unknown · · 149 lines

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๖๐๖ คน
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เรียนท่านสมาชิกครับ ขณะนี้มีสมาชิกรัฐสภาลงชื่อมาประชุมจำนวน ๓๔๕ ท่านแล้ว ครบองค์ประชุมนะครับ ผมขอเปิดประชุมเพื่อดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระนะครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม🔗

เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุมซึ่งไม่ปรากฏในระเบียบวาระนะครับ คือการประชุมใหญ่สามัญประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๕ ของหน่วยประจำชาติไทย ภายหลังเสร็จสิ้น การประชุมร่วมกันของรัฐสภา🔗

ด้วยประธานรัฐสภาในฐานะประธานหน่วยประจำชาติไทยในสหภาพรัฐสภา อินเตอร์-พาร์เลียเมนทารี ยูเนียน (Inter-Parliamentary Union) หรือไอพียู (IPU) หน่วยประจำชาติไทยในสหภาพสมาชิกรัฐสภา อาเซียน-แปซิฟิก พาร์เลียเมนทารีส์ ยูเนียน – เอพีพียู (Asian-Pacific Parliamentarians’ Union – APPU) และหน่วยประจำชาติไทย ในสมัชชารัฐสภาอาเซียน อาเซียน อินเตอร์-พาร์เลียเมนทารี แอสเซมบลี - ไอปา (ASEAN Inter-Parliamentary Assembly – AIPA) ได้มีคำสั่งให้นัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๕ ของหน่วยประจำชาติไทยในวันพุธที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๖๖ คือวันนี้นะครับ โดยเริ่มการประชุมภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ดังนั้นจึงขอเรียนเชิญ ท่านสมาชิกรัฐสภาในฐานะสมาชิกหน่วยประจำชาติไทยเข้าร่วมประชุมดังกล่าวด้วยนะครับ จึงขอเรียนแจ้งให้ที่ประชุมทราบครับ🔗

(ที่ประชุมรับทราบ)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว🔗

ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ....🔗

(ค้างการพิจารณามาจากการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ ๔ (สมัยสามัญ ประจำปีครั้งที่สอง) วันอังคารที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๖)🔗

ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่🔗

(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

จากการ ประชุมเมื่อวานนี้ที่ประชุมได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... โดยเริ่มต้นด้วยชื่อร่าง คำปรารภ แล้วเรียงตามลำดับมาตราจนถึงมาตรา ๗ โดยมี กรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคำแปรญัตติได้อภิปราย จากนั้น คณะกรรมาธิการได้ตอบชี้แจงจบแล้ว ภายหลังจากการตรวจสอบองค์ประชุมเพื่อลงมติ มาตรา ๗ ปรากฏว่ามีจำนวนสมาชิกแสดงตนไม่ครบองค์ประชุม ผมในฐานะประธาน ของที่ประชุมจึงได้สั่งปิดการประชุมเพื่อมาลงมติในวันนี้ ดังนั้นผมขอดำเนินการประชุม ต่อเลยนะครับ มาตรา ๗ คณะกรรมาธิการไม่มีการแก้ไข แต่เนื่องจากกรรมาธิการที่ขอ สงวนความเห็นและผู้แปรญัตติที่สงวนคำแปรญัตติยังติดใจคำชี้แจงของคณะกรรมาธิการ ดังนั้นผมจึงต้องขอมติจากที่ประชุม ก่อนที่จะลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ🔗

(ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอเชิญ ท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนนะครับ เสียบบัตรและกดปุ่ม แสดงตนครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอความ กรุณาท่านสมาชิกอาจจะอยู่ในห้องอาหารหรือว่ามีการประชุมอยู่ในคณะกรรมาธิการ ขอให้ สละเวลามานิดหนึ่งนะครับ สำหรับร่างมาตรา ๗ เพิ่ง ๒๗๔ ท่านเองนะครับ ลงชื่อ เข้าประชุมรู้สึก ๓๘๐ กว่าท่านแล้วนะครับ🔗

นายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

ขออนุญาตท่านประธานครับ ๓๑๔ วรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ แสดงตนครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ๓๑๔ บันทึกไว้ครับ ลงชื่อกันแล้วแต่คงยังติดภารกิจอะไรอยู่ ขอความกรุณาเข้ามาลงคะแนน สักครู่หนึ่งนะครับ แล้วก็จะมีการพิจารณามาตรา ๘ ต่อไป ขอความกรุณาเข้ามาก่อนนะครับ ขั้นตอนการตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ🔗

นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ขออนุญาตท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ🔗

นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ผม ส.ส. ๒๐๑ ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล แสดงตนครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

๒๐๑ นะครับ ขอบคุณครับ ตอนนี้ ๓๑๐ ท่านแล้วนะครับ เหลืออีกประมาณ ๓๐ ท่าน เหลืออีก ๒๐ ท่าน นะครับ🔗

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ รออีกนิดเดียวครับ ขาดเหลือแค่เลขหลักเดียวครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ คือถ้าผมกดออดไปก็ยังไม่ได้ยินเสียงใช่ไหมครับ ช่วยเรียนเข้าประชุมให้ครบองค์ เหลืออีก สัก ๑๐ ท่านแค่นั้นนะครับ แล้วก็เดี๋ยวไปมาตรา ๘ ก็ค่อยพักเพื่อดูว่าคงจะมีการอภิปราย พอสมควรนะครับ🔗

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธาน ที่เคารพครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ คุณครูครับ🔗

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ผม ครูมานิตย์ ผู้แทนจากเมืองสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จริง ๆ แล้วในห้องกรรมาธิการ ก็มีไม่มากหรอกครับ แต่ผมกราบเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกด้วยความเคารพจริง ๆ ว่า กฎหมายฉบับนี้ถ้าผ่านไปมันกระทบกับปัญหาครูทั้งประเทศในสาระในเนื้อหามัน มันก็เลย ทำให้ผู้แทนส่วนหนึ่งเขาไม่สบายใจ เขาก็เลยไม่แสดงตัว ผมไม่อยากเห็นสื่อมวลชน อยู่ข้างนอกก็ดี หรือประชาชนก็ดีมองว่าพวกเราที่นั่งอยู่ในสภาเราต้องรับผิดชอบร่วมกัน เขาหาว่าพวกเราขี้เกียจ จริง ๆ เราไม่ได้ขี้เกียจหรอกครับ ก็ผมบอกแล้วตั้งแต่วันแรก หลายคนก็ลุกขึ้นอภิปรายว่าถอนออกไปก่อน ไปดูในเนื้อหาสาระและให้มีส่วนร่วมมากกว่านี้ ไม่มีใครหรอกครับถ้าเป็นเรื่องที่ดีที่ไม่อยากให้ผ่านสภาแห่งนี้ ผมก็เลยกราบเรียน ท่านประธานเหนื่อยตั้งแต่มาตรานี้เลยครับ แล้วก็จะเหนื่อยไปเรื่อย ๆ แหละครับ แต่ที่ผมแสดงตัววันนี้ผมอยากปกป้องสถาบันของเรา อย่างน้อย ๆ สื่อก็ได้ทราบว่าทำไม มันเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมาอีกปีใหม่นี้ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของครูทั้งประเทศ แล้วพวกเรา ก็ต้องรับผิดชอบครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ คุณครูครับ ท่านพูดมาดีแล้ว ผมพูดไม่ได้ครับ🔗

นายปรีดา บุญเพลิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายปรีดา บุญเพลิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน การศึกษานำการเมือง ครูพัฒนาคน คนพัฒนาชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้เป็นวันที่ผมกังวลใจเพราะว่าร่างพระราชบัญญัติ การศึกษาฉบับนี้เป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาชาติ การศึกษาเท่านั้นที่จะส่งผลให้ ประเทศชาติเจริญก้าวหน้าต่อไปในอนาคต ถ้าพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่ได้รับการแก้ไข หรือแก้ไขที่ไม่เป็นระบบที่ถูกต้อง ไม่โปร่งใส ก็จะทำให้เกิดปัญหาในการพัฒนาชาติ ในอนาคต ก็กราบเรียนว่าวันนี้จะเดินต่อหรือจะไม่เดินต่อขึ้นอยู่กับประธานรัฐสภา ที่จะตัดสินใจ ผมไม่สบายใจ ที่จริงแล้วควรจะครบองค์ประชุมตั้งแต่กำหนดเวลาที่กำหนด การประชุมของเรา เพราะฉะนั้นเรียนฝากทุกท่านด้วยหัวใจ อยากจะเห็นการเดินหน้าของ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ไปในแนวทางที่โปร่งใสครับ ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ตอนนี้ทำได้ก็เพียงที่จะดูว่ามีการแก้ไขได้อย่างไร เพียงไร ขอทราบองค์ประชุมก่อนนะครับ ขอลงมติอันนี้ก่อนนะครับ แล้วเดี๋ยวท่านค่อยหารือนะครับ ขอทราบองค์ประชุมครับ ๓๔๗ บวก ๒ เป็น ๓๔๙ ครบองค์ประชุมนะครับ🔗

ผมขอ ดำเนินการให้จบมาตรานี้ก่อนนะครับ การขอมติมาตรา ๗ เนื่องด้วยมาตรา ๗ นี้ กรรมาธิการ ไม่มีการแก้ไข แต่มีกรรมาธิการสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติสงวนคำแปรญัตติ ผมจะต้อง ขอถามมติจากที่ประชุม สมาชิกท่านใดเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านใดเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่สงวนความเห็น และผู้แปรญัตติสงวนคำแปรญัตติ ขอให้ท่านกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านลงมติได้เลยครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายอิสรพงษ์ มากอำไพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชุมพร

ท่านประธานครับ ๙๘ เห็นด้วยครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

๙๘ เห็นด้วยนะครับ มี ๓๑๔ ๒๐๑ จะลงคะแนนไหมครับ มีท่านใดยังไม่ได้ลงมติไหมครับ ถ้าไม่มีผมขอปิดการลงคะแนน ขอทราบผลด้วยครับ🔗

พลเอก อู้ด เบื้องบน สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ขออนุญาตครับ ๖๗๖ พลเอก อู้ด เบื้องบน เห็นด้วยครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบันทึกไว้ ข้างนอกแล้วกันนะครับ เพราะว่าประกาศผลไปแล้วนะครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๔๖ เห็นด้วย กับกรรมาธิการ ๒๘๒ ไม่เห็นด้วย คือเห็นด้วยกับผู้แปรญัตติกับผู้สงวนความเห็น ๕๔ ท่าน งดออกเสียง ๗ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๓ ท่าน สำหรับท่าน พลเอก อู้ด ก็ถือว่าแสดงตน ไว้แล้วนะครับ แต่ว่าไม่ได้บันทึกไว้ในนี้นะครับ🔗

พลเอก อู้ด เบื้องบน สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ขออนุญาตท่านประธาน เมื่อสักครู่ผมแสดงตน แล้วก็พูดด้วยว่าเห็นด้วย🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

คราวนี้ มันช้าไปหน่อย ผลออกมาแล้วนะครับ🔗

พลเอก อู้ด เบื้องบน สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

พอบทท่านจะเร็วท่านก็ เร็วเลยนะครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไร ถือว่าท่านลงคะแนนแล้วครับ ทีนี้ผมก็จะขอให้ที่ประชุมที่จะหารือกับผมเมื่อสักครู่นี้ต่อได้ เชิญครับ🔗

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานครับ ผม สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตหารือท่านประธาน สักครู่ เกี่ยวกับเรื่ององค์ประชุมของที่ประชุมแห่งนี้ เมื่อวานสื่อมวลชนก็ออกข่าวมาเป็นภาพ ไม่ค่อยดีของรัฐสภาว่าสภาล่มนะครับ ผมกราบเรียนว่าพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ เป็นพระราชบัญญัติสำคัญ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลง และรอกันมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ จะมีความเห็นด้วย เห็นต่าง กรรมาธิการก็พิจารณาด้วยเสียงข้างมาก ข้างน้อย อยากเรียนวิงวอนยังพี่น้อง ร่วมรัฐสภาทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญนะครับ เราอาจจะใช้ เวลาวันนี้ไม่เสร็จ ก็อาจจะต่ออีกสัก ๒ ครั้งก็เสร็จ ผมคิดว่าพี่น้องประชาชน พี่น้องครูก็รออยู่ เช่นกัน เห็นด้วย เห็นต่าง เราโหวตแตกต่างกันได้ครับ เสียงข้างมาก ข้างน้อย แต่ผมก็เรียนว่า เมื่อวานทางวุฒิสภาก็อาจจะได้รับคำที่อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าวุฒิสภาอยู่น้อย ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าวันนี้เราก็มีองค์ประชุมที่วุฒิสภาเข้ามาร่วมนี่ ๑๘๘ คน เมื่อวาน ก่อนที่องค์ประชุมจะล่มวุฒิสภาอยู่มากถึง ๑๖๔ คนนะครับ เรายืนยันว่าสมาชิกวุฒิสภา อยู่ร่วมเป็นองค์ประชุมเพื่อขอให้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เดินหน้าไปได้ ก็ขออนุญาตว่า เท่าที่ผมตรวจรายชื่อสมาชิกหลายท่านอภิปราย สมาชิกหลายท่านอยู่ในห้องประชุม แต่ท่าน ไม่แสดงตน ผมคิดว่าอย่าให้ภาพนี้ออกไปเลยครับ อยากเห็นการร่วมทำกฎหมายฉบับนี้ เห็นด้วย เห็นต่างไม่ว่ากันครับ แต่ออกไปแล้วเป็นภาพที่ไม่งดงามว่าท่านไม่เห็นด้วยโดยการ ไม่แสดงตน ก็ขออนุญาตนำเรียนท่านประธานเพื่อให้เกิดความเข้าใจว่าถ้าเราร่วมกัน ทำกฎหมายจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนและครูทั่วประเทศ กราบขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ผมขอ ดำเนินการต่อเลยนะครับ เชิญเลขาธิการครับ🔗

นางสาวนภาภรณ์ ใจสัจจะ รองเลขาธิการรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน เลขาธิการรัฐสภา

มาตรา ๘ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

มาตรา ๘ ไม่มีการแก้ไข มีผู้ขอสงวนความเห็นที่เข้าชื่อไว้ถึง ๑๐ ท่านนะครับ ผมอยากจะเรียนว่า มาตรา ๘ จะมีกฎหมายตามมาด้วยมาตรา ๘/๑ ดังนั้นเพื่อประโยชน์ในการพิจารณา ผมจึงแยกประเด็นการพิจารณาและลงมตินะครับ ดังนั้นในชั้นแรกนี้จะพิจารณาแต่เฉพาะ มาตรา ๘ ซึ่งกรรมาธิการไม่มีการแก้ไข ขอให้ท่านทราบนะครับ ผู้แปรญัตติก็มี ๕ ท่าน ลงชื่อไว้ ๔ ท่าน ส่วนสมาชิกเนื่องจากกรรมาธิการไม่มีการแก้ไข ดังนั้นก็จะใช้สิทธิในการ อภิปรายไม่ได้ ขอเชิญตามลำดับนะครับ ท่านสุรพล นาควานิช ก่อนครับ🔗

นายสุรพล นาควานิช กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม สุรพล นาควานิช กรรมาธิการ ผู้ขอสงวนความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ในมาตรา ๘ โดยเสนอให้ตัดข้อความในวรรคสามและวรรคสี่ ออกทั้งหมด ท่านประธานครับ กระผมขออนุญาตอ่านข้อความในวรรคสามและวรรคสี่ ในร่างมาตรา ๘ ซึ่งคณะกรรมาธิการไม่มีการแก้ไขนะครับ ในวรรคสามมีความว่า ให้คณะกรรมการนโยบายกำหนดรายละเอียดในการจัดการศึกษา เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในแต่ละช่วงวัยตามวรรคหนึ่ง ให้เหมาะสมกับระดับอายุในช่วงวัยนั้น อันนี้ผมอ่านแล้วได้ความว่าคณะกรรมการนโยบายดังกล่าวนี้มีอำนาจมากในการกำหนด รายละเอียดต่าง ๆ ในการจัดการศึกษา คือกำหนดสเปก (Spec) เป้าหมายว่าจะให้นักเรียน มีลักษณะอย่างไร วัยนั้นมีลักษณะอย่างนั้น กำหนดสเปก (Spec) หลักสูตร กำหนดสเปก (Spec) กิจกรรม กำหนดสเปก (Spec) เกี่ยวกับวัสดุ สื่อ กำหนดสเปก (Spec) ได้ทุกเรื่อง นี่ความมันเป็นอย่างนั้น ผมจึงมีข้อสงสัยจึงให้ตัดออก🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขออนุญาตครับ ท่านใช้เวลาเกิน ๑ นาทีแล้ว🔗

นายสุรพล นาควานิช กรรมาธิการ

ผมขออีกนิดเดียวครับ เป็นหน้าที่ ของสถาบันการศึกษาซึ่งได้รับการรับรองวิชาชีพครูอยู่แล้ว และเป็นจริงตามนั้น แต่การที่ เขียนกฎหมายให้คณะกรรมการนโยบายซึ่งไม่ทราบว่าเป็นใคร เข้าไปแทรกแซง เข้าไป กำหนดรายละเอียดต่าง ๆ ผูกขาด ตัดตอนอย่างซ่อนเร้น ซึ่งผมเห็นว่าน่าจะไม่ชอบ อาจจะ เป็นการละเมิดสิทธิของผู้เรียน ก้าวก่ายหน้าที่ของผู้ปกครอง ไม่เคารพต่อวิชาชีพครู ครอบงำ สถาบันการศึกษาซึ่งเป็นหน้าที่จัดการศึกษาของชาติโดยตรง กระผมเห็นว่าความในวรรคสาม และวรรคสี่ดังกล่าวนี้🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านสรุปได้ แล้วนะครับ🔗

นายสุรพล นาควานิช กรรมาธิการ

น่าจะไม่ชอบ จึงขอให้ตัดออก ทั้งหมด ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ผมอยาก จะเรียนสำหรับท่านที่จะอภิปรายต่อไป คือว่ากำหนดเวลาสำคัญมาก เพราะว่ามีหลายท่าน ใช้สิทธิเต็มที่ ดังนั้นถ้าไปช้าหรือว่าไปมากกว่าที่กำหนดไว้ กฎหมายฉบับนี้ก็คงจะเสร็จ ลำบาก ก็เรียนไว้แค่นี้นะครับ ต่อไปเชิญท่านที่เข้าชื่อไว้ ท่านเสน่ห์ ขาวโต และตามด้วย ท่านวีรบูล เสมาทอง นะครับ เชิญครับ🔗

นายเสน่ห์ ขาวโต กรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม เสน่ห์ ขาวโต กรรมาธิการเสียงข้างน้อย คราวนี้ในมาตรา ๘ เป็นมาตราที่สำคัญ เป็นมาตราที่ กำหนดเป้าหมายของการจัดการศึกษา คราวนี้ในการกำหนดเป้าหมายของการจัดการศึกษา เท่าที่ผู้ร่างที่ร่างไว้นั้น มันจะมีประเด็นที่สำคัญอยู่ ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ ก็คือส่วนที่การกำหนด เป็นช่วงวัย และส่วนที่ ๒ คือเป็นส่วนเนื้อหาที่กำหนดเป้าหมาย เจ้าหน้าที่ของสไลด์ (Slide) ที่เปรียบเทียบช่วงวัยด้วยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
นายเสน่ห์ ขาวโต กรรมาธิการ

ซึ่งตามปกติแล้วการกำหนดเป้าหมาย ของการจัดการศึกษานั้นได้กำหนดไว้ในหลักสูตรแต่ละระดับชั้นอยู่แล้ว ขอเจ้าหน้าที่ได้เปิด แผนภูมิที่ส่งให้ไปแล้วนะครับ เจ้าหน้าที่ขออนุญาตด้วยครับ ในช่วงที่เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้ ปรับเปลี่ยนก็ขอได้นำเรียนเสนอต่อไปว่าการกำหนดเป็นช่วงวัยซึ่งเปรียบเทียบให้เห็นว่า ช่วงวัยที่กำหนดในมาตรา ๘ กับที่ทางหลักสูตรของการจัดการศึกษาที่กำหนดไว้แล้ว ถ้าเปรียบเทียบกันมันยังไม่มีอะไรที่แตกต่างไปจากเดิมเลย เพียงแต่ว่าเขียนไปกำหนดเป็น ช่วงวัยเท่านั้นเอง คราวนี้เมื่อกำหนดเป็นช่วงวัยลักษณะเช่นนี้มันมีผลต่อการจัดการศึกษา ของผู้ปฏิบัติอย่างไร แล้วก็เมื่อจัดการกำหนดเป็นอย่างนี้แล้วมันมีผลดีที่เกิดขึ้นต่อ การจัดการศึกษาในภาพรวมหรือเปล่า ซึ่งก็ไม่มีใครตอบได้ว่าเมื่อกำหนดเช่นนี้แล้วมันจะเกิด การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น แต่ถ้าหากว่ากำหนดเป็นเช่นนี้แล้วมันมีผลกระทบ ผลกระทบอย่างใหญ่เลยก็คืออันที่ ๑ กระทบเรื่องของหลักสูตร เพราะหลักสูตรต้องปรับหมดเลย เพราะหลักสูตรในขณะนี้จะเป็น หลักสูตรปฐมวัย หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือหลักสูตรอาชีวศึกษา หรือหลักสูตร อุดมศึกษาก็ตาม กำหนดเป็นระดับชั้น ระดับการศึกษา เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเปลี่ยนไป อย่างนี้หลักสูตรก็ต้องปรับเปลี่ยน เมื่อหลักสูตรปรับเปลี่ยนแล้วมาตรฐานตัวชี้วัดต่าง ๆ รวมถึงการวัดผล ประเมินผลก็ต้องปรับเปลี่ยนหมด แล้วเราจะปรับเปลี่ยนอย่างนี้โดยที่ มันไม่มีผลในทางที่จะดีขึ้นเลย จะต้องปรับเปลี่ยนเป็นช่วงวัยอย่างนี้หรือเปล่า ก็ฝากให้ ทุกท่านได้ช่วยคิด ช่วยดู เพราะฉะนั้นผมเสนอว่าก็กลับไปใช้แบบเดิมนั่นแหละ กำหนดเป็น ระดับการจัดการศึกษา ซึ่งก็มีกำหนดอายุอยู่แล้ว ซึ่งไม่ต้องไปทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หรือไม่ต้องมีผลกระทบต่อผู้ปฏิบัติ ส่วนเป้าหมาย เป้าหมายที่อยู่ในเนื้อหาสาระที่เขียนอยู่ ในแต่ละช่วงวัยของมาตรา ๘ นั้นก็ไม่ได้มีสิ่งใหม่ที่จะกำหนดไว้เลย เป็นสิ่งพื้น ๆ ที่กำหนดไว้ ผมขออนุญาตนำเสนอว่าที่แก้ไขอยู่ในมาตรา ๘ ที่ผมนำเสนอนั้น มีสิ่งที่เป็นสาระสำคัญอยู่ ๓ ประเด็น ประเด็นที่ ๑ คือเรื่องของกระบวนการคิด เพราะเด็กทุกระดับชั้นต้องเริ่มจาก กระบวนการคิดก่อน เป้าหมายต้องกำหนดกระบวนการคิดให้กับผู้เรียนให้ได้ก่อน และประเด็นที่ ๒ ที่มองไปถึงความก้าวหน้าในอนาคตคือเรื่องของนวัตกรรมและเทคโนโลยี นวัตกรรมและเทคโนโลยีนั้นแน่นอนเหลือเกินว่าในปัจจุบันนี้หรืออนาคตก็ตาม เราต้องคิดถึง แล้วเราต้องยอมรับในสิ่งต่าง ๆ ที่มันเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะเช่นนั้น เพราะฉะนั้นก็เลย กำหนดไว้ในทุกระดับการศึกษาว่าสิ่งที่เป็นสาระสำคัญ อันที่ ๑ คือเรื่องของกระบวนการคิด ต้องเกิด เรื่องที่ ๒ คือต้องเกิดนวัตกรรมในแต่ละระดับการจัดการศึกษา และอันที่ ๓ ก็คือ ต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย แล้วประกอบกับเรื่องของการสื่อสาร ภาษาเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะฉะนั้นในสิ่งต่าง ๆ ที่ได้นำเสนอนั้นทุกระดับการจัดการศึกษาจะมีสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ปรากฏอยู่ ส่วนความเข้มข้นในแต่ละระดับมากน้อยนั้นแตกต่างกัน และนอกจากนั้น ในวรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ วรรคห้าก็ตัดออกไป เพราะอันนี้เป็นเรื่องของเป้าหมาย กำหนดในส่วนกว้าง ๆ ไว้ครับ ขอบคุณมากครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านวีรบูล เสมาทอง แล้วตามด้วยท่านขจิตร ชัยนิคม ครับ🔗

นายวีรบูล เสมาทอง กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพอย่างสูง ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่านครับ กระผม วีรบูล เสมาทอง กรรมาธิการเสียงข้างน้อย จากที่กรรมาธิการ ๒ ท่านได้อภิปรายไปแล้ว ซึ่งผมเอง อยู่ในคณะทำงานที่มีความเห็นให้มีการแก้ไข โดยเฉพาะในเรื่องของมาตรา ๘ ด้วยเหตุผล หลายประการ แต่โดยสรุปแล้วในเมื่อกรรมาธิการเสียงข้างมากมีมติให้ยืนก็คือไม่แก้ไข ร่างของรัฐบาล ก็ไม่เป็นอะไรครับ ผมเองได้สงวนความเห็นด้วยมีความเห็นที่แตกต่างจากที่ เป็นครูมา ๔๐ กว่าปี จะเห็นว่าถ้าการจัดหลักสูตรให้แก่ผู้เรียน โดยกำหนดเป็นช่วงวัย ทั้ง ๗ ช่วงวัยนั้นก็จะเกิดความยุ่งยากในอนาคตแน่นอน การกำหนดเป้าหมายในการพัฒนา สมรรถนะผู้เรียนในแต่ละช่วงวัยนั้นถ้าไม่มีการแก้ไข ในความคิดเห็นของครูซึ่งส่วนใหญ่นั้นมีความเห็นตรงกันว่าจะเป็นการบอนไซ (Bonsai) นักเรียนหรือบอนไซ (Bonsai) เด็กไม่ให้เขานั้นได้เติบโต พัฒนาเต็มที่ตามศักยภาพ ซึ่งวันนี้ เป็นยุคโลกแห่งการเรียนรู้ไร้พรมแดน สังคมดิจิทัล (Digital) เด็กสามารถที่จะเข้าถึง แหล่งข้อมูลได้จากปลายนิ้ว นี่คือเหตุผลว่าทำไมผมถึงสงวนความเห็นขอให้มีการแก้ไข เพราะฉะนั้นในส่วนที่มีความเห็นต่างซึ่งไม่ได้แตกต่างจากกรรมาธิการเสียงข้างน้อย หลายท่าน แต่ว่าก็คงไม่ขอแก้ไขอะไรมากมาย ขอเสนอดังนี้ ขอให้มีการแก้ไขในส่วนของ ผมเองในวรรคสอง ขออนุญาตอ่านนะครับ การจัดการศึกษาเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ตามวรรคหนึ่ง ให้คำนึงถึงพัฒนาการของร่างกายและจิตใจของผู้เรียนตามระดับช่วงวัย โดยเฉพาะในช่วงวัยที่ ๔ ให้เริ่มเน้นความรู้ทางวิชาการ ขอให้ตัดคำว่า หรือ และให้เพิ่มคำว่า ควบคู่กับทักษะเฉพาะทาง ตามความสนใจหรือตามความถนัดของตนในช่วงหลังจาก อายุ ๘ ปี เป็นต้นไป นี่คือสิ่งที่กระผมได้สงวนความเห็นแล้วก็ขอให้มีการแก้ไข ขอบคุณมากครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านขจิตร ชัยนิคม และตามด้วย รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ🔗

(นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (อุดรราชธานี) ไม่อยู่ ในที่ประชุม)🔗

ท่านขจิตร ไม่อยู่ในห้องนะครับ เชิญรองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ ก่อนครับ🔗

รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม สุรวาท ทองบุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้สงวนความเห็นในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยไว้สำหรับ มาตรา ๘ ที่ผมไม่เห็นด้วยกับการบัญญัติไว้เช่นนั้น ฝ่ายโสตขอภาพด้วยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ เหตุผล สำคัญที่ผมสงวนไว้ตรงนี้ก็คือว่าเป้าหมายของการศึกษาที่จะระบุไว้ในกฎหมายระดับชาติ ควรเป็นเป้าหมายสุดท้าย เป้าหมายเดียวกันทุกระดับชั้น ทุกประเภทของการศึกษา ไม่ใช่ ลงรายละเอียดยิบย่อย ซึ่งรายละเอียดเหล่านั้นด้วยสภาวะของโลกวันนี้เรียกว่าเป็น โลกยุควูกาเวิล์ด (VUCA World) ที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ไม่มีอะไรแน่นอน ซับซ้อนและหาข้อยุติ ยังไม่ได้ จะมากำหนดไว้เป็นกฎหมาย กฎหมายนี้ก็คือกำหนดไว้ให้ทำกับห้ามให้ทำ ถ้าไม่ทำ ก็แปลว่าผิดกฎหมาย ในมาตรา ๘ นี้ยากที่จะเป็นเช่นนั้นที่จะทำได้ในเชิงปฏิบัติ และที่สำคัญ ที่ผมไม่เห็นด้วยคือมันผิดหลักการหลาย ๆ เรื่อง ผิดหลักการความแตกต่างระหว่างบุคคล ผิดหลักการในเรื่องของการจำกัดสิทธิในการที่จะเรียนรู้ และที่สำคัญคือเนื้อหารายละเอียด สมรรถนะที่อยู่ในนี้ ลำดับขั้นตอนพัฒนาการยังไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม ยังสับสนอยู่ เป็นเพียงความคิดเห็นในเชิงวิชาการ เป็นข้อค้นพบของงานวิจัยบางฉบับเท่านั้น ซึ่งไม่มี ข้อยุติที่จะมาลงรายละเอียดถึงขนาดนี้ และที่สำคัญความหมายของแนวโน้มทิศทาง การจัดการศึกษาของโลกวันนี้คือเรียกว่าเน้นสมรรถนะหรือคอมพีเทนซี เบสด์ เลิร์นนิง (Competency-Based Learning) คอมพีเทนซี (Competency) ขออนุญาตท่านประธานที่ใช้ภาษาอังกฤษ หรือสมรรถนะนั้น จะประกอบไปด้วยความรู้ในเรื่องนั้น แล้วก็ทักษะในการปฏิบัติเรื่องนั้น แล้วก็ทัศนคติ หรือเจตนคติที่ดีต่อเรื่องนั้น หรือโนว์เลดจ์ สกิล (knowledge skill) และแอตทิจูด (Attitude) ในเรื่องนั้น ทุกวันนี้เขาจะไม่ถามว่าใครเรียนช่วงวัยไหน ช่วงชั้นไหน จบอะไรมา เขาจะถามว่า คุณทำอะไรได้หรือมีสมรรถนะอะไร นั่นก็คือคุณรู้อะไร ทำอะไรได้ และคุณรักกับการที่จะทำ เรื่องนั้นหรือไม่ แต่ว่าอันนี้มากำหนดไว้ แล้วต่อไปนี้เราจะถามกันว่าคุณจบช่วงวัยไหน อายุ ๗๐ ปี จบช่วงวัยที่ ๒ ที่ ๓ มันไม่สื่อความหมายว่าเขาจะจบอะไรในเชิงคุณวุฒิ และที่สำคัญคือมันไม่ครบถ้วน ไม่เพียงพอ มันไม่ตอบโจทย์ของประเทศที่ต้องการให้เป็น ประเทศที่เจริญก้าวหน้า มีขีดความสามารถในการแข่งขันกันนานาชาติ ไม่ติดหล่ม ในประเทศที่มีรายได้ปานกลางตลอดกาลอย่างนี้ ยากมากที่จะนำไปสู่การทำหลักสูตร ไม่ว่า จะเป็นระดับชาติหรือระดับสถานศึกษา และที่สำคัญไปกำหนดให้คณะกรรมการนโยบาย ผมอยากให้สมาชิกรัฐสภา ส.ส. ส.ว. ไปดูคณะกรรมการนโยบายคือใคร เป็นคนที่มากำหนด โพลิซี (Policy) หรือนโยบายหรือจะเป็นเทคนิคเชียน (Technician) กันแน่ จะมากำหนด รายละเอียดได้อย่างไรไปดูนะครับ อันนี้ผมอยากให้ดูตัวอย่างนี่คือร่างที่ร่างมา บอกว่าเป็น ช่วงวัยที่ ๑ แรกเกิดอายุเท่านี้ เท่านั้น จนถึงช่วงวัยที่ ๗ ผมไปดูในสาระที่เขียนในแต่ละช่วงวัย เว้า ๆ แหว่ง ๆ ทั้ง ๗ ช่วงชั้น ไม่รู้โดเมน (Domain) หรือก้อนสมรรถนะคืออะไร ผมลองแบ่งดู ด้านร่างกายก็เห็นแค่นี้อย่างนี้ ผมไปดูเรื่องอารมณ์ อารมณ์นี่ยิ่งชัด ๑ ปี บอกว่าการพัฒนา ทางอารมณ์อายุ ๑ ปี แต่พอมาถึง ๖ ปี บอกควบคุมอารมณ์ได้ มาอีกที ๑๒ ปี ๑๕ ปี รู้จัก ควบคุมอารมณ์ คิดดูครับ ลำดับซีเควนซ์ (Sequences) ซีรีส์ (Series) อะไรทั้งหลาย มันสับสนวุ่นวายแล้วก็เหมือนกับแบ่งงานกันทำ ด้านอาชีพท่านดูนะครับ เวลาน้อยเหลือเกิน รายละเอียด ภาษาต่างประเทศจำกัดอย่างไร ๖ ปี โรงเรียนผมอยากให้เขาใช้ภาษาอังกฤษ ในชีวิตประจำวันได้แล้ว ตั้งแต่เกิดถึง ๖ ปี เราใช้ภาษาต่างประเทศได้ อันนี้ก็มากำหนด จำกัดสิทธิว่าคุณจะได้ใช้ตั้งแต่ ๖ ปีไป อันนี้คือเหตุผล เรื่องวิทยาศาสตร์ยิ่งชัด เราแลไม่เห็น เลยว่าตรงไหนเราจะไปสู้กับเขาได้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีในช่วงที่ ๖ ที่ ๗ ก็แทบไม่มี เรื่องคุณลักษณะที่ดีเยอะเหลือเกิน ยอมรับนะครับ แต่ว่าก็ เว้า ๆ แหว่ง ๆ ช่วงที่ ๖ ก็ไม่พูดถึง เรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงก็ให้อยู่แค่ ๒ ชั้นนี้ ชั้นอื่นไปไหนก็ไม่รู้ เหมือนแบ่งงานกันทำ ใครคิดอะไรได้ก็มาแปะ ๆ ในมาตรา ๘ นี้ มันไม่มีความสมบูรณ์ ทีนี้สิ่งที่ผมเสนอก็คือว่า เราไม่ควรไปจำกัดว่าคอมพีเทนซี (Competency) หมายความว่าใครอายุเท่าไรก็ตาม สามารถทำอะไรได้ เขาก็สามารถที่จะเทียบว่าเขามีคุณวุฒิอะไร มาตรา ๘ นี้คือคุณวุฒิ จัดการศึกษาเพื่อให้ได้คุณวุฒิ ต่อไปนี้จบอะไร จะมีคำตอบว่าจบช่วงวัยนั้นช่วงวัยนี้ ซึ่งไม่สื่อ แล้วผมอายุ ๗๐ ปี แล้วผมมีความรู้ประถมศึกษาก็บอกว่ามีเป็นช่วงวัย ๓ ขวบ ๖ ขวบ อย่างนั้นไม่สื่อความหมาย เราก็เลยเสนออย่างนี้ว่าในมาตรา ๘ นี้ให้กำหนดช่วงชั้น แล้วก็ ให้ชื่อว่าการศึกษาประถมวัยช่วงชั้นที่ ๑ ช่วงชั้นที่ ๒ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้นที่ ๓ การศึกษาเพื่อชีวิตและอาชีพขั้นต้นที่เขาจะไปประกอบอาชีพได้ ช่วงที่ ๔ จึงเป็นอุดมศึกษา หรือทักษะอาชีพชั้นสูง และรายละเอียดอะไรทั้งหลายนั้นอย่างที่ผมเรียนมันเปลี่ยนแปลงเร็ว อันนี้จะเขียนไว้กฎหมายการศึกษาแห่งชาติฉบับก่อน ๒๔ ปี ถึงมาแก้วันนี้ และอันนี้เราจะ กำหนดไว้ให้แข็งทื่อ ตายตัว บอนไซ (Bonsai) จำกัดสิทธิเสรีภาพ อิสระของสถานศึกษา จะมีได้อย่างไร เพราะท่านมาบอกว่าอายุเท่านี้ต้องสอนอย่างนั้นอย่างนี้ ต่อไปนี้ก็จะเกิด การฟ้องร้องกันของเด็กจะบอกว่าครูสอนเกิน ครูไม่สอนตามกฎหมายนี้ก็ได้ และที่สำคัญเรากำหนดให้กระทรวงศึกษาธิการเท่านั้นที่เป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ ความสามารถในเรื่องพวกนี้กำหนดรายละเอียด ไม่ใช่ให้คณะกรรมการนโยบาย เรื่องเวลา ที่จะเรียนก็ยืดหยุ่นได้ตามช่วงชั้นต่าง ๆ ว่าอะไร และมีการเปลี่ยนแปลงก็แก้ไขได้ทันที แต่ถ้าท่านมาเขียนไว้ในกฎหมายนี้แล้วให้คณะกรรมการนโยบาย เมื่อไรจะแก้ได้ในกฎหมาย เพราะหลักสูตรนี้ผมทำหลักสูตรมาตลอดชีวิต ๓๐-๔๐ ปี🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

สรุปได้แล้ว นะครับ🔗

รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ กรรมาธิการ

หลักสูตรนี้มันอยู่ได้แค่ ๓-๔ ปี ก็ล้าสมัยแล้วครับ เรื่องที่ท่านจะมาบอกว่าวัยโน้นวัยนี้ เรียนเรื่องนั้นเรื่องนี้ แล้วเว้า ๆ แหว่ง ๆ ไม่ได้ตอบโจทย์ของชาติมันก็จะแก้ไขไม่ได้โดยทันท่วงที ถ้าให้ กระทรวงศึกษาธิการแล้วก็ทำไม่ต้องมาผ่านรัฐสภาแห่งนี้ก็สามารถแก้ได้ ผมจึงขอสงวน ความเห็นว่ามาตรา ๘ ควรจะเป็นดังที่ผมนำเรียนครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไปเชิญ ท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ ตามด้วยนางสาวกุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ🔗

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ กรรมาธิการ

เรียนประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ ในฐานะกรรมาธิการผู้สงวนความเห็น จะขออภิปรายให้สมาชิกรัฐสภานั้น พิจารณาทบทวนแก้ไขมาตรา ๘ ของร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ท่านประธานครับ ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... นั้น มีความยาวทั้งหมด ๑๑๐ มาตรา แต่หากจะมี สักมาตราหนึ่งที่ท่านอ่านแล้วท่านจะเข้าใจได้ทันทีถึงทั้งแก่นความคิดและทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ยังคงเป็นปัญหาอยู่ของร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ ผมอยากจะชวนท่านอ่าน มาตรา ๘ ครับ มาตรา ๘ เป็นมาตราที่พยายามจะกำหนดเป้าหมายของการจัดการศึกษา ในแต่ละช่วงวัย โดยการไล่ระบุเป็นข้อ ๆ อย่างละเอียดยิบเลยว่าเด็กอายุเท่าไร จะต้องมี คุณสมบัติอะไรบ้าง ผมลองนับแล้วรวมกันกว่า ๑๐๗ คุณสมบัติ ท่านประธานครับ การที่ ผมบอกว่ามาตรา ๘ มีปัญหานั้นไม่ได้หมายความว่าผมไม่เห็นด้วยกับการตั้งเป้าหมายให้กับ ระบบการศึกษาของเรา เพียงแต่ผมเกรงว่าการตั้งเป้าหมายการศึกษาแบบที่มาตรา ๘ กำลังทำอยู่นั้นจะมี ๓ ปัญหาที่เสี่ยงจะฉุดรั้งให้การศึกษาไทยนั้นหยุดอยู่กับที่หรือว่าถอยหลัง กว่าเดิม ปัญหาที่ ๑ คือมาตรา ๘ นั้นกำลังตั้งเป้าหมายทางการศึกษาที่ไม่มีความยืดหยุ่น หรือคล่องตัวเพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ผมพูดเสมอว่าอนาคตการศึกษานั้นต้องอยู่ บนพื้นฐานของการศึกษาอนาคต และในเมื่อโลกแห่งอนาคตก็กำลังจะเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น หมุนเร็วขึ้น อนาคตเราก็จะคาดการณ์ได้ยากขึ้น เป้าหมายของการศึกษานั้นก็ยิ่งต้องมีความ ยืดหยุ่นมากกว่าในอดีต แต่มาตรา ๘ ฉบับปัจจุบันกลับไปล็อกเป้าหมายของผู้เรียนไว้ อย่างละเอียดยิบ นั่นหมายความว่าอะไรครับ นั่นหมายความว่าถึงแม้จะมีใครสักคนหนึ่ง ในสภาแห่งที่มีความเชื่อจริง ๆ ว่าทั้ง ๑๐๐ กว่าคุณสมบัตินั้น เป็นคุณสมบัติที่สำคัญสำหรับ วันนี้ แต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าคุณสมบัติเหล่านี้นั้นจะยังมีความสำคัญอยู่ในอีก ๕ ปี ๑๐ ปี หรือ ๒๐ ปีข้างหน้า ถ้าจะพูดให้เห็นภาพเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วเราอาจจะคิดว่าเป้าหมายหลัก ของการศึกษาคือการถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้เรียน แต่พอตัดภาพมาที่โลกปัจจุบัน ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างมหาศาลผ่านช่องทางออนไลน์ (Online) เป้าหมายที่สำคัญกว่ามันอาจจะไม่ใช่การอัดฉีดความรู้ เป็นการพัฒนาทักษะ อย่างเช่น การคิดวิเคราะห์ชุดข้อมูลที่แตกต่างหลากหลาย เมื่อโลกเปลี่ยนเป้าหมายก็ต้องปรับตามได้ และแม้วรรคสุดท้ายของมาตรา ๘ นี้ จะมีการเปิดช่องให้คณะกรรมการนโยบายและ ครม. นั้น สามารถปรับปรุงเป้าหมายได้ในกรณีที่มีความจำเป็น แต่ก็มีความคลุมเครืออยู่ดีว่าเราจะ สามารถทบทวนเป้าหมายเหล่านี้ได้จริงแค่ไหน อย่างไร ปัญหาที่ ๒ คือมาตรา ๘ นั้นกำลัง ตั้งเป้าหมายการศึกษาที่มีความเป็นนามธรรมสูงและไม่สามารถวัดผลได้จริง แม้เราอาจจะ เห็นต่างกันว่า ๑๐๐ กว่าคุณสมบัตินั้นเป็นสิ่งที่สำคัญหรือไม่สำคัญแค่ไหน แต่สิ่งที่ผมหวังว่า เราสามารถเห็นตรงกันได้ก็คือว่าเป้าหมายที่เราตั้งนั้นควรจะต้องวัดผลได้จริง ถ้าเราไปไล่ดู ๑๐๐ กว่าข้อในมาตรา ๘ เราจะค้นพบว่าบางข้อนั้นอาจจะไม่เป็นเช่นนั้น ผมยกเพียง ๑ ตัวอย่าง มาตรา ๘ (๕) ที่มีการกำหนดว่าเด็กอายุ ๖-๑๒ ปี จะต้องซาบซึ้งในความงาม ของศิลปะและธรรมชาติ ผมเข้าใจว่าผู้ร่างคงมีเจตนาที่ดีที่อยากจะเห็นเด็กนั้นได้สัมผัส กับงานศิลปะที่แตกต่างหลากหลาย แต่การมาวัดว่าคุณซาบซึ้งในความงามของศิลปะแค่ไหน คงเป็นสิ่งที่ทำได้ยากและถึงทำได้ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะก่อประโยชน์ขนาดไหน ดังนั้นคุณสมบัติ อะไรก็ตามในมาตรา ๘ ที่วัดผลไม่ได้ก็ไม่ควรจะถูกกำหนดเป็นเป้าหมาย เพราะจะสร้าง ภาระอย่างมหาศาลในเชิงปฏิบัติและสุ่มเสี่ยงที่จะถูกตีความอย่างไม่ตรงกัน ปัญหาสุดท้ายปัญหาที่ ๓ คือมาตรา ๘ นั้นกำลังตั้งเป้าหมายการศึกษาที่ไม่คำนึงถึง ความหลากหลายของผู้เรียนอย่างจริงจัง ในเมื่อเด็กแต่ละคนก็มีระยะเวลาในการพัฒนา ทักษะด้านต่าง ๆ ที่แตกต่างกันออกไป การตั้งเป้าหมายที่ไปกำหนดตายตัวว่าเด็กอายุเท่านี้ จะต้องเป็นแบบนี้ จึงมีความเสี่ยงมากที่จะทำให้เด็กบางคนนั้นถูกตีตราอย่างไม่เป็นธรรมว่า ไม่สามารถพัฒนาทักษะได้ตามเป้าหมาย ซึ่งแน่นอนในมุมหนึ่งก็ส่งผลไม่ดีต่อสภาพจิตใจ และความมั่นใจของผู้เรียน และอีกมุมหนึ่งก็สวนทางกับแนวคิดแบบเพอร์ซันนัลไลซ์ เลิร์นนิง (Personalized Learning) หรือการเรียนรู้เฉพาะบุคคลที่นักการศึกษาหลายคนนั้นอยากจะเห็น เปรียบเสมือนกับการตัดเสื้อที่ให้รูปแบบนั้นเหมาะสมกับเด็กที่มีความถนัดและความสนใจ ที่แตกต่างกันออกไป ความจริงแล้วการที่มาตรา ๘ มาล็อกสเปก (Spec) ว่าเด็กทุกคน ในวัยเดียวกันจะต้องเป็นเหมือนกันหมด ก็สะท้อนให้เราเห็นถึงปัญหาของการศึกษา ในภาพรวมที่มักจะมองข้ามความหลากหลายของผู้เรียนมาโดยตลอด จะมีความชอบ แบบไหนก็ต้องตัดผมทรงเดียวกัน จะถนัดหรือสนใจวิชาอะไรก็ต้องเรียนวิชาเหมือนกันหมด จะมีความคิดเห็นแบบไหนก็ต้องเจอข้อสอบที่บีบให้ให้คำตอบแบบเดียวกัน ท่านประธานครับ เพื่อจะหาทางออกให้กับ ๓ ปัญหาดังกล่าวที่ผมได้พูดไว้ ผมเลยจะขอเสนอให้สมาชิกรัฐสภานั้น พิจารณาทบทวนแก้ไขมาตรา ๘ โดยการปรับเป้าหมายของผู้เรียนจากการแบ่งตามช่วงวัย มาเป็นการแบ่งตามช่วงชั้น อย่างเช่น ปฐมวัย ประถมศึกษาหรือมัธยมศึกษา ควบคู่กับ การโยกเรื่องรายละเอียดของเป้าหมายทั้งหมดออกจาก พ.ร.บ. การศึกษาและไปอยู่ในแผน ระดับอื่นที่ปรับเปลี่ยนได้อย่างคล่องตัวกว่า ผมทิ้งท้ายด้วยการยืนยันว่าข้อเสนอนี้ไม่เพียงแต่ สอดคล้องกับ พ.ร.บ. การศึกษาของหลายประเทศทั่วโลกที่มีระบบการศึกษาที่เป็นที่ยอมรับ ในระดับสากล แต่ผมเชื่อว่าข้อเสนอนี้ยังคงเป็นหมุดหมายที่สำคัญในการพลิกมุมมอง และทัศนคติของรัฐที่มีต่อการศึกษา พลิกจากมุมมองแบบอำนาจนิยมของโลกแห่งอดีต ที่มักจะมองว่าการศึกษาที่ดีนั้นคือการไปไล่สั่งเด็กว่าจะต้องเป็นแบบนี้ เป็นแบบนั้น มาเป็น มุมมองแบบเสรีนิยมของโลกแห่งอนาคตที่มองว่าการศึกษาที่ดีนั้นคือการสร้างพื้นที่ปลอดภัย ให้เด็กได้เรียนรู้และมีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก และโอบรับความหลากหลายแตกต่างของผู้เรียนทุกคนครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเป็น นางสาวกุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ แล้วตามด้วยท่านไตรรงค์ ติธรรม เชิญครับ🔗

นางสาวกุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานรัฐสภา กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ ในฐานะกรรมาธิการ ปัญหาของมาตรา ๘ มีหลากหลายประเด็น แล้วก็เป็นเรื่องที่พวกเราหลายคนในกรรมาธิการเห็นตรงกันว่านอกจากจะล็อกสเปก (Spec) แล้วยังมอบอำนาจให้กับคณะกรรมการนโยบายที่เราไม่แน่ใจเลยว่ามีที่มาที่ยึดโยงกับ ประชาชนมากเพียงใด อย่างนี้ค่ะ กฎหมายที่เรากำลังร่างกันอยู่นี้มีสภาพบังคับ ถ้าเราย้อน ไปดูพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ เมื่อเทียบกับร่างปัจจุบันที่เรากำลัง พิจารณาอยู่นี้เราจะพบว่ามีความยาวแตกต่างกันถึง ๑๙ หน้ากระดาษ แล้วถ้าเราพิจารณา ลึกลงไปเราจะพบว่ามีคำว่า ต้อง เพิ่มขึ้นมาอีกเป็นจำนวนมากจาก ๔๔ ครั้ง เป็น ๑๓๐ ครั้ง นี่แสดงว่าเรากำลังร่างกฎหมายที่มีสภาพบังคับโดยละเอียดเป็นปริมาณที่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก และรายละเอียดที่ว่าอยู่ในมาตราที่เรากำลังพิจารณาอยู่นี้มาตรา ๘ มาตรา ๘ มีรายละเอียด ที่เป็นปัญหาและจะไม่ได้ส่งผลเฉพาะปัญหาที่เกิดขึ้นต่อผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา แต่แน่นอนว่าปัญหาเหล่านี้จะส่งผลตรงไปยังคุณภาพการศึกษา และผู้เรียนอย่างแน่นอน ปัญหา ๓ ข้อที่ดิฉันกำลังจะกล่าวถึงเป็นปัญหาในการร่างมาตรา ๘🔗

ปัญหาแรก มาตรา ๘ เป็นมาตราที่มีความนามธรรมสูงมาก ความนามธรรม ในมาตรา ๘ ยกตัวอย่างโดยละเอียดแล้ว ถ้าท่านไล่ดูรายละเอียดที่ถูกบันทึกไว้ ที่ถูกร่าง เอาไว้จะพบว่ามีการระบุถึงความรู้สึกเชิงนามธรรม ยกตัวอย่างเช่นความภูมิใจ ยกตัวอย่างเช่นการตระหนักถึงความสำคัญ ทั้ง ๒ เรื่องนี้ แปรเป็นการปฏิบัติในห้องเรียนได้ยากมาก ไม่สามารถวัดประเมินได้ในทางปฏิบัติ ที่สำคัญ ที่สุดใช้ดุลยพินิจของผู้ที่ปฏิบัติงาน ผู้ที่ตีความกฎหมายสูงมาก ถ้าให้ยกตัวอย่างทฤษฎี ทางการศึกษาความภาคภูมิใจวัดไม่ได้ แต่ความเข้าใจที่เป็นทักษะคิดสามารถวัดได้ แต่กลับ ไม่ได้ถูกระบุเอาไว้ตามทฤษฎีทางการศึกษาในร่างกฎหมายฉบับนี้ ความนามธรรมอื่น ๆ ของร่างกฎหมายฉบับนี้ยังกล่าวถึงความสมบูรณ์ที่ดิฉันไม่แน่ใจว่าความสมบูรณ์ของมาตรา ๘ หมายถึงอะไร นี่แสดงให้เห็นว่าช่วงวัยและคุณสมบัติต่าง ๆ ในมาตรา ๘ เป็นรายละเอียด ที่ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง และหากจะต้องปฏิบัติก็จะนำมาซึ่งปัญหาเป็นจำนวนมาก🔗

ปัญหาที่ ๒ มาตรา ๘ เป็นมาตราที่พูดถึงช่วงวัยโดยการกำหนดอายุ นั่นหมายความว่าในทางปฏิบัติเราจะต้องจับเด็กใส่กล่องและบอกว่าเขาจะต้องมีคุณสมบัติ อะไรบ้างตามช่วงอายุ ซึ่งผิดจากหลักการที่ผู้คนนั้นมีพัฒนาการไม่เหมือนกัน ช้าเร็วไม่เท่ากัน เราไม่สามารถการันตีได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ว่าผู้คน เด็ก มนุษย์ จะมีพัฒนาการที่เหมือนกัน ราวกับเป็นสินค้าในโรงงานถูกผลิตออกมาเป็นบล็อก ตามสายพาน เป็นไปไม่ได้จริง ดังนั้น เราไม่สามารถใส่ช่วงอายุมากำหนดคุณสมบัติของเด็ก ๆ ตามที่มาตรา ๘ นี้กำหนดเอาไว้ได้🔗

ปัญหาที่ ๓ เป็นปัญหาเชิงตัวบทกฎหมายที่น่าสนใจอย่างยิ่ง มาตรานี้ลักลั่น ย้อนแย้งทั้งในตัวเองและกับกฎหมายที่อาจจะตามมา ยกตัวอย่างมาตรา ๘ นี้บอกว่า ช่วงวัยต่าง ๆ คุณสมบัติต่าง ๆ จะต้องปฏิบัติตามมาตรา ๘ ไม่มีคำว่า เคร่งครัด แต่เนื่องจาก เป็นกฎหมายอย่างไรก็ต้องเคร่งครัด แต่พอไล่ลงไปในมาตรา ๑๐ กลับบอกว่าสามารถ ยืดหยุ่นได้ สามารถปรับเปลี่ยนได้ นี่แสดงให้เห็นชัดว่าผู้ร่างเข้าใจว่ามันจำเป็นที่จะต้อง ยืดหยุ่นและหากมันจำเป็นที่จะต้องยืดหยุ่น คำถามคือทำไมจะต้องถูกกำหนดเอาไว้ ในมาตรา ๘ ในกฎหมายที่เป็นพระราชบัญญัติแม่บทที่ส่งผลต่อมาตราอื่น ๆ เป็นจำนวนมาก ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ และจะส่งผลต่อมากับกฎหมายลูกที่จะออกตามหลังมาอีก เป็นจำนวนมาก ความลักลั่น ย้อนแย้งของร่างมาตรา ๘ นี้ เป็นอีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้ดิฉัน ไม่สามารถเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ และขอเสนอให้ตัดรายละเอียดคุณสมบัติ ทั้งหมดของมาตรา ๘ ออก และเปลี่ยนเป็นช่วงชั้นตามการศึกษาเพื่อคุณวุฒิ ขอบคุณค่ะ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไปเป็น ท่านไตรรงค์ ติธรรม และตามด้วยท่านดะนัย มะหิพันธ์ เชิญท่านไตรรงค์ครับ🔗

นายไตรรงค์ ติธรรม กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ไตรรงค์ ติธรรม ส.ส. พรรคเพื่อไทย เขต ๒ จังหวัดบึงกาฬ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยในมาตรา ๘ กราบเรียนท่านประธานว่าในมาตรา ๘ ความจริงแล้วผมเห็นด้วยในกรณีแบ่งเป็นช่วงอายุ แต่ผมไม่เห็นด้วยในเรื่องรายละเอียดว่า อายุเท่านี้ ๆ ต้องทำอย่างนี้ อย่างนี้ อย่างนี้ ถ้าเราดูช่วงวัยที่ ๑ กับวัยที่ ๒ อยู่กับบ้าน ช่วงวัยที่ ๓ เป็นต้นไปถึงจะไปอยู่โรงเรียน ผมถามในคณะกรรมาธิการตอนพิจารณาแล้วว่าในกรณี (๑) ถึง (๗) ถ้าทำไม่ได้ คุณเอา รายละเอียดมาแบบนี้ คนร่าง รัฐบาลร่าง ร่างมาอย่างนี้ ถ้าทำไม่ได้นี่บุคลากรทางด้าน การศึกษาหรือครูที่เขาสอนทำไม่ได้ ผิดกฎหมายไหม ผมถามอย่างนี้เลย กรรมาธิการ ที่มาจากกฤษฎีกา ขอโทษนะครับ ท่านก็ตอบว่าไม่ผิดกฎหมาย และถ้าไม่ผิดกฎหมาย เขียนมาทำไม เพราะว่าแต่ละคน เหมือนผมกล่าวเมื่อวานนี้แล้วว่าประเทศไทยการศึกษา เหมือนรูปพีระมิด ความเสมอภาคมันจะไม่เท่ากัน มันสมองคนมันก็ไม่เท่ากัน เราจะมา กำหนดอย่างนี้ไม่ได้ ควรจะต้องไปอยู่ในกฎหมายประกอบ เป็นกฎหมายลูกก็เขียนไปสิครับ ว่าในช่วงชั้นอายุเท่านี้ ๆ ทางโรงเรียนหรือผู้บริหารสถานศึกษา สพฐ. ต้องกำหนด อย่างนี้ ๆ ได้ แต่ถ้ามาอยู่ในกฎหมายใหญ่แล้วมันจะเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าทำไม่ได้ล่ะ ผมก็บอกว่า ถ้าอย่างนั้นถ้าครูเขาทำไม่ได้ ผมจะฟ้องศาลปกครองได้ไหม ผมก็ถามไปอย่างนี้นะครับ อันนี้ทางท่านก็ตอบว่าก็เป็นสิทธิของผู้ปกครอง ของคุณพ่อ คุณแม่เขา แต่ว่าการศึกษาไทย ท่านดูมาตรา ๖ มาตรา ๗ สิครับ แล้วมาลงรายละเอียดนี่มันไม่ได้หรอกครับ มีข้อหนึ่งที่เป็น ข้อมูล ท่านประธานตวงก็อยู่ในวงการศึกษาเก่ามาก่อน หลายท่านอยู่ในวงการศึกษาเก่า มาก่อน ประเทศไทยเดี๋ยวนี้เรามีโรงเรียนอยู่ประมาณ ๒๙,๐๐๐ โรง เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก เสีย ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ประมาณ ๑๕,๐๐๐ โรง โรงเรียนขนาดเล็กหมายถึงโรงเรียนตั้งแต่ นักเรียน ๑๒๐ คนลงไปถึง ๒๐-๓๐ คน บางโรงเรียนนักเรียน ๓๐ คน ครู ๔ คน ครู ๕ คน ครูไม่ครบชั้น ชั้นเรียนมี ๗ ชั้น อนุบาลไม่นับ ป.๑ ถึง ป.๖ ๗ ชั้นแล้ว ครู ๔ คน แล้วเรา จะไปสอนเด็กได้อย่างไรตามช่วงชั้นอย่างนี้ ตั้งแต่ช่วงที่ ๓ ลงไป มันทำไม่ได้ ครูไม่พอ นักเรียนก็น้อย ผมเคยเชิญครู เกือบทุกสัปดาห์ตอนเราพิจารณาเรื่องนี้ ผมเคยเชิญครู ผมเลยถามโรงเรียนว่า ๗ ช่วงชั้นนี่พวกคุณทำได้ไหม เขาตอบทันทีว่าไม่ได้ครับ ถ้าเอาไปอยู่ ในกฎหมายลูกก็พอจะทำได้ ถ้าเอามาอยู่ในกฎหมายใหญ่มันทำไม่ได้ ถ้าทำไม่ได้แล้วผมก็ขู่ เขาว่าถ้าคุณทำไม่ได้คุณติดคุกนะ ผมในฐานะผู้ปกครอง ผมก็มีลูกมีหลาน ลูกโตแล้ว หลานผมก็เรียนหนังสืออยู่ ๓ คน ผมบอกผมจะฟ้องนะ ไม่ฟ้องศาลอาญาก็ฟ้องศาลปกครอง ฉะนั้นผมจึงตัดให้เหลือเฉพาะช่วงอายุ ให้เราได้รู้ว่าคนเราศึกษาอย่างนี้ ๆ ช่วงอายุเท่านี้ ๆ ก็เป็นข้อดี แต่เรื่องรายละเอียดผมไม่เห็นด้วย จึงสงวนคำแปรญัตติแล้วตัดออกทั้งหมด เหลือเฉพาะช่วงอายุทั้ง ๗ ช่วงอายุครับ ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นท่านดะนัย มะหิพันธ์ แล้วตามด้วยท่านสฤษดิ์ บุตรเนียร นะครับ🔗

นายดะนัย มะหิพันธ์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม ดะนัย มะหิพันธ์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ได้ สงวนความเห็นไว้ ท่านประธานครับ มาตรา ๘ เป็นมาตราที่กำหนดกลุ่มอายุเพื่อนำไปสู่ การจัดทำหลักสูตรการศึกษาให้ตรงตามวุฒิภาวะของเด็ก ซึ่งผมเห็นด้วยกับกรรมาธิการ หลายท่านที่ท่านได้อภิปรายมาเกือบทั้งหมด เพราะว่าส่วนใหญ่เราได้คุยกันในกรรมาธิการแล้ว ผมเรียนว่าการที่เราไปนำเอาตัวชี้วัดความสำเร็จ ไปนำเอาเป้าหมายการศึกษามาเขียน บัญญัติไว้ถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญการศึกษา มันเป็นการผูกมัด มันเป็นการบังคับที่จะให้ ทุกคนต้องปฏิบัติตาม เพราะการที่จะแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ การศึกษาฉบับนี้ได้เขียนไว้ชัดเจนว่าจะต้องผ่าน ครม. แล้วก็เข้าสู่สภาเพื่อแก้ เพราะฉะนั้นถ้าการเปลี่ยนแปลงของโลกมันเปลี่ยนแปลงไป ถ้าเรามีการอยากจะแก้ รายละเอียดประกอบกฎหมายฉบับนี้ก็ต้องเข้าสภา ท่านประธานครับ หลายท่านพูดแล้ว ในกรรมาธิการผมก็พูดเรื่องความผิดที่ท่านไปเขียนคำว่า ต้อง ไว้ การเขียนคำว่า ต้อง ไว้ในกฎหมายจะตอบว่าทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ มันเป็นความน่าละอายของ กฎหมายไทยที่จะไม่ศักดิ์สิทธิ์ ถ้าเขียนว่า ต้อง มันต้องทำสิมันถึงจะเป็นกฎหมายที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ทำไม่ได้ คราวนี้ถ้าเขียนไว้อย่างนี้ เอาล่ะ เอาช่วงชั้นที่ ๑ กับช่วงชั้นที่ ๒ เมื่อแต่งงานแล้ว ก็ต้องปรึกษากันว่าถ้าได้ลูกสัก ๑ คน ถ้าเลี้ยงลูกไม่ได้ตามเป้าหมายการจัดการศึกษาตัวนี้ พ่อกับแม่ต้องมีความผิดสถานใด เพราะกฎหมายบัญญัติไว้หมดในรายละเอียดแล้วว่า ต้องเลี้ยงลูกให้ได้ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ต่อไปไปถึงช่วงชั้นที่จะเข้าสู่วัยเรียน มันก็จะต้องเชื่อมโยง ไปสู่ครูผู้สอน ผู้ผลิตครู สถาบันผลิตครูท่านก็จะต้องไปออกหลักสูตรการผลิตครูว่าคุณจะเป็น ครูช่วงชั้นไหน ถ้าคุณจะเป็นครูช่วงชั้นที่ ๓ ซึ่งสอนเด็กอนุบาล คุณก็จะต้องไปเรียน รายละเอียด ไปเรียนจิตวิทยา ไปเรียนส่วนที่จะต้องนำไปสอนเพื่อให้เด็กเกิดคุณลักษณะ ที่พึงประสงค์ตามรายละเอียดในกฎหมาย จนถึงช่วงชั้นที่ ๗ เพราะฉะนั้นสถาบันผลิตครู ท่านก็จะต้องผลิตครูให้ตรงกับช่วงชั้น การบรรจุครูก็จะต้องให้ตรงกับช่วงวัยที่เขาจะไปเรียน นี่คือสิ่งที่กฎหมายบังคับ ท่านประธานครับ วันนี้ครูที่จะสอนยังไม่พอ ยังไม่มี โรงเรียนยังต้อง ทำผ้าป่าจ้างครูอยู่ ไม่รู้ว่าวิชาเอกอะไรก็ขอให้เป็นครูได้มาอยู่ในโรงเรียนก่อน ถ้าท่าน มาเขียนกฎหมายไว้อย่างนี้โดยที่ท่านไม่ยอมแก้ ปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตผมเชื่อได้เลยว่า วันนี้พ่อแม่ ผู้ปกครองก็ไม่อยากมีลูกหรอกครับ เพราะอะไร เพราะมีลูกแล้วถ้าเลี้ยงลูกไม่ได้ ตามที่ท่านบัญญัติไว้ในกฎหมาย พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ท่านจะต้องมีความผิดนะครับ ต่อไปจะไม่มีคนไปเรียนครูแล้ว เพราะอะไร ถ้าเป็นครูแล้วไปสอนตามช่วงชั้นที่ว่า ถ้าเด็ก มีคุณลักษณะ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่เป็นไปตามที่ระบุไว้ในกฎหมายถือว่ามีความผิด ท่านประธานครับ สิ่งที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้เสนอได้สะท้อนให้เห็นนั้นเราไม่ได้ด้อยค่า เราไม่ได้มองข้าม แต่รายละเอียดเหล่านี้เราเอาไปเขียนไว้ในหลักสูตรได้ไหม เอาไปเขียนไว้ ในวิธีการวัดการประเมินผลในตัวชี้วัดความสำเร็จได้ไหมครับ ไม่ต้องมาเขียนไว้ใน พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ เพราะถือว่ามันเป็นกฎหมายหลัก เป็นกฎหมายแม่ ถ้าท่านยอมตัดส่วนนี้ออกไป ผมเชื่อว่าในมาตราอื่น ๆ มันก็จะทำให้การจัดการศึกษา หรือว่า การมองการศึกษานั้นเป็นเรื่องที่สามารถปฏิบัติได้ ไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมาย ขอบคุณ ท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ต่อไปเชิญ ท่านสฤษดิ์ บุตรเนียร ครับ🔗

นายสฤษดิ์ บุตรเนียร กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และกรรมาธิการผู้ขอสงวนคำแปรเอาไว้ในมาตรา ๘ นี้ จากมาตรา ๘ นี้ตั้งแต่เป็นคณะกรรมาธิการแล้วเราก็เห็นว่าเป็นกฎมายการที่จะพัฒนาผู้เรียน ให้มีสมรรถนะตามวัตถุประสงค์มาตรา ๖ และปฏิบัติตามมาตรา ๗ ต้องดำเนินการ ตามช่วงวัย แค่คำว่า ต้อง เราคณะกรรมาธิการทุก ๆ ท่านก็เห็นว่าในเมื่อเป็นกฎหมาย เป็นการบังคับ และในการที่จะ แบ่งช่วงชั้นที่ดีอยู่แล้วมาเป็นช่วงวัยถึง ๗ ช่วงวัยด้วยกัน ตั้งแต่เกิดจน ๑ ปี ถึง ๓ ปี แล้วก็ ถึงช่วงชั้นที่ ๗ การศึกษากฎหมายมันเป็นภาคบังคับที่จะต้องปฏิบัติตาม แต่ขณะเดียวกัน เราเขียนไว้อย่างยิบย่อย รายละเอียดฟุ่มเฟือยมากมายไปหมด ลงละเอียด ทั้ง ๆ ที่ ท่านกฤษฎีกาก็บอกแล้วว่ากฎหมายไม่ควรจะเขียนยิบย่อย มากมาย ฟุ่มเฟือย ควรใช้คำที่ กระชับ แต่ท่านก็ทำเอง แล้วอีกอย่างหนึ่งกฎหมายนี่เขียนไว้เป็นนามธรรมทั้งนั้นเลย นามธรรมเป็นสิ่งที่วัดไม่ได้ อย่างความดีเอาอะไรมาวัดล่ะครับ ความสวย ความงาม ความซาบซึ้ง ท่านจะเอาอะไรมาวัดมัน มันไม่ใช่ความร้อนจะเอาปรอทมาวัดได้ว่าใครดี หรือไม่ดี สิ่งเหล่านี้เราไม่ควรเลยที่จะมาเขียนไว้ในมาตราเป็นธรรมนูญของการศึกษา ที่เป็นกฎหมายแม่บทของชาติ แล้วกฎหมายนี่เราต้องใช้ไปอีก ๒๐ ปีข้างหน้า ท่านทราบไหม แค่ตัวเลขการเกิดย้อนหลังไป ๕ ปี ปี ๒๕๖๐ คนเกิด ๖๖๐,๐๐๐ คน แต่วันนี้ปี ๒๕๖๕ สิ้นปี เกิด ๕๐๐,๐๐๐ คน ประชากรเข้าสู่ระบบโรงเรียนลดไปถึงปีละ ๔๐,๐๐๐ คน ๔๐,๐๐๐ คน ๔๐,๐๐๐ คนมาแล้ว วันนี้คนเกิด ๕๐๐,๐๐๐ คน ตาย ๖๐๐,๐๐๐ คน แค่จะให้สมดุล มันก็แย่อยู่แล้ว แล้วการศึกษายิ่งบังคับว่าคนจะต้องเป็นอย่างนี้ จะต้องเป็นเหมือนหุ่นยนต์ จะต้องทำตามปฏิบัติ ๑ ขวบต้องเป็นอย่างนี้ มันไม่มีทางเลยที่จะปฏิบัติกันได้ จริง ๆ แล้ว ครูนี่เป็นบุคลากรที่มีความสำคัญ จบปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก ท่านไม่ต้องมา กำหนดรายละเอียดอะไรขนาดนี้ กำหนดไปทำไมครับ กำหนดแล้วทำไม่ได้ แนวทาง การศึกษาที่เน้นสมรรถนะคือความสามารถ เด็กทุกช่วงวัยมีความสามารถ แต่ความสามารถ ต่างระดับกัน เช่น อนุบาลเขียน ก ไก่ โยก ๆ โย้ ๆ แค่นี้เราก็ถือว่าเก่ง แต่ถ้าเด็ก ป. ๑ ป. ๒ หรือว่าเรียนมหาวิทยาลัย มาเขียน ก ไก่ ได้แค่นี้ อย่างนี้เราก็ถือว่าไม่มีสมรรถนะ ดังนั้น เรื่องของการวัดความสามารถต่าง ๆ แล้วกฎหมายมันเป็นนโยบายกำหนดที่ให้ต้องทำ หรือไม่ให้ทำ ถ้าท่านเขียนมาอย่างนี้แล้วถ้าครูทำไม่ได้ล่ะ แล้วโลกในยุคปัจจุบันนี้เป็นโลก ยุคดิจิทัล (Digital) การเปลี่ยนแปลงนับรายวันกัน เป็นสังคมที่สับสน ซับซ้อน แล้วการศึกษา เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน คนเป็นคนพัฒนาประเทศชาติ ท่านควรจะให้อิสระกับครูผู้สอน ที่จะกำหนด แล้วรายละเอียดเหล่านี้ควรจะไปเขียนอยู่ที่กฎหมายลูกหรือแผนการสอนโน่น ผมถึงเคยถามในคณะกรรมาธิการที่เราเป็นอยู่ว่า คนที่เขียนนี่ใช่ครูไหม หรือจบครูไหม หรือเข้าใจ ครูไหม พวกเราคณะกรรมาธิการที่อภิปรายไปตั้งมากมาย ล้วนแล้วแต่คร่ำหวอดอยู่กับ การศึกษามา ๔๐ ปี ๕๐ ปี ผมมีความรู้สึกว่าท่านจะเอาอะไรเป็นเส้นตรงที่จะวัดกับเด็ก โดยเฉพาะด้วยเวลาที่จำกัด อย่างช่วงวัยที่ ๕ ท่านบอกว่าต้องรู้จัก เข้าใจหลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง จริง ๆ เหล่านี้เด็กควรจะรู้ตั้งแต่ ๑ ขวบโน่น แต่เข้าใจเศรษฐกิจพอเพียง ในฐานะการประหยัด การอดออม การรู้จักใช้เงินซื้อของที่มีประโยชน์เด็กก็เกิดขึ้นได้แล้ว หรือซาบซึ้งในความเป็นศิลปะ ธรรมชาติ ท่านเพิ่งจะมาเริ่มต้นวัย ๑๒ ปี ๑๕ ปี มันจะไม่สาย ไปแล้วหรือครับท่าน เรียนรู้การดำรงชีวิต เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพิ่งจะมาเรียนรู้ในช่วงชั้น ช่วงวัยที่ ๕ ๑๒-๑๕ ปี มันจะไม่สายไปหรือครับ วันนี้โลกร้อน ภาวะโลกร้อนวิกฤติที่กำลัง เผชิญหน้ากับทุก ๆ คน การเก็บใบไม้มาทำเป็นปุ๋ย ผสมกับมูลสัตว์มันก็เป็นการรักษา สิ่งแวดล้อมแล้ว เราไม่จำเป็นจะต้องใช้คำว่า โกลบัล วอร์มมิง (Global warming) หรือโลกร้อนเลย เด็กเกิดมา ๑ ขวบก็รู้แล้ว เด็กอนุบาลกวาดใบไม้มาขายกิโลกรัมละ ๒ บาท ก็ไม่ต้องเผา มันก็ไม่เกิดมลภาวะ อย่างนี้ครับท่าน ทำไมต้องมารู้จนช่วงวัยที่ ๕ แล้วด้วย เวลาที่จำกัดนะครับ ประเทศชาติก็ต้องการลดความเหลื่อมล้ำ ก่อให้เกิดความเสมอภาค ให้ทั่วถึงอย่างมีคุณภาพ ท่านครับ สังคมเรามีความเหลื่อมล้ำอย่างสูงอยู่แล้ว เด็กในเมือง เด็กในชนบท โรงเรียน ๓๐,๐๐๐ โรง ที่ต้องหายไป ๑๕,๐๐๐ โรงในอนาคต แค่ดูตัวเลขการเกิดของปีนี้ ๕ ปีข้างหน้า ถ้าลดลงไปปีละ ๔๐,๐๐๐ คน ๔๐,๐๐๐ คน แสดงว่าตัวเลขตัวนี้ อีก ๑๐ ปีข้างหน้า คนเกิดปีละแสนกว่าคน ผมคิดว่าจะมีโรงเรียนไหม ผมไม่เชื่อเลยว่า การสอนด้วยหลักสูตร ๘ กลุ่มสาระจะคงอยู่ ทั้งที่กฎหมายมาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มันเขียนให้สอดคล้องว่าเราต้องสอนแบบบูรณาการ เพื่อให้เกิดสมรรถนะ ถ้าตราบใดยังสอน เป็นรายวิชามันจะเกิดสมรรถนะความสามารถได้อย่างไร เด็กควรจะรู้จักคำว่าอาชีวะ ทั้งที่ รัฐบาลก็เขียนไว้ตลอดเวลาว่าจะส่งเสริมให้เด็กเรียนอาชีวะ ให้มีอาชีพ ให้มีทักษะชีวิต ทักษะการเรียนรู้ ทักษะอาชีพ ทักษะชีวิต แต่ในกระบวนการที่ทำนั้นไม่ได้มีความสอดคล้อง เชื่อมโยง เพราะฉะนั้นกฎหมายต่าง ๆ ที่เขียนออกมาเป็นกฎหมายนั้นแล้ว ท่านครับ ขอให้ เกิดว่ากฎหมายนี้ต้องมีการปฏิบัติได้ เขียนอะไรออกมาแล้ว สร้างอะไรมาแล้ว เครื่องมืออะไรแล้ว วัดไม่ได้ ปฏิบัติไม่ได้ แล้วจะเขียนไว้ทำไมครับ ขอกราบขอบพระคุณมากครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นผู้แปรญัตตินะครับ มี ๔ ท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ท่านธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ท่านภาสกร เงินเจริญกุล ท่านภาสกรนี่แปรญัตติในมาตรา ๘ แล้วก็ เพิ่มมาตรา ๘/๑ เข้าไปอีกนะครับ ดังนั้นในชั้นนี้ท่านอภิปรายเฉพาะมาตรา ๘ แล้วก็ ตามด้วยท่านธีรัจชัย พันธุมาศ เชิญ พลตำรวจตรี สุพิศาล ก่อนครับ🔗

พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมขอแปรญัตติไว้มีการแก้และตัดทอนมาตรา ๘ ที่ไม่มีการแก้ไข สาระอย่างนี้ครับท่านประธานครับ ขึ้นสไลด์ (Slide) ได้ครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ทำการเปิดพรีเซนเทชัน)
พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ของผมจะเริ่มอย่างนี้ครับท่านประธาน มันมาจากการสไลด์ (Slide) เนื้อหาของคำว่าผู้เรียน ที่มีสมรรถนะตามมาตรา ๗ แล้วก็ในมาตรา ๗ นั้นพูดถึงวัตถุประสงค์ครับพูดถึงว่า ก่อเกิดเป็นสมรรถนะที่นำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตและทำงานได้อย่างบูรณาการ มี ๒ ประเด็น กรรมาธิการดูนะครับว่าท่านไปอ้างอะไรมา แล้วท่านเอาอะไรมาเขียนต่อ มีแค่มาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๗ เขียนเพิ่มสมรรถนะเท่านี้เอง นั่นคือประเด็นของมันครับท่านประธาน ผมถึงตัด แล้วเติมเนื้อความเข้าไป จากมาตรา ๗ ที่จะต้องทำ มีเนื้อความ ในประเด็น ของผมนี่เป็นเรื่องของการเพิ่ม ขออนุญาตอ่านเนื้อความบางเนื้อความที่เพิ่มครับ คือการพัฒนาฝึกฝนและบ่มเพาะให้ผู้เรียนตามมาตรา ๘ เพื่อให้มีการเลี้ยงดูอบรม พูดง่าย ๆ ว่าผมตัดย่อเนื้อความใน ๗ ช่วงอายุเข้ามาไว้ในวรรคเดียว เพื่อไม่ให้เสียเวลา นั่นคือสิ่งที่ ควรจะทำ ช่วงวัยต่าง ๆ ผมยังเห็นสอดคล้องกับกรรมาธิการที่มาจากพรรคผม ๓ คน ท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์สุรวาท ท่านพริษฐ์ อาจารย์กุลธิดา เพราะว่าเพิ่งรู้ทีหลังว่า การตัดเป็นช่วงชั้นมันจะดีกว่า ผมจะพูดอย่างนี้ท่านประธาน และในช่วงชั้นที่จะเห็น ผมกราบเรียนว่าอยากจะอ่านสักนิดหนึ่ง ช่วงชั้นที่สำคัญที่สุดคือช่วงชั้นที่ ๗ ตั้งแต่ช่วงชั้นที่ ๗ ที่เขียนว่าการศึกษาในระดับอุดมศึกษาหรือทักษะอาชีพสูง หรือช่วงชั้นที่ ๔ ที่มีการแก้ไข ของท่านทั้งสาม บรรจุเนื้อความที่เป็นเรื่องของการสร้าง ฝึกฝน เคร่งครัด ปฏิปักษ์ต่อการ ทุจริต ประพฤติมิชอบ มีความกล้าหาญ แสดงออกในสิ่งที่ถูกต้อง ชอบธรรม มีส่วนร่วม ในการรับผิดชอบต่อปัญหาบ้านเมือง สังคม ทักษะการค้นคว้า แสวงหา แก้ไขปัญหาอุปสรรค บลา (Blah) บลา (Blah) บลา (Blah) นี่มันบุคลิกภาพของสมาชิกพรรคก้าวไกลครับ ท่านประธาน บางส่วนที่เรามีอยู่แล้ว ท่านไม่ต้องบรรจุ นี่คนสมัยใหม่เขาพร้อมจะเปลี่ยนแล้ว ท่านประธาน นี่คือผมจะอ่านให้ฟังครับ ผมเลยไปรวม แก้รวมและให้สอดคล้อง ที่เป็นไปตามนั้น ผมกราบเรียนท่านประธานครับ มันมาจากไหนครับ มาจากมาตรา ๒๕๘ จ กับมาตรา ๕๔ ในรัฐธรรมนูญ มันเขียนไว้อย่างนี้ ครับท่านประธาน ท่านต้องอ่าน นี่ผมไปถ่ายมาจากเล่มหนา ๆ เลยครับ ในมาตรา ๕๔ ขออนุญาตอ่านครับ วรรคสุดท้ายของความมุ่งหมายที่เขียนไว้ เขียนว่าการจัดการศึกษา เพื่อเตรียมคนเข้าสู่ศตวรรษหน้า ซึ่งจำเป็นต้องมีทักษะที่แตกต่างจากทักษะที่ได้รับจาก การศึกษาในระบบปัจจุบัน นี่ครับความมุ่งหมายที่รัฐธรรมนูญบรรจุไว้ในวรรคแรก โดยเฉพาะ คำอธิบายของมาตรา ๕๔ ส่วนในความมุ่งหมายคำอธิบายก็ยังอธิบายไว้ในวรรคสอง ของหน้า ๗๐ ผมไม่อ่านนะครับ แต่อยากจะอ่านนิดเดียว ท่านประธานครับ ในคำอธิบายของ มาตรา ๒๕๘ จ ด้านการศึกษา เขียนไว้ใน (๑) ที่จริงเขาเน้นเรื่องเด็กเล็ก และรวมถึง ปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนทุกระดับ ซึ่งคำอธิบายมันจะมีอยู่ในเนื้อความครับ เนื้อความของมาตรานี้ที่มาอ้างคือมาจาก (๔) ของรัฐธรรมนูญว่า ปรับปรุงการจัดการเรียน การสอนทุกระดับชั้น ให้ผู้เรียนได้เรียนตามความถนัด และปรับปรุงโครงสร้างของหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ให้สอดคล้องทั้งระดับชาติและระดับพื้นที่ นี่คือสิ่งที่ รัฐธรรมนูญเขียน มีความมุ่งหมายครับ เพราะฉะนั้นผมถึงต้องขอแก้ไข แต่ผมยังเห็น สอดคล้องของท่านกรรมาธิการ ๓ ท่านที่ผมเอ่ยไปแล้ว ว่าแค่นั้นพอแล้วครับ ชีวิตมีแค่นี้ ทำไมต้องลงลึกไปถึงขนาดลงรายละเอียดโดยไม่ยอมแก้ เพราะกลัวคนอภิปรายที่จะมา รุมถล่มมาตรานี้ ผมยืนยันตามนั้น ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ เชิญครับ🔗

นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภาวันนี้ จากที่ธัญได้ดูมาตรา ๘ ธัญก็พบอย่างหนึ่งว่าหลังจากที่อ่านแล้ว เห็นด้วยกับท่านกรรมาธิการ ท่านพริษฐ์ ท่านกุลธิดา แล้วก็อาจารย์สุรวาท ต้องขออนุญาต ที่เอ่ยนามท่านทั้งสาม ว่าธัญเปิดดูก็ค่อนข้างตกใจคิดว่าเป็นแผงวงจรไฟฟ้าที่จะโปรแกรมให้ เด็กทุกคนนั้นกลายเป็นโรบอต (Robot) ที่คิดเหมือน ๆ กัน ธัญขออนุญาตพูดนิดหนึ่งว่า เรื่องปรัชญาพอเพียงนั้นก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ธัญก็พบว่าทั้งหมดทั้งปวงในความคิดระดับ ปรัชญานั้นมันมีหลายความคิดที่เด็กสามารถจะต่อยอดความคิดให้กับประเทศของเราได้ด้วย ไม่ใช่เพียงแค่ปรัชญาพอเพียง แต่เรามีปรัชญาอีกหลายอย่างที่เราจะมีการตั้งคำถามมากขึ้น อย่างเช่นการเรียนการสอนปรัชญาที่สนุก ๆ ธัญยกตัวอย่างคำถามง่าย ๆ อย่างเช่นว่า ธัญถามทุกท่านในที่นี้ว่าท่านคือใคร ท่านลองคิดในใจก็ได้ว่าท่านจะตอบคำตอบว่าอะไร ใช่ไหมคะ ท่านจะรู้สึกว่ามันมีหลายคำตอบในตัวท่านที่อยากจะตอบออกมา อย่างเช่นว่า ถ้าท่านตอบชื่อของท่าน ท่านก็ตอบเชิงภาษาศาสตร์ ถ้าท่านตอบว่าท่านเป็นคุณแม่ ท่านตอบเชิงสังคมศาสตร์ ถ้าท่านตอบว่าท่านเป็น ส.ส. จากพรรคนี้ ท่านตอบในสถานะ รัฐศาสตร์และการเมือง และนักกฎหมาย ท่านเห็นไหมว่าคำถามเพียงแค่ว่าท่านคือใคร มีคำตอบที่ไม่รู้จบ บางคนก็อาจจะตอบว่าผมคือคนดี ฉันคือคนดี อย่างธัญก็อาจจะตอบว่า ธัญเป็นกะเทย คำตอบทุกอย่างนั้นไม่มีคำตอบที่ถูกที่สุด แต่มันเป็นคำตอบที่ไม่รู้จบ อันนั้นต่างหากที่เราสามารถที่จะเพิ่มเติมการเรียนปรัชญาและนั่นเป็นตัวชี้วัดที่จะทำให้ เด็กของเรามีความคิดใคร่อยากรู้ อยากศึกษา อยากค้นคว้า และเราก็จะไปเห็นผลต่อยอด ในเมื่อเรียนระดับอุดมศึกษาที่มีงานวิจัยที่หลากหลาย หลายคำตอบ เพราะทุกวันเราก็เฝ้า ที่จะค้นหาคำตอบให้กับโลกใบนี้อยู่เสมอใช่ไหมคะ นี่ก็คือการเรียนปรัชญาอย่างสนุก และให้เด็กนั้นใคร่อยากรู้ ใคร่อยากสร้างสรรค์ และนี่ก็จะเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ประเทศเราเป็น ลีดเดอร์ (Leader) ไม่ได้เป็นฟอลโลเวอร์ (Follower) เพราะการตั้งคำถามในปรัชญาอย่างง่าย ๆ ได้นั้นจะนำพาให้เป็นผู้นำ สร้างความเป็นต้นแบบ สร้างความเป็นออริจินัล (Original) ให้กับ ประเทศและตัวของเขาเอง🔗

ประเด็นที่ ๒ เมื่อมาตรา ๖ ธัญได้พูดเรื่องมนุษย์นั้นเรามีการที่จะต้องดูแลกัน มีหน้าที่สำคัญค่ะ ธัญอาจจะไม่พูดซ้ำในประเด็นอื่น ๆ เพราะจริง ๆ มีหลายท่านพูด อาจจะ ขยับเป็นอีกหน้าหนึ่งต่อไปเลย ก็อย่างเรื่องการช่วยเหลือผู้อื่น ธัญขออนุญาตแบ่งปัน ในประเด็นของส่วนตัวของธัญ ธัญคิดว่าหลาย ๆ ท่านในที่นี้อาจจะมีประสบการณ์ที่เรา อยู่ในภาวะที่เรามีคนที่เป็นลม ธัญเรียนมหาวิทยาลัยอยู่แล้วก็มีนักเรียนท่านหนึ่งออกไป รายงานหน้าชั้นเรียนแล้วเป็นลมฟุบลงไป คนในห้องทำอะไรไม่ถูก บางคนก็บอกว่า เป็นลมบ้าหมูหรือเปล่า ต้องถอดเข็มขัด ต้องปลดคอเสื้อ ต้องเอาหัวเข็มขัดยัดไว้ ไม่ให้เขาเอาฟันกัดลิ้น แต่เขาไม่ได้มีน้ำลายฟูมปากออกมา อีกฝ่ายหนึ่งก็บอกว่าเป็นอะไร หรือเปล่า เราทุกคนในคลาส (Class) เรียนทำอะไรไม่ถูก ทุกวันนี้ธัญยังคิดถึงเหตุการณ์นั้น อยู่เสมอว่าธัญเองก็ไม่ใช่เป็นคนที่เก่งหรือมีความรู้มากพอที่จะรู้ว่าจะต้องทำอะไรทันท่วงที คำถามในวันนี้เรามีการเรียนแพรกทิซ (Practice) หรือการฝึกฝนในการช่วยเหลือ เพื่อนมนุษย์ของเรามากน้อยแค่ไหน ให้เด็กทุกคน ให้เราทุกคนนั้นมีความสามารถในการ ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ทุกคนเบื้องต้นได้ ในการห้ามเลือด ในการช่วยชีวิตในลักษณะไหน จะต้องทำอะไร นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่เราควรจะต้องให้ความสำคัญ เพราะเราต้องไม่ลืมว่า มนุษย์เราเกิดขึ้นมา ไม่ใช่ยืนถ่ายคลิปวิดีโอ (Clip video) ในขณะที่คนจมน้ำ ไม่ใช่ยืนถ่าย คลิปวิดีโอ (Clip video) ในขณะที่อีกคนหนึ่งเป็นลมล้มไป แต่เรามีหน้าที่ที่จะช่วยเหลือ ซึ่งกันและกัน ขออีกนิดหนึ่งท่านประธาน ก็ไม่พูดซ้ำท่านอื่น ก็จะพยายามพูดต่อไปว่า สิทธิเสรีภาพและเคารพความหลากหลาย ธัญคิดว่าอันนี้เป็นสิ่งสำคัญแล้วก็เป็นคุณค่า ที่พรรคก้าวไกลพยายามจะพูดอยู่เสมอในทุก ๆ เวที เป็นคำที่ธัญก็ไม่แน่ใจว่าเราเข้าใจ ต่างกันไหม ธัญคิดว่าสิทธิเสรีภาพนั้นถ้าเราเข้าใจสิทธิในตัวเองมันก็จะทำให้เราเข้าใจสิทธิ ในผู้อื่น นี่เป็นสิ่งสำคัญเป็นหน้าที่พลเมือง เราเข้าใจเสรีภาพในการพูด เคารพผู้อื่น และเรา เคารพความหลากหลาย วันนี้ธัญต้องบอกว่าเรายังมีเด็กผู้มีความหลากหลายทางเพศมีข่าวว่า ฆ่าตัวตาย เรายังมีคนล้อ บูลลี (Bully) ในเชิงน้ำหนักเยอะไปหรือเปล่า ไม่สวย ไม่หล่อ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มันสร้างคุณค่าความเป็นเปลือกนิยม เพราะฉะนั้นถ้าเราเคารพ ความหลากหลายที่แท้จริงมันจะต้องมองคนที่ภายในและมันจะกลับไปตรงที่ว่านั่นคือปรัชญา ที่เราจะต้องเปลี่ยนแปลงให้เรานั้นเดินก้าวสู่ความเป็นผู้นำของโลกค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เชิญ ท่านภาสกร เงินเจริญกุล แล้วตามด้วยท่านธีรัจชัย พันธุมาศ เชิญครับ🔗

นายภาสกร เงินเจริญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(แบบบัญชีรายชื่อ) : กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ภาสกร เงินเจริญกุล สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นต้องเรียน ท่านประธานแบบนี้ว่าจริง ๆ ผมสงวนคำแปรญัตติไว้หลายมาตราด้วยกัน หลาย ๆ มาตรา ก็พยายามที่จะไม่ใช้เวลาของสภาให้เกินไป แต่มาตรา ๘ เป็นมาตราที่ไม่ลุกขึ้นมาพูด ไม่ได้เลยจริง ๆ เพราะแบบนี้ครับท่านประธาน พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติมันคือพระราชบัญญัติ ที่เราเขียนเพื่อการศึกษาของชาติ เป็นพระราชบัญญัติหลัก แต่เราเขียนโดยเฉพาะมาตรา ๘ ยังกับรายละเอียดของกฎหมายลูกสักฉบับหนึ่งเต็มไปหมดเลย โดยเฉพาะการกำหนดช่วงชั้น การเรียนรู้ตามช่วงอายุ ๗ ช่วงชั้น ผมก็ไม่แน่ใจว่าท่านใช้สมมุติฐานอะไรในการเขียน ๗ ช่วงชั้น เรียนตรง ๆ ว่าไม่เห็นด้วยเลย ตอนที่สงวนคำแปรญัตติเรียนตรง ๆ ว่าจริง ๆ อยากตัดทิ้งทั้งมาตราเลย แต่ก็นั่งคิดอยู่เหมือนกันว่าถ้าตัดทิ้งทั้งมาตราคงคุยกับ คณะกรรมาธิการลำบากที่จะให้เปลี่ยนแปลง ก็เลยพยายามแก้ไขเพื่อจะเปิดโอกาส ให้มันสามารถที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ง่าย ก็มีการเข้าไปชี้แจง ท่านก็เห็นด้วย ก็ขอบพระคุณมากที่เห็นด้วยกับความคิด แต่ท่านก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ก็เลยต้อง ขออนุญาตมาสงวนคำแปรญัตติแล้วก็อภิปรายให้เห็นว่าทำไมผมถึงมีความคิดเห็นเป็นเช่นนั้น วันนี้ในโลกแห่งความเป็นจริงท่านไม่สามารถเอามนุษย์ โดยเฉพาะเด็กไทยเข้าไปเรียน ตามเวลาท่านได้ เพราะความพร้อมของทุกคนไม่เหมือนกัน ท่านลองไปดูสถิติได้ครับ มีช่วงชั้นไหนที่เข้าไปเรียน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็เรียนตามที่ท่านบอกได้ตามช่วงชั้นอายุ มันทำไม่ได้ครับ แล้ววันนี้โลกมันเปลี่ยนไปเยอะมาก เอาแค่เด็กไทยวันนี้เรามีทั้งเด็กอัจฉริยะ เด็กพิเศษ เด็กไม่พร้อมเข้าไปเรียนตามช่วงเวลาที่ท่านกำหนดได้ไหมครับ ทำไม่ได้ แล้วถ้า ทำไม่ได้เขียนขนาดนี้กฎหมายลูกจะทำอย่างไร ในแง่ปฏิบัตินี้เหนื่อยมากนะผมเรียนตรง ๆ เลยจำเป็นต้องขึ้นมาพูดจริง ๆ การศึกษาโดยเฉพาะช่วงนี้แบ่งเป็นช่วงชั้น ในความคิดเห็น ส่วนตัวผมก็ยังอยากจะบอกว่ามันก็อาจจะยังไม่เหมาะเพราะวันนี้โลกมันเปลี่ยนไปมาก มันอาจจะไม่ต้องเรียนตามช่วงชั้นได้วุฒิก็ได้ เรียนตามความถนัดจบออกมาก็ประกอบวิชาชีพ ได้อีกมากมาย ผมเลยต้องสงวนมาตรา ๘/๑ ไว้มาตราหนึ่ง เดี๋ยวมาตราหน้าอธิบายให้ฟัง เพราะบังเอิญว่ามาตรานี้เวลามันน้อยมาก ก็คงอาจจะพูดได้แค่คร่าว ๆ ว่าทำไมมันถึง กำหนดเป็นช่วงชั้นไม่ได้ วันนั้นผมบังเอิญได้พูดคุยกับ สพฐ. เขาก็มีเล็งเห็นถึงเด็กพิเศษ ที่วันนี้มีเยอะมาก เด็กพิเศษกลุ่มนี้จะไปอยู่ตรงช่วงชั้นไหนดีครับท่าน ฝากท่านประธาน ลองถามกรรมาธิการก็ได้ว่าไปลงช่วงชั้นไหนดี หรือเด็กบางท่าน บางบ้านไม่ได้มีทุนทรัพย์ ที่จะเข้าไปเรียนตามช่วงชั้นอายุนี้ครับ บังเอิญโผล่ไปอีกทีหนึ่ง ๗ ขวบ ทำได้หรือเปล่า แล้วก็ ในบางช่วงชั้นก็เขียน ยกตัวอย่างอายุ ๑๕ ปี ท่านมีเขียนว่าช่วงวัยที่ ๕ ก็คือ ๑๒-๑๕ ปี บอกว่าสามารถสื่อสารภาษาไทยที่สมบูรณ์ สมบูรณ์ขนาดไหน วันนี้ผมก็ยังไม่รู้ว่าผมสื่อสาร ได้สมบูรณ์หรือเปล่า ผมก็เลยอยากให้กรรมาธิการลองพิจารณานิดหนึ่ง เพราะมาตรานี้ มีท่านสมาชิกขึ้นมาอภิปรายมาก ในกรรมาธิการก็เยอะ แสดงว่ามันอาจจะต้องมีปัญหา จริง ๆ ลองพิจารณาอีกสักนิดได้ไหมครับ ฝากวิงวอนท่านสมาชิกในห้องลองตัดสินใจดูว่า สิ่งที่ท่านสมาชิกได้พูดถึงมาตรา ๘ มันสมเหตุสมผลหรือเปล่า มันปฏิบัติได้จริงไหม กับตามช่วงอายุหรือตามวิธีการแบ่ง เพราะวันนี้โลกมันเปลี่ยนไปเยอะมาก ก็เลยอยากให้ ประธานผ่านกรรมาธิการและท่านสมาชิกช่วยพิจารณามาตรา ๘ ให้มีการเปลี่ยนแปลงตามที่ ท่านสมาชิกหลาย ๆ ได้อภิปราย ภาสกร เงินเจริญกุล ขอบพระคุณครับ🔗

ขอบคุณครับ ถัดไปท่านธีรัจชัย พันธุมาศ ครับ🔗

นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนมาตรา ๘ นี้ มันเป็นมาตราที่สำคัญ เพราะว่าเท่าที่ดูจากลักษณะของการร่างแล้วเป็นรายละเอียดของแต่ละช่วงวัย ของเด็กแต่ละคนนั้น จะต้องเป็นไปตามที่กำหนดในกฎหมาย ซึ่งลักษณะวิธีคิดแบบนี้สะท้อนถึงความคิดของอำนาจนิยม และวิธีคิดแบบการผลิต ในโรงงานอุตสาหกรรม ต้องการให้คนนั้น มนุษย์นั้นเติบโตขึ้นมาแบบเป็นบล็อกเดียวกัน เหมือนกันในแต่ละช่วงวัยเท่ากันไม่มีความแตกต่าง ผมเข้าใจว่าผู้ที่ร่างอาจจะไม่ค่อยได้เข้าใจ ในส่วนสภาพความเป็นจริงของมนุษย์ ธรรมชาติของมนุษย์และธรรมชาติของเด็กที่จะเติบโต แต่ละวัย ในความเป็นจริงมนุษย์แต่ละคนนั้นมีศักยภาพไม่เหมือนกันครับ บางคนเก่ง ในเรื่องศิลปะ บางคนเก่งในเรื่องคณิตศาสตร์ บางคนสนใจเรื่องการพบปะผู้คน บางคนนั้น ชอบเสียงเพลง ชอบดนตรี บางคนชอบศักยภาพทางด้านกีฬา การที่จะใช้บล็อกเดียวกัน สิ่งเดียวกันให้เติบโต มันไม่มีทางที่จะทำไปได้เลยครับ นี่คือการผลิตแบบอุตสาหกรรม แบบอำนาจนิยม ซึ่งส่วนกลางต้องการให้เป็นเท่านั้น ในโลกเสรีนิยมนั้นเด็กทุกคนควรจะ ได้รับการเรียนรู้ปราศจากความกังวล และพัฒนาความสงสัยใคร่รู้ตามธรรมชาติของพวกเขา ไม่ใช่แค่การกำหนดให้เป็นและการสอบผ่านครับ เด็กทุกคนนั้นจะต้องมีเรื่องสำคัญคือ ความเป็นเด็ก มีเวลาได้เป็นเด็ก ได้เล่นแบบเด็ก ๆ ได้เรียนรู้แบบเด็ก ไม่ใช่กำหนดให้เป็น ตามที่ผู้ใหญ่ต้องการ สิ่งสำคัญที่สุดในการศึกษาก็คือคุณภาพ ไม่ใช่ปริมาณของเวลาที่จะให้ เป็นของสิ่งที่จะให้เป็น เขาจะต้องเป็นในสิ่งที่เขาอยากจะเป็น และแยกแยะในสิ่งที่เขา ต้องการเติบโตเต็มศักยภาพของเขา แต่มาตรา ๘ มิได้คำนึงถึงสิ่งนี้เลยครับ มาตรา ๘ ไม่สะท้อนถึงการปฏิรูปการศึกษาแต่อย่างใด มาตรา ๘ อันนี้ก็ย้อนไปกับอันเดิมที่เราต้องการ ให้มีในกลุ่มของกลุ่ม ๘ สาระวิชา สาระการเรียนรู้ที่เคยทำนั่นคือเน้นให้ครูสอนให้มาก เพราะเมื่อมีกำหนดให้มากก็คือต้องมีตัวชี้วัดครับ มีตัวชี้วัดก็คือต้องให้ครูสอนมาก สอนตาม หนังสือ เน้นการท่องจำ เน้นสิ่งที่ให้เป็น และนักเรียนนั้นต้องเรียนเนื้อหาที่มาก มีการบ้าน ที่มากเกินไป แต่การมีส่วนร่วมในการปฏิบัติไม่มาก จำนวนนักเรียนแต่ละห้องมาก เพราะต้องการให้เต็ม เติบโตมีความรู้ยัดเยียดใส่เข้าไปในสมองของเด็กตามที่กฎหมาย มาตรา ๘ นี้ต้องการ ถามว่าเราต้องการมนุษย์แบบนี้หรือครับ ในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลง อย่างเยอะมากในขณะนี้ ผมอธิบายให้เข้าใจอีกเรื่องหนึ่งก็คือในเรื่องของกฎหมาย ในเรื่อง ของนโยบาย ในเรื่องของหลักสูตร กฎหมายเป็นสิ่งที่บัญญัติไว้และทุกคนต้องปฏิบัติตาม ไม่ปฏิบัตินั้นมีความผิดนะครับ หรือไม่ตรง นโยบายเป็นสิ่งที่รัฐบาลแต่ละยุคหรือผู้บริหาร แต่ละยุคนั้นสามารถกำหนดเพื่อความเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมแต่ละการได้ หลักสูตร การเรียนการสอนสามารถปรับให้แต่ละยุคสมัยใหม่ได้ ทั้งหมดนี้รายละเอียดต่าง ๆ ที่ให้เป็น ผมคิดว่าเราไปใส่ในนโยบายและหลักสูตรการเรียนรู้จะดีกว่าหรือไม่ที่จะมาใส่ ในกฎหมายบังคับเป๊ะ ๆ แบบนี้ และกฎหมายคนที่คิดแน่ใจหรือครับว่าที่ท่านกำหนดมา แบบนี้ ท่านเป็นคนที่คิดรอบคอบเข้าใจมนุษย์และเข้าใจการพัฒนาโลกอนาคตได้ดีหรือเปล่า เรามองย้อนในยุคเก่า ในยุคเก่านั้นเรียนด้วยกระดานชนวนใช้ชอล์ก (Chalk) มาสู่เรียนด้วย เป็นหนังสือ มากระดาษ ปัจจุบันเรียนด้วยไอแพด (iPad) มันคนละอย่างเลย ท่านเอา ความคิดของยุคกระดานชนวนที่ท่านเรียนมามากำหนดเพื่อคนในยุคไอแพด (iPad) หรือครับ แล้วต่อไปจะมีอะไรอย่างอื่นที่พัฒนามากกว่ามากำหนดเขาเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร ผมคิดว่า สิ่งที่มาตรา ๘ กำหนดนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ได้สอดคล้องกับความเป็นจริง และปฏิรูปการศึกษา แต่อย่างใด ผมอธิบายให้ดูตัวอย่างของฟินแลนด์นะครับ ฟินแลนด์เขาเรียนเน้นไปทาง การเล่นมากกว่า เพราะคิดว่าเด็กนั้นสามารถเรียนรู้ผ่านการเล่นและค้นพบตัวเอง ครูจึง ไม่เพียงแต่อนุญาตให้เล่นได้ แต่สนับสนุนให้เด็กเล่นด้วย ๒. คือการสอบไม่ได้เป็นไป ตามแบบเอาเป็นเอาตายนะครับ โรงเรียนในฟินแลนด์เชื่อว่าหากเขาต้องเตรียมตัว อ่านหนังสือจนไม่มีเวลา จะทำให้ไม่มีเวลาคิดอย่างอิสระ แต่เขาจะมีการประเมิน ความรับผิดชอบของเด็กตลอดเวลาการเรียนการสอนแทน ๓. คือความเชื่อใจ คือจะต้อง เชื่อมั่นในโรงเรียน เชื่อมั่นในครูให้เขาสามารถสอน ผู้ปกครองเชื่อมั่นในความสามารถ ของครูเทียบเท่าอาชีพแพทย์ แต่ละโรงเรียนไม่มีการแข่งขันกันเอง ไม่จำกัดลำดับโรงเรียน เชื่อว่าทุกโรงเรียนนั้นดีเท่ากัน การคัดเลือกครูเข้มงวดมาก เป็นเหตุผลสำคัญทำให้ครูได้รับ ความสนใจ แล้วต้องเป็นเด็กที่เรียนเก่งเท่านั้นจึงจะได้เป็นครู นอกจากนั้นจะต้องเป็นการ สัมภาษณ์ด้านศีลธรรมและแรงบันดาลใจ นี่ผมยกตัวอย่างไม่กี่อย่างนะครับ ถามว่าเราคิด ปฏิรูปเหมือนกับประเทศที่มีการศึกษา ได้รับการยอมรับแบบประเทศทั้งโลกหรือไม่ครับ หรือมาคิดแคบ ๆ มาบล็อกความคิดเด็ก บล็อกการเจริญเติบโตของเด็กแบบที่คิดแบบ มาตรา ๘ คิดแบบอำนาจนิยม คิดแบบบังคับให้เป็น ไม่ได้คิดแบบเสรีนิยมให้เด็กเติบโต ตามศักยภาพ ตามธรรมชาติที่ควรเป็น เด็กบางคนเขาอาจจะเป็นดอกกุหลาบ เด็กบางคนอาจจะเป็นดอกมะลิ บางคนเป็นต้นทุเรียน บางคนอาจจะเป็นในส่วนของต้นมะพร้าว ต้นสัก มีต้นไม้หลากหลาย พืชพันธุ์หลากหลาย เหมือนกับมนุษย์แต่ละคนมีความหลากหลายไม่เหมือนกัน เราอย่ามาใช้วิธีการกำหนด ช่วงอายุของแต่ละการเติบโตแล้วบังคับให้เขาเป็น และยัดเยียดสิ่งที่เขาไม่อยากจะเป็น ให้เป็นได้เลยครับ ผมคิดว่ามาตรา ๘ นั้นควรจะตัดออก ผมสนับสนุนในส่วนของการ แปรญัตติของท่านกรรมาธิการพริษฐ์ วัชรสินธุ กับท่านกรรมาธิการกุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ ที่ตัดสินไว้ ในส่วนของผม ผมตัดออกเพราะว่าอาจจะแปรญัตติมากเกินไป ผมให้แก้ตามนั้น เพราะว่าเป็นการกำหนดเฉพาะช่วงสั้น ๆ กำหนดแต่น้อยแต่สามารถตีความเป็นนโยบาย และเป็นหลักสูตรได้ครับท่านประธานที่เคารพครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ มาตรา ๘ มีการอภิปรายแล้วก็ให้ความสำคัญมาก มีกรรมาธิการที่สงวนความเห็น และผู้แปรญัตติได้อภิปรายกันแล้ว ผมอยากจะให้สมาชิกเข้ามารับฟังก่อนที่จะให้ กรรมาธิการได้ชี้แจงคำตอบ ขอกดปุ่มเรียกสมาชิกสักนิดนะครับ เชิญสมาชิกเข้าห้องประชุม นะครับ ก่อนที่จะลงมติจะได้รับฟังคำชี้แจงของกรรมาธิการในมาตรา ๘ เพื่อที่ท่านจะได้ ลงมติได้ถูกต้อง เชิญกรรมาธิการครับ🔗

นายตวง อันทะไชย ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ตวง อันทะไชย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ ผมขอประทาน อนุญาตได้กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกรัฐสภาดังต่อไปนี้ ความจริง ผมเห็นด้วยกับหลายท่านในหลายประเด็น ซึ่งเป็นสิ่งที่เรายอมรับได้ แต่มีบางประเด็น ที่มันแตกต่างก็เป็นเรื่องธรรมดา ประการที่ ๒ ผมอยากจะให้ท่านประธานผ่านไปยัง ท่านสมาชิกได้เห็นว่าเวลาเราตัดสินใจในการที่จะลงมติ เราใช้เวลาไตร่ตรอง ใคร่ครวญ และรับฟังมากแค่ไหนก่อนที่จะเป็นมติอย่างนั้น เพื่อประโยชน์ในการตัดสินใจของ ท่านสมาชิก มาตรานี้เป็นมาตราที่พวกเราใช้เวลาในการพิจารณานานครับ ผมเป็นประธาน ได้นั่งแบ่งแนวคิดของผู้คนที่มองมาตรานี้เป็น ๓ กลุ่ม กลุ่มแรก ก็คือกลุ่มนักการศึกษา ที่พูดถึง วันนี้ถ้าจะจัดการศึกษาต้องจัดเป็นช่วงชั้นซึ่งก็มีเหตุผล เพราะความแตกต่าง หลากหลายของผู้คนนั้นไม่อาจจะกำหนดเอาไว้ว่าคุณลักษณะอย่างไร การเขียนคุณลักษณะ เอาไว้เพื่อจะไปวัดผล ประเมินผลแบบนี้ วัดผลประเมินผลยาก เด็กบางคนอยู่ในช่วงวัยที่ ๑ เขาอาจจะมีความสามารถในช่วงวัยที่ ๕ ก็ได้ ซึ่งเราก็เห็นในสังคมทั่วไป อันนี้เป็นกลุ่มที่ ๑ ซึ่งในที่ประชุมกรรมาธิการ ท่านที่เป็นกรรมาธิการท่านจะทราบว่ามีแนวคิดอย่างนี้ พี่ ๆ น้อง ๆ เราก็พูดในที่ประชุม กลุ่มที่ ๒ ก็คือใช้ช่วงวัยเป็นตัวกำหนดที่เขียนในร่างกฎหมายฉบับนี้ ก็มีเหตุผลว่าการกำหนดช่วงวัยนั้นเป็นการกำหนดเป้าหมายในการพัฒนาเพื่อให้มีความ เชื่อมต่อไปยังมาตราอื่น ๆ เดี๋ยวผมจะให้กฤษฎีกาในฐานะเป็นคนยกร่างได้เล่าถึงเจตนารมณ์ ให้ท่านได้ฟังถึงประเด็นนี้ และกลุ่มที่ ๓ ก็คือกลุ่มที่เสนอว่าเมื่อเขียนแบบนี้แล้วควรจะต้อง ไปเขียนไว้ ถ้าเป็นพวกเราเป็นครูสอนก็จะเขียนไว้ในแผนการสอน เขียนในวัตถุประสงค์ของ การสอนเพื่อวัดผลและประเมินผลผู้เรียน ไม่ควรจะมาเขียนเป็นกฎหมายเอาไว้เพราะจะ แก้ไขยาก หากว่าไม่บรรลุเป้าหมายแล้วก็ไม่สามารถดำเนินการได้เลยเห็นควรให้ตัดออก ซึ่งถ้าตัดออกก็คือยกร่างกฎหมายใหม่ทั้งหมดเลย ท่านประธานที่เคารพ เพื่อประโยชน์ ของการพิจารณา มติที่ประชุมได้เชิญคนที่ยกร่างมาตรานี้คือกรรมการอิสระสมัยนั้น ท่านอดีตประธาน ผมไม่เอ่ยชื่อท่าน ท่านได้เมตตามาเป็นคนเล่าเรื่องนี้ให้พวกเราฟัง ในที่ประชุมว่าทำไมต้องเขียนแบบนี้ ท่านกรรมการอิสระมาวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๖๔ ท่านใช้เวลาครึ่งวันในการอธิบายเรื่องนี้ สุดท้ายท่านก็ตอบว่าแล้วแต่กรรมาธิการในการ ตัดสินใจ แต่ตอนท่านคิดก็คิดแบบนี้ มีเจตนาแบบนี้ หากว่ากรรมาธิการคิดอย่างไร แล้วก็ ฝากมายังรัฐสภาจะได้ตัดสินใจต่อไป เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เห็นว่าอีกมุมหนึ่งของคณะผู้ยกร่างคือกฤษฎีกานั้นเขามีเจตนารมณ์ อย่างไร แล้วต้องการอะไรเกิดขึ้นนั้น ขอประทานอนุญาตให้ผู้แทนกฤษฎีกาจาก คณะรัฐมนตรีได้เป็นผู้ชี้แจงครับ🔗

นายสุรพล ทิพย์เสนา กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ ผม นายสุรพล ทิพย์เสนา ผู้ชี้แจงจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาครับ ก่อนอื่นต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านสมาชิกครับว่าในการจัดทำร่างพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติในครั้งนี้ ทางรัฐบาลหรือทางกรรมการอิสระได้มีกรอบยึดโยงในการจัดทำ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติในการปฏิรูปการศึกษาใหม่ โดยยึดโยงกับรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นโดยหลักการของรัฐธรรมนูญแล้วมีความต้องการที่จะให้ประชาชนทุกคนได้ผ่าน การเรียนรู้ในระบบต่าง ๆ ทุกระบบอย่างสมบูรณ์ เพื่อเป็นการพัฒนาบุคคล พัฒนาตนเอง ให้เกิดความสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ ในหมวด ๑ ว่าด้วยวัตถุประสงค์และเป้าหมายของ การจัดการศึกษานั้นเป็นหมวดที่มีความสำคัญอย่างที่ท่านได้มีการรับฟังและได้มีการอภิปราย ในมาตรา ๖ ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ผมอยากจะ ให้ท่านอธิบายมาตรา ๘ นะครับ🔗

นายสุรพล ทิพย์เสนา กรรมาธิการ

ครับ ตัวนี้จะยึดโยงกันครับ ท่านประธานครับ กับในมาตรา ๗ ซึ่งก็จะเกี่ยวข้องกับเรื่องสมรรถนะ ส่วนมาตรา ๘ ก็จะเป็นเรื่องของเป้าหมายที่พึงประสงค์ที่ผู้เรียนควรจะได้รับการศึกษาครับ ซึ่งในรายละเอียดของมาตรา ๘ นี้อาจจะมีมาก แต่ว่าอันนั้นเป็นรายละเอียดที่อาจจะต้อง กำหนดให้เหมาะสมแต่ละช่วงวัย ขออนุญาตกราบเรียนว่าในมาตรา ๘ แต่ละช่วงวัยนั้น ถ้าจะดูในรายละเอียดก็จะเห็นว่าในส่วนของรายละเอียดแต่ละช่วงวัยที่จะมีการเรียนรู้นั้น มีการแบ่งเนื้อหาออกเป็น ๓ ส่วน ส่วนแรกคือส่วนของความรู้ที่ผู้เรียนได้พึงได้รับ ส่วนที่ ๒ เป็นส่วนของทักษะที่พึงประสงค์ที่ผู้เรียนควรจะได้รับการเรียนรู้ในแต่ละช่วงวัย และส่วนที่ ๓ ก็คือทัศนคติที่พึงประสงค์ที่ผู้เรียนควรจะได้รับจากการจัดการศึกษา ฉะนั้นในการกำหนด รายละเอียดต่าง ๆ เหล่านี้ถามว่าเป็นข้อจำกัดหรือไม่ ต้องกราบเรียนว่าอันนี้เป็นการกำหนด รายละเอียดที่เป็นภาพกว้างที่สามารถที่จะยืดหยุ่นได้ โดยเฉพาะในในวรรคสอง และวรรคสามที่ยังเปิดโอกาสให้มีการปรับปรุงในรายละเอียดซึ่งเป็นไปตามกรอบ ของกฎหมายในมาตรา ๘ ให้ทาง ครม. พิจารณาให้ความเห็นชอบในการปรับเปลี่ยน เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในอนาคตด้วย ดังนั้นในมาตรา ๘ จึงเป็นมาตราที่ไม่ได้เป็น ข้อจำกัดในการที่จะถูกกำหนดกรอบให้ไม่สามารถขยายหรือยืดหยุ่นในการจัดการศึกษา ในอนาคตได้ครับ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ🔗

นางสาวอัญชลิตา กองอรรถ กรรมาธิการ

ขออนุญาตท่านประธานค่ะ กราบเรียนท่านประธานค่ะ อัญชลิตา กองอรรถ กรรมาธิการ จากสำนักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกาขออนุญาตเสริมอีกครั้งหนึ่งนะคะ การเขียนร่างมาตรา ๘ หลาย ๆ ท่านก็คงจะ ไม่ชิน ไม่ชินแน่นอนเพราะเราชินกับกฎหมายที่บังคับว่าจะต้องทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ หรือกำหนดระดับการศึกษาว่ามีชั้นอะไรบ้าง ซึ่งเราชินกันมาตลอด แต่จริง ๆ ท่านทราบไหมว่า เราเคยนึกถึงผู้เรียนไหมว่าผู้เรียนแต่ละวัยต้องการอะไร กฎหมายฉบับนี้เขียนตามความ ต้องการของผู้เรียน ไม่ได้เขียนว่ารัฐจะต้องกำหนดให้ทำอย่างนั้น อย่างนี้ นี่คือการเขียนที่ เปลี่ยนแนวไป เพราะฉะนั้นพอเรายึดถือผู้เรียนเป็นหลัก ยึดถือเด็กเป็นหลักที่จะพัฒนา บ่มเพาะให้เขามีความสมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ เป็นคนที่มีสมรรถนะคนหนึ่งในบ้านเมืองเรา เราก็ต้องเขียนให้มันเหมาะสมกับธรรมชาติหรือความต้องการในแต่ละช่วงวัย ดิฉันขอยกตัวอย่างว่าแนวคิดนี้ไม่ได้เพิ่งมีนะคะ ในปี ๒๕๔๒ ซึ่งออก พ.ร.บ. การศึกษา แห่งชาติก็รองรับแนวคิดนี้แต่ไม่ได้เขียนให้เป็นรูปธรรม ท่านดูได้ในมาตรา ๒๒ ของ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ เขาเขียนไว้ชัดเลยในเรื่องของแนวการจัดการศึกษา แนวการ จัดการศึกษาบอกว่าการจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้ และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษา ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพของตน ท่านเห็นไหมในปี ๒๕๔๒ ซึ่งเป็น พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติที่เรามาปรับปรุงใหม่เป็น ร่างฉบับนี้ เขาหยอดพื้นฐานเอาไว้แล้ว แสดงว่าแนวคิดไม่ได้แตกต่างกันเลย ท่านกังวลว่า การเขียนให้คนเป็นบล็อกเหมือนกันหมดมันจะกลายเป็นหุ่นยนต์ไป ดิฉันขอเรียนให้ทราบว่า เราไม่ได้นั่งเทียนเขียนเอง มาจากการวิจัย การศึกษาของคณะกรรมการอิสระเพื่อปฏิรูป การศึกษาซึ่งประกอบด้วยข้อมูลทางการแพทย์ มีแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางกายภาพ ของเด็ก แล้วก็ความต้องการต่าง ๆ มาเป็นผู้ให้ข้อมูลในการเขียน เพราะฉะนั้นการที่เขียน ออกมาเป็นข้อมูลที่เราได้ถูกต้องมาตามหลักวิชาการ ตรงนี้ขอให้ท่านเปิดใจให้กว้าง ๆ แล้วก็ มองดูตรงนี้ แล้วในแนวปี ๒๕๔๒ ไม่ใช่มีแค่มาตรา ๒๒ มาตราเดียว มาตราอื่น ๆ เช่นมาตรา ๒๘ ก็เขียนบอกว่าต้องมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของแต่ละบุคคลให้เหมาะสมแก่วัยและศักยภาพ เห็นไหมคะ แนวคิดนี้ไม่ได้เพิ่งมีเลย มีมานาน แต่พอมาในร่างนี้เราทำให้เป็นรูปธรรมขึ้น สำหรับรายละเอียดแต่ละช่วงวัยคืออะไรมันก็เขียนเอาไว้ในนี้ แต่แน่นอนท่านก็มองว่า ถ้าทำไม่ได้แล้วจะมีผลอะไร ดิฉันก็ต้องบอกว่าอันนี้เป็นเพียงเป้าหมายหรือหมุดหมายที่เรา ตั้งหลักหรือว่าเส้นชัยว่าต้องทำให้ได้แบบนี้นะ เด็กของเราถึงจะมีคุณภาพ แต่ถ้าทำไม่ได้ ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย แต่ถ้าทำตามขั้นตอนหรือทำตามที่เขาให้แนวทางไว้แล้ว เด็กของเรา เก่งได้ค่ะ แล้วก็ถามว่าถ้าเขียนอย่างนี้มันไม่ได้แค่มาตรา ๘ มาตราเดียว มันสัมพันธ์กับ หลายมาตรา เช่นมาตรา ๑๔ กำหนดให้เป็นแนวพื้นฐานในการจัดการศึกษาของรัฐจะต้องทำ อะไรบ้าง หรือในมาตรา ๖๙ ก็กำหนดว่าการศึกษาไม่ได้มีแค่ช่วงเดียวแล้วจบ มันจะต้อง ต่อเนื่องตั้งแต่แรกเกิดจนถึงตลอดชีวิต มันจะไม่ทำให้แต่ละช่วงวัยขาดอิสระจากกัน อันนี้ท่านต้องอ่านประกอบกับมาตราอื่น ๆ ด้วย มาตรา ๘ เป็นเพียงพื้นฐานที่เชื่อมโยงมายัง มาตราอื่น ๆ ดิฉันก็ขอฝากว่าให้เปิดใจในการรับร่างมาตรา ๘ นี้เป็นการเขียนที่เป็นรูปธรรม ยิ่งขึ้นค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ทางกรรมาธิการ ก็ได้ชี้แจงหมดแล้วนะครับ ต่อไปจะเป็นการลงมตินะครับ ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อน นะครับ🔗

(ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้ สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสมาชิก กดปุ่มแสดงตนครับ มาตรา ๘ ไม่มีการแก้ไขนะครับ แต่ว่ามีผู้สงวนความเห็นและมี ผู้แปรญัตติ ดังนั้นจะต้องมีการถามมติ เชิญท่านสมาชิกแสดงตนนะครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

รอหน่อย นะครับ เพราะว่าท่านคงช่วงจังหวะจะทานข้าวพอดีนะครับ เนื่องจากมาตรา ๘ นี้ กรรมาธิการไม่มีการแก้ไข ดังนั้นการถามมติจึงถามมติชั้นเดียวว่าจะเห็นด้วยกับกรรมาธิการ หรือว่าจะเห็นด้วยกับผู้แปรญัตติและสงวนความเห็นนะครับ ผมรอนะครับ มาตรา ๘ ก็เป็นมาตราสำคัญแสดงออกถึงความคิดเห็นของท่านสมาชิกว่าจะลงอย่างไรนะครับ ขอทราบองค์ประชุมครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๓๙๓ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ🔗

ต่อไป ผมจะขอถามมตินะครับ เนื่องจากมาตรานี้คณะกรรมาธิการไม่มีการแก้ไข แต่มีกรรมาธิการ สงวนความเห็นและมีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตตินะครับ ดังนั้นผมจะถามมติ จากที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับร่างของคณะกรรมาธิการที่ไม่มีการแก้ไข หรือเห็นด้วยกับ การแก้ไขของกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคำแปรญัตติ ผมถามมติเลยนะครับ สมาชิกท่านใดเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากกดปุ่ม เห็นด้วย สมาชิกท่านใดเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติขอสงวน คำแปรญัตติกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านลงมติ ได้ครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

มีท่านใด ยังไม่ได้ลงคะแนนไหมครับ ลงกันครบถ้วนแล้วนะครับ ปิดการลงคะแนนขอทราบผลครับ ผลการลงมติ จำนวนผู้ลงมติ ๔๑๒ ท่าน เห็นด้วย ๒๙๓ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๑๐ ท่าน งดออกเสียง ๗ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมเห็นด้วยกับกรรมาธิการ เสียงข้างมาก ๒๙๓ ท่าน เห็นด้วยกับผู้แปรญัตติและผู้เสนอความเห็น ๑๑๐ ท่านนะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมนี้มีมติชอบด้วยกับคณะกรรมาธิการนะครับ🔗

ต่อไป ผมอยากจะขออนุญาตพูดอะไรสักเล็กน้อยในฐานะที่เป็นนักกฎหมายมา ๕๐ ปี ก็ผมไม่พูดก่อนเมื่อสักครู่นี้เพราะว่าทำไม่ถูกหรอกอย่างนั้น แต่แบบฟอร์มกฎหมาย ที่กฤษฎีกาชี้แจงผมก็ไม่เคยเห็นแบบนั้น ดังนั้นก็มีแค่นี้ล่ะครับ ขอบคุณครับ ขั้นตอนอยู่ในนี้แล้วครับ เป็นมาตรา ๘/๑ เชิญผู้แปรญัตติคำแปรญัตติเสนอก่อนนะครับ และเดี๋ยวกรรมาธิการค่อยชี้แจง เชิญผู้แปรญัตติครับ ท่านเพิ่มมาตรา ๘/๑ ขึ้นมานะครับ ท่านภาสกร เงินเจริญกุล เชิญครับ อยู่หรือเปล่าครับ🔗

นายภาสกร เงินเจริญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ภาสกร เงินเจริญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้แปรญัตติไว้แล้วก็เพิ่ม มาตรา ๘/๑ ขึ้นมา ด้วยเหตุผลดังนี้ครับท่านประธาน วันนี้ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ถ้าเราเขียนมันหมายความว่าเราต้องใช้ ถ้าเทียบอันเดิม ๑๐-๒๐ ปี ขอถามท่านประธาน ผ่านไปยังคณะกรรมาธิการแล้วก็สมาชิกว่าถ้า พ.ร.บ. ฉบับนี้ที่เราเขียนและเป็นแบบนี้ มันรองรับอีก ๑๐ ปี ๒๐ ปีได้หรือเปล่า ประเด็นที่ ๑🔗

ประเด็นที่ ๒ คือวันนี้โลกการศึกษา การดำเนินชีวิตไม่ว่าในประเทศไทย หรือในโลกมันเปลี่ยนไปเยอะมาก วันนี้เราต้องการสเปเชียลลิสต์ (Specialist) ความรู้เฉพาะทาง ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ไม่ใช่เจนเนอรัลลิสต์ (Generalist) เหมือนสมัยก่อนที่รู้ทุกเรื่อง และอีกสิ่งหนึ่งคือ พ.ร.บ. ฉบับนี้หรือการเรียนรู้แบบนี้ ผมยกตัวอย่างให้เห็นชัด ๆ ว่า ถ้าเราอยากเป็นนักยิมนาสติกและเข้าแข่งขันโอลิมปิกเราต้องทำอย่างไรครับ ก็เป็น เจนเนอรัล (General) ไปเรื่อย ๆ จนถึงอายุหนึ่งแล้วค่อยมาพัฒนา มันใช่ไหมครับ มันไม่ใช่ มันหมายถึงว่ามันมีความเป็นสเปเชียลลิสต์ (Specialist) หรือความสามารถพิเศษเฉพาะทาง และถ้าเราไม่ได้ส่งเสริมมันไม่มีทางเป็นไปได้ครับ ฉะนั้นผมเลยเขียนมาตรา ๘/๑ เพื่อมองถึง เรื่องของอะไรครับ คำนึงถึงความต้องการและความถนัดและทักษะเฉพาะตัวของบุคคลครับ ว่าบุคคลไหนมีความถนัดทางใดเราต้องส่งเสริม เพื่อให้มันประสบความสำเร็จ มันเป็น การปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ตัดเสื้อเหมือนเฉพาะบุคคล ไม่ได้ว่าทุกอย่างแล้วเราจะต้องตาม อย่างนี้ได้ ก็เลยเขียนเพิ่มเติมเข้ามา แล้วก็อยากให้มองเห็นแบบนี้ท่านประธาน วันนี้ เราเห็นว่าในสังคมไทยก็แล้วแต่จะเห็นว่ามีหลาย ๆ ท่าน โดยเฉพาะเยาวชนเขาไม่ได้สนใจว่า จำเป็นต้องจบวุฒิอะไร แต่เราไม่เปิดโอกาสให้เขาทำลักษณะนี้ได้ ซึ่งมันมีความจำเป็น ที่จะต้องทำแบบนี้ อีกอย่างหนึ่งทุกคนต้องการประสบความสำเร็จ แต่คนที่ประสบความสำเร็จ ถ้าเทียบกับคนทั่ว ๆ ไปมันคือคนส่วนน้อย แต่เรากำลังอยากประสบความสำเร็จแบบ คนกลุ่มน้อยโดยดำเนินชีวิตแบบคนส่วนใหญ่ ถามว่ามันจะสำเร็จไหมครับ มันย่อมไม่สำเร็จ หรือสำเร็จไปด้วยความยากลำบาก หรือชะตาชีวิตที่อาจจะต้องไปวัดไหนแล้วก็ไปเสี่ยงดวงเอา สุดท้ายถ้าได้ก็โชคดี ถ้าไม่ได้ก็ตามชะตาชีวิตไปอย่างเช่นสังคมไทยที่เราเจอ ผมถึงต้องมี ความจำเป็น เข้าใจว่าท่านเขียนโดยเอานักเรียนหรือผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง แต่ผู้เรียนเป็น ศูนย์กลางมันก็ประกอบด้วยสถานศึกษา ครู อาจารย์ สิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบ ๆ เด็กนักเรียน หรือผู้เรียน เราก็ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลง แล้วก็เขียนกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับสิ่งที่ มันจะเป็นไปในอนาคต ตั้งแต่มาตรา ๘ แล้วครับ ผมพยายามคิดว่าทำอย่างไร สืบเนื่องมาถึง มาตรา ๘/๑ ทำอย่างไรที่จะเขียนกฎหมายหรือแก้ไขให้มันน้อยที่สุด แล้วหลาย ๆ ท่าน อ่านแล้วยอมสอดคล้องไปด้วยกัน แต่รู้สึกว่าวิธีการเช่นนี้ผมไม่แน่ใจว่ามันใหม่เกินไป หรือเปล่า ผมอยากให้เรามาเถียงกันในห้องในสภานี้ว่ากฎหมายเรามันใหม่ มันล้ำเกินไปไหม แต่วันนี้กลับมีการเถียงกันว่ามันล้าสมัยไปหรือเปล่า อันนี้จริง ๆ ดีใจที่ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติเข้าในสภา แต่เสียใจอย่างหนึ่งคือเรามาเถียงกัน เรื่องความเก่า เราไม่ได้มาเถียงกันเรื่องความใหม่ พอเราเขียนเสร็จปุ๊บ ผมว่าอีก ๑๐ ปี อย่างน้อยก็ต้องใช้ จริง ๆ ผมอยากอ่านกฎหมายฉบับนี้แล้วมีความรู้สึกว่าว้าว (WOW) มาก ขอโทษต้องใช้คำนี้เพื่อให้เห็นความรู้สึกว่าอยากเห็น พ.ร.บ. แบบนี้เป็นแบบไหน อ่านแล้ว โอ้โฮ ทันสมัย ใคร ๆ เห็นก็ชอบ แต่มันไม่ได้เท่ากับความรู้สึกที่เราได้ ก็เลยพยายามเขียน บางข้อที่คิดว่ามันไม่ได้กระเทือนอะไรมาก ใส่เข้าไปในกฎหมาย อยากให้สมาชิกที่รับฟัง ถ้ามีความคิดแบบเดียวกันช่วยสนับสนุนผมในมาตรา ๘/๑ ด้วยนะครับ ขอบพระคุณครับ ภาสกร เงินเจริญกุล ครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เชิญ กรรมาธิการชี้แจงครับ ชี้แจงที่ไม่เห็นด้วยนะครับ🔗

นายตวง อันทะไชย ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ตวง อันทะไชย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ ต้องกราบ ขอบพระคุณท่านผู้แปรญัตติด้วยนะครับ เราเห็นเจตนารมณ์ของท่านชัดเจนครับ คงไม่ต่างกัน เพียงแต่จะกราบเรียนท่านว่าสิ่งที่ท่านได้เมตตาแปรมาตั้งแต่ข้อ ๑ ข้อ ๒ ข้อ ๓ ข้อ ๔ ข้อ ๕ ข้อ ๖ อันประกอบไปด้วยพูดถึงเรื่องสถานศึกษา พูดถึงเรื่องครู สถานศึกษานั้นได้มีการเขียนไว้ในหมวดที่ ๒ มาตรา ๒๐ มาตรา ๒๗ มาตรา ๒๘ และ มาตรา ๑๔ ซึ่งข้อความที่ท่านเขียนเข้ามาข้างในก็จะมีอยู่ในนั้นอยู่แล้ว ส่วนเรื่องของครูนั้น ได้เขียนไว้ในหมวด ๓ มาตรา ๓๒ ถึง มาตรา ๔๖ ก็จะเป็นกระบวนการในการผลิตและ พัฒนาครูที่มีมาตรฐาน ที่มีจรรยาบรรณอย่างที่ท่านต้องการครับ จึงกราบเรียนต่อ ท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ดังนั้น ก็จะต้องลงมตินะครับ ขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ🔗

(ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้ สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เป็นขั้นตอน การตรวจสอบองค์ประชุม เนื่องจากมีสมาชิกเพิ่มมาตรา ๘/๑ ขึ้นมานะครับ ขอตรวจสอบ องค์ประชุมก่อนนะครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิก กรุณาเข้าห้องแสดงตนหน่อยครับ ลงมติมาตรานี้แล้วก็มาตรา ๙ คงจะมีการอภิปรายกัน พอสมควรนะครับ ขอความกรุณาท่านลงมติมาตรานี้หน่อยครับ เชิญอีกไม่กี่ท่าน ๑๐ ท่าน รบกวนเวลาทานอาหารท่านหน่อยนะครับ รบกวนท่านหน่อยนะครับ สำหรับการลงมติ ในมาตรา ๘/๑ เป็นมาตราที่ผู้แปรญัตติขอสงวนไว้นะครับ การถามมติในลักษณะนี้ จะขึ้นด้วยผู้ที่เพิ่มมาตรานี้ขึ้นมาก่อนตามที่เคยปฏิบัติมา มาตราที่ท่านผู้เสนอขึ้นมาก็จะถาม เป็นหลักก่อน ดังนั้นขอให้ท่านเข้าใจในเรื่องของการตั้งคำถาม ขอทราบองค์ประชุมครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๓๔๙ ครบองค์ประชุมนะครับ🔗

เนื่องจาก มาตรานี้คณะกรรมาธิการไม่ได้เพิ่มขึ้นใหม่ แต่ผู้แปรญัตติสงวนคำแปรญัตติโดยเพิ่ม มาตรา ๘/๑ ขึ้นใหม่ ผมขอถามมติ ฟังให้ดี ๆ นะครับ เดี๋ยวผิด อย่าให้ผิด ให้เป็นไปตาม เจตนารมณ์ของท่านนะครับ ท่านผู้ใดเห็นด้วยกับผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคำแปรญัตติกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วยกับผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคำแปรญัตติกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่า ควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง🔗

พลตำรวจเอก สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชี รายชื่อ

ท่านประธานครับ นิดเดียวครับ ถามดี ๆ นะครับ เดี๋ยวคะแนนเหวี่ยง🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เมื่อสักครู่ คงมีการลงคะแนนผิดไปหรือเปล่าไม่ทราบ จะให้ลงใหม่ไหมครับ เพราะว่าบางท่านรีบลง ก่อนถามคำถาม ขอล้างเครื่องก่อนนะครับ ที่ผมบอกไว้แล้วนะครับ ในมาตราที่เพิ่มขึ้นนี้ ก็จะถามโดยเอาผู้ที่เสนอมาตรานั้นขึ้นก่อน ล้างเครื่องไปก่อน เดี๋ยวขอลงมติใหม่ครับ ฟังใหม่ นะครับ สมาชิกท่านใดเห็นด้วยกับผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคำแปรญัตติ คือเพิ่ม มาตรา ๘/๑ ขึ้นใหม่กดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นด้วยกับผู้แปรญัตติ คือให้คงไว้ตามร่างเดิมโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านลงมติได้ครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

มีท่านใด ยังไม่ได้ลงมติไหมครับ ปิดการลงคะแนน ขอทราบผลครับ ผลการลงมตินะครับ จำนวนผู้ลงมติ เดี๋ยวก่อนครับ🔗

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธานลองขึ้นจออีกสักทีได้ไหมครับ ตัวเลขมันปริ่มน้ำ วังเวงครับ วิเวกด้วยครับ แล้วท่านประธานผ่านไปนี่เดี๋ยวมีเรื่อง ลองดูอีกทีครับ เมื่อสักครู่ ขึ้น ๓๓๙ มันไม่ครบองค์ประชุมครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ผมไม่ผ่าน หรอกครับ ดูในจอแล้วมันไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ🔗

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

จอเมื่อสักครู่ที่ขึ้นครับ มีผู้ลงมติแสดงตนทั้งหมด ๓๓๙ แสดงว่ามันมีมือที่ ๓ ไปกดเพิ่ม เมื่อตอนเช็ก (Check) องค์ประชุม ท่านประธานลองอีกทีนะครับ หรือไม่ก็ลงมติใหม่🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ครับ ขอลงมติใหม่นะครับ🔗

นายพีระเพชร ศิริกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กาฬสินธุ์

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พีระเพชร ศิริกุล จังหวัดกาฬสินธุ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ถ้าไม่ได้ดั่งใจท่าน ก็ต้องทำใหม่เรื่อย ๆ ใช่ไหมครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ไม่ใช่หรอกครับ🔗

นายพีระเพชร ศิริกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กาฬสินธุ์

ประชาชน เขาดูอยู่นะครับ กฎหมายฉบับนี้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ครูทั้งประเทศ ผมกล้าพูดว่าครูทั้งประเทศ เขาไม่พอใจ เพราะไม่มองเห็นความสำคัญของเขาเลย ไม่มองเห็นความสำคัญของเด็กเลย แม้แต่ฝ่ายที่เขียนกฎหมายก็ยังไม่อยากให้ผ่าน ท่านก็ยังจะดื้อดึงอยู่หรือครับ กราบเรียน ด้วยความเคารพครับ🔗

นายปรีดา บุญเพลิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ กระผม นายปรีดา บุญเพลิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคครูไทย เพื่อประชาชน การศึกษานำการเมือง ครูพัฒนาคน คนพัฒนาชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมนั่งฟังด้วยการตั้งสติ มั่นคง ตั้งใจรับฟังทั้งเหตุและผลของการอภิปรายของแต่ละท่าน ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจว่าสิ่งเหล่านี้มันจะตอบโจทย์กับประเทศชาติได้ อย่างไรก็ตาม การลงมติในครั้งนี้มีอะไรเกิดขึ้นครับ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ เป็นพระราชบัญญัติ ที่จะกำหนดชะตากรรมของคนในประเทศทุกคน ถ้าจะเป็นเกมการเมืองผมไม่อยากให้เกิดขึ้น ในสภาแห่งนี้ อยากให้ท่านวางใจ ทำใจ และวางตัวให้เป็นกลาง เราจะมีชีวิตอยู่ไม่นานหรอก แต่สิ่งที่มันจะเกิดขึ้นในวันนี้มันจะเป็นตราบาปให้กับพี่น้องประชาชนครับ🔗

(นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ยังไม่ตายง่าย ๆ ขออนุญาตประท้วงก่อนครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวทีละ ท่านครับ🔗

นายปรีดา บุญเพลิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

เพราะฉะนั้นขอกราบเรียนท่านประธานให้ดำเนินการให้ถูกต้องตามกระบวนการกติกา ทางการเมืองครับ ขอบคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

คือตอนที่ ผมตรวจสอบองค์ประชุมเกินนะครับ เกินหลายท่านด้วยนะครับ โดยผมไม่ได้กดปุ่มแสดงตน ด้วยนะครับ คราวนี้กำลังจะดูว่าแก้ปัญหาอย่างไร เพราะว่าเจ้าหน้าที่ในตอนที่สีมันขึ้น มองไม่เห็นว่ามีกี่ท่าน ผมเลยไม่สามารถที่จะทราบได้ เชิญครับ🔗

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานลองฟังนิดหนึ่งได้ไหมครับ ทางนี้ครับท่านประธาน ยกมืออยู่นี่ครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ🔗

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพ ผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ไม่มีเกมการเมืองใด ๆ ทั้งสิ้น องค์ประชุมก็ครบตั้งแต่ต้นตอนที่ท่านประธานนับ แต่ที่ผมได้ ทักท้วงนี่เนื่องจากบนจอมันขึ้นเพียงแค่ ๓๓๙ ซึ่งไม่ครบองค์ประชุม และรายละเอียด ก็มีการลงมติ เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย งดออกเสียงอะไรต่าง ๆ นานา คำถามก็คือว่าไม่มี เกมการเมืองครับ แต่เป็นการปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ถ้าท่านประธานบอกผ่านไปแล้ว เดี๋ยวมีคนไปร้องมันก็โมฆะ ประเด็นทางเดียวที่ทำได้ก็คือองค์ประชุมไม่ครบ ก็ปิดประชุม กลับบ้าน กับทางที่ ๒ ท่านประธานก็หาความเห็นดูว่าจะลงมติใหม่แบบไหน อย่างไร ให้ถูกต้องตามกฎหมายครับ ไม่มีเกมการเมืองครับ สภาเสียงมากก็ผ่าน เสียงน้อยก็ไม่ผ่าน เท่านั้นเอง ขอบพระคุณครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

คือผม ขอตรวจสอบองค์ประชุมใหม่ได้ไหมครับ🔗

(นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานประท้วงครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ🔗

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขอประท้วงท่านประธานครับ เรื่องการทำหน้าที่ของประธาน ท่านประธาน มันจบแล้ว จบแล้วก็คือว่าองค์ประชุมขึ้นแล้ว ๓๓๙ คน ไม่ครบครับ แนวปฏิบัติที่เคยเกิดขึ้น มาแล้วก็คือในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในกรณี พ.ร.บ. ว่าด้วยการลงคะแนนเสียง เพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ตอนนั้นพวกเราก็คัดค้านแบบนี้ แต่ท่านประธานชวนท่านบอกว่าท่านจะขอใช้อำนาจสภา ขอว่าให้มีการลงมติใหม่ได้หรือไม่ ซึ่งพวกเราก็ยืนยันว่าไม่มีข้อบังคับที่เปิดช่องให้ทำได้ ฉะนั้นถ้าท่านประธานจะเดินหน้าต่อ แบบนั้น พวกผมคุยกันแล้วว่าฝ่ายค้านก็คงไม่สามารถที่จะร่วมดำเนินการในกระบวนการ ที่ไม่มีข้อบังคับที่รองรับได้ครับท่านประธาน จบแล้วครับท่าน🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวผม กำลังปรึกษาอยู่นะครับ เชิญครับ🔗

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานครับ ผม สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา แล้วก็ขออนุญาตในฐานะ ตัวแทนวิป (Whip) วุฒิสภา ต้องกราบเรียนว่าอาจจะเกิดปัญหาอย่างไรไม่ทราบ เพราะผมได้ ตรวจสอบแล้ว องค์ประชุมระหว่างที่ตรวจนับองค์ประชุมนั้นมีครบแน่นอน ก็ยืนยันได้ว่า เกินองค์ประชุม ๓๔๙ แต่เมื่อลงคะแนนแล้วท่านอาจจะไม่แสดงตนร่วมเป็นองค์ประชุม หรืออย่างไรนี่ ก็เป็นความรับผิดชอบที่ต้องบอกให้พี่น้องประชาชนทราบด้วย เพราะอย่างที่ เพื่อนสมาชิกทั้งฝ่ายค้าน รัฐบาล และวุฒิสภาทราบดี พ.ร.บ. นี้มีปัญหา แต่เป็นสิ่งที่มีการ ปฏิรูปเรื่องครู และครูก็รอฟังอยู่ การที่สภาเดินไปได้ด้วยกัน ผมคิดว่าเราจะเห็นด้วย เห็นต่าง ใช้วิธีการลงมติอันนี้ถูกต้อง แต่ถ้ามีปัญหาในเรื่องที่องค์ประชุมไม่ครบนี่ ผมเชื่อมั่นว่าเราตอบ สังคมไม่ได้ ในการทำงานทางการเมืองที่กำลังใกล้จะมีการเลือกตั้ง ประชาชนจะไว้ใจสมาชิก แห่งรัฐสภาได้อย่างไร ผมขออนุญาตท่านประธานว่าเมื่อมีปัญหาในการนับคะแนนเมื่อสักครู่ ก็ขอให้ใช้ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ขออนุญาตว่าไม่ใช่ทางสภาผู้แทนราษฎรอย่างเดียว วุฒิสภาก็มีข้อบังคับของตัวเอง แต่วันนี้ เราต้องใช้ข้อบังคับการประชุมรัฐสภาเพื่อเดินหน้าการประชุมต่อไป ท่านประธานสามารถ ให้มีการนับองค์ประชุมใหม่ได้ นับคะแนนใหม่ได้โดยการลงมติซึ่งมี ๒ ทางเลือก ก็คือ การขอให้ออกเสียงลงคะแนนตามข้อ ๕๖ (๑) ใหม่ ซึ่งผมขอผู้รับรองครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ผม จิรายุ ขออนุญาตประท้วงนิดเดียว ฟัง ๒ ฝั่งก่อนนะครับ เดี๋ยวก็เป็น แบบนี้อีกแล้ว พอแพ้แล้วก็หาเหตุผลให้ตัวเองจะไปต่อได้ แล้วก็บอกการเมือง นี่เรากำลังพูด ด้วยหลักการ ท่านประธานครับ ผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกรัฐสภาครับ คือตอนแรก หลักการของสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา สภาวุฒิก็แล้วแต่ นับองค์ประชุมครบ สมมุตินะครับ เมื่อครบแล้วก็มาโหวต สมมุติตอนนับมี ๕๐๐ คน แต่ตอนโหวตมี ๔๘๐ คน ๒๐ คนหาย แล้วบอกว่าไม่ได้กดอะไรเลยนี่ มันต้องมีเหตุผลนะครับ ท่านแสดงตน อย่างน้อย ท่านก็ต้องงดออกเสียง หรือท่านจะไม่เห็นด้วยใด ๆ ก็สุดแท้แล้วแต่ นี่คือสถานภาพของ สมาชิกรัฐสภาทั้งวุฒิสภาและ ส.ส. นะครับ เพราะฉะนั้นผมย้ำ ถึงแม้ท่านจะให้ผ่านมาตรานี้ ไปได้ มีใครไปร้อง มันก็จะเข้าอีหรอบเดิมเสียเวลากันทั้งคู่ ถ้าท่านจะดันทุรังไปต่อในมาตรา ต่อไปก็ไม่มีปัญหาครับ ผมก็นั่งเป็นองค์ประชุมกันอยู่ตั้งแต่ต้น ถามพวกท่านเถอะว่า องค์ประชุมพวกท่านนับกันหัวเพียว (Pure) เพียว (Pure) นี่ครบไหมครับ ถ้าไม่ครบ ฝ่ายค้านเมื่อสักครู่ลงคะแนนไปเกือบร้อย ก็หมายความว่าฝ่ายวุฒิสภารวมกับฝ่ายรัฐบาล ยังมีไม่ถึง ๒๕๐ คนเลย ท่านจะเอาอย่างนั้นใช่ไหมล่ะครับ ถ้าเอาอย่างนั้นก็ตามสบายครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลพบุรี

ท่านประธานครับ ผม อุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ด้วยความเคารพท่านประธานจริง ๆ ในฐานะ ท่านเป็นนักกฎหมาย กฎหมายเขียนไว้ชัดเจน ไม่ว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสมาชิก หรือสมาชิกรัฐสภา เสียงต้องไม่ต่ำกว่ากึ่งหนึ่ง คำว่า กึ่งหนึ่ง นั้นต้องไม่ต่ำกว่า ๓๔๒ คน เมื่อสักครู่นี้ที่ลงมติไปแล้วมีทั้งหมด ๓๓๙ คน ขาดไป ๓ คน ท่านประธานที่เคารพ ท่านจะ มามอง หรือท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติจะมองว่าบุคคลใดจะกดหรือไม่กด มันไม่เกี่ยวกัน ไม่กดแสดงว่าเขาไม่เห็นด้วย ท่านประธานก็เป็นนักกฎหมายช่วยกลับไปดู ไปทวนสิว่า เป็นอย่างไร อันนี้ผมไม่ได้สอนประธานนะครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ท่านประธานไม่มีสิทธิอื่นใด ยกเว้นปิดประชุม ถ้าท่านประธานไม่ปิดประชุมปัญหาก็จะบานปลายไปเรื่อย ๆ ถือว่าท่าน ทำผิด ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ตำแหน่งประธานรัฐสภาครับ ขอบคุณครับ🔗

นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธาน ผม วัลลภ ครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัย แล้วครับ เชิญท่านวัลลภครับ🔗

นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานที่เคารพ ผม วัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา คือจะ ๒ ขั้นตอน ในการ ลงมติในที่ประชุมมันมี ๒ จังหวะ จังหวะที่ ๑ เป็นจังหวะของการนับจำนวนผู้เข้าร่วมประชุม อันนี้ก็ถือว่าเป็นหลักปฏิบัติเพื่อให้ประธานในที่ประชุมสามารถดำเนินการต่อไปได้ว่า เมื่อคนจำนวนครบแล้วก็จะขอลงมติได้ ขั้นตอนนี้ก็ผ่านไป แต่พอขั้นตอนที่ ๒ เมื่อลงมติแล้ว เสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ก็ถูกตามที่ฝ่ายค้านพูด คือต้องปิดประชุม ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา

ถือว่า องค์ประชุมไม่ครบในการลงคะแนน🔗

ปิดการประชุมครับ🔗

เลิกประชุมเวลา ๑๒.๔๙ นาฬิกา