รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ครั้งที่ ๑๐ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง)
วันศุกร์ที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๖
ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา
________________
สมาชิกมาลงชื่อ ๓๓๕ คน ครบองค์ประชุมครับ ผมขออนุญาตที่ประชุมดำเนินการไปตามระเบียบวาระครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม🔗
วันนี้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอลา ๕๒ คน สมาชิกวุฒิสภาขอลา ๔๕ คน รวมที่ขอลาในเวลา ๑๐.๓๕ นาฬิกา ๙๗ คน นะครับ แต่วันนี้สถานภาพของสมาชิกรัฐสภา หลังสุดครับ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ ๔๑๗ คน สมาชิกวุฒิสภา ที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ๒๔๙ คน รวม ๖๖๖ คน เพิ่งลาออกเมื่อสักครู่นี้ ๑ คน ก็รวม ๖๖๖ คน องค์ประชุมวันนี้จึงเป็น ๓๓๓ คน เรียนที่ประชุมเพื่อรับทราบครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว🔗
ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ....🔗
ขอเชิญกรรมาธิการขึ้นมาพร้อมเพรียง พร้อมนะครับ🔗
ก่อนเริ่มต้นผมขอเรียนให้ทราบว่า ตามที่ได้ตกลงไว้เมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ นะครับว่าเราจะจัดการประชุมเพื่อพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ตามที่ได้ตกลงกันไว้นะครับ ก็ปฏิบัติตามสัญญา ความจริงแล้วผมขอนัดวันอังคารที่ ๑๔ แต่ว่าท่านประธานวุฒิบอกว่าสภามีวาระพิเศษ ไม่สามารถจัดวันนั้นได้ก็เลยขอรบกวนพวกเราวันศุกร์ ซึ่งอาจจะไม่สะดวกสำหรับบางท่าน นะครับ แต่ว่าต้องขอความร่วมมือกันเพื่อให้การพิจารณากฎหมายนี้ได้เป็นไปตาม วัตถุประสงค์ของหลายฝ่ายที่มีความตั้งใจ แล้วก็ยืนยันว่าจะอยู่ดึกดื่นเพื่อให้กฎหมายได้ผ่าน ไปนะครับ ผมขอความร่วมมือพวกเราที่จะดำเนินการต่อไปตามวาระนะครับ ครั้งที่แล้ว สุดท้ายเราได้พิจารณาเมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๖๖ พิจารณาร่างพระบัญญัติการศึกษา แห่งชาติ พ.ศ. .... ต่อในมาตรา ๘/๑ จนถึงมาตรา ๑๔ ซึ่งกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติได้ขอสงวนคำแปรญัตติอภิปรายทุกท่านแล้วนะครับ ในวันนั้นผมในฐานะ ประธานได้สั่งปิดการประชุมเพื่อมาลงมติในการประชุมครั้งต่อไปคือวันนี้ครับ ดังนั้นต่อไปนี้ ก็จะต้องขอที่ประชุมได้มีมติในมาตรา ๑๔ ว่าควรจะมีการแก้ไขหรือไม่นะครับ ขอเชิญพวก เราเข้ามานะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมขออนุญาตนำเรียนย้อนความไป เมื่อการประชุมครั้งที่แล้วสักเล็กน้อยครับท่านประธาน เนื่องจากว่าเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้อง กับการลงมติครับ ผมเรียนท่านประธานแบบนี้ว่าในวันนั้นท่านประธานพรเพชร วิชิตชลชัย นั่งเป็นประธานในการประชุม แล้วก็เมื่อมีการพิจารณาไปถึงมาตรา ๑๔ ซึ่งมีหลายวรรค แล้วก็มีหลายอนุมาตรา ปรากฏว่าสมาชิกมีความคิดเห็นไปในลักษณะว่าแต่ละอนุมาตรานั้น มีความสำคัญและรายละเอียดที่แตกต่างกันครับ ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่นำเสนอว่าอยากจะให้ มีการลงมติแยกรายอนุมาตรา บางส่วนผมเห็นด้วยกับท่าน ส.ว. มณเฑียร บุญตัน บางส่วน ผมเห็นด้วยกับคุณพริษฐ์ วัชรสินธุ บางส่วนผมเห็นด้วยกับอาจารย์สุรวาท บางอนุมาตรา ผมเห็นด้วยกับทางคณะกรรมาธิการ ท่านประธานพรเพชรเลยบอกว่าหากเป็นไปได้ก็ขอเช็ก (Check) องค์ประชุมก่อนแล้วก็เดี๋ยวจะพิจารณากันว่าจะมีการให้ลงมติทั้งหมดทีเดียว หรือจะให้มีการลงมติรายอนุมาตรา ก็เลยอยากจะขอนำเรียนท่านประธานว่าจะให้ผมเสนอ เป็นญัตติหรือว่าจะดำเนินการเช็ก (Check) องค์ประชุมก่อนแบบใดประการใดครับ ท่านประธานครับ🔗
ผมจำได้วันนั้นผมเป็นผู้นั่ง พิจารณานะครับ แล้วก็จบลงด้วยการอภิปรายของกรรมาธิการที่สงวนความเห็นและ ผู้แปรญัตติ จบแล้วก็ผมเข้าใจวัน เวลาขณะนั้นก็สมควรที่จะปิดประชุมก็เลยปิดประชุม เพื่อมาลงมติในวันนี้ครับ ฉะนั้นการลงมติก็เป็นไปตามกระบวนการลงมติก็คือจะต้อง ถามความเห็นว่าจะเห็นควรแก้ไขตามที่กรรมาธิการแก้ไขหรือไม่ ถ้าเห็นควรแก้ไขก็ต้อง ถามต่อไปว่าจะเห็นควรแก้ไขตามที่กรรมาธิการเสียงข้างมากหรือกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ที่สงวนความเป็นและผู้แปรญัตติครับ คุณณัฐวุฒิครับ กระบวนการก็ไปอย่างนี้ เชิญเลยครับ🔗
ท่านประธานครับ ณัฐวุฒิครับ ขอบคุณครับท่านประธาน เนื่องจากเราประชุมกันเยอะครับ ผมต้องขอประทานโทษหากจำความผิดครับ ณัฐวุฒิ บัวประทุม ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ถ้าอย่างนั้นผมขออาศัยอำนาจตามข้อบังคับรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อ ๓๓ ขอให้พิจารณาแยกประเด็นในการลงมติเป็นรายอนุมาตราครับ ผมขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
อันนี้หารือกันได้นะครับ เพราะกระบวนการการลงมตินั้นเป็นไปตามข้อบังคับ แล้วถ้าเราประสงค์จะให้ลงมติอย่างไร ก็ต้องขอมติที่ประชุมครับ มีผู้รับรองนะครับ ขอแยกประเด็นลงมติเป็นรายอนุมาตรา ขอผู้รับรอง ๑๐ คน นะครับ ครบแล้วนะครับ ท่านอื่นมีความเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ เชิญท่านชินวรณ์ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัด นครศรีธรรมราชในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมอยากเรียนหารือกับท่านประธานว่าตามจริง ที่ท่านประธานได้กรุณาตั้งประเด็นเป็นเบื้องต้นนั้น ผมคิดว่าชอบโดยข้อบังคับ ก็คือ เราจะต้องถามว่าเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการหรือไม่ เพราะฉะนั้นถ้าเห็นด้วย กับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการ จึงจะต้องมาถามว่าเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ถ้าเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ก็ไม่ต้องแยกประเด็น เพราะว่าเมื่อเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากแล้ว ก็ไม่ต้องไปถามในเรื่องของประเด็น ที่เป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมคิดว่าจะเป็นการเรียงลำดับในการถามที่ถูกต้อง ที่เราเคย ปฏิบัติมาเป็นเช่นนั้น เพราะฉะนั้นผมอยากเรียนหารือว่าก่อนที่จะเสนอญัตตินี้ ควรจะได้ มีการตั้งประเด็นคำถามตามที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานไปแล้วครับ จึงขออนุญาต ท่านประธานได้โปรดพิจารณาอีกครั้งหนึ่งครับ🔗
ท่านชินวรณ์ จะเสนอญัตติให้ ลงไปตามปกติไหมครับ ผมจะต้องขอมติครับ🔗
คือโดยหลักก็ต้องลงไปตาม🔗
ท่านชินวรณ์ ไม่เห็นด้วยตามที่ ท่านณัฐวุฒิเสนอใช่ไหมครับ🔗
ใช่ ครับ ผมคิดว่าโดยหลักแล้วก็ต้องเป็นไปตามที่ได้กราบเรียนท่านประธานสภาไปแล้ว แต่ว่าถ้าท่านประธานจะยึดหลักว่า ท่านณัฐวุฒิได้เสนอญัตติดังกล่าวขึ้นมาแล้ว ก็ต้องถาม ญัตติดังกล่าว ผมจึงเป็นฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยครับ ผมคิดว่าควรเรียงลำดับตามที่ท่านประธาน ได้กราบเรียนไปในเบื้องต้นแล้วครับ🔗
ขอเรียนหลักการนะครับ ผมเข้าใจว่า พวกเราทราบดีอยู่แล้วว่าในหลักการลงมตินั้นเราไม่ได้แยกเป็นอนุมาตรา เราจะลงมติไป ตามระบบการลงมติตามกระบวนการ ตามข้อบังคับ กล่าวคือเราจะลงมติว่าแก้ไข ตามที่กรรมาธิการเสนอแก้ไขหรือไม่ ถ้าไม่เห็นด้วยก็คงไว้ตามร่างเดิม ถ้าเห็นควรแก้ไข ก็จะถามต่อไป เนื่องจากมีผู้สงวนความเห็นและผู้แปรญัตติว่าจะยึดเอากรรมาธิการ เสียงข้างมากแก้ไขหรือกรรมาธิการที่สงวนความเห็น ก็คือกรรมาธิการเสียงข้างน้อย และผู้แปรญัตติ จะถามอย่างนี้ทุกมาตราครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ทำความเข้าใจกับท่านณัฐวุฒิ แล้วว่าหลักการมันเป็นอย่างนี้ แต่ว่าท่านเสนอญัตติก็ได้ครับ แต่ต้องขอมติที่ประชุมว่า เห็นด้วยกับท่านหรือไม่ ผมคิดว่าถ้าไม่อยากเสียเวลาเราดำเนินการไปตามปกติ น่าจะดีกว่า ติดใจไหมครับ ถ้าติดใจผมจะขอมติครับ🔗
ท่านประธานครับ🔗
เชิญครับ🔗
ขออนุญาตท่านประธานครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมกราบเรียนท่านประธานว่า พระราชบัญญัติฉบับนี้ มีความสำคัญแล้วก็อยากเห็นการเดินหน้าไป อยากกราบเรียน ท่านประธานว่าเดินหน้าไปก่อน แล้วก็จะขอร้องท่านณัฐวุฒิว่าญัตติดังกล่าวมันจะเกิดขึ้น หลังจากที่เกิดเสียงข้างน้อย ชนะแล้วก็อันนั้นค่อยว่ากัน ทีนี้ถ้าท่านประธานถามก่อนว่า เห็นตามเสียงข้างมากก่อน ผมคิดว่าน่าจะถูกต้องตามที่ท่านชินวรณ์เสนอ ขอบคุณครับ🔗
ท่านประธาน ขออนุญาตครับ🔗
เชิญครับ🔗
ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเห็นด้วยกับที่ท่านประธานได้กรุณาให้แนวทางในการลงมติ เพราะถ้าเราไปลงมติ ตามญัตติที่เสนอของท่านณัฐวุฒิ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน พอถึงเสียงข้างน้อยมันมี อีกเยอะเลยครับ แต่ละอนุมาตราของแต่ละคนไม่เหมือนกันเลย เพราะฉะนั้นการลงมติจะลง ได้ยากมาก เพราะถ้าเผื่อถามที่ท่านประธานว่าถ้ากรรมาธิการเสียงข้างมากชนะก็จบ ถ้าไม่ชนะก็ต้องไปแยกกันระหว่างกรรมาธิการเสียงข้างน้อย จะมีกี่คนก็แล้วแต่ หรือผู้ที่สงวน คำแปรญัตติก็ต้องไปสู้กันว่าเอาของใคร ไม่ใช่เอาว่าแต่ละอนุมาตราของคนนี้ อนุมาตรา ๒ ก็คนนั้น มันทำไม่ได้หรอกครับ แล้วมันยุ่งยากมาก ก็กราบเรียนเป็นข้อคิดเห็นครับ🔗
ขอบคุณมากครับ ท่านณัฐวุฒิ ยังติดใจไหมครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ด้วยความเคารพครับท่านประธาน หากอ้างว่าไม่เคยมีการ ดำเนินการแบบนี้มาก่อน ถ้าเหตุผลแบบนั้นผมติดใจแน่นอน เพราะว่าเคยมีการดำเนินการ แบบนี้มาก่อน ทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและรัฐสภาครับ ขออนุญาตท่านประธานครับ เพื่อให้ เดินหน้าการประชุมเป็นไปด้วยดี🔗
ประการที่ ๒ ก็คือว่าพวกผมพรรคก้าวไกลก็ร่วมแสดงความคิดเห็นและร่วม ประชุมรัฐสภา โดยเฉพาะ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับน้อง ๆ นักเรียน ผมย้ำคำนี้มากที่สุด มาตั้งแต่ต้นโดยตลอดอยู่แล้ว ผมคิดว่าความนี้ทุกท่านก็ทราบเป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตาม ในหลายมาตราที่เราแสดงความคิดเห็นหรือสงวนไว้ก็ไม่ได้รับการตอบสนองต่อที่ประชุม ก็ไม่เป็นอะไรครับ อันนั้นก็เคารพเสียงข้างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิยามเรื่องของการศึกษา ใด ๆ ต่าง ๆ🔗
ประการที่ ๓ ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญในเชิงเนื้อหา อย่างที่ผมได้นำเรียนครับ ว่าเราให้ความสำคัญกับการแก้ไขใน (๘) ของท่านอาจารย์มณเฑียร บุญตัน ท่านสมาชิก วุฒิสภา ผมขออนุญาตบันทึกไว้ก็ได้ครับ แล้วเดี๋ยวจะดูกันว่าควรจะถอนญัตตินี้หรือไม่ ก็คือ ท่านอาจารย์มณเฑียร บุญตัน ท่านพูดถึงเรื่องของการจัดการศึกษาให้กับคนพิการ แล้วก็มี ประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่ง ก็คือมันเป็นสิทธิในการเข้าเรียนอย่างเท่าเทียม ทั่วถึง เป็นธรรม โดยไม่เลือกปฏิบัติ คำนี้เป็น ๔ คำที่อยู่ในอนุสัญญาว่าด้วยคนพิการ แต่ปรากฏว่าพวกเรา ดูเสมือนว่าละเลยหรือไม่ให้ความสำคัญกับการจัดการเรียนคนพิการ ถ้าอย่างนั้นหากไม่รับ ของท่านมณเฑียรก็ต้องบันทึกเจตนารมณ์ให้กระทรวงศึกษาธิการรับทราบในประเด็นนี้ครับ🔗
อีกส่วนหนึ่งในเรื่องเนื้อหาที่สำคัญยิ่งครับ ก็คือของคุณพริษฐ์ วัชรสินธุ และ คุณกุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยจากพรรคก้าวไกลที่ย้ำมาโดยตลอดที่เรา ไม่รับหลักการวาระหนึ่งก็เพราะแบบนี้ว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่พูดถึงเรื่องของสภาพแวดล้อม หรือสวัสดิภาพของนักเรียน ความจริงต้องขอบพระคุณท่านประธานที่บรรจุกระทู้ผมเป็น กระทู้สุดท้ายในสภาแห่งนี้ ในสมัยประชุมนี้ ผมจะถามท่านรัฐมนตรีตรีนุช เทียนทอง รุ่นพี่ บดินทร์เดชาผมนี่ครับ ว่าคุณให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของครูที่กระทืบนักเรียน ในโรงเรียนแค่ไหน ผมติดพวกนี้เองครับ แต่ติดเรื่องเหล่านี้เพราะมันเป็นหัวใจของการเรียน แต่อยากให้การประชุมเดินหน้าต่อก็ได้ครับ อยากจะให้บันทึกว่าเจตนารมณ์ของการแก้ไข รายอนุมาตราของพรรคก้าวไกล ของท่าน ส.ว. มณเฑียร ของเพื่อนสมาชิก ซึ่งให้ความเคารพ นะครับ หากท่านนั่งฟังอย่างใจเป็นธรรม ในภาษาพระที่เรียกว่า โยนิโส มนสิการ ท่านจะทราบ เป็นอย่างดีว่าพวกเรา สมาชิกที่อภิปราย ท่านประธานเองก็คงฟังอยู่ว่าอยากจะขอให้มี การแก้ไขรายอนุมาตราจริง ๆ แต่ในเมื่อเราเหน็ดเหนื่อยมา ๒ วันเต็ม ๖ ทุ่มกว่าทุกวัน กลับบ้านไปเราก็มาแต่เช้า ก็อยากให้เดินหน้าการประชุมเป็นไปด้วยดี เรื่องการศึกษาเอกชน ครูติ๋ว อนุรักษ์ บุญศล ท่านก็บอกว่าอย่างไรวันนี้ก็ต้องไปให้ถึงนะ เรื่องอื่น ๆ ของพรรคก้าวไกล เราก็เตรียมครับ ไปให้ถึงแน่ ๆ ฉะนั้นเพื่อประโยชน์ของการเดินหน้าการประชุม ผมขอ อนุญาตถอนการเสนอญัตติขอให้ลงมติเป็นรายอนุมาตรา แต่ผมอยากจะเรียนที่ประชุมว่า อยากให้ท่านพิจารณาอย่างใจเป็นธรรม อย่าง โยนิโส มนสิการ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
สิ่งที่ท่านณัฐวุฒิเสนอนั้นสามารถ ทำได้นะครับ แต่ว่าถ้าเราเห็นด้วยก็สามารถทำได้ ไม่ใช่ทำไม่ได้ แต่ว่าเมื่อท่านณัฐวุฒิเสนอ ถอนแล้วก็ต้องขอบคุณ เพื่อเราจะได้ลงมติ ด้วยคำถามว่า มาตรา ๑๔ กรรมาธิการมีการ แก้ไข ที่ประชุมเห็นด้วยในการแก้ไขหรือไม่ ถ้าเห็นด้วยก็ต้องถามต่อไปว่าจะแก้ไขตาม กรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือกรรมาธิการที่สงวนความเห็น ขออนุญาตที่ประชุม เพื่อตรวจสอบองค์ประชุมตามข้อบังคับ ก็ต้องอดทนหน่อยวันนี้ เพราะว่าจะมีการลงมติมาก แล้วก็เสียเวลาพวกเราพอสมควร แต่ว่านี่คือหน้าที่นะครับ🔗
ท่านสมาชิกกรุณาแสดงตนก่อนลงมติครับ🔗
รบกวนสมาชิกที่อยู่ข้างนอกหน่อยครับ กรุณาเข้ามาเพื่อลงมติมาตรา ๑๔ ครับ🔗
เรียนท่านประธานครับ ผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สัดส่วน ชาติพันธุ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา แสดงตนครับ🔗
ครับ ๓๐๐ แล้วครับ🔗
ท่านประธานครับ ทวีศักดิ์ ทักษิณ ๑๓๘ แสดงตนครับ🔗
๒ ครับ อย่าให้สภาล่มแต่เช้าเลยนะครับ ท่านที่เข้ามาแล้วกรุณากดบัตร ถ้าไม่กดบัตรก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลยครับ เพราะองค์ประชุม ก็จะไม่ครบ กฎหมายนี้เป็นกฎหมายของรัฐบาล เจ้าหน้าที่บันทึกด้วยนะครับ ขาดอีก ๒๐ คน ท่านมณเฑียร กรรมาธิการ เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม มณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภาและอยู่ในกรรมาธิการเสียงข้างน้อยในมาตรานี้ ผมเองลำบากใจนะครับ เพราะว่าผมเองก็เป็นกรรมาธิการ แล้วก็เป็นผู้ที่สงวนความเห็น ก็ต้องขอขอบพระคุณท่านผู้เสนอญัตติ ท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม แล้วก็เพื่อนสมาชิกที่ได้ให้การ สนับสนุนการสงวนความเห็นของผมนะครับ คือผมเองไม่อยากจะรบกวนขั้นตอนในการ พิจารณา แล้วก็อยากจะให้การพิจารณาร่างฉบับนี้เดินหน้าไปด้วยดี แต่ว่าผมจำเป็นต้อง สงวนความเห็นในมาตรานี้ ซึ่งก็เป็นโชคร้ายที่สาระสำคัญของกฎหมายที่พูดถึงสิทธิของคน เป็นล้าน มาปรากฏอยู่ในอนุมาตราเล็ก ๆ ทำให้ผมไม่มีทางเลือก ถ้ามันอยู่ในมาตราใหญ่ เหมือนกับใน พ.ร.บ. ปี ๒๕๔๒ มันจะไม่ยากขนาดนี้ เพราะฉะนั้นก็ขอวิงวอนผ่าน ท่านประธานไปยังที่ประชุมว่าท่านได้โปรดพิจารณาอย่างรอบคอบด้วยนะครับ การโหวต อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วก็อาจจะมีผลทำให้ที่เหลือตกไปทั้งหมดเลยก็จะเป็นสิ่งที่น่าเสียดาย ผมเข้าใจว่าร่างมาตรา ๑๔ มีผู้สงวนความเห็น และสงวนคำแปรอยู่ไม่กี่อนุมาตรา ถ้าท่าน ทั้งหลายจะได้กรุณาพิจารณาด้วยความรอบคอบก็จะทำให้กฎหมายฉบับนี้ผ่านไปได้ แล้วก็ ดีด้วย ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ยังขาดอยู่อีก ๑๐ กว่าคน ขาด ๑๓ คน🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์ ขออนุญาตครับ🔗
เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคก้าวไกล คนเท่ากัน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมก็ต้องยอมรับว่าเป็นคนพิการ คนหนึ่งนะครับท่านประธาน สำหรับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ผมก็เห็นด้วยกับทางท่านณัฐวุฒิ แล้วก็ ท่านมณเฑียร บุญตัน ที่จะเสนอให้มีการโหวตตามที่ท่านเสนอเพื่อจะได้มีโอกาสเห็นด้วยกับ คนพิการของเรา ขออนุญาตท่านประธานด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ผ่านกระบวนการนั้นไปแล้วครับ กรุณาแสดงตนนะครับ ขาด ๑๓ ท่าน ๑๐ ท่าน🔗
ประธานครับ โกศล ๐๓๕ แสดงตนครับ🔗
๓ ครับ ก็มองในแง่ดีนะครับ พวกเรา อาจจะมาไม่ทันในช่วงมาตราแรก แต่ว่ารอเพื่อให้ภารกิจของเราได้ผ่านไป🔗
ท่านประธานครับ ผม สมชาย ฝั่งชลจิตร ๓๘๑ แสดงตนครับ🔗
๔ ครับ ปิดการแสดงตนครับ จำนวน ผู้เข้าประชุมที่แสดงตน ๓๓๐ บวก ๔🔗
ท่านประธานครับ ผม นายแพทย์บัญญัติ ๑๙๐ แสดงตนครับ🔗
๓๓๐ บวก ๕ ครบองค์ประชุมครับ🔗
ขอถามมติที่ประชุมว่า มาตรา ๑๔ กรรมาธิการแก้ไข ผู้ใดเห็นควรให้มีการแก้ไขโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นควรแก้ไข โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗
ท่านประธานครับ ๑๓๘ เห็นด้วยครับ🔗
เจ้าหน้าที่บันทึกด้วยนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ปกรณ์วุฒิ ๒๐๑ เห็นด้วยครับ🔗
๒ ครับ ปิดการลงมติครับ จำนวน ผู้ลงมติ ๓๓๒ คน บวก ๒ คน ๓๓๔ คน เห็นด้วย ๓๑๗ คน บวก ๒ คน ๓๑๙ คน ไม่เห็นด้วย ๗ คน งดออกเสียง ๗ คน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ คน มติที่ประชุมเห็นด้วยที่มีการแก้ไข🔗
คำถามที่ ๒ ครับ เห็นด้วยกับการ แก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือเห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการที่สงวนความเห็น คือกรรมาธิการเสียงข้างน้อยและผู้แปรญัตติที่สงวนคำแปรญัตติ ขอพวกเราแสดงตนก่ อนลงมติครับ🔗
ท่านประธานครับ ทวีศักดิ์ ๑๓๘ แสดงตนครับ🔗
บวก ๑ ครับ🔗
ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ๒๐๑ แสดงตนครับ🔗
๒ ครับ ท่านที่อยู่ในห้องนะครับ กรุณาแสดงตนครับ ปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตนขณะนี้ ๓๓๕ บวก ๒ เป็น ๓๓๗ ครบองค์ประชุมครับ🔗
ขอถามมติที่ประชุมว่าเห็นด้วยกับ กรรมาธิการเสียงข้างมากกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่สงวนความเห็น คือเสียงข้างน้อยและผู้แปรญัตติกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗
ท่านประธานครับ ๑๓๘ ไม่เห็นด้วยครับ🔗
บวก ๑ นะครับ🔗
ท่านประธาน ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ๒๐๑ ไม่เห็นด้วยครับ🔗
กรุณาลงมตินะครับ ขอเชิญพวกเรา ลงมตินะครับ ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๓๓ คน บวก ๒ คน ๓๓๕ คน เห็นด้วย ๒๔๒ คน ไม่เห็นด้วย ๘๒ บวก ๒ ๘๔ คน งดออกเสียง ๖ คน ไม่ลงคะแนนเสียง ๓ คน มติที่ประชุมเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากนะครับ🔗
มาตราต่อไปครับ🔗
มาตรา ๑๕ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗
มาตรา ๑๕ มีผู้ขออภิปรายนะครับ ไม่ใช่ผู้สงวนความเห็น ไม่ใช่ผู้แปรญัตติ แต่เนื่องจากมีการแก้ไข มีสมาชิก ๓ ท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ นายเกษม ศุภรานนท์ คุณอนุรักษ์ บุญศล รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ มีเวลาอยู่ประมาณ ๒๐ นาทีของผู้อภิปราย พวกเราที่จะมีภารกิจก็ต้องมาตอนลงมติ ขอเชิญท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขออนุญาตในฐานะสมาชิกรัฐสภา มาตรา ๑๕ มีการแก้ไข สิ่งที่ผมจะขอตั้งคำถามกรรมาธิการในเรื่องของการแก้ไข โดยเฉพาะในเรื่องของเป้าหมาย ตามมาตรา ๘ ที่ในวรรคแรกมีการตัดเนื้อความว่า ต้องไม่มุ่งแสวงหากำไรแบ่งปันกัน เว้นแต่ ต้องมี ตัดทิ้ง แล้วก็ไปเปลี่ยนโดยเพิ่มเนื้อความว่า ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการอนุญาตนั้น โดยมีตัดคำว่า อนุญาตให้ทำได้ ออกในวรรคแรก นั่นคือคำถามที่เกี่ยวข้องกับเนื้อความ แต่ผมจะขออภิปรายไปถึงในวรรคสองด้วย เพราะว่าความในวรรคสองนั้นมันเกี่ยวข้องกับ การพูดถึงคำว่า ไม่มุ่งแสวงหากำไรมาแบ่งปันกัน นะครับ🔗
ในมาตรา ๑๕ สิ่งที่สำคัญคือมาตรา ๑๕ นั้นพูดถึงมาตรา ๘ ใน (๑) ถึง (๖) เท่านั้น (๗) ไม่ได้ใส่ไว้ในนี้ นั่นคือสิ่งหนึ่งที่ผมจะตั้งเป็นคำถามว่าช่วงวัยของอุดมศึกษาไม่มี แล้วก็มีการตัดเรื่องของการต้องไม่มุ่งแสวง แต่ในวรรคสองครับท่านประธาน คำนี้มันยังมีอยู่ ในวรรคสองนี่ ตอนท้ายของวรรคสอง จะเห็นว่าในวรรคสองเป็นเรื่องของสิทธิตามวรรคหนึ่ง ที่มีการตัดเนื้อความว่า ไม่มุ่งแสวงหากำไรแบ่งปันกัน แสดงว่าการศึกษานั้นในมาตรานี้ถ้าตัด คำนี้ออกก็แสดงว่ามีการแสวงหากำไรได้ โดยเฉพาะใน (๑) ถึง (๕) แต่ในเนื้อความที่อยู่ ประโยคเกือบสุดท้ายของวรรคสองจะเขียนว่า แต่ในกรณีที่มีกฎหมายอนุญาตให้มีการจัด การศึกษาเอกชนแสวงหากำไรมาแบ่งปันกันได้ สถานการศึกษาดังกล่าวอาจได้รับการ ลดหย่อนภาษีอากร ลดอัตราภาษี และได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอื่น ตามประมวล รัษฎากรหรือกฎหมายภาษีอากรอื่น (แตกต่างจากสถานการศึกษาเอกชนที่ไม่มุ่งแสวงหา กำไร) ประเด็นของผมในเนื้อความของมาตรา ๑๕ นั้นเป็นเรื่องของสถาบันที่ต่ำกว่า อุดมศึกษาเพราะไม่มีเรื่องของเอกชนในระดับอุดมศึกษาอยู่แต่อย่างใดเลย การประกอบธุรกิจของอุดมศึกษาจึงไม่ได้รับการยกเว้นใช่หรือไม่ ใช่หรือไม่ในภาคเอกชน ทุกมิติจากมาตรานี้ ถ้าอ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๓ แต่อันนี้ มันมาก่อนอยู่แล้ว มันมีร่างวางบนโต๊ะนี้ตั้งนานแล้วครับ ในหมุดที่ ๑๒ มันมีเรื่องเกี่ยวกับการ มุ่งเน้นในเรื่องของการศึกษา โดยเฉพาะเป็นหมุดที่ประเทศไทยมีกำลังพลสมรรถนะสูง มุ่ง เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ตอบโจทย์การพัฒนาแห่งอนาคต ท่านคิดครับ ในหมุดที่ ๑๒ ของแผนพัฒนา ๕ ปี ฉบับที่ ๑๓ ที่รัฐบาลเขียน มีอะไรในมาตรา ๑๕ นี้ไปขัดขวางแผนนี้ แน่นอนครับ ผมจึงตั้งเป็นคำถามว่าท่านได้ดูในกลยุทธ์เรื่องการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตไหม เพราะในกลยุทธ์ย่อยจะมีเรื่องของการส่งเสริมอย่างครบถ้วน เดี๋ยวผมจะใช้เล่มนี้อภิปราย เกือบทุกมาตราครับ ตรงนี้เอาไว้แค่นี้ก่อนครับ ไม่อยากเกินเวลาครับ ขอบคุณครับ ท่านประธาน ตั้งเป็นคำถามครับ🔗
คุณเกษม ศุภรานนท์ ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม เกษม ศุภรานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครราชสีมา เขต ๑ ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานที่กรุณาให้เวลาอันมีค่า และขออนุญาตเพื่อนสมาชิกผู้มีเกียรติในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเองอยากจะกราบเรียน ด้วยความกรุณาของกรรมาธิการ ด้วยความกรุณาของท่านนายกรัฐมนตรีที่อยากจะเห็น พ.ร.บ. ฉบับนี้เกิดขึ้นในเมืองไทยของเรา ผมอยากจะกราบเรียนสมัยประธานรัฐสภา ขออนุญาต ท่านชวน หลีกภัย สมัยเป็นรัฐมนตรี ปี ๒๕๒๙ สคูล เบสด์ แมเนจเมนต์ (School-Based Management) โรงเรียนเป็นฐาน ซึ่งอยากจะเห็นโรงเรียนเป็นฐาน โรงเรียนที่มีความเข้มแข็ง โรงเรียนที่มีความสุขในการบริหารจัดการ สมัยก่อนเคยแซว ท่านประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สมัยรัฐมนตรีชวนว่าทางใต้พูดว่า โรงเรียน เป็นฐานนะ โรงเรียนเป็นถ่าน เขาเผาหมดไป ๒๙ โรงหรืออย่างไรสมัยนั้น กราบเรียน ด้วยความเคารพว่าของเราภาพรวมมีซูเปอร์บอร์ด (Super board) มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พ.ร.บ. ฉบับนี้ แล้วก็มีปลัดกระทรวงอีกเยอะ ผมก็เลยบอก เอ๊ะ มันจะไปหนัก ทางข้างบนหรือเปล่า สำหรับสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับ พ.ร.บ. ฉบับที่เรากำลังร่างอยู่นี้ ผมเห็น ว่ามันเร่งรีบ ประการที่ ๑ อยากให้พี่ ๆ น้อง ๆ ที่เป็นกรรมาธิการชะลอก่อน แล้วเราก็รอรัฐบาล หน้าอย่างมีความสุขครับ เพื่อน ๆ สมาชิกฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลก็ดี บางท่านมองว่าถ้าเราเร่งรีบไป ท่าน ส.ว. ด้วยเหมือนกับที่เรารีบใส่เสื้อผ้า เดี๋ยวกลัดกระดุมเม็ดแรกผิดมันก็จะผิดไปเรื่อย ๆ สำหรับการศึกษา เรียนด้วยความเคารพ สำหรับมาตรา ๘ ผมเข้าประเด็นสักนิดหนึ่ง ผมมี โรงเรียนมูลนิธิที่จังหวัดนครราชสีมา โรงเรียนโคราชวิทยา ซึ่งผมได้ไปติดต่อไปประสานงาน กับเลขาธิการ สช. บอกว่าทำอย่างไรจะให้โรงเรียนมูลนิธิไม่ต้องเสียเงินอุดหนุน คือจะให้ รัฐบาลช่วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลย แต่อ่านดูมาตรา ๘ น่ากลัวจะมีความสุขเกี่ยวกับเรื่องนี้ ตอนนี้ก็เสียไป ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านครับ มูลนิธิก็คือพวกคหบดี คนจีนทั้งหลาย ก็ต้องนำเงิน มาช่วยเพื่อนโรงเรียนมูลนิธิตรงนี้อีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เดือนละประมาณ ๑๐๐,๐๐๐-๒๐๐,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นมาตรา ๘ ที่ท่านร่างไว้มันเป็นความสุขสำหรับโรงเรียนเอกชน แต่ผมมองว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ใน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้มันเร่งรีบแล้วก็เร่งทำ ในปลายสมัยรัฐบาลของเรา และขณะเดียวกันผู้ที่ปฏิบัติมีการแสดงออกที่ค่อนข้างต่อต้าน บางส่วนที่บอกว่าไม่เห็นด้วย อย่างกรณีเงินประจำตำแหน่งของ ผอ. เขตผมพูดง่าย ๆ ก็เขียน ในบทเฉพาะกาลยังได้อยู่ แต่ต่อไปไม่แน่ ไม่รู้จะได้หรือเปล่า อันนี้คือหลักประกันของเขา เพราะฉะนั้นเรื่องเหล่านี้จึงเป็นเรื่องที่เรียนท่านประธานกับเพื่อนสมาชิกว่ามันกังวลใจที่เรา พิจารณาแบบรีบ ๆ เพราะเดี๋ยวนี้เรามี พ.ร.บ. ปี ๒๕๔๒ ใช้อยู่แล้ว พ.ร.บ. ปี ๒๕๔๒ ถ้าเปรียบเป็นรัฐธรรมนูญ ก็เปรียบเสมือนกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ดี ปี ๒๕๔๒ มาตรา ๒๒ รู้จักเด็กเป็นรายบุคคล เราจะแยกแยะเด็กอย่างไรก็ได้ ปี ๒๕๔๒ ก็ยังใช้ได้อยู่ แต่เรามา เร่งรีบเป็น พ.ร.บ. ปัจจุบัน ผมเกรงว่าจะไม่รอบคอบแล้วก็จะไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร เพราะฉะนั้นด้วยความที่ในฐานะเป็นเพื่อนสมาชิกก็เลยอยากจะนำเรียนท่านประธาน ขอโทษนะครับ อยากชะลอไปก่อนแล้วเป็นรัฐบาลใหม่ ซึ่งมีความสุขกันพร้อมหน้าพร้อมตากัน พี่รู้สองน้องรู้หนึ่งมาคุยกันเพื่อกำหนดชะตากรรมของการศึกษา ถ้าตราบใดเราเร่งรีบแล้ว เกิดผิดพลาดขึ้นมาผมไม่มีความสุขครับ เกรงว่าผลต่อลูกศิษย์คุณภาพต่อผู้เรียนจะดีไหม คุณภาพต่อผู้เรียนจะเป็นอย่างไร เราเกรงว่าอย่างนั้นครับท่านประธาน โดยเฉพาะทุกวันนี้ หน้าตาของลูกศิษย์เรา เราอยากจะเห็นลูกศิษย์เราเป็นแบบไหน อย่างไร อยากจะกราบเรียน ท่านประธานไปด้วยความเคารพว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ทุกคนตั้งใจดี ทุกคนตั้งใจที่อยากจะเห็น ประเทศชาติมีการศึกษาที่สมบูรณ์ แต่มันเร่งรีบเกินไปครับ ด้วยความเคารพท่านประธาน ซึ่งเป็นบรมครูของผม ผมก็ขอบคุณท่านประธานรัฐสภาและพี่ ๆ น้อง ๆ เพื่อนสมาชิกด้วย นะครับ ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ผมขอเรียนพวกเรานะครับว่า ความเห็นท่านเกษมนั้นก็เป็นประเด็นที่ผมต้องฝากถามรัฐบาล เพราะว่าอันนี้เป็นกฎหมาย รัฐบาล ผมได้ทำหนังสือไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเจ้าของกฎหมายนี้แล้ว และทำจดหมายไปถึงนายกรัฐมนตรีด้วยครับว่าต้องการอย่างไร ถ้าต้องการให้กฎหมายนี้ ผ่านก็ต้องนำองค์ประชุมมาด้วย แต่ถ้าท่านเกษมในฐานะอยู่พรรครัฐบาลท่านเห็นอย่างนี้ ผมฝากท่านไปหารือ เพราะเวลาเป็นของมีค่ามากครับ ถ้าเราไม่พร้อมแล้วเราต้องมาเสียเวลา อยู่อย่างนี้ เวลาไม่ใช่ของเราคนเดียว ไม่ใช่ของผมคนเดียว ของพวกเราทุกคน รวมกันแล้ว มหาศาลเลยนะครับที่เราเสียไป ถ้าเราไม่พร้อมแล้วก็ทำโดยหมายถึงว่าเราไม่เต็มใจที่จะทำ แต่อันนี้เป็นความเห็นของท่านเกษมคนเดียว แต่ว่าถ้าเป็นไปได้ในฐานะอยู่รัฐบาล ท่านเกษม กรุณาไปหารือรัฐบาลว่าต้องการให้สภาทำ คือสภาพยายามที่จะทำให้งานของเราในฝ่าย นิติบัญญัติสมบูรณ์ที่สุดนะครับ ผมกราบเรียนที่ประชุมรัฐสภาไปแล้วว่าตั้งใจอยากให้งาน ของรัฐสภา โดยเฉพาะของรัฐสภาผ่านไปได้ร้อยทั้งร้อย สภาผู้แทนราษฎรทำไม่ได้หรอกครับ แต่ที่นี่ดูเรื่องแล้วก็ทำได้ จึงได้จัดระเบียบวาระการประชุมแบบว่าให้หมดไปทุกเรื่อง แต่ว่า เมื่อสะดุดด้วยความรู้สึกหรือความเห็นที่แตกต่างจากฝ่ายรัฐบาลเอง ก็เลยทำให้เราไม่แน่ใจ ว่าต้องการอย่างไร เพราะท่านประธานคณะกรรมาธิการก็ต้องการพิจารณา หลายท่าน ก็ต้องการให้พิจารณา ท่านสมชาย แสวงการ ท่านก็หวังดียินดีอยู่ตี ๒ ตี ๓ แต่ว่าถ้าเป็นไปได้ อยากให้เป็นความเห็นมา เพราะไม่อย่างนั้นเราจะต้องอดทนกันอย่างนี้นะครับ แต่ว่าเราก็มี หน้าที่เราไม่มีสิทธิที่จะไปบ่น เพราะนี่คือหน้าที่เราต้องทำ แต่หมายถึงว่าเราต้องอดทน เพื่อรอองค์ประชุม เพียงมาตราเดียวเราใช้เวลาไปทั้งหมดเท่าไร คนที่ทำงานก็รู้เวลามันมีค่า อย่างไรนะครับ ฉะนั้นผมเรียนฝากท่านเกษม ท่านไม่ใช่รัฐมนตรี แต่ผมว่าท่านในฐานะ ฝ่ายรัฐบาล ท่านเกษมเป็นผู้ใหญ่ที่ผ่านชีวิตการศึกษามามาก ผมรู้จักท่านดี ท่านลองหารือดู แล้วก็ไหน ๆ พูดเรื่องนี้แล้วก็ถามท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านครับในความคิดท่าน คือต้องการ สภาจะดำเนินการไปตามลำดับอย่างนี้ แต่ถ้ามันมีปัญหาความไม่พร้อมอะไร ต่าง ๆ บอกให้ทราบ เพราะว่าเราจะต้องใช้เวลาของเพื่อน ๆ เราทั้งหมด ๖๖๖ คน ทั้งหมดมันจะกินเวลาเรา ไปมาก ถ้าไม่พร้อมก็ต้องบอกให้รับรู้ แต่ว่าถ้าพร้อมก็จะทำตามที่ท่านสมชายได้บอกไว้ ยินดี ที่จะทำให้ตี ๒ ตี ๓ ก็ทำให้ ผมเต็มใจอย่างยิ่ง เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ตวง อันทะไชย ในฐานะประธานกรรมาธิการวิสามัญ ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าหน้าที่ของกรรมาธิการนั้นได้ทำตามข้อบังคับตามบัญญัติรัฐธรรมนูญ เราได้ ทำเสร็จเรียบร้อยตามข้อบังคับและนำเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา ส่วนที่ประชุมจะเห็นด้วยหรือไม่ อย่างไรแต่ละมาตรานั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องที่ท่านประธานได้กรุณาพูดถึง แล้วว่าองค์ประชุมในที่ประชุมต่างหากที่จะทำให้การเคลื่อนไปข้างหน้า🔗
ประการที่ ๒ ผมเรียนท่านประธานว่าเนื่องจากกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมาย ฉบับสุดท้ายของการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา กรรมาธิการได้พยายามทำเต็มที่ว่าถ้าเรามี กฎหมายนำร่องในการปฏิรูปการศึกษาก็จะใช้เป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนแปลง ประเทศเรา โดยใช้กลไกของกฎหมายเหมือนเรื่องอื่น ๆ กรรมาธิการก็เห็นว่าถ้าหาก ที่ประชุมจะกรุณาก็คือองค์ประชุมนั้นจะทำให้เราเคลื่อนไปข้างหน้าได้ เราไม่ได้ติดใจ เรื่องเสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อยเลย จึงกราบเรียนต่อท่านประธานครับ🔗
ผมก็ขออนุญาตดำเนินการ ไปตามปกติ เว้นแต่ท่านเกษมไปหารือรีบกลับมาบอก ผมจะได้บอกให้พวกเราได้รับทราบ ต่อไปขอเชิญคุณอนุรักษ์ บุญศล ครับ🔗
ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา มาตรา ๑๕ การจัดการศึกษาของเอกชนเพื่อให้ บรรลุเป้าหมายตามมาตรา ๘ วรรคแรกก็คือต้องไม่มุ่งแสวงหากำไรมาแบ่งปันกัน วรรคสอง เว้นแต่จะมีกฎหมายอนุญาตให้ทำ ท่านประธานที่เคารพคะ เมื่อสัก ๓๐ กว่าปี ที่แล้วเป็นต้นมาโรงเรียนเอกชนผุดขึ้นเหมือนดอกเห็ด เพราะว่ารัฐบาลให้ช่วยจัดการศึกษา ก็เลยมีมาจนถึงปัจจุบันนี้ ทีนี้ในข้อนี้ดิฉันจะอภิปรายแล้วถามไปที่กรรมาธิการที่นั่ง เคียงข้างบัลลังก์ท่านประธานว่า โรงเรียนเอกชนต้องไม่มุ่งแสวงหากำไรมาแบ่งปันกัน นั่นคือข้อ ๑ วรรคแรกเลย ทีนี้ท่านได้ถกแถลงกันอย่างไรในโรงเรียนเอกชน ต้องถามว่า ท่านได้ถกแถลงกันอย่างไร โรงเรียนเอกชนในปัจจุบันนี้มีจำนวนมาก ครูที่อยู่ในโรงเรียน เอกชนทั้งประเทศ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน กราบเรียนให้ท่านประธานทราบ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน และในวิกฤติโควิด (COVID) ๒-๓ ปีที่ผ่านมาโรงเรียนเอกชนล้มหายตายจากเพื่อน ๆ เยอะมาก แล้วที่เหลืออยู่ถ้ากฎหมายฉบับนี้ผ่านหมายความว่าในวรรคแรก ถ้าไม่มุ่งแสวงหา กำไรมาแบ่งปันกันหมายความว่ารายหัวที่รัฐบาลจะอุดหนุนต่อเด็กที่มาเรียนในโรงเรียน เอกชนที่ท่านเขียนในวรรคแรก ท่านจะให้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เต็มใช่หรือไม่ ท่านตวงจะต้อง ถกแถลงกันแล้วในข้อนี้ ท่านตวงจะต้องถกแถลงกันแล้วว่ากรรมการนี้จะออกมาเป็นอย่างไร แล้วในกรณีที่ ๒ ในวรรคสอง เว้นแต่จะมีกฎหมายอนุญาตให้ได้ การขออนุญาตมีกฎหมาย อนุญาตแล้วนะคะ การขอดำเนินการโรงเรียนเอกชน กฎหมายอนุญาตหมายความว่า ผู้รับใบอนุญาตได้รับการอนุญาตแล้ว แล้วในกรณีที่หากำไรมาแบ่งปันกันได้หมายความว่า รัฐบาลจะอุดหนุนร้อยเปอร์เซ็นต์ ดิฉันต่อ และ นะคะ และสามารถเก็บค่าเทอมจากนักเรียน ได้อีกใช่หรือไม่ ๒ คำถามนี้สาหัสสากรรจ์ในงบประมาณมาก ท่านประธานคะ ต้องถาม มันจะต้องให้ความเป็นธรรมกับโรงเรียนเอกชน ตอนที่เรือจ้างเคว้งอยู่กลางทะเลนั้น นักเรียนเปรียบเสมือนคนที่ตกลงไปกลางทะเล และ ลอยคออยู่ บอกว่าช่วยด้วย ช่วยด้วย เรือจ้างเอกชนมารับ เก็บ เก็บ เก็บ คนที่ลอยคออยู่ กลางทะเลทั้งหมด แต่พอผ่านไปก็ปล่อยให้เขาเคว้งคว้างอยู่กลางทะเลเอง อย่างนี้ไม่เป็นธรรม กับโรงเรียนเอกชนเป็นอย่างยิ่ง ๒ คำถาม ที่ดิฉันได้ถามไปนั้นจะเป็นอย่างนี้หรือไม่🔗
คำถามที่ ๓ เมื่อสักครู่ท่านเกษม ศุภรานนท์ พูดถึงโรงเรียนมูลนิธิและ โรงเรียนการกุศล ท่านได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ตอนนี้ท่านประธานกรรมาธิการท่านตวงคะ เขาไม่ให้ขออนุญาตเป็นโรงเรียนมูลนิธิและโรงเรียนการกุศลตั้งนานมาแล้ว ถ้ากฎหมายฉบับนี้ ไม่ผ่านท่านต้องเข้า ครม. ให้ ครม. อนุมัติให้สิทธิโรงเรียนเอกชนที่ต้องการโอนทรัพย์สมบัติ ทั้งหมดเป็นของหลวงที่เป็นมูลนิธิเพื่อที่จะรักษาเด็กที่เขารักให้ได้รายหัว ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ และครูที่อยู่กับเขามา ๒๐-๓๐ ปี ท่านประธานคะ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน ที่เป็นเรือจ้างเอกชน เขาจะต้องอยู่ได้โดยมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน ดิฉันพูดความจริงค่ะ และเป็น ข้อมูลจริงแล้วก็เชิงลึกอีกต่างหากที่การบริหารจัดการที่มันเกิดอยู่ในขณะนี้ ลดความ เหลื่อมล้ำนำพาชีวิตด้วยฤทธิ์แห่งรักและมาตรฐาน เอกชนเท่าเทียมเท่าทันรัฐบาล ด้วยรายหัว เท่ากันคุณภาพต้องเท่าเทียม กราบขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณคุณอนุรักษ์ครับ ต่อไป รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม สุรวาท ทองบุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จริง ๆ แล้วมาตรา ๑๕ นี้ผมได้แสดง แถลง สงวนความเห็น แต่ว่าเนื่องจากเอกสารท่านตกหล่นนะครับ ก็ขออนุญาตอภิปราย ในฐานะสมาชิกครับ จากที่เพื่อนสมาชิกที่พูดไปจากพรรคพลังประชารัฐ แค่นี้มันเป็นสิ่งบอกเหตุ แล้วครับว่ากฎหมายฉบับนี้ถ้ามันผ่านไปได้ก็จะเป็นปัญหาอย่างยิ่ง แล้วมันก็เดินไปอย่าง ยากลำบาก ซึ่งวันนี้ท่านที่เสนอให้ชะลอไปวันนี้ท่านก็ต้องกลับไปหารือตามที่ท่านประธาน มอบหมาย ที่สุดองค์ประชุมเกินอยู่แค่ ๒-๓ คะแนน ก็ยากที่จะเดินต่อไปผมเรียนอย่างนี้ครับ ว่าร่างพระราชบัญญัตินี้มันมีความเป็นมาว่ามีความพยายามที่จะนำเข้ามาสู่รัฐสภาถึง ๒ หน แล้วก็ถอนออกไป มีกระแสคัดค้าน ผู้ที่รับผิดชอบในชั้นของกฤษฎีกาท่านก็บอกว่าท่านแก้ให้ ไม่ได้ แก้ได้บางประเด็น ถ้าจะแก้อะไรแล้วให้ไปแก้ในชั้นกรรมาธิการและตัวท่านเอง จะไม่เป็นกรรมาธิการ ขอให้พวกท่านไปเป็นกรรมาธิการ พรรคก้าวไกลก็เห็นว่ายังมี ข้อบกพร่องมากเราจึงมีจุดยืนว่าไม่รับหลักการ อยากให้แก้ไขเสียก่อนในขณะที่ฉันทามติ ทั้งหลายก็เห็นว่าควรแก้ไขก่อนที่จะนำมาครั้งที่ ๒ นะครับ ถอนออกไปแล้วก็มาครั้งที่ ๒ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเสียงข้างมากเห็นว่ามีมติรับหลักการพรรคก้าวไกลก็ยินดีและเคารพ ในเสียงข้างมากแล้วก็ไปเป็นกรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคก้าวไกล เราพยายามอย่างยิ่ง ที่จะเสนอแนวทางที่ดี เราฟังมามากแล้วท่านก็อ้างว่าท่านก็ฟังมาทั่วประเทศแต่ท่าน ไม่แก้ตาม การฟังมาทั่วประเทศไม่ใช่ตัวยืนยันว่าดีแล้วต้องมาดูผลลัพธ์ของมัน ดูตัวร่าง ของมันว่ามันดีไหม ถ้ายังมีคัดค้านอยู่ก็แปลว่าท่านไม่ได้ฟังของเขานะครับ เพราะฉะนั้นผมก็ ยังเป็นห่วงแต่ก็ยังพยายามจุดยืนของพรรคก้าวไกลก็คือรักษามาตรฐานองค์ประชุมไว้ แล้วก็ พยายามที่จะชี้ว่าตรงไหนคือข้อบกพร่อง เราคาดหวังว่าในชั้นกรรมาธิการจะแก้ไข แต่เราแก้ได้เพียง ๔๐ มาตราแรก แต่มาตรา ๔๑ เป็นต้นไปท่านไม่แก้เลยจึงเป็นปัญหาอยู่ แล้วก็เพิ่มเข้ามาอีก๒๐ มาตรา แก้เพียงเล็กน้อยจากมาตรา ๔๑ ไปหามาตรา ๑๑๐ เดิม ประเด็นเล็กน้อยเท่านั้น เพราะฉะนั้นเมื่อสักครู่นี้พรรคร่วมรัฐบาลเขายังไม่เห็นด้วย เขายัง อยากให้ถอน แล้วท่านยังจะคิดว่ามันจะเดินไปได้อย่างไร อย่างไรก็ตามผมขออนุญาต เข้าเนื้อหาก็แล้วกันในมาตรา ๑๕ เราถกเถียงกันในชั้นกรรมาธิการเราพยายามจะบอก กลุ่มหนึ่งจะบอกว่าพระราชบัญญัตินี้คือพระราชบัญญัติที่เป็นธรรมนูญการศึกษา เป็นแม่บท ก็มีโต้แย้งว่าก็เป็นพระราชบัญญัติเหมือนกันมีศักดิ์เท่ากัน ไม่มีแม่มีลูก อยู่ในชั้นกรรมาธิการ แต่อย่างไรก็ตามผมคิดว่าส่วนตัวของเราและจุดยืนของเรา แล้วก็เราฟังมามากว่ากฎหมายนี้ เป็นแม่บทแน่ ๆ เพราะฉะนั้นมาตรา ๑๕ ประเด็นที่ผมอยากจะเน้นให้พิจารณาก็คือว่า การจัดการศึกษาของเอกชนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามมาตรา ๘ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) และ (๖) อันนี้เป็นเพียงการศึกษาตั้งแต่แรกเกิดจนการศึกษาขั้นพื้นฐานนะครับ เมื่อเป็นแม่บทก็มี คนถามว่าทำไมอุดมศึกษาไม่มีอยู่ในมาตรา ๑๕ ท่านก็จะบอกว่าไปอยู่ในมาตราอื่น ก็มาตรานี้ เป็นแม่บทเป็นตัวที่จะนำทางให้กับมาตราอื่น ๆ รวมทั้งพระราชบัญญัติที่จะออกตามมา ซึ่งท่านก็ต่อท้ายให้ไว้แล้วว่าให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น อุดมศึกษาก็มีกฎหมาย อุดมศึกษา เอกชนตรงนี้มันกล่าวถึงเอกชนซึ่งเป็นหลักการเป็นแม่บทว่าเอกชนมีสิทธิที่จะจัด การศึกษา (๑) ถึง (๗) (๗) คืออุดมศึกษาซึ่งมันตกไป แล้วก็ในวรรคสองนั้นการจัดการศึกษา ในอุดมศึกษาก็ควรได้รับสิทธิและประโยชน์ทางภาษีด้วยเหมือนกัน อันนี้ก็เป็นความบกพร่อง ซึ่งมีมากเหลือเกินที่เป็นลักษณะนี้นะครับ อันนี้เป็นเพียงตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะฉะนั้น ผมก็เรียนว่าอยากจะให้กรรมาธิการ ท่านประธานกรรมาธิการ รวมทั้งพรรคร่วมรัฐบาลได้ไป ร่วมหารือตามที่ท่านประธานให้ความเห็นไปว่าจะเดินหน้าหรือจะพอแค่นี้เราจะได้ เอากฎหมายอื่นที่สำคัญเหมือนกันมาพิจารณา ซึ่งรอคิวไว้อยู่น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า ในเมื่ออันนี้มันเดินยากแน่นอนครับ ขอบพระคุณมากครับท่านประธาน🔗
อีก ๒ ท่าน แล้วจะให้กรรมาธิการ ชี้แจง ขออนุญาตที่ประชุมว่าอนุมัติอีก ๒ ท่าน แล้วจากนั้นกรรมาธิการชี้แจงเสร็จก็จะลงมติ เพราะว่าที่ผมเรียนกำหนดไว้อย่างนี้เพราะว่าสมาชิกหลายท่านก็บ่นปรารภว่าเวลามีอภิปราย แถมมาทีละคน ๆ เขาก็รำคาญพูดง่าย ๆ อย่างนั้นนะครับ เข้ามาเพื่อจะลงมติเสร็จแล้วก็ แถมทีละคน ๆ ทำให้เสียเวลา ผมต้องขอกำหนดว่าเหลือคุณสฤษดิ์ บุตรเนียร ที่เพิ่งเสนอชื่อ เข้ามา แล้วก็มีท่านผู้แปรญัตติ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ขอเชิญ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ สำหรับมาตรา ๑๕ ผมได้ขอแปรญัตติไว้ โดยเฉพาะในวรรคสองที่บอกว่าให้สถานศึกษาเอกชนตามวรรคหนึ่งมีสิทธิได้รับการลดหย่อน ภาษีอากร การลดอัตราภาษี หรือตรงนี้ผมให้ตัดออก แล้วก็ใช้คำว่า ยกเว้นการจัดเก็บภาษี อากรทุกประเภท ท่านประธานที่เคารพครับ เราต้องยอมรับว่าเรื่องการศึกษาเป็นสิ่งที่รัฐบาล ควรส่งเสริม แล้วจริง ๆ ก็ควรจะเป็นการศึกษาที่โรงเรียนเอกชนนอกจากส่งเสริมไม่เก็บภาษี แล้วควรจะสนับสนุนงบประมาณไปด้วย แล้วที่สำคัญอย่างยิ่งถ้ามาตรานี้ได้ออกมา วันนี้ กำลังเกิดวิกฤติกับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาที่เป็นมูลนิธิกับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา ที่เป็นการสงเคราะห์ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาที่เป็นมูลนิธิ ยกตัวอย่างโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาใน จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีพี่น้องมุสลิมเรียนศาสนาด้วย เราจะพบว่ามีประมาณ ๒๐๐ กว่าโรงเรียนใน ๕ จังหวัด แล้วใน ๒๐๐ กว่าโรงเรียน ก็จะพบว่ามีนักเรียนมากกว่า ๒๐๐,๐๐๐ คน คือเขาได้จัดการศึกษาฟรี แล้วเป็นการไม่หวังผลกำไรอยู่แล้ว ยังถูก อบต. เก็บเงิน เพราะวันนี้เราให้ อบต. มีภาษีที่ดินและสิ่งก่อสร้าง ซึ่งที่ผ่านมานั้นอาจจะได้รับ ยกเว้นแค่ให้ ๑ เปอร์เซ็นต์ แต่ต่อไปนี้พอเก็บเต็มที่แล้ว ตัวโรงเรียนเองก็อยู่ไม่ได้แล้ว แล้วจะต้องมาเสียภาษีอีกหลายแสนต่อโรงเรียน อันนี้เป็นปัญหาและที่สำคัญคือโรงเรียน ในลักษณะศึกษาสงเคราะห์ที่มีทั่วประเทศ เช่นโรงเรียนพุทธศาสนาต่าง ๆ ที่อยู่ในทั่ว ประเทศมีประมาณ ๓๐๐ โรงเรียน แล้วยังให้มี ถ้าเรายังเขียนข้อความกำกวมให้เป็นดุลพินิจ ของ อบต. แล้วถ้าไปเก็บเงินกับคนกลุ่มนี้ ดังนั้นผมจึงใช้ข้อความว่า ให้ยกเว้นการจัดเก็บ ภาษีทุกประเภท ท่านประธานที่เคารพครับ ผมด้วยความเคารพและต้องขอขอบคุณ ท่านเกษม กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายถึงอนาคตของชาติ ผมอยากให้ทางรัฐบาลไม่ควรจะมาแพ้ชนะ กลับไปทบทวน มีบางอย่างท่านรื้อกระทรวงศึกษาธิการ โดยให้ซุปเปอร์บอร์ด (Super board) คนเดียว เช่น มาตรา ๑๐๖ ภายใน ๒ ปี คุณไปรื้อกระทรวงศึกษาธิการ ผมเห็นด้วย อาจจะต้องปฏิรูปกระทรวงศึกษาธิการให้หัวเล็กที่สุด แล้วก็ให้การศึกษาไปอยู่ในโรงเรียน หรือไปอยู่ในชุมชน แต่ผมไม่เห็นด้วยกับการให้คนกลุ่มนี้เหมือนเป็นกลุ่มหรือเป็นองค์กร อ้างว่าตัวเองปราดเปรื่อง จริง ๆ อาจจะมองว่าเป็นกลุ่มแก๊งก็ได้ ถ้าจะรื้อกระทรวงศึกษาธิการ ผมอยากให้รื้อโดย พ.ร.บ. ดังนั้น พ.ร.บ. ฉบับนี้ เป็น พ.ร.บ. ที่ผมอยากให้มีการศึกษาให้ รอบคอบปราดเปรื่อง ผมเข้าไปชี้แจง เหมือนมีรังสีของความอำนาจนิยม จะพูดอะไร เหมือนเก่งไปทุกอย่าง โดยเฉพาะผู้แทนที่มาจากหน่วยงานที่รัฐบาลส่งมา ไม่ยอมรับฟัง ต่าง ๆ พอผมพูดได้ ๒-๓ คำ ผมต้องออก จะไปสงวนคำแปรญัตติ ดังนั้นผมเห็นด้วยว่า ควรจะเอาร่างฉบับนี้กลับไปทบทวนและจะเสียเวลาสภาที่เรามีเวลาค่อนข้างน้อยมาก กราบขอบพระคุณมากครับ🔗
ต่อไปเป็นคุณสฤษดิ์ บุตรเนียร ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดปราจีนบุรี เขต ๓ พรรคภูมิใจไทยในฐานะของสมาชิกรัฐสภาครับ ผมขอมีส่วนร่วม ในการอภิปราย มาตราที่ ๑๕ ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ เรื่องของการ จัดการศึกษาเอกชนที่บรรลุเป้าหมายตามมาตรา ๘ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) หรือ (๖) ผมได้ตัด ข้อความว่าต้องไม่แสวงหากำไรมาแบ่งปันกัน เว้นแต่จะมี ให้เพิ่มคำว่า ให้เป็นไปตาม กฎหมายว่าด้วยการนั้น เราต้องเข้าใจการทำธุรกิจครับว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีส่วนได้บ้าง เพื่อความอยู่รอดของกิจการ การทำงานนั้น เพราะฉะนั้นเหตุผล มันเป็นอยู่แล้ว ไม่อยากจะ ให้ทางราชการหรือกระทรวงหรือรัฐบาลมองว่าจะต้องทำเพียงไม่มีผลกำไรเลย ถ้าไม่มี ผลกำไรเลย โรงเรียนก็จะอยู่ได้อย่างไร ทำอย่างไร เพราะทุกอย่างก็ต้องลงทุน กู้มาใช้จ่าย ดอกเบี้ยก็เท่ากับธุรกิจพาณิชย์ต่าง ๆ อันนี้เป็นที่น่าเห็นใจกับโรงเรียนเอกชนทั้งปวงมากครับ แม้แต่วันนี้ ทุกวันนี้สถานศึกษาเอกชนก็ดำรงอยู่ได้ยากมากในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ การเกิด น้อยลง น้อยลงปีละ ๔๐,๐๐๐ มาติดต่อกันตั้ง ๖ ปีแล้ว แสดงให้เห็นว่าอินพุต (Input) ที่จะ ใส่เข้าไปในระบบโรงเรียนก็ต้องหายไปปีละ ๔๐,๐๐๐ การเกิดน้อย จาก ๑ ล้านคนที่มีในยุค ของตัวเอกชน เติบโตอย่างมีนัยปัจจุบันนี้ โรงเรียนขนาดเล็กเป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้นการที่ภาคเอกชนเข้ามาร่วมในการดำเนินธุรกิจตามที่รัฐบาลได้ส่งเสริมเข้ามา ผมก็ต้องขอประทานโทษ เอ่ยนามท่านอนุรักษ์ บุญศล ที่ท่านได้กล่าวไปแล้วว่าตอนนี้ภาวะ วิกฤติก็เกิดขึ้น ท่านจะไม่อุ้มโรงเรียนเอกชนบ้างเลยหรือครับ ทั้งที่โรงเรียนเอกชนเข้ามาช่วย ประเทศชาติ แล้ววันหนึ่งถ้าโรงเรียนเอกชนล้มหายตายจากไปเราจะทำอย่างไร ภาษี ก็เช่นเดียวกันในชั้นนี้เป็นภาษีอากรที่เก็บมากมายครับ แม้แต่อาคารเรียนวัดกันเป็น ตารางเมตร โรงอาหาร โรงเรียนเอกชนก็ได้ส่งคำร้องเรียนมาเป็นจำนวนมากว่าได้รับความ เดือดร้อนอย่างมาก ภาษีป้าย เก็บทุกอย่างครับ แล้วโรงเรียนเอกชนจะอยู่อย่างไร จากภาวะ วิกฤติของโควิด-๑๙ (COVID-19) ๒ ปี ๓ ปีมานี้จำนวนเด็กก็ลดลงอย่างมาก การทำงาน ก็ยากลำบาก จำนวนครูก็ยังอยู่เหมือนเดิม ผมจึงอยากฝากกราบเรียนไปทางท่านประธาน ท่านตวงที่ดูแลเรื่อง พ.ร.บ. การศึกษาเอกชน ผมก็อยากให้พระราชบัญญัติการศึกษาเป็น พระราชบัญญัติที่สำคัญผ่านสภาไป แต่ด้วยความล่าช้าต่าง ๆ ก็ไม่สามารถ อยากกราบเรียน ไปทางรัฐบาลน่าจะให้ความสำคัญตามที่ท่านประธานรัฐสภาได้เรียนไว้ว่าป่านนี้จนเวลานี้ เพิ่งจะไปได้แค่ ๑๕ มาตราเอง จริง ๆ ผมก็ไม่อยากจะลุกขึ้นมาอภิปราย เพราะอยากจะให้ กระชับ รัดกุม รวดเร็ว แต่ดูแล้วอย่างไร ๆ ก็ตามอีกตั้ง ๑๐๐ มาตรา ผมถึงอยากกราบเรียน ไปทางรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาล ให้ความสำคัญหน่อยเถอะ มันจะผ่านไปอย่างไรก็ตาม แล้วถึงการนี้ เพราะฉะนั้นเรื่องภาษีเพื่อความอยู่รอด ภาคเอกชนเป็นจำนวนมากก็ไม่ได้รับ ความเป็นธรรมอยู่แล้ว แต่ทุกอย่างเอกชนก็ทำเสมอกันกับรัฐบาล สร้างประชาชนให้กับ รัฐบาล คนที่จะเกิดในประเทศเป็นคนดี ก็ถือว่าเป็นประโยชน์กับประเทศชาติแล้ว ดังนั้น ถึงกราบเรียนว่าเรื่องภาษี ภาษีป้าย ภาษีทุก ๆ อย่างนั้นทำเพื่อความอยู่รอด ขอความ เสมอภาคให้กับโรงเรียนเอกชนที่จะดำเนินการต่อไป ช่วยเหลือประเทศชาติ อีกทั้งเรื่อง อาหารกลางวันก็ขอให้โรงเรียนเอกชนได้รับความเสมอภาคเท่าเทียมกับโรงเรียนรัฐบาล เพื่อการอยู่รอดและดำเนินการช่วยเหลือประเทศชาติต่อไปในอนาคตด้วย ขอกราบขอบคุณ มากครับ🔗
ขอบคุณครับ เมื่อตอนที่ผมประกาศ กำหนดจำนวนผู้อภิปรายนั้น ก่อนผมประกาศก็มี ดอกเตอร์นิยม กับคุณปรีดา บุญเพลิง เสนอชื่อมาก่อนนะครับ แต่ว่าท่านขอ ท่านละ ๓ นาที ขอเชิญท่านนิยมครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในมาตรา ๑๕ มีการแก้ไข แก้ไขตัดออก มาตรา ๑๕ เกี่ยวเนื่องกับมาตรา ๘ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) พอตัดออก ผมไม่เห็นด้วยกับการตัดออกครับ ความจริงกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายใหญ่ กฎหมาย เกี่ยวกับความเป็นความตายของประเทศ คือพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ยกเลิก ทั้งหมดเลยกฎหมายฉบับเก่า ผมเห็นท่าน ผอ. เกษมอภิปรายผมก็เห็นด้วย ส่วนที่ประธาน บอกว่าให้เร่งรีบหน่อย ไม่ต้องอภิปราย ผมไม่เห็นกับท่านประธานนะครับ🔗
ไม่ครับ ผมไม่ได้พูดอย่างนั้นครับ ไม่มีครับ ผมเพียงจำกัดว่าเมื่อมีผู้อภิปรายเสนอชื่อมาแล้วควรจะมีกี่คน ไม่อย่างนั้นเพื่อนก็ รำคาญว่าพอคนนั้นพูดก็แถมเข้ามาหน่อย แถมเข้ามาทีละคน อันนี้ผมทำตามที่สมาชิก เขาบ่นกันมานะครับ สมมุติเขาจะเข้ามาลงมติจะจบแล้วเข้ามาลงมติ ปรากฏว่าแถมกันมา ทีละคน ๒ คน ผมก็เลยกำหนดว่าถ้าอย่างนั้นขอเท่านี้ แต่บังเอิญท่านนิยมเสนอมาก่อนที่ผม จะประกาศก็เลยอนุญาตให้ครับ🔗
ขอบคุณ ท่านประธานครับ อย่างนั้นผมขอโทษด้วย ผมฟังผิด ผมนึกว่าท่านจะเร่งรีบจนไม่ให้พูด เพราะกฎหมายฉบับนี้มันเป็นหัวใจ เป็นกฎหมายที่ดูแลมันสมองของลูกหลานทั้งประเทศ ต้องให้โอกาส ผมไม่เห็นด้วยตั้งแต่แรก ตั้งแต่ตรงมาตรา ๓ เอาคำสั่ง คสช. มาใส่ เราเป็นกฎหมายใหญ่ไม่ควรจะมีอยู่ในแบบนี้ ร่างขึ้นมาใหม่หมดเพราะมันเป็นกฎหมาย ของชาติ ท่านประธานครับ ผมขออภิปรายในลักษณะว่าท่านตัดคำว่า ไม่ต้อง ไม่ยุ่ง ไม่มุ่ง แสวงหากำไรมาแบ่งปันกัน เว้นแต่จะมีให้เป็นไปตามกฎหมาย อนุญาตให้กระทำได้ว่าด้วย การนั้น ไม่มุ่ง แสดงว่ามุ่งได้ถ้าตัดออก ผมจึงเห็นว่าไม่ควรตัดออก คือการศึกษามันเป็นการ ลงทุนให้เด็ก ไม่ควรจะมาลงทุนเพื่อเอากำไรจะเป็นภาคเอกชนหรือไม่เอกชนก็ตาม กำไรคือเด็ก กำไรคือมันสมอง กำไรคือเยาวชนของชาติ ผมมีความคิดแบบนี้มาตลอด เพราะผมไม่มีโอกาสได้ศึกษาในสถาบันการศึกษาใหญ่ ๆ ที่ตามร่างตัวนี้ ผมเป็นคนเรียนมา จากระบบการศึกษานอกโรงเรียนทั้งหมด เพราะผมไปบวชมาท่านประธาน อันนี้ผมถึงบอก ว่าจริง ๆ ร่างฉบับนี้กับกรรมาธิการล้วนเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ครูออนผมนี่เลขาท่านประธานตวง ผมอ่านดูรายชื่อทั้งหมดแล้ว แต่ที่ผมต้องบอกว่าในมาตรา ๑๕ และมาตราอื่นผมต้องถาม กรรมาธิการว่าแล้วกฎหมายฉบับหนึ่งคือกฎหมายพระราชบัญญัติปริยัติธรรม คือของ โรงเรียนพระภิกษุ สามเณรทั้งหลาย มันไม่มีในกฎหมายฉบับนี้จะทำอย่างไร นี่ผมต้องถาม พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งเป็นกฎหมายส่งเสริมการเรียน ของเด็ก เยาวชนเหมือนกัน เพียงแต่ว่าแตกออกไปโดยวงการของพระสงฆ์ ผมต้องถาม กรรมาธิการว่าถ้าแบบนี้แล้วท่านจะนับเข้าเรื่องนี้ไหม ผมก็ยังไม่อ่านทุกมาตราแต่ว่าเปิด ๆ ดูแล้วมันไม่มีท่านประธาน เพราะฉะนั้นด้วยความเคารพจริง ๆ ว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ผมก็ไม่อยากให้เร่งรีบ ทำให้มันสมบูรณ์ที่สุด เพราะยกเลิกกฎหมายฉบับอื่นทั้งหมด นี่คือประเด็นซึ่งท่าน ส.ว. มณเฑียรผมเห็นใจท่าน ท่านเอามาแจกให้ผมดูแต่แรกแล้ว แต่ถ้ามันเป็นอย่างนี้มันก็เดินไปไม่ได้หรอกครับ ถ้าเราจะ เร่งรีบแล้วจะให้มันเสร็จ เพราะวันนี้ผมว่ามันแค่นี้ก็ไม่รู้จะไปอีกได้ไหมวันนี้ ผมขอแสดง ความเห็นในเวลาอันสั้นครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ท่านปรีดา บุญเพลิง ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายปรีดา บุญเพลิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน การศึกษา นำการเมือง ครูพัฒนาคน ประชาชนพัฒนาชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอกราบเรียน ท่านประธานว่า พรรคผมเองมี ส.ส. อยู่คนเดียว โอกาสที่จะเข้าไปเป็นกรรมาธิการก็ไม่มี เพราะโควตาไม่มีให้ ทำการศึกษามาตลอดทั้งชีวิต แล้วก็สัมผัสการจัดการศึกษาของรัฐบาล ทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมาตั้งแต่เริ่มเป็นครูครั้งแรกในปี ๒๕๑๕ จนถึงวันนี้ ก็มาทำงาน ด้านการศึกษาตลอด กราบเรียนว่าทุกมาตราที่ผ่านมานั้นก็ถือว่า เมื่อรัฐสภาให้ความ เห็นชอบ จะถูกหรือไม่ถูก ไม่ทราบ ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ มาตรา ๑๕ ผมขอวกเข้ามา มาตรา ๑๕ ซึ่งผมจะขออนุญาตท่านประธานเสนอความเห็นว่า ในมาตรา ๑๕ คำ ๆ หนึ่ง ซึ่งมันไม่น่าจะมาเขียนในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายหลักว่า ต้องไม่มุ่งแสวงหากำไรมาแบ่งปันกัน คำว่า มาแบ่งปันกัน มันสะท้อนให้เห็นว่าผู้จัดการศึกษา ที่โรงเรียนเอกชนที่จะตั้งโรงเรียนเอกชนขึ้นมามันเหมือนกับเป็นตราบาปทันทีเลย ถ้าจะมา ร่วมกันจัดการศึกษาเหมือนกับว่าเรามองเขาว่าเขาเป็นอะไรก็ไม่รู้ มาจัดแล้วก็มาแบ่งกำไรกัน ถ้าจะใช้คำว่า ต้องไม่มุ่งแสวงหากำไร ตัดคำว่า มาแบ่งปันกัน ออก น่าจะชอบธรรมมากกว่า มันเหมือนกับว่าทุกคนที่มาทำโรงเรียนแล้วนี้ทำให้เกิดปัญหา ทุกคนเข้ามาเพื่อประโยชน์ ส่วนตน ที่จริงแล้วผมเองเป็นเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนเอกชนมา เจ้าของโรงเรียน ผมเรียนที่ โรงเรียนเอกชนที่ผ่านมาตั้งแต่ ม.ศ. ๑ ถึง ม.ศ. ๓ ผมไม่ได้จ่ายค่าเทอม เพราะว่าผมเป็น นักดนตรีของโรงเรียน โรงเรียนยกเว้นค่าเทอมให้ นี่คือหัวใจของผู้จัดตั้งโรงเรียนเอกชน แล้วในขณะเดียวกันรัฐเองไม่ได้หันมาสนใจโรงเรียนเอกชนมากเท่าไร แต่วิวัฒนาการของการ จัดการศึกษาของโลกในปัจจุบันนี้ ทุกคนก็เห็นว่ามีความสำคัญ ดังนั้นแต่ละคนก็หันมาสนใจ ด้านการศึกษา โรงเรียนเอกชนเป็นส่วนหนึ่งที่จะผดุงคุณภาพของเด็กทุกคนในประเทศ ที่หมดโอกาสหรือขาดโอกาสที่จะไม่ได้เรียนกับโรงเรียนของรัฐ เช่น สอบเข้าไม่ได้ ไม่ผ่าน ก็ไม่รู้จะไปเรียนโรงเรียนไหน ก็ไปเรียนโรงเรียนเอกชน โรงเรียนเอกชนก็ฟูมฟักมาตลอด จนจบการศึกษา แล้วก็สามารถที่จะดำรงตนในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้น ผมเรียนว่าขอให้ตัดข้อความนี้ออก ก็เพื่อที่จะให้เกิดขวัญและกำลังใจของโรงเรียนเอกชน ซึ่งมาตราอื่นที่เกี่ยวข้องผมก็จะขออนุญาตอภิปรายต่อไปครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านประธาน คณะกรรมาธิการ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ตวง อันทะไชย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ ผมกราบเรียน ท่านประธาน ในวรรคแรกที่กรรมาธิการได้ตัดออก ผมเรียนท่านสมาชิกดังต่อไปนี้ว่า เราพิจารณามาตรานี้โดยเฉพาะวรรคแรกพอสมควร ใช้เวลาในการถกกัน ๓ รอบ แล้วก็ ยังไม่จบครับ เพื่อที่จะได้ถึงความกระจ่างว่าทำไมต้องเขียน ในร่างเดิมนั้นจะมีคำว่า ต้องไม่มุ่งแสวงหากำไรมาแบ่งปันกัน ก็รับฟังจากผู้ประกอบการที่เป็นโรงเรียนเอกชน ท่านอาจารย์สฤษดิ์ทราบดีครับ แล้วก็โรงเรียนทั้งที่เป็นอินเตอร์ (Inter) แล้วก็โรงเรียนที่เป็น ทั้งโรงเรียนการกุศล ว่าถ้าเขียนเอาไว้อย่างนี้มันจะนำไปสู่การจัดการศึกษาเอกชน ยากขึ้นไหม ที่สุดคณะกรรมาธิการก็มีมติด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ว่า ถ้าเราตัดออกนั้น ให้เป็นไป ตามกฎหมายว่าด้วยการนั้นก็จะสามารถเปิดเส้นทางให้มันยืดหยุ่นได้ ให้ภาคเอกชนได้มี โอกาสในการจัดการศึกษาได้ เพื่อให้เกิดความสามารถในการบริหารจัดการศึกษาเอกชนได้ อย่างมีประสิทธิภาพ และโรงเรียนเอกชนสามารถที่จะนำกำไรบางส่วนนั้นมาใช้ในการบริหาร จัดการกิจการของตัวเองต่อไป และประการสุดท้าย ในวรรคสองเราไม่ได้แก้ไข แต่ใน วรรคสองนั้นเป็นเรื่องของการที่รัฐจะต้องเข้ามาช่วยในการดำเนินมาตรการทางการภาษี ที่จะช่วยเหลือโรงเรียนเอกชนครับ จึงกราบเรียนต่อท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ โดยที่ มาตรา ๑๕ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการสงวนความเห็น และมีผู้แปรญัตติสงวนคำแปรญัตติ ดังนั้นจึงต้องขอมติที่ประชุมนะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกเข้ามาเพื่อแสดงตนก่อนลงมติครับ🔗
รบกวนพวกเราที่รับประทานอาหาร อยู่ตอนเที่ยง ขอเข้ามาลงมติ มาตรา ๑๕ ก่อน ท่านสมาชิกที่ทยอยเข้ามากรุณากดบัตรแสดง ตนนะครับ รออีก ๑๐ ท่านนะครับ ขาดอีก ๘ ท่านครับ อีก ๒ ท่านครับ ปิดการแสดงตน ครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตน ๓๓๖ คน ครบองค์ประชุมครับ🔗
เนื่องจากมาตรา ๑๕ กรรมาธิการ แก้ไขนะครับ คำถามแรก ผู้ใดเห็นควรให้มีการแก้ไขโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นควร แก้ไขกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียงครับ ขอเชิญลงมติครับ🔗
สมาชิกลงมตินะครับ ยังขาดอีก ๑๘ ท่านนะครับ กฎหมายจะผ่านไปได้กี่มาตราหรือไม่นี่เป็นเรื่องงานของเรา แต่อยากเรียน ว่าอยากให้พวกเราได้ลงมติเป็นหลักฐานไว้ว่าวันสุดท้ายของการประชุมร่วมกันของรัฐสภานั้น พวกเราได้อยู่ร่วมกันประชุม เว้นแต่จะมีการเปิดสมัยวิสามัญ เชื่อว่ารัฐสภานั้นน่าจะประชุม วันนี้วันสุดท้ายครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานครับ สมชาย แสวงการ ครับ🔗
ลงมติไหมครับ🔗
ท่านประธานรออีก สักครู่ครับ🔗
รอครับ🔗
ขอบพระคุณครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม พิจารณ์ ๒๔๑ แสดงตนครับ🔗
ลงมติแล้ว เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย นะครับ🔗
ผม พิจารณ์ ๒๔๑ เห็นด้วยครับ🔗
ครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ๒๐๑ เห็นด้วยครับ🔗
๒ ท่านครับ สมาชิกพร้อมนะครับ ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๓๔ คน บวก ๒ คน ๓๓๖ คน เห็นด้วย ๓๑๖ คน บวก ๒ คน ๓๑๘ คน ไม่เห็นด้วย ๘ คน งดออกเสียง ๘ คน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ คน มติที่ประชุมเห็นด้วยให้แก้ไข🔗
คำถามที่ ๒ จะแก้ไขตามกรรมาธิการ หรือว่าตามที่มีผู้แปรญัตตินะครับ ขอเชิญแสดงตนก่อนครับ🔗
ผม ปกรณ์วุฒิ ๒๐๑ แสดงตนครับ🔗
๑ ครับ ท่านที่เข้ามาแล้วลงมติ นะครับ ผู้ใดเห็นควรแก้ไขกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นไม่ควรแก้ไขกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย🔗
ท่านประธานครับ อันนี้เช็ก (Check) องค์ประชุมหรือเปล่าครับ เมื่อสักครู่เราโหวตแก้ไข ไปแล้วนะครับ🔗
เรียบร้อยแล้วครับ ขออภัยนะครับ ขณะนี้กำลังตรวจสอบองค์ประชุมในคำถามที่ ๒ นะครับ ปิดการแสดงตนครับ จำนวน ผู้เข้าประชุมที่แสดงตน ๓๓๖ คน ครบองค์ประชุม🔗
คำถามที่ ๒ ก็คือ ผู้ใดเห็นด้วยกับ กรรมาธิการที่แก้ไขกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นด้วยกับผู้แปรญัตติที่สงวนคำแปรญัตติ กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗
ท่านที่เข้ามาแล้วลงมตินะครับ ลงมติ ก็คือผู้ใดเห็นด้วยกับกรรมาธิการกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดที่ไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการ แต่เห็นด้วยกับผู้แปรญัตติกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง คำถามที่ ๒ ครับ ใครที่ยังไม่ลงมติ ลงมตินะครับ ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๓๔ คน เห็นด้วย ๒๘๔ คน ไม่เห็นด้วย ๓๓ คน งดออกเสียง ๑๕ คน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ คน มติที่ประชุม เห็นด้วยกับกรรมาธิการ🔗
เชิญมาตราต่อไปครับ🔗
มาตรา ๑๖ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗
มาตรา ๑๖ มีการแก้ไข มีสมาชิก เสนอชื่ออภิปรายมาแล้วดังต่อไปนี้ กรรมาธิการ คุณเฉลิมชัย เฟื่องคอน รองศาสตราจารย์ สุรวาท ทองบุ สมาชิกที่ไม่ได้แปรญัตติ ไม่เป็นกรรมาธิการ พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ คุณอนุรักษ์ บุญศล นางวลัยพร รัตนเศรษฐ คุณสฤษดิ์ บุตรเนียร ทั้งหมด ๖ ท่าน ผมขอ อนุญาตว่ายังมีไหมครับ ถ้ายังมีกรุณาเสนอชื่อมานะครับ และเมื่อเสนอชื่อแล้วผมก็จะ ประกาศว่ามีกี่ท่าน พวกเราจะได้รู้ว่ามีผู้อภิปรายกี่ท่านจะได้คำนวณเวลาได้ถูกนะครับ แล้วถ้าหากว่าเสนอชื่อภายหลังก็จะไม่อนุญาตนะครับ ท่านใดประสงค์กรุณาส่งชื่อมาครับ ท่านแรกกรรมาธิการเฉลิมชัย เฟื่องคอน ขอเชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม เฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะกรรมาธิการ เสียงข้างน้อย สำหรับร่างในมาตรา ๑๖ ของเดิมกำหนดไว้ให้กระทรวงศึกษาธิการ ดำเนินการให้ สถานศึกษาเอกชนที่จัดการศึกษาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามมาตรา ๘ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) และ (๖) จัดให้ครูได้รับเงินเดือน ค่าตอบแทน เงินหรือสิทธิประโยชน์อื่น ให้สอดคล้องกับครูของสถานศึกษาของรัฐที่จัดการศึกษาในระดับดังกล่าว ทั้งนี้รัฐอาจจัดให้มี เงินอุดหนุนแก่ครูของสถานศึกษาเอกชนเป็นการเพิ่มเติมได้ กรรมาธิการได้แก้ไขนะครับ ได้แก้ไขคำว่า ทั้งนี้รัฐอาจจัดให้มีเงินอุดหนุนแก่ครูของสถานศึกษาเอกชนเป็นการเพิ่มเติมได้ กรรมาธิการได้แก้คำว่า อาจ เป็นคำว่า ต้อง นะครับ ทั้งนี้รัฐต้องจัดให้มีเงินอุดหนุนของ สถานศึกษาของเอกชนเป็นการเพิ่มเติมตามที่กฎหมายกำหนดนะครับ คือแก้คำว่า อาจ เป็น คำว่า ต้อง แล้วก็ตอนท้ายได้เพิ่มคำว่า ตามที่กฎหมายกำหนด การที่ตัดคำว่า อาจ เป็นคำว่า ต้อง ก็คล้าย ๆ บังคับนะครับว่ารัฐต้องนะ ต้องจัดให้มีเงินอุดหนุนแก่ครูนะ ทีนี้ว่า มันเกี่ยวข้องกับงบประมาณด้วยนะครับ ก็จะต้องไปขอความเห็นจากรัฐบาลก่อนหรือเปล่า ส่วนที่มีคำเพิ่มเติมว่า ตามที่กฎหมายกำหนด เนื่องจากการกำหนดให้รัฐต้องจัดให้มีเงิน อุดหนุนแก่ครูของสถานศึกษาของเอกชน เพิ่มเติมตามที่กฎหมายกำหนดที่เพิ่มไป ทำให้การ ได้รับเงินดังกล่าวต้องทำเป็นพระราชบัญญัติทุกกรณีแทนที่จะอยู่ที่คณะกรรมการนโยบาย การศึกษาแห่งชาติเท่านั้น กระผมจึงขอให้คงไว้ตามร่างเดิมนะครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปกรรมาธิการ รองศาสตราจารย์สุรวาทครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม สุรวาท ทองบุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ มาตรา ๑๖ ที่กำหนดให้รัฐต้องอุดหนุน ให้เงินอุดหนุนแก่สถานศึกษาเอกชน ประเด็นมันอยู่ที่คำว่า อาจ กับคำว่า ต้อง แล้วก็จะอุดหนุนอย่างไรนะครับ กรรมาธิการเสียงข้างมากตัดคำว่า อาจ ออก อันนี้ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เนื่องจากว่าสถานศึกษาเอกชนมันมีมากมายหลายแบบ หลายระดับ ที่เก็บค่าเทอม ค่าบำรุง ค่าเล่าเรียนเป็นหลายแสนก็มี แต่เราใช้คำว่า ต้อง คำว่า ต้อง ก็แปลว่า ต้องให้ ซึ่งเขาไม่ต้องการ เขาไม่รับด้วย เพราะฉะนั้น อาจ มันถูกต้องแล้ว อย่างไรก็ตาม ที่ผมสงวนความเห็นไว้ขอเรียนว่าเอกสารอาจจะพิมพ์ตกคำว่า อาจ ทั้งนี้รัฐอาจจัดให้มี เงินอุดหนุนแก่ครู มาตรา ๑๖ นี้คือเป็นความหวังดี ซึ่งพวกเราพรรคก้าวไกลก็มีจุดยืนว่า เราจะต้องออกรับกับคนทุกกลุ่ม นักเรียนทุกคน คนไทยทุกคนที่เกิดในแผ่นดินนี้ รวมทั้งครู ไม่ว่าจะเป็นครูที่สอนในสถานศึกษาของรัฐหรือเอกชนก็ตาม ย่อมที่จะได้รับการคุ้มครอง ได้รับสวัสดิภาพ สวัสดิการ เงินเดือน ค่าจ้าง ค่าตอบแทนที่สอดคล้องกัน อันนี้เห็นด้วย อย่างยิ่ง แต่ว่ามาตรา ๑๖ นี้ต้องดูให้ดีนะครับ ไม่ใช่รัฐไปจ่ายให้ทั้งหมด ให้กระทรวง ดำเนินการให้สถานศึกษาเอกชนที่จัดการศึกษาตั้งแต่แรกเกิดจนถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ ปวช. ด้วยจัดให้ครูได้รับเงินเดือน นั่นก็คือเอกชนจัดให้ครูได้รับเงินเดือนไม่ใช่รัฐ แต่รัฐจะอุดหนุน ซึ่งควรจะใช้คำว่า อาจ เนื่องจากว่าสถานศึกษาหลายแห่งไม่มีความจำเป็น จะต้องรับเงินอุดหนุนจากรัฐ อย่างไรก็ตาม ตามคำสงวนความเห็นของผม เพื่อให้ชัดเจน ยิ่งขึ้นก็ให้อุดหนุนตามที่กฎหมายกำหนด อันนี้ก็สอดคล้องกันกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก แต่ผมเติมเข้าไปว่าสถานศึกษาที่ได้รับ วันนี้ยังตรวจสอบค่อนข้างยากว่าเก็บค่าเทอมไป เพียงพอหรือไม่ หรือล้นเกิน ได้กำไร ไม่ได้กำไร ซึ่งจะทำความเข้าใจยากอยู่แล้วตาม มาตรา ๑๕ ที่บอกว่าแสวงหากำไร แค่ไหนถึงเป็นกำไร มุ่งแสวงหาแปลว่าแสวงหาไหม แสวงหา แล้วก็มุ่งด้วย แล้วมันเท่าไร ผมจึงเติมตรงนี้ว่า ถ้ารัฐจะอุดหนุนก็ต้องเป็นไปตาม กฎหมายและสถานศึกษาเหล่านั้น เพิ่มคำว่า ทั้งนี้จะไปเรียกเก็บจากผู้เรียนเพื่อนำมาเป็น เงินเดือน ค่าตอบแทน เงินหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดมิได้ ถ้ารัฐให้แล้วท่านจะต้องไปลด ค่าเทอม ผมคิดว่ามันมีเหตุผลเพียงพอที่สมาชิกรัฐสภาแห่งนี้จะเห็นด้วย ผมเรียนด้วย ความเคารพว่าเราหวังว่าจะมีการแก้ไขในชั้นกรรมาธิการ แต่ว่าก็แก้ได้เพียง ๔๐ มาตรา แล้วเรายังหวังว่าจะแก้ได้ในชั้นประชุมร่วม ส.ส. ส.ว. แต่ท่านยังยืนกรานคงร่างเดิม คงร่างเดิม คงร่างเดิม ผมคิดว่ามันจึงเดินยาก ผมเรียนว่าถ้าให้โหวตด้วยเหตุด้วยผล ด้วยตรรกะ ด้วยหลักการวิชาการ ครูทั้งประเทศก็จะถอยกลับคืนไป วันนี้ที่ไม่ครบ องค์ประชุมเพราะเขาเห็นหัวประชาชน เขาเห็นหัวคนที่มีส่วนได้เสีย เขาเห็นหัวคนที่ รับผิดรับชอบ คนที่ปฏิบัติงานหน้างานเขากังวล เพราะฉะนั้นสมาชิกรัฐสภาที่เขาไม่มา เป็นองค์นี้เพราะเขาเห็นหัวคนเหล่านั้น เขาแคร์ (Care) ความรู้สึกของท่านเหล่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าบอกว่าวันนี้ ต่อไปนี้ให้โหวตตามเหตุตามผล ตามกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยบ้างครูทั้งประเทศจะถอยกลับไปได้แล้วก็รอรับอันนี้ ซึ่งมีส่วนดีอยู่มาก ในร่างพระราชบัญญัตินี้ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ผมเรียนให้ที่ประชุม ทราบว่ามีกรรมาธิการออน กาจกระโทก อีกท่านหนึ่ง แล้วก็มีผู้แปรญัตติ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง และมีสมาชิกที่ไม่ได้แปรญัตติ พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ คุณอนุรักษ์ บุญศล คุณวลัยพร รัตนเศรษฐ คุณสฤษดิ์ บุตรเนียร คุณสุทิน คลังแสง คุณปรีดา บุญเพลิง คุณพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน คนสุดท้าย เท่านี้นะครับ จำนวนเวลาก็ประมาณ ครึ่งชั่วโมงเศษ เพราะฉะนั้นพวกเราที่มีภารกิจหรือมีทำกิจกรรมอื่นก็เตรียมเข้ามาลงมติ หลังจากกรรมาธิการชี้แจง ขอเชิญท่านต่อไป คุณออน กาจกระโทก ครับ🔗
เรียนท่านประธานครับ ผม ครูออน กาจกระโทก สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จริง ๆผมเป็นคนหนึ่งที่สงวนความเห็น ตรงนี้เอาไว้นะครับ ตามร่างเดิมโดยตามที่ท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน ที่ท่านได้พูดไปก่อนหน้านี้ ขอเอ่ยนามท่านนะครับ คือจริง ๆ ในเหตุผลของการเพิ่มเติมขึ้นมา ส่วนหนึ่งผมก็เห็นด้วย แต่การเขียนกฎหมายในลักษณะที่บางครั้งมันจะต้องเป็นไปตามกฎหมายที่กำหนดนั้น ก็อาจจะสมบูรณ์ โดยเฉพาะคำว่า อาจ หรือ ต้อง ตามที่ท่านเฉลิมชัยได้พูดไปมันต้องระบุ ให้ชัด แต่ประเด็นที่ผมอยากเรียนกับท่านประธานแล้วก็ที่ประชุม ก็คือเหตุผลของการ เพิ่มเติม จริง ๆ คือผมรู้เจตนาว่าเราไม่อยากสร้างภาระตรงนี้ให้กับประชาชนเรื่องเงินเดือน ครู ค่าตอบแทนหรือเงินอื่น ควรจะเป็นเรื่องของรัฐหรือผู้บริหารโรงเรียน ผู้ปกครอง พ่อแม่ เพียงแค่ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของบุตรหลานของเขาก็สาหัสสากรรจ์พอสมควรอยู่แล้ว ดังนั้นการที่จะคิดเรื่องค่าเงินเดือนครู เรื่องของสวัสดิการต่าง ๆ นี้ ต้องเป็นเรื่องของรัฐ หรือผู้บริหารโรงเรียน อันนี้คือหลักการที่ผมว่าหลายท่านคงเห็นตรงกัน และประเด็นที่ ๒ การที่เขียนกฎหมายบางครั้งถ้าเขียนแนวปฏิบัติไม่ดีจะนำไปตีความที่ผิดเพี้ยน เช่นกิจกรรมใด ที่ไม่ได้เขียนไว้ในกฎหมายโรงเรียนอาจจัดเก็บได้ กิจกรรมใดที่ไม่ได้เขียนไว้ในกฎหมาย โรงเรียนสามารถจัดเก็บได้ ดังนั้นการเขียนผมจึงเห็นด้วยที่จะต้องเขียนให้ชัดเจนเพื่อไม่ต้อง ไปตีความให้ผิดเพี้ยนแล้วเกิดภาระกับประชาชน อันนี้ก็คือสิ่งที่ผมได้สงวนความเห็นตรงนี้ เอาไว้ครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ผู้แปรญัตติครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในมาตรา ๑๖ นี้ ผมได้สงวน คำแปรญัตติไว้ โดยการสงวนแปรญัตติ คือส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ที่ตัดคำว่า อาจ แล้วก็เติม ตามที่กฎหมายกำหนด เหมือนมีเพื่อนสมาชิกวุฒิสภา ได้อภิปรายไปแล้วในความเห็นนั้น ในส่วนของผมที่สงวนไว้ก็คือว่ากรณีโรงเรียน การศึกษา เอกชนที่จัดการศึกษาเพื่อบรรลุเป้าหมายตาม มาตรา ๘ แล้วก็ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) และ (๖) ผมอยากให้ตัดตรงนี้ออกไป เพราะว่าวันนี้การศึกษาเอกชนเกินกว่าอายุ ๑๘ ปี คือ (๖) ซึ่งเป็นการศึกษาที่อาจจะเป็นอุดมศึกษาหรือทักษะที่สูงวิชาชีพที่สูงกว่านั้นมีจำนวนมาก แม้แต่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้เราก็จะเห็นว่าโรงเรียนเอกชนก็ไปจัดการศึกษา ระดับอาชีวะชั้นสูง ดังนั้นในส่วนตัวผมจึงไม่เห็นด้วยอยู่แล้วว่าเอาเกณฑ์อายุมาครอบงำ เอาเกณฑ์ความเชื่อเรื่องอายุมาครอบงำตรงนี้จึงให้ตัดออก🔗
อีกประการหนึ่งคือผมให้ความสำคัญเรื่องครู ครูได้รับเงินเดือน ค่าตอบแทน เงิน ผมอยากให้เติมวิทยฐานะไปด้วย วิทยฐานะ หมายถึงฐานะของความรู้ คือการสอบ วิทยฐานะครู ดังนั้นผมคิดว่าเรื่องครูมีความสำคัญ การสร้างเด็ก สร้างครู คือการสร้างชาติ แล้วไม่เช่นนั้นจะถูกเจ้าของโรงเรียนหรือผู้ที่ไปบิดเบือนให้เงินเดือน เราจะเห็นได้กรณี บางแห่ง โดยเฉพาะโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาในจังหวัดชายแดนภาคใต้เราจะพบว่าเวลา อุดหนุนไปที่โรงเรียน โรงเรียนที่มีมูลนิธิก็จะให้ ๑๖,๐๐๐ บาท ต่อหัวต่อคนต่อปี แต่ถ้าเราไป ดูโรงเรียนของรัฐ ๓๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ บาทต่อหัวต่อคนต่อปี คราวนี้พอโรงเรียนเอกชน สอนศาสนานั้น เงินก้อนนี้นอกจากเอาไปให้ครูที่สอนสามัญเหมือนโรงเรียนสามัญแล้วยังต้อง ไปให้ครูสอนศาสนาจึงเหมือนมีความเหลื่อมล้ำ ถ้าเราจะให้ใครก็ได้ที่เป็นครูไม่ว่าเป็นครู ของรัฐ เป็นครูของเอกชน เพราะครูเป็นผู้สร้าง ครูเป็นผู้ให้ ให้มีเงินเดือนเท่ากันเราจะต้อง มีหลักที่จะเป็นกรอบยึดก็คือเติมวิทยฐานะคือฐานะของความรู้ ถ้าครูได้พัฒนาความรู้มาก เหมือนเราให้เป็นชำนาญการ ชำนาญการพิเศษลักษณะนี้จึงเป็นหลักประกันหรือ เป็นมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับการให้เงินเดือนและเป็นการเสมอภาคเท่าเทียมของคนที่มีอาชีพ เป็นครู ดังนั้นผมจึงขอสงวนคำแปรญัตติตามที่ปรากฏครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไปเป็นสมาชิก ที่ขออภิปรายนะครับ ๗ ท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ขออนุญาตตั้งเป็นคำถาม กรรมาธิการเลยนะครับ โดยเฉพาะการแก้ไขในมาตรา ๑๖ ตัดคำว่า อาจ อาจนั่นก็คือทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ แต่เปลี่ยนเป็นว่า รัฐต้องจัดให้มีเงินอุดหนุนแก่ครู ท่านประธานครับ ประเด็น อยู่ตรงนี้ว่าแก่ครูเพื่อเพิ่มเติมตามที่กฎหมายกำหนด กฎหมายกำหนด กฎหมายรองฉบับไหน นี่คือคำถามแรก คือประกาศของผู้รับกระทรวงศึกษาธิการใช่หรือไม่ ในการที่ดำเนินการที่จะ แก้ไขเพิ่มเติมสิ่งที่สำคัญถามรัฐบาลหรือยังครับ รัฐบาลนั่งอยู่ถามหน่อยครับ ท่านประธานครับ มาดูตัวเลขที่พูดถึงเรื่องที่ว่าต้อง ต้องคือต้องให้ ต้องให้ในโรงเรียนเอกชน ในโรงเรียนเอกชน มีทั้งประเภทในระบบและนอกระบบ ในระบบมีอยู่ ๔,๓๓๔ โรงเรียน โรงเรียนนอกระบบ ๗,๗๑๔ โรงเรียน และมีอื่น ๆ อีกรวมแล้วมีโรงเรียนทั้งหมด ๑๑,๑๓๗ แห่ง ซึ่งในจำนวนนี้ ก็จะมีโรงเรียนตาดีกา โรงเรียนอิสลาม โรงเรียนปอเนาะ โรงเรียนหลักสูตรระยะสั้น เช่น สอนศาสนา ศิลปะ กีฬา วิชาชีพต่าง ๆ ครูพวกนี้ที่อยู่ในระบบนอกโรงเรียนซึ่งรองรับ นักเรียน ๒,๐๐๐,๐๐๐ คนเศษ ในจำนวนของนักเรียน ๒,๐๐๐,๐๐๐ คนเศษ ซึ่งจะมีนักเรียน ๒,๕๕๒,๒๔๙ คน นี่ตัวเลขล่าสุดที่อยู่ในมือถือครับ รัฐจะจ่ายเท่าไรถ้าใช้คำว่าต้อง ต้อง อุดหนุนเพราะมันมีอุดหนุนอยู่ ๒ อย่าง ๗๐ เปอร์เซ็นต์กับ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านกรรมาธิการครับ ท่านรู้ไหมว่าอุดหนุนที่รัฐให้ขณะนี้มีแบบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์กับ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านแยกประเภทหรือยังครับ และจะใช้เงินในงบประมาณจำนวนเท่าไร ที่เพียงพอ อันนั้นก็เป็นคำถาม เพราะว่าท่านไปเปลี่ยนแปลงคำว่า อาจ ถ้าต้องนี่ต้องจ่ายครับ ถ้าไม่จ่ายมาแน่กระทรวงศึกษาธิการ ครูนอกระบบและในระบบ นั่นคือสิ่งที่ผมเห็นด้วยกับ กรรมาธิการเสียงส่วนน้อย ที่บอกว่าใช้อาจไว้ก่อน เพราะว่าโรงเรียนเอกชนยังมีการเก็บ อย่างอื่นได้ แล้วเป็นโรงเรียนเอกชนที่เป็นทางเลือกที่เขาสามารถจะทำหรือไม่ทำ เป็นสิ่งที่เขาให้เฉพาะ การศึกษา ท่านประธานครับตามมาครับ ที่เขียนและเพิ่มเติม ผมขอเป็นคำถามอีกคำถาม คือตามที่กฎหมายกำหนด กฎหมายกำหนดนี่คือประกาศของกระทรวงซึ่งเป็นกฎหมายรอง หลาย ๆ ครั้งรัฐมนตรีมักจะออกประกาศ แต่ประกาศนั้นอาจจะขัดต่อระเบียบการเงิน การคลัง เพราะเงินอุดหนุนถ้ากระจายลงไปในโรงเรียนเอกชนซึ่งกำลังเปิดขึ้นมากมาย หากให้ไป แล้วเป็นงบที่ต้องผูกพันประจำปีเกิดขึ้น ผมคิดว่ารัฐบาลจะเอาอะไรมาจ่าย เมื่อวานนี้ครับท่านประธานครับ ฟังท่านนายกรัฐมนตรี ท่านบอกว่าสภาเมื่อวานนี้ที่มาพูดถึง งบประมาณ มีพรรคการเมืองเสนอนโยบายครับ จะแจกจำนวนเท่านั้น จะจ่ายเงินจำนวน เท่านี้ แค่คิดคำนวณที่มาหรือแหล่งที่มา จะเอาเงินจากที่ไหนท่านพูด มักจะพูดแบบนั้น นี่คำถาม ผมขอใช้คำพูดของท่านนายกรัฐมนตรีครับเมื่อวานนี้ บอกกรรมาธิการคิดหรือยังว่า จะเอาเงินมาจากที่ไหน กู้ใช่ไหมครับ ถ้ากู้ก็กู้ไปครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปคุณอนุรักษ์ บุญศล เชิญครับ🔗
ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย เรื่องมาตรา ๑๖ ค่ะ สมาชิกหลายท่านที่พูดอภิปรายถึงคำว่า อาจ และ คำว่า ต้อง ของกฎหมายฉบับนี้ โดยเฉพาะมาตรา ๑๖ ค่ะ ถ้าคำว่า ต้อง นี่ต้องทำ ทำไม ไม่บัญญัติไว้ให้ครูโรงเรียนเอกชนบ้าง เพราะต้องผ่านคณะกรรมการนโยบายแห่งชาติอีก ไม่ใช่หรือ เพราะว่าไม่ควรปล่อยให้เรือจ้างเอกชนคว้างลำ เขาควรจะมีจิตใจ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เต็มค่ะท่านประธาน เพื่อที่จะสอนลูกศิษย์ ๒ ล้านกว่าคน ทั่วทั้งประเทศ เริ่มตั้งแต่อนุบาลเลยทีเดียว หรือท่านบอกว่าอาจนี่ ใส่ไว้เพื่อที่จะให้โรงเรียนที่ร่ำรวย โรงเรียนที่ร่ำรวยแล้ว เขาไม่รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลก็ได้ ไม่รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลก็ได้ นั่นคือเรื่องของคุณครู แต่ดิฉันชอบนะคะ ความเสมอภาค ความเท่าเทียมของครูรัฐบาล และเอกชนจะต้องเท่ากัน ท่านประธานกรรมาธิการคะ ท่านตวงคะ และมีคำว่า เงินวิทยฐานะค่ะท่านประธาน มันไม่ควรมีเฉพาะ ขออนุญาตไม่ใช้คำว่า มัน เงินวิทยฐานะ ไม่ควรมีเฉพาะครูของโรงเรียนรัฐบาลเท่านั้น มันเหมือนเป็นเงินพิเศษ มันเหมือนเป็นโบนัส ให้กับความสามารถของตัวเอง โบนัสให้กับความสามารถของตัวเอง ฟูมฟัก เลี้ยงดู ให้การศึกษากว่าลูกของตัวเองเสียอีก แล้วเมื่อเขามีผลงาน รัฐก็ควรจะให้เป็นกำลังใจชีวิต ดิฉันเห็นด้วยนะคะ เงินวิทยฐานะให้กับครูโรงเรียนเอกชน ท่านประธานคะ ตรงนี้ดิฉัน เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเลยทีเดียว ควรให้มีและควรน่าจะมีมานานแล้วด้วย เพราะเงินอุดหนุน ที่รัฐบาลช่วยเงินเดือนนั้นน้อยนิดเหลือเกิน ส่งลงไปพร้อมกับรายหัวเงินอุดหนุน รายหัวของ เด็กนักเรียน กราบเรียนให้ท่านประธานทราบว่าเงินอุดหนุนรายหัว ตั้งแต่อนุบาล ๑ ถึง ป.๖ ที่รัฐบาลจัดสรรให้โรงเรียนเอกชน ๔,๐๐๐ กว่าบาท แค่นั้นเอง ๔,๓๐๐ กว่าบาท หรือ ๓,๘๐๐ กว่าบาท ประมาณนี้เอง ไม่ใช่ต่อเดือนนะคะ กราบเรียน ให้ท่านประธานทราบว่าเงินอุดหนุนรายหัวตั้งแต่อนุบาลจนถึง ป. ๖ ให้กับโรงเรียนเอกชนนั้น ๔,๓๐๐ บาทถ้าดิฉันจำไม่ผิด ท่านประธานทราบไหมคะว่าต่อปีค่ะ ต่อปีนะคะ แทบจะ เรียกว่าเป็นเศษงบประมาณ เสี้ยวเศษงบประมาณแผ่นดินเท่านั้น แล้วตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ บอกว่านักเรียนอยากเรียนอะไร เรียนที่ไหนต้องได้เรียน ใช่หรือไม่คะ ถ้าใช่แล้วทำไมจะต้อง เป็นแบบนี้ แล้วท่านประธานจะจำได้ดิฉันพูดบ่อยมากว่าลูกไทยเราต้องเท่ากัน อาหาร กลางวันต้องเท่าเทียม โรงเรียนเอกชนได้ประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น คนผอมเอาไปเลี้ยง คนอ้วน ผอม ผอม ผอม กี่คนถึงจะได้ แล้วรัฐบาลจัดให้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เต็ม มันเกิดอะไร ขึ้นในบ้านนี้เมืองนี้ นั่นคือมาตรา ๑๖ จะครอบคลุมลงไปหรือไม่ แล้วเงินเดือนครูโรงเรียน เอกชนรัฐบาลจะจัดสรรให้ต้องช่วยเหลือ เพราะว่าเขาฟูมฟักเด็กคนหนึ่งที่เป็นเชื้อชาติไทย สัญชาติไทย นั่นก็คือการจัดสรรให้ แล้วอีกเรื่องหนึ่งเรื่องของคณะกรรมการ เมื่อเป็นครู โรงเรียนเอกชนแล้วจะต้องหักเงินเดือน ๓ เปอร์เซ็นต์ กราบเรียนให้ท่านประธานทราบว่า เจ้าของโรงเรียนเอกชนอีก ๓ เปอร์เซ็นต์ไปเป็นกองทุนสงเคราะห์ แล้วสงเคราะห์ ค่ารักษาพยาบาลได้ปีละ ๑๕๐,๐๐๐ บาทเท่านั้นเอง ปีละ ๑๕๐,๐๐๐ บาท พอไปเข้า โรงพยาบาลของรัฐก็เท่ากับ ๓๐ บาทนั่นแหละค่ะ ไม่มีสิทธิอื่นใดนอกเหนือประชาชนเลย แต่ว่าเป็นเงินเขาเอง อยากจะให้เข้าโรงพยาบาลเอกชนได้หรือไม่ ท่านถกแถลงกันว่าอย่างไร เรือจ้างเอกชนทุกข์ทนแท้ หากกฎหมายแก้ ช่วยเหลือเกื้อกูลให้ นั่นคือเจริญรุ่งเรือง นองเนืองไป แสงประเทืองสว่างไสวทั่วไทยเอย กราบขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณวลัยพร รัตนเศรษฐ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานค่ะ วลัยพร รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ แบบบัญชีรายชื่อ ขออนุญาตที่จะอภิปรายในมาตรา ๑๖ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ค่ะ และอีกสถานะหนึ่งขออนุญาตที่จะพูดในฐานะที่อดีตเป็นบุคลากรทางการศึกษาด้วย แล้วก็ มาจากสถาบันการศึกษาเอกชนค่ะ ขอตั้งข้อสังเกตไว้ ๔ ประเด็นใหญ่ ๆ ด้วยกัน🔗
ประเด็นแรก ก็คือสืบเนื่องมาจากของมาตรา ๑๕ ด้วย แล้วก็ส่งผลต่อ มาตรา ๑๖ ในมาตรานี้ นั่นก็คือในเรื่องของที่เขียนว่าไม่มุ่งแสวงหากำไรมาแบ่งปันกัน อันนี้ ขอตั้งข้อสังเกตเอาไว้ด้วยว่า ๑. กำไร สถาบันการศึกษาเอกชนต้องมีกำไร ต้องมีแน่ ๆ แต่ทีนี้ มาแบ่งปันกัน นิยามตรงนี้ไม่ชัดเจนเลย อะไรคือคำว่า แบ่งปันกัน อยากที่จะเรียนนิดหนึ่ง แล้วก็สัมพันธ์กับมาตรา ๑๖ ด้วยว่า กำไรที่เกิดขึ้นของสถาบันการศึกษาทั้งของรัฐหรือ ของเอกชนก็ตามมีขอบเขตที่ตอนนี้จริง ๆ แล้วรัฐก็ทำคล้ายเอกชนด้วยเหมือนกัน ในเรื่องของการมุ่งที่จะต้องมีรายได้เพื่อมาตอบโจทย์ของการศึกษาภายในของมหาวิทยาลัย ของรัฐหรือว่าโรงเรียนของรัฐก็ตาม ซึ่งกำไรตัวนี้ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นก็จะต้องถูกใช้ของ สถาบันการศึกษาทั้งหมด เอกชนดูแลตัวเองอยู่แล้ว เอามาใช้ในเรื่องอะไรคะ แล้วเป็นการ ลงทุนต่อค่ะ ลงทุนต่อในเรื่องของนวัตกรรมใหม่ ๆ เรื่องเทคโนโลยีในเรื่องของการเรียน การสอน เรื่องของการพัฒนากำลังครูหรืออาจารย์ที่มีอยู่ทั้งหมด เราต้องยอมรับว่า ครู อาจารย์ เป็นเรื่องของต้นน้ำที่สำคัญ คุณภาพการศึกษาอยู่ที่ต้นน้ำ อยู่ที่ครู อาจารย์ ดังนั้นความสำคัญในการที่เราจะพัฒนาแล้วก็ให้กำลังใจ ทั้งเรื่องเงินเดือน ค่าตอบแทน วิทยฐานะ สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ส่งผลต่อการพัฒนาการศึกษา แล้วผลลัพธ์ก็คือเราสามารถที่จะสร้างผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดก็คือเยาวชนของชาติต่อไป ในอนาคตที่เป็นกำลังคนเป็นพลังของชาติที่สำคัญค่ะ ดังนั้นดิฉันจึงเห็นด้วยกับมาตรา ๑๖ เป็นอย่างยิ่งในการที่เราจะสร้างเสริมสนับสนุนสิ่งที่เกิดขึ้นให้กับบุคลากรครูทั้งหมด ในสถาบันการศึกษาเอกชน แต่ก็เห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านที่คิดว่ามันอาจจะต้อง ใช้คำว่า อาจจะ อันสืบเนื่องมาจากการที่เรามีประเภทของสถาบันการศึกษาที่แตกต่างกัน ถ้าในกรอบการจัดโครงสร้างแบบเดิมและจัดโครงสร้างแบบของรัฐกับของเอกชน แต่ในของ เอกชนมีรายละเอียดที่เป็นทั้งของมูลนิธิ มีของสถานสงเคราะห์ มีของศาสนา มีของวิชาชีพ ต่าง ๆ มีทั้งในระบบ มีทั้งนอกระบบ ซึ่งนอกระบบมากกว่าในระบบเสียอีก ดังนั้นการย่อย ตรงนี้ลงมาถ้าเรามองในเรื่องของภาพใหญ่ โรงเรียนเอกชน โรงเรียนของรัฐ สถาบันการศึกษา เอกชน สถาบันของรัฐ ต่างก็ทำหน้าที่เดียวกันในการสร้างกำลังคนให้กับประเทศชาติ ดังนั้น ความชัดเจนแล้วก็ความละเอียดตรงนี้ต้องเกิดขึ้นค่ะ ดังนั้นถ้ามีความไม่ชัดเจน การไป ดำเนินการในทางปฏิบัติก็ยิ่งยากมากยิ่งขึ้น และยิ่งในโลกอนาคตมันเป็นโลกของการ ที่การศึกษาการเรียนรู้มันไม่มีข้อจำกัด แต่ว่าเราจัดโครงสร้างแบบเดิมอยู่ แบ่งเป็น ๒ อย่าง แต่รายละเอียดแตกต่างกันทั้งสิ้น เราจะไม่ตอบโจทย์ในอนาคตเลยว่าการศึกษา การเรียนรู้ ในอนาคตที่มันเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต แล้วอยู่เหนือพื้นที่ เหนือกาลเวลาด้วยซ้ำไป ดังนั้น สิ่งเหล่านี้เป็นข้อสังเกตที่ดิฉันคิดว่าทางกรรมาธิการอาจจะต้องเพิ่มเติมหรือว่าอาจจะเป็น ข้อสังเกตที่ดิฉันให้ความเห็นส่วนตัวเอาไว้ แต่ก็เชื่อว่ากรรมาธิการศึกษามาค่อนข้างดีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าตั้งข้อสังเกตเอาไว้ ดิฉันคาดหวังว่าการปฏิรูปการศึกษาที่เกิดขึ้นจะก่อให้เกิด การปรับปรุง เปลี่ยนแปลง และยกระดับคุณภาพการศึกษาที่เกิดขึ้นและเป็นกำลังสำคัญ ในการที่เราจะผลิตกำลังคนที่สำคัญของประเทศชาติป้อนเข้าสู่การทำงานให้กับ ประเทศชาติที่ดียิ่งขึ้น คำถามที่ดิฉันอยากที่จะตั้งเป็นข้อสังเกตสุดท้ายก็คือ แล้วบทบาท ของรัฐคืออะไร ไม่ว่าสถาบันแบบไหนก็ตามต่างก็ผลิตกำลังคนให้กับประเทศชาติ แล้วบทบาทของรัฐในการที่จะทำหน้าที่วางแผน แล้วก็ปรับเปลี่ยนสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นให้มี ความชัดเจนและเกิดประโยชน์ แล้วสามารถที่จะยืดหยุ่นได้ในระดับหนึ่ง อย่าลืมนะคะยังมี การศึกษาเชิงพื้นที่อีกมากมาย ดังนั้นขอให้เป็นข้อสังเกตว่าเราไม่ควรที่จะสร้างกฎระเบียบ มาผูกมัดคุณภาพของการศึกษาที่เกิดขึ้น ดังนั้นอันนี้เป็นข้อสังเกตส่วนตัวนะคะ อยากให้มี ความยืดหยุ่นในระดับหนึ่ง ดังนั้นดิฉันคิดว่าอาจจะต้องใช้คำว่า อาจ แทนคำว่า ต้อง ในมาตรา ๑๖ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสฤษดิ์ บุตรเนียร และตามที่ท่านสุทิน คลังแสง ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด ปราจีนบุรี เขต ๓ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ขอมีส่วนร่วมในการอภิปราย ในมาตรา ๑๖ ที่ให้กระทรวงศึกษาดำเนินการให้สถานศึกษาของเอกชนจัดการศึกษาเพื่อให้ บรรลุเป้าหมายตามมาตรา ๘ (๑) ถึง (๖) จัดให้ครูได้รับเงินเดือน ค่าตอบแทน เงินหรือ สิทธิประโยชน์อื่น ให้สอดคล้องกับคุณครูของสถานศึกษาของรัฐที่จัดการศึกษาในระดับ ดังกล่าว ทั้งนี้รัฐตัดคำว่า อาจ ออกครับ แต่เพิ่มคำว่า ต้อง ให้มีเงินอุดหนุนแก่ครู ของสถานศึกษาเอกชนเป็นไปตามเพิ่มเติมตามที่กฎหมายกำหนด วันนี้ท่าน สมาชิกสภาผู้แทนแทนราษฎรหรือท่านสมาชิกรัฐสภาก็ได้ความเห็นแบ่งเป็น ๒ ส่วนคือ ๑. ควรจะมีคำว่า อาจ และอีกส่วนหนึ่งก็บอกควรมีคำว่า ต้อง จริง ๆ แล้วเพื่อความกระจ่าง เพื่อความแน่ชัดชัดเจนจะได้ไม่ต้องตีความกันอีก เพราะการตีความในกฎหมายส่วนใหญ่ ก็จะพยายามตีความไม่ให้ความเป็นธรรมกับโรงเรียนเอกชนอยู่แล้ว ดังนั้นจึงเห็นว่า มาตรา ๑๖ เพื่อให้เกิดความชัดเจนจึงใช้คำว่า ต้อง ต้องให้ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ใช้ อาจ คำว่า อาจ แน่นอนทุกคนกำลังห่วงเรื่องค่าใช้จ่าย เรื่องงบประมาณ เรื่องที่รัฐจะต้องเพิ่มขึ้น อาจจะเป็นห่วงเรื่องว่าถ้าโรงเรียนนั้นมีหลายระดับ ไม่ว่าจะโรงเรียนนานาชาติ โรงเรียนที่ร่ำรวย ต้องเก็บค่าเล่าเรียนครับ อันนี้ผมเชื่อเหลือเกิน ว่ากระทรวงศึกษาธิการก็คงจะต้องไปมีระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ เราก็มีกฎเกณฑ์ข้อบังคับ ของกระทรวงอยู่แล้ว ซึ่งตรงนี้คงไม่น่าจะเป็นห่วงครับ แต่ผมถือว่าเรารับเป็นเรื่องเดียวกัน อยู่แล้วว่าครูนั้นเป็นบุคคลที่สำคัญของชาติ จะบอกว่าสำคัญที่สุด เพราะต่อให้ความเจริญ ทางเทคโนโลยีจะขนาดไหน เราจะมีเอไอ (AI) เป็นสังคมไอที (IT) ดิจิทัลก็ตาม แต่ตรงนั้น ก็ไม่สามารถจะแทนตัวครูได้ ครูเป็นบุคคลที่สามารถที่จะสอนทั้งทักษะการเรียนรู้ ทักษะ อาชีพ ทักษะชีวิต โดยเฉพาะทักษะชีวิตแล้วเทคโนโลยีแทนไม่ได้ครับ แต่เครื่องมือนวัตกรรม ที่มีความสามารถต่าง ๆ มันเพียงแต่เป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้บุคลากรคือคุณครูนั้นทำงานได้ สะดวกและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ครูเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ามากครับ รัฐบาลควรให้ ความสำคัญที่จะให้เป็นแรงกระตุ้นให้คุณครูที่จะรับภารกิจเช่นเดียวกับคุณครูรัฐบาล ไม่ว่าจะเงินวิทยฐานะ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้รัฐบาลควรจะต้องให้ความสำคัญครับ มิใช่เพียงแต่ บอกว่าข้อจำกัดเพียงแต่งบประมาณไม่มีเท่านั้น วันนี้ประชากรลดถดถอยลงแล้ว เราทำไมจะไม่สร้างองค์ประกอบเพื่อจะให้ครอบครัวทุกครอบครัวมีบุตรเพิ่มขึ้น แต่ทุกวันนี้ การจะมีลูก ๒ คนนั้นเป็นไปด้วยความยากลำบาก ไม่ใช่ใครไม่อยากจะมี ทุกคนก็อยากจะมี ครอบครัวที่อบอุ่น เลี้ยงลูกเอง แต่ทำอย่างไรล่ะครับ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ นับวันก็จะมากยิ่งขึ้น ๆ ครอบครัวหนุ่มสาวจะรับภาระไหวหรือครับ ถ้ารัฐบาลไม่ส่งเสริมที่จะให้เกิดความเสมอภาค ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร เรื่องของค่ารักษาพยาบาล ตามที่ท่านอนุรักษ์ บุญศล ขอเอ่ยนาม ซึ่งเห็นท่านได้พยายามที่จะต่อสู้ เร่งเร้าขอให้เกิดความเสมอภาคในวงการการศึกษา อย่างชัดเจนครับ ดังนั้นผมจึงเห็นด้วยกับคำว่า ต้อง ที่จะต้องให้กับคุณครูเพื่อให้เกิดความ เสมอภาคกับภาครัฐบาล อีกอันหนึ่งที่เรากำลังเป็นห่วงใยกันก็คือว่า ขณะเดียวกันนี้ ประชากรลดลงทุกวันอยู่แล้ว ค่าใช้จ่ายของกระทรวงศึกษาธิการก็ยังคงจะต้องเป็นอย่างเดิม มันจึงไม่เห็นว่าต้องมีการเพิ่มงบประมาณใด ๆ ที่จะต้องเกิดขึ้น เด็กลดลงปีละ ๔๐,๐๐๐ คน โดยปริยายอยู่แล้ว แล้วเอกชนก็เข้ามาร่วมในการจัดการบริหารช่วยให้รัฐบาลประหยัด งบประมาณ โรงเรียนเอกชนไม่ได้เข้ามาสร้างรายจ่ายให้เยอะเพิ่มขึ้น ท่านมองดูแต่ตัวเลข ท่านมองดูแต่จำนวนเงิน แต่ถ้ามองด้วยประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและการทำงานแล้ว จะเห็นว่าในสิ่งที่โรงเรียนเอกชนเข้ามาทำงานให้กับรัฐบาลนั้น เราทำภารกิจที่กำลังจะสร้าง ประเทศชาติร่วมกันกับภาครัฐบาลและองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นให้มีประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้นตลอดไปครับ ขอกราบขอบพระคุณมากครับ🔗
ต่อไป เชิญท่านสุทิน คลังแสง แล้วตามด้วยท่านปรีดา บุญเพลิง เชิญท่านสุทินครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม สุทิน คลังแสง สมาชิกรัฐสภาจากจังหวัดมหาสารคาม ในมาตรา ๑๕ มาตรา ๑๖ ก็เป็นมาตราที่น่าสนใจ ผมก็เห็นว่ามีมาตราที่ดี ๆ อยู่ ๒ มาตรานี้ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ ส่วนอื่นก็มีข้อทั้งควรห่วง มีข้อซึ่งคิดว่ายังไม่น่าจะต้องให้ผ่าน ก็เลยเป็นที่มาของต้องรับฟัง ความเห็นของคนเยอะ ก็จึงเป็นที่มาของความลุ่ม ๆ ดอน ๆ ของการพิจารณากฎหมาย ฉบับนี้แหละ แต่อย่างไรก็ตามครับ เกี่ยวกับ ๒ มาตรานี้ ผมอยากชวนให้คิดว่าความเหลื่อมล้ำ มันคือปัญหาหนึ่งของการศึกษา ถ้าเฉพาะใน ๒ มาตรานี้จะแลเห็นความเหลื่อมล้ำอยู่ ๒ ระดับ ๑. ความเหลื่อมล้ำของครู ระหว่างครูรัฐบาลกับครูเอกชน อันนี้เราต้องคำนึงให้มาก อันที่ ๒ ก็คือถ้าคิดไม่ดี ความเหลื่อมล้ำมันจะตกอยู่ที่เด็กด้วย เด็กที่มาเรียนโรงเรียนเอกชน กับเด็กโรงเรียนรัฐบาล ถ้ารัฐมีวิธีคิดที่ผิดเด็กก็จะรับกรรม รัฐธรรมนูญเขียนไว้ถูกแล้วล่ะครับ เด็กอยากเรียนที่ไหนต้องได้เรียน แล้วไปเรียนแล้วไม่พอนะ ก็ต้องได้รับมาตรฐานที่เท่าเทียม กันด้วย เพราะฉะนั้นถ้าคิดหลักนี้แล้วผมคิดว่าเงินเดือนครูรัฐและเอกชนต้องไม่ต่างกัน สวัสดิการก็ต้องใกล้เคียงกัน และที่สำคัญที่สุดผมเห็นด้วยกับกรรมาธิการทวี วิทยฐานะนี่มัน ไม่มีเหตุผลอะไรที่ให้ครูรัฐบาลแล้วไม่ให้ครูเอกชน เพราะคำว่าวิทยฐานะนี่มันไม่ใช่เอาเงินให้ เฉย ๆ มันเป็นกลยุทธ์ในการจูงใจให้ครูได้พัฒนาตัวเอง มีวิทยฐานะเป็นเครื่องล่อครูก็พัฒนา ตัวเอง ครูเอกชนนี่ก็ต้องให้เขาได้พัฒนาตัวเอง แล้วถ้าไม่มีวิทยฐานะให้ ไม่จูงใจเขาก็ ไม่พัฒนาตัวเอง ตรงนี้มันก็จะทำให้คุณภาพครูต่าง ครูต่างปั๊บมันก็หมายถึงความเหลื่อมล้ำ ของครู แล้วก็ตกไปถึงความเหลื่อมล้ำของเด็ก เพราะฉะนั้นในมาตรา ๑๕ ผมอภิปรายไม่ทัน ไปบอกว่าไม่ให้แสวงหากำไร ของฟรีไม่มีหรอกในโลกนี้ที่จะได้ของดี อยากได้ของดี อยากได้ มาตรฐานดีจากโรงเรียนเอกชน แต่ไปบังคับต้องให้เขาทำฟรี ในโลกนี้ยาก ไม่มี มันต้อง จูงใจเขา เอาล่ะ วกกลับมาว่าควรจะตัด อาจจะ ออกหรือไม่ หรือ ต้อง ก็ยอมรับว่ามันมีข้อดี ข้อเสียทั้ง ๒ แบบ แต่ต้องยอมรับประการหนึ่งว่าโรงเรียนเอกชนมันมีทั้งที่ดีกว่าโรงเรียนรัฐนะ แข็งแกร่งกว่าโรงเรียนรัฐเยอะ อ่อนแอกว่าโรงเรียนรัฐก็เยอะนะ เพราะฉะนั้นใน ๒ กลุ่มนี้ ทำอย่างไรเราจะทำให้มันได้มาตรฐานใกล้เคียงกันแล้วไม่เป็นกรรมกับเด็ก ถ้าบอกว่า ต้อง ผมก็เห็นด้วยจริง ๆ ว่าต้อง แต่คนก็ไปติดใจว่าประเดี๋ยวโรงเรียนที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว รวยอยู่ แล้วก็ได้ด้วย แต่ว่าถ้า ไม่ต้อง ถ้าเป็น อาจ โรงเรียนที่อ่อนแอก็อาจจะเสียโอกาสด้วย ผมก็ เลยคิดว่าเอาอย่างไรดีสำหรับมาตรานี้ ถ้ามัน ต้อง เผอิญผมไม่ได้แปรญัตติเอาไว้ ถ้าต้อง แล้วก็แบ่งไว้ให้บอกโรงเรียนที่มีฐานะดีตามเกณฑ์นี้ต้องสละสิทธิอย่างนี้ได้ แต่คิดไปคิดมา แล้วก็ยังคิดว่าต้องเป็น อาจ อีกแหละ แต่เหนือกว่านั้นท่านประธานที่เคารพครับ ที่คิด มากกว่านั้นก็คือวันนี้ผมวิตกนั่งคิดเลยตรงนี้ไปแล้วก็คือว่าจะผ่านไหม พ.ร.บ. ฉบับนี้ ผ่านแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ผมห่วงมากกว่านั้นอีก เพื่อไทยเป็นกังวลแล้วก็ห่วง การปฏิรูป การศึกษาผมพูดเมื่อคืนที่นี่ช้ามา ๘ ปีแล้วเพิ่งมาออกกฎหมายฉบับนี้ซึ่งไม่รู้จะผ่านไม่ผ่าน เพราะฉะนั้นผมก็เลยคิดว่าบอกจุดยืนเลยเพื่อไทยเห็นด้วยและอยากให้ผ่านโดยเร็ว แต่ก็ กังวลกับคนที่ยังมีความเห็นต่าง เรากังวลแล้วเราเคารพความเห็นของคนที่จะทำงานให้เรา ก็คือครูทั่วประเทศ วันนี้เลยมาลงตัวที่ว่าอย่างไรเสียเวลาแค่นี้มันไม่น่าจะดีพอสำหรับ การพิจารณาของดีอย่างนี้ เราก็เลยเห็นว่าเอาไว้พิจารณากันคราวหน้าดีไหม ให้มันละเอียด รอบคอบ นี่ก็เป็นที่มา แล้วก็ไปสอดคล้องต้องกันกับเพื่อนอีกเยอะเลย ในหลายซีกรัฐบาล ไม่มาก็เยอะ ส.ว. ไม่มาก็เยอะ เพราะฉะนั้นถ้ามันจะผ่านไม่ผ่านก็อย่าไปคิดมาก คิดว่าผ่านก็ ทำให้ดีที่สุดแล้วกัน ถ้าไม่ผ่านก็มีเวลาสำหรับคราวหน้า เราไม่อยากได้ของด่วนแล้วลวก ๆ แต่อยากได้ของดีที่มันรอบคอบแม้จะช้าหน่อย เพราะฉะนั้นอันนี้ก็อาจจะเป็นท่าทีของการจะ ลง ไม่ลงมติด้วย ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณ ท่านสุทินครับ ต่อไปท่านปรีดา บุญเพลิง แล้วก็ตามด้วยท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพานครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายปรีดา บุญเพลิง สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานในมาตรา ๑๖ ซึ่งที่ผ่านมามาตรา ๑๕ ได้เกี่ยวเนื่องกับเรื่องคำว่า ครู ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งต่อการพัฒนาการศึกษา เพราะว่าการจะพัฒนาการศึกษาได้นั้นคงขาด ครูไม่ได้ ถ้าขาดครูแล้วก็จะเกิดปัญหาในเรื่องของคุณภาพ และครูนั้นขณะนี้ก็ถือว่าผู้ที่ประกอบวิชาชีพจะต้องมีใบประกอบวิชาชีพ ซึ่งถือว่าเป็นวิชาชีพ ชั้นสูง และครูเองก็ได้รับการยอมรับจากสังคมว่าครูคือปูชนียบุคคล ครูคือพ่อแม่คนที่ ๒ ของลูกศิษย์ ซึ่งใช้คำว่าเป็นทั้งลูกและเป็นทั้งศิษย์ ท่านประธานครับ มาตรานี้ซึ่งเป็นหัวใจ สำคัญในการที่จะให้ขวัญและกำลังใจของครูทั้งแผ่นดิน ผมได้สัมผัสในชีวิตความเป็นครู มาตลอด ความเหลื่อมล้ำเกิดขึ้นกับครูไม่ว่าจะเป็นครูของรัฐบาลและครูของเอกชน มาตรา ๑๖ พูดถึงเรื่องของครูเอกชน เมื่อผมดูร่างฉบับนี้ เมื่อดูแล้วผู้ที่ขอแปรญัตติ แปรแล้ว มาอภิปราย ณ ที่แห่งนี้ คณะกรรมาธิการส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย และการลงมติแต่ละครั้ง ที่ผ่านมาจากประสบการณ์ที่เห็นเสียงข้างมากจะชนะเสียงข้างน้อยตลอด เสียงข้างน้อยไม่มี โอกาสที่จะชนะ เพราะฉะนั้นการแปรญัตติครั้งนี้ผมเรียนว่าถ้าจะให้ครูมีความเท่ากันไม่ว่าจะ รัฐหรือเอกชน สิ่งหนึ่งที่รัฐจะต้องรับผิดชอบนั่นก็คือเรื่องความก้าวหน้าของครู ขวัญและ กำลังใจของครู ขณะนี้ภาครัฐได้รับเงินค่าวิทยฐานะ มีความก้าวหน้าจากครูผู้ช่วยเป็นครู เป็นครูชำนาญการ เป็นครูเชี่ยวชาญ และครูเชี่ยวชาญพิเศษ ในขณะที่ครูโรงเรียนเอกชนไม่มี วิทยฐานะ ถึงแม้ครูคนนั้นจะทำหน้าที่ได้ดีที่สุด ซึ่งในปัจจุบันก็คงเห็นนะครับว่า ขณะนี้ โรงเรียนเอกชนได้มีปัญหาอย่างมากในการให้ขวัญและกำลังใจของครู นั่นก็คือเรื่องวิทยฐานะ ที่หลายท่าน โดยเฉพาะ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ได้เสนอเพิ่ม เงินค่าวิทยฐานะเข้าไปในมาตรา ๑๖ ซึ่งผมเองก็พร้อมที่จะสนับสนุน เพราะผมเห็นด้วย ผมไม่มีโอกาสที่จะเข้าไปเป็นกรรมาธิการวิสามัญ การลงทุนทางการศึกษาไม่ใช่เห็นผลกำไร เพียงวันนี้วันเดียวหรือเร็ว เห็นผลช้ามาก ดอกไม้ออกดอกช้าฉันใด การศึกษาก็เป็นไปฉันนั้น เพราะฉะนั้น ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปี ถึงจะเห็นผล ณ วันนี้การเห็นแก่ตัว การฆ่ากันที่มันเกิดใน แผ่นดินไทยเรานี้เกิดจากผลพวงของการศึกษา เพราะฉะนั้นเพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ผมเสนอให้รัฐบาลหรือกระทรวงศึกษาธิการต้องจัดเงินค่าวิทยฐานะให้กับโรงเรียนเอกชน ของครูที่ตั้งใจทำงานอย่างมีประสิทธิภาพให้มีความก้าวหน้าเหมือนกับภาครัฐ มันถึงจะเกิด ความเท่ากันในการจัดการศึกษาของครูบาอาจารย์ที่ได้ทำหน้าที่ของเขาอย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้นจากวันนี้ที่ฟังทั้ง ๒ ฝ่ายไม่ว่าฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ก็เห็นว่าปัญหานี้มันเกิดขึ้น ก็คือความไม่เห็นด้วยและเห็นด้วย มันจะเป็นปัญหาถ้าร่างนี้มันผ่านไป เพื่อให้เกิดความ ชัดเจน ผมอยากจะเห็นว่าเราน่าจะพิจารณาอย่างรอบคอบ อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่ามันจะ ผ่านหรือไม่ผ่าน ผมเองก็ยังยืนหยัดที่จะต้องทำหน้าที่ที่จะกลับเข้ามาในสภาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อติดตามและแก้ไขปัญหานี้ให้เสร็จสิ้นและเบ็ดเสร็จเด็ดขาดและดีที่สุด ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณ มากครับ ต่อไปเชิญท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๑๖ นี้ จะเห็นได้ว่าสถานศึกษาเอกชนนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐจะต้องให้การ สนับสนุนเป็นอย่างมาก โรงเรียนเอกชนได้ปิดตัวลงไปเป็นจำนวนมากในช่วงระยะเวลา ๑๐ ปีที่ผ่านมานี้ เป็นที่น่าเสียดาย ทำให้ทางเลือกทางการศึกษาของเยาวชน ของลูกหลาน เรามีทางเลือกที่แคบลง ทั้ง ๆ ที่ภาคเอกชนได้พยายามตั้งใจทำ ทุกคนที่เป็นเจ้าของโรงเรียน เอกชนตั้งใจทำทั้งนั้นล่ะครับ แต่ว่าถ้าเจอกฎหมายที่ไม่เอื้อ แล้วก็ทำลายล้างหรือเอาเปรียบเขา มันจะทำให้เขาต้องอยู่ไม่ได้ ท่านประธานครับ สถานศึกษาเอกชนขาดแรงจูงใจ ขาดการให้ กำลังใจจากภาครัฐ จะเห็นว่า ณ วันนี้หงอยเหงาเศร้าสร้อย ก็เจอภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ ท่านประธานครับ การท่องเที่ยวของประเทศไทยนั้นติดอันดับโลก การศึกษาสามารถที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวได้ ส่งเสริมเอาเงินตราต่างประเทศเข้ามา ในประเทศได้ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศออสเตรเลีย อังกฤษ อเมริกา คนไทยที่มาเป็นผู้บริหาร บ้านเมืองของประเทศไทยนั้นจบประเทศเหล่านี้ทั้งนั้น ที่ได้ดิบได้ดีอยู่ในกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ หรือเป็นนักธุรกิจใหญ่ ก็ไปจบการศึกษาในประเทศเหล่านี้ เพราะฉะนั้นเมืองไทย นอกจากการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมแล้วนี่ การศึกษาจะทำให้ ต่างชาติเต็มใจที่จะอยู่ประเทศไทยนานขึ้น อย่างน้อย ๔-๕ ปี ดังนั้นอยากจะให้ตลาด การศึกษาของประเทศไทยในภาคเอกชนได้พัฒนาตัวเองเป็นระดับโลก เพราะฉะนั้นการที่ เขาจะเป็นระดับโลกได้นั้นรัฐต้องเอื้อ รัฐต้องสนับสนุนให้เขาอยู่ได้ ท่านประธานครับ เอกชนต้องจัดให้ครูได้รับเงินเดือน จัดให้ครูได้รับค่าตอบแทน เงินหรือสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ให้สอดคล้องกับครูในสถานศึกษาของรัฐ อันนี้เท่าเทียมไม่ได้ ถ้าจะเท่าเทียมนี่ขาดทุน ขาดทุนมหาศาลเลย เพราะว่าครูของโรงเรียนภาครัฐสิทธิพิเศษมากมายเหลือเกิน ผมคิดว่า เงินเดือนนี้ก็เป็นเรื่องของสถานศึกษาเอกชน แต่ค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ อันนี้รัฐ จะต้องจัดการให้ครูเอกชนด้วย ขอแค่นี้และครับ ขอให้เขามีเงินและสิทธิประโยชน์ได้ เท่าเทียมกับครูรัฐบาลโดยที่รัฐบาลสนับสนุน แค่นี้เขาก็อยู่ได้แล้ว ครูเอกชนอยู่ไป ๆ อายุมาก ขึ้น ๆ เงินเดือนก็สูงขึ้น จากนั้นโรงเรียนก็อยู่ไม่ได้แล้ว จำเป็นจะต้องเอาครูออกไป เอาครูหนุ่มเข้ามา เพราะว่าค่าตอบแทนมันจะสูงขึ้น ๆ ขาดทุน ภาวะขาดทุน ๆ ลงเรื่อย ๆ จึงไม่มีครูที่มีประสบการณ์สูง อายุมาก แล้วก็มีวุฒิภาวะสูงอยู่ในโรงเรียนเอกชนเลย อยากจะ ให้ภาครัฐสนับสนุนโรงเรียนเอกชนได้มากกว่านี้ เพื่อเราจะได้เป็นตลาดวิชาที่ให้คนต่างชาติ มาเรียนในประเทศไทย ทุกวันนี้ประเทศไทยมีคนสูงอายุมาอยู่จำนวนมาก แต่คนวัยรุ่น อยากจะมาอยู่อยากจะมาใช้ชีวิต ดังนั้นการศึกษาประเทศไทยถ้าเกิดยกระดับให้เป็น ระดับโลกได้ก็จะทำให้รายได้จากการศึกษาที่มาอยู่ในประเทศไทยจะเพิ่มอีกจำนวนมหาศาล เลย ฉะนั้นผมเห็นด้วยกับมาตรา ๑๖ แต่อยากให้มากกว่านี้ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญกรรมาธิการชี้แจง🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ตวง อันทะไชย ในฐานะประธานกรรมาธิการวิสามัญ ขอประทานอนุญาต ได้ชี้แจงมาตรานี้ว่าก่อนที่กรรมาธิการจะได้ตัดสินใน ความสั้น ๆ มีดังต่อไปนี้🔗
ประการแรก เรารับฟังความคิดเห็นจากกระทรวงศึกษาธิการที่ไปรับฟัง ๔ ภูมิภาคมา เราเอาความคิดเห็นจากคณะกรรมการอิสระที่เขาไปฟัง แล้วก็การรับฟังตาม มาตรา ๗๑ ของรัฐธรรมนูญมาประกอบกัน🔗
ประการที่ ๒ เรานำข้อคิดเห็นจากโรงเรียนเอกชนที่เป็นผู้ประกอบการมาให้ ความเห็นต่อร่างเดิมของมาตรานี้ที่ใช้คำว่า อาจ และครูโรงเรียนเอกชน สำคัญก็คือเรามี ผู้ประกอบการที่เป็นคณะกรรมาธิการกับเราด้วย เราก็ได้กราบเรียนท่านว่าประเด็นที่ใช้คำว่า อาจ กับใช้คำว่า ต้อง มันจะไปแก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ ท่านทั้งหลายคงทราบดีว่า ความเหลื่อมล้ำระหว่างครูเอกชนกับครูรัฐนั้นมีมานาน แต่ไม่ได้มีโอกาสในการเขียนไป ในกฎหมาย ความจริง ๒-๓ ท่านที่ได้สะท้อนให้เห็นความตั้งใจและการตัดสินใจของ กรรมาธิการนี่ตรงกับท่านทั้งหลายครับ ขอประทานอนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านอาจารย์อนุรักษ์ บุญศล ท่านสฤษดิ์ ท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เมื่อสักครู่นี้เหมือนกัน ตรงกันว่าถ้าเราจะเขียน ให้มันชัดเจนนี่เราใช้คำว่า ต้อง เลย แล้วก็มีกฎหมายตอนท้ายว่าให้ไปกำหนดรายละเอียดว่า จะให้ใคร อย่างไรบ้าง ก็จะเป็นหลักประกันให้กับครูโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศ อันนี้คือที่มา ของการเขียนมาตรานี้ เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาของที่ประชุมรัฐสภาในแง่ของแพทเทิร์น (Pattern) การเขียนกฎหมาย ผมขออนุญาตท่านประธานได้ให้คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ อธิบายความว่าทำไมเขียนเป็นแบบนี้ระหว่าง ต้อง กับ อาจ ขอประทานอนุญาตท่านประธาน ครับ🔗
เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายสุรพล ทิพย์เสนา ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ขออนุญาต กราบเรียนในบทบัญญัติ มาตรา ๑๖ ที่กำหนดอยู่ ที่ใช้คำว่า อาจ หรือคำว่า ต้อง ที่ทาง คณะกรรมาธิการได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมนะครับ ในการพิจารณาว่าถ้อยคำทั้ง ๒ คำนั้น มีความต่างกันหรือไม่ คำว่า อาจ นั้นก็เป็นทางเลือกที่ผู้ปฏิบัติในกฎหมายก็อาจจะพิจารณา โดยเฉพาะมาตรา ๑๖ กระทรวงศึกษาธิการก็อาจจะพิจารณาในการช่วยเหลืออุดหนุน ในเรื่องของค่าตอบแทนที่เป็นเงินเดือนหรือค่าตอบแทนครูนะครับ แต่คำว่า ต้อง ก็คือ หมายความว่าทางกฎหมายก็มีสภาพบังคับว่าจะต้องดำเนินการจัดให้ อย่างไรก็ดีอย่างที่ ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้กราบเรียนที่ประชุมว่าในคำว่า ตามที่กฎหมายกำหนดนั้น จะเป็นการกำหนดในรายละเอียดอีกทีหนึ่งว่าในการอุดหนุน การช่วยเหลือนั้นจะอุดหนุน อย่างไร ซึ่งอาจจะกำหนดในพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชนที่มีอยู่แล้ว หรือว่าจะไปกำหนด เป็นพระราชบัญญัติเฉพาะอย่างอื่นที่จะพิจารณาดำเนินการต่อไปในอนาคต อันนี้ขออนุญาต กราบเรียนครับ🔗
เอาให้ ชัดเจนเลยดีกว่าครับ ที่เติมว่า ตามที่กฎหมายกำหนด นี่🔗
ท่านประธานครับ🔗
เดี๋ยวก่อน ให้เขาอธิบายให้ชัดเจน เพราะว่าท่านตวงขอให้อธิบายมาตรา ๑๖ ที่แก้ไข นอกจาก ต้อง แล้วท่านเติมคำว่า ตามที่กฎหมายกำหนด แสดงว่าต้องมีกฎหมายใช่ไหมครับ เชิญกฤษฎีกาชี้แจงให้ชัดเจน🔗
ท่านประธานครับ🔗
เดี๋ยวผม ทราบแล้ว ให้เขาอธิบายให้จบ เชิญกฤษฎีกาครับ🔗
ท่านประธานครับ🔗
ผมกำลังให้ กฤษฎีกาอธิบาย เดี๋ยวให้ท่านครับ🔗
ขออนุญาตท่านประธานกราบเรียน ว่าในมาตรา ๑๖ นี้ในอนาคตจะต้องมีกฎหมายกำหนดในเรื่องของการอุดหนุนครับ🔗
จะมี กฎหมายกำหนดนะครับ โอเค (OK) เชิญท่านที่เมื่อสักครู่จะพูดกับผม เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ผม สุรวาท ทองบุ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ต่อมาตรานี้ผมอยากจะให้บันทึกให้เป็นที่เข้าใจตรงกัน เรื่องของเราทั้งหลายที่อภิปรายกันมา สิ่งที่สอดคล้องกันนั้นก็คือเราต้องการให้ครูทุกคนในประเทศนี้ไม่ว่าจะสังกัดอะไรนี่ ได้รับเงินเดือน ค่าตอบแทน วิทยฐานะที่เท่าเทียมกันนะครับ แต่มีประเด็นหนึ่ง ที่อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน แล้วก็อาจจะเป็นปัญหาในการปฏิบัตินะครับ จริง ๆ แล้วมาตรานี้บังคับให้สถานศึกษาจัดให้ครูได้รับเงินเดือน เพราะฉะนั้นมาตรานี้ บังคับใช้นี่ภาระที่สถานศึกษาจะเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน อันนี้รัฐจะไปจัดก็เป็นเพียงอุดหนุน เพราะฉะนั้นวันนี้ที่เราเรียกร้องทั้งหลายไม่ใช่เป็นภาระของรัฐเท่านั้น เป็นภาระของ สถานศึกษา คือมาตรานี้ให้กระทรวงศึกษาธิการดำเนินการให้สถานศึกษาจัดให้ครูได้รับ เงินเดือน นั่นจึงเป็นหน้าที่ของสถานศึกษาต้องไปจัด แต่ทั้งนี้รัฐต้องหรือจัดก็แล้วแต่เงินอุดหนุน คำว่า อุดหนุน ไม่ใช่ให้ทั้งหมด อันนี้ก็อยากจะให้บันทึกไว้ แล้วก็ให้เข้าใจกันเผื่อกฎหมายออกไป บังคับใช้จะได้ไม่ต้องเข้าใจแตกต่างกันครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ บังเอิญ ท่านกรรมาธิการไม่ได้ตอบครับ🔗
ก็เป็นอย่างที่ ท่านถามนะครับ เพราะว่าอยากจะให้ทางกฤษฎีกาที่ขึ้นมาตอบแล้วนี้ตอบให้ชัดเจน เขาก็ตอบชัดเจนแล้วนะครับ ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะปฏิบัติได้เพียงใดนะครับ กรรมาธิการ ที่สงวนความเห็นและสงวนคำแปรญัตติยังติดใจอยู่ไหมครับ ยังติดใจอยู่นะครับ ดังนั้น ก็คงจะต้องถามมติจากที่ประชุมนะครับ โดยการถามมติเนื่องจากมีการแก้ไขของ คณะกรรมาธิการ ก็จะมีการถาม ๒ ขั้นตอน ดังนั้นผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ🔗
เป็นขั้นตอน การตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ เชิญท่านสมาชิกเข้ามาในห้องประชุม แล้วกดปุ่มแสดงตน จะเป็นการลงมติในมาตรา ๑๖ ซึ่งกรรมาธิการมีการแก้ไข🔗
ท่านประธานครับ ผม ปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์ ๒๑๖ แสดงตนครับ🔗
๒๑๖ เจ้าหน้าที่บันทึกไว้นะครับ เป็นขั้นตอนการตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ ท่านสมาชิกกรุณาเสียบบัตรลงคะแนน และกดปุ่มแสดงตน ตรวจสอบหน่อยว่าท่านได้แสดงตนหรือยัง ตอนนี้เพิ่งมี ๓๐๐ ท่าน ผมให้เวลาอีก ๓๐ นาที เชิญเพื่อนสมาชิกแสดงตน ท่านใดที่บัตรเสียก็กรุณาแจ้งด้วยวาจานะครับ ตอนนี้เพิ่ง ๓๐๓ นะครับ ขอกดปุ่มแสดงตนอีกทีนะครับ ขณะนี้เพิ่ง ๓๐๖ บวก ๑ นะครับ ๓๐๗ ท่าน ยังไม่ครบองค์ประชุม แต่สักครู่มีสมาชิกท่านหนึ่งจะมาลงคะแนนให้แล้วมีอะไร ที่จะเรียนกับเพื่อนสมาชิกกรุณารอสักครู่นะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม คำพอง เทพาคำ ผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลครับ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ มีพุทธธรรมอยู่บทหนึ่ง เรื่องอปริหานิยธรรม การประชุมต้องประชุมพร้อมกันแล้วก็เลิกพร้อมกัน เข้าใจว่า การประชุมอาจจะไม่พร้อมกัน แต่เลิกน่าจะเลิกพร้อมกันนะครับ🔗
หมายความว่า อย่างไรครับ ผมไม่ค่อยเข้าใจ🔗
ขออนุญาตท่านประธานครับ มันเป็นพุทธธรรมครับ อปริหานิยธรรม ๗ มีอยู่ ๒ ข้อ ข้อแรกบอกว่าให้ประชุมเป็นนิจ แล้วก็ประชุมพร้อมกันแล้วก็เลิกพร้อมกันครับ เข้าใจว่าเราประชุมเป็นนิจอยู่นะครับ แต่ว่าตอนประชุมอาจจะไม่พร้อมเพรียง แต่ว่า เลิกน่าจะพร้อมเพรียงครับ🔗
ถ้าทำ อย่างนั้นได้เก่งมากครับ เดี๋ยวรอสักนิดนะครับ เดี๋ยวมีสมาชิกมาเพิ่มครับ ตอนนี้ก็เพิ่มเป็น ๓๐๗ คนแล้วนะครับ🔗
ท่านประธานครับ🔗
เชิญครับ มีท่านใด แสดงตนแล้วพูดได้เลยครับ🔗
ผม นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา อีกฐานะหนึ่ง ในฐานะกรรมาธิการ ระหว่างที่สมาชิกผู้ทรงเกียรติทั้งหลายกำลังรอพรรคพวกเราอยู่นั้น ผมอยากจะกราบเรียน เบื้องต้นว่ากฎหมายฉบับนี้ ถามว่าถ้าอ่านให้ลึกซึ้งแล้ว จะเข้าใจว่ากฎหมายเบื้องต้น เราต้องการให้ทรัพยากรของประเทศ นักศึกษาตั้งแต่ ม.๑ จนถึงปลายชีวิต ให้เรียนสาขาใด สาขาหนึ่ง เพื่ออะไร เพื่อให้ชีวิตเขามีความสุข เพราะที่ผ่านมา ผมในฐานะที่กำกับดูแลสถาบัน อาชีวะนั้น เมื่อจบอาชีวะแล้ว อยากได้ปริญญาตรีก็จะต้องไปหาเรียนสถาบันใดสถาบันหนึ่ง เพื่อจะได้จบปริญญาตรีก็เรียนเหมือนเป็ด อันนี้ผมกราบเรียนในช่วงเบื้องต้นนะครับว่าเรามี นโยบายในมาตรา ๑๓ ที่ผ่านมาแล้วนั้น ต้องขอบคุณสมาชิกผู้ทรงเกียรติทั้งหลายที่ผ่าน มาแล้ว ว่ากฎหมายฉบับนี้ถ้าจะไม่ดีหมด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ส่วนหนึ่งก็ดี แต่ถ้าหากผ่าน มาตรา ๑๖ ไปแล้วนั้น มาตรา ๑๗ นั้นจะเห็นชัดเจนว่าการศึกษาเป็นอย่างไร อันนี้ผม กราบเรียนเบื้องต้นเฉย ๆ เพื่อฆ่าเวลา เพราะเห็นรอสมาชิกอีกไม่กี่ท่านก็จะครบ แล้วถ้าปล่อย เวลาว่างไปก็จะไม่เกิดประโยชน์ ผมกราบเรียนด้วยความเคารพว่าอันนี้เรียนหารือ ท่านประธานฝากไปถึงสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่าให้กรุณาช่วยศึกษาอ่านพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่เรามีการแก้ไขเพิ่มเติมนั้น เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศชาติ การศึกษาเป็น คลังสมองของประเทศ ถ้าหากว่าการศึกษาไม่ได้รับการแก้ไขหรือไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงที่ เป็นทางที่ดี แน่นอนที่สุดในอนาคต ประเทศชาติผู้บริหารประเทศก็อาจจะทำให้ประเทศชาติ พัฒนาไปไม่ไกลเท่าที่ควร กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบพระคุณครับ เป็นความรู้ที่ดีนะครับ ถ้ากฎหมายฉบับนี้ผ่านไปท่านก็มีความเชื่อมั่นว่า จะทำให้การศึกษาดีขึ้น ก็ดีนะครับ แต่ตอนนี้ ๓๑๐ ท่าน ครบองค์ต้อง ๓๓๓ ท่านนะครับ ผมอยากเรียนว่าเดี๋ยวมีท่านสมาชิกเพิ่มคะแนนอีกคะแนนหนึ่ง แล้วก็อาจจะมีสมาชิกอื่น เพิ่มขึ้นก็ได้หรืออาจจะมีสิ่งที่ท่านอยากจะพูดก็ได้ ในตอนนี้ก็รอหน่อยนะครับ🔗
ท่านประธานพูดอะไรครับ ไม่ค่อยได้ยินครับ🔗
บอกว่า รอนิดหนึ่งนะครับ เดี๋ยวจะมีอีกท่านหนึ่งมาช่วยลงคะแนนนะครับ ท่านนั้นอาจจะพูดอะไร กับพวกเราได้นะครับ ท่านมาแล้วอาจจะเพิ่มจาก ๓๑๑ เป็น ๓๓๓ ก็ได้ ผมพูดเล่นนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ🔗
เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ระหว่างท่านประธานรอองค์ประชุม เพิ่มเติมก็ขออนุญาตฝากเจ้าหน้าที่ช่วยเรียนท่านสมาชิก ถ้าเผื่อยังอยู่ในห้องอาหารนะครับ ผมคิดว่าวันนี้ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... แม้จะพิจารณาตามระเบียบ วาระปกติแล้ว สมาชิกวุฒิสภาพร้อมที่จะร่วมมือ วันนี้ก็มาร่วมเป็นองค์ประชุม ๑๘๘ ท่าน แล้วก็รักษาองค์ประชุมอยู่ตลอด ก็อยากฝากเรียนเพื่อน ๆ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเข้าใจว่าเมื่อคืนท่านก็หนัก แต่ว่าวันนี้ถ้าท่านมาร่วมกันอีกสักหน่อย ผมคิดว่า ร่างพระบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ก็จะเดินหน้าต่อไปได้ ฝากท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม พรรคเพื่อไทย ช่วยตามสมาชิกท่านมาช่วยกันโหวตจะได้ให้ พ.ร.บ. การศึกษา แห่งชาติ พ.ศ. .... เดินหน้าไปได้นะครับ อีกนิดเดียวครับ ผมคิดว่าขาดอีกไม่กี่สิบท่าน ก็น่าจะเดินต่อไปได้ ก็ขออนุญาตฝากกราบเรียนท่านประธานว่าถ้าเป็นไปได้เราก็ช่วยกัน ผลักดันไปเท่าที่ทำได้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาของเด็กมาก ๆ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการ สมาชิกรัฐสภา อีกฐานะหนึ่งเคยดำรงตำแหน่งวุฒิสมาชิกเมื่อปี ๒๕๓๐ อายุ ๓๕ ปีถือว่าน้อยที่สุดในประเทศไทย ในขณะเดียวกันในฐานะที่ผมได้รับมอบหมาย จากสภาให้ทำหน้าที่เป็นคณะกรรมาธิการชุดนี้ ก็ต้องกราบเรียนขอบคุณท่าน ส.ว. สมชาย ที่กรุณาส่งข่าวบอกให้ผมช่วยกรุณาประกาศ ขณะนี้เราก็ดำเนินการอยู่แล้วครับ เราก็มีส่ง ข้อมูลถึงเพื่อนที่อยู่ในบริเวณรัฐสภาให้มาทำหน้าที่ อันนี้ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพ แต่บางท่านหรือสมาชิกบางท่านก็มีภารกิจนัดหมายล่วงหน้า ก็จำเป็นต้องไปทำภารกิจ เพื่อพี่น้องประชาชน เพราะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นเชื่อมโยงกับประชาชนในพื้นที่ อันนี้ ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพจริง ๆ ทุกคนถ้าอยู่กรุงเทพมหานครหรืออยู่ในบริเวณนี้ก็มา อันนี้ต้องกราบเรียนขอบคุณ ท่าน ส.ว. ที่กรุณาประกาศให้ผมช่วยประกาศหาหรือประกาศตาม ในฐานะเป็นผู้แทนราษฎรทำหน้าที่อยู่แล้วครับ ต้องขอบคุณครับ อีกไม่นานก็คงจะครบ องค์ประชุมได้ครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพครับ🔗
เชิญเลยครับ🔗
ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมไม่ค่อยสบายใจกับท่านผู้อาวุโสเมื่อสักครู่นี้ที่พาดพิง ถึงแม้จะเป็นพี่อุบลศักดิ์ แต่บังเอิญใช้คำว่าไปตามคนของพรรคเพื่อไทย มันทำให้พวกผม เสียหายนะครับ เหตุการณ์อย่างนี้มันไม่ได้เกิดครั้งนี้เป็นครั้งแรก เป็นประเด็นที่ ๑ แล้วเหตุการณ์ครั้งนี้ถ้าเทียบเคียงวันที่เราขอแก้ มาตรา ๒๗๒ พวกท่านลากัน ๙๐ กว่าคน แล้วทำให้สภาล่มนี่คือวุฒิสมาชิก วันนั้นทำไมไม่มีเสียงอย่างนี้เรียกร้องกับท่านประธาน รัฐสภาให้ช่วยกันกลับมาทำหน้าที่ พวกเราไม่ขี้เกียจ แต่ผมพูดมา ๓-๔ ครั้ง วันนี้ ผมไม่อภิปรายเลยนะครับ ทั้ง ๆ ที่ผมมาจากครู ผมไม่ได้มาจากทนาย แล้วชื่อก็ ครูมานิตย์ด้วย ชัดเจน แต่เราบอกแล้วว่ากฎหมายฉบับนี้ พ.ร.บ. ฉบับนี้นั้นคนเขียนไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้เขียน มันยังมีความสับสนกันอยู่ แม้แต่องค์กรครู เมื่อวันพฤหัสบดีเขาก็แต่งชุดดำ กันทั่วประเทศ จริง ๆ ผมบอกว่ามันไม่ได้ล่าช้าหรอกถ้าปล่อยไปอีกนิดหนึ่ง ให้คนที่ใช้เขามีโอกาสได้มาแสดงความกังวลใจว่า ถ้ากฎหมายฉบับนี้คลอดออกไปแล้วนี้ เขาอยู่ในสภาพอย่างไร ตำแหน่งของเขาอยู่อย่างไร การดำเนินชีวิตของเด็กนักเรียน ของข้าราชการครู ขององค์ประกอบเกี่ยวกับการจัดการศึกษานี่เป็นอย่างไร ด้วยความเคารพ ผมยังชื่นชมท่านตวง ก็ไม่ได้ว่า ส.ว. ทุกท่านไม่ดี ที่ใช้ได้ก็บอกว่าใช้ได้ เพราะผมเป็นคนให้ ความเป็นกลางกับทุกคนอยู่แล้ว เพราะผมไม่ใช่เป็นลูกไล่อะไรของใครมากมายหรอกครับ ชีวิตที่เกิดมานี้ ฉะนั้นใครอยากทำหน้าที่อะไรก็ขอให้ตัวเองทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ไม่ต้องมา เตือนกันหรอกครับ นี่ก็เลือกตั้งเป็นผู้แทนมา ๔-๕ สมัย ชาวบ้านเลือกมาทั้งนั้น ถ้าไม่ดีเขา ไม่เลือกหรอกครับ ถ้าคนที่จังหวัดสุรินทร์นี่ เขารู้ว่าครูมานิตย์ใช้ไม่ได้ สภาไม่มาประชุม งานไม่ทำ เขาไม่เลือกมาหรอกครับ แต่เที่ยวที่แล้วก็ที่ ๑ คะแนน ๔๕,๐๐๐ เยอะนะครับ สำหรับคนที่มากาให้ ๔๕,๐๐๐ ไม่ได้มาจากคนคนเดียวหรือคน ๒-๓ คนนะครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
ครูมานิตย์ ขอบคุณมากครับ อยู่ในช่วงที่ตรวจสอบองค์ประชุม มาตรา ๑๖ วันนี้เราได้ มาตรา ๑๔ มาตรา ๑๕ มาตรา ๑๖ ๑๐๐ กว่ามาตรา ตี ๓ คืนนี้ก็คงจะยากเหมือนกัน แต่ว่าอย่างไรก็ตามขออนุญาตนิดเดียว ก่อนที่จะปิดการแสดงตน ตัวเลขก็ยังห่างครับ แต่ว่าผมขออนุญาตนิดเดียวครับ🔗
ขออนุญาตท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผม คำพอง เทพาคำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สมาชิกรัฐบาล อยากจะหารือท่านประธานว่า เมื่อช่วงเปิดประชุมท่านประธานได้ปรารภถึงการที่จะเปิดสมัยประชุม ถ้าหากมีการเปิด สมัยประชุมสภาสมัยวิสามัญในห้วงเวลาที่เหลืออยู่ก่อนที่จะหมดวาระของสภา ชุดที่ ๒๕ นี้ หรือไม่ก็ก่อนที่จะมีการยุบสภาก็แล้วแต่นะครับ ผมอยากจะเรียนถามท่านประธานว่า ท่านประธานมีความมั่นใจขนาดไหนว่า ถ้าเปิดสมัยวิสามัญขึ้นมาแล้วเราจะไม่ต้องมานั่งรอ องค์ประชุมเป็นชั่วโมง ๆ หรือเป็นข้ามวันข้ามคืน ก็ขออนุญาตกราบเรียนหารือ ท่านประธานครับ🔗
ผมขอเรียนอย่างนี้นะครับ ในระหว่าง ที่เราตรวจสอบองค์ประชุมนั้นก็อยากจะถือโอกาสเรียนพวกเราว่า ความปรารถนาดีที่ทุกฝ่าย พยายามที่จะให้กระบวนการดำเนินการของเราเป็นไปโดยเรียบร้อยนั้น ก็ต้องขอบพระคุณ ด้วยความจริงใจครับ ถึงแม้ว่าองค์ประชุมจะฉิวเฉียดทุกครั้งก็ตาม แต่ว่านั่นก็คือเสียงส่วนใหญ่ ซึ่งผมก็ต้องขอบพระคุณ เพราะว่าผมไม่เคยหวังว่ามันจะร้อยทั้งร้อย แต่อยากจะถือโอกาสนี้ ก่อนที่จะตรวจสอบองค์ประชุม ขอท่านประธานกรรมาธิการ ท่านตวงมีอะไรจะพูด อนุญาตท่านจะแสดงความรู้สึกอย่างไรครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ตวง อันทะไชย ในฐานะประธานกรรมาธิการ ต้องกราบขอบพระคุณที่ ท่านเมตตาให้ผมได้แสดงความรู้สึก ที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านว่าเราใช้เวลาในการ พิจารณา ๑ ปี ๑ เดือนที่ผ่านมานั้นด้วยความอดทน ผ่านทั้งกลไก ผ่านรูปแบบหลายอย่าง จนกระทั่งว่าที่สุดเราก็ได้มีข้อตกลงร่วมกันว่าเราจะต้องนำร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เข้าสู่ที่ ประชุมรัฐสภาให้ได้ ผมก็คุยกับพี่ ๆ ทุกคนที่อยู่ด้วยกันว่า หน้าที่ของพวกผมคณะกรรมาธิการ เมื่อที่ประชุมใหญ่ได้มอบให้พวกผมไปทำหน้าที่ ได้ทำหน้าที่จบแล้วครับ พอเข้ามาสู่ที่ประชุมใหญ่ พี่ ๆ หลายคนก็บอกผมว่าผมต้องไปคุยกับคนนั้น คุยกับคนนี้ ผมกราบเรียนพี่ว่า หน้าที่ ในฐานะกรรมาธิการผมได้ทำหน้าที่ของตัวเองจบแล้ว แต่หน้าที่ในที่ประชุมใหญ่แห่งนี้ เป็นหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งสมาชิกรัฐสภานั้นท่านจะเห็นด้วยกับกรรมาธิการหรือไม่ หรือจะแก้ไขเพิ่มเติม หรือจะเห็นด้วยกับเสียงข้างน้อย พวกผมไม่ติดใจ เราได้ทำหน้าที่ ของเราเต็มที่ นั่นประการที่ ๑🔗
ประการที่ ๒ ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกด้วยความ จริงใจ ผมขอบคุณท่านสมาชิกพรรคฝ่ายค้านหลายพรรคที่ท่านได้ช่วยทำองค์ประชุมแห่งนี้ ให้ครบ แล้วก็เดินทางมาจนถึงมาตราวันนี้ เป็นสิ่งที่พวกผมเองในฐานะกรรมาธิการน้อมรับ แล้วเคารพเสมอ เพียงแต่เราไม่อยากจะพูดเท่านั้นเอง🔗
ประการที่ ๓ ส่วนตัวผมเห็นว่า ถ้าเราไม่สามารถที่จะมีกฎหมายว่าด้วย การปฏิรูปประเทศฉบับสุดท้าย และเป็นภารกิจสุดท้ายของประเทศได้เราทำไม่ได้หรอกครับ ที่ผมบอกว่าทำไม่ได้เพราะอะไร ประการแรกก็คือท่านทั้งหลายลองย้อนกลับไปดูเราต้องการ ปฏิรูปประเทศ เราต้องการที่จะทำสักอย่างหนึ่งในอดีต ผมยกตัวอย่าง เช่น เรื่องเหล้า บุหรี่ ที่เราช่วยกันรณรงค์มา ๑๐ ๒๐ ปี วันที่ประสบความสำเร็จก็คือวันที่เรามีพระราชบัญญัติ สสส. ขึ้นมา แล้วเรามีกองทุนก้อนหนึ่งขึ้นมา เรามีกฎหมาย เรามีนโยบาย และเราก็ เปลี่ยนแปลงประเทศนี้จากการสูบบุหรี่ในที่สาธารณะไม่ได้ แล้วเราก็เป็นประเทศหนึ่ง ในภูมิภาคเอเชียและโลกเลยที่ไม่มีที่สูบบุหรี่ในสนามบิน ประการที่ ๒ กฎหมายที่ล่าสุด ที่สภาแห่งนี้ได้มีมิติอนุมัติไปแล้วคือกองทุนเพื่อความเสมอภาค เรื่องกองทุนเพื่อความเสมอภาค ท่านประทานคงทราบดีว่าท่านประธานได้เคยออกพระราชบัญญัติว่าด้วยการกู้ยืมเงินทุน สำหรับการศึกษาสำหรับลูก ๆ เราพูดมานานว่าเราต้องการลดความเหลื่อมล้ำ แต่เราก็ ไม่สามารถทำได้ แต่วันหนึ่งเมื่อเรามีพระราชบัญญัติว่าด้วยกองทุนเพื่อความเสมอภาค เราสามารถโน้มตัวและเอื้อมลงไปถึงผู้คนที่อยู่ตามซอกหลืบของสังคม ที่อยู่ตามเกาะแก่ง ที่อยู่ตามตรอกซอกซอยที่ผู้คนลืมเขา กลับมาที่ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ท่านประธาน ที่เคารพ ผมและกรรมาธิการยังคงยืนยันว่า ถ้าเรามีกฎหมายสักฉบับเป็นเครื่องมือในการที่ จะก้าวนำพาประเทศไปสู่การปฏิรูปประเทศนั้นควรอย่างยิ่งที่สภาแห่งนี้จะต้องให้ความ เมตตาลองพิจารณา ความจริงแก่นของกฎหมายฉบับนี้ท่านทั้งหลายทราบแล้วละครับ ผมไม่อยากจะมากล่าวเพิ่มเติม เป็นครั้งแรกที่เราเขียนกฎหมายที่ไม่ได้เขียนโครงสร้างครับ ปี ๒๕๒๓ ท่านจำได้ไหมครับ เราเขียนโครงสร้างคนที่อยู่ข้างบน คนที่อยู่กระทรวงให้มี ตำแหน่งมีซี ปี ๒๕๔๒ เราเขียนยุบ ๑๔ กรม ๑๒ สำนักงาน มี ๒๘๕ เขตให้คนได้ซี ๘ ซี ๙ ให้คนได้ซี ๑๑ ๕ แท่ง แต่คราวนี้ในกฎหมายฉบับนี้กรรมการอิสระที่เป็นคนยกร่าง คณะกรรมการกฤษฎีกาและรัฐบาลก็ยืนยันว่าเราจะไม่แตะโครงสร้างเหล่านี้เลย แล้วก็ไม่ แตะ พูด ๓ ส่วน ๔ ส่วนที่เป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปก็คือพูดถึงเรื่องผู้เรียน เขาอยาก เรียนอะไรเขาต้องได้เรียน พูดถึงเรื่องห้องเรียนที่จะต้องเป็นห้องเรียนในโลกไซเบอร์สมัยใหม่ พูดถึงเรื่องครูใหม่ที่จะต้องมีการผลิตและพัฒนาครูใหม่ พูดถึงเรื่องสถานศึกษาแบบใหม่ที่ ไม่ใช่สถานศึกษาแบบเดิมที่จะต้องอาศัยความร่วมมือ ผมว่า ๔ อย่างนี้เป็นหัวใจสำคัญ ของกฎหมายฉบับนี้🔗
สุดท้ายท่านประธานครับ ผมก็กราบเรียนอีกครั้งหนึ่งเพื่อที่จะบอกพี่ ๆ ทุกคนว่าพวกผมกรรมาธิการตระหนักดีว่าการเขียนกฎหมายที่ไปทำให้ไม่สบายใจนั้น เช่น ท่านเข้าใจว่ากฎหมายฉบับนี้จะทำให้อำนาจที่ท่านมีนั้นลด ไม่ใช่ครับ กฎหมายฉบับนี้ ไม่ไปละเมิด ผอ. เขต ผอ. โรงเรียน หรืออธิบดี หรือปลัดกระทรวง กฎหมายฉบับนี้พูด ๓-๔ เรื่องนี้ เพื่อให้กลไกมันขับเคลื่อนไปข้างหน้า ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ผมให้โอกาสท่านประธาน คณะกรรมาธิการด้วยความเห็นใจกรรมาธิการ เพราะกฎหมายนี้เราผ่านรับหลักการ เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว แล้วก็รู้ว่าทุกฝ่ายได้ทำงานหนักกันมาก ท่านสมาชิกครับ ก่อนที่จะเปิดเผยตัวเลขขององค์ประชุมก็เรียนว่าในช่วง ๔ ปีที่ผ่านมานั้นผมต้อง ขอขอบพระคุณพวกเราในการพิจารณาร่วมกันในการประชุม ผมอยากเรียนว่าเราได้ผ่าน ร่างรัฐธรรมนูญไป ๑ ฉบับ มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญไป ๒ ฉบับ มีการประกาศร่างพระราชบัญญัติตามหมวด ๑๖ ของรัฐธรรมนูญไป ๑๓ ฉบับ แล้วก็มีหนังสือสัญญาที่สภาให้ความเห็นชอบไป ๑๗ ฉบับ อยากจะเรียนว่า ๔ ปีนั้นเรามอง ไปในทางบวกว่าได้รับความร่วมมือด้วยดี แม้ช่วงปลายจะมีปัญหาบ้างก็ตาม แต่ว่าผมก็มอง เรื่องของผลดีที่เกิดขึ้นมากกว่าผลร้าย แม้จะมีความเห็นแตกต่างบ้างก็เรื่องธรรมดาของ มนุษย์ แต่ว่าถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากพวกเราทุกฝ่ายเราไม่สามารถทำงานมาถึง ๔ ปี ได้ขนาดนี้ ขอมองด้วยความขอบพระคุณพวกเราทุกคนที่ได้ร่วมมือกันถึงขนาดนี้ การเปิดสมัยวิสามัญนั้นไม่อยู่ในฐานะที่สภาจัดทำเองได้ จะเป็นเรื่องของรัฐบาลอย่างไรก็ตาม ก็หวังว่าแม้วันนี้คาดว่าจะเป็นวันสุดท้ายประชุมร่วมกันของรัฐสภาก็ตาม แต่ว่านอกจาก ขอบพระคุณแล้ว อยากขอให้ทุกคนได้ประสบความสำเร็จในการเมืองสำหรับผู้ที่มาจากการ เลือกตั้ง สำหรับวุฒิสมาชิกนั้น ผมเชื่อว่าส่วนใหญ่เป็นผู้มีความรู้ที่น่าเคารพนับถือ ผมถึงห้าม เสมอว่าเราอย่าไปพาดพิงไปเหมากันหมดแล้วทำให้เขาเสียใจกัน เพราะฉะนั้นผมหวังว่า ท่านจะเป็นกำลังสำคัญของบ้านเมืองในหน้าที่ของแต่ละฝ่ายต่อไป ผมขออนุญาตที่จะปิดการ แสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตน ๓๑๙ ท่าน บวก ๑ ท่าน เป็น ๓๒๐ ท่าน ไม่ครบ องค์ประชุม🔗
ปิดประชุมครับ ขอบพระคุณครับ🔗