เรื่องเท่านั้น ที่จะขออนุญาตอภิปรายฝากไปยังคณะกรรมาธิการที่จะมีการตั้งขึ้นครับ ท่านประธานครับ มาตรา ๒ ได้บัญญัติไว้ว่า พระราชบัญญัติฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด ๒๔๐ วันนับแต่ วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ผมขออนุญาตเรียนถามท่านประธานผ่านไปยัง ผู้เสนอร่างว่ามีเหตุผลความจำเป็นอะไรจึงต้องใช้ระยะเวลาถึง ๘ เดือน ถึง ๒๔๐ วัน กฎหมายดี ๆ อย่างนี้ประชาชนเขารอคอยมานานครับ แม้แต่วันเดียว แม้แต่ ๒ วัน แม้แต่ ๓๐ วัน นั่นคือผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ทำอย่างไรจึงจะให้กฎหมายดี ๆ มีผลใช้ บังคับให้เร็วกว่านี้ครับ อย่างช้าที่สุดไม่ควรเกิน ๖ เดือน ๑๘๐ วัน นี่เป็นประเด็นแรกครับ อยากจะขอฝากไปยังคณะกรรมาธิการที่ตั้งขึ้น มีอีกมาตราหนึ่งครับ ในกฎหมายฉบับนี้มี บทเฉพาะกาลหลายมาตราครับ มีมาตรา ๓๖ เขียนไว้อย่างนี้ครับ ในวาระเริ่มแรกให้ นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่งเพื่อให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับ การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ มีคณะกรรมการ นะครับ โดยให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาทำหน้าที่หน่วยธุรการของคณะกรรมการ ดังกล่าว วรรคสองครับท่านประธานครับ เมื่อครบ ๕ ปีหลังจากพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับให้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งวรรคแรกกำหนดให้เป็นแต่เพียงฝ่ายธุรการของ คณะกรรมการเท่านั้น ให้คณะกรรมการกฤษฎีกาประเมินความจำเป็นในการให้มี คณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง ผมท้วงติงไว้ตรงนี้เท่านั้นว่าอำนาจนี้ซึ่งสำนักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นเพียงฝ่ายธุรการเท่านั้น กลับมาเป็นฝ่ายประเมินคณะกรรมการ แล้วเหตุใดคณะกรรมการที่มาจากนายกรัฐมนตรีน่าจะมีคณะกรรมการขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง เมื่อครบ ๕ ปีนะครับ ให้มีคณะกรรมการขึ้นมาอีกชุดหนึ่งเพื่อประเมินการทำงานของ คณะกรรมการชุดนี้ครับ ไม่ใช่ให้อำนาจต่อคณะกรรมการกฤษฎีกา เพราะฉะนั้นผมจึง ขออนุญาตท่านประธานครับ ฝากไปยังคณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นว่าเป็นไปได้ไหมครับ การประเมินไม่ควรจะเป็นหน้าที่ของฝ่ายธุรการจะมาประเมินคณะกรรมการ ก็ฝาก ๒ ประเด็นนี้ครับ ขอบพระคุณท่านประธาน🔗
ก่อนชี้แจงผมขออนุญาตให้ท่าน พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร อีกท่านครับ เชิญเลยครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร สมาชิกรัฐสภา ผมมีคำถามสั้น ๆ เพราะว่าผมพยายามที่ จะฟังจากเพื่อนสมาชิกแล้วยังไม่มีใครถามคำถามที่ผมสงสัย ผมจึงขออนุญาตถามสั้น ๆ และกินเวลาไม่มากนัก🔗
คำถามแรกที่อยากให้ท่านกรรมาธิการช่วยตอบผมนิดหนึ่ง หลักเกณฑ์ในการ พิจารณาบัญชีของพระราชบัญญัติที่จะปรับทางพินัยทั้งหมด ๒๑๒ ท่านมีหลักเกณฑ์อย่างไร ในการที่จะเลือกกฎหมายแต่ละฉบับ เพราะท่านยังทราบดี เหมือนเพื่อนสมาชิกบางท่านก็ พูดถึงมาลา อิน เซ (Mala in se) มาลา โพรฮิบิตา (Mala prohibita) อะไรนี่นะครับ ก็คือ ในแง่ของกฎหมายก็ดี ในแง่ของการกระทำก็ดี ในส่วนของผู้กระทำ ในแง่ของโทษ ในแง่ของ การดำเนินคดีทั้งอาญาแผ่นดิน อันนี้ก็ส่วนหนึ่งประกอบหรือไม่🔗
ประเด็นที่ ๒ ที่อยากจะถามท่านประธานผ่านไปถึงท่านกรรมาธิการ ผมเห็นว่ากฎหมายทั้ง ๒๑๒ ฉบับ มีอัตราโทษที่ดูในกฎหมาย มาตรา ๘ เขาบอกว่าในส่วนของ มาตรา ๑๓ ถ้าสูงกว่า ๕๐,๐๐๐ บาท ก็เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐลำพังได้ แต่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท ก็เป็นรูปขององค์คณะ ท่านใช้คำว่า องค์คณะ นะครับ อย่างสูงเกิน ๕๐,๐๐๐ บาท องค์คณะ ไม่น้อยกว่า ๓ คน ทีนี้ในส่วนของอัตราโทษที่ผมเรียนแล้วมันแตกต่างกัน กฎหมาย ๒๐๐ กว่าฉบับนี่ เรต (Rate) หรืออัตราในการปรับนี่ ไม่แน่ใจว่าท่านจะอาศัยตามระเบียบ มาตรา ๘ หรือไม่ ที่นายกรัฐมนตรีในความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีจะวางระเบียบใน การปรับ อันนี้มันรวมถึงเรื่องการกำหนดเรต (Rate) ไม่อย่างนั้นมันจะเขย่งกัน เจ้าหน้าที่ ของรัฐอันหนึ่งก็ปรับ สมมติว่าปรับเป็นหมื่น บางอันอาจจะไม่ถึงก็เป็นส่วนหนึ่ง🔗
ประเด็นที่ ๓ ท่านประธานครับ ผมก็ให้ความสนใจ และเพื่อนสมาชิก ก็อภิปรายกันหลายท่านหลายคน ในมาตรา ๑๐ ท่านประธานลองดู มาตรา ๑๐ เขาบัญญัติ ไว้ว่า ในกรณีผู้กระทำความผิดทางพินัยเป็นบุคคลธรรมดา และการกระทำความผิดพินัย เพราะเหตุแห่งความยากจนข้นแค้นหรือความจำเป็นอย่างแสนสาหัส มันไม่มีนิยามครับ ท่านประธานครับ ความยากจนข้นแค้นหรือความจำเป็นอย่างแสนสาหัส ผมเองเคยครับ ท่านประธานเพื่อนสมาชิกหลายคนเมื่อ ๕๐ ปีก่อน แม่ลูกอ่อนไปลักขนุนที่คลองหลอด ใกล้กระทรวงมหาดไทยถูกจำคุก เวลาผู้ปฏิบัติ ท่านประธานครับ ผมจำเป็นต้องขอ ความชัดเจนว่าถ้อยคำที่บัญญัตินั้น เหมือนกับที่ผมขออนุญาตอ้างท่านประธานครับ ในเรื่อง ของประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๓๕ วรรคท้าย เขียนไว้ว่า เรื่องลักทรัพย์ ถ้าการกระทำ ดังกล่าวเป็นการกระทำโดยจำใจหรือยากจนเหลือทนทานและทรัพย์มีราคาเล็กน้อย ศาลจะ ลงโทษตาม ๓๓๔ ก็ได้ ๓๓๕ ตั้งแต่ ๑ ถึง ๕ ๑ ถึง ๗ อะไรก็แล้วแต่ เป็นปัญหาเหมือนกัน ผมเป็นตำรวจ เป็นพนักงานสอบสวน เวลาจะวินิจฉัยตามนี้ที่ออกมาตั้ง ๒๕๐๐ ยากจน เหลือทนทานคืออย่างไร จำใจ แต่กฎหมายฉบับนี้มาใช้คำว่า อย่างกฎหมายฉบับนี้มาใช้คำว่า อย่างที่ผมเรียนให้ทราบ ยากจนข้นแค้น หรือเพราะความจำเป็นอย่างแสนสาหัส ท่านประธานครับ ถ้าเพิ่มนิยามสักหน่อยได้ไหมครับ ผมขออนุญาตถามเป็น ๓ คำถามสั้น ๆ อย่างนี้ท่านประธานครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ท่านสมาชิกได้มีโอกาสได้อภิปราย ทุกท่านที่ขอมา ท่านผู้ชี้แจงเชิญเลยครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรี เชิญเลยครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ แม้ผมจะเพิ่งเข้ามาตรงนี้ แต่ว่าได้ฟังคำอภิปรายของท่านสมาชิกมา โดยตลอดภายนอก เพราะว่าติดประชุมคณะรัฐมนตรีอยู่ แล้วก็ได้สังเกตเห็นด้วยความ ขอบพระคุณอย่างยิ่งเลยว่า แม้เรื่องที่เสนอมาในวันนี้ทั้ง ๒ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องปัจจุบันนี้คือ เรื่องเกี่ยวกับการปรับเป็นพินัย จะเป็นเรื่องใหม่ แล้วก็อาจจะยุ่งยากแก่ความเข้าใจ เพราะว่า เราไม่ชินกับมัน โดยเฉพาะในประเทศไทย แต่ได้แสดงให้เห็นว่าท่านสมาชิกได้กรุณาตั้ง ข้อสังเกตอย่างดี และมีประโยชน์อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการแก้ไขใน ชั้นกรรมาธิการ หรือเป็นประโยชน์ในการที่จะต้องออกกฎหมายอื่นในลักษณะทำนองนี้ต่อไป ในอนาคต จนกระทั่งแม้แต่อาจจะต้องแก้ไขกฎหมายนี้ต่อไปในอนาคตก็ตาม ท่านประธานครับ สมัยที่ผมและท่านประธานเรียนกฎหมายเราจะได้ยินดีได้ฟังครูบาอาจารย์ รุ่นเก่า ๆ สอน ท่านประธานนั้นคงเรียนกับท่านเจ้าคุณนิติศาสตร์ไพศาลย์ ผมไม่ทัน เรียนกับ อาจารย์ท่านอื่นแทน แต่ครูบาอาจารย์ที่สอนประวัติศาสตร์กฎหมายจะอธิบายให้เราฟังว่า ในอดีตเมื่อจะมีการลงโทษอาจจะมีการลงโทษทางอาญาโดยวิธีประหารชีวิต หรือจำคุก หรือกักขัง หรือเฆี่ยน หรือโบยก็ตาม แต่มันก็จะมีผลร้ายมีโทษ หรือมีสภาพบังคับอีก ชนิดหนึ่ง ถ้าเราอ่านในคำพิพากษาเก่า ๆ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ย้อนขึ้นไปก็จะได้ยินได้เห็น คำว่า ให้ปรับเป็นสินไหมกึ่งพินัยกึ่ง ตัวอย่างเช่นมีผู้กระทำความผิดศาลพบว่าผิดจริงก็จะ ลงโทษปรับ สมมุติว่า ๑๐ ชั่ง โดยให้ปรับเป็นสินไหมกึ่งพินัยกึ่ง แปลว่าสั่งปรับ ๑๐ ชั่ง แต่เป็นสินไหมเสียกึ่งหนึ่ง คือเป็นสินไหม ๕ ชั่ง แล้วก็พินัยอีกกึ่งหนึ่งคืออีก ๕ ชั่ง ตรงที่เป็น สินไหมนั้นให้เป็นสมบัติหรือเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของผู้เสียหายเอาไปชดใช้ชดเชย ส่วนที่เป็น พินัยนั้นคือให้จ่ายแก่หลวง จ่ายแก่ทางการ จ่ายแก่รัฐบาล หลักอย่างนี้มันมีอยู่ในกฎหมาย ไทย พอมาถึงในยุคปัจจุบันระยะหลัง ๆ เมื่อกฎหมายอาญา ความผิดทางอาญา โทษทาง อาญามันพัฒนาไป หลักมนุษยธรรมจะเข้ามาแทนที่มากขึ้นเป็นลำดับ ทั้งนี้ก็เพราะว่า นักปรัชญา นักทฤษฎีเจ้าความคิดท่านพยายามจำแนกแจกแจง ก็คงจะเป็นคล้าย ๆ กับ ที่ท่านสมาชิกวุฒิสภาสถิตย์ท่านได้กล่าวถึงว่า เช่น มาแยกความผิดอาญาเป็นมาลา อิน เซ (Mala in se) คือความผิดอาญาในตัวเอง ชั่วร้ายในตัวเอง หรือ มาลา โพรฮิบิตา (Mala Prohibita) ความผิดเพราะเทคนิคหรือกฎหมายไปเอาผิดเขา เช่น ไม่พกบัตรประจำตัว ประชาชน มันไม่ได้ผิดหรือชั่วร้ายอะไร มันผิดเพราะกฎหมายไปบอกให้มันผิด หรือการจ่าย เช็คแล้วก็เช็คนั้นไม่มีเงินอย่างที่เราเรียกกันในภาษาพูดว่า เช็คเด้ง ความจริงมันก็ไม่ควร จะเป็นความผิดอาญา เพราะมันเป็นเรื่องทางแพ่งเป็นหนี้ แต่เมื่อจะเอาผิดมันก็กลายเป็น มาลา โพรฮิบิตา (Mala Prohibita) สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่มันพัฒนาคลี่คลายมาในระยะหลัง เช่นเดียวกับโทษมันก็เริ่มพัฒนาไป เมื่อก่อนมันก็รู้จักกันเฉพาะเรื่องปรับสถานเดียว ซึ่งเป็น หนึ่งในโทษอาญา ๕ สถาน ได้แก่ ประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ แล้วก็ริบทรัพย์สิน ปรับนั่นก็คือปรับ ศาลสั่งปรับเท่าไรก็เป็นของหลวงเท่านั้น เมื่อไม่มีเงินจะเสียค่าปรับก็ต้องใช้ วิธีไปกักขังแทน ก็ตีราคาว่าถ้าปรับเท่าไรและไม่มีเงินจ่ายค่าปรับก็ไปใช้วิธีกักขังแทน ปัจจุบัน ใช้หลักวันละ ๕๐๐ บาท คือแปลว่าติดคุก ๕๐๐ บาทแทนค่าปรับ ถ้าปรับไป ๕๐,๐๐๐ ก็ตีออกมาว่ากี่วัน ๆ สิ่งเหล่านี้มันพัฒนามาแล้วก็เริ่มเห็นกันว่ามันไม่ยุติธรรม เพราะในที่สุดคนไม่มีเงินมันก็ไม่มีเงิน พวกนี้ก็ต้องถูกเปลี่ยนไปลงโทษเป็นกักขังกันหมด ส่วนคนที่มีเงินมีปัญญามาจ่ายค่าปรับ ๕๐,๐๐๐ หรือ ๕๐๐,๐๐๐ หรือ ๕ ล้าน เมื่อมี ปัญญาจ่ายก็ไม่ถูกกักขังกลายเป็นที่มาของคำพูดที่ว่า คนมีเงินไม่ติดคุกหรือไม่ถูกกักขัง คนจนนั้นจะต้องถูกกักขังแทน ความคิดอย่างนี้มันมีอยู่ในหลายประเทศ เขาจึงได้เปลี่ยนจาก โทษปรับธรรมดาไปเป็นปรับทางปกครองบ้าง แล้วในบางประเทศ เช่นในทวีปยุโรป ในเยอรมัน ในฝรั่งเศส ในโปรตุเกส ในออสเตรีย แม้แต่ในทวีปเอเชีย ในสิงคโปร์ ในจีน ในญี่ปุ่น ในอินโดนีเซีย ก็เริ่มรู้จักที่จะเปลี่ยนโทษปรับไปเป็นโทษอย่างอื่น คราวนี้มันก็มาถึงประเทศไทยเมื่อเราคิดว่าเราควรจะต้องทำอย่างนานาอารยประเทศให้เกิด ความเป็นธรรม โดยเฉพาะผู้ที่ยากไร้ขาดทุนทรัพย์ จึงได้เกิดความคิดว่าเราจะเปลี่ยนโทษ ปรับไปเป็นอะไรดี จากเดิมที่เปลี่ยนได้อย่างเดียวครับ จากปรับไปเป็นกักขัง มันก็มาคิดถึง เรื่องว่าต้องหาคำสร้างคำใหม่ขึ้นมา ก็มีผู้ไปรื้อฟื้นความคิดเก่า ๆ ในกฎหมายตราสามดวง เรื่องปรับเป็นสินไหมกึ่งพินัย กึ่งคำว่า พินัย นั้นมันมีอยู่แล้วในระบบกฎหมายไทยใช้มาตั้งแต่ สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นเงินที่จ่ายให้แก่หลวง ให้แก่รัฐ แล้วมันแตกต่างจากเรื่องการปรับธรรมดาจริง ๆ เสียด้วย ก็คิดแล้วว่าไปยืมเอาคำว่า พินัย นี่มา พินัย มันก็คือ วินัย นั่นเองละ โดยเปลี่ยนเป็นว่า ปรับนั้นอาจจะเป็นปรับ ทางอาญา ถ้าไม่มีเงินต้องไปกักขัง แล้วก็อาจจะมีปรับทางปกครอง บัดนี้ก็จะเกิดปรับ เป็นพินัย ซึ่งถ้าไม่มีเงินจ่ายจะไม่ถูกกักขัง หลักของการปรับเป็นพินัยก็คือว่า🔗
๑. ไม่ถือว่าเป็นโทษอาญา ไม่ถือว่าเป็น ๑ ใน ๕ สถานเหมือนอย่างที่ท่าน สมาชิกได้อภิปรายมาแล้ว ขออภัยผมเข้าใจว่าเป็นท่านทวี ถูกต้องเลยครับ มันจะไม่ใช่โทษ ทางอาญาอีกต่อไปสำหรับเรื่องพินัย🔗
๒. ถ้าไม่มีเงินจ่ายจะไม่เปลี่ยนเป็นกักขัง🔗
๓. ศาลสามารถจะลดราวาศอกลงได้จนในที่สุดอาจจะไม่ปรับเลยก็ได้ เจ้าพินัยที่ว่านี้🔗
๔. ไม่ลงในทะเบียนประวัติอาชญากรรม แต่อาจจะสั่งให้เปลี่ยนไปทำงาน อย่างอื่นแทน ทำงานสาธารณะ ช่วยเหลือสังคม🔗
๕. ให้ผ่อนชำระได้🔗
ทั้งหมดนี้คือความคิดของเรื่องพินัยที่แตกต่างจากเรื่องปรับเป็นธรรมดา ซึ่งความคิดอย่างนี้มีอยู่ในนานาประเทศ ทั้งในยุโรปและเอเชีย ในประเทศไทยเราเองก็มี ความคิดทำนองนี้อยู่ในอดีต แม้จะไม่เหมือนกับที่เราเอามาใช้ในปัจจุบันนัก จึงได้คิดว่า อย่ากระนั้นเลยเอาคำว่า พินัย มาใช้แทนโทษปรับในกรณีที่กฎหมายกำหนดโทษปรับ สถานเดียว แต่เมื่อใดที่เขียนว่า ทั้งจำ ทั้งปรับ หรือปรับและจำ อย่างนั้นจะเอามา เปลี่ยนเป็นพินัยไม่ได้เพราะแสดงว่าผู้บัญญัติกฎหมายตั้งใจให้เป็นเรื่องของการมีโทษร้ายแรง ตั้งแต่แรก แต่ความผิดฐานใดที่กฎหมายกำหนดให้ปรับสถานเดียว เช่น ปรับ ๒,๐๐๐ บาท ๑๐,๐๐๐ บาท ๕๐,๐๐๐ บาท แสดงว่ากฎหมายไม่คิดว่าเป็นเรื่องอุกฤษฏ์โทษหรือร้ายแรง อย่างนี้สามารถจะเปลี่ยนมาเป็นพินัยได้ กฎหมายนี้ที่เสนอมาในวันนี้ออกมาเพื่อที่จะให้ อำนาจเจ้าหน้าที่หรือศาลเปลี่ยนโทษปรับสถานเดียวเช่นว่านี้ไปเป็นพินัยได้ ซึ่งก็จะไม่เป็น ผลร้ายแก่ผู้กระทำผิดไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นคนจนหรือคนรวย แล้วก็ยังเชื่อว่าอยู่บนพื้นฐาน สมมุติฐานว่าน่าจะเป็นประโยชน์แก่คนยากจนยากไร้ ไม่ต้องยากจนข้นแค้นแสนสาหัส หรอกครับ เอาว่ายากจนธรรมดาก็สามารถจะได้รับผลดีในเรื่องนี้ด้วย ส่วนที่ว่าเมื่อกฎหมายนี้ออกมาแล้ว จะต้องรอระยะเวลา ๒๔๐ วันนั้นถึงจะใช้บังคับได้ ก็เพราะได้คำนึงถึงว่า ตลอดร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มันมีเรื่องใหม่ที่จะต้องไปสร้าง ความรับรู้ ความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ แล้วก็กับประชาชน ที่สำคัญก็คือกับเจ้าหน้าที่ เพราะคน ที่จะเปลี่ยนโทษปรับไปเป็นพินัยนั้นอาจจะเป็นเจ้าหน้าที่ตามกระทรวง ทบวง กรม ที่รักษาการตามกฎหมายนี้ ทั้ง ๒๐ กระทรวงก็ได้เขาอาจจะไม่คุ้น อาจจะไม่ชิน แล้วก็ยัง จะต้องมีการออกกฎหมายลูกหรือระเบียบต่าง ๆ จะต้องออกระเบียบถึง ๔ ฉบับครับ จะต้อง ออกประกาศ ๑ ฉบับ ออกกฎกระทรวง ๒ ฉบับ จะต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อกำกับ ดูแล สิ่งเหล่านี้มันต้องใช้เวลา จึงได้กำหนดเวลาเอาไว้ประมาณ ๒๔๐ วัน แต่ถ้าหากว่า คณะกรรมาธิการพิจารณาแล้ว จะปรับเปลี่ยนเป็นประการใดรัฐบาลก็ไม่มีข้อรังเกียจรังงอน ในเรื่องเหล่านี้แต่ประการใด ท่านประธานครับ ยังมีกรณีที่เป็นเทคนิคของกฎหมายนี้อีก บางประเด็นที่ผมใคร่จะขออนุญาตให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องได้กราบเรียนชี้แจงต่อ ท่านประธาน และท่านสมาชิกรัฐสภา ขอประทานอนุญาตครับ🔗
ครับ เชิญเลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ดิฉัน ธำรงลักษณ์ ลาพินี กรรมการร่างกฎหมายประจำ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ขออนุญาตชี้แจงลงในรายละเอียดทางเทคนิคของตัวร่างกฎหมายฉบับนี้ประมาณ ๖-๗ ประเด็นใหญ่ ๆ ที่รวบรวมได้🔗
ประเด็นแรก เรื่องบัญชีท้าย ๓ บัญชีทางท่านสมาชิกถามว่า ใช้เกณฑ์อะไร ในการที่มาแบ่งบัญชีท้าย ๓ บัญชี อย่างเมื่อสักครู่ท่านรองนายกท่านกรุณากล่าวนำไปแล้วว่า ในการพิจารณายกร่างอันนี้ในชั้นสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เนื่องจากว่าเรามี หลักเกณฑ์ในการตรากฎหมายตามมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้มีการตรา กฎหมายสำหรับการฝ่าฝืนกฎหมายที่ร้ายแรง พึงใช้โทษอาญาเท่าที่จำเป็น ทีนี้ในชั้นการ พิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ก็ปรากฏว่ามีกฎหมายอยู่ ในปัจจุบันมีการกำหนดโทษทางอาญา อยู่จำนวนมาก แล้วเราก็ตรวจสอบกฎหมายทั้งหมด ปรากฏว่ามีกฎหมายอยู่ ๒๐๐ กว่าฉบับ ที่มีการกำหนดโทษปรับสถานเดียวอยู่ในกฎหมาย ๒๐๐ กว่าฉบับนี้ ซึ่งขออนุญาต กราบเรียนว่าในกฎหมาย ๒๐๐ กว่าฉบับนี้ นอกจากจะมีโทษปรับสถานเดียว ยังมีโทษปรับ ประเภทปรับบวกกับจำคุก แล้วก็เปรียบเทียบปรับได้เช่นเดียวกันในการเปลี่ยนโทษ ตามร่างพระราชบัญญัตินี้ ถึงแม้ว่าท่านจะดูแล้วว่ากฎหมายบางฉบับมันดูแล้วเหมือนเป็น กฎหมายที่ฝ่าฝืนความสงบเรียบร้อย หรือว่าดูแล้วเหมือนจะร้ายแรง แต่ว่าในการเปลี่ยนโทษ เราจะเปลี่ยนโทษเฉพาะมาตราที่เขากำหนดเฉพาะโทษปรับสถานเดียวเท่านั้นเองนะคะ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วโทษปรับสถานเดียวผู้ร่างกฎหมายเขาพิจารณาแล้วตอนแรกว่าเป็นโทษ ที่ไม่ร้ายแรงนะคะ ในการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาในชั้นต้นก็เลยตั้งใจ จะเปลี่ยนกฎหมายที่มีโทษปรับสถานเดียว มาเป็นโทษปรับเป็นพินัย ซึ่งในการดำเนินการ เปลี่ยนกฎหมายทั้งหมดทางสำนักงานก็ได้เวียนตัวบัญชีท้ายตรงนี้ให้ไปหน่วยงานที่ รับผิดชอบกฎหมายต่าง ๆ กว่า ๑๑๖ หน่วยงาน ซึ่ง ๑๑๖ หน่วยงานส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยที่จะ ให้มีการเปลี่ยนกฎหมายที่มีโทษปรับสถานเดียวตามบัญชีท้าย ซึ่งก็จะอยู่ในบัญชีที่ ๑ ส่วนบัญชีที่ ๒ ก็เป็นโทษปรับสถานเดียวเช่นเดียวกัน แต่ว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบยังมี ความกังวลว่าถ้าเปลี่ยนเป็นโทษปรับ เป็นพินัยในชั้นนี้อาจจะยังไม่สามารถป้องปราม การกระทำความผิดได้ นอกจากนั้นในการกำหนดโทษปรับสถานเดียวในกฎหมายบางฉบับอย่างที่ท่านเห็นในตัว บัญชีที่ ๒ อย่างเช่น พ.ร.บ. ไปรษณีย์ โทษปรับน้อยมาก ปรับ ๕๐๐ บาทอย่างนี้ ซึ่งควรจะ เปลี่ยน แต่ว่าในทางเทคนิคของตัวกฎหมายจะมีการกำหนดว่าการที่จะให้คดียุติได้จะต้อง มีการยกทรัพย์สินที่มีการกระทำความผิดให้กับทางราชการด้วยคดีถึงจะยุติลง หรือบาง กฎหมายก็จะกำหนดลักษณะพิเศษ ๆ ไว้นะคะ การที่จะให้เปลี่ยนปรับเป็นพินัยเลยในชั้นนี้ ก็อาจจะมีปัญหาในทางปฏิบัติ เพราะฉะนั้นในบัญชี ๒ จึงมีการกำหนดให้ตราเป็น พระราชกฤษฎีกา เมื่อหน่วยงานมีความพร้อมที่จะเปลี่ยน รวมทั้งในการตรา พระราชกฤษฎีกาอาจจะต้องกำหนดเงื่อนไขอะไรเป็นพิเศษเพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะของ การกำหนดฐานความผิดในกฎหมายฉบับนั้นนะคะ ส่วนบัญชี ๓ เป็นบัญชีที่มีโทษปรับทาง ปกครองค่ะ ซึ่งใน ๓ ฉบับนี้จะมีการกำหนดให้การกำหนดโทษปรับทางปกครอง ถ้าเขา ไม่ชำระก็ให้ยื่นต่อศาลยุติธรรมเพื่อบังคับชำระค่าปรับ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางและหลักการ ตามที่กำหนดไว้ในร่างกฎหมายฉบับนี้นะคะ ในเบื้องต้นก็เลยมีการเปลี่ยนเฉพาะ ๓ ฉบับนี้ มาเป็นปรับเป็นพินัย ส่วนที่ท่านสมาชิกถามว่าแล้วอีก ๒๐ กว่าฉบับที่มีโทษปรับทางปกครอง ต่อไปในอนาคตก็อาจจะมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงปรับปรุง เปลี่ยนเป็นปรับเป็นพินัยเพื่อให้ เป็นระบบเดียวกันได้นะคะ แต่ว่าในเบื้องต้นอันนี้ก็ขอทดลองใช้สำหรับบางกฎหมายที่มี ความชัดเจน แล้วก็สอดคล้องเป็นระบบเดียวกันแล้วนะคะ🔗
ประเด็นที่ ๒ จะเรียนชี้แจงก็คือว่า มีการสอบถามว่าแล้วบัญชี ๑ กับบัญชี ๒ ทำไมมีกฎหมายฉบับเดียวกันอยู่ทั้ง ๒ บัญชีนะคะ อย่างเช่นยกตัวอย่าง พ.ร.บ. ป่าชุมชน ซึ่งมีอยู่ทั้งในบัญชี ๑ และบัญชี ๒ ขอเรียนว่าเนื่องจากในป่าชุมชนมีการกำหนด โทษอาญาซึ่งเป็นโทษปรับสถานเดียวไว้ รวมทั้งมีการกำหนดโทษทางปกครองไว้อยู่คู่กัน เพราะฉะนั้นในการแปลงก็เลยมีการอยู่ในทั้ง ๒ บัญชี ก็คือจะเปลี่ยนโทษที่มีโทษปรับ สถานเดียวที่เป็นปรับอาญามาเป็นปรับเป็นพินัย และเปลี่ยนโทษปรับทางปกครองที่มีอยู่ ในร่างกฎหมายนั้นในบัญชี ๓ ปรับเป็นพินัยเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นบางกฎหมายจึงอยู่ใน ทั้ง ๒ บัญชีนะคะ ขออนุญาตเรียนว่าในโทษปรับอาญาปรับอย่างเดียวต่อไปในอนาคต ก็ยังอาจจะมีอยู่ได้ตามมาตรา ๑๘ ซึ่งเป็นฐานความผิดที่เป็นโทษอาญา แต่จะใช้สำหรับ คดีอาญาที่เป็นความผิดร้ายแรง ซึ่งผู้ร่างกฎหมายจะต้องพิจารณาว่าการฝ่าฝืนการกระทำ อันนั้นเป็นความผิดร้ายแรงหรือไม่ ซึ่งปัจจุบันนี้ก็มีคำแนะนำของคณะกรรมการพัฒนา กฎหมายได้ออกคำแนะนำในเรื่องการกำหนดโทษทางอาญาไว้ในกฎหมายไว้แล้วนะคะ อันนี้ ก็เป็นแนวทางที่จะให้หน่วยงานนำมาใช้ในการกำหนดโทษตามกฎหมายต่อไป🔗
ส่วนคำถามที่ค่อนข้างสำคัญที่ถามว่าในชั้นการพิจารณาของกฤษฎีกา มีการคำนึงหรือยังว่าการเปลี่ยนอำนาจในการปรับมาให้เป็นอำนาจของเจ้าหน้าที่ ที่รับผิดชอบกฎหมายแทนศาล จะมีผลกระทบอะไรหรือมีมาตรการในการกำกับควบคุมดูแล อย่างไรนะคะ ขออนุญาตกราบเรียนว่าในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย ได้คำนึงถึงเรื่องนี้ค่อนข้างมาก ถ้าท่านดูในตัวกฎหมายนี้เอง กรณีที่ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ที่รับผิดชอบหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นคนปรับเอง ในมาตรา ๘ หรือมาตรา ๙ ก็แล้วแต่ ก็ยังให้อำนาจของทางท่านนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีรักษาการ สามารถที่จะกำหนด แนวทางเพื่อเป็นกรอบการใช้ดุลยพินิจของพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ นอกจากนั้นในมาตรา ที่กำหนดให้บุคคลที่มีอำนาจเปรียบเทียบปรับก็มีอีกชั้นหนึ่งก็บอกว่า ถ้ามีอัตราโทษไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท อันนี้ใช้คนปรับคนเดียวได้ แต่ถ้าอัตราโทษสูงกว่า ๕๐,๐๐๐ บาท ต้องใช้เป็นองค์คณะเพื่อที่จะให้มีการถ่วงดุล การใช้อำนาจ ไม่ให้ใช้อำนาจดุลยพินิจเด็ดขาดในตัวของคน ๆ เดียว ซึ่งอันนี้ก็จะเป็นส่วนที่ เราคำนึงถึงการกำกับดูแลการใช้ดุลยพินิจของพนักงานเจ้าหน้าที่นะคะ นอกจากนั้นถ้าเทียบ กับต่างประเทศเรื่องการตักเตือนหรือการกำหนดโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด จากที่เรา ศึกษาของประเทศเยอรมัน พนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจรับผิดชอบกฎหมายเขาก็มีอำนาจนี้ เช่นเดียวกันนะคะ แต่ว่าในหลักการเบื้องต้นของร่างฉบับนี้ เนื่องจากเรายังห่วงกังวลที่จะให้ พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นคนที่จะลดโทษหรือว่าตักเตือนหรือใช้อำนาจในการสั่งลงโทษต่ำกว่า อัตราที่กฎหมายกำหนด ก็เลยกำหนดให้อำนาจเฉพาะในชั้นศาลเท่านั้นที่จะใช้อำนาจนี้ได้ ก็คือว่าถ้าบุคคลที่กระทำความผิดนี้เขายากจนข้นแค้นหรือว่าต้องการทำงานบริการสังคม ต่าง ๆ ก็จะต้องยื่นคำร้องไปให้ศาลพิจารณา ไม่ได้ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นคนใช้อำนาจนี้ นอกจากนี้มีบางท่านถามว่าแล้วในส่วนของการที่จะพิสูจน์ว่าเขายากจนข้นแค้นเป็น ภาระหน้าที่ของใคร ตามแนวทางที่ศึกษามา รวมทั้งตัวร่างกฎหมายฉบับนี้ก็จะต้องเป็น หน้าที่ของตัวผู้ที่กล่าวอ้างว่าตนยากจนข้นแค้นหรือกระทำความผิดไปโดยที่มีความจำเป็น ซึ่งก็เป็นหลักการคล้าย ๆ กับ ป.อาญานะคะ🔗
อีกประเด็นหนึ่งถามว่าทำไมที่มีการกำหนดระยะ ๕ ปี ถ้าเขาไม่ชำระค่าปรับ ให้คดีเป็นอันยุติ อันนี้ขออนุญาตเรียนว่าเป็นหลักเกณฑ์คล้าย ๆ กับเรื่องอายุความการบังคับ คดีตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งกำหนดสำหรับอัตราโทษที่มีโทษปรับสถานเดียว ถ้าไม่บังคับภายใน ๕ ปี คดีก็จะหมดอายุไป ก็จะเป็นหลักการเดียวกันนะคะ🔗
ประเด็นสุดท้ายจะขอเรียนว่าทำไมให้ทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งเป็นคนรับผิดชอบ เป็นหน่วยงานธุรการของคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายฉบับนี้ เป็นคนประเมินว่าควรจะมีคณะกรรมการอยู่หรือไม่ หลักการที่เราพิจารณาเรื่องนี้ เนื่องจากว่าปัจจุบันเรามีกฎหมายว่าด้วยหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการ ประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย ซึ่งโดยปกติแล้วก็จะให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ กฎหมายนั้น ๆ เป็นคนประเมินผลสัมฤทธิ์ว่า บทบัญญัติอันใดจำเป็นที่จะต้องใช้บังคับต่อไป หรือไม่ ซึ่งร่างกฎหมายฉบับนี้เราพยายามกำหนดให้สอดคล้องกับมาตรา ๗๗ ของ รัฐธรรมนูญ ๒ ประเด็น ประเด็นแรก ก็คือจะเห็นได้ว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายฉบับแรก ที่กำหนดให้มีคณะกรรมการอยู่ในบทเฉพาะกาล โดยให้มีระยะเวลาทำงาน ๕ ปี แล้วก็ ให้ประเมินผลว่าคณะกรรมการนี้ควรที่จะทำหน้าที่ต่อไปหรือไม่ ซึ่งการให้สำนักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นคนประเมินผลเนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จะทราบดีว่า หลังจากภายใน ๕ ปีนี้เนื่องจากว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ปรับหลักการ ในการกำหนดโทษแล้วก็วิธีพิจารณาค่อนข้างใหม่ ในเบื้องต้นที่มีกรรมการขึ้นมาก็คือ พยายามที่จะให้เป็นผู้ที่แนะนำหรือเสนอแนะท่านนายกรัฐมนตรีในการออกหลักเกณฑ์อะไร ต่าง ๆ ขึ้นมานะคะ เพราะฉะนั้นสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก็จะทราบว่าภายใน ๕ ปี หลังจากผ่านไป หน่วยงานต่าง ๆ มีความพร้อม มีความเข้าใจในการบังคับใช้แล้วดีหรือไม่ และยังจำเป็นต้องมีคณะกรรมการนี้ต่อไปหรือไม่นะคะ อันนี้ก็เลยเป็นเหตุผลที่กำหนดให้ทาง สำนักงานคณะกรรมการเป็นคนประเมินการทำงานของคณะกรรมการนะคะ🔗
ประเด็นสุดท้ายเรื่องเดย์-ฟายน์ (Day-fine) ค่ะ ซึ่งท่านสมาชิกยกขึ้นมาว่า อยากจะให้นำระบบนี้มาใช้กับประเทศไทย ซึ่งจริง ๆ แล้วขออนุญาตกราบเรียนว่าเดย์-ฟายน์ (Day-fine) หรือเมื่อสักครู่ท่านใช้คำว่า วันปรับ นะคะ เดย์-ฟายน์ (Day-fine) ที่เราศึกษามา ของประเทศเยอรมันเขานำมาใช้กับการกำหนดโทษในทางอาญา ซึ่งการที่จะนำเอาหลัก เดย์ฟายน์ (Day-fine )มาใช้ได้ ๑. คือประเทศต้องมีฐานข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพและรายได้ของ บุคคลครบถ้วนถึงจะนำมาคำนวณในการที่จะปรับเป็นเดย์-ฟายน์ (Day-fine) ได้ ซึ่งเขาก็จะ ใช้กับความผิดที่ค่อนข้างที่จะสำคัญ ในส่วนของพินัยเองทางเยอรมันยังไม่นำหลักเดย์-ฟายน์ (Day-fine) มาใช้ อย่างไรก็ตามในตัวร่างของเราก็ได้พยายามเขียนไว้ในมาตรา ๕ ในเรื่องการ ปรับตามสถานะทางเศรษฐกิจ แล้วในมาตรา ๘ เราก็จะมีการกำหนดให้ท่านนายกสามารถที่ จะกำหนดหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อเป็นแนวทางในการที่จะให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย ต่าง ๆ ที่มีอำนาจปรับเป็นพินัยใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการ ซึ่งต่อไปในอนาคต ถ้าประเทศไทยเรามีความพร้อมเรื่องฐานข้อมูลเรื่องอาชีพ เรื่องรายได้อะไรต่าง ๆ ก็สามารถ ที่จะนำเอาหลักเดย์-ฟายน์ (Day Fine) มาใช้กับร่างกฎหมายฉบับนี้ได้ค่ะ ขออนุญาต กราบเรียนในเบื้องต้น ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกได้สอบถาม เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกรัฐสภา คือผู้ตอบที่ยังไม่ได้ตอบสิ่งที่ผมได้ถามไป บางประเด็นบางเรื่องนะครับ ท่านประธานครับ🔗
ประการแรก พอดีท่านกฤษฎีกาได้อธิบายสักครู่นี้ใช้ถ้อยคำว่าเรื่องของโทษ ปรับทางพินัย พูดย้ำอยู่หลายคำ ผมก็เลยสงสัยครับว่าเห็นอธิบายมาว่าโทษก็ไม่มีแล้ว เป็นเรื่องการปรับทางพินัยหรือความผิดทางพินัย แต่ท่านก็พูดใช้ถ้อยคำว่าเป็นเรื่องของโทษ ปรับทางพินัย ก็เลยอยากถามประการแรกว่า ตกลงแล้วการพินัยดังกล่าวยังเป็นโทษ หรือเปล่านะครับ เพราะท่านพูดหลายครั้ง🔗
อันที่ ๒ ท่านประธานครับ ผมถามว่าแล้วกฎหมายฉบับนี้มันจะมีผลกับเรื่อง เงินรางวัลไหม เพราะเป็นเรื่องของการปรับในกฎหมายที่ท่านยกเป็นบัญชีต่าง ๆ มันก็ยังมี เงินรางวัลอยู่ ก็เลยไม่แน่ใจว่าฉบับนี้คนปรับจะมีเงินรางวัลหรือตามหลักกฎหมายเดิมอยู่ หรือเปล่า🔗
ประการสุดท้ายท่านประธานครับ อยากกราบเรียนว่าสิ่งที่ออกกฎหมายฉบับ นี้ ก็คือเจตนาที่ต้องการจะให้คดีมันเป็นโทษปรับแล้วก็จบได้โดยง่าย แต่สิ่งที่เป็นห่วงกังวลก็ คือเดิมที เวลาเราปรับในคดีจราจรนี้นะครับ พอเราปรับแล้ว ยุคก่อนพอปรับก็จะต่อรองกัน มันเลยเกิดการทุจริต เขาก็เลยพยายามให้ศาลเป็นคนปรับ แต่ต่อมากฎหมายฉบับนี้ ออกมาแล้วให้มีการปรับโดยใช้ดุลยพินิจ ถ้าเป็นคณะนี้ก็ยังพอไหว แต่ถ้าเป็นบุคคล ผมเกรงว่ามันจะย้อนกลับไปเป็นปัญหาเก่า มีมาตรการป้องกันหรือไม่อย่างไรครับว่า คนกระทำผิดมันก็เจรจากันทุกทีแล้วก็ต่อรองกันทุกทีอยากจ่ายน้อย ๆ แล้วก็ปรับกันไป เพื่อให้คดีจบ ไป ๆ มา ๆ ปัญหาเดิมก็จะกลับมา ก็กราบเรียนในแนวทางวิธีการที่จะไม่ให้ เกิดเรื่องนี้อย่างไรหรือไม่ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
อีกท่านหนึ่งนะครับ คุณณัฐพงษ์ครับ เชิญนะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร เขตบางแค พรรคก้าวไกล กรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธาน ก่อนอื่นขอกราบขอบพระคุณท่านผู้ชี้แจงและท่านรองนายกรัฐมนตรีที่ได้กล่าว คำชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องของระบบการปรับหรือระบบเดย์-ฟายน์ (Day-fine) ที่คิดว่าในปัจจุบัน ประเทศไทยอาจจะยังไม่มีความพร้อมในเรื่องของฐานข้อมูลรายได้นะครับ แต่ผมอยากจะให้ ความคิดเห็นกับท่านผู้ชี้แจงรวมถึงท่านสมาชิกทุกท่านครับท่านประธาน จริง ๆ ผมเชื่อว่า วิธีในการยกร่างกฎหมายสามารถเปิดช่องให้เราสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ อย่างเช่น เราสามารถบัญญัติเอาไว้ได้เลยครับว่า วิธีในการคำนวณรายได้ต่อวันให้คิดค่าสูงสุดจาก อนุมาตราใดมาตราหนึ่งดังต่อไปนี้ เช่น ถ้ามีฐานข้อมูลรายได้ที่ผู้กระทำความผิดยื่นภาษีให้ใช้ ฐานข้อมูลนั้นเลย หรือให้ใช้ฐานข้อมูลอื่น ๆ อย่างเช่น ฐานข้อมูลของความมั่งคั่งหรือข้อมูล ที่ดินที่หลาย ๆ ประเทศเขาใช้กัน สุดท้ายก็บัญญัติไว้ในอนุมาตราสุดท้าย ถ้าข้อมูลเหล่านี้รัฐไม่สามารถสืบหาได้ หรือไม่มีอยู่ใน ระบบฐานข้อมูลก็ใช้อัตราค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งเท่ากับคนจนที่อยู่นอกระบบฐานภาษีก็ยังถูกปรับ ในค่าปรับที่ถูกเท่าเดิม แต่กฎหมายเปิดโอกาสให้เราสามารถปรับคนรวยเพิ่มขึ้นได้ครับ ก็อยากจะฝากท่านผู้ชี้แจงที่มาจากกฤษฎีกา เข้าใจว่าท่านต้องมีสัดส่วนอยู่ในกรรมาธิการ วิสามัญร่างชุดนี้ครับ ก็อยากจะให้ร่วมผลักดันระบบนี้ไปด้วยกันครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
สมาชิกมีประเด็นอะไรอีกไหมครับ ท่านสถิตย์เชิญครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน ขออนุญาตเรียนถามท่านประธานผ่านไปยังผู้ชี้แจงว่าในกรณีการเปรียบเทียบ คดีอาญาเมื่อเปรียบเทียบปรับแล้ว คดีเป็นอันเลิกกันนั้น ถือเป็นการปรับทางพินัยหรือไม่ เพราะว่าในบางกรณีการเปรียบเทียบคดีทางอาญานั้นเป็นคดีที่มีมูลค่าสูง🔗
ประการที่ ๒ มาตรการลงโทษทางแพ่ง ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ ถ้าได้มีการชำระค่าปรับตามมาตรการการลงโทษทางแพ่งแล้ว ให้ถือว่าเป็นการปรับทางพินัย ด้วยหรือไม่ครับ ขอบพระคุณครับ🔗
เชิญท่านผู้ชี้แจง เชิญนะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน นางสาวธำรงลักษณ์ ลาพินี ผู้แทนกฤษฎีกา ขออนุญาตเรียนชี้แจงเพิ่มเติมนะคะ ๒-๓ ประเด็น🔗
ประเด็นแรกที่ท่านถามตกลงปรับเป็นพินัยยังเป็นโทษอยู่หรือเปล่า เพราะว่า ดิฉันก็ใช้คำว่าโทษนะคะ จริง ๆ แล้วขออนุญาตกราบเรียนว่า จริง ๆ แล้วปรับเป็นพินัย จริง ๆ มันก็เป็นมาตรการอย่างหนึ่งในการลงโทษผู้ฝ่าฝืนกฎหมาย เพียงแต่ว่าไม่ได้เป็นโทษ ทางอาญานะคะ🔗
ประเด็นที่ ๒ ก็คือในเรื่องของเงินรางวัลต่าง ๆ ในตัวร่างกฎหมายฉบับนี้ ก็มีอยู่ในร่างมาตรา ๓๔ กำหนดให้ค่าปรับเป็นพินัยให้นำส่งคลังเป็นรายได้ของแผ่นดิน เว้นแต่กฎหมายซึ่งบัญญัติความผิดทางพินัยหรือกฎหมายอื่น จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ซึ่งก็ หมายความว่าถ้ากฎหมายที่กำหนดความผิดเป็นพินัยหรือว่าที่อยู่ในบัญชีท้าย เขามี การกำหนดให้มีค่าปรับตกเป็นรายได้ของตัวกองทุนหรือว่าเป็นของหน่วยงานก็ยังคงอยู่🔗
ประเด็นสุดท้ายของท่านสถิตย์ สำหรับการเปรียบเทียบของคดีอาญาก็ถือว่า ดิฉันขออนุญาตนำเรียนอย่างนี้ คือที่ท่านถามเข้าใจว่าเป็นประเด็นของมาตรา ๑๕ มาตรา ๑๕ คือถ้าความผิดอาญานั้นเปรียบเทียบได้เมื่อมีการชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบ ได้แล้วให้คดีความผิดทางพินัยเป็นอันยุติ เนื่องจากมันเป็นกรรมเดียว ผิดทั้งพินัยแล้วก็ผิดทั้ง ทางอาญานะคะ เพราะฉะนั้นถ้าจ่ายทางใดทางหนึ่งก็ถือว่าคดีมันยุติทั้งสองทาง ไม่ว่าจะเป็น อาญาหรือเป็นพินัย เพียงแต่ว่าจ่ายทางเดียวทางหนึ่งแค่นั้นเองค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ท่าน พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร เชิญนะครับ🔗
เรียนท่าน ประธานครับ ผม พลตำรวจโท ศานิตย์ ผมได้ฟังคำตอบจากท่านผู้ชี้แจงก็พอจะเข้าใจได้ แต่จริง ๆ แล้วท่านประธานครับ ขอความเมตตาแล้วกัน คนยากคนจน คนยากจนข้นแค้น ที่เป็นปัญหาในการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพนักงานสอบสวนเอง มีปัญหามาตลอดต้องมานั่งตีความ ขอความกรุณาท่านประธานไปถึงท่านรองนายกรัฐมนตรี มาตรา ๓ มีนิยามอยู่แค่ ๓-๔ อัน ลองไปกำหนดสโคป (Scope) สักนิดได้ไหมครับ ความหมายของที่ท่านเขียนไว้ เพราะเหตุแห่งความยากจนข้นแค้นอย่างแสนสาหัส ท่านเขียนให้ผู้ปฏิบัติเขาใช้ดุลยพินิจโดยไม่ต้องไปลำเอียง เหมือนตาชั่งที่ไม่ตรงอะไร ประมาณนี้นะครับ ด้วยความเคารพจริง ๆ ท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
เชิญท่านรองนายกครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ขอบพระคุณมากครับท่านศานิตย์ครับ ที่จริงช่องทางทำได้โดยที่ไม่ต้องไปสร้าง บทนิยามขึ้นมาใหม่นะครับ ในมาตรา ๙ ได้กำหนดเอาไว้แล้วว่าในกรณีที่จะมีการปรับเป็น พินัยจะต้องพิจารณาหลักเกณฑ์ใดบ้างมาประกอบกัน แล้วหลักเกณฑ์ข้อ ๑ ที่จะต้องนำมา ประกอบก็คือว่า สถานะทางเศรษฐกิจของผู้กระทำผิดทางวินัย นั่นก็คือยากจนข้นแค้น หรือว่ามีสตางค์ มีทุนมีรอนนั่นเอง วรรคสุดท้ายของมาตรา ๙ ได้กำหนดให้รัฐมนตรีที่ รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ออกระเบียบที่จะอธิบายขยายความได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ไป เขียนได้เพื่อจะขยายความ มาตรา ๙ (๔) ว่าสถานะทางเศรษฐกิจ เช่น ยากจนข้นแค้น แสนสาหัสนั้นหมายความว่าอย่างไร เพื่อจะได้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ โดยอาศัย ระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด ซึ่งระเบียบพวกนี้ละครับที่จะต้องใช้เวลาออกเสียภายใน ๒๔๐ วันอย่างที่ว่าครับ🔗
ก็ได้อภิปรายและซักถามชี้แจง พอสมควรแล้วนะครับ กระบวนการต่อไปก็คือจะต้องขอถามว่าจะรับหลักการร่าง พระราชบัญญัติฉบับนี้หรือไม่ ขอเชิญสมาชิกเข้ามาครับ🔗
ก่อนลงมติสมาชิกกรุณาแสดงตนเพื่อ ตรวจสอบองค์ประชุมครับ🔗
สมาชิกที่เข้ามาแล้วกรุณากดบัตร แสดงตนนะครับ องค์ประชุมคือ ๓๖๑ ครับ ส่วนใหญ่พร้อมแล้วนะครับ ขอปิดการแสดงตน จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตนขณะนี้ ๕๐๗ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗
ต่อไปขอถามมติว่าจะรับหลักการ ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. .... หรือไม่ ผู้ใดเห็นควรรับหลักการกรุณา กดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่รับหลักการกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗
ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ กรวีร์ ๐๐๖ ขออนุญาตแสดงตนและลงมติครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ประภัตร โพธสุธน ๒๐๗ เห็นด้วยครับ🔗
ท่านประธานคะ ๒๘๐ เห็นด้วยค่ะ🔗
เจ้าหน้าที่บันทึกไว้ด้วยนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ๐๐๖ เห็นชอบครับ🔗
พร้อมหรือยังครับ ถ้าพร้อมปิดการ ลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๕๔๗ บวก ๔ เป็น ๕๕๑ ท่าน เห็นด้วย ๕๔๑ บวก ๔ เป็น ๕๔๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๓ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๓ ท่าน มติที่ประชุม รับหลักการนะครับ🔗
ต่อไปเสนอกรรมาธิการครับ ขอเชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ ขออนุญาตนิดเดียวครับ🔗
ครับ🔗
ขออนุญาต ให้บันทึกเฉย ๆ ครับว่าผมมา แต่พอดีลงคะแนนไม่ทัน ผม พลตำรวจโท ศานิตย์ครับ🔗
ขออภัยนะครับ เมื่อสักครู่นี้ ๕๔๑ บวก ๓ เป็น ๕๔๔ นะครับ ขออภัยด้วยครับ ส่วนท่านที่มาไม่ทันก็ช่วยบันทึกให้ครับ ขอเชิญ เสนอกรรมาธิการครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดฉะเชิงเทรา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเรียนเสนอให้ตั้ง กรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. .... โดยขอเสนอที่จำนวน ๓๕ ท่าน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรอง ๑๐ ท่าน ผู้รับรองถูกต้อง สมาชิกเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗
ถ้าไม่มีก็เป็นไปตามเสนอนะครับ กรรมาธิการ ๓๕ ท่าน เป็นสัดส่วนคณะรัฐมนตรี ๕ ท่าน เป็นสัดส่วนของวุฒิสภา ๑๐ ท่าน เป็นสัดส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๒๐ ท่าน ขอเชิญคณะรัฐมนตรีเสนอครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพ คณะรัฐมนตรีขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการในสัดส่วนของคณะรัฐมนตรี ๕ คน ดังนี้ ๑. นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ๒. นายชัยรัตน์ วงศ์วีรธร ๓. นายพลวัฒน์ โรจน์บุญฤทธิ์ ๔. นางสาวธำรงลักษณ์ ลาพินี และ ๕. นายดิสทัต คำประกอบ ครับ🔗
วุฒิสมาชิก ๑๐ คน ขอเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเสนอ รายชื่อกรรมาธิการวิสามัญในสัดส่วนของวุฒิสภา จำนวน ๑๐ คน ดังนี้ ๑. นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ ๒. นายอำพล จินดาวัฒนะ ๓. นายจัตุรงค์ เสริมสุข ๔. นายอมร นิลเปรม ๕. พลเอก ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์ ๖. พลเอก วสันต์ สุริยมงคล ๗. นางวรารัตน์ อติแพทย์ ๘. นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ๙. นายคำนูณ สิทธิสมาน และ ๑๐. ศาสตราจารย์พิเศษ กาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ขอผู้รับรองนะครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้อง ต่อไปพรรคเพื่อไทย ๖ คน พรรคพลังประชารัฐ ๔ คน พรรคภูมิใจไทย ๓ คน พรรคก้าวไกล ๒ คน พรรคประชาธิปัตย์ ๒ คน พรรคเศรษฐกิจไทย ๑ คน พรรคชาติไทยพัฒนา ๑ คน พรรคเสรีรวมไทย ๑ คน ขอเชิญพรรคเพื่อไทยครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม วันนิวัติ สมบูรณ์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดขอนแก่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็น พินัย พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย จำนวน ๖ ท่าน ดังนี้ ๑. ศาสตราจารย์พิเศษ ชัยเกษม นิติสิริ ๒. นายขจิตร ชัยนิคม ๓. นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ ๔. นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม ๕. นายนพพล เหลืองทองนารา และ ๖. นายมูฮำมัดอารีฟีน จะปะกิยา ขอผู้รับรองครับ🔗
ขอผู้รับรองครับ🔗
ครับ ต่อไปพรรคพลังประชารัฐ ๔ คน🔗
เรียนท่านประธานรัฐสภา ดิฉัน กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ขอเสนอสัดส่วนในคณะกรรมาธิการวิสามัญ ในร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. .... ในสัดส่วนพรรคพลังประชารัฐ ๔ ท่านด้วยกัน ดังนี้ค่ะ ๑. นายพรชัย ตระกูลวรานนท์ ๒. นายกรุงศรีวิไล สุทินเผือก ๓. นายนพดล แก้วสุพัฒน์ และ ๔. นายสุรพร ดนัยตั้งตระกูล ขอผู้รับรองค่ะ🔗
ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ต่อไปพรรคภูมิใจไทย ๓ คน ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายกิตติชัย เรืองสวัสดิ์ สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ขอเสนอรายชื่อ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. .... ในสัดส่วนพรรคภูมิใจไทย ๓ ท่าน ๑. นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช ๒. นายไพโรจน์ พรหมสาส์น ๓. นายเกรียงไกร นาควะรี ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ขอผู้รับรองครับ🔗
ต่อไปพรรคก้าวไกล ๒ คนครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร ธนบุรี คลองสาน บางกอกใหญ่ พรรคก้าวไกล ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาครับ ผมขอเสนอสัดส่วนคณะกรรมาธิการวิสามัญของร่างพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. .... รายชื่อดังนี้ครับ ๑. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ๒. รองศาสตราจารย์อานนท์ มาเม้า ครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ครับ ผู้รับรอง ๑๐ คนนะครับ🔗
ขอบคุณมากครับ🔗
ครับ ต่อไปพรรคประชาธิปัตย์ ๒ คน🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายวิวรรธน์ นิลวัชรมณี สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร เขต ๒ สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเสนอ รายชื่อกรรมาธิการร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. .... ในสัดส่วนของ พรรคประชาธิปัตย์ ๒ ท่าน ๑. นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ๒. พลตำรวจตรี วิชัย สังข์ประไพ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ครับ ผู้รับรอง ๑๐ ท่านนะครับ ต่อไปพรรคเศรษฐกิจไทย ๑ คน ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ผู้ช่วยศาสตราจารย์พรชัย อินทร์สุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิจิตร เขต ๑ พรรคเศรษฐกิจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเสนอรายชื่อสัดส่วนกรรมาธิการร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. .... ในสัดส่วนพรรคเศรษฐกิจไทย ขอเสนอจำนวน ๑ ท่าน คือ นายทรงชัย วงศ์สวัสดิ์ ครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรอง ๑๐ คน ช่วยรับรองด้วยครับ🔗
ต่อไปพรรคชาติไทยพัฒนา ๑ คนครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม เสมอกัน เที่ยงธรรม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในสัดส่วนของพรรค ชาติไทยพัฒนา ขอเสนอนายสัมพันธ์ แป้นพัฒน์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ครับ ผู้รับรองครบ ๑๐ คน ต่อไป พรรคเสรีรวมไทย ๑ คน ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายอำไพ กองมณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเสรีรวมไทย ขอเสนอกรรมาธิการสัดส่วนของพรรคเสรีรวมไทย ๑ ท่านนะครับ นายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ ขอผู้รับรองครับ🔗
ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ท่านเลขาธิการอ่านรายชื่อครับ🔗
รายชื่อคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. .... จำนวน ๓๕ คน ๑. ศาสตราจารย์กิตติคุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ๒. นายชัยรัตน์ วงศ์วีรธร ๓. นายพลวัฒน์ โรจน์บุญฤทธิ์ ๔. นางสาวธำรงลักษณ์ ลาพินี ๕. นายดิสทัต คำประกอบ ๖. นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ ๗. นายจัตุรงค์ เสริมสุข ๘. นายอำพล จินดาวัฒนะ ๙. นายอมร นิลเปรม ๑๐. พลเอก ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์ ๑๑. พลเอก วสันต์ สุริยมงคล ๑๒. นางวรารัตน์ อติแพทย์ ๑๓. นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ๑๔. นายคำนูณ สิทธิสมาน ๑๕. ศาสตราจารย์พิเศษกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ ๑๖. ศาสตราจารย์พิเศษชัยเกษม นิติสิริ ๑๗. นายขจิตร ชัยนิคม ๑๘. นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ ๑๙. นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม ๒๐. นายนพพล เหลืองทองนารา ๒๑. นายมูฮำมัดอารีฟีน จะปะกิยา ๒๒. นายพรชัย ตระกูลวรานนท์ ๒๓. นายนพดล แก้วสุพัฒน์ ๒๔. นายสุรพร ดนัยตั้งตระกูล ๒๕. นายกรุงศรีวิไล สุทินเผือก ๒๖. นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช ๒๗. นายไพโรจน์ พรหมสาส์น ๒๘. นายเกรียงไกร นาควะรี ๒๙. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ๓๐. รองศาสตราจารย์อานนท์ มาเม้า ๓๑. นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ๓๒. พลตำรวจตรี วิชัย สังข์ประไพ ๓๓. นายทรงชัย วงศ์สวัสดิ์ ๓๔. นายสัมพันธ์ แป้นพัฒน์ ๓๕ นายธนดล สุวัณณะฤทธิ์🔗
ไม่มีเปลี่ยนแปลงนะครับ ต่อไป ขอเชิญเสนอการแปรญัตติครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดฉะเชิงเทรา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเรียนเสนอระยะเวลาแปร ญัตติ ๑๕ วันครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
สมาชิกไม่เห็นเป็นอย่างอื่น แปรญัตติ ๑๕ วันนะครับ ก็จบกระบวนการเรื่องด่วนที่ ๒ นะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องค้างพิจารณา ไม่มีครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องเสนอใหม่ ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ วันนี้ไม่มีครับ🔗
หมดระเบียบวาระการประชุม ขอปิดการประชุมครับ ขอบพระคุณครับ🔗