unknown · · 330 lines

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๖๐๓ คน
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

สวัสดีครับ ท่านสมาชิกครับ เรียนท่านสมาชิก ขณะนี้มีสมาชิกรัฐสภาลงชื่อมาประชุม ๓๔๕ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้ว ผมขอเปิดประชุมเพื่อดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระ🔗

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี🔗

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม🔗

รับรองรายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) จำนวน ๔ ครั้ง คือ🔗

ครั้งที่ ๒ วันศุกร์ที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๖๕🔗

ครั้งที่ ๓ วันพฤหัสบดีที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๕🔗

ครั้งที่ ๔ วันศุกร์ที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๖๕🔗

ครั้งที่ ๕ วันศุกร์ที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๕🔗

ซึ่งได้วางไว้ให้ท่านสมาชิกตรวจดูแล้ว ก่อนที่จะเสนอให้รัฐสภานี้รับรอง เมื่อไม่มีสมาชิกท่านใดมีความเห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่าที่ประชุมรับรองรายงานการประชุม ร่วมกันของรัฐสภาทั้ง ๔ ครั้งดังกล่าวนะครับ🔗

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม จะหารือเรื่องอะไร เชิญครับ🔗

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมอยากหารือท่านประธาน ก่อนที่จะเข้าสู่วาระการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... สักเล็กน้อยครับ จริง ๆ อยากจะหารือตอนเปิดวาระนั้นแล้ว แต่ผมคิดว่าหารือไว้ก่อนก็น่าจะเป็นประโยชน์ อยากจะหารือกรอบการทำงานครับ ท่านประธานครับ🔗

ประการที่ ๑ ก็คือว่า เนื่องจากว่าการพิจารณาเป็นวาระที่ ๒ ฉะนั้น อาจจะต้องรบกวนเพื่อนสมาชิก ซึ่งผมเข้าใจว่าทุกท่านตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ของตนเอง แต่ว่าหากท่านได้ประสงค์ ทั้งผู้แปรญัตติ ผู้สงวนคำแปรญัตติ แล้วก็สมาชิกที่จะอภิปราย หากได้มีการแจ้งชื่อไว้ครบถ้วนก่อนก็น่าจะเป็นประโยชน์ในการพิจารณาครับ🔗

ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ เป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะใช้กรอบเวลา ดังที่เคยใช้ในร่าง พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ ก็คือให้เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายท่านละสักไม่เกิน ๕ นาที อาจจะไม่ใช่ ๗ นาที แต่ว่าหาก ๕ นาทีสำหรับบางท่านนั้นอาจจะมีบางประเด็น ที่ค้าง ก็อาจจะเพิ่มเติมได้เล็กน้อย แต่ว่าถ้าใช้กรอบ ๕ นาทีไว้ก่อนก็น่าจะเป็นประโยชน์ครับ🔗

ประการที่ ๓ ก็คือว่าอาจจะให้ท่านประธานได้กรุณาแจ้งทางกรรมาธิการ ผู้ชี้แจงว่าอาจจะชี้แจงรวบยอดสักครั้งเดียวในแต่ละมาตรา หรืออาจจะมีการชี้แจงเป็นระยะ ก็จะทำให้การประชุมเดินหน้าได้เป็นอย่างดีแล้วก็ครบถ้วนสมบูรณ์ใน ๒ วัน ก็ขออนุญาต กราบเรียนให้ท่านประธานได้กรุณาพิจารณาเป็นเบื้องต้น ขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ สำหรับการพิจารณาก็คงจะให้เป็นไปโดยกระชับ รอบคอบ แล้วก็ให้เรียบร้อย โดยสมาชิก ก็อภิปรายให้ตรงตามหลักที่จะพิจารณาในมาตรานั้น ๆ ผมทราบว่าครั้งก่อนนี้ ๕ นาที ใช่ไหมครับ ผมจำไม่ได้ ลดลงมาเหลือ ๕ นาทีใช่ไหมครับ ช่วยชี้แจงด้วย เดี๋ยวค่อยตอบผมก็ได้ ผมคิดว่าถ้า ๕ นาทีนี้ก็เป็นหลัก แต่ว่าถ้ามีมาตราใดที่สำคัญที่เห็นว่ายังค้างกันอยู่ ผมก็จะ ขอขยายให้ คือไม่ใช่ขอขยาย คือยอมให้พูดให้เต็ม เรื่องที่เป็นประเด็นในมาตรานั้น ๆ แล้วก็ขอเรียนว่าท่านสมาชิกก็อย่าอภิปรายซ้ำก็แล้วกันถ้าเป็นเรื่องเดียวกัน ถือหลักตามที่ ท่านณัฐวุฒิแนะนำไว้ ผมจะพยายามปฏิบัติตามนั้นนะครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว🔗

ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาเสร็จแล้ว🔗

ขอเชิญ คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่ครับ🔗

(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ด้วย คณะกรรมาธิการวิสามัญได้เสนอร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... พร้อมข้อสังเกตให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาพิจารณา โดยร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวนี้ ได้นำผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจาก ร่างพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้ส่งให้รัฐสภามาใช้ประกอบการพิจารณาของ คณะกรรมาธิการครบถ้วนตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแล้ว การพิจารณาในวาระที่ ๒ นี้ จะพิจารณาเริ่มต้นตั้งแต่ชื่อร่าง คำปรารภ แล้วพิจารณาเรียงตามลำดับมาตราจนจบร่าง โดยผมจะให้กรรมาธิการที่สงวนความเห็น หรือสมาชิกที่สงวนคำแปรญัตติได้อภิปรายก่อน ส่วนสมาชิกที่ไม่ได้สงวนคำแปรญัตติไว้ จะอภิปรายได้เฉพาะถ้อยคำหรือข้อความที่มีการ แก้ไขเพิ่มเติมเท่านั้น เมื่อคณะกรรมาธิการได้ตอบชี้แจงจบแล้วก็จะเป็นการลงมติ ในมาตรานั้น ๆ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ ประกอบมาตรา ๙๖ ที่ผมเพิ่งพูดไปเมื่อสักครู่นี้ ก็จะเป็นหลักปฏิบัติ ก็คือผู้ที่จะอภิปรายต้องแสดงตน ถึงแม้ว่าจะได้แถลงที่จะขอ สงวนความเห็นไว้ก็จะต้องแสดงตนต่อเจ้าหน้าที่ไว้ในที่ประชุม กรรมาธิการก็เช่นกัน มิฉะนั้น ผมมองไม่เห็น ท่านกรุณาด้วยนะครับ แล้วก็ขอใช้หลัก ๕ นาทีตามที่ว่า ผมจะไม่เคร่งครัดมาก ถ้ามันเป็นเรื่องที่สำคัญ เรื่องที่จะต้องอธิบาย แต่โดยทั่วไปแล้วน่าจะตอบโต้กันภายใน ๕ นาทีได้🔗

ในการนี้ได้อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าประชุมตามข้อบังคับ ข้อ ๗๕ วรรคสอง ไม่ทราบท่านเข้ามาหรือยัง นายสุรพล ทิพย์เสนา ผู้อำนวยการกองกฎหมาย การศึกษาและวัฒนธรรม สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุม ผมอนุญาตตามข้อบังคับข้อ ๗๕ วรรคสอง ต่อไปขอเชิญประธานคณะกรรมาธิการแถลงครับ🔗

นายตวง อันทะไชย ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายตวง อันทะไชย ในฐานะประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ขอนำเสนอรายงานผลการศึกษา ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ต่อที่ประชุมดังต่อไปนี้🔗

ประการแรก ตามที่ที่ประชุมรัฐสภา ครั้งที่ ๗ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) วันศุกร์ที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๖๕ และครั้งที่ ๑ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) วันอังคารที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ ได้พิจารณารับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ซึ่งคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ และตั้งกรรมาธิการขึ้นมา ๔๙ คน เพื่อพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยการกำหนดแปรญัตติภายใน ๑๕ วัน ซึ่งมีสมาชิกรัฐสภา ยื่นคำแปรญัตติ จำนวน ๗ ท่าน ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ดำเนินการตามบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ ซึ่งมีทั้งหมด ๑๑๐ มาตรา กระบวนการในการรับฟังนั้น เริ่มจากการ รับฟังขณะที่มีการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติใน ๔ ภูมิภาค กับผู้ที่มีส่วนได้เสีย ทางการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน นักศึกษา🔗

ประการที่ ๒ กระบวนการในการพิจารณานั้นคณะกรรมาธิการได้ใช้กลไก สำคัญ คือกลไกคณะทำงาน ผมเรียนท่านประธานว่าช่วงนั้นเป็นช่วงที่โควิด (COVID) กำลัง ระบาดหนัก การใช้กลไกคณะทำงาน และคณะอนุกรรมาธิการเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วย คณะกรรมาธิการในการประชุม ส่วนกลุ่มที่ ๓ ที่มาช่วยก็คือผู้แทนกฤษฎีกาที่คณะรัฐมนตรี ได้มอบให้เข้ามาช่วยในการยกร่างกรณีที่มีปัญหาข้อกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นคณะอนุ กรรมาธิการ คณะทำงาน หรือผู้แทนกฤษฎีกาก็ตาม จะต้องนำผลการประชุมการตัดสินใจ ดังกล่าวนั้นเข้าสู่ที่ประชุมของคณะกรรมาธิการเพื่อเป็นมติที่ประชุม ท่านประธานที่เคารพ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ถือว่าเป็นธรรมนูญว่าด้วยการจัดการศึกษา เป็นกฎหมาย แผนแม่บทว่าด้วยการบริหารการจัดการศึกษาที่ตราขึ้นตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ หมวด ๖ การปฏิรูปประเทศ มาตรา ๒๕๘ จ. ประกอบมาตรา ๒๖๑ โดยมีมาตรา ๕๔ เป็นบทหลักในการที่จะกำหนดทิศทางในการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาของประเทศเรา ประเด็นสำคัญที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมและเป็นหลักการที่ผมขอประทานอนุญาตได้กราบเรียน ต่อท่านประธาน ต่อที่ประชุม ความมีดังต่อไปนี้🔗

คณะกรรมาธิการได้มีการประชุมทั้งหมดใช้เวลา ๑ ปี ๑ เดือน ๖๒ ครั้ง พิจารณาแก้ไขทั้งหมดมีจำนวน ๑๒๘ มาตรา กรรมาธิการแก้ไข ๒๘ มาตรา กรรมาธิการ ตัดออก ๓ มาตรา กรรมาธิการไม่มีการแก้ไข ๗๙ มาตรา กรรมาธิการเพิ่มขึ้นใหม่ในหมวด ๖ จำนวน ๒ ส่วน ได้แก่ ส่วนที่เป็นกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา และส่วนที่ ๕ กองทุนของแผ่นดิน คณะกรรมาธิการได้เพิ่มมาตราขึ้นใหม่ ๒๑ มาตรา มีสมาชิกรัฐสภา สงวนความเห็น สงวนคำแปรญัตติ จำนวน ๗ ท่าน มีกรรมาธิการสงวนความเห็นจำนวน ๒๘ ท่าน🔗

ท่านประธานที่เคารพ ประเด็นสำคัญที่จะกราบเรียนต่อท่านประธานก็คือ สิ่งที่กรรมาธิการได้ค้นพบใน ๑ ปีนั้นมีเรื่องที่จะกราบเรียนต่อท่านประธานผ่านไปยังสมาชิก รัฐสภา ดังต่อไปนี้ เป็นประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนเพื่อบันทึกไว้ในที่ประชุมว่า กรรมาธิการได้ค้นพบว่ากระบวนการในการพิจารณากฎหมายของประเทศเรานั้น เป็นกฎหมายที่เป็นการพัฒนาการทางกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ความประวัติศาสตร์อันนี้ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า ถ้าย้อนไปก่อนปี ๒๕๒๓ ที่การจัดการศึกษาไปขึ้นกับประชาบาล สภาในสมัยนั้นเขาออก พระราชบัญญัติว่าด้วยการมีคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติขึ้นมา มีคณะกรรมการ การประถมศึกษาจังหวัด คณะกรรมการการประถมศึกษาอำเภอ ตลอดจนมีกลุ่มโรงเรียน ขึ้นมา เป็นกฎหมายที่เป็นเครื่องมือในการพัฒนาเพื่ออนุวัตให้การจัดการศึกษานั้นพัฒนา จากความเดิมที่อยู่กับจังหวัดออกมาเป็นคณะกรรมการ ปี ๒๕๔๐ หลังเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจ เราได้มีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาตรา ๘๑ ความว่า การจะจัดการศึกษาอย่างไรให้สอดคล้อง กับการเปลี่ยนแปลงของโลกนั้นต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปีนั้นเราก็มีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ เป็นเครื่องมือ ๒ ฉบับที่ออกมานั้น เป็นไปตามกลไก เป็นไปตามการพัฒนาการ กล่าวคือเป็นการปรับโครงสร้างข้างบนทั้งหมด ปี ๒๕๒๓ ก็ปรับโครงสร้างข้างบน ปี ๒๕๔๒ ก็ปรับโครงสร้างข้างบน ยุบ ๘๐๐ อำเภอ ยุบ ๗๖ จังหวัด ยุบ ๑๔ กรม ๒ สำนักงาน ๑ ทบวงมหาวิทยาลัย เป็นกระทรวงศึกษาธิการ ๒๘๕ เขต แล้วกฎหมายก็ไม่ได้มีความสมบูรณ์ จะต้องมีการปรับปรุง แก้ไข เปลี่ยนแปลง ต่อมา ปี ๒๕๖๐ ที่เราเผชิญวิกฤติทางด้านการเมือง รัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๔ ประกอบ ๒๕๘ จ. ก็ได้เขียนความเอาไว้ว่าจะต้องให้มีกลไกในการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา คราวนี้ผมกราบเรียนท่านประธานว่าจาก ๑๑๐ มาตรานั้นมีความสำคัญที่อยากจะบันทึกไว้ ในสภา ดังต่อไปนี้🔗

ประการแรก กฎหมายฉบับนี้ถ้าท่านสังเกตให้ดีพูดถึงเรื่องผู้เรียนเป็นหัวใจ สำคัญ ปรากฏไว้ในมาตรา ๘ เป็นหัวใจสำคัญว่าในอดีตไม่เคยพูดถึงผู้เรียนที่เป็นเป้าหมาย สุดท้ายของผู้เรียน แม้จะมีข้อโต้แย้งและความเห็นต่างก็เป็นเรื่องปกติในการจัดการศึกษา🔗

ประการที่ ๒ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการสถานศึกษาเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นเรื่องที่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ มาตรา ๓๙ ต้องการให้โรงเรียน มีอิสระ วิชาการ บริหารงานบุคคล บริหารงานทั่วไป ทำไม่ได้ครับ แต่กฎหมายฉบับนี้ ได้เขียนโรงเรียนให้เป็นนิติบุคคล คือหน้างานที่เป็นจุดคานงัดสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา ให้สามารถบริหารจัดการที่เป็นประเด็นสำคัญ เช่น เดิมทีโรงเรียนมีรายได้จากสถานที่ อาคาร ของโรงเรียน ทุกอย่างจะต้องส่งคืนคลัง แต่กฎหมายฉบับนี้ได้เขียนบัญญัติเอาไว้ว่าต่อไปนี้ ไม่ต้องส่งคืนคลัง ผมยกตัวอย่างโรงเรียนที่อยู่ในจังหวัดภูเก็ต จังหวัดพังงา จังหวัดท่องเที่ยว จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย ก็ตาม ต่อไปนี้รายได้ที่เกิดจากสถานศึกษานั้นไม่ต้อง ส่งคืนคลัง สถานศึกษาสามารถนำมาเป็นงบประมาณในการจ้างครู ซื้ออุปกรณ์การเรียน การสอน เป็นทุนการศึกษา หรือบริหารจัดการได้ ไม่ต้องส่งคืนคลัง🔗

ประการต่อมา สถานศึกษาที่เราออกแบบ แล้วก็ตรงกันกับโลกที่เปลี่ยนแปลง ก็คือท่านประธานทราบดีว่าโลกในยุคปัจจุบันห้องเรียนไม่ได้เป็นสี่เหลี่ยมอีกต่อไป ปรากฏ ในมาตรา ๑๓ แต่ห้องเรียนมันอยู่ในโลกของไซเบอร์ (Cyber) ที่ผู้เรียนและผู้สอนนัดกัน ไปเจอในห้องหนึ่ง หลังจากที่มีโควิด (COVID) มา ครูในการจัดการเรียนการสอนเปลี่ยนไป จำเป็นที่จะต้องแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ผลิตครูแบบใหม่ ครูแบบเดิมปี ๒๕๔๒ คือครูที่สอน หน้าห้องครับ ฝึกสอนหน้าห้อง มีคนไปคอมเมนต์ (Comment) หน้าห้อง แต่ครูรุ่นใหม่ หลังโควิด-๑๙ (COVID-19) มานี้เป็นครูที่สอนหน้าจอคอมพิวเตอร์ครับ ครูจะต้องเป็นคน ออกแบบ ขอประทานอนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ ไม่ใช่เป็นทีเชอร์ (Teacher) อย่างเดียว เป็นฟาซิลิเตเตอร์ (Facilitator) เป็นเมเนเจอร์ (Manager) เป็นออร์แกไนเซอร์ (Organizer) ได้หมด เพื่อให้ผู้เรียนเข้าไปเจอกันในโลกของไซเบอร์ (Cyber) ที่เป็นห้องเรียนของเขา🔗

ประการที่ ๓ ให้ความสำคัญกับการผลิตและพัฒนาครูที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้คนผลิตครูก็คือกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมนั้นสามารถ ออกแบบการผลิตครูแบบใหม่ที่สอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ประเด็นสำคัญที่ท้าทาย สำหรับรัฐบาลใหม่ที่จะมาก็คือ คณะกรรมาธิการเห็นว่ากลไกใหม่ที่เกิดขึ้นของรัฐบาลต่อไป ที่จะต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าใช้ได้หรือเปล่า จะแก้ไขกฎหมายอย่างไร จะปรับปรุงอย่างไร คือคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติที่เกิดขึ้นตามกฎหมายฉบับนี้ นำอำนาจของ กระทรวงศึกษาธิการทั้งหมดนั้นไปอยู่ที่กรรมการชุดนี้ มีอนุกรรมการในการปฏิรูปที่ขับเคลื่อน เป็นบทพิสูจน์ ฝ่ายการเมืองจะได้ช่วยกันออกแบบและแก้ปัญหา หรือจะแก้ไขกฎหมายต่อไป ในอนาคตข้างหน้า🔗

ประการสุดท้าย จุดพลิกที่เป็นสำคัญที่กรรมาธิการเองก็มีความเห็นแตกต่าง และฝากสภาลองช่วยพิจารณาก็คือ บทเฉพาะกาล มาตรา ๑๐๔ ประกอบมาตรา ๑๐๖ นั้น เป็นบทเฉพาะกาลที่ให้อำนาจปลัดกระทรวงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คนต่อไปมาทำการปฏิรูปและเปลี่ยนแปลง ออกกฎหมาย ออกกฎกระทรวง มันท้าทาย กับรัฐบาลชุดต่อไปว่าจะสามารถทำได้หรือเปล่า หรือมีปัญหาอะไร🔗

ท่านประธานที่เคารพ ประเด็นสุดท้ายที่กรรมาธิการฝากท่านประธาน ผ่านไปยังสภาก็คือว่า ทำอย่างไรเราจะให้ประเทศของเรามีโอกาสในการเดินไปข้างหน้า ไม่ต้องรอกฎหมายที่ดีที่สุด กฎหมายที่ดีที่สุดในโลกไม่มีครับ มันมี ๒ ฉบับ คือฉบับหนึ่ง ยังไม่ได้เขียน ฉบับหนึ่งตกไปแล้ว ประการที่ ๒ โอกาสที่ผมพูดถึงได้กราบเรียนต่อ ท่านประธานคือโอกาสของคนไทย ของประเทศไทยในการที่จะมีกฎหมายเพื่อพัฒนาเป็นอนุวัติ ให้เป็นไปตามโลกและการเปลี่ยนแปลง ท่านประธานที่เคารพ หลังจากที่คณะกรรมาธิการ ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เห็นว่าควรมีข้อสังเกตที่คณะรัฐมนตรีและหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องควรทราบหรือควรปฏิบัติ รวมทั้งควรให้การแก้ไขเพิ่มเติมเหตุผลร่างของหลักการ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ จึงได้บันทึกไว้เป็นข้อสังเกตไว้ในรายงานของ คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อให้ที่ประชุมของรัฐสภาพิจารณาร่วมกัน ผมจึงขอนำเสนอ รายงานผลการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ของ คณะกรรมาธิการวิสามัญต่อที่ประชุมร่วมของรัฐสภาพิจารณาต่อไป ขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ขอเชิญเลขาธิการรัฐสภาดำเนินการครับ🔗

นางสาวนภาภรณ์ ใจสัจจะ รองเลขาธิการรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน เลขาธิการรัฐสภา

ชื่อร่างพระราชบัญญัติ ไม่มีการแก้ไข คำปรารภ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๑ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๒ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

มีผู้แสดง ความจำนงไว้ ผมถามนะครับ ท่านขจิตร ชัยนิคม กับท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ไม่ติดใจ ใช่ไหมครับ ท่านขจิตร เชิญครับ🔗

นายขจิตร ชัยนิคม กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุดรธานี ในฐานะที่เป็นสมาชิก รัฐสภาและได้รับเลือกให้เป็นกรรมาธิการการศึกษาและทำหน้าที่ในฐานะรองประธาน คนที่สอง มีความเห็นว่าในมาตรา ๒ นี้น่าจะเขียนให้ตรงไปตรงมา ก็คือให้พระราชบัญญัตินี้ ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด ๑๒๐ วัน นับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ท่านประธานครับที่ผมเสนอเรื่องนี้เพราะว่าพระราชบัญญัติการศึกษาฉบับนี้ได้มีการ เปลี่ยนแปลงปรับปรุง ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจะต้องใช้เวลาในการปรับกระบวนการเหล่านี้ ผมยืนยัน ท่านประธานครับ ว่ากฎหมายนี้พอประกาศแล้วมันใช้ไม่ได้หรอก ส่วนใหญ่ใช้ไม่ได้ ในวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ใช้ไม่ได้จริง ๆ ท่านประธาน แต่ว่ากรณีไม่พร้อม กรณี ใช้ไม่ได้ เราไม่ได้มาเขียนไว้ในตรงนี้ แต่การเขียน ผมไม่ทราบว่าเป็นเทคนิคการเขียน หรืออะไร ก็จะไปเขียนไว้ในมาตราท้าย ๆ ในบทเฉพาะกาล🔗

ท่านประธานครับ ในมาตรา ๑๐๔ ในเรื่องของระเบียบอะไรต่าง ๆ จะให้เสร็จภายใน ๒ ปี ก็แสดงว่าระเบียบข้อบังคับเดิมก็ยังใช้อยู่ ซึ่งหลังจากประกาศ กฎหมายแล้ว ข้อบังคับหลักเกณฑ์เดิมที่มันขัดกับกฎหมายน่าจะใช้ไม่ได้ทันที แต่บทเฉพาะกาล ในมาตรา ๑๐๔ บอกว่าให้เขียนให้เสร็จภายใน ๒ ปี ทำไมต้อง ๒ ปีล่ะครับ ในเมื่อ เมน (Main) ใหญ่ มาตรา ๒ บอกกฎหมายฉบับนี้ใช้ภายใน ๒ ปี🔗

ท่านประธานครับ ในมาตรา ๑๐๕ เขียนไว้ว่าหลังจากประกาศใช้ พระราชบัญญัตินี้แล้ว สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งจะทำหน้าที่ เป็นเลขานุการหรือเป็นสำนักงานสภานโยบายทางการศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ก็บอกว่า ให้ใช้เวลาตั้ง ๕ ปีในการที่จะทำเรื่องนี้ ในการปรับปรุง ในการเสนอ ในการที่จะเปลี่ยนแปลง ตัวเอง ทำไมเขียนไว้ถึง ๕ ปีล่ะครับ แล้วอันนี้ทำไมบอกว่าให้ใช้ทันที🔗

อีก ๑ มาตรา ในมาตราบทเฉพาะกาล มาตรา ๑๐๖ ได้บอกว่าให้กระทรวง ศึกษาธิการได้กำหนดระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินในกระทรวงศึกษาธิการให้เสร็จ ภายใน ๒ ปี ทำไม ๒ ปีล่ะครับ ก็แปลว่าที่เขียนไว้ในมาตรา ๒ เขียนไว้อย่างนั้น ๆ แหละ ไม่ใช่เรื่องจริง ผมจึงบอกว่าหลังจากประกาศใช้กฎหมายนี้แล้ว ในกำหนดเวลา ๑๒๐ วัน กระบวนการเปลี่ยนแปลงจะต้องแล้วเสร็จทั้งหมด ถ้าไม่แน่ใจอย่าไปเอาสิ สถาบันส่งเสริม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เขามาเชี่ยวชาญเรื่องหลักสูตรทั่วไปทางสังคมไหม เขาก็ตอบว่า ไม่เชี่ยวชาญ เขาถามแต่เรื่องวิทยาศาสตร์ แล้วจะมาให้เขารับผิดชอบเรื่องนโยบายตามที่ จะมีในพระราชบัญญัติฉบับนี้ ก็ใช้เวลากัน ๕ ปีอย่างไรครับ แล้วมาตรา ๑๐๖ เขียนไว้ แสดงเจตนารมณ์ของรัฐบาลนี้ คนร่างและรัฐบาลนี้แสดงเจตนารมณ์ที่จะโยงอำนาจเข้าสู่ ส่วนกลาง เท่ากับประกาศคณะปฏิวัติเลย ระบบที่เป็นประชาธิปไตยให้อำนาจ โรงเรียน ให้อำนาจ เขตพื้นที่ให้ครูเป็นผู้บังคับบัญชาผู้อำนวยการสถานศึกษา อันนี้เป็นเรื่องที่จะ ไม่จริงแล้ว เพราะว่าเขียนไว้บอกว่าให้กระทรวงศึกษาธิการออกกฎระเบียบเกี่ยวกับ งานบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการ เป็นการลดฐานะพระราชบัญญัติระเบียบ บริหารราชการแผ่นดิน เขียนไว้ว่ากระทรวงศึกษาธิการกับกระทรวงกลาโหมไม่ได้ทำตาม กระทรวงอื่น ให้ทำตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงนั้น แปลว่า พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการมีเฉพาะต่างหาก แต่กฎหมายนี้ จะเขียนยกเลิกแล้วมาให้กระทรวงศึกษาธิการออกระเบียบ แล้วบอกด้วยว่าให้ออกระเบียบ ให้มันสอดคล้องกับพระราชบัญญัตินี้ แปลว่าเป็นพระราชบัญญัติที่จะโยงอำนาจเข้าสู่ ส่วนกลางโดยแท้ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ด้วยเบื้องหลัง ด้วยคำอธิบาย ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ผมจึงเห็นว่าควรจะยอมรับกันเสีย ว่าหลังจากประกาศพระราชบัญญัติ ฉบับนี้แล้ว ซึ่งมันจะเป็นธรรมนูญของเรื่องการศึกษาเหมือนท่านประธานกรรมาธิการ ได้เสนอ ก็ควรจะให้ทุกฝ่ายเร่งรีบดำเนินการ ๑๒๐ วันให้เสร็จทั้งหมด เพื่อเป็นตาม เจตนารมณ์ของสภาแห่งนี้ที่จะออกกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ กรรมาธิการคงต้องชี้แจงนะครับ เชิญครับ🔗

นายตวง อันทะไชย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม ตวง อันทะไชย เนื่องจากมาตรา ๒ พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ กรรมาธิการไม่แก้ไข เพื่อประโยชน์ที่เป็นคำถามของท่านกรรมาธิการ ผมขอให้ผู้แทนกฤษฎีกาซึ่งเป็นกรรมาธิการ และเป็นผู้ยกร่างได้ชี้แจงต่อที่ประชุม เชิญอาจารย์อัญชลิตา ขออนุญาตท่านประธานครับ🔗

นางสาวอัญชลิตา กองอรรถ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน อัญชลิตา กองอรรถ กรรมาธิการ จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ขออนุญาตชี้แจงค่ะ สำหรับมาตรา ๒ เป็นมาตราที่กำหนดวันใช้บังคับของพระราชบัญญัติ วันใช้บังคับของ พระราชบัญญัติโดยหลักการแล้วก็คือเป็นไปตามความพร้อมในการใช้กฎหมาย ต้องขอเรียน ให้ทราบก่อนว่ากฎหมายการศึกษาแห่งชาตินี้เป็นแม่บทของการจัดการศึกษา เป็นเรื่องที่ เกี่ยวกับการจัดการศึกษา มิได้มีโครงสร้างในทางบริหารไว้ในกฎหมายนี้ เพราะฉะนั้น ที่ท่านกังวลว่าทางราชการหรือทางรัฐจะเตรียมการอะไรไม่ทัน มันไม่เกี่ยวกัน เพราะร่าง กฎหมายนี้ได้สอบถามทางผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการแล้วพร้อมที่จะเดินหน้าต่อไป เพราะเป็นเรื่องของการจัดการศึกษาเพื่อประโยชน์ของผู้เรียน เพื่อประโยชน์ของครู เพื่อประโยชน์ของบุคคลที่เกี่ยวข้อง บุคลากรต่าง ๆ ทุก ๆ ท่าน เพราะฉะนั้นยิ่งใช้บังคับ เร็วเท่าไรก็ยิ่งเป็นการดี ส่วนท่านกังวลในเรื่องของการจัดการศึกษาที่เกี่ยวกับระเบียบบริหาร ราชการต่าง ๆ เนื่องจากกระทรวงศึกษาธิการหรือกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษา เขาจะมีกฎหมายเฉพาะของเขาอยู่แล้ว ซึ่งในบทเฉพาะกาลเรารองรับอยู่ แล้วในที่สุดแล้ว ก็อาจจะต้องมีการปรับปรุงต่อไป ซึ่งเป็นคนละส่วนกับการใช้บังคับของพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาตินี้ค่ะ ก็ขอกราบเรียนที่ประชุมให้พิจารณาตามร่างที่คณะรัฐมนตรีเสนอค่ะ คือให้ใช้บังคับถัดจากวันประกาศค่ะ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านขจิตร ยังติดใจไหมครับ ท่านคงยังติดใจอยู่นะครับ เชิญครับ🔗

นายขจิตร ชัยนิคม กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม กรรมาธิการ โดยรวมแล้วหลังจากออกพระราชบัญญัติฉบับนี้ กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องออกกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับ ประมาณ ๓๒ ฉบับ มันเป็นไปไม่ได้ครับ โดยเจตนาที่ว่าจะให้ใช้ได้เลย ผมจึงยืนยันความเห็นเดิมแล้วก็ติดใจ ในเรื่องนี้🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ถ้าอย่างนั้น คงต้องลงมตินะครับ เนื่องจากมาตรานี้คณะกรรมาธิการไม่มีการแก้ไข แต่มีกรรมาธิการ สงวนความเห็น ติดใจนะครับ ดังนั้นผมจะต้องขอมติจากที่ประชุมนะครับ ก่อนที่จะลงมติ ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ🔗

(ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เป็นขั้นตอน การตรวจสอบองค์ประชุมครับ ท่านสมาชิกกรุณาเสียบบัตรแสดงตนนะครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายเจน นำชัยศิริ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ขออนุญาตท่านประธานครับ เจน นำชัยศิริ สมาชิกวุฒิสภา แสดงตนครับ ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เจ้าหน้าที่ บันทึกไว้ด้วยครับ มีสมาชิกท่านใดยังไม่แสดงตน แสดงตนนะครับ ขอทราบผลครับ ปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๓๕๐ ท่าน เมื่อสักครู่มี ๑ ท่านที่แสดงตน ด้วยวาจา เป็น ๓๕๑ ครบองค์ประชุมครับ🔗

ต่อไป ผมขอถามมติ สมาชิกท่านใดเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการกดปุ่ม เห็นด้วย สมาชิกท่านใด เห็นด้วยกับกรรมาธิการที่สงวนความเห็นกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านสมาชิกลงมติได้ครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

มีท่านใด ยังไม่ได้ลงมติไหมครับ จะลงมติด้วยวาจามีไหมครับ มีท่านใดไหมครับ ปิดการลงคะแนน ขอทราบผลครับ ผลการลงมติ จำนวนผู้ลงมติ ๓๖๙ ท่าน เห็นด้วย ๓๑๒ ท่าน คือเห็นด้วย กับกรรมาธิการ ไม่เห็นด้วย ๕๑ คือเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่สงวนความเห็น งดออกเสียง ๕ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการ ในมาตรา ๒🔗

เชิญเลขาธิการต่อครับ🔗

นางสาวนภาภรณ์ ใจสัจจะ รองเลขาธิการรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน เลขาธิการรัฐสภา

มาตรา ๓ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติ ขอสงวนคำแปรญัตติ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

มาตรา ๓ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ ตอนนี้ มีผู้เข้าชื่อ เป็นกรรมาธิการ ๓ ท่าน เป็นผู้แปรญัตติ ๑ ท่าน กรรมาธิการก็มี ท่านสุรพล นาควานิช ท่านวีรบูล เสมาทอง รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ ตามลำดับนะครับ เชิญ ท่านสุรพล ครับ🔗

นายสุรพล นาควานิช กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม นายสุรพล นาควานิช กรรมาธิการผู้สงวนความเห็นต่อ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ในมาตรา ๓ (๕) ในมาตรา ๓ ให้มีการ ยกเลิก (๑) (๒) (๓) รวม (๔) นั้น เป็นยกเลิก พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับเก่า ซึ่งผมก็เห็นด้วย แต่ใน (๕) นี้ให้มีการยกเลิกส่วนราชการบางส่วนซึ่งอยู่ในพระราชบัญญัติระเบียบ บริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งกระผมไม่เห็นด้วย จึงได้ขอสงวนความเห็นนี้ไว้ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๓ (๕) ให้ยกเลิกข้อความในร่างพระราชบัญญัติ ให้ยกเลิก พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๕๖ และแก้ไขเพิ่มเติม เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับสภาการศึกษาแห่งชาติ คณะกรรมการสภาการศึกษา แห่งชาติ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาแห่งชาติ และเลขาธิการสภาการศึกษาแห่งชาติ ความหมายก็คือว่าผมอยากให้ไว้เหมือนเดิม คือให้ส่วนราชการนี้อยู่เหมือนเดิม เหตุผล ก็คือว่าโดยโครงสร้างของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาตินี้กระผมเห็นว่าควรเป็นลักษณะ กฎหมายทั่วไปหรือกฎหมายที่เป็นกลาง อย่างที่ทางท่านกฤษฎีกาได้อธิบายไว้เมื่อสักครู่นั้น คือเกี่ยวกับการศึกษาของประชาชนทุกคนในประเทศ เป็นการบัญญัติสิทธิหน้าที่ของ ประชาชนทางการศึกษา และหน้าที่ของรัฐที่มีต่อการศึกษาโดยทั่วไป ไม่ควรที่จะมีบทบัญญัติ ที่เกี่ยวกับการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายอื่นใดเข้ามาสอดแทรก หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งได้มี การกำหนดหรือบัญญัติส่วนราชการหรือโครงสร้างการบริหารส่วนราชการต่าง ๆ ไว้ และโครงสร้างส่วนราชการนั้นมีอำนาจหน้าที่แฝงอยู่มากมาย เกินหลักการของกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งได้เขียนไว้ว่าปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ และในเหตุผลของการแก้ไข กฎหมายฉบับนี้ก็ได้เขียนไว้ด้วยว่าให้เป็นกฎหมายแม่บท ซึ่งได้ปรากฏอยู่ในตอนต้นของ กฎหมายฉบับนี้ครับ ในประการที่ ๒ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับนี้มีเจตนา ที่จะยกเลิกมาตรา ๓ (๕) อันเป็นการยกเลิกส่วนราชการที่อยู่ใน พ.ร.บ. ระเบียบบริหาร ราชการกระทรวงศึกษาธิการบางส่วนซึ่งได้กล่าวไปแล้ว ยกเลิกเพื่ออะไรครับ เพื่อไปจัดตั้ง ส่วนราชการใหม่ขึ้นแทน อันปรากฏอยู่ในรายละเอียดต่าง ๆ รายละเอียดหลายมาตรา ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมวด ๗ ซึ่งกระผมจะไม่ลงรายละเอียด ในตอนนี้ ตั้งแต่มาตรา ๘๘ ถึงมาตรา ๙๖ มีรายละเอียดมากมาย ซึ่งกระผมไม่กล่าว รายละเอียดในตอนนี้ และในเหล่านั้นมีอำนาจหน้าที่แฝงอยู่ในมาตราต่าง ๆ อีกมากมาย ซึ่งกระผมก็ไม่เห็นด้วยอีกเพราะไม่ตรงกับหลักการ หากประสงค์จะแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินของกระทรวงศึกษาธิการก็สามารถแก้ไขได้ต่างหาก ไม่เอามาปนเปื้อนอยู่ในกฎหมายฉบับนี้ ประการสุดท้ายซึ่งสำคัญที่สุดก็คือว่า หากปล่อยให้ โครงสร้างของ พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็นตามที่เสนอมา ก็จะกลายเป็นว่า พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ฉบับนี้นั้นเป็นพระราชบัญญัติติดตาเสียบยอดโดย พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการของ กระทรวงศึกษาธิการอย่างน่าเสียดาย กลายเป็นว่าพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ เป็นฉบับปรับปรุง แก้ไขระเบียบบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการอย่างน่าเสียดาย ในเบื้องต้นจึงขอตัดมาตรา ๓ (๕) ออกไปก่อนครับ ขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไป ท่านวีรบูล เสมาทอง และตามด้วยรองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ🔗

นายวีรบูล เสมาทอง กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่ประชุม ที่เคารพ กระผม วีรบูล เสมาทอง กรรมาธิการ ซึ่งในฐานะเป็นตัวแทนของข้าราชการครูและ บุคลากรทางการศึกษาของประเทศนี้ ในมาตรา ๓ จากที่มติของกรรมาธิการวิสามัญในการ ลงมติในการประชุมของคณะกรรมาธิการวิสามัญนั้น ครั้งแรกได้มีการยกเลิกคำสั่ง คสช. ก็คือคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ทั้งหมด ๕ ฉบับ แต่สุดท้ายที่ได้คงร่างเดิม ของรัฐบาลนั้นก็ด้วยหลังจากที่คณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาครบแล้วทั้ง ๑๑๐ มาตรานั้น ก็ได้มีการทบทวนมติของกรรมาธิการวิสามัญ สุดท้ายในมาตรา ๓ ก็กลับไปใช้ร่างเดิมของ รัฐบาล ผมเองในฐานะซึ่งเป็นตัวแทนของครูทั้งประเทศได้สงวนความเห็น มีความเห็น ดังนี้ครับ🔗

ในมาตรา ๓ นั้นก็เห็นด้วยที่ให้ยกเลิก (๑) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๔๒ (๒) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๕๔๕ (๓) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ๓) พุทธศักราช ๒๕๕๓ (๔) พระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ๔) พุทธศักราช ๒๕๖๒ (๕) พระราชบัญญัติระเบียบบริหาร ราชการกระทรวงศึกษาธิการ พุทธศักราช ๒๕๔๖ และที่แก้ไขเพิ่มเติมเฉพาะในส่วนที่ เกี่ยวกับสภาการศึกษา คณะกรรมการสภาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา และเลขาธิการสภาการศึกษา ผมขอเสนอเพิ่มเติมใน (๖) ก็คือคำสั่งหัวหน้าคณะรักษา ความสงบแห่งชาติ (ฉบับที่ ๗/๒๕๕๘) เรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการคุรุสภา คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา และ คณะกรรมการบริหารองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและ สวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ลงวันที่ ๑๗ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๘ ด้วยเหตุผล ๘ ปีที่ผ่านมาในสภาวิชาชีพไม่ว่าจะเป็นคุรุสภาหรือสำนักงานคณะกรรมการ ส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ใช้ชื่อย่อว่า สกสค. นั้น ไม่มีผู้แทนผู้ประกอบวิชาชีพได้ไปทำหน้าที่ในสภาวิชาชีพ ทั้งคุรุสภาและ สกสค. เลย ปัญหา ที่เกิดขึ้นในวันนี้ ขาดการมีส่วนร่วมของผู้ประกอบวิชาชีพ เราจะเห็นว่าปัญหาที่สภาวิชาชีพ คือคุรุสภา และ สกสค. ได้มีผลงานแล้วก็ปรากฏกับครูทั้งประเทศนั้นก็ผิดแผกจากที่ เรามีผู้แทน เพราะฉะนั้นในความเห็นของผมนั้นก็ขอให้เพิ่มใน (๖) ให้มีการยกเลิกคำสั่ง หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๗/๒๕๕๘ (๗) ขอให้มีการยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๑/๒๕๖๐ เรื่องการแก้ไขปัญหาการบริหารงานบุคคล ของกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ ๑๐ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๐ และขอให้ยกเลิก เพิ่ม (๘) ก็คือให้ยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๖/๒๕๖๐ เรื่องการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาลงวันที่ ๒๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐ ด้วยเหตุผล วันนี้เราไม่มีผู้แทนข้าราชการครูเลยในการทำหน้าที่ เป็นตัวแทนของครูในสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือ ก.ค.ศ. ด้วยคำสั่งฉบับนี้ก็ขอให้มีการยกเลิกครับ ขอให้มีการยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๗/๒๕๖๐ และให้ยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษา ความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๙/๒๕๖๐ เรื่องการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวง ศึกษาธิการ ลงวันที่ ๓ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๐ ด้วยเหตุผล เพื่อการมีส่วนร่วม แล้วก็เพื่อประสิทธิภาพในการทำงาน เพื่อประโยชน์ของการศึกษาของประเทศนี้ครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไป รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ แล้วตามด้วยท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ครับ🔗

รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม สุรวาท ทองบุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้สงวนความเห็นในฐานะกรรมาธิการ เสียงส่วนน้อยในมาตรา ๓ ในมาตรา ๓ นี้ในส่วนแรกที่รัฐบาลร่างมาเราก็เห็นด้วยนะครับ ที่จะต้องยกเลิกระเบียบการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ ๑ แล้วก็ฉบับอื่น ๆ ด้วย รวมตลอดทั้ง ถ้าจะมีคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ ก็ให้เปลี่ยนคณะกรรมการสภาการศึกษา ไปเป็นตรงนั้น แล้วก็เพิ่ม (๕) นี้ แต่ว่าในการประชุมในชั้นกรรมาธิการ เราได้พิจารณากันมาก ในมาตรานี้ ส่วนตัวผมกับกรรมาธิการอีกหลายท่านยังเห็นว่าพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาตินี้เป็นเหมือนธรรมนูญของการศึกษา หรืออาจจะเรียกว่าเป็นกฎหมายแม่ เป็นกฎหมายที่จะเปิดทางให้เกิดกฎหมายอื่น ๆ ในระดับพระราชบัญญัติ แล้วก็กฎระเบียบ รอง ๆ ลงไป เห็นว่าเมื่อมันเป็นธรรมนูญ แล้วเรายกเลิกพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ทั้งหมดนั้น ก็ทำให้อะไรหลาย ๆ อย่างทั้งองคาพยพมันเปลี่ยนแปลงไป มันควรอย่างยิ่งที่จะต้องยกเลิกกฎหมายลูกของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ด้วยซ้ำไป เนื่องจากว่าในพระราชบัญญัตินี้ได้มีหน่วยงานใหม่ คือสำนักงาน คณะกรรมการนโยบาย มีสถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้ ๒ หน่วยงานนี้เกิดขึ้นใหม่ ๒ หน่วยงานนี้ได้ทำหน้าที่อื่น ๆ แทนหน่วยงานทั้งหมดทั้งหลายที่มี ที่เกิดจากกฎหมายลูก ที่เกิดจากกฎหมายนี้ในขณะนี้ เพราะฉะนั้นจะเกิดความซ้ำซ้อนกันถ้าไม่ยกเลิก กล่าวคืออำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบาย อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน คณะกรรมการการอาชีวศึกษา รวมทั้งสภาวิชาชีพในหลายบทบาทหน้าที่ รวมทั้ง ก.ค.ศ. ซึ่งต้องทำหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล ก็ไปเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบาย และสถาบันหลักสูตรแทบทั้งสิ้น จึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องยกเลิกทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตาม การยกเลิกทั้งหมด ยกเลิกหน่วยงานอะไรทั้งหลายเหล่านั้นไม่ได้หมายความว่าจะเด็ด ประหารชีวิตหน่วยงาน และผู้บริหาร บุคลากร ข้าราชการทันที แล้วผมได้เสนอให้ไปเขียน เพิ่มบทเฉพาะกาลว่าให้สำนักงานต่าง ๆ เหล่านั้น คณะกรรมการต่าง ๆ นั้นยังคงทำหน้าที่ ของตัวเองต่อไปจนกว่ารัฐมนตรีกับปลัดกระทรวงที่จะจัดระเบียบ ซึ่งท่านขจิตรได้พูดไปแล้วว่า เป็นการลดระดับ แท้จริงแล้วควรจะตราเป็นพระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบบริหารราชการ กระทรวงศึกษาธิการด้วยซ้ำ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อมติของกรรมาธิการเสียงข้างมาก แต่ผมก็ได้ สงวนความเห็นว่าถ้ายกเลิกได้ไม่ทั้งหมด แต่ว่าสิ่งที่มันเป็นตราบาปให้กับวงการการศึกษา คือคำสั่งของหัวหน้า คสช. ที่ ๗ ที่ ๑ ที่ ๑๖ ที่ ๑๗ ที่ทำร้ายระบบการศึกษา ที่ทำให้ การศึกษาย่ำรอยถอยหลังอยู่กับที่ เกิดความสับสน จนกระทั่งมีการแก้ไขคำสั่งที่ ๑๙ กลับคืนไป เอาอำนาจเหล่านี้ คำสั่งที่ผมเอ่ยเมื่อสักครู่นี้ ๔ คำสั่งนี้ มันก่อให้เกิดคณะกรรมการชุดใหม่ ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น คปภ. คณะ กสจ. ก.ค.ศ. คุรุสภา สกสค. องค์การค้าชุดใหม่ ซึ่งชุดใหม่นี้ เดิมทีเขาเป็นไตรภาคี มีผู้มีส่วนได้เสียอย่างน้อย ๓ ฝ่าย คือฝ่ายผู้บริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มีความรอบรู้และเป็นกลาง แล้วก็ฝ่ายผู้ปฏิบัติทั้งหลายหรือผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งได้แก่ ผู้ประกอบวิชาชีพนั้นก็ไม่ได้อยู่ในนั้น จากการที่มีรัฐมนตรีเป็นประธานในบอร์ดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคุรุสภา สกสค. องค์การค้า ก.ค.ศ. อะไรเหล่านี้ ทำให้เกิดความเสียหาย อย่างที่เราเห็น มีการตั้งผู้บริหารของหน่วยงานนี้ เราก็เห็นแล้วว่าไปแก้คุณสมบัติได้โดย คณะกรรมการชุดนี้มีรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นกรรมการทั้งสิ้น ไม่มีผู้ประกอบการ เช่น คุรุสภาเดิมมี ๓๙ คน แต่ว่าชุดใหม่นี้เพียง ๑๐ กว่าคน ซึ่งรัฐมนตรี เป็นประธาน แล้วก็ผู้บริหารในกระทรวงเป็นกรรมการ ก.ค.ศ. ก็เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น ถ้ารัฐมนตรีว่าการมีภาวะผู้นำ มีวิสัยทัศน์ มีความรู้ความเข้าใจ ความเห็นใจผู้ปฏิบัติหน้าที่ ก็เป็นเรื่องดี แต่ว่าถ้าไม่มี ที่สุดก็จะให้หัวหน้าส่วนราชการใดส่วนราชการหนึ่งซึ่งทำงาน ด้วยกันไม่กล้าขัดแข้งขัดขากัน ใครเป็นเจ้าของงานก็ได้รับการอนุมัติตามนั้น ซึ่งจากการ ปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการที่ตั้งโดย คสช. ซึ่งไม่มีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นเข้ามา มันขาดกับ หลักการกระจายอำนาจ ขาดการมีส่วนร่วม ขาดการถ่วงดุลและตรวจสอบ เดิมเคยเป็น ไตรภาคีก็เหลือภาคีครึ่ง เป็นการรวมศูนย์อำนาจ ลองผิดลองถูกอย่างที่เห็น ผมจะขออนุญาต ยกตัวอย่าง ก.ค.ศ. ออกหลักเกณฑ์ต่าง ๆ มี ว. เข้ามาทุก ๖ เดือน มีความสับสนวุ่นวาย เสียสิทธิประโยชน์ของเพื่อนครูมากมาย มีกฎเกณฑ์อะไรที่เขาเรียกว่ามีทั้งวิทยาศาสตร์ และไสยศาสตร์ขึ้นในยุคสมัยนี้ ซึ่งไม่เคยมียุคสมัยไหนตกต่ำถึงขนาดนี้ จะทำอะไร ออกหลักเกณฑ์ทุกที จะย้ายเมื่อไรออกทันที จะสอบผู้บริหารเมื่อไรออกทันที อันนี้ไม่อยู่กับร่องกับรอย กับหลักกับการ ลองผิดลองถูกแก้ไขอยู่ เนื่องจากว่า มีคณะกรรมการชุดเล็ก ๆ ชุดที่ คสช. ออกแบบไว้ คุรุสภาเช่นเดียวกันครับ คุรุสภา เราจะเห็นว่าตั้งผู้บริหาร ตั้งแล้วตั้งอีกก็ไม่ผ่าน ออกข้อบังคับอะไรทั้งหลายออกมา เขาเคยผลิตครูที่ถือว่าอยู่ในยุคที่เป็นยุคทองของการเป็นครู นักเรียนชั้น ม. ๖ สนใจเรียนครู มากที่สุดในรอบ ๑๐ ปีก่อนโน้น แต่เมื่อ คสช. เข้ามาและมีคำสั่งนี้ทำให้ไม่มีใคร อยากจะเรียนครู เมื่อก่อน ๕ ปี คุรุสภาชุดนี้ก็มาบอกเหลือ ๔ ปี แล้วต้องสอบใบอนุญาต เดิมสอบ ๕ วิชา ต่อมาเหลือ ๔ ต่อมาเหลือ ๒ ไม่ทันได้สอบเลยครับ ก็เปลี่ยนหลักเกณฑ์ นี่คือสิ่งที่เกิดความเสียหาย แล้ววันนี้ก็มีศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวัด ถามว่าวันนี้ ทำอะไร เป็นเสือกระดาษ เป็นบ้าหอบฟางเขาบอก ไม่ทำอะไร ทำยุทธศาสตร์มีแต่เอกสาร เท่านั้น ครูที่อยู่โรงเรียน ผู้บริหารที่อยู่โรงเรียนไม่ได้รับผลอะไรเลยในทางบวกเมื่อมี ศึกษาธิการจังหวัด ศึกษาธิการภาค ดังนั้นผมจึงเสนอให้ยกเลิกคำสั่งของหัวหน้า คสช. ที่ ๗ ที่ ๑ ที่ ๑๖ ที่ ๑๗ ครับท่านประธาน🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านสุรวาท ขอโทษด้วยนะครับ คืออยากให้ท่านอภิปรายเฉพาะในประเด็นในมาตรา ๓ ที่เป็นการ ให้ยกเลิกคำสั่งของ คสช. ดังนั้นก็ขอความกรุณาท่านสมาชิกทุกท่าน ว่าถ้าท่านแปรญัตติ ไว้อย่างไรก็ขอให้เคร่งครัดอยู่ตรงนั้นนะครับ ต่อไปเชิญท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม แล้วตามด้วยท่านดะนัย มะหิพันธ์ ครับ🔗

นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และที่ปรึกษากรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ท่านประธานที่เคารพครับ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งมาตรา ๓ คณะกรรมาธิการได้ไปประชุมจนสิ้นสุดลงแล้ว ต่อมา ตอนที่มาทบทวนปรากฏว่าคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ขอให้แก้ไขยกเลิก มาตรา ๓ (๕) แล้วก็ไม่ได้มีการประชุมรับรองอีกครั้งหนึ่ง ถามท่านประธานว่า มาตรา ๓ จะสมบูรณ์หรือไม่ ถ้าประกาศใช้เป็นกฎหมาย ผมสั้น ๆ ย้ำท่านประธานอีกครั้งหนึ่ง ว่าวันนี้กรรมาธิการ ได้ประชุมไปเสร็จสิ้นครบทุกมาตราแล้ว แต่มาดูตัวถูกตัวผิด แต่ปรากฏว่าท่านประธาน ก็หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง โดยยกเลิกที่แก้ไขไปแล้วใน (๕) ในที่สุดที่ประชุม เสียงส่วนใหญ่เห็นชอบ เสียงข้างน้อยจึงสงวนไว้ ผมเกรงว่าการพิจารณา พ.ร.บ. ฉบับนี้ เมื่อประกาศใช้จะมีคนแย้งว่ามาตรา ๓ นี้ไม่ชอบตามที่กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบ ตอนหลัง ท่านประธานช่วยตอบด้วยครับ จะได้พิจารณาต่อไปได้ครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวผม ให้กรรมาธิการตอบครับ ต่อไปท่านดะนัย มะหิพันธ์ แล้วตามด้วยท่านขจิตร ชัยนิคม นะครับ🔗

นายดะนัย มะหิพันธ์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม ดะนัย มะหิพันธ์ พรรคเพื่อไทย กรรมาธิการ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้ขอสงวนความเห็นเรื่องการตัดคำสั่ง คสช. ตั้งแต่ (๖) ไปจนถึง (๑๐) แต่ผมจะขออภิปรายยกประเด็นตัวอย่างเป็นบางคำสั่ง คำสั่งที่ ๗/๒๕๕๘ ซึ่งสั่งเมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๕๘ เป็นคำสั่งที่ให้ยกเลิกการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการคุรุสภา คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา คณะกรรมการ องค์การค้า เสร็จแล้วท่านก็มาตั้งคณะกรรมการขึ้นมาใหม่ ซึ่งประกอบไปด้วยข้าราชการ ในกระทรวงทั้งหมด โดยมีท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน การดำเนินการท่านรู้ไหมครับท่านประธาน การที่ท่านไปมีคำสั่งยกเลิกกรรมการ ทำให้ครู เขาเสียสิทธิ ทำให้ครูเขาเสียสวัสดิการ ซึ่งมีการดำเนินการอยู่อย่างนี้มาก ผมขอยกตัวอย่าง ครับท่านประธาน ในคำสั่งตัวนี้เขาจะมีกองทุนชื่อกองทุนเงินกู้ ช.พ.ค. ในกองทุนนั้น มีเงินบริหารกองทุนอยู่ประมาณเกือบ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานรู้ไหมครับว่ากองทุน เขาทำหน้าที่อะไร เขาทำอย่างไร เขาให้สวัสดิการอะไรครูบ้าง เขามีเงินช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยจากการก่อการร้ายใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งรัฐบาลไม่เคยให้เลย ให้ย้อนหลังไปตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ เกือบ ๒๐๐ ครอบครัว ที่ได้ครอบครัวละ ๕๐๐,๐๐๐ บาท เขามีเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติต่าง ๆ ตามความเสียหาย มีทุนให้ครูกู้ยืมไปเรียน ปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก รายละ ๕๐,๐๐๐ บาทปริญญาตรี รายละ ๑๐๐,๐๐๐ บาทปริญญาโท และรายละ ๒๐๐,๐๐๐ บาทปริญญาเอก ดอกเบี้ยร้อยละ ๒ มีครูได้รับอานิสงส์เป็นหลายพันคน มีทุนให้บุตรครูเรียนปริญญาตรีจนจบ ปีละ ๕๐,๐๐๐ บาท ปีละ ๑๕ ทุน นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่ง และยังมีเงินไปสร้างอาคารสำนักงานให้กับจังหวัดต่าง ๆ เพื่อใช้ในการบริการเพื่อนครู ๗๖ จังหวัด โดยไม่ได้ใช้งบประมาณของทางราชการแม้แต่ บาทเดียว ท่านประธานครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ซึ่งมีอีกมากมายที่ผมไม่อาจจะได้กล่าว เพราะมันเยอะที่เขาทำเพื่อสวัสดิการครู ไม่ว่าจะเป็นการให้ครูทำวิจัยก็มีทุนให้ การให้ ทุนการศึกษาบุตรครูตามชนบท ตั้งแต่มัธยมศึกษาตอนต้น ตอนปลาย ปวช. ปวส. ให้ทุกปีครับ นี่คือเขาเอาเงินเหล่านี้มาให้เป็นสวัสดิการ พอท่านมากล่าวหาเขาครับ กล่าวหาว่าเขาทุจริต เงิน ๒,๐๐๐ ล้านบาทของกองทุน จากวันนั้นปี ๒๕๕๗ ถึงวันนี้ปี ๒๕๖๖ ยังทำอะไรไม่ได้ ข้อกล่าวหานั้นมันรุนแรง ทำให้คนที่เป็นพนักงาน เป็นราชการต้องถูกออกจากราชการ เป็น ๑๐-๒๐ คน ท่านประธานครับ เมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ ศาลอาญาคดีทุจริต และประพฤติมิชอบกลาง ได้มีคำสั่ง ศาลมีคำพิพากษาว่าการกระทำของกลุ่มบุคคลเหล่านั้น ไม่มีความผิดครับ วันนี้คำพิพากษาศาลอยู่ในมือผมนี่ แล้วใครคือผู้รับผิดชอบในการที่ไป กล่าวหาเขา เงิน ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ปัจจุบันนี้เหลือไม่ถึง ๓,๐๐๐ ล้านบาท หายไปไหน พวกท่านเอาไปทำอะไร ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ครูไม่ได้ใช้เงิน ไม่ได้สวัสดิการอะไรเลย ท่านประธานครับ ผมเรียนท่านประธานว่ามีคำสั่งอีกคำสั่งหนึ่งที่ผมอยากจะให้รายละเอียด อีกนิดหนึ่ง ขอเวลาท่านประธานนิดเดียวครับ คือคำสั่งที่ ๑๙/๖๐ คำสั่งที่ ๑๙/๖๐ สภาแห่งนี้ได้มีการแก้ไขคำสั่งในเรื่องของการบริหารงานบุคคล เพื่อให้การบริหารงานบุคคล เกิดความคล่องตัวเอาไปให้เขตพื้นที่การศึกษาได้ตั้งเป็น อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา เมื่อสักครู่ท่านไตรรงค์มาบอกผมว่าถึงวันนี้ยังหาตัวแทนเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งจะทำหน้าที่ อ.ก.ค.ศ. ไม่ได้ เพราะอะไรครับ เพราะ ก.ค.ศ. ท่านไปกำหนดกฎเกณฑ์ ดึงเอาอำนาจเข้ามาไว้ส่วนกลางทั้งหมด การคัดเลือกประธาน แค่ประธาน อ.ก.ค.ศ. ท่านให้ สพฐ. เสนอคนที่ได้ระดับ ๙ ๒ คน ก.ค.ศ. เสนอ ๒ คน รวมแล้วเป็น ๔ คน ใน ๔ คน ส่งมาให้ ก.ค.ศ. พิจารณา ก.ค.ศ. รู้จักคน ๙๐๐ กว่าคนทุกคนดีหรือครับ แล้วท่านจะ พิจารณาใครดีเท่ากับคนในพื้นที่ ท่านก็จะได้คนส่วนกลางไปเป็นประธานอยู่จังหวัดนราธิวาส ถึงเวลาไปประชุมก็ต้องเสียค่าใช้จ่าย อย่างนี้หรือครับคือการกระจายอำนาจ นี่ผมยกตัวอย่าง ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่าคำสั่งใด ๆ ก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เมื่อพระราชบัญญัติฉบับนี้ออกจะต้องยกเลิกทั้งหมด ยกเลิกทั้งหมด เพราะท่านเขียนไว้ในนี้ แล้วอย่างไรครับว่า บรรดาบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่ได้บัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ หรือที่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัติฉบับนี้ ให้ใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้แทน ผมรู้นะครับว่าที่ท่านไม่อยากยกเลิกคำสั่ง คสช. เพราะอะไร เพราะท่านไปเขียนไว้ใน มาตรา ๑๐๖ มาตรา ๑๐๖ ท่านบอกว่า เมื่อกฎหมายนี้ประกาศใช้ อำนาจทั้งหมด ในการบริหารงานบุคคลให้ไปอยู่ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและปลัดกระทรวง นั่นแสดงว่าท่านรวบเอาอำนาจการบริหารงานบุคคลทั้งหมดมาไว้ที่ส่วนกลางอีก อย่างนี้ หรือครับเขาเรียกว่าการกระจายอำนาจ ผมจึงเห็นว่าควรจะยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่เกี่ยวกับ การศึกษาทั้งหมดครับ ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไปเป็น ท่านขจิตร ชัยนิคม แล้วก็ท่านเฉลา พวงมาลัย กรรมาธิการที่สงวนความเห็น เชิญ ๒ ท่าน ท่านแรก ท่านขจิตรก่อนครับ🔗

นายขจิตร ชัยนิคม กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย สมาชิกรัฐสภา ในฐานะ กรรมาธิการ ท่านประธานครับ ผมเป็นคนแรก ๆ ที่เสนอให้ยกเลิกคำสั่ง คสช. ทุกฉบับ เกี่ยวกับเรื่องการศึกษา แต่ว่าเมื่อได้รับการทักท้วงว่าคำสั่งบางคำสั่งนั้นอาจจะแก้ไข โดยกฎกระทรวงหรือหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เพราะมันเป็นเรื่องเล็กน้อย ผมก็ยอมครับ แต่คำสั่ง ที่ผมสงวนความเห็นไว้มีความจำเป็นจะยกเลิก ผมขออนุญาตท่านประธานพูดถึง ๔ คำสั่ง🔗

คำสั่งแรกที่ผมขอสงวนความเห็นให้ยกเลิก คือคำสั่งหัวหน้าคณะรักษา ความสงบแห่งชาติ ที่ ๗/๒๕๕๘ เรื่อง การปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการคุรุสภา คณะกรรมการ ส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพของครูและบุคลากรทางการศึกษา และคณะกรรมการ บริหารองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครู และบุคลากรทางการศึกษา ลงวันที่ ๑๗ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๘ หลังจาก คสช. ยึดอำนาจไม่ถึงปีก็มีคำสั่งยกเลิก การยกเลิกนี้คณะกรรมการคุรุสภาทำหน้าที่อะไร คณะกรรมการคุรุสภามีองค์ประกอบเดิมระบบไตรภาคี โดยมีตำแหน่งมีผู้ทรงคุณวุฒิ และมีผู้แทนครูซึ่งคัดเลือกกันในระดับประเทศ ทำหน้าที่อะไร ทำหน้าที่รักษาจรรยาบรรณ ส่งเสริมจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพครู ท่านประธานครับ หลักการในการที่จะดำรงวิชาชีพ ชั้นสูงไว้เขาต้องมีคณะกรรมการที่จะส่งเสริมและรักษาจรรยาบรรณ แต่เวลานี้คำสั่ง คสช. ไป เปลี่ยนแปลงระบบตัวแทนของเขาทั้งหมดแล้วก็ตั้งขึ้นมาเอง ไม่มีข้าราชการครูแม้แต่ คนเดียว มันผิดทั้งหลักการประชาธิปไตย หลักการที่มีส่วนร่วมและหลักการสากล ท่านประธานครับ แม้แต่คุรุสภาเดิมจะมีตัวแทนแล้วก็ตาม ยังไม่ได้รับการยอมรับจากสภา หรือองค์กรวิชาชีพครูโลก เมื่อ ๒๐ ปีมาแล้วผมเคยเป็นตัวแทนองค์กรครูไปประชุมครู ต่างประเทศ ท่านประธานครับ ผมนั่งในฐานะเป็นเมมเบอร์ (Member) ขององค์กรสภาครู แห่งโลก แต่วันนั้นตัวแทนคุรุสุภาซึ่งเป็นของรัฐบาลได้นั่งในที่นั่งผู้สังเกตการณ์เท่านั้น นั่นคือเรื่องที่เป็นประชาธิปไตยพอสมควรแล้ว แต่วันนี้คำสั่ง คสช. ฉบับนี้ไม่มีผู้แทนครู แม้แต่คนเดียว ใช้คนอื่นมาส่งเสริมจรรยาบรรณ มันจึงสะท้อนออกโดยกฎหมาย พระราชบัญญัติการศึกษาฉบับนี้ของรัฐบาล ที่เขียนแรก ๆ ไม่มีการยอมรับว่าครูเป็นวิชาชีพ ชั้นสูงเลย มีความเห็นว่าใครก็ไปเป็นครูได้ ใครไปสอนไปบอกนักเรียนนั้นได้ แต่คนจะมี จรรยาบรรณแห่งวิชาชีพครูนั้นจะต้องผ่านสถาบัน จะต้องผ่านการหล่อหลอม จะต้อง รับผิดชอบต่อสังคม เพราะฉะนั้นคำสั่งเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการคุรุสภาจึงไม่ชอบ เอาละในสถานการณ์ท่านจะต้องการทุกอย่างเบ็ดเสร็จท่านก็ทำไป แต่วันนี้มันผ่านมา ๗-๘ ปีแล้ว ท่านจะเดินไปสู่ประชาธิปไตยใช่ไหม หรือท่านจะเดินไปสู่ความเป็นเผด็จการ อีกครั้งหนึ่ง ถ้าท่านบอกว่าจะเดินไปสู่ความเป็นอารยประเทศ จะเคารพวิชาชีพครู จะส่งเสริม ว่าวิชาชีพครูเป็นวิชาที่ต้องใช้จิตสำนึกในการสร้างคนและคนไปสร้างชาติ ต้องยกเลิกคำสั่งนี้ และอีกอันหนึ่งคือคณะกรรมการสวัสดิภาพและสวัสดิการของครู ซึ่งต่อไปนี้ผมจะเรียกว่า สกสค. สกสค. คณะกรรมการชุดเดิมประกอบไปด้วยไตรภาคี ข้าราชการประจำใน กระทรวงศึกษาธิการ ผู้ทรงคุณวุฒิทางการศึกษา และผู้แทนข้าราชการครูทั่วประเทศ เขามาคิดมาสร้างสรรค์ที่จะให้สวัสดิการของครูดีขึ้น เขามาคิดหลักประกัน เขามาคิด ข้อตกลงที่จะได้ส่วนแบ่งจากธนาคารออมสิน เขามาคิดริเริ่มทุกอย่างจนกระทั่งได้มีเงินเข้ามา ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อจะมาดำเนินการให้สวัสดิภาพและสวัสดิการของครูดีขึ้น เป็นการช่วยรัฐบาล แต่หัวหน้า คสช. ไปฟังอะไรใครไม่ทราบ ก็บอกว่ามีการทุจริตอยู่ตรงนี้ ก็เหมือนท่านกรรมาธิการที่พูดแล้ว จนถึงวันนี้ศาลเขาบอกพวกนี้ไม่มีความผิด แล้วเป็น อย่างไรละทีนี้ เงิน ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้เหลือ ๓,๐๐๐ ล้านบาทต้องเอาคืนมา วิญญาณครูกระดูกครูทั่วประเทศต้องลุกขึ้นมาหลอกหลอนพวกนี้ ใช้อำนาจเผด็จการ ออกระเบียบ แล้วใช้เงินไปในทางต่าง ๆ จนกระทั่งวันนี้แทบจะไม่เหลือแล้ว จะต้องยกเลิก ถึงเวลาจะต้องยกเลิกหรือยัง ท่านใช้มา ๘ ปีนี้ท่านทำให้เขาดีขึ้นไหม ทำให้ครูพอใจไหม ครูเขาถึงไม่รับพระราชบัญญัตินี้ทั่วประเทศ วันนี้แต่งชุดดำทั่วประเทศแล้ว แล้วท่านรู้หรือเปล่า ถึงปฏิกิริยาเหล่านี้ ทำไมไม่ดู ท่านจะออกกฎหมายการศึกษาโดยไม่ฟังเสียงเรียกร้องของครู ซึ่งเขาทำการศึกษามาด้วยมือและหัวใจของเขาใช่ไหม ผมจึงเห็นว่าคำสั่งนี้ควรยกเลิกได้แล้ว เข้าสู่ภาวะปกติสักที เดินไปบนเส้นทางบ่ายหน้าเป็นหนทางประชาธิปไตย บ่ายหน้าไปยัง มาตรฐานของโลกสากล หรือท่านจะถอยกลับมาในเรื่องเผด็จการเหมือนเดิม ท่านคงไว้นี้ แปลว่าท่านยังจะคงไว้ถึงอำนาจซึ่งยึดเขามาเบ็ดเสร็จ แบ่งเงินใช้เงินเขาไปเกือบหมดแล้ว โดยไม่ได้รับผิดชอบ แล้วศาลเขาพิพากษาแล้วคนพวกนี้ไม่ได้ผิด แล้วท่านจะทำอย่างไรต่อไป คนที่ทำน่ะ🔗

คำสั่งต่อไปก็คือคำสั่งฉบับที่ ๑/๒๕๖๐ เรื่อง การแก้ไขปัญหาการบริหารงาน บุคคลของกระทรวงศึกษาธิการ การบริหารของกระทรวงศึกษาธิการถ้ามีปัญหาอะไร มีใครทำผิดก็แก้ตามนั้น แต่ท่านมาเล่นเปลี่ยนระบบเขาหมด เขาบริหารโดยมีส่วนร่วม เขาบริหารโดยมีผู้แทนครูมานั่งดู ใครผิดก็ว่าไปตามนั้น กฎ ระเบียบมี ทุกคนเป็นข้าราชการ ทั้งนั้น วินัย ท่านก็ดำเนินการไปสิ ไม่ใช่ว่ามาใช้คำสั่งเปลี่ยนแปลง ตัวแทนระบบการมี ส่วนร่วมหมดไป🔗

ต่อไปเป็นคำสั่งฉบับที่ ๑๖/๒๕๖๐ เรื่อง การบริหารบุคคลและบุคลากร ทางการศึกษา เหมือนกันโดยรวมแล้ว มีคำถามว่าถ้ายกเลิกคำสั่งเหล่านี้ แล้วในส่วนที่ เกี่ยวกับคำสั่งจะทำอะไร ก็ก่อนไม่มี คสช. มายึดอำนาจเขาทำอย่างไร เขาก็ทำได้ เขาทำมา ตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ เจริญรุ่งเรืองมา ในส่วนบกพร่องเขาก็เอาคนผิดไปลงโทษดำเนินการทางวินัย ทำไมไม่ทำเหมือนเขา ทำไมต้องใช้อำนาจบาตรใหญ่ การใช้อำนาจคนเดียว ๘ ปีพอหรือยัง พอแล้วใช่ไหม มันพิสูจน์ฝีมือหรือยัง ว่าท่านทำแล้วมันดีขึ้น ๆ ครูยกย่องสรรเสริญไหม หรือคนที่เกี่ยวข้องได้ประโยชน์อะไร เมื่อท่านทำลายจิตวิญญาณของครูแล้ว แล้วเด็ก เยาวชน ประชาชน จะได้รับผลตอบแทนเต็มที่ได้อย่างไร ท่านใช้บุคลากรทำงานต้องให้เขามี กำลังใจ ไม่ว่าใครมาบริหาร หลักบริหารสถาบันไหนก็ต้องส่งเสริมกำลังใจผู้ปฏิบัติงาน นี่ท่านเล่นทำลายองค์กรของเขาหมด ทำลายจิตวิญญาณของความเป็นครู เสร็จแล้ว ท่านจะหาความร่วมมือจากใคร ท่านปฏิเสธหรือว่าครูไม่ใช่หัวใจหลักในการดำเนินการศึกษา ถ้าท่านไม่ปฏิเสธท่านต้องยกเลิกคำสั่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่าควรจะยกเลิกคำสั่ง ซึ่งผมได้สงวนความเห็นไว้ แล้วการสงวนความเห็นไว้นี้ไม่ได้แถลงต่อกรรมาธิการนะ ท่านเล่น ประชุมนัดสุดท้ายแล้วท่านมาแก้กลับมติผมใหม่ เดิม ๆ นี่พูดกันด้วยสติปัญญาและความ รอบคอบ ท่านก็ยกเลิกตามผม คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ พอชั่วโมงสุดท้าย ผมไปประชุมคณะอนุกรรมาธิการความมั่นคง เสร็จแล้วท่านก็มาเปลี่ยนมติกัน โดยกลับมติ ทั้งหมด ผมก็ไม่ว่า ท่านใช้สิทธิของท่าน แต่ว่าให้พูดถึงหน่อยว่าเป็นวิธีการทำที่ไม่ถูกต้อง ในการพิจารณากฎหมายผมไม่เคยเห็น ขอบคุณมากครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไป ท่านเฉลา พวงมาลัย แล้วก็จะตามด้วยผู้แปรญัตติ ท่านสงวน พงษ์มณี เชิญท่านเฉลาก่อนครับ🔗

นายเฉลา พวงมาลัย กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม เฉลา พวงมาลัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอสงวนความเห็นมาตรา ๓ เนื่องจากมาตรา ๓ การปฏิบัติหน้าที่ในกระทรวงศึกษาธิการ ขณะนี้หรือที่ผ่าน ๆ มา การจัดกระบวนการวิทยฐานะและกระบวนการโครงสร้างของ กระทรวงศึกษาธิการ ทุกวันนี้กราบเรียนท่านประธานและสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ การจัด โครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการเพราะเหตุใดทำไมถึงเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงนั้นทำให้การศึกษาของประเทศชาติลดคุณภาพต่ำ ถามว่าการศึกษาขณะนี้ ที่มันมีปัญหาเพราะมันเปลี่ยนโครงสร้างบ่อยครับท่านประธาน โครงสร้างนี่ปัญหาบั่นทอน ยกตัวอย่างเช่น ก.ค.ศ. ก.ค.ศ. เป็นผู้ดูแลเรื่องโครงสร้างและระบบการบริหารวิทยฐานะของ กระทรวงศึกษาธิการทั้งประเทศ ที่มันมีปัญหาก็คือโครงสร้างของ ก.ค.ศ. ปรับเปลี่ยน ยกตัวอย่างเช่นวิทยฐานะข้าราชการครูใน สพฐ. ขณะนี้ ท่านประธานรู้ไหมครับ วิทยฐานะ ของครูทั่วประเทศที่เขาทำผลงานมายังค้างอยู่ที่ ก.ค.ศ. ในกระทรวงศึกษาธิการ ทำไมถึงไม่ ดำเนินการแก้ไขให้เสร็จสิ้น จนกระทั่งข้าราชการครูและผู้บริหารสถานศึกษาทั่วประเทศ ปลดเกษียณแล้วยังไม่ทราบเลยว่าตัวเองได้วิทยฐานะหรือเปล่าในส่วนนี้ เพราะฉะนั้นกราบเรียนท่านประธานว่าอยากจะให้กระทรวงศึกษาธิการมีวิธีการแก้ไข ในตรงนี้ แล้วอีกอย่างหนึ่งก็คือเห็นควรยกเลิกคำสั่ง คสช. ในส่วนนี้เพื่อที่จะให้พัฒนา บุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพต่อไป การที่ทำงานในกระทรวงศึกษาธิการในส่วนนี้ อยากจะให้มีตัวแทนทาง ก.ค.ศ. ในคณะกรรมการ ก.ค.ศ. ถ้าไม่มีควรยกเลิก ก.ค.ศ. ได้แล้ว ผมมีความเห็นว่าอยากจะให้ขึ้นไปสำนักนายกรัฐมนตรีไปเลยในส่วนนี้ ถ้าเอามาไว้ใน ก.ค.ศ. เป็นอุปสรรค ข้าราชการครูทั้งประเทศ ท่านชงเอง ท่านกินเองทุกเรื่อง ก.ค.ศ. เพราะฉะนั้นในส่วนนี้คิดว่าแถมปัจจุบันไม่มีตัวแทนครู ไม่มีตัวแทนผู้บริหารสถานศึกษา ไม่มีตัวแทนใน ก.ค.ศ. เพราะฉะนั้นในส่วนนี้คิดว่าควรที่จะปรับปรุงครับ🔗

เรื่องที่ ๒ สกสค. สวัสดิการข้าราชการครูเดี๋ยวนี้ไม่มีคณะกรรมการ ในข้าราชการครูเข้าไปนั่งเลยใน ก.ค.ศ. หรือใน สกสค. แม้กระทั่งผู้บริหารจะเข้าไป มีข้อเสนอแนะ ก็ไม่ได้รับคำตอบในส่วนนี้ครับ ๒. คุรุสภาเรื่องมาตรฐานวิชาชีพครูในส่วนนี้ อยากจะให้ข้าราชการครูดูให้ชัด ๆ ว่าการที่มาตรฐานวิชาชีพครูถูกยกเลิกในส่วนนี้อยากจะให้ ทำอย่างไรให้เป็นสภาวิชาชีพครูอย่างแท้จริง จึงอยากจะให้กระทรวงศึกษาธิการลองดู ปรับโครงสร้างในส่วนนี้ แล้วก็กราบเรียนท่านประธานว่ากรณีคำสั่งนี้ผมอยากจะให้ยกเลิก คำสั่ง คสช. กราบเรียนท่านประธานครับ ขอบคุณมากครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไป เชิญท่านสงวน พงษ์มณี ครับ🔗

นายสงวน พงษ์มณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลำพูน

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม สงวน พงษ์มณี ผู้แปรญัตติ ซึ่งก็มีคนเดียว ผมจะพูดไม่ซ้ำใครเลย ในสิ่งที่ผมแปรญัตติให้ตัด ๓ คำสั่ง ท่านประธานครับ ในขณะที่ก่อนการยึดอำนาจ พวกครู ทั่วประเทศได้เลือกบุคลากรของเขาทั่วประเทศมาบริหารกองทุน บริหารหนี้เขาเอง ผมใช้ภาษาชาวบ้านว่าเป็นกองทุนบริหารหนี้ของครู ครู ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคนอาศัยอำนาจ ที่ท่านชวนออกให้ธนาคารออมสิน ว่าถ้ามีลูกค้าชั้นดีมารวมกันกู้ ธนาคารออมสินสามารถ ปฏิบัติตามกฎหมายมาตรานั้นว่าคืนดอกเบี้ยให้เขาได้ ลดได้ ไม่ผิดกฎหมาย ช่องนี้ครูเขาก็ ตกลงกัน มันเป็นการตกลงระหว่างผู้กู้กับผู้ให้กู้โดยใช้หลักการว่าเมื่อกู้แล้วถ้าตายไป เอารายได้หลังการตายนี่ค้ำประกันด้วย นี่มันเป็นค้ำประกันโดยชีวิตและเลือดเนื้อของครู ทั่วประเทศ พอมีเหตุการณ์หนึ่งพวกครูก็แตกแยกกันเอง แย่งกันเป็น ผมมีเหตุการณ์หนึ่ง มีผู้บริหารซึ่งออกคำสั่งใหม่ เมื่อก่อนเลขาธิการ สกสค. บริหาร ไม่ให้บริหาร เอามืออาชีพ มาบริหาร แล้วมีการทุจริต เงิน ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาทกู้ออกไปโดยไม่มีแบงก์ (Bank) การันตี (Guarantee) ซึ่งมติของคณะกรรมการเขาให้มี ตอนหลังศาลก็ตัดสินว่าผิดตรงคนนั้นคนเดียว คนอื่นถูกยึดทรัพย์ก็คืนไป ทีนี้คำถามของผมก็คือว่าทำไมผมขอยกเลิกทั้งคำสั่งที่ ๑๗ และคำสั่งที่ ๗ เพราะว่าคำสั่งที่ ๗ มันออกวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๕๘ ข้อ ๕ เขายกเลิก กรรมการบริหารหมดเลย ๓ องค์กรที่พูด ๆ กันไว้ ทั้งคุรุสภา สกสค. และองค์การค้า แล้วให้ รัฐมนตรีบริหารเอง และมีข้อ ๘ บอกว่าเมื่อ คสช. สิ้นสุดจะคืนอำนาจในการจัดการหนี้ ให้กับครูทั่วประเทศ ผมย้ำจะคืนให้กับครูทั่วประเทศ พอได้ ๑๑ เดือนต่อมาออกคำสั่งที่ ๑๗ วันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๖๐ ยกเลิกคำสั่งที่ ๗ ยึดถาวร ครูบริหารหนี้อย่างไรครับ มีสำนักงาน สกสค. ทุกจังหวัดช่วยติดตามหนี้ บริหารหนี้ เงินคืนมาดอกเบี้ยร้อยละ ๗ สมมุตินะครับ ก็เหลือร้อยละ ๖ ๕๐ สตางค์เอาคืนให้ผู้กู้ อีก ๕๐ สตางค์เข้ากองทุน บริหารหนี้ทุกเดือนได้เดือนละ ๒๐๐ ล้านบาท ๑ ปี ๒,๔๐๐ ล้านบาท ๑๐ กว่าปี เหลือ ๒๘,๐๐๐ ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่เอาไปจ้าง เอาไปทำ เอาไปสร้างอาคาร มีรถ มีบริการหมด รัฐบาลให้องค์กรนี้แค่ ๑๐๐ กว่าล้านบาท บริการทั้งหมดของครูใช้เกือบ ๖๐๐ ล้านบาท เอาเงินไปจากไหนก็จากก้อนนี้ละ พอยึดไปแล้วใช้หมด เดี๋ยวนี้เหลือ ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท องค์กรนี้จะอยู่อย่างไร ผมขอตัดตรงนี้ออก เพราะอะไร เพราะผม ต้องการให้รัฐสภาแห่งนี้คืนวิธีการแก้หนี้ให้กับครูทั่วประเทศ อย่าใจดำนักเลยครับ กฤษฎีกา ตีความเมื่อปี ๒๕๖๔ บอกว่าองค์กรครูทำไม่ได้ กองทุนอย่างนี้ ทุกกระทรวง ทุกฟังก์ชัน (Function) มีกองทุนหมดครับ โดยอะไรครับ โดยกฤษฎีกา ถ้าผมเป็นรัฐบาลผมจะออก กฤษฎีกาให้กองทุนนี้กลับมา ทุกกองทุนเป็นกฤษฎีกาทั้งนั้น กฎหมายฝ่ายบริหารหมดเลย แล้วตีความอย่างนี้ก็ไม่มีสิทธิยึดเงินเขาไป ท่านประธานท่านอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ท่านเข้าใจดี มันเป็นข้อตกลงระหว่างผู้กู้กับผู้ให้กู้ รัฐมนตรียุคนั้นไปยกเลิกอย่างนี้ได้อย่างไร ไม่รับยกเลิกเขา แต่สัญญานี้ระหว่างธนาคารออมสินก็ยังอยู่ คืนให้เขาต้องยกเลิก ๒ เรื่องนี้ คือคำสั่งที่ ๗ และคำสั่งที่ ๑๗ อันนี้เป็นอันที่ ๑ ท่านประธานครับ🔗

ผมจะพูดคำสั่งที่ ๑๙ คำสั่งที่ ๑๙ ก่อนรัฐธรรมนูญประกาศใช้ ๓ วัน ออกคำสั่งมาเลย คำสั่งนี้เป็นคำสั่งที่เรียกว่าการปฏิรูปการศึกษาภูมิภาคของกระทรวง ศึกษาธิการ เขางดเว้นการกระจายอำนาจการศึกษาไปยังจังหวัดต่าง ๆ เปลี่ยนการบริหาร จัดการเป็นระบบความมั่นคง ครูในจังหวัดขึ้นต่อผู้ว่าราชการจังหวัด ครูทั่วประเทศขึ้นต่อ ส่วนกลาง ผมรู้สึกน้อยใจมาก เสียดายที่ไม่ได้สมัครไปเป็นกรรมาธิการ มันขัดรัฐธรรมนูญชัด ๆ ในมาตรา ๑๐๖ เพราะอะไรครับ พ.ร.บ. บริหารราชการแผ่นดินมีอยู่ ๑ มาตรา ทุกคนในสภานี้ ต้องรู้ การบริหารราชการแผ่นดินโดย พ.ร.บ. ฉบับนั้นเขายกเว้นไว้ ๒ กระทรวง ว่าต้องตรา การบริหารจัดการเป็นเฉพาะของตัวเอง มีกระทรวงอะไรครับ กระทรวงกลาโหมกับ กระทรวงศึกษาธิการ แต่คุณเขียนมาตรา ๑๐๖ แล้วไม่ยกเลิกคำสั่งที่ ๑๙ คุณขัดกับ พ.ร.บ. บริหารราชการแผ่นดินฉบับนั้น เพราะมันเหมือนกับฟังก์ชัน (Function) หรือ กระทรวงทั่วไป ฟังชัด ๆนะครับ กรรมาธิการทั้งหลายท่านเป็นผู้หลักผู้ใหญ่อาจจะลืม ประเด็นนี้ไป พี่น้องครูทั่วประเทศครับ อู้เป็นกำเมืองหน่อยพี่น้อง ขอสุมาเตอะท่านประธาน ขอโทษท่านประธานครับ จะพูดภาษาเหนือ เขาบอกว่าใช้ปูนหมายหัวเลย ใครก็ตาม ที่คัดค้านการแก้หนี้แก้สินของครูเขาใจดำกับเรามาก ใครก็ตามยึดเงินเราไป ในอนาคต รัฐบาลชุดใหม่ต้องใช้หนี้ ถ้าใครได้เป็นรัฐบาลต้องออกกฤษฎีกาเพื่อตั้งกองทุนให้เขาและต้อง ยกเลิกคำสั่งที่ ๑๙ เพื่อคืนการกระจายอำนาจให้กับครู ต้องเลิกมาตรา ๑๐๖ ด้วยครับ ที่ผมแปรญัตติผมมีความเห็นแบบนี้ ผมอยากให้คุณครูทั่วไป แล้วอยากบอกกับรัฐบาล บอกให้ผู้มีความรู้ทั้งหลายว่า ครูคือปัญญาชน วันนี้แต่งดำทั่วประเทศ วันนี้กำลังมานั่งรอ ข้างบนนี้เต็มไปหมด วันนี้เหมือนกัน ครูที่รับฟังอย่าแต่งดำอย่างเดียว ใครก็ตาม พรรคไหนก็ตามที่ร่วมกันคัดค้านการกระจายอำนาจครูอย่าเลือกเข้าสภาเป็นอันขาดครับ สวัสดีครับท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ มาตรา ๓ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น ๗ ท่าน อภิปรายครบ ๗ ท่านนะครับ แล้วก็มีผู้แปรญัตติ ๑ ท่าน ก็อภิปรายครบถ้วนนะครับ ผมขอให้กรรมาธิการชี้แจงใน ๒ ประเด็นนะครับ (๕) กับการยกเลิกคำสั่ง คสช. ๓ วงเล็บ เชิญครับ🔗

นายตวง อันทะไชย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม ตวง อันทะไชย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ ผมขอประทานอนุญาต ได้ชี้แจงความที่ท่านทั้งหลายได้กรุณาอภิปรายดังต่อไปนี้🔗

เรื่องแรก ก็คือเรื่องของกระบวนการในการรับรองการประชุมนั้นที่ท่าน สมาชิกท่านเป็นกรรมาธิการได้สอบถามนั้นเป็นไปตามข้อบังคับของการประชุมรัฐสภา ข้อ ๗๘ สุดท้ายก็ใช้แบบนี้ครับ รัฐสภาไม่ได้มีระเบียบเอาไว้ นั่นประการที่ ๑ ประการที่ ๒ ที่มีการแจกใบแทรก อันนั้นเป็นของท่านกรรมาธิการขจิตรที่เราแทรกไป อันนี้ผมไม่ได้ กราบเรียนท่าน อันนั้นมีอยู่แล้วในรายงานนะครับ ท่านประธานที่เคารพ ความจริงเรื่องของ มาตรา ๓ นั้นเป็นกระบวนการเพื่อประโยชน์ของการพิจารณาของสภา เราได้ใช้เวลาในการ ถกเรื่องนี้กันนานพอสมควร แล้วเกิดแนวคิด ๒ แนวคิดในกระบวนการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ ดังต่อไปนี้🔗

สำหรับแนวคิดที่ ๑ ก็คือเป็นแนวคิดที่เห็นว่าถ้าเราจะแก้ไขคำสั่ง คสช. ตั้งแต่คำสั่งที่ท่านได้กรุณาพูดถึง คำสั่งที่ ๗ คำสั่งที่ ๑ คำสั่งที่ ๑๖ หรือคำสั่งที่ ๑๗ ก็ตามนั้น ควรจะต้องเป็นไปตามมาตรา ๒๗๙ ของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ บัญญัติรัฐธรรมนูญนั้น ได้เขียนไว้ชัดเจนว่าถ้าจะแก้ไขคำสั่งใดที่เป็นกฎหมายนั้นให้ไปออกเป็นพระราชบัญญัติ แก้ไขเป็นคำสั่ง คำสั่ง ไป อันนี้คือแนวคิดแรกนะครับ ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ได้มีการผ่านร่างพระราชบัญญัติในการแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ ๑๙ ไปแล้วครับ ก็คือเรื่อง อ.ก.ค.ศ. ที่ท่านได้กรุณาพูดถึง นั่นคือตัวอย่างของสำหรับแนวคิดหนึ่ง🔗

สำหรับแนวคิดทางกฎหมาย ประการที่ ๒ ที่ที่ประชุมได้ถกกันพอสมควร ก็คือที่ท่าน ขอประทานอนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านขจิตรได้กรุณาพูดถึงนั้นถูกต้องครับ ก็คือ ควรจะต้องใช้พระราชบัญญัติฉบับที่เขียนนั้นเป็นการยกเลิกทั้งหมด ท่านได้ยกตัวอย่างกรณี ของร่างพระราชบัญญัติตำรวจใช่ไหมครับ พอถึงแนวทางในการทบทวนพิจารณานั้น มิได้เป็นไปโดยสิ่งที่เราคิดกันว่าจะต้องทำเอง วงรอบของการพิจารณาของกรรมาธิการนั้น รอบแรกได้ฟังความเห็น รอบที่ ๒ ลงรายละเอียด รอบที่ ๓ ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็จะมอบให้ อนุคณะทำงานหรือกรรมการกฤษฎีกาไปช่วยยกร่าง แล้วรอบที่ ๓ ก็จะมาพิจารณาลงมติกัน รอบสุดท้ายซึ่งเป็นมติที่ประชุม ก็คือมีการทบทวน การทบทวนมาตรา ๓ นั้นเป็นไปตาม ข้อบังคับ ข้อ ๓๒ ประกอบข้อ ๖๖ มีผู้เสนอ แล้วที่ประชุมให้ทำได้ แล้วก็ออกมาเป็น การคงไว้ตามร่างเดิม เพื่อประโยชน์สำหรับรัฐสภาในการตัดสินใจที่ผมได้ชี้แจงไปแล้ว ผมขอประทานอนุญาตให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งเป็นกรรมาธิการด้วยได้ชี้แจง ต่อที่ประชุมเพื่อประกอบการตัดสินใจ ขอประทานอนุญาตท่านประธานครับ🔗

นายสุรพล ทิพย์เสนา ผู้ชี้แจงจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุรพล ทิพย์เสนา ผู้ชี้แจงจากสำนักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกา ในมาตรา ๓ ที่ได้มีการยกเลิกบทบัญญัติกฎหมาย มีประเด็นที่ทาง ท่านสมาชิกได้มีการขอสงวน แล้วก็ขอแปรญัตติไว้ ก็คือใน (๕) แล้วก็มีการเพิ่ม (๖) ถึง (๑๐) ซึ่งมีประเด็นที่เกี่ยวข้อง ๒ ประเด็น ในประเด็นแรกคืออยู่ใน (๕) ก็คือในการยกเลิก บทบัญญัติของพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการเฉพาะในส่วนที่ เกี่ยวกับสภาการศึกษา คณะกรรมการสภาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา และเลขาธิการสภาการศึกษา ใน (๕) นี้มีเหตุจำเป็นที่จะต้องยกเลิกครับ เพราะว่า ตามร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติได้มีการโอนเอาสำนักงานเลขาธิการสภา การศึกษามาอยู่ในร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาตินี้แล้ว ทำให้สำนักงานเลขาธิการ สภาการศึกษา รวมทั้งบุคลากร หรือแม้แต่คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องจะต้องโอนมา ดังนั้น ในส่วนที่เกี่ยวกับสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาเดิมนะครับ พอหลังจากที่โอนมาเป็นคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติแล้ว ก็จะไม่มีบุคลากร ไม่มีกิจการ ไม่มีทรัพย์สินอะไรต่าง ๆ ที่มาปฏิบัติหน้าที่แล้ว ดังนั้นก็มีความจำเป็นที่จะต้อง ยุบเลิกในพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการในส่วนที่เกี่ยวกับ สภาการศึกษาทั้งหมดครับ อันนี้ประเด็นที่ ๑ สำหรับประเด็นที่ ๒ อย่างที่ท่านประธาน กรรมาธิการได้กราบเรียนว่า ในร่างมาตรานี้ได้มีการทบทวนกันหลาย ๆ ครั้ง โดยเฉพาะ ครั้งสุดท้ายนะครับ ในเหตุผลของการที่ไม่นำเอาคำสั่ง คสช. มากำหนดไว้ในบทยกเลิกของ มาตรา ๓ นี้ เนื่องจากว่าในฐานะของคำสั่ง คสช. มีหลายระดับ โดยทั้งในระดับที่เป็นเรื่อง ของรูปแบบของการบริหารงานทั่วไป ทั้งในระดับที่เป็นการแก้ไขบทบัญญัติของกฎหมาย ซึ่งในการแก้ไขบทบัญญัติของกฎหมายนั้นก็จะไปแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ก็จะมี ๒ แนวคิด อย่างที่ท่านประธานได้กราบเรียนต่อที่ประชุมว่า ในมาตรา ๒๗๙ อาจจะมีลักษณะของการ ไปแก้ไขในกฎหมายนั้น ๆ ทีนี้ในส่วนของคำสั่ง คสช. ที่กำหนดอยู่ใน (๖) ถึง (๑๐) ที่มีการ เสนอเพื่อที่จะให้กำหนดไว้ในร่างมาตรา ๓ นั้น ขออนุญาตกราบเรียนครับว่า🔗

ในคำสั่งแรกคือคำสั่งที่ ๗/๒๕๕๘ และคำสั่งที่ ๑๗/๒๕๖๐ อันนี้ก็เป็นคำสั่ง ที่เกี่ยวกับเรื่องของการกำหนดองค์ประกอบของคณะกรรมการคุรุสภา และคณะกรรมการ บริหารองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและ บุคลากรทางการศึกษา ฉะนั้นถ้ายกเลิกโดยพระราชบัญญัติการศึกษาฉบับนี้ก็จะมีผลทำให้ องค์ประกอบของคณะกรรมการตามกฎหมายสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการคุรุสภาหรือคณะกรรมการของ สกสค. หายไป หรือจะเกิดผลกระทบครับ จะทำให้กระบวนการในการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูนั้นไม่มีผู้ที่จะมีอำนาจในการ ที่จะมาตัดสินใจในการออกใบอนุญาตครู หรือแม้แต่ในองค์การค้าของ สกสค. เองก็จะไม่มี ผู้ที่มาทำหน้าที่บริหาร ซึ่งตรงนี้จะเกิดผลกระทบกับพี่น้องครูและบุคลากรทางการศึกษา มากกว่าที่จะไปแก้ไขในกฎหมายเฉพาะของเขาเองนะครับ🔗

สำหรับในคำสั่งที่ ๑/๒๕๖๐ ซึ่งเป็นเรื่องการแก้ไขปัญหางานบุคคลของ กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งแต่เดิมทางกระทรวงศึกษาธิการเองก็มี อ.ก.พ. กรม ซึ่งทำหน้าที่ อ.ก.พ. กระทรวง และดูในส่วนของอัตรากำลังของแต่ละกรม แต่ละสำนักงาน ทำให้เกิด ความไม่เอกภาพในการบริหารจัดการเรื่องการบริหารงานบุคคล แล้วก็ไม่ได้มาตรฐาน ตรงนี้เองก็เป็นที่มาของคำสั่ง คสช. ที่จะต้องดำเนินการให้มี อ.ก.พ. กระทรวง เพื่อเป็น เอกภาพในการบริหารจัดการ ฉะนั้นถ้าวันนี้ยังไม่ได้มีการแก้ไขกฎหมายระเบียบข้าราชการครู หรือแม้แต่กฎหมายที่เกี่ยวกับเรื่องของการบริหารงานบุคคลของข้าราชการพลเรือน ในกระทรวงศึกษาธิการ ก็จะเกิดปัญหากลับไปเป็นเช่นเดิม ก็คือไม่สามารถจะมีการเกลี่ย อัตรากำลังหรือว่าการโยกย้ายอยู่ในกระทรวงได้ จะอยู่ได้เฉพาะในแต่ละแท่ง🔗

สำหรับในคำสั่งที่ ๑๙ ซึ่งเป็นเรื่องของการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของ กระทรวงศึกษาธิการ ตรงนี้ก็ถ้ายุบเลิกไปก็จะเกิดกระทบครับ เนื่องจากว่าวันนี้เรายังไม่มี บทบัญญัติใดรองรับเรื่องจะทำอย่างไรกับศึกษาธิการจังหวัด ศึกษาธิการภาค รวมทั้ง บุคลากรที่เกี่ยวข้องที่อยู่ในโครงสร้างของการบริหารจัดการอันนี้แล้ว สำหรับในส่วนของ อ.ก.ค.ศ. เขต อย่างที่ท่านประธานกรรมาธิการได้กราบเรียนนะครับว่าก็ได้มีการแก้ไข กฎหมายซึ่งผ่านสภาทั้ง ๒ สภานี้ไปแล้วนะครับ ว่าในส่วนของ อ.ก.ค.ศ. เขตนั้นก็จะ เป็นไปตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูต่อไป ดังนั้นด้วยเหตุผลดังที่ได้กราบเรียน ถ้ามีความจำเป็นที่จะต้องแก้ ก็จำเป็นจะต้องไปแก้ในกฎหมายเฉพาะเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบ อย่างที่ได้กราบเรียนนะครับ ขออนุญาตกราบเรียนครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

มาตรา ๓ ไม่มีการแก้ไข แต่ฟังดูแล้วกรรมาธิการก็ยังสงวนความเห็นใช่ไหมครับ ถ้าผู้แปรญัตติ ยังสงวนอยู่ ดังนั้นคงต้องถามมติจากท่านสมาชิกนะครับ ผมขอตรวจสอบองค์ประชุม ก่อนนะครับ🔗

(ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เป็นขั้นตอน การตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ ท่านสมาชิกกรุณาแสดงตนด้วยการกดปุ่มแสดงตนนะครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เป็นขั้นตอน การตรวจสอบองค์ประชุมนะครับท่านสมาชิกครับ กรุณาเข้ามาแล้วกดปุ่มแสดงตนนะครับ พอดีใกล้เวลาเที่ยงพอดี ผมรอครับ มีท่านใดขัดข้องเรื่องบัตรหรืออะไร เชิญครับ เป็นขั้นตอน การตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ ท่านสมาชิกกรุณากดปุ่มแสดงตนนะครับ ขอทราบ องค์ประชุมครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๓๔๘ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗

ต่อไป จะเป็นการถามมติ มาตรานี้คณะกรรมาธิการไม่มีการแก้ไข แต่เนื่องจากกรรมาธิการ ที่ขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ ยังติดใจคำชี้แจงของ คณะกรรมาธิการ ดังนั้นผมจะขอถามมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับร่างของ คณะกรรมาธิการที่ไม่มีการแก้ไข หรือเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการที่ขอสงวน ความเห็นและผู้แปรญัตติ สมาชิกท่านใดเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการกดปุ่ม เห็นด้วย สมาชิกท่านใดเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่สงวนความเห็นและผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านใดเห็นว่าควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านสมาชิก ลงคะแนนได้ครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

มีท่านใด ยังไม่ได้ลงมติไหมครับ🔗

นายศักดา คงเพชร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ร้อยเอ็ด

ศักดา คงเพชร ๓๕๖ ไม่เห็นด้วยครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

๓๕๖ ไม่เห็นด้วยนะครับ บันทึกไว้นะครับ มีอีกไหมครับที่จะลงคะแนนด้วยวาจา ลงคะแนน กันครบถ้วนแล้วนะครับ ปิดการลงคะแนน ขอทราบผลครับ ผลการลงมติ จำนวนผู้ลงมติ ๓๙๔ ท่าน เห็นด้วยกับกรรมาธิการ ๒๙๔ ท่าน เห็นด้วยกับผู้สงวนความเห็นและผู้แปรญัตติ ๙๖ ท่าน งดออกเสียง ๔ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับ คณะกรรมาธิการนะครับ🔗

เชิญเลขาธิการ ต่อเลยครับ🔗

นางสาวนภาภรณ์ ใจสัจจะ รองเลขาธิการรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน เลขาธิการรัฐสภา

มาตรา ๔ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติ ขอสงวนคำแปรญัตติ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

มาตรา ๔ มีการแก้ไข มีผู้สงวนความเห็นขณะนี้เข้าชื่อมา ๖ ท่าน มีผู้แปรญัตติ ๑ ท่าน และมีสมาชิก ที่จะขออภิปราย ๓ ท่าน ผมอยากจะเรียนว่ามาตรา ๔ นั้น กรรมาธิการเพิ่มเฉพาะวรรคหนึ่ง ดังนั้นสมาชิกที่จะอภิปรายมาตรา ๔ ก็อภิปรายได้เฉพาะที่กรรมาธิการเพิ่มขึ้นในมาตรา ๔ วรรคหนึ่ง ต่อไปเป็นการอภิปรายของท่านสมาชิกนะครับ ผู้สงวนความเห็น ท่านวีรบูล เสมาทอง แล้วก็ตามด้วย รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ แล้วตามด้วยท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน เอาแค่นี้ก่อนนะครับ เชิญท่านวีรบูล ครับ🔗

นายวีรบูล เสมาทอง กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ผม วีรบูล เสมาทอง จากพรรคเพื่อไทย กรรมาธิการ ขอสงวนความเห็นในมาตรา ๔ ซึ่งในพระราชบัญญัตินั้น🔗

คำว่า ครู กระผมขอเพิ่มแทรกคำว่า บุคลากร ให้เพิ่มคำว่า วิชาชีพ ซึ่งทำหน้าที่หลักในสถานศึกษา ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ เป็นแหล่งความรู้ของผู้เรียน ตลอดจนเอื้ออำนวย ส่งเสริม และพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนและกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการ ใฝ่รู้และมีสมรรถนะด้านต่าง ๆ แต่ไม่หมายความรวมถึงผู้สอนในระดับอุดมศึกษา หรือเทียบเท่า🔗

แล้วก็ขอสงวนความเห็น เสนอเพิ่มเติมคำนิยามต่อจากผู้บริหารสถานศึกษา ขอเพิ่มเติม ผู้บริหารการศึกษา หมายความว่า บุคลากรวิชาชีพที่รับผิดชอบการบริหาร การศึกษานอกสถานศึกษา ด้วยเหตุผลว่า เพื่อให้มีความสมบูรณ์ในเรื่องของการนิยาม ศัพท์ต่าง ๆ ในมาตรา ๔ ซึ่งเปรียบเทียบจากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๔๒ นั้น ได้บัญญัติไว้ชัดเจนครับ ว่า ครู คือบุคลากรวิชาชีพ แล้วก็ ได้ให้ความเห็นว่าให้มีผู้บริหารการศึกษาบัญญัติไว้ในมาตรา ๔ กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ ครับ🔗

รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม สุรวาท ทองบุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้สงวนความเห็นเกี่ยวกับมาตรา ๔ นี้ไว้ แต่ผมอยากเรียน เป็นภาพรวมว่า มาตรา ๔ ที่กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ให้การเห็นชอบนี้ ยังพบว่าในการ นิยามคำที่มีความสำคัญยังไม่ครบถ้วน ไม่ครอบคลุมคำที่จำเป็นที่ควรนิยาม และที่สำคัญ คำที่ไม่จำเป็นมีการใช้น้อย ใช้เพียงครั้งเดียว ก็มีนิยามไว้ ในขณะที่คำที่ควรมี แต่ไม่มี และมีคำที่ใช้ในบทบัญญัติในมาตราต่าง ๆ นี้เกลื่อนกลาดไปหมด ยกตัวอย่างที่ขาดไปก็คือ เรื่องของบุคลากรทางการศึกษา ผมอยากให้ท่านกรรมาธิการและสมาชิกได้ดูว่ามีคำที่ใช้ แทนคนในพระราชบัญญัตินี้ คำที่ใช้แทนคนที่ไม่ใช่ครู ที่ไม่ใช่ผู้บริหาร จะเป็นอะไร มีคำที่บอกว่าบุคลากรทางการศึกษาอื่น ที่ระบุไว้ในมาตรา ๔ มาตรา ๔๐ มาตรา ๔๑ มาตรา ๔๓ มาตรา ๔๕ มาตรา ๕๘ และมาตรา ๗๗ แล้วมีคำคล้ายกันนี้อีกว่า บุคลากร ทางการศึกษาอื่น ในมาตรา ๒๘ (๕) มีคำว่า บุคลากรทางการศึกษา ในชื่อหมวด และมาตรา ๓๓ มาตรา ๓๔ มาตรา ๓๕ มาตรา ๓๗ มาตรา ๓๘ มาตรา ๓๙ มีคำว่า บุคลากรในสถานศึกษา ในมาตรา ๔๔ (๕) มาตรา ๒๓ (๖) มาตรา ๒๘ (๖) มีคำว่า บุคลากรที่จำเป็น ในมาตรา ๒๘ (๓) มีคำว่า บุคลากรของสถานศึกษา ในมาตรา ๒๘ วรรคสอง มีคำว่า ผู้ปฏิบัติหน้าที่สนับสนุน ในการบริหารจัดการ ในมาตรา ๑๔ (๔) และ (๗) มีคำว่า กำลังคน ในมาตรา ๑๕ (๖) เหล่านี้ เป็นใครบ้าง แล้วจะใช้คำไหน ก็แน่นอนที่สุดว่าร่างพระราชบัญญัตินี้แรกเริ่มเดิมที เราพิจารณากันอย่างดี เป็นเหตุเป็นผล มีการลงมติ ๔๐ มาตราแรก มีแก้ไข ๓-๔ มาตรา แก้ไขจนพรุนไปหมด ๔๐ มาตราแรก แต่มาตรา ๔๑ เป็นต้นมานั้นคงร่างเดิมเกือบทั้งสิ้น ด้วยเหตุใดไม่ทราบจึงทำให้พระราชบัญญัตินี้ถ้อยคำหรือคำที่กำหนดไว้ในนี้ขาด ๆ เกิน ๆ ส่วนที่เกินที่ผมเห็นว่าเกินในมาตรา ๔ อย่าง ผู้ว่าราชการจังหวัด มีเขียนไว้ในมาตราเดียว เท่านั้น ท่านจะขยายว่าผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ไม่ต้องมานิยาม เลยก็ได้ หรือแม้แต่เลขาธิการมีกล่าวถึงอยู่มาตราเดียวคือเลขาธิการสภาการศึกษาเดิม เท่านั้นเอง ก็มาเขียนให้รุงรังในมาตรา ๔ แต่ว่าที่สำคัญที่สุดวันนี้ไม่ว่าจะเป็นคณาจารย์ หรืออาจารย์มหาวิทยาลัยที่มีก็ไม่มีการนิยามไว้ บุคลากร ซึ่งวันนี้ยังสับสน เราเอ่ยถึง โดยเฉพาะมาตรา ๔๑ ที่เป็นประเด็นอยู่ว่ามันเป็นใครกันแน่บ้าง ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ รองผู้อำนวยการ ศึกษานิเทศก์ จะอยู่ในนั้นหรือเปล่า เพราะว่านิยามก็ไม่ได้บอกไว้ว่า บุคลากรทางการศึกษาอื่นนั้นเป็นอะไร อันนี้ผมจึงถือว่าร่างที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก เห็นด้วยมานี้จึงมีความบกพร่อง จึงควรที่จะเพิ่มเติมให้มีความสมบูรณ์ครบถ้วนกว่านี้ครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน แล้วตามด้วยท่านบัญญัติ เจตนจันทร์ นะครับ🔗

นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม เฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะกรรมาธิการ กระผมขออนุญาต สงวนความเห็นมาตรา ๔ โดยเพิ่มบทนิยามคำว่า ครู หมายความว่า บุคลากร ผมเพิ่มไปคำว่า วิชาชีพ ของเดิมเขาเขียนไว้ว่า ครู หมายถึง บุคลากรซึ่งทำหน้าที่หลักในสถานศึกษาในการ จัดกระบวนการเรียนรู้ ผมก็ขออนุญาตเพิ่มคำว่า วิชาชีพ ไป โดยมีเหตุผลดังนี้ คำที่เพิ่มไป สอดคล้องกับหลักการและเหตุผลที่กำหนดให้ครูเป็นวิชาชีพชั้นสูงและต้องมีคุณลักษณะ ทั่วไปตามมาตรา ๓๔ และคุณลักษณะเฉพาะตามมาตรา ๓๗ ประการที่ ๒ สอดคล้องกับ บทบัญญัติในร่างพระราชบัญญัตินี้ในมาตรา ๓๓ ที่กำหนดให้ครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง และครู ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูตามมาตรา ๓๙ ซึ่งคุรุสภาเป็นผู้ออกใบอนุญาต ตามมาตรา ๔๒ ประการที่ ๓ ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็มีบทนิยาม คำว่า ครู หมายถึง บุคลากรวิชาชีพ เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับมาตรา ๔๓ พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ ที่กำหนดให้วิชาชีพครูเป็นวิชาชีพควบคุม คนจะเป็นครูต้องมีใบอนุญาต ประกอบวิชาชีพครู แล้วก็ประการสุดท้ายก็เป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติครูซึ่งเป็นวิชาชีพ ชั้นสูงให้เกิดความสมดุลและดำรงฐานะอันสูงส่งในการหล่อหลอมคน กระผมจึงเพิ่มคำว่า วิชาชีพ🔗

อีกบทนิยามหนึ่ง คำว่า บุคลากรทางการศึกษาอื่นที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษา ซึ่งมีผู้อภิปรายไปแล้ว จะเห็นได้ว่าถ้าเราไปเปิดดูร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มีการพูดถึงคำว่าบุคลากร ทางการศึกษาอื่นที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษา ผมนับดูแล้วถึง ๓๐ ครั้ง แต่ไม่รู้ว่าบุคลากร ทางการศึกษาอื่นที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษาคือใคร ไม่รู้ครับ เขียนไปแต่ไม่มีบทนิยาม ถ้าเปิดไปดูบทนิยาม เขามีบทนิยามที่คำว่า ครู หมายถึงใคร แต่บุคลากรทางการศึกษาอื่น ที่เกี่ยวกับการศึกษาไม่รู้ว่าหมายถึงใคร และใน พ.ร.บ. การศึกษา ๒๕๔๒ ก็ได้กำหนด คำนิยามไว้ชัดเจน ผมก็ได้เพิ่มบทนิยามคำว่า บุคลากรทางการศึกษาอื่นที่เกี่ยวกับการ จัดการศึกษา หมายความว่า ผู้บริหารการศึกษา ศึกษานิเทศก์ ผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงาน การศึกษาที่ทำหน้าที่สนับสนุนการศึกษา ให้บริการ หรือปฏิบัติงานเกี่ยวเนื่องกับการจัด กระบวนการเรียนการสอน การนิเทศ และการบริหารการศึกษา ตลอดจนการเรียนรู้ของ ผู้เรียนด้วยวิธีการต่าง ๆ ในสถานศึกษาและหน่วยงานการศึกษาของรัฐและเอกชน ที่เพิ่มเข้าไป คำว่า ผู้บริหารการศึกษา ก็คือบุคลากรวิชาชีพที่บริหารการศึกษา นอกสถานศึกษา เช่น ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ ผู้อำนวยการสำนักงาน กศน. จังหวัด หรือ ผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชน แล้วก็เพิ่มคำว่า ศึกษานิเทศก์ เข้าไปตาม มาตรา ๓๘ ค (๑) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ แล้วก็รายละเอียดคำนิยามนี้ก็มีว่า เป็นผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานการศึกษา ที่ทำหน้าที่สนับสนุนการศึกษา ให้บริการหรือปฏิบัติงานเกี่ยวเนื่องกับการจัดกระบวน การเรียนการสอน การนิเทศ พวกนี้ก็คือบุคลากรที่ปฏิบัติงานอยู่ในสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษา สำนักงาน กศน. จังหวัด และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด เพราะฉะนั้น จึงขออนุญาตว่าขอเพิ่มบทนิยามคำว่า บุคลากรทางการศึกษาอื่นที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษา ในมาตรา ๔ ครับ ขอบคุณมากครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไป ท่านบัญญัติ เจตนจันทร์ แล้วตามด้วยท่านเสน่ห์ ขาวโต เชิญท่านบัญญัติครับ🔗

นายบัญญัติ เจตนจันทร์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมได้สงวนความเห็นในมาตรา ๔ ของ ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ซึ่งเป็นมาตราที่เกี่ยวกับคำนิยาม โดยเพิ่มในวรรคสาม และวรรคสี่ ดังนี้🔗

วรรคสาม ผมเพิ่มนิยามคำว่า บุคลากรทางการศึกษา หมายความว่า ผู้บริหาร สถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา รวมทั้งผู้สนับสนุนการศึกษา ซึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่ให้บริการ หรือปฏิบัติงานเกี่ยวเนื่องกับการจัดกระบวนการเรียนการสอน การนิเทศ และการบริหาร การศึกษาในหน่วยงานการศึกษาต่าง ๆ🔗

แล้วก็เพิ่มในวรรคสี่ นิยามคำว่า ผู้บริหารการศึกษา หมายความว่า บุคลากร วิชาชีพที่รับผิดชอบการบริหารการศึกษานอกสถานศึกษาตั้งแต่ระดับเขตพื้นที่การศึกษา ขึ้นไป รวมถึงผู้บริหารการศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุที่ผมเพิ่มนิยาม คำว่า บุคลากรทางการศึกษา และผู้บริหารการศึกษา เข้ามาในวรรคสามและวรรคสี่ของมาตรา ๔ นี้ เพื่อให้เกิดความ ครอบคลุมและสบายใจแก่ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นบุคลากรทางการศึกษาและผู้บริหารการศึกษา ในปัจจุบัน เพราะว่าในมาตราต่าง ๆ ที่เป็นรายละเอียดของ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาตินี้ มีการกล่าวถึงบุคลากรทางการศึกษาและผู้บริหารการศึกษาไว้ในอีกหลายมาตรา หากว่า ไม่นิยามความหมายของบุคลากรทางการศึกษาและผู้บริหารการศึกษาไว้โดยละเอียด ก็อาจจะเกิดการตกหล่นไปได้ แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลที่เป็นบุคลากรทางการศึกษาก็ดี ผู้บริหารการศึกษาก็ดี ไม่ใช่เพียงแต่อยู่ในกระทรวงศึกษาธิการ ในปัจจุบันท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็มีการจัดการศึกษาด้วยนะครับ ซึ่งผู้ที่เป็นผู้บริหารการศึกษา ในระดับท้องถิ่น ยกตัวอย่างอย่างเช่น ผอ. กองการศึกษาในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น อบต. เทศบาล หรือ อบจ. ก็เรียกว่าเป็นผู้บริหารการศึกษา หากว่าไม่มีนิยาม ครอบคลุมไปถึงบุคคลเหล่านี้อาจจะทำให้การตีความหรือการได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ไม่ครอบคลุมไปก็ได้ ผมก็เห็นว่าการเพิ่มนิยามทั้ง ๒ วรรคที่ผมสงวนความเห็นไว้ไม่เสียหาย นอกจากนั้นก็ยังจะเป็นผลดีต่อการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ เพื่อให้ทุกคนที่มีส่วนร่วมในการ จัดการศึกษาได้มีความสบายใจ แล้วก็กฎหมายฉบับนี้สามารถบังคับใช้ได้อย่างครอบคลุม ท่านประธานครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านบัญญัติครับ ต่อไปท่านเสน่ห์ ขาวโต แล้วตามด้วยท่านดะนัย มะหิพันธ์ นะครับ เชิญท่านเสน่ห์ครับ🔗

นายเสน่ห์ ขาวโต กรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภาครับ ผม เสน่ห์ ขาวโต กรรมาธิการ ก็ขออนุญาตนำเรียนว่าในมาตรา ๔ นั้นเป็นมาตราที่จะขยายความ ในมาตราอื่น ๆ เพราะมันมีหลายคำที่ต้องสร้างความเข้าใจ ต้องทำความเข้าใจกับคำต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ ในกลุ่มที่อยากจะนำเสนอตรงนี้ อยากจะบอกว่ามีอยู่ ๒ กลุ่มที่จะนำเสนอคือ กลุ่มแรกคือกลุ่มที่กำหนดไว้แล้วแต่ยัง ไม่สมบูรณ์ ยังขาดถ้อยคำบางถ้อยคำหรือภาระหน้าที่ในบางภาระหน้าที่อยู่ กลุ่มที่ ๒ คือกลุ่มที่ไม่ได้กำหนดไว้ในนิยามศัพท์ เพราะฉะนั้นจำเป็นที่จะต้องกำหนดไว้ ในส่วนแรก ส่วนที่ไม่สมบูรณ์ ส่วนที่ยังขาดอยู่คือนิยามของคำว่า ครู นิยามของคำว่า ครู นั้น ตามปกติแล้ว ครูของเรานั้นทำหน้าที่ใหญ่ ๆ อยู่ ๓ ประการ ประการแรก คือทำหน้าที่เกี่ยวกับเรื่อง ของการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน ก็คือเรื่องของการสอนในห้องเรียน เรื่องของ การถ่ายทอดวิชาความรู้ต่าง ๆ เรื่องของการสร้างองค์ความรู้ให้กับผู้เรียน อันนั้นประการที่ ๑ ส่วนประการที่ ๒ ที่ครูต้องทำภาระหน้าที่อยู่ก็คือเรื่องของการที่จะต้องทำให้ผู้เรียนหรือลูกศิษย์ มีความเป็นคนที่ดี เป็นคนที่อยู่ในสังคมโดยที่ไม่มีปัญหา ก็คือพฤติกรรมต่าง ๆ ของผู้เรียน พฤติกรรมต่าง ๆ ของผู้เรียนที่จะปรากฏในห้องเรียน หรือในโรงเรียน หรือในสถานศึกษา หรือนอกสถานศึกษาก็ตาม เป็นพฤติกรรมที่พวกเราต้องการอยากเห็นว่าผู้เรียนของเรา ลูกศิษย์ของเรานั้นจะมีพฤติกรรมไปในทิศทางที่เราพึงประสงค์หรือสังคมพึงประสงค์ หรือเปล่า เช่นเรื่องของการที่เด็กเขามีคุณธรรม จริยธรรม มีระเบียบ มีวินัย มีความ รับผิดชอบต่าง ๆ รวมถึงการทะเลาะวิวาท และเรื่องอื่น ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราไม่พึงประสงค์นั้น ครูก็ต้องทำหน้าที่ในส่วนนี้ด้วย แล้วประเด็นที่ ๓ ที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่เป็นภาระหน้าที่ของครูโดยตรงก็คือความมี จิตวิญญาณของความเป็นครู จิตวิญญาณของความเป็นครูนั้น ครูเรานั้นจะต้องทำ ภาระหน้าที่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับลูกศิษย์ของเราเพื่อที่จะดูแลพฤติกรรมต่าง ๆ นอกจากดูแล พฤติกรรมต่าง ๆ ของผู้เรียนแล้วก็ยังจะต้องช่วยเหลือดูแลผู้เรียนให้ทั้งครอบครัว แล้วก็เรื่องของความรู้ เด็กที่ขาดความรู้คือเด็กที่เรียนไม่ทัน ครูก็ต้องเอาใจใส่เข้าไปดูแล อย่างใกล้ชิด เด็กที่ยากจนครูก็ต้องเข้าไปช่วยเหลือดูแล บางครั้งต้องหาอาหารเช้า อาหาร กลางวันให้กับลูกศิษย์ของตนเอง และเรื่องอื่น ๆ อีกมากมายเยอะแยะไปหมดเลย แต่ว่า ในนิยามศัพท์ในมาตรา ๔ นั้นไม่ได้กำหนดใน ๒ สิ่ง คือเรื่องของพฤติกรรมกับเรื่องของ จิตวิญญาณของความเป็นครูไว้ พูดแต่เฉพาะเรื่องของการจัดกระบวนการเรียนรู้ เพราะฉะนั้นในคำนิยามของคำว่า ครู ในมาตรา ๔ นั้น จึงขออนุญาตเพิ่มแทรกขึ้นมาว่า อันนี้เห็นด้วยกับท่านเฉลิมชัยว่าต้องมีครูนั้นเป็นวิชาชีพด้วย ตรงนั้นเห็นด้วย เพราะฉะนั้น ก็จะกลายเป็นว่า ครู หมายความว่า บุคลากรวิชาชีพที่ทำหน้าที่หลักในสถานศึกษา ในการจัด กระบวนการเรียนรู้ แหล่งความรู้ของผู้เรียน ตลอดจนเอื้ออำนวย ส่งเสริม และพัฒนา การเรียนรู้ของผู้เรียนและกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความใฝ่รู้และมีสมรรถนะต่าง ๆ ตรงนี้ก็แทรก ไปอีกว่า และอบรมสร้างให้ผู้เรียนมีพฤติกรรมตามคุณลักษณะอันพึงประสงค์ แต่ไม่ได้ หมายความรวมถึงผู้สอนในระดับอุดมศึกษาหรือเทียบเท่า อันนี้คือนิยามศัพท์ที่ขออนุญาต ได้เพิ่มเติมในส่วนนี้ไว้นะครับ🔗

ในส่วนที่ ๒ ยังไม่ได้กำหนดไว้ ก็คือเรื่องของคำว่า บุคลากรทางการศึกษาอื่น ซึ่งก็มีปรากฏอยู่ทั่ว ๆ ไป เพราะในองค์กรของกระทรวงศึกษาธิการที่อยู่ในภูมิภาค จะมีองค์กร ที่เป็นตัวแทนในส่วนภูมิภาคอยู่ ซึ่งตรงนี้ก็มีทั้งหน่วยงานแล้วก็บุคลากร หน่วยงานนั้น ตามปกติแล้วหน่วยงานที่ไม่ใช่สถานศึกษาที่เหนือสถานศึกษาขึ้นไป เขาใช้คำว่า หน่วยงาน ทางการศึกษา ซึ่งหน่วยงานทางการศึกษาเราไม่ได้กำหนดนิยามศัพท์ไว้ ก็ขออนุญาตได้เพิ่มว่า หน่วยงานทางการศึกษา หมายความว่า หน่วยงานที่เป็นสำนักงานที่ทำหน้าที่บริหารจัดการ กำกับ ดูแล สนับสนุน ส่งเสริม ตรวจสอบ นิเทศการศึกษาเหนือสถานศึกษาขึ้นไป แล้วก็ นิยามศัพท์คำว่า บุคลากรทางการศึกษาอื่น ก็หมายความว่า คำว่าบุคลากรทางการศึกษา มันจะมี ๒ กลุ่มใหญ่ ๆ กลุ่มแรกคือกลุ่มบุคลากรทั่วไป ทั่วไปนั้นเป็นที่เข้าใจว่าเป็นบุคลากร ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา ทุกคน ทุกผู้ ทุกนาม เป็นทั้งข้าราชการและไม่ใช่ข้าราชการ แต่มันจะมีคำว่าบุคลากรทางการศึกษาอื่นที่อยู่ในหน่วยงานทางการศึกษา เพราะฉะนั้น ก็จำเป็นที่จะต้องกำหนดเป็นนิยามศัพท์ของคำนี้อยู่ ซึ่งมันมีใช้อยู่หลายที่หลายตอนด้วยกัน ความหมายนั้นเหมือนกับที่ท่านเฉลิมชัยได้กล่าวไปแล้วเมื่อสักครู่นี้ และอีกคำหนึ่ง คำว่า ผู้บริหารการศึกษา ซึ่งผู้บริหารการศึกษานั้นก็เป็นผู้บริหารที่เป็นบุคลากรวิชาชีพที่รับผิดชอบ การบริหารหน่วยงานทางการศึกษา เพราะฉะนั้นก็จะครบองค์ประกอบในส่วนที่ยังขาดไปครับ ขอบคุณมากครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไปเป็น ท่านดะนัย มะหิพันธ์ แล้วตามด้วย ครูออน กาจกระโทก เชิญท่านดะนัยครับ🔗

นายดะนัย มะหิพันธ์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ดะนัย มะหิพันธ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ หลายท่านได้อภิปราย ซึ่งผมเห็นด้วยแล้วก็ไม่ได้นำมาเพิ่มเติมเพราะดูว่าท่านได้นำมาเขียนไว้แล้ว แต่ก็มี บางประเด็นบางเรื่องที่ผมต้องการที่จะแก้ไขและเพิ่มเติม ความหมายของคำว่า ครู เห็นด้วยกับท่านเฉลิมชัย ว่า ครู คือบุคลากรวิชาชีพ ซึ่งทำหน้าที่หลักในสถานศึกษา ที่ผมเพิ่มเติมมาคือในสถานศึกษาของรัฐและเอกชน ครูเอกชนทุกวันนี้เขาก็เรียกร้องเรื่อง ใบประกอบวิชาชีพ ทำไมคำว่าครูจะต้องมีแต่เฉพาะของรัฐ ของเอกชนก็ให้เขามีศักดิ์มีศรี เป็นวิชาชีพด้วยไม่ได้หรือ ดังนั้นผมจึงเพิ่มเติมคำว่า ในสถานศึกษาของรัฐและเอกชน แล้วก็ ผู้บริหาร ผู้บริหารก็หมายถึงครูที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหาร สถานศึกษาก็ต้องมีใบประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา เราถึงจะถือว่าเป็นวิชาชีพชั้นสูง ขณะเดียวกันในสถานศึกษาของรัฐและเอกชนก็จะต้องมีใบประกอบวิชาชีพรับรองเช่นกัน ท่านประธานครับ มีนิยามคำคำหนึ่งที่ปรากฏในกฎหมายเกือบทุกมาตรา แต่ว่าไม่ได้เขียน เอาไว้ นั่นก็คือคำว่า ผู้เรียน ผู้เรียนหมายถึงใคร ไม่ได้เขียนครับ ผมจึงได้ไปเขียนเพื่อให้ได้ มีความหมายชัดเจนว่า ผู้เรียน หมายถึง บุคคลที่มีสัญชาติไทยซึ่งอยู่ในช่วงวัยที่ ๑ ถึงช่วงวัยที่ ๗ ตามมาตรา ๘ ถ้าคนไม่มีสัญชาติไทยมาเรียน เดี๋ยวถ้าเรื่องงบประมาณ เรื่องการจัดการ เรื่องสวัสดิการอะไรต่าง ๆ นั่นถือว่าเราไม่ได้ส่งเสริม แต่เราจะต้องดูแลเรื่องของผู้เรียน ที่เป็นคนไทยเท่านั้น คราวนี้มีคำอีกคำหนึ่งที่ในกฎหมาย หลายท่านพูดไปแล้วผมไม่เอามาซ้ำ แต่หน่วยงานที่ผมเห็นที่เขียนไว้อยู่ในกฎหมายบ่อยมากมีเกือบทุกมาตรา คำว่า หน่วยงาน ของรัฐ หน่วยงานของรัฐหมายถึงอะไรไม่มีเขียนไว้ในนิยาม ผมก็เลยมาเขียนไว้ ในนิยามว่า หน่วยงานของรัฐ หมายความว่า หน่วยงานที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษา ทั้งในส่วนกลางและส่วนจังหวัด ซึ่งอาจเรียกชื่อตามที่กฎหมายบัญญัติว่าด้วยการนั้น นั่นหมายความว่าในหน่วยงานของรัฐที่อาจจะตั้งขึ้นที่ส่วนกลาง เช่น ทุกวันนี้ก็มี สพฐ. มี ก.ค.ศ. มีอะไรที่เปลี่ยนชื่อใหม่ผมจำไม่ได้ แล้วก็มีการศึกษาเอกชนอย่างนี้ ซึ่งทุกอย่าง ถือว่าเป็นหน่วยงานของรัฐ รวมไปถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เขาจัดการศึกษาก็เป็น หน่วยงานของรัฐ ดังนั้นถ้าท่านไม่เขียนไว้ว่าหน่วยงานของรัฐหมายถึงอะไร อาจจะไปรวมถึง หน่วยงานทุกหน่วยงานซึ่งไม่เกี่ยวกับการศึกษาก็ได้ เพราะฉะนั้นผมจึงมีการเพิ่มเติมทั้งเรื่อง ของครูจะต้องได้มีนิยามไว้ในทั้งครูรัฐและครูเอกชน ผู้บริหารก็ต้องทั้งของรัฐและเอกชน แล้วก็ต้องมีนิยามคำว่าผู้เรียนด้วย ผู้เรียนต้องเป็นคนไทยถึงจะได้รับการดูแลตามกฎหมายไทย ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไปเชิญ ครูออน กาจกระโทก หลังจากนั้นจะเป็นผู้แปรญัตติ ๒ ท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล กับ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง เชิญครูออน กาจกระโทก ก่อนครับ🔗

นายออน กาจกระโทก กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ครูออน กาจกระโทก สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ซึ่งในมาตรา ๔ นี้ ได้พูดถึงเรื่องของคำนิยาม เหตุที่จะต้องนิยามเอาไว้ก็เพราะว่าการให้ความหมายของสิ่ง คือคำพูดที่กล่าวซ้ำ ๆ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ จะทำให้มีความเข้าใจตรงกันว่าหมายถึงใคร แต่ถ้าเกิดว่าเราไม่ได้บัญญัติเอาไว้อาจเกิดความไขว้เขวในการใช้ในทางปฏิบัติ ดังนั้น หลายท่านได้แสดงความเป็นห่วงแล้วก็เพิ่มเติมขึ้นมา อย่าง ครู ผมเห็นด้วยครับที่ควรจะใส่ คำว่า วิชาชีพ เข้าไป ทีนี้ในนี้ก็ไปนิยามคำว่าผู้บริหารสถานศึกษา ไปนิยามคำว่าสถานศึกษา สถานศึกษาของรัฐอะไรนี่ นิยามมาหมด แต่บางส่วนซึ่งกล่าว หลายครั้งเราไม่ได้นิยาม เช่น คำว่า บุคลากรทางการศึกษาอื่น หรือบุคลากรทางการศึกษา ที่ไม่มีอื่น ก็มีการกล่าวไว้ในมาตรา ๓๒ มาตรา ๓๓ มาตรา ๓๔ มาตรา ๓๕ มาตรา ๓๗ อะไรผมลองไล่ดู หรือคำว่า ผู้บริหารการศึกษา ซึ่งหมายถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขต รองผู้อำนวยการสำนักงานเขต ผู้อำนวยการ กศน. อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ หรือคำว่า ศึกษานิเทศก์ อย่างนี้เป็นต้น ถ้าเกิดจะบอกว่าไม่ได้บัญญัติเอาไว้ตรงนี้ แต่ได้บัญญัติไว้แล้ว ในพระราชบัญญัติอื่น เช่น พระราชบัญญัติระเบียบครูและบุคลากรทางการศึกษา ไปเขียนไว้แล้ว ตรงนี้ไม่ต้องเขียนก็ได้ ท่านอาจจะตอบอย่างนั้น แต่ผมคิดว่าอะไรที่เขียนแล้วให้เกิด ความชัดเจน แล้วก็เข้าใจตรงกัน นำไปปฏิบัติตรงกัน สอดรับกัน ก็ควรที่จะบัญญัติเอาไว้ ผมจึงเห็นด้วยกับท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน หลาย ๆ ท่าน อย่างเช่นคำว่า บุคลากรทาง การศึกษาอื่นที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษา หมายความว่า ผู้บริหารการศึกษา ศึกษานิเทศก์ ผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานการศึกษาที่ทำหน้าที่สนับสนุนการศึกษาให้บริการหรือปฏิบัติงาน เกี่ยวกับการจัดกระบวนการเรียนการสอน การนิเทศ และการบริหารการศึกษา ตลอดจน การเรียนรู้ของผู้เรียนด้วยวิธีต่าง ๆ ในสถานศึกษาและหน่วยงานการศึกษาของรัฐและเอกชน พอเขียนอย่างนี้จะทำให้บุคคลที่เขาเกี่ยวข้องกับการศึกษา เขาเห็นว่าตำแหน่งของเขามีการ นิยามเอาไว้ แล้วมีความหมายว่าจะให้เขาทำอะไร อย่างไร มีบทบาทหน้าที่อย่างไร แต่พอเราไม่เขียนเอาไว้ พอเอาขึ้นมาดูปั๊บ ศึกษานิเทศก์เขาก็จะบอกว่าไม่เห็นกล่าวถึง เขาเลย ทั้ง ๆ ที่เขียนเอาไว้ในบทบัญญัติหลายแห่ง ผอ. เขต ผู้บริหารการศึกษา เขาก็บอก ทำไมไม่เขียนเอาไว้ สุดท้ายก็จะตอบแบบที่ผมพูดก็ไปบัญญัติเอาไว้ กฎหมายที่มีศักดิ์ เป็นพระราชบัญญัติอยู่แล้ว แล้วอันนี้เป็นกฎหมายแม่ เป็นกฎหมายแม่นะครับ ทำไมเราไม่ บัญญัติตรงนี้เอาไว้ เพื่อที่เวลาไปบัญญัติในกฎหมายลูก เขาว่ามันมีอยู่ในกฎหมายแม่ ดังนั้น ในกฎหมายลูกก็ต้องบัญญัติ อย่างนี้เป็นต้น ดังนั้นผมเห็นด้วยที่จะต้องนิยามคำต่าง ๆ ที่ผมได้กล่าวมาเอาไว้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ผมได้ ขานชื่อผู้แปรญัตติ ๒ ท่านไปแล้วนะครับ มีท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล กับ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ขอเชิญท่านก่อนนะครับ🔗

พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอแปรญัตติในมาตรา ๔ โดยเฉพาะเรื่องคำนิยาม กราบเรียนว่าตรงนี้ต้องพาดเกี่ยวไปถึงกฤษฎีกา เอาให้แน่ครับกฤษฎีกา กฎหมายเป็น กฎหมายแม่ เอาให้ชัดครับ ถ้าจะเอาเป็นรากฐานจริง ๆ ก็คืออย่าไปอ้างกฎหมายลูก มาใช้บังคับกฎหมายแม่ ถ้าอะไรไม่มีก็ต้องเขียนใหม่ อย่ายึดมั่นถือมั่นว่ามีกฎหมายเก่าอยู่ กฎหมายเก่าต้องเลิกไปให้ได้มากครับ ผมถึงขอแปรญัตติในมาตรา ๔ โดยเฉพาะในเรื่องของ คำว่า ผู้บริหารการศึกษา ที่ใช้ความหมายว่าเป็นหัวหน้า ท่านหลงผิดหรือเปล่าครับ หลงยุค หรือเปล่าครับ ตอบไหมครับว่าหัวหน้ามันใช้ที่ไหนครับ หัวหน้า คสช. อย่างไรครับ หัวหน้า คณะปฏิวัติอย่างไรครับ คือผู้ใช้อำนาจ ไม่ใช่บริหารการศึกษา ท่านประธานครับ ผมถึงแก้ ของผมว่าเป็นผู้บริหารการศึกษาในสถานการศึกษา นิยามนี้ครับ หลงผิดหรือเปล่าครับ กฤษฎีกา หัวหน้ามันคือการไฮราคี (Hierarchy) ที่สั่งการ ไม่ได้บริหารการศึกษา ท่านไปดูคำอธิบาย ในมาตรา ๕๔ ของรัฐธรรมนูญ วรรคสอง ผมอ่านให้ฟังครับว่า กฎหมายว่าด้วยการศึกษา อย่างน้อยต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติ รวมถึงการดำเนินงาน ให้เป็นไปตามแผน แผนการศึกษาแห่งชาติต้องใช้หัวหน้าหรือครับ หลงยุคหรือเปล่าครับ มันต้องบริหารการศึกษา เป็นผู้บริหาร ไม่ใช่เป็นหัวหน้ามาสั่งโน่นสั่งนี่ หลงผิดไปหรือเปล่า ผู้ที่ออกเสียงส่วนมาก กรรมาธิการ เข้าใจผิดหรือเปล่าว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายบริหาร การศึกษายุคใหม่ แล้วกฎหมายมาตรา ๕๔ วรรคสอง เขาเน้นเรื่องอะไรครับ เน้นผู้ที่ อ่อนด้อยกว่า ผู้ที่ยากจน กฎหมายฉบับนี้เน้นตรงนี้ครับ ผู้ที่เสียโอกาส นั่นคือสิ่งหนึ่งที่ผม จะอธิบายว่าเข้าใจผิด ผมถึงขอเปลี่ยนเป็น ผู้บริหารสถานการศึกษา ในนิยามนี้ ท่านประธานครับ แล้วยังมีนิยามอื่น ๆ เช่น ผู้บริหารการศึกษา ผมก็ให้นิยามเพิ่มเติมไว้ว่าคืออะไร ผมก็ไม่อธิบายว่าจะต้องทำอะไร แต่ในนิยามนั้นจะต้องสอดคล้องต่อมาตรา ๕๐ ท่านไปอ่าน เล่มเหลือง ๆ หนา ๆ คำอธิบายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๔ วรรคสอง มีเขียนไว้ครับ เขียนไว้ชัด ในวรรคสุดท้ายว่าเน้นเรื่องของการเสียโอกาสของคนในชาติที่เป็นคนยากจนตั้งแต่แรกเกิด ที่ต้องได้รับการศึกษา ฉะนั้นจะต้องมีผู้ที่เกี่ยวข้องในนิยามอื่น ๆ ซึ่งหลายคนพูดไปแล้ว ไม่ว่าจะเรื่องศึกษานิเทศก์ เรื่องบุคลากรทางการศึกษา ผมก็ให้นิยามเช่นเดียวกับ ท่านทั้งหลายที่พูดไป ผมไม่พูดซ้ำเพราะท่านบอกว่าไม่ให้พูดซ้ำ เพราะผมเห็นด้วยกับ หลายท่าน โดยเฉพาะท่านรองศาสตราจารย์ดอกเตอร์สุรวาท ที่ท่านอภิปรายไปแล้ว เรื่องของนิยามศัพท์อื่น ๆ ที่ต้องมี แม้กระทั่งหน่วยการศึกษา หน่วยการศึกษาก็ต้องระบุ ให้ชัดครับ ไม่อย่างนั้นมันก็ต้องกว้างมากเลย เพราะว่าการศึกษานี้เขาต้องการกฎหมายใหญ่ คือรัฐธรรมนูญ ต้องการให้ผู้ด้อยการศึกษาคือคนยาก คนจน ไม่ใช่คนรวย ๒ ขวบถึง ๕ ขวบ ต้องได้รับการฟูมฟักตั้งแต่แรกเริ่ม มันอยู่หลายที่ มันไม่ได้อยู่แค่ในโรงเรียนชั้นประถม หรือโรงเรียนอนุบาล หรือก่อนอนุบาลเท่านั้น นี่คือความหมายที่ควรจะมีนิยามศัพท์ของ สถานการศึกษาซึ่งอาจจะไปอยู่ในนิยาม (๑๖) ใน (๑๖) ก็คือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าด้วย กฎหมายและระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ หรือประกาศ หรือหน่วยงานที่คณะกรรมการ ข้าราชการครูกำหนด กำหนดอะไรก็ได้ นั่นคือสิ่งที่ผมอยากจะให้เข้าใจ ตลอดจนนิยามศัพท์ ที่ผมเพิ่มเติมในสถานการศึกษาของรัฐในวรรคสุดท้ายที่เกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ให้หมายความ รวมถึงสถานการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ จัดให้มีว่าด้วยการส่งเสริม และผมไม่เห็นด้วย กับการตัดบางนิยามศัพท์ที่ถูกตัดออกไป ตลอดจนนิยามศัพท์ที่ระบุชัดน้อยไป กราบเรียน ท่านประธานว่านิยามศัพท์เป็นหัวใจสำคัญแล้วเอาให้แน่นอนครับ กฎหมายหลักใหญ่ ๆ สรุปได้แค่นั้นว่าควรจะมีการดูแลแก้ไขให้แม่นด้วย ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเป็น พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง แล้วตามด้วยท่านไตรรงค์ ติธรรม เชิญครับ🔗

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเป็นผู้ขอแปรญัตติในมาตรา ๔ โดยเฉพาะมีหลายคำนิยาม แต่เพื่อจะให้กระชับ ผมอาจจะพูด แล้วก็อยู่ในเวลา นิยามแรกคือความหมายของครู ผมขออนุญาตด้วยความเคารพนะครับ ของกรรมาธิการ เสียงข้างมาก ผมอยากจะให้หมายถึงบุคลากรวิชาชีพ เหตุที่ต้องใส่ วิชาชีพ ไป ท่านต้อง ยอมรับว่าปัจจุบันความรู้ได้ถาโถมเข้ามากับผู้เรียน โดยเฉพาะในศตวรรษที่ ๒๑ นั้น ความรู้ มาจากแหล่งต่าง ๆ สิ่งสำคัญที่สุดคือครูที่ผมคิดว่าจะต้องมีการพัฒนา การที่จะบอกครู ต่างกับความรู้ที่ถาโถมเข้ามาหาผู้เรียนนั้น ผมคิดว่าคำ วิชาชีพ น่าจะมีความเหมาะสม และที่เป็นหลักผมคิดว่าก็คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๒๕๘ ในหมวดปฏิรูป เรื่องการศึกษา ข้อ จ ท่านประธานที่เคารพครับ ลองดูคำในกฎหมายก็คือบอกว่าข้อ จ ด้านการศึกษา (๓) ให้มีกลไกและระบบการผลิต การคัดกรอง การพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพครู และอาจารย์ให้เป็นผู้มีจิตวิญญาณของความเป็นครู มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมกับความสามารถและประสิทธิภาพในการสอน รวมทั้งมีกลไก สร้างระบบคุณธรรมในการบริหารงานบุคคลของผู้ประกอบวิชาชีพครู ท่านประธาน ที่เคารพครับ เราจะเห็นว่าแม้แต่ตัวรัฐธรรมนูญเอง ซึ่งเราบอกว่ากฎหมายการศึกษา เป็นกฎหมายแม่ แต่ที่สูงไปกว่านั้นคือรัฐธรรมนูญเวลาพูดถึงครูก็ต้องพูดถึงวิชาชีพ แต่เมื่อกรรมาธิการไปเขียนคำว่า ครู หมายถึงบุคลากรที่ทำหน้าที่หลักในสถานศึกษานั้น ผมคิดว่าจิตวิญญาณของความเป็นครูจะหมดไป ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้เคยเป็น กรรมการของสภาวิจัย เราก็พบว่าเราให้มีการศึกษาเรื่องของการพัฒนาการศึกษา เปรียบเทียบในประเทศในอาเซียน (ASEAN) เราจะพบว่าครูในประเทศในอาเซียน (Asian) บางทีอาจจะไม่เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่ในเรื่องความเป็นวิชาชีพครูนี้จะมี เช่น ของอินโดนีเซีย ก็จะต้องมีใบประกอบวิชาชีพที่ผมได้เขียนไว้ก็คือความเป็นครูจะแสดงออกอีกอันหนึ่ง ก็คือมาตรฐานการสอนที่กำหนดไว้ในประกอบวิชาชีพ ในมาเลเซียเขาใช้ความเป็นมืออาชีพ เพราะความเป็นครูนั้นไม่ใช่เป็นผู้มีความรู้ความสามารถอย่างเดียว ยังต้องเป็นผู้กล่อมเกลา แล้วก็ให้ความสำคัญที่ไม่เพียงแต่ความรู้หรือทักษะที่เป็นประโยชน์กับผู้เรียนเท่านั้น แต่ความ เป็นครูนั้นจะต้องเป็นเรื่องของจิตวิญญาณที่ทำให้มีความเป็นครู ดังนั้นผมจึงขอเสนอว่า อยากให้เติมคำ วิชาชีพครู เข้าไป ทั้งรัฐธรรมนูญ ทั้งกฎหมายฉบับนี้ก็เหมือนกัน ในมาตรา ต่าง ๆ ก็จะเขียนว่า วิชาชีพครู วิชาชีพครู เช่น มาตรา ๓๔ มาตรา ๓๙ แต่กรรมาธิการ ผมเองก็เป็นผู้แปรญัตติ พอเข้าไปถึงกรรมาธิการ ผมมองว่ารัศมีของกรรมาธิการเป็นเรื่องของ อำนาจนิยม แล้วกฎหมายฉบับนี้ถ้าไปดูต่อไปก็เป็น กอ.รมน. ของครู เป็น กอ.รมน. ของการศึกษา ซึ่งในอนาคตจากนี้ไป เมื่อ พ.ร.บ. นี้ออก อย่าหวังเลยว่าประเทศไทยเรา จะต้องถูกครอบงำเรื่องความรู้ไปอีกนานแสนนานตราบใดที่ไม่แก้กฎหมายฉบับนี้ ความจริง กฎหมายฉบับนี้ไม่ควรจะเป็นกฎหมายปฏิรูปเพราะเลยเวลา ๕ ปีมาแล้ว โดยเฉพาะเดี๋ยวเรา คงไปพูดในมาตรา ๘🔗

แล้วอีกประการหนึ่ง ผู้บริหารสถานศึกษา ท่านประธานขอสั้น ๆ นิดหนึ่ง คือผมจะให้คำนิยามหมายถึง ครู ที่ท่านเขียนว่าเป็น หัวหน้า ผมขอให้เป็น ผู้บริหาร สถานศึกษาของรัฐและเอกชน อยากให้เติม เอกชน ไปด้วย เพราะปัจจุบันนั้นรัฐ อะไรที่ เป็นรัฐส่วนใหญ่จะเจ๊ง อะไรที่เป็นรัฐส่วนใหญ่จะล้าหลังครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านไตรรงค์ ติธรรม ครับ🔗

นายไตรรงค์ ติธรรม กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ไตรรงค์ ติธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย เขต ๒ จังหวัดบึงกาฬ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาครับ กราบเรียนท่านประธานว่าเมื่อเช้านี้ที่ท่านประธานแจ้งว่าอย่าให้อภิปราย ซ้ำกันก็แล้วกัน อย่างนี้ผมว่าท่านประธานคงเข้าใจผิดไปนิดหนึ่งนะครับ บางทีการอภิปราย มันก็ต้องซ้ำกันเป็นบางครั้ง แต่คงไม่ใช่ทุกประโยคหรอกครับท่าน ก็เหมือนท่านสมาชิก รัฐสภาหลายท่านที่อภิปรายมานี้ก็บางท่านก็ซ้ำกันก็เป็นเรื่องธรรมดา แสดงว่าการซ้ำกัน คือการเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งมากท่านก็ยิ่งเห็นว่าข้อความเหล่านี้ มาตรานี้มันไม่ถูกไม่ต้อง หรือเห็นด้วยด้วยประการทั้งปวง วันนี้อยากกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาว่า พ.ร.บ. กฎหมายการศึกษานี้ซึ่งเกิดขึ้นเพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ และมาตรา ๒๖๑ นั้น ผมก็ไม่ทราบว่าเป็นอย่างไร ทำไมชมรมหรือผู้ที่เกี่ยวข้องทางด้านการศึกษามีการคัดค้าน กันอย่างมากมาย ๖๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นครับ ต้องเรียนด้วยความเป็นจริง ผมกลับไปพื้นที่ สัปดาห์ที่แล้ว กลับมานี่เขาบอกว่าอย่าให้ พ.ร.บ. การศึกษาฉบับนี้ผ่านนะ ผมก็อธิบายให้ฟัง แล้วเขาก็บอกว่ามันไม่ได้มาจากคณะครูหรือผู้อยู่ในวงการศึกษาโดยแท้จริง ฉะนั้น ความเหลื่อมล้ำ ความไม่เสมอภาคใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ เราเพิ่งพิจารณามาแค่ ๔ มาตรา อีกหลายมาตรา อีกเป็นร้อยมาตราท่านจะเห็นนะครับ วันนี้ผมก็สงวนคำแปรญัตติในส่วนที่ เป็นคำว่า ครู ความจริงแล้วผมสงวนไว้เป็นวิชาชีพ แต่ผมคงขอโทษ คงส่งให้เจ้าหน้าที่ พิมพ์ตกไป เพราะผมเห็นด้วยกับคำว่า วิชาชีพการเป็นครู ทุกอาชีพ หรืออาชีพหมอ ก็ยังเป็นวิชาชีพ วิชาชีพเทคนิคการแพทย์ ชาวนาก็ต้องเป็นวิชาชีพการเกษตร การทำนา ครู วิชาชีพครู เขาถามผมในฐานะกรรมาธิการว่า พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ นั้น ผิดตรงไหนที่ไปตัดคำว่า วิชาชีพ ออก ฉะนั้นมาวันนี้ก็เลยมาพูดในที่ประชุม อภิปราย ในที่ประชุมต่อท่านประธานและต่อท่านคณะกรรมาธิการ ผมเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ก็ฝากทุกท่านว่าให้คิดตรองในเรื่องนี้ให้รอบคอบนะครับ ในส่วนที่เป็นผู้บริหารสถานศึกษา ท่านดะนัย ในฐานะที่เราสงวนคำแปรญัตติก็ได้กล่าวไปแล้ว ผมก็เพิ่มเติมในส่วนที่เป็นผู้เรียน ผู้เรียนทำไมต้องเป็นคนไทย ผมอยากกราบเรียนว่าการศึกษาไทยท่านก็ทราบดี ทุกท่าน ทราบดีว่ามันเป็นรูปพีระมิด คนเก่งแล้วก็ยอมรับว่าเป็นเก่งตรงแหลม ๆ คนที่จำไม่ได้ เขียนไม่ออก จบ ป. ๖ แล้วยังเขียน ก ไก่ ถึง ฮ นกฮูกไม่ได้ ท่องเอ (A) ถึงแซด (Z) ไม่ได้ แล้วจะทำอย่างไร ฉะนั้นผมอยากฝากว่าคนไทยนี่เราต้องพัฒนาคนไทยก่อนที่จะไปพัฒนา ประเทศอื่น เราเป็นอย่างนี้มาหลายสิบปีแล้ว พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ ก็มีส่วนดี มากมาย พ.ร.บ. ฉบับที่เรากำลังพิจารณาก็มีส่วนดี แต่ผมดูในรายละเอียดแล้ว ๗๘ มาตรา ของเก่า กับ ๑๑๐ มาตรา ยังไม่เทียบเท่ากับ พ.ร.บ. ปี ๒๕๔๒ ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นสมาชิกนะครับ จะใช้สิทธิอภิปรายในมาตรา ๔ ในกรณีที่กรรมาธิการได้แก้ไข ข้อความนะครับ มี ๑. ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม ๒. ท่านขจิตร ชัยนิคม ๓. ท่านณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ๔. ท่านธีรัจชัย พันธุมาศ ๕. คุณครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ๖. ท่านนิคม บุญวิเศษ ๗. ท่านนิยม เวชกามา ตามลำดับนะครับ เชิญศาสตราจารย์โกวิทย์ก่อนครับ🔗

ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเรียน ท่านประธานว่าผมขออภิปรายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกรรมาธิการได้มีการแก้ไขในมาตรา ๔ ผมมีอยู่ ๒ คำที่แก้ไข โดยเนื้อหาสาระของกรรมาธิการที่ได้แก้ นั่นก็คือคำว่า การศึกษา ท่านประธานสภาครับ คำว่า การศึกษา ที่กรรมาธิการได้เขียนไว้ในสาระเนื้อหาหลัก ผมจับความได้ แล้วก็บางส่วนก็เห็นด้วยและบางส่วนก็อาจจะเป็นคำถาม เช่น การศึกษา หมายความว่ากระบวนการเรียนรู้ อันนี้คือส่วนที่ ๑ ในส่วนที่ ๒ เกี่ยวข้องกับการสร้างและ พัฒนาองค์ความรู้ หรือที่เราเรียกว่าโนว์เลดจ์ (Knowledge) แล้วก็ไปพัฒนาองค์ความรู้ เพื่ออะไร เพื่อให้เกิดความรู้ สติปัญญา ทักษะ ทัศนคติ หรือให้เกิดแอดติจูด (Attitude) หรือสกิล (Skill) อันนี้ก็คือความที่ทางกรรมาธิการได้ใส่ไว้ แต่ผมมีข้อถามก็แล้วกันว่า กระบวนการเรียนรู้คือมันไปพันกับเรื่องของมาตราอื่น ๆ อีกหลายมาตรา คือต้องชัดเจน ผมเลยพยายามถามไปว่ากระบวนการเรียนรู้ต้องรวมถึงทุกรูปแบบไหม เช่นในมาตรานี้ ก็เขียนเรื่องของการฝึกอบรม หรือการเรียนรู้ในเรื่องการเรียนรู้ผ่านสื่อทุกชนิด การเรียนรู้ ผ่านเทคโนโลยี หรือเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งคำพวกนี้มันไม่ได้ปรากฏ หรือเรามีการศึกษา ที่เกิดจากแหล่งเรียนรู้อื่น ๆ อันนี้ผมคิดว่าอาจจะต้องนำมาพิจารณา เพราะการศึกษา ถ้าเราพูดถึงอบรมก็คือเรื่องของโนว์เลดจ์ (Knowledge) เรื่องของสกิล (Skill) เรื่องของ แอดติจูด (Attitude) แต่ว่าการเรียนรู้ที่ขยายความไปมากกว่านั้นก็คือเรื่องของเรียนรู้ แล้วเกิดอะไรขึ้น ผมคิดว่าในมาตรา ๕๓ เขียนไว้เรื่องของการพัฒนาตนเอง เรื่องของการ เรียนรู้เพื่อที่จะเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิตในมาตรา ๕๔ เป็นต้น ผมจึงอยากถามว่าการศึกษา มันไปพันกับเรื่องที่ผมพูดด้วยหรือไม่ อย่างไร นี่คือคำที่แก้แล้วผมได้เพิ่ม มันก็ต้องมาคิด กันว่าเราจะบัญญัติคำเหล่านี้เพื่ออะไร เป็นความหมายอย่างแคบหรืออย่างกว้าง บัญญัติ เพื่อให้ความหมายที่มีความหมายตรงกันในมาตราอื่น ๆ หรือไม่ นั่นคือประเด็นที่ ๑ อยากเรียนท่านประธาน🔗

ในประเด็นที่ ๒ เรื่องของครู ผมเพิ่มนิดเดียว ครูคือใคร ใครคือครู พูดกัน ๒ เรื่อง ถ้าความหมายอย่างแคบ เราก็บอกว่าเป็นบุคลากรที่มีหน้าที่ประกอบการสอน เป็นผู้สอน ซึ่งแน่นอนต้องเป็นบุคลากรที่ประกอบวิชาชีพคือมีใบประกอบวิชาชีพครู นั่นคือคิดอย่างแคบ สำหรับผมแล้วผมมองว่าอาจจะคิดอย่างแคบหรืออย่างกว้างก็ได้ เพราะในมาตราอื่น ๆ ขยายบริบทของครูไปเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผู้สอน ผู้ถ่ายทอด ความรู้ ผู้จัดการการศึกษา ผู้ถ่ายทอดความรู้เป็นครูหรือไม่ ผมอยากให้กรรมาธิการตอบว่า เราจะบัญญัตินิยามอย่างแคบแค่บุคลากรประกอบวิชาชีพ ใบประกอบวิชาชีพครูเท่านั้น หรือเลยไปถึงผู้ถ่ายทอดความรู้ ผู้ถ่ายทอดความรู้อาจจะเป็นปราชญ์ชาวบ้านเป็นครูหรือไม่ หรือเป็นบุคลากรอื่น ๆ ที่เขา สามารถถ่ายทอด หรือผู้ปกครองในลักษณะโฮมสคูล (Home school) เป็นครูหรือไม่ ก็อยากถามว่าจะบัญญัติแบบไหน หรือท่านสมาชิกหลายท่านที่พูดเรื่องครูของรัฐเท่านั้น หรือครูของเอกชน ครูในองค์กรปกครองท้องถิ่น เป็นต้น ที่ต้องบัญญัติ นี่คือ ๒ ประเด็นใหญ่ ที่ผมอยากถามกรรมาธิการว่าเราให้นิยามแบบแคบหรือกว้างที่พันไปสู่มาตราอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องที่ปรากฏอยู่ใน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ เพราะฉะนั้นอยากให้กรรมาธิการ ช่วยตอบเพื่อความกระจ่างต่อกระผมด้วยครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านขจิตร ชัยนิคม เชิญครับ🔗

นายขจิตร ชัยนิคม กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ผมขออภิปรายในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมจะอภิปรายเรื่องคณะกรรมาธิการเพิ่มคำจำกัดความคำว่า การศึกษา ท่านประธานครับ ขออนุญาตชมเชยกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ที่ยินดีรับฟังประเด็นว่า ให้มีบัญญัติคำจำกัดความคำว่า การศึกษา เพราะว่าพระราชบัญญัติการศึกษาฉบับนี้ เป็นพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ แต่ว่าในร่างของรัฐบาลหาข้อยุติในคำจำกัดความ คำว่า การศึกษา ไม่ได้ ก็เลยไม่ได้บัญญัติไว้ มีคำอธิบายสำหรับคนร่าง เดิมบอกว่าการศึกษา มันมีความหมายกว้างขวางจนไม่อาจจะเขียนได้ ผมเห็นว่านั่นเป็นทัศนะความคิด ที่จบอะไรมาทางด้านโลกตะวันตก ซึ่งจะมีแต่ความเก่ง แต่ไม่มีข้อยุติ แต่ว่าผมส่วนมาก นิยมการศึกษาข้อยุติในโลกซีกตะวันออก ซึ่งจะต้องเขียนออกมาให้ชัดเจนในขณะที่ ดำเนินการ เพราะฉะนั้นที่คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ได้เพิ่มเติมคำจำกัดความคำว่า การศึกษา การศึกษา หมายความว่า กระบวนการเรียนรู้ การสร้างและการพัฒนาองค์ความรู้ เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคม เพื่อให้เกิดความรู้ เกิดสติปัญญา ทักษะ ทัศนคติ ที่ดี โดยกระบวนการเรียนรู้นี่คือเป็นกระบวนการโดยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ไม่ใช่เรื่องการสอนอย่างเดียว โดยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การฝึก การอบรม การสืบสานทาง วัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจาก การจัดสภาพแวดล้อม สังคม การเรียนรู้และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ตลอดชีวิต ผมเห็นว่าข้อความคำจำกัดความคำว่า การศึกษา ที่เขียนได้แล้วออกมาพัฒนา ปรับปรุงจากพระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๒ มาเป็นข้อความอย่างนี้ถือว่าสมบูรณ์ แล้วก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ นะครับ🔗

นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุพรรณบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ จังหวัดสุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ครูคือผู้ชี้นำทางความคิด ให้รู้ถูก รู้ผิด คิดอ่านเขียน ให้รู้ทุกข์ รู้ยาก รู้พากเพียร ให้รู้เปลี่ยนแปลงสู้ รู้สร้างงาน การพิจารณาพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ฉบับนี้ใกล้กับวันครู วันจันทร์ที่ ๑๖ มกราคมที่จะถึง ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่เหมาะสมที่สุด แล้วก็ใกล้กับวันเด็ก ซึ่งเป็น ส่วนสำคัญอย่างยิ่งในกระบวนการเรียนรู้ของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๔ คณะกรรมาธิการได้เพิ่มคำนิยามคำว่า การศึกษา เข้ามา ผมก็แปลกใจว่าความคิดของผม ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ตรงกับความคิดของ ท่านศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม พอดีเลย ว่าการเพิ่มบทนิยามคำว่า การศึกษา เข้ามานี้ มันจะครอบคลุมไปทุกเรื่องในตัวพระราชบัญญัติฉบับนี้หรือไม่ เพราะว่าท่านผู้แปรญัตติ แล้วก็เสียงส่วนใหญ่เห็นชอบให้นำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคำนิยาม ได้นำมาจาก พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปีพุทธศักราช. ๒๕๔๒ นำข้อความนี้มาก็คือ การศึกษา หมายความว่า กระบวนการเรียนรู้ การสร้างและพัฒนาองค์ความรู้เพื่อความเจริญงอกงาม ของบุคคล แล้วก็ต่อไปอีกสัก ๓-๔ บรรทัด ผมเรียนอย่างนี้นะครับว่า ถ้ามีการบัญญัติ ความหมายของคำว่าการศึกษา มันจะเป็นปัญหาเป็นอุปสรรค มันจะเป็นการตีความทำให้ กรอบของคำว่าการศึกษานั้นแคบลงไหม เพราะว่าความหมายของการนิยามคำนี้นำมาตั้งแต่ ปีพุทธศักราช ๒๕๔๒ แล้ว กระบวนการเรียนรู้ทางการศึกษานั้นมีการพัฒนาก้าวหน้าไป ค่อนข้างมากแล้ว ก็อยากจะดูสิว่าย้อนกลับไปตอนเสนอพระราชบัญญัติฉบับนี้เข้าสู่สภา ทำไมผ่านกระทรวงศึกษาธิการมา ผ่านกฤษฎีกามา ไม่บัญญัติคำนี้ อยากจะทราบเหตุผล ว่าเพราะอะไร ทำไมจึงเปลี่ยนแปลงให้มีการบัญญัติคำนี้ขึ้นมา แล้วมันจะเป็นอุปสรรคในการ ทำให้เป้าหมายของการจัดการศึกษาแคบลงไหม หรือมีความพอดี ไม่ได้ติดใจในเรื่องของการ เพิ่มเข้ามานะ แต่ติดใจในความหมายของคำว่าการศึกษานี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย ลอกจาก ปีพุทธศักราช ๒๕๔๒ มาทั้งหมดเลย ก็ขออนุญาตเรียนถามท่านประธานผ่านไปยัง ท่านกรรมาธิการครับ🔗

ส่วนที่ ๒ คำว่า บุคลากรทางการศึกษา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการ จัดการศึกษาเช่นเดียวกัน ก็แปลกใจนะครับว่าคำนิยามอย่างนี้มันควรจะได้บัญญัติไว้ใน มาตรา ๔ เช่นเดียวกัน ก็ขอท่านคณะกรรมาธิการได้กรุณาชี้แจงเพิ่มเติมด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านมีกลอนมาด้วยนะครับ ต่อไป ท่านธีรัจชัย พันธุมาศ เชิญครับ🔗

นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ขออนุญาตอภิปราย มาตรา ๔ เรื่องคำนิยาม แต่ก่อนอื่น ผมขอเรียนเบื้องต้นก่อนที่จะถึงคำนิยาม ก็คือพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับนี้นั้น เป็นกฎหมายปฏิรูป แต่ผมได้ดูโดยรวมแล้วยังไม่เห็นว่ามันจะปฏิรูปอย่างไร แต่ผมดูแล้ว มันยังเป็นการรวบอำนาจอยู่ที่ส่วนกลางอยู่ทั้งสิ้น และไม่ได้เห็น ผมดูของการปฏิรูป การศึกษาของประเทศฟินแลนด์ซึ่งผงาดเป็นอันดับ ๑ ในประเทศที่ระบบการศึกษา ที่มีผลสัมฤทธิ์ที่สูงที่สุดในโลก เขาขอให้นักเรียนใช้เวลาเรียนในชั้นน้อยลง มีการทำการบ้าน ให้น้อยลง เมื่อ ๖๐ ปีที่แล้วเขามีเด็กจบการศึกษามัธยมเพียง ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่เมื่อ ๕๐ ปีที่แล้ว ตอนปี ค.ศ. ๑๙๗๐ เขาปฏิรูปการศึกษา แล้วปฏิรูปพร้อมกับสังคม ตอนนี้เป็นประเทศการศึกษาดีที่สุดในโลก เขาใช้แนวคิดอีกแบบหนึ่งครับ เป็นแนวคิด ที่ค่อนข้างจะกระจายไม่ใช่กระจุก แนวคิดที่เปิดกว้างให้อิสรเสรีมากกว่า ให้ความเป็นธรรม ความเสมอภาค ไม่ได้ใช้ความคิดแบบนิติอักษรศาสตร์ คือใช้กระบวนการใช้ความคิดคำ แต่ส่วนเนื้อแท้ก็คือการรวบอำนาจอยู่ส่วนกลาง การร่างกฎหมายที่จะเป็นคำนิยามที่ดี ถ้าร่างสั้น เขียนข้อความสั้น ๆ มันจะทำให้ตีความได้กว้าง ให้อิสรเสรีกับการตีความกฎหมาย ได้มากขึ้น แต่ถ้าอ้างกฎหมายใช้ข้อความเยอะ ๆ พยายามจะให้ครอบคลุมทุกอย่าง นั่นก็คือจะทำให้แคบขึ้น สำหรับในส่วนมาตรา ๔ เท่าที่ดูนะครับ คำนิยามคำว่าการศึกษา เขียนแบบนี้นะครับ กระบวนการเรียนรู้ทางการสร้างและพัฒนาองค์ความรู้เพื่อเจริญ งอกงามของบุคคลและสังคมเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ สติปัญญา ทักษะ ทัศนคติที่ดี โดยแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ การฝึก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์ จรรโลง การก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากสภาพแวดล้อม สังคม การเรียนรู้ปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ยาวมาก ทำให้แคบ ครู หมายความว่า บุคลากรซึ่งทำหน้าที่หลักในสถานศึกษาในการจัดกระบวนการเรียนรู้ เป็นแหล่งความรู้ของผู้เรียน ตลอดจนเอื้ออำนวย ส่งเสริม และพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน และกระตุ้นผู้เรียนให้เกิดการใฝ่รู้และมีสมรรถนะด้านต่าง ๆ แต่ไม่หมายความรวมถึงผู้สอน ในระดับอุดมศึกษาหรือเทียบเท่า สถานศึกษา หมายถึง สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย โรงเรียน ศูนย์การเรียน วิทยาลัย สถาบันอุดมศึกษา หน่วยงานการศึกษา หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ หรือของเอกชนที่มีหน้าที่และอำนาจหรือมีวัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษา เว้นแต่ พระราชบัญญัตินี้จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น เขียนกันยาวเหยียดเลยครับ ถามว่าเราจะคิดคำ อย่างไรมาให้ครอบคลุมการศึกษาและมันใช้ประโยชน์ได้จริงหรือไม่ เขียนกฎหมายแบบนี้ คือกฎหมายแบบพวกที่ใช้อำนาจนิยมพยายามกำหนดกติกากรอบว่าการศึกษาจะต้องมีเพียง แบบนี้เท่านั้น ไม่มีทางตีความให้เกินกว่านี้ได้เลย เรื่องนี้การร่างกฎหมายมันควรอยู่ใน นโยบายของรัฐบาลแต่ละรัฐบาลใช่หรือไม่ รัฐบาลอื่นมาต่อจากรัฐบาลอำนาจนิยมแบบนี้ จากรัฐประหารแบบนี้จะทำนอกเหนือจากกฎหมายแบบนี้ได้ไหม ไม่ได้ครับ จะคิดแตกต่าง ไม่ได้ ผมไปค้นในส่วนของพจนานุกรมของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ เขาให้คำนิยาม ๓ คำนี้ ไว้อย่างนี้ครับ การศึกษา หมายถึง กระบวนการสอนและเรียนรู้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในโรงเรียน วิทยาลัย หรือความรู้ที่ได้จากบ้านและการฝึกอบรมวิชาชีพ การศึกษามีแค่นี้เองครับ สามารถตีความได้กว้างขวางไปไกล ไม่ต้องมีรัฐบาลที่จะใช้นโยบายอื่นมากกว่านี้ รัฐบาล เสรีประชาธิปไตยเขาคิดได้มากกว่านี้ กว่าคนไม่กี่คนที่มาคิด เขาสามารถตีความได้มากกว่านี้ ครู หมายถึง บุคคลที่มีอาชีพในการสอนในโรงเรียน วิทยาลัย เขาตีความครูได้กว้างขวาง มากเลยครับ ไม่ใช่มาติเฉพาะคำนิยามแบบนี้ครับ สถานศึกษา หมายถึง สถานที่ ให้การศึกษาโดยมีผู้สอนกับผู้เรียน ทำไมเราต้องไปร่างให้ไกลอย่างนี้ ต้องการควบคุม ใช่ไหมครับ นี่คือการร่างกฎหมายในระบอบของที่ไม่ใช่เสรีนิยมประชาธิปไตย ผมทราบว่า ในกรรมาธิการที่มาเล่าให้ฟังว่า บางทีให้อภิปรายกันเยอะเลยนะครับ เป็นร้อย ๆ มาตรา เสร็จแล้วพอตอนท้ายมาให้โหวตทีเดียว เกณฑ์คนมาแล้วมาโหวตทีเดียวเพื่อให้เป็นไปตาม ร่างรัฐบาล เราร่างเพื่อควบคุมใช่ไหมครับ เราไม่ต้องการปฏิรูปกฎหมาย แท้จริงเราต้อง ควบคุมคนที่อยู่ในกะลาตลอด ให้อยู่กับคนที่มีความคิดแบบอำนาจนิยมตลอด ไม่พัฒนา เหมือนประเทศอื่นเขาเป็นอย่างไร เราไม่ได้คิดจะพัฒนาในส่วนของสังคมควบคู่กัน ความเสมอภาคทางการศึกษา ทำไมประเทศพัฒนาแล้วเขาเขียนสั้น ๆ เคมบริดจ์เขาเขียนสั้น ๆ ประเทศเขาไปไกลการศึกษาเขาดีละครับ ทำไมฟินแลนด์เขาเรียนน้อยลง ลูกคนรวยกับ ลูกคนจนเรียนห้องเดียวกัน ค่าเรียนฟรี การบ้านไม่เยอะ เรียนวันละไม่เกิน ๕ ชั่วโมง ครูไม่ต้องสอน เรียนน้อย ๔-๕ ชั่วโมง ทำไมเขาถึงเจริญขึ้นมาได้ ทำไมของไทยเรียน ตั้งเยอะแยะ ทำไมถึงต้องมีกติกามากมาย เขียนว่าการเรียนต้องอย่างโน้น คิดคำสารพัด อยากให้ครอบคลุม เสร็จแล้วคือการควบคุมครับ ให้เด็กอยู่ในกะลา ให้เด็กอยู่ในความคิด แบบท่องจำ แล้วเราจะแข่งขันกับประเทศอื่นได้อย่างไร ผมไม่เห็นด้วยกับการที่ร่างในส่วน คำนิยามแบบนี้ มันเป็นต้นเหตุของการควบคุมการศึกษา ไร้ความอิสรเสรี ควบคุม จุดส่วนกลาง เดี๋ยวมีมาตราอื่น ๆ ผมดูแล้วผมไม่สบายใจเลย ไม่ได้ปฏิรูปอะไรเลยครับ ต้องการรวบรวมส่วนกลาง การออกแบบก็มีคนไม่กี่คนมาออกแบบการศึกษาระบบหลักสูตร การศึกษา การควบคุมระบบตำแหน่งต่าง ๆ ความเสรีไม่มี ท้องถิ่นไม่ได้ร่วมอย่างเต็มที่ เขียนแต่คำอะไรก็ไม่รู้ เขียนโดยนักนิติอักษรศาสตร์ที่ตัวเองไม่ค่อยรู้การศึกษาแล้วไม่เข้าใจ การศึกษาที่โลกเขาไปถึงไหนแล้ว ไม่เคยดูในส่วนของการศึกษาประเทศพัฒนาแล้วเขาทำ อะไรบ้าง อยู่แต่ในกะลาแบบนี้แล้วประเทศไทยจะไปได้อย่างไร ผมไม่เห็นด้วยกับคำนิยาม แบบนี้ ผมเห็นว่าควรจะเปิดให้กว้างอย่างเช่นประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างที่ผมได้กราบเรียน เมื่อสักครู่ครับท่านประธาน เดี๋ยวมาตราอื่นผมอภิปรายต่อครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไปเชิญ ท่านครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ครับ🔗

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ครูมานิตย์ ผู้แทนพรรคเพื่อไทย จากจังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอแสดงความคิดเห็นในมาตรา ๔ แต่ก่อนอื่นต้องชมด้วยความจริงใจกับท่านประธานตวง ที่ผมทราบข่าวลึก ๆ มาว่าท่านมีเจตนาอย่างสูงยิ่งที่จะทำกฎหมายฉบับนี้ นั่งเป็นประธาน เพื่อให้ผลประโยชน์กับครูอย่างเต็มที่ แต่แน่นอนที่สุดครับ ในชั้นกรรมาธิการ ๔๙ คนนั้น ไม่ได้มีท่านคนเดียว ก็ถึงออกมาเป็นอย่างนี้ ใจจริงท่านประธานที่เคารพผมจะอภิปราย มาตรา ๓ เพราะมาตรา ๓ ผมโดนต้มมา ผมเป็นกรรมาธิการวิสามัญแก้ไขคำสั่งที่ ๑๙/๖๐ วันนั้นผิดหวังมากครับ เขาบอกให้เราทำเต็มที่ จะให้มีผู้แทนครู ผู้แทนผู้บริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิ มาจากโน่นจากนี่ แต่ท้ายที่สุดล็อกเป้าให้แก้เหมือนกับไม่ให้แก้ ผิดหวัง แล้วก็หลาย ๆ ฉบับ ที่ผิดหวัง บังเอิญผมไม่ได้เป็นกรรมาธิการคณะนี้ก็เลยไม่ได้แปรญัตติไว้ แล้วก็ไม่ได้สงวน คำแปรไว้ ท่านประธานที่เคารพครับ แค่คำเดียวในมาตรา ๔ คือคำว่า ครู หมายความว่า บุคลากร แล้วไปเติม วิชาชีพ มันจะเสียหายอะไรมากมายแท้ ด้วยความเคารพท่านประธาน แล้วด้วยความเคารพเพื่อนสมาชิกรัฐสภาครับ ผมสงสารครูมาก พออ่านทั้งฉบับ ผมได้รับ เมื่อวาน หลายอย่างที่มันจะทำให้ครูมีขวัญกำลังใจในการสั่งสอนเด็ก เพราะครูคือผู้ให้ สถาบันการศึกษาเป็นสถาบันอันดับ ๒ รองจากครอบครัว ครูเหมือนกับพ่อแม่เด็ก ทุ่มเท เสียสละทุกอย่าง นี่ก็ไม่ได้ชมครับ มายุคคนชื่อทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ได้แก้กฎหมายให้มีวิทยฐานะ ให้มีเงินเพิ่ม ให้โอกาสครูลืมตาอ้าปาก ในสมัยก่อนที่เขาบอกว่า ครูเป็นข้าราชการที่ค่อนข้างจะยากจน เพราะนอกจากดูแลครอบครัวตัวเองแล้ว เราต้องไป ดูแลลูกของคนอื่น แต่มาทำหน้าที่เป็นลูกของเราในโรงเรียน ฉะนั้นหลักประกันของความเป็น วิชาชีพนี่คือวิชาชีพชั้นสูง ผมไม่มั่นใจกับกฎหมายฉบับนี้ ด้วยเหตุผลว่าเบื้องหลัง การถ่ายทำที่ทุกคนพูดกันมาหมดแล้วว่า มาตรา ๑ ถึงมาตรา ๔๐ ผ่านหมดทุกมาตรา ที่เป็นผลประโยชน์กับครูบาอาจารย์ทั่วประเทศ แต่ก็มาโดนน็อก (Nock) ในนาทีสุดท้าย พลิกลำหมด ไม่เอาทั้งหมด แต่โชคดีท่านประธานตวงท่านมีไหวพริบอยู่ เพราะเบื้องต้น ท่านก็มาจากครู ท่านก็ให้กล้อมแกล้มไปมาตราหนึ่ง ผมเชื่อว่าท่านอาจารย์ตวงถ้าปล่อย ให้หมดอีกนะ ครูไทยเละครับ ตอนเช้าเห็นครูมาที่รัฐสภาแห่งนี้ ๑๐ กว่าคน ท่านประธาน เห็นไหมครับ ครูเป็นอาชีพที่น่ารักครับ ถ้าเป็นองค์กรอื่นวันนี้เราไปรังแกเขา เต็มหน้า ทำเนียบ เต็มทุกที่ โรงเรียนปิดสอนครับ แต่ครูเราไม่ประพฤติอย่างนั้นครับ เรามีจิตวิญญาณ ของความเป็นพ่อแม่ของเด็กนักเรียน เรามีจิตวิญญาณที่จะให้โอกาสของสังคมแห่งนี้ เพราะครูเป็นทั้งวิศวะ เป็นทั้งสถาปัตย์ เป็นทุกอย่าง ครูเป็นตอม่อของประเทศ วันนี้ ผมอภิปรายตลอดว่าคุณจะมาแก้ปัญหาข้างบนไม่มีทางหรอกครับ ถ้าองค์กรของการศึกษา สถาบันของการศึกษาไม่เข้มแข็ง คนอ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้ คุณจะมาปฏิรูป คุณจะมาปฏิอะไรก็แล้วแต่ ยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี มันไม่มีทางก้าวไปข้างหน้าได้ วันนี้ครูเริ่มมี ขวัญกำลังใจ พอออก พ.ร.บ. ฉบับนี้ผมเห็นเลยว่าความฝันของครูนั้นเริ่มจะเลือนราง ยิ่งมาเอาคำสั่งของคณะปฏิวัติ ผมใช้คณะปฏิวัติเลย ไม่ใช่ คสช. ละครับ เพราะผมเป็นคนที่ พูดอ้อมแอ้มกล้อมแกล้มไม่เป็น ยังคงไว้เหมือนเดิม โดยที่คณะกรรมาธิการที่เราฝากความหวังไว้ในวันนั้นว่าคุณไปแก้เสีย ไปทำให้องค์กรครู สักองค์กรเสียที่ให้เขาเป็นระบบประชาธิปไตย ให้เขาทำงานอย่างมีความสุข ให้โอกาสเขา แล้วเขาก็จะทำงานให้กับบ้านให้กับเมืองให้กับประเทศชาติได้ดีเยี่ยม แต่วันนี้ดูท่าทีแล้ว กำลังที่จะบีบเขาทุกอย่าง หลาย ๆ มาตรา เดี๋ยวผมมีโอกาสจะมาอภิปรายอีก กำลังจะไป ลักไก่ตัดเงินวิชาชีพเขา กำลังไปลักไก่ตัดโอกาสเขา กำลังไปลักไก่ให้เอกชนมาทำการ ศึกษาเขา มันเกิดอะไรขึ้นกับประเทศนี้ครับหลังจากปฏิวัติมานี้ ผมยังสงสัยอยู่ครับ ท่านประธาน ผมอยากกราบวิงวอนเพื่อนสมาชิกรัฐสภา ทั้งวุฒิสมาชิก ทั้งเพื่อน ส.ส. ที่เป็น ฝ่ายค้าน เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องแพ้ชนะกันระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายสมาชิกที่ตรงกันข้ามกับ ฝ่ายค้าน แต่มันเรื่องผลประโยชน์และโอกาสของคนที่จะให้การศึกษา คนที่จะสร้างท้องฟ้า สีทองให้ผ่องอำไพ แล้วประชาชนคนไทยจะได้มีความรู้ ผมอยากใช้ดุลยพินิจครับ เราอยู่ตรงนี้ เราอาจจะมองไม่เห็นโรงเรียนหนองหมาว้อ เราอาจจะมองไม่เห็นโรงเรียนบ้านกระออม บ้านสมบูรณ์ เราอาจจะมองไม่เห็นโรงเรียนบ้านตูมที่เด็กเขาลำบาก ครูลำบาก เราอาจ จะเห็นโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย เราอาจจะเห็นที่เป็นอินเตอร์ (Inter) อยู่ในถนนคอนกรีต แต่เราไม่เห็นโรงเรียนชายขอบว่าครูเขาลำบากขนาดไหน ฉะนั้นผมกราบวิงวอนอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะลงในมาตรานี้นะครับว่าช่วยพินิจพิจารณาอะไรที่กรรมาธิการแก้แล้วมันไม่ให้ ความเป็นธรรมกับครูเขา ไม่ให้ความเป็นธรรมกับพวกเขา เราเอากลับไปเถอะครับ เราเอากลับ เถอะครับ ขอบพระคุณมากครับท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นท่านนิคม บุญวิเศษ แล้วตามด้วยท่านนิยม เวชกามา แล้วก็ตามด้วยท่านวีระกร คำประกอบ นะครับ เชิญท่านนิคม บุญวิเศษ ครับ🔗

นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขออภิปราย ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ในมาตรา ๔ ซึ่งเป็นคำนิยามต่าง ๆ ผมอยากจะเรียนถามคณะกรรมาธิการนะครับ มีบางประเด็นที่ท่านไม่ได้ใส่เข้าไป ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เช่น การศึกษาท่านบอกว่า การศึกษา หมายถึง กระบวนการเรียนรู้ การสร้างและการพัฒนาองค์ความรู้ ความเจริญงอกงามของ บุคคลและสังคม เพื่อให้เกิดความรู้ สติปัญญา ทักษะ ทัศนคติที่ดี และอื่น ๆ ที่ท่านใส่เข้าไป รวมถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต ผมเห็นด้วย แต่มันยังขาดครับ ขาดความสำคัญก็คือว่าการศึกษา ควรจะใส่คำว่า การฝึกอบรม สั่งสอนให้คนเป็นคนดี หมายถึงว่าสอนให้คนเป็นคนดี ถ้าเกิดเราสอนแต่ว่าวิชาความรู้ต่าง ๆ แล้วการศึกษาคนไม่เป็นคนดีผมว่ามันล้มเหลว ควรจะใส่เข้าไปว่า การฝึกอบรม สั่งสอนคนให้เป็นคนดี มีคุณธรรม มีศีลธรรม รับผิดชอบ เสียสละ ซื่อสัตย์ต่อตัวเองและผู้อื่น ความซื่อสัตย์เป็นเรื่องสำคัญที่มีความจำเป็นจะต้อง เกิดขึ้นในสังคมเราในอนาคตต่อไปนี้ เพราะถ้าเกิดได้บุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ แต่ขาดความซื่อสัตย์ ขาดความสุจริตขึ้นมา โดยเฉพาะได้เป็นใหญ่เป็นโตมาบริหารประเทศ ก็ทำให้ประเทศล้มเหลวได้ ฉะนั้นผมคิดว่าตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญที่ควรจะบรรจุเข้าไป แต่เสียดายผมไม่ได้เป็นกรรมาธิการชุดนี้นะครับ🔗

อีกข้อหนึ่งครับ คำว่า ครู เห็นด้วยที่บอกว่าครูจะต้องเป็นผู้ที่มีวิชาชีพ เพราะครูมันมีทั้งครูในระบบและครูนอกระบบ ครูที่มีวิชาชีพหมายถึงไปสอบเป็นครูได้ แล้วก็ มีการไปบรรจุสอนตามโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนรัฐหรือโรงเรียนเอกชนก็ตาม แต่มันมีครู อีกกลุ่มหนึ่งผมอยากให้บัญญัติไว้เพื่อไม่ให้ผิดกฎหมาย กรณีที่บางท่านมีความรู้ ความสามารถ เช่น ปราชญ์ชาวบ้าน ที่ไม่ได้เป็นครู ไม่ได้สอนครู ไม่ได้จบครูมา แต่มีความรู้ ประสบการณ์ มีมาถ่ายทอดต่าง ๆ เราก็นับถือเรียกท่านว่าเป็นครู ถ้าลักษณะนี้ท่านจะผิด หรือไม่ อย่างไร เพราะเราให้เกียรติเทิดทูนว่าเป็นครู ถ้าเราไม่เขียนไว้ เกิดเรียกครูขึ้นมา จะเป็นครูเถื่อน หรือไม่ อย่างไร ตรงนี้ผมอยากให้เขียนบัญญัติไว้เพื่อให้มันเปิดกว้างไว้ สำหรับบางท่านเอง เช่น วิศวกร นายแพทย์ พยาบาลทั้งหลาย มาให้ความรู้มาสั่งสอนอบรม เราก็เทิดทูนว่า เป็นครูได้หรือไม่ เป็นครูอีกแบบหนึ่งครับ อาจจะไม่มีวิชาชีพทางด้านครู แต่มีความรู้ ความสามารถ สามารถถ่ายทอดได้ เพื่อไม่ให้มันผิดกฎหมาย ท่านประธานครับ🔗

อีกประเด็นหนึ่ง สถานศึกษา ผมคิดว่าที่เขียนมาสถานศึกษามันเขียนแคบ ๆ คำว่า สถานศึกษา มันรวมทั้งวัดด้วยหรือไม่ เราเคยเรียนในวัดสมัยก่อน ปัจจุบันนี้วัดก็เป็น สถานที่เรียนหนังสือ หรือสถานศึกษานอกโรงเรียน เช่นเราไปทัศนศึกษาที่อื่น หรือบางครั้ง เราไปสอนกันใต้ต้นไม้ใหญ่ ๆ ไปสอนที่อุทยาน ไปสอนที่ทะเล ไปสอนที่อื่น ถือเป็น สถานศึกษาหรือไม่ ถ้าเราไม่เขียนไปลักษณะนี้เกิดเราไปเรียนหนังสือ แต่เราไปสอนข้างนอก ได้มา ๒ คาบ ๓ คาบ แต่ไม่บัญญัติว่าเป็นสถานศึกษาเกิดผิดกฎหมายขึ้นมา ผมคิดว่าควรจะ บัญญัติสถานศึกษาให้มันกว้างมากกว่านี้ ไม่ควรจะเขียนไว้แคบ ๆ เช่นนี้นะครับ🔗

หรือผู้บริหารการศึกษาอย่างนี้ ผู้บริหารการศึกษา ผมอยากจะตั้งคำถามว่า ผู้บริหารการศึกษาหรือเจ้าของโรงเรียน เจ้าของมหาวิทยาลัย หรือเจ้าของโรงพยาบาล ควรจะเป็นนายแพทย์หรือไม่ เจ้าของสถานศึกษา สถานศึกษาเอกชน ควรจะต้องเป็นครู เช่นนั้นหรือครับ หรือเป็นคนอื่นก็ได้ มีความรู้ความสามารถในการบริหารมาสร้างสถานศึกษา ขึ้นมาแล้วก็มีการจ้างครูมาเพื่อทำการศึกษา ทำการเรียน การสอน แต่คนที่เป็นเจ้าของ สถานศึกษาควรจะเป็นครู หรือไม่เป็นครูก็ได้ หรือไม่ อย่างไรครับ ผมอยากจะเรียนถาม ท่านกรรมาธิการแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไปเป็น ท่านนิยม เวชกามา นะครับ🔗

นายนิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สกลนคร

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในมาตรา ๔ เป็นมาตรา ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นมาตราที่ให้คำนิยามว่ามันจะเดินหน้าหรือถอยหลัง ของพระราชบัญญัติฉบับนี้ท่านประธาน คือพระราชบัญญัติฉบับนี้ชื่อก็เป็นพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ ผมไม่มีโอกาสอภิปรายมาตรา ๓ เพราะผมไม่ได้สงวน ผมไม่ได้แปร แต่ผมก็มีความข้องใจที่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ แต่ไปสงวนคำสั่ง คสช. ผมไม่เข้าใจตรงนี้ ผมถึงพูดถึงนิดหน่อยคงไม่เสียหาย ผมมีความจำเป็นต้องอภิปราย ในมาตรา ๔ เรื่องคำนิยาม เพราะเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ถ้าคำนิยามซึ่งเป็นหัว แล้วผิดพลาด อย่างอื่นผิดพลาดไปหมดท่านประธาน ที่ผมพูดอย่างนี้หมายความว่า พระราชบัญญัติฉบับนี้ในมาตรา ๔ ผมคงขออภิปรายใน ๒-๓ เรื่อง ซึ่งผมเห็นว่า ทางคณะกรรมาธิการส่วนใหญ่ผมว่าท่านก็สุดยอดแล้วละ เพราะท่านนั่งเป็นครูใหญ่ เป็นผู้บริหาร เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการครู เป็นรัฐมนตรี แต่บางครั้งท่านอาจจะมองข้ามไป ผมไปดูในพระราชบัญญัติฉบับนี้ คำว่า ครู หลายท่านคงพูดถึง คำว่า ครู ท่านเขียนมา หมายความว่า บุคคลซึ่งทำหน้าที่หลักในสถานศึกษาในการจัดกระบวนการศึกษา การเรียนรู้ นี่คือคำนิยามของกรรมาธิการ ผมต้องชมเชยกรรมาธิการบางท่านซึ่งมีความเห็นแตกต่างไป แม้ว่าท่านครูออน ท่านเฉลิมชัย ท่านทวี สอดส่อง ท่านดะนัย ท่านขจิตร ผมเห็นด้วย ครู ศักดิ์ศรีความเป็นครูคือจิตวิญญาณ ไม่ใช่แค่มาสอนแล้วกลับ สอนแล้วกลับ มันไม่ใช่ครับ ครูไม่มีการเกษียณ เป็นครูตลอดชีวิต เพราะฉะนั้นบุคลากรที่ความหมายของครูจึงควร จะต้องมีคำว่าวิชาชีพ เพราะครูคือผู้สอน ไม่ใช่สอนธรรมดาต้องมีวิชาชีพ มีจิตวิญญาณ โดยเฉพาะในทางพระพุทธศาสนาถือว่าต้องมีพรหมวิหาร ๔ ด้วยมันถึงจะไม่มีเหตุการณ์ ที่ไม่เหมาะไม่ควรเกิดขึ้น พรหมวิหาร ๔ ในที่นี้หมายความว่า เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ระหว่างครูกับศิษย์ต้องมีเลยท่านประธาน ถ้ามันไม่มีไม่ได้ครับ เดี๋ยวเกิดกรณีชู้สาวบ้าง อะไรบ้างเยอะแยะที่มันมีเหตุการณ์ เพราะครูไม่มีจิตวิญญาณ ตรงประเด็นนี้ผมฝากให้ กรรมาธิการว่าคำว่า วิชาชีพ ต้องมี ผมจึงขอบคุณท่านที่เป็นกรรมาธิการที่ใส่ไว้ ที่แปรญัตติไว้ แล้วผมเห็นด้วยกับครูออนนะเรื่องศึกษานิเทศก์มีความจำเป็น เขาก็คือครู ท่านตัดเขาไปไหน บุคคลกลุ่มนี้ ผมจึงกราบเรียนว่าบางอย่างที่ท่านหายไปใส่เข้ามาได้ไหม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในคำนิยามของคำว่า สถานศึกษา ผมพยายามไปอ่านดูสถานศึกษาของท่านมีทั้ง ๒ แห่ง ทั้งสถานศึกษารัฐและศึกษาของเอกชนด้วย มันมีคำนิยาม ๒ แห่ง แต่ท่านตัด ท่านเอาไปไหน โรงเรียนพระไม่มีในนี้ครับ ไม่มี ไปดูครับ ไม่มีโรงเรียนพระ โรงเรียนพระ มีพระราชบัญญัติปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ แต่กฎหมายใหญ่กว่ากฎหมายแม่ พระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ไม่มีคำว่าโรงเรียนพระ แล้วทำอย่างไร กฎหมายแม่ไม่มี แต่กฎหมายลูกมีพระราชบัญญัติปริยัติธรรมซึ่งเรียนทั้งโลก ทั้งธรรม ผมจึงฝากให้ คณะกรรมาธิการว่าวันนี้ท่านจะทำอะไรก็แล้วแต่ ท่านอย่าลืมความเป็นวิชาชีพที่สูงส่งของครู ต้องมีคำว่า วิชาชีพ ผมจึงเห็นด้วยกับท่านทวีใส่ตอนท้ายด้วยว่าต้องมีประกาศวิชาชีพ ไม่ใช่ใครเรียนรู้มีความรู้แล้วจะสอนได้ในเรื่องสอน แต่จิตวิญญาณความเป็นครู ศักดิ์ศรี ความเป็นครูมันจะหายไปไหนไม่ได้ครับท่านประธาน ขอบคุณมากครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านวีระกร คำประกอบ แล้วตามด้วยท่านพีระเพชร ศิริกุล ครับ🔗

นายวีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครสวรรค์

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายวีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครสวรรค์ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ กฎหมายพระราชบัญญัติฉบับนี้ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... จริง ๆ แล้ว สมควรที่จะเป็นพระราชบัญญัติที่จะต้องปฏิรูปการศึกษากันขนานใหญ่ หลายคน ก็ตั้งตารอคอย แต่ว่าอ่านไปแล้วมันก็ไม่เห็นว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้จะไปปฏิรูปการศึกษา จากเดิมให้ดีขึ้นแต่อย่างใด ซ้ำร้ายไม่ได้ตระหนักถึงปัญหาของการศึกษาของประเทศไทยด้วย ต้องขออภัยท่านตวงและท่านกรรมาธิการทุกท่านด้วย ผมอ่านแล้วผมอยากจะเรียนว่าปัญหา การศึกษาของไทย ท่านตวงครับ ถ้าฟังผมนิดนะครับ คือเราใช้งบประมาณมากมายเหลือเกิน การศึกษาไทย แต่เราใช้ไม่ถูกจุด ผลการศึกษาของเด็กไทยต่ำกว่าที่โหล่ของอาเซียน (ASEAN) ตำแหน่งเดียว คือแปลว่ารองโหล่ ท่านประธานครับปัญหามันจึงไม่ได้แก้กันเลย ในกฎหมายฉบับนี้ ต้องดูว่าสาเหตุเพราะอะไร เราใช้งบเยอะแต่ว่าเราได้ผลลัพธ์ที่ไม่ดี ผมอยากยกตัวให้ท่านตวงเห็นชัดเจนเลย โรงเรียนวัดสุบรรณาราม ซึ่งเป็นโรงเรียนของรัฐ ครูกินเงินเดือน ๔๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ บาท มีตั้งแต่ ผอ. มีนักเรียนทั้งหมด ๒๐ คน ในขณะที่ โรงเรียนข้าง ๆ กันเป็นโรงเรียนเอกชน โรงเรียนสหวิทยา มีนักเรียน ๑,๐๐๐ คน เขาจ้างครู อัตราจ้างไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท ในขณะที่อีกโรงเรียนหนึ่งโรงเรียนของรัฐจ้างครู ๔๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ บาท มีครู ๔ คน สอนเด็ก ๒๐ คน ท่านครับ นี่มันสะท้อนให้ท่านเห็น ชัดเจนว่าเราต้องแก้ให้ถูกต้อง สาเหตุอะไรที่ทำไมเราถึงไม่สามารถที่จะทำให้เด็กมีคุณภาพได้ ชัดเจนครับ ปัญหาคือครู ท่านประธานที่เคารพครับ พอดีผมอยู่ที่อเมริกา ผมมีโอกาสรู้จักกับครูท่านหนึ่ง ซึ่งผมทราบว่า วิธีการที่เขาจะเป็นครูได้ สอนได้แต่ละวิชาท่านต้องจบเฉพาะทาง เช่นถ้าเป็นครูสอน คณิตศาสตร์ก็ต้องจบปริญญาตรีคณิตศาสตร์ แล้วก็ไปเรียนต่อเพื่อเอาหน่วยกิตทางด้าน วิชาครูมา ถ้าท่านต้องการจะไปสอนเด็กประถม ท่านก็จะต้องไปเรียนวิชาครูเด็กประถม แล้วจึงจะสามารถไปสอบวิชาชีพครูได้ ใบประกอบวิชาชีพครูจะอนุญาตให้ท่านสอนเฉพาะ คณิตศาสตร์ชั้นประถมเท่านั้น ท่านจะไปสอนคณิตศาสตร์มัธยมศึกษาก็ไม่ได้ ท่านจะไปสอน พลศึกษาเหมือนในประเทศไทยก็ไม่ได้ ประเทศไทยในยุคที่ผ่านมาทั้งหมดตลอดตั้งแต่เราตั้ง กระทรวงศึกษาธิการคือเราเน้นให้เด็กอ่านออกเขียนได้ เราไม่ได้เน้นความเป็นเลิศ ทางการศึกษา ทั้งหมดนี้ผมพยายามจะชี้ให้ท่านเห็นว่าปัญหาประเทศไทยคือเราไม่ได้ จ้างครูเฉพาะทางเพื่อสอน เราให้ครู ๑ คนสอนตั้งแต่พลศึกษา คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ สอนทุกวิชา แล้วจะเอาดีได้อย่างไรครับ ปัญหาอยู่ตรงนี้ละครับ ถามว่าทำไม โรงเรียนสหวิทยาที่ผมยกตัวอย่างทำไมมีนักเรียน ๑,๐๐๐ คน ห่างกันอยู่ประมาณ ครึ่งกิโลเมตรกับโรงเรียนวัดสุบรรณาราม ซึ่งจ้างครู ๔๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ บาทสอน มีนักเรียน อยู่ ๒๐ คน ทำไมผู้ปกครองถึงต้องเอาเด็ก ลูกของเขาไปเรียนเสียสตางค์ในโรงเรียนเอกชน ซึ่งจ้างครูถูกด้วย จ้างครู ๑๐,๐๐๐ บาท ทำไมไม่ไปเรียนโรงเรียนวัดสุบรรณาราม ซึ่งจ้างครู ราคา ๔๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ บาท มีอาคารเรียนอย่างหรูเลย มีสนามฟุตบอลประมาณ ๔-๕ ไร่ มีนักเรียน ๒๐ คน ท่านต้องแก้ตรงนี้ให้ได้ครับ แล้วการปฏิรูปการศึกษาถึงจะทำได้ สิ่งสำคัญ ที่สุดคือครู ต้องเป็นครูเฉพาะทางที่สามารถสอนวิชานั้นให้แตกฉานกับเด็กได้ เขามองเห็น เด็กปุ๊บเขาจะรู้เลยคนนี้มีความรู้ไปทางแนวคณิตศาสตร์ได้ ถ้าเป็นครูสอนคณิตศาสตร์ เขาจะรู้เลยว่าคนนี้ควรจะสอนระดับไหน คนนี้ควรจะสอนสูงแค่ไหน เพราะเขาจบมาทาง คณิตศาสตร์ เขาจะรู้ตั้งแต่ชั้นบวกเลขไปจนถึงแคลคูลัส เขารู้หมดว่าจะสอนอย่างไร เพราะฉะนั้นผมจึงหวังว่าพระราชบัญญัติปฏิรูปการศึกษาฉบับนี้น่าจะเป็นแม่บทที่ดีได้ ขอให้ท่านได้ไปปรับปรุง อย่างน้อยคือเรื่องครูเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด วันนี้ผมคงอภิปราย เป็นครั้งสุดท้ายแล้วครับ ท่านประธานครับ ก็ขออนุญาตลาท่านเลยครับ กราบขอบพระคุณ ท่านที่เมตตามาตลอดครับ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภาได้ขึ้นบัลลังก์ เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณมากครับ มีอีกท่านหนึ่งครับ คุณพีระเพชร ศิริกุล ขอเชิญนะครับ🔗

นายพีระเพชร ศิริกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กาฬสินธุ์

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ท่านชวน หลีกภัย ที่เคารพครับ กระผม ดอกเตอร์พีระเพชร ศิริกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาฬสินธุ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา อดีตครูประชาบาลครับ ผมขอแสดงความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ฉบับนี้ ในมาตรา ๔ ซึ่งสร้างความสับสนให้กับบุคลากรทางการศึกษาเป็นอย่างมาก จากคำนิยาม ของคำว่า การศึกษาหมายความว่า ครูหมายความว่า ผู้บริหารสถานศึกษาหมายความว่า สถานศึกษาหมายความว่า ทั้งหมดนี้เกิดข้อกังขาเป็นอย่างมากกับเพื่อนครูทั่วประเทศ ครูทั่วประเทศมีปฏิกิริยาตอบโต้ในสิ่งเหล่านี้ ในเรื่องเหล่านี้ ในพระราชบัญญัตินี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ใครคือครู ครูคือใครในวันนี้ ใช่อยู่ที่ปริญญามหาศาล ใช่อยู่ที่ เรียกว่า ครูอาจารย์ ใช่อยู่นานสอนนานในโรงเรียน ครูคือผู้นำทางความคิด ให้รู้ถูกรู้ผิด คิดอ่านเขียน ให้รู้ทุกข์รู้ยากรู้พากเพียร ให้รู้เปลี่ยนแปลงสู้รู้สร้างงาน ครูคือผู้ยกระดับ วิญญาณมนุษย์ ให้สูงสุดกว่าสัตว์เดรัจฉาน ครูคือผู้สั่งสมอุดมการณ์ มีดวงมารเพื่อมวลชน ใช่ตนเอง ครูจึงเป็นนักสร้างผู้ใหญ่ยิ่ง สร้างคนจริงสร้างคนกล้า เหมือนท่านประธานนี่แหละ สร้างคนจริงสร้างคนกล้าสร้างคนเก่ง สร้างคนให้ได้เป็นตัวของตัวเอง จึงขอมอบเพลงนี้มา บูชาครู ท่านประธานที่เคารพครับ บทกลอนบทกวีนี้เป็นของท่านเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ท่านได้กรุณาเขียนขึ้นเพื่อเตือนสติเตือนใจบุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นครู และบุคคลที่กำลังเขียน พระราชบัญญัติฉบับนี้ให้ตระหนักถึงความเป็นครู พระราชบัญญัติการศึกษาฉบับนี้ เราต้องการปฏิรูปการศึกษา เราต้องการที่กระจายอำนาจลงไปสู่สถานศึกษา แต่ดูแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ ชัดเจนว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ไม่ได้เป็นไปตามเจตนารมณ์นั้นเลย ท่านผู้ร่าง ท่านที่อยู่เบื้องหลังการร่าง ท่านผู้มีอำนาจพยายามที่จะดึงอำนาจ ดึงความ ชอบธรรมต่าง ๆ ที่จะกระจายอำนาจลงไปสู่สถานศึกษา ลงไปสู่โรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียน ประถมศึกษาที่อยู่ห่างไกลความเจริญ เขาด้อยโอกาส เขาขาดโอกาส ประเทศไทยล้าหลัง เพราะอะไร เพราะการจัดการศึกษาอย่างทุกวันนี้มันเป็นไปไม่ได้ ท่านจำได้ไหมครับ สมัยที่จะกระจายอำนาจลงไป สมัยที่จะให้เครื่องอำนวยความสะดวกในการเรียนการสอน จะให้แท็บเล็ต (Tablet) กับเด็กก็ถูกต่อต้าน จนวันนี้ถึงบทโอละหนอว่าเมื่อไรเด็กนักเรียน จึงจะได้ใช้แท็บเล็ต (Tablet) เหล่านั้น สิ่งเหล่านี้เกิดจากผู้ที่มีอำนาจ พวกอำนาจนิยม ทุนขุนศึกต่าง ๆ หวงอำนาจ พยายามที่จะดึงอำนาจเหล่านี้กลับมาไว้ที่ตนเอง เพื่อเหยียบย่ำ เพื่อย่ำยีคนที่ด้อยโอกาสขาดโอกาสโดยเฉพาะในชนบท พ.ร.บ. ฉบับนี้เพื่อนครูทั่วประเทศ ไม่ว่าจะในเมือง ชนบท ต่างลุกขึ้นมาต่อต้านในความไม่ชอบธรรม ในความไม่เป็นธรรม ท่านกรรมาธิการที่เคารพครับ ท่านประธานตวง อันทะไชย ท่านก็เป็นอดีตครู ขอความกรุณา เถอะครับ ท่านกรรมาธิการที่เคารพครับ ได้ช่วยพิจารณาแก้ไขปรับปรุงให้เป็นไปตาม เพื่อนสมาชิกส่วนใหญ่ที่อยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ได้ขอร้อง ได้แก้ไข ได้เปลี่ยนแปลง เพื่อให้การศึกษาของเราได้ก้าวเดินต่อไป เห็นแก่ลูกหลานอนุชนรุ่นหลังที่จะก้าวให้ทันกับ นานาอารยประเทศเขา นี่เป็นสิ่งสำคัญที่พวกเราจะต้องช่วยกันคิด ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเคารพท่านมากครับ ครูคือใครท่านก็ทราบแล้ว เป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องช่วยกันแก้ไข และอยากจะฝากท่านอีกบทหนึ่งว่า ครูคือศิษย์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ รัฐละเมิดแต่นิดมิได้ รัฐต้องชุบ ชีวิตครูรอด ใช่แต่แกล้งเสกใส่ด้วยน้ำลายเหม็น กราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ขอเชิญกรรมาธิการครับ🔗

นายตวง อันทะไชย ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ตวง อันทะไชย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ เบื้องต้นต้องกราบ ขอบพระคุณท่านอาจารย์คุณครูมานิตย์ที่ให้กำลังใจกรรมาธิการ ขอบพระคุณท่านขจิตร ในฐานะเป็นกรรมาธิการที่เมตตาอธิบายมาตรา ๔ ความจริงผมขอประทานอนุญาต จะอธิบายถึงที่มาที่เราเพิ่มเติมในมาตรา ๔ คำนิยาม ความมีดังต่อไปนี้ แต่ต้อง กราบขอบพระคุณน้อมรับความเห็นของท่านวีระกรเอาไว้ด้วยนะครับ ถ้าท่านฟังผมพูด ตอนเช้าท่านจะเห็นได้ชัดเจนว่ากฎหมายฉบับนี้ให้ความสำคัญกับครู ให้ความสำคัญกับ ผู้เรียนเป็นฐานสำคัญซึ่งเป็นเครื่องมือในการปฏิรูปการศึกษาแบบก้าวกระโดด ความจริง ตอนเริ่มต้นร่างมาตรา ๔ ไม่ได้มีคำนิยามนี้อยู่ครับ เราก็มาคุยกันว่าเมื่อโลกมันเปลี่ยนแปลง เราจะใช้กรอบอะไร ท่านอาจารย์โกวิทย์ได้กรุณาให้ความเห็นมานี้ ที่มาของคำนิยามอันนี้ ไม่ได้ลอกมาจาก พ.ร.บ. ปี ๒๕๔๒ มันคล้ายกัน แต่ว่ามันเพิ่มถึงการพัฒนาการที่เพิ่มขึ้น กรรมาธิการได้ถกกันใช้เวลาเกือบวันหนึ่งครับ เราใช้กรอบแนวคิดว่าโลกสมัยใหม่โลกใบใหม่มันไม่ได้เรียนรู้ในห้องเรียนอีกแล้ว โลกใบใหม่ ที่ผมกราบเรียนท่านว่ามันคือโลกที่อยู่ในห้องเรียนที่เป็นไซเบอร์ (Cyber) ที่ผู้เรียนนัดกับครู ไปเรียนร่วมกันในโลก ไม่ได้ห้องสี่เหลี่ยมเหมือนเดิม นั่นประการที่ ๑ ที่เป็นกรอบในการ เขียนคำนิยามในมาตรา ๔ ประการที่ ๒ ก็คือเราใช้กรอบแนวคิดในเรื่องของเมตาเวิร์ส (Metaverse) กระบวนการเรียนรู้ของเมตาเวิร์ส (Metaverse) คือกระบวนการเรียนรู้ แบบใหม่ของผู้เรียนที่เป็นคนรุ่นใหม่ ไม่ได้เป็นแบบเดิมที่จะต้องมาคอยให้ครูเป็นคน ให้ความรู้ ไม่ได้เป็นการเรียนรู้แบบเดิมที่เราเรียนมหาวิทยาลัยต้องเรียนห้องสมุดครับ ไม่ใช่ละครับ มันอยู่ในโลกของบิ๊กดาต้า (Big Data) ที่เป็นอันที่ ๒ และอันที่ ๓ ที่อาจารย์โกวิทย์ ได้เพิ่มเอาไว้ก็คือว่าเราใช้กรอบแนวคิดของเคเอ็ม (KM) มาใช้ในการจัดการศึกษา ผมขออนุญาตท่านประธานใช้ภาษาอังกฤษนะครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับ🔗

นายตวง อันทะไชย ประธานคณะกรรมาธิการ

อันที่ ๓ ก็คือสิ่งที่เป็นโลก ใบนี้ที่มันเกิดขึ้นแล้ว แล้วมันกำลังเป็นไปต่อ ระบบการศึกษาไทยต้องครอบคลุมไปถึง ก็คือมูก (MOOC) ที่เรียกว่าเอ็มโอโอซี (MOOC) ที่ผู้คนทั่วโลกเข้าไปเรียนกับใครก็ได้ แลกเปลี่ยนกับใครก็ได้ เกิดความรู้ได้ เหมือนลูก ๆ ของเราที่ไปเป็นลีดเดอร์ (Leader) ทั่วโลกก็ใช้กระบวนการเรียนรู้ที่เราพูดถึง และประการสุดท้าย หลังโควิด (COVID) มานี้ ระบบการเรียนรู้แบบที่ไม่เหมือนเดิมเลยมันเปลี่ยนเป็นหน้ามือเป็นหลังมือ ก็คือ กระบวนการเรียนรู้แบบดีแอล (DL) ที่เรียกว่าดีซแท็นซ์ เลิร์นนิง (Distance Learning) มันเป็นการเรียนรู้แบบผสมที่เป็นมิกซ์ (Mix) การเรียนรู้ที่ผ่านเครื่องไม้เครื่องมือ การเรียนรู้ ที่ผู้เรียนค้นแล้วมาสร้างความรู้เอง แล้วออกมาเป็นชุดความรู้ ครูเป็นคอมเมนต์เตเตอร์ (Commentator) ไปครับ จากแนวทางที่เราถกกันมาจึงมาเป็นกรอบนิยามของคำว่า การศึกษา หมายความว่า กระบวนการเรียนรู้ เหตุผลสำคัญของพวกเราที่พูดคุยกันก็คือว่า กระบวนการเรียนรู้ในโลกใบนี้มันสำคัญกว่าความรู้ครับ มันสำคัญมากกว่าความรู้ที่เป็นตัว ที่เป็นตัวความรู้ จึงเกิดคำนิยามที่อยู่ในมือของท่านว่า กระบวนการเรียนรู้ การสร้าง และพัฒนาองค์ความรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคล สังคม ให้เกิดความรู้ สติปัญญา ทักษะ ทัศนคติที่ดี โดยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การฝึก การอบรม สืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากการ จัดสภาพแวดล้อม สังคม การเรียนรู้ ปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ต่อเนื่องตลอดชีวิตเป็นคอนเซปต์ (Concept) ที่เหมือนกับปี ๒๕๔๒ นอกนั้นก็แตกต่างกัน เพิ่มเติม จึงกราบเรียนต่อท่านประธาน และประการที่ ๒ ผมขออนุญาตให้กฤษฎีกา ในฐานะที่เป็นคนออกแบบแพทเทิร์น (Pattern) การเขียนกฎหมายคำนิยามว่าทำไมไม่มี สิ่งที่ท่านสมาชิกได้กรุณาถาม เขามีเหตุผลอะไร ซึ่งเราก็ซักพอสมควร จึงขอประทานอนุญาต ท่านประธานให้ฝ่ายกฤษฎีกาได้อธิบายเรื่องคำนิยามครับ ขอประทานอนุญาตท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ มีกรรมาธิการจะอธิบาย เพิ่มเติมไหมครับ ถ้าไม่มีแล้ว สมาชิกได้พูดทั่วถึงแล้วนะครับ กรรมาธิการเชิญเลยครับ ข้างบนนี้จะมองข้างล่างไม่เห็นเลยครับ เชิญเลยครับ🔗

นางสาวอัญชลิตา กองอรรถ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานค่ะ อัญชลิตา กองอรรถ กรรมาธิการ จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎี ขออนุญาตชี้แจงค่ะ การเขียนคำนิยามในร่างมาตรา ๔ ก่อนอื่นขอเรียนว่าในการเขียนคำนิยามเป็นเรื่องสำคัญ แล้วก็ต้องระวังด้วย ถ้าเขียนเกินหรือเขียนไม่ตรง มันก็จะกลายเป็นถูกล็อก หรือเขียน ฟุ่มเฟือยไปมันก็จะกว้างมาก เพราะฉะนั้นต้องระวังในการเขียนคำนิยาม เช่นอะไร เช่นคำว่า ครู หลายท่านไปผูกอยู่กับวิชาชีพ อันนี้ดิฉันกำลังพูดแบบสวนกระแส แต่ขออธิบายว่ามีแนวคิดทำไมถึงออกมาเป็นแบบนี้ ตามร่างเดิมเขียนว่าบุคลากรซึ่งทำหน้าที่ หลักในสถานศึกษา ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ แล้วก็มีความต่อ ๆ ไปในความหมายของ คำว่า ครู ที่เขียนในนิยาม แต่เราไม่มีคำว่า วิชาชีพ มิได้ว่าเจตนาที่จะไม่ให้เกียรติแก่ครูนะคะ แต่มันมีเหตุผลค่ะ เพราะครูเป็นคำใหญ่ เป็นคำที่ศักดิ์สิทธิ์มีความหมายที่สูงส่งอยู่แล้ว ปัญหาก็คืออย่างนี้ค่ะ ถ้าวิชาชีพ ในกฎหมายสภาครูและบุคลากรทางการศึกษาก็มีข้อยกเว้น บางลักษณะที่ผู้สอน ไม่ว่าจะเป็นครูฝึกในสถานประกอบการ หรือครูฝึกต่าง ๆ ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพนะคะ แต่เขาก็เป็นครู ยกตัวอย่างอีกตัวอย่างหนึ่ง พ่อแม่ ถามว่าพ่อแม่เป็นครูไหมคะ เป็นค่ะ เป็นครูของบุตร แต่พ่อแม่ไม่ได้อยู่ในความหมายของนิยามครูอันนี้ เพราะอะไร เพราะเขาบอกว่าบุคลากร ซึ่งทำหน้าที่หลักในสถานศึกษา สถานศึกษาไม่ใช่บ้าน ยกเว้นว่าพ่อแม่เราจะจัดการศึกษา แบบโฮมสคูล (Home School) อันนั้นก็จะเข้านิยาม แต่ว่าถ้าเราไปล็อกว่าต้องมีวิชาชีพ คนที่จัดการศึกษาแบบนี้ก็ต้องเดือดร้อนนะคะ อย่างปราชญ์ชาวบ้านมีองค์ความรู้ครบถ้วน ที่สามารถถ่ายทอดความรู้ให้แก่บุคคลทั่ว ๆ ไป ไม่ว่าจะเป็นผู้เรียนในวัยไหนก็ต้อง ให้มีวิชาชีพด้วย ต้องมาขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ มันก็เป็นภาระ แล้วในกฎหมาย พ.ร.บ. สภาครู มาตรา ๔๓ ท่านไปเปิดดูได้เลย เขาก็ล็อกไว้ว่ามีบุคคลบางกลุ่มที่สอน เป็นผู้สอน ก็ไม่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ นี่คือที่มาเราเน้นเฉพาะในเรื่องของบุคลากร ซึ่งทำหน้าที่หลักในสถานศึกษาในการจัดกระบวนการเรียนรู้ แล้วก็มีความต่อ ๆ ไปอีก ที่เขียนไว้ในร่างนี้ นี่คือความจำเป็นทำไมถึงไม่มี ตามที่ท่านท้วงติง ทางเราก็น้อมรับนะคะ ส่วนคำอื่น ๆ อย่างเช่น คำว่า บุคลากรทางการศึกษา เนื่องจากว่าในกฎหมายนี้เราไม่ได้ มีโครงสร้างพิเศษเกี่ยวกับในเรื่องนี้ เราเขียนรองรับไว้ในมาตรา ๔๑ วรรคสอง อยู่แล้ว เราก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษที่ต้องเขียนไว้ แล้วในกฎหมายอื่น ๆ ก็มีอยู่ อย่างเช่น กฎหมาย ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา กฎหมายสภาครู ก็เขียนไว้อยู่แล้ว แล้วก็ ตามที่เรียนว่ากฎหมายนี้ไม่ได้มีโครงสร้างในทางบริหารหรือว่าตำแหน่งใด ๆ ในกฎหมาย ที่เขียนรองรับไว้ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีนิยามคำว่าบุคลากรทางการศึกษา ส่วนนิยามอื่น ๆ ถ้าเขียนไว้มันก็จะเป็นข้อพิจารณาว่าถ้าเขียนแล้วมันจะครอบคลุมไหม อันนี้ก็เป็นเรื่อง อันตราย ก็เลยไม่มีการระบุไว้ในนี้ค่ะ เอาที่เป็นหลัก ๆ แล้วก็จำเป็นต้องใช้ ก็ขอกราบเรียน ที่ประชุมเท่านี้ก่อนค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เนื่องจากมาตรา ๔ นี้ คณะกรรมาธิการมีการแก้ไข สมาชิกได้อภิปรายทั่วถึงแล้วนะครับ ดังนั้นต้องขอมติจาก ที่ประชุมว่าจะเห็นควรให้มีการแก้ไขหรือไม่ กรณีที่มติเห็นควรให้มีการแก้ไขก็จะถาม ครั้งที่ ๒ ว่าจะเห็นควรแก้ไขตามร่างกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือตามร่างที่กรรมาธิการ สงวนความเห็น และผู้แปรญัตตินะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกเข้ามาเพื่อตรวจสอบองค์ประชุม และแสดงตนครับ🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

รบกวนสมาชิกที่อยู่ข้างนอกนะครับ ท่านที่เข้ามาแล้วกรุณากดบัตรเพื่อแสดงตนครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

องค์ประชุมขณะนี้คือ ๓๔๒ นะครับ🔗

นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานคะ ๔๗๕ อมรัตน์ค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

บันทึกด้วยครับ พร้อมพอสมควรแล้ว ปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตนขณะนี้ ๓๔๗ บวก ๑ เป็น ๓๔๘ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗

ขอถามมติที่ประชุมว่าจะเห็นสมควร ให้มีการแก้ไขตามที่กรรมาธิการแก้ไขมาตรา ๔ นี้หรือไม่ ผู้ใดเห็นควรให้มีการแก้ไข โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นควรให้มีการแก้ไข คือให้คงไว้ตามร่างเดิมกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

พร้อมพอสมควรแล้ว ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๘๘ คน เห็นด้วยให้มีการแก้ไข ๓๗๖ คน ไม่เห็นด้วย ๘ คน งดออกเสียง ๓ คน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ คน🔗

ต่อไปก็จะขอถามมติเป็นครั้งที่ ๒ ว่าจะเห็นควรแก้ไขตามกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือเห็นด้วยกับกรรมาธิการ สงวนความเห็น คือกรรมาธิการเสียงข้างน้อยกับผู้แปรญัตติ ขอตรวจสอบองค์ประชุม ก่อนนะครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

พร้อมพอสมควรแล้วครับ ปิดการ แสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตนขณะนี้ ๓๖๔ คน ครบองค์ประชุมครับ🔗

คำถามที่ ๒ ผู้ใดเห็นด้วยกับ กรรมาธิการเสียงข้างมากกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก คือเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อยและผู้แปรญัตติกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควร งดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๘๕ คน เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ๓๒๘ คน เห็นด้วยกับกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยคือไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ๔๙ คน งดออกเสียง ๖ คน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ คน มติที่ประชุมเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก🔗

เชิญมาตราต่อไปครับ🔗

นางพรพิศ เพชรเจริญ เลขาธิการรัฐสภา

มาตรา ๕ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

มาตรา ๕ มีการแก้ไข กรรมาธิการ สงวนความเห็นได้เสนอชื่อ ท่านผู้ใดอภิปรายกรุณาส่งชื่อมา ขณะนี้ส่งชื่อมากรรมาธิการ ๒ ท่าน สมาชิกอภิปราย ๑ ท่าน ผมขอความกรุณาด้วยความเกรงใจและเคารพนะครับ เราอยู่ในขั้นตอนการแปรญัตติวาระที่ ๒ ไม่ใช่ขั้นรับหลักการ ถ้าเราอยู่ในวาระของการ แปรญัตติเราจะใช้เวลาไม่มากนัก ฉะนั้นขอความร่วมมือพวกเราอยู่ในวาระการแปรญัตติครับ ท่านแรก รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ จากนั้นก็เป็นท่านกรรมาธิการ ดะนัย มะหิพันธ์ ขอเชิญครับ ท่านสุรวาทครับ🔗

รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภา ผม สุรวาท ทองบุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขอสงวน ความเห็นในมาตรา ๕ ที่ระบุให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รักษาการ ตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ในส่วนที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของตน แล้วก็ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมีอำนาจออกกฎกระทรวง ท่านประธานครับ มาตรานี้สั้น ๆ เรียนว่าการรักษาการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ไม่ใช่เพียงกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและ นวัตกรรม เท่านั้น จริง ๆ แล้วยังมีกระทรวงอื่น กระทรวงเจ้าสังกัดอื่นที่เขามีสถานศึกษา ที่เขาจัดการศึกษาด้วย ผมยกตัวอย่าง มาตรา ๑๔ มาตรา ๒๐ มาตรา ๔๐ ที่เขียนไว้ว่า ให้รัฐมนตรีว่าการ รัฐมนตรีเจ้าสังกัดเป็นผู้กำหนดอะไรต่าง ๆ เหล่านั้นตามมาตรา ๑๔ มาตรา ๒๐ และมาตรา ๔๐ ถ้าหากไม่แก้แล้ว ในร่างของกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่นั้น จะให้เพียงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รักษาการ แล้วก็ยังระบุว่า ทั้งนี้ ในส่วนที่เกี่ยวกับหน้าที่ และอำนาจของตน เพราะฉะนั้นแล้วผมจึงขอสงวนความเห็นว่าควรที่จะต้องเพิ่มรัฐมนตรี กระทรวงอื่น เพราะเขามีหน้าที่และอำนาจของเขาในมาตรา ๑๔ มาตรา ๒๐ มาตรา ๔๐ ที่กำหนดไว้ ถ้าไม่แล้วกระทรวงศึกษาธิการกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมก็จะทำเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง แล้วก็รัฐมนตรีอื่นนั้นก็ไม่ได้ มาทำงาน จึงขออนุญาตว่าเราควรที่จะต้องเพิ่มรัฐมนตรีกระทรวงอื่นด้วยในมาตรา ๕ ครับ ท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ต่อไปท่านดะนัย มะหิพันธ์ ครับ🔗

นายดะนัย มะหิพันธ์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม ดะนัย มะหิพันธ์ ในฐานะกรรมาธิการที่สงวนความเห็น ท่านประธานครับ ลักษณะที่ได้สงวนความเห็นไว้ก็เช่นเดียวกับที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้อภิปรายไป ของผมนั้นก็คือสลับที่ เอารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการขึ้นมาเป็นลำดับแรกต่อจาก ท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็ตามด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่จัดการศึกษา ผมใช้คำว่าที่จัดการศึกษา ก็เหมือนกับที่ท่านผู้ทรงเกียรติได้พูดว่ามันมีหลายมาตราที่พูดเรื่องกระทรวงอื่นที่ต้อง เกี่ยวข้องกับการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข แล้วก็ยังมี กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เหล่านี้เขาน่าจะมีส่วนที่จะมารับผิดชอบ รับทราบ แล้วก็ รับรู้เรื่องของการจัดการศึกษา ดังนั้นผมจึงใช้คำว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่จัดการศึกษา มารักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปคุณไตรรงค์ ติธรรม ครับ🔗

นายไตรรงค์ ติธรรม กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานรัฐสภา ผม ไตรรงค์ ติธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย เขต ๒ จังหวัดบึงกาฬ ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ผมก็เห็นอาจจะซ้ำกันกับท่านที่อภิปรายไป ก็ขอซ้ำนะครับ เนื่องจากว่าผมเห็นดีด้วย ในการจัดการศึกษานั้นจะต้องมีผู้บังคับบัญชาโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการซึ่งมีความจำเป็น เพราะเป็นเจ้าของเรื่องการศึกษาโดยเฉพาะในระดับประถม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งระดับมหาวิทยาลัยนั้นมีความจำเป็น อย่างมาก และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเรื่องการจัดการศึกษา ซึ่งผมได้กราบเรียนไปเมื่อสักครู่นี้ว่า การศึกษาไทยจะต้องเข้มงวดให้มากกว่านี้ ฉะนั้นผู้ที่มาดูแลในเรื่องนี้จะต้องมีความชัดเจน ว่าการศึกษาของไทยจะต้องไปให้ได้ให้ถึงฝั่ง ไม่เหมือนสมัยโบร่ำโบราณที่ผ่านมา ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ขอความร่วมมือเรื่องสวมหน้ากากด้วยนะครับ ถ้าไม่อยู่ในตู้ สวมหน้ากากด้วยครับ🔗

พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชี รายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมมีคำถามไปยัง กรรมาธิการ ในคำถามนี้เป็นสิทธิของสมาชิกที่จะต้องถามครับ ผมไม่ได้แปรญัตติในมาตรานี้ ถึงแม้จะมีการเปลี่ยน ท่านประธานครับ ถ้าท่านดูในมาตรา ๕ มาตรา ๕ แค่ขยับครับ ขยับองศาของรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ เพราะตอนร่างนี่คงเข้าใจผิดคิดว่ารัฐมนตรี อว. ใหญ่กว่ารัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ แต่ว่าด้วยศักดิ์และศรี ในที่ประชุมเลยเห็นว่ารัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการต้องใหญ่กว่ารัฐมนตรี อว. ก็เลยต้องเลื่อนให้หน่อยเพราะว่ามันมีใน วรรคสอง ในวรรคสองบอกว่าเป็นของกระทรวงศึกษาธิการที่จะต้องมีหน้าที่ตามอำนาจใน การออกกฎกระทรวง นั่นคือมีแค่นั้นเอง แต่ผมจะอภิปรายตรงที่ว่าทำไม มีกระทรวง อว. เพียงกระทรวงเดียว การศึกษา เป็นคำถามครับ กระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรุงเทพมหานคร ซึ่งท่านนิยามศัพท์ไว้นะครับ กฤษฎีกา ท่านนิยามศัพท์คำว่า จังหวัด ผูกไปที่กรุงเทพมหานคร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอยู่ใต้ กระทรวงอะไรครับ กระทรวงมหาดไทยครับ การศึกษาในกรุงเทพฯ ของที่สำนักงานเขต ทุกสำนักงานเขตอยู่ที่ไหนครับ ขึ้นกับกระทรวงศึกษาธิการหรือครับ เปล่าเลย ผมถึงเป็น คำถามอย่างไรว่าเอาให้แน่ครับกฤษฎีกา เมื่อบัญญัตินิยามศัพท์มาตรา ๔ ในคำว่า จังหวัด และผู้ว่าราชการแล้ว แล้วทำไมมาตรานี้หลงลืมหรือครับ รัฐมนตรีอื่นครับ ไม่ว่าจะ เป็นกระทรวงแรงงาน ไม่ว่ากระทรวงกลาโหมก็มีครับ กระทรวงสาธารณสุขก็มีครับ การศึกษา นั่นคือสิ่งที่คณะกรรมาธิการลืมไปหรือเปล่า หรือจะให้กระทรวงศึกษาธิการ ครอบงำทั้งหมด เป็นคำถามครับท่านประธาน ว่าเรื่องการจัดการศึกษาทั้งภาพใหญ่ ของประเทศในแผนการศึกษาแห่งชาติ มันไม่ใช่ขึ้นอยู่แค่กระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๐ มาตรา ๒๕๘ จ. การศึกษา ก็บอกครับว่าคนทั้งชาติ ตั้งแต่ แรกเกิดจนตาย นั่นคือสิ่งที่รัฐต้องให้ ถ้าอย่างนั้นทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ควรจะอยู่ แต่แม่งาน จริง ๆ แล้วผมว่าน่าจะเป็นท่านนายกรัฐมนตรีมากกว่า เป็นคำถามครับ ว่าที่เหลือนี้กระทรวงอื่นไปไหน ช่วยอธิบายด้วยครับ เพราะว่าเป็นการเรียง แค่ขยับ เรียงศักดิ์ศรีเท่านั้นเองในการแก้มาตรานี้ เพราะเป็นการจะต้องใช้อำนาจตามวรรคสอง มีจุดประสงค์แค่นั้นครับ เรียงศักดิ์ศรีขึ้นมา ท่านประธานครับมีคำถาม ๒ คำถามครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

กรรมาธิการชี้แจง เชิญครับ🔗

นางอัญชลิตา กองอรรถ กรรมาธิการ

ขออนุญาตค่ะ กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน อัญชลิตา กองอรรถ กรรมาธิการ จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ขออนุญาตชี้แจงค่ะ สำหรับมาตรานี้ทางกฤษฎีกาในฐานะกรรมาธิการก็ขอสงวนความเห็นที่ไปแก้กลับมาให้ กระทรวงศึกษาธิการขึ้นมาก่อน การเรียงลำดับตำแหน่งผู้รักษาการตามกฎหมาย เราไม่ได้ เรียงว่ากระทรวงไหนใหญ่หรือเล็ก หรือว่าสำคัญหรือไม่สำคัญ ทุกกระทรวงสำคัญหมด แต่เราเรียงเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา คือเรียงตามตัวอักษร แล้วกฎหมายที่ผ่านสภาแห่งนี้ แทบทั้งนั้นเลยค่ะ เราก็ถือหลักนี้มา แต่ถ้าเราจะประหลาดโดยการกลับหลัก ไม่ได้ถือตาม หลักเดิม ก็ต้องมีคำอธิบาย ตรงนั้นก็เลยตั้งข้อสงวนไว้ ส่วนที่ไม่ระบุกระทรวงอื่นเราดูที่ ภารกิจหลัก กระทรวงศึกษาธิการกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและ นวัตกรรม ภารกิจหลักคือในเรื่องนี้ ไม่อย่างนั้นเราต้องกวาดทั้งกระทรวงตั้งหลายกระทรวง กระทรวงสาธารณสุขก็ใช่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ใช่ กระทรวงมหาดไทยก็ใช่ อันนี้ มันเป็นปัญหา เพราะฉะนั้นเราต้องดูที่ภารกิจค่ะ ต้องขอกราบเรียนเท่านี้ค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณมากครับ ท่านสมาชิกครับ ต้องขอบคุณทุกฝ่าย เราอภิปรายไปตรงประเด็นที่เราแปรญัตติจะทำให้ประหยัดเวลา ได้มากเลยครับ เนื่องจากมาตรา ๕ นี้กรรมาธิการมีการแก้ไข ดังนั้นก็ต้องขอมติที่ประชุมว่า จะเห็นควรให้มีการแก้ไขหรือไม่ กรณีที่ที่ประชุมเห็นควรให้มีการแก้ไขก็จะถามคำถามที่ ๒ ว่าจะเห็นด้วยกับการแก้ไขตามร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือจะเห็นด้วยกับร่างของ กรรมาธิการที่สงวนความเห็น ขอเชิญท่านสมาชิกกรุณาแสดงตนครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

รบกวนแสดงตนนะครับ ๒ มาตรานี้ จะมีผู้อภิปรายไม่มากครับ มาตราต่อไปหมวด ๑ ก็มีผู้อภิปราย ๒ ท่าน เพราะฉะนั้น เพื่อนสมาชิกกรุณาอย่าไปไกลนะครับ ขาดอยู่ ๑๐ คนครับ🔗

นางสาวณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ณธีภัสร์แสดงตนครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เจ้าหน้าที่บันทึกด้วยครับ🔗

นายรังสิกร ทิมาตฤกะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บุรีรัมย์

ท่านประธาน ขออนุญาตครับ ๒๙๙ รังสิกร บัตรมีปัญหา แสดงตนครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เจ้าหน้าที่บันทึกด้วยครับ ช่วยกดบัตร หน่อยครับ อีก ๓ คนครับ พร้อมนะครับ ปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตน ขณะนี้ ๓๔๓ บวก ๒ ๓๔๕ คน ครบองค์ประชุมครับ🔗

เนื่องจากมาตรา ๕ มีการแก้ไข อย่างที่เรียนแล้ว คำถามแรกก็คือเห็นด้วยที่กรรมาธิการแก้ไขหรือไม่ ถ้าเห็นด้วยกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วยกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญ ลงมติครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นางสาวณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ณธีภัสร์ เห็นด้วยครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เจ้าหน้าที่บันทึกด้วยนะครับ พร้อมพอสมควรแล้วครับ ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๖๔ บวก ๑ เป็น ๓๖๕ คนครับ เห็นด้วย ๓๓๘ บวก ๑ เป็น ๓๓๙ คน ไม่เห็นด้วย ๑๗ คน งดออกเสียง ๒ คน ไม่ลงคะแนนเสียง ๗ คน มติที่ประชุมเห็นด้วยที่กรรมาธิการแก้ไข🔗

คำถามที่ ๒ กรุณาแสดงตนอีกครั้งครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายรังสิกร ทิมาตฤกะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บุรีรัมย์

ท่านประธานครับ ๒๙๙ แสดงตนครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เจ้าหน้าที่บันทึกด้วยครับ🔗

นางสาวณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม ณธีภัสร์ ๑๔๕ แสดงตนครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

บันทึกด้วยครับ สมาชิกที่อยู่ในห้อง กรุณากดบัตรแสดงตนครับ ปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตน ๓๔๔ บวก ๒ เป็น ๓๔๖ คน ครบองค์ประชุมครับ🔗

ขอถามมติว่าผู้ใดเห็นด้วยกับ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่สงวนความเห็น คือไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นางสาวณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ณธีภัสร์ ไม่เห็นด้วยครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับ ปิดการลงมติครับ จำนวน ผู้ลงมติ ๓๗๐ บวก ๑ ๓๗๑ คน เห็นด้วย ๒๙๓ คน ไม่เห็นด้วย ๗๑ บวก ๑ ๗๒ คน งดออกเสียง ๔ คน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ คน มติที่ประชุมเห็นด้วยกับกรรมาธิการ เสียงข้างมากครับ🔗

เชิญต่อครับ🔗

นางพรพิศ เพชรเจริญ เลขาธิการรัฐสภา

หมวด ๑ วัตถุประสงค์และ เป้าหมายของการจัดการศึกษา ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

หมวด ๑ ไม่มีการแก้ไข แต่กรรมาธิการสงวนความเห็น ๒ ท่านที่ขออภิปราย ท่านแรก รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ ท่านที่ ๒ ท่านขจิตร ชัยนิคม ขอเชิญท่านสุรวาทครับ🔗

รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม สุรวาท ทองบุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้สงวนความเห็นไว้ในมาตรา ๖ นี้ จริง ๆ แล้ว อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่ามาตรา ๖ นี้ แท้จริงแล้วเป็นวิสัยทัศน์ เป็นปรัชญาของ การจัดการศึกษา🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

คุณสุรวาทครับ หมวด ๑ ก่อนนะครับ หมวด ๑ วัตถุประสงค์และเป้าหมายของการจัดการศึกษา ท่านติดใจไหมครับ เป็นหมวด ๑ ยังไม่ได้เริ่มมาตรา ๖ หมวด ๑ ก่อนครับ ไม่ติดใจนะครับ มาตรา ๖ เดี๋ยวทีหลัง ตอนนี้ เรื่องหมวดก่อน🔗

รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ กรรมาธิการ

เอาชื่อหมวดก่อนนะครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านติดใจก็เชิญนะครับ🔗

รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ชื่อหมวด หมวด ๑ วัตถุประสงค์และเป้าหมายของการจัดการศึกษา ก็เรียนว่าในหมวดนี้ เมื่อไปพิจารณาในมาตราต่าง ๆ แล้ว มันเป็นเรื่องของสิทธิและหลักการ ไม่ว่าจะเป็นมาตรา ๑๑ มาตรา ๑๔ เหล่านั้น รวมทั้งมาตรา ๑๕ มาตรา ๑๖ มาตรา ๑๗ ด้วย เพราะฉะนั้นเราก็อยาก เห็นว่าชื่อหมวดมันสื่อกับสารบัญญัติที่อยู่ข้างในจึงได้เห็นควรว่าต้องเติมคำว่า สิทธิและ หลักการของการจัดการศึกษาในหมวด ๑ นี้ ก็เรียนว่าจริง ๆ แล้วทั้งร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ค่อนข้างที่จะสับสนวกวน กล่าวถึงเรื่องหนึ่งในหลาย ๆ ที่ อันนี้ก็เห็นด้วย แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ในหมวด ๑ นี้มันสามารถที่จะจัดให้เห็นว่ามาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ เป็นเรื่อง ของวัตถุประสงค์และเป้าหมาย มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ เป็นเรื่องของสิทธิ มาตรา ๑๔ มาตรา ๑๕ มาตรา ๑๖ ก็เป็นเรื่องหลักการ มันค่อนข้างจะชัดเจนว่าควรที่จะมีชื่อเช่นนี้ครับ ท่านประธานครับ จึงขอสงวนความเห็นไว้เพื่อได้โปรดพิจารณาครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับ ท่านขจิตรครับ ไม่ติดใจนะครับ ผมเรียนถามท่านสุรวาทอีกครั้งครับ ท่านติดใจไหมครับ หมวด ๑ ถ้าไม่ติดใจจะได้ไม่ต้อง ลงมติ ผ่านไปมาตรา ๖ เลย ถ้าติดใจต้องขอมติครับ ท่านคุณสุรวาทครับ🔗

รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ กรรมาธิการ

ติดใจครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ติดใจนะครับ ติดใจต้องขอมติครับ รบกวนสมาชิกกรุณา เนื่องจากหมวด ๑ วัตถุประสงค์และเป้าหมายของการจัดการศึกษา ไม่มีการแก้ไขครับ กรรมาธิการสงวนความเห็น ติดใจ ก็จำเป็นต้องขอมติว่าจะคงไว้ตามร่างเดิม ที่กรรมาธิการไม่แก้ไข หรือแก้ไขตามที่กรรมาธิการสงวนความเห็นนะครับ🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

สมาชิกกรุณาแสดงตนเพื่อลงมติครับ กรุณาเข้ามาเพื่อลงมติในหมวด ๑ นะครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นางสาวณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ณธีภัสร์ แสดงตนครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับ ปิดการแสดงตนครับ จำนวน ผู้แสดงตนขณะนี้ ๓๔๔ บวก ๑ ๓๔๕ คน ครบองค์ประชุมครับ🔗

ขอถามมติที่ประชุมว่าจะเห็นด้วย กับกรรมาธิการเสียงข้างมาก คือไม่แก้ไขหมวด ๑ หรือไม่ ถ้าเห็นด้วยกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นด้วยกับกรรมาธิการสงวนความเห็นโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นางสาวณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ณธีภัสร์ ไม่เห็นด้วยครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับ ปิดการลงมติครับ จำนวน ผู้ลงมติ ๓๖๒ บวก ๑ ๓๖๓ คน เห็นด้วย ๓๐๐ คน ไม่เห็นด้วย ๕๑ บวก ๑ ๕๒ คน งดออกเสียง ๗ คน ไม่ลงคะแนนเสียง ๔ คน มติที่ประชุมเห็นด้วยกับกรรมาธิการ เสียงข้างมาก ไม่แก้ไขหมวด ๑🔗

เชิญต่อครับ🔗

นางพรพิศ เพชรเจริญ เลขาธิการรัฐสภา

มาตรา ๖ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

มาตรา ๖ มีการแก้ไข แล้วก็มีผู้สงวน ความเห็น กรรมาธิการสงวนความเห็น ส่งชื่อมาแล้ว ๔ ท่าน มีผู้แปรญัตติ ๔ ท่านส่งชื่อ มาแล้วครับ มีสมาชิกที่ไม่ได้แปรญัตติ ไม่ได้สงวนความเห็นอีก ๖ ท่าน เพราะฉะนั้น ก็จะต้องมีสมาชิกใช้เวลาอภิปราย ท่านสมาชิกที่จะไปรับประทานอาหารอะไรช่วงนี้ก็คงจะ มีเวลา เพราะเข้าใจว่าผู้อภิปรายหลายท่านครับ ขอเชิญท่านแรก รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ ขอย้ำอีกครั้งหนึ่ง ขอพวกเราได้กรุณาอยู่ในเรื่องแปรญัตติ แล้วทุกคนจะได้มีการ อภิปรายได้ทั่วถึง เชิญครับ🔗

รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม สุรวาท ทองบุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ได้สงวนความเห็นไว้ในมาตรา ๖ ซึ่งว่าด้วยวัตถุประสงค์ของการ จัดการศึกษา ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วมาตรา ๖ นี้เป็นมาตราที่มีความสำคัญมาก เป็นตัวหัวเชื้อไปสู่มาตราอื่น ๆ และเป็นเรื่องของวิสัยทัศน์ของชาติที่เกี่ยวกับการศึกษา เป็นปรัชญาของการศึกษาว่าเราจะจัดการศึกษา คืออะไร เพื่ออะไร อย่างไร ในมาตรา ๖ นี้ ผมก็ได้สงวนความเห็นว่าให้จำแนกเป็นหัวข้อรวม ๔ หัวข้อ ตามเอกสารที่ขึ้นบนจอ บังเอิญ ไม่มีสไลด์ (Slide) เพราะว่ามันซ้ำกันครับ ท่านประธานครับ มาตรา ๖ ของร่างเดิมที่รับหลักการมานั้นเหมือนกับว่าเราต้องการให้ ประเทศมีความเป็นปึกแผ่นมีความรักความสามัคคีเหมือนกับหลังสงครามอย่างไรอย่างนั้น คือการจัดการศึกษานั้น วันนี้ถ้าเราต้องการให้ประเทศเป็นอย่างไร ให้ประเทศเจริญก้าวหน้า มีความเจริญก้าวหน้าโดยเฉพาะเรื่องวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีที่สามารถที่จะแข่งขันได้นะครับ ทำให้ประเทศหลุดพ้นจากการติดหล่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางไม่สูงสักทีนั้น เราอยากให้ เป็นอย่างนั้น ถ้าจะเป็นอย่างนั้นก็ต้องอาศัยระบบการศึกษาที่มันจะเกื้อกูล มันจะพัฒนาคน ให้ช่วยกันทำให้ประเทศเรามีขีดความสามารถในการแข่งขัน ไม่พึ่งพาเศรษฐกิจ ไม่พึ่งพา วิทยาศาสตร์ วิทยาการเทคโนโลยีจากภายนอกซึ่งราคาสูงมาก มากกว่าผลผลิต ทางการเกษตร หรือมากกว่าการท่องเที่ยว ซอฟต์ เพาเวอร์ (Soft power) ที่เรามี เพื่อแลก กับสิ่งนั้น ทีนี้การจะทำให้ประเทศเป็นอย่างนั้นจะต้องให้คนไทยนี้มีอิสรภาพในความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ โลกวันนี้เขาแข่งขันกันด้วยกระบวนการคิดและคิดริเริ่มสร้างสรรค์ คิดแปลกใหม่ คิดนอกกรอบ คิดหลุดโลกออกไป ถึงจะทำให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ ที่เรียกว่านวัตกรรมจนเป็นที่ ยอมรับและใช้ได้ผลดี จึงเรียกว่าเทคโนโลยี และสิ่งเหล่านี้ก็จะนำไปสู่การอุตสาหกรรม แล้วก็ การค้าพาณิชย์ทั้งหลาย ก็จะทำให้ประเทศเป็นอย่างนั้นได้ เพราะฉะนั้นเมื่อถ้าเราดูที่ มาตรา ๖ นี้ จะเห็นว่าเราจะวนเวียนอยู่กับ ซึ่งผมก็ไม่ปฏิเสธเรื่องเหล่านี้นะครับ เรื่องของ คุณงามความดีทั้งหลาย ความภาคภูมิใจในชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ การเป็นพลเมืองดี ต้องรับผิดชอบต่อสังคมอะไรทั้งหลาย ผมก็ไม่ได้ปฏิเสธ แต่ว่ามันขาดหายไปในเรื่องที่จะทำ ให้ผู้เรียน ให้สถานศึกษารับรองทั้งครู อาจารย์ นักเรียน นิสิต นักศึกษา มีความคิดที่เป็น อิสระมีความปลอดภัยในการที่จะแสดงความคิดเห็นอะไรอื่น ๆ เหล่านั้น เพราะฉะนั้น เพื่อการท้าทายว่าจะนำประเทศไปสู่ประเทศที่หลุดพ้นจากการเป็นประเทศที่มีรายได้ ปานกลาง ติดหล่มอยู่หลายปีได้นั้น มาตรา ๖ นี้จะต้องเขียนให้เกิดความท้าทาย ทำให้ กระบวนการศึกษาเป็นที่ผลิตความรู้และนวัตกรรมต่าง ๆ แล้วก็มากขึ้นเพิ่มขึ้นจากการที่ ให้คนเป็นคนดี ผมจึงเพิ่มว่าการจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการส่งเสริม ให้บุคคลพัฒนาและมีคุณลักษณะดังต่อไปนี้🔗

(๑) ก็คือเรื่องของพัฒนาการตามศักยภาพของแต่ละบุคคล ทั้งสุขภาพ สติปัญญา ความรู้ อารมณ์ สังคม คุณธรรม การเป็นผู้นำ และการทำงานเป็นทีม ซึ่งมีความสำคัญ เห็นอกเห็นใจผู้อื่น เรียนรู้ตลอดชีวิต อันนี้ก็เป็นคุณลักษณะนะครับ🔗

(๒) คือให้การศึกษานั้นให้โอกาสได้ค้นพบและพัฒนาความถนัดและความ สนใจของตนให้เกิดความเชี่ยวชาญ นั่นก็คือเรียนในสิ่งที่ได้ใช้และใช้ได้จริงในสิ่งที่เรียน และมีความเป็นเลิศในเรื่องนั้น ไม่ใช่เรียนสะเปะสะปะ🔗

(๓) คือจะต้องมีทักษะที่จำเป็นต่อการรับมือของโลก ไม่ใช่ไปเท่าทันวิ่งไล่ตามเขา ต้องไปดักรอการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งการแก้ปัญหา การคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร แล้วต้องสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีการเรียนรู้ สร้างนวัตกรรม นวัตกรรมมีทั้ง เทคนิควิธีแล้วก็เป็นผลิตภัณฑ์ เป็นแนวคิดวิธีการใหม่ ๆ เขาเรียกว่าเป็นนวัตกรรมทาง เทคนิคอล อินโนเวชัน (Technical innovation) หรือโพรดักต์ อินโนเวชัน (Product innovation) ขออนุญาตท่านประธานได้พูดใช้ภาษาอังกฤษนะครับ เพราะฉะนั้นการศึกษาจะต้องทำให้เขาได้สร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยี แล้วก็สร้างและใช้ ประโยชน์จากเทคโนโลยีให้ได้นะครับ แล้ววันนี้เขาบอกว่าเรียนวันนี้ไม่ใช่เพื่อประกอบอาชีพ ที่มีในวันนี้เท่านั้น เรียนวันนี้ไม่ใช่เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในวันนี้ เรียนวันนี้ไม่ใช่เพื่อใช้ เทคโนโลยีในวันนี้ เรียนวันนี้เพื่อทำอาชีพใหม่ในวันข้างหน้าหรืออาชีพเดิมแต่แบบใหม่ เทคโนโลยีใหม่และแก้ปัญหาใหม่🔗

(๔) เราก็ไม่ละเลยเรื่องความตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ของตนต่อผู้อื่น ตามรัฐธรรมนูญตามหลักสากล เคารพความแตกต่างหลากหลายและสิทธิมนุษยชน เป็นพลเมืองที่ตื่นรู้ในระบอบประชาธิปไตยและมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ มีความพร้อมสำหรับการเป็นพลเมืองโลก มีความเข้าใจพหุวัฒนธรรมและความสนใจในการ แก้ปัญหาระดับนานาชาติ ดังที่ผมนำเรียนนี้เห็นว่ายังพอมีหนทางว่าเราจะก้าวมุ่งหน้าไปสู่ ประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันพึ่งพาตัวเองได้ ทั้งทางวิทยาการกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีได้ครับท่านประธานครับ จึงขอสงวนความเห็นให้เป็นดังที่ผมนำเรียนครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

กรรมาธิการต่อไปครับ ท่านสุรพล นาควานิช ครับ🔗

นายสุรพล นาควานิช กรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม สุรพล นาควานิช กรรมาธิการ ขอสงวนความเห็นในมาตรา ๖ ไว้นะครับ ประเด็นที่ สงวนไว้ก็คือให้เพิ่มข้อความว่า ซื่อสัตย์ สุจริต ยุติธรรมในมาตรา ๖ อันเป็นวัตถุประสงค์ของ การจัดการศึกษา ผมมีเหตุผล ๒ ประการ ประการแรก เป็นเหตุผลที่ผมได้อ่านรัฐธรรมนูญ มีคำว่า ซื่อสัตย์ สุจริตและเที่ยงธรรมอยู่หลายตอน เช่น ในคำปรารภ ซึ่งถ้าท่านดูในคำปรารภ ผมสรุปมาโดยสังเขปให้ท่านประธานได้พิจารณาครับ ซึ่งปรากฏในคำปรารภว่า การปกครอง บ้านเมืองมีการทุจริตฉ้อฉลหรือบิดเบือนอำนาจ ซึ่งจำเป็นต้องป้องกันและแก้ไขด้วยการ ปฏิรูปการศึกษา จัดระเบียบโครงสร้างของหน้าที่และอำนาจขององค์กรต่าง ๆ ให้สามารถ ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซื่อสัตย์ สุจริต เที่ยงธรรม ย้ำเลยนะครับ มีคำนี้อยู่ แล้วกำหนดให้รัฐมีหน้าที่ต่อประชาชน เช่นเดียวกับประชาชนมีหน้าที่ต่อรัฐ วางกลไก ขจัดการทุจริตเพื่อมิให้ผู้บริหารที่ปราศจากคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลเข้ามา มีอำนาจหรือใช้อำนาจตามอำเภอใจ ท่านประธานครับ นอกจากนี้ในรัฐธรรมนูญยังปรากฏ อยู่ในมาตรา ๗๖ ที่บัญญัติให้เจ้าหน้าที่รัฐจะต้องซื่อสัตย์สุจริต มาตรา ๒๕๘ ก. ด้านการเมือง ก็ให้ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีความซื่อสัตย์สุจริต มาตรา ๑๑๕ สมาชิกรัฐสภา ต้องซื่อสัตย์สุจริต มาตรา ๑๖๐ รัฐมนตรีต้องซื่อสัตย์สุจริต มาตรา ๑๖๑ รัฐมนตรีถวายสัตย์ ก็ต้องซื่อสัตย์สุจริต คณะรัฐมนตรีก็ต้องซื่อสัตย์สุจริต แม้แต่ศาลในมาตรา ๑๙๑ ก็ต้อง ซื่อสัตย์สุจริต เหตุผลประการที่ ๒ ผมเห็นว่าคำว่าซื่อสัตย์สุจริตและยุติธรรมนั้นเป็นคุณลักษณะของ ประชาชนสากลทุกศาสนา ทุกชาติ ทุกเผ่าพันธุ์ ไม่จำเพาะเจาะจงว่าเป็นกลุ่มใด ความซื่อสัตย์สุจริต เที่ยงธรรมเป็นสากล และเหตุผล ๒ ประการนี้ผมนำเสนอในที่ประชุม กรรมาธิการไม่สนใจ เลยผมก็นำเสนอท่านประธานหรือขอพึ่งรัฐสภาพิจารณาครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปคุณสฤษดิ์ บุตรเนียร ครับ🔗

นายสฤษดิ์ บุตรเนียร กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะของสมาชิกรัฐสภา ผมขอสงวนคำแปรญัตติในมาตรา ๖ ในส่วนที่เกี่ยวกับ วัตถุประสงค์และเป้าหมายของการจัดการศึกษา เรื่องนี้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ เป็นพระราชบัญญัติที่มีความสำคัญมากเพราะเป็นแม่บท เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาคน คนเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีความสำคัญต่อประเทศชาติ ยิ่งโดยเฉพาะปัจจุบันนี้ประชากร การเกิดก็อัตราส่วนที่ลดลง ต้องมีการพัฒนาเรื่องคุณภาพอย่างมากทีเดียว เรากำลังจะเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งการเรียนรู้หรือการวางมาตราต่าง ๆ หรือเป้าหมายและวัตถุประสงค์จะต้อง มีความชัดเจน ผมแปรญัตติในส่วนเกี่ยวกับในเรื่องของคนจะไปสมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ ก็ต้องมีอารมณ์ สังคม สติปัญญาและความรู้ความสามารถ ในส่วนของอารมณ์ ในสังคมนี้ ในปัจจุบันนี้ ยิ่งเด็ก ๆ ด้วยแล้วจะเป็นสังคมที่โดดเดี่ยวอยู่คนเดียว เนื่องจากมีเทคโนโลยี มีคอมพิวเตอร์ เด็กจะมุ่งมั่นหรือที่เรียกสังคมก้มหน้า หรือใช้มือเขี่ยอยู่ตลอดเวลา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมถือว่าเราจะต้องมีการกำหนดในวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนและควบคุม ให้เหมาะสมกับกาลเวลา โดยเฉพาะวันนี้โลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ในศตวรรษที่ ๒๑ ซึ่งความรู้หรือสิ่งต่าง ๆ มีอายุสั้น มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผมจึงเพิ่มคำว่า อารมณ์ และสังคม เด็กรุ่นใหม่ ๆ ขาดการควบคุมอารมณ์ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการที่จะอยู่ร่วมกัน กับผู้อื่น แล้วก็ในเรื่องของการทำงานร่วมกันเป็นหมู่คณะ การที่จะทะเลาะวิวาทซึ่งจะเกิดขึ้น ได้เร็วมาก โดยที่จะทำให้สังคมหรือความเป็นอยู่ในอนาคตลำบาก ผมจึงเพิ่มคำว่า อารมณ์ และสังคม โดยเฉพาะการที่เข้าไปอยู่ในสถานประกอบการ จากการที่ผมไปติดตามเป็น คณะกรรมาธิการการศึกษาได้ไปสถานประกอบการหลายแห่ง ก็จะพูดเหมือนกันว่า วันนี้เด็กขาดความเคารพ ขาดความเชื่อฟังผู้บังคับบัญชา การทำงานก็การทำงานเป็น หมู่คณะไม่ค่อยเป็น เนื่องจากว่าเด็กได้พยายามที่จะใช้เทคโนโลยีอย่างเดียวโดยที่จะไม่สนใจ คนรอบข้างว่าเกิดอะไรขึ้น อีกส่วนหนึ่งที่เพิ่มคำว่า ความสามารถ ในปัจจุบันนี้ความรู้ หาได้ง่าย โดยเฉพาะการเข้าสู่แหล่งเรียนรู้นี้มันง่ายมาก แต่ในเรื่องความสามารถ จึงอยากให้ระบบการศึกษาเน้นเรื่องฐานสมรรถนะ ซึ่งจะให้เกิดต้องเรียนรู้ควบคู่กันไปเลย ผมเชื่อเหลือเกินว่าการสอนเป็นวิชา ๆ มันจะเริ่มหมดเวลาแล้ว เราต้องมีการบูรณาการ ภาควิชาการต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ขยันด้วยการเรียนพร้อม ๆ กันไปกับการปฏิบัติเป็นเรื่อง เดียวกันเลย เพื่อให้การศึกษานั้นบรรลุเป้าหมายตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการที่ตั้งไว้นะครับ ผมถึงพยายามที่จะแทรกคำว่า ความรู้ ความสามารถ และฐานสมรรถนะที่จะก่อให้เกิด ประโยชน์กับเยาวชนต่อไปในอนาคต ทักษะการเรียนรู้ ทักษะอาชีพ และทักษะชีวิต ทั้ง ๓ อย่างนี้มันไม่สามารถที่จะแยกออกจากกันได้โดยเด็ดขาด การเรียนรู้ต้องควบคู่ไป แล้วเรียนไปทำไมครับถ้าไม่สามารถจะไปประกอบอาชีพ หรือมาใช้ดำเนินชีวิตในปัจจุบัน หรือในการดำเนินชีวิตในที่ทำงานหรือในครอบครัว ยิ่งโดยเฉพาะของทักษะชีวิตนี้แล้ว เด็กในปัจจุบันเราขาดทักษะในการที่จะดำเนินหรือรู้จักการ โดยเฉพาะเรื่องของการศึกษา มักจะสอนให้เด็กรู้จักการหาเงินเพียงอย่างเดียว ประกอบอาชีพหาเงิน จบปริญญาตรี ได้ ๑๕,๐๐๐ บาท จบ ปวช. ปวส. ได้ ๑๐,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นเด็กก็จะมุ่งแต่การที่จะ เรียนรู้เพื่อเพิ่มศักยภาพของตัวเอง แต่ลืมไปว่าปัจจุบันนี้โลกมีการเปลี่ยนแปลง ความต้องการ ของสังคมหรือหน่วยงานต่าง ๆ นั้นคือต้องการคนที่มีความสามารถมากกว่าความรู้ที่มีอยู่ ดังนั้นผมถึงพยายามที่จะขอแทรกญัตติในเรื่องของการที่เพิ่มเรื่องของอารมณ์ สังคม และความสามารถ🔗

อีกส่วนหนึ่งครับ เรื่องของความเป็นพลเมือง การที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้นั้น จะต้องมีความสร้างสรรค์เพื่อจะให้เกิดความคิด ในความที่จะให้สามารถประยุกต์ถึง องค์ความรู้ที่มีอยู่ การศึกษาในปัจจุบันนี้ได้เปลี่ยนรูปแบบไปโดยสิ้นเชิง เนื่องจากว่าในเรื่อง ของความรู้ความสามารถ หรือในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ เราสามารถที่จะดำเนินชีวิต เด็กไม่จำเป็นจะต้องเป็นไปตามช่วงวัยต่าง ๆ โดยลึกสามารถที่จะเรียนรู้จากการที่ใช้ นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดมาประยุกต์ปรับตัวเข้ากับเศรษฐกิจในปัจจุบันได้ ปัจจุบันนี้เราได้เกิดสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมาจำนวนมากมาย โดยเฉพาะความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น แล้วเป้าหมายสำคัญในการจัดการศึกษา เหล่านี้ผมถึงเห็นว่าเราต้องเพิ่มแก้ไขแนวความคิด ในยุคใหม่ ๆ นั้น เรื่องของเอจจิ้งโซไซตี้ (Aging Society) สังคมผู้สูงอายุ แล้วสิ่งแวดล้อม ความสำคัญ เป็นแนวความคิดเรื่องบีซีจี (BCG) การลดโลกร้อน เป็นแนวความคิดที่จะต้อง เกิดขึ้นและต้องเผชิญภัย ดังนั้นการศึกษาควรกำหนดนโยบายให้ควบคุม มองไปข้างหน้า ไม่ใช่ปัจจุบันนี้ เพราะพระราชบัญญัติแต่ละฉบับนั้นเราต้องใช้เวลาใช้งานไป ๒๐-๓๐ ปี เหมือนกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติในปี ๒๕๔๒ นี่ผ่านมาเกือบ ๒๔ ปี ๒๕ ปีแล้ว ดังนั้นเราควรกำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนเพื่อจะให้เป็นแนวทางให้บุคลากรทางการศึกษา นำไปสู่การพัฒนาเด็กและเยาวชนต่อไปครับ ขอกราบขอบพระคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ต่อไปจะขอไปผู้แปรญัตตินะครับ ท่านไตรรงค์ไม่ได้เป็นผู้แปรญัตติ แต่ว่าจะอนุญาตให้ตอนหลังนะครับ ท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แล้วก็คุณธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง คุณธีรัจชัย พันธุมาศ เชิญเลยครับ ท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ก่อน🔗

พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขออนุญาตมีส่วนร่วมในการแปรญัตติ ครั้งนี้เป็นการแปรญัตติ เพราะว่า ผมเสนอแปรญัตติไม่ใช่ตั้งเป็นคำถาม โปรดเลือกผมนะครับ ท่านประธานครับ ในการแปรญัตติ ผมนั้นในมาตรา ๖ ผมเขียนและแก้ไขครับ มีการฆ่าและมีเนื้อความที่ใส่เติมลงไปนะครับ คือการเติมคำว่า สมรรถนะเต็มตามศักยภาพของตน แล้วก็ใช้คำว่า อย่างเท่าเทียมกัน ตัดคำที่ฟุ่มเฟือย เฟอะฟะ ที่ใช้คำว่า รู้จักสิทธิควบคู่หน้าที่และความรับผิดชอบ และตระหนักในความสำคัญของ นี่ครับซ้ำ ๆ ซาก ๆ มีอีกครับ รู้จักรักษาประโยชน์ส่วนรวม ของประเทศชาติ ใคร ๆ เขาก็รู้ครับ ท่านไม่ต้องไปเขียนหรอกครับ นี่ไปเขียนในกฎหมาย ผมไม่เข้าใจเหมือนกันการตรากฎหมาย เนื้อความแบบนี้เอามาเขียนได้อย่างไร ตราไว้ ในกฎหมาย มันเป็นภาพใหญ่ครับ ท่านประธานครับ มันต้องตัดทิ้งครับ เพราะมันฟุ่มเฟือย มากจนเกินไปครับ ใคร ๆ ก็รู้ว่าต้องรักษาผลประโยชน์ส่วนรวม ใคร ๆ ก็รู้ว่าต้องรักชาติ ใครก็รู้ครับ ผมก็รักครับ ผมรักสถาบันครับ แต่สิ่งที่ผมไม่ทำคือไม่โหนสถาบัน นั่นคือสิ่งสำคัญครับ ประเทศเราจะสอนอะไร สอนให้คนรู้ และเข้าใจให้ดีครับ มาเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ เขียนไว้ในกฎหมาย เขียนเข้าไปได้อย่างไรครับ ผมที่เติมคำว่า สมรรถภาพเต็มศักยภาพของตน เมื่อสักครู่มีท่านกรรมาธิการ ท่านตวง ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ท่านพูดถึง เคเอ็ม (KM) โนว์เลดจ์ เมเนจเม้นต์ (Knowledge management) ดิ เอ็กซ์เพรสเซส (The expresses) แทสซิท (Tacit) ความรู้ที่มันอยู่ใน ตัวหนังสือทั้งหมด แต่แทสซิท (Tacit) ความรู้ที่มันอยู่ในตัวตนที่ฝังแน่น ความรู้ที่ซ่อนเร้น อยู่ในมนุษย์ นี่คือสมรรถนะ คือศักยภาพของคนที่ต้องเขียน เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มาตรา ๒๕๘ จ. ด้านการศึกษา และที่สำคัญกฤษฎีกาอ่านสิครับ ผลสัมฤทธิ์ที่บัญญัติ ในมาตรา ๕๔ คืออะไร ไม่ได้ใส่เลยครับ เดี๋ยวผมมีอีกครับ อ่านสิครับคำอธิบาย เล่มเหลือง ๆ หนา ๆ ที่ผมบอกนี้เอามาใช้บ้าง อย่าเขียน สักแต่ว่าเขียนคำฟุ่มเฟือย เขียนเข้ามาได้อย่างไร ในกฎหมาย คำพวกนี้มันจำเป็นต้องใช้เพราะรัฐธรรมนูญเขียนไว้ บัญญัติให้ครบถ้วน ก็เขียนมาให้ครบถ้วนสิครับ เรื่องความไม่เท่าเทียมกัน โอเค (OK) มีครับ ที่เขียนใหม่ แก้มี เติมลงไปที่มีการแก้ไข เพราะเดี๋ยวจะมีเพื่อน ๆ สมาชิกผมหลายคนพูดในการอภิปราย ในมาตรา ๖ ที่แก้ ท่านครับ เรื่องของความเท่าเทียมกันครับ โดยเฉพาะในมาตรา ๕๔ ของรัฐธรรมนูญที่เขียนว่าผลสัมฤทธิ์มันจะต้องมีกองทุน เดี๋ยวผมไปอีกครับ ในมาตรา ๘๗/๑ ถึงมาตรา ๘๗/๒๑ กองทุนที่เขาให้เขียนไว้ในนี้ เดี๋ยวตอบผมด้วย แต่ผมจะพูดว่านี่คือ ผลสัมฤทธิ์ที่เขาเขียนว่าให้มีกองทุนเพื่อการศึกษาครับ เขาไม่ได้ให้ตั้งว่ากองทุนเพื่อพัฒนา เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา คนละชื่อครับ ไม่ใช่กองทุนครูของแผ่นดิน ไม่ใช่ครับ มันต้องชื่อว่า กองทุนเพื่อการศึกษา เท่านั้น รัฐธรรมนูญเขียนอย่างนี้ครับ ไม่อย่างนั้นรัฐธรรมนูญต้องเขียน เทคโนโลยีลงไปครับ นี่ก็เพี้ยนอีกครับ ผมลามไปถึงมาตรา ๘๗/๑ ถึงมาตรา ๘๗/๒๑ เดี๋ยวผมก็ไปทุกมาตราครับ ท่านประธานครับ นี่คือสิ่งที่ผลสัมฤทธิ์ของคำว่ามาตรา ๕๔ ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ เขียนไว้แน่นอนครับ ผมถึงแก้ไขครับ ว่ามันจะต้อง มีความเท่าเทียมกัน ดีนะผมไม่ตัดคำว่า คุณธรรม เป็นคนดีมีวินัย คนดีย์ ย ยักษ์ การันต์ หรือ เปล่าก็ไม่รู้ เขียนผิดหรือเปล่า ท่านประธานครับ ความหมายสำคัญของมันก็คือว่า ผมต้องการนำเสนอให้เห็นว่ามนุษย์มีศักยภาพเต็มกำลังครับ ต้องบรรจุเนื้อความตรงนี้ไว้ และสิ่งสำคัญคือรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยึดโยงความเท่าเทียมกัน มนุษย์ในประเทศไทยต้องเท่ากัน ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปคุณธัญวัจน์ครับ🔗

นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานค่ะ ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ธัญแก้ไขมาตรานี้เพราะว่าเป็นมาตราที่สำคัญมาก และสิ่งที่ธัญได้เพิ่มเติม ลงไปนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สังคมไทยนั้นไม่ค่อยพูดถึงค่ะ มนุษย์เรานั้นมีหน้าที่สำคัญคือเราต้อง ดูแลความมั่นคงของมนุษย์ นั่นคือสิ่งที่ธัญได้เพิ่มเติมลงไป เพราะฉะนั้นเพื่อที่เราจะได้ ย้ำเตือนตัวเองว่าเราเกลียดกันมากแค่ไหนในวันนี้ เราขัดแย้งกันแค่ไหนในวันนี้ เรากำลัง ก้าวเข้าสู่ความเกลียดชังและสงครามใกล้ขึ้นมากทุกวัน ๆ มากแค่ไหน เป้าหมายอย่างที่ธัญ ต้องการเติมสิ่งนี้เพื่อเป็นร่มใหญ่ เพื่อให้สังคมนั้นก้าวเข้าสู่สันติภาพค่ะท่านประธาน ทำไม ถึงต้องเป็นร่มใหญ่ เพราะว่าวันนี้มาตรา ๖ เราพูดถึงการสอนเรื่องสิทธิ หน้าที่ และความ รับผิดชอบ การที่ธัญพูดว่าความมั่นคงของมนุษย์นั้นเป็นหน้าที่สำคัญของเราทุกคน เพราะเราต้องไม่ลืมว่ามนุษย์เราเกิดมาไม่ได้เพื่อมาฆ่ากัน มนุษย์เราเกิดขึ้นมาไม่ได้เกิดขึ้นมา เพราะว่าเราจะต้องเกลียดกัน วันนี้ธัญต้องตั้งคำถามมากมาย ถ้าเกิดเราไม่กำหนดหน้าที่ของมนุษย์ของเราทุกคน การสอน สิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบในบทเรียนการศึกษาไทยนั้นก็จะบิดเบี้ยวไปเรื่อย ๆ ถ้าลองดูตัวอย่าง การสอนเรื่องสิทธิหน้าที่ที่มีความสับสนในการศึกษาไทย คำถามของธัญ ที่จะถามท่านคณะกรรมาธิการว่า เรายังจะมีบทเรียนที่เกี่ยวกับนางวันทอง นางกากีอยู่หรือเปล่า บทเรียนที่ให้คุณค่าผู้หญิงน้อยกว่าผู้ชาย เราจะมีการยกตัวอย่างการแต่งกายของผู้หญิงที่ดี กับการแต่งกายของผู้หญิงที่ตามสมัย โดยเอารูปดาราขึ้นมายกตัวอย่าง ซึ่งก็เคยเป็นข่าว ว่าดาราเหล่านั้นแต่งตัวไม่เหมาะสม เราจะยังมีการสอนแบบนี้ อันนี้คือสิทธิหรือหน้าที่คะ แต่สำหรับธัญแล้วการสอนแบบนี้คืออะไร คือการลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ คือการไม่รู้จักสิทธิของตัวเองและเลือกที่จะตัดสินผู้อื่น นี่คือการศึกษาที่ล้มเหลวเรื่องหน้าที่ วันนี้เราเห็นหน้าที่ของคนไทยมีอะไรกันบ้าง เป็นทหารได้ยกคุณค่าขึ้นมา แต่ธัญต้องบอกเลย ว่าการที่เราบรรจุความเป็นชาตินิยมสุดโต่งมันไม่ต่างจากการที่ทำให้เรามีเด็กที่ยกตน และมีความอดทนต่ำ ถ้าลองมองสังคมในปัจจุบันนี้ คลิป (Clip) ๒-๓ วันที่ผ่านมาใน ทวิตเตอร์ (Twitter) เรายังมีกลุ่มอาชีวะบางกลุ่มที่ออกมารักษาศักดิ์ศรีด้วยการตีกัน เราเกิดมาเพื่อตีกันหรือคะท่านประธาน ไม่ ธัญกำลังจะบอกว่าสิ่งสำคัญคือไม่มีใคร หยามศักดิ์ศรีใคร ไม่มีสถาบันไหนยุบ หรือตึกเป็นรอยไม่ได้มีใครไปลบหลู่หรือไปทุบตึก โรงเรียนท่าน ทำไมเราต้องรักษาสิ่งที่ไม่มีชีวิตเพื่อมาฆ่าสิ่งที่มีชีวิต เรามีการขับรถ อารมณ์ร้อนลงมายิงกัน ศักดิ์ศรีที่ยกตนแล้วก็ความอดทนต่ำ ความรับผิดชอบ ท่านลองถาม คนรอบ ๆ ตัวท่านดูว่า วันนี้เรามีความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมมากแค่ไหน เราตระหนักรู้ถึงการใช้ พลาสติกของเราทุกวันมากแค่ไหน เราจะช่วยมันให้โลกใบนี้ดีขึ้นได้อย่างไรเพื่อเด็กรุ่นต่อ ๆ ไป ธัญตั้งคำถามเหล่านี้ว่าทำไมธัญถึงต้องพูดความมั่นคงของมนุษย์ นี่คือหน้าที่สำคัญที่เราต้อง ดูแล เพราะวันนี้เราพร้อมที่จะห้ำหั่นกัน เราพร้อมที่จะฆ่ากัน ซึ่งนั่นไม่ใช่ ไม่ใช่เป้าหมายของ สันติภาพ ไม่ใช่เป้าหมายของโลกใบนี้ ไม่ใช่เป้าหมายของการศึกษา ธัญอยากจะฝากบอก วันนี้เราต้องเปลี่ยนร่มใหญ่ให้คนในสังคมเข้าใจว่าความสำคัญของเราทุกคนคืออะไร ความสำคัญของมนุษย์ที่เกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ร่วมกันคืออะไร แล้วต้องทำความเข้าใจว่า สันติภาพนั้นคืออะไร ขอบคุณค่ะ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ท่านคุณหมอบัญญัติอยู่นะครับ เชิญเลยครับ แล้วจากนั้นจะเป็น พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ครับ🔗

นายบัญญัติ เจตนจันทร์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมเป็นกรรมาธิการผู้สงวนความเห็น ในร่างมาตรา ๖ ซึ่งกระผมได้เพิ่มเติมถ้อยคำที่ละเอียดแล้วก็คิดว่ามีความสำคัญมากกว่า คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ผมเพิ่ม ๒ ถ้อยคำเข้าไปในวัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษา ถ้อยคำที่ ๑ หรือประเด็นที่ ๑ ก็คือเรื่องของวัตถุประสงค์การจัดการศึกษานั้นจะต้องมีการ จัดการศึกษาเป้าหมายเพื่อไปสู่อัจฉริยภาพ ประเด็นที่ ๒ หรือถ้อยคำที่ ๒ ก็คือ วัตถุประสงค์ การจัดการศึกษา จะต้องเป็นไปเพื่อการเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรม ผมเห็นว่าถ้อยคำที่ ๑ การจัดการศึกษาต้องมุ่งไปสู่อัจฉริยภาพมีความสำคัญ เพราะว่า ยกตัวอย่างปัจจุบันนี้ ประเทศสิงคโปร์ วัตถุประสงค์การจัดการศึกษาต้องการให้เป็น สมาร์ต เนชัน (Smart nation) เป็นประเทศที่อัจฉริยะ คำว่าอัจฉริยะหรือสมาร์ต (Smart) ก็แปลคล้ายกัน สมัยก่อนจะใช้คำว่าฉลาดเฉลียว เดี๋ยวนี้คำว่าฉลาดเฉลียวก็นิยมใช้กันน้อยลง แล้วก็อาจจะไม่ทำให้กินใจหรือไม่ท้าทายหรือไม่แชลเลนจ์ (Challenge) เท่ากับคำว่า อัจฉริยะ แล้วก็สิ่งรอบตัวไม่ว่าจะเป็นวัตถุ บ้านเมือง หรือแม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือ เราก็เรียกว่าสมาร์ตโฟน (Smart Phone) เมืองไหนที่เจริญ อย่างเช่นที่อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง เขาก็ทำเป็นสมาร์ต ซิตี (Smart City) หรือว่าโรงเรียน โรงพยาบาล โรงพยาบาลก็เป็นสมาร์ต ฮอสพิทัล (Smart hospital) หอผู้ป่วยก็ยังเป็นสมาร์ต วอร์ด (Smart ward) แล้วก็ห้องเรียนก็ยังเป็นห้องเรียนอัจฉริยะหรือสมาร์ตคลาสรูม (Smart classroom) แต่ทำไมวัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษา เราไม่ทำให้บุคคลให้เลยจาก ความสมบูรณ์ ในวัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษาตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ ใช้คำเดียวกับปี ๒๕๔๒ คือจัดการศึกษาเพื่อวัตถุประสงค์ให้บุคคลพัฒนาไปสู่ความสมบูรณ์ ทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม สติปัญญา ความรู้ความสามารถ และคุณธรรม ที่ผมเพิ่มก็คือว่าวัตถุประสงค์การจัดการศึกษาเพื่อให้บุคคลพัฒนาให้มีความสมบูรณ์ไปสู่ อัจฉริยภาพ ผมก็ไม่ได้บังคับให้ครูบาอาจารย์จะต้องลำบากใจที่จะทำให้เด็กทุกคนไปสู่ อัจฉริยภาพ แต่นั่นละครับ ถ้าเราค้นคว้าไปจริง ๆ เด็กทุกคนหรือผู้ใหญ่ทุกคนจะมี อัจฉริยภาพในตัว ซึ่งอัจฉริยภาพไม่ใช่แปลว่าด้านเดียว ไม่ใช่อัจฉริยภาพทางด้านปัญญา อย่างเดียว อัจฉริยภาพมีหลายด้าน บางตำราก็บอก ๘ ด้าน บางตำราก็บอก ๙ ด้าน ยกตัวอย่างเช่นอัจฉริยภาพทางด้านภาษา บางคนมีความสามารถในการจำเนื้อเพลง จำข้อความต่าง ๆ ได้มาก บางท่านก็มีอัจฉริยภาพทางด้านตรรกะในการคิดคำนวณทาง คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ก็จะมีความสามารถในการเติบโตเป็นอาชีพที่แตกต่างกัน อย่างด้านภาษาก็จะเป็นผู้ที่สามารถที่จะเติบโตไปทางด้านการใช้ตัวอักษร ทางด้านวารสาร ทางด้านสาราณียกรต่าง ๆ ได้ ทางด้านตรรกะ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ก็เป็น นักวิทยาศาสตร์ได้ นักคณิตศาสตร์ได้ ทางด้านดนตรี ทักษะ ท่านเชื่อไหม นักกอล์ฟเวลาเขา ไปเรียน จังหวะในการตีหรือจังหวะในการสลับกิจกรรมหรือในการทำต่าง ๆ พวกนี้เขาต้อง เรียนพื้นฐานดนตรีด้วย การให้จังหวะ การที่จะออกตัวอะไรบางอย่าง ต้องเป็นบุคคลที่มี อัจฉริยภาพทางด้านจังหวะและดนตรี ก็เป็นนักดนตรีได้ อัจฉริยภาพในเรื่องของมิติ บางคน สามารถจินตนาการ หลับตาแล้วเห็นภาพออกมาเป็นภาพและเขียนออกมาได้ อันนี้ก็เป็น ดีไซน์เนอร์ (Designer) เป็นสถาปนิก เป็นจิตรกรได้ อัจฉริยภาพทางด้านของการเคลื่อนไหว บางคนล้มยาก เคลื่อนไหว แล้วก็เป็นนักแสดงก็ได้ นักกีฬาก็ได้ อันนี้ก็คือเรื่องอัจฉริยภาพ ที่ผมอยากจะเสนอให้เพิ่ม ประเด็นสุดท้ายก็คือว่าเรื่องของการเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรม คำว่า ผู้ประกอบการนวัตกรรม หรือภาษาต่างประเทศเขาก็เรียกว่า อินโนเวทีฟ อองเทอเพรอนัวชิพ (Innovative Entrepreneurship) ก็คือว่าเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรม เดี๋ยวนี้ถ้าเกิดว่าเรียนแล้วไม่สามารถเป็นผู้ประกอบการได้ ก็ถือว่ายังไม่สามารถบูรณาการ ทุกศาสตร์มาเพื่อการทำมาหากิน ประกอบอาชีพและสร้างงาน สร้างรายได้ แล้วก็ ความเป็นนวัตกรก็สามารถที่จะทำให้อยู่รอด แข่งขันกันในตลาดโลกได้ ผมจึงเห็นว่า การจัดการศึกษา วัตถุประสงค์น่าจะต้องไปสู่การเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรมเพื่อสร้างสรรค์ สังคม ทั้งเศรษฐกิจสังคม ให้ประเทศชาติมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง แล้วก็อยู่รอด แข่งขันกับ ชาวโลกได้ด้วยครับ ท่านประธานครับ กราบขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เชิญ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ผู้แปรญัตติครับ🔗

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ในหมวด ๑ วัตถุประสงค์และเป้าประสงค์ของการจัดการศึกษา ผมชื่นชมท่านสุรวาท ที่ได้อภิปรายไป โดยเฉพาะมาตรา ๖ ผมเห็นว่ากรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่และกรรมาธิการ น่าจะหลงประเด็น และเป็นกฎหมายที่จัดการศึกษาขัดกับหลักรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ปัจจุบัน และขัดกับหลักการสิทธิมนุษยชน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งขัดต่อความเป็นจริงในสังคม ท่านประธานที่เคารพครับ เราจะชอบหรือไม่ชอบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เขามีเรื่องการปฏิรูป การศึกษาไว้ในมาตรา ๒๕๘ จ. โดยเฉพาะใน (๔) เขาพูดถึงวัตถุประสงค์การศึกษาไว้ชัดเจน ว่า (๔) ปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนทุกระดับเพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียน ได้ตามความถนัด นี่คืออะไรครับ คือเขาต้องการให้มนุษย์ทุกคนมีความสำคัญ มีคุณค่า มีศักยภาพ และมีศักดิ์ศรี เขาควรที่จะเป็นคนที่กำหนดชะตาของตัวเองตามความถนัด ท่านประธานที่เคารพครับ ในสนธิสัญญาสหประชาชาติที่เราเข้าเป็นภาคีอยู่เราก็จะระบุไว้ ชัดเจนเลย ว่าบุคคลทุกคนมีสิทธิในการศึกษา การศึกษารัฐภาคีอย่างน้อยจะต้อง เป็นการศึกษาให้เปล่าไปเรื่อย ๆ จนถึงปริญญาตรี แต่ในระดับพื้นฐานหรือระดับมัธยมศึกษา มันต้องเป็นการให้เปล่าแล้ว และการศึกษาเขาต้องมุ่งเพื่อพัฒนาบุคลิกภาพของมนุษย์ อย่างน้อยต้องให้เขามีเสรีภาพในการศึกษา ก็สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ แต่พอกรรมาธิการ พอมาเขียน ผมจึงสงวนคำแปรญัตติเพื่ออย่างน้อยที่สุดไม่ให้กฎหมายฉบับนี้ขัดรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญจะเป็นกฎหมายครอบงำตัวบุคคล ท่านประธานลองได้ดูนะครับ การจัดการศึกษา มีวัตถุประสงค์ จนมาถึงว่า เป็นคนดี การเป็นคนดีผมไม่เข้าใจว่าเป็นคนดีของใคร ดังนั้น ผมจึงคิดว่าถ้าจะเป็นคนดีมันก็จะมีความขัดแย้ง เพราะวันนี้เป็นสังคมคนดี จนสื่อตั้งฉายาว่า หน้ากากคนดี ดังนั้นผมจึงให้ปรับคำพูดข้อความนี้ว่า เช่น การพัฒนาบุคลิกภาพ อย่างสมบูรณ์ตามศักยภาพและความต้องการของแต่ละคน แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ให้มีความรู้ยึดมั่นในความดี อย่างน้อยที่สุดถ้าเป็นคนดี เป็นคนดีของผู้ร่าง เป็นคนดีของคน ที่อยู่ข้างบน อาจจะต่างเป็นคนดีของประชาชน เพราะประชาชนต้องการคนดีคือคนขยัน คนดีคือคนที่ดูแลสังคม คนดีคือคนไม่เอาเปรียบ คนดีคือคนไม่ใช้อำนาจครอบงำ ท่านประธานที่เคารพครับ ดังนั้นผมจึงเห็นว่ามาตรา ๖ ถ้าปล่อยไปจะเป็นปัญหา แล้วโดยเฉพาะผมได้เติมในช่วงสุดท้าย คือจากการพัฒนาก็ตาม เราต้องอยู่ร่วมกัน อย่างสังคมพหุวัฒนธรรม ไม่เช่นนั้นท่านเขียนลักษณะเช่นนี้ไปก็จะเป็นการทำลาย ใช้วัฒนธรรมของคนกลุ่มใหญ่ ไม่เคารพวัฒนธรรมของคนกลุ่มน้อย เมื่อท่านเขียนไม่ให้ เป็นไปตามศักยภาพ เป็นไปตามความถนัด พี่น้องในจังหวัดชายแดนภาคใต้เขามีความถนัด ในการเรียนการสอนตามหลักอิสลามศึกษา หลักอิสลามศึกษาไม่ใช่เรียนศาสนา เห็นการ จัดการแข่งขันฟุตบอลกาตาร์ไหม เขาก็จัดการศึกษาแบบอิสลามศึกษา แต่สิ่งที่สำคัญคือ ประเทศเขาเล็กนิดเดียว เขาทำให้โลกทั้งโลกตกตะลึง เพราะว่าหลักการจัดการศึกษาของเขา อิสลามก็ให้ความสำคัญเทคโนโลยี อิสลามก็ให้ความสำคัญการไม่มียาเสพติด ไม่มี แอลกอฮอล์ คนที่ไปดูฟุตบอลโลกเขาแซ่ซ้องหมดว่าเป็นประเทศที่ปลอดภัย ดังนั้นพอท่าน เขียนครอบงำโดยไม่ให้เป็นตามความถนัดของแต่ละบุคคล ผมจึงเห็นว่าประเทศไทยจะถูก ครอบงำและไม่เห็นอนาคตที่ดีต่อไปครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับ คุณธีรัจชัย พันธุมาศ แล้วก็ คุณณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ ขอเชิญคุณธีรัจชัยครับ🔗

พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ขอผ่านไปครับ คุณธีรัจชัยติดอยู่ที่ห้องประชุมครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

คุณณธีภัสร์เป็นสมาชิกผู้ขออภิปราย ไม่ได้แปรญัตติ ไม่ได้เป็นกรรมาธิการ เชิญเลยครับ🔗

นางสาวณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนประธานสภาที่เคารพ ผม ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ สำหรับร่างพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติ พ.ศ. .... ฉบับนี้ สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมากแล้วคงจะไม่พูดถึง ก็ไม่ได้ครับ ก็คือเรื่องวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการจัดการศึกษาในมาตรา ๖ เพราะเรื่องนี้จะเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงทัศนคติ วิสัยทัศน์และแนวทางของรัฐบาลในการ จัดการศึกษาได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะบ่งบอกได้เลยว่าทิศทางของการศึกษาไทยในอนาคตจะเป็น อย่างไร แต่ท่านประธานทราบไหมครับว่า ตามมาตรา ๖ ของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ เด็ก ๆ ในรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ ถูกคาดหวังอะไรไว้บ้าง เด็กในรัฐบาลนี้จะต้องมีร่างกาย จิตใจ สติปัญญาที่สมบูรณ์ เป็นคนดี มีคุณธรรม ภูมิใจและเห็นความสำคัญของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รู้จักรักษาผลประโยชน์ให้ชาติ สามารถสร้างเศรษฐกิจที่พึงประสงค์ได้ และอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมไทยและสังคมโลกได้อย่างผาสุก ผมไม่เข้าใจนะครับท่าน ว่าท่าน แยกสังคมไทยกับสังคมโลกทำไม เราอ้างมาตลอดว่าประเทศเราเป็นสากลเข้ากับสังคมโลกได้ ไม่ใช่หรือครับ แล้วข้อความในมาตรา ๖ บอกเพียงแค่ว่าเด็กที่รัฐบาลต้องการเป็นอย่างไร แต่ไม่ได้คำนึงถึงเด็กที่ต้องอยู่ในระบบการศึกษาว่าเขาต้องการอะไรบ้างหรือเราจะส่งเสริม เขาอย่างไรให้เขาเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ เท่านั้นยังไม่พอนะครับท่านประธาน ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ยังเขียนไว้อีกว่าการที่จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๖ ก็จะต้องไปสร้างเด็ก ให้เป็นไปตามกรอบที่วางไว้ในมาตรา ๘ เสมือนกับการล้างสมองของเด็กในแต่ละช่วงวัย ให้เป็นอย่างที่รัฐบาลต้องการ ผมยกตัวอย่างเช่นเด็กช่วงวัยที่ ๒ อายุเกิน ๑ ปี จนถึง ๓ ปี ต้องฝึกฝนให้ช่วยเหลือตนเองได้มากขึ้น เรียนรู้ผ่านการเล่น การสังเกตและการมีปฏิสัมพันธ์ กับผู้อื่นและสภาพแวดล้อม เรียนรู้การพูดและการสื่อสารที่ดี เรียนรู้การสร้างวินัย เข้าใจ ความรู้สึกของผู้อื่น เริ่มรู้จักเผื่อแผ่และเริ่มซึมซับวัฒนธรรมไทยพื้นฐาน ท่านประธานครับ นี่เด็กอายุ ๑ ขวบถึง ๓ ขวบนะครับ แต่เราคาดหวังให้เขาสื่อสารได้ดี มีวินัยและซึมซับ วัฒนธรรมไทย มันถูกต้องแล้วหรือครับ นอกจากการกำหนดสิ่งที่ไม่เหมาะสมกับช่วงวัยแล้ว การที่เราไปกำหนดว่าเด็กอายุเท่าไรควรจะทำอะไรได้บ้าง เป็นการปิดกั้นพัฒนาการของเด็ก อย่างร้ายแรง แล้วยังเป็นการสร้างความกดดันให้กับเด็กและบุคลากรทางการศึกษา อย่างมากอีกด้วย แล้วสิ่งเหล่านี้ก็ถูกนำมาบรรจุไว้ใน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ที่จะใช้สร้าง ทรัพยากรมนุษย์ ผมไม่อยากนึกภาพเลยครับว่าต่อไปประชากรในประเทศไทยจะมีหน้าตา เป็นอย่างไร ท่านประธานอย่าลืมนะครับว่าคนแต่ละคนมีศักยภาพและมีความสามารถ มีเป้าหมายในชีวิตที่แตกต่างกัน ท่านจะคาดหวังให้ทุกคนเติบโตมาเหมือนกันไม่ได้หรอกครับ ท่านลืมไปหรือเปล่าครับว่านี่คนไม่ใช่หุ่นยนต์ที่เราจะป้อนข้อมูลเข้าไปแล้วก็ให้เขาออกมา เหมือนกันหมดได้ ซึ่งเรื่องนี้ผมและเพื่อนสมาชิกพรรคก้าวไกลหลายคนก็ได้อภิปรายกันไปแล้ว ในวาระ ๑ แต่ข้อความในมาตรา ๖ วัตถุประสงค์ก็ไม่ได้ถูกแก้ไขไปเพื่อเด็ก มาตรา ๘ กรรมาธิการก็ไม่ได้แก้ไขเลยแม้แต่ตัวเดียว ทั้ง ๆ ที่ ๒ มาตรานี้จะเป็นหัวใจสำคัญของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ แล้วเกี่ยวเนื่องกับหลายมาตรา แล้วอย่างนี้เราจะปล่อยให้ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ผ่านไปได้อย่างไรครับ ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมอภิปรายมาไม่ใช่เพราะผมมองว่าการเป็น คนดี ภูมิใจในชาติ ศาสน์ กษัตริย์ หรือรักษาผลประโยชน์ให้ส่วนรวมเป็นเรื่องไม่ดีนะครับ แต่การเขียนแบบนี้เป็นการนำวัตถุประสงค์ของการศึกษามาใช้เป็นเครื่องมือในการปลูกฝัง ความเป็นชาตินิยมมากจนเกินไปโดยไม่ได้เอาประโยชน์ของเด็กเป็นที่ตั้ง และเรากำลัง ยัดเยียดสิ่งที่ผู้ใหญ่เห็นว่าดีให้กับเด็กโดยไม่เปิดโอกาสให้เขาได้เรียนรู้ว่าอะไรดี ไม่ดี และสิ่งไหนเหมาะสมกับเขาเลย สังคมมันมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาครับ สิ่งที่ท่านคิดว่าดีและเหมาะสมในยุคท่าน อาจจะไม่เหมาะกับอีกยุคสมัยหนึ่งแล้วก็ได้ แล้วการที่เราเอาแต่คาดหวังว่าเด็กจะต้อง สร้างอะไรให้ประเทศชาติบ้าง พวกเขาก็คงอยากจะถามกลับครับว่า แล้วประเทศทำอะไร ให้เขาบ้าง เราได้สร้างระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ เสมอภาคให้เขาแล้วหรือยัง เราได้ เปิดโอกาสให้เขาได้พัฒนาตัวเองตามศักยภาพของเขาแล้วหรือเปล่า ผมอยากให้ทุกท่าน เปลี่ยนมุมมองเรื่องการศึกษาเสียใหม่ เราจะต้องให้ผู้เรียนเป็นจุดศูนย์กลาง การศึกษา จึงจะมีประสิทธิภาพที่สุด ซึ่งประเด็นนี้ก็ได้มีกรรมาธิการอย่างท่านพริษฐ์สงวนความเห็น เอาไว้ โดยกำหนดให้วัตถุประสงค์ของการศึกษาเป็นไปเพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีพัฒนาการ ตามศักยภาพ และให้ความสำคัญกับผู้เรียนเป็นอย่างมาก และในมาตรา ๘ ก็สงวนไว้ โดยไม่ทำให้การจัดการศึกษาบีบคั้นผู้เรียนและบุคลาการทางด้านการศึกษามากจนเกินไป ท่านประธานครับ อย่างที่ผมได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้แล้วว่า ต่อไปอนาคตของการศึกษาไทย จะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับกฎหมายฉบับนี้ แล้วผมอยากให้ทุกท่านลองนึกดูว่าหาก พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติผ่านไปแบบนี้ ทุกท่านที่นั่งอยู่ในที่นี้กล้าให้ลูกหลานของท่านเรียนใน ประเทศไทยหรือไม่ ท่านอยากให้ลูกหลานของท่านอยู่ในระบบการศึกษาแบบนี้หรือไม่ ผมจึงไม่สามารถเห็นด้วยกับ พ.ร.บ. การศึกษาที่ล้าหลังและสร้างภาระให้กับเด็กแบบนี้ได้ครับ และผมขอสนับสนุนร่างที่ท่านพริษฐ์สงวนไว้ในมาตรา ๖ และมาตรา ๘ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ต่อไปคุณณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ ครับ🔗

นายณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอมีส่วนร่วมในการอภิปราย ในมาตรา ๖ ผมขอตั้งคำถามผ่านท่านประธานไปยังกรรมาธิการในฐานะเป็นตัวแทนจาก กลุ่มเปราะบาง กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มชายขอบ และผู้ที่อาจจะไม่ได้พูดถึงคือพี่น้องและเด็ก แรงงานข้ามชาติด้วย ในมาตรา ๖ วัตถุประสงค์และเป้าหมายของการศึกษา ท่านประธานครับ การศึกษาต้องตั้งเข็มทิศให้ถูก ถ้าตั้งเข็มทิศผิดและวางแผนตั้งเป้าหมายผิดตั้งแต่ต้น เป้าหมายก็จะผิดไปด้วย วัตถุประสงค์ก็จะตามไปด้วยครับท่านประธาน มาตรา ๖ การจัดการศึกษา รัฐต้อง รัฐต้องเพื่อวัตถุประสงค์ในการพัฒนาบุคคล กลุ่มชายขอบ กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มที่เปราะบางได้พัฒนาให้เขาได้มีศักยภาพในตัวตนของเขาอย่างไรบ้าง กับสังคมที่เพิ่มมา กับคำที่เพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ เรื่องอารมณ์ สังคม สติปัญญา และความรู้ ความสามารถ ความสามารถของกลุ่มชาติพันธุ์รวมอยู่ในความสามารถและความรู้ของสังคม หรือไม่ครับ ประเด็นที่ ๒ เรื่องทักษะอาชีพที่สร้างสรรค์ ทักษะอาชีพที่เรามีอยู่แล้วรวมว่า สร้างสรรค์หรือไม่ สอดคล้องกับความเท่าทันโลกหรือไม่ จึงต้องถามกับท่านประธานผ่านไปยัง กรรมาธิการ การมีความเป็นพลเมือง แล้วถ้าเราไม่มีพลเมือง เราไม่มีสถานะที่จะสามารถ อยู่ในสังคมไทยและสังคมโลกได้อย่างไร ประเด็นที่ ๔ สามารถสร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคม ที่พึงประสงค์ เท่าเทียมและเป็นธรรม ท่านประธานครับ ขออภิปรายเพิ่มเติม แล้วเพื่อเป็นคำถามผ่านท่านประธานไปยังกรรมาธิการดังนี้ครับ การจัดการความเป็น พลเมือง การจัดการการศึกษาและเป้าหมาย ผมจะยกตัวอย่าง ๒ กลุ่ม กลุ่มชายขอบ กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มที่อยู่ห่างไกลที่ไม่อยู่ในตัวเมือง กลุ่มอีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มเด็กแรงงาน ท่านประธานครับ เราอาจจะพูดไม่ถึงเขา เรื่องการศึกษาเป็นเรื่องสิทธิ สิทธิมนุษยชน สิทธิสากลจะต้องจัดมีการศึกษา ในประเทศไทยคือหนึ่งในอาเซียน (ASEAN) เลยครับ แรงงานข้ามชาติและเด็กที่เกิดในประเทศไทยไม่ต่ำกว่า ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ คนต่อเดือน อันนี้ ในมาตราไหนที่เราครอบคลุมถึงเขาด้วยหรือไม่ ถ้าเด็กที่เกิดในนี้เขาไม่กลับนะครับ ๙๐ เปอร์เซ็นต์เด็กที่เกิดไม่กลับไปในพื้นที่ที่เขามาทำงาน ตรงนี้การศึกษาจะจัดให้เขา อย่างไร จึงเป็นคำถามถามไปยังกรรมาธิการ ว่าเขาอยู่ในเมืองไทย เขาคือพลเมืองของ คนไทยครับ ท่านประธานครับ ประเด็นสุดท้ายที่จะถามท่านก็คือปัญหาในเรื่องมิติต่าง ๆ ไม่มีการ จัดการศึกษาในวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เรื่องด้านวัฒนธรรมไม่อยู่ในคำไหนของมาตรา ๖ ตรงนี้เลยครับ เรื่องทักษะชีวิต เรื่องการมีความรู้ เรามีอยู่แล้ว รวมอยู่ในมาตรานี้อย่างไร ประเด็นที่ ๒ ไม่มีการพูดถึงหรือเขียนถึงในเรื่องการจัดการในการแก้ปัญหาและอุปสรรค กฎหมายต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคในการศึกษา ยกตัวอย่างกฎหมาย พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ ๓ ฉบับที่เราอยู่ในพื้นที่ดั้งเดิม พื้นที่ที่เป็นป่า พื้นที่ไม่มีแค่กระดาษ ใบเดียวว่าเอกสารสิทธิ การจัดการเรื่องการเรียนตั้งแต่เด็ก สถานศึกษา สาธารณูปโภค ขั้นพื้นฐานที่จะมาถึงเราไม่มีเลย ในมาตรา ๖ นั้นการจัดการการบริหารและเป้าหมาย การศึกษาของมาตรานี้อยู่ตรงไหน อย่างไรครับ ท่านประธานครับ โลกไร้พรมแดน แรงงาน ก็ไร้พรมแดน การศึกษาที่จะไร้พรมแดนด้วย การศึกษาไม่ใช่อยู่ในห้องแล้วครับ การจัดการ การศึกษาควรที่จะมีการมีส่วนร่วมของทุกกลุ่มคน ทุกกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยนี้ด้วย อย่างไร เอ็ดดูเคชัน ฟอร์ ออลล์ (Education for All) ไม่ใช่ เอ็ดดูเคชัน ฟอร์ ซัมวัน (Education for someone) หรือซัม ซิตี้ (Some city) แค่นั้น เป็นคำถามถามผ่าน ท่านประธานไปยังกรรมาธิการครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปศาสตราจารย์ โกวิทย์ พวงงาม แล้วก็เป็นคุณจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ขอเชิญครับ🔗

ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เนื่องจากมาตรา ๖ มีการแก้ไขจากกรรมาธิการ ผมเลยต้องอาจจะเป็น คำถามที่อยากถาม แล้วก็ได้เพิ่มเติมแนะนำในมาตรานี้ไว้ด้วย คือในความเดิมของมาตรา ๖ เขียนไว้ว่าการจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการพัฒนาบุคคลให้มีความ สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ คุณธรรม เป็นคนดีมีวินัย รู้จักสิทธิควบคู่กับ หน้าที่และความรับผิดชอบ ภูมิใจตระหนักในความเป็นชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผมอ่านแค่นี้ก่อน เพื่อให้เข้าใจเป็นพื้นฐานว่าในส่วนของกรรมาธิการที่ได้เพิ่มไปมีเรื่องอะไรบ้าง ขอสรุปว่า ที่เพิ่มไปก็ไปเพิ่มเรื่องของอารมณ์ สังคม เข้าไปด้วย ไปเพิ่มเติมความสามารถและตนเอง เข้าไปด้วย ไปเพิ่มเติมเรื่องคำว่าสร้างสรรค์ และไปเพิ่มเติมคำว่ามีความเป็นพลเมือง อันนี้ ก็เป็นสิ่งที่กรรมาธิการได้มีการแก้ไข ผมจึงเรียนท่านประธานว่าผมจึงไม่ค่อยแน่ใจว่า ในหลักการที่กรรมาธิการได้วางกรอบแก้ไขไปยึดกรอบอะไรเพื่อเพิ่มเติมหรือแก้ไขไป ตามมาตรา ๖ ที่ท่านแก้ไข นั่นคือกรอบที่ผมถาม อยากให้ตอบ แต่ว่าผมมีข้อเสนอ ท่านประธานครับ ว่าการจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์อะไร อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะว่าที่ผมอ่านให้ท่านประธานทราบ บางเรื่องมันไปปรากฏอยู่ใน อย่างผมเป็น ครูบาอาจารย์ ผมคิดว่าในหลักสูตรการเรียนการสอนได้บัญญัติเรื่องพวกนี้ เรื่องของมีความ สมบูรณ์ทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา มีคุณธรรม มีวินัย สิ่งเหล่านี้มันเป็นปลีกย่อยที่ปรากฏ อยู่ในหลักสูตรการเรียนการสอนทุกหลักสูตรในมหาวิทยาลัยหรือในสถาบันการศึกษาทั่วไป นั่นคือประเด็นที่ ๑ ครับ🔗

ประเด็นที่ ๒ เราต้องวางกรอบเพื่อว่าจะได้จัดการศึกษาเป็นไปเพื่ออะไร ผมจึงเรียนท่านประธานว่าถ้าในมาตรา ๖ ผมมีอยู่สัก ๓-๔ เรื่องเพื่อให้ท่านประธานได้ทราบ ผ่านไปยังกรรมาธิการว่าบางเรื่องผมเห็นด้วย แต่ว่าต้องทำให้กระชับ เป็นพระราชบัญญัติ ที่สามารถบ่งบอกตัวตนของคนที่เราจะไปให้การศึกษาได้ ผมจึงเพิ่มเติมอย่างนี้ ก็คือว่า การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการพัฒนาบุคคล ให้มีทักษะการเรียนรู้ ทักษะอาชีพ ทักษะชีวิตที่สร้างสรรค์และชาญฉลาด มีความเท่าเทียมทั่วถึง โดยสามารถ พัฒนาตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ มีความเป็นพลเมือง แล้วก็ มีความเป็นพลเมืองที่รู้จักสิทธิหน้าที่ มีความรับผิดชอบ มีวินัย รักษาประโยชน์ส่วนรวม การอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นในสังคมไทยและสังคมโลก ตระหนักในความสำคัญของชาติและ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นั่นคือ ความที่ผมอยากจะเขียนขึ้นมาเพื่อให้กรรมาธิการได้พิจารณาในมาตรา ๖ แต่ผมมีหลัก อย่างนี้นิดเดียวว่า คือเราต้องการให้คนเป็นอย่างไร ผมเห็นด้วยที่กรรมาธิการมีเรื่องที่ผมพูด ไม่ว่าทักษะการเรียนรู้ ทักษะอาชีพ ทักษะชีวิต แต่ว่าต้องมีทักษะชีวิตที่สร้างสรรค์แล้วก็ ที่ชาญฉลาดเท่าเทียมและทั่วถึง ไม่ให้เหลื่อมล้ำ ต้องดำเนินการทั้ง ๓ เรื่อง นั่นคือประเด็นที่ ๑🔗

ประเด็นที่ ๒ ผมว่าเราเพิ่มคำว่า พลเมือง ผมเห็นด้วย แต่ว่าต้องไปขยายว่า พลเมืองที่รู้จักอะไรบ้าง เช่น สิทธิหน้าที่และมีวินัยอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมไทยและสังคมโลก อย่างผาสุก ซึ่งส่วนหนึ่งก็มีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเพื่อตอบโจทย์วัตถุประสงค์ ผมคิดว่า มันอาจจะมีความหมายที่กว้างที่ไปปรากฏอยู่ในหลักสูตร ในการเรียนการสอนด้วยก็ได้ แต่ว่าในครั้งนี้ผมคิดว่าต้องเขียนให้ชัดเจนเพื่อตอบโจทย์ชัด ๆ ว่าการศึกษาต้องเป็นไป เพื่อวัตถุประสงค์อะไร อย่างที่ผมเรียนท่านประธานตามที่ได้กล่าวไว้แล้ว ด้วยความเคารพ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปคุณจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ แล้วก็คุณมานพ คีรีภูวดล ครับ🔗

นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฉะเชิงเทรา

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล มาตรา ๖ ผมอ่านแล้วคงจะต้องขออนุญาตที่จะให้ความเห็นเพื่อที่จะบันทึก เอาไว้ เพราะว่ามาตรา ๖ น่าจะมีความสำคัญมาก เพราะว่า ๑๐ บรรทัดที่ผมอ่านนี้ ก็ต้องขอบคุณท่านกรรมาธิการที่ได้รวบรวมเอาคำศัพท์สละสลวยโลกสวยที่สุดมารวมกันไว้ ที่มาตรานี้ จริง ๆ ผมคิดว่าท่านตัดออกให้หมดก็ได้ แล้วก็เปลี่ยนเป็นแค่ จัดระบบการศึกษา เพื่อให้คนเป็นคนดี ก็น่าจะจบแล้ว ประหยัดหมึกประหยัดกระดาษด้วย อ่านอย่างไร มันก็ไม่ใช่เป้าหมาย ไม่ใช่โกล (Goal) อันนี้มันเป็นวิชั่น (Vision) มันเป็นแค่ไอเดีย (Idea) ของท่าน คือต้องเรียนตรง ๆ ว่ามันล้าหลังจริง ๆ ที่บอกว่าต้องจัดระบบการศึกษา ให้สอดคล้องเท่าทันโลก คือจะเอาแค่ให้เท่าทันโลกเองหรือครับ คือแค่ตามให้ทันก็พอแล้ว ใช่ไหมครับ ไม่ต้องคิดจะเป็นผู้นำ ไม่ต้องคิดจะเป็นผู้สร้างนวัตกรรมอะไรใหม่ ๆ ของโลกเลย ใช่ไหมครับ ในเรื่องการสร้างคนก็บอกว่าสอนให้รู้จักสิทธิควบคู่กับหน้าที่ความรับผิดชอบ แล้วคำว่า เสรีภาพ หายไปไหน มันควรจะอยู่คู่กับคำว่า สิทธิ เดี๋ยวนี้ชอบกันเหลือเกิน ชอบเอาคำว่า สิทธิ มารวมกับคำว่า หน้าที่ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ท่านพูดถึงสิทธิ แต่ก็เหมือนกับถูกจำกัดด้วยคำว่า หน้าที่ ถ้าไม่มีหน้าที่คุณก็ไม่มีสิทธิอย่างนั้นหรือครับ คือ ๑๐ บรรทัดผมอ่านแล้วไม่รู้สึกว่าผู้เรียนจะมีเสรีภาพในการคิดในการแสดงออกเลย ถ้าไม่มีเสรีภาพก็ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ก็อย่าหวังนวัตกรรมอะไร ใหม่ ๆ เลยครับ ก็นี่ละครับ ไม่มีทางหรอกเท่าทันโลก สรุป ๑๐ บรรทัดนี้มันหมายถึงอะไร ผมไม่เข้าใจเลย เป้าหมายท่านคืออะไร คือถ้าเขียนแบบนี้ทำอะไรก็ได้ จะจัดระบบหลักสูตร อย่างไรก็ได้ จะจัดโครงสร้างอย่างไรก็ได้ ทุกอย่างสอดคล้องกับเป้าหมายนี้หมดละครับ ถ้าจะเขียนขนาดนี้ ท่านควรจะไล่มาเป็นข้อ ๆ เลยด้วยซ้ำ ว่าต้องทำอะไรให้บ้าง เอาให้มัน ชัดเจน จะได้รู้ว่าไปเขียนนโยบายไปเขียนโครงการมันจะได้สอดคล้องกัน โครงสร้าง การศึกษาที่มันจะออกมาจากเป้าหมายแบบนี้เราไม่ต้องลุ้นเลยครับ เพราะทุกอย่างมันจะหน้าตาเหมือนเดิมเลย ทั้งโครงสร้าง ทั้งหลักสูตร ทั้งวิธีการบริหาร มาตราอื่นนี้ไม่ต้องพูดถึงเลยครับ ไม่ต้องเปลี่ยนก็ได้ ไม่ต้องแก้ก็ได้ ถ้าทุกอย่างจะเหมือนเดิม ไม่ต้องแก้ให้เสียเวลานะครับ ท่านประธานที่ผมบอก นี่เป็นวิชัน (Vision) ที่ล้าหลังจริง ๆ ถ้าเขียนแบบนี้ ๑๐ บรรทัดนี้พูดถึงคำว่า ชาติ ตั้ง ๓ ครั้ง พูดถึงคำว่า ศาสนา ๑ ครั้ง พูดถึงคำว่า พระมหากษัตริย์ ๒ ครั้ง คือเราตัดคำว่า เท่าทันโลก ออกดีไหมครับถ้าอย่างนั้น หลักสูตรนี้ไม่ต้องลุ้นเลยครับว่าหน้าตาจะเป็นอย่างไร คือถ้าเขียนสไตล์ (Style) อนุรักษ์นิยม แบบนี้ลูกหลานเราก็ต้องมาทนยืนตากแดดเคารพธงชาติตอนเช้าทุกวันเหมือนเดิม ต้องมาทนยืนตรงร้องเพลงชาติเพื่ออะไรก็ไม่รู้ ในโลกนี้มีประเทศไหนบ้างที่เขายังต้อง ร้องเพลงชาติเช้าเย็น นี่โชคดีนะครับ เราเลิกเรียนกัน ๓ โมง ๔ โมง ถ้าเรียนถึงมืด ต้องมายืนเคารพธงชาติตอนเย็นอีกรอบนะครับ คือเศษซากจากสงครามเย็นไม่จำเป็น ต้องอนุรักษ์เอาไว้นะครับ ผมคิดว่าศาสนาก็เหมือนกัน ท่านเขียนเอาไว้ ศาสนาอะไรครับ ไม่เห็นบอกเลย ไม่เห็นบอกเลยศาสนาอะไร เขียนไว้ทำไมครับ สุดท้ายก็มายัดเยียด ให้สวดมนต์กันทุกคนอยู่ดี ไม่มีสิทธิจะเลือกไปนับศาสนาอื่นเลย ชุดนักเรียน ทรงผม วิชากระบี่กระบองลูกเสืออะไรพวกนี้มันก็ยังอยู่ครับ ถ้าเขียนเป้าหมายแบบนี้ ท่านประธาน ตอนเด็กผมไม่เข้าใจเลยเรียนทำไม บ้านผมอยู่บางปะกงครับ รอบ ๆ มีแต่นิคมอุตสาหกรรม ทั้งนั้นเลย ผมควรจะรู้ไม่ใช่หรือครับว่าถ้าไฟไหม้ขึ้นมาต้องทำอย่างไร จะต้องโทรเบอร์ไหน ถ้ามีสารเคมีรั่วไหลจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร โทรไปแจ้งใคร ไม่สอน มาสอนวิธีการเอาตัวรอด ในป่ากับผมเสียอย่างนั้น เพื่ออะไรครับ ท่านประธาน ถ้าผมอยากจะผูกเชือกให้แน่น ผมก็ผูกหลาย ๆ ทบ ถ้าอยากผูกให้มันหลวมก็ผูกทบเดียว จะมาทนมานั่งเรียนเงื่อนพิรอด เงื่อนขัดสมาธิทำไม ไม่เข้าใจ นี่ก็ยังจะให้ยังอยู่ในหลักสูตรเราต่อไปใช่ไหมครับ ท่านประธาน ผมคิดว่ามาตรานี้สำคัญเลยต้องขออนุญาตอภิปราย แล้วก็ถ้าดูจากที่ท่านแก้ไขมาก็ต้อง บอกว่าท่านแก้โดยที่ไม่ได้คิดถึง ท่านเขียนมาโดยที่ไม่ได้คิดถึงเด็ก ไม่ได้คิดถึงเยาวชน ไม่ได้คิดถึงลูกหลานของเราเลย ไม่มีตรงไหนที่มันสะท้อนให้เห็นว่าท่านคำนึงถึงประโยชน์ ของเด็ก ๆ ลูกหลานของเราเลย แค่ต้องการจะอนุรักษ์สิ่งเดิม ๆ ไว้เท่านั้นเอง แล้วถ้า เป้าหมายยังเป็นแบบนี้มาตราที่เหลือนี้ไม่ต้องพูดถึงละครับ ทุกอย่างเหมือนเดิมอยู่ดี ไม่ต้อง เปลี่ยนก็ได้ครับ ไม่ต้องแก้ก็ได้ เรามีกฎหมายรอที่จะต้องอภิปรายตั้งเยอะ เท่านี้ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ต่อไปคุณมานพ คีรีภูวดล แล้วจากนั้น ก็เป็น พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช เชิญคุณมานพครับ🔗

นายมานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ การเคารพ ในความแตกต่างและความหลากหลายเป็นเรื่องสำคัญครับ ทำไมผมต้องพูดคำนี้ขึ้นก่อนที่จะ อภิปรายในเนื้อหาในมาตรา ๖ ผมได้ศึกษาส่องดูในหลาย ๆ ประเทศ ผมคิดว่าประเด็น เรื่องการศึกษาที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือเรื่องของการเคารพในความแตกต่างและความ หลากหลาย อันนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ ครับ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าการศึกษา การกำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายจะมีความจำเป็นที่จะต้องเขียนให้มันครอบคลุม จึงจำเป็นที่จะต้องเขียนให้มันบังคับกับเนื้อหาอื่น ๆ ที่มันเป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในสังคม การศึกษามันสามารถที่จะสร้างให้คนที่อยู่ในประเทศเดียวกันรักกันก็ได้นะครับ หลาย ๆ ประเทศก็สร้างประเทศด้วยการศึกษาจากหลักสูตรตั้งแต่เล็ก ๆ ไปจนถึงเรื่องของ การประกอบอาชีพ เพราะมันเป็นเรื่องของการสร้างทัศนะ การสร้างวิธีคิด การสร้างความรู้ ทักษะ มันเลยเกิดความเข้าใจ แล้วในโลกนี้ก็เหมือนกันครับ หลายประเทศใช้กระบวนการ การศึกษาหลักสูตร วิธีการ ก่อให้เกิดความแตกแยกและความเกลียดชังในสังคม อันนี้ก็คือ บทเรียนที่เราเห็น ในประเทศไทยก็เหมือนกัน ที่ผ่านมาผมคิดว่าหลักสูตรที่เคยเกิดขึ้น โดยเฉพาะพวกผมที่เป็นพี่น้องชาติพันธุ์ชนเผ่าต่าง ๆ หลักสูตรเมื่อก่อนยังเขียนเลย ชาวเขาทำลายป่า แล้ววันนี้ผมยังยืนยันว่าแผนที่ป่าที่เหลือเป็นพื้นที่ของพี่น้องชาติพันธุ์ ผมอยู่ทั้งนั้น หลักสูตรเขียนเลยว่าชาวเขาค้ายาบ้า ค้ายา เหมือนกัน พี่น้อง ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เรื่องหลักสูตร การเขียน ผมคิดว่าหลักการเป็นเรื่องสำคัญ ผมกลับมาตรงนี้ครับท่านประธาน การเคารพในความแตกต่างและความหลากหลายจึงจะเป็นหลักการสำคัญที่จะต้องอยู่ใน วัตถุประสงค์และเป้าหมายของการเขียนวัตถุประสงค์การศึกษา การยอมรับความเป็นจริง ว่าตัวตนสังคมไทยเรา วันนี้เท่าที่นักวิชาการได้ศึกษาและสะท้อนมาว่าวันนี้มีไม่ต่ำกว่า ๕๘ ชาติพันธุ์ ไม่ว่าจะอยู่ทางเหนือ ทางใต้ ทางอีสาน ผมไปที่จังหวัดตราดมีชนเผ่าชอง ซึ่งก็เป็นคนส่วนหนึ่งของสังคมไทย ในภาคใต้ก็มีครับ ในภาคกลางก็มี ภาคเหนือก็มี ภาคอีสานก็มี อันนี้คือข้อเท็จจริงที่มันอยู่ในสังคมไทย เราเรียกกันว่าเราคือคนไทย เราอยู่ ร่วมกันที่มันมีความหลากหลาย หลายคนอาจจะใช้คำว่าพหุสังคม พหุวัฒนธรรม ซึ่งข้อเท็จจริงมันอยู่ตรงนี้ครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่มันขาดหายไปผมพยายามจะดูแล้วครับ จะใช่หรือไม่ ผมไม่ทราบ อันนี้ต้องเป็นคำถามครับ มีคำว่ามีความเป็นพลเมือง ความเป็น พลเมืองตัวนี้ผมคิดว่าที่สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมไทยและสังคมโลก ผมคิดว่าสิ่งที่มัน ขาดหายไป ผมพยายามจะเน้นให้กรรมาธิการได้เห็นแล้วก็ที่ประชุมได้เห็นว่า การเขียนให้เกิด ความรักและความเข้าใจร่วมกันในความแตกต่างและความหลากหลายจึงมีนัยจำเป็นมาก ถ้าไม่เขียนแบบนี้ คนที่จะไปกำหนดหลักสูตร ซึ่งในมาตรา ๘ บอกว่าคณะกรรมการที่จะดูแล เรื่องนโยบายทั้งหมดจะเข้าใจไหม ถ้าเราไม่เขียนล็อกไว้อย่างนี้ ถ้าเขียนให้เกิดความเกลียดชัง ความแตกแยก ความไม่เข้าใจ อันนี้ก็จะเป็นปัญหา ท่านประธานครับ วันนี้เราต้องยอมรับ หลายโรงเรียนเรามีกลุ่มนักเรียนมาจากหลากหลายเผ่าพันธุ์ หลากหลายชนชาติ บ้านผมอยู่ที่ จังหวัดเชียงใหม่ วันนี้บางโรงเรียนคนที่เป็นคนไทย เชื้อสายไทยจริง ๆ ที่เราบอกว่า มีสัญชาติไทย วันนี้ไม่ได้เรียนสักคนแล้วนะครับ โรงเรียนอยู่ได้เพราะพี่น้องชนชาติที่เป็น แรงงานข้ามชาติมาทำงานนะครับ ครูที่สอนได้ ครูที่สอนทุกวันนี้นะครับ โรงเรียนยืนอยู่ได้ ที่ยังไม่ได้ยุบเพราะว่ามันมีกลุ่มคนต่าง ๆ ที่หลากหลายเข้ามาอยู่ในสังคมไทย โดยสรุปแล้ว ท่านประธานครับ ผมคิดว่าการเขียนวัตถุประสงค์ที่ไม่ยอมรับข้อเท็จจริงของสังคมไทย ว่าด้วยเรื่องของความแตกต่างและความหลากหลายตรงนี้ ผมคิดว่าอันนี้คือเป็นประเด็น ที่จะทำให้ผู้กำหนดรายละเอียดหลักสูตร ผู้มีอำนาจที่จะกำหนดทิศทางการศึกษา จะไม่ สามารถที่จะเขียนในหลักสูตรหรือว่าทำให้เกิดผู้เรียนมีความเคารพในความแตกต่าง และความหลากหลายได้ครับ ขอบคุณมากครับท่านประธานครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไป พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช แล้วก็เป็นคุณไตรรงค์ ติธรรม ครับ🔗

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มอื่น ๆ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตให้ข้อสังเกตในมาตรา ๖ ซึ่งถือว่าเป็นมาตราที่มีความสำคัญ เพราะเป็นวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการจัดการศึกษาซึ่งจะนำไปสู่การบัญญัติมาตราอื่น ๆ ถัดจากนี้ไปทั้งหมด ที่จริงมาตรานี้มีผู้อภิปรายมาแล้วประมาณ ๑๐ ท่าน แต่ละท่าน ก็มีข้อสังเกตกันไปต่าง ๆ นานา มีทั้งเพิ่มข้อความ ตัดข้อความ เพราะการเขียนวัตถุประสงค์ การเขียนเป้าหมายมันก็คงเขียนได้หลายรูปแบบ เขียนได้หลายวิธี เขียนได้หลายนัยแล้วแต่ ที่รัฐบาลส่งมาทางกรรมาธิการก็แก้ไขเพิ่มเติมไปหลายแห่งนะครับ อย่างน้อย ๔-๕ แห่ง กระผมก็คงจะไม่ไปเพิ่มอะไรอีก เพียงแต่จะตั้งข้อสังเกตถึงความถูกต้องของสิ่งที่กรรมาธิการ ได้เพิ่มมา ๒-๓ ประเด็น🔗

ในประเด็นแรก ในบรรทัดที่ ๒ ที่เติมคำว่าอารมณ์ ก็โอเค (OK) แต่คำว่า สังคม สังคมถ้าจะไปดูคำนิยามมันแปลว่ากลุ่มคนที่มีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกันเป็นสมาคม ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือเป็นการพบปะสังสรรค์กัน เพราะฉะนั้นถ้าเราอ่านในบรรทัดที่ ๒ ว่าให้มีความสมบูรณ์ทางสังคม ผมคิดว่าไม่ได้ใจความ เพราะฉะนั้นสังคมมาอยู่ตรงนี้ มันไม่สอดคล้องกับคำข้างหน้า การจะเติมคำอะไรต้องดูคำข้างหน้าด้วย อันนี้ความสมบูรณ์ ทั้ง มันประกอบไปทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สติปัญญา ความรู้ ความสามารถ แต่ความ สมบูรณ์ทางสังคมผมยังมองไม่เห็นว่าแปลเป็นไทยว่าอะไร แล้วสอดคล้องกันหรือไม่🔗

ประเด็นที่ ๒ มาตรงกลางวรรค คำว่า สร้างสรรค์ ที่เติม ผมว่าเป็นการไป ทำให้ความหมายมันแคบลง เหมือนมีอย่างท่านอาจารย์โกวิทย์ก็เพิ่มมาอีก ๕-๖ ประเด็น เขาจึงไม่ได้ใส่ไว้ตรงนี้ เขาจึงเขียนว่า มีทักษะการเรียนรู้ ทักษะอาชีพ และทักษะชีวิต ที่สอดคล้องและเท่าทันพัฒนาการของโลก อันนี้ก็ตีความได้หมด พอไปใส่คำว่า สร้างสรรค์ อาจจะมาจากภาษาอังกฤษ ขออนุญาตนะครับ อินโนเวทีฟ (Innovative) เข้าไป มันก็เลย เหลือแคบอยู่อันเดียว แทนที่จะเพิ่มอีกตั้งหลาย ๆ อย่าง อย่างที่บางท่านได้เพิ่มขึ้น ฉะนั้น ผมเห็นว่าการใส่คำว่า สร้างสรรค์ ลงไป มันกลับจะทำให้คำพูดข้างหน้าแคบลง ประเด็น การเพิ่มคำว่า มีความเป็นพลเมืองที่สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมไทยและสังคมโลก ได้อย่างผาสุก เดิมเขาไม่ได้ใส่ไว้ เพราะเขาใช้คำว่า มีสำนึกในความรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างผาสุก ความหมายของคำว่า เป็นพลเมือง ที่ท่านเติมเข้าไป พลเมืองก็คือประชาชนที่มีความ รับผิดชอบต่อส่วนรวม ต่อสังคม เป็นประชาชนที่ต้องคำนึงถึงการอยู่ร่วมกัน เพราะฉะนั้น พอท่านใส่เขาเป็นพลเมืองไป ท่านก็สามารถตัดได้เลย มีสำนึกในความรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคมและประเทศชาติ เพราะนั่นก็คือคำจำกัดความของคำว่า พลเมือง นั่นเอง ก็จึงคิดว่าการเติมความเป็นพลเมืองตรงนี้มันจำเป็นหรือไม่ ประโยคสุดท้ายของท่าน และสามารถสร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมที่พึงประสงค์ เท่าเทียม และเป็นธรรมได้ กระผมเห็นว่าเป็นการเติมข้อความที่เกินความจำเป็น จะเรียกว่าเฟ้อเกินไปที่ไม่ควรจะต้อง มาอยู่ตรงนี้ เพราะการศึกษาก็มีหลายระดับ หลายประเภท หลายรูปแบบ แล้วก็หลายแขนงวิชา ทุกการศึกษาคงจะไม่ต้องมุ่งไปสู่การสร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมอย่างที่จะต้อง มาเติมกันตรงนี้ ก็ใคร่ขออนุญาตกราบเรียนเป็นข้อสังเกตเท่านั้นครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ คุณไตรรงค์ ติธรรม🔗

นายไตรรงค์ ติธรรม กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม ไตรรงค์ ติธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย เขต ๒ จังหวัดบึงกาฬ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย วันนี้ผมไม่ได้สงวนคำแปรญัตติไว้ ก็ขอพูดในฐานะที่มาตรานี้มีการแก้ไข อยากกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาว่ามาตรานี้ เป็นมาตราที่มีความสำคัญมาก แต่ผมเห็นมาตรานี้นับดูแล้วมี ๙ บรรทัดครึ่ง แต่ว่าเป็นเรื่อง ใหญ่มาก เห็นเขียนไว้ว่า การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการพัฒนาบุคคล แต่รายละเอียดมันไม่มี ผมก็เคยพูดในคณะกรรมาธิการแล้ว ว่าการพัฒนาบุคคลทำอย่างไร ผมเห็นด้วยกับท่านกรรมาธิการหลายท่าน ทุกท่านเลยครับ ที่มีข้อปลีกย่อย ข้อ ๑ ข้อ ๒ ข้อ ๓ ข้อ ๔ ข้อ ๕ ในมาตรา ๖ นี้ เพราะว่าการพัฒนาคนนั้น ประเทศชาติจะเจริญ เศรษฐกิจจะดี ต้องการศึกษาเป็นอันดับ ๑ ถ้าการศึกษาไม่เป็นอันดับ ๑ ก็เหมือนประเทศแถวแอฟริกา คนไม่ได้เรียนหนังสือ ประเทศไทยเราก็อยู่แบบกลาง ๆ ไม่ใช่กลาง ๆ ด้วย ลงมาข้างล่างด้วย ผมอภิปรายไปแล้วเมื่อเช้านี้ การศึกษาไทยเปรียบเสมือนรูปพีระมิด ฉะนั้นเรามาดูว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๔ วรรคสาม รัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับการศึกษา ตามความต้องการในระบบต่าง ๆ ผมเอาย่อแค่นี้นะครับ ท่านสังเกตดู ผมเป็นเด็กบ้านนอก เรียนหนังสือ ป. ๑ ปี ๒๕๐๗ จนถึงปี ๒๕๑๔ ผมไม่ได้ใส่รองเท้านะครับ แต่ผมท่องสูตรคูณได้ ป. ๔ ท่องสูตรคูณได้แล้ว ไม่มีครูปริญญาตรีสอนผมเลย ไม่รู้จบชั้นไหนมา แต่ผมก็ต้องท่องอาขยานได้ ท่องสูตรคูณได้ ถ้าเด็กไม่มีความจำนะครับ ท่านประธานท่านก็รู้ เราออกจากเกียกกายไปโรงพยาบาลศิริราช ถ้าเราไม่มีเส้นทางเราจะไปอย่างไร การศึกษา เหมือนกันต้องมีความจำก่อน ฉะนั้นรัฐธรรมนูญเขาเขียนไว้แล้วว่าให้ตามความต้องการ แล้วสิ่งหนึ่งผมยกตัวอย่างให้ฟัง ให้เกิดความเสมอภาค อย่างเด็กต่างจังหวัด โรงเรียน อยู่จังหวัดบึงกาฬผมนี้มี ๓-๔ โรงเรียน โรงเรียนประถมด้วย เด็กนักเรียน ผู้ปกครอง ต้องเสียเงินเพิ่มอีก โรงเรียนประถมบางโรงเรียนต้องเสียเพิ่มอีกเทอมละ ๔,๐๐๐-๖,๐๐๐ บาท เพื่ออะไรท่านประธาน เพื่อจ้างบริษัทที่เขาสอนภาษาอังกฤษ มาสอนภาษาอังกฤษพิเศษ แต่บริษัทเหล่านี้ก็สามารถทำได้ มัธยมก็เหมือนกัน แต่ผมก็ไม่ได้ ตำหนิโรงเรียน ตำหนิครูเขา เพราะว่าโรงเรียนเราขาดแคลนบุคลากร ทำไมเราต้องไปจ้าง คนต่างประเทศมาสอนภาษาอังกฤษ ประเทศไหนครับ ฟิลิปปินส์ จีน อย่างนี้ ทำไมไม่จ้าง คนไทย บริษัทที่เขารับจ้างสอนนี่เขาสอนได้จริง ๆ นะครับ ผมไปดูงานมาแล้ว เด็ก ป. ๑ ป. ๒ ป. ๓ เขาก็ยังพูดภาษาอังกฤษได้ ผมบอกก็ได้โรงเรียนอนุบาลศรีวิไล อำเภอศรีวิไล จังหวัดบึงกาฬ โรงเรียนอนุบาลเซกา อำเภอเซกา โรงเรียนมัธยมเซกา อำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ ไปดูได้เลยครับ สพฐ. ฉะนั้นรัฐธรรมนูญเขาเขียนว่าอย่างนี้ ตามความต้องการ แล้วเด็กอยากเรียนพิเศษทำไมต้องให้เขาเสียสตางค์ ทำไมเราไม่ลงทุนเรื่องการศึกษามาก ๆ เป็นอันดับ ๑ แล้วสิ่งที่จะเกิดตามขึ้นมาก็คือการพัฒนาประเทศไทยเราจะพัฒนาไปได้ แล้วทุกวันนี้ท่านประธานรัฐสภาก็ทราบว่าเด็กว่างงานกี่แสนคนต่อปี เรียนหนังสือ ผมอยากให้เน้นว่าเรียนแล้วคุณต้องสามารถไปประกอบอาชีพได้ครับ ขอบคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับ ท่านต่อไป คุณภาคิน สมมิตรธนกุล หลังจากนั้นก็น่าจะเป็นคนสุดท้ายสำหรับผู้ที่ไม่ได้แปรญัตติ และไม่ได้สงวนความเห็น คือคุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ท่านภาคิน เชิญครับ🔗

(นายภาคิน สมมิตรธนกุล ไม่อยู่ในที่ประชุม)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

คุณภาคินไม่พร้อม ก็คุณสาทิตย์ ได้เลยนะครับ🔗

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในส่วนมาตรา ๖ ซึ่งเป็นเรื่องของ พูดง่าย ๆ ก็คือเป็นเหมือนกับหัวใจ ของกฎหมายฉบับนี้ที่พูดถึงเรื่องวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการจัดการศึกษานะครับ ผมได้ไปเปรียบเทียบในส่วนของมาตรานี้กับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ฉบับเมื่อปี ๒๕๔๒ ซึ่งตอนนั้นผมเองก็ได้เป็นคณะกรรมาธิการคนหนึ่งที่ทำกฎหมาย ฉบับนั้นด้วย ผมมีข้อสงสัยซึ่งจะต้องสอบถามคณะกรรมาธิการ แล้วก็สอบทานความเข้าใจ บางประการด้วยนะครับ🔗

ประการที่ ๑ ก็คือว่า ในมาตรา ๖ ซึ่งใน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ฉบับปี ๒๕๔๒ ก็อยู่ที่มาตราเดียวกันก็คือมาตรา ๖ จะเขียนไว้สั้น ๆ ก็คือเขียนไว้เฉพาะว่า การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ แล้วก็ไปจบลง สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ก็หมายความว่าจุดมุ่งหมาย การจัดการศึกษาจะมุ่งเน้นที่เรื่องของการพัฒนาในส่วนของปัจเจก ซึ่งในพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติฉบับที่คณะกรรมาธิการได้พิจารณามาก็มีในส่วนนี้ ก็คือท่านเติมลงไป เรื่องของอารมณ์ สังคม และเติมเรื่องความสามารถ ก็คล้าย ๆ กับปรับปรุงเรื่องของ จุดมุ่งหมายในการพัฒนาปัจเจกบุคคลด้วยการจัดการศึกษา โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะไป พัฒนาตัวปัจเจกหรือตัวผู้เรียนให้มีความสมบูรณ์ แล้วท่านเติมคำว่า อารมณ์ สังคม ซึ่งอันนี้ผมเข้าใจได้ ว่านอกเหนือจากจิตใจ เรื่องของ อารมณ์ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่อาจจะสร้างปัญหาให้กับสังคมในปัจจุบัน ก็เลยเติมตรงนี้ลงไป แต่ที่ผมสงสัยก็เรื่องความสามารถ อันนี้จะกินความหมายหรือตีความไปอย่างไร เดี๋ยวช่วย อธิบายด้วย แต่อีกส่วนหนึ่งที่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับนี้เพิ่มเติมขึ้นมา ซึ่งผมอยากจะสอบทานความเข้าใจว่าตรงกันหรือไม่ เพราะว่ากรรมาธิการไม่ได้แก้ แล้วก็เติม บางส่วนเท่านั้น คือเหมือนกับเราเติมกรอบความคิดเรื่องของความเป็นชาติ เรื่องของ ความเป็นประเทศ ความเป็นประเทศไทยของเราลงไปด้วยใช่หรือไม่ เพราะว่าเราเข้าใจกันว่า การศึกษานั้น ในทางสังคมวิทยาแล้วถือว่าเป็นเชนจ์ เอเยนต์ (Change agent) หรือตัวที่ทำ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุด นอกเหนือจากเรื่องครอบครัว เรื่องของที่ทำงาน เรื่องของสื่อสารมวลชนแล้ว เรื่องของการศึกษาก็จะเป็นเชนจ์ เอเยนต์ (Change agent) ที่สำคัญที่สุดอันหนึ่ง ในนี้เราได้เติมลงไปในเรื่องของการเป็นคนดี มีวินัย รู้จักสิทธิควบคู่กับ หน้าที่และความรับผิดชอบ ภูมิใจและตระหนักในความสำคัญของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รู้จักรักษา ประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ ผมว่าข้อความตรงนี้สำคัญ แล้วถ้าเกิดกรรมาธิการ ไม่ได้แก้ไข ในความเข้าใจผมถูกต้องหรือไม่ว่า เรากำลังอยู่ในจุดที่ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ฉบับนี้อาจจะมองเห็นว่ามันมีแนวคิดหนึ่งที่เข้ามา คือแนวคิดเสรีนิยม ซึ่งแนวคิดเสรีนิยมนี้ จะเน้นเรื่องของปัจเจกเป็นหลัก แล้วก็จะมีการสร้างความเชื่อกันว่าคนทั่วไปที่เชื่อถือ ในความคิดเสรีนิยมจะไม่ยึดติดกับสถาบันทางสังคมใด ๆ ถึงขั้นที่มีการสอนในครั้งหนึ่ง ซึ่งสุดโต่งมากในความคิดเสรีนิยมว่า แม้กระทั่งสถาบันครอบครัว ตรงนี้หรือเปล่าที่ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติพยายามที่จะเขียนตรงนี้ให้ชัด ที่ผมถามตรงนี้เพราะมันต้องบันทึก ไว้ในสภา แล้วถือว่าเป็นเจตนารมณ์ของกฎหมาย นั่นหมายความว่าสังคมไทยเรากำลังจะ เผชิญกับแนวคิดเสรีนิยมซึ่งนับถือปัจเจก แล้วก็ไม่ยึดติดกับสถาบันทางสังคมใด ๆ มันจึงเป็น ปัญหาถกเถียงกันอยู่ในปัจจุบันเรื่องแนวคิดเสรีนิยม ทำให้ใน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ พยายามเขียนเรื่องนี้ลงไปว่าเป็นส่วนหนึ่งของจุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษา ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติด้วย แต่ถ้าเขียนแบบนี้ ผมคิดว่าในความเห็นผมนี้ ผมคิดว่ามีความจำเป็น เพราะว่าแนวคิดเชิงเสรีนิยมสุดขั้วนั้นในหลายประเทศที่เดินตาม แนวคิด แนวทางปรัชญาแบบนี้ก็มีปัญหาทางสังคมเกิดขึ้น เพราะไม่มีความยึดติดกับสถาบัน ทางสังคมใด ๆ ยึดถือตนเองเป็นใหญ่ ก็เกิดความวุ่นวาย และหลายครั้งก็เกิดความรุนแรงได้ ซึ่งแตกต่างกับอีกหลาย ๆ อัน แต่มันเป็นคนละเรื่องกับความคิดเรื่องคลั่งชาติ ซึ่งตรงนี้ ในทางปฏิบัติมันจะต้องชัดเจนว่าเมื่อตีความตัวกฎหมายฉบับนี้ออกไปสู่การปฏิบัติแล้ว มันไม่ใช่เรื่องคลั่งชาติ แต่มันเป็นเรื่องของการเข้าใจถึงความเป็นชาติและเคารพในสถาบัน ทางสังคมของประเทศ ผมว่าตรงนี้ที่ต้องถกกันเรื่องเจตนารมณ์รวมถึงเรื่องของแนวทาง ปฏิบัติให้สำคัญ แต่สิ่งที่ผมขออนุญาตท่านประธานนิดเดียวนะครับว่า ท่านน่าจะเติม ให้ชัดไปกว่านี้ ความจริงท่านเติมคำว่า มีความเป็นพลเมือง อันนี้ผมเห็นด้วยกับกรรมาธิการ แต่คำว่า สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมไทยและสังคมโลกได้อย่างผาสุก ผมมีความเห็นว่า เวลาเราไปใช้ปฏิบัติ คำว่า อยู่ร่วมกับคนอื่นได้อย่างผาสุก นั้น ปัจจุบันเขามักใช้คำว่า อยู่ร่วมกับผู้อื่นที่มีความแตกต่างได้ ซึ่งตรงนี้ในกระแสสมัยใหม่ ทุกสังคมมันมีความ แตกต่างเยอะ ทั้งชาติพันธุ์ของคน ความคิด ความเชื่อ ศาสนาที่เข้ามา ถ้าท่านมีการปรับ ตรงนี้หรือระบุตรงนี้ไปให้ชัด ผมว่าตรงนี้จะมีความสำคัญมาก แล้วก็จะทำให้จุดมุ่งหมาย การจัดการศึกษานั้นครอบคลุมครบถ้วน สิ่งที่ผมสอบถามก็กรุณาได้อธิบาย แล้วก็สอบทาน ความเข้าใจให้ตรงกันด้วย ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ คุณภาคิน เชิญครับ🔗

นายภาคิน สมมิตรธนกุล กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม ภาคิน สมมิตรธนกุล สมาชิกรัฐสภา ในฐานะ กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ ขออนุญาตที่จะอภิปรายและตั้งเป็นข้อสังเกตในมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ผมเห็นว่ามาตรานี้เป็นมาตราที่เป็นหัวใจใหญ่สำคัญของ พ.ร.บ. การศึกษาฉบับนี้ได้กล่าว ครอบคลุมไปทุกมิติให้เห็นภาพว่าทิศทางของการศึกษาของประเทศนั้นจะไปทิศทางใด เพราะเน้นย้ำในเรื่องของการพัฒนาบุคคลที่มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องของวงการการศึกษา ท่านประธานครับ กว่าที่ผู้ปกครองจะส่งลูกเรียนจนกระทั่งสำเร็จการศึกษาและมีอาชีพ ที่เป็นหลักแหล่ง มีฐานะมั่นคงที่จะกลับมาเลี้ยงดูพ่อแม่ได้นั้น หัวใจใหญ่สำคัญก็คือ สถานศึกษาที่ผู้ปกครองมีความไว้วางใจที่จะส่งเข้าไปเรียน นั่นก็หมายความว่าทั้งสถานศึกษา ทั้งบุคลากรทางการศึกษาของสถาบันการศึกษานั้นมีคุณภาพ มีมาตรฐาน มีหลักสูตร ที่รองรับที่จะทำให้ผู้เรียนนั้นสนองความต้องการเมื่อจบไปแล้วสามารถที่จะหาอาชีพ ประกอบวิชาชีพที่สุจริตได้ อันนี้คือหัวใจใหญ่ ผู้ปกครองจึงทุ่มเทที่จะให้บุตรหลาน ของตัวเองนั้นไปเรียน ทั้งการส่งเสริมให้ไปเรียนพิเศษต้องจ่ายเงินกว่าจะจบมาได้ก็หมดเงิน กันเป็นแสน ๆ ล้าน ๆ ส่วนผู้ปกครองที่ไม่มีศักยภาพ ไม่มีความสามารถนั้นก็หวังพึ่ง สถาบันการศึกษาที่เป็นสถาบันของรัฐที่มีคุณภาพ ที่มีคุณภาพ ผมเน้นย้ำที่มีคุณภาพ การมีคุณภาพก็ประกอบไปด้วยที่ผมเรียนเมื่อสักครู่นี้ ว่ามีทั้งครูอาจารย์ที่พร้อมที่จะ ถ่ายทอดวิชาชีพให้กับนักเรียน ครู อาจารย์พัฒนาตัวเองตลอดเวลาที่จะเอาวิชาชีพ ทางวิชาการมาสั่งสอนลูกศิษย์ แต่ว่าสิ่งสำคัญที่วัตถุประสงค์อันนี้ที่เขียนไว้ก็คือว่า ต้องเท่าทันโลก เท่าทันโลก การศึกษาไทยนั้นต้องไปเท่าทัน เป็นโกลบัลไลเซชัน (Globalization) ไปที่ประเทศที่เขาพัฒนาแล้วเขาศึกษาเรียนรู้กันอย่างไร ทำไมผู้ปกครอง หลายท่านต้องส่งบุตรหลานไปเรียนถึงต่างประเทศ เพราะอะไร เพราะว่าการศึกษาเราไม่ดี หรืออย่างไร แต่จริง ๆ แล้วบ้านเรามีสถาบันการศึกษาที่ดี ๆ ที่ติดแรงกิง (Ranking) ระดับโลกเยอะแยะเต็มไปหมด ฉะนั้นหัวใจใหญ่ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ และมาตรา ๖ นั้น จึงมีความสำคัญและครอบคลุมไปทุกมิติแล้ว ฉะนั้นเมื่อบุคลากรทางการศึกษาที่มีคุณภาพ รู้เท่าทัน เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่ว่าสอนอะไรมาลูกศิษย์ไปเปิดดูกูเกิล (Google) แล้วบอกว่าอาจารย์สอนไม่ถูก ปัจจุบันเขาเป็นอย่างนี้ อย่างนี้ถือว่าบุคลากรทางการศึกษา ไม่ได้พัฒนาตัวเอง ฉะนั้นการเรียนรู้และการศึกษานั้นมันอยู่ที่หัวใจใหญ่ของการขับเคลื่อน หลักสูตร ว่าครูจะเอาผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง หรือครูจะเป็นศูนย์กลางให้ผู้เรียนในการที่จะ ถ่ายทอดสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับนักเรียน และหัวใจใหญ่สำคัญของการศึกษาก็คือ เรียนจบแล้วผู้เรียนมีอาชีพ มีงานทำที่มั่นคง กลับมาตอบสนองบุญคุณให้กับพ่อแม่ของเรา อันนี้ก็คือสถาบันการศึกษาที่ดี บุคลากรการศึกษาที่มีคุณภาพ นักเรียนมีความรับผิดชอบ เมื่อมีความรับผิดชอบในสถาบันการศึกษาแล้วก็มีความรับผิดชอบในสังคม เพราะประเทศ เรานั้นปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เรามีศาสนา หลากหลายรูปแบบ เพราะฉะนั้นการศึกษาเราก็มีหลากหลายรูปแบบที่จะตอบสนองให้กับ ผู้เรียนให้มีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน อันนี้คือหัวใจใหญ่สำคัญของมาตรานี้จริง ๆ ผมยินดี ที่จะสนับสนุนมาตรา ๖ นี้ครับ ขอบพระคุณอย่างสูงครับท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ก่อนกรรมาธิการชี้แจง ขอเชิญท่านเท่าพิภพ เสนอชื่อมาเป็นท่านสุดท้าย เชิญเลยครับ🔗

นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร กรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร ธนบุรี คลองสาน บางกอกใหญ่ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้เนื่องด้วย พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติเข้า ผมขออภิปรายในมาตรา ๖ ซึ่งเป็นหัวใจใหญ่ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ผมก็ขอตั้งคำถามสั้น ๆ เกี่ยวกับวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการจัดการการศึกษา ซึ่งผม มีอยู่ด้วยกัน ๒ ประเด็นเท่านั้นเองจะใช้เวลาไม่มากครับ🔗

ประเด็นแรก ผมมีข้อสงสัยเกี่ยวกับในเชิงนิติบัญญัติ เรื่องของนิติฐานะของ มาตรานี้ว่ามาตรานี้จริง ๆ แล้วผมดูแล้วมันเหมือนเป็นการออกเชิงนโยบายมากกว่า ซึ่งจริง ๆ แล้วใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็มีซูเปอร์บอร์ด (Super Board) เรื่องการศึกษาอยู่แล้ว ที่จะออกเนื้อหาอะไรต่าง ๆ นานา ผมจึงคิดว่ามันจำเป็นต้องมาใส่ไว้ตรงนี้จริง ๆ หรือเปล่า แล้วก็ถ้าเอาจริง ๆ แล้วในแง่ของการบังคับใช้กฎหมายในมาตรานี้มันมีการบังคับใช้ได้จริง ๆ หรือเปล่า แล้วผมไปเปิดดูด้านหลังครับท่านประธาน มันก็ไม่เห็นมีบอกว่าถ้าไม่ทำการศึกษา ตามนี้แล้วจะมีอะไรจะบังคับตรงไหนเลย ตรงนี้เองถ้าท่านให้จัดการศึกษามา แล้วสุดท้าย มันไม่ตรงกับอันนี้สักข้อหนึ่งนี้โดนฟ้องได้ ผมไปฟ้องศาลปกครอง ได้หรือครับอย่างนี้ คือผมก็ สงสัย ก็อยากให้ทางกรรมาธิการตอบหน่อยว่ามีความจำเป็นแค่ไหน เพราะว่าพอไปดูมาตรา หลัง ๆ ตอบเผื่อเลยก็ได้ ผมรู้สึกว่ามันเป็นเชิงนโยบายมากกว่า อย่างเช่นมาตราต่อไป ที่มันมีช่วงวัยช่วงที่ ๖ ช่วงที่ ๕ อะไรนี้ คือผมก็ไม่แน่ใจว่ามันต้องละเอียดขนาดนี้จริง ๆ หรือเปล่าถ้าเราทำเป็นกฎหมาย เพราะว่าหลักการกฎหมายมหาชน มันก็คือการกำหนด หน้าที่ วางไว้ว่าบุคคลหนึ่งเป็นรัฐ ที่มีเขาเรียกว่าอำนาจสูงกว่า กับประชาชน จัดวางระเบียบ กันอย่างไร อันนี้ผมก็ไม่แน่ใจว่ามันเป็นการก้าวล่วงของฝ่ายบริหารหรือไม่🔗

ในประเด็นที่ ๒ ความกำกวมของหลายอย่างที่ได้ระบุไว้ เข้าใจอยู่ครับ นี่คือปัญหาการในเชิงนิติบัญญัติเลย เวลาทุกคนจะอยากได้อะไร ทุกคนก็จะใส่ ใส่ ใส่ ไปหมดละ ก็ขอฉันมีสักคำหนึ่งในนั้น ไม่ได้ว่าท่านกรรมาธิการนะครับ คือมันเป็นปกติของคน ที่อยู่ในห้องกรรมาธิการของทุกอันอยู่แล้วว่า สุดท้ายฉันอยากขอมีคีย์เวิร์ด (Keyword) ของฉันสักหน่อย เป็นคนดี ตีความอย่างไรครับ อันนี้ถามกรรมาธิการนะครับ คนดี หมายความว่าอย่างไร คือสอนแต่สิ่งที่ดี ๆ แล้วความดีนั้นคืออะไร อันนี้เป็นคำถามที่ผมว่า มนุษยชาติเราพยายามตอบมาตั้งแต่สมัยยุคกรีกโบราณแล้ว ปัจจุบันก็ยังเป็นคำถามที่ เพื่อนกรรมาธิการของผมท่านหนึ่งก็เคยบอกว่าก็เป็นคำถามที่หรือหลาย ๆ ปีได้ถาม ในการเข้ามหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดว่าความดีคืออะไร คนดีคืออะไร ตรงนี้อยากรู้เหมือนกัน กรรมาธิการช่วยระบุหน่อยว่าคนดีคืออะไร คุณธรรมต่าง ๆ ผมว่าเห็นความตั้งใจ ของกรรมาธิการทุกท่านว่าอยากใส่มาให้มันครบ ๆ ดูดี แต่ก็นั่นละครับ ๒ ประเด็นแรก ที่ผมอยากถาม แล้วก็ขอคำตอบจริง ๆ ว่า ๑. นิติฐานะหรือสภาพบังคับใช้ของกฎหมาย มาตรานี้คืออะไร ๒. คือการตีความยึดจากอะไร อย่างไรถ้าตอบจากกรรมาธิการมา ก็ขอเหตุผลประกอบอย่างละเอียดด้วยครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ขอเชิญกรรมาธิการครับ🔗

นายตวง อันทะไชย ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ตวง อันทะไชย ในฐานะประธานกรรมาธิการวิสามัญ ขอประทานอนุญาต ต้องกราบขอบพระคุณท่านที่ช่วยอธิบายความของเจตนารมณ์มาตรา ๖ ไปแล้ว ท่านสาทิตย์ แล้วก็ท่านภาคิน ๒ ท่าน ที่ได้เมตตาช่วยอธิบาย ความจริงก็ละเอียดพอสมควร ผมขอประทานอนุญาตได้ลองแลกเปลี่ยนแล้วก็ตอบคำถาม อย่างน้อยที่ผมคิดว่าเป็นประเด็น สำคัญที่ท่านทั้งหลายได้กรุณาพูดถึง มีท่านอาจารย์โกวิทย์ ท่านทวี แล้วก็ท่านสาทิตย์ ประเด็นที่สำคัญก็คือว่าท่านถามว่าเราใช้กรอบอะไรเวลายกร่างมาตรานี้ แล้วมาจากไหน ประการที่ ๒ ใช้หลักการอะไรในการเขียนมาตรา ๖ ท่านประธานที่เคารพ ความจริง ของมาตรา ๖ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่เราทำเมื่อ ๒๔ ปีที่แล้ว ผลผลิตหลายคนก็อยู่ใน ห้องนี้ละครับ ๒๔ ปีที่แล้วที่เราเขียนเจตนารมณ์ แต่ว่าพอมาถึงวันนี้เข้าสู่ปีที่ ๒๕ ปีที่ ๒๖ การพัฒนาการของโลกมันเปลี่ยนแปลง เราเห็นว่าร่างที่คณะรัฐมนตรีได้เขียนมานั้นอาจจะต้อง มีการต่อยอดจากโลกที่มันเปลี่ยนที่ผมเล่าให้ฟังเมื่อเช้า แล้วเราก็ถกกันใช้เวลาเป็นวันเลย ว่ามันจะต่อยอดอย่างไร ท่านสมาชิกพูดเมื่อสักครู่นี้ดีมาก ขอบพระคุณที่เข้าใจครับ ก็คือว่า ทุกคนอยากได้ ทุกคนมีคำของตัวเอง ทุกคนอยากจะต้องแปรญัตติ ต้องใส่เข้าไป กรรมาธิการ ก็บอกว่าเราใส่ทุกอย่างไม่ได้หรอก นี่กรอบอันที่ ๑ ก็คือใช้ต่อยอดจากปี ๒๕๔๒ มาตรา ๖ ประกอบมาตรา ๗ ผมจะไม่ลงรายละเอียดครับ อันที่ ๒ เราใช้กรอบรัฐธรรมนูญ ท่านทั้งหลายผมได้เรียนท่านตั้งแต่ตอนต้นว่าเรายกร่าง พระราชบัญญัติฉบับนี้หนีไม่พ้นรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๔ ประกอบมาตรา ๒๕๘ จ. เป็นกรอบหลักที่เรามาเขียน ภาษาที่ท่านถามผมเป็นภาษาของรัฐธรรมนูญ คนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ สามารถเชี่ยวชาญตามความถนัด และรับผิดชอบต่อตนเอง สังคม และประเทศ มันคือรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๔ วรรคสี่ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๔ วรรคสี่ กรรมาธิการก็ดูว่า เราจะเขียนให้เป็นภาษาที่ไม่ใช่รัฐธรรมนูญเข้าไปในจุดประสงค์ของกฎหมายฉบับนี้อย่างไร ความของรัฐธรรมนูญเขียนบอกว่า การศึกษาทั้งปวง ในมาตรา ๕๔ วรรคสี่ ใช้คำว่า ทั้งปวง ก็คือการศึกษาเด็กเล็ก อนุบาล ประถม มัธยมศึกษา กศน. อาชีวศึกษา อุดมศึกษา การศึกษา ทั้งปวงมุ่งให้เป็นคนดี ให้มีวินัย ให้ภูมิใจในชาติ ให้สามารถเชี่ยวชาญตามความถนัด ก็คือตาม ทฤษฎีพหุปัญญา ของโฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ ที่บอกว่าพัฒนาตามศักยภาพและความต้องการ ของแต่ละบุคคล แล้วก็รับผิดชอบต่อตนเอง ชุมชน สังคม และประเทศ จึงได้ปรากฏข้อความ ที่อยู่ข้างใน เป็นภาษาของรัฐธรรมนูญ จึงไม่ได้มีอะไรที่จะขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ จึงกราบเรียนต่อท่านประธานไปยังท่านสมาชิกเพื่อได้โปรดเข้าใจว่ากรอบทั้งหมดมาจาก รัฐธรรมนูญ แต่ไม่สามารถเขียนทุกภาษาได้ลงในมาตรา ๖ ถ้าพูดเป็นภาษาง่าย ๆ ก็คือว่า เจตนารมณ์ของปี ๒๕๔๒ และเจตนารมณ์ของปี ๒๕๖๐ ที่เราร่างปี ๒๕๖๖ คือการ พัฒนาคนจากตัวบุคคลออกมาเป็นต่อชุมชน ต่อครอบครัว ต่อสังคม ต่อประเทศ แล้วก็ต่อโลกที่เป็นพลเมือง ถ้าท่านดูเลเยอร์ (Layer) ของมันตั้งแต่วรรคบรรทัดแรกจนถึง บรรทัดสุดท้ายก็จะมองเห็นภาพใหญ่ของความเป็นพัฒนาคนอย่างนั้น จึงกราบเรียน ต่อที่ประชุมเพื่อโปรดพิจารณา ขอบพระคุณครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ กรุณา เตรียมเข้ามานะครับ🔗

(นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ในระหว่างที่รอเพื่อตรวจสอบ องค์ประชุมนั้น ก็ขออนุญาตให้ ๒ ท่านที่ส่งชื่อมาหลังประกาศไปแล้ว คือท่านพีระเพชรกับ ท่านนิยม เวชกามา สมาชิกกรุณาเตรียมตัวเข้ามาเพื่อลงมติครับ เชิญท่านพีระเพชรครับ🔗

นายพีระเพชร ศิริกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กาฬสินธุ์

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ท่านชวน หลีกภัย ที่เคารพ กระผม ดอกเตอร์พีระเพชร ศิริกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาฬสินธุ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตท่านประธาน ได้อภิปรายถึงมาตรา ๖ ของพระราชบัญญัติการศึกษาฉบับนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๖ นั้นได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนเลยว่าการจัดการศึกษาต้องเท่าเทียมกัน ฝากไปถึง ท่านคณะกรรมาธิการด้วยนะครับ มันเท่าเทียมกันแล้วหรือครับ และเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ ในการพัฒนาบุคคลให้มีความสมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม เป็นคนดี มีวินัย รู้จักสิทธิควบคู่กับหน้าที่และความรับผิดชอบ ภูมิใจและตระหนัก ในความสำคัญของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รู้จักรักษาประโยชน์ส่วนรวม รู้จักรักษาประโยชน์ ส่วนรวม ท่านได้ยินชัดนะครับ และของประเทศชาติ มีทักษะการเรียนรู้ ทักษะอาชีพ และทักษะชีวิตที่สอดคล้องและเท่าทันพัฒนาการของโลก มีโอกาสพัฒนาความถนัดของตน ให้เกิดความเชี่ยวชาญ ได้มีสำนึกในความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และ ประเทศชาติ และสามารถอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นได้อย่างผาสุก ทั้งหมดนี้เขียนไว้อย่างชัดเจน แต่แนวทางการปฏิบัตินั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ผมขออนุญาตนำเรียนท่านประธานว่า ธงชาติไทยเรานี้มีอยู่ ๓ สี บางครั้งถามเด็กยังไม่รู้ด้วยว่าธงชาติไทย ๓ สี ธงชาติผืนนี้มีกี่แถบ แม้แต่เมื่อสักครู่ผมแอบถามเพื่อนสมาชิกว่าธงชาติไทยมีกี่สี บอก ๓ สี มีกี่แถบ นึกก่อน ยังตอบไม่ได้ เพราะว่าอะไร เพราะหลักสูตรของเราอย่างไรครับ ถ้ามองภาพจะเรียกว่า ธงชาติไทยมีอยู่ ๓ สี สีแดงหมายถึงชาติ สีขาวหมายถึงศาสนา สีน้ำเงินหมายถึง พระมหากษัตริย์ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านคณะกรรมาธิการท่านจะมองว่าธงชาติเป็นอย่างไรนั้น อาจจะ มองว่านั่นคือสัญลักษณ์ของชาติและประเทศไทย แต่สำหรับผมในฐานะอดีตครูประชาบาล จะมองว่าธงชาติไทยนั้นไม่ใช่เพียงแสดงให้เห็นถึงสัญลักษณ์ของความเป็นชาติไทยเท่านั้น แต่ธงชาติไทย ๓ สี แสดงให้เห็นถึงสัญลักษณ์ของสถาบันของประเทศไทยซึ่งเป็นสถาบันหลัก คือสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นหลักยุติธรรม หลักคุณธรรม และหลัก ราชการ ที่จะนำไปสู่หรือถึงซึ่งความเจริญ ความก้าวหน้าของประเทศไทย ผมสอนเด็ก ๆ ลูก ๆ หลาน ๆ มาอย่างนี้ นั่นคือการสอน แต่ปัจจุบันนี้ท่านคณะกรรมาธิการครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ หลักสูตรในการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นประถมถึงชั้นมัธยม ไม่ว่าจะเป็นวิชา หน้าที่พลเมือง ที่จะต้องรู้ว่าเขาควรปฏิบัติอย่างไรในฐานะเป็นพลเมืองไทย หน้าที่พลเมือง ศีลธรรมจะทำอย่างไร ไม่รู้เลย ประวัติศาสตร์ความเป็นมาเป็นอย่างไร สถาบันพระมหากษัตริย์ ได้นำพาพี่น้องประชาชนคนไทยซึ่งเรียกว่าสยาม ต่อสู้มาจนมีผืนแผ่นดินไทยทุกวันนี้ ทำไมไม่สอนให้เด็กได้รู้ว่ามันยากลำบากขนาดไหน ทุกสถาบันที่เอ่ยอ้างมา สถาบันศาสนา ศึกบางระจัน มีใครเป็นหลักในการต่อสู้ในการทำ เรื่องของสถาบันศาสนาทั้งนั้น เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ท่านกรรมาธิการจะต้องไปดูให้ดีว่าอย่าเอาวิชาเหล่านี้ไปบูรณาการ เข้ากับวิชาอื่น ซึ่งมันจะทำให้เกิดความอ่อนแอ ความไม่รู้ ท่านเข้าใจไหมว่าเดี๋ยวนี้ เด็กประถมร้องเพลงชาติยังไม่จบเลย เพราะอะไร เพราะหลักสูตรนี้เอง มันเกี่ยวพัน เข้ามาหมดกับมาตรา ๖ นี้ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง จึงกราบเรียนฝากท่านประธาน ด้วยความเคารพ เมื่อสมัยท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านขับรถ ผ่านโรงเรียนผมซึ่งอยู่บนเขา ท่านก็เห็นแล้วว่ามันลำบาก มันกันดาร มันยากขนาดไหน กว่าครูประชาบาลจะเดินทางมาถึงวันนี้ และสอนลูกหลานให้มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะสถาบันที่เราอยู่ตรงนี้จะดำรงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อหลักสูตรมีความ ชัดเจน ขอกราบเรียนฝากด้วยความเคารพครับ เด็กคือหัวใจของชาติ เด็กคือผู้ที่จะสร้างชาติ เพราะฉะนั้นอย่าเอาเปรียบเขาโดยเฉพาะในชนบท เมื่อถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ มัธยมศึกษาปีที่ ๖ เขาไม่มีโอกาสได้เรียนต่อ เขาจะได้เข้าใจในวิชาหน้าที่พลเมือง ศีลธรรม จะได้ปฏิบัติถูกครับ กราบเรียนด้วยความเคารพครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านนิยมครับ🔗

นายนิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สกลนคร

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในมาตรา ๖ ซึ่งอยู่ในหมวด ๑ วัตถุประสงค์และเป้าหมายของการจัดการศึกษา ผมถือว่าเป็นหัวใจของพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ เพราะพระราชบัญญัติฉบับนี้คือพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ชื่อใหญ่นะ ท่านประธาน คุมทั้งประเทศ ทั้งชาติ ปัญหาอยู่ที่ว่าในมาตรา ๖ ท่านกรรมาธิการ ผมฟัง ท่านประธานตวงพูด ผมเข้าใจได้ บอกมันต้องสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ เวลาใช้ภาษา ท่านบอกอย่างนั้นผมเข้าใจตามนี้นะที่ผมฟัง เพียงแต่ว่าผมอยากแสดงความคิดเห็นในฐานะ คนไทยคนหนึ่ง ในฐานะสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ว่า ๑๑๐ มาตรา ในมาตรา ๖ ถ้าทำตามนี้ไม่ได้ กฎหมายฉบับนี้ไม่มีประโยชน์เลยครับ เพราะนี่คือเป้าหมายของการจัดการศึกษา ผมจึงกราบเรียนท่านประธานไปถึงกรรมาธิการว่า ในมาตรา ๖ ท่านเขียนไว้คล้าย ๆ มันเป็น นามธรรม แบบอารมณ์ สังคม ผมเข้าใจได้อยู่ บังเอิญเขียนไปสติปัญญา ความรู้ ความสามารถ และคุณธรรม คนดี มีวินัย เขียนเหมือนอาขยาน แต่ว่าวิธีในมาตราอื่น สอดคล้องอย่างไรมันยังไม่ชัดเจน หลักสูตรในการเรียนการสอนของครู ของนักเรียนทุกวันนี้ มันห่างไกลจากเป้าหมายวัตถุประสงค์ที่ว่านี้ ทำไมถึงว่าอย่างนั้น ท่านไปดูหลักสูตรของ ทุกวันนี้ที่เรียน หน้าที่พลเมือง ศีลธรรม วันนี้หาไม่เห็น ไปอยู่ไหน ผมเรียนสมัยเป็นเด็ก ท่องให้ได้หน้าที่คืออะไร พลเมืองของไทย ศีลธรรม เป็นหลักสูตรที่เราใส่ใจ แต่วันนี้ วิชาศีลธรรมไม่รู้หายไปไหน ไปซ่อนอยู่ในหลักสูตร ในประสบการณ์ชีวิตอะไรไปโน่น ซึ่งครูผู้สอนบางคนเขาไม่ใส่ใจ เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าเด็กนักเรียนทุกวันนี้ห่างไกลจาก ศีลธรรม ห่างไกลจากคุณธรรม ท่านจึงมาใส่ไว้ในมาตรา ๖ แต่เป็นการเขียนแบบนามธรรม ผมยังคิดว่าถ้าตราบใดหลักสูตรไม่ได้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติเรานี้ เด็กนักเรียน เยาวชน ซึ่งวันนี้เรียนตั้งแต่อนุบาลถึงระดับมหาวิทยาลัย หลักสูตรตัวนี้แทบจะไม่มี ศีลธรรมนี้ คนไม่รู้จักหน้าที่ตัวเองด้วยซ้ำไป ว่าความเป็นคนไทย ความเป็นนักเรียนต้องทำอะไร เรียนอย่างไร เพราะหลักสูตรไม่สอดคล้องกับตัวนี้ ผมจึงเป็นห่วงว่าท่านเขียนไว้ในมาตรา ๖ เขียนไว้อย่างดี อารมณ์ สังคม ใช่ มันต้องอยู่ด้วยกัน ถ้าอารมณ์ไม่มี สังคมมันไปไม่ได้ ผมอ่าน ๒-๓ เที่ยวแล้วในมาตรา ๖ อ่านกลับไปกลับมา จนถึงท่านเขียนก็ดี สามารถ สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคม เป้าหมายแบบนั้นจริง ๆ ผมเข้าใจได้ ที่พึงประสงค์เท่าเทียม และเป็นธรรม เขียนเพื่อให้มันดูดี แต่หลักสูตรไม่สอดคล้องที่พูดมานี้ หลักสูตรวันนี้ผมไม่รู้ว่า มันหายไปไหน หน้าที่พลเมืองและศีลธรรมที่ว่านี้หายไปไหน ท่านกลับไปดูในหลักสูตร ที่สอนกันอยู่ในโรงเรียนต่าง ๆ คำว่า หน้าที่พลเมืองและศีลธรรม มีเข้าแทรกไปทั้งอนุบาล ประถม มัธยม ถึงระดับมหาวิทยาลัย หลักสูตรนี้มันก็ต้องสอดคล้องกัน คนถึงจะมีคุณธรรม ผมเห็นแบบนั้นนะครับ เพราะผมเป็นเด็กบ้านนอกก็เรียนแบบนี้ อาจจะท่องอาขยานบ้าง อะไรบ้าง ท่องจนติดปาก จนมาเรียน ม. ๘ ม. ๙ ก็ยังท่องอาขยานอยู่ แต่วันนี้บอกไม่ให้ ท่องแล้ว ไม่ต้องท่อง เปิดเอา นั่นเป็นวิธีการสมัยใหม่ แต่สมัยเก่าบางทีมันก็ยังใช้ได้ อยู่ในจิตใจของความเป็นคนนี่ต้องให้ใช้ได้นะครับ คนถ้าขาดคุณธรรม จริยธรรม บ้านเมือง อยู่ไม่ได้ครับ ขอบคุณมากท่านประธาน🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ สมาชิกครับ ท่านเข้ามาแล้ว กรุณากดบัตรแสดงตนนะครับ ทางฝ่ายเลขานุการให้ผมเรียนว่าสมาชิกที่ลาออกจาก พรรคการเมืองจะทำให้ท่านขาดจากสมาชิกภาพ ดังนั้นใครที่รู้ตัวว่าลาออกจาก พรรคการเมืองก็ไม่มีสิทธิแสดงตน ไม่มีสิทธิลงมตินะครับ อันนี้ไม่ทราบว่ามีหรือไม่ แต่ว่า ทางฝ่ายเลขานุการให้ผมเรียนเตือนไว้ครับ กรุณาแสดงตนนะครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นางสาวณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ณธีภัสร์ แสดงตน ครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

บันทึกด้วยครับ มาตรา ๖ จะเป็น วัตถุประสงค์และเป้าหมายของการจัดการศึกษา เพราะฉะนั้นก็มีสมาชิกพูดถึง ๒๐ ท่าน แต่มาตราต่อไป มาตรา ๗ จำนวนผู้อภิปรายที่ส่งชื่อมาแล้วมี ๔ ท่าน เพราะฉะนั้นพวกเรา ที่จะต้องลงมติกรุณาอย่าอยู่ไกลนะครับ เพราะว่าคงไม่ยาวเหมือนมาตรา ๖ สมาชิกกรุณา กดบัตรเพื่อแสดงตนครับ ยังไม่ครบครับ ยังขาดอีกประมาณ ๑๔ คน ขาดอีก ๑๐ คน ขาดอีก ๙ คน ขาดอีก ๘ คน ช่วยตามมาหน่อยจะรอครับ ไม่ประสงค์จะให้มาตรานี้ค้างอยู่ ช่วยตามมาหน่อยนะครับ จะรอครับ ไม่ประสงค์จะให้มาตรานี้ค้างอยู่ ขาด ๖ คนครับ ๕ คน ๔ คน ๓ คน ๒ คนครับ สำหรับสภาที่นี่เวลาไปมาก็ไม่สามารถทำได้เหมือนสภาก่อน ๆ นะครับ เพราะว่าพื้นที่ มันกว้าง ผมเข้าใจดี ไม่ว่าห้องกรรมาธิการหรือห้องอาหาร ห้องอื่นก็ดี ใช้เวลาเดินทางกัน ปกติวุฒิสมาชิกอยู่เยอะนะครับ วันนี้หายไปไหน องค์ประชุมนี่ต้องยอมรับว่าท่านวุฒิสมาชิก ช่วยตลอดเลย มาตรานี้ต้องลงมติ ๒ ครั้ง เพราะฉะนั้นพวกเราที่อยู่เพื่อครบองค์ประชุม ต้องอยู่ให้ครบ ๒ ครั้งครับ ขาดอีก ๒ ท่าน ขาดอีก ๑ ท่าน ขอปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๓๔๒ บวก ๑ เป็น ๓๔๓ ครบองค์ประชุมครับ🔗

เนื่องจากมาตรา ๖ คณะกรรมาธิการ มีการแก้ไข จึงต้องขอมติที่ประชุมก่อนว่าจะเห็นควรให้มีการแก้ไขหรือไม่ องค์ประชุม ครบแล้วก็ถามคำถามแรก ผู้ใดเห็นควรให้มีการแก้ไขกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่ควรให้แก้ไข กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นางสาวณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ณธีภัสร์ เห็นด้วยครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

เห็นด้วย ๑ นะครับ ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๗๔ คน เห็นด้วย ๓๕๙ บวก ๑ ๓๖๐ ไม่เห็นด้วย ๙ งดออกเสียง ๓ ไม่ลงคะแนนเสียง ๓ มติที่ประชุมเห็นด้วยกรรมาธิการแก้ไขครับ🔗

คำถามที่ ๒ จะแก้ไขตามกรรมาธิการ เสียงข้างมาก หรือตามที่กรรมาธิการที่สงวนความเห็นคือกรรมาธิการเสียงข้างน้อย และผู้แปรญัตติ สมาชิกกรุณาแสดงตนอีกครั้งครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นางสาวณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ณธีภัสร์ แสดงตนครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับ เจ้าหน้าที่บันทึกไว้ด้วยนะครับ สมาชิกกรุณาแสดงตนนะครับ คำถามที่ ๒ จบ ก็จะได้จบมาตรา ๖ ปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตน ๓๔๕ บวก ๑ ๓๔๖ ครบองค์ประชุม🔗

คำถามที่ ๒ ผู้ใดเห็นด้วยกับการแก้ไข ของกรรมาธิการเสียงข้างมากกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่สงวนความเห็น และผู้แปรญัตติกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญ ลงมติครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นางสาวณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ณธีภัสร์ ไม่เห็นด้วยครับ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ครับ ปิดการลงมติครับ จำนวน ผู้ลงมติ ๓๗๘ บวก ๑ ๓๗๙ ท่าน เห็นด้วย ๒๘๖ ไม่เห็นด้วย ๘๗ บวก ๑ ๘๘ ท่าน งดออกเสียง ๕ ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี มติที่ประชุมเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก จบมาตรา ๖ ครับ🔗

เลขาธิการ เชิญต่อครับ🔗

นางพรพิศ เพชรเจริญ เลขาธิการรัฐสภา

มาตรา ๗ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗

นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

มาตรา ๗ กรรมาธิการที่สงวนความเห็น ได้ส่งชื่อมาขออภิปราย ๓ ท่าน ผู้แปรญัตติเสนอชื่อมา ๑ ท่าน ท่านสมาชิกครับ มีพรรคพวก เตือนผมอยู่ขอให้เตือนพวกเราว่าถ้าใครจะอภิปรายกรุณาส่งชื่อ เขาไม่อยากเห็นแถมทีละคน ๆ แล้วก็รำคาญกัน ก็เลยขอเรียนด้วยความเคารพว่าถ้าใครมีความประสงค์อภิปรายกรุณา ส่งชื่อมาครับ ท่านแรก คุณสุรพล นาควานิช ท่านที่ ๒ คุณขจิตร ชัยนิคม ท่านที่ ๓ คุณสฤษดิ์ บุตรเนียร นี่คือกรรมาธิการที่สงวนความเห็น ส่วนผู้แปรญัตติ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ขอเชิญท่านสุรพล นาควานิช ครับ🔗

นายสุรพล นาควานิช กรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม สุรพล นาควานิช กรรมาธิการผู้ขอสงวนความเห็นในมาตรา ๗ ผมขอเพิ่มในวรรคท้าย คือวรรคสองของมาตรานี้ความว่า ภายใต้วัตถุประสงค์ตามวรรคหนึ่ง บุคคลย่อมมีสิทธิ เสรีภาพที่จะศึกษาพัฒนาตนเองได้ตลอดชีวิตในทุกระบบการศึกษา และมีสิทธิที่จะเลือกรับ บริการการศึกษาตามโอกาส ตามความสมัครใจ ตามความสนใจ ตามศักยภาพ และความสามารถมากน้อยได้อย่างไม่มีข้อจำกัด ท่านประธานครับ สาระสำคัญข้อความ ที่กระผมได้เติมวันนี้ เป็นการล้อมาจากรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๔ ซึ่งสมาชิกผู้มีเกียรติ หลายท่านก็ได้อภิปรายไปแล้วว่าให้โอกาสแก่ประชาชนในทางการศึกษา เป็นข้อความ ที่เพิ่มในวรรคสองของมาตรา ๗ ซึ่งเป็นมาตราที่กล่าวถึงจุดมุ่งหมายการศึกษาเฉพาะ เพื่อเน้นเรื่องทักษะให้ทำเป็น ทำได้ การทำเป็น ทำได้ต้องมีลักษณะพิเศษของแต่ละบุคคล ซึ่งบุคคลนั้นมีความแตกต่างกัน บางคนถนัดในเรื่องความเป็นเขียว บางคนถนัดเรื่อง ความเป็นแดง ความเป็นเหลือง ซึ่งแตกต่างกัน ซึ่งแต่ละคนก็มีคุณค่าและมีความหมายทั้งสิ้น การยัดเยียด บังคับให้คนสีหนึ่งเป็นสีหนึ่ง เก่งเรื่องหนึ่งไปทำอีกเรื่องหนึ่ง ย่อมเป็นความ ล้มเหลวทางการศึกษา ซึ่งมีการกล่าวในเชิงจิตวิทยาว่ารอยประทับใจของผู้เรียนเท่านั้น ที่จะเกิดการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงได้อย่างถาวร ท่านประธานครับ เมื่อเป็นเช่นนี้ ในข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ในกฎหมายฉบับนี้ ที่กำลังร่างอยู่นี้ ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมด จะบัญญัติให้เป็นหน้าที่ของรัฐที่จัดการศึกษากับประชาชน จัดหลักสูตรให้ จัดครูให้ จัดห้องเรียนให้ จัดต่าง ๆ ให้ทั้งหมด แต่โอกาสที่ประชาชน นักเรียนจะเลือกเรียนบริหาร จัดการตนเองนั้นยากเหลือเกิน แม้จะมีผู้ปกครองช่วย ครูช่วย แต่ก็เป็นไปตามระบบของ หลักสูตรนั้น ลงทะเบียนแล้วจะถอนก็ไม่ได้ เสียสตางค์แล้วจะคืนก็ไม่ได้ ต้องทนเรียนต่อไป ให้สอบตกก็ต้องยอม ติดอี (E) ก็ยอม เพราะระบบเป็นอย่างนั้น ตรงกันข้ามกับระบบ ที่เขาบริการกัน แม้เราไปซื้อรถมอเตอร์ไซค์ ซื้อของในห้างร้าน ถ้าไม่พอใจเรายังคืนได้ แต่ระบบการศึกษาไทยนั้นคืนไม่ได้ เพราะฉะนั้นการที่กระผมได้พยายามร่างข้อความนี้ มาใส่ไว้ ซึ่งไม่มีตรงไหนใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ และไม่ได้เป็นอันตรายต่อใครทั้งหมด เพียงแต่ รับรองสิทธิของประชาชนผู้มีสิทธิที่จะพัฒนาตนเองได้ตามศักยภาพของตนเท่านั้น จึงนำเรียนมาเพื่อท่านประธานได้พิจารณา ด้วยความขอบพระคุณครับ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ได้ลงจาก บัลลังก์ โดยมอบให้ ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติ หน้าที่แทน)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไป ท่านขจิตร ชัยนิคม เชิญครับ🔗

นายขจิตร ชัยนิคม กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการ มีความเห็นว่า ในมาตรา ๗ นี้ควรจะเพิ่มคำตามที่ผมเสนออ่านได้ดังต่อไปนี้ มาตรา ๗ การดำเนินการ ให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๖ ต้องพัฒนาฝึกฝนและบ่มเพาะให้ผู้เรียนมีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณลักษณะที่ดี ผมขอเพิ่มคำว่า เต็มศักยภาพของแต่ละบุคคล ก่อเกิดเป็น สมรรถนะที่นำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตและการทำงานได้อย่างบูรณาการ ผมตัดคำว่า กัน ออก ท่านประธานครับ บางทีคำคำเดียวมันมีความหมาย ผมเป็นครูทำการสอนมา ๒๐ ปี แล้วก็ ออกมาเป็นนักการเมือง รวมแล้วประมาณ ๒๐ ปี ในการเขียนกฎหมาย สิ่งที่ผมนำมาบรรจุ เพียงแต่คำว่า เต็มศักยภาพของแต่ละบุคคล มีความหมายมาก ในระบบการศึกษาของไทย ส่วนใหญ่คนที่เก่งก็ทำอะไรเสร็จก่อน ทำการบ้านเสร็จก่อน ทำเลขเสร็จก่อน ทำอะไรเขาก็ ไม่ได้รับการพัฒนาอีก แล้วกระบวนการเรียนการสอนของประเทศไทย ตั้งแต่อนุบาลจนถึง มหาวิทยาลัย ไม่มีการส่งเสริมคนให้เต็มศักยภาพ ส่วนมากจะเอาคนส่วนใหญ่มาแล้วก็ ดำเนินการให้เป็นกลาง ๆ คนที่ไม่เก่งก็จะถูกตำหนิแล้วก็ดึงขึ้นมาให้มันผ่านเกณฑ์ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แต่คนที่เป็นอัจฉริยะ คนที่เก่งมาก ๆ มักจะไม่ได้รับการตอบสนอง ผมถึงเขียนคำนี้ไว้เพื่อรองรับว่าคนที่มีศักยภาพสูงในระบบการศึกษาที่ตั้งวัตถุประสงค์ไว้ ตามมาตรา ๖ ที่สภาแห่งนี้ผ่านไปแล้ว จะต้องได้รับความสนใจ จะต้องมีกระบวนการ จัดการศึกษาให้คนที่เก่ง พัฒนาคนที่เก่งให้เต็มศักยภาพของเขา เพื่อที่จะเป็นประโยชน์ ต่อการพัฒนาคนของประเทศของเรา ผมจึงอยากจะเพิ่มคำว่า เต็มตามศักยภาพของแต่ละ บุคคล ส่วนคำว่า บูรณาการกัน ผมไม่ค่อยเห็นใช้ บูรณาการกัน เพราะฉะนั้นจึงขอตัด คำว่า กัน ออก มีเรื่องกฎหมาย คำคำเดียวมีความหมายมากนะครับ การเขียนกฎหมาย จำเป็นจะต้องเขียนให้มันสอดคล้องกับหลักที่เขาใช้เป็นส่วนใหญ่ ส่วนมากเขาก็บอกว่าบูรณาการ อย่าง บูรณาการ การจัดระบบน้ำอย่างบูรณาการ ไม่มีหรอกครับ ถ้าเกี่ยวข้องกัน มี กัน แต่ถ้าบูรณาการ แล้วภาษาที่ใช้อยู่ไม่มีคำว่า กัน อย่างบูรณาการก็จบแล้ว ถ้าไม่เชื่อก็ไปเปิด ตำราดู ตำราภาษาไทย ตำราอะไรที่มีอยู่ในห้องเรียนที่ใช้อยู่วันนี้ ไม่มีคำว่า กัน ถ้าใช้คำว่า บูรณาการ ผมจึงตัดคำว่า กัน ออก ส่วนเต็มตามศักยภาพของแต่ละบุคคล ผมคิดว่ามีความ จำเป็นที่จะเขียนกฎหมายเพื่อรองรับคนเก่ง คนที่มีศักยภาพ มีมันสมองเป็นอัจฉริยะมาก ให้มันได้รับการส่งเสริมให้ถึงที่สุด เพื่อที่จะเข้าสู่การพัฒนาชาติ เพื่อที่จะให้ระบบการศึกษา หรือกฎหมายการศึกษารองรับศักยภาพของแต่ละบุคคล ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสฤษดิ์ บุตรเนียร เชิญครับ🔗

นายสฤษดิ์ บุตรเนียร กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ ผม นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะของสมาชิกรัฐสภา กรรมาธิการผู้ขอสงวนคำแปรญัตติในมาตรา ๗ ไว้ครับ โดยมาตรา ๗ นั้น การดำเนินการให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๖ ต้องพัฒนา ฝึกฝนบ่มเพาะให้ผู้เรียนนั้นมีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณลักษณะที่ดี ก่อเกิดเป็นสมรรถนะ นำไปใช้ในชีวิตและการทำงานได้อย่างบูรณาการกัน โดยผมขอเพิ่มเติมคำให้สอดคล้องกับ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และความต้องการของสถานประกอบการ เหตุผลที่ผมได้ เติมคำตรงนี้ไป ตามมาตรา ๖ ที่ต้องการให้เด็กนั้นเป็นคนเก่ง คนดีมีความสุขได้ และสามารถ ที่จะนำความรู้ โดยที่มีทักษะการเรียนรู้อยู่แล้ว ทำอย่างไรที่จะให้เขามีทักษะด้านอาชีพ ตามทักษะการปฏิบัติการ และโดยเฉพาะทักษะชีวิต คำว่า เจตนคติ หมายถึงว่ามีทักษะชีวิตที่ดี สามารถที่จะเรียนรู้ความก้าวหน้าของสังคม ในขณะเดียวกัน ผมก็เชื่อเหลือเกินว่า การเพิ่มเติมให้มันสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อจะให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ กับการศึกษาและเยาวชนของชาติให้ตระหนักถึงความต้องการหรือความต้องการ ด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะวันนี้โลกในศตวรรษที่ ๒๑ ได้เปลี่ยนแปลงไป ทำให้วิถีชีวิตของคน ที่จะอยู่ในสังคมนั้นเปลี่ยนแปลงไปด้วย โดยเฉพาะการที่จะผลิตเด็กขึ้นมา ก็แน่นอน เราก็ หวังที่จะให้เป็นแรงงานที่กำลังสำคัญของประเทศชาติ ให้เข้าไปอยู่ร่วมกับสถานประกอบการ ให้เข้าไปอยู่กับหน่วยงานที่ต้องการรับใช้ที่จะใช้แรงงานนั้น หากเราผลิตออกไปแล้ว ไม่สอดคล้องหรือไม่เป็นตามความประสงค์ของบ้านเมือง อย่างไรก็เป็นการสูญเสียเวลาและ ทรัพยากรของชาติ ดังนั้นต้องมีการกำหนดครับ อย่างเช่นพรรคภูมิใจไทยวันนี้เราก็มีการ กำหนดนโยบาย แม้แต่เราจะบอกว่าผลิตภัณฑ์พืชการเกษตรควรจะปลูกไหม ควรจะผลิต อย่างไร หรือราคาเท่าไร ฉันใดก็ฉันนั้น ในขณะเดียวกันการศึกษาก็เหมือนกัน ประเทศชาติ ไปทางไหน โดยเฉพาะวันนี้เราต้องการแรงงานที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะในสังคมยุคใหม่เป็น สังคมของผู้สูงวัย เป็นสังคมของยุคแนวความคิดเรื่องกับสิ่งแวดล้อม บีจีจี (BCG) เป็นเรื่อง ของเอไอ (AI) ที่จะผลิตมาทดแทน วันนี้นะครับผ่านไป ๕ ปี เด็กเกิดลดลงทุกปี ปีละ ๔๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ คน ปีนี้มีคนเกิดเพียง ๕๐๒,๐๐๐ คนเท่านั้น ขณะเดียวกัน มีคนตาย ๖๐๐,๐๐๐ คน แสดงให้เห็นว่าแรงงานในอนาคตที่จะลดลงไปทุกปี ๆ นั้น กระทรวงที่รับผิดชอบในการศึกษา ได้เตรียมตัวอย่างไรบ้าง หน่วยงานที่รับผิดชอบเราควรที่จะบอกเลยว่าในอนาคตนั้นแนวทาง เทรน (Train) ของโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร ต้องการบุคลากรประเภทไหน หรือควรเรียน อะไร แล้วโดยเฉพาะวันนี้เรากำลังเน้นเรื่องทักษะ คือความสามารถในการปฏิบัติ ในการที่จะ อยู่ร่วมกันหรือจะใช้แรงงาน เพราะว่าโลกมันเปลี่ยนไป การใช้หรือการศึกษาก็ควรจะ เปลี่ยนไปด้วย ดังนั้นวันนี้ที่ผมพยายามให้เติมคำว่า ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคม เรามีแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ในฉบับนี้ก็บอกว่าเราจะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ พัฒนา เศรษฐกิจ โดยเฉพาะดิจิทัล (Digital) ก็ต้องกลับมา ต้องเน้นหนัก โดยเฉพาะวันนี้เราเน้น ผู้เรียนอยู่แล้ว แต่ขณะเดียวกันเราต้องเน้นด้วยว่ากระบวนการเรียนการสอน หลักสูตร มันเป็นแผนงานที่จะสอนที่จะเรียน แต่กระบวนการเรียนการสอนนั้นสำคัญมากกว่า หรือเท่ากับหลักสูตร แต่ขณะเดียวกันคุณครูหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบก็เช่นเดียวกัน ควรจะ ออกแบบในการวัดผลประเมินผล แต่ทุกวันนี้เราทดสอบด้วยการตอบคำถาม เด็กก็ต้องยึดถือ ความจำเป็นหลัก อย่างเช่นการเรียนการสอนภาคภาษาอังกฤษก็เช่นเดียวกัน เราเน้นที่จะ ตอบคำถามด้วยเปเปอร์ (Paper) กระดาษคำตอบ ดังนั้นผู้เรียนก็ยังต้องนึกท่องจำ ไม่นึกถึงว่า วันนี้เราใช้วิธีการพูด การฟัง โดยการสื่อสารในโลกปัจจุบัน ก็ขอให้ทางหน่วยงานที่รับผิดชอบ ที่ต้องดำเนินการและแผนการที่จะให้บรรลุเป้าหมายตามวัตถุประสงค์ของมาตรา ๖ ที่จะให้ การศึกษานั้นได้พัฒนาผู้คนให้เป็นประโยชน์กับประเทศชาติและในสังคม โดยเฉพาะ หน่วยงานที่จะนำแรงงานไปใช้ประโยชน์ที่เกิดขึ้น ขอกราบขอบพระคุณมากครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ครับ🔗

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้สงวนคำแปรญัตติ แก้ไขมาตรา ๗ ซึ่งมาตรา ๗ ดูเขียนไว้ไม่ยาวนัก ซึ่งคำของกรรมาธิการได้มีอยู่ว่า การดำเนินการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ข้อ ๖ คือบรรลุเรื่องการศึกษาจะต้องพัฒนา ฝึกอบรมและบ่มเพาะ ท่านประธานครับ คำว่า บ่มเพาะ เป็นคำที่แสลง เป็นคำที่ทำให้มีการ สูญเสียชีวิต ทำให้มีการปิดโรงเรียนปอเนาะ ทำให้มีการปิดโรงเรียนตาดีกา ทำให้มีการ ปิดโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา ผมมีตัวอย่างในมือเป็นลายเซ็นของ กอ.รมน. โดยแม่ทัพภาค ๔ ขณะนั้น พลโท สกล ชื่นตระกูล ก็จะเขียนว่าสถานการณ์บ่มเพาะเยาวชนในสถานศึกษา เพื่อเข้าสู่กระบวนการก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วก็ยังมีการเซ็นหนังสือ ของปลัดกระทรวงมหาดไทย นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ ก็ทำหนังสือไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัด ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สตูล และสงขลา การแก้ไข การบ่มเพาะเยาวชนในสถานศึกษา เพื่อเข้าสู่การก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คำว่า บ่มเพาะ เป็นคำที่รัฐบาลมักจะ ยัดเยียดและไปทำลายการศึกษา สิ่งหนึ่งที่เราพบเห็นอย่างโรงเรียนอิสลามบูรพา หรือปอเนาะสะปอม ถึงขนาดปิดโรงเรียนเขา ไปทำลายการศึกษา แล้ววันนี้กรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่ยังมาใช้คำว่า บ่มเพาะ ท่านต้องการจะให้มีการบ่มเพาะคนที่เป็นเชื้อโรคขึ้นมา หรือจะเป็นการบ่มเพาะเพื่ออะไรเกิดขึ้น เพราะคำว่า บ่มเพาะ ในพจนานุกรมจะไม่มี ดังนั้น ผมจึงอยากจะให้เปลี่ยนจากคำว่า บ่มเพาะ เป็นการพัฒนา ฝึกอบรมและบ่มนิสัย เพราะคำว่า บ่มนิสัย พจนานุกรมเขาเขียนไว้ชัดเจนว่า เป็นการอบรมให้มีความประพฤติในทางที่ดี จนเป็นอาจิณ ท่านประธานที่เคารพครับ ประโยคนี้มีความสำคัญ เพราะสิ่งที่มนุษย์ต้องระวังมากที่สุด คือความคิด ความคิดจะไปเป็นคำพูด คำพูดบ่อย ๆ จะเป็นการกระทำ การกระทำบ่อย ๆ จะไปเป็นนิสัย นิสัยบ่อย ๆ ก็อาจจะไปเรียกพฤติกรรมหรือบางคนอาจจะใช้คำพูดดั้งเดิมว่า เป็นสันดาน ดังนั้นผมจึงคิดว่าการที่จะใช้คำพูดควรจะให้เหมาะสม แล้วก็ควรจะดูกฎหมาย เพราะในที่ประชุมของกรรมาธิการมีตัวแทนของกฤษฎีกา มีตัวแทนของหลาย ๆ คน เวลาท่านใช้ภาษา ทำไมเมื่อภาษาอันไหนมีความสงสัยทำไมไม่ใช้พจนานุกรม ท่านใช้ภาษา อันนี้ขึ้นมา ท่านสร้างบาดแผลให้กับพี่น้องในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมคิดว่าการศึกษา เพื่อให้การบ่มนิสัยมันเป็นความจำเป็นของการศึกษา เพราะไม่ใช่สอนให้ความรู้ มันเป็นการ กล่อมเกลาคนทั้งชีวิตเพื่อให้มีความประพฤติ ให้มีวินัย ดังนั้นผมจึงขอเปลี่ยนคำพูดจาก บ่มเพาะ เป็น บ่มนิสัย แล้วก็ให้ผู้เรียนได้พัฒนาบุคลิกภาพอย่างสมบูรณ์ เพื่อจะให้สอดคล้อง กับรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมไม่ได้ฟังท่านประธานได้ชี้แจงว่ามาตรา ๖ ที่ท่านนิยามเป้าประสงค์ ของการศึกษา ผมเชื่อมั่นว่าขัดรัฐธรรมนูญ คือการพัฒนาบุคลิกภาพเป็นการพัฒนานิสัย โดยเฉพาะ เป็นเรื่องเฉพาะตัว ซึ่งก็สอดคล้องกับการศึกษา ท่านต้องให้เสรีภาพของ การศึกษาตามความถนัด เพราะมนุษย์ทุกคนมีคุณค่า มีศักดิ์ศรีและมีความสำคัญ ไม่เช่นนั้น ผมมีความเสียใจอย่างยิ่งกับร่างกฎหมายฉบับนี้ เพราะผมเห็นว่าโดยทั้งหมดจะเป็นการ ครอบงำ จะเป็นการกดทับอนาคตของประเทศไทย เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดของการ เปลี่ยนแปลงประเทศคือการศึกษา ดังนั้นผมยังอยากขอให้กรรมาธิการไปปรับถ้อยคำ ในมาตรา ๗ เพื่อให้มันสอดคล้องกับตัวพจนานุกรมครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญกรรมาธิการตอบชี้แจงครับ🔗

นายสุรพล ทิพย์เสนา ผู้ชี้แจงจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายสุรพล ทิพย์เสนา ผู้ชี้แจงจากสำนักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกา สำหรับมาตรา ๗ ที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายเกี่ยวกับเรื่องของ การที่อยากจะให้เพิ่มถ้อยคำที่ให้เกิดความสมบูรณ์ขึ้น คิดว่าในร่างมาตรา ๗ เป็นบทบัญญัติ ที่เกี่ยวกับการเน้นในเรื่องของการดำเนินการในการจัดการศึกษาที่จะสร้างสมรรถนะ ให้กับบุคคลหรือผู้เรียน สามารถที่จะนำไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินชีวิตและการทำงาน ได้อย่างบูรณาการกัน ฉะนั้นโดยกรอบของมาตรา ๗ ผมคิดว่าตามร่างที่เป็นร่างของ คณะรัฐมนตรีที่คณะกรรมาธิการไม่ได้แก้ไขนั้นก็ถือว่าเป็นร่างที่สมบูรณ์นะครับ สำหรับ เรื่องถ้อยคำที่เป็นเรื่องข้อสังเกตของท่านสมาชิก คำว่า บ่มเพาะ ซึ่งก็ได้ยึดแนวของ พจนานุกรม ก็หมายถึงว่า การบ่มคือการสร้างคุณลักษณะนิสัยเฉพาะที่ให้คนเป็นคนดี ฉะนั้นโดยถ้อยคำนี้ โดยเจตนาบ่มเพาะก็ถือว่าเป็นคำที่สอดคล้องกับการที่จะกำหนด ในร่างมาตรา ๗ แล้วนะครับ ขอขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

มาตรา ๗ นี้ คณะกรรมาธิการไม่มีการแก้ไข แต่เนื่องจากมีการสงวนความเห็นและแปรญัตติ ผมจึงต้อง สอบถามมติจากที่ประชุมนะครับ ขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนครับ🔗

(ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิก เป็นขั้นตอนการตรวจสอบองค์ประชุม ก่อนที่จะลงมติในมาตรา ๗ ขอเชิญท่านสมาชิก เข้าห้อง และกดปุ่มแสดงตนนะครับ จะลงมติในมาตรา ๗ ขอเชิญท่านสมาชิกเข้าห้อง และกดปุ่มแสดงตนนะครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม ณัฐวุฒิ จากพรรคก้าวไกล ขออนุญาตเรียนท่านประธานครับว่า สภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานชวนเคยทำสถิติรอ ๕๓ นาที เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณา ของท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

จะรอครับ ยังไม่ได้เริ่มนับเลย ตอนนี้เพิ่ง ๒๙๐ คน ยังขาดอีกตั้ง ๕๐ ท่าน ถ้าท่านร่วมมือกันอีกผมคิดว่า จะทำให้ได้อีกสัก ๒ มาตรา คือมาตรา ๘ และมาตรา ๘/๑ ซึ่งมาตรา ๘/๑ มีการลงมติ ที่ลักษณะพิเศษนิดหน่อย จะได้เข้าใจกันครับ ถ้าทุกท่านมาพร้อมในมาตรา ๗ ซึ่งเป็นการ แก้ไขเล็กน้อยเท่านั้น แล้วก็ผมคิดว่าจะทำมาตรา ๘ กับมาตรา ๘/๑ ก็คงจะไม่ใช้เวลามาก แต่ว่าเป็นเรื่องที่สำคัญเหมือนกัน หลังจากนั้นมาตรา ๙ นี้รู้สึกจะยุ่งยากขึ้นนะครับ🔗

นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานครับ ผม ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ เพื่อให้เป็นแนวทางเดียวกับ ท่านประธานชวน ซึ่งท่านก็จะรายงานทุกครั้งครับว่าขาดอีกกี่คะแนนครับ เผื่อท่านพรเพชร จะได้เดินตามแนวทางท่านชวน ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ตอนนี้ ขาดอยู่ ตอนนี้ได้ ๓๐๖ ท่าน ขาดประมาณเกือบ ๔๐ ท่าน ผมเรียกอีกทีนะครับ🔗

(ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขาดอีก ๓๖ ท่านนะครับ ความจริงผมตั้งใจอยากจะไปถึงมาตรา ๘ และมาตรา ๘/๑ เพราะมาตรา ๘/๑ มีการถามที่จะแตกต่างจากมาตรา ๘ ทั่วไป และเดี๋ยวจะเป็นปัญหาที่มีการเสนอมาตรา ที่มีการทับขึ้นมานี่นะครับ มันจะมีการถามอีกแบบหนึ่ง เดี๋ยวจะลงคะแนนผิดกัน แค่นั้นละ ท่าจะไปลำบาก แต่ว่าผมนั่งไปเรื่อย ๆ นะครับ ๓๐๘ ท่านเองนะครับ ก็อยากจะเรียน เป็นความรู้ในการที่จะลงมติ คือเพื่อไม่ให้มีปัญหา ปกติเมื่อประธานถามก็จะถามโดยยึด กรรมาธิการเสียงข้างมากเป็นหลัก แต่เมื่อใดก็ตามที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อยเสนอมาตราใหม่ขึ้นมา เช่น มาตรา ๘/๑ มาตรา ๘/๑ เวลาถามก็จะถามโดยยึดผู้เสนอคำแปรญัตติว่าเห็นด้วยกับท่านที่แปรญัตติ หรือไม่ ส่วนเสียงข้างมากที่เราเคยเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ก็จะต้องลงคะแนน ว่าไม่เห็นด้วย อันนี้มีปัญหามาตลอดนะครับ แต่ผมก็พยายามรักษาสิ่งนี้ไว้ ที่อธิบายนี้ไม่ได้ จะไปจูงใจให้ลงคะแนนอย่างไร แต่อยากให้ท่านลงคะแนนให้ถูกต้องครับ เพราะว่า ตามข้อบังคับที่นี่เป็นอย่างนั้นนะครับ บางท่านก็เข้าใจว่าถ้าอย่างไรก็ถือการเห็นด้วยเป็นหลัก ซึ่งบางครั้งไม่ใช่นะครับ ตอนนี้ ๓๐๙ เองครับ รอก่อนนะครับ🔗

(ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

มีบางท่าน บอกให้ผมหยุดได้แล้ว รออีกนิดครับ กรรมาธิการที่สงวนความเห็น ๓ ท่าน ยังยืนหรือเปล่าครับ กับผู้แปรญัตติอีก ๑ ท่าน พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ยังยืนอยู่นะครับ ยังยืนอยู่เราก็รอครับ ขึ้นมา ๓๑๑ แล้วนะครับ ยังห่างไกล ผมก็เห็นใจท่านที่นั่งรออยู่เป็นส่วนใหญ่นะครับ มาตรานี้ไม่มีการแก้ไข แต่ว่ามีผู้สงวนความเห็น คือท่านถามมาก็ต้องตอบไป เดี๋ยวผมรอถึง เวลา ๑๗.๔๕ นาฬิกาก็แล้วกันนะครับ มีสมาชิกบางท่านเสนอแนะว่าผมไปพูดถึงมาตรา ๘ และมาตรา ๘/๑ ก็จะเป็นปัญหา ดังนั้น ถ้าผมเอาหยุดแค่มาตรา ๗ ให้เสร็จเรียบร้อยไปอาจจะไม่มีปัญหา ก็ขอให้ท่านสมาชิก ที่อยู่ข้างนอกหรือมีภารกิจอยู่ ขอให้แสดงตนก็แล้วกันนะครับ ผ่านมาตรา ๗ ไปจะได้ไม่ต้อง มาลงมาตรา ๗ พรุ่งนี้ เมื่อสักครู่ผมถามไปยังผู้สงวนความเห็น ท่านก็ไม่ตกลงด้วย ดังนั้น ผมก็ขอความกรุณามีสมาชิกท่านเดินเข้ามา ท่านอย่าเพิ่งไปนะครับ เพราะว่ามีตัวเลขขึ้นมา ตอนนี้ ๓๑๗ ท่าน ตอนนี้ ๓๒๐ ท่าน ขาดอีก ๒๒ ท่าน ผมคงต้องรักษาคำพูดของผมไว้นะ ครับ ผมก็เห็นใจท่านที่นั่งรออยู่ ดังนั้นเมื่อมาถึงเวลานี้แล้วมีสมาชิกประชุมเพียง ๓๒๑ ท่าน🔗

กำหนดเวลา ที่ผมกำหนดไว้เวลา ๑๗.๔๕ นาฬิกาครบแล้ว ผมเห็นว่าที่ประชุมยังไม่ครบ ขอปิดประชุมครับ ดำเนินการประชุมต่อวันพรุ่งนี้ครับ สวัสดีครับ🔗

เลิกประชุมเวลา ๑๗.๔๖ นาฬิกา