unknown · · 416 lines

(ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา ได้ขึ้นบัลลังก์ เวลา ๐๙.๓๔ นาฬิกา)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

รอสักครู่นะครับ ท่านสมาชิกยังไม่ครบองค์ประชุม🔗

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๖๗๓ คน
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เรียน ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้มีสมาชิกรัฐสภาลงชื่อมาประชุม จำนวน ๓๖๑ ท่าน ครบองค์ประชุม แล้ว ผมขอเปิดการประชุมและดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระนะครับ🔗

นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตหารือท่านประธานเล็กน้อยครับ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอหารือ ท่านประธานเล็กน้อยสักนาที ๒ นาที ก็คือสืบเนื่องจากเมื่อคืนนี้นะครับ กรณีที่ท่านพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้อภิปราย แล้วก็ มีการเปรียบเทียบในร่างทั้ง ๖ ร่าง กรณีอย่างนี้เป็นเปรียบเทียบอื่น แล้วก็เกิดการประท้วง และมีวิวาทะกันว่าสามารถที่จะอภิปรายเปรียบเทียบร่างอื่นที่ไม่ใช่ร่างของพรรคที่เสนอได้ หรือไม่ ผมได้ตรวจดูข้อบังคับ ข้อ ๘๗ ของข้อบังคับการประชุมรัฐสภา เขาบัญญัติไว้ว่า การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญในวาระที่ ๑ ให้รัฐสภาพิจารณาและ ลงมติว่าจะรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้น ข้อบังคับเขียนแบบนี้ หมายความว่าเขียนไว้กว้างมาก พิจารณาได้ทุกร่าง ไม่ใช่เฉพาะร่างฝ่ายที่ตัวเองเสนอเท่านั้น หรือว่าร่างที่เป็นร่างเดิมของกฎหมายเดิมที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลง ดังนั้นผมอยากปรึกษา ท่านประธาน เมื่อข้อบังคับเป็นอย่างนี้ ท่านประธานจะมีแนวทางอย่างไรในการพิจารณา ในวันนี้ ถ้าเกิดบอกว่าห้ามมิให้อภิปรายในร่างอื่น ผมคิดว่าน่าจะคลาดเคลื่อนต่อข้อบังคับ ผมอยากปรึกษาท่านประธานตรงนี้ก่อนครับ ก่อนที่เราจะเริ่มดำเนินการประชุม เพราะว่า ยังไม่เคยมีประเพณีใด หรือการอภิปรายครั้งใดห้ามมิให้อภิปรายร่างใดร่างหนึ่งเปรียบเทียบ กันในส่วนนี้ครับ อยากให้ชัดเจนตรงนี้ครับท่านประธาน🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวผม จะวินิจฉัยนะครับ เดี๋ยวผมขอดำเนินการตามระเบียบวาระก่อน แล้วเดี๋ยวท่านพูดนะครับ ยังไม่ได้เริ่มอะไรเลยนะครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี🔗

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี🔗

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี🔗

ต่อไปเป็นการพิจารณาเรื่องด่วน ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่า ด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... พิจารณาต่อจากการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ ๖ สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง วันพฤหัสบดีที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ ที่ประชุมได้ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งผู้เสนอได้แถลงหลักการและเหตุผล มีสมาชิกได้อภิปรายแสดงความคิดเห็น แต่เนื่องจาก ยังมีสมาชิกได้แสดงความจำนงใช้สิทธิการอภิปรายอีกหลายท่าน เพื่อให้การพิจารณาเป็นไป ด้วยความละเอียดรอบคอบ ประธานของที่ประชุมจึงได้สั่งปิดการประชุม และนัดประชุมต่อ ในวันนี้เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา ดังนั้นผมขอดำเนินการต่อนะครับ🔗

ในการนี้ผมได้อนุญาตให้ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมชี้แจง ข้อเท็จจริงต่อที่ประชุมตามข้อบังคับ ข้อ ๕๒ มีรายชื่อดังต่อไปนี้นะครับ ๑. นายกิตติพงษ์ บริบูรณ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ๒. นายเกรียงไกร พานดอกไม้ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ๓. นายโชคดี ดวงแป้น ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการ พรรคการเมือง ๔. นางชื่นสุมน นิวาทวงษ์ กรรมการร่างกฎหมายประจำสำนักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกา ๕. นางพรพิมล สัมฤทธิ์ผ่อง ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายการบริหาร ราชการแผ่นดิน กองกฎหมายการบริหารราชการแผ่นดิน สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา🔗

(ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งและสำนักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกาเข้าชี้แจงต่อที่ประชุม)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

และผมขอ อนุญาตเรียนกำหนดเวลาที่เหลือของแต่ละฝ่ายนะครับ เวลาที่เหลือหลังจากการที่ได้ อภิปรายไปแล้ว เวลาของผู้เสนอร่างคงเหลือ ๑ ชั่วโมง ๔๑ นาที เวลาที่เหลือของสมาชิก วุฒิสภาคงเหลือ ๔ ชั่วโมง ๒๗ นาที เวลาที่เหลือของพรรคร่วมฝ่ายรัฐบาลเวลาคงเหลือ ๔ ชั่วโมง ๐๖ นาที เวลาพรรคร่วมฝ่ายค้านเหลือ ๒ ชั่วโมง ๒๕ นาที ก็มีเรื่องที่แจ้งที่ประชุม ก่อนที่จะดำเนินการตามระเบียบวาระต่อไป จะให้ผมวินิจฉัยเรื่องเมื่อสักครู่นี้เลย หรือว่า อย่างไรครับ🔗

นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ขออนุญาตให้ท่านวินิจฉัยจะได้เป็นแนวทางดำเนินการประชุมครับ🔗

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมก็ยกมือนานแล้วครับท่านประธานครับ คือเมื่อสักครู่นี้ท่านประธาน ให้เพื่อนสมาชิกได้ชี้แจง ผมก็ขอหารือด้วยนะครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวผม กำลังมองหาท่านอยู่ครับ🔗

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ผมอยู่นี่ครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เชิญ เลยครับ🔗

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบพระคุณครับท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐจากจังหวัดฉะเชิงเทรา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ผมก็จริง ๆ แล้วเรียนท่านประธานครับ ขอชี้แจงนะครับ คือผมก็ไม่คิดว่าเช้านี้ ทางเพื่อนสมาชิกจะนำประเด็นนี้ขึ้นมาพูดคุยหารือกับท่านประธานและที่ประชุมนะครับ แต่ผมยืนยันนะครับว่าเมื่อคืนท่านประธานก็ทำหน้าที่ได้เหมาะสมแล้ว ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ เพราะท่านประธานจะต้องควบคุมการประชุมนะครับ ผมขอเรียนต่อท่านประธานนิดเดียว เมื่อคืนผมเห็นด้วยครับ เพื่อนสมาชิกบอกว่าไม่ได้ทำผิดข้อบังคับของการประชุมรัฐสภา ก็จริงครับ แต่เป็นหน้าที่ของท่านประธานที่ต้องควบคุมการประชุม เนื่องจากในมุมมองของ พวกผมพรรคร่วมรัฐบาล ส่วนพรรคร่วมฝ่ายค้านก็อาจจะมีมุมมองอีกมุมมองหนึ่ง แต่เมื่อคืน การนำร่างของพรรคร่วมรัฐบาล ที่เสนอโดยท่านวิเชียร ชวลิต และคณะ มาเปรียบเทียบกับ ร่างของพรรคก้าวไกลเพียงแค่ ๒ ร่าง ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วเราพิจารณากันทั้งหมดทั้ง ๖ ร่าง ในมุมมองของผมแล้วก็พรรคพวกผมก็มองว่ามารยาททางการเมืองก็อาจจะดูไม่ดีสักเท่าไรนัก ผมยืนยันครับว่า ตามหน้าที่ของท่านประธานท่านต้องควบคุมการประชุมให้เป็นไปตาม ข้อบังคับ และท่านต้องพยายามให้สมาชิกนั้นพยายามไม่ก้าวก่าย ต้องให้เกียรติกันครับ นี่คือการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเกือบ ๗๕๐ คน ดังนั้นมารยาทก็เป็นสิ่งสำคัญครับ ท่านประธาน จึงขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานและที่ประชุมครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ขออนุญาตท่านประธานครับ เมื่อสักครู่มีการพาดพิงแล้วก็เป็นการเสียดสีในส่วนของ พรรคก้าวไกลด้วย เนื่องจากว่าได้มีการพูดถึงเรื่องมารยาททางการเมือง เรื่องของการ ไม่สมควรในการที่อภิปรายทางการเมือง ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตประท้วงท่านผู้อภิปราย เมื่อสักครู่นะครับ ได้นะครับท่านประธาน🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอวินิจฉัย นะครับ🔗

นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

เดี๋ยว ขอก่อนนะครับ เพราะว่าพาดพิงมาเรื่องมารยาทนะครับท่านประธาน🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ก็วินิจฉัย ไปทั้ง ๒ เรื่องเลยครับ🔗

นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ยังไม่ได้ เพราะนี่คือบอกว่าไม่มีมารยาท ขอให้เหตุผลก่อน ท่านต้องถามผมว่าให้เหตุผลอย่างไร การทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา มารยาท ผมถามว่ากับข้อบังคับและการทำเพื่อประโยชน์ ของประชาชนอันไหนสำคัญกว่า เรื่องนี้การทำข้อบังคับตามที่ผมได้กราบเรียนเมื่อสักครู่นั้น คือข้อบังคับ ข้อ ๘๗ ในการพิจารณาและลงมติขั้นรับหลักการของพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญมันผิดมารยาทตรงไหนครับ มันไม่มีกฎหมายบอกว่าเรื่องมารยาทมันอยู่ตรงไหน และการทำตามข้อบังคับ แต่การที่มากล่าวหาว่าไม่มีมารยาทไม่มีข้อบังคับบอกเลย นั่นคือ การกล่าวหาแล้วก็การเสียดสี ใส่ความ ผมขอให้ท่านถอนนะครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ผมขอ วินิจฉัยครับ🔗

นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ผมขอให้ท่านถอนก่อนครับ ผมขอท่านประธานว่าให้ท่านที่อภิปรายว่าเสียมารยาทให้ถอนก่อน🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ🔗

นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

เพราะว่าการทำตามข้อบังคับไม่ใช่ผิดมารยาทเลยนะครับ🔗

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม อรรถกร ศิริลัทธยากร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมไม่ได้บอกว่าเสียมารยาท แต่ผมบอกว่าดูจะเป็นมารยาทที่ไม่ดี และผมเรียนท่านประธาน อย่างนี้ครับ เมื่อคืนนี้หลังจากที่เพื่อนสมาชิกได้ลุกขึ้นอภิปราย หลังจากปิดประชุม เพื่อนสมาชิกของทางพรรคก้าวไกลก็ได้เดินมาคุยกับท่านวิเชียร ได้เดินมาคุยกับวิป (Whip) ของพรรคร่วมรัฐบาล เราก็เคลียร์ (Clare) กันจบแล้ว ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรครับ ขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

พอจะ วินิจฉัยได้นะครับ🔗

นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านครับ เรื่องถอนนี่ต้องถอนก่อนครับ เพราะว่าเสียหายครับในส่วนนี้ เพราะว่าเมื่อเช้าท่าน ขออนุญาตท่านวิเชียร ชวลิต ให้สัมภาษณ์🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ผมขอ วินิจฉัยท่านจะพูดกัน ๒ คน โต้กันไปโต้กันมาอย่างนี้หรือครับ🔗

นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านต้องวินิจฉัยทั้ง ๒ ประเด็นนะครับ ๑. ถอน ไม่ถอน ๒. เรื่องของข้อบังคับ ข้อ ๘๑ ด้วยนะครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ประเด็นแรก ก่อนที่ท่านต้องการว่า ไปว่าไม่มีมารยาท เป็นคำพูดที่ไม่รุนแรงมาก โดยท่านเปรียบเทียบ นิดหน่อยนะครับ ท่านพูดมาเพื่อที่จะให้การประชุมรัฐสภาเป็นไปโดยราบรื่นแค่นั้น ไม่ถึงกับ เป็นการที่จะกล่าวต่อว่ากันรุนแรง แล้วจะต้องโต้เถียงกันนะครับ🔗

นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ขอประท้วงท่านประธานครับ ขออนุญาตครับท่านประธาน🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวก่อนสิครับ ข้อ ๒ ผมวินิจฉัยต่อ🔗

นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ได้ครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ข้อ ๒ เรื่องที่คุณพิจารณ์พาดพิงกล่าวถึงร่างพระราชบัญญัติอีกฉบับหนึ่งของสมาชิกอีกท่านหนึ่ง ก็มีสิทธิที่จะพูดได้ตามข้อ ๔๕ แต่ว่าเมื่อไปพาดพิงกล่าวถึง ท่านวิจารณ์ร่างของอีกฝ่ายเขา เขาก็ย่อมมีสิทธิที่จะโต้แย้ง โต้เถียง ซึ่งผมได้หาทางออกว่า ท่านไปพูดกันในที่ประชุม กรรมาธิการไม่ดีกว่าหรือแค่นั้นละครับ ก็เป็นเพียงแค่นั้น ดังนั้นเพื่อให้การพิจารณาของ รัฐสภาเป็นไปได้ราบรื่น ถ้าท่านไปวิจารณ์เขา เขาก็วิจารณ์ตอบ โต้เถียงไปโต้เถียงมายิ่งกว่า การประชุมกรรมาธิการอีก มันก็จะทำให้การทำงานของเราไม่ราบรื่น แล้วก็อย่าใช้ถ้อยคำ รุนแรงต่อว่ากันเลย แค่นี้ที่ผมจะเรียนให้ท่านนะครับ ท่านสามารถที่จะกล่าวแสดงความเห็น อันอื่นได้ แต่ผมเพียงแต่ขอร้องเท่านั้น ขอบคุณครับ🔗

นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับขออนุญาต ผมอาจจะยังเข้าใจคลาดเคลื่อนกับท่านหน่อยนะครับ ในเรื่องของ การบอกว่าไม่มีมารยาทเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ ไม่ใช่ถ้อยคำรุนแรง ถ้าเกิดว่ามีใครมาต่อว่า ท่านประธานว่าที่ท่านวินิจฉัยแบบนี้เป็นการไม่มีมารยาทบ้าง ท่านจะรู้สึกอย่างไร🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เขาก็ไม่ได้ว่า ผมโดยตรง🔗

นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

นี่คือ ว่าพรรคผมโดยตรงครับ แล้วจะรู้สึกอย่างไรครับท่าน🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เมื่อสักครู่นี้ เขาก็บอกไม่ได้ว่าโดยตรง เขาบอกว่าถ้าทำอย่างนี้มันก็จะเป็นการเสียมารยาทขัดต่อการประชุม ที่สงบเรียบร้อย ถูกไหมครับ ยุติแค่นี้เถอะนะครับ ถ้อยคำยังพอที่จะพูดจากันได้🔗

นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ผมขอให้ถอนนะครับ เพราะว่าเพื่อบรรยากาศที่ดีขอให้ถอนนะครับ อย่ามาว่ากันอย่างนี้ เลยครับ ให้ถอน เพราะว่าเมื่อเช้าท่านวิเชียรบอกว่าจะแก้ข้อบังคับด้วยนะครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

แล้วแต่ท่าน🔗

นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ผมขอให้ถอนนะครับท่าน🔗

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม อรรถกร ศิริลัทธยากร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมว่าท่านประธานก็วินิจฉัยไปแล้ว เราก็ดำเนินการต่อ แล้ววันนี้เราก็มีภารกิจใหญ่ที่จะต้อง พิจารณาต่อนะครับ ก็เรียนท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ถ้าอย่างนั้นผมบอกว่าการที่ท่านสมาชิกไปสัมภาษณ์เมื่อเช้าว่าจะแก้ข้อบังคับ ผมถือว่าเสีย มารยาทด้วย ผมว่าเหมือนกันนะครับ เสียมารยาทมากครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

หายกันแล้ว จบครับ ผมจบแล้วนะ ท่านจุลพันธ์🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงใหม่

ท่านประธานผม มีปัญหาจริง ๆ ครับ กับการวินิจฉัยของท่านประธานเมื่อสักครู่ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรค เพื่อไทยจากจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานไปไกลมากเลย เรากำลังพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญอยู่ แล้วท่านประธานบอกว่า ให้ไปคุยกันในกรรมาธิการผมก็ไม่เข้าใจว่าแล้วเราจะประชุมกันทำไม กระบวนการของเรา กฎหมายมันต้องผ่านที่ประชุมรัฐสภา หรือที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาตามลำดับ มันเป็นกระบวนการที่เราต้องทำโดยปกติ สิ่งที่เพื่อนสมาชิกในการที่จะอภิปรายกฎหมาย วันนี้เข้ามามี ๖ ฉบับประกบกัน จะพูดถึงฉบับใดฉบับหนึ่งเป็นเรื่องปกติครับ ไม่ใช่ว่าจะต้อง พูดถึงเฉพาะแต่ฉบับที่พรรคเพื่อไทย ผมเป็นพรรคเพื่อไทยจะพูดได้เฉพาะของคุณหมอชลน่าน มันไม่ถูกต้องนะครับ เพียงแต่ว่าถ้าเขาพูดพาดพิงไปถึงตัวบุคคล บุคคลก็มีสิทธิโต้แย้ง แต่ถ้าพูดถึงตัวร่างอันนั้น ไม่มีสิทธิครับ มันเป็นเรื่องของสมาชิกที่จะพิจารณาว่ามีมุมใด มีเรื่องใดในแต่ละฉบับที่ชอบ หรือไม่ ผมอยากให้ท่านประธานยึดหลักให้มั่น ๆ ครับ เราจะได้เดินการประชุมวันนี้มันเหลือ อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จบแล้ว🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

อย่างไร เขาก็มีสิทธิโต้แย้งใช่ไหมครับ ถ้าท่านไปพูดในสิ่งที่เป็นรายละเอียดของกฎหมายนะครับ แล้วไปกระทบกฎหมายเขา เขาก็มีสิทธิโต้แย้งนะครับ🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงใหม่

ถ้าพูดถึง เนื้อหาในเนื้อร่างมีสิทธิลุกขึ้นอภิปรายเพื่อสนับสนุนแก้ไข อันนี้ได้ครับ แต่ไม่ใช่การพาดพิง🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ได้ครับ🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงใหม่

การพาดพิง การพาดพิงจะใช้ได้เฉพาะเมื่อมีการพูดถึงตัวบุคคลให้เป็นที่เสียหาย อันนี้ท่านประธานต้อง ยึดหลักให้มั่นครับ ไม่อย่างนั้นการประชุมมันจะเสียบรรยากาศทั้งวัน ก็เรียนท่านประธาน เท่านี้ครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ก็หมายความว่า ผมก็บอกว่าอนุญาตได้แล้ว แต่ว่าประเด็นที่อนุญาตนั้น ถ้ามันไปกระทบ อีกฝ่ายหนึ่งเขาก็มีสิทธิที่จะอภิปรายได้ว่าสิ่งที่ฝ่ายนี้พูดไม่ถูก ก็โต้เถียงไปโต้เถียงกันมา เมื่อโต้เถียงกันไปโต้เถียงกันมาในที่สุดมันก็ต้องไปสู่กรรมาธิการ ในที่สุดมันก็ต้องกลับมา วาระที่ ๒ วาระที่ ๓ ก็มีแค่นั้นครับ เข้าใจกันเถอะครับ ดังนั้นถ้าเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็อย่าไปกระทบกัน มันก็จะหมดเรื่องจะได้ไปได้ดี เพราะอย่างไรถ้ามีการโต้เถียงกันมันต้อง ไปโต้กันอีกแล้วในชั้นกรรมาธิการ มันต้องมาโต้กันในวาระที่ ๒ นะครับ นี่คือสิ่งที่ผมไม่ได้ บิดเบือน หรือวินิจฉัยเป็นอย่างอื่นไปเลย เดินหน้าต่อนะครับ อย่าให้บรรยากาศมันเสียเลย ตอนนี้เชิญท่านสมาชิกที่เข้าชื่ออภิปราย ขอบัญชีนะครับ ตอนนี้ก็มีบัญชีเสนอมาแล้ว มีท่านธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ฝ่ายค้านนะครับ ฝ่ายรัฐบาล นางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ ฝ่ายสมาชิกวุฒิสภา พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม เชิญท่านธัญวัจน์ก่อนครับ🔗

นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาค่ะ ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ธัญจะมาอภิปรายร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในประเด็นเรื่องความเสมอภาค ทางเพศ ความเสมอภาคทางเพศคือเป้าหมายสำคัญของส่วนหนึ่งในการพัฒนาความยั่งยืน ซัสเทเนเบิล ดีเวลอปเมนต์ โกลส์ (Sustainable Development Goals) การส่งเสริมความ เสมอภาค การสร้างความเข้มแข็ง การยุติความรุนแรง การขจัดการเลือกปฏิบัติ การให้ คุณค่างานที่ไม่ได้ถูกให้คุณค่าของผู้หญิง นี่คือความเสมอภาคทางเพศ ความเสมอภาค ทางเพศจะเกิดขึ้นได้ในสังคมต้องเกิดขึ้น ๓ ระดับ ระดับที่ ๑ คือพฤติกรรมคนในสังคมนั้น เปลี่ยนไป ระดับ ๒ นโยบายรัฐ มาตรการส่งเสริมความเสมอภาคที่ต้องออกแบบให้กับบุคคล ที่ถูกเลือกปฏิบัติหรือไม่เสมอภาค และส่วนสุดท้ายก็คือส่วนโครงสร้างรัฐ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่อง ของรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายอย่างที่เรากำลังจะอภิปรายกัน หรือเรากำลังอภิปราย กันในเวลานี้ หรือที่สำคัญส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้าง แล้วก็จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญ ก็คือฝ่ายนิติบัญญัติค่ะท่านประธาน ฝ่ายนิติบัญญัติคือ ๑ โครงสร้างสำคัญที่จะออกแบบ กฎหมายแล้วก็นโยบายให้เกิดความเสมอภาคทางเพศเกิดขึ้น คำถามในวันนี้ของธัญคือ ความเสมอภาคทางเพศเกิดขึ้นแล้วหรือยังค่ะ ตัวชี้วัดสำคัญทั่วโลกให้ความสำคัญความเสมอ ภาคในโครงสร้างในประเด็นทางเพศ ทั่วโลกได้มีการพูดถึงเก้าอี้ที่นั่งในสภาค่ะท่านประธาน ถ้าเกิดเราจะพูดถึงข้อมูล ณ วันนี้นะคะท่านประธาน เรามีผู้แทนราษฎรผู้หญิงเข้ามานั่ง ในสภาเพียง ๗๙ คน และผู้ชาย ๔๐๕ คน ผู้หญิงนี่คิดเป็นเพียงร้อยละ ๑๖.๓ จากผู้แทนราษฎร ๔๘๔ คนในขณะนี้ ซึ่งยังถือว่าน้อยมากถ้าเทียบกับอันดับทั่วโลก นายอมาตยา เซน นักเศรษฐศาสตร์ รางวัล โนเบล (Nobel Prize) ชี้ว่า การมีส่วนร่วมของผู้หญิงในมิติสังคม ในมิติของเศรษฐกิจ และการเมืองนั้นเป็นการขับเคลื่อนการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพ แต่สิ่งที่ธัญอยากจะ ยกตัวอย่างก็คือ ประเทศรวันดาค่ะท่านประธาน จากข้อมูลปี ๒๕๖๒ มีผู้หญิงดำรงตำแหน่ง เก้าอี้ในสภามากกว่าผู้ชาย มีผู้หญิงถึง ๖๑.๓ เปอร์เซ็นต์ ทำไมธัญถึงยกตัวอย่างประเทศ รวันดา เพราะว่าประเทศดังกล่าวนั้นเคยถึงจุดต่ำสุดจากการปกครองด้วยวิธีอำนาจนิยม สร้างความเกลียดชัง วิธีมุมมองของแบบโลกชายเป็นใหญ่ แล้วก็เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ๖๐๐,๐๐๐ คน ในเวลา ๓ เดือน แต่ ณ วันนี้ถ้าลองเข้าไปดูในเน็ต (Net) หรือในข่าวสาร การพัฒนาของประเทศรวันดานั้นเป็นไปอย่างก้าวกระโดด นั่นเป็นเพราะว่าประชาชน ตระหนักรู้ว่าอำนาจนิยมนั้นไม่สามารถที่จะนำพาประเทศไปสู่ความยั่งยืนมั่นคงได้ค่ะ สิ่งที่ธัญจะพูดถึงต่อไปนี้ ธัญต้องขออนุญาตออกตัวก่อนว่าธัญไม่ได้ต่อว่าผู้ชาย หรือคนที่นั่ง อยู่ในสภาแห่งนี้ แต่งานวิจัยที่ธัญจะพูดถึงมันเป็นประเด็นในเรื่องของการส่งเสริมความเสมอ ภาคทางเพศ เพราะฉะนั้นเรื่องเพศของทุกคนจึงถูกเอามาเป็นประเด็นสำคัญในการที่จะเป็น เป้าหมายในการศึกษาเพื่อส่งเสริมความเสมอภาค มีงานวิจัยจำนวนมากบอกว่าในภาวะผู้นำ ของผู้หญิงสามารถสร้างความหลากหลายได้ มีวิธีแก้ไขความขัดแย้งที่ต่างจากผู้ชาย แล้วก็ เหมาะสมไปได้ดีกับกระบวนการประชาธิปไตย เวลาทำงานผู้หญิงก็ไม่ค่อยยึดติดกับลำดับชั้น มีการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมได้มากกว่า แสวงหาความร่วมมือได้ดีกว่า นอกจากนั้น การมีรัฐมนตรีผู้หญิงหรือการที่มีส่วนร่วมของผู้หญิงนั้นลดปัญหาเรื่องคอร์รัปชันได้ อันนี้เป็น ผลของงานวิจัย และที่สำคัญในนิติบัญญัตินั้นก็จะมีการคิดประเด็นนโยบาย แล้วก็กฎหมาย ที่มีความหลากหลาย ในสวีเดนผู้แทนผู้หญิงมีบทบาทสำคัญในประเด็นสวัสดิการเด็ก และผู้สูงอายุ และในประเทศสวีเดนก็มีการเปลี่ยนแปลงจัดสรรงบประมาณให้กับเด็ก และผู้สูงอายุมากขึ้น ถือว่านักการเมืองหญิงหรือกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ จะหาความร่วมมือผลักดันเรื่องสวัสดิการสิทธิมนุษยชนได้กว้างขวางกว่าในสภาค่ะ ธัญจะยกตัวอย่างอย่างประเทศเม็กซิโกในขณะนี้ กฎหมายการเลือกตั้งของเขานั้นก็มี การกำหนดเพศชาย เพศหญิงต้องจำนวนเท่ากัน และที่สำคัญเมื่อปีที่แล้วก็เพิ่มกติกาในเรื่อง ของต้องมีบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศด้วย เพราะวันนี้เราไม่ได้พูดถึงเรื่องความเสมอ ภาคระหว่างชายหญิงเท่านั้น แต่เราพูดถึงความเสมอภาคของคนทุกเพศ อย่างในร่างของ พรรคก้าวไกล ซึ่งมีความแตกต่าง แล้วก็ให้ความสำคัญมาตลอดในเรื่องของผู้หญิงแล้วก็ บุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ ในเรื่องของผู้เข้าสมัครเกี่ยวกับพรรคการเมืองเป็น ผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้แทนราษฎรหรือตำแหน่งต่าง ๆ เราต้องพูดถึงในประเด็นของเพศหญิง ในประเด็นของบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งพรรคก้าวไกลถ้าท่านได้อ่านดูเราจะ กำหนดไว้อย่างชัดเจน และต้องมีโควตาในเรื่องของความหลากหลายทางเพศ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ธัญกำลังจะสรุปให้ท่านประธานฟังก็คือว่า ความเสมอภาคนั้นยังไม่ได้เกิดขึ้น ในสังคมไทย และที่สำคัญมาตรการส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศนั้นเป็นไปตามกลไก มาตรา ๒๗ วรรคสี่ ของรัฐธรรมนูญว่าการส่งเสริมมาตรการความเสมอภาคทางเพศให้เกิด ความเป็นธรรมในสังคมนั้นไม่ได้ถือเป็นการเลือกปฏิบัติ เพราะฉะนั้นอยากฝากท่าน กรรมาธิการที่จะพิจารณา แล้วก็ผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาได้คำนึงถึงประเด็นดังกล่าว ด้วย เพื่อทำให้สังคมเราเกิดความเสมอภาคทางเพศอย่างแท้จริงค่ะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านธัญวัจน์ ต่อไปเชิญท่านสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ พรรคประชาธิปัตย์ครับ🔗

นางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ร่าง พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมือง ที่ถูกนำเสนอเข้าสู่สภาเมื่อคืนนี้ เป็นกฎหมายอีกฉบับหนึ่งที่จำเป็นต้องออกควบคู่กับ ร่าง พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้สอดคล้องกับการแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีการแก้ไขระบบเลือกตั้ง ถือเป็นจุดเริ่มต้นใหม่อีกครั้งของการพัฒนา ถนนสายประชาธิปไตย และเตรียมความพร้อมก่อนการเลือกตั้งใหญ่ครั้งต่อไปหลังจากนี้ บนความเชื่อของหลายฝ่ายที่ว่า บ้านเมืองเราจะมีความเป็นประชาธิปไตยที่เข้มแข็งขึ้น การปรับปรุงครั้งนี้สำคัญค่ะท่านประธาน เนื้อความในร่างกฎหมายจะเป็นตัวชี้วัดอะไร ได้หลาย ๆ อย่างค่ะ ภายใต้โอกาสที่พูดได้ว่ามีอยู่อย่างจำกัด ดิฉันเชื่อว่าร่างกฎหมายลูกว่า ด้วยพรรคการเมืองทั้ง ๖ ฉบับที่เข้าสู่สภาในวันนี้ ผู้เสนอล้วนแล้วแต่มีจุดประสงค์เดียวกัน นั่นคือการสนับสนุนให้พรรคการเมืองมีความเข้มแข็งขึ้นผ่านมาตรการทางกฎหมาย แต่ใน ความเหมือนที่แตกต่างกันในสาระสำคัญนั้น ท้ายที่สุดกฎหมายที่ออกมาอาจจะเป็น จุดเริ่มต้นของการเปิดศักราชใหม่ของการพัฒนาพรรคการเมืองและนำไปสู่การพัฒนา ประชาธิปไตยโดยแท้จริงค่ะ แต่ในทางกลับกันก็อาจจะเป็นตัวซ้ำเติมความบอบช้ำที่เคย เกิดขึ้นในบ้านเมืองเราในอดีต ท่านประธานที่เคารพ ดิฉันเชื่อว่าการพัฒนาประชาธิปไตยนั้น ต้องเริ่มต้นจากการทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง มิใช่เพียงแค่การทำให้มีความเป็นเอกภาพ ภายในองค์กรเท่านั้นค่ะ แต่พรรคการเมืองต้องมีความเข้มแข็งในมิติของความเป็นสถาบัน ทางการเมืองของประชาชน ซึ่งตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๗๕ จนถึงปัจจุบัน ผลงานวิจัยหลาย ชิ้นได้บ่งชี้ถึงปัญหาและอุปสรรคของการพัฒนาประชาธิปไตยในเมืองไทยไปในทิศทาง เดียวกันค่ะว่า เป็นเพราะพรรคการเมืองส่วนใหญ่ขาดความเป็นสถาบันทางการเมืองโดยแท้จริง ซึ่งก็เป็นไปได้สูงมากค่ะท่านประธาน เมื่อสังเกตจากอายุขัยของพรรคการเมืองในอดีตหลาย ๆ พรรคที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นพรรคเฉพาะกิจของผู้นำบางคน อย่างเช่น พรรคสามัคคีธรรม ที่ได้ดับสลายไปหลังจากการเลือกตั้งปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ในสมัยของ พลเอก สุจินดา คราประยูร เช่น พรรคประชากรไทย ที่ได้หมดไปเมื่อผู้นำบางคนวางมือ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญ ที่มาตรการทางกฎหมายขณะนี้ต้องทำนั่นก็คือ การสร้างพรรคการเมืองที่มีความเป็นสถาบัน ทางการเมืองอย่างแท้จริง ต้องเป็นพรรคการเมืองที่ประชาชนทุกคนเป็นเจ้าของสามารถ เข้ามามีส่วนร่วมในการออกความเห็น และมีโอกาสที่จะได้เป็นผู้บริหารพรรค เป็นหัวหน้าพรรค หรือแม้กระทั่งเป็นนายกรัฐมนตรี มิใช่เป็นเพียงโอกาสของผู้ก่อตั้งพรรค เท่านั้นค่ะ ตัวอย่างที่มีให้เห็นในสังคมและพิสูจน์มาแล้วว่ามีความเป็นสถาบันทางการเมือง มากที่สุด นั่นก็คือพรรคประชาธิปัตย์ต้นสังกัดของดิฉัน พรรคประชาธิปัตย์ได้รับการยอมรับ ว่าเป็นสถาบันทางการเมืองไม่ใช่เพียงเพราะว่าดำรงอยู่มายาวนานกว่าพรรคอื่น ๆ ถึงแม้ พรรคประชาธิปัตย์จะก่อตั้งมาตั้งแต่วันที่ ๖ เมษายน ๒๔๘๙ จนมาถึงวันนี้เป็นเวลา ๗๖ ปี แล้วค่ะ มีหัวหน้าพรรคมาถึง ๘ คน โดยเริ่มจากท่านควง อภัยวงศ์ หลังจากนั้นประชาธิปไตย ภายในพรรคก็ผลัดใบมาเรื่อย ๆ จนมาถึงยุคของ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ท่านบัญญัติ บรรทัดฐาน ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และปัจจุบันก็คือท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ดิฉันขอเอ่ยนามทุกท่าน ตลอดเวลา ๗๖ ปีที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่า ในเส้นทางทางการเมืองนี้ พรรคไม่ได้ดับสลายไปพร้อมกับอายุขัย หรือสถานะทางเศรษฐกิจของคนกลุ่มใด กลุ่มหนึ่ง แต่ที่สำคัญมากกว่านั้นค่ะ ด้วยความเป็นสถาบันทางการเมืองนี่ละค่ะ ที่ทำให้ลูกชาวบ้านจาก จังหวัดตรัง อย่าง ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ได้ก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคแล้วได้เป็นถึง นายกรัฐมนตรีบนความภาคภูมิใจของพ่อแม่พี่น้องประชาชน จนมีคำพูดติดปากในวงพี่น้อง ชาวบ้านว่า นี่คือคนของเรา แล้วดิฉันพูดได้เต็มปากค่ะท่านประธานว่าพรรคนี้ไม่ใช่ของใคร คนใดคนหนึ่ง แต่ทุกคนต่างเป็นเจ้าของพรรคจากการมีส่วนร่วมทางการเมืองบ่อยครั้ง ทำให้เกิดคำพูดติดปากอีกว่า นี่คือพรรคของเรา ซึ่งการสร้างให้ประชาชนรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ หวงแหน และเป็นส่วนหนึ่งในพรรค การเมืองนั้น ดิฉันเชื่อว่านี่คือหัวใจของการดำรงอยู่ของพรรคการเมือง และนำไปสู่ความเป็น สถาบันทางการเมืองโดยแท้จริง ในมุมหนึ่งค่ะท่านประธาน ดิฉันเห็นด้วยกับร่าง พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมืองที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเฉพาะในเรื่องของการทำ ไพรมารี (Primary) ที่ให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งผู้แทนตั้งแต่ขั้นตอน กระบวนการของการคัดเลือกผู้สมัครในนามพรรค ซึ่งเป็นการทำให้เสียงของประชาชนนั้น มีความหมายมากยิ่งขึ้น ต้องตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและการปฏิรูปการเมือง และการฟังเสียงของประชาชนเช่นนี้ ดิฉันเชื่อว่าจะนำไปสู่ความเป็นสถาบันของพรรค การเมืองได้ แต่อย่างไรก็ตามการรับฟังความเห็นของคนในพื้นที่เลือกตั้งนั้นแม้จะดีในแง่ของ การมีส่วนร่วมชัดเจน แต่การมองผิวเผินเช่นนี้ก็อาจจะเป็นตัวซ้ำเติมความบอบซ้ำในระบอบ ประชาธิปไตยได้ หากเข้ากรณีของผลการหยั่งเสียงที่ได้มานั้นไม่ได้เกิดจากการมีส่วนร่วมของ คนหลายกลุ่มในเวลาเดียวกัน แต่กลับกลายเป็นการฟังเสียงของคนเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น และอาจจะเป็นกลุ่มที่มาจากจัดตั้งของตัวผู้สมัครเอง คำถามจึงเกิดขึ้นว่า ทางปฏิบัติเช่นนี้ บิดเบือนเจตนารมณ์ที่แท้จริงของการทำไพรมารี (Primary) หรือไม่ ภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ทั้งหมดทั้งมวลนี้ตกอยู่ที่ใคร และจะกลายเป็นระบอบประชาธิปไตยที่เพิ่มขั้นตอนให้ยุ่งยาก และใช้ต้นทุนสูงขึ้นหรือไม่คะ หรือท้ายที่สุดแล้ว การทำไพรมารี (Primary) กลับกลายเป็น เพียงการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในการเกณฑ์คนที่ตกอยู่กับผู้สมัครและพรรคการเมือง และหนี ไม่พ้นบทบาทของกลุ่มนายทุนที่จะเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากพรรคการเมือง โดยใช้ ประชาชนกล่าวอ้าง เพื่อความชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตยเท่านั้นเอง ดิฉันจึงเห็นด้วย กับการลดขั้นตอนในการทำไพรมารี (Primary) เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทและความเป็นไปได้ ในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของเมืองไทย ของร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองของ ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาล ที่นำเสนอโดยท่านวิเชียร ชวลิต เมื่อคืนนี้ ท่านประธานที่เคารพ ลำพังเพียงแค่ตัวบทกฎหมายนั้นดิฉันคิดว่า ไม่สามารถทำให้ประชาธิปไตยเข้มแข็งได้ นอกจากจะฝากให้ผู้ที่กำลังจะเข้าไปนั่งทำงาน ในคณะกรรมาธิการชุดนี้ ได้โปรดพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้อย่างละเอียดรอบคอบแล้ว ดิฉันขอใช้โอกาสนี้ฝากไปถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ในฐานะที่ท่านเป็น หน่วยงานอิสระที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง และอีกทั้งดิฉันเชื่อว่าเป็นฟันเฟืองหลัก ที่สามารถผลักดันการเมืองในประเทศนี้ให้เข้มแข็งได้ ดิฉันขอให้ท่านทำงานเชิงรุกในการให้ ความรู้แก่พ่อแม่พี่น้องประชาชนอย่างจริงจัง และทำงานเชิงรุกในการกำกับดูแลการเลือกตั้ง ให้เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ สุจริต และเที่ยงธรรม โดยการลงพื้นที่สืบเสาะหาข้อเท็จจริง เพื่อป้องกันการซื้อสิทธิขายเสียง และที่สำคัญต้องไม่รอรับเรื่องร้องเรียนที่สำนักงานเพียง อย่างเดียวเท่านั้น จากฝ่ายที่ผิดหวังจากการเลือกตั้ง เพราะการกระทำเช่นนี้จะเป็นดาบสองคม ทางการเมืองที่ฉุดรั้งการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศนี้ โดยเฉพาะหากเข้ากรณีที่ กกต. หรือคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นเพียงเครื่องมือยื่นเรื่องการจัดฉากร้องเรียนของกลุ่ม ที่เรียกว่า ขี้แพ้ชวนตี และ🔗

สุดท้ายนี้ดิฉันคาดหวังว่า นับจากนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของการพัฒนา พรรคการเมือง และนำไปสู่การพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศไทยอย่างแท้จริง ขอบคุณค่ะ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านสุณัฐชา ต่อไป เชิญ พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม ครับ🔗

พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่าน ประธาน กระผม พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม ซึ่งจะขออนุญาตที่จะอภิปรายต่อจากเมื่อวานนี้ ซึ่งได้ค้างไว้ ก่อนที่ผมจะอภิปรายแสดงความเห็นต่อการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองเกี่ยวกับการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งโดยสมาชิกพรรค การเมือง เนื่องจากมีการกล่าวหาว่าผู้ร่างมีเจตนาจะร่างกฎหมายพรรคการเมืองขึ้นมาทำลาย พรรคการเมือง โดยเห็นว่านักการเมืองเป็นบุคคลที่เลวร้าย ผมในฐานะที่เป็นอดีตประธาน คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ที่เป็นต้นเรื่องของกฎหมายฉบับนี้ จึงขออนุญาตต่อท่านประธานที่จะชี้แจงมูลเหตุการบัญญัติ กฎหมายในกฎหมายพรรคการเมืองว่ามีที่มาและมีแนวคิดอย่างไร เพื่อเป็นการสร้าง ความเข้าใจร่วมกัน มูลเหตุมันเริ่มต้นมาจากเมื่อปลายปี ๒๕๕๖ พรรครัฐบาลใช้เสียงข้างมาก ผ่านพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมเมื่อเวลา ๐๔.๓๐ นาฬิกา นำไปสู่การก่อตัวประท้วงใหญ่ ซึ่งเป็นต้นก่อกำเนิดของ กปปส. ในเวลาต่อมา ขณะนั้นสภาถูกกล่าวหาว่าเป็นเผด็จการ รัฐสภา เพราะรัฐบาลสามารถรวบรวมเสียงข้างมากได้ ทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและในวุฒิสภา พรรคการเมืองถูกกล่าวหาว่าเป็นพรรคการเมืองของกลุ่มทุน บรรดา ส.ส. ทั้งหลาย ถูกครอบงำ ไม่มีอิสระ เนื่องจากเกรงว่าพรรคจะไม่ส่งลงสมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้ง คราวต่อไป เกิดการชุมนุมของมวลมหาประชาชน มีกระแสเรียกร้องให้มีการปฏิรูปในด้าน ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิรูปพรรคการเมือง ให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชน ให้บรรดา ส.ส. ต่าง ๆ มีอิสระไม่ถูกครอบงำ ภายหลังจากการยึดอำนาจของ คสช. ได้มีการ ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. ๒๕๕๗ มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการปฏิรูปการเมืองไว้ ในมาตรา ๓๕ ว่า กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้ครอบคลุม ในด้านต่าง ๆ (๕) ต้องมีกลไกที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ข้าราชการผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พรรคการเมือง ปฏิบัติหน้าที่หรือดำเนินกิจกรรมโดยอิสระ ปราศจากการครอบงำ หรือชี้นำ โดยบุคคลที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองและการปฏิรูปการเมืองที่สำคัญอยู่ ๓ มาตรา คือมาตรา ๔๕ มาตรา ๙๐ และมาตรา ๒๕๘ การปฏิรูปประเทศ ก. ด้านการเมือง ซึ่งมีสาระ สำคัญสรุปได้ดังนี้ ให้สมาชิกพรรคการเมืองมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง แท้จริง ชัดเจน และเป็นรูปธรรมในการกำหนดนโยบายของพรรค และคัดเลือกส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง พรรคการเมืองต้องดำเนินการโดยอิสระ ไม่ถูกครอบงำโดยบุคคลอื่นที่มิได้เป็นสมาชิก พรรคการเมืองนั้น ต้องพัฒนาพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันทางการเมือง ก่อนการ ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มีการจัดตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองที่มีท่านเสรี สุวรรณภานนท์ เป็นประธาน มีนักการเมืองทั้งในอดีตและปัจจุบันหลายท่านร่วมเป็นกรรมการ ได้เสนอ แนวทางการปฏิรูปด้านการเมืองไว้ในเรื่องเกี่ยวกับการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ว่าจะต้อง ดำเนินการด้วยวิธีการเลือกตั้งขั้นต้น โดยให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมในการคัดเลือกผู้มีสิทธิ สมัครรับเลือกตั้ง ทั้งการส่งสมัครรับเลือกตั้งด้วยระบบเขตเลือกตั้งขั้นต้นนี้ ก็มิได้เกิดขึ้น ในกฎหมายพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ นี้เป็นครั้งแรก แต่เคยบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติ พรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาแล้วครั้งหนึ่งในมาตรา ๓๗ ซึ่งได้บัญญัติให้ที่ประชุมใหญ่ สาขาพรรคการเมือง จัดการประชุมสมาชิกเพื่อมีมติเห็นชอบ และเสนอผู้สมัครรับเลือกตั้ง ท่านประธานครับ กฎหมายมาตรานี้ไม่มีบทบังคับ ไม่มีบทลงโทษ จึงไม่มีพรรคการเมืองไหน ๆ ปฏิบัติ ยกเว้นพรรคประชาธิปัตย์เป็นเพียงพรรคเดียวเท่านั้นที่นำมาตรา ๓๗ นี้ไปใช้เป็นการ ทดลองเป็นครั้งแรก หลังจากนั้นก็ไม่ปรากฏอีกเลย นี่คือลำดับเรื่องราวต่าง ๆ เป็นเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นจริงจนกลายเป็นวิกฤติทางการเมือง ทำให้ระบอบประชาธิปไตยต้องหยุดชะงักลง เป็นเวลากว่า ๕ ปี และขณะนี้บรรดาท่าน ส.ส. ผู้ทรงเกียรติทั้งหลายกำลังดำเนินการเสนอ แก้ไขกฎหมายเพื่อย้อนกลับไปสู่ต้นเหตุของวิกฤติทางการเมืองอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแก้ไขที่เกินเลยไปจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๓ ทั้ง ๆ ที่ประเด็นที่ขอแก้ไข ที่หลากหลายนั้นยังมีบทบัญญัติบังคับใช้อยู่ในรัฐธรรมนูญ จึงเป็นคำถามว่าท่านจะแก้ไข ได้หรือไม่ ก็ขอให้ท่านนำไปพิจารณา ผมขออนุญาตกราบเรียนว่า ในชั้นต้นตั้งแต่ในชั้น กรรมาธิการยกร่างกฎหมายจนอยู่ในชั้นพิจารณา เราได้เห็นความสำคัญร่วมกันว่า พรรคการเมืองเป็นองค์กรที่มีความสำคัญต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงจำเป็น จะต้องสร้างพรรคการเมืองให้เป็นพรรคการเมืองของประชาชนอย่างแท้จริง มีความเป็น ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ในพรรคการเมือง ให้สมาชิกมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง โดยเฉพาะมี ส่วนร่วมคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง จึงออกแบบให้พรรคการเมืองมีรายได้เป็นของตนเอง เพื่อให้พ้นจากการถูกกล่าวหาว่าเป็นพรรคของนายทุน เช่น การจัดให้มีเงินค่าบำรุงสมาชิก เป็นรายปี ก็เพื่อให้สมาชิกยังมีความสัมพันธ์ผูกพันอยู่กับพรรคการเมือง ไม่ใช่เพียงการสมัคร เป็นสมาชิกพรรคครั้งแรกแล้วก็หายสาบสูญไป จนไม่ทราบว่าตนเองเป็นสมาชิกพรรคไหน แล้วก็ไปสมัครเป็นสมาชิกอีกหลาย ๆ พรรคที่เป็นการกระทำที่ไม่ชอบ ให้มีทุนประเดิมที่มา จากบุคคลผู้ริเริ่ม เพื่อป้องกันไม่ให้นายทุนเข้ามามีอำนาจในพรรค พรรคใดมีสาขาพรรคมาก มีสมาชิกมากจะได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองตามสัดส่วน แล้วยังยินยอมให้พรรคนำเงินนั้นที่สนับสนุนสาขาพรรคไปใช้จ่ายในการดำเนินกิจการของ สาขาพรรค ประการสำคัญพรรคยังได้รับเงินอุดหนุนจากผู้เสียสละ ผู้เสียภาษีรายได้รายปี ปีละ ๕๐๐ บาท ซึ่งเป็นการเพิ่มจากเดิมที่กำหนดไว้เพียง ๑๐๐ บาท สิ่งที่สำคัญ คณะกรรมาธิการได้ทำความเข้าใจกับผู้แทนคณะกรรมการเลือกตั้งว่า เนื่องจากการเลือกตั้ง ขั้นต้นนั้นเป็นเรื่องใหม่ คณะกรรมการการเลือกตั้งควรจะไปกำหนดแนวทางการปฏิบัติ ที่ชัดเจน เพื่อเป็นคู่มือให้แก่พรรคการเมืองนำปฏิบัติ หากพรรคการเมืองกระทำความผิด ในเรื่องนี้โดยไม่เจตนาทุจริต กกต. ควรอยู่ในฐานะเป็นพี่เลี้ยงที่ให้การตักเตือนให้คำแนะนำ เป็นหลัก มิใช่เป็นการไปเอาความผิดกับพรรคการเมือง นี่คือตัวอย่างบางประการที่นำไป ชี้แจงเพื่อให้ทุกคนท่านทั้งหลายได้เกิดความเข้าใจว่า ไม่มีใครมีเจตนาไปทำลายพรรคการเมือง ในทางตรงกันข้ามกลับมีเจตนาดีที่ต้องการให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง เป็นประชาธิปไตย ในพรรคการเมืองเอง ให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันการเมือง เป็นพรรคการเมืองของ ประชาชน ไม่มีใครหรอกครับที่คิดจะทำลายพรรคการเมืองที่เป็นองค์กรสำคัญของการ ปกครองระบอบประชาธิปไตย ผู้ใดคิดทำลายพรรคการเมือง ผู้นั้นทำลายระบอบ ประชาธิปไตย เว้นเสียแต่พรรคการเมืองจะทำลายตัวเองเท่านั้น จึงเรียนมาเพื่อความเข้าใจ ทั่วกัน🔗

ลำดับต่อไป ผมขออนุญาตที่จะอภิปรายถึงข้อดี ข้อเสีย ในการส่งผู้สมัคร รับเลือกตั้ง โดยการคัดเลือกของสมาชิก ซึ่งข้อดีต่าง ๆ เหล่านี้มันก็เป็นความเห็นที่แตกต่างกัน ก็เรียนให้ท่านว่า สิ่งต่าง ๆ นี้มาเจตนาดีเราคิดแบบนี้ แต่อาจจะคิดไม่ตรงกับท่าน🔗

ประการแรก พรรคการเมืองที่เข้มแข็งมีความเป็นสถาบันการเมือง จำเป็น จะต้องขยายสาขาพรรคการเมืองให้เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งต้องแสวงหาจำนวนสมาชิก พรรคการเมืองให้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะเป็นการเพิ่มผู้ร่วมอุดมการณ์ของพรรคแล้ว พรรคยังได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง เช่น ค่าบำรุงสมาชิก เงินอุดหนุนจากผู้เสียภาษีรายได้ ๕๐๐ บาทต่อคนต่อปี ดังที่ได้ชี้แจงไปแล้ว🔗

ประการที่ ๒ เป็นการสร้างประชาธิปไตยพื้นฐานให้สมาชิกมีส่วนร่วมมีสิทธิ เป็นเจ้าของพรรคการเมือง ทำให้พรรคการเมืองเป็นพรรคการเมืองของประชาชนอย่าง แท้จริง ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องสร้างความนิยมให้สมาชิกในเขตเลือกตั้งของตนยอมรับ นอกจากสมาชิกจะเป็นผู้คัดเลือกท่านแล้ว เขายังจะเป็นคะแนนพื้นฐานในการเลือกตั้งที่จะ ช่วยหาคะแนนนิยมเพิ่มให้แก่ท่าน ตามที่กล่าวว่าผู้สมัครไปจัดหาสมาชิกของตนเองแล้วมา เลือกตัวเองนั้น แรก ๆ มันอาจจะเป็นเช่นนั้น แต่ผมเชื่อว่าแต่ละเขตเลือกตั้งคงไม่มีผู้สมัคร ของพรรคเพียงคนเดียว ถ้ามีผู้สมัครหลาย ๆ พรรคผมเชื่อว่าผู้สมัครแต่ละท่านนั้นคง ไม่ยินยอมให้ผู้ใดผู้หนึ่งไปหาสมาชิกคนเดียว มันเป็นการเริ่มต้นระบบประชาธิปไตยตั้งแต่ สาขาพรรคการเมือง และเมื่อท่านได้รับการเลือกตั้งแล้ว ท่านจะอิสระไม่ถูกครอบงำ เพราะท่าน มาจากประชาชน มันมีเหตุการณ์หลาย ๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บุคคลที่ไม่ได้มาจากสมาชิก ที่เลือกเขาจะไม่เห็นความสำคัญของสมาชิก ถ้ากรรมการบริหารพรรคเป็นผู้เลือกท่าน ท่านก็จะให้ความสำคัญกับกรรมการบริหารพรรค ท่านจะไม่ให้ความสำคัญกับสมาชิกพรรค ท่านประธานครับ ในห้วงเวลาใกล้ ๆ นี้มันปรากฏข่าวขึ้นมาว่า เลขาธิการพรรคท่านหนึ่ง ออกมาข่มขู่ว่าจะไม่ส่งไอ้ห้อยไอ้โหนลงเลือกตั้ง ข่าวนี้จะไม่เกิดขึ้น เพราะผู้มีสิทธิส่งผู้สมัคร รับเลือกตั้งนั้นเป็นสมาชิก ไม่ใช่กรรมการบริหารพรรค ข่าวการแตกแยกของกรรมการ บริหารพรรค ในการแย่งชิงส่งผู้สมัครของตนเองลงเลือกตั้งจะไม่เกิดขึ้น เพราะผู้ตัดสินคือ สมาชิกพรรค ไม่ใช่กรรมการบริหารพรรค พรรคการเมืองจะมีความเข้มแข็งพัฒนาเป็น สถาบันทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ พรรคการเมืองจะได้ ผู้สมัครบัญชีรายชื่อที่จงรักภักดี อดทน ยืนหยัดร่วมอุดมการณ์กับพรรคการเมืองอย่าง ยาวนาน เพราะการเป็นผู้สมัครรายชื่อที่ได้รับความนิยมจากสมาชิกพรรคจะต้องใช้เวลา อันยาวนาน ในการสร้างสมประสบการณ์ สร้างสมผลงานให้แก่พรรค ให้สมาชิกได้เห็น ให้สมาชิกนิยมเขาจึงจะเลือก พรรคจะไม่มีนายทุน หรือลูกท่านหลานเธอของผู้มีอิทธิพล ในพรรคเข้ามาอยู่ในลำดับบัญชีต้น ๆ ที่เหนือกว่าผู้ทำงานให้แก่พรรค การหิ้วกระเป๋าหนีของ นายทุนจะไม่เกิดขึ้น เพราะการไปสร้างความนิยมให้กับสมาชิกในพรรคใหม่มันเป็นไปไม่ได้ ง่ายนัก ส่วนข้อเสีย การเลือกตั้งโดยวิธีการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยการคัดเลือกเป็นเรื่อง ยุ่งยากทำไม่ได้ง่าย ไม่เป็นจริง เสียค่าใช้จ่าย เพ้อฝัน คำกล่าวต่าง ๆ คำตำหนิติเตียนเหล่านี้ คำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้ ล้วนมาจากนักการเมืองในระดับกรรมการบริหารพรรค ผู้มีอำนาจ ในการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้งสิ้น ท่านประธานครับ ผมยอมรับเรื่องประชาธิปไตย เรื่องการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม เรื่องทำให้ความยากจนหมดไปเป็นเรื่องยุ่งยาก ทำไม่ได้ง่าย เสียค่าใช้จ่าย และค่อนข้างเป็น เรื่องเพ้อฝัน ท่านลองไปคิดดูครับ ประชาธิปไตยของไทยเดินหน้ามาถึงปัจจุบัน ๙๐ ปีแล้ว ถ้าทำได้ง่ายประชาธิปไตยของไทยต้องเข้มแข็งกว่านี้แน่นอน คงไม่เกิดความขัดแย้งแตกแยก จนประเทศชาติไม่เดินหน้าดังเช่นปัจจุบัน เรื่องการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ถ้าทำได้ง่าย จริงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่มีมากว่า ๖๐ ปี คงทำให้สังคมนั้นเกิดความเหลื่อมล้ำ ลงไป แต่ปัจจุบันความเหลื่อมล้ำยิ่งมีมากขึ้น คนจนยังมีมากกว่า ๑๐ ล้านคน ผมเรียนว่า ทั้งที่เป็นเรื่องยุ่งยาก เสียค่าใช้จ่าย ทำไม่ได้จริง แต่เหตุใดพวกเราทุกคนจึงอยากเรียกร้อง ประชาธิปไตย อยากเรียกร้องให้ช่วยจัดการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ช่วยทำให้คนจน น้อยลง ทำไมเราถึงเรียกร้อง เพราะพวกเราทุกคนมีความเชื่อมั่นตรงกันว่าการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย การขจัดความเหลื่อมล้ำในสังคม การลดความยากจน ๒ สิ่งนี้ละ จะทำให้ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนอยู่ดีมีสุข เพราะฉะนั้นขออนุญาตกราบเรียนว่า เรื่องประชาธิปไตย เรื่องลดความเหลื่อมล้ำในสังคม เรื่องทำให้คนจนหมดไป ไม่ว่าจะเป็น เรื่องยุ่งยากทำไม่ได้ง่ายมากขนาดไหน เราจะต้องร่วมมือร่วมใจกันในการเดินหน้าต่อไป ในเรื่องของการเสียค่าใช้จ่าย หลายท่านอ้างว่าการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในการคัดเลือกของ สมาชิกทำให้เสียค่าใช้จ่าย ผมมีกรณีอยากยกตัวอย่างให้ท่าน ซึ่งเป็นกรณีมาจากคำอภิปราย ของท่านเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้ฟังท่าน อภิปราย ท่านได้อภิปรายว่า การเลือกตั้งซ่อมในห้วงที่ผ่านมานั้นมีการซื้อเสียง มีการจ่ายเงิน หัวละ ๓๐๐-๕๐๐ บาท แล้วก็มีกระแสข่าวว่ามีพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องใช้ เงินแต่ละพรรคไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ ล้านบาท ซึ่งก็คงหาหลักฐานที่จะมาพิสูจน์ได้ยาก แต่ถ้าเป็น เรื่องจริง ก็อยากถามว่า ทำไมพรรคจึงยินยอมเสียค่าใช้จ่ายมากมายขนาดนั้นในการเลือกตั้ง ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม แต่ในทางกลับกันการให้สมาชิกมีส่วนร่วมคัดเลือก ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการสร้างประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง เป็นพื้นฐานของประชาธิปไตย เป็นเรื่องที่ถูกต้อง สุจริตตามกฎหมาย ท่านกลับบอกว่าทำให้เสียค่าใช้จ่าย และด้วยเหตุ ที่การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งโดยการเลือกตั้งของสมาชิกเป็นการสร้างประชาธิปไตยในพรรค การเมือง ทำให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมือง เป็นพรรคการเมืองของประชาชน สอดคล้องตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ หากเราไม่สามารถสร้างประชาธิปไตยให้เกิดขึ้น ในพรรคการเมืองแล้ว แน่นอนคงไม่สามารถที่จะสร้างประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในประเทศชาติได้ ดังนั้นคำกล่าวว่า การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งโดยการคัดเลือกของสมาชิกเป็นเรื่องยุ่งยาก ทำไม่ได้ง่าย ไม่เป็นจริง เสียค่าใช้จ่าย ทั้งหมดจึงล้วนเป็นคำกล่าวที่ทำลายคุณค่า ทำลายความสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยทั้งสิ้น🔗

สรุปการแก้ไขพระราชบัญญัติพรรคการเมืองโดยการเสนอของ ส.ส. ทั้งฝ่าย ค้าน ฝ่ายรัฐบาล ๕ ฉบับ ผมมีความเห็นดังนี้ เป็นการแก้ไขที่เกินเลย ไม่สอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญ เป็นการแก้ไขเพื่อแก้ปัญหาการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของพรรคการเมือง เพื่อให้การกระทำนั้นชอบ เป็นการแก้ไขขัดขวางการมีส่วนร่วมของสมาชิกอย่างแท้จริงตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เป็นการแก้ไขขัดขวางการพัฒนาพรรคการเมือง ไม่ให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชน ไม่ให้ พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมือง ด้วยเหตุผลดังกล่าวผมจึงขอที่จะไม่รับหลักการร่าง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้านทั้ง ๕ ฉบับ แต่จะขอรับหลักการเพียงฉบับเดียว คือฉบับที่เสนอแก้ไข โดยคณะรัฐมนตรีที่มีการแก้ไขสอดคล้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๓🔗

ท่านประธานครับ ก่อนจบคำอภิปรายผมขอฝากข้อคิดไปยังบรรดาสมาชิก ผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย ๒ ประการว่า พรรคการเมืองเป็นองค์กรสำคัญในระบอบประชาธิปไตย เป็นองค์กรที่รับมอบอำนาจจากประชาชนเข้าไปทำหน้าที่นิติบัญญัติ และบริหารราชการ แผ่นดิน แก้ไขปัญหาที่มีความซับซ้อนมากมายของสังคม เพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติ และประชาชน มันจึงเป็นเรื่องที่น่าคิดว่า เหตุใดการปฏิบัติของพรรคการเมืองจึงต้องการ การปฏิบัติแบบง่าย ๆ ทั้งการบริหารพรรค ทั้งการจัดตั้งสาขาพรรคที่จะไม่ระดมสมาชิก อย่างจริงจัง ดำเนินการคัดเลือกผู้สมัครอย่างง่าย ๆ ถ้าเช่นนี้แล้วพรรคการเมืองจะเข้าไป รับผิดชอบแก้ไขปัญหาสำคัญของชาติที่มีความซับซ้อนได้อย่างไร🔗

ประการที่ ๒ การปฏิรูปพรรคการเมืองจะไม่เกิดผลสำเร็จ ถ้าผู้มีอำนาจ ในพรรคการเมืองไม่ยินยอมที่จะลดอำนาจของตนไปให้อำนาจแก่สมาชิกพรรคการเมือง การปฏิรูปพรรคการเมืองจะไม่เกิดผลสำเร็จ ถ้าบุคคลในพรรคการเมืองไม่ยินยอมที่จะปฏิรูป ตนเอง ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ พลเอก สมเจตน์ ต่อไปอีกชุดหนึ่งนะครับ ท่านสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ พรรคเพื่อไทย จากนั้น เป็นท่าน ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ พรรคภูมิใจไทย แล้วก็ไปท่านเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิก วุฒิสภา เชิญท่านสุรวิทย์ก่อนครับ🔗

นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชัยภูมิ

ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด ชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขออภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ที่เสนอโดยนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้า พรรคเพื่อไทย และสมาชิกพรรค ท่านประธานที่เคารพครับ พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญ เกี่ยวกับการมีร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เพื่อให้ พรรคการเมืองเป็นพรรคการเมืองที่เป็นของประชาชน เป็นพรรคการเมืองที่พี่น้องประชาชน มีโอกาสเข้ามาร่วมในการที่จะจัดทำนโยบาย จัดทำกิจกรรมต่าง ๆ พรรคเพื่อไทยได้ตั้ง คณะทำงานขึ้นศึกษาในเรื่องดังกล่าว จึงได้มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งมีทั้งหมด ๒๙ มาตรา กระผมจะขออภิปราย บางประเด็น เพราะมีหลายท่านได้อภิปรายไปแล้ว🔗

ประเด็นแรก ที่ผมอยากกราบเรียนก็คือ ประเด็นเงินค่าบำรุงสมาชิก พรรคการเมือง ปัจจุบันสมาชิกพรรคการเมืองจะต้องจ่ายค่าบำรุงสมาชิกพรรค ซึ่งมีอยู่ ๒ ประเภท ประเภทที่ ๑ คือประเภทรายปี ไม่น้อยกว่าปีละ ๑๐๐ บาท ประเภทที่ ๒ คือประเภทตลอดชีพ จะชำระค่าสมาชิกอย่างน้อย ๒,๐๐๐ บาท การกำหนดให้สมาชิกพรรค การเมืองต้องชำระค่าสมาชิกพรรคนั้นได้กำหนดไว้ในกฎหมาย คือในพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ปี ๒๕๖๐ ในมาตรา ๑๕ (๕) ซึ่งกำหนดว่ารายได้พรรคการเมืองส่วนหนึ่งมาจากค่าบำรุงพรรคการเมือง ซึ่งต้องเรียกเก็บ จากสมาชิกไม่น้อยกว่าปีละ ๑๐๐ บาท และในมาตรา ๑๕ วรรคสี่ พรรคการเมือง อาจกำหนดให้เรียกเก็บค่าบำรุงพรรคการเมืองจากสมาชิกแบบตลอดชีพ ตามอัตราที่กำหนด ในข้อบังคับก็ได้ แต่ต้องไม่น้อยกว่า ๒,๐๐๐ บาท ท่านประธานที่เคารพครับ การเข้าเป็น สมาชิกพรรคการเมืองนั้น เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนให้บุคคลที่มีอุดมการณ์ ทางการเมืองที่คล้ายคลึงกัน ตรงกัน แนวทางเดียวกันมาร่วมกันทำงานในรูปแบบของ พรรคการเมืองเดียวกัน เพื่อผลักดันนโยบายสำคัญให้เกิดขึ้นในบ้านในเมือง ไม่ว่าจะเป็น ในพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของรัฐบาล ท่านประธานที่เคารพครับ จะเห็นได้ว่า ก่อนมีค่าสมาชิกพรรคการเมืองนั้น ผู้สมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ไม่ต้องชำระค่าสมาชิก พรรคการเมือง เพียงแต่ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงาน ในการผลักดันนโยบายที่เป็น แนวทางที่ตรงกันนั้น สมาชิกพรรคการเมืองแต่ละพรรคในช่วงนั้นมีมากครับ บางพรรค มีนับล้านคน แต่หลังจากที่มีการเก็บค่าบำรุงสมาชิกพรรค ซึ่งเห็นชัดเจนว่า น่าจะเป็น อุปสรรคสำคัญปิดกั้นโอกาสการมีส่วนร่วมของผู้สนใจเข้าร่วมอุดมการณ์ทางการเมือง เดียวกัน ทำให้จำนวนสมาชิกพรรคการเมืองต่าง ๆ ลดน้อยลงอย่างชัดเจน จนเหลือสมาชิก พรรคเพียงพรรคละนับหมื่น นับพัน จากเดิมซึ่งไม่ต้องเสียค่าสมาชิกนั้นมีสมาชิกพรรคต่าง ๆ มากนับล้านคน พรรคเพื่อไทย เห็นว่าการเก็บค่าสมาชิกพรรค ไม่ว่ารายปี ไม่ว่าตลอดชีพ เป็นอุปสรรคขัดขวางทำให้ผู้มีอุดมการณ์ที่จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรคการเมืองมาใช้ความ เสียสละเรื่องวิชาการ เรื่องการทำงานต่าง ๆ ในพรรคการเมือง แต่ด้วยการเก็บค่าบำรุงสมาชิก พรรค ทำให้หลายคนมองเห็นว่าการเข้ามาร่วมสมาชิกพรรคนั้นไม่ได้เป็นไปโดยบริสุทธิ์ แต่หวังเงิน หวังทอง หวังสิ่งต่าง ๆ จากประชาชน แม้จะ ๑๐๐ บาท หรือ ๑,๐๐๐ บาท ก็มีปัญหา พรรคเพื่อไทยเห็นควรยกเลิกการบังคับเก็บค่าบำรุงสมาชิกพรรคไว้ โดยบัญญัติว่า ในมาตรา ๔ ของร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย ให้ยกเลิกความ ใน (๑๕) ของมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ และให้ยกเลิก ความในวรรคสี่ มาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ปี ๒๕๖๐ แต่พรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้ปิดกั้นโอกาสในการที่จะมาบำรุงพรรค โดยเขียนไว้ว่า พรรคการเมืองอาจเรียกเก็บค่าบำรุงสมาชิกพรรคการเมืองจากสมาชิกพรรคได้ ตามอัตรา ที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ คำว่า อาจเก็บ ก็หมายความว่าเก็บก็ได้ ไม่เก็บก็ได้ แล้วแต่พรรค การเมือง ประเด็นการเริ่มต้นการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองนั้นเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ผม อยากกราบเรียน เพราะว่าในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเดิม ปี ๒๕๖๐ นั้น บัญญัติว่าการเริ่มต้นสมาชิกภาพของสมาชิกพรรคการเมืองนั้น บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๗ ว่า สมาชิกภาพของสมาชิกพรรค เริ่มตั้งแต่ได้ชำระค่าบำรุงพรรคการเมืองตามจำนวน ที่กำหนดในข้อบังคับ ก็หมายความว่า ถ้าไม่ชำระค่าบำรุงสมาชิกพรรค ก็ไม่มีสมาชิกภาพ ของการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง พรรคเพื่อไทยจึงเปลี่ยนจึงแก้ไขในส่วนนี้ว่า สมาชิกภาพ ของสมาชิกพรรค เริ่มตั้งแต่นายทะเบียนสมาชิกพรรค มีคำสั่งให้รับเข้าเป็นสมาชิก คือเราไม่ได้ไปให้ความสำคัญกับค่าบำรุงสมาชิกพรรคแต่ให้ความสำคัญกับอุดมการณ์ ความตั้งใจที่จะมาทำงานการเมืองเพื่อให้คนไทยที่มีความรู้ความสามารถได้เข้ามามีส่วนร่วม ในการทำงาน มีอุดมการณ์ที่จะทำงานด้วยกัน🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ในอีกประเด็นหนึ่งที่ผมอยากกราบเรียนก็คือ ประเด็นการครอบงำพรรคการเมือง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ คือฉบับ เดิมที่ใช้อยู่นั้นมีกำหนดไว้ใน ๒ มาตรา คือมาตรา ๒๘ และมาตรา ๒๙ มาตรา ๒๘ บอกว่า ห้ามมิให้พรรคการเมืองยินยอม หรือกระทำการใดอันทำให้บุคคลอื่น ซึ่งไม่ใช่สมาชิกพรรค กระทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทำ ให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกพรรคขาดความเป็นอิสระ ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม มาตรานี้ก็เน้นว่าพรรคการเมืองต้องไม่ดำเนินการอย่างใดให้เกิดลักษณะเป็นการให้คน ภายนอกเข้ามาครอบงำ ควบคุม และชี้นำ หรือยินยอมให้คนอื่นกระทำ และในมาตรา ๒๙ ของ ร่าง พ.ร.ป. เดิมเขียนไว้ว่า ห้ามมิให้ผู้ใด ซึ่งไม่ใช่สมาชิกกระทำการใดอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมือง หรือสมาชิก ขาดความเป็นอิสระ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม ท่านประธานที่เคารพ พวกเรา พรรคเพื่อไทยเข้าใจว่ามาตรานี้มีเป้าหมายมาที่พรรคเพื่อไทยโดยเฉพาะ ซึ่งอาจจะเปิดโอกาส ให้มีการตีความเข้ามาเพื่อที่จะยุบพรรคเพื่อไทย หรือทำลายพรรคเพื่อไทย แต่พรรคเพื่อไทย ก็ไม่ได้กังวลเรื่องนี้มากนัก เพราะเราไม่ได้กระทำผิด ไม่ได้กระทำขัดหรือแย้งต่อมาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ เพียงแต่เรากังวลเรื่องการตีความของบุคคลที่ต้องการที่จะทำลายพรรคเพื่อไทย จึงเติมเข้ามาในวรรคที่สองของมาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ ว่ามาตรานี้การกระทำในวรรคหนึ่ง มิให้หมายความรวมถึงการที่บุคคลอื่นนั้นได้ให้คำปรึกษา แนะนำ เสนอแนะ หรือให้ข้อมูลแก่ พรรคการเมืองเพื่อประกอบการตัดสินใจในการดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองนั้น ต้องยอมรับว่าประเทศไทยมีบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ แต่ยังไม่อยาก จะเข้าไปสังกัดในพรรคการเมือง ในลักษณะเช่นนี้ก็ถือว่าเป็นบุคคลภายนอก บุคคลดังกล่าวนั้น จะเป็นประโยชน์ต่อพรรคการเมือง เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติในการเสนอวิชาความรู้ ผลงานวิจัย หรือว่าแนวความคิดต่าง ๆ ซึ่งถ้าเราเปิดกว้างให้คนเหล่านี้ได้มีโอกาสทำงาน การเมืองก็จะเป็นประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชน เพราะฉะนั้นพรรคเพื่อไทย จึงเขียนไว้ในวรรคที่สอง ตามที่ผมได้กราบเรียนไปแล้วว่าบุคคลเหล่านี้เป็นคนที่มีประโยชน์ น่าจะได้ใช้ประโยชน์เกิดขึ้นให้เต็มที่ กระผมขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองของพรรคเพื่อไทย และสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญของรัฐบาลก็ดี ของพรรคการเมืองอื่นก็ดีทุกฉบับ เพื่อให้คณะกรรมาธิการ ที่จะตั้งขึ้นนำไปพิจารณา นำไปศึกษา ตรงไหนดี ตรงไหนที่เป็นข้อที่จะเป็นประโยชน์กับ ประเทศชาติ ประชาชนก็ขอให้ท่านได้ดำเนินการไป ส่วนที่ไม่ดีท่านก็คงจะพิจารณาด้วย ความรอบคอบต่อไป ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านสุรวิทย์ ต่อไปเชิญท่านณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ เชิญครับ🔗

นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เขตเลือกตั้งที่ ๗ อำเภอนาทวี อำเภอสะบ้าย้อย ตำบลสำนักแต้ว สำนักขามของอำเภอสะเดา พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ความแตกต่างทางความคิด ในรัฐสภาแห่งนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา เราล้วนแล้ว มีที่มาต่างกันครับ ฝ่ายค้านเอง ฝ่ายรัฐบาลเอง เราก็ต่างกันครับ ท่านประธานครับ ในพรรคผมก็เหมือนกันครับ ส.ส. เขตกับ ส.ส. ปาร์ตี ลิสต์ (Party-list) เราก็คิดต่างกัน ก่อนที่จะมาประชุมครั้งนี้ ผมใช้เวลาประชุม ๔ ชั่วโมงครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นวันนี้ล้วนแล้วมันมีความต่างกันในเรื่องของความคิด เพราะฉะนั้นกว่าจะตกผลึกได้ ในแต่ละประเด็นเราล้วนแล้วต้องใช้มติของที่ประชุม เพราะฉะนั้นวันนี้การที่จะให้เพื่อน สมาชิกรัฐสภา ทั้ง ส.ส. ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ส.ส. ส.ว. เห็นเป็นในทางเดียวกันมันเป็นเรื่อง ยากครับ เพราะฉะนั้นเราต้องฟังเรื่องเหตุผล มติก็คือเป็นเสียงส่วนใหญ่ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ส.ส. ส.ว. ชุดปัจจุบัน เพราะฉะนั้นเมื่อรัฐธรรมนูญ เราใช้ไปสักพักหนึ่ง ปรากฏว่ามันมีการแก้ไขก็คือการแก้ไขมาตรา ๘๓ ซึ่งแก้ไขไปเมื่อปี ๒๕๖๔ ที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีการแก้ไข ส.ส. จาก ๕๐๐ เขต เป็น ส.ส. เขต ๔๐๐ คน ปาร์ตี ลิสต์ (Party-list) ๑๐๐ คน เพราะฉะนั้นมันเหมือนการสร้างบ้านครับท่านประธานครับ เขาสร้างบ้าน ให้พวกเราเมื่อปี ๒๕๖๐ ปรากฏว่า ส.ส. บอกว่าบ้านมันต้องแก้ไข เราไปแก้ไขบ้าน เมื่อปีที่แล้วครับ ปรากฏว่าเมื่อเราแก้ไขบ้านเสร็จ ปีนี้เราต้องแก้ไขเพิ่มเติม ก็คือกฎหมายลูก ๒ ฉบับเป็นที่มาของวันนี้ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นวันนี้มันเป็นเรื่องของ ส.ส. จะสร้าง บ้านของพวกเราเอง วันนี้ผมลงในพื้นที่ท่านประธานรู้ไหมครับว่าประชาชนเขาถามว่าอย่างไร ครับท่านประธาน ส.ส. เขาจะยุบสภาเมื่อไร ลงไปในพื้นที่ชาวบ้านเขาถามว่าสถานการณ์ใน สภาที่กรุงเทพฯ ที่ ส.ส. ไปประชุมสภา สภาล่มรัฐบาลจะอยู่ได้หรือไม่ และอีก ๑ คำถามครับท่านประธาน ชาวบ้านเขาทันสมัยครับ เขาถามว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านไปแล้ว ๔๐๐ เขต ปาร์ตี ลิสต์ (Party-list) ๑๐๐ คน ถ้ากฎหมายลูก ๒ ฉบับ ไม่ผ่าน จะเลือกตั้งได้หรือไม่ นี่คือคำถามครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นวันนี้ประชาชนเขาไปไกล แล้วครับ เราต้องตามให้ทัน สิ่งที่สำคัญที่สุดวันนี้การสร้างบ้านของสมาชิกรัฐสภาเราต้อง สร้างให้สมบูรณ์แบบ เพราะฉะนั้นร่าง พ.ร.ป. ๖ ฉบับ ก็คือวิศวกรที่เสนอร่างให้กับรัฐสภา มีวิศวกรไหนบ้างครับ ก็คือคณะรัฐมนตรีเสนอเข้ามา ๑ ร่าง พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง และคณะวิศวกรอีก ๑ ร่าง คุณหมอชลน่านและคณะ ท่านวิเชียร ชวลิต ท่านพิธา ท่านอนันต์ ผลอำนวย นี่ก็คือวิศวกรที่นำเสนอร่างในการแก้บ้านของพวกเราทั้ง ๖ ร่าง เราจะปฏิเสธว่า จะไม่รับไม่ได้ครับ ต้องฟังก่อน เพราะฉะนั้นพวกเราในฐานะสมาชิกรัฐสภาจะตั้งธงว่า ไม่รับ ฟังก่อนครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ร่างของรัฐบาล ๓ ฉบับ ฝ่ายค้าน ๓ ฉบับ ทุกคนลุกขึ้นมา อภิปราย วันนี้ผมก็เลยบอกว่าทั้ง ๖ ร่าง พวกเราต้องฟังก่อน ต้องฟังเหตุผล สิ่งที่จะเกิดขึ้น ในอนาคตมันไม่ใช่เป็นเรื่องของพวกเราครับ มันเป็นเรื่องของอนาคตในการสร้างนักการเมือง รุ่นใหม่ในอนาคต วันนี้หลังจากที่พวกเรารับร่างแล้วคนที่ต้องไปทำหน้าที่ออกแบบก็คือ คณะกรรมาธิการที่แต่งตั้งเมื่อคืน ๔๙ ท่าน ต้องไปทำหน้าที่ปรุง ไปทำหน้าที่ออกแบบ และนำเข้าสู่สภาแห่งนี้ วาระที่ ๒ วาระที่ ๓ มันมีกระบวนการครับท่านประธาน ผมเอง เคยเป็นเลขากรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนเข้าสู่สภา กระบวนการยุ่งยากนะครับ ท่านประธาน โดยเฉพาะแค่คำ ๆ เดียวนี่โอ้โฮต้องถกกัน โดยเฉพาะกรรมาธิการของ สภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภา โอ้โฮเป็นคณะกรรมการที่ละเอียดยิบ เพราะฉะนั้นผมมั่นใจ นะครับว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้ในการไปแก้ไขก่อนเข้าสู่การพิจารณาของสภาผมคิดว่า สมบูรณ์แบบ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมเองสรุปง่าย ๆ ทั้ง ๖ ร่าง ที่จะเข้าสู่ในการพิจารณา ก็คือการแก้ไข เพิ่มเติมเกี่ยวกับอัตราค่าธรรมเนียมบำรุงพรรคการเมืองชั่วคราว ๑๐๐ บาท ถาวร ๒,๐๐๐ บาท มีการอภิปรายหลายคนบอกว่าทำไมต้องเก็บ นี่ก็คือสิ่งที่กรรมาธิการต้องไป คิดว่าตกลงจะเก็บหรือไม่เก็บดี ก็ฝากกรรมาธิการไว้ด้วย🔗

ข้อที่ ๒ การแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด หลายคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่ามันจำเป็นต้องมีหรือไม่ นี่ก็ต้องไปอีกข้อหนึ่ง🔗

ข้อที่ ๓ ยกเลิกกำหนดจำนวนสมาชิกพรรคขั้นต่ำ🔗

ข้อที่ ๔ แก้ไขเงื่อนไขพรรคการเมืองส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง🔗

ข้อที่ ๕ ในการจัดสรรงบประมาณให้กับพรรคการเมือง ขอให้ กกต. ไปพิจารณาในเรื่องของจำนวนสมาชิกด้วย🔗

ข้อที่ ๖ ขอยาว ๆ หน่อย ยกเลิกอำนาจศาลรัฐธรรมนูญในการยุบพรรคการเมือง และการเพิกถอนสิทธิรับสมัครเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูก ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค ท่านประธานที่เคารพครับ ถามว่าวันนี้ใครอยากเป็น คณะกรรมการบริหารพรรคบ้าง ยกมือครับ ไม่มีใครอยากเป็นครับ วันนี้ใครได้รับเลือกเป็น หัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค ไม่รู้จะไปแสดงความยินดี หรือเสียใจ ดี เพราะว่าโทษที่จะได้รับก็คือโดนตัดสิทธิทางการเมือง ถ้าเกิดมีสมาชิกกระทำความผิดโทษ โหดร้ายมากครับ เป็นการประหารชีวิตทางการเมืองกับกรรมการบริหารพรรค เป็นเรื่อง ที่แปลกมาก เพราะฉะนั้นวันนี้อำนาจสูงสุดของการบริหารประเทศนี้มันมี ๓ หลักครับ ท่านประธาน อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจตุลาการ แต่ศาลรัฐธรรมนูญเขาบอกว่า มีอำนาจจุด ๆ ทุกสถาบัน สั่งนายกรัฐมนตรีให้หลุดได้ครับท่านประธาน สั่งเพื่อนสมาชิก ส.ส. ผมหลุดไปเยอะนะครับท่านประธาน สั่งให้องค์กรตุลาการหลุดไปเยอะแล้วครับท่านประธาน วันนี้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นจุด ๆ ทุกสถาบัน วัยรุ่นเขาบอกแบบนั้น เพราะฉะนั้นสถานะองค์กร อิสระที่สภาแห่งนี้ตั้งใหญ่จริง ๆ ครับ วันดีคืนดีมาแถลงต่อสภา แสดงว่าลูกฆ่าพ่อ ฆ่าสภาด้วย ทุกครั้งที่พรรคถูกยุบ ทุกครั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสิทธิเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมนี่รู้สึกเศร้าใจทุกครั้ง เพราะฉะนั้นวันนี้ก็ฝากไปยังคณะกรรมาธิการที่กำลังจะตั้งขึ้นไปดู กฎหมายข้อนี้ด้วย ให้ความเป็นธรรมกับนักการเมืองด้วย เขาไม่ได้ช่วยโดยสันดานครับ🔗

ข้อที่ ๗ การทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) ท่านประธานครับ คำว่า ไพรมารีโหวต (Primary Vote) ผมเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ครับ ก่อนจะมาเล่นการเมือง มีความหวังกับการมาเป็นนักการเมือง ตั้งใจบอกว่าถ้าจะมาเป็นนักการเมืองระบบ ไพรมารีโหวต (Primary Vote) เราเด็กคนรุ่นใหม่จะมีโอกาสเข้ามาเป็น ส.ส. ได้ง่าย แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นภาพลวงตาครับท่านประธาน เป็นการทำเพื่อให้กระบวนการ ทางกฎหมายได้สมบูรณ์แบบ เป็นการตบตา กกต. ครับ ท่าน กกต. เป็นการตบตาพวกท่าน ไม่มีผลในการพิจารณาครับ เพราะว่าในกระบวนการสรรหาผู้สมัครมีหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค ๑ ก้อน มีคณะกรรมการบริหารพรรค ๑ ก้อน และกฎหมายได้ให้มี คณะกรรมการพิจารณา ส.ส. อีก ๑ ก้อน ไพรมารีโหวต (Primary Vote) ๑ ก้อน สุดท้าย คนที่จะลง ส.ส. ไปหาก้อนไหนท่านลองคิดดูครับ วันนี้มันมีนักการเมืองรุ่นใหม่ที่จะเข้าสู่ กระบวนการเลือกตั้งไปเข้าสู่กระบวนการไพรมารีโหวต (Primary Vote) หลงทางครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าเราจะสร้างการเมืองใหม่จริง ๆ สร้างกระบวนไพรมารีโหวต (Primary Vote) ให้เป็นจริง เราจะมีนักการเมืองคนรุ่นใหม่จริง ๆ อย่าไปหลอกลวงเขาเหมือนที่ผมเคย โดนหลอกมาแล้ว🔗

สุดท้ายนี้นะครับ ก็ขอให้รัฐสภาแห่งนี้เป็นที่พึ่งเป็นที่หวังของประชาชน เป็นสถาบันในการแก้กฎหมายมากกว่าใช้กระบอกปืนในการแก้กฎหมาย ผมเองเป็นผู้แทน มาเกือบ ๓ ปี มีความภาคภูมิใจครับท่านประธาน ได้แก้กฎหมายหลายฉบับ โดยเฉพาะ กฎหมายที่ยากมาก เพราะฉะนั้นวันนี้เรามีความหวังกับการแก้กฎหมายบ้านของพวกเรา โดยเฉพาะกฎหมายพรรคการเมือง มีความหวังกับกฎหมายทั้ง ๖ ฉบับ มีความหวังกับ กรรมาธิการนะครับ ขอบคุณมากครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ครับ🔗

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตเสนอความเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมืองที่กำลังพิจารณาอยู่ในสภาขณะนี้ ซึ่งในการที่จะเสนอแก้พระราชบัญญัติ ดังกล่าวนี้ โดยประการสำคัญ ก็คือการที่จะแก้ไขกฎหมายฉบับนี้เพื่อให้สอดคล้องกับการ แก้ไขรัฐธรรมนูญที่ให้มีการเลือกตั้งโดยใช้บัตร ๒ ใบ คือเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อ ท่านประธานที่เคารพครับ ในการที่จะบัญญัติให้มี กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองดังกล่าวนี้ เจตนารมณ์สำคัญก็คือ ต้องการให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ต้องการให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันอย่างที่เพื่อนสมาชิก หลายท่านได้พูดไป มีความเป็นอิสระในการที่จะเลือก ในการที่จะสมัคร ในความเป็นจริงแล้ว ประชาชนทุกคนมีสิทธิที่จะสมัครรับเลือกตั้งเป็นตัวแทนของประชาชนได้ การที่สมัคร โดยอิสระนั้นในสภาพความเป็นจริงเราไม่จำเป็นว่าจะต้องให้สังกัดพรรคการเมือง หรือพรรคการเมืองส่ง มีข้อเรียกร้องในหลาย ๆ ครั้งว่าการเลือกตั้งเป็นตัวแทนประชาชนนั้น น่าจะสมัครอิสระได้ ไม่สังกัดพรรคการเมือง แต่ในระยะเวลาที่ผ่านมาเราก็เห็นว่าการที่จะไป ลงสมัครแข่งกับพรรคการเมืองที่จะสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือไม่ก็ได้นั้น ถ้าหากว่า เป็นการสมัครโดยอิสระ ไม่มีเครือข่าย ไม่มีหัวคะแนน ไม่มีทุน โอกาสที่จะได้รับการเลือกตั้ง ก็มีครับ แต่ก็ยาก ดังนั้นในการที่จะเลือกตัวแทนจึงควรที่จะรวมตัวกัน ที่เรียกว่า พรรคการเมือง แต่ระยะเวลาที่ผ่านมาครับท่านประธาน ก็ต้องยอมรับว่าพรรคการเมือง ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาก่อนหน้านี้มีปัญหา มีปัญหาในเรื่องที่พรรคการเมืองนั้นเป็นพรรค นายทุน ไม่ใช่พรรคของประชาชน ก็เลยมีโจทย์มีคำถามว่าเราจะแก้ปัญหาในเรื่องเหล่านี้ ได้อย่างไร ซึ่งมีจังหวะในช่วงที่เรามีการตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่จะให้มีการ ปฏิรูปประเทศในด้านต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองด้วย ก็มีนักการเมือง หลายท่าน รวมทั้งผมเองด้วยที่ถูกตั้งเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ก็ต้อง เรียนครับ ในบุคคลที่เป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศดังกล่าวนั้น ก็มีหลายท่าน ที่เป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมือง เป็นผู้ทรงคุณวุฒิในทางการเมืองหลายท่าน ขออนุญาตเอ่ยนาม ไม่เสียหายครับ ที่เคยเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเอาในส่วนเฉพาะ นักการเมืองนะครับ ก็ยังมีท่านอดีตประธานรัฐสภา อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร คือท่าน คุณปู่ชัย ชิดชอบ ก็เคยเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้วยกัน ท่านสุชน ชาลีเครือ ก็เป็นอดีตประธานรัฐสภา อดีตประธานวุฒิสภาด้วย ท่านกษิต ภิรมย์ เคยเป็นรัฐมนตรี ท่านสมพงษ์ สระกวี เคยเป็นสมาชิกวุฒิสภา ท่านวิทยา แก้วภราดัย เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร เคยเป็นรัฐมนตรี แล้วก็ยังมีอีกหลายท่านที่ได้ร่วมกันคิดว่าในการจะให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ให้เกิดการปฏิรูป ประเทศเราจะต้องช่วยกันคิด ช่วยกันแก้ไขปัญหาของประเทศนี้ได้อย่างไร ซึ่งในส่วนของ พรรคการเมืองเองในยุคก่อนที่ผ่านมาเราให้ความสำคัญไปที่พรรคการเมืองที่มีสมาชิก ก็คือพี่น้องประชาชนมีอุดมการณ์ มีแนวคิดเดียวกันก็ไปอยู่พรรคการเมืองเป็นสมาชิก พรรคนั้น แต่ปรากฏว่าในการที่จะบริหารจัดการพรรคการเมืองมาจากสมาชิกพี่น้อง ประชาชนทั้งหลายเหล่านั้น ก็ถูกกระบวนการในทางการเมืองครอบงำ ทำให้ความเป็น สมาชิกของพรรคการเมืองนั้นไม่เป็นสมาชิกที่แท้จริง มีการซื้อบัตรประชาชนในยุคก่อนให้ไป เป็นสมาชิกพรรค มีการให้จ่ายค่าสมาชิกพรรคก็ไม่เคยจ่าย บรรดาที่มีนักการเมืองที่ต้องการ ที่จะเป็นเจ้าของพรรคก็ลงทุนออกเงินค่าสมาชิกให้ ค่าบำรุงพรรคให้ เพราะฉะนั้นประชาชน ที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองหนึ่งแล้วก็ถูกเอาชื่อไปอยู่อีกพรรคการเมืองหนึ่ง บัตรประชาชน มีการถูกซื้อกันไปซื้อกันมา ความเป็นสมาชิกพรรคการเมืองไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคที่แท้จริง ก็กลายเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นว่าพรรคการเมืองนั้นไม่ใช่พรรคของประชาชน แต่เป็นพรรคของ นักลงทุน หรือนายทุน พวกเราก็ช่วยกันคิดครับท่านประธาน ถ้าหากว่าเราจะก่อให้เกิด การเปลี่ยนแปลงให้ประชาชนมีส่วนร่วมจริง ๆ ในทางการเมืองเราก็ต้องกล้าที่จะให้เกิด การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ดังนั้นท่านประธานครับ ในส่วนของพรรคการเมืองที่ต้องการให้เป็น พรรคประชาชนก็คงต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในพรรคการเมืองนั้น ก็คือการสมัครเป็น สมาชิกพรรค แล้วทำอย่างไรที่จะให้ประชาชนมีความสัมพันธ์ มีความผูกพัน มีความรู้สึก เป็นเจ้าของพรรค ก็คือต้องให้มีการเสียค่าบำรุง ค่าสมัครสมาชิก ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ไม่ใช่ว่า จะสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน แต่ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในพรรคการเมือง ของแต่ละพรรคอย่างแท้จริง ก็เลยกำหนดครับว่าให้มีการเสียเงินดังกล่าวเหล่านี้ แล้วก็ห้าม ให้คนไปออกเงินให้ด้วย ดังนั้นท่านประธานครับ ในการที่จะให้เป็นสมาชิกพรรคการเมือง ต้องมาด้วยความบริสุทธิ์ใจ สุจริตใจ และต้องการที่จะให้คนกลุ่มของตัวเองนั้นมีตัวแทน ในทางการเมือง ในพรรคการเมืองในช่วงระยะเวลาดังกล่าวมีคนเขาพูดกันครับท่านประธานว่า ถ้าหากว่ามีการลงทุน ๒๐,๐๐๐ ล้าน ส.ส. มี ๔๐๐ คน ลงทุนคนละ ๕๐ ล้าน ในแต่ละเขต ก็มีโอกาสที่จะได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและเข้ามาใช้อำนาจบริหารประเทศ ก็เท่ากับว่า ลงทุนประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้าน ซื้อประเทศไทยได้เลย ก็มีข้อเสนอมีข้อคิดในรูปแบบนั้น มันก็เลยต้องมาคิดอย่างที่กราบเรียนท่านประธานครับ ว่าสิ่งที่มีการเสนอให้มีการปฏิรูป ประเทศ โดยให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชน ไม่ใช่พรรคของนายทุนนั้นมันมีสาเหตุครับ มันมีเหตุมีผลของมันในช่วงเวลานั้นว่าทำอย่างไรที่จะทำให้เป็นพรรคการเมืองของประชาชน อย่างแท้จริง ก็เลยมีแนวความคิดครับ ถ้าหากต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการที่จะ เลือกบุคคลเข้ามาเป็นตัวแทนในการสมัครรับเลือกตั้ง ก็คือจะต้องมีการเลือกตั้งนะครับ มีการสมัครรับเลือกตั้ง ผู้สมัครชั้นต้นหรือเราเรียกภาษาอังกฤษว่าไพรมารีโหวต (Primary Vote) ดังกล่าวนี้เอง ดังนั้นท่านประธานครับ การที่มีข้อเสนอดังกล่าวนั้นก็เลยทำให้คิดว่า ประเทศต้องมีการเปลี่ยนแปลง ต้องการที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทางการเมือง ก็เลยมี การเสนอรายงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไปยังองค์กรหน่วยต่าง ๆ รวมถึง สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งมีกฎหมายเกี่ยวกับพรรคการเมืองดังกล่าวเข้ามาพิจารณา ดังนั้นเราจึงได้เสนอแนวคิด ดังกล่าวเหล่านี้ ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ไม่ใช่ เป็นการทำลายพรรคการเมือง ไม่ได้สร้างความยุ่งยาก ทั้งนี้ในกฎหมายดังกล่าวจึงได้ถูก บัญญัติขึ้นในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งใช้ตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบันนี้ ๒๕๖๕ เป็นเวลา ๕ ปีแล้ว แต่ถามว่า ทำไมมันถึงไม่สามารถที่จะ ทำได้โดยสำเร็จ ก็คือพวกเราไม่ได้ยอมจะเปลี่ยนแปลงไม่ยอมจะแก้ไข ถ้าหากว่าระยะเวลา ที่ผ่านมาท่านสามารถตั้งสาขาพรรคการเมือง หรือตั้งผู้แทนประจำจังหวัดของแต่ละพรรค การเมือง ถ้ามาจนป่านนี้ปัจจุบันนี้ถ้าเรามีความตั้งใจที่จะทำสิ่งเหล่านี้จริง ๆ ก็สามารถทำได้ แต่พอมาถึงปัจจุบันท่านไม่ให้ความสำคัญในเรื่องเหล่านี้กัน พอไม่ให้ความสำคัญในเรื่อง เหล่านี้ มาถึงวันนี้ก็จะเหมือนกับบอกว่าเป็นความยุ่งยาก แต่ความจริงแล้ว มันก็ไม่ได้ยุ่งยาก อะไร ถ้าเราต้องการที่จะให้ประชาชน เลือกตัวแทนของเขาในแต่ละเขต แต่ละพื้นที่ แล้วให้ ตัวแทนในแต่ละพื้นที่เหล่านั้น ได้มาเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มันก็ สามารถที่จะแก้ปัญหาในเรื่องของการลงทุน หรือธุรกิจทางการเมืองที่ใครก็ตามเป็นเจ้าของ พรรคการเมืองก็จะเป็นคนกำหนดเองว่าจะให้ใครลงเลือกตั้ง บางคนไม่เคยลงพื้นที่เลยครับ หิ้วกระเป๋ามาใบหนึ่ง มีเงินมาแจก แล้วก็ได้รับการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้น จริงครับ แล้วทุกท่านก็ทราบครับ แล้วท่านก็จะไปสู้กับคนเหล่านั้น แต่โชคดีท่านอาจจะชนะ เข้ามาโดยความสุจริตของท่านและประชาชนเลือกท่านมา มันก็คือได้ระดับหนึ่ง ผมจึงไม่ได้ กล่าวหาครับ ว่าท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่อยู่ในห้องนี้เข้ามาโดยซื้อเสียงเข้ามา ผมเชื่อ โดยสุจริตครับ ว่าท่านได้รับการเลือกตั้งเข้ามา ก็เพราะประชาชนเลือกเข้ามา แต่ระบบที่มัน มีปัญหาและที่มันผ่านมาเราจะไม่แก้ปัญหานั้นหรือครับ เราก็ควรที่จะต้องให้ความสำคัญ ไปที่พี่น้องประชาชนครับท่านประธาน ว่าในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรควรจะต้อง เป็นการเลือกตั้งให้กับพี่น้องประชาชนที่มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ดังนั้นในการที่จะให้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือพรรคการเมืองนั้นเป็นอิสระมันก็เลยต้องมีบทบัญญัติ สืบเนื่องกันมา ในเรื่องต้องไม่ให้ถูกครอบงำด้วย อันนี้ก็คือเป็นอีกประเด็นหนึ่ง เป็นประเด็น สำคัญ จึงได้ถูกบัญญัติเอาไว้ ทั้งในตัวรัฐธรรมนูญ ทั้งในกฎหมายที่เกี่ยวกับพรรคการเมืองว่า ถ้าหากว่ามีการครอบงำมาชักนำชี้จูง หรือเข้ามาสั่งการทำให้การเมืองไม่อิสระ มันก็คือ เป็นการลงทุนอีกแบบหนึ่งในทางการเมือง ดังนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหลายทั้งปวงครับ ท่านประธาน มันก็เลยเป็นสิ่งสืบเนื่องกันต่อมาจนถึงขณะนี้ว่าเราต้องการเปลี่ยนแปลง หรือไม่ เราต้องการที่จะย้อนถอยหลังเข้าคลองไปสู่วิธีการเก่า ๆ หรือไม่ แต่ผมก็เข้าใจครับ ท่านประธานว่าในการที่จะสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับการเลือกตั้ง เข้ามานั้นมันไม่ใช่เรื่องง่าย มันเป็นเรื่องที่ต้องเสียสละ มันเป็นเรื่องที่จะต้องไปหาเสียง ไปสร้างคุณงามความดี ไปสร้างประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชน ให้ประชาชนรัก เข้าไปดู ทุกข์สุขของพี่น้องประชาชน ถามว่ามีคนเหล่านี้ มีเยอะครับท่านประธาน แต่พอถึงเวลา คนดี ๆ เหล่านี้ก็แพ้กระบวนการของการลงทุนในทางการเมือง ซึ่งมันน่าเสียดายมาก คนที่เสียสละเหล่านี้ แล้วผมก็เชื่อโดยสุจริตครับท่านประธาน ว่าไม่มีนักการเมืองคนไหน ที่อยากซื้อเสียง ไม่มีหรอกครับ ทุกคนไม่อยากจ่ายสตางค์หรอกครับ ไม่อยากไปซื้อเสียง แน่นอน แต่ปรากฏพอถึงเวลาเลือกตั้งเรามีเสียงดี มีเสียงเป็นที่รักของพี่น้องประชาชน เสียงดี แต่ไม่มีคะแนนน่ะเยอะ แล้วพอถึงเวลาคนที่ดี ๆ เหล่านี้พอวันสุดท้ายก็คืนหมาหอนแล้ว มันก็เลยกลับกลายเป็นว่า คนดี ๆ ไม่ได้รับการเลือกตั้งก็มีนะครับ ดังนั้นถ้าหากว่าเราจะใช้กระบวนการให้คนเข้าสู่ ตำแหน่งในทางการเมือง แล้วให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมในทางการเมืองอย่างแท้จริง ต้องควรให้มีกระบวนการเลือกตั้งในระดับพื้นที่ก่อน ในแนวทางที่จะทำให้การเมืองนั้นมีการ พัฒนาไปในแนวทางที่ดีขึ้น ต้องกราบขออภัยจริง ๆ นะครับ บางท่านอาจจะมองไปในแง่ว่า มันเป็นภาระ มันกลายเป็นปัญหา ซึ่งในการเปลี่ยนแปลงนั้นก็ต้องยอมรับว่ามันก็คงจะมี ปัญหาอยู่บ้าง แต่มันขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงในเรื่องเหล่านี้หรือไม่ แล้วพี่น้อง ประชาชนก็จะเกิดความรับผิดชอบในแต่ละพื้นที่ ในการที่จะหาคนที่เป็นปากเป็นเสียง แทนพี่น้องประชาชนในแต่ละพื้นที่เข้ามาทำหน้าที่ในการที่จะเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร อันนี้ก็กราบเรียนครับ ว่าสิ่งที่เราเสนอเพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลง มีการปฏิรูปประเทศนั้น ไม่ใช่เกิดจากการอคติ ไม่ได้เกิดจากการไม่ชอบนักการเมือง แต่ผมมองว่านักการเมือง เป็นบุคคลสำคัญ เป็นบุคคลที่จะต้องเป็นตัวแทนประชาชนมาดูแลผลประโยชน์ให้พี่น้อง ประชาชน ดังนั้นถ้าหากว่าเราสามารถที่จะทำให้ผู้แทนเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง เราก็จะไม่ถูกข้อรังเกียจ เราถูกตั้งข้อรังเกียจครับท่านประธาน พอพูดถึงนักการเมือง ทุกคน ก็มองในแง่ลบ ในแง่ไม่ดี เราพูดถึงนักการเมืองจริง ๆ นักการเมืองควรต้องเป็นผู้บริหาร งบประมาณด้วยครับท่านประธานครับ แต่เราไม่ไว้วางใจกัน เราก็เลยไปเขียนกติกากันว่า เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นสมาชิกวุฒิสภา ห้ามที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับงบประมาณอะไร ต่าง ๆ แต่ไปตัดได้ เพิ่มไม่ได้ จริง ๆ แล้วสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเองควรจะเป็นบุคคลสำคัญ ในการดูแลงบประมาณในแต่ละพื้นที่ ไม่ทุจริต ไม่คอร์รัปชัน เอางบประมาณเหล่านี้ ไปสร้างประโยชน์ให้กับพื้นที่ ไป ๆ มา ๆ พอเราถูกตั้งข้อรังเกียจกันเองนี่ละครับ มันก็เลย ทำให้คนที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถทำอะไรได้เท่าไรนัก และวิธีการแก้คือต้อง ไปตั้งตัวแทนไปตั้งนอมินี (Nominee) แล้วก็ต้องไปหาคนเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น ซึ่งไปใช้ งบประมาณแทนได้ ซึ่งจริง ๆ ในเรื่องเหล่านี้สมาชิกที่เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน เป็นผู้ทรงเกียรติ เป็นคนที่ยอมรับจากพี่น้องประชาชนทั้งประเทศที่เลือกตั้งเข้ามา แต่ขาด ความไว้วางใจ ซึ่งพวกเรานี่ละครับไม่ไว้วางใจกันเอง ออกกติกาอะไรกันเอง รังเกียจเดียดฉัน กันเอง ทำให้ไม่สามารถทำหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้อย่างเต็มที่ ก็อยู่ที่กระบวนการ กลไกทั้งหลายนี่ละครับ ถ้าเราให้ความสำคัญ ให้เกียรติแล้วประพฤติดีประพฤติชอบ เราก็จะ เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนโดยสมบูรณ์ โดยความชื่นชมยินดีของประชาชน รักษา ผลประโยชน์ให้กับประชาชนอย่างเต็มที่ ผมเป็นสมาชิกวุฒิสภาครับ แต่ผมก็เคยสัมผัส ในเรื่องของการเลือกตั้งมาเช่นเดียวกัน แล้วผมก็เคยเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาที่มาจาก การเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศเช่นเดียวกัน เคยทำพรรคการเมืองมา ก็เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นจึงอยากเห็นกระบวนการที่มีการเปลี่ยนแปลงสังคม เปลี่ยนแปลง การเมือง ให้เป็นนักการเมืองที่มีคุณภาพจริง ๆ ให้เป็นนักการเมืองที่สร้างผลประโยชน์ให้กับ พี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ดังนั้นในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการ เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ดี เกี่ยวกับพรรคการเมืองก็ดี เกี่ยวกับคณะกรรมการ การเลือกตั้งก็ดี เราจึงต้องมีความกล้าในการที่จะเปลี่ยนแปลงในเรื่องเหล่านี้เพื่อให้เกิด กระบวนการทางการเมืองที่ไม่อยู่ในเงื่อนไขมากมาย ไม่อยู่ในเรื่องของบทลงโทษมากมาย ไม่อยู่ในเรื่องของการถูกยุบพรรค ไม่ถูกในเรื่องของการกลั่นแกล้งในทางการเมือง ทำการเมืองให้สร้างสรรค์ ทำการเมืองให้ได้ผลประโยชน์ เพราะฉะนั้นในกระบวนการเหล่านี้ อยู่ที่พวกเราละครับ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาที่จะยอมแก้ในเรื่องเหล่านี้หรือไม่ ผมเคารพ ในการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของทุก ๆ ท่านนะครับ แล้วก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองที่ดีขึ้นเหล่านี้อยู่ที่พวกท่านครับ เพราะฉะนั้นร่างที่ท่านเสนอมา ถ้าหากว่าเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือของการที่จะให้แก้ไข กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองที่ไม่สอดรับกับกระบวนการการแก้ไข รัฐธรรมนูญในส่วนของการเลือกตั้งที่ใช้บัตร ๒ ใบ แล้วเอาเรื่องอื่นแทรกเข้ามา แล้วก็เป็น เรื่องของให้ประโยชน์กับตนเอง ผมว่ามันก็จะเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ขาดความชอบธรรม แล้วมันก็จะกลับกลายเป็นว่าเหมือนกับเราขัดแย้งกันเองอีกเสียแล้วที่จะไม่ยอมรับในร่างที่ เสนอกันเข้ามา เพราะฉะนั้นทั้ง ๖ ร่างที่เสนอมานั้น ก็กราบเรียนด้วยความเคารพครับ ถ้าหากว่าท่านยังไม่ยอมเปลี่ยนแปลงยังกลับไปสู่ปัญหาเดิม ๆ ปัญหาเก่า ๆ เราก็คงจะรับแค่ บางร่างเท่านั้นเอง ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านเสรี ชุดต่อไปฝ่ายค้านก็คือท่านสุทิน คลังแสง ฝ่ายรัฐบาลจะให้ ๒ ท่าน เพราะใช้เวลา น้อย คือศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม กับท่านระวี มาศฉมาดล แล้วก็ไปที่วุฒิสภา นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ เชิญท่านสุทิน คลังแสง ก่อนครับ🔗

นายสุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มหาสารคาม

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม จากพรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นต่อร่างราชบัญญัติ แก้ไขพรรคการเมืองที่คุยกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมก็ได้พยายามฟังจากหลาย ๆ ฝ่าย โดยเฉพาะทางส่วนสมาชิกวุฒิสภา ก็พยายามมองด้วยกุศลเจตนาก็ได้เห็นกุศลเจตนา หลายอย่าง🔗

ประการที่ ๑ ก็คือทุกคนพูดขึ้นก็บอกว่าทางที่บ้านเมืองจะขับเคลื่อนไปได้ ก็ต้องยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ต้องมาสร้าง ประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง อันนี้ถูกต้องครับ ไม่มีอะไรแย้ง🔗

แล้วประการต่อมา ท่านสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลายท่านก็บอกว่า การจะทำให้ประชาธิปไตยเข้มแข็งต้องทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง อันนี้ถูกต้อง เต็ม ๑๐๐ ก็ให้ ๑๐๐ คะแนน อันต่อมาก็บอกว่า ถ้าจะให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง พรรคการเมืองต้องมาจากฐานประชาชนที่กว้างขวาง ถูกต้องอีก และอันต่อมา อีกบอกกันว่า ถ้าจะให้พรรคการเมืองมีฐานประชาชนที่เข้มแข็งพรรคการเมืองจะต้องมีฐาน สมาชิกกว้างขวาง มีสาขาพรรค มีตัวแทนพรรคครอบคลุมทุกพื้นที่ นี่ก็ถูกต้องอีก แล้วเป็น ความปรารถนาของพวกผมซึ่งเป็นนักการเมืองด้วย และที่ถูกต้องอีกประการหนึ่งก็คือ ท่านสมาชิกวุฒิสภาท่านก็พูดบ่อยเลย พรรคการเมืองที่เข้มแข็งและเป็นประโยชน์ต่อประเทศ ต้องไม่เป็นพรรคของนายทุน อันนี้ก็ถูกอีก การจะไม่ให้เป็นพรรคการเมืองของนายทุน จะต้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมาก ๆ ตั้งแต่ขั้นตอนการกำหนดผู้สมัคร ถูกต้องอีก ถ้าว่ามาไม่มีอะไรแย้งกันเลยนะครับ ผมเห็นด้วยเลย แล้วถามว่าพวกผมอยากเป็นอย่างนั้น หรือไม่ อยากเป็นอย่างนั้นเลย ที่ว่ามาทั้งหมดปรารถนามานานแล้ว แต่ทำไมไม่เป็น ทำไมไม่มี แล้วทำไมไม่ทำ ผมกราบเรียนว่าบางครั้งเรามองข้อเท็จจริงไม่ครบถ้วน ด้วยความที่เราไม่รู้ จริง ไม่ได้สัมผัสปัญหาจริง หรือบางครั้งเรารู้จริง แต่เราไม่ได้คำนึงถึงบริบทที่ถูกต้องใน ขณะนั้นขณะนี้จึงทำให้เราเห็นต่างกัน เพราะฉะนั้นประเด็นที่คุยกันมาที่น่าจะมีปัญหา รับไม่รับกันนี่ ผมเจาะใน ๒ ประเด็น ประเด็นทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) หรือไม่ ฝ่ายพรรคการเมืองไม่น้อยกว่า ๕ ฉบับ อยากจะปรับแก้ว่ายังไม่ทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) เต็มรูปแบบ นี่คือข้อติดใจของอีกฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายหนึ่งบอกว่ามันถึงเวลาต้องทำแล้ว ไพรมารีโหวต (Primary Vote) ถ้าไม่ทำตอนนี้จะทำตอนไหน แล้วท่านก็ถามบ่อย ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติเมื่อสักครู่ก็นับถือกัน พร้อมจะเปลี่ยนแปลงหรือยัง ถ้าไม่พร้อม จะเปลี่ยนแปลงมันก็เป็นอยู่อย่างนี้ นี่ก็ถูกต้อง ก็เคารพท่านนะ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกราบเรียนว่า เรื่องไพรมารีโหวต (Primary Vote) ก่อน ถามว่าทำไมเราต้องแก้กลับ ต้องไปดูที่ต้นทางว่าพรรคการเมืองจะเข้มแข็งต้องมีฐานสมาชิกกว้าง ฐานสมาชิกต้องมี ส่วนร่วมจริง ๆ กำหนดพรรคได้จริง ๆ ไม่ใช่มีเจ้าของพรรค ไม่ใช่มีนายทุนพรรคเป็นคน กำหนด นี่ถูกต้องแก้ตรงนี้ แต่ท่านรู้ไหมว่าข้อเท็จจริงสำหรับประเทศไทย ข้อนี้นะต้องมาพิจารณาความเป็นจริงกันว่า คำว่าสมาชิกพรรคการเมืองของไทยมันไม่เหมือนสหรัฐอเมริกา มันไม่เหมือนอังกฤษ ไม่เหมือนประเทศที่พัฒนาเขาเจริญแล้ว มันต่างกันจริง ๆ สมาชิกพรรคการเมืองของประเทศไทย น่าสงสารมาก สงสารอย่างไร ท่านเป็นสมาชิกแบบล้มลุก สมาชิกที่จะเข้ามามีส่วนร่วม แล้วทำให้การเมืองเข้มแข็งจริง ๆ ต้องเป็นสมาชิกที่มีอายุ มีกิจกรรมร่วม และเรียนรู้กับ พรรคการเมืองนั้นอย่างต่อเนื่องพอสมควร และยาวนานพอสมควร จึงจะเป็นสมาชิก ที่แท้จริงของพรรค เหมือนครอบครัวนั่นละ ถ้าเรามีครอบครัว เรามีสะใภ้ มีเขย มีสมาชิก เข้ามาใหม่ เพิ่งเข้ามาอยู่ในครอบครัว มา ๆ ออก ๆ ออก ๆ ไป ๆ จะให้มาตัดสินอนาคต ครอบครัว จะมารับมรดกเราก็ไม่อยากให้ แต่ถ้าสมาชิกครอบครัวใครที่อยู่กับเรามั่นคง แน่นหนา อยู่กับเราด้วยความจริงใจภักดีจนเป็นเนื้อเดียวกัน อุดมการณ์ร่วมกัน อันนี้จะคิด จะร่วม จะทำอะไร อยากให้ทำร่วมจริง ๆ ครอบครัวนี้มีมรดกอยากยกให้หมดด้วย แต่ถ้า มา ๆ ไป ๆ ไป ๆ มา ๆ มาแป๊บเดียวแล้วก็หาย หายแล้วก็มา เราก็ไม่ไว้ใจ อุดมการณ์มันใช่ อันเดียวกันหรือเปล่าต้องคิด สมาชิกพรรคการเมืองของประเทศไทยล้มลุกคลุกคลาน เป็นสมาชิกอยู่ดี ๆ ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นยุบพรรคปั๊บหายไปดื้อ ๆ ไม่ยุบก็อยู่ไปดี ๆ มายึดอำนาจปั๊บ ปฏิวัติปั๊บ รัฐประหารปั๊บหายไปอีก สมาชิกพรรคการเมืองของประเทศไทยทุกพรรคที่อยู่ วันนี้เป็นสมาชิกพรรคที่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ผลุบ ๆ โผล่ ๆ เกิด ๆ ตาย ๆ เพราะฉะนั้นพวกเรา ซึ่งเป็นพรรคเราจึงคิดว่าสมาชิกของเราจะให้ดี จะให้มีอุดมการณ์ร่วม จะต้องตัดสินใจร่วมกัน ทำงานร่วมกัน มันต้องผ่านการทำงานร่วมกัน เรียนรู้ร่วมกัน คิดร่วมกัน อยู่ร่วมกัน จนเป็น เนื้อเดียวกันพอสมควร ถึงจะร่วมเดิน ร่วมผลักดันอุดมการณ์ของเรา สร้างพรรคด้วยกันไปได้ แต่พรรคการเมืองบ้านเราอย่างที่ผมบอกเมื่อสักครู่ ผมยกตัวอย่างให้เห็นเลยว่า เมื่อไม่นาน มานี้พอรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้ปั๊บ โละทิ้งเลย ทั้ง ๆ ที่พรรคการเมืองยังอยู่ ยกตัวอย่าง พรรคเพื่อไทยนี่ล่ะ ยังอยู่นะครับ สมาชิกตั้งเท่าไร ยุบหายต่อหน้าต่อตาไป แล้วไป บอกจะต่อใหม่ ไม่ต่อใหม่ ความไม่ต่อเนื่องของสมาชิกพรรคเป็นปัญหาที่เราอยากจะให้มี ส่วนร่วมแต่เราจะต้องมีระยะเวลา ต้องมีขั้นตอน มีพัฒนาการพอสมควร ถ้าหากสมาชิกไม่มี ความเป็นสมาชิกต่อเนื่องยาวนาน จะเกิดอะไรขึ้นรู้ไหมครับ วันนี้สมมุติทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) ท่านลองคิดอีกมุมหนึ่งนะครับ ไม่รู้สมาชิกที่มาสมัครกับเราวันนี้ใครส่งมา สมัคร พรรคการเมืองอื่นส่งมาสมัครหรือเปล่า หรือเป็นคนฝ่ายตรงข้ามแอบมาสมัครสมาชิก พรรคเราหรือเปล่า พอสมัครปั๊บเพียง ๑๐๐ กว่าคนก็ทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) ได้ แล้วพอมาทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) ปั๊บมาป่วนเราหรือเปล่า อย่างนี้เราก็มีสิทธิคิด แต่ถ้าให้สมาชิกต่อเนื่องยาวนานเราพิสูจน์กันหน่อย อย่างนี้เราคิดได้เรากลั่นได้ เรากรองได้ ว่าใครสมาชิกแท้ ใครสมาชิกเทียม มันดูด้วยการมีส่วนร่วมทางการเมือง ส่วนร่วมกับพรรค ต้องให้เวลาเราดู เราสกรีน (Screen) นี่เผลอปั๊บสมัครเมื่อวานนี้วันนี้ ๑๐๐ กว่าคนมาทำ ไพรมารีโหวต (Primary Vote) ปั๊บ ไม่รู้จะมาจัดการอะไรกับพรรคเรา หรือฝ่ายอื่นส่งมานี่ได้ แล้วใครเป็นคนทำให้สมาชิกเวียนว่ายตายเกิด ผลุบ ๆ โผล่ ๆ ประเทศไทย ๑. การยึดอำนาจ นั่นละ ถ้าอยากให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ท่านลองทำใจกว้าง ไม่ต้องฟังคนไทยด้วยกันหรอก ไม่ต้องมาฟังนายสุทินพูด เพราะนายสุทินมันอีกพรรคหนึ่ง ไปฟังต่างชาติพูด ต่างชาติใครล่ะ ฟังนักวิชาการ ฟังงานวิจัยต่างชาติ เหตุของประชาธิปไตยไทยอ่อนแอ พรรคการเมืองอ่อนแอ ทำไมพรรคการเมืองอ่อนแอ ก็เพราะถูก ยึดอำนาจบ่อยที่สุด ถูกฆ่าตัดตอนบ่อยที่สุด แม้ไม่ยึดอำนาจ อยู่ดี ๆ คุณก็มายุบพรรค ยุบพรรคทีคุณเอาสมาชิกไว้ไหมล่ะ พอยุบพรรค สมาชิกกับพรรคก็บ้านแตกสาแหรกขาดไปคนละทิศคนละทาง กว่าจะตั้งหลักได้ก็กลับมา สมัครกันอีก วันนี้ข้อเท็จจริงหนึ่งซึ่งท่านไม่รู้ การไปสมัครสมาชิกพรรค ขนาดเราเป็นพรรคเก่าแก่มาก พรรคเพื่อไทยเก่าแก่ แล้วก็มีความนิยม วันนี้จะไปสมัครสมาชิกพรรคชาวบ้านหันข้างให้นะ ศรัทธาอยู่ แต่ว่าสมัครเถอะ อยู่ไปหน่อยอยู่ไปก่อนเถอะ ให้มันมีระยะเวลาคุณจะอยู่ได้อีก นานหรือไม่ สมัครไม่รู้กี่รอบแล้วเบื่อฉิบหาย ยิ่งไปเก็บสตางค์ด้วยยิ่งไปกันใหญ่เลย ธรรมดา เขาก็ไม่อยากสมัครแล้วไปเก็บสตางค์ด้วย นี่คือข้อเท็จจริงที่ถ้าคนไม่ลงไปพื้นที่ ไม่ไปสัมผัส ประชาชนท่านจะไม่รู้ เพราะฉะนั้นที่เราเรียกร้องว่าไม่ต้องเก็บสตางค์หรอกคืออะไร ไปไหว้วานเขายังไม่สมัคร รักนะพรรคนี้ รักนะเพื่อไทย รักนะสุทิน แต่อยากให้สมัครสมาชิก พรรคใช่ไหม โอ๊ยเบื่อแล้วไม่รู้กี่รอบ บัตรเก่าก็ยังเหลืออยู่ ๓ รุ่นเลย แต่มันหมดแล้วสมาชิก รุ่นแรกยึดอำนาจ ๒๕๔๙ รุ่น ๒ มายึดอำนาจ ๒๕๕๗ รุ่นนี้มายุบพรรคกันอีก เมื่อเช้านี้ ท่านสมาชิกวุฒิสภาท่านอภิปรายน่าสนใจมาก แล้วก็ดีใจกับพรรคประชาธิปัตย์ ภูมิใจเลย เพราะท่านชมนะครับ วางแผนวางพื้นฐานไว้แล้ว ว่าให้ทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) แต่ไม่มีพรรคการเมืองไหนอยากทำ มีอยู่พรรคเดียวที่ดูเหมือนอยากทำคือพรรคประชาธิปัตย์ ใช่เลย เพราะอะไรครับ นี่ยิ่งชัดนะ เพราะพรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยถูกยุบ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรคเดียวที่ไม่เคยถูกยุบ พรรคเพื่อไทยกี่รอบครับ พรรคชาติไทยพัฒนากี่รอบครับ พรรคภูมิใจไทยโดนมาหมด แต่พรรคประชาธิปัตย์ท่านไม่เคยถูกยุบ เคยขึ้นศาลรัฐธรรมนูญ กับพวกผมแต่รอดได้ เพราะหมดอายุความ เมื่อท่านไม่ถูกยุบสมาชิกท่านก็ต่อเนื่อง ต่อเนื่อง ต่อเนื่อง ก็ดีใจกับท่าน ถ้าจะทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) ท่านกล้าทำกับทุกพรรค เพราะท่านได้เรียนรู้สมาชิกท่านแล้ว สมาชิกท่านอยู่กับท่านมานาน รู้บ้านนั้น ตำบลนี้ใคร คนนั้น สาขาอำเภอนั้น คนนี้ของแท้ คนนี้ของปลอม แยกแยะออก แต่พวกผมก้าวไกล ปีเดียวเลย โดน เกิดมาปีเดียวยังไม่เป็นหนุ่มเลยถูกฆ่าตายแล้ว วันนี้สมัครใหม่เขากล้าไหม ผมถามเขากล้าไหม เพราะฉะนั้นท่านผู้มีเกียรติที่เคารพครับ การที่จะให้พรรคการเมือง เข้มแข็งต้องมีฐานสมาชิกกว้างถูกต้อง ต้องขยายฐานถูกต้อง พวกผมอยากขยายแทบตาย นักการเมืองท่านถามนะใครจะไม่อยากได้สมาชิก วันนี้พวกผมก็วางแผนว่าให้สมาชิกไปหา สมาชิกให้ได้มากที่สุด เพราะถ้าได้สมาชิกมากที่สุดนั่นคือฐานพวกเรา ไปสมัครปั๊บก็มีโอกาส ได้รับเลือกตั้ง คนไม่มีสมาชิกลอย ขาลอย เราอยาก แต่เราทำไมไม่ทำ ๑. ไปหายากมาก ๒. ไปให้เขาเสียสตางค์ด้วย ๓. เขาถามกลับแล้วจะอยู่ได้อีกกี่ปีสมาชิกพรรค เพราะฉะนั้น การอยากจะให้พรรคการเมืองเข้มแข็งวันนี้ท่านมองไปที่ต้นทาง ทำอย่างไรวันนี้จะไม่ให้ พรรคการเมืองถูกฆ่าตัดตอน ทำอย่างไรวันนี้จะให้สมาชิกพรรคกับพรรคเขาอยู่เกาะเกี่ยว เหนี่ยวนำ อยู่กันโดยมีระยะเวลาที่พอสมควรแล้วค่อยมาทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) กัน แต่วันนี้ก็ไม่ใช่ว่าเราจะปฏิเสธเสียทีเดียวนะ เรื่องไพรมารีโหวต (Primary Vote) พรรคเพื่อไทย ที่เสนอร่างวันนี้ก็คือไม่ปฏิเสธ เพียงแต่ว่าเราเอาที่มันพอความเป็นจริงสักครึ่งได้ไหม ทำจังหวัด อย่าเพิ่งเป็นเขตเถอะ ทำระดับจังหวัด มันมีระบบที่ทดแทนได้ ในทางตรงกันข้าม ถ้าเรามาเขียนไว้ว่าต้องทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) เขียนไว้ละเอียด แม้กระทั่ง เรื่องสมาชิกข้างนอกไม่มีสิทธิมาคิด มาเสนอแนะ อันนี้ล่ะคือหลุมพรางที่จะฆ่าตัดตอน พรรคการเมืองอีก ท่านเขียนไว้แบบนี้เป็นเครื่องมือให้ทำลายล้างกันอีก พรรคการเมืองตายอีก สมาชิกล้มหายตายจากอีก สมาชิกกับพรรคซัดเซพเนจร พลัดบ้านพลัดเมืองกันอีก ถ้าท่าน เขียนแบบนี้คนจะไปแกล้งกัน เพราะฉะนั้นอยากให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง เพื่อเป็นฐาน ประชาธิปไตยคิดถูก แต่ท่านต้องเข้าใจสาระและข้อเท็จจริงให้มาก ๆ ท่านปรารถนาดีนะ เท่าที่ผมฟัง เพียงแต่ท่านขาดข้อเท็จจริง และขาดคิดอีกมุมหนึ่งเท่านั้น เพราะฉะนั้นไม่แปลก เลยวันนี้พรรคการเมืองทุกพรรคถึงอยากจะแก้ไพรมารีโหวต (Primary Vote) กันหมด แม้แต่ประชาธิปัตย์ ท่านได้เปรียบพรรคอื่นนะ สมาชิกท่านเหนียวแน่น ถามว่าท่านอย่างเต็ม รูปแบบหรือไม่ ท่านก็ยังไม่อยากทำก็มีร่างของ ครม. เท่านั้น ทำไมท่านไม่คิดบ้างว่า นาน ๆ จะเห็นพรรคการเมืองเขาคิดแบบเดียวกัน ฝ่ายค้านกับ ฝ่ายรัฐบาลคิดแบบเดียวกัน นาน ๆ ทีจะเห็นคิด เพราะอันนี้อย่างไร เพราะเขารู้ว่าอุดมการณ์ มันใช่ แต่ข้อเท็จจริงในทางปฏิบัติมันยังไม่ใช่ ไม่ใช่เราบอกว่ามันยุ่งยากนะ เรื่องอื่นยาก กว่านี้อีก ไม่ใช่เราบอกว่ามันจะเปลืองนะ ไพรมารีโหวต (Primary Vote) ไม่เปลืองหรอก เราเพียงแต่คิดว่ามันใช่ไหม จำเป็นหรือยัง มันของแท้ ของปลอม🔗

ส่วนเรื่องประเด็นต่อมาอีกนิดหนึ่งท่านประธานครับ คือเรื่องของมาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ ที่บอกว่าของเราเขียนว่า ให้คนภายนอกซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคแสดงความเห็น ต่อพรรค เสนอแนะต่อพรรคได้ เราก็ระแวงกัน พวกผมอ้าปากขึ้นปั๊บท่านก็ยัดลิ้นไก่ให้เลยว่า นี่เพื่อคนนั้น เพื่อคนนี้ เปิดช่องเพื่อให้เห็นแก่ตัว บางครั้งพวกผมไม่ได้คิดจริง ๆ นะท่านครับ ลืมเรื่องนั้นเลย ไม่คิดเลยนะ แต่พอท่านทักถึงนึกได้ว่าใช่ ทำให้เขามองเราแบบนี้ เราก็ลืมไปนะ นี่จริง ๆ แต่ที่เราคิดเรื่องนี้จริง ๆ คืออะไรครับ ท่านรู้ไหมว่าวันนี้ผมก็คิดนโยบายพรรคของผม ทำอย่างไรพวกผมก็ทำกระบวนการทางวิชาการหมดเลย ด้วยความยากจนและความเหลื่อมล้ำ ผมไปเชิญนักวิชาการมาเยอะเลย มาให้ข้อมูลเรื่องความเหลื่อมล้ำ ความยากจน มาที่สภานี่ล่ะ ที่ห้องชั้น ๖ นี้ล่ะ สัมมนากันเพิ่งไม่นาน ไลฟ์ (Live) สดทั่วประเทศ ทั่วโลกด้วย นักวิชาการ เหล่านั้นก็มานั่งแนะนำพวกผมหมด แนะนำเลยว่าพรรคเพื่อไทยเกี่ยวกับเรื่องนี้ควรมี นโยบายอย่างนั้น ความเหลื่อมล้ำต้องทำอย่างนี้ แก้ความยากจนต้องทำอย่างนี้ นักวิชาการ เหล่านั้นถามว่าจะครอบงำไหม ครอบนะ ครอบงำเลยนะ เขาไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค แล้วมาเขียนนโยบายให้พรรคเพื่อไทยด้วยนะ เสนอแนะด้วย ถ้าเกิดผมไปรับเอาความเห็น ของนักวิชาการเหล่านั้นมาเขียนเป็นนโยบาย นี่ล่ะชัดเลย ชัดเลยนะ ครอบงำนะ ไม่ครอบงำ ได้อย่างไร ก็มาบอกให้พวกผมเขียนนโยบายแบบนี้ พวกผมก็เชื่อในความเป็นนักวิชาการ ความเป็นกลาง ก็บรรจุเอาลงเป็นนโยบาย ครอบงำเปะเลย ถ้าจะเล่นงานกัน แล้วหลายอย่าง ที่เราไปทำประชาพิจารณ์ อย่างเช่น ผมอยากรู้ปัญหาเกี่ยวกับภาคใต้ อยากรู้ปัญหาจะนะ ก็ลงไปฟังประชาชนที่นั่น ประชาพิจารณ์หน่อย บอกมาสิมันอย่างไร เพราะผมจะมาบรรจุเป็น นโยบาย พวกนั้นไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคผม แล้วเกิดไปเอาข้อเสนอของกลุ่มนั้นมาเขียนเป็น นโยบายพรรค เรียบร้อยไหมครับ หรือว่าการเป็นสมาชิกพรรค การจะเอานโยบายพรรค จะฟังความเห็นประชาชนฟังเฉพาะสมาชิกเท่านั้น ใช่หรือ เราจะฟังความเห็นเฉพาะสมาชิก เท่านั้นหรือคนไทย คนไม่เป็นสมาชิกพรรคเรา เราก็ต้องทำให้เขาด้วย ฟังเขาด้วย ทำไมจะต้อง ฟังเฉพาะสมาชิกพรรคตัวเอง นี่ฝากให้คิดหน่อย มันมีมุมที่ท่านระแวงก็ใช่ แต่อีกมุมหนึ่ง ที่เราต้องคิดเปิดกว้าง เราไประแวงแต่เรื่องเดียวเลย เราไปไล่จับหนูตัวเดียวเผาป่าทั้งบ้าน ทั้งเมือง หรือเราไปล้อมป่าไว้เพื่อกันหนูตัวเดียว แล้วสัตว์อย่างอื่นจะเข้ามาในป่าเข้าไม่ได้เลย คนดี ๆ เข้ามาในพรรคไม่ได้เลย นักวิชาการเขาก็ไม่อยากจะเป็นสมาชิกพรรคอยู่แล้ว คนดี ๆ เยอะเลยไม่อยากเป็นสมาชิกพรรค แต่เขาปรารถนาดีที่จะบอกอะไรดี ๆ กับพรรคการเมือง ให้อะไรดี ๆ กับพรรคการเมือง แต่เขาบอกไม่ได้ นี่มันใช่ไหมล่ะครับ🔗

ท้ายที่สุดครับท่านประธานที่เคารพ เรื่องการการกระทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) หรือไม่ทำ พวกผมกราบเรียนเลยนะ อยากทำมาก ๆ ไพรมารีโหวต (Primary Vote) ความเป็นนักการเมืองไม่อยากตกอยู่ใต้อาณัติใคร แต่ว่าให้เวลากับพัฒนาการทาง การเมืองที่มันจะต้องถึงเวลาที่เหมาะของมัน สมของมัน แล้วขอเลยครับ อยากให้การเมือง เข้มแข็ง ประชาธิปไตยสมบูรณ์ เลิกยึดอำนาจ เท่านั้นล่ะต้นทางของความชั่วร้าย เลิกยุบ พรรค พรรคการเมืองถ้ามันเกิดใครไปทำผิดสักคนหนึ่งจัดการกับคนนั้นได้ไหมละ ประหารชีวิต ก็ประหารเลย แต่สมาชิกพรรค ๑๐ กว่าล้านคนไม่รู้อีโหน่อีเหน่ไปยุบเขาทำไม ไปตัดเขา ออกจากพรรคทำไม พรรคเขาหนีจากเขาทำไม สมมตินายสุทินเป็นเจ้าของพรรค ก ไม่ใช่เจ้าของพรรค เป็นหัวหน้าพรรค เกิดไปทำผิด จำคุกนายสุทินสิ สมาชิกทั้งหมด ๘๐๐,๐๐๐ คน อยู่บ้านไม่รู้อีโหน่อีเหน่กับนายสุทิน ไปตัดเขาทำไม ไปยุบพรรคของเขาทำไม นี่เราต้องคิดใหม่แล้ว วันนี้เราโดนมากี่รอบเราโดนยุบพรรค สมาชิกพรรคเราที่บ้านเขา ไม่เคยเห็น ไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลย อยู่ ๆ ไปยุบพรรคหนีจากของเขานะ นี่ต่างหากคือสิ่งที่เรา ต้องคิดว่าพรรคจะเข้มแข็ง ประชาธิปไตยเข้มแข็ง ก็คืออย่าไปดึงประชาชน กีดกันประชาชน ออกจากการเมือง เราฆ่าตัดตอนประชาชนออกพรรคมาหลายรอบ วันนี้จะเอาค่าสมัคร ค่าบำรุงมาเป็นตัวกีดกันให้เขาออกจากพรรค สมาชิกพรรคที่ดี ท่านประธานที่เคารพครับ ในหลายประเทศนะให้เข้ามาเป็นง่าย ไม่มีค่าใช้จ่ายดีที่สุด เปิดโอกาสให้ความสะดวกที่สุด อย่าไปสร้างกำแพงโน่นนี่นั่น กันเขา แล้วเมื่อเข้ามาแล้วอย่าไปยุบเขาง่ายเกินไปสำหรับพรรคเขา เพราะฉะนั้นผมจึงขอวิงวอนทุกท่านครับว่า กฎหมายอย่างนี้เราเปิดใจกว้าง ใจความ เป็นธรรมเถอะ เรามองให้รอบ อย่าไปติดที่ใครคนใดคนหนึ่ง หรืออย่าไปคิดว่าคนนั้น จะได้เปรียบเสียเปรียบ เรามาพิจารณากฎหมายด้วยใจอันเป็นกุศล ถ้าใจกุศลมันจะได้ กฎหมายที่ดี ทุกคนยอมรับ เมื่อทุกคนยอมรับมันดีทั้งนั้นละกฎหมาย ถ้าทุกคนยอมรับ เมื่อยอมรับแล้ว กฎหมายดีแล้วสังคมจะเป็นสุข ถ้าเราเอาชนะกันว่าคุณคิดอย่างนี้ ก็จองเวรกันอยู่ทั้งชาติ ขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ท่านสุทิน คลังแสง ครับ ต่อไปเป็นฝ่ายรัฐบาล ๒ ท่าน ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม แล้วตามด้วยท่านระวี มาศฉมาดล เชิญครับ🔗

ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท นครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานรัฐสภาครับ ผมเห็นว่าวันนี้ที่เราพูดกันเกี่ยวกับพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งมีอยู่ ๖ ร่าง และผมเห็นว่าทุกร่างที่เพื่อนสมาชิกได้ อภิปรายนั้น มีส่วนที่คล้ายคลึง และมีแนวโน้มที่จะไปในทิศทางเดียวกัน อาจจะมีความ แตกต่างกันบ้างในเรื่องวิธีการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องการมีส่วนร่วมทางการเมือง การเป็นสมาชิกพรรค การกำหนด การจัดตั้งสาขาพรรคการเมือง หรือตัวแทนพรรคการเมือง ประจำจังหวัดเป็นต้น รวมถึงการสรรหาการสมัครสมาชิกด้วยวิธีการไพรมารีโหวต (Primary Vote) ก็ตาม ผมมีเวลาน้อยท่านประธานครับ ได้เวลาแค่ ๗ นาที ในนามของพรรค ก็จะพูดในประเด็นที่ผมคิดว่าอยากฝากกรรมาธิการที่ตั้งขึ้นนั้นไปพิจารณาสัก ๒ ประเด็น🔗

ในประเด็นที่ ๑ ก็พูดกันมากเรื่องการทำให้พรรคการเมืองมีความเข้มแข็ง ซึ่งค่อนข้างจะตรงกัน ผมคนหนึ่งที่ยืนหยัดว่าพรรคการเมืองต้องมีความเข้มแข็ง แต่วิธีการ จะทำอย่างไร ท่านสมาชิก ประเด็นที่เราพูดกัน ก็คือเรื่องของการมีส่วนร่วมของสมาชิก ที่จะสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองก็ดี และสาขาพรรคประจำจังหวัดก็ดี กลับมาส่วนของ สมาชิกพรรค ผมเห็นว่าเวลาเราพูดถึงการมีส่วนร่วม มีการตีความที่แตกต่างกันไป ทุกร่าง ก็อาจจะมีความต่างกันบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของค่าสมัครสมาชิก ซึ่งที่ผ่านมา ประชาชน จะต้องจ่ายเป็นค่าสมัครสมาชิก ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องที่อยู่ที่ความสามารถของพี่น้องประชาชน ด้วย ผมเห็นว่าประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรคนั้นเวลาเราพูดเรื่องการมีส่วนร่วม เขาต้องสมัครใจ การมีส่วนร่วมที่ถูกต้องต้องสมัครใจและไม่เป็นการบังคับ ต้องมีอิสระ ที่จะเป็นหรือไม่เป็น ในพรรคนั้น เราดูความเป็นจริง ทุกวันนี้เป็นอย่างไรครับ ผมคิดว่าเรื่องนี้ความเข้าใจของ พี่น้องประชาชนมีความสำคัญต่อพรรคการเมืองจะต้องเข้าใจอุดมการณ์ นโยบาย และแนวทางที่เขาเห็นว่าถูกต้อง เพราะฉะนั้นผมเสนอว่าตรงส่วนนี้น่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้แต่ละพรรคไปกำหนด ในข้อบังคับพรรคว่าจะทำอย่างไร บางพรรคอาจจะมีสมาชิกที่ต้องการเข้าเป็นสมาชิกมาก เขาอาจจะมีฐานะทางเศรษฐกิจของประชาชนดี และประชาชนบางท่านก็ไม่มีสถานะ เงิน ๑๐๐ บาท ที่เขาจะเป็นสมาชิกก็มีความจำเป็นต่อชีวิตเขาในการใช้จ่าย ตรงนั้นก็ไปว่ากัน อันนี้เป็นประเด็นที่ ๑ ก็อยากให้กรรมาธิการได้พิจารณาเรื่องนี้ด้วยว่า บางท่านก็เสนอว่า ควรจ่าย บางพรรคก็บอกว่าไม่ควรจ่ายให้ เขาเป็นอิสระในการจะจ่ายหรือไม่จ่ายขึ้นอยู่กับ ความสามารถ🔗

ในประเด็นที่ ๒ ท่านประธานรัฐสภาครับ ก็คือการสรรหาผู้สมัคร จริง ๆ การสรรหาผู้สมัครเป็นการคัดเลือกผู้สมัคร ไม่ว่าจะเป็นเขต หรือบัญชีรายชื่อ เพื่อที่จะให้ คนนั้นเข้าสู่ชีวิตทางการเมืองหรือเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนมาเป็นปากเป็นเสียงให้ พี่น้องประชาชน แต่กระบวนการต้องคิดดี ๆ นะครับว่าจะทำอย่างไร ผมคิดว่ามีความ แตกต่างกันในบางร่าง บางร่างก็บอกว่าจะต้องไปจัดประชุม แล้วจะต้องมีการลงคะแนน จะต้องประกาศผลคะแนน ซึ่งอันนี้บางร่างเป็นอย่างนั้น บางร่างก็เพียงแต่บอกว่าให้ไปรับฟัง ความคิดเห็นกับสมาชิกและกรรมการสรรหา กรรมการบริหารพรรค เพื่อจะทำให้ได้ผู้สมัคร นั่นก็เป็นประเด็นที่แตกต่างกัน ผมเห็นว่าเรื่องนี้ควรที่จะให้กรรมาธิการไปดูทุกร่าง แล้วก็หา คำตอบและหาแนวทางให้ดีที่สุด แต่ผมคิดว่าการที่จะไปบังคับให้ทุกพรรคทำให้ลักษณะ เช่นเดียวกันนี้ ก็เป็นประเด็นที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้พูดไปแล้วว่า บางพรรคก็มีศักยภาพ ไม่เท่ากัน บางพรรคทำได้ บางพรรคทำไม่ได้ อันนี้ก็เป็นความต่าง แต่ท่านประธานสภาครับ เพราะว่าในสังคมไทยเรานี้ ผมมีความเห็นว่าการไปลงคะแนนก็ดี นับผลคะแนนก็ดี ผมยังเห็นว่าอันนี้เป็นสิ่งที่อาจจะเป็นอันตรายก็ได้ เป็นสิ่งที่ดีก็ได้ ต้องคิดให้รอบคอบ แต่ผมเรียนได้เลยว่า สมาชิกพรรครู้ดีว่าใครเป็นผู้สมัครที่มีความรู้ความสามารถ สมาชิกพรรค กรรมการสรรหาก็ดี รู้ดีว่าคนเป็นสมาชิกใครมีความสามารถ แต่การให้มี ความคิดเห็น ซึ่งบางพรรคก็บอกว่าให้เป็นสิทธิเด็ดขาด เมื่อมีความเห็นแล้ว ฟังความเห็นแล้ว กรรมการสรรหาก็แจ้งรายชื่อไปยังผู้บริหารพรรค ตัดสินว่าใครจะสมัคร ทั้งบัญชีรายชื่อ และเขต อันนี้ผมคิดว่าเป็นทางที่น่าจะเป็นไปได้ ก็กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ว่าสิ่งที่ผมเสนอขึ้นมาทั้งสมาชิกพรรคก็ดี ยืนอยู่บนพื้นฐานของพัฒนาการของพรรคการเมือง แต่ละพรรค ซึ่งเกิดไม่เท่ากัน บางพรรคก็เกิดมานาน บางพรรคก็เพิ่งเกิด บางพรรคก็เพิ่งจะ จัดตั้ง สิ่งเหล่านี้ย่อมเป็นประเด็นที่ต้องนำมาพิจารณาทั้งสิ้น รวมทั้งการสรรหาผู้สมัคร ที่ผมได้เสนอไว้แล้ว จึงกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นว่า จะต้องพิจารณาให้นำข้อคิดเห็นของสมาชิกพรรคไปพิจารณาด้วย ด้วยความเคารพครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ศาสตราจารย์โกวิทย์ครับ ต่อไปเชิญท่านระวี มาศฉมาดล นะครับ🔗

นายระวี มาศฉมาดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์ระวี มาศฉมาดล ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้กระผมขออนุญาตที่จะอภิปรายแนวทาง การแก้ไข พ.ร.ป. พรรคการเมือง ในนามกลุ่มพรรคเล็ก ซึ่งจุดมุ่งหมายในการอภิปรายครั้งนี้ เรามีเป้าหมายเพื่อที่เสนอให้มีการแก้ไข พ.ร.ป. พรรคการเมือง ให้ประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ที่จัดตั้ง ขึ้น เพื่อที่จะเป็นพรรคการเมืองเพื่อมาสะท้อนปัญหาของประชาชนในรัฐสภาที่เขาจะ สามารถลดค่าใช้จ่าย ลดความยุ่งยาก ให้เขาสามารถยืนบนถนนการเมืองได้ รวมถึง พรรคใหญ่จำนวนมากด้วยในบางประการ🔗

ประการแรก หมวดที่ ๑ ที่ผมจะพูดคือว่า การแก้ไขครั้งนี้ควรจะแก้ไขให้มี การลดค่าใช้จ่าย เช่น ๑. ค่าสมัครสมาชิก ควรจะยกเลิกค่าสมัคร ๑๐๐ บาท ปัจจุบันนี้ เราทราบว่าสังคมไทยอยู่ในรูปใด มันยังไม่ถึงเวลาไม่เหมือนต่างประเทศที่ประชาชนเอาเงิน มาให้กับพรรคการเมืองในการหาเสียง ถามว่าปัจจุบันนี้พรรคใหญ่ ๆ ในสภามีพรรคใดบ้าง ที่ประชาชนที่มาเป็นสมาชิกพรรคต้องจ่ายเงินเอง มีหรือไม่ครับ เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นสิ่งที่ ควรจะต้องแก้ไข ถ้าแก้ไขไม่ได้จริง ๆ ก็อาจจะคิดปีหนึ่งสัก ๑๐ บาท🔗

ประการที่ ๒ การส่งผู้สมัคร ส.ส. เขตและบัญชีรายชื่อ ซึ่งกำหนดให้ทุกพรรค ต้องจ่าย ๑๐,๐๐๐ บาทต่อคน ท่านประธานครับ ถ้า ๔๐๐ เขตกับ ๑๐๐ บัญชีรายชื่อ รวมหมด ๕๐๐ คนละ ๑๐,๐๐๐ นี่ ๕ ล้านบาทนะครับ พรรคเล็ก ๆ จะเอาเงินที่ไหนครับ ที่จะมาสมัคร ดังนั้นอันนี้ผมคิดว่าควรจะแก้ไขเป็นเหลือแค่ ๑,๐๐๐ บาท ยังพอรับได้ครับ🔗

ต่อไปคือค่าปรับครับท่านประธานครับ พ.ร.ป. พรรคการเมือง พรรคต่าง ๆ จะโดนค่าปรับเยอะแยะไปหมดครับ หัวหน้าพรรคทุกคนเหมือนยื่นขาข้างหนึ่งอยู่ในตาราง ทำอันนี้พลาด นับวันผิดนิดเดียวก็ถูกค่าปรับ ค่าปรับนี่ก็มหาศาลมากครับ บางพรรคถูก ๔๐๐,๐๐๐ ๘๐๐,๐๐๐ นะครับ จากการส่งเอกสารช้า รายงานเกิน ๑๕ วัน เล็ก ๆ น้อย ๆ นี่โดนหมดครับ ดังนั้นผมก็เสนอว่า การปรับพรรคการเมืองควรจะยกเลิกออกไป หรือถ้า บางหมวดที่เป็นความผิดที่จำเป็นที่ต้องมีการปรับก็ปรับสัก ๒-๕ เปอร์เซ็นต์พอครับ ถ้าไม่อย่างนั้นจะเป็นภาระต่อพรรคเล็ก ๆ ทั้งหมด🔗

ต่อไปครับท่านประธาน หมวดที่ ๒ ก็คือลดความยุ่งยาก🔗

ประการที่ ๑ ก็คือปรับเรื่องการทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) ซึ่งทุก พรรคก็ได้พูดตรง ๆ กันนะครับว่าหลักการดี ผมเป็นคนหนึ่งที่โหวตให้ทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) แต่ว่า ณ วันนี้ต้องคิดให้ดีครับ ถ้าจะทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) เต็มอัตรา ถ้าพรรคผมส่ง ส.ส. เขต ๔๐๐ เขต ผมต้องไพรมารีโหวต (Primary Vote) ๔๐๐ เขต ต้องมีสมาชิกประมาณ ๕๐,๐๐๐ คน ค่าสมัครสมาชิกก็ ๕ ล้านบาทแล้วครับ ค่าจัดการ ก็อีก ๕ ล้านบาทนะครับ ยังไม่ได้เลือกตั้งเลยครับ หมดไป ๑๐ ล้าน แล้วพรรคเล็ก ๆ ไหนจะอยู่ ได้ มันจะเหลือเฉพาะพรรคนายทุนครับ🔗

ต่อไปครับ กรรมการสรรหาผู้สมัคร ส.ส. นี่ควรจะเปลี่ยนเป็นอำนาจของ กรรมการบริหารแต่ละพรรค🔗

ข้อต่อไป สาขาพรรคกับตัวแทนพรรคประจำจังหวัด ประจำเขต ควรจะ ยกเลิกตัวแทนพรรคการเมือง เหลือแต่สาขาภาคละ ๑ สาขาก็พอแล้ว และในแต่ละสาขานี้ ก็ควรจะลดจำนวนสมาชิกลงครับ จาก ๕๐๐ เหลือ ๑๐๐ เดียวพอ เวลาประชุมต้อง ๑๐๐ คน ก็เหลือสัก ๕๐ คนพอ หรือ ๓๐ คนพอครับ🔗

ต่อไปครับ จำนวนสมาชิกพรรคบังคับไว้ว่าปีแรกต้องมีไม่น้อยกว่า ๕,๐๐๐ ครบ ๔ ปีต้องเกิน ๑๐,๐๐๐ ผมว่าอันนี้ก็ควรจะแก้นะครับ ไม่จำเป็นต้องมีสมาชิกมาก มหาศาลครับ ปีแรกเหลือสัก ๑,๐๐๐ คน ๔ ปี สัก ๓,๐๐๐ คนก็พอแล้วครับ🔗

ต่อไปครับ การประชุมใหญ่พรรคมันใช้เวลามาก ควรจะลดจำนวนเหลือสัก ๑๐๐ คน ก็ประชุมใหญ่พรรคได้ และการเลือกกรรมการบริหารพรรคในที่ประชุมใหญ่ควรจะ เลือกเฉพาะหัวหน้าพรรคที่เลือกลับ ตำแหน่งเลขา ตำแหน่งกรรมการอื่นควรจะเรื่องเปิดเผย ได้ครับ ไม่อย่างนั้นกินเวลาในการประชุมมากเลยครับ โหวตทีละคน กรรมการ ๓๐ คน ก็โหวตกันใช้เวลามากครับ🔗

สุดท้าย เรื่องเงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองควรจะต้องมีการปรับครับ พรรคการเมืองบางพรรคมีความผิดจุดนั้นจุดนี้ก็ควรจะลงโทษไปตามความผิดเขา แต่อย่าเอา ระเบียบว่าถ้าเขามีความผิดอย่างนี้แล้วมาตัดสิทธิไม่ให้เขารับเงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง ตรงนี้นะครับ แล้วก็สุดท้ายนะครับว่า เงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองไม่ใช่จะใช้ได้แต่ สาขาพรรคครับ มันควรจะใช้กับสำนักงานใหญ่ของพรรคแต่ละพรรคได้ เป็นเรื่องที่แต่ละ พรรคเมื่อได้รับการจัดสรรมาจะตัดสินใจว่าจะใช้อย่างไรดีที่ถูกต้องตามระเบียบที่สุดครับ ขอขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านระวี ต่อไปเชิญนายแพทย์นายเจตน์ ศิรธรานนท์ ครับ🔗

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาในมาตรา ๘๓ มาตรา ๘๖ และมาตรา ๙๑ ที่รัฐสภาแห่งนี้ได้ผ่านไปแล้ว แล้วก็ประกาศราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งผมเอง ก็มีส่วนที่เคยอภิปรายในเรื่องของบัตร ๒ ใบว่าเห็นด้วยในตอนนั้น และประเด็นที่เขียนไว้ ในหลักการค่อนข้างจะเขียนไว้ดีว่าทำให้ประชาชนได้ใช้เจตจำนงในการเลือกตั้งที่สอดคล้อง กับความเป็นจริงในการที่มีบัตร ๒ ใบ ทีนี้ในร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (ฉบับที่ ..) แล้วเรื่องของการเลือกตั้ง ส.ส. มันผ่านสภาแห่งนี้ไปแล้วถึง ๔ ฉบับ ในร่าง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองมันมีถึง ๖ ร่าง ผมก็ไม่แน่ใจว่ามัน จะผ่านทั้งหมดหรือไม่ แต่ว่ามันมีประเด็นตรงที่ว่าหลักการของ ๒ ฉบับ เขียนไว้แบบกว้างคือ หลักการของร่างของ ครม. กับหลักการของร่างของท่านชลน่าน ศรีแก้ว ซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายค้าน หลักการเราก็เชื่อว่าแก้ไม่ได้ แต่ว่าเหตุผลที่ประกอบร่างของอีก ๔ ฉบับ มันก็จะมีแตกต่าง กันออกไป มันก็จะมีอยู่ในรายละเอียด ซึ่งถ้าเราจะขมวดออกไปมันก็จะมีมากมาย ในร่างที่ ๒ ของท่าน พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง และคณะ มีแก้ไขมากถึง ๑๓ ประเด็น ร่างที่ ๔ ของท่าน ส.ส. วิเชียร ชวลิต และคณะ มี ๘ ประเด็น ร่างที่ ๕ ของท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และคณะ ของพรรคก้าวไกลมี ๑๓ ประเด็น ร่างที่ ๖ ของท่าน ส.ส. อนันต์ ผลอำนวย มี ๑๐ ประเด็น คือประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้มีความแตกต่างกันออกไป บางประเด็น มีลักษณะคล้ายคลึงกัน บางประเด็นก็ไม่เหมือนกัน ลักษณะที่คล้ายคลึงกันหรือเหมือนกัน ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าคิดตรงกัน หรือว่าปรึกษากันแล้วเห็นว่าควรจะเขียนให้เป็นลักษณะอย่างนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ประเด็นก็คือถ้าเรารับหลักการของร่างที่เขียนเอาไว้แบบกว้าง ๆ รายละเอียดถึงจะดีหรือไม่ดีอย่างไรก็ตาม ก็ปล่อยให้ทางคณะกรรมาธิการ ๔๙ ท่าน ถึงรัฐสภาจะต้องรับรองเมื่อตอนสิ้นสุดของการอภิปรายของสมาชิกในวาระรับหลักการนี้ แล้วก็จะกี่ร่างก็ตามรายละเอียดก็เป็นเรื่องที่ทางสมาชิกในนามของคณะกรรมาธิการจะนำไป แก้ไขปรับปรุง แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งสมาชิกที่อภิปรายมาตั้งแต่เมื่อวานจนถึงวันนี้มีประเด็น หลากหลาย แล้วประเด็นต่าง ๆ ที่มีความคิดเห็นเพิ่มเติมจากร่างที่ส่งมา ผมก็คิดว่า คณะกรรมาธิการที่จะเป็นผู้พิจารณาก็คงจะเป็นผู้ที่สรุปอีกครั้งหนึ่ง แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การพิจารณาของคณะกรรมาธิการซึ่งเป็นร่างสุดท้าย มันก็จะต้องมาให้ทางรัฐสภาแห่งนี้ พิจารณาและให้ความเห็นชอบอีกครั้งหนึ่งในวาระที่ ๒ และวาระที่ ๓ ต่อไป ซึ่งก็คงยังไม่รู้ว่า เท่าไร เพราะร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ก็ยังไม่ได้ กำหนดเวลาการทำงาน ร่างฉบับนี้ผมก็ไม่แน่ใจ ทีนี้ผมขอพูดรวม ๆ กันไป ถ้าไม่นับร่างของ ครม. ซึ่งก็แก้ตรงไปตรงมาให้มันสอดรับกับการเลือกตั้ง ส.ส. ที่ว่ากำหนดให้ ส.ส. มีจำนวน ๔๐๐ คน จากเดิม ๓๕๐ คน แล้วก็ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อจากเดิม ๑๕๐ คน ก็ลดลงเหลือ ๑๐๐ เพราะฉะนั้นในร่างของ ครม. ก็แก้ให้มันสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญที่เราได้แก้ไป จึงมี การเปลี่ยนแปลงให้เป็น ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ๑๐๐ แล้วก็มีหัวหน้าสาขา หรือตัวแทนพรรค ประจำจังหวัดให้จัดประชุมและสมาชิกลงคะแนนเลือกได้ไม่เกิน ๑๐ รายชื่อ อันนี้ก็มีความ จำเป็นที่จะต้องแก้ เพราะว่ารัฐธรรมนูญมันเปลี่ยนไปนะครับ แต่ว่าในรายละเอียดของส่วนที่ เติมเข้ามาในร่างอื่น ๆ ทั้ง ๔ ร่าง ผมขอพูดรวม ๆ กันไปแล้วกันนะครับ ส่วนที่อ้างก็คือ บทบัญญัติบางประการเป็นอุปสรรคและจำกัดเสรีภาพในการจัดตั้งพรรคการเมืองและ การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของบุคคล บางเรื่องเป็นภาระของพรรคเกินสมควร ปัญหา การชำระเงินบำรุงพรรค การกำหนดเหตุยุบพรรคที่มีมากเกินไป มันมีร่างบางร่างที่เขียนว่า บทบัญญัติที่เป็นอุปสรรคต่อการทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง อุปสรรคต่อความเป็นสถาบัน ทางการเมืองเป็นภาระขั้นตอนทางธุรการ บทกำหนดโทษไม่ได้สัดส่วน สร้างข้อจำกัด ในการใช้เสรีภาพรวมกลุ่ม จัดตั้งทางการเมือง จึงสมควรให้แก้ไขเพิ่มเติมการจัดตั้ง พรรค สมาชิกพรรค ข้อห้ามพรรค การส่งผู้สมัคร การสรรหาผู้สมัคร รายงานการรายรับ การบริจาค การสิ้นสุดของพรรค การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ต่าง ๆ เหล่านี้ คือส่วนที่เติมเข้ามาจากรัฐธรรมนูญที่ได้แก้ไขเพิ่มเติมไป ซึ่งมันมีประเด็นแค่จำนวน ส.ส. ที่เปลี่ยนไปเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นในประเด็นที่เพิ่มเติมเข้ามาจากทั้ง ๔ ร่าง รวมทั้ง ๕ ร่างของ พรรคเพื่อไทยที่เติมความต้องการของทางสมาชิก เติมความต้องการของพรรคการเมืองเข้ามา ถ้าหากว่ามันเป็นรายละเอียดอยู่ในสาระในร่างมาตราต่าง ๆ มันก็ไม่ได้เป็นปัญหา ถ้าหากว่า หลักการมันเขียนไว้กว้างอย่างของพรรคเพื่อไทย แต่ว่าถ้าเราแยกแยะออกมาเป็นประเด็น ต่าง ๆ ผมคงจะต้องขอถือโอกาสนี้อภิปรายในบางประเด็น ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นประเด็น ที่ผมเห็นว่ามันมีความสำคัญ🔗

ท่านประธานครับ เรื่องการเก็บค่าสมาชิกพรรคเป็นประเด็นแรกที่ผมเห็นด้วย ว่ามันไม่ได้ขัดกับรัฐธรรมนูญนะครับ แล้วผมฟังการอภิปรายมาทั้งวันผมสรุปได้ว่า ในความคิดเห็นของ ส.ส. ผู้ที่อภิปรายท่านเห็นว่าการตั้งพรรคตั้งยากแต่ยุบง่าย ซึ่งเจตนารมณ์ตรงนี้ถ้าหากว่าเป็นไปตามที่ท่านคิด ผมคิดว่าในหลักการที่ถูกต้องผมเห็นด้วย กับท่านว่าพรรคการเมืองควรจะตั้งง่ายและยุบยาก เพราะฉะนั้นประเด็นเรื่องของ ค่าสมาชิกพรรค ผมเห็นด้วยนะครับ แล้วก็เห็นว่าไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ท่านจะเก็บจากเดิม ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ปี ๒๕๖๐ ที่เก็บ ๑๐๐ ถ้าสมาชิกตลอดปีเก็บ ๒,๐๐๐ ท่านจะลดลงมาเหลือ ๒๐ บาท กับ ๒๐๐ บาท หรือท่าน จะไม่เก็บเลย ผมก็ไม่ขัดข้อง ผมคิดว่าตรงนี้คงต้องมอบให้กับคณะกรรมาธิการที่ตั้งขึ้น ไปพิจารณาดู ส่วนตัวเองผมเห็นด้วยว่าตรงนี้อาจจะเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของ พรรคการเมืองตามที่ ส.ส. ท่านได้อภิปรายหลายท่านในลักษณะนี้🔗

ในเรื่องที่ ๒ ไพรมารีโหวต (Primary Vote) ท่านประธานครับ ผมยอมรับว่า ไพรมารีโหวต (Primary Vote) เป็นปัญหาและอุปสรรค โดยเฉพาะของพรรคเล็กเป็นปัญหา แน่นอน เพราะการหาสมาชิกพรรค การหาสาขาพรรคการเมือง แล้วก็การหาผู้แทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดให้ครบ ทั่วประเทศเป็นไปตามกฎหมายทำได้ยาก เมื่อทำได้ยากเป็นอุปสรรคต่อพรรคเล็กอย่าง แน่นอน โดยเฉพาะถ้าเราไม่แก้เรื่องค่าสมาชิกพรรคตรงนั้นแล้ว ตรงนี้ละเราก็ไม่สามารถ พัฒนาพรรคการเมืองขึ้นมาได้ แต่ในเรื่องของไพรมารีโหวต (Primary Vote) มันเป็นการ ปฏิรูปนะครับ การปฏิรูปพรรคการเมืองเราต้องการให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันทาง การเมืองนะครับ มันมีร่างของพรรคก้าวไกลตัดทิ้ง เสนอให้เป็นไปตามข้อบังคับของพรรค ผมไม่เห็นด้วย เพราะว่าถ้าอย่างนั้นพรรคบางพรรคก็มี พรรคบางพรรคก็ไม่มี อาจจะมีปัญหา ผมคิดว่าในเรื่องของไพรมารีโหวต (Primary Vote) มันเป็นหลักการที่ดี เป็นประชาธิปไตย ในพรรค เขียนขึ้นเพื่อไม่ต้องการให้นายทุนพรรคผู้มีอำนาจที่มีลักษณะเผด็จการมาสั่ง เปิดโอกาสให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมในการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งจะช่วยลดการผูกขาด การคัดเลือกผู้สมัครจากกรรมการบริหาร ผู้บริหาร หรือนายทุนพรรคการเมือง เพิ่มการมี ส่วนร่วมของประชาชน มีความโปร่งใสมากขึ้น สร้างความเป็นประชาธิปไตยในทางพรรค การเมือง ร่างของท่าน พันตำรวจเอก ทวี และคณะ ยกเลิกมาตรา ๕๐ ถึง มาตรา ๕๗ ซึ่งมันเป็นหลักการของไพรมารีโหวต (Primary Vote) ทั้งหมด ผมก็เลยคิดว่าร่างนี้อาจจะมี ปัญหาในการพิจารณาการลงมตินะครับ ส่วนที่ผมคิดว่ามันเป็นปัญหาก็เพราะว่ามันขัดกับ รัฐธรรมนูญ ๓ มาตราด้วยกัน มาตรา ๔๕ วรรคสอง เขียนเอาไว้ว่ากฎหมายตามวรรคหนึ่ง เปิดโอกาสให้สมาชิกมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง ในการกำหนดนโยบายและการส่งผู้สมัครรับ เลือกตั้ง และกำหนดมาตรการให้สามารถดำเนินการโดยอิสระไม่ถูกครอบงำ หรือชี้นำโดย บุคคลซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกของพรรคการเมืองนั้น ในมาตรา ๙๐ วรรคสาม เขียนว่า การจัดทำ บัญชีรายชื่อตามวรรคสองต้องให้สมาชิกของพรรคการเมืองมีส่วนร่วมในการพิจารณาด้วย โดยต้องคำนึงถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคต่าง ๆ และความเท่าเทียมกันระหว่าง ชายหญิง และข้อสำคัญก็คือมาตรา ๒๕๘ ซึ่งอยู่ในหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศ มันอยู่ใน หมวดหลักนะครับ แล้วก็เป็นรัฐธรรมนูญที่เขียนเอาไว้ในข้อ ก การปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง (๒) ให้การดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองเป็นไปโดยเปิดเผยและตรวจสอบได้ เพื่อให้พรรคการเมืองพัฒนาเป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชน ซึ่งมีอุดมการณ์ทาง การเมืองร่วมกัน มีกระบวนการให้สมาชิกพรรคการเมืองมีส่วนร่วมและมีความรับผิดชอบ อย่างแท้จริงในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองและการคัดเลือกผู้มีความรู้ ความสามารถ ซื่อสัตย์สุจริต และมีคุณธรรมจริยธรรม ท่านประธานครับ ไพรมารีโหวต (Primary Vote) มันเป็นสิ่งที่เราจะต้องพัฒนา ถึงแม้วันนี้เราไม่สามารถที่จะทำให้ไพรมารีโหวต (Primary Vote) เกิดขึ้นได้โดยสมบูรณ์ แล้วจริง ๆ ในไพรมารีโหวต (Primary Vote) ที่เกิดขึ้นตาม รัฐธรรมนูญมันก็ยังไม่ได้ใช้เลย เพราะมีคำสั่ง คสช. ห้ามใช้ มีบทเฉพาะกาลที่ในช่วง การเลือกตั้งปี ๒๕๖๒ ไม่สามารถนำไพรมารีโหวต (Primary Vote) มาใช้ได้ เราก็ยังไม่รู้ว่า แนวทางมันจะเกิดขึ้นในการเลือกตั้งใหญ่ครั้งใหม่จะเป็นอย่างไร แต่แน่นอนครับ ผมฟังเพื่อน สมาชิก ส.ส. อภิปรายมามาก ผมเห็นว่ามันเป็นปัญหาและอุปสรรค ถ้าสามารถแก้ได้ โดยไม่ขัดรัฐธรรมนูญผมเองก็เห็นชอบ เพียงแต่ผมคิดว่าการแก้ไขมันสุ่มเสี่ยงต่อการขัด รัฐธรรมนูญ ตรงนี้ก็เป็นดังที่เพื่อนสมาชิกได้ชี้แจงมานะครับ🔗

ท่านประธานครับ ในเรื่องของการควบคุมครอบงำ ชี้นำ มันประเด็นปัญหา อีกประเด็นหนึ่งพรรคเพื่อไทย มาตรา ๑๐ เพิ่มวรรคสองของมาตรา ๒๘ ร่างของท่านทวี ยกเลิกบทบัญญัติเกี่ยวกับการกระทำอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำ คือยกเลิก มาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ ท่านประธานครับ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๕ วรรคสอง ต้องเปิด โอกาสให้สมาชิกมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง ในการกำหนดนโยบายและการส่งผู้สมัครรับ เลือกตั้ง และการกำหนดมาตรการให้สามารถดำเนินการโดยอิสระไม่ถูกครอบงำ หรือชี้นำ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๘ ห้ามมิให้พรรคการเมืองยินยอม หรือกระทำการใดอันทำให้บุคคลอื่น ซึ่งไม่ใช่สมาชิกทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำ กิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมือง หรือสมาชิกพรรค ขาดความเป็นอิสระไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม ท่านประธานครับ มาตรา ๑๐ ร่างของ พรรคเพื่อไทยเขียนว่า การกระทำตามวรรคหนึ่งที่พูดมานี้มิให้หมายความว่ารวมถึงการที่ บุคคลนั้นได้ให้คำปรึกษา แนะนำ เสนอแนะ หรือให้ข้อมูล ประเด็นปัญหาที่มันจะเกิดขึ้นคือ การควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำตามรัฐธรรมนูญ หรือการที่เขียนว่า การให้คำปรึกษา แนะนำ เสนอแนะ หรือให้ข้อมูลมันอยู่ใกล้กันมาก แล้วก็มันเป็นเรื่องที่จะเลี่ยงได้ในแง่ของปฏิบัติ ท่านอาจจะบอกว่า บุคคลนอกพรรคการเมืองไม่ว่าจะอยู่ในประเทศหรือนอกประเทศ เข้ามาประชุมร่วมกับกรรมการบริหารพรรค ท่านอาจจะเลี่ยงไปว่า ก็ให้คำปรึกษา แนะนำ เสนอแนะ หรือให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ได้ควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำ ตรงนี้มันพิสูจน์ได้ยาก แล้วก็เป็นข้อที่สามารถเลี่ยงได้ ตรงนี้เป็นประเด็นที่ทางสื่อและภาคประชาชนวิจารณ์กัน เยอะมาก ผมเองก็คงต้องฝากไว้ว่าในประเด็นที่ถ้าหากว่าร่างของพรรคเพื่อไทยได้ผ่าน การรับรองจากที่ประชุมชุดนี้ไปแล้วคงต้องฝากคณะกรรมาธิการพิจารณาด้วย แล้วก็ อยากจะให้พิจารณาให้ดี เพราะถ้าหากว่าร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมือง เกิดผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการแล้วเข้าสู่การพิจารณาของสภา ในวาระที่ ๒ หรือวาระที่ ๓ แล้วถ้าเกิดผ่านไปอีก ผมก็เป็นห่วงว่าจะมีผู้เสนอศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณา แล้วถ้าเกิดมีปัญหาว่าตกไปผมจะเสียดายมาก เพราะว่าในเรื่องของการแก้ไข พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว มีความจำเป็นที่เราจะต้องตราเป็นกฎหมาย ขึ้นมาให้สอดรับกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตราดังกล่าว มาตรา ๘๓ มาตรา ๘๖ และมาตรา ๙๑ ซึ่งเราก็ผ่านในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การเลือกตั้งไปแล้ว มันจะต้องเป็นร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ๒ ฉบับที่จะเป็น คู่แฝดแล้วจะต้องออกมาตาม รัฐธรรมนูญที่เราได้แก้ไขไปแล้ว เพราะฉะนั้นอยากจะให้ทาง คณะกรรมาธิการพิจารณาให้ดี เพราะผมคิดว่าประเด็นนี้มันเป็นประเด็นที่สำคัญ ในเรื่องนี้ ในร่างของพรรคเพื่อไทยพิจารณาเรื่องของการแก้ไขอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ในวรรคหนึ่ง ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา ๙๒ ที่บอกว่า ให้ศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการไต่สวนแล้วมีหลักฐานโดยปราศจากข้อสงสัย ผมฝากไว้ ในประเด็นสุดท้ายว่า ในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญที่จะต้องพิจารณาให้มันมีหลักฐาน โดยปราศจากข้อสงสัยที่พรรคเพื่อไทยได้เขียนเข้ามาในร่าง มันเป็นสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญ ดำเนินการอยู่แล้ว ท่านไม่ต้องเสนอเข้ามา เขาก็ทำอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าถ้าท่านจะเสนอเข้ามา ก็ไม่ได้ขัดกับวิธีการของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการโดยหลักนิติธรรม ทั้งการให้ความเป็นธรรมทั้ง ๒ ฝ่าย เปิดพับลิก เฮียริง (Public hearing) ให้โอกาสทั้ง ๒ ฝ่ายชี้แจง ตรวจสอบกับหน่วยงานของ รัฐทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตรงนี้ผมเห็นว่าเขาทำอยู่แล้ว แต่ว่าอย่างไรก็ตามก็ไม่ได้ขัดกับ รัฐธรรมนูญ หรือสิ่งอื่น ๆ แต่อย่างใด ผมก็คงจะฝากประเด็นเรื่องของหลักการ และเหตุผลของร่างทั้ง ๖ ร่างเอาไว้ให้ที่ประชุมพิจารณา ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ นายแพทย์เจตน์ ต่อไปอีกชุดหนึ่งนะครับ พันตำรวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ พรรคก้าวไกล จากนั้นก็จะเป็นท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย พรรคประชาธิปัตย์ แล้วก็สมาชิกวุฒิสภา ท่านวันชัย สอนศิริ เชิญ พันตำรวจตรี ชวลิต ครับ🔗

พันตำรวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชี รายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม พันตำรวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ ผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สมาชิกรัฐสภา สำหรับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมืองนั้น ผมสนับสนุนร่างฉบับที่เปิดหลักการกว้าง ไม่ได้ล็อกให้แก้เฉพาะ มาตราใดเป็นการเฉพาะ คือร่างของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และร่างของนายชลน่าน ศรีแก้ว เพราะผมกำลังจะขอเสนอประเด็นแก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๒๔ ซึ่งเป็นประเด็นใหม่ ในเรื่องของการรับบุคคลที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งพ้นจากการเป็นสมาชิกของ พรรคการเมืองอื่นเข้ามาเป็นสมาชิกพรรค ซึ่งประเด็นนี้จะเป็นประโยชน์กับพรรคการเมือง ทุกพรรค ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองฝ่ายค้าน หรือพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล มาดูกัน ที่ปัญหาจากกฎหมายปัจจุบันนี้ก่อน นับตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ และมีการออก พ.ร.ป. พรรคการเมือง ปี ๒๕๖๐ มาจนปัจจุบัน กฎหมายปัจจุบันไม่มีบทบัญญัติว่าด้วยเงื่อนไข การรับ ส.ส. ที่พ้นจากการเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองอื่นเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคเลย ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่เราใช้กันอยู่นี้ มาตราที่ว่าด้วยการสิ้นสภาพของ ส.ส. จากการถูก ขับให้พ้นจากสมาชิกพรรคการเมืองคือ มาตรา ๑๐๑ ขอฝ่ายโสตช่วยขึ้นสไลด์ (Slide) ข้อความมาตรานี้ด้วยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
พันตำรวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชี รายชื่อ

ถ้าท่านดูในสไลด์ (Slide) พูดง่าย ๆ สั้น ๆ ก็คือในกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น ระบุ เพียงการสิ้นสภาพของ ส.ส. ในกรณีที่ถูกพรรคการเมืองเดิมขับออกจากพรรค และถ้า ส.ส. ผู้นั้นไม่ได้เข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใหม่ภายใน ๓๐ วันก็ให้สิ้นสภาพ ส.ส. ไป ประเด็นนี้ รัฐธรรมนูญบัญญัติเพียงเท่านี้ หรืออาจจะแปลตามตรรกะที่สมบูรณ์กันได้แค่เพียงว่า ส.ส. ที่ถูกขับออกจากพรรคถ้าจะไม่ให้สิ้นสภาพ ส.ส. ก็จะต้องเข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมือง พรรคใหม่ภายใน ๓๐ วัน ไม่มีประโยคไหนวรรคไหน ในรัฐธรรมนูญเขียนให้สิทธิ ส.ส. ที่ถูกพรรคเดิมขับออกสามารถย้ายเข้าพรรคใหม่ได้ในทุกกรณีภายใน ๓๐ วัน ไม่มี การที่ ปัจจุบันสามารถย้ายเข้าพรรคใหม่ได้โดยที่ไม่มีเงื่อนไขอุปสรรคใด ๆ เป็นเพราะอาศัยช่องโหว่ ทางกฎหมาย เป็นเพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนห้าม ไม่มีประโยคไหน วรรคไหนในรัฐธรรมนูญ ตีความได้ว่าห้ามกฎหมายลูกบัญญัติเงื่อนไขในการรับบุคคลที่เป็น ส.ส. ที่ถูกขับออกจาก พรรคการเมืองอื่นเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคเลย ดังนั้น พ.ร.ป. พรรคการเมืองซึ่งเป็นกฎหมาย ลูกของรัฐธรรมนูญที่เรากำลังพิจารณากันอยู่นี้ จึงสามารถบัญญัติเงื่อนไขในกรณีนี้เพิ่มเติม ขึ้นได้ ปัจจุบัน พ.ร.ป. พรรคการเมืองไม่ได้บัญญัติเงื่อนไขในกรณีนี้ ทำให้มี ส.ส. บางคน ที่เห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าอุดมการณ์นำช่องโหว่ทางกฎหมายนี้มาเป็นอำนาจ ต่อรองกับพรรคที่สังกัด เรียกร้องผลประโยชน์อื่นใดเพื่อตนเองได้ง่าย กรณีเช่นนี้หาก พรรคการเมืองต้นสังกัดไม่ตอบสนองต่อความต้องการ ส.ส. ดังกล่าวก็อาจจะประพฤติตน นอกแนวทางของพรรค หรือที่เราเรียกกันว่างูเห่า จนเป็นเหตุให้พรรคต้องพิจารณามีมติขับ ออกจากพรรค ซึ่งก็ไปสังกัดพรรคใหม่ได้ง่าย หรือไม่ก็ไม่ได้ขับออกจากพรรคแต่พรรค ก็ทำอะไรไม่ได้ ก็ปล่อยให้ ส.ส. ผู้นั้นประพฤติตนออกนอกแนวทางของพรรคต่อไป หรือที่เรา เรียกกันว่า ดองงู หรือไม่อาจจะเป็นแบบที่ ๓ คือถ้าพรรคการเมืองต้องการให้ ส.ส. ผู้นั้น ยังคงแสดงออกว่าประพฤติตนอยู่ในแนวทางของพรรคต่อไป อาจจะต้องทุจริต อาจจะต้อง นำผลประโยชน์ของประชาชน หรือรับเงินจากนายทุนผูกขาด หรือผลประโยชน์ อื่นใด มามอบให้กับ ส.ส. ผู้นั้น เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้ในพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคฝ่ายรัฐบาลหรือพรรคฝ่ายค้าน บางทีพรรคก็ให้ผลประโยชน์ตอบแทนตามที่ เรียกร้องไม่ไหว เพราะ ส.ส. มีอำนาจต่อรองเรียกร้องต่อพรรคเยอะเหลือเกิน หรือแม้แต่กรณี ถ้าเป็นพรรคฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายตรงกันข้ามกับผม ถ้าเกิดมีงูเห่ามีคนทรยศพรรคแล้วเปลี่ยนขั้ว มาจับมือกับพวกผม ทำให้พวกผมเป็นรัฐบาล ผมก็ไม่ได้ยินดีกับการที่มี ส.ส. ทรยศต่อความ คาดหวังของประชาชนที่เลือกพรรคการเมืองนั้น แม้จะเป็นพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามกับผม ก็ตาม ประชาชนอยู่ตรงไหน เพราะประชาธิปไตยเราต้องให้ประชาชนเป็นสิ่งที่อยู่สูงสุด ไม่ใช่ ตัว ส.ส. ที่จะประพฤติตัวขัดไปจากความคาดหวังของประชาชนที่เลือกอย่างไรก็ได้ เราจะทำ อย่างไรให้กฎหมายลดอำนาจการต่อรองของ ส.ส. ประเภทนี้ ถ้าเรายังจำกันได้ประเทศเรา เคยอยู่ในช่วงเวลาที่ ส.ส. เมื่อถูกขับออกจากพรรคไปจะไม่ได้หาพรรคใหม่สังกัดได้ง่าย เหมือนทุกวันนี้ ในช่วงที่เราใช้รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ และ ๒๕๕๐ ช่วงเวลากว่า ๑๕ ปีนี้ ลดอำนาจต่อรองของ ส.ส. ประเภทนี้ได้มาก กล่าวคือเมื่อพรรคการเมืองมีมติขับ ส.ส. ออกจากพรรคไปแล้ว ส.ส. ที่ถูกขับออกนั้นจะต้องอุทธรณ์ต่อศาลรัฐธรรมนูญเสียก่อน แล้วลุ้นผลการพิจารณาว่าจะสามารถสังกัดพรรคอื่นต่อไปได้หรือไม่ หรือให้สิ้นสภาพ ส.ส. เลย ในกรณีเช่นนี้จะทำให้อำนาจต่อรองของ ส.ส. น้อย เพราะมีเงื่อนไขให้ย้ายพรรคได้ยาก ช่วงนั้นเราก็จะไม่เห็น ส.ส. แสดงออกไปในทางที่ทรยศต่อคะแนนเสียงที่ประชาชนเลือก พรรคนั้น ๆ แม้จะมีเสือสิงห์กระทิงแรด มีผู้มากบารมีตั้งกลุ่มตั้งมุ้งอยู่ในพรรคนั้น ๆ มากแค่ ไหนก็ตาม ไม่มีปัญหา ปัญหา ส.ส. งูเห่าที่ประพฤติตัวขัดไปจากความคาดหวังของประชาชนก็ จะไม่เกิด เว้นเสียแต่ว่าในกรณีที่ยุบพรรคนั้นเสียก่อน อย่างเช่นกรณียุบพรรคพลังประชาชน เป็นต้น แต่ตราบใดที่พรรคยังไม่ได้ถูกยุบเราก็จะไม่เห็น ส.ส. ทรยศต่อความคาดหวังของ ประชาชนที่เลือกพรรคการเมืองนั้น ๆ ในช่วงที่เราใช้รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ และ ๒๕๕๐ ไม่เหมือนปัจจุบันที่เมื่อ ส.ส. ถูกขับออกจากพรรคแล้วกฎหมายมีช่องโหว่ ไม่มีกฎหมาย ที่เป็นอุปสรรคเงื่อนไขต่อการย้ายเข้าสังกัดพรรคใหม่เลย อำนาจต่อรองของ ส.ส. ก็จะมีมาก ผมขอเสนอให้เราสามารถออกแบบกฎหมาย พ.ร.ป. พรรคการเมืองที่เรากำลัง พิจารณากันอยู่นี้ให้เพิ่มอุปสรรคในการย้ายเข้าพรรคใหม่ ให้เพิ่มเงื่อนไขเข้าไป หลังจากที่ถูก พรรคเดิมมีมติขับออกแล้วทำให้เขาย้ายเข้าพรรคใหม่ยากขึ้นได้โดยที่ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ปัจจุบัน แล้วถ้าจะแก้ไข พ.ร.ป. พรรคการเมืองให้ได้ผลตามจุดประสงค์นี้ แบบที่ไม่ขัดกับ รัฐธรรมนูญ เราก็จะต้องแก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๒๔ ของ พ.ร.ป. นี้ให้เป็นไปตามสไลด์ (Slide) นี้ครับ โดยเพิ่มข้อความเป็นวรรคสองเข้าไปว่า การรับบุคคลที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร ซึ่งพ้นจากการเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองอื่นตามมติของพรรคการเมืองนั้น เข้าเป็นสมาชิกในระยะเวลาภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่พรรคการเมืองมีมติ มติของพรรค การเมืองนั้นต้องยินยอมให้บุคคลที่ถูกขับออกสามารถสมัครเข้าพรรคการเมืองอื่นได้ ในระหว่างที่ยังไม่พ้นจากตำแหน่ง กล่าวคือถ้าจะย้ายเข้าพรรคใหม่ได้ มติพรรคที่ขับ ส.ส. ออกก็ต้องพ่วงมติให้ ส.ส. ผู้นั้นสามารถสมัครเข้าพรรคอื่นได้ในระหว่างที่ยังเป็น ส.ส. อยู่ เป็นมติควบคู่กัน ถ้าไม่เข้าเงื่อนไขนี้ การจำกัดสิทธิบุคคลนี้ในการย้ายเข้าพรรคใหม่ ก็จะเป็นการจำกัดเฉพาะกาล คือจำกัดเพียง ๓๐ วันเท่านั้น ไม่ได้เป็นการจำกัดสิทธิบุคคล ในการย้ายเข้าพรรคใหม่ไปตลอดกาล ไม่ได้มากมายอะไรเลย การแก้กฎหมายเพียงเท่านี้เอง ปัญหา ส.ส. ที่ใช้อำนาจต่อรองพรรคการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองจนกลายเป็นปัญหา งูเห่า ดองงู หรือต้องยอมเอาผลประโยชน์ของประชาชนมาประเคนให้กับคนพวกนี้ เพื่อไม่ให้ แผลงฤทธิ์ก็จะหมดลงไปได้ แต่หลายท่านก็อาจจะบอกว่าอันที่จริงวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด ก็คือพรรคแต่ละพรรคก็เลือกคนให้ดี ๆ หน่อย ใช้จิตวิทยาในการดูประเภทคนให้ออก อันนี้ผมก็เห็นด้วยที่สุดเลย พวกผมก็มีประสบการณ์มาแล้วตั้งแต่อนาคตใหม่ที่ตอนนั้นมีเวลา บีบกระชั้นจึงเกิดความผิดพลาดขึ้นบ้าง ต่อไปการเลือกคนก็ต้องพยายามเลือกให้ดีที่สุด อยู่แล้ว แต่จะดีกว่าไหมถ้ากฎหมายมีการออกแบบมาให้เป็นประโยชน์กับพรรคการเมือง ทุกพรรค ไม่ว่าจะคัดเลือกคนผิดพลาดอย่างไรก็ตาม คนที่เราเลือกมาผิดพลาดก็ไม่มีอำนาจ ต่อรองพรรคการเมืองพอที่จะทรยศความคาดหวังของประชาชนที่เลือกมาโดยง่าย ผมขอเพื่อน ส.ส. ทุกท่านจากทุกพรรคช่วยกันสนับสนุนข้อเสนอของผมนี้ด้วยนะครับ ระวังนะครับ ระบบเลือกตั้งแบบบัตร ๒ ใบที่เป็นเอ็มเอ็มเอ็ม (MMM) ถึงแม้จะเป็นแรงบีบ ให้กลุ่มการเมืองต่าง ๆ ที่ทะเลาะเบาะแว้งกันต่อรองผลประโยชน์กันไม่ลงตัว คุยกับกลุ่มทุน อื่นรับเงินจะแยกออกจากพรรคไปแล้ว แต่จำใจต้องกลับมารวมอยู่ในพรรคเดียวกัน เพื่อให้เกิดผลดีต่อคะแนนการเลือกตั้ง ก่อนเลือกตั้งหลาย ๆ พรรคก็อาจจะอยากได้คนที่มีบารมี มีฐานคะแนนในพื้นที่เยอะ ๆ มาเป็นผู้สมัคร ส.ส. แต่ละพรรค แต่เราต้องอย่าลืมช่วงหลังเลือกตั้งนะครับ อันนี้สำคัญกว่า ถ้าหลังเลือกตั้งในพรรคมีคนมากบารมี มีหลายกลุ่ม หลายมุ้งจะเละเทะไหมครับ หากอำนาจ ต่อรองของแต่ละมุ้ง หากอำนาจต่อรองของ ส.ส. ประเภทนี้มีมากอย่างทุกวันนี้ แล้วเราไม่ แก้ปัญหานี้ให้ได้เสียก่อน ประเด็นนี้สำคัญมากครับ ผมไม่อยากให้ทุกท่านมองข้ามไป ถ้าท่าน เป็น ส.ส. ที่อยากจะมีอำนาจต่อรองของพรรคของท่านเยอะแบบนี้ต่อไป ก็ไม่ต้องสนับสนุน ข้อเสนอของผมนี้ก็ได้ แต่ถ้าท่านเป็น ส.ส. ที่รักพรรคของท่านเอง ไม่อยากให้ ส.ส. คนใดใน พรรคทรยศต่อความคาดหวังของประชาชนที่เลือกพรรคของท่าน ก็ช่วยสนับสนุนข้อเสนอ ของผมนี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ครับ🔗

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา สำหรับผมแล้วผมเห็นว่าการพิจารณาพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการพรรคการเมือง ซึ่งเราเริ่มต้นกันมาตั้งแต่เมื่อคืนจนกระทั่งถึงวันนี้นั้น ถือเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายอย่างยิ่ง สำหรับพัฒนาการทางด้านการเมืองในประเทศไทยของเรา ความจริงแล้วกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองนั้น มีมาแล้วหลายฉบับ ประเทศไทย เรามีพระราชบัญญัติพรรคการเมืองฉบับแรก ตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ และมาบัญญัติให้ ส.ส. จะต้อง สังกัดพรรค ในพระราชบัญญัติพรรคการเมืองเมื่อปี ๒๕๑๗ ภายหลังจากมีการตื่นตัว เรื่องประชาธิปไตยและมีการต่อสู้กัน จนกระทั่งมาเมื่อปี ๒๕๔๑ ภายหลังรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป ที่กฎหมายว่าด้วยพรรคการเมืองก็กลายเป็น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ตามการออกแบบของรัฐธรรมนูญในประเทศไทย ที่ผมกล่าวเช่นนี้ตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อจะบอกท่านประธานว่าเรื่องของกฎหมาย เรื่องของพรรค การเมืองนั้นเรามีมาโดยตลอด และในแต่ละช่วงเวลาก็สะท้อนพัฒนาการของพรรคการเมือง ในแต่ละยุค ดังนั้นการลงมติ การไปแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมืองครั้งนี้ก็จะเป็นอีกก้าวหนึ่งของความท้าทายว่าเราจะเลือกที่จะพัฒนา พรรคการเมืองในประเทศไทยไปในทิศทางใด ความจริงแล้วการแก้ไขพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญครั้งนี้น่าจะเป็นเรื่องง่าย ๆ ก็คือเป็นเรื่องที่เนื่องจากมีการแก้ไข รัฐธรรมนูญ แล้วก็บัญญัติให้มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องของการเลือกตั้งให้มี ส.ส. ๒ แบบ และมีบัตรเลือกตั้ง ๒ ใบ ก็เลยจำเป็นที่จะต้องไปแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมือง เกี่ยวข้องกับเรื่องของการทำสิ่งที่เราเรียกกันว่าไพรมารี (Primary) หรือการให้มีการเลือกตั้งขั้นต้นในแต่ละพื้นที่เขตเลือกตั้ง ซึ่งก็ต้องแก้เพราะบัญชีรายชื่อ เปลี่ยนแปลงจำนวนจาก ๑๕๐ เหลือ ๑๐๐ แต่เมื่อมีการเสนอการแก้ไขกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญก็กลับกลายเป็นว่ามีหลากหลายแนวความคิด ร่างประกอบรัฐธรรมนูญที่เสนอ เข้ามามีถึง ๖ ฉบับ แล้วใน ๖ ฉบับก็มีแนวความคิดที่ค่อนข้างจะกระจัดกระจาย แล้วก็แตกต่างกัน ร่างของคณะรัฐมนตรีนั้นชัดเจนมาก ก็คือไม่แตะเรื่องไพรมารี (Primary) ทุกอย่างยังคงเป็นไปตามที่ออกแบบเอาไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญตั้งแต่ มีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เป็นต้นมา แต่เมื่อฟังการอภิปรายตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานี้ ก็กลับเป็นมีความคิดออกมา ๒ แนวทางด้วยกัน ฝ่ายหนึ่งซึ่งอาจจะเรียกว่าเป็นผู้ออกแบบ มีสมาชิกอาวุโสท่านหนึ่งของฝ่ายรัฐสภาเรา ซึ่งเคยเป็นอดีตประธานคณะกรรมการร่าง ตัวกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ท่านก็บ่งบอกว่าแนวคิดในขณะที่ออกนั้นฝ่ายออกแบบ มีความเห็นมีความต้องการอย่างไร แต่ในขณะเดียวกันฝั่งของ ส.ส. ซึ่งอาจจะเรียกว่า เป็นฝั่งปฏิบัติ ก็บอกว่าจะไปทำเต็มรูปแบบเช่นนั้นไม่ได้ เพราะว่ามีปัญหาในทางปฏิบัติ ก็มีการยกตัวอย่างเช่น คำพูดที่บอกว่าถ้ามีจำนวนสมาชิกมากพอ การทำไพรมารี (Primary) ก็สามารถกระทำได้ แต่ถ้าไม่มากพอก็เหมือนกับคนที่อยากจะลงก็ต้องไปตามคนที่จะลงมา ก็กลายเป็นความเห็นที่ไม่ตรงกันระหว่างคนที่ออกแบบกับคนที่อยู่ฝ่ายปฏิบัติ จริง ๆ มีเหตุผลด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย แต่สำหรับผมนี่ผมเห็นว่า อย่างนี้ครับท่านประธาน เรื่องสำคัญ ที่สุดที่เราจะตัดสินใจครั้งนี้ก็คือคำถามที่ว่าเราจะออกแบบประชาธิปไตยไทยอย่างไร ถ้าเราเชื่อว่าประชาธิปไตยโดยรากฐานคือวัฒนธรรม คืออุดมคติ คืออุดมการณ์ทางการเมือง ของประชาชน ในทางการเมืองอุดมการณ์เหล่านั้นจะต้องสะท้อนผ่านพรรคการเมือง ซึ่งเป็นองค์กรขั้นพื้นฐานที่สุดที่จะเข้าสู่กระบวนการไปสู่อำนาจในทางด้านการเมือง ตัวพรรค การเมืองเป็นนามธรรม แต่รูปธรรมคือสมาชิก สมาชิกนั่นเองเป็นคนขับเคลื่อน เราจะทำ อย่างไรให้กระบวนการพรรคการเมืองเป็นกระบวนการของอุดมการณ์ที่เดินไปในทิศทาง เดียวกัน และสมาชิกซึ่งมีอุดมการณ์เดียวกันนั้นขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันได้ นี่เป็น หลักคิดที่ผมคิดว่าไปตรงกัน แต่ทำอย่างไรให้หลักคิดเชิงอุดมคตินี้กับในทางปฏิบัติไปด้วยกันได้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ทีนี้ในไทยเรามีพรรคการเมืองพูดง่าย ๆ คือมี ๒ แบบ อาจจะ มีเปลี่ยนแปลงจากนี้บ้างเล็กน้อย แต่อยู่ในแบบคล้าย ๆ กับ ๒ แบบนี้ แบบหนึ่งก็คือ รวมอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง ความหมายก็เหมือนกับที่พูดกันในทางการเมืองว่าเป็นพรรคที่มี เจ้าของนั่นเอง แล้วก็มีกลุ่มอีลิต (Elite) ผู้ครองอำนาจ แล้วสมาชิกก็กลายเป็นพิธีกรรม ทางกฎหมาย ซึ่งทำให้ครบถูกต้องตามกฎหมายไป เพื่อให้กระบวนการข้างบนนั้นเดินต่อไปได้ เข้าสู่อำนาจ กับพรรคการเมืองอีกแบบหนึ่ง ซึ่งกำหนดโครงสร้างของพรรคเป็นประชาธิปไตย ให้ความสำคัญกับสมาชิก และต้องมีกระบวนการเลือกตั้งในแต่ละระดับชั้นไป เพื่อที่จะไปสู่ กระบวนการเข้าสู่อำนาจในที่สุด ๒ แบบแนวความคิดนี้ผมคิดว่าพัฒนาการตลอดหลายสิบปี ที่ผ่านมานี้มันชี้ให้เห็นชัดเลย ในยุคหนึ่งในช่วงหลังมาเกิดแนวความคิดที่คลอนแคลนกันว่า โครงสร้างที่เป็นประชาธิปไตยนั้นเป็นปัญหาล่าช้า อืดอาด ตัดสินใจยาก มีปัญหา มีความ ยุ่งยาก แต่ก็เหมือนกับที่หลายฝ่ายบอกว่า พรรคที่เป็นลักษณะรวมอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง ตัดสินใจได้ทันที แล้วถ้าเกิดไปสู่กระบวนการเข้าสู่อำนาจที่อาจจะนำไปสู่การฉ้อฉลได้ นั่นละเป็นพรรคการเมืองที่อาจจะสร้างปัญหา ก็เลยพยายามออกแบบกติกาออกมา ให้กลับไปสู่โครงสร้างที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เพราะฉะนั้นถึงจุดตรงนี้ผมคิดว่าเราผ่าน เหตุการณ์ความขัดแย้งมาหลายปี ความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกอาวุโสในสภานี้ที่บอกว่า เราไม่ควรจะย้อนกลับไปหาปัญหาเช่นที่ว่านั้น เราจึงต้องหาคำตอบนี้ผ่านการออกแบบ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง นั่นคือถ้าเชื่อว่าการเมืองเป็นเรื่อง อุดมการณ์พื้นฐาน กระบวนการแนวความคิด อุดมการณ์ของสมาชิกพรรคในพรรคนั้นแล้ว เราก็ต้องไปสร้างความสำคัญของสมาชิก ก็ต้องมีกระบวนการที่เราเรียกว่า ไพรมารี (Primary) นี้เกิดขึ้น ผมคิดว่าหลายคนที่ลุกขึ้นมาพูดไม่ได้ปฏิเสธตรงนี้เลย แต่ผมจะเรียนว่า พรรคประชาธิปัตย์นั้นที่เห็นด้วยกับการมีไพรมารี (Primary) ไม่ใช่เป็นเพราะเราไม่เคยถูก ยุบพรรค สมาชิกท่านหนึ่งกล่าวเสมือนกับว่าประชาธิปัตย์ไม่เคยถูกยุบพรรค จึงเห็นด้วยกับ ไพรมารี (Primary) ผมตอบว่าไม่ใช่ เรื่องยุบพรรคไม่ใช่ใครคิดจะยุบใคร หรือแกล้งใครกัน ก็ได้ เป็นเรื่องข้อเท็จจริง ประชาธิปัตย์เคยถูกร้อง ๒ ครั้ง ครั้งหนึ่งเคยถูกร้องกล่าวหาว่า ไปร่วมกับกลุ่มการเมืองกลุ่มหนึ่งไปล้มล้างการปกครองว่าไป มีการต่อสู้คดีกันในชั้นศาล ในที่สุดข้อเท็จจริงยืนยันได้ว่าไม่ได้กระทำความผิด ศาลก็ยกครับ ส่วนอีกกรณีหนึ่งก็เป็น อย่างที่ท่านว่าจริง แต่ก็เป็นกระบวนการต่อสู้กันในศาลจนถึงที่สุดครับ ส่วนบาง พรรคที่ถูกยุบนั้นก็มีเรื่องของการทุจริต เรื่องของการซื้อเสียง เรื่องของการจ้างพรรคเล็ก เป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏเป็นข้อมูลประวัติศาสตร์ทางข่าวสาร เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ไม่ใช่ แต่ประชาธิปัตย์เห็นด้วยกับไพรมารี (Primary) เพราะเห็นว่าการเมืองต้องเป็นเรื่องของ อุดมการณ์ เป็นเรื่องของบุคคลที่จะต้องมีบทบาท เป็นเรื่องของสมาชิก เป็นเรื่องของ พรรคการเมืองที่ไม่มีเจ้าของครับ แต่โจทย์ของเราก็คือเราจะปรับกระบวนการไพรมารี (Primary) อย่างไร ท่านประธานครับ ถ้าเราไปดูในร่างที่เรามีอยู่ ๕-๖ ฉบับในมือขณะนี้ ร่างของ ครม. นั้นไปเต็มรูปแบบแล้วครับไพรมารี (Primary) ซึ่งผมก็เห็น สมาชิกหลายคนก็เห็น เพราะในหลายพรรคทำมาแล้ว ประชาธิปัตย์ก็เคยทำ มาแล้วครับ ในกระบวนการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคของเราครั้งหนึ่ง เราเปิดให้มีไพรมารี (Primary) มาจากต่างจังหวัด แล้วก็เปิดให้มีการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ด้วยซ้ำไป เห็นปัญหาครับ แต่ไม่ใช่ว่ากระบวนการนี้ไม่ดี ถ้าไปดูร่างอื่น มีบางร่างที่เป็นของพรรคร่วม ประทานโทษ เอ่ยนาม ท่านวิเชียร กับคณะ เสนอ แล้วก็ปรับให้เหลือเพียงคนเดียว หรือเป็นคณะก็ได้ ในหนึ่งจังหวัดซึ่งทำได้ทั่วทุกเขต ด้วยความเคารพครับ ผมก็เห็นว่าแบบนี้มันก็ง่าย เพราะถ้า เรายึดหลักตามรัฐธรรมนูญที่เพื่อนสมาชิกได้อ้างถึง ก็คือมาตรา ๒๕๘ ก. การปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง ในส่วน (๒) ที่พูดถึงเรื่องการดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมือง มีกระบวนการ ให้สมาชิกพรรคการเมืองมีส่วนร่วม และมีความรับผิดชอบอย่างแท้จริงในการดำเนินกิจกรรม ทางการเมือง และการคัดเลือกผู้มีความรู้ ความสามารถ ซื่อสัตย์ สุจริต เข้ามาเป็นผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมืองที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม กระบวนการจึงต้องมีไพรมารี (Primary) แต่ไม่ใช่ง่ายถึงขนาดคนหนึ่งสามารถกำหนดได้ ผมคิดว่าตรงนี้อาจจะต้องเป็นความร่วมมือ กันของทุกพรรค รวมถึงในส่วนของผู้ออกแบบ หรือฝ่ายของสมาชิกวุฒิสภาด้วย ที่ต้อง หยิบยกเอากระบวนการทั้งหลาย แต่ต้องมีเป้าหมายอันเดียวก็คือไปออกแบบระบอบ ประชาธิปไตยไทยและพรรคการเมืองไทยให้เป็นภาพเชิงอุดมการณ์ และให้ความสำคัญกับ สมาชิกอย่างแท้จริง แต่ไม่ทิ้งการแก้ปัญหาในเชิงการปฏิบัติ จะปรับจากเต็มรูปแบบมาครึ่ง รูปแบบอย่างไรให้ลงตัว เช่น ลดจำนวนขั้นต่ำลงอย่างนี้เป็นต้น แต่ไม่ใช่ปรับเป็นไม่มีเลย เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นโจทย์ที่ท้าทาย และผมเห็นว่าเรื่องของไพรมารี (Primary) เรื่องของ บทบาทสมาชิกพรรคตรงนี้เป็นโจทย์ที่จะท้าทายคณะกรรมาธิการเป็นอย่างยิ่งครับ🔗

ประเด็นอื่นก็เช่นเดียวกันท่านประธานครับ มันก็มีทางออกเหมือนกันว่า เป็นไปได้หรือไม่ ที่การไพรมารี (Primary) ซึ่งแยกเป็น ๒ ส่วน คือผู้ลงสมัครระบบเขตกับ ผู้ลงสมัครระบบบัญชีรายชื่อ ร่าง ครม. บอกว่าระบบบัญชีรายชื่อให้พรรคการเมือง กรรมการบริหารเสนอไป ๑๐๐ แล้วแต่ละที่ แต่ละเขตหยิบมา ๑๐ อันนี้เป็นปัญหานะครับ เพราะว่าในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญนั้นเรากำหนดถึงสัดส่วนชายหญิงก็ดี ผู้พิการก็ดี การให้ไป ๑๐๐ หยิบ ๑๐ จะเป็นปัญหาตรงนี้ครับว่า จะทำอย่างไรให้โหวตเตอร์ (Voter) สามารถจะหยิบตามสัดส่วนนั้นได้ด้วย อันนี้เป็นปัญหาแน่ เป็นไปได้หรือไม่ครับ ที่เรื่องของ การคัดเลือกคนเข้าสู่การเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อให้เป็นเรื่องของพรรคการเมือง เพราะเขา จะสามารถกำหนดสัดส่วนทุกอย่างได้โดยตรง แต่บังคับเรื่องไพรมารี (Primary) ของผู้ที่ ลงสมัครในระบบเขตเลือกตั้งซึ่งต้องทำ แต่ลดความยุ่งยากกระบวนการปัญหาโดยการฟัง ผู้ปฏิบัติ แต่ยังคงหลักคิดแนวทางนั้นเอาไว้ นี่น่าจะเป็นทางออกหนึ่งที่เป็นพัฒนาการของ ระบอบประชาธิปไตยไทย🔗

เรื่องของเงินค่าสมัครสมาชิกพรรคก็เช่นเดียวกันครับ เรากำหนดไว้ ในกฎหมายมันตายตัวมันเป็นปัญหาครับ เคยมีคนคิดว่าเงินสมัครสมาชิกพรรคแค่ ๑๐๐ บาท เทียบแล้ว ๑ ปี ๓๖๕ วัน วันละไม่ถึง ๑ บาท ซึ่งฟังดูเหมือนง่ายจริง แต่ในทางปฏิบัติไม่ง่าย เช่นนั้นครับ เพื่อนสมาชิกประทานโทษเอ่ยนาม จากพรรคก้าวไกลเสนอว่า ก็อย่าบังคับ ให้ไปเขียนไว้เป็นข้อบังคับพรรค อันนี้น่าสนใจครับ พรรคประชาธิปัตย์เคยปฏิบัติเช่นที่ว่านี้ เมื่อก่อนเก็บค่าสมัคร ๒๐ บาท แต่เขียนไว้ในข้อบังคับพรรคครับ ทั้งที่กฎหมายไม่ได้บังคับ แต่ในข้อบังคับเขียนว่าจะเก็บหรือไม่ก็ได้ ก็เป็นเรื่องของแต่ละพรรคการเมืองจะไปบริหาร จัดการให้สมาชิกพรรคนั้นเกิดความมีส่วนร่วม สามารถกระทำได้ครับ นี่ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ที่ผมยกตัวอย่างให้ท่านประธานได้เห็นว่าเป็นประเด็นที่คณะกรรมาธิการควรที่จะหยิบยก ไปพิจารณา🔗

แต่สุดท้ายเหนือสิ่งอื่นใด ท่านประธานครับ ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมืองนั้น จะทำอย่างไรให้กระบวนการที่มีอยู่นั้นมากกว่ากระบวนการทาง ธุรการทางการเมืองที่ต้องเอื้อให้พรรคการเมืองเป็นพรรคของมวลชนและมีอุดมการณ์ อย่างแท้จริง เราฝากความหวังไว้ที่ กกต. แต่ปัจจุบันนี้ด้วยความเคารพครับ ผมว่า กกต. ก็ปฏิบัติเป็นราชการไปตามกฎตามระเบียบ จะเป็นองค์กรที่จะมาส่งเสริมเรื่องของวัฒนธรรม ทางการเมืองนั้นก็ดูเหมือนว่าจะมีบทบาทตรงนี้ไม่ชัดเจนนัก แม้กระทั่งต่อต้านการซื้อสิทธิ ขายเสียงก็ยังทำได้ไม่ชัดเจน พยายามวางบทบาทไว้ที่สถาบัน พระปกเกล้า ก็ทำได้จำกัดมาก เป็นไปได้หรือไม่ถึงจุดหนึ่งเราอาจจะต้องรื้อพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง แล้วกลับมาพูดถึงเรื่องการส่งเสริม พรรคการเมืองให้เป็นอุดมการณ์ ผ่านองค์กรอย่าง กกต. นี่อาจจะเป็นทางออกหนึ่งครับ เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าคณะกรรมาธิการที่ไปทำงานครั้งนี้ก็โปรดได้รับโจทย์ทั้งหลายที่ พวกเราในสภานี้ได้ฝากเป็นแนวความคิดไว้ และให้ถือว่าพัฒนาการทางเมืองครั้งนี้จะเป็นก้าว สำคัญของการเมืองไทย และเป็นโจทย์ที่เราทั้งหลายต้องร่วมกันคิดครับ ขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ต่อไปเรียนเชิญท่านวันชัย สอนศิริ นะครับ🔗

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เท่าที่ฟังจากเพื่อนสมาชิกรัฐสภาตั้งแต่เช้ามาจนกระทั่งบัดนี้ แทบจะทุกคนมีความเห็น ตรงกัน ต้องการพัฒนาพรรคการเมือง และต้องการให้พรรคการเมืองนั้นเป็นของประชาชน อาจจะแตกต่างกันในรายละเอียดและวิธีปฏิบัติเล็ก ๆ น้อย ๆ หรืออาจจะมาก ในความเห็น ของกระผมครับท่านประธาน ว่ากฎหมาย กติกา หรือบทมาตราใดที่ใช้มาแล้วมีปัญหา ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง หรือมีแล้วนะครับท่านประธาน ปฏิบัติกันแบบหลอก ๆ สมัครรับเลือกตั้งใช้เงิน ๑ ล้านบาท สมัคร อบต. อบจ. สมาชิก ๑๐๐,๐๐๐ บาท ๒๐๐,๐๐๐ บาท หลอกกันทั้งประเทศท่านประธาน เพราะฉะนั้นกฎหมายใด ที่ออกมาแล้วเป็นกฎหมายหลอก ปฏิบัติไม่ได้ แล้วเหล่านี้ใครรู้หรือไม่ครับ ประชาชนเขารู้ กกต. ก็รู้ ผู้บังคับใช้กฎหมาย ส.ส. ก็รู้ แต่เราก็อยู่กับกฎหมายแบบหลอก ๆ กัน เพราะฉะนั้น ผมขอกราบเรียนว่าถ้ามันมีข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ ผมสนับสนุนให้แก้ไขครับ หลายประเด็น ทุกพรรคการเมือง ถ้าเห็นพ้องต้องกัน ผมสนับสนุนอย่างเต็มที่ หลายประเด็นอาจจะมี ความเห็นที่ไม่ตรงกัน ก็อาจจะไปว่ากันในชั้นกรรมาธิการ และบางเรื่องด้วยความเคารพ ผมว่าไม่น่าจะดึงดันกันแบบสุดไปครับ อย่างนั้นก็อาจจะเป็นปัญหาขัดแย้งกันต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเคยเป็น สปช. สปท. กรรมการปฏิรูปด้านการเมือง ร่วมกับ สมาชิกพรรคการเมือง ส.ส. และผู้หลักผู้ใหญ่หลายคนที่เห็นการเมืองมาในอดีต ได้มีส่วน สำคัญประมวลข้อเสนอไปยัง กรธ. และในชั้นกรรมาธิการที่ยกร่างกฎหมายฉบับนี้ก็มี ข้อเสนอต่าง ๆ ปรากฏอยู่ในกฎหมาย ประเด็นอย่างสำคัญที่เมื่อสักครู่นี้ขออนุญาตเอ่ยชื่อ ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ได้พูดไว้ถึงการปฏิรูปทางด้านการเมือง อันนี้ก็มาจาก สปช. และ สปท. และเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ บอกว่าให้การดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมือง เป็นไปโดยเปิดเผยและตรวจสอบได้ เพื่อให้พรรคการเมืองพัฒนาเป็นสถาบันทางการเมือง ของประชาชน ซึ่งมีอุดมการณ์ร่วมกัน มีกระบวนการให้สมาชิกพรรคการเมืองมีส่วนร่วมและมีความ รับผิดชอบอย่างแท้จริง ในการดำเนินกิจกรรมทางเมือง และคัดเลือกผู้มีความรู้ความสามารถ ซื่อสัตย์ สุจริต และมีคุณธรรมจริยธรรม เข้ามาเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ชัดเจน และเป็นรูปธรรม ท่านประธานครับ ตั้งแต่ต้นธาร กลางธาร และปลายน้ำเลยนะครับ ก่อนที่ จะมามีการเลือกตั้งที่พรรคการเมืองจะส่งคนเลือกตั้ง พรรคต้องเป็นของประชาชนที่เขาคิดไว้ คิดจนกระทั่งกลางน้ำ แล้วก็ปลายน้ำตลอดสายเลยว่า เมื่อส่งคนมาดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองนั้น ไม่ใช่เป็นประเภทเสือหิว มากอบโกย โกงกินอย่างที่ปรากฏ นี่ก็เป็นแนวคิด ในรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้เรื่องปฏิรูปทางการเมือง ขออนุญาตต่อจากท่านสมาชิกวุฒิสภา หลายท่านที่ท่านพูดไว้ เป้าหมายอันสำคัญนั้น🔗

๑. ต้องการให้พรรคการเมืองนั้นเป็นของประชาชนจริง ๆ แม้จะเป็นคนยาก คนจน คนรากหญ้า ก็สามารถเป็นเจ้าของพรรคการเมืองได้ ต้องมีส่วนร่วม ทีนี้การมีส่วนร่วม เราก็มาพิจารณาว่าเหมือนญาติโยมนี้นะครับท่าน เข้าวัดก็ต้องทำบุญสุนทาน ขออภัย ผมมิได้เปรียบเทียบเราจะมาทำบุญสุนทาน แต่ว่าการมีส่วนร่วมนั้นเหมือนการลงหุ้น ในบริษัท จ่ายเงินบ้างเล็กน้อย🔗

๒. มีส่วนร่วมในการคัดคนที่จะมาลงเลือกตั้งหรือเป็นผู้บริหารต่อไป🔗

ประการที่ ๒ นั้นไม่ต้องการให้ทุนมาครอบงำพรรค หรืออย่างที่ปรากฏนั้น เอาเงินมาฟาดหัวกัน แล้วก็เป็นใหญ่ในพรรค ท่านทั้งหลายทราบดีอยู่แล้วครับ🔗

ประการที่ ๓ นั้นไม่ต้องการให้พรรคการเมืองเหมือนบริษัทที่ใครมาสั่งซ้ายหัน ขวาหัน ส.ส. เป็นเพียงพนักงาน หรือเป็นคนในบริษัทเท่านั้น นี่คือเจตจำนงการปฏิรูปประเทศ ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘🔗

ประการที่ ๔ ครับท่านประธานที่เรามาพูดกันถึงเรื่องการครอบงำ การชี้นำ ถ้าท่านประธานทราบว่าในอดีตนั้นมีคนถูกตัดสิทธิทางการเมือง เหมือนคนที่ถูกศาลพิพากษา จำคุก แต่เป็นจำคุกทางการเมืองครับ เอาลูก เอาเมีย เอาพี่ เอาน้อง เอาพ่อ เอาแม่มาเป็นนอ มินี (Nominee) ทางการเมือง มาเป็น ส.ส. มาเป็นรัฐมนตรี แต่คนถูกตัดสิทธิชักใย อยู่เบื้องหลังเหมือนหนังตะลุงนะครับท่านประธาน สั่งการครอบงำอยู่ข้างหลัง จ่ายเงินจ่ายทอง ไม่ว่าครับท่านประธาน หาประโยชน์ทางการเมือง เขาจึงเขียนรัฐธรรมนูญและออก กฎหมายลูกมาในลักษณะที่เรากำลังวิพากษ์วิจารณ์กันนี้ แต่แน่นอนครับเมื่อใช้มาแล้ว บางเรื่องเราก็เห็นว่ามันมีปัญหา ไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง หรือบางทีการตีความก็อาจจะ ไม่ตรงกัน ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วเรายังรู้สึกตงิด ๆ อยู่ในหัวใจ เอาละครับ ผมก็เห็นด้วย ที่ควรจะแก้ไขให้สอดรับต่อการปฏิบัติ และบังคับได้จริง เพื่อให้เห็นภาพสักอย่างครับ ท่านประธาน ผมมิได้มีเจตนาที่จะกล่าวหาหรือว่าใคร แต่เพื่อให้เห็นว่าการแก้ไขกฎหมาย พรรคการเมืองนั้น ยังมีความจำเป็นในบางเรื่องบางประเด็น เช่น ท่านประธานจะเห็นเหตุการณ์ที่ปรากฏอยู่ ใน พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๖ มาตรา ๙๗ แม้จะไม่มีใครเสนอแก้ เขาห้ามควบรวมพรรคการเมืองที่มี ส.ส. อยู่ในระหว่าง อายุของสภาผู้แทนราษฎร เพราะในอดีตมีเลือกตั้งเสร็จแล้วก็ไปซื้อพรรคนั้นพรรคนี้มา แล้วก็ดึง ส.ส. เข้ามาควบรวมกัน เขาเลยมาเขียน คราวนี้เกิดมีการยุบพรรคการเมือง คะแนน ไม่ให้ตกน้ำ ส.ส. ไปอยู่กับอีกพรรคหนึ่ง แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยแล้วนะครับ ท่านประธาน แต่บางคนบางพวกตั้งคำถามว่านี่คือการยุบควบรวมหรือเปล่า ชัดหรือไม่ ควรแก้หรือไม่ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่เห็นเป็นปัจจุบัน แม้แต่เรื่องคุณสมบัติของผู้สมัคร ส.ส. และคุณสมบัติผู้ที่จะเป็นกรรมการ หรือเป็นสมาชิกพรรคการเมือง บางคนก็ตั้งเป็นข้อสังเกต ที่น่าสนใจนะครับท่านประธาน ในคราวนี้ก็มีการเสนอให้มีการแก้คุณสมบัติของผู้บริหาร พรรคการเมือง คนจะลงสมัคร ส.ส. ถ้ามีความผิดเกี่ยวกับคดีทรัพย์อย่างที่ปรากฏตัดสิน มาแล้ว ไม่กี่แสน กี่หมื่น ต้องเอากันตลอดชีวิตเชียวหรือครับ คนทำผิดทำชั่วแล้วต้องชั่ว กัลปาวสานหรือครับ นี่ก็เป็นคำถามที่น่าคิดนะครับ เราอาจจะเห็นคนในสังคมเยอะแยะที่ กลับเนื้อ กลับตัว กลับใจมา แต่ถูกตัดสิทธิตลอดชีวิต ประเภทโหดร้ายทารุณ ค้ายาเสพติด อย่างนี้มันโอเค (OK) หรือครับ อย่างนี้บางคนเขาก็ตั้งเป็นคำถามว่าเกินไปหรือเปล่า แม้แต่ เร็ว ๆ นี้ครับท่านประธาน มีพรรคการเมืองบางพรรคมีมติขับ ส.ส. ของพรรคตัวเอง แล้วก็ไป อยู่พรรคใหม่ จนกระทั่งมีบางคนตั้งเป็นคำถามและกำลังเป็นปัญหาเป็นประเด็นทาง การเมืองเพื่อความชัดเจน ว่ามติดังกล่าวนั้นเป็นนิติกรรมอำพราง หรือเป็นการสมยอมกัน ถูกต้องหรือเปล่า ผมไม่ได้กล่าวหาใคร เพียงแต่ตั้งข้อสังเกต นี้คือปัญหาของ พ.ร.บ. ประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ในขณะเดียวกันครับท่านประธานที่เห็นเป็นปรากฏ ส.ส. บางคนมีพฤติกรรมไม่ปฏิบัติตามมติพรรค บางพรรคสอบสวนใช้ระยะเวลาพอสมควรแล้วมี มติขับออกไป เขาก็ไปอยู่พรรคอื่น ใน ๓๐ วัน ถ้าถูกยุบก็ ๖๐ วัน แต่ในขณะเดียวกันครับ ท่านประธาน นี่เป็นเรื่องอัศจรรย์ครับ ของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญนี่ละครับ ส.ส. บางคนประพฤติปฏิบัติตนขัดต่อมติพรรค พรรคก็ไม่ขับออกครับท่านประธาน อิหลักอิเหลื่อ อยู่นี่ละครับ ถ้าจะเตะหมูก็เข้าปากหมูอีกตัวหนึ่ง เป็น ส.ส. ที่มีลักษณะแบบตัวอยู่พรรคหนึ่ง แต่ใจก็ไปอยู่อีกพรรคหนึ่ง ถ้าเป็นคนแต่งงานก็เหมือนกับเป็นชู้ทางการเมืองอะไรในลักษณะ อย่างนี้🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ได้ขึ้น บัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ระมัดระวังคำพูดหน่อยครับ🔗

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ครับ ขออภัยครับ ท่านประธาน คือผมไม่ได้กล่าวหาใครครับท่านประธาน เพียงแต่กำลังบอกนี่มันเป็นเรื่องที่ เกิดขึ้นทางการเมือง ในขณะที่กฎหมายพรรคการเมืองนี่ไม่มีความชัดเจน สามี ภรรยา ท่านประธาน อยู่ด้วยกันไม่ได้ เขายังให้สิทธิไปฟ้องศาลได้ แยกจากกันได้ แต่ผมอยู่กับพรรคนี้แล้ววันหนึ่งเกิดขัดแย้งกัน อุดมการณ์ไม่ตรงกันน่าจะเปิดช่องให้เขาไป ร้องศาลรัฐธรรมนูญ ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ ไม่ใช่ปล่อยให้เร่ร่อนกันแบบนี้ครับ ท่านประธาน อันนี้ก็เป็นตัวอย่างว่ากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองต้อง พิจารณาในเรื่องเหล่านี้ ดังนั้นด้วยความเคารพท่านประธานครับ ข้อเสนอในการแก้ไขเรื่อง พรรคการเมืองของหลายร่างที่เสนอมานั้น ของหลายพรรคการเมืองนั้น รวมทั้งของรัฐบาลนั้น ไม่ว่าจะเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือพรรคร่วมฝ่ายรัฐบาล ที่ผมฟังการอภิปรายมานั้นเรื่อง ค่าสมัครสมาชิก ๑๐๐ บาท และ ๒,๐๐๐ บาท ฟังแล้วก็มีเหตุผลพอสมควรของผู้ที่ร่าง รัฐธรรมนูญในสถานการณ์นั้นก็มีมุมมองที่น่าคิด แต่ฟังจากซีกฝ่ายค้านที่ท่านเสนอเมื่อเช้า ผมก็นั่งฟังด้วยความตั้งใจ เกิดความไม่ต่อเนื่องทางการเมืองเหมือนสถานการณ์โควิด (COVID) ใครจะคิดว่าจะเกิดขึ้น ใครจะคิดว่ามีการปฏิวัติรัฐประหาร บางทีคนร่างก็ลืมเรื่อง การปฏิวัติรัฐประหารไปเหมือนกัน เพราะฉะนั้นกรณี ๑๐๐ บาท ๒,๐๐๐ บาท ก็น่าจะมี ทางออกร่วมกันได้ว่าจะหาความพอดีตรงไหน ไพรมารีโหวต (Primary Vote) ก็พูดกัน มากแล้ว ตัวแทนพรรคประจำจังหวัด แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียน ผมก็ค่อนข้าง จะเห็นด้วย เรื่องบุคคลภายนอกควบคุม ครอบงำ ชี้นำพรรคการเมือง อย่างเรื่องที่ผม กราบเรียนท่านประธานมาตั้งแต่ต้นว่า ในอดีตเรามีนอมินี (Nominee) ทางการเมือง แล้วก็ มีบางคนมาครอบงำพรรค ในอดีตมันเห็นกันจะ ๆ ในประเทศไทยนี่ละครับท่านประธาน ไม่ได้ลงแต่ถูกตัดสิทธิ แต่อยู่ขอบเวทีหาเสียง ในอดีตไม่ได้ลงไม่ได้มีอะไร แต่นั่งประชุมใน พรรค แต่ตอนนี้มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าหาความพอดีและหาความ ชัดเจนว่า คำว่า ชี้นำ แนะนำ เอาข้อมูลมา อันนี้ผมคิดว่ามันก็สามารถจะแสวงจุดร่วมและ สงวนจุดต่างเกิดความพอดีกันได้ ดังนั้นผมขออนุญาตกราบเรียนว่าเรื่องอื่น ๆ ทั้งหมดมีอีก หลายเรื่องที่เสนอแก้ไขมานั้น ผมว่าถ้าไม่เลยลงกาเกินไปนัก แล้วหาความพอดีกันได้ ซึ่งผม ก็ไปอ่านโดยละเอียดทุกร่างแล้ว บางร่างอาจจะเกินเลยเกินความจำเป็นเกินไปนัก ดังนั้น ผมขอสนับสนุนต่อการแก้ไขในครั้งนี้อย่างเต็มที่ เพื่อให้การปฏิบัตินั้นดำเนินการไปได้🔗

ขอเรียนเป็นประการสุดท้ายว่า พ.ร.ป. ฉบับนี้จะผ่านหรือไม่ผ่านอยู่ที่ ส.ส. ทุกท่าน ส.ว. มีเพียง ๒๐๐ กว่าคนเท่านั้น เพราะสื่อเมื่อเช้านี้เอามากล่าวหาโจมตีกันสารพัด ในสภานี้ผมว่าแน่นอนจะเป็นสมาชิกรัฐสภาร่วมกัน แต่เสียงนั้นใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง เสียงของ สมาชิกสภาผู้แทนนั้นมีตั้ง ๕๐๐ เสียง แต่มีคนพยายามบิดเบี้ยวแล้วไปกล่าวหาโจมตีพวกผม ดังนั้นด้วยความเคารพว่าท่านมีสิทธิในการที่จะแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ บางคนขออภัยนะครับ ท่านประธาน กล่าวเลยเถิดไปถึงขนาดว่า เมื่อเช้านี้ว่า ส.ว. นั้นค้ำบัลลังก์รัฐบาล ไม่จริง เลยครับท่านประธาน ท่านรู้อยู่แล้วว่ารัฐบาลจะอยู่หรือไปนั้นอยู่ที่ ส.ส. กฎหมายฉบับนี้ กฎหมายรวมทั้งงบประมาณอื่น ๆ ก็อยู่ที่ ส.ส. ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นก็ด้วยความเคารพว่า ผมได้แสดงเจตจำนงความประสงค์อย่างเต็มที่เต็มกำลัง สนับสนุนต่อการแก้ไขในสิ่งที่เราเห็นว่า ข้อบกพร่องนั้นมีอยู่ให้ดำเนินต่อไป เพื่อให้พรรคการเมืองเข้มแข็งครับท่านประธานครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ท่านต่อไปจะได้ เตรียมตัวนะครับ ท่านสมาชิกซูการ์โน มะทา ท่านสมาชิกบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ แล้วก็ท่าน สมาชิกสมคิด เชื้อคง ท่านสมาชิกวีระกร คำประกอบ แล้วท่านวุฒิสภาเฉลิมชัย เฟื่องคอน ขอเชิญท่านซูการ์โนครับ🔗

นายซูการ์โน มะทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ซูการ์โน มะทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา เขต ๒ พรรคประชาชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ขออนุญาตท่านประธานอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งเสนอโดย พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง และคณะ แล้วก็สนับสนุนหลักการและเหตุผลของกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองอีก ๕ ฉบับด้วยกัน ซึ่งมีทั้งของพรรครัฐบาลที่เสนอโดย คณะรัฐมนตรี ของคุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว และคณะ ท่านวิเชียร ชวลิต และคณะ ท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และคณะ และของท่านอนันต์ ผลอำนวย และคณะ เช่นกัน ท่านประธาน ที่เคารพ ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้การเข้าสู่ทาง การเมืองระดับชาติ ในชีวิตทางการเมืองผมก็ต้องเจอกับการปฏิวัติรัฐประหาร ๒ ครั้ง มีการ ยุบพรรคการเมืองถึง ๒ พรรคการเมือง วันนี้ผมต้องขอบคุณสมาชิกรัฐสภาอันทรงเกียรติทุกท่าน ในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ที่ได้ร่วมกันมีมติแก้ไขกฎหมายเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๘๓ เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ซึ่งเป็นที่มา ที่ไปที่เราสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้จะต้องมาดำเนินการยกร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญถึง ๒ ฉบับด้วยกัน ก็คือว่าด้วยเรื่องของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งเมื่อวานนี้สมาชิกรัฐสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ก็ได้ผ่านร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง ๔ ฉบับไปแล้ว วันนี้เรากำลังพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งตัวแทนพรรคการเมือง และรัฐบาลที่กุมอำนาจก็ได้เสนอกฎหมายเข้ามาสู่การพิจารณาในวันนี้ ท่านประธานครับ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองนั้นมีเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้ให้ ความสำคัญว่า มันเป็นกฎหมายที่ตราขึ้นมาเพื่อต้องการปฏิรูปการเมือง ผมก็พยายามศึกษาและรับฟังคำอภิปรายของเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านว่าการปฏิรูป การเมืองโดยการเขียนกฎหมายที่ที่มันไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่ส่งเสริมให้พรรคการเมือง มีความเข้มแข็งนั้นมันจะเป็นการปฏิรูปการเมืองอย่างไร ดังนั้นผมขออนุญาตท่านประธาน ใช้เวลาที่มีอยู่ในสัดส่วนของพรรคประชาชาติ เพื่ออภิปรายร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของท่าน พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง และคณะเป็นผู้เสนอ ในมุมมองเพื่อตอบข้อซักถามของเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่าน ที่ได้ตั้งข้อสังเกต และเพื่อเป็นข้อมูลให้กับท่านสมาชิกรัฐสภาที่จะเข้าไปทำหน้าที่เป็น คณะกรรมาธิการได้นำมาคิดและยกร่างกฎหมายที่เป็นกฎกติกา ท่านประธานครับ กฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองนั้นเปรียบเสมือนกฎหมายที่สำคัญที่จะทำให้ พรรคการเมือง และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนนั้น สามารถปฏิบัติตัวและกำหนดกิจกรรมได้อย่างมีความลื่นไหล ฉะนั้นในหลักการและเหตุผล ที่พรรคประชาชาติได้นำเสนอโดยท่านกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ไปแล้วนั้น ผมอยากให้เพิ่มเติมว่า เหตุผลที่ผมและคณะของพรรคประชาชาติจำเป็นจะต้องเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองนั้น เนื่องจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งพรรคการเมือง การดำเนินการ ของพรรคการเมือง และการส่งเสริมผู้สมัครรับเลือกตั้งมีบทบัญญัติบางประการที่มัน ไม่สอดคล้องกับการบริหารของพรรคการเมืองในปัจจุบัน สมควรที่จะมีการแก้ไขและตรา บทบัญญัติขึ้นมาที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง เช่น ข้อบังคับพรรคการเมือง การกระทำ อันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือการชี้นำ กิจกรรมพรรคการเมืองในลักษณะที่ทำให้ พรรคการเมืองหรือสมาชิกพรรคการเมืองมีความเป็นอิสระหรือไม่ ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชาติมีทั้งหมด ๑๗ มาตราด้วยกัน เราก็มีการพูดถึงมาตราที่สำคัญ ๆ ผมอยากนำเรียนผ่านท่านประธานรัฐสภาถึงเพื่อนสมาชิก รัฐสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ว่า เราให้ความสำคัญในมาตราที่เกี่ยวข้องว่าจำเป็นอย่างไร ในมาตรา ๕ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๘ และมาตรา ๒๙ แห่งพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ ท่านประธานครับ เรามาดูมาตรา ๒๘ และมาตรา ๒๙ ของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญซึ่งยกร่างขึ้น ผมเชื่อว่ามีพรรคการเมือง อีกหลายพรรคการเมืองไม่มีตัวแทนในการยกร่างด้วยเช่นกัน โดยในกฎหมายมาตรา ๒๘ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ เขียนว่า ห้ามมิให้ พรรคการเมืองยินยอมหรือกระทำการใด อันทำให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่สมาชิกกระทำการอันเป็น การควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำ กิจกรรมพรรคการเมืองในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมือง หรือสมาชิกขาดความเป็นอิสระ ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงและทางอ้อม ผมต้องขอบคุณ ท่านสมาชิกรัฐสภาท่านสุทิน คลังแสง และเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้ให้ความเห็นตรงนี้ เหตุผลที่พรรคประชาชาติให้ความสำคัญตรงนี้ว่า ทำไมจะต้องยกเลิกในมาตรา ๒๘ และมาตรา ๒๙ ว่าด้วยกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ เนื่องจากกฎหมายรัฐธรรมนูญหลายท่านก็มาแย้งว่า การดำเนินการเสนอกฎหมายของ พรรคประชาชาตินั้นอาจจะไปขัดและแย้งกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔๕ ท่านประธานครับ มาตรา ๔๕ วรรคสอง ได้เขียนไว้ว่า กฎหมายตามวรรคหนึ่งอย่างน้อย ต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการบริหารพรรคการเมือง ซึ่งต้องกำหนดให้เป็นไปโดยเปิดเผย และตรวจสอบได้ เปิดโอกาสให้สมาชิกมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางในการกำหนดนโยบาย การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง และการกำหนดมาตรการให้สามารถดำเนินการโดยอิสระไม่ถูก ครอบงำหรือชี้นำโดยบุคคลซึ่งมิได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองนั้น รวมทั้งมาตรการกำกับดูแล มิให้สมาชิกพรรคการเมืองกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กับการเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๕ ไม่ได้เขียนคำว่า ห้าม คำว่า ห้าม คือ กริยา แต่รัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ในมาตรา ๔๕ เขียนว่า และกำหนดมาตรการ ให้สามารถดำเนินการโดยอิสระ ฉะนั้นการยกเลิกมาตรา ๒๘ และมาตรา ๒๙ นั้นผมเชื่อว่า เพื่อนสมาชิกในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้คงจะมีความช่ำชอง อ่านข้อกฎหมายได้เข้าใจ ได้ถ่องแท้มากกว่าผม ผมในฐานะ ส.ส. บ้านนอก หรือสมาชิกสภาผู้แทนบ้านนอกที่มาจาก การเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน ผมเข้าใจว่ามาตรการที่เขียนในมาตรา ๔๕ นั้นจากการ ยกเลิกของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชาตินั้น ไม่น่าจะขัดกับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ ท่านประธานครับ วันนี้หลาย ๆ ท่าน ก็พยายามตีประเด็นไปหลาย ๆ ประเด็นว่าจะมีการไม่รับร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง ที่เสนอโดยพรรคประชาชาติ ผมเข้าใจว่าโดยข้อสังเกตทั้งหมดนี้ ต้องเข้าใจนะครับว่า เราพยายามที่จะชี้แจงให้ท่านประธานอันทรงเกียรติ แล้วก็เพื่อนสมาชิก ได้รับทราบ ผมมีอีกประเด็นหนึ่งว่า พรรคประชาชาติได้มีการแก้ไขในมาตรา ๙ มาตรา ๙ ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญด้วยว่าพรรคการเมืองของพรรคประชาชาตินั้นเขียนชัดเจน ว่า ให้ยกเลิกความในมาตรา ๔๗ มาตรา ๔๘ และมาตรา ๔๙ แห่งพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ ไม่ได้ยกเลิกทิ้งทั้งหมด ให้ยกเลิกความ หมายถึงยกเลิกข้อความในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ แล้วให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน ว่ามาตรา ๑๗ พรรคการเมืองซึ่งประสงค์จะส่งผู้สมัครรับ เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใด ต้องมีสาขาพรรค การเมืองอย่างน้อยภาคละ ๑ สาขา เราไม่ได้ยกเลิก ผมก็ไม่เข้าใจว่าเพื่อนสมาชิกไปมองว่า เราไปทำการขัดรัฐธรรมนูญตรงไหน อันนี้สิ่งที่ผมอยากพยายามอภิปราย เพื่อให้เห็นเหตุผล ว่าสิ่งที่เราเขียนมาสมาชิกพรรคประชาชาติ คณะกรรมการบริหารพรรคประชาชาติ และตัวแทนของพรรคประชาชาติเรามีการประชุมหารือแล้ว เรามองว่ากฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญที่ยกร่างขึ้นเมื่อปี ๒๕๖๐ นั้น มีการเขียนที่คลุมเครือ ทำให้การพัฒนาพรรค การเมืองไม่สามารถเป็นไปอย่างที่เจตนารมณ์ของผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญที่เขียนว่าต้องการ ปฏิรูปการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันนี้มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้สะท้อนยังมีมาตราหลาย มาตราที่จะต้องแก้ไข แต่ผมก็อยากบอกเพื่อนสมาชิกว่าสิ่งหนึ่งที่เราอยากเห็น ให้มันมีความ สะดวกสบาย เรื่องของการดำเนินการของพรรคการเมือง ผมก็แปลกใจว่า ทำไม คณะกรรมการการเลือกตั้งไปกำหนดในเรื่องของข้อบังคับของพรรคการเมืองว่า การรับ สมัครสมาชิกพรรคการเมืองนั้นจะต้องใช้สำเนาทะเบียนบ้าน ทั้ง ๆ ที่วันนี้รัฐบาลในยุค ๔.๐ ใช้บัตรประจำตัวประชาชน ท่านประธานรัฐสภา ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ท่านเดินทางไปฉีดวัคซีนที่ศูนย์กลางบางซื่อหรือที่บำราศนราดูร ท่านก็ใช้ บัตรประจำตัวประชาชน ๑ ใบเท่านั้น สิ่งนี้สิ่งที่ผมอยากฝากให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง อยากฝากให้บรรดาสมาชิกรัฐสภาอันทรงเกียรติที่จะไปเป็นคณะกรรมาธิการได้ตระหนักว่า ยังมีข้อสังเกตอีกเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เป็นรายละเอียดที่เราจะต้องไปแก้ไขว่าจะทำอย่างไร ข้อเท็จจริงมันปรากฏขึ้นทั้งในสภาแห่งนี้ มันปรากฏขึ้นในพื้นที่ที่เกิดขึ้นในแต่ละภูมิภาคว่า ปัญหาที่ทำให้พรรคการเมืองไม่เจริญ ไม่มีการพัฒนา ไม่สามารถเป็นสถาบันพรรคการเมืองนั้น ก็มาจากกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญไม่มีความเป็นประชาธิปไตย ผมต้องขอบคุณ พรรคประชาชาติและสมาชิกพรรคประชาชาติที่ให้โอกาสผมได้มาอภิปราย เป็นตัวแทนของ พรรคประชาชาติในการเสนอสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้ ผมก็ขออนุญาตนำเสนอ แล้วก็ขออนุญาต ท่านประธานว่า ผมเห็นด้วยกับหลักการและเหตุผล ทั้งกฎหมายของพรรคประชาชาติที่เสนอมา และอีก ๕ ฉบับนะครับ ขออนุญาตท่านประธานอภิปรายเพียงแค่นี้ ขอบคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณท่านซูการ์โนครับ ผมฉีด ที่รามาธิบดีครับท่านซูการ์โน ต่อไปท่านสมาชิกบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ขอเชิญครับ🔗

นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม บุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจไทย พะเยา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในวันนี้ ในปัจจุบันนี้ทั่วโลกยอมรับกันว่า การปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้นเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง การปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยนั้นสอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์ โดยเฉพาะในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ หรือรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ ของประเทศไทยก็มีความชัดเจนในเรื่องนี้ครับว่า ประเทศไทย เรานั้นยอมรับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะฉะนั้นตรงนี้จะต้องเป็นกรอบใหญ่ เป็นหลักใหญ่ แล้วแตกแขนงออกไปว่าจะไปถึง เรื่องอะไร ถ้าหากว่าจะพูดถึงเรื่องของประชาธิปไตยก็ต้องบอกว่าองค์ประกอบ โดยเฉพาะ เรื่องของพรรคการเมืองนั้นเป็นเรื่องสำคัญ เราบอกว่าเราอยากจะเห็นพรรคการเมือง เป็นสถาบันทางการเมือง แน่นอนครับ ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีการเริ่มต้น ย่อมมีการพัฒนา เดินไปข้างหน้า เช่นเดียวกัน พรรคการเมืองของประเทศไทยเราก็ต้องยอมรับว่า ประชาธิปไตยของเรานั้นเดินมาในระยะหนึ่งเรารู้สึกว่าค่อนข้างจะยาวนาน แต่ถ้าหากว่า เปรียบเทียบกับประชาธิปไตยในโลกนี้ที่เขายาวนานกว่าเรามีอีกเยอะครับ ทุกสิ่งทุกอย่าง ต้องมีการพัฒนาเป็นลำดับขั้นไป ถ้าหากจะมองว่าอยากจะเห็นพรรคการเมืองที่เป็นสถาบัน ก็ต้องมามองลึก ๆ เข้าไปในวันนี้ มีหลายคนครับมาคุยกับผม มาพูดกับผมบอกว่า พรรคการเมืองของเมืองไทยวันนี้มีสภาพที่ตั้งง่ายแต่อยู่ยาก มันจริงหรือไม่ ตรงนี้ต้องเอามา คิดมาตรึกมาตรองกันนะครับ วันนี้พรรคการเมืองของเรามีเยอะแต่อยู่ค่อนข้างยากมาก เรามีกฎเกณฑ์ เรามีระเบียบ เรามีอะไรค่อนข้างเยอะ เพราะฉะนั้นการที่จะส่งเสริมระบอบ ประชาธิปไตย ต้องส่งเสริมให้พรรคการเมืองให้มีความเข้มแข็ง ให้เป็นสถาบัน นั่นแปลว่าต้องให้โอกาสกับพี่น้องประชาชนได้มีบทบาทเข้ามามีส่วนร่วม ต้องให้บทบาท กับพรรคการเมืองในการที่จะขับเคลื่อนพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันและขับเคลื่อน พรรคการเมืองให้สามารถในการที่จะเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเมือง ถ้าหากว่าเป็นเช่นนี้ เรามามองครับ เรามามองว่าวันนี้เมื่อมีการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ สัดส่วนระหว่าง ส.ส. บัญชีรายชื่อกับ ส.ส. เขต วันนี้เปลี่ยนเป็น ๔๐๐ กับ ๑๐๐ เรื่องของ บัตรเลือกตั้งเขาบอก ๒ ใบ เลือกคนที่รัก เลือกพรรคที่ชอบ แต่ก็ยังมีปัญหา ๒ วันมานี้ เมื่อวานนี้ก็ยังมีความเห็นที่ขัดแย้งกัน เป็นเรื่องปกติครับ มองเห็นต่างเป็นเรื่องปกติ บ้างก็บอกว่ามันน่าจะเอาหมายเลขเดียวกันนะ บ้างก็บอกว่าไม่ได้ รัฐธรรมนูญบอกว่าต้องไป ลงสมัครเขตก่อนถึงจะไปบัญชีรายชื่อได้ ก็มีการถกเถียงกัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติครับ ก็จะนำ เรื่องเหล่านี้ไปพูดคุยกันในขั้นตอนของกรรมาธิการ แต่สิ่งที่ผมอยากจะเรียนอยากจะพูด ในวันนี้ว่า การที่เราจะส่งเสริมพรรคการเมืองตรงนี้ เราอยากจะเห็นประชาธิปไตยแบบ มีส่วนร่วม นั่นก็คือพี่น้องประชาชนสามารถที่จะมาเป็นสมาชิกพรรคการเมืองได้ไม่ยากนัก ได้ง่ายหน่อย เมื่อมาเป็นสมาชิกพรรคการเมืองแล้วเขามีบทบาทร่วมอย่างไร จริง ๆ แล้ว ไม่อยากจะเห็นหรอกครับว่า สมาชิกพรรคการเมืองนั้นเมื่อมีการเลือกตั้งทีหนึ่งเหมือนกับที่ เรากำลังพูดคุยกัน ๒ วันนี้ละ มีการเลือกตั้งทีหนึ่งก็จะไปถามครั้งหนึ่งจะเอาใครลงสมัคร ตรงนี้ก็เป็นประเด็นท่านประธานครับ หลายท่านบอกว่า ควรจะมีไพรมารีโหวต (Primary Vote) เพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม เพื่อให้สมาชิกพรรคการเมืองได้มีบทบาทร่วม มีความรู้สึกเป็นเจ้าของ เพื่อที่จะแสดงออกว่าพรรคการเมืองไม่ใช่มีคน ๒ คนมาเป็นเจ้าของ ถูกต้องหรือไม่ จริง ๆ ก็ถูกต้อง แต่กระทำได้แค่ไหนเพียงไรเดี๋ยวว่ากันครับ ที่ผมบอกตรงนี้ เพราะอะไร หลายคนบอกว่าต้องมีไพรมารีโหวต (Primary Vote) แต่วันนี้ท่านประธาน เห็นหรือไม่ครับ พรรคการเมืองนั้นเยอะแยะไปหมด เดินสายกันไปแต่ละจังหวัด ๆ หาตัวผู้สมัคร บางทีว่าที่ผู้สมัครคนเดียว ๓-๔ พรรค ประกาศชื่อซ้อนกันก็มี นั่นแปลว่า อย่างไร นั่นแปลว่าพรรคการเมืองแต่ละพรรคมีการเตรียมตัวกันในการที่จะได้มาซึ่งผู้สมัคร ของพรรค นี่อีกปีเศษ ๆ นะครับ มีนาคมปีหน้าถึงจะครบวาระของสภาชุดนี้ อีกปีเศษ ๆ ถ้าไม่มีการยุบสภาเสียก่อน แต่ว่าวันนี้แต่ละพรรคเริ่มหาตัวผู้สมัคร เริ่มมีการประกาศ ใครลงเขตไหน มีการชูมือ มีการสวมเสื้อ นั่นแปลว่าอะไร นั่นแปลว่าถ้ามีการกำหนด กระบวนการเหล่านี้อยู่ในกฎหมายแปลว่าหลอกตัวเอง เพราะได้ว่าที่ ส.ส. มาก่อนแล้ว ตั้งแต่ ก่อนที่จะมีเลือกตั้งเป็นปี จริงหรือไม่ เพราะฉะนั้นกฎหมายออกมาจะต้องเป็นกฎหมาย ที่สอดคล้องกับบริบทของบ้านเมืองในปัจจุบัน อันนี้เป็นเรื่องที่จะต้องไปพูดคุยกัน ในรายละเอียดในขั้นตอนของกรรมาธิการครับท่านประธาน แต่สิ่งที่อยากจะเห็น สิ่งที่อยากจะให้มันเกิดขึ้นก็คือว่า ในการแก้ไขกฎหมายใดก็ตาม มันต้องเป็นการแก้ไข กฎหมายที่ไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ มันต้องเป็นการแก้ไขหรือออกกฎหมายที่เป็น ประโยชน์โดยรวมของประเทศชาติ และเพื่อความผาสุกของพี่น้องประชาชน ตรงนี้ เป็นแนวทางที่พรรคเศรษฐกิจไทยพร้อมจะสนับสนุน แต่อยากจะเรียนกับท่านสมาชิกรัฐสภาครับว่า นี่เป็นโอกาส ไม่ทราบว่าจะเป็นโอกาส ครั้งสุดท้ายหรือไม่ที่เราจะได้มีการแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เพราะวันนี้เราก็จะปิด สภาแล้ว อยากจะเห็นความร่วมมือของทุกฝ่ายเอาเป้าหมายเป็นที่ตั้ง เอาประโยชน์ของ บ้านเมืองเป็นที่ตั้ง อย่าเอาประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้ง อย่าเอาประโยชน์ของพรรคพวก ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นที่ตั้ง ถ้าอย่างนี้เราก็จะได้เห็นสิ่งดี ๆ ที่จะเกิดขึ้นในสภาชุดนี้ แล้วสามารถ ที่จะนำพาประเทศชาติ และพี่น้องประชาชนเดินไปข้างหน้า วันนี้ต้องเห็นใจครับว่า โควิด (COVID) กำลังระบาดทุกพื้นที่ในประเทศไทยรุนแรงเหลือเกิน ทราบว่าท่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะแบบแบ่งเขตมีความมุ่งมั่นและความตั้งใจที่อยากจะ กลับไปลงพื้นที่ เพื่อที่จะไปดูแลแก้ไขปัญหาในพื้นที่ของตัวเอง ซึ่งโควิด (COVID) กำลัง ระบาดหนัก พรรคเศรษฐกิจไทยได้สัดส่วนเวลา ๒๒ นาที แต่ผมขออนุญาตใช้เวลาเพียงเท่านี้ เวลาที่เหลือตัดออก เพื่อจะให้พี่น้องประชาชน และให้ ส.ส. ได้ไปลงพื้นที่กัน ขอบคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ต่อไปท่านสมาชิก สมคิด เชื้อคง ครับ🔗

นายสมคิด เชื้อคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายสมคิด เชื้อคง พรรคเพื่อไทย อุบลราชธานี วันนี้ก็ได้ฟัง เหตุผลจากเพื่อนสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย ได้พูดคุยกันมาทั้ง ๒ วันแล้ว กรณี ร่าง พ.ร.ป. ทั้งการเลือกตั้ง และวันนี้ก็เป็น พ.ร.ป. ของพรรคการเมือง ผมเรียนอย่างนี้ นะครับว่า หลาย ๆ ท่านก็ได้ให้ความเห็นที่น่ารับฟัง ไม่ว่าจะเป็นท่าน ส.ว. ท่าน ส.ส. หลาย ๆ ท่านก็อยากมองว่า วันนี้การแก้ไขร่าง พ.ร.ป. พรรคการเมืองนั้นเน้นวัตถุประสงค์แต่ ละพรรคอาจจะไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกัน คล้าย ๆ กัน บางท่านซีก ส.ว. ก็บอกว่าจะไม่ขอรับ ร่างของพรรคการเมือง ๕ ฉบับ แล้วจะรับร่างเฉพาะของ ครม. ซึ่งอ้างว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ความจริงก็เป็นสิทธิของท่านครับจะรับหรือไม่รับ แต่เราก็ขออธิบายเหตุผลว่า รัฐธรรมนูญนี้ ก็แก้ไขกันมาเรียบร้อยแล้วเรื่องบัตร ๒ ใบ อย่างไรเลือกตั้งใหม่เราก็ต้องใช้บัตร ๒ ใบ เพียงแต่เข้าไปใช้ในแง่รายละเอียดซึ่งกรรมาธิการจะต้องไปคุยกัน สิ่งหนึ่งที่บอกว่าของพรรค การเมือง ไม่ว่าจะเป็นของพรรคเพื่อไทยหรือพรรคอื่น ผมจะเอ่ยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ก็ได้ว่า เราก็ต้องปรับปรุงแก้ไขบางเรื่องเกี่ยวกับพรรคการเมือง ซึ่งสมาชิกพรรคเพื่อไทย ก็ได้พูดไปบ้างแล้ว แต่อยากจะบอกว่าทำไมต้องแก้ รัฐธรรมนูญฉบับเก่ามันไม่ดีหรือ ที่แก้มา พ.ร.ป. พรรคการเมืองไม่ดีหรือ มันอาจจะดีในความรู้สึกของคนร่าง แต่มันไม่ดีในความรู้สึก ของผู้ปฏิบัติใช้มา ๓ ปีแล้วมันเห็น ผมว่าท่านเจ้าหน้าที่ กกต. ก็นั่งอยู่ด้วย ลองฟังดูนะครับ ว่าทำไมพรรคเพื่อไทยต้องเสนอแก้ในบางเรื่อง เช่น สาขาพรรคก็คือไพรมารีโหวต (Primary Vote) ทำไมต้องทำ ทั้ง ๆ ที่พรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องสาขาพรรค เรื่องตัวแทน ประจำจังหวัด ผมเรียนแล้วนะครับว่า พรรคเราอาจจะมีสมาชิกหรืออาจจะมีผู้แทน ในเขตเยอะ เราไม่ได้เดือดร้อนเรื่องนี้นะครับที่เราแก้ ผมเอ่ยถึงท่านพรรคประชาธิปัตย์ด้วย ผมเชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่เดือดร้อนเรื่องสาขาพรรค เรื่องตัวแทนประจำจังหวัด แต่คนที่เดือดร้อนก็คือพรรคเล็ก พรรคใหม่ เขาก็มีความเดือดร้อน เมื่อสักครู่ก็ได้ยินเพื่อน สมาชิกบอกต้องมีค่าใช้จ่าย ทำไม่ทัน เหล่านี้ละครับคือที่มาของต้องแก้ไข แก้ไขแปลว่า ปรับปรุงให้มันดีขึ้น ปรับปรุงให้มันทำงานร่วมกันได้ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ต้องดูให้ครบถ้วน ถ้าดูฝั่งเดียวฝั่งเดียวก็เหมือนบอกว่า มันดีแล้ว ในเมื่อมีไพรมารีโหวต (Primary Vote) แล้ว เอาสมาชิกเลือกแล้ว มันก็ยังไม่จบหรอกครับ สมาชิกเลือกแล้วก็ต้องเข้ากรรมการสรรหาอีก ๒ ขั้นตอน ๓ ขั้นตอน ลดขั้นตอนลงก็ได้ ในขั้นตอนนั้น ๆ ผมถึงอยากบอกว่าพรรคไม่เท่ากัน สมาชิกไม่เท่ากัน พรรคการเมือง จะเข้มแข็งได้ตามที่เพื่อนวุฒิสมาชิกพูด มันก็ต้องต่อเนื่อง บางท่านบอกว่าอยากปฏิรูป การเมือง จนกระทั่งมีการยึดอำนาจเกิดขึ้น ไม่ต้องคิดมากหรอกครับ ปฏิรูปการเมืองอย่ายึด อำนาจก็พอ มันไปของมันเอง สมาชิกมันเดินของมันเอง มันไม่มีใครมากำหนดกฎเกณฑ์ ได้เท่าไรหรอก ความศรัทธา ความเชื่อมั่นนั่นต่างหากที่จะทำให้มีสมาชิก ต่อให้ตั้งค่าสมาชิก ๕๐ บาท ๑๐๐ บาท ๓๐๐ บาท มันก็ได้ประโยชน์ไม่เยอะเท่าให้ความศรัทธาของ พรรคการเมืองนั้น ๆ หรอกครับ การหาสมาชิกต่าง ๆ เราก็ทำมาหมด พรรคที่เขาอยู่เก่า ทำมาหมดแล้ว ทำมาหมด พรรคใหม่ก็เริ่มทำ แต่ว่าถ้าเขาจะแก้ไขผมก็มองว่าเป็นเหตุผล ที่เราควรจะรับฟังกัน🔗

อีกเรื่องหนึ่งที่บอกว่าจะปฏิรูปการเมือง ก็เนื่องจากมีเพื่อนสมาชิกรัฐสภา บอกว่า สาเหตุเพราะว่านักการเมืองในยุคนั้นพูดถึงก็ถึงปี ๒๕๕๖ เลย บอกว่า ทำเป็นเสียง มากลากไป ก็เลยเกิดเรื่องกรณีลักหลับบ้าง กรณีออก พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ถ้าเรามอง ให้ชัดเจนถ้าผมไม่พูดเดี๋ยวก็จะไม่จบกระบวนความ เพราะผมอยู่ในเหตุการณ์นั้น พ.ร.บ. นิรโทษกรรมนั้นเขียนออกมารูปร่างดีหมดละครับ นิรโทษให้ทุกกลุ่ม ทุกสีเสื้อ พอเข้า กรรมาธิการก็มีเพิ่มเติมขึ้นมาอะไรก็สู้กันไป บางคนเลยเถิดถึงบอกจะคืนทรัพย์สิน มันเป็นไป ไม่ได้เลย เพราะถ้าเป็น พ.ร.บ. ฉบับต้องคืนทรัพย์สิน นายกรัฐมนตรีก็ต้องเซ็น อันนี้เป็น พ.ร.บ. ซึ่งเป็นความขัดแย้ง พอเป็นความขัดแย้งก็เป็นสาเหตุของบอกว่า ก็ต้องเกิดมวลมหา ประชาชน เกิดก็เกิดไป แต่เกิดแล้วปัญหาเสียวันนี้ เสียมาหมดหรือจะดีมาหมดท่านก็เห็นอยู่ มันดีขึ้นหรือไม่ล่ะครับ ปฏิรูปดีขึ้นหรือไม่ล่ะครับ บอกว่านิรโทษกรรม แล้วเวลาเขียน รัฐธรรมนูญนิรโทษตัวเองทำไมท่านไม่บ่นกันล่ะครับ ก็นิรโทษตัวเองอยู่ เรื่องนี้ถ้าพูดกัน ให้ครบ เปิดอกกันพูด เอาหัวใจมาใส่กัน ผมเชื่อว่ามันแก้ไขปัญหาได้ พรรคการเมือง ถูกกระทำอยู่ตลอด พอจะโตขึ้นหน่อยก็ดึงลงมา พอจะเดินขึ้นไปข้างบน อย่าไปมันยุ่งยาก มันวุ่นวาย มันเกะกะ ก็ถูกคนมีอำนาจ คนมีอาวุธดึงลงมา บางส่วนบอกว่าผมไม่ใช่ นักการเมืองนะ แต่อยู่ในแวดวงการเมืองตลอด บางท่านอยู่ในแวดวงการเมืองตั้งนาน โดยไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และวันนี้ก็อยู่ แต่ผมก็ไม่เคยบ่นเพราะท่านเหล่านั้นมาถูกต้อง ตามรัฐธรรมนูญ พอใช้มาระดับหนึ่งเราควรจะแก้ก็ต้องแก้ ส่วนมีบอกว่าถ้าเราแก้เราแทรก ใบอื่นเข้ามาไม่รับก็สิทธิของท่าน แต่ผมเรียนว่าพอบอกว่าจะพูดถึงเหมือนพรรคเพื่อไทย ในมาตรา ๒๘ ที่เราไปเพิ่มเติมขึ้นมา เราก็ไปเขียนว่า เรื่องข้อเสนอแนะ ข้อแนะนำนี้ทำได้ ท่านสุทิน คลังแสง ได้อธิบายแล้ว แต่หลายท่านก็ให้ความเห็นที่ดี ผมยกตัวอย่างท่าน ส.ว. ที่อภิปราย การเสนอแนะต่าง ๆ นั้นมันมีเป็นประจำ ถ้าบอกว่าคนนอกมาครอบงำ ตกลงไม่ให้หายใจหรือครับ พรรคการเมืองหายใจอะไรไม่ได้หรือครับ มันต้องแก้ไขได้ อะไรมันไม่ดีมันต้องเข้าไปแก้ไข และผมเห็นว่าของพรรคเพื่อไทยหรือของพรรคอื่น ๆ ผมเรียนท่านประธานครับว่าพรรคเพื่อไทยรับทุกฉบับที่ส่งเข้ามา เพราะเราเห็นว่าหลักการ เหตุการณ์ใกล้เคียงกัน แม้ทั้ง ๕ พรรคอะไรก็แล้วแต่อาจจะแตกต่างกันบ้างในรายละเอียด แต่เราถือว่าเราเป็นพรรคการเมือง ในเมื่อพรรคการเมืองต้องการแก้ไข ต้องการปรับปรุง ให้มันดีขึ้นเราไม่อาจปฏิเสธได้เลย ส่วนจะแก้ได้ไม่ได้นั่นอีกประเด็นหนึ่ง🔗

อีกเรื่องหนึ่ง แม้จะไม่รับร่างต่าง ๆ สุดท้ายเพื่อนสมาชิกรัฐสภานี้ก็สามารถ แปรญัตติเข้าไปได้ และผมก็ไม่เห็นว่าซีกที่ไม่รับไม่ต้องไปตกอกตกใจอะไรเลย แม้รับไป ก็ไม่ได้เสียหายอะไร เพราะในกรรมาธิการก็รู้อยู่แล้วว่าใครเสียงข้างมาก ก็รู้กันอยู่แล้ว เราก็ต่อสู้ไปตามนี้ละครับ อะไรที่บอกว่าควรจะดีขึ้นเราก็อยากทำ กรณีไพรมารีโหวต (Primary Vote) ผมเคยไปชี้แจงกับกรรมาธิการของสมาชิกวุฒิสภา ผมเล่าให้ฟังหมด ในฐานะคนที่อยู่ในสนามเลือกตั้งว่าเรื่องนี้เราเขียนเหมือนเราหลอกตัวเอง เราหลอกตัวเองกัน แล้วเขียนว่ามันจะดี เรื่องจริงคือมันดีไม่ทั้งหมด มันเหมือนหลอกตัวเอง ว่าเอาสมาชิก ๑๐๐ คน มาเลือกนายสมคิดไปเป็นตัวแทนนะ พรรคการเมืองจะส่งคนลง สมัครเขากว้างกว่านั้นเยอะ เขามองมากกว่านั้น เขาไม่ได้มองว่าเป็นนาย ก เขามองว่าคนนี้ ปอบปูลาร์ (Popular) หรือไม่ คนนี้ประชาชนศรัทธาหรือไม่ คนนี้เป็นคนที่กว้างขวาง ดีหรือไม่ ทำดีกับพี่น้องประชาชนหรือไม่ เขามองว่ากว้างกว่าสมาชิก ๑๐๐ คน เราทำเพื่อบอกว่า อยากให้มีการยึดโยงกับประชาชน อยากให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง แน่นอนข้อคิดเห็น เหล่านั้นเป็นข้อคิดเห็นอีกมุมหนึ่ง แต่มุมของผม ผมก็ยังย้ำอีก พรรคการเมืองที่จะถูกศรัทธา มันมาจากความศรัทธาจริง ๆ ไม่ใช่มาจากเงิน ๑๐๐ บาทนะครับ ไม่ใช่เลย คำตอบไม่ใช่เลย ไม่ใช่มาจากเงิน ๒,๐๐๐ บาทตลอดชีพ ไม่ใช่เอาเงินเป็นตัวตั้ง ต้องเอางาน เอาความศรัทธา เอาความรักของประชาชน แต่ต้องใช้เวลา มันจะทำวันนี้ พรุ่งนี้ไม่ได้ มันจะทำปุ๊บปั๊บเลย ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ถ้าทำได้หลายร่างของพรรคไปแก้ไขเสีย ผมเรียนนะครับ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องตัวแทนประจำจังหวัด แต่พรรคเล็ก ๆ ที่อยู่ในสภาแห่งนี้มีจำนวนมาก เขามีปัญหา เราช่วยเขาสิครับ เขามีปัญหา ไม่อย่างนั้นเราอยู่ ในแวดวงการเมืองเราไม่ดูกันจะทำอย่างไร ฉะนั้นก็เรียนว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นไม่ได้มีอะไร พิสดารเลย เพราะใช้มาแล้วมันปฏิบัติไม่ได้ มันก็เหมือนหลายท่านบอกว่ากฎหมายมาบังคับ ไม่ได้จะเป็นกฎหมายไปทำไม ก็เรียนท่านประธานสภาเพื่อบอกว่าวันนี้กรณีจะรับหรือไม่รับ เราไม่ได้เสียอกเสียใจอะไร แต่เราอธิบายให้ฟังได้ว่ามันเป็นเพราะอะไร เพราะฉะนั้น ก็เรียนเพื่อนสมาชิกว่าเราจะใช้เวลาซึ่งไม่มากนัก สุดท้ายก็เข้าไปสู่กรรมาธิการแล้วก็เดิน ออกมาข้างนอก แล้วก็มาเจอกันอีกทีหนึ่ง ใครจะแปรญัตติอย่างไร แก้ไขกันอย่างไรก็แก้ไข อย่างนั้น ถึงท่านรับ ไม่รับ สมาชิกก็มีสิทธิที่จะยื่นแปรญัตติอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ ก็ฝากเรียนไปยังเพื่อนสมาชิกทุกท่านว่า พรรคเพื่อไทยยินดีที่จะรับทุกฉบับ พร้อมที่จะ ทำงานร่วมกันในรัฐสภาแห่งนี้ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปสมาชิกวีระกร คำประกอบ ครับ🔗

นายวีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม วีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครสวรรค์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ได้ฟังเพื่อนสมาชิกทั้งฝ่ายวุฒิสมาชิกและเพื่อนจากพรรคการเมืองต่าง ๆ ได้แสดงความ คิดเห็นกันแล้ว ผมคิดว่าก็เป็นความคิดเห็นที่หวังดีทั้งนั้นครับ แต่ว่ามองกันคนละบริบท ๑. ก็คือในส่วนของบริบทนักการเมือง ซึ่งเราอยู่ในท้องถิ่น ท้องที่ กับส่วนของท่านวุฒิสมาชิก ซึ่งหลายท่านก็ยังไม่เคยลงสนามเลือกตั้งจริง หรือยังไม่ได้สัมผัสการเมืองจริง ๆ ในท้องถิ่น ท้องที่ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะกราบเรียนถึงร่างของพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเสนอโดยคุณวิเชียร ชวลิต และคณะ ซึ่งก็มีผมร่วมเสนออยู่ด้วยนั้น มีความเห็นอยู่ ข้อหนึ่งประการที่สำคัญที่สุดก็คือ บางครั้งเราอาจจะไปยึดติดกับรูปของไพรมารี อีเลกชัน (Primary Election) หรือไพรมารีโหวต (Primary Vote) ของในต่างประเทศ เช่นใน สหรัฐอเมริกา หรือในอังกฤษ โดยไม่ได้คำนึงถึงบริบทของประเทศไทย ในสหรัฐอเมริกา ผมเคยอยู่มาประมาณ ๕ ปี ท่านประธานครับ อยู่ในสมัยที่ท่านจิมมี คาร์เตอร์ ประธานาธิบดี สหรัฐอเมริกา ท่านลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี ไปปราศรัยในเมืองที่ผมอยู่ เมืองยังส์ทาวน์ ซึ่งผมก็ไปยืนฟังแล้วก็มีความรู้สึกว่า สมาชิกพรรคเดโมแครตมากมายขนาดนี้ เชียวหรือ เขามานั่งฟังในสแควร์ (Square) ที่อยู่ใจกลางเมือง มืดฟ้ามัวดินไปหมดเลยครับ การที่ท่านจิมมี คาร์เตอร์ เข้ามาปราศรัยหาเสียงของเขา เพื่อที่จะให้ตัวแทนพรรคในแต่ละเมืองส่งชื่อเขาเป็นแคนดิเดต (Candidate) หรือเป็นผู้สมัคร เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาในนามพรรคเดโมแครต (Democrat) ท่านประธานครับ ผมว่าคนเป็นหมื่น เมืองที่ผมอยู่จริง ๆ ไม่ได้มากขนาดนั้นก็มีเป็นหมื่นเหมือนกันละ แต่ว่าผม เข้าใจว่าเมืองใกล้เคียงที่สมาชิกพรรคเดโมแครต (Democrat) เขามี เขามากันมืดฟ้ามัวดิน เลยนะครับท่านประธาน แล้วก่อนหน้าที่จะมีการเลือกตั้งเขาจะกำหนดเวลาเลยครับ ให้แต่ ละคนไปหาเสียงกัน ใครอยากจะให้สมาชิกพรรคในประเทศส่งชื่อใครเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา เขาจะต้องไปหาเสียงทุกสเตต (State) ทุกเมือง เมืองใหญ่ ๆ จะต้องไปหมดทุกรัฐ ทุกเมือง เพื่อที่จะหาคะแนนเสียง ใครที่รู้ตัวว่าคะแนนนิยม ไม่ได้ก็จะค่อย ๆ ลดไป ผู้สมัครของพรรคเดโมแครต (Democrat) อาจจะมี ๕-๖ คนครับ ท่านประธาน แต่เมื่อหาเสียงไปได้สักระยะหนึ่ง ซึ่งผมจำไม่ได้ แต่โดยประมาณก็คือมี ระยะเวลาการหาเสียงกับสมาชิกซึ่งเรียกว่าไพรมารี อีเลกชัน (Primary Election) หรือการ เลือกตั้งเบื้องต้นของพรรค มีเวลาประมาณ ๓ เดือนครับท่านประธาน ในช่วง ๓ เดือนนี้ เพื่อให้ตัดสินว่าใครจะได้รับเลือกตั้งให้เป็นตัวแทนพรรค อันนี้ผมเข้าใจว่าท่านที่ร่างกฎหมาย ที่ให้มีไพรมารี อีเลกชัน (Primary Election) หรือไพรมารีโหวต (Primary Vote) เบื้องต้น ขึ้นมานี่คงจะไปเห็นของเขาครับ แต่พรรคการเมืองในสหรัฐอเมริกามันมีพรรคใหญ่อยู่แค่ ๒ พรรค นอกนั้นก็มีพรรคเล็ก ๆ ครับ คอมมิวนิสต์ก็มี พรรคกรีนก็มีนะครับ สีเขียวก็มี มีเยอะครับ แต่หมายความว่าพรรคที่จะได้รับมีสมาชิกพรรคมากเพียงพอนั้นมีจริง ๆ คือ ๒ พรรคใหญ่ ก็คือเดโมแครต (Democrat) และรีพับลิกัน (Republican) ในส่วนของ ประเทศอังกฤษซึ่งท่านผู้ร่างก็อาจจะไปเห็นเขาก็มีพรรคเลเบอร์ (Labor) พรรคคอนเซอร์ เวทีฟ (Conservative) ๒ พรรคใหญ่ ๆ เท่านั้น ซึ่งผมไม่แน่ใจในอังกฤษว่าเขาทำเหมือนกัน กับในอเมริกาหรือเปล่า อเมริกาหลังจากเลือกตั้งเสร็จแล้วนะครับ หลังจากที่หาเสียงแล้วครบ ๓ เดือนเขาจะมีกำหนดที่จะลงคะแนนเสียงครับ ต้องลงเข้าแบลลอต (Ballot) เหมือนกับ การเลือกตั้งใหญ่ไพรมารี อีเลกชัน (Primary Election) เหมือนกับการเลือกตั้งทั่วไปนะครับ ซึ่งมีการกาบัตรลงคะแนนกัน แล้วก็ลงแบลลอต (Ballot) หย่อนบัตรกันในตู้ใส่บัตรใส่หีบ เลือกตั้ง แล้วก็ประกาศผลออกมาครับท่านประธานครับ จะเห็นได้ว่าในช่วงสุดท้ายมันจะ เหลือผู้สมัครจริง ๆ สัก ๒ คนเท่านั้นเอง แล้วก็ลงคะแนนแข่งกัน ใครได้คะแนนเสียงมาก คนนั้นเป็นตัวแทนของพรรค ท่านประธานครับ บริบทเหล่านั้นใช้กับเมืองไทยได้หรือไม่ เมืองไทยไม่ได้มี ๒ พรรคครับ เมืองไทยมี ๗๕ พรรคการเมืองครับที่ลงทะเบียนในขณะนี้ ผมเองคิดว่าสิ่งที่เพื่อนสมาชิก โดยเฉพาะในฟากฝั่งของวุฒิสมาชิก ต้องขอประทานโทษ เอ่ยนามนะครับ ท่านของทางวุฒิสมาชิกหลายท่านแล้วกันนะครับว่า ท่านเห็นว่าเพื่อให้ การเมืองไทยมีความเข้มแข็ง สมควรจะต้องให้สมาชิกพรรคเป็นผู้เลือกผู้สมัคร ในขณะที่ ในอดีตท่านประธานคงทราบว่าเราให้ผู้บริหารพรรคเป็นผู้เลือกผู้สมัคร ในฝ่ายของเพื่อน สมาชิก เช่น พรรคเพื่อไทยเมื่อสักครู่นะครับ พี่สมคิด ขอประทานโทษเอ่ยนาม ท่านก็ มองเห็นว่าพรรคการเมืองแต่ละพรรคกว่าจะหาผู้สมัครได้สักคนหนึ่งเขาก็เฟ้นแล้วเฟ้นอีก จะต้องเป็นผู้ที่มีเฟเวอร์ริต (Favorite) หรือมีความนิยมสูงที่สุดในเขตเลือกตั้งนั้น พรรคการเมืองถึงจะส่ง ไม่อย่างนั้นจะไปหลับหูหลับตาส่งไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่พรรค พลังประชารัฐกำลังขอแก้ไขในส่วนของมาตรา ๔๗ นี้ก็คือ เดิมทีมันเป็นทุกเขตเลือกตั้ง ต้องมีสำนักงาน ต้องมีตัวแทนพรรค ต้องมีสำนักงานพรรคในทุกเขตเลือกตั้ง เราก็ลดลงมา เป็นจังหวัดละ ๑ สำนักงาน หรือ ๑ ตัวแทนพรรคได้หรือไม่ แต่ในความเห็นส่วนตัวของผม นะครับท่านประธาน ทุกอย่างการเมืองจะต้องเป็นไปตามวิวัฒนาการของการเมือง อย่าไป บังคับเขาครับ ในใจผมนะ ผมว่าแม้กระทั่งร่างของพรรคพลังประชารัฐซึ่งบอกว่า จังหวัดหนึ่ง ขอให้มีสัก ๑ ตัวแทน หรือ ๑ สำนักงานของพรรคได้ไหม ผมยังว่ามันก็เกินไปนะถ้าจะไป บังคับเขา ผมว่ามันต้องเป็นภาคสมัครใจครับท่านประธาน ถ้าพรรคการเมืองไหน เช่น พรรคเพื่อไทย เขาใหญ่ เขามีสมาชิกหลายแสนคน เป็นหลายล้านคนนะครับ ผมเคยอยู่พรรคนี้นะครับ เขาทำสมาชิกพรรคกันเป็นล่ำเป็นสันเลยครับ และมีสมาชิกจริง ๆ หลายล้านคน พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเก่าแก่มีมาตั้งแต่ปี ๒๔๘๙ ก็มีสมาชิกหลายล้านคน อย่างนี้ครับ ถ้าหากว่าพรรคเขาเห็นว่าเหมาะสมที่จะเอาระเบียบหรือว่ารูปแบบของการเลือกตั้งไพรมารี (Primary) จากในสหรัฐมาใช้ ผมก็ว่าน่าทำครับ เห็นด้วย แต่อย่าไปเป็นภาคบังคับ ท่านจะไป บังคับพรรคเล็กพรรคน้อย เพิ่งตั้งได้ ๓ เดือนท่านประธานครับ มีสมาชิกอยู่ ๓๐๐ คน ทั่วประเทศ ๕๐๐ คนทั่วประเทศ แล้วท่านจะไปบังคับให้เขาตั้งตัวแทนพรรค ตั้งสำนักงาน สาขาพรรค แม้กระทั่งแต่ละจังหวัดนี้ ท่านว่าค่าใช้จ่ายเท่าไรครับท่านประธาน มันเหมือนกับ เป็นการทำให้พรรคการเมืองนี้มันไม่มีวิวัฒนาการของมันเองนะครับ เราทำไมไปจำกัดเขา มากเกินไป ตั้งข้อจำกัดเขาจนกระทั่งเขาไม่สามารถที่จะเติบโตได้ ผมอยากจะมอง แล้วก็ ขอฝากไปยังท่านกรรมาธิการว่าขอให้เป็นภาคสมัครใจครับ อย่าเป็นภาคบังคับ ขอให้แต่ละ พรรคการเมืองเขามองเห็นว่าเขามีความจำเป็นที่จะต้องตั้งสาขาพรรค จะต้องตั้งตัวแทน พรรคในแต่ละจังหวัด หรือในแต่ละเขต เชิญเลยครับถ้าหากว่าท่านมีสมาชิกหลายล้านคน เหมือนพรรคใหญ่ ๆ ๒ พรรคที่ผมได้กราบเรียนไปแล้วก็ดี หรือในอนาคตพรรคพลังประชารัฐ ก็อาจจะมีสมาชิกพรรคหลายล้านคนเหมือนเขาด้วยนะครับ เราก็จะทำเหมือนกันนะครับ โดยที่บริบททั้งหมดจะต้องเป็นความสมัครใจของแต่ละพรรค ที่เขามองเห็นว่าเรามีความจำเป็น ต้องเลือก เพราะว่าถ้าตัวแทนพรรค สมาชิกพรรคในแต่ละเมือง ในแต่ละจังหวัดทั้งประเทศไทย มีความประสงค์อยากให้ผู้สมัครคนไหนลงสมัครแล้ว สมาชิกพรรคก็จะร่วมกันช่วยรณรงค์ หาเสียงให้กับพรรค เพื่อผู้สมัครคนนั้นนะครับ อันนี้ผมเห็นด้วย แต่ว่าท่านจะไปบังคับ พรรคเล็กพรรคน้อย อันนี้ผมเห็นว่าถ้าเป็นภาคบังคับฝากกรรมาธิการด้วย ผมไม่ได้ เป็นกรรมาธิการด้วยนะครับ ฝากกรรมาธิการด้วยว่าขอให้เป็นภาคสมัครใจ อย่าให้เป็น ภาคบังคับโดยเด็ดขาดครับ พรรคการเมืองจะไม่เกิด พรรคการเมืองจะไม่โต🔗

เรื่องที่ ๒ ที่อยากกราบเรียนก็คือในเรื่องการเก็บค่าสมาชิกพรรค ผมไม่แน่ใจ ว่าในต่างประเทศนี้ ผมเองก็เห็นเพื่อน ๆ ที่อยู่ในอเมริกานี้เขาเป็นสมาชิกพรรคนั้นพรรคนี้ ผมก็ไม่เคยถามเขานะ แต่ผมไม่เคยได้ยินว่าเขาต้องไปจ่ายค่าสมาชิกพรรคนะครับท่านประธาน เป็นเรื่องแปลกนะ ผมว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาด โดยเฉพาะการเก็บค่าสมาชิกพรรค ๑๐๐ บาทต่อปี ประชาชนที่จะมาสมัครเป็นสมาชิกพรรค ก็ต้องคิดหน้าคิดหลังเหมือนกัน ไม่ใช่ว่ามันมีคนมีสตางค์ ๑๐๐ บาทนี้ไม่มีความหมาย บางคน ๑๐๐ บาทของเขา ก็มีความหมายเยอะ ในร่างของพรรคพลังประชารัฐจึงลดจาก ๑๐๐ บาท เหลือ ๒๐ บาท แต่โดยความเป็นจริงในใจผมลึก ๆ อยากจะฝากกรรมาธิการไปด้วยว่า แม้กระทั่ง ๒๐ บาท ก็อย่าไปเก็บเขาเลยครับท่าน เป็นภาคสมัครใจ ถ้าเขาจะให้เงินบริจาคเพื่อช่วยพรรค ปีละ ๑๐๐ บาท ๒๐๐ บาท เป็นเรื่องของสมาชิก ถ้าเขาศรัทธา มีอุดมการณ์ร่วมกันกับพรรค เขาย่อมที่จะให้ความสนับสนุนแน่นอน จึงขอกราบเรียนท่านว่า ผมเองในส่วนตัวแล้ว แม้ว่าจะต้องโหวตว่า ๒๐ บาทนะครับ แต่ในใจลึก ๆ แล้ว ไม่อยากให้เก็บเลยครับ บาทเดียว ก็ไม่อยากให้เก็บนะครับ🔗

ในส่วนสุดท้ายท่านประธานที่เคารพครับ ที่อยากจะกราบเรียนก็คือ ในส่วน ของท่านเพื่อนสมาชิกที่เป็นวุฒิสมาชิกนะครับ ที่พยายามจะบอกว่าอยากให้ประชาชน ส.ส. หรือนักการเมืองเรา ต้องทำให้ประชาชนมีความไว้วางใจ แม้กระทั่งความคิดที่อยากจะให้ นักการเมือง หรือ ส.ส. ในสภา พิจารณางบประมาณ จัดทำงบประมาณเองในสภา ก็ได้วุฒิสมาชิกยินดี ถ้าหากว่านักการเมืองนั้นประพฤติดี ประพฤติชอบ ประชาชนให้ ความไว้วางใจ ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาหนึ่งของประเทศไทยก็คือเรามีตัวแทนของ พี่น้องประชาชนที่นั่งอยู่ในสภานี้ ๕๐๐ คน ถือเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยที่เสียภาษีอากรปีหนึ่ง จัดทำงบประมาณโดยประมาณ ๓ ล้านล้านบาท เงินใครครับ เงินประชาชน แต่มันแปลกหรือไม่ครับท่านประธาน ตัวแทน ประชาชนไม่สามารถจัดงบประมาณได้ครับ ตัดได้อย่างเดียว ไปช่วยเหลือแก้ไขปัญหา ที่เกิดขึ้นในเขตเลือกตั้งเรา หรือในจังหวัดเราไม่ได้เลยครับ ผิดรัฐธรรมนูญ ถ้าเป็นภาษา บ้าน ๆ ก็จะบอกมันบ้ากันหรือเปล่า คนจ่ายสตางค์มาลงเป็นงบประมาณแผ่นดินก็คือ ประชาชน ที่นั่งกันอยู่ในสภานี้มันไม่ใช่ตัวแทนประชาชนหรือ ถ้าท่านเห็นว่าพวกเราเป็น ตัวแทนประชาชนก็ต้องเปิดโอกาสสิครับ ให้เราแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนที่ ส.ส. สามารถที่จะ จัดทำงบประมาณได้เอง ก็ต้องขอขอบคุณข้อแนะนำ ข้อเสนอแนะของท่านเสรี ขอประทานโทษ เอ่ยนามท่านนะครับ ไม่ได้เสียหาย ที่ท่านได้กรุณาให้ข้อแนะนำว่า นักการเมืองหรือ ส.ส. ต้องทำตัวให้เป็นผู้ประพฤติดี ประพฤติชอบเสียก่อน เพื่อให้ประชาชนมีความไว้วางใจ เสียก่อนนะครับ แล้วท่านไม่ขัดข้องที่จะจัดทำงบประมาณ ซึ่งไม่ใช่ได้แต่ตัดเพิ่มก็ได้นะครับ ซึ่งต้องขอขอบพระคุณท่านเสรีและเพื่อนวุฒิสมาชิกทุก ๆ ท่านนะครับ ที่ในอนาคต หรืออาจจะเป็นสมัยหน้าถ้าเราเจอกันอีกนะครับ ผมก็จะยื่นขอแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ ส.ส. สามารถจัดทำเพิ่มเติมงบประมาณได้ หลังจากเราตัดแล้วถ้าเราเห็นว่าประชาชนเดือดร้อน เรื่องแหล่งน้ำ ประทานโทษครับท่านประธาน ทำไมเราจะเอางบประมาณไปช่วยประชาชน เขาไม่ได้ เราอยากจะเห็นแหล่งน้ำเกิดขึ้นให้กับชาวนาชาวไร่ทั่วไป เราอยากจะเห็นโรงปุ๋ย แห่งชาติเกิดขึ้น เรามีโพแทสที่มากที่สุดในเอเชียนะครับ เรามีถึง ๓๐๐,๐๐๐ ล้านตันนะครับ ที่อยู่ใต้ดิน แต่ท่านประธานเราต้องซื้อปุ๋ยโพแทส ก็เป็นคำถามอีกคำถามหนึ่งว่าบ้าหรือเปล่า ก็มีของอยู่ในประเทศแต่ต้องไปซื้อของต่างประเทศเข้ามา ก็ทำไมไม่เอางบประมาณแผ่นดิน ไปสร้างโรงปุ๋ยแห่งชาติ ให้ประชาชนร่วมเป็นเจ้าของด้วยก็ได้นะครับ ขายหุ้นด้วย ทำไม ไม่ทำล่ะครับ ปล่อยให้ประชาชนซื้อปุ๋ยแพง ต้องนำเข้าปุ๋ยโพแทสจากต่างประเทศมา ท่านประธานครับ นี่จะเห็นได้ว่าวันนี้แม้กระทั่งท่านสมาชิกที่เป็นวุฒิสมาชิกนะครับ ขอประทานโทษอีกครั้งหนึ่ง ท่านเสรีก็ยังเห็นดีเห็นชอบว่า ถ้า ส.ส. ประพฤติดี ประพฤติชอบ เป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ก็จะทำให้วุฒิสมาชิกสบายใจที่จะขอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ ส.ส. สามารถพิจารณางบประมาณได้เอง กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณมากครับ ท่านต่อไป วุฒิสมาชิกเฉลิมชัย เฟื่องคอน ผมขอเรียนล่วงหน้านะครับ ชุดต่อไปคือท่านสมาชิก จิรายุ ห่วงทรัพย์ แล้วก็เป็นสมาชิกมนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ แล้วก็เป็นสมาชิกจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ แล้วก็เป็นสมาชิกฐิตินันท์ แสงนาค แล้วก็ไปเป็นวุฒิสมาชิกสุรเดช จิรัฐิติเจริญ ขอเชิญท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน ครับ🔗

นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มการบริหารราชการแผ่นดิน และความมั่นคง

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม เฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขออภิปรายร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ดังนี้นะครับ🔗

ประเด็นที่ผมขออภิปรายในวันนี้มีประเด็นเดียวครับ คือกระบวนการจัดการ เลือกตั้งขั้นต้นหรือไพรมารีโหวต (Primary Vote) ตามที่มีร่างประกอบรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๖ ฉบับได้มีการแก้ไข ซึ่งกระผมได้พิจารณารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๖๐ มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ดำเนินการจัดการเลือกตั้งขั้นต้น หรือไพรมารีโหวต (Primary Vote) ของพรรคการเมืองจำนวน ๓ มาตรา มาตราแรกคือมาตรา ๔๕ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ ที่บัญญัติให้สมาชิกมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง ในการกำหนดนโยบาย และการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง มาตราที่ ๒ คือมาตรา ๙๐ วรรคสาม การจัดทำบัญชีรายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อต้องให้สมาชิกพรรคการเมืองมีส่วนร่วมในการพิจารณาด้วย และมาตรา สุดท้ายของรัฐธรรมนูญที่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับกระบวนการจัดการเลือกตั้งขั้นต้น กำหนดไว้ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๕๘ ก. ด้านการเมือง (๒) กำหนดให้มี กระบวนการให้สมาชิกพรรคการเมืองมีส่วนร่วมและมีความรับผิดชอบอย่างแท้จริงในการ ดำเนินกิจกรรมทางการเมือง และคัดเลือกผู้มีความรู้ความสามารถ ซื่อสัตย์ สุจริตและ มีคุณธรรมจริยธรรม เข้ามาเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม ประเด็นที่จะอภิปรายได้พิจารณาตรวจสอบร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... แล้ว มีร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญพรรคการเมืองที่ยกเลิก ในร่างกฎหมายฉบับนี้ทั้ง ๖ ร่าง ผมตรวจสอบแล้วมีร่างที่ยกเลิกการจัดการเลือกตั้งขั้นต้น หรือไพรมารีโหวต (Primary Vote) ดังต่อไปนี้นะครับ🔗

เรื่องเร่งด่วนที่ ๓ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง กับคณะ เป็นผู้เสนอ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในร่าง ฉบับนี้ มาตรา ๑๐ ให้ยกเลิกบทบัญญัติเกี่ยวกับการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อตามมาตรา ๕๐ และมาตรา ๕๑ คือให้ยกเลิกการจัดทำกระบวนการเลือกตั้งขั้นต้นหรือไพรมารีโหวต (Primary Vote) ของพรรคการเมืองไปเลยนะครับ ซึ่งในร่างมาตรา ๑๐ นี้อาจขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๕ วรรคสอง มาตรา ๙๐ วรรคสาม และมาตรา ๒๕๘ ก. ด้านการเมือง (๒)🔗

เรื่องเร่งด่วนที่ ๗ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านวิเชียร ชวลิต กับคณะ เป็นผู้เสนอ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีประเด็นที่ขออภิปรายคือ ตามร่างมาตรา ๘ ยกเลิกมาตรา ๕๐ แห่งพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ ว่าด้วยการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และได้กำหนดบทบัญญัติขึ้นมาใหม่ ตามมาตรา ๕๐ (๓) โดยได้กำหนดให้ เมื่อสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมือง ประจำจังหวัดได้รับรายชื่อผู้สมัครจากคณะกรรมการสรรหาแล้ว ให้หัวหน้าสาขา พรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดจัดประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็น จากสมาชิกมาประกอบการพิจารณาในการสรรหาด้วย ซึ่งตามบทบัญญัติเดิม พ.ร.ป. พรรคการเมือง มาตรา ๕๐ (๓) ได้กำหนดให้สาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมือง ประจำจังหวัดจัดประชุมสมาชิกเพื่อลงคะแนนเลือกผู้สมัครตามรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหา ส่งมา ซึ่งเป็นกระบวนการเลือกตั้งขั้นต้นของพรรคการเมือง แต่ที่แก้ไขใหม่ จัดประชุม เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกเท่านั้น ผมก็ยังสงสัยว่ามันอาจจะไม่สอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๕ วรรคสอง มาตรา ๙๐ วรรคสาม และมาตรา ๒๕๘ ก. ด้านการเมือง (๒) อันนั้นเป็นเรื่องที่ ๑ ของท่าน ส.ส. วิเชียร กับคณะ เป็นผู้เสนอ🔗

ส่วนเรื่องที่ ๒ ตามร่างมาตรา ๙ ท่านยกเลิกมาตรา ๕๑ ของ พ.ร.ป. พรรคการเมืองว่าด้วยการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชี รายชื่อ และกำหนดบทบัญญัติขึ้นมาใหม่ ทำนองเดียวกันนะครับ ให้หัวหน้าสาขา พรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดจัดประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็น จากสมาชิกมาประกอบการพิจารณาในการสรรหาด้วยเท่านั้น ซึ่งตามบทบัญญัติเดิม ของ พ.ร.ป. พรรคการเมือง มาตรา ๕๑ วรรคสาม เขาบอกให้จัดประชุมเพื่อให้สมาชิก ลงคะแนนเลือกบุคคลในบัญชีรายชื่อ ซึ่งเป็นกระบวนการเลือกตั้งขั้นต้นไพรมารีโหวต (Primary Vote) ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๕ วรรคสอง มาตรา ๙๐ วรรคสาม และมาตรา ๒๕๘ ก. ด้านการเมือง (๒) แต่ท่านแก้ไขใหม่ ให้จัดประชุมเพื่อรับฟัง ความคิดเห็นเท่านั้น ย้ำนะครับว่า ท่านแก้ไขมาตรา ๕๑ ให้สาขาพรรคการเมืองและตัวแทน พรรคการเมืองประจำจังหวัดจัดประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นเท่านั้น🔗

ต่อไปเรื่องด่วนที่ ๙ ร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง โดยท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ ในร่างมาตรา ๑๒ ยกเลิกมาตรา ๕๐ มาตรา ๕๑ คือการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อ ให้ดำเนินการตามที่กำหนดในข้อบังคับ ไม่ได้กำหนดในกฎหมาย แต่ของเดิมเขาบอกว่า มาตรา ๕๐ มาตรา ๕๑ ต้องมีการจัดกระบวนการเลือกตั้งขั้นต้น โดยให้สมาชิก พรรคการเมืองผู้เป็นผู้ลงคะแนนเลือกผู้สมัครขั้นต้น เพื่อไปสมัครรับเลือกตั้งเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญที่ผมกล่าวอ้างถึงนะครับ แต่ว่า ท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กับคณะ บอกให้ไปกำหนดรายละเอียดในข้อบังคับ🔗

เรื่องด่วนที่ ๑๐ เป็นเรื่องร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรค การเมืองเช่นเดียวกัน โดยท่าน ส.ส. อนันต์ ผลอำนวย กับคณะ เป็นผู้เสนอ มีประเด็นแก้ไข ที่ผมจะขออภิปรายก็คือ ในร่างมาตรา ๑๐ ท่านยกเลิกมาตรา ๕๐ การสรรหา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เป็น ไม่ต้องทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) เพียงแต่จัดประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกเท่านั้น และในร่างมาตรา ๑๑ ยกเลิก มาตรา ๕๑ การสรรหา ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ เป็น ไม่ต้องทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) ฟังความคิดเห็นจากสมาชิกเท่านั้นเช่นเดียวกัน ผมพิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องด่วนที่ ๓ ที่ ๗ ที่ ๙ ที่ ๑๐ อาจไม่สอดคล้องและขัดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ รวม ๓ มาตรา ดังนี้ ขัดมาตรา ๔๕ วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันจัดตั้ง พรรคการเมือง ตามวิถีทางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขตามที่กฎหมายบัญญัติ ตามที่กฎหมายบัญญัติก็คือกฎหมายพรรคการเมือง วรรคสอง ของมาตรา ๔๕ บอกว่า บอกว่ากฎหมายตามวรรคหนึ่งอย่างน้อยต้องมีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง กับการบริหารพรรคการเมือง ซึ่งต้องกำหนดให้เป็นไปโดยเปิดเผยและตรวจสอบได้ และเปิดโอกาสให้สมาชิก ผมย้ำนะครับว่า และต้องเปิดโอกาสให้สมาชิกมีส่วนร่วมอย่าง กว้างขวางในการกำหนดนโยบายและการส่งผู้รับสมัครรับเลือกตั้ง มาตราที่ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๐ วรรคสาม การจัดทำบัญชีรายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ต้องให้สมาชิกพรรคการเมืองมีส่วนร่วมในการพิจารณาด้วย ย้ำว่าต้องมีส่วนร่วมในการ พิจารณาด้วย และอันสุดท้ายที่ขัดรัฐธรรมนูญ อันนี้ยิ่งชัดเจนเลยนะครับ ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ ก. ด้านการเมือง (๒) ซึ่งกำหนดไว้ว่า ให้การดำเนินการกิจกรรมพรรคการเมือง เป็นไปโดยเปิดเผยและตรวจสอบได้ เพื่อให้พรรคการเมืองพัฒนาเป็นสถาบันทางการเมือง ของประชาชนซึ่งมีอุดมการณ์ทางการเมืองร่วมกัน ทั้งมีกระบวนการให้สมาชิกพรรคการเมือง มีส่วนร่วมและมีความรับผิดชอบอย่างแท้จริงในการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง และการ คัดเลือกผู้มีความรู้ความสามารถ ซื่อสัตย์สุจริต และมีคุณธรรมจริยธรรม เข้ามาเป็นผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมืองที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม ดังนั้นการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้ง ส.ส. เขต และ ส.ส. บัญชีรายชื่อจึงต้องมีกระบวนการจัดการเลือกตั้งขั้นต้นตามที่กำหนดไว้ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๕ วรรคสอง มาตรา ๙๐ วรรคสาม และมาตรา ๒๘๕ ก. ด้านการเมือง หากไม่ดำเนินการตามนี้ก็มีรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๔ กำหนดว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้ใดจงใจปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง อาจถูก ป.ป.ช. ไต่สวนได้ตาม มาตรา ๒๓๕ และอาจผิดมาตรา ๑๕๗ ตามประมวลกฎหมายอาญาด้วย ขอบคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณมากครับ ผมขอสลับเนื่องจาก มีการเสนอรายชื่อเพิ่มเติมเข้ามาอีกหลายท่านนะครับ เพราะฉะนั้นก็จะสลับโดยให้สอดคล้อง กับตัวเลขของแต่ละฝ่าย จากนี้ไปจะเป็นท่านสมาชิกจิรายุ ห่วงทรัพย์ แล้วก็จะเป็นสมาชิก มนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ แล้วก็จะไปวุฒิสมาชิกสุรเดช จิรัฐิติเจริญ ขอเชิญจิรายุครับ🔗

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ผ่านมาแล้ว ๕ ปี ฟังหลายท่านนั้นก็ยังกอดรัดฟัดเหวี่ยงไม่อยากจะให้มีการแก้ไข กันอยู่นั่นละ ของที่มันใช้ไปแล้วมันก็มีโอกาสที่จะนำกลับมาแล้วแก้ไขปรับปรุงได้ ลองฟัง ความคิดที่หลากหลายของพรรคเพื่อไทยครับท่านประธานครับ หลายท่านคงจะเข้าใจว่า การร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ตอนร่างปิดหน้าต่างไว้ ไม่ได้เปิดหน้าต่างออกไปดูเลยว่า พี่น้องประชาคมโลกที่เขามีระบอบประชาธิปไตยเขาทำกันแบบไหน อย่างไร ผ่านมาแล้ว ๕ ปี ก็ยังล็อกกลอนหน้าต่างของตัวเองอยู่อีกท่านประธานครับ ผมจึงขอฝากไปยัง พี่น้องประชาชนว่า ๕ ปีที่ผ่านมานี้ ทั้งการบังคับใช้ก่อนเลือกตั้งและหลังเลือกตั้งปี ๒๕๖๒ เป็นต้นมา สภาพปัญหาเกิดขึ้นจริงครับ ก็ยังวังวนอยู่ที่เดิม เผานาไล่หนูตัวเดียวบ้าง ปิดประตูตีแมวบ้าง ซึ่งผมไม่ติดใจครับ ก็เป็นความคิดของแต่ละท่าน แต่ท่านประธาน ที่เคารพครับ การยกเลิกเก็บค่าบำรุงสมาชิกพรรคการเมืองผมไม่เห็นด้วยมาตั้งแต่ต้นครับ เพราะเอาเข้าจริง ๆ แล้วผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าพรรคการเมืองทุกพรรคที่อยู่ในสภานี้ ประชาชนเขาจ่ายกันจริงเท่าไร ซึ่งก็ไม่เป็นปัญหาครับ ใครอยากจะออกให้ เขาไม่มีสตางค์ แต่เขาอยากสมัครก็สุดแท้แล้วแต่ แต่ที่ผมอยากจะบอกก็คือว่า ท่านนำพรรคพลังประชาชน รวมกับพรรคเพื่อไทย และพรรคไทยรักไทย ผมเชื่อว่าสมาชิกพรรควันนี้มากโขอยู่ และนอกจากนี้ท่านประธานครับ ผมไปในท้องที่เขตคลองสามวาผมบ้าง ไปอีสานบ้าง ไปหลายจังหวัดมา ไปเจอพี่น้องประชาชนน่าตกใจครับ เขาโชว์บัตรเขาบอกนี่ผมเป็นสมาชิก ตั้งแต่พรรคไทยรักไทย ท่าน ส.ส.จิรายุ นี่อย่างไรท่านประธานครับ เขายังเก็บเป็นที่ระลึก อยู่ถึงทุกวันนี้ ผมจึงถามว่าบัตรกับความรู้สึกและความชอบในพรรคการเมืองอันไหน มีค่ามากกว่ากันครับ ท่านประธานที่เคารพครับ การไปสร้างข้อจำกัดในลักษณะเช่นนี้ ต้องจ่าย ๑๐๐ บาท คนมีสตางค์ เศษสตางค์ครับ ๑๐๐ บาท แต่คนไม่มีสตางค์แต่ติดใจชอบ ลำบากนะครับ พี่น้องชาวไร่ชาวนา ๑๐๐ บาท ข้าวได้ ๓ จานนะท่านประธานครับ แล้วเผลอ ๆ ๒ ปีไม่ต่ออายุหมดสภาพอีก กับคนที่ไปสมัครแบบตลอดชีพจ่าย ๒,๐๐๐ บาท ผมถามว่า มีใครบ้างครับ อยากจ่ายตลอดชีพ ๒,๐๐๐ บาท มี แต่ถ้าอนาคตพรรคการเมืองนั้น ๆ ทำงาน แบบใช้ไม่ได้ ก่อนเลือกตั้งก็หาเสียงแบบขี้โม้โอ้อวดว่าจะทำนโยบายนั่นจะทำนโยบายนี่ สุดท้ายทำไม่ได้สักอย่าง อย่างนี้สิครับเขาจึงต้องเปลี่ยนพรรค ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากนี้ความเป็นสมาชิกพรรค พรรคเพื่อไทยมีแนวคิดว่าขอให้ยกเลิกการกำหนด คุณสมบัติของการเป็นสมาชิกพรรค แยกออกจากสมาชิกที่จะสมัคร ส.ส. อย่างจิรายุจะลง สมัคร ส.ส. แน่นอนครับมันต้องตรวจหนักหน่อย แต่สมาชิกที่เขาเป็นพี่น้องชาวไร่ชาวนา พี่น้องประชาชนไปตรวจอะไรเยอะแยะ ก็ชอบ ชอบพรรคเพื่อไทย ชอบพรรคไทยรักไทย ชอบพรรคพลังประชาชน แล้วมันผิดตรงไหนล่ะครับไปเก็บเขาทำไม🔗

ประเด็นที่ ๓ มีการพูดคุยกันมายาวนานนับตั้งแต่มีการปฏิวัติรัฐประหาร ปี ๒๕๔๙ จนถึงปัจจุบันครับ มีความพยายามจะโยงบุคคลภายนอก บุคคลภายนอกซึ่งผม เชื่อว่าสมาชิกรัฐสภาพยายามจะโยงไปที่ใคร แต่ทำไมเราไม่โยงไปถึงนักธุรกิจที่เขามาก ความรู้ นักการเมืองที่เขามากประสบการณ์ นักข่าวที่เขามีความรู้ความคิดเห็น หรือนักอะไร ก็แล้วแต่ในสังคมไทยจะให้ความคิดเห็นไม่ได้เลยหรือ ท่านประธานที่เคารพครับ ในการ ยินยอมให้บุคคลภายนอกครอบงำ ควบคุม และสั่งการทำให้พรรคการเมืองขาดความเป็น อิสระที่ถือเป็นความผิดขั้นยุบพรรคนั้นมันต้องเขียนให้ชัดเจน ระบุไปเลยว่าห้ามนาย ก ห้ามนาย ท ห้ามนาย ข มันจะได้ชัดเจนอย่างไรครับ เพราะไม่อย่างนั้นใครโทรศัพท์เข้ามา หน่อย ใครพูดคุยหน่อย บางทีก็อยากได้คำปรึกษา แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะมาสั่งซ้าย หัน ขวาหัน ซึ่งท่านหลายท่านก็อาจจะคิดว่าไม่จริงหรอก แหมหลายพรรคก็มี หลายพรรค ก็ให้คำปรึกษาไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคทั้งนั้น แต่ท่านไปรังเกียจเฉพาะพรรคเพื่อไทย ได้อย่างไรละ ท่านประธานที่เคารพครับ การให้คำปรึกษาหารือ คำแนะนำ แต่ว่าพรรคยังเป็นอิสระในการ ตัดสินใจ ผมอยู่พรรคเพื่อไทยมาหลายครั้ง แล้วเวลาประชุมพรรคทุกวันอังคารช่วงบ่าย ไม่ว่าจะเป็นกระทู้ถาม กระทู้สด พระราชบัญญัติ ญัตติอะไรต่าง ๆ หัวหน้าพรรค เลขาธิการ พรรคจะถามเสมอ ท่านใดมีมติเช่นไร ผมมีมติผมก็ยก ถ้าผมไม่เห็นด้วยผมก็ไม่ยก มันก็เป็น เสรีภาพความสวยงามของระบอบประชาธิปไตยครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ต้องแก้ให้ชัดในการ แก้ไขรัฐธรรมนูญหรือ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญครั้งนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพ ที่ผ่านมา การยุบพรรคเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้พี่น้องประชาชนรู้สึกตกใจและเคียดแค้น ทำให้สังคม ไม่เกิดความสามัคคีเลยนับตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ เป็นต้นมา ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง ไหนละครับ แก้ไขระบบความปรองดองของชาติตรงไหนล่ะครับ คนยังแบ่งออกเป็น ๒ ฝัก ๒ ฝ่าย อยู่เสมอ แล้วท่านอ้างการเข้ามา และร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี ๒๕๖๐ ท่านประธานที่เคารพ ครับ บทบัญญัติว่าด้วยการจัดทำนโยบายที่ต้องแสดงที่มาของรายได้ และต้องแสดงความ คุ้มค่าและความเสี่ยง เอาจริงเถอะครับ พรรคพลังประชารัฐนี่หลายนโยบายยังไม่ได้ทำ ที่ผมกล่าวพาดพิงเพราะอยากให้ท่านรีบทำ เดี๋ยวยุบสภาแล้วชาวบ้านเขาจะด่า อย่างนี้ ท่านต้องอธิบายสิครับว่า มันไม่ทำเพราะอะไร ทำเพราะอะไร แล้วเหตุมันจะเกิดแบบไหน อย่างไร ทำไม่ได้เพราะอะไร คณะรัฐมนตรีต้องมาชี้แจง อย่างนี้ควรยกเลิกหรือไม่ล่ะครับ ท่านประธาน เพราะอะไรครับ ถ้าพรรคเพื่อไทย เพื่อนสมาชิกนั่งอยู่นี่ทั้งหมดช่วยกันคิด นโยบาย หัวหน้าพรรคไปประกาศนโยบาย ทำประกาศเรียบร้อยขึ้นป้ายโน่นนี่นั่น แล้วไม่ทำ ก็ด่าพรรคเพื่อไทย อย่าไปเลือก อันนี้คือวิธีการหลักการง่าย ๆ ไม่ต้องไปเขียนกฎกติกาให้มัน ซับซ้อนซ่อนเงื่อน เวลาในอดีตมันก็จะหลอนปัจจุบันเป็นประจำเหมือนที่ผมพูด ถ้าใครเถียง ก็ลุกขึ้นประท้วง แต่มันเป็นเรื่องจริงท่านประธานครับ🔗

ประเด็นต่อมาที่พรรคเพื่อไทยมีความเห็น การยกเลิกพรรคการเมืองที่ต้อง ผ่านที่ประชุมโดยเอกฉันท์ ถ้ามี ๑๐ คนมันก็ ๑๐ เป๊ะ จะมา ๕

๖ ๖ : ๔ ๓ : ๗ อะไรอย่างนี้ มันคาอารมณ์คน เขาอ่านสำนวนท่านประธานครับ ผมยกตัวอย่างพรรคพระพุทธเจ้า ผมจำชื่อพรรคไม่ได้ เอาพรรคประชาชนปฏิรูปของคุณไพบูลย์ นิติตะวัน อันนี้เป็นตัวอย่าง ที่ย่ำแย่ที่สุดของรัฐธรรมนูญที่บิดเบี้ยว เอาให้ชัดได้ไหมครับ นึกวันดีคืนดีฉันอยากจะย้ายไปอยู่ พรรคพลังประชารัฐ ฉันก็ยุบตัวเอง แบบนี้ก็ได้ด้วยหรือครับท่านประธานครับ เพราะฉะนั้น ต้องเขียนให้ชัดว่า หลักการในการยุบพรรคจะทำแบบไหนอย่างไร คนเขาเลือกคุณไพบูลย์ ในฐานะพรรคประชาชนปฏิรูป ขึ้นรูปพระพุทธเจ้า ชอบ ใจถึง ด่าทักษิณเป็นประจำ คนต้อง ชอบเลยเลือก แต่อยู่ดี ๆ ท่านก็ลาออกแล้วก็ยุบพรรค อย่างนี้มันต้องเขียนให้ชัดว่า ยุบเพราะอะไร ยุบเพราะย้ายพรรค ไม่ได้ แต่ถ้ายุบเพราะละเมิดกฎหมาย เช่น การปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อย่างนี้ยุบได้ท่านประธานครับ ผมจึงฝากท่านประธานผ่านไปยังพี่น้องประชาชน และท่านสมาชิกรัฐสภาครับว่า กรณีดังกล่าวนี้เป็นสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจริง และเรานำกลับเข้ามาในรัฐสภาเพื่อแก้ไข🔗

อีกเรื่องหนึ่งท่านประธานครับที่พรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วย เพราะเราปฏิบัติจริง ผมเป็นผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตในกรุงเทพมหานคร เวลาจัดทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) หรือว่าการหาตัวแทนเพื่อจะมาลงสมัครคัดเลือก เอาเข้าจริง ๆ แล้ว ผมถามจริง ๆ เถอะครับ ประชาชนที่มาเขาก็ต้องชื่นชอบพรรคการเมืองนั้น ๆ เขาจึงมาประชุม ความจริง มันเป็นเช่นนั้น แต่ถ้าท่านจะไปถามพี่น้องประชาชนในเขต ยากครับ เพราะบางคนก็ขี้เกียจ บางคนก็ติดภารกิจ บางคนก็ต้องไปทำงาน อันนี้ขยับไปเป็นระดับจังหวัดได้หรือไม่ ผู้แทนราษฎรขวามือผมจากขอนแก่น จากอุดรธานี ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี ก็ถามระดับ จังหวัดไปเลยได้หรือไม่ว่า ส่งนาง ก นาย ข นาย ม แล้วมาเป็นผู้แทนราษฎรได้หรือไม่ ทำไมเราต้องไปทำให้มันยากครับ เกิดความสิ้นเปลื้อง เกิดความลักลั่น และเกิดความแหกตา กัน ในกระบวนการประชาธิปไตย ท่านประธานที่เคารพครับ พรรคเพื่อไทยพยายามที่จะ เสนอในฐานะผู้ต่ำต้อยในสังคมเลยครับ ผมพูดแล้วน้ำตาจะไหล เป็นพรรคที่ถูกยุบมาแล้ว ๓ ครั้ง และเป็นพรรคการเมืองที่ต่ำต้อยถูกกระทำมัดมือมัดแขนมาโดยตลอด พวกเรา ก็พร้อมที่จะต่อสู้ในเวทีที่ท่านทั้งหลายได้กรุณากำหนดครับ แต่วันนี้ที่เสนอในการแก้ไข พ.ร.ป. เรื่องของพรรคการเมืองนั้น เพื่อจะสะท้อนสภาพปัญหาของจริงว่า ท่านเห็นหัวประชาชนเสียหน่อยเถอะครับ ท่านคิดเองไม่ได้ ท่านมีแรงเกลียดชังไม่พอแล้ว ท่านต้องเข้าใจและเข้าอกของพี่น้องประชาชนด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ เวลาที่ท่านไป บิดข้อมูลกันนี้ท่านเอาชุดความคิด ยกสมการคนที่ท่านพยายามพูดถึงออกไปก่อนแล้วมาดู รายมาตราครับที่เราแก้ไข สุดท้ายปลายทางการแก้ไขเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ทุกยุคทุกสมัยครับ ของมันใช้มาแล้วมันไม่ดีมันก็ต้องปรับปรุงแก้ไข และลืมอดีตมองปัจจุบันไปถึงอนาคตครับว่า ประเทศไทยจะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างไร ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ต่อไปเป็นสมาชิก มนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ ครับ🔗

นายมนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ดอกเตอร์มนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออภิปรายเกี่ยวกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมือง ก่อนอื่นผมขอพูดถึงเรื่องของหลักการในเรื่องของประชาธิปไตยว่า การเป็น หลักการของประชาธิปไตยคือ เน้นการมีส่วนร่วม มีความหลากหลาย และไม่ใช้เงินเป็นตัวตั้ง ในเรื่องของประชาธิปไตย สิ่งที่ผมจะพูดถึงก็เป็นเรื่องของ พ.ร.ป. พรรคการเมือง🔗

ประการแรก เรื่องการแต่งตั้งตัวแทนเขตเลือกตั้ง ที่กำหนดว่าต้องมี การแต่งตั้งตัวแทนเขตเลือกตั้ง โดยต้องมีสมาชิกในเขตเลือกตั้งไม่น้อยกว่า ๑๐๐ คน จึงจะสามารถแต่งตั้งตัวแทนเขตเลือกตั้งได้ และหลังจากนั้นจึงจะสามารถส่ง ส.ส. ลงเขตเลือกตั้งนั้นได้ ทำให้หากมีพรรคการเมืองใดที่มีผู้ร่วมอุดมการณ์ แต่ว่าไม่สามารถ รวบรวมผู้ร่วมอุดมการณ์ได้ถึง ๑๐๐ คน ก็จะไม่มีสิทธิที่จะส่งผู้สมัคร ส.ส. ลงในเขตนั้น ดังนั้นการที่ประชาชนมีอุดมการณ์ร่วมกันแต่ว่าไม่สามารถส่ง ส.ส. ลงได้ เนื่องจากข้อจำกัด ในเรื่องของจำนวน ถือเป็นการลิดรอนสิทธิของผู้ร่วมอุดมการณ์และพรรคการเมืองหรือไม่ มีเหตุผลอันใดที่กำหนดให้ต้องมีจำนวนสมาชิกในเขตนั้นไม่น้อยกว่า ๑๐๐ คน🔗

ประการที่ ๒ ไม่มีกฎหมายใดที่กำหนดให้มีตัวแทนประจำเขตเลือกตั้ง เท่าที่ผมอ่านดูผมไม่เจอ มีแต่กำหนดให้มีตัวแทนประจำจังหวัด การที่ กกต. กำหนดให้มี ตัวแทนเขตเลือกตั้ง เป็นการกระทำที่เกินขอบเขตอำนาจหน้าที่หรือไม่ ดังนั้นการจัดให้มี ตัวแทนเขตเลือกตั้ง มิฉะนั้นจะไม่สามารถส่งผู้สมัครลง ส.ส. เขตนั้นได้ถูกต้องและเหมาะสม หรือไม่ ก็อยากให้ กกต. กำหนดให้ชัดเจนว่า ตัวแทนเขตที่ตั้งขึ้นมานั้นจริง ๆ แล้วคือตัวแทน ประจำจังหวัดใช่หรือไม่🔗

ประการสุดท้ายก็จะเป็นเรื่องของเงิน อย่างที่ผมเรียนให้ทราบว่า ประชาธิปไตยไม่ควรที่จะเน้นเรื่องเงิน ก็อยากให้ทาง กกต. ดูในเรื่องของทั้งค่าสมาชิก ค่าสมัครรับเลือกตั้ง ค่าปรับต่าง ๆ ซึ่งมีเพื่อนสมาชิกกล่าวไปเป็นจำนวนมากแล้วนะครับว่า ควรจะมีการลดลง เพื่อให้การเมืองไม่จำเป็นที่จะต้องใช้เงินมาก ให้พรรคการเมืองที่ไม่มีเงิน มีแต่ความศรัทธาสามารถเติบโตขึ้นมาได้นะครับ🔗

สุดท้ายผมก็ขอให้กำลังใจ กกต. แล้วก็อยากให้ กกต. ช่วยคิดใหม่ ทำใหม่ ให้พรรคการเมืองเติบโตขึ้นมาได้ เหมือนกับธุรกิจจากเอสเอ็มอี (SMEs) สามารถเติบโต ขึ้นมาเป็นธุรกิจใหญ่ได้ พรรคการเมืองก็เหมือนกันนะครับ จากพรรคเอสเอ็มอี (SMEs) ก็สามารถที่จะเติบโตมาเป็นพรรคการเมือง มาเป็นสถาบันการเมืองได้ ขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปวุฒิสมาชิก นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ ครับ🔗

นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มผู้ประกอบอาชีพด้าน สิ่งแวดล้อม

เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิก วุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้เองเรามีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งมีผู้เสนอมาทั้งหมด ๖ ฉบับ ซึ่งประเด็นหลัก ๆ ที่ผมรวบรวมได้ก็มีอยู่ ๑๑ ประเด็น เรื่องที่ ๑ เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับอัตราค่าธรรมเนียมและค่าบำรุง พรรคการเมืองที่เรียกเก็บจากสมาชิกพรรคการเมือง ๒. แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวแทน ของพรรคการเมืองประจำจังหวัด ๓. ยกเลิกการกำหนดจำนวนสมาชิกพรรคการเมืองขั้นต่ำ ๔. แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ๕. แก้ไข เพิ่มเติมวิธีการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ๖. แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับเงื่อนไข ของพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ๗. แก้ไขหลักการการส่งผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ๘. แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อห้ามในการดำเนินการสรรหาผู้สมัคร รับเลือกตั้ง ๙. ปรับปรุงการจัดสรรเงินอุดหนุนพรรคการเมือง ๑๐. ยกเลิกอำนาจ ศาลรัฐธรรมนูญในการยุบพรรคการเมือง และ ๑๑. ยกเลิกบทบัญญัติเกี่ยวกับบทบัญญัติโทษ ของการฝ่าฝืนข้อห้าม🔗

ท่านประธานครับ วันนี้เองเพื่อนสมาชิกก็อภิปรายไปหลายเรื่องแล้ว เวลาจำกัด ผมขออภิปรายแค่เรื่องเดียวเกี่ยวกับเรื่องข้อ ๑๑ การยกเลิกบทบัญญัติเกี่ยวกับ การกำหนดโทษของการฝ่าฝืนข้อห้าม ซึ่งร่างทั้ง ๖ ฉบับ ผมเห็นอยู่ฉบับหนึ่ง เป็นร่าง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายชลน่าน ศรีแก้ว และคณะ เป็นผู้เสนอ) ซึ่งมีอยู่ ๒๙ ข้อ แต่มีข้อที่ ๒๐ ที่ผมจะขอ อภิปรายเพียงข้อเดียวคือยกเลิกมาตรา ๕๗ ที่กำหนดรายการที่จะต้องแสดงในการกำหนด นโยบายของพรรคการเมือง เนื่องจากไม่มีความจำเป็นและไม่อาจปฏิบัติได้จริงตามร่าง ในมาตรา ๒๐ ซึ่งการที่ร่างฉบับนี้ที่จะขอยกเลิกมาตรา ๕๗ นั้น สาระสำคัญคือ ในการ กำหนดนโยบายของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา ให้คำนึงถึงความเห็นของ สาขาพรรคการเมืองและตัวแทนของพรรคการเมืองประจำจังหวัด นโยบายใดที่ต้องใช้เงิน การประกาศโฆษณานโยบายนั้น อย่างน้อยต้องมีรายการดังนี้ ๑. วงเงินที่ต้องใช้และ ที่มาของเงินที่ใช้ในการดำเนินการ ๒. ความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย ๓. การกระทบและความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย ในกรณีพรรคการเมืองไม่ได้จัดทำ รายการตามวรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการสั่งให้ดำเนินการให้ครบถ้วนและถูกต้องภายใต้ ระยะเวลาที่กำหนด นี่คือมาตรา ๕๗ ที่ทางร่างนี้ขอยกเลิก ท่านประธานครับ โดยหลักแล้ว พรรคการเมืองคือองค์กรของการเมืองที่จะรวบรวมผู้มีอุดมการณ์เดียวกัน มีแนวคิดทาง การเมือง สังคม และเศรษฐกิจแบบเดียวกันหรือคล้ายคลึงกัน เพื่อส่งบุคคลเข้ารับ การเลือกตั้งให้ได้มาเสียงข้างมากในรัฐสภา และการจัดตั้งรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ ตามแนวคิดหรือนโยบายที่สอดคล้องกับอุดมการณ์ของกลุ่ม พรรคการเมืองมีความประสงค์ ความปรารถนาที่ต้องการเป็นรัฐบาล เพื่อที่จะได้โอกาสนำนโยบายของพรรคไปปฏิบัติจริง แต่ท่านประธานครับ ร่าง พ.ร.ป. พรรคการเมืองฉบับนี้ ซึ่งให้ยกเลิกมาตรา ๕๗ นั้น ตามบทบัญญัติว่าด้วยการจัดทำนโยบายที่ต้องไม่แสดงที่มาของรายได้ ความคุ้มค่า ความเสี่ยงนั้น หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าต่อไปการนำเสนอนโยบาย พรรคการเมืองใด ๆ ต่างๆ นั้น ไม่ต้องแจกแจงแหล่งที่มาของรายได้ ไม่ต้องแสดงความคุ้มค่า ของนโยบาย ความเสี่ยงใด ๆ แบบนี้มันจะเป็นการเปิดเสรีประชานิยมแบบไร้ขอบเขต ถ้าเรา ไม่ควบคุมหรือยกเลิกตามมาตรา ๕๗ นี้ นโยบายพรรคต่าง ๆ นั้น หวังมาพึ่งจะได้เสียง คะแนนนิยมก็มีนโยบายต่าง ๆ ซึ่งเป็นประชานิยมแบบไร้ขอบเขต ซึ่งตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีการใช้นโยบายประชานิยมลดแลกแจกแถมมากมายหลายรูปแบบกันอยู่แล้ว ซึ่งใช้เงิน ที่ผ่านมาก็เป็นจำนวนมหาศาล ให้มีพรรคการเมืองออกนโยบายแบบไร้ความรับผิดชอบ มุ่งเน้นแต่คะแนนเสียงของตนเองและพรรคการเมืองเท่านั้น และเพื่อให้ตนได้มาซึ่งคะแนน เสียง แต่ทิ้งปัญหา ทิ้งหนี้สิน และภาระอีกมากมายแก่ประเทศแก่ลูกหลานในอนาคต ดังจะเห็นที่ผ่านมาโดยตลอดนะครับ หลายปีที่ผ่านมาขนาดมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วย การจัดทำนโยบายของพรรคการเมืองที่ต้องใช้แหล่งที่มาของรายได้ ความคุ้มค่าและความเสี่ยง ซึ่งได้กำหนดไว้ในกฎหมายฉบับนี้ ก็ยังมีนโยบายลดแลกแจกแถม อยู่มากมายอย่างนับไม่ถ้วน ถึงขนาดกู้เงินมาทำนโยบายประชานิยม แจกสารพัดรูปแบบ เช่น กู้มาแจก กู้มาประกันรายได้ ซึ่งสร้างภาระทางการเงินการคลังหนี้สินให้ประเทศ อีกมากมาย ถือว่าเป็นที่หนักหนาสาหัสนะครับ ซึ่งถ้าหากการยกเลิกบทบัญญัติดังกล่าวนี้ ว่าด้วยการจัดทำนโยบายทางพรรคการเมืองที่ต้องแสดงที่มาของรายได้ ความคุ้มค่า และความเสี่ยงนี้ พรรคการเมืองต่าง ๆ คงจะใช้นโยบายประชานิยมที่รุนแรงยิ่ง ๆ ขึ้นไป แทนที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบยั่งยืน ด้วยแบบเป็นเหตุและเป็นผล ทั้งนี้ เพื่อการแข่งขัน กันอย่างแย่งชิงคะแนนนิยม จะทำให้ประชาชนให้มาก แล้วก็ประชาชนนั้นจะเสพติด กับประชานิยมกันอยู่เรื่อย ๆ และในที่สุดประเทศไทยก็จะล่มสลายทางเศรษฐกิจ เหมือนหลาย ๆ ทางประเทศที่ผ่านมา ซึ่งใช้นโยบายประชานิยมแบบกู่ไม่กลับ เช่น ประเทศ เวเนซุเอลา ดังนั้น จากข้อสังเกตดังกล่าวซึ่งร่างที่บอกว่ายกเลิก ๕๗ ในส่วนตัวผมเอง ผมก็ไม่เห็นด้วยเพราะว่าการที่จะทำโครงการประชานิยมนั้นต้องมีเหตุและมีผล ถ้าจะหวัง คะแนนนิยมอย่างเดียว โดยที่ว่าทิ้งภาระต่อไปภายหลังคงจะไม่เหมาะสมเท่าไร ดังนั้น จากข้ออภิปรายนี้ ก็ฝากยังชุดคณะกรรมาธิการซึ่งจะพิจารณาในวาระที่ ๒ นั้นขอให้นำ ประเด็นนี้พิจารณาอย่างรอบคอบด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปสมาชิกจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ และจะเป็นสมาชิกฐิตินันท์ แสงนาค และท่านวุฒิสมาชิก พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร และจะเป็นวุฒิสมาชิกออน กาจกระโทก ขอเชิญจิรัฏฐ์ครับ🔗

นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฉะเชิงเทรา

ขอบคุณครับ ท่านประธาน เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ผู้แทนราษฎร จังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขออภิปราย สนับสนุนร่างของท่านพิธาครับ โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับการยุบพรรคการเมือง เพราะว่าการยุบพรรคการเมือง จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่เรื่องปกติครับ มันเป็นเรื่องที่จะต้อง ไม่เกิดขึ้นง่าย ๆ ท่านประธานครับ การยุบพรรคการเมืองสากลโลกเขาไม่ทำกันครับ แต่ดูเหมือนเราจะเคยชินแล้วก็มองมันเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ซึ่งมันไม่ปกติ หลักการ ที่ถูกต้อง การจะยุบพรรคการเมืองมันเป็นไปได้ด้วย ๒ กรณี กรณีแรกก็คือการยุบ โดยประชาชน พรรคการเมืองคือการรวมตัวกันของประชาชนที่มีความคิด มีอุดมการณ์ ที่คล้ายหรือเหมือน ๆ กันแล้วก็อาสาจะนำแนวคิดนั้นไปใช้พัฒนาประเทศ ด้วยวิธีการลงรับ สมัครเลือกตั้ง ขออำนาจจากประชาชนซึ่งเป็นผู้ถืออำนาจสูงสุด ฉะนั้นทุกท่านต้องตั้งสติว่า พรรคการเมืองไม่ใช่ของนักการเมืองพรรคนะครับ พรรคการเมืองเป็นของประชาชน เพราะถ้าประชาชนเขาไม่เลือก พรรคการเมืองมันก็ไม่มีตัวตน อย่าอคตินักการเมือง จนไม่เห็นหัวประชาชน พรรคการเมืองต้องอาศัยอำนาจของประชาชนถึงจะขับเคลื่อน นโยบายของตัวเองได้ ถ้าประชาชนไม่เลือกพรรคนั้นก็คือโดนยุบไปโดยปริยาย โดยประชาชน อยู่แล้ว สรุปคืออำนาจยุบพรรคการเมืองมันเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของศาลรัฐธรรมนูญ ที่จะวินิจฉัยอะไรกันตามใจชอบ แล้วก็ยุบกันแบบง่าย ๆ แบบที่เป็นทุกวันนี้ ดูเหมือนว่า ๒ วันที่ผ่านมาเรายังไม่ค่อยจะได้พูดกันในเรื่องของอำนาจที่เป็นของประชาชนกันเลย กรณีที่ ๒ การจะยุบพรรคการเมือง ยุบโดยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งทำได้ก็ต่อเมื่อพรรคการเมืองนั้น จะต้องมีนโยบาย หรือว่ามีความต้องการจะเปลี่ยนแปลงการปกครองเท่านั้น เท่านั้นนะครับ เปลี่ยนแปลงการปกครองก็คือล้มล้างการปกครอง มันความหมายเดียวกัน ตัวอย่างเช่น พรรคการเมืองที่มีนโยบายที่พยายามจะเอาการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาใช้ พยายามจะถวายคืนพระราชอำนาจ จะดึงประเทศกลับไปสู่เผด็จการ แบบนี้เป็นการทำลาย หลักการประชาธิปไตยชัดเจนครับ อย่างนี้ถึงจะเรียกว่าล้มล้างการปกครอง อย่างนี้ ถึงจะเรียกว่าพยายามจะเปลี่ยนแปลงการปกครอง ท่านประธานครับ และยิ่งการยุบพรรค แบบที่เป็นกรณีพิเศษ ซึ่งมันก็เป็นเหมือนกับนวัตกรรมใหม่ของการเมืองสมัยนี้ ก็คือการยุบ พรรคตัวเอง ซึ่งผมคิดว่าเราปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ การยุบพรรคตัวเองมันคือ การไม่เห็นหัวประชาชนอย่างถึงที่สุดเลย ถ้ากฎหมายเรายังปล่อยให้ทำได้ ผมคิดว่ากฎหมาย เราก็ไม่เห็นหัวประชาชนเหมือนกัน ผมยกตัวอย่างนะครับพรรคที่ถูกยุบไปแล้ว พรรคประชาชนปฏิรูป พรรคประชาชนปฏิรูป ได้คะแนนทั้งประเทศ ๔๕,๐๐๐ คะแนน ไม่ถึง พึงมีด้วยซ้ำนะครับ แต่ว่าเครื่องคิดเลขของ กกต. ก็คำนวณให้ได้ ส.ส. ๑ คน แต่ในเมื่อได้ ส.ส. มา ๑ คน ได้ผู้แทนมา ๑ คนถึงจะเป็นผู้แทนปัดเศษก็เถอะ แต่ก็ได้ผู้แทนเข้ามาในสภา แห่งนี้แล้ว กฎหมายควรจะต้องบังคับให้เขารับผิดชอบต่อประชาชนที่เลือกเขามา ถึงแม้จะมีแค่ ๔๕,๐๐๐ คน แต่ก็เป็น ๔๕,๐๐๐ คนที่เขาเชื่อมั่นศรัทธาในนโยบายที่จะเห็นการน้อมนำ คำสอนของพระพุทธองค์มาใช้ในรัฐสภา ผมก็คิดว่าการที่ไปยุบพรรคตัวเองแบบนี้ มันก็ไม่ต่างอะไรจากการตระบัดสัตย์ จากการหักหลังประชาชน นี่คือการหักหลังประชาชน ชั้นเยี่ยมเลยครับ ซึ่งกฎหมายเราปล่อยให้ทำแบบนี้ไม่ได้ ท่านประธานครับ ผมก็ได้ข่าว ด้วยนะครับว่าอดีต ส.ส. พรรคนี้พยายามวิ่งเต้น เห็นกระสันจะล็อบบี้ (Lobby) อยากเป็น ประธานคณะกรรมาธิการอันนี้เหลือเกิน กรรมาธิการที่เรากำลังจะตั้งกันนี้ ผมก็หวังว่าจะไม่ เห็นอะไรแบบนั้นเกิดขึ้น🔗

อีกเรื่องครับท่านประธาน ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงวันนี้ผมก็เห็นท่านสมาชิก วุฒิสภาหลายท่านให้ความเห็นที่เป็นประโยชน์ ผมก็ขอขอบคุณที่เอาแนวคิดที่เป็นประโยชน์ มาใช้ในรัฐสภา หลายแนวคิดก็คิดตรงกันกับพวกเราครับ แต่ว่าบางท่านผมคิดว่าท่านเวทีนี้ เป็นเวทีมาอบรมมาให้โอวาทนักการเมือง มาอบรมมาให้โอวาทพรรคการเมือง ซึ่งหลาย ต่อหลายท่านก็ไม่เคยลงเลือกตั้งสักครั้งเดียว คือผมคิดว่าถ้าจะใช้เวทีนี้มาด้อยค่านักการเมือง แบบนี้ ผมก็พูดได้ครับว่าท่านจะมาสอนอะไรผม ผมอาบน้ำร้อนมาก่อนท่านอีก ผมลงเลือกตั้งมาท่านยังไม่เคยลงเลือกตั้งเลยท่านจะมาสอนผมได้อย่างไร ผมก็พูดได้ครับ ท่านประธานถ้าจะเอาอย่างนั้น คือท่านยังไม่เคยทำพรรคการเมือง ไม่เคยไปจัดตั้งตัวแทน จังหวัด ไม่เคยไปหาสมาชิก ไม่เคยไปรับสมัครสมาชิกคนละร้อย ๆ พวกผมทำมาแล้วครับ พวกผมรู้ว่ามันเป็นอย่างไร ประเด็นที่ยกมาพูดซ้ำไปซ้ำมาอยู่ ๒ วันนี้มีอยู่ไม่กี่เรื่องหรอกครับ ที่สุดท้ายก็เหมือนเจตนาจะด้อยค่านักการเมือง ด้อยค่าพรรคการเมือง แล้วก็พยายาม จะสร้างกฎกติกามาครอบให้ดูเป็นประชาธิปไตยลวง ๆ เช่น ซื้อสิทธิขายเสียง คำนี้ก็เห็นพูด อยู่ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ผมคิดว่าท่านอย่าดูถูกประชาชนนะครับ คือท่านไม่เคยลงจากหอคอย งาช้างมาคุยกับประชาชน ท่านไม่รู้หรอกประชาชนเขาเป็นอย่างไร ผมไม่ได้บอกว่า การซื้อเสียงเป็นเรื่องดีนะครับ มันเป็นเรื่องไม่ดีครับ โดยเฉพาะกับพรรคการเมืองที่ไม่มี นโยบายแจกกล้วยยิ่งเป็นเรื่องที่เป็นปัญหามาก ๆ เลย แต่จะไปเบลม (Blame) เรื่องนี้ กับนักการเมือง กับพรรคการเมืองก็ไม่ถูกเสียทีเดียวครับ ถ้าจะไปเบลม (Blame) กับ กกต. ก็ค่อยว่ากันอีกอย่างหนึ่งเพราะเป็นหน้าที่โดยตรง แล้วก็อย่าเหมารวมครับว่านักการเมืองทุกคน จะมักง่าย เอะอะก็ซื้อเสียง ๆ มันไม่ใช่ แล้วประชาชนเขาไม่ได้โง่ครับ เขาไม่ได้มักง่าย ถึงขนาดรับเงินแล้วก็จะกาให้ทันที ไม่อย่างนั้นผมคงไม่มายืนโด่อยู่ตรงนี้ เขตของผมนะครับ บางปะกงบ้านผม มีอำเภอบางปะกง บ้านโพธิ์ แปลงยาว ผมบอกได้เลยว่าคนบางปะกง บ้านโพธิ์ แปลงยาวซื้อด้วยเงินไม่ได้ครับ ถ้าซื้อได้ผมก็คงไม่ต้องมายืนอยู่ตรงนี้แล้ว ในขณะที่ ฝ่ายตรงข้ามขับรถตู้วิ่งแจกเงินคืนสุดท้าย ๓๐-๔๐ ล้านบาทก็ยังแพ้ เพราะฉะนั้นจะเอาเรื่องนี้ มาเป็นประเด็นใหญ่ที่จะมาเขียนกฎหมายกำกับพรรคการเมืองให้ต้องเป็นอย่างนี้อย่างนั้น ผมคิดว่ามันไม่ถูกต้องสักเท่าไร อีกอย่างหนึ่งครับไม่อยากให้พรรคการเมืองเป็นของนายทุน คำนี้ผมเจ็บครับท่านประธาน ไปดูโต๊ะจีนไหมครับระดมทุนกันอย่างไร นายทุนกี่เจ้าที่มา สนับสนุน แบบนี้ไม่ใช่นายทุนใช่ไหมครับ ไม่อยากให้พรรคการเมืองเป็นของนายทุน ไม่อยากให้ครอบงำ ไม่อยากให้ชี้นำ ก็นี่ครับถึงกู้เงินหัวหน้าพรรคอย่างไรครับท่านประธาน แล้วจะเอาเงินที่ไหนไปหาเสียงล่ะครับ ก็เราไม่อยากให้มีหัวหน้าพรรคเป็นนายทุนเราเลยต้อง กู้เงิน แต่ก็ยุบพรรคเสียอย่างนั้น ท่านประธานครับถ้าเกิดว่าเราปล่อยให้หัวหน้าพรรคใช้เงิน ของตัวเองทั้งหมดในการที่จะขับเคลื่อนพรรคการเมือง สุดท้ายแล้วหัวหน้าพรรคก็เป็น นายทุน สุดท้ายแล้วทุกอย่างก็ต้องขึ้นอยู่กับหัวหน้าพรรค เราถึงต้องกู้ เราไม่ต้องการให้ พรรคกลายเป็นของหัวหน้าพรรคคนเดียว แต่พรรคต้องเป็นของมวลชนจริง ๆ ก็ยังไม่พอใจ นะครับก็ยังจะยุบพรรคอนาคตใหม่ ก็ไม่รู้จะเอาอย่างไรแน่นะครับ คือถ้าเห็นหัวประชาชน ผมว่าให้เขาตัดสินใจเถอะครับท่าน จะครอบงำ จะชี้นำ จะซื้อเสียง จะประชานิยม จะอะไร ก็เถอะ ประชาชนเขาไม่ได้โง่ครับ เขารู้ว่าอะไรดีอะไรไม่ดี แล้วเขาก็เลือกสิ่งที่เป็นประโยชน์ กับเขาที่สุด นี่ผมพูดในฐานะของคนที่ลงสมัครโดยที่ไม่ได้ใช้เงินเลยนะครับ🔗

อีกเรื่องครับท่านประธาน มาตรา ๑๕ พ.ร.ป. พรรคการเมืองที่ท่านอภิปราย กันว่า ส.ส. ไปตัดในส่วนของการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางออก ซึ่งมันขัดกับรัฐธรรมนูญ อันนี้ท่านต้องไปอ่านให้หมดนะครับ มันยังมีข้อความนี้อยู่เรื่องการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง ไม่ได้ตัดออกนะครับ แล้วก็ต้องขออนุญาตเอ่ยถึงท่านสมเจตน์นิดหนึ่งนะครับ วิธีคิดของท่าน จริง ๆ เหมือนกับพวกเรา ส.ส. เลยครับ แล้วก็เป็นวิธีคิดที่พวกเราสนับสนุนครับ แต่ว่าวิธีการต่างหากที่มันแตกต่างกัน อยากให้ท่านเข้าใจตรงนี้ว่าท่านเป็นผู้ร่างฉบับที่เรา กำลังจะแก้นี้ พวกเราก็ไม่ได้ขัดขืนนะครับ พรรคอนาคตใหม่ทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) ๓๕๐ เขตเลยนะครับ ทั้งหัวหน้าพรรค ทั้งเลขาธิการเราก็ทำ ไพรมารีโหวต (Primary Vote) แล้วก็ต้องเรียนตามตรงว่ามันไม่ง่ายเลยครับ มันยากมากเลยครับ ใช้เงินเยอะ ใช้สมาชิกเยอะ แบบนี้พรรคการเมืองใหม่ ๆ เกิดขึ้นยากมาก ไม่มีทางจะเกิดขึ้นง่าย ๆ เลย เราเลยเห็นว่าควรจะให้พรรคการเมืองไปตัดสินใจเอาเองว่าจะเขียนกติกาอย่างไร ว่าอยากได้ ไพรมารีโหวต (Primary Vote) หรือไม่หรือไม่อยากได้ อยากได้ ไม่อยากได้สุดท้ายประชาชน ตัดสินใจครับ ถ้าประชาชนชอบแบบนี้เขาก็เลือกแบบนี้อยู่ดี หรือท่านอาจจะมองว่าอยากให้ คนที่ไม่มีโอกาสได้มาลงเลือกตั้ง แต่ประชาชนชื่นชอบ ประชาชน อยากได้ ให้เขามีสิทธิ ลงเลือกตั้ง ท่านก็แก้กฎหมายให้พรรคการเมืองมันเกิดขึ้นง่าย ๆ ไม่ดีกว่าหรือครับ ถ้าพรรคการเมืองมันเกิดขึ้นง่าย เขาก็ไปลงพรรคอื่นได้ หรือไม่เขาก็ลงพรรคที่ตัวเองตั้งขึ้นมา ได้ อันนี้มันตอบโจทย์ทุกอย่างเลย🔗

ท่านประธานครับ สรุปเลยนะครับนาทีสุดท้ายแล้ว ผมอยากให้ท่านเข้าใจ หลักการของการเกิดขึ้นของพรรคการเมือง แล้วก็ทำให้กฎหมายมันล้อไปกับหลักการนั้น เพราะว่าพรรคการเมืองมันเป็นตัวแทนความต้องการของประชาชน แล้วทำให้มันเกิดขึ้น ง่าย ๆ เถอะครับ แล้วก็ให้มันยุบยาก ๆ ด้วย ยิ่งมีตัวเลือกเยอะแค่ไหน พรรคการเมืองมัน เกิดขึ้นเยอะ ๆ นโยบายมันก็เยอะครับ การแข่งขันมันก็สูง ยิ่งการแข่งขันสูงคนที่ได้ประโยชน์ คือประชาชนนะครับ ไม่ใช่ใครที่ไหน แล้วสุดท้ายเลยนะครับ คือปล่อยให้พวกเขาตัดสินใจ พวกเขามีวุฒิภาวะพอจะตัดสินใจว่าอะไรดีอะไรไม่ดี อะไรชอบ อะไรไม่ชอบ อะไรเป็น ประโยชน์ หรือไม่เป็นประโยชน์สำหรับเขา เขาเป็นผู้ตัดสินใจ ให้ประชาชนตัดสินใจเถอะ ครับที่เหลือ เขารู้ครับว่าพรรคการเมืองไหนเป็นตัวแทนเขาได้ ปล่อยให้เขาเลือก ปล่อยให้ เขาตัดสินใจ แล้วก็อย่าไปตัดสิทธิ ไปยุบพรรคการเมืองที่เขาเป็นสมาชิก หรือว่าเขาเป็นคน เลือก ไม่ว่าจะ ๖,๒๐๐,๐๐๐ คน หรือ ๔๕,๐๐๐ คน เขาก็เลือกไปแล้วครับ ท่านจะไปตัดสิทธิ ยุบพรรคแบบนั้นไม่ได้ สุดท้ายครับ ให้มันเป็นความหวังของประเทศนี้บ้าง ให้ประชาชน เป็นผู้ตัดสินใจครับ เจ้าของอำนาจสูงสุดของประเทศนี้ ปล่อยเขาเถอะครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ต่อไปสมาชิกฐิตินันท์ แสงนาค ครับ🔗

นายฐิตินันท์ แสงนาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น

ท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายฐิตินันท์ แสงนาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ ขอนแก่น ตัวแทนคนเมือง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้ผมจะมาอภิปราย เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ญัตติวันนี้ผมมีส่วนหนึ่งที่เข้าไปเป็นกรรมาธิการในการแก้ไข รู้เห็น ความต้องการมากพอสมควร🔗

ผมจะพูดเรื่องแรกสำหรับวันนี้ คือเรื่องสมาชิกพรรคการเมืองครับ ผมอยากให้ กฎหมายฉบับนี้ พระราชบัญญัติที่ออกมาไม่ต้องกำหนดสมาชิกพรรคการเมืองว่าจะต้องมี ตลอดชีพหรือชั่วคราว เอาที่ความพอใจ ความสมัครใจของประชาชน เมื่อเขาศรัทธานโยบาย พรรคการเมือง ศรัทธาคณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง เขาก็จะมาสมัครเป็นสมาชิกเอง โดยธรรมชาติครับท่านประธาน🔗

เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องคุณสมบัติของสมาชิกพรรคการเมือง สมาชิกพรรคการเมือง ไม่ต้องไปกำหนดกฎเกณฑ์คุณสมบัติให้เลอเลิศเหมือน ส.ส. หรือรัฐมนตรี เอาแค่ผู้มีสิทธิ เลือกตั้งแค่นี้ก็พอแล้ว🔗

ข้อที่ ๓ สมาชิกพรรคการเมือง ไม่ต้องเสียค่าสมัครพรรคการเมือง เพราะเป็น ความพอใจของสมาชิก ไม่ใช่ซื้อสินค้า ไม่หวังกิฟเวาเชอร์ (Gift Voucher) สมัครด้วยใจ ด้วยอุดมการณ์ เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องเสียค่าสมัครสมาชิกครับ ผมสนับสนุนเต็มที่ ที่ผมพูดนี้ผมไม่ได้สนับสนุนร่างใดร่างหนึ่งใน ๖ ร่างนะครับ ผมพูดโดยความเห็นส่วนตัว และโดยประสบการณ์ที่พบมา เพราะผมเป็นคนหนึ่งที่ลงเลือกตั้งระบบ ส.ส. เขตมา หาสมาชิกพรรคการเมืองมาด้วยตัวเอง🔗

ท่านประธานครับ ส่วนเรื่องที่ ๒ ที่จะพูดในวันนี้ เรื่องระบบไพรมารีโหวต (Primary Vote) ซึ่งเรื่องนี้พูดกันมาก ผมว่าผมคนหนึ่งในสภานี้ที่ผ่านระบบไพรมารีโหวต (Primary Vote) มาตั้งแต่ต้นเลย ผมจะเล่าให้ฟัง นี่เรื่องจริงที่เกิดกับตัวเอง ก่อนจะไพรมารี โหวต (Primary Vote) ได้นี่คุณจะต้องหาสมาชิกให้ได้เสียก่อน ไม่ว่าพรรคจะกำหนดให้เป็น ๕๐ คน ๑๐๐ คน หรือ ๑๕๐ คน จากนั้นคุณก็ส่งคุณสมบัติของคุณ โพรไฟล์ (Profile) คุณเข้าไปยังพรรคการเมืองที่คุณต้องการจะเป็นสมาชิก เพื่อให้พรรคการเมืองพิจารณา เมื่อพรรคการเมืองพิจารณาคุณสมบัติคุณผ่านแล้วคุณก็ต้องมาสอบสัมภาษณ์ และต้องเอา ข้อมูลต่าง ๆ มาให้พรรคการเมืองนั้นดู จนกระทั่งว่าพรรคการเมืองตกลงรับคุณเป็นสมาชิก พรรค เป็นว่าที่ผู้สมัครไพรมารีโหวต (Primary Vote) ก่อนนะครับ ของเขตนั้น จังหวัดนั้น ของผมเขต ๑ ขอนแก่น มีผู้สมัครไพรมารีโหวต (Primary Vote) แข่งกับผม ๖ ท่าน ผมได้เบอร์ ๖ ปรากฏว่าเมื่อส่งโพรไฟล์ (Profile) คุณสมบัติเข้าพรรคแล้วถูกตัดสิทธิไป ๓ คน ผ่านเกณฑ์ ๓ คน การทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) ทำอย่างไรหรือครับท่านประธาน ถึงวันทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) พรรคจะส่งรหัสเข้ามาให้ผู้สมัครในวันที่กำหนด ให้รับรู้ว่าวันนี้ เวลานี้เราจะมีการไพรมารีโหวต (Primary Vote) โดยให้สมาชิกที่ท่านหาได้ เป็นผู้โหวต แน่นอนทั้ง ๓ คนที่แข่งกับผมนี่เขาก็หาสมาชิกของเขา ผมก็หาของผม เชื่อหรือไม่ครับว่า บางครั้งมีการบลัฟ (Bluff) กัน มันเป็นจุดแรกของการซื้อเสียง เพราะว่า การหาสมาชิกพรรค เสียค่าสมัคร ๑๐๐ บาท เงินไม่มากหรอกครับ แต่ว่าคนที่จะตัดสินใจมา เป็นสมาชิกพรรค มาเลือกเราต้องเป็นใครครับท่าน อันดับแรกเลยครับ ญาติพี่น้อง ทุกคนเล็งมาที่ญาติพี่น้องตัวเองก่อน ต้องอยู่ในเขตเลือกตั้งตัวเองนะครับ อันดับที่ ๒ ก็คือเพื่อนฝูง และอันดับที่ ๓ ก็คือคนที่รู้จักชื่นชอบในตัวเรา เขาเหล่านั้นถึงจะมาเป็นสมาชิก ให้เรา สมัครสมาชิกพรรคการเมืองให้เรา แล้วจะต้องโหวต (Vote) ในไพรมารีโหวต (Primary Vote) วันที่กำหนด การทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) ทำอย่างไรครับ การทำ ไพรมารีโหวต (Primary Vote) ก็คือพรรคจะส่งรหัสของเรามา ให้กับสมาชิกที่เป็นสมาชิก ของเราเพื่อจะเลือก เขตผมมี ๓ เบอร์ มี ๓ คน มี ๖ คน ถูกตัดสิทธิ ๓ คน เหลือ ๓ คน เพราะฉะนั้นถึงเวลาระฆังดัง ทุกคนก็จะโหวตคนที่ตัวเองชอบ คนที่ตัวเองรัก หรือคนที่ไปหาเขา มาเป็นสมาชิก ท่านเชื่อไหม ต้นเหตุของการซื้อเสียงเลย บลัฟ (Bluff) กันตั้งแต่วันแรกเลยครับ ผมนี่โดนเลย คุณฐิตินันท์ คุณ ส.ส. หน้าใหม่คุณไม่เคยลงสนาม ผมอยู่ในวงการนี้มานาน มีเพื่อนฝูง มีหัวคะแนน มีกลุ่มก้อน ผมจัดตั้งได้ ๔๐๐ คน โหวตอย่างไรผมก็ชนะไพรมารีโหวต (Primary Vote) ผมจัดตั้งได้ ๔๐๐ คน คนที่ ๒ ผมเป็นข้าราชการ ผมลาออกมา ผมมีพรรคพวก ที่อยู่ในหน่วยราชการเยอะแยะที่จะช่วยผม เพราะฉะนั้นโหวตเมื่อไร ผมก็ชนะ คุณถอนตัวเถอะ ผมก็บอกผมก็จะสู้ครับ เท่าที่ผมหาได้ ผลปรากฏออกมา ปรากฏว่าผมหาสมาชิกได้แค่ ๕๐ คน แต่มีผู้โหวตเลือกผม ๔๐ คน คนที่ว่าหาสมาชิกได้ ๔๐๐ คน ได้ ๒๘ เสียง อีกคนหนึ่งได้ ๘ เสียง เพราะฉะนั้นผมผ่านไพรมารีโหวต (Primary Vote) เข้ามาเป็นตัวแทนของพรรค ที่จะลงสมัครเขต ๑ ขอนแก่น ท่านประธานรู้ไหมครับว่า แค่หาสมาชิกที่จะโหวตตัวเอง ก็เริ่มมีการบลัฟ (Bluff) กัน จะซื้อเสียงจะจูงใจอะไรหรือเปล่าผมไม่ทราบ ที่ยุ่งยากที่สุด ก็คือระบบในการทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) ซึ่งต้องใช้ช่องทางทางอิเล็กทรอนิกส์ ท่านเชื่อหรือไม่ครับของผมนี่เว็บ (Web) ล่มตั้งแต่ตีสอง สมาชิกผมรอจะโหวต โหวตตอน เวลา ๐๐.๐๑ นาฬิกา ปรากฏว่าโหวตได้ประมาณสัก ๑๐ คน เว็บ (Web) ล่ม ต้องรอถึง บ่ายสองของวันรุ่งขึ้น ถึงจะสามารถเข้าโหวตในเว็บ (Web) ได้ นี่แค่พรรคการเมือง พรรคเดียวนะครับ ถ้าเกิดไพรมารีโหวต (Primary Vote) ทุกพรรคการเมือง ณ วันนี้ พรรคการเมือง ๘๐ กว่าพรรคที่จดทะเบียนอยู่ และที่ลงเลือกตั้งกับผมวันนั้น ๔๒ พรรค แข่งกับผม ๔๒ พรรค ถูกยุบไป ๑ พรรค เหลือ ๔๑ พรรค ท่านประธานลองคิดดู สี่แยก ไฟแดงหนึ่งมีป้ายผู้สมัคร ๔๒ ป้าย ท่านนึกภาพ มันจะยิ่งใหญ่อลังการ เกะกะ สกปรก แค่ไหน นั่นผมก็ผ่านมาได้ เพราะฉะนั้นผมอยากเรียนให้ท่านประธานและสมาชิกที่ไม่รู้ไม่เคย ปฏิบัติได้รับทราบว่านี่ของจริง ทำมาแล้วครับ เจอปัญหาอุปสรรค ผมมาพูดวันนี้ เพื่อจะเล่า ให้ท่านฟังว่าท่านเห็นปัญหาแล้วจากผู้ปฏิบัติจริงท่านเห็นอย่างไร ในพระราชบัญญัติ ทั้ง ๖ ฉบับนี้ ผมไม่ได้บอกว่าของใครฉบับไหนดี ผมพูดถึงข้อดีและข้อเสียของการรับสมัคร สมาชิกพรรคการเมืองและการทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) ส่วนผมจะเลือก จะยกมือ ผ่านอันไหน อยู่ในใจผมแล้ว ส่วนท่านอื่น ๆ ผมไม่รู้ ผมมาเล่าให้ฟังว่าถ้ามีไพรมารีโหวต (Primary Vote) มันเจออย่างนี้ เป็นแบบนี้ ผมเจอมาแล้ว และเมืองไทยพร้อมหรือยัง ท่านประธานครับ มีสมาชิกเปรียบเทียบให้ดูว่าการทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) ในต่างประเทศ ใช่ครับ ดี เหมาะสม นั่นก็เป็นระบบประธานาธิบดี เป็นระบบมลรัฐ ของเรา ประเทศไทยเป็นเขตจังหวัด ซึ่งท่านจะลองทำดูก็ได้นะครับ ลองทำดูสิครับ ท่านจะรู้ ผมรู้ และผมทำมาแล้ว ผมรู้แล้ว ผมสู้ได้ทุกรูปแบบ จะไพรมารีโหวต (Primary Vote) หรือไม่ ก็ตาม วันนี้เป็นการสะท้อนประสบการณ์จากผู้ปฏิบัติผู้ผ่านการเลือกตั้งแบบเขตมา และรัฐธรรมนูญฉบับนี้พยายามแก้ไขกันมาหลายครั้ง ส่วนมากก็ตั้งเป้าว่าจะแก้เพื่อปากท้อง ประชาชน สุดท้ายก็มาแก้เพื่อการเลือกตั้ง ส.ส. ซึ่งผมไม่เห็นด้วยเลย ผมหาเสียงมาผมจะแก้ ทั้งฉบับ จะยกร่างใหม่ ผมเคยอยู่คณะกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ สภาปฏิรูปแห่งชาติ ทำเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชนร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๘ ของอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ มาซึ่งยอมรับว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับนั้นพวกผมทำได้ค่อนข้างดีครับ แต่ไม่ผ่าน จึงต้องล้มและมายกร่าง ปี ๒๕๖๐ ขึ้นมา พอประกาศใช้ปัญหาต่าง ๆ ก็ตามมา วันนี้ผมแค่ มาเล่าประสบการณ์สะท้อนปัญหาที่เจอกับตัวเองให้สมาชิกผู้ทรงเกียรติได้รับทราบว่า จะเลือกแบบใด แบบไหน อยู่ที่ดุลยพินิจของท่านครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับ ท่านต่อไปท่านสมาชิกวุฒิสภา พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร ครับ🔗

พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

เรียนท่านประธาน วุฒิสภาที่เคารพ ผม พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร สมาชิกวุฒิสภา ท่านประธานครับ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เป็นส่วนสำคัญรองมาจาก ในความเห็นส่วนตัวผมนะครับ พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. เพราะอะไรรู้ไหมครับท่านประธานครับ ประชาธิปไตย ต้องเริ่มต้นที่พรรคการเมืองครับท่านประธาน ถ้าพรรคการเมืองไม่เข้มแข็ง ไม่เป็นสถาบัน อย่างที่ท่านทั้งหลายได้อภิปรายกลายไปกลุ่มผลประโยชน์ บ้านเมืองเราไปไหนไม่ได้ครับ พรรคประชาธิปัตย์เอง ขออนุญาตเอ่ย ท่านก็เคยจะถูกยุบพรรคใช่ไหมครับ แต่เพราะพรรค ของท่านเป็นสถาบัน แล้วท่านก็ต่อสู้ด้วยข้อมูลเหตุผล ข้อกฎหมาย ก็ไม่โดนยุบครับ ไม่ใช่ว่า พรรคการเมืองจะโดนยุบไปตลอด ท่านประธานครับผมมีเวลาจำกัด ผมมีประเด็นที่อยากจะ นำเสนอด้วยความปรารถนาดีครับ จากประสบการณ์ของผมนะครับ แล้วก็ได้มีโอกาสมาอยู่ ในสภาแห่งนี้ก็อยากจะนำเสนอครับ ไม่อยากไปต่อว่าต่อขาน ผมถึงบอกว่า ส.ส. ทุกคน ในสภาแห่งนี้เป็นคนดีทั้งนั้นนะครับ เพียงแต่ว่าท่านต้องผ่านกระบวนการขั้นตอน อะไรหลาย ๆ อย่างกว่าท่านจะมานั่งในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ ผมให้กำลังใจทุกคนนะครับ อย่ามาต่อว่าต่อขานกันเลย เราต้องช่วยกันครับ สภาเป็นที่อภิปรายเสนอแนะ ให้คำแนะนำ ผมมีเรื่องอยู่ที่จะนำเสนอต่อร่างแก้ไข พ.ร.ป. พรรคการเมืองทั้ง ๖ ร่าง มีอยู่ ๔ ประเด็น สั้น ๆ ครับ🔗

เรื่องแรก เรื่องค่าใช้จ่าย ฟังเพื่อนสมาชิกพูด ผมก็รับรู้มาก่อนแล้วก็น่าเห็นใจ ท่านครับ ค่าใช้จ่ายซึ่งเป็นภาระของท่าน ไม่ว่าจะเป็นค่าสมัคร ๑๐,๐๐๐ ค่าปรับอย่างนี้ เมื่อวานนี้สมาชิกท่านหนึ่งบอกว่าสมาชิกออกไปโดยไม่แจ้งให้พรรค กกต. แจ้งว่าจะต้องโดน ปรับโน่นปรับนี่ ๒ ปีไม่รายงาน นี่ก็น่าเห็นใจครับ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะนำเสนอซึ่งมันอยู่ ในร่างแก้ไขทั้ง ๖ ร่างมีเสนอมา มาตรา ๑๕ ท่านประธานจำได้หรือไม่ครับ ได้พูดถึงค่าบำรุง ค่าธรรมเนียม ท่านบอกว่าอย่างไรครับ สมาชิกรายปีท่านใช้คำว่าไม่น้อยกว่า ๑๐๐ บาท ส่วนสมาชิกตลอดชีพท่านใช้คำว่า ไม่น้อยกว่า ๒,๐๐๐ บาท ผมไม่แน่ใจในความรู้สึกของ ท่านประธานควรจะเสียหรือเปล่า บางคนก็ว่าไม่ควรเสีย บางคนก็ว่ามันต้องมีส่วนร่วม สักหน่อยสักนิดไหม ในฐานะที่มาเป็นสมาชิก ผมเสนออย่างนี้ท่านประธานครับ คำว่า ไม่น้อยกว่า มันก็แสดงว่า ๑๐๐ ขึ้นไปใช่ไหมครับ หรือไม่น้อยกว่า ๒,๐๐๐ ขึ้นไปใช่ไหมครับ เปลี่ยนถ้อยคำนิดเดียวครับ ตัดคำว่า น้อย เป็นคำว่า ไม่เกิน ท่านประธานครับ ไม่เกิน ๑๐๐ บาท ตลอดชีพไม่เกิน ๒,๐๐๐ บาท ลองดูนะครับ ไม่เกิน ๑๐๐ ท่านจะเอาสัก บาทหนึ่งก็ได้ สตางค์หนึ่งก็ได้ หรือ ๒,๐๐๐ นี่ก็ลองไปดู🔗

ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับ เรื่องที่มาของสมาชิกภาพของสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรทั้ง ๒ แบบ เขาบอกไว้มาตรา ๒๗ ที่ท่านเสนอแก้กัน เริ่มตั้งแต่ชำระเงิน ค่าบำรุงพรรคการเมืองตามจำนวนที่กำหนดในข้อบังคับ ข้อบังคับนี้ก็คืออะไร ข้อบังคับตาม มาตรา ๔ คือข้อบังคับพรรค และจะสิ้นสุดลงต่อเมื่อลาออก มาตรา ๒๔ แล้วก็อีกส่วนหนึ่ง ก็คือในส่วนที่ไม่ชำระค่าบำรุง ๒ ปี อย่างที่ผมกราบเรียนไปแล้ว ตรงนี้เป็นปัญหาจะเชื่อมโยง ไปสู่มาตรา ๒๗ มาตรา ๒๘🔗

ประเด็นที่ ๓ เรื่องการครอบงำ เพราะสมาชิกท่านโยงไปในมาตรา ๒๔ ของ พ.ร.ป. มาตรา ๒๔ ก็โยงไปที่มาตรา ๙ ของ พ.ร.ป. มาตรา ๙ ก็โยงไปที่มาตรา ๙๘ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ หนึ่งในนั้นมันก็มีเงื่อนไขของคุณสมบัติของผู้สมัครเป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจะต้อง ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ มีตั้ง ๑๘ อนุมาตรา ก็มีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพรรค การเมืองหรือไม่ ผมไม่อาจจะวินิจฉัยได้ท่านประธานก็รู้ดี เพราะฉะนั้นในประเด็นที่ ๓ ท่าน ประธานครับ เรื่องการครอบงำมีการพูดกันหลายท่าน มาตรา ๔๕ ของรัฐธรรมนูญก็เขียนไว้ ชัดเจน วรรคสอง ผมขออนุญาตท่านประธานอ่านซ้ำอีกนิดหนึ่งเพื่อให้เพื่อนสมาชิก และเกิด พี่น้องประชาชนได้ยินได้ฟังอยู่ด้วยจะได้รับทราบว่า ในการตั้งพรรคการเมืองในวรรคหนึ่ง อย่างน้อยต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับพรรคการเมือง เปิดโอกาสให้สมาชิกมีส่วนร่วม อย่างกว้างขวางในการกำหนดนโยบาย และกำหนดมาตรการให้สามารถดำเนินการโดยอิสระ ไม่ถูกครอบงำหรือชี้นำโดยบุคคลซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค อันนี้ถ้าจะแก้ให้สมาชิกพรรค ไม่ต้องมีโน่นมีนี่ตามมาตรา ๙๘ ไม่ให้สอดคล้อง ก็แก้กันผมก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ต้องคำนึงอยู่ อย่างหนึ่งคือสถาบัน พรรคการเมืองเป็นสถาบัน เพราะฉะนั้นคุณสมบัติของผู้เป็นสมาชิก ควรจะต้องมีเงื่อนไขอย่างไรหรือไม่ ก็ฝากท่านประธานและกรรมาธิการผู้เกี่ยวข้องช่วยไปดู ส่วนนี้ด้วย🔗

ประเด็นที่ ๓ ในเรื่องของไพรมารีโหวต (Primary Vote) ถ้าภาษาไทยก็พูด ง่าย ๆ คือจะได้รับฟัง การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ผมก็มีเพื่อนพ้องน้องพี่อยู่ที่เป็นผู้สมัคร แล้วก็เห็นท่านทำงาน ท่านตั้งใจท่านต้องผ่าวิธีการในการที่จะไพรมารีโหวต (Primary Vote) มาอยู่หลายครั้งหลายหน ถามว่าไพรมารีโหวต (Primary Vote) นี่ดีไหมท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าในหลักการวันนี้ผมเรียนตรง ๆ ผมก็ลำบากใจ เพราะเพื่อนพี่น้องทั้งหลายที่เป็น สมาชิกก็เป็นพี่ ๆ น้อง ๆ กันทั้งนั้น แต่ผมขออนุญาตท่านประธาน ไม่ได้พูดถึงตัวบุคคล นะครับท่านประธานครับ สัตย์จริงเลย ผมขอพูดเพื่อให้มันเป็นหลักการ เพราะประเทศไทย มันต้องเดินหน้าครับ ไม่ได้ยึดอยู่ ท่านประธานก็คงไม่ได้เป็นประธานรัฐสภาตลอดครับ อีกหน่อยก็ต้องมีคนเป็นแทนท่าน แล้วคนที่มาเป็นแทน ถ้าเราวางรากฐาน วางหลักการ วางโครงสร้างไว้ดี มันก็จะทำให้พรรคการเมืองของเราเป็นสถาบันได้ในที่สุด มีคนพูดกันเยอะ ผมเชื่อว่าเมื่อเลือกตั้งปี ๒๕๒๔ ท่านประธานจำได้ไหมครับ โรคร้อยเอ็ด มีคนพูดอย่างนี้ว่า ผู้สมัครมี ๔ อย่าง ผู้สมัครถิ่นบ้าน ถิ่นจร หลงจร หลงถิ่น นี่เป็นเหตุท่านประธาน อาจจะเป็น ส่วนน้อย เดี๋ยวนี้อาจจะมีหรือไม่ก็ตาม ซึ่งก็ต้องปรับไปตามสถานการณ์ แต่ถ้าเราวางระบบ ไว้ว่าตามรัฐธรรมนูญก็เขียนไว้ แม้แต่ใน พ.ร.ป. ก็เขียนไว้ในมาตรา ๑๕ วรรคสาม ก็เขียนครับท่านประธานครับ ในเรื่องของการมีส่วนร่วมผมไปอ่านดูอันนี้นิดเดียว ท่านประธานครับ ในส่วนของคำอธิบายในเรื่องของการร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ก็เขียนไว้ ชัดเจน เจตนารมณ์คืออะไร กรอบที่กำหนดถ่วงไว้เพื่อมุ่งที่ให้พรรคการเมืองเป็นของ ประชาชนอย่างกว้างขวาง โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดตั้งพรรคการเมืองตั้งแต่แรก กำหนดให้การบริหารและการส่งผู้สมัคร และการดำเนินกิจการอื่น ๆ ของพรรคต้องให้ สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมด้วย ผมเอาแค่นี้แล้วกัน เดี๋ยวมันจะเกินเวลาไปมาก ก็เรียนด้วย ความเคารพ ทั้งหลายทั้งปวงผมขออนุญาตสรุปอย่างนี้แล้วกันว่า ในส่วนของค่าใช้จ่าย ก็แล้วแต่แล้วกัน ที่จริงผมก็ไม่อยากแปรญัตติ ท่านไปแก้ได้ไหม เป็นไม่เกิน ในส่วนของ สมาชิกพรรคท่านก็ลองไปดูแล้วกัน การตั้งพรรคการเมืองมันก็ไม่ยาก แต่ก็ช่วยกันทำให้ เรียบร้อย ในส่วนของการครอบงำ ที่จริงผมก็พยายามนะท่านประธานครับ ไปสืบค้นหาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับ การครอบงำ ไปศึกษาคำพิพากษาศาลฎีกาว่าการครอบงำมันหมายถึงอะไร การชี้นำหมายถึง อะไร ก็ไม่พบให้ชัดเจน ก็มีอยู่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๑๒-๑๔ ปี ๒๕๕๓ ก็พูดไว้ถึง เรื่องการครอบงำ แต่เป็นเรื่องของการมีหุ้นในบริษัท ส่วนศาลฎีกาก็พูดถึงความผิดฐาน กระทำความรุนแรงในครอบครัว พูดถึงการครอบงำ ผิดครองธรรม เพราะฉะนั้นผมไปดู ในพจนานุกรม ผมถามท่านผู้พิพากษาดูว่าเวลาไม่มีคำวินิจฉัยไว้ท่านเอาอะไรมาเป็นแนว บรรทัดฐาน ท่านก็บอกว่าท่านไปดูพจนานุกรมครับท่านประธานครับ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตสถานแล้วกันซึ่งเป็นที่ยอมรับ ก็เขียนไว้ชัดเจน ครอบงำคือมีอำนาจเหนือ บังคับให้เป็นตามนั้น ชี้นำคือชักจูงไปในทางที่ตนต้องการ ผมก็ไม่แน่ใจว่าพรรคการเมืองที่มี อยู่ทุกวันนี้ ท่านเอาแค่เสนอแนะที่ท่านบอกว่า เสนอแนะปรึกษาหารืออะไรอย่างนี้ แล้วพรรคการเมืองจะต้องทำหรือไม่ ถ้าไม่ทำแล้วมีอะไรหรือไม่ ถ้ามีอะไรมันก็แสดงว่า ครอบงำหรือไม่ ก็กราบเรียนด้วยความเคารพครับ อยากให้มันเป็นสถาบันเท่านั้นเอง🔗

สุดท้ายฝากก็แล้วกันครับ กฎหมายจะเขียนไว้ดีอย่างไรก็ตาม ถ้าคนมันเอาไป ใช้แล้วมีช่องว่าง แล้วคนเอาไปใช้ทางที่ผิดมันก็มีประโยชน์ครับ ผมก็ฝากหน่วยงานทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง หัวคะแนน หน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ กกต. ครับ ท่านมีอำนาจ ท่านอย่าไปกลัวครับ ท่านอย่าไปกลัวอะไร กลัวโน่นกลัวนี่ ทุกคนเกิดมาก็ต้องไปทั้งนั้นครับ ก็ฝากไว้อีกนิดเดียวครับท่านประธาน เราจะใช้อะไร ต่างประเทศมาเลียนแบบประเทศบ้านเราได้มากน้อยแค่ไหนก็อยู่ที่ความเหมาะสมของบ้านนี้ เมืองนี้ครับ ผมชอบใจนักการเมืองของลาตินอเมริกันท่านหนึ่งครับ ท่านบอกว่าอย่างนี้ครับ ประชาธิปไตยเหมือนต้นไม้เมืองหนาวที่ไม่สามารถเติบโตได้อย่างเต็มที่บนดินและอากาศ แถบลาตินอเมริกัน เช่นเดียวกันครับประเทศไทยก็คงเช่นนั้นขอให้ทุกท่านช่วยกันครับ ประเทศไทยจะได้นำสู่ความเจริญก้าวหน้าโดยโอกาสต่อไป ขอบคุณท่านประธานมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณท่าน พลตำรวจโท ศานิตย์ ขออนุญาตให้ความเป็นธรรมกับจังหวัดร้อยเอ็ดนิดหนึ่งครับ เนื่องจากเป็นนักการเมือง อยู่ในปีนั้น โรคร้อยเอ็ดไม่ได้เกิดขึ้นจากชาวร้อยเอ็ดหรอกครับ เป็นเรื่องของคนนอกเอาโรคนี้ เข้าไปครับ ต่อไปจะเป็นท่านวุฒิสมาชิก ออน กาจกระโทก ขอเชิญครับ🔗

นายออน กาจกระโทก สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มการศึกษาและการสาธารณสุข

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ครูออน กาจกระโทก สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขออภิปรายในร่าง พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมืองที่นำโดย ท่านหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ท่านชลน่าน ศรีแก้ว โดยที่ได้เสนอในมาตรา ๑๐ ที่ให้เพิ่ม ข้อความในวรรคสองของมาตรา ๒๘ แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมือง พุทธศักราช ๒๕๖๐ ความว่า การกระทำตามวรรคหนึ่งมิให้หมายความถึงการที่บุคคลอื่นนั้นได้ให้คำปรึกษา แนะนำ เสนอแนะ หรือให้ข้อมูลแก่พรรคการเมือง เพื่อประกอบการตัดสินใจในการดำเนิน กิจกรรมของพรรคการเมืองนั้น ท่านประธานครับ ผมไม่เห็นด้วยในประเด็นนี้ เหตุผลก็คือ การที่จะเขียนกฎหมายไปเปิดทางให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดซึ่งไม่ใช่สมาชิกพรรค แล้วเข้าไปมี บทบาท ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเสนอแนะ ชี้นำ หรือการที่เข้าไปในพรรคการเมืองกระทำการอย่างใด อย่างหนึ่ง มันเป็นอันตรายครับท่านประธาน คือจะบอกว่าเป็นผลดีนะครับ เรามองในแง่ดี ก็ใช่ แต่ถ้าเราบอกว่าถ้ามันเกิดผลร้ายละครับ นี่คือสิ่งที่เกิดอันตราย ดังนั้นในการเขียน กฎหมาย เราเขียนไว้เพื่อป้องกันครับ ไม่ใช่เขียนแล้วเมื่อกระทำผิดแล้วเราจึงบอกว่า กฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้ นี่คือสิ่งที่เราเองต้องคิดกัน การที่ไปเขียนหรือบัญญัติเอาไว้ที่ห้าม ไม่ให้บุคคลภายนอกไปยุ่งเกี่ยวหรือมีอิทธิพลในพรรคการเมืองนั้นนะครับ ตรงนี้ผมพอจะ สรุปให้เห็นผลดีได้ก็คือ เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับพรรคการเมืองครับ เพราะการที่เรา จะส่งเสริมพรรคการเมืองนั้นให้มีความเข้มแข็ง โดยที่พรรคการเมืองเราก็ย่อมทราบว่าเกิด จากความที่มีหลักคิด มีอุดมการณ์ที่ตรงกัน แล้วรวมกันแล้วรวมกันจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้น นี่คือหลักของพรรคการเมือง แต่ถ้าเกิดมีบุคคลอื่นที่นอกเหนือจากสมาชิกพรรคการเมืองเข้า ไปครอบงำมันก็จะผิดหลัก แล้วก็จะเกิดความอ่อนแอของพรรคการเมือง นี่ในข้อแรกครับ🔗

ข้อที่ ๒ ข้อดีก็คือเป็นการสร้างความสามัคคีให้แก่พรรคการเมือง บุคคลที่ ๓ บุคคลที่ ๔ บุคคลที่ ๕ ซึ่งไม่ใช่คนในพรรคการเมืองเกิดไปกระทำให้เกิดความแตกแยก นี่ก็คืออันตราย จะทำให้เกิดความล่มสลายของพรรคการเมืองได้🔗

และประเด็นที่ ๓ เป็นการช่วยให้พรรคการเมืองบริหารไปตามหลักการ หลักธรรมาภิบาล คือความโปร่งใสตรวจสอบได้ เพราะสมาชิกพรรคเป็นเจ้าของพรรค สมาชิกมาจากไหน สมาชิกก็มาจากประชาชน ดังนั้นมันเป็นเรื่องราวของสมาชิกพรรค การเมืองครับ ไม่ใช่เป็นเรื่องของบุคคลภายนอกซึ่งอาจจะทำให้เกิดความเสียหายนะครับ ผมจึงไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขในมาตรานี้🔗

และอีกร่างหนึ่งครับ ซึ่งเป็นร่างของท่าน พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ซึ่งเป็น ผู้เสนอ ในหลักการ (๑๑) แก้ไขเพิ่มเติม กระทำที่เป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบ พรรคการเมือง จากการศึกษาใน พ.ร.ป. นี้ว่าด้วยพรรคการเอง พ.ศ. ๒๕๕๐ แล้วก็ พ.ศ. ๒๕๖๐ ก็ไปเห็นมูลเหตุของการยุบพรรคการเมืองนะครับ อันเนื่องจากการกระทำที่ไป ฝ่าฝืนกฎหมาย อาทิเช่น🔗

๑. มีการไปชี้นำหรือครอบงำของบุคคลอื่นซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมือง ที่ผมกล่าวไปแล้ว และ🔗

๒. พรรคการเมืองไปส่งเสริมสนับสนุน ไปมีการก่อกวนหรือคุกคามความสงบ เรียบร้อยในศีลธรรมอันดีของประชาชน เช่น ไปนำเดินขบวนในการต่อต้านรัฐบาลหรือการ ไปนำเดินขบวนอะไรอย่างหนึ่งโดยทำในนามพรรค แต่ถ้าทำในนามส่วนตัวบุคคลไม่เป็นไร กฎหมายก็ยกเว้นให้ แต่เมื่อไรที่ไปทำในนามของพรรคก็ถือว่าผิดกฎหมาย🔗

๓. ห้ามพรรคการเมืองใช้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดซึ่งไปกระทำขัด ต่อกฎหมาย สิ่งเหล่านี้คือเป็นข้อห้ามหรือเป็นกฎหมายซึ่งเขียนเอาไว้ ถ้าไปกระทำตาม กฎหมายแล้วจะเกิดผลดีอย่างไรนะครับ🔗

ประเด็นที่ ๑ พรรคการเมืองคือเป็นองค์กรการเมืองที่สำคัญ เป็นสถาบัน ทางการเมืองที่สำคัญนะครับ ต้องอยู่บนหลักของประชาธิปไตย ก็คือหลักคารวธรรม หลักปัญญาธรรม หลักสามัคคีธรรม อันนี้เป็นประเด็นหนึ่ง🔗

ประเด็นที่ ๒ จะเป็นการยกระดับคุณภาพพรรคการเมืองให้เป็นสถาบัน การเมืองที่ทรงคุณค่าสร้างความเชื่อมั่น ความศรัทธาให้กับประชาชน เพราะฉะนั้นการที่จะ ตรวจพิสูจน์ว่าพรรคการเมืองไปกระทำผิดหรือฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือไม่ ก็ต้องมีกระบวนการ ยุติธรรมที่จะให้ความเป็นธรรม ก็คือศาลรัฐธรรมนูญที่เรารู้จักกัน ถ้าไม่มีศาลรัฐธรรมนูญ มันก็ต้องมีศาลอื่น เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีกลไกลแห่งความยุติธรรมที่จะตัดสิน การที่ร่าง พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมืองที่นำเสนอแก้ไขให้ยกเลิกการยุบพรรคการเมือง ผมว่าในอนาคตจะเกิดปัญหาใหญ่ จะเกิดปัญหาต่อสังคมชาติบ้านเมืองที่จะหาทางยุติยาก ดังนั้นผมคิดว่า การเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองที่จะเกิดความเข้มแข็ง เกิดการเป็นสถาบันหลัก สถาบันหนึ่งทางการเมือง ผมคิดว่าเราต้องเขียนกฎหมายที่จะมีกระบวนการยุติธรรม ที่เกี่ยวกับพรรคการเมือง ถ้าเราจะปล่อยให้พรรคการเมืองไปกระทำอะไรตามอำเภอใจ ถือเป็นอันตรายต่อชาติบ้านเมืองอย่างยิ่งครับ อย่างผมยกตัวอย่าง เช่น ไปนำเดินขบวน ต่อต้านรัฐบาลหรือว่าการที่ให้คนไม่ใช่สมาชิกพรรคเข้ามาครอบงำ ท่านประธานครับ เราต้อง เข้าใจว่าคนที่กลัวกฎหมาย คือ คนที่กระทำผิดกฎหมายหรือคนจ้องที่จะกระทำผิดกฎหมาย คนกลุ่มนี้คือคนที่กลัวกฎหมาย แต่คนที่เขามีความซื่อตรง ซื่อสัตย์ กระทำตามกฎหมาย คนกลุ่มนี้จะไม่กลัว ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีกฎหมายที่ต้องตีกรอบ กำหนดขอบเขต ให้พรรคการเมืองถือปฏิบัติเป็นแบบอย่างในทางการสร้างสรรค์ ผมจึงคิดว่าผมไม่เห็นด้วย ที่จะให้ยกเลิกกฎหมายการยุบพรรค แล้วก็ศาลรัฐธรรมนูญครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับ ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสมาชิก มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ แล้วก็สมาชิกสุเนตตา แซ่โก๊ะ แล้วท่านวุฒิสมาชิกมณเฑียร บุญตัน หลังจากนั้นก็จะเป็นสมาชิกณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ แล้วสมาชิกคารม พลพรกลาง และวุฒิสมาชิกดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ครับ ขอเชิญสมาชิกมงคลกิตติ์ครับ🔗

นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ ในฐานะสมาชิก รัฐสภา วันนี้กระผมจะมาอภิปรายเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีทั้งคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง และคณะ เป็นผู้เสนอ ท่านนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้เสนอ นายวิเชียร ชวลิต และคณะ เป็นผู้เสนอ รวมทั้งนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และคณะ เป็นผู้เสนอ รวมทั้งของนายอนันต์ ผลอำนวย และคณะ เป็นผู้เสนอ เพราะฉะนั้น จากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๖๐ แก้ไขเพิ่มเติม ๒๕๖๔ ที่เปลี่ยนระบบ การเลือกตั้งจากบัตรใบเดียว เป็นบัตร ๒ ใบ จาก ส.ส. เขต จากเดิมทีมี ๓๕๐ เขต เป็น ๔๐๐ เขต และ ส.ส. บัญชีรายชื่อ จาก ๑๕๐ บัญชีรายชื่อ เหลือ ๑๐๐ บัญชีรายชื่อเท่านั้น ผมในฐานะ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ มีความคิดเห็นว่าสนับสนุนการเลือกตั้งเป็นแบบบัตร ๒ ใบ แต่สิ่งที่กระผมอยากได้นั่นคือบัตร ส.ส. เขตและบัตร ส.ส. บัญชีรายชื่อเป็นบัตรเดียวกัน เพื่อป้องกันประชาชนงงและสับสน🔗

อีกประเด็นหนึ่งที่ผมอยากจะกล่าวก็คือ ในร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เรื่องการส่ง ส.ส. บัญชีรายชื่อนั้น ในมุมของผม เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับพรรคการเมืองที่ขนาดไม่ใหญ่มากนัก ในการส่ง ส.ส. บัญชีรายชื่อได้นั้นก็ไม่จำเป็นที่จะต้องส่ง ส.ส. เขต ประเด็นนี้ผมเห็นด้วย และสนับสนุน และใน พ.ร.ป. พรรคการเมือง พ.ศ. .... ที่กำลังแก้ไขอยู่นั้น กระผมเอง อยากให้ยกเลิกเรื่องการเก็บค่าบำรุงสมาชิกพรรค เพื่อเป็นการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย ให้ง่ายขึ้น การมีสมาชิกพรรคการเมืองให้มีสมาชิกที่สามารถสมัครเข้าได้และลาออกเท่านั้น ถ้าไม่ลาออกก็หมายความว่ายังเป็นสมาชิกพรรคนั้นเหมือนแต่เก่าก่อน ในส่วนการจัดทำ ไพรมารีโหวต (Primary Vote) ในมุมของผม ผมมองว่าพรรคการเมืองที่มีความพร้อมในการ ส่ง ส.ส. เขต สามารถทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) ได้เฉพาะเขตนั้น นั่นหมายความว่า พรรคการเมืองบางพรรคอาจจะส่งแค่เขตเดียวก็ทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) แค่เขตเดียว ส่ง ๑๐๐ เขตก็ทำไพรมารี (Primary) โหวตทั้ง ๑๐๐ เขต ถ้าใครมีศักยภาพ ถึง ๔๐๐ เขตก็สามารถทำได้ทั้ง ๔๐๐ เขต เพราะฉะนั้นพรรคการเมืองที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก มีทุนไม่มากนักก็สามารถดำเนินกิจการทางพรรคการเมืองได้ ในส่วนที่ผมจะเพิ่มเติมในส่วน ของการออกระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเปรียบเทียบปรับความผิด ตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๒ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ ประกอบกับมาตรา ๘มาตรา ๑๓๘ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ค่าปรับ กกต. ณ ปัจจุบันทำให้พรรคการเมืองมีปัญหา ค่อนข้างมาก เนื่องจากค่าปรับพรรคการเมืองมีหลากหลายรูปแบบด้วยกัน ปรับตั้งแต่ ๕๐,๐๐๐ บาท และวันละ ๑,๐๐๐ บาทด้วยกัน และปรับ ๑๕,๐๐๐ บาท และวันละ ๑,๐๐๐ บาทด้วยกัน อาทิกรณีการประชุมพรรคล่าช้า การประชุมสาขาล่าช้า การรายงานเงินบริจาค ล่าช้า การเปลี่ยนชื่อ-สกุล ที่อยู่ กรรมการบริหารพรรค กรรมการสาขาพรรคและสมาชิก ในส่วนของตัวแทนพรรคการเมือง ซึ่งถ้ารายงาน กกต. ล่าช้าก็จะมีค่าปรับค่อนข้างสูงมาก ซึ่งผมเข้าใจว่าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งคงไม่ได้อยู่รอดปลอดภัยด้วยค่าปรับ จากพรรคการเมือง ซึ่งในส่วนนี้ผมอยากเสนอใส่เข้าไปใน พ.ร.ป. พรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๕ ในฉบับปัจจุบัน ในการออกระเบียบในการปรับพรรคการเมืองให้ลดเหลือแค่ ๓,๐๐๐ บาท และวันละ ๑๐๐ บาท อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งก็จะพอให้พรรคการเมืองที่ขนาดไม่ใหญ่ มากทำงานได้ง่ายขึ้นและไม่เพิ่มภาระให้กับพรรคการเมือง และในส่วนของ พ.ร.ป. พรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๘๓ ว่าด้วยกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง เพื่อต้องการ ให้พรรคการเมืองดำเนินการกิจการทางการเมืองไปด้วยความสุจริตเที่ยงธรรม ได้นักการเมืองที่สุจริต ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยเรามี ส.ส. อยู่ ๒ ประเภท ซึ่งไม่ใช่ ส.ส. บัญชี รายชื่อและ ส.ส. แบบระบบเขต แต่เป็น ส.ส. ที่ไปจ้างประชาชนมาเลือก นั่นส่วนหนึ่ง จะมากหรือน้อยท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือประธานรัฐสภามองตาสมาชิกนั้น ๆ ก็จะรู้ว่าที่มาที่ไปของสมาชิกท่านนั้นเป็นอย่างไร อีกส่วนหนึ่งคือ ส.ส. ที่ประชาชนเลือกมา โดยที่ไม่ได้จ้างประชาชนมาเลือกท่านประธานรัฐสภาแค่มองตา ส.ส. ท่านนั้นท่านประธาน ก็รู้แล้วว่ามาด้วยวิธีใด เพราะฉะนั้นผมทราบว่าท่านประธานน่าจะทราบมากกว่าใครในที่นี้🔗

ท่านประธานครับ ท่านประธานทราบหรือไม่ว่าการเลือกตั้งในปี ๒๕๖๒ มีการซื้อสิทธิขายเสียงจำนวนมาก บางเขต ๓๐ ล้าน บางเขต ๔๐ ล้าน บางเขต ๕๐ ล้าน และผมเชื่อว่าครั้งต่อไปในสถานการณ์เศรษฐกิจที่พี่น้องประชาชนมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือเรียกว่าบัตรคนจน จากประมาณ ๑๐ ล้านใบ เป็น ๒๐ ล้านใบ การทุจริตการซื้อสิทธิ ขายเสียงจะมากกว่านี้ค่อนข้างเยอะ เนื่องจากท่านประธานต้องเข้าใจครับ ว่า ณ ปัจจุบัน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เดินทางไปลงคะแนนโดยส่วนใหญ่เป็นคนถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือเรียกว่าบัตรคนจน ณ ปัจจุบันมีถึง ๒๐ ล้านใบด้วยกัน การเลือกตั้งครั้งที่แล้วมีประชาชน ไปลงคะแนนแค่ประมาณ ๓๕ ล้านคนเท่านั้น การทุจริต การซื้อสิทธิขายเสียง ซึ่งพรรคการเมืองที่อยู่ในระบบรัฐสภาคงเข้าใจกันดีว่าครั้งหน้าเขตละคงไม่น้อยกว่า ๖๐ ล้าน ๘๐ ล้าน ๑๐๐ ล้านต่อเขต ถ้าพรรคการเมืองใหญ่ต้องลงทุนถึง ๔๐,๐๐๐ ล้านด้วยกัน รองลงมา ก็ ๒๐,๐๐๐ ล้าน รองลงมาก็หลักพันล้าน เพราะฉะนั้นพรรคการเมืองเหล่านี้ นักการเมืองเหล่านี้เข้ามาก็ต้องโกง เพราะถ้าไม่โกงจะเอา อะไรไปคืน แล้วยังต้องโกงเพิ่ม ในการโกงครั้งต่อไป เพราะฉะนั้นบ้านเมืองเราไปต่อไม่ได้ แน่นอน เพราะฉะนั้นแล้วในช่วงที่ผ่านมาผมอยากให้คณะกรรมการการเลือกตั้งทำงานให้ได้ สัก ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ ของท่าน พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ประธานกรรมาธิการ ป.ป.ช. ที่ตรวจสอบการทุจริตเลือกตั้งที่ลำปางเป็นตัวอย่าง ยังมีอีกหลายที่ที่ท่านมีข้อมูล ขอแค่ กกต. ทำงานมาก ๆ ขึ้นเท่านั้นละครับ ผมเชื่อว่าจะได้นักการเมืองที่สุจริต นักการเมือง ที่ดีมาดูแลบ้านเมืองแทนท่านประธาน แทนประชาชนทั้งหมด ๖๖ ล้านคน ในมุมของผม ผมอยากให้มีการตรากฎหมายเพิ่มเติมในกรณีเพิ่มโทษ การซื้อสิทธิขายเสียง ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคการเมือง ผู้ให้ ผู้รับ ผู้จ้างวาน อย่างน้อย ติดคุก ๒๐ ปี ไม่มีการลดโทษ ทั้งผู้ให้ ผู้รับ ผู้จ้างวาน และพรรคการเมือง ถ้ากฎหมายแบบนี้ ผมเชื่อว่าจะได้นักการเมืองที่ดีขึ้น ประเทศเราก็จะดีขึ้น และอีกส่วนหนึ่งเพื่อเป็นการส่งเสริม ประชาธิปไตยเพื่อให้พรรคการเมืองไม่จำเป็นต้องลงทุน ไม่จำเป็นต้องมีเงิน ไม่จำเป็นต้องไป พึ่งนายทุนเจ้าสัว ผมอยากให้กองทุนพัฒนาพรรคการเมือง ณ ปัจจุบัน กกต. ในการใช้จ่าย การเลือกตั้งปีหนึ่งก็ประมาณ ๖,๐๐๐ ล้าน ผมอยากให้กองทุนพัฒนาการเมืองออกค่าใช้จ่าย ในการลงเลือกตั้งของ ส.ส. แต่ละพรรคการเมืองทุกอย่าง อาทิ ค่าสมัคร ค่าถ่ายรูป ค่ารถแห่ ค่าป้ายหาเสียง ค่าคนเดิน ค่าสื่อ ค่าเสื้อทั้งหมด เขตละไม่เกินประมาณ ๓๕๐,๐๐๐- ๕๐๐,๐๐๐ บาทต่อเขต ถ้าพรรคการเมืองไหนส่งได้ ๑๐๐ เขต กองทุนพัฒนาการเมือง ก็สนับสนุนไป ๑๐๐ เขต ถ้าส่งได้ ๔๐๐ เขต กองทุนพัฒนาการเมืองก็สนับสนุนไป ๔๐๐ เขต ผมเชื่อมั่นว่าพรรคการเมืองในประเทศไทยคงมีไม่เกิน ๑๐๐ พรรค ที่สามารถส่งผู้สมัครรับ เลือกตั้งได้ กกต. จะใช้เงินจากรัฐบาลที่เป็นภาษีของประชาชนไม่เกิน ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท ก็จะได้นักการเมืองที่มีความบริสุทธิ์เที่ยงธรรม มีการบังคับใช้กฎหมายที่ดี แล้วก็จะส่งเสริม ให้ ส.ส. นี้เป็น ส.ส. ทั้งสภา ๕๐๐ คน ที่มาจากประชาชนเลือก ไม่ใช่บางส่วนมาจาก ประชาชนเลือก และบางส่วนไปซื้อประชาชนหรือจ้างประชาชนมาเลือก เพื่อให้บ้านเมืองเรา ไม่เป็นเหมือนทุกวันนี้ที่บ้านเมืองเรามีหนี้สินค่อนข้างเยอะ มีการทุจริตคอร์รัปชันค่อนข้างเยอะ และผมเชื่อมั่นว่าท่านประธานที่อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรมาถึงกว่า ๕๐ ปี ก็คงหวังดีกับ บ้านเมืองอยากให้บ้านเมืองของเราดีขึ้น ไม่อยากให้บ้านเมืองของเราเมื่อเราจากประเทศไทยไป หรือหลับตาไปแล้วลืมตามาแล้วประเทศเราติดหล่มกับกับดักที่มีแต่บรรดาพรรคการเมืองโกง นักการเมืองโกง คนทุจริตเต็มบ้านเต็มเมืองแบบนี้ ประเทศเราไปต่อไม่ได้ ขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณมากครับ ต่อไปสมาชิก สุเนตตา แซ่โก๊ะ ครับ🔗

นางสุเนตตา แซ่โก๊ะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสุเนตตา แซ่โก๊ะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมพลังประชาชาติไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอร่วมอภิปราย ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ดิฉันต้อง ขอเรียนว่าดิฉันเพิ่งเข้ามาในวงการการเมืองได้ไม่นานนัก ก่อนหน้านี้ดิฉันก็เป็นเพียงกองเชียร์ เป็นผู้ชมที่นั่งชมบนอัฒจันทร์ ไม่มีความรู้เรื่องการสร้างทีม สร้างพรรค กลยุทธ์การได้มา ซึ่งผู้สมัครหรือสมาชิกแต่อย่างใด สิ่งที่พวกเราผู้ชมเห็นนั้นก็คือผลผลิตที่ออกมาแล้ว ขั้นตอน ที่มาเป็นอย่างไรนั้นเราก็ไม่ได้ล่วงรู้ด้วย ผู้ชมอย่างเราก็จะมีทีมหรือบุคคลผู้เล่นที่เราชื่นชอบ แล้วแต่สไตล์ (Style) ของแต่ละคน อยู่มาวันหนึ่งดิฉันก็ได้มีโอกาสมีคนชักชวนให้เข้ามาร่วม จัดตั้งทีม ซึ่งก็หมายถึงพรรคการเมือง ดิฉันได้เข้ามาเป็นผู้ร่วมจัดตั้งพรรครวมพลัง ประชาชาติไทย แต่ดิฉันไม่ได้เป็นแค่ผู้ร่วมจัดตั้ง ดิฉันได้ลงไปคลุกในกระบวนการด้วย เป็นส่วนหนึ่งของทีมทำงาน ดิฉันได้ศึกษารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ได้ศึกษากฎหมายลูก พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ และได้มีการจัดสัมมนาถกกันเรื่อง พ.ร.ป. พรรคการเมืองนี้ เจตนารมณ์ที่มา การระบุข้อกำหนด เงื่อนไขต่าง ๆ นั้น ท่านผู้ร่างก็ไม่ได้ยกมาลอย ๆ นะคะ มีการนำบทเรียนจากในอดีตมาเป็นตัวตั้งในการร่าง พ.ร.ป. ฉบับนี้ ในเวลานั้นดิฉันได้อ่าน ได้ศึกษา และดิฉันก็รู้สึกว่ามันดีมากเลย ต้องมีกลุ่มคนที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองในแนวทาง เดียวกันมาร่วมจัดตั้งพรรคการเมือง มีทุนประเดิม มีมาตรฐาน มีจริยธรรม มีหลักเกณฑ์ วิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อส่งเข้าสมัครรับเลือกตั้ง วิธีการบริหารการเงินและทรัพย์สิน มีโครงสร้างพรรค มีสาขา มีตัวแทน มีการกระจายอำนาจ มีการกำหนดค่าสมาชิก และอื่น ๆ อีกมากมาย สำหรับมือใหม่อย่างดิฉันแล้วนั้น เมื่ออ่านและศึกษาแล้วต้องบอกว่ามันดีมาก เลยค่ะ คนที่เขียน พ.ร.ป. ฉบับนี้มองภาพใหญ่ได้ครบลูป (Loop) คือรูปแบบองค์การที่ว่า ถ้าทำได้ตามที่เขียน ก็จะเป็นองค์การที่มีการบริหารอย่างเป็นมืออาชีพและสมบูรณ์แบบ ภาพในฝันของดิฉันเวลานั้นการทำงานจะต้องสนุกสนานค่ะ จะได้พบปะผู้คนที่มีอุดมการณ์ ทางการเมืองเดียวกัน ดิฉันได้เปลี่ยนตัวเองจากประชาชนธรรมดา มาเป็นพลเมืองที่มี ส่วนร่วมเพื่อส่วนรวม ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่าแอกทีฟ ซิทิเซน (Active Citizen) แล้วเข้ามา ทำงานจริงจัง ดิฉันพบว่าการจะทำให้ได้ตามที่ พ.ร.ป. ระบุไว้นั้น ต้องใช้ความวิริยะ ความอุตสาหะและอื่น ๆ อีกหลายอย่างที่พรรณนาไม่หมดเลยทีเดียวค่ะ การชักชวนคน เข้ามาเป็นสมาชิกพรรคนั้นก็ไม่ได้ง่ายเลย บางคนชอบพรรคเรา ชอบอุดมการณ์ของพรรคเรา แต่ก็ไม่พร้อมที่จะเป็นสมาชิกพรรค จะด้วยเหตุผลใด ๆ ก็แล้วแต่ ใน พ.ร.ป. พรรคการเมือง มาตรา ๓๓ กำหนดให้ต้องจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองในแต่ละภาค อย่างน้อยภาคละ ๑ สาขา มาตรา ๓๕ กำหนดให้จัดตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดในเขตเลือกตั้ง ในจังหวัด ชื่อบอกว่าเป็นตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด แต่สามารถดำเนินกิจกรรม ของพรรคการเมืองในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบเท่านั้น หมายความว่าอย่างไรคะ ก็ต้องมาดูที่ มาตรา ๔๗ ที่ระบุว่าพรรคการเมืองซึ่งประสงค์จะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใด ต้องมีสาขาพรรคการเมือง หรือตัวแทนพรรคการเมือง ประจำจังหวัดที่มีเขตพื้นที่รับผิดชอบในเขตเลือกตั้งนั้น ท่านประธานคะ หมายความว่า ถ้าพรรครวมพลังประชาชาติไทยจะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๓๕๐ เขต หรือตอนนี้จะบอกว่า ๔๐๐ เขตก็แล้วแต่ พรรคจะต้องมีตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ครบทุกเขต การจัดตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดกว่าจะได้แต่ละเขตนี่ไม่ใช่ เรื่องง่ายเลยค่ะ เพราะฉะนั้นหลักการและอุดมการณ์ที่เขียนใน พ.ร.ป. ดีมากค่ะ ดีจริง แต่ในทางปฏิบัติมันยากมาก ๆ เลยค่ะท่าน ในแต่ละเขตเราจะพบว่าคนที่เป็นแอกทีฟ ซิทิเซน (Active Citizen) คนที่พร้อมจะเป็นสมาชิกพรรคการเมือง พร้อมที่จะมาร่วมทำ กิจกรรมด้วยจิตสาธารณะนั้นมีอยู่ไม่มาก แล้วก็จะเป็นคนกลุ่มเดิม ๆ การจะได้มาซึ่งสมาชิก จำนวน ๑๐๐ คนในเขตนั้น ต้องใช้วิธีการ ใช้กลยุทธ์ และยิ่งถ้าเป็นพรรคเล็ก ๆ อย่างพรรครวมพลังประชาชาติไทยเราก็ยิ่งจะลำบากขึ้นอีกทวีคูณ ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา บทเฉพาะกาลได้มีการอนุโลมให้ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ๑ เขต ในจังหวัด สามารถส่งได้ครบทุกเขตในจังหวัดนั้น ช่วยให้เราข้ามความยากลำบากนั้นมาได้ ดังนั้น เมื่อจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองแล้วนั้น ดิฉันอยากจะฝากพิจารณาในประเด็นนี้ค่ะ ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ให้เป็นตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดจริง ๆ นั่นคือจังหวัดหนึ่งมีตัวแทนพรรคการเมือง ประจำจังหวัด ๑ สำนักงานก็น่าจะเพียงพอ และสามารถดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมือง ได้ครอบคลุมทั้งจังหวัดค่ะ ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณมากครับ ต่อไปท่าน วุฒิสมาชิกมณเฑียร บุญตัน ครับ🔗

นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขออนุญาตอภิปรายร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ท่านประธานที่เคารพครับ ได้ฟังคำอภิปรายและได้อ่านร่างที่เสนอเข้า สภาในวันนี้รู้สึกว่าเมืองไทยเราน่าจะพอรับฟังกันได้นะครับ มีความเห็นแตกต่างหลากหลาย และเนื่องจากว่าผมเองก็อยู่ในสภานี้มาเป็นเวลาหนึ่งแล้ว ก็ได้ผ่านสิ่งที่หลายท่านอภิปรายไปแล้ว พอจะเข้าใจครับว่าทำไมแต่ละท่านจึงมีความเห็น ตามที่อภิปรายไปแล้ว แม้ว่าผมเองไม่ได้มองเห็นปัญหาจากกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ฉบับที่มีอยู่ในปัจจุบัน แล้วก็ชื่นชมในความตั้งใจจริงของผู้ร่างนะครับ ซึ่งก็ได้มีการชี้แจง ไปแล้วว่าวัตถุประสงค์ของการร่าง ไม่ว่าจะเป็นการมีส่วนร่วมของประชาชนในฐานะสมาชิก พรรค การเสียค่าสมัคร ค่าธรรมเนียม ซึ่งถ้าเป็นประเทศตะวันตกก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ นะครับ แต่ผมก็เข้าใจครับว่าในสังคมที่มีความเลื่อมล้ำสูง ความคาดหวังของพี่น้องประชาชน ในการจะเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมสาธารณะใด ๆ ก็แล้วแต่ และมีค่าใช้จ่าย อันนี้ขายยาก นิดหนึ่ง ผมจึงคิดว่าการจะกำหนดค่าธรรมเนียมก็ดี หรือค่าบำรุงสมาชิกก็ดี อาจจะเป็น การเรียกเก็บในเชิงสัญลักษณ์ คือไม่จำเป็นต้องตัดออกไป แต่ว่าอาจจะมีการลดหลั่นจำนวน เงิน ผมเคยเจอองค์กรภาคประชาสังคมในบางประเทศนะครับ เขาเก็บค่าบำรุงสมาชิก ปีละ ๑ เหรียญดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือว่าต่ำมากสำหรับค่าครองชีพในประเทศสหรัฐอเมริกา และคนที่เสียค่าสมาชิกก็เต็มใจเสียครับ ปีละ ๑ ดอลลาร์ อันนี้ก็ลองพิจารณาดูในขั้น กรรมาธิการนะครับ ส่วนเรื่องอื่นที่ผมเห็นมีการแสดงความเห็นที่แตกต่าง แล้วก็ หยิบยกเอาประสบการณ์ตรง ความเจ็บปวดอะไรต่าง ๆ นั้นผมจะไม่พูดซ้ำครับท่านประธาน เพราะผมคิดว่าอยากจะให้ได้มีโอกาสเข้าไปถกเถียงในกรรมาธิการกันทั้งหมด อันนี้ ก็เท่ากับว่าเป็นการสะท้อนความรู้สึกของผมที่มีต่อทุกร่างว่า แม้ว่าทุกร่างจะผ่านเข้าไป แต่ในท้ายที่สุดกรรมาธิการก็คงจะใช้เหตุผลแลกเปลี่ยนกัน และนำเสนอร่างที่ดีที่สุดกลับมา ให้พวกเราได้พิจารณาในวาระที่ ๒ วาระที่ ๓ ต่อไป แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะเรียนอภิปรายในชั้นนี้ และเป็นสิ่งที่ขาดหายไปตั้งแต่ระดับรัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และทุกร่าง ทั้ง ๖ ฉบับที่ผมไม่เจอเลย ก็คือท่านพูดในเรื่องของการอยากจะให้พรรคการเมือง พี่น้อง ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง แต่ท่านกำหนดไว้ตั้งแต่ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๐ พูดถึงผู้รับสมัครจากภาคต่าง ๆ และความเท่าเทียมระหว่างหญิงและชาย เสมือนหนึ่งว่า ความหลากหลายในสังคมนี้มันมีแต่เรื่องของพื้นที่และเรื่องเพศเท่านั้นเอง จริง ๆ มันไม่ใช่ สังคมเราประกอบขึ้นด้วยความหลากหลายนานาชนิด เป็นความหลากหลายทางภาษา เป็นความหลากหลายทางวัฒนธรรม เป็นความหลากหลายทั้งในเรื่องพื้นฐานทางเศรษฐกิจ สังคม เป็นความหลากหลายที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗ ของฉบับปัจจุบันครับ แล้วก็ได้บัญญัติห้ามเลือกปฏิบัติด้วย แต่ว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗ กลับไม่ปรากฏอยู่ในกฎหมายพรรคการเมืองเลย เราอภิปรายกลับไปกลับมาก็เห็นแต่ความ หลากหลายในเชิงพื้นที่และความหลากหลายเรื่องเพศเท่านั้นเอง เพศก็ค่อนข้างจะแคบนะครับ มีแต่หญิงกับผู้ชาย เพราะฉะนั้นผมคิดว่าอยากจะขอวิงวอนว่า ถ้าร่างใดก็แล้วแต่ผ่านไปถึง ในขั้นกรรมาธิการขอได้โปรดพิจารณาความหลากหลายในสังคมที่มีอยู่ ในหลายประเทศ ที่เกิดใหม่ในแอฟริกาเราอาจจะดูถูกว่าเขาไม่เจริญ เขายังอ่อนด้อยกว่าเราทางเศรษฐกิจ หรืออย่างไรก็แล้วแต่ แต่ประเทศนี้เหล่านี้ให้ความสำคัญกับความหลากหลายเป็นจำนวนมาก หลายประเทศเคยประสบความยุ่งยาก ประสบปัญหาเรื่องความขัดแย้ง มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ กันอย่างไม่จบสิ้น แต่ปรากฏว่าเมื่อเขาตกลงกันได้แล้ว รัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายลูกของเขา มีความสวยสดงดงามสร้างสรรค์นะครับ ประเทศยูกันดาถึงขนาดกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ให้มีสัดส่วนการมี ส.ส. ที่เป็นกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางสังคมรวมถึงคนพิการถึงร้อยละ ๕ ของ ส.ส. ทั้งหมด ประเทศสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ก็เช่นกัน จริง ๆ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ของเราก็เฉียดแล้วนะครับ รัฐธรรมนูญทุกฉบับมีทั้งข้อดี ข้อเสีย ขออนุญาตหยิบยกข้อดีของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในส่วนที่ว่าด้วยการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา ถึงจะเป็นปลาสองน้ำ แต่ก็ยังมีข้อดีอยู่นะครับ ในมาตรา ๑๑๔ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขาให้คำนึงถึงผู้ด้อยโอกาสทางสังคมด้วย นี่ละครับเป็นอานิสงส์ที่ทำให้คนอย่างผมซึ่งต้นทุนค่อนข้างต่ำ ทรัพย์สินเงินทองก็ไม่มี ตอนนั้นก็เป็นแค่อดีตอาจารย์สอนหนังสือธรรมดาคนหนึ่ง ก็ได้มีโอกาสเข้ามาทำงาน ในสภาแห่งนี้ แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ขอประทานโทษครับ ได้ถอยหลังในเรื่องนี้ครับ แล้วกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็ลอกเอามาเลย กฎหมายฉบับแก้ไขทั้ง ๖ ร่างนี้ก็ไม่ได้มี อะไรก้าวหน้าไปกว่าสิ่งที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ไม่ได้สะท้อนถึงความหลากหลายของสังคม ผมคิดว่าเป็นโอกาสนะครับ และผมคิดว่าก็ไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด เพราะว่า ในกฎหมายใช้คำว่า คำนึงถึงผู้รับสมัครจากภาคต่าง ๆ และความเท่าเทียมระหว่างชาย และหญิง ซึ่งผมคิดว่าคำว่าคำนึงมันไม่ได้เป็นบทบังคับเพราะฉะนั้นเราสามารถที่จะขยาย ให้เกิดความหลากหลายสะท้อนความหลากหลายมากขึ้นในสังคมนี้ ยิ่งประชาชนมีส่วนร่วม อย่างเต็มที่และหลากหลายเท่าไร พรรคการเมืองก็จะเข้าใกล้ความเป็นสถาบันทางการเมือง เท่านั้น ยิ่งคนล่วงรู้ถึงสายสนกลในในแต่ละพรรคมากเท่าไร ก็ยิ่งจะมีความโปร่งใสมากขึ้น เท่านั้น ก็จะเกิดการเปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นรอง ในทุกกิจกรรมทางการเมือง แต่ว่ายิ่งเรา เขียนแคบและไม่เปิดโอกาสให้ผู้คนที่มีความเสียเปรียบมีความหลากหลายต่าง ๆ เข้ามา มีส่วนร่วม ไม่ว่าเราจะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม มันก็ยิ่งจำกัดการมีส่วนร่วมของประชาชน และเมื่อเรา จำกัดการมีส่วนร่วมของประชาชนโอกาสที่เราจะพัฒนาพรรคการเมืองไปสู่สถาบัน ทางการเมืองก็มีความยากลำบาก แล้วเราก็จะหมุนเวียนกันอยู่ในวงจรของการสร้างความ ขัดแย้ง ล้มกระดานเขียนกติกาใหม่ เลือกตั้งแล้วก็ไม่พอใจแล้วก็ขัดแย้ง แล้วก็ล้มกระดาน แล้วก็สร้างกติกาใหม่ไม่รู้จักจบสิ้น เรามาเปิดศักราชเพิ่มการมีส่วนร่วม และเพิ่มความ หลากหลาย เพื่อเพิ่มสีสันให้กับวงการการเมืองไทย เพื่อเราจะได้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ที่มีธรรมาภิบาลครับ ขอบพระคุณมากครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณมากครับ ขอเรียนรายงาน เรื่องเวลาเล็กน้อยนะครับ ผู้เสนอร่างมีเวลาเหลือเฟือในการสรุปนะครับ มีเวลาเหลือ ๑.๔๑ ชั่วโมง สมาชิกวุฒิสภามีเวลา ๒.๒๓ ชั่วโมง พรรคร่วมรัฐบาลมีเวลาเหลืออยู่ ๒.๓๔ ชั่วโมง พรรคร่วมฝ่ายค้านมีเวลาเหลืออยู่ ๓๖.๓๕ นาที ประธานสภามีเวลาเหลืออยู่ ๔ นาที พูดมากไม่ได้แล้วครับ แต่ว่ามีสมาชิกส่งชื่อเพิ่มเติมเข้ามานะครับ ก็เลยต้องเรียนว่าทุกฝ่าย ยังอยู่ภายในเวลาครับ พรรคร่วมรัฐบาลได้เสนอชื่อเพิ่มเติมเข้ามาอีก ๒ ท่านนะครับ วุฒิสมาชิกผมได้ประกาศไป ๑ ท่าน และมีชื่อเพิ่มมา ๑ ท่าน ฝ่ายค้านขณะนี้ส่งชื่อมาท่าน สุดท้ายที่ส่งมายังไม่ส่งเพิ่มนะครับ ท่านที่ส่งชื่อมาแล้วคือสมาชิกณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ หลังจากนั้นก็เป็นท่านสมาชิกคารม พลพรกลาง และเป็นวุฒิสมาชิกดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกณัฐชาครับ🔗

นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร จากชาวบางขุนเทียน ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานที่เคารพ ร่างประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองตั้งแต่เช้าจนถึงขณะนี้ก็ได้มีเพื่อนสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล หรือแม้กระทั่งวุฒิสมาชิกก็ได้อภิปรายไปหลากหลาย ผมได้ สรุปใจความง่าย ๆ สั้น ๆ ก็คือว่าท่านอยากเห็นพรรคการเมืองที่เข้มแข็ง ท่านอยากเห็น สถาบันทางการเมืองที่พี่น้องประชาชนพึ่งพิงได้ ท่านอยากให้พรรคการเมืองอิสระจาก กลุ่มทุน จากนายทุน จากแหล่งทุนต่าง ๆ ที่เข้ามาเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ กำหนดนโยบาย เพื่อเอื้อแก่ผลประโยชน์ของตนเอง ท่านอยากให้พรรคการเมืองมีแนวคิดของกลุ่มคนที่เป็น กลุ่มก้อนนำขับเคลื่อนแนวทางนโยบาย อุดมการณ์ วิสัยทัศน์ของพี่น้องประชาชนกลุ่มนั้น แล้วก็ตั้งขึ้นมาเป็นพรรคการเมือง ให้ตั้งให้ง่ายให้สะดวกกับพี่น้องประชาชน และให้ยุบ ให้ยากที่สุด เนื่องจากว่าเป็นเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชน และมีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง ของกติกา เรื่องของขั้นตอน เรื่องของกระบวนการมากมายครับ ที่ไปตีกรอบ ที่ไปกีดกั้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือนักการเมือง แล้วก็มีสมาชิกบางท่านก็อภิปรายด้อยค่า นักการเมือง ด้อยค่าพรรคการเมือง แล้วเปรียบประหนึ่งตัวเองสูงส่งก็ไม่ว่ากัน ถึงแม้ว่าท่าน ไม่เคยผ่านการเลือกตั้งมาก่อน แล้วก็มีสมาชิกที่บอกว่าอยากให้พี่น้องประชาชนคนไทย ที่เป็นสมาชิกพรรคเป็นเจ้าของพรรคโดยแท้จริง ทั้งหมดที่พูดมา นั่นคือเรื่องราวที่ว่าด้วย กฎหมายฉบับนี้ มันก็มีการพัฒนามา ๔ ส่วนหลัก ๆ ๔ ส่วนที่เข้าใจง่าย ๆ แบ่งออกเป็นผู้เล่น ผู้เลือก กรรมการ และกติกา ผู้เล่นก็มีนักการเมือง มีพรรคการเมือง ผู้เลือกก็มีพี่น้อง ประชาชนคนไทยกว่า ๖๐ กว่าล้านคน กรรมการก็มี กกต. กติกาก็มีเรื่องที่เรากำลังพูดอยู่ วันนี้ครับ และเรื่องที่เรากำลังพูดอยู่วันนี้จะไปพัฒนาองคาพยพต่าง ๆ ทั้ง ๓ ส่วน ไม่ว่าจะเป็น ผู้เลือก ผู้เล่น หรือแม้กระทั่งกรรมการ แต่เราไปดูครับ ทุกท่านพูดมาสวยหรูอยากให้เป็น อย่างโน้น อยากให้เป็นอย่างนี้ กฎกติกาต่าง ๆ แต่ทุกอย่างใช้เงินงบประมาณ ถ้าเราไปดูใน ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีบ่งบอก ก็คือเรื่องของเงินกองทุนพัฒนา พรรคการเมือง วันนี้เรามีผู้นำที่ปากว่ามือขยิบ เพราะว่าทุกอย่างอยากให้เป็นอย่างโน้นอย่างนี้ แต่มาดูกันครับว่า เงินพัฒนาพรรคการเมืองวันนี้เป็นอย่างไร ผมมีข้อมูลอยู่ครับ เริ่มต้น ให้เงินงบประมาณตั้งแต่ปีงบประมาณ ๒๕๔๒ เงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองได้มา ๒๐๐ ล้านบาท ขณะนั้นมี ๒๖ พรรค ปี ๒๕๔๓ มี ๒๙ พรรค ได้ ๓๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๔๔ ได้มา ๓๕๐ ล้านบาท มีอยู่ ๔๒ พรรค ปี ๒๕๔๕ มี ๓๕ พรรค ได้มา ๒๕๐ ล้านบาท ไล่เรียง มาเรื่อย ๆ ปีละ ๒๐๐ ๓๐๐ ๒๐๐ ๓๐๐ เพราะเขาเห็นความสำคัญของพรรคการเมือง ที่จะเข้าไปทำงานเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน ปลดพันธนาการจากกลุ่มทุน จากนายทุน และให้เงื่อนไขการสนับสนุนเงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองมาจากการอ้างอิงโดยสาขา พรรค สมาชิกพรรค นั่นก็หมายความว่าสมาชิกพรรคที่มาเป็นสมาชิกนั้น นอกเหนือจากเงิน สนับสนุน ๑๐๐ หรือ ๒,๐๐๐ แล้ว เขายังมีกลไกที่ไปคำนวณเงินกองทุนฉบับนี้ แต่พอยึด อำนาจครับ มีปฏิวัติรัฐประหาร ปีงบประมาณ ๒๕๔๙ ยังคงได้อยู่ ปี ๒๕๕๐ ครับ ลดจาก ๓๐๐ กว่าล้านบาท เหลือ ๑๐๕ ล้านบาท หลังจากนั้นผู้นำขณะนั้นปล่อยวางเร็วครับ กลับมา เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็ขยับมาปี ๒๕๕๑ ๒๐๐ ปี ๒๕๕๒ อีก ๑๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๓ อีก ๑๐๐ ล้านบาท ไล่เรียงมาเรื่อย ๆ จนมาถึงการปฏิวัติรัฐประหาร ปี ๒๕๕๗ ปีงบประมาณ ๒๕๕๗ ยังคงมีการอนุมัติ แต่ปีถัดไปปี ๒๕๕๘ ปี ๒๕๕๙ ปี ๒๕๖๐ ไม่ให้เลย แม้แต่บาทเดียว ไม่ให้เลยแม้แต่บาทเดียวไม่เท่าไรครับ พอปล่อยออกมาปุ๊บ สนับสนุน พรรคการเมืองจากที่เคยได้กันเป็นหลักร้อยล้าน ปี ๒๕๖๓ ครับ เริ่มต้นที่ให้มา ให้มา ๗๒ ล้านบาท เรามีอยู่ ๖๘ พรรคการเมือง และล่าสุดครับ ปีนี้ครับ มี ๘๐ กว่าพรรคการเมือง ได้มา ๙๐ ล้านบาท ๓๐ อีก ให้ กกต. เอาไปใช้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ค่าบริหารจัดการ อีก ๗๐ เปอร์เซ็นต์ถึงจะมาหาร ไล่เรียงตามสาขาพรรค ตามกฎกติกาต่าง ๆ ตามรูปแบบจัดสรร ข้อมูลฉบับนี้จาก กกต. นี้ ผมได้มา คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองเรากำลังศึกษาอยู่ ว่ากลไกต่าง ๆ นี้มันเป็นอย่างนี้ ได้อย่างไร แต่สิ่งที่เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ คนได้พูด นั่นเป็นเจตนารมณ์ของพรรคเก่า ของผมเองครับ นั่นก็คือพรรคอนาคตใหม่ พรรคอนาคตใหม่มีอายุรวม ๓๓๗ วัน เขาก่อร่าง สร้างตัวมาจากคน ๓ คนนั่งพูดคุย นั่งขบคิดกัน แล้วก็ชักชวนกันไปว่า แนวทางอย่างเรา อุดมการณ์อย่างเราควรตั้งพรรคการเมืองในบ้านนี้เมืองนี้ แล้วก็ไปสมัครจดจัดตั้งกัน โดยมีผู้ก่อตั้งพรรค ผู้จดจัดตั้งพรรคร่วมกัน ๒๖ คนครับในวันนั้น จาก ๒๖ คนไปทำงานทาง ความคิด ไปรวบรวมมวลชน ไปทำงานต่าง ๆ ในประเทศ กว่า ๗๗ จังหวัดทั่วประเทศ เราได้สมาชิกรุ่นก่อตั้ง ๖๗๐ คน นี่คือสมาชิกพรรครุ่นก่อตั้ง ผมเองครับ ขณะนั้นทำงานอยู่ที่ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เป็นผู้รับเหมาธรรมดานี่ละครับ ดูขั้นตอนกระบวนการต่าง ๆ เขามีการเปิดโอกาสตั้งชื่อพรรคกับธนาธร ผมเองนี้ส่งอีเมล์ (e-Mail) ตรงมาจากพนมเปญเลย ตั้งชื่อกับเขาด้วย แต่เขาไม่เอาของผม ก็ไม่ว่ากัน นี่คือช่องทางที่เปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชน มีส่วนร่วม ๖ ตุลาคม เปิดสมัครสมาชิกวันแรก ผมก็มาสมัครสมาชิก หวังเพียงแค่ได้สนับสนุน พรรคการเมืองที่เป็นของประชาชน ที่มีจุดเริ่มต้นสวยงาม ที่มีแนวอุดมการณ์ชัดเจน ที่อยากจะมาปักหมุดขับเคลื่อนทางความคิดกับพี่น้องประชาชน และจากวันนั้นจนมาถึง วันกากบาท ๖,๓๓๖,๐๑๗ คะแนน นั่นหมายความว่า ๖,๓๓๖,๐๑๗ คน คือประชากร คนไทยในประเทศนี้ที่สนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ ประชากรมี ๖๐ กว่าล้านคน เลือกเรามา ๖ ล้านกว่าคน นั่นหมายความว่าคนไทย ๑๐ เปอร์เซ็นต์สนับสนุนแนวคิดอุดมการณ์แบบนี้ แต่โดนยุบพรรคไปเพียงแค่คน ๗ คน นี่สมเหตุสมผลแล้วใช่หรือไม่ ความหวัง ความฝัน ของพี่น้องประชาชนคนไทยถูกทำลายลงไป นั่นถูกกระทำขนาดนี้ ยังไม่หยุดครับ พวกเรา จับมือกันมาตั้งพรรคก้าวไกลชื่อนี้ เข้ามาโดนทุบ โดนตี โดนเฆี่ยน โดนขยี้ โดนอะไรต่าง ๆ เราได้ ส.ส. มา ๘๗ พลิกคิดแบบใหม่ ให้เหลือ ๘๑ ทำไปทำมาให้มันเหลือ ๗๗ ต่อไป ก็ตัดสิทธิโน่นนี่นั่นให้เหลือ ๕๗ แล้วก็มาใช้วิธีการต่าง ๆ ไม่ว่าจะแจกกล้วย แจกเกลือ แจกอะไรต่าง ๆ ปัจจุบันนี้เรากลั่นกรองมาแล้วเหลือ ๔๙.๕ นี่สมาชิกพรรคก้าวไกลขณะนี้ แต่ไม่ว่าอย่างไร อย่างน้อย ๆ นี่คือสิ่งที่ทุกท่านพูดกันมาตั้งแต่เช้าว่าอยากเห็นพรรคการเมือง เข้มแข็ง อยากเห็นสมาชิกพรรคเป็นเจ้าของพรรคการเมือง อยากให้ปลดพันธนาการ จากนายทุน นี่ละครับสิ่งที่เราพยายามทำมา แต่พอทำได้ผลสำเร็จ ได้ผลสัมฤทธิ์ออกมาแบบนี้ ก็ถูกกระทำครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นไม่เป็นไรครับวันนี้เราสู้ใหม่ เพราะยุบเราไปแล้ว เราโตขึ้นกว่าเดิม และสิ่งที่ท่านต้องการที่ท่านพูดไว้ในเวทีแห่งนี้ นั่นคือสิ่งที่เราทำอยู่แล้ว ในนามพรรคก้าวไกล วันนี้เราสนับสนุนแนวคิดของร่างที่แต่ละท่านเสนอมา เพราะมันจะเป็น การเสริมสร้างพัฒนาการให้กับพรรคการเมือง แต่กลไกต่าง ๆ ที่จะนำพามาซึ่งทรัพยากร ที่จะทำให้พรรคการเมืองใช้ได้จริง ท่านบอกว่าท่านอยากมีกระบวนการโน่นนี่นั่น อยากเพิ่ม สมาชิกโน่นนี่นั่น ท่านส่งมา ท่านต้องส่งมาพร้อมทรัพยากรด้วย วันนี้เงินบริจาคภาษี เรามีประชากรคนไทยที่เสียภาษีอยู่ราว ๆ ๑๑ ล้านคน ๑๑ ล้านคนนะครับท่านประธาน กฎหมาย พ.ร.ป. ฉบับนี้บอกว่าสามารถบริจาคสนับสนุนพรรคการเมืองได้ ๑๐๐-๕๐๐ บาท โดยให้กรอกรหัสพรรค โดยพรรคก้าวไกลพรรคของผมนี้กรอก ๑๖๔ รอบที่แล้วนี้ ปี ๒๕๖๓ มีพรรค จากผู้เสียภาษี ๑๑ ล้านคน มีคนกรอกเพียงแค่ ๖๔,๗๐๕ คน อีก ๑๐ กว่าล้าน หายไปไหน หายไปเพราะกลไกมันไม่เอื้อ หลาย ๆ คนบอกว่าฉันไม่ได้กรอกผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (Internet) ฉันไปกรอกที่สรรพากร พอไปกรอกเสร็จปุ๊บเห็นพรรคการเมืองบอกว่าไม่ต้องเสีย เงินเพิ่ม แต่พอไปให้เขากรอกเขาบอกว่าที่ไม่เสียเงินเพิ่มเพราะไปหักฝั่งที่จะต้องจ่าย วันก่อน ผมเรียกสรรพากรมาชี้แจงกันชัด ๆ ถ้าพี่น้องประชาชนถูกหักไปแล้ว ๑๕,๐๐๐ แต่ท่านต้อง เสีย ๑๐,๐๐๐ เขาหักฝั่ง ๑๐,๐๐๐ เขาไม่ได้หักฝั่ง ๕,๐๐๐ ที่จะได้คืนพี่น้องประชาชน แต่มันมีกระบวนการทางความคิดที่ไปทำลายคนที่มีความตั้งใจจะบริจาคจะสนับสนุน พรรคการเมือง และก็มีอีกแบบหนึ่งบอกว่าหน่วยงานข้าราชการอะไรต่าง ๆ ที่ได้เสียภาษี ก็ไม่กล้ากรอก กลัวผลที่มันออกมาว่าสนับสนุนพรรคนั้นพรรคนี้แล้วจะไม่เจริญก้าวหน้า ทางการงาน กลัวไปอย่างนั้นอีก วันก่อนผมก็เรียกทางสรรพากรมาชี้แจงเขาบอกมีกลไก ความลับชั้นสุดยอด ถ้าท่านไม่พรินต์ (Print) ไปให้ใครดูใครก็มาดูไม่ได้ นี่เขายืนยันว่ามี ชั้นความลับ เพราะฉะนั้นข้าราชการที่สนับสนุนก็สามารถกรอกไปได้เลย เพราะมันลับสุดยอด นี่คือสิ่งที่จะต้องทำให้พี่น้องประชาชนได้รู้โดยพร้อมเพรียงกันว่า กลไกที่จะมาสนับสนุน พรรคการเมืองให้พรรคการเมืองเข้มแข็งดั่งคำพูดของเพื่อนสมาชิกตั้งแต่เช้าจนถึงเย็นนั้น ต้องปลดปล่อยพันธนาการจากกลุ่มทุนแล้วสนับสนุนโดยพรรคการเมือง โดยสมาชิกของ พรรคการเมืองโดยแท้จริงนั่นก็คือต้องมีกลไกต่าง ๆ ประกอบด้วยครับท่านประธานครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสมาชิกคารม พลพรกลาง ครับ🔗

นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกรัฐสภา คนจังหวัด ร้อยเอ็ด อำเภอสุวรรณภูมิครับ ขออนุญาตที่จะอภิปรายต่อร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองสักเล็กน้อยในเวลา ๗ นาทีที่ขออนุญาตท่าน ในประเด็น เรื่องว่าด้วยการแก้ไขกฎหมายพรรคการเมือง เบื้องต้นต้องกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่า ที่ ส.ส. ทุกคนต้องพูดถึงเพราะเป็นเรื่องของพวกเราครับ เพราะเหตุว่าตามรัฐธรรมนูญนี้ ถ้าเราไม่สังกัดพรรคการเมืองเราก็สมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ รัฐธรรมนูญ กำหนดไว้ จริง ๆ ถ้ารัฐธรรมนูญไม่กำหนดไว้ก็อาจจะไม่สังกัดพรรคการเมืองก็ได้ อันนี้ทำตามกฎหมายครับ แต่สิ่งที่ผมอยากจะพูดก็คือพรรคการเมืองที่หลายท่านพูดถึงผม สนใจพรรคการเมืองที่เป็นพรรคการเมืองของประชาชนจริง ๆ กับพรรคการเมืองของนายทุน ผมเป็นคนที่อยู่บ้านนอกครับ ที่เข้ามาเป็น ส.ส. เพราะเห็นว่าบ้านผมไม่เจริญ บ้านผมที่สักครู่ ท่านประธานได้บอกโรคร้อยเอ็ดไม่มีหรอกครับ คนร้อยเอ็ดไม่ได้ว่าจะเป็นคนซื้อเสียงได้ ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วประเทศเราผลประโยชน์งบประมาณมันจะอยู่ส่วนกลาง หรืออยู่เมืองใหญ่ ๆ มันไม่ได้ส่งไปถึงบ้านนอกบ้านนา เพราะฉะนั้นผมเป็นตัวแทนของคน บ้านนอก ผมมาเป็น ส.ส. ผมจึงมองว่าพรรคการเมืองที่เป็นพรรคของนายทุน ก็เป็นเรื่องที่ น่าคิดว่าถ้าจะให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชนจริง ๆ มันควรมีระบบที่เอื้อให้ประชาชน เขาเข้ามา ไม่ว่าเป็นค่าสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนของพรรคในจังหวัดนั้น ๆ เรื่องไพรมารี โหวต (Primary Vote) ก็ดีเป็นเรื่องที่จำเป็นนะครับ แต่สภาพบ้านเมืองเราจะเหมาะหรือไม่ หลายฉบับที่เสนอมาผมพูดเป็นหลักการว่าใช้ทั้งหมดไม่ได้ ผมยังเห็นว่าการที่แต่ละ พรรคการเมืองมีศูนย์ประสานงาน มีที่ติดต่อสำหรับประชาชนเขาเข้ามาติดต่อเพื่อจะให้รู้ว่า นักการเมืองพึ่งได้ เพราะคนที่เป็นนักการเมืองต้องยอมรับว่าเป็นคนที่เสียสละ ปีนี้ผมได้รับ ส.ค.ส. จากท่านประธานชวน หลีกภัย เป็นรูปที่ท่านประธานชวน ท่านนายก ชวน ไปเยี่ยม โรงเรียนบ้านหลังเขา อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ผมรู้เลยครับว่ากว่าคน ๆ หนึ่งจะมาเป็น นักการเมืองที่อยู่ในเวทีการเมืองยาวนานขนาดนั้นต้องสร้างสมมา แล้วมาผูกกับ พรรคการเมืองที่ท่านอยู่ พรรคการเมืองแบบนี้ละครับ นักการเมืองแล้วก็ผูกกับพรรค การเมืองที่อาจจะบอกเป็นพรรคของคนบางภาคก็ได้ แต่จริง ๆ แล้วมันมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อที่ว่าพรรคนี้จะทำให้คนชอบจนอยู่กันถึง ๘๐-๙๐ ปี ๗๐-๘๐ ปี ประเด็นที่ผมอภิปรายก็คือว่า เวลาเรามาอยู่พรรคการเมือง เราก็อยากจะเห็นว่าพรรคการเมืองนั้นนำนโยบายที่ตรงกับความคิดเราไปพัฒนาบ้านเรา ไปพัฒนาท้องถิ่น ไปพัฒนาประเทศ อยากจะเรียนท่านประธานว่าพรรคการเมืองจึงเป็นเรื่อง ที่สำคัญมาก ผมอยู่ในบรรยากาศของการยุบพรรคการเมืองหนึ่ง ผมเป็นสมาชิก พรรคการเมืองที่ถูกยุบ สมาชิกในลำดับที่ ๑,๔๐๐ เศษ ๆ เท่านั้น ผมเคยฟังคำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญที่ยุบพรรค อ่านเป็นครึ่งวัน ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า การยุบพรรคการเมืองเป็นเรื่องที่ควรจะเกิดขึ้นน้อยที่สุดไม่ว่ากรณีใด ๆ ตอนที่ยุบพรรค ไทยรักไทย ผมเป็นสมาชิกที่ ๑,๔๘๒ ยังจำได้ดี เพราะฉะนั้นการยุบพรรคการเมืองเป็น ส่วนหนึ่งในการทำให้พรรคการเมืองไม่เติบโต แล้วก็ทำให้มันมีปัญหาเรื่อยมาจนทุกวันนี้ว่า จึงเกิดพรรคการเมืองที่เราต้องเข้าใจว่าพรรคการเมืองเป็นที่รวมอุดมการณ์ของคนที่มี ความคิดคล้ายกัน ๕๐๐ คน ก็มาตั้งเป็นพรรคการเมือง เพราะฉะนั้นอยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่าเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ควรจะคิดไว้เหมือนกันว่า การยุบพรรคการเมืองเป็นเรื่อง ที่ให้เกิดขึ้นได้ แต่ต้องให้น้อยที่สุดและอธิบายต่อสังคมได้ ท่านประธานครับ ผมอยากจะ กราบเรียนว่าเวลาเรามาอยู่ในสภา กฎหมายรัฐธรรมนูญให้สิทธิเราในการที่จะแสดง ความคิดเห็นเป็นเอกสิทธิ์ ไม่อยู่ภายใต้การครอบงำของบุคคลใด ๆ ไม่ว่าจะพรรคการเมือง หรือบุคคลภายนอก อยากจะกราบเรียนว่าบางครั้งเวลาเรามาอยู่ในสถานที่ที่เขาเรียกว่า สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นที่ที่รวมของคนที่จะมาทำงานให้บ้านเมือง เมื่อที่ที่เราอยู่ มันไม่สอดคล้องกับอุดมการณ์ ไม่ตอบโจทย์ ไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราคิด บางครั้งเราไม่จำเป็น หรอกครับที่จะต้องผูกติดอยู่กับพรรคการเมือง แม้ว่าพรรคการเมืองนั้นจะทำให้เราเกิด ทำให้เราเป็น ส.ส. เพียงแต่มันต้องมีความเป็นธรรมกับคนที่เขาไม่เห็นด้วย การพูด การกล่าวหาต่าง ๆ โดยที่คนอื่นเสียหาย ผมจะขอใช้เวลาสั้น ๆ ว่าเรื่องเหล่านี้จำเป็นต้องพูด เพราะว่ามีการส่งกระจายเสียงไปทั่วประเทศ แท้จริงแล้วผมอยากจะเรียนว่าทุกคนที่เวลา ทำงานการเมืองเขาอยากจะพัฒนาบ้านเมืองพัฒนาประเทศ เขาไม่อยากจะไปทำอะไรที่มัน ขัดต่อกฎหมายแล้วทำให้เขาทำงานไม่ได้ เพราะฉะนั้นกลุ่มคนที่เขาเห็นต่างจากพรรคและ เขาต้องเดินหนีไปจะมาว่า จะมากล่าว จะมาหาเขานี่นะครับ ผมเห็นว่าไม่ชอบธรรมครับ โดยเฉพาะการที่จะแก้บอกว่าเมื่อจะขับออกแล้วไปสังกัดพรรคใหม่ต้องได้รับความยินยอม อันนี้มันไม่มีหรอกครับ ผมไม่เห็นด้วยและเรื่องนี้ผมจะไม่รับ การเมืองก็เหมือนอาหารละครับ ท่านชอบอะไรท่านก็ทานไป ท่านชอบอาหารแบบที่ท่านชอบ ผมไม่ชอบ ผมก็ไม่ทาน จะมากล่าวหากันไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่ากฎหมายพรรค การเมือง ไม่ว่าจะเป็นค่าสมาชิกหรือเรื่องการยุบพรรค ผมเห็นว่าอยู่ในส่วนที่จะแก้ไข จึงกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสอภิปรายในเวลา ๗ นาที ขอบคุณครับ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ได้ลงจาก บัลลังก์ โดยมอบให้ ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่ แทน)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านคารม พลพรกลาง ต่อไปเป็นท่านดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ใช่ไหมครับ เชิญท่าน ดิเรกฤทธิ์ครับ🔗

นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพอย่างสูง กระผม นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่สมาชิกวุฒิสภาอย่างผมจะได้ทำหน้าที่สนับสนุน การทำงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในการตรวจสอบถ่วงดุลกลั่นกรองเสนอแนะการทำ หน้าที่ของท่าน ทั้งในการประชุมแต่ละสภาและการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เป็นหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาที่จะต้องตระหนักในเรื่องนี้ วันนี้ขออนุญาตอภิปรายให้ ความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของสมาชิกรัฐสภาว่าควรรับหลักการร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งมีการเสนอเข้ามาสู่ การพิจารณาของเราหรือไม่ ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับพรรคการเมืองนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะว่าพรรคการเมืองคือหัวใจของ ประชาธิปไตย แล้วก็พรรคการเมืองนี้ละครับคือหัวใจของการพัฒนาประชาธิปไตยในอนาคตด้วย ผมเป็นประธานอนุกรรมาธิการพัฒนาการเมืองในวุฒิสภา เราได้เสนอเอกสารรายงานที่เราได้ ทำงานกันในเชิงวิชาการครับ พบว่าปัญหาการพัฒนาการเมืองของเรามีอยู่ ๒ เรื่องเท่านั้นเอง ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกัน🔗

ประเด็นแรกก็คือ เรื่องของความรู้ประชาธิปไตยของประชาชน และการมี ส่วนร่วมของประชาชนซึ่งยังน้อยอยู่ เรื่องนี้ถ้ามีการพัฒนาอย่างจริงจังให้เป็นวาระแห่งชาติ คนไทยมีวิถีประชาธิปไตยในชีวิตประจำวันได้ปัญหาอื่นจะไม่มีครับ แต่ขณะนี้ยังเป็นปัญหาอยู่🔗

ปัญหาที่ ๒ ก็คือเรื่องพรรคการเมืองต้องเป็นสถาบันการเมือง แล้วก็ต้องเป็น ของประชาชนครับ คำว่า พรรคการเมืองต้องเป็นของประชาชนนี่ละครับคือโจทย์ใหญ่ที่สุด ที่ทำให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองมีความสำคัญมาก ผมชื่นชมและผมเข้าใจ ผมฟังมาทั้งวันเห็นปัญหาของท่านครับ เห็นปัญหาของทุกพรรคการเมือง ที่จะต้องถูกบังคับใช้ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่มีผลในปัจจุบัน ฟังทุกท่าน ด้วยความเข้าใจและด้วยความเห็นใจ และด้วยความชื่นชมครับที่ทุกท่านได้แสดงออก แล้วก็ได้เสนอเป็นร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญให้เราได้พิจารณากันในวันนี้ ผมเรียนว่าผมเอาใจช่วยแล้วผมสนับสนุนแนวความคิดใหญ่ ๆ ที่เราอยากจะเห็น พรรคการเมืองเป็นของประชาชน แล้วผมเองก็เอาใจช่วยสนับสนุนเท่าที่จะทำได้ เพราะพรรคการเมืองทุกพรรคการเมืองในสภานี้ หรือที่ยังไม่ได้มีตัวแทนเข้ามาสู่สภาก็ตาม ล้วนเป็นพรรคการเมืองของประชาชนครับ เพราะท่านจะต้องคัดสรรผู้สมัครเข้ามาทำหน้าที่ นิติบัญญัติแล้วก็ฝ่ายบริหารนะครับ เกริ่นมาพอสมควรครับ ผมเรียนว่าพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองนี้ ผมและเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาให้ความสำคัญครับ และเราก็ได้ฟังการอภิปรายความคิดเห็นของสมาชิกวุฒิสภาหลายท่านผมจะไม่ซ้ำประเด็น แล้วก็ผมขอเน้นย้ำในบางเรื่องที่ผมมีข้อกังวล แล้วก็อยากจะสนับสนุนร่างที่เสนอมาทุกร่าง ผมเรียนว่าประเด็นพิจารณาของผมเองผมเห็นว่ามีประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจ แล้วก็มี ประเด็นที่ขอสงวนความเห็นบางร่างพระราชบัญญัติที่อาจจะไม่เห็นด้วยในบางส่วนนะครับ กล่าวคือว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองจะต้องอยู่ใน องค์ประกอบสำคัญ ๓ ข้อครับ ที่ผมคิดว่ามีความสำคัญคล้ายกับที่ผมได้เสนอในหลักการ เมื่อวานนี้ในร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาแล้วก็คือ🔗

ประการแรก จะต้องอยู่ในกรอบรัฐธรรมนูญที่แก้ไขใหม่ในปี ๒๕๖๔ วันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ เราได้ผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญไป นั่นก็คือต้องอยู่ในกรอบมาตรา ๘๓ มาตรา ๘๖ มาตรา ๙๑ ที่ได้แก้ไขใหม่ครับ ซึ่งประเด็นนี้ขอเรียนว่ามีร่างที่เสนอโดย คณะรัฐมนตรีเท่านั้นเองที่ได้ขอแก้ไขเท่าที่จำเป็น เท่าที่มีผลกระทบที่จะทำให้มาตรา ๘๓ มาตรา ๘๖ และมาตรา ๙๑ เกิดความสมบูรณ์ นอกนั้น ผมจะได้อธิบายรายละเอียดว่ามีประเด็นปัญหาที่เป็นข้อกังวลและมีความสงสัย ที่อยากจะนำเรียนประกอบการพิจารณารับหลักการ🔗

ประการที่ ๒ ต้องไม่ขัดรัฐธรรมนูญในมาตราอื่นที่ยังมีอยู่นะครับ เพราะว่า เราแก้ไขมาตรา ๘๓ มาตรา ๘๖ และมาตรา ๙๑ ยังมีมาตราอื่น ๆ ที่เราต้องเคารพ เราต้อง บังคับใช้รัฐธรรมนูญ ถ้ารัฐธรรมนูญที่เราออกใหม่ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ที่เราแก้ไขมันไปขัดรัฐธรรมนูญมาตราอื่น ก็คงไม่ได้ จะไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และ🔗

ประการที่ ๓ ถ้ามีส่วนเพิ่มเติมออกไปจากกรอบดังกล่าว ผมคิดว่าทำได้ ถ้าเป็นไปโดยสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาการเมืองที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนะครับ นั่นก็คือมาตรา ๒๕๘ ก. ว่าด้วยทิศทางและประเด็นการพัฒนาการเมืองที่ควรจะเป็น เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าเรามีเป้าหมายร่วมกันที่ถูกต้องเราไปได้ครับ ถ้าเรามีเป้าหมาย ร่วมกันแล้วเรามีเส้นทางเดินทางที่แตกต่างกันเราก็ต้องช่วยกันหาหนทางที่ดี เพื่อให้บรรลุ เป้าหมายนั้นนะครับ🔗

ผมมาสู่ประเด็นพิจารณาครับ ประเด็นข้อกังวลจะไม่เยอะประเด็นนะครับ ในเรื่องของเนื้อหาอย่างที่ผมได้เรียนไปแล้ว ท่านคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอก็จะมีจำนวน ๕ มาตรา ซึ่งก็สอดคล้องกับการแก้ไขมาตรา ๘๓ มาตรา ๘๖ และมาตรา ๙๑ เท่านั้นนะครับ เกี่ยวกับวิธีสรรหาผู้สมัคร กำหนดจำนวนผู้ที่จะรับการเสนอชื่อการลงคะแนนเลือกบุคคล ในแบบบัญชีรายชื่อ ร่างของท่านวิเชียร ชวลิต อันนี้ก็มีประเด็นเพิ่มค่าธรรมเนียมเรื่องค่า บำรุงพรรคการเมือง การส่งผู้สมัครอะไรต่าง ๆ ร่างของท่านชลน่าน อันนี้มีประเด็นที่ น่าสนใจเยอะนะครับ เพราะท่านเห็นว่ามีหลายเรื่องที่เป็นอุปสรรคและจำกัดเสรีภาพในการ จัดตั้งพรรคการเมืองและการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของบุคคลที่บางเรื่องเป็นภาระของ พรรคการเมืองเกินสมควรนะครับ เรื่องระยะเวลาท่านบรรยายไว้แล้วก็ได้เสนอแก้ไขมา ๒๙ มาตรา ร่างที่ ๔ ของท่านทวี สอดส่อง ได้เสนอมามีจำนวน ๑๗ มาตรา ก็มีเรื่องที่ขอ แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวข้องกับการบริหารพรรคการเมืองที่สมควรแก้ไขหลายประเด็น แล้วก็ร่างของท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ก็มีหลายประเด็นที่แตกต่างจากร่างอื่น เพราะว่า ท่านเห็นหลายมุมมากถึงประเด็นที่จะทำให้เป็นอุปสรรคต่อการทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง และมีความเป็นสถาบันนะครับ ผมเน้นว่ายินดีที่เป้าหมายเราตรงกัน อยากให้พรรคการเมือง เข้มแข็งเป็นสถาบันแล้วก็เป็นของประชาชน แต่เรายังมีความเห็นที่แตกต่างในเรื่องเส้นทาง การเดิน ซึ่งวิธีเดินทางของท่านถ้าหากว่ามันไปไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ถ้าหากว่ามีปัญหา อุปสรรคที่จะปฏิบัติให้ถูกต้องแล้วก็สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตราอื่นด้วย อันนี้เป็นเรื่องที่ เราจะต้องพิจารณากัน ผมขอเน้นย้ำในประเด็นสำคัญที่ผมมีข้อกังวล แล้วก็ข้อกังวลเหล่านี้ ถ้าแก้ไขไม่ได้ผมก็จะไม่เห็นชอบร่างดังกล่าวนะครับ ผมเรียนว่าในข้อเท็จจริงที่เสนอมา เรื่องที่สำคัญที่ผมยอมไม่ได้ และผมเห็นว่าเราไม่ควรแก้ไขแนวทางในการพัฒนา พรรคการเมืองให้เป็นของประชาชนในแนวทางนี้นะครับ เพราะผมเห็นว่าการทำให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชนหัวใจสำคัญที่สุดก็คือ การมีส่วนร่วม ของสมาชิกเป็นหัวใจของพรรคการเมืองที่จะเป็นของประชาชน เพราะฉะนั้นหลักการ และเหตุผลก็ตาม หรือบทบัญญัติในร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ มีมาตราใด ก็ตามที่เป็นการลดหน้าที่และอำนาจของประชาชนที่จะเป็นเจ้าของพรรคการเมือง ผมเห็นว่า น่าจะต้องพิจารณาให้ดี ในรายละเอียดของร่างที่แก้ไขเพิ่มเติมมานะครับ มีบางร่างเป็นการ ลดบทบาทความเป็นเจ้าของโดยทุนของสมาชิก อันนี้เรื่องของการเป็นสมาชิกเป็นไป โดยสมัครใจ สมาชิกจะต้องช่วยกันโอบอุ้มสนับสนุนพรรค เพราะฉะนั้นก็มีเหตุผลในการที่ จะต้องให้สมาชิกเป็นเจ้าของทุน ผมคิดว่าหลักการตรงนี้ก็ยังดีอยู่ มีบางร่างพระราชบัญญัติ มีการลดบทบาทสมาชิกที่ห่างไกลที่จะเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองผ่านสาขาพรรค บางร่าง มีการลดบทบาทสมาชิกในการเสนอแนะตัดสินนโยบายพรรค และการคัดเลือกผู้สมัคร เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งตรงนี้ผมขออนุญาตเอารัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องมาอธิบาย มาตรา ๙๐ วรรคท้ายบอกว่า ส.ส. บัญชีรายชื่อต้องให้สมาชิกมีส่วนร่วมในการพิจารณาด้วย คำสำคัญในมาตรา ๙๐ วรรคสอง หรือวรรคท้ายไม่แน่ใจนะครับ มีคำสำคัญว่าต้องให้สมาชิก มีส่วนร่วมในการพิจารณา อันนี้สำคัญนะครับ ท่านไปสอบถามความเห็นเบื้องต้นให้สมาชิก ร่วมกันเสนอชื่ออาจจะไม่พอ จะต้องให้มีส่วนร่วมในการใช้ดุลยพินิจครับ เลือกใคร ไม่เลือกใคร ใครสมควรอย่างไร ในมาตรา ๔๕ วรรคสองครับ ต้องเปิดโอกาสให้สมาชิกมีส่วนร่วม ในการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง เปิดโอกาสให้สมาชิกมีส่วนร่วมในการส่งผู้สมัคร เพราะฉะนั้น กระบวนการใด ๆ ของท่านที่ท่านจะย่อระบบไพรมารี (Primary) ที่ท่านจะให้ตัวแทนเพียง คนเดียวในจังหวัดที่มีส่งได้ทุกเขตทุกคน โดยไม่ผ่านการให้โอกาสสมาชิกผมเห็นว่ามีปัญหา และที่สำคัญในมาตรา ๒๕๘ ก. ที่ผมได้นำเรียนว่าถ้าท่านจะมีเนื้อหาในการเพิ่มเติมเพื่อให้ การพัฒนาการเมืองดีขึ้น ผมคิดว่าต้องดูเรื่องนี้ด้วย ก็คือว่าต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในกิจกรรมทางการเมือง และการคัดเลือกผู้เข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมือง เห็นไหมครับ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๐ ก็ดี มาตรา ๔๕ ก็ดี มาตรา ๒๕๘ ก็ดี เน้นนะครับว่าต้องให้สมาชิก มีส่วนในการพิจารณา มีส่วนร่วมในการส่งผู้สมัคร มีส่วนร่วมในการคัดเลือกผู้เข้ามา ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะฉะนั้นร่างของฉบับใดก็ตามที่ปฏิเสธเรื่องราวเหล่านี้ หรือปรับปรุงวิธีการที่ไม่สอดคล้องกับเรื่องเหล่านี้ ผมอาจจะไม่เห็นด้วย🔗

ผมขอสรุปว่าผมขอสนับสนุนในหลักการของทุกร่างที่เสนอมา ด้วยเจตนาที่ดี ที่อยากให้เห็นการเมืองพัฒนาสู่ประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง โดยมีพรรคการเมืองเป็นของ ประชาชนนะครับ อย่างไรก็ดี เราจะเห็นชอบในหลักการในร่างใดก็ต้องดูว่าสอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญหรือไม่นะครับ แล้วก็เป็นประโยชน์ในการพัฒนาตามทิศทางที่รัฐธรรมนูญ กำหนดหรือไม่ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านธีรัจชัย พันธุมาศ และตามด้วยท่านชาดา ไทยเศรษฐ์ เชิญท่านธีรัจชัยครับ🔗

นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขออภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมืองของคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กับคณะ ท่านประธานครับ ผมได้ฟังในส่วนของท่านสมาชิกรัฐสภาได้อภิปรายกันมากมายในหลาย ประเด็น แต่ละฝ่ายล้วนมีหลักการตรงกันคือไม่ต้องการให้พรรคการเมืองนั้นเป็น พรรคการเมืองกลุ่มทุนที่คอยครอบงำ ไม่ต้องการให้พรรคการเมืองนั้นถูกยุบ ไม่ต้องการให้ พรรคการเมืองนั้นไม่เติบโต แคระแกร็น อยากให้เจตนาดี อยากให้มีสมาชิกเป็นเจ้าของ พรรคการเมือง แต่เรียนด้วยความเคารพนะครับว่า ในหลายท่านที่เสนอยังไม่เคยตั้ง พรรคการเมืองเอง และไม่เคยสมัครรับเลือกตั้ง แต่การเสนอในหลักการที่สวยหรู แต่วิธีการ ที่เสนอมานั้นล้วนแต่เป็นการควบคุมพรรคการเมืองไม่ให้เติบโต การจะให้พรรคการเมืองนั้น เติบโตมันมีอยู่หลายอย่าง เราต้องใช้กฎหมายที่ส่งเสริมและสนับสนุน สิ่งที่ทำให้ พรรคการเมืองแคระแกร็นมีอยู่ ๒-๓ เรื่อง🔗

เรื่องแรกคือการยึดอำนาจ ยึดปุ๊บยุบพรรคปั๊บ ยึดปุ๊บยุบสมาชิกปั๊บ พรรคการเมืองไม่เติบโต ไม่มีการเลือกตั้ง ไม่มีการพัฒนา ถ้าอย่างนั้นถ้าเห็นอย่างนี้จริง ๆ อย่ายึดอำนาจ🔗

ประการที่ ๒ จะต้องไม่ควบคุมโดยกฎหมาย ไปควบคุมทุกอย่างครับ ต้องมี สมาชิกกี่คนในการก่อตั้ง ต้องมีค่าสมาชิก ๒๐๐ ๒,๐๐๐ ต้องสามารถที่จะทำอะไรได้กี่ครั้ง กี่อะไร ต้องมีไพรมารีโหวต (Primary Vote) โดยบังคับมี ๒๐๐ คน ก็ไพรมารีโหวต (Primary Vote) แต่ความเป็นจริง ๒๐๐ คน เป็นตัวแทนประชาชนสมาชิกได้อย่างไร มันก็รู้อยู่แล้ว เป็นไปไม่ได้ เอา ๒๐๐ คนมาตัดสินคนเป็นแสนคน เป็นหมื่นคน มันไม่มีทาง นั่นก็คือวิธีการ ควบคุมให้แคระแกร็น ดูเหมือนเจตนาดีแต่แฝงไปด้วยเจตนาที่ไม่ดี เพราะอาจจะด้วยเจตนา วาระซ่อนเร้นที่จะควบคุมพรรคการเมืองไม่ให้โตหรือมีวาระซ่อนเร้นสั่งมา🔗

ประการต่อมาก็คือเรื่องของการยุบพรรค การยุบพรรคเป็นเรื่องสำคัญ ร่างของท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กับคณะ ระบุไว้เลยว่าเป็นปัญหาอุปสรรคกับการเติบโต การยุบพรรคนี้สิ่งที่ดูอันแรกก็คือองค์กรผู้มีอำนาจยุบพรรคการเมือง รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ อย่างนี้ผมเรียนนะครับ มาตรา ๒๑๐ บอกว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจหน้าที่ดังนี้ พิจารณา วินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายหรือร่างกฎหมาย ๒. พิจารณาวิธีปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่ และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรีและองค์กรอิสระ ๓. หน้าที่ และอำนาจอื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ไม่ได้บอกว่าหน้าที่และอำนาจอื่นบัญญัติไว้ ตามกฎหมาย กฎหมายอื่นนอกจากรัฐธรรมนูญนะครับ ไว้แต่ในรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ ไม่ได้ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญในการยุบพรรคเลย แต่ทำไมพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับที่ร่างโดย คสช. สภานิติบัญญัติแห่งชาติออกมา ตรงนี้ฉบับนี้ ที่ต้องแก้ไขตรงนี้ ทำไมบัญญัติให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคล่ะครับ เพราะต้องการที่จะ เอาไว้ควบคุมพรรคการเมืองไม่ให้โต ถ้าโตแล้วไปโต้แย้งกับอำนาจการรัฐประหารก็ยุบมันเสีย ใช่หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญมาจากไหนครับ มาจากการแต่งตั้งจากสภานิติบัญญัติ มาจากการแต่งตั้งจากสมาชิกวุฒิสภา มาจากการสรรหาของประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานศาลปกครอง ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ๔ บวกองค์กรอิสระอีกตั้งหลายคน เกิน ๔ องค์กรอิสระมาจากไหนครับ มาจากแต่งตั้ง คสช. เกาหลังกันขึ้นมา ก็คือเป็นคนของ คสช. นั่นละเป็นคนคัดสรรขึ้นมา แล้วให้วุฒิสภามาจากการแต่งตั้ง คสช. เลือก แล้วก็ให้ สนช. จากการแต่งตั้งของ คสช. เลือก แล้วจะได้คนเป็นกลางได้อย่างไรมาวินิจฉัยชี้ขาดตรงนี้ ประเทศพัฒนาหลายประเทศเขาใช้ศาลปกตินะครับ หลักประกันในการยุบพรรคไม่ควรที่จะ ใช้ศาลรัฐธรรมนูญที่มาจากองค์กรที่มีความสงสัยในความเป็นกลางแบบนี้ แต่ประเทศไทย ใช้แบบนี้แล้วจะให้ไปยุบได้อย่างไร การปล่อยให้ตรงนี้ไว้ขัดต่อรัฐธรรมนูญแล้วยังทำให้เป็นที่ สงสัยและไม่เป็นความยุติธรรมอย่างยิ่ง เป็นวาระซ่อนเร้นใช่ไหมครับที่จะคงอำาจตรงนี้ อยู่ เพื่อให้ยุบฝ่ายตรงข้ามถ้าโตเมื่อไรก็ทำ🔗

ประการที่ ๒ ก็คือในเรื่องของผู้มีอำนาจเริ่มต้นคดี ไม่มีการกลั่นกรองครับ ใครก็ได้ นักร้องคนไหนตั้งก็ได้ มายื่นก็สามารถยุบพรรคก็ได้ นี่คือเป็นเงื่อนไขในการที่ให้ยุบ พรรคได้หรือไม่ ที่ผ่านมาการยุบพรรคถ้าเป็นฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายมาจาก คสช. ยุบไม่ได้ครับ แต่เป็นฝ่ายค้านยุบได้🔗

ประการที่ ๓ ในส่วนเรื่องของเงื่อนไขในการยุบพรรค กฎหมายพรรค การเมืองฉบับนี้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มาตรา ๙๒ คณะกรรมการมีหลักฐานเชื่อว่าพรรค การเมืองใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปนี้ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรค การเมืองนั้น ๒. กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์เป็นประมุข คำว่า อันอาจ คือสงสัยครับ มีคนเดินผ่านหน้าบ้าน อันนี้ อาจเป็นผู้ร้ายได้ให้ยิงได้เลย มันเป็นธรรมกับคนที่เดินผ่านหน้าบ้านไหมครับ อันอาจนะครับ นี่คือให้ดุลยพินิจของคนที่ไม่เป็นกลาง มีข้อสงสัยในความเป็นกลางมายุบพรรคใครก็ได้ พรรคการเมืองมาจากประชาชน สิ่งที่เติบโตได้ก็คือเกิด กำเนิดโดยประชาชนโดยง่าย เติบโต โดยการสนับสนุนให้เติบโตได้ จากไปโดยประชาชนถ้าประชาชนไม่เลือกก็ต้องสิ้นสุดไป ไม่ใช่เกิดจากคน ๙ คน เลือกมาจาก คสช. มายุบ ที่ผ่านมาเป็นอย่างไรครับ นายกรัฐมนตรี เลือกไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เงินกู้เป็นรายได้และไปยุบพรรคอย่างนี้ยุติธรรมตรงไหน มันเป็นการเมืองชัด ๆ คน ๖,๓๐๐,๐๐๐ ตั้งขึ้นมาเลือกขึ้นมา แต่มายุบโดยคน ๙ คน และมี ข้อสงสัยว่าไม่เป็นกลางทางการเมือง เพราะที่มามีข้อสงสัยนี่คือโครงสร้างทางการเมือง บิดเบี้ยวตรงนี้ แล้วเรายังจะคงสภาพแบบการที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญยังมีอำนาจในการยุบ พรรคได้หรือ ท่านประธานครับ ประเทศเยอรมนี ฝรั่งเศส เกาหลีใต้ สเปน ออสเตรเลีย นอกจากเขาไม่มีการให้สิทธิประชาชนทั่วไปยุบ เขายังมีการกลั่นกรอง เช่น ให้ประธานาธิบดี สภาผู้แทนราษฎร พนักงานอัยการ กกต. ในการดำเนินการเรื่องดังกล่าว แล้วเงื่อนไขในการ ยุบพรรคเขาจะเป็นเรื่องใหญ่ ๆ เช่น มีหลักฐานปรากฏชัดว่าจะเปลี่ยนแปลงการปกครอง อย่างเยอรมันฮิตเลอร์ต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงเป็นระบบนาซีในส่วนนี้ อย่างนั้นเป็นเหตุ เงื่อนไขที่พอสมควร ไม่ใช่อาจจะครับ และไม่ใช่ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อว่า ในคดีอาญา ท่านประธานเป็นนักกฎหมาย หลักทฤษฎีที่บอกว่า ๑. มีมูลหรือไม่ ๒. เชื่อว่ากระทำผิด หรือไม่ ๓. ปราศจากความสงสัยว่ากระทำผิดหรือไม่คำว่า มีมูลหรือไม่ หมายความว่าในชั้น ตำรวจจะใช้กรณีที่ให้มีมูลแล้วก็สอบสวน ๒. เชื่อว่ากระทำหรือไม่ชั้นอัยการสั่งฟ้องครับ ๓. ปราศจากความสงสัยที่จะลงโทษได้ กรณีนี้มันยิ่งกว่าคดีอาญาเพราะไม่ใช่ประหารชีวิตคน หรือลงโทษคน แต่มันประหารชีวิตนักการเมืองที่มีประชาชนไปร่วมก่อตั้งหนุนหลังอยู่ จะใช้แค่ว่าเชื่อถือหรือครับ แล้วตัดสินอย่างนั้น แล้วใช้องค์กรศาลรัฐธรรมนูญที่มา การเชื่อมโยงได้วินิจฉัยได้ไล่สายได้ว่ามาจาก คสช. มาฝ่ายหนึ่งในการยึดอำนาจและอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่แย่หรือครับ ที่ผ่านมาก็แย่ครับศาลรัฐธรรมนูญตั้งมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ ๒๐ กว่าปี ๒๓ ปี ยุบมาแล้วไม่น้อยกว่า ๑๑๐ พรรค ส่วนใหญ่เป็นเรื่องธุรการ แล้วก็เรื่องของการเมืองที่เป็น ปฏิปักษ์ เรื่องธุรการเรื่องอะไรบ้างครับ ก็คือเช่นกรณีเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคการเมือง เลือกตั้งผู้บริหารพรรคไม่ได้กระทำโดยประชุมใหญ่ของพรรคการเมือง มีองค์ประกอบ ที่ประชุมใหญ่พรรคการเมืองไม่ได้เป็นไปตามหลักวิธีดำเนินการข้อบังคับ กรณีพรรคการเมือง ดำเนินการให้มีสมาชิก ๕,๐๐๐ คนขึ้นไป กรณีพรรคการเมืองไม่จัดทำรายงาน พรรคการเมืองมีมติยุบตามข้อบังคับ พรรคการเมืองถูกยุบเพราะจำนวนสมาชิกเหลือไม่ถึง ๑๕ คน มันยุบเพื่ออะไร นี่คือเรื่องงานธุรการและเรื่องของงานการเมืองใช้ดุลยพินิจตีความเอา แล้วก็ยุบ หมายถึงว่าไม่ได้เป็นไปตามหลักประชาธิปไตย เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาลที่มาจาก การรัฐประหารก็จึงยุบเข้าไป พรรคเพื่อไทย พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน ก็ถูกยุบ โดยองค์กรเหล่านี้และไม่เกิดความเป็นธรรม การยุบพรรคในประเทศพัฒนาแล้ว อย่างที่ผม กล่าวเมื่อสักครู่นั้น เขาจะยุบตัวพรรค แต่ไม่ทำลายการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของตัว กรรมการบริหารพรรคและหัวหน้าพรรค ของไทยเลยเถิดครับ พอยุบเสร็จทำลายตัวบุคคล ด้วยซ้ำกะว่าจะให้เหี้ยนเตียน ก็คือการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ๑๐ ปีบ้าง ๕ ปีบ้าง นี่คือเหตุผล ของการสร้างเสริมประชาธิปไตยหรือครับ หลายท่านอภิปรายไม่เคยลงเลือกตั้ง ไม่เคยตั้ง พรรคการเมืองเสนอว่าจะต้องควบคุมอย่างโน้นควบคุมอย่างนี้ ถ้าปล่อยพรรคการเมืองอิสระ แล้วจะทำให้ไม่ดีอย่างโน้นอย่างนี้ถามว่าท่านไม่เคยเลือกตั้ง ท่านรู้ได้อย่างไร ท่านเจตนา วาระซ่อนเร้นหรือเปล่า เข้ามาจะควบคุม และหลายท่านก็มาอภิปรายวันนี้บอกว่าจะไม่ ยอมรับร่างที่ไม่ได้แก้ เพราะว่าการแก้รัฐธรรมนูญบัตร ๒ ใบ จะคงอำนาจไว้หรือครับจะห้อยโหนเพื่อเป็นอำนาจ แต่งตั้งอย่างนี้อยู่ตลอดไปใช่ไหม ถึงพยายามจะขัดขวางทุกวิถีทาง เมื่อวานการลงมติเลือกตั้ง ในส่วนของตัว พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ร่างของรัฐบาล ร่างของ พรรคร่วมรัฐบาล ๖๐๐ กว่าคน แต่ร่างพรรคฝ่ายค้าน ๒ ร่าง ร่างพรรคเพื่อไทยเหลือ ๔๐๐ กว่า ๒ ร่าง แต่มีผู้ที่ปฏิเสธไม่รับวาระที่ ๑ ๒๐๕ ของพรรคเพื่อไทย และ ๒๐๒ ของพรรค ก้าวไกล นั่นแสดงว่ามีกลุ่มบุคคลที่พยายามขัดขวางการแก้ไข พ.ร.ป. ๒ ฉบับนี้ นี่คืออะไร ครับต้องการจะขัดขวางทุกวิถีทาง ต้องการให้อยู่แบบเดิม ร่างนี้มาจาก คสช. ลองไปเช็ก (Check) ชื่อ อยากให้พี่น้องประชาชน สื่อมวลชน ไปเช็ก (Check) ชื่อว่ามีใครบ้างหน้า ไหนบ้าง เป็นคนที่ห้อยโหนได้ประโยชน์จาก พ.ร.ป. ๒ ฉบับนี้ใช่ไหมที่มาดำรงตำแหน่ง อยากให้รัฐบาล คสช. อยู่ต่อใช่ไหม ตัวเองจะได้อยู่ต่อ ใช่ไหมครับ ทุกคำพูดทุกคำพูดออกมา หวังดีต่อพรรคการเมืองอยากให้โต แต่เนื้อในนั้นคือควบคุม กำกับดูแล ไม่ให้เกิด ไม่ให้เติบ ไม่ให้โต อย่างนี้เขาเรียกว่า ปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ ไร้ความจริงใจสิ้นดี ท่านประธานครับ เดี๋ยวอีกสักครู่หนึ่งไม่นานเราก็จะมีการลงมติว่าจะรับร่างหรือไม่ ผมฝากท่านประธานไปยัง ท่านสมาชิก และฝากพี่น้องประชาชนช่วยดูคนเหล่านี้ อย่างน้อย ๆ ๒๐๐ กว่าคน ว่าเขาจะ เอาแบบเดิมไหม และจะไม่รับมติของร่างนี้ไหม โดยฝ่ายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมมั่นใจว่าเขาอยากจะเลือก อยากจะให้มติตรงนี้ผ่านวาระที่ ๑ ขึ้นไป และไปสู้ในชั้น กรรมาธิการและแก้ไขในทุกประเด็นที่ทำเพื่อจะผ่อนคลายและแก้ไขเพื่อให้พรรคการเมือง นั้นเกิด ดำรงอยู่และจากไปโดยความศรัทธาประชาชน ไม่ใช่ควบคุมด้วยคนเพียง ๙ คน ซึ่งตั้งมาจาก คสช. ผมฝากท่านสมาชิกทุกท่านครับ ไม่ว่าท่านจะมาจากที่ไหนจากประชาชน หรือไม่จากประชาชน เมื่อถึงวันนี้เป็นโอกาสที่จะแสดงความจริงใจว่าไม่ได้มีวาระซ่อนเร้น ที่จะทำเพื่อตัวเอง และมีความตั้งใจจริงที่จะทำให้พรรคการเมืองนั้นเข้มแข็ง ทำให้ระบบการ เลือกตั้งนั้นเป็นบริสุทธิ์ยุติธรรมจริง ๆ ไม่ใช่แสดงด้วยคำพูดสวยหรู แสดงด้วยการกระทำ ขั้นแรกคือการรับร่างทุกร่าง ถ้าเห็นว่าประมาณ ๒๐๐ กว่าคนมีปัญหาอีกแบบ พ.ร.ป. ที่แล้ว ให้ประชาชนช่วยกันตำหนิ ช่วยกันประณามว่าคนเหล่านี้ปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ ผมขอ ฝากแค่นี้ครับท่านประธาน🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นท่านชาดา ไทยเศรษฐ์ แล้วตามด้วยท่านสมชาย แสวงการ ครับ เชิญท่านชาดาครับ🔗

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

เรียนท่าน ประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ชาดา ไทยเศรษฐ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จากพรรคภูมิใจไทย จังหวัดอุทัยธานี ผมเรียนท่านประธานด้วยขอบเคารพ ผมเข้าสู่วงการเมืองก็ไม่นานนัก เมื่อปี ๒๕๕๑ ลงสมัครผู้แทนครั้งแรก แล้วจนมาครั้งนี้ได้รับความไว้วางใจมา ๓ ครั้ง ครั้งแรกของการเลือกตั้งผมนั้นก็คือ เป็นการรวมเขต ๒ เบอร์ มาครั้งที่ ๒ ผมเลือกตั้ง ส.ส. ก็เป็นแบ่งเขต ๒ ใบ มาครั้งที่ ๓ ก็แบ่งเขตใบเดียว การอยู่ในการเมืองของผม ๓ ครั้งของการ ลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น ๓ ครั้งนั้นการเลือกตั้งไม่เหมือนกันสักครั้งหนึ่ง ไม่เหมือนกันจริง ๆ ครับ และปัญหาผมก็มาดูว่าทำไมเลือกตั้งเสร็จปฏิวัติ เลือกตั้ง เลือกตั้ง เสร็จแก้รัฐธรรมนูญ แก้รัฐธรรมนูญ ปฏิวัติ มันอยู่วงจรแบบนี้มาพอสมควร เพราะอะไรครับ วันนี้ทุกพรรคการเมืองก็มีเหตุผลของตัวเอง แต่ผมมีเหตุผลของผมว่าวันนี้ปัญหาของประเทศไทย รัฐธรรมนูญของเราอายุไม่เคยเกิน ๓ ปี หรือ ๔ ปี ถ้าภาพเฉลี่ยทั้งหมด ตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ มา ผมถือว่าเป็นเด็กก็ยังเด็กน้อยมาก ไม่สามารถจะให้รัฐธรรมนูญเติบโตและเปล่งศักยภาพ เปล่งในสิ่งที่ผู้เขียนต้องการ ปัญหาคือว่าเราแก้รัฐธรรมนูญเพื่อตัวเองหรือเปล่า วันนี้ทุกพรรคการเมืองแก้รัฐธรรมนูญเพื่อตัวเองหรือไม่ เราให้นักมวยมาเขียนกติกาปัญหา มันไม่จบครับ แต่สิ่งที่ต้องแก้ในรัฐธรรมนูญเรื่องกระจายอำนาจ เรื่องปัญหางบประมาณ ไม่มีใครเคยพูดถึงกันตลอด ๓ ครั้งที่ผมอยู่ในสภาแห่งนี้และมีการแก้รัฐธรรมนูญ แก้แต่ระบบ เลือกตั้ง ผมเชื่อและเข้าใจว่าทุกท่านมีความเชื่อมั่นว่าถ้าการเลือกตั้งดี พรรคการเมืองดี ประเทศก็จะต้องดี แต่ผมเรียนด้วยความเคารพครับ มันผ่านมาหลายครั้ง ทฤษฎีเชิงประจักษ์ ทำให้ผมเห็นแล้วว่ามันไม่ใช่ มันอยู่ที่ว่าผู้มีอำนาจ ผู้มีเสียงข้างมากจะแก้รัฐธรรมนูญตาม ความต้องการของตัวเอง ไม่ใช่การแก้รัฐธรรมนูญเพื่อบ้านเพื่อเมือง เพื่อพี่น้องประชาชน คนบ้านผมเขาถามว่าฉันลุยขี้โคลนมาตั้งแต่เป็นเด็กหญิง วันนี้เป็นคุณยายก็ยังลุยขี้โคลน ในถนนเส้นนั้นอยู่ หลานฉันจะลุยขี้โคลนหรือไม่ เธอแก้รัฐธรรมนูญกันฉันได้อะไร มันก็เห็น อยู่แล้วครับว่าที่ผ่านมาการแก้ทุกครั้งก็เป็นการแก้เลือกตั้ง แก้ พ.ร.ป. พรรคการเมือง ผมไม่ว่าอะไรในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ผมเพียงอยากจะเรียกร้องว่าหลังจากนี้จะออกมา อย่างไรก็ตามพอสักทีได้หรือไม่ครับ พอกับการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อตามความคิดของตัวเอง ผมอยากจะฝากจริง ๆ ว่าทำอย่างไรให้เขียนไปเลยครับต่อไปนี้ว่าถ้าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้เอาบุคคลคนนอกที่ไม่ใช่นักการเมือง ไม่ใช่ ส.ว. เป็นประชาชนแท้ ๆ เขียนไปเลยทั้งฉบับ แบบ สสร. หรืออะไรก็ตาม แต่วันนี้ถ้าท่านยังให้นักมวยมาเขียนกติกาปัญหามันเกิดไม่จบ สิ่งที่ผมอยากจะฝากและอยากให้พวกเราคำนึงถึงคนอื่นบ้าง คำนึงถึงรัฐธรรมนูญ ปัญหาบ้านเมืองวันนี้มันไม่ใช่เรื่องนี้เรื่องเดียวครับ มันมีอีกมากมายที่ต้องใช้รัฐธรรมนูญแก้ไข ต้องใช้ระบบการบริหารราชการแผ่นดินแก้ไข วันนี้เราเดินอยู่กับที่ ผมเข้าสู่การเมือง เมื่อปี ๒๕๕๑ จนวันนี้ก็ ๑๐ กว่าปี ปฏิวัติไปเสีย ๗ ปี เราก็ย่ำกันอยู่อย่างนี้ละครับ ๓ ครั้ง ของการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เลือกตั้งเสร็จกลับเข้ามา อีกฝ่ายมีอำนาจก็แก้ไข รัฐธรรมนูญ เรียนด้วยความเคารพครับ ผมก็ไม่รู้ว่าสูตรไหน ไม่รู้ว่าทฤษฎีไหนมันจะดี แต่ขอให้มันจบสักที ให้รัฐธรรมนูญของประเทศไทยอยู่นาน ๆ ไม่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับไหน ก็ตาม ไม่ว่าการเลือกตั้งระบบไหนก็ตามมันไม่มีทางเปล่งศักยภาพของความเป็นรัฐธรรมนูญ ออกไปได้ เพราะถ้าพวกท่านใช้เพียง ๓ ปี ๔ ปีแก้ ๒ ปี ๓ ปีแก้ ไม่มีทางหรอกครับ เทวดามาเขียนก็ไม่จบ ผมเรียนด้วยความเคารพ นี่คือความคิดและความรู้สึกของคนที่มาจาก นักการเมืองท้องถิ่น ผมถือว่ากติกาไหนผมก็สู้ ถ้ากติกาไม่ถูกใจผมก็กลับไปนอนเลี้ยงหลาน ที่บ้านครับ ไม่เกี่ยงครับ กติกาถ้าจะสู้ เรียนด้วยความเคารพครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านชาดา ไทยเศรษฐ์ ต่อไปเชิญท่านสมชาย แสวงการ ครับ🔗

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นก็คง ต้องเรียนไปยังท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติที่ร่วมกันทั้ง ส.ส. และ ส.ว. วันนี้ เราคงต้องมา ทำภารกิจต่อเนื่องในเรื่องสำคัญ แล้วก็กราบเรียนไปยังพี่น้องประชาชนเพื่อความเข้าใจ ตรงกันว่าเรากำลังทำภารกิจอะไร🔗

ประการแรก คือเราแก้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการ เลือกตั้ง ส.ส. และต่อเนื่องไปด้วยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เหตุผลมาจากการที่เราแก้รัฐธรรมนูญ ๓ มาตรา ว่าตรง ๆ ก็คือเรื่องของบัตรเลือกตั้งใบเดียว เป็นบัตรเลือกตั้ง ๒ ใบ ผลก็มาจากอันนั้นละครับ ส่วนการแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญจะไปเอาเรื่องอื่นมาแก้ไขในเรื่องใด ๆ ก็ตาม ๑๐ ฉบับ ในอนาคตหรือก่อนหน้านั้น ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ ร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญอื่น ๆ ที่สมาชิกหลายท่านก็พูดกันมา ๒ วัน บางทีก็พาดพิงไปถึงการทำหน้าที่ของ กกต. บ้าง การทำหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาบ้าง การทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญบ้าง ยังไม่รวมไปถึง บางส่วนที่โดนกระทบกระเทียบที่เขาไม่สามารถมาชี้แจงในสภา ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ดี หรือศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ดี มันมีเหตุมีผล ครับ เหตุมาจากผลแน่ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มาจากปัญหาการเมืองมากมายในสภาและนอก สภามาจากความขัดแย้ง มาจากปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน มาจากสิ่งต่าง ๆ จึงเกิดซ้ำแล้ว ซ้ำอีกในวงจรอุบาทว์ แล้วก็ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ แล้วก็มีพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญขึ้นมาใช้ เพราะฉะนั้นการใดที่เราพาดพิงไปบุคคลภายนอก แล้วไม่สามารถให้ ท่านมาชี้แจงได้ ผมเสนอเลยครับ แล้วย้ำว่าที่เราต้องมาพูดกันวันนี้ให้พี่น้องประชาชนเข้าใจ ก็คือว่ามาจากการแก้รัฐธรรมนูญเรื่องบัตรใบเดียวเป็นบัตร ๒ ใบ มาจาก ๓ มาตราเท่านั้น คือมาตรา ๘๓ มาตรา ๘๖ และมาตรา ๙๑ มาตราอื่นเราไม่ได้แก้ แล้วเราก็มีโอกาส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ดี คณะรัฐมนตรีก็ดี สามารถแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญ ๑๐ ฉบับ ที่ผมบอกไปถึงองค์กรต่าง ๆ ที่ได้ถูกกระทบกระทั่ง ถ้าท่านอยากแก้ อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าท่านอยากแก้อำนาจ กกต. ท่านอยากแก้อำนาจ ป.ป.ช. หรือแม้กระทั่งอยากแก้อำนาจ ส.ว. ท่านไปแก้เลยครับ เสนอเข้าสภาวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ก็ได้ สมัยหน้า ไม่ได้ท้า แต่ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ทำได้ วันนี้ที่ผมต้องมาเตือนความจำก็คือว่า เราแก้รัฐธรรมนูญบัตรใบเดียวเป็นบัตรสองใบไปแล้ว ก็ยังมีความพยายามกล่าวหา ส.ว. บอกอยากจะกลับไปเป็นบัตรใบเดียวบ้าง จะคว่ำ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การเลือกตั้ง ส.ส. พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองบ้าง ข้อเท็จจริงปรากฏ แล้วครับ เมื่อวานชัดเจนครับ ส.ว. ก็โหวตผ่านร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการ เลือก ส.ส. ๒ ฉบับ ผมไม่โหวตให้อีก ๒ ฉบับ เพราะว่าผมก็มีความสุ่มเสียงที่คิดว่า ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ส.ส. บางฉบับอาจหมิ่นเหม่ต่อการขัดรัฐธรรมนูญ เช่นกันครับ วันนี้ผมก็มาย้ำว่าการร่างหรือการแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมืองที่มีมา ๖ ร่าง มีความสุ่มเสี่ยงที่ผมไม่อาจโหวตให้ได้ อย่างน้อยเห็นแล้ว ครับ ๓ ร่าง แล้วก็มีอีก ๒ ร่างที่คล้ายกัน แล้วก็มีร่างที่ตรงไปตรงมาต่อเนื่องมาจากการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ๓ มาตราว่าด้วยบัตรเลือกตั้งใบเดียวเป็นบัตรสองใบแค่นั้นเองครับ ส่วนอื่น ๆ เป็นประเด็นงอก เป็นประเด็นเสริม เป็นประเด็นเหาะเหินเกินลงกาไม่ควรเข้ามาอยู่ในการ แก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองคราวนี้หรอกครับ ท่านกำลัง เอาสิ่งที่ประชาชนเขาเห็นด้วย เห็นต่างก็ตามว่าอยากจะแก้ไขบัตรใบเดียวเป็นบัตรสองใบ ก็ทำเรื่อง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ไม่มีใครว่าอะไรเลยครับ ส่วนที่จะไปสู้ ไปแก้ไข ไปแปรญัตติในกรรมาธิการ ผมเองรับฟังข้อความคิดเห็นของเพื่อน สมาชิกในฐานะที่ต้องไปเป็นกรรมาธิการคนหนึ่งรับฟังและซึมทราบ แล้วจะนำข้อปัญหาของ ท่านไปพิจารณาในกรรมาธิการด้วย แต่ส่วนที่มันเกินแล้วรับหลักการเข้าไปไม่ได้ก็มีความ จำเป็นที่ต้องเห็นว่าเราก็ไม่สามารถรับหลักการเข้าไปได้ เพราะอะไรครับ เพราะสิ่งนั้นมันจะ ทำให้เกิดปัญหาในอนาคต แม้กระทั่งสภาเอง แม้กระทั่งกฎหมายที่อาจออกมาแล้ว ไม่สมบูรณ์ กราบเรียนนะครับว่าในรัฐธรรมนูญนั้นระบุไว้ชัดเจนว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญต้องดำเนินการตามมาตรา ๑๓๒ คือจะต้อง ดำเนินการให้เสร็จภายใน ๑๘๐ วัน โดยการออกเสียงลงคะแนนเห็นชอบมากกว่ากึ่งหนึ่งของ สมาชิกที่มีอยู่ของรัฐสภา ถ้าท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๕๐๐ คน เห็นอย่างไร สมาชิก วุฒิสภามีแค่ ๒๕๐ ท่าน ก็ไม่อาจทัดทานได้หรอกครับ แต่เราในฐานะสภากลั่นกรองก็ต้องทำ หน้าที่ช่วยกันตั้งแต่ชั้นกรรมาธิการ ช่วยกันตั้งแต่ชั้นวาระที่ ๑ วาระที่ ๒ และวาระที่ ๓ เพราะอะไรครับ เพราะเราแก้รัฐธรรมนูญว่าด้วยบัตรเลือกตั้งไปเรียบร้อยแล้ว ถ้ามันทำไม่เสร็จในการแก้ไข พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญซึ่งมีเวลาจำกัดตามมาตรา ๑๓๒ (๑) คือ ๑๘๐ วัน มันจะเกิดอะไรขึ้นครับ เขาบอกว่าหากพิจารณาไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าสภาให้ความเห็นชอบตามร่างที่เสนอตามมาตรา ๑๓๑ เมื่อวานผ่านไปแล้ว ๔ ร่าง ผมไม่อาจให้ความเห็นชอบไปอีก ๒ ร่าง แต่ก็ผ่านไปได้ด้วยคะแนน ๔๐๐-๕๐๐ เสียง ส.ว. ๒๐๕ เสียงไม่โหวตให้ ร่างตรงนั้นละครับมันจะเกิดปัญหาว่าถ้าเกิดมันทำไม่เสร็จ มาตรา ๑๓๑ บอกว่าคณะรัฐมนตรีโดยข้อเสนอของศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กร อิสระที่เกี่ยวข้องเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ กับข้อ ๒ คือสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ ของสมาชิกทั้งหมดของสภาผู้แทนราษฎรเสนอ ถ้ามันเกิดกรณี ๑๘๐ วันแล้วทำไม่เสร็จท่านต้องไปหยิบเอาร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๑ มาใช้ก็เป็นปัญหาต่อไปอีกว่าจะเอาร่างใด บางคนก็บอกว่าเอาร่างที่รับหลักการทั้งหมด บางคนก็บอกเอาร่างนั้นที่ใช้ร่างใดเป็นร่างหลักก็เอาตามนั้น อันนี้ก็ต้องไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญ ในอนาคตอีก ผมไม่อยากให้ไม่เสร็จครับ ผมก็อยากเห็นการแก้ไขบัตรเลือกตั้งตามที่แก้ไข รัฐธรรมนูญไปแล้วไม่มีปัญหา แล้วก็ใช้สำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า จะมีเมื่อใดไม่ทราบ จะมีหลังประชุมเอเปก (APEC) ตามที่คาดการณ์กัน หรือผมก็ยังอยากให้เพื่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ครบวาระ แล้วก็ไปใช้ในการเลือกตั้งเมื่อครบวาระก็จะเป็น ประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่เราต้องเผชิญต่อไปก็คือการทำให้กฎหมายไม่ขัด รัฐธรรมนูญตั้งแต่ต้น ยังมีปัญหาในมาตรา ๑๓๒ (๒) อีกว่า เมื่อเราทำกฎหมายเสร็จภาย ใน ๑๕ วันที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญรัฐสภาต้องส่ง ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นไปยังศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ความเห็น ในกรณีที่ศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง ไม่มีข้อทักท้วงภายใน ๑๐ วันก็ให้ดำเนินการต่อไปได้ แต่ถ้ากรณีที่ศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่รัฐสภาให้ ความเห็นชอบมีข้อความใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ ให้ถูกต้องตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญได้ให้เสนอความเห็นต่อสภา และให้สภาร่วมกัน พิจารณาแก้ไขให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน นี่ละครับคือปัญหา นี่คือการทำหน้าที่ของ สมาชิกวุฒิสภาที่ลุกขึ้นอภิปรายและลงมติตั้งแต่เมื่อวานและวันนี้ ว่าร่างไหนก็ตามที่มันมี ปัญหาข้อสงสัย ข้อขัดแย้งที่อาจจะนำไปสู่การไม่สำเร็จของการแก้ไขพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญเราจึงลุกขึ้นทักท้วงด้วยความหวังดีต่อสภา แล้วก็จะทำหน้าที่ในการลง มติรับเฉพาะร่างที่ไม่มีความขัดแย้งหรือขัดต่อรัฐธรรมนูญอันจะเป็นปัญหาในอนาคต โปรดอย่าเข้าใจความปรารถนาดีของสมาชิกวุฒิสภาไปในทางที่ผิด หรืออย่าสื่อสารไปยัง พี่น้องประชาชนในทำนองที่มีความขัดแย้งหรือด้อยค่าสมาชิกวุฒิสภานะครับ ผมขออนุญาต พูดในนามของกรรมาธิการซึ่งท่านได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ในการพิจารณา พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญในชุดเดิมที่ได้รับการทำหน้าที่การพิจารณาเรื่องของ พ.ร.บ. ประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ว่าก็จะรับฟังปัญหา หลายท่านมีปัญหาเรื่องการทำ ไพรมารีโหวต (Primary Vote) แต่อย่าลืมว่าก็ต้องไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเขียนไว้แล้วบังคับ ถ้าท่านไม่อยากได้ท่านต้องไปแก้รัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าหลักการ การแก้ไขรัฐธรรมนูญมีชัดเจนครับ ๑. แก้ได้โดยสภา ๒. แก้ยากหน่อยโดยมีเงื่อนไขต้องไป ทำประชามติ และ ๓. แก้ไม่ได้ว่าด้วยเรื่องของการแก้ไขเรื่องของรัฐอะไรต่าง ๆ สมาชิก รัฐสภาทราบดี ถ้าท่านเห็นว่ารัฐธรรมนูญมีปัญหา คราวหน้าท่านก็เสนอแก้อีก เมื่อไม่กี่วัน ท่านก็เสนอแก้เรื่องมาตรา ๒๗๒ เข้ามาก็ไม่ว่ากระไรครับ จะเสนอแก้อย่างไรก็ตามสบาย แต่วันนี้ในฐานะสมาชิกวุฒิสภาซึ่งทำหน้าที่กลั่นกรองเราคงปล่อยให้ร่างแก้ไข พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญที่มีปัญหาข้อสงสัยผ่านไปแล้วเกิดปัญหาในวันหน้าไม่ได้ ผมขออนุญาต ท่านประธานย้ำนะครับว่ามันมีร่างอย่างน้อย ๓ ร่าง ที่ผมคิดว่ามันเกิดปัญหา ๒ ร่างแรก สมาชิกสภาพูดกันไปแล้วครับ โดยเฉพาะสมาชิกวุฒิสภาทักมากในเรื่องของมาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ ของ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ผมกราบเรียนด้วยความ เคารพครับ กับส่วนตัวกับท่านหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคุณหมอชลน่านก็เคารพรักกันดี เมื่อสักครู่ก็เจอท่าน แต่ผมเห็นว่าการที่ร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญแก้ไขเข้ามาคราวนี้มันมีประเด็นจริง ๆ ครับ ไม่ได้มีความจำเป็น เจตจำนงที่จะไปหักหาญ หรือไปกีดกันบุคคลภายในภายนอกประเทศ แต่อย่างใด ผมก็เรียนว่าการกระทำที่ได้รับฟังคำชี้แจงว่าการเข้าไปครอบงำนี้ มันทำให้เกิด อุปสรรคต่อนักวิชาการ ผู้มีความประสงค์ดีสื่อสารมวลชนที่จะให้ความคิดเห็นต่อพรรคการเมือง ผมก็กราบเรียนเลยครับ ในฐานะเคยเป็นสื่อสารมวลชน แล้ววันนี้ก็ยังให้ความเห็นผ่านสื่อ อยู่บ้างหลายครั้ง พาดพิงไปยังส่วนต่าง ๆ รวมถึงพรรคการเมืองบ้างก็มีผิดพลั้งก็ขออภัย แล้วก็มีพี่น้อง เพื่อนพ้องน้องสื่อ และนักวิชาการก็ให้ความเห็นต่อพรรคการเมืองในนโยบาย แห่งรัฐ นโยบายต่าง ๆ ของแต่ละพรรคการเมือง ตราบใดที่ผมคิดว่ามันเป็นกระบวนการ การมีส่วนร่วมของประชาชนจากทุกภาคส่วน ก็ทำได้ครับ ถ้าตราบนั้นไม่ได้ไปครอบงำ ทำให้เกิดความไม่เป็นอิสระที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา ๔๕ ขออนุญาต ย้ำซ้ำ เพราะถือว่าเป็นคนสุดท้ายของสมาชิกวุฒิสภาที่ต้องพูด เพราะชัดเจนมากครับว่า ท่านไม่ได้แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรานี้ ที่บอกว่าบุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันจัดตั้ง พรรคการเมือง ตามวิถีทางปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามที่กฎหมายบัญญัติ กฎหมายบัญญัติคือกฎหมายอะไรครับ กฎหมายพรรคการเมือง อย่างไรครับ กฎหมายตามวรรคหนึ่งอย่างน้อยต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการบริหาร พรรคการเมือง ซึ่งต้องกำหนดให้เป็นไปโดยเปิดเผยและตรวจสอบได้ เปิดโอกาสให้สมาชิก มีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางในการกำหนดนโยบายและการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งอันนี้จะพัน ไปเรื่องของการไพรมารีโหวต (Primary Vote) แต่สำคัญคือการกำหนดมาตรการให้ดำเนินการได้ โดยอิสระ ไม่ถูกครอบงำ หรือชี้นำโดยบุคคล ซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกของพรรคการเมืองนั้น ประเด็นนี้ครับ เป็นประเด็นที่ผมคิดว่าการไปเติมมาตรา ๒๘ วรรคสอง กับมาตรา ๒๙ วรรคสอง ของคุณหมอชลน่านกับพรรค มีประเด็นที่ไม่จำเป็นต้องเติม เพราะเติมเข้าไปแล้ว มันจะเกิดถูกการตีความขึ้นมานะครับ แล้วก็อาจจะขัดรัฐธรรมนูญ ส่วนของท่าน พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ก็เรียนเลยครับว่าการที่ท่านตัดไปจาก พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญนั้น ทำให้ขัดรัฐธรรมนูญแน่นอนครับ ด้วยความเคารพ ผมตรวจ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับ และผมไม่พบข้อความที่จะทำให้เห็นว่าเมื่อตัดมาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ ออกไปแล้ว จะไปมี กฎหมายใดที่ยังทำให้เกิดมาตรการที่จะทำให้พรรคการเมืองเป็นอิสระ ไม่ถูกครอบงำ หรือชี้นำโดยบุคคล ซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองนั้น ตามมาตรา ๔๕ วรรคสองอยู่ ดังนั้น เมื่อท่านเอา ๒ เรื่องไปรวมกันอยู่ เอาเรื่องอื่น ๆ มาไม่เป็นไรครับ แต่พอเอาเรื่องนี้ ที่ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๕ นี้ ผมจึงคิดว่า ๒ ร่างนี้หากชี้แจงไม่ได้ ผมก็รับเข้าไปสู่การพิจารณา ไม่ได้ เพราะจะเกิดปัญหาขึ้นในระยะต่อ ๆ ไปในชั้นการพิจารณาของกรรมาธิการ และเมื่อส่งไป ให้ศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระอื่นอาจถูกโต้แย้งในภายหน้า🔗

ถัดมาครับ ยังมีประเด็นที่ผมคิดว่าร่างแก้ไขของพรรคการเมืองที่เสนอมา บางร่าง ขออนุญาตยกอีกนะครับ กรณีเช่นของท่านหัวหน้าพรรคก้าวไกล คุณพิธา ประเด็นนี้ ผมคิดว่ามันสำคัญ เพราะว่ามันเป็นไฮไลต์ (Highlight) ส่วนหนึ่งของพรรคการเมือง ซึ่งผมก็เข้าใจคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งทำพรรคการเมือง ผมกราบเรียนครับว่าบางท่านบอกว่าท่าน อาบน้ำร้อนมาก่อนผม เพราะท่านเข้าสู่สนามการเมืองด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ก็จริงครับ ผมไม่เคยมาจากการเลือกตั้ง ผมมีต้นทุนต่ำ เพราะผมไม่ได้ใช้เงินเลย ผมถูกส่งจากมูลนิธิ จากสมาคมมาเป็น ส.ว. สรรหา แต่ก็มาทำหน้าที่ที่ผมคิดว่ามีประสิทธิภาพคุ้มเงินเดือนของ ผมตามหน้าที่เพื่อชาติบ้านเมือง ผมไม่เคยลงเลือกตั้ง แม้ถูกชักชวนการเลือกตั้ง ๓ ครั้ง จาก ๓ พรรคการเมือง แล้วปฏิเสธไปทั้ง ๓ ครั้ง ตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ และรักษาตัวมาจนถึงปี ๒๕๖๕ อยู่ ๑๕ ปีในสภาโดยไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ผมก็มีความผูกพันกับเพื่อนฝูงที่ทำงานในฐานะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เขามาจากการเลือกตั้ง ทั้งแบบแบ่งเขต ทั้งแบบปาร์ตี ลิสต์ (Party-list) แล้วก็สมาชิกวุฒิสภาที่เขามาจากการเลือกตั้ง ผมเข้าใจดีครับว่าการเลือกตั้งไม่ได้ ง่าย ยากมากครับ มีต้นทุนสูงครับ ตั้งแต่ท่านเจอเรื่องงานบวช งานศพ งานแต่ง ค่าใช้จ่าย ต่อเดือนมีปัญหามากมาย มีผู้ที่จะต้องดูแลมากมาย ตราบใดที่ประเทศไทยยังเป็นระบบอุปถัมภ์ ผมเข้าใจครับว่าต้นทุนสูงมาก แต่ถ้าเราต้องการ ให้พรรคการเมืองเข้มแข็งเป็นสถาบันการเมือง ผมอยากเห็นพรรคการเมืองใหม่ ๆ ซึ่งวันนี้ ก็มีพรรคการเมืองใครบอกว่าเกิดยากครับ ไม่ยากครับ จดทะเบียนมากมายครับ ถ้าจำไม่ผิด ตอนนี้มี ๘๐ กว่าพรรค แต่คราวเลือกตั้งที่แล้วมี ๗๐ กว่าพรรค จดง่ายพอ ๆ กับจดทะเบียน บริษัท ซึ่งหลักการที่จดง่ายก็ต้องมีหลักการที่จำเป็นต้องมีการควบคุมเช่นกัน บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนง่ายก็ยังต้องมีกฎหมายควบคุม เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องขออภัยที่ต้อง พูดถึงการที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญของพรรคก้าวไกลไปแก้ไขแล้วพาดพิง เกินกว่าที่ควรจะเป็น คือการไปตัดอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องการยุบพรรค แล้วผมคิดว่า สำคัญจะทำให้ขัดรัฐธรรมนูญ ถ้าท่านอยากแก้ไขเรื่องศาลรัฐธรรมนูญท่านแก้ไขรัฐธรรมนูญ เลยครับ หรือท่านเสนอแก้ไข พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของ ศาลรัฐธรรมนูญ อย่าอาศัยเหตุในการเข้ามาแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมืองแบบนี้ ผมเห็นสิ่งที่เสนอเข้ามาแล้วก็เลยเกิดความไม่สบายใจ เพราะอะไรครับ เพราะมาตรา ๙๐ ของ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองเดิมบอกว่า การสิ้นสุดสภาพลงเมื่อการสิ้นสภาพตามความเป็นพรรคการเมือง ท่านไปขอตัด (๒) ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคตามมาตรา ๙๒ ซึ่งเราก็จะพบว่ามันมีปัญหามากมาย อย่าลืมว่า พรรคการเมืองไม่ได้มีการตั้งขึ้นมาแล้วต้องอยู่ต่อไปอยู่ถาวร พรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมาโดยมี วัตถุประสงค์เพื่อขายหัวพรรคก็มีนะครับ ท่านก็ต้องยอมรับความจริง พรรคการเมืองที่ตั้ง ขึ้นมาในอดีตหลายพรรคก็ไม่ได้เพื่ออุดมการณ์ทางการเมือง ตั้งขึ้นมาเพื่อหาเงินจากกองทุน พรรคการเมืองก็มี เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จะต้องมีคนตัดสิน แล้วถ้าดูต่อไปท่านก็ต้องไปดูว่า อำนาจในการเสนอเป็นใครครับ นายทะเบียนพรรคการเมืองก็คือ กกต. แต่ถ้าท่านไม่พอใจ ไม่อยากให้ กกต. หรือนายทะเบียนพรรคการเมืองมีอำนาจท่านต้องไปแก้กฎหมาย กกต. ครับ ทีนี้ท่านมาแก้กฎหมายตรงนี้โดยการตัดสิทธิเรื่องการยุบพรรคไปกระทบทั้งอำนาจ กกต. ไปกระทบอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมันมีเหตุหลายประการในเรื่องของการยุบพรรค ไม่เฉพาะมาตรา ๙๒ อย่างเดียว เหตุแห่งการยุบพรรคซึ่งถ้าตรวจในปี ๒๕๖๑ มีพรรคการเมืองที่ถูกยุบไปแล้วทั้งสิ้นจนถึงปัจจุบัน ๒๙ พรรค ผมไม่เอ่ยชื่อพรรคครับ พรรคเหล่านั้นมีบางพรรคที่ถูกร้องศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องการกระทำความผิดบางประการ เกี่ยวกับการล้มล้างการปกครอง แต่ส่วนใหญ่เป็นเรื่องอื่น เพราะฉะนั้นอำนาจในการยุบ พรรคของศาลรัฐธรรมนูญจึงยังต้องมีอยู่ อำนาจในการยื่นก็ยังเป็นอำนาจของ กกต. และใน มาตรา ๙๒ ที่ท่านจะตัดนั้นมันเขียนไว้ชัดครับ เมื่อคณะกรรมการมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า พรรคการเมืองกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อยุบพรรค ๑. การกระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประชุม หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครอง โดยวิธีการซึ่งไม่ได้เป็นไปตามที่ บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ๒. กระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตย ซึ่งผมคิดว่า เรื่องนี้ไม่ได้เจาะจงเฉพาะพรรคการเมืองฝ่ายค้านหรือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ผมเองก็เป็น ผู้หนึ่งที่ทั้งเป็นผู้เคยยื่นศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๖๘ ของรัฐธรรมนูญเดิมในเรื่องการ ล้มล้างการปกครองกับพรรคการเมือง ผมเองก็เป็นผู้ที่ถูกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยื่นร้องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญเช่นกัน ผมเองก็เป็นผู้แก้ต่างในคดีหลายคดีในศาลรัฐธรรมนูญเช่นกัน เพราะฉะนั้นท่านสมาชิกหลายท่านบอกแล้วครับว่ามันต้องมีศาลตัดสิน ไม่ว่าศาล ในสหรัฐอเมริกาอาจจะใช้สุพรีมคอร์ต (Supreme Court) หรือศาลฎีกา ในบางประเทศ ใช้ศาลรัฐธรรมนูญแบบประเทศไทย เพราะฉะนั้นมันก็ต้องมีศาลตัดสินละครับเมื่อมี เรื่องเกิดขึ้น จะบอกว่าอำนาจนิติบัญญัติจะถูกอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญเหนือกว่าไม่ได้ ผมคิดว่าไม่ใช่ จริงอยู่ครับ พรรคการเมืองต้องเป็นสถาบันที่เข้มแข็ง และพรรคการเมือง ก็เกิดขึ้นแล้วควรอยู่เป็นสถาบันในระยะยาว แต่การยุบพรรคที่กระทำการไม่ถูกต้อง ถ้ามีเหตุ อันควรเชื่อได้ว่าซึ่งก็หมายความว่ากว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยมันต้องพร้อมทั้ง พยานหลักฐาน พร้อมทั้งหลายเรื่อง และศาลรัฐธรรมนูญที่มีคนร้อง มีนักร้องโดยทั่วไปท่านก็ไม่ได้ตัดสินยุบไปเสียทุกพรรค แล้วท่านก็ไม่ได้ตัดสินตามที่ผู้ร้องทุกกรณี ผมว่าร้อยละ ๙๐ ที่ท่านไม่ตัดสินยุบพรรค เสียด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นผมอยากกราบเรียนว่าในร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง ๓ ฉบับที่ผมกล่าวมานี้มันเป็นการแก้เกินจากสิ่งที่ผมย้ำตอนต้นว่า เรามาทบทวนกันก่อนพี่น้องประชาชนจะได้ทราบว่าเราแก้ไขรัฐธรรมนูญคราวที่แล้ว เรื่องอะไร เราแก้เรื่องเดียวบัตรเลือกตั้งใบเดียวเป็นบัตร ๒ ใบ เมื่อเราแก้เช่นนั้น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เราจะแก้ตามมันก็มีเพียงเรื่องเดียว ก็คือการเลือกตั้ง บัตรใบเดียว เป็นบัตร ๒ ใบ เพราะอะไร เพราะเราแก้แค่มาตรา ๘๓ มาตรา ๘๖ และ มาตรา ๙๑ เราไม่ได้แก้มาตราอื่น มาตราอื่นยังคงค้างอยู่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ต้องทำ ยกตัวอย่างเช่นในมาตรา ๙๐ ที่สมาชิกหลายท่านพูดแล้วก็ขออนุญาตพูดซ้ำอีกเพียงเล็กน้อย ก็คือว่าพรรคการเมืองใดส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง แล้วให้สิทธิส่งผู้สมัคร รับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อได้ ประเด็นนี้ไม่ต้องถกเถียง หลายคนมาเสนอว่าถ้าอย่างนั้นเรา สามารถส่งปาร์ตี ลิสต์ (Party-list) โดยไม่ลงเขตได้ไหม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๐ เขียนไว้ ชัดเจนครับว่าท่านต้องส่งเขตด้วย จะส่ง ๑ เขต หรือส่ง ๔๐๐ เขตก็เรื่องหนึ่ง🔗

ประการถัดมา การจัดทำบัญชีรายชื่อตามวรรคสอง ต้องให้สมาชิกของ พรรคการเมืองมีส่วนร่วมในการพิจารณาด้วย โดยต้องคำนึงถึงผู้สมัครเลือกตั้งจากภูมิภาค ต่าง ๆ แล้วความเท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิงอย่างนี้เป็นต้น ในเรื่องของการทำไพรมารี โหวต (Primary Vote) ยังคงมีอยู่ แต่ผมเข้าใจว่าสมาชิกหลายท่านก็บอกว่ามันยาก ก็เช่นเดียวกับที่เพื่อนสมาชิกบอกตั้งแต่เช้า พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม ไม่ได้เสียหาย ท่านบอกแล้วครับประชาธิปไตยของไทย ๙๐ ปี ก็ยากครับ แต่ก็มีคนขวนขวายอยากเข้ามา ใช้อำนาจอธิปไตยในระบอบการเลือกตั้งแบบนี้เช่นพวกเราทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเราต้องอดทน การทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) ก็คือการให้มีประชาธิปไตยขั้นต้นตั้งแต่ให้ประชาชน นอกเหนือจากการมีส่วนร่วมทางการเมือง สมาชิกพรรคการเมืองได้สามารถเลือกคน ของตัวเอง แทนที่นายทุนหิ้วกระเป๋า หรือเป็นครอบครัวส่งไป แล้วให้ประชาชนมีหน้าที่แค่ เลือกตามที่ส่งไป เขาที่เป็นสมาชิกพรรคอยู่ในพื้นที่มีสิทธิที่จะช่วยเลือก แล้วประชาธิปไตย ก็จะเบ่งบานมาจากการเลือกตั้งตั้งแต่ต้น ไพรมารี (Primary) ก็คือประถมนั่นละครับ ก็แบบเดียวกับที่เราเลี้ยงลูก เขาต้องเรียนประถมศึกษาก่อนจะเป็นมหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้นประชาชนเองถ้าเราไม่เริ่มต้นให้เขามีชั้นประถมศึกษาในการมีส่วนในการ เลือกตั้ง สมาชิกที่จะส่งลงผู้แทนราษฎรแล้ว ท่านจะให้เขาทำอย่างไรครับ จบมหาวิทยาลัย เลย หรือเป็นแค่ผู้รับเงินในการรับซื้อเสียงตลอดไป หลายท่านมีความต้องการอยากเห็น ประชาธิปไตยเข้มแข็ง ไม่อยากเห็นการรัฐประหาร ไม่อยากเห็นวงจรอุบาทว์ ผมก็อยากเห็น เช่นนั้น เพราะฉะนั้นเราต้องอดทน ส่วนถ้าขั้นตอนของการทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) หรือการที่รัฐธรรมนูญยังบังคับไว้ให้ทำอยู่นี่มันยาก ก็เคยครั้งหนึ่งแล้วเมื่อคำสั่ง คสช. ในการ เลือกตั้ง เมื่อ ๒ ปีเศษ ๆ ที่พวกท่านเข้ามาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ลดหย่อนลงไป ประการหนึ่งแล้ว เอาละครับ แม้ขั้นตอนใน พ.ร.ป ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมืองที่ กกต. เสนอมาก็พยายามจะลด แต่ว่าถ้ายังทำไม่ได้ผมคิดว่าลดอีกนิดหน่อย ก็ได้ แต่ไม่ใช่ลดว่าเหลือจังหวัดละคน คือแทบจะไม่มีเลย ผมคิดว่าเรากำลังพูดความจริง ไม่หมดกับประชาชน หรือสรุปว่าเราอาจจะโกหกกับประชาชน ท้ายที่สุดไพรมารีโหวต (Primary Vote) ที่ให้มีอยู่เป็นพิธีกรรมหรือการให้ผู้บริหารพรรคนายทุนเจ้าของพรรค หรือคนแค่กลุ่มเดียวที่ดูแลอำนาจบริหารเป็นคนเลือกคนไปให้ประชาชนเลือกใช่ไหม ถ้าเป็น เช่นนั้นสิ่งที่เราพูดกันมาทั้งหมด ๒ วัน ก็เป็นประชาธิปไตยจอมปลอมสิครับ เราหลอก ประชาชนสิครับ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตไม่ขัดแย้งเรื่องนี้ ผมรับฟังว่าความยุ่งยาก การใช้ เงินใช้ทอง การตั้งสาขาพรรค การรวบรวมสมาชิกหลายคนบอกแล้วว่ากว่าจะหาคนได้เขตละ ๑๐๐ คนมันยากอย่างไร แต่ผมคิดว่าหลายท่านก็เป็นคนหนุ่มสาวที่อยากเห็นประชาธิปไตย อยากเห็นพรรคการเมืองเข้มแข็งท่านต้องอดทนครับ แต่ข้อคิดเห็นประการใดที่จะไปประนีประนอมทำในแต่ละเฟส (Phase) แต่ละเฟส (Phase) แต่ละเฟส (Phase) เพื่อให้มันเกิดการพัฒนาขึ้นผมคิดว่ารับได้ ในฐานะกรรมาธิการก็จะรับ เรื่องนี้ไปช่วยพิจารณา แต่ถ้าตัดทิ้งผมคิดว่าขัดรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าบอกว่าทำแค่พิธีกรรมผมว่า อย่าหลอกประชาชนเลย เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมคิดว่าจำเป็นต้องเรียนให้พี่น้องประชาชน ทราบว่าไพรมารีโหวต (Primary Vote) หรือประชาธิปไตยชั้นประถมนี่ละครับ สำหรับการที่ แบบเดียวกับไพรมารี สคูล (Primary School) สำหรับประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรคท่านควร มีสิทธิตั้งแต่ต้นในการที่แสดงความคิดเห็น หรือเลือกคน หรือส่งคน ทั้งในเขตเลือกตั้งและ ทั้งในบัญชีรายชื่อที่ยังต้องคงอยู่ เพราะฉะนั้นโดยสรุปขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า ย้ำหลักการเดิมว่าเมื่อเราแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๓ มาตรา คือ มาตรา ๘๓ มาตรา ๘๖ และ มาตรา ๙๑ ทำบัตรเลือกตั้งใบเดียวให้เป็นบัตร ๒ ใบ เรายังจำเป็นต้องแก้ไข พ.ร.บ. ประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ด้วยเจตนารมณ์เพียงแค่นั้น แก้ พ.ร.บ. พรรคการเมือง เพื่อให้สอดคล้องด้วยเจตนารมณ์เพียงแค่นั้น ส่วนใดก็ตามที่เกินกว่านั้น ส่วนใดที่คิดว่า ท่านอยากแก้ไปพร้อมกันผมคิดว่าขัดหลักการและขัดเจตนารมณ์ ขอครับ ถ้าท่านอยากเสนอ เข้ามาใหม่ในการแก้ไข พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญในเรื่องต่าง ๆ ทั้ง ๑๐ ฉบับ เรียนเชิญครับ เปิดสภาสมัยหน้าท่านยื่นได้เลย แต่คราวนี้แก้ไข พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญเพื่อทำให้ การเลือกตั้งเดินหน้าไปได้ในเรื่องบัตร ๒ ใบ จำเป็นต้องทำเพียงแค่นั้นครับ ผมก็เลย ขออนุญาตกราบเรียนว่าขอรับหลักการเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้อง ส่วนที่ไม่เกี่ยวข้อง และขัดรัฐธรรมนูญนั้นไม่อาจรับได้ กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านสมชาย แสวงการ ต่อไปขอเชิญ คุณครูมานิตย์ สังข์พุ่ม เชิญครับ🔗

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สังกัดพรรคเพื่อไทย ผู้แทน จังหวัดสุรินทร์ถิ่นช้างใหญ่ ผมได้รับมอบหมายจากคุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้า พรรคเพื่อไทย และสมาชิกพรรคเพื่อไทยให้มาเสนอร่วมอภิปราย พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง เมื่อวานก็ว่าด้วยการเลือกตั้ง ฟังท่านผู้อาวุโสจนเคลิ้มไปนึกว่าเกือบจะ หลับครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยู่พรรคเพื่อไทยผมทราบดีกับปัญหา ต่าง ๆ เพราะว่าผมนั้นก็มาจากการเลือกตั้งก็ได้กราบเรียนกับท่านประธานไว้แล้วว่าเมื่อวาน ผมก็มาเป็นผู้แทนราษฎรตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ ตั้งแต่สภาเก่าจนมาถึงสภาใหม่ ก็มาจาก การเลือกตั้งตลอดเลยครับท่านประธานครับ แต่จริง ๆ แล้วได้เรียนกับคุณหมอเป็นการ ส่วนตัวว่าคุณหมอจริง ๆ แล้วถ้าเราจะเสนอแก้ พ.ร.ป. พรรคการเมืองก็ดี หรือ พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้งก็ดี คุณหมอน่าจะจำวลีได้วลีหนึ่งที่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นเขาสร้างมา เพื่อเรา แต่คำว่าเพื่อเรานี่ไม่ใช่พรรคเพื่อไทยในวันนั้น แต่คุณหมอได้บอกว่าอย่างไรก็แล้วแต่ เราในฐานะที่เป็นตัวแทนประชาชน เรามาจากการเลือกตั้ง ความหวังของประชาชนตาสี ตาสา ยายมี ยายมา ลุงแจ่ม ป้าช้อย เขาหวังจากพวกเราละ มานิตย์ เราก็ต้องไปแสดงเหตุ และผล ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเสนอทุกทีเจ็บทุกครั้งครับ นี่ผมก็เห็นใจทั้งเลขาประเสริฐ ทั้งหลายคน คณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยก็พยายามนะครับ แต่ว่าทำอย่างไรได้เมื่อรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เขาไม่ได้ร่างมาเพื่อเรา วลีนี้ยังก้องหูกับผมเลย แต่ก็ไม่เป็นไรหรอกครับ ท่านประธานครับ ผมเป็นทั้งครู แล้วตอนเรียนหนังสือบางครั้งก็เป็นนักมวยเหมือนกัน มันก็ อาจจะมีช่องว่างให้ผมได้ต่อยหมัดฮุก (Hook) บ้างสักครั้งละครับ จะแพ้หรือชนะไม่รู้นะครับ ผมก็จะติดตามรัฐธรรมนูญต่อไป เพราะในวันข้างหน้า นี่ผมไม่ได้พูดนอกเหนือนะครับ ผมพูดรัฐธรรมนูญก่อน ท่านประธาน ขออนุญาตนิดเดียวครับ มาตรา ๑๕๘ ว่าด้วยหมวดคณะรัฐมนตรี วรรคสามครับ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งรวมกันแล้วเกิน ๘ ปีมิได้ เด็กที่ศีขรภูมิถามผมว่า คำว่า ๘ ปี นับเลข ๑ ถึงเลข ๘ ใช่ไหมครับคุณครู ผมบอกว่าถ้าตามภาษาที่เราสอนหนังสือ แบบนั้นละลูก แต่ว่าในกฎหมายไม่รู้เขานับแบบที่ผมคิดหรือเปล่า นี่ก็เป็นข้อกฎหมาย นะครับ เมื่อเข้มงวดกวดขันจะเอาจริงเอาจังกันแล้วก็ขอให้กฎหมายมันได้แผลงฤทธิ์ นี่เป็น ประเด็นที่ ๑ ท่านประธานกับกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมจะดูว่ายายี่ห้อนี้มันจะออกฤทธิ์ ให้ผมเห็นไหม ไม่นานท่านประธานครับ ปี ๒๕๖๕ นี่ละครับ มันจะเห็นเรื่องนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ พอมาพูดถึงเรื่องของความเข้มแข็งพรรคการเมือง ประเทศไทย มันเข้มแข็งไม่ได้หรอกครับ ผมยืนยัน แต่เราก็ต้องมาประชุมแล้วก็ต้องว่าไปตามพฤติการณ์ มันจะเข้มแข็งได้อย่างไรครับ ปึ๊บปั๊บ ปึ๊บปั๊บ นี่เมื่อ ๒ เดือนที่แล้วพอมีขบวนการเกิดขึ้น ในอีกซีกหนึ่งผมไม่ได้กล่าวถึงใครครับ สื่อต่าง ๆ ก็ไปเขียนว่ามีทางออก ๓ ทาง ๑. ยุบ ๒. ลาออก ๓. วิธีพิเศษ คิดอะไรไม่ออกก็จะปฏิวัติ คิดอะไรไม่ออกก็จะรัฐประหาร แล้วผม ถามว่ากระบวนการทางการเมือง กระบวนการประชาธิปไตย กระบวนการพรรคการเมือง มันจะเข้มแข็งได้อย่างไร พรรคที่เข้มแข็งท่านประธานครับพอทำท่าจะเข้มแข็งก็โดนอยู่ตลอด เมื่อวานผมกล่าวสั้น ๆ พรรคผมนี่ละครับ ที่ผมบอกว่าจริง ๆ หัวหน้าพรรคหน้าตาดีนะครับ วันนี้ คุณหมอชลน่านนี่ไม่ได้ขี้เหร่ขี้ริ้วกว่าใครหรอกในสภา หน้าตาดี แต่ผมก็เตือนไว้ตลอดว่า หมอ หมอ อย่าให้มันยุบสภาในยุคหมอเด้อ ถ้ารู้ก่อนก็ลาออกเสียก่อน อย่าเอาประวัติศาสตร์นี้ เพราะทำความดีมาตลอด อภิปรายก็ได้รับการชื่นชม มีหลักการมีเหตุผล ทำงานเพื่อชาติ เพื่อบ้านเมือง แต่ท่านมาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยนี่ละครับมันอันตราย เพราะมันยุบกันง่าย ๆ ที่ผ่านมามันยุบ ปุ๊บเดียวยุบ ปุ๊บเดียวยุบ ปุ๊บเดียวยุบ เพราะตั้งแต่พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน แล้วก็มาพรรคเพื่อไทยมันเสมือนว่าเป็นยาดำขวางทางผู้บริหาร ท่านเห็นไหมครับในรัฐธรรมนูญ นี่จริง ๆ แล้วในมาตรา ๒๙ ที่มาเขียนครอบงำอะไรกัน ไม่ต้องเขียนก็ได้ เขียนให้ชัดเลยว่านามสกุลนี้ห้ามเอ่ยชื่ออะไรเกี่ยวกับการเมืองทั้งหลาย ถ้าไม่อย่างนั้นยุบพรรคเพื่อไทยก็จบ เหมือนกับที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญไม่ต้องเป็นสมาชิก พรรคหรอกครับ พรรคการเมืองเสนอให้ก็ได้เกือบจะเขียนชื่อไว้แล้วในวันนั้น ทราบข่าวว่า จะให้ลุงผมนี่ละครับ ที่เป็นนายกฯ ทุกวันนี้เป็นนายกฯ เสียเลย แต่กลัวพรรคร่วมพรรคเล็ก พรรคน้อยไม่เอาด้วย ก็เลยเขียนไว้กลวม ๆ ว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกพรรค ขอให้ พรรคการเมืองนั้นเสนอชื่อมา แล้วคาดการณ์ว่าเที่ยวหน้าพรรคเดิมจะไม่เสนอก็ทำท่ายุ่งอยู่ วันนี้เห็นหาพรรคโน้นพรรคนี้ ผมดีไม่ดีก็จะบอกคุณหมอชลน่านจะไปลาตั้งพรรคใหม่ เหมือนกันละครับเผื่อฟลุ๊ค (Fluke) เพราะอะไรมันเกิดขึ้นได้ในเมืองไทย อะไรมันก็เกิดขึ้นได้ ฉะนั้นมันจะทำให้การเมืองเข้มแข็งอย่างไร ดูเหมือนวันนี้ท่านวุฒิสมาชิกที่ผมเคารพ ผมเคารพจริง ๆ นะครับ เพราะว่าหลายท่านสนิทชิดเชื้อกันเป็นการส่วนตัว ท่านเป็นผู้รู้ ท่านมีคุณวุฒิ บางท่านผ่านการเป็นนักรบ ทำงานฝ่ายความมั่นคง เป็นหมอ เป็นนายแพทย์ แต่ผมยืนยันเลยว่าท่านเข้าใจชนบทน้อย ผมยกตัวอย่างแค่ว่าการเป็นสมาชิกจะให้ค่าสมัคร อย่างน้อยชั่วคราว ๑๐๐ บาท ถาวร ๒,๐๐๐ ท่านประธานรู้ไหมครับวันนี้ชาวบ้านจะหาเงิน สัก ๑๐๐ แต่ละวันมันหายากนี่ขนาดว่าจะซื้อ เอทีเค (ATK) ยังยากเลย มนพรไม่กล้ากลับบ้าน ส.ส. นครพนม วันเพ็ญผมก็ได้อาศัยวัดทุกวัน พรเพ็ญเพราะชาวบ้านมาขอเอทีเค (ATK) จะตรวจโควิด (COVID) ก็ไม่มีเงินซื้อ รักอยู่พรรคจะมาเป็นสมาชิกไม่ได้ เพราะไม่มีตัง นี่คือ ปัญหาความชนบทจริง ๆ แล้วท่านบอกว่าเพื่อความมั่นคง เพื่อโน่น เพื่อนี้ เพื่อนั่น สงสารเขา เถอะครับ วันนี้ลุงตู่ผมก็ทำให้ชาวบ้านจนจาก ๔ ล้าน เป็น ๘ เดี๋ยวนี้เป็น ๑๐ ๒ เดือนหน้า ก็ ๑๒ ๒๔ ก็คูณไปเรื่อย ๆ แล้วจะเอาเงินไหนมาเป็นสมาชิกพรรค เขารักครับ วันก่อน พรรคเพื่อไทยมีสมาชิกพรรคเยอะแยะ ทุกพรรคการเมือง แต่วันนี้เขาไม่มีสตางค์เมื่อจะให้มา สมัครต้องเสียสตางค์เขาจะมาทำไมละครับ นี่ผมฝากท่านกรรมาธิการที่จะไปทำกฎหมาย ฉบับนี้ด้วย คิดง่าย ๆ เลยครับ ให้ท่านย้อนรอยไป ถ้าท่านไม่รู้ว่าจริงหรือไม่จริง ท่านนั่งรถไฟ ฟรีไปเลยไปบ้านผม สุรินทร์ จะไปเห็นว่าชาวบ้านเขาอยู่กันอย่างไรวันนี้ รัฐบาลบริหารให้จน เสมอกันแล้ว ไม่นานก็เสมอกัน นี่เป็นประเด็นที่ผมฝากไว้ว่าเลิกเถอะ ท่านเลิกแล้วท่านจะ เห็นว่าคนเขามีความสนใจกับพรรคการเมืองเขาอยากจะมาเป็นสมาชิกพรรค แต่เขาไม่มี ปัญญา เพราะเขาต้องเสียสตางค์ แล้วเสียกันเกือบทุกปีอย่างนี้ ผมฝากไว้นะครับ🔗

เรื่องของการครอบงำ การครอบงำ ควบคุม ชี้นำผมดูแล้วมันเป็นยาดำขนาน ใหญ่จริง ๆ ท่านประธานตั้งแต่วันแรกหัวหน้าพรรคผมก็ได้ลงพาดหัวข่าวหน้า ๑ เลยบอกว่า มีฝ่ายโน้นฝ่ายนี้ฝ่ายนั้นไม่เอาด้วยต่อต้าน ยังไม่ฟังเนื้อหาสาระเลยว่าเขาต้องการที่จะแสดง อย่างไรเนื้อหาสาระ เพื่อเป็นประโยชน์กับประเทศชาติ กลัวกันไปหมดแล้ว จนกระทั่งว่า บางคนกินไม่ได้นอนไม่หลับ เมื่อสักครู่ผมฟังท่านสมชายไม่รู้แกรักผมหรือเปล่า แต่ผมก็รู้จักแก ก็รักแก ผมไม่กระแนะกระแหนท่าน แต่ท่านบอกว่าจะแก้ แก้บัตร ๒ ใบ ก็เอาละครับ ก็ยังดี แต่เรื่องนี้ผมมีความจำเป็นในฐานะเป็นลูกน้องคุณหมอชลน่านต้องอภิปรายความให้ สะเด็ดน้ำ ผมอยากเห็นคำนิยามให้เขียนให้ชัด ว่าครอบงำ ครอบงำอย่างไร ควบคุม ควบคุม อย่างไรกับพรรค แล้วสมาชิกคนที่เขาไม่ได้เป็นสมาชิก เช่น ผมประชุมที่บ้าน ผมประชุมอยู่ที่ สุรินทร์บังเอิญคนไม่ได้เป็นสมาชิกแต่เลือกผม เขามาเสนอผมให้ทำโน่นทำนี่ เขาครอบงำ ผมไหม ผมประชุมสมาชิกผม แล้วบังเอิญเขามาด้วย แต่เขาบอกเขาเลือกผมเพราะอย่าลืม ท่านประธาน ผมมีสมาชิกพรรคอยู่ ๑๐๐ กว่าคน แต่เลือกตั้งผมได้ ๔๕,๐๐๐ เวลาประชุม เขามากันเยอะครับ แล้วเขามาเสนอโน่นเขามาเสนอนั่น ผมถามว่าชี้นำไหม ครอบงำไหม ถ้าผมเอาเรื่องเหล่านี้มาเสนอหมอชลน่าน แล้วข้างนอกเขารู้เท่ากับคนนอกครอบงำ พรรคไหมครับ ผมขี้สงสัยเพราะความรู้น้อย🔗

ท่านประธานครับ ท้ายสรุปท่านประธานดูหน้าผม สมาชิกเขาก็ ๒ วันแล้ว ท้ายที่สุดท่านประธานครับ การทำกฎหมายกราบวิงวอนไปยังนักกฎหมายทั้งหลาย ท่านผู้รู้ ท่านเห็นแก่ประเทศชาติเถอะครับ เราบอบช้ำท่านมาคุยที่ปลายเหตุ ท่านไม่มองที่ต้นเหตุ ต้นน้ำ ปฏิวัติ ปฏิวัติ ปฏิวัติ แล้วไปพูดถึงชาวบ้านซื้อสิทธิขายเสียง ถามว่าเมื่อสักครู่เรื่อง กล้วย เรื่องอะไรทำไมท่านไม่เอามาพูดบ้าง เรื่องกล้วย เรื่องต่าง ๆ เกิดขึ้นในนี้ละครับ ในแค่กรอบใกล้ ๆ ชาวบ้านเขาไม่ได้ต้องการหรอก ครับ เขาต้องการเรื่องการแก้ปัญหาปากท้องเขา เขากินได้ เขานอนหลับ ล้วงในกระเป๋ามี สตางค์เขาพอใจแล้วครับ เขาถึงนิยมพรรคเพื่อไทย เดี๋ยวท่านประธานไม่รู้ เพราะเขารู้ว่าพรรคเพื่อไทยทำงานเพื่อเขา เพื่อไทยหัวใจคือประชาชนครับ เขาทำงาน เพื่อประชาชนตลอดเขาก็เลยทุ่มเทมาให้ พวกเรานี้ไม่มีหรอกครับคำว่า ซื้อเสียง จะซื้อเอทีเค (ATK) ใช้กับชาวบ้านส่วนหนึ่ง ให้เด็กในสำนักงานก็ยังไม่มีสตางค์เลย เพราะเราอยู่ท่ามกลาง ปัญหาความทุกข์ยาก ยิ่งวันนี้ข้าวเปลือกถูก ข้าวสารแพง หมูแพง อะไรก็แพงหมด นี่กลับ บ้านพรุ่งนี้ก็เหนื่อยอีกครับ มาทวงเงินค่าลัมปี สกิน (Lumpy skin) มาพูดเรื่องหมู ไหนละ ผู้แทนนานแล้วลัมปี สกิน (Lumpy skin) ยังไม่ชดใช้ วัวก็ตายไปหมดแล้ว จะเอาเงินที่ไหน มาซื้อวัวที่จะมาเลี้ยงต่อ นี่คือปัญหาของพวกผมที่แบกมาทั้งนั้น กินกล้วยก็ไม่มีกล้วยให้กิน หมอชลน่านก็เดินหนีตลอดเจอหน้าพวกผม พวกเรานี้รักจริง ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ มีวิญญาณ ฉะนั้นอะไรก็แล้วแต่อย่ามองพวกผมเป็นผู้ร้าย พวกผมนี้รักชาติไม่เป็นรองใคร ในแผ่นดินนี้ ผมยืนยัน ทุกคน สมาชิกพรรคเพื่อไทย พรรคเพื่อไทย เรารักชาติไม่เป็นรองใคร เราอยากเห็นบ้านเมืองมันเดินไปตามภาวะปกติ เป็นไปตามธรรมชาติ อย่าใส่ร้ายเถอะครับ ผมนั่งฟังแล้วซื้อเสียง ซื้อเสียง ซื้อเสียง ชาวบ้านเขาไม่อยากได้สตางค์ที่ผมบอกประธานแล้ว ถ้าเขากินอิ่มนอนหลับ ล้วงในกระเป๋ามีสตางค์ แต่บางครั้งเขาจำเป็นเพราะหัวคะแนน มีอิทธิพล เอาไปให้เขาถ้าเขาไม่รับเขากลัวตาย ท่านประธานฟังผมนะครับ เขากลัวตาย เขากลัวอย่างโน้นอย่างนี้ก็ไปยัดเยียดให้เขา แต่วันนี้ซื้อเสียงกับชีวิตที่เขาเป็นอยู่มันห่างกัน ซื้อเสียงสมมติผมยกตัวอย่าง ท่าน กกต. ฟังผมด้วยนะครับ ซื้อเสียง ๒๐๐ ๓ ปี ๔ ปี ไปให้ เขาแค่ ๒๐๐ กับชีวิตเขาลำบาก หายใจรินรวยอยู่ทุกวัน ท่านคิดดูว่าเขาจะเอาอันไหน เขาอยากได้รัฐบาลที่ดี เขาอยากได้ผู้นำที่ดี เขาอยากได้พรรคการเมืองที่ดีที่เข้าไปบริหาร ประเทศ เขาอยากได้ประชาธิปไตยที่เต็มใบ เพราะเขามองว่าประชาธิปไตยที่เต็มใบ คือเป็นตัวแทนของเขามาบริหารเพื่อเขาและเขาจะได้ผลประโยชน์ พูดแล้วก็หาว่าผมโม้อีก ถามว่าทำไมพรรคเพื่อไทยเขารักจึงไม่จืดจาง ก็เรารู้ปัญหาของเขามาทุกรูปแบบ ถ้าท่านประธานไม่รังเกียจนะครับ เช้า ๆ ขึ้นมาท่านประธานมาฟัง ส.ส. พรรคเพื่อไทยหารือ ดูครับ เอาปัญหามาจากต่างจังหวัดหมด เรื่องน้ำ เรื่องดิน เรื่องอาหาร เรื่องถนน เรื่องสะพานเรื่องวัดวาอาราม เรื่องเด็กนักเรียน นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้านนี้เมืองนี้ แต่ไม่ได้ รับการแก้ไขวันนี้ความเหลื่อมล้ำมันจึงสูงมาก ท่านประธานเห็นไหมครับ ยิ่งสูงขึ้น ๆ เป็นประวัติการณ์การเหลื่อมล้ำ เพราะชนบทชายขอบไม่เคยได้ดูแล โควิด (COVID) มา เด็กออกจากโรงเรียนผมเป็นครูผมรู้ เข้ากลับมาไม่ได้เพราะเรียนไม่ทันเขา ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือยุคก่อนยิ่งลักษณ์ซื้อให้ ก็ไปหาว่าเขาทุจริตเอาเรื่องเอาราวเขา วันนั้น ถ้ามีแท็บเล็ต (Tablet) มาแล้ว วันนี้เด็กบ้านผมดิจิทัล (Digital) หมด เด็กรุ่นใหม่ในบ้านผม เทียบเท่าอนาล็อก (Analog) เท่าผมนะครับ คือไม่ทันกับเรื่องนี้ท่าน กกต. ฉะนั้นท่าน ประธานให้มองพวกผมว่าพวกผมมีเจตนาที่ดีในการเสนออะไรก็แล้วแต่ เพราะเราหวังดีกับ ประเทศชาติ เราชอกช้ำครับ แต่ละครั้งที่สังคมเขามองพวกเราเป็นฝ่ายผู้ร้าย โชคดีที่ชาวบ้าน ทั้งประเทศยังเทใจให้เลือกตั้งครั้งไหนเขาก็ยังให้โอกาส เที่ยวหน้าผมก็เชื่อแน่ อย่างไรก็แล้วแต่ผมเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยได้คะแนนผู้แทนมากกว่าเขาแน่ แต่ได้เป็นรัฐบาล หรือไม่ อันนี้ผมไม่กล้ายืนยันครับ เพราะว่าไอ้แจ๊ค ไอ้แจ๊ค ปล้นกันกลางอากาศ นี่อย่าว่า แต่ว่าเลือกตั้งเสร็จแล้วเมื่อสักครู่ก็เกือบจะมีการปล้นกลางอากาศกันมา ฉะนั้นปัญหาเหล่านี้ ผมอยากฝากท่านประธานเรียนไปยังท่านประธานนะครับว่า ผมกราบเรียนวิงวอนไปยังท่าน วุฒิสมาชิกเถอะครับ ท่านเป็นผู้รู้ ท่านเป็นผู้ตื่น ท่านเป็นผู้เบิกบาน พ่อทูนหัวเอ๊ย อะไรที่ มันเห็นแก่ประโยชน์บ้านเมือง ผมรู้ว่าท่านรู้ แต่ท่านมองพวกผมไม่ค่อยอยู่ในสายตาท่าน นี่เมื่อสักครู่พี่ชายผมพลตำรวจโทขึ้นมาก็ชมพรรคการเมืองหนึ่งว่าถูกต้องอย่างโน้นอย่างนี้ ไม่คิด เห็นไหม แค่ชมผมก็น้อยใจแล้วนะ พี่ศานิตย์ พวกผมนี่มีเจตนาดีมากเลยครับ ท่านประธานครับ นี่ที่ขึ้นมานอกจากอภิปรายแล้วน้อยใจ ก็อยากให้ท่านวุฒิสมาชิกช่วยกัน แก้ ช่วยกันให้บ้านเมืองนี้มันเดินไปได้ ให้บ้านเมืองนี้มันเดินไปได้ พอบ้านเมืองเดินไปได้ คนที่ได้ประโยชน์คือประชาชน เมื่อประชาชนได้ประโยชน์เศรษฐกิจมันก็ดี อะไรมันก็ดี ทุกอย่าง วันนี้พวกเรารุมกันคุมขังประชาชน แทนที่จะปล่อยให้บ้านเมืองเป็นไปตาม ประชาธิปไตย นี่เอาลุงตู่มาบริหารเท่ากับคุมขังประชาชนนะครับวันนี้ เศรษฐกิจบ้านเมือง มันไปไม่ได้🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

คุณครูครับ ผมอยากจะเรียน🔗

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธาน เอาเลยครับนี่เห็นแก่หน้าท่านประธานครับ ท่านประธานเตือนผมก็เห็นใจ ท่าน ส.ว. หลายท่านก็อยากจะกลับบ้าน เพราะว่าสองคืนสองวันแล้ว ผมก็ขอขอบพระคุณ ท้ายที่สุด ก็ฝากวุฒิสมาชิกไว้อีกครั้งนะครับว่า พวกผมกับท่านเราเป็นคนไทยด้วยกัน เรารักบ้านรัก เมืองไม่แพ้กันหรอกครับ อะไรที่มีโอกาสทำงานเพื่อบ้านเพื่อเมืองพวกผมก็เต็มใจ เพียงแต่ พวกท่านให้ลดลงมานิดหน่อย อย่ามองว่าผมนั้นคิดแต่ไม่ดี พรรคเพื่อไทยคิดไม่ดีอีกแล้ว พรรคเพื่อไทยอย่างโน้นอย่างนี้ มีคนคิดอย่างโน้นอย่างนี้ ตรงนี้มันเป็นตราบาปให้กับ พวกผมครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

คุณครูครับ คือเวลาของพรรคร่วมฝ่ายค้านมี ๑๐ นาที คุณครูใช้ไป ๑๙ นาที ผมก็ไม่รู้จะไปเอาที่ไหน แถม เพราะของผมก็ไม่เหลือสักนาทีเดียว เขาบันทึกไว้ครับ ขอบคุณมากนะครับคุณครู ฟังแล้วชื่นใจ ท่านสมาชิกก็ได้อภิปรายกันครบถ้วนแล้วนะครับ ถือว่าการอภิปรายเป็นอันยุติ ตามข้อบังคับ เมื่อการอภิปรายได้ยุติตามข้อบังคับ ข้อ ๕๑ แล้ว ผู้เสนอมีสิทธิที่อภิปรายสรุป ได้อีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่ประชุมนี้จะลงมติผมจะถามเรียงไปตามลำดับ ครม. จะแถลง ขอเชิญ ครม. แถลงไหมครับ ไม่แถลงสรุปนะครับ ต่อไปก็เป็นของท่าน พันตำรวจเอก ทวี กับคณะ เชิญครับ แถลงสรุปนะครับ🔗

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมและคณะได้เป็นผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และได้นั่งฟังเพื่อนสมาชิกทั้ง ๒ ทั้งสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาอภิปราย และต้องขอชื่นชมซึ่งทุกท่านได้ใช้มุมมองและประสบการณ์ที่ผมเห็นว่า มีประโยชน์อย่างยิ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ท่านประธานและผมและเพื่อนสมาชิก อยู่ในที่นี้เขาเรียกว่า สัปปายะสภาสถาน ก็คือ รัฐสภา ซึ่งแปลว่าสถานที่มีความสงบร่มเย็น ใช้ทุนสร้างจำนวน ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท มีพื้นที่ทั้งหมด ๔๒๔,๐๐๐ ตารางเมตร มีพื้นที่ทั้งหมด ๑๒๐ ไร่ ที่ผมกราบเรียนอย่างนี้ เพราะว่าการที่จะมาอยู่ในที่นี้ได้ ก็จะต้องยอมรับว่าคนที่จะมาอยู่ในที่นี้ก็คือสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรกับสมาชิกวุฒิสภา ในส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น การจะเข้ามา ได้ก็คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เช่นเดียวกับสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งขั้นตอนการเดินทางมาถึง สภาแห่งนี้ คนที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๕๐๐ คน จะต้องเริ่มต้นที่เป็นสมาชิกพรรค การเมือง ในการเลือกตั้งปี ๒๕๖๒ เรามีพรรคการเมืองทั้งหมด ๘๑ พรรคส่งผู้สมัครเลือกตั้ง นับว่ามีพรรคการเมืองมากที่สุด ท่านประธานที่เคารพครับ กติกาที่จะเป็นพรรคการเมือง ก็คือ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ๒๕๖๐ ที่ผมถืออยู่ในมือนี้ ท่านประธานที่เคารพ ผมอยากให้วุฒิสภา ต้องให้ความเป็นธรรมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ด้วย เพราะกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญพรรคการเมืองที่ท่าน ส.ว. ที่ สนช. อาจจะมี ส.ว. บางคนร่างนั้นเมื่อปี ๒๕๖๐ ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ครั้งแรกวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๐ ถัดจากนั้นไปถึงวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๖๐ ถัดจากนั้นไปถึงวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๐ ท่านประธานทราบไหมว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะกฎหมายไม่รอบคอบ เพราะกฎหมายที่เกิดขึ้น สักแต่ว่าออกผมพูดอย่างนี้ เพราะว่าผมไปดูสถิตินั้น ๔๐๐ กว่าฉบับ ท่านใช้เวลาออกในเวลา ไม่นานนัก ๑ เดือนเป็น ๗๐ กว่าฉบับ และในจำนวนนี้ก็มี พ.ร.บ. พรรคการเมืองด้วย พอถึง วันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๐ ได้มีคำสั่ง คสช. ส.ว. คงไม่มีใครโต้แย้ง ได้ยกเลิกมาตรา ๑๔๐ มาตรา ๑๔๑ มาตรา ๑๔๒ มาตรา ๑๔๔ จำนวน ๕ มาตรา ออกกฎหมายมายังไม่เกิน ๒ เดือนเลยต้องถูกยกเลิกเพราะอะไรครับ เพราะการออกไม่ปราดเปรื่อง ไม่รอบคอบผมมอง ว่าเป็นอย่างนั้น เท่านั้นยังไม่พอท่านประธานที่เคารพครับ ต่อมาพอใกล้จะเลือกตั้ง ประมาณ ปี ๒๕๖๑ วันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๖๑ ได้มีคำสั่ง คสช.ที่ ๑๓/๒๕๖๑ ได้ให้ระงับการใช้ กฎหมายที่ท่านร่างมาคือหมวด ๓ ทั้งหมด หมวด ๓ คือหมวดว่าด้วยการส่งผู้สมัครรับ เลือกตั้ง ที่ท่านเรียกร้องระบบไพรมารีโหวต (Primary Vote) ท่านถูกระงับการใช้ คือคำสั่ง ให้ระงับการใช้มาตรา ๔๗ มาตรา ๔๘ มาตรา ๔๙ มาตรา ๕๐ มาตรา ๕๑ มาตรา ๕๒ มาตรา ๕๓ มาตรา ๕๔ มาตรา ๕๕ และมาตรา ๕๖ นี่คืออะไร ถ้าเป็นกฎหมายของ ส.ส. ร่างลักษณะอย่างนี้ท่านประธานคงไม่มีที่ยืน ท่านประธานที่เคารพทำให้ผมนึกถึงการเกิด กำเนิดของกฎหมาย คือสภาแห่งนี้อาจจะชื่อสัปปายะสภาสถาน แต่มันอาจจะเป็นสภา ปลาสองน้ำก็ได้ เพราะหลายคนพูดเนื่องจากรัฐธรรมนูญบัญญัติให้เป็นปลาสองน้ำ ผมไม่ได้บอกว่าปลาน้ำไหนดีกว่าใคร แต่ในรัฐธรรมนูญนั้นเขาบอกว่าถ้ากฎหมายควรเริ่มต้น ด้วยสภาผู้แทนราษฎร ผมมีคำกล่าวที่เคยอยู่ในเวทีอยากจะเอามาสะท้อนให้เห็นว่า การออกกฎหมายโดยคนที่หวังดีและอาจจะไม่รู้ดี ผมต้องขอประทานโทษครับมันจะ มีความรู้สึกอย่างไร ผมมีภาษามลายูซึ่งผมไม่ใช่คนมลายู แต่ท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ รัตติยาสาและ เวลาขึ้นเวทีกับผม ผมก็จะจดไว้ มันมีความรู้สึกของคนที่ถูกคนอีกกลุ่มหนึ่ง ไปปกครอง โดยเขาไม่ได้มีส่วนร่วมในการปกครอง เขาจะมีคำภาษาที่เป็นคำกลอนซึ่งสะท้อน เหมือนในสภาแห่งนี้ว่า เมื่อเป็นลูกกุ้งก็ย่อมเป็นลูกกุ้ง จะให้เป็นปลาอินทรีย์ได้หรือ เมื่อเป็น ลูกคนอื่นก็ต้องเป็นอื่น จะให้เป็นลูกของตนได้อย่างไร ท่านประธานที่เคารพ กฎหมายฉบับนี้ ออกโดย สนช. เพื่อเอามาให้ ส.ส. ใช้ในการเลือกตั้ง แค่ออกมาไปสู่การเลือกตั้ง ก็ถูกระงับการใช้และยกเลิกถึง ๑๕ มาตรา ในมาตรานั้นที่ท่านอภิปรายกัน ๒ วัน ก็คือระบบ ไพรมารีโหวต (Primary Vote) ผมอยากให้นำสไลด์ (Slide) ขึ้นสักนิดหนึ่งนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ระบบไพรมารีโหวต (Primary Vote) ที่ท่านบอกว่าดีนักดีหนา ที่ท่านชื่นชมนั้น ขนาด นายกรัฐมนตรีที่เป็นหัวหน้า คสช. ยังสั่งไม่ให้ใช้เลย การเลือกตั้งครั้งที่แล้วก็ไม่ได้ใช้ ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องของในอดีตเราแก้ไขไม่ได้ เรื่องของปัจจุบัน และเรื่องของ อนาคตเป็นเรื่องที่เราต้องรับผิดชอบ ท่านต้องยอมรับว่าพรรคการเมืองทุกคนพูด เป็นสถาบันการเมือง และถ้าในมุมมองของประชาชน สถาบันการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตยนั้นมีแห่งเดียวคือพรรคการเมืองเท่านั้น ประเทศไทยการส่งผู้สมัครเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเรายังไม่เหมือนประเทศที่มีการพัฒนาประชาธิปไตยที่ก้าวหน้า เพราะการจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของในหลายประเทศ โดยเฉพาะสถาบัน พระปกเกล้าก็ได้รวบรวมไว้ เขาไม่ต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมือง แต่ของเราต้องเป็นสมาชิก พรรคการเมือง ใน ๕๐ กว่าประเทศที่มีการรวบรวม ประมาณ ๓๘ ประเทศที่ก้าวหน้า เขาไม่ต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมือง แต่ ๑๔ ประเทศที่ส่วนใหญ่จะล้าหลังต้องเป็นสมาชิก พรรคการเมือง เราเดินทางมาถึงตรงนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ คราวนี้เราจะมาถึงที่ผม เสนอร่างการแก้ไขพรรคการเมือง บทของการร่างจะต้องเริ่มด้วยมาตรา ๕๔ ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๔ ของรัฐธรรมนูญนั้นทุกคนได้อ่าน แต่ผมจะขออ่านอีกสักรอบหนึ่งเพื่อสมาชิก และทุกคนได้รับทราบ เขาบอก บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมตัวจัดตั้งพรรคการเมือง ตามวิถีทางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามที่ กฎหมายบัญญัติ กฎหมายตามวรรคหนึ่งอย่างน้อยต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการบริหาร พรรคการเมืองที่ต้องกำหนดให้เป็นไปโดยเปิดเผยและตรวจสอบได้ เปิดโอกาสให้สมาชิก มีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางในการกำหนดนโยบายและการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง และกำหนด มาตรการให้สามารถดำเนินการโดยอิสระไม่ถูกครอบงำหรือชี้นำโดยบุคคลซึ่งมิได้เป็นสมาชิก ของพรรคการเมืองนั้น รวมทั้งมีมาตรการกำกับดูแลให้สมาชิกของพรรคการเมืองกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งไม่ได้นะครับ ท่านประธานเป็นตุลาการเก่า เป็นผู้พิพากษาเก่า ถ้าท่านดูในวรรคสองก็จะมีองค์ประกอบอยู่แค่ ๔ องค์ประกอบเท่านั้นเอง องค์ประกอบที่ ๑ ก็คือ พ.ร.บ. พรรคการเมืองอย่างน้อยต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการบริหาร ที่กำหนดโดยเปิดเผยตรวจสอบได้ ประการที่ ๒ ก็ต้องเปิดโอกาสให้สมาชิกมีส่วนร่วม อย่างกว้างขวาง กว้างขวาง ๒ เรื่อง อย่างน้อยคือการกำหนดนโยบายและการส่งผู้สมัคร รับเลือกตั้ง องค์ประกอบที่ ๓ ที่สำคัญมากที่ผมจะชี้ให้เห็นว่ามีเพื่อนสมาชิก ทำไม พรรคประชาชาติจึงยกเลิกมาตรา ๒๘ และมาตรา ๒๙ องค์ประกอบที่ ๓ คือกำหนด มาตรการให้สามารถดำเนินการโดยอิสระ ไม่ถูกครอบงำ หรือชี้นำโดยบุคคลที่ไม่ใช่สมาชิก พรรคการเมือง ท่านประธานที่เคารพครับ ปรากฏว่าเขาให้ไปกำหนดมาตรการสามารถ ดำเนินการโดยอิสระ แต่มาตรา ๒๘ กับมาตรา ๒๙ ผมไปเร็ว ๆ ท่านไปห้าม อิสระกับห้าม มันต่างกัน แล้วในกฎหมายปี ๒๕๖๐ ที่ท่านร่างมาทั้งฉบับ ท่านใช้ไม่ได้ถึง ๑๔-๑๕ มาตรา แล้วในมาตราที่มีมาตรการเพื่อให้ดำเนินการโดยอิสระนั้นท่านเอามาตรา ๒๘ กับมาตรา ๒๙ มา ซึ่งทางพรรคประชาชาติเราได้ประชุมกันหลายรอบ เราก็เห็นว่า มาตรานี้เป็นมาตราที่เป็นการ ยับยั้งความเป็นอิสระ เพราะว่าในความเป็นอิสระกับการห้ามมันตรงกันข้าม เราก็จะได้เห็น จำนวนมากมายเลยว่ามาตรานี้ใช้กำราบ ผมใช้คำพูดว่า ใช้กำราบพรรคการเมืองและสมาชิก พรรคการเมืองที่ให้ขาดความอิสระ ซึ่งเราจะเห็นได้มีหลายครั้งที่ กกต. ตัดสิทธิผู้สมัคร ที่ถือหุ้นสื่อ ตัดสิทธิก่อนที่ไปศาลรัฐธรรมนูญจำนวนมาก แล้วต่อมาพอไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ ปรากฏว่าคนที่ถูกตัดสิทธิที่มาเป็น ส.ส. ก็ยังเป็น ส.ส. อยู่ แต่ที่จำนวนมากถูกตัดสิทธิไม่ได้ลง ส.ส. มีหลายเรื่องซึ่งผมก็อยากจะพูดถึง และเราเห็นว่าในรัฐธรรมนูญฉบับนี้เราก็พบว่า มาตรการที่ป้องกันการครอบงำนั้นเราถูกเขียนไว้แล้วในมาตรา ๑๔ ซึ่งพรรคประชาชาติ ไม่ได้ไปยกเลิกเลย ในมาตรา ๑๔ นั้นเขาระบุว่าในการจะออกข้อบังคับในมาตรา ๑๕ ก็ดีคือ จะต้องไม่มีเรื่องการครอบงำ เดี๋ยวผมจะอ่านสักนิดหนึ่งก็ได้เพื่อจะให้ทราบ ในมาตรา ๑๔ นั้น ระบุว่าข้อบังคับต้องไม่มีลักษณะดังต่อไปนี้ (๑) เป็นปรปักษ์ต่อการปกครองประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และต้องไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ (๒) ขัดต่อ ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีต่อประชาชน (๓) อาจก่อให้เกิดความแตกแยก ระหว่างชนชาติ (๔) ครอบงำหรือเป็นอุปสรรคในการปฏิบัติหน้าที่โดยอิสระของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญ แล้วที่สำคัญอย่างยิ่งครับท่านประธาน การร่าง พระราชบัญญัติฉบับนี้ในระหว่างร่าง พรรคประชาชาติได้เอางานวิจัยทั้งหมดที่มีอยู่ พยายามศึกษา รวมถึงเอาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยเกี่ยวกับมาตรา ๔๕ ไว้ นั่นคือคำวินิจฉัยที่ ๕/๒๕๖๓ ลงวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ผมต้องขอโทษเพื่อนสมาชิก พรรคอนาคตใหม่ด้วยนะครับ อันนี้เป็นคำวินิจฉัย ท่านประธานทราบไหมว่าในคำวินิจฉัยนั้น เขาไปมองที่มาตรการ เขาให้ความสำคัญมาตรการ เมื่อรัฐธรรมนูญบอกให้ไปออกมาตรการ ซึ่งเป็นคำนาม เป็นประธาน แต่คุณไปเอากริยาห้ามกับอิสระนี่มันคือไปสู่การครอบงำ ปรากฏว่าเขาได้ระบุว่าตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญพรรคการเมือง ๒๕๖๐ มาตรา ๖๖ ที่ห้ามบุคคลบริจาคเงินและทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดกับพรรคการเมือง มูลค่า ๑๐ ล้านบาท หรือนิติบุคคลบริจาค ๕ ล้านบาท อันนี้คือมาตรการที่เขามาสรุป ในคำพิพากษาว่าอันเป็นมาตรการที่มิให้พรรคการเมืองถูกบุคคล หรือกลุ่มบุคคลใดอาศัย ความได้เปรียบทางการเงินมาเป็นนายทุนพรรคการเมือง เพื่อบงการหรือมีอิทธิพลครอบงำ หรือชี้นำในการดำเนินกิจการของพรรค ตามที่ประสงค์ของตนเพียงผู้เดียวหรือกลุ่มเดียว ในรัฐธรรมนูญ ในกฎหมายรัฐธรรมนูญเรื่องพรรคการเมืองที่หลายท่านสงสัยว่าการไปยกเลิก มาตรา ๒๘ และ ๒๙ นั้น ผมเห็นว่ามาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ นั้น เป็นเรื่องการครอบงำความ เป็นอิสระของพรรคการเมือง การรวมตัวเป็นพรรคการเมืองนั้น จะมี ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ เป็นเจตจำนงที่เป็นอุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่ของคนที่จะมาทำงานทางการเมือง ดังนั้นการยกเลิก มาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ จึงไม่ทำให้พรรคการเมืองขาดความอิสระมากกว่าถูกครอบงำ เพราะท่านจะเห็นว่าการวิจัยของสถาบันพระปกเกล้า เมื่อไม่นานมานี้ก็ออกมาว่า การครอบงำ หรือการชี้นำมาตรานี้ยังมีอยู่ และยังมีอยู่เห็นทั่วไป สิ่งหนึ่งผมขออนุญาต ขอโทษ ผมจะขอพูดถึงบุคคลภายนอกนายกรัฐมนตรีไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ อันนี้คือตัวอย่าง แต่ไม่ขยายออกไป เดี๋ยวจะเกิดความเสียหาย ถึงแม้ว่าในทางกฎหมาย อาจจะเอื้อมไม่ถึง แต่ในความเชื่อความรู้สึกของประชาชนนั้น มันชัดยิ่งกว่าชัดและมี มาตรานี้อยู่ ทำไมยังทำอะไรไม่ได้ อันนี้คือสิ่งที่อยากจะกราบเรียนว่าที่เพื่อนสมาชิกสงสัยว่า การยกเลิกมาตรา ๒๘ และมาตรา ๒๙ นั้น ผมมองว่าเป็นการมีมาตรการป้องกันความเป็น อิสระของอำนาจรัฐ อำนาจเงินที่การเขียนกฎหมายฉบับนี้เป็นการเขียนกฎหมายแบบอำนาจ นิยม ไม่ใช่เขียนกฎหมายแบบคุ้มครองสิทธิของประชาชน และบุคคลที่จะไปชี้ว่าห้าม ก็คือเจ้าหน้าที่รัฐที่อยู่ในดำเนินการ ดังนั้นเราจึงเห็นว่ามาตรการป้องกันการครอบงำและ การชี้นำในพระราชบัญญัตินี่มีอยู่หลายมาตราจำนวนเยอะมาก โดยเฉพาะมาตราในเรื่อง การเงิน ดังนั้นจึงกราบเรียนท่านสมาชิกวุฒิสภาที่สงสัย ทางเราวินิจฉัยแล้วว่าไม่ใช่เป็นการ ขัดรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ มีคนสงสัยยกเลิกมาตรา ๔๗ มาตรา ๔๘ มาตรา ๔๙ มาตรา ๕๐ ถึงมาตรา ๕๖ มาตรา ๕๗ ท่านประธานครับ พรรคประชาชาติ ไม่ได้ยกเลิก การเลือกตั้งครั้งที่แล้วท่านก็ถูกยกเลิก เพราะท่านเขียนกฎหมายไม่รอบคอบ ท่านต้องให้ความเป็นธรรมกับสมาชิกด้วย วันนี้ถามว่าคราวที่แล้วมีไพรมารีโหวต (Primary Vote) ไหม แล้วในข้อบังคับ ท่านไปดูข้อบังคับ มาตรา ๑๕ จำไม่ผิด ข้อบังคับหลายข้อเลย เขาจะเขียนไว้ชัดเจน จะให้มีส่วนร่วม ท่านประธานทราบไหมว่าการมีส่วนร่วมของสมาชิกนี้ พรรคเพื่อไทยอาจจะมีสมาชิกสัก ๒๐๐,๐๐๐ ท่านไปตีความนิยามสมาชิกอย่างไร ผมยังไป ตีความว่า ๑๐ ล้านคนนี้ก็ยังเป็นสมาชิกของพรรคเพื่อไทย หรือพรรคต่าง ๆ การมีสมาชิก โดยลายลักษณ์อักษร กับมีสมาชิกโดยอุดมการณ์ความเชื่อนี้ อันนี้อยากจะให้เคารพ ประชาชนด้วย ที่สำคัญครับท่านประธาน ปรากฏว่าการที่พรรคประชาชาติไปเขียนแก้ แล้วก็ มีมาตรา ๔๗ มาตรา ๔๘ นั้น เรายังมีให้สมาชิกมีส่วนร่วม คือเวลาพรรคการเมืองจะส่ง ผู้สมัครนี้ พรรคการเมืองต้องประสงค์ที่จะได้ ส.ส. จะได้มายืนในสภาแห่งนี้ ไม่มีการส่ง ที่ไม่ต้องการเป็น ส.ส. อาจจะมีก็ได้ เพื่อจะเอาคะแนนปาร์ตี ลิสต์ (Party-list) เพราะระบบ เลือกตั้งเป็นอย่างนี้ การจะส่งเป็น ส.ส. นั้น เราต้องถามประชาชน ประชาชนส่วนหนึ่ง เป็นสมาชิก ประชาชนส่วนหนึ่งก็คือประชาชนในพื้นที่ พรรคอื่นจะอย่างไรไม่รู้ แต่พรรค ประชาชาติเราก็จะทำโพล (Poll) สำรวจว่าประชาชนมีความนิยมพรรคเท่าไร ประชาชน มีความนิยมตัวบุคคลเท่าไรด้วย แล้วเราก็ไปเขียนว่าถ้าจะมีการเลือกตั้งคัดเลือกบุคคล เราต้องให้สมาชิกมีส่วนร่วมทั้งหมด แต่การจะไปถามสมาชิกทั้ง สมมติผมมีอยู่ ๒๐,๐๐๐ คนนี้ มันอาจจะยาก ผมก็ใช้ที่ประชุมใหญ่ของพรรค ก็โดยมีคณะกรรมการบริหาร มีคณะกรรมการ สรรหา แล้วเอาเข้าที่ประชุมใหญ่ แล้วที่สำคัญก็คือเราได้ถามประชาชนก่อน ผมคิดว่า กฎหมายเขาบอกให้มีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง อันนี้ผมถือว่ามีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง กว่าที่ท่านร่างมาครับท่านประธานครับ ส่วนในข้ออื่น ๆ นั้น เช่น แก้ข้อบังคับให้มีการบำรุง ตลอดเลยนะครับ ครั้งเดียว ๕๐ บาทนี้ จริง ๆ มันควรจะฟรี แต่เราก็คิดว่าเพื่อจะมีการแยกแยะ เราก็ควรจะมีสักครั้งเดียว เดิมการขาดสมาชิกคือการยกเลิกไม่จ่ายค่าบำรุง ๒ ปีนี้ เราก็ยกเลิก มาตรานี้ไป แล้วก็ที่พูดถึงการยกเลิกมาตราที่เป็นมาตรการสกัดกั้นความอิสระ สกัดกั้น สติปัญญาของสมาชิกและของประชาชน โดยให้รัฐไปห้ามเรื่องโน้นเรื่องนี้ตามอำเภอใจนี้ ที่จะเป็นอันตรายมากกว่าเป็นการป้องกันการครอบงำนี้ ผมก็ได้ยกเลิกมาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ เพราะผมเห็นว่าในมาตรา ๒๘ นี้คือทำให้พรรคขาดอิสระ ทำให้สมาชิกถูกครอบงำ และถูก ความหวาดกลัวในการดำเนินคดี พรรคประชาชาติหลายคนถูกดำเนินคดีนะครับ เพราะว่า เป็นสมาชิกพรรคอื่นมาก่อน มาเป็นสมาชิกพรรคนี้ เราถูกดำเนินคดี แล้วที่สำคัญคือ ในคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญนี้ มาตรา ๖๖ เขาถือว่าการกำหนดเงินบริจาคและมาตรานี้ ถือว่าเป็นมาตรการป้องกันการครอบงำ เขาเขียนไว้ด้วยว่าตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๕ แล้ว แล้วเราก็ยังมีปรับระบบการบริหารพรรคการเมือง ท่านประธานที่เคารพ ผมบอกไป เมื่อสักครู่นี้ว่าการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว มี ๘๑ พรรค รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถ้าพรรคการเมืองนี้ อย่างผมในสมัยหน้าอาจจะส่งแค่ ๕๐ เขตนี้ ผมจะต้องไปมีตัวแทนจังหวัดถึง ๗๗ จังหวัด หรือ ๔๐๐ เขตละครับ ๔๐๐ เขตนี้สมาชิกอาจจะต้อง ๔๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ คนนี้ ใช้เงินประมาณ ๕ ล้านบาทนี้ คือพรรคการเมือง ผมอยากให้เห็นว่าเป็นสถาบันของประชาชน เมื่อเราเปิด โอกาส เรายังไม่ให้มีการสมัครโดยอิสระ ผมก็คิดว่าควรจะให้มีแค่ตัวแทนสาขาพรรค การเมืองก็พอ และสาขาพรรคการเมืองเขาจะไปเพิ่มอย่างไร ก็ไปเพิ่มเอาอีกทีหนึ่ง แล้วก็การ แก้ไขการส่งผู้สมัคร และวิธีสมัครนี้ ผมคิดว่าจะต้องให้มีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง กว้างขวาง กว่าไพรมารีโหวต (Primary Vote) ที่ทุกคนพูดถึง เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนไว้เลย ท่านก็ไปสรุปเอาและไปคาดคั้นเอาว่าต้องมี และที่ท่านออกมากฎหมายมันใช้ไม่ได้เลย วันนี้ ยังไม่ได้ใช้เลย อันนี้คืออยากจะกราบเรียนให้เห็น ท่านประธานครับ อันนี้ก็เป็นภาพรวม ๆ ที่ขอแก้ และอีกเหตุหนึ่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เราไปเขียนว่าอาจจะยุบพรรคการเมืองได้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขียนเข้มไปกว่านั้นให้ยุบพรรคการเมืองได้ แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไม่ได้เขียนตรงไหนเลยให้ยุบพรรคการเมือง ก็ไปเอานิยามกฎหมายอื่นก็คือกฎหมาย พรรคการเมือง ซึ่งเป็นการวินิจฉัยออกมาผมคิดว่าการกระทำของศาลรัฐธรรมนูญอาจจะเป็น มุมมอง แต่ผมไม่ขอก้าวล่วง แต่ว่าถ้าเกินกว่ารัฐธรรมนูญผมไม่อยากให้หน่วยงานใดทำตัว เป็นรัฐธรรมนูญหรือไปเขียนรัฐธรรมนูญเอง ดังนั้นผมจึงคิดว่าบางมาตรา เช่น มาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ ที่เราเห็นว่าเป็นเครื่องมือที่จะยุบพรรคการเมือง เพราะไม่ใช่เป็นเครื่องมือที่เป็น มาตรการเสริมสร้างความอิสระเพื่อกันการครอบงำและการชี้นำเราก็ไปยกเลิก แล้วมี หลายมาตราเนื่องจากว่าในตัวแทนจังหวัดมีทั้งหมด ๔๐ กว่าจุด เกือบ ๕๐ จุด มันก็ดูเหมือน แก้หลายมาตรา และสิ่งสำคัญที่สุดครับ การแก้ครั้งนี้ก็เพื่อให้ไปเป็นตามรัฐธรรมนูญที่เรา แก้ใหม่ที่มันมีมาตราที่เกี่ยวข้องครับ🔗

ท่านประธานที่เคารพ ในท้ายที่สุดนี้ ผมก็อยากจะฝากเพื่อนสมาชิกครับ คือมุมมองที่ผมพูดหลายคนอาจจะไม่เห็นด้วยหรือเห็นด้วย แต่เรื่องนี้พรรคการเมือง เป็นสถาบันของประชาชน ผมก็คิดว่าถ้าเราได้เอาร่างของทุกพรรคเข้าไป ผมเชื่อมั่น ในสติปัญญาของผู้เป็นกรรมาธิการวิสามัญ แล้วผมก็เชื่อมั่นสติปัญญาของสมาชิกรัฐสภาทั้ง ๕๐๐ คนที่เราจะกลั่นกรองให้กฎหมายพรรคการเมืองที่ออกมาเป็นกฎหมายพรรคการเมือง ที่ทำเพื่อประชาชนไม่ได้ทำเพื่อคนใดคนหนึ่ง ดังนั้นผมจึงขอฝากนะครับ เพราะว่าที่ผ่านมา นั้นเราขยายอำนาจรัฐไปรุกความมั่นคงของรัฐ เราไม่เคารพสติปัญญาจินตนาการของ ประชาชน ซึ่งประชาชนเมื่อเขารวมตัวกันมาก ๆ อันนี้ก็คือเป็นความมั่นคงของประชาชน ผมไม่อยากให้ความมั่นคงของรัฐมีความหมายแคบ ผมอยากให้ความมั่นคงและความสุขของ ประชาชนเป็นนิยามคำเดียวกันครับ ขอกราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองของท่านชลน่าน ศรีแก้ว กับคณะ เชิญท่านชลน่านครับ🔗

นายชลน่าน ศรีแก้ว ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กราบขอบคุณท่านประธานครับ ที่ให้ผมได้มีโอกาสเป็นผู้สรุป อภิปรายในญัตติที่เสนอเป็นร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของพรรคเพื่อไทย ในฐานะที่ผมเป็นผู้เสนอญัตติ ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับ ของการประชุมร่วมรัฐสภาของเรา ท่านประธานที่เคารพครับ ในการสรุปญัตติของกระผมมี ความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะใช้โอกาสนี้กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกรัฐสภาที่ เคารพทุกท่านนะครับ ที่ได้ใช้เวลาตลอดทั้งวันในการอภิปรายต่อเนื่องจากเมื่อวานในการ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ฉบับนี้ ต้องขอบคุณไปยังผู้เสนอญัตติทุกท่านนะครับ ทั้ง ๖ ร่างที่ได้นำร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้เสนอต่อรัฐสภาของเรา ขอบพระคุณไปยังท่านสมาชิกที่เคารพ ทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นซีกของฝ่ายรัฐบาล ขอบพระคุณไปยังท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่าน ไม่ว่า จะเป็นซีกของฝ่ายรัฐบาล ท่านสมาชิกวุฒิสภา แล้วก็ซีกของฝ่ายค้านเราที่ได้เสดงความคิดความเห็นในการประกอบพิจารณาผมกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพว่าวาระนี้เป็นวาระรับหลักการ เหตุที่ผมเน้นอย่างนี้เป็นเพราะ มีเหตุผลที่จะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกที่มีความกังวลว่า การรับหลักการ ร่างของพรรคการเมืองบางพรรค เช่น ร่างของพรรคเพื่อไทย ร่างของพรรคก้าวไกลไปแล้วจะ ขัดกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ขัดกับหลักการ ผมจึงจำเป็นต้องเน้นย้ำในประเด็นนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ อย่างหลักการของพรรคเพื่อไทยเอง ผมกราบเรียนแต่แรก เมื่อตอนที่เสนอร่างว่า เราเองพยายามหลีกเลี่ยงการเขียนหลักการที่ไม่เป็นตามแบบของ กฤษฎีกา ไม่เป็นตามแบบของนิติวิธีของสภาผู้แทนราษฎรของเรา หรือรัฐสภาของเรา ที่กำหนดไว้ว่า ร่างแก้ไขเพิ่มเติมให้เขียนหลักการเป็นข้อ ๆ เป็นรายประเด็นและกำกับ หมายเลขของบทบัญญัติหรือมาตราที่จะแก้ไขไว้ด้วย เราทราบครับ แต่ว่าพรรคเพื่อไทยเอง พยายามที่จะเขียนหลักการเป็นลักษณะของการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ เขียนเป็นลักษณะรวม แต่เรามีเหตุผล เรามีบทบัญญัติและมีสาระบัญญัติที่ชัดเจนทั้งหมด ๒๙ มาตรา ผมเน้นย้ำอีกครั้งหนึ่งนะครับ ว่าการรับหลักการตรงนี้ไปแล้ว บทมาตราใดที่เขียนในตัวบทมาตราที่เป็นสาระบัญญัติ ถ้าท่านไม่เอา ท่านไม่ชอบ เมื่อรับไปพิจารณารวมกับร่างหลักแล้วสามารถปรับแก้แม้จะ ตัดออกก็ยังได้ เพราะไม่ขัดกับหลักการ ถ้าร่างของพรรคเพื่อไทยเขียนหลักการเป็นข้อ ๆ ไป แล้วมีสาระสำคัญอยู่ตรงนั้น ท่านก็อาจจะบอกว่ารับไม่ได้ เนื่องจากไปแก้ไขหลักการไม่ได้ อันนี้กราบเรียนเป็นเบื้องต้นท่านประธานที่เคารพ🔗

ท่านประธานครับ จากการพิจารณาทั้งหมดผมขอบคุณท่านสมาชิกที่ให้ ความคิดความเห็น ผมได้ขอให้กลุ่มงานผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้ช่วยเก็บข้อมูล รายละเอียดของแต่ละท่านทั้งหมดทุกท่าน ที่ท่านได้อภิปรายแสดงความคิดความเห็น ทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย มีข้อเสนอแนะอย่างไรเก็บไว้ทุกคนทุกท่าน ผมก็ใช้ประกอบเพื่อจะ กราบเรียนสรุปให้กับท่านประธานในประเด็นที่เป็นความเห็นต่าง เป็นความเห็นแย้ง ซึ่งกันและกัน ส่วนประเด็นที่ทุกท่านเห็นพร้อมกันเห็นด้วยกัน ผมจะขออนุญาตท่านประธาน จะพูดเพียงผ่านไปว่าต้องขอบคุณในประเด็นนั้น ๆ นี่คือสิ่งที่ใช้ประกอบจากกลุ่มงานผู้นำ ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรของที่ให้ข้อมูลมา🔗

ท่านประธานที่เคารพ ในประเด็นที่ผมจะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ไปยังเพื่อนสมาชิกหรือท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านเพื่อพิจารณาก่อนที่ท่านจะลงมติ🔗

ประเด็นที่ ๑ มีพูดกันเยอะมาก แล้วมีความเห็นต่างกันเยอะมาก และ โดยเฉพาะสมาชิกวุฒิสภาบางท่านเป็นห่วงว่าถ้ารับไปแล้วอาจจะขัดกับบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญ หรือไม่เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่กำหนดเอาไว้ โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๕ ที่เราใช้เป็นต้นแบบ ใช้เป็นหลักในการเขียนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านประธานครับ เรื่องแรก ที่มีการพูดกันเยอะที่สุดนี่นะครับ คือเรื่องของการสิ้นสภาพของ พรรคการเมือง ทั่ว ๆ ไปก็คือยุบพรรคการเมืองหรือเลิกพรรคการเมือง ประเด็นนี้ผมต้องขอ อนุญาตท่านประธานครับ ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ปี ๒๕๖๐ เป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นและมีมาตราที่ว่าด้วยการยุบพรรคการเมืองมากที่สุด ตั้งแต่ มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองมา เทียบกับปี ๒๕๕๐ มาถึงปี ๒๕๖๐ ตรงนี้ ท่านประธานครับ นอกจากจะยุบพรรคการเมืองที่ว่าด้วยการล้มล้างการปกครองหรือเป็น ปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแล้ว ในกฎหมายฉบับนี้มาตรา ๒๐ มาตรา ๒๘ มาตรา ๓๐ มาตรา ๓๖ มาตรา ๔๔ มาตรา ๔๕ มาตรา ๔๖ มาตรา ๗๒ มาตรา ๗๔ นี่คือเหตุของการยุบพรรคการเมืองตามกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพิ่มเติมเข้ามาเยอะมากครับท่านประธาน พรรคเพื่อไทยเอง เห็นว่าเหตุของการยุบพรรคการเมืองมันควรจะเป็นเหตุที่เหมาะสม เป็นเหตุที่สำคัญจริง ๆ ต่อระบบการปกครองระบบรัฐสภา ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยเฉพาะเรื่องของล้มล้างการปกครอง โดยเฉพาะเรื่องการเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครอง อันนี้ยุบเลยครับ เราคงไว้เราไม่แตะต้องเลย แต่สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาผมจะขออนุญาต ท่านประธานที่เราจำเป็นต้องยกเลิกออกไปและแก้ไขเพิ่มเติมบางมาตรา แม้ไม่ยกเลิก ก็เพิ่มรายละเอียดให้มีความชัดเจนมากขึ้น เช่น มาตรา ๒๐ ท่านประธานครับ ถ้ากระทำการ หากำไรมาแบ่งปันกันในการจัดตั้งพรรคการเมือง ยุบครับท่านประธานครับ ถ้าพิสูจน์ทราบ ได้ว่าการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาของกลุ่มที่มีอุดมการณ์เดียวกันมีลักษณะหากำไร มาแบ่งปันกัน ยุบครับ ยุบพรรคการเมือง ยกตัวอย่างเช่น พรรคการเมืองหนึ่งไปทำเสื้อขาย เพื่อหารายได้เข้าสู่พรรคการเมือง ปรากฏว่ามีคนรับไปขายต่อเป็นลักษณะการค้า พิสูจน์ได้ว่า รายได้เพียง ๑๕๐ บาทตรงนี้เป็นเรื่องแบ่งปันกัน ยุบครับ ท่านประธานครับ มันเป็นเหตุ ที่มิควรอย่างยิ่ง มาตรา ๒๘ ครอบงำชี้นำ เดี๋ยวผมจะลงรายละเอียดครับ มาตรา ๓๐ จูงใจ สมัครสมาชิกพรรคการเมือง มีพรรคการเมืองโดนไปแล้วครับ โดนกล่าวหาว่าพรรคการเมือง ใช้เงิน หรือทรัพย์สินจูงใจ หรือจ้างบุคคลมาเป็นสมาชิกพรรคการเมืองจับได้โดยยุบครับ ท่านประธานครับ มาตรา ๓๖ ตั้งสาขาพรรคการเมืองนอกอาณาเขต นอกราชอาณาจักร ท่านประธานครับ แค่ตั้งสาขานอกราชอาณาจักรก็ถูกยุบ สนับสนุนทำลายความสงบ ความมั่นคง อันนี้ถูกยุบครับ มาตรา ๔๔ มาตรา ๔๕ ก่อกวน คุกคาม ความสงบเรียบร้อย ถ้าพรรคการเมืองไปสนับสนุนการชุมนุม การทำลายสิ่งแวดล้อมยุบครับ อันนี้คือสิ่งที่เขียนไว้ ซึ่งเป็นเรื่องที่กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ มันเป็นเหตุให้ยุบพรรคการเมือง ง่ายเกินไป ง่ายเกินไปโดยเฉพาะในสภาวะที่เป็นวิกฤติทางการเมือง มีการต่อสู้ทางการเมือง มีการกลั่นแกล้งทางการเมืองเหตุเหล่านี้ล้วนเป็นเหตุให้เกิดการยุบพรรคการเมือง ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลง แต่การแก้ไข เปลี่ยนแปลงนั้นพรรคเพื่อไทยเองก็เคารพครับท่านประธานครับ เคารพในสิ่งที่จะคงไว้ ยกตัวอย่าง เช่น มาตรา ๔๕ ที่ผมกราบเรียนไปแล้ว พรรคเพื่อไทยเราไม่ได้ยกเลิกทั้งหมด นะครับ ท่านประธาน มาตรา ๔๕ ที่ผมพูดถึงเมื่อสักครู่นี้เป็นการที่พรรคการเมืองหรือผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมืองส่งเสริมหรือสนับสนุนให้มีการกระทำการก่อกวน คุกคามความสงบ เรียบร้อยศีลธรรมอันดีของบ้านเมือง ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม นี่เป็นเหตุให้ยุบ พรรคการเมือง พรรคเพื่อไทยเราเองเราไม่ได้ยกเลิกวรรคหนึ่งนี้ยังคงไว้นะครับ ถ้ามีพฤติการณ์ พฤติกรรมอย่างนี้ก็สามารถส่งศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคการเมืองได้ แต่สิ่งที่เราเพิ่มเติมให้มี ความชัดเจนมากขึ้นโดยเขียนในวรรคสอง ท่านประธานครับ มิให้ใช้บังคับกับการแสดง ความคิดเห็นหรือติชมโดยความสุจริต พรรคการเมืองแสดงความเห็นติชมการกระทำ ที่ผมกล่าวไปเมื่อสักครู่นะครับ เช่น มีการชุมนุมเรียกร้องเราก็แสดงความเห็นไป หรือเป็นการช่วยเหลือสนับสนุนบุคคล ในการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ หลายพรรคการเมืองถูกกล่าวหาว่าไปส่งเสริม สนับสนุนการชุมนุม ทั้งที่การชุมนุมนั้นเป็นการชุมนุมสาธารณะที่เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ อย่างนี้ถ้าไม่เขียนไว้ให้ชัดเจน พรรคการเมืองมีสิทธิถูกยุบได้เลยเพราะข้อกล่าวหาท่าน มันสามารถตีความไปในมุมที่สามารถทำลายล้างทางการเมืองได้ในภาวการณ์ที่พรรคการเมือง อยู่ในภาวะวิกฤติทางการเมือง อันนี้คือตัวอย่างท่านประธานครับ🔗

เรื่องต่อไปครับท่านประธาน เป็นการยุบพรรคการเมืองเช่นกัน คือสิ้นสภาพ พรรคการเมืองเช่นกัน พรรคเพื่อไทยเราเขียนเอาไว้ในมาตรา ๙๑ ที่เราแก้ไขเพิ่มเติม เหตุของการเลิกพรรคการเมืองตามข้อบังคับ ซึ่งเป็นเหตุเสมือนยุบพรรคการเมือง สมาชิก ที่เป็นสมาชิกสังกัดพรรคการเมืองนั้นสามารถย้ายไปสังกัดพรรคการเมืองอื่นภายใน ๓๐ วัน เหมือนการยุบพรรค เราก็เพิ่มความให้ชัดเจนขึ้นว่า ถ้าจะเลิกพรรคการเมืองตามข้อบังคับ ต้องเป็นเรื่องสำคัญครับท่านประธาน ต้องเป็นเรื่องสำคัญที่พรรคการเมืองนั้นไม่อาจดำเนิน กิจกรรมทางการเมืองต่อไปได้ ต้องพิสูจน์ให้ชัดเจนครับว่าเรื่องนั้นมันเรื่องสำคัญว่า ไม่มีความสามรถที่จะดำเนินกิจกรรมทางการเมืองต่อไป แล้วที่สำคัญต้องเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ พรรคการเมืองมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ยุบ ไม่อย่างนั้นมันจะเกิดปรากฏการณ์การยุบพรรค การเมืองตัวเองเพื่อไปรวมกับพรรคการเมืองอื่น ซึ่งรัฐธรรมนูญเอง กฎหมายพรรคการเมือง เองก็ห้ามควบรวมแต่ท่านใช้ช่องทางนี้ได้ ด้วยอ้างว่าเลิกตามข้อบังคับเลิกได้ครับ แต่ขอให้ เป็นเรื่องสำคัญและมีมติเป็นเอกฉันท์ของที่ประชุมใหญ่ของพรรคการเมือง นี่คือสิ่งที่ พรรคเพื่อไทยเราเองพยายามจะเสนอและกราบเรียนไปยังเพื่อนสมาชิกที่เคารพ ท่านสมาชิก วุฒิสภา แม้จะเกินเลยจากการแก้ไขบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ ๑ ที่เราแก้มาตรา ๘๓ เราแก้มาตรา ๘๖ เราแก้มาตรา ๙๐ จริงอยู่ครับ ถ้าแก้ก็แก้เฉพาะมาตราที่ว่าด้วย จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อ จำนวน ๑๐๐ คน ที่ต้องปรับแก้ไป เท่านั้น แต่การแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองต้องแก้แล้วพิจารณา ในที่ประชุมร่วมรัฐสภาท่านประธานครับ มันยากมากท่านประธานที่จะเอาเข้าสู่การประชุมได้ เพราะฉะนั้นถ้ามีโอกาสการแก้ไขนั้นไม่ไปขัดกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นการละเมิด รัฐธรรมนูญและไม่เป็นการยกเลิกเพิกถอนสิ่งที่ควรจะเป็นอยู่ในรัฐธรรมนูญมันก็สามารถ ทำได้ ก็อยากให้สภาได้ช่วยกันพิจารณาครับ เพราะมันเป็นโอกาส เพราะจุดมุ่งหวังของเรา เราต้องการสร้างพรรคการเมืองที่เข้มแข็ง เราต้องการสร้างการมีส่วนร่วมของพรรคการเมือง เราต้องการให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมือง การบริหารพรรคการเมืองที่เขียน ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๕ นี่นะครับ ท่านประธานครับ วรรคสองกำหนดไว้เลยว่า กฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองอย่างน้อยต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของพี่น้อง ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการส่งผู้สมัคร การกำหนดนโยบาย คำนึงถึงความเป็นอิสระ อย่างน้อยต้องมีสิ่งนี้ ความเป็นอิสระในการดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองปราศจาก การครอบงำ ชี้นำ และอย่างน้อยต้องมีการตรวจสอบหรือมีมาตรการในการควบคุมสมาชิก พรรคการเมืองไม่ให้กระทำผิดกฎหมาย อันนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ เราก็ยึดถือตามนั้น นะครับท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมได้กราบเรียนไป เราเขียนให้รองรับและมั่นใจ ว่าไม่ได้ไปขัดกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและไม่ได้ไปยกเลิกในสิ่งที่รัฐธรรมนูญต้องการ ที่บัญญัติว่าอย่างน้อยต้องมี🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องต่อไปที่มีการพูดกันเยอะมากและเป็น ข้อถกเถียงนะครับ บางท่านก็พูดเป็นทำนองว่า อย่างร่างของพรรคเพื่อไทยเองไปยกเลิก การดำเนินการตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แล้วก็ไปยกเลิกกฎหมายเดิมซึ่งต้องเขียนให้ สอดรับกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ การทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) ครับ หรือการ เลือกตั้งเบื้องต้น ท่านประธานที่เคารพครับ การเลือกตั้งเบื้องต้นหรือการทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) มันมี ๒ เรื่องที่ผมจะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานไปที่เราแก้ไข เพิ่มเติมครับ🔗

เรื่องที่ ๑ การที่พรรคการเมืองจะส่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมัครในแต่ละ เขตนะครับ เดิมต้องมีตัวแทนพรรคการเมืองประจำเขตเลือกตั้งนั้น กรณีถ้ามีสมาชิก พรรคการเมืองอยู่ในเขตเลือกตั้งนั้นเกิน ๑๐๐ คนไปต้องทำตัวแทนพรรคการเมืองประจำ เขตเลือกตั้ง ผมต้องเน้นอย่างนี้จริง ๆ ครับ นั่นเจตนารมณ์เดิมของกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ปี ๒๕๖๐ เราเห็นว่ามันเป็นปัญหามาก รวมทั้งจะไปทำ การเลือกเบื้องต้นตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ประจำเขตเลือกตั้งนั้นก็ไปดำเนินการ ในการเลือกตั้งเบื้องต้น เราเห็นว่ามันเป็นปัญหากับการดำเนินการ ทำให้พรรคการเมือง ไม่สามารถที่จะเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนมามีส่วนร่วมได้มีข้อจำกัดมาก เราก็เลยแก้ไข ท่านประธานครับ🔗

แก้ไขเรื่องแรกคือ ๑. พรรคการเมืองกรณีเขตเลือกตั้งใดหรือจังหวัดใด ไม่มีสาขาพรรคการเมือง เราแก้ไขให้มีตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ตัดนามสกุลออก ตัดนามสกุลออกเลย ขอให้มีตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดเท่านั้น และที่มามาอย่างไร มาโดย ๑. ในจังหวัดนั้นถ้ามีสมาชิกพรรคการเมืองของพรรคนั้นเกิน ๒๕๐ คนไป ให้จัดตั้ง ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ถ้ามีสมาชิกเกิน ๒๕๐ กฎหมายเดิมบอกว่า ๑๐๐ ต่อ ๑ เขต จัดตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด แต่เราเปลี่ยนมาเป็นรูปแบบของ ประจำจังหวัดให้เหมือนชื่อจริง ๆ เลย ก็คือถ้าจังหวัดนั้นมีสมาชิกของพรรคเพื่อไทยเรา เกิน ๒๕๐ อย่างจังหวัดน่านบ้านผมก็ให้มีการจัดตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด จัดตั้งอย่างไรท่านประธานครับ🔗

เรื่องที่ ๒ จัดตั้งโดยให้สมาชิกพรรคการเมืองของเราในที่ประชุมของ พรรคการเมืองมีสมาชิกมาประชุมกันเกิน ๑๐๐ คนขึ้นไป ก็ลงคะแนนเลือกเลย โดยให้เรา ความสำคัญกับเขตเลือกตั้งด้วยไหมครับ ถ้าจังหวัดน่านบ้านผมมี ๓ เขตเลือกตั้ง ให้สมาชิก ๑ คน เลือกตัวแทนพรรคการเมืองในแต่ละเขตได้ ๑ คนครับ ๑๐๐ คนมาเลือกเลยจังหวัด น่านบ้านผมมีสมาชิกเลือกมาแล้วจะได้ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดไม่น้อยกว่า ๓ คนครับ ผมยกตัวอย่างไปแล้ว มหาสารคาม ๗ เขตต่อไปนะครับ ก็ได้ ๗ คน อุดรธานี ๑๐ เขตได้ ๑๐ คนครับ เลือกมาเลยเป็นตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดเสมือนเป็น องค์คณะครับ เดิมเลือกไว้แล้วแต่จำนวนไม่เกิน ๓ คน ไม่เกิน ๕ คน กฎหมายเดิมเป็นอย่างนั้น บางจังหวัดบางเขตเลือกไว้คนเดียว เจ็บเป็นป่วยตายไปต้องมาทำกันใหม่หมด ยุ่งยากมาก ท่านประธานครับ ทำไม่ง่าย เพราะฉะนั้นแก้ปัญหาเรื่องที่ ๒ ตรงนี้ก่อน🔗

เรื่องที่ ๓ ท่านประธาน เมื่อได้ตรงนี้แล้ว เรายังคงหลักการทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) หรือการเลือกตั้งเบื้องต้นอยู่นะครับ พรรคเพื่อไทยไม่ได้ยกเลิกสมาชิก บางท่านอาจจะเข้าใจผิดหรืออาจอ่านคลาดเคลื่อน ท่านไปดูการแก้ไขมาตรา ๕๐ ของพรรคเพื่อไทยเราครับ เรายังคงให้มีการทำเลือกตั้งเบื้องต้นหรือไพรมารีโหวต (Primary Vote) อยู่ แต่การทำของเราเราไม่ทำเป็นรายเขต องค์คณะของพรรคการเมือง ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ๑๐ ท่าน สมมติมี ๑๐ เขต มาจัดประชุมครับ เชิญสมาชิกในจังหวัดนั้น หรือในเขตเลือกตั้งมาประชุม องค์ประชุม ๑๐๐ เลือกว่าที่ผู้สมัคร หรือผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ถูกส่งจากกรรมการสรรหาลงมา มาให้คะแนนสมาชิก ๑ ท่าน ลง ๑ คะแนน สำหรับผู้ประสงค์จะสมัครรับเลือกตั้ง และส่งกลับขึ้นไปให้กรรมการบริหาร เรายังมีอยู่ เรายังมีการทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) ยังไม่ตัดไป เพราะฉะนั้น เรื่องไพรมารีโหวต (Primary Vote) ต้องเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิก ด้วยความเคารพว่าเรายังคงไว้ เพราะเราเห็นว่ามาตรา ๔๕ ของรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่า ให้มีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง แม้ไม่เขียนคำว่า การเลือกตั้งเบื้องต้นไว้ในรัฐธรรมนูญนะครับ แต่การยกร่างกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญสมัยนั้นมีเจตจำนง มีการพูดเรื่องไพรมารีโหวต (Primary Vote) เอาไว้เยอะมาก เราก็เกรงว่าถ้าเราไม่เขียนเรื่องนี้ไป ร่างของเราจะไม่ได้รับหลักการ จากท่านสมาชิกที่มีเจตจำนงอยากให้มีไพรมารีโหวต (Primary Vote) เราก็ไม่แตะ ท่านประธานที่เคารพครับ นี่คือเรื่องที่ ๒ ที่มีการถกเถียงและมีความเห็นต่างกันอย่างมาก🔗

เรื่องที่ ๓ ครับท่านประธาน เรื่องนี้ไม่พูดคงไม่ได้ จริง ๆ ยังอยู่ในเหตุของการ ยุบพรรคการเมืองหรือทำให้พรรคการเมืองสิ้นสภาพ ท่านประธานครับ เราแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ ผมเน้นย้ำแต่แรกนะครับ เพื่อความชัดเจน เราไม่ได้ยกเลิกมาตรา ๒๘ ไม่ได้ยกเลิกมาตรา ๒๙ แม้ว่าบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๕ มีเจตจำนง มีจุดมุ่งหมาย ชัดว่า ให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมืองอย่างเป็นอิสระ ปราศจากการควบคุม ครอบงำ ชี้นำจากบุคคลภายนอก ต้องไปกำหนดมาตรการมา ทำอย่างไรให้เขามีความ เป็นอิสระเหมือนที่ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ได้กรุณาอภิปรายไปเมื่อสักครู่ ขออนุญาต เอ่ยนามท่าน ท่านบอกว่าการเขียนแบบนี้มันเป็นการละเมิดเจตจำนงของรัฐธรรมนูญ ห้ามมิให้พรรคการเมืองยินยอมหรือกระทำการอันใด นี่คือมาตรการของท่านนะครับ ห้ามไม่ให้บุคคลภายนอกมากระทำ อันนี้คือมาตรการของท่านในมาตรา ๒๙ มาตรา ๒๘ มาตรการมีนิดเดียวเองครับ ห้ามพรรคการเมืองยินยอมหรือกระทำการอันใด ให้บุคคลภายนอกที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคการเมืองมาครอบงำ ชี้นำ ควบคุมพรรคการเมือง ในกิจกรรมทางการเมือง โดยทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกพรรคการเมืองนั้นขาดความ เป็นอิสระไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม นี่คือมาตรการของท่านบอกว่า เพื่อให้พรรคการเมือง มีความเป็นอิสระ ท่านเลยห้ามพรรคการเมืองไม่ไปเชื้อเชิญ ไม่ไปบอกใครมาทำการอันใด ที่เข้าข่ายลักษณะนี้ มีสมาชิกหลายท่านเป็นห่วงว่า พรรคเพื่อไทยไปแก้เหมือนไปสอดไส้ หรือไปเชื้อเชิญบุคคลภายนอกมาครอบงำ ชี้นำ ท่านไปอ่านวรรคสองที่เราเขียนไว้นะครับ เราเขียนไม่ชัดครับ เราป้องกันไม่ให้เกิดการตีความในวรรคหนึ่งที่เกินเลย เกินความจำเป็น เป็นเหตุให้ไปกลั่นแกล้งพรรคการเมืองและเกิดการยุบพรรคการเมืองได้ เพราะมาตรานี้โทษ ยุบพรรคการเมืองครับ เราเคยเขียนชัดครับว่า ความในวรรคหนึ่ง มิให้นำมาใช้กรณีที่เป็นการ ให้คำชี้แนะ ให้คำปรึกษา ให้คำแนะนำ ให้ข้อมูลกับพรรคการเมืองและพรรคการเมืองนั้น นำไปเป็นกิจกรรมของพรรคการเมืองครับ มันชัดเจนครับ มีบางท่านบอกว่าก็บุคคลภายนอก ไปนั่งประชุมร่วมกับกรรมการบริหารและมีมติออกมา อันนี้ละครับท่านประธาน คือการ กระทำของกรรมการบริหารพรรค ไปเชิญบุคคลภายนอกมานั่งประชุมร่วมและมีการลงมติ อันนี้ยุบพรรคได้ ผมไม่ว่าเลย ผมไม่ว่าครับ ไม่มีกรรมการบริหารท่านไหน ท่านอ่านมาตรานี้ ตีความวรรคหนึ่งไม่ออกก็สมควรจะต้องยุบพรรคละนะครับ เชิญมานั่งหัวโต๊ะและนั่งประชุม และช่วยกันกำหนดมติ และที่สำคัญทำให้พรรคการเมืองขาดความเป็นอิสระ คำนี้ต้องติดอยู่ ตลอดท่านประธาน แต่เขามาแล้วพรรคการเมือง ผมก็มีอิสระในการแสดงความคิดความเห็น สมาชิกก็แสดงความคิดความเห็นอย่างอิสระมันก็ไม่เข้าข่าย ก็ต้องไปตีความกันอีก ด้วยความ เคารพท่านประธานครับ เราแก้ไขเพิ่มเติมให้มีความชัดเจนมากขึ้น แต่ยังคงหลักการว่า คนนอกต้องไม่ครอบงำ ไม่ชี้นำ ทำให้พรรคการเมืองขาดความเป็นอิสระได้ ก็กราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพครับ ว่ามาตรานี้อยากให้ท่านสมาชิกได้เข้าใจครับ เราไม่มีการ สอดไส้ ใครจะมาจากไหนก็แล้วแต่ เป็นคำเสนอแนะ คำชี้นำ ส่วนกรรมการบริหารจะนำมา ไม่นำมา ตรงนั้นเป็นข้อตัดสิน ถ้านำมาแล้วมันไม่ได้เกิดไปครอบงำให้สมาชิกขาดความเป็น อิสระมันก็ทำได้ จริง ๆ แล้วไม่จำเป็นต้องเขียนนะครับท่านประธาน วรรคสองไม่จำเป็น จริง ๆ ครับ โดยสามัญสำนึกมันก็ไม่ควรเขียน แต่ว่าบ้านนี้เมืองนี้ไม่เขียนไม่ได้ครับ โดนมาเยอะแล้ว เจ็บมาเยอะแล้วท่านประธานครับ ก็เลยจำเป็นต้องเขียนอะไรที่แบบเปิ่น ๆ แบบไม่จำเป็นต้องเขียนให้มันรกรุงรังอย่างนี้ เพื่อจะบอกกับสภาแห่งนี้ว่า อะไรที่รกรุงรังก็จำเป็นนะ เพราะที่นี่คนมันคิดต่างกันเยอะ โดยคนคิดต่างและทำลาย มันเลยจำเป็นต้องป้องกันไว้🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ๓ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่นอกจากนั้นมันเป็นเรื่อง ที่หลายฝ่ายทุกคนเห็นชอบเห็นพ้องต้องกัน โดยเฉพาะประเด็นของการเข้ามาเป็นสมาชิก พรรคการเมือง ที่มีคุณสมบัติอย่างล้นเกินที่กำหนดไว้ เราเห็นว่าไม่จำเป็นต้องเอาคุณสมบัติ ของผู้มีสิทธิรับสมัครเลือกตั้งมาใช้ในมาตรา ๙๘ ของรัฐธรรมนูญ เราก็ขอยกตรงนั้นออกไป เป็นสัญชาติไทย ไม่ว่าจะโดยการเกิด ด้วยการแปลงสัญชาติมาอายุเกิน ๑๘ ปี ไม่มีลักษณะ ต้องห้าม ติดยาเสพติด ไม่เป็นพระภิกษุสงฆ์ นักบวช นักพรตอะไรต่าง ๆ แค่นี้พอแล้ว ท่านประธานครับ ในการเข้าสู่การเป็นสมาชิกพรรคการเมือง เพราะถือว่าส่งเสริมการมีส่วนร่วม รวมทั้งค่าบำรุงพรรคการเมือง พรรคเพื่อไทยระบุชัดว่าให้ไปกำหนดในข้อบังคับครับ ซึ่งมัน ก็ขึ้นกับสภาพของพรรคการเมืองนั้น ๆ ว่าเขาจะกำหนดอย่างไร ถ้าฐานะดี เศรษฐกิจดี คนมีส่วนร่วมคนแย่งกันไปเป็นสมาชิกเขาอาจจะกำหนดล้นเกินไว้ก็ได้ครับ เพราะไม่อยากรับ สมาชิกเยอะ แต่ถ้าเดินไป ๗ จังหวัดแล้วไม่มีคนมาสมัครสักคนท่านเขียนไว้ ๑๐๐ คน ก็ไม่สมัคร บาทเดียวก็ไม่สมัคร ผมอาจจะเขียน ๑ สลึง หรือ ๐ บาท มันก็แล้วแต่สถานการณ์ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นด้วยความเคารพเรื่องนี้ผมคิดว่าสิ่งที่เป็นประเด็น สิ่งที่เป็น ปัญหาที่มีความเห็นต่างกัน ยินดียอมรับครับ ผมยินดียอมรับอย่างยิ่ง และที่สำคัญอยากจะ ฝากท่านประธานไปยังท่านสมาชิกครับ ร่างทั้ง ๖ ร่าง สมาชิกพรรคเพื่อไทยอภิปรายแล้ว ขอบคุณสมาชิกหลายท่านที่อภิปรายพร้อมจะสนับสนุนเอาสิ่งที่เป็นสาระบัญญัติของแต่ละ ร่างเข้ามาผสมกัน มาคิดร่วมกันในชั้นกรรมาธิการ ก็จะเป็นประโยชน์กับพรรคการเมือง จะเป็นประโยชน์กับสถาบันทางการเมืองและเป็นประโยชน์กับระบบการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มันเป็นประโยชน์กับท่านประธานครับ ฝากท่านประธานไปยังท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านช่วยกันครับ ขอให้รับไปทั้งหมดเถอะครับ ส่วนอันไหนที่จะปรับจะแก้จะตัด ผมบอกไว้ตั้งแต่ต้นแล้วเลยของพรรคเพื่อไทยยินดีครับ เพราะว่าหลักการเราเขียนไว้ให้ท่านกว้างมาก ท่านไม่ต้องกลัวว่าจะขัดหลักการ ท่านไม่ต้อง กลัวว่าจะขัดรัฐธรรมนูญ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติบ้านเมืองกรุณารับไปเถอะครับ เรามาช่วยกันปรับแก้ในชั้นกรรมาธิการ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านชลน่าน ต่อไปเป็นร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของท่านวิเชียร ชวลิต กับคณะ ท่านจะมอบหมายให้ท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ เป็นผู้กล่าวสรุปแทนนะครับ เชิญท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ ครับ🔗

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมต้อง ขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลที่ได้ร่วมกันเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และได้มอบหมายให้กระผมเป็นผู้สรุป ในนามผู้เสนอจากทุกพรรคครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะกราบเรียน เป็นเบื้องต้นว่า ผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกในรัฐสภานี้ที่เสนอร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๖ ฉบับนี้มา ต่างก็มีความปรารถนาดีที่ต้องการจะดำเนินการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญนี้ ให้อนุวัติเป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่เราแก้ไขเพิ่มเติม ปี ๒๕๖๐ (ฉบับที่ ๑) พ.ศ. ๒๕๖๔ ครับ ผมอยากจะกราบเรียนเบื้องต้นว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้น พวกเราในรัฐสภาแห่งนี้ละครับ ท่านประธานที่ได้ร่วมการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญจนประสบความสำเร็จครับ พวกเราก็พยายามกันหลายครั้งหลายคราว ทั้งเสนอในการที่จะขอแก้ไขทั้งฉบับ และต่อมา ก็แก้ไขเป็นรายมาตรา และในท้ายที่สุดก็ประสบความสำเร็จในการขอแก้ไขในมาตรา ที่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๘๓ มาตรา ๖๙ มาตรา ๙๑ ผมอยากจะกราบเรียนว่าผมฟังเพื่อน สมาชิกในรัฐสภานี้ได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวางแล้ว ผมคิดว่าเราเห็นตรงกันครับว่า ถ้าเรา ไม่สามารถที่จะทำให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมือง และเป็นประชาธิปไตยภายใน พรรคการเมืองได้เราก็ไม่สามารถที่จะทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองของเรา เป็นประชาธิปไตย ที่แท้จริงได้ครับ เพราะฉะนั้นก่อนที่ผมจะเริ่มต้น ในการสรุปสาระบัญญัติของพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ผมก็อยากจะทบทวนแนวความคิดนิดหนึ่งครับว่า แนวความคิดในการที่เราอยากแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับพรรคการเมืองนั้น เรามีแนวความคิด หลักอย่างไรครับท่านประธาน บังเอิญว่าผมเป็นคนหนึ่งที่ได้มีโอกาสเป็นคณะกรรมาธิการ แก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองเมื่อปี ๒๕๔๒ มีท่านยุวรัตน์ กมลเวชช เป็นประธาน ขอประทานโทษที่เอ่ยนามท่าน ในสมัยนั้นเราก็มีการปฏิรูปทาง การเมืองและมีกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เราก็คาดหวังว่าพรรคการเมืองจะเป็น องค์ประกอบสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ตามที่ผมกราบเรียนไปแล้วว่า ถ้าเราไม่ สามารถที่จะทำให้พรรคการเมือง เป็นสถาบันทางการเมืองและมีประชาธิปไตยภายในพรรค ได้ เราอย่าหวังเลยว่าเราจะทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองของเราเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงได้ แนวคิดสำคัญในการที่จะแก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองนั้นมี ๓ แนวคิด🔗

แนวคิดแรก คือแนวคิดในการควบคุมพรรคการเมือง แนวคิดนี้มีอยู่ในหลาย ประเทศที่เป็นประเทศแบบรวมศูนย์อำนาจ ก็จะออกกฎหมายขึ้นมาควบคุมพรรคการเมือง แม้กระทั่งมีกฎหมายขึ้นมาให้มีพรรคการเมืองได้เพียงพรรคเดียว🔗

แนวคิดที่ ๒ คือแนวคิดในการส่งเสริมพรรคการเมือง แนวคิดนี้เป็นแนวคิด ในประเทศที่พัฒนาประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง เช่น ประเทศอังกฤษ ประเทศเยอรมัน หรือประเทศสหรัฐอเมริกา เขาก็มีกฎหมายในการที่จะไปควบคุมพรรคการเมืองน้อยมาก หรือบางประเทศไม่มีกฎหมายว่าด้วยพรรคการเมืองโดยเฉพาะครับ เพราะต้องการให้ พรรคการเมืองนั้น เป็นการรวมตัวของประชาชนของกลุ่มผลประโยชน์ของผู้ที่มีอุดมการณ์ เดียวกันเหมือนกันมาทำหน้าที่ในทางการเมืองครับ🔗

แนวคิดที่ ๓ ก็คือแนวคิดในการที่จะผสมผสาน ในการที่จะส่งเสริม พรรคการเมืองและในขณะเดียวกันก็เห็นว่ามีบางเรื่องที่เราต้องควบคุมพรรคการเมือง ในประเทศไทยของเราก็มีวิวัฒนาการกฎหมายพรรคการเมืองมาตั้งแต่ปี ๒๔๘๙ ในขณะนั้น กฎหมายก็ไม่ได้ควบคุมพรรคการเมืองอะไรครับ ปี ๒๕๒๔ ก็ไม่ได้บังคับว่าต้องเป็นสมาชิก พรรคการเมือง แต่หลังจากนั้นมาเราก็มีปัญหาในการทำงานในสภา จนมีการพูดถึงว่าเป็น สภาฝักถั่วบ้าง ส.ส. เปลี่ยนพรรคเหมือนเปลี่ยนคอกได้บ้าง ในท้ายที่สุดแนวความคิดของ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๒ เราจึงมีหลักความคิดว่าเราจะต้องบังคับให้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นสมาชิกพรรคการเมือง และถ้าหากขาดการเป็นสมาชิก พรรคการเมืองก็ขาดจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานที่เคารพครับ นี่คือหลักคิดใหญ่ ๆ ที่ผมอยากจะกราบเรียนให้เพื่อนในสภาแห่งนี้ได้ร่วมกันมองให้เห็นภาพ ว่า วันนี้ที่เราจะพูดถึงต่อไปนั้น หลักมันอยู่ที่ตรงไหนครับ และแน่นอนที่สุดครับท่านประธาน ผมคิดว่าวันนี้ แม้แต่ท่านผู้นำฝ่ายค้านพูดถึงเมื่อสักครู่ เราก็อยากจะเห็นว่าพรรคการเมืองที่เราคาดหวังนั้นเป็นอย่างไรครับ ผมคิดว่าพรรคการเมือง ที่เราคาดหวังนั้นก็มีอย่างน้อย ๓ ประการครับท่านประธาน🔗

ประการแรก คือเราต้องการเห็นการรวมกลุ่มของผู้ที่มีอุดมการณ์หรือกลุ่ม ผลประโยชน์หรือกลุ่มตัวแทนของพี่น้องประชาชนที่ต้องการตั้งพรรคการเมืองให้เขาสามารถ ตั้งพรรคการเมืองได้ง่าย และไม่มีข้อจำกัดในการที่จะเป็นสมาชิกพรรค🔗

ประการที่ ๒ เราต้องส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการของ พรรคการเมืองทุกขั้นตอน แล้วก็ต้องมีสิทธิในการตัดสินใจในแต่ละระดับ ไม่ว่าจะเป็นสาขา พรรค กรรมการบริหารพรรค หรือแม้แต่การเป็นรัฐมนตรี หรือจัดตั้งรัฐบาลของพรรค การเมืองครับท่านประธาน และ🔗

ประการที่ ๓ พรรคการเมืองนั้นต้องเป็นสถาบันทางการเมืองครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่าผมต้องขอกราบขอบพระคุณเพื่อนสมาชิกรัฐสภานี้หลายท่าน ที่ได้เอ่ยว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคหนึ่งที่เป็นสถาบันทางการเมือง ผมคนหนึ่งที่มีโอกาส เป็นสมาชิกพรรคนี้มา ๓๐ กว่าปี ท่านประธาน และผมก็เป็นนายทะเบียนพรรคการเมือง เป็นเหรัญญิกพรรคการเมือง เป็นรองหัวหน้าพรรคภารกิจที่มีส่วนร่วมในการที่บริหาร พรรคการเมือง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมจะสรุปต่อไปนี้จะต้องอยู่บนหลักของทฤษฎีและหลักของ ความเป็นจริง ผมคิดว่าสิ่งที่เราอาจจะคาดหวังมากเกินไปเป็นอุดมคติ แต่ในความเป็นจริง ก็ไม่สามารถที่จะเป็นจริงได้ หลายเรื่องในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เป็นเรื่องของความคาดหวัง ของผู้ร่างที่อาจจะไม่เคยเป็นนักการเมืองและไม่เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลายเรื่อง ที่ออกมาแล้วผู้ปฏิบัติซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติจริงก็ไม่สามารถไปปฏิบัติได้ หรือแน่นอนที่สุดครับ หลายเรื่องที่คิดว่าผู้ปฏิบัติคือนักการเมืองควรที่จะรับไปปฏิบัติอย่างแท้จริง แต่ว่าในท้ายที่สุด เราก็หาช่องทางที่จะทำให้เกิดปัญหาและนำไปสู่การฟ้องศาล นำไปสู่การฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ เหล่านี้เป็นต้น ผมจึงกราบเรียนกับประธานว่าก่อนที่จะลงไปในรายละเอียดของกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ทำไมเราจึงถกเถียงกัน ผมไม่โทษฝ่ายไหนเลย เพราะว่าในคราวนี้มาจากการที่เราแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ (ฉบับที่ ๑) ปี ๒๕๖๔ เราแก้ไข มาตรา ๘๓ ครับ ผมขอทบทวนนิดหนึ่งครับท่านประธาน มาตรา ๘๓ นั้นเราได้ไปแก้ไขว่า ให้สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิก จำนวน ๕๐๐ คน โดยเป็นสมาชิกซึ่งมาจากการ เลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน ๔๐๐ คน และสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชี รายชื่อ จำนวน ๑๐๐ คน เราได้แก้ไขมาตรา ๘๖ ครับท่านประธานว่า การกำหนดจำนวน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่แต่ละจังหวัดจะพึงมี และการแบ่งเขตเลือกตั้งให้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้ก็ว่าในรายละเอียดในมาตรา ๘๖ ครับท่านประธาน และที่สำคัญคือเราได้แก้ไข มาตรา ๙๑ ว่า การคำนวณสัดส่วนผู้สมัครรับเลือกตั้งตามบัญชีรายชื่อของแต่ละ พรรคการเมืองที่จะได้รับการเลือกตั้งให้นำคะแนนแต่ละพรรคการเมืองได้รับการเลือกตั้งมา รวมกันทั้งประเทศ ก็ว่าไปตามลำดับ แต่ที่สำคัญก็คือบอกว่า หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข ในการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ การออกเสียงลงคะแนน การประกาศผลเลือกตั้งตามลำดับ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และให้เป็นไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่า ด้วยพรรคการเมือง พรรคการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องในส่วนไหนครับผมคิดว่าในวันนี้ถ้าเราจะ เจาะจงลงไปเราก็เห็นได้อย่างชัดเจนครับว่า ที่เสนอร่างขึ้นมาทั้ง ๖ ร่างนั้น พวกเราต่างมี เจตนารมณ์ตรงกันว่า เป้าหมายที่สำคัญก็คือว่าเราต้องการจะแก้ไขเพื่ออนุวัติให้เป็นไปตาม รัฐธรรมนูญที่เราแก้ไขใหม่ ตามที่ผมกราบเรียนไปแล้ว โดยเฉพาะประเด็นที่พูดถึงกันมาก ก็คือ ประเด็นในเรื่องที่จะต้องสรรหาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยการให้ประชาชนมี ส่วนร่วมตามมาตรา ๒๕๘ ก. (๒) เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ จึงมีประเด็นที่เป็นข้อถกเถียงกันมาก เพราะว่า กฎหมายเดิมที่ได้มีการแก้ไขตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้น เมื่อการเลือกตั้งในปี ๒๕๖๒ นั้น ปรากฏว่าไม่สามารถที่จะนำมาปฏิบัติได้ ในท้ายที่สุด คสช. เลยต้องออกคำสั่งขึ้นมาให้ เปลี่ยนกระบวนการ ที่เราเรียกว่าไพรมารีโหวต (Primary Vote) นั้นมาเป็นกระบวนการที่มี ส่วนร่วมโดยการให้ผู้แทนในตัวแทนเขตจังหวัด ซึ่งกฎหมายใช้คำพูดนี้ครับ แต่ในความหมาย ที่แท้จริง ก็คือว่าตัวแทนเขตจังหวัด ก็คือว่าตัวแทนของพรรคการเมืองในเขตเลือกตั้งนั้น ๆ ได้ทำการสรรหาโดยการเลือกตั้งในชั้นต้นครั้งหนึ่งก่อนที่เรียกว่าไพรมารีโหวต (Primary Vote) แต่ว่าคำสั่ง คสช. ออกมานี้ก็ปรากฏว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับ ดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะฉะนั้นโดยหลักความเป็นจริงเราก็มีความเห็นว่าเรา จะทำอย่างไรครับที่แก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว และกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ มีบทบัญญัติไว้ชัดเจนในบทเฉพาะกาลว่า กฎหมายฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ก็ต่อเมื่อ การเลือกตั้งทั่วไปในคราวหน้า เพราะฉะนั้นเรามีความจำเป็นต้องแก้ไขแล้วครับ ต้องเลือก แล้ว ต้องเลือกว่าเราจะกลับไปสรรหาโดยระบบกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมืองแบบเดิมไหม วันนี้เมื่อมาดูร่างของ กกต. ร่างของ กกต. ไม่ได้แก้ไขในประเด็นนี้ ก็แสดงว่าเราก็จะต้องไปดำเนินการในการที่จะต้องจัดทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) แบบเดิม พรรคร่วมรัฐบาลเราก็มีความคิดกันว่า เมื่อบทเฉพาะกาลบอกว่าให้ใช้กับการ เลือกตั้งครั้งต่อไป ท่านประธานครับ การเลือกตั้งครั้งต่อไปอาจจะเกิดจากสาเหตุยุบสภา หรือหมดวาระก็แล้วแต่ครับท่านประธาน แต่การที่จะให้พรรคการเมืองไปดำเนินการตาม กฎหมายรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งเราแบ่งเขตการเลือกตั้งเป็น ๔๐๐ เขตนั้น ถ้ามองตามหลัก ความเป็นจริงวันนี้ไม่มีใครรู้เลยว่าเขตใครของใครเป็นอย่างไร แล้วเราจะไปสรรหาตัวแทน เขตเลือกตั้งประจำจังหวัดได้อย่างไร ได้ทันช่วงเวลาดังกล่าวนั้นหรือไม่ และในท้ายที่สุด ถ้าเราเสี่ยงทำออกไปกฎหมายดังกล่าวนี้ก็ไม่ได้รับการปฏิบัติเหมือนกับกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญ นี่จึงเป็นที่มาแนวความคิดของพรรคพวกรัฐบาลว่า เราควรที่จะดำเนินการ ในการที่จะลดขั้นตอนในการแสวงหาการมีส่วนร่วมและเพิ่มให้พรรคการเมืองนั้นได้มี ส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น นั่นก็คือว่าให้ตัวแทนเขตจังหวัด หรือสาขาพรรคในเขตเลือกตั้งนั้น ๆ เป็นผู้มีส่วนร่วมในการที่จะสรรหาผู้สมัครที่คณะกรรมการสรรหาของพรรคการเมืองนั้น ๆ ส่งมาและแสดงความคิดเห็นกลับไปว่าควรจะเลือกใคร หรือ ๑ ๒ ๓ หรือจะลงมติอะไร ก็แล้วแต่ข้อบังคับของแต่ละพรรคครับ แต่ให้มีกระบวนการที่สั้นลงมา ไม่มีความจำเป็นที่ต้อง ไปลงคะแนน ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปจัดตั้ง และไม่เป็นความเป็นจริง ยกตัวอย่างเหมือน เขตผมนี่ผมมีสมาชิกพรรคเป็นหมื่นคนนะครับท่านประธาน ให้ผมไปหามา ๑๐๐ คน หรือ ๒๕๐ คน แล้วให้มาลงคะแนนให้ผม แล้วทุกคนก็ต้องลงคะแนนให้ผม แล้วผมว่า กระบวนการแบบนี้ทำไปทำไมครับ มันไม่ได้เกิดผลประโยชน์ เป็นภาระให้กับผู้สมัคร เป็นภาระให้กับพรรคการเมือง เราต้องยอมรับความเป็นจริงว่า สถานะของพรรคการเมือง แต่ละพรรคการเมืองไม่เท่ากันครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนเช้านี้ ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ท่านได้แสดงความคิดเห็นถึงการที่จะทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) ของแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งถ้ามาดูในร่าง ครม. ไปแก้ว่าการเสนอบัญชีรายชื่อให้ได้ ๑๐ ราย ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ คือเดิมเขียนไว้ ๑๕ ราย ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานครับว่าวิธีปฏิบัติจริงนั้นการที่เราจะกำหนด ส.ส. บัญชีรายชื่อนั้น ก็ถือว่า ส.ส. บัญชีรายชื่อนั้นเป็นตัวแทนของพรรค ทำไมเราไม่ให้กรรมการบริหารพรรคเป็นคนตัดสินใจ ไปเลยละครับ ถ้าหากว่า ส.ส. บัญชีรายชื่อต้องมาทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) ด้วย ก็ยิ่งจะเพิ่มภาระมากขึ้น ผมจึงกราบเรียนว่ารายละเอียดทั้งหมดนี้ผมไม่อยากจะลงไป ในรายละเอียด ผมคิดว่าร่างของทุกพรรคก็จะไปในแนวทางตรงกัน แล้วเราก็จะไปดำเนินการ ในส่วนที่จะเป็นกรรมาธิการร่วมกันครับท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานว่าถ้าเราจะแบ่งร่างที่เสนอเข้ามาสู่สภาในวันนี้ ๖ ร่าง เราแบ่งได้เป็น ๒ กลุ่มครับ กลุ่มที่ ๑ ก็คือที่ผมเรียกว่า ร่างประกอบรัฐธรรมนูญที่แบบมีหลักการ เฉพาะเจาะจงครับ มีหลักการเฉพาะเจาะจง ก็คือว่าร่างของคณะรัฐมนตรีครับ ก็เจาะจง เฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญตรง ๆ เลย ไม่ยอมไปแตะกฎหมาย การเลือกตั้งเลย ไม่ยอมไปแตะกฎหมายรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับพรรคการเมืองในเรื่องใด ๆ เลย🔗

ในกรณีแบบเจาะจงของร่างพรรคร่วมรัฐบาลร่างที่ ๒ อันนี้เข้าไปมีส่วนสำคัญ โดยตรงตามเจตนารมณ์ที่เราต้องการให้อนุวัติเป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เราแก้ไขใหม่ ก็คือไปแก้ไขกระบวนการในการสรรหา หรือเรียกว่าไพรมารีโหวต (Primary Vote) แล้วก็ไป เพิ่มเติมอีกเล็กน้อยในเรื่องตัดข้อจำกัดในการที่จะเป็นสมาชิกพรรค ซึ่งทุกพรรคก็เห็นด้วยว่า เดิมไปเขียนว่าเป็นสมาชิกต้องเสียค่าบำรุงรายปี ปีละไม่น้อยกว่า ๒๐๐ บาท ตลอดชีพ ๒,๐๐๐ บาท ท่านประธานอาจจะไม่เคยเป็น ส.ส. ที่ตั้งสาขาพรรคเหมือนผมนะครับ ก็อาจจะไม่รู้ว่าภาระเป็นอย่างไร การที่เราจะไปหาคนที่มีจิตอาสามาร่วมในการทำงาน ทางการเมืองและมีอุดมการณ์เดียวกับเรานี้ไม่ง่ายนะครับ เพราะฉะนั้นไปเอาเงินเป็น ข้อจำกัดอีก ก็ยิ่งจะเพิ่มข้อจำกัดให้มากขึ้น เพราะฉะนั้นจึงร่างใหม่แก้ไขปรับปรุงว่าขอให้มี ค่าธรรมเนียมแรกเข้าไม่เกิน ๒๐๐ บาท และค่าบำรุงเพื่อแสดงจุดยืนยันให้เห็นว่าคุณยังเป็น สมาชิกพรรคต่อไปปีละ ๒๐ บาท อย่างนี้ผมคิดว่าเป็นการสมควร แต่ว่าถ้าตัดไม่ให้มีเลยก็จะ มีปัญหาเช่นเดียวกันนะครับว่า ในท้ายที่สุดเราก็ไม่สามารถที่จะควบคุมจำนวนสมาชิกได้ ที่ชัดเจนและเราจะไปจัดสรรเงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองอย่างไร แล้วพอถึงเวลาจะ สมัครรับเลือกตั้ง จะมีอะไรเป็นจุดยืนยันว่าบุคคลนั้นยังเป็นสมาชิกพรรคการเมืองนั้นอยู่ใน ขณะนั้น เพราะฉะนั้นร่างของพรรคร่วมรัฐบาลจึงถือว่าเป็นร่างที่กลาง ๆ ในขณะเดียวกัน ก็มีร่างที่เสนอเพิ่มขึ้นมา ขอประทานโทษเอ่ยนาม ของท่านอนันต์ ผลอำนวย ซึ่งท่านก็เสนอ เข้ามาตอนหลัง แต่ว่าผมไปดูรายละเอียดแล้ว ร่างของท่านนั้นมีรายละเอียดไปเติมเต็ม ในส่วนต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้พรรคการเมืองมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไปทำให้ กกต. บริหาร การเลือกตั้งได้มีความบริสุทธิ์ยุติธรรมมากขึ้นครับ ๓ ร่างนี้ ผมถือว่าเป็นร่างที่เสนอมาแบบ เฉพาะเจาะจง เพราะฉะนั้นผมได้ฟังเพื่อนสมาชิกหลายคนว่า อยากเห็นการแก้ไขกฎหมาย พรรคการเมืองคราวนี้เป็นการแก้ไขกฎหมายพรรคการเมือง เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญที่แก้ไข🔗

ประการที่ ๒ คือกลุ่มที่เรียกว่า มีหลักการแบบกว้างครับท่านประธาน หลักการแบบกว้างคือร่าง ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ของคุณหมอชลน่าน ผู้นำฝ่ายค้าน เขียนหลักการกว้างเลยครับว่า แก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ร่างของท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ก็เขียนแบบกว้างเลยครับ ว่าแก้ไขกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ร่างของท่าน พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ขอประทานโทษ ที่เอ่ยนาม ท่านไม่ได้เขียนแบบกว้างอย่างนั้น แต่ว่าท่านก็เริ่มต้นจากมาตรา ๔๕ แล้วท่าน ก็ไปแก้ไขมาตราต่าง ๆ ที่เป็นกระบวนการของพรรคการเมือง ซึ่งทั้งหมดนี้ผมไม่ได้ขัดข้อง ในสาระสำคัญเลยนะครับ ผมคิดว่าเราสามารถไปเก็บเกี่ยวเอาสาระสำคัญนี้เข้ามาได้ แต่เมื่อ เขียนหลักการแบบกว้างเช่นนี้ก็จะมีปัญหาต่อไปในชั้นแปรญัตติ ก็คือว่าท่านสามารถที่จะ แปรญัตติได้ทั้งฉบับในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเลย ผมไม่พูดถึงประเด็นที่เพื่อนสมาชิก บางส่วนกล่าวว่าอาจจะขัดหรือแย้งกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าประเด็นนั้นไม่สำคัญ คณะกรรมาธิการที่ไปทำงานร่วมกันเราก็จะไปปรึกษาหารือกันอีกครั้งหนึ่ง หรือแม้แต่ ประเด็นที่ผู้นำฝ่ายค้านได้ลุกขึ้นยืนว่าการแก้ไขมาตรา ๔๘ มาตรา ๔๙ ท่านมีเจตนารมณ์ อย่างไร ผมคิดว่าก็เป็นเรื่องของท่านว่าท่านมีเจตนารมณ์อย่างไร แต่ว่าทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องที่ ไม่เกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่เราแก้ไข (ฉบับที่ ๑) ปี ๒๕๖๐ นี่คือส่วนที่ผมอยากจะทำความเข้าใจ เพื่อให้เกิดความ เข้าใจชัดเจนก่อนที่เราจะลงมติครับ และผมก็อยากจะกราบเรียนกับท่านประธานอย่าง ตรงไปตรงมานะครับว่าพระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับ คือตั้งแต่เมื่อวานนี้ คือพระราชบัญญัติ การเลือกตั้งและพระราชบัญญัติพรรคการเมืองนั้น เป็นเรื่องที่พวกเราจะต้องเข้าไปสู่ในชั้น กรรมาธิการ และเป็นกรรมาธิการชุดเดียวกันครับท่านประธานครับ และผมเชื่อมั่นว่า คณะกรรมาธิการทุกคนก็จะไปร่วมกันในการดำเนินการที่จะทำงาน จะรับ ไม่รับร่างใด อย่างไร ผมคิดว่าไม่สำคัญ แต่พวกผมยืนยันว่าพวกผมยินดีที่จะรับร่างที่อนุวัติให้เป็นไปตาม การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ (ฉบับที่ ๑) ปี ๒๕๖๔ คือแก้ไขมาตรา ๘๓ มาตรา ๘๖ มาตรา ๙๑ ซึ่งว่าตามจริงก็เป็นร่างที่เสนอโดยพรรคประชาธิปัตย์ของผมนะครับ แต่วันนี้ เมื่อมาทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ผมถือว่าเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน ผมจึงเชิญชวน พวกเราทุกคนนะครับว่าเรามาดำเนินการช่วยกันนะครับ ในชั้นแปรญัตติให้เป็นไปตาม มาตรา ๑๓๒ ก็คือรัฐสภาจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน ๑๘๐ วัน ผมจึงกราบเรียนกับ ท่านประธานนะครับว่าที่ผมยืนยันตรงนี้ และเรียนด้วยความจริงใจตรงนี้ก็คือว่าเราก็ต้องการ เห็นว่าถ้าเรารับหลักการในร่างที่เฉพาะเจาะจง เราก็สามารถที่จะดำเนินการในชั้นแปรญัตติ ให้เป็นไปตามห้วงเวลา และให้เป็นไปตามปรารถนาที่ทุกคนต้องการให้กฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญนั้นแล้วเสร็จโดยเร็วครับ🔗

ผมอยากจะเรียนสรุปเป็นประการที่ ๒ ว่าหัวใจสำคัญก็คือว่าเมื่อกฎหมาย ๒ ฉบับนี้ประกาศใช้นะครับ ในบทเฉพาะกาลนี้พวกผมร่างไว้แล้วครับว่า ผู้รักษาการตาม กฎหมายนี้คือประธาน กกต. นะครับ กกต. จะต้องรับ ๒ เรื่องนี้ไปดำเนินการตามความคิดเห็น ของเพื่อนสมาชิก และท้าทาย กกต. มากเลยนะครับว่าการเลือกตั้งทั่วไปคราวหน้า ถ้าเรา ไม่สามารถที่จะทำการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรมได้ ปัญหาการเมืองที่สลับซับซ้อนและสะสม วันนี้ จะเพิ่มขึ้นและเป็นตราบาปของ กกต. แน่นอน เพราะฉะนั้นวันนี้ผมคิดว่าในขณะที่พวก ผมกำลังจะทำกฎหมายนี้กันอยู่ต่อในชั้นกรรมาธิการ กกต. ก็ต้องไปคิดหลักเกณฑ์ กระบวนการต่าง ๆ ที่ในฐานะเป็นผู้รักษาการตามกฎหมาย และต้องดำเนินการที่จะต้องให้ การเลือกตั้งนั้นบริสุทธิ์เที่ยงธรรมครับ🔗

ท่านประธานครับ สุดท้ายที่อยากถือโอกาสนี้กราบเรียนอีกครั้งหนึ่งก็คือว่า ในฐานะที่พวกเราทุกคนเป็นสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ ผมคิดว่าวันนี้เราคงไม่มีเวลาที่จะมา ถกเถียงกันแล้วครับ เพราะว่าเราต้องยอมรับความเป็นจริงว่าการที่จะเราจะขับเคลื่อน ให้ประเทศชาติบ้านเมืองของเราเป็นประชาธิปไตยนั้น ไม่ใช่เพียงแต่พวกเราที่นั่งอยู่ใน สภาแห่งนี้ครับ แต่เป็นทุกองคาพยพของประเทศไทย โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนต้องมีส่วนร่วม ที่สำคัญที่สุดนะครับ ผมจึงกราบเรียนกับท่านประธานว่าการเปลี่ยนแปลงในประเทศต่าง ๆ การพัฒนาในประเทศต่าง ๆ ในโลกนี้นะครับ เพื่อที่จะทำให้เป็นประชาธิปไตยนั้น ไม่เคยเกิด ความสำเร็จจากการเริ่มต้นจากผู้มีอำนาจครับท่านประธานครับ แต่ความสำเร็จในการที่เรา จะสร้างประเทศชาติบ้านเมืองให้เป็นประชาธิปไตยนั้น ต้องเริ่มต้นจากประชาชน แต่พวกเรา ในฐานะเป็นนักการเมือง เราจะต้องมาทำระบบ กฎเกณฑ์ กติกาให้สุจริตเที่ยงธรรม และพวกเรา ก็จะได้นำไปใช้ด้วยความชอบธรรมต่อไป ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ มากครับท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ ต่อไปจะเป็นร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่า ด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กับคณะ เป็นผู้เสนอนะครับ มีท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม เป็นผู้สรุปนะครับ ส่วนร่างสุดท้ายคือท่านอนันต์กับคณะ ท่านไม่สรุป นะครับ ร่างของท่านพิธากับคณะมีท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม สรุป เชิญท่านณัฐวุฒิเลยนะครับ🔗

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ก่อนที่จะเข้าสู่ประเด็นที่ผมจะสรุป การอภิปรายประกอบญัตติของร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เพื่อความเตรียมความพร้อมของเพื่อนสมาชิกครับ ผมจะใช้กรอบเวลาในการอภิปรายอยู่ใน ระหว่าง ๑๘-๒๐ นาที ไม่เกินไปกว่านั้นครับ ทราบว่าหลายท่านจะได้มีเวลาในการ รับประทานอาหาร และหลายท่านจะได้เตรียมตัวในการลงมติ ซึ่งเป็นการลงมติที่สำคัญอีก ครั้งหนึ่ง ผมดีใจครับที่ได้เป็นผู้ที่จะอภิปรายสรุปเป็นคนสุดท้ายของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ในวันนี้เป็นคนสุดท้ายในการประชุมร่วมรัฐสภาในวันนี้ และเป็นคนสุดท้ายที่จะอภิปราย ในสมัยประชุมนี้ในวันนี้ ที่ผมพูดแบบนี้ทั้งหมดไม่ได้หมายถึงว่าพวกเราจะไม่กลับมาเจอ กันอีกนะครับ ผมมั่นใจว่ากระบวนการทำงานของพวกเราที่จะเกิดขึ้นหลังจากวันนี้ก็เชื่อได้ว่า เมื่อเปิดสมัยประชุมหลังวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๕ พวกเราก็คงมาทำหน้าที่ในฐานะ ตัวแทนประชาชนที่ครบถ้วนกันอีกครั้งหนึ่ง ได้เจอกับเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากทุกพรรค ได้เจอกับเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ท่านประธานครับ ผมได้รับมอบหมายจากท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและเพื่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกทั้งหมดจำนวนทั้งสิ้น ๕๑ คน ทั้งจากพรรคก้าวไกล ซึ่งผมเอง ก็เพิ่งทราบตัวเลขว่าวันนี้สมาชิกพรรคก้าวไกลของเราเหลืออยู่ ๔๙.๕ คน ตามที่ ส.ส. ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้ เราก็กำลังถามกันอยู่ว่า จุด ๕ มันจะเหลือจุด ๔ หรือจะขึ้นไปเป็น ๕๐ คน ในกลุ่มเพื่อนสมาชิกที่ร่วมลงชื่อนั้นยังมีเพื่อนสมาชิกจาก พรรคเสรีรวมไทยและเพื่อนสมาชิกจากพรรคประชาชาติ ที่ผมต้องเริ่มต้นแบบนี้ครับ เพราะว่าเมื่ออ่านรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในมาตรา ๑๓๑ที่เกี่ยวข้องกับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๑ เขียนชัดเจนครับว่า การเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้น จะต้องเกิดขึ้นจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของสมาชิกทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร พูดกันง่าย ๆ ก็คือในวันที่เรามีทั้งหมด ๕๐๐ คนจะต้องได้ รายชื่อของเพื่อนสมาชิกที่เห็นตรงกันจำนวนไม่น้อยกว่า ๕๐ คน ในวันที่เรามีอยู่ ๔๘๐ กว่าคน วันนี้ก็ต้องมีเพื่อนสมาชิกที่ร่วมลงชื่อไม่น้อยกว่า ๔๙ คน ฉะนั้นนี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่ประการใด ครับ และไม่มีข้ออ้างอิงใด ๆ ที่ท่านจะบอกว่าการแก้ไข พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมืองในวันนี้จะต้องแก้ตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑) ในปี ๒๕๖๔ ที่ผ่านมาเท่านั้น ผมคิดว่าข้อกล่าวอ้างนี้เป็นข้อกล่าวอ้างที่ไม่เป็นธรรมต่อเพื่อน สมาชิกทั้ง ๕๑ คนที่ได้ร่วมลงชื่อ ไม่เป็นธรรมต่อเพื่อนสมาชิกจากพรรคเพื่อไทยที่ได้ร่วม ลงชื่อในร่างแก้ไข พ.ร.ป. ฉบับนี้ร่วมกับคุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว ไม่เป็นธรรมต่อเพื่อนสมาชิก จากพรรคประชาชาติและพรรคการเมืองอื่น ๆ ที่ได้ร่วมลงชื่อในร่างแก้ไข พ.ร.ป. ฉบับนี้กับ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง แสดงให้เห็นว่าท่านไม่ได้อ่านหรือท่านแกล้งไม่ได้อ่าน รัฐธรรมนูญ และท่านไม่เข้าใจว่าการเป็นตัวแทนพี่น้องประชาชนในการเข้ามาแก้ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นเขาไม่ได้แก้เพราะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อย่างเดียว แต่เขาแก้ตามอำนาจที่ประชาชนมอบหมายให้ตัวแทนของพวกเขา ซึ่งเขา ไม่สามารถมาพูดแทนทุกคนที่เป็นคนเลือกเขามา ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทยที่มีเพื่อน ประชาชนเลือกเข้ามาเป็นหลัก ๑๐ ล้านคนเกือบทุกรอบ หรือพรรคก้าวไกลซึ่งในอดีตสมัย พรรคอนาคตใหม่นั้นมีพี่น้องประชาชนเลือกเข้ามามากกว่า ๖,๓๐๐,๐๐๐ คน แต่เขามาพูด ในที่นี้ไม่ได้ เขามาพูดเพื่อรักษาพรรคการเมืองของเขา เขามาพูดเพื่อจะเดินหน้าสร้างความ เป็นธรรมและเรียกร้องสิทธิของพรรคการเมืองของพวกเขาไม่ได้ นั่นจึงเป็นสิ่งที่พวกผม จำเป็นต้องพูดถึง อีกขณะเดียวกันครับท่านประธานครับ เวลาที่ท่านพูดกันว่ากฎหมาย ทุกฉบับนั้นคนสามารถแก้ไขปรับปรุงได้ ท่านก็เคยมีการออกกฎหมายที่เรียกว่า การประเมินผลสัมฤทธิ์ของนักกฎหมาย การประเมิน ผลสัมฤทธิ์ของร่างกฎหมายต่าง ๆ รองนายกรัฐมนตรีวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี วันนี้ก็เห็นท่านอยู่หลัด ๆ ตอนนี้ไม่ทราบท่านอยู่ที่ใด ท่านก็ให้สัมภาษณ์อยู่บ่อยครั้งว่า กฎหมายทุกฉบับนั้นเมื่อมีการใช้บังคับมาระยะหนึ่งจะ ๔ ปี ๕ ปี เอากันตามกฎหมายเลย ครับบอก ๕ ปีก็ต้องมีการประเมินผลสัมฤทธิ์ ผมก็ย้อนกลับไปดูว่าพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองนั้นบัญญัติขึ้นในปีใด ก็พบว่าเป็นปี ๒๕๖๐ ตรงไปตรงมา ตัวเลขปีนี้ปี ๒๕๖๕ นั่นก็ ๕ ปีพอดี ไม่ใช่หรือ นี่ก็คือสิ่งที่พวกท่านอ้างกันมาโดยตลอดไม่ใช้ หรือว่ากฎหมายทุกฉบับต้องมีการประเมินผลสัมฤทธิ์ แต่ทำไมวันนี้ท่านถึงตั้งคำถามเสมือน จะรักษา พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าให้แก้เฉพาะรัฐธรรมนูญที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมขึ้นมา เท่านั้น และท่านไม่ดูรัฐธรรมนูญอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตราต้น ๆ ที่บอกว่าอำนาจ อธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย นั่นผมคิดว่าเป็นประเด็นแรกที่จำเป็นต้องยืนยันและพูดให้ ครบลูป (Loop) ของกระบวนการในการยกร่างรัฐธรรมนูญและการแก้ไข พ.ร.ป. ว่าด้วย พรรคการเมือง ผมย้ำให้ชัดว่าพรรคก้าวไกลเองเคารพในกติกาของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ถึงแม้เราอาจจะไม่เห็นด้วยกับที่มาที่ไปหรือเนื้อหาจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่มี บางท่านระบุว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกแบบมาเพื่อพวกเขาเท่านั้น และไม่เกี่ยวกับพวกเรา หรือพวกผมที่เป็นคนมาบังคับใช้หรือเป็นคนที่ถูกบังคับใช้ตามรัฐธรรมนูญ ที่ผมบอกว่าผม เดินตามนั้นเพราะว่าผมเดินทุกอย่างตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๕ ครับ ที่บอกว่าบุคคลย่อมมี เสรีภาพในการรวมกันจัดตั้งพรรคการเมืองตามวิถีทางการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามกฎหมายบัญญัติ ไม่จำเป็นต้องอ่านวรรคสอง เพราะว่าในหลายวันที่ผ่านมาก็มีเพื่อนสมาชิกอภิปรายกันมาพอสมควร ว่าวรรคสองที่บอกว่า กฎหมายบัญญัตินั้นต้องมีเงื่อนไขประการใด พวกผมอ่านกฎหมายรู้ดูกฎหมายเป็นถึงแม้ อาจจะไม่ใช่เป็นผู้เชี่ยวชาญแบบบางท่านที่อยู่กันมามากกว่าพวกผมในสภาแห่งนี้ ด้วยกรอบ ดังกล่าวครับ การแก้ไข พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมืองทั้งหมดของพรรคก้าวไกลที่เดินมา ตามนั้นก็สอดรับไปกับหลักการสากล หลักการสากลที่เวลาเราพูดกันว่าพรรคการเมือง ทั่วโลกควรเป็นอย่างไร หรือพรรคการเมืองที่เข้มแข็งควรเป็นอย่างไรนั้นเขาบอกว่ามันจะมี กรอบในการดูอยู่ทั้งหมด ๔ ประการด้วยกัน🔗

ประการที่ ๑ ก็คือการพัฒนาอุดมการณ์ทางการเมือง ซึ่งใช้ศัพท์ในภาษา อังกฤษว่า โพลิติคอล ไอดีโอโลจี ดีเวลลอปเมนต์ (Political Ideology Development) การพัฒนาอุดมการณ์ทางการเมืองคือการที่บอกว่าพรรคการเมืองคือตัวแทนของคนที่มี ความคิดเห็นมีอุดมการณ์ มีความเชื่อ มีความฝันแบบเดียวกัน ผมอยากจะบอกกับ ท่านประธานครับ เมื่อแรกที่ผมเข้าเป็นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ ผมถามกับเพื่อนผมซึ่งถูก กล่าวอ้างว่าเป็น ๑ ใน ๓ คน ที่เป็นผู้ร่วมกันก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ ย้อนความกลับไป ในอดีตสมัยที่ผมเรียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อนคนนี้เรียนอยู่ที่จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยเป็นเลขาธิการสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยขณะนั้น ประโยคเดียว ที่ผมถามเขาก็คือว่าเรายังฝันเหมือนกันใช่ไหม เรายังฝันเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วที่เราอยากเห็น ความเท่าเทียมเกิดขึ้นในแผ่นดินนี้ เราฝันแบบเดียวกัน ฉะนั้นพรรคการเมืองคือสถาบันที่รวม อุดมการณ์ทางการเมืองขององค์ประกอบที่เข้ามาเป็นพรรคการเมือง นั่นเป็นองค์ประกอบที่ ๑ ของความการพัฒนาพรรคการเมืองให้เข้มแข็ง🔗

องค์ประกอบที่ ๒ ของการพัฒนาสถาบันทางการเมืองที่เรียกว่า โพลิติคอล อินสทิทิว ดีเวลลอปเมนต์ (Political Institute Development) นี่ครับ การพัฒนาสถาบัน ทางการเมืองนั้นหากมีประสบการณ์ที่เขากำลังเติบโตขึ้นและยุบพรรค ยุบพรรคแบบนี้ ไปเรื่อย ความเป็นสถาบันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร เพื่อนสมาชิกของผมอภิปรายเป็นคนแรก เมื่อวานนี้ พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้อภิปรายมากสุดในสภาผู้แทนราษฎร ในชุดที่ ๒๕ นี้ ก็บอกว่าตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ เป็นต้นมามีพรรคการเมืองที่ถูกยุบไปแล้วทั้งหมด ๓๗๕ พรรค นับเฉพาะปี ๒๕๔๐ สมัยท่านประธานครับ ผมเองเป็น ๑ ในคนไปโบกธงเขียว ขอรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนในท้องสนามหลวง ในวันที่ ๔-๕-๖ ตุลาคม ปี ๒๕๔๐ ก็มีพรรคการเมืองถูกยุบไปแล้วกว่า ๑๑๐ พรรค แล้วการพัฒนาความเป็นสถาบันทาง การเมืองจะเกิดขึ้นได้อย่างไร🔗

ประการที่ ๓ ของการพัฒนาพรรคการเมืองให้เข้มแข็ง ก็คือการพัฒนา วัฒนธรรมทางการเมืองเรียกว่า โพลิติคอล คัลเจอร์ ดีวีลอปเมนต์ (Political culture development) ก็คือการพัฒนาว่าวิถีของวัฒนธรรมทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นฮาร์ด เพาเวอร์ (Hard power) หรือซอฟต์เพาเวอร์ (Soft power) ที่รัฐบาลพูดอยู่บ่อยครั้งนั้นคือ ประเด็นเรื่องของการมีส่วนร่วม ประเด็นเรื่องของการโอบรับความหลากหลาย จะเป็นไปได้ หรือครับถ้าไม่มีพรรคแบบพรรคอนาคตใหม่ที่เพื่อนสมาชิกที่นั่งอยู่ข้างผม ส.ส.ณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ พี่น้องชาติพันธุ์ม้ง จะได้มานั่งในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ จะเป็นไปได้หรือครับ ที่ถัดไป ส.ส.ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ บังเอิญมานั่งอยู่ใกล้กันผมก็ยกตัวอย่างให้ท่านเห็น ที่เป็นครูสอนท่าเต้นแก่นักร้องชื่อดังมาเยอะ ถ้าสมัยนี้ก็เรียกว่า โกโกวา อดีตไม่รู้ว่าร้องเต้น เพลงใดบ้างแต่สอนท่าเต้นมาเยอะแยะครับ เป็นตัวแทนของบุคคลที่มีความหลากหลาย ทางเพศมานั่งอยู่ในสภาแห่งนี้ ส.ส. มานพ คีรีภูวดล พี่น้องจากชาติพันธุ์ปกากะญอ หรือกะเหรี่ยงที่มานั่งอยู่ในสภาแห่งนี้ วัฒนธรรมทางการเมืองยังรวมถึงการโอบรับและ การเปิดพื้นที่ให้มีการแลกเปลี่ยนต่าง ๆ ในทุกประเด็นที่พวกเราได้เดินหน้าและทำมา นั่นเป็นส่วนที่ ๓ ครับ🔗

ส่วนที่ ๔ ก็คือเรื่องของการสนับสนุนทางการเงินของพรรคการเมือง แน่นอน ครับ การดำเนินการของพรรคการเมืองจำเป็นต้องใช้ทุน จำเป็นต้องใช้งบประมาณในการ ดำเนินการ เพื่อนสมาชิกของผมไม่ว่าจะเป็น ส.ส.ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ ส.ส.พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ต่างล้วนได้พูดประเด็นเหล่านี้ว่าการจะได้มา ซึ่งจากเดิมที่เราเป็นรายได้แต่วันนี้พรรคก้าวไกลขอเสนอขอแก้ไขเป็นรายรับที่จะนำเป็น แหล่งเงินทุนนำไปสู่การพัฒนาความเข้มแข็งของพรรคการเมืองนั้นจำเป็นต้องใช้เงิน แล้วเป็นเงินที่ได้มาจากพี่น้องประชาชน เป็นเงินที่ได้มาจากการระดมต่าง ๆ ตัวเลขไม่มาก แต่มันสะท้อนถึงการมีส่วนร่วม นั่นเป็นเรื่องใหญ่เรื่องที่ ๒ ที่ผมอยากจะให้สภาแห่งนี้ ได้พิจารณา🔗

ด้วยเหตุดังกล่าวครับท่านประธาน มีพี่น้องประชาชน พี่น้องสื่อมวลชนได้ สรุปว่าจากร่างการแก้ไข พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมืองทั้งหมด ๖ ร่างนั้นมีประเด็นที่ต้อง ได้รับการพิจารณาอยู่ทั้งหมด ๙ ประการด้วยกัน ผมอ่านคร่าว ๆ นะครับ เพราะว่าก็อาจจะ ถูกตีความได้ว่าเป็นการนำร่างของแต่ละพรรคไปเปรียบเทียบกัน เกรงว่าจะดูเป็นการเสีย มารยาทผมไม่อยากย้อนพูดถึงประเด็นเหล่านั้น แต่สิ่งที่มีการเปรียบเทียบกันเขาบอกว่า ๑. ต้องดูการยกเลิกทุนประเดิมนะ ๒. เรื่องของค่าธรรมเนียมและเงินบำรุงพรรค ๓. ค่าสมาชิก ๔. ห้ามบุคคลที่ไม่ใช่สมาชิกเข้าควบคุมชี้นำ ๕. เรื่องของกรรมการบริหาร พรรคต่าง ๆ ที่ถูกห้ามมิให้มีการดำรงตำแหน่ง ๖. คือเรื่องของการจ่ายเงินค่าบำรุงพรรค ใน ๒ ปี ๗. คือเรื่องการมีสมาชิกและทุนประเดิมเบื้องต้นต่าง ๆ ๘. คือเรื่องการตั้งตัวแทน ประจำจังหวัดหรือ ตทจ. ซึ่งความหมายจริง ๆ ก็คือตัวแทนประจำเขตเลือกตั้ง และ ๙. คือ การสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นแบบบัญชีรายชื่อหรือแบบเขตเลือกตั้ง ๙ ประเด็น เหล่านี้ครับ ผมไม่ลงรายละเอียดว่าแต่ละพรรคพูดกันแบบใด แต่ผมอยากจะสรุปในส่วนของ พรรคก้าวไกล พรรคก้าวไกลเรายกร่างมาทั้งหมด ๔๖ มาตราด้วยกันครับ ๔๖ มาตราของพรรคก้าวไกลเกิดขึ้นบนปรัชญาที่ ส.ส.วรภพ วิริยะโรจน์ ได้เปิดในวันแรก ของการอภิปรายบอกว่าต้องตั้งง่าย ดำเนินการง่ายและยุบยาก ตั้งง่าย ดำเนินการง่ายและยุบ ยาก ซึ่ง พลตำรวจตรี สุพิศาล ท่านใช้คำว่า ๒ ง ๑ ย ผมอ่านให้ท่านฟังเฉย ๆ นะครับ ไม่ได้คิด จะเอาตรงนั้นมาเป็นตัวย่อ เพราะว่าผมเองก็จำตัวย่อแบบนั้นไม่ได้ แต่เอากันง่าย ๆ ครับ คือ ตั้งง่าย ดำเนินการง่าย ยุบยาก ฉะนั้นเงื่อนไขที่พวกเราเสนอมาทั้งหมด ๔๖ มาตราอยู่บน พื้นฐานนี้อย่างไรครับ การตั้งที่ง่ายก็คือการนำไปสู่เรื่องของจำนวนสมาชิก เรื่องของเงินทุน ประเดิมต่าง ๆ เรื่องของการจดทะเบียนต่าง ๆ ซึ่งผูกรัดกันด้วยแนวคิดและอุดมการณ์ มากกว่าอยู่ที่จำนวนหรือการตั้งตัวเลขเงินต่าง ๆ ในแง่ของการจัดตั้งเป็นพรรคการเมือง ดำเนินการง่ายคืออะไรครับ ก็คือการดำเนินการในทุก ๆ ส่วนนั้นขอให้เป็นประเด็นที่ พรรคการเมืองนำไปเขียนภายในของพรรคการเมืองในข้อบังคับต่าง ๆ ได้หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของการเก็บค่าธรรมเนียมสมาชิกต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องของการไพรมารี (Primary) ต่าง ๆ ซึ่งเราได้เคยทำมาแล้ว และเรารู้ว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่ขอให้เป็นระเบียบ เป็นกระบวนการภายในของพรรคการเมือง รวมถึงการจัดประชุมซึ่งเราพยายามจะเน้น รูปแบบการจัดประชุมในเรื่องของอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาเกี่ยวข้อง รวมถึงเรื่องของการเปลี่ยน จากรายได้เป็นรายรับ ซึ่งก็ต้องมีกระบวนการในการออกใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ เพราะนั่นคือสิ่งที่พรรคก้าวไกลได้รับการอุดหนุนจากพี่น้องประชาชนมาโดยตลอด ต้องทำ ง่าย ๆ ครับ เงินบริจาคจากจำนวนที่เคยถูกประกาศในหลักแสนในหลักพันก็ขอให้ขยับขึ้นไป ในหลักแสนบาท แล้วมีการระดมทุนเงินบริจาคจากรายย่อยต่าง ๆ ได้หรือไม่ส่วนประเด็น การยุบยากครับ ผมก็ต้องเรียนถามกับทุกท่านในที่นี้ว่าในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๖๐ ทั้งหมดนั้น ๒๗๙ มาตรา เขียนไว้ตรงใดครับให้ยุบพรรค ๒๗๙ มาตราเขียนไว้ตรง ใดละครับ ให้ยุบพรรคการเมืองภายใต้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ นั่นเป็นสิ่งที่ถูกประดิษฐ์ สร้างขึ้นมาทั้งนั้น ผมไม่ปฏิเสธว่าการดำเนินการของพรรคการเมืองนั้นสามารถเปลี่ยนแปลง ได้ครับ แต่เราใช้ในคำนี้ว่า การเลิกพรรคการเมือง ซึ่งร่างของพรรคก้าวไกลได้พูดถึงเรื่องของ การเลิกพรรคการเมืองด้วยเหตุผล ๔ ข้อด้วยกัน เช่น กรณีการไม่แก้ข้อบังคับให้ถูกต้องหรือ ครบถ้วน ข้อบังคับต้องสอดรับรัฐธรรมนูญครับ ข้อบังคับที่เขียนเกินเลยไปที่ท่านกังวล ไม่มีทางที่จะเดินหน้าต่อได้เพราะต้องถูกให้มีการแก้ไข ถ้าไม่แก้แบบนี้ต้องเลิกพรรคการเมือง กรณีของ🔗

ข้อที่ ๒ คือการไม่มีการประชุมใหญ่พรรคการเมืองติดต่อกัน ๒ ปี ถามว่า ทำไมต้อง ๒ ปี ก็ต้องโดยที่มีเหตุอันสมควรด้วยนะครับ เพราะเจอสถานการณ์โควิด (COVID) ปีที่แล้วแต่ละพรรคกว่าจะประชุมกันได้ก็ล่วงมาเดือนตุลาคม ปีนี้เมษายนต้องประชุมอีกแล้ว แล้วสถานการณ์แบบนี้ผมไม่มั่นใจว่าจะจัดประชุมพรรคการเมืองที่เรียกว่า การประชุมใหญ่ ประจำปีได้หรือไม่ เป็นสิ่งที่น่ากังวล🔗

ข้อที่ ๓ ก็คือการมีหนี้สินล้นพ้นตัว อันนี้ก็ชัดครับว่าต้องเลิก และ🔗

ข้อที่ ๔ ก็คือมีมติของที่ประชุมใหญ่พรรคการเมืองให้เลิกพรรคการเมืองนั้น อันนี้อย่างไรครับที่เรียกว่าการเคารพเจตจำนงที่มาจากพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง🔗

ด้วยเหตุดังกล่าวครับ พรรคก้าวไกลจึงใช้แนวคิดในการยกร่าง พ.ร.ป. ว่าด้วย พรรคการเมืองในหลักการที่บอกว่า การแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ พูดกันง่าย ๆ ก็คือเราเขียนหลักการที่กว้าง เพราะเรามั่นใจว่า การเขียนเช่นนี้นั้นจะนำไปสู่การให้ความเห็นที่พี่น้องประชาชน ตลอดจนเพื่อนสมาชิกได้อ่าน แล้ว ตระหนักและเห็นด้วยกับเรา ผมขออนุญาตใช้ ๒๐ วินาทีสุดท้ายครับท่านประธานครับ การแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ท่านต้องนึกถึงโจทย์ที่เรียกว่าโพลิติคอล ดิสรัปชัน (Political disruption) วันนี้โลกไปไกลครับ โลกไปไกลจนพรรคการเมืองไม่อาจตอบสนองต่อพี่น้อง ประชาชนได้อีกแล้ว และเหตุนั้นเพราะเหตุใดทำไมท่านถึงไม่ใช้โอกาสนี้ในการที่จะทำให้ พรรคการเมืองเป็นตัวเชื่อมระหว่างประชาชนที่เขาคิดเห็นแบบเดียวกันเข้ามาสู่กระบวนการ เป็นตัวแทนนำเรื่องเหล่านั้นมาพูดในสภา ไปนำเสนอในฝ่ายบริหารหรือฝ่ายอื่นใดที่มีอำนาจ ในการแก้ไขปัญหาของประเทศไทย ฉะนั้นการแก้ไข พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมืองของพรรคก้าวไกลจึงไม่ใช่การแก้ไขเพื่อตอบ โจทย์ของพรรคครับ แต่เป็นการแก้ไขเพื่อตอบสนองต่อเจตจำนงของประชาชนในการรวมตัว กันแล้วผลักดันในสิ่งต่าง ๆ ผ่านตัวแทนของเขาในรูปแบบของพรรคการเมือง ซึ่งผมคิดว่า เรื่องนี้เป็นหัวใจและเป็นสิ่งที่อยากจะให้พี่น้องประชาชนที่รับฟังอยู่ทางบ้านและ เพื่อนสมาชิกที่นั่งอยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ใช้หลักการที่เรียกว่าการคิดแบบแยบคาย หรือใน ภาษาพระที่เรียกว่า โยนิโสมนัสสิการ ในการตัดสินใจที่จะรับหลักการของพรรคก้าวไกลและ ทุกพรรคการเมืองที่ได้ยื่นมาในวันนี้ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ได้กลับมา ขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณคุณณัฐวุฒิครับ ก็จบการ อภิปรายและสรุปทั้งหมดนะครับ ที่มีความประสงค์จะสรุป กระบวนการต่อไปจะเป็นการ ลงมติวาระที่ ๑ ขั้นรับหลักการ ซึ่งเนื่องจากมีทั้งหมด ๖ ฉบับ เพราะฉะนั้นโดยข้อบังคับ ข้อ ๘๗ ของการประชุมรัฐสภา ในกรณีที่รัฐสภามีมติให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญที่มีหลักการทำนองเดียวกันหลายฉบับรวมกัน รัฐสภาจะลงมติรับหลักการหรือ ไม่รับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ หรือทั้งหมดรวมกัน ก็ได้ เพื่อไม่ให้เสียเวลาผมก็ต้องขอมติจากที่ประชุมนะครับ🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงใหม่

ท่านประธานครับ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา เนื่องด้วยร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง ๖ ฉบับมีหลักการและ เหตุผลที่คล้ายคลึงกันมากนะครับ และอย่างที่พรรคร่วมฝ่ายค้านได้เรียนต่อที่ประชุมรัฐสภา เรารับหลักการในวาระที่ ๑ แล้วเรายินดีครับที่จะมีการปรับแก้ในชั้นของกรรมาธิการ แล้วก็ มาตัดสินกันด้วยการลงมติในวาระที่ ๒ วาระที่ ๓ ในวาระถัดไป เพราะฉะนั้นทางพรรคร่วม ฝ่ายค้านยืนยันครับให้รวมลงมติครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

คุณจุลพันธ์เสนอให้รวมมติ ผู้รับรอง ๑๐ คนครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญเลยครับ🔗

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร บัญชีรายชื่อ พลังประชารัฐ ฉะเชิงเทรา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเห็นต่างจากเพื่อนสมาชิกนะครับ ผมขอเรียนเสนอท่านประธานและที่ประชุมครับ ก็ขอให้ลงมติแยกฉบับ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอเสนอให้ลงมติแยกนะครับ ผู้รับรองครับ ก็ต้องถามมตินะครับว่า จะเห็นควรลงมติรวมกัน หรือแต่ละฉบับ คือแยกกัน ขอเชิญท่านสมาชิกเตรียมตัวเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมครับ🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่ประชุมทราบก่อน ทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านที่เข้ามาแล้วกรุณากดบัตรเพื่อ ตรวจสอบองค์ประชุมโดยการแสดงตนนะครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

สมาชิกพร้อมนะครับ ปิดการแสดงตน จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตนในขณะนี้ ๕๕๘ คนนะครับ ครบองค์ประชุมครับ องค์ประชุมคือ ๓๖๑ ครับ🔗

นายคมเดช ไชยศิวามงคล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กาฬสินธุ์

คมเดชครับ ท่านประธาน ๐๔๒🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ผ่านไปแล้ว ปิดลงมติไปแล้วครับ ขอถามมติว่า ผู้ใดเห็นควรลงมติทั้งหมดรวมกันโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วยคือ ต้องการให้ลงมติแยกก็กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลพบุรี

ท่านประธานครับ ผม อุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ๔๙๓ เห็นด้วยครับ บัตรหาไม่ทันครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับผม สมาชิกพร้อมไหมครับ พร้อมปิดการลงมติ🔗

พลเรือเอก ชุมนุม อาจวงษ์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ขออนุญาตครับ พลเรือเอก ชุมนุม ไม่เห็นด้วยครับ ส.ว. ๔๔ ครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ผมขออนุญาตนะครับ เนื่องจาก ปิดไปแล้ว ขออภัยด้วย🔗

นายจัตุรงค์ เสริมสุข สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มกฎหมายและกระบวนการ ยุติธรรม

ท่านประธานครับ จัตุรงค์ เสริมสุข ส.ว. ๐๓๖ ไม่เห็นด้วยครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับผม บังเอิญปิดไปแล้วนะครับ จำนวนผู้ลงมติ ๖๑๙ คน บวก ๓ คน ก็ ๖๒๒ คน เห็นด้วยคือให้ลงมติรวม ๑๙๐ คน บวก ๑ คน ๑๙๑ คน ไม่เห็นด้วย ๔๒๓ คน งดออกเสียง ๕ คน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ คน มติที่ประชุมไม่เห็นด้วยในการรวมลงมติ เพราะฉะนั้นก็แยกลงมติทีละฉบับครับ🔗

ก็ขอเริ่มฉบับแรก ก็คือฉบับของ คณะรัฐมนตรีครับ จะถามมติที่ประชุมว่าจะรับหลักการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้หรือไม่ ขอเชิญสมาชิกแสดงตนเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมครับ🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

ท่านประธาน ผม ชาดา ไทยเศรษฐ์ ครับ เนื่องจากผมลืมบัตรทั้ง ๒ ใบเลยครับ ต้องขออนุญาตว่า ลงมติด้วยครับ ยืนยันครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ได้ครับ กำลังตรวจสอบองค์ประชุม อยู่ครับ พร้อมแล้วนะครับ ปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตนขณะนี้ ๖๑๓ คน บวก ๑ คน ๖๑๔ คนครับ🔗

ขอถามมติที่ประชุมว่า จะรับหลักการ แห่งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) หรือไม่ ผู้ใดเห็นควรรับหลักการโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่า ไม่ควรรับหลักการกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญ ลงมติครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

๐๙๕ เห็นด้วยครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

พร้อมนะครับ ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๖๒๒ คน บวก ๑ คน เห็นด้วย ๕๙๗ คน บวก ๑ คน ๕๙๘ คน ไม่เห็นด้วย ๑๑ คน งดออกเสียง ๑๔ คน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี มติที่ประชุมรับหลักการร่างของ คณะรัฐมนตรีครับ🔗

ฉบับที่ ๒ ของ พันตำรวจเอก ทวี กับคณะ ขอมติที่ประชุมว่าจะรับหลักการหรือไม่นะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกกดบัตร แสดงตนครับ🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

ท่านประธานครับ ๐๙๕ เห็นด้วยครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ยังไม่ได้ถามครับ แสดงตนนะครับ พร้อมปิดการแสดงตนนะครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตน ๖๑๖ คน บวก ๑ คน เป็น ๖๑๗ คน ครบองค์ประชุมครับ🔗

ขอถามมติที่ประชุมว่าจะรับหลักการ แห่งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง กับคณะ เป็นผู้เสนอ) หรือไม่ ผู้ใดเห็นควรรับหลักการกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรไม่รับหลักการกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

๐๙๕ เห็นด้วยครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

พร้อมนะครับ ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๖๑๘ คน เห็นด้วย ๒๐๖ คน บวก ๑ คน เป็น ๒๐๗ คน ไม่เห็นด้วย ๓๗๕ คน งดออกเสียง ๓๗ คน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี มติที่ประชุม ไม่รับหลักการ นะครับ🔗

ต่อไปฉบับที่ ๓ ของนายชลน่าน ศรีแก้ว กับคณะ เป็นผู้เสนอนะครับ ขอถามมติที่ประชุมว่าจะรับหลักการหรือไม่ สมาชิก กรุณาแสดงตนเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมครับ🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

๐๙๕ แสดงตนครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

สมาชิกพร้อม ปิดการแสดงตน จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตน ๖๑๘ คน บวก ๑ คน เป็น ๖๑๙ คน ครบองค์ประชุมครับ🔗

ขอถามมติที่ประชุมว่าจะรับหลักการ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายชลน่าน ศรีแก้ว กับคณะ เป็นผู้เสนอ) หรือไม่ ผู้ใดเห็นควรรับหลักการโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าไม่ควรรับหลักการโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงโปรด กดปุ่ม งดออกเสียง กรุณาลงมติครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

ท่านประธาน ๐๙๕ เห็นด้วยครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

สมาชิกพร้อมนะครับ ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๖๒๒ คน เห็นด้วย ๒๒๐ คน บวก ๑ คน ๒๒๑ คน ไม่เห็นด้วย ๓๗๑ คน งดออกเสียง ๓๐ คน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ คน มติที่ประชุม ไม่รับหลักการครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ต่อไปฉบับที่ ๔ ของนายวิเชียร ชวลิต กับคณะ ขอถามมติที่ประชุมว่าจะรับหลักการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้หรือไม่ ขอเชิญ สมาชิกกดบัตรแสดงตนครับ🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

๐๙๕ แสดงตนครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

สมาชิกพร้อม ปิดการแสดงตนนะครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตนขณะนี้ ๖๑๖ คน บวก ๑ คน ๖๑๗ คนนะครับ🔗

ขอถามมติที่ประชุมว่าจะรับหลักการ แห่งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายวิเชียร ชวลิต กับคณะ เป็นผู้เสนอ) หรือไม่ ผู้ใดเห็นควรรับหลักการโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าไม่ควรรับหลักการกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรด กดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

๐๙๕ เห็นด้วยครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

พร้อมแล้วปิดการลงมติครับ จำนวน ผู้ลงมติ ๖๒๒ คน บวก ๑ คน เป็น ๖๒๓ คน เห็นด้วย ๕๗๗ คน บวก ๑ คน ๕๗๘ คน ไม่เห็นด้วย ๑๙ คน งดออกเสียง ๒๖ คน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีครับ มติที่ประชุม รับหลักการครับ🔗

ต่อไปฉบับที่ ๕ จะถามมติที่ประชุมว่า จะรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ) หรือไม่ ขอเชิญท่านสมาชิกกดบัตร แสดงตนครับ🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

๐๙๕ แสดงตนครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

สมาชิกพร้อม ปิดการแสดงตน จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตนขณะนี้ ๖๑๗ คน บวก ๑ คน ๖๑๘ คน ครบองค์ประชุมครับ🔗

ขอถามมติที่ประชุมว่าจะรับหลักการ แห่งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ) หรือไม่ ผู้ใดเห็นควรรับหลักการโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าไม่ควรรับหลักการโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

ท่านประธาน ๐๙๕ ไม่เห็นด้วยครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

สมาชิกพร้อมนะครับ ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๖๑๙ บวก ๑ เป็น ๖๒๐ คน เห็นด้วย ๒๐๔ คน ไม่เห็นด้วย ๓๘๐ คน บวก ๑ คน ๓๘๑ คน งดออกเสียง ๓๔ คน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ คน มติที่ประชุม ไม่รับหลักการครับ🔗

ฉบับสุดท้าย ถามมติที่ประชุมว่า จะรับหลักการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้หรือไม่ ขอเชิญท่านสมาชิกกรุณาแสดงตนตรวจสอบ องค์ประชุม🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

๐๙๕ แสดงตนครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ปิดการแสดงตนนะครับ จำนวน ผู้เข้าประชุมที่แสดงตนขณะนี้ ๖๑๒ บวก ๑ นะครับ ๖๑๓ คน ครบองค์ประชุมครับ🔗

ขอถามมติที่ประชุมว่าจะรับหลักการ แห่งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายอนันต์ ผลอำนวย กับคณะ เป็นผู้เสนอ) หรือไม่ ผู้ใดเห็นควรรับหลักการโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าไม่ควรรับหลักการโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญลงมติครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

ท่านประธาน ๐๙๕ เห็นด้วยครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกพร้อมนะครับ ขอปิดการ ลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๖๒๐ คน บวก ๑ คน ๖๒๑ คน เห็นด้วย ๔๐๗ คน บวก ๑ คน ๔๐๘ คน ไม่เห็นด้วย ๑๘๔ คน งดออกเสียง ๒๘ คน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ คน มติที่ประชุม รับหลักการครับ🔗

จบการลงมติ ซึ่งมีจำนวนร่าง พระราชบัญญัติที่รับหลักการ ๓ ฉบับ ขอเชิญเสนอกรรมาธิการครับ🔗

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร บัญชีรายชื่อ พลังประชารัฐ ฉะเชิงเทรา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอเรียนเสนอให้ใช้กรรมาธิการวิสามัญ ชุดเดียวกันกับคณะที่จะพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. .... ที่เพิ่งตั้งไปเมื่อวานครับ ขอผู้รับรองครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอผู้รับรองครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ที่ประชุมเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ที่ประชุมไม่เห็นเป็นอย่างอื่นนะครับ ถ้าที่ประชุมไม่เห็นเป็นอย่างอื่นก็ใช้กรรมาธิการร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. .... แต่มีขอเปลี่ยนแปลงก็คือ คณะรัฐมนตรีเสนอเปลี่ยนชื่อกรรมาธิการชุดนั้น รัฐมนตรีเชิญครับ🔗

นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขออนุญาตเปลี่ยนกรรมาธิการวิสามัญที่รัฐสภาตั้งเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ทั้ง ๒ ฉบับ จากนายมนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ เป็น นายระวี มาศฉมาดล ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

คณะรัฐมนตรีขอเปลี่ยนชื่อ กรรมาธิการจากนายมนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ เป็น นายระวี มาศฉมาดล ที่ประชุมไม่ขัดข้องนะครับ ต่อไปขอกำหนดระยะเวลาแปรญัตติครับ🔗

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร บัญชีรายชื่อ พลังประชารัฐ ฉะเชิงเทรา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเรียนเสนอระยะเวลาแปรญัตติ ๑๕ วัน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอผู้รับรองครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ที่ประชุมไม่เห็นเป็นอย่างอื่นนะครับ แปรญัตติ ๑๕ วัน เนื่องจากว่ามีการรับหลักการร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ มากกว่า ๑ ฉบับ คือ ๓ ฉบับ เราจะใช้ฉบับใดเป็นหลักในการพิจารณาในวาระที่ ๒ ครับ ขอเชิญเสนอครับ🔗

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร บัญชีรายชื่อ พลังประชารัฐ ฉะเชิงเทรา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในการพิจารณาผมขอเสนอให้ใช้ร่างของ ท่านวิเชียร ชวลิต และคณะ หรือว่าเอาให้ชัดกันเลย ก็คือร่างของพรรคร่วมรัฐบาลเป็น ร่างหลักในการพิจารณาครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอผู้รับรองครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ที่ประชุมเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ🔗

นายกล้านรงค์ จันทิก สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม นายกล้านรงค์ จันทิก สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เสนอขอใช้ร่างของ คณะรัฐมนตรีเป็นหลักในการพิจารณา ขอผู้รับรองครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ก็มีความเห็นเป็น ๒ อย่าง ก็จำเป็นต้องขอมติที่ประชุมนะครับ ขอเชิญสมาชิกอยู่เพื่อลงมตินะครับว่าจะใช้ฉบับใดเป็น หลักในการพิจารณาในวาระที่ ๒ ๑. ก็คือฉบับที่นายวิเชียร ชวลิต กับคณะ เป็นผู้เสนอ ๒. คือฉบับของคณะรัฐมนตรี ขอถามมติที่ประชุมเป็นอย่างนี้ครับ ขอสมาชิกเตรียมพร้อมนะครับ ขอเชิญกดบัตรเพื่อแสดงตนครับ🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

สมาชิกกรุณากดบัตรเพื่อแสดงตน แล้วก็จะได้ลงมติครับว่าจะใช้ฉบับใดเป็นหลักในการพิจารณาในวาระที่ ๒ ครับ สมาชิกกรุณา กดบัตรแสดงตนครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงใหม่

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดเชียงใหม่ ขอท่านประธานกรุณารอสักครู่ครับ เพราะว่าการลงมติอันนี้เราไม่ค่อยจะได้ลงมติกัน ในการเลือกร่าง แล้วเพื่อนสมาชิกเดินออกจากห้องประชุมเมื่อสักครู่ไปบางส่วนครับ ขอเวลา สักครู่ครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ปกติไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องนี้ครับ🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงใหม่

ขอท่าน ประธานกดออดเรียกให้เข้าสู่ห้องประชุมด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

สมาชิกที่อยู่ข้างนอกต้องลงมติ อีกครั้งหนึ่ง🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

วันสุดท้ายแล้วครับ อย่ารีบกลับครับ สมาชิกที่มาแล้วกรุณากดบัตรแสดงตนนะครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

๒๔๑ แสดงตนครับท่านประธาน🔗

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ

๒๔๕ แสดงตนครับ ท่านประธาน🔗

นายมณฑล โพธิ์คาย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

๒๗๔ แสดงตนครับท่านประธาน🔗

นายยศวัฒน์ มาไพศาลสิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กาญจนบุรี

๒๙๑ แสดงตนครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

พร้อมนะครับ ปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตนขณะนี้ ๔๒๔ คน บวก ๔ คน เป็น ๔๒๘ คน ครบองค์ประชุมครับ🔗

ขอถามมติที่ประชุมนะครับ เนื่องจาก มีการเสนอฉบับของคุณวิเชียร ชวลิต ก่อน ก็ถามมติที่ประชุมว่า ผู้ใดเห็นควรใช้ฉบับของ คุณวิเชียร ชวลิต กับคณะ เป็นหลักในการพิจารณาวาระที่ ๒ กดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วย ฉบับของท่านวิเชียร ชวลิต คือเห็นด้วยที่ท่านกล้านรงค์เสนอฉบับของคณะรัฐมนตรี โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

๒๔๑ เห็นด้วยครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ให้เวลาครับ🔗

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

ท่านประธานครับ ๐๙๕ เห็นด้วยครับ🔗

นายสงวน พงษ์มณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลำพูน

ท่านประธานครับ ผม สงวน พงษ์มณี เห็นด้วยครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

พร้อมนะครับ ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๔๕๗ คน บวก ๓ คน เป็น ๔๖๐ คน เห็นด้วย ๓๐๖ คน บวก ๓ คน เป็น ๓๐๙ คน🔗

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครราชสีมา

ท่านประธานครับ ๒๑๓ เห็นด้วยครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เลยไปแล้วครับ ปิดไปแล้วครับ ไม่เห็นด้วย ๑๔๑ คน งดออกเสียง ๙ คน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ คน มติที่ประชุมเห็นด้วย ก็หมายความว่าใช้ฉบับของท่านวิเชียร ชวลิต เป็นหลักในการพิจารณาวาระที่ ๒ ครับ🔗

ก็จบกระบวนการของการพิจารณา เรื่องด่วนวาระรับหลักการนะครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี🔗

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี🔗

ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ไม่มี🔗

ก่อนปิดประชุมผมขออนุญาตพวกเราทั้งหลายได้ยืนขึ้น เพื่อให้เลขาธิการ อ่านพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศพระราชกฤษฎีกาปิดสมัยประชุมรัฐสภา สมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง พ.ศ. ๒๕๖๕ หลังจากจบแล้วก็กรุณาอยู่ต่อเล็กน้อย นะครับ🔗

(สมาชิกและผู้ที่อยู่ในที่ประชุมได้ยืนขึ้นเพื่อรับฟังพระบรมราชโองการ)
นางพรพิศ เพชรเจริญ เลขาธิการรัฐสภา

พระบรมราชโองการ🔗

“พระราชกฤษฎีกา🔗

ปิดประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง🔗

พ.ศ. ๒๕๖๕🔗

______________🔗

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ🔗

พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว🔗

ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๘ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๕🔗

เป็นปีที่ ๗ ในรัชกาลปัจจุบัน🔗

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า🔗

โดยที่ได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญ ประจำปีครั้งที่สอง พ.ศ. ๒๕๖๔ ตั้งแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๔ นั้น บัดนี้ จะสิ้น กำหนดเวลาหนึ่งร้อยยี่สิบวันตามสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง ในวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๕🔗

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๒๒ และมาตรา ๑๗๕ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาปิดประชุม รัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง ตั้งแต่วันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา🔗

นายกรัฐมนตรี”🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ผมขอ อนุญาตเรียนประเด็นหนึ่งที่อยู่ในช่วงปิดสมัยประชุมที่เราต้องรีบ คือกรรมาธิการแต่ละชุด ที่พิจารณาเรื่องที่รับไปนั้น มีเรื่องขอขยายเวลามาก บางคณะขยายเวลาไปเป็นปีแล้วครับ ก็ขอเรียนพวกเราว่า ใครที่อยู่กรรมาธิการชุดไหนกรุณาเร่ง ไม่อย่างนั้นจะครบกำหนดแล้ว งานของท่านจะไม่ทัน นั่นเป็นเรื่องที่ ๑🔗

เรื่องสุดท้าย ผมขอขอบพระคุณท่านสมาชิกรัฐสภา เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายนะครับ ทุกระดับ รวมไปถึงล่ามภาษามือ พี่น้องประชาชนและสื่อมวลชนนะครับ ที่ได้ให้ความ สนับสนุนงานของรัฐสภา นี่คือหัวใจของระบอบประชาธิปไตย ขอให้เพื่อน ๆ สมาชิก ปลอดจากโควิด-๑๙ (COVID-19) นะครับ แล้วกลับมาทำงานร่วมกันในสมัยประชุมปีสุดท้าย ต่อไปครับ ผมขอปิดประชุมครับ🔗

เลิกประชุมเวลา ๑๙.๕๓ นาฬิกา