unknown · · 340 lines

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๖๕๙ คน
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้มีสมาชิกรัฐสภาลงชื่อมาประชุม ๓๗๑ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้วนะครับ ผมขอเปิด ประชุมเพื่อดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระนะครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี🔗

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี🔗

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี🔗

เรื่องด่วน🔗

๑. ร่างพระราชบัญญัติการจัดทำประมวลกฎหมายและกฎเพื่อให้ประชาชน เข้าถึงได้โดยสะดวก พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)🔗

จากการประชุมเมื่อวานนี้ที่ประชุมได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติการจัดทำ ประมวลกฎหมายและกฎเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้โดยสะดวก พ.ศ. .... โดยรองนายกรัฐมนตรี ท่านวิษณุ เครืองาม ได้แถลงหลักการและเหตุผลสมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็น และรองนายกรัฐมนตรีได้ตอบชี้แจงแล้วโดยไม่ใช้สิทธิอภิปรายสรุป ดังนั้นผมในฐานะ ประธานของที่ประชุมได้สั่งปิดการประชุมเพื่อลงมติในการประชุมคราวต่อไป คือวันนี้นะครับ สำหรับวันนี้จะเป็นการลงมติในวาระที่หนึ่ง ขั้นรับหลักการ ดังนั้นผมขอดำเนินการต่อนะครับ ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติการจัดทำประมวล กฎหมายและกฎเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้โดยสะดวก พ.ศ. .... หรือไม่นั้น ก่อนลงมติ ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ แล้วถ้ามีผู้แทนรัฐบาลมาขอให้ท่านเข้าประจำที่นะครับ🔗

(ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายอับดุลฮาลิม มินซาร์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียน ท่านประธานครับ อับดุลฮาลิม มินซาร์ ส.ว. ๒๔๐ แสดงตนครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เจ้าหน้าที่ บันทึกไว้นะครับ ท่านแสดงตนเลยถ้าไม่มีบัตร เดี๋ยวเพิ่มให้ ๑ ท่านนะครับ มีท่านใดที่ยังไม่มี บัตรลงคะแนนก็แสดงตนได้เลยนะครับ เมื่อสักครู่นี้มี ๑ ท่านนะครับ ท่านสมาชิกที่เพิ่ง เข้ามาใหม่กรุณาแสดงตนเลยนะครับ เมื่อสักครู่มีแสดงว่าไม่ได้นำบัตรมา ๑ ท่านนะครับ ขอทราบองค์ประชุมนะครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๓๗๒ คน รวมท่านที่แจ้งเมื่อสักครู่เป็น ๓๗๓ คนนะครับ🔗

ต่อไป จะเป็นการขอมติจากที่ประชุมว่าจะรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติการจัดทำประมวล กฎหมายและกฎเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้โดยสะดวก พ.ศ. .... หรือไม่นะครับ สมาชิก ท่านใดเห็นด้วยลงมติเห็นด้วยนะครับ สมาชิกท่านใดเห็นว่าไม่ควรรับหลักการกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย สมาชิกท่านใดเห็นว่าควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านใช้สิทธิ ลงคะแนนครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายสมเกียรติ ไชยวิสุทธิกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม สมเกียรติ ไชยวิสุทธิกุล ๓๗๔ ไม่เห็นด้วยครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

๓๗๔ ไม่เห็นด้วยนะครับ บันทึกไว้ ๑ ท่านนะครับ🔗

นายณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ ๑๒๒ ไม่เห็นด้วยครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

๑๒๒ ไม่เห็นด้วยครับ มีท่านใดยังไม่ได้ลงมติอีกไหมครับ ปิดการลงคะแนนขอทราบผลครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๙๘ ท่าน เห็นด้วย ๓๑๓ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๘๑ ท่าน บวก ๒ ท่านที่แสดงตน งดออกเสียง ๓ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติรับหลักการของ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นะครับ🔗

ต่อไป เป็นการกำหนดจำนวนกรรมาธิการนะครับ โดยหลักที่ประชุมกำหนดให้มีกรรมาธิการ กี่ท่านครับ เชิญครับ🔗

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม อรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐจากจังหวัดฉะเชิงเทรา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอเรียนเสนอให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการจัดทำ ประมวลกฎหมายและกฎเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้โดยสะดวก พ.ศ. .... จำนวน ๓๕ ท่าน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

มีท่านเสนอ ตั้งกรรมาธิการ จำนวน ๓๕ ท่าน มีผู้รับรองถูกต้อง จะมีสมาชิกท่านใดมีความเห็น เป็นอย่างอื่นไหมครับ🔗

นายกิตติชัย เรืองสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฉะเชิงเทรา

กราบเรียนท่านประธานครับ ขออนุญาตหารือท่านประธานนิดหนึ่งครับ เนื่องจากว่า ท่านประธานใส่แมสก์ (Mask) แล้วก็พูดตรงนั้นเสียงมันจะอู้อี้ครับ จะได้เห็นหน้าหล่อ ๆ ของท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ผมก็อึดอัดอยู่ เมื่อไม่มีใครมีความเห็นเป็นอย่างอื่นจึงกำหนดกรรมาธิการ วิสามัญ ๓๕ ท่านนะครับ สัดส่วนของกรรมาธิการ ๓๕ ท่านจะเป็นดังนี้นะครับ สัดส่วนของ คณะรัฐมนตรี ๕ ท่าน สัดส่วนกรรมาธิการวุฒิสภา ๑๐ ท่าน สัดส่วนกรรมาธิการของ สภาผู้แทนราษฎร ๒๐ ท่าน เชิญท่านรัฐมนตรีเสนอรายชื่อกรรมาธิการครับ🔗

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพ คณะรัฐมนตรีขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญในสัดส่วนของคณะรัฐมนตรี ๕ คน ดังต่อไปนี้ครับ ๑. ศาสตราจารย์กิตติคุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ๒. ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม ๓. ศาสตราจารย์บรรเจิด สิงคะเนติ ๔. นางสาวนริศรา แดงไผ่ และ ๕. นายศุภวัฒน์ สิงห์สุวงษ์ ครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไป เป็นการเสนอชื่อกรรมาธิการของวุฒิสภา ๑๐ ท่าน เชิญท่านเสนอเลยครับ🔗

นางวรารัตน์ อติแพทย์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางวรารัตน์ อติแพทย์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการจัดทำประมวลกฎหมาย และกฎเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้โดยสะดวก พ.ศ. .... ในสัดส่วนของวุฒิสภาจำนวน ๑๐ คน ดังนี้ ๑. พลเอก นิวัตร มีนะโยธิน ๒. นางสาวปิยฉัฏฐ์ วันเฉลิม ๓. นายธานี สุโชดายน ๔. พันตำรวจเอก ยุทธกร วงเวียน ๕. พลเอก ไพชยนต์ ค้าทันเจริญ ๖. นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ๗. นางจิรดา สงฆ์ประชา ๘. นายอนุสิษฐ คุณากร ๙. พลเอก ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์ และ ๑๐. ศาสตราจารย์พิเศษกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ทางวุฒิสภา เสนอรายชื่อกรรมาธิการครบ ๑๐ ชื่อ มีผู้รับรองถูกต้อง จะมีท่านใดมีความเห็นเป็น อย่างอื่นไหมครับ ไม่มีนะครับ ถือว่ากรรมาธิการวุฒิสภาเป็นไปตามนี้นะครับ🔗

ต่อไปเป็นกรรมาธิการจากสภาผู้แทนราษฎร มีสัดส่วนของกรรมาธิการ ของแต่ละพรรคการเมืองดังนี้ พรรคเพื่อไทย ๖ ท่าน พรรคพลังประชารัฐ ๔ ท่าน พรรคภูมิใจไทย ๓ ท่าน พรรคประชาธิปัตย์ ๒ ท่าน พรรคก้าวไกล ๒ ท่าน พรรคเศรษฐกิจไทย ๑ ท่าน พรรคชาติไทยพัฒนา ๑ ท่าน พรรคเสรีรวมไทย ๑ ท่าน เชิญท่านตามลำดับ พรรคเพื่อไทยก่อนครับ🔗

นางมนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครพนม

ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉันมนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติการจัดทำประมวลกฎหมายและกฎเพื่อให้พี่น้องประชาชนเข้าถึง โดยสะดวก พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทยจำนวน ๖ ท่าน ดังนี้ ๑. นายนิยม เวชกามา ๒. นายองอาจ วงษ์ประยูร ๓. นายอดิศร เพียงเกษ ๔. นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ ๕. นายจำนงค์ ไชยมงคล ๖. นายเอกชัย ไชยนุวัติ ขอผู้รับรองค่ะ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

พรรคเพื่อไทยเสนอกรรมาธิการ ๖ ท่าน มีผู้รับรองถูกต้อง ไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่น ต่อไป เชิญพรรคพลังประชารัฐ ๔ ท่านครับ🔗

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ อรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ พลังประชารัฐ จังหวัดฉะเชิงเทรา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการของสัดส่วน พรรคพลังประชารัฐ ๑. นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์ ๒. นายชวน ชูจันทร์ ๓. นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ๔. นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

พรรคพลังประชารัฐเสนอกรรมาธิการ ๔ ท่าน มีผู้รับรองถูกต้อง ไม่มีท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่น เชิญต่อไป พรรคภูมิใจไทย ๓ ท่าน🔗

นายกิตติชัย เรืองสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดฉะเชิงเทรา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายกิตติชัย เรืองสวัสดิ์ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเสนอรายชื่อ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการจัดทำประมวลกฎหมายและกฎเพื่อให้ ประชาชนเข้าถึงได้โดยสะดวก พ.ศ. .... ในสัดส่วนพรรคภูมิใจไทย ๓ ท่าน ๑. นายวิรัช พันธุมะผล ๒. นายมารุต มัสยวาณิช และ ๓. นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

พรรคภูมิใจไทยเสนอกรรมาธิการ ๓ ท่าน มีผู้รับรองถูกต้อง ไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่นนะครับ ต่อไปเชิญพรรคประชาธิปัตย์ ๒ ท่าน🔗

นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชี รายชื่อ

เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตเสนอกรรมาธิการ วิสามัญในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ท่านแรกท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม ท่านที่ ๒ ท่านสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

พรรคประชาธิปัตย์เสนอ ๒ ท่าน มีผู้รับรองถูกต้อง ไม่มีท่านใดมีความเห็นเป็นอย่างอื่น ต่อไปเชิญพรรคก้าวไกลครับ🔗

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ การจัดทำประมวลกฎหมายและกฎเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้โดยสะดวก พ.ศ. .... ในสัดส่วน ของพรรคก้าวไกล ๒ คน ๑. นายชำนาญ จันทร์เรือง ๒. นายปิยบุตร แสงกนกกุล ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

พรรคก้าวไกล เสนอ ๒ ท่าน มีผู้รับรองถูกต้อง ไม่มีท่านใดมีความเห็นเป็นอย่างอื่น ต่อไปเชิญพรรคเศรษฐกิจไทย ๑ ท่านครับ🔗

พลตำรวจเอก ยงยุทธ เทพจำนงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชี รายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลตำรวจเอก ยงยุทธ เทพจำนงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเสนอในสัดส่วนของพรรคเศรษฐกิจไทย ท่านสมศักดิ์ คุณเงิน ส.ส. ขอนแก่น พรรคเศรษฐกิจไทย เป็นกรรมาธิการ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

พรรคเศรษฐกิจไทยเสนอชื่อ ๑ ท่าน มีผู้รับรองถูกต้อง ไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่นนะครับ ต่อไปเชิญพรรคชาติไทยพัฒนา ๑ ท่านครับ🔗

นายนิกร จำนง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นิกร จำนง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการในส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนา ๑ คน คือ นายรุ่งโรจน์ แก่นสวาท ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

พรรคชาติไทยพัฒนาเสนอ ๑ ท่านนะครับ มีผู้รับรองถูกต้อง ไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่น เชิญต่อไปครับ พรรคเสรีรวมไทย ๑ ท่านครับ🔗

นายวิรัตน์ วรศสิริน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวิรัตน์ วรศสิริน จากพรรคเสรีรวมไทย ขอเสนอ กรรมาธิการร่างพระราชบัญญัติการจัดทำประมวลกฎหมายและกฎเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้ โดยสะดวก พ.ศ. .... พรรคเสรีรวมไทย ขอเสนอ นายณัฐพล หงษ์ศรีสุข ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

พรรคเสรีรวมไทย เสนอชื่อกรรมาธิการ ๑ ท่าน มีผู้รับรองถูกต้อง ไม่มีท่านใดมีความเห็น เป็นอย่างอื่นนะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณากรรมาธิการครบ ๓๕ ท่านแล้วนะครับ ขอเชิญเลขาธิการรัฐสภาอ่านรายชื่อกรรมาธิการครับ🔗

นางสาวนภาภรณ์ ใจสัจจะ รองเลขาธิการรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน เลขาธิการรัฐสภา

รายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการจัดทำ ประมวลกฎหมายและกฎเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้โดยสะดวก พ.ศ. .... จำนวน ๓๕ คน ดังนี้ ๑. ศาสตราจารย์กิตติคุณ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ๒. ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม ๓. ศาสตราจารย์บรรเจิด สิงคะเนติ ๔. นางสาวนริศรา แดงไผ่ ๕. นายศุภวัฒน์ สิงห์สุวงษ์ ๖. พลเอก นิวัตร มีนะโยธิน ๗. นางสาวปิยฉัฏฐ์ วันเฉลิม ๘. นายธานี สุโชดายน ๙. พันตำรวจเอก ยุทธกร วงเวียน ๑๐. พลเอก ไพชยนต์ ค้าทันเจริญ ๑๑. นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ๑๒. นางจิรดา สงฆ์ประชา ๑๓. นายอนุสิษฐ คุณากร ๑๔. พลเอก ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์ ๑๕. ศาสตราจารย์พิเศษกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ ๑๖. นายนิยม เวชกามา ๑๗. นายองอาจ วงษ์ประยูร ๑๘. นายอดิศร เพียงเกษ ๑๙. นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ ๒๐. นายจำนงค์ ไชยมงคล ๒๑. นายเอกชัย ไชยนุวัติ ๒๒. นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์ ๒๓. นายชวน ชูจันทร์ ๒๔. นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ๒๕. นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ ๒๖. นายวิรัช พันธุมะผล ๒๗. นายมารุต มัสยวาณิช ๒๘. นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ๒๙. นายปิยบุตร แสงกนกกุล ๓๐. นายชำนาญ จันทร์เรือง ๓๑. นายพิสิฐ ลี้อาธรรม ๓๒. นายสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล ๓๓. นายรุ่งโรจน์ แก่นสวาท ๓๔. นายณัฐพล หงษ์ศรีสุข และ ๓๕. นายสมศักดิ์ คุณเงิน🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอเชิญ กำหนดเวลาแปรญัตติครับ จะเสนอไหมครับ ถ้าไม่เสนอก็เป็นไปตามข้อบังคับ ข้อบังคับ กำหนดเวลาแปรญัตติภายใน ๗ วันนะครับ ดังนั้นกำหนดเวลาแปรญัตติเป็นไปตามข้อบังคับ เป็นอันจบการพิจารณาเรื่องด่วนที่ ๓ ขอบคุณท่านรองนายกรัฐมนตรีและผู้ชี้แจงนะครับ🔗

ต่อไปเป็นการพิจารณา🔗

๒. ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (แก้ไขเพิ่มเติมหมวด ๑๔ มาตรา ๒๔๙ มาตรา ๒๕๐ มาตรา ๒๕๑ มาตรา ๒๕๒ มาตรา ๒๕๓ มาตรา ๒๕๔ เพิ่มเติมมาตรา ๒๕๕/๑ มาตรา ๒๕๕/๒ มาตรา ๒๕๕/๓ มาตรา ๒๕๕/๔ มาตรา ๒๕๕/๕ มาตรา ๒๕๕/๖) (นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กับประชาชน ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน ๗๖,๕๙๑ คน เป็นผู้เสนอ)🔗

ด้วย นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน ๗๖,๕๙๑ คน ได้เสนอร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... พร้อมด้วยบันทึกหลักการ และเหตุผล และบันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสำคัญตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ (๑) เพื่อให้ ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาพิจารณา ทั้งนี้ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้เผยแพร่ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าว และจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ตามมาตรา ๗๗ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. ๒๕๖๕ มาตรา ๑๖ ประกอบมาตรา ๑๓ และได้จัดทำรายงานผลการดำเนินการของการเสนอ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑๖ วรรคหนึ่ง และเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ ผ่านตามเว็บไซต์ (Website) รัฐสภาตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑๕ แล้ว ขอเชิญผู้แทนของ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมีรายชื่อดังต่อไปนี้ เข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุม เพื่อนำเสนอและชี้แจงต่อที่ประชุมตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑๖ วรรคสอง มี ๕ ท่าน ดังนี้ ๑. นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ๒. นายปิยบุตร แสงกนกกุล ๓. นายวีระศักดิ์ เครือเทศ ๔. นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ๕. นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ ท่านสมาชิกครับ ท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ ขอหารือหรือเสนอความเห็น เชิญครับ🔗

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตใช้เวลาเล็กน้อยในฐานะ วิป (Whip) ของฝ่ายรัฐบาล ในช่วงเช้านี้เราได้หารือกันด้วยวิป (Whip) ๓ ฝ่าย ผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานสภาไปยังผู้เสนอ แล้วก็เพื่อนสมาชิกเพื่อจะได้รับทราบร่วมกัน ด้วยความปรารถนาที่จะเห็นการเสนอร่างขอแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญของภาคประชาชน ได้มีการร่วมกันในการพิจารณาอย่างรอบด้าน และแต่ละฝ่ายจะได้มีเวลาในการพูดจากัน อย่างเต็มที่ แล้วก็เจตนาก็คือว่าต้องการที่จะให้ได้มีการลงมติให้จบภายในวันนี้ เพราะฉะนั้น การหารือในช่วงที่ผ่านมาก็ได้รับการยอมรับว่าเราก็จะใช้เวลาในการพิจารณาฝ่ายละ ๒ ชั่วโมง ฝ่ายผู้เสนอก็ใช้เวลา ๒ ชั่วโมง ฝ่ายวุฒิสภา ๒ ชั่วโมง ฝ่ายค้าน ๒ ชั่วโมง และฝ่ายรัฐบาล ๒ ชั่วโมง นอกจากนั้นก็จะเป็นเวลาในการลงคะแนน ซึ่งต้องใช้การลงคะแนน แบบขานชื่อ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาทั้งหมดประมาณ ๑๐ ชั่วโมง จึงเรียนท่านประธานเพื่อได้ รับทราบ ขอขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ และวิป (Whip) ๓ ฝ่ายที่ได้ร่วมกันเจรจาและตกลงว่าจะอภิปราย กันฝ่ายละ ๒ ชั่วโมง รวมทั้งสิ้นก็จะเป็นการอภิปราย ๘ ชั่วโมง และลงมติอีก ๒ ชั่วโมง รวมเป็น ๑๐ ชั่วโมง เชิญท่านจุลพันธ์ครับ🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงใหม่

ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา แล้วก็เป็นวิป (Whip) ฝ่ายค้านซึ่งเป็นตัวแทนของวิป (Whip) ฝ่ายค้านในการเจรจาวิป (Whip) ๓ ฝ่าย ต้องเรียนด้วยความเคารพ ผ่านไปยัง ท่านชินวรณ์ด้วยความเคารพ เราเพิ่งคุยกันเมื่อสักครู่นี้เองนะครับ ต้องเรียนอย่างนี้ครับ ในการพูดคุยในเบื้องต้น ทางวิป (Whip) รัฐบาลได้เข้ามาพูดคุยกับทาง สมาชิกของทางฝ่ายค้าน แต่ว่าไม่ได้เป็นตัวแทนของวิป (Whip) ๓ ฝ่ายนะครับ ไม่ได้เป็น ตัวแทนที่เข้าไปเจรจา ด้วยความเคารพ แต่ก็เป็นผู้ที่เราให้ความมั่นใจอยู่ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อผมเองได้เข้ามาแล้วก็ในฐานะที่เป็นตัวแทนของวิป (Whip) ฝ่ายค้านในการเจรจา หลาย ๆ ครั้งก็เข้ามาพูดคุยกับท่านชินวรณ์ ได้รับข้อเสนอเมื่อไม่เกิน ๕ นาทีนี้นี่เอง แล้วผมเอง ก็ได้ประสานงานแล้วก็พูดคุยกันในตัวแทนทั้ง ๔-๕ ท่านที่เป็นตัวแทนของวิป (Whip) ฝ่ายค้าน ต้องเรียนอย่างนี้ครับ เรื่องรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญ พี่น้องประชาชนให้ความสนใจสูงมาก แบ่งสรรเวลามาแล้วฝ่ายละ ๒ ชั่วโมง มันดูเป็นการค่อนข้างปิดกั้นกับการนำเสนอโดยเฉพาะ พรรคร่วมฝ่ายค้านพวกผมมีโอกาสนำเสนอในประเด็นซึ่งสำคัญเกี่ยวกับการกระจายอำนาจ สู่ท้องถิ่น เกี่ยวกับเรื่องของพี่น้องประชาชน ๗๐,๐๐๐ กว่ารายชื่อที่เข้าชื่อกันเพื่อที่จะ นำเสนอร่างรัฐธรรมนูญต่อรัฐสภา มันเป็นเวลาที่ค่อนข้างจำกัด และที่สำคัญเมื่อสัปดาห์ก่อน ท่านประธานชวน ท่านประธานรัฐสภาได้กรุณาเชิญวิป (Whip) ๓ ฝ่ายไปพูดคุย แต่วันนั้น ก็ไม่ได้มีการพูดคุยเรื่องกรอบเวลา ตัวแทนของพรรคเพื่อไทยและวิป (Whip) ๓ ฝ่าย คือท่านสมคิดก็ยืนยันว่าไม่มีการพูดคุยในเรื่องของกรอบเวลาในการประชุมวันนี้ เราจึง อนุมานได้ว่าในการประชุมวันนี้เราปล่อยไปเป็นธรรมชาติ นั่นก็คือเราก็เริ่มการประชุมไป แล้วก็เพื่อนสมาชิกที่มีความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญที่มีการเสนอแก้ไขเพิ่มเติม โดยภาคประชาชน เราก็อภิปรายกันอย่างเต็มที่จะกำหนดเวลาอันนั้นเป็นสิทธิของ ท่านประธานตามความเหมาะสม เมื่ออภิปรายกันครบถ้วนแล้วเวลาเท่าไรเราก็ลงมติกัน ยังสามารถจบภายในวันนี้ได้ครับ ถ้าเราทำงานอย่างเช่นเมื่อวานเราจบกันเวลา ๓ ทุ่มครึ่ง ก็ยังสามารถที่จะลงมติจบสิ้นภายในวันนี้ได้ ถึงแม้จะไม่จบก็ตามผมก็เชื่อว่าร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เราได้เดินมาถึงจุดที่เริ่มอภิปรายแล้ว มีการถกแถลงแล้ว จะถกแถลงจบหรือไม่ก็ตาม จะอภิปรายจนจบสิ้นกระบวนความหรือไม่ก็ตาม อีก ๒ สัปดาห์เราก็มีนัดประชุมร่วมรัฐสภา กันต่อ ตามระเบียบวาระเดิมเราก็กะว่าตัวร่างรัฐธรรมนูญคงจะไม่จบในสัปดาห์นี้มันอาจจะ ไปจบสัปดาห์ที่ ๒๐ กว่า ก็เป็นเรื่องซึ่งยอมรับได้ครับ อย่างน้อยเราได้เดินหน้าเข้าสู่การ พิจารณามาแล้ว ก็เรียนผ่านท่านประธานไปยังทางวิป (Whip) รัฐบาลด้วยความเคารพครับ ข้อตกลงเมื่อสักครู่ที่เราพูดคุยกันมันยังไม่ตกผลึกครับ เวลานี้ก็ขอให้เดินการประชุมแล้วก็ใช้ ข้อบังคับการประชุมเป็นหลักในการยึด แล้วก็ในการแบ่งสรรการอภิปราย ขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษ พรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ผมคงต้องดำเนินการไปตามที่ท่านชินวรณ์ บุญยเกียรติ ว่าไว้ก่อนนะครับ แล้วก็ถ้ามีเหตุ ประการใดขึ้นมาก็ปรับไปตามสถานการณ์🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงใหม่

ท่านประธาน จะดำเนินการตามท่านชินวรณ์ได้อย่างไรครับ ผมกำลังเรียนกับท่านประธานว่าข้อตกลง เมื่อสักครู่มันไม่เรียบร้อย เดี๋ยวผมเสนออย่างนี้ครับท่านประธาน เดี๋ยวพรรคร่วมฝ่ายค้าน กับทางวิป (Whip) รัฐบาลจะนั่งพูดคุยกันนอกรอบครับ แล้วเราจะหาข้อสรุปอีกทีหนึ่ง แต่ไม่ใช่ว่าเดินตามข้อเสนอท่านชินวรณ์ แล้วที่ผมพูดไปเป็นอากาศธาตุนี่คงไม่ได้ ขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษ พรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ ก็แล้วกันนะครับ ระหว่างนั้นก็ประชุมไปตามปกติ แล้วถ้ามีปัญหาวิป (Whip) ๓ ฝ่ายกรุณา ไปหารือร่วมกับคณะผู้ที่เสนอร่างด้วยนะครับ แล้วก็ค่อยมาแจ้งผม เพราะว่าผมไปดำเนินการใด ที่เป็นดุลพินิจของผมเองมันก็อันตรายเหมือนกัน ท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ เชิญครับ🔗

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ท่านประธานครับ ขออนุญาตที่จะกราบเรียนท่านประธานนิดหนึ่งว่า ตอนประชุม วิป (Whip) ๓ ฝ่ายไม่สามารถที่จะตกลงเรื่องเวลาได้ แต่ว่าเราก็พยายามที่จะประสานกัน ทั้ง ๓ ฝ่ายในช่วงเช้า แต่ท่านจุลพันธ์เพิ่งเข้ามาจริง ๆ ครับ แต่ผมอยากจะกราบเรียนว่า ปรารถนาคือว่าต้องการให้กฎหมายที่เสนอโดยภาคประชาชนได้รับการพิจารณาและจบ แต่ว่ามีส่วนหนึ่งก็เห็นว่า กลัวว่าถ้าเป็นไปตามที่ท่านจุลพันธ์ว่าการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญนี้ จะยาวโดยไม่จำกัดเวลา ถ้าอย่างนั้นก็มีความจำเป็นมีบางฝ่ายเห็นว่าเราควรจะเสนอเพื่อที่จะ เอาร่างมาตรฐานจริยธรรมสื่อ ซึ่งเขาก็รอมานานแล้วครับ แล้วก็อ้างเหตุผลที่ชัดเจนว่าในยุคโลกปัจจุบันนั้น สื่อมีความจำเป็นที่จะต้องมีองค์กรสภาสื่อ ขึ้นมาในการคุ้มครองสื่อให้ทำงานได้อย่างอิสรเสรี แล้วก็สามารถจบภายใน ๒-๓ ชั่วโมง เพราะว่ามีเนื้อหาไม่มากนัก อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เมื่อคุยกันแล้วทุกฝ่ายก็เห็นว่าถ้าอย่างนั้นก็เอา ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนขึ้นมาก่อน แต่เมื่อผมมาคุยกับ ทางด้านฝ่ายค้าน ฝ่ายค้านขอว่าให้นำรัฐธรรมนูญมาพิจารณาก่อน ผมก็เห็นด้วย แต่ว่าต้องอยู่ ภายใต้เงื่อนไขเวลาที่เราต้องยอมรับกันทุกฝ่ายอย่างเป็นธรรม คือฝ่ายละ ๒ ชั่วโมง เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเมื่อเป็นธรรมแล้วเราก็ไม่อยากจะเลื่อนแล้วก็มีการลงมติซึ่งเสียเวลา ถ้าท่านกรุณาจะได้รับหลักการที่ผมได้กราบเรียนไปแล้ว และหารือกันว่าจริง ๆ ในส่วน ของท่านได้เป็นพิเศษแล้วนะครับ เพราะว่าผู้เสนอภาคประชาชนได้ ๒ ชั่วโมง และฝ่ายค้าน ๒ ชั่วโมง เป็น ๔ ชั่วโมง พวกผมด้วยซ้ำไปที่ได้ ๒ ชั่วโมงนะครับ แต่ว่าเราก็คิดว่าต้องการให้ กฎหมายดังกล่าวนี้ได้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงมีการตกลงกันก่อน เพราะฉะนั้นก็เป็น หน้าที่ของฝ่ายค้านที่ต้องหารือกันเองภายในว่าจะเป็นตามนี้หรือไม่ ถ้าไม่เป็นตามนี้ทางฝ่าย ที่เห็นว่าควรจะเลื่อนเอากฎหมายจริยธรรมขึ้นมาก่อนเขาก็มีสิทธิที่จะเสนอเลื่อนนะครับ เพราะว่าอยู่นอกเงื่อนไขที่ผมได้พูดคุยครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

จะเสียเวลา หารือกันตอนนี้มากขึ้นไปโดยใช่เหตุนะครับ🔗

นายนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงใหม่

ท่านประธานครับ จุลพันธ์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและวิป (Whip) ฝ่ายค้านครับ ต้องเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านชินวรณ์ด้วยความเคารพ ขออภัย ที่เอ่ยนาม ในกระบวนการเลื่อนนั้นต้องเรียนด้วยความเคารพ ขณะนี้ท่านประธานได้เข้า ระเบียบวาระในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อนอดีตสมาชิกซึ่งเข้ามาเตรียมชี้แจง ในเรื่องของเนื้อหาสาระเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขนี้ก็เข้ามาแล้ว กระบวนการในการเลื่อน ระเบียบวาระ ณ ขณะนี้คงจะดำเนินการไม่ได้ เพราะว่าจะขัดต่อข้อบังคับการประชุม ต้องเรียนด้วยความเคารพครับ ผมยังเชื่อว่าถ้าเราทำงานกันอย่างจริงจัง วันนี้เราสามารถจบ การประชุม ได้แต่อย่างไรก็ตามครับ ผมรับฟังทั้งข้อเสนอของท่านประธานที่ไม่อยากจะให้ เป็นการเสียเวลา รวมถึงทางท่านชินวรณ์ด้วยนะครับ เราเสนออย่างนี้ครับ เดี๋ยววิป (Whip) ทั้ง ๓ ฝ่ายมาใช้เวลานอกรอบแล้วพูดคุยกันเพื่อหาข้อสรุป แต่ในขณะนี้ขอท่านประธาน ได้โปรดดำเนินการประชุมแล้วก็ให้ทางผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เข้าสู่ญัตติการแก้ไข ร่างรัฐธรรมนูญครับ ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ผมตั้งใจไว้ ก็คือดำเนินการไปในชั้นนี้ก่อน แล้วก็ถ้ามีปัญหาประการใดขอได้โปรดหารือกันนะครับ แล้วก็อยากจะเรียนให้ทราบว่าถ้าเวลาที่จะใช้ในวันนี้มันมีข้อจำกัดอยู่นะครับ ไม่ใช่ว่า จะประชุมได้หามรุ่งหามค่ำ ทั้งข้อจำกัดสมาชิก และข้อจำกัดของผู้ที่จะทำหน้าที่ประธาน ในนี้นะครับ ฉะนั้นผมขอดำเนินการนะครับ อันดับแรกก็ขอเชิญผู้เสนอร่างรัฐธรรมนูญ เชิญครับ รอบแรกเสนอมา ๒ ท่าน คือท่านธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และท่านปิยบุตร เชิญครับ🔗

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้เสนอร่าง

เรียนท่านประธานรัฐสภา ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ตัวแทนประชาชน ๘๐,๗๗๒ คน ผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด ๑๔ ว่าด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น วันนี้ผมขออภิปรายชี้แจงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หรือที่เรียกเป็นภาษาทั่วไปว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปลดล็อกท้องถิ่น การนำเสนอ ของผมจะแบ่งออกเป็น ๓ ส่วนด้วยกัน ส่วนที่ ๑ ที่มาหลักการและเหตุผล ส่วนที่ ๒ เนื้อหา สาระ และส่วนที่ ๓ กล่าวสรุป โดยในรายละเอียดเนื้อหาของร่างแก้ไขนี้ เพื่อนร่วมงาน ของผมครับ ปิยบุตร แสงกนกกุล จะนำเสนอต่อไป ท่านประธานครับ ผมอยากจะเริ่มต้นพูดถึงที่มาและหลักการของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่การยกตัวอย่างจากจังหวัดร้อยเอ็ดครับ จังหวัดร้อยเอ็ดน่าจะเป็นตัวแทนจังหวัดทั่วไป ของประเทศไทยได้เป็นอย่างดี คนร้อยเอ็ดมีรายได้ต่ำลำดับที่ ๖๒ จาก ๗๗ จังหวัดในประเทศไทย เกือบท้ายที่สุดของประเทศครับ รายได้เฉลี่ยของคนร้อยเอ็ดอยู่ที่ ๖,๓๐๐ บาทต่อเดือน ที่นี่ตำบลค้อใหญ่ อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด ท่านประธานครับ นี่คือตัวอย่างน้ำประปา ที่ตำบลค้อใหญ่ นี่คือประเทศไทยศตวรรษที่ ๒๑ ที่ตำบลค้อใหญ่เป็นเหมือนอีกหลายตำบล หลายแห่งในประเทศไทยที่ปัญหาพื้นฐาน อย่างเช่นปัญหาน้ำประปาไม่ได้รับการแก้ไข น้ำประปายังขุ่นข้น บางแห่งกำหนดเวลาเปิดปิดในแต่ละวัน ประชาชนต้องดิ้นรนหา น้ำสะอาดด้วยตัวเอง เป็นภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นและเป็นต้นทุนเวลาในชีวิตที่มากขึ้น ประชาชนถูกทิ้งไว้ข้างหลังไม่เหมือนอย่างที่โฆษณาครับ ตัวผมเองเกิดและเติบโตที่กรุงเทพฯ น้ำก๊อกที่บ้านผมเปิดเมื่อไรใสสะอาด ๒๔ ชั่วโมงต่อวัน ๓๖๕ วันต่อปี คำถามคือทำไม คนกรุงเทพฯ ถึงมีสิทธิในการเข้าถึงน้ำประปาที่สะอาดมากกว่าคนต่างจังหวัด ผมเชื่อว่า ทุกท่านที่อยู่ที่นี่น่าจะเห็นด้วยกับผมว่าเราเลือกเกิดไม่ได้ เราเลือกเกิดที่กรุงเทพฯ ไม่ได้ เราเลือก เกิดที่ตำบลค้อใหญ่ อำเภอพนมไพรไม่ได้ แต่คนไทย ๖๖ ล้านคน ไม่ว่าจะเกิดที่ไหนควรจะ เข้าถึงน้ำประปาที่สะอาดเสมอภาคกันหรือไม่ครับ คุณภาพชีวิตของคนเราขึ้นอยู่กับโชคชะตา บุญกรรมหรือสถานที่เกิดมันควรจะเป็นอย่างนั้นหรือไม่ครับ จากการสำรวจเบื้องต้นครับ ท่านประธาน ถ้าเกิดว่าเราอยากจะลงทุนในโรงผลิตน้ำประปาทั้งระบบในตำบลค้อใหญ่ เพื่อแก้ปัญหาให้น้ำประปาสะอาดมีคุณภาพได้ต้องใช้เงินประมาณ ๑๐ ล้านบาท ซึ่ง อบต. ทั่วไปในประเทศไทยมีงบลงทุนเพียง ๒-๓ ล้านบาทต่อปีเท่านั้นครับท่านประธาน ซึ่งเงิน จำนวนนี้ต้องเอาไปใช้ทั้งซ่อมถนน ต้องลงทุนในศูนย์เด็กเล็กและแก้ปัญหาอื่น ๆ อีกมากมาย หมายความว่าถ้า อบต. ค้อใหญ่ต้องการลงทุนในระบบน้ำประปาด้วยตัวเอง อบต. ค้อใหญ่ ต้องหยุดลงทุนในกิจการอื่นทั้งหมดเก็บเงินไว้เป็นเวลา ๔ ปี จึงจะเพียงพอในการลงทุน ระบบน้ำประปาได้ด้วยตัวเอง มีวิธีอื่นไหมครับ มี นั่นก็คือการเขียนโครงการขอสนับสนุนจาก หน่วยงานส่วนกลางและหน่วยงานส่วนภูมิภาคต่าง ๆ ซึ่งถ้าหากจะได้งบก็ต้องมีการวิ่งเต้น หรือเข้าสู่ระบบอุปถัมภ์แลกด้วยความเป็นอิสระทางการเมืองเพื่อให้ได้งบประมาณมาพัฒนา พื้นที่ ถ้าหากไม่วิ่งเต้นก็ยากมากที่โครงการเหล่านี้จะได้รับการเหลียวแลหรือการพิจารณา ตามความเร่งด่วน หรือตามความเดือดร้อนของประชาชน ตัวอย่างครับ เทศบาลดงสิงห์ อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด ชาวนาที่นี่ต้องทำนาปรังเพราะเป็นพื้นที่น้ำท่วมขัง การชลประทานจึงมีความสำคัญมาก เทศบาลดงสิงห์ได้รับการถ่ายโอนระบบชลประทานจาก กรมชลประทานมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๖ แต่เทศบาลดงสิงห์ไม่มีงบประมาณที่เพียงพอที่จะ ลงทุนระบบชลประทานเพิ่มเติมได้ด้วยตัวเองให้ครอบคลุมพื้นที่เกษตรทั้งหมด อีกทั้ง เมื่อกาลเวลาผ่านไประบบผุพังไปตามกาลเวลา ก็ไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะดูแลซ่อมแซม ระบบนั้น นายกเทศมนตรีคนปัจจุบันและคนก่อนหน้าก็เขียนของบส่วนกลางมาหลายปี ติดต่อกันเป็นเวลา ๑๐ ปีแล้วครับ ก็ไม่ได้รับการอนุมัติ จากกรณีตำบลดงสิงห์ จากกรณี ตำบลข้อใหญ่ครับท่านประธาน จึงนำมาสู่คำถามว่าเราต้องการสังคมแบบไหน เราอยากเห็น โครงสร้างการเมืองการปกครองของประเทศไทยเป็นอย่างไร โครงสร้างการเมืองการปกครอง ในประเทศไทยปัจจุบันตอบโจทย์ สามารถแก้ปัญหาสังคมได้จริงหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบท ไม่ว่าจะเป็นปัญหาช่องว่างระหว่าง คนรวยกับคนจน ไม่ว่าจะเป็นปัญหางานในต่างจังหวัดไม่มี คนหนุ่มสาวต้องเดินทางออกมา หางาน ออกมาหาโอกาสในเมืองใหญ่ การแย่งชิงทรัพยากรระหว่างกลุ่มทุนกับชาวบ้าน โครงการพัฒนาที่ออกแบบจากส่วนกลาง แต่ไม่ตอบสนองความต้องการของคนในพื้นที่ ปัญหาขาดแคลนถนนเป็นปัญหาเรื้อรังเจ็บป่วยเพียงแค่เล็กน้อยอาจจะสูญเสียชีวิตได้ เพราะไปหาหมอไม่ทัน เด็ก ๆ หลายพื้นที่ยังต้องเดินทาง ๒ ๓ ๔ ชั่วโมงต่อวัน เพื่อไปโรงเรียน โดยเฉพาะในเขตภูเขา ซึ่งเป็นที่อยู่ของพี่น้องชาติพันธุ์ ปัญหาน้ำประปาขุ่นข้นสกปรก ไหลอ่อนที่ว่าอย่าแต่จะใช้ดื่มได้เหมือนประเทศที่พัฒนาแล้ว แค่ซักผ้า ล้างหน้า แปรงฟัน ยังไม่ได้ ปัญหาการชลประทานที่ระบบชลประทานปัจจุบันครอบคลุมพื้นที่เพียงแค่ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่เพาะปลูก อีก ๗๗ เปอร์เซ็นต์ ถูกปล่อยให้ทำการเกษตร ตามยถากรรม ท่านทราบหรือไม่ครับ ภายใต้การบริหารของรัฐรวมศูนย์ กรมชลประทาน ตั้งเป้าหมายจะขยายระบบชลประทานให้ครอบคลุม ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่การเกษตร ให้ได้ภายในปี พ.ศ. ๒๕๘๐ ใช่ครับ ท่านฟังไม่ผิดครับ ปี ๒๕๘๐ หรืออีก ๑๕ ปีหลังจากนี้ สำหรับการชลประทานที่ครอบคลุมพื้นที่การเกษตร ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเราเดินตามอัตรานี้ เราจะมีระบบชลประทานที่ครอบคลุม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่การเกษตรในปี ๒๖๔๘ หรืออีก ๘๓ ปีจากนี้ ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เพิ่งเกิดครับ ตั้งแต่ผมเป็นวัยรุ่น ตั้งแต่ผมเรียน มหาวิทยาลัยไปค่ายอาสาพัฒนาชนบทก็เจอปัญหานี้ โตมาทำธุรกิจก็เจอปัญหานี้ ปัจจุบัน มาทำงานการเมืองก็ยังเจอปัญหานี้อีก ผมเชื่อว่าถ้าเราไม่ทำอะไรสักอย่างปัญหาเหล่านี้ ก็จะอยู่กับผมไปจนแก่ ไปจนตายและส่งต่อไปถึงลูกหลานของพวกเราด้วย จากจังหวัด ร้อยเอ็ดครับท่านประธาน นั่นคือเหตุผล นั่นคือที่มาที่เราต้องเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปลดล็อกท้องถิ่นนี้ เพื่อที่จะทำให้ท่านเห็นถึงความเป็นไปได้ใหม่ ๆ เพื่อที่จะทำให้ท่าน เห็นถึงภาพอนาคตที่เป็นไปได้แบบอื่น เพื่อที่จะลงรายละเอียดถึงเนื้อหาของร่างฉบับนี้ ผมขอพาท่านไปที่ประเทศญี่ปุ่นครับ ประเทศญี่ปุ่นมีระบบการปกครองใกล้เคียงกับเรา มีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีการปกครอง ๓ ระดับ ก็คือระดับชาติ ระดับจังหวัด หรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่าพรีเฟกเจอร์ (Prefecture) และระดับเมือง หรือที่ใกล้เคียงกับ ประเทศไทยก็คือระดับตำบล ความสำเร็จในการพัฒนาประเทศของญี่ปุ่นมีหลายขั้น หลายตอน ในอดีตการปฏิรูปที่ดินเคยช่วยให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง ลืมตาอ้าปากได้ การพัฒนาอุตสาหกรรมในยุคต่อมาสร้างบริษัทญี่ปุ่นให้มีเทคโนโลยี ที่ทันสมัยไม่แพ้ชาติตะวันตก ต่อมาในทศวรรษที่ ๑๙๙๐ ครับท่านประธาน เกิดสภาวะ ฟองสบู่แตก เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย ญี่ปุ่นจำเป็นต้องหาเครื่องจักรเศรษฐกิจตัวใหม่ เพื่อฟื้นฟูและขับเคลื่อนประเทศให้เดินหน้าต่อไปข้างหน้า ญี่ปุ่นค้นพบว่าคำตอบอยู่ที่การ กระจายอำนาจ จึงเริ่มปรับโครงสร้างรัฐ โครงสร้างการบริหารประเทศครั้งใหญ่อีกรอบหนึ่ง เพื่อเพิ่มอำนาจและทรัพยากรให้กับท้องถิ่น ญี่ปุ่นปฏิรูปโครงสร้างบริหารประเทศหลายอย่าง ในทศวรรษที่ ๑๙๙๐ ที่ให้อำนาจกับท้องถิ่น ยกตัวอย่าง ซิตี แพลนนิง ลอว์ (City Planning Law) หรือกฎหมายผังเมือง แก้ไขในปี ๑๙๙๒ และในปี ๑๙๙๙ ที่ให้อำนาจเมืองในแต่ละเมือง กำหนดผังเมืองของตนเองได้ไม่ต้องขอส่วนกลาง กฎหมายโอมนิบัส ดีเซนทรัลไลเซชัน ลอว์ (Omnibus Decentralization Law) หรือประมวลกฎหมายกระจายอำนาจผ่านสภาไดเอต (Diet) ในปี ค.ศ. ๑๙๙๙ ที่ยกเลิกคำสั่ง หรืออำนาจอนุมัติจากส่วนกลางในงานของท้องถิ่น จากกฎหมายฉบับนี้ ประกาศคำสั่งและอำนาจอนุมัติมากกว่า ๑๐๐ เรื่อง ถูกยกเลิกไป นี่คือการกิโยติน (Guillotine) กฎหมายเพื่อท้องถิ่นครั้งใหญ่ของประเทศญี่ปุ่น ยกตัวอย่างเช่น การระดมทุนโดยเมืองแต่ละเมือง โดยตำบลแต่ละตำบล ในรูปแบบของพันธบัตรท้องถิ่น หรือการออกบอนด์ (Bond) ท้องถิ่นที่ไม่ต้องผ่านการอนุมัติจากส่วนกลาง อนุญาตให้ท้องถิ่น สามารถเข้าถึงแหล่งทุนจากการระดมทุนด้วยตัวเองได้ เมื่อย้อนกลับมาดูประเทศไทยครับ ผมคิดว่าเรากำลังเผชิญกับปัญหาคล้ายคลึงกับประเทศญี่ปุ่น เรากำลังถูกขนาบข้างด้วย ปัญหาทั้งในระดับโลกและในระดับท้องถิ่น ในขณะเดียวกันเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อน ประเทศไทยมาในอดีต ปัจจุบันก็กำลังอ่อนล้าลง จำเป็นต้องหาเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ จากรายงานขีดความสามารถการแข่งขันของโลกประจำปี ค.ศ. ๒๐๒๒ จาก เดอะ เวิลด์ คอมเพ็ตทิทิฟเนส เยียร์บุ๊ก (The World Competitiveness Yearbook) ท่านทราบไหมว่า ปัจจัยอะไรเป็นตัวฉุดรั้งความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลก ประสิทธิภาพรัฐครับ ท่านประธาน เพราะคะแนนประสิทธิภาพภาครัฐของไทยซึ่งในปีปกติก็ไม่สูงอยู่แล้ว ในปีที่ผ่านมาลดลงอีก ๑๑ อันดับ ประสิทธิภาพของรัฐส่งผลถึงอัตราการเรียนต่อ การเข้าถึง อินเทอร์เน็ต (Internet) ตลอดจนความเหลื่อมล้ำทางด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ในกรณีของไทยความเหลื่อมล้ำไม่ใช่เรื่องระหว่างบุคคลกับบุคคลครับ แต่มีปัจจัยเรื่องพื้นที่ ในการเข้ามากำหนดคุณภาพชีวิตด้วย คุณภาพของโรงเรียนใกล้บ้านกลับกลายเป็น ตัวกำหนดชะตาชีวิตของคนไทยจำนวนไม่น้อย สถานที่ที่ท่านเกิดกลับกลายเป็นปัจจัย กำหนดอนาคตของคนจำนวนมาก แน่นอนครับ ไม่มีนโยบายใดเป็นยาวิเศษที่จะแก้ปัญหา ทุกเรื่องให้หมดไปได้ทันที แต่หากจะมีชุดนโยบายสักชุดหนึ่งที่จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ แก้ปัญหาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยได้ และในขณะเดียวกันยกระดับ บริการสาธารณะให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่านี้ได้ หากจะมีสักนโยบายหนึ่งที่ทำ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้พร้อมกัน นั่นคือนโยบายกระจายอำนาจ นั่นคือนโยบายการลดการ รวมศูนย์ของส่วนกลางครับ นี่คือสิ่งที่เราเรียนรู้ได้จากญี่ปุ่นและอีกหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก ผมและประชาชนจำนวน ๘๐,๗๗๒ คนจึงขอเสนอให้มีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในด้าน การปกครองท้องถิ่น ร่างแก้ไขปลดล็อกท้องถิ่นที่เราเสนอนี้คือการเปิดตัวเครื่องจักร เศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศไทย หลักใหญ่ใจความของร่างปลดล็อกท้องถิ่นอยู่ที่ ๑. อำนาจ และอิสระในการบริหาร ๒. การจัดการงบประมาณที่เป็นธรรม เหมาะสมกับภารกิจที่ได้รับ และ ๓. การทำประชามติปรับโครงสร้างการบริหารประเทศครั้งใหญ่ ในด้านอำนาจ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยึดหลักการพื้นฐานว่าอำนาจเป็นของประชาชน และประชาชนเป็นผู้ เลือกตัวแทนของพวกเขาเอง ร่างปลดล็อกท้องถิ่นนี้ทำให้ชัดเจนโดยไม่ต้องมีการตีความอีก ว่าอำนาจในการให้บริการสาธารณะทุกอย่าง ท้องถิ่นพื้นฐานมีอำนาจเต็ม มีอิสระอย่างเต็มที่ ในการออกแบบพัฒนาชุมชนตัวเอง ในการออกแบบพัฒนาตำบลตัวเอง ในการพาจังหวัด ของตัวเองไปข้างหน้า สมมุติฐานคือไม่มีใครรู้ปัญหามากกว่าคนในพื้นที่ คนในพื้นที่ย่อมรู้ ปัญหามากกว่าคนนอกพื้นที่ที่มาจากการแต่งตั้งจากส่วนกลาง คนในพื้นที่ย่อมรักบ้าน ของตัวเองมากกว่า คนในตำบลนั้นย่อมอยากเห็นบ้านของตัวเองพัฒนามากกว่า และคนที่มา จากการเลือกตั้งมีแรงจูงใจในการตอบสนองปัญหาของพี่น้องประชาชนมากกว่า ในด้าน งบประมาณครับ ร่างปลดล็อกท้องถิ่นเสนอให้มีการจัดสรรงบประมาณอย่างเป็นธรรมและ เพียงพอต่อการปฏิบัติภารกิจที่ได้รับอย่างมีประสิทธิภาพ จากปัจจุบันที่แบ่งรายได้ให้ท้องถิ่น ร้อยละ ๓๐ เป็นร้อยละ ๕๐ ในอนาคต การจัดสรรงบประมาณใหม่นี้จะเป็นการทำให้ไม่ต้อง มีการวิ่งเต้น จะเป็นการทำให้งบประมาณใกล้ประชาชนมากที่สุด ไม่ต้องมีเอเจนต์ (Agent) หรือตัวกลางวิ่งงบประมาณให้ ประชาชนจะเข้าถึงงบประมาณได้ผ่านตัวกลางเพียงตัวกลางเดียวนั่นก็คือบัตรเลือกตั้ง ถ้าจัดสัดส่วนงบประมาณใหม่ทำให้ท้องถิ่นมีงบประมาณเพียงพอและมีอำนาจเต็มที่ สามารถแก้ปัญหาในพื้นที่เองได้ สามารถออกแบบจัดการบริการสาธารณะ แบบที่ประชาชน ต้องการได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องเสียเวลาของบประมาณที่ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้ ลองจินตนาการ ตามผมดูครับ ประเทศไทยมี ๗,๒๕๕ ตำบล ลองจินตนาการตามผมดูว่าถ้าทุกตำบล มีโรงเรียนที่มีคุณภาพ มีหลักสูตรที่สอดคล้องกับงานในพื้นที่ แต่ในขณะเดียวกันก็สอนเรื่อง ทักษะแห่งศตวรรษที่ ๒๑ ไปพร้อม ๆ กันได้ มีสวนสาธารณะที่กว้างให้ประชาชนพักผ่อน หย่อนใจ มีพื้นที่สีเขียวเป็นปอดให้กับชุมชน มีสนามกีฬาที่ครบครันให้คนออกกำลังกาย มีสนามเด็กเล่นให้เด็ก ๆ ได้วิ่งเล่น มีศูนย์เด็กเล็กที่มีคุณภาพให้เด็ก ๆ เติบโตได้อย่างสมวัย มีน้ำประปาที่ไม่เพียงแต่ใสสะอาด แต่มีคุณภาพถึงขั้นดื่มได้ มีระบบคมนาคมสาธารณะที่ดี ที่เชื่อมโยงชุมชน ตลาด เมือง โรงเรียน โรงพยาบาล สถานที่ท่องเที่ยวเข้าหากันในราคา ที่เข้าถึงได้สะดวก ตรงเวลา มีห้องสมุดที่มีคุณภาพ ส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับประชาชน ได้ตลอดชีวิต มีการจัดเก็บขยะที่ดี คัดแยกขยะที่ต้นทาง มีบ่อขยะที่ได้มาตรฐานตาม กรมอนามัย ถ้าทุกตำบลมีบริการสาธารณะแบบนี้ละครับ นี่คือประเทศไทยที่คุณจินตนาการ ถึงหรือเปล่า นี่คือประเทศไทยที่ผมจินตนาการถึง ที่ ๗,๒๕๕ ตำบลมีบริการสาธารณะ แบบนี้ทุกตำบล เราอยากสร้างอนาคตแบบนี้ร่วมกันไหมครับ คำถามที่สำคัญกว่านั้นคือ เรากล้าฝัน เรากล้าทะเยอทะยานที่จะสร้างสังคมแบบนี้ในประเทศไทยหรือไม่ ผมเชื่อว่า การแบ่งสรรอำนาจให้ท้องถิ่น การจัดสรรงบประมาณให้เป็นธรรมตามร่างปลดล็อกท้องถิ่นนี้ จะทำให้เราทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้ภายใน ๑๐ ปี ๑๕ ปี ในด้านสุดท้ายของเนื้อหา ในด้าน โครงสร้างการบริหารการปกครองร่างปลดล็อกท้องถิ่นเราชักชวนให้สังคมไทยมาตั้งคำถาม และพูดคุยแลกเปลี่ยนกันถึงบทบาทและสถานะของราชการส่วนภูมิภาคว่าหากเรากระจาย อำนาจไปแล้ว หากเราจัดสรรงบประมาณให้เหมาะสมกับภารกิจให้เป็นธรรมแล้ว ราชการ ส่วนภูมิภาคจะมีบทบาทอย่างไร จำเป็นอีกหรือไม่ ร่างปลดล็อกท้องถิ่นนี้เสนอให้มีการทำ ประชามติภายใน ๕ ปีถึงบทบาทของราชการส่วนภูมิภาคว่าจะมีการยกเลิกราชการ ส่วนภูมิภาค ควบรวมคน งาน งบ ภารกิจ เข้ากับท้องถิ่นหรือไม่ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ครับ และเราตระหนักดีว่าเราไม่ควรตัดสินใจเรื่องนี้ลำพัง เราจึงเสนอให้สังคมไทยช่วยกันคิด หาทางออกว่าโครงสร้างการบริหารที่เหมาะสมกับสภาพปัญหา เหมาะสมกับความท้าทาย ใหม่ ๆ จะเป็นอย่างไร เราจะมีเวลา ๕ ปี ในการแลกเปลี่ยนถกเถียงกันเพื่อให้ตกผลึกว่า โครงสร้างบริหารประเทศแบบไหนกันที่เหมาะสม ท่านประธานครับ ผมเริ่มจากที่มา ผมพาทุกท่านไปที่จังหวัดร้อยเอ็ด ผมเข้าสู่เนื้อหาโดยผมเปรียบเทียบกับญี่ปุ่น ผมขอจบ การอภิปรายของผมในรอบนี้ด้วยการพาทุกท่านกลับมาสถานที่แห่งนี้ครับ ที่รัฐสภา ไม่มี ตัวอย่างที่ไหนที่จะพูดถึงรัฐรวมศูนย์ได้ดีกว่าที่นี่อีกแล้วครับ ตัวอย่างที่ผมอยากจะยกมาให้ดู ก็คือข้อปรึกษาหารือของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถ้าเราตั้งใจฟังข้อปรึกษาหารือเราจะเห็น ได้ว่าแทบจะทุกหัวข้อของข้อปรึกษาหารือเป็นปัญหาเชิงพื้นที่ เป็นปัญหาแต่ละพื้นที่ ไล่ตั้งแต่น้ำประปาไม่สะอาด ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ ไม่ซ่อมแซม น้ำท่วมขังเป็นเวลานาน ไม่ได้ รับการแก้ไข ประชาชนเข้าไม่ถึงการไฟฟ้าเพื่อการเกษตร สะพานขาดไม่มีการดูแล ทุกวันพุธ และวันพฤหัสบดีปัญหาจากเชียงรายถึงนราธิวาส ปัญหาจากตากถึงอุบลราชธานีล้วนวิ่ง เข้ามาที่นี่ที่สภาแห่งนี้ ผ่านการอภิปรายของ ส.ส. ๒ นาที เพื่อส่งให้ราชการส่วนกลางและราชการส่วนภูมิภาค ผู้มีอำนาจเข้าไปแก้ปัญหา จากข้อมูลสำนักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร ร้อยละ ๖๕ ของข้อปรึกษาหารือเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน เป็นปัญหาเชิงพื้นที่ที่สามารถ แก้ไขได้โดยท้องถิ่น หากได้รับงบประมาณและอำนาจเพียงพอ ยกตัวอย่างครับ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ ที่สถานที่แห่งนี้ ส.ส. ญาณธิชาจากจังหวัดจันทบุรีต้องออกมาอภิปรายถึง สะพานลอยหน้าโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดที่ไฟจราจรเสีย เด็กนักเรียนต้องวิ่ง ข้ามถนน ๔ เลน (Lane) อย่างยากลำบากและอันตราย กว่าจะแก้ปัญหานี้ได้ วันนี้ วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๕ ผ่านการปรึกษาหารือมาแล้ว ๘๓๔ วัน ย้ำนะครับ ๘๓๔ วัน สะพานลอยเพิ่งจะเริ่มสร้าง นี่คือตัวอย่างที่ดีของรัฐรวมศูนย์ครับ ถ้าถนนผุพัง สะพานลอยไม่มี ไฟจราจรเสีย ต้องให้ ส.ส. มาอภิปรายในสภาถึงจะแก้ปัญหาได้ อีกกี่ร้อยปี เราจะแก้ปัญหาพื้นฐานอย่างนี้ได้หมดจากประเทศไทย วันนี้เราอยู่ที่รัฐสภาสถานที่แห่งนี้คือ สถานที่แห่งอำนาจ ที่แห่งนี้เราเลือกผู้นำฝ่ายบริหาร ที่แห่งนี้เราตรากฎหมายขึ้นเพื่อใช้ ในการบริหารประเทศยังมีความท้าทายอีกเยอะครับ ที่ทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ในระดับประเทศที่ส่วนกลางควรจะมุ่งเน้น เพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าได้ ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกเท่าทันกับยุคสมัย ปัญหาเชิงพื้นที่เราสามารถแบ่ง ความรับผิดชอบออกไปให้ท้องถิ่นเข้ามาจัดการเพื่อให้มันรวดเร็วขึ้น ตอบสนองกับประชาชน ให้เร็วขึ้นได้ และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศ ในการเป็นเจ้าของปัญหา ในการเป็นเจ้าของทรัพยากร ในการเป็นเจ้าของงบประมาณ ในการเป็นเจ้าของอำนาจ ในการเป็นเจ้าของประเทศร่วมกัน วันนี้ผมขอความร่วมมือจากสมาชิกรัฐสภาไม่ว่าจะเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภาผ่านทางท่านประธาน ว่าวาระนี้เป็นวาระที่สำคัญ ของประเทศ ท่านอาจไม่ชอบผม ไม่เป็นไรผมไม่ว่ากัน แต่ผมขอให้ทุกท่านดูผลประโยชน์ ประชาชนเป็นหลัก เสนอร่างนี้เข้าไป ร่างปลดล็อกท้องถิ่น ถ้าหากผ่านผมไม่ได้อะไรเลย ผมไม่ได้อะไรจากประโยชน์ ผมไม่ได้ประโยชน์อะไรจากร่างนี้เลย แต่ประชาชนส่วนใหญ่ ของประเทศจะได้ประโยชน์ครับ ถ้าท่านเห็นด้วยในทิศทางและหลักการของการกระจาย อำนาจ แต่ยังไม่เห็นด้วยในรายละเอียดบางประเด็นของร่างแก้ไขนี้ ผมขอให้ทุกท่าน รับหลักการในวาระนี้ครับ เพื่อพูดคุยกันหาทางประนีประนอม หาข้อสรุปที่ทุกฝักทุกฝ่าย ยอมรับได้ด้วยกันหมดในวาระต่อไป เพื่อให้ประเทศไทยเดินต่อไปข้างหน้าได้ เพื่อให้เรา เท่าทันกับปัญหาของประเทศ ผมขอจบการอภิปรายของผมเพียงเท่านี้และพร้อมตอบ ทุกคำถามในช่วงเวลาที่เหลือต่อไปครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญอาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล ครับ🔗

นายปิยบุตร แสงกนกกุล ผู้เสนอร่าง

เรียนท่านประธานวุฒิสภาในฐานะ ประธานในที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาทุกท่านครับ ผม ปิยบุตร แสงกนกกุล ในฐานะตัวแทนของผู้ชี้แจง ในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม หมวด ๑๔ การปกครองส่วนท้องถิ่น ที่พี่น้องประชาชน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งร่วมกันเข้าชื่อมากว่า ๘๐,๐๐๐ รายชื่อครับ ผมขออนุญาตใช้เวลา ในที่ประชุมแห่งนี้อภิปรายถึงเนื้อหารายละเอียดของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม หมวด ๑๔ ไปทีละประเด็น ๆ แต่ก่อนจะลงรายละเอียดอาจจะต้องเท้าความเล็กน้อยว่าประเทศไทย ราชอาณาจักรไทยแห่งนี้ เราพูดคุยกันเรื่องการกระจายอำนาจมาหลายทศวรรษแล้ว มานาน พอสมควรแล้ว เวลาเราพูดถึงเรื่องการกระจายอำนาจไม่ใช่เรื่องใหม่ครับ พวกเราไม่ใช่เป็น คนแรก ๆ ที่เสนอเรื่องเหล่านี้ แต่เรื่องการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถูกนำมาพูดคุยกันตั้งแต่ทศวรรษที่ ๓๐ และเกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน นั่นก็คือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๔๐ ที่เขียน หมวด ๙ การปกครองส่วนท้องถิ่น ที่รับรองหลักการ รับรองเนื้อหาเรื่องการกระจายอำนาจไว้ได้อย่างสมบูรณ์ โดยมีเป้าหมาย ว่าจะใช้พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ ปี ๒๕๔๒ เป็นโครงร่าง เป็นทิศทางในการกระจายอำนาจให้กับประเทศไทย แต่วันนี้อยู่ในปี ๒๕๖๕ ประเทศไทยเรา มีการกระจายอำนาจมาพอสมควรเป็นไปตามลำดับ เป็นไปตามขั้นตอน แต่มันยังไม่สมบูรณ์ แบบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งนี้มีเป้าหมายในการเข้าไปปรับปรุง ไปเสริมไปเติม ให้การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นของประเทศไทยนั้นสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้นครับ ทุกวันนี้ มันยังไม่สมบูรณ์แบบอย่างไร ยังมีประเด็นปัญหาตกค้างกันอยู่ ผมขอสรุปมาสัก ๕ ประการ🔗

ปัญหาประการที่ ๑ ณ ปัจจุบันนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศไทย ยังคงมีอำนาจและภารกิจน้อย ยังคงมีอำนาจและภารกิจอย่างจำกัดอยู่ การถ่ายโอนภารกิจ ไปให้ท้องถิ่นซึ่งวางเอาไว้ในแผนขั้นตอนการกระจายอำนาจก็ยังไม่สมบูรณ์แบบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ หลายครั้งเป็นไปอย่างล่าช้า ยกตัวอย่างเช่น รพ.สต. ก็เป็นที่ถกเถียงกัน ยาวนานกว่าจะค่อย ๆ ถ่ายโอนกันเรียบร้อย ปัญหาที่เป็นข้อจำกัดมันเกิดจากอะไร ทุกวันนี้ เวลาเราตีความกฎหมายเราบอกว่าท้องถิ่นมีอำนาจอะไรเราจะไปดูตัวกฎหมายจัดตั้งท้องถิ่น พ.ร.บ. อบจ. พ.ร.บ. เทศบาล พ.ร.บ. อบต. พ.ร.บ. กทม. พ.ร.บ. เมืองพัทยา เขาก็จะ แจกแจงรายละเอียดไว้ว่าท้องถิ่นเหล่านี้มีอำนาจอะไรรายวงเล็บ รายวงเล็บ แต่ถ้าหาก เรื่องไหนไม่อยู่ในวงเล็บต่าง ๆ นั้นถือว่าท้องถิ่นไม่มีอำนาจ ตรงนี้เป็นข้อจำกัดทำให้ท้องถิ่น มีอำนาจได้เท่าที่บอก ถ้าหากเรื่องอื่นเกินกว่าที่บอกไม่มีอำนาจ ทำให้ในการปฏิบัติงานปัญหา ทุกข์ร้อนของพี่น้องชาวบ้านในท้องถิ่นต่าง ๆ ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที ผมอาจจะไม่ต้อง ใช้เวลาลงรายละเอียด แต่ถ้าให้ยกตัวอย่างที่เพื่อนสมาชิกทุกท่าน ท่านประธานก็คงจะเคย ได้ยินได้ฟังมา นั่นก็คือเรื่องของกรณีการหาวัคซีนพิษสุนัขบ้าว่าตกลงแล้ว อบต. มีอำนาจ ทำหรือเปล่า หรือตกลงแล้วเป็นของกรมปศุสัตว์ กว่าจะคุยกันรู้เรื่องปัญหาก็เกิดขึ้นแล้ว ทุกข์ร้อนของชาวบ้านก็ไม่ได้รับการแก้ไข เรื่องของหลอดไฟเสียสักดวงหนึ่ง ถนนหนทาง ชำรุดสักหน่อย ก็ต้องมานั่งถกเถียงกันว่าสุดท้ายแล้วท้องถิ่นทำได้หรือทำไม่ได้🔗

ปัญหาประการที่ ๒ มีปัญหาเรื่องของอำนาจซ้ำซ้อนกันครับ อำนาจของ ราชการส่วนกลาง อันได้แก่ กระทรวง ทบวง กรม อำนาจของราชการส่วนภูมิภาคซึ่งเอาไป วางไว้ในทุก ๆ จังหวัด มันซ้ำซ้อนกับอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถนนสักเส้นหนึ่ง ก็ต้องมาเถียงกันว่านี่ของกรมทางหลวง ของกรมทางหลวงชนบท หรือว่าเป็นของท้องถิ่นแล้ว ต้องมานั่งถกเถียงกัน ทำท่าเรืออันหนึ่งก็ต้องมานั่งถกเถียงกันว่าตกลงแล้ว อบจ. ทำได้แล้ว ในขณะเดียวกันการท่าเรือก็ยังมีอำนาจอยู่ ตกลงแล้วอำนาจเป็นของใครกันแน่ สุดท้ายแนวทางการตีความของประเทศไทยก็บอกว่าถ้ากฎหมายเขียนว่ามีอำนาจก็มีทั้งคู่ ส่วนกลางก็มี ภูมิภาคก็มี ท้องถิ่นก็มี แล้วก็เกิดการเกี่ยงกัน บางกรณีก็เกี่ยงกันว่าอันนั้น ของเธออันนี้ของฉัน บางกรณีก็แย่งกันทำ มันก็เกิดปัญหาสภาพซ้ำซ้อนแบบนี้🔗

ปัญหาประการที่ ๓ นั่นก็คือเรื่องของงบประมาณรายได้ขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นนั้นมีไม่เพียงพอ ต่อให้เราถ่ายโอนภารกิจอำนาจไปให้ท้องถิ่นมากเท่าไรก็ตาม แต่ถ้าท้องถิ่นไม่มีรายได้ ไม่มีความเป็นอิสระทางงบประมาณเพียงพอก็ไม่สามารถ จัดการปัญหาให้พี่น้องได้อยู่ดี เราฝันว่าเป้าหมายจะแบ่งสัดส่วนรายได้ระหว่างส่วนกลาง กับส่วนท้องถิ่นเป็น ๗๕

๒๕ วันนี้มาเป็น ๖๕ : ๓๕ แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้ว ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ที่ได้ไปนั้นก็ยังไม่เพียงพอครับ หลาย ๆ เรื่องเป็นงานฝากที่ราชการส่วนกลางเอาไปให้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น การจ่ายเบี้ยสวัสดิการ เงินสวัสดิการต่าง ๆ ให้แก่ผู้สูงอายุ เราก็ถูกนับรวม ไปว่านี่เป็นเงินของท้องถิ่นด้วยนะ แต่ท้องถิ่นไม่สามารถเอาไปคิดอ่านทำอะไรได้นอกจาก เอาไปจ่ายเงินสวัสดิการของผู้สูงอายุ ทำให้ท้องถิ่นเหลือเงินอยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ที่จะคิดอ่านทำแผนการโครงการใหม่ ๆ ภาษีที่ได้ไปก็เป็นส่วนน้อย สัดส่วนภาษีที่ได้ทุกวันนี้ มีอยู่เพียงแค่ภาษีพวกโรงเรือน ภาษีที่ดิน บำรุงท้องที่ ภาษีป้าย ภาษีอากร รังนกอีแอ่น ยาสูบ น้ำมัน โรงแรม เท่านี้เอง หลายตัวส่วนกลางแบ่งมาให้ แต่แบ่งมาให้แล้วท้องถิ่น ก็ต้องแย่งกันเองอีกเหมือนกัน จำนวนต่าง ๆ เหล่านี้ไม่เพียงพอครับ มีกฎหมายตัวหนึ่งที่จะให้ท้องถิ่นมีเงินได้มากยิ่งขึ้น นั่นก็คือภาษีเกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้าง แต่ในปัจจุบันนี้รัฐบาลก็เลื่อนเวลาออกไปเรื่อย ๆ แล้วก็ยัง ไม่ได้ชดเชยเยียวยาในส่วนนี้ให้กับท้องถิ่นครับ🔗

ปัญหาประการที่ ๔ นั่นก็คือราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ซึ่งมีอำนาจ ในการกำกับดูแลท้องถิ่น แต่เมื่อถึงเวลากำกับดูแล ทำไปทำมามันจะกลายเป็นบังคับบัญชา มากขึ้น เริ่มมีหนังสือเวียน ระเบียบสั่งการต่าง ๆ เข้าไปสั่งการท้องถิ่นให้ทำนั่นทำนี่ หรือบางครั้งก็สำรวมนิดหน่อยโดยการใช้คำว่าขอความร่วมมือให้ท้องถิ่นมาร่วมงานกัน ทั้ง ๆ ที่หลักการปกครองตนเองขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามเจตนารมณ์ของคน ในท้องถิ่นนั้น ส่วนกลางและภูมิภาคไม่ใช่เจ้านายผู้บังคับบัญชาที่จะไปสั่งการให้ท้องถิ่น ทำอะไรได้ เต็มที่ไปได้ไกลที่สุดคือการประสานงานร่วมมือกัน🔗

ปัญหาประการที่ ๕ นั่นก็คือเรื่องการมีส่วนร่วมของพลเมืองในท้องถิ่น เวลาเราพูดถึงเรื่องการกระจายอำนาจให้กับท้องถิ่นนั้นต้องพึงระมัดระวังว่าการกระจาย อำนาจไม่ใช่หมายความว่ากระจายระบบราชการแข็งตัวตึงตัวเอาไปไว้ที่ท้องถิ่นอีก แต่จะต้อง กระจายอำนาจไปสู่ประชาชนพลเมืองในท้องถิ่น การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นไม่ได้ หมายความแต่เพียงว่ากระจายอำนาจให้นักการเมืองท้องถิ่นมีอำนาจ แต่กระจายอำนาจ ให้ท้องถิ่น หมายความถึงเอาอำนาจนั้นลงไปถึงประชาชนในท้องถิ่น นั่นก็หมายความว่า พลเมืองจำเป็นจะต้องมีส่วนร่วมในทางการเมืองในระดับท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น นอกไปจาก แค่เพียงการหย่อนบัตรเลือกตั้ง ปัญหาทั้งหมดนี้ที่เรารวบรวมสังเคราะห์มา พร้อมกับการไป ศึกษางานวิจัยของนักวิชาการจำนวนมาก ทั้งจากสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งทำเรื่องงานวิจัย เกี่ยวกับท้องถิ่นจำนวนมาก ทั้งจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งจามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอีกจากหลากหลายมหาวิทยาลัย กับการลงไปดูงานพื้นที่ต่าง ๆ ได้พูดคุยกับองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ ผู้บริหารท้องถิ่นต่าง ๆ ทั้งหมดเรานำมาสังเคราะห์ วิเคราะห์ แล้วก็ยกร่างเป็นร่างรัฐธรรมนูญ หมวด ๑๔ อันนี้ครับ ร่างฉบับนี้ถ้ากล่าวโดยย่อเรามีเนื้อหา สำคัญอยู่ ๑๒ ประการครับ🔗

ประการที่ ๑ นั่นก็คือการรับรองหลักการกระจายอำนาจ หลักการปกครอง ตนเองตามเจตนารมณ์ของคนในท้องถิ่น หลักความเป็นอิสระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอาไว้อยู่ในรัฐธรรมนูญ เพื่อนสมาชิกสามารถดูร่างนี้ได้ในมาตรา ๒๔๙ ทำไมเราถึงเขียน ตรงนี้เอาไว้เป็นมาตราแรกของหมวดนี้ ถ้าท่านสังเกตดูจะเห็นได้ว่าผมเริ่มต้นด้วยคำว่า ภายใต้บังคับ มาตรา ๑ คำว่าภายใต้บังคับ มาตรา ๑ หมายถึงอะไร เป็นการยืนยันว่า การกระจายอำนาจในประเทศไทยอยู่ภายใต้หลักความเป็นราชอาณาจักร อยู่ภายใต้หลัก ความเป็นรัฐเดี่ยว เขียนลงไปแบบนี้ชัด ๆ เพื่อป้องกันปัญหาคนตีความพิสดาร คนเข้าใจ พวกผมแบบผิด ๆ ด้วยการบอกว่าพวกเรากระจายอำนาจแล้วนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดน แต่เขียนแบบนี้หมายความว่าประเทศไทยกระจายอำนาจ เป็นการกระจายอำนาจ ที่ไม่ได้ไปยุ่งอะไรกับรูปแบบของรัฐ ไม่ได้ไปยุ่งอะไรกับโครงสร้างความเป็นรัฐเดี่ยวของ ประเทศไทย อย่างไรประเทศไทยก็ยังเป็นอันหนึ่งอันเดียวแบ่งแยกไม่ได้ อย่างไรประเทศไทย ก็ยังเป็นราชอาณาจักร มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอยู่ พร้อมกันนั้นครับ อธิบายต่อไปว่า เราเป็นรัฐเดี่ยว แต่เราเป็นรัฐเดี่ยวที่กระจายอำนาจครับ หมายความว่าต่อไปหากมีกฎหมาย ระดับพระราชบัญญัติ กฎหมายลำดับรองต่าง ๆ ที่เข้าไปแทรกแซงความเป็นอิสระ ของท้องถิ่น ที่ไปขัดต่อหลักการกระจายอำนาจนั้น กฎหมาย กฎหมายลำดับรองต่าง ๆ ก็จะขัดกับรัฐธรรมนูญ🔗

ประการที่ ๒ นั่นก็คือเรื่องของการกำหนดอำนาจหน้าที่แบบทั่วไปในการ จัดทำบริการสาธารณะให้กับท้องถิ่น ในนี้อยู่ในร่าง มาตรา ๒๕๑ ตรงนี้หมายถึงอะไร เมื่อสักครู่นี้ผมเรียนไปแล้วว่าปัญหาของท้องถิ่นคืออำนาจจำกัด วิธีตีความอำนาจของท้องถิ่น เราบอกว่ากฎหมายเขียนให้ ๒๐ เรื่อง คุณก็ทำได้แค่ ๒๐ เรื่อง แต่ถ้าปัญหาชาวบ้านนั้น ไปเป็นเรื่องที่ ๒๑ เรื่องที่ ๒๒ แต่กฎหมายไม่ได้เขียนไว้ ท้องถิ่นก็ไม่มีอำนาจ ดังนั้น เพื่อจัดการปัญหานี้อย่างยั่งยืน เราก็เปลี่ยนเลยครับ บอกว่าต่อไปนี้ให้คิดในเชิงพื้นที่เป็นหลัก ถ้ามันเป็นเรื่องการจัดทำบริการสาธารณะในพื้นที่ของท้องถิ่นใดให้เป็นอำนาจของท้องถิ่นนั้น ทั้งหมด เว้นแต่บางเรื่องมีกฎหมายห้าม เช่น เรื่องของความมั่นคง เรื่องของระบบเงินตรา เรื่องของนโยบายต่าง ๆ ที่มันมีผลกระทบกระเทือนในระดับชาติ พวกนี้ก็ยกเว้นเอาไว้ ให้เป็นเรื่องของราชการส่วนกลางและภูมิภาคไป แต่เรื่องที่เหลือถ้าเป็นจัดทำบริการสาธารณะประเภทน้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี กำจัดขยะ สิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยวในพื้นที่ คมนาคมขนส่งในพื้นที่ ทั้งหมดเหล่านี้เป็นเรื่องของ ท้องถิ่นหมดเลย ต่อไปจะได้ไม่ต้องมานั่งเถียงกัน ทุกวันนี้นายกท้องถิ่นมาพูดคุยกับพวกเรา เขาบอกว่าติดปัญหาเรื่องนี้มากเวลาอยากจะเอางบประมาณไปทำเรื่องอะไร เดี๋ยว สตง. สะกิดว่าใช้เงินผิดประเภทเพราะคุณไม่มีอำนาจเอาไปทำเรื่องนั้นเรื่องนี้ ผมมีเพื่อน นายกเทศมนตรีคนหนึ่งเขาเคยเป็นนายกเทศบาลตำบลแห่งหนึ่ง เขาเล่าให้ฟังบอกว่า เขาเอาประมาณแผ่นดินไปซื้อเสื้อหนาวแจกเด็กเพราะมันหนาวมากปีนั้น แต่ปรากฏ สตง. ก็มาเรียกเงินคืน เพราะเปิดกฎหมายดูแล้ว ไม่มีตรงไหนบอกว่าเทศบาลตำบลมีอำนาจ เอาเงินไปซื้อเสื้อหนาวแจกเด็ก อย่างนี้เป็นตัวอย่าง แต่ถ้าเราแก้เรื่องนี้ต่อไปท้องถิ่น ทำได้หมดเลยดูแลทุกข์สุขชาวบ้าน ประชาชนในพื้นที่ ส่วนเรื่องไหนไม่ได้เขียนกฎหมาย เว้นเอาไว้🔗

ประการที่ ๓ เนื้อหารายละเอียดอยู่ใน มาตรา ๒๕๑ วรรคสอง นั่นก็คือแก้ไข ปัญหาเรื่องอำนาจซ้ำซ้อนกันระหว่างกลาง ภูมิภาคกับท้องถิ่น ต่อไปนี้เราบอกท้องถิ่น มาก่อน เรื่องที่เกิดในท้องถิ่นให้ท้องถิ่นทำก่อน แล้วถ้าท้องถิ่นทำไม่ได้ ไม่มีศักยภาพทำ ขอไปให้ส่วนกลางกับภูมิภาคเข้ามาทำ ส่วนกลางหรือภูมิภาคก็ค่อย ๆ เข้ามาทำ เป็นการ แก้ปัญหาว่าตกลงแล้วอำนาจเรื่องนั้นเรื่องนี้เป็นของใคร แต่เราให้ท้องถิ่นมาก่อน🔗

ประการที่ ๔ คืออยู่ใน มาตรา ๒๕๐ เป็นการกำหนดประเภทขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งทุกวันนี้เรามีอยู่ ๒ แบบ คือแบบทั่วไป ได้แก่ อบจ. เทศบาล อบต. แบบพิเศษนั่นก็คือกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา พร้อมกับเปิดทาง ไว้ว่าถ้าวันหนึ่งต้องการสร้างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีกในรูปแบบใหม่ ๆ หรือจะมี การควบรวมอะไรกันอีกให้ไปทำเป็นพระราชบัญญัติ แล้วแต่นโยบายของแต่ละรัฐบาล แล้วแต่นโยบายของเสียงข้างมากในรัฐสภาในแต่ละยุคแต่ละสมัยว่าต้องการเพิ่มท้องถิ่น เข้าไปไหม หรือต้องการควบรวมอะไรไหม แต่อย่างน้อยที่สุดเรายืนยันหลักการไว้ว่า ประเทศไทยจะมีท้องถิ่น ๒ รูปแบบใหญ่ ๆ คือแบบทั่วไปกับแบบพิเศษ🔗

ประการที่ ๕ ร่างนี้อยู่ใน มาตรา ๒๕๔/๑ อันนี้คือการประกันเรื่องหลักการ เลือกตั้ง หลักการให้คนในท้องถิ่นมีสิทธิในการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่น นายกท้องถิ่น และสภาท้องถิ่นนั้นเราสถาปนาเอาไว้ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ แต่ปรากฏว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ถ้าทุกท่านเปิดดูรายละเอียดจริง ๆ ในหมวด ๑๔ มีการเขียนเอาไว้อยู่ข้อความหนึ่ง บอกว่าหากในอนาคตมีการตั้งท้องถิ่นแบบพิเศษขึ้นมาอาจมีผู้บริหารท้องถิ่นที่ไม่ได้มาจาก การเลือกตั้งก็ได้ รูปแบบอื่น ๆ ก็ได้ ดังนั้นตรงนี้ยืนยันกลับไปที่ ๒๕๔๐ ว่าเราต้องยึด หลักเดิมคือประชาชนในท้องถิ่นมีสิทธิเลือกนายกท้องถิ่นและสภาท้องถิ่น🔗

ประการที่ ๖ เป็นเรื่องเงินเงิน ทองทอง เรื่องของรายได้ ในร่างนี้อยู่ใน มาตรา ๒๕๒ (๒) มาตรา ๒๕๓ เราบอกว่าต่อไปนี้ถ้ารัฐธรรมนูญนี้ผ่านจะต้องไปออก พระราชบัญญัติขยายรายละเอียดเรื่องเกี่ยวกับรายได้ รายรับขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น โดยวางกรอบเอาไว้เบื้องต้นว่าภายในกี่ปีจะต้องขยับสัดส่วนรายได้ระหว่าง ราชการส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่นให้ไปถึง ๕๐ : ๕๐ พร้อมกันนั้นเปิดทางให้ท้องถิ่นมีรายได้ รายรับตัวใหม่ ๆ รายรับตัวใหม่ ๆ เช่นอะไร การกู้เงินเพื่อไปทำโครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่น พอผมพูดถึงการกู้เงินทุกคนก็จะตกอกตกใจบอกตายแล้วอย่างมีวินัยการเงินการคลัง จะอยู่ตรงไหน ทุกท่านครับ ถ้าเราให้ท้องถิ่นกู้เงินได้ด้วยตัวเอง ออกพันธบัตรได้ด้วยตัวเอง หลายเรื่องนี่ผมเชื่อว่าท้องถิ่นใหญ่ ๆ แบบเชียงใหม่ หรือภูเก็ต เผลอ ๆ สร้างรถไฟฟ้า รถราง สร้างรถเมล์ได้แล้วครับ ปัญหาทุกวันนี้เขาสร้างไม่ได้เพราะเงินเขาไม่พอ พอเงินไม่พอก็ถามมาที่ ส่วนกลาง ส่วนกลางบอกทีละขั้นทีละตอน ตอนนี้ในจุดส่วนกลางศูนย์กลางของประเทศไทย ที่เมืองหลวงยังสร้างรถไฟฟ้าไม่หมดทุกเส้นเลย ดังนั้นพวกคุณรอก่อนเป็นตามลำดับ แต่ถ้าท้องถิ่นบอกเอาอย่างที่ผมสร้างกันเองก็ได้ ผมเอาเงินตัวเองมาสร้าง คำตอบคือไม่มีเงิน ทีนี้ไม่มีเงิน ถ้ากู้เงินละครับ ผมเชื่อว่าประชาชนในท้องถิ่นยินดีพร้อมใจกันร่วมกันจ่ายภาษี แล้ววันหน้าเอาไปคืนเงินกู้ เพราะอะไร เพราะกู้มาแล้วสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้กับท้องถิ่นเขา ถ้าหากเราไม่ทำเรื่องนี้ต่อไปโครงสร้างพื้นฐานมันจะกระจุกอยู่ในเมืองหลวงหมด ทั้ง ๆ ที่ รถไฟฟ้าแต่ละเส้นแต่ละสายที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงแห่งนี้เป็นเงินภาษีของประชาชน ทั้งประเทศนะครับ ไม่ใช่แค่ของคน กทม. คนจังหวัดอื่น ๆ เขาก็ตั้งคำถาม แล้วทำไมไม่มาสร้างที่เชียงใหม่ ไม่มา สร้างที่ภูเก็ต ไม่มาสร้างที่สมุยบ้าง ไม่มาสร้างที่นครราชสีมาบ้าง ท่านต้องเปิดทางให้ท้องถิ่น เขามีโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนเงินกู้ด้วยวิธีการต่าง ๆ ทุกวันนี้มีหนทางอยู่ครับ แต่ต้องไป ขออนุมัติอนุญาตจากรัฐบาลทุกครั้ง เช่นเดียวกันครับ เราจะต้องพูดถึงเรื่องเงินอุดหนุนครับ เงินอุดหนุนเป็นเครื่องไม้เครื่องมือสำคัญในการที่ทำให้ท้องถิ่นนั้นมันยกระดับเท่าเทียมกัน บางท้องถิ่นอาจจะเก็บภาษีได้น้อย บางท้องถิ่นเก็บภาษีได้มาก ดังนั้นเงินอุดหนุนถ้าเรา จัดสรรปันส่วนไปในทิศทางลักษณะที่ช่วยกัน ถ้าท้องถิ่นไหนลำบากกว่าก็เอาเงินอุดหนุนไป เพื่อจะไปพัฒนาในพื้นที่ของตนเอง🔗

ประการที่ ๗ นั่นก็คือเรื่องของรูปแบบการจัดทำบริการสาธารณะ ทุกวันนี้ รูปแบบการจัดทำบริการสาธารณะ ถ้าเรามองดูราชการส่วนกลางมีหลากหลายแบบมาก ตั้งแต่ให้กระทรวง ทบวง กรม หน่วยงานราชการทำเอง หรือมอบอำนาจให้เอกชนทำ ผ่านรูปแบบสัญญาสัมปทาน สัญญาจัดซื้อจัดจ้าง สัญญาร่วมทุนต่าง ๆ แต่ท้องถิ่นเขามี รูปแบบจำกัดมาก โอเค (OK) กฎหมายเราอาจจะเปิดให้มีการตั้งสหการ ก็คือท้องถิ่นหนึ่ง ร่วมมือกันกับท้องถิ่นหนึ่งในการจัดทำบริการสาธารณะ แต่สุดท้ายก็เหมือนกันต้องขอ อนุญาตส่วนกลางก่อน ดังนั้นร่างนี้จึงต้องการให้ไปตรากฎหมายขึ้นมาฉบับหนึ่ง อธิบาย เรื่องรูปแบบการจัดทำบริการสาธารณะที่มีมากขึ้นนอกจากท้องถิ่นทำเอง ต่อไปท้องถิ่นตั้ง สหการได้ ตั้งบริษัทจำกัดของท้องถิ่นได้ ตั้งองค์การมหาชนในระดับท้องถิ่นได้ หรือแม้กระทั่ง มอบอำนาจให้เอกชนเข้ามาทำสัญญาต่าง ๆ ทำสัมปทาน ทำบริการสาธารณะต่าง ๆ แทน ตัวเองก็ได้🔗

ประการที่ ๘ นั่นก็คือเรื่องของความเป็นอิสระของการบริหารงานบุคคล อยู่ในมาตรา ๒๕๔/๒ อันนี้ยืนยันตามหลักการเดิม ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ จนถึง รัฐธรรมนูญปัจจุบัน🔗

ประการที่ ๙ นั่นก็คือเรื่องของการกำกับดูแล ในร่างนี้อยู่ในมาตรา ๒๕๔/๑๓ ประเทศไทยเป็นรัฐเดี่ยวครับ เมื่อเป็นรัฐเดี่ยวนั้นความสัมพันธ์ระหว่างส่วนกลางกับ ส่วนท้องถิ่นจะต้องเกาะเกี่ยวกันอยู่ มันไม่ใช่ตัดขาดออกจากกัน ความเกาะเกี่ยวที่ว่านั้นก็คือ ผ่านการกำกับดูแล แต่อย่างที่ผมเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิก กำกับดูแลที่ผ่านมา ไป ๆ มา ๆ มันจะเข้าไปแทรกแซงไปบังคับบัญชามากขึ้น ดังนั้นเราบอกว่าต่อไปนี้การกำกับ ดูแลจะต้องเคร่งครัด เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้มีเฉพาะการกำกับ ดูแลภายหลัง หมายความว่าท้องถิ่นทำไป แล้วถ้าส่วนกลางหรือภูมิภาคเห็นว่าเขาทำไม่ดี ทำผิดกฎหมาย ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ค่อยไปยับยั้งตอนนั้น🔗

ประการที่ ๑๐ นั่นก็คือการแก้ไขปัญหาเรื่องของการมีส่วนร่วมของพลเมือง ในร่างนี้อยู่ใน มาตรา ๒๕๔/๔ มาตรา ๒๕๔/๕ มาตรา ๒๕๔/๖ เราต้องการเติมพลัง ให้กับพลเมืองในท้องถิ่นครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น การเข้าชื่อถอดถอนผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งอันนี้มีมาโดยตลอด แต่เราเติมเข้าไปอีกครับ นั่นก็คือ เรื่องของการจัดทำประชามติในระดับท้องถิ่น แต่ละท้องถิ่นเดี๋ยวก็จะต้องมีโครงการต่าง ๆ พอทำแล้วฝ่ายหนึ่งเห็นด้วย ฝ่ายหนึ่งไม่เห็นด้วย อย่ากระนั้นเลยครับ ตัดสินกันโดย ประชาชนในท้องถิ่นเลยว่าจะเอาโครงการเหล่านี้ไหม เราต้องการสร้างสภาพลเมืองท้องถิ่น ขึ้นมาครับ เพื่อให้สภาพลเมืองแห่งนี้เข้ามาตรวจสอบ ตรวจสอบการทำงานของนายกท้องถิ่น ท่านประธานครับ ท่านเพื่อนสมาชิกที่อยู่ในห้องนี้คงคุ้นเคยกับเรื่องการเมืองท้องถิ่นกันมา อย่างดี ทุกท่านก็คงทราบดีใช่ไหมว่าถึงเวลาเลือกนายกท้องถิ่นเสร็จ สักพักหนึ่งสมาชิก สภาท้องถิ่นก็จะมาเป็นพวกเดียวกันกับนายกท้องถิ่นอีก แม้ลงเลือกตั้งอาจจะลงคนละ แบรนด์ (Brand) คนละสังกัด แต่ถึงเวลาจะมาเป็นพวกเดียวกันอีก มันทำให้การตรวจสอบ ถ่วงดุลผู้บริหารท้องถิ่นมันไม่เกิด ดังนั้นเราเสนอให้มีสภาพลเมืองท้องถิ่น เอาคนในท้องถิ่น นั้นแหละครับ เข้ามาประชุมร่วมกัน สลับหมุนเวียนกันเป็น เพื่อมาตรวจสอบการทำงานของ ฝ่ายบริหาร เราเสนอให้มีระบบการบริหารราชการแผ่นดินท้องถิ่นแบบเปิดเผย พี่น้อง ประชาชนติดตามการถ่ายทอดสดการประชุมทุกวันพุธ วันพฤหัสบดี หลายเรื่องเราคุยกัน ที่แห่งนี้ไกลตัวพี่น้องประชาชนในพื้นที่มาก แต่เรื่องที่ใกล้ตัวพี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่สุดคือ เรื่องของบ้านเขา เขากลับไม่สามารถรู้เลยว่าไปคุยอะไรกัน ดังนั้นต่อไปเราบอกการประชุมสภา เปิดเผยให้หมด ซึ่งวันนี้ กทม. เริ่มแล้วนะครับ ผมเชื่อว่าพี่น้องท้องถิ่นหลายที่ก็อยากเห็น อย่างนี้เหมือนกัน เปิดเผยให้หมด สัญญาจัดซื้อจัดจ้างเปิดหมดครับ เพราะเราเชื่อว่า คนจะทุจริตคอร์รัปชัน เขาจะไปทำกันในที่ลับที่มืด แต่ถ้าเราเปิดหมด การตรวจสอบ ความโปร่งใสก็จะเกิดขึ้น และที่สำคัญเราเติมเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดงบประมาณ ภาษาอังกฤษเรียกว่า พาร์ทิซิเพทอรี บัดเจตติง (Participatory Budgeting) หรือพีบี (PB) หมายความว่าท้องถิ่นจะแบ่งเงินเอาไว้ส่วนหนึ่ง และบอกโครงการมาเลย และให้พลเมือง ในท้องถิ่นโหวตกันเลือกกันเลยว่าจะเอาเงินไปทำอะไร ซึ่งเดี๋ยวเพื่อนผู้ชี้แจงผมก็คงมา อธิบายรายละเอียดตรงนี้เพิ่มเติม🔗

ประการที่ ๑๑ นั่นก็คือเรื่องของการกำหนดกฎหมายถ่ายโอนระยะเวลา สภาพบังคับต่าง ๆ ซึ่งตรงนี้มันเป็นปัญหาต่อเนื่องมาตั้งแต่การกระจายอำนาจปี ๒๕๔๐ คือรัฐธรรมนูญเขียน พ.ร.บ. แผนปี ๒๕๔๒ เขียน แต่ถึงเวลามันโอนไม่จริงโอนช้า บางอัน ติดขัดอยู่ ดังนั้นครั้งนี้จะเขียนสภาพบังคับเอาไว้ให้ชัดเจน🔗

ประการที่ ๑๒ ผมเข้าใจว่าเรื่องนี้เพื่อนสมาชิกหลายท่านอาจจะกังวลอยู่ นั่นก็คือเรื่องแผนการจัดออกเสียงประชามติว่าประเทศไทยจะเอาอย่างไรกับราชการ ส่วนภูมิภาค ผมยืนยันกับท่านประธานและเพื่อนสมาชิกในที่นี้ ส่วนตัวผมเองผมไม่ได้มี ความคิดชัดเจนว่าประเทศนี้จะต้องมีภูมิภาคหรือไม่มีภูมิภาค และผมก็เชื่อว่าพวกเราไม่กี่คน อาจจะตัดสินไม่ได้ ดังนั้นจึงเห็นว่าควรจะเอาไปทำประชามติ ไปถามพี่น้องประชาชน ตรงนี้ มีความสำคัญอย่างไร เราพูดถึงการกระจายอำนาจมันมีหลากหลายรูปแบบ ในโลกใบนี้ หลายประเทศกระจายอำนาจโดยสมบูรณ์แล้ว แต่ยังเก็บภูมิภาคเอาไว้อยู่ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศฝรั่งเศส ประเทศสเปน บางประเทศกระจายอำนาจสมบูรณ์แล้ว แต่เลิกภูมิภาค ไปเลยคือประเทศอังกฤษและประเทศญี่ปุ่น แต่ละประเทศก็คิดต่างกัน ประเทศที่เก็บเอาไว้ ก็มีงานให้ภูมิภาคทำ ประเทศที่เลิกไปเลยเขาบอกไม่มีความจำเป็น ซึ่งผมเชื่อว่าควรจะทำ ประชามติ แล้วก็ไม่ได้ทำแบบวันรุ่งขึ้นทำทันที มีเปิดโอกาสทำโรดแมป (Roadmap) แผนการรณรงค์ เห็นด้วย เห็นต่างกันภายใน ๕ ปี ถ้าประชาชนบอกว่ายังต้องมีประเทศไทย ก็มีภูมิภาค แล้วจะเกิดอะไรขึ้น มันจะชัดเจนขึ้นว่าท้องถิ่นทำอะไร ภูมิภาคทำอะไร แต่ถ้าคน ส่วนใหญ่บอกว่าไม่มีภูมิภาคก็จะรวมเข้าไปอยู่ในท้องถิ่น ข้าราชการ ประชาชน เจ้าหน้าที่ ต่าง ๆ ก็ไม่ได้ถูกยุบส่วนราชการต่าง ๆ ไป ตำแหน่งแห่งที่อะไรไม่ได้หายไป เพียงแต่แค่ เปลี่ยนสังกัดไปอยู่กับท้องถิ่นหรือส่วนกลางเท่านั้นเอง ดังนั้นตรงนี้ท่านไม่ต้องกังวลใด ๆ ไป และผมย้ำตรงนี้อีกครั้งหนึ่งเผื่อว่าจะมีคนซักถามล่วงหน้าและถ้ามีโอกาสจะมาตอบ ร่างนี้ ไม่ได้ไปยุ่งอะไรกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ต่อให้ผ่านไปเรียบร้อยกำนัน ผู้ใหญ่บ้านก็อยู่เหมือนเดิม เราไม่ได้ไปแตะไปต้องอะไรเลย เราพูดถึงเพียงแผนการในอนาคต ว่าถ้าประเทศไทย กระจายอำนาจโดยสมบูรณ์แล้ว ตกลงราชการส่วนภูมิภาคยังจำเป็นไหม ถ้าประชาชน บอกว่าจำเป็นก็มีต่อ ถ้าประชาชนบอกไม่จำเป็นก็จัดการควบรวมไป กลับไปส่วนกลางบ้าง กลับมาส่วนท้องถิ่นบ้าง🔗

ทั้งหมดนี้คือรายละเอียดของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม หมวด ๑๔ ทั้ง ๑๒ ประเด็น ผมคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะได้รับการสนับสนุนจาก เพื่อนสมาชิกรัฐสภาในซีกของสภาผู้แทนราษฎร ผมเชื่อว่าทุกพรรคการเมืองสนับสนุน การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นทั้งหมด เท่าที่ผมสำรวจความคิดเห็นต่าง ๆ มา ไม่มีพรรคไหน บอกว่าไม่เอากระจายอำนาจ แต่อาจจะเห็นแตกต่างกันในรายละเอียดกันอยู่บ้าง เราสามารถไปปรับปรุงไปแก้ไขกันได้ต่อไปในวาระที่สอง เช่นเดียวกันในสมาชิกวุฒิสภา ผมก็ได้ยินได้ฟัง ส.ว. อภิปรายหลายครั้ง ตั้งแต่บางท่านยังอยู่ในระบบราชการประจำ หรือบางท่านไปอยู่ในสภาปฏิรูป หรือบางท่านวันนี้มาเป็น ส.ว. ท่านก็พูดชัดเจนว่าท่าน สนับสนุนเรื่องการกระจายอำนาจ แล้วเรื่องนี้ผมมายืนตรงนี้ ปีที่แล้วผมก็มายืน แต่ปีที่แล้ว ผมมายืนผมเสนอเรื่องเกี่ยวกับวุฒิสภาหลายเรื่อง ก็เข้าใจได้ว่าท่านคงไม่เห็นด้วย แต่รอบนี้ มันไม่ได้เกี่ยวอะไรเลย ผมเรียนว่าร่างนี้อาจจะช่วยให้เพื่อนสมาชิกวุฒิสภาแสดงออกให้สังคม เห็นว่าวุฒสิภาไม่ได้ขัดขวางการแก้รัฐธรรมนูญหากมันเป็นประโยชน์ต่อประชาชน แสดงให้ เห็นว่าสมาชิกวุฒิสภาก็เอาด้วยถ้าเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ท่านประธานครับ ผมมีเรื่อง ที่จะชี้แจงต่อเพื่อนสมาชิกแต่เพียงเท่านี้ แล้วก็หวังว่าคำถามต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นถ้าซักถาม และผมมีเวลาหลงเหลืออยู่ แล้วก็มีเพื่อนสมาชิกต่าง ๆ ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านจะขอ อนุญาตตอบเป็นรายประเด็น ๆ ต่อไป ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ อาจารย์ครับ ต่อไปจะเป็นการอภิปรายของท่านสมาชิกนะครับ ตอนนี้เข้าชื่อกันไว้ ๓๒ ท่าน ก็ใช้เวลาถ้าตามที่กำหนดไว้ก็ประมาณ ๔ ชั่วโมงขึ้นไป ขอให้ท่านรักษาเวลานะครับ ชุดแรก ท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ พรรคก้าวไกล และท่านต่อมาก็ท่านณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ แล้วตามด้วยท่านจเด็จ อินสว่าง เชิญท่านพิธาก่อนครับ🔗

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านประธานครับ เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ขอร่วมลุกขึ้นอภิปราย ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๒๔๙ ถึงมาตรา ๒๕๔/๖ หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่า ร่างปลดล็อกท้องถิ่น ท่านประธานครับ สำหรับผมเวลามีไม่มากเท่าผู้ชี้แจง มีเพียงแค่ ๗ นาที ผมอยากจะใช้เวลานี้อย่างมีประสิทธิภาพ ผมคงจะไม่อภิปรายซ้ำในการที่จะ สนับสนุนว่าการกระจายอำนาจคือการกระจายพลังทางเศรษฐกิจ มันคือการระเบิดพลัง ทางเศรษฐกิจแบบบิ๊กแบง (Big Bang) อย่างที่ประเทศไทยต้องการอยู่ ผมจะไม่อภิปรายซ้ำ ว่าการกระจายอำนาจคือการลดความเหลื่อมล้ำให้กับแต่ละภูมิภาคในประเทศไทย ผมจะไม่ อภิปรายซ้ำว่ามันคือการลดการคอร์รัปชันลง เมื่อเสรีภาพในการแสดงออกพี่น้องประชาชน สภาพลเมืองสามารถที่จะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้ แต่ในทางกลับกันผมอยากจะ ใช้เวลาที่มีอยู่ไม่มากนี้ในการที่จะอภิปรายประเด็นกลับกัน คือการตั้งคำถามและชวน เพื่อนสมาชิกที่อยู่ในห้องนี้คิดกันว่าประเทศไทยจะเป็นอย่างไรถ้าเรายังกระจุกอำนาจอยู่ เหมือนเดิม ผมว่าอันนี้คือคำถามที่เราต้องถามตัวเองมากกว่าที่จะฟังว่าการกระจายอำนาจ ระเบิดพลังทางเศรษฐกิจลดความเหลื่อมล้ำอย่างไร ลดคอร์รัปชันอย่างไร แต่เราต้องถาม ตัวเองว่าในสภาพสภาวะความท้าทายโลกวิกฤติแบบนี้ประเทศไทยจะเดินอย่างไร ถ้าเรายัง กระจุกอำนาจอยู่อย่างนี้ ถ้าทุกท่านยังจำได้วิกฤติโควิด (COVID) ถามเลยว่าถ้าเกิด ประเทศไทยมีวิกฤติโควิด (COVID) ซ้ำเข้ามาอีก ๑ รอบ ท่านยังจำได้ใช่ไหมที่เราต้อง ล็อกดาวน์ (Lock down) กรุงเทพฯ จีดีพี (GDP) ประเทศหายไปทันที ๓๓ เปอร์เซ็นต์ เพราะเมื่อมีภัยพิบัติที่เราคิดไม่ถึง มีโรคระบาดที่เราคิดไม่ถึงเข้าสู่เมืองหลวงของเรา เศรษฐกิจทั้งประเทศพังหมด ท้องถิ่นแต่ละที่ต้องตามหาวัคซีน (Vaccine) ต้องตามหา อุปกรณ์ทางการแพทย์ ชุดพีพีอี (PPE) ต้องกลับมาส่วนกลางเพื่อที่จะดูที่จะรักษา พี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ก็ควรถามว่าถ้าเกิดมีโรคระบาดแบบนี้เกิดขึ้น ในพื้นที่ของท่านอีกทีหนึ่ง ท่านยังจะพึ่งรัฐบาลจากส่วนกลาง หรืออยากจะให้ท้องถิ่นที่เป็น คนใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุดในการแก้ไขปัญหา อันนี้คือคำถามที่ประชาชนที่ฟังอยู่ ทั่งประเทศและเพื่อนสมาชิกต้องช่วยกันคิดว่าถ้าเกิดเรากระจุกอำนาจแบบนี้แล้วเจอความ ท้าทายของศตวรรษที่ ๒๑ ที่เราไม่เคยเจอแบบนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย ถ้าเป็น พี่น้องภาคเหนือเกิดไฟป่าแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ท้องถิ่นเป็นคนที่ใกล้ชิดกับ ปัญหามากที่สุด เห็นมานานมากที่สุดรู้ว่าจะแก้อย่างไร แต่ไม่มีทรัพยากร ต้องขอมา ที่ส่วนกลาง ต้องขอ ปภ. ต้องขอกระทรวงมหาดไทย ต้องขอกระทรวงทรัพยากร ต้องขอ พ.ร.บ. อุทยานในการเข้าไปแก้ปัญหา คนรู้ไม่ได้แก้ คนแก้ไม่รู้ อันนี้คือปัญหาที่พี่น้อง ภาคเหนือที่มีปัญหาเกี่ยวกับไฟป่า ปัญหาเกี่ยวกับ พีเอ็ม ๒.๕ (PM2.5) ต้องเจอ ถ้าพี่น้อง ภาคอีสาน ภาคใต้ที่ฟังอยู่กับปัญหาน้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมา ผมลงพื้นที่ไปตอนท่วม คนหลาย หมื่นคนเรือมีอยู่ ๒ ลำ ลำหนึ่งคือของกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม อีกลำหนึ่งคือ ปภ. ของกระทรวงมหาดไทย ท้องถิ่นที่ต้องเป็นคนคอยส่งคนแก่ คนเฒ่า คนพิการไปเข้าห้องน้ำ ๔ กิโลเมตร ไม่มีเรือเป็นของตัวเอง ทรัพยากรต้องขอมาที่ส่วนกลาง ประชาชนที่ฟังอยู่ เข้าใจที่ผมพูดครับ หน้าแล้งขนน้ำไปหาคน หน้าฝนขนคนหนีน้ำ พิษณุโลก อุบลราชธานี มหาสารคาม แม่ฮ่องสอน พัทลุง นครราชสีมา เขาเข้าใจเลยว่าผมทำอย่างไร ผมถามว่า ปัญหาน้ำท่วมสลับกับน้ำแล้งอยู่ในจังหวัดเดียวกันแค่คนละรหัสไปรษณีย์ ข้างล่างท่วม ข้างบนแล้ง กระจุกอำนาจอย่างนี้แก้ได้หรือ คนที่อยู่ห่างไกลเป็น ๘๐๐ กิโลเมตรรู้ดีหรือครับ ว่าเราควรที่จะสร้างแอ่งน้ำที่ไหน เราควรที่จะเอาชลประทานเข้านาแบบไหน เราจะรู้ดี กว่าเขาหรือครับ ถ้ายังกระจุกอำนาจอยู่ ประเทศไทยจะเสียอะไรอีกมากมายมหาศาล นี่แค่ตัวอย่าง ๒-๓ ตัวอย่าง เพราะว่าทั้งหมดนี้คือความท้าทายของศตวรรษที่ ๒๑ ที่เรา ไม่เคยเจอมาก่อน ตอนที่เรากระชับอำนาจปี ๒๔๓๕ ตอนนั้นบริบทประเทศต่างกันกับตอนนี้ มากมาย ความท้าทายที่เรากำลังเจออยู่ขณะนี้ไม่ใช่สิ่งที่เราเจอมาตลอด ๑๓๐ ปีที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นนี่คือคำถามที่ความจริงแล้วเราต้องตอบเสียมากกว่าว่าถ้าเกิดกระชับอำนาจ แล้วคงไว้ซึ่งโครงสร้างแบบนี้ประเทศไทยจะผ่านโอกาสหรือเสียโอกาสอะไรมากมาย ปัญหาสิ่งแวดล้อมในแต่ละท้องถิ่น ตอนนี้อาจจะคิดกันว่าท้องถิ่นไม่มีเงิน ไม่มีความสามารถ ในการแก้ไข ท่านประธานทราบไหม ปารีส อะกรีเมนต์ (Paris Agreement) ข้อตกลงปารีส ประเทศที่พัฒนาแล้วต้องการที่จะปล่อยเงินมาให้ประเทศที่กำลังพัฒนา ๓.๕ ล้านล้านบาท มากกว่างบประมาณประเทศไทย ยุโรปให้กู้ไปแล้ว ๘๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ประเทศไทย ได้เท่าไร ศูนย์บาท เพราะอะไร เพราะข้อตกลงคือเขาจะปล่อยกู้ให้เฉพาะกับรัฐบาลท้องถิ่น เพราะรัฐบาลท้องถิ่นใกล้ชิดกับปัญหา และรู้ปัญหาในการแก้ เขาไม่เชื่อรัฐบาลกลางว่า จะสามารถแก้ไขปัญหาแบบนี้ นี่คือโอกาสที่ประเทศไทยเสียแล้ว ครั้งแล้วครั้งเล่าจากการที่ เรายังกระจุกอำนาจไว้แบบนี้ สิ่งที่ผมอยากจะอภิปรายต่อก็คือมายาคติที่มีกับการกระจาย อำนาจ การกระจายอำนาจคือความคิดสุดโต่ง สุดโต่งเป็นคำพูดที่ต้องบอกว่าเป็นคำสัมพัทธ์ หรือคำสัมบูรณ์ คำสัมพัทธ์หมายความว่าสุดโต่งเมื่อเทียบกับอะไร แน่นอนถ้าเกิดเอาคำว่า สุดโต่งไปเปรียบเทียบกับอดีตเมื่อ ๑๓๐ ปีที่แล้วอาจจะสุดโต่ง ผมไม่ได้เห็นต่างจาก ท่านหรอก แต่ถ้าเกิดเอาคำว่าสุดโต่งมาเปรียบเทียบกับความท้าทายของโลกที่มันสุดโต่ง อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาภาวะโลกร้อน ปัญหาสังคมสูงวัย สภาพบริบทประเทศเต็มไปด้วยความท้าทายแบบสุดโต่ง แล้วโครงสร้างก็เลยจำเป็นที่จะต้อง สุดโต่ง แต่ถ้าเกิดเปรียบเทียบแบบนี้ ใช้คำสัมพัทธ์แบบนี้เปรียบเทียบกัน การกระจายอำนาจ เป็นเรื่องที่จำเป็นที่จะต้องทำ ไม่ใช่สุดโต่ง ช้าไปแล้วด้วยซ้ำไปกับการที่จะประเทศไทย จะตอบสนองกับความท้าทายอย่างที่โลกคนอื่นเขาทำได้ เพราะฉะนั้นการที่บอกว่าจะมีการ คอร์รัปชัน สตง. บอกเองเลยย้อนหลังไป ๑๕ ปี คอร์รัปชันที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นน้อยกว่า ที่ส่วนกลาง ๑๐ เท่า ยิ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเกิดมีสภาพลเมืองมีการตรวจสอบ คอร์รัปชัน จะยิ่งน้อยลง การที่มากระจุกตัว กระจุกอำนาจ กระจุกงบอยู่นี่คอร์รัปชันง่ายกว่า กระจาย ออกไปนี่แหละโอกาสในการที่จะคอร์รัปชันน้อยกว่าด้วยซ้ำ สุดท้ายผมอยากจะทิ้งท้ายในการ อภิปรายในการใช้เวลาของผมในการพูดถึงพี่น้องข้าราชการ ผมเป็นข้าราชการกระทรวง พาณิชย์ ปี ๒๕๔๖ ปี ๒๕๔๗ ปี ๒๕๔๘ รู้จักพาณิชย์จังหวัดหลายท่าน รู้จักอุตสาหกรรม จังหวัดหลายท่าน รู้จักแรงงานจังหวัดหลายท่าน รู้จักสิ่งแวดล้อมจังหวัดหลายท่าน ท่านเป็น ข้าราชการที่มีความตั้งใจที่จะทำงาน ท่านเป็นข้าราชการที่มีความสามารถและความตั้งใจจริง ในการทำงาน การกระจายอำนาจจะทำให้สุขภาพจิตท่านดีขึ้นแน่นอนครับ อันนี้ผม รับประกัน ท่านไม่จำเป็นที่จะต้องตื่นมาวันเสาร์ วันอาทิตย์มารับนาย ตัดริบบิ้น ออกงาน ท่านไม่จำเป็นที่จะต้องเผชิญหน้ากับพี่น้องประชาชนที่ยังแก้ไขปัญหาไม่ได้ปีแล้วปีเล่า ท่านจะได้อยู่กับพื้นที่ที่มาจากประชาชนการเลือกตั้ง และแก้ไขปัญหาให้เขาอย่างมี ประสิทธิภาพ มีประสิทธิผล เพราะฉะนั้นผมคิดว่าร่างนี้เป็นร่างที่มีแต่ชนะกับชนะ ไม่มี ใครเสีย ขอให้ช่วยกันรับฟัง แล้วขอให้ผ่านวาระที่หนึ่งนี้ไปได้ แล้วไปแก้ไขกันในชั้น กรรมาธิการ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ท่านพิธา ต่อไปเชิญท่านณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ครับ🔗

นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุพรรณบุรี

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ จังหวัดสุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ยกเลิกบทบัญญัติ หมวด ๑๔ การปกครองส่วนท้องถิ่น ๖ มาตรา ตั้งแต่มาตรา ๒๔๙ ถึงมาตรา ๒๕๔ และเพิ่มหมวด ๑๔ กลับมาใหม่อีก ๖ มาตรา ตั้งแต่มาตรา ๒๕๔/๑ ถึง มาตรา ๒๕๔/๖ กระผมเห็นด้วยในหลักการ แม้จะมีความกังวลใจในบางมาตราก็ตาม ผมมี เหตุผลดังต่อไปนี้ เหตุผลประการแรก รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ผู้เสนอกฎหมายได้กล่าวถึง ไปแล้ว หรือฉบับประชาชนที่เริ่มต้นโดยนายกรัฐมนตรีบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรี คนที่ ๒๑ โดยมีท่านอาจารย์ชุมพล ศิลปอาชา ขับเคลื่อนจนสำเร็จ เป็นต้นแบบให้เห็นการ เปลี่ยนแปลงบทบาทความสำคัญของการกระจายอำนาจ ลดการรวมศูนย์ มีพระราชบัญญัติ กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้สู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยโอน งบประมาณไม่น้อยกว่าร้อยละ ๓๕ โอนบุคลากร โอนภารกิจงานจากกรม ๒๔๕ ภารกิจ ด้วยกัน ถามว่างานเหล่านี้สำเร็จไหม ยังไม่สำเร็จครับ มันมีอุปสรรคขวากหนามมากมายเหลือเกินโดยเฉพาะในช่วง คสช. ผมไม่เคยเห็นรัฐบาล ชุดไหนยึดอำนาจส่วนกลาง แล้วตามไปยึดอำนาจส่วนท้องถิ่นไม่มีการเลือกตั้ง ๘ ปีเต็ม ๆ ระบอบประชาธิปไตยมันงดงามตรงนี้ว่าเขาไม่ให้โอหัง ไม่ให้หลงตัวเอง ไม่ให้หลงอำนาจ ไม่ให้หลงหัวโขน ประชาชนคือนายอยู่ตลอดเวลา ๘ ปีเราเสียตรงนี้ไป ท่านประธานที่เคารพ มันเป็นรอยแผลเป็นขนาดใหญ่ต่อการกระจายอำนาจให้กับประเทศชาติของเรา ดังนั้น การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงเป็นการสานต่อการกระจายอำนาจ ปี ๒๕๔๐🔗

เหตุผลประการที่ ๒ การรวมศูนย์อำนาจก่อให้เกิดปัญหาการกระจุกตัว หมักหมมเป็นหลุมดำ ขอชาร์ต (Chart) ที่ ๑ ครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุพรรณบุรี

ทุกอย่างมารวมศูนย์อยู่ตรงกลางหมด แล้วในท้ายที่สุดเกิดอะไรขึ้นครับ ปัญหาทุกอย่างมาอยู่ ส่วนกลางทั้งหมดทั้งสิ้น มีการประท้วงก็มารวมอยู่ในกรุงเทพมหานคร ปีหนึ่งไม่ต่ำกว่า ๕,๐๐๐ ครั้ง ราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ ไม่ว่าขิงที่อำเภอแม่สลวย จังหวัดเชียงราย ขิงที่จังหวัดเพชรบูรณ์ตกต่ำก็มารวมอยู่ส่วนกลาง ปัญหาน้ำท่วมขณะนี้ที่จังหวัดสุพรรณบุรี และทั่วประเทศ เงิน ๕,๐๐๐ บาท ถึง ๗,๐๐๐ บาท รัฐบาลบอกจะจัดสรรไป น้ำบางที่ แห้งแล้วยังไม่ได้เงินเหมาจ่ายสำหรับบ้านเรือนที่ประสบอุทกภัยเลย นี่คือรวมศูนย์ครับ อุปสรรคในการที่จะตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนช้ามาก ปัญหาโควิด-๑๙ (COVID-19) เป็นตัวอย่างอย่างดีเลยครับ ท่านหัวหน้าพรรคก้าวไกลพูดไปแล้วนะครับ มีการกระจายผู้ป่วยออกไปต่างจังหวัด ทำคอมมูนิตี ไอโซเลชัน (Community Isolation) ทุกอำเภอ ทุกตำบลไม่มีงบประมาณเลยต้องไปเรี่ยไรเขา การกระจายอำนาจมันจะก่อให้เกิด เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม ความต้องการของประชาชน รสนิยมของประชาชน วัฒนธรรมของประชาชนได้รับการตอบสนองตรงความต้องการของเขา🔗

เหตุผลประการที่ ๓ สำคัญมากเลย การจัดสรรงบประมาณเป็นการเงิน หรือการคลังก็ดี ขอชาร์ต (Chart) ที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๖ ท่านดูพีระมิด (Pyramid) สิครับ ถ้าจัดสรรให้ส่วนกลางไปเป็นจำนวนมาก แล้วท้องถิ่นเป็นรูปพีระมิด (Pyramid) กลับหัว แล้วประเทศจะอยู่ได้หรือ มันต้องกลับใหม่ครับ จัดสรรงบประมาณให้ท้องถิ่นมาก แล้วส่วนบนน้อยลง ฐานมันใหญ่ประเทศจะอยู่ได้ครับ ผมยกตัวอย่างรายได้ของท้องถิ่น มาจาก ๓ แหล่งด้วยกัน ๑. จัดเก็บเอง ๒. ภาษีแบ่ง ๓. เงินอุดหนุน รวมแล้วประมาณร้อยละ ๒๕ - ๓๐ แล้วกู้เงินได้ด้วย แต่มันเหลื่อมล้ำตรงนี้ เหลื่อมล้ำตรงจัดสรรนี่ละครับ จัดเก็บเอง ก็เก็บไม่ได้ เพราะว่าขนาดของแต่ละพื้นที่ ขนาดของแต่ละตำบลไม่เท่ากัน อบต. เสียเปรียบ ภาษีแบ่งสมมุติว่าจังหวัดระยองได้เพอร์แคปพิตา (Per capita) ๑ ล้านบาท กับภาคอีสานได้ ๕๐,๐๐๐ บาท จัดสรรตามรายหัวอีก เสียเปรียบอีก ในขณะเดียวกันเงินอุดหนุน อบต. ต่อหัวได้ต่ำกว่าเทศบาล เพราะฉะนั้นเราทิ้ง อบต. เหล่านี้ไว้ข้างหลังล้าหลังไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งพรรคชาติไทยพัฒนาโดยท่านอนุรักษ์ จุรีมาศ เสนอเลยนะครับว่าต้องจัดสรร งบประมาณให้กับท้องถิ่น ๑๐ ล้านบาท เป็นลักษณะอินเทอร์กัฟเวิร์นเมนทัล ทรานส์เฟอร์ (Intergovernmental Transfer) หรือเป็นอีควอไลเซชัน แกรนต์ (Equalization Grant) อนุมัติให้ไปเลย ๑๐ ล้านบาท ให้ไปสร้างความเจริญ🔗

เหตุผลประการที่ ๔ โครงสร้างนี้ถ้าตราบใดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังอยู่ กระทรวงมหาดไทย อยู่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ไม่มีทางหรอกที่จะกระจายอำนาจ เพราะปรัชญาของมันคือการรวมศูนย์อำนาจกระทรวงมหาดไทย ผมเสนอญัตติให้แยก กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นออกไปเป็นกระทรวงหรือเป็นสำนักงานการกระจาย อำนาจการบริหารท้องถิ่นแห่งชาติมันจะไปได้ มันจะสำเร็จได้ กล่าวโดยสรุปบัดนี้ผมเชื่อว่าการกระจายอำนาจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะเป็น เรื่องต้องอดทน เป็นพลวัต อาจจะมีอะไรที่ไม่ดีบ้าง มีปัญหาต้องให้มันเดินต่อไปอย่าไป หยุดมัน เพราะว่าในท้ายที่สุดมันจะก่อให้เกิดความเท่าเทียมไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตามก็จะได้รับ บริการเท่าเทียมกัน คิดเสมอว่าการกระจายอำนาจเพื่อช่วยส่วนกลาง ไม่ใช่มาแย่งส่วนกลาง สุดท้ายครับ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้อาจไม่สำเร็จได้ภายในสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ แต่อย่างน้อย ๆ จะเป็นฐาน หรือเป็นแนวทางในการทำประชามติ หรือพิจารณาต่อไปในสมัย สภาผู้แทนราษฎรหน้า ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านจเด็จ อินสว่าง ครับ🔗

นายจเด็จ อินสว่าง สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ด้วยความเคารพ ผม จเด็จ อินสว่าง สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมกราบเรียน ท่านประธานไปยังพี่น้องประชาชนผู้รับฟังการถ่ายทอดสดอยู่ทั่วประเทศ ณ เวลานี้ด้วยว่า เรื่องของการกระจายอำนาจเป็นเรื่องที่ดี และเป็นคำพูดที่น่าประพฤติปฏิบัติ รัฐบาล ก็พยายามทำมา ผมเองก็เคยเป็นคณะกรรมการการกระจายอำนาจของสำนักนายกรัฐมนตรี มาแล้ว เรามีพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เพื่อนสมาชิกก็ได้อภิปรายไปแล้ว กว่า ๒๐ ปีที่ผ่านมาเรากำหนดขั้นตอนกิจกรรมในการ ถ่ายโอนไปให้ท้องถิ่นมากมาย มากกว่าเกือบ ๆ ๓๐๐ กิจกรรม จนกระทั่งท้องถิ่นบางแห่ง หลายแห่งบอกว่าทำไม่ไหว เราทำเยอะครับ แล้วสิ่งที่คณะผู้เสนอแก้ไขยกเลิกรัฐธรรมนูญ หมวด ๑๔ ว่าด้วยการปกครองส่วนท้องถิ่นก็ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย ท่านไปลอกที่ท่านบอกว่า คืนอำนาจสู่ประชาชน ปลดล็อกท้องถิ่นไม่ใช่เลยครับ ท่านไปลอกเอาหมวด ๑๔ นี้มาพูด ด้วยถ้อยคำเขียนใหม่ ผมขออนุญาตท่านประธานอ่านนิดเดียวครับ อย่างเช่น มาตรา ๒๔๙ บอกว่าภายใต้บังคับมาตรา ๑ ต้องจัดให้มีการปกครองส่วนท้องถิ่นให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ ให้คำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่นและความสามารถปกครองตนเอง ในด้านรายได้ จำนวนและความหนาแน่นของประชากร พอมาตรา ๒๕๐ วรรคสี่ ยิ่งพูดชัด เลยว่าถ้าการดำเนินการกิจการสาธารณะใดนั้น ถ้าร่วมกับเอกชนหรือหน่วยงานของรัฐ หรือมอบหมายให้เอกชนดำเนินการจะเป็นประโยชน์มากกว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะร่วมหรือมอบหมายให้เอกชนหรือหน่วยงานของรัฐดำเนินการใดก็ได้ ผมก็พอพาท่านเพื่อน สมาชิกรัฐสภาไปที่จังหวัดขอนแก่น ที่จังหวัดขอนแก่นวันนี้ก้าวหน้ามาก เขาทำบริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง ว่าง ๆ คุณธนาธรกับนายปิยบุตรก็ไปดูงานเขาบ้าง เขาทำโดยอาศัย บทบัญญัติของการปกครองส่วนท้องถิ่นนี่ละ ไม่ได้ไปอาศัยปลดล็อกอะไรหรอก เขาทำอยู่ แล้วสิ่งที่ท่านเสนอแก้ไขมาตรา ๒๕๔ แล้วเพิ่มอีก ๕ วรรค มันก็อยู่ในนี้ทั้งนั้น ผมไปอ่าน ดูแล้ว จัดให้มีการศึกษาผลกระทบ จัดให้มีการออกเสียงประชามติ จัดตั้งสภาพลเมือง จัดทำงบประมาณแบบมีส่วนร่วม เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร อยู่ในนี้ทั้งนั้น อยู่ใน ๖ มาตรา ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยไม่ต้องไปแก้ไขอะไรทั้งสิ้น แต่สิ่งที่มันเกิดปัญหาก็คือท่านไป กำหนดเพิ่มเติมในร่างมาตรา ๔ ให้คณะรัฐมนตรีจัดทำแผนยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค ภายใน ๒ ปีนับตั้งแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ และให้คณะรัฐมนตรีจัดให้มีการออกเสียง ประชามติในเรื่องดังกล่าวภายใน ๕ ปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ท่านยกเลิกนะครับ ยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค ก็คือยกเลิกผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เมื่อสักครู่นายปิยบุตรบอกว่าไม่ได้เกี่ยวกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ท่านอย่ามาพูดให้มัน สวนกระแสที่ท่านร่างทำไมครับ ท่านเพิ่งคิดได้เมื่อเช้านี้เองว่าถ้าไม่พูดถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ท่านจะเสียเสียง ท่านก็เลยบอกว่า ไม่ยกเลิก แต่ว่าท่านร่างไว้ในมาตรา ๔ ชัดเจนว่าท่านยกเลิก แล้วผมจะอภิปรายไปด้วยว่า ประเด็นที่ท่านไปรับฟังตามมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญ ท่านไม่ได้ไปรับฟังในมาตรานี้ด้วย เดี๋ยวผมจะพูดต่อไป ร่างมาตรา ๕ กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ กำหนด รายรับ จัดทำบริการสาธารณะ กำกับดูแลมีอยู่แล้วทั้งนั้น ผมถึงได้บอกว่าไม่ได้ปลดล็อกอะไร ของท้องถิ่นเลย ไปลอกเอา ๖ มาตรา ในหมวด ๑๔ ของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ เอามา แล้วเอามาเขียนให้สวยหรู ผมขออนุญาตกราบเรียน นัยของการเสนอรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นนัยของการโหนกระแส เป็นนัยของการสร้างกระแส เป็นนัยของการสุดลิ่มทิ่มประตู หาเสียง ที่เพื่อนสมาชิกบางคน สมาชิกวุฒิสภาบางคนบอกว่ามันเป็นการเสนอแนวความคิด แบบสุดโต่ง จะสุดโต่งสุดลิ่ม ทะลุฟ้า ทะลุดิน ทะลุแก๊ส ทะลุวังอะไรผมไม่ทราบ แต่ว่าไม่ได้ เป็นประโยชน์อะไรกับประชาชนเลย เพียงแต่ว่าท่านไปลอกเอาจาก ๖ มาตรา ถ้าท่านพูด แค่ว่าเอา ๖ มาตรานี้มาขยายให้รัฐบาลทำกันอย่างเต็มที่จริงจัง แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับ บนพื้นฐานของการปฏิบัติได้จริง และวุฒิภาวะที่เกิดขึ้น ขึ้นอยู่กับกาลเทศะและความ สอดคล้องต้องกันของกาลเวลา ผมว่าเป็นไปได้ ท่านประธานครับ พี่น้องประชาชนครับ แปลก ๆ เมื่อ ๒๖ พฤศจิกายน คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ขออนุญาตเอ่ยชื่อ หัวหน้าพรรค ก้าวไกลก็เสนอให้ยกเลิก พิธาลั่นก้าวไกลได้ตั้งรัฐบาลเมื่อไรจะยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค จัดเลือกตั้งนายกจังหวัด เมื่อไม่กี่วันที่แล้วสมาชิกพรรคก้าวไกลท่านหนึ่งก็เสนอให้จัดทำ รัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยตั้ง ส.ส.ร. นั่นหมายความว่าทุกหมวด ไม่ว่าหมวดที่เกี่ยวกับ พระมหากษัตริย์หรือไม่ จะจัดทำใหม่หมด วันนี้นายธนาธร นายปิยบุตร มาเสนอ แล้วก็ไป เชิญชวนพี่น้องประชาชนมา ๗๐,๐๐๐ กว่าคนให้ลงชื่อร่วม ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ว่าดูแล้ว มันสอดคล้องต้องกันอย่างมีนัย มีลับลมคมใน ผมเรียนว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้รับไม่ได้ มีลักษณะของการขัดกันแห่งผลประโยชน์และมีลักษณะของน่าจะทำผิดรัฐธรรมนูญ อย่างน้อย ๕ มาตราด้วยกัน คือมาตรา ๑ มาตรา ๒ มาตรา ๕ มาตรา ๗๗ และมาตรา ๒๕๕ เพื่อนสมาชิกมีรัฐธรรมนูญอยู่ในมือท่านช่วยเปิด ผมขออนุญาตท่านประธานนิดเดียว ผมขอ อ่านเร็ว ๆ ให้พี่น้องประชาชนฟัง มาตรา ๑ ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกไม่ได้ ยิ่งทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๗๗ จังหวัดมีลักษณะเป็นอิสระ ในหลาย ๆ รูปแบบแล้วจะขัดไหม ลามปามไปถึงมาตรา ๒ ประเทศไทยมีการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข และมาตรา ๕ รัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติโดยกฎหมาย กฎ ข้อบังคับหรือการกระทำใด ๆ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติหรือการกระทำนั้นเป็นอันใช้บังคับไม่ได้ ส่วนมาตรา ๗๗ ผมพูดไปแล้วว่าท่านไม่ได้ไปรับฟังความเห็นของประชาชนในแง่ยกเลิกราชการบริหาร ส่วนภูมิภาคขัดต่อรัฐธรรมนูญ ส่วนมาตรา ๒๕๕ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีการ เปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนรูปแบบการปกครองของรัฐจะกระทำมิได้ ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกครับ เรากำลังสนับสนุนให้คนทำผิดรัฐธรรมนูญอย่างน้อย ๕ มาตราหรือเปล่า ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ🔗

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านพิธา ใช้สิทธิ เชิญครับ🔗

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ตามข้อ ๔๗ ขอใช้สิทธิพาดพิง เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผู้อภิปรายเมื่อสักครู่ นายจเด็จ ได้พาดพิงถึงผมว่าผมมีความคิดที่อยากจะยกเลิกภูมิภาค ผมคิดว่าอันนี้เป็นข้อเฟกนิวส์ (Fake News) ที่ไม่ได้เป็นข้อเท็จจริงแต่อย่างใด เราพูดกันชัดเจนว่ามันต้องมีการทำ ประชามติถามพี่น้องประชาชน แต่ในขณะเดียวกันก็มีแนวคิดที่น่าจะชัดเจนว่าการกระจาย อำนาจมีหลายรูปแบบ มีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นยังคงไว้ซึ่งส่วนกลางหรือจะสามารถ ยกเลิกส่วนกลางไปได้เลยแต่ละประเทศก็มีไม่เหมือนกัน อันนี้ขอยืนยันตรงนี้ว่าไม่ได้เป็น ความจริงอย่างที่นายจเด็จได้กล่าวหาผมแต่อย่างใด ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

สำหรับ ผู้เสนอค่อยสรุปคราวเดียวกันนะครับ ต่อไปชุดที่ ๒ ท่านสมคิด เชื้อคง พรรคเพื่อไทย ท่านณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ พรรคภูมิใจไทย และท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ส.ว. เชิญตามลำดับ ท่านสมคิดก่อนครับ🔗

นายสมคิด เชื้อคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพครับ ผม นายสมคิด เชื้อคง พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุบลราชธานี ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ความจริงวันนี้เป็นเรื่องที่ปกติรัฐสภาเราก็รับมาหลายครั้งเกี่ยวกับความ ต้องการของพี่น้องประชาชนซึ่งลงชื่อมาจำนวนมาก บางครั้งก็เป็นแสน ครั้งนี้ก็เกือบแสน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้สภาเองก็ต้องเอามาถกมาพูดคุย แน่นอนครับ แต่ละฝ่ายเมื่อสักครู่ ก็อีกฝ่าย เหตุผลไม่ตรงกันอยู่แล้ว ฝ่ายหนึ่งก็อาจจะบอกว่าเห็นด้วย แต่พยายามจะ ปกป้องรัฐธรรมนูญ ปกป้องระบบที่ยังคงอยู่ก็มี ฝ่ายที่เห็นด้วยก็บอกว่าสิ่งนี้ต้องเปลี่ยนแปลง แก้ไข ในส่วนของผมพรรคเพื่อไทย ผมเชื่อว่าหลายพรรคการเมืองก็ต้องพูดกันเรื่อง กระจายอำนาจนี่ล่ะ ส่วนใครจะกระจายอย่างไรนั้นเป็นแต่ละพรรคว่ากันไป เราพูดกันมานาน ทุกพรรคการเมืองพูดเรื่องนี้ แล้วพวกผมทั้งหมดอยู่ในสภาแห่งนี้ของพรรคเพื่อไทย เป็นคนที่มาจากเขตเลือกตั้งก็พอจะรู้ว่าการกระจายอำนาจให้พี่น้องประชาชนจริง ๆ นั้น ควรจะทำอย่างไร เดี๋ยวจะมีสมาชิกพรรคเพื่อไทยมาร่วมอภิปรายและมาอธิบายให้ฟัง ผมเห็นด้วยที่ท่านอาจารย์ปิยบุตร ท่านธนาธรที่มานั่งอธิบายว่าการกระจายอำนาจเป็นต้นตอ เป็นต้นกำเนิด เป็นต้นทางของพี่น้องประชาชนจะได้ประโยชน์ เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญ เราใช้มาอีกระยะหนึ่งแล้ว มันจะดีไม่ดีมันก็ควรจะแก้ไขได้ อันนี้แก้ไขหมวด ๑๔ แทบว่า ไม่ได้แตะต้องฝ่ายไหนเลย มาแตะต้องอยู่ฝ่ายเดียวคือฝ่ายภาคราชการกับฝ่ายประชาชน ผมเชื่อว่าตั้งแต่ยึดอำนาจมาในสภาแห่งนี้ ท่านประธานรัฐสภาก็รู้เวลาสมาชิกอภิปราย หลายท่านเวลาพูดถึงระบบราชการ ระบบอะไรต่าง ๆ เราก็จะบอกว่ารัฐราชการโตขึ้น ๆ รัฐประชาชนเล็กลง ๆ ยึดอำนาจบ่อยเท่าไร อำนาจประชาชนก็หายไป ๆ การจะแก้ไข ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องแปลก เราต้องยอมรับว่าทั่วโลกทำได้ ประเทศไทยก็ต้อง ทำได้ เราต้องเปิดหัวใจกว้างเข้าหากันก่อนว่าเราทำเพื่ออะไร เราทำเพื่อใคร ถ้าเอาหัวใจ มาวางกันบนโต๊ะแล้ว ผมเชื่อว่าท่านที่จะเห็นด้วยไม่เห็นด้วยก็ต้องมานั่งคุยกันได้ทั้งหมด ถ้าผ่านไปในวาระแรก ซึ่งผมเรียนว่ารัฐธรรมนูญทุกครั้งที่เราเอามาทำไม่ใช่เรื่องง่าย ก็ต้องหา ความร่วมมือกับทุกท่าน การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น พรรคเพื่อไทยก็พยายามพูด แม้กระทั่งพูดถึงการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเราก็พูด เราเลยพูดว่าเอาอย่างนี้การเลือกตั้ง ผู้ว่าราชการจังหวัดอะไรที่พร้อม เรายกตัวอย่างว่าจังหวัดไหนที่พร้อมเราเดินหน้าก่อนไหม เป็นจังหวัดนำร่อง เช่น ภาคหนึ่งมี ๑ จังหวัด ภาคเหนือ ๑ จังหวัด เราทำนำร่องก่อน ถ้าเราไม่เริ่มต้นทำอะไรการกระจายอำนาจเราก็จะไม่ได้ทำอะไรเลย กรณีกระจายอำนาจ เรื่องหนึ่งซึ่งเราพูดกัน เมื่อสักครู่ท่านผู้เสนอก็จะบอกว่าเรื่องงบประมาณ เรื่องนี้เรื่องใหญ่ วันนี้รัฐธรรมนูญกำหนดว่าแบ่งให้ท้องถิ่น ๓๕ เปอร์เซ็นต์ มันได้ไหมละครับ ขนาดกฎหมาย กำหนดยังไม่ได้เลย เพราะอะไรครับ เพราะระบบราชการที่ยิ่งใหญ่ ระบบไปกระจุกอยู่ที่เดียว ท่านประธานคงจำได้สมัยก่อน พวกผมอยู่สภาก็บอกว่างบประมาณมันเหมือนไอศกรีม อยู่นี่ก็ใหญ่ ลงไป ๆ กว่าจะถึง ตำบลทุ่งเทิงบ้านผมเหลือนิดเดียว ติดแต่ไม้ได้แต่ก้าน เราไม่อยากได้ยินคำนั้นอีก แต่ถ้าท้องถิ่นเรามีอำนาจกระจายอย่างกฎหมายที่กำหนด มันก็มี ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ แน่นอนครับ มันต้องบวกลบมีได้ คุณจะสร้างเขื่อนคุณไม่ตัดต้นไม้สักต้นเป็นไปไม่ได้ บางเรื่องมันก็ต้องมี บางเรื่องก็ต้องไม่มี อยากได้ถนน แต่ไม่ยอมเสียหมู่บ้านเลยมันก็ต้องมีบ้าง อันนี้ผมบอกว่า การกระจายอำนาจมันไม่ได้ทั้งหมดหรอก อย่างใจเรามันไม่ได้ทั้งหมด แต่ควรจะให้อำนาจ ท้องถิ่น วันนี้แค่โอน รพ.สต. ยังยากเลย ทั้ง ๆ ที่กฎหมายกำหนด เพราะฉะนั้นถ้าเอามาเป็น หมวดหมู่แก้รัฐธรรมนูญไปดำเนินการอย่างที่ว่านี่ มันจะดีกว่าไหม มันจะง่ายกว่าไหม จัดการศึกษา จัดการสาธารณสุข จัดการทุกเรื่อง แล้วเท่าที่ร่างกฎหมายเท่าที่ดูโดยคร่าว ๆ ก็เขียนว่าอะไรที่เป็นของส่วนกลางเขาก็เขียนไว้หมด ความมั่นคงความอะไร อันนั้นเป็นเรื่อง ของส่วนกลางอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เราเองก็เห็นด้วยในหลักการอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ก็เรียนว่าพี่น้องประชาชนทุกวันนี้เราถูกหลายแห่งไม่ได้รับความเป็นธรรม มีความเหลื่อมล้ำ อยู่ตลอดเวลา ในสภาแห่งนี้ก็พูดกันเรื่องความเหลื่อมล้ำไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การรักษาพยาบาล แม้กระทั่งเรื่องถนนหนทางซึ่งมันเป็นปัญหา มันเป็นปัญหา เพราะฉะนั้น อะไรก็แล้วแต่ที่กระจุกเวลาไปขออะไรทีหน่วยราชการตัวดีเลย กว่าจะขอ ๑ ๒ ๓ เรื่อง ๖๐ วัน ยังไม่รู้เรื่องเลย ยังไม่รู้เรื่องเลย หันไปหันมาก็อ้างระเบียบติดระเบียบนี่ ติดระเบียบโน่น พอไปอ่านดูเออใช่ ราชการตอบผมถูกเลยมันขัดตรงโน่น มันติดตรงนี้ ติดกรมนั้นกรมนี้ ก็ไปออกระเบียบให้ตัวเองติดอย่างไร นี่คือกระจายอำนาจออกมาไม่ให้มันติด ให้บริหาร จัดการได้ง่าย ไม่ใช่ขออะไรไป ๖๐ วัน ๙๐ วัน ยังติดระเบียบอยู่ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับ ผมพูดบ่อยระบบราชการเหมือนก่ออิฐล้อมตัวเอง ทำรั้วบ้านใหญ่สูงรั้วเต็มไปหมด สุดท้ายบอกออกไม่ได้ ก็จะออกได้อย่างไร ออกระเบียบไปเต็มไปหมด เหล่านี้เป็นที่มาของ ควรจะกระจายอำนาจออกไป เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เราเองอยากจะบอกว่าไม่ได้เสียหายอะไร ถ้ามีกรรมาธิการก็ออกไปคุยกันว่าตรงไหนไม่ดีเราก็ตัดออก ตรงไหนดีก็เสริมเข้ามา นี่อย่างไรที่มีรัฐสภา เพราะเราให้เอามานั่งคุยกันอย่างไรครับ ดีกว่าเราไปคุยกันข้างนอก เราคุยกันตรงนี้ได้ผลดีกว่า แล้วผมก็เชื่อมั่นว่าด้วยเหตุด้วยผลทั้งหมดผมยังเชื่อมั่นว่า สมาชิกรัฐสภาก็มีเหตุมีผลทุกท่าน ทุกท่านมีเหตุผลของท่านจะปกป้องใครอะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่า แต่หลักการใหญ่ ๆ พี่น้องประชาชนและพรรคการเมืองผมว่าจำนวนมากไม่ได้ขัดข้อง เรื่องกระจายอำนาจหรอกครับ ผมจะตีความไปเอาเองหรือเปล่าไม่ทราบ แต่เรื่องนี้เราพูดคุย กันบ่อย ในพรรคเพื่อไทยก็พูดคุยกันบ่อย จะมีสมาชิกเพื่อไทยมาพูดคุยกับพี่น้องอีก กับท่านประธานอีก ขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ พรรคภูมิใจไทย ครับ🔗

นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เขตเลือกตั้งที่ ๗ อำเภอนาทวี ตำบลสะบ้าย้อย ตำบลสำนักแต้ว ตำบลสำนักขาม ของอำเภอสะเดา พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ การแก้ไข รัฐธรรมนูญถือว่าเป็นเรื่องยาก ยากกว่ากฎหมายทุก ๆ ฉบับ แต่เมื่อถึงเวลาจำเป็นแก้ ก็ต้องแก้ครับ มันเป็นหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาก็คือ ส.ส. และ ส.ว. ร่างแก้ไขฉบับนี้เสนอโดย นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และคณะ พร้อมด้วย ๗๖,๕๙๑ คน แค่เห็นชื่อผู้เสนอ หลายคนวิจารณ์แล้วว่าไม่ผ่าน เป็นเพราะอะไรครับ เป็นเพราะอคติมายาทางการเมือง แต่ผมในฐานะสมาชิกรัฐสภาอยากให้ทุกท่านเปิดใจครับ อยากให้ทุกท่านให้โอกาสร่างฉบับนี้ เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา วาระที่หนึ่ง วาระที่สอง วาระที่สาม อย่าไปนึก ให้นึกถึง ประชาชน ประชาชนที่ลงชื่อ ๗๐,๐๐๐ กว่าคน อย่าไปนึกถึงธนาธรคนเดียว จะดี ไม่ดี ผ่านหรือไม่ผ่าน เป็นกระบวนการของรัฐสภาครับ ผมพร้อมที่จะสนับสนุน ในวาระที่หนึ่ง ท่านประธานครับ ท่านเคยได้ยินวลีนี้ไหมครับ ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจ ประชาชน แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ปี ๒๕๖๐ โลกแห่งความเป็นจริงคือเพิ่มอำนาจรัฐ ลดอำนาจประชาชน มันสวนทางกันครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ให้ความสำคัญกับองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น เขียนไว้ชัดเจนเรื่องการกระจายอำนาจ คำว่ากระจายอำนาจหมายถึง อะไร มันเป็นวลี นักการเมืองท้องถิ่นผู้บริหารท้องถิ่น ข้าราชการท้องถิ่น ลูกจ้างท้องถิ่น ประชาชนในท้องถิ่น ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในท้องถิ่น เรียกร้องกันมายาวนานบอกว่า กระจายอำนาจ กระจายอำนาจ ทุกครั้งที่มีการพูดก็คือกระจายอำนาจ เพราะฉะนั้นพูดถึง ท้องถิ่นแล้วเป็นการเรียกร้องที่ผิดตั้งแต่เริ่มต้น คุณต้องการกระจายอำนาจแต่จริง ๆ คุณต้องการอะไร คุณต้องการเงิน มันก็เลยผิดโจทย์ตั้งแต่แรก ต้องการอำนาจ อำนาจ แต่ที่ต้องการจริง ๆ คือเงินในการบริหารจัดการ ท่านประธานครับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นต้องการเงินอะไร เงินภาษีจากการจัดเก็บรายได้ท้องถิ่นเพิ่ม มันมีหลายช่องทาง ต้องไปแก้ตรงนี้ เงินรายได้จากกิจกรรมในท้องถิ่นที่สามารถจัดเก็บได้ที่เป็นอุปสรรคที่ กฎหมายไม่ให้ เงินอุดหนุนจากรัฐบาล เงินสมทบจากหน่วยงานอื่น ๆ ที่กฎหมายกำหนด นี่คือเงินที่ท้องถิ่นอยากได้ เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เขียนไว้ชัด ๓๕ เปอร์เซ็นต์ นี่คือปัญหาของรัฐบาลที่ปะทะกับท้องถิ่นตลอดเมื่อไรฉันจะได้ ๓๕ เพราะฉะนั้นมันจะมี งบประมาณแฝงและฝาก ภารกิจเป็นตัวเลขผลักไปให้กับท้องถิ่น นี่คือเป็นที่รู้กันเพื่อจะให้ ใกล้เคียง ๓๕ เพราะฉะนั้นหน่วยงานกำกับดูแลท้องถิ่น ๗,๘๕๐ แห่งคือใคร กรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย แต่ ปัจจุบันมีสำนักงบประมาณสังกัด สำนักนายกรัฐมนตรี กำลังสถาปนาตัวเองเป็นหน่วยงานที่มีอิทธิพลกับใครครับ กับท้องถิ่น นอกจากกรมที่ดูแลแล้วมันจะมีอีกหน่วยงานคือสำนักงบประมาณ สำนักงบประมาณทำอะไร ให้คุณให้โทษกับท้องถิ่นในการพิจารณางบประมาณประจำปี ในการพิจารณางบประมาณ รายจ่าย ผมสงสารนายก อบต. นายกเทศบาล ไม่มีเส้นไม่มีสาย ไม่รู้จักคนในกรม นั่งเครื่องบินก็ไม่เป็น ท่านคิดว่าจะได้งบไหม นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับท้องถิ่นที่สะท้อนมายังผู้แทน ประเทศไทยมาถึงจุดนี้ได้อย่างไรสำหรับคนท้องถิ่น ๑. เขาต้องการเงิน ๒. ต้องการงาน ๓. ต้องการคน ๔. ต้องการอำนาจ ผมถามท่านประธานว่าถ้าท่านเป็นผู้บริหารท้องถิ่น ให้เลือก ๑ ข้อ ท่านจะเลือกอะไร ก็เลือกเงินครับ ปัญหาเหล่านี้พรรคภูมิใจไทยก็ตระหนักว่า สำหรับชาวท้องถิ่นก็เลยเราจะคิดว่านโยบายอะไรครับ ภาษีบ้านเกิดซึ่งเราจะมาพูด ในลำดับต่อไป ภาษีหมายถึงอะไรครับ มันเป็นปัญหาเรื่องของรายได้ท้องถิ่น เพราะฉะนั้น บุคคลธรรมดา นิติบุคคล ผมเป็น ส.ส. สงขลา จ่ายภาษีปีละประมาณ ๔๐,๐๐๐ บาท ต้องจ่ายให้กับส่วนกลาง แต่ภาษีท้องถิ่น ๓๐ เปอร์เซ็นต์ผมคืนไปให้กับ อบจ. สงขลา เทศบาลนาทวี เทศบาลสะบ้าย้อย อบต. สะท้อน ตามสัดส่วน นี่ก็คือการคืนภาษีให้กับ ท้องถิ่น คนสงขลาไปทำโรงงานที่เชียงใหม่มีรายได้จ่ายภาษีอยากกลับคืนให้กับสงขลา ก็กลับไปให้พื้นที่ท้องถิ่น ท่านประธานครับ ผมเองวันนี้สิ่งที่ผมในฐานะเป็น ส.ส. เป็นห่วง คนท้องถิ่น เป็นห่วงเรื่องอะไรครับ ไม่ได้ห่วงเรื่องเงินอย่างเดียว ไม่ได้ห่วงเรื่องการทำงาน ห่วงผู้บริหารท้องถิ่น ข้าราชการ ลูกจ้าง ติดคุกครับ ทำไมต้องติดคุกครับ เพราะวันนี้ ป.ป.ช. สตง. ศาลอาญา ศาลปกครอง มุ่งเป้าไปที่ท้องถิ่น ปัจจุบันคนท้องถิ่นไม่ถูกดำเนินคดีถือว่าโชคดีเหมือนถูกรางวัลที่ ๑ เกิดจากสาเหตุอะไรครับ เกิดจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ต้องให้ความรู้ เร่งดำเนินการ แก้ปัญหาเรื่อง พ.ร.บ. กฎหมาย ระเบียบ ข้อสั่งการเพื่อให้บุคลากรของท้องถิ่นปฏิบัติหน้าที่ ได้อย่างถูกต้อง ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ถูกตัดสิทธิการเมือง ไม่ติดคุก ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านณัฏฐ์ชนน ต่อไปท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ เชิญครับ🔗

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ การกระจายอำนาจที่แท้จริง การกระจายอำนาจที่จะนำไปสู่ ความสำเร็จของการบริการสาธารณะในระดับท้องถิ่นได้อย่างแท้จริงนั้น หัวใจสำคัญ ของการกระจายอำนาจคือการกระจายอำนาจทางการคลัง เพราะปราศจากอำนาจ ทางการคลังก็ไม่สามารถที่จะมีงบประมาณไปดำเนินการในการพัฒนาท้องถิ่นตามที่ มุ่งหวังไว้ได้ การมีอำนาจทางการคลังในท้องถิ่นที่แท้จริงนั้นจะต้องทำให้มีอิสระทางการคลัง ของท้องถิ่น คำว่า มีอิสระทางการคลังของท้องถิ่น หมายถึงว่าท้องถิ่นต้องมีรายได้ของตนเอง ให้มากพอ พึ่งพาส่วนกลางให้น้อยลง ปัจจุบันรายได้ทางการคลังของท้องถิ่นนั้นมาจากรายได้ ที่ท้องถิ่นจัดเก็บเอง รายได้ที่รัฐบาลจัดเก็บให้ รายได้ที่รัฐบาลแบ่งให้ และรายได้ที่เกิดจาก การอุดหนุน และถ้าแบ่งเป็นประเภท ๆ แล้ว ประเภทรายได้จากการอุดหนุนจะมากที่สุด ซึ่งแสดงให้เห็นว่ายังจะต้องพึ่งพิงส่วนกลางอยู่มาก ที่ต้องพึ่งพิงส่วนกลางอยู่มากนี้เอง จึงทำให้ต้องถูกกำกับจากส่วนกลาง เพราะฉะนั้นหลักการที่สำคัญก็คือว่าทำอย่างไรที่ท้องถิ่น จะมีรายได้ของตนเองมากขึ้น จะมีอิสระในทางการคลังของตนเองมากขึ้น ผมเรียนดังนี้ ข้อแรกต้องพัฒนาโครงสร้างภาษีท้องถิ่นให้มีขอบข่ายที่กว้างขวางชัดเจนมากขึ้น ต้องพัฒนา ความสามารถในการจัดเก็บภาษีให้สามารถจัดเก็บภาษีให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ต้องปรับ โครงสร้างภาษีที่รัฐจัดเก็บให้ ปรับโครงสร้างภาษีที่รัฐส่วนกลางแบ่งให้ ให้มีสัดส่วนที่ทำให้ เห็นว่ารายได้ทางการคลังของท้องถิ่นมีอิสระเพียงพอในการจัดการบริการสาธารณะที่ท้องถิ่น ควรจะได้จัดทำเอง ทั้งนี้และทั้งนั้นรายได้ทั้งหลายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น เมื่อเราพูดถึงคำว่ากระจายอำนาจ เราจะพูดถึงแค่กระจายอำนาจของส่วนกลางไปสู่ท้องถิ่น เราไม่ได้พูดถึงการกระจายอำนาจระหว่างท้องถิ่นด้วยกันเอง เพราะจากสถิติปรากฏว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีรายได้น้อยกลับได้รับการจัดสรรรายได้ที่น้อย องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นที่มีรายได้มากกลับได้รับการจัดสรรรายได้จากส่วนกลางมาก ซึ่งทำให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นที่ดีอยู่แล้วยิ่งดียิ่งขึ้น ที่แย่อยู่แล้วก็แย่อยู่เหมือนเดิม ไม่ได้เป็นการ กระจายอำนาจระหว่างท้องถิ่นด้วยกันเอง และนอกจากนั้นการที่จะต้องพึ่งพิงรายได้จากส่วนอื่นที่ไม่ใช่รายได้จากความสามารถ ของตนเองนั้นก็จะทำให้เกิดหลักที่เรียกว่ามีรายได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องหาเอง ทำให้ขาด แรงจูงใจในการหารายได้เพื่อพัฒนาท้องถิ่นของตนเองตามหลักการที่เขาเรียกกันว่า แฮมิลตัน พาราด็อกซ์ (Hamilton Paradox) ซึ่งเป็นหลักการที่เตือนองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นว่าจะต้องพัฒนาความสามารถในการหารายได้ เพราะว่ามัวแต่รอรายได้จากการ สนับสนุนก็จะทำให้ขาดแรงจูงใจในการพัฒนาศักยภาพในการหารายได้ ขาดแรงจูงใจ ในการพัฒนาท้องถิ่น แท้ที่จริงแล้วการปรับโครงสร้างภาษีก็ดี การดำเนินการในเรื่องอื่น ๆ ก็ดี เป็นเรื่องที่อาจจะทำได้ภายใต้โครงสร้างกฎหมายปัจจุบัน แต่เมื่อท่านผู้ชี้แจงได้กล่าวถึงเรื่อง การปรับโครงสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผมอยากเรียนว่าถ้าท่านนำเสนอเรื่องนี้ และท่านได้นำรูปแบบของญี่ปุ่นมาประกอบในการนำเสนอ ผมอยากเรียนเสนอว่าองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ต้องแบ่งเป็นแบบทั่วไป แบ่งเป็นแบบพิเศษ ไม่ต้องมีกรุงเทพมหานคร ไม่ต้องมีเมืองพัทยาที่เป็นรูปแบบพิเศษ มีรูปแบบเดียวคือเทศบาล เทศบาลมหานคร กรุงเทพฯ พัทยาก็เป็นเทศบาลมหานครได้ เทศบาลนคร เทศบาลเมือง เทศบาลตำบล เป็นรูปแบบเดียว อบต. เปลี่ยนมาเป็นเทศบาลตำบล ส่วนการจัดระดับว่าใครอยู่ตรงไหน เป็นอีกเรื่องหนึ่งให้เป็นรูปแบบเดียวง่าย ๆ ชัดเจนแบบญี่ปุ่น ส่วนการดูแลทั่วไปที่ปกติเป็น อำนาจของ อบจ. และอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดนั้นก็ค่อย ๆ พิจารณาว่าจังหวัดไหน เป็นจังหวัดใหญ่ ก็เปลี่ยนสถานะจาก อบจ. มาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดในจังหวัดที่ใหญ่ ๆ แล้วค่อย ๆ ทำแต่ละจังหวัด ๆ ตามความเจริญเติบโตต่อเนื่องกันไป ก็จะทำให้การกระจาย อำนาจไปสู่ท้องถิ่นก็ค่อย ๆ เคลื่อนคล้อยไปสู่โครงสร้างใหม่ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัด ที่มีเทศบาล ๒ รูปแบบที่ชัดเจน ผมจึงอยากนำเรียนเสนอว่าสิ่งต่าง ๆ ที่ทำเหล่านี้ แท้ที่จริงแล้วสามารถทำได้ในรูปแบบของพระราชบัญญัติ ใน พ.ร.บ. แผนและขั้นตอน การกระจายอำนาจแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ทำได้อยู่แล้ว การกู้เงิน ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในปัจจุบันกฎหมายให้อำนาจอยู่แล้ว การออกพันธบัตร ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในปัจจุบันกฎหมายให้อำนาจอยู่แล้ว ยกเว้น อบต. เพราะว่า เล็กเกินไป เพราะการออกพันธบัตรนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการจัดลำดับความน่าเชื่อถือ ขององค์กร การต้องมีที่ปรึกษาทางด้านการเงิน การดำเนินการอย่างอื่นอีกหลายอย่าง ซึ่งต้องใช้ค่าใช้จ่ายจำนวนมาก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเล็ก ๆ อย่างไรก็ไม่มีความสามารถ ในการที่ออกพันธบัตรได้อยู่แล้ว แต่อยากเรียนว่าตามกฎหมายทำได้อยู่แล้ว และถ้าตรงไหน ที่ยังทำไม่ได้ก็แก้ไขพระราชบัญญัติให้ทำได้ตามแนวคิดที่ท่านเสนอมา แต่ผมเข้าใจดีว่า ประเทศไทยไม่ค่อยเชื่อว่าการจะรอให้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติจะเป็นไปได้ จึงได้มี ความคิดที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นมา เพราะเมื่อปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญแล้วจะต้องมี พระราชบัญญัติใหม่ หรือจะแก้ไขก็ตามให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญนั้น ในส่วนของผมนั้น ไม่ว่าจะเป็นการทำรัฐธรรมนูญหรือการแก้ไขในระดับพระราชบัญญัติ ตราบใดที่เป็นหลักการ ที่ถูกต้อง ตราบใดที่การใช้จ่ายเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นไปตามหลัก ธรรมาภิบาล ตามหลักวินัยการเงินการคลัง เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ทั้งสิ้น ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ชุดต่อไป ท่านสงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย ท่านวีระกร คำประกอบ พรรคพลังประชารัฐ แล้วก็ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว. เชิญท่านสงวนครับ🔗

นายสงวน พงษ์มณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลำพูน

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม พรรคเพื่อไทย จังหวัดลำพูน วันนี้เวลา ๗ นาทีเราจะพูด เรื่องทั้งหมดนี้คงยาก ผมจะพูดเพียง ๓ จุดที่สำคัญ อันแรก ทำไมเราแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่ได้สักที ก็เพราะว่าเขียนให้แก้ยาก และมีกำหนดเวลาชัดเจนว่าจะต้องกำกับดูแลให้มันเป็น อย่างนี้ ๕ ปี นั่นก็หมายความว่าถ้าเราจะแก้รัฐธรรมนูญได้ก็ต้องรอให้ครบ ๕ ปี เมื่อไร ครบ ๕ ปี วันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๗ ครับ ภารกิจของพี่น้องประชาชนและพวกเราในนี้ และผู้ที่สนใจการเมืองทั้งหลายต้องเร่งทำความเข้าใจกับบริบทของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ต้องเร่งดูว่าการบริหารราชการแผ่นดินของทุกวันนี้มันคืออะไร มันคือการดึงอำนาจไปสู่ ส่วนกลางทั้งหมด ความจำเป็นต้องแก้มันมี เพราะฉะนั้นเราต้องไปให้การศึกษาประชาชน เพราะ ส.ว. ยุคต่อไปนี้คือตัวแทนของผู้สนใจจะมาเป็น ส.ว. ความหมายก็คือว่าเราต้อง ไปสมัคร แล้วก็เลือกคนที่เขาจะแก้รัฐธรรมนูญจะพัฒนาประเทศมาเป็น ส.ว. ให้มากที่สุด แล้วต่อไปก็ต้องแก้ได้ ผมหวังว่าอย่างนั้น นี่สมมุติว่ามันผ่าน ผมก็อยากจะบันทึกว่าผมกังวล อะไร ผมเองมองเห็นอะไร เพราะอะไรครับ ถ้ามีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญในการพิจารณา เรื่องนี้ ฝ่ายราชการหรือฝ่ายกำกับคือฝ่ายสภาก็จะมาสรุปว่าใครให้ข้อสังเกตอะไร ผมให้ข้อสังเกตอันหนึ่งถึงการเขียนกฎหมายที่บอกว่าระเบียบต่าง ๆ และกฎหมายต่าง ๆ จะสิ้นผลไป เขียนอย่างนี้มันส่งสัญญาณ ๒ เรื่อง เรื่อง ๑ ความพร้อมของประชาชน เรื่อง ๒ คืออะไร คือการให้การศึกษาประชาชนที่จะเข้ามาลงประชามติ เพราะเงื่อนไขในการพัฒนา องค์กรมันคือต้องประชามติก่อน จังหวัดนี้จะเป็นอย่างไรต้องเป็นอย่างนั้นก่อน เพราะว่า ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้พูดถึงทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ท่านประธานครับ ความจำเป็นเหล่านี้มันเป็นสิ่งที่เราต้องช่วยกันคิด ถ้าความพร้อมไม่มี ท่านเชื่อไหมครับ บาง อบต. ขณะนี้ยังไม่ยอมทำภารกิจของตัวเอง ยังอยากจะทำอย่างอื่น แล้วคนที่ไม่พร้อม ที่สุดในขณะนี้ไม่ใช่ท้องถิ่นหรือว่าสำนักปลัดของกระทรวงมหาดไทย คนไม่พร้อมที่สุดของ สังคมไทยคืออะไร คือ ๒ หน่วยงาน ท่านประธานครับ หน่วยงานที่ ๑ คือคณะกรรมการ กระจายอำนาจ กลไกสี่เหลี่ยมออกกรอบไม่ได้ โอนไปแล้วจะไปขอให้ใครช่วยมาก่อสร้าง ไม่ได้ นี่คือหัวสี่เหลี่ยมของคณะกรรมการกระจายอำนาจ อีกสี่เหลี่ยมหนึ่งที่อยู่ในกรงตลอด คือคณะกรรมการกฤษฎีกา ผมเลยคิดว่าสภาแห่งนี้ รัฐสภาของเราต้องออกกฎหมายแก้ไข พ.ร.บ. กฤษฎีกาเสียก่อน ไม่อย่างนั้นพวกนี้จะทำไม่ได้ เพราะว่าในองค์ประชุมกฤษฎีกา จะมีบทบาทมาก แล้วกฤษฎีกา ๑๔ คณะ ทุกคนต้องโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ๓ ปี แต่คนที่เป็น ประธานเป็นตลอดชีวิตนะ มีลาออกกับตายเท่านั้น เพราะฉะนั้นกฎหมายถูกขังคุกโดย ๑๔ กลุ่มนี้ แล้วยังมีมาตั้งคณะพิเศษขึ้นอีกหยุมหยิมไปหมดเลย ผมคิดว่าต้องช่วยกันแก้ ตรงนี้แล้วทุกอย่างมันถึงจะไปได้ ผมมองเห็นอะไร มองเห็นว่าอุปสรรคต่าง ๆ ในการแก้ไข รัฐธรรมนูญ มันไม่ใช่เรื่องความไม่รู้ไม่เข้าใจ คิดต่างกันอย่างเดียวนี้ มันเป็นมุมมอง ที่หนักมากของสังคมไทย มุมมองอะไรครับ ตั้งแต่ปี ๒๔๙๐ เป็นต้นมาท่าน การยึดอำนาจ ของผู้ยึดอำนาจตั้งแต่ปี ๒๔๙๐ ขึ้นมา ยึดอำนาจเพื่อสร้างหลักประกันในการรักษาอำนาจ อนุรักษ์นิยมไว้ให้มั่นคง ใครรักษาครับ ก็องค์กรองค์กรหนึ่งที่เรียกว่าพฤฒสภามาแต่เดิม นั่นก็คือองค์กรวุฒิสภานี่แหละ วันนี้ปี ๒๕๔๐ ทะลวงตรงนี้ไปได้แต่มาจากการแต่งตั้งทั้งหมด ปี ๒๕๔๙ ทำ ทำก็ถือว่าไม่สะเด็ดน้ำ ก็ต้องทำใหม่ ก็ปีนี้สะเด็ดน้ำเหลือ ๕ ปีไม่ไปไหน เพราะอัตราส่วนในการแก้มันต้อง ๑ ใน ๓ ของวุฒิสภา เรากึ่งหนึ่งไปแล้ว ทั้งสภาชนะ กึ่งหนึ่งทุกรอบ ท่านประธานและท่านผู้มาเสนอกฎหมายครับ แต่เราไม่สามารถจะร่างกฎหมายได้สักรอบเนื่องจากภารกิจของ ส.ว. ท่านยังไม่จบ ต้องครบ ๕ ปีก่อน นี่ผมพูดแบบไม่ใช่ว่าใส่ร้ายป้ายสี ผมพูดตามเนื้อผ้าที่ผมศึกษามา ท่านประธาน เหลือเวลาอีกนิดเดียว ผมอยากจะพูดถึงรูปแบบที่สำคัญที่พูดไว้ในเอกสารที่เขียนมา ซึ่งผมชอบมาก คือการกระจายอำนาจทางการคลัง วันนี้ท้องถิ่นจัดเก็บภาษีที่ดินและ สิ่งปลูกสร้างถูกกำหนดโดยรัฐ บางเทศบาลเขามีเงินปีหนึ่ง ๓๐ - ๔๐ ล้านบาท ออกกฎหมายปุ๊บ เหลือ ๗ ล้านบาท ยกประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนได้หมดเลย และมองว่าตัวเองนี้เป็นพหูสูต เมื่อวานกฎหมายผ่านสภาก็ไปอันหนึ่งก็คือเอาอำนาจการจัดการศึกษาเข้าไปสู่ส่วนกลางอีก นี่คือกรอบใหญ่ของกฎหมายที่เราต้องทะลุให้ได้ก่อน ต้องสามัคคีกันอย่างทั่วหน้า อย่ามองกัน เป็นการหาเสียงและทุกอย่างมันจะเสียหาย พี่น้องประชาชนต้องช่วยกันคิดว่าที่เขียนไว้ บางอย่างไม่ใช่ดีที่สุด อันไหนที่เขียนเกินเลยไปไม่อธิบาย อย่างเช่นว่าอีก ๒ ปีให้คุณยกเลิก ภูมิภาคนะ ไม่อธิบายต่อว่ายกเลิกอย่างไร ต้องยกเลิกให้ชัดเจน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ไม่ใช่ อุปสรรค เขามาจากการเลือกตั้งตรง เราจะเขียนกฎหมายให้เขาอยู่อย่างไรอย่างมีความสุข ร่วมกับประชาชน นั่นแหละคือสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้น การปฏิรูปมันไม่ใช่ว่าลอยในอากาศ มันต้องยืนอยู่ฟลอร์ (Floor) ไหน เหมือนผมยืนอยู่ตรงนี้เราเสมอกัน เรามาจากรัฐธรรมนูญ ฉบับเดียวกันเราจึงเสมอกัน ผมเสนอความเห็นแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ท่านสงวนมากครับ ต่อไปเป็นท่านวีระกร คำประกอบ เชิญครับ🔗

นายวีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม วีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ พรรคพลังประชารัฐและพรรคอื่น ๆ ผมว่ามีนโยบายที่ต้องการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น เหมือน ๆ กันละครับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบันก็ให้อำนาจพอสมควร ถึงแม้ว่าจะลดน้อยลงจากรัฐธรรมนูญในปี ๒๕๔๐ ซึ่งท่านณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ขอประทานโทษที่เอ่ยนามก็ได้พูดแล้วว่าสมัยนั้นเป็นสมัยที่ได้รับเสียงกดดันจากนักศึกษา ในสมัยนั้นเพื่อสร้างรัฐธรรมนูญโดยมี สสร. ซึ่งได้รับเลือกเข้ามา ซึ่งคุณพ่อผมก็เป็น สสร. คนหนึ่งด้วยที่ได้เขียนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ขึ้น ได้มีความก้าวหน้าโดยเฉพาะในส่วน ของเรื่องการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เขียนว่ารัฐต้องกระจายอำนาจ ให้ท้องถิ่นในมาตรา ๗๘ เป็นเรื่องที่เขียนไว้ชัดเจนในเรื่องแนวนโยบายแห่งรัฐ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาตรา ๗๘ เขียนว่ารัฐต้องกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นพึ่งตนเองและตัดสินใจ ในภารกิจท้องถิ่นได้เอง พัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั่วทั้งประเทศ รวมทั้งพัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็นองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้น ๆ ซึ่งถ้าเทียบกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ซึ่งเขียนไว้ในมาตรา ๗๖ จะเห็นว่าลดในเรื่องของการกระจายอำนาจลงไปบ้าง มาตรา ๗๖ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เขียนว่ารัฐพึงพัฒนาระบบบริหารราชการแผ่นดินทั้งราชการ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น และงานอื่น ๆ และงานของรัฐอย่างอื่นให้เป็นไปตาม หลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี จะเห็นว่าเขียนคลุม ๆ ไว้ ถ้าเทียบแนวนโยบายแห่งรัฐ ซึ่งเขียนโดยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ จะเห็นว่าลดทอนความสำคัญลงไปมาก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ถึงขนาดออกพระราชบัญญัติตามมาก็คือพระราชบัญญัติที่กำหนดแนวทาง การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ซึ่งคณะนี้ก็ได้มีท่านรองวิษณุ เครืองาม เป็นประธาน คณะกรรมการชุดนี้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งได้เขียนไว้ชัดเจนว่าการกระจายงบประมาณต้องกระจายไปให้กับส่วนท้องถิ่นเขา ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ท้องถิ่นคงจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างที่ทาง ผู้เสนอได้พยายามเสนอมาเท่าไรหรอก ปัญหาของท้องถิ่นนั้นเกิดจากการที่เรากระจาย แต่อำนาจ แต่ไม่กระจายงบประมาณไปให้ท้องถิ่นเขาต่างหากละครับ ผมเองเป็นประธาน คณะกรรมาธิการคณะหนึ่ง คือคณะกรรมาธิการถ่ายโอนถนนทางหลวงชนบทให้กับองค์การ ปกครองส่วนท้องถิ่น ท่านทราบไหมว่าแต่ละท้องถิ่นมีภาระหน้าที่ที่ได้รับถ่ายโอนถนน จากกรมทางหลวงชนบทไปหลาย ๆ กิโลเมตร หรือแม้แต่ถนนในความดูแลของเขาเอง แต่ปีหนึ่งเขามีงบลงทุนหรืองบในการจัดซื้อจัดจ้างแค่ปีหนึ่งประมาณ ๒-๓ ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อความจำเป็น กรรมาธิการคณะผมได้เสนอไปว่าขอให้รัฐบาลต้องถ่ายโอน งบประมาณให้กับท้องถิ่นในเรื่องการบำรุงรักษาถนน ไม่ว่าท้องถิ่นที่มีภาระหน้าที่ในการดูแล ถนนกี่กิโลเมตรให้เขาไปเลยกิโลเมตรละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท มันก็จะพอ ไม่ได้แปลว่าจะต้อง ซ่อมแซมทุกถนน ๑๐๐,๐๐๐ บาท แต่ท้องถิ่นสามารถที่จะรวบรวมเงินที่ได้รับจัดสรรจาก รัฐบาลเป็นงบประมาณในการดูแลซ่อมแซมเรียกว่าค่าเมนเทแนนซ์ (Maintenance) ถนน กิโลเมตรละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ท่านมี ๑,๐๐๐ กิโลเมตร ก็คงไม่ถึงหรอกครับ ก็คงเป็นองค์การ บริหารส่วนจังหวัดอาจจะมีหลายพันกิโลเมตร ก็คูณไปเลยกิโลเมตรละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท เราเสนอความคิดเห็นอันนี้ไปซึ่งได้รับเสียงตอบรับจากองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ทั่วประเทศว่าเป็นความคิดที่ดี ถ้ามีมากก็ให้เขามาก เขาจะได้เอาไปดูแลถนนให้อยู่ในสภาพ ที่ดี ซึ่งเราคำนวณแล้วว่าไม่เกิน ๑๐ ปี ถนนในท้องถิ่นจะดีเหมือนถนนในกรุงเทพฯ นี่แหละ ประมาณ ๑๐ ปีเท่านั้นเอง ทุก อบต. สามารถที่จะเอางบประมาณที่ได้มา ๑๐๐,๐๐๐ บาท ต่อ ๑ กิโลเมตรมาทำถนน นี่ต่างหากที่ว่าปัญหามันไม่ได้เกิดที่รัฐธรรมนูญ ปัญหามันอยู่ที่ รัฐบาลไม่เอาใจใส่ในการที่จะจัดสรรงบประมาณให้ได้ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ตามที่รัฐธรรมนูญ เมื่อ ปี ๒๕๔๐ ได้เขียนไว้ และมีขั้นตอนการดูแลเรื่องนี้แต่เราไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับ ท้องถิ่น เขียนไว้โก้ ๆ แต่ว่าพอเอาเข้าจริงถ่ายแต่ภาระหน้าที่ แต่ไม่ถ่ายงบประมาณไปให้ ความจริงท้องถิ่นมีหน้าที่เยอะ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ผมพูดไปเมื่อสักครู่นี้คือการดูแลการคมนาคม ยังมีเรื่องของการดูแลเรื่องการศึกษา ซึ่งเขามีกองการศึกษาอยู่ เมื่อวานนี้เราผ่านกฎหมาย พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ ซึ่งก็คือกลายเป็นมาตั้งหน่วยงานส่วนกลางไปควบคุมดูแล ในเรื่อง กศน. ก็คือมาตั้งกรมใหม่ดี ๆ นี่เอง กรมศึกษานอกโรงเรียน แล้วก็จะต้องไปตั้ง กศน. อำเภอ กศน. ตำบล ศูนย์เรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการเก่งอย่างเดียวคือการก่อสร้างตึก ไม่ทราบมีเงินทอนหรืออย่างไรไม่ทราบ ซึ่งก็ไม่ก้าวล่วงไป ก็อยากจะเพียงบอกว่าเก่งแต่เรื่อง ก่อสร้างตึกนั่นแหละ แต่ไม่เคยก่อสร้างความรู้ให้กับประชาชน มิน่าล่ะประเทศไทยจึงอยู่ใน อันดับท้าย ๆ ของอาเซียน (ASEAN) ใช้งบประมาณมากที่สุด แต่การศึกษาของเด็กไทยต่ำ อยู่ในระดับเกือบท้ายสุด เกือบที่โหล่ของอาเซียน (ASEAN) ก็เพราะเราไม่มีการกระจาย อำนาจไปสู่ท้องถิ่น ท่านประธานที่เคารพครับ ยังมีอีกหลายเรื่อง เพียงแต่ผมอยากจะเรียนว่า บางอย่างเราก็รับได้กับร่างที่ท่านได้เสนอมา แต่สิ่งที่รับไม่ได้ก็คือสามารถกู้เงินเองได้ ออกพันธบัตรเองได้ หรือแม้แต่ในมาตราที่พูดถึงให้ไปก่อตั้งบริษัทอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ซึ่งดูแล้วถ้าเกิดเจ๊งขึ้นมาละครับ มาตรา ๒๕๔ หลักเกณฑ์วิธีการในการจัดตั้งบริษัทจำกัด หรือร่วมถือหุ้นในบริษัทจำกัด โดยไม่จำเป็นต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อสาธารณูปโภคเท่านั้น ก็แปลว่าทำบริษัทค้าขาย ทำบริษัทธุรกิจได้ ท่านลองนึกภาพว่าถ้า อบต. ไหนเจ๊งขึ้นมาละครับ มันจะต้องไปสู่กฎหมายล้มละลาย แล้วถ้าท้องถิ่นล้มละลาย แล้วประชาชนอยู่อย่างไรครับ งบประมาณต่าง ๆ ก็จะต้องถูก เจ้าของเงินที่เขาฟ้องล้มละลาย เขาก็จะต้องเอางบประมาณไปหมด นี่ผมยังนึกไม่ออกว่า สิ่งที่หลาย ๆ เรื่องที่ท่านพูดถึงก็คือปล่อยให้กู้เงินก็ได้ ออกพันธบัตรเองก็ได้ แล้วก็ตั้งบริษัท จำกัดเองก็ได้ ถ้าเกิดเจ๊งขึ้นมา เกิดขาดทุนขึ้นมาใครรับผิดชอบครับ ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ผู้เสนอ ก็บันทึกไว้นะครับ ไว้ตอบชี้แจง ต่อไปเชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ครับ🔗

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มอื่น ๆ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตแสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่เราพิจารณา กันอยู่ ก่อนอื่นก็ต้องขอชื่นชมคณะผู้ที่รณรงค์ให้พี่น้องประชาชนมาร่วมลงชื่อกันถึง ๗๖,๕๙๑ คน ภายใต้การนำของคุณธนาธรและท่านอาจารย์ปิยบุตร ผมคิดว่าร่างกฎหมาย ที่ท่านรณรงค์และนำเสนอนี่โดนใจคนทั้งประเทศ แล้วก็รวมทั้งสมาชิกรัฐสภาด้วย เราได้ยิน คำอภิปรายที่ค่อนข้างจะเห็นด้วยว่าท้องถิ่นนั้นต้องการการพัฒนาให้ก้าวไกลไปมากกว่านี้ ผมเองเป็นประธานคณะกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่น วุฒิสภา ในวุฒิสภาทุกครั้งที่ผมลุก ขึ้นยืนก็จะพูดถึงการพัฒนาการกระจายอำนาจการปกครองท้องถิ่นที่ยังไปไม่ถึงไหน ซึ่งก็ไม่ใช่เฉพาะรัฐบาลชุดนี้ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ ที่มีกฎหมายแผนและขั้นตอนการกระจาย อำนาจมาจนถึงปัจจุบัน รัฐบาลหลายรัฐบาลให้ความสำคัญต่อการดำเนินการตามกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวการปกครองท้องถิ่นยังไม่ดีพอ หลายเรื่องที่เราเสนอไปในฐานะ กรรมาธิการรัฐบาลก็แค่รับทราบ แต่ไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นการที่มี การริเริ่มยกร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมขึ้นมานี้ผมก็เข้าใจในความอึดอัด ความไม่เห็นว่า มีพัฒนาการที่จะนำไปสู่การกระจายอำนาจซึ่งเป็นพื้นฐานของการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยได้อย่างแท้จริง อย่างไรก็ดีผมได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนไปเมื่อวานนี้ สั้น ๆ แต่เขาก็ไปลงว่าร่างแก้ไขฉบับนี้เป็นลักษณะที่สุดโต่งและไกลสุดกู่ เพราะว่ามีหลาย ประเด็นในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เขียนไว้จนอาจจะยากที่จะนำไปปรับปรุงแก้ไขในขั้น กรรมาธิการได้ และหลาย ๆ เรื่องอย่างที่ท่านสมาชิกหลายท่านหรือท่านวีระกรได้กล่าว ขออนุญาตเอ่ยนามท่านว่าไม่จำเป็นจะต้องอยู่ในรัฐธรรมนูญ แม้แต่การที่จะเพิ่มงบประมาณ ที่รัฐจะต้องจัดสรรให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เขียนไว้ว่าเป้าหมาย ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ที่จริงเป็นสิ่งที่ต้องทำในปี ๒๕๔๙ แต่ คสช. ก็ได้ปรับแก้ออกไปแค่เป็นเป้าหมาย ไม่จำเป็น จะต้องทำในปี ๒๕๕๐ เป็นต้นมา อันนั้นก็สามารถดำเนินการแก้ไขในกฎหมายแผน และขั้นตอน ซึ่งขณะนี้ก็ยังอยู่ในขั้นที่รัฐบาลจะออกฉบับใหม่มา เพราะฉะนั้นการที่นำ หลาย ๆ เรื่องไปเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญเพื่อหวังจะบีบบังคับให้รัฐบาลต้องดำเนินการนั้น ก็อาจจะทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้ ซึ่งผมได้เรียนไปแล้วว่าประเด็นหลัก ๆ เรื่อง งบประมาณ ปัจจุบันได้อยู่ร้อยละ ๒๙ ถ้าเราดูงบประมาณปี ๒๕๖๕ เขาได้เงินอยู่แค่ประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จากรายได้สุทธิของรัฐบาลที่ประมาณ ๒.๔ ล้านล้านบาท รายได้สุทธิ เราไม่รวมเงินกู้จึงทำให้จะน้อยกว่างบประมาณรายจ่ายที่อยู่ในพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปี ถ้าจะให้เป็นเป้าที่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ จะต้องเพิ่มอีกถึง ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลย อันนี้ไม่ใช่ปฏิรูปแล้ว ต้องเรียกว่าเป็นการปฏิวัติการปกครอง ปฏิวัติ การบริหารราชการแผ่นดินเลย ท่านจึงมีมาตรา ๔ ที่ท่านให้จัดทำแผนการยกเลิกราชการส่วนภูมิภาคและให้ทำประชาพิจารณ์ ทำประชามติภายใน ๕ ปี ซึ่งการยกเลิกราชการส่วนภูมิภาคก็จะสอดคล้องกับแนวคิด ในการปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศในตะวันตก ในสหรัฐ หรือแม้แต่ในญี่ปุ่นที่คุณธนาธร ได้พูดถึงว่ามีอำนาจมีอิสระในการบริหารงบประมาณ ในการบริหารราชการแผ่นดิน ของแต่ละท้องถิ่น แต่เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จะเอามาจากไหนใน ๓ ปี ก็ต้องยกเลิก ส่วนราชการส่วนภูมิภาค แล้วก็ส่วนกลางบางส่วน อาจจะต้องยุบหน่วยของกองทัพ บางหน่วยด้วย เพราะใช้งบประมาณอยู่พอสมควร อันนี้ก็ยากที่จะดำเนินการได้ เอาแค่เป้าหมาย ร้อยละ ๓๕ รัฐบาลยังไม่สามารถดำเนินการได้🔗

อีกประเด็นหนึ่งที่ผมคิดว่าจะเป็นประเด็นหลักก็คือในเรื่องของการที่จะ ให้มีการยกเลิกหรือยุบราชการส่วนภูมิภาคที่ผมได้กราบเรียนไปแล้วว่าจะมีคนเห็นพ้องด้วย แค่ไหนอย่างไร ทุกวันนี้ก็มีแต่เพิ่มขึ้นมา มีหน่วยงาน มีสำนักงานต่าง ๆ เพิ่มขึ้นมา และยังมี อีกประเด็นหนึ่งที่ท่านเขียนไว้ในมาตรา ๕ คือการกำหนดให้ตรากฎหมาย ๖ ฉบับ ซึ่งเกี่ยวกับการปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นแผนและขั้นตอน กฎหมายรายได้ กฎหมาย เกี่ยวกับการจัดบริการสาธารณะต่าง ๆ เหล่านี้ให้แล้วเสร็จใน ๒๔๐ วัน ให้รัฐสภาดำเนินการ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่นขณะนี้ในรัฐบาลชุดนี้ ๓ ปีแล้วยังไม่ได้ออกมาสักฉบับเดียวเลย ตั้งแต่เรามานั่งอยู่ในสภานี้ ก็มีแค่กฎหมายเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น กฎหมายถอดถอนท้องถิ่น ก็ยังคาอยู่ที่สภาผู้แทนราษฎร ไม่สามารถผ่านออกมาได้ เพราะฉะนั้นการที่เขียนว่าให้รัฐสภา แก้ไขกฎหมายและตรากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่น ๖ ฉบับ ภายใน ๒๔๐ วัน ก็จะเป็น เรื่องยากที่จะดำเนินการได้ เพราะฉะนั้นหลาย ๆ ประเด็นในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่มันยาก ที่จะดำเนินการ ไม่ใช่ว่าผมคัดค้านหรือไม่เห็นด้วย ท่านก็มาให้สัมภาษณ์หรืออภิปราย บางท่านในช่วงแรกว่าไปแก้กันได้ในขั้นของกรรมาธิการ ก็ทำไมท่านไม่คิดไว้ก่อน อย่างเรื่อง ที่สำคัญ ๒ เรื่องนี้ เรื่องประมาณมันเขียนไม่ได้เลย ๓ ปีให้ไปเพิ่มเงินอีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ให้กับท้องถิ่น หรือว่าให้มีการทำประชามติยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค ซึ่งหมายความว่ายกเลิก กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ ทุกกระทรวงเลย ที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่นให้ท้องถิ่นทำเอง ก็มีอยู่ในหลาย ๆ ประเทศที่เขาทำอย่างนั้น แต่ของ บ้านเราถ้าจะทำอย่างนั้นมันยิ่งกว่าการปฏิวัติอีก แม้แต่คณะปฏิวัติยังไม่กล้าดำเนินการ ที่จะไปสั่งยกเลิก แล้วก็เอางบ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ลงไปให้กับท้องถิ่นใน ๕ ปีข้างหน้า ก็ขออนุญาตกราบเรียนว่าผมเองไม่ได้คัดค้านแนวทางในการส่งเสริมและในการพัฒนาท้องถิ่น ให้มีอำนาจ ให้มีอิสระ ให้มีเสรีภาพมากขึ้นในการดูแลพี่น้องประชาชน ซึ่งผมคิดว่าเป็นหนทาง ที่ดีจริง ๆ แต่ว่าก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป แล้วเราก็ต้องมาช่วยกันกดดันรัฐบาลให้ดำเนินการ ในการที่จะเพิ่มประสิทธิภาพของท้องถิ่นให้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ กราบขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ พลเอก เลิศรัตน์ ชุดต่อไป ท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ พรรคก้าวไกล ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม แล้วก็ตามด้วยท่านอนุสิษฐ คุณากร สว. นะครับ เชิญท่านณัฐพงษ์เลยครับ🔗

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล เขตบางแค กรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ฝ่ายโสตถ้าพร้อมแล้ว สามารถนำสไลด์ (Slide) ขึ้นได้เลยนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ก่อนอื่นเท่าที่ผมได้ฟังคำอภิปรายจากเพื่อนสมาชิกหลายท่าน ไม่ว่าจะมี ข้อกังวลเกี่ยวข้องกับเรื่องของการตราเป็นพระราชบัญญัติแทนร่างรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ เรื่องของการจัดทำประชามติดีไหม หรือว่าจะเป็นเรื่องของการยุบราชการส่วนภูมิภาค เพื่อเข้าไปควบรวมกับส่วนท้องถิ่นจะทำหรือไม่ทำดีนะครับ ผมอยากชี้แจงเบื้องต้นอย่างนี้ แล้วก็จริง ๆ จะไปกล่าวเนื้อหารายละเอียดในตอนสรุปตอนท้าย อยากให้ดูที่หลักการครับ หลักการของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เสนอมาทุกอย่างที่ทุกท่านเป็นข้อกังวลห่วงใยนั้น อยู่ในเรื่องของรายละเอียดรายมาตราครับ หลักการเขียนใบสั้น ๆ แค่ว่าต้องการยกเลิก หมวด ๑๔ ว่าด้วยการปกครองท้องถิ่นและบัญญัติขึ้นมาใหม่ เพราะฉะนั้นในเนื้อหา รายละเอียดรายมาตราผมเชื่อว่าเรายังถกเถียงกันได้ในชั้นวาระที่สอง ทีนี้เข้าสู่เนื้อหาสาระ ที่ผมอยากจะนำมาชี้แจงเพื่อให้เกิดความชัดเจนกับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน🔗

ประการแรกก็คือในเรื่องของสัดส่วนงบประมาณรายได้ ๕๐

๕๐ เมื่อวาน ที่ผมได้มีประสบการณ์ด้วยตนเองจากการนำแผ่นพับไปนำเสนอไปแจกให้เพื่อนสมาชิก ทุกท่าน หลาย ๆ ท่านมีข้อกังวลว่าจะทำได้จริงไหม สิ่งที่พวกเรานำเสนอนั้นเป็นอุดมคติ เกินไปหรือเปล่า ในเรื่องของสัดส่วนงบประมาณ ๕๐ : ๕๐ ผมขอชี้แจงอย่างนี้พวกเราเคาะ ตัวเลขกันมาแล้ว และมั่นใจได้ว่าทำได้จริง ตามบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ บอกว่าสัดส่วน ๕๐ : ๕๐ นั้นเราจะต้องไปหาเพิ่ม แต่ว่าแค่ถ่ายโอนภารกิจเดิมที่เคยอยู่กับ ส่วนกลางไปอยู่กับท้องถิ่น นั่นก็คือตามที่ตัวแทนผู้เสนอได้ชี้แจงไปแล้วครับ ยกเว้นแค่เรื่อง ของหน่วยงานความมั่นคง เงินตรา การต่างประเทศและภารกิจอย่างอื่นที่ส่วนกลาง ควรจะต้องเป็นผู้ทำคงไว้ที่ส่วนกลาง ที่เหลือไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการศึกษา การสาธารณสุข และอื่น ๆ ให้โยกไปท้องถิ่นทั้งหมด ถ้าภารกิจเหล่านี้โยกไปท้องถิ่นหมดถึงแน่นอน ๕๐ : ๕๐ เพราะฉะนั้นประเด็นแรกถ้าท่านใดมีข้อกังวลในส่วนนี้ แล้วอาจจะทำให้เป็นเหตุในการตีตก ในชั้นรับหลักการ ผมขอชี้แจงอีกครั้งไม่ต้องเป็นห่วงตัวเลขถึงแน่นอน และถ้าท่านคิดว่า ๕๐ : ๕๐ อยากปรับขึ้นไปปรับลงไปว่ากันในวาระที่สอง ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปนะครับ🔗

อีกส่วนหนึ่งครับ ตามที่ผมได้รับฟังเสียงสะท้อนมาก็พบว่าหลาย ๆ ท่าน มีข้อกังวลห่วงใยเกี่ยวข้องกับการที่ว่ากระจายงบประมาณไปแล้วเท่ากับการกระจายโกง หรือเปล่า ผมขอยกตัวอย่างตัวเลขข้อเท็จจริงจาก สตง. และ ป.ป.ช. ๒ ตัวเลขด้วยกันครับ ตัวเลขแรกจาก สตง. มีการศึกษาย้อนหลังไป ๑๕ ปี ๑๕ ปีล่าสุดนี้เองครับ ผลการศึกษา ล่าสุดออกมาเมื่อประมาณสิ้นปีงบประมาณ ๒๕๖๔ จากวันโอวันผับ (101 PUB) เป็น ทิงก์แทงก์ (Think Tank) จากสื่อสร้างสรรค์ออนไลน์ (Online) ของวันโอวันเวิลด์ (101 Word) มีตัวเลขชี้แจงออกมาว่ามูลค่าความเสียหายที่ สตง. ตรวจสอบแล้วพบว่าน่าจะเกิด จากการทุจริตในการใช้งบประมาณรัฐส่วนกลางสูงถึง ๔๒๓,๐๐๐ ล้านบาท ๑๕ ปี ท้องถิ่น แค่ ๔๖,๐๐๐ ล้านบาทเอง ต่างกันถึง ๙ เท่านะครับ และถ้าท่านคิดว่าเป็นเพราะรัฐส่วนกลาง มีเม็ดเงินงบประมาณสูงเลยทำให้ตัวเลขต่างกัน ๙ เท่านั้น ลองมาดูสัดส่วนมูลค่าความ เสียหายเทียบต่อรายได้ รัฐส่วนกลางก็ยังสูงกว่าท้องถิ่นอยู่หลายเท่าอยู่ดี อีกตัวเลขหนึ่ง ของ ป.ป.ช. ก็คือในเรื่องของหากดูตามสถิติเรื่องร้องเรียน เปรียบเทียบระหว่างรัฐส่วนกลาง กับท้องถิ่นก็ยังมีจำนวนสูงกว่าท้องถิ่นหลายเท่าอยู่ดี ๒ ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นอะไร ชี้ให้เห็นว่า บนพื้นฐานข้อเท็จจริงแล้วทั้งจำนวนเคส (Case) เรื่องร้องเรียนและมูลค่าความเสียหาย รัฐส่วนกลางไม่ได้มีการทุจริตคอร์รัปชันน้อยกว่าท้องถิ่นแต่อย่างใดแถมจะสูงกว่าด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นการกระจายอำนาจที่บอกว่าเท่ากับการกระจายโกงนั้น ผมว่าเป็นเพียงมายาคติ ที่ไม่ได้มีอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงแต่อย่างใด ผมคิดว่าการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันไม่ว่า จะอยู่ในหน่วยงานองค์กรของรัฐใดควรจะแก้ไขด้วยเรื่องของรัฐโปร่งใสตามแนวทาง บัดเจต ทรานส์พาเรนซี ทูลคิต (Budget Transparency Toolkit) ที่ออกมาโดยโออีซีดี (OECD) เขาก็ให้ไว้ ๕ แนวทาง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเปิดเผยข้อมูลงบประมาณ มีความชัดเจน มีกระบวนการสอบการอนุมัติงบประมาณผ่านรัฐสภา มีหน่วยงานอิสระ ที่อิสระจริง ๆ ในการตรวจสอบการใช้งบประมาณ รวมไปถึงการเปิดเผยสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อป้องกันการผูกขาด และสุดท้ายสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนต่างหากที่จะทำให้ ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันนั้นหมดสิ้นไป ๓ ข้อแรกผมไม่ขอพูดถึงเพราะว่าอาจจะอยู่นอก เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ผมอยากจะขอนำเสนอในส่วนของ ๒ ข้อ นั่นก็คือ ในเรื่องของการเปิดเผยสัญญาจัดซื้อจัดจ้างเพื่อป้องกันการผูกขาด แล้วก็ในเรื่องของการ สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ทุกท่านครับ ในเรื่องของการปราบการทุจริตหรือปราบ คนโกงด้วยรัฐโปร่งใสนั้น ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็มีบทบัญญัติเอาไว้ในส่วนของมาตรา ที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของหลักการที่บอกว่าเปิดเผย เป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้นก็ดังที่เราเห็นกันอยู่ว่าการปกปิดสัญญาจัดซื้อจัดจ้างในรัฐ ส่วนกลางปัจจุบันทำให้เกิดปัญหาอะไรกันบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรถไฟฟ้าต่าง ๆ นานา หรือเรื่องของไลฟ์ (Live) สดการประชุม อย่างเช่นกรณีของ กสทช. ที่ออกมาประชุมกันเงียบ ๆ แล้วก็บอกว่าตัวเองไม่มีอำนาจ เราก็จะเห็นแล้วว่าไม่ได้เกิดความโปร่งใสแต่อย่างใด แต่สิ่งที่ พวกเราอยากนำเสนอก็คือในเรื่องของการเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจะจัดจ้างในรูปแบบ โอซีดีเอส (OCDS) ครับ โอซีดีเอส (OCDS) เป็นรูปแบบมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างที่พัฒนา โดยธนาคารโลก ถามว่าเปิดเผยในรูปแบบนี้แล้วจะได้อะไรครับ ผมขอยกตัวอย่างเว็บไซต์ (Website) แห่งหนึ่งชื่อเว็บไซต์ (Website) โอเพนเทนเดอร์ดอตเน็ต (Opentender.net) เป็นเว็บไซต์ (Website) ภาคประชาสังคมของประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งภาครัฐของเขาเปิดเผย ข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างออกมาในรูปแบบโอซีดีเอส (OCDS) เว็บไซต์ (Website) แห่งนี้ สามารถช่วยติดธงแดงให้กับประชาชนได้ดูว่าโครงการไหนที่มีช่วงเวลาเปิดประมูลสั้น เหลือเกิน ราคาชนะประมูลสูงกว่าราคากลาง หรือมีผู้เข้าร่วมประมูลแค่รายเดียวนะครับ ข้อสังเกตหลักต่าง ๆ เหล่านี้ที่จะทำให้ประชาชนเข้าไปตรวจสอบได้โดยง่ายมากกว่า การเปิดเผยข้อมูลในรูปแบบของเอ็กเซล (Excel) อย่างเดียว นอกจากการเปิดเผยข้อมูล ให้โปร่งใสแล้วเรายังสามารถปราบการทุจริตปราบกลโกงด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน นั่นก็คือการจัดทำงบประมาณแบบมีส่วนร่วมโดยภาคประชาชน ต้นแบบของการทำพีบี (PB) หรือการจัดทำงบประมาณแบบมีส่วนร่วมนั้นมาจากเมืองปอร์ตูอะเลกรีของประเทศบราซิล เมื่อทศวรรษ ปี ๑๙๘๐ ผลลัพธ์จากการดำเนินนโยบายดังกล่าวจะทำให้พวกเราเห็นได้ว่า คุณภาพของชีวิตประชาชนดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสัดส่วนพื้นที่ที่เข้าถึงน้ำประปา เพิ่มจาก ๗๕ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๙๕ เปอร์เซ็นต์ เรื่องของการใช้งบประมาณไปกับระบบ สาธารณสุขและการศึกษาสูงขึ้นเป็น ๔๐ เปอร์เซ็นต์ จาก ๑๓ เปอร์เซ็นต์ และจำนวน โรงเรียนของรัฐเพิ่มขึ้นถึง ๔ เท่าในช่วงทศวรรษเดียว อีกหนึ่งตัวอย่างก็คือบริเวณ ย่านฟรายแฮมของเมืองมิวนิค อันนี้กลับมาในปัจจุบันครับเมื่อสักครู่ยกตัวอย่างประเทศ บราซิลอาจจะถอยไปไกล ถ้าทุกท่านไปเปิดดูเว็บไซต์ (Website) แห่งนี้มีการเปิดให้ ประชาชนเข้ามาโหวตว่าต้องการใช้งบประมาณไปกับการพัฒนาโหมดการขนส่งในรูปแบบใด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรถราง เรื่องของถนนหรือว่าถนนหนทางและการใช้รถจักรยาน เมื่อวาน ผมเข้าไปดูข้อมูลล่าสุดบนเว็บไซต์ (Website) แห่งนี้ซึ่งเขายังเปิดให้โหวตกันอยู่เลยนะครับ พบว่าแนวโน้มของประชาชนอยากจะได้ทางเท้าที่ดีและทางจักรยานที่ดีขึ้นมากกว่าโหมด การขนส่งอื่น ๆ เนื่องจากว่าเวลาเกินมาเล็กน้อยแล้ว ผมขอสรุปการอภิปรายดังนี้ เนื่องจากว่าตัวผมเองเมื่อสักครู่อาจจะได้รับการพาดพิงจากคุณจเด็จ อินสว่าง ขออนุญาต เอ่ยนาม เนื่องจากผมเป็นผู้เสนอญัตติให้มีการจัดทำประชามติเพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ทั้งฉบับ จริง ๆ แล้วผมอยากจะขอทำความชี้แจงเพื่อให้ท่านเข้าใจว่าพวกเราไม่ได้มีเจตนา ที่จะบอกว่าจะไปแตะหมวดใด ไม่แตะหมวดใด พวกเรายังยืนยันว่าจะต้องถามประชาชนก่อน ให้ประชาชนมาออกเสียงประชามติ เช่นเดียวกันกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ การยุบราชการ ส่วนภูมิภาคเพื่อไปควบรวมกับท้องถิ่นนั้นเป็นเรื่องใหญ่ แล้วเราก็ไม่สามารถตัดสินได้ด้วย ตัวเอง ผมหรือเพื่อนสมาชิกทุกท่านไม่สามารถตัดสินได้ด้วยตัวเอง เราถึงเสนอมาเป็น แพ็กเกจ (Package) ว่า ๕๐ : ๕๐ ที่จะต้องโยกราชการภูมิภาคไปท้องถิ่นนั้นจะต้องถาม ประชาชนก่อน แล้วผมก็ขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกฝั่งวุฒิสภาหลายท่านที่การลงมติในญัตติ ประชามตินั้น ๒๐ กว่าท่านเท่าที่ผมติดตามการลงมติมา ทุกท่านใช้หลักเหตุและผลไตร่ตรอง อย่างถูกต้อง ญัตติประชามติในวันนั้นพวกเราไม่ได้โหวตกันว่าจะแก้รัฐธรรมนูญไปแบบใด จะยกเลิกโหมดใดหรือเปล่า เราแค่บอกว่าให้ไปถามประชาชนก่อนและไม่ใช่หน้าที่ของ พวกเราในฐานะสมาชิกรัฐสภาที่จะไปขัดขวางการใช้อำนาจของประชาชน ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไป ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม แล้วตามด้วยท่านอนุสิษฐ คุณากร เชิญศาสตราจารย์โกวิทย์🔗

ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท จังหวัดนครศรีธรรมราช วันนี้ผมดีใจมากว่ามีร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่เสนอเข้าสภามาวันนี้ เป็นประโยชน์ตรงที่ว่าเรื่องของสาระสำคัญในหลักการที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจ สู่ท้องถิ่น อันนี้เป็นประเด็นที่สำคัญว่าประเทศไทยเราแนวคิดเรื่องการกระจายอำนาจ มีหลักมาตลอดตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ และปี ๒๕๖๐ แต่วันนี้ประเด็นสำคัญ เป็นข้อถกเถียงที่ผมพยายามดูแนวคิดของเพื่อนสมาชิกว่าเรามีแนวคิดตรงกันเกือบหมดเลย ว่าทุกท่านเห็นด้วยกับการกระจายอำนาจ เพราะฉะนั้นการต่อสู้เชิงความคิดเรื่องการกระจาย อำนาจยังคงดำรงอยู่ในสังคมไทย มันเป็นวิธีคิด ๒ วิธีคิด คือรวมอำนาจหรือกระจายอำนาจ ถ้าเรายืนยันในหลักการกระจายอำนาจ ผมคิดว่าพรรคพลังท้องถิ่นไทยเราชัดเจน เรายืนยันอยู่ในหลักการกระจายอำนาจ ในสาระสำคัญที่ร่างได้เขียนไว้ผมขอพูดในบางประเด็น เช่น เพื่อกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น ปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชน อันนี้เป็นเรื่องที่ถูกต้องในหลักการ ให้ท้องถิ่น มีอิสระในการกำหนดนโยบายการบริหารการจัดการบริการสาธารณะ การบริหารงานบุคคล การเงิน การคลัง เป็นต้น อันนี้ก็เป็นหลักการที่ถูกต้องที่เสนอเข้ามา อันนั้นเป็นประเด็นหลัก แต่สาระที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านกังวลก็คือในวิธีการการกระจายอำนาจที่เราถกเถียงกัน นี่คือสิ่งที่ผมเรียนท่านประธาน แต่อย่างไรก็ตามที่ผมอ้างว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๖๐ ก็มีเรื่องการกระจายอำนาจ แต่อย่างไรมันมีอุปสรรคในบางเรื่องตามที่ผู้เสนอ ได้เขียนไว้ ผมขอพูดสัก ๓ ประเด็น🔗

ประเด็นที่ ๑ เรื่องของการจัดบริการสาธารณะ เรื่องหน้าที่และอำนาจ ของท้องถิ่น การเขียนหน้าที่และอำนาจของท้องถิ่นทุกกฎหมายในกฎหมายกำหนดแผน ขั้นตอนกระจายอำนาจ ปี ๒๕๔๒ เขียนอำนาจเต็มไปหมด เช่น อำนาจในการจัดการ เรื่องบรรเทาสาธารณภัยของท้องถิ่น อำนาจในเรื่องการท่องเที่ยว การผังเมือง การศึกษา การสาธารณสุขและสวัสดิการสังคม เป็นต้น แต่อำนาจเหล่านี้ยังไปซ้ำซ้อนกับอำนาจ ของส่วนราชการ อันนี้คือเป็นประเด็นหลักที่ทำให้ท้องถิ่นต้องตรวจสอบและถูก สตง. เรียกเงินคืน อันนี้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เรามีข้อมูลพวกนี้ เพราะฉะนั้นในมาตรา ๒๕๑ ที่ได้เสนอแก้ผมเห็นด้วย เพราะว่าจะไปเขียนให้องค์กรท้องถิ่นมีหน้าที่และอำนาจโดยทั่วไป ในการจัดบริการสาธารณะในท้องถิ่นเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนในท้องถิ่น โดยไม่ให้ทำ อำนาจสัก ๔-๕ เรื่อง อันนี้เป็นเรื่องใหญ่ว่าถ้าเรากำหนดอำนาจให้ท้องถิ่นทำอำนาจในการ จัดบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานโดยทั่วไป แต่ไม่รวมเรื่องภารกิจด้านการทหาร การป้องกัน ประเทศ ภารกิจเรื่องความมั่นคงภายใน กิจการระหว่างประเทศ เรื่องธนาคาร เรื่องระบบ การเงิน เรื่องบริการอื่นที่มีผลกระทบภาพรวมของประชาชน อันนี้ก็ยังเป็นอำนาจ ของส่วนกลางและอำนาจของส่วนราชการยังคงอยู่ นั่นก็คือเราปลดล็อกเรื่องของอำนาจ ที่ท้องถิ่นต้องทำอะไรบ้าง🔗

ประการต่อมาเรื่องการเงินซึ่งพูดกันมาก ผมไม่ขอพูดในรายละเอียดมาก แต่ผมขอเรียนว่าการเงินในปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญบอก แล้วก็ในกฎหมายกำหนดแผน ก็พูดชัดเจน ปี ๒๕๔๔ ให้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ปี ๒๕๔๙ ให้ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ต่อมาอันนี้ ถูกถอดออกไป แต่ในการเสนอแก้เข้ามาในมาตราที่เขียนไว้ในมาตรา ๒๕๒ ได้ระบุชัดเจนว่า รายได้สุทธิระหว่างรัฐบาลไม่น้อยกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ภายใน ๓ ปี อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เป็น หลักประกัน จริง ๆ ผมเคยเสนอเรื่องหลักประกันรายได้ของท้องถิ่นว่าท้องถิ่นถ้าเกิดขึ้น มาแล้วเราควรมีหลักประกันรายได้เท่าไร อันนี้เป็นประเด็นที่สำคัญ🔗

ประเด็นต่อมา ในเรื่องของการบริหารงานบุคคล อันนี้เป็นประเด็นใหญ่ ในเรื่องการทำการสอบก็ดี การเลื่อนระดับ การทำให้ศักดิ์ศรีของข้าราชการท้องถิ่นเทียบเท่า กับข้าราชการส่วนกลาง ผมเคยเสนอว่าน่าจะมี ซึ่งในมาตรา ๒๕๔/๒ ที่ผู้เสนอร่างเข้ามา ผมเห็นว่ายังไม่ชัดเจนมากเท่าไร แต่ผมคิดว่าการระบุให้ชัดว่าเขาน่าจะมีคณะกรรมการ ข้าราชการส่วนท้องถิ่น ลูกจ้างส่วนท้องถิ่นให้มีคณะกรรมการเป็นบอร์ด(Board) คล้าย ๆ คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนของท้องถิ่น อันนี้แหละผมคิดว่าจะทำให้เขามีโอกาสที่เขา จะไปดำเนินการตรงจุดนี้เพื่อคนของท้องถิ่นในมาตรานี้ครับ🔗

ประเด็นสุดท้าย ในเรื่องของการแก้ไขซึ่งผมมีเวลาไม่มาก ผมเรียน ท่านประธานว่าเราพูดกัน ๒ เรื่องใหญ่ ซึ่งที่แก้มาพูดเรื่องโครงสร้าง จริง ๆ โครงสร้าง ในมาตรา ๒๕๐ ก็ไม่ต่างจากของเดิม แต่เพียงว่าในการปกครองรูปแบบพิเศษไประบุอย่างนี้ มันมีปัญหาในความเห็นของผมก็คือว่า กทม. มีอยู่แล้ว เมืองพัทยามีอยู่แล้ว แต่ทำไมไม่ระบุ กว้าง ๆ ว่ายกระดับเมืองท่องเที่ยว เมืองที่เป็นเกาะ เมืองที่เป็นแหล่งชายแดน เมืองชายแดน หรือเมืองที่มีเศรษฐกิจพิเศษเราพูดอย่างนี้ ผมคิดว่ามันจะได้ภาพของการทำงานในลักษณะ รูปแบบอื่น ๆ🔗

อีกประการหนึ่งเราถกเถียงกันเรื่องการกระจายอำนาจแบบญี่ปุ่นที่ไปยกเลิก ส่วนภูมิภาคและยกเลิกระบบภูมิภาคทั้งหมดนั้น นั่นคือการคิดแบบญี่ปุ่นที่มีส่วนกลางและไป ส่วนท้องถิ่นเลย ในรัฐธรรมนูญหลายมาตราที่เขียนมา เช่น รัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๔๐ เรายังพูดถึงแนวนโยบายแห่งรัฐที่ไปยกระดับจังหวัดที่มีความพร้อม เมื่อมีความพร้อม ทางด้านสาธารณูปโภค สาธารณูปการ ยังเขียนระบุเลยว่าให้เป็นท้องถิ่นเต็มจังหวัด อันนี้ ไปเปิดดูได้ในรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่าน ๆ มา ยกเว้นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่ไม่ได้เขียนไว้ ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่าข้อถกเถียงนี้ถ้าตั้งกรรมาธิการแล้วผมคิดว่าเราพูดในวิธีการ กันได้ว่าจะทำอย่างไร แม้กระทั่งการกระจายอำนาจแบบรวมยกเลิกภูมิภาค ผมยกตัวอย่าง ในประเทศฝรั่งเศส ผมเข้าใจว่าการลดอำนาจยังมีภูมิภาค แต่ลดอำนาจภูมิภาค ลดอำนาจ ผู้ว่าราชการจังหวัดที่เกิดจากการแต่งตั้งลงไปยังมีการออกแบบทั้ง ๒ แบบ เพราะฉะนั้น การออกแบบท้องถิ่นยังมีข้อถกเถียงกันเยอะ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนท้องถิ่น ซึ่งญี่ปุ่นเขาลด จำนวนท้องถิ่นลง ของเราจำนวนท้องถิ่น ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องถกเถียง🔗

ประการสุดท้าย ผมคิดว่าอันหนึ่งที่เรื่องของการมีส่วนร่วม เราพูดเรื่องของ การปฏิรูปโครงสร้างอย่างเดียวไม่พอ ผมคิดว่าเรื่องรัฐธรรมนูญต้องพูดถึงการปฏิรูปพลเมือง ผมดีใจที่มีคำพูดเรื่องการจัดตั้งสภาพลเมืองประจำท้องถิ่น อันนั้นเป็นหัวใจของการกระจาย อำนาจ เพราะว่าการกระจายอำนาจพูดด้านเดียวไม่ได้ พูดด้านโครงสร้างอย่างเดียวไม่ได้ ต้องพูดภาคพลเมืองที่ให้มีอำนาจในการไปกำกับ หรือไปตรวจสอบ ไปเสนอ ไปถกเถียง ความคิดเห็นในเมืองของเขา ในท้องถิ่นของเขา อันนี้เป็นประเด็นที่ชัดเจน อยากเรียน ท่านประธานว่าถ้ารัฐธรรมนูญนี้ได้รับการยอมรับไปผมยังมีข้อเสนอในประเด็นที่ผมเรียน ท่านประธานในหลายเรื่อง ทั้งเรื่องของโครงสร้าง ทั้งเรื่องของการทำให้พลเมืองมีความรู้ ความเข้าใจแล้วก็ไปเป็นพลเมืองประจำท้องถิ่น ซึ่งอันนี้ในที่เขียนมานี้ผมคิดว่าต้องเพิ่มเรื่อง กลุ่มองค์กรภาคพลเมืองว่ามีตัวแทนใดบ้างที่จะต้องเข้าไป เช่น ภูมิปัญญา ปราชญ์ชาวบ้าน กลุ่มต่าง ๆ อันนี้ต้องระบุให้ชัดในที่เขียนมา อันนี้ก็แก้ไขได้ อย่างไรก็ตามผมคิดว่าเรื่องนี้ ที่ผมพูดมาทั้งหมดอยากเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่ามันยังมีสิ่งที่เราควรจะต้อง คุยกัน แต่ข้อถกเถียงใหญ่ก็คือว่าเรารับการกระจายอำนาจว่าประเทศจะเดินหน้าไปเราต้อง ลดอำนาจส่วนภูมิภาคและส่วนกลางลงไป แล้วคืนอำนาจให้ท้องถิ่นก็เรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพว่าอันนี้เป็นความจำเป็นและยินดีที่จะรับหลักการ ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านอนุสิษฐ คุณากร นะครับ🔗

นายอนุสิษฐ คุณากร สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม อนุสิษฐ คุณากร สมาชิกวุฒิสภา ผมขออนุญาตกราบเรียนอย่างนี้ว่าที่เพื่อน สมาชิกทั้งหลายได้พูดมาตั้งแต่เช้าจนถึงปัจจุบัน ผมคิดว่าเราตรงกันในประเด็นในเรื่องของ ความเห็นพ้องในเรื่องของการกระจายอำนาจ สิ่งที่เราพูดมานั้นแนวความคิดของแต่ละท่าน ก็มีความแตกต่างกัน สิ่งที่สำคัญก็คือว่ามุมมองของแต่ละกลุ่ม แต่ละความคิดนั้นมองเรื่อง การกระจายอำนาจเป็นแบบใด สิ่งที่ผมจะนำเสนอในลำดับต่อไปนี้ผมมีประเด็นที่อยากจะ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญประมาณ ๕-๖ ประเด็น🔗

ประเด็นในเรื่องของการให้สิทธิการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น จริง ๆ แล้วในตัวรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ผ่านมา ค่อนข้างมีความชัดเจนอยู่พอสมควร แต่มีความแตกต่างกันบางประการที่สมาชิกหลายท่านได้พูดไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ และปี ๒๕๖๐ ก็ดี ประเด็นร่างของท่านผู้เสนอนั้นถ้าจะดูในเรื่องของสิทธิการจัดตั้ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา ๒๔๙ วรรคสอง ซึ่งบัญญัติให้สิทธิ ของท้องถิ่นสามารถที่จะจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ ซึ่งในประเด็นดังกล่าวนั้น ต้องตั้งคำถามว่าแล้วท้องถิ่นจะใช้หลักเกณฑ์พิจารณากันอย่างไรว่าท้องถิ่นใดมีลักษณะ ปกครองตนเองได้แค่ไหน อย่างไร ซึ่งในตัวรัฐธรรมนูญปัจจุบันและกฎหมายลูกต่าง ๆ นั้น ก็มีบทบัญญัติที่ค่อนข้างชัดเจนหลายท่านได้พูดลงไปถึงบทบัญญัติของกฎหมายลูก เช่น พระราชบัญญัติเทศบาลเมื่อปี ๒๔๙๖ ซึ่งก็แก้ไขกันมาแล้ว ๑๔ ครั้ง ในเรื่องต่าง ๆ ระเบียบ บริหารราชการกรุงเทพมหานคร ระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ร.บ. สภาตำบล และองค์กรบริหารส่วนตำบล องค์การบริหารส่วนจังหวัด ในกฎหมายต่าง ๆ เหล่านี้ มีรายละเอียดในสิ่งที่ท่านทั้งหลายได้มีการอภิปรายที่ผ่านมา ที่สำคัญคือการบริหารจัดการ ภายใต้กฎหมายลูกเหล่านั้นมันมีปัญหาหรือมันมีอุปสรรคอย่างไร ตัวกฎหมายเป็นปัญหา หรือไม่ แล้วเป็นอยู่ในจุดไหน ผมเข้าใจว่าในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้เราไม่ได้ไปลงในรายละเอียด เพียงแต่ว่าเราคิดว่าแล้วถ้าเราแก้รัฐธรรมนูญแล้วสิ่งต่าง ๆ ที่มันไปซ่อนอยู่ในกฎหมายย่อย ๆ เหล่านั้นมันจะถูกแก้ไขไปในตัว แต่ในขณะเดียวกันกฎหมายสูงสุดของประเทศคือรัฐธรรมนูญ ที่เรากำลังจะยกร่างอยู่นั้น ความชัดเจนต่าง ๆ ประเด็นที่เป็นปัญหาต่าง ๆ ในการบริหาร จัดการในการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นนั้นมันคืออะไร ฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่า ในประเด็นแรกคงจะต้องให้ความสำคัญต่อการพิจารณาว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ที่เราจะเปิด แล้วก็ร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็ให้อำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่คิดว่า สามารถที่จะบริหารจัดการด้วยตนเองได้นั้นจะเสนอให้ท้องถิ่นตัวเองเป็นองค์กรประเภทใด เป็นท้องถิ่นใด มีลักษณะที่ปกครองตนเองได้ ซึ่งในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ในท้ายที่สุด เมื่อกฎหมาย หรือรัฐธรรมนูญได้มีการแก้ไขไปแล้ว ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมาในภายหลังคงจะต้องมี การศึกษาวิเคราะห์กันอย่างถ่องแท้ ไม่เช่นนั้นแล้วการยกร่างกฎหมายนี้ก็จะเป็นเรื่องของ การสร้างกระแสในเรื่องของกระบวนการที่จะมีการเลือกตั้งในระยะต่อไป ซึ่งจริง ๆ แล้ว ก็ไม่เป็นผลดีต่อกระบวนการในการยกร่างรัฐธรรมนูญที่อาจจะเป็นฉบับใหม่ที่จะเกิดขึ้น ในอนาคต นี่เป็นประการแรก🔗

ประการที่ ๒ เรื่องการแบ่งภารกิจที่ซ้ำซ้อนกับราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ภายใต้ร่าง มาตรา ๒๕๑ และมาตรา ๒๕๒ ซึ่งกำหนดหลักการทำงานในลักษณะที่บอกว่า ถ้าหากภารกิจของส่วนราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคซ้ำซ้อนกับ อปท. แล้วให้เป็นหน้าที่ และอำนาจของ อปท. เท่านั้น ซึ่งภาพใหญ่ ๆ ภาพรวมนั้นถูกสะท้อนออกมาเป็นแบบนั้น เว้นแต่ทาง อปท. จะร้องขอว่าซ้ำซ้อนได้นะ คุณช่วยเราได้นะ ประเด็นเหล่านี้ผมคิดว่า เรื่องเหล่านี้ความชัดเจนอยู่ตรงไหน คือเราบอกว่าเรามอบอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไปดำเนินการทั้งหมด ในท้ายที่สุดผลที่มันจะเกิดขึ้นมันคืออะไร การกำหนดขั้นตอนและ การกระจายอำนาจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จริง ๆ แล้วก็มีพระราชบัญญัติกำหนด แผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจไว้ให้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเราได้นำ พ.ร.บ. เหล่านั้น มาใช้อย่างเต็มขีดความสามารถหรือไม่ อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ที่จะทำให้การกระจาย อำนาจนั้นมีประสิทธิภาพ🔗

ประเด็นที่ ๓ ในเรื่องรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งหลายท่าน ก็เกรงกันว่ารายได้ที่มีอยู่นั้นควรจะกระจายไปให้มากน้อยเพียงไร กลโกงที่เกิดขึ้นในองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งผมเชื่อว่าประชาชนทั้งประเทศเข้าใจดีว่าในท้องถิ่นแต่ละ ท้องถิ่นนั้นหลาย ๆ ท้องถิ่นซึ่งเป็นส่วนใหญ่ก็จะมีประเด็นในเรื่องของการทุจริต ประพฤติมิชอบอยู่ สิ่งที่ผมพูดได้ผมไม่ได้มองจากตัวเลขที่ท่านสมาชิกเมื่อสักครู่ได้พูดถึงว่า มันเป็นจำนวนตัวเลขมหาศาล แต่จริง ๆ แล้วความถี่ของการกระทำความผิดในสำนวน ของการกระทำความผิดนั้นเกิดจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นจำนวนมากครับ🔗

ผมขออนุญาตสรุปประเด็นอีก ๒ ประเด็นที่น่าจะเป็นประการที่สำคัญก็คือว่า การบริหารงานของข้าราชการและลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ถ้าเราจะมา กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เนื่องจากจริง ๆ แล้ว ในหมวด ๑๔ มันเป็นเรื่องของการปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งไม่ใช่องค์กรตามรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องภาพของการปกครองส่วนท้องถิ่นเท่านั้น ฉะนั้นการนำการบริหารจัดการในเรื่อง บุคคลหรือลูกจ้างเข้ามาไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเหมาะสม และที่สำคัญคือ การยกเลิกราชการส่วนภูมิภาคในอนาคตซึ่งหลายท่านโดยเฉพาะท่าน พลเอก เลิศรัตน์ แล้วก็อีกหลาย ๆ ท่านได้พูดไว้ว่ามันเป็นเรื่องที่มีความสำคัญสูงมาก การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ทำไมถึงเกิดขึ้นมาในช่วงนี้ ทั้ง ๆ ที่รัฐธรรมนูญ แล้วก็ พ.ร.บ. แผนและขั้นตอนการกระจาย อำนาจเกิดมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๔๒ ตามลำดับ ดังนั้นผมขออนุญาตสรุปว่า ความเหมาะสมในการแก้รัฐธรรมนูญนั้น ประเด็นที่สำคัญก็คือว่ารัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ ในหมวด ๑๔ มันไม่ดี มันไม่เหมาะสม หรือการปฏิบัติตามกฎหมายลูกภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่เหมาะสม การบริหารจัดการของรัฐบาลทั้งที่ผ่านมาและรัฐบาลในปัจจุบันนั้นไม่ได้มีการ กระจายอำนาจอย่างมีประสิทธิภาพ ผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราจะต้องมาพิจารณา แล้วในท้ายที่สุดนั้นผลประโยชน์ที่จะตกกับประชาชน แน่นอนเรื่องการกระจายอำนาจ ซึ่งทุกท่านเห็นพ้องต้องกันว่าจำเป็นที่จะต้องมีอย่างแน่นอน ซึ่งในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เอง ก็ได้เขียนแล้วก็ปรากฏบทความต่าง ๆ ตามมาตราในรัฐธรรมนูญไว้ในหมวด ๑๔ แล้ว ขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ ผู้ชี้แจงครับ คือคุณวีระศักดิ์ เครือเทพ จะขอใช้เวลา ๑๕ นาทีนะครับ เชิญครับ🔗

นายวีระศักดิ์ เครือเทพ ผู้เสนอร่าง

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาและ สมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม นายวีระศักดิ์ เครือเทพ รองศาสตราจารย์ประจำภาควิชา รัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและในฐานะคณะกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น วันนี้มาพูด ในฐานะผู้ชี้แจง ผมกราบขอบพระคุณทุกท่านที่กรุณาให้ความเห็นที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญ มีหลายประเด็นที่ท่านสมาชิกได้ให้ข้อสังเกต เช่นถ้าจะกระจายอำนาจไปแล้วปลายทาง คืออะไร ผลลัพธ์คาดหวังอะไรได้บ้าง หรือแม้กระทั่งประเด็นเรื่องกระจายอำนาจทางการคลัง ที่หลายคนก็เห็นว่าเป็นหัวใจสำคัญของการกระจายอำนาจ ตกลงในส่วนของข้อเสนอที่ว่า สัดส่วนรายได้ของท้องถิ่นร้อยละ ๕๐ ต่อร้อยละ ๕๐ ที่เป็นรายได้สุทธิของรัฐบาล จะเป็นไป ได้หรือไม่ อย่างไร รวมถึงข้อกังวลหลายอย่างที่กังวลว่าหากกระจายอำนาจมากขึ้นไปแล้ว องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นจะสูญเสียวินัยหรือไม่ ผมก็จะขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ ในการ ชี้แจงประเด็นต่าง ๆ โดยใช้เอกสารสไลด์ (Slide) ประกอบสักเล็กน้อยนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นายวีระศักดิ์ เครือเทพ ผู้เสนอร่าง

ผมคิดว่าประเด็นแรกของการกระจายอำนาจแล้วก็คิดว่าทุกคนเห็นตรงกัน ก็คือว่าการกระจายอำนาจในคณะยกร่างเรามองว่าปลายทางของมันคือการทำให้คุณภาพ ชีวิตประชาชนดีขึ้น มันคือการทำให้อำนาจการตัดสินใจ ทรัพยากร รวมถึงกระบวนการ ทางการบริหารจัดการลงไปถึงภาคประชาชน ซึ่งนั่นแหละคือเจ้าของประเทศตัวจริงที่เรามอง ฉะนั้นในบริบทของการกระจายอำนาจที่เราวางไว้ตรงนี้ มันคือเครื่องมือหรือวิธีปฏิรูป ระบบราชการที่สำคัญที่นำไปสู่การเพิ่มอำนาจ เพิ่มพลัง หรือเพิ่มสิทธิของประชาชน นี่คือ เจตนารมณ์ ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ ผมเรียนด้วยความเคารพ ทุกท่านน่าจะเห็นปรากฏการณ์นี้ คล้ายคลึงกันในช่วง ๑๐ ปีหรือ ๒๐ ปีที่ผ่านมาก็คือว่าเรามีความตื่นตัวเรื่องกระแส ประชาธิปไตยตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมาใช่ไหมครับ หลายท่านคงรู้แล้วผมพูดสั้น ๆ แต่หลังจากนั้นเราเห็นความตื่นตัวของภาคประชาชนเป็นช่วงเวลาเพียงสั้น ๆ เท่านั้นเอง หลังจากนั้นไม่นานภาคประชาชนเรียกว่าถูกทำให้อ่อนแอไปเยอะมาก มีการกระจายอำนาจ ก็จริง ภาคประชาชนเข้มแข็งขึ้นก็มีความเข้มแข็งเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ๖ - ๗ ปีหลังจากที่มี ความตื่นตัวเรื่องนี้ภาคประชาชนมีความตื่นตัวเยอะมาก อยากเข้ามามีส่วนร่วมกับองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น มาร่วมวางแผนมาร่วมตัดสินใจ แต่ท้ายที่สุดและนี่เป็นเหตุผลสำคัญว่า ทำไมโครงสร้างที่เป็นอยู่มันไม่พอ ก็เพราะว่ามามีส่วนร่วมแล้ว มามีข้อเสนอแล้ว อยากจะมี งบประมาณไปพัฒนาด้านนั้นด้านนี้ตามความต้องการของประชาชนก็ปรากฏว่าติดขัดในแง่ ของอำนาจหน้าที่บ้าง ติดขัดในแง่ของงบประมาณมีไม่พอบ้าง เพราะทุกอย่างต้องขอ ส่วนกลาง ทุกอย่างต้องขอผ่านผู้กำกับดูแล ฉะนั้นผลในทางลบที่มันเกิดขึ้นจากโครงสร้าง ที่มันกระจายลงไปไม่สมบูรณ์ ประชาชนส่วนหนึ่งก็จะรู้สึกเบื่อหน่าย ไม่อยากจะเข้ามามี ส่วนร่วมแล้ว นั่นหมายความว่าโครงสร้างที่เกิดขึ้นมีความเบ่งบานในช่วงสั้นๆ ๕-๖ ปี หลังจากนั้นมันเริ่มทำให้ภาคประชาชนอ่อนแรงลง เสื่อมถอยลง ผมว่าตรงนี้แหละ คือจุดประสงค์แรกแล้วก็เป็นตัวพื้นฐานที่สำคัญว่าทำไมเราต้องพูดเรื่องกระจายอำนาจ ปลายทางของมันก็คือมันก็ต้องทำให้ประชาชนเข้มแข็งขึ้น ให้เขาดูแลปกครองตนเอง ให้มีทรัพยากรในการบริหารจัดการ ท่านไม่ต้องกังวล อย่าไปกลัวว่าถ้าให้อำนาจประชาชน ไปแล้ว ให้งบประมาณประชาชนไปแล้ว เดี๋ยวเขาจะบริหารจัดการไม่ดี ไม่เป็นไรครับ ผมเชื่อว่าวันนี้ประชาชนคนไทย ๖๗ ล้านคน คิดบริหารจัดการและรับผิดชอบตัวเองได้ ขอเพียงเรามีโครงสร้างอำนาจรัฐที่รองรับสิทธิ หรืออำนาจตัดสินใจของประชาชน ผมว่าจะทำให้ ภาคประชาชนกลับมาเข้มแข็งมากขึ้น ผลที่มันจะตามมากับท่านสมาชิก ผมเชื่อเลยว่า ท่านก็จะเบาใจขึ้น ชาวบ้านไม่ต้องมาร้องเรียนไฟไม่ติด ๑ ดวง จัดการอะไรไม่ได้ใช่ไหมครับ อย่างที่หลายท่านคงเจอ อันนี้ผมว่าเป็นเจตนารมณ์ประกาศแรก แต่อย่างที่บอกครับ โครงสร้างที่เป็นอยู่มันมีข้อจำกัด โดยเฉพาะประเด็นที่ท่านสมาชิกหลายท่านพูดเรื่องการคลัง อันนี้เป็นหัวใจสำคัญซึ่งผมก็เห็นด้วยมันมีข้อจำกัดที่สำคัญที่อยากจะนำเสนอในสไลด์ (Slide) หน้าถัดไป ตัวเลขอาจจะดูเล็กนิดหนึ่ง แต่ผมขออนุญาตสรุปสิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นข้อจำกัด ทางการคลังที่สำคัญ ๔ เรื่องใหญ่ ๆ🔗

๑. ถ้าทุกท่านดูตรงนี้นี่คือโครงสร้างรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ได้รับอยู่ในปัจจุบัน โดยรวมวันนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๗,๘๕๒ แห่ง ได้รับ งบประมาณโดยเฉลี่ยตัวเลขกลม ๆ ก็คือ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ถามว่าเป็นสัดส่วนเท่าไร ต่อรายได้ของรัฐบาลก็ ๒๙.๖ เปอร์เซ็นต์ที่ท่านเห็นตัวเลข พูดกลม ๆ ก็คือไม่เกินร้อยละ ๓๐ เพียงพอไหมต่อการจากบริการที่ต้องดูแลประชาชน ๖๗ ล้านคน ทรัพยากรส่วนใหญ่อยู่ที่ รัฐบาลทุกท่านคงเห็น สัดส่วนรายได้ ๒ ล้านกว่า ๆ อยู่ที่รัฐบาล ท้องถิ่นเอาไป ๗๐๐,๐๐๐ กว่า ฉะนั้นนี่คือข้อจำกัดที่สำคัญอันหนึ่งที่ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบริหารจัดการไม่ได้ ตัวเลข ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาทท่านอาจจะบอกว่าเยอะ แต่ถามว่าพอกระจายไปแล้วลงไปสู่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วม ๆ ๘,๐๐๐ แห่ง ผมให้สถิติท่านสักเล็กน้อย ถามว่าแล้วพอ กระจายไปท้องถิ่นขนาดใหญ่มีงบประมาณเยอะ ๆ อย่างกรุงเทพมหานคร อย่างเทศบาล ขนาดใหญ่ต่าง ๆ นั่นเรื่องหนึ่ง แต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศไทยร่วม ๆ ๘,๐๐๐ แห่ง มีท้องถิ่นที่ได้รับงบประมาณต่อปีน้อยกว่า ๕๐ ล้านบาท หรืออนุมานได้ว่ามีงบประมาณ พัฒนา งบประมาณลงทุนต่ำกว่า ๑๐ ล้านบาท ๔,๗๓๗ แห่ง จาก ๘,๐๐๐ แห่ง หรือคิดเป็น ประมาณร้อยละ ๑๖๐ หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ในวงเงินที่จัดสรรอยู่นี้ ท้องถิ่นร้อยละ ๖๐ งบประมาณพัฒนา ไม่ค่อยพอ ฉะนั้นผมว่านี่เป็นโจทย์ข้อจำกัดตัวที่หนึ่งที่ทำให้ทำไมต้องคุยกันเรื่องสัดส่วน รายได้ ข้อจำกัดที่ ๒ ท่านอาจจะบอกว่าท้องถิ่นมีรายได้น้อย ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เพราะว่าท้องถิ่นไม่ขยันหาเงินใช่ไหม ไม่ขยันจัดเก็บภาษีใช่ไหมครับ คำตอบผมก็คือจะ บอกว่าถูกครึ่งหนึ่ง ไม่ถูกอีกครึ่งหนึ่ง ท้องถิ่นอาจจะขาดประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี เป็นไปได้ แต่ท่านต้องดู เราเพิ่งมีท้องถิ่น เพิ่งมีอำนาจในการจัดเก็บภาษีอย่างจริงจังที่เป็น ภาษีท้องถิ่นประมาณ ๒๐ กว่าปี สรรพากรประวัติศาสตร์เป็นร้อยกว่าปี อย่าไปเทียบกัน แต่ถามว่า ๒๐ กว่าปีของท้องถิ่นมีประสิทธิภาพปรับปรุงที่ดีขึ้นไหมในการจัดเก็บภาษี ดีขึ้นเยอะ ดีขึ้นเยอะถ้าท่านมีโอกาสดูสถิติย้อนหลัง รายได้ของท้องถิ่นเติบโตปีละ ๖-๗ เปอร์เซ็นต์ตลอด ซึ่งโตกว่าจีดีพี (GDP) ของประเทศด้วยโดยเฉลี่ย ๒. ทำไมรายได้ท้องถิ่น ถึงไม่เยอะ ที่ผมบอกว่าผิด ไปสรุปว่าท้องถิ่นรายได้ไม่เยอะเพราะว่าไม่เก็บภาษีไหม คำตอบก็คือว่าเพราะว่ารัฐไม่ได้ให้อำนาจทางภาษีกับท้องถิ่นอย่างเพียงพอเหมือนสากล ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมมากที่สุด ท้องถิ่นอยากจะมีรายได้ภาษีจากทรัพย์สินใช่ไหมครับ พรอปเพอร์ตี แท็กซ์ (Property tax) ในภาษาอังกฤษที่เราพูดกัน ตัวหนึ่งรัฐบาลก็กรุณา ออกกฎหมายมาแล้ว ก็คือกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ปี ๒๕๖๒ ปรากฏว่าก็เป็น โครงสร้างภาษีที่มีฐานภาษีที่แคบมาก จำกัดมาก ให้การยกเว้นมหาศาล โดยเฉพาะถ้าเราพูด อย่างภาษาชาวบ้านก็คือกลุ่มทุนขนาดใหญ่ได้รับประโยชน์จากการยกเว้นเยอะมาก จนทำให้ รายได้ท้องถิ่นมันไม่ได้มากอย่างที่ควรจะเป็น เกิดจากใคร ไม่ได้เกิดจากท้องถิ่นแน่นอน เกิดจากรัฐไปตัดสินใจให้ นอกจากรัฐตัดสินใจให้แล้ว รัฐยังบอกอีกว่าปีนี้เกิดโควิด (COVID) อย่างนั้นเดี๋ยวรัฐบาลคิดเองให้เลยว่าลดภาษีลงไปแล้วกัน โดยที่ไม่ได้ปรึกษาองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น อันนี้เป็นตัวอย่าง กรณีแบบนี้มันไม่ได้เกิดแค่ตัวภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เกิดกับภาษีหลายตัวที่เป็นฐานสำคัญของท้องถิ่น ภาษีรถ ค่าธรรมเนียมล้อเลื่อนบ้าง รัฐบาล ก็เพิ่งประกาศลดไปเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมานะครับ ลดภาษีค่าธรรมเนียมนิติกรรมที่ดิน รัฐบาลไม่เคยชดเชยคืนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเต็มจำนวน ฉะนั้นการจะสรุปว่า ท้องถิ่นมีรายได้ที่จำกัด แล้วไปโทษเขาหรือโยนบาปให้ท้องถิ่นว่าเกิดเพราะตัวท้องถิ่น คงจะไม่ใช่ อันนี้ต้องกลับมาทบทวนที่นโยบายของรัฐเรื่องรายได้ของท้องถิ่น พอท้องถิ่น อยากจะเพิ่มประเภทภาษีใหม่ ๆ อีก ไม่ต้องพึ่งตัวรายได้เดิม ๆ ที่รัฐบาลมอบให้ ก็ทำไม่ได้ โครงสร้างไม่ได้บอกว่าคุณไปออกข้อบัญญัติท้องถิ่น คุณไปออกเทศบัญญัติท้องถิ่นจัดเก็บ ภาษีได้เอง ไม่ได้อีก ไปติดขัดที่หลักกฎหมายภาษีอากร เห็นไหมครับ ทั้งหมดนี้ที่เล่ามา ในประเด็นทางการคลัง ที่เราบอกว่ารายได้ท้องถิ่นมีสัดส่วน พึ่งพาตนเองเพียงสักประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ มันเกิดส่วนใหญ่เหตุผลเพราะว่ารัฐทำให้เป็นเช่นนี้ มันก็เลยเป็นข้อสนับสนุน ว่านี่แหละถ้าเราได้แก้โครงสร้างใหญ่มันไปต่อไม่ได้ รวมไปถึงหลายท่านแสดงข้อกังวล จากตัวเลขเมื่อสักครู่ ขออนุญาตตารางเมื่อสักครู่อีกสักครั้งหนึ่ง ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับ ข้อเสนอของคณะผู้ยกร่างตรงนี้กำลังจะยกตุ๊กตาว่า ลองดูแล้วกันว่าสัดส่วนมันเป็นร้อยละ ๕๐ ร้อยละ ๕๐ ถามว่าตัวเลขนี้มีฐานทางวิชาการ รองรับไหม ผมก็จะเรียนด้วยความเคารพครับ โดยส่วนตัวเองในฐานะนักวิชาการ เคยทำการศึกษาวิจัยให้กับสำนักงานคณะกรรมการกระจายอำนาจ แล้วใช้เป็นนโยบาย ในปัจจุบันด้วย เราพบว่าเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำหน้าที่ได้อย่างครบถ้วน ตามกฎหมายที่กำหนด ที่มี ๓๐๐-๔๐๐ ภารกิจเยอะไปหมดเลย สัดส่วนเพียงแค่ร้อยละ ๓๕ ตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนกระจายอำนาจ ปี ๒๕๔๒ ไม่พอนะครับ ท่านอาจจะบอกว่าพอใจแค่ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ จบแล้ว เอาแค่นั้นพอ ไม่ต้อง ไปแก้รัฐธรรมนูญหรอก แต่ผมกำลังจะบอกว่าจากการศึกษาในทางวิชาการ วิเคราะห์ต้นทุน ของการจัดบริการของท้องถิ่นให้ครบตามกฎหมาย ปรากฏว่าสัดส่วนขั้นต่ำ อันนี้คือข้อมูล ที่วิเคราะห์ประมาณ ปี ๒๕๖๐ ก่อนโควิด (COVID) สัดส่วนของท้องถิ่นควรจะเป็นประมาณ ร้อยละ ๔๕ ต่อ ๕๕ อันนี้คือข้อมูลทางวิชาการที่ยืนยัน แน่นอนวันนี้สถานการณ์เปลี่ยน ไปเยอะ บทบาทภารกิจท้องถิ่นในฐานะที่ต้องรับมือกับภัยพิบัติที่คาดคิดไม่ได้เยอะขึ้นมาก ๔๕ เปอร์เซ็นต์มันคงไม่ใช่แล้ว เราก็เลยคิดว่าเพื่อให้คิดต่อไปถึงในอนาคต ร้อยละ ๕๐ ร้อยละ ๕๐ น่าจะเป็นตัวที่เหมาะสม คำถามต่อมาท่านก็ถามอีกว่า มันเยอะเกินไป เป็นไป ไม่ได้หรอก จาก ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าจะต้องเป็น ๕๐ เปอร์เซ็นต์ใช่ไหม มีท่านสมาชิก ได้พูดถึง มันจะต้องขยับเป็น ๑.๒ ล้านล้านบาท หรือจะเอามาจากไหนอีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมกราบเรียนด้วยความเคารพ มันเป็น ประเด็นที่เราต้องช่วยกันคิด โจทย์ใหญ่มากในทางภาษีอากรในทางระบบการคลังของ ประเทศ ทางเลือกที่พอเป็นไปได้ แล้วก็ต้องเรียนว่าในหลาย ๆ ประเทศเขาไม่ได้มีข้อจำกัด ในวิธีคิดเลย เขาบอกออกแบบได้นี่เป็นเรื่องของการบริหารจัดการราชการแผ่นดิน เรื่องการเงินการคลัง ผมยกตัวอย่าง แต่ผมก็ต้องย้ำว่าเป็นแค่ตัวอย่างแนวคิด ยังไม่ได้เป็น บทสรุป เช่นถ้าเราบอกว่าสัดส่วนรายได้ของท้องถิ่นต้องเพิ่มอีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ เราสามารถใช้มาตรการในฝั่งรายได้หรือมาตรการในฝั่งรายจ่ายได้ทั้งคู่ ในฝั่งรายได้ง่ายที่สุดถ้ารัฐบาลเห็นความจำเป็นตรงนี้ ส่วนที่เป็นรายได้ที่รัฐบาลจัดเก็บ และไม่เคยแบ่งคืนให้กับท้องถิ่นเลยในฐานะที่เป็นเจ้าของทรัพยากรมีภาษีอยู่ ๒ ประเภท ที่สำคัญ ๑. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษาอังกฤษเราเรียกว่าเพอร์ซันนัล อินคัม แท็กซ์ (Personal Income tax) ๒. ภาษีเงินได้นิติบุคคล คอร์เปอร์เรต อินคัม แท็กซ์ (Corporate Income tax) ทั้ง ๒ ยอดนี้ปีหนึ่งรัฐบาลจัดเก็บตัวเลขได้เท่าไร ตัวเลขกลม ๆ ที่ผมจำได้ ถ้าผิดพลาดขออภัย อยู่ที่ประมาณเกือบ ๆ ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒ ตัวนี้ ทำไมผมถึง ยกตัวอย่าง ๒ ตัวนี้ คำตอบก็คือถ้าท่านมองในแง่ของความเป็นธรรมทางภาษีอากร แหล่งกำเนิดภาษี ๒ ตัวนี้มาจากไหน คำตอบก็คือมาจากพื้นที่ท้องถิ่นทั้งนั้น คนไปทำงาน ในพื้นที่ บริษัท ห้างร้าน นิติบุคคลไปตั้งอยู่ในพื้นที่ แต่รัฐบาลเก็บภาษีเข้ามาส่วนกลาง ทั้งหมดในปัจจุบัน ไม่เคยแบ่งภาษี ๒ ตัวนี้กลับคืนไปให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเลย ผมก็ลองยกตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าเราใช้สูตรแบบ ๕๐ : ๕๐ ถ้ารัฐบาลยินดี แล้วก็คิดว่าเป็นธรรม กับเจ้าของทรัพยากรในพื้นที่แบ่งไปครึ่งหนึ่งมาแล้ว ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ไม่ได้ยาก ในการออกแบบ เดี๋ยวท่านก็จะถามอีกว่าเดี๋ยวรัฐบาลมีเงินไม่พอไปทำภารกิจเดี๋ยวผมเล่าต่อ มาตรการฝั่งรายจ่ายต้องทำไปควบคู่กัน ขาดอีกนิดหน่อยหลักหมื่นล้านถามว่าจากอะไร คำตอบง่ายที่สุดเลยวันนี้ภาษีมูลค่าเพิ่มเก็บร้อยละ ๗ โดยรัฐบาล แบ่งให้กับท้องถิ่นน้อยมาก ๑ ใน ๙.๗ จาก ๗ เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลก็ได้เป็นส่วนใหญ่ แล้วก็ท้องถิ่นได้ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐- ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีเท่านั้น แต่ก็หลักการเดียวกัน แล้วมันเป็นธรรมในทางภาษีไหม เพราะว่าการบริโภคไปก่อให้เกิดผลกระทบ เกิดขยะ เกิดโน่นเกิดนี่ในพื้นที่ท้องถิ่นท้องถิ่น ต้องดูแลจัดการ แต่รัฐบาลเอาภาษีตรงนี้เป็นส่วนใหญ่ ฉะนั้นผมคิดว่าถ้าเรา ปรับสัดส่วนตรงนี้ใหม่จาก ๗ เปอร์เซ็นต์แบ่งให้ท้องถิ่นไปสัก ๒ เปอร์เซ็นต์ ผมว่าตัวเลข ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ได้เป็นเรื่องไกลเกินเอื้อม สิ่งที่จำเป็นจะต้องทำคู่กันเพื่อให้เป้าหมาย ตรงนี้บรรลุก็คือต้องทำเรื่องมาตรการรายจ่ายไปด้วย พอเราเพิ่มรายได้ให้กับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นไปแล้วจะด้วยตัวแบบไหนก็ตามที่ผมพูดมาเป็นแค่ตุ๊กตา สิ่งที่จำเป็นจะต้อง ควบคู่กันก็คือรัฐบาลไม่ต้องกังวลว่าเงินน้อยลงแล้วเดี๋ยวจะทำงานลำบาก สิ่งที่เราควรจะต้อง ออกแบบไปคู่กันก็คือเรื่องรายจ่าย หรือพูดใหม่ก็คือเป็นเรื่องของอำนาจในการจัดบริการ สาธารณะของท้องถิ่น ผมคิดว่าวันนี้เหตุการณ์โควิด (COVID) หรือภัยพิบัติต่าง ๆ พิสูจน์แล้ว พอสมควรในตัวว่าการมอบให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นด่านหน้าในการรับมือภัยพิบัติ เป็นอะไรที่ท้าทายและได้ผลดีมาก ผมคิดว่าภารกิจทางด้านการรักษาพยาบาลปฐมภูมิ รพ.สต. หรืออาจจะไกลไปถึงขั้นที่เป็นทุติยภูมิสามารถผ่องถ่ายไปให้กับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นได้ภายใต้หลักคิดของการปกครองตนเองที่เรากำลังพูดกัน การศึกษาก็เป็นอีก ภารกิจหนึ่งที่คิดว่าวันนี้ระบบการศึกษาที่จัดการโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคุณภาพ ดีขึ้นเยอะมาก โรงเรียนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีผลการสอบดีกว่าโรงเรียนสังกัด กระทรวงศึกษาธิการในสัดส่วนที่เยอะกว่า ฉะนั้นถ้าเรายอมรับว่าประชาชนดูแลจัดการ หลักสูตรบริหารจัดการการศึกษา เขาดูแลลูกหลานของเขาเองได้อย่างดี ภารกิจ ๒ อย่างนี้ โรงเรียนขั้นพื้นฐาน การรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐานปฐมภูมิ หรืออาจจะไกลไปถึงทุติยภูมิ ผ่องถ่ายหรือถ่ายโอนไปให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้เรียบร้อย ๒ ส่วนนี้ผมเชื่อเลย นี่คือภาระงบประมาณประมาณรวม ๆ กันปีหนึ่ง ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่คือตัวเลขที่เรากำลัง พูดกัน ฉะนั้นถ้าโดยโครงสร้างนี้ไม่ไปกระทบความมั่นคง การส่งเสริมเศรษฐกิจ รัฐบาล อยากจะทำเรื่องนี้เป็นยุทธศาสตร์ชาติผมว่าไม่มีปัญหามันจัดแบ่งกันได้ อันนี้แหละที่ผมคิดว่า เป้าหมายแรกที่เราต้องการจะทำก็คือทำให้ภาคท้องถิ่นหรือภาคประชาชนรับผิดชอบ แล้วก็ ดูแลจัดการตนเอง แล้วก็น่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น ขออนุญาตใช้เวลาอีกสักเล็กน้อยนะครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษ พรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

คือผม คิดว่าเวลามีจำกัดนะครับ ควรจะใช้สำหรับการชี้แจงท่านสมาชิกที่อภิปรายไว้หลายข้อ🔗

นายวีระศักดิ์ เครือเทพ ผู้เสนอร่าง

ข้อต่อไปคือตอบข้อคำถามแล้วว่า ทำไมต้องไปถึงร่างรัฐธรรมนูญ ใช้กลไกปัจจุบันได้หรือไม่ ผมเรียนด้วยความเคารพ เรามีรัฐธรรมนูญเรื่องกระจายอำนาจ ปี ๒๕๔๐ ถือว่าเป็นปักหมุดหลักของประเทศไทย ก็ว่าได้ แล้วก็เป็นตัวที่นำมาซึ่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนขั้นตอนกระจายอำนาจ แต่ในทาง เทคนิคกฎหมายกราบเรียนด้วยความเคารพ พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอน กระจายอำนาจที่หลายท่านพูดกันว่าทำแค่นี้ก็พอ ทำให้เต็มตามกฎหมายกระจายอำนาจ ก็พอแล้ว ผมเรียนด้วยความเคารพเลยคือไม่พอ โครงสร้างกฎหมายของประเทศไทย ท่านคงทราบ พ.ร.บ. กำหนดแผนขั้นตอนกระจายอำนาจก็มีฐานะ ศักดิ์และสิทธิเท่ากับ พระราชบัญญัติอื่น ๆ ที่กำหนดอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการ พอกฎหมายขัดกันการตีความ ว่าอำนาจเป็นของท้องถิ่นดำเนินการได้โดยทั่วไป มันไปต่อไม่ได้ ประสบการณ์ ๒๕ ปี ของประเทศไทยผมว่ามันพิสูจน์พอสมควรแล้ว นอกจากระดับพระราชบัญญัติในขั้น ของกฎหมายลูก หรือที่เราเรียกว่ากฎหมายของฝ่ายบริหารก็เป็นอุปสรรคอีกอันหนึ่งที่สำคัญ ที่ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำอำนาจหน้าที่ไม่ได้ แม้ว่าจะมี พ.ร.บ. กำหนดแผนและ ขั้นตอนกระจายอำนาจไว้แล้ว อันนี้แหละผมคิดว่ามันต้องการภาพที่ใหญ่ขึ้น หรือลำดับชั้น ของกฎหมายที่สูงขึ้นเพื่อวางรากฐานในเรื่องนี้ให้ชัดเจน แล้วแน่นอนท่านอาจจะกังวลว่า อย่างนี้กฎหมายอื่น ๆ มันจะขัดหรือแย้งอะไรไหม เมื่อเราวางรากฐานรัฐธรรมนูญแล้ว โดยกระบวนการทางกฎหมาย กฎหมายไหนขัดหรือแย้งก็ต้องไปปรับปรุงไปแก้ไขกัน ต่อไปหลังจากนั้น นอกจากนี้ทำไมรัฐธรรมนูญที่เรากำลังพูดถึงถึงสำคัญ ผมคงสรุปสั้น ๆ ประมาณนี้ ถ้าเราลองมองย้อนภาพไปเป็น ๓ ช่วงเวลา ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๖๐ หลายท่าน พูดตรงกันที่ผมได้ฟังจากท่านสมาชิกเมื่อสักครู่ก็คือ ปี ๒๕๔๐ วางรากฐานของการกระจาย อำนาจไว้หนักแน่นแล้ว เข้มแข็งแล้ว ใช่ครับ นั่นคือจะเรียกว่ายุคทองของการกระจายอำนาจ ของไทยก็ว่าได้ แต่มันกินเวลาสั้น ๆ สัก ๗-๘ ปีเท่านั้นเอง การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ปี ๒๕๔๙ ทุกท่านคงทราบดี มีการวางรากฐานใหม่ ตรารัฐธรรมนูญใหม่ฉบับปี ๒๕๕๐🔗

(นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานครับ ประท้วง ข้อ ๕ ประท้วงท่านประธานครับ ให้เวลาผู้ชี้แจง ๑๕ นาที นี่เกินมา ๓ นาทีแล้ว เดี๋ยวถ้าต่อไปผมอภิปรายผมขอเกินบ้างอย่าว่ากันนะ🔗

(นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ผมขอประท้วงผู้ประท้วงครับท่านประธาน ประท้วงข้อบังคับข้ออะไรครับ🔗

นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

หูมีไปแคะหูบ้าง ประท้วง ข้อ ๕ ประท้วงท่านประธานในการประชุม🔗

นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ผมขอประท้วงครับท่านประธาน เสียดสีครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอให้ผม ได้ชี้แจงนะครับ คือตอนนี้ทางผู้ชี้แจงผมได้เตือนแล้วว่ามีการจำกัดเวลา ฉะนั้นใช้สิทธิไป ก็จะหมดเวลาที่ตกลงกันไว้ ซึ่งการตกลงก็ยังไม่ได้ยุติ เช่นเดียวกันครับ ท่านสมาชิกที่เรา ขึ้นชื่อไว้ ๗ นาที แต่ละท่านผมบันทึกไว้หมดไม่มีปัญหาอะไร ให้ท่านพูดเต็มที่ บวก ๑ บวก ๒ บวก ๓ บางท่านตรงไม่มีบวกเลย ดังนั้นผมใช้การประเมินของผม และท่านสมาชิก ก็ใช้การประเมินของท่านว่าท่านใดพูดดีไม่ดี เกินเลยไปหรือเปล่า ท่านก็วินิจฉัยแล้วก็ลงมติ ได้ถูกต้อง หรือว่าถ้าท่านทนไม่ไหวถึงขนาดนั้นก็อาจจะประท้วงว่าพูดซ้ำซากอะไรอย่างนี้ก็ได้ ตกลงนะครับ ท่านกิตติศักดิ์ไม่ต้องเสนอแล้ว เดี๋ยวก็ถึงคิวท่านแล้ว ไม่ต้องมาโต้เถียงกันดีกว่า ผมใช้บันทึกเอาว่าใครพูดเท่าไร เวลาเท่าไร นี่ผมใช้เวลาอีกแล้ว ขอบคุณครับ🔗

นายวีระศักดิ์ เครือเทพ ผู้เสนอร่าง

ขอบคุณท่านประธานครับ ผมกำลัง ตอบชี้แจงโดยใช้ข้อมูล ๒ ประเด็นสั้น ๆ สุดท้ายแล้วครับ ที่กำลังจะบอกว่าทำไมต้องแก้ รัฐธรรมนูญ เพราะว่าเป็นประเด็นที่มีการซักถามเยอะ ซึ่งผมก็เล่าว่าปี ๒๕๔๐ มันวาง รากฐานมาดีแล้ว เราเห็นการเปลี่ยนแปลงเยอะ แต่พอปี ๒๕๕๐ ถ้าท่านได้ดูเนื้อหาสาระสำคัญ ท่านอ่านทั้งฉบับ ท่านอย่าดูแค่โครงสร้าง หมวดว่าด้วยการปกครองท้องถิ่น มันมีหมวดที่ว่าด้วยการบริหารงานจังหวัดกับกลุ่มจังหวัด เกิดขึ้นในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ทำให้ดุลอำนาจของท้องถิ่นกับภูมิภาคเปลี่ยนไปเยอะ แล้วผมเชื่อว่าตรงนั้นแหละคือหมุดหมายอันหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้ข้อจำกัดของการดำเนินงาน หรือความเป็นอิสระของท้องถิ่นมันน้อยลงไปมาก ฉบับปี ๒๕๖๐ หลายท่านก็คงเห็นแล้วว่า มันเริ่มอ่อนลง เริ่มอ่อนลงเรื่องท้องถิ่น ฉะนั้นที่ผมพูดประเด็นนี้โดยสรุปก็คือว่าถ้าเรา ไม่แสดงเจตนารมณ์ให้ชัด รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดใช่ไหมครับ รัฐบาลที่เข้ามาบริหาร ประเทศก็จะไม่เดินหน้าขับเคลื่อนเจตนารมณ์ที่เขียนไว้ และประวัติศาสตร์ในช่วงแต่ละช่วง ๑๐ ปี ๑๐ ปี ๑๐ ปี ผมว่ามันเห็นภาพชัด ฉะนั้นนี่คือเหตุผลที่ตอบในตัวว่าทำไมเราถึงต้อง วางรากฐานในรัฐธรรมนูญให้เข้มข้นขึ้น เราหวังว่ารัฐบาลในอนาคตซึ่งจะเป็นพรรคใดก็ตาม จะนำพาซึ่งนโยบายนี้ไปปฏิบัติในประเด็นนี้ สุดท้ายครับ หลายท่านกังวล ผมก็คงต้องทำ หน้าที่ชี้แจง ท่านกังวลว่ากระจายอำนาจไปแล้วภาคประชาชน ภาคองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นพร้อมหรือไม่ ประเด็นเรื่องทุจริตผมไม่พูดซ้ำเพราะมีท่านสมาชิกอภิปรายไปแล้ว แต่ผมอยากจะให้ดูสไลด์ (Slide) หน้าต่อไปอีกสักเล็กน้อยนิดเดียว ท่านกังวลว่าท้องถิ่นดูแล ประชาชนไม่ได้เดี๋ยวจะทุจริตคดโกงกันมากขึ้นกังวลว่าจะเสียวินัย ผมให้ข้อมูล ณ วันนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศก่อหนี้รวมกันมูลค่า ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ข้อมูล จากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ แต่เหลือค้างจริง ๆ หรือที่เราเรียกว่าเอาต์สแตนดิง เด็บต์ (Outstanding debt) หนี้ที่ค้างจริง ๆ ๙,๐๐๐ กว่าล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเท่าไรของจีดีพี (GDP) ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ฉะนั้นไม่น่าจะเป็นข้อกังวล ต่อมาว่าท้องถิ่น พร้อมหรือไม่ในการดูแลประชาชน งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่สำนักงานคณะกรรมการกระจาย อำนาจทำขึ้นมาเมื่อปี ๒๕๕๗ เหมือนกัน พูดเอาไว้ชัดว่ามีกระจายอำนาจไปแล้ว องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นไปดูแลประชาชน ขออนุญาตสไลด์ (Slide) ก่อนหน้านี้นิดเดียวครับ แล้วผมคงจะจบการอภิปรายนะครับเพื่อให้กระชับที่สุด อันนี้คือผลสำรวจกลุ่มประชาชน ภาคครัวเรือนอย่างเป็นระบบขนาดใหญ่พอสมควร ที่ถามมุมมองของภาคประชาชนว่า ท้องถิ่นจัดบริการให้กับเขานี่เป็นที่พึ่งได้ไหม ดูแลได้หรือไม่ พอใจกับบริการที่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นจัดให้หรือไม่ คำตอบตอบตรงกันว่าท้องถิ่นสามารถจัดบริการได้ดีพอสมควรเลย มีความพึงพอใจระดับดี ดีมาก สูง ๖๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ในบริการหลาย ๆ ประเภทของท้องถิ่น โครงสร้างพื้นฐานดีขึ้นเยอะมาก หลายท่านที่อยู่ในพื้นที่น่าจะทราบดี แต่ทำไมท่านอาจจะ ถามต่อว่าก็ดีอยู่แล้วก็จบแค่นี้ได้ไหม เราก็จะบอกว่าอย่างนี้ครับ นี่คือผลงานของท้องถิ่น ในช่วง ๑๕ ปีที่ผ่านมาที่ต้องทำงานภายใต้เงื่อนไขข้อจำกัดเยอะมาก ยังทำงานให้ประชาชน พึงพอใจได้เฉลี่ยร้อยละ ๖๐ ฉะนั้นเรามองต่อไปในอนาคตว่าถ้าเราให้อิสระกับท้องถิ่น เยอะขึ้นมากกว่านี้ ทั้งอำนาจ เงิน บุคลากร การตัดสินใจกรอบกฎหมายต่าง ๆ ผมว่า ประชาชนจะพึงพอใจกับท้องถิ่นเยอะขึ้น และนี่แหละผมว่าคือหลักฐานที่พิสูจน์ในตัวว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความพร้อม เราน่าจะสนับสนุนให้ท้องถิ่นมีอำนาจอิสระในการ จัดการตนเองได้มากขึ้นกว่านี้นะครับ กราบขอบพระคุณท่านประธาน แล้วก็ที่ประชุมครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไปเป็น การอภิปรายของท่านสมาชิกชุดต่อไปนะครับ ท่านพัฒนา สัพโส ท่านนพดล แก้วสุพัฒน์ แล้วก็ตามด้วยท่านกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ที่ผมใส่เวลา ๗ นาที ไว้เป็นมาตรฐานกลางนะครับ ท่านอภิปรายไปผมก็ไม่ได้หยุด แต่จะมีการขึ้นสัญญาณว่าของใครบวกเท่าไร แล้วค่อยมา ประเมินทีหลังครับ เชิญท่านพัฒนา สัพโส ครับ🔗

นายพัฒนา สัพโส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สกลนคร

ท่านประธาน รัฐสภา ผม พัฒนา สัพโส สมาชิกรัฐสภา พรรคเพื่อไทย จังหวัดสกลนคร ก่อนอื่นต้องขอ อนุญาตท่านประธานแจ้งข่าวนิดหนึ่งว่าศาลรัฐธรรมนูญมีมติ ๗ : ๒ ให้ พ.ร.บ. ประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ผมก็ดีใจจะได้มีการเลือกตั้ง ก็แจ้งข่าวสมาชิกนะครับ ผมเองผมสนับสนุนผู้เสนอร่างแก้ไขที่หลาย ๆ ท่านก็บอกว่าปลดล็อกท้องถิ่น ผมเองในฐานะที่เป็นกรรมาธิการสามัญท้องถิ่น ก็คร่ำหวอดอยู่กับท้องถิ่นพอสมควร มีสมาชิกรัฐสภาหลาย ๆ ท่านที่ลุกขึ้นอภิปรายแล้วก็มีความเป็นห่วงเป็นใยว่าทำไมจะต้อง แก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำไมไม่แก้ไข พ.ร.บ. หรือกฎกระทรวงก็เพียงพอในการที่จะแก้ปัญหา แต่ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังสมาชิกรัฐสภาที่ได้อภิปรายในเรื่องนี้บอกว่า พ.ร.บ. สามารถแก้ปัญหาได้ แท้ที่จริงแล้วมันแก้ปัญหาไม่ได้ ถ้าแก้ปัญหาผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชน กับผู้เสนอร่างเขาไม่ทำเข้ามาหรอก ผมจะยกตัวอย่างให้ท่านประธานกับเพื่อนสมาชิกได้เห็น ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันแม้แต่มี พ.ร.บ. จะเป็นกี่ฉบับที่เกี่ยวข้อง จะเป็นกฎกระทรวง กี่ฉบับที่เกี่ยวข้องมันก็แก้ปัญหาไม่ได้ ยกตัวอย่างเรื่องที่หลาย ๆ ท่านเมื่อสักครู่ที่ผู้เสนอร่าง มีสไลด์ (Slide) อันหนึ่งที่บอก ๒๙ จุดกว่าเปอร์เซ็นต์ ท่านประธานเห็นไหมว่า ๗-๘ ปีมาแล้ว ก็ ๒๙ เปอร์เซ็นต์อยู่ตรงนั้นแหละ งบประมาณโดยเฉลี่ยประมาณ ๒.๕ ล้านตั้งไว้ เงินอุดหนุน เฉพาะกิจก็อยู่ที่ ๒๙ เปอร์เซ็นต์ แต่ ๒๙ เปอร์เซ็นต์ตรงนั้นท่านต้องเข้าใจว่ามันเป็น เงินอุดหนุนทั่วไปเสียส่วนมากที่มันเพิ่มขึ้น แต่เงินอุดหนุนเฉพาะกิจมันไม่ได้ เงินอุดหนุน เฉพาะกิจคืออะไร คืองบลงทุน มีแต่ต่ำลง บางปีต่ำลงโดยเฉลี่ยแล้วก็คือเพิ่มขึ้นนิดหน่อย มาตรฐานรัฐบาล ๗-๘ ปีมานี้ท่านไปดูเงินอุดหนุนเฉพาะกิจได้เลย ตรงนั้นล่ะบ่งบอกว่ามันเกิด จากรัฐบาล รัฐบาลด้อยซึ่งศักยภาพในการบริหารเรื่องภาษี ทำให้ไม่ให้ความสำคัญกับท้องถิ่น ในเม็ดเงินงบประมาณ ผมจึงสนับสนุนร่างของผู้ที่เสนอร่าง ต้องแก้ปัญหาด้วยการ แก้รัฐธรรมนูญ แก้รัฐธรรมนูญมันจะไปเพิ่มประสิทธิภาพและความศักดิ์สิทธิ์ของ พ.ร.บ. ทำไมผมต้องพูดอย่างนั้น ผมไม่เชื่อ พ.ร.บ. วันนี้ครับ ถ้าแก้ปัญหาได้เขาคงไม่เสนอร่างนี้ เข้ามา พ.ร.บ. กระจายอำนาจต่าง ๆ ทำมากี่ปีแล้ว นายกรัฐมนตรีมีอำนาจล้นฟ้ายังทำ ไม่ได้เลย ที่ทำไม่ได้เพราะไม่ให้ความสำคัญกับท้องถิ่นอย่างไรครับ ตรงนี้ผมว่าเดินมา ถูกทางแล้ว เพื่อนสมาชิกรัฐสภาเราเดินมาถูกทาง ผมต้องการให้ท่านวันนี้เสียงส่วนใหญ่ ก็ให้ความสำคัญท้องถิ่นเดี๋ยวก็ได้เห็น ผมเชื่ออยู่อย่างว่าร่างนี้เข้ามาเหลือระยะเวลาไม่กี่เดือน สภาของเราอาจจะทำไม่ทัน แต่ความตั้งใจตรงนี้ผมต้องขอบคุณผู้เสนอร่าง ขอบคุณ ประชาชน ผมเองเรื่องนี้เราพยายามมาพอสมควร แต่ว่าอย่างน้อยมีผู้เสนอร่างที่เป็นของ พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วม ผมขอบคุณนะครับ ขอบคุณแทนสภาด้วยก็แล้วกัน สิ่งที่ผมอยาก กราบเรียนท่านประธานว่าปัญหาในเรื่องงบประมาณมีปัญหาหลักเลย ผมอยากกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังสมาชิกรัฐสภาว่ายกตัวอย่างเรื่องงบประมาณ ท้องถิ่นทำคำขอ งบประมาณมาที่ส่วนกลางตามลำดับเขาแล้วครับ ผ่านอำเภอ ผ่านจังหวัดท้องถิ่นจังหวัด เสนอผู้ว่า ผู้ว่าเสนอเข้ากรมต้องลงในระบบโซลา (SOLA) ด้วยอีเมล์ (e-Mail) ของกรม ถ้าไม่ลงก็ไม่ได้ จังหวัดให้ระยะเวลาเขาไม่ถึง ๓๐ วัน แผนก็ไม่มี ทำก็ไม่ทัน เร่งด่วนก็ไม่ได้ ตรงนี้อำนาจทั้งประเทศอยู่ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเท่านั้นเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ ไม่ใช่เงินอุดหนุนทั่วไป เงินอุดหนุนทั่วไปที่ได้เยอะ ๆ เพราะว่ารัฐต้องจัดสรรให้โดยอัตโนมัติ แต่ท่านเอามาเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์สัดส่วน แต่งบลงทุนนิดเดียวเอง กรมส่งเสริมการปกครอง ท้องถิ่นจากไหน จากส่วนกลาง จากส่วนกลางเป็นคนนั่งอยู่บนโต๊ะ ทั่วประเทศมารวมกัน ก็ขีด ๆ จะให้ อปท. นี้ เทศบาลนี้เท่าไร หนำซ้ำ พ.ร.บ. ท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านที่เป็นห่วง ในกระจายอำนาจบอกว่าจะต้องไปขอตรงกับสำนักงบประมาณ ท่านดูสิศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ ปีนี้เทศบาลบอกว่าจะไปขอตรงสำนักงบประมาณก็ไม่ได้ไป ก็กลับไปขอกรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่นอีก แล้วมันศักดิ์สิทธิ์ตรงไหน พ.ร.บ. มันจะต้องแก้ไข เพราะฉะนั้น ท่านเดินมาถูกทาง ผมถึงบอกว่าท่านต้องรับฟังด้วย สมาชิกหลาย ๆ ท่านที่เห็นแย้งบอกว่าใช้ พ.ร.บ. มันเกิดปัญหา ปีนี้เขาบอกว่าต้องไปขอตรง สำนักงบประมาณ ก็ขอกรมส่งเสริมอีก ถึง ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมานี่เทศบาลยังไม่รู้เลยว่าจะต้อง ทำคำของบประมาณจากสำนักงบประมาณหรือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มันเกิดขึ้น ได้อย่างไรบ้านนี้เมืองนี้ นี่มันต้องแก้ไข ผมต้องขอบคุณจริง ๆ เลย จริง ๆ มีหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบุคลากร บริหารงานบุคคล ซึ่งคำสั่ง คสช. ๘/๖๐ นี่ก็เละเทะไปหมด มั่วเขาไปหมด กองกลางดำเนินการอยู่ทุกวันนี้สอบเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นฉาวโฉ่ทั่วบ้านทั่วเมือง ท่านอนุพงษ์ นายกนั่งอะไรอยู่ นั่นแหละคือปัญหาครับ ถ้าแก้เรื่องนี้ต้องแก้ให้หมดเลย ทั้งงบประมาณ บุคลากร กฎ ระเบียบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกฎกระทรวงบางครั้งมั่วกันไปหมด กฎกระทรวงใหญ่กว่าพ.ร.บ. อีกก็มี ผมเห็นแล้วมันต้องเดินแบบนี้ละครับ ก็เวลามันน้อยครับ เห็นถกเถียงกันเรื่องเวลาอยู่ ผมเองเป็นคนมีมารยาท กราบขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบพระคุณ อย่างมากครับ แจ้งผลแล้วก็ตรงเวลานะครับ ต่อไปท่านนพดล แก้วสุพัฒน์ ครับ🔗

นายนพดล แก้วสุพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นพดล แก้วสุพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท จังหวัดนนทบุรี ขออภิปรายร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไข เพิ่มเติมเรื่องของการปกครองส่วนท้องถิ่น ก่อนอื่นเรามองถึงภาพของการบริการสาธารณะ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ชาวบ้านได้รับที่เป็นประโยชน์ได้อย่างทั่วถึง รวดเร็ว เป็นธรรมและถูกต้อง ลดความเหลื่อมล้ำในพื้นที่ได้ส่วนหนึ่ง แล้วก็มาปรับเข้ากับการบริการ ของส่วนภูมิภาคที่มีพื้นที่ทับซ้อนรวมกันในทั้งอำนาจหน้าที่หรือปัจจุบันในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ จะไปเขียนใน พ.ร.บ. แผนเรื่องหน้าที่และอำนาจ นั่นก็คือประเด็นหนึ่งที่จะบังคับ อย่างไรให้ประโยชน์ไปถึงมือประชาชนตามเจตนารมณ์ของการกระจายอำนาจที่ประชาชน จะเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหาร เพื่อประโยชน์ของพี่น้องของตัวเอง ในส่วนของภารกิจ คืองานที่ซ้ำซ้อนกันแทบทุกกระทรวง ทบวง กรมกับกฎหมายขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น คือกฎหมายจัดตั้งที่ให้อำนาจท้องถิ่นมีอำนาจหน้าที่ในภารกิจที่คล้าย ๆ กัน และยังมีกฎหมาย พ.ร.บ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจที่ถ่ายโอนภารกิจ ในแต่ละกระทรวงที่น่าจะให้ท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินการแทน นอกนั้นปัจจุบันยังมีกฎหมาย ทุกส่วนราชการที่กำหนดให้ท้องถิ่นเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายนั้น ๆ ซึ่งมีหน้าที่ แต่ไม่ได้มี อำนาจชัดเจน หรือไม่มีระเบียบในการที่จะไปบังคับใช้ การจะบริหารงานในพื้นที่ที่ทับซ้อน ของส่วนราชการท้องถิ่นต้องขออนุมัติขออนุญาตซึ่งก็คงจะแล้วแต่ดุลยพินิจของแต่ละ กระทรวง แต่ท้องถิ่นมีปัญหากับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ในการจัดการบริการสาธารณะ ในพื้นที่ที่จะต้องทำก่อน เช่น ไม่ว่าจะเรื่องภัยพิบัติน้ำท่วมท้องถิ่น ผมคิดว่าเข้าถึงได้รวดเร็ว เช่น น้ำท่วม หรือไฟไหม้ ภัยพิบัติ ลมพายุ เช้าขึ้นมาสามารถที่จะตอบสนองจากข้อมูล ที่ได้รับแล้วสามารถแก้ไขได้เลย ส่วนภูมิภาคเองอาจจะต้องมีขั้นตอนในระเบียบพวกนั้น จำนวนมาก นั่นก็คือประเด็นที่จะทำอย่างไรให้มีการร่วมกันทำประโยชน์ให้กับประชาชน ได้เข้าถึงและเป็นที่พอใจของพี่น้องประชาชน ในเรื่องของส่วนงบประมาณ เมื่อสักครู่เราพูด ถึงเรื่องภารกิจในส่วนของงบประมาณ ผมคิดว่าภารกิจของท้องถิ่นที่ซ้ำซ้อนกันรายได้ของ ท้องถิ่นที่ได้รับการจัดสรรไม่ว่าจะจัดเก็บเอง เก็บให้ แบ่งให้และอุดหนุนยังไม่ค่อยสอดคล้อง กับภารกิจที่มอบให้ไปทำ ถึงแม้ว่าจะมีหน่วยงานราชการทำด้วยกัน แต่ว่าถ้าไม่ได้รวมกัน หรือบูรณาการเราพูดถึงกฎหมายที่เขียนถึงเรื่องของสหการ แต่ว่าความเป็นจริงแล้วไม่มี ระเบียบอะไรที่จะชัดเจน แม้ว่ากฎหมายกระจายอำนาจจะเขียนไว้ แต่ก็ยังไม่ได้ปฏิบัติชัดเจน หลาย ๆ อย่างท้องถิ่นเองถ้าทำอย่างหนึ่งไม่ได้ ๒ ท้องถิ่น ก็สามารถที่จะทำได้หรือ ๓-๔ ท้องถิ่นรวมกับ อบต. รวมกับเทศบาล มารวมกับ อบจ. หรือแม้แต่ขนาดใหญ่ที่สุดสามารถรวมกับ กทม. นั่นคือภารกิจของท้องถิ่น ซึ่งผมคิดว่าทำได้ มากกว่าหรือเท่าเทียมกันกับภูมิภาค ถ้าพูดถึงเรื่องงบประมาณท้องถิ่นมีรายได้องค์กรเดียว แต่ยังไม่ได้ลงย่อยก็ประมาณร่วม ๘๐๐,๐๐๐ ส่วนราชการทั้งประเทศทุกกระทรวงผมคิดว่า มีไม่ถึงในภารกิจของท้องถิ่นที่ทำ อีกส่วนหนึ่งในเรื่องของงบประมาณอยากจะพูดถึงว่ารายได้ ของท้องถิ่นที่ไม่พอกับบริหารงานของประเทศที่ไม่ได้จัดสรรให้ไปท้องถิ่น จากที่เราพิจารณา งบประมาณเราได้จากภาษี ๒.๔ ล้านล้านบาท กู้อีก ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่คือรายได้ ที่สภาเราและอนุมัติงบประมาณใช้ทั้งแผ่นดิน ทุกส่วนราชการและองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น อีกส่วนหนึ่งที่อยู่ในส่วนราชการที่เป็นเงินนอกงบประมาณปี ๒๕๖๖ ตามรายงานอีก ๑.๙ ล้านล้านบาท อยู่ในส่วนราชการที่มีกฎหมายให้ส่วนราชการนั้น กำหนดให้ตั้งคณะกรรมการมาออกระเบียบ แล้วก็ไปใช้ในส่วนของราชการนั้น มิได้ใช้ เพื่อประโยชน์ของประชาชน ตรงนี้ที่ผมยังติดใจและคิดว่าเป็นเรื่องประเด็นสำคัญ ถ้ามีกฎหมายให้แล้วก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปจัดสรรรายได้ตรงนั้นให้กับส่วนราชการที่มีเงินอยู่ แล้วเอาส่วนรายได้ที่เป็นภาษีตรงนั้นเอามาให้กับท้องถิ่น ผมคิดว่าตรง ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ไม่ใช่ว่าน้อย ซึ่งท้องถิ่นเองถ้าเอามาแล้วส่วนราชการคือเราไปบังคับไม่ให้เขามีก็ต้องแก้ กฎหมายทั้งประเทศ แต่ถ้าเรามีระเบียบว่าไม่จัดสรรในส่วนของราชการที่มีเงินอยู่แล้ว เช่นรายจ่ายประจำต่าง ๆ ก็ใช้เงินของตัวเอง นี่คือรายงานของกระทรวงการคลังที่ตอบมา ส่วนเรื่องบุคลากรผมคิดว่าท้องถิ่นเองหรือส่วนราชการเองกำลังมีปัญหาอยู่ ปีนี้มีรายได้ ที่จัดเก็บ แล้วส่วนเกินไปเป็นรายจ่ายประจำที่เกินอยู่ประมาณ ๗๐,๐๐๐ ผมคิดว่าปี ๒๕๖๗ เผลอ ๆ รัฐบาลต้องกู้มาจ่ายเงินในส่วนของรายจ่ายประจำตรงนี้ ถ้าไม่ลดหรือหาวิธีการ อย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างเช่นท้องถิ่นเองก็มีปัญหา ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แต่มีโครงสร้างของ ข้าราชการหรือพนักงานท้องถิ่นที่ใช้ใน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ กับจำนวนที่จะต้องจ่ายเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ไม่พอ แล้วเกินความจำเป็นของบุคลากรตรงนั้น ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้ก็จะเป็นส่วนหนึ่ง ในเรื่องของกฎหมายผมคิดว่าเราติดระเบียบเรื่องกฎหมายที่ท้องถิ่นไม่สามารถไปใช้พื้นที่อื่น หรือร่วมทำงานจัดบริการสาธารณะในพื้นที่เพื่อประโยชน์ประชาชน เพราะว่าเป็นพื้นที่ของ ส่วนราชการอื่น แล้วก็ต้องให้อธิบดีแต่ละส่วนนั้นเป็นคนอนุญาตอนุมัติ ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่า มันไม่ได้เป็นประโยชน์กับประชาชน หรือขั้นตอนมันยาวนานไป การที่ประชาชนจะเข้ามา มีส่วนร่วม ผมคิดว่าโอกาสการทำแผนพัฒนาท้องถิ่นจังหวัดกับการทำแผนพัฒนาจังหวัด คนละเรื่องกัน แผนพัฒนาจังหวัดคือแผนของส่วนราชการ แต่ส่วนแผนพัฒนาท้องถิ่นจังหวัด คือส่วนที่ประชาชนข้างล่างจะได้รับ ตรงนี้ก็อยากจะให้มีกฎหมายที่จะบังคับใช้ แต่ที่ความ เป็นห่วงก็คือถ้าบูรณาการกันได้ประโยชน์ที่ผมพูดคือถ้าเบื้องต้นเราตามเรื่องงบประมาณ อย่างเดียวผมคิดว่ามันจะใช้ประโยชน์ และไม่จำเป็นที่จะบอกว่า ๓๕ เปอร์เซ็นต์ซึ่งถูกยกเลิก ไปในปี ๒๕๔๙ ปี ๒๕๕๐ ไปแล้ว เพราะตอนนี้ใช้กฎหมาย พ.ร.บ. แผนที่มีรายได้ไม่น้อยกว่า ๒๕ เปอร์เซ็นต์ซึ่งไม่ได้ขัดอะไรกัน ถ้าจะเอาส่วนราชการทั้งหมดลงมาแล้วมานับรายได้ รายรับกันจริง ๆ มันก็เกิน ทั่วไปต่างประเทศผมคิดว่าเขาจัดสรรให้กับท้องถิ่น ๖๐ รัฐบาล ส่วนกลางมี ๔๐ แต่ว่าการบริหารรายจ่ายประจำของส่วนภูมิภาคหรือส่วนกลางก็จะต้อง ลงไปช่วยท้องถิ่นด้วย ผมคิดว่าอันนี้จะเป็นประโยชน์ ก็อยากจะฝากทางคณะกรรมาธิการ และพี่น้องสมาชิกรัฐสภาช่วยกันพิจารณาถึงเหตุผลความจำเป็นและประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น กับการแก้ไขตรงนี้ ขอบคุณมากครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ท่านนพดลครับ ต่อไปเชิญท่านกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ🔗

นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเองได้รับเชิญไปดูงานปกครองท้องถิ่นที่ประเทศญี่ปุ่นได้ทราบว่า ประเทศญี่ปุ่นใช้เวลาเป็นร้อยกว่าปีถึงจะลงตัว ถึงจะสามารถที่กระจายอำนาจได้อย่าง ปัจจุบันนี้ แต่วันนี้ได้รับเอกสารจากคณะก้าวหน้าประกอบการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ในเรื่องปกครองท้องถิ่น เอกสารสวย หนังสือน่าสนใจ แต่สวยอย่างเดียว ไม่ใช่ว่าจะไว้ใจ ได้ก๋า ตรงนี้ดูทั้งหมดแล้ว เรียนท่านประธานว่าเป็นการแก้รัฐธรรมนูญในหมวดท้องถิ่น เป็นต้นไม้พิษ เป็นผลไม้พิษ เดี๋ยวเป็นพิษอย่างไรเอาเอกสารนี้ที่ได้รับแจกมาให้ดูว่ามันมีพิษ ซ่อนอะไรไว้บ้าง อย่างนี้เป็นต้น อยู่ในการเมืองมานานพอสมควรนายกิตติศักดิ์ก็เพิ่งจะรู้ว่า ผู้ชี้แจงคือธนาธรบอกว่าถ้าผ่านร่างการแก้รัฐธรรมนูญที่คณะก้าวหน้าและพวกเสนอมา ธนาธรบอกว่าผมไม่ได้อะไรเลย และยังอ้อนอีกว่าเป็นความรู้ที่น่าจะเป็นความรู้ครั้งแรก ธนาธรยังพูดอีกว่าน้ำประปาสีขุ่นเป็นชา จึงต้องแก้รัฐธรรมนูญ เอาละ มาดูกันสิว่าการแก้ รัฐธรรมนูญท้องถิ่นนี้มีพิษอย่างที่ผมว่าอย่างไรบ้าง มาดูครับ เขาบอกว่าผู้บริหารท้องถิ่น ถ้าแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านไปมาจากการเลือกตั้ง ทุกวันนี้ก็เลือกตั้งอยู่แล้ว แต่ลงท้าย บอกว่าราชการส่วนใหญ่สังกัดท้องถิ่น ตรงนี้แหละสนุกสนานแล้วท่านประธานครับ ต่อไป ท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นเทศบาล อบต. ต่าง ๆ จะเต็มไปด้วยเจ้าพ่อเจ้าแม่ พ่อค้ายา เข้าไปยึด ท้องที่ท้องถิ่นทั่วประเทศ ที่สำคัญถ้าหากว่าการแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านไป นักการเมือง จะเข้าไปยึดท้องถิ่นเหล่านี้ แล้วอย่างไรครับ เมื่อทั้งเจ้าพ่อเจ้าแม่ พ่อค้ายา พ่อค้าบ่อน เจ้าของบ่อน นักการเมือง ยึดท้องถิ่นเหล่านี้ ส่วนกลางทำอะไรไม่ได้ แล้วอย่างไรครับ รัฐบาลไหนมาบริหารประเทศไม่ได้ เพราะว่าท้องถิ่นต่าง ๆ เหล่านี้แก้จากร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ครอบครองหมด มีอำนาจทั้งประเทศรัฐบาลไหนมาก็เป็นรัฐบาลเป็ดง่อยบริหาร ประเทศไม่ได้ การกระจายอำนาจผมเห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ กฎหมายกระจายอำนาจ ก็มีแล้ว ไปดูไปทำตรงนั้นตามกฎหมาย แต่ไม่ใช่มาแก้รัฐธรรมนูญตามใจแบบว่ากินอิ่ม นอนหลับ ตื่นขึ้นมานึกอยากจะเขียนนึกอยากจะแก้อะไรก็แก้ ประชาชนเขาจะเดือดร้อน ก็มีอย่างนี้ละครับ มีนักการเมืองแก่ ๆ พอที่จะรู้ทันจึงต้องเป็นปากเป็นเสียงให้กับพี่น้อง ประชาชน มาดูนะครับ ๕๐ เอามาจากไหนละครับ ในเมื่อท้องถิ่น ยึดอำนาจหมดแล้ว รัฐบาลเป็ดง่อยแล้วจะเก็บภาษีจากไหน จะเอาภาษีจากไหนมาให้ ๕๐ : ๕๐ ตรงนี้เดี๋ยวดูเวลาโดยมารยาทเอาสุดท้ายเลยเพราะว่าเวลาจำกัด สุดท้ายเลยนี่คือ ต้นไม้พิษ ผลไม้พิษที่ผมบอก ข้อสุดท้ายบอกว่าภายใน ๕ ปี คณะรัฐมนตรีต้องจัดให้มีการ เลือกตั้งประชามติ ยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค สนุกไหมครับ ต่อไปผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ต้องถือกระเช้าเดินกุมเป้าเอากระเช้าไปให้นายก อบต. นายกเทศมนตรีอย่างนี้ ใช่ไหมครับ เพราะว่าจะยกเลิกอำนาจส่วนภูมิภาค นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด อธิบดี ปลัด ไม่ต้องมีแล้วครับ เพราะฉะนั้นผมถึงบอกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นต้นไม้พิษ ผลไม้พิษ และสุดท้ายมีประชาชนฝากถามผมมาให้ถามท่านประธานว่าที่ให้ผู้ชี้แจงเสนอ ร่างรัฐธรรมนูญมานั้น ซึ่งถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินตัดสิทธิการเมือง ๑๐ ปีและถูกดำเนินคดี มาตรา ๑๑๒ ทำไมเข้าสภาได้อย่างหน้าตาเฉย ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไป เป็นชุดต่อไปนะครับ ท่านประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ พรรคเพื่อไทย ตามด้วยท่านสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง พรรคภูมิใจไทย และท่านคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว. เชิญท่านประเดิมชัยครับ🔗

นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตท่านประธานในการที่จะได้แสดง ความคิดเห็นต่อการเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่ได้เข้าชื่อถึง ๗๐,๐๐๐ กว่าชื่อ ที่ให้รัฐสภาแห่งนี้ได้ร่วมกันพิจารณา ผมได้นั่งฟังการอภิปรายของท่านสมาชิกรัฐสภา ซึ่งมีมุมมองที่แตกต่างกันออกไป ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศที่ได้ติดตามฟัง คงจะได้ใช้ดุลยพินิจในการที่จะได้พิจารณาด้วยเหตุด้วยผลว่าการทำหน้าที่ของแต่ละฝ่ายนั้น เป็นอย่างไร ในส่วนตัวของผมขออนุญาตในการที่จะได้แสดงความคิดเห็นต่อท่านประธาน ในการที่จะได้สนับสนุนให้มีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในเรื่องของการที่จะกระจายอำนาจไปสู่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ด้วยเหตุที่ผมเชื่อว่าถ้าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถ ที่จะปกครองดูแลตนเองได้ด้วยความเข้มแข็งมันก็จะทำให้รัฐบาลกลางรับภาระในการ รับผิดชอบ ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนได้น้อยลง มีหลายคน ใช้ความเชื่อในทัศนคติแบบเดิม ๆ พูดในทำนองที่ดูถูกประชาชนคิดว่าประชาชนคนไทย ทั้งประเทศเขาไม่มีความรู้ เขาไม่มีความสามารถหรืออย่างไรผมไม่ทราบ การที่ประชาชน จะตัดสินใจในการที่จะเลือกใครมาเป็นผู้บริหารท้องถิ่นในระดับใด นั่นหมายความว่า เขาเชื่อว่าบุคคลคนนั้นจะนำมาหรือว่านำพาซึ่งการแก้ไขปัญหาและการดูแลพัฒนาท้องถิ่น ให้กับเขาได้ ถ้าในรอบ ๔ ปี ใน ๑ สมัย เขาทำไม่ดีพี่น้องประชาชนในรุ่นต่อไปก็จะได้ ตัดสินใจว่าจะให้เขาได้ทำหน้าที่ต่อหรือไม่ วันนี้เรายังไปยึดติดกับเจ้าพ่อเจ้าแม่ เจ้าอะไร ก็แล้วแต่ มันไม่มีแล้ว เพราะว่าอะไรครับ เพราะว่าประชาชนนั้นเขาหูตาสว่าง เขามีความรู้ เขาเข้าใจว่าเขาจะต้องเลือกใครไปเป็นตัวแทนเขา ฉะนั้นขบวนเจ้าทั้งหลายไม่มีแล้ว ในวันนี้ มีอยู่อย่างเดียวคือเจ้ามือหวยบนดินที่รัฐบาลบอกว่าจะแก้ไขปัญหาเกินราคา ยังแก้ไม่ได้ กองสลากคือเจ้าตัวจริงที่แก้ไม่ได้ แต่เจ้าพ่อเจ้าแม่ที่มีอยู่ในผืนแผ่นดินไทยแห่งนี้ไม่มี ฉะนั้นท่านประธานครับ การที่เราจะ กระจายอำนาจไปให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผมมีประเด็นข้อสังเกตผ่านไปถึงทาง คณะกรรมการยกร่างที่เป็นตัวแทนภาคประชาชนที่ผมดูแลในรายละเอียดของท่าน มีอยู่ หลายประการที่ท่านจะได้ลองช่วยพิจารณานะครับ โดยเฉพาะประเด็นในเรื่องการเข้าชื่อ เพื่อที่จะได้ให้มีการตรวจสอบในส่วนของผู้บริหารท้องถิ่นหรือสมาชิกสภาท้องถิ่น ท่านให้ ประชาชนเข้าชื่อถึง ๓ ใน ๔ นั่นหมายความว่าท่านสร้างกลไกในการที่ให้ประชาชนนั้นเข้าชื่อ ในการตรวจสอบค่อนข้างที่จะลำบาก แต่ในขณะเดียวกันในขั้นตอนในการออกเสียงลงมติ ในการที่จะไปตรวจสอบสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ถ้าท่านใช้กึ่งหนึ่งนะครับ ยกตัวอย่างเช่น กทม. มีผู้มีสิทธิ ๓ ล้านกว่าคน ทางนี้ท่านผู้ว่าชัชชาติได้คะแนนมา ๑,๓๐๐,๐๐๐ ถ้าเข้าชื่อ ๓ ใน ๔ อันนั้นหมายความว่าประชาชนไม่มีโอกาสในการที่จะเข้าถึง ในกระบวนการในการที่จะตรวจสอบ หรือว่าถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหาร ท้องถิ่นเลย ในขณะเดียวกันท้องถิ่นนั้นมีการแบ่งแยกเป็นหลายประเภท ยกตัวอย่างเช่น ในส่วนของเทศบาล เทศบาลเมือง เทศบาลนคร เทศบาลตำบล ในส่วนโครงสร้างของเทศบาล ก็แตกต่างกันออกไป แต่ในนี้เขียนคลุมไว้โดยที่ไม่ได้มีปรากฏในรายละเอียดซึ่งผมคิดว่าตรงนี้ ในบริบทของกฎหมายซึ่งท่านอาจจะไปดูในเรื่องของกฎหมายลูก แต่การที่ท่านเขียนไปใน กฎหมายรัฐธรรมนูญโดยที่มันอาจจะมีข้อโต้แย้งหรือว่าขัดกันในอนาคต ตรงนี้ก็อยากจะได้ นำเรียนท่านประธานและขอฝากไว้ อีกเรื่องหนึ่งวันนี้ที่อยากจะได้นำเรียนท่านประธาน ผ่านไปถึงท่านผู้ยกร่าง ผมยกตัวอย่างแล้วกัน กทม. เป็นการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ผ่านการปกครองมาแล้วไม่น้อยกว่า ๓๐ กว่าปี จากปี ๒๕๒๘ ในขณะนี้ปี ๒๕๖๕ ๓๗ ปี ของการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ กทม. มีแต่ถอยหลังเข้าคลอง ไม่มีก้าวไปข้างหน้าเลย วันนั้น กทม. มีการเลือกตั้งผู้ว่า มีการเลือกตั้งสมาชิกสภา กทม. มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเขต ให้เข้าไปช่วยในการดูแลทำหน้าที่ในการพัฒนาเขต วันดีคืนดีใช้ปลายปืนจี้ ยกเลิกสมาชิก สภาเขต มีคณะกรรมการแผนขั้นตอนการกระจายอำนาจแทนที่จะดูให้มันดีขึ้น กลับกลาย เป็นว่าแต่เดิมมี ส.ก. เขต อย่างน้อย ๒ คนในกรณีที่ประชากรเกิน ๑๕๐,๐๐๐ คน ตอนนี้เหลือ ๑ คน เท่ากันทั้ง กทม. ยกตัวอย่างเช่น เขตพระนครมีประชากร ๒๐,๐๐๐ กว่าคน เขตดอนเมือง มีประชากร ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน มี ส.ก. ๑ คน ทุกเขตไม่มี ส.ข. หมด ต่างกับในบริบท ของ อบต. ต่างกับในบริบทของเทศบาล มีทั้งกำนัน มีทั้งผู้ใหญ่บ้าน มีสมาชิกสภา อบต. มีสมาชิกสภาเทศบาล อย่างเทศบาลนครมีถึง ๒๔ คนที่จะดูแลพี่น้องประชาชนได้อย่างทั่วถึง แล้วถามว่าวันนี้ทำไมเราถึงไม่คิดในการที่จะได้กระจายให้ประชาชนมามีส่วนร่วมในการที่จะ เข้าไปดูแลและแก้ไขปัญหาให้กับเขาเอง ฉะนั้นผมคิดว่าถึงเวลาแล้วว่าวันนี้เราอย่ากลัวอะไร ที่เกิดเหตุ วันหนึ่งผมไปในนามของกรรมาธิการ ป.ป.ช. ไปที่จังหวัดพิจิตร ท่านประธานครับ เชื่อไหม คนไปนั่งเฝ้าที่วัดบางคลาน เพราะว่ามีคนไปกินเงินทุนของมูลนิธิวัดบางคลาน ผมไม่รู้ว่าอยู่ในที่นี้หรือเปล่า นี่คือข้อเท็จจริง วันนี้ไปดูได้ก็ยังมีคนนั่งเฝ้าอยู่ที่หน้าวัดบางคลาน แล้ววันนี้มาบอกว่าคนที่ยกร่างผิดกฎหมายอะไรผมไม่รู้หรอก แต่คนที่อยู่ในนี้ผมไม่รู้ว่า มีผิดกฎหมายหรือไม่ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านกิตติศักดิ์ มีอะไรครับ🔗

นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานครับ ประท้วงผู้อภิปราย ก็ไม่ได้โกรธได้เคืองอะไรนะครับ ตามข้อ ๔๕ อยากจะเสียดสีสำหรับ ส.ว. กิตติศักดิ์ วานไปหาข้อมูลให้ดี ๆ ไปหาข้อมูลให้ดี ๆ กิตติศักดิ์ไปวัดบางคลานในฐานะ เจ้าหน้าที่ไปจับโจรและโจรกำลังจะติดคุก ไม่มีหรอกครับ ใครที่จะไปหากินตรงนั้น แต่พวก หากินตรงนั้นไม่ให้ชาวบ้านนับพันคนไปทำบุญ กิตติศักดิ์ไปช่วยชาวบ้านและไปจับโจร ขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

แค่นี้พอ คือผมวินิจฉัยแล้วท่านประเดิมชัยไม่ได้เอ่ยชื่อท่านใดหรือชี้ท่านใด แต่ท่านกิตติศักดิ์ ท่านได้มาชี้แจงว่าไม่เกี่ยวกับท่าน ท่านประพฤติตัวดีมาตลอด ก็จบกันนะครับ🔗

นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ขออนุญาตใช้สิทธินิดเดียวครับ เพราะว่าบังเอิญผมพูดจบ แล้วท่าน ขออนุญาตเอ่ยนาม ไม่เอ่ยนามก็ได้ครับ ท่านสมาชิกท่านลุกขึ้นมาขอใช้สิทธิอะไรผมไม่ทราบ ซึ่งท่านประธานได้วินิจฉัยไปแล้วว่าผมก็ไม่ได้เอ่ยชื่อถึงใคร ซึ่งผมก็ไม่รู้ด้วยว่าเป็นใคร แต่ชาวบ้านเขาเล่าให้ผมฟัง ฉะนั้นถ้าท่านใดสงสัยก็ไปที่วัดบางคลานไปฟังชาวบ้านได้นะครับ🔗

นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ไม่เอาแล้วครับ พอแล้วครับ🔗

นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ไม่ได้ครับท่านประธาน ถ้าพูดเรื่องนี้มันมีคนเสียหาย🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เขายังไม่ได้ ระบุชื่อท่านเลย🔗

นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

จะมารู้ดีเท่าคนพิจิตร ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นไม่ได้โกรธได้เคือง แต่ว่าถ้าอยู่ในสภานี้จะพูดอะไรหาข้อมูล ทำการบ้านหน่อย มันจะสิ้นศรัทธาชาวบ้านเสียเปล่า ๆ ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ไม่มีการเอ่ย ถึงใครทั้งคู่ เพราะฉะนั้นขอให้ยุตินะครับ🔗

นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ผมประท้วงท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

อย่าประท้วงผมเลย🔗

นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ต้องประท้วงครับ เพราะว่าท่านประธานปล่อยให้เขาพูดได้อย่างไรครับ เพราะว่าผมไม่ได้ เอ่ยชื่อใคร แล้วผมก็เชื่อว่าคนที่อยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร แล้วประชาชนเอง เขาก็ไม่รู้ว่าเป็นใครเขาก็ต้องไปหาข้อมูล เพราะฉะนั้นผมไม่รู้ว่าใครกินปูนร้อนท้อง ผมไม่ทราบ แล้วทุกคนฟังด้วย ๒ หู ดูเห็นด้วย ๒ ตาที่อยู่ในห้องประชุมสภาแห่งนี้ ย่อมทราบดี ฉะนั้นผมนำเสนอเพื่อที่จะให้ที่ประชุมแห่งนี้ได้พิจารณาว่าองค์ประกอบ ในที่ประชุมของรัฐสภาแห่งนี้ประกอบไปด้วยคนที่หลากหลาย มีแนวความคิดที่ไม่ตรงกัน ซึ่งเราไม่ได้บอกว่าใครผิดใครถูก แต่นั่นหมายความว่าเรากำลังเสนอข้อมูลให้ประชาชน ได้ร่วมในการพิจารณาว่าสิ่งที่ภาคประชาชนเขาเสนอในการที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อที่จะทำให้ภาคประชาชนโดยเฉพาะส่วนท้องถิ่นมีความเข้มแข็งถือว่าเป็นการสร้าง รากฐานในการแก้ไขปัญหาให้กับประเทศชาติในอนาคต ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

พอแล้วครับ ถือว่าทั้งคู่ไม่ได้เอ่ยชื่อของอีกฝ่ายหนึ่ง ดังนั้นยุติไปนะครับ ห้ามพูดแล้วครับ คือจะมาพูดกัน ในเรื่องที่เกี่ยวกับบุคคลแล้วก็ไม่ได้เอ่ยชื่อจะให้มันเกิดชื่อขึ้นมาได้อย่างไร ผมไม่รับฟัง ปิดไมโครโฟนทั้งคู่นะครับ ผมไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว ถ้ายังเถียงกันอยู่ ผมจะเชิญทั้งคู่ ออกนอกห้อง จะได้ไปพบกันอย่างแท้จริง เดินหน้าต่อกฎหมายกำลังไปด้วยดี แล้วก็เถียงกัน ด้วยเหตุด้วยผล ผมพยายามควบคุมทุกอย่าง วันนี้ผมทำงานเต็มที่ถึงบ่าย ๒ โมงแล้วนะครับ โอเค (OK) ขอบคุณมากครับ ผมขอบคุณทั้งคู่เลยที่ยุติได้ เชิญท่านสฤษฏ์พงษ์ครับ🔗

นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระบี่

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกระบี่ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตท่านประธานได้อภิปราย ในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลของการแก้ไขรัฐธรรมนูญถือว่าเป็น กฎหมายหลักของประเทศ ถือว่าเป็นเรื่องยาก และโดยเฉพาะการที่จะนำในเรื่องของการ กระจายอำนาจในหมวดที่ ๑๔ มาเขียน ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ แล้วก็ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ เราแก้กันมา และผลลัพธ์ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ก็ก่อให้เกิด พ.ร.บ. แผนและ ขั้นตอนการกระจายอำนาจ ๒๕๔๒ อันนั้นก็เป็นผลลัพธ์ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ที่จริงแล้วผมมีหลายประเด็นมากในเวลา ๗ นาที คงจะพูดไม่หมด แต่เมื่อสักครู่ฟัง ท่านศาสตราจารย์วีระศักดิ์ เครือเทพ แล้วก็ท่านศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม ที่จริงแล้ว ถือว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจมากในรายละเอียดของท่านอาจารย์วีระศักดิ์ เครือเทพ การแก้กฎหมายให้เรื่องของการกระจายอำนาจผมคิดว่าทุกพรรคการเมืองเขียนเป็นนโยบาย เพื่อต้องการที่จะให้ประชาชนมีความสนใจ และในช่วงของการหาเสียงใกล้จะครบวาระ ก็ยิ่งเป็นเรื่องที่น่าจะเป็นเวลาที่เหมาะสมที่ทุกคนได้ออกมาพูดในเรื่องนโยบายการกระจาย อำนาจ แต่ผมในฐานะที่ผมเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาร่วม ๒๐ ปี ผมมีความรู้สึก เสียดายว่าการกระจายอำนาจที่เราเรียกร้องกันมานั้นค่อนข้างที่ทำได้ช้า ผมยกตัวอย่างกรณี กรุงเทพมหานครก็ถือว่าเป็นการปกครองรูปแบบพิเศษที่ไม่มีภูมิภาค ในเรื่องของพัทยา ก็เช่นกัน แต่สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าพัฒนาได้ดี และ กทม. ก็ใหญ่กว่าจังหวัดหลายจังหวัด เพราะฉะนั้นการที่จะกระจายอำนาจไปให้จังหวัดปกครองแบบ กทม. ผมไม่เห็นมันจะยาก ตรงไหนเลยถ้ามีความจริงใจ ถ้ามีความจริงใจเป็นเรื่องสำคัญ ที่จริงแล้วกฎหมายฉบับนี้น่าจะ ยื่นตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ ตั้งแต่ต้นรัฐบาลมันจะได้ทัน วันนี้ถ้าจะทำนายแบบตารางปฏิทินในเรื่อง ของสภาชุดนี้ ผมคิดว่าไม่ได้ใช้หรอกครับ เพราะฉะนั้นนี้คือข้อที่เสียดายมาทำอย่างนี้ ประชาชนก็คาดหวัง แต่พอเสร็จก็ครบสมัยยุบสภามันก็ไม่ได้กระจายอำนาจที่ชัดเจน ถ้ามีการตั้งคณะกรรมการผมอยากจะฝากว่าเราจะกระจายอำนาจเขียนในรัฐธรรมนูญ มันจำเป็นต้องเขียนมันเป็นกฎหมายแม่บท เพราะฉะนั้นเมื่อมีกฎหมายแม่บทเราต้องเขียน แม่บทให้ดีก่อนถึงจะมีกฎหมายลูก เพราะฉะนั้นเรื่องหลายเรื่อง เช่นพวกผมตั้งยื่นญัตติ ในการตั้งกระทรวงท้องถิ่น หรือซุปเปอร์บอร์ด (Super board) หรือสภาท้องถิ่นแห่งชาติ ยังยากแสนยากเลย เพราะฉะนั้นเราจะต้องมีรูปแบบของการกระจายอำนาจ ๗๐๐,๐๐๐- ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในเรื่องของงบประมาณของท้องถิ่นไปใช้ ทุกคนก็พยายามใส่ร้าย ท้องถิ่น ผมคิดว่าวันนี้น่าจะพูดในเรื่องของการกระจายอำนาจคนที่จะมาพูดจับใส่โอ่งไว้ ไม่ต้องเปิดเผยชื่อให้เขาพูด ผมยังทายถูกเลยว่าคนนี้มาจากไหน ถ้าจับใส่โอ่งแล้วก็พูด แล้วก็ คิดถึงตัวเองรู้เลยว่านี่มาจากราชการส่วนกลาง มาจากกระทรวงมหาดไทย อันนี้มาจาก ท้องถิ่น อันนี้มาจากนักวิชาการ เดี๋ยวนี้รู้กันหมด เพราะฉะนั้นผู้นำขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นวันนี้พัฒนาไปเยอะแล้วครับ🔗

อีกเรื่องหนึ่งเวลาสั้น ๆ ก็อยากจะฝากถึงในเรื่องของการรวมกฎหมายท้องถิ่น เพียง ๕ ฉบับวันนี้ทำมาตั้งนานแล้วยังรวมกฎหมายท้องถิ่นไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น การกระจายอำนาจเราเชื่อว่าเราเห็นว่าประเทศที่เจริญแล้วเขามีการกระจายอำนาจทำให้ อำนาจของประชาชนมันยิ่งใหญ่ขึ้นก็จะทำให้ประเทศเจริญ เมื่อท้องถิ่นเจริญ เมื่อพี่น้อง ประชาชนอยู่ดีมีสุข แต่ละจังหวัดก็มีสุขกันทั่วประเทศ ประเทศก็เจริญขึ้น เพราะฉะนั้น เราเห็นว่าประเทศที่เขาพัฒนาแล้วเขากระจายอำนาจอย่างไร แต่ถ้า ๒ ขั้วถ้าเราเห็น ต่างกันแล้วเราก็เอาตัวเองมาเป็นหลักว่าถ้าเกิดท้องถิ่นต้องการที่จะทำงบประมาณก็ต้องจัด กระเช้าผลไม้ไปให้ท่านนายอำเภอ ต้องจัดกระเช้าผลไม้ไปให้ผู้ว่า เดี๋ยวผู้ว่าหรือว่านายอำเภอ จะไปจัดกระเช้าให้นายก อบต. หรือนายกเทศบาล หรือนายก อบจ. คงจะไม่มีวันที่จะมี เราไม่เคยเห็นนะครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ที่เขาบอกว่าการกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพอสมควร มันไม่ทราบว่าสมควรอย่างไรนะครับ นายก อบจ. จะเดินทางข้ามจังหวัดไปต้องขออนุญาต ผู้ว่าราชการจังหวัด นี่กฎหมายเขียนไว้นะครับ แต่ว่าจะยืดหยุ่นอย่างไรก็ว่าไปอีกเรื่องหนึ่ง นายก อบต. จะไปออกนอกพื้นที่ก็จะต้องขออนุญาต วันนี้ท้องถิ่นก็จะถูกกฎหมายควบคุม มากมายเหลือเกิน เพราะฉะนั้นการที่จะกระจายอำนาจแล้วก็เขียนรัฐธรรมนูญให้เป็น กฎหมายหลัก แล้วก็จะมาทำกฎหมายลูกให้ดีนี้ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะ พรรคภูมิใจไทยเรามีนโยบายในเรื่องของลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน แล้ววันนี้ ผมเข้าใจว่า ส.ส. ที่อยู่นี้ ที่เรามาจากการเลือกตั้ง ที่จริงแล้วอำนาจมาจากประชาชน แต่เราบอกว่าเมื่ออำนาจมาจากประชาชน แล้วเราคืนอำนาจให้ประชาชน ที่จริงแล้วไม่ใช่ กระจายอำนาจนะ เป็นอำนาจของประชาชน แต่เราเอาอำนาจเขามาใช้มากเกินไปหรือเปล่า เราเอาแต่เพียงพอดี ๆ ได้ไหม เราต้องการจะทำอำนาจเราให้เล็กลง เราต้องการจะยก ประชาชนให้โตขึ้น ให้ใหญ่ขึ้น แต่เราจะไปดูถูกประชาชนบอกว่า อย่างนี้เดี๋ยวก็ทุจริต เดี๋ยวมีอิทธิพลแน่นอนเลย อย่างนี้มันไม่จบ ก็ทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราจะออกกฎหมายกติกา เครื่องมือมาให้ท้องถิ่นตีกันเองในการแย่งงบประมาณ ในส่วนสุดท้ายนะครับ ผมอยากฝากไว้ เพื่อที่จะบันทึกไว้ในรายงานว่าเมื่อตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแล้ว ฐานภาษีรายได้ต้องให้ท้องถิ่น มีฐานที่ใหญ่ขึ้น เมื่อท้องถิ่นฐานที่ใหญ่ขึ้นแล้วนั้น เงินอุดหนุนเฉพาะกิจในอนาคตก็อาจจะ หมดไป ขอให้เขายืนอยู่บนขาตัวเองได้ เพราะฉะนั้นสำคัญที่สุดในเรื่องของฐานภาษีที่มาของ รายได้ และในส่วนของบุคคลผมไม่ห่วงละครับ วันนี้คนเก่งที่สุดในประเทศไทยก็ไปเป็น นายก อบจ. นายกเทศบาลได้ เขาไม่ได้กีดกันอะไร ก็ด้วยเวลาค่อนข้างที่จำกัด ก็ขอเสนอแนะ ในบางประเด็นที่มันใหญ่ ๆ กว้าง ๆ ไว้ เผื่อให้คณะกรรมการได้ไปนำขยายผลต่อไป แต่สุดท้ายก็เห็นด้วยในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด ๑๔ ว่าด้วยเรื่องของการ กระจายอำนาจ ขอบคุณครับ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ได้ขึ้น บัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป )
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไป คุณคำนูณ สิทธิสมาน ครับ🔗

นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เรื่องการ ปลดปล่อยศักยภาพของท้องถิ่น เรื่องระเบิดพลังทางเศรษฐกิจ เรื่องรับมือกับศตวรรษที่ ๒๑ เห็นด้วยครับ เห็นด้วยในหลักการ บางประการแม้ไม่เห็นด้วยก็สามารถที่จะพูดคุยหาข้อสรุป กันได้ แต่ว่าที่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งก็คือการทุบทิ้งราชการส่วนภูมิภาค จริงอยู่ท่านผู้เสนอร่าง ท่านก็ชี้แจงว่าเรื่องนี้อยู่ในมาตรา ๔ ก็คือให้คณะรัฐมนตรีจัดทำแผนการยกเลิกราชการ ส่วนภูมิภาคภายใน ๒ ปี แล้วก็ภายใน ๕ ปีให้จัดให้มีการออกเสียงประชามติว่าจะมีการ ยกเลิกราชการส่วนภูมิภาคหรือไม่ แต่ท่านเองท่านก็บอกว่าก็ยังไม่ได้ตัดสินใจ ยังไม่แน่ใจว่า ควรจะเอาอย่างไร แต่ท่านประธานครับ หัวใจของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ ที่ผมเห็นมันอยู่ในมาตรา ๔ มาตรา ๕ มาตรา ๖ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรา ๖ วรรคสอง แล้วก็มาตรา ๗ ไม่ต้องถึงวันประชามติในอีก ๕ ปีหรอกครับ และไม่ต้องถึงกำหนด ๒ ปีที่คณะรัฐมนตรีจะจัดทำแผนการยกเลิกราชการส่วนภูมิภาคหรอก ผมว่าภายใน ๒๔๐ วันก็เห็นหน้าเห็นหลัง ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตั้งแต่มาตรา ๔ ถึงมาตรา ๗ เสมือนเป็น บทเฉพาะกาลที่เป็นบทบังคับ เพื่อให้การเป็นไปตามบทบัญญัติที่แก้ไขยกร่างราชการ ส่วนท้องถิ่นขึ้นมาใหม่ ภายใน ๒๔๐ วันนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ กำหนดไว้ ให้รัฐสภาดำเนินการตรากฎหมายให้แล้วเสร็จใน ๖ ฉบับด้วยกัน อ่านดูได้ในมาตรา ๕ และที่สำคัญก็คือในมาตรา ๖ กำหนดไว้อย่างนี้ ภายใน ๖๐ วันนับตั้งแต่วันประกาศใช้ รัฐธรรมนูญนี้ ให้คณะรัฐมนตรีเสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการยกเลิกหน้าที่และอำนาจ ของราชการส่วนกลาง หรือราชการส่วนภูมิภาคที่ซ้ำซ้อนหน้าที่และอำนาจขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นต่อสภาผู้แทนราษฎร ๖๐ วันนะครับ แล้วก็กำหนดให้รัฐสภาพิจารณาและให้ความเห็นชอบภายใน ๑๘๐ วัน ๒ ยอด ๖๐ บวก ๑๘๐ ก็เท่ากับ ๒๔๐ วัน ที่สำคัญก็คือวรรคสอง ในกรณีที่รัฐสภาพิจารณาร่างข้อบัญญัติ ว่าด้วยการยกเลิกหน้าที่และอำนาจของราชการส่วนกลาง หรือราชการส่วนภูมิภาคที่ซ้ำซ้อน กับหน้าที่และอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนดไว้ ในวรรคแรก ให้ถือว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่กำหนดหน้าที่และอำนาจของราชการ ส่วนกลาง หรือราชการส่วนภูมิภาคที่ซ้ำซ้อนกับหน้าที่และอำนาจขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นสิ้นผลไป คือถ้ารัฐสภาพิจารณาไม่แล้วเสร็จก็ไม่เป็นไร ถือว่าเมื่อครบกำหนดแล้ว ให้สิ้นผลไป ทีนี้การสิ้นผลไปเราก็ต้องดูว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนแนวใหม่ ก็คือกำหนดไว้ชัดเจนว่าท้องถิ่นทำได้ทุกอย่าง ยกเว้น ๖ อย่างตามที่ปรากฏในมาตรา ๒๕๑ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ ๆ ส่วนรัฐบาล ราชการส่วนกลาง และราชการส่วนภูมิภาคทำได้ในส่วนที่ ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของราชการส่วนท้องถิ่น ก็คือทำได้ ๖ อย่างนั้นบวกกับอีก ๒ อย่างก็คือ อย่างที่ส่วนท้องถิ่นเขาทำไม่ได้กับอย่างที่ส่วนท้องถิ่นเขาร้องขอให้ทำ เพราะฉะนั้นเมื่อพ้น กำหนด ๒๔๐ วันแล้วยังไม่ต้องมีแผนตามมาตรา ๔ เลย ยังไม่ต้องมีการทำประชามติภายใน ๕ ปี ตามมาตรา ๔ เลย บทบัญญัติของกฎหมายที่กำหนดให้ราชการส่วนกลางกับราชการ ส่วนภูมิภาคทำงานที่ซ้ำซ้อนกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือว่า เป็นอันสิ้นผลไป อันนี้จะเป็นรอยต่อที่สำคัญมาก และผมเห็นว่าถ้ามันราบรื่นมันก็ดี แต่แนวโน้มที่จะไม่ราบรื่นสูงมาก ท่านคิดไว้บ้างไหมในกรณีนี้ ทีนี้เมื่อรวมกับในมาตรา ๕ ที่ให้รัฐสภาดำเนินการตรากฎหมายให้เสร็จภายใน ๒๔๐ วัน กฎหมาย ๖ ฉบับ ซึ่งบางฉบับ อาจจะเป็นการแก้ไขกฎหมายที่มีอยู่แล้ว มีกฎหมายอยู่ฉบับหนึ่งก็คือกฎหมายเกี่ยวกับการ กำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งก็จะอนุวัติมีเนื้อหาตามมาตราก่อนหน้านี้ เช่นเดียวกันอีกกับอีก ๕ ฉบับก็จะอนุวัติมีเนื้อหาตามแต่มาตราก่อนหน้านี้กำหนดไว้ เฉพาะกฎหมายเกี่ยวกับการกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถ้าท่านไปดูใน มาตรา ๒๕๔/๓ ที่วรรคสามก็จะเขียนไว้ชัดเจนว่าให้บทบัญญัติในกฎหมายจัดตั้งองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นที่ให้อำนาจกระทรวงมหาดไทยในการออกระเบียบเกี่ยวกับการกำกับ ดูแลทั้งหลายทั้งปวง และบรรดากฎ ระเบียบ หรือหนังสือเวียนที่ให้อำนาจกำกับดูแล ทั้งหลายทั้งปวงสิ้นผลไป ก็คือเขากำหนดไว้เลยว่ากฎหมายตามมาตรา ๕ (๔) ที่กำหนด ให้เสร็จภายใน ๒๔๐ วันให้ตัดอำนาจมหาดไทยออกไปทั้งหมด และเมื่อรวมกับมาตรา ๖ ๖๐ บวก ๑๘๐ เท่ากับ ๒๔๐ วันก็ให้กฎหมายที่บัญญัติเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของ ราชการส่วนกลางกับส่วนภูมิภาคที่ซ้ำซ้อนกับหน้าที่และอำนาจขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้เป็นอันสิ้นผลไป ก็คือหมายความว่าแม้ว่าจะยังไม่มี การยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค ซึ่งท่านผู้ยกร่างบอกว่ายังไม่ได้ตัดสินต้องรอประชามติ ๕ ปี แต่ภายใน ๒๔๐ วัน มันจะทำให้ราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับส่วนท้องถิ่น ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ปลัดอำเภอ หรือกฎหมาย พระราชบัญญัติอีกหลายฉบับที่อาจจะมีกำหนดหน้าที่และอำนาจไปซ้ำซ้อนกับองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นที่เขากำหนดไว้ใหม่ในรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ที่ให้ทำได้ทุกอย่าง ยกเว้นไว้ ๖ อย่างสิ้นผลไป ซึ่งก็จะต้องเกิดการตีความกันขึ้นมามากมายว่าอะไรบ้าง ผมยกตัวอย่างเช่น พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติที่เพิ่งผ่านสภาแห่งนี้ไป งานป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรมถือเป็นอำนาจหน้าที่ของส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค หรือว่า ของส่วนท้องถิ่น การป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญาจะถือว่าเข้าข่าย ความมั่นคงภายในราชอาณาจักรหรือไม่ หรือก็จะต้องแบ่งแยกแยกย่อยกันเป็นรายการ ๆ ไป สิ่งที่ผมจะชี้ให้เห็นนี้ก็คือว่าหัวใจของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แม้ว่าผมจะเห็นด้วยในการ ปลดปล่อยศักยภาพของท้องถิ่น แต่จำเป็นหรือที่จะต้องทำกันถึงขนาดยกเลิกส่วนภูมิภาค และการยกเลิกส่วนภูมิภาคซึ่งผมเชื่อว่าหลายท่านพูดไปแล้วว่าทำประชามติภายใน ๕ ปี แต่ผมชี้ให้เห็นตั้งแต่มาตรา ๔ มาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ ๒๔๐ วันมันเห็นหน้า เห็นหลังแล้ว แล้วเป็นการเห็นหน้าเห็นหลังที่ผมก็มิบังอาจที่จะไปกล่าวหาท่านว่า มันจะก่อให้เกิดความสับสนอย่างไรหรือไม่ เป็นต้น ท่านชี้แจงว่าการแก้ไขครั้งนี้ไม่กระทบ กับอำนาจของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เท่าที่ผมรับทราบมาในเบื้องต้นความรับรู้ที่เคยมีมาซึ่ง อาจจะผิดไปแล้วก็ได้ว่า กำนัน ผู้ใหญ่บ้านก็ทำหน้าที่เป็นเสมือนตัวแทนของราชการ ส่วนกลางอยู่ในส่วนภูมิภาค เอาล่ะท่านไม่ได้ไปยกเลิกเขาโดยผลของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ผลของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในมาตรา ๖ วรรคสอง มันทำให้อำนาจหน้าที่อะไรก็ตามแต่ของ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่ไปซ้อนทับกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายที่มีอยู่ไม่ว่าจะอยู่ ในกี่ฉบับเป็นอันสิ้นผลไป ประเด็นนี้ต้องเคลียร์ (Clear) แล้วประเด็นนี้ก็ต้องถามกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเขาด้วยว่าเขาเห็นด้วยหรือไม่อย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ผมชี้ให้เห็นนี้ ก็คือว่านี่เป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่ผมหยิบยกมาจุดเดียวโดยเฉพาะเพื่อให้สอดคล้อง กับเวลาที่ได้มาแล้วก็เกินไป ต้องกราบขอประทานโทษท่านประธานแล้วก็เพื่อนสมาชิก ด้วยว่า มันไม่ใช่ ๕ ปีที่จะทำประชามติหรอกครับเรื่องเลิกราชการส่วนภูมิภาค แต่มันเห็น หน้าเห็นหลังภายใน ๒๔๐ วัน ตามมาตรา ๖ ตามมาตรา ๕ แล้ว ซึ่งแม้ว่าราชการส่วนภูมิภาค จะยังคงอยู่ แต่กฎหมายที่ให้อำนาจมันหมดไปแล้ว กระทรวงมหาดไทยครึ่งค่อนกระทรวง จะทำอะไร ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ปลัดอำเภอจะทำอะไร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จะทำอะไรครับ เพราะฉะนั้นผมเห็นด้วยกับท่านสมาชิกวุฒิสภา พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ที่อภิปรายในช่วงเช้าว่านี่ไม่ใช่เป็นเพียงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นการปฏิวัติ หรือท่านพูด ในตอนท้ายว่าเป็นยิ่งกว่าการปฏิวัติ เป็นการกระทำที่ไม่มีคณะปฏิวัติชุดไหนกล้าที่จะทำ เพราะฉะนั้นแม้ว่ากระผมจะเห็นด้วยในหลักการ แต่กระผมต้องการคำอธิบายและต้องการ ความชัดเจนในส่วนของมาตรา ๔ มาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ เพื่อตัดสินใจในขั้นสุดท้าย และอันที่จริงผมก็ไม่ทราบว่าจะมีใครเสนอบ้างหรือไม่ บางทีมันควรจะต้องมีคณะกรรมาธิการ ขึ้นมาพิจารณาก่อนรับหลักการหรือไม่อย่างไร เพื่อทำความกระจ่างบางประการที่ไม่สามารถ จะถามไปตอบมาในที่ประชุมแห่งนี้ได้ กราบขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านคำนูณเกินไป ๕ นาทีกว่านะครับ ก่อนที่จะเรียนท่านสมาชิกต่อไปก็เรียนความร่วมมือเรื่องสวมหน้ากาก ขอให้ท่านสมาชิก ได้กรุณาเพราะว่าได้ประสานกับทางกระทรวงสาธารณสุข กรมควบคุมโรคอยู่ก็ยังจำเป็นต้อง ใช้ระบบนี้อยู่สักระยะหนึ่ง เมื่อสถานการณ์ดีขึ้นแล้วก็ค่อยแจ้งอีกทีหนึ่ง ขณะนี้ต้องขอความ ร่วมมือยังต้องสวมอยู่ครับ เจ้าหน้าที่เขาสวม พวกเราที่เป็นสมาชิกขอความร่วมมือด้วยครับ ต่อไปจะเป็นคุณมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ โดยที่ไม่ได้มีการกำหนดเวลาสิ้นสุดนะครับ เพราะฉะนั้นพวกเราต้องพยายามช่วยกันรักษาเวลา ถือว่าพวกเรามีวุฒิภาวะผมก็จะพยายาม ไม่ไปเตือนให้เสียสมาธิตอนอภิปราย ก่อนที่คุณมงคลกิตติ์ เนื่องจากมีท่านผู้ที่เสนอขอ อนุญาตชี้แจงก่อนนะครับ เชิญท่านพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ🔗

นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ ผู้เสนอร่าง

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ผม พงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรี นครยะลา ในฐานะผู้ชี้แจงในร่างญัตติดังกล่าว ผมเองก็ต้องกราบขอบพระคุณทางท่าน สมาชิกรัฐสภาทุก ๆ ท่านที่ได้ให้การสนับสนุน ตลอดจนในการตั้งข้อสังเกต แล้วก็สิ่งที่สำคัญ ก็คือได้ข้อเสนอแนะต่าง ๆ ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในหลายประเด็นขึ้นมา ในวันนี้ในฐานะ ที่ผมเองก็อยู่ในแวดวงของท้องถิ่นก็อยากจะขออนุญาตที่จะนำประสบการณ์ในส่วนหนึ่ง ในการทำงานในฐานะนายกเทศมนตรีว่าวันนี้เรามีข้อจำกัดอะไรบ้าง แล้วทำไมมันถึงจะต้อง มีการปลดล็อกในสิ่งเหล่านี้ ผมคิดว่าหลายท่านเท่าที่ผมฟังมาวันนี้นั้นเราค่อนข้างที่จะมอง ในแง่ของอำนาจหน้าที่ที่เป็นอำนาจหน้าที่ทั่วไป จริง ๆ แล้วอยากจะกราบเรียนท่านสมาชิก ทุกท่านด้วยความเคารพว่าวันนี้บทบาทหน้าที่ของท้องถิ่นนั้นผมคิดว่ามันคงที่จะไม่ได้พูดถึง ในเรื่องของภาระหน้าที่ที่เป็นหลักการท้องถิ่น ในทฤษฎีของมาสโลว์ (Maslow) วันนี้ ประชาชนเองก็เริ่มที่จะก้าวพ้นจากปัจจัย ๔ แต่ก้าวขึ้นไปในตามลำดับขั้นขึ้นมา ในฐานะของ ท้องถิ่นเองก็ที่มีหน้าที่ที่จะต้องเติมเต็มให้กับพี่น้องประชาชน ในขณะเดียวกันเองในฐานะ ของผู้นำท้องถิ่นที่มีความยึดโยงกับประชาชนแล้วในขณะเดียวกันสิ่งที่สำคัญของความเป็น ผู้นำท้องถิ่นก็คือมีความยึดโยงกับถิ่นฐานบ้านเกิดของตัวเองที่จะพยายามยกระดับของการ พัฒนาของท้องถิ่นตัวเอง เพราะฉะนั้นหน้าที่ของท้องถิ่นในวันนี้นั้นคงไม่ใช่เป็นเพียงในเรื่อง ของการบริการสาธารณะทั่วไป แต่เป็นการยกระดับสมรรถนะการแข่งขันของท้องถิ่นตัวเอง เช่นเดียวกันด้วย ผมเองอยากจะกราบเรียนด้วยความเคารพว่าหลายท่านได้ตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมเราไม่ใช่แก้ใน พ.ร.บ. เดิม เช่นกรณีของ พ.ร.บ. เทศบาล ผมคิดว่ามีการแก้มา ๑๔ ครั้ง ในทุก ๆ ครั้งถ้าเราไปดูอำนาจหน้าที่ก็จะเป็นหน้าที่พื้นฐานทั้งสิ้น เราไม่ได้เคยพูดถึงหน้าที่ ที่เป็นในการก้าวไปข้างหน้า ในขณะเดียวกันเราก็ต้องยอมรับว่าความแตกต่างของท้องถิ่นเอง บริบทของท้องถิ่นเองก็มีความแตกต่างกัน ผมยกตัวอย่างกรณีของผมเองในฐานะที่อยู่ เทศบาลนครยะลาที่อยู่ในพื้นที่ที่มีเหตุการณ์ความไม่สงบ วันนี้หน้าที่ท้องถิ่นนั้นมันไม่ใช่ เป็นเพียงหน้าที่ของการบริการสาธารณะ แต่เป็นลักษณะของผู้นำสร้างความมั่นใจกับพี่น้อง ประชาชน ความหมายของการสร้างความมั่นใจนั้นคงไม่ใช่มองในเรื่องของความปลอดภัย แต่ความมั่นใจในแง่ของการลงทุนต่าง ๆ เพราะฉะนั้นบทบาทของท้องถิ่นนั้นก็คงจะต้องมอง ไปในส่วนของในเรื่องของธุรกิจต่าง ๆ ที่จะมีโอกาสจะทำได้ แต่วันนี้หลายสิ่งเราเองก็มี ข้อจำกัด แล้วหลายสิ่งก็จะถูกคำถามบอกว่าท้องถิ่นไม่มีหน้าที่ทำแข่งกับเอกชน ซึ่งผมเองคิดว่าในกรณีที่เราไม่มีสิทธิในการทำแข่งกับเอกชนนั้นถ้าเป็นกรณีที่เป็นการแข่งขัน ที่เป็นตลาดที่เรียกว่าสมบูรณ์เป็นเพอร์เฟกต์ คอมเพตทิชัน มาร์เก็ต (Perfect competition market) แต่ถ้าตราบใดก็ตามที่เป็นตลาดที่เป็นการผูกขาด ผมคิดว่าหน้าที่ท้องถิ่นก็ควร ที่จะมีสิทธิเข้าไปทำอย่างไรเพื่อรักษาประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ในขณะเดียวกันเองนั้น พวกเราเองนอกเหนือจากอำนาจหน้าที่แล้วหลายสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ตัวโครงสร้างของ องค์กร ผมกราบเรียนท่านสมาชิกว่าวันนี้โครงสร้างองค์กรของท้องถิ่นนั้นทั่วประเทศเรา เหมือนกันหมด เราไม่เคยมองว่าพื้นที่ไหนเป็นพื้นที่ที่มีการท่องเที่ยว พื้นที่ไหนที่เป็นพื้นที่ ชายแดนที่จะต้องมีลักษณะเฉพาะขึ้นมา แต่ถูกสร้างด้วยโครงสร้างที่ถูกกำหนดมาจากกรม เพราะฉะนั้นสิ่งที่ตามมาก็คือเราไม่สามารถที่จะไปสนองตอบต่อการเปลี่ยนแปลงของ สิ่งแวดล้อมที่รอบบริเวณของท้องถิ่นได้ ผมยกตัวอย่างกรณีเมืองชายแดน เช่น อำเภอแม่สอดก็ดี อำเภอเบตงก็ดี พวกเราไม่สามารถที่จะตั้งกองวิเทศสัมพันธ์หรือกองการต่างประเทศได้ ในขณะเดียวกันเราเองก็จะต้องถูกทำงานในลักษณะของแบบเดิม ๆ ที่เกิดขึ้น ในขณะเดียวกัน เมื่อโครงสร้างขององค์กรเราไม่สามารถที่จะมีการเปลี่ยนแปลงได้ สิ่งหนึ่งที่ตามมาก็คือ บุคคลที่เราจะเอาเข้าไปบรรจุ วันนี้เราเจอปัญหาอย่างมากมายตั้งแต่เรื่องของการบรรจุคน ขึ้นมา หลายครั้งท้องถิ่นบอกว่าเราทุจริตในการสรรหาบุคคลเข้าไป วันนี้ส่วนกลางได้เอา เข้ามา มีคดีค้างอยู่ที่ศาลปกครองประมาณ ๔๐๐ กว่าคดี ซึ่งสุดท้ายก็ยังหาข้อยุติไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้คงไม่ได้ตอบว่าที่ไหนดี แต่ผมเชื่อว่าคนพื้นที่น่าจะเป็นคนที่ดูได้ดีกว่า ในขณะเดียวกันนั้นตัวมาตรฐานตำแหน่งต่าง ๆ ก็ถูกกำหนดมาจากส่วนกลาง หลายอย่าง ที่เป็นมาตรฐานตำแหน่งไม่ได้สอดคล้องกับความต้องการของท้องที่ทั้งสิ้น นี่คือสิ่งที่เป็น ประเด็นปัญหา พอพูดคำว่านักวิชาการคอมพิวเตอร์ก็จะกลายมาเป็นคนที่จบคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ซึ่งวันนี้ผมคิดว่าวันนี้มันเริ่มไปพูดเรื่องของดาตาไซเอ็นซ์ (Data science) นักวิทยาศาสตร์ ข้อมูลต่าง ๆ ที่จะต้องใช้ข้อมูลมาในการพัฒนา สิ่งเหล่านี้มันถูกส่งมาจากส่วนกลางทั้งสิ้น ในขณะเดียวกันผมฟังในที่ประชุมแห่งนี้หลายคนได้พูดถึงเรื่องของงบประมาณ ผมเอง อยากจะกราบเรียนท่านสมาชิกด้วยความเคารพว่าจริง ๆ วันนี้ผมคิดว่าหลายท้องถิ่น สามารถจัดหารายได้ตัวเองได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นเราถูกล็อก แม้กระทั่งเงินฝากเราจะต้อง ฝากในแบงก์รัฐเท่านั้น เราไม่มีสิทธิที่จะไปฝากในแบงก์พาณิชย์อื่น ๆ ทั้งที่ธนาคาร แห่งประเทศไทยเป็นผู้กำหนดมาตรฐานของแบงก์เหล่านั้น มีมาตรฐานในการคุ้มครอง ความเสี่ยงต่าง ๆ แต่เราก็จะถูกบังคับอยู่ในกลุ่มแบงก์ที่เป็นแบงก์รัฐทั้งสิ้น นี่คือสิ่งที่เป็น ตัวอย่างที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านสมาชิกว่านี่คือข้อจำกัดต่าง ๆ ในเรื่องของการหารายได้ ในขณะเดียวกันผมเองมองว่าในแต่ละพื้นที่ ในแต่ละท้องถิ่นนั้นมีดีเอ็นเอ (DNA) ของตัวเราเอง เยอะมาก แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นเราไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะมันจะถูกตั้งคำถามว่ามันไม่ใช่ อำนาจหน้าที่ ในขณะเดียวกันสิ่งที่เป็นปัญหา ผมยกตัวอย่างในพื้นที่ภาคใต้บ้านผม วันนี้ ตั้งแต่กล้วยหินที่เป็นจีไอ (GI) ของจังหวัดยะลาติดโรคเชื้อราลามไปสู่โรคใบยางร่วง วันนี้กำลัง ลามไปสู่ทุเรียน ๔ ปีเต็ม ๆ ที่ไม่มีการแก้ไข ผมกราบเรียนว่าสิ่งเหล่านี้นั้นถ้าเราลองมอง นึกภาพว่าถ้าเราให้อำนาจท้องถิ่นสามารถในการจัดการแก้ปัญหาในพื้นที่ตัวเอง สิ่งที่เป็น ปัญหาเล็กน้อยที่เป็นไมเนอร์ (Minor) ผมเชื่อว่าบางครั้งศักยภาพท้องถิ่นสามารถที่จะทำได้ แล้วแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็วได้ ในขณะเดียวกันเราไปรอรัฐส่วนกลางที่บางครั้งมีปัญหา ที่เยอะแยะเสียหมดที่จะต้องไปแก้ไข เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าถ้าเรามีการ กระจายอำนาจ เรามีการปลดล็อกในเชิงของอำนาจหน้าที่ เราสามารถที่จะแก้ไขปัญหา อย่างนี้ได้ ในขณะเดียวกันหลายท่านได้เป็นห่วงว่าถ้ามีการปลดล็อกแล้วท้องถิ่นจะเกิด เจ้าพ่อ ผมกราบเรียนท่านสมาชิกรัฐสภาด้วยความเคารพว่าปี ๒๕๖๒ ที่เพิ่งมีการเลือกตั้ง ที่ผ่านมา เทศบาล นายกเทศมนตรีคนเก่าสอบตก ๖๗.๓๓ เปอร์เซ็นต์ ในส่วนของเทศบาล นั่นหมายถึงว่าเป็นคนเดิมเพียง ๓๒ เปอร์เซ็นต์ ในขณะเดียวกันตัว อบต. เองสอบตก ๖๗.๑๙ เปอร์เซ็นต์ เป็นคนใหม่เพียง ๓๒ เปอร์เซ็นต์ แล้วตัว อบจ. เองเป็นคนใหม่ ๕๓ เปอร์เซ็นต์ เป็นคนเก่า ๔๒ เปอร์เซ็นต์ สิ่งเหล่านี้มันกำลังบอกว่าวิวัฒนาการของ ประชาชนได้มีการเปลี่ยนแปลงกันไปอย่างมาก เพราะฉะนั้นสิ่งที่บอกว่าความเป็นเจ้าพ่อต่าง ๆ นั้น ก็จะน้อยลง ในขณะเดียวกัน ผมกราบเรียนสมาชิกด้วยความเคารพว่าวันนี้ในตัวเลขเมื่อสักครู่มีสมาชิกท่านหนึ่งได้นำ ตัวเลขต่าง ๆ ในเรื่องของการทุจริต หลายท่านได้ตั้งข้อสังเกตว่าความถี่ของการทุจริตท้องถิ่น มันมีอยู่มาก ผมเรียนว่าตัวสมาชิกท้องถิ่นเองมี ๗,๐๐๐ กว่าแห่ง สิ่งที่มีการร้องเรียนเราต้อง มองว่ามันกำลังเกิดสังคมที่เรียกว่าเป็นโอเพนโซไซตี (Open Society) สังคมแบบเปิด ที่เขากล้าเข้าไปตรวจสอบ ในขณะเดียวกันเขากำลังมองด้วยความเป็นห่วง เขากำลังมองด้วย ความเป็นเจ้าของว่าเมื่อไรก็ตามถ้าเราสร้างท้องถิ่นให้เป็นที่พึ่งของเขา เขาจะเป็นวอตช์ดอก (Watchdog) เป็นหมาเฝ้าบ้านที่ดีที่สุดที่จะดู แต่ถ้าตราบใดก็ตามท้องถิ่นไม่สามารถ ตอบสนองต่อความต้องการของเขาได้ สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นเขาก็จะมองว่าเขาไม่มีความจำเป็น อะไรที่จะต้องไปดู เพราะฉะนั้นผมคิดว่าวันนี้ในแง่ของความโปร่งใสเองก็ดี ในแง่ของ กระบวนการตรวจสอบของพี่น้องประชาชนซึ่งมันสะท้อนจากผลการเลือกตั้งที่ผ่านมามันมี ความชัดเจนอย่างมากว่าประชาชนได้มีวิวัฒนาการของมันอย่างเต็มที่ ในขณะเดียวกัน ผมกราบเรียนด้วยความเคารพว่าวันนี้มีโมเดล (Model) ในต่างประเทศจำนวนมาก ซึ่งหลายท่าน ก็บอกว่าเราคงเอาของต่างประเทศไม่ได้ เมื่อประมาณ ๑๐ กว่าปีที่แล้ว ผมมีโอกาสเจอ นายกเทศมนตรีเมืองเฉิงตู ซึ่งวันนั้นเฉิงตูเพิ่งเปิดประเทศ นายกเทศมนตรีเมืองเฉิงตูออกไป เยี่ยมเยียน ไปการประชุมนายกเทศมนตรีโลก แล้วก็ไปพบปะเพื่อที่จะเชิญชวนเมืองต่าง ๆ มาลงทุน วันนี้ท่านลองดูว่าจีนให้เมืองแต่ละเมืองแข่งกัน สุดท้ายวันนี้เฉิงตูขนาดจีดีพี (GDP) ใหญ่มากอันดับต้น ๆ ของประเทศ แล้วก็สิ่งที่สำคัญเมืองแต่ละเมืองมันเกิดการแข่งขันกัน วันนี้เราลองหันกลับมาดูบ้านเราว่าเมื่อไรก็ตามซึ่งมันเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในเชิงของ พื้นที่ว่าถ้าเมื่อไรก็ตามเทศบาลหนึ่งทำ หรือ อบต. หนึ่งทำ ในขณะเดียวกันอีกเทศบาลหนึ่ง ไม่ได้ทำ หรือ อบต. หนึ่งอีกไม่ได้ทำ ในโลกของโซเชียล (Social) ประชาชนจะมีความรับรู้ แล้วเขาก็จะไปเปรียบเทียบว่าทำไมบ้านเขาไม่มีทำ มันเป็นกระบวนการกดดันให้เกิด การพัฒนาอย่างต่อเนื่องให้กับเทศบาล แล้วลองนึกภาพดูว่าท้องถิ่น ๗,๐๐๐ กว่าแห่ง เทศบาลนครประมาณ ๓๐ แห่ง ซึ่งถ้าเราไม่พัฒนาตัวเอง ประชาชนเราเอาเราไป เปรียบเทียบกับที่อื่นสุดท้ายสิ่งที่สำคัญก็คือเมื่อครบ ๔ ปี ประชาชนจะตัดสินใจ จะตัดสิน แล้วก็ลงโทษเราโดยอัตโนมัติ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราจะต้องมีการพัฒนา โดยตลอดเวลา เมื่อไรก็ตามเกิดการพัฒนาโดยตลอดเวลาผมเชื่อว่าท่านสมาชิกทุกท่าน ก็คงจะเห็นว่าประชาชนก็จะได้ประโยชน์ ในขณะเดียวกันเองนั้นถ้าประชาชนมีความรู้สึกว่า เขาไม่มีส่วนร่วมอะไรเลยเขาก็จะละเลย สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่ามันจะเป็นอันตราย เพราะเมื่อไร ก็ตามที่เขาร้องขอเราไม่สามารถสนองตอบเขาได้ วันนี้โลกมันมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ประชาชนเองก็มีการเปลี่ยนแปลง ในทางสาธารณสุขในอดีตเราอาจจะมองเป็นแมส (Mass) วันนี้มันก็จะต้องมองเป็นรายบุคคลเช่นเดียวกันว่าในอนาคตตัวท้องถิ่นเองก็คงจะต้องเซิร์ฟ (Serve) ค่อนข้างที่จะลงลึกเข้าไปในรายครัวเรือนหรือรายบุคคลที่มากขึ้น เพื่อยกระดับ คุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน ในขณะเดียวกันด้วยกฎระเบียบที่มีอยู่ ด้วยอำนาจหน้าที่ ตาม พ.ร.บ. ที่มีอยู่เราไม่สามารถทำอะไรได้ วันนี้เราต้องการที่จะปลดล็อกขึ้นมา หลายท่าน ถามว่าทำไมต้องไปถึงรัฐธรรมนูญ ผมกราบเรียนท่านสมาชิกรัฐสภาด้วยความเคารพว่า หลายครั้งขนาดตราเป็นกฎหมายยังขอไปยกเลิก ในที่ประชุมคณะกรรมการการกระจาย อำนาจ ผมขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านรองศาสตราจารย์วีระศักดิ์ เครือเทพ ท่านก็นั่งอยู่ใน คณะกรรมการการกระจายอำนาจ หลายครั้งที่หลายหน่วยราชการไปขอเพิกถอนอำนาจ ของท้องถิ่นเพื่อกลับไปที่ตัวเอง แม้กระทั่งในการถ่ายโอน รพ.สต. ที่ผ่านมา จนกระทั่ง ในที่ประชุมคณะกรรมการการกระจายอำนาจต้องมีการคุยกันว่าขอสักทีอย่าเอาวาระนี้ เข้ามา คณะกรรมการการกระจายอำนาจควรมีท่าทีที่ชัดเจน แล้วก็ยืนยันในมติของการ ถ่ายโอน รพ.สต. ให้เกิดขึ้น ไม่ใช่กลับมาพิจารณายกไปหน้าทีถอยหลัง ไปหน้าถอยหลัง มันสร้างความไม่มั่นใจ แล้วก็เป็นการส่งสัญญาณในเรื่องของการกระจายอำนาจ วันนี้ถ้าเรามีการปลดล็อกด้วยการแก้รัฐธรรมนูญ ผมเชื่อว่ามันจะเป็นการส่งสัญญาณ ในระยะยาวว่าทิศทางของบ้านเมืองและความจำเป็นของการกระจายอำนาจที่ผมได้กล่าว เมื่อสักครู่มันจะเป็นทิศทางในการเดินของบ้านเมืองต่อไป ในขณะเดียวกันรายละเอียด ปลีกย่อยซึ่งผมคิดว่ามันมีหลายประเด็นอย่างมาก หลายท่านก็ได้มีการพูดในข้อเสนอต่าง ๆ ซึ่งผมคิดว่าเรามีเวทีที่น่าจะมีการแลกเปลี่ยนพูดคุย แล้วหาทางออกให้กับข้อกฎหมายฉบับนี้ แต่ในขณะเดียวกันนั้นถ้าเราไม่มีการปลดล็อกในสิ่งเหล่านี้ ผมคิดว่าดัชนีความสามารถของ การแข่งขันของประเทศก็ดี ที่หลายเมืองมีการผลักดันโดยใช้เมืองเป็นต้นทางในการ ขับเคลื่อนเมือง ผมคิดว่าเราอาจจะมีส่งผลกระทบต่อการพัฒนาของประเทศเราได้ เพราะฉะนั้นผมเองในฐานะที่เป็นผู้ชี้แจงแล้วก็ถือว่าเป็นตัวแทนของท้องถิ่นท่านหนึ่ง ก็อยากจะกราบขอการสนับสนุนจากท่านสมาชิกรัฐสภา แล้วผมคิดว่าหลายสิ่งหลายอย่าง วิวัฒนาการของท้องถิ่นวันนี้เราไปไกลมาก นวัตกรรมต่าง ๆ เกิดขึ้นมากภายใต้ข้อจำกัด เมื่อไรหากมีการปลดล็อกเกิดขึ้นสามารถที่จะให้เราในการที่จะทำอำนาจหน้าที่ได้เพิ่มขึ้น สามารถที่จะจัดหารายได้ที่มากขึ้น ผมคิดว่าเราคงเข้าไปดูแลประชาชนได้มากขึ้น แล้วก็ ส่งเสริมสมรรถนะของประเทศได้มากขึ้นเช่นเดียวกัน ก็ขอกราบขอบพระคุณท่านสมาชิก รัฐสภาทุกท่านด้วยความเคารพครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์🔗

นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์ ฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้กระผมจะขอ อภิปรายข้อเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ ของท่านธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และคณะ โดยเสนอยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ หมวด ๑๔ การปกครองส่วนท้องถิ่นตั้งแต่มาตรา ๒๔๙ ถึงมาตรา ๒๕๔ และเพิ่มบทบัญญัติ ในหมวด ๑๔ การปกครองส่วนท้องถิ่นมาตรา ๒๔๙ ถึงมาตรา ๒๕๔/๖ ตามมาตรา ๒๕๒ ที่เพิ่มขึ้นมาใหม่นั้น เมื่อการดำเนินการกระจายอำนาจเพิ่มขึ้นให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อย่างต่อเนื่อง ให้มีแผนกฎหมายขั้นตอนการกระจายอำนาจอย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้ ซึ่งผมจะยกตัวอย่างใน (๓) การจัดสรรรายได้ระหว่างรัฐบาลส่วนกลางและราชการ ส่วนภูมิภาคกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนรายได้ต่อรายได้สุทธิของรัฐบาลไม่น้อยกว่าร้อยละ ๕๐ ภายใน ๓ ปี นับแต่วันที่รัฐธรรมนูญนี้บังคับใช้ แล้วมาดูมาตรา ๒๕๔/๖ มาตรา ๔ ภายใน ๒ ปีนับจาก ประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ให้คณะรัฐมนตรีทำแผนยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค และภายใน ๕ ปี นับจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้คณะรัฐมนตรีจัดให้มีการออกเสียงประชามติเรื่องการ ยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค ก่อนอื่นผมต้องอธิบายเพิ่มเติมว่ารัฐบาลปัจจุบันมีการโอน งบประมาณให้กับราชการส่วนท้องถิ่นตั้งแต่ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ถึง ๓๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ปีล่าสุด เท่าที่มีตัวเลขก็คือประมาณ ๗๓๗,๐๐๐ ล้านบาทด้วยกัน คิดเป็น ๒๙.๖ เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณแผ่นดินที่เก็บภาษีได้ ซึ่งไม่รวมกับงบเงินกู้ เพราะโดยปกติแล้วในการ ประมาณการในการจัดเก็บภาษีรายปี ณ ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ ๒.๕ ล้านล้านบาทด้วยกัน ซึ่งใน ๒.๕ ล้านบาทนี้เราตั้งงบประมาณแผ่นดินไว้ต่อปีประมาณ ๓.๑๘๕ ล้านล้านบาท ด้วยกัน เรามีการจ่ายดอกเบี้ยหนี้สาธารณะปีละประมาณล่าสุดประมาณ ๓๑๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี จากหนี้สาธารณะที่เราออกพันธบัตรไป ๑๐.๔ ล้านล้านบาทด้วยกัน ส่วนรายจ่ายประจำที่จำนวนมากพอสมควรทั้งเงินเดือนข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้าง บำเหน็จบำนาญ เงินเพิ่มค่ารักษาพยาบาลกว่าปีละ ๑.๓ ล้านล้านบาทด้วยกัน ซึ่งรวม ข้าราชการส่วนท้องถิ่นด้วย ส่วนอีกประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถึง ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลปัจจุบันทยอยกู้โดยที่รัฐบาลออกพันธบัตรกู้ให้เอกชนมาซื้อพันธบัตรอยู่ราว ๆ ปีละ ประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ ๘๐๐,๐๐๐ ถึง ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีด้วยกัน ซึ่งยิ่งสถานการณ์โควิด (COVID) ก็จะทำให้เราขาดดุลงบประมาณรายรับไม่พอรายจ่าย กว่าปีละประมาณ ๘๐๐,๐๐๐-๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ก็จะทำให้การจัดเก็บรายได้ ส่วนท้องถิ่นลดลงไปตามสภาวะเศรษฐกิจ ปัจจุบันการให้อำนาจท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติ กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปี ๒๕๔๒ เราใช้เวลากว่า ๒๓ ปีด้วยกัน ได้มีการถ่ายโอนภารกิจจำนวนมากให้กับท้องถิ่นในการพัฒนา อย่างต่อเนื่อง เมื่อพร้อมก็สามารถขับเคลื่อนทำแบบพัทยา หรือ กทม. ก็เป็นไปได้ เพราะว่า ทั้ง ๒ ส่วนนี้สามารถเลี้ยงตัวเองได้ ฉะนั้นการจะโอนงบประมาณให้ถึงร้อยละ ๕๐ เป็นไปตาม มาตรา ๒๕๒ (๓) ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายได้ประจำปีก็คือประมาณ ๑.๒๕ ล้านล้านบาทต่อปี ภายใน ๓ ปีซึ่งต้องเพิ่มจากเดิมประมาณ ๓.๗๕-๖.๒๕ แสนล้านบาทต่อปี สามารถทำได้ไหม ต้องตอบว่าทำได้โดยโอนเงินเดือนอัตราข้าราชการ พนักงานส่วนภูมิภาค ไปสังกัดราชการส่วนท้องถิ่นและดึงงบประมาณส่วนกลางที่พัฒนาลงไปให้ท้องถิ่นตาม รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ประเด็นที่ต้องวิเคราะห์เรื่องการเปรียบเทียบการทุจริต โดยส่วนใหญ่ แล้วรัฐบาลส่วนกลางและส่วนภูมิภาคมีการทุจริตอย่างต่อเนื่องมายาวนาน ถ้าเทียบ อัตราส่วนเปอร์เซ็นต์แล้วโครงการทุกโครงการของท้องถิ่นจะมีการเก็บค่าคอมมิชชัน (Commission) ๒๕ เปอร์เซ็นต์ตายตัว แต่ใครจะรับไปอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนราชการส่วนกลาง จะอยู่ที่ประมาณ ๑๐-๑๕ เปอร์เซ็นต์ จากประสบการณ์ที่เคยทำงานด้านการตรวจสอบ การทุจริตมาอย่างยาวนาน ๑๒ ปี การยกเลิกราชการส่วนภูมิภาคแล้วทำให้ท้องถิ่นเป็นอิสระ หรือเป็นรัฐอิสระมากขึ้น มีงบประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ของประเทศไทย ทั้งประเทศ อำนาจในการยับยั้งโครงการ การถอดถอนจากราชการส่วนกลางไม่มี มีเฉพาะ อำนาจศาลสถิตยุติธรรมที่ต้องตัดสินถึงที่สุดถึงจะเปลี่ยนแปลงอำนาจในท้องถิ่นนั้นได้ ต้องใช้เวลาหลายปีด้วยกัน หรือการใช้ประชาชนยื่นถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นจะใช้เสียง ๒ ใน ๓ หรืออะไรก็แล้วแต่ ข้อสังเกตว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยกเลิกหมวด ๑๔ การปกครอง ส่วนท้องถิ่นจะเป็นการปลดล็อกท้องถิ่น หรือปลดล็อกความเป็นอิสระในการสร้างบ้านใหญ่ ถาวรในแต่ละท้องถิ่นแบบผูกขาดมากขึ้นหรือไม่ ซึ่งขนาดปัจจุบันยังไม่ปลดล็อกก็ยังมี บ้านใหญ่ท้องถิ่นแบบถาวร แบบเครือญาติควบคุมกลไกธุรกิจทั้งบนดิน ใต้ดิน อาทิไม่ว่าจะเป็น จังหวัดชลบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดอุทัยธานี จังหวัดชุมพรจังหวัดนครปฐม จังหวัดระยอง จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดมุกดาหาร เป็นต้น เป็นระบบผูกขาดอำนาจ แบบเครือญาติ มันอาจจะเป็นการสร้างระบบสาธารณรัฐทั้งหมด ๗๗ รัฐใหญ่หรือไม่ หรืออาจจะเป็นรัฐย่อยอีกประมาณ ๗,๒๒๕ แห่งก็เป็นไปได้ แต่ละรัฐสามารถกู้เงินได้ เพิ่มภาษีได้ ออกพันธบัตรเองได้ เป็นอิสระโดยรัฐส่วนกลางไม่สามารถยับยั้งได้นอกจาก ศาลสถิตยุติธรรม เพราะฉะนั้นการกระทำดังกล่าวมันมีทั้งข้อดีและข้อเสียอยู่มากพอสมควร เราต้องฟังความรอบด้าน เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะฉะนั้น ทั้ง ส.ส.และ ส.ว. และประชาชนที่ฟังทางบ้านก็ต้องคิดให้รอบคอบว่าการยกเลิกราชการ ส่วนภูมิภาคก็คือการยกเลิกนายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้อำนวยการเขตใน กทม. และสุดท้ายก็จะมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดภายใน ๕ ปี ในการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับคุณธนาธรและคณะ สิ่งสำคัญที่ต้องคิดคือเราต้อง เข้าใจว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๑ ประเทศไทยเป็น ราชอาณาจักรเป็นอันหนึ่งเดียวจะแบ่งแยกมิได้ เฉกเช่นเดียวกับการแยกอำนาจ การแบ่งแยกดินแดน การแบ่งแยกพื้นที่ การแบ่งแยกการปกครอง การจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามฉบับคุณธนาธรได้บางทีเราอาจจะต้องไปแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑ ก่อนหรือไม่ถึงจะทำ ตามแนวคิดนี้ได้อย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้นความคิดที่ก้าวหน้าแบบคุณธนาธรและคณะ เป็นความคิดที่ดีแบบติดสปีด ๙ จี (Speed 9G) เพราะเป้าหมายก็คือต้องการให้ท้องถิ่น เข้มแข็งสามารถดูแลตัวเองได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ ณ ปัจจุบันเราต้องดูว่าศักยภาพ ภายใน ๕ ปี มีท้องถิ่นที่เป็นไปได้ ๕-๑๐ เปอร์เซ็นต์ของท้องถิ่นทั้งหมดหรือไม่ เพราะต้อง มีรายรับพอรายจ่ายเพื่อจะดูแลตัวเองและบริการสาธารณะหลาย ๆ อย่างให้กับพี่น้อง ประชาชนในท้องถิ่นตัวเองโดยรัฐส่วนกลางไม่ต้องช่วยเหลือ ผมอยากให้ทางคณะที่ผู้เสนอทำการบ้านเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งว่าอยากให้นำผังความพร้อม ของท้องถิ่นแต่ละท้องถิ่นว่าแต่ละท้องถิ่นที่พร้อมมีตัวอย่างสัก ๑๐ ท้องถิ่น ๒๐ ท้องถิ่น ว่ามีรายรับ รายจ่าย มีธุรกิจในการบริการสาธารณะหรือธุรกิจที่จะต้องทำหลังจากที่ ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปแล้วและประเมินศักยภาพว่าสามารถทำได้ไหม แยกเป็นราย ท้องถิ่น เพราะฉะนั้นแล้วผมเชื่อว่าถ้าเอาตรงจุดนี้มาชี้แจงให้กับเพื่อนสมาชิกรัฐสภา ๗๐๐ กว่าคน ก็จะทำให้เกิดความมั่นใจในการแก้ไขในอนาคต เพราะฉะนั้นการแก้ไขดังกล่าว มันสามารถเป็นไปได้ไหม เป็นไปได้ แต่เราต้องมีเงื่อนไขขั้นตอนแล้วก็ความพร้อมของ แต่ละท้องถิ่น เป็นไปได้ไหมหลังจากผ่านการประชามติถ้ามันผ่านไปได้ ปีที่ ๑ ถึงปีที่ ๕ ท้องถิ่น ๕ เปอร์เซ็นต์ ที่สามารถทำได้ ปีที่ ๖ ถึงปีที่ ๑๐ ท้องถิ่นที่สามารถทำได้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ปีที่ ๑๑ ถึงปีที่ ๑๕ ท้องถิ่นที่สามารถทำได้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ และปีที่ ๑๖ ถึง ปีที่ ๒๐ ก็สามารถทำได้ถึง ๕๕ เปอร์เซ็นต์ เพื่อความรอบคอบในการปลดล็อกท้องถิ่น ที่จะทำให้ไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลัง เพราะฉะนั้นก็ฝากเรียนให้คณะผู้เสนอช่วยชี้แจง รายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อความรอบคอบในการพิจารณาของสมาชิกรัฐสภา ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ต่อไปคุณชินวรณ์ บุณยเกียรติ ครับ🔗

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตที่จะเปิดสไลด์ ประกอบการอภิปราย ๖ ฉบับนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานว่าวันนี้เราได้มีโอกาสที่จะพิจารณาการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ในประเด็นที่สำคัญอีกครั้งหนึ่ง คือประเด็นในหมวด ๑๔ ที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจลง ไปสู่ท้องถิ่น ผมอยากจะกราบเรียนเป็นเบื้องต้นว่าพรรคประชาธิปัตย์ของผมนั้นสนับสนุน การกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นและให้ท้องถิ่นได้จัดการตนเองได้ เราเริ่มต้นด้วยอุดมการณ์ ของพรรคมาตั้งแต่ปี ๒๔๘๙ ครับท่านประธาน ปี ๒๔๘๙ บรรพบุรุษของพรรคได้เขียนเอาไว้ ในข้อ ๕ ว่าพรรคจะกระจายอำนาจการดำเนินการให้กับท้องถิ่นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เนื่องจากความใกล้ชิดขององค์กรในท้องถิ่นมีมากกว่าส่วนกลางและแน่นอนที่สุดครับ ผมคิดว่าเมื่อเรามาดูนโยบายของพรรคแล้วเป็นรูปธรรมที่สุดที่คิดว่าเป็นการเริ่มต้นครั้งสำคัญ ก็คือสมัยที่ท่านชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี วันนั้นถ้าจะใช้คำว่าปลดล็อก ผมคิดว่า น่าจะใช้ในวันนั้น ในวันที่เรามีการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๘ มาตรา ๑๘๙ เราต้องการให้ผู้บริหารท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้งโดยตรง และในวันนั้นก็เกิดประวัติศาสตร์ ในทางการเมืองไทยที่มีบางพรรคไม่เห็นด้วย แล้วก็ท่านนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นคือท่านชวน หลีกภัย ก็ได้เชิญพรรคนั้นออกไป แล้วก็มีการปลดล็อกให้พี่น้องประชาชนสามารถเลือก ผู้บริหารโดยตรงได้ หลังจากนั้นเมื่อท่านกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ ๒ ท่านได้ประกาศ นโยบายในเรื่องของการกระจายโอกาสคือเรื่องของการศึกษาครั้งยิ่งใหญ่ที่เป็นพื้นฐาน ถึงทุกวันนี้ การกระจายความเจริญสู่ภูมิภาคซึ่งวันนี้เราก็เห็นชัดเจนในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ต่าง ๆ และแน่นอนการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นผมคนหนึ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ส่งไปดูงาน กับมูลนิธิ เดอะ เอเชีย ฟาวน์เดชัน (The Asia Foundation) แล้วกลับมาทำการร่าง กฎหมายที่สำคัญในยุคนั้น ตั้งแต่ปี ๒๕๓๗ ปี ๒๕๓๘ ก็คือยกฐานะสุขาภิบาลเป็นเทศบาล ยกฐานะสภาตำบลเป็น อบต. แล้วก็กฎหมายให้มีท้องถิ่นขนาดใหญ่คือองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดและท้องถิ่นพิเศษ คือพัทยาและกรุงเทพมหานคร ผมจึงต้องขออนุญาตท่านประธานว่าวิป (Whip) ฝ่ายรัฐบาลให้เวลาผม ๑๕ นาทีนะครับ แต่ว่าผมใช้เวลาเท่าที่มีความจำเป็นครับ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าเมื่อได้มีการ กระจายอำนาจลงไปสู่ท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม สิ่งที่เราทำต่อไปก็คือพระราชบัญญัติแผน และขั้นตอนการกระจายอำนาจ ซึ่งวันนั้นก็มีระบบที่ชัดเจนว่าเราควรที่จะได้ดำเนินการ อย่างไร และแน่นอนที่สุดเมื่อมีการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็ดี ปี ๒๕๕๐ ก็ดี หรือแม้แต่ปี ๒๕๖๒ พรรคประชาธิปัตย์เราก็ได้มีการนำเสนอขอแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยส่วนของการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น มาตรา ๕๒ มาตรา ๕๓ มาตรา ๕๔ คราวที่แล้ว แต่ว่าตกไป วันนี้เมื่อมีผู้เสนอขอแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญในหมวดนี้อีกครั้งหนึ่ง ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานว่าพวกผมยินดีที่จะสนับสนุนร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อเรามาดูกระบวนการและขั้นตอนในการนำเสนอ กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมด้วยเวลาอันจำกัด ผมมีข้อเสนอแนะหรือมีปัญหาอยู่ทั้งหมด ๔ ประการครับ ประการแรกที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากก็คือผมได้ดูคำโฆษณา ที่ต้องการจะให้มีการเข้าชื่อกันของพี่น้องประชาชนว่าจะปลดล็อกท้องถิ่น ผมก็แปลกใจว่า ผู้นำเสนอนั้นทำไมไม่คำนึงถึงเงื่อนไขเวลาว่าการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นจะทันในสมัย ประชุมนี้หรือไม่ นี่คือประการแรก หรือว่าท่านเพียงแต่ขอให้ประชาชนเข้าชื่อ ซึ่งไม่ได้เป็น เรื่องยากเย็นอะไรในยุคสมัยนี้ และต้องการที่จะชี้ให้เห็นว่าท่านนี่แหละเป็นคนเริ่มต้นในการ ปลดล็อกเรื่องการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น ซึ่งจริง ๆ ผมอยากจะกราบเรียนว่าเราคิดใหม่ เราคิดแบบมองโลกบนความเป็นจริง ผมคิดว่าหลายคนที่ยืนขึ้นพูด บอกว่าถ้ายังคิดแบบเดิม ทำเหมือนเดิมผลออกมาเหมือนเดิม แต่ผมกราบเรียนว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นที่จะให้เหมือนเดิมนั้น มันอยู่ที่กระบวนการที่เราทำว่าเราสามารถที่จะขับเคลื่อนเป็นจริงหรือไม่ ผมจึงมีความเห็น เป็นเงื่อนไขที่ ๒ ที่อยากจะเรียนถามไปยังผู้เสนอร่างว่าเมื่อเงื่อนไขผ่านความเห็นชอบ ผมไม่ทราบ ผมเคารพในสิทธิของเพื่อนสมาชิกรัฐสภา ใครจะคิดและตัดสินใจอย่างไรก็เป็น เรื่องของความชอบธรรมเพราะต่างคนต่างไม่อยู่ในอาณัติความครอบงำใด ๆ และผมก็คิดว่า ผู้เสนอร่างจะมาอ้างประชาชนทั้งหมดไม่ได้ ประชาชนส่วนหนึ่งที่เสนอร่าง แต่การขอแก้ไข ของท่านผมอยากกราบเรียนว่ามันยังไม่ชัดเจนจริง ๆ มันมีหลายประเด็นที่จะต้องเป็นคำถาม ในเวลาอันจำกัดนี้ผมอยากจะกราบเรียนว่าผมมีประเด็นใน ๓ มาตรา เช่นเดียวกับเพื่อน สมาชิก ก็คือร่างมาตรา ๔ กำหนดให้คณะรัฐมนตรีทำแผนการยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค ภายใน ๒ ปี นี่คือความไม่ชัดเจนว่าจะทำแผนการยกเลิกอย่างไร ราชการส่วนภูมิภาคมีความ จำเป็นต้องมีตามหลักการบริหารราชการแผ่นดินในระบบของเราหรือไม่ และที่สำคัญที่สุด ก็คือว่าท่านลองนึกภาพสิวันหนึ่งเกิดว่าพรรคของผมได้รับเลือกเป็นเสียงข้างมากเป็น รัฐบาลกลาง แล้ววันหนึ่งท่านจะไม่ให้รัฐบาลกลางมีส่วนภูมิภาคที่จะนำนโยบายไปสู่การ ปฏิบัติกับประชาชนได้อย่างไร และแน่นอนที่สุดท้องถิ่นเหมือนที่ท่านพูดว่ามีอิสระจัดการ ตนเอง ผมก็เชื่อมั่นว่าท่านมีอิสระจัดการตนเองและท่านก็มีอิสระและมีอำนาจที่จะขยายฐาน ทางภาษีให้ท้องถิ่นรับผิดชอบในการหารายได้มาพร้อมกับอำนาจที่ได้ไปด้วย ถ้าคิดบนฐาน เหล่านี้ถูกต้อง แต่ถ้าคิดว่าเราต้องการยกเลิกส่วนภูมิภาคเพียงเพื่อว่าท่านกำลังทำงานในทาง การเมืองเกี่ยวกับเรื่องท้องถิ่นอยู่ ผมคิดว่าท่านก็คิดในเรื่องที่เป็นอรรถประโยชน์ เพราะฉะนั้น วันนี้ผมจึงอยากจะเรียกว่าความชัดเจนในเรื่องของการที่จะดำเนินการนั้นมันจะต้องมีความ ชัดเจน ในมาตรา ๕ ยิ่งมีความสำคัญเกี่ยวข้องกับพวกผมโดยตรง ท่านบอกว่ารัฐสภาดำเนินการ ตรากฎหมายต่อไปนี้ให้แล้วเสร็จภายใน ๒๔๐ วัน ท่านดูสิการกำหนดแผนขั้นตอนกระจายอำนาจเมื่อสักครู่เพื่อนพูดไปแล้วว่าวันนี้ ๒๓ ปี ได้ร้อยละ ๒๙ การกำหนดรายรับขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น วิธีการจัดทำบริการ สาธารณะท้องถิ่น การกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การถอดถอนสมาชิก สภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น และร่างมาตรา ๖ และมาตรา ๗ กำหนดให้คณะรัฐมนตรี ยกเลิกหน้าที่และอำนาจราชการส่วนกลางหรือส่วนภูมิภาคที่มีความซ้ำซ้อนกับหน้าที่นั้น ท่านลองไปดูในรายละเอียดของกฎหมายบริหารราชการแผ่นดินด้วยว่ามันมีส่วนผูกพันซ้ำซ้อน และมีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐบาลกลางในฐานะที่เราเป็นราชอาณาจักรอย่างไร ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ผมไม่อยากเห็นใครก็ตามมาคิดเอาความแตกต่างมาหาเสียงกัน ในทางการเมือง วันนี้ผมคิดว่าประชาชนเริ่มเท่าทันแล้วว่าเราต้องคิดถึงองค์รวมครับ ถ้าต่างคนต่างคิดเห็นถึงความแตกต่างแล้วนำเอาความแตกต่างมาหาเสียง ผมคิดว่า ใครก็พูดได้ครับ ผมไม่อยากย้อนกลับไปพูดถึงสิ่งเหล่านี้ แต่ผมเป็นห่วงประการที่ ๒ ก็คือว่า การขอแก้ไขยังไม่ชัดเจนครับ ประการที่ ๓ เงื่อนไขในทางการเมือง อันนี้ยิ่งมีความสำคัญ วันนี้พวกผมเห็นด้วยกับหลาย ๆ ท่านที่เสนอว่าเราจะต้องทำประชามติว่าการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคราวต่อไปต้องขอแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เพราะศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้ว แต่วันนี้ท่านจะมาขอทำประชามติอีกภายใน ๕ ปี ว่าจะยกเลิกราชการส่วนภูมิภาคหรือไม่ ท่านประธานครับ การทำประชามตินั้นต้องใช้ ประมาณ ๓ พันล้านบาท ต้องมีประเด็นที่เรียกว่าเป็นความสำคัญยิ่งยวด แล้วทำไมเราทำ ประชามติเรื่องที่จะแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งฉบับแล้ว ทำไมละที่เราไม่กล้าหาญพอ ที่จะเอาเรื่องนี้มาให้กับ สสร. ที่จะดำเนินการต่อไป อันนี้ก็เป็นเรื่องท้าทายว่าเป็นสิ่งที่ ผู้คิดนำเสนอในเรื่องนี้คิดแต่เพียงมองให้เห็นว่ามันยื่นความแตกต่างไปให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งในบางเรื่องแน่นอนว่าเราต้องถามประชาชน แต่ว่าเสียงของประชาชนจะต้องได้รับข้อมูล และข่าวสารอย่างรอบด้านว่าเราจะต้องทำอย่างไร การยกเลิกส่วนภูมิภาคนั้นจะไปกระทบ ส่วนไหนหรือไม่ ที่ท่านมาปฏิเสธเมื่อสักครู่ท่านปิยบุตรบอกว่าท่านยังตอบไม่ได้ว่าจะยกเลิก ส่วนภูมิภาคหรือไม่ และแน่นอนไม่มีการยกเลิกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มันก็มีคำถามต่อไปว่า ถ้าท่านไม่มีส่วนภูมิภาคแล้วท่านจะเอากำนัน ผู้ใหญ่บ้านทั้งหมดนั้นไปไว้ที่ไหน อย่างไรครับ และประเด็นสุดท้ายผมอยากกราบเรียนว่าการพูดในเชิงทฤษฎี ผมขอประทานโทษ ท่านนายกนครยะลา ท่านเป็นนักปฏิบัติ แต่นักวิชาการก็มักจะพูดเสมอว่าเราจะต้องเปลี่ยน ๕๐ ให้จัดการตนเองได้ เปิดเมืองแบบนครเฉิงตู แต่บริบทและความแตกต่างเหมือนกันไหม ทำไมวันนี้เราต้อง รับภาระแบกรับในเรื่องการกระจายโอกาส การกระจายอำนาจ การกระจายความเจริญ ที่ท่านประธานทำมา ๒๐ กว่าปียังเป็นรากฐานของโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญอยู่และต้อง เดินหน้าทำต่อไป แต่ไม่ใช่การปฏิวัติ ผมยังไม่เห็นการปฏิวัติอะไรประสบความสำเร็จเลยครับ แม้แต่ประเทศที่เกิดจากการปฏิวัติวันนี้ก็ต้องหันกลับมาจัดระบบการบริหารจัดการแบบใหม่ เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นผมอยากจะถามว่าการที่ท่านจะขับเคลื่อนในสิ่งที่ท่านคาดหวังและ ท่านหาเสียงในโฆษณาเหล่านี้ท่านสามารถทำให้เป็นจริงได้อย่างไร นี่คือประเด็นที่พี่น้อง ประชาชนเขาให้ความสนใจและผมในฐานะที่ติดตามเรื่องการกระจายอำนาจ ครอบครัวผม อยู่ในระบบท้องถิ่น อยู่ในระบบท้องที่ ผมคิดว่าเราจะต้องมีความชัดเจนที่จะเอากลไก การกระจายอำนาจที่ท่านประธานได้วางรากฐานไว้ขับเคลื่อนเพื่อไปสู่ความเจริญของพี่น้อง ประชาชนอย่างแท้จริง และผมมั่นใจว่าการบริหารจัดการตนเองของประชาชนนั่นแหละ สำคัญที่สุด แต่ต้องกระทำโดยมีการดำเนินการอย่างรอบคอบและเป็นองค์รวม ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ต่อไปท่านมณเฑียร บุญตัน ครับ🔗

นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ขอขอบพระคุณที่ได้ให้โอกาสผมได้มีส่วนร่วมในการอภิปราย ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งคุณธนาธร และคณะได้นำเสนอแล้วก็ได้อภิปรายชี้แจงไปแล้วนะครับ เช้านี้ผมตั้งใจฟังผู้ชี้แจงทุกท่าน โดยตลอด ท่านประธานที่เคารพครับ เช่นเดียวกับเพื่อนสมาชิกหลายท่าน โดยเฉพาะ อย่างยิ่งท่านคำนูณ สิทธิสมาน ว่าผมเห็นด้วยในหลักการ แล้วก็เชื่อว่าอันนี้เป็นความเห็น ส่วนตัว แล้วก็เชื่อว่าผู้เสนอเองก็มีความปรารถนาดี มีความตั้งใจจริงที่จะเสนอให้มีการ กระจายอำนาจเพื่อให้ท้องถิ่น เพื่อให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการตนเอง ในการบริหารจัดการบ้านเมืองได้อย่างเต็มที่มีประสิทธิผล ไม่ใช่เป็นการมีส่วนร่วม ในลักษณะที่เป็นพระประดับ อย่างไรก็ตามผมมีความห่วงใยแม้ว่าผมตั้งใจจะสนับสนุน เพราะผมได้เคยพูดไปแล้วว่าที่ผมยกมือสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในแต่ละครั้ง ไม่ได้ แปลว่าผมเห็นด้วยในเนื้อหาทุกเรื่อง เพราะผมเองมีประสบการณ์เห็นความเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้นในเมืองไทยในรอบ ๒๐ กว่าปี ส่วนใหญ่มันเกิดจากการที่เราชักกะเย่อกันเอง ในลักษณะที่สวิง (Swing) ไปมาอย่างสุดโต่ง และเราก็ไม่สามารถประคับประคองสิ่งที่เรา ได้มาให้มีความยั่งยืนได้ ยกตัวอย่างชัดเจนที่สุดคือรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ เป็นที่น่าเสียดาย หลายท่านยกตัวอย่างไปแล้วว่าในหมวดที่เกี่ยวกับการปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นถึงขนาด บอกว่าจังหวัดใดที่มีความพร้อมก็อาจจะพัฒนาไปเป็นท้องถิ่นขนาดใหญ่ เสียดายที่เราไม่มี โอกาสได้มีประสบการณ์ ได้เห็นสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น เพราะรัฐธรรมนูญก็มีอันเป็นไปเสียแล้ว ท่านประธานครับ เรื่องที่ผมเป็นห่วงมีความละม้ายคล้ายคลึงกับที่หลายท่านได้พูดถึงว่า เนื้อหาในมาตรา ๒๔๙ ถึงมาตรา ๒๕๔ ผมไม่ค่อยติดใจเท่าไร แต่ที่ผมคิดว่าเป็นปัญหาที่ผม เป็นห่วงว่าท่านจะทำได้อย่างไรก็เพราะว่ายังไม่ทันเริ่มก็มีปัญหาแล้วนี่แหละครับ มีข้อสงสัย มากมายก็คือเรื่องของกระบวนการซึ่งจะนำไปสู่การยกเลิกการปกครองส่วนภูมิภาค พูดไปทำไมมีโดยส่วนตัวผมก็อยากเลิก ยอมรับกันตรง ๆ แต่ผมยังมองไม่เห็นทางเลยว่า มันจะยกเลิกได้ง่ายอย่างไร เอาความเป็นจริงนะครับ ผมคิดว่าโดยประวัติศาสตร์ประเทศที่ ประสบความสำเร็จในการปฏิรูปการปกครองโดยละเสียซึ่งการปกครองส่วนภูมิภาค เขามี ความสามารถในการสร้างความรู้สึกสำนึกร่วมมาเป็นเวลาช้านานพอสมควร ญี่ปุ่นเองใช้เวลา ในการปิดประเทศช่วงที่โชกุนมีอำนาจก่อนที่จะมีการปฏิรูปครั้งใหญ่ในสมัยสมเด็จ พระจักรพรรดิเมจิ การหล่อหลอมจนสังคมญี่ปุ่นมีสำนึกร่วมเดียวกันมันใช้เวลามากมาย พอสมควร แล้วก็การปฏิรูปโดยระยะหนึ่งที่ทำให้อำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางก็มีลักษณะที่ ประชาชนเองมีส่วนร่วม ขุนนาง ประชาชน ข้าราชการ มีส่วนร่วมค่อนข้างจะกระจาย พอสมควร กรณีของเราต้องยอมรับว่าอายุของรัฐชาติสมัยใหม่ของเราที่รวมกันเข้าเป็น ประเทศที่เรียกว่าประเทศไทยในปัจจุบัน หรือสยามในอดีตนั้นมีเวลาแค่ ๑๐๐ ปีเท่านั้นเอง แล้วการรวมกันเข้ามาก็เป็นการผนวกรวม ไม่ใช่เป็นการรวมตัวกันเหมือนประเทศตะวันตก บางประเทศ ฉะนั้นการผนวกรวมความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวแล้วก็มีสำนึกร่วม ในอุดมการณ์ชาติเดียวกันมันยังไม่สนิทแนบแน่น เพราะฉะนั้นผมเชื่อแน่ว่าผู้ที่เชื่อในเรื่อง ของอำนาจส่วนกลาง ซึ่งเมืองไทยก็คงเถียงกันว่าส่วนกลางในที่นี่มันหมายถึงทั้งหมดตามที่ มันควรจะเป็นตามหลักรัฐศาสตร์ หรือส่วนกลางที่มันหมายถึงเส้นขีดเส้นประเทศไทยภาคกลางหรือดินแดนที่เคยเป็น อาณาจักรอยุธยาเดิมกันแน่ ผมไม่แน่ใจครับ จากวิธีการหล่อหลอมทางวัฒนธรรม ผมคิดว่า เป็นประการหลัง เพราะฉะนั้นความรู้สึกที่ท้องถิ่นจะมีสำนึกร่วมของความเป็นชาติ หรือที่เรา เรียกว่าเป็นอินทิเกรเต็ด โซไซตี (Integrated Society) หรือเป็นอินคลูซีฟ (Inclusive) ก็ได้ มันยังไม่เกิดเท่าที่ควร เพราะฉะนั้นท่านพยายามเสนอวิธีการตามมาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ เพื่อจะนำไปสู่มาตรา ๔ ผมเกรงว่าจะเป็นหมันเสียก่อน ผมคิดว่าอย่างไร ๆ คนที่เห็นต่างเขาก็ ไม่ยอมแน่ ๆ แล้วผมเองก็เช่นเดียวกับหลายท่านที่ยังสงสัยว่าท่านคิดว่าท่านจะใช้เวลา ที่เหลือของรัฐสภาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ได้ทันเวลาหรือเปล่า ถ้าท่านตอบว่าไม่ทัน ก็ไม่เป็นไร เป็นการจุดประกาย อันนั้นก็เป็นเรื่องหนึ่ง เผอิญผมมีความเป็นห่วงอีก ๑ เรื่อง ที่ไม่เปลี่ยนใจผมนะครับ ผมก็ยังยินดีสนับสนุน เพียงแต่ว่าในโอกาสที่ผมได้ทำงานกับองค์กร ระหว่างประเทศหลายปี แล้วก็ได้เข้าไปทำงานในกรรมการด้านสิทธิคนพิการขององค์การ สหประชาชาติ เราพบว่าประเทศที่มีการกระจายอำนาจสูงในยุโรป ท่านประธานครับ ขอเวลาเพิ่มอีกสักนิดหนึ่งครับ กำลังจะอธิบายเรื่องความห่วงใย🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญครับ🔗

นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา แบบสรรหา

ขอบพระคุณครับ ในประเทศยุโรปซึ่งมีความเป็นรัฐชาติมาหลายร้อยปีแล้วนี้ จนกระทั่งการกระจายอำนาจ เป็นเรื่องปกติ แล้วก็หลายประเทศนั้นเป็นระบบสหพันธรัฐ จะเห็นได้ว่าการปฏิบัติตาม พันธกรณีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องสิทธิมนุษยชนกระทำได้ยากมากนะครับ เพราะแต่ละรัฐ แต่ละท้องถิ่นไม่ค่อยจะร่วมมือกับรัฐบาลกลางเท่าไร จากการที่ผมไปเป็น ผู้ร่วมจัดทำรายงานสหภาพยุโรป เราพบว่าประเทศในสหภาพยุโรปหลายประเทศมีปัญหา มากเลยครับ ผมเองเคยเดินทางไปดูงานที่ประเทศในสแกนดิเนเวีย ซึ่งก็ต้องถือว่าเป็น ต้นแบบการกระจายอำนาจที่ดีแห่งหนึ่ง พบว่าประชาชนในแต่ละแคว้นในแต่ละพื้นที่มีความ เหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการ เพราะแต่ละแคว้น แต่ละพื้นที่ก็มักจะตัดสินใจ พูดง่าย ๆ ว่า ตามอำเภอใจ ตามท้องถิ่นของตนว่าจะให้บริการอะไร ไม่ให้บริการอะไร เพื่อนผมซึ่งเป็นคน ตาบอดด้วยกันเขาบอกว่าในพื้นที่ของเขาไม่มีบริการสุนัขนำทาง เขาจะต้องรอนแรมไปใช้ บริการพื้นที่อื่นซึ่งต้องเสียเงินเพราะเป็นการข้ามเขตพื้นที่ ผมคิดว่าท่านจะต้องระมัดระวัง รายละเอียดต่าง ๆ เหล่านี้มันจะทำให้คนตั้งข้อสงสัยว่าแทนที่เราจะได้ดีเซนทรัลไลเซชัน (Decentralization) เราจะได้ดิสอินทิเกรชัน (Disintegration) หรือเปล่า เพราะเหตุว่า เรายังไม่ได้มีแนวความคิดในเชิงอุดมการณ์ร่วมที่แน่นหนาเพียงพอ สิ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือ นี่แหละครับ ถ้าท่านสามารถอธิบายว่าท่านจะป้องกันไม่ให้ประเทศไทยจากเซนทรัลไลเซชัน (Centralization) ไปสู่ดีเซนทรัลไลเซชัน (Decentralization) แต่ยังมีความเหนียวแน่น รวมแต่ไม่ต้องหลอมก็ได้ แต่ยังรวมกันอยู่ได้ ซึ่งในยุคที่กระแสโลกกำลังปั่นป่วนและหาความ มีเสถียรภาพแทบจะไม่ได้เลยขณะนี้ ผมก็ยังเชื่อว่าเสถียรภาพมีความสำคัญ ดีคัปปลิง (Decoupling) กำลังมาแรง โลกาภิวัตน์กำลังสั่นไหว ผมก็ไม่แน่ใจว่าอะไรจะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นขอได้ใช้ความระมัดระวัง แต่ผมรับร่างนี้เพื่อให้มีโอกาสได้ถกเถียงในชั้น กรรมาธิการ และหวังว่าท่านจะได้รับฟังข้อห่วงใยที่พวกเราหลายคนได้นำเสนอ ณ ที่ประชุม แห่งนี้ด้วยครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ต่อไป พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ครับ🔗

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเป็นผู้หนึ่งที่สนับสนุนให้มีการ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับของประชาชน และก่อนอื่นผมอยากให้ความเป็นธรรม ประชาชน เพราะว่าถ้าท่านประธานลองไปดูร่างที่ส่งมาให้ประธานนั้นส่งมาเมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕ เรื่องได้ถูกดองไว้ ๖ เดือน อาจจะไม่ได้ถูกดอก คาไว้ ๖ เดือน อาจจะมีกระบวนการ ซึ่งหลายท่านบอกว่าเรื่องนี้เสนอแบบฉุกละหุกไม่รอบคอบ อันนี้ผมคิดว่าจะต้องให้ความ เป็นธรรมประชาชนด้วย เพราะประชาชนไม่ได้มีเงินเดือน แต่ประชาชนเขาต้องการมี อนาคตที่ดี ประชาชนต้องการมีชีวิตที่ดี ประชาชนเขาทราบว่าการที่จะทำอนาคตที่ดีก็คือ จะต้องทำกติกาของประเทศให้มีความสมดุลให้มีการแบ่งปันกันนั่น ก็คือการแก้รัฐธรรมนูญ และโดยเฉพาะแก้รัฐธรรมนูญในหมวด ๑๔ ผมอยากจะเตือนความจำของเพื่อนสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรที่อยู่ในที่นี้ว่าในความเป็นจริงนั้น เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๖๒ สภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาปัญหาหลักเกณฑ์และแนวทางการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ขึ้นหลายปีมาแล้ว แล้วผมก็กราบเรียนว่าในคณะกรรมาธิการชุดนั้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นฝ่ายรัฐบาลจะเยอะกว่า ท่านพีระพันธุ์ได้เลือกท่านเป็นประธาน คณะกรรมาธิการชุดนั้นก็ได้เสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ ในหมวด ๑๔ ได้เสนอ เดี๋ยวผมจะอธิบายให้ฟัง ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้บ้านเมือง ของเรามีปัญหาวุ่นวายมากมาย แล้วปัญหาต่าง ๆ ได้หมักหมมมาจนถึงวันนี้ สิ่งหนึ่ง ของปัญหานั้นผมอาจจะหยิบมา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความยากจน ปัญหายาเสพติด ปัญหา ทุจริตคอร์รัปชัน ปัญหาสังคมร้ายแรงอื่น ๆ โดยเฉพาะปัญหาที่ผู้เป็นรัฐบาลได้ยัดเยียด สร้างขึ้นก็มี รวมถึงปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหาดังกล่าวถ้าผมเองได้ประมวลสรุป มันสามารถแก้ไขได้ประมาณ ๔ ประการ ประการที่ ๑ ก็คงจะต้องทำให้บ้านเมืองเกิดความ เป็นประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นผมคิดว่าต้องสร้างความประชาธิปไตยให้เกิดขึ้น เราไม่ใช่ ต้องการเพียงรัฐธรรมนูญ แต่เราต้องการประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นกับสังคมไทย ประการที่ ๒ เราต้องมีการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น เราจะต้องให้ประชาชนสามารถตัดสินใจอนาคต ของตัวเองได้ นั่นคือกระบวนการประชาธิปไตยที่แท้จริง เราต้องคืนสิทธิให้กับประชาชน ประการที่ ๓ เราต้องมีความยุติธรรมมนุษย์ไม่ว่าจะยากดีมีจน สิ่งที่มนุษย์จะต้องการ เหมือนกัน คุณจะรวยก็ตาม คุณจะจนก็ตาม คือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ฉะนั้นความสามัคคี ความสมานฉันท์คือจุดปลายทางของความอยู่รอดของประเทศ นั่นก็คือความยุติธรรม ประการสุดท้ายเราก็จึงต้องมีการมาปฏิรูปหรือทำให้ดีขึ้น การแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เป็นการ ปฏิรูป ก่อนที่ผมจะอธิบายนิดหนึ่ง ผมอยากให้ดูสไลด์ (Slide)🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานลองดู ที่ผมเคยอภิปรายงบประมาณไว้ ผมมองแค่ ๘ ปีของ พลเอก ประยุทธ์ ท่านเห็นไหมงบประมาณของประเทศ ๓.๓ ล้านล้านบาท ๗๔ เปอร์เซ็นต์ไปรวมอยู่ที่ กรุงเทพฯ กับงบกลาง ส่วนที่เป็นจังหวัด ๗๖ จังหวัด คนประมาณ ๙๒ เปอร์เซ็นต์ ปรากฏว่า มีงบแค่ ๒๖ เปอร์เซ็นต์ นี่คืออะไรครับ นี่คือรัฐรวมศูนย์ นี่คือเราไม่เห็นหัวประชาชน ทั้ง ๆ ที่ถ้าเรามองว่าประชาชนพลเมืองของประเทศเป็นคนของประเทศไทยด้วยกัน เราต้อง เปิดโอกาส ดังนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญของผู้ร่างในครั้งนี้ผมจึงมีความเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากขอสรุปสั้น ๆ ในการศึกษาของคณะกรรมาธิการ เราเห็นว่าที่คณะผู้เสนอยังเสนอตกไป เพราะสิ่งที่มันเป็นปัญหารากเง้าก็คือในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ในแนวนโยบายของรัฐซึ่งถือว่าคนจะเป็นรัฐบาลคุณต้องปฏิบัติตามหน้าที่ของรัฐ นโยบายของรัฐและยุทธศาสตร์ชาติ แต่ปรากฏว่าในนโยบายของรัฐไม่มีคำว่าการปกครอง ท้องถิ่นเลย จะมีเขียนคำว่าท้องถิ่นอยู่เล็ก ๆ ๒ จุด ในเมื่อคนเป็นรัฐบาล รัฐธรรมนูญเขียนไว้ ยังไม่มีการเขียนเรื่องแนวนโยบายของรัฐ ซึ่งในการศึกษาของคณะกรรมาธิการนั้นก็ยัง บอกว่าเราต้องไปแก้บทบัญญัติในหมวด ๖ เรื่องแนวนโยบายของรัฐเพื่อให้มีการกระจาย อำนาจไปสู่การปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย และส่วนในหมวด ๑๔ นั้น ได้มีการเสนอไว้ ๘ หัวข้อใหญ่ ๆ ซึ่งใน ๘ หัวข้อใหญ่ ๆ นั้นผมได้ดูของคณะผู้ร่างก็ครอบคลุมเกือบทั้งหมด ใน ๘ หัวข้อใหญ่ ๆ ก็คือ ๑. ในรัฐธรรมนูญ หมวด ๑๔ ไม่มีทิศทางการปกครองท้องถิ่น ให้หลงเหลือเหมือนรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ แต่อย่างไรก็ตามผมอาจจะกล่าว ให้ครบสักนิดหนึ่ง ในข้อที่ ๒ การจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเราไปให้ขีดจำกัด ในรัฐธรรมนูญเองคือต้องไปคำนึงถึงรายได้ท้องถิ่น จำนวนความหนาแน่นของประชากรและ พื้นที่ความรับผิดชอบ ผมขอสไลด์ (Slide) สักรูปหนึ่ง ท่านประธานถ้าไปดูจำนวนของ ประชากร ความหนาแน่นของท้องถิ่น ท่านลองดูสิครับ จังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นป่าเสีย ๘๕ เปอร์เซ็นต์ ประชากรจะหนาแน่นได้อย่างไร ถ้าไปหนาแน่นก็ถูกจับ อำเภอเบตง จังหวัด ยะลา ที่ท่านนายกพงษ์ศักดิ์มาอภิปรายเป็นพื้นที่ป่าประมาณเกือบ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ประชากร จะไปหนาแน่นก็ต้องถูกจับ คือผมคิดว่าตรงนี้คณะกรรมการมองว่าเป็นเงื่อนไข ในการจัดตั้ง อีกส่วนหนึ่งก็คือในเรื่องความอิสระในการปกครองท้องถิ่น ในรัฐธรรมนูญเก่า ปี ๒๕๖๐ ไม่มีเลย อีกส่วนหนึ่งคือเรื่องรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนที่สำคัญ อีกอันหนึ่งคือที่ท่านนายกพงษ์ศักดิ์หรือนายกอ๋าได้พูดเมื่อสักครู่ คือเรื่องการบริการ สาธารณะ หรือกิจการสาธารณะของท้องถิ่น เราศึกษาพบว่าถ้าปล่อยให้ท้องถิ่นทำแค่ตั้งรับ ดูปัจจัย ๔ อย่างเดียวไม่พอ จะต้องพัฒนาท้องถิ่นในเรื่องเศรษฐกิจชุมชน ต้องพัฒนาการ สร้างงาน ต้องพัฒนาการสร้างโอกาส อันนี้ไม่มีใครรู้ดี คนที่รู้ดีคือคนท้องถิ่น แล้วผมค่อนข้าง สะเทือนใจมากที่สมาชิกรัฐสภาเราหลายคนไปพูดดูถูกประชาชน ดูถูกว่าประชาชนยังไม่ตื่นรู้ เขาเองก็ยังบอกว่าคนที่ไม่ตื่นรู้คือคนที่พึ่งตนเองไม่ได้ คนที่พึ่งตัวเองไม่ได้คือคนต้องกินภาษี อากรของประชาชน ขณะที่ประชาชนนั้นเป็นผู้พึ่งตนเองได้ ดังนั้นผมจึงขอสนับสนุน การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้และมีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่ง กราบขอบพระคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ต่อไป คุณคารม พลพรกลาง🔗

นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายคารม พลพรกลาง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต่อร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... แก้ไข เพิ่มเติม หมวด ๑๔ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ผมขออนุญาตอภิปรายแสดงเหตุผล เบื้องต้น ก็ต้องขอบคุณผู้เสนอคือคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ๗๖,๕๙๑ คน ที่ต้องขอขอบคุณไม่ใช่เพราะว่าเนื้อหาสาระจะเป็นอย่างไรจะว่ากันต่อไป ที่ขอบคุณ เพราะผมเชื่อว่าถึงแม้ท่านจะถูกตัดสิทธิทางการเมือง แต่ท่านก็ยังมีสิทธิของความเป็น ประชาชนที่จะขับเคลื่อนในสิ่งที่ท่านเห็นว่าเหมาะสมและอยากทำ แล้วผมก็จะแสดงเหตุผล ในเรื่องนี้ตามมุมมอง ผู้เสนอเป็นคนกรุงเทพฯ รวมทั้งอาจารย์ปิยบุตรที่ผมเคารพจริง ๆ ด้วยเป็นคนกรุงเทพฯ แต่ยังใส่ใจที่จะมาพูดถึงท้องถิ่น ก็มีคำถามเหมือนกันว่าท่านอยากพัฒนาท้องถิ่น ด้วยประสบการณ์ที่อยู่ต่างประเทศ คุณธนาธรไปอยู่ต่างประเทศมาอันนี้ขอบคุณ ประเด็นแรก ประเด็นที่ ๒ ผมเป็นคนจังหวัดร้อยเอ็ด ขึ้นต้นมาคุณธนาธรก็พูดถึง จังหวัดร้อยเอ็ดในบางตำบลผมจำไม่ได้ไม่ได้ฟังตลอดครับ แต่น่าจะเป็นอำเภออาจสามารถ กับอำเภอพนมไพร ก็ต้องขอบคุณในเรื่องน้ำประปาหมู่บ้าน จริง ๆ ที่บ้านผมก็น้ำประปา หมู่บ้าน ผมอยู่อำเภอสุวรรณภูมิก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรก็ใช้ดี แต่สิ่งที่ผมจะพูดติติงก็คือว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็มีบทเรื่องว่าด้วยการปกครองท้องถิ่นอยู่ แต่ของท่านก้าวหน้า ท่านใช้คำว่าปลดล็อก ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ บังเอิญจังหวัด ร้อยเอ็ดเป็นจังหวัดที่ถ่ายโอนเขาเรียกว่าถ่ายโอน รพ.สต. ร้อยเปอร์เซ็นต์เป็น อปท. ดีเยี่ยม เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังมันมีปัญหาอุปสรรคอะไร นี่คือสิ่งที่อยากจะบอกว่าถ้าเราจะดูดาว เท้าต้องติดดิน ต้องมองอุปสรรคด้วย ผมเป็นคนบ้านนอกโดยกำเนิดแล้วก็เห็นว่าสิ่งที่เป็น ปัญหาสำคัญที่ทำให้ท้องถิ่นไม่มีศักยภาพเหมือนที่หลาย ๆ ท่านพูดขึ้นมา เหมือนที่หัวหน้า พรรคก้าวไกลพูดก็คือว่าเขาไม่มีรายได้ กรอบแนวความคิดคุณธนาธรผมด้วยความเคารพ เคยฟังท่าน เราเคยร่วมอุดมการณ์ทางการเมือง แม้ว่าวันนี้จะแยกในทางอุดมการณ์ เราเห็นต่างเล็กน้อย ชอบอาหารรสชาติผิดเพี้ยนกันเล็กน้อย แต่ว่าเราเคารพในความเห็น แตกต่างด้วยความสัตย์จริง ปัญหาของท้องถิ่นคือรายได้ สิ่งหนึ่งที่ผมมองจากความคิด ของท่าน ท่านพยายามที่จะบอกว่าท้องถิ่นต้องไปไกล คำถามก็มีว่าท่านจะตัดขาด การปกครองส่วนภูมิภาคไม่ว่าผู้ว่าราชการจังหวัด ไม่ว่าผู้ใหญ่บ้าน กำนันอย่างไร ผมก็มี คำถามเยอะอธิบายฟังแล้วยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งผมคิดว่าผมจะฟังจากท่านอาจารย์ปิยบุตร ด้วยว่าก่อนผมจะรับหรือไม่รับ แม้ว่าโดยหลักแล้วต้องรับครับ เพราะว่าเราอยากเห็นท้องถิ่น อยากเห็นบ้านเกิดเมืองนอนพัฒนา สิ่งหนึ่งที่อยากจะติติงไว้ก็คือว่ามันน่าจะเป็นเรื่อง งบประมาณที่ถ่ายทอดลงไปจากส่วนกลางที่บอกว่ารวมศูนย์ งบประมาณที่ไปตรงนี้ไม่พอแน่นอน ผมจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังผู้ชี้แจงว่าถ้าท่านสามารถเอาภาษีที่มีคนบอกว่า ภาษีบ้านเกิดเมืองนอน วันนี้คนบ้านผมมาทำงานในกรุงเทพฯ ภาษีจากการทำงานเขาควรจะ กลับไปบ้านเกิดเมืองนอน วันนี้หลายคนทำงานอยู่บริษัท ไทยซัมมิท ของคุณธนาธร คุณธนาธรได้ผลผลิต ได้งานจากคนทำงานไป ได้กำไรไป ภาษีกลับไปบ้านผมที่จังหวัด ร้อยเอ็ดได้ไหม ไปที่จังหวัดยโสธรได้ไหม มีมากกว่าหรือเปล่าที่จะทำให้เป็นไปได้ง่ายกว่าที่จะ แก้รัฐธรรมนูญ เพราะการแก้รัฐธรรมนูญกฎหมายรัฐธรรมนูญอาจารย์ปิยบุตรก็ทราบดี สอนกฎหมายปกครอง กฎหมายรัฐธรรมนูญมันแก้ยาก แก้ง่ายก็ไม่ใช่กฎหมายรัฐธรรมนูญ การแก้ยากเป็นอุปสรรคในการที่จะเดินไปสู่จุดที่ท่านต้องการหรือไม่ นี่คือประเด็นที่ตั้ง คำถามไว้ก่อนที่ผมจะใช้เวลาในนี้ให้ครบถ้วน ประเด็นต่อไปก็คือว่าท่านกำหนดให้มีความ เป็นอิสระในเรื่องการคลัง ท่านไปไกลถึงการตั้งบริษัทจำกัด ผมเคารพคนที่มาเป็นผู้บริหาร ปกครองท้องถิ่น แต่ถ้าผู้บริหารท้องถิ่นที่ไม่สุจริต ไม่ซื่อสัตย์ กู้เงินจนทำให้ท้องถิ่นติดหนี้ ท่านวีระกรบอกถึงขนาดล้มละลายแล้ว เป็นไปได้เขาจะมายึดที่ทำการ อบต. ไหม จริง ๆ ยึด ไม่ได้เพราะเป็นทรัพย์สิน อันนี้ก็น่าคิดว่าท่านไปอย่างนี้แล้วท่านจะตอบอย่างไร นี่คือเรื่อง หนึ่ง เรื่องที่ผมอยากจะกราบเรียนในเวลาที่เหลืออยู่ก็คือว่า รพ.สต. ในจังหวัดร้อยเอ็ด ถ่ายโอนร้อยเปอร์เซ็นต์ ท่านประธานผ่านไปยังท่านผู้เสนอท่านจะได้รับฟังไว้เป็นข้อคิด ถ่ายโอนเรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่าขณะนี้ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ที่ถ่ายโอนไปมี รพ.สต. ที่ไม่มี คนทำงาน มีคนทำงานเพียง ๑ คน อยู่ ๑๔ รพ.สต. เป็นไปได้อย่างไรครับ เพราะไม่มี งบประมาณ เงินที่ผมพูดนี่แหละ แล้วก็ในส่วนของการทำงานที่จะสนับสนุนให้ประชาชนเขาได้รับ ประโยชน์ ท่านประธานรู้ไหมครับ ทันตกรรมงานที่บริการประชาชนไม่มีเลย เพราะว่าคนที่ วางโครงสร้างเป็นอีกพรรคหนึ่ง ปัจจุบันเป็นพรรคการเมืองอีกพรรคการเมืองหนึ่ง ฝ่ายโสต ผมมีภาพยกตัวอย่างเพิ่มเติมขอภาพหน่อยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

นี่แค่ ถนนเข้าบ้านผมท่านประธาน ผมเป็นกรรมาธิการการคมนาคม เป็นสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่ ยังไม่มีนายก อบจ. ร้อยเอ็ด ชื่ออะไรไม่ต้องพาดพิงครับ สส. บอกไป ๒ เดือนเป็นนายกแล้ว ยังไม่ทำเลย เพราะว่าคนละพรรค แล้วถ้าเลือกตั้งเต็ม ๆ แล้วมันเกิดปรากฏการณ์อย่างนี้ ประชาชนเขาจะทำอย่างไร ท่านรู้ไหมว่าตอนนี้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในจังหวัด ร้อยเอ็ดทำงานไม่ได้เลย เพราะถ่ายโอน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์อย่างไร อิสระอย่างไรครับ ไปไกลอย่างไรครับ ไม่มีเงินครับ ตอนนี้กระทรวงสาธารณสุขโดยนายแพทย์ สสจ. ต้องใส่เงิน ไป ๑๕๐ ล้านบาท เพื่อประชาชนเขาจะได้รับประโยชน์ ต้องส่วนกลางไหม ก็ขออนุญาต ใช้เวลาครบ แล้วก็จะขออนุญาตท่านประธานว่าผมไม่ค่อยเกินเวลาที่มอบหรอกครับ แต่อยากจะกราบเรียนด้วยความเคารพว่า เคารพในเรื่องที่ท่านได้เสนอ หลักการดีครับ แต่ว่าเราก็ต้องดู ประเทศไทยมันมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยง ขอสั้นๆ สักครึ่งนาทีท่านประธาน ว่าเจตนาดีเป้าหมายท่านมีท่านต้องดูสิ่งประกอบส่วนรวมอื่น ๆ ด้วย บ้านเมืองมันไม่ใช่ ดูแต่เป้าหมาย มันต้องดูอุปสรรคและเงื่อนไขอื่น ๆ ด้วย เพราะฉะนั้นก็ต้องกราบเรียนว่า ก็ขอบคุณและเห็นด้วยในหลักการครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ต่อไปนายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์🔗

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา แบบสรรหา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ท่านประธานครับ ร่างกฎหมายฉบับนี้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หมวด ๑๔ เรื่องของ การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ผมเห็นด้วยในหลักการ แต่ว่าพอลงในรายละเอียดแล้ว มีประเด็นที่น่าห่วงใหญ่มากมาย จะบอกว่าให้เรารับไปก่อนแล้วไปพิจารณาในชั้น คณะกรรมาธิการ ผมกลับคิดว่าทางผู้ที่เสนอร่างซึ่งเป็นร่างของประชาชน ผมเองก็เคารพ ความคิดเห็นของประชาชนก็ควรจะเขียนมาให้ดีก่อนก่อนที่จะมามีการแก้ไขในชั้นของ คณะกรรมาธิการ ในประเด็นที่ผมเห็นว่ามันมีปัญหาอยู่ ๓ ประเด็น ประเด็นแรกเพื่อนสมาชิก ก็อภิปรายไปมากมายแล้ว ประเด็นเรื่องของ มาตรา ๔ ที่ท่านเขียนไว้ชัดเจนว่าภายใน ๒ ปี นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้คณะรัฐมนตรีจัดทำแผนการยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค นี่วรรคหนึ่ง วรรคสองก็เรื่องของการจัดให้มีการออกเสียงประชามติภายใน ๕ ปี ซึ่งก็อาจจะ ทำภายใน ๕ ปี อาจจะทำก่อนยกเลิกก็ได้ แต่เรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก การบริหาร ราชการแผ่นดินส่วนภูมิภาคนี่การที่เราจะยกเลิกภายใน ๒ ปี มันเป็นเรื่องที่กระทบกระเทือน ต่อข้าราชการที่ปฏิบัติงานมากมาย เราคงไม่ต้องพูดถึงผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการ จังหวัด ปลัดจังหวัด หัวหน้าส่วน มันยังมีอีกมากมายนะครับ อัยการจังหวัด สาธารณสุข จังหวัด เกษตรและสหกรณ์จังหวัด ศึกษาธิการจังหวัด พัฒนาสังคมจังหวัด ที่ดินจังหวัด คลังจังหวัด สถิติจังหวัด ประกันสังคมจังหวัด พาณิชย์จังหวัด แรงงานจังหวัด ปศุสัตว์จังหวัด ผมเองมีความเชื่อในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงที่ค่อย ๆ เปลี่ยน แต่ผมคิดว่าในการเปลี่ยนแปลง ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ใช้คำว่าปฏิวัติ ก็เป็นลักษณะที่เปลี่ยนแปลงชนิดรวดเร็วและรุนแรง เมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิกขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านคารม พลพรกลาง พูดถึงการถ่ายโอน รพ.สต. การถ่ายโอน รพ.สต. จากกระทรวงสาธารณสุขไป อบจ. เกิดขึ้นในปีงบประมาณ ๒๕๖๖ จากเดิมที่ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีเสนอมาจาก ครม. โดยสำนัก งบประมาณ มีการถ่ายโอน ๕๑๒ แห่ง แต่พอถึงชั้นคณะกรรมาธิการพิจารณารายจ่ายงบประมาณประจำปีของสภาผู้แทนราษฎร มีการเพิ่มตัวเลขเป็น ๓,๒๖๓ แห่งทันที โดยไม่เคยมีการถ่ายโอน รพ.สต. ไป อบจ. มาก่อน พวกเราอยู่ในคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข เราเห็นด้วยกับการถ่ายโอน รพ.สต. จาก กระทรวงสาธารณสุขไป อบจ. เพราะว่ามันถูกต้องในหลักการ แต่การถ่ายโอนที่รวบรัด รีบเร่ง ขาดแผนการถ่ายโอนที่รอบคอบเราไม่เห็นด้วย แล้วขณะนี้ท่านคารมก็อภิปรายไว้ ชัดเจนว่ามันมีปัญหากระทบต่อ รพ.สต. ที่ถ่ายโอนในหลายจังหวัดจาก ๔๙ จังหวัด บางจังหวัดก็ดี บางจังหวัดก็มีปัญหา ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้มันมีปัญหา เรื่องของการทำงานร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ในกรอบเวลาแค่ ๒ ปี เราจึงเห็นว่า มันค่อนข้างรวบรัด ถ้าเราจะดูง่าย ๆ ใน กทม. มันมีโรงพยาบาลในสังกัดของ กทม. ซึ่งเป็น ท้องถิ่น แล้วก็สังกัดของกระทรวงสาธารณสุข แต่เราไม่นับโรงพยาบาลของ ๔ เหล่าทัพ ของมหาวิทยาลัย ของโรงพยาบาลเอกชน จะเห็นได้ชัดว่ามันมีลักษณะ มีปัญหาโดยเฉพาะ ในกรณีที่มีการระบาดของโควิด ๑๙ (COVID-19)🔗

ประเด็นที่ ๒ ในร่างมาตรา ๒๕๓ (๒) ให้อำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กู้เงินและการออกพันธบัตร อันนี้ถ้าเราไปดูเอกสารที่ผู้เสนอร่าง ที่ร่างประชาชนไปทำ ประชาพิจารณ์แล้วก็พบว่ามีผู้ที่ไม่เห็นด้วย แล้วก็ให้เหตุผลว่าการกู้เงินและออกพันธบัตร อาจเป็นการสร้างภาระหนี้สินให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้บริหารชุดนี้ หมายถึงชุด ในปัจจุบันสมมุติว่าถ้าเขากู้เงินก็จะสร้างภาระให้กับชุดหน้าที่เขาไถ่ถอนเงินกู้หรือจ่ายหนี้ พันธบัตรที่ครบกำหนด เพราะว่าผู้บริหารท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน ชุดนี้กู้เงินก็อาจจะไม่ได้อยู่ในตอนที่ใช้เงิน แล้วก็ปัญหาเรื่องของการกู้เงินอาจจะมีเงินทอน อันนี้ผมไม่ได้พูดถึงผู้บริหารท้องถิ่นที่ดีซึ่งเชื่อว่ามีเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็อาจจะมีบางท้องถิ่นที่มี ปัญหาในลักษณะอย่างนี้ แล้วก็การที่เป็นภาระในเรื่องหนี้สินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นั้นเองจะกลับมาทำร้ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นที่จะต้องใช้หนี้ แล้วก็เป็นภาระที่ ติดตามการจ่ายดอกเบี้ยหรือการไถ่ถอนพันธบัตรเมื่อครบกำหนด ท่านประธานครับ ในร่าง มาตรา ๒๕๔ เขียนว่าเพื่อให้ อปท. มีวิธีการจัดทำบริการสาธารณะได้หลากหลายและมี ประสิทธิภาพ ให้มีกฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขในการจัดตั้งบริษัทจำกัด หรือร่วมถือหุ้น โดยไม่จำเป็นต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อสาธารณูปโภคเท่านั้น อันนี้ก็เป็นเรื่อง ของประเด็นที่ผมพูดไปแล้ว🔗

ประเด็นสุดท้าย คือมาตรา ๒๕๔/๓ ประเด็นการกำกับดูแล อปท. ในการ กำกับดูแลจะทำได้เฉพาะการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำ ผู้มีอำนาจ กำกับดูแลไม่อาจยับยั้งหรือเพิกถอนการกระทำนั้นได้ แต่ให้ฟ้องศาลปกครองเพื่อขอเพิกถอน การกระทำ ท่านประธานครับ ผมไม่อาจจะไม่พูดถึงเรื่องของ ป.ป.ช. ในปี ๒๕๖๒ มีการ กล่าวหาร้องเรียนเข้ามายัง ป.ป.ช. ๑๐๓,๘๒ เรื่อง ป.ป.ช. ดำเนินการเอง ๓,๒๘๕ เรื่อง ส่งไปหน่วยงานภายนอก ๓,๔๘๘ เรื่อง หน่วยงานที่ถูกกล่าวหามากที่สุดคือ อปท. มีมากถึง ๒,๒๑๒ เรื่อง หรือร้อยละ ๓๓.๓๖ ส่วน สตง. ปี ๒๕๖๔ ตรวจสอบหน่วยงานที่มีอัตราส่วน ในการตรวจพบข้อบกพร่องมากสุดคือราชการส่วนท้องถิ่น ร้อยละ ๕๐.๓๐ ตรวจ ๘๔๗ หน่วยงาน พบข้อบกพร่อง ๔๒๖ หน่วยงาน ท่านประธานครับ ประเด็นเรื่องของการทุจริตมาก ๆ ไม่ใช่ประเด็นที่จะเหมือนกับว่าทำให้ ไม่รับในร่างนี้ เพราะว่าประเด็นเรื่องของการทุจริตก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องแก้ไข มีทั้ง ท้องถิ่นและหน่วยงานของรัฐ แต่ว่าบางประเด็นมันมีเรื่องของการเป็นข่าว แล้วก็ทำติดตาม กันมา ยกตัวอย่างเช่นเสาไฟกินรี ไม่อาจจะไม่พูดถึงได้ เสาไฟกินรีเป็นเรื่องของท้องถิ่นทุจริต ค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นผมก็คิดว่าในประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ฝากทางคณะประชาชนผู้เสนอ แก้ไขตรงนี้ไว้ด้วย ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ต่อไปคุณปดิพัทธ์ สันติภาดา ครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

เรียนท่าน ประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายปดิพัทธ์ สันติภาดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ จากข้อโต้แย้งหลายประการผมเห็นว่าแน่นอนตอนนี้ ส่วนใหญ่ในห้องเห็นด้วยเรื่องการกระจายอำนาจ และเห็นด้วยว่าเป็นภารกิจที่ต่อเนื่อง ยาวนานอย่างที่หลาย ๆ พรรคการเมืองได้ผลักดันมา แล้วเราก็ต้องยอมรับว่าตอนนี้ เราต้องการรูปแบบการบริหารประเทศแบบที่มันจะทันสมัยในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็ว แล้วถ้าเราอยู่ในบริษัทต่าง ๆ การเปลี่ยนแปลงเชิงองค์กรมันเป็นเรื่องที่ต้อง ปรับตัวกันเกือบทุกปี แต่ประเทศไทยเราร้อยกว่าปีแล้วยังไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเลย แล้วถ้าโครงสร้างเดิมที่เราใช้อยู่มันทำให้ประเทศพัฒนามันพัฒนาไปแล้ว แต่เราเป็นประเทศ กำลังพัฒนามาถาวรแบบนี้ ก็แสดงว่ารูปแบบของการบริหารราชการมีปัญหาบางอย่างที่เรา ต้องการการเปลี่ยนแปลง และแน่นอนคณะปฏิวัติไม่มีวันทำแน่ ๆ การกระจายอำนาจนี้ สิ่งที่คณะปฏิวัติทำก็คือการรวบอำนาจ แล้วก็ทำทุกอย่างมันอยู่ที่ศูนย์กลาง จนเรามีปัญหา ของความเทอะทะของรัฐราชการรวมศูนย์จนถึงตอนนี้ จังหวัดพิษณุโลกเพิ่งได้รับการ จัดอันดับ ๑ ของประเทศไทยในการจัดการขยะมูลฝอยชุมชน เป็นจังหวัดสะอาดระดับ ประเทศ แต่พอไปดูของจริงข้างทางเห็นขยะตามริมถนน ตามพุ่มไม้แม่น้ำน่าน บ่อขยะของ อปท. ปิดหมดทุกบ่อแล้ว จนตอนนี้ต้องไปทิ้งบ่อเอกชน ๒ บ่อ ประชาชนงงกันว่าได้รางวัล จากกระทรวงมหาดไทยได้อย่างไร สรุปได้เพราะทำเอกสารดี แล้วก็นิทรรศการสวย นี่ครับ การวัดเคพีไอ (KPI) แบบรัฐราชการรวมศูนย์ ผมถามคนพิษณุโลก ๑๐ คนตอนนี้ที่ไม่ใช่ ข้าราชการ ไม่มีใครรู้จักผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกเลย เพราะ ๑๐ ปีนี้เปลี่ยนมาแล้ว ๘ คน แล้วก็โครงสร้างการบริหารจังหวัดที่ทับซ้อนกันระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัดและองค์การ บริหารส่วนจังหวัด แล้วพอผู้ว่าราชการจังหวัดจากกระทรวงมหาดไทย สามารถปลดผู้บริหาร ท้องถิ่นได้ ตอนนี้ผู้บริหารท้องถิ่นจากการเลือกตั้งต้องเดินตามต้อย ๆ เลยครับ แล้วทำให้ สุดท้ายในผู้บริหารท้องถิ่นจากการเลือกตั้งไม่สามารถที่จะริเริ่มพัฒนาจังหวัดได้ เพราะถูก กำกับอย่างเข้มงวดจากระทรวงมหาดไทย เพราะฉะนั้นพวกเราก็เลยมีความรู้สึกตลอดเวลา ว่าใครมาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกก็เหมือนเดิม เลือกตั้งใครไปจังหวัดพิษณุโลก ก็เหมือนเดิม แบบนี้แหละมันคือปัญหาที่เราจะต้องแก้ไข ถ้าเราอยากเห็นจังหวัดผมเจริญ ใช่ไหม แล้วเราใช้การเมืองแบบรัฐราชการรวมศูนย์ สิ่งเดียวที่ผมต้องทำก็คือทำทุกวิถีทาง ให้ผมเป็นรัฐมนตรีให้ได้ ไม่ว่าจะซื้อเสียง ไม่ว่าจะรวมก๊วน ไม่ว่าจะดูด ส.ส. ไม่ว่าจะอะไร ก็แล้วแต่ เพื่อดึงงบประมาณไปที่จังหวัดผมให้ได้ ให้มันเจริญให้ได้ นี่คือการเมืองที่เราอยาก ได้หรือครับ การเมืองแบบรัฐราชการรวมศูนย์ที่ทำให้นักการเมืองต้องเข้าสู่อำนาจ เพื่อแสวงหาทุกทางเพื่อดึงอำนาจและเม็ดเงินเข้าไปที่จังหวัดของตัวเอง สุดท้ายปัญหา ของบ้านใหญ่ก็เกิดอย่างนี้แหละครับ สุดท้ายผมก็ต้องส่งภรรยาผมลง อบจ. ใช่ไหมครับ ส่งลูกน้องผมลง อบต. ส่งลงผู้ใหญ่บ้าน กำนัน แล้วก็เปิดบริษัทรับเหมา นี่มันคือการเมือง แบบเดิม ๆ ที่เราเห็นกันมาตลอด แต่ตอนนี้เราจะเปลี่ยนแปลงใหม่ ที่เราอยากเห็นคือ ประชาชนตื่นรู้ใช่ไหม ที่เราอยากเห็นมันคือการเมืองโปร่งใสใช่ไหมครับ มันคือการตรวจสอบ ที่เป็นแนวราบใช่ไหมครับ การกระจายอำนาจนี่แหละเป็นหัวใจสำคัญของการลดทุจริต คอร์รัปชันและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ภาคเอกชนในจังหวัดพิษณุโลก หอการค้า สภาอุตสาหกรรมทั้งหลาย ถูกแต่งตั้งเข้าไปเป็นภาคเอกชน ให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาจังหวัด แต่ท่านประธานทราบไหมไม่มีใครอยากเข้าร่วมประชุมจังหวัดแล้ว เพราะทุกคนเป็นได้แค่ วอลเปเปอร์ (Wall Paper) ทุกคนเป็นได้แค่องค์ประชุมให้มันครบ แต่จริง ๆ แล้วพวกเขา ไม่มีอำนาจในการพัฒนาจังหวัดเลย และมีการพูดถึงบริษัทอย่างเช่นขอนแก่นพัฒนาเมือง บริษัทพิษณุโลกพัฒนาเมืองก็มี แต่มีเพราะอะไร มันคือความดิ้นรนของเอกชนที่เห็นจังหวัด ของตัวเองไม่พัฒนา แต่ข้อเสนอของพิษณุโลกพัฒนาเมืองไม่เคยได้รับการผลักดันให้เป็น นโยบาย เพราะรัฐราชการรวมศูนย์ไม่ได้ให้เม็ดเงินและอำนาจและตัดสินใจตามที่เอกชน ร้องขอ สภาพลเมืองพิษณุโลกก็มีแล้วนะครับ ก่อตั้งโดยท่านธีรเดช นรัตถรักษา มีความต้องการ ที่จะสร้างพลเมืองตื่นรู้และตรวจสอบความทุจริต แต่ท่านประธานทราบไหมตอนนี้ตรวจสอบ ทุจริตอย่างไรก็ต้องใช้ระบบเก่าก็คือการขอเอกสารไปที่รัฐส่วนกลางแล้วก็ส่งเรื่องไปที่ ป.ป.ช. ซึ่งเต็มไปด้วยเงื่อนงำของการที่ไม่เป็นอิสระตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ท่านประธานครับ ถ้าเราสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างได้ ทำให้ประชาชนคนพิษณุโลกและประชาชน ในจังหวัดทุกจังหวัดไม่ต้องเข้าสู่การเมืองเก่า ๆ ที่มาดิ้นรนหาผลประโยชน์ในสภาแห่งนี้ แต่ให้พวกเขาตัดสินใจที่จะเลือกผู้บริหารท้องถิ่นของพวกเขาเอง ควบรวมนายก อบจ. กับผู้ว่าราชการจังหวัดเข้าด้วยกัน ทุก ๆ คนก็อยากเลือกตั้งเหมือนกรุงเทพฯ ทำไมกรุงเทพฯ ต้องเป็นเขตปกครองพิเศษด้วย มันพิเศษอยู่จังหวัดเดียวได้อย่างไรครับ ในเมื่อคนทุกคน ก็อยากให้จังหวัดของตัวเองนั้นพัฒนา คนพิษณุโลกก็อยากพิเศษนะครับ เราอยากที่จะ ตัดสินใจที่จะรักบ้านเกิดแล้วก็บริหารจังหวัดของพวกเราเอง เพราะฉะนั้นผู้บริหารท้องถิ่น ที่มาจากการเลือกตั้งและประชาชนสามารถเข้าชื่อถอดถอนได้ เรื่องแบบนี้จะเป็นการเมือง ที่ทุกคนอยากเห็นเกิดขึ้น ท่านประธานครับ เรื่องของราชการส่วนภูมิภาคผมอยากจะพูดถึง ประเด็นของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สักเล็กน้อย เรามีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่เป็นแขนขา เป็นมือ เป็นเท้าของมหาดไทย กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเองก็ต้องการการปฏิรูป ประชาชนจำนวนมาก เรียกร้องให้ผู้ใหญ่บ้านต้องกลับไปเป็นวาระการเลือกตั้ง ๔ ปี เพราะตอนนี้ถ้าเลือกตั้ง ๑ ครั้ง แล้วอยู่ได้จนตลอดชีวิตการซื้อเสียงมหาศาลเลยครับ เพราะเป็นอาชีพที่มั่นคงมากและหา ผลประโยชน์ได้จำนวนมาก ในขณะเดียวกันผู้ใหญ่บ้านก็อยากให้มีการปฏิรูปงานของเขาด้วย เพราะทุกวันนี้เงินเขาได้นิดเดียวจะต้องไปทำอะไรท่านประธานทราบไหมครับ ถึงเวลา เจ้านายมาก็ต้องไปเก็บขยะที่ศาลากลาง ต้องไปยืนต่อแถวให้คนมันเต็ม ๆ ทั้งผู้ใหญ่บ้าน ทั้งผู้ช่วย น้ำท่วมต้องเอาเรือของตัวเองไปสำรวจว่ามีใครติดอยู่ที่บ้านของตัวเองบ้าง เดี๋ยวผู้ว่าราชการจังหวัดมาจะได้เอาของไปมอบได้ นี่แหละครับ งานผู้ใหญ่บ้านที่เขาไม่ได้ บำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชนที่เลือกเขามา แต่กลายเป็นแขนขาของรัฐราชการรวมศูนย์ มหาดไทย นี่คือความเจ็บปวดของผู้ใหญ่บ้านนะครับ และผมคิดว่ารัฐไทยในอนาคต มันช้าเกินไปแล้วที่จะไม่ปรับตัวตอนนี้ ความเปลี่ยนแปลงของโลกเร็วขนาดไหน เทคโนโลยี เร็วขนาดไหน ถ้าเรายังใช้รัฐราชการในการผลักดันและการแก้ไขปัญหาของประเทศมันก็ต้อง เกิดเรื่องแบบนี้ เรื่องที่ผมมาหารือในสภาจริง ๆ คนพิษณุโลกเขาควรคุยกันเองที่สภา ที่พิษณุโลก ไม่ควรให้ผมมาพูดเรื่องน้ำประปาที่นี่ ถนนที่นี่ ไฟส่องสว่างที่นี่ ถ้าผู้บริหาร ท้องถิ่นมีอำนาจเต็มในการบริหารจัดการได้ สภาเราทำเรื่องที่มันใหญ่กว่านี้ได้ครับ เราพูดเรื่องการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ เราพูดเรื่องการพัฒนาการศึกษา เรามีเวลา และสมาชิกอีกเยอะเลยมากกว่าแค่มาพูดเรื่องถนนพัง เสาไฟฟ้าชำรุด ซึ่งเป็นเรื่องของ ท้องถิ่น เพราะฉะนั้นปลดล็อกเถอะครับ ทำให้ประเทศไทยของเรามีความพร้อมในการเป็น ประเทศที่พัฒนาแล้วในอนาคต ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ต่อไปคุณกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา ครับ🔗

อย่างข้อแรกในส่วนของมาตรา ๒๔๙ ภายใต้บังคับมาตรา ๑ องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นมีความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบายการบริหารและการจัดทำบริการ สาธารณะ การบริหารงานบุคคล การเงินและการคลัง ซึ่งอันนี้ดิฉันขอถามว่ามีหลายท่าน ที่อภิปรายว่าถ้าประชาชนในท้องถิ่นต้องการจะยกระดับรูปแบบการปกครองท้องถิ่น ของตนเองเป็นรูปแบบการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษเหมือนกรุงเทพฯ กับพัทยา ขีดความสามารถในการปกครองตนเองยังไม่พร้อมไม่ว่าจะทั้งในเรื่องของรายได้ ไม่ว่าจะเรื่อง จำนวนประชากร ในเรื่องของพื้นที่ ทุกจังหวัดอยากจะยกฐานะตัวเองเป็นรูปแบบ การปกครองรูปแบบพิเศษหมด แล้วรัฐบาลกลางจะต้องซัปพอร์ต (Support) และทีนี้จะเอา งบประมาณมาจากไหน เพราะทุกวันนี้รัฐบาลยังจะต้องทำงบขาดดุลอยู่ทุกปีเลย ในส่วนของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเป็นอิสระ อยากจะต้องการเป็นอิสระ แล้วการตรวจสอบ ได้พูดถึงไหม ท่านมีความชัดเจนหรือไม่ ตรงนี้ในมาตรา ๒๕๔/๖ (๓) ที่ในร่างได้บอกเอาไว้ว่า ให้จัดตั้งสภาพลเมืองประจำท้องถิ่นโดยให้สมาชิกมาจากการสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันภายใน ประชาชนในท้องถิ่นทุกปี เพื่อทำหน้าที่เสนอ แล้วก็ตรวจสอบการบริหารจัดการขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น คำถามก็คือว่าใครเป็นคนเลือกสภาพลเมืองประจำท้องถิ่นและ ผู้เชี่ยวชาญจะมีหรือไม่ ใครจะเป็นคนเลือก ใครจะเป็นคนจัดตั้ง แล้วมันใช่ประชาธิปไตย อย่างแท้จริงหรือเปล่า ขนาดสภาท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้งเพื่อตรวจสอบฝ่ายบริหาร ท่านเองอธิบายเลยว่าสุดท้ายพอเลือกเข้าไปก็กลืนไปกับฝ่ายบริหารไปเป็นพวกเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผลประโยชน์อะไรก็ตาม แล้วท่านจะมั่นใจได้อย่างไรว่าการที่ท่าน แต่งตั้งมาอาจจะเป็นพวกพ้องกับฝ่ายบริหารหรือในส่วนของสภา แล้วมันก็ไม่สามารถ ที่จะทำการตรวจสอบได้อย่างแท้จริง อันนี้ดิฉันฝากทางท่านได้พิจารณาแล้วก็ขอเป็นตั้ง ข้อสังเกตไว้ และส่วนมาตรา ๒๕๒ (๓) ให้รัฐบาลจัดสรรในส่วนของรายได้สุทธิของรัฐบาล ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๕๐ ภายใน ๓ ปี นับแต่วันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ มาจากรายได้สุทธิของรัฐบาล ปัจจุบันนี้งบประมาณของแผ่นดินรัฐบาลยังจัดสรรให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นต่อปียังไม่เกิน ๓๐ เปอร์เซ็นต์เลยทุก ๆ ปี เพราะเงินไม่พอ ต้องจัดสรร ให้กับคนทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานร้องขอมาในแต่ละปี เราต้องดูแลรัฐบาลต้องดูแล ทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสาธารณสุข การเกษตร พื้นที่ส่วนกลางที่รัฐบาลจะต้องดูแล จะต้องปรับปรุง หรือจะต้องสร้างเพื่อให้กับคนทั้งประเทศ ไม่ใช่จังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง แต่ว่าต้องดูแลในภาพรวมทั้งหมด รัฐบาลเองก็ต้องดูแลไม่ว่า จะเป็นในเรื่องของสวัสดิการแห่งรัฐ ค่ารักษาพยาบาล สิทธิบัตรทองหรือโครงการต่าง ๆ ที่เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรด้วย ซึ่งอันนี้เราก็ต้องดูแลในภาพรวมทั้งหมดทั้งประเทศ เช่นเดียวกันในส่วนของรัฐบาล แต่ถามว่าแล้วจะเอาเงินมาจากที่ไหน ถ้าเกิดว่าให้ท้องถิ่น ๕๐ เปอร์เซ็นต์ขนาดนั้น ทุกวันนี้รัฐบาลก็ยังต้องกู้เลย ในส่วนของมาตรา ๒๕๓ บอกว่า ให้ อปท. สามารถกู้เงินออกพันธบัตรได้ ดิฉันว่ามันจะส่งผลกระทบต่อวินัยการเงินการคลัง อย่างรุนแรงมาก คืออาจจะทำให้เกิดการทุจริตอย่างกว้างขวาง การเลือกตั้งท้องถิ่นเสร็จ หมดวาระ ก็จะมีแต่การกู้ การออกพันธบัตร แล้วท่านจะเห็นไฟกินรีนี้อาจจะทุกหย่อมหญ้า ทั้งประเทศเลยก็เป็นไปได้ ถ้าเกิดว่าเราไม่มีรัฐบาลกลางที่จะมาคอยควบคุมกำกับดูแล เพราะถ้าเกิดว่าเป็นรัฐอิสระอย่างที่ท่านต้องการอยากจะทำอะไรก็ทำ ซึ่งมันสุ่มเสี่ยงมาก ๆ มันอาจจะเป็นไปได้กับการที่จะต้องล้มละลาย เราจะเห็นภาพล้มละลายขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นในหลาย ๆ จังหวัด อันนี้ซึ่งเป็นอะไรที่ที่น่ากังวลมาก ๆ ถ้ารัฐบาลกลางไม่เข้าไป ควบคุมดูแล แล้วยังจะต้องให้รัฐบาลจัดสรรในส่วนของรายได้ให้ท้องถิ่นเท่าเทียมกัน อันนี้ ขีดเส้นใต้เลยว่าต้องเท่าเทียมกัน แล้วถ้าเกิดว่าเมืองใหญ่ เมืองเล็ก ความพร้อมของแต่ละ ท้องถิ่นแตกต่างกัน การจัดเก็บรายได้ของแต่ละที่ทั้งเมืองใหญ่ เมืองเล็ก ก็แตกต่างกันอีก ความชัดเจนก็ไม่มี แล้วอย่างนี้ที่สำคัญรัฐบาลจะต้องจัดสรรรายได้ให้ท้องถิ่นตามที่ร้องขอ ไม่น้อยกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์แล้วนี่ เงินจะเอามาจากที่ไหน ดิฉันก็เป็นกังวลเพราะว่ารัฐบาล ก็มีส่วนหนึ่งที่จะต้องบริหารจัดการดูแลทั้งประเทศด้วย🔗

เรื่องต่อไปในส่วนของมาตรา ๒๕๔ ที่ในเรื่องของให้จัดตั้งบริษัทจำกัดหรือ ร่วมถือหุ้นในบริษัทจำกัดโดยไม่จำเป็นต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อสาธารณูปโภคเท่านั้น เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ผ่านมาไม่ได้ต้องการที่จะให้ภาครัฐไปแข่งขันกับเอกชน แต่ว่าสามารถที่จะจัดตั้งเป็นบริษัทจำกัดโดยถือหุ้น ให้ถือหุ้นเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ได้ ต้องมี วัตถุประสงค์เพื่อสาธารณูปโภคเท่านั้น เหมือนกับเช่นกรุงเทพมหานคร แต่ถ้าเกิดว่าท่าน แก้ไขตรงร่างฉบับของปัจจุบันไปแล้ว วัตถุประสงค์เพื่อไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นสาธารณูปโภค เท่านั้น อีกหน่อยท้องถิ่นทั้งประเทศก็จะตั้งบริษัทขึ้นมารับงานเองทั้งหมดของหน่วยงาน ของรัฐ แล้วเอกชนจะอยู่ได้อย่างไร จริง ๆ เวลาก็หมดแล้วดิฉันขอสรุปแล้วกันว่าในส่วนของ การกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดิฉันเห็นด้วย แล้วก็เป็นสิ่งที่พึงกระทำ เป็นอย่างยิ่งแต่ว่าเราจะต้องรอบคอบ แล้วก็เห็นพ้องต้องกันไม่ว่าจะเป็นทางด้านการเมือง ข้าราชการและประชาชน ซึ่งตรงนี้ดิฉันเองว่าเราอย่าเพิ่งรีบร้อนผลีผลาม แล้วก็ทำอะไร ให้รอบคอบ เพราะอย่างไรรูปแบบการปกครองส่วนท้องถิ่นที่เราจะกระจายอำนาจไปอย่างไร ดิฉันยังเห็นด้วยว่าควรจะต้องมีรัฐบาลกลางกำกับดูแลโดยเฉพาะในส่วนของกระทรวง มหาดไทย เพื่อประคับประคองให้เกิดความเข้มแข็งก่อน เราไม่จำเป็นว่าจะต้องพลิกฟ้า พลิกดิน แล้วก็ตามร่างที่เสนอมา ซึ่งมันเกิดความเสียหายถ้าเราผิดพลาดไป อันนี้ก็ฝากด้วย แล้วกัน ดิฉันเชื่อว่าในสภาแห่งนี้เองก็เห็นด้วยกับการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ถ้าผ่านวาระแรกนี้ได้ที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันได้ตั้งกรรมาธิการเรียบร้อยแล้ว ดิฉันก็อยากจะให้คนที่เป็นในส่วนของกรรมาธิการนี้ได้นำข้อเสนอแนะของสมาชิก ซึ่งมาจาก ทั่วประเทศได้นำไปรวบรวมแล้วก็เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียเพื่อให้เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด สำหรับประเทศไทย ขอบพระคุณค่ะ🔗

ต่อไปท่านวุฒิสมาชิก อนุศักดิ์ คงมาลัย🔗

นายอนุศักดิ์ คงมาลัย สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มผู้ประกอบการกิจการขนาดกลาง และขนาดย่อม

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ อนุศักดิ์ คงมาลัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตอภิปรายในส่วนของการนำเสนอ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เข้ามาซึ่งเป็นการนำเสนอผ่านช่องทางที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ ก็เน้นในเรื่อง ของการปรับปรุงปัญหากระบวนการภายใต้อำนาจรัฐเพื่อประโยชน์ของประชาชน โดยเฉพาะ อย่างยิ่งเน้นหลักการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่นซึ่งก็มีการถูก หยิบยกขึ้นมาพูดถึงในมาตรา ๒๔๙ ซึ่งมีลักษณะที่ใช้ประโยคเดียวกันคำว่าภายใต้บังคับ มาตรา ๑ ในมาตรา ๒๔๙ เช่นเดียวกันของรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ปัจจุบัน แต่ประเด็นมีอย่างนี้ ว่ารัฐจะต้องจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินแบบกระจายอำนาจ และต้องให้ความเป็น อิสระแก่ท้องถิ่นตามหลักการแห่งการปกครองตนเอง คำว่า อิสระ ผมขออนุญาตเรียนถามว่า จะเป็นอินดีเพนเดนต์ (Independent) หรือจะเป็นออโทโนมัส Autonomous ช่วยเตรียม ตอบไว้ด้วย เป็นการปกครองตนเองแบบไหน แล้วท้องถิ่นในตรงนี้เป็นท้องถิ่นระดับอำเภอ ตำบล หรือระดับจังหวัด เพื่อที่จะนำมาชี้แจงให้ถูกต้องว่าเรามองภาพท้องถิ่นเป็นภาพ เดียวกันไหม ชุมชนท้องถิ่นเป็นชุมชนเดียวกันหรือเปล่า แล้วก็มีความหลากหลายที่เป็นอยู่ ดังนั้นในเรื่องของการนำเสนอครั้งนี้เห็นด้วยมากเลยในเรื่องของเจตนารมณ์ของประชาชน ในท้องถิ่นมีอย่างไร เราจะต้องมีการกระจายอำนาจ ซึ่งแน่นอนที่ผ่านมาการกระจายอำนาจ มันดูจะค่อนข้างล้มเหลว มี พ.ร.บ. กระจายอำนาจ มีการพยายามที่จะทำให้อำนาจส่วนกลาง กระจายลงไปสู่ท้องถิ่น เพื่อให้แก้ปัญหาที่เป็นความจำเป็นที่เป็นปัญหาของประชาชน เป็นความต้องการของคนที่อยู่ในพื้นที่ แล้วตอนนี้ถ้าเราพูดถึงท้องถิ่นมีพื้นที่อยู่ทั้งหมด ๗,๐๐๐ กว่าแห่งในระดับตำบล และ ๗๐ แห่งในระดับจังหวัด ซึ่งตรงนี้ถือเป็นประเด็น ที่สำคัญที่เรากำลังมามององคาพยพของประเทศเราในฐานะรัฐที่เป็นรัฐเดียวและรัฐที่ แบ่งแยกไม่ได้ด้วย แต่ปัญหาก็คือที่ท่านได้พูดถึงเริ่มต้นจากการแจกแจงปัญหาในพื้นที่ที่เป็น ปัญหาจริง ๆ เราประสบ เราเห็น แล้วเราก็ต้องพยายามจะช่วยกันแก้ในมุมมองของพี่น้อง ประชาชน จะเป็นปัญหาน้ำใช้ไม่ได้สุขอนามัย เด็กนักเรียนเรียนหนังสือไม่พอเพียง หรือเงิน ไม่พอที่จะใช้ในการพัฒนาท้องถิ่นล้วนเป็นปัญหาที่ทุกคนไม่มีใครปฏิเสธนะครับ แต่ประเด็นสำคัญก็จะเป็นบอกว่าปัญหานั้นกำลังจะถูกขมวดเข้ามาอยู่ที่ว่าท้องถิ่นไม่เข้มแข็ง เพียงพอ เพราะการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นยังไม่ตอบสนองความเป็นประโยชน์สุข ของประชาชน หรืออำนาจในท้องถิ่นที่มีอยู่จำกัด หรือถูกครอบงำกำหนดโดยราชการ ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ท้องถิ่นไม่สามารถจัดบริการสาธารณะให้ครอบคลุมกับปัญหา และความจำเป็น หรือความต้องการของพี่น้องประชาชนจริงไหมตอนนี้ หลายที่ที่พยายาม ทำอยู่และทำได้ประสบความสำเร็จ อาจจะเป็นเพราะว่าเขามีช่องทางในการดำเนินการ เพราะจริง ๆ รัฐธรรมนูญก็เปิดทางไว้ให้ กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนยังไม่เกิดขึ้น อย่างแท้จริง เพราะสาเหตุจากรัฐธรรมนูญในหมวด ๑๔ นี้จริงหรือเปล่า เพราะฉะนั้นเราคง จะพูดว่าถ้าเรามองทั้งองคาพยพร่างกายก็ไม่สมบูรณ์ บางอวัยวะก็อ่อนเปลี้ย บางพื้นที่ ก็อาจจะเป็นโรคผิวหนัง ดูแล้วชีพจรก็อาจจะดูไม่สม่ำเสมอ บางส่วนก็สุกใส บางส่วน ก้าวหน้าดี แต่บางส่วนก็เรื้อรังแล้วก็รุมโรค เป็นปัญหาจริง ๆ เห็นได้ชัด แต่ว่าในลักษณะ แบบนี้สิ่งที่กำลังจะกำหนดองคาพยพนี้ก็คือการที่เราจะทุบบางอย่างทิ้งไปเสีย ตัดบางอย่าง ทิ้งไปเสีย เพื่อที่จะสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมา วิธีคิดก็น่าจะดีเหมือนกระตุกกระตุ้นให้มีการเร่งรัด การกระจายอำนาจ แล้วก็ปลุกจิตสำนึกของสมาชิกรัฐสภาทั้ง ๒ สภาให้ช่วยกัน ร่วมมือ ติดตามดูกัน กระบวนการในรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูป ประเทศ และการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติที่มอบอำนาจไว้ให้กับวุฒิสภาก็ทำเรื่องนี้ มาตลอด กำลังแก้ไขปรับปรุงมีหลายเรื่องที่เห็นได้ชัด แล้วก็เชื่อไหมว่าความเข้มแข็งของ พี่น้องประชาชนที่อยู่ในท้องถิ่นเขามีอยู่จริง แล้วเขามีอยู่ในพื้นที่ของเขาไปนับพื้นที่ได้ ทั่วประเทศ เพราะอะไร เพราะเขามีความสมัครสมานสามัคคีกันตั้งแต่ในระดับผู้ปกครอง ท้องที่ กำนันและผู้ใหญ่บ้าน เมื่อมีการบริหารงานท้องถิ่นเกิดขึ้นมีเลือกนายก อบต. มีการ ตกลงกัน ไม่ฆ่าแกง ไม่ประหัตประหารกัน ไม่ใช้งบประมาณ ไม่ใช้เงินซื้อเสียง จนกระทั่ง แย่งกันเข้าไป และที่สำคัญภาคประชาชนของเขาเข้มแข็งในพื้นที่นั่นก็คือภาคประชาชนที่มี ส่วนร่วมภายใต้พระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พุทธศักราช ๒๕๕๑ กลไกตรงนี้กำลัง เบ่งบาน กำลังเติบโต แล้วมีกระบวนการในการที่ทำให้ผู้คนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วม แต่ไม่ใช่ ร่วมแบบปัจเจก แต่ร่วมกับการที่ไปร่วมมือกันแล้วตั้งเป็นชมรม เป็นองค์กร เป็นกลุ่ม แล้วก็ ตั้งเป็นสภาองค์กรชุมชนมีกฎหมายรองรับ แต่แน่นอนเราก็เห็นได้ชัดเมื่อไปติดตามเรื่องนี้ เราก็พบว่าก็มีกลไกภาครัฐที่มีความแข็งตัว มีการไม่ยืดหยุ่นแล้วก็ทำให้กลายเป็นปัญหา ที่เป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาในเรื่องของการกระจายอำนาจ ดังนั้นสิ่งที่ถูกวางเอาไว้ ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมมองมีลักษณะที่เห็นด้วยกับหลาย ๆ ท่านที่ได้อภิปรายไปแล้ว ที่สำคัญก็คือว่าการให้เป็นอิสระนั้นมันซ่อนไว้ด้วยอะไรหรือไม่ จะไม่ซ่อนก็ดี ก็สามารถ ที่จะชี้แจงได้ อะไรได้ แต่เจตนารมณ์ที่จะทำให้เกิดความสามารถในการจัดการตนเอง เรามีวิธีการ ท่านได้ไปดูบ้างไหม ท่านไปเห็นไหม กระบวนองค์กรชุมชนที่อยู่ตามจังหวัด ต่าง ๆ ทั่วทั้งประเทศเขาทำอะไรกันอยู่ แล้วเขามีข้อคิดเห็นกับเรื่องนี้อย่างไร ที่สำคัญ กระบวนองค์กรชุมชนทั้งที่มีส่วนร่วมเหล่านี้กำลังมีส่วนร่วมอยู่จริง ๆ เขาได้มีส่วนร่วมอยู่ใน ๗๖,๐๐๐ กว่าคนนี้หรือเปล่า เพราะผมเห็นจากแผ่นที่ท่านได้นำมาแจกนี้ก็ต้องกราบขออภัย ไม่ได้ดิสเครดิต (Discredit) ท่าน ๗๖,๐๐๐ กว่าคนนั้น แต่ว่าอ่านดูแล้วเหมือนโฆษณา ห้างสรรพสินค้า น้ำตาลราคาถูก ๓ บาท น้ำมันพืช ส่วนลดสินค้าราคาพิเศษ แต่พอไปจริง ๆ สินค้าหมดแล้ว ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านผู้เสนอคุณพริษฐ์ วัชรสินธุ ขอชี้แจงขอเชิญเลยครับ🔗

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้เสนอ

เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม พริษฐ์ วัชรสินธุ ในฐานะผู้ชี้แจงร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หมวด ๑๔ เกี่ยวกับ การกระจายอำนาจหรือร่างที่เราเรียกกันว่าการปลดล็อกท้องถิ่น ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนนั้น ทราบดีว่าการกระจายอำนาจนั้นมันไม่ใช่ยาวิเศษที่จะทำให้ทุกปัญหาในประเทศไทยนั้น หายไปในทันที แต่การเปลี่ยนแปลงประเทศเพื่อให้ทุกคนในทุกพื้นที่นั้นมีอำนาจและ ทรัพยากรเพียงพอในการกำหนดอนาคตของตนเองนั้น เป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะทำให้หลาย ปัญหานั้นที่สะสมมายาวนานหลายสิบปีสามารถถูกแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ ว่าจะเป็นเรื่องของบริการสาธารณะ เรื่องของขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หรือปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่ แน่นอนว่าสำหรับการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ก็ตาม มันเป็นเรื่องปกติที่จะมีทั้งคนที่เห็นด้วยและคนที่ยังลังเล สำหรับคนเห็นด้วยหรือต่อสู้ เรื่องนี้มายาวนาน ผมหวังว่าร่างที่เรานำเสนอในวันนี้จะเป็นรูปธรรมของการพยายามทำให้ สิ่งที่ท่านฝันอยากเห็นนั้นเกิดขึ้นจริงในยุคสมัยของพวกเรา แต่สำหรับใครที่ยังลังเล ผมจะขอใช้เวลาสักเล็กน้อยในการพยายามจะตอบคำถามหรือคลายข้อกังวลที่บางท่าน ทั้งในรัฐสภา หรือประชาชนที่รับชมอยู่ทางบ้านนั้นอาจจะยังคงมี ซึ่งผมสรุปว่าในรอบนี้ ทั้งหมด ๓ ประเด็นหลัก ๆ🔗

ประเด็นหรือข้อกังวลที่ ๑ คือหลายคนอาจจะมีความกังวลว่าหากเรามีการ กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมากขึ้น ท้องถิ่นบางแห่งอาจจะยังไม่พร้อมที่จะรับผิดชอบ การจัดทำบริการสาธารณะทั้งหมดแทนที่ส่วนกลาง ผมไม่ปฏิเสธว่าท้องถิ่นแต่ละแห่งนั้น ก็มีศักยภาพที่แตกต่างกันออกไป และแน่นอนว่าผู้ว่าราชการและข้าราชการส่วนกลางที่มาก ความสามารถก็มีอยู่เต็มไปหมด แต่ผมอยากชวนทุกคนตั้งคำถามว่าคำว่าความพร้อมในการ จัดทำบริการสาธารณะนั้นมันวัดกันด้วยอะไร และความพร้อมที่ว่านั้นใครที่มีแนวโน้มที่จะมี มากกว่ากันระหว่างผู้บริหารที่ประชาชนในพื้นที่เป็นคนเลือกกับผู้บริหารที่ส่วนกลางเป็นคน แต่งตั้ง หากคุณจะมีความพร้อมในการจัดทำบริการสาธารณะมันมีอย่างน้อย ๓ คุณสมบัติ ที่ผมคิดว่ามีความสำคัญ คุณสมบัติที่ ๑ ที่คุณต้องมีหากคุณจะมีความพร้อมในการจัดทำ บริการสาธารณะคือคุณต้องมีความเข้าใจในบริบทของพื้นที่ เพราะแน่นอนแต่ละพื้นที่ก็มี ข้อจำกัดความต้องการที่แตกต่างกันออกไป และใครล่ะครับ ที่น่าจะมีแนวโน้มที่จะมีความ เข้าใจในพื้นที่มากกว่ากัน ระหว่าง ก ผู้ว่าที่แม้หลายคนอาจจะเป็นคนเรียนรู้เร็ว แต่ส่วนใหญ่ ก็ต้องมาบริหารจังหวัดที่ตนเองนั้นไม่เคยได้อาศัยหรือใช้ชีวิตอยู่ กับ ข ผู้บริหารที่เติบโต ขึ้นมาและคลุกคลีกับพื้นที่จนได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในจังหวัด มาสู่คุณสมบัติที่ ๒ ที่คุณต้องมีหากคุณจะมีความพร้อมในการจัดทำบริการสาธารณะ นั่นก็คือคุณต้องมี ระยะเวลาเพียงพอในการทำงาน และใครล่ะครับ ที่จะมีระยะเวลาเพียงพอในการทำงาน มากกว่ากัน ระหว่าง ก ผู้ว่าราชการจังหวัดที่โดยเฉลี่ยแล้วอยู่ในตำแหน่งไม่ถึง ๒ ปี กับ ข ผู้บริหารที่มาจากการเลือกตั้งที่มีวาระชัดเจนอยู่ที่ ๔ ปี คุณสมบัติที่ ๓ ที่คุณต้องมีหากคุณ จะมีความพร้อมในการจัดทำบริการสาธารณะคือคุณต้องพร้อมผ่านสนามแข่งขันที่จะทำให้ ประชาชนในพื้นที่นั้นมั่นใจและยอมรับว่าคุณเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าคนอื่น ๆ และใครล่ะครับ ที่มีโอกาสจะเป็นที่ยอมรับและที่มั่นใจของประชาชนในพื้นที่มากกว่ากัน ระหว่าง ก ผู้ว่าที่ถูก แต่งตั้งด้วยกระบวนการภายในที่ประชาชนนั้นอาจจะไม่รับรู้ถึงเกณฑ์ หรือไม่รับรู้ด้วยซ้ำว่า มีตัวเลือกอื่น ๆ ใครบ้าง กับ ข ผู้บริหารที่ต้องลงสนามเลือกตั้งแข่งกับตัวเลือกอื่น ๆ ในสนามแข่งขันที่ทั้งเมืองนั้นจับตามองโดยมีประชาชนในพื้นที่เป็นผู้ตัดสิน ดังนั้นถ้าท่านจะ บอกว่าท้องถิ่นนั้นไม่พร้อมที่จะจัดทำบริการสาธารณะพื้นที่ ผมก็ต้องขออนุญาตถามกลับไป ว่าอะไรทำไมท่านถึงคิดว่าผู้ว่าราชการแต่งตั้งจากส่วนกลางนั้นถึงจะมีความพร้อมมากกว่า ที่ผมพูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้ว่าเราไม่มีความสามารถ แต่ด้วยที่มา วาระ และ กระบวนการคัดเลือกที่ยึดโยงกับประชาชน ผู้นำท้องถิ่นโดยเฉลี่ยแล้วกับน่าจะมีความพร้อม มากกว่าผู้ว่าจากส่วนกลางในการจัดทำบริการสาธารณะในพื้นที่ และแน่นอนว่ายิ่งเรา กระจายอำนาจและงบประมาณท้องถิ่นนั้นมีศักยภาพเต็มที่ในการบริหารจัดการและจัดทำ บริการสาธารณะ เราก็ยิ่งมีความคาดหวังว่าท้องถิ่นในภาพรวมนั้นจะมีความพร้อมมากขึ้น ในการแก้ไขปัญหาของประชาชนในพื้นที่ ถนนหน้าบ้านใครพัง โรงพยาบาลไหนขาดงบ ท้องถิ่นก็แก้ได้หมด โดยไม่ต้องมานั่งลุ้นว่าถนนเส้นนั้นเป็นของหน่วยงานอะไร โดยไม่ต้องมา นั่งลุ้นว่า ส.ส. บ้านเรานั้นเป็น ส.ส. ฝั่งรัฐบาลหรือว่าฝ่ายค้าน แต่ข้อเสนอเรื่องการปลดล็อก ท้องถิ่นของเรานั้นไม่ได้เพียงแต่ช่วยปลดล็อกท้องถิ่นให้มีความพร้อมมากขึ้น แต่ข้อเสนอ ของเรานั้นยังจะช่วยปลดล็อกรัฐส่วนกลางด้วยให้มีความพร้อมมากขึ้น มีเวลามากขึ้น มีสมาธิ มากขึ้นในการทำภารกิจที่ท้องถิ่นนั้นไม่สามารถทำแทนได้ และรัฐบาลส่วนกลางเท่านั้น ที่จะต้องเข้ามาทำ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดมาตรฐาน บริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน หรือการทำภารกิจที่เกินเลยขอบเขตของท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นการต่างประเทศ การคลัง หรือว่าโครงการที่อาจจะข้ามเขตหลายจังหวัด ท่านประธานครับ การกระจายอำนาจมันจึง ไม่ได้เป็นการแย่งชิงอำนาจระหว่างส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่น แต่การกระจายอำนาจมันคือ การออกแบบกลไกการแบ่งงานให้ทั้งรัฐส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นนั้นสามารถทำงานที่ตนเอง ถนัดนั้นได้ดียิ่งขึ้น🔗

มาสู่ข้อกังวลที่ ๒ ที่สมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไว้ คือความกังวลว่า การกระจายอำนาจนั้นจะเพิ่มการทุจริตคอร์รัปชัน ผมไม่ปฏิเสธว่าปัญหาการทุจริตในระดับ ท้องถิ่นนั้นเป็นปัญหาที่มีอยู่จริง แต่ผมก็ไม่เชื่อเช่นกันว่าการแก้ไขปัญหาการทุจริตในระดับ ท้องถิ่นนั้นคือการรวมศูนย์อำนาจทุกอย่างมาไว้ที่ส่วนกลาง และขัดขวางการกระจายอำนาจ หากเราไปดูในรายงานของ ป.ป.ช. หรือพยายามจะนับเหตุการณ์จากข่าวสารตามสื่อต่าง ๆ เราก็อาจจะค้นพบว่าจำนวนการทุจริตในหน่วยงานท้องถิ่นนั้นอาจจะมีจำนวนกรณีมากกว่า การทุจริตในหน่วยงานส่วนกลาง แต่ผมอยากจะชวนเราคิดต่อสักนิดหนึ่งว่าสถิตินี้กำลัง บอกอะไรกับเรา ในขั้นพื้นฐานที่สุดมันคงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเท่าไรที่จำนวนกรณีการทุจริต ในระดับท้องถิ่นนั้นอาจจะมีจำนวนมากกว่ากรณีการทุจริตในส่วนกลาง ในเมื่อจำนวนองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นก็มีจำนวน ๗,๐๐๐ กว่าแห่ง สูงกว่าส่วนกลางนั้นหลายเท่าตัว แต่หากเรามองลึกลงไปภายใต้ตัวเลขสถิตินี้ ผมอยากจะชวนทุกคนตั้งคำถามต่อไปอีกว่า การที่เราค้นพบกรณีการทุจริตในระดับท้องถิ่นมากกว่าส่วนกลางนั้น มันเป็นเพราะว่ามันมี การทุจริตในระดับท้องถิ่นมากกว่าส่วนกลางจริงหรือเปล่า หรือว่าความจริงแล้วที่มันมีกรณี การทุจริตที่ถูกค้นพบในท้องถิ่นมากกว่าส่วนกลาง ก็เพราะว่าพอมันเป็นการทุจริตที่เกิดขึ้น ในระดับท้องถิ่น มันเลยสามารถถูกตรวจสอบและถูกเปิดโปงออกมาให้ประชาชนนั้นได้เห็น อย่างชัดเจนกว่า เพราะหากเราลองไปดูงานวิจัยของอาจารย์วิษณุพงษ์ โพธิพิรุฬห์ และคณะ ในปี ๒๕๖๑ เราจะค้นพบว่าประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานท้องถิ่นนั้น ยอมรับว่ารู้เห็นถึงการทุจริตในหน่วยงานของตนเอง แต่พอเราขยับมาดูสถิติเดียวกัน ในส่วนของเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานส่วนกลาง ตัวเลขนี้ไม่ได้ลดลง แต่กลับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ ๓๖ เปอร์เซ็นต์ ทุกท่านครับ ผมเข้าใจดีว่าการกระจายอำนาจมันไม่ได้ทำให้การทุจริตนั้น หายไป แต่ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าการกระจายอำนาจนั้นจะทำให้เราแก้ไขปัญหาการทุจริตได้ อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ถ้าท่านยังไม่เชื่อผม ลองไปฟังโรเบิร์ต คลิตการ์ด นักวิชาการ จากสหรัฐอเมริกาที่ได้เคยวิเคราะห์เอาไว้ว่าปัจจัยที่จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการทุจริตนั้น มี ๓ ปัจจัยที่สำคัญ ที่เขาได้สรุปมาผ่านสิ่งที่เรียกว่าสมการการทุจริต ซึ่งสถาบันวิจัย ทีดีอาร์ไอ (TDRI) นั้นเคยนำมาเขียนต่อเป็นหนังสือ สมการของคลิตการ์ดมีอยู่ว่า คอร์รัปชัน เท่ากับดุลยพินิจ บวก การผูกขาด บวก ความไม่โปร่งใส ถ้าเราลองมาไล่พิจารณาจาก ๓ ปัจจัยดังกล่าว เราก็จะเห็นชัดว่าการรวมศูนย์อำนาจนั้นมีความเสี่ยงต่อการทุจริตมากกว่า การกระจายอำนาจ มาพิจารณากันในปัจจัยที่ ๑ ที่จะเพิ่มความเสี่ยงของการทุจริต นั่นก็คือ การใช้ดุลยพินิจ หากเรามีระบบรวมศูนย์ที่ส่วนกลางและมีอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับ โครงการจำนวนมหาศาลทั่วประเทศ เกณฑ์ในการตัดสินว่าโครงการไหนดี โครงการไหนไม่ดี โครงการไหนควรจะถูกอนุมัติก่อนหรือหลัง ก็จะมีความคลุมเครือและขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของ เจ้าหน้าที่รัฐเป็นหลัก แต่ในทางกลับกันหากเรากระจายอำนาจให้ท้องถิ่น การเลือกตั้ง ท้องถิ่นนี่แหละครับจะเป็นวิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุดที่จะถามประชาชนว่าอยากเห็นนโยบาย หรือโครงการไหน และผลการเลือกตั้งท้องถิ่นก็จะเป็นเกณฑ์ที่ชัดเจนที่สุดว่าโครงการไหน ควรได้ไปต่อ โดยไม่เปิดช่องให้มีการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ ถ้าเราขยับมาพิจารณา ในปัจจัยที่ ๒ ที่จะเพิ่มความเสี่ยงเรื่องการทุจริตภายใต้สมการคอร์รัปชันก็คือการผูกขาด ในการตัดสินใจ หากเรามีระบบรวมศูนย์หน่วยงานที่มีอำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการต่าง ๆ ก็จะมีความผูกขาดและกระจุกตัวโดยปริยาย งบสำหรับถนนทุกเส้นทั่วประเทศก็จะขึ้นอยู่กับ แค่ไม่กี่กรม งบสำหรับโรงเรียนทุกแห่งก็จะกระจุกตัวอยู่กับแค่ไม่กี่หน่วยงาน แต่ในทาง กลับกันหากเรามีการกระจายอำนาจ งบทั้งหมดนั้นก็จะถูกกระจายไปตาม อปท. หลายพันแห่ง โดยแต่ละแห่งนั้นก็จะเป็นคนที่พิจารณาเรื่องโครงการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่ตนเอง รับผิดชอบ มาสู่ปัจจัยที่ ๓ ปัจจัยสุดท้าย ที่คลิตการ์ดวิเคราะห์ไว้ว่าจะเพิ่มความเสี่ยง เรื่องการทุจริต นั่นคือการขาดความโปร่งใส ถ้าเป็นระบบแบบรวมศูนย์ งบประมาณก็จะอยู่ ห่างไกลจากประชาชน ภาษีของประชาชนจากทุกพื้นที่ก็จะถูกยำรวมกัน พอเป็นแบบนี้ ประชาชนก็อาจจะรู้ตัวยากขึ้นว่าตนเองนั้นกำลังโดนโกงหรือไม่ หรือแม้กระทั่งโดนโกงแล้ว ก็อาจจะรู้สึกไม่เป็นเดือดเป็นร้อนเท่าที่ควรจะเป็น เพราะว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น มันถูกเฉลี่ย มันถูกหารกันระหว่างประชาชนเกือบ ๗๐ ล้านคนทั่วประเทศ ในทางกลับกัน ถ้าเรามีการกระจายอำนาจงบประมาณมันก็จะอยู่ในหน่วยงานที่ใกล้ชิดกับประชาชน ประชาชนก็จะได้ตรวจสอบงบประมาณได้ง่ายขึ้น รู้ตัวได้เร็วขึ้นหากโดนโกง แล้วก็จะรู้สึก หวงแหนงบประมาณที่โดนโกงไปมากขึ้น เพราะความเสียหายนั้นมันถูกแบ่งกัน ถูกหารกัน ระหว่างคนแค่ไม่กี่คนในพื้นที่หลักพัน หลักหมื่นคน ถ้าท่านฟังมาถึงตรงนี้แล้วยังไม่แน่ใจ อีกว่าการกระจายอำนาจนั้นจะช่วยลดความเสี่ยงการทุจริตได้จริงหรือไม่ ผมอยากให้ท่าน ลองจินตนาการไปพร้อมกับผมว่าหากท่านกับผมนั้นเรามาร่วมกันตั้งบริษัทแห่งหนึ่ง เป็นบริษัทรับเหมาซ่อมถนนที่พยายามจะทำทุกวิถีทางในการหางาน หารายได้จากรัฐ ด้วยวิธีการที่ไม่สุจริต ประเทศแบบไหน ระบบแบบไหนที่พวกเราจะร่วมมือกันโกงได้ง่าย กว่ากัน ถ้าประเทศเราเป็นระบบแบบรวมศูนย์ ผมคิดว่าบริษัทของเรานั้นทำงานกันได้เลย ถ้าเราช่วยกันใช้เส้นสายวิ่งเต้นเข้าหาผู้มีอำนาจไม่กี่คน เผลอ ๆ เราอาจจะรวยไปตลอดชีวิต ถ้าผู้มีอำนาจที่เราเข้าหานั้นอยากจะหาวิธีเกลี่ยงบมาให้โครงการของเรา ทั้ง ๆ ที่โครงการ ของเรานั้นไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับประชาชนเขาก็ทำได้ไม่ยาก เพราะทุกอย่างนั้นขึ้นอยู่กับ ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ มิหนำซ้ำพวกเราเข้าหาผู้มีอำนาจแค่ไม่กี่คนเราก็อาจจะได้งบ ซ่อมถนนทั้งประเทศ เพราะมีแค่กรม ๒ กรมเท่านั้นที่รับผิดชอบถนนทุกสายในทุกจังหวัด แล้วถ้าใครอยากจะพยายามมาตรวจสอบเรา พวกเขาก็จะลำบากหน่อย เพราะต้องไป ไล่หาหลักฐานให้เขาวงกตของข้อมูลที่มีความซับซ้อน และยำรวมหลายส่วนเข้าหากัน แต่ในทางกลับกันถ้าประเทศเราเป็นระบบแบบกระจายอำนาจ ผมคิดว่าบริษัทของพวกเรา จะเหนื่อยขึ้นเยอะเลยถ้าคิดจะโกงเงินภาษีพี่น้องประชาชน เพราะถึงแม้พวกเราจะพยายาม สอดไส้โครงการของเราเข้าไปในแผนงาน แต่ถ้าผู้สมัครที่ชนะเลือกตั้งในพื้นที่นั้น เขาชนะด้วยนโยบายที่ไม่ได้มีโครงการของเราอยู่ในแผน พวกเราก็ทำอะไรไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าพวกเราต้องการได้งานซ่อมถนนทั้งประเทศเราก็ต้องแบ่งแยกร่างกายวิ่งเข้าหา อปท. หลายพันแห่งทั่วประเทศ แต่ในเมื่องบมันถูกซอยย่อยและกระจายไปใกล้ชิดกับประชาชน หากพวกเราจะทำอะไรที่ไม่ชอบมาพากลมันก็เหมือนกับต้องทำในห้องกระจกใสที่ประชาชน ในพื้นที่นั้นเห็นทุกการขยับตัวของพวกเรา ท่านประธานครับ มันไม่ใช่ว่าผมมองไม่เห็น หรือไม่รับรู้ถึงการทุจริตที่เกิดขึ้นในระดับท้องถิ่น แต่วิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวมันต้องไม่ใช่ การขัดขวางหรือการย้อนศรการกระจายอำนาจ แต่วิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวมันต้องเป็น การกระจายอำนาจไปให้กับท้องถิ่นควบคู่ไปกับการกระจายอำนาจให้กับประชาชนในการ ตรวจสอบท้องถิ่นนั้น ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเผยข้อมูล การเพิ่มกลไกการมีส่วนร่วม หรือการ คุ้มครองความปลอดภัยของผู้กล้าที่ลุกขึ้นมาเปิดโปงการทุจริตเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของ พี่น้องประชาชน🔗

มาสู่ข้อกังวลที่ ๓ ที่สมาชิกรัฐสภาหลายท่านนั้นได้อภิปรายไว้ก็คือข้อกังวล ที่ว่าการกระจายอำนาจนั้นจะนำไปสู่การเปลี่ยนรูปแบบรัฐเป็นสหพันธรัฐหรือการแบ่งแยก ดินแดน ท่านประธานครับ เพื่อคลายความกังวลดังกล่าวผมอยากจะย้ำใน ๒ ประเด็นครับ🔗

ประเด็นที่ ๑ ก็คือการกระจายอำนาจ การปรับรูปแบบรัฐเป็นสหพันธรัฐ และการแบ่งแยกดินแดนนั้นมันไม่ใช่เรื่องเดียวกัน เวลาเราพูดถึงการแบ่งแยกดินแดน เรากำลังหมายถึงการสร้างรัฐใหม่ที่แยกตัวออกมาจากรัฐเก่า และมีอำนาจอธิปไตยเป็นของ ตนเอง โดยที่รัฐเก่านั้นไม่มีอำนาจอะไรที่จะไปเกี่ยวข้องกับรัฐใหม่ได้อีกต่อไป ตัวอย่างเช่น ประเทศติมอร์-เลสเตที่เขาแยกตัวออกมาจากประเทศอินโดนีเซียเมื่อประมาณ ๒๐ กว่าปีก่อน เวลาเราพูดถึงการปรับรูปแบบรัฐจากรัฐเดี่ยวเป็นสหพันธรัฐ อันนั้นก็อีก เรื่องหนึ่งเลย อันนั้นคือเรากำลังพูดถึงการใช้อำนาจอธิปไตยนั้นถูกแบ่งระหว่างส่วนกลาง กับส่วนมลรัฐ จนทำให้อำนาจเกี่ยวกับภารกิจบางส่วนนั้นถูกแบ่งไปอยู่กับมลรัฐอย่างถาวร โดยที่ส่วนกลางนั้นไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้อีกต่อไป อย่างเช่นในประเทศสหรัฐอเมริกา หรือประเทศเยอรมนี แต่เวลาเรามาพูดถึงการกระจายอำนาจนั้นที่เรากำลังพิจารณาอยู่ใน วันนี้ เราไม่ได้พูดถึงการแบ่งแยกดินแดนหรือการแบ่งอำนาจอธิปไตยมาเป็นสหพันธรัฐ แต่เรากำลังพูดถึงแค่การกระจายอำนาจการบริหารไปสู่ท้องถิ่นโดยที่อำนาจอธิปไตยนั้น ยังคงอยู่กับส่วนกลาง นั่นหมายความว่าในเชิงกฎหมายส่วนกลางก็ยังคงมีอำนาจในการปรับ ระดับการกระจายอำนาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้อยู่เสมอในอนาคต การเสนอให้แก้ไข รัฐธรรมนูญเพื่อกระจายอำนาจมันจึงไม่ได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนรูปแบบรัฐ และหากสำเร็จ ประเทศไทยก็จะยังคงเป็นรัฐเดี่ยวเหมือนเดิม แต่ถ้าสมาชิกท่านใดที่ฟังมาถึงตรงนี้แล้ว ยังกังวลอีกว่าข้อเสนอของเรานั้นจะนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดน ผมขอถามท่านเพียงคำถามเดียวสั้น ๆ เลยว่าประเทศอังกฤษกับประเทศญี่ปุ่นนั้นปกครอง ด้วยระบอบอะไร ที่ผมจำเป็นต้องถามแบบนี้ก็เพราะว่าข้อเสนอของเรานั้นมันไม่ได้ไปไกล กว่าการกระจายอำนาจเหมือนกับรูปแบบการบริหารประเทศที่สหราชอาณาจักรและญี่ปุ่น กำลังเป็นอยู่ปัจจุบัน และปัจจุบันนี้ทั้ง ๒ ประเทศนี้ก็ยังคงเป็นรัฐเดี่ยวและปกครอง ด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เหมือนที่ท่านประสงค์ให้ประเทศ เราเป็นทุกประการ🔗

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะนำเสนอเพื่อคลายข้อกังวลเรื่องนี้ก็คือว่า การกระจายอำนาจคือวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องการแบ่งแยกดินแดน เพื่อให้เห็นภาพของประเด็นนี้ผมขอยกตัวอย่างของสกอตแลนด์ซึ่งนับเป็นส่วนหนึ่งของ สหราชอาณาจักร สกอตแลนด์นั้นนับเป็นพื้นที่ที่มีวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่ค่อนข้างจะ แตกต่างจากส่วนอื่นของสหราชอาณาจักร มันเลยไม่น่าแปลกใจนักที่ความต้องการในการ กำหนดอนาคตของพื้นที่ตนเองนั้นมันเลยเป็นสิ่งที่ชาวสกอตแลนด์หลายคนนั้นเรียกร้อง มายาวนาน เพื่อพยายามจะตอบสนองต่อความต้องการตรงนี้และยังคงรักษาไว้ซึ่งรัฐเดียว รัฐบาลสหราชอาณาจักรภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีโทนี แบลร์ ก็เลยตัดสินใจ จัดประชามติในปี ๑๙๙๗ เพื่อถามชาวสกอตแลนด์ว่าต้องการให้มีการกระจายอำนาจหรือไม่ ต้องการให้มีการจัดตั้งสภาสกอตแลนด์หรือไม่ ผลปรากฏออกมาว่าประชาชน ๗๔ เปอร์เซ็นต์ เห็นด้วย มีเพียงแค่ ๒๖ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ไม่เห็นด้วย ถัดมาเกือบ ๒๐ ปี มาในปี ๒๐๑๔ รัฐบาลสหราชอาณาจักรก็มีการจัดประชามติอีกครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้เป็นการถามชาวสกอตแลนด์ ว่าเห็นด้วยหรือไม่ให้สกอตแลนด์นั้นแยกออกมาเป็นเอกราช ผลปรากฏในรอบนี้มีเพียงแค่ ๔๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เห็นด้วย โดย ๕๕ เปอร์เซ็นต์หรือเกินครึ่งไม่เห็นด้วย จึงทำให้ สหราชอาณาจักรนั้นยังคงรักษาการเป็นรัฐเดี่ยวไว้ได้จนมาถึงทุกวันนี้ เรื่องนี้มันน่าคิดว่า หากย้อนไปในปี ๑๙๙๗ รัฐบาลสหราชอาณาจักรภายใต้การนำของโทนี แบลร์ ไม่ได้ผลักดัน ให้มีการกระจายอำนาจ ไม่ได้ผลักดันให้มีการจัดตั้งสภาสกอตแลนด์ แต่ยังคงดึงดันบริหาร สกอตแลนด์แบบรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางทั้งหมด คำถามในประชามติในปี ๒๐๑๔ เกือบ ๒๐ ปีถัดมามันจึงกลายมาเป็นคำถามที่บีบให้ชาวสกอตแลนด์ต้องเลือกจาก ๒ ขั้ว ระหว่างการรวมศูนย์อำนาจแบบเดิมกับการแยกออกมาเป็นเอกราช ซึ่งไม่แน่ถ้าถูกบีบ ให้เหลือ ๒ ทางเลือกนี้มันก็มีโอกาสสูงที่ฝ่ายที่ต้องการจะให้แยกออกมาเป็นเอกราชนั้น อาจจะชนะไปก็ได้ ในกรณีของสหราชอาณาจักรหลายคนจึงยอมรับว่าการกระจายอำนาจ ในวันนั้นจึงมีส่วนสำคัญในการช่วยรักษาให้ประเทศเขายังคงเป็นรัฐเดี่ยวมาจนถึงทุกวันนี้ แม้แต่ โทนี แบลร์ เองที่เป็นนายกที่ขับเคลื่อนเรื่องการกระจายอำนาจ ณ วันนั้น ก็ได้ให้ สัมภาษณ์ไว้เมื่อปี ๒๐๑๙ ว่าหากวันนั้นเราไม่กระจายอำนาจเราคงได้รับแรงกดดันที่มิอาจ หยุดยั้งได้เพื่อความเป็นเอกราชของสกอตแลนด์ ผมก็ได้แต่เพียงหวังว่าตัวอย่างและบทเรียน ของอังกฤษและสกอตแลนด์นั้นจะช่วยตอกย้ำให้สมาชิกรัฐสภาทุกท่านนั้นเห็นว่าการ กระจายอำนาจที่เรากำลังพิจารณาในวันนี้มันไม่เพียงแต่เป็นคนละเรื่องกับการเปลี่ยนเป็น สหพันธรัฐ หรือการแบ่งแยกดินแดนอย่างที่หลายคนกังวล แต่การกระจายอำนาจนี่แหละ กลับจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการรักษาไว้ซึ่งรัฐเดี่ยวที่ท่านหวงแหนภายใต้ความหลากหลาย ทางวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ที่คงไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ ท่านประธานครับ นอกจากการ พยายามจะตอบข้อกังวล ๓ ข้อดังกล่าวแล้ว ผมต้องขออนุญาตทิ้งท้ายด้วยการเป็นอีก ๑ เสียงเพื่อยืนยันว่าการกระจายอำนาจนั้นเป็นกุญแจดอกสำคัญจริง ๆ ที่จะปลดล็อก ศักยภาพของประเทศไทย เพราะว่าการกระจายอำนาจนั้นคือการสร้างสังคมที่เป็นธรรม การลดความเหลื่อมล้ำระหว่างแต่ละพื้นที่ให้ประชาชนมีโอกาสเท่าเทียมกันในการเข้าถึง ทรัพยากรรัฐและบริการสาธารณะที่มีคุณภาพใกล้บ้าน เพราะการกระจายอำนาจนั้นมันคือ การระเบิดพลังทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ให้ทุกจังหวัด ทุกท้องถิ่นนั้นสามารถเติบโตได้ด้วย จุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป สร้างรายได้ใหม่ ๆ สร้างอุตสาหกรรมใหม่ ๆ สร้างงานใหม่ ๆ ให้กับประชาชนทั่วประเทศ เพราะการกระจายอำนาจมันคือการผ่าตัดระบบราชกา รให้ตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างว่องไวขึ้น หน่วยงานไม่ทำงานซ้ำซ้อนกัน งบประมาณถูกใช้อย่างถูกจุดโดยคนละหน่วยงานที่ใกล้ชิดและรู้ปัญหาจริง และเพราะการ กระจายอำนาจมันคือการอัดฉีดประชาธิปไตยเข้าไปที่ฐานรากให้ประชาชนนั้นมีสิทธิ มีอำนาจในการเลือกผู้บริหารของตนเอง มีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทุจริตอย่างเข้มข้น และมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์พื้นที่ที่ตนอยู่อาศัย ดังนั้นเมื่อวิเคราะห์จากทั้งปัญหาของ ประเทศไทยที่ผ่านมา เมื่อวิเคราะห์จากตัวอย่างและบทเรียนจากประเทศอื่นทั่วโลก และเมื่อ วิเคราะห์จากทิศทางของโลกในอนาคต ผมเชื่อว่าสมาชิกหลายท่านนั้นคงเห็นตรงกับผมว่าประเทศเรานั้นต้องมีการกระจายอำนาจ มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ แม้อาจจะยังเห็นต่างกันในรายละเอียดว่าควรจะกระจายไปถึงขั้นไหน สมาชิกรัฐสภาหลายท่านอาจจะพยายามบอกว่าร่างของเรานั้นเป็นร่างที่กระจายอำนาจ แบบสุดโต่ง แต่ผมมองต่าง ผมกลับมองว่าการปฏิเสธการกระจายอำนาจและการคงไว้ถึง การบริหารรัฐรูปแบบเดิมนี่แหละคือการรวมศูนย์อำนาจแบบสุดโต่ง เพราะถ้าเราไปดูว่า ในประเทศที่พัฒนาแล้วในกลุ่มโออีซีดี (OECD) โดยเฉลี่ยแล้วถ้าคุณจ่ายภาษีเขาไป ๑๐๐ บาท ส่วนกลางจะใช้ประมาณ ๖๐ บาท ท้องถิ่นใช้อีก ๔๐ บาท เฉลี่ยแล้วคนละครึ่ง แต่ในประเทศไทยปัจจุบันเราจ่ายภาษีเข้าไป ๑๐๐ บาท ส่วนกลางนั้นใช้ถึง ๘๐ บาท เหลือในท้องถิ่นนั้นใช้เพียงแค่ ๒๐ บาทเท่านั้น นี่ต่างหากคือการบริหารรัฐที่รวมศูนย์อำนาจ แบบสุดโต่ง ผมอยากจะเชิญชวนให้สมาชิกรัฐสภาทุกท่านนั้นมาร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ หน้าใหม่ของการเมืองไทย โดยการลงมติรับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องการกระจาย อำนาจฉบับนี้ เพื่อเดินหน้าในการเปิดบทสนทนาให้ทุกฝ่ายนั้นมาพูดคุยถกเถียงกัน เพิ่มเติมในชั้นกรรมาธิการ เพราะโจทย์สำคัญที่เราต้องขบคิดกันในวันนี้ คงไม่ใช่คำถามว่า การกระจายอำนาจนั้นดีหรือไม่ดีสำหรับประเทศ แต่โจทย์สำคัญที่เราต้องร่วมกันหาคำตอบ ในวันนี้คือเราจะออกแบบการกระจายอำนาจอย่างไรเพื่อปลดล็อกให้เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองไทยนั้นก้าวหน้าได้อย่างเต็มศักยภาพ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ต่อไป คุณวิรัตน์ วรศสิริน ครับ🔗

นายวิรัตน์ วรศสิริน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม วิรัตน์ วรศสิริน พรรคเสรีรวมไทย กระผมขอแสดง ความเห็นต่อในที่ประชุมนี้ในฐานะสมาชิกรัฐสภาคนหนึ่ง กระผมขอแสดงความเห็น เห็นด้วย กับการกระจายอำนาจ แต่อย่างไรก็ตามกระผมก็ย่อมจะมีความเห็นที่อาจจะมีความเห็น ที่แตกต่างบ้างเพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยในอนาคตกันต่อไป ต้องยอมรับว่าระบบ การบริหารราชการของกระทรวงมหาดไทยในการแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดในขณะนี้ประสบ กับปัญหา ซึ่งทำให้เราได้ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยซึ่งมาจากสายรัฐศาสตร์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสิงห์ดำ สิงห์แดง สิงห์ดำนี่จุฬา สิงห์แดงธรรมศาสตร์ เดี๋ยวนี้ยังมีสิงห์ทอง สิงห์เงินอีก มากันเยอะแยะไปหมด ทุกคนต่างมาในสายเดียวกันหมด คือสายรัฐศาสตร์ ทำให้การบริหารราชการนี้อยู่ในแนวทางความคิดเดียวกันไปหมด อยู่ในกรอบความคิด การปกครองอย่างเดียว ไม่มีออกไปในทางอื่น ท่านเสรีพิศุทธ์ หัวหน้าพรรคผมได้เสนอ แนวทางไว้หลายครั้งว่าควรจะแต่งตั้งรองผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากสายต่าง ๆ อย่างเช่น มาจากสายเศรษฐกิจ เป็นต้น หรือว่าสายวิชาการทางเศรษฐศาสตร์บ้าง หรือว่าทางวิศวกรรม ต่าง ๆ อันนี้ก็ยกตัวอย่างไว้มาหลาย ๆ สายเพื่อจะได้บริหารได้มีคุณภาพที่ดีกว่านี้ เกี่ยวกับ เรื่องกระจายอำนาจท้องถิ่นทางพรรคเสรีรวมไทยเอง ก็กราบเรียนท่านประธานว่าในการ เลือกตั้งปี ๒๕๖๒ เราได้พูดคุยกันมากแล้วว่าเราอยากจะให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้งประเทศ แต่เราทราบว่าการพัฒนาท้องถิ่นมีปัญหาจากปัญหาระบบราชการอำนาจที่ รวมศูนย์ทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจถึงท้องถิ่น ใช้อำนาจตามคำสั่ง อย่างเช่นช่วงสถานการณ์โควิด (COVID) ที่ผ่านมาเป็นต้น นายกรัฐมนตรีก็สั่งไปที่รัฐมนตรี รัฐมนตรีก็สั่งไปผู้ว่าราชการจังหวัดให้โควิด (COVID) เป็นศูนย์อย่างนี้ ก็ทำให้พี่น้อง ประชาชนทั้งประเทศเหมือนกันไปหมดทั้งประเทศ โควิด (COVID) มาก โควิด (COVID) น้อย ค้าขายกันไม่ได้หมดเพราะอำนาจของผู้ว่าราชการสั่งการลงไป นายกรัฐมนตรีสั่งการไป ผู้ว่าราชการจังหวัดปฏิบัติตาม เพราะฉะนั้นการกระจายอำนาจที่เป็นทางออกของประเทศ แต่อย่างไรก็ตามต้องถามว่าตอนนี้เราพร้อมหรือไม่พร้อม ก็อย่างที่ว่าจะพร้อม ไม่พร้อมเราก็ เดินไปก่อน แต่ว่าเรื่องปัญหารายได้จะเป็นอย่างไร จะพร้อมในการใช้ มีรายได้พอที่จะเลี้ยงดู ดำเนินการต่าง ๆ หรือไม่ ผู้มีอิทธิพลต่าง ๆ นักการเมือง เจ้าพ่อในพื้นที่จะมีปัญหาหรือเปล่า ต่อไปจะแบ่งเป็นจังหวัดแดง จังหวัดเหลือง จังหวัดเขียว จังหวัดชมพู อะไรก็ว่าไป ผมก็คิดไม่ออก ไม่อยากไปคาดเดา เพราะว่าประเทศเราไม่ใช่ประเทศที่มีพลเมืองใหญ่ จังหวัดใหญ่ จังหวัดเราเล็ก ๆ ทั้งนั้นเลย กระจายกันย่อยเต็มไปหมด ผมขออนุญาตถามว่า การเมือง การปกครองของไทยเมื่อเทียบกับประเทศญี่ปุ่น เห็นยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่น กันเยอะ ก็ขอนำมาเสวนากันหน่อย เทียบกับประเทศญี่ปุ่นเทียบกันได้หรือไม่ ผมขอนำสถิติ มาเพื่อพิจารณากันดูในสภานี้ ญี่ปุ่นมีจังหวัดที่มีประชากรมากกว่า ๑๐ ล้านคน อยู่ ๑ จังหวัดคือมหานครโตเกียว มี ๑๓ ล้านคน มีจังหวัดที่มีประชากรต่ำกว่า ๑๐ ล้านคน ถึง ๕ ล้านคน มี ๘ จังหวัด ประเทศไทยไม่มี มี ๑ จังหวัดมหานครกรุงเทพฯ ๕.๕ ล้านคน เท่านั้นเอง แตกต่างกันเยอะ มีจังหวัดที่มีประชากร ๕ ล้านคน ถึง ๒ ล้านคน มี ๙ จังหวัด ประเทศไทยไม่มีระดับนี้ไม่มี มีประชากร ๒ ล้านคน ถึง ๑ ล้านคน ๒๐ จังหวัด ประเทศไทยมี ๑๙ จังหวัด ถือว่าใกล้เคียงกัน มี ๑ ล้านคน ถึง ๘๐๐,๐๐๐ คน อยู่ ๙ จังหวัด ประเทศไทย มี ๑ ล้านคน ถึง ๒๐๐,๐๐๐ คน อยู่ ๕๗ จังหวัด เฉลี่ยแล้ว ๕๐๐,๐๐๐ คนต่อจังหวัด ท่านประธานว่า ๕๐๐,๐๐๐ คน ต่อจังหวัดมันบอกอะไร มันบอกว่าเราจะมีรายได้พอไหม มันบอกว่าจะมีการซื้อสิทธิขายเสียง กันมากมายหรือไม่ การปกครองระบอบประชาธิปไตยของเรามีปัญหาหรือไม่ กราบเรียน ท่านประธานครับ ประชากรในประเทศญี่ปุ่นมี ๑๓๕ ล้านคน แบ่งการปกครองเป็น ๔๗ จังหวัด เฉลี่ยแล้ว ๓ ล้านคน ต่อ ๑ จังหวัด ประเทศไทยมี ๗๐ ล้านคน ๗๗ จังหวัด เฉลี่ยแล้ว ๙๐๐,๐๐๐ คนต่อ ๑ จังหวัด ขณะที่เขามีประชากร ๑๓๕ ล้านคน แต่เขามี ส.ส. เขต แบบเขตเดียวเบอร์เดียว ๒๘๙ คน ท่านประธานลองเปรียบเทียบกับประเทศไทยดู เขามี ๑๓๕ ล้านคน แต่มี ส.ส. เขต ๒๘๙ เขตเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นเขาจะซื้อสิทธิ ขายเสียงเป็นไปไม่ได้ เพราะจำนวนคนมันเยอะมาก ถ้าลองประเทศญี่ปุ่นใช้ ๕๐๐,๐๐๐ คน เหมือนประเทศไทยต่อ ๑ จังหวัด ผมว่าเขาก็ซื้อสิทธิขายเสียงกันทั้งหมดทั้งประเทศนั่นล่ะ เพราะว่ามันเป็นเครื่องการันตี (Guarantee) ว่าเขาจะได้เป็น ส.ส. อย่างแน่นอน ดังนั้นที่ผ่านมา เราจะเห็นว่ามีการซื้อสิทธิขายเสียงเต็มไปหมด ส.ส. ๕๐๐-๘๐๐ เลือก อบจ. ๒,๐๐๐ เพราะว่าใช้เขตเล็กลงหน่อย อบต. เห็นบอกว่า ๕,๐๐๐ จำนวนประชากรที่แตกต่างกันมาก มันจะมีปัญหา เพราะฉะนั้นการปฏิรูปต่าง ๆ ผมคิดว่าควรปฏิรูปไปพร้อม ๆ กันกับการปฏิรูป การเมือง น่าจะไปพร้อม ๆ กัน เรากระจายอำนาจผมเห็นด้วย แต่ว่าควรจะปฏิรูปไปพร้อมกัน พูดถึงกระจายอำนาจจะถามว่าดีไม่ดี ผมเชื่อว่าถามใครใครก็ต้องบอกว่าดี มันเหมือนกับเรา ถามว่าการกู้เงินดีหรือไม่ดี ประชาชนก็ต้องตอบว่าไม่ดี แน่นอนเป็นหนี้เยอะ ๆ จะดี ได้อย่างไร ไม่ดี แต่จะไปถาม พลเอก ประยุทธ์ ว่ากู้เงินดีไม่ดี พลเอก ประยุทธ์ ก็ต้องบอกว่า ยึดอำนาจมา ๘ ปี เศรษฐกิจง่อยเปลี้ยเสียขา ไม่กู้แล้วจีดีพี (GDP) จะโตได้อย่างไร กู้ก็ต้องดีสิ ก็เหมือนกันการกระจายอำนาจก็เหมือนกัน ต่างคนต่างคิดกันไปคนละแบบ อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังสนับสนุนให้มีการกระจายอำนาจ แต่โดยที่เราจะต้องพิจารณากันให้รอบคอบว่า จังหวัดไหนพร้อม จังหวัดไหนยังไม่พร้อม ต้องทำไปเป็นทีละจังหวัด ๆ กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านต่อไป นายกองตรี อาญาสิทธิ์ ครับ🔗

นายกองตรี อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายกองตรี อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ สมาชิก รัฐสภา ผมขออนุญาตที่จะอภิปรายเสนอแนะเรื่องร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม ที่เรากำลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้ครับ ผมได้ดูจากร่างที่ทางผู้เสนอได้นำเสนอ ต่อที่ประชุม ก็เห็นว่าเป็นเรื่องของการที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งในปัจจุบันนั้นประเทศไทยเราได้ใช้ระบบการบริหารราชการแผ่นดินเป็นส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น แต่ว่าในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังเสนออยู่นี้ก็มีเป้าหมาย ที่จะปรับปรุงให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้มีความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบาย เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล การบริหารการเงินการคลัง และการใช้จ่ายงบประมาณให้มี อำนาจหน้าที่ ซึ่งผมดูแล้วในเรื่องของการที่เราจะปรับปรุงนั้น เรายังยึดรูปแบบขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นในรูปแบบ ๒ อย่างก็คือ รูปแบบทั่วไปและรูปแบบพิเศษ ซึ่งในรูปแบบทั่วไปนั้น ก็ยังอยู่ในรูปแบบขององค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล และ องค์กรส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไปอื่นที่จัดตั้งขึ้นโดยกฎหมาย ซึ่งผมดูแล้วผมคิดว่าถ้าหากเรา จะจัดการในรูปแบบของการปกครองส่วนท้องถิ่นเราน่าจะปรับพื้นที่ โดยเฉพาะในมิติ ของพื้นที่เราพูดถึงท้องถิ่นเราก็พูดถึงในพื้นที่ของประเทศไทยว่าเราควรจะจัดให้การบริหาร การจัดการรูปแบบของท้องถิ่นให้มันใกล้เคียงหรือเหมือนกัน เพื่อเกิดความเป็นธรรม ในประเทศ เราไม่จำเป็นจะต้องไปบอกว่าอาณาเขตทุกวันนี้จะเป็นจังหวัดหรือว่าเป็น เทศบาล เราน่าจะมีรูปแบบของพื้นที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จัดแบบใหม่ อาจจะมี จำนวนในประเทศไทยนี้เราไม่จำเป็นจะต้องมีตั้ง ๗๐ กว่าจังหวัด หรือว่า ๗,๐๐๐ กว่า องค์การบริหารส่วนตำบลทำนองนี้ ผมคิดว่าเราน่าจะปรับให้เป็นองค์กรที่เป็นขนาดใหญ่ แล้วก็เป็นเขตพื้นที่ใกล้เคียงกัน จะจำนวนเท่าไรก็แล้วแต่เหตุผลและความจำเป็น และส่วนหนึ่ง ที่ถ้าพูดถึงการปกครองส่วนท้องถิ่นแล้วก็จะไม่พูดถึงการบริหารการปกครองท้องที่เสียไม่ได้ เพราะว่าในร่างนี้ก็มีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการกระจาย แล้วก็การปรับปรุงเรื่องของส่วนราชการ ส่วนกลางและส่วนภูมิภาคว่าอาจจะต้องมีการยุบ อาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอำนาจ หน้าที่ หรือว่าตามที่ปรากฏอยู่ในร่างนี้ ผมคิดว่าในส่วนของพื้นที่เราไม่จำเป็นจะต้องไปยึดติด ว่าอันนี้คือเป็นการปกครองท้องถิ่น เพราะว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งของพื้นที่ ของตำบล หมู่บ้าน ในหมู่บ้านคนที่ใกล้ชิดกับประชาชนก็คือกรรมการหมู่บ้าน ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน คนส่วนนี้ เราจะให้เขาทำหน้าที่ ปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน แต่ว่าสิ่งที่เรา จะต้องกระจายลงไปก็คือต้องกระจายเรื่องเงิน เรื่องงบประมาณ ผมถามว่าวันนี้ที่ทำการ ผู้ใหญ่บ้าน ที่ทำการกำนัน ที่ประชุมของที่เราเรียกว่าคณะกรรมการหมู่บ้าน เราประชุมไป ก็ไม่สามารถที่จะใช้เรื่องของงบประมาณ เรื่องอะไรได้เลย เราจะตั้งสภาประชาชน จะตั้งสภา อะไรก็แล้วแต่ ในเมื่อของเดิมเรามีอยู่แล้ว ผมคิดว่าเราจะต้องให้ส่วนนี้ได้มีประสิทธิภาพ มากขึ้น เราควรจะให้การสนับสนุนกับหมู่บ้าน กับคณะกรรมการหมู่บ้าน ส่วนที่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่นี่จะไปทำภารกิจอะไรต่าง ๆ ก็ไปอยู่ในนั้นมันก็ทำร่วมกันได้ ในความคิดของผมผมคิดว่าจะต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และต้องทำให้การปกครองท้องที่ หรือว่าส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชนที่ใกล้ชิด โดยเฉพาะหมู่บ้าน หมู่บ้านเป็นสถานที่ที่จะแก้ปัญหาทุก ๆ อย่างให้มันจบที่หมู่บ้าน ผมจึงเห็นว่าเราควรจะให้การสนับสนุนในส่วนของการปกครองท้องที่ของผู้ใหญ่บ้าน ของคณะกรรมการหมู่บ้าน ของกำนัน ควบคู่ไปกับการที่เราจะปรับปรุงเรื่องของการกระจาย อำนาจ มอบอำนาจให้กับท้องถิ่นเพิ่มขึ้น ขอกราบเรียนเพื่อเป็นข้อมูลและก็เป็นความคิดเห็น ส่วนหนึ่งของผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ต่อไปท่านไพฑูรย์ หลิมวัฒนา ครับ ขอเปลี่ยนเป็นท่านเสรีนะครับ ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ เชิญครับ🔗

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ต้องกราบเรียนท่านประธานว่าจากร่างรัฐธรรมนูญที่ผู้เสนอแก้ไขมาให้พิจารณา ขณะนี้ในวาระที่ ๑ เรื่องรับหลักการหรือไม่ ต้องกราบเรียนว่าในส่วนของข้อเสนอดังกล่าว ที่ให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ในหมวดเรื่องขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนี้ มันก็คือต้องเกิดจาก ปัญหา แต่ปัญหาของท้องถิ่นที่เราพูดถึงนั้นต้องเรียนอีกว่าท้องถิ่นมีปัญหาเยอะ ถ้าพูดถึง เรื่องของการปกครองส่วนท้องถิ่นในส่วนใด พูดไปตรงไหนก็เจอแต่ปัญหา ในเรื่องของ การกระจายอำนาจดังกล่าวนี้ต้องเรียนว่าผมก็ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการกระจายอำนาจ ในการที่จะเข้าไปดูแลพี่น้องประชาชนให้ทั่วถึง ทั่วพื้นที่ของประเทศ ผมเคยเป็นสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ก็ให้ความสำคัญในเรื่องของการปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วก็เป็น สสร. ปี ๒๕๕๐ ก็ให้ความสำคัญในเรื่องของการปกครองส่วนท้องถิ่นเช่นเดียวกัน ซึ่งในการจะแก้ปัญหาของการปกครองในรูปแบบต่าง ๆ นั้น ผมก็อยากเห็นว่าให้บ้านเมือง เจริญรุ่งเรือง อยากเห็นความเจริญเติบโตของเมือง ของประเทศ ของพี่น้องประชาชน ไปทุกหย่อมหญ้า ทุกพื้นที่ในประเทศ ไม่ใช่เจริญเติบโตแค่กรุงเทพมหานครที่มีตึกรามบ้านช่อง โอ่อ่าใหญ่โต แล้วก็มีอยู่จังหวัดเดียวที่เป็นเมืองหลวงว่ามีความเจริญ แต่พื้นที่อื่น ๆ ลองไป เปรียบเทียบดูก็เข้าใจได้ว่าสู้กรุงเทพฯ ไม่ได้ แม้จะมีเมืองใหญ่ ๆ ในบางจังหวัด ในเรื่องของ การแก้ปัญหาในข้อเสนอที่ยกร่างรัฐธรรมนูญมาให้พิจารณานี้ ผมเข้าใจสิ่งที่ท่านผู้เสนอ ๒-๓ ท่านพยายามอธิบายว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ท่านเสนอมานั้นเป็นรัฐเดี่ยว ไม่ใช่สาธารณรัฐ ซึ่งในหลักการของการบัญญัติในเรื่องเหล่านี้ ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับก็ให้ความสำคัญว่า ประเทศไทยเป็นประเทศรัฐเดียว แล้วก็บัญญัติอยู่ตลอดมา และเราก็ยึดถือในเรื่องเหล่านี้ เป็นสำคัญ เพราะผืนแผ่นดินไทยของใครของเรา เราก็รัก แต่ข้อเสนอในหลักการและเหตุผล จริง ๆ แล้วก็เป็นหลักการคล้าย ๆ กันของการที่จะเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องเหล่านี้ ถ้าท่านประธานจะพิจารณานะครับ เพราะเรากำลังพิจารณาว่าเราจะรับหลักการหรือไม่ ลองดูถ้อยคำที่เสนอมาก็คงไม่แตกต่างเท่าไรนักกับเนื้อหา โดยมีเหตุผลสำคัญว่าโดยที่รัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีบทบัญญัติในหมวด ๑๔ ในเรื่อง การปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีเนื้อหาสาระอันเป็นอุปสรรคต่อการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น อันนี้ท่านให้เหตุผลเป็นหลักการไว้ จนทำให้การกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นตามหลักการ แห่งการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่นไม่อาจเกิดขึ้นได้จริง นี่คือเหตุผล เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเป็นอิสระในการกำหนด ท่านให้ ความสำคัญที่ความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบายการบริหาร การจัดทำบริการสาธารณะ การบริหารงานบุคคล การเงิน และการคลัง ให้ความสำคัญว่าต้องอิสระ เพราะฉะนั้นที่ผม อ่านให้ฟังซึ่งมีเนื้อหาอีกพอสมควร ก็ต้องเรียนว่ารัฐธรรมนูญก็ดีหรือกฎหมายก็ดีมันก็เหมือน ดาบที่อยู่ในมือเรา มันก็เป็นดาบ ๒ คม ถ้าดาบอยู่ในมือใคร ใช้ไปแล้วให้เป็นประโยชน์ ไปในทางที่ดีก็จะทำให้ได้ประโยชน์ตามที่ต้องการ แต่ดาบอีกด้านหนึ่งถ้าหากเอาไปใช้ ประโยชน์แล้ว เอาไปรบราฆ่าฟันคน มันก็เป็นไปในทางเสียหาย ดังนั้นในเนื้อหาที่ท่านผู้ชี้แจง พยายามอธิบายนักอธิบายหนา ยืนยันแล้วยืนยันอีกว่าข้อเสนอการกระจายอำนาจไปสู่ ท้องถิ่นดังกล่าวนี้ เป็นเรื่องหลักการในการจะกำหนดแนวทางนโยบายอะไรต่าง ๆ ให้เป็น ประโยชน์ แต่ดูเนื้อหาก็ต้องเรียนกับท่านผู้เสนอมาประกอบกัน ผมก็กังวล แล้วก็เป็นห่วงว่า ข้อเสนอเหล่านี้ เนื้อหาเหล่านี้ที่ท่านเสนอมาให้สภาพิจารณานั้นว่าไปแล้วมันก็คือ เป็นรัฐอิสระเราดี ๆ นี่เอง อันนี้คือข้อน่ากังวล เพราะฉะนั้นในข้อเสนอดังกล่าวนี้ ปัญหา ทั้งหลายที่เราพยายามจะให้บ้านเมืองดีขึ้นนั้น จริง ๆ แล้วมันอยู่ที่คน มันอยู่ที่นักการเมืองเรา ว่ามีความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง ต่อพี่น้องประชาชนมากน้อยแค่ไหน ถ้าบอกว่าจะเป็นผู้นำ ในชุมชน ในบ้านเมือง ในสังคม ในประเทศ ก็ต้องรักษาประโยชน์ส่วนรวมให้มั่นคง ไม่ยั่วยุ ไม่ปลุกปั่น ไม่ปลูกฝัง ไม่นำเสนอความคิดผิด ๆ ให้กับเยาวชน ให้กับเด็ก ให้กับประชาชน นี่คือความรับผิดชอบของทุกคนในประเทศ แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้นมันก็เกิดเรื่องเหล่านี้ว่า เราไม่สามารถจะทำให้ประเทศมันเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าสงบสุขไปได้ก็เพราะความรับผิดชอบ ของพวกเรากันเอง ดังนั้นเมื่อดูตามมาตราที่ท่านเสนอตั้งแต่ มาตรา ๒๔๙ ตั้งแต่ภายใต้บังคับ มาตรา ๑ ผมก็ดูเนื้อหาประกอบกับที่ท่านเสนอแล้ว ก็เรียนตามตรงว่าเป็นห่วงแล้วก็รับไม่ได้ เพราะเนื้อหาทั้งหมดจริง ๆ แล้วมันก็เนื้อหาเดิมในรัฐธรรมนูญผ่าน ๆ มาในเรื่องการปกครอง ส่วนท้องถิ่น แต่ท่านเอามาตัดแปะใส่เนื้อหาใส่รายละเอียดเข้าไป แต่หัวข้อสำคัญมันไปอยู่ ที่มาตราท้าย ๆ ผมเอามาตรา ๖ มาตรา มาตรา ๗ แล้วกัน เพราะว่าเวลามันก็น้อยเต็มที น้อยเหลือเกิน ไปมาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตราสุดท้ายเลย ถ้าดูแค่ข้อเสนอนว่าภายใน ๖๐ วัน ท่านจะยกเลิกกฎหมายเกี่ยวกับการปกครองส่วนท้องถิ่น ยกเลิกหมดเลย ยกเลิกการปกครอง ส่วนภูมิภาคอีก ในระยะเวลา ๖๐ วัน มันทำให้เห็นอะไร มันทำให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลง ที่ท่านต้องการให้เกิดขึ้น โดยรายละเอียดท่านอาจจะเสนอ ๒ ปี ๕ ปีอะไรก็ตาม แต่มันก็เห็น เนื้อหาในมาตราสุดท้าย สุดท้ายว่าเจตนาที่ท่านต้องการนั้นต้องการเพื่อจะก่อให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงอะไรในบ้านเมืองไทย ผมอยากเห็นประเทศเป็นรัฐรัฐเดียวอย่างที่ว่าละครับ ไม่อยากเห็นรัฐอิสระ ๖๗๐ รัฐในประเทศ ในผืนแผ่นดินไทยเดียวกัน เพราะฉะนั้นในเนื้อหา ที่เสนอมาทั้งหมด ด้วยเวลาจำกัดต้องกราบเรียนเลยว่าผมยังรับหลักการในเรื่องเหล่านี้ไม่ได้ ผมไม่ได้รังเกียจเลยครับผู้เสนอ ไม่ว่าจะเป็นคุณธนาธร หรือคุณปิยบุตร ไม่เคยรังเกียจ ในเรื่องส่วนตัวเลย แต่ผมเพียงแต่ระแวดระวังในพฤติกรรมการกระทำในการแสดงออก ของท่านที่ผ่านมาเท่านั้นเอง มันก็เลยผสมผสานกันว่าข้อเสนอของท่านนั้นมันจะเกี่ยวกับ ความสำคัญของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ โดยสรุปก็คือผมให้ความเคารพพี่น้องประชาชน ๗๐,๐๐๐ คน ๘๐,๐๐๐ คน ที่ลงชื่อเสนอเป็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้มา แต่ในข้อเสนอ ที่ท่านเสนอมานั้น ต้องเรียนเลยว่าถ้าโดยรวม ๆ แล้วยังไม่มีการกระจายอำนาจที่จะสำเร็จได้ อย่างแท้จริง ผมจึงไม่อาจที่จะรับหลักการในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ และผมก็เชื่อว่าสิ่งที่ผม อภิปรายนี้ ท่านสมาชิกวุฒิสภาที่จะต้องพิจารณาร่วมกับผมนั้น ก็คิดไปในแนวทางเดียวกัน ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ต่อไปท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ ครับ🔗

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครพนม

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด นครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอขอบคุณคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และคณะ กับภาคประชาชนที่ให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นซึ่งมีความ พยายามเช่นนี้มาช้านานจนถึงขนาดมี พ.ร.บ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๔๙ แต่การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริงนั้นไม่อาจเข้ากับบริบททางการเมืองเมืองไทย ในปัจจุบันที่การเมืองการปกครองของไทยลุ่มๆ ดอน ๆ ไม่มีเสถียรภาพเห็นได้จากกว่า ๘๐ ปี ประชาธิปไตยที่ผ่านมา ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยแบบครึ่งใบบ้าง ค่อนใบบ้าง สลับกับ การปฏิวัติรัฐประหารจนติดอันดับโลก เมื่อมีการปฏิวัติรัฐประหารอำนาจก็จะรวมศูนย์ อยู่ที่ศูนย์กลางเช่นในปัจจุบันกติกาก็ยังรวมศูนย์ เราต้องส่งเสริมให้มีมติมหาชนมีความเห็น ต่อต้านการปฏิวัติรัฐประหารไม่ให้เกิดขึ้นอีก บ้านเมืองถึงจะศิวิไลซ์ (Civilize) ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ขณะนี้ประชาชนเห็นพิษภัยของการปฏิวัติรัฐประหารว่า เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ เพราะเราถอยหลังเข้าคลอง การพัฒนาตามหลังประเทศ เพื่อนบ้าน เรียกว่าตามหลังแบบสุดกู่เลยทีเดียว เวลาผ่านไปไม่ถึงชั่วอายุคน รุ่นเราได้เห็น แล้วว่าเราถอยหลังจริง ๆ เมื่อเทียบกับบ้านอื่นเมืองอื่น ลองมองย้อนไปในอดีตรุ่นปู่ รุ่นพ่อ ของเรา ประเทศไทยเคยส่งทหารไปช่วยในสงครามเกาหลี เกาหลีถูกบอมบ์ (Bomb) แหลกลาญ แต่ปัจจุบันเราตามเกาหลีไม่ทันในเกือบทุกด้าน ไม่ต้องไปเทียบกับญี่ปุ่นเขาทิ้งเรา ไม่เห็นฝุ่น ทั้งที่ญี่ปุ่นและเกาหลีก็เป็นประเทศในเอเชียด้วยกันกับไทย เขาให้ความสำคัญ กับการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ที่สำคัญเขาไม่มีการปฏิวัติรัฐประหารอีก การเมืองพัฒนา โดยมือประชาชน บ้านเมืองถึงจะเจริญ ประชาชนก้าวข้ามความอดอยากยากจนสู่ความอยู่ดี กินดี ผมจึงเห็นด้วยกับการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ซึ่งต้องกระจายอำนาจอย่างแท้จริง ทั้งงบประมาณและอำนาจหน้าที่ อย่างไรก็ตามการกำหนดกติกาสูงสุดของบ้านเมือง มีองค์ประกอบหลายมิติที่ต้องพิจารณา โดยเฉพาะมิติทางด้านประวัติศาสตร์การเมือง การปกครอง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑ บัญญัติไว้ชัดเจนว่าประเทศไทย เป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว แบ่งแยกมิได้ นั่นก็คือกำหนดว่าประเทศไทยเป็นรัฐเดี่ยว เมื่อประเทศไทยเป็นรัฐเดี่ยว กติกาก็บังคับจำเป็นต้องมีการปกครองส่วนภูมิภาค เห็นได้จาก เรามีพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งได้จัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินออกเป็นส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ถ้าเราตัดส่วนภูมิภาคออกไปก็หมิ่นเหม่กับการที่จะพัฒนาไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง การปกครองไปสู่ระบบอื่นในอนาคตหรือไม่ เป็นสิ่งที่ควรระมัดระวังที่อาจถูกมองไปเช่นนั้นได้ แม้จะยกตัวอย่างญี่ปุ่นและอังกฤษ แต่เขาก็พัฒนาจนกระทั่งตกผลึก ดังนั้นในโลกของความ เป็นจริงควรแก้ในสิ่งที่จะเป็นไปได้ ไม่ถูกต่อต้านว่าสุดโต่งเกินไป หนทางที่ควรจะเน้นก็คือ การกระจายอำนาจที่แท้จริงด้วยการกระจายทั้งเม็ดเงินงบประมาณ ไม่ใช่ให้แต่อำนาจ แต่ไม่มีงบประมาณให้ สำหรับการควบคุมจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาคก็ต้องปรับปรุง เช่นกัน ควรแค่เป็นให้คำแนะนำ ตรวจสอบ แนะนำให้ถูกต้องตามกฎระเบียบ ดังนั้น โดยส่วนตัวกระผมเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญควรแก้ทั้งระบบทุกมาตรา ยกเครื่องทั้งระบบ มองในภาพรวมของประเทศและแก้โดยประชาชนผ่าน สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งของ ประชาชน ขอขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ต่อไป นายแพทย์เอกภพ เพียรพิเศษ ครับ🔗

นายเอกภพ เพียรพิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

เรียนท่าน ประธานสภาที่เคารพครับ ผม เอกภพ เพียรพิเศษ ผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย วันนี้ผมจะ มาอภิปรายในเรื่องของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีการนำเสนอในวันนี้ โดยคณะที่นำชื่อของ ประชาชน ๗๐,๐๐๐ กว่ารายชื่อมานำเสนอ ในการนี้ผมก็ต้องขอฝากผ่านท่านประธาน ไปถึงผู้นำเสนอ ทั้งเพื่อนผมทั้ง ๒ ท่าน อาจารย์ปิยบุตร แล้วก็คุณธนาธรว่าผมยังเป็นหมอเอกคนเดิมที่ยัง ยึดมั่นในคำพูด แล้วก็สิ่งที่เคยคุยกันไว้เหมือนเดิมว่าผมยังเห็นด้วยกับการคืนอำนาจของรัฐ ส่วนกลางสู่ท้องถิ่น ผมยังเห็นด้วยกับการกระจายทรัพยากรให้ท้องถิ่น ผมเห็นด้วยแม้กระทั่ง ให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด สิ่งที่อาจารย์ทำ สิ่งที่ธนาธรทำ แล้วก็สิ่งที่ประชาชน ร่วมกันลงรายชื่อมาผมเข้าใจถึงเจตนารมณ์และเจตนาที่ดีที่ต้องการจะทำให้ประเทศนี้ มีการพัฒนาและเจริญก้าวหน้า แต่สิ่งที่ผมจะมาอภิปรายในวันนี้เป็นข้อที่อยากจะนำเสนอ จากประสบการณ์ แล้วก็จากการทำงานที่ผ่านมาให้มีความชัดเจนในการเสนอร่างกฎหมายนี้ มากยิ่งขึ้น ผมก็อยากจะขอให้ผู้นำเสนออธิบายเพิ่มเติมในมาตรา ๔ และมาตรา ๖ ของร่าง กฎหมายฉบับนี้เกี่ยวกับเรื่องของการจัดทำแผนยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค สิ่งที่ผมกังวลใจ แล้วก็อยากจะนำเสนอมากที่สุดคือเรื่องเกี่ยวกับระบบบางระบบ ระบบราชการภูมิภาค บางระบบเราจะเห็นว่าอาจจะยกเลิกได้ อาจจะยุบไปได้ แต่บางระบบมันมีความซ้ำซ้อน มีความซับซ้อน สิ่งที่การยกเลิกไปหรือว่าการเปลี่ยนแปลงอาจจะส่งผลกระทบต่อประชาชน🔗

นายชวน หลีกภัย (ประธานรัฐสภา : คุณหมอครับขออภัย คุณหมอ เข้าอภิปรายในตู้ดีไหมครับ🔗

ได้ครับ ขออนุญาตย้ายแป๊บหนึ่งครับ ขออนุญาตต่อครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญเลยครับ🔗

นายเอกภพ เพียรพิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

ในเรื่อง ที่ผมจะนำเสนอคือเป็นเรื่องเกี่ยวกับเรื่องของระบบสาธารณสุข ในช่วงที่ผ่านมาเรามี ประสบการณ์ในเรื่องของการกระจายอำนาจ การทำตาม พ.ร.บ. กระจายอำนาจด้วยการ ถ่ายโอน รพ.สต. สิ่งที่ผ่านมามีปัญหาขลุกขลักพอสมควร ปัญหาขลุกขลักที่ผมจะบอก คือเป็นปัญหาขลุกขลักถามว่าในเชิงเทคนิคไหม ใช่ในเชิงเทคนิค แต่มันเป็นปัญหาที่เราไม่มี การวางระบบ การออกแบบระบบที่จะรองรับการถ่ายโอน อันนี้ผมก็เลยกังวลว่าในการแก้ไข รัฐธรรมนูญ มาตรา ๔ และมาตรา ๖ ไว้ ในการยกเลิกราชการส่วนภูมิภาคจะเกี่ยวข้อง กับเรื่องของระบบสาธารณสุขด้วย ในตรงนี้เราจำเป็นต้องอธิบายให้ชัดเจนในสภาแห่งนี้ ในการนำเสนอ เพื่อที่จะได้มีบันทึกไว้ว่าเจตนารมณ์ของผู้ยื่น แล้วก็ในสภาแห่งนี้ต้องการ จะให้เป็นอย่างไร เพื่อที่ถ้ามีการตั้งกรรมาธิการจะได้นำเจตนารมณ์นี้ไปใช้อย่างถูกต้อง ผมขอยกตัวอย่าง ผมขอให้ข้อมูลอย่างนี้ว่าปัจจุบันระบบการรักษาพยาบาลในประเทศไทย การดูแลสุขภาพของประเทศไทยประชาชนแทบทุกคน ๙๙ เปอร์เซ็นต์ เกือบจะร้อย เปอร์เซ็นต์แล้วไม่ต้องเสียเงินเอง ประชาชนเมื่อรับบริการสาธารณสุขก็จะมีผู้จ่ายเงินแทน ผู้จ่ายเงินแทนประชาชนคือบัตรทอง สิทธิข้าราชการจากกรมบัญชีกลางและประกันสังคม หน่วยให้บริการต่าง ๆ ก็จะมีหลายส่วน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นหน่วยบริการในสังกัดกระทรวง สาธารณสุข หน่วยราชการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขมีความเชื่อมโยงอย่างไร มาจาก สำนักงานปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงไปที่สำนักงานเขตสุขภาพ สำนักงานเขต สุขภาพก็ไปที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดก็ไปที่แต่ละอำเภอ ที่มีเครือข่ายสุขภาพระดับอำเภอ ตรงนี้การยกเลิกราชการส่วนภูมิภาคก็คือไปยกเลิกตั้งแต่ ระดับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ปัญหาเกิดขึ้นดังนี้ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขึ้นตรง ต่อสำนักงานเขต สำนักงานเขตก็จะเป็นคนดูจัดสรรกระจายทรัพยากรว่าโรงพยาบาล เชียงรายประชานุเคราะห์ควรจะต้องมีอะไรบ้าง โรงพยาบาลลำปางควรจะต้องมีอะไรบ้าง โรงพยาบาลลำพูนมีอะไรบ้าง โรงพยาบาลแพร่ โรงพยาบาลน่านมีอะไรบ้าง โรงพยาบาล สุไหงโก-ลกมีอะไรบ้าง โรงพยาบาลที่อื่น ๆ แต่ละที่ เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องใช้ทรัพยากร หรือว่าซื้อเครื่องไม้เครื่องมือทางการแพทย์แพง ๆ ให้ทุกจังหวัด ให้ทุกที่ แต่ให้ในแต่ละที่ให้มี ความเชื่อมโยงกัน แต่ละจังหวัดเช่นเดียวกันในจังหวัดเชียงรายไม่ต้องมีซีทีสแกน (CT Scan) ทุกโรงพยาบาลก็ได้ บางโรงพยาบาลอยู่ห่างกันแค่ประมาณ ๓๐ กิโลเมตร สามารถส่งต่อ คนไข้ได้ โรงพยาบาลทุกโรงพยาบาลไม่จำเป็นต้องมีห้องผ่าตัดก็ได้ถ้าเรามีระบบเครือข่าย การที่เรา แยกราชการส่วนภูมิภาคออกไป ตัดขั้นตอนของราชการส่วนภูมิภาค ทำให้การเชื่อมโยง ของระบบที่เคยเป็นไม่เป็นไปอย่างเดิม ตรงนี้จะส่งผลกระทบต่อประชาชน ผมก็อยากจะขอ คำอธิบายว่าถ้าระบบสาธารณสุขที่มีการแก้ไขในอนาคตเราจะออกแบบระบบกันอย่างไร อย่าเอาแค่ว่าเรากระจายไปก่อนแล้วค่อยไปคิดกัน เหมือน ณ ตอนนี้ที่ รพ.สต. เราเจอปัญหา กระจายไปก่อน กระจายไปก่อนแล้วเกิดอะไรขึ้น เงินของ สปสช. เรายังตกลงกันไม่ได้เลย ว่าจะให้แต่ละ รพ.สต. เท่าไร โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์เครือข่ายของสาธารณสุข จังหวัดเชียงรายจะต้องโอนเงินค่าส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคให้กับ อบจ. เชียงรายรายหัว เท่าไร ไม่เคยคุยกันมาก่อน ไม่เคยออกแบบกันมาก่อน ภาระงานที่จะต้องแบ่งกันเป็นอย่างไรบ้าง ไม่เคยคุยกันมาก่อน ตรงนี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ส่งผลกระทบต่อชีวิต ของประชาชนโดยตรง เพราะฉะนั้นผมเห็นด้วยกับการกระจายอำนาจผมเห็นด้วยกับการที่ ท้องถิ่นจะจัดการตนเอง ผมเห็นด้วยที่จะเปิดศักยภาพของท้องถิ่น แต่ผมอยากจะให้ทุกท่าน ช่วยอภิปราย ช่วยให้ข้อมูล ช่วยให้ข้อเท็จจริง ช่วยให้บันทึกไว้ในสภาหน่อยว่าเจตจำนง แล้วก็วิธีการดีไซน์ (Design) ของระบบหลังจากกระจายอำนาจแล้วจะเป็นอย่างไร เพื่อให้ ประชาชนคลายสงสัย แล้วก็คลายกังวล ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านต่อไปท่านวุฒิสมาชิกไพฑูรย์ หลิมวัฒนา จากนั้นก็จะเป็น นางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ เรียนไว้เพื่อที่จะได้เตรียมตัวครับ🔗

นายไพฑูรย์ หลิมวัฒนา สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มการบริหารราชการแผ่นดิน และความมั่นคง

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ไพฑูรย์ หลิมวัฒนา สมาชิก วุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออภิปรายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของผู้เสนอและคณะ ผมขอขอบคุณผู้เสนอและคณะ ที่กล้าเสนอการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๔๙ ถึง ๒๕๔ ซึ่งผมเห็นดีด้วยอย่างยิ่งที่จะมี การปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ผมยังมีข้อกังขาอยู่หลายเรื่อง เพราะฉะนั้น ผมคงจะต้องเสนอข้อคิดเห็นและข้อสังเกตให้เพื่อนสมาชิกได้ทราบในประเด็นการแก้ไข มาตรา ๒๔๙ ถึงมาตรา ๒๕๔ ในประเด็นข้อสังเกต มาตรา ๔๙ ให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นมีอิสระในการกำหนดนโยบาย ผมเห็นว่าควรจะมีการเพิ่มเติมตามที่กฎหมาย บัญญัติ มิฉะนั้นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจจะไร้ทิศทางและมาตรฐาน ข้อสังเกต มาตรา ๒๕๐ ไม่ควรกำหนดรูปแบบและประเทศขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นลงใน รัฐธรรมนูญ เพราะถ้าหากมีการแก้ไขจะทำได้ยาก ควรบัญญัติไว้ในกฎหมายจัดตั้ง แต่ละประเทศ ข้อสังเกต มาตรา ๒๕๑ ภารกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องไม่มี การจัดทำภารกิจเกี่ยวกับศาลทุกประเภท รวมทั้งองค์กรอิสระที่กฎหมายบัญญัติไว้เฉพาะแล้ว ข้อสังเกต มาตรา ๒๕๒ (๓) การจัดสรรงบประมาณให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในส่วนนี้ เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เมื่อรัฐบาลยังจัดสรรรายได้ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแค่ ๒๙ เปอร์เซ็นต์กว่า องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นต้องรับผิดชอบในภารกิจต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินผู้สูงอายุ ซึ่งก็จัดสรร ในส่วนของ ๒๙ เปอร์เซ็นต์กว่า แต่ไม่เห็นด้วยกับการที่จะจัดงบประมาณให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ภายใน ๓ ปี ซึ่งเป็นนโยบายที่กระทบโดยภาพรวมของประเทศ และฐานะการคลัง ข้อสังเกต มาตรา ๒๕๓ การเป็นอิสระด้านการคลัง ต้องเป็นไปตาม กฎหมายบัญญัติ โดยเฉพาะต้องมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการกู้เงิน การออกธนบัตร ซึ่งอาจจะขัด กับภารกิจในมาตรา ๒๕๑ ที่เป็นอำนาจของรัฐบาลส่วนกลาง ข้อสังเกต มาตรา ๒๕๔/๓ การยกเลิกการกำกับดูแลน่าจะไม่เหมาะสม สมควรให้อำนาจกับผู้กำกับยับยั้งชั่วคราวได้ และส่งให้ศาลวินิจฉัยตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ประเด็นนี้ได้เสนอในขั้นของสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติไปแล้ว มาตรา ๒๕๔/๖ (๕) การยกเลิกส่วนภูมิภาคตามมาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ ที่ได้บัญญัติระยะเร่งรัดต่าง ๆ ต้องใช้ข้อ ๘ ควรจะให้มีการจัดทำประชามติ โดยประชาชน เพราะจะมีผลกระทบวงกว้างของสังคมไทย ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ได้ลงจาก บัลลังก์ โดยมอบให้ ศาสตราจารย์พิเศษ พรเพชร วิชิตชลชัย ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อมาท่านทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ แล้วก็ตามด้วย ท่านมัลลิกา บุญมีตระกูล แล้วก็ท่านสุชัย บุตรสาระ เชิญท่านทัศนีย์ก่อนครับ🔗

นางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงใหม่

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ดิฉันขอขอบคุณคุณธนาธร พร้อมคณะ แล้วก็ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนเกือบ ๘๐,๐๐๐ คนที่เสนอร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญเพื่อกระจายอำนาจให้กับองค์กรปกครองท้องถิ่น หากประเทศไทยเราไม่มีการ กระจายอำนาจให้กับท้องถิ่น ไม่ให้อิสระกับท้องถิ่น และไม่ให้ประชาชนในท้องถิ่นตัดสินใจ ในการบริหารงานของท้องถิ่น ประเทศไทยคงไม่มีทางที่จะไปไกลกว่านี้ได้ เพราะไม่มีใครรู้ ปัญหาของท้องถิ่นได้ดีเท่ากับคนในท้องถิ่น ปัญหาของท้องถิ่นในปัจจุบันนี้ก็เกิดจากการ ที่เรารวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง ขาดการกระจายอำนาจ ทั้งการเขียนกฎหมายที่จำกัดอำนาจ ของท้องถิ่น โดยภารกิจส่วนใหญ่ยังคงผูกติดไว้กับส่วนกลาง การโอนภารกิจก็ยังล่าช้า ไม่มีสภาพบังคับ องค์กรตรวจสอบทั้งหลายมักจะตีความกฎหมายจำกัดอำนาจของท้องถิ่นไว้ อีกทั้งส่วนแบ่งรายได้ก็ไม่เท่าเทียม ท้องถิ่นไม่มีอิสระในการที่จะใช้งบประมาณเท่าที่ควร และที่สำคัญมีรายรับน้อย ได้ส่วนแบ่งภาษีที่น้อยและมีข้อจำกัดในการกู้เงิน อีกทั้งยังแบกรับ งบประมาณรายจ่ายประจำไว้มากจนไม่มีงบที่จะทำภารกิจต่าง ๆ และผลจากการที่ถูกจำกัด อำนาจและเงินทำให้ท้องถิ่นไม่มีการพัฒนาอย่างที่ควรจะเป็น ดิฉันในฐานะกรรมาธิการ ในคณะกรรมาธิการกระจายอำนาจ ได้รับการร้องเรียนจากผู้บริหารท้องถิ่น จากข้าราชการ ในท้องถิ่น ถึงปัญหาในการทำงานให้กับพี่น้องประชาชนและพยายามหาทางแก้ไขปัญหา มาโดยตลอด ก็พบว่าสาเหตุปัญหาดังกล่าวมาจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งยกร่างโดยทีมงาน ของ คสช. ที่มีการตีกรอบความคิดที่จะรวมศูนย์อำนาจ ดังนั้นในวันนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีของรัฐสภาที่จะได้มีโอกาสแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ หมวดการ ปกครองท้องถิ่น โดยดิฉันเห็นว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นการปลดล็อกท้องถิ่น ทั้ง ๔ ด้าน ปลดล็อกเงิน เราจะต้องกระจายงบประมาณที่เคยรวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลางนำไปไว้ ให้กับประชาชนในท้องถิ่นได้แก้ไขปัญหาในพื้นที่ของเขาเอง เพื่อเพิ่มการหารายได้ใหม่ ของท้องถิ่น และท้องถิ่นจะมีอำนาจในการเก็บภาษีใหม่ ๆ สามารถกู้เงินและออกพันธบัตร ได้ง่ายขึ้น โดยให้ส่วนกลางมีหน้าที่ให้เงินอุดหนุนเพื่อสร้างความเท่าเทียมระหว่างท้องถิ่น เท่านั้น ที่ผ่านมากฎหมายเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณของท้องถิ่นถูกกำหนดไว้ไม่ชัดเจน และไม่สามารถทำให้ถึงเกณฑ์ที่กำหนด จึงจำเป็นจะต้องเพิ่มสัดส่วนงบประมาณให้ถึง ร้อยละ ๓๕ ในทุกพื้นที่ภายใน ๒ ปีงบประมาณ และยังจำเป็นจะต้องลดและยกเลิกงานฝาก จากส่วนกลางออกจากบัญชีค่าใช้จ่ายท้องถิ่น เพื่อให้ท้องถิ่นมีงบประมาณใช้จ่ายเพื่อให้เกิด ประโยชน์กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ปลดล็อกคนต้องเพิ่มความดึงดูดของงานราชการ ในท้องถิ่น และทำให้ในแต่ละพื้นที่มีบุคลากรที่เพียงพอที่จะให้บริการกับพี่น้องประชาชน เพราะปัจจุบันนี้เราพบว่าบุคลากรมากระจุกอยู่ที่ส่วนกลางหมด แต่ในระดับท้องถิ่น อบต. บางแห่งระดับธุรการต้องรักษาการ ผอ. กอง ถึง ๒-๓ กองเลย เพราะไม่มีบุคลากรที่เพียงพอ ก็เกิดจากที่ คสช. ออกประกาศฉบับที่ ๘/๒๕๖๐ ที่กำหนดให้การคัดเลือกบุคลากรเพื่อ ปฏิบัติงานในท้องถิ่นต้องมาจากส่วนกลางในการสอบคัดเลือก การปฏิบัติหน้าที่ของท้องถิ่น จึงถูกคัดเลือกจากประกาศฉบับนี้ ไม่ให้ได้คนในท้องที่ เลยไม่เข้าใจปัญหาอย่างแท้จริง และเป็นการให้อำนาจส่วนการในการใช้งบประมาณสอบคัดเลือกทำให้เกิดความยุ่งยากกับ ท้องถิ่น จึงจำเป็นต้องยกเลิกประกาศฉบับดังกล่าว เพราะท้องถิ่นจะต้องมีสิทธิในการสอบ คัดเลือกที่จะคัดหาคัดสรรบุคลากรของเขาเอง ปลดล็อกงาน เราต้องเพิ่มอำนาจให้ท้องถิ่น ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการบริการสาธารณะ และให้ส่วนกลาง และส่วนภูมิภาคทำหน้าที่ เพียงกำกับดูแล ไม่ใช่บังคับบัญชา รวมทั้งกฎระเบียบและข้อกฎหมายที่บังคับใช้กับท้องถิ่น ที่กำหนดโดยส่วนกลางลง เพื่อให้การบริหารงานของท้องถิ่นเกิดประโยชน์สูงสุดกับ พี่น้องประชาชน ที่สำคัญปลดล็อกอำนาจ เพิ่มอำนาจให้กับประชาชน คืนอำนาจสู่ท้องถิ่น โดยท้องถิ่นจะต้องมีอำนาจในการจัดบริการสาธารณะให้สอดคล้องกับบริบทในพื้นที่ ของเขาเอง เว้นที่ท้องถิ่นทำได้ไม่กี่เรื่องที่ท้องถิ่นห้ามทำก็ เช่น ด้านทหาร ด้านความมั่นคง ถ้าหากเราปลดล็อกท้องถิ่น เราจะเกิดประโยชน์ต่อประชาชน ต่อท้องถิ่นและต่อประเทศชาติ อย่างมาก กล่าวคือในส่วนของประชาชนนั้นปัญหาของประชาชนในแต่ละพื้นที่จะได้รับการ แก้ไขอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพโดยผู้บริหารของท้องถิ่นที่ประชาชนเลือกเข้ามา และลดขั้นตอนการดำเนินงานความล่าช้าจากส่วนกลาง ประชาชนมีคุณภาพชีวิตได้ดี ที่บ้านเกิด เราไม่จำเป็นต้องเข้ามาสู่เมืองใหญ่ และประชาชนในพื้นที่จะมีคุณภาพชีวิต ที่ไม่แตกต่างกันมาก เพราะโครงสร้างพื้นฐานในแต่ละท้องที่ไม่แตกต่างกัน ประชาชนจะเข้า มามีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยขั้นพื้นฐานในท้องถิ่นมากขึ้นในฐานะพลเมือง เช่น การเข้าชื่อเพื่อเสนอกฎหมายท้องถิ่น การถอดถอนผู้บริหารท้องถิ่น การมีส่วนร่วมในการ จัดทำงบประมาณ และการตัดสินใจในการดำเนินงานของท้องถิ่น รวมไปถึงประชาชน สามารถตรวจสอบการทำงานของท้องถิ่นเพื่อป้องกันปัญหาการทุจริต ในส่วนของที่จะเกิด กับท้องถิ่นนั้นเราจะลดภาระการรายงานและเพิ่มอิสระให้ท้องถิ่นมากขึ้นโดยไม่ถูกส่วนกลาง และส่วนภูมิภาคขัดขวาง และท้องถิ่นจะมีงบประมาณเพียงพอในการที่จะทำภารกิจ และโครงการใหม่ ๆ และมีอิสระในการตัดสินใจในท้องถิ่น และสามารถลดความเหลื่อมล้ำ ของท้องถิ่นที่มีงบประมาณมากกับท้องถิ่นที่มีงบประมาณน้อย ท้องถิ่นจะได้รับการพัฒนา ตามความต้องการของพื้นที่ ไม่ใช่คนออกคำสั่งมาจากส่วนกลาง ไม่รู้จักพื้นที่ ไม่รู้จักความ ต้องการของพี่น้องประชาชน ประเทศไทยจะเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ การบริหาร ราชการส่วนกลางจะสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะราชการส่วนกลาง จะสามารถมุ่งไปที่การพัฒนาประเทศโดยภาพรวม โดยไม่ต้องเสียทรัพยากรเพื่อที่จะ แก้ปัญหาของท้องถิ่น รัฐราชการของประเทศไทยเราก็จะไม่ใหญ่เทอะทะ และสามารถรับมือ กับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้เร็วขึ้น การกระจายอำนาจเพื่อคืนอำนาจให้ท้องถิ่นและยุติ รัฐราชการรวมศูนย์เป็นกุญแจดอกเดียวที่เราจะปลดล็อกท้องถิ่นที่ถูกกดทับมาโดยราชการ รวมศูนย์มาตลอด แล้วเราจะช่วยกันผลักดันให้ประเทศไทยขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยการ กระจายอำนาจให้กับท้องถิ่น ดิฉันจึงขอสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะปลดล็อกท้องถิ่น ฉบับนี้ และดิฉันขอเรียกร้องไปยังสมาชิกรัฐสภาทุกท่านที่ทุกท่านอภิปรายในช่วงแรกดิฉันก็เห็น ทุกคนบอกว่าเห็นด้วย เห็นด้วย แต่ว่าข้อคิดเห็นที่เห็นต่างมาเราสามารถเข้าไปคุยกันได้ ในชั้นกรรมาธิการ ดิฉันขอนำมาร่วมกันวันนี้กระจายอำนาจให้ท้องถิ่น คืนอำนาจให้ ประชาชน ลดอำนาจส่วนกลาง ลดอำนาจเผด็จการ แล้วให้ประชาชนตัดสินอนาคตของ ท้องถิ่นด้วยตัวของเขาเองเถอะค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษ พรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ครับ🔗

นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เกี่ยวกับการเสนอร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญในหมวดที่ ๑๔ ที่เกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น ซึ่งดิฉันดูร่างเบื้องต้นแล้ว จริง ๆ แล้วอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังผู้เสนออย่างนี้ว่า การพูดเรื่องเกี่ยวกับ การกระจายการปกครองไปสู่ท้องถิ่น เรื่องนี้เวลาพูดก็ได้ใจคนเยอะ แต่ปัญหาของสภาแห่งนี้ หลาย ๆ ท่านรวมทั้งนอกสภาด้วยเรากำลังมีความรู้สึกระแวงในเจตนาว่าภายใต้ร่างนี้ รายละเอียดข้างในมันมีอะไรที่สอดไส้ไว้อย่างไรหรือไม่ ซึ่งแน่นอนก็ควรจะต้องมาตรวจตรา อย่างละเอียด เบื้องต้นดิฉันเห็นด้วยกับเรื่องเกี่ยวกับการที่จะรับหลักการในเรื่องนี้ แต่พอตรวจสอบดูในหลาย ๆ ประเด็นดิฉันก็มีความรู้สึกว่าอยากจะให้ทางผู้เสนอนั้น ได้ชี้แจงให้กระจ่างก่อน แล้วก็ควรที่จะต้องทำความเข้าใจกับสังคมทั้งภายในและภายนอก ให้ชัดเจนว่าท่านไม่มีเจตนาสอดไส้อะไรเข้าไป จริง ๆ แล้วเรื่องเกี่ยวกับการกระจายอำนาจ กระจายรายได้ กระจายโอกาส คำพูดคำนี้คนที่ปฏิบัติได้จริงและทำมาอย่างต่อเนื่อง นั่นคือรัฐบาลท่านชวน หลีกภัย คนที่เคยเสนอจนกระทั่งเราสามารถนำไปไปสู่การปฏิบัติ เลือกตั้งนายก อบต. ได้จริง นั่งอยู่ข้างหลังดิฉันนี่ค่ะ ท่านสุทัศน์ เงินหมื่น ในสมัยที่ท่านเป็น รัฐมนตรีและเป็นรัฐบาลในขณะนั้น จริง ๆ การกระจายทั้งอำนาจ รายได้และโอกาสดำเนิน มาอย่างต่อเนื่องในเรื่องของความเหมาะสมในบริบทต่าง ๆ ของสังคมไทย ทีนี้ในร่างนี้ ดิฉันอยากจะตั้งข้อสังเกตอยู่ ๒-๓ ข้อสำหรับผู้เสนอ กรณีที่พูดถึงมาตรา ๒๕๐ การกำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแบ่งเป็นการปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบทั่วไป ได้แก่องค์กรตามที่ท่านพูด แล้วก็เทศบาลตำบล องค์กรปกครองท้องถิ่นรูปแบบอื่น ๆ แล้วก็รูปแบบพิเศษต่าง ๆ ท่านคะในส่วนนี้ปัญหาในทางปฏิบัติ รายละเอียดขีดความสามารถ และศักยภาพของท้องถิ่นแต่ละแบบมันค่อนข้างแตกต่างกัน หลักการมันดูดีมากเลยนะคะ แต่ว่าในทางปฏิบัติมองไม่เห็น ตรงจุดนี้อาจจะต้องไปคุยกันในขั้นตอนในแง่ของการปฏิบัติว่า จะมีอะไรที่สามารถทำได้จริงหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน ในเรื่องของการกำหนดรายรับของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอิสระในเรื่องการเงิน ในเรื่องงบประมาณ ในเรื่องการบริการสาธารณะ เรื่องอำนาจในการจัดเก็บภาษีที่อยู่ใน มาตรา ๒๕๓ อันนี้ท่านร่างท่านดูท่านคุยกับสำนักงบประมาณหรือยัง ท่านได้เข้าไปเจรจา หรือศึกษาในเรื่องการจัดทำแผนงบประมาณหรือดูรายรับรายจ่ายงบประมาณแผ่นดินบ้าง แล้วหรือยัง เพราะว่าประสบการณ์ในการทำงานกับรัฐบาลมา ๓ ยุค อุปสรรคสำคัญ มากที่สุดของประเทศนี้คือเงินงบประมาณและทัศนคติ ความคิด กรอบ วินัยต่าง ๆ ของ สำนักงบประมาณ เพราะฉะนั้นตรงจุดนี้มันเป็นเรื่องที่เราจะต้องมานั่งดูรายละเอียดกัน อย่างหนักมาก ไม่ใช่ว่าอยู่ ๆ จะฝันอะไรก็ได้ ทำอย่างไรก็ได้ หรือว่าจะไปชวนเชื่อประชาชน ให้เขาหลงอารมณ์ตามเรานั้นไม่ได้ พูดแล้วทำไม่ได้ อันนี้เป็นเรื่องที่ดิฉันมองว่าเป็นการ โฆษณาชวนเชื่อ ในส่วนของอีกประเด็นหนึ่งที่ดิฉันติดใจคือการกำหนดให้มีกฎหมายที่จะ กำหนดวิธีการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดทำบริการสาธารณะ อย่างเช่นการตั้งบรรษัท อย่างเช่นการให้อำนาจเอกชนไปจัดทำบริการสาธารณะแทน เพื่อประสิทธิภาพประสิทธิผลอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ อันนี้บริการสาธารณะมันก็มีอีกหลากหลาย รูปแบบ มีหลายอย่าง แล้วขณะเดียวกันมันก็ไม่สามารถที่จะไปลงดูรายละเอียดได้ว่าในทาง ปฏิบัติจริงทำได้หรือไม่และอย่างไร อย่างเช่นกรณีของการศึกษาอย่างนี้ในพื้นที่ท้องถิ่นจะมี ศักยภาพ หรือสามารถสร้างศักยภาพให้กับเด็กและเยาวชนของเราได้หรือไม่ อย่างไร อันนี้ ก็เป็นเรื่องที่ต้องสงสัยอยู่ เพราะฉะนั้นโดยหลักการก็พอจะเข้าใจได้ แต่ว่าหลักปฏิบัติมันมอง ไม่เห็น มันเป็นเหมือนจินตนาการ ทั้งหมดประมาณ ๙ ประเด็น ดิฉันมองว่าโดยหลักการ ก็พอจะรับได้ แต่ว่าทั้ง ๙ ประเด็นนี้มีข้อสงสัยในเรื่องของการปฏิบัติทั้งหมด ในส่วนของ ๔-๕ ข้อดิฉันยกตัวอย่างมาอันนี้เป็นส่วนหนึ่ง แต่ขณะเดียวกัน ณ เวลานี้สิ่งที่จะฝาก ท่านประธานไปถึงผู้เสนอก็คือว่าสิ่งที่ท่านเสนอและกำลังจะให้สมาชิกรับหลักการไปก่อน แล้วบอกว่ารายละเอียดอื่นเราไปคุยกัน ดิฉันก็มีความรู้สึกว่าอยากจะให้ทางผู้เสนอและคณะ ทั้งหมดได้กลับไปทำความเข้าใจกับสังคมภาคประชาชนที่อยู่ข้างนอกด้วย ตอนนี้มีคนต่อต้าน ท่านเยอะเลยว่ามีเจตนาอะไร แล้วก็รายละเอียดที่ทำมานั้นมีอะไรที่มันเป็นแนวทางปฏิบัติ อยู่ตรงไหน และจะสามารถอธิบายเรื่องเกี่ยวกับการยกเลิกการปกครองส่วนภูมิภาคได้อย่างไร แล้วในนั้นจะแฝงไปเรื่องเกี่ยวกับการยกเลิกกำนัน ผู้ใหญ่บ้านด้วยไหม ไปหลอกให้เขาลงลายมือ มาหรือเปล่า แล้วก็ในเรื่องของการที่ว่าจะต้องขจัดความระแวงระหว่างภาคประชาชนที่เขาอยู่ ข้างนอกด้วยเช่นเดียวกันว่าสิ่งที่ท่านทำหลายเรื่องมา ๑ ๒ ๓ ๔ มีหลายเรื่องมากเลยท่านพูด อีกอย่าง แล้วพอไปปฏิบัติท่านก็ปฏิบัติอีกอย่างหนึ่ง แต่ขณะเดียวกันคนก็เชื่อในสิ่งที่ท่านพูด อย่างแรกไปแล้ว อันนี้มันจะทำให้ทางส่วนของประชาชนไว้วางใจท่านได้อย่างไร และท่าน จะเอาสมาชิกสภานี้ไปเป็นตัวประกันท่านไหมในการที่จะไปทำในสิ่งที่ผิดไปจากเจตนารมณ์ เฉพาะในเรื่องของการที่จะผลักดันในเรื่องการปรับปรุงกฎหมายท้องถิ่นฉบับนี้ ทั้งหมดนี้ อยากจะเรียนด้วยว่าในส่วนราชการในส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่นแล้วขาดส่วนภูมิภาคไป เพราะว่าท่านจะไปลักษณะของยุบ ยกเลิกไป ตรงส่วนนั้นท้องถิ่นกับส่วนกลางมีวิธีการอะไร ที่เขาจะไปเชื่อมกัน เพื่อที่จะให้เกิดการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลที่เกิดกับ ประชาชนได้จริง อันนี้เป็นหลักที่เราควรที่จะต้องตั้งข้อสังเกตไว้ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสุชัย บุตรสาระ ครับ🔗

นายสุชัย บุตรสาระ สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มการบริหารราชการแผ่นดินและ ความมั่นคง

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายสุชัย บุตรสาระ สมาชิก วุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยกับการกระจายอำนาจ แต่ผมไม่เห็นด้วยกับการกระจายอำนาจแบบสุดโต่งสุดกู่อย่างที่สมาชิกรัฐสภาหลายท่าน ได้กล่าวเอาไว้ ผมคิดว่าไม่ใช่สุดกู่อย่างเดียวครับท่านประธาน เป็นการสุดกู่แบบจะพาไป ตกเหวด้วยครับ ผมเห็นว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้บางมาตรามันเป็นการทำลาย โครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินของไทย โครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินของไทย ประกอบไปด้วยราชการบริหารส่วนกลาง ราชการบริหารส่วนภูมิภาค ราชการบริหาร ส่วนท้องถิ่น แต่ละส่วนราชการบริหารมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน จึงทำให้โครงสร้างนี้ทำให้ชาติบ้านเมืองของเราได้มั่นคงเจริญรุ่งเรืองร่มเย็นมาจนถึงทุกวันนี้ รวมทั้งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้กระผมเห็นว่ายังไม่สอดรับกับบริบทของการปกครอง ท้องถิ่นของไทยและของประเทศไทย ซึ่งการปกครองท้องถิ่นของแต่ละประเทศหลายท่าน ได้กล่าวมาแล้วก็มีความไม่เหมือนกัน มีความแตกต่างกันแล้วแต่ความเป็นมาของชาติ บ้านเมืองของแต่ละยุค ของแต่ละประเทศ ของเราก็เป็นของเรา ของอเมริกาก็เป็นแบบ อเมริกา ของอังกฤษ ฝรั่งเศสก็เป็นแบบอังกฤษ ฝรั่งเศส เพราะฉะนั้นการจะดูเรื่องของการ บริหารประเทศไหนนั้นต้องดูที่มาที่ไปความเป็นมาของชาติบ้านเมืองของเราด้วย ผมอยาก กราบเรียนว่าท้องถิ่นไม่เคยถูกปิดล็อก ไม่เคยถูกปิดล็อกครับ รัฐธรรมนูญทุกฉบับ โดยเฉพาะ ฉบับปี ๒๕๖๐ ที่เรากำลังใช้อยู่นี้ได้มีบทบัญญัติที่เกี่ยวกับท้องถิ่นกำหนดให้ท้องถิ่นมีอิสระ ในการบริหารงาน มีบทบาทหน้าที่อำนาจอย่างกว้างขวาง แต่รัฐธรรมนูญฉบับที่ขอแก้ไขมานี้ กลับไม่ปิดล็อก ไปยกเลิกราชการบริหารส่วนภูมิภาค นั่นก็คือไปยกเลิกจังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ซึ่งเป็นองค์กรในส่วนภูมิภาค การยุบเลิกราชการบริหารส่วนภูมิภาคก็คือการยกเลิก ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ส่วนราชการ หน่วยงานของกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ของราชการบริหารส่วนกลางที่ส่งไปดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่ รวมถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในส่วนภูมิภาคด้วย ราชการบริหารส่วนภูมิภาคเป็นแขนเป็นขาของรัฐบาลหรือราชการบริ หารส่วนกลางที่จะนำนโยบายของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพประสิทธิผล บรรลุ ผลสัมฤทธิ์ ถ้าไม่มีส่วนภูมิภาคผมอยากเรียนว่ารัฐบาลหรือส่วนกลางเป็นง่อยครับ เพราะไม่มี มือ ไม่มีแขน ไม่มีขาที่จะนำนโยบายโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาลนำไปปฏิบัติ ต่อให้ใครมาเป็นรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนขึ้นมาเป็นรัฐบาล จะนโยบายดีเลิศประเสริฐศรี แค่ไหนก็ไม่มีทางที่จะประสบผลสำเร็จได้ ราชการภูมิภาคผมอยากจะกราบเรียนว่าเปรียบเสมือน โซ่ข้อกลาง ฟันเฟืองตัวกลางที่จะเชื่อมโยงร้อยรัดให้ประเทศของเรามีเอกภาพที่เรียกว่ายูนิตี (Unity) เมื่อประเทศมีเอกภาพก็ทำให้ความมั่นคงของชาติของเราก็ดำรงอยู่ได้ ในอดีตที่ผ่านมา ประเทศเกิดวิกฤติหลายครั้ง ก็มีราชการภูมิภาคเป็นเสาหลักที่สำคัญที่ให้ชาติของเราธำรง อยู่ได้ ประการสำคัญการมีราชการบริหารส่วนภูมิภาคจะทำให้รัฐบาลใช้เป็นกลไกลดความ เหลื่อมล้ำ ความแตกต่างช่องว่างในแต่ละพื้นที่ของประเทศได้ เพราะท้องถิ่นแต่ละแห่ง มีศักยภาพฐานะทางการคลังแตกต่างกัน รัฐบาลหรือราชการส่วนภูมิภาคก็จะได้ไปเติมเต็ม ไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ขอเพียงอย่างเดียว ขอเพียงนักการเมืองอย่างเราอย่างท่านอย่าไป แทรกแซงก้าวก่ายการทำงานของข้าราชการที่เขาทำงานอย่างตรงไปตรงมา เรียกว่าอย่าไป ล้วงลูกก็แล้วกัน ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญที่ขอแก้ไขเพิ่มเติมมานี้มีหลายประเด็นที่ได้มี การบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่เรากำลังใช้อยู่นี้อยู่แล้ว รวมทั้งกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ตัวอย่างเช่นกฎหมายหรือพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ สู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ นอกจากนี้ยังมีร่างกฎหมายอีกหลายฉบับที่กำลังจะตามมาเพื่อจะสร้างให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นเราได้รับการกระจายอำนาจ บริหารงานอย่างคล่องตัวประสิทธิภาพประสิทธิผล นั่นก็คือร่างพระราชบัญญัติกรอบและเป้าหมายการจัดทำบริการสาธารณะ การกระจาย อำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติรายได้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น พ.ศ. .... รวมทั้งร่างประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น ที่จะทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของเราบริหารงานอย่างมีประสิทธิประสิทธิผล ดูแล ทุกข์สุขพี่น้องประชาชนได้อย่างเต็มที่ยิ่งขึ้น สิ่งเหล่านี้เราควรจะมาช่วยกันผลักดันตรงนี้ เพราะสิ่งที่ท่านพูดในรัฐธรรมนูญที่ขอแก้ไขมันอยู่ตรงนี้หมดแล้ว กระผมจึงอยากจะให้ ทุกท่านได้ช่วยกันผลักดันให้กฎหมายดังกล่าวออกมาบังคับใช้ให้ตรงกับเจตนารมณ์ของการ กระจายอำนาจมากกว่าที่จะมาแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันนี้ครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ ท่านประธาน🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านอาจารย์ปิยบุตรจะชี้แจง แต่ก่อนจะชี้แจงผมขออ่านรายชื่อ ๓ ท่านก่อนนะครับ ที่จะอภิปรายต่อไป มีท่านพรเทพ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ พรรคเพื่อไทย และตามด้วยท่านภาคิน สมมิตรธนกุล พรรคพลังประชารัฐ แล้วก็ตามด้วยว่าที่ร้อยตรี วงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี ส.ว. เชิญอาจารย์ปิยบุตรชี้แจงครับ🔗

นายปิยบุตร แสงกนกกุล ผู้เสนอร่าง

เรียนท่านประธานที่เคารพและ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ผม ปิยบุตร แสงกนกกุล ในฐานะผู้ชี้แจง ขออนุญาต ใช้เวลาสภาแห่งนี้ในการตอบข้อซักถามหลาย ๆ ประเด็นที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ช่วงเช้าจนมาถึง เวลาปัจจุบัน ผมรวบรวมหลายประเด็น นับรวมได้ก็น่าจะเกิน ๑๐ ประเด็นขึ้นไป แต่จะ คัดเลือกมาเฉพาะที่สำคัญ ๆ🔗

ประเด็นแรก ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านสมาชิกวุฒิสภาจเด็จ อินสว่าง ท่านอภิปรายเป็นคนแรกของซีกวุฒิสภา แต่บอกว่าจริง ๆ แล้วร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่เราเสนอมานี้ไปเอาของปี ๒๕๖๐ แล้วก็มาตัดแปะลงไป แล้วก็มาเพิ่มเติมเข้าไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเกี่ยวกับการมีอยู่ของราชการส่วนภูมิภาค ผมเรียนอย่างนี้จริง ๆ แล้ว ผมก็อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านเป็นสมาชิกวุฒิสภา ท่านน่าจะมีความรู้ความเชี่ยวชาญ พอสมควรว่าเวลาเรามีร่างต่าง ๆ เข้ามาในสภา หรือมีรายงานของคณะกรรมาธิการเข้ามา ก็จะมีสำนักวิชาการทำรายงานแบบนี้ขึ้นมา ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกันสำนักวิชาการทำรายงานนี้ ขึ้นมา แล้วในรายงานก็จะมีตารางเปรียบเทียบว่าของปัจจุบันเป็นอย่างไร ของที่เสนอแก้ เป็นอย่างไร อันนี้ก็เช่นเดียวกัน แนวขวางแบบนี้ตั้งแต่เลข ๑-๖ จนไปถึง ๑-๒๐ เปรียบเทียบ ไว้ชัดเจนว่ามันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ไม่ได้มีการตัดแปะมาทั้งดุ้น ยกตัวอย่างมาตรา ๒๔๙ ที่ท่านบอกก็เอาของเดิมมาทั้งหมด ไม่จริงครับ เรามีเติมเข้าไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำว่า การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินแบบกระจายอำนาจ เพื่อเป็นหลักประกันว่าไม่ว่าจะเป็น รัฐบาลชุดไหน ๆ เข้ามา ไม่ว่าประเทศไทยจะมีใครเป็นรัฐบาลก็ตาม การจัดระเบียบบริหาร ราชการแผ่นดินในประเทศนี้จะต้องเป็นแบบรัฐเดี่ยว และเป็นรัฐเดี่ยวที่มีการกระจายอำนาจ ออกไปสู่ท้องถิ่นครับ อันนี้เราก็เติมขึ้นมาเพื่อความชัดเจน มาตรา ๒๕๑ อันนี้เป็นสิ่งที่ทาง กระผมเขียนขึ้นมาใหม่จริง ๆ เป็นหลักการใหม่จริง ๆ แล้วก็เป็นการแก้ปัญหาที่เป็นอยู่ใน ปัจจุบัน นั่นก็คือเอาหลักการขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษสักเล็กน้อย นั่นก็คือเจนเนอรัล คอมพีเทนต์ (General Competent) หมายความว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่อไปนี้ จะมีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำบริการสาธารณะแบบทั่วไปในท้องถิ่นของตนเอง โดยไม่ต้อง มากำหนดรายละเอียดว่ามีข้อ ๑ ข้อ ๒ ข้อ ๓ ข้อ ๔ จนถึงข้อ ๒๐ ข้อ ๓๐ อันนี้เป็นหลักการ ใหม่จริง ๆ แล้วก็หลากหลายประเทศก็ทดลองใช้ แล้วผมก็ไม่ได้เอาอะไรมาจากอื่นไกลครับ มาจากงานวิจัยของนักวิชาการจำนวนมาก หลายท่านผมเชื่อว่าเคยอยู่ในสภาปฏิรูปมาก่อนด้วย งานวิจัยเหล่านี้ ขออภัยที่ต้องเอ่ยนาม อาจารย์ผมเองครับ ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์สมคิด เลิศไพฑูรย์ งานวิจัยชิ้นนี้ออกมาสด ๆ ร้อน ๆ เดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๔ นำเสนอต่อ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ยืนยันชัดเจนว่าที่ผ่านมามันมีปัญหาเรื่องอะไร เราจำเป็นจะต้อง เสนอแบบนี้ ๕๐ นี่ก็เรื่องใหม่ มิฉะนั้นไม่มีสมาชิกอภิปรายโต้แย้งคัดค้านจำนวนมากแบบนี้หรอกครับ ก็เพราะมันเป็น ของใหม่ก็เลยต้องชี้แจงแสดงเหตุผลกัน เรายังเขียนเรื่องเงื่อนไขของการกำกับดูแล เรื่องเพิ่ม การมีส่วนร่วมของพลเมืองในท้องถิ่น พวกนี้ก็เติมเข้าไปเป็นของใหม่ ดังนั้นที่ท่านกล่าวว่า ทางกระผมนั้นเอาของเดิมนั่นแหละมาตัดแปะ แล้วก็เพิ่มเติมเฉพาะเรื่องเลิกราชการ ส่วนภูมิภาคจึงไม่เป็นความจริงครับ🔗

ประเด็นถัดมา ท่านสมาชิกวุฒิสภาจเด็จ อินสว่าง ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านบอกว่าร่างแบบนี้น่าจะสุ่มเสี่ยงเรื่องการขัดรัฐธรรมนูญในเรื่องกระบวนการด้วย เพราะไม่มีการไปจัดรับฟังความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณี เลิกราชการส่วนภูมิภาคได้ไปรับฟังความคิดเห็นหรือยัง ผมเรียนครับ นี่ก็อีกเช่นเดียวกัน ขออภัยท่านอย่าหาว่าสอนหนังสือสังฆราช นี่ครับรายงานชิ้นนี้ก็จะแจกสมาชิกรัฐสภา ทุกท่าน และก็เขียนรายงานผลการรับฟังความคิดเห็นและผลการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจ เกิดขึ้นจากร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช .... นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน ๗๖,๕๙๑ คนเป็นผู้เสนอ ทำโดย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในนี้ก็เขียนรายละเอียดหมดว่ารับฟังความคิดเห็น เรื่องอะไร ท่านอาจจะบอกว่ามีเรื่องเลิกภูมิภาคไหม มีสิครับในหน้า ๒ เขียนเอาไว้เลยครับ ชัดเจน ไม่รู้จะชัดอย่างไรแล้ว ถ้าไม่เชื่อผมดูเอกสารเอาก็ได้ สิ่งที่ท่านพูดแบบนี้กระผม ไม่เดือดร้อนหรอกครับ เพราะผมเป็นผู้ชี้แจง แต่คนที่เขากังวลเดือดร้อน เมื่อสักครู่นี้ผมเดิน ลงไปขออนุญาตใช้เวลาไปเข้าห้องน้ำหนึ่ง ก็ไปพบปะเจ้าหน้าที่สภา ท่านก็กังวลสิครับ เพราะว่าเจ้าหน้าที่สภาเขาเป็นคนรับผิดชอบเรื่องนี้ เจ้าหน้าที่สภาเขาทำถูกต้องตาม รัฐธรรมนูญทุกอย่าง แล้วพอท่านบอกเขาไม่ไปทำรับฟังความคิดเห็น อย่างนี้ทางเขาเสียหาย แต่เขาไม่มีโอกาสชี้แจงหรอกครับ ผมก็ขออนุญาตชี้แจงตรงนี้ว่าเขาทำการรับฟังความคิดเห็น เรียบร้อยแล้ว ขอเพียงแต่ท่านหยิบเอกสารที่เขาแจกให้ทุกท่านอ่านสักนิดหน่อยก็จะทราบ🔗

ประการถัดไป เรื่องของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกหลายท่านมีความกังวล ไม่ว่าจะเป็นจากซีก ส.ส. หรือจากซีก ส.ว. ผมยืนยันชัดเจนครับ ก็อ่านตั้งแต่ทุกตัวอักษร ในร่างที่ผมเขียนเสนอขึ้นมา ไม่มีตรงไหนพูดสักแม้แต่ถ้อยคำเดียวเลยว่ายกเลิกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แล้วก็ให้ท่านไปกรอเทปเลย บางท่านบอกว่าผมอย่าเพิ่งมาคิดสด ๆ พูดเมื่อสักครู่นี้ เพราะกลัวเสียคะแนน เดี๋ยวกลัวจะไม่ได้รับการลงมติผ่านในชั้นรับหลักการ ก็ไปกรอเทป ดูได้เลย ผมไม่เคยพูดเรื่องการเลิกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แล้วผมก็ไม่เคยบอกเลยว่าร่างนี้ จะนำไปสู่การเลิกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ท่านอาจจะบอกว่าอ้าวก็ไปเขียนนี่ว่าในอนาคตอาจจะมี การจัดทำประชามติยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค ก็ต้องขออนุญาตท่านประธานสอนหนังสือ สังฆราชอีกเล็กน้อย กำนัน ผู้ใหญ่บ้านอยู่ในกฎหมายพระราชบัญญัติลักษณะการปกครอง ท้องที่ ซึ่งออกมาตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าหลวง ในหลวงรัชกาลที่ ๕ รัชกาลที่ ๖ ต่อเนื่องกันมา ก็การปกครองท้องที่ ไม่ใช่ภูมิภาค พอเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วตอนนี้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ไปอยู่ตรงไหน ท่านบอกก็มันยังอยู่ในส่วนภูมิภาค ไม่ใช่ครับ ท่านไปดูสิพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินในมาตรา ๕๑ มาตรา ๕๒ ไล่ไปเรื่อย ๆ เขาเขียนชัดว่า ราชการส่วนภูมิภาคได้แก่ ๑. จังหวัด ๒. อำเภอ เขาไม่ได้พูดอะไรเลยเรื่องกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่นี้ท่านอาจจะมีความเข้าใจว่ามันเกี่ยวข้องกัน คำว่าราชการส่วนภูมิภาคมันจะไม่มีทาง มาจากการเลือกตั้ง แต่กำนัน ผู้ใหญ่บ้านมาจากการเลือกตั้ง ราชการส่วนภูมิภาคจะไม่มีทาง มาจากการเลือกตั้งได้เลย เพราะเขาเป็นข้าราชการตัวแทนของส่วนกลาง ที่ส่วนกลางส่ง เอาไปไว้ยังพื้นที่ต่าง ๆ ไม่มีการเลือกตั้งเด็ดขาดสำหรับภูมิภาค แล้วกำนันผู้ใหญ่บ้านมาจาก การเลือกตั้งอย่างนี้จะให้เป็นภูมิภาคได้อย่างไร ดังนั้นจึงไม่ได้ไปยุ่งอะไรกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเลย ตรงกันข้ามในอนาคตถ้ามีการกระจายอำนาจเกิดขึ้นจริง สถานะของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จะดีกว่าเดิมด้วยครับ เผลอ ๆ ได้ค่าตอบแทนเยอะกว่าปัจจุบันอีก เผลอ ๆ ทำงานกับนายก ท้องถิ่นแล้วอาจจะมีความสุขมากขึ้นด้วยก็ได้เพราะมีวิสัยทัศน์ร่วมกันในการพัฒนาพื้นที่ ดังนั้นท่านไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ว่าจะไปกระทบกระเทือนกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน🔗

ประเด็นถัดไป เพื่อนสมาชิกหลายท่านกังวลทั้งซีก ส.ส. และ ส.ว. เกี่ยวกับ การยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค ผมก็ขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าเราไม่ได้เลิก ร่างฉบับนี้ไม่ได้ ส่งผลให้มีการเลิกราชการส่วนภูมิภาคโดยทันที แต่เราเห็นว่าเรื่องนี้สำคัญจึงเสนอว่า ในอนาคตควรให้คณะรัฐมนตรีลองออกแบบแผนมาดูว่าถ้าจะต้องเลิกจะต้องแผนอย่างไร จะต้องโอนกันอย่างไร เหมือนที่เพื่อนสมาชิกผมท่านหนึ่ง ขออนุญาตเอ่ยนาม คุณหมอเอกภพ เพียรพิเศษ ถามขึ้นมาเมื่อสักครู่ว่าแล้วถ้าวันหนึ่งไปจริงแล้วโรงพยาบาลในโครงสร้างของกระทรวง สาธารณสุขจะอยู่อย่างไร เอาเข้าจริง ๆ เรื่องนี้ต้องทำในระดับรัฐบาล คณะรัฐมนตรีก็ต้อง วางแผนกับข้าราชการประจำว่าถ้าวันหนึ่งจะเลิกราชการส่วนภูมิภาคองค์กรที่สังกัดภูมิภาค สังกัดส่วนกลางอยู่เดิมจะเอาไปไว้ตรงไหนอย่างไรไปออกแบบกัน ออกแบบเสร็จแล้วก็ไม่ใช่ ว่าจะสำเร็จทันทีเราก็บอกว่าให้ประชาชนเป็นคนตัดสินผ่านการออกเสียงประชามติภายใน ระยะเวลา ๕ ปี ถ้าท่านบอกว่าท่านพูดแทนข้าราชการ ท่านพูดแทนกระทรวงมหาดไทย ท่านพูดแทนผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านพูดแทนท่านนายอำเภอต่าง ๆ บอกว่าประชามติเลิก แล้วเดี๋ยวถ้าเลิกจริง ๆ ทำอย่างไร ท่านก็ทราบดีว่ากลไกของมหาดไทยนั้นมีอยู่มากมาย มหาศาล ท่านก็ไปต่อสู้รณรงค์ให้พี่น้องประชาชนเชื่อว่าราชการส่วนภูมิภาคยังจำเป็นอยู่ เราบอกกันไม่ใช่หรือว่าประชาธิปไตยคืออำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนก็ให้ประชาชนเป็น คนบอก ผมไม่ได้เป็นคนบอกและท่านก็จะไม่ได้เป็นคนบอก แต่ประชาชนจะเป็นคนบอก ทั้งประเทศว่าจะมีราชการส่วนภูมิภาคต่อไปดีหรือไม่ ท่านอาจจะกังวลว่าราชการส่วนภูมิภาค ถ้าเลิกไปมันจะไปกระทบกับความเป็นรัฐเดียว ขออนุญาตเอ่ยนามท่านท่าน ส.ว. เสรี สุวรรณภานนท์ ก็ตั้งคำถามตรงนี้ไว้ ผมเรียนอย่างนี้ความเป็นรัฐเดี่ยวหรือความเป็น สหพันธรัฐไม่ได้สัมพันธ์ยึดโยงอะไรกับราชการส่วนภูมิภาค ในโลกใบนี้มีประเทศที่เป็น รัฐเดี่ยวแล้วก็มีภูมิภาค ในโลกใบนี้มีประเทศที่เป็นรัฐเดี่ยวแล้วก็ไม่มีภูมิภาคมีทั้ง ๒ แบบ ดังนั้นการมีหรือไม่มีภูมิภาคไม่กระทบกับความเป็นรัฐเดี่ยวแน่นอน เอาตัวแบบที่เรายกกันใน ที่ประชุมแห่งนี้บ่อย ๆ อังกฤษกับญี่ปุ่นมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เป็นราชอาณาจักร เป็นรัฐเดี่ยวแต่ไม่มีภูมิภาค ดังนั้นการที่จะไปโฟกัส (Focus) สนใจว่ามีภูมิภาคไม่มีภูมิภาค จะกระทบรูปแบบของรัฐท่านไม่ต้องกังวล ยังไม่นับรวมว่าเราก็ล็อกเอาไว้แล้วว่าการแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับนี้มันอยู่ภายใต้มาตรา ๑ นั่นก็คือกระทบกับรูปแบบของรัฐใด ๆ ไม่ได้เลย🔗

ท่าน ส.ว. คำนูณ สิทธิสมาน ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน จริง ๆ ผมเคารพนับถือ ความคิด การแสดงเหตุผลของท่านคำนูณมาโดยตลอด ปีที่แล้วผมก็มาพูดที่นี่ก็คือตั้งแต่ เด็กมาผมก็เป็นแฟนคอลัมน์ท่านในหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ และเวลาฟังอภิปรายท่านคำนูณ ผมก็จะตั้งใจฟังจดบันทึก เพราะจะมีประเด็นแหลมคมอยู่เสมอ ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกันท่านจับ ประเด็นขึ้นมาบอกว่าจริง ๆ แล้วแม้ว่าในมาตรา ๔ จะเขียนเอาไว้ว่าให้ ครม. ทำแผนยกเลิก ภูมิภาคภายใน ๒ ปี แม้มาตรา ๔ จะเขียนว่าภายใน ๕ ปีให้ไปออกเสียงประชามติว่าจะเลิก ส่วนภูมิภาคหรือไม่ แล้วท่านก็ลงรายละเอียดว่าแต่ลองไปดูมาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ เอาเข้าจริง ๆ แล้วพวกนี้แหละจะส่งผลให้เลิกภูมิภาคไปแล้วโดยปริยายผมเรียนท่านแบบนี้ สิ่งที่ท่านท้วงติงขึ้นมาว่าทำไมถึงจะต้องไปเขียนจัดการแก้ไขปัญหากฎหมายอำนาจซ้ำซ้อน แล้วบอกว่าถ้าวันไหนรัฐสภาไม่ยอมไปจัดการให้เสร็จ ถือว่าอำนาจที่ซ้ำซ้อนกันระหว่าง ส่วนกลาง ภูมิภาคกับส่วนท้องถิ่นนั้นให้เป็นอันยกเลิกไป ให้อำนาจนั้นเป็นของส่วนท้องถิ่น ผมเขียนแบบนี้เพราะอะไร ไม่ใช่เขียนอยู่ดี ๆ นึกอยากเลิกราชการส่วนภูมิภาค แต่ผมเขียน ขึ้นมาจากสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นตลอด ๒๐ กว่าปี นับตั้งแต่เราเริ่มต้นกระจายอำนาจ อย่างเป็นระบบในปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งหลายท่านในที่นี้ก็เคยเป็น สสร. ยกร่างมา ต่อเนื่องด้วย พ.ร.บ. แผนขั้นตอนการกระจายอำนาจ ปี ๒๕๔๒ ซึ่ง ส.ส. หลายท่าน มีบทบาทในการเขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้นมา การกระจายอำนาจในครั้งนั้นเราหวังเอาไว้ว่า พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจปี ๒๕๔๒ นั้น จะเป็นเสมือน กฎหมายกลาง เป็นกฎหมายกลางหมายความว่าอะไร มันคล้าย ๆ กับ พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติ ราชการทางปกครอง ปี ๒๕๓๙ ที่เป็นกฎหมายกลางสำหรับข้าราชการเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งหลายในการปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง ถ้าหากมีกฎหมายอื่นขัดให้เอา พ.ร.บ. นี้เป็นหลักแทน พ.ร.บ. แผนตอนเขียนกันขึ้นมาก็ตั้งใจแบบนี้ว่าให้ยึดกฎหมายนี้เป็นหลัก หากมีกฎหมายอื่น ที่ยังเขียนติดอำนาจไว้ให้กับกรมนั้น ทบวงนี้ หน่วยนั้นหน่วยนี้อยู่ ให้ถือว่าไม่เป็นไปตามนั้น ให้ถือตอน พ.ร.บ. แผนเป็นหลัก คนร่างเขาก็คิดแบบนี้ตั้งแต่แรกเพราะเขารู้ว่าประเทศนี้ มีกฎหมายเป็นพัน ๆ ฉบับที่เขียนอำนาจให้กับกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ แล้วมันจะมา ซ้ำซ้อนกับท้องถิ่นที่ได้รับการถ่ายโอนภารกิจไปตามแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ เขาเลยป้องกันเขียนไว้แบบนี้ครับ แต่ถึงเวลาประกาศใช้มาครับ พอประกาศใช้มาปุ๊บ ในทางปฏิบัติกลับไม่เป็นเช่นนั้น แนวทางการตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกาหลาย ๆ ครั้งยืนยันเอาไว้ว่า พ.ร.บ. แผน ๒๕๔๒ ไม่ใช่กฎหมายกลาง ดังนั้นถ้า พ.ร.บ. จัดตั้งท้องถิ่นบอกแบบนี้ พ.ร.บ. แผนบอก แบบนี้ว่าท้องถิ่นมีอำนาจอะไร แต่ในขณะเดียวกัน พ.ร.บ. พิเศษต่าง ๆ เต็มไปหมด ไม่ว่า จะเป็นทางหลวง ไม่ว่าจะเป็นการท่า สารพัด พ.ร.บ. บอกว่ากรมยังมีอำนาจอยู่ก็ให้ถือว่า กรมก็ยังมีอำนาจอยู่จนกว่าจะไปยกเลิกกฎหมาย พอมันสภาพเป็นอย่างนี้มันเลยซ้อนกันครับ พอซ้อนกันก็เกิดปัญหา แล้วก็เกิดปัญหาจริง ๆ ผมยกแค่ ๑ ตัวอย่างแล้วกันครับ นั่นก็คือ เรื่องเกี่ยวกับการจัดการการทำท่าเรือ กฎหมายแผนและ พ.ร.บ. จัดตั้ง อบจ. บอกไปแล้วว่า อบจ. มีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำท่าเรือ แต่ในขณะเดียวกันก็มี พ.ร.บ. เกี่ยวกับการเดินเรือ ในน่านน้ำไทยก็เขียนเอาไว้เช่นเดียวกันว่ากรมเจ้าท่ายังมีอำนาจในส่วนนี้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกใบอนุญาตว่าให้สร้างหรือไม่ให้สร้าง ปัญหาก็เกิดขึ้นครับ อบจ. แห่งหนึ่งท่านก็สู้ บอกว่าตกลงแล้วอำนาจนี้มันเป็นของ อบจ. มันไม่ใช่อยู่ที่เจ้าท่าแล้ว เรื่องนี้ ไป ๆ มา ๆ ขึ้นถึงศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยชี้ขาดบอกในเมื่อกฎหมายทั้งคู่ ต่างมีกฎหมายมาอ้าง ถือว่าทั้งสองหน่วยงานมีอำนาจเรื่องนี้ทั้งคู่ ดังนั้นถ้า อบจ. อยากทำ ท่าเรือทำได้ แต่เขามีกฎหมายพิเศษของกรมเจ้าท่าอีก คุณก็ต้องไปขอใบอนุญาตกรมเจ้าท่าด้วย สุดท้าย อบจ. ก็ไม่มีอำนาจทำเอง อยากทำหรือ ต้องไปขอกรมเจ้าท่าก่อนถึงจะได้ทำ นี่เป็นตัวอย่างของความซ้ำซ้อนกันของกฎหมาย รายละเอียดมีอีกมาก ขออนุญาตแนะนำ ท่าน ส.ว. คำนูณ สิทธิสมาน ส.ว. ท่านอื่น ๆ ที่ติดใจประเด็นนี้ นี่คือรายงานฉบับสมบูรณ์ เขียนออกมา สด ๆ ร้อน ๆ เลย เขียนเรื่องงานวิจัยข้อเสนอต่าง ๆ เรื่องเหล่านี้ว่าจะแก้ปัญหา การซ้ำซ้อนกันอย่างไร อย่างที่ผมเรียนเมื่อช่วงเช้าว่าการที่เราเสนอแก้ครั้งนี้เป็นการเติมเต็ม จากสิ่งที่ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๔๒ ได้ทำมาแล้ว แต่มันยังไม่สมบูรณ์หรือทำแล้วมันไม่เป็นไปดังคิด มันเจออุปสรรคอีก ก็เลยจำเป็นต้องเติมเรื่องต่าง ๆ เข้าไปอีกในระดับรัฐธรรมนูญครับ แล้วข้อเสนอต่าง ๆ ของนักวิชาการที่ทำงานวิจัยรวมทั้งสภาปฏิรูปเองด้วยก็เห็นปัญหาเหล่านี้ ถึงเสนอกันขึ้นมาอย่างไรบอกว่าจะจัดการปัญหาตรงนี้อย่างไร ท่านครับ เวลาแผนและ ขั้นตอนการกระจายอำนาจบอกว่าโอน โอนภารกิจ โอน โอน โอนต่าง ๆ ไป มันไม่ได้แค่โอน ภารกิจ ทุกวันนี้มันต้องตามมาแก้กฎหมายเป็นร้อย ๆ ฉบับ เช่น เราบอกว่าโอนภารกิจเรื่อง การจัดขนส่งมวลชนไปให้ท้องถิ่นเรียบร้อยแล้ว แต่มันยังมี พ.ร.บ. เก็บตกของหน่วยงานอื่น เต็มไปหมด มันต้องตามไปยกเลิก แล้วพอไม่ยกเลิกก็เกิดปัญหาแบบที่ผมบอกว่ามันมีอำนาจ ทั้งคู่ ดังนั้นข้อเสนอของผมก็เอามาจากงานวิจัยหลาย ๆ ชิ้นเขาบอกว่าอย่างนี้ต้องเอาให้ชัด ก็คือว่าให้รัฐสภาไปแก้จัดการให้เสร็จ แต่ถ้าไม่แก้สักทีต้องถือเอาตามว่าท้องถิ่นนั้นมีอำนาจ มาก่อน เพราะไม่อย่างนั้นเราจะวนอีหรอบเดิม ๒๐ กว่าปี ที่ท้องถิ่นก็มีอำนาจ ส่วนกลาง ภูมิภาคก็มีอำนาจ แล้วก็ซ้อนกัน ดังนั้นข้อเสนอเหล่านี้จึงไม่ได้ไปสนใจเลยว่าเราจะเลิก ภูมิภาคหรือไม่เลิก แต่ผมเขียนขึ้นมาในมาตรา ๕ มาตรา ๖ และมาตรา ๗ เพื่อจะจัดการ ปัญหาสภาพการกระจายอำนาจที่มันไปไม่ได้สักทีใน ๒๐ กว่าปีที่ผ่านมา จัดการปัญหา อำนาจซ้ำซ้อนกันระหว่างราชการส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น อย่างไรถ้ามีโอกาสผมจะ ขออนุญาตถ้าได้พบเจอท่านเป็นการส่วนตัวจะสำเนารายงานวิจัยหลาย ๆ ฉบับนี้ไปให้ท่าน ประเด็นถัดมาครับ เป็นเรื่องของสมาชิกหลายท่านตั้งคำถามว่าทำไมถึงมาทำกันตอนนี้ สภาจะหมดอายุแล้ว บางท่านจินตนาการไปไกลถึงขนาดว่านี่มาสร้างกระแสหรือเปล่า นี่เอามาหาเสียงหรือเปล่า เจตนาใกล้จะเลือกตั้งแล้วเอาเข้ามาหาเสียงหรือเปล่า ผมเรียน แบบนี้ จริง ๆ เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งเขาจะอภิปรายอย่างไร ก็ตามเพื่อเป็นการหาเสียง หาคะแนน หาคะแนนนิยม ไม่ใช่เรื่องผิดแปลก เพราะเขามาจาก การเลือกตั้งครับ ไม่ให้เขาหาเสียงกับประชาชนจะให้เขาไปหาเสียงกับ คสช. หรือครับ เขาก็ต้องหาเสียงกับประชาชนสิครับ เพราะเป็นคนเลือกเขามา ไม่ให้เขาหาเสียงกับ ประชาชน ให้ไปหาเสียงกับรัฐมนตรีกระทรวงนั้น กระทรวงนี้ ปลัดกระทรวงนั้น กระทรวงนี้ อธิบดีกระทรวงนั้น กระทรวงนี้ อย่างนั้นหรือ เขาก็ต้องหาเสียงกับประชาชนก็ถูกแล้ว แต่ในส่วนของผมซึ่งผมไม่ได้เกี่ยวอะไรผมก็โดนตัดสิทธิการเมืองไปแล้ว ลงสมัครรับเลือกตั้ง ไม่ได้แล้ว แต่ผมมาชี้แจงเพราะเอาปัญหาที่เกิดขึ้นมาเล่า มาบรรยาย มาอภิปรายให้พวกท่าน ได้รับรู้รับทราบ ผมเรียนท่านอย่างนี้ว่าที่เรานำเสนอเข้ามาแล้วมันบังเอิญมาโผล่เอาเดือนพฤศจิกายน มันก็คล้าย ๆ กับปีที่แล้วที่ท่านสงสัยว่าผมเสนอเข้ามาทำไมเสนอแล้วตอนนั้นไปสอดคล้อง กับการชุมนุมนอกสภา ก็ต้องตอบแบบเดิมอีก ผมไม่ได้เป็นคนบรรจุวาระการประชุมครับท่าน อำนาจการบรรจุวาระประชุมอยู่ที่สภา โครงการรณรงค์อันนี้เริ่มต้นเมื่อวันที่ ๑ เมษายน จริง ๆ ผมอยากจะรวบให้ถึงเป็นแสนเป็นสองแสนเลยนะ แต่เราก็รู้สึกว่าโอเค (OK) อย่างนี้ มันพอสมควรแล้วเสนอเข้ามาเลย ดังนั้นก็ปิดโครงการตั้งแต่กรกฎาคมเอาเข้าสภาตั้งแต่ กรกฎาคม แต่วาระการประชุมเพิ่งได้ประชุม มันก็เลยเข้ามาตอนนี้พอดีไม่ได้เกี่ยวอะไร กับสร้างกระแสหรือหาเสียงใด ๆ ทั้งสิ้น แล้วเรียนท่านว่าผมไม่ได้โฆษณาว่านี่เป็นผลงาน ที่พวกผมเป็นคนริเริ่มขึ้นมา ผมพูดตั้งแต่เริ่มต้นแล้วว่าการกระจายอำนาจเริ่มต้นมาตั้งแต่ ทศวรรษ ๓๐ แล้วก็มีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มี พ.ร.บ. แผน ทุกท่านก็ทราบว่าข้อเท็จจริง ตอนนั้น พรรคประชาธิปัตย์เป็นคนริเริ่ม เป็นคนสำคัญ กฎหมาย อบจ. กฎหมาย อบต. รวมไปถึง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ พรรคชาติไทยที่ท่านณัฐวุฒิพูดตอนเช้า พรรคชาติไทยก็เป็นแกนนำ สำคัญในการริเริ่มทำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เรื่องนี้เป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ โดยผมไม่จำเป็นจะต้องมาบอกว่าผมทำก่อน ท่านทำทีหลังท่านไม่เคยทำ แต่ข้อเท็จจริง ทางประวัติศาสตร์มันยืนยันเอาไว้อยู่แล้วว่าเรื่องนี้เริ่มกันมานานแล้ว แต่มันเริ่มแล้วมันมี อุปสรรค ดังนั้นครั้งนี้จะมาแก้ปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้น🔗

ท่านกิตติศักดิ์ ส.ว. ท่านหนึ่ง ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านบอกบอกว่า ผู้เสนอเข้ามาชี้แจงอย่างนี้ได้อย่างไร โดนตัดสิทธิทางการเมือง แถมยังโดนกล่าวหาในคดี มาตรา ๑๑๒ อีก ครั้งที่แล้วท่านก็ตั้งคำถามแบบนี้ ผมก็ต้องตอบก็คือผู้เสนอร่างกฎหมาย ขอแค่เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แล้วผู้เข้าชื่ออายุเกิน ๑๘ ปีก็เข้าชื่อได้หมด จริง ๆ ร่างนี้มีคนอายุ น้อยกว่า ๑๘ ปีเข้าชื่อเต็มเลยนะ แต่อายุไม่ถึงเลยโดนตัดออกเลยเหลือ ๗๖,๐๐๐ ผมโดน เพิกถอนสิทธิต่าง ๆ ผมโดนเพิกถอนสิทธิเฉพาะแค่เรื่องเป็นสมาชิกพรรคการเมือง เฉพาะแค่ เรื่องสิทธิในการสมัครรับเลือกตั้ง สิทธิในการดำรงตำแหน่งในทางการเมืองเช่นรัฐมนตรี ต่าง ๆ ผมโดนแค่นี้ แต่ผมยังมีสิทธิในความเป็นพลเมืองไทยเต็มร้อย ผมยังมีสิทธิในการ รักชาติรักบ้านเมือง อยากเสนอข้อเสนอต่าง ๆ ผมมีสิทธิในการแสดงอภิปรายความคิดเห็น เพราะผมเป็นพลเมืองไทย ผมไม่ได้โดนตัดสิทธิความเป็นคน ผมไม่ได้โดนตัดสิทธิความเป็น พลเมืองไทย แม้ท่านอยากจะให้ผมออกจากความเป็นพลเมืองไทยก็ตาม ท่านก็ตัดผมไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญบอกแล้วว่าเพิกถอนสัญชาติใครไม่ได้ ท่านบอกว่าผมโดนกล่าวหาเรื่อง มาตรา ๑๑๒ ไม่รู้หมายถึงผมหรือหมายถึงคุณธนาธรเพราะบังเอิญโดนทั้งคู่ แล้วรัฐธรรมนูญนี้ ประกันเอาไว้ทำไมครับ เขาบอกว่าทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา ผมยัง ไม่โดนพิพากษาเลยของผมอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวน ก็เดือดร้อนหน่อยเมื่อกี้พนักงาน สอบสวนก็ตามทวงว่าเมื่อไรจะส่งคำให้การ ผมบอกขออนุญาตผมมาชี้แจงที่สภาเดี๋ยวจะรีบ ทำให้ อย่างนี้เท่ากับว่าใครโดนกล่าวหาตามมาตรา ๑๑๒ คนนั้นไม่ได้เป็นพลเมืองไทยหรือ คนนั้นไม่ได้เป็นคนหรือ คนนั้นไม่มีสิทธิในการแสดงความคิดเห็นหรือครับ หวังว่าถ้าครั้งหน้า ผมมีโอกาสเสนออีกท่านจะไม่ถามประเด็นนี้แล้วนะครับ🔗

ถัดไปครับ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านกรณิศตั้งคำถามขึ้นมาว่า ถ้าเขียนเรื่องเกี่ยวกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแบบพิเศษแล้วถ้าวันหนึ่งองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นยกระดับขึ้นมาเป็นแบบพิเศษอย่างนี้รัฐบาลต้องทำตามหมดหรือ ผมเขียนเอาไว้ ในรัฐธรรมนูญชัดเจนว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบใหม่ ๆ จะเกิดขึ้นได้ให้ทำเป็น พระราชบัญญัติ ดังนั้นใครเป็นคนตัดสินว่า อปท. จะเกิดหรือไม่เกิด อปท. รูปแบบใหม่ ๆ คำตอบคือไม่ใช่ท้องถิ่นนึกอยากสนุกวันนี้พวกเรามารวมตัวกันตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดีกว่า ไม่ได้ครับ คนที่จะตัดสินคือที่นี่ รัฐสภาแห่งนี้จะเป็นคนบอกว่าจะมีกฎหมายจัดตั้ง องค์กรปกครองท้องถิ่นแบบพิเศษรูปใหม่ ๆ ขึ้นมาหรือไม่ จะมีเขตเศรษฐกิจแม่สอด จะมี เขตสมุย จะมีท้องถิ่นแบบพิเศษเหมือนกรุงเทพฯ เหมือนพัทยามากน้อยแค่ไหน เพียงไร รัฐสภาแห่งนี้เป็นคนตัดสิน ไม่ใช่ท้องถิ่นเขารวมตัวกันแล้วเขาทำได้เลย อีกประเด็นหนึ่งครับ ท่านตั้งคำถามถึงสภาพลเมืองขึ้นมาว่าใช้ระบบหมุนเวียนกันเป็น แล้วสุดท้ายใครเป็นคนคัด ผมเรียนท่านแบบนี้ว่าสภาพลเมืองท้องถิ่นเป็นตัวแบบที่ใช้กันหลายที่และเป็นตัวกระตุ้น ให้พลเมืองเข้ามามีส่วนร่วมในทางการเมืองให้กลายเป็นแอกทีฟ ซิติเซน (Active citizen) พลเมืองที่กระตือรือร้นมากยิ่งขึ้น เราบอกว่าให้พลเมืองในท้องถิ่นนั้นมาทำทะเบียนเอาไว้ แล้วหมุนเวียนกันเป็น ไม่ต้องมีใครเลือก หมุนเวียนกันเป็น แล้วเป็นกันคนละปี พอมันหมุนเวียนกันเป็นฝ่ายการเมืองก็เข้าไปบล็อก (Block) ไม่ได้ ฝ่ายการเมืองถ้าอยากเป็นผู้บริหารไปลงนายกท้องถิ่น ใครอยากเป็นสมาชิก สภาท้องถิ่นไปลงเลือกตั้ง แต่พลเมืองที่อยากขยันตรวจสอบสลับกันเป็น แล้วฝ่ายการเมือง ก็จะครอบไม่ได้เพราะมันหมุนกันเป็น ไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยึดสภาพลเมืองท้องถิ่นได้ ดังนั้นจะเป็นหลักประกันในการตรวจสอบได้🔗

ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติสมาชิกผู้อาวุโสท่านชินวรณ์ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านตั้งคำถามว่าการออกเสียงประชามติเรื่องนี้ในท้ายสุดมันจะนำมาสู่เรื่องการสร้างความ แตกต่างแล้วมันก็ใช้เงินถึง ๓ พันล้านบาทมันคุ้มค่าหรือไม่ ผมเรียนอย่างนี้ว่าประเด็นที่แตกต่าง ประเด็นที่เป็นคอนโทรลเวอร์ชวล (Control Virtual) เป็นเรื่องแตกต่างในทางสังคม ประเด็น ในลักษณะที่ไม่ควรให้รัฐบาลหรือรัฐสภาในฐานะผู้แทนประชาชนตัดสินโดยลำพังกันแต่เพียง อย่างเดียว ประเด็นเหล่านี้ยิ่งต้องไปทำประชามติ ประชามติคือเรื่องสำคัญ ๆ ทั้งนั้น ถ้าเรา เห็นตรงกันก็ขนาดในที่ประชุมแห่งนี้ยังเถียงกันเลยว่าจะมีหรือไม่มีดีราชการส่วนภูมิภาค แล้วผมก็เชื่อว่าบุคคลภายนอก ข้าราชการประจำอาจจะอยากให้มีต่อ อีกฝ่ายหนึ่งอาจจะ บอกว่าไม่ควรมี ดังนั้นเรื่องนี้มันสำคัญมาก ผมจึงคิดว่าถ้าเราเอาไปออกเสียงประชามติ ๓ พันล้านบาทก็คุ้ม แล้วมันเป็นเรื่องปฏิรูประบบราชการทั้งประเทศด้วย แล้วไปถาม ประชาชนเป็นคนตัดสินจึงน่าจะดีที่สุด ส่วนความแตกต่างหลากหลายผมเชื่อว่าสังคมไทย เติบโตมาจนมีวุฒิภาวะแล้ว เราเห็นแตกต่างกันในเรื่องสำคัญ ๆ แต่เราก็พร้อมที่จะเปิด โอกาสให้พูดคุยกัน แล้วก็ตัดสินกันด้วยระบบกลไกที่เราวางเอาไว้อยู่🔗

อีกประเด็นตกค้างอีกเล็กน้อยเกี่ยวกับเรื่องของบอกว่าทำไมถึงไม่ร่างมาให้ ดี ๆ ก่อน จะมาร่างแล้วก็บอกว่าขอให้รับไปก่อนแล้วเดี๋ยวค่อยไปแก้วาระ ๒ วาระ ๓ ผมเรียนท่านประธานแบบนี้ว่าทางพวกเราซึ่งเป็นคณะผู้นำเสนอกว่าจะร่างออกมา มีการศึกษา ค้นคว้า วิจัย มีการไปสอบถามความคิดเห็นจากผู้รู้ มีการไปสอบถามความ คิดเห็นจากผู้ปฏิบัติงานจริง ๆ ด้วย แล้วก็เอางานวิจัยมาอ้างอิงจำนวนมาก แล้วก็ยกร่าง ตรงนี้ออกมา ในความเห็นของพวกเราเราเชื่อว่าเราร่างดีแล้ว เราร่างสมบูรณ์แบบแล้ว แต่ในความเห็นของพวกท่านกำลังบอกว่ามันยังไม่ดี ดังนั้นเราก็เลยเปิดทางเลยว่า ถ้าท่านว่ายังไม่ดีก็เดี๋ยวเอาไปปรับปรุงกันต่อ ไม่ใช่หมายความว่าผมร่างห่วย ๆ มา แล้วเอามาเสนอ ไม่ใช่ครับ ความเห็นของพวกผมคือผมร่างดีแล้วครับ สุดยอดสมบูรณ์แบบ มาก ๆ ครับ แต่ท่านไม่เชื่อ พอท่านไม่เชื่ออย่างนี้ก็รับไปก่อนแล้วก็มานั่งพูดคุยกันว่าตรงไหน มันปรับลดเติมแต่งอะไรกันได้ นี่ก็กระบวนการทางประชาธิปไตยตามปกติ แล้วท่านไม่ต้อง กังวล เพราะว่าผมเขียนหลักการและเหตุผลเอาไว้กว้างมาก รายละเอียดที่ท่านท้วงติงเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาการถ่ายโอนต่าง ๆ มันปรับได้หมดครับ เรื่องเกี่ยวกับท่านสมาชิกวุฒิสภาบอกว่าพอกระจายอำนาจไปแบบนี้แล้วไม่มีผู้ว่าราชการ จังหวัดขึ้นมา ไม่มีภูมิภาคขึ้นมาจะกระทบต่อความเหลื่อมล้ำ แต่ละท้องถิ่นเราก็มีมาตรการ การแก้ปัญหาเรื่องนี้นั่นก็คือรูปแบบของเงินอุดหนุนหรือบล็อกแกรนต์ (Block Grant) เราเสนอว่าเงินอุดหนุนจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการขจัดปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำระหว่าง ท้องถิ่นต่าง ๆ ท้องถิ่นรวย ท้องถิ่นจน ท้องถิ่นเก็บภาษีได้มาก เก็บภาษีได้น้อย ถ้าท้องถิ่นไหน เก็บภาษีได้น้อยเขาก็ควรที่จะได้เงินอุดหนุนมากกว่าท้องถิ่นที่เก็บภาษีได้มาก เพราะฉะนั้น ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ก็คิดเอาไว้รอบด้านแล้วก็มีการเสนอแก้ต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานทิ้งท้ายแบบนี้ครับ นั่นก็คือว่าประเด็นปัญหาทั้งหมด ที่ผมรวบรวมมาจริง ๆ ถ้าท่านสังเกตผมโน้ต (Note) ไว้ทุกประเด็นเลย แล้วก็แทบจะไม่ได้ ลุกออกจากที่เลยไปเข้าห้องน้ำ ๒ ครั้งเท่านั้นเอง รับประทานอาหารก็ไม่ได้ออกครับ เพราะเชื่อว่าต้องติดตามทุกท่านที่ให้ความเห็นดี ๆ ดังนั้นบันทึกลับเก็บเอาไว้หมด เรียบร้อยแล้ว แล้วก็พร้อมที่จะชี้แจงตอบและถ้าหากรับหลักการผ่านต่อไปได้เราจะได้ อภิปรายลงรายละเอียดกันมากยิ่งขึ้นว่าในท้ายที่สุดจะปรับแต่งตรงไหนได้บ้าง ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

อาจารย์ปิยบุตร ไปทานข้าวได้แล้วนะครับ ต่อไปเชิญท่านพรเทพ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ เชิญครับ🔗

นายพรเทพ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประจวบคีรีขันธ์

เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายพรเทพ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒ อำเภอหัวหิน อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ผมขอร่วมอภิปรายในร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเกี่ยวเรื่องการปฏิรูป หน้าที่ของท้องถิ่น ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาผมได้ฟังทั้งผู้ที่มีปัญหาอยากเสนอร่าง แล้วก็ผู้ที่ เป็นห่วงเป็นใยก็ขอบคุณทั้ง ๒ ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ผมได้ฟังแล้วผมก็คิดออกได้เยอะว่า วิธีการที่ผมนำเสนออย่างนี้เราจะนำเสนออย่างไร ผมก็เชื่อว่าถ้าเราได้มีโอกาสได้มาคุยกัน ถึงตั้งกรรมาธิการ บางเรื่องมันก็คงจะไม่ใช่เรื่องตามที่นำเสนอทั้งหมด เพราะมันก็ไม่มีเหตุผล แต่บางเรื่องมันก็มีเหตุผลจริง ๆ เราเข้าสู่สภานี้มาหลายปีแล้ว ผมเชื่อว่าสมัยก่อนก็มีเรื่อง เกี่ยวกับท้องถิ่นนี้ แล้วก็พูด ๆ เราก็ไม่ได้จริงจังกับมันเท่าไร ผมก็ยังอยากเห็นว่าในการเสนอ ครั้งนี้คงเป็นเรื่องจริงจังอะไรกับทางสภา ให้ทางพวกเราได้ทำอะไรให้กับท้องถิ่นโดยเฉพาะ พี่น้องประชาชนสำหรับคนที่เฝ้าติดตามเรื่องให้อยู่ ผมหวังว่าการพูดร่วมอภิปรายครั้งนี้จบลง ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลเองที่ฟังอยู่ก็ดี หรือว่าถึงตั้งกรรมาธิการวิสามัญร่างกฎหมายฉบับนี้ก็ดี ก็น่าจะมีประโยชน์บ้าง ผมขออนุญาตพูดถึงในปัญหาว่าจริง ๆ แล้วที่เรามาพูดกันวันนี้ เพราะว่าท้องถิ่นรับผิดชอบงานมากเหลือเกินจากส่วนกลาง ทั้งที่เป็นงานหลักของตัวเอง แล้วก็งานที่เป็นการสั่งการจากส่วนกลางทั้งนั้น รัฐบาลจึงจำเป็นต้องหาปัจจัยหรือเครื่องมือ ต่าง ๆ ไปให้ ต้องถามว่าวันนี้ตามสั่งการกับสิ่งที่ปัจจัยที่ส่งให้ไปมันเหมาะสมกับท้องถิ่น หรือยัง ก็ตอบว่ายัง แต่ก็ขอบคุณท่านบรรดาท่านนายกผู้บริหารท้องถิ่นทั้งหลายได้เห็นหน้าที่ เป็นหลัก สั่งมา ๑๐๐ เรื่อง ก็ทำ ๑๐๐ เรื่อง มีปัญหาก็ได้อาศัยทางอำเภอ ทางจังหวัด ได้ ช่วยกันทำให้วันนี้ท้องถิ่นก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรมาก ก็เป็นเพราะว่าทางผู้บริหารท้องถิ่น พยายามทำหน้าที่ตรงนี้เต็มที่ ข้อมูลที่มีอยู่กฎหมายได้ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องทำ หน้าที่เกี่ยวกับเรื่องบริการสาธารณะ แล้วก็ไปเกิดประโยชน์ในท้องถิ่น โดยไม่รวมเรื่องของ ความมั่นคง กิจการระหว่างประเทศ ระบบการเงินการธนาคารที่เป็นที่สำคัญ ๆ ในมาตรา ที่กำหนดไว้ก็ให้กระจายอำนาจเรื่องเงิน เรื่องคน โดยกำหนดแผนการกระจายอำนาจจาก ส่วนกลางไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยเฉพาะเรื่องเงิน ก็มีการพูดถึงว่าต้องให้ได้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ผมก็เข้าใจว่าที่ผู้ร้องเสนอ ๕๐ ก็คงเป็นแผน เราก็ทราบกันดีว่าประเทศ ไทยเราจะพูดวันนี้พรุ่งนี้ให้เป็น ๕๐ เป็นไปไม่ได้ ผมเข้าใจว่าท้องถิ่นก็ต้องการความชัดเจน เพราะฉะนั้นถ้ามีความชัดเจนได้ก็เป็นแผนต่อไปได้ทุกอย่างมันก็เดินไปได้หมด ส่วนเรื่องคน ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ผมเป็นคณะกรรมการกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่นสามัญ ก็พบว่ามีปัญหาเยอะเหมือนกัน ผมมองในภาพรวม ๆ อาจต้องถึงขั้นปรับลดกฎหมาย เพิ่มงบประมาณให้ลงจริง ๆ จัง ๆ กับท้องถิ่นตามที่นำเสนอตามกฎหมายให้ท้องถิ่นเขา ได้มากตามกำหนด ถึงขั้นต้องเสนอตั้งกระทรวงท้องถิ่นด้วยซ้ำ เพราะปัญหาท้องถิ่นเยอะ เหลือเกิน แล้วสภานี้ก็เคยพิจารณาพูดถึงกระทรวงท้องถิ่นมาแล้ว เพราะว่าถ้าเราทำให้ถูกจุด ประโยชน์มันตกแก่พี่น้องประชาชนจริง ๆ ขออนุญาตนำเรียนท่านประธานต่อไปเรื่องของเงิน เราต้องใช้เงินงบประมาณอย่างไรให้มันเกิดประโยชน์และตรงเป้าหมาย ท้องถิ่นดีมากแผน ๓ ปี ๕ ปี มาจากการทำประชาพิจารณ์ของท้องถิ่น อบต. ในหมู่บ้านเอง ท้องถิ่นบางที่ ผมไม่แน่ใจ เช่น อบจ. แผนท่านมาจากการประชุมในหมู่บ้านหรือเปล่า ซึ่งตรงนี้ที่มาที่ไป ระหว่าง อบจ. กับ อบต. ถึงได้ต่างกัน ถ้าเป็นไปได้พวกนี้ทำให้ชัดเจนจะเป็นประโยชน์ต่อ ทาง อบต. ท้องถิ่นเต็มที่ สำคัญที่สุดในเรื่องงบประมาณถ้าเกิดเป็นงบประมาณส่วนกลาง เราจะพบว่าท้องถิ่นเองเขาก็มีปัญหาในการของบประมาณส่วนกลางโดยเฉพาะอุดหนุน เฉพาะกิจ บางที่ไม่ส่งโดยบอกว่าส่งไปก็ไม่เคยได้ ไม่เคยได้ท้องถิ่นส่งไป ทีนี้ผมอยากจะนำเรียนอย่างนี้ หลังจากที่ได้ใกล้ชิดงบประมาณมานะครับ รัฐบาล ๒-๓ ปีนี้เขาให้หมด อย่างน้อยท้องถิ่น ท่านส่งมา ท่านจะได้รับงบประมาณอุดหนุนเฉพาะกิจ หลายท่านก็จะเข้าใจว่าไม่ได้ ผมอยากจะ บอกว่าแล้วบางครั้งงบประมาณที่ตั้งมาก็ค่อนข้างที่จะงง ๆ อยู่ ราคาก็แตกต่างกันไป แตกต่างจากมาตรฐานกลาง บางทีผมถามส่วนราชการเองก็ตอบไม่ได้ สำนักงบประมาณเอง ก็ยังตอบไม่ได้ว่าทำไมถึงมาแตกต่างอย่างนี้ ผมเชื่อว่าถ้าเกิดการเงินถ้ามันอยู่ที่จุดเดียวกัน หมายถึงว่าอาจจะเป็นท้องถิ่น เขารู้ตัวเงินเขา เขารับผิดชอบ เขาอาจจะรับผิดชอบตัวเงินเขา เต็มที่🔗

อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องของคน เรื่องการมีส่วนร่วม หลายท่านก็ได้พูดตอนเช้าว่า ทำอย่างไรถึงจะได้คนเข้ามา ถ้าเราร่วมกันตรวจสอบเบื้องต้น งบประมาณในท้องถิ่นปัญหา มันจะน้อย งานสภา อบต. ก็เหมือนกัน สภา อบต. เป็นสภาที่อนุมัติงบประมาณของท้องถิ่น เป็นตัวแทนของประชาชนในตำบลนั้น ๆ เพื่อรับฟังและเพื่อเสนอแผนงบประมาณที่ฟังจาก ประชาชนในหมู่นั้น ๆ ให้กับท้องถิ่นเพื่อออกเป็นงบประมาณต่อไป ไม่ใช่ว่าบางที อบต. เอง ก็ไปขัดแย้งกับหมู่บ้านตัวเองในการนำเสนอ ใช้เหตุผลส่วนตัวในการออกมติสภาซึ่งมันผิด ตรงนี้ที่ผมเรียนท่านอย่างนี้มันสำคัญตรงที่ว่าปัญหาท้องถิ่นมันอยู่ที่เริ่มต้น ถ้าท่านกำหนด เริ่มต้นที่ดี ชัดเจน วันนี้มันเหมือนกับว่าวิธีปฏิบัติที่ในท้องถิ่นมันไม่ชัดเจนมันถึงเกิดปัญหา แบบที่ผมบอก อันนี้ผมนำเรียนไปเพราะว่าผมมองเหรียญ ๒ ด้าน ก็ได้ช่วยทางในส่วนรัฐบาล กลางเองได้ช่วยดูแลท้องถิ่นด้วย ปัญหาท้องถิ่นเยอะเหลือเกิน แต่ผมเชื่อว่าวันนี้ที่ผม นำเรียนไปไม่ว่ารัฐบาลฟังเองก็ดี หรือว่าเรามีโอกาสที่จะไปตั้งกรรมาธิการ ผมยังอยากเห็น ข้อมูลตรงนี้ บางอย่างทำได้เลย บางอย่างทำได้เลย ไม่จำเป็นต้องรอตรงนั้น ผมคิดว่าอำนาจ กระทรวงมี เช่น เทศบาลเมืองนครต่าง ๆ ท่านเชื่อไหมวันนี้หน้าที่ต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน อบต. กับเทศบาลนคร เทศบาลรูปแบบพิเศษก็ไม่เหมือนกัน ผมว่าอยากให้รัฐบาลฟังว่าอะไร ที่ทำได้ท่านทำเลย ท่านไม่ต้องรอ ผมอยากสรุปอย่างนี้ ผมขอสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วก็อยากเสนอเพิ่มเติมดังที่นำเรียน เป็นไปได้ก็ปรับบทกฎหมายให้เหมาะสมกับฐานะ ท้องถิ่น ให้เขาทำงานสะดวกขึ้น เพิ่มงบประมาณให้ตรงกับความเป็นจริงตามที่ท่านประกาศ เอาไว้ เพื่อความชัดเจน เขาจะได้วางแผนถูก หมายถึงท้องถิ่นจะได้วางแผนถูก แล้วก็ถ้า เป็นไปได้อยากเสนอตั้งกระทรวงท้องถิ่นเข้ามารับผิดชอบท้องถิ่นครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านภาคิน สมมิตรธนกุล พรรคพลังประชารัฐ🔗

นายภาคิน สมมิตรธนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายภาคิน สมมิตรธนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตที่จะอภิปรายการเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ในหมวดที่ ๑๔ เกี่ยวกับ เรื่องของการปกครองท้องถิ่น ท่านประธานครับ ผมได้ศึกษาดูรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แล้ว ผมเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความสมบูรณ์ครบถ้วนในทุกมิติที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจการเมือง สังคม ครบครอบคลุมหมด ทำไมผมถึงพูดเช่นนี้ เราจะเห็น ว่ารัฐธรรมนูญนั้นโดยเฉพาะในหมวดของการปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นเขียนไว้ชัดแจ้ง และชัดเจน ครอบคลุมไว้หมดแล้ว ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่สมบูรณ์ ผู้ที่มาเสนอแก้ไข รัฐธรรมนูญในวันนี้จะได้ไม่เข้ามา เหตุผลที่ได้เข้ามาเสนอ เพราะว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้เขียนไว้ในมาตรา ๒๖๕ ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถเสนอผ่านเข้ามาได้ โดยรวมชื่อ ของประชาชนกว่า ๕๐,๐๐๐ คนนำมาเสนอในที่นี้ แต่มีเงื่อนไขภายใต้บังคับของมาตรา ๒๕๕ ซึ่งเขียนไว้ชัดเจนว่าจะไปแบ่งแยกรัฐไม่ได้ เป็นอิสระ แบ่งแยกไม่ได้ อันนี้เขียนชัดเจนไว้ ตรงนั้นอยู่แล้ว ฉะนั้นความดีของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มีแน่ เพราะคนที่ร่างก็คือคนที่มีความรู้ความสามารถ ในหลายวิชาชีพที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กว่าจะมาเป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เราใช้ ผู้เชี่ยวชาญในทุกมิติเข้ามาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เมื่อร่างเสร็จแล้วเราก็ยังได้ให้ทำ ประชาพิจารณ์ผ่านพี่น้องประชาชนคนไทยกว่า ๖๐ ล้านคน แล้วก็ผ่านความเห็นชอบจาก พี่น้องประชาชนมาครบถ้วนทุกประการแล้ว อันนี้คือรัฐธรรมนูญที่มันสมบูรณ์แบบที่ได้ นำมาใช้ พอมาดูในมิติของการปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญได้เขียนไว้ ครอบคลุมครบหมดแล้ว ก็คือให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางในการที่จะเป็นเจตนารมณ์ของ ประชาชนในท้องถิ่น ฉะนั้นการปกครองในท้องถิ่นก็ยึดโยงกับคนในท้องถิ่น แต่ด้วยการปกครอง แบบท้องถิ่นที่มันกระจายในรูปแบบของกฎหมายเป็นกฎหมายลูกที่ออกมา ไม่ว่าจะเป็น กฎหมายเทศบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็มีกฎหมายแยกมาแล้ว กฎหมายปกครอง ส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนจังหวัดก็มีกฎหมายฉบับหนึ่งแล้ว แต่ดูเหมือนผู้มาชี้แจงวันนี้ กำลังจะเขียนกฎหมายลูกไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งดูแล้วมันก็มีในรายละเอียดของ พ.ร.บ. อยู่แล้ว ฉะนั้นกฎหมายที่เป็นส่วนของการปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นได้เขียนครอบคลุม ไว้เพื่อให้ออกเป็นพระราชบัญญัติได้ มีกฎหมายหลายฉบับที่ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภา มาแล้วที่จะแก้ไข ไม่ว่าจะการเข้าชื่อยื่นถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่น ไม่ว่า เรื่องของการจัดเก็บรายได้ หารายได้ ก็มีครอบคลุมที่จะเป็นพระราชบัญญัติไว้ชัดเจนอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าผู้เชี่ยวชาญที่ได้เขียนขึ้นมาผ่านขั้นตอนแล้ว แต่ท่านผู้มาชี้แจง ท่านเขียนมาคนเดียวมาเสนอในสภาแห่งนี้ ท่านพูดมาหลายครั้งที่ชี้แจงว่าท่านเป็นคนเขียน คนเดียว แล้วมาเสนอในสภาแห่งนี้ อันนี้ผมก็ยังงง ๆ สงสัยอยู่ ฉะนั้นเห็นว่าในมาตรา ๒๔๙ ก็เขียนให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางอยู่แล้ว พอมาตรา ๒๕๐ ของรัฐธรรมนูญก็เขียนชัด เรื่องของอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองในแต่ละแบบ แต่ที่เน้นย้ำก็คือว่าทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ การจัดเก็บรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแบบไม่เท่ากัน องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นมีรายได้ดี เพราะมีการจัดเก็บรายได้ดี มีรายได้ในการทำงานตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ก็คือไปร่วมกับเอกชนได้ ไม่ห้าม เขียนไว้แล้ว เราจะเห็นว่าในหลายจังหวัดที่เป็น เทศบาล ในหลายจังหวัดที่เป็น อบต. ที่มีขนาดใหญ่มีความหนาแน่นของประชากรนั้น ก็มีรายได้จากจัดเก็บเข้ามาแล้วก็ช่วยเหลือตัวเองได้ แต่มันมีบางเทศบาล อบต. ที่จัดเก็บ รายได้น้อย อันนี้ก็แน่นอนหน่วยงานภาครัฐก็ต้องเข้าไปดำเนินโครงการต่าง ๆ ที่ยังช่วยเหลือ ตัวเองไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของน้ำประปา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจัดเก็บขยะ ฉะนั้น เทศบาลขนาดใหญ่ก็สามารถดำเนินการเองได้หมดร่วมมือเอกชนได้ แต่ถ้าเป็นลักษณะของ เทศบาลขนาดเล็กก็มี เดี๋ยวนี้เขามีรวมกันเขาเรียกเป็นคลัสเตอร์ (Cluster) รวมกันในการ คัดแยกขยะเอามารวมกัน แล้วก็มีเอกชนให้ความสนใจที่จะมาดำเนินการคัดแยก หรือจะไป ตั้งเป็นโรงไฟฟ้าผลิตไฟฟ้าได้ เห็นไหมว่าเทศบาลนั้นมีความคล่องตัว มีความเจริญก้าวหน้าไป ค่อนข้างดีเยอะ มันมีผลประจักษ์ให้เห็นอย่างไร มีผลประจักษ์จากการจัดเก็บรายได้ ปี ๒๕๖๔ ปี ๒๕๖๔ นั้นรายได้ของ อปท. มีถึง ๗๘๙,๐๐๐ ล้านบาท เกือบ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้คือรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฉะนั้นจัดเกือบเองก็เกือบแสนล้านแล้ว รัฐจัดเก็บให้ตั้ง ๓๗๐,๐๐๐ ล้านบาท มีเงินอุดหนุนช่วยอีก ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท อันนี้ ก็คือความดีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไปได้ดีมาก รัฐบาล ปัจจุบันนี้ก็บริหารจัดการอุดหนุนช่วยเหลือองค์กรปกครองท้องถิ่น ๓ ปีที่ผ่านมาเห็นว่า มีตัวเลขที่ที่มั่นคงแน่นอนคือเกือบ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ทุกปีงบประมาณ ฉะนั้นเราจะเห็นว่า การบริหารจัดการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้นสมบูรณ์แบบ ทุกประการ มันเป็นการแข่งขันกันภายในท้องถิ่นของผู้บริหารในแต่ละระดับ เราจะเห็นว่า มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทศบาลที่ยังไม่เจริญก้าวหน้า เขาเห็นเทศบาลข้าง ๆ เขามันเจริญก้าวหน้ารวดเร็ว เขาก็พยายามจะปรับปรุงพัฒนาตัวเอง ถ้ามีผู้บริหารที่เก่งในเทศบาลนั้นก็จะพัฒนาตัวเองในการที่จะขยับขึ้นมาเป็นตำแหน่งที่สูงขึ้น เราอาจจะเห็นในสภาแห่งนี้อาจจะเคยเป็นนายกเทศบาลมาแล้ว อบต. มาแล้ว นั่นแหละครับ คือผู้บริหารที่มีความรู้ความสามารถ ผู้บริหารที่มีความรู้ความสามารถก็คือเข้าไปบริหาร จัดการเชื่อมโยงเอางบประมาณไปลงในพื้นที่ตัวเอง ซึ่งยังมีมิติของงบประมาณในหลาย ๆ มิติ ฉะนั้นสรุปแล้วผมจึงเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังสมบูรณ์แบบในหมวดที่ ๑๔ ในเรื่องของ การปกครองส่วนท้องถิ่นมีครบสมบูรณ์ทุกประการไม่จำเป็นต้องแก้ไขครับท่านประธาน ขอบคุณมากครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านว่า ที่ร้อยตรี วงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี ครับ🔗

ว่าที่ร้อยตรี วงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ว่าที่ร้อยตรี วงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้ในฐานะสมาชิกวุฒิสภาต้องทำตามหน้าที่ และอำนาจตามมาตรา ๒๗๐ อีกครั้งหนึ่ง คือมีหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย วันนี้ได้มีร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญโดยภาคประชาชน ๗๐,๐๐๐ กว่าคนได้ยื่นเข้ามา วันนี้เรากำลังจะยกเลิก หมวด ๑๖ ว่าด้วยหมวดการปกครองท้องถิ่น เรามีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นมาเป็น ระยะเวลายาวนานแล้ว แล้วก็เป็นที่กังวลของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในขณะนี้ด้วย ตาม พ.ร.บ. ท้องถิ่น ปี ๒๔๙๖ มาตรา ๔ ได้เขียนไว้ว่า กำนัน ผู้ใหญ่บ้านจะหมดวาระไปใน ๑ ปี ถ้ายกฐานะเป็นเทศบาล เห็นไหมครับการกระจายอำนาจเรามีมาตั้งแต่หลายปีแล้ว แล้วเรากำลังจะพัฒนาไปสู่จุดจุดนั้น ตำบลไหน อำเภอไหน จังหวัดไหนที่มีความพร้อม กรุงเทพมหานคร พัทยา เทศบาลเมือง เทศบาลนคร เทศบาลตำบล ยังไม่ได้ยกฐานะ แต่ถ้ายกฐานะเป็นเทศบาลเมือง กำนัน ผู้ใหญ่บ้านจะหมดวาระไปภายใน ๑ ปี เห็นไหมครับ ว่าวันนี้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเดือดร้อนทั้งประเทศ เพราะว่ายังไม่มีการแก้ไข แล้วท่านจะบอกว่า ท่านเขียนในมาตรา ๕ ว่า ให้ดำเนินการทำแผนยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค ข้าราชการ ส่วนภูมิภาคก็รวมถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้านด้วย แล้วท่านก็บอกว่าไม่เห็นตรงไหนเลยที่เขียนว่า เลิก ยกเลิก ต้องลงประชามติ ท่านเขียนไว้ว่าในระยะเวลา ๒ ปี เรามีความพร้อมแล้วหรือ ท้องถิ่น ณ วันนี้ยังยกฐานะไม่หมดเลย ๗,๒๕๕ ตำบล ถ้ายกเป็นเทศบาลเมืองขึ้นมา จะทำอย่างไร วันนี้เรายังไม่ได้ยกเลิก พ.ร.บ. ท้องถิ่น ปี ๒๔๙๖ มาตรา ๔ รวมทั้งมาตรา ๑๒ ด้วย วันนี้เข้าใจว่าการปกครองส่วนท้องถิ่นก็คือเทศบาลตำบล อบต. อบจ. ทั้งหลาย ก็มีการ เลือกตั้งจากประชาชนเป็นฝ่ายบริหาร แต่วันนี้ประเทศไทยเลือกแล้วการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข แล้วในหลวงรัชกาลที่ ๕ ท่านก็ ปฏิรูปใหญ่แล้ว ให้มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ต่างพระเนตรพระกรรณดูแลทุกข์สุขของ พี่น้องประชาชน โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นคนทำหน้าที่ในภาครัฐเป็นข้าราชบริพาร เป็นข้าราชการต่างพระเนตรพระกรรณ ท่านประธานที่เคารพครับ ร่างฉบับนี้ผมเคารพ ในรายชื่อของพี่น้องประชาชนทั้ง ๗๐,๐๐๐ กว่าท่าน แต่อาจจะไม่รู้ว่าเรากำลังกระจาย อำนาจสู่ท้องถิ่นอยู่ แล้วก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป แล้วท่านจะทำให้เสร็จภายใน ๒ ปี จะต้องมี ๕ ปีทำประชามติ เราจะปฏิรูปกันอย่างนี้หรือ คนตั้งกี่แสนคน ข้าราชการมี ๓ ล้านกว่าคน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ๓๐๐,๐๐๐ คน ทุกวันนี้เขาก็กินไม่ได้นอนไม่หลับ คนที่ดูแลทุกข์สุข ของพี่น้องประชาชนคือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทุกหมู่ทุกหลังคาเรือนดูแลหมดคนในหมู่บ้าน ของตัวเองรู้หมดใครเป็นอะไร ตรงไหน เจ็บป่วยตรงไหน กำนัน ผู้ใหญ่บ้านมีรถยนต์ต้องวิ่ง พาไปโรงพยาบาล ทำทั้ง ๒๐ กระทรวง ทบวง กรม รับหมดทุกอย่าง เงินเดือนก็น้อยนิด แต่มีจิตอาสา ขันอาสามาเป็นตัวแทนพี่น้องประชาชน เพราะว่าเกียรติยศและศักดิ์ศรี รูปในหลวงรัชกาลที่ ๕ ทรงแต่งตั้งไว้จะให้มันหมดไปในรุ่นเราหรือ ร่างฉบับนี้เป็นร่างที่ ไม่ครอบคลุม ทั้ง ๆ ที่มีการกระจายอำนาจส่วนท้องถิ่นอยู่แล้ว วันนี้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เขาอยากจะยกเลิกมาตรา ๔ เพราะว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะยังไม่มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน วันนี้ก็มี หลายท่านพูดอยากให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเหลือวาระ ๔ ปี เกษียณ ๖๐ ปี มันไม่ได้อยู่ทั้งชีวิต เกษียณ ๖๐ ปี หลายท่านในที่นี้ ๖๐ ปีก็ยังแข็งแรงอยู่ ๗๐-๘๐ ปีก็ยังแข็งแรงทำงานได้ดี แต่การที่ให้เขาอยู่ ๔ ปีมันมีการแข่งขัน เพราะผู้ใหญ่บ้าน กำนันวันนี้ก็ต้องมาจากการ เลือกตั้งของประชาชน ๔ ปีเปลี่ยน ๔ ปีเปลี่ยน ๔ ปีเปลี่ยน มันก็ไปอยู่ภายใต้อาณัติ ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ก็คือนักการเมืองเรานี่ล่ะ คนนี้อยู่คนละฝั่งกับเราอีก ๒ ปีข้างหน้า มันหมดวาระแล้วจัดการส่งคนลงแข่ง แล้วก็ซื้อเสียงอย่างเต็มที่ วันนี้เราต้องยอมรับว่ามีการ ซื้อเสียงกันอย่างมโหฬาร การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรมยังไม่เกิดขึ้น แต่พี่น้องประชาชน จะสอนให้รู้ว่าเงินซื้อไม่ได้ มีหลายเขตในหลายพื้นที่แล้ว เงินซื้อไม่ได้ เขาต้องเลือกคนดี ในหมู่บ้านเขาในตำบลเขา เพราะว่าพี่น้องประชาชนได้รับความรู้มีการศึกษาเพิ่มมากขึ้น เด็ก ๆ ในหมู่บ้านผมจบปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอกแล้ว เพราะฉะนั้นมันถึงเวลาแล้ว หรือที่จะหักด้ามพร้าด้วยเข่าภายใน ๕ ปี พี่น้อง ประชาชนพร้อมแล้วหรือครับ ทั้ง ๆ ที่เรามี กฎหมายอยู่เรายกเป็นเทศบาลเมืองกำนัน ผู้ใหญ่บ้านหมดวาระใน ๑ ปี ก็อยากจะฝากไปบอกรัฐบาลด้วยว่ากำนัน ผู้ใหญ่บ้านเขาอกสั่นขวัญแขวนอยู่ ให้แก้ไข พ.ร.บ. ตัวนี้เสีย โควิด (COVID) ที่ผ่านมาโควิด-๑๙ (COVID-๑๙) กำนันผู้ใหญ่บ้าน อสม. ดูแลพี่น้องประชาชนอย่างดี ก็เป็นคนในหมู่บ้านเขา ณ วันนี้แก้อย่างเดียวแก้เรื่องคอร์รัปชัน ใน อบต. ต่าง ๆ มีการเลือกตั้งมา มีท่านผู้ว่า นายอำเภอเป็นคนกำกับดูแล ก็อยากจะฝาก ท่านสมาชิกวุฒิสภาและท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมเห็นด้วยกับการกระจายอำนาจ สู่ท้องถิ่น แต่ที่ร่างมานี้ไม่เห็นด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ชุดต่อไปครับ ท่านประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ พรรคก้าวไกล แล้วก็ท่านประกอบ รัตนพันธ์ พรรคประชาธิปัตย์ เชิญท่านประเสริฐพงษ์ก่อนครับ🔗

นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ อดีตพรรคอนาคตใหม่ปัจจุบันพรรคก้าวไกล สมาชิกรัฐสภา ขออภิปราย รับร่างรัฐธรรมนูญของภาคประชาชนที่เสนอผ่านผู้แทนคือคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และคณะ โดยเฉพาะท่านอาจารย์ปิยบุตรซึ่งได้ตอบข้อสงสัยของเพื่อนสมาชิกไปพอสมควร หลายท่าน พูดถึงความพร้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผมมายืนยันตรงนี้ว่าองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นทุกแห่งทุกประเภทมีความพร้อมแน่นอน เมื่อวานนี้สมาคมองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย สมาคมองค์การ บริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย มายื่นหนังสือถึงท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรและ ประธานวุฒิสภาว่าเขามีความพร้อมแน่นอนในการรับถ่ายโอนภารกิจ พร้อมที่จะพัฒนา ประเทศของเรา ท่านประธานครับ ๒๘ ปีที่แล้วประเทศเกาหลีใต้มาดูงานประเทศไทย ผ่านมา ณ วันนี้ประเทศไทยต้องไปดูงานที่ประเทศเกาหลีใต้ เรากำลังอยู่ในวังวนของการ จมปลักดักดานล้าหลัง ซึ่งจะต้องรีบแก้ไขโดยการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น สมาชิกหลายท่านบอกว่าท้องถิ่นไม่มีความพร้อม ผมมายืนยันว่าราชการ ส่วนภูมิภาคและส่วนกลางต่างหากที่ไม่มีความพร้อม กรมท้องถิ่นตั้งตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ อบต. มีตั้งแต่ปี ๒๕๓๘ อบจ. เปลี่ยนแปลงจากผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นนายก อบจ. มาจาก การเลือกตั้ง ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ มันต้องมีการพัฒนาแน่ ๆ ท่านประธาน และผมเห็นถึง ความเปลี่ยนแปลงคาบเกี่ยว เพราะผมรับราชการตั้งแต่ผู้ว่ามาบริหาร อบจ. จนกระทั่งนายก มาจากการเลือกตั้งก็มาบริหาร อบจ. ผมเห็นความบกพร่องผิดพลาดของผู้ว่าราชการจังหวัด ที่มาจากการแต่งตั้ง ไม่มีความรับผิดชอบต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่เยอะแยะครับ ยกตัวอย่าง ตั้งงบประมาณเปลี่ยนล้อรถยนต์ทุกปี แต่นายก อบจ. เขาไม่ตั้งงบประมาณแบบนี้ มันมีการตรวจสอบ แล้วอ้างว่ามีการทุจริตเมื่อเทียบกับภูมิภาคกับรัฐวิสาหกิจหรือราชการ ส่วนกลาง มีมากกว่าแน่นอน งานวิจัยก็รองรับ ราชการส่วนกลางส่วนภูมิภาค และข่าวล่าสุด ไม่ว่าจะไปเอามาเป็นข้ออ้างว่าคนท้องถิ่นผูกคอตายเพราะมีการทุจริต ผมก็มาตอกย้ำ อดีตปลัดกระทรวงราชการส่วนกลางก็ผูกคอตายเหมือนกัน ท้องถิ่นมีเรื่องร้องเรียนมากมาย มากกว่าส่วนกลางและส่วนภูมิภาค นั่นสะท้อนว่ากลไกการตรวจสอบของท้องถิ่นทำงาน ดีกว่าอย่างไรครับ เปอร์เซ็นต์การทุจริตก็น้อยกว่าส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ๙ เท่า ท่าน ส.ส. อภิปรายไปบ้างแล้ว หรือการไปออกข่าวว่าท้องถิ่นทำไม่ถูกระเบียบ จริง ๆ การทำให้ถูกระเบียบ ก็ไม่ใช่เป็นการทุจริต แต่ระเบียบที่ออกไปนี้ไปจากกระทรวงมหาดไทย ไปจากกรมท้องถิ่น ซึ่งออกโดยคนที่ไม่เคยทำงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างหาก หน่วยตรวจสอบภายใน เกรงใจเหลือเกินกับราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ไม่ค่อยเข้าไปหรอกครับ แต่ตามจี้ติด ๆ กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนกลางถูกร้องเรียนน้อยวันนี้ต้องไปทบทวนว่ากลไก ตรวจสอบของท่านมีปัญหาแน่ ๆ ครับ ผมจะบอกว่าระบบการตรวจสอบถ่วงดุลในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่แก้ปัญหา การคอร์รัปชัน ก่อนตั้งงบประมาณดูนโยบาย ไปกางระเบียบ แล้วไปเหยียบเข้าพื้นที่ มีประชาคม ระดมความเห็น เน้นการมีส่วนร่วม รวมเข้าข้อบัญญัติ ปรากฏชัดเป็นกฎหมาย เปิดเผยดูได้ ผู้กำกับก็เห็นชอบ ทั้งนายอำเภอ ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดและตรวจสอบ โดยใคร สตง. ครับ ตรวจถี่ยิบท้องถิ่น จนบรรดาข้าราชการเขาบอกว่าเขาไม่ต้องแทบขยับ อะไรแล้ว หรือแม้กระทั่งผู้บริหารท้องถิ่น ตรวจสอบภายในของ อปท. เองก็มี สภาท้องถิ่นหรือ แน่นอนครับ สมาชิกสภา อบต. สมาชิก ส.ท. ส.จ. ส.ก. ตรวจสอบกันเอง ข้าราชการภายใน ตรวจสอบกันเอง สื่อมวลชนพื้นที่ สื่อส่วนกลาง สื่อหมาเฝ้าบ้าน สื่อโซเชียล (Social) หรือ ระเบียบที่จะต้องเดินตาม มีวินัยข้าราชการค้ำคออีก ที่สำคัญองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีประชาคมท้องถิ่นร่วมตรวจงานจ้าง ถามว่าราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคมีไหม ข้าราชการ ชงเอง ตรวจเองทั้งนั้น ไปดูสิท่าเรือที่จังหวัดกระบี่ล้มเหลวเสียหาย ระเบียบพัสดุขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นเขาให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ผู้บริหารสมาชิก ๔ ปี ก็ถูกตัดสิน มี ป.ป.ช. คณะกรรมการป้องกันปราบปรามการทุจริตแห่งชาติตรวจสอบ มี ปปง. ตรวจสอบ มี ป.ป.ท. ป้องกันการทุจริตภาครัฐ ท้องถิ่นอำเภอ ท้องถิ่นจังหวัดเข้าไปดู มีกรรมการ มาตรวจเยอะแยะ เวลาจะได้โบนัสทีกว่าจะได้ ตรวจแล้ว ตรวจอีก มีผู้ตรวจการแผ่นดิน เข้าไปตรวจ มีดีเอสไอ (DSI) มี พ.ร.บ. เข้าชื่อการถอดถอน นี่ผมยกตัวอย่างกว่า ๑๐ รูปแบบ ของการตรวจสอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่สำคัญก็ยังมีการรายงานประจำปี ต่อสภาท้องถิ่นด้วยในทุกสิ้นปี และรายงานต่อพี่น้องประชาชนด้วย รายงาน สตง. เวลา รายงานสภาแห่งนี้ ผมก็แอบอ่านเอาไปดูชัดเจน เขาก็ระบุชัดว่าเวลา สตง. ตรวจสอบ ท้องถิ่นเสียหายน้อยกว่าราชการส่วนกลางกับส่วนภูมิภาค ดูที่ไหน ดูที่มูลค่าการเรียกเงินคืน ผมมีตัวอย่างความล้มเหลวของราชการส่วนภูมิภาคที่ล่าช้าจำเป็นจะต้องกระจายอำนาจ จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง วันนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดประชาชนเอาเรื่องเดือดร้อนเข้าไปพบ ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่เคยเชิญเข้าห้อง โน้นไปนอนข้าง ๆ โน้น โน้นนอนข้างล่าง นอนใต้ถุน เต็นท์ก็ไม่มีให้ น้ำก็ไม่มีให้ แต่เวลาพี่น้องประชาชน เจ้าสัว คนร่ำคนรวยขับรถเบนซ์มา เปิดห้องรับ ปีใหม่นี้รับกระเช้า ทำไมละครับ ทำไมไม่รับความทุกข์พี่น้องประชาชนด้วย นี่คือ ข้อพิสูจน์ว่าการบริหารราชการของผู้ว่าราชการจังหวัดที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งล้มเหลว ผู้ว่าราชการจังหวัดที่เขามาจากการเลือกตั้งเขาพร้อมรับเต็มที่ เขาเปิดรับ ทั้งความทุกข์ ความสุขของพี่น้องประชาชน ชุมนุมสหกรณ์ที่จังหวัดกระบี่ล้มเหลวเกิดอะไรขึ้น มีการทุจริตกัน รู้กันล่วงหน้าปรากฏว่าพอไปตรวจสอบรู้ว่ามีการทุจริตตั้งเยอะแยะมากมาย แต่ล้มเหลว เพราะอะไร เพราะกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ เขาไม่ได้ขึ้นอยู่กับ จังหวัด เขาขึ้นอยู่กับอธิบดีส่วนกลาง ท้องถิ่นมีการพัฒนา มีสถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น มีสถาบันพระปกเกล้าที่มีวิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น มีมานานแล้ว แปลว่าบุคลากร ท้องถิ่นเขามีความพร้อม เขาได้รับการอบรมจากสถาบันที่ทรงคุณค่า ส.ส. แห่งนี้ ส.ว. อีก หลายท่านที่เข้ารับการอบรมจากสถาบันพระปกเกล้าก็เช่นเดียวกันกับบุคลากรขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ท้องถิ่นหลายที่รับโอนโรงเรียนที่ถูกยุบจาก สพฐ. ต่าง ๆ เอามา จัดการศึกษาเองใหม่ดีกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นที่ อบต. ไสไทย อบต. อ่าวนาง จังหวัดกระบี่ เอามาทำแล้วดีกว่าเดิม ผู้ปกครองนักเรียนต่างชื่นชมและส่งบุตรหลานมาเรียนกันล้นหลาม องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย จัดการศึกษาครบถ้วนน่าชื่นชม องค์การบริหาร ส่วนจังหวัดกระบี่จัดการศึกษาเป็นที่ยอมรับของคนทั้งจังหวัด ที่สำคัญองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นได้รางวัลการปฏิบัติงานจากการประกวดของกระทรวงมหาดไทยเยอะแยะ ได้รับรางวัลการประกวดจากสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งจัดมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ หลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น อบต. แม่ทา อบต. ทาเหนือ ที่จังหวัดเชียงใหม่ ได้รางวัลลูกโลกสีเขียว เป็นเกียรติภูมิของท้องถิ่นที่บรรดาทั้งข้าราชการและผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น เขาภูมิใจ เขาอยากจะพัฒนาบ้านเกิดของเขา ท้องถิ่นพร้อมรับการกระจายอำนาจมานานแล้ว สังคมไทยจะต้องเรียนรู้สู้สิ่งยาก อะไรที่ยาก ๆ ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ทำ อะไรที่ยาก ๆ เราต้องรีบแก้ ผมเรียกร้องให้เพื่อนสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้รับข้อเสนอของประชาชนที่ลงชื่อ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งนี้ วันนี้หรือวันหน้าท่านจะไปเจอหน้าพี่น้องประชาชนในพื้นที่ อย่างไร ถ้าท่านดูถูกประชาชน ท่านไม่ถ่ายโอน ท่านไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญให้ท้องถิ่น ท่านไป เจอผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่นอย่างไร ในเมื่อท่านไม่แก้รัฐธรรมนูญหมวดท้องถิ่น ซึ่งทำให้ประเทศไทยของเราอยู่ในภาวะติดหล่ม จมปลัก ดักดาน ล้าหลัง และคนกรุงเทพ ฯ จะคิดแทนคนต่างจังหวัดไม่ได้ เพื่อนสมาชิกหลายคนบอกว่าแบ่งแยกดินแดนมันจะแบ่งได้ อย่างไร วันนี้เราอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ผู้ว่ามาจากการเลือกตั้ง ผมกับท่านประธานอยู่ใน พื้นที่การแบ่งแยกดินแดนหรือ มันเป็นไปไม่ได้ หรือแม้กระทั่งที่พัทยา เพราะฉะนั้นผมฝาก เพื่อนสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน รับร่างฉบับนี้และไปพูดกับพี่น้องประชาชนอย่างเต็มใจว่า เราพร้อมที่จะมีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเพื่อพัฒนาบ้านเกิดของเราทุกคน ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไป ท่านประกอบ รัตนพันธ์ แล้วตามด้วยท่านมานพ คีรีภูวดล นะครับ เชิญท่านประกอบครับ🔗

นายประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมขออนุญาตท่านประธานเพื่อที่จะ มีส่วนร่วม เรื่องร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ซึ่งผมกราบเรียนว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครอง ประเทศ ทางภาคประชาชนได้แก้ไขเพิ่มเติมหมวดที่ ๑๔ ใน ๕ มาตรา คือมาตรา ๒๔๙ ถึง มาตรา ๒๕๓ แล้วก็เพิ่มเติมมาอีก ๖ มาตรา รวมทั้งหมด ๑๑ มาตรา ผมได้ตรวจดูคร่าว ๆ จะเห็นว่าทั้ง ๑๖ มาตรานี้นำไปสู่การแก้ไขการปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหลัก ผมได้รับฟัง ผู้เสนอกฎหมาย ได้รับฟังผู้สนับสนุน และได้รับฟังผู้ที่ไม่ค่อยเห็นด้วยอย่างรอบด้าน กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ ก็เป็น กฎหมายรัฐธรรมนูญที่กระจายอำนาจ กระจายอำนาจอย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าปัญหา อุปสรรคก็คือการกระจายที่ไม่แท้จริง ยังมีอุปสรรคในด้านกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ที่ให้ท้องถิ่นนั้นไม่สามารถทำงานได้เต็มศักยภาพ การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นนั้นผมกราบ เรียนท่านประธานว่ามันกระจาย ๓ เรื่องด้วยกัน ถ้าเกิดกระจาย ๓ เรื่องนี้ไม่ประสบ ความสำเร็จหรือมีอุปสรรคก็ไม่ใช่การกระจายอำนาจที่แท้จริง ๓ เรื่องที่ผมกราบเรียน ท่านประธานคือเรื่องอะไรบ้าง🔗

เรื่องแรกการกระจายคน ประเทศเรามีการปกครองบริหารราชการแผ่นดิน มีส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นยึดโยงกัน ผมกราบเรียนว่าโครงสร้างนี้ไม่ใช่ โครงสร้างที่สร้างความเสียหาย ไม่ใช่โครงสร้างที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาท้องถิ่น ต่อการ กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น โครงสร้างนี้ใช้ได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องโครงสร้างผมก็หวั่นเกรงว่า หลายคนก็มีปัญหา อย่างท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เขาก็กังวลมากว่าถ้ายกเลิกการบริหาร ราชการส่วนภูมิภาคเขาจะอยู่ตรงไหน หรือไม่ มันไม่เป็นหลักประกัน ก็เป็นสิ่งที่เขากังวล การกระจายคนผมคิดว่าจะต้องคิดใหม่ทำใหม่ วันนี้เราบริหารราชการแผ่นดิน โครงสร้าง ในการบริหารนั้นมันไม่สอดรับกับการกับการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ไม่สอดรับอย่างไร คนไปกองที่ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค แต่ส่วนท้องถิ่นนั้นแทบไม่มีคนเลย บุคลากรด้านสาธารณสุขมีไหม ก็แทบไม่มี เรากระจายไปแล้วโรงพยาบาล แต่บุคลากร ยังไม่มีคนรองรับ เรากระจายการศึกษาไปท้องถิ่น แต่ถามว่าบุคลากรด้านการศึกษา เพียงพอไหม ไม่เพียงพอ หลายเรื่องที่เป็นภารกิจของท้องถิ่นแต่เรายังขาดคน เพราะฉะนั้น สิ่งที่รัฐบาลจะต้องดูแลเป็นพิเศษก็คือเรื่องของการกระจายคนให้ไปสู่ท้องถิ่นให้มาก สามารถ ที่จะดำเนินภารกิจของท้องถิ่นได้อย่างสมบูรณ์ทั้งด้านการศึกษา ด้านสาธารณสุข โครงสร้าง พื้นฐานหรือทุกด้านที่ท้องถิ่นมีความจำเป็น🔗

เรื่องที่ ๒ เรื่องการกระจายเงิน ก็คืองบประมาณ จริง ๆ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ และพระราชบัญญัติขั้นตอนการกระจายอำนาจก็มีบทบัญญัติที่ให้รัฐบาลกลางจัดสรร งบประมาณไปสู่ท้องถิ่นไม่น้อยกว่าร้อยละ ๓๕ แต่ปัญหาวันนี้หลาย ๆ ปีแล้วยังกระจาย เม็ดเงินไปสู่ท้องถิ่นไม่ได้ตามจำนวนที่กฎหมายกำหนด ผมก็กังวลว่าร่างภาคประชาชน ที่จะให้กระจายเม็ดเงินไปยังท้องถิ่นร้อยละ ๕๐ นั้นทำได้หรือไม่ ผมอยู่กับความเป็นจริง อะไรที่ทำไม่ได้ก็ไม่อยากทำ อะไรทำได้ก็ต้องทำ เราต้องกินข้าวทีละคำแล้วก็อิ่มเอง ถ้าเกิดว่าทำอะไรไม่เป็นขั้นตอนมันเสียเวลา เสียความรู้สึกและในที่สุดมันก็ทำไม่ได้ ยกตัวอย่างที่ผมกราบเรียนท่านประธานว่าแม้แต่เรื่องการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น ๓๕ เปอร์เซ็นต์ก็ยังทำไม่ได้ แล้ว ๕๐ เปอร์เซ็นต์จะทำได้หรือ เราเสียเวลาเปล่าไหม นี่คือ เรื่องกระจายงบประมาณ🔗

สุดท้าย การกระจายงาน คือการกระจายภารกิจของท้องถิ่น ผมว่าวันนี้ หลายเรื่องที่ส่วนกลางยังกั๊กภารกิจของท้องถิ่นที่ไม่สามารถให้ท้องถิ่นสามารถจัดการ กับตนเองได้ กระจายเงินไป แต่ภารกิจนั้นยังกั๊กไว้ ไม่กระจายอย่างแท้จริง ผมยกตัวอย่างว่า คราวที่ผมเป็นประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ไปศึกษาโรงเรียน ขนาดเล็ก โรงเรียนท้องถิ่นในหลายจังหวัด พบจังหวัดหนึ่งขออนุญาตเอ่ยชื่อไม่เสียหาย จังหวัดพิษณุโลกแต่ไม่ขอเอ่ยชื่อโรงเรียน โรงเรียนเขายากลำบากมาก ถนนไร้ฝุ่น ห้องเรียน ก็แย่มาก วันนั้นโชคดี อบต. เทศบาลตำบลได้มาร่วมประชุมด้วย เขาบอกว่าท้องถิ่นมีความพร้อม ที่จะช่วยเหลือโรงเรียน แต่ว่าเขาไม่สามารถทำได้เพราะว่าติดขัดกับข้อระเบียบ ข้อบังคับ เขาเกรงว่า สตง. จะท้วงติง โดนตรวจสอบจะมีความผิด ตรงนี้ที่ผมกราบเรียนว่าสิ่งที่ต้องทำ เร่งด่วนก็คือไปทำลายระเบียบข้อบังคับที่มันเป็นอุปสรรคขัดขวางกับการกระจายอำนาจ และต้องเดินให้ถึง ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ตามพระราชบัญญัติขั้นตอนการกระจายอำนาจและต้อง กระจายคนไปสู่ท้องถิ่นให้มีความพร้อม ถ้าเกิดว่ารัฐบาลได้กระจาย ๓ เรื่องที่ผมกราบเรียน ท่านประธาน ผมคิดว่าไม่จำเป็นเร่งด่วนที่จะแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายเก่าใช้ได้ เพียงแต่ไปดูอะไรเป็นอุปสรรค อะไรเป็นปัญหาแก้ตรงนั้นก่อน ตรงนี้จะมีความสำเร็จได้ โดยไม่จำเป็นต้องเร่งรีบในการแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไป ท่านมานพ คีรีภูวดล แล้วก็ตามด้วยท่านฐิตินันท์ แสงนาค เชิญท่านมานพครับ🔗

นายมานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอมี ส่วนร่วมในการอภิปรายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่องของการกระจายอำนาจครับ ท่านประธานครับ ถ้าหากว่าการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจและมีกลไกส่วนภูมิภาค มันมีประสิทธิภาพจริง วันนี้จะไม่มีการมาพูดถึงเรื่องของการกระจายอำนาจ วันนี้พวกเรา จะไม่เสียเวลาตรงนี้ เพราะว่าอันเดิมมันมีปัญหาเราถึงมาพูดกันประมาณ ๒ ชั่วโมงที่ผ่านมา อันนี้เรื่องร้อน ๆ เลยครับ ท่านนายกเทศมนตรีสมบูรณ์ ชูเจริญสัมพันธ์ ถามผมอยู่ที่เทศบาล ตำบลดอยแก้ว อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ที่บ้านของผมนี่ว่าท่าน ส.ส. เห็นว่าผู้บริหาร ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะลงพื้นที่เชียงใหม่ ลงตรงไหนหรือ ลงวันไหนหรือครับ เรื่องที่ขออนุญาตใช้พื้นที่จะทำศูนย์เด็กเล็ก จะทำถนน ตอนนี้ยังไม่ได้เลย จะไปพบปลัดกระทรวง เห็นไหมอันนี้คือปัญหาที่มันมีอยู่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมคิดว่าวันนี้ มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่เราได้มาพูดถึงเรื่องของปัญหาที่มันเป็นอุปสรรคและเป็นอุปสรรค ต่อพี่น้องประชาชนที่จะเข้าถึงระบบพัฒนาของประเทศ ผมไม่ได้คิดว่าวันนี้คุยกันจบแล้ว พรุ่งนี้จะปฏิบัติได้เลย ผมคิดว่าผู้ชี้แจงก็ได้ชี้แจงไว้ชัดเจนแล้วว่าการพูดคุยกัน ความคิดต่าง มันมีอยู่แล้ว การใช้กลไกสภาผู้แทนราษฎร การใช้กลไกของกรรมาธิการจึงเป็นพื้นที่กลาง ที่จะเอาความแตกต่างเหล่านี้มาพูดกัน ผมได้อ่านเนื้อหาของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมดูเนื้อหาแล้วไม่ได้เกินเลยอะไรเลย ไม่ได้ไปพูดถึงรูปแบบการปกครอง ยังคงเป็นรัฐเดียว ไม่ได้ไปแตะด้วยความมั่นคง ไม่ได้ไปแตะเรื่องของการต่างประเทศ ไม่ได้ไปแตะเรื่องของ ระบบเงินตรา ไม่ได้ไปแตะเรื่องของระบบศาลยุติธรรม เนื้อหาทั้งหมดที่ผมอ่านดูแล้ว เรากำลังพูดถึงเรื่องของวิธีการกระบวนการ ขั้นตอนกระบวนการกระจายอำนาจ ยังไม่ได้ลง ถึงเนื้อหา ผู้ชี้แจงก็ได้ชี้แจงแล้วว่าถ้าจะไปขั้นที่ ๑ ต้อง ๑ ๒ ๓ ๔ เรื่องนี้จะต้องมีเงื่อนไข ๑ ๒ ๓ ๔ เรากำลังพูดถึงเรื่องของกระบวนการแล้วก็ระยะเวลา เราไม่ได้พูดถึงเรื่องเนื้อหา ผมคิดว่าอันนี้คือชุดความคิดใหญ่ที่ผู้เสนอได้นำเสนอในที่ประชุมแห่งนี้ ทำไมเราต้องกระจาย อำนาจ ผมพยายามจะยกข้อเท็จจริงในพื้นที่ให้กับท่านประธาน แล้วก็เพื่อนสมาชิกได้เห็นว่า ผมสนับสนุนร่างนี้ในบริบทของความเป็นชาติพันธุ์ ภาคชนบท ภาคคนชายขอบ มันเป็น อย่างไร มีช่วงหนึ่งช่วงที่ผมทำงานเอ็นจีโอ (NGO) ภาคประชาสังคม ผมมีโอกาสได้กลับไป ทำงานที่บ้านของผมที่อำเภอจอมทอง ซึ่งใช้เวลาประมาณ ๕ ปี ในระยะเวลา ๕ ปี ผมต้อง เจอกับนายอำเภอ ๘ คน หัวหน้าอุทยาน ๕ คน ทุก ๆ ครั้งที่ผมเจอนายอำเภอคนใหม่ ผมต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ตลอดเลย นับศูนย์ใหม่ตลอด หัวหน้าอุทยานก็เช่นกัน เรากำลังทำ แผนดี ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริหารจัดการความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบริหาจัดการ ไฟป่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการบริหารการใช้ทรัพยากรในพื้นที่ นายอำเภอมาใหม่ก็ต้อง เริ่มต้นใหม่ อุทยานมาใหม่ก็เริ่มต้นใหม่ และคนที่มาใหม่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องต่อเนื่อง มาขัดแย้งอีก อันนี้คือปัญหาที่ผมเจอมาตลอด ประเด็นที่ ๒ ท่านที่อยู่ในกรุงเทพฯ ท่านที่ ไม่เคยไปเจอกับชาวบ้านก็จะไม่เห็นภาพว่าความเป็นพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นตำบล ไม่ว่าจะเป็น อำเภอ ไม่ว่าจะเป็นจังหวัด คือ อบจ. อบต. เทศบาล ท่านประธานทราบไหมว่ามีหน่วยงาน ราชการส่วนภูมิภาคซึ่งเป็นตัวแทนของส่วนกลางทับซ้อนลงไปกี่หน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น กรมทางหลวง กรมอุทยาน กรมป่าไม้ กรมเจ้าท่า กรมนั่นกรมนี่เต็มไปหมดเลย ผมยกตัวอย่างกรณีในพื้นที่ให้เห็นภาพชัด ๆ ท่านที่เคยไปที่จังหวัดเชียงใหม่ ตรงบริเวณหน้า เทศบาลตำบลสุเทพ เป็นเทศบาลเมืองนะครับ ตรงข้ามกับเทศบาลเป็นป้อมตำรวจ เทศบาล ขอไฟเขียวไฟแดงใช้ระยะเวลา ๔ ปี เพราะอะไรรู้ไหมครับ พื้นที่ไม่เกิน ๕๐ ตารางเมตร ใช้เวลาอยู่ ๔ ปี เพราะว่าตรงนั้นเกี่ยวข้องอันที่ ๑ คือกรมทางหลวงชนบท เพราะมีถนนสองข้าง อันนี้ ก็ส่วนกลางและส่วนภูมิภาคต้องจัดการ พื้นที่ตรงนั้นเกี่ยวข้องกับกรมชลประทาน คันคลอง ชลประทานที่ไหลมาจากแม่แตงผ่าน มช. แล้วก็ไหลไปที่สันป่าตอง และพื้นที่อีกส่วนหนึ่ง ที่รับผิดชอบคือเทศบาล เรื่องเล็ก ๆ อย่างนี้พี่น้องประชาชนที่เดินทางไปมาเกิดอุบัติเหตุ ต้องเสียชีวิต พื้นที่ขอแค่ทำไฟแดงจราจรใช้พื้นที่ ๕๐ ตารางเมตรไม่ถึงด้วยซ้ำไป ใช้เวลา ๔ ปี อันนี้คือตัวอย่างที่ผมพยายามจะอธิบาย เพราะฉะนั้นเรื่องอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะในเรื่องที่ เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของพี่น้องประชาชน มีอีกเคส (Case) หนึ่งอมก๋อยที่บ้านน้อยพลังงาน อบต. ได้งบประมาณจากส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคเรียบร้อย จัดทำศูนย์เด็กเล็ก มีงบประมาณ เรียบร้อย จะทำหน้าที่ความเป็น อปท. ที่ดี ปรากฏว่าสถานที่สร้างอยู่ในเขตป่าสงวน งบประมาณไม่ได้ ดำเนินการไม่ได้ เรื่องไฟฟ้าที่บ้านแม่จร หมู่ ๒๐ ตำบลบ้านแปะ อำเภอ จอมทอง ตำบลที่ผมอาศัยอยู่มีการปักเสาไฟฟ้า เสาไฟฟ้าตั้งเป็นอนุสรณ์ ๒๐ ปีกว่าที่ไฟฟ้า จะมา เพราะว่ามันเกี่ยวข้องกับใครบ้าง ไฟฟ้าส่วนภูมิภาค อุทยาน จังหวัด ปกครอง อำเภอ เรื่องทั้งหมดนี้มันเกี่ยวข้องกับส่วนภูมิภาคที่มันทับซ้อนท้องถิ่น ท้องถิ่นไม่สามารถที่จะ ดำเนินการได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องถนน เรื่องไฟฟ้า เรื่องการศึกษา เรื่องการพัฒนาอาชีพ เรื่องการปลูกป่า การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเหล่านี้ ท่านจะถ่ายโอนไปเท่าไรก็ช่างเถอะครับ แต่ว่ากฎหมายเหล่านี้มันทับซ้อนท้องถิ่น อย่างไรก็ตามแต่มันไม่สามารถที่จะดำเนินการได้ ที่แม่ฮ่องสอน ผมเดินทางไปแม่ฮ่องสอน อันนี้เรื่องที่แบบเศร้ามากเลย มีตั้งแต่นายก อบต. เทศบาล รวมถึงข้าราชการส่วนภูมิภาค เขาบอกว่าแต่ละปีเขาได้งบประมาณตามที่รัฐบาล บอกว่าจะต้องทำแผน ๑ ๒ ๓ ๔ งบต่าง ๆ ที่รัฐบาลเป็นพิเศษก็ทำมา แต่สุดท้าย ท่านประธานรู้ไหมว่าจังหวัดแม่ฮ่องสอนต้องคืนงบประมาณ เพราะทำไม่ได้ เพราะติดเขตป่า อะไรเหล่านี้ อย่าคิดแค่ว่าการถ่ายโอนแล้วจะทำได้ มันมีส่วนภูมิภาคทับซ้อนลงไป และที่ สำคัญคือส่วนภูมิภาคต่าง ๆ เหล่านี้มาคนละเวลา ขออนุญาตทางตรงนี้ต้องไปหน่วยนี้ แล้วต้องกลับมาตรงนี้ กว่าจะดำเนินการได้ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ อันนี้คือปัญหา ส่วนที่ผม คิดว่าทำอย่างไรให้ส่วนภูมิภาคต่าง ๆ ตัดสินใจในพื้นที่โดยการใช้พื้นที่หรือเอเรีย เบสด์ (Area based) ให้มันจบตรงนั้น อย่างนี้เราจะคิดว่าการแก้ปัญหาของพี่น้องประชาชนไม่ว่า ทุกฝ่าย ทุกองค์กรมันจะเห็นผลสำเร็จ โดยสรุปแล้วผมคิดว่าในภาคของพี่น้องชาติพันธุ์ ชนบทและคนชายขอบ เรื่องสำคัญที่สุดที่จำเป็นจะต้องกระจายอำนาจ ระบบตัดสินใจ ต้องอยู่ในพื้นที่คือเรื่องที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย โครงสร้างพื้นฐาน ไฟฟ้า ถนน การศึกษา วัฒนธรรม วิถีชีวิตหรือเขตวัฒนธรรมพิเศษ การพัฒนาเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตบนพื้นฐาน ความหลากหลายชีวภาพที่เขามีต้นทุนอยู่ การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติบนพื้นฐาน นิเวศสังคมและวัฒนธรรม การแบ่งปันรายได้เรื่องนี้เรื่องสำคัญ หลายอุทยานเก็บรายได้ ปีหนึ่งเป็นร้อย ๆ ล้านปรากฏว่าส่งเข้าส่วนกลาง ส่วนกลางก็ไม่ถึงที่การคลังด้วย แบ่งคืน ให้กับท้องถิ่น ๕ เปอร์เซ็นต์ กระจายทั้งจังหวัด และจะมีประชาชนที่ไหนมีความรู้สึกร่วมว่า มันคือทรัพย์สินและสมบัติของเขา รูปแบบต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่าถ้าเรามีกลไกการกระจาย อำนาจโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งจะเรียกอะไรก็ได้ แต่ว่าระบบตัดสินใจมันก็อยู่ที่พื้นที่ แบบนี้ ผมคิดว่ามันจะแก้ปัญหาประชาชนได้ ที่หลายท่านบอกว่าเพื่อประชาชน เพื่อประชาชน เพื่อประชาชน ท่านลองจินตนาการใช้จิตสำนึกของท่านว่าสิ่งที่ท่านพูดออกมากับสิ่งที่ใน ข้อเท็จจริงในพื้นที่ที่ผมอภิปรายนี้มันตรงหรือขัดแย้งกัน🔗

ประเด็นสุดท้าย อันนี้ก็เป็นคำถามมีสมาชิกในสภาได้พูดหลายครั้ง พูดถึง เรื่องการส่งกระเช้าดอกไม้ ผมถามว่าการส่งกระเช้าดอกไม้มันเกี่ยวข้องอะไรกับการกระจาย อำนาจ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไปเป็น ท่านฐิตินันท์ แสงนาค แล้วตามด้วยท่านคำพอง เทพาคำ แล้วก็ไปท่านศรีนวล บุญลือ เชิญท่านฐิตินันท์ก่อนครับ🔗

นายฐิตินันท์ แสงนาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น

ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายฐิตินันท์ แสงนาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดขอนแก่น ตัวแทนคนเมืองพรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ เมื่อใดที่มีการเสนอแก้รัฐธรรมนูญเมื่อนั้นผมต้องใช้สิทธิในการอภิปราย ไม่ว่าจะแก้ไขทั้งฉบับ ยกร่างใหม่ หรือแก้ไขเป็นรายมาตรา นอกจากนั้นแล้วผมยังมีโอกาส เข้าเป็นคณะกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๒ คณะที่ผ่านมา ที่พูดอย่างนี้หาเสียงหรือเปล่า มีบางท่านพูด หาสิครับ ผมเป็น ส.ส. เขต นโยบายสโลแกน (Slogan) ของผมเลือกตั้งเข้ามา สร้างงาน สร้างโอกาส กระจายอำนาจ กระจายทุน ไม่เอารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นี่คือ โพสเตอร์ (Poster) ของผมที่ติดหาเสียงที่จังหวัดขอนแก่นส่วนตัวเมื่อปี ๒๕๖๑ ก่อนจะมีการ ประกาศรับสมัคร ทำไมถึงพูดอย่างนี้ เพราะผมก็เป็นคนหนึ่งที่ออกมาต่อต้านรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เพราะผมมีโอกาสทำงานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คณะอนุกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๘ กับอาจารย์บวรศักดิ์ซึ่งเคยกล่าวไปแล้ว เมื่อรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๘ คสช. ไม่รับ มาร่างฉบับใหม่ ปี ๒๕๖๐ ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ออกมาต่อต้านและผมก็ไม่รับร่างนั้นมา จนกระทั่งประกาศใช้ถึงวันนี้ก็มีคนถามว่าคุณไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แล้วคุณมาลงสมัครทำไม ผมมาสมัครเป็น ส.ส. เพื่อจะเข้ามาแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เห็นไหม ๓ ปีกว่าจะครบ ๔ ปีมีการเสนอแก้มาแล้ว ๔ ครั้ง รวมครั้งนี้ด้วยเป็นครั้งที่ ๕ มีสำเร็จอยู่ครั้งเดียว ศาลรัฐธรรมนูญเพิ่งประกาศเมื่อเที่ยงนี้เอง คือที่เราแก้ไขล่าสุดเกี่ยวกับ การเลือกตั้งบัตร ๒ ใบ บัญชีรายชื่อ ๑๐๐ เรื่องนี้สำเร็จเพราะว่ามันเป็นผลประโยชน์ของ ส.ส. โดยตรง ไม่เกี่ยวกับประชาชนเลย บัตร ๒ ใบประชาชนได้อะไร บัญชีรายชื่อ ๑๐๐ ประชาชนได้อะไร ก็หน้าเก่า ๆ ที่นั่งอยู่นี้ ส่วนใหญ่จะเข้ามาเหมือนเดิม แก้ไปกี่ครั้งก็ตาม แต่เมื่อมีผู้เสนอที่จะแก้หมวด ๑๔ โดยเฉพาะมาตรา ๒๔๙ มาตรา ๒๕๐ มาตรา ๒๕๑ มาตรา ๒๕๒ มาตรา ๒๕๓ มาตรา ๒๕๔ มาตรา ๒๕๔ (๑) (๒) (๓) (๔)(๕) และ (๖) ในการปกครองส่วนท้องถิ่น เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้วผมก็เพิ่งได้ทำกฎหมายฉบับหนึ่ง เป็นกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นซึ่งเสนอสภาแห่งนี้ผ่านเรียบร้อยไปแล้ว การเลือกตั้งสมาชิก สภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งกฎหมายเดิมห้ามพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองช่วยหาเสียง พวกผมก็ไปปลดล็อกเรียบร้อยแล้ว ต่อไปนี้ผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองสามารถช่วยหาเสียงผู้สมัครท้องถิ่นได้ สังกัดพรรคการเมืองใดพรรคการเมือง ก็ช่วยหาเสียงได้ ไม่ต้องแอบเหมือนกับครั้งที่ผ่านมา แล้วเมื่อกฎหมายฉบับนี้เข้ามาเสนอโดย คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน ๗๖,๕๙๑ คน มีคนพูดเหมือน ทีแรกเลยครับเห็นชื่อธนาธรเหมือนเห็นผี กลัวอะไรนักหนา ดูรายละเอียดก่อนว่าสิ่งที่ เสนอมาเป็นอย่างไร มีเพื่อนสมาชิกของผมพูดไปแล้ว คุณณัฏฐ์ชนนขออภัยที่เอ่ยนาม ว่าธนาธรเขาเป็นผู้รวบรวมเข้ามา แต่รายชื่อ ๗๐,๐๐๐ รายชื่อของประชาชนเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเขาเห็นพ้องต้องกันว่าให้แก้ กฎหมายฉบับนี้ ผมเห็นด้วยไหม ผมเห็นด้วย แต่ผมเห็นต่างไปว่าผมต้องการจะแก้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้งฉบับ ไม่แก้เฉพาะหมวดใดหมวดหนึ่ง เพราะผมตั้งปณิธานเข้ามาสภา แห่งนี้ว่าจะมาแก้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยการตั้ง สสร. ขึ้นมา เพราะอะไรครับ เพราะว่าท่าน ลองดูสิว่าถ้าผ่านสภาในวาระ ๑ รับหลักการ ถ้าออกเป็นกฎหมายบังคับใช้กว่าจะสัมฤทธิ์ผล ๕ ปี ท่านลองนึกภาพตามผม รัฐธรรมนูญฉบับ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๖๐ ทุก ๑๐ ปี รัฐธรรมนูญจะหายไป และกว่ารัฐธรรมนูญที่เราแก้วันนี้ถ้าสัมฤทธิ์ผลกว่าจะสัมฤทธิ์ผลอีก ๕ ปี รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ผมไม่แน่ใจว่ายังอยู่หรือเปล่า ทำไมผมถึงสนับสนุนให้กระจาย อำนาจ เจ้าหน้าที่ขอภาพด้วยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นายฐิตินันท์ แสงนาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น

ผมจะพูดถึง จังหวัดขอนแก่นของผมว่าทำไมผมถึงสนับสนุน จังหวัดขอนแก่นเป็นจังหวัดจัดการตนเอง แห่งแรก ๆ เลย ได้ชื่อว่าเป็นสมาร์ตซิตี (Smart City) โครงการที่อยู่ในใจของประชาชนก็คือ โครงการรถไฟรางเบาคือรถไฟฟ้า รถไฟฟ้ารางเบาแอลอาร์ที (LRT) เมืองขอนแก่น รถไฟ ขบวนนี้สร้างโดยคนขอนแก่น ผลิตจากจังหวัดขอนแก่น เมดอิน (Made in) ขอนแก่น แล้วก็นี่เส้นทางที่เริ่มขึ้นมา ตอนนั้นริเริ่มขึ้นมาเมื่อปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๖๐ การศึกษาวิจัย เรียบร้อยแล้ว เราจะสร้างแล้วตอนนั้นงบประมาณก็แค่ ๔ พันล้านบาท แต่พอปี ๒๕๕๗ มีการยึดอำนาจขึ้น ทาง สนช. ได้เรียกโครงการนี้จากจังหวัดขอนแก่น ผมในฐานะเป็น อนุกรรมาธิการ สปช. จังหวัดขอนแก่นได้นำโครงการนี้มาเสนอ สนช. อยากรู้ว่าจังหวัด ขอนแก่นจะทำรถไฟรางเบาใช้เองทำอย่างไร ตอนนั้นงบประมาณ ๔ พันล้านบาท นักธุรกิจ ขอนแก่นลงทุนเงินเอง ไม่มีเงินของรัฐบาลเลย เราสามารถทำได้ แต่รัฐบาลดึงเรื่องนี้ เข้ามาแล้วก็เอาเข้าพิจารณาใน สนช. แล้วเงียบหายไป จนกระทั่งเลือกตั้งเสร็จผมก็ตามว่า โครงการนี้เป็นอย่างไร ผมก็เป็นห่วง ปรากฏว่ามีท้วงติงและตีกลับมาว่าให้เพิ่มระยะทาง เพิ่มระยะทางเข้าไปแล้วก็ให้ยกสูงคือลอยฟ้าบางส่วนจากงบประมาณที่จะสร้างรถไฟขบวนนี้ ๔,๐๐๐ ล้านบาท ปัจจุบันนี้เคาะมาแล้ว ๒๓,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งผมก็บอกว่าจังหวัดขอนแก่น ทำไม่ได้ ผมก็ถามว่าทำไมไม่ให้เราทำ ๔,๐๐๐ ล้านบาทตอนที่เราทำได้ ก็มีเสียงเล็ดลอด มาว่าถ้าจังหวัดขอนแก่นทำได้จังหวัดอื่น ๆ ในประเทศไทยก็ทำได้ ๔,๐๐๐ ล้านบาท เงินไม่เยอะเลย พ่อค้า ประชาชน คหบดีบางจังหวัดเขาร่ำรวยเขาทำได้ก็จะกลายเป็น มหาดไทยน้อยไปเขากระซิบมาว่าอย่างนี้ จะกลายเป็นมหาดไทยน้อยไป ท่านพอทราบ ความหมายไหม คือก็จะไม่อยู่ใต้กระทรวงมหาดไทย อำนาจก็จะลดทอนลงไป นี่คือสาเหตุ ที่ส่วนกลางต้องรวบอำนาจไว้และรวบไว้จนถึงวันนี้ ผมเล่าให้ฟังเฉพาะส่วนที่เป็นประโยชน์ ในการกระจายอำนาจว่าจังหวัดขอนแก่นผมจังหวัดเดียวทำได้ขนาดนี้และมีหลายจังหวัด ที่เอาโครงการขอนแก่นพัฒนาเมืองไปทำ แต่ยังทำไม่ได้ ตราบใดที่ยังถูกผูกมัดอยู่กับ ส่วนกลาง ผมจึงสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญ หมวด ๑๔ นี้ แต่ผมยังข้องใจอยู่ว่ามันจะผ่าน ไปได้ไหม ต่อให้ ส.ส. ทั้งหมดเห็นด้วย ถ้าวุฒิสมาชิก ๑ ใน ๓ ไม่เห็นด้วย ก็เป็นไปไม่ได้ แต่ผมก็ดีใจที่วันนี้เราได้มีโอกาสขายความคิดให้ประชาชนรับรู้ว่าเรามีแนวทางจะเดินต่อไป ผมไม่ได้สนใจว่าใครจะเสนอกฎหมายเข้ามา ถ้าเป็นกฎหมายที่ถูกใจประชาชน ประชาชน ส่วนใหญ่ได้ประโยชน์ ผมพร้อมสนับสนุน ถ้าไม่ผ่าน ผมขอให้กำลังใจคณะที่จัดทำกฎหมาย ฉบับนี้ ประชาชนทั่วไป ๗๐,๐๐๐ กว่ารายชื่อสู้ต่อไปครับทาเคชิ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไป เชิญท่านคำพอง เทพาคำ และจากนั้นเป็นท่านศรีนวล บุญลือ เชิญท่านคำพองครับ🔗

นายคำพอง เทพาคำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม คำพอง เทพาคำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สมาชิกรัฐสภา ต่อร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... แก้ไขเพิ่มเติม หมวด ๑๔ การปกครองท้องถิ่น ในส่วนของผมผมขออภิปรายในเชิงพัฒนาการ การปกครองท้องถิ่น เพื่อจะได้เข้าใจร่วมกันว่าการปกครองในระดับท้องถิ่นมีมาก่อน ถูกยกเลิกบ้าง ถูกจัดตั้งออกแบบให้เข้ากับยุคสมัย หรือสถานการณ์ในยุค ๆ นั้นบ้าง แม้แต่ในรัฐธรรมนูญ ทุกฉบับหลังปี ๒๔๗๕ ก็มีการบรรจุการปกครองท้องถิ่นไว้ ถ้านับย้อนหลังไป ๑๓๐ ปี ในปี ๒๔๓๐-๒๔๓๕ ได้มีการปฏิรูปการปกครองส่วนกลาง จนในปี ๒๔๓๗ ระบบจตุสดมภ์ ล่มสลายไปอย่างสิ้นเชิง โดยได้มีการปฏิรูประบบราชการใช้แบบแบ่งแยกโครงสร้างหน้าที่ สตรักเจอรัล ฟังก์ชันนัลลิซึม (Structural functionalism) มาใช้ในการจัดตั้งกระทรวง ๑๒ กระทรวง ในปี ๒๔๔๐ มีการตั้งการปกครองส่วนภูมิภาค ยกเลิกระบบกินเมือง คือระบบ เมืองหลวง เมืองชั้นใน เมืองชั้นนอก เมืองพระยามหานคร และเมืองประเทศราช เป็นมณฑล เทศาภิบาล มีสมุหเทศาภิบาล มีข้าหลวงต่างพระเนตรพระกรรณไปบังคับบัญชา บังคับ บัญชานะครับ ไปบังคับบัญชาคือการปกครองเมือง การปกครองอำเภอ ตำบล หมู่บ้าน การปกครองท้องถิ่นหายไปไหน ถ้าเราจะตีความว่าประเทศราชคือการปกครองโดยเจ้าท้องถิ่น มันก็คือถูกรวบไปอยู่ในมณฑลเทศาภิบาล ที่จริงการปกครองภูมิภาคแบบมณฑลเทศาภิบาล ก็ไปลอกแบบเขามา ลอกจากอังกฤษที่ปกครองอาณานิคมในพม่า ลอกฝรั่งเศสมาจากการ ปกครองอาณานิคมอินโดจีน คือการปกครองในระบบเทศาภิบาลก็มีปัญหามากมาย อย่างเช่น ที่อีสานบ้านผมในปี ๒๔๓๗ สยามกับฝรั่งเศสแบ่งอาณาจักรลาวล้านช้างออกเป็น ๒ ส่วน ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงเป็นของฝรั่งเศส ฝั่งขวาแม่น้ำโขงเป็นของสยาม ในอาณาบริเวณนี้ก็ปกครอง ด้วยระบบมณฑลเทศาภิบาล มีมณฑลลาวกาว มีมณฑลลาวพวน ยกเลิกลาวประเทศราช ยกเลิกเจ้าผู้ปกครองประเทศราชแบบอาญาสี่ ตัดรายได้เจ้าผู้ปกครองประเทศราช ใช้ระบบ ภาษีอากรเข้ามาเก็บรายได้ส่งท้องพระคลัง มีการเก็บภาษีอากรมากถึง ๓๘ รายการ เก็บทุกอย่าง ภาษีวัวควาย หมูหมา กาไก่ กอไผ่ ใบหม่อน ผ้าผ่อนหมอนหนุน แบบรีดนาทาเร้นในยุคนั้น เช่น เงินภาษีราชการซึ่งเก็บจากชายฉกรรจ์อายุ ๑๘ ปี ถึง ๖๐ ปี เขาเรียกว่าภาษีชายฉกรรจ์ จนประชาชนในบริเวณพื้นที่การปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลได้รับความเดือดร้อน มีบางพื้นที่มีการรวมตัวกันเป็นขบวนการ เพื่อที่จะแสวงหาการปกครองในระบอบที่ดีกว่า อย่างเช่นที่อีสานก็มีขบวนการผู้มีบุญ ต้องการที่จะให้สังคมเป็นสังคมพระศรีอารย์ คนเท่าหน้ากันฮาบคือหน้ากลองไซร้ แต่มีท้าวธรรมิกราชเป็นผู้ปกครอง แต่ก็ถูกกำราบ ปราบปรามอย่างราบคาบ ขบวนการต่อสู้ก็กลายเป็นขบถถูกประหารเป็นร้อยเป็นพันคน เรียกว่ากบฏผีบุญ ที่ภาคเหนือก็เป็นกบฏเงี้ยว ที่ภาคใต้ก็เป็นกบฏพระยาแขกที่ต่อต้านระบบเทศาภิบาล ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับการปกครอง แล้วก็การเก็บภาษีอากรที่รีดนาทาเร้น ท่านประธานครับ หลังอภิวัฒน์ปี ๒๔๗๕ เราจะเห็นกฎหมายที่รัฐบาลคณะราษฎรได้ออกมาปี ๒๔๗๖ เพื่อที่จะ กระจายอำนาจ เพื่อที่จะพัฒนาระบอบประชาธิปไตยคืนอำนาจให้กับประชาชน ให้กับราษฎร เป้าหมายก็คือต้องการที่จะให้เป็นเทศบาล ๔,๐๐๐ กว่าแห่ง แต่ปรากฏว่าจนถึง ๖๐ ปี ให้หลังถึงปี ๒๕๓๕ เราตั้งเทศบาลได้แค่เพียง ๑๑๗ แห่งเท่านั้นเอง แม้ว่าในปี ๒๔๙๕ จะมีการตั้งสุขาภิบาล แต่ก็ปรากฏว่านายอำเภอเข้าไปนั่งเป็นประธานบริหาร ปี ๒๔๙๘ ตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัดผู้ว่าราชการจังหวัดก็เข้าไปสวมหมวกนั่งเป็นประธานบริหารอีก ความพยายามเรียกร้องที่จะเป็นประชาธิปไตยการกระจายอำนาจเราได้สูญเสียนักการเมือง ฝ่ายประชาธิปไตยไปอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นนายเตียง ศิริขันธ์ นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ นายถวิล อุดล ในภาคอีสาน นายจำลอง ดาวเรืองและครูครอง จันดาวงศ์ ถึงปี ๒๕๓๕ ก็มีการสูญเสีย กว่าจะได้การกระจายอำนาจมาในระดับตำบล และปี ๒๕๔๒ เราก็มีการ กระจายอำนาจไปถึงท้องถิ่นถึงครบทุกตำบล แต่ก็เป็นเพียงคอขวด จะเห็นได้ว่าการปกครอง ในส่วนภูมิภาคก็คือการรวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง อำนาจเข้าสู่กรุงเทพฯ โดยใช้ระบบ เทศาภิบาล มณฑลเทศาภิบาล และสุดท้ายหลังปี ๒๔๗๕ ก็ต้องมีการยกเลิกไป อย่างไร ก็ตามการปกครองในส่วนภูมิภาคก็ยังมีอยู่จนปัจจุบันนี้ ซึ่งจริง ๆ แล้วก็เริ่มต้นตั้งแต่ ปี ๒๔๔๐ จะเห็นได้ว่าการต่อสู้พัฒนาการการปกครองส่วนท้องถิ่นมันไม่ได้ได้มาง่าย ๆ มีความเจ็บปวด มีความสูญเสีย ปี ๒๕๓๕ อย่าลืมมีการสูญเสีย แล้วก็มีการเรียกร้องให้มีการ เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ว่าอย่างน้อยก็ได้ อบต. ได้เปลี่ยนจากสุขาภิบาลมาเป็น เทศบาล ถึงเวลาแล้วเพราะการแก้ไขปัญหาเรื่องของการกระจายอำนาจที่จะผ่านแค่กฎหมาย เล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่สามารถที่จะกระจายอำนาจลงไปสู่ท้องถิ่นให้กับประชาชนได้ไปใช้อำนาจ อย่างเต็มที่ มันต้องกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นโดยผ่านการปฏิรูประดับโครงสร้าง ก็คือการ แก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนั้นผมคิดว่าใกล้ถึงเวลาแล้วที่เราเข้าสู่ยุคใหม่แล้ว ที่เราจะต้องมีระบบ การปกครองส่วนท้องถิ่นที่ทันสมัย อำนาจอยู่ในมือของประชาชน อำนาจอยู่ในมือของ ท้องถิ่นให้บริหารจัดการส่วนท้องถิ่นอย่างเต็มที่ ผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด ๑๔ การปกครองส่วนท้องถิ่น ขอบคุณมากครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านศรีนวล บุญลือ ครับ🔗

นางสาวศรีนวล บุญลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงใหม่

กราบเรียน ประธานรัฐสภาที่เคารพ และสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ข้าเจ้า นางสาวศรีนวล บุญลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต ๘ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ข้าเจ้าขอมีส่วนร่วมการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... แก้ไขเพิ่มเติม หมวด ๑๔ มาตรา ๒๔๙ มาตรา ๒๕๐ มาตรา ๒๕๑ มาตรา ๒๕๒ มาตรา ๒๕๓ มาตรา ๒๕๔ แล้วมีมาตราที่เพิ่ม ๒๕๔ มีทับ ดังนั้นทุกมาตราที่ได้อยู่ในเอกสารเล่มนี้ ข้าเจ้าได้อ่านทบทวนทั้งหมดที่จะมีการแก้ไขนั้น แต่ถ้าสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่านมีเอกสารในมือก็ขอให้อ่านทบทวนดูนะเจ้า ข้าเจ้า ก็กลับมาอ่านรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ก็คงจะไม่แตกต่าง ไม่เพี้ยนกันไปเท่าไร แต่มีเติมบางมาตรานิด ๆ หน่อย ๆ เสร็จแล้ว ณ ปัจจุบันที่ข้าเจ้า ได้ทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๐ เป็นต้นมาแล้ว ทุกอย่าง ไม่ว่า อบต. เทศบาลก็ได้จัดทำแผนเกี่ยวกับงบประมาณต่าง ๆ ก็ทำเป็นขั้นตอนจะต้องมี ประชาชนมีส่วนร่วมมาโดยตลอดก่อนที่จะทำแผน แต่ละหมู่บ้านจะต้องนำปัญหาในหมู่บ้าน ทำประชาคมแล้วเพื่อนำไปบรรจุแผนของ อบต. หรือว่าท้องถิ่น ทุกวันนี้ก็ปฏิบัติกันอยู่แล้ว แต่ที่ข้าเจ้าติดใจในร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขตัวนี้ก็คือ มันมีข้างในอยู่ที่ว่า มาตรา ๔ มาตรา ๕ มาตรา ๖ และมาตรา ๗ ขอให้ทุกท่านลองดูว่าการอ่านหนังสือนั้นก็ต้องมีความตั้งใจ ถึงแม้ว่า ข้าเจ้าจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหน้าใหม่ แต่การศึกษานั้นก็ยังมีในใจที่ว่าได้เรียน หนังสือมาเหมือนกัน บางครั้งอู้จากใจแต่จะไม่ตรงกับที่ทุกคนอยากจะฟัง มันมีมาตรา ๔ มันย้อนแย้งกับมาตรา ๕ มาตรา ๔ ภายใน ๒ ปีนับตั้งแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้คณะรัฐมนตรีจัดทำแผนยกเลิกราชการส่วนภูมิภาคภายใน ๕ ปี นับตั้งแต่วันประกาศ รัฐธรรมนูญนี้ ให้คณะรัฐมนตรีจัดให้มีการออกเสียงประชามติในเรื่องการยกเลิกราชการ ส่วนภูมิภาค แต่ถ้ามามาตรา ๕ ภายใน ๒๔๐ วัน นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้รัฐสภาดำเนินการตรากฎหมายดังต่อไปนี้ ก็คือข้างบนบอกว่า ๒ ปีให้นับ มาข้างล่าง ๕ ปีนับ มาทางลุ่ม ๒๔๐ วัน ก็คือมันย้อนแย้งกัน อันนี้ก็คงไม่ติดใจ เพราะว่าตอนเช้าก็ขอ ชื่นชมท่านเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกรัฐสภา ท่านสุชัย บุตรสาระ ขออนุญาตที่เอ่ยชื่อ แล้วท่านมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ก็ได้ชี้แจงเกี่ยวกับมาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ ไปเรียบร้อย การกระจายอำนาจนั้นถ้ากระจายอำนาจ ถ้ามาตรา ๔ มาตรา ๕ จะยุบ ส่วนราชการส่วนภูมิภาค ข้าเจ้ามาคิดแล้วไม่ใช่กระจายอำนาจ เป็นการสร้างความแตกแยก มากกว่า ไม่มีราชการคนไหนที่อยู่ ๆ ถ้าจะมากระจายอำนาจแล้วไปยุบราชการส่วนภูมิภาค ลองคิดถึงใจเขาใจเรา ณ วันนี้ถ้าราชการส่วนภูมิภาคเข้าสภามาได้ แล้วมาร่างกฎหมายยุบ การเลือกตั้ง ส.จ. หรือวุฒิสภา อยากจะเรียนถามสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน ท่านจะมีความ พึงพอใจหรือ แต่วันนี้ท่านกระจายอำนาจแล้วท่านไปออกมาตรา ๔ มาตรา ๕ ยุบราชการ ส่วนภูมิภาค ถามผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และถามท่านนายอำเภอ ถามทั่วประเทศไทย มี ๗๖ จังหวัด แล้วมีนายอำเภอกี่พันคน ลองไปถามทุกท่านที่อยู่ในตำแหน่งนี้ ถามปลัดด้วย เขาจะมีความพึงพอใจไหมที่จะไปยุบราชการส่วนภูมิภาคของเขา การปฏิรูปประเทศไทย ไม่ใช่ว่าจะไปไล่ปลาใหญ่ แล้วจะไปกินปลาเล็กแบบให้มันสบาย อันนี้ก็ขอร้อง ทุกวันนี้ พ.ร.บ. กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเรามีอยู่แล้วทุกวันนี้เราก็พยายามแก้ให้มันถูกต้อง อันนี้ก็ขอ เสนอแนะ สำหรับตัวข้าเจ้าอยากเสนอแนะข้อคิดเห็น คือผู้บริหารไม่ว่าองค์กรไหนขอให้มีโครงสร้าง ให้มันเป็นรูปธรรม นายกรัฐมนตรีก็ดี รองนายกรัฐมนตรีก็ดีรัฐมนตรี ส.ส. ส.จ. ส.ท. ศอ.บจ. ทุกระดับชั้นเจ้าไม่ควรอยู่ซ้ำเกิน ๒ สมัย หรือ ๘ ปี ที่ผ่านมาที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของเฮาเคยบอกว่านายกตู่อยู่เกิน ๘ ปี ดีนะท่านนายกตู่ท่านไม่อยู่ในที่สภานี้ ถ้าท่านอยู่ในสภา ท่านจะย้อนถาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางคนอยู่ ๘ สมัย ๙ สมัย ชี้ไปหาท่านนิ้วเดียว เข้าหาตัว ๔ นิ้ว อันนี้ขอให้พิจารณาด้วยนะเจ้า อย่างองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น บางครั้ง มีสามีเป็นนายก ภรรยาเป็นกำนัน หรือเป็นผู้ใหญ่บ้าน ลูกหลานเอามาเป็นพนักงาน อันนี้คือ ปัญหาให้กับสังคมทุกวัน ประชาชนเดือดร้อนต้องการพัฒนา ไม่รู้จะไปเรียกร้องกับไผ บางครั้งทำหนังสือไปถึงกำนันก็เป็นภรรยาของนายก ถ้าทำหนังสือร้องเรียนไปทางนายก นายกก็เป็นสามีของกำนัน ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ยิ่งมีการเลือกตั้งผ่านไป แต่ละครั้งก็มีการแยกพรรค แยกพวก ถ้ามีปัญหาความเดือดร้อน ไม่ใช่พรรคพวกตัวเอง ก็ไม่ต้องไปพัฒนา ทุกวันนี้ถ้าไม่มีส่วนภูมิภาคกำกับดูแล งานท้องถิ่นเดินหน้ายากมากนะเจ้า ขออย่างเดียวขออย่าไปสร้างความแตกแยก ขอเอาใจเขามาใส่ใจเรา ข้าเจ้าเข้ามาเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมัยนี้เป็นสมัยแรก ข้าเจ้าไม่ใช่นักการเมือง แต่ข้าเจ้าเป็นนักพัฒนา จะบำบัดทุกข์บำรุงสุข สร้างความรักและสร้างความสามัคคีให้กับชุมชนไม่ว่าระดับไหน ตั้งใจ พัฒนาเพื่อเอาปัญหามาแก้ปัญหาในสภาแห่งนี้ สภาแห่งนี้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ใครที่เอาปัญหาของ พี่น้องประชาชนเข้ามาก็คงจะได้รับการแก้ไขปัญหา ใครที่เอาเรื่องที่ไม่ดีเข้ามา คนนั้นก็คง จะต้องรับผิดชอบต่อไปนะเจ้า ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานรัฐสภา ณ โอกาสนี้ ขอขอบคุณเจ้า🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นท่านซูกาโนร์ มะทา แล้วตามด้วยท่านนิกร จำนง🔗

นายซูการ์โน มะทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ซูการ์โน มะทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา เขต ๒ พรรคประชาชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมได้นั่งฟังการอภิปรายในร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งเสนอโดยประชาชนเข้าชื่อ ๘๐,๐๐๐ กว่าท่าน ต้องขอบคุณพี่น้องประชาชน ๘๐,๗๗๒ ท่าน ที่ลงชื่อเพื่อยื่นให้รัฐสภาเราได้พิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ ผมเห็นด้วยในขั้นหลักการว่า เราต้องกระจายอำนาจ เพราะหนึ่งในนโยบายของพรรคประชาชาตินั้นเราให้ความสำคัญ การกระจายอำนาจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันนี้ผมมาอภิปราย ในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการการกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ ซึ่งทำงานที่เกี่ยวข้องกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในฐานะที่เป็นกรรมาธิการสามัญประจำสภา เกือบ ๔ ปี ในเวลาเกือบ ๔ ปีนี้ เราเจอปัญหา อุปสรรคต่าง ๆ ขององค์กรท้องถิ่นมากมาย ฉะนั้นการแก้ปัญหาขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นนั้น บางครั้งเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติในสภาแห่งนี้ก็ได้พูดถึงว่าทำไมไม่ตราเป็น พระราชบัญญัติ จริง ๆ แล้วในการกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น เรามีการตรา เป็นพระราชบัญญัติขั้นตอนการกระจายอำนาจ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ เป็นต้นมา ท่านประธานครับ เหตุผลที่ผมจะอภิปรายเพื่อสนับสนุนการเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไข รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพิ่มเติมฉบับนี้นั้น ผมอยากเรียน ผ่านท่านประธานรัฐสภาถึงท่านพี่น้องประชาชนที่รับทราบว่าวันนี้ปัญหาท้องถิ่นนั้นมีปัญหา ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานองค์กรของรัฐหลาย ๆ หน่วยงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ปัญหาเรื่อง การกระจายอำนาจการปกครองให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นมีการพูดถึงใน รัฐธรรมนูญถึง ๓ ฉบับด้วยกัน เริ่มต้นตั้งแต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๖๐ แต่ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ที่ผ่านมาถ้าเราจะพูดถึง การกระจายอำนาจนั้นเรามีปัญหาหลาย ๆ ด้านที่ทำให้พี่น้องประชาชน ๘๐,๗๗๒ ท่าน ต้องเสนอเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นมา เพราะว่าในการดำเนินการที่ผ่านมาของ คณะกรรมการกระจายอำนาจได้มีการจัดทำแผนการกระจายอำนาจและแผนปฏิบัติการ เป็นเครื่องมือในการกระจายอำนาจนั้น ฉบับที่ ๑ พ.ศ. ๒๕๔๔ จนถึงปัจจุบันพบว่า ยังมีปัญหาที่ต้องดำเนินการมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดำเนินการนโยบายกระจาย อำนาจของรัฐบาลหลายรัฐบาลขาดความจริงใจ สาเหตุเนื่องจากว่าในการดำเนินการของ รัฐบาลนั้นมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหลายยุคหลายสมัย ทำให้การดำเนินการแต่ละยุค แต่ละสมัยนั้นไม่สามารถที่จะขับเคลื่อนของการดำเนินการการกระจายอำนาจให้กับองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเต็มที่🔗

เหตุผลปัญหาข้อที่ ๒ ที่ผมอยากนำเสนอผ่านท่านประธานถึงคณะที่ยกร่าง รัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อสนับสนุนการอภิปรายว่าในการจัดทำแผนกระจายอำนาจและ การปฏิบัติตามแผนกระจายอำนาจนั้น ปัญหาที่สำคัญก็คือขาดความต่อเนื่องในการจัดทำ แผนกระจายอำนาจ อย่างเห็นได้ชัดว่าตั้งแต่แผนกระจายอำนาจ ฉบับที่ ๑ ที่ใช้กันระหว่าง ปี ๒๕๔๕ จนถึงปี ๒๕๔๙ นั้น แล้วก็มาสิ้นสุดจนถึงปี ๒๕๕๓ ฉบับที่ ๓ เราก็ไม่มีแผน การกระจายอำนาจที่ชัดเจน วันนี้ปัญหาที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านโดยเฉพาะตัวแทนของ ผู้นำเสนอได้นำเสนอก็คือว่าปัญหาขององค์กรท้องถิ่นมีมากมายหลายอย่างที่ต้องแบกภาระ ที่เป็นความต้องการของพี่น้องประชาชน แต่ว่าปัญหาของข้อกฎหมายนั้นมีปัญหาความ ซ้ำซ้อนความไม่ต่อเนื่อง จึงเป็นเหตุผลหนึ่งนะครับ🔗

ประเด็นที่ ๓ กระบวนการจัดการถ่ายโอนดำเนินการจากบนสู่ล่าง ให้ความ สำคัญแก่ส่วนราชการ ผู้ถ่ายโอนไม่ได้คำนึงถึงความพร้อมและความสมัครใจขององค์กร ปกครองท้องถิ่นในการรับโอนงบประมาณ สิ่งเหล่านี้ก็คือปัญหาหนึ่งที่ค่อนข้างที่จะเป็น ปัญหาให้กับองค์กรท้องถิ่นที่ผ่านมา🔗

ปัญหาที่ ๔ ทำไมภาคประชาชนถึงต้องเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ฉบับนี้ ในหมวด ๑๔ ที่เกี่ยวข้องกับการปลดล็อก องค์กรท้องถิ่น ปัญหาที่ ๔ ก็คือการเดินทางการถ่ายโอนงบประมาณไม่สมบูรณ์ครบถ้วน ผมเป็นตัวแทนของท้องถิ่นตั้งแต่ทำงานในสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา จนกระทั่งมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและได้นั่งทำงานในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ การกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่น ถ้าเรามาพูดถึงเรื่องความพร้อมขององค์กรท้องถิ่น ณ วันนี้ผมเชื่อว่าองค์กรท้องถิ่นมีความพร้อมที่จะทำงาน แต่การปล่อยวางการปลดล็อก ที่สำคัญที่สุดที่รัฐบาลจากส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคที่กำกับดูแลองค์กรท้องถิ่นนั้นจะต้องมีความ จริงใจและมีความต่อเนื่องที่จะแก้ปัญหาขององค์กรท้องถิ่น🔗

ส่วนประเด็นที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นข้อสำคัญที่จะนำไป สนับสนุนการอภิปรายในวันนี้ เพื่อให้เห็นด้วยกับการรับหลักการของร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ก็คือองค์กรขับเคลื่อนนโยบาย กระจายอำนาจขาดประสิทธิภาพและความเป็นเอกภาพในการดำเนินการ ท่านประธานครับ มีเพื่อนสมาชิกรัฐสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้หลายท่านได้พูดถึงการถ่ายโอน งบประมาณบ้าง การถ่ายโอนบุคลากรบ้าง การจัดสรรงบประมาณที่ไม่เป็นธรรมบ้าง ความเหลื่อมล้ำในการบังคับใช้กฎหมายให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งหมดทั้งนี้ทั้งนั้น ก็คือปัญหาอุปสรรคที่ผมคิดว่าจะเสนอผ่านท่านประธานรัฐสภาไปยังคณะผู้เสนอร่าง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ฉบับนี้ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งการปลดล็อกท้องถิ่นให้มีความเป็นอิสระ แล้วก็แก้ปัญหาของท้องถิ่น สุดท้าย เพื่อมีความชัดเจนในเรื่องนี้ ผมอยากเรียนผ่านท่านอาจารย์ปิยบุตรนิดหนึ่งว่าทาง คณะกรรมาธิการการกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น ได้มีการยกร่างกฎหมายเรื่อง จังหวัดจัดการตนเอง แล้วก็ได้เสนอผ่านสภาผู้แทนราษฎรเป็นเรียบร้อย เผื่อว่าท่านจะได้ นำไปประกอบในการยกร่างในมาตรา ๕ หรือมาตรา ๔ ที่เกี่ยวข้องต่อไป ขอขอบคุณครับ สวัสดีครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ผมขอ ประกาศนิดหนึ่งนะครับ ท่านนิกร จำนง แล้วตามด้วยท่านจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ แล้วก็ตามด้วย ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย หลังจากนั้นผู้เสนอจะชี้แจง เชิญท่านนิกร จำนง ก่อนครับ🔗

นายนิกร จำนอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นิกร จำนง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตท่านประธานอภิปรายเกี่ยวกับร่างแก้ไขเพิ่มเติม หมวด ๑๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่เสนอในวันนี้ ก็ยืนยันว่าผมเห็นชอบและสนับสนุน ร่างแก้ไขที่ประชาชนได้ร่วมกันลงชื่อริเริ่มเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หมวด ๑๔ ว่าด้วย การปกครองท้องถิ่นให้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการกระจายอำนาจการปกครองให้ย้อนกลับไปสู่ ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจดั้งเดิมมากขึ้น เหตุผลในการสนับสนุนแนวทางการแก้ไข ในหมวดนี้ คือจะพูดคลุม ๆ ไปตอนต้นว่าจะว่าพูดไปทำไมมีแค่ชื่อหมวด ชื่อหมวดก็เขียนว่า การปกครองท้องถิ่นก็มีปัญหาแล้ว ที่จริงทำไมไม่ใช้ชื่อหมวดว่าด้วยการกระจายอำนาจ การกระจายอำนาจใหญ่กว่าการปกครองท้องถิ่น ซึ่งภาษาอังกฤษสากลบอกว่าเป็น ดีเซนทรัลไลเซชัน (Decentralization) ตามหลักสากลของการปกครองแบบประชาธิปไตย ยิ่งน่าอายมาก เพราะว่าทั้งรัฐธรรมนูญนี้ ท่านประธานไปตรวจสอบดูคำว่ากระจายอำนาจ สักคำในรัฐธรรมนูญก็ไม่มี ไปใช้คำอื่น แสดงว่าไม่ใช่เป็นการหลงลืม แต่เป็นการแบบไม่ใส่ใจ ต่ออำนาจนี้ ผมเองมีเหตุผลที่จะสนับสนุนก็คือว่าขอเสนอบทสรุปของคณะอนุกรรมการ ศึกษาวิเคราะห์บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นที่มีท่าน ส.ส. ไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นประธาน และมีผม นายนิกร จำนง เป็นเลขานุการ ในฉบับนี้ ซึ่งเราได้ทำกันแล้วศึกษาโดยละเอียดต่อทุกหมวด ทุกมาตรา และได้มีสรุปว่าในหมวด ๑๔ นี้ มีความจำเป็นเป็นอย่างมากที่จะต้องมีการแก้ไขในหลายประเด็น หลายมาตรา ได้รายงาน สรุปต่อสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว นั่นเป็นความเห็นโดยรวมซึ่งท่านซูการ์โน หรือท่านทวี สอดส่อง ก็ได้พูดไปแล้วอยู่ในกรรมาธิการชุดเดียวกัน ผมมีความเห็นส่วนตนที่ทำงานใกล้ชิด กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาไม่น้อยกว่า ๓๔ ปีแล้ว และได้บันทึกไว้ในเอกสารฉบับนี้ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการศึกษาวิเคราะห์กล่าวคือ🔗

ประเด็นแรก ก็คือประเด็นเกี่ยวกับเจตนารมณ์ในการกระจายอำนาจตาม รัฐธรรมนูญนี้ ในมาตรา ๒๔๙ วรรคแรก ในหมวด ๑๔ ที่ว่าด้วยการปกครองท้องถิ่นในฉบับนี้ บัญญัติว่าภายใต้บังคับ มาตรา ๑ ให้มีการจัดการปกครองท้องถิ่นตามหลักแห่งการปกครอง ตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น ทั้งนี้ตามวิธีและรูปแบบที่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นที่กฎหมายบัญญัติไว้ ซึ่งการบัญญัติเช่นนี้มีลักษณะเหมือนกับการบัญญัติลักษณะ ผู้มีอำนาจจากข้างบนให้อำนาจลงไปข้างล่าง ไม่ใช่เป็นการหมายถึงว่าให้ไปทางด้านข้าง แต่เป็นเหมือนผู้มีอำนาจให้ไป ในขณะที่หลักการตรงนี้ควรจะเริ่มจากอิสระ ผมเปรียบเทียบ ว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีลักษณะเป็นบอตทอมอัป (Bottom up) แต่อันนี้เป็นทอปดาวน์ (Top Down) ในฉบับนี้การกระจายอำนาจท้องถิ่น เพราะฉะนั้น เราจึงไม่ปรากฏมีคำว่ากระจายอำนาจอยู่เลย ไม่เหมือนกันนะครับ ต่างกันมาก🔗

๑๒๐/๑🔗

ประเด็นที่ ๒ ประเด็นการบัญญัติกรอบและขั้นตอนในการกระจายอำนาจ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ มีบัญญัติเพียงว่าสภาท้องถิ่นและคณะผู้บริหารท้องถิ่น มีที่มาอย่างไรและมีวาระกี่ปี แต่ในฉบับนี้กลับมีบทบัญญัติเน้นย้ำหลักเกณฑ์ที่ให้วิธีการ เลือกตั้งสมาชิกท้องถิ่นคำนึงถึงเจตนารมณ์ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ตามแนวทางที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ มันเปรียบเสมือนกับว่าเริ่มไม่ไว้ใจตั้งแต่ต้นเลยในการบัญญัติ ของเดิมแค่บัญญัติว่ามาอย่างไร มาจากประชาชนและอยู่ได้กี่ปีเท่านั้นเอง ตรงนี้เห็นชัดว่า มีการบัญญัติไว้ไม่ต้องการให้มี ดังนั้นควรจะมีการบัญญัติเสนอว่าบทบาทรัฐส่วนกลางให้ลด ความเหลื่อมล้ำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย โดยจะต้องกำหนดกลไกโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลไกเกี่ยวกับงบประมาณให้เป็นรูปธรรม งบประมาณไม่ให้เขา ประเด็นต่อมาเกี่ยวกับ บทบัญญัติในหมวด ๓ ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพปวงชนชาวไทย ตามหมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ นี่ย้อนกลับไปอีกหมวดหนึ่ง แนวนโยบายแห่งรัฐ และหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศ จากบทบัญญัติในหมวด ๓ ที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพปวงชนชาวไทย ในส่วนเกี่ยวกับสิทธิ ทางการเมืองมีเพียงการใช้สิทธิผ่านพรรคการเมืองเท่านั้น นั่นคือสิทธิของประชาชนผ่าน พรรคการเมืองเท่านั้น ไม่ได้มีบัญญัติไว้ให้สิทธิเกี่ยวกับการเมืองระดับท้องถิ่นเลย ให้ผ่าน พรรคการเมือง แต่ถ้าหากจะแก้ไขเรื่องนี้ต้องไม่เคยมีบัญญัติมาก่อนก็จะยุ่งยาก ดังนั้น ความเห็นส่วนตัวที่ผมได้บันทึกไว้แล้ว คือควรจะไปกำหนดไว้ในหมวดว่าด้วยเรื่องการปฏิรูป ประเทศให้ชัดเจน ถ้าเรากำหนดในพื้นฐานแห่งรัฐ มันต้องมีคำว่าต้อง ควรจะมีคำว่าพึง สุดท้ายสรุปให้ความเห็นชอบในร่างแก้ไขที่ประชาชนได้ร่วมลงชื่อเป็นผู้ริเริ่มเสนอแก้ไข เพิ่มเติม หมวด ๑๔ ว่าด้วยการปกครองท้องถิ่นให้มีบทบัญญัติในการกระจายอำนาจมากขึ้น ในเชิงหลักการที่ต้องแก้ไข และในประเด็นประกอบรายมาตราซึ่งได้กล่าวแล้ว ทั้งในรายงาน ฉบับนี้และที่ผมได้กล่าวไป โดยผมคิดว่าสถานการณ์ขณะนี้สภาวะการเมืองที่บีบแคบมาก แล้วเวลาทางการเมืองของสภา โดยเฉพาะสภาผู้แทนมีสั้นมาก การเสนอครั้งนี้ถ้าเปรียบเป็น ฟุตบอลที่เราพูดกัน ก็เหมือนการกึ่งยิงกึ่งผ่าน เราต้องเสี่ยงแล้ว ยิงไปได้ก็ได้ ไม่ได้ก็คือผ่าน เป็นการกึ่งยิงกึ่งผ่าน ก่อนที่จะถึงเวลาผมฝากไว้เลย ผมก็พอจะทราบว่าท่าทางจะเป็น อย่างไร ก่อนที่จะถึงเวลาตั้งยิงจุดโทษ เพราะว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้กติกาทำฟาวล์ (Foul) เกี่ยวกับกติกาประชาธิปไตยไว้เยอะมาก จะต้องลงโทษ หมายถึงยิงจุดโทษกัน แต่ประเด็น ที่เราต้องทำผมเรียกร้องพรรคการเมืองทุกพรรค ถ้าวันนี้ไม่ได้เราต้องช่วยกันเสนอเพื่อแก้ไข รัฐธรรมนูญ ย้อนกลับไปโดยการใช้ สสร. เพื่อจะหาลูกโทษมาวางแล้วเราไม่มีสิทธิยิง ให้ประชาชนยิงลูกโทษ เพราะสิ่งนั้นที่จะเป็นชัยชนะโดยสมบูรณ์ของประเทศไทย โดยการเสนอ แก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับในอนาคตต่อไป โดยพรรคการเมืองร่วมกันในการเสนอ ในการเลือกตั้ง ทั่วไปครั้งที่จะมาถึงของทุกพรรคการเมือง เรียกร้องทุกพรรคการเมือง กราบขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ท่านนิกรครับ ต่อไปท่านจิรัฏ ทองสุวรรณ์ ครับ🔗

นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฉะเชิงเทรา

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับในการทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรเกือบ ๔ ปีของผม ถึงแม้จะ ไม่ได้เป็นระยะเวลานาน แต่ก็ได้เห็นปัญหาและได้รับเรื่องร้องเรียนมาสารพัด จนผมสามารถ ยืนยันได้เลยว่าราชการส่วนภูมิภาคนี่ล่ะคืออุปสรรคในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ให้กับพี่น้องประชาชนจริง ๆ แล้วก็เป็นอุปสรรคในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้อง ประชาชนด้วย ต้นทุนที่เราใช้ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขผ่านการใช้อำนาจของส่วนภูมิภาค ไม่ว่าจะค่าตอบแทนบุคลากร เงินบำเหน็จ บำนาญ ค่ารถประจำตำแหน่ง สวัสดิการ การดำเนินงานสารพัด ถ้าเอาไปเทียบกับผลงานการบำบัดทุกข์บำรุงสุขที่ประชาชนได้รับ ต้องบอกว่าแพงเกินจริงไปเยอะ ผมจะเล่าเรื่องตลกให้ฟังว่าเทศบาลแถวบ้านผม ปลัดเทศบาล ข้าราชการส่วนกลางเงินเดือน ๗๐,๐๐๐-๘๐,๐๐๐ บาท ในขณะที่นายก เทศบาลเงินเดือน ๕๐,๐๐๐ บาท ปลัดเทศบาล ข้าราชการส่วนกลางเงินเดือน ๗๐,๐๐๐- ๘๐,๐๐๐ บาท มีรถประจำตำแหน่ง มีรถปิกอัป มีมอเตอร์ไซค์ มีน้ำมันฟรี ไม่ต้องพูดถึงบำนาญ สวัสดิการ ๗๐,๐๐๐-๘๐,๐๐๐ บาท ถ้าไปเทียบกับ ส.ท. หรือว่าสมาชิกเทศบาลเงินเดือน ๑๐,๔๐๐ บาท ต้องเอานายก ๑ คนที่มาจากการเลือกตั้ง ส.ท. อีก ๓ คนที่มาจากการเลือกตั้ง ถึงจะเท่ากับปลัดเทศบาลคนเดียว ต้องบอกอย่างนี้ว่าราชการส่วนภูมิภาคที่มีอยู่ทุกวันนี้ มันเกิดขึ้นก็เพื่อที่จะต้องการสนองความต้องการของส่วนกลางเท่านั้น ไม่ได้เกิดขึ้นตั้งแต่แรก จนถึงปัจจุบันไม่ได้เกิดเพื่อต้องการสนองความต้องการของประชาชนเลย ที่เหลือเป็นงาน รูทีน (Routine) ที่เขาต้องทำอยู่แล้วตามงบประมาณตามสถานการณ์ที่มันเกิดขึ้น จะบอกว่า สนองความต้องการไม่ได้ก็ไม่ใช่เสียทีเดียว ต้องบอกว่าเขาไม่จำเป็นต้องตอบสนองความ ต้องการของประชาชนจะถูกกว่า เพราะอะไร ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ จริง ๆ เป็นแค่ สาขาหนึ่งของส่วนกลางที่มาจากกรุงเทพฯ ถ้าท่านประธานบอกว่าข้อกล่าวหาผมมันเกิน จริงไป ผมมีข้อพิสูจน์ง่ายมากเลย ไปถามเลยครับ ไปถามผู้ว่าราชการจังหวัดระหว่างยายมี ตามาที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเดินข้ามถนนจากศาลากลางแล้วก็ถึงบ้านแกเลยกับคนใหญ่คนโต จากกระทรวงมหาดไทยที่อยู่กรุงเทพฯ ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องนั่งรถ ๓-๔ ชั่วโมง กว่าจะไปถึง ผู้ว่าราชการจังหวัดเกรงใจใครมากกว่ากัน ไปถามประชาชนก็ได้ ถามประชาชน ว่าเขาอยากได้คนที่มาดูแลเขาแบบไหนมากกว่ากัน ระหว่างคนที่เป็นใครก็ไม่รู้ มาจากไหน ก็ไม่รู้ แล้วก็อยากจะมาที่นี่หรือเปล่ายังไม่รู้เลย กับคนที่อาสาลงเลือกตั้งเป็นคนที่เกิดในบ้าน เดียวกัน โตมาด้วยกัน อยู่กับสิ่งแวดล้อมเดียวกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ คนแบบไหนที่เขาพร้อม จะดูแล คนแบบไหนจะทุ่มเททำงานให้เรามากกว่ากัน ท่านประธานครับ อีกเรื่องหนึ่งครับ ท่านประธานคิดว่าระหว่างความต้องการของชาวบ้านในพื้นที่กับความต้องการจากส่วนกลาง คิดว่าผู้ว่าราชการจังหวัดจะทำให้ใครก่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดจะตอบสนองความต้องการ ใครก่อน มันแน่นอนว่าส่วนกลาง ถามต่อนิดหนึ่ง แล้วถ้าความต้องการจากส่วนกลางที่ว่า มันดันไปสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่ผู้ว่าราชการจังหวัดจะยังทำต่อไหม ร้อยเปอร์เซ็นต์ทำต่ออยู่แล้ว ทำไมครับ ก็ส่วนกลางเป็นเจ้านายเขา แต่งตั้งเขามา ท่านประธานผมเล่าเรื่องจริงให้ฟังที่ดินริมแม่น้ำบางปะกง ๓-๔ ปีก่อนนี้เองเป็นพื้นที่สีเขียว ประมาณพันกว่าไร่ แล้วก็มีป่าชายเลนอีกหลายร้อยเมตร แน่นอนมันเป็นผังสีเขียวแน่นอน ตอนอีอีซี (EEC) ออกกฎหมายก็ให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดเสนอให้เปลี่ยนเป็นสีม่วงได้ เพื่อทำเขตเศรษฐกิจพิเศษ ผู้ว่าราชการจังหวัดก็เสนอไปไม่กี่วันกลายเป็นสีม่วงทันที ท่านประธานลองคิดเหตุการณ์นี้ถ้าเกิดเป็นคนที่มาจากการเลือกตั้งท้องถิ่น คนที่บ้านอยู่ที่นี่ เติบโตมากับแม่น้ำบางปะกงอย่างน้อย ๆ เรื่องนี้จะไม่เร็วขนาดนี้ ถ้าเป็นคนที่นี่เติบโตมากับ ที่นี่ มีความผูกพันกับแม่น้ำบางปะกงรู้ว่าแม่น้ำบางปะกงสำคัญกับชีวิตคนแปดริ้วอย่างไร เขาจะรู้ว่าเมืองแปดริ้วมีพื้นที่มากมายที่เตรียมไว้สำหรับทำอุตสาหกรรมอยู่แล้ว รัฐบาลก่อน ๆ เตรียมไว้แล้วทั้งถนนหนทาง น้ำ ไฟ แล้วก็เป็นพื้นที่จำนวนมาก แต่ไม่ยอมใช้ ไปใช้พื้นที่ ติดแม่น้ำบางปะกงแล้วไปทำโรงงานผลิตแบตเตอรี่ อีกเรื่องหนึ่งเร็ว ๆ นี้ไม่นานนี้เอง อีอีซี (EEC) มีแผนจะเวนคืนที่หลายร้อยไร่ในตำบลหนองตีนนก จังหวัดฉะเชิงเทราเพื่อเอาไปทำ ท่าเรือบกเก็บตู้คอนเทนเนอร์ (Container) ชาวบ้านที่เป็นเกษตรกรเลี้ยงปลา ๙๙๓ ชีวิต ตามทะเบียนราษฎร์จะต้องได้รับความเดือดร้อนต้องหาที่อยู่ใหม่ หาที่ทำกินใหม่ แต่ส่วนกลาง ยังขาดความยินยอมจากคนในพื้นที่ ก็เลยสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดลงมาทำ ผู้ว่าราชการ จังหวัดตั้งคณะทำงานเพื่อไปศึกษาแล้วก็ทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน คณะทำงาน ก็ ๑๐ กว่าคน แล้วก็ทุกคนเป็นคนตระกูลเดียวกันหมดเลยคือทุกคนมีนามสกุลฉะเชิงเทรา เหมือนกันหมดเลย สาธารณสุขจังหวัดฉะเชิงเทรา ทางหลวงจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลประทาน จังหวัดฉะเชิงเทรา สิ่งแวดล้อมจังหวัดฉะเชิงเทรา อุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา นายก บ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา กำนันจังหวัดฉะเชิงเทรา ผู้ใหญ่บ้านแต่ละหมู่ในจังหวัด ฉะเชิงเทรา แล้วก็นายก อบต. หนองตีนนก จังหวัดฉะเชิงเทรา ให้ไปศึกษาไปทำความเข้าใจ กับพื้นที่ ถ้าเป็นคณะชุดนี้ก็โอเค (OK) เพราะว่าเป็นคนฉะเชิงเทราทั้งนั้นเลย แต่ท่านเชื่อไหม คณะกรรมการชุดนี้จริง ๆ แล้วมีแค่คนเดียวเอง คนเดียวที่แท้จริงแล้วมีความจะต้องรับผิด รับชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นคนเดียวที่จะต้องรับคุณรับโทษจากประชาชนในพื้นที่ คือนายก อบต. ที่เหลือไม่ใช่ แค่นามสกุลเดียวกัน แต่ทำงานให้ส่วนลาง ถึงแม้เขาจะอยากช่วย ประชาชน ถึงแม้เห็นใจประชาชน ๙๙๓ คน แต่เขาก็ปฏิเสธอำนาจจากส่วนกลางไม่ได้ แล้วก็เสียงเดียว ที่เป็นเสียงข้างน้อยซึ่งทำอะไรไม่ได้ โชคดีที่นำเรื่องนี้เข้าสู่กรรมาธิการที่ดิน จนตอนนี้ก็ชะลอ เรื่องนี้ไปได้ก็หวังว่าจะไม่กลับมาอีก เรื่องนี้คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นและเกิดขึ้นไม่นานมานี้ที่สะท้อน ให้เห็นว่าความจริงแล้วราชการส่วนภูมิภาคไม่ได้ต้องการที่จะตอบสนองความต้องการ ของพี่น้องประชาชน ลองดูคนที่ทำเพื่อประชาชนไหมว่าทำเพื่อประชาชนแล้วเป็นอย่างไร อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ๓-๔ ปีก่อน ประชาชนรัก ทำงานดี แต่ไปทำพื้นที่เขตเศรษฐกิจ พิเศษชายแดนไม่ได้ ถูกย้าย นี่คนทำเพื่อประชาชนโดน คนทำเพื่ออำนาจจากส่วนกลางรอด แต่ประเด็นคืออย่างนี้ ทำไมจะต้องทำเพื่อประชาชนด้วยล่ะ จะทำไปทำไมต่อให้ผู้ว่าคนนั้น เป็นอัจฉริยะเก่งกาจ มีความสามารถ มีจิตใจดี แต่จะทำไปทำไม ในเมื่อสถิติ ๒๕ ปีที่ผ่านมา ผู้ว่าราชการจังหวัดมีวาระในการดำรงตำแหน่ง ๑ ปี ๕ เดือนเศษ ๑ ปี ๕ เดือนเศษ คือวาระ การดำรงตำแหน่งของผู้ว่าราชการจังหวัดในประเทศไทย ท่านประธานคิดว่า ๑ ปี ๕ เดือน เราจะทำอะไร จะทำโครงการอะไรสำเร็จ โครงการที่อยากทำและเป็นผลงานเป็นที่ประจักษ์ ท่านย้อนหลังไปได้เลย ๑๐ ปี มีผู้ว่าคนไหนบ้าง ๗๖ จังหวัด ๑๐ ปี ๗๖ จังหวัด ปีละ ๗๖ ที่ มีผลงานอะไรที่เราจำได้ไหม มีหมูป่าอย่างหนึ่ง มีสมุทรสาครโควิด (COVID) อย่างหนึ่ง ผมนึกออกได้ ๒ อย่าง เพราะอะไร เพราะปีครึ่งมันทำอะไรไม่ได้ แต่ทำไมอำนาจถึงมาก เหลือเกิน ผู้ว่าราชการจังหวัดได้รับอำนาจจากกระทรวงต่าง ๆ ให้ทำหน้าที่เป็นประธาน กรรมการต่าง ๆ ท่านประธานเชื่อไหม กรรมการจังหวัด ๒๐๐-๓๐๐ ชุดต่อจังหวัดนะครับ กรรมการสารพัดดูแลทุกเรื่อง ผอ. อีกเต็มไปหมด ตั้งแต่แรงงาน กอ.รมน. การท่องเที่ยว ดูทุกอย่าง มันต้องอัจฉริยะ มันต้องยอดมนุษย์ขนาดไหน ถึงจะรู้เยอะขนาดนั้นถึงจะเก่งกาจ ขนาดนั้น ถึงจะตัดสินใจรับผิดชอบเรื่องที่ตัวเองลงมติไปได้ขนาดนั้น มันเป็นไปไม่ได้ที่จะมีคน เก่งขนาดนั้น แต่ก็ยังยัดอำนาจรวมกันไว้ที่ผู้ว่าราชการจังหวัด สุดท้ายแล้วจะบอกว่า คำถามแล้วก็ข้อสงสัยที่หลายท่านที่ก็ตั้งข้อสงสัยกันมาวันนี้ ถ้าท่านบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง สำคัญแล้วประชาชนได้รับประโยชน์ แล้วก็หลายคนก็ยังบอกว่าไม่ต้องรีบร้อนท่านก็น่าจะให้ เวลาในการอภิปราย เวลาในการตั้งคำถาม แล้วก็ให้เวลาผู้ชี้แจงได้ตอบคำถามให้กระจ่าง เพราะว่าท่านบอกว่ามันเป็นเรื่องสำคัญและทุกคำถามผมเชื่อว่าผู้แจ้งตอบได้ ผมยกตัวอย่าง แค่ ๒-๓ คำถาม คำถามที่ว่านี่จะเป็นการทำลายการเป็นรัฐเดี่ยวหรือเปล่า อันนี้ผมว่าผู้ชี้แจง ก็ได้ตอบไปแล้ว แต่เอาอย่างนี้ เอาง่าย ๆ อย่างนี้ ประวัติศาสตร์ไทย ๘๐ ปี ๙๐ ปี ถ้าท่านไป ศึกษาไม่มีอะไรทำลายความเป็นรัฐเดี่ยวหรือไปทำลายรูปแบบของรัฐที่เรามีอยู่ได้เลยครับ นอกเหนือจากการทำรัฐประหาร เพราะคนทำรัฐประหารมันจะฉีกรัฐธรรมนูญ พอฉีก รัฐธรรมนูญรูปแบบของรัฐก็หายไป ราชอาณาจักรไทยที่ท่านพูดกันบ่อย ๆ มันก็หายไป นี่คือ หนทางเดียวในการทำลายรูปแบบของรัฐที่เราเป็นอยู่ ส่วนประเด็นที่บอกว่าผู้ว่าราชการ จังหวัดปฏิบัติงานในสถานะทำหน้าที่ต่างพระเนตรพระกรรณ อันนี้ผมคิดว่าถ้าท่านดูปฏิทิน ก็น่าจะเลิกสงสัยเรื่องนี้แล้ว เพราะนี่มันปีจะ ๒๐๒๓ แล้ว ส่วนประเด็นสุดท้ายที่ผมคิดว่า น่าจะชี้แจงลำบากคือประเด็นที่หลายท่านหยิบยกขึ้นมาพูดวันนี้ เป็นเหตุผลที่หลายท่าน เอามาพูดเป็นเรื่องติดปากเลยว่าเห็นด้วยทุกอย่างกับการกระจายอำนาจ แต่ใจเย็น ๆ เห็นด้วย แต่อย่าใจร้อน รอไปก่อน เห็นด้วยแต่อย่ารีบ อันนี้ผมไม่สามารถทำความเข้าใจได้จริง ๆ ว่า ท่านจะต้องการจะสื่ออะไร มันแปลว่าอะไรผมยังไม่รู้เลย ก็หวังว่าท่านจะชี้แจงให้ชัดเจน ผู้ชี้แจงจะได้ตอบคำถามที่ท่านสงสัยแล้วก็หวังว่าท่านจะปล่อยให้วาระนี้มันผ่านไปก่อน แล้วไปว่ากันวาระ ๒ ถึงเวลานั้นเดี๋ยวเราค่อยมาว่ากันอีกทีหนึ่ง ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชัยชล รองประธานรัฐสภา

ต่อไปเชิญ ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตามด้วยท่านกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ และท่านธีรภัทร พริ้งศุลกะ ส่วนผู้ชี้แจงจะขอชี้แจงทีหลังนะครับ🔗

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมถือโอกาสนี้ได้ขอบคุณท่านผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ และพี่น้องประชาชนที่ได้ลงชื่อร่วมกันเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะผมถือว่า อย่างน้อยที่สุดเรื่องที่เราได้อภิปรายถกแถลงกันในรัฐสภาวันนี้นั้นน่าจะเป็นคล้าย ๆ เหมือนกับเป็นวาระของการมาทบทวนแนวคิดเรื่องของการกระจายอำนาจสู่การปกครอง ท้องถิ่นในประเทศไทยอย่างเป็นระบบในรัฐสภาครั้งหนึ่ง เพราะเราจะได้ฟังแนวคิด ที่หลากหลายในการพูดถึงเรื่องของการกระจายอำนาจสู่การปกครองท้องถิ่นในรัฐสภา ซึ่งมีหลายมุมหลายความคิดมาก อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อที่จะเป็นแนวคิดหรือชุดความคิด ที่อาจจะนำไปสู่การออกแบบเรื่องของการปกครองท้องถิ่นของประเทศไทยในอนาคต ต่อไปด้วย ในทางเดียวกันก็เหมือนกับเป็นการสอบทานแนวคิดของสมาชิกรัฐสภาต่อแนวคิด ของการปกครองท้องถิ่นหรือการกระจายอำนาจสู่การปกครองท้องถิ่นในประเทศไทยด้วย แต่ว่าถ้าฟังกันมาโดยตลอดตั้งแต่มีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมยังไม่เห็นจะมีใคร ที่จะไม่เห็นด้วยกับแนวคิดเรื่องการกระจายอำนาจเลย ทุกคนสนับสนุนแนวคิดเรื่องการ กระจายอำนาจทั้งหมดเลย และทุกคนก็เข้าใจตรงกันทั้งหมดว่าการกระจายอำนาจก็คือการ ให้คนท้องถิ่นที่รู้ปัญหาได้มีโอกาสในการที่จะแก้ไขปัญหาของตัวเอง ผมก็เลยพยายามที่จะ สำรวจต่อไปว่าแล้วอะไรเป็นเหตุผลของการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้เมื่อเทียบกับ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่มีอยู่ ความจริงในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่เขียนไว้ในหมวด ๑๔ ว่าด้วยการปกครองท้องถิ่นนั้นเขียนไว้ค่อนข้างก้าวหน้าพอสมควร แต่ในร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญที่เสนอมานี้จะมีแนวคิดบางอย่างที่แตกต่างออกไป แล้วจะเป็นประเด็นให้เกิด การถกเถียงกันในวันนี้ หลายเรื่องผมเห็นด้วย แต่อีกหลายเรื่องผมก็ยังสงสัยและมีความ เข้าใจว่าทำให้หลายคนอาจจะมีความเคลือบแคลงสงสัยได้ ในประเด็นที่ท่านเสนอมานั้น จุดที่ต้องถือว่าแตกต่างกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็คือการจัดน้ำหนักและความสัมพันธ์ ระหว่างรัฐราชการส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่น พูดง่าย ๆ ก็คือว่าในประเทศไทยปัจจุบันที่เรา กำหนดให้มีราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น คณะผู้ร่างมีความเห็นว่าในเวลานี้ ภายใต้การดูแลพี่น้องประชาชนบริการสาธารณะทั้งหมดนั้นส่วนท้องถิ่นมีอำนาจอยู่น้อย นิดเดียว แต่ส่วนกลางกับส่วนภูมิภาคมีอำนาจล้นเหลือมากเกินไป ดังนั้นท่านเลยมี แนวความคิดว่าเรื่องของการปกครองท้องถิ่นน่าจะขยายพื้นที่อาณาเขตการมีอำนาจการดูแล ตลอดจนกระทั่งความเป็นอิสระทางการคลังทั้งหลายมากขึ้นกว่าเดิมอีก เพียงแต่เวลา ท่านเขียนลงในร่างไม่ได้เขียนทำให้แปลความได้ว่าท้องถิ่นมีอำนาจ มีอิสระมากกว่าเดิม แล้วก็มาทำงานร่วมกับส่วนกลางหรือส่วนภูมิภาค แต่ท่านเขียนว่ายกเลิกภูมิภาคซึ่งท่านมี เงื่อนไขเวลาอยู่ มันก็เหมือนกับขยับพื้นที่ส่วนกลาง ขยับขยายกินพื้นที่ส่วนภูมิภาคเข้ามา แล้วก็มีราชการส่วนกลางอยู่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ผมว่าประเด็นนี้ต่างหากที่เป็นประเด็นแตกต่าง และเป็นประเด็นใหญ่ ผมฟังคำอภิปรายของเพื่อนสมาชิกที่สนับสนุนร่างนี้ และเพื่อนสมาชิก ที่ไม่เห็นด้วยกับร่างนี้ ผมมีความรู้สึกเลยว่าแนวคิดที่เขียนแบบนี้นั้นความจริงต้องยืนอยู่บน พื้นฐาน บนข้อเท็จจริงว่าในแต่ละบริบทของแต่ละสังคมแต่ละประเทศมันอาจจะมีประวัติ ความเป็นมา โดยเฉพาะเรื่องของการกระจายอำนาจหรือพัฒนาการของระบอบประชาธิปไตย ที่แตกต่างกัน แต่อดคิดไม่ได้ว่าแนวคิดในลักษณะของการเลิกส่วนภูมิภาคทันที แล้วก็มี ราชการส่วนท้องถิ่นหรือการปกครองส่วนท้องถิ่นที่ขยายขอบเขตกว้างขวางขึ้นโดยทันที มันจะไปคล้าย ๆ กับแนวคิดที่เป็นเสรีนิยมใหม่หรือเปล่า ที่ต้องการลดอำนาจรัฐส่วนกลาง ให้เหลือน้อยที่สุด แล้วก็ให้มีอำนาจที่กระจายออกจากส่วนกลางให้มากที่สุด ซึ่งคล้าย ๆ กับ สุดท้ายก็จะนำไปสู่การไพรเวตไทเซชัน (Privatization) ในบรรทัดสุดท้ายของการที่มีแนวคิด แบบนี้หรือไม่ ซึ่งแนวคิดแบบนี้ก็จะเกิดคำถามเยอะว่าภายใต้บริบทของสังคมไทยอย่างที่ เป็นอยู่ในปัจจุบันแม้ว่าเราเทียบกับต่างประเทศอื่น ๆ ต่าง ๆ ก็ตาม สังคมไทยเราจะรับแนวคิด แบบนี้ตลอดจนสามารถที่จะลดผลกระทบต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นได้อย่างไรถ้าร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้มุ่งประสงค์ที่จะให้ดำเนินการภายใน ๒ ปีหรือไม่เกิน ๕ ปี ถ้าย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ การปกครองท้องถิ่นในประเทศไทยตั้งแต่ยุคที่เรามีการสร้างรัฐชาติเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ในยุค รัชกาลที่ ๕ เรามีความพยายามที่จะต้องรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลางเพราะเรากำลังสร้างชาติ แต่หลังจากนั้นแล้วในปี ๒๔๗๕ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเรามีการกระจายอำนาจ พยายามกระจายอำนาจออกไป ก็มาเผชิญปัญหาอุปสรรคในช่วงที่มีการปฏิวัติกันเยอะ ๆ ปี ๒๕๐๐-๒๕๓๕ แต่หลังจากปี ๒๕๓๕-๒๕๔๐ เมื่อชนชั้นกลางเติบโตมากขึ้นมีภาวะโลกาภิวัตน์ เข้ามากระทบในประเทศไทย แนวคิดของการกระจายอำนาจก็นำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๔๐ ผมชี้ตรงนี้ให้ท่านประธานเห็นก็เพราะว่าจะให้เห็นบริบทสังคมการเมืองไทย ในแต่ละยุคแต่ละสมัยมันมีความเป็นไปเป็นมาของมัน แต่จุดซึ่งเปลี่ยนแปลงสูงสุดผมไปอ่าน งานของอาจารย์วุฒิสาร ตันไชย ประทานโทษเอ่ยนามท่านไม่ได้เสียหาย ก็คือว่ามีการพูดถึง เรื่องของหลังรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ว่าการกระจายอำนาจควรจะมีการจัดความสัมพันธ์ ที่ลงตัว มีความหวังให้ระบบราชการส่วนภูมิภาคปรับเปลี่ยนอำนาจหน้าที่ตนเองให้โอน ภารกิจหน้าที่ในการบริการสาธารณะที่ใกล้ชิดต่อประชาชนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินการแทนคือระบบราชการส่วนภูมิภาคควรมีขนาดเล็กลงและมีหน้าที่กำกับดูแล ให้คำปรึกษากำหนดทิศทางในภาพกว้าง ทิศทางรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ต้องเดินแบบนี้ครับ แต่จุดเปลี่ยนก็คือการมีรัฐบาลที่เข้มแข็งรัฐบาลหนึ่งหลังรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แล้วไป กำหนดแนวคิดผู้ว่าซีอีโอ (CEO) ที่มาพร้อมกับการปฏิรูประบบราชการในขณะนั้น แล้วผู้ว่า ซีอีโอ (CEO) ไม่ได้มีอำนาจบริหารส่วนภูมิภาคเต็มที่ก็ไปออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารราชการแบบบูรณาการ นั่นเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้การกระจายอำนาจหลัง ปี ๒๕๔๐ มันชะงักไปอีกครั้งหนึ่ง ผมยกตรงนี้ให้ท่านประธานเห็นก็เพราะว่าจุดเปลี่ยนของ การกระจายอำนาจตรงนั้นมันก็มีผลยืนต่อมาว่าราชการส่วนกลางก็เข้มแข็งขึ้น ฝ่ายการเมือง ที่เข้าไปก็พยายามที่จะให้มีอำนาจส่วนกลางมีงบประมาณมาก ๆ เอาไว้ ส่วนท้องถิ่นก็จะถูก ให้ความสำคัญลดน้อยลง แน่นอนหลังจากนั้นเมื่อมีการต่อสู้เปลี่ยนแปลงทางด้านการเมือง มาจนสู่การเปลี่ยนแปลงมีการปฏิวัติรัฐประหารต่อมาเรื่อย ๆ แนวคิดที่ทำให้รัฐบาลตรงกลาง เข้มแข็งมันก็ยังคงอยู่ แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ก็พยายามที่จะให้มีการกระจายอำนาจ ออกไป แต่ส่วนที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดก็คือว่าทำอย่างไรให้ระบบราชการส่วนภูมิภาคนั้น มีขนาดที่ลดลง มีงบประมาณที่ลดลงและถ่ายโอนให้กับการปกครองท้องถิ่นมากขึ้น จึงเห็นด้วยกับแนวคิดเรื่องของอิสระทางการคลังของท้องถิ่นที่ควรจะมีโอกาสที่ได้สัดส่วน ของรายได้เพิ่มมากขึ้น ถ้าเขียนเฉพาะแค่นี้ผมว่าร่างฉบับนี้น่าจะเป็นร่างฉบับที่รัฐสภา ผ่านไปได้และสามารถพิจารณากันได้ บังเอิญการเขียนเรื่องของการไปยกเลิกราชการ ส่วนภูมิภาคภายใต้เงื่อนไขของรัฐธรรมนูญนั้นมันขาดสิ่งหนึ่งก็คือการวิเคราะห์ผลกระทบ ที่เกิดขึ้น การวิเคราะห์ผลกระทบว่าถ้ายกเลิกระบบราชการส่วนภูมิภาคไปแล้วมันจะมี อะไรกระทบบ้าง แล้วจะนำไปสู่การที่จะมีการบริหารองค์กรปกครองท้องถิ่นที่สามารถ จะตอบสนองต่อปัญหาของพี่น้องประชาชนได้อย่างแท้จริง ขณะเดียวกันก็ไม่สูญเสียความเป็นหนึ่งเดียวกันของการที่รัฐบาลส่วนกลางมีภาระที่ต้องดูแล คนทั้งประเทศด้วย จะจัดความสัมพันธ์ตรงนี้กันอย่างไร บังเอิญว่าแนวคิดตรงนี้ไม่ได้พูดกันชัด แล้วไม่ได้มีเอกสารที่ประกอบถึงผลวิเคราะห์ในส่วนนี้ด้วย เลยเข้าใจว่าทำให้หลายคนเกิด ความเคลือบแคลงสงสัยและไม่แน่ใจว่าบรรทัดสุดท้ายแล้วจะเป็นอย่างไร ตรงนี้ต่างหากที่ผม คิดว่าสำคัญ แต่อย่างไรก็ตามในเมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มีการเสนอแนวคิดนี้ออกมาแล้ว ผมถือว่าเป็นแนวคิดที่ท้าทาย วันนี้รัฐสภาอาจจะไม่ได้ลงมติ ไปลงในวันหลัง ถ้าผ่านไปสู่ การทำงานในวาระที่สอง ซึ่งผมและพรรคประชาธิปัตย์เราก็ได้คุยกันว่าความคิดบางอย่าง เห็นด้วย แต่ความคิดบางอย่างยังไม่ได้เห็นด้วยเต็มที่นัก แต่ก็พร้อมที่จะสนับสนุนให้ร่าง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปสู่การพิจารณาในวาระที่สอง ก็ควรจะต้องมีการนำเอาผลวิเคราะห์นั้น มาถกแถลงกันต่อไปได้ แต่ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่านรัฐสภาในช่วงปลายนี้ อย่างน้อย แนวความคิดแบบนี้จะยังคงอยู่ และจะทำให้เกิดการถกแถลง เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของ คณะผู้ร่างเท่านั้น เพราะฟังมาแล้วทั้งหมดเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่กลุ่มของผู้ที่เสนอร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญนี้เท่านั้น แต่แนวคิดของทุกคนที่เห็นด้วยกับการกระจายอำนาจยังคงอยู่ อยู่ที่จะ จัดสัดส่วนเท่าไรเท่านั้นเอง ผมเสนอความคิดนี้มาเพื่อที่จะเรียนกับท่านประธานว่าที่สุดของ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นจะต้องนำไปสู่การวิเคราะห์และถกแถลง มีรายละเอียดเพิ่มเติม ที่มากขึ้น มากกว่าที่จะมาพูดกันช่วงระยะเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงในรัฐสภาเท่านั้น ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ตามด้วยท่านธีรภัทร พริ้งศุลกะ เชิญท่านกิตติศักดิ์ครับ🔗

นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มหาสารคาม

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดมหาสารคาม เขต ๑ พรรคเพื่อไทย วันนี้เป็นการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม เกี่ยวกับเรื่องของการปกครองส่วนท้องถิ่น จึงต้องขอ ชื่นชมและขอขอบคุณในผู้เสนอญัตตินี้ขึ้นมา ซึ่งถือว่าท่านได้เริ่มต้นในการที่จะทำเรื่องของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีความสำคัญ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของ การปกครองท้องถิ่นถือว่ามีความสำคัญ หลักการของการปกครองส่วนท้องถิ่นก็คือเรื่องของ ให้อำนาจประชาชน ประชาชนอยู่ใกล้กับอำนาจนั้น ประชาชนใช้อำนาจนั้น แล้วเป็นพื้นฐาน ของระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย ฉะนั้นแล้วการปกครองส่วนท้องถิ่นถือว่าเป็นหัวใจ ในการพัฒนาประเทศ ในนานาอารยประเทศการปกครองส่วนท้องถิ่นคือความสำคัญที่ทำให้ ประเทศมีการเจริญอย่างทั่วถึง รวมทั้งการลดความเหลื่อมล้ำในความเจริญในทุกพื้นที่ ผมเป็นอดีตผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผมเคยเป็นนายกเทศมนตรี เทศบาลเมือง มหาสารคาม ๑๐ กว่าปี เป็นอดีตรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคามอีก ๒ ปี ผมอยู่กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อยู่กับพี่น้ององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาตลอด เคยเป็นกรรมาธิการสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย ซึ่งวันนี้มีท่านนายกสมาคม สันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย คือท่านพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา ก็เข้ามาเป็นผู้เสนอร่างด้วย ซึ่งนำเรียนด้วยความเคารพว่าปัจจุบันนี้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นมีการเจริญก้าวหน้า มีการพัฒนา มีผลงานเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพัฒนาพื้นที่ภูมิทัศน์ เรื่องของสิ่งแวดล้อม เรื่องของการสร้าง อัตลักษณ์เมือง เรื่องสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในเมือง ทุกคนที่เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร สมาชิกสภา หรือข้าราชการ หรือพี่น้องประชาชน เขารู้สึกภูมิใจ แล้วเขา มาทำงานให้กับบ้านของเขา ทำให้บ้านของเขาเจริญ ซึ่งนำเรียนด้วยความเคารพ สมัยนี้ ผู้บริหาร สมาชิกสภา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจบสูง ๆ ทั้งนั้น ปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก แล้วเข้ามาบริหารด้วยการจัดการสมัยใหม่ ซึ่งอันนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่สร้างความเจริญให้กับพื้นที่ทุกพื้นที่ของประเทศไทย ในส่วนของ แม้กระทั่งในจังหวัดมหาสารคามผมเอง ก็มีการเจริญก้าวหน้าไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ สาธารณูปโภค เรื่องของการป้องกันน้ำท่วม เรื่องของภูมิทัศน์ เขาแข่งกัน เช่น จังหวัด ร้อยเอ็ดเขามีหอโหวด เทศบาลมหาสารคามยุคปัจจุบันนี้เขาก็คิดว่าเขาจะทำหอกลองขึ้นมา อะไรอย่างนี้ ซึ่งในสายผมก็มีการสร้างคลองสมถวิล มีการสร้างสาธารณูปโภคต่าง ๆ เพื่อจะ ทำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเป็นแหล่งที่ทำให้ประชาชนมีความสุข นี่คือหัวใจของคนท้องถิ่น ที่อยากให้บ้านตัวเองมีความเจริญทัดเทียมกับจังหวัดอื่น ๆ และสำคัญที่สุดประชาชนเรียกว่า เขาอยากได้ผู้บริหารที่เสนอวิสัยทัศน์ให้กับประชาชนของเขา แล้วเขาก็เลือกมา เช่น ผู้ว่า กทม. ผู้ว่าชัชชาติก็เช่นกัน นี่คือความงดงามขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ประชาชน สัมผัสได้ แล้วเขายึดโยงประชาชน ถ้าครั้งนี้เขาทำได้ดีประชาชนก็เลือกต่อ ถ้ามีใครที่เขา คิดว่าได้มาเสนอวิสัยทัศน์มีสิ่งที่น่าเชื่อถือว่าจะทำให้บ้านของเขาเจริญกว่านี้ เขาก็เลือกคนใหม่ นี่คือหัวใจของประชาธิปไตยที่ยึดโยงประชาชน เป็นอำนาจของประชาชน ทีนี้การจะสนับสนุน องค์กรปกครองท้องถิ่น หลักการการปกครองท้องถิ่นมี ๒ เรื่องสำคัญ ๑. คือเรื่องหลักความ เป็นอิสระ หลักความเป็นอิสระมีความสำคัญอย่างมาก ตอนนี้ปัญหาของท้องถิ่นคือว่า กฎระเบียบต่าง ๆ นอกจากของ กทม. ของเมืองพัทยาที่ออกกฎระเบียบเองได้ ของเทศบาล ของ อบต. ของ อบจ. เราต้องอาศัยกระทรวงมหาดไทย ซึ่งหลายสิ่งหลายอย่างกฎระเบียบ ของกระทรวงมหาดไทยทำให้ท้องถิ่นของเราทำงานได้ไม่สะดวก แล้วก็มีปัญหาต่าง ๆ มากมาย แล้วเรื่องของหลักความเป็นอิสระมีความสำคัญ แล้วเรื่องของการที่เสนอร่าง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ถือว่าจะเป็นขบวนการหนึ่งในการแก้ไขปัญหาเรื่องของหลักความเป็นอิสระ หลักความเป็นอิสระประเทศอื่น องค์กรปกครองท้องถิ่นในประเทศอื่นก็บอกว่าห้ามเฉพาะ เรื่องของต่างประเทศ เรื่องของความมั่นคง เรื่องของการเงินการคลังในระดับชาติ นอกนั้น ถ้าไม่พูดไว้ทำได้หมด ของประเทศไทยในปัจจุบันอะไรที่ไม่ได้บอกว่าระเบียบให้ไว้นี่ห้ามทำ นี่คือสิ่งที่ท้องถิ่นทำงานลำบาก แล้วในอนาคตมีการเปลี่ยนแปลง มีดิสรัปชัน (Disruption) มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงมามากมาย แม้แต่เรื่องของโรคภัย เรื่องของการพัฒนาเมือง เรื่องของ อิเล็กทรอนิกส์ เรื่องอะไรต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น กฎระเบียบบางทีไปไม่รวดเร็ว ซึ่งตอนนี้ก็ต้อง บอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เป็นกระบวนการหนึ่งที่จะทำให้องค์กรปกครองท้องถิ่นเราจะมี การเปลี่ยนแปลง แล้วก็มีความเป็นอิสระเยอะขึ้น เรื่องที่ ๒ นอกจากความเป็นอิสระ คือเรื่อง ของทรัพยากร ก็คืองบประมาณ กำลังคน และอื่น ๆ ที่รัฐบาลกลางซึ่งได้รับภาษีจากประชา ชนจะต้องสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งเรื่องของทรัพยากรต้อง ยอมรับว่าในรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่ารัฐบาลจะต้องให้งบประมาณท้องถิ่นให้เพียงพอ แต่คำว่าเพียงพอตอนนี้มันไม่เพียงพอ แล้วเราจะทำอย่างไรให้งบประมาณขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับการเพียงพอเหมือนกับรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ก็ถือว่าเป็นกระบวนการหนึ่งที่จะทำให้การแก้ไขเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นของหลัก ความเป็นอิสระ เรื่องของการสนับสนุนเรื่องงบประมาณให้กับท้องถิ่นได้รับการแก้ไข ผมเป็น ประธานอนุกรรมาธิการการจัดตั้งหน่วยงานส่งเสริมการกระจายอำนาจและการพัฒนา การปกครองส่วนท้องถิ่นระดับชาติ ท่านประธานครับ เราไปรับฟังความคิดเห็นของพี่น้อง ประชาชน ของนักวิชาการ ของนายกของสภาต่าง ๆ ทุกคนอยากให้มีการจัดตั้งหน่วยงาน ขึ้นมาใหม่ที่ดูแลท้องถิ่น ตอนนี้ท้องถิ่น อย่างเช่นเรื่องของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นอยู่กระทรวงมหาดไทย คณะกรรมการการกระจายอำนาจอยู่กับสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งทั้ง ๒ หน่วยงานนี้ก็ไม่สามารถ จะบริหารจัดการให้บูรณาการร่วมกันได้อย่างทันท่วงที เพราะฉะนั้นแล้วเราคิดว่าน่าจะมี หน่วยงานขึ้นมาใหม่ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงท้องถิ่นหรือคณะกรรมการท้องถิ่นแห่งชาติที่จะ ทำให้หลักความเป็นอิสระ หลักเรื่องของงบประมาณต่าง ๆ ได้รับการแก้ไขด้วยความรวดเร็ว ยิ่งขึ้น แล้วเรื่องต่าง ๆ ของท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเงินการคลัง เรื่องของกฎระเบียบ เรื่องของโครงสร้างอำนาจหน้าที่ เรื่องของการบริหารทรัพยากรบุคคลต่าง ๆ กระบวนการ ทั้งหมดจะต้องแก้ไขด้วยความรวดเร็ว เพื่อให้ท้องถิ่นได้ตอบสนองพี่น้องประชาชนด้วยความ รวดเร็วถูกต้องแม่นยำ นี่คือหัวใจในการที่จะทำให้ท้องถิ่นเจริญขึ้น ร่างฉบับนี้มีประเด็น ที่สำคัญที่ผู้อภิปรายไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ส.ว. ได้เอ่ยถึงก็คือประเด็นเรื่องของการยกเลิกภูมิภาค อันนี้ต้องยอมรับว่าในประเทศที่เจริญ ไม่ว่าจะเป็นประเทศญี่ปุ่นหรืออื่น ๆ เขาไม่มีภูมิภาค เขามีส่วนกลาง ส่วนท้องถิ่น แต่ของประเทศไทยมีภูมิภาคมาแล้ว แล้วก็มีความเข้มแข็ง ก็ต้องยอมรับว่าภูมิภาคก็ยังมีความเข้มแข็ง แล้วก็มีบทบาทที่สำคัญ ประเด็นนี้ผมคิดว่า คงยังเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน ก็คิดว่าอยากให้ท่าน ส.ส. ส.ว. รับร่างนี้ไปก่อน แล้วก็เอาไปสู่ กระบวนการในการตั้งกรรมาธิการ แล้วก็ไปแก้ไขหรือทำให้เหมาะสม แล้วก็ตรงกับหลาย ๆ คน ได้มาตกผลึกในประเด็นเรื่องของการทำงานของภูมิภาคต่อไป ส่วนเรื่องการยกเลิกกำนัน ผู้ใหญ่บ้านก็ได้รับการชี้แจงชัดเจนแล้วจากท่านผู้เสนอว่าจริง ๆ ประเด็นนี้ไม่มีว่าการยกเลิก ไม่ว่าจะเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งถือว่าเป็นองค์กรสำคัญขององค์กรของท้องที่ก็ยังเป็น ประเด็นที่ยังไม่มีการหยิบยกมาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท้ายที่สุดนี้ก็สรุปว่าผมเห็นด้วย ในร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ที่จะแก้ไขบทบาทของท้องถิ่น ของเราให้มีความก้าวหน้าต่อไปเพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ และลด ความเหลื่อมล้ำของคนไทยทั้งประเทศ ขอบคุณมากครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไป จะเป็นท่านธีรภัทร์ พริ้งศุลกะ แล้วก็ตามด้วยท่านนิยม เวชกามา แล้วก็ตามด้วย พันตำรวจโท ฐนภัทร กิตติวงศา เชิญท่านธีรภัทร์ พริ้งศุลกะ พรรคประชาธิปัตย์ก่อนครับ🔗

นายธีรภัทร พริ้งศุลกะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุราษฎร์ธานี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายธีรภัทร พริ้งศุลกะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมก็ต้องขอขอบคุณท่านประธาน ที่ได้ให้โอกาสได้มีส่วนร่วมในการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. .... ซึ่งเสนอโดยภาคประชาชนฉบับนี้ ซึ่งจะทำให้เห็นเลยว่ามีรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข ที่เสนอโดยภาคประชาชนในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจากการทำหน้าที่ของเราเป็นจำนวน หลายฉบับ และนี่ก็คือเป็นหนึ่งในฉบับนั้น แสดงให้เห็นเลยว่าในภาคประชาชนมีความตื่นตัว ในการที่จะให้ตัวเขาเองมามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา ซึ่งตัวเขาเองถ้าให้เขามีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งฉบับนี้ก็มีพี่น้องประชาชนที่มันเป็นตัวแทนร่วมลงชื่อร่วมถึงเกือบ ๘๐,๐๐๐ คน ท่าน ประธานครับ ย้อนมาถึงในอดีตพรรคประชาธิปัตย์ของผมเริ่มก่อตั้งเมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๔๘๙ และหนึ่งในอุดมการณ์ของผู้ร่วมก่อตั้งพรรคในวันนั้นข้อ ๕ ก็คือว่าพรรคจะกระจาย อำนาจการดำเนินการการกระจายอำนาจในท้องถิ่นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เนื่องจาก มีความใกล้ชิดขององค์กรในท้องถิ่นมากกว่าส่วนกลาง นี่คืออุดมการณ์ของผู้ก่อตั้งพรรค ได้ดำเนินการมานั้น และในช่วง ๘๐ ปีที่ผ่านมาของพรรคประชาธิปัตย์เราก็ได้ดำเนินการ เรื่องนี้มาตลอด ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นี้ในหมวด ๑๔ มาตรา ๒๔๙ ถึงมาตรา ๒๕๔ ได้ให้ความสำคัญกับท้องถิ่น การกำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้ง โดยตรงจากประชาชน ตรงนี้เป็นที่มาของเมื่อพรรคประชาธิปัตย์ประมาณกลางปี ๒๕๖๔ พรรคประชาธิปัตย์โดยท่านหัวหน้าพรรคจุรินทร์ แล้วก็เพื่อนสมาชิกได้มีการเสนอแก้ไข หมวด ๑๔ เรื่องการปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งในวันนั้นเราได้มีการพูดชัดเจนว่าประเด็นนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการเข้าร่วมรัฐบาล ๓ เงื่อนไขที่พวกเราได้มีโอกาสตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาล ในวันนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่สำคัญก็คือว่าในมาตรา ๒๕๐ วรรคหนึ่งของรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้ บัญญัติว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่และอำนาจดูแลและจัดทำบริการสาธารณะ และกิจกรรมสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นตามหลักการการพัฒนา อย่างยั่งยืน รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษาให้แก่ประชาชนในท้องถิ่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ นี่คือสิ่งหนึ่งที่ควรจะต้องมีการแก้ไข เพราะในเหตุผลวันนั้นของเรา ก็คือว่าเมื่อทุกอย่างได้ถูกกำหนดให้บทบัญญัติ เพราะฉะนั้นการครอบคลุมคำสั่งต่าง ๆ ที่จะ มาจากส่วนกลางไม่สามารถสร้างอิสระอย่างแท้จริงให้กับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น วันนั้น ประเด็นสำคัญของพวกเราที่มีความสนใจในการแก้ไขก็คือว่า ลดอำนาจของรัฐในการกำหนด บทบาท จำกัดขอบเขตและความเป็นอิสาระในการบริหารจัดการตนเองของท้องถิ่น ด้วยการ ลองนึกอีกด้านหนึ่งว่า เราลองมาให้ได้ไหมว่ากิจการใหม่ที่จะต้องดำเนินการของ อปท. เราน่าจะให้มีความยืดหยุ่น มีเฉพาะกิจการที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถทำได้เอง อย่างเช่น กิจการทางทหาร การต่างประเทศ การเงินการคลัง ศาล นอกนั้นให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถดำเนินการกิจการ ซึ่งวิธีนี้สามารถแก้ปัญหาแล้วก็ดำเนินการ ตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนได้อย่างดีที่สุด แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่าในวันนั้น แม้เราจะได้รับเสียงสนับสนุนจากเพื่อน ๆ ในสภา แต่ก็ไม่มากเพียงพอที่จะทำให้การแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านไปในวันนั้นได้ เราจะเห็นได้ว่าวันนี้เหมือนอย่างที่ผมได้กล่าวไว้ ประชาชนต้องการมีส่วนร่วมในการปกครอง ในการดูแล สำหรับคนที่ไปเป็นตัวแทนของเขาเอง ผมขออนุญาตยกตัวอย่างในการเลือกตั้งของพวกเราในปี ๒๕๖๒ การเลือกตั้งนายกองค์การ บริหารส่วนจังหวัดในปี ๒๕๖๓ การเลือกตั้งองค์การบริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในปี ๒๕๖๔ หรือแม้แต่การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หรือแม้แต่ผู้ว่าเมืองพัทยา ในช่วงปี ๒๕๖๕ ที่ผ่านมาก็ตามก็จะเห็นได้ว่ามีประชาชนออกมาใช้สิทธิ ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ ในทุกพื้นที่ นี่แสดงให้เห็นว่าประชาชนให้ความสนใจในการเลือกตัวแทนที่จะมาดูแลพี่น้อง ประชาชนเป็นตัวจริง เขามีเวลาในการที่จะทำงานเพียงแค่ ๔ ปีเท่านั้น คุณภาพหรือผลงาน ของเขาเท่านั้นเองที่กำหนดว่าประชาชนจะให้โอกาสคนเหล่านี้เข้ามาทำหน้าที่ต่อหรือเปล่า นี่ล่ะคือความสำคัญของการกระจายอำนาจให้พี่น้องประชาชนได้มีโอกาสตัดสินใจด้วยตัว ของเขาเอง ตรงนี้เป็นสิ่งที่ทำให้พวกเราได้เห็นว่าตัวท่านเอง ตัวผมเอง เพื่อนสมาชิกในสภาเอง เราไปใช้สิทธิในการเลือกตั้ง เราไปใช้สิทธิในการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ของเรา ไปเลือกนายกองค์การบริหารส่วนตำบลในพื้นที่ของเรา ท่านที่อยู่ในกรุงเทพ ไปเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด นี่คือสิ่งที่เราให้การตอบสนองต่อการเลือกคนที่เราจะให้มาทำ หน้าที่ ตรงนี้ต่างหากที่เป็นการตัดสินเลยว่าประชาชนเท่านั้นจะเป็นผู้กำหนดวิถีของตัวเอง ประชาชนคนเดียวกันนั้นเองที่เราบอกว่าอาจจะได้การเลือกตั้งมาด้วยความไม่บริสุทธิ์ แต่คนเดียวกันนี้เองที่ไปใช้สิทธิในการเลือกตั้งเหล่านี้ในทุก ๆ ครั้ง สิทธิของประชาชน ย่อมสำคัญที่สุด นี่คือเป็นที่มาที่ว่าทำไมภาคประชาชนถึงได้ให้ความสำคัญ แล้ววันนี้เป็นที่มา ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด ๑๔ ในวันนี้ ผมขอฝากไปถึงคณะกรรมาธิการถ้าหากว่าจะได้มี การผ่านและมีการตั้งตรงนี้น่าจะได้มีการพิจารณา ซึ่งผมก็เชื่อว่าคณะกรรมาธิการที่อาจจะ ตั้งขึ้นนี้คงได้มีการพิจารณาในหลาย ๆ ด้าน รวมทั้งรวบรวมข้อมูลของพวกเราที่ได้มีการ นำเสนอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบางประเด็นที่ยังมีผู้เห็นแตกต่างอยู่ เพราะผมเชื่อว่าการคุย การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันเท่านั้นเอง ซึ่งจะทำให้มันเกิดการตกผลึก และนำมาเป็นคำตอบให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งเฝ้ารอติดตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ ผมเชื่อว่ามาตราในหลายมาตราที่ยังมีข้อข้องใจซึ่งเพื่อนสมาชิกหลายคนได้ทักท้วงน่าจะได้มี การนำมานั่งคุยในชั้นกรรมาธิการนี้ เพราะฉะนั้นผมขอเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้ได้ มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ แล้วก็หวังว่าเพื่อนสมาชิกทุกท่านคงจะได้มีความเห็นไปในทาง เดียวกันก็คือรับให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในมาตราในส่วนที่เกี่ยวข้อง ขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านนิยม เวชกามา🔗

นายนิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สกลนคร

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมแสดงความคิดเห็นอาจจะ แตกต่างท่านอื่นบ้างหรือเหมือนบ้างนั่นก็เป็นแนวคิดผม เกี่ยวกับการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ ผมต้องให้เครดิตผู้เสนอทั้ง ๗๖,๕๙๑ คน จริง ๆ ผมไม่อยากเอ่ยชื่อท่านผู้นำทั้งสองหรอก เพราะว่ามันปักใจของสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ ท่านจะเขียนเลิศเลออย่างไรไม่ว่าท่านธนาธร ท่านอาจารย์ปิยบุตรก็ตาม เขาถือว่าผิดแล้วตั้งแต่ท่านเขียน แต่ผมต้องยืนยันว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ที่ท่านแก้ไขผมเห็นด้วย ทำไมผมเห็นด้วย ผมถือว่าทั้ง ๗๐,๐๐๐ กว่าคนเป็นผู้กล้าหาญ คืนอำนาจให้ประชาชนที่ผมเห็นด้วย เพราะประชาชนถูกปล้นอำนาจมาตั้งแต่กระทรวง ทบวง กรมออกระเบียบ ยึดอำนาจมาหน้าตาเฉย หมายความว่าสมาชิก อบต. ในประเทศไทย ปกติเขาก็ให้หมู่บ้านละ ๒ คน วันหนึ่งออกกฎหมายมาบอกว่าเอาคนเดียว คุณทำได้อย่างไร เขา ๒ คนเขาก็ดูแลในหมู่บ้านแทบจะไม่ทั่วถึงอยู่แล้ว ทำไมต้องไปตัดเขา นี่คือประเด็น ต้องเป็นคำถามต่อรัฐบาลนี้ ซึ่งท่านถนัดนักเรื่องการปล้นอำนาจประชาชน ผมต้องยืนยันว่าวันนี้ ท่านต้องคืนให้เขาไปอำนาจ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมถือว่าท่านผู้กล้าหาญทั้ง ๗๐,๐๐๐ กว่าท่าน เป็นผู้กล้าหาญกล้าเสนอเข้ามา ส่วนเสนอแล้วจะสำเร็จจะผ่านหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ขอให้มีบันทึกไว้ในสภาแห่งนี้ว่ามีการเอาเข้ามาแล้ว ผมเป็นผู้แทนหนนี้ ๓ เกือบ ๔ ปี ผมยังไม่เห็นกฎหมายประชาชนเสนอเข้ามาสำเร็จได้สักเรื่อง มีไหมบอกผมหน่อยมีไหม ผมนี่โหวตให้ทุกเรื่อง เขาอุตส่าห์ ๗๐,๐๐๐ กว่าคนเป็นแสนคนเพื่อจะได้มาที่อาจารย์ปิยบุตร บอกว่าอายุไม่ถึง แต่วันนี้มันไม่ได้ แล้วที่เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญตั้ง ๔-๕ ครั้ง ไม่สำเร็จอยู่ ครั้งเดียว ผมถึงกราบเรียนว่าในเมื่อคุณก็ตัดออกไป สมาชิก อบต. ไปคนหนึ่ง ตัดไปแล้ว แทนที่จะให้อีกคนหนึ่งทำงานเพิ่มเงินให้เขา ไม่มีหรอกครับ เงินเดือน เงินค่าตอบแทนก็ยัง เหมือนเดิม ผมถึงกราบเรียนว่าผู้แทนชาวบ้านนายกท่านต้องคิดไปว่าระดับ อบจ. อบต. เทศบาล ไม่มีหรอกเจ้าพ่อเจ้าแม่อย่าไปคิด พวกนี้คือคนรับใช้ประชาชน พวกนี้กลัวที่สุดคือ ประชาชน อย่าว่าแต่จะเป็นเจ้าพ่อเจ้าแม่เลย ชาวบ้านขับรถไปในกลางเมืองขับรถไปตามถนน จราจรจับยังโทรให้นายกไปไถ่เอาหน่อย นายกต้องวิ่งรอกไปถ่ายบัตรประชาชนเขา เพราะฉะนั้น ในความคิดบอกว่าพวกนี้จะไปกดขี่ข่มเหงชาวบ้านไม่มีหรอก แล้วท่านต้องคิดต่อไปว่า ในเมื่อเขาจะเลือกเอาคนของเขามาปกครองเขา ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้กำลังแก้ไขอยู่ ทำไมไม่ให้เขาเลือกเอง มีความจำเป็นอะไรที่กระทรวงมหาดไทยต้องตั้งเอาคนตัวเอง ไปปกครองเขา แล้วทำได้ดีขนาดไหนรู้กันอยู่ไม่ว่าผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ทำไม่ดีเหมือนคนของเขาหรอก วันนี้เขาไม่ได้อาศัยผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอหรอก คนในพื้นที่ เขาก็อาศัยคนของเขาที่เขาเลือกมานั่นละ คนที่เห็นแต่แรกตั้งแต่แก้กฎหมาย ฉบับก่อนบอกคนที่จะปลดนายก อบต. เทศบาลทั้งหลายต้องประชาชนปลด อย่าไปให้ นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัดปลด อันนี้คือประเด็นที่ผมบอกว่าบ้านเมืองถ้าจะกระจายอำนาจหรือกระจายอำนาจไม่ใช่อำนาจ อย่างเดียว หลายท่านพูดไปแล้วเงินทองต้องให้เขาด้วยอย่าไปคิดแต่ว่าขยายแล้วเขาจะไป กดขี่ข่มเหงประชาชน คนกลุ่มนี้ไม่มี ผมต้องยืนยันแบบนั้น ผมเป็นคนบ้านนอก เกิดอยู่บ้านนอก แล้วก็คงจะตายอยู่บ้านนอกไม่มาตายหรอกกรุงเทพฯ อันนี้จึงเป็นประเด็นว่าคุณคิดอะไร คิดแล้วบอกว่าประชาชนไม่รู้เรื่อง ไม่ใช่ครับ วันนี้พี่น้องประชาชนเขารู้ว่าเขาต้องทำอะไร เขาเลือกผู้แทนของเขาอย่างไร แล้วผู้แทนกลุ่มนี้จะว่าเป็นนายก อบจ. เทศบาล อบต. ก็ตาม จะมีวาระอยู่แค่ ๔ ปี ๔ ปีคุณทำไม่ดีเขาไม่เลือกกันหรอกครับ เขารู้ว่าอยู่ด้วยกันทุกวัน เห็นว่าลูกตาสีตาสาแล้วเขาเลือกมาเป็นนายก อยู่แต่เล็กแต่น้อยไม่ใช่ว่า จากกระทรวง มหาดไทยเลือกไปเป็นนายอำเภอ ผู้ว่า เขาไม่รู้ที่มาที่ไป แล้วไม่มีประชาชนคนใดในหมู่บ้าน อยู่เฉย ๆ ไปพบผู้ว่า พบนายจวน พบที่ห้องทำงานไม่มีหรอก ไม่มีใครกล้าไปเพราะระบบ ศักดินาประเทศไทยจะยังอยู่อีกนานในความคิดผม ถ้าตราบใดยังไม่ให้ประชาชนเลือกคน ของเขามาเป็นผู้นำเขา มาเป็นผู้ปกครองเขา ประเด็นจึงอยู่ที่ว่าท่านคิดอะไร ไม่ต้องหวังว่า ท้องถิ่นเลือกท้องถิ่นให้เขาไปแล้วเขาจะไม่ทำหน้าที่ เขากลัวจะไม่ได้เป็นอีก ไม่เหมือนผู้บริหาร แล้วท่านกำนัน ผู้ใหญ่บ้านไม่ต้องไปตกใจ ตกใจทำไม ผมไปดูแล้วมันเป็นเรื่องกฎหมาย ปกครองท้องถิ่น มันไม่ใช่เรื่องกฎหมายภูมิภาค กำนันผู้ใหญ่บ้านกลัวทำไม แล้วท่านอาจารย์ ปิยบุตรก็บอกว่าไม่ใช่ ผมก็ไปดูในข้อกฎหมายว่ามันไม่ใช่ อย่าดราม่า (Drama) ว่าเพื่อทำให้ มันเสียหาย ไม่มีหรอก กำนัน ผู้ใหญ่บ้านอยู่กันจนตายประเทศนี้ ตั้งมาแต่ล้นเกล้า ร.๕ แล้ว ก็อยู่ไปอีกหลายชั่วชีวิต ก็อยู่ไปอยู่ด้วยกัน มีความอะไรจำเป็นอย่างไรอันนี้ต้องกราบเรียนว่า เป็นเรื่องที่ต้องบอกต้องกล่าวว่ากำนันผู้ใหญ่บ้านต้องอยู่กับชาวบ้านตลอดไปและเป็น ผู้ใกล้ชิดผู้หนึ่งไม่แพ้นายก อบต. เทศบาล หรือ อบจ. ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไปเชิญ พันตำรวจโท ธนภัทร กิตติวงศา🔗

พันตำรวจโท ธนภัทร กิตติวงศา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จันทบุรี

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันตำรวจโท ธนภัทร กิตติวงศา สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี เขต ๑ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผม ขออนุญาตในการมีส่วนร่วมที่จะอภิปรายต่อร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หรือที่เรียกว่าฉบับปลดล็อกท้องถิ่น กระผมเห็นด้วย ในหลักการที่จะกระจายอำนาจไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ท้องถิ่นนั้นมีอำนาจ ในการบริหารจัดการตนเอง ด้วยหลักการและเหตุผลของคณะผู้ร่างที่ว่ารัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ในหมวด ๑๔ การปกครองส่วนท้องถิ่นมีเนื้อหา สาระอันเป็นอุปสรรค อุปสรรคต่อการกระจายอำนาจไปยังท้องถิ่น อีกทั้งเหตุผลก็คือเพื่อให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่และอำนาจในการจัดทำบริการสาธารณะในระดับท้องถิ่น โดยทั่วไป เพื่อแก้ไขปัญหาหน้าที่และอำนาจที่ซ้ำซ้อนกับราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อไม่ให้ดูว่าเป็นการบังคับบัญชาและเพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในการบริหาร จัดการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ท่านประธานครับ ซึ่งจากเหตุผลและหลักการดังกล่าวกระผมนั้นมีความเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ในหลักการและเหตุผล แต่ขอกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพผ่านไปยังคณะผู้ร่าง และพี่น้องประชาชนที่ยื่นร่างในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในฉบับนี้ด้วยความเคารพว่าการที่จะให้ เป็นไปตามความต้องการหรือว่าเป็นไปตามหลักการดังกล่าวคงต้องใช้เวลาพอสมควรครับ เพราะบริบทของการปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละท้องถิ่นนั้น ไม่ว่าจะเป็น อบจ. เทศบาล หรือ อบต. ก็ตามทีมีความพร้อมไม่เหมือนกัน ความพร้อมที่ผมกล่าวก็คือในเรื่องของ สภาพแวดล้อม ทรัพยากร ผู้บริหาร แนวคิดของผู้บริหารต่าง ๆ ต้องค่อยเป็นค่อยไป เราจะ พลิกแผ่นฟ้าด้วยฝ่ามือในช่วงข้ามวันนั้นคงเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะการเพิ่มบทบัญญัติ ในหมวด ๑๔ ในเรื่องของการปกครองส่วนท้องถิ่น มาตรา ๒๔๕ ถึงมาตรา ๒๕๔/๖ ในส่วนที่สำคัญที่ผมอยากจะกล่าวถึงก็คือในการกำหนดให้คณะรัฐมนตรีจัดทำแผนยกเลิก การราชการส่วนภูมิภาคภายใน ๒ ปี นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญในฉบับนี้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมเป็นห่วงว่าข้าราชการทั้งหลายในส่วนภูมิภาค ตั้งแต่ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านปลัดจังหวัด ท่านปลัด ท่านนายอำเภอ ท่านปลัดอำเภอ รวมทั้งข้าราชการส่วนภูมิภาคที่บรรจุอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ นั้นท่านมีแผนแล้วหรือยังว่าจะให้ เขาเหล่านั้นไปทำหน้าที่ตรงส่วนไหน อย่างไร หรือแม้กระทั่งที่ผมให้ความสำคัญอย่างยิ่ง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งถือว่าเป็นราชสีห์ผู้ภักดีต่อแผ่นดินทั้งหลาย กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรแพทย์ เขาเหล่านั้นทำหน้าที่ประสานงานต่อจังหวัด ทำหน้าที่ ประสานงานกับทางอำเภอ ทำหน้าที่ประสานงานทั้งตำบลได้เป็นอย่างดีในตลอดที่ผ่านมา ซึ่งเป็นพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ ๕ ซึ่งทรงให้มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเกิดขึ้น เขาเหล่านั้น จะไปอยู่ที่ตรงไหน ในปัจจุบันนี้ค่าตอบแทน เงินเดือน ค่าตอบแทนของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยแพทย์ สารวัตรกำนัน ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ เขาเหล่านั้นก็ไม่ได้มีการท้วงติงหรือมีการขอ มายังรัฐบาลส่วนกลางแต่อย่างใด หรือแม้กระทั่งคณะกรรมการหมู่บ้าน ชรบ. เขาเหล่านั้น ไม่มีค่าตอบแทน ทำงานด้วยจิตอาสา ทำงานดูแลพิทักษ์รับใช้พี่น้องในท้องที่ ในท้องถิ่น ด้วยจิตอาสา เขาเหล่านั้นไม่มีค่าตอบแทน แต่ทำไมถึงจะไปลดบทบาทอำนาจหน้าที่ของเขา ตรงนี้ขอเป็นคำถามว่ามีแผนรองรับไว้หรือไม่ ถ้ามีอย่างไรอันนี้เป็นคำถาม🔗

ท่านประธานครับ อีกข้อหนึ่งที่ผมว่ายังไม่พร้อมสำหรับท้องถิ่นก็คือการให้ ท้องถิ่นนั้นกู้เงินในการบริหารท้องถิ่นของตนเอง เพราะผมเชื่อว่าท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ในแต่ละท้องถิ่นนั้น มีศักยภาพ มีความรู้ มีความสามารถไม่เหมือนกัน มีวิสัยทัศน์ ในการ พัฒนาท้องถิ่นไม่เหมือนกัน มันอาจจะเป็นภาระให้กับผู้บริหารท้องถิ่นต่อ ๆ ไปด้วย ที่หลังจากการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่น ทำงบประมาณในการกู้เงิน สร้างโน้นสร้างนี่ไว้ แต่ปรากฏว่าอีกระยะหนึ่ง เมื่อหมดสมัยแล้วไม่ได้รับเลือกเข้ามาทำประสานโครงการต่อ มันก็จะมีปัญหาให้กับคณะผู้บริหารท้องถิ่นในคณะที่เข้ามาบริหารใหม่ ตรงนี้ผมอยากจะให้ พิจารณาให้ถ่องแท้ ให้ถี่ถ้วนนะครับ🔗

สุดท้ายกระผมเห็นด้วยที่จะให้ท้องถิ่นมีอิสระในการปกครองตนเอง แต่ทั้งนี้ ควรจะมีพี่เลี้ยงก็คือรัฐบาลกลางในการประคับประคองแก้ไขปัญหาไปทีละจุด ๆ ครับ งบประมาณมีไม่เพียงพอไม่เป็นไร เรามีสภา เรามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอเข้ามา เป็นกฎหมาย เพื่อที่จะผ่านให้รัฐบาลปฏิบัติ เมื่อกฎหมายผ่านสภาเราจะให้ท้องถิ่นมีเงินใช้ กี่เปอร์เซ็นต์เราก็พิจารณาผ่านสภา โดยอาศัยสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้🔗

สรุปกระผมเห็นด้วยในหลักการ แล้วขอชื่นชมในความกล้าหาญที่ต้องการ เห็นความเปลี่ยนแปลงในการที่จะกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น แต่กระผมมีความเห็นนิดหนึ่งว่า ควรจะทำไปในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป หรือดังพุทธสุภาษิตที่กล่าวว่าช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม กราบขอบพระคุณท่านประธานพี่โอกาสครับ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ได้กลับมา ขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านจัตุรงค์ เสริมสุข วุฒิสมาชิก ขอเชิญครับ🔗

นายจัตุรงค์ เสริมสุข สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มกฎหมายและกระบวนการ ยุติธรรม

ขอบพระคุณท่านประธานครับ จัตุรงค์ เสริมสุข สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ขออนุญาตกราบเรียนในสิ่งที่ได้มีการอภิปรายกันอยู่ในขณะนี้เกี่ยวกับการร่างแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กับคณะ ได้มีการนำเสนอเข้ามาในสภา แห่งนี้ สิ่งที่ผมมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการเสนอการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีการกล่าวอ้างถึง ว่ามีการลงลายมือชื่อของประชาชนจำนวน ๘๐,๐๐๐ กว่าราย จากตัวหนังสือที่ส่งมานี้ ส่งให้กับทางท่านประธานรัฐสภาคือจำนวน ๘๐,๗๗๒ ท่าน ที่ลงลายมือชื่อไว้ แต่ปรากฏว่า ภายหลังจากที่มีการตรวจสอบลายมือชื่อของผู้ที่มีการกล่าวอ้างว่าได้ร่วมกันเสนอเพื่อขอ แก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับเรื่องท้องถิ่น กลับพบว่ามีลายมือชื่อที่ถูกต้องเพียงจำนวน ๗๐,๐๐๐ กว่าคนเท่านั้น หายไป ๔,๑๘๑ คน ตรงนี้อาจจะเกิดจากการผิดพลาดใด ๆ ก็แล้วแต่ แต่เป็น ข้อสงสัยที่สังคมควรต้องรับทราบ สำหรับการกล่าวอ้างที่จะทำหนังสือถึงประธานรัฐสภา เพื่อขอแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับเรื่องท้องถิ่น ภายหลังจากนั้นก็ไม่พบว่าได้มีการชี้แจง ความผิดพลาดใด ๆ ต่อสังคมว่ามันเกิดอะไรขึ้น ที่กล่าวอ้างว่า ๘๐,๐๐๐ กว่าท่าน แต่กลายเป็นเหลือ ๗๐,๐๐๐ กว่าท่าน หายไป ๔,๑๘๑ ท่าน🔗

ประการที่ ๒ สิ่งที่ผมจะนำกราบเรียนท่านประธานและ ณ ที่ประชุมแห่งนี้ ก็คือว่าการขอแก้ไขหลักสำคัญของผู้ที่นำเสนอการแก้ไขคือคุณธนาธร คุณปิยบุตร และคณะ ในเรื่องการแก้ไขเรื่องอำนาจหน้าที่ของการปกครองส่วนท้องถิ่น ท่านได้สร้างภาพง่าย ๆ ให้กับประชาชนได้รับรู้ รับเห็น รับฟัง สามารถจับต้องได้ก็คือว่าการปกครองส่วนท้องถิ่น ทุกวันนี้เป็นประหนึ่งว่าถูกครอบงำโดยราชการส่วนกลางและราชการส่วนภูมิภาค ราชการ ส่วนกลางก็คือนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม อธิบดีกรม หรือปลัดกระทรวง ทั้งหลาย นอกจากนี้ยังถูกครอบงำโดยผู้ว่าการจังหวัดและนายอำเภอ แน่นอนเลยครับ ถ้าสิ่งที่มีการอธิบายออกมาลักษณะเช่นนี้ ทุกคนที่ได้ฟังย่อมมีความรู้สึก ไม่เห็นด้วยและไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ฉะนั้นการที่ได้มีการขอแก้ไขโดยใช้ถ้อยคำในลักษณะ ที่ว่าท้องถิ่นหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรจะต้องมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการ งบประมาณการเงินของตนเอง การบริหารงานบุคคลของตนเอง ให้มีอำนาจหน้าที่ของ ตนเองนั้นฟังดูดีครับ ถ้าตั้งคำถามเช่นนี้ออกไป โปรยใบปลิวออกไป ลงโซเชียล (Social) ไปให้ประชาชนได้รับรู้รับฟัง ทุกคนเห็นด้วยทั้งนั้น ผมเองก็เห็นด้วย แต่ปรากฏว่าสิ่งที่ท่าน ได้มีการนำเสนอขอแก้ไขเข้ามาเหล่านี้ท่านพูดไม่หมด ประชาชนเองก่อนที่จะเข้าไปเห็นด้วย ชื่นชมชอบใจในสิ่งที่ท่านจะแก้ไขโดยที่ประชาชนไม่มีโอกาสได้รับรู้รับฟังว่าจริง ๆ แล้ว อำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น อบต. เทศบาล พัทยา กรุงเทพมหานคร ต่าง ๆ ก็แล้วแต่เขามีอำนาจหน้าที่ครบถ้วนอยู่ทุกประการ มีองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นที่ไหนที่ท่านบอกว่าเขาไม่มีอำนาจเลย การดำเนินการการจัดเก็บภาษี การจัดทำงบประมาณ การใช้เงิน การบำรุงทางน้ำ การจัดให้มีน้ำเพื่อการเกษตรเพื่ออุปโภค บริโภค การทำถนนหนทาง มีสิ่งใดที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่มีอำนาจบ้าง ราชการ ส่วนกลาง หรือว่าราชการส่วนภูมิภาคจะเข้าไปมีส่วนในเรื่องการดูแลองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น นั่นก็คือภายหลังจากที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้มีการใช้งบประมาณ ได้มีการดำเนินการตามมติของสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ ไปแล้ว ราชการ ส่วนกลาง ราชการส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอไม่มีอำนาจ ที่จะเข้าไปสั่งสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่มีอำนาจที่จะไปสั่งนายกองค์การบริหาร ส่วนตำบล นายกเทศมนตรี นายกเมืองพัทยา หรือผู้ว่ากรุงเทพมหานครว่าห้ามทำถนนเส้นใด ห้ามคุณจัดสร้างรถไฟฟ้า ไม่มีนะครับ ฉะนั้นสิ่งที่ท่านกำลังพยายามที่จะขอแก้ไข แล้วก็ระบุ ให้เห็นว่าการที่หน่วยงานส่วนราชการ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดีกรม ผู้ว่าหรือนายอำเภอยังมีอำนาจในการควบคุมครอบงำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น เป็นสิ่งที่ท่านพูดไม่หมด ท่านเปิดข้อเท็จจริงออกมาให้ประชาชนเขาได้รับทราบสิว่าตาม พระราชบัญญัติจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็น อบต. หรือเทศบาล กทม. หรือพัทยาก็แล้วแต่เขามีอำนาจในการดำเนินการทั้งปวงทั้งสิ้น รวมทั้งสิ่งที่ท่านกำลังบอกว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรจะมีอำนาจในการจัดทำงบประมาณและการใช้เงินของ ตนเอง ที่แล้ว ๆ มาไม่ใช่หมายความว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่มีอำนาจในการจัดทำ งบประมาณหรือการใช้เงินของตนเอง เขามีอำนาจในการจัดเก็บภาษีทุกรูปแบบที่อยู่ใน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนหนึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดเก็บภาษีเงินได้เพียง ประมาณ ๙ เปอร์เซ็นต์เศษ ๆ เท่านั้นเอง อีกส่วนหนึ่งก็ต้องรับการสนับสนุนมาจากรัฐบาล โดยเงินที่รัฐบาลให้การสนับสนุนที่แล้ว ๆ มาไม่ว่าจะเป็น ๓๕ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๔๑ เปอร์เซ็นต์ จนกระทั่งปัจจุบันอาจจะเหลือไม่ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ก็แล้วแต่ รัฐบาลไม่ได้มีอำนาจลงไป สั่งว่าคุณเอาเงินไปแล้วคุณจะต้องใช้อะไรบ้าง คุณไม่มีสิทธิใช้อะไรบ้าง จริง ๆ ไม่ได้เป็น เช่นนั้นเลย ฉะนั้นในสิ่งที่ท่านขอแก้ไขมานี้ ผมจึงใคร่ขอกราบเรียนท่านประธานแล้วก็ที่ประชุมแห่งนี้ว่า ผมไม่เห็นด้วย ฉะนั้นการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ถ้าหากว่าท่านพูดไม่หมด แล้วประชาชน ไม่เข้าใจ ถ้าสมาชิกวุฒิสภายกมือคัดค้านไม่เห็นด้วย เดี๋ยวก็จะไปปล่อยข่าวกันบอกว่าสมาชิก วุฒิสภาพยายามขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญของประชาชน ซึ่งมันไม่เป็นความจริง เราต้อง คุยกันด้วยเหตุด้วยผล🔗

อีกประการหนึ่ง ผมขออนุญาตท่านประธาน ผมขออีก ๑ นาทีครับ อีกประการหนึ่งที่เมื่อเช้านี้ ขออนุญาตท่านปิยบุตรได้กล่าวถึงว่าตามมาตรา ๖ ได้มีการทำ ประชามติโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐสภา ได้มีการทำรับฟังความคิดเห็น ขอโทษนะครับ รับฟัง ความคิดเห็นของประชาชนเรียบร้อยแล้ว ท่านก็หยิบหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่งสีฟ้า ๆ แล้วก็ชู ขึ้นมาบอกว่าเล่มนี้ได้มีการแจกให้กับสมาชิกรัฐสภาแล้ว ผมเน้นนะครับ ท่านหยิบสมุดขึ้นมา เล่มสีฟ้า ๆ แล้วท่านก็บอกว่าแจกให้แล้ว สมาชิกรัฐสภา สมาชิกวุฒิสภา โดยเฉพาะ ท่านจเด็จ อินสว่าง เปิดอ่านดูเสียบ้าง ประชาชนที่อยู่ทางบ้านดูภาพถ่ายการถ่ายทอดทางทีวี แล้วเห็นท่านชูเอกสารเล่มสีฟ้าขึ้นมา เขาไม่ทราบข้อเท็จจริงหรอกครับ จริง ๆ แล้วเอกสาร เล่มสีฟ้าที่ท่านปิยบุตรชูขึ้นมา มันไม่ได้มีการนำไปแจกให้กับสมาชิกรัฐสภาหรอกครับ สมาชิกวุฒิสภาทุกท่านไม่ได้รับ ฉะนั้นสิ่งที่ท่านกล่าวออกไป คนที่ฟังทีวีหรือได้รับฟังอยู่ ทางบ้านก็จะเข้าใจผิดว่าสมาชิกวุฒิสภาดีแต่ตีรวน ดีแต่ตำหนิว่ากล่าว แต่ไม่รู้จักอ่านเอกสาร ที่อยู่ตรงหน้าของตัวเอง ผมยืนยันว่าไม่มีการแจกเอกสารเล่มสีฟ้า ซึ่งผมเองก็ไม่ทราบว่า ในเอกสารนั้น มีข้อความอะไรอยู่บ้าง เราพูดกันถึงเอกสารเล่มสีฟ้า เราไม่ทราบ แล้วท่านปิยบุตร ก็บอกว่าเจ้าหน้าที่ไปทำมาแล้ว รับฟังความคิดเห็นแล้ว แล้วสมาชิกวุฒิสภามาตำหนิ เจ้าหน้าที่แบบนี้เขาไม่มีโอกาสได้ชี้แจง ตรงนี้เขาเสียหาย ท่านก็เลยชี้แจงแทน ฉะนั้น ถ้าเอกสารที่ท่านแจกเป็นเล่มสีฟ้า ผมยืนยันว่าไม่มีการแจก แต่เอกสารที่เจ้าหน้าที่มอบให้มา แล้ววางไว้ตามโต๊ะมันไม่ใช่เล่มสีฟ้า แต่มันมีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งผมก็ไม่ทราบว่ามันเป็นข้อมูลที่ถูกต้องตรงกันกับเล่มสีฟ้าที่ท่านชูขึ้นมาให้ประชาชนดู หรือเปล่า🔗

และอีกประการหนึ่ง ผมอยากจะอธิบายให้มันหมดว่าการไปรับฟัง ความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ของรัฐสภา ผมขอตำหนิในเรื่องนี้ด้วย เพราะว่าการรับฟัง ความคิดเห็นไม่ได้มีการถามให้มันชัดเจนว่าเห็นด้วยหรือไม่กับการที่จะกำจัดอำนาจของ ส่วนกลาง ของส่วนภูมิภาค เป็นการไปถามคร่าว ๆ เพียงเท่านั้นเองว่าเห็นด้วยหรือไม่ กับการที่จะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจในการดูแลบริหารจัดการตนเอง ลองไปดู คำถามสิครับ ถ้าถามแบบนี้ผมก็ยกมือด้วย ท่านถามไม่ตรง วิธีการทำลักษณะเช่นนี้ผมเห็นว่า มันไม่ชอบ ผมต้องตำหนิที่เจ้าหน้าที่ทำงานกันแบบนี้ แล้วพอถามกันแบบนี้ แล้วก็บอกว่า ผ่านการรับฟังความคิดเห็นแล้ว แล้วก็เอาเข้ามาในสภา แล้วพอสมาชิกวุฒิสภาอภิปราย คัดค้านไม่เห็นด้วย หรือว่าลงมติไม่เห็นด้วย ก็จะบอกว่าสมาชิกวุฒิสภาคัดค้าน คัดค้าน คัดค้านการออกกฎหมายทุกฉบับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ครับ🔗

นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เลย

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออภิปรายสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข ที่ประชาชนกว่า ๗๐,๐๐๐ กว่าคน ได้ร่วมกันนำเสนอต่อสภาแห่งนี้ โดยมีเหตุผลประกอบ ดังต่อไปนี้ครับ🔗

ประการแรก รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับ ปี ๒๕๖๐ มีเนื้อหา สาระในบางส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมวด ๑๔ การปกครองท้องถิ่น มาตรา ๒๕๒ ที่ผม มองว่ายังไม่มีความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องมีการแก้ไข บทบัญญัติใน มาตรา ๒๕๒ ที่บอกว่าสมาชิกสภาท้องถิ่นต้องมาจากการเลือกตั้ง ผู้บริหารท้องถิ่นให้มาจาก การเลือกตั้ง หรือมาจากความเห็นชอบของสภาท้องถิ่น หรือในกรณีองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษจะมาโดยวิธีอื่นใดก็ได้ แต่ต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งนี้ตามกฎหมายบัญญัติ เนื้อหาสาระในบทบัญญัติมาตรานี้ผมถือว่าเป็นเศษซากของอำนาจ จากการทำรัฐประหาร ได้เวลาที่ต้องแก้ไข วันนี้เราต้องให้ความไว้วางใจพี่น้องประชาชน อย่าคิดแทนประชาชน ไม่ต้องกังวลแทนประชาชน เขาเลือกผู้บริหารท้องถิ่นของเขา ถ้าทำไม่ดี ๔ ปีก็เลือกใหม่ เปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นมันมีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขมาตรานี้ ให้ผู้บริหารท้องถิ่นในทุกรูปแบบต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากพี่น้องประชาชนครับ🔗

ประการต่อมา ผมมีความมั่นใจว่าเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ในสังคมไทยได้เป็นอย่างดีก็คือเรื่องของการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น วันนี้นับวันความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยจะยิ่งขยายกว้างมากยิ่งขึ้น การกระจายอำนาจ สู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบการเพิ่มให้พี่น้องประชาชนให้มีรายได้สูงขึ้น ให้พี่น้องประชาชนไม่ว่าจะรวยหรือจน ไม่ว่าจะอยู่ในชนบทหรืออยู่ในเขตเมือง ให้เขาได้ เข้าถึงบริการสาธารณะได้อย่างเท่าเทียมกัน อันนี้เป็นเรื่องสำคัญและเป็นสิ่งที่น่าจะเป็น ประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างดีที่สุด ปัจจุบันนี้ภารกิจบางอย่าง ที่ถูกกำหนดไว้ให้เป็นภารกิจของราชการส่วนภูมิภาค หรือถูกกำหนดไว้เป็นภารกิจของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ พี่น้องที่อยู่ในเขตชนบท อยู่ในเขต อบต. เขาไม่สามารถ เข้าถึงบริการสาธารณะจากภารกิจเหล่านี้ได้ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ มองเห็นง่ายมาก เช่น การใช้บริการเรื่องของทะเบียนราษฎร์ การใช้บริการในส่วนของการทำใบขับขี่ การต่ออายุ ในเรื่องของการขนส่ง เหล่านี้ที่พี่น้องที่อยู่ในชนบทจะต้องใช้เวลาในการเดินทางไปใช้บริการ ในสำนักงานขนส่งจังหวัดที่มีอยู่แห่งเดียวทั้งจังหวัดในบางจังหวัด หรือแม้กระทั่งการไปทำ บัตรประชาชน การทำแจ้งบัตรประชาชนหาย ทำบัตรประชาชนใหม่ เหล่านี้ต้องไปที่ราชการ ส่วนภูมิภาคก็คืออำเภอ หรือไม่ก็เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ แต่จะให้ง่าย กว่านั้นดีไหม ถ้าเขาไปใช้บริการที่องค์การบริหารส่วนตำบลใกล้บ้านเขาได้ อย่างนี้ก็ทำให้ พี่น้องประชาชนที่อยู่ในชนบทเขาสามารถเข้าถึงบริการสาธารณะเหล่านี้ได้ ที่ผมกำลังจะพูด หมายความว่าผมให้การสนับสนุนในร่างฉบับนี้ที่บอกว่าการถ่ายโอนภารกิจสู่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นจะถูกกำหนดไว้ว่ากรอบระยะเวลาในการถ่ายโอน โดยกำหนดไว้ใน พ.ร.บ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่บอกว่า ภายหลังจากรัฐธรรมนูญประกาศใช้จะต้องมีการออกกฎหมายกำหนดแผนและขั้นตอน การกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายใน ๒๔๐ วัน ดังนั้นถ้าถึงกำหนด ระยะเวลาแล้วภารกิจไม่ถูกถ่ายโอนก็ต้องถ่ายโอนโดยอัตโนมัติอย่างนี้ผมคิดว่าสมควร อย่างยิ่งที่จะให้การสนับสนุน🔗

ประการสุดท้ายเป็นประการที่ ๓ ต้องยอมรับว่าบัดนี้ใกล้ถึงเวลาที่เราจะต้อง มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญแล้ว ที่ผมกำลังจะบอกหมายความว่าเรื่องของการปฏิรูป ระบบราชการไทย ปัจจุบันนี้มีระบบราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาคและราชการ ส่วนท้องถิ่นที่เห็นได้ชัดว่ามีการซ้ำซ้อนในส่วนของภารกิจหน้าที่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความล่าช้าในการจัดสรรงบประมาณจากส่วนกลางลงสู่พี่น้องประชาชน แถมหนำซ้ำ ยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการของพี่น้องประชาชน ผมเห็นด้วยกับร่างฉบับนี้ที่บอกว่ารูปแบบ การปกครอง รูปแบบของราชการที่จะมี ๒ รูปแบบ คือส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น ผมได้ศึกษา ดูรูปแบบระบบราชการของประเทศญี่ปุ่นเขากำหนดให้มีระบบส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น ใกล้เคียงกับร่างฉบับนี้ ระบบส่วนท้องถิ่นของประเทศญี่ปุ่นเขามีการจัดแบ่งไว้เป็น ๓ ส่วน ส่วนแรกเป็นส่วนของท้องถิ่นในรูปแบบของจังหวัด อันที่ ๒ เป็นรูปแบบของเทศบาล และ อันที่ ๓ เป็นรูปแบบพิเศษ ผู้บริหารท้องถิ่นก็มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ในรูปแบบจังหวัด อาจจะเป็นนายกจังหวัดที่ท่านว่า หรือเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้งก็แล้วแต่ จะไปกำหนดอีกครั้งหนึ่ง ส่วนในรูปแบบอื่น ๆ ก็มาจากการเลือกตั้งโดยตรงเป็นปกติ แต่สิ่งหนึ่ง ที่ผมยังอยากจะให้คงไว้ก็คือในส่วนของสถาบันกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่ยังมีความจำเป็นต่อบริบท ของสังคมไทยอยู่ ส่วนนี้ยังจำเป็นที่จะต้องคงไว้และที่ผมอาจจะไม่เห็นด้วยโดยตรงกับ ร่างฉบับนี้ก็คือในส่วนของการกำหนดว่าภายใน ๒ ปีนับจากประกาศใช้จะต้องมีการกำหนด แผนการยกเลิกระบบราชการส่วนภูมิภาคและต้องมีการทำประชามติในการยกเลิกราชการ ส่วนภูมิภาคนั้น ผมยังไม่เห็นด้วยในทันที เพราะเหตุว่าอยากให้มีการนำร่องในการจัดทำการ ปฏิรูประบบราชการไว้ภูมิภาคละ ๑ จังหวัดก่อน เพื่อดูเหตุและผลของการจัดสรร ความสัมพันธ์ระหว่างราชการส่วนกลางและราชการส่วนท้องถิ่นให้มีความชัดเจน และไปเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญให้มีการดำเนินการกำหนดปฏิรูประบบราชการแบบนี้ให้เป็น ราชการส่วนกลางและราชการส่วนภูมิภาคภายหลังที่ได้เห็นผลการศึกษา หรือการดำเนินการ อย่างแท้จริงในบางจังหวัดที่นำร่องไปแล้วอย่างชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นผมจึงขอสนับสนุน ในส่วนของร่างฉบับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนฉบับนี้ กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ต่อไปคุณนิคม บุญวิเศษ เชิญครับ🔗

นายจัตุรงค์ เสริมสุข สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มกฎหมายและกระบวนการ ยุติธรรม

ท่านประธานครับ จัตุรงค์ เสริมสุข ขออนุญาตครับท่านประธาน ผมขออนุญาต ชี้แจงนิดหนึ่งนะครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับ🔗

นายจัตุรงค์ เสริมสุข สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มกฎหมายและกระบวนการ ยุติธรรม

เมื่อสักครู่ที่ผมอภิปรายไป ผมได้กล่าวชัดเจนว่าสิ่งที่ท่านปิยบุตรได้หยิบชูขึ้นไป แสดงขึ้นมามันเป็นเอกสารเล่มสีฟ้า แล้วผมก็ได้ถามเจ้าหน้าที่ รวมทั้งให้เจ้าหน้าที่ไปถามทาง เจ้าหน้าที่ฝ่ายสำนักการประชุมแล้ว เจ้าหน้าที่ก็ยืนยันว่าเล่มสีฟ้าไม่มีการแจก แล้วผมได้ กล่าวด้วยว่าถ้าเรื่องรับฟังความคิดเห็นที่เจ้าหน้าที่ทำที่อยู่ในเอกสารที่แจกแล้ววางบนโต๊ะ มีอยู่เรื่องการไปรับฟังความคิดเห็น ฉะนั้นถ้าท่านปิยบุตรจะชี้แจงต่อไปก็อยากให้ชี้แจ้ง เพราะผมตั้งคำถามว่าสีฟ้าที่พูดถึงผมก็ไม่ทราบว่ามันคืออะไร ผมปฏิเสธว่าสีฟ้ามันไม่มี แต่ว่ารับฟังความคิดเห็นในนี้มันมีอยู่ ผมไม่ทราบหนังสือ อาจารย์เข้าใจใช่ไหม เข้าใจเล่มสีฟ้า ใช่ไหม พอดีมีสมาชิกท่านหนึ่งท่านมาแย้งผม ผมก็เลยอยากอธิบายให้ชัดเจน ลองรีเทป (Re-tape) ดูได้ ผมกล่าวชัดเจนครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านนิคม บุญวิเศษ เชิญครับ🔗

นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผมขออภิปรายร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... โดย นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กับคณะ และประชาชนผู้มีสิทธิ เลือกตั้งจำนวน ๗๖,๕๙๑ คน เห็นว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ บทบัญญัติในหมวด ๑๔ การปกครองส่วนท้องถิ่นมีเนื้อหาสาระอันเป็นอุปสรรคต่อการ กระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น หลายท่านได้อภิปรายในข้อกฎหมายบทบัญญัติไปแล้ว การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขย่อมทำให้ประชาชน ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการที่จะช่วยกันพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการกระจายอำนาจ สู่ท้องถิ่น เราต้องยอมรับว่าไม่มีใครคนใดคนหนึ่งมีความรู้ความสามารถรู้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะ การปกครองโดยการรวมศูนย์อำนาจมาไว้ที่รัฐส่วนกลาง เราได้พิสูจน์กันแล้วไม่ใช่หรือว่า การบริหารแบบนี้ทำให้บ้านเมืองมันล้าหลัง ประชาชนท้องถิ่นต่าง ๆ เกิดความเหลื่อมล้ำ ยากจน ถนนหนทางเองก็ตาม ถนนไม่ดี น้ำไม่ไหล ไฟไม่สว่าง เราทราบกันแล้วเราจึงจำเป็น จะต้องให้อำนาจท้องถิ่นเขามีอำนาจกระจายอำนาจให้เขา กระจายรายได้ต่าง ๆ ให้เพียงพอ เพื่อให้การบริหารท้องถิ่นมีความเจริญเทียบเท่ากับเมืองใหญ่ ๆ กระผมเลยคิดว่าถ้าการ บริหารมีประสิทธิภาพโดยการบริหารโดยรัฐรวมศูนย์คงไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในเรื่องการปลดล็อกท้องถิ่นหรอกครับ ฉะนั้นการปลดล็อกท้องถิ่นนั้นไม่ใช่ว่าจะเป็นการให้ อำนาจท้องถิ่นโดยท้องถิ่นปกครองตัวเอง มันไม่ถึงขนาดนั้น แต่เราต้องการกระจายอำนาจ ในส่วนที่ท้องถิ่นเขาจะต้องใช้อำนาจในการบริหารในท้องถิ่นของเขา เราต้องการกระจาย รายได้ให้ท้องถิ่นมีรายได้เพียงพอในการพัฒนาความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนที่ท้องถิ่นเขา ดูแล เพราะอย่าลืมว่าคนที่อยู่ในท้องถิ่นผู้บริหารท้องถิ่นเขาย่อมรู้ปัญหาต่าง ๆ มากกว่า ส่วนกลาง ไม่มีส่วนกลางคนไหนหรอกจะรู้ปัญหาเท่ากับท้องถิ่น เราเป็นประชาธิปไตย เรามีการเลือกตั้ง ส.ส. ขึ้นมา เพราะเราคิดว่า ส.ส. อยู่ในพื้นที่ แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปตัดสิทธิ ส.ส. ในการที่จะพัฒนาท้องถิ่น ตัดสิทธิงบประมาณต่าง ๆ แต่เอางบประมาณมาอยู่ที่ ศูนย์กลางที่เขาเรียกว่าไม่ใช่ประชาธิปไตย เป็นรัฐรวมศูนย์ เป็นอำนาจรัฐซึ่งอำนาจรัฐนี้ มาจากการยึดอำนาจสืบทอดกันมาถึงทุกวันนี้ การที่จะให้อำนาจท้องถิ่น ผมถามท่าน กลัวอะไร กลัวอำนาจท่านไม่มี กลัวผลประโยชน์ที่ท่านจะต้องเสียหรือ ถ้าเราคิดว่าท้องถิ่น เป็นประเทศไทย เราควรจะพัฒนาส่วนที่มันไม่พัฒนาใช่ไหม ตรงไหนที่พัฒนาแล้วเราจำเป็น จะต้องโหมงบประมาณไปกองกันตรงนั้นหรือ อย่าลืมว่าประเทศไทยทุกอณูประเทศ ทุกตารางนิ้วเป็นของคนไทยเป็นประเทศไทย ถ้าเราคิดอย่างนี้ท้องถิ่นเป็นของพวกเราทุกคน ผมเชื่อว่าผู้มีอำนาจทั้งหลายย่อมจะเห็นความสำคัญในการกระจายอำนาจ เพราะอย่าลืมว่า ท้องถิ่นเขามีความรู้ความสามารถ ถึงเขาจะไม่ได้มาเป็น ส.ส. เขาไม่ได้มาเป็นรัฐมนตรี เขาไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ความรู้ความสามารถเขาอาจจะมากกว่าพวกเราก็ได้ อาจจะ มากกว่ารัฐมนตรีก็ได้ ฉะนั้นอย่าไปกลัวการกระจายอำนาจ ผมคิดว่าการกระจายอำนาจ สู่ท้องถิ่นเป็นการพัฒนาท้องถิ่นที่รวดเร็วทันใจ ประหยัดงบประมาณ และมีประสิทธิภาพ มากที่สุด การที่เรามานั่งฟังผู้เสนอเราต้องเปิดใจ อย่าทำใจบอด อย่าทำตาบอด ถ้าเราทำใจบอดเราไม่สามารถฟังได้ยินหรอก เปิดใจกว้าง ๆ ทุกคนล้วนแล้วแต่มีความหวังดี ต่อชาติบ้านเมืองทั้งนั้น หลายท่านผมขอชื่นชม มีความเสียสละ หลายท่านมีความรู้ เราอย่าทำให้คนที่มีความรู้ความเสียสละเหล่านี้ต้องไม่ได้รับการเสนอให้เป็นคนที่มีส่วนร่วม ในการพัฒนา อย่าไปตัดสินคนเหล่านี้ ใครก็ตามที่มีความรู้ความสามารถที่อยากจะช่วย พัฒนาประเทศเราควรจะส่งเสริมไม่ใช่หรือครับ ผมก็เลยคิดว่าการเสนอร่างนี้ผมเห็นด้วย เพียงแต่ว่าในรายละเอียดต่าง ๆ ที่ท่านไม่เห็นด้วยสามารถไปแก้กันได้ในวาระสอง แต่ถ้าท่าน บอกว่าไม่ดี ๆ อะไรก็ไม่ดีสักอย่างหนึ่ง ผมคิดว่าท่านมีอคติแล้ว ฉะนั้นเรามองดี ๆ ถ้ามองใจ เป็นกลาง ผมก็ไม่ใช่เป็นลูกพรรคของคนเหล่านี้ แต่ผมคิดว่าการที่จะพัฒนาประเทศได้ เราทุกคนต้องช่วยกันระดมความคิดเห็น เอาความรู้ความสามารถของทุก ๆ คนออกมา เพื่อให้ประชาชนอยู่ดีกินดี เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทั้งทางด้านการศึกษา เศรษฐกิจ สังคม เพราะในท้องถิ่นเขามีดีอยู่แล้ว จะทำอย่างไรให้มันดียิ่งขึ้น งบประมาณลงไปถึงและมีการ พัฒนาอย่างรวดเร็ว อย่าลืมว่าส่วนกลางไม่สามารถรู้ทุกเรื่อง ผมก็เลยคิดว่าให้เราเปิดใจ รับร่างนี้เถอะครับ แล้วไปว่ากันในวาระสอง ผมขอสนับสนุน แล้วก็ขอขอบคุณทุกท่านที่มา เสนอในสภาในวันนี้ ขอบคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ต่อไปคุณเทียบจุฑา ขาวขำ ครับ🔗

นางเทียบจุฑา ขาวขำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางเทียบจุฑา ขาวขำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอร่วมอภิปรายสนับสนุน ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสาระสำคัญ ในเรื่องของการกระจายอำนาจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อให้สอดคล้องกับ หลักการปกครองแบบระบอบประชาธิปไตย แล้วก็ตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น จะเห็นได้ว่าตั้งแต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ที่ถูกยกเลิกไป ต่อมา ก็มีการตรากฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยใหม่ พุทธศักราช ๒๕๕๐ ก็มีสาระ และหลักการที่สำคัญที่ตราไว้ ก็คือหลักการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชน ในท้องถิ่น โดยบัญญัติให้รัฐต้องให้ความเป็นอิสระ รัฐต้องให้ความเป็นอิสระแก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วก็ต้องส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานหลัก ในการจัดทำบริการสาธารณะให้กับประชาชน แล้วก็มีส่วนร่วมในการตัดสินใจในการ แก้ปัญหาในพื้นที่ของตนเองอย่างมีอิสระ ในการกำหนดนโยบายในการบริหารหรือบริการ สาธารณะ แม้กระทั่งงานบริหารงานบุคคล หรืองานการคลัง การเงิน เป็นต้น แต่รัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันนี้ไม่ได้บัญญัติไว้ แล้วก็มีปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คือการรวบอำนาจไว้ ในส่วนกลาง ไม่กระจายอำนาจให้กับท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของกฎหมายก็ตาม เช่น การออกคำสั่งของ คสช. ที่เป็นปัญหาอุปสรรคในการจัดการกระจายอำนาจหรือการบริการ สาธารณะให้กับประชาชนให้สะดวกสบายขึ้น ดิฉันขอยกตัวอย่างเช่น ปัญหาด้านงบประมาณ จะสะท้อนความจริงว่าในกฎหมายได้จัดสรรงบประมาณให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร้อยละ ๓๕ ปัจจุบันนี้จริง ๆ แล้วแค่ประมาณ ๒๙ เปอร์เซ็นต์ แต่หน่วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่สามารถนำงบประมาณนี้ไปใช้จริง ๆ ได้ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะส่วนมากจะเป็นงบ ที่แอบแฝงจากส่วนกลาง เช่น เบี้ยผู้สูงอายุ หรือเป็นนโยบายของรัฐบาลที่มารวมมาแอบแฝง ไว้ในยอดจัดสรรของงบประมาณของท้องถิ่นเพื่อให้ตัวเลขมันสูงขึ้น และในงบตัวนี้ในองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถที่จะมานำมาแก้ปัญหาในความเดือดร้อนของประชาชน ดังกล่าวได้ และอีกเรื่องหนึ่งในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณเกิดความไม่เท่าเทียมกัน หรือเกิดความเหลื่อมล้ำ เช่น การจัดสรรงบประมาณให้กับจังหวัดเป็นเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ หรืองบถ่ายโอนตามภารกิจต่าง ๆ เช่น การถ่ายโอนภารกิจเรื่องถนน ดิฉันจะยกตัวอย่าง หลาย ๆ จังหวัดที่ดิฉันได้เห็นหนังสืองบประมาณเล่มขาวคาดแดง จะเห็นว่าการจัดสรร งบประมาณถ่ายโอนถนนให้ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็กหรือจำนวน ประชากรมากน้อยขนาดไหนก็ตามให้จำนวนเท่ากันหมดเลย แต่ละเส้นไม่เกินเส้นละ ๑๐ ล้านบาท จังหวัดละ ๓ เส้นทาง หรือ ๔ เส้นทาง อย่างนี้ดิฉันคิดว่ามันไม่แก้ปัญหา ไม่ตอบโจทย์ให้กับพี่น้องประชาชนในแต่ละจังหวัด ขณะเดียวกันการดูแลปัญหาประชาชน เรื่องการถ่ายโอนแหล่งน้ำก็ดี และปัจจุบันนี้เร็ว ๆ นี้ก็เรื่องถ่ายโอนของ รพ.สต. ซึ่งไม่มีความ ชัดเจนหลาย ๆ เรื่องในเรื่องด้านงบประมาณที่จะบริหารจัดการของ รพ.สต. ที่จะถ่ายโอน ขึ้นมานี้ก็ไม่ชัดเจนว่า รพ.สต. ขนาดมีเป็นขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก จะได้ งบประมาณเข้าไปดูแลพี่น้องประชาชนเท่าไร อย่างไร ก็ยังไม่ชัดเจน ดิฉันได้ยกตัวอย่าง เรื่องงบประมาณไปแล้ว ยกตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่งก็คือด้านการเขียนกฎหมายซ้ำซ้อนกัน ทำให้เกิดปัญหาเรื่องอำนาจในการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดิฉัน จะยกตัวอย่างเกี่ยวกับเรื่องผู้ด้อยโอกาส คนพิการ ซ้ำซ้อนกับงานพัฒนาสังคมและความ มั่นคงของมนุษย์ บางครั้งอาจท้องถิ่นและก็ไม่กล้า เพราะว่าในด้านกฎหมายไม่ชัดเจน พอไม่ชัดเจน แต่ปฏิบัติไปเกิด สตง. มาตรวจสอบก็จะเกิดปัญหาขึ้น อีกเรื่องหนึ่งที่ คสช. ได้เขียนไว้ในเรื่องกระจายอำนาจ แต่ไม่กระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่น คือในเรื่อง ของการบริหารงานบุคคลท้องถิ่น ปัจจุบันนี้มีปัญหามากมาย ซึ่งแต่เดิมนั้นองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นได้จัดการบริหารขององค์กรด้วยตนเอง แต่เมื่อประกาศ คสช. ฉบับที่ ๘/๒๕๖๐ ให้มีการคัดเลือกบุคลากรท้องถิ่นโดยส่วนกลาง โดยกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งท่านคงจะคิดว่าไม่ไว้ใจท้องถิ่น จะกล่าวหาท้องถิ่นว่ามีการทุจริต แต่เมื่อให้ส่วนกลาง มาดำเนินการโดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นให้มาคัดเลือกเอง ท่านคงจะได้เห็นตามข่าว เกิดการร้องเรียนการทุจริตเกิดขึ้น เขาเรียกว่าเกิดปัญหากบกระโดด คือการร้องเรียน ฟ้องศาลปกครองให้องค์กรปกครองท้องถิ่น เรื่องการสอบจะให้ทำใหม่ จะเห็นว่า ถ้าส่วนกลางทำบุคลากรที่ได้มาก็คงจะได้บุคลากรที่ไม่ตรงตามท้องถิ่นเท่าไรนัก เจ้าหน้าที่ ที่มาทำงานก็ไม่เข้าใจวัฒนธรรมประเพณีเท่าไร ไม่ตอบสนองความต้องการของพี่น้อง ประชาชน นี่คือปัญหาหลัก ๆ ที่ดิฉันยกตัวอย่างว่ามันควรจะกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ตามภารกิจ ตามหน้าที่ของรัฐธรรมนูญ ตามระบอบประชาธิปไตย ดิฉันก็ขอสนับสนุน การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต่อไป ขอบคุณค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ต่อไปคุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชิญครับ🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงใหม่

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต่อร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งเสนอโดยภาคประชาชน มีพี่น้องประชาชนเข้าชื่อกัน ๗๐,๐๐๐ กว่ารายชื่อ ต้องเรียนด้วยความเคารพครับ พรรคเพื่อไทยเองได้มีการประชุมหารือกันในรายละเอียด ประเด็นแรกเลยในส่วนของร่างรัฐธรรมนูญวันนี้เรากำลังพูดคุยกันในวาระหนึ่ง คือการรับ หลักการของตัวร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นของการปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งจากการ พูดคุยในพรรคเองนั้นพวกเราให้ความเห็นชอบในหลาย ๆ ประเด็น ประเด็นแรกเลย เราสนับสนุนในเรื่องของการกระจายอำนาจเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อลด ความเหลื่อมล้ำแล้วก็สร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับสังคม ๒. ในหลายปีที่ผ่านมาเมื่อมี ร่างกฎหมายที่มาจากภาคประชาชนนั้นเรารับไว้ด้วยความเต็มใจ เพราะว่าการเข้าชื่อกันของ พี่น้องประชาชนไม่ว่าจะจำนวนเท่าไรก็ตาม นั่นคือความพยายามอันใหญ่หลวง แล้วก็มี อุปสรรคมากมาย เมื่อเข้าชื่อกันเพื่อที่จะส่งกฎหมายเข้าสู่สภาตามกลไกของรัฐธรรมนูญ พวกเราในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่มีเหตุให้ปฏิเสธ เมื่อเข้ามาแล้วก็มาพูดคุยกัน ไปแก้ไขกันในชั้นของกรรมาธิการ แล้วก็มาว่ากันในวาระสามว่าเราจะรับหรือไม่รับ นั่นคือ เป็นหลักการการทำกฎหมาย แล้วก็เป็นสิ่งซึ่งพรรคเพื่อไทยเราให้ความเห็นชอบมาโดยตลอด ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีส่วนแตกต่าง แต่อย่างไรก็ตามในเนื้อหาสาระต้องเรียนอย่างนี้ครับ ในหลักการท่านแก้ไขในหมวดซึ่งเกี่ยวกับเรื่องของการปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ว่าในเนื้อหาสาระ ในตัวกฎหมายเองยังมีประเด็นซึ่งเป็นข้อถกเถียงมากมาย ผมอาจจะลงรายละเอียดไม่มาก เพราะว่ามีเพื่อนสมาชิกได้พูดคุยไปในหลายประเด็น แน่นอนเมื่อมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อมีการเปลี่ยนกฎหมายซึ่งเป็นกฎหมายหลักของประเทศ สิ่งที่มันเกิดตามมาแน่นอนก็คือ ความกลัว ความระแวง บางคนระแวงกับชื่อของผู้เสนอ อันนี้เป็นเรื่องปกติแล้วก็รับได้ครับ ก็แก้ไขกันไป แต่บางคนนี่กลัวในเรื่องของความเปลี่ยนแปลงจริง ๆ อันนี้ต้องยอมรับ ท่านอาจจะมาชี้แจงตั้งแต่ช่วงเช้าอาจารย์ปิยบุตรก็ชี้แจงในสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็มีการตอบ คำถามบอกว่า ส่วนที่ท่านเป็นห่วงกันในเรื่องของชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้านก็ตาม ในเรื่องของ ส่วนราชการการปกครองส่วนท้องถิ่นก็ตาม ไม่ต้องห่วงไม่มีปัญหายังอยู่แล้วก็สามารถดำเนิน ต่อไปได้ แต่ในความรู้สึกของคนที่เขาอยู่ในองค์กรนั้น ๆ เขาอยู่ด้วยความกลัวว่าอนาคตของเขา ทิศทางเป็นอย่างไร จะบอกว่าถ่ายโอนไปท้องถิ่นแล้วในสุดท้ายแล้วสุดทางแล้วแคเรียพาท (Career path) หรือว่าอาชีพของเขาที่เขาเดินอยู่มันจะก้าวไปถึงจุดสุดท้ายเขามองภาพไม่ออก อันนี้มันเป็นสิ่งซึ่งเราจะต้องมาทำร่วมกัน ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบ ในวาระหนึ่งจากรัฐสภาเราก็ต้องไปถกกันในชั้นของกรรมาธิการเพื่อที่จะหาหนทางแก้ไขและ ให้คำตอบกับพี่น้องประชาชนในทุก ๆ กลุ่ม เพื่อที่เขาจะได้มีความสบายใจว่าสุดท้ายแล้ว เราจะสามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างโดยที่เขาจะเดินไปกับเราได้อย่างไร เพราะเขาก็เป็น ประชาชนคนไทยคนหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามผมต้องเรียนด้วยความเคารพว่าแม้แต่ผมเอง ก็ยังเกิดข้อสงสัย เพราะอะไร ท่านอาจจะบอกว่าไม่มีปัญหาใด ๆ ก็ตาม แต่เรารู้ทุกการ เปลี่ยนแปลงมันเกิดขึ้นมาแล้วมันเกิดพลวัตรที่มันจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องเป็น โดมิโน (Domino) ต่อไป มันไม่มีทางหรอกที่มันจะยังคงเดิมได้ เพราะฉะนั้นสุดท้ายแล้วเราก็ ต้องมาหาหนทางที่จะมาเยียวยา ที่จะมาแก้ไข ที่จะมาปิดช่องโหว่ต่าง ๆ ในส่วนของการแก้ รัฐธรรมนูญนั้นผมอยากจะฝากทางผู้เข้าชื่อเสนอร่าง รวมถึงทางเพื่อนสมาชิกที่จะเป็น กรรมาธิการ ถ้ามีได้นะครับ ประเด็นสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้เราพูดกันมาก ในวันนี้ ปรากฏว่าประเด็นแห่งการถกเถียงมันเลี้ยวไปอยู่ที่ในประเด็นของการที่จะปรับ โครงสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ ประเภทต่าง ๆ คือเราเปลี่ยน เราไปพูดกัน ถึงทูลส์ (Tools) ถึงเครื่องมือ แต่ต้องคิดอยู่ในใจเสมอเลยว่าวัตถุประสงค์แห่งการแก้รัฐธรรมนูญมันไม่ใช่เรื่องของว่า เราต้องการกระจายอำนาจโดยเห็นรูปแบบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นอย่างไร แต่ให้คิดถึงเป้าหมายเป็นหลัก เป้าหมายแน่นอนครับ ก็มีการพูดถึงกันบ้างนะครับในช่วงเช้า หลาย ๆ ครั้ง บางครั้ง ก็คือเรื่องของการที่เราต้องการจะลดความเหลื่อมล้ำ เราต้องการที่จะ สร้างความเจริญให้มันกระจายตัวออกไปยังทุก ๆ ชนบท ทุก ๆ ชุมชนให้มันเกิดขึ้นจริง ซึ่งปัญหาตรงนี้ต้องเรียนด้วยความเคารพว่าแม้แต่ท้องถิ่นในปัจจุบันหรืออะไรก็ตาม หรือโครงสร้างใหม่ก็ตามก็ยังไม่การันตี (Guarantee) ไม่สามารถที่จะยืนยันได้ว่าการแก้ไข ปัญหาเหล่านี้มันจะเกิดขึ้นจริง เป็นต้นว่าเรื่องของงบประมาณก็ตาม ท่านก็บอกว่าภายใน ๔ ปี ๕ ปี เราจะมีการปรับโครงสร้างงบประมาณอย่างใหญ่เลย จะมีการถ่ายโอนงบประมาณ ไปสู่ส่วนท้องถิ่นถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ จะยืนยันได้อย่างไรว่ามันจะไม่เหมือนกับปัจจุบัน ซึ่งเป็นการถ่ายโอนภารกิจไป แล้วก็ผ่านเงินไปให้เขาโดยที่ท้องถิ่นเป็นเพียงแค่นักบัญชี คือรับเงินมาแล้วก็จ่ายไป โดยที่ไม่มีกระบวนการในการบริหารจัดการงบประมาณเอง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นตัวเลขที่ดูเยอะ เราต้องมานั่งคิดกันว่าสุดท้ายแล้วเราจะกระจาย ความเจริญเหล่านี้ไปยังท้องถิ่นเล็ก ๆ ในชนบทได้อย่างไร เขาอยู่ปลายไร่ ตีนดอย เราจะ กระจายเงินเหล่านี้ไปให้เขาเพียงพอที่เขาจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาคุณภาพชีวิต ให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างไร นี่คือประเด็นสำคัญ เพราะอะไรครับ ท้องถิ่นขนาดใหญ่ กทม. เอง พัทยาเอง หรือว่าเทศบาลที่อยู่ในเขตปริมณฑล งบประมาณมหาศาล แน่นอน เขาเป็นคนเก็บภาษีที่ได้รายได้จำนวนมากเข้ารัฐ เขาก็รู้สึกว่านั่นเป็นสิทธิของเขาเองที่เขา จะต้องได้รับการบริหารจัดการเงินงบประมาณนั้น ในขณะที่ท้องถิ่นที่มันอยู่ห่างไกล ท่านอาจจะบอกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้า ๕๐ เปอร์เซ็นต์จากการจัดเก็บไม่เพียงพอที่จะทำ อะไรเลย อันนี้เราก็ทราบความจริงกันดี แล้วเราจะแก้ไขปัญหาโครงสร้างในการกระจาย รายได้ของท้องถิ่นเพื่อให้มันถึงมือ ให้มันกระจายได้อย่างมีความเหมาะสมและเกิดประโยชน์ กับทุกคนอย่างเท่าเทียมได้อย่างไร อันนี้เป็นประเด็นซึ่งจะต้องมาถกเถียงถกแถลงกันต่อ ในรายละเอียด🔗

ประเด็นสุดท้าย เรื่องของกรอบเวลา หลายคนนี้ก็เป็นห่วงเป็นใยในเรื่องของ กรอบเวลา ทำไมเอาเข้ามาในช่วงนี้ ผมเข้าใจมันเป็นเรื่องของกระบวนการเข้าชื่อเสนอ กฎหมายใช้เวลา เข้าสภาท่านประธานบรรจุระเบียบวาระก็ไม่ใช่ความผิดพลาด เพราะว่า มันเป็นไปตามขั้นตอนของการตรวจสอบรายชื่อ อันนี้เราอยู่สภามานานจนกระทั่งเรารู้แล้ว ว่าขั้นตอนต่าง ๆ มันมีระยะเวลาที่จำเป็นต้องใช้ แต่สิ่งสำคัญไม่ต้องห่วง ถ้าเกิดว่าเราให้ ความเห็นชอบต่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กระบวนการของสภามันไม่มีที่สิ้นสุด วันนี้ มีสภาชุดนี้ ถึงแม้ว่าอายุของสภาในชุดปัจจุบันสภาผู้แทนราษฎร ด้วยความเคารพเราจะ เหลืออีกเพียงไม่กี่เดือนก็จะมีการเลือกตั้งใหม่ เมื่อเดินหน้าสู่การเลือกตั้งใหม่ สภาชุดใหม่ เริ่มต้นมามีการเลือกนายกรัฐมนตรี กลไกของรัฐธรรมนูญเองก็กำหนดว่าตัวนายกรัฐมนตรี ซึ่งมาจากการเลือกตั้งคนใหม่ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามก็มีสิทธิในการที่จะเลือกเอากฎหมาย ต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงพระราชบัญญัติการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วยมาว่าเราจะยืนยันหรือไม่ ถ้ายืนยันก็เดินหน้าต่อก็ตั้งกรรมาธิการเข้าไปเสริมเราก็แก้ไขกันต่อไป ซึ่งพรรคเพื่อไทยยืนยัน ถ้ามีโอกาสได้เข้าไปเป็นรัฐบาล เรายืนยันว่าเราจะเดินหน้าเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็น ของการปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อให้เกิดการกระจายอำนาจอย่างเป็นธรรมอย่างแน่นอนครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ต่อไปคุณครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ครับ🔗

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ผู้แทนเมืองสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิก รัฐสภา เข้าใจว่าเป็นคนสุดท้ายของคืนนี้แล้ว แต่ไม่ใช่อภิปรายสรุป เป็นการอภิปรายปกติ จริง ๆ ก็ฟังมาตั้งแต่เช้า ตั้งแต่อาจารย์ปิยบุตร คุณธนาธรได้มาชี้แจง ผมเห็นใจคุณธนาธร ถ้าเป็นไปได้คุณต้องเปลี่ยนชื่อแล้วก็เปลี่ยนหน้าด้วย ทั้งคุณปิยบุตร เพราะบางเรื่องมันเป็น เรื่องที่ดี สังคมจะได้ยอมรับได้ง่าย แต่วันนี้ท่านถ้ายังมีหน้าธนาธรเหมือนเดิมกับปิยบุตร มันก็ยากหน่อย ก็ต้องทำใจล่ะไอ้น้อง ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนอื่นผมขอบคุณท่านประธานด้วยความเคารพจริง ๆ ผมจำได้ เมื่อปี ๒๕๔๔ ผมมาเป็นผู้แทนราษฎร ผมเจอท่านรัฐมนตรีชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ขออภัย ที่เอ่ยนามท่าน ไม่เสียหายครับ ท่านรักษาอาการ ท่านเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง มหาดไทย ซึ่งทำหน้าที่ในการรับผิดชอบในวันนั้น ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ที่ชื่อชวน หลีกภัย ก็ได้มานั่งคุยเรื่องท้องถิ่น เพราะว่ารัฐบาลท่านเป็นรัฐบาลแรกที่ให้มีการเลือก อบต . ผมชอบมาก ตั้งแต่นั้นมามันเหมือนกับเต่าคลานเลย มันก็สะดุดมาเรื่อย ๆ พอมาพรรคเพื่อไทย พรรคไทยรักไทยเราก็คิดกัน แต่ว่าวันนั้นปัญหาของประเทศมีมากก็ต้องซ่อมประเทศก่อน ซ่อมเสร็จว่าจะสร้างก็โดนปฏิวัติ โดนยุบ ยุบ ปฏิวัติ ปฏิวัติแล้วก็ยุบ อยู่อย่างนี้มาตลอด จนกระทั่งถึงรัฐบาลทุกวันนี้สืบเนื่องมาตอนปฏิวัติด้วย ท่านเป็นหลายโรคท่านนายกรัฐมนตรี แล้วโรคหนึ่งที่ผมเห็นได้ชัดถ้าท่านประธานจำได้เมื่อวานท่านประธานนั่งอยู่บนบัลลังก์ ผมก็อภิปราย คือโรคที่ท่านกลัวเรื่องกระจายอำนาจ ผมโดนหลอกมาโดยชัดเจนเรื่อง กฎหมายพระราชบัญญัติ คำสั่งที่ ๑๙/๖๐ ที่จะกระจายลงไปให้ครู มีผู้แทนครูมาดูแลครู มาปกครองครู แต่ท้ายที่สุดสิ่งที่เราคาดหวังในชั้นกรรมาธิการ เราไปเจอคำสั่งอีกคำสั่งหนึ่ง นั่นก็คือไม่ให้มีการเลือกตั้ง ให้มีการแต่งตั้ง แล้วก็เมื่อวานนี้อีก กฎหมายส่งเสริมการเรียนรู้ ก็แต่งตั้งไปหมดครับคณะกรรมการ แล้วเมื่อไรคนจะได้คิด คนจะได้อ่าน แล้วการเรียนรู้ ในระดับล่างขึ้นมามันจะได้พัฒนากันเสียที วันนี้ขอบคุณคุณธนาธรที่เข้ามา แล้วก็ขอบคุณ ท่านประธานด้วยเพราะท่านประธานให้โอกาสตลอด กฎหมายภาคประชาชนหลายฉบับแล้ว ที่นำเข้ามาสู่สภาแห่งนี้แต่ต้องผิดหวังไปทุกฉบับ แต่อย่างน้อย ๆ สภาผู้แทนชุดนี้ได้บันทึก เหตุการณ์ที่พวกท่านมีความตั้งใจเข้ามานำเสนอสังคมจะได้รับฟัง แต่สิ่งหนึ่งผมฝากไว้ด้วย อันนี้ผมนึกอะไรได้ผมคุยอย่างนั้น เรื่องไอโอ (IO) พรุ่งนี้จะออกอีกว่าสภา พรรคที่บอกว่าจะรับ กฎหมายกระจายอำนาจ จะเอาครูมาอยู่ท้องถิ่น ยกเลิกกำนัน ยกเลิกโน่น ยกเลิกนี่ อันนี้ อันตรายมาก ผมพูดกันไว้ก่อนเพราะผมกลัว ผมเคยเจอมาสมัยหนึ่งที่บอกว่าครูจะไปอยู่ ภายใต้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น คือให้นายกปกครองในวันนั้น มากันเต็มเลย แล้วผมเป็นครู ผมก็เดือดร้อน เพราะอย่างน้อย ๆ เขาก็ไปขอค่าน้ำมันรถ แล้วผมไม่มีให้เขา ผมไม่ได้มีธุรกิจ อะไร เป็นผู้แทนโดยอาชีพ แต่โรคกระจายรัฐบาลนี้กลัวจริง ๆ ดูจากสุราเสรี สุราเสรีก็คือ เป็นการกระจายอำนาจไปให้คนทั่ว ๆ ไปด้วยซ้ำ ท้ายที่สุดก็ล้มกลางอากาศ อยู่ได้ ๒ สัปดาห์ เบียร์ขึ้นลังละ ๑๖ บาท มันเกิดอะไรขึ้นกับบ้านนี้เมืองนี้ นั่นก็คือเมื่อไรไม่มีการกระจายอำนาจ ความเหลื่อมล้ำยิ่งเกิด และง่ายต่อการปกครองเพราะคนมันยิ่งจน ความเท่าเทียมมันไม่เสมอกัน มันจะมีความสูงต่ำห่างกันมาก อย่าไปกลัว วันนี้ชาวบ้านในชนบทเขาเรียนรู้ ท่านไปดูการ เลือกตั้งนายก อบต. ครั้งที่ผ่านมา คนเดิมได้มาไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วผมไม่เชื่ออีกว่า ในอำเภอผมหลายเขตที่มีคะแนนโนโหวต (No Vote) ที่ลงคนเดียว โนโหวต (No Vote) ๘๐๐-๙๐๐ บางตำบลเป็นพันคน นั่นแสดงให้เห็นว่าเขาเกิดการเรียนรู้แล้วว่าเมื่อผู้บริหาร ลงคนเดียวเขาไม่มีตัวเลือก เขาก็เลยจำเป็นต้องออกมาแสดงในวันเลือกตั้ง เพราะเขาไม่มี โอกาสได้แสดงในโอกาสต่าง ๆ อาจจะกลัวอิทธิพลบ้าง อาจจะกลัวอะไรต่าง ๆนานา แต่บัตร ที่ใส่ในคูหาไม่มีใครสามารถมองเห็นเขาได้ เขาใส่โนโหวต (No Vote) เขาแสดงให้เห็นว่า คุณใช้ไม่ได้ แล้วรัฐบาลก็พยายามบีบคั้นในหลายเรื่อง ก็เหมือนท่านนิยมบอกเมื่อสักครู่ ก็ไปยกเลิกโน่นยกเลิกนี่ ทำไมไม่ยอมให้เขาเกิดการเรียนรู้ เมื่อเขาเรียนรู้มากเท่าไร การพัฒนาก็ยิ่งมากขึ้น เอาล่ะ ในการเขียนกฎหมายมานี้อาจจะไม่สมบูรณ์ เพราะท่านอาจจะ คิดกันอยู่ ๒-๓ คน ไม่เอาครูมานิตย์ไปช่วยคิดด้วยมันก็ไม่ค่อยสมบูรณ์หรอกครับ แต่แก้ได้ อะไรที่มันไม่สมบูรณ์มันแก้ได้ ในตลาดมันยังมีลิควิด (Liquid) เลยไว้ลบคำผิด นับประสาอะไรในชั้นกรรมาธิการเราก็แก้มา เหมือนกฎหมายบางฉบับที่ผมบอกแก้มาในชั้น กรรมาธิการแล้วเรามาโดนหลอก นี่คือสิ่งที่รัฐบาลเขากลัว อย่ากลัวครับ เขาไม่ได้สตัฟฟ์ (Stuff) ท่านไว้บริหารประเทศอีกนานหรอก นี่ก็เหลือ ๒ ปีแล้ว จะเป็นต่อ ใครเขาจะไปเลือก คนเป็นมะเร็งเหลือ ๒ ปีแล้ว ไม่ได้ มันปิดบังกันไม่ได้ พอเราอยู่มาถึงเวลาหนึ่งมันต้องยอมรับ ความเปลี่ยนแปลง ผมนี่เป็นคนหนึ่งยอมรับความเปลี่ยนแปลงว่าบ้านเมืองมันจะไปอย่างไร มันก็ไป ผมเชื่อทุกคนที่อยู่ในสภาแห่งนี้ หรือ ๒-๓ ท่านที่นั่งอยู่ข้างบนมีเจตนาดี รักบ้าน รักเมือง รักแผ่นดินเกิด ผมไม่เชื่อว่าคุณไปรักอเมริกา รักญี่ปุ่นมากกว่าประเทศไทย ผมแค่ดูหน้าก็รู้ ท่านก็มีเจตนาดี ผมเห็นด้วยที่เสนอกันมา เพราะการแก้ไขปัญหาวันนี้เราเห็นจากไวรัสโควิด (Virus COVID) เราก็เห็น ลัมปีสกิน (Lumpy Skin) วัวตายเต็มบ้านเกลื่อนเมือง ท้องถิ่นไม่มีเงิน ซื้อวัคซีน รอรัฐบาลกลางตายหมดคอกแล้ว โควิด (COVID) มาวันนี้ก็แก้ปัญหารอประชุมกัน ๔ ๕ ๖ ๗ คณะ ๘ คณะ ๙ คณะ แล้วรัฐบาลนี้ก็สุดยอดอีก การตั้งคณะกรรมการ แก้ปัญหา เรื่องอะไรไม่ได้ก็ตั้งกรรมการนั้น ตั้งกรรมการนี้ ๗๐-๘๐ กรรมการ แล้วมอบให้ผู้ว่าราชการ จังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดท่านจะมีปัญญาไปแก้อย่างไร โดยลำพังหน้าที่ท่าน ๗๐-๘๐ งาน ที่ส่วนกลางมอบไปให้อยู่แล้ว วิ่งประชุมแต่ละวันก็หัวขวิดแล้ว ฉะนั้นภาพโดยสรุปผมเห็นด้วย อย่างยิ่งในการที่ทำกฎหมายกระจายอำนาจแก้ไข เพียงแต่ว่าวันนี้ผมขอฝากไว้ ๒-๓ เรื่อง ๑. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อยู่อย่างไร ต้องให้เขาอยู่ เพราะเขาเป็นบุคคลสำคัญในการสร้างบ้าน สร้างเมือง ๒. ข้าราชการในส่วนภูมิภาคจะจัดระบบอย่างไร อย่าให้ไอโอ (IO) ออกมาว่า พรรคเพื่อไทยร่วมกับพรรคก้าวไกลไม่เอาอันนี้อีกแล้ว จะทำอย่างโน้น จะทำอย่างนี้ ผมเชื่อว่า พวกเราทั้งหมดเราไม่คิดอย่างนี้ พรรคเพื่อไทยโดยเฉพาะท่านหัวหน้าชลน่าน ศรีแก้ว ท่านยังเตือนมาอีกว่าอภิปรายให้ระมัดระวังหน่อย ผมบอกครับท่านหัวหน้า เพราะพรรคเรา มีจุดยืนที่ชัดเจนเรื่องของการกระจายอำนาจ เรื่องกรอบดูแลกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เรื่องกรอบ ดูแลข้าราชการ จัดโอกาสให้เขาโต พวกผมกับพวกท่านเราโดนต้มมาในสภาแห่งนี้ เรื่องกฎหมายที่ใช้คำว่ากระจายมาหลาย ๆ เรื่องแล้ว ผมขอชื่นชมในความตั้งใจ หลายคน บอกว่าท่านกล้าหาญ แต่ว่าในสายตาผมไม่แล้ว ผมมองว่าพวกท่าน ผมชื่นชมพวกท่าน ที่มาช่วยกันคิด จริง ๆ พวกเราก็คิด แต่ว่าเรากำลังที่จะซ่อมประเทศ แล้วก็สร้างประเทศ รอพวกเรามาเป็นรัฐบาลวันไหน ถ้ามีโอกาสพวกท่านมาเป็นร่วมก็ได้ไม่ปิดกั้นกันหรอกครับ แต่ว่าพวกผมต้องเป็นผู้นำจะได้ทำโน้นทำนี่ จะได้แก้ไขไปในทางที่ดี ดูแลประชาชนอยู่ดีกินดี ขอบคุณมากครับท่านประธาน ด้วยความเคารพจริง ๆ ครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ขอจบรายชื่อ ผู้ที่อภิปราย ยังมีสมาชิก ยังมีผู้ใดที่จะก่อนสรุปไหม ถ้าไม่มีก็ขอให้ท่านผู้ชี้แจง พงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ ขอชี้แจงต่อบคำถามสมาชิกพร้อมกับท่านปิยบุตรนะครับ เสร็จแล้วผู้สรุปคือ คุณธนาธร ขอท่านพงษ์ศักดิ์และอาจารย์ปิยบุตรช่วยบริหารเวลาด้วยนะครับ เชิญเลยครับ🔗

นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ ผู้เสนอร่าง

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชมน์เจริญ นายกเทศมนตรี นครยะลา วันนี้ก็ขออนุญาตมาชี้แจงในรอบที่ ๒ ก็คงไม่รบกวนเวลามากนัก ก่อนอื่นก็ต้อง กราบขอบพระคุณสมาชิกรัฐสภา ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วย แล้วก็ในส่วนที่มีข้อเสนอต่าง ๆ ที่ขึ้นมา ซึ่งผมคิดว่าก็เป็นประเด็น แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะกราบเรียนว่าพวกเราชาวท้องถิ่น เมื่อวานก็คง ได้เห็นภาพของทั้ง ๓ สมาคม คือสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย สมาคม สันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย สมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย ได้มายื่นหนังสือต่อประธานสภาเพื่อสนับสนุนในร่างดังกล่าว ผมอยากจะกราบเรียนเท่าที่ ผมฟังจากท่านสมาชิกได้อภิปราย ฟังดูเสมือนหนึ่งว่ากฎหมายในปัจจุบันมีความเพียงพอ จนกระทั่งไม่ต้องมีการแก้ไขกฎหมายหลัก ผมคิดว่าภาพเมื่อวานที่ ๓ องค์กรต่าง ๆ ได้เข้ามา ยื่นหนังสือนั้น คงเป็นตัวที่สะท้อนได้อย่างดีว่าสถานการณ์ปัจจุบันมีความเพียงพอในเรื่อง ของอำนาจหน้าที่หรือยัง แล้วตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้นได้ก่อเกิดอุปสรรคหลายสิ่ง หลายอย่างอย่างไรบ้าง หลายคนที่มาโดยเฉพาะนายกเทศมนตรีผมเชื่อว่าโดยข้อเท็จจริง มาจากหลายพรรคการเมือง หลายพรรคก็ไม่ได้มาจากพรรคก้าวไกล หลายพรรคก็ไม่ได้มา จากพรรคเพื่อไทย หลายพรรคก็ไม่ได้มาจากพรรคภูมิใจไทย แต่ทุกคนมาด้วยความรู้สึกว่า ตลอดระยะเวลาของการบริหารท้องถิ่นนั้นมันเกิดอุปสรรคอย่างมาก ทุกคนเลยได้มาร่วม ในการแสดงจุดยืนในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในหมวดเรื่องของท้องถิ่น ที่พวกเราเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงต่อพี่น้องประชาชน วันนี้เมื่อสักครู่ทางท่าน สมาชิกผู้ทรงเกียรติจากจังหวัดขอนแก่นได้มาพูดเรื่องรถรางเบา ผมอยากจะกราบเรียนท่าน ประธานสภาว่าจริง ๆ เรื่องรถรางเบานั้นมันก็เป็นข้อจำกัดอันหนึ่ง ข้อจำกัดประเด็นที่ ๑ คือว่าตัวท้องถิ่นเองนั้นทำได้เฉพาะในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน ก็เลยต้องมารวมกันเป็นรูป สหการ แล้วเอาสิทธิของพื้นที่นั้นไปให้บริษัทพัฒนาเมืองขอนแก่นในลักษณะของสัมปทาน ที่เกิดขึ้น ถามว่าวันนี้นั้นถ้าตัวท้องถิ่นเองมีความพร้อม มีอำนาจหน้าที่ ผมคิดว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็คงไม่ต้องเกิดขึ้นที่จะต้องเอาสิทธิไปให้เอกชน ในกรณีของเทศบาลนครยะลาเองนั้น เราอยากจะทำหลายอย่าง เราก็เคยเจอข้อจำกัด ผมยกตัวอย่างจังหวัดยะลามีตัวมีสินค้า เกษตรตัวหนึ่งก็คือกล้วยหิน ซึ่งเป็นจีไอ (GI) ของจังหวัดยะลา เราต้องการที่จะวิจัยเพื่อเพิ่ม มูลค่าเพิ่ม เนื่องจากเป็นพืชผลที่เป็นดีเอ็นเอ (DNA) ของเรา แต่สิ่งหนึ่งที่เราถูกท้วงก็คือไม่ใช่ หน้าที่ของเรา วันนี้ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้มันเป็นข้อจำกัดแล้วก็เป็นอุปสรรค แล้วสิ่งที่สำคัญนั้น อุปสรรคเหล่านี้มันเกิดขึ้นจากการวินิจฉัยที่เป็นซับเจกทีฟ (Subjective) ก็คือเป็นอัตตา ในการวินิจฉัยว่าได้หรือไม่ได้ วันนี้ถ้าเรามีการปลดล็อกการวินิจฉัยที่ใช้ความคิดเห็นส่วนตน มันก็จะไม่เกิดขึ้น ในขณะเดียวกันก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าในโลกดิจิทัล (Digital) ผมเองในช่วงของโควิด (COVID) พยายามที่อยากจะทำวอลเล็ต (Wallet) ของเรา ซึ่งจริง ๆ อยากจะกราบเรียนว่าวันนี้ในโลกของการค้าออนไลน์ (Online) เกินกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นการค้าที่เป็นเฟก (Fake) ก็คือหลอกลวง คือสั่งซื้อสินค้าแล้วก็ไม่ได้ตรงปก วันนี้ถ้าท้องถิ่น เรามีวอลเล็ต (Wallet) ของท้องถิ่น มีกระเป๋าเงินของท้องถิ่นที่ทำให้คนสามารถสั่งซื้อสินค้า จากต่างประเทศได้ สั่งซื้อสินค้าจากในประเทศได้แล้วท้องถิ่นทำหน้าที่คิวซี (QC) หรือการ ตรวจสอบคุณภาพ ในประเด็นหนึ่งเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจของพื้นที่ ในขณะเดียวกันนั้น เป็นการสร้างมาตรฐานให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่ แต่สิ่งเหล่านี้เราก็ทำไม่ได้ ถามว่าที่เรา ทำไม่ได้นั้นผมคิดว่าอยากจะแยกแบ่งเป็น ๓ ประเด็นครับ🔗

ประเด็นที่ ๑ คือตัว พ.ร.บ. เทศบาลไม่ได้เขียนไว้เลย เนื่องจากมีการแก้ไขมา ๑๔ ครั้ง ตั้งแต่ปี ๒๔๙๖ แก้เฉพาะในเรื่องวาระ แต่ไม่เคยแก้ในเรื่องอำนาจหน้าที่อำนาจ หน้าที่ เพราะฉะนั้นอำนาจหน้าที่เราลองย้อนกลับไป ๗๐ ปีก็คือเป็นเรื่องของปัจจัย ๔ ทั้งสิ้น เพราะในพี่น้องประชาชนในวันนั้นยังมีความขาดแคลนในปัจจัย ๔ ขณะเดียวกัน สังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงไป กฎระเบียบไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง ความล้าหลังจึงเกิดขึ้น ในขณะเดียวกันนั้นเราเองยังมีการออกระเบียบต่าง ๆ มาในการควบคุมกำกับดูแลท้องถิ่น ด้วยลักษณะของการที่ไม่เคยได้ลงไปสัมผัสหน้างาน ผมยกตัวอย่างวันนี้ท้องถิ่นเป็นหน่วยงานเดียวที่ซื้อคอมพิวเตอร์หรือแม้กระทั่งแฮนดีไดร์ฟ (Handy Drive) จะต้องผ่านคณะกรรมการคอมพิวเตอร์จังหวัด ในอดีต ๓ เดือนประชุมครั้ง ซื้อปรินเตอร์ (Printer) ๑ เครื่อง สิ่งเหล่านี้ไม่เคยเกิดกับหน่วยราชการอื่น นี่เป็นความเหลื่อมล้ำ ที่เกิดขึ้นกับท้องถิ่นอย่างมาก ในขณะเดียวกันวันนี้เรื่องของหลักเกณฑ์ค่าใช้จ่ายในการ จัดงานท่านทราบไหม ระบุมาเลยว่าค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์บวกมหรสพการแสดง ต้องไม่เกินร้อยละ ๒๐ ของงบประมาณโครงการ นั่นหมายถึงว่าถ้าตั้งงบประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ค่าใช้จ่ายทั้งประชาสัมพันธ์ การจ้างนักแสดงต้องห้ามเกิน ๒๐,๐๐๐ บาท ในมุมหนึ่งผมกราบเรียนว่ามันเป็นสิ่งที่ดีเป็นการส่งเสริมการแสดงในพื้นที่ แต่ถ้าตราบใด ก็ตามเราต้องการที่จะสร้างอิมเมจ (Image) ของเมืองเหมือนกับที่รัฐบาลไทยพยายามจะเชิญ ลิซาเพื่อมาสร้างอิมเมจ (Image) ของประเทศ ผมคิดว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์คงไม่เพียงพอ สิ่งเหล่านี้มันคือความเหลื่อมล้ำเป็นความแตกต่างอย่างมากที่เกิดขึ้น ในขณะเดียวกัน ผมอยากจะกราบเรียนว่าในส่วนของความเหลื่อมล้ำนั้นพวกเราท้องถิ่นมีความเข้าใจครับ ผมคิดว่าท้องถิ่นเป็นหน่วยงานที่แอบซอร์บ (Absorb) ดูดซับความเหลื่อมล้ำมากที่สุด เทศบาลนครยะลาเรามีวงซิมโฟนีออร์เคสตรา หลายคนเขามาบอกผมว่านายกเขาไม่เคย คิดว่าลูกเขาจะได้ถือไวโอลิน แต่วันนี้ลูกเขาได้ถือไวโอลิน ได้ทุนไปเรียนต่อที่ประเทศ ออสเตรียเป็นโซโลอิสต์ (Soloist) ขึ้นมา นี่คือสิ่งที่ท้องถิ่นได้ลดความเหลื่อมล้ำเทศบาลนคร เชียงรายเปิดโรงเรียนอินเตอร์ (Inter) ให้กับเด็กในพื้นที่ เพราะฉะนั้นถามว่าสิ่งเหล่านี้ ท้องถิ่นเป็นผู้แอบซอร์บ (Absorb) ทั้งสิ้น แต่ขณะเดียวกันในมุมหนึ่งนั้นเราเองเราก็เจอ ปัญหาในเรื่องของรายได้ ผมกราบเรียนท่านประธานสภาว่าวันนี้รายได้ ๒๙ เปอร์เซ็นต์กว่า มานานมาก ถ้าเรามาคิดถึงดัชนีเงินเฟ้อผมคิดว่าเราติดลบในแง่ของเชิงรายได้ที่ผ่านมา ถ้าเรา เอาเงินเฟ้อแต่ละปีมาหัก ผมคิดว่าในเงินที่เป็นเรียลมันนี (Real Money) จริง ๆ เงินที่แท้จริง เราติดลบแน่นอน แต่เราก็พยายามที่จะฟันฝ่าผ่านมันไปให้ได้ แล้วในขณะเดียวกันอยากจะ กราบเรียนว่าในเงินอุดหนุนที่รัฐบาลอุดหนุนนั้นเป็นเงินอุดหนุนที่ให้เราอิสระที่เรียกว่า เงินอุดหนุนตามอำนาจหน้าที่นั้นเพียงประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์เอง แต่เงินที่เหมือนกับเป็น ไปรษณีย์เหมือนกับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติเมื่อสักครู่ได้อภิปราย ผมคิดว่าเกือบทั้งหมด เป็นเช่นนี้ แล้วในขณะเดียวกันเทศบาลนคร เทศบาลเมืองที่ต้องไปชี้แจงผ่านสำนัก งบประมาณกลายมาไม่มีหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ในการจัดสรรงบประมาณให้กับพวกเรา ชาวท้องถิ่นเลย สิ่งเหล่านี้เป็นประเด็นปัญหาทั้งสิ้นที่มันไม่ได้ส่งเสริมยุทธศาสตร์ของการ พัฒนาประเทศในระยะยาว ถึงแม้ผู้นำจะมีการตั้งยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี แต่ตราบใดก็ตาม การจัดสรรงบประมาณไม่ได้สอดคล้อง แล้วไม่ได้ส่งเสริมในการเสริมสร้างสมรรถนะของ ท้องถิ่นนั้น ผมคิดว่าก็คงทำไม่ได้ ขณะเดียวกันพอเราพูดเรื่องรายได้ความอิสระในการหา รายได้เราแทบจะทำไม่ได้เลย วันนี้ถึงแม้จะบอกว่าเราสามารถร่วมหุ้นได้ในโครงสร้างพื้นฐาน แต่จะต้องขออนุมัติ เราจะกู้เงินได้หลายท่านพูดถึงเรื่องวินัยการเงินการคลัง ผมอยากจะ กราบเรียนว่าการกู้เงินไม่ได้ง่าย กู้เงินของท้องถิ่นมาจาก ๒ แหล่ง แหล่งที่ ๑ มาจากกองทุน ส่งเสริมกิจการเทศบาล ก็คือมีอธิบดีกรมส่งเสริมปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดูแล ซึ่งก็เขียนไว้ ชัดเจนว่าเงินกู้ห้ามเกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เท่าของเงินสะสมที่มีอยู่ ในขณะเดียวกัน มีโครงการอะไรบ้างที่ได้กู้ถึงมีสิทธิกู้ แล้วจะต้องมีความสามารถในการชำระเงินเท่าไร การกู้นั้นจะต้องไม่เกินวงเงิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ ขณะเดียวกันในการกู้ของ สถาบันการเงินเรากู้ได้เฉพาะของรัฐ จริง ๆ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าเราไม่ต้องกังวลเลย ในกรณีของกู้สถาบันการเงิน เพราะแบงก์เขาไม่ยอมให้เป็นลูกหนี้เสียหรอก ก่อนที่เขาจะให้กู้ เขาประเมินเราดีแล้วว่าความสามารถในการชำระหนี้ของเรานั้นเพียงพอหรือไม่ ขณะเดียวกัน สิ่งหนึ่งที่สำคัญจะต้องมีการทำโครงการเผยแพร่ต่อสาธารณะ แล้วก็จะต้องเข้าสภาเพื่อขอ อนุมัติแล้วสุดท้ายจะต้องไปผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดในกรณีวงเงินที่ไม่เกิน ๕๐ ล้านบาท สิ่งเหล่านี้เป็นวินัยการเงินการคลังที่เขาเขียนมาบังคับเราทั้งสิ้น ถึงแม้ว่าวันนี้มันยังมีประเด็นอื่น ผมเชื่อว่าในอนาคตเราก็คงจะต้องมีการทำลักษณะของการกู้เงินที่มีอิมแพกต์ (Impact) ต่อคนทั้งเมืองที่จะต้องเป็นเจ้าหนี้ เป็นลูกหนี้ในการกู้ ในอนาคตอาจจะต้องทำประชามติก็ได้ ในวงเงินต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อการพัฒนาของท้องถิ่น ซึ่งผมเองในกรณีของเทศบาลเราก็พยายามทำแอปพลิเคชัน (Application) ที่สามารถ ลงประชามติได้ด้วย อันที่ ๓ สิ่งที่อยากจะกราบเรียนผมได้ฟังมาโดยตลอดว่าคำว่า ความไม่พร้อม ผมเองอยากจะแบ่งประเด็นเป็น ๒ ประเด็น ความไม่พร้อมของผู้บริหาร ท้องถิ่น ผมกราบเรียนท่านประธานสภาว่าในการเลือกตั้งที่ผ่านมานั้นเป็นผู้สมัครหน้าใหม่ เยอะมาก เกือบ ๗๐ เปอร์เซ็นต์เป็นผู้สมัครหน้าใหม่ แล้วการศึกษาทั้งหมดก็เป็นคนที่จบ ปริญญาเอกเยอะมากที่เข้ามา บางกระทรวงยังต้องเอานายกเทศมนตรีไปเป็นที่ปรึกษา เพราะมีคุณวุฒิที่ดี เหมือนกับหลายท่านสมาชิกสภาได้อภิปรายว่าบางครั้งยังมีคุณวุฒิ มีความสามารถที่ดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ดี เราพยายามใช้คนที่มีความสามารถให้คำแนะนำ ประเทศเราก็จะมีความเจริญ วันนี้ท้องถิ่นได้มีการเปลี่ยนไปเยอะมาก ในขณะเดียวกัน สมาคมต่าง ๆ ที่เป็นสมาคมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น สมาคมสันนิบาตเทศบาล เรามีการจัดอบรมอย่างต่อเนื่อง เรามีการสร้างหลักสูตรใหม่ ๆ ผ่านสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งขึ้นกับรัฐสภาแห่งนี้เป็นคนคอยดูแลให้เราในการจัดอบรมแล้วก็เขียนหลักสูตรที่สอดคล้อง กับยุคสมัย แล้วก็กับความท้าทายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เราพยายามให้องค์ความรู้ให้กับผู้นำ ท้องถิ่น วันนี้เราทำมา ๘ รุ่น รุ่นละ ๘๕ คน แล้วเรายังมีการจับมือกับ ปบท. อีก ทำอีก ๒,๐๐๐ เทศบาล สิ่งเหล่านี้เป็นกระบวนการในการสร้างความพร้อมให้กับผู้นำท้องถิ่นที่จะ ตอบโจทย์ในยุควันข้างหน้า ในขณะเดียวกันหลายคนบอกว่าประชาชนไม่พร้อม ผมคิดว่า ตัวอย่างที่ชี้วัดได้อย่างดีการเลือกตั้งที่สอบตก ถ้าประชาชนไม่พร้อมผมคิดว่าเขาลงโทษคน ไม่ถูกหรอก วันนี้สิ่งที่ชัดเจนหลายคนที่เป็นนายกไม่เคยคิดว่าจะสอบตกอยู่มา ๒๐ กว่าปี ก็สอบตก หลายคนที่เขาไม่มีความเคลือบแคลงเขาไม่มั่นใจเขาไม่เลือก เพราะฉะนั้นวันนี้ ประชาชนได้เปลี่ยนแล้ว แล้วถ้าเรามาดูในโลกของออนไลน์ (Online) วันนี้ประชาชนคนไทย มีแอกเคานต์ไลน์ (Account Line) ประมาณ ๕๐ กว่าล้านคน นั่นหมายถึงว่าประชาชนเกือบ ๕๐ ล้านคน เล่นไลน์ (LINE) อยู่ คืออยู่ในโลกโซเชียล (Social) ซึ่งก็ต้องขอบคุณรัฐบาล บางครั้งก็เติมเงินผ่านแอป (App) ต่าง ๆ มันก็สอนให้คนรู้จักดิจิทัล (Digital) ซึ่งมันเป็นการ นำมาสู่การรับข้อมูลข่าวสารที่กว้างขวางขึ้น ในขณะเดียวกันข้อมูลที่กว้างขวางขึ้นนั้นทำให้ ประชาชนเกิดการเปรียบเทียบกันโดยตลอดเวลา ท้องถิ่นหนึ่งทำ ท้องถิ่นหนึ่งไม่ทำอยู่ไม่ได้ อะไรก็ตามที่เป็นประโยชน์ของประชาชน แล้วเขาคิดว่าวันนี้เขาควรที่จะเป็นสิทธิที่เขาได้ แล้วไม่ทำ เขาก็รอเวลาลงโทษเท่านั้นเอง ซึ่งตอนนี้มันกำลังบอกว่าประชาชนเองก็มีความพร้อม ท่านสมาชิกหลายท่านได้ที่อภิปรายว่าวันนี้ประชาชนเขารับเงิน มาพูดไม่พร้อมว่าอาจจะมี การซื้อสิทธิเลือกตั้ง เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกท่านหนึ่งก็บอกว่าวันนี้หลายคนที่เขารับเงินแต่เขา ไม่เลือกก็เยอะมาก ซึ่งเราก็ต้องยอมรับเราไม่มีการส่งเสริมให้มีการทุจริตในการเลือกตั้ง แต่ผมคิดว่าการลงโทษโดยประชาชนนั้นมันจะเป็นกระบวนการลงโทษที่รุนแรงที่สุดยิ่งกว่า กฎหมาย สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นกับท้องถิ่น ในขณะเดียวกันเราต้องยอมรับว่าความเป็นผู้นำ ท้องถิ่นนั้นที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานสภาในช่วงเช้าว่ามันมี ๒ ประเด็น ความรับผิดชอบ อันที่ ๑ คือความรับผิดชอบทางการเมือง อันที่ ๒ คือความรับผิดของแผ่นดินเกิดตัวเอง เพราะฉะนั้นเมื่อไรทำไม่ดีผมคิดว่าไม่มีที่ยืนให้กับผู้นำคนนั้น เพราะฉะนั้นก็อยากจะ กราบเรียนว่าท้ายที่สุดผมเองก็อยากจะกราบเรียนว่าทุกพื้นที่ในประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่มี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งสิ้น เพียงแต่จะอยู่ในรูปแบบไหน โอกาสและปัญหาก็เกิดขึ้น ในท้องถิ่นทั้งสิ้น หลายอย่างโอกาสที่เกิดขึ้นก็อยู่ในท้องถิ่น ปัญหาตั้งแต่มลภาวะ ปัญหาต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นจากท้องถิ่น ถ้าเมื่อไรก็ตามเราสามารถสร้างท้องถิ่นเราให้มีอำนาจ มีหน้าที่ มีความเป็น อิสระในการคิด แล้วก็มีความเข้มแข็ง ผมคิดว่าจะช่วยรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา แล้วก็สิ่ง ที่สำคัญจะมีความยั่งยืนแน่นอน ตราบใดก็ตามถ้าท้องถิ่นเองมีความเข้มแข็งสร้างประชาชน ให้มั่งคั่ง ท่านลองคิดดูว่ามันเหมือนจิกซอว์ (Jigsaw) แต่ละจิกซอว์ (Jigsaw) ที่มาต่อกัน ผมคิดว่า รัฐบาลเองจะกลายมาเป็นการลดภาระของรัฐบาลกลาง จะเป็นการลดภาระของรัฐบาลกลาง ในการที่จะมาบอกว่าต้องหาเงินมาให้กับท้องถิ่น ถ้าเมื่อไรท้องถิ่นมีความเข้มแข็งผมเชื่อว่า ท้องถิ่นอาจจะไม่ต้องขอพึ่งเงินอุดหนุน แล้วอาจสามารถที่จะหารายได้เองได้ แล้วเรา สามารถที่จะเอาเงินที่ส่วนเหลือที่ท้องถิ่นไม่ขอรับนั้นเข้าไปจุนเจือในสังคมที่อ่อนแอกว่า ในกลุ่มที่อ่อนแอกว่า ซึ่งมันก็เป็นไปตามคำปณิธานที่ว่าพวกเราชาวท้องถิ่นไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ขอกราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญอาจารย์ปิยบุตร อาจารย์บริหาร เวลาด้วยครับ🔗

นายปิยบุตร แสงกนกกุล ผู้เสนอร่าง

เรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ และเพื่อนสมาชิกรัฐสภาทุกท่านครับ ผม ปิยบุตร แสงกนกกุล ในฐานะผู้ที่แจงครับ ผมจะขอใช้เวลาตอบคำถามตกค้างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่รบกวนเวลาแห่งนี้มากครับ เพราะว่าฟุตบอลโลกใกล้จะเริ่มแล้ว เดี๋ยวกลัวเราจะกลับไปดูฟุตบอลโลกกันไม่ทัน ใช้เวลา เล็กน้อยเท่านั้น ท่านประธานครับ ขออนุญาตตอบคำถามเพื่อนสมาชิกท่านแรก ก็คือเท่าที่ มองไปน่าจะไม่อยู่ในห้องประชุมแล้ว แต่คิดว่าคงฟังบันทึกกันอยู่ นั่นก็คือ คุณศรีนวล บุญลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปกติแล้วผมเองเป็นคนนับถือเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและ สมาชิกวุฒิสภาทุกท่าน บางท่านเคยเป็นเพื่อนร่วมพรรคกับผมมา แล้วย้ายไปพรรคอื่น ผมก็ไม่มีปัญหา เราก็เห็นต่างกันแล้วก็แยกทางกันเดิน ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด เป็นเรื่อง ปกติ แต่กรณีนี้จำเป็นต้องชี้แจง คือผมฟังการอภิปรายของท่านแล้วก็แปลกใจไม่น่าเชื่อว่า อดีตเคยเป็นสมาชิกสภาจังหวัดเชียงใหม่มาก่อน คนที่เคยเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นวันนี้มาเป็น ส.ส. กลับอภิปรายแสดงความไม่เห็นด้วยกับการกระจายอำนาจไปให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น หรือลืมไปแล้วว่าเมื่อก่อนเคยเป็น ส.จ. มาก่อน ท่านบอกว่าผมจะเสนอยกเลิกนั่น ยกเลิกนี่ให้เห็นใจเขาใจเราบ้าง ผมก็ต้องยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าร่างฉบับนี้ไม่ได้มีผลโดยตรง ในการยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค มันต้องเป็นขั้นเป็นตอน และสุดท้ายประชาชนจะเป็นคน ตัดสิน เราเพียงแต่แก้ไขปัญหาที่มันเกิดขึ้นจากการกระจายอำนาจตลอด ๒๐ กว่าปีว่าเดินไป ไม่สมบูรณ์สักที ครั้งนี้มาทำให้สมบูรณ์ได้หรือไม่ แล้วท่านก็บอกว่ากลัวจะเกิดการสร้างความ แตกแยกในพื้นที่ต่าง ๆ ถ้ามันแตกแยกมันแตกแยกไปนานแล้ว ประเทศไทยเราเลือกตั้ง ท้องถิ่นกันมา ๒๐ ๓๐ ปีแล้ว แล้วท่านเองก็มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้นอย่ากลัวเรื่องการ เลือกตั้ง อย่ากลัวเรื่องการเมือง เรื่องการหาเสียง เป็นเรื่องปกติถ้าประชาชนเป็นใหญ่ ในแผ่นดิน เป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุดของประเทศประชาชนก็จะเป็นคนตัดสินเองในเรื่องสำคัญ ๆ แล้วสุดท้ายก็ทิ้งสุภาษิตเอาไว้บอกว่าถ้าหากเสนอเรื่องดี ๆ เข้ามาในสภาก็จะเป็นประโยชน์ แต่ถ้าเสนอเรื่องที่อันตรายที่มันไม่ดีเข้ามาสภาก็อาจจะได้รับผลร้ายได้ ผมคิดว่าเรื่องที่ผม เสนอเข้ามาในที่ประชุมแห่งนี้เป็นเรื่องดีแน่นอน เรื่องการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอาจจะเสนอเรื่องไม่ดีเข้ามาในสภาแห่งนี้ก็คือผมเคยสนับสนุนคนแบบนี้ ได้เป็น ส.ส. ถือว่าเป็นความผิดพลาดอันใหญ่หลวงครั้งหนึ่งในชีวิตทางการเมืองของผม ท่านประธานครับ ก็เอาละโดยหลักแล้วท่านบอกว่าเสนอของไม่ดีเข้ามาระวังรับกระทบ ผลร้าย ผมก็คิดเหมือนกันครับท่านประธาน คนอกตัญญูไม่รู้คุณคนเป็น ส.ส. ได้เพราะอะไร เพราะใคร ระวังครั้งหน้าจะได้รับผลกระทบไม่ได้เป็น ส.ส. อีกเลย🔗

ขออนุญาตตอบเพื่อนสมาชิกอีกท่านหนึ่ง ท่านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ผมนับถือ เป็นพี่ชาย ก็เห็นด้วยกับท่านหลายเรื่อง แล้วก็อยากจะเสริมประเด็นตรงนี้นิดหนึ่ง ก็คือว่า เรื่องของร่างฉบับนี้ที่เสนอมาช้า แล้วถ้าหากสภามันหมดอายุจะทำอย่างไร ท่านจุลพันธ์ ยืนยันว่าคณะรัฐมนตรีชุดหน้าสามารถเอากลับมาใหม่ได้ รัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้ชัดใน มาตรา ๑๔๗ ทีนี้มันเสริมเข้าไปอีก บังเอิญว่าพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมายปี ๒๕๖๔ ในมาตรา ๑๔ บอกเอาไว้ว่าร่างที่เข้าชื่อมาโดยประชาชน ประชาชนก็สามารถยืนยันกลับไปได้เช่นเดียวกัน ถ้าหากสภาหมดอายุไปก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้ตัวผู้แทนของคณะประชาชนที่เข้าชื่อ มาร่วมยืนยันด้วยได้ ดังนั้นร่างนี้จึงมีโอกาสไปต่อได้ แม้สภาจะใกล้หมดอายุก็ตาม🔗

สุดท้ายครับ ท่านสมาชิกวุฒิสภาท่านหนึ่งคือขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านจัตุรงค์ เสริมสุข แล้วก็เมื่อสักครู่นี้ท่านยังลุกขึ้นอภิปรายอีกครั้งหนึ่งทวงถามอยู่ ผมชี้แจ้งอย่างนี้ครับ ประเด็นที่ ๑ เรื่องที่ท่านถามว่าเข้าชื่อมา ๘๐,๐๐๐ คนเศษ แล้วทำไมถึงเวลามันเหลือ ๗๖,๐๐๐ กว่าคน มันหายไปไหน ๔,๐๐๐ กว่าคน ก็เป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องปกติของการ เข้าชื่อเสนอกฎหมายโดยประชาชนมาโดยตลอด ปกติอย่างไรครับ ตั้งแต่เราใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีกฎหมายเข้าชื่อมาก็เคยมีการเข้าชื่อกันแบบนี้ จำนวนของคนที่คณะรวบรวม เข้าชื่อมี แต่ถึงเวลาสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเขาตรวจสอบแล้วก็บอกว่า มีรายชื่อไม่สมบูรณ์ เซ็นผิดเซ็นถูกบ้าง มีปัญหาทางเอกสารบ้างเขาก็เอาออกก็เท่านั้นละครับ ครั้งนี้ก็เหมือนกันสภาชุดนี้ใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ใช้กฎหมายเข้าชื่อปี ๒๕๖๔ ก็มีการ เข้าชื่อกันมาหลายครั้งหลายหน แล้วก็เหมือนกันคณะเข้าชื่อก็เสนอชื่อมาหลากหลายคน หลากหลายจำนวน เสร็จแล้วสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเขาก็ตรวจสอบครับ แล้วก็ตัดออกสำหรับเอกสารที่ไม่สมบูรณ์ก็แค่นั้นไม่มีอะไรแปลกพิสดาร อย่านำประเด็นเล็ก ประเด็นหยุมหยิมมาตั้งคำถามและชี้ชวนให้พี่น้องประชาชนคิดว่าเขาไปทำอะไรกัน ทำไมชื่อมันชื่อจริงไหม ชื่อปลอมไหม คิดเกินไป คิดเกินไปนิดหนึ่ง ต่อมาท่านก็บอกว่า คณะผู้เสนอ ผู้ชี้แจงพูดไม่หมด หลายเรื่องมันไม่ใช่อย่างนั้นพูดไม่หมด จริง ๆ ผมคิดว่า ผมพูดหมดนะครับ แต่ว่าท่านอาจจะอ่านไม่หมด ท่านอาจจะเข้าใจไม่หมด ท่านสมาชิก บอกว่าทุกวันนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็มีอำนาจอยู่แล้วไม่ใช่ว่าไม่มี ผมเองก็ไม่ได้ บอกว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่มีอำนาจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจอยู่ แต่อำนาจที่มีอยู่มันไม่เพียงพอ มันไม่เพียงพอต่อการพัฒนา มันไม่เพียงพอต่อการแก้ไข ปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน ผมไม่ได้บอกว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่มีอำนาจ มีอยู่ครับ แต่มันซ้ำซ้อนกับราชการส่วนภูมิภาค ซ้ำซ้อนกับราชการส่วนกลาง ท่านบอกว่าทุกวันนี้ราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ผู้ว่าราชการจังหวัดต่าง ๆ ไม่ได้เข้าไปสั่งการ ท้องถิ่น ไปดูสิครับ ไปค้นคว้าไปเปิดดูสักหน่อยครับ ระเบียบของกระทรวงมหาดไทย ระเบียบของกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวนมากเนื้อความข้างในเขียนไปแล้ว ส่งผลเข้าไปแทรกแซงการทำงานของท้องถิ่นเยอะแยะเลยครับ พี่น้ององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นเขาส่งสัญญาณมา เขาโต้แย้งมาหลายครั้งหลายหน บางครั้งฟ้องไปที่ ศาลปกครองด้วย แล้วองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ชนะด้วยบอกว่าระเบียบเหล่านี้มันขัด รัฐธรรมนูญ ขัดหลักการกระจายอำนาจ เช่นเดียวกันท่านตั้งคำถามซึ่งผมแปลกใจมันเป็น เรื่องเล็กน้อย แต่ถ้าท่านคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ผมก็จะชี้แจงเรื่องเอกสารสีฟ้า คืออย่างนี้ครับ ผมก็แปลกใจว่าทำไมท่านไม่ได้รับ ทำไมผมซึ่งวันนี้ไม่ได้เป็น ส.ส. แล้วผมยังได้รับเลย แต่ผมได้รับด้วยการค้นคว้าเข้าไปเว็บไซต์ (Website) สืบค้นมาแล้วก็ปรินต์ (Print) ออกมา ทีนี้บังเอิญว่าเครื่องปรินต์ (Print) มันไปตั้งค่าเป็นสี มันก็ปรินต์ (Print) ออกมาเป็นสีฟ้าครับ ผมก็เลยบอกว่ามันเป็นเอกสารสีฟ้า แต่ทีนี้เพื่อนสมาชิกของผมคุณเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ส.ส. เขตคลองสาน เขตธนบุรี พรรคก้าวไกล เขาก็เลยหยิบมาให้ผมดูว่าสมาชิกได้เอกสารนี้ เช่นเดียวกัน เพียงแต่มันเป็นแฟ้มเบ้อเริ่มเลยเพราะวันนี้ท่านประชุมหลายวาระ มันก็มีหลาย วาระตั้งแต่เมื่อวานจนวันนี้ก็มีหลายวาระ แล้วก็เปิดไปดูสิมันก็มีเอกสารชี้แจงอยู่ว่าร่างฉบับนี้ ผ่านการรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา ๗๗ หมดแล้ว มีรายละเอียดอยู่ข้างใน เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ผ่านเว็บไซต์ (Website) ของรัฐสภา ประชาสัมพันธ์ผ่านวิทยุโทรทัศน์ ให้พี่น้องประชาชนมาแสดงความเห็น เพียงแต่ว่าเขาประหยัดงบประมาณ เขาใช้ปรินต์ (Print) หมึกขาวดำมันก็เลยเป็นสีขาวดำก็เท่านั้นเองครับ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องโต ถ้าขยันค้นคว้าหน่อย เอกสารที่สำนักงานเขาทำมา ปรินต์ (Print) มา มันเสียเงินเสียทอง งบประมาณแผ่นดิน ท่านอ่านหน่อยครับ อ่านนิดเดียวก็รู้แล้วมันไม่เป็น ประเด็นใหญ่โต แล้วผมก็ค้นอีกว่าวุฒิสภาให้ความสำคัญเรื่องนี้ ท่านประธาคณะกรรมาธิการ การพัฒนาการเมืองของวุฒิสภา ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ นี่ขนาด ผมคนนอก วันนี้ไม่ได้เป็น ส.ส. แล้ว ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ ส.ว. ผมยังตามไปค้นดูเลยว่า ท่านประชุมกัน ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ เป็นประธาน ประชุมกันตั้งแต่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๕ แล้วก็มีมติออกมาบอกว่าให้พวกเราไปศึกษาเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขหมวด ๑๔ การปกครอง ส่วนท้องถิ่น ที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และประชาชนกว่า ๘๐,๐๐๐ คนเข้าชื่อมา ให้ไป ศึกษาอย่างละเอียด ท่านขยันทำการบ้านดีมากครับวุฒิสภา แต่บังเอิญอาจจะมี ส.ว. บางคน ลืมทำการบ้านเรื่องนี้มา บังเอิญเห็นหน้าผมก็ตั้งใจจะวิจารณ์กันอย่างเดียวละ ไม่ได้ดูเลยว่า ศึกษาอะไรกันมาแล้ว เรียนท่านประธานที่เคารพ ผมขออนุญาตใช้เวลาเท่านี้ เพื่อชี้แจงตอบ คำถามที่หลงเหลืออยู่ และเดี๋ยวขออนุญาตทางผู้ชี้แจงสรุปอีก ๑ ท่านครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ต่อไปตามข้อบังคับ ข้อ ๕๑ ถือว่า การอภิปรายได้ยุติลงแล้ว ห้ามผู้ใดอภิปรายอีก เว้นแต่ที่ประชุมรัฐสภาจะต้องลงมติในเรื่องนั้น จึงให้ผู้ซึ่งมีสิทธิอภิปรายก่อนคนใดคนหนึ่งมีสิทธิอภิปรายสรุปได้อีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ที่ประชุมรัฐสภาจะลงมติ คุณธนาธรเป็นผู้สรุป การสรุปคือการประมวลสิ่งที่อภิปราย มาทั้งหมดนะครับ เชิญเลยครับ🔗

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้เสนอร่าง

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ผม ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ตัวแทนประชาชนกว่า ๘๐,๐๐๐ รายชื่อ ผู้เสนอร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญ ฉบับปลดล็อกท้องถิ่น ก่อนอื่นผมขอเริ่มการกล่าวสรุปด้วยคำขอบคุณครับ ขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอบคุณวุฒิสภาทุกท่าน ที่กล่าวคำสนับสนุนพวกเรา บางท่านอาจจะเห็นด้วยเยอะหน่อย บางท่านอาจจะเห็นด้วยบางส่วน ไม่เป็นไร การกล่าว สนับสนุนถึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นกำลังใจให้กับพวกเราในการทำงานต่อไป ผมขอขอบคุณ ทุกท่านจริง ๆ ไม่ว่าท่านจะสนับสนุนมาก สนับสนุนน้อย ขอขอบคุณจริง ๆ ครับ และต่อไป ผมขอตอบชี้แจงประเด็นซักถามข้อสงสัยและความเคลือบแคลงใจของท่านสมาชิกรัฐสภา ที่ใช้เวลาทั้งวันนี้อภิปรายถึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็น ๓ ข้อ ข้อที่ ๑ ร่างนี้จะนำมาสู่การ แยกประเทศหรือไม่ แก้แล้วจะมีการร่วมมือระหว่างการปกครองในชั้นต่าง ๆ อย่างไร ข้อที่ ๒ สิ่งที่เราเสนอนั้นเป็นการปฏิวัติหรือไม่ แรงเกินไปหรือเปล่า มันสุดโต่งเกินไปไหม มันเร็ว เกินไปหรือไม่ และข้อที่ ๓ ก็คือความเคลือบแคลงสงสัยที่ท่านมีต่อตัวผมและเพื่อนผู้นำเสนอ ร่างฉบับนี้🔗

ข้อแรกครับ ผมยืนยันอีกครั้งว่าร่างนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับการแบ่งแยกดินแดน ไม่เกี่ยวอะไรกับสาธารณรัฐหรือสหพันธรัฐใด ๆ ทั้งสิ้น ร่างปลดล็อกท้องถิ่นนี้เป็นการเพิ่ม ประสิทธิภาพรัฐ ปลดปล่อยพลังของคนทั้งประเทศ ที่ปัจจุบันคอขวดอยู่ที่รัฐราชการ รวมศูนย์ ทุกองค์กรต้องมีการปรับเปลี่ยนตัวเองตลอดเวลา โลกทุกวันนี้มีความท้าทายใหม่ ๆ เกิดขึ้นทุกวัน องค์กรที่มีประสิทธิภาพคือองค์กรที่แก้ไขปัญหาปัจจุบันได้อย่างทันท่วงที และพร้อมสำหรับการรับมือกับความท้าทายกับปัญหาใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นทุกวัน องค์กรที่ ปรับเปลี่ยนไม่ทันย่อมถดถอยเมื่อเปรียบเทียบกับองค์กรอื่น โครงสร้างการบริหารงาน โครงสร้างการบริหารประเทศไทยปัจจุบันพร้อมไหมกับความท้าทายใหม่ ๆ ผมคิดว่าโครงสร้าง การบริหารประเทศไทยปัจจุบันพาประเทศไทยมาได้ไกลเท่านี้ ถ้าโครงสร้างบริหารแบบนี้ สามารถแก้ไขปัญหาได้ ปัญหาพื้นฐานต่าง ๆ คงได้รับการแก้ไขไปนานแล้ว ถ้ารัฐส่วนกลางต้องมาแก้ปัญหาให้ทุก ตำบล ต้องรับผิดชอบปัญหาเชิงพื้นที่ให้กับพื้นที่ทั่วประเทศ ผู้บริหารประเทศจะเอาเวลา ที่ไหนมาผลักดันเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จะเอาเวลาที่ไหนมาพัฒนา วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีที่จะทำให้ประเทศไทยทัดเทียมกับโลกได้ ร่างฉบับนี้ปรับให้มีการแบ่ง ภาระความรับผิดชอบจากราชการส่วนกลาง จัดสัดส่วนความรับผิดชอบให้ชัดเจนระหว่าง การบริหารประเทศ การบริหารจังหวัด และการบริหารตำบล อบต. หรือท้องถิ่นพื้นฐาน ที่สู่ระดับเทศบาลดูแลบริการสาธารณะทั้งหมดในพื้นที่ใกล้ตัวประชาชน อบจ. หรือการ บริหารในระดับจังหวัดเชื่อมโยงตำบลต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เชื่อมโยงระดับประเทศเข้ากับระดับ ท้องถิ่นพื้นฐาน ดูแลทรัพยากรที่ใช้ร่วมกัน ดูแลบริการที่เมื่อรวมกันแล้วต้นทุนถูกลง สนับสนุนสินค้าและผู้ประกอบการในจังหวัดให้แข่งขันกับโลกได้ เอาจังหวัดเข้าไปใน ตลาดโลก เอาโลกเข้ามาเที่ยวในจังหวัด ส่วนการบริหารประเทศดูแลเรื่องมาตรฐาน การให้บริการสาธารณะ ดูแลเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศกับระดับโลก ดูแลด้านการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ส่งเสริมบริษัทไทยให้ไปแย่งส่วนแบ่งจาก ตลาดโลกได้ แล้วดึงมูลค่าเพิ่มต่าง ๆ เหล่านั้นกลับมาแบ่งคนในประเทศ ดูแลเรื่องการค้า ระหว่างประเทศไม่ให้ไทยเสียเปรียบ ดูแลเรื่องการคมนาคมที่เชื่อมโยงทุกจังหวัดเข้าด้วยกัน และดูแลเรื่องการทหาร และความมั่นคงของประเทศ นี่คือการปรับโครงสร้างการบริหาร ประเทศเพื่อให้ไทยแข่งขันกับโลกได้ และเพื่อให้เราได้ใช้ทรัพยากรที่สำคัญที่สุด นั่นก็คือคน งบประมาณ และเวลาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และนั่นคือหน้าที่ของผู้นำ หน้าที่ที่จะต้อง สร้างโครงสร้างที่จะปลดปล่อยพลังของผู้คนในสังคมออกมาให้ได้ วันนี้ผมเห็นสมาชิกวุฒิสภา หลายท่านเลย พูดถึงแต่ความหวาดกลัว กลัวว่าหากร่างฉบับนี้ผ่านจะเกิดอะไรขึ้น กลัวนั่น กลัวนี่เต็มไปหมด บางอย่างสมเหตุสมผล บางอย่างเป็นความกลัวจากอคติ จากจินตนาการ ผมถามกลับ ท่านไม่กลัวหรือว่าถ้าร่างฉบับนี้ไม่ผ่านแล้วจะเกิดอะไรขึ้น เราจะเสียโอกาสเท่าไร เราจะเชื่องช้าเท่าไร เราจะเหลื่อมล้ำอีกเท่าไร เราจะก้าวไม่ทันโลกอีกกี่ก้าว ท่านไม่กลัวหรือ ว่าเราจะทำได้ไม่ดีสักเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการบริหารการบริการสาธารณะท้องถิ่น หรือว่าการ บริหารประเทศก็จะพ่ายแพ้ต่อโลกาภิวัตน์ ท่านไม่กลัวหรือครับ ท่านเห็นไต้หวันไหมครับ ท่านเห็นอินโดนีเซียไหมครับ ท่านเห็นประเทศอื่น ๆ ไหมครับ เขาเดินไปถึงไหนกันแล้ว ผมใช้ชีวิตด้วยความหวังและการพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและอนาคต🔗

ประเด็นที่ ๒ หลายท่านถามและสงสัยว่าสิ่งที่เรานำเสนอเร็วเกินไปหรือไม่ สุดโต่งเกินไปหรือไม่ แรงเกินไปหรือไม่ ผมขอถามกลับว่าสิ่งที่เราเป็นอยู่ในวันนี้ช้าเกินไป หรือไม่ น้อยเกินไปหรือไม่ ท่านกล้าสบตาครูและนักเรียนในจังหวัดจันทบุรีแล้วบอกเขาว่า สะพานลอยข้ามถนน ๔ เลน (Lane) ใช้เวลา ๘๓๔ วันนับตั้งแต่ ส.ส. ในพื้นที่เข้ามาอภิปราย ปรึกษาหารือในสภาแห่งนี้เหมาะสมแล้ว เป็นการแก้ปัญหาที่เร็วพอแล้วหรือเปล่าครับ ท่านกล้าสบตาชาวนาทั่วประเทศแล้วบอกพวกเขาว่าการจัดการชลประทานโดยส่วนกลาง ปัจจุบันดีพอแล้ว แผนที่จะสร้างระบบชลประทานให้ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกจำนวน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ในอีก ๑๕ ปีข้างหน้าเร็วพอแล้วเหมาะพอแล้ว และจะครอบคลุมพื้นที่ เพาะปลูกทั้งหมดทั่วประเทศไทย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ในอีก ๘๓ ปีข้างหน้า เร็วพอแล้ว เหมาะสมแล้ว ท่านกล้าสบตาชาวบ้านที่ดงสิงห์ จังหวัดร้อยเอ็ด แล้วบอกเขาไหมว่าให้เขียนโครงการแล้วรอ ต่อไป รอมา ๑๐ ปีแล้ว แล้วก็เขียนให้รอต่อไปอย่างนี้เร็วพอแล้วเหมาะสมแล้ว ท่านกล้า สบตาชาวบ้านที่ตำบลค้อใหญ่ อำเภอพนมไพรหรือเปล่าว่าน้ำประปาที่ขุ่นข้นที่พวกเขาใช้ มานานหลายสิบปีทนมาอย่างไรก็ทนอยู่อย่างนั้น ทนต่อไป อบต. มีงบประมาณเท่านี้ เหมาะสมแล้ว สำหรับผมการปล่อยให้ปัญหาพื้นฐานต่าง ๆ เหล่านี้ปัญหาที่ไม่ได้ใช้เทคโนโลยี หรือวิศวกรรมชั้นสูงในการแก้ปัญหาเรื้อรังมาเป็นสิบ ๆ ปี นั่นต่างหากคือความสุดโต่ง ผมขอยกตัวอย่างการจัดสรรงบประมาณมาให้ท่านดูว่าสิ่งที่เกิดขึ้นน้อยเกินไปหรือช้าเกินไป หรือไม่ ผมขออนุญาตท่านประธานนำฉายแผนภูมิผมมีเพียงแผ่นเดียว ขอเจ้าหน้าที่ฝ่ายโสต นำเสนอด้วยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้เสนอร่าง

ตามแผนภาพคือจำนวนร้อยละ ของรายได้ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับใน ๑๐ ปีที่ผ่านมา เริ่มต้นที่ปี ๒๕๕๗ ท้องถิ่น ได้รับงบประมาณจัดสรรเป็นสัดส่วน ๒๗.๓๗ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ประเทศ ผ่านมา ๑๐ ปี ปี ๒๕๖๖ ท้องถิ่นได้รับงบประมาณเป็นสัดส่วน ๒๙.๖ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ประเทศ หรือเพิ่มขึ้นมาประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์กว่าในรอบ ๑๐ ปี ถ้าอัตราส่วนระหว่างส่วนกลาง และท้องถิ่นเพิ่มขึ้นในอัตรานี้หรือตีตัวเลขกลม ๆ ๑๐ ปีเพิ่มขึ้น ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ ปีจากนี้ ปี ๒๕๗๖ ท้องถิ่นจะได้ส่วนแบ่ง ๓๒.๕ เปอร์เซ็นต์ อีก ๒๐ ปีจากนี้ ปี ๒๕๘๖ ท้องถิ่นจะได้ ส่วนแบ่ง ๓๕ เปอร์เซ็นต์ อีก ๓๐ ปีจากนี้ ปี ๒๕๙๖ ท้องถิ่นจะได้ส่วนแบ่ง ๓๗.๕ เปอร์เซ็นต์ และ ๔๐ ปีจากนี้ ปี ๒๖๐๖ ท้องถิ่นจะได้รับส่วนแบ่ง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ งานวิจัยของเพื่อน ผู้ชี้แจงร่วมกับผม อาจารย์วีระศักดิ์ เครือเทพ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุไว้ชัดเจนว่าท้องถิ่นจัดทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายอย่างสมบูรณ์แบบได้จำเป็นจะต้องมี ส่วนแบ่งรายได้ ๔๕ เปอร์เซ็นต์ อีก ๔๐ ปีข้างหน้าขึ้นพุทธศตวรรษใหม่ พ.ศ. ๒๖๐๖ ยังทำ ไม่ได้ถึงเกณฑ์นี้เลย บอกผมสิว่าสิ่งที่เราทำอยู่วันนี้ไม่น้อยเกินไป เหมาะสมแล้ว บอกผมสิว่า ทำเท่านี้ไม่ช้าเกินไป เหมาะสมแล้ว ผมใช้แผนภูมิเสร็จแล้วขอเจ้าหน้าที่นำลงด้วย ในด้าน อำนาจก็เช่นกัน ผมเห็นว่าปัญหาท้องถิ่น ดิน น้ำ ลม ไฟ ให้ท้องถิ่นมีอำนาจและงบประมาณ จัดสรรเถอะ ท้องถิ่นยังต้องขออนุญาต ขออนุมัติจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาคอีกเยอะแยะ ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่นข้อบัญญัติงบประมาณนายกท้องถิ่นเป็นคนทำ ผ่านสภาท้องถิ่น ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ยังต้องผ่านให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอนุมัติอีก เส้นทางการ ขนส่งสาธารณะท้องถิ่นไม่มีอำนาจอนุมัติ ต้องอนุมัติจากกรมขนส่งทางบก การใช้พื้นที่ สาธารณะยังต้องขอกระทรวงมหาดไทย ยังต้องขอกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม ผมเห็นว่าท้องถิ่นมีอำนาจน้อยเกินไป หลายท่านอภิปรายว่าท้องถิ่นมีอำนาจ ในการทำบริการต่าง ๆ เหล่านี้อยู่แล้ว ใช่ครับ กฎหมายเขียนให้อำนาจไว้ แต่ต้องถามให้สุด ว่าอำนาจคืออะไร ในทางปฏิบัติอำนาจคือใครเป็นคนอนุมัติคนสุดท้าย วันนี้เขียนว่าให้ท้องถิ่น ทำได้ แต่ยังต้องขออนุมัติอยู่ พูดง่าย ๆ ว่าทำไม่ได้ ถ้าอยากได้ให้มาขอคนอนุมัติคนสุดท้าย ไม่ใช่คนในพื้นที่ ไม่ใช่คนที่เข้าใจปัญหา ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับปัญหา ไม่ได้ร่วมทุกข์ร่วมสุข กับคนในพื้นที่ คนอนุมัติสุดท้ายยังอยู่ที่ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค แต่ประเด็นนี้คนที่ตอบได้ดีที่สุดว่าอำนาจมีเพียงพอหรือยังอาจจะไม่ใช่ผม หรืออาจจะไม่ใช่ ท่านสมาชิก คนที่จะตอบได้ดีที่สุดอาจจะเป็นคนท้องถิ่นเอง เมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ที่ผ่านมาสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย สมาคมสันนิบาตเทศบาล แห่งประเทศไทยและสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นการรวมตัวกัน ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศกว่า ๗,๐๐๐ แห่ง ได้ออกแถลงการณ์สนับสนุน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แถลงการณ์ฉบับนี้ลงนามโดยนายกของทั้ง ๓ สมาคม ผมเรียนท่าน ประธานอย่างนี้ว่าผมไม่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัวกับนายกทั้ง ๓ ท่านเลย ถ้าท้องถิ่นมีอำนาจ ถ้าท้องถิ่นมีอิสระจริง ทำไมนายกทั้ง ๓ ท่านจึงลงชื่อในแถลงการณ์สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้อีก แล้วนั่นนำมาสู่ประเด็นสุดท้ายของผม นั่นก็คือคำถามถึงเจตนาของผม นั่นก็คือ คำถามที่ท่านมีต่อเจตนาของผม หลายท่านเหลือเกินที่ตั้งคำถามถึงเจตนาของผมหรือ เคลือบแคลงเป้าหมายทางการเมืองของผม ถึงขนาดต้องใช้คำว่าระแวดระวัง ถ้าท่านคิดแบบนี้ ผมมีสิทธิใช้หลักการเดียวกับท่าน ผมสามารถเคลือบแคลงเจตนาของหลายท่านได้หรือไม่ เพราะหลายท่านเคยทำการสนับสนุนการทำรัฐประหารอย่างออกหน้าออกตา หลายท่าน ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ถ้าใช้ตรรกะเดียวกันนี้ผมคงต้องสงสัยว่าท่านเชื่อในประชาธิปไตย จริงหรือไม่ ท่านเชื่อในอำนาจประชาชน ท่านเชื่อในการกระจายอำนาจจริงหรือไม่ที่ท่าน ไม่สนับสนุนร่างนี้เป็นเพราะท่านกลัวอำนาจของประชาชนหรือไม่ เป็นเพราะอำนาจของ ประชาชนสวนทางกับที่มาของอำนาจของท่านหรือไม่ แน่นอนวันนี้มีช่องว่าง วันนี้มีช่องว่าง ในความเคลือบแคลงสงสัยกันอยู่ คำถามคือเราจะปิดช่องว่างแห่งความเคลือบแคลงสงสัยนี้ ได้อย่างไร ก่อนมาทำงานการเมืองผมบริหารองค์กรธุรกิจที่มียอดธุรกิจกว่า ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท มีพนักงาน ๒๐,๐๐๐ คน บริหารฐานการผลิตใน ๖ ประเทศทั่วโลก ผมบริหารคนอเมริกา ผมบริหารคนจีน ผมเจรจากับลูกค้าญี่ปุ่น ผมเจรจากับลูกค้ายุโรป ผมซื้อของจาก ซัปพลายเออร์ (Supplier) เกาหลี ผมซื้อของจากซัปพลายเออร์ (Supplier) ไต้หวัน ผมเข้าใจดีถึงเรื่องอำนาจ ผมเข้าใจดีถึงเรื่องการเจรจาต่อรอง ผมเข้าใจดีถึงเรื่องการ ประนีประนอม ถ้าผมไม่เข้าใจเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ผมพาองค์กรของผมมาถึงตรงนี้ไม่ได้หรอก เราเห็นต่างกัน ท่านเคลือบแคลงผม ผมไม่เข้าใจท่าน เราจะปิดช่องว่างแห่งความไม่เข้าใจกันนี้ ได้อย่างไร คำตอบมีอยู่ทางเดียวก็คือต้องคุยกัน ก็คือต้องทำงานร่วมกัน ถ้าท่านรับหลักการ เข้าสู่วาระสอง ผมจะขอเสนอตัวเองกับพรรคก้าวไกล ผมจะขอสัดส่วนเข้ามาเป็นกรรมาธิการ ด้วยตัวเอง และขอให้ท่านที่เคลือบแคลงสงสัยในตัวผมเข้ามาเป็นกรรมาธิการร่วมกันจะได้ ร่วมงานกัน จะได้ทำงานร่วมกัน จะได้รับฟังกันเราจะได้เข้าใจกันมากขึ้น ท่านจะได้สัมผัส ตัวผมด้วยตัวท่านเอง ไม่ต้องไปสัมผัสตัวผมจากคำบอกเล่าของคนอื่น ท่านจะได้เข้าใจว่า ผมไม่ใช่คนที่น่ากลัวเหมือนที่สื่อบางสำนักพยายามบอกให้ทุกท่านเข้าใจว่าผมไม่ได้สุดโต่ง อย่างที่ไอโอ (IO) สายกองทัพพยายามปั้นภาพขึ้นมา ผมพร้อมที่จะทำงานร่วมกันกับทุกท่าน ผมพร้อมที่จะประนีประนอมเพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน ถ้าท่านเห็นว่าการแบ่งรายได้ ๕๐ : ๕๐ ภายใน ๓ ปี สุดโต่งเกินไป ผมเห็นว่าเหมาะสมแล้ว ถ้าอย่างนั้นอะไรที่เรายอมรับกันได้ แบ่งให้ท้องถิ่นร้อยละ ๔๕ ใน ๕ ปี เหมาะสมไหม รับกันได้ไหม หรือว่าจะแบ่ง ๕๐ : ๕๐ ภายใน ๗ ปี รับกันได้ไหม ไม่แน่นะครับถ้าเราได้ทำงานร่วมกัน เราอาจจะหาข้อสรุปที่ทุกฝัก ทุกฝ่ายยอมรับกันได้ เห็นตรงกันและพาประเทศไปข้างหน้าได้ก็ได้ และเมื่อเราทำอย่างนั้นได้ พี่น้องประชาชนจะได้ประโยชน์สูงสุดครับ วันนี้ผมหยิบยื่นมือของผมให้กับท่าน ผมหวังว่า ท่านจะจับมัน ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ก็เป็นการจบการสรุปนะครับ แนวการดำเนินการต่อไปคือการลงมติ พร้อมไหมครับคืนนี้ ได้หารือท่านประธานวุฒิสภา ท่านรองประธานรัฐสภาแล้วว่าพรุ่งนี้ก็คงไม่พร้อม ดังนั้นเร็วที่สุดก็คือวันพุธที่ ๗ เป็นการประชุม สภาผู้แทนราษฎร ผมหารือคณะทำงานว่าเนื่องจากขณะนี้การให้ตัวแทนประสานงาน แต่ละฝ่ายหารือกัน ทำได้ยาก และหาข้อยุติยาก ก็เลยประธานหาทางประสานด้วยตัวเอง ก็ตกลงว่าจะขอเป็นวันพุธที่ ๗ ธันวาคม ๐๙.๓๐ นาฬิกา เป็นการลงมติ วันนั้นจะขอเลื่อน การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเป็นบ่ายโมง แล้วนำเฉพาะเรื่องลงมติอย่างเดียวครับ ไม่พิจารณาเรื่องอื่น ส่วนความตั้งใจที่เราจะประชุม วันที่ ๒๐ วันที่ ๒๑ รัฐสภาแต่เดิม และคิดว่าถ้า ๒ วันนี้เรื่องมันผ่านไปมากเราจะไม่นัด ก็ยืนยันว่าวันที่ ๒๐ วันที่ ๒๑ จะไม่นัด ส่วนหลังจากวันที่ ๗ ผมอนุมัติให้กรรมาธิการไปต่างประเทศหลายคณะ เขาจะกลับมาคือ วันที่ ๑๓ หลังจากนั้นก็จะไม่สะดวก เพราะฉะนั้นเร็วที่สุด แล้วก็ไม่ช้าเกินไปก็คือ วันพุธที่ ๗ ธันวาคม ๐๙.๓๐ นาฬิกา เมื่อลงมติเสร็จแล้วบ่ายโมงก็จะประชุมสภาผู้แทนราษฎรต่อไป แล้วก็ยืนยันว่าวันที่ ๒๐ วันที่ ๒๑ ธันวาคมจะไม่นัดประชุมรัฐสภาตามที่ได้ประชุมไว้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราจะได้มีเวลาตั้งหลักเตรียมตัวได้ หลังจากนั้นเราจะประชุมครั้งสุดท้าย ก็วันที่ ๒๘ วันที่ ๒๙ แล้วก็สิ้นปีใหม่ก็เรียนพวกเราได้รับทราบ ผมขอขอบพระคุณทุกฝ่าย ที่ได้ให้ความร่วมมือในวันนี้นะครับ ขอปิดประชุมครับ🔗

เลิกประชุมเวลา ๒๒.๒๓ นาฬิกา