รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ครั้งที่ ๖ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เป็นพิเศษ
วันอังคารที่ ๒๔ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๖
ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา
____________________
เรียนท่านสมาชิกครับ ซึ่งจำนวนสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ๖๗๔ ท่าน องค์ประชุมในการพิจารณาวันนี้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งคือ ๓๓๗ ท่าน ขณะนี้มีท่านสมาชิก รัฐสภาลงชื่อไว้แล้ว ๓๔๑ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้วนะครับ ผมขอเปิดประชุมเพื่อดำเนินการ ประชุมตามระเบียบวาระ🔗
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว🔗
ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาเสร็จแล้ว🔗
ขอเชิญ คณะกรรมาธิการวิสามัญเข้าประจำที่ครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม จเด็จ อินสว่าง🔗
ท่านจเด็จ อินสว่าง จะหารือเรื่องอะไรครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม จเด็จ อินสว่าง สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ประมาณ ๒ เดือน หรือตั้งแต่เปิดสมัย ประชุมนี้มีปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นในรัฐสภาเราหลายครั้ง บ่อยครั้งที่ประชาชนรู้สึกคับข้องใจ อิดหนาระอาใจก็คือสภาล่ม ถ้าเผื่อเป็นสภาผู้แทนราษฎรล่มเพราะเหตุองค์ประชุมไม่ครบ ผมขออนุญาตด้วยความเคารพผมไม่ก้าวล่วง แล้วก็ไม่มีสิทธิที่จะก้าวล่วง แต่มีหลายครั้ง ที่รัฐสภาล่ม แล้วรัฐสภานั้นประกอบไปด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา การเสื่อมเสีย เกียรติศักดิ์ ภาพลักษณ์มันเกิดขึ้นของทั้ง ๒ สภา ผมเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า สมาชิกวุฒิสภานั้นรู้สึกอับอายแล้วก็คับข้องใจไม่น้อยกว่าพี่น้องประชาชน แต่ทุกครั้ง สมาชิกวุฒิสภามาเกินครึ่ง การล่มของรัฐสภาไม่ได้เกิดจากสมาชิกวุฒิสภา ผมขออนุญาต และกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ให้เวลาที่ได้ชี้แจงท่านประธาน แสดงความรู้สึกกับ ท่านประธานผ่านไปยังพี่น้องประชาชนผู้รับฟังการถ่ายทอดอยู่ ณ ขณะนี้ เพื่อให้เห็นว่า การตระหนักในความรับผิดชอบ การตระหนักในเกียรติยศ ชื่อเสียงและภาพลักษณ์ และขอป้องกันเกียรติยศของสมาชิกวุฒิสภานั้น สมาชิกวุฒิสภากระทำไปด้วยความรู้สึก รับผิดชอบ ขอบพระคุณครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกวุฒิสภาที่มาพูดเหมือนกับว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นคนทำ สภาล่ม และวุฒิสภาไม่เคยมาต่ำกว่ากึ่งหนึ่ง ผมคิดว่าเป็นการพูดเหมือนกับว่าจะเอาดีใส่ตัว คือฝ่ายวุฒิสภา แล้วก็โยนชั่วใส่ผู้อื่น ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่สมควรที่จะพูดแบบนี้ในช่วง บรรยากาศแบบนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเรามีภารกิจค่อนข้างเยอะ เราต้องลงพื้นที่ เราต้องประชุมกรรมาธิการในแต่ละครั้ง บางทีก็ต้องวิ่งมาเพื่อจะประคับประคององค์ประชุม ในส่วนตรงนี้ไป แต่วุฒิสภาท่านไม่ได้มีภารกิจอะไรเลย ท่านพูดแบบนี้แล้วก็ผมว่าเอามา เปิดดูไหมว่าที่ล่มนี่เพราะว่าตัววุฒิสภาเองหรือไม่ อย่างไร การพูดแบบนี้ไม่ได้สร้างสรรค์เลย ท่านก็เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เป็นคนที่มีอายุมากแล้วแต่ไม่ควรจะมาพูดแบบนี้นะครับ เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น ผมคิดว่าในส่วนตรงนี้อยากให้ท่านถอดถอนคำแบบนี้ออกไป อย่ามาพูด แบบนี้ในสภาเลยนะครับ🔗
คือได้มี การชี้แจงทั้ง ๒ ฝ่ายแล้ว ผมขอให้ระงับการพูดจาโต้เถียงนะครับ ไม่ได้อยู่ในระเบียบวาระ ขอให้เป็นประเด็นอื่นนะครับ ท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ ใช่ไหมครับ เชิญท่านชินวรณ์ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต่อประเด็นที่ได้มีการหยิบยกขึ้นมา หารือ ผมคิดว่าวันนี้เป็นวันที่มีความสำคัญ เพราะเป็นวันที่ประธานรัฐสภาได้กรุณานัด วาระพิเศษเพื่อที่จะให้พวกเราได้มาร่วมกันพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ซึ่งเป็นร่างพระราชบัญญัติที่ออกตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ หรือเรียกสั้น ๆ ก็คือเป็นกฎหมายปฏิรูป เมื่อผ่านคณะกรรมาธิการแล้วมาสู่วาระที่สอง วาระที่สาม คือครั้งที่ผ่านมาและครั้งนี้แล้วคนก็คาดหวังว่าจะได้นำไปดำเนินการ ตามมาตรา ๘๑ คือทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าวันนี้พวกเราที่นั่งอยู่ตรงนี้เราอย่าไปโทษใครกันเลย ดีกว่าครับ แต่วันนี้จะเป็นวันสำคัญเพราะว่าผมอยากชี้ให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิก ได้เห็นว่าท่านประธานได้ให้เวลา ๑ วันเท่านั้น เพราะพรุ่งนี้จะเป็นวาระพิเศษในเรื่องของ ข้อตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับการผลิตยา แล้วก็เรื่องรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่มี ความสำคัญเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นวันนี้จึงเป็นเรื่องที่เป็นโอกาสสำคัญที่พวกเรา ต้องตระหนักและสำนึกว่าร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... นั้น เหมือนธรรมนูญการศึกษาที่เราจะต้องร่วมมือกันในการลงมติ ผมเข้าใจว่าในมาตราที่ผ่านมา คือมาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ เป็นมาตราหลักที่พูดถึงภาพรวมก็อาจจะมีความคิดเห็น แตกต่างกันบ้าง แต่ว่าหลังจากนี้ผมคิดว่าถ้าพวกเราได้รับความร่วมมือกันนะครับ ในวันนี้ ผมยอมรับความเป็นจริงว่าคือใครมาก็มา ใครไม่มาก็ปรากฏชัดเจน แต่ผมอยากจะเรียกร้อง อีกครั้งหนึ่งว่าเรื่ององค์ประชุมเป็นเรื่องของความรับผิดชอบร่วมกันของรัฐสภาครับ ส่วนความคิดเห็นจะแตกต่างกันไม่เป็นไร และโดยเฉพาะผมไม่อยากให้ใครก็ตามไปอ้าง เอาความคิดเห็นข้างนอกซึ่งไม่ใช่ผ่านคณะกรรมาธิการ เพราะแน่นอนกฎหมายฉบับนี้ เป็นกฎหมายหลักก็ย่อมมีความคิดเห็นแตกต่างกันบ้าง แต่ว่าโดยภาพรวม ๙ ประเด็นหลัก ที่เป็นเนื้อหาสำคัญของร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ฉบับนี้เป็นการ ต่อยอดเพื่อต้องการจะปฏิรูปการศึกษา เพื่อต้องการที่จะจัดการศึกษาให้มีคุณภาพในอนาคต เพราะฉะนั้นผมขอเรียกร้องอีกครั้งหนึ่งสำหรับคนที่ห่วงใยในอนาคตของลูกหลานในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรทางการศึกษา พี่น้องประชาชน หรือแม้แต่นักเรียน นักศึกษา ผมคิดว่าต้องร่วมกันในการที่สนับสนุนและ ติดตามการประชุมในวันนี้ครับ เพราะฉะนั้นเมื่อครบองค์ประชุมแล้วผมก็อยากจะให้ ท่านประธานได้ใช้เวลาในการที่จะดำเนินการในการพิจารณากฎหมายนี้ตามลำดับ แล้วก็ ขอความร่วมมือว่าเมื่อผ่านมาตราสำคัญไปแล้ว ซึ่งผมไปดูว่าหลังมาตรา ๒๐ แล้วนี่ก็จะ รวดเร็วมากยิ่งขึ้นนะครับ ถ้าเราร่วมมือกันได้เสร็จในคืนนี้ผมคิดว่าก็จะเป็นผลงานร่วมกัน ของสมาชิกรัฐสภาครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗
ผมขอให้ยุติ การอภิปรายหารือนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมขอหารือแป๊บเดียวครับ🔗
ผมไม่อนุญาต แล้วนะครับ มีโพยส่งผมมาหลายท่าน มีทางฝ่ายที่ ส.ว. ได้พูดถึงเรื่องของการขาด องค์ประชุม แล้วก็ทางพรรคก้าวไกลก็ได้ชี้แจงแล้ว และท่านชินวรณ์ก็ตอบได้แทนผมเลย ผมไม่ต้องชี้แจง ดังนั้นข้อหารือดังกล่าวผมไม่อนุญาตแล้วนะครับ ผมขอดำเนินการ ตามระเบียบวาระครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตไว้ก่อนนะครับ🔗
ไม่มีครับ ผมไม่อนุญาตครับ ท่านกิตติศักดิ์กรุณานั่งลงนะครับ🔗
หมายความว่า ท่านประธานจะไม่ต้องการให้ประชุมต่อใช่หรือไม่ครับ🔗
ไม่ใช่ครับ🔗
สมาชิกมีสิทธิ ที่จะพูดนะครับ แล้วก็ท่านประธานยังไม่ได้เปิด ดังนั้นเมื่อขอไว้ก่อนแล้วท่านประธานต้อง พิจารณาครับ🔗
ผมเปิด การประชุมแล้วครับ ท่านนั่งลงก่อนนะครับ วาระนี้เป็นวาระเรื่องการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... นะครับ🔗
ไม่เป็นไร จะจำไว้ครับ🔗
คณะกรรมาธิการ เข้าประจำที่แล้วนะครับ จากการประชุมครั้งที่ผ่านมาคือการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ ๕ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) วันพุธที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๖๖ ที่ประชุมได้พิจารณา ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... โดยเป็นการพิจารณาต่อในมาตรา ๗ แล้วเรียงตามลำดับมาตราจนถึงมาตรา ๘/๑🔗
มาตรา ๘/๑ ผู้สงวนคำแปรญัตติเพิ่มขึ้นใหม่🔗
โดยผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคำแปรญัตติได้อภิปราย และคณะกรรมาธิการ ได้ตอบชี้แจงจบแล้ว จากนั้นได้ลงมติในมาตราดังกล่าวปรากฏว่ามีจำนวนสมาชิกแสดงตน ไม่ครบองค์ประชุม ประธานของที่ประชุมจึงได้สั่งปิดการประชุมเพื่อมาลงมติวันนี้ ดังนั้น ผมขอดำเนินการประชุมต่อเลยนะครับ แม้ว่ามาตรานี้คณะกรรมาธิการไม่ได้เพิ่มขึ้นใหม่ แต่เนื่องจากผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคำแปรญัตติยังคงติดใจคำชี้แจง ดังนั้นผมขอถามมติ ที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับร่างของผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคำแปรญัตติที่ให้เพิ่มมาตรา ๘/๑ ขึ้นใหม่หรือไม่นะครับ ก่อนลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุมครับ ผมขอเชิญท่านสมาชิก เข้าห้องประชุมนะครับ🔗
เชิญสมาชิก เข้าห้องประชุมครับ🔗
ท่านประท้วง ผมใช่ไหมครับ ท่านขจิตร ชัยนิคม เชิญครับ ผมเรียกร้องท่านประธานวิป (Whip) รัฐบาล ผมบอกว่าถ้าจะผ่านกฎหมายนี้ให้เอา ส.ส. มา ๑๖๐ ส.ว. มา ๑๙๐ เป็น ๓๕๐ ก็จะผ่านกฎหมายนี้ เพราะฉะนั้นผมพูดไม่ได้เอาใจใคร แต่พูดถึงสัจธรรมในการจะออกกฎหมายปฏิรูปต้องโดยเสียง ส.ว. และเสียง ส.ส. รัฐบาล เป็นหลัก ส่วนผมจะพิจารณาโดยอิสระ ผมเห็นด้วยกับการผ่านกฎหมายนี้ แต่ผมลงมติ ให้ท่านไม่ได้ เพราะมติของพรรคเขาเชื่อตามคำเรียกร้องของครู แล้วผมก็มีส่วนว่าอะไร ไม่ชอบก็มี อะไรที่ดีก็มี แต่สรุปแล้วเราไม่สามารถที่จะผ่านกฎหมายนี้ได้ ก็เรียนท่านประธาน ให้รับทราบ แล้วอย่ามาตำหนิอะไรกันให้มันผิดหลักการ ขอบคุณครับ🔗
เป็นเรื่อง ที่ท่านพูดขึ้นมาหลังจากที่มีการอภิปรายจบแล้วนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ประท้วงท่านประธานข้อ ๕ ครับ🔗
เชิญครับ ผมทำอะไรครับ🔗
ท่านประธานครับ กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา ฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ บางครั้ง ความอดทนมันก็มีจำกัด ผมอยากจะเรียนพี่น้องประชาชนสั้น ๆ ดังนี้ครับ🔗
ท่านประท้วงผมครับ🔗
ประท้วงให้ การประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อยในข้อ ๕ ครับ🔗
ผมยินดี ปฏิบัติให้เรียบร้อยแล้วก็เป็นกลางนะครับ ดังนั้นไม่ใช่ข้อที่จะมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องอย่างอื่น ท่านเห็นผมไม่ถูกต้องอย่างไร🔗
ก็นี่อย่างไรครับ ผมกำลังจะกล่าวให้ท่านประธานฟัง🔗
เชิญครับ🔗
ผมเคารพ ท่านประธานมาตลอดนะครับ ในขณะนี้วุฒิสมาชิกมาลงชื่อ เซ็นชื่อในห้องนี้วุฒิสมาชิก มาเซ็นชื่อ จำนวน ๒๐๓ ท่าน จาก ๒๕๐ ท่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร🔗
ขออนุญาต คือจะเป็นการพูดซึ่งเป็นข้อเท็จจริงก็จริงนะครับ แต่ว่าสมาชิกสามารถตรวจดูได้ว่า ใครมาประชุม🔗
ไม่ได้ครับ ต้องบอก ประชาชนครับ พี่น้องประชาชนจะไม่ทราบ🔗
เดี๋ยวขึ้น กระดานให้ประชาชนเห็นครับ ท่านกิตติศักดิ์นั่งลงดีกว่าครับ ผมดำเนินการประชุมต่อไป จะได้ผ่านมาตรา ๘/๑🔗
ถ้าท่านไม่ให้พูด สงสัยว่าก็จะไม่ได้รับความร่วมมือจากสมาชิกครับ🔗
ขอเชิญ นั่งลงนะครับ ผมต้องกดสัญญาณเรียกองค์ประชุมนะครับ ตอนนี้ยังมีแค่ ๒๑๙ นะครับ🔗
องค์ประชุม ที่ขึ้นบนกระดานนั้น ๓๐๐ เท่าไรนะครับ มองไม่เห็น🔗
ท่านประธานครับ กระผม ยศวัฒน์ มาไพศาลสิน แสดงตนครับ🔗
แสดงตน ๑ ท่าน บันทึกไว้ด้วยนะครับ ท่านแสดงตนด้วยวาจาครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน นายถวิล เปลี่ยนศรี สมาชิกวุฒิสภา ๐๖๗ แสดงตนครับ🔗
๐๖๗ ท่านถวิล เปลี่ยนศรี ส.ว. อีก ๑ ท่านนะครับ ช่วยบันทึกไว้ด้วยเพื่อนับองค์ประชุมครับ🔗
ท่านประธาน ขออนุญาตค่ะ สุวรรณี สิริเวชชะพันธ์ สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตแสดงตนค่ะ🔗
ท่านสุวรรณี หมายเลขอะไรครับ เจ้าหน้าที่บันทึกไว้ด้วยครับ ตอนนี้ ๓ ท่านแล้วนะครับ🔗
ขออนุญาตท่านประธาน เฉลา แสดงตนครับ🔗
คุณเฉลา ส.ว. นะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ สมชาย แสวงการ ขออนุญาตท่านประธานรออีกสักครู่ สมาชิกวุฒิสภากำลังทยอยมาเพิ่มเติม ขอบพระคุณครับ🔗
ผมรอ อยู่แล้ว ผมเข้าใจดีครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส. ๒๐๑ แสดงตนครับ แล้วก็ขอให้ ท่านประธานรอสักครู่วิป (Whip) ฝ่ายค้านเพิ่งประชุมเสร็จกำลังมาครับ🔗
ผมเข้าใจ เพราะว่ามาถึงก็มีการประชุม มีการทานอาหาร ไม่มีปัญหาครับ อย่าทะเลาะกันดีกว่า กับกฎหมายฉบับนี้ กฎหมายฉบับนี้เห็นด้วยก็เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยก็ไม่เห็นด้วย เป็นมติของ รัฐสภาเรา ไม่จำเป็นต้องโจมตีผมหรือโจมตีท่านใดนะครับ น่าจะเข้าหลัก ๓๐๐ ท่านแล้ว ก็คงเหลืออีกสักประมาณ ๔๐ ท่าน ผมก็อยากจะเรียนกับท่านสมาชิกนะครับ ถ้าท่าน ไม่เห็นด้วยท่านก็ใช้สิทธิที่ไม่เห็นด้วยดีกว่าที่จะขาดไปจากองค์ประชุม อันนี้เป็นความเห็น ส่วนตัวผมท่านอาจจะไม่ทำอย่างนั้นก็ได้ ขอกดปุ่มอีกครั้งอาจจะมีสมาชิกบางท่าน รับประทานอาหารอยู่หรือว่าเข้าประชุมกรรมาธิการนะครับ🔗
เมื่อสักครู่นี้ มีรายงานด้วยวาจากี่ท่านนะครับ แล้วยังเปลี่ยนอยู่หรือเปล่าใช้เครื่อง เจ้าหน้าที่ช่วย รายงานด้วยครับ เมื่อสักครู่ผมนับได้ ๔ ท่าน ที่แสดงตนด้วยทางไมโครโฟนนี้ได้ใช้ บัตรลงคะแนนหรือเปล่าครับ ๔ ท่าน ใช้บัตรได้แล้วท่านหนึ่งก็เหลือ ๔ ท่าน แสดงตน รออีกสักนิดเผื่อไว้หน่อยครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ แบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ถ้ารอถึง ๔๐ คน ท่านประธาน ไม่สั่งพักการประชุมสัก ๑๐ นาที หรือ ๑๕ นาทีก็ได้ครับ ขอบคุณครับ🔗
ตอนนี้ ถึงแล้วครับ ไม่ต้องพักหรอกครับ เดี๋ยวนับตอนที่ลงคะแนนแล้วอีกที นับตอนลงคะแนน ต้องนับจากที่เขาบันทึกไว้แต่ละท่านต้องบวกกันหน่อยนะครับ อีกสักนิดครับ🔗
ท่านประธานครับ สมชาย เสียงหลาย ๑๙๔ แสดงตนครับ🔗
ท่านสมชาย เสียงหลาย แสดงตน ส.ว. นะครับ🔗
ผม พนิต วิกิตเศรษฐ์ ๒๒๘ ส.ส. แสดงตนครับ🔗
ส.ส. ท่านแสดงตน ๒๒๘ ใช่ไหมครับ สรุปแล้วผู้ที่แสดงตนด้วยทางไมโครโฟนมี ๑. ท่านยศวัฒน์ ๒. ท่านถวิล เปลี่ยนสี ๓. ท่านเฉลา พวงมาลัย ๔. ท่านปกรณ์วุฒิ ๕. ท่านสมชาย เสียงหลาย ๖. ท่านหมายเลข ๒๒๘ ขออนุญาต ท่านพนิต วิกิตเศรษฐ์ ผมขอทราบ องค์ประชุมบวกผู้ที่ใช้บัตรนะครับ จำนวนองค์ประชุมแสดงตนครับ ๓๓๗ ท่าน บวกที่ แสดงตนด้วยไมโครโฟน ๖ ท่าน เป็น ๓๔๓ ท่าน ครบองค์ประชุม องค์ประชุมคือ ๓๓๗ ท่าน🔗
ต่อไป ผมขอถามมติในมาตรา ๘/๑ มาตรานี้คณะกรรมาธิการไม่ได้เพิ่มขึ้นใหม่ แต่เนื่องจาก ผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติยังคงติดใจคำชี้แจง ดังนั้นผมขอถามมติจากที่ประชุมว่า จะเห็นด้วยกับร่างของผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคำแปรญัตติที่ให้เพิ่มมาตรา ๘/๑ ขึ้นใหม่หรือไม่ สมาชิกท่านใดเห็นด้วยกับผู้แปรญัตติที่เพิ่มมาตรา ๘/๑ ขึ้นใหม่กดปุ่ม เห็นด้วย สมาชิก ท่านใดไม่เห็นด้วยกับผู้แปรญัตติกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย สมาชิกท่านใดเห็นว่าควรงดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง เชิญทุกท่านลงคะแนนได้ครับ🔗
มีท่านใด ยังไม่ได้ลงมติไหมครับ คราวก่อนนี้ผมไม่ได้ดูที่แสดงว่าไม่ลงมตินะครับ ท่านใดยังไม่ได้ ลงมติเชิญครับ🔗
ท่านประธานขออนุญาตครับ ๒๔๔ ไม่เห็นด้วยนะครับ🔗
๒๔๔ ลงมติด้วยวาจาไม่เห็นด้วยนะครับ มีท่านใดอีกไหมครับ ปิดการลงคะแนนขอทราบผลครับ ผลการลงมติจำนวนผู้ลงมติ ๓๗๓ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ เห็นด้วยกับการแก้ไข มาตรา ๘/๑ ๕๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๓๑๐ ท่าน งดออกเสียง ๖ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี มีไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน ก็บวกเข้าไปนะครับ ช่วยบันทึกไว้ในรายงานการประชุมนะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติไม่ให้เพิ่มมาตรา ๘/๑ ขึ้นใหม่นะครับ🔗
เชิญ เลขาธิการต่อครับ🔗
มาตรา ๙ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น🔗
มาตรา ๙ มีการแก้ไขนะครับ มีผู้ลงชื่อไว้ก่อนผมขออ่านนะครับ ท่านใดจะเพิ่มเติมหรือจะตัดออก ช่วยบอกนะครับ มาตรา ๙ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น ๒ ท่าน ที่แสดงมา คือ ท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน กับท่านดะนัย มะหิพันธ์ ๒ ท่าน ผู้แปรญัตติไม่มี และมีสมาชิกที่ประสงค์จะอภิปรายในประเด็นที่กรรมาธิการมีการแก้ไข รวมทั้งหมด ๖ ท่าน ท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ท่านเกษม ศุภรานนท์ ท่านปรีดา บุญเพลิง รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ ผู้ช่วยศาสตราจารย์เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ ท่านอนุรักษ์ บุญศล ท่านใดต้องการเพิ่มกรุณาแสดงตนนะครับ ถ้าผมอ่านชื่อท่านใดแล้วไม่มีแสดงว่า ท่านสละสิทธิ์แล้วนะครับ เชิญท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน ก่อนครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม เฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะกรรมาธิการนะครับ ตามร่างมาตรา ๙ ที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้แก้ไขเพิ่มเติม ผมขออนุญาตอ่านร่างเดิมของ มาตรา ๙ ให้ที่ประชุมได้รับทราบนะครับ นอกจากการจัดการศึกษาเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ตามมาตรา ๘ แล้ว ให้มีการส่งเสริม สนับสนุน ช่วยเหลือและกระตุ้นให้บุคคลทุกช่วงวัย และทุกอาชีพใฝ่ใจในการแสวงหาความรู้เพิ่มเติมตามอาชีพของตนหรืออาชีพอื่นหรือความรู้ อื่นใดที่ตนสนใจ เพื่อเป็นการพัฒนาตนเองหรือการเรียนรู้ตลอดชีวิต สร้างความรู้ที่ทันต่อการพัฒนาการของโลกหรือเกิดความเชี่ยวชาญในความรู้ที่ตนสนใจ หรือในความถนัดของตน เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการดำเนินชีวิตและประโยชน์ ต่อสังคม ในร่างมาตรา ๙ นี้เป็นเรื่องหลักการดำเนินการให้สอดคล้องกับมาตรา ๘ ที่เรา ได้อภิปรายไปแล้ว คือในมาตรา ๘ ตั้งแต่มาตรา ๘ (๑) ถึงมาตรา ๘ (๗) เพราะฉะนั้น มาตรา ๙ นี่ก็เป็นหลักการดำเนินการให้สอดคล้องกับมาตรา ๘ และเป็นมาตรการเสริม มาตรา ๘ ส่วนในรายละเอียดของการดำเนินการมีกำหนดไว้ในมาตรา ๑๑ คือให้เป็นหน้าที่ หรือเป็นสิทธิของรัฐ เอกชน บุคคล ในการจัดการศึกษา ทีนี้กรรมาธิการได้มีมติแก้ไขเพิ่มเติม เพิ่มเติมถ้อยคำว่า นอกจากการจัดการศึกษาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามมาตรา ๘ แล้ว กรรมาธิการได้เพิ่มจากคำว่า แล้ว ว่า รัฐต้องส่งเสริมการจัดการศึกษาและจัดให้มีความ ร่วมมือระหว่างรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชน ความเห็นข้อที่ ๑ ก็คือว่า การเพิ่มคำว่า ความร่วมมือระหว่างรัฐ อาจแปลความผิดไปจากความประสงค์ได้ อาจแปลความว่ารัฐไทยกับรัฐพม่า รัฐไทยกับลาว หรือรัฐไทยกับเขมร เพราะมิใช่ระหว่างรัฐ ต่อรัฐ จึงควรใช้คำว่า ความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้อที่ ๒ พิจารณาดูแล้ว ถ้าคงไว้ตามร่างเดิมก็ยังมีความหมายกว้างกว่าด้วยซ้ำไป โดยไม่ต้องรอให้รัฐเป็นคนจัด และให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือภาคเอกชนสามารถดำเนินการได้เองหากมี ความพร้อมตามที่กำหนดไว้ในรายละเอียดมาตรา ๑๑ เพราะฉะนั้นในร่างมาตรา ๙ นี้ ผมขอ สงวนความเห็นแก้ไขใหม่ เพื่อให้ถ้อยคำมีความรัดกุมดังนี้ ที่ประชุมลองพิจารณาในรายงานดู ไม่อย่างนั้นถ้าท่านไม่ดูเดี๋ยวท่านลงมติไม่ถูกนะครับ มาตรา ๙ ที่แก้ไขใหม่ นอกจากการจัด การศึกษาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามมาตรา ๘ แล้ว รัฐต้องส่งเสริมการจัดการศึกษาและ จัดให้มีความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชน เพื่อ เพื่ออันนี้ก็เป็น ข้อความที่เหมือนเดิม คำที่เปลี่ยนแปลงไปก็คือว่า กรรมาธิการเข้าไปเพิ่มว่าความร่วมมือ ระหว่างรัฐ คำนี้มันอาจจะแปลความผิดไปจากความประสงค์ได้ ผมก็แก้ไขว่าจัดให้มีความ ร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะได้ชัดเจน ก็ขอความกรุณาที่ประชุมได้โปรดพิจารณา ความเห็นของกระผม ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นท่านดะนัย มะหิพันธ์ ครับ🔗
ไม่อยู่ใช่ไหมครับท่านดะนัย ไม่อยู่นะครับ ผ่านท่านไปก่อนนะครับ ต่อไปเป็นท่านสมาชิก พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ อภิปรายได้ในประเด็นที่กรรมาธิการแก้ไขครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เป็นไปตามนั้นครับท่านประธาน ที่ท่านประธานย้ำทุกครั้งว่าให้เป็นไปตามระเบียบ ข้อบังคับ ผมก็ยืนยันว่าผมจะอภิปราย ตามที่มีการแก้เท่านั้น ผมไม่เคยออกนอกลู่นอกทางครับ ไม่เคยอภิปรายวก ๆ วน ๆ แล้วก็ ไม่เกเรในสภาครับท่านประธาน ในนิยามที่เขียนเพิ่มเติมอธิบายถึงคำเพิ่มเติมในมาตรา ๙ ว่ารัฐส่งเสริมการจัดการการศึกษาและการจัด เพิ่มนะครับ แล้วก็เติมคำว่า ความร่วมมือระหว่างรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชนเพื่อจุด จุด จุด แล้วมีคำเพิ่มเติมอีกคำหนึ่งคำว่า ตามความถนัด เอาตรงนี้ครับท่านประธาน ผมว่า คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่คงหลงลืมครับ ผมอภิปรายตรงนี้ครับ ในเนื้อความที่เพิ่มเติม ถ้าผมไม่เข้าใจผิดท่านเอามาไม่หมดในมาตรา ๕๔ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๔ ท่านเปิดนะครับ ว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๔ ที่เขียนไว้ท่านมาจากมาตรา ๘ ทั้งหมดที่ไม่ได้แก้ไข เพราะว่า มาตรา ๘ เป็นหัวใจสำคัญใน ๗ ช่วงวัย แต่ในรัฐธรรมนูญที่เขียนมาตรา ๕๔ ท่านขาดและ บกพร่อง กฤษฎีกามักจะเป็นแบบนี้จริง ๆ แต่ผมจะถือว่าถ้าผ่านไปทุกกฎหมายแบบนี้ อีกหน่อยผมก็จะเอาเป็นแบบอย่าง ท่านประธานครับ วรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ ของมาตรา ๕๔ ของรัฐธรรมนูญเขียนไว้อย่างนี้ครับ รัฐ บลา บลา บลา (Blah Blah Blah) ไปถึงว่าโดยจะต้องส่งเสริม สนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชนให้มีส่วนร่วม ในการดำเนินการด้วยนี่คือวรรคสองท่านถึงเอามาเติมใส่ เพราะท่านตกจริง ๆ วรรคสามครับ วรรคสามพูดถึงเรื่องรัฐจะต้องดำเนินการให้ประชาชนด้วยการศึกษาส่งเสริมการเรียนรู้ ตลอดชีวิตและจัดให้มีการร่วมมือระหว่างรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและ ภาคประชาชน บลา บลา บลา (Blah Blah Blah) แต่เอามาไม่หมดวรรคสอง ท่านขีดเส้นใต้ ในวรรคสองคำที่เป็นนัยสำคัญคือคำว่า มีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล หายไปไหน ทำไม ไม่ใส่ให้ครบ เป็นคำถามแรกว่ากรรมาธิการทำไมไม่ใส่เนื้อหาว่ามีคุณภาพและมาตรฐาน สากลไว้ในมาตรา ๙ เพราะอะไร ถัดไปครับ นอกจากนั้นแล้วที่เติมคำว่า ตามความถนัด ท่านไปดูในวรรคสามของมาตรา ๕๔ เขียนอย่างนี้ครับ เขียนว่าการศึกษาทั้งปวงต้องมุ่ง พัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ สามารถเชี่ยวชาญได้ตามความถนัดของตน และมีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคมและประเทศชาติ หายไปไหนครับ เวิร์ดดิง (Wording) อื่น ๆ หยิบมาแต่เฉพาะความถนัดได้อย่างไรครับ คนดีไปไหนครับ สิ่งสำคัญ ในวรรคสี่ของมาตรา ๕๔ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนไว้อย่างนี้ว่ามีความรับผิดชอบ ต่อครอบครัว บลา บลา บลา (Blah Blah Blah) นี่ยังอีกคำถามว่าอะไรบรรจุไว้ในมาตรานี้ มาตรา ๙ คือความรับผิดชอบที่จะต้องบรรจุเป็นกฎหมายใน พ.ร.บ. การศึกษา เพราะ พ.ร.บ. นี้คือ พ.ร.บ. ปฏิรูปครับ ท่านประธานครับ อ่านแล้วช้ำใจอีกเพราะว่าอะไร วรรคสี่ของมาตรา ๕๔ ของรัฐธรรมนูญที่เอามาใช้ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เขียนอย่างนี้ครับ ในการ ดำเนินการให้เด็กเล็กได้รับดูแลและพัฒนาตามวรรคสองที่ผมกล่าวไปแล้ว หรือให้ประชาชน ได้รับการศึกษาตามวรรคสามที่ผมพูดไปแล้วว่านั่นบกพร่อง รัฐ ขีดเส้นใต้ครับ รัฐต้องดำเนินการให้ผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายการศึกษาตามความ ถนัดของตน นี่อย่างไรครับ คำว่า ตามความถนัด อยู่ตรงนี้ นี่คือวรรคสำคัญของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๔ ในรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่เพื่อร่างกฎหมายฉบับนี้ คำถามที่ ๓ วรรคสี่เอาเนื้อความ ตรงนี้ที่ขาดหายว่าช่วยเหลือผู้ขาดแคลนไปไว้ที่ไหน อย่าบอกว่าจะอยู่ในมาตราถัดไปนะครับ ไม่มีครับ เพราะผมเป็นคนแก้เอง ขอบคุณครับท่านประธาน ตอบ ๓ คำถามครับ🔗
ต่อไป ท่านเกษม ศุภรานนท์ แล้วก็ตามด้วยท่านปรีดา บุญเพลิง นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม เกษม ศุภรานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเศรษฐกิจไทย นครราชสีมา เขต ๑ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา มาตรา ๙ เป็นมาตรา ที่สร้างขึ้นมาเพื่อขอความร่วมมือหรือให้ความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งผมกราบเรียนท่านประธานไปถึงเพื่อนสมาชิกเพื่อนกรรมาธิการว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ เป็น พ.ร.บ. ที่มันมีเหรียญ ๒ ด้านที่ดี แต่ พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็มีเพื่อนครูบาอาจารย์ที่จะ สร้างขวัญกำลังใจให้เกิดความร่วมมือ ให้เกิดคุณภาพต่อผู้เรียน ไม่ค่อยสบายใจท่านครับ เพราะฉะนั้นการที่มาตรา ๙ เราก็ดีที่เราจะผลักดันให้มันเกิดคุณภาพต่อผู้เรียนนั้นผมเป็น ห่วงว่าถ้าเกิดครูบาอาจารย์เราทักท้วง ครูบาอาจารย์เราทั้งประเทศแต่งชุดดำผมไม่ค่อย สบายใจนะครับ เพราะฉะนั้นขวัญกำลังใจที่จะผลักดันให้กับการศึกษาให้มีประโยชน์ ผมอยากให้ฟังเสียงคุณครูด้วย อยากจะมองเห็นว่ากรรมาธิการในกฎหมายฉบับนี้อยากจะให้ ชะลอแล้วก็ให้สร้างขึ้นมาใหม่เป็นกฎหมายของครู เพื่อครู โดยครูสักฉบับหนึ่ง ถ้าเราเขียนเอง เราร่างเองขึ้นมาและให้ครูเรามีความสุขความสบายใจน่าจะดี ประเทศใกล้เคียงเรา ท่านประธานและที่ประชุมที่เคารพครับ อย่างของสิงคโปร์เขาให้เกียรติมากว่าอาชีพครูเป็น อาชีพที่สูง เงินเดือนสูงครับ แต่ทุกวันนี้ถ้าผมจำไม่ผิดก็คือประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ กว่าบาท คนทุกคนเขากระตือรือร้นอยากจะเป็นครู คนทุกคนก็อยากจะมีอาชีพเป็นข้าราชการครู เมื่อคนกระตือรือร้นเมื่อคนมีคุณภาพไม่ใช่ว่าครูไม่ดีนะ เมื่อคนมีคุณภาพลูกศิษย์ก็ต้องมี คุณภาพ เพราะฉะนั้นเรื่องเหล่านี้จึงอยากให้กรรมาธิการก็ดี แล้วก็ที่ประชุมนี้ก็ดีรับฟัง ครูบาอาจารย์สักหน่อยเถอะครับ ในรอยต่อของสภาแห่งนี้ถ้าเป็นไปได้ชะลอถึงรัฐบาล ชุดหน้าให้มีความสุข ร่างกฎหมายอย่างมีความสุข แล้วคนที่ถูกใช้ก็สบายใจ คนที่นำไปใช้ ก็มีความสุขครับ ตอนนี้ไม่มีความสุขกันทั้งประเทศเลย แต่งชุดดำแต่งชุดขาว อีกอันหนึ่ง ที่เห็นชัดเจนก็คือการปกครองส่วนท้องถิ่นของโคราชเรา โดยเฉพาะที่ปัจจุบันถ้าท่าน เอกซเรย์ดูขาดตำแหน่งอยู่ ๒๐๐ กว่าตำแหน่ง ไม่สามารถที่จะบริหารจัดการได้ดี ไม่ทราบว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ตอบโจทย์หรือไม่ อย่างโรงเรียนสีคิ้ววิทยาคมในบ้านของเลขาพรรคเพื่อไทย ขออนุญาตเอ่ยชื่อ ขาด ๓๓ ตำแหน่งไม่มีครูสอน เพราะฉะนั้นการที่เราจะให้ความร่วมมือ สิ่งเหล่านี้ผมว่าน่าจะร่างและตอบโจทย์ให้กับครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์มาทักท้วงแล้วก็ คัดค้าน ผมว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ เราจะออกจากบ้านบางครั้งเราต้องดูเลยว่าจิ้งจกทัก เรายังต้องหยุด แล้วพิจารณาทบทวนดูสิว่ามันเป็นอย่างไร เมื่อสักครู่ผมไปถามกับ กรรมาธิการหลายท่าน พ.ร.บ. ฉบับนี้ส่วนใหญ่ก็ดี รัฐบาลก็ตั้งใจ แต่มีบางส่วนที่เราจะต้อง ชะลอดูว่ามันเป็นอย่างไรกันแท้ ๆ มันไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็จะผลักดันมาตรา ๙ ให้มีคุณภาพก็ด้วยขวัญกำลังใจ ท่านครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมจึงกราบเรียนท่านประธาน แล้วก็ที่ประชุมด้วยความเคารพว่าน่าจะพิจารณาโดยเฉพาะซิงเกิลคอมมาน (Single Command) เป็นห่วงมากเลยว่าถ้าอำนาจมันศูนย์รวมอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ศูนย์รวมอยู่ที่ ผู้หลักผู้ใหญ่การบริหารจัดการจะมีปัญหาขลุกขลักอีก เราใช้หลักกระจายอำนาจไม่ใช่หรือ ทั้ง ๔ เอ็ม (M) ทั้งแมน (Man) กระจายลงไป ทั้งมันนี (Money) กระจายลงไป ทั้งแมตทีเรียล (Material) กระจายลงไป ครูบาอาจารย์ก็จะใช้สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่บริหาร จัดการที่สมบูรณ์ที่สุด แมน (Man) บุคลากรก็ให้สอบดูเองว่าขาดตำแหน่งไหน อย่างไร สิ่งเหล่านี้ผมตั้งข้อสังเกตเพื่อที่จะให้มันสมประโยชน์กับมาตรา ๙ ที่ท่านต้องการจะให้เรียนรู้ ตลอดชีวิต ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมามีส่วนร่วม ผมเห็นว่าอย่างนั้นท่านประธานครับ แล้วก็ขออนุญาตที่ประชุมด้วยว่าการที่ครูบาอาจารย์เราขอร้อง ครูบาอาจารย์เรามาแสดง ความคิดเห็นนั้นน่าพิจารณาครับ ผมไม่ได้รังเกียจ ผมไม่ได้ว่ารัฐบาล ผมไม่ได้ว่ารัฐมนตรี ผมไม่ได้กล่าวหาท่านกรรมาธิการ แต่อยากให้คิดว่าเมื่อมีคนทักท้วงแล้วลองทบทวนดู ประมาณสัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ แล้วก็จะสมบูรณ์ที่สุด ก็กราบเรียนท่านประธานไปยังกรรมาธิการ ไปยังเพื่อนสมาชิกว่าถ้าหากมีการทักท้วงอย่างนี้ น่าจะมีการทบทวนเพื่อให้ พ.ร.บ. ฉบับนี้มีความสมบูรณ์ คนที่จะบังคับใช้ก็คือครูบาอาจารย์ ไม่สบายใจแล้วเราจะออกกฎหมายไปทำไมครับ ต้องขอขอบพระคุณท่านประธานแล้วก็ เพื่อนสมาชิกไว้ ณ โอกาสนี้ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านเกษมครับ ต่อไปเป็นท่านปรีดา บุญเพลิง และตามด้วยรองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ เชิญท่านปรีดาครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายปรีดา บุญเพลิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอกราบเรียน ท่านประธาน ในมาตรา ๙ นับว่าเป็นเจตนารมณ์ที่ดีของรัฐบาลและของกรรมาธิการ ที่ต้องการที่จะให้เยาวชนมีคุณภาพเป็นคนดีของสังคมในประเทศในอนาคต แต่อย่างไรก็ตาม ท่านประธานที่เคารพครับ ความเจตนาดีของรัฐบาลที่นำเสนอร่างนี้เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร จากการติดตามข่าวตลอดเวลา ทั้งการประชุมของกรรมาธิการวิสามัญจนถึงเสร็จสิ้นจนถึง วันนี้ ผมเรียนว่าในฐานะที่ผมทำหน้าที่ทางด้านการศึกษามาตลอดชีวิต เป็นครูมาตลอดชีวิต ได้รับผลกระทบกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติทุกฉบับที่ผ่านมา เมื่อเกิดปัญหา แต่ละครั้งรัฐบาลเองก็แก้ไขเพื่อที่ให้มันดีขึ้น อย่างไรก็ตามเจตนารมณ์ที่จะให้กับเยาวชน ของชาติมีคุณภาพ มันไม่ตอบโจทย์ เพราะองค์ประกอบในแต่ละมาตรามันมีการซ่อนเงื่อน ทำให้เกิดปัญหาในการบริหารจัดการทางด้านการศึกษามาตลอด ฉบับนี้ก็เหมือนกันครับ มาตรา ๙ เป็นสิ่งที่ล่อใจว่าจะให้เยาวชนมีคุณภาพ มีมาตรฐาน แต่องค์ประกอบอื่นที่จะมา บริหารจัดการนั้นมันทำให้เกิดประเด็นปัญหา ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือในระบบในเรื่อง การบริหารจัดการ ในอดีตผมในฐานะที่เป็นครูได้ถูกกระทบในสมัยปี ๒๕๑๕ เป็นต้นมา ที่การจัดการศึกษาไม่ตอบโจทย์กับประชาชน ครูเองเมื่อได้รับผลกระทบ ถูกกดดัน ในปี ๒๕๒๐ ก็ได้ดำเนินการเรียกร้องให้รัฐบาลได้แก้ไขปัญหาเหล่านี้จนสำเร็จเมื่อปี ๒๕๒๓ แล้วต่อมาก็มีการแก้ไขพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติอีกในปี ๒๕๔๒ ก็มีแท่งทั้งหมด ในการบริหารจัดการในกระทรวงศึกษาธิการ ก็เกิดปัญหาอีก จริงแล้วการบริหารจัดการนี้ ควรที่จะกระจายอำนาจไปให้สถานศึกษาได้บริหารจัดการอย่างแท้จริง แต่ไม่ตอบโจทย์ อย่างนั้นครับ ทุกฉบับที่ผ่านมามีการรวบอำนาจบริหารจัดการอยู่ที่ส่วนกลางตลอดเวลา สมาชิกรัฐสภาทุกท่านครับ ทุกโรงเรียนในแผ่นดินไทยนี้ท่านคงเห็น ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านเกษมได้ขึ้นจอให้เห็น แต่งชุดดำที่โรงเรียนตัวเองเพื่อประท้วง เพื่อคัดค้าน พระราชบัญญัติฉบับนี้ เพื่อให้การพิจารณาแก้ไขในสิ่งที่มันบกพร่องให้มันดีที่สุด เพื่อที่จะ ให้เยาวชนของชาติในอีก ๑๐ ปี ๒๐ ปีข้างหน้ามีคุณภาพทัดเทียมกับอาเซียน (ASEAN) ทัดเทียมกับโลกเขา วันนี้เห็นไหมครับ เด็กนักเรียนของเราผลสัมฤทธิ์ที่ออกมาหลังจากการที่ ถอดวิชาประวัติศาสตร์และวิชาหน้าที่พลเมือง ศีลธรรม ออก คุณภาพเด็กเป็นอย่างไร ความดีงามเกิดขึ้นอย่างไร เกิดการฆ่ากัน ตัดสินใจไม่ด้วยเหตุด้วยผล เอากำลังเป็นหลัก เอาอาวุธเป็นหลัก เกิดขึ้นในแผ่นดินไทยแล้ว ผลกระทบนี้มันเกิดจากอะไร เกิดจากการ จัดการศึกษาที่ขาดตกบกพร่อง เรียนว่าถ้าพระราชบัญญัติฉบับนี้ผ่านรัฐสภาไปแล้วมันจะเกิด ผลกระทบต่อนักเรียน ต่อเยาวชนของชาติ ผลกระทบต่อผู้ปกครอง ต่อครูบาอาจารย์ ต่อทุก ๆ คน เมื่อมติออกไปแล้วผมเรียนอย่างนี้ว่ามันจะกลายเป็นฆาตกรผ่อนส่ง ทำลาย เยาวชนของชาติให้ด้อยค่าลงไปอีก คุณภาพของเด็กลดลงไปอีก แล้วก็คุณธรรมจริยธรรม ขาดหายไป นี่คือสิ่งที่ผมเป็นห่วง และอยากจะให้สมาชิกรัฐสภาพิจารณาให้ดี ไม่สายเกินไปหรอกครับ คิดให้รอบคอบ ตรงไปตรงมาเพื่อประชาชน เพื่อเยาวชนที่จะมีคุณภาพที่ดีต่ออนาคต ของชาติ มาตรา ๙ นี้ผมมองเป็นสิ่งที่ล่อใจว่าเยาวชนจะได้มีคุณภาพที่ดี แต่อย่างไรก็ตาม มาตราอื่นที่ซ่อนเงื่อนไว้ขอให้รัฐบาลนี้ และสมาชิกรัฐสภานี้นำไปพิจารณาในสมัยหน้า ซึ่งจะตอบโจทย์ได้ดีพอ ซึ่งเวลาขณะนี้จำกัดเวลาไม่มาก และจะเร่งให้จบมันมีอะไร อยู่เบื้องหลังหรือเปล่า ขอเรียนหารือแล้วก็เพื่อพิจารณา ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นท่านรองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ และตามด้วยผู้ช่วยศาสตราจารย์เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ นะครับ🔗
เรียนท่านประธานที่ประชุมรัฐสภาที่เคารพครับ ผม สุรวาท ทองบุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ จากที่ฟังเพื่อน สมาชิกอย่างน้อย ๒ ท่านที่ผ่านมานั้นผมค่อนข้างจะเห็นด้วยว่าการพิจารณากฎหมายนี้ ที่ใช้ความเร่งรีบ ผมอยากเรียนข้อมูลกับท่านประธานในบรรยากาศของการพิจารณา ในชั้นของกรรมาธิการ เราพิจารณาด้วยเหตุด้วยผลและปรับปรุงแก้ไขได้ดีมาก ใน ๔๐ มาตราแรก ๔๐ มาตราแรกมีการแก้ไข ๓๐ มาตรา ตัดออก ๓ มาตรา เพิ่มเข้าไป ๑ มาตรา ใน ๔๐ มาตราแรกมีการแก้ไขอยู่ถือเรียกว่า ๓๓ มาตรา แต่จากมาตรา ๔๑ ไป ไม่มีแก้ไขหรือแก้ไขเพียงเล็กน้อยเพียง ๓ มาตรา จากมาตรา ๔๑ ไปจนถึงจบนั้นอยู่ประมาณ ๘๐ กว่ามาตรา ท่านประธานครับ ดังนั้นจึงมีการทักท้วงมากมาย ทั้งกรรมาธิการได้อภิปราย จนพรุนหมดแต่ละมาตรา แต่ว่าจากมาตรา ๔๑ ไปนั้นกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ลงมติ ให้คงร่างเดิมแทบทั้งสิ้น มีแก้ประเด็นเล็กน้อยแค่ ๓ จุด เพราะฉะนั้นแล้วจึงมีผู้เห็นว่า มันมีการซ่อนเงื่อน มันมีความไม่ชัดเจน มีความเหลื่อมล้ำมากมายอยู่ในนั้น แล้วก็จะทำให้ เกิดโกลาหลปั่นป่วน ผมได้ยินคำพูดเป็นแผ่นเสียงตกร่องว่าไม่มีกฎหมายใดในโลกนี้ที่ดีที่สุด ท่านจะดีที่สุดได้อย่างไร เพียงเล็กน้อยท่านก็ไม่แก้ ท้วงติงอย่างไรก็ไม่แก้ และมาวันนี้ก็มี มติว่าให้เห็นชอบกับกรรมาธิการเสียงข้างมากแทบทุกมาตรา โดยไม่ได้คำนึง โดยไม่ได้ฟัง อะไรเลย แล้วก็จะโหวตอย่างนี้ วันนี้พรรคก้าวไกลให้ความร่วมมือเต็มที่จนมาถึงวันนี้ ทั้งการอภิปรายอย่างเป็นหลักเป็นการ มีหลักมีเกณฑ์ แล้วก็แสดงตนเพื่อให้ครบองค์ประชุม และอยู่โหวต แต่ว่าด้วยความเคารพผมค่อนข้างเห็นด้วยว่ามันมีความที่ไม่สามารถที่จะใช้ได้ โดยเฉพาะผู้ที่จะใช้เขาออกมาคัดค้าน เราก็ไปโจมตีเขาว่าเพื่อผลประโยชน์ของเขาเขาถึง ออกมาคัดค้านอย่างนั้นหรือครับ อย่างพวกผมก็ไม่เห็นด้วยหลาย ๆ มาตรา ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับ ประโยชน์ส่วนตัวของพวกผมเลย แล้วการที่ผู้แทนราษฎรหรือ ส.ว. จะต้องไปรับฟัง ความคิดเห็นของทุกฝ่ายทุกส่วนทั้งที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ท่านก็บอกว่าเป็นการ เล่นการเมือง ไม่ใช่ครับ ผมเป็นนักวิชาการมาก่อน ตรงไปตรงมา ใช่ก็ใช่ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ พร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็น พร้อมที่จะอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะเพื่อนครูที่เข้ามา เรามาดูที่เนื้อหากัน เราฟังการอภิปรายกันจนพรุน แต่ว่าพอจะ ลงมติก็เรียกกันมาลงให้คงร่างเดิม อย่างนี้พรรคก้าวไกลพยายามอย่างยิ่งที่จะประคับประคอง ให้รัฐสภาแห่งนี้มันเดินไปได้ด้วยครรลองของมัน แต่ว่าด้วยวิธีการเช่นนี้ วิธีการที่ต้องการที่จะรักษามรดก ต้องการที่จะยืนกระต่ายขาเดียว อยู่อย่างนี้ก็ยากยิ่งที่จะแล้วเสร็จ ก็ไม่เป็นไรครับ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีข้อดีเยอะ เพียงแก้ไขตามกรรมาธิการเสียงข้างน้อยมันก็จะมีความสมบูรณ์และดีขึ้น แล้วก็จะได้รับการ ยอมรับ ทุกฝ่ายก็สบายใจ แต่นี่ท่านมีธงไว้ว่าท่านจะต้องคงร่างเดิม ท่านมีธงว่าจะต้องโหวต ตามกรรมาธิการเสียงข้างมาก แล้วมันยากและไม่มีทางที่จะแล้วเสร็จครับ เพราะว่าสมาชิก รัฐสภาที่เขาไม่มาเพราะเขายังลังเล เพราะเขายังฟัง เขายังมีหัวจิตหัวใจ เขายังเห็นคนมีค่า โดยเฉพาะคนที่ปฏิบัติหน้างาน เขาลังเลเขาเลยไม่อยากจะเข้ามาร่วมสังฆกรรม แต่อย่างไรก็ตามเราพยายามอย่างยิ่งทางฝ่ายค้านก็ให้ความร่วมมือ อย่างไรก็ตามครับ ถือโอกาสมาตรา ๙ นี้ที่ผมลุกขึ้นมาอยากจะให้มีการบันทึกไว้เพื่อมีการปรับปรุงครั้งหน้า จริง ๆ แล้วมาตรา ๙ เขียนบอกว่าให้รัฐต้องส่งเสริม อันนี้แท้จริงแล้วเรามีพระราชบัญญัติ ส่งเสริมการเรียนรู้ รัฐมีหน้าที่จัด ผมสงวนความเห็นไว้แต่ว่าเอกสารตกหล่น ผมก็เลยต้องพูด ในฐานะสมาชิกว่าให้รัฐมีหน้าที่จัดด้วย เพราะจัดแล้วโดยกรมส่งเสริมการเรียนรู้ที่เรารอ ประกาศใช้ ไม่ใช่ส่งเสริมอย่างเดียว แล้วผมเรียนว่าตรงนี้คือการที่เป้าหมายอาจจะ ต่างไปจากมาตรา ๘ แต่อย่างไรก็ตามหลักการของมันการจัดการเรียนรู้ไม่ว่าจะเพื่อพัฒนา ตนเอง เพื่อพัฒนาตลอดชีวิตหรือมีคุณวุฒิมันคืออันเดียวกันนั่นแหละครับ มันไม่หนีไปไหน มันอยู่ในขอบเขตหรือโดเมน (Domain) เดียวกันทั้งสิ้น มาตรา ๙ ก็ควรจะมีระบุว่าให้รัฐ จัดการศึกษาอันนี้ด้วยที่เขาไม่ได้เรียนตามช่วงวัยอะไรทั้งหลายตามอายุนั้น รัฐก็มีหน้าที่ด้วย นอกจากจะส่งเสริม และจะต้องมีข้อความที่บัญญัติถึงว่าให้มีการยึดโยงเทียบโอนการเรียน ทั้งหลายจากพัฒนาตนเองและตลอดชีวิตไปสู่การเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิด้วย อันนี้ก็อยากจะให้ บันทึกในนี้ แต่ผมคิดว่าอย่างไรเสียก็น่าจะเป็นรัฐบาลหน้าและสมัยหน้าก็คงต้องปรับปรุง ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ และตามด้วยท่านอนุรักษ์ บุญศล เชิญท่านเฉลิมชัยครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานครับ คงเป็นความคลาดเคลื่อน ผมไม่ได้ลงชื่อที่จะอภิปรายในมาตรานี้ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปเชิญ ท่านอนุรักษ์ บุญศล ครับ🔗
ท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๔ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพคะ มาตรา ๙ บอกว่านอกจาก การจัดการศึกษาเป็นภาษาพูด นอกจากการจัดการศึกษาในมาตรา ๘ โดยสมบูรณ์แล้ว มาตรา ๙ จะเป็นการจัดการศึกษาในท้องถิ่นให้ อปท. ให้ อบต. ให้เทศบาล ให้ อบจ. มาจัดการศึกษาได้โดยสมบูรณ์ที่สุด และนอกจากนั้นแล้วเป็นภาคเอกชนด้วย ตรงนี้ดิฉัน เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง แต่ในฐานะครูบ้านนอกเก่า เสื้อด้านในของดิฉัน ดิฉันใส่เสื้อสีดำ เหมือนกับคุณครูทั้งประเทศ แล้วในมาตรานี้ดิฉันอยากถามไปที่กรรมาธิการว่าท่านได้ศึกษา อย่างถ่องแท้แล้วหรือยัง เกือบ ๒ ปีเลยทีเดียว ท่านจะต้องตอบว่าถามมาทุกองค์กรแล้ว ทั้งภาครัฐและเอกชน กราบเรียนให้ท่านประธานทราบว่าดิฉันว่าท่านขาดไปอย่างหนึ่งเลยทีเดียว กว่าที่เด็กน้อย จะเข้าไปอยู่ในศูนย์เลี้ยงเด็ก เป็นข่าวมา ๒-๓ วัน เอาลูกไปฝากเลี้ยงไว้เพราะว่าไม่สามารถ ที่จะเข้าศูนย์เลี้ยงเด็กในภาครัฐและเอกชนได้เพราะว่าจะต้อง ๒ ขวบขึ้นไป ที่ศูนย์เลี้ยงเด็ก ในท้องถิ่นที่จะรับ ก็เลยเอาไปฝากเลี้ยงไว้ที่ศูนย์เลี้ยงเด็กเอกชน ปรากฏว่าน้องเสียชีวิตค่ะ แม่เขาร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือดเลยทีเดียวเพราะว่าความรักลูก ในฐานะที่เป็น ครูบ้านนอกเก่า ดิฉันก็ไม่แตกต่างจากคุณแม่ท่านนั้นคือทำไมเมื่อเอาไปฝากเลี้ยงแล้ว จ้างเลี้ยงแล้วทำไมไม่ดูแลให้เด็กเติบโตขึ้นได้ ในช่วงแรกเกิดจนถึง ๒ ขวบก่อนที่จะเข้าศูนย์ กราบเรียนให้ท่านประธานทราบว่าวันหนึ่งดิฉันไปดูคนงานมีเด็กคนหนึ่งยังไม่ถึง ๒ ขวบ ร้องไห้เป็นผู้ชายชื่อน้องเจ้านาย อ้าวทำไมร้องขนาดนั้นดิฉันถาม พ่อไม่มีเงินซื้อนมให้ลูกกิน แม่เขาไปรับจ้างอีกที่หนึ่งให้พ่อเลี้ยงในวันนั้น ร้องไม่หยุดพ่อเขาวิ่งขึ้นมาจากท้องร่องในสวน นึกว่าจะไปอุ้มลูก ตบปากลูกจนเลือดกบปาก ท่านประธานคะ แล้ว พ.ร.บ. ฉบับนี้แรกเกิด จนถึง ๒ ขวบ ก่อนที่จะเข้าศูนย์เลี้ยงเด็กที่ท่านบอกว่ารอบคอบ โดยเฉพาะท่านกมลเทพที่นั่ง อยู่บนบัลลังก์ ท่านเสียสละทั้งชีวิตและจิตใจเพื่อ พ.ร.บ. ฉบับนี้นั้นดิฉันศรัทธา แต่ว่าเรื่องนี้ ท่านได้ถกแถลงกันหรือไม่ เมื่อเขาแรกเกิดขึ้นมาบนผืนแผ่นดินไทยเขาเป็นลูกรัฐไทย ฉะนั้น เมื่อเขาตกออกมาจากชายผ้าถุงแม่รัฐบาลจะต้องเข้าไปดูแลเขาในตอนนั้นเลยทีเดียว เพื่อที่จะปกป้อง คุ้มครอง ดูแลและเลี้ยงไปพร้อม ๆ กับเขา พร้อม ๆ กับคุณพ่อคุณแม่เขา โดยเฉพาะคุณแม่มือใหม่และโดยเฉพาะลูกของวัยใสทั้งหลาย ลูกของวัยใสทั้งหลาย พ่อแม่ เขาจะเป็นอย่างไร อะไรก็ตาม เมื่อเขาเกิดมาแล้วเราควรจะมองไปว่าเขาเป็นลูกรัฐไทย รัฐบาลไทยทุกรัฐบาลจะต้องดูแลเขาเป็นอย่างดี ตรงนี้นั้นใครดูแลเขา เกิดปัญหาแทบทุกวัน เลยทีเดียว เพราะพ่อแม่จะต้องออกไปทำมาหากิน ท่านประธานคะ ฉะนั้นมาตรา ๙ ยังไม่สมบูรณ์ ยังไม่สมบูรณ์ในเรื่องของที่จะดูแลเด็กในช่วงแรกเกิดจนถึง ๒ ขวบค่ะ ช่วงแรกเกิดถึง ๒ ขวบประจวบเหมาะ ครูจำเพาะช่วยดูแลพร้อมแม่เขา จะจัดการอย่างไร ให้เป็นลูกแบบคลุกเคล้า ลูกรัฐเราตัดลูกเขา ลูกเราควรสมบูรณ์ กราบขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านเฉลา พวงมาลัย และตามด้วยท่าน พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง เชิญท่านเฉลาครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม เฉลา พวงมาลัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา มาตรา ๙ นอกจาก จัดการศึกษาเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายตามมาตรา ๘ แล้วรัฐต้องส่งเสริมการจัดการศึกษา และจัดให้มีส่วนร่วมของประชาชนแล้วก็องค์กรปกครองท้องถิ่นและตำรวจตระเวนชายแดน ในส่วนนี้ มาตรา ๙ ผมขอตั้งเป็นข้อสังเกตไว้ว่ารัฐต้องจัดการศึกษาให้ทุกคน ทุกช่วงวัย ในส่วนนี้ผมคิดว่าอยากให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบว่าการจัดการศึกษาครั้งที่ผ่านมา รัฐระบุไว้เลยว่าต้องจัดการศึกษาให้ทั่วถึง แล้วก็ให้สถานศึกษาเป็นนิติบุคคล ในส่วนนี้รัฐก็ยัง เข้าไม่ถึงจัดการศึกษาให้กับท้องถิ่นในส่วนนี้ เพราะฉะนั้นในส่วนที่ว่ารัฐต้องจัดการศึกษา อย่างแท้จริง จึงกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง และตามด้วยท่านบัญญัติ เจตนจันทร์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธาน ที่เคารพ ในมาตรา ๙ ที่กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ไปแก้ ผมเห็นว่าการแก้ก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ผมคิดว่าไม่มีความครอบคลุม แล้วควรที่จะเป็นสาระสำคัญที่ควรจะเติมไป ซึ่งกรรมาธิการ ได้ไปแก้ว่า รัฐต้องส่งเสริมการจัดการศึกษาและจัดให้มีความร่วมมือระหว่างรัฐ องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น และเอกชน ท่านประธานครับ ในความเป็นจริงนั้นหน่วยงานที่รัฐ จัดการศึกษาโดยเฉพาะในบางพื้นที่นั้นจะมีความด้อยกว่าเอกชนจัดการศึกษา รัฐจัดการ ศึกษาจะมีความด้อยกว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดการศึกษา ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ โรงเรียนเทศบาลโก-ลก หรือโรงเรียนเทศบาลยะลา โรงเรียนเทศบาลปัตตานี หรือโรงเรียน เทศบาลนราธิวาส ซึ่งจัดการศึกษาโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น พ่อแม่ ลูกหลาน หรือบุคคลต่าง ๆ ต่างหลั่งไหลเอาลูกไปเรียนเพราะว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ดังนั้นถ้าจะเขียน ข้อความให้ครอบคลุมนั้นผมยังเห็นว่านอกจากรัฐต้องส่งเสริม เขียนคำ และสนับสนุน ให้มีการกระจายอำนาจ เพื่อให้โรงเรียน สถานศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน องค์กรศาสนาและเอกชน ที่ผมให้ระบุองค์กรศาสนา เช่น การเรียนพุทธศาสนา วันเสาร์ วันอาทิตย์หรือการเรียนพุทธศาสนาในที่ต่าง ๆ เรามีความจำเป็น และโดยเฉพาะองค์กร ศาสนาของอิสลามเรามีสถาบันปอเนาะ เรามีสถาบันโรงเรียนตาดีกา เรามีโรงเรียนเอกชน สอนศาสนา ซึ่งเป็นจิตวิญญาณของคนในพื้นที่ เพราะว่าการมีความรู้นั้นจะต้องมีคุณธรรม ประกอบด้วย แล้วเราจะไปข่มเหงหรือไปบังคับให้องค์กรศาสนาไม่มาจัดการศึกษา ผมถือว่า เราล้มเหลวมาตลอดแล้วนำมาสู่ความขัดแย้ง เมื่อกฎหมายนี้เป็นกฎหมายแห่งชาติเราควรจะ เปิดกว้าง การผลิตบุคลากร การผลิตคนไม่ควรมาผูกมัดอยู่กับรัฐหรือเท่าที่เพิ่มในแค่นี้ ผมจึงเห็นควรว่าจะต้องมีการเพิ่มเติม รวมถึงควรจะมีการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับ บริบทของพื้นที่ มีการวิจัยและพัฒนา แล้วคนที่จะทำได้ดีที่สุดกว่ารัฐหรือโรงเรียนก็คือ องค์กรเอกชนหรือสถาบันการศึกษา เพราะวันนี้ต้องยอมรับว่าในสถานที่ต่าง ๆ ที่ผมระบุ ชื่อนั้นมีการศึกษาในระดับปริญญาเอกเกือบทั้งหมด ขณะที่คนของรัฐเองยังมีความรู้ด้อยกว่า ดังนั้นผมอยากให้เติมในส่วนนี้ครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ท่านต่อไป นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออภิปรายมาตรา ๙ ร่าง พ.ร.บ. การศึกษา แห่งชาติ พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นชอบให้แก้ไขเพิ่มเติมเนื้อความดังนี้ มาตรา ๙ นอกจากการจัดการศึกษาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามมาตรา ๘ แล้ว รัฐต้องส่งเสริม การจัดการศึกษา และจัดให้มีความร่วมมือระหว่างรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและ ภาคเอกชนเพื่อส่งเสริม สนับสนุน ช่วยเหลือและกระตุ้นให้บุคคลทุกช่วงวัยและทุกอาชีพ ใฝ่ใจในการแสวงหาความรู้เพิ่มเติมตามอาชีพของตนหรืออาชีพอื่นหรือความรู้อื่นใดที่ตน สนใจ เพื่อเป็นการพัฒนาตนเองหรือการเรียนรู้ตลอดชีวิต สร้างความรู้ที่ทันต่อพัฒนาการ ของโลกหรือเกิดความเชี่ยวชาญในความรู้ที่ตนสนใจหรือตามความถนัดของตน เพื่อนำไปใช้ ให้เกิดประโยชน์ในการดำรงชีวิตและประโยชน์ต่อสังคม ท่านประธานที่เคารพครับ ผมสงสัย ในคำที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากเพิ่มเติมใช้คำว่า ความร่วมมือระหว่างรัฐ คำว่า ความร่วมมือระหว่างรัฐ ถ้าผมตีความก็จะมองว่าเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศ ผมไม่แน่ใจว่าเป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐหรือไม่ในส่วนนี้ เพราะความหมาย จะแตกต่างกัน ซึ่งความร่วมมือระหว่างรัฐเข้าใจว่าการแก้ไขถ้าผมดูที่มาไม่ผิดเป็นการคัดลอก ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หมวด ๕ มาตรา ๕๔ วรรคสาม ว่าจัดให้มีการร่วมมือกัน ระหว่างรัฐด้วย ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นความหมายของมาตรานี้จะเป็นความร่วมมือระหว่าง ประเทศ แต่ถ้าเป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐก็เป็นความร่วมมือระหว่างแต่ละ กระทรวงภายในประเทศ ซึ่งถ้าผมคิดเห็นคิดว่าตอนที่ร่างน่าจะเป็นความร่วมมือระหว่าง หน่วยงานของรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือไม่นะครับ แต่ถ้าหากว่าท่านประธาน ชี้แจงว่าเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐก็ตามถ้อยคำตรงนี้มันเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศ อันนี้ผมขอสอบถามความชัดเจนของกรรมาธิการเสียงข้างมากเพื่อท่านสมาชิกรัฐสภาจะได้ ลงมติได้ถูกต้องนะครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปศาสตราจารย์ โกวิทย์ พวงงาม แล้วก็นางสาวละออง ติยะไพรัช คุณณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ขอเชิญ ศาสตราจารย์โกวิทย์ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานสภาครับ ในมาตรา ๙ กรรมาธิการมีการแก้ไข ผมจึงอยากจะพิจารณาว่า ในมาตรา ๙ เดิมนั้นที่กรรมาธิการแก้ไขเพิ่มไป ผมอ่านให้ท่านประธานได้ทราบว่ามาตรา ๙ ที่กรรมาธิการแก้ไขเป็นอย่างไร นอกจากการจัดการศึกษาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตาม มาตรา ๘ แล้ว ตามมาตรา ๘ ก็คือการศึกษาตามช่วงวัยต่าง ๆ ที่ได้กำหนดตั้งแต่ช่วงวัยที่ ๑ ถึงช่วงวัยที่ ๗ นั่นก็คือในการศึกษาถึงระดับอุดมศึกษาหรือทักษะขั้นสูงของผู้เรียน แต่ว่า ท่านกรรมาธิการก็ไปเพิ่มเรื่องของรัฐต้องส่งเสริมการจัดการศึกษาและจัดให้มีความร่วมมือ ระหว่างรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชน ตรงนี้ผมไม่ติดใจ แต่ผมคิดว่า ยังมีความที่ขาดไป ผมขออ้างตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๔ ขาดไปนั่นก็คือว่าในการ จัดการศึกษาของมาตรา ๙ ผมเข้าใจว่าเมื่อเลยช่วงวัยที่ ๗ ตามที่เขียนไว้ในมาตรา ๘ แล้ว ยังมีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่ควรจะสนับสนุนก็คือบุคคลที่อาจจะเป็นกลุ่มต่าง ๆ ที่เป็น กลุ่มอาชีพหรือช่วงวัยอื่น ๆ เช่น ผู้สูงอายุ ผู้พิการหรือคนที่มีอาชีพอยู่แล้วต้องการเพิ่มเติมตามอาชีพของตนและ อาชีพอื่นที่ตนคิดว่าจะได้รับการพัฒนาไปตลอดชีวิต นั่นคือความหมายของมาตรา ๙ ที่ควรจะเพิ่มไป แต่ว่าในความรู้อื่นใดที่สนใจตามมาตรา ๙ นั้นในรัฐธรรมนูญที่ผมอ้าง ผมอยากเรียนท่านประธานว่าความรู้ที่ทันสมัยที่ทันต่อพัฒนาการของโลกมันขาดไป ก็เลยอยากถามท่านกรรมาธิการว่าทำไมคำเหล่านี้ที่เกี่ยวข้องกับความรู้ที่คนอื่น ๆ ที่ควรรู้ ให้เท่าทันต่อพัฒนาการของโลกจึงหายไป นั่นคือส่วนที่ ๑🔗
ในส่วนสุดท้ายที่กรรมาธิการอาจจะขาดไปก็ได้ ผมขออ่านวรรคท้ายของ มาตรา ๙ นะครับ เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการดำรงชีวิต และประโยชน์ต่อสังคม อันนี้ผมเห็นด้วย แต่ผมคิดว่าในรัฐธรรมนูญมาตรา ๕๔ วรรคสี่ เขียนไว้น่าสนใจ ผมคิดว่า เวลาเราพัฒนาคนทุกช่วงวัยที่ผมกล่าวถึงแล้วในช่วงวัยที่เกินช่วงวัยที่ ๗ ตามที่เขียนไว้ ในมาตรา ๘ นั้น ผมคิดว่าคนทุกเพศทุกวัยที่ควรจะได้รับความรู้นั่นก็คือควรเพิ่มเรื่องของ ความรับผิดชอบ ซึ่งในรัฐธรรมนูญมาตรา ๕๔ วรรคสี่ ได้เขียนเรื่องของความรับผิดชอบ ต่อครอบครัว ชุมชน สังคมและประเทศชาติ ผมคิดว่าคำเหล่านี้เป็นคำที่มีความหมายว่า คนที่ได้รับการพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต พัฒนาการศึกษาตลอดชีวิตที่เขาควรจะได้รับ ทักษะอาชีพที่ตนเองจะจัดการทางด้านอาชีพของตนแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับเรื่องของ ความรับผิดชอบ การศึกษาผมคิดว่าควรจะเพิ่มเรื่องความรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัว สังคม ชุมชนและประเทศชาติ ผมอยากเรียนท่านกรรมาธิการผ่านท่านประธานว่าคำเหล่านี้ มันหายไปได้อย่างไรตามรัฐธรรมนูญ จึงกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า การเพิ่มเติมอาชีพให้กับคนทุกเพศ ทุกวัย ตามมาตรา ๙ นั้น ควรที่ระบุไปว่าเมื่อเขาพัฒนา ตนเองแล้วจะทำให้เขาเกิดอะไร เช่น ความรับผิดชอบต่อตนเองในการเรียนรู้และ การจัดการศึกษา ความรับผิดชอบต่อครอบครัว ต่อสังคม ชุมชนและประเทศชาติ ผมว่า ยังเป็นคำที่มีความหมายต่อการพัฒนาคนอยู่ครับ จึงขอถามกรรมาธิการในส่วนนี้ด้วยครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ขอเรียนสมาชิกนะครับ เรากำลังพิจารณาในวาระที่ ๒ ขั้นแปรญัตติ เพราะฉะนั้นถ้าเราอยู่ในเรื่องการแปรญัตติ เราจะประหยัดเวลาได้ แต่ถ้าเราไปเรื่องเริ่มขั้นรับหลักการก็จะใช้เวลามาก เพราะฉะนั้น ขอเรียนท่านสมาชิกให้อยู่ในกรอบของการแปรญัตติ นางสาวละออง ติยะไพรัช เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ละออง ติยะไพรัช ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะคะ ดิฉันพยายามว่าในกฎหมาย พ.ร.บ. ฉบับนี้มันจะมีประโยชน์แล้วก็สามารถบรรลุเป้าหมาย ได้หรือไม่ ในส่วนของมาตรา ๙ เขาเขียนว่านอกจากการจัดการศึกษาเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ตามมาตรา ๘ เรามาไล่ในมาตรา ๘ ตั้งแต่เกิดจนถึง ๑ ขวบเด็กจะต้องมีสุขภาพร่างกาย แข็งแรงสมบูรณ์ ในส่วนนี้ที่ขาดไป มันไม่ใช่เฉพาะว่าเด็กเกิดมาปุ๊บจะต้องมีความสมบูรณ์ การดูแลเด็กตั้งแต่คุณแม่ตั้งครรภ์จะต้องมีการดูแลอย่างไรที่จะทำให้เด็กมีร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์ ในภาวะเช่นนี้ในกฎหมาย พ.ร.บ. การศึกษาจะต้องสอดคล้องในเรื่องของ สุขภาพกาย สุขภาพจิตของผู้เรียนด้วยตั้งแต่อยู่ในท้องและจนเกิด และจนได้รับการศึกษา ในช่วงวัยต่าง ๆ ที่ดิฉันเห็นมันไม่ได้สอดคล้องกับมาตรา ๙ ที่จะให้บรรลุวัตถุประสงค์ เพราะว่าในวัตถุประสงค์เป็นวัตถุประสงค์กว้าง ๆ เราไม่มีกฎหมายที่จะมารองรับว่า สิ่งที่จะทำมันสามารถทำได้อย่างไร โดยเฉพาะการที่จะให้ความร่วมมือมันจะต้องเกี่ยวข้องกับนโยบายแล้วก็งบประมาณที่จะต้อง เข้าไปในแต่ละช่วงอายุวัยในแต่ละส่วนของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ดิฉันมองไม่เห็นเลยว่าใน พ.ร.บ. ฉบับนี้มันจะส่งเสริมอย่างไร ส่งเสริมคุณแม่ตั้งแต่ตั้งครรภ์เราจะดูแลอย่างไร โดยเฉพาะ เมื่อสักครู่ท่านครูอนุรักษ์ บุญศล ได้พูดถึงเด็กอายุขวบ ๔ เดือนหิวนม เมื่อร้องคุณพ่อตบ จนเลือดกบปาก เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่เรื่องที่ว่าคุณพ่อโหดร้ายหรืออะไร แต่เป็นสิ่งที่ สะท้อนว่าในนโยบายของรัฐบาลเราได้ส่งเสริมในการศึกษา ส่งเสริมในการพัฒนาของ เยาวชนหรือไม่ตั้งแต่แรกเกิด เพราะในสภาวะแบบนี้กล่าวคือเราอยู่ในช่วงของผู้สูงอายุ ที่สมบูรณ์แบบ แต่ในขณะเดียวกันคนที่จะพัฒนาประเทศต่อไปไม่พ้นกับเด็กตั้งแต่แรกเกิด ที่มีคุณภาพจนถึงได้รับการศึกษาได้อย่างถูกต้อง ดิฉันมองไม่เห็นเลยว่าในแต่ละช่วงมันเป็น พ.ร.บ. ที่ไม่สามารถที่จะเอาไปวัดผลว่าในแต่ละช่วงวัยคุณจะวัดผลได้อย่างไร ถ้าคุณไม่มี กฎหมายหรืองบประมาณเข้าไปเกี่ยวข้องว่าการศึกษามันควรจะมีการศึกษาที่จะดูแลกัน อย่างไร อันนี้คือถ้าเรามองเรามองถึงวัยของการศึกษา อย่างศูนย์ถึง ๑ ปีจะต้องมีสุขภาพ ร่างกายที่สมบูรณ์ ในช่วงวัยที่ ๒ มีอายุเกิน ๑ ปีถึง ๓ ปี จะต้องมีดำเนินวัตถุประสงค์ ต้องฝึกให้ช่วยเหลือตนเองได้มากขึ้น อันนี้เราจะวัดได้อย่างไร วัดที่จะให้บรรลุเป้าหมาย คือจะให้มีท้องถิ่น หรือรัฐต่อรัฐให้มีความร่วมมือในการส่งเสริม สนับสนุน ช่วยเหลือ มันช่วยเหลืออย่างไร อันนี้คือสิ่งที่ต่อไปกฎหมายมันไม่ได้บอกว่าเราจะมีการส่งเสริมในเรื่อง ของงบประมาณหรือส่งเสริมในเรื่องของการดูแลอย่างไร อันนี้ดิฉันก็ยังสงสัยว่าจะวัดผลกัน ได้อย่างไร แล้วช่วงวัยที่ ๓ ๓-๖ ปี นอกจากจะต้องดำเนินเป้าหมายที่ ๒ ก็คือจะต้อง มีความสัมพันธ์ในสิ่งแวดล้อม จะต้องฝึกฝนให้เกิดสมาธิอย่างต่อเนื่อง อันนี้ท่านประธาน ในภาวะตอนนี้เด็กที่เป็นออทิสติก (Autistic) เยอะ ๆ มีโรคต่าง ๆ เยอะมากมาย การวัดผล หรืองานวิจัยที่จะดูแลในเด็กช่วงวัยมันมีงานวิจัยรองรับหรือไม่ อันนี้คือสิ่งที่สำคัญที่สุดว่า ของเรามีงานวิจัยว่าเด็กในแต่ละช่วงวัยที่ได้รับการศึกษา มันมีการวิจัยรองรับว่าเขามีโรค หรือมีอะไรต่าง ๆ เราสามารถที่จะดูแลแล้วก็ให้หน่วยงานต่าง ๆ เข้าไปร่วมมือ ในลักษณะไหน อันนี้ความร่วมมือแค่นี้มันยังไม่เพียงพอที่จะให้การบรรลุเป้าหมาย ในการศึกษาของเราจะได้บรรลุเป้าหมายที่สูงสุดก็คือการที่จะให้เด็กสามารถที่จะรับมรดกคือ ประเทศนี้ต่อไปว่าในการที่จะทำให้มีสมาธิหรือการที่จะมีตรรกะในความคิดในเรื่องของการ พัฒนานวัตกรรมต่าง ๆ เราจะเสริมสร้างได้อย่างไร ถ้ามันเป็นการสร้างกรอบอย่างนี้ดิฉันว่า มันคงยากที่จะทำให้การศึกษาของเราได้พัฒนาต่อไปค่ะ🔗
ต่อไป คุณณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ จังหวัดสุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา ผมรอว่าประเด็นของผมที่จะอภิปรายนั้นจะซ้ำกับเพื่อนสมาชิกของ รัฐสภาหรือไม่ ปรากฏว่ายังไม่มีใครพูดประเด็นนี้เลยนะครับ การเพิ่มเติมของกรรมาธิการ ส่งผลกระทบ ๓ เรื่อง เรื่องแรก ตั้งแต่มาตรา ๖ ถึงมาตรา ๑๐ เขาพูดเรื่องการจัดการศึกษา เขายังไม่ได้ลงรายละเอียดว่าใครเป็นคนจัดบ้าง เป็นภาพกว้าง ๆ ถ้ากรรมาธิการเติมคำว่า รัฐ ลงไปในนี้มันจะก่อให้เกิดผลหลายเรื่องทีเดียว เช่น ความหมายซ้ำ ในขณะเดียวกันก็จะ ไม่ตรงกับสถานที่ที่เพิ่มที่ควรจะอยู่ ลองมาดูที่ผมพูดถึงความหมายกว้าง ๆ การจัดการศึกษา ท่านประธานลองไปดูมาตรา ๑๑ สิครับ มาตรา ๑๑ เขาจะลงลึกแล้วว่าใครเป็นผู้จัดการศึกษาบ้าง บิดามารดา บุพการี เอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐ อยู่ใน (๕) เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งเติมมันจะเกิดความหมาย ซ้ำขึ้นมา ท่านไปเติมว่ารัฐต้องส่งเสริม ท่านไปดู (๕) ในมาตรา ๑๑ เขาเขียนไว้อยู่แล้ว รัฐมีหน้าที่จัดการศึกษาเพื่อบรรลุเป้าหมายตามมาตรา ๘ แล้วเติมมาตรา ๙ เข้าไป และมีหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุน เขาเขียนอยู่แล้วครับ ทำไมจะต้องซ้ำ อันนี้เป็นประเด็นที่ ๒ ๑. ความหมายกว้าง ๆ การศึกษาการจัดการศึกษาเขายังพูดกว้าง ๆ อยู่ เขายังไม่ได้ ลงรายละเอียด ประการที่ ๒ มันซ้ำกับ (๕) ประการที่ ๓ ใน (๗) เขาพูดไว้ว่าหน่วยงาน ของรัฐทุกหน่วย ถ้าท่านจะเพิ่มหน้าที่ของรัฐเพิ่มเติมในการให้ความร่วมมือระหว่างองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชน ท่านต้องมาเติมใน (๗) เพราะฉะนั้นขอความกรุณา ท่านคณะกรรมาธิการครับ ได้พิจารณาดูอีกทีว่าอะไรยังไม่จำเป็นต้องใส่ลงไป แล้วมันจะเกิด ความซ้ำซ้อน เกิดความหมายที่แตกต่างเหล่านี้ท่านต้องพิจารณานะครับ ไม่ใช่เติมลงไปแล้ว นึกจะเติมอะไรก็เติมที่ท่านสมาชิกบางท่านได้อภิปรายไปแล้วนะครับ ก็ขอท่านกรรมาธิการ และเพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้ช่วยพิจารณาอีกสักครั้งเถอะครับ ให้ความหมายมันเหมาะสม แล้วก็เป็นการที่ไม่ซ้ำซ้อนและถูกที่ถูกทางด้วยครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญกรรมาธิการ ชี้แจงครับ แล้วก็พวกเราเตรียมตัวมาลงมตินะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ตวง อันทะไชย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ขอประทานอนุญาต ได้กราบเรียนชี้แจงในมาตรา ๙ ดังต่อไปนี้ครับ ความจริงในมาตรา ๙ นั้นเป็นหลักการของ การจัดการศึกษาที่พูดถึงการมีส่วนร่วมของผู้คนที่เกี่ยวข้องและเป็นปัญหาของประเทศ ของเราที่ผ่านมา ร่างในมาตรา ๙ นั้นกรรมาธิการไม่ได้เพิ่มมากกว่านี้ครับ เพียงแต่ กรรมาธิการได้เห็นว่ามาตรา ๙ นั้นนอกจากการมีส่วนร่วมระหว่างรัฐกับรัฐคือภายในประเทศ ของเรา หน่วยงานของรัฐ การมีส่วนร่วมระหว่างรัฐกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การมีส่วนร่วมของรัฐกับเอกชนแล้ว ถ้าไปดูรัฐธรรมนูญมาตรา ๕๔ วรรคสาม ความที่เขียน ในมาตรา ๙ จะปรากฏชัดเจนว่าต่อไปนี้การจัดการศึกษานั้นรัฐควรจะต้องมีช่องทางให้มี การจัดการศึกษาระหว่างรัฐได้ด้วย ความก็จะปรากฏในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๔ วรรคสาม บรรทัดที่ ๒ ผมยกตัวอย่างรูปธรรมที่เกิดขึ้นในประเทศไทยที่ผ่านมาในช่วงระยะเวลา ๑๐ ปี ที่กรรมาธิการได้เล็งเห็น ซึ่งไม่ได้มีช่องทางในการรับรอง เช่น การจัดการศึกษาแบบทวิวุฒิ ระหว่างไทยกับจีนที่เป็นการส่งผู้เรียนไปเรียนช่างซ่อมอากาศยานที่ซานตง จนประสบ ความสำเร็จและจบมาแล้วแต่ไม่มีกลไกในการยอมรับ การจัดการศึกษาระหว่างไทยกับจีน เรื่องของระบบรางที่เรียกว่าทวิวุฒิที่มหาวิทยาลัยหลิ่วโจว เราจัดการศึกษามา ๑๒ รุ่น แล้วจบมาแล้วก็มาปฏิบัติหน้าที่ แต่กลไกเหล่านี้เป็นกลไกที่เราไม่ได้ออกแบบ มีกฎกระทรวง มีกฎหมายในการรองรับ จึงกราบเรียนต่อท่านประธานว่าในมาตรา ๙ นั้นเป็นหลักการของ การมีส่วนร่วม กรรมาธิการเพิ่มขึ้นโดยอาศัยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๔ วรรคสาม ให้เพิ่มกลไกระหว่างรัฐเพิ่มขึ้น แต่กลไกระหว่างภายในประเทศที่เป็นรัฐกับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชนกับรัฐนั้น กรรมาธิการเห็นว่า เป็นความสำคัญที่จะต้องมีเอาไว้อยู่แล้วครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
สมาชิกที่ได้ขออภิปรายได้อภิปราย ครบทุกท่านแล้วครับ ต่อไปนี้ก็จะขอมติเนื่องจากมาตรา ๙ มีการแก้ไขครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรี เขต ๓ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะของสมาชิกรัฐสภาครับ🔗
เชิญครับ🔗
ผมที่สงวน คำแปรญัตติไว้นะครับ ผมขอไม่ติดใจในมาตรา ๙ ครับ🔗
ขอบคุณครับ สมาชิกกรุณาเข้ามา กดบัตรเพื่อแสดงตนนะครับ องค์ประชุมต้อง ๓๓๗ ท่านนะครับ สมาชิกที่เข้ามาแล้วกรุณา กดบัตรนะครับ🔗
หมายเลข ๑๖๐ ของผู้แทนราษฎร ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ แสดงตนค่ะ🔗
เจ้าหน้าที่ช่วยบันทึกไว้ด้วยครับ สมาชิกพร้อมพอสมควรแล้วขอปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตนขณะนี้ ๓๕๕ บวก ๑ เป็น ๓๕๖ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗
เนื่องจากมาตรา ๙ กรรมาธิการมีการ แก้ไขดังที่เรียนแล้ว ฉะนั้นประเด็นแรกก็จะถามว่าจะเห็นด้วยในการแก้ไขหรือไม่นะครับ ถ้าเห็นด้วยก็จะถามต่อไปในคำถามที่ ๒ ท่านสมาชิกครับ ท่านผู้ใดเห็นด้วยที่กรรมาธิการ แก้ไขกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วยที่มีการแก้ไขกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควร งดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗
ถ้าพร้อมแล้วขอปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๗๔ คน เห็นด้วยให้มีการแก้ไข ๓๔๘ คน ไม่เห็นด้วย ๑๕ คน งดออกเสียง ๓ คน ไม่ลงคะแนนเสียง ๘ คน มติที่ประชุมเห็นด้วยให้มีการแก้ไขครับ🔗
เนื่องจากมีกรรมาธิการสงวน ความเห็นแบ่งได้เป็น ๓ กลุ่ม กลุ่มที่ ๑ ของคุณเฉลิมชัยกับคณะ กลุ่มที่ ๒ คุณกษิดิ์เดชและ คุณสฤษดิ์ บุตรเนียร กลุ่มที่ ๓ นางสาวอัญชลิตา กลุ่มที่ ๒ คุณกษิดิ์เดช พ้นตำแหน่งไปแล้ว ของท่านสฤษดิ์ บุตรเนียร ไม่ติดใจ ก็เหลือกลุ่มที่ ๑ กับกลุ่มที่ ๓ ปรากฏว่ากลุ่มที่ ๓ นางสาวอัญชลิตาได้แปรญัตติข้อความเหมือนกับกลุ่มที่ ๑ ของคุณเฉลิมชัยกับคณะ ดังนั้น ก็รวมในกลุ่มเดียวนะครับ คำถามก็จะเป็นคำถามเดียวว่าจะเห็นด้วยที่มีการแก้ไข ตามกรรมาธิการเสียงข้างมากหรือจะเห็นด้วยที่ผู้สงวนความเห็น ขอเชิญสมาชิกได้กรุณา แสดงตนก่อนครับ🔗
สมาชิกพร้อมนะครับ ปิดการ แสดงตน จำนวนผู้แสดงตนขณะนี้ ๓๗๕ คน ครบองค์ประชุมครับ🔗
คำถามที่ ๒ ก็คือ จะเห็นด้วยกับ การแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือเห็นด้วยกับร่างที่กรรมาธิการสงวนความเห็น คือเสียงข้างน้อย ผู้ใดเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วย กับกรรมาธิการเสียงข้างมากคือเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อยกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง กรุณาลงมตินะครับ ย้ำอีกครั้งหนึ่งในคำถามครับ เนื่องจากกรรมาธิการแก้ไขและมีผู้สงวนความเห็น สภาได้ลงมติเห็นด้วยแก้ไข แต่ว่าจะแก้ไข ตามกรรมาธิการเสียงข้างมากหรือจะแก้ไขตามที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อยสงวนความเห็น คำถามที่ ๒ คือ ถ้าเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากกดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าไม่เห็นด้วยกับ กรรมาธิการเสียงข้างมาก คือเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่สงวนความเห็น กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗
สมาชิกพร้อมนะครับ ปิดการลง มติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๙๕ คน เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ๗๖ คน ไม่เห็นด้วย คือเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ๓๑๓ คน งดออกเสียง ๖ คน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีนะครับ มติที่ประชุมเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่สงวนความเห็นนะครับ🔗
มาตราต่อไปครับ🔗
มาตรา ๑๐ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗
มาตรา ๑๐ มีกรรมาธิการสงวน ความเห็นที่ขออภิปราย รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ คุณภาสกร เงินเจริญกุล ขอเชิญรองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม สุรวาท ทองบุ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ตามมาตรา ๑๐ นี้ที่บัญญัติให้จัดการศึกษาแก่บุคคล ที่มิได้เข้ารับการศึกษาตามช่วงวัยที่กำหนดตามมาตรา ๘ ผมเห็นว่าที่เราเขียนไว้ว่า ให้รัฐจัดให้มีการจัดการศึกษา ผมเรียนว่าจริง ๆ แล้วรัฐเองต้องมีหน้าที่จัดด้วย ก็เลยให้ เพิ่มเติมคำว่ามาตรา ๑๐ ให้รัฐจัดและจัดให้มีนะครับ เมื่อเขาไม่ได้เรียนตามช่วงวัย หมายความว่าไม่ได้เข้าตามระบบตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาภาคบังคับอะไรเหล่านั้นแล้ว รัฐก็จะต้องดูแล รัฐจะต้องรับผิดชอบ รัฐจะต้องมีหน้าที่และอำนาจในการที่จะจัด ไม่เพียง จัดให้มีการจัด จัดให้มีการจัดนั้นตัวเองอาจจะไม่จัดก็ได้ ในคำลักษณะเช่นนี้มีอยู่หลายมาตรา ซึ่งเราพยายามจะให้เข้าใจว่าจะให้เป็นความหมายเดียวกัน แต่ผมคิดว่าความหมายคนละ ความหมาย และท่านก็ไม่ได้ใช้เหมือนกันทุกมาตรา ในขณะที่รัฐก็จัด คนอื่นก็จัด โดยรัฐไป สนับสนุนไปให้ความร่วมมือ เพราะฉะนั้นเอาให้ชัด ๆ ว่ารัฐจะจัด วันนี้ครูชุดดำหรือว่า ใครต่อใครที่มีความกังวลอยู่ในประเด็นนี้มีหลายจุดหลายที่ที่เขามองว่ารัฐอาจจะ ผลักภาระหน้าที่ไปให้คนอื่น ไม่ได้จัด เมื่อไม่ได้จัดแล้วก็จะกระทบกับบุคลากรภาครัฐต่าง ๆ อะไรเหล่านี้มันจึงเป็นข้อเคลือบแคลงสงสัย ก็เป็นสิทธิที่เขาจะท้วงติงได้ ที่เขาจะคัดค้านได้ ไม่ใช่ว่าเขาจะทำลายอนาคตของชาติอะไรทั้งหลาย ไม่ใช่เขาเล่นการเมือง ไม่ใช่เขา เพื่อประโยชน์ส่วนตัวอะไรทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นโปรดรับฟังด้วยนะครับ แล้วก็วรรคสอง ที่ผมเสนอให้ว่าการจัดการศึกษาให้กับคนที่ไม่ได้เรียนตามระบบหรือช่วงชั้นนั้นตามมาตรา ๘ การกำหนดระยะเวลาอะไรทั้งหลายกำหนดในร่างเดิมนี้เป็นให้คณะกรรมการนโยบาย เป็นผู้กำหนด ผมเรียนว่าคณะกรรมการนโยบายไม่ควรจะมาลงในรายละเอียด เพราะท่านไม่ได้มีความเชี่ยวชาญในการที่จะมารับรู้ว่าเรียนอย่างไร จะใช้เวลามากน้อย แค่ไหน ผมก็เลยเสนอว่าให้เปลี่ยนจากคณะกรรมการนโยบายกำหนดเป็นสถาบันพัฒนา หลักสูตรและการเรียนรู้กำหนดแทน เพราะคนเหล่านี้มีความเชี่ยวชาญ มีความถนัด เรียนรู้ และมีประสบการณ์ในเรื่องการทำหลักสูตรการเรียนการสอน ไม่ว่าจะเป็นในระบบ นอกระบบหรือเรียนออนไลน์ (Online) ออนไซต์ (Onsite) ทั้งหลายก็จะมีความเหมาะสม มากกว่าครับท่านประธาน ก็ขออนุญาตนำเสนออย่างนี้และหากที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้จะโหวตตามไม่มีเหตุมีผลบ้างหรือ ที่ผมพูดไม่พอที่จะเข้าใจได้หรือว่าการที่ท่านไปให้คณะกรรมการนโยบายท่านไปดูมาตรา ๘๘ คณะกรรมการนโยบายคือใครบ้าง ควรที่จะให้เขารับผิดชอบเรื่องนี้ไหมนะครับ คณะกรรมการนโยบายท่านจะให้เขาเป็นอะไร จะให้เขาไปทำหน้าที่โพลีซี (Policy) จะให้ เรกกูเรเตอร์ (Regulator) ให้โอเปอเรเตอร์ (Operator) ให้นโยบายให้เขามากำหนดวิธี ปฏิบัติ ให้เขามาควบคุมการปฏิบัติอย่างนั้นหรือ มีเหตุมีผลน่าที่จะโหวตลงตามเสียงข้างน้อย ได้บ้างก็ได้ ถ้าอยากให้พระราชบัญญัตินี้ผ่านท่านก็ต้องลงมติตามที่ท่านพูดกันบ่อย ๆ ว่า ไม่มีกฎหมายฉบับใดดีที่สุดในโลก เมื่อไม่ดีก็ต้องแก้ไขให้มันใกล้ดีที่สุด อันนั้นเป็นเรื่องที่ควร กระทำ โปรดใช้วิจารณญาณ ใช้วินิจฉัย ใช้ดุลยพินิจของตัวเอง แล้วก็ที่สำคัญคือสติที่เราควร จะใช้ในการวินิจฉัย ไม่ใช่เอาชนะคะคาน ไม่ใช่ตั้งธงว่าจะต้องได้ ให้ได้ อยากให้มันดี ไม่ใช่หรือกฎหมายนี้ครับ ขอบคุณครับ🔗
กรรมาธิการสงวนความเห็น คุณอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยผู้สงวน คำแปรญัตติไว้ ท่านประธานที่เคารพครับ มาตรา ๑๐ โยงมาตรา ๘ และมาตรา ๘๘ ท่านประธานครับ ผมได้ขอสงวนแก้ไขว่าคณะกรรมการนโยบายตามมาตรา ๘๘ นั้น ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและอีกหลาย ๆ กระทรวงเป็นรัฐมนตรี ผมเห็นว่าถ้าหากนายกรัฐมนตรีมาเป็นผู้กำหนดนโยบายผมว่า การศึกษาจะไม่เข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมได้ขอสงวนคำแปรไว้ว่าให้สถาบันพัฒนา หลักสูตรการเรียนเป็นผู้กำหนด เหตุผล ท่านประธานครับ วันนี้อาชีวะมีสถาบัน การอาชีวศึกษา ๒๓ สถาบัน ต้องกราบเรียนว่าภาคเหนือภาษาอย่างหนึ่ง ธรรมชาติ อย่างหนึ่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ แน่นอนที่สุดครับ เขาจะรู้ธรรมชาติ รู้นิสัยใจคอ รู้วัฒนธรรมประเพณีว่าควรจะกำหนดหลักสูตรอย่างไรให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ของพื้นที่ประเทศแต่ละภาค ดังนั้นถ้าหากว่าให้นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี องค์ประกอบต่าง ๆ สูงเกินไป และเวลาการประชุมคณะกรรมการแต่ละครั้งนั้น ท่านประธานที่เคารพท่านคง ทราบดีว่านายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีไม่เคยมาประชุม มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการ ให้ปลัดกระทรวง ให้อธิบดี จนเป็นเจ้าหน้าที่ระดับ ซี ๔ ซี ๕ นั่นคือข้อเท็จจริง คือความล้มเหลว ท่านประธานที่เคารพครับ มาตรา ๑๐ โยงมาตรา ๘ ต้องเรียนว่าการแก้ไข ที่ระดับขั้นตอนที่ ๑ นั้นคืออายุ ๑-๓ ปีต้องสร้างวินัย อายุ ๓-๖ ปีซื่อสัตย์มีวินัย แต่ ๔-๗ ปี โตขึ้นไปไม่ซื่อสัตย์ ไม่มีวินัย ถามท่านประธานที่เคารพว่าวันนี้คำว่า ไม่มีวินัย เพราะไม่ได้เขียนไว้ทำให้ผู้ที่มีอายุมากขึ้น ปฏิวัติรัฐประหารเพราะไม่มีวินัย ไม่มีความรู้ ไม่มีความเข้าใจ ทำไมไม่เขียนระบุไว้ว่า การศึกษาขั้นพื้นฐานก็มีวินัย มีความซื่อสัตย์ แต่ต่อจากนั้นไปไม่มีเลยครับ ที่ผมย้ำ ท่านประธาน ทำไมไม่เขียนให้ชัดเจนว่าเมื่อเรียนภาคบังคับก็ดี หรือเรียนขั้นคนยากคนจน ไม่มีโอกาสเรียน ต้องเรียนฟรีครับ แล้วเรียนฟรีแล้วก็ต้องมีเขียนให้ชัดเจนว่าต้องไม่มีการ ปฏิวัติรัฐประหาร เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนด้วยความเคารพว่านี่คือประเทศไทย ถ้าพื้นฐาน การศึกษาเป็นอย่างนี้ ๕ ปี ๑๐ ปียึดอำนาจที ๕ ปี ๑๐ ปียึดอำนาจที หมุนเวียนไป อีกไม่กี่วัน ก็ทำท่าจะยึดอำนาจอีกแล้ว ถ้าหากว่าตัวเองไม่ได้มาเป็นรัฐบาล ท่านประธานที่เคารพ ขาดวินัย ความซื่อสัตย์ไม่มี ไม่มีความจริงใจต่อประชาชนและประเทศชาติ ผมถึงกราบเรียนว่า การศึกษาต้องเขียนให้ชัดเจน นี่ไม่เขียนเลย ลอย ๆ ปล่อยไว้ ผมถึงกราบเรียนท่านประธานว่า ผมจึงสงวนความเห็นไว้ ฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ก็กราบขอบพระคุณท่านประธาน ที่เคารพครับ🔗
มีผู้แปรญัตตินะครับ ท่านภาสกร เงินเจริญกุล เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ภาสกร เงินเจริญกุล สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร กรุงเทพมหานคร คนดาวคะนองครับ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้แปรญัตติ ในมาตรา ๑๐ ไว้ ต้องขอบพระคุณท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่าน ผมแปรไว้ค่อนข้างเยอะ ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ในมาตรา ๑๐ จริง ๆ เจตนารมณ์ที่ผมอ่านก็คือ ต้องการที่จะดูแลคนที่ไม่ได้รับการศึกษาตามมาตรา ๘ เพื่อให้ได้เข้ารับการศึกษา แต่ผมอยากชี้ประเด็นให้เห็นลักษณะนี้ครับ ผมได้มีการแปรไว้ว่า การที่เด็ก เยาวชนไม่ได้ เข้ามาตามมาตรา ๘ อาจจะมีปัญหาในหลาย ๆ ด้าน อันที่ ๑ เกิดจากความพร้อมทางด้าน การเงินก็ได้ เพราะว่าผู้ปกครองต้องทำงานทำการ แต่ไม่มีเวลาว่าตกลงลูกต้องเข้ารับ การศึกษาตามมาตรา ๘ แล้ว ฉะนั้นเราอาจจะต้องเปิดโอกาสว่าอันที่ ๑ อาจจะเป็นใครก็ได้ ที่ได้รับมอบอำนาจหรือใครก็แล้วแต่ที่สามารถไปแจ้งได้ว่าเด็กหรือลูกยังไม่ได้รับการศึกษานะ ก็เป็นได้ครับ อีกส่วนหนึ่งก็คือรัฐ รัฐต้องมีหน้าที่ในการสำรวจแล้วเข้าไปติดตามบุคคลเหล่านี้ ว่าทำไมถึงเกณฑ์ในการเข้ารับการศึกษาแล้วไม่มีการเข้ามารับการศึกษา อาจจะเกิดประเด็น หลาย ๆ อย่าง เพื่ออะไรครับ เพื่อลดช่องว่างแล้วก็เพิ่มโอกาสให้คนที่มีรายได้น้อย เพราะบางครั้งเราได้จัดการศึกษาที่เราบอกว่าฟรี แต่ในความเป็นจริงมันไม่ได้ฟรีจริง มันมีค่าใช้จ่ายที่แฝงอีกเยอะแยะมากมายที่ทำให้คนที่มีรายได้น้อยไม่ได้รับการศึกษาอย่างที่ เราอยากได้ ฉะนั้นเพื่อปิดช่องว่างของการที่ไม่ได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม รัฐควรจะมี เจ้าหน้าที่ทำการสำรวจ เพราะผมเชื่อว่าจริง ๆ มีข้อมูลอยู่แล้ว เพิ่มหน้าที่อีกนิดเดียวเอง แค่เข้าไปสำรวจแล้วไปติดตามเอาเด็ก ๆ เหล่านี้เข้ามารับการศึกษาเพื่อเพิ่มโอกาสให้เขา ผมว่าจริง ๆ อันนี้มันไม่ได้เป็นอะไรที่เขียนแล้วทำให้รัฐเสียโอกาสมากมาย แต่ผมว่ามันเพิ่ม โอกาสการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชนของเราในการที่จะเข้าสู่การรับการศึกษาแล้วก็ เป็นไปตามมาตรา ๘ ถึงมาตรา ๘ ที่ได้ระบุไว้อาจจะไม่ได้เพิ่มเติม แต่ก็เห็นด้วยกับทาง เสียงข้างมาก ก็เลยอยากจะเสนอให้แก้ไขนิดหนึ่งว่ารัฐควรจะต้องมีเวลาไปสำรวจแล้วไป ติดตาม ใครก็ได้ที่อยากจะแจ้งให้บุตรหลานตัวเองหรือผู้มอบอำนาจหรือเด็กเองก็แล้วแต่ เดินเข้ามาแจ้งได้ว่าเขาอยากเรียนหนังสือแล้วได้รับการสนับสนุน ได้รับการดูแลจากภาครัฐ ขอบพระคุณครับ ภาสกรครับ🔗
กรรมาธิการจะชี้แจงเชิญนะครับ แล้วก็พวกเราเตรียมตัวมาลงมติครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ตวง อันทะไชย ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ ความจริงมาตรา ๑๐ นั้น เป็นเรื่องของหลักการที่จะต้องจัดการศึกษากับบุคคลตกหล่นที่กรรมาธิการไม่ได้มีการแก้ไข แต่เพื่อประโยชน์ของการพิจารณาของสภา ผมขอประทานอนุญาตท่านประธานได้ให้ กฤษฎีกาที่เป็นผู้ยกร่างได้กราบเรียนต่อท่านประธานผ่านไปยังสภาครับ ขออนุญาต ท่านประธานครับ🔗
เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม นายสุรพล ทิพย์เสนา ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาครับ ในมาตรา ๑๐ เป็นบทบัญญัติที่ทางรัฐบาลได้ร่างขึ้นมาเพื่อที่จะให้เห็นว่าในการจัด การศึกษานั้นทุกคนต้องได้เรียนซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในมาตรา ๕๔ ดังนั้นในมาตรา ๑๐ ก็จะเป็นกรณีของการจัดการศึกษาให้กับบุคคลที่ตกหล่น ตั้งแต่เด็กจนถึงตลอดชีวิตและในช่วงชั้นของผู้ใหญ่ด้วย โดยการจัดการศึกษาได้กำหนดไว้ว่า ในการจัดให้จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงตามระยะเวลาและเป้าหมายให้เหมาะสมกับช่วงวัย ของบุคคล อันนี้ก็จะเป็นหลักการหลักของมาตรา ๑๐ ครับ🔗
ขอบคุณนะครับ สมาชิกครับ กรุณา เข้ามาแล้วก็กดบัตรแสดงตนนะครับ มาตรานี้ไม่มีการแก้ไข แต่กรรมาธิการสงวนความเห็น และมีผู้แปรญัตติครับ🔗
ขอเชิญสมาชิกกดบัตรแสดงตน ด้วยครับ รบกวนสมาชิกที่รับประทานอาหารอยู่ก็กรุณาเข้ามาแสดงตนก่อนนะครับ🔗
ท่านประธานคะ ศิริกัญญา ๓๖๑ แสดงตนค่ะ🔗
เจ้าหน้าที่บันทึกด้วยครับ พร้อมพอสมควรแล้วครับ ปิดการแสดงตน จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตนขณะนี้ ๓๔๓ คน ครบองค์ประชุมครับ🔗
ขอถามมติว่าผู้ใดเห็นด้วยกับ กรรมาธิการเสียงข้างมากที่ไม่มีการแก้ไขกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่สงวน ความเห็นและผู้แปรญัตติกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗
ท่านสมาชิกพร้อมนะครับ ปิดการลง มติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๔๙ คน เห็นด้วย ๒๙๗ คน ไม่เห็นด้วย ๔๖ คน งดออกเสียง ๔ คน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ คน มติที่ประชุมเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากไม่แก้ไขนะครับ🔗
เชิญเลขาธิการต่อครับ🔗
มาตรา ๑๑ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗
มาตรา ๑๑ มีการแก้ไข แล้วก็ มีกรรมาธิการสงวนความเห็นขออภิปรายจำนวนหลายท่าน สมาชิกไปรับประทานอาหารได้ มีผู้อภิปรายอย่างน้อยอาจจะเป็นชั่วโมง ท่านแรกกรรมาธิการที่สงวนความเห็น ท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน คุณเสน่ห์ ขาวโต คุณวีรบูล เสมาทอง รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ คุณสุรพล นาควานิช ผู้ช่วยศาสตราจารย์เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ คุณสฤษดิ์ บุตรเนียร คุณขจิตร ชัยนิคม แล้วก็มีสมาชิกผู้แปรญัตติ พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ และมี สมาชิกขออภิปรายเนื่องจากมีการแก้ไข นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ นางอนุรักษ์ บุญศล นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ก็คงใช้เวลาเป็นชั่วโมง สมาชิก ไปรับประทานอาหารได้นะครับ เชิญท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม เฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะกรรมาธิการ ขอสงวนความเห็น ในมาตรา ๑๑ ซึ่งในมาตรา ๑๑ ได้กำหนดรายละเอียดไว้ ๒ วรรค วรรคหนึ่งมีอนุมาตราอยู่ ๘ วงเล็บ แล้วก็มีวรรคสอง ผมขออนุญาตชี้แจงรายละเอียดคร่าว ๆ ดังนี้ มาตรา ๑๑ ร่างเดิมได้กำหนดให้เป็นหน้าที่หรือสิทธิของรัฐ เอกชน และบุคคลดังต่อไปนี้ ในการ จัดการศึกษาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามมาตรา ๘ (๑) บิดา มารดา ผู้ปกครองมีหน้าที่ จัดให้บุตรหรือผู้ซึ่งอยู่ในความปกครองของตนได้รับการดูแลพัฒนาจนบรรลุเป้าหมาย ตามมาตรา ๘ (๑) บุพการี หรือผู้ปกครองมีสิทธิจัดการศึกษาตามมาตรา ๘ (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) ให้แก่ผู้สืบสันดาน เอกชนมีสิทธิจัดการศึกษาให้บรรลุเป้าหมายตามมาตรา ๘ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีหน้าที่จัดการศึกษาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามมาตรา ๘ (๑) (๒) (๓) (๕) รัฐมีหน้าที่ จัดการศึกษาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามมาตรา ๘ ผู้บรรลุนิติภาวะ นิติบุคคลและบิดา มารดา ผู้ปกครองบุตรมีหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุน ช่วยเหลือ อุดหนุนและให้ความร่วมมือในการ จัดการศึกษาตามมาตรา ๘ แล้วก็ (๗) ให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐที่จะช่วยเหลือ ร่วมมือ อำนวยความสะดวกเกี่ยวกับการจัดการศึกษา (๘) ให้เอกชนไม่ว่าจะเป็น บุคคลธรรมดา คณะบุคคลหรือนิติบุคคลมีสิทธิจัดการศึกษาตามมาตรา ๔๗ (๒) และ (๓) ความเห็นข้อสังเกต ความในวรรคหนึ่งการเพิ่มมาตรา ๙ และมาตรา ๑๐ ๒ มาตรานี้ ไม่ใช่เป้าหมายตามมาตรา ๘ แต่เป็นมาตรการเสริมจัดการศึกษาเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ตามมาตรา ๘ ควรตัดออก ข้อ ๒ (๓) การให้เงินอุดหนุนแก่ผู้เรียนได้มีการแก้ไขให้เป็น จำนวนที่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ เทียบเท่าหรือ ไม่น้อยกว่าที่อุดหนุนให้แก่ผู้เรียนในสถานศึกษาของรัฐ ข้อ ๓ (๔) เห็นควรให้ตัด (๕) ออก เนื่องจากเป็นหน้าที่ของรัฐในการจัดการศึกษาอยู่แล้ว องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่ ส่งเสริมเอกชนและบุคคลตาม (๑) และ (๓) มิใช่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปอุดหนุนรัฐ ตาม (๕) ข้อ ๔ ความใน (๕) เห็นควรให้ตัดมาตรา ๙ ออก เนื่องจากเป็นมาตรการ เสริมเป้าหมายตามมาตรา ๘ อันสุดท้ายคือใน (๙) ที่กรรมาธิการเพิ่มขึ้นมาใหม่ เพิ่มมาว่า ให้หน่วยงานของรัฐ เอกชน คณะบุคคลหรือนิติบุคคลจัดการศึกษาตามมาตรา ๘ (๗) ตามกฎหมายว่าด้วยเรื่องการนั้นมันมีบทบัญญัติอยู่ในวรรคสองอยู่แล้ว คือวรรคสองเขียนว่า ความในวรรคหนึ่งไม่เป็นการตัดสิทธิบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นใดที่จัดการศึกษาในระดับใด ตามที่มีกฎหมายกำหนด รวมทั้งมีบทบัญญัติอยู่แล้วตามมาตรา ๓๑ ที่เขียนบทบัญญัติไว้ว่า การจัดการอุดมศึกษาตามมาตรา ๘ (๗) ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น เพราะฉะนั้น (๙) ที่เพิ่มขึ้นมาก็ควรจะตัดออก สรุปแล้วที่ผมสงวนความเห็นไว้ อย่างวรรคหนึ่ง และวรรคสองผมอยากให้เป็นไปตามร่างเดิมที่จะเหมาะสม โดยเฉพาะ (๓) ที่ผมไปแก้ไข เพิ่มเติมไว้ ผมก็ขอให้กลับไปร่างเดิมจะเหมาะสมกว่าครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ คุณเสน่ห์ ขาวโต ครับ🔗
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม เสน่ห์ ขาวโต กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ในมาตรา ๑๑ นั้น เป็นมาตราที่บ่งบอกถึงภาระหน้าที่ ในการจัดการศึกษา ในการส่งเสริม สนับสนุน แล้วก็อุดหนุนการศึกษา ขออนุญาตได้แสดง ความคิดเห็นใน (๔) และ (๕) ซึ่ง (๔) นั้นเป็นเรื่องขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นที่กำหนดไว้ใน (๔) นั้น ก็มีหน้าที่ทั้งจัดแล้วก็สนับสนุน ส่งเสริม แล้วก็อุดหนุน แต่ว่าไม่สามารถที่จะจัดได้ตลอดแนว แล้วก็ไม่สามารถที่จะสนับสนุน อุดหนุน ได้ตลอดแนวการจัดการศึกษา ซึ่งหลายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะเป็น อบจ. เทศบาล หรือ อบต. ก็ตามหลายองค์กร มีความพร้อม มีความพร้อมที่จะจัดหรือมีความพร้อมที่จะอุดหนุน ส่งเสริม สนับสนุน แต่ใน (๔) นั้นไปกีดกั้นไม่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นได้ทำหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุน และอุดหนุน หรือแม้แต่การจัดก็ตาม เพราะฉะนั้นใน (๔) นั้นก็ควรที่จะต้องแก้ไข แก้ไขให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความพร้อมนั้นสามารถจัดการศึกษาได้ทุกระดับ นอกจากทุกระดับแล้วในการส่งเสริม สนับสนุน หรืออุดหนุนนั้นก็ทำนองเดียวกัน ลักษณะนี้ ถ้าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะไปอุดหนุนหรือส่งเสริม สนับสนุนในสถานศึกษาใดก็แล้วแต่ ก็ต้องมีข้อแม้ หรือบางครั้งทำไปแล้วก็ถูก สตง. ตรวจสอบอีก ก็ทำให้เกิดปัญหาว่าองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นแทนที่จะสนับสนุน ส่งเสริมก็ทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นจุดนี้น่าจะต้อง ปรับปรุงแก้ไขให้ทำได้ตลอดแนว🔗
และอีกส่วนหนึ่งก็คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นมีความใกล้ชิดกับ ประชาชน การจัดการศึกษาตามอัธยาศัย การจัดการศึกษาตลอดชีวิต ตรงนี้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นน่าจะมีส่วนในการจัด แล้วก็ส่งเสริม สนับสนุนอย่างมาก แต่ว่าไม่ได้กำหนด ให้เป็นภาระหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเลยนะครับ ก็หายไปเลย เพราะฉะนั้น ในเรื่องของการจัดการศึกษาตามอัธยาศัยและการจัดการศึกษาตลอดชีวิตก็ควรที่จะต้อง กำหนดไว้ใน (๔) ด้วย เพราะคนที่เขาไปศึกษาแม้แต่ในเรื่องของอาชีพบางคนไม่ต้องการวุฒิ แต่บางคนต้องการวุฒิเพื่อที่จะไปประกอบอาชีพต่อหรือไปทำงานต่อ ก็มีความจำเป็น ที่จะต้องเอาใบประกาศว่าจบหลักสูตรอาชีพใดอาชีพหนึ่ง เพื่อที่จะไปต่อหรือเพื่อที่จะ บ่งบอกถึงแสดงความก้าวหน้าในอนาคตต่อไปด้วย อันนี้เป็นเรื่องของ (๔) ก็หมายความว่า ให้เพิ่มในส่วนที่เป็นการจัดการศึกษาตามอัธยาศัยและตลอดชีวิตใน (๔) เข้าไปด้วยตรงนี้🔗
ส่วนใน (๕) นั้นเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะจัดการศึกษา แล้วก็สนับสนุน ส่งเสริม เช่นเดียวกัน เช่นเดียวกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะฉะนั้นรัฐก็ควรที่จะต้องมีหน้าที่ ในการที่จะต้องส่งเสริม สนับสนุน แล้วก็อุดหนุนในทุกภาคส่วนที่เขาจัด ไม่เฉพาะองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นเท่านั้น ก็ต้องสนับสนุน ส่งเสริมแม้แต่เอกชนหรือส่วนอื่น ๆ ที่เข้ามา จัดการศึกษา รัฐก็ต้องให้การส่งเสริม สนับสนุน แล้วก็อุดหนุนด้วยตรงนี้ รวมถึงการจัด การศึกษาตามอัธยาศัยและการศึกษาตลอดชีวิตด้วย ถ้าหากว่ากำหนดให้มันครอบคลุมไปว่า รัฐนั้นมีหน้าที่จัดการศึกษาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามมาตรา ๘ มาตรา ๙ และจัดการศึกษา ตามอัธยาศัย และมีหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุน ช่วยเหลือ และอุดหนุนการจัดการศึกษา ตามมาตรา ๘ มาตรา ๙ และการจัดการศึกษาตามอัธยาศัยและตลอดชีวิตก็จะครบถ้วน สมบูรณ์ ทำให้ทุกภาคส่วนมีโอกาสในการจัด แล้วก็มีโอกาสในการที่จะสนับสนุน ส่งเสริม แล้วก็อุดหนุนการจัดการศึกษาทุกภาคส่วนด้วย ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ คุณวีรบูล เสมาทอง ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพอย่างสูงยิ่ง ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติที่เคารพครับ กระผม วีรบูล เสมาทอง กรรมาธิการจากพรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ซึ่งในมาตรา ๑๑ ผมเอง ได้สงวนความเห็นเอาไว้ ก็ด้วยความห่วงใยที่มีหน้าที่มีอาชีพเป็นครูรับราชการครูมา เพื่อให้มี ความสมบูรณ์ในเรื่องของมาตรา ๑๑ ซึ่งได้พูดถึงให้เป็นหน้าที่หรือสิทธิของรัฐ เอกชน และบุคคลดังต่อไปนี้ ในการจัดการศึกษา ผมขอสงวนความเห็นแล้วก็ขอเพิ่มเติมนะครับ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ ตามมาตรา ๖ และมีสมรรถนะตามมาตรา ๗ บรรลุเป้าหมายตามมาตรา ๘ แล้วก็เพิ่ม มาตรา ๙ และ มาตรา ๑๐ ครับ สำหรับใน (๑) ซึ่งได้บัญญัติไว้ บิดา มารดาหรือผู้ปกครอง มีหน้าที่จัดให้บุตรหรือผู้ที่อยู่ในความปกครองของตนได้รับการดูแลและพัฒนาจนบรรลุ เป้าหมายตามมาตรา ๘ จนกระทั่งถึงที่กระทำได้ อันนี้ก็ให้คงไว้ครับ สำหรับใน (๒) บุพการี หรือผู้ปกครองที่มีสิทธิจัดการศึกษาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามมาตรา ๘ (๒) (๓) (๔) (๕) และ (๖) ให้แก่ผู้สืบสันดานหรือผู้ที่อยู่ในความปกครองของตน โดยจะจัดโดยลำพัง หรือร่วมกันจัดก็ได้ อันนี้ให้คงไว้ แต่เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นแล้วก็จะให้เป็นกฎหมาย ที่จะได้ให้บิดา มารดานั้นได้ดูแลบุตรหลานได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ขอเพิ่มเป็น (๒/๑) ผู้บรรลุ นิติภาวะ นิติบุคคลและบิดา มารดาหรือผู้ปกครองซึ่งมีบุตรหรือผู้ซึ่งอยู่ในความปกครอง ยังอยู่ในวัยเรียนทุกคนมีหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุน ช่วยเหลือ อุดหนุนและให้ความร่วมมือ ในการจัดการศึกษาให้บรรลุเป้าหมายตามมาตรา ๘ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) หรือ (๖) ตามกำลัง ความสามารถของตน โดยเฉพาะบิดา มารดาหรือผู้ปกครองให้มีหน้าที่พัฒนาร่างกาย จิตใจ สติปัญญาและพฤติกรรมของผู้เรียน ซึ่งอยู่ในความดูแลของตนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ ตามมาตรา ๖ และเป้าหมายตามมาตรา ๘ ด้วย สำหรับ (๓) ขออนุญาตให้ตัดคำว่า ให้ ซึ่งอยู่หลังแก่ผู้เรียน แล้วก็ให้เพิ่มเป็น จำนวนที่เพียงพอ แล้วก็ให้ตัดคำว่า ต่อการเข้ารับ แล้วก็เพิ่ม สำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการจัดการศึกษา แล้วก็ให้ตัด ได้ตามที่กฎหมาย กำหนด เพิ่มอย่างมีคุณภาพ เท่าเทียมหรือไม่น้อยกว่าที่อุดหนุนให้ผู้เรียนในสถานศึกษา ของรัฐ แล้วก็ขอเพิ่ม (๓/๑) ให้เอกชน ไม่ว่าจะเป็นนิติบุคคล คณะบุคคลหรือนิติบุคคลมีสิทธิ จัดการศึกษาตามมาตรา ๔๗ (๒) และ (๓) ตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น และมีส่วนร่วมในการ จัดการศึกษา จัดให้มีและพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนรู้ รวมถึง ให้คำแนะนำในการประกอบอาชีพ ร่วมมือในการฝึกอาชีพและสนับสนุนทรัพยากร เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและยกระดับผู้เรียนให้เกิดความเชี่ยวชาญ ใน (๔) ขออนุญาตตัดคำว่า และ ซึ่งเชื่อมต่อใน (๑) (๒) (๓) และขอเพิ่ม และ (๕) นะครับ สำหรับ (๕) ให้คงไว้ (๖) ขอตัดออกทั้งหมดเลย แล้วก็ (๗) ให้คงไว้ (๘) ให้ตัดทั้งหมดเลย แล้วก็ขอให้ เพิ่ม (๙) ให้หน่วยงานของรัฐ เอกชน คณะบุคคลหรือนิติบุคคลจัดการศึกษาตาม มาตรา ๘ (๗) ตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น ความในวรรคหนึ่งที่ไม่เป็นการตัดสิทธิบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นใดที่จะจัดการศึกษาในระดับใดตามที่กฎหมายกำหนด ก็ให้คงไว้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปรองศาสตราจารย์ สุรวาท ทองบุ ครับ🔗
เรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม สุรวาท ทองบุ ผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิก รัฐสภาครับ กระผมได้สงวนความเห็นไว้ในมาตรา ๑๑ ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมขออนุญาตเรียนในส่วนที่แตกต่างไปจากกรรมาธิการเสียงข้างมากที่มีมติไว้ มาตรา ๑๑ นี้ กำหนดให้ผู้มีหน้าที่ ใครจะมีหน้าที่หรือสิทธิในการจัดการศึกษา เพื่อให้บรรลุการศึกษา ทุกประเภท ทุกระดับการศึกษา ทุกระบบการศึกษานะครับ (๑) บิดา มารดา (๒) บุพการี (๓) เอกชน ผมได้สงวนความเห็นในเอกชนนะครับ เรียนว่าส่วนตัวและพรรคก้าวไกล มีจุดยืนที่จะต้องการโอบรับลูกหลานไทย คนไทยทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนที่ยากดีมีจน ในพื้นที่ ที่เกิดน้อยบนเขา บนเกาะ บนแก่งที่สูงเราก็ต้องการโอบรับ แล้วก็ไปเข้าเรียนในเอกชนเราก็ ต้องการโอบรับโอบอุ้มเขา เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะจัดสรรงบประมาณเป็นค่าใช้จ่ายให้เป็นไป ในลักษณะที่เทียบเท่าหรือไม่น้อยกว่าที่อุดหนุนของรัฐ แต่ว่าสิ่งที่ผมเพิ่มเติมเข้าไปในส่วนที่ แตกต่างกันไปนั้น กระผมเพิ่มว่า ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ ต้องเทียบเท่าหรือไม่น้อยกว่าที่อุดหนุนให้ผู้เรียนในสถานศึกษาของรัฐ และหากเอกชนได้รับ การอุดหนุนเช่นนี้แล้วในรายการใดแล้วจะเรียกเก็บจากผู้เรียนอีกมิได้ อันนี้คือข้อที่ ผมกำหนด อันนี้สำคัญมากครับ รัฐอุดหนุนแล้วโรงเรียนก็ไปเรียกเก็บจากนักเรียนอีก ก็เป็นภาระกับผู้เรียนแล้วก็กลายเป็นว่าได้ ๒ ต่อ อันนี้ผมเห็นว่าควรจะมีข้อความท้ายนี้ว่า ถ้าเอกชนนั้นรับเงินอุดหนุนจากรัฐแล้วก็ไม่ควรไปเรียกเก็บอีกครับ (๔) ให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น มีหน้าที่ในการจัดการศึกษาและอุดหนุน ประเด็นที่ผมขอเพิ่มก็คือปัจจุบันนี้ ท้องถิ่นจะไปอุดหนุนโรงเรียนของรัฐที่เป็นลูกหลานของเขาแท้ ๆ เช่นนักเรียนในสังกัด สพฐ. อยู่ในเขต อบต. นั้น ทุกวันนี้ไม่สามารถทำได้ เราก็เพิ่ม และ (๕) เข้าไปว่า ให้ท้องถิ่นอุดหนุน โรงเรียนของรัฐ ซึ่งจัดการศึกษาตาม (๕) ที่จะพูดต่อไป และใน (๔) นี้ที่ผมแปลกแตกต่าง ไปจากกรรมาธิการเสียงข้างมากว่าผมให้ตัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะมอบหมายให้ เอกชนมาบริหารจัดการ หรือดำเนินการโดยใช้ทรัพยากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนี้ได้ อันนี้ผมเรียนว่าวันนี้ยังไม่มีการศึกษาใดว่าท้องถิ่นนี้จัดการศึกษาเองซึ่งมีอยู่มากมาย โรงเรียนเทศบาล โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาลต่าง ๆ รวมทั้งกรุงเทพมหานคร หรือพัทยาก็จัดการศึกษาอยู่ เรายังไม่พบว่าจะต้องผลักใสหรือว่าไปมอบหมายให้เอกชน ผมคิดว่าวันนี้ยังไม่ถึงเวลา แต่หากจำเป็นจริง ๆ เราสามารถใช้กฎหมายรองลงไปได้ ไม่ควรมากำหนดตรงนี้เท่ากับด้อยค่าหรือปรามาสว่าคนของรัฐหรือคนขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นอยู่ไม่ได้ วันนี้จึงเกิดการเสียขวัญกำลังใจในเรื่องนี้ว่าต่อไปนี้การศึกษาก็จะยกให้ ภาคเอกชนมาเทกโอเวอร์ (Take Over) ไปหมด แล้วอะไรที่เป็นกังวลอยู่มากมายว่าเขาจะ จัดการศึกษาอย่างไร มีไหมเอกชนจะไม่หวังผลกำไร จะเกิดภาระหรือไม่ (๔) ผมจึงตัดออก ในส่วนนี้ แต่ว่าไม่ได้เห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะให้เอกชนทำ แต่วันนี้ ยังไม่ถึงเวลาที่จะมาระบุไว้ในกฎหมายเช่นนี้ มันเป็นการเปิดทางให้รัฐหรือองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น (๕) ด้วยนะครับ รัฐอาจมอบให้เอกชน อันนี้ผมก็เสนอให้ตัดออก มันคล้ายเป็นการเปิดทางแล้วทำให้เสียขวัญกำลังใจ แล้ววันนี้ก็ยังไม่มีผลการศึกษาว่า เอกชนจัดการศึกษาได้ดีกว่าในขณะที่จะรับเงินอุดหนุนจากรัฐด้วย อันนี้ผมเห็นด้วยว่า ให้รัฐอุดหนุนในกรณีที่ไม่เรียกเก็บ ไม่เรียกเก็บและไม่แสวงหากำไร เพราะฉะนั้นแล้ว จึงขอเสนออย่างนี้ว่า (๓) เพิ่มว่า ถ้าเก็บแล้วห้ามเรียกเก็บอีก แล้วก็ (๔) ให้ท้องถิ่นสนับสนุน อุดหนุนโรงเรียนของรัฐได้ แล้วก็ตัดข้อความที่ว่า ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับรัฐ มอบหมายให้เอกชนทำ ถ้าจะให้เอกชนทำเอกชนก็มีกฎหมายอื่นให้เขาทำอยู่แล้ว แล้วก็ยังมี (๓) ว่าท้องถิ่นหรือรัฐก็มีหน้าที่ที่จะไปส่งเสริมเอกชนอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้เดินหน้า ตั้งหน้าตั้งตา โดยรัฐจัดให้มีคุณภาพเถอะครับ ให้มีมาตรฐานเถอะครับ อย่าได้บอกว่า ไม่มีงบประมาณ อย่าได้บอกว่าเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า การลงทุนเพื่อการศึกษาเป็นเรื่อง ที่จะต้องเลือกลงทุนเป็นอันดับแรกมากกว่าที่จะไปเพื่อการอาวุธอะไรทั้งหลาย ขอบคุณครับ🔗
สมาชิกช่วยรักษาเวลาด้วยนะครับ คุณสุรพล นาควานิช กรรมาธิการ ขอเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม สุรพล นาควานิช กรรมาธิการ ผู้ขอสงวนความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ในมาตรา ๑๑ โดยขอให้มีการเพิ่มเติมข้อความในวรรคสาม ในมาตรา ๑๑ วรรคแรก เราจะมีการพูดถึงสิทธิของบุคคลต่าง ๆ รอบด้านในการจัด การศึกษา แต่สิ่งที่ขาดไปอันหนึ่งก็คือสิทธิในการใช้เครื่องมือที่สำคัญในการจัดการศึกษา คือภาษา เพราะฉะนั้นผมจึงถือโอกาสตรงนี้นำเสนอเพื่อความสมบูรณ์ของมาตรา ๑๑ ว่า ให้สิทธิแก่ประชาชนในการใช้ภาษาและสื่อในการจัดการศึกษาด้วย ดังข้อความที่จะ ขออนุญาตเพิ่มเติมดังต่อไปนี้ ภาษาที่ใช้ในการจัดการศึกษาตามวรรคหนึ่ง ให้ใช้ภาษาไทย เป็นภาษากลางและอาจใช้ภาษาแม่ของนักเรียน ภาษาถิ่น ภาษามือ ภาษาหรือสัญลักษณ์ อื่นใดได้อีกด้วย โดยภาษาหรือสื่อนั้นไม่กระทบต่อความสามารถของผู้เรียน หรือเป็น อุปสรรคต่อการเรียนรู้ ผู้เรียนและผู้จัดการศึกษามีสิทธิที่จะเลือกเรียนรู้และใช้ภาษามากกว่า ๑ ภาษาอย่างไม่มีข้อจำกัด โดยสรุปก็คือเป็นสิทธิและเสรีภาพในการใช้ภาษาเพื่อการเรียนรู้ ผมเน้นเพื่อการเรียนรู้ เพราะฉะนั้นจะเป็นภาษาถิ่น ภาษามือ ภาษากาย ภาษาใจ ได้หมด ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมมีเหตุผลและมีข้อเท็จจริงที่จะกราบเรียนท่านประธานว่า มันมีคำกล่าวถึงกันมากในขณะนี้ว่าการใช้ภาษาแม่เป็นภาษาเรียนรู้ของเด็ก จะประสบ ความสำเร็จโดยง่ายและเร็ว กระผมเห็นว่าเป็นความจริงจึงได้นำเสนอมาในวันนี้ ไม่ใช่เป็น ความเชื่อของคนบางกลุ่มบางเผ่า เพียงแต่พวกเราเราทั้งหลายกดกูเกิล (Google) หรือกดหา อินเทอร์เน็ต (Internet) จะเจอในทำนองเดียวกันว่าเป็นดังที่ผมกล่าวเมื่อสักครู่นั้น ตรงกันหมด แม้แต่จะยกตัวอย่างคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปการศึกษา ของรัฐบาลนี้ที่ตั้งขึ้นตามมาตรา ๒๖๑ แห่งรัฐธรรมนูญก็ได้รายงานเรื่องนี้ไว้ด้วย เป็นความจริง โดยสรุปก็คือว่าผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อพวกเขาได้รับการสอนเป็นภาษาถิ่นในช่วงแรก ๆ ของการเรียนหรือจะสรุปว่าเด็ก ๆ สามารถเรียนรู้ได้อย่างดีที่สุด เมื่อเรียนด้วยภาษาแม่ความสำคัญด้วยเหตุผลเป็นอย่างนี้ เป็นความจริงครับ ส่วนข้อเท็จจริงประการหนึ่งความจริงในโลกใบนี้ก็คือว่าเราจะไปจัด ในทวีปยุโรปก็ดีหรือในอเมริกาเหนือก็ดี ที่เราเชื่อกันว่าเป็นประเทศที่มีความเจริญ ทางการศึกษานั้น ประเทศยุโรปแม้เป็นประเทศเล็ก ทวีปเล็ก แต่ประชากรหนาแน่นมีหลาย เผ่าพันธุ์ มีหลายภาษาเยอะแยะไปหมดหรือในอเมริกาเหนือที่มีแผ่นดินใหญ่โตเป็นทวีปใหม่ ก็มีคนอพยพจากทั่วโลกไปอยู่อาศัย ก็จะมีโรงเรียนของตัวเองจากเผ่าของตัวเองใช้เรียน ภาษาแม่ทั้งนั้นครับ ก็มีภาษากลางอยู่ด้วยเขาเปิดโอกาสให้ แม้ในบางรัฐ บางประเทศ เช่น ฟินแลนด์ก็มีการระบุให้ใช้ภาษาแม่ไว้ในกฎหมายการศึกษาแห่งชาติด้วย นี่เป็นพยานหลักฐาน กระผมขอเวลาอีกนิดเดียวว่าในประเทศไทยเรานั้นเป็นข้อเท็จจริงว่าเรามีชนเผ่าต่าง ๆ กระจายอยู่ทั่วประเทศ มีภาษาถิ่นต่าง ๆ อีกหลายภาษา เวลาเราพูดภาษาถิ่นกันแล้ว มันถึงใจ เข้าใจ รู้เรื่องเร็ว แต่พอใช้ภาษาอีกภาษาหนึ่งบางครั้งพูดก็ช้า ความเข้าใจก็ยาก นี่คืออุปสรรค เพราะฉะนั้นในทางการศึกษาจึงควรจะเปิดโอกาสให้ แม้แต่รัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๓๔ ก็ยังให้โอกาสที่จะมีเสรีภาพในการใช้ภาษา การใช้สื่ออย่างไม่มีข้อจำกัด ท่านประธานที่เคารพครับ แท้จริงแล้วภาษาที่ใช้ในโลกนี้มีทั้งมือ ทั้งเท้า ทั้งอาการ ทั้งอากัปกิริยาต่าง ๆ ทั้งภาษาใจที่ผมว่าเมื่อสักครู่นั้น มีนักปราชญ์หลายคนเขาก็พูดว่า ในโลกนี้มีภาษาเพียงภาษาเดียวคือภาษาใจซึ่งมาตรงกับคำกล่าวที่ว่าสื่อความให้เข้าใจ สื่อความให้เข้าถึง สื่อความเพื่อได้พัฒนา เป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่เหลือเกินครับ ถ้าเราได้ บรรจุความจริงอันนี้ซึ่งเป็นสากลไว้ใน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ โดยสรุปผมขอสรุปว่า เพื่อประโยชน์ในทางจัดการศึกษาการเรียนรู้ของประชาชนเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชน ในการใช้ภาษาเพื่อการเรียนรู้ เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิของประชาชนที่ไปแอบอ้างว่า ห้ามโน่น ห้ามนี่และเพื่อประโยชน์สร้างความมั่นใจให้กับผู้จัดการศึกษาตามวรรคแรกนั้น ได้มั่นใจว่าใช้ภาษาได้อย่างไม่มีข้อจำกัด ตราบใดถ้าเรามีความมั่นใจในการจัดการศึกษาแล้ว ผลประโยชน์ก็จะเกิดขึ้นกับประชาชนอย่างแน่นอน ผมก็ขออนุญาตเสนอความดังกล่าวนี้ ต่อท่านประธานรัฐสภาด้วยความเคารพครับ🔗
ต่อไปเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ ขอเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ สมาชิก วุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานถึงความคิดเห็น ๒ ประเด็นด้วยกันในมาตรา ๑๑ ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยว่าทำไมถึงไม่เห็นด้วยกับ กรรมาธิการเสียงข้างมากในมาตรานี้ โดยที่ตลอด ๑๐ มาตราที่ผ่านมา ผมเห็นด้วยกับ กรรมาธิการเสียงข้างมากมาโดยตลอด🔗
ในประการแรกคือในวรรคหนึ่งหรือวรรคแรกการกำหนดให้เป็นหน้าที่ สิทธิ ของรัฐ ของเอกชนหรือบุคคลในการที่จะจัดการศึกษาให้บรรลุเป้าหมายตามมาตรา ๘ ซึ่งมาตรา ๘ ที่ประชุมก็ได้ผ่านความเห็นชอบไปแล้วเป็นการแบ่งช่วงวัยทั้ง ๗ ช่วงวัย อย่างครบถ้วนสมบูรณ์และมีความยืดหยุ่นที่จะแก้ไขในอนาคตได้ การที่กรรมาธิการ เสียงข้างมากเติมมาตรา ๙ และมาตรา ๑๐ เข้าไปนั้น โดยข้อเท็จจริงแล้วถ้าอ่านในเนื้อหา เป้าหมายของมาตรา ๘ ได้ครอบคลุมเพียงพอที่จะมีมาตรา ๙ และมาตรา ๑๐ โดยที่ไม่ต้อง เอ่ยไว้ในมาตรา ๑๑ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ มีความสมบูรณ์ในตนเอง แล้วก็อยู่เป็นส่วนย่อย ของบรรลุเป้าหมายการจัดการศึกษาของมาตรา ๘ ในวรรคแรกจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้อง เติมมาตรา ๙ และมาตรา ๑๐ ผมจึงมีความเห็นว่าการคงวรรคแรกไว้เหมือนเดิมนั้นมีความ ถูกต้องเหมาะสม ทำให้มีความกระชับของข้อกฎหมายที่จะนำไปปฏิบัติ🔗
ในประเด็นที่ ๒ ในความคิดเห็นของกรรมาธิการเสียงข้างน้อยก็คือใน (๓) ที่ว่าด้วยเรื่องบทบาทของเอกชน ตรงนี้ต้องกราบเรียนท่านประธานว่าผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่เราจะต้องมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงให้การจัดการศึกษาของเอกชนซึ่งก็จัดให้กับพี่น้อง ประชาชน บุตรหลานของคนไทยด้วยกัน จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามที่ทำให้เข้าโรงเรียนหรือ สถานศึกษาของรัฐไม่ได้แล้วต้องมาเรียนในสถานศึกษาของเอกชนก็เป็นพลเมืองไทยเป็นเด็ก และเยาวชนไทยเช่นกัน สมควรที่จะได้รับคุณภาพและโอกาสในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนา ตนเองให้เต็มตามศักยภาพ เฉกเช่นเดียวกับสถานศึกษาหรือโรงเรียนของรัฐ แต่โดยข้อเท็จจริงวันนี้ต้องยอมรับว่าสถานศึกษาเอกชนไม่ว่าจะเป็นครูหรือตัวนักเรียนก็ยังมี จุดที่เหลื่อมล้ำในเรื่องสิทธิต่าง ๆ น้อยกว่าสถานศึกษาหรือโรงเรียนของรัฐ ดังนั้น ในมาตรา ๑๑ (๓) ที่เขียนเรื่องนี้ไว้โดยกรรมาธิการเสียงข้างมากนั้นโดยเนื้อหาผมเห็นด้วย คือให้เพียงพอ ให้มีคุณภาพ ไม่แตกต่างกันระหว่างเอกชนกับรัฐ แต่ที่คิดว่าเขียนตรงนี้ไว้ไม่ได้ เนื่องจากเป็นการเขียนแล้วไปแตะกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องการเงิน ก็เกรงว่าจะทำให้เกิดมีการ ตีความว่าถ้าบัญญัติไว้ตามกรรมาธิการเสียงข้างมากอาจจะมีผลทำให้กฎหมายฉบับนี้ มีผู้ขอคำวินิจฉัยว่าไปเกี่ยวกับเรื่องการเงินหรือไม่ ดังนั้นถ้อยคำเดิมจึงมีความเหมาะสมว่า ให้รัฐจัดให้เงินอุดหนุนแก่ผู้เรียนเพียงพอต่อการเข้ารับการศึกษาได้ตามที่กฎหมายกำหนด แน่นอนกรรมาธิการเสียงข้างมากหรือหลายคนก็ยังไม่สบายใจว่าตามกฎหมายกำหนด จะเพียงพอให้โรงเรียนเอกชน นักเรียนเอกชนและครูเอกชนได้รับความเท่าเทียมกับโรงเรียน สถานศึกษาของรัฐหรือไม่ ผมจึงต้องลุกขึ้นมาอภิปรายให้ปรากฏเป็นหลักฐานตรงนี้ว่าเรามี เจตนาว่ากฎหมายกำหนดนั้นต้องไปกำหนดให้สถานศึกษาของเอกชน ครูโรงเรียนเอกชน และนักเรียนที่เรียนในโรงเรียนเอกชนได้รับสิทธิ ได้รับโอกาสที่จะรับการศึกษาในสถานศึกษา ของเอกชนที่เท่าเทียมและไม่แตกต่างกับสถานศึกษาของรัฐ ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ทั้ง ๒ ประการผมจึงเห็นว่าร่างเดิมที่ได้เสนอเข้าสู่สภาแห่งนี้จึงมีความเหมาะสมแล้วดังกล่าว จึงขออนุญาตแสดงความเห็นในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยขอให้กลับไปสู่ร่างเดิมครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปคุณสฤษดิ์ บุตรเนียร🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งเป็นกรรมาธิการขอสงวนความเห็นแก้ไข เพิ่มเติมความในมาตรา ๑๑ ดังนี้ครับ มาตรา ๑๑ ให้เป็นหน้าที่และสิทธิของรัฐและเอกชน และบุคคลดังต่อไปนี้ในการจัดการศึกษาให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์มาตรา ๖ เพื่อพัฒนาเด็ก ให้มีความสมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม ส่วนมาตรา ๗ ให้มีสมรรถนะ ที่สามารถที่จะนำไปดำเนินชีวิตได้ ให้บรรลุเป้าหมายตามมาตรา ๘ มาตรา ๙ และ มาตรา ๑๐ ผมขอสงวนไว้ใน (๓) ที่เอกชนไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา คณะบุคคล นิติบุคคล มีสิทธิในการจัดการศึกษาให้บรรลุเป้าหมายตามมาตรา ๘ ภายใต้กำกับ สนับสนุน ช่วยเหลือ และอำนวยความสะดวกของรัฐในการจัดการศึกษาให้บรรลุตามเป้าหมายมาตรา ๘ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) และ (๖) นั้น ให้รัฐจัดให้มีเงินอุดหนุนให้แก่ผู้เรียนเป็นจำนวนที่พอเพียงสำหรับจัดค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการ จัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ ไม่น้อยกว่าที่อุดหนุนให้แก่ผู้เรียนในสถานศึกษาของรัฐ และมีสิทธิทางด้านภาษีและเพื่อส่งเสริม สนับสนุนให้บรรลุตามเป้าหมายตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งจะเห็นว่าปัจจุบันนี้ที่ท่านก็ให้เอกชนเข้ามาร่วมในการจัดการศึกษาตามมาตรา ๙ แล้ว มาตรา ๕๔ วรรคสาม รัฐเองก็ต้องพยายามที่จะให้รัฐ เอกชนเข้ามาร่วมในการจัดการศึกษา ด้วยการที่จะให้มีคุณภาพ ไม่มีความเหลื่อมล้ำ เท่าเทียมกัน อาจจะมีผู้อภิปรายเห็นด้วยและ ไม่เห็นด้วยบ้างบางส่วนว่าเอกชนอาจจะทำไมต้องไปช่วยเหลือด้วยหรือสนับสนุนด้วย อย่างที่เห็นเราน่าจะมุ่งมองไปที่เด็กไทย เพราะทุกคนเป็นทรัพยากรของชาติ ในความ เสมอภาคกันนั้นจะเป็นจุดเริ่มต้นครับ คงเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่เด็กควรจะได้รับ เอกชน เข้ามาร่วมกันจัดการศึกษาแบ่งเบาภาระของรัฐ ไม่ว่าจะค่าใช้จ่าย การลงทุน และคุณภาพ ก็ตกอยู่กับประเทศชาติโดยส่วนรวมอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าเราจะมาแบ่งกันว่าเด็กนั้นเป็นอยู่ที่ใคร ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญก็พยายามจะดึงมาอยู่แล้ว เพราะความร่วมมือเราน่าจะดูที่ ความพร้อม ศักยภาพในการจัดการศึกษาด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านอาชีวะ ซึ่งในยุคนี้ ในศตวรรษที่ ๒๑ เราต้องการเด็กที่มีศักยภาพ มีความสามารถ มีความแข็งแกร่งเพื่อที่จะ ต่อสู้กันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะ (๘) ที่ผมขอไว้ให้เอกชนนั้น ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา คณะบุคคลหรือนิติบุคคล จัดการศึกษาที่จัดทั้งมาตรา ๔๗ (๒) และ (๓) เป็นการศึกษานอกระบบหรือการพัฒนาทักษะหรือการศึกษาตลอดชีวิต ตามกฎหมายว่าด้วยการนั้นมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา จัดให้มีพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ส่งเสริม สนับสนุน รวมถึงคำนึงในการที่ประกอบอาชีพ ร่วมกันฝึกอาชีพ สนับสนุน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและยกระดับ เกิดความเชี่ยวชาญ เป็นทักษะสำคัญ ในศตวรรษที่ ๒๑ ให้สอดคล้องกับการจ้างงาน สร้างงาน ให้ผู้เรียนที่จบแล้วมีงานทำ ทุกอย่างนี้มันเป็นไปตามแผนปฏิรูปของประเทศที่ต้องการให้เด็กมีศักยภาพ ภาคสังคม หลายอย่างมีความพร้อม มีศักยภาพ โดยเฉพาะด้านอาชีพมีความถนัดเฉพาะทาง ดังนั้น ผมอยากเรียนให้ทราบว่าเด็กไม่ว่าหลาย ๆ เรื่องท่านก็ยังกำชับหรือลงในเรื่องของ ความเสมอภาคและความเหลื่อมล้ำอยู่แล้ว ดังนั้นไม่ว่าจะเรื่องของอาหารกลางวันของเด็ก ซึ่งปัจจุบันนี้โรงเรียนเอกชนก็ได้รับเพียง ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้น จริง ๆ แล้วแม้แต่ใน โรงเรียนเอกชนด้วยกันรัฐก็พยายามจะพูดคำว่า เสมอภาค แต่โดยส่วนรวมในการปฏิบัติ การนำนโยบายสู่การปฏิบัติก็ได้หามีความเสมอภาคในตัวของมันไม่ เพราะฉะนั้น พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ที่จะเริ่มต้นจากนี้เป็นต้นไปน่าที่จะมองถึง เด็กไทยเป็นตัวตั้ง ซึ่งปัจจุบันนี้จำนวนเด็กก็ลดลงทุกวัน โดยเฉพาะปีนี้ ปี ๒๕๖๕ เดือนธันวาคมเด็กก็ลดไปถึง ๑๐๐,๐๐๐ คน ก็เห็นชัดเลยว่าไม่ว่าจะเป็นแรงงาน จำนวนเด็ก โรงเรียน รัฐบาลเอง ดังนั้นรัฐที่จะมีความจริงใจในการที่จะพัฒนาปฏิรูปการศึกษาซึ่งเป็น กฎหมายแม่บท เป็นกฎหมายหลักของประเทศชาติและจะมีความจริงใจในการที่จะพัฒนา สร้างสรรค์ ดังนั้นจึงกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพผ่านไปยังหน่วยงาน ผ่านไปทาง รัฐบาลให้มีความจริงใจในการที่จะแก้ปัญหาประเทศชาติและให้ความสำคัญกับการศึกษา ภาคเอกชนอย่างจริงจังครับ ขอกราบขอบพระคุณมากครับ🔗
ต่อไป คุณขจิตร ชัยนิคม หลังจากนั้น จะเป็นคุณออน กาจกระโทก คุณดะนัย มะหิพันธ์ กรรมาธิการ ครับ เชิญคุณขจิตรครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุดรธานี ในฐานะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ผมเป็นกรรมาธิการร่างในพระราชบัญญัติฉบับนี้ แล้วในมาตรา ๑๑ นี้ ได้ดูรายละเอียดอย่างมากเพราะมันเป็นเรื่องสำคัญ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากกราบเรียนว่าผมร่วมกับคุณวีรบูล เสมาทอง และ ท่านดอกเตอร์ดิเรก พรสีมา ได้ดูแล้วได้แปรญัตติร่วมกันในมาตรา ๑๑ นี้ โดยให้เพิ่มคำว่า การเป็นหน้าที่หรือสิทธิของรัฐ เอกชนและบุคคลดังต่อไปนี้ จัดการศึกษาเพื่อให้บรรลุ วัตถุประสงค์ตามมาตรา ๖ ร่างเดิมไม่มี แล้วขอเพิ่มว่า ให้มีสมรรถนะตามมาตรา ๗ อันนี้ ก็เพิ่มขึ้น ให้บรรลุเป้าหมายตามมาตรา ๘ เดิมมีอยู่แล้ว แล้วก็เพิ่มว่า ให้บรรลุเป้าหมายตาม มาตรา ๘ มาตรา ๙ และมาตรา ๑๐ ผมดูแล้วเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์มากขึ้นในการพูดถึง บทพื้นฐานของการจัดการศึกษา ท่านประธานครับ ในหน้าต่อไปในรายงานของกรรมาธิการ หน้า ๗๑ ผมได้ย้าย (๖) มาเป็น (๒/๑) ถ้าจะดูว่ามาตรา ๑๑ (๑) พูดถึงบิดา มารดา ผู้ปกครอง (๒) พูดถูกบุพการีและผู้มีสิทธิจัดการศึกษา (๓) ไปพูดเอกชน (๔) ไปพูดท้องถิ่น ซึ่งไม่สอดคล้องกัน ผมก็เลยเอาวงเล็บที่เกี่ยวข้องกับบุคคล นิติบุคคล มาเรียงลำดับกันใหม่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็เอาไปไว้ในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วก็วงเล็บ ที่กล่าวถึงหน้าที่ของรัฐก็จะไปอยู่ท้าย ๆ ผมอยากให้ความเห็นในเรื่องที่สงวนไว้ใน (๔) (๔) ตอนท้าย ๆ เขียนไว้ชัดเจนว่าให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่จัดการศึกษา เพื่อบรรลุเป้าหมาย เพื่อบรรลุสมรรถนะอะไรต่าง ๆ ตามที่กล่าวมาแล้ว เขียนตอนสุดท้ายว่า โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะมอบให้เอกชนเข้าบริหารจัดการหรือดำเนินการ โดยใช้ทรัพยากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ได้ คำ ๆ นี้หลายฝ่ายมองแตกต่างกัน เพื่อนครูบาอาจารย์ได้มองว่าอันนี้คือการผลักภาระของรัฐในการที่จะให้ท้องถิ่นไปให้ ผู้รับเหมา ไปให้เอกชน ซึ่งเป็นเรื่องน่ากลัวก็น่าวิตกเหมือนกัน แต่อีกฝ่ายความคิดเห็นนี้ ผมก็เล่าให้เพื่อนครูอาจารย์ที่มายื่นหนังสือฟังว่าส่วนที่เขาเห็นด้วยส่วนที่เขียนมาเขาก็ อธิบายเหตุผลเช่นประเทศสหรัฐอเมริกาเขาก็ให้เอกชนเข้ามา การปรับปรุงเนื้อหา การปรับปรุงหนังสือเรียนการอะไรมันจะทันสมัยขึ้น มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรวดเร็วขึ้น แล้วคนที่ได้รับผลดีประสิทธิภาพคือลูกหลานของประชาชน อันนี้ก็คือฝ่ายที่เขาเห็นว่า ควรจะให้โอกาสองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ใช้ทรัพยากรของตัวเองนั้นว่าจ้างมืออาชีพ มาบริหารมาจัดการศึกษาได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมแปรญัตติในมาตรานี้โดยสาระสำคัญก็คือ ร่างที่รัฐบาลร่างมา มันไม่ได้เรียงเรื่องบุคคล เรื่องนิติบุคคล เรื่ององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรื่องรัฐ ผมเพียงแต่เสนอให้จัดลำดับวงเล็บต่าง ๆ ให้มันเป็นหมวดหมู่เดียวกัน ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปคุณออน กาจกระโทก เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ครูออน กาจกระโทก สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในมาตรา ๑๑ ที่มีการ เพิ่มเข้ามาของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก โดยเพิ่มในเรื่องของการจัดการศึกษาเพื่อให้ บรรลุวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๖ มีสมรรถนะตามมาตรา ๗ และบรรลุเป้าหมายตามมาตรา ๘ แล้วก็กรรมาธิการเสียงข้างมากเพิ่มมาว่า ให้เป็นไปตามมาตรา ๙ แล้วก็มาตรา ๑๐ ด้วย ซึ่งผมเองเห็นว่าจบตรงบรรลุเป้าหมายตามมาตรา ๘ ก็น่าจะครอบคลุมเพียงพอแล้วครับ โดยผมเห็นว่าในมาตรา ๙ และมาตรา ๑๐ เป็นเพียงการขยายความในมาตรา ๘ เท่านั้น ดังนั้นจึงไม่จำเป็นจะต้องนำมาเขียนเพิ่มเติมอีก นี่ประเด็นที่ ๑ แล้วไปดูใน (๓) ซึ่งได้เขียน เอาไว้เกี่ยวกับเรื่องของเอกชน ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา คณะบุคคลหรือนิติบุคคลที่มีสิทธิ จัดการศึกษาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามมาตรา ๘ ภายใต้การกำกับ สนับสนุน ช่วยเหลือและ อำนวยความสะดวกจากรัฐและในการจัดการศึกษาเพื่อบรรลุเป้าหมายตามมาตรา ๘ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) และ (๖) ให้รัฐจัดเงินอุดหนุนให้แก่ผู้เรียน ซึ่งจริง ๆ ในร่างเดิมที่เขียนให้รัฐ จัดให้มีเงินอุดหนุนแก่ผู้เรียนที่เพียงพอต่อการเข้ารับการศึกษาได้ตามที่กฎหมายกำหนด กรรมาธิการเสียงข้างมากก็มาเพิ่มบอกว่าให้รัฐจัดเงินอุดหนุนแก่ผู้เรียนเป็นจำนวนที่เพียงพอ สำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ เทียบเท่าหรือไม่น้อยกว่า ที่อุดหนุนให้ผู้เรียนในสถานศึกษาของรัฐ จริง ๆ แล้วถึงจะเพิ่มขึ้นมาตรงนี้ผมก็ไม่ได้ติดใจ อะไรมากมาย แต่อยากบอกท่านประธานว่าเรื่องของการจัดการศึกษาของเอกชนบางส่วน มันมีความเหลื่อมล้ำที่เรามองไม่เห็นระหว่างรัฐกับเอกชนก็คือผมยกตัวอย่างเช่น เรื่องของ อาหารกลางวัน โรงเรียนของรัฐเด็กตั้งแต่ชั้นอนุบาล ๑ ไปจนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ จะได้รับร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้จะเป็นเด็กต่างด้าว เด็กที่มาจากเขมร ลาว พม่า หรือชาติอื่น เข้ามาทั้งหมดก็จะได้รับอุดหนุนเงินอาหารกลางวันร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ของเด็กโรงเรียน เอกชนนั้นจะได้รับเพียงประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ โดยดูจากการขาดทุพโภชนาการ การขาดแคลนหรือยากจน ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ทำให้นักเรียนโรงเรียนเอกชนนั้นได้รับอาหาร กลางวันเพียงแค่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ จริง ๆ แล้วเขาเหล่านั้นคือเด็กไทยครับ บางคนบอกว่า โรงเรียนเอกชนน่าจะมาจากครอบครัวที่ร่ำรวยหรือปานกลางจึงไม่จำเป็นจะต้องอุดหนุน ท่านประธานครับ ถ้าลงไปดูแล้วเด็กโรงเรียนเอกชนเหล่านั้นมาจากลูกหลานของชาวไร่ ชาวนา เกษตรกร พ่อค้าแม่ขายหรือคนรับจ้างโรงงานเกือบทั้งนั้นเลยครับ ดังนั้นนี่แหละ ผมถึงบอกว่าการอุดหนุนจะต้องให้เพียงพอกับผู้ที่เรียนโรงเรียนเอกชนโดยให้เหมือนกับรัฐ ดังนั้นตรง (๓) นี้แม้ผมจะเห็นด้วยกับการคงร่างเดิม แต่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากเสนอ เพิ่มเติมผมก็ไม่ติดใจ แต่อยากจะพูดถึงใน (๔) ซึ่งเป็นเรื่องขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีหน้าที่จัดการศึกษาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามมาตรา ๘ (๑) (๒) และ (๓) ซึ่งท่านขจิตร ได้อภิปรายไปแล้ว ผมขอเอ่ยนามท่าน ตรงวรรคท้ายที่ผมติดใจอยู่นิดเดียวคือโดยบอกว่า โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะมอบหมายให้เอกชนเข้าบริหารจัดการหรือดำเนินการ โดยใช้ทรัพยากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ได้ ผมเกรงเรื่องของประโยชน์ทับซ้อนครับ ตรงประเด็นนี้ท่านอย่าลืมว่าบางครั้งผู้บริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจมีประโยชน์ ทับซ้อนกับเอกชนก็จึงให้มาใช้ทรัพยากรได้ การเขียนอย่างนี้อาจจะเป็นหนทางแห่งการ เกิดการทุจริตได้ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ต่อไปคุณดะนัย มะหิพันธ์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม ดะนัย มะหิพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ในฐานะ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ มาตรา ๑๑ หลายท่านอภิปราย ซึ่งส่วนใหญ่ เราก็ได้ถกเถียงกันในที่ประชุมกรรมาธิการพอสมควร มาตรา ๑๑ นั้นเป็นบทบาทหน้าที่ ของรัฐและผู้ที่เกี่ยวข้องในการที่จะจัดการศึกษา ซึ่งหลายท่านก็อภิปรายไปแล้ว ผมเอง อยากจะอภิปรายเพิ่มเติมในความคิดเห็นก็คือ ใน (๓) นั้นผมเห็นด้วยว่าถ้าเอกชนจะจัดนั้น รัฐก็จะต้องควบคุมกำกับดูแล เพราะอะไรครับ เพราะถ้าหากรัฐไม่ควบคุมกำกับดูแล การที่ เอกชนจะไปจัดโดยอิสระเสรีนั้นผมไม่เห็นด้วย เพราะใน (๔) กับ (๕) อย่างที่เมื่อสักครู่นี้ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านออนก็ได้พูด ถ้าใน (๔) ท่านจะไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มอบหมายให้เอกชนจัดเลย หรือใน (๕) รัฐก็จะไปมอบหมายให้จัดเลย มันเป็นการขัดแย้ง ระหว่าง (๓) กับ (๔) (๕) (๓) นั้นรัฐจะต้องควบคุมกำกับดูแลครับ แต่พอไป (๔) (๕) มอบเลย ถ้าอย่างนี้ต่อไปโรงเรียนของรัฐก็จะไม่มี เพราะถ้ารัฐไม่มีเงิน รัฐก็จะมอบเอกชน ไปจัดเลย นี่คือสิ่งที่ผมมองว่ารัฐเริ่มจะไม่รับผิดชอบเรื่องการศึกษา ท่านจะผลักภาระ ความรับผิดชอบไปให้เอกชน โดยท่านก็จะอ้างเหตุผลว่าเอกชนจัดได้ดีกว่า เอกชนทำได้ดีกว่า เอกชนมีประสิทธิภาพมากกว่า นั่นยิ่งเหมือนกับการตอกย้ำถึงความไร้ประสิทธิภาพของรัฐ ในการจัดการศึกษา ท่านประธานครับ วันนี้โรงเรียนเอกชนหลายแห่งต้องปิดตัวลงไป เพราะอะไรครับ เพราะขาดการกำกับดูแลจากรัฐอย่างเสมอภาค อย่างเท่าเทียม แต่ขณะเดียวกันครับท่านประธาน มีนายทุนต่างชาติเข้ามาเทกโอเวอร์ (Take over) เข้ามาซื้อกิจการโรงเรียนเอกชน เหล่านี้ต่อไปโรงเรียนเอกชนในประเทศไทยก็จะเป็น โรงเรียนเอกชนที่ต่างชาติเป็นเจ้าของ ท่านลองมองดูว่า ถ้ากฎหมายฉบับนี้ผ่านไป โดยที่มาตรา ๑๑ (๔) (๕) ผมเชื่อว่าต่อไปโรงเรียนเอกชนที่จัดมีเจ้าของเป็นคนมีเงินที่เป็น นายทุนจากต่างชาติก็จะเข้ามาเต็มบ้านเต็มเมือง แล้วอย่างนี้การเรียกเก็บค่าใช้จ่าย ค่าเล่าเรียนต่าง ๆ ถ้ารัฐไม่เข้าไปกำกับดูแล รัฐปล่อยปละละเลย คนที่เดือดร้อนคือใครครับ ก็คือพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ ผมเห็นว่า (๔) น่าจะตัดวรรคท้ายก็คือ โดยองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นจะมอบ ตัดไปเลยครับ ตัดทั้งหมด แล้วก็ (๕) ตัดทั้งวงเล็บเลยครับ เพราะว่าบทบาทหน้าที่ของรัฐนั้นเขาเขียนไว้ ในรัฐธรรมนูญก็เขียน แล้วก็เขียนไว้ใน วงเล็บอื่น ในวรรคอื่นก็มีแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าไปเขียนว่ารัฐจะมอบให้เอกชนเข้าบริหาร จัดการหรือดำเนินการ นั่นหมายความว่ารัฐไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลย ก็มอบให้ไปเลย เหล่านี้ ผมเห็นว่าถ้าเราปล่อยปละละเลยให้กฎหมาย ให้ข้อนี้ ให้มาตรานี้ผ่านไป ต่อไปโรงเรียน เอกชนที่จัดโดยเอกชน ซึ่งเขาสามารถที่จะเรียกอะไรก็ได้จากผู้เข้าไปเรียน จากนักเรียน คนที่จะต้องตกเป็นผู้รับเคราะห์รับกรรมก็คือพี่น้องประชาชนครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
สำหรับผู้ที่สงวนความเห็น ก็ท่านดะนัยคนสุดท้ายนะครับ ต่อไปจะเป็นผู้แปรญัตติครับ พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ และ พันตำรวจเอก ทวีศักดิ์ สอดส่อง ขอเชิญท่านสุพิศาลครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมคืออย่างนี้ครับ ฝากไปยัง ท่านประธานตวงเลยว่ามาตรานี้ผิดรัฐธรรมนูญ ผิดอย่างไรที่ท่านเพิ่ม ในการเพิ่มมีการเพิ่ม อยู่ ๓ แห่ง ตรงวรรคแรก (๓) และ (๔) แล้วก็ (๙) ที่เพิ่ม ผมอย่างนี้ครับ ผมได้ขอแก้และ แปรญัตติไว้ ผมเอาตรงนี้ก่อน เอาตรงที่คณะกรรมาธิการแก้ ท่านไปดูที่ไปเติมแก้ไขใน (๓) (๓) ท่านประธานครับ ที่เขียนว่าให้เป็นจำนวนที่เพียงพอ คำเต็มคือรัฐจัดให้มีการอุดหนุน ผู้เรียนให้เป็นจำนวนที่เพียงพอ แล้วก็มีถึงการศึกษาค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการจัดการศึกษา อย่างมีคุณภาพ เท่าเทียม หรือไม่น้อยกว่าที่อุดหนุนให้ผู้เรียนในสถานการศึกษา ท่านประธานครับ ท่านตวงครับ ท่านอ่านรัฐธรรมนูญวรรคหนึ่ง มาตรา ๕๔ ตอนท้าย ผมอ่านให้ฟังอย่างนี้ สะกดด้วยนะครับ รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษา เป็นเวลา ๑๒ ปีตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพ ขีดเส้นใต้ตรงนี้ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย วรรคหนึ่งคือวรรคประธานของรัฐธรรมนูญ แต่ผู้เขียนกฎหมาย หลีกเลี่ยงที่จะไม่เขียนกฎหมายเพื่อดูแลตามรัฐธรรมนูญ ผมได้รับคำตอบแล้วครับ มาตรา ที่ผ่านมาผมก็ถามอยู่ อยู่ในมาตรา ๕๔ อีกหลายตัวบทที่ไม่ได้เขียนเลย ผมถึงรู้ได้ว่านี่คือ สิ่งที่รัฐบาลเขียนแต่ไม่ปฏิบัติ คือเขียนรัฐธรรมนูญสักแต่ว่าเขียน แต่ไม่ทำตามให้ครบถ้วน ตามที่ตัวเองอยากจะเขียน เพราะฉะนั้นยุทธศาสตร์ชาติเลิกไปเลย ขีดเส้นใต้นะครับ ท่านประธานครับ ท่านดูสิว่าที่ผมขอแก้ไขในญัตติของผม ในคำแปรผมขีดใน (๔) ทิ้ง ในช่วงท้ายขึ้นกระดานดูได้ แต่ที่สำคัญใน (๕) ผมตัดเนื้อความบางส่วนออก แต่เติมคำว่า ทุกระดับให้สามารถจัดการศึกษาอย่างเท่าเทียมไม่ให้มีความเหลื่อมล้ำทุกประเภท และทุกระดับการศึกษา เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๔ รัฐธรรมนูญนี้บัญญัติไว้เลยว่าทุกการศึกษาต้องเป็นธรรม โดยเฉพาะ ในมาตรา ๕๔ (๑) ที่บัญญัติไว้ชัดเจน ตลอดจนการที่จะจัดการศึกษานั้นให้รัฐจัดการศึกษา ทุกระดับ ในวรรคสามจะเขียนไว้ แล้วมุ่งเน้นให้เกิด เขาเรียกเกิดการศึกษาแบบใหม่ครับ ท่านตวงกราบเรียนครับ ท่านไปดูคำอธิบายรัฐธรรมนูญเล่มหนา ๆ เขียนไว้ช่วงสุดท้ายของ มาตรา ๕๔ วางอนาคตของชาติในระยะยาวซึ่งไม่ใช่การศึกษาแบบเดิม แบบเดิมที่ท่าน เคยสอน ท่านประธานครับ แต่เป็นการศึกษาเพื่อเตรียมคนเข้าสู่ศตวรรษหน้า จึงจำเป็น ต้องมีทักษะที่แตกต่างจากทักษะที่ได้รับจากการศึกษาในระบบปัจจุบัน โครงสร้างที่ รัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติให้มีการจัดการการศึกษาและโครงสร้างนั้นมันถูกตีไปแล้ว ทำไมไม่ทำตามรัฐธรรมนูญ ผมสงสัยในประเด็นตรงนี้ ผมถึงเขียนว่าทุกระดับ ดูสิครับ ขีดเส้นใต้เลย สามารถที่จะให้จัดการศึกษาได้อย่างเท่าเทียม ไม่ให้มีความเหลื่อมล้ำ ทุกประเภทและทุกการศึกษา ผมไม่อยากเสียคะแนนครับ เพราะผมใช้เวลาให้พอเพียงที่จริง ผมมีพูดมากกว่านี้แต่อีกหลายมาตรา ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณท่านสุพิศาลรักษาเวลาครับ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ผมได้สงวนคำแปรญัตติสำหรับมาตรา ๑๑ ที่ผมเห็นว่า การเขียนของ สนช. หรือผู้ร่างของรัฐบาลมาก็ดี แล้วก็จนคณะกรรมาธิการเหมือนว่าให้เป็น หน้าที่และสิทธิของรัฐ เอกชนและบุคคลดังต่อไปนี้เพื่อจัดการศึกษาให้บรรลุมาตรา ๘ ซึ่งความจริงตรงนี้มันค่อนข้างจะมีชัด พอท่านมาขยายปรากฏว่าคนที่สำคัญที่สุดการที่ให้ บรรลุก็คืออะไรรู้ไหม คือครูกับบุคลากรทางการศึกษา แต่ปรากฏว่าคนกลุ่มนี้ไม่มีในแต่ละ ข้อเลยที่เป็นครู ท่านไปเอาคนทุกคนที่ไม่ใช่มีหน้าที่กับการศึกษา เขามีหน้าที่ในการพัฒนา เศรษฐกิจ เขามีคุณภาพชีวิตที่จะอยู่รอดมาใส่ว่าจะต้องเพื่อให้บรรลุการศึกษา คือคนที่มี หน้าที่ท่านข้ามไป แต่อย่างไรก็ตามพอมาจัดผมก็พยายามจะแก้เท่าที่แก้ได้ เช่น มาตรา ๘ มันจะมี (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) ท่านไปให้พ่อแม่ดูแค่ (๑) หน้าที่การให้ความรู้ หน้าที่ การศึกษาของพ่อแม่ บางทีลูกอายุ ๖๐ ปียังต้องให้หน้าที่เลย นี่ท่านไปตัดขาดเขากับการให้ ความรู้เฉพาะอายุ ๐-๑ ปีหรือยกตัวอย่างอย่างนี้เป็นต้น อย่างไรก็ตามผมเองมีความเป็นห่วง อย่างยิ่ง เพราะการศึกษาของประเทศไทยปัจจุบันนี้มีความเหลื่อมล้ำมากที่สุด ผมจึงขอ หยิบมาเฉพาะ (๕) ที่รัฐมีหน้าที่จัดการศึกษาเพื่อให้บรรลุมาตรา ๘ ผมเลยเติมว่าในทุกระดับ ให้สามารถจัดการศึกษาอย่างเท่าเทียม ไม่มีความเหลื่อมล้ำทุกประเภทและทุกระดับ การศึกษา ที่ผมเรียนเช่นนี้ปัจจุบันท่านประธานทราบไหมว่าเวลามาของบประมาณ กระทรวงศึกษาธิการเขาใช้หัวเด็กนักเรียนที่มาเรียนเป็นการจัดงบประมาณ ถ้าใครไปเรียน โรงเรียนของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นประถม มัธยม เอาไป ๕๖,๐๐๐ บาทต่อหัวต่อคนต่อปี แต่ถ้าใครไปเรียนโรงเรียนเอกชนถ้ามีมูลนิธิก็เอาไป ๑๖,๐๐๐ บาท โดยเฉพาะโรงเรียน เอกชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีนักเรียนนิยมเรียนมากกว่า ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ เขาต้องเอาเงิน ๑๖,๐๐๐ บาทไปจ้างครู ครูสามัญไม่พอต้องไปจ้างครูศาสนา ต้องไปพัฒนา อาคาร อันนี้คืออะไรรู้ไหม คือความเหลื่อมล้ำ ถ้าเริ่มกระดุมเม็ดแรกไม่ถูกต้อง เพราะอะไร เพราะไปหวาดระแวงเอกชน ไปหวาดระแวงคนที่จะให้ความรู้ ดังนั้นผมจึงคิดว่าถ้าจะเขียน ก็ควรจะเติมอย่างใน (๕) ที่ผมเติมไว้ว่าต้องมีความเสมอภาค เพราะคนทุกคนที่อยู่ใน ประเทศไทยเราถือว่าเป็นคนไทย ถ้ามนุษย์ของคนไทยมีความรู้ มีสติปัญญาเป็นสิ่งที่เรา จะต้องภูมิใจแล้วเราควรจะยกย่องโรงเรียนเอกชนด้วยซ้ำ อีกประการหนึ่งครับ ผมได้ขอเพิ่ม ใน (๗/๑) เนื่องจากว่าในกฎหมายฉบับนี้ทั้งฉบับเป็นกฎหมายลักษณะชาตินิยม กฎหมาย ลักษณะไม่ไว้ใจแล้วเป็นกฎหมายที่ต้องการสร้างคนให้เป็นหุ่นยนต์เป็นส่วนใหญ่ เช่น การแบ่งช่วงวัย ซึ่งเป็นเรื่องตลกร้ายที่สุด ท่านจะรู้ได้อย่างไรว่าคนอายุ ๑๙ ปีบางทีจบ ปริญญาเอกเยอะแยะ คือเป็นการเขียนโดยคนที่อยู่ในห้องแอร์ (Air) เป็นส่วนใหญ่ ผมจึงขอเติม (๗/๑) ว่าในเรื่องการกระจายอำนาจการศึกษาต้องส่งเสริมให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ชุมชน องค์กรศาสนา เอกชนได้มีการจัดและมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา เพื่อพัฒนาคุณภาพของการศึกษาให้เท่าเทียมและเป็นมาตรฐาน อันนี้มีความสำคัญครับ เพราะอย่าผูกมัดให้แค่กระทรวงศึกษาธิการ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านไปให้บอร์ด (Board) ที่เป็นคณะกรรมการจัดการศึกษาที่รวมอำนาจของกระทรวงศึกษาธิการ ที่รับเงินไป ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทมาอยู่กับคนกลุ่มเดียว ดังนั้นผมจึงขอสงวนและเสนอไป ขอบพระคุณมากครับ🔗
ต่อไปจะเป็นสมาชิกที่ขออภิปราย ท่านแรก นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ท่านต่อไปเป็นคุณอนุรักษ์ บุญศล คุณจิรายุ ห่วงทรัพย์ พลตำรวจเอก ทวี สอดส่อง คุณณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ขอเชิญ นายแพทย์จาตุรงค์ครับ🔗
ท่านประธาน ผมได้อภิปรายไปแล้วครับ ได้สงวนครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เราได้ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ซึ่งเป็น พ.ศ. .... นี้ มาถึงที่ มาตรา ๑๑ ซึ่งผมขออนุญาตแสดงความคิดเห็นและฝากความห่วงใยจากพี่น้องประชาชน จากบุคลากรทางการศึกษา ครูบาอาจารย์ทุกภาคส่วน มาตรา ๑๑ ผมจะพูดถึงอนุ ซึ่งต้องเรียนว่ามี (๓) (๔) และที่เติมมา (๙) แต่ก่อนที่จะพูดถึงอยากจะฝากถึงว่าขณะนี้ รัฐธรรมนูญในมาตรา ๕๔ รัฐได้ดำเนินการให้ทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลา ๑๒ ปี ตั้งแต่ ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย และในมาตรา ๑๐ ของกฎหมาย พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ในปี ๒๕๔๒ ปี ๒๕๔๕ ปี ๒๕๕๓ และปี ๒๕๖๒ ที่ปรับก็ได้พูดถึงว่าการศึกษาต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษา ขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า ๑๒ ปี รัฐจะจัดให้ทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ส่วนภาคบังคับก็คือ ๙ ปีตั้งแต่อายุ ๗ ปีถึง ๑๖ ปี ในมาตรา ๑๗ นี่เป็นเรื่องหนึ่งที่พี่น้อง ประชาชนเป็นห่วงว่ากฎหมายฉบับใหม่ พี่น้องประชาชนจะได้รับคุณภาพ ลูกหลานเราได้รับ คุณภาพดีกว่าเดิมหรือเท่าเดิมหรือน้อยกว่าเดิม จริยธรรม คุณธรรมเป็นอย่างไร ประชาชน เขาจะต้องมารับภาระในเรื่องค่าใช้จ่ายหรือไม่ และเมื่อแบ่งในมาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ ที่แบ่งเป็นช่วงอายุเราแบ่งเป็นช่วงอายุ แล้วทีนี้ภาคบังคับกับภาคบังคับ ๙ ปี พื้นฐาน ๑๒ ปี โดยฟรีจะคงอยู่หรือไม่ ต้องฝากท่านประธานว่าตรงนี้คือความเป็นห่วงที่พี่น้องประชาชน🔗
ประเด็นที่ ๒ ก็คือเขาห่วงเรื่องว่าความเข้มข้นจริง ๆ รัฐจะต้องเป็นผู้จัด อย่างเต็มที่ ถ้าไม่สามารถจัดได้ถึงจะให้มาเป็นภาคเอกชนหรือบุคคลธรรมดา แต่ถ้าใน ฉบับก่อน ๆ มีเรื่องของการจัดให้เต็มที่ พอมามาตรา ๑๑ ไม่ว่าจะเป็นบิดา มารดา (๑) หรือว่าบุพการี หรือเอกชนใน (๓) จริง ๆ การแบ่งช่วงอายุ บางครั้งผมอาจจะเขียน แต่มันละเอียด บิดา มารดา ดูการศึกษาลูกตั้งแต่เกิดจนลูกแต่งงาน จนลูกมีหลานก็ยังดู เพราะว่ามีความห่วงใย เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องมาบังคับอยู่ช่วงอายุ ทีนี้มาดู (๓) ที่ผม เป็นห่วงก็คือเรื่องเอกชน ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา คณะบุคคล หรือนิติบุคคลมีสิทธิ จัดการศึกษาเพื่อบรรลุตามมาตรา ๘ เรื่องการศึกษาที่เป็นบุคคลธรรมดาถ้าบุคคลธรรมดา ที่ไม่ได้มีความชำนาญทางด้านการศึกษา ไม่ใช่ครูบาอาจารย์เขาจะเข้าใจไหม เขาจะมีความ ลึกซึ้งของการศึกษาไหม เราเป็นห่วงว่าจะมีระเบียบ มีมาตรฐานคุณภาพไหม ข้อที่ ๒ คือ เรื่องค่าใช้จ่าย ตอนนี้เศรษฐกิจก็ไม่ดี ถ้าเกิดเอามาจัดโดยอ้างกฎหมายใน (๓) ก็เรื่อง ค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น เขาจะต้องจ่ายพี่น้องประชาชน ลูกหลานต้องจ่ายให้กับคณะบุคคล หรือไม่ เฉกเช่นเดียวกับ (๔) ที่บอกว่าให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถให้เอกชน เข้าบริหารจัดการในระยะสุดท้าย หรือดำเนินการโดยทรัพยากรขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นก็ได้ ถ้าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไหนดีก็โอเค (OK) ก็ดี แต่ถ้าองค์กรไหนที่ไม่เข้าใจให้บุคคล เข้ามาใช้แล้วจะได้คุณภาพไหม นี่ความเป็นห่วง ทีนี้ก็มา (๘) ก็เหมือนกันให้เอกชน ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา อันนี้ความเป็นห่วงเรื่องคุณภาพ เรื่องความเข้าใจ เรื่องหลักสูตร และการควบคุมดูแลนะครับ🔗
สุดท้ายที่เติมมา (๙) ให้หน่วยงานของรัฐ เอกชน คณะบุคคล หรือนิติบุคคล จัดการศึกษาตามมาตรา ๘ (๗) ตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น ๆ จริง ๆ หน่วยงานของรัฐ เอกชน คณะบุคคลจะเข้ามาไม่ต้องเป็นมาตรา ๘ (๗) หรอก ผมว่าเข้าได้ทุกช่วงวัย ไม่ต้องไป บังคับแค่ (๗) อย่างเดียว นำเรียนถามท่านประธานว่าถ้า (๗) เป็นช่วงของอุดมศึกษา แล้วช่วงก่อนหน้านี้ละ ซึ่งถ้าจะเขียนเน้นก็คือทุกภาค ทุกช่วงวัยอยู่แล้ว เพราะนี่คือคุณภาพ ของการศึกษาและลูกหลานเรา เพราะฉะนั้นจึงนำเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านประธาน คณะกรรมาธิการ แล้วก็คณะกรรมาธิการช่วยตอบด้วยครับ ด้วยความเป็นห่วงคุณภาพ การศึกษา กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
คุณอนุรักษ์ บุญศล เชิญเลยครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสกลนคร เขต ๔ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา มาตรา ๑๑ ท่านประธาน ที่เคารพคะ พ.ร.บ. ฉบับนี้จะต้องชัดเจนทุกเรื่อง จะไม่ทำกรอบกว้าง ๆ ไว้ โดยเฉพาะ การจัดการศึกษาในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บอกว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่ จัดการศึกษาให้บรรลุเป้าหมาย ดิฉันกราบเรียนให้ท่านประธานรัฐสภารับทราบถึง เรื่องโรงเรียนมัธยมศึกษาของ อบจ. ทั้งประเทศเลยนะคะ ไม่ทราบว่าท่านประธาน คณะกรรมาธิการ ท่านประธานตวงไปเยี่ยมชมโรงเรียน อบจ. ถ้าท่านไปท่านจะไปโรงเรียน ที่ประสบความสำเร็จ แต่โรงเรียนที่ไม่ประสบความสำเร็จละคะ โรงเรียน อบจ. บางโรงเรียน โครงสร้างใหญ่โตมาก เป็นโรงเรียนที่เป็นกรณีพิเศษขึ้นมา เช่นเป็นโรงเรียนกีฬา ทีนี้โรงเรียน กีฬานายกคนนี้สร้างโครงสร้างไว้ใหญ่โตรโหฐานเลยทีเดียว แต่นายก อบจ. คนต่อไป ไม่จ่ายค่ากับข้าวเด็ก เชื่อไหมว่าโรงเรียนที่ใหญ่เท่าราชภัฏไม่มีค่าอาหารเด็ก จากโรงเรียน ที่เคยมีเป็นพันคนเหลือหลักร้อย ๑๐๐ ต้น ๆ นะคะ ๘ ปีผ่านไปเท่านั้น แล้วการศึกษาแบบนี้ ท่านรอบคอบแล้วหรือยัง ก็คือภาษาง่าย ๆ เลยค่ะ ขอประทานอภัยที่จะต้องกล่าวคำนี้ มือไม่ถึงค่ะท่านประธาน มือไม่ถึงจัดการศึกษาไม่ได้ นายก อบจ. ไม่เห็นความสำคัญว่า อาหาร ๓ มื้อสำหรับโรงเรียนกีฬาบางโรงนี่นะคะ โรงที่ประสบความสำเร็จเขาเรียกว่ามือถึง ที่มือไม่ถึงเพราะอะไร กราบเรียนท่านประธานผ่านไปถึงท่านประธานตวงว่าเพราะอะไร ท่านทราบไหมว่าบางครั้งที่ดิฉันไม่สามารถที่จะกล่าวตรงนี้ได้เพราะเป็นการให้เกียรติ ซึ่งกันและกัน ก็ไม่สามารถที่จะกล่าวได้ แล้วอาคารใหญ่โตเป็นสิบ ๆ หลัง แล้วมีนักเรียน โรงเรียนมัธยมศึกษา ๑๑๐ คนอย่างนี้ค่ะ แล้วก็ไม่เข้าไปดูแลอีกเลย อันนี้นั้นท่านศึกษา อย่างรอบคอบแล้วหรือยัง ในเรื่องของการปกครองส่วนท้องถิ่น อันนี้เรื่องจริงเลยทีเดียว ดิฉันได้ไปดูด้วยตาของตัวเอง เสียดายทรัพยากรมาก แล้วท่านบอกว่าเอกชนสามารถ เข้าไปใช้ทรัพยากรของรัฐได้ ดิฉันอยากเข้าไปใช้ทรัพยากรของรัฐตรงนั้นเหลือเกิน เพื่อที่จะสร้างเด็กให้มีจิตสำนึกตั้งแต่แรกเข้าจนกระทั่งก้าวเดินออกไปว่ารัฐและประชาชน ทุกคนสร้างหนูด้วยจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ แต่ทำได้ไหม ยากมาก (๗) ยากมากที่จะ กระทำแบบนั้นได้ หรือว่าเราจะเปลี่ยนค่านิยมอย่างไรคะ ท่านประธานผ่านไปถึง ท่านประธานตวง เราจะเปลี่ยนค่านิยมอย่างไรถึงเอกชนจะเข้าไปจัดการทรัพยากรของรัฐได้ ง่าย ๆ เลยโรงเรียนเอกชนของอาชีวะขอเข้าไปใช้ทรัพยากรของรัฐ รปภ. เขายังไม่เปิดประตู ให้แล้ว นี่คือเรื่องจริงเรื่องหนึ่ง ฉะนั้นมันยังกลวงอยู่มาก ทำไมมันถึงกลวงอยู่มากในเรื่องนี้ ทำไม พ.ร.บ. การศึกษาถึงครูต้องใส่ชุดดำเพื่อต้อนรับทุกครั้งที่เข้ามาในสภาผู้แทนราษฎร เพราะอยากให้เอาออกไปก่อนมันยังไม่ครอบคลุม โดยเฉพาะดิฉันได้ยินสมาชิกพูดถึง เรื่องค่าอาหารกลางวันของโรงเรียนเอกชนด้วยค่ะ ทุกคนจะต้องได้กินข้าวจากหลวง ทุกคน จะต้องได้กินข้าวจากหลวง ไม่ใช่โรงเรียนเอกชนได้ประมาณ ๒๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ท่านประธานผ่านไปถึงท่านประธานตวงค่ะ ท่านตวงจะขยับ จะขับ จะเคลื่อน เด็กเป็นดาว เป็นเดือนเกลื่อนฟ้าใส ท่านตวงจะตก จะแต่งสักเพียงใด เด็กไทย เด็กทุ่ง เด็กกรุง ต้องเท่าเทียมค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ🔗
ต่อไปคุณจิรายุ ห่วงทรัพย์ แล้วก็เป็น คุณเฉลา พวงมาลัย เชิญคุณจิรายุครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและฝ่ายค้านด้วย ท่านประธาน ที่เคารพครับ มาตรา ๒๑ มีการแก้ไข แต่ผมเห็นแล้วดูเหมือนแก้ไปแก้มาก็ยังงง ๆ อยู่กับ กรรมาธิการ จริง ๆ แล้วฟังกันมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน🔗
จิรายุเข้าตู้หน่อย ไม่สวมหน้ากาก เข้าตู้หน่อยครับ🔗
เดี๋ยวขออนุญาตขยับไปตรงนั้นครับ ขออภัยท่านประธานครับ พอดีไปต่างประเทศหลาย ประเทศ ประเทศลาวเพิ่งกลับมาก็ไม่ค่อยมีใครใส่กันแล้วเพราะว่าเขาปลอดภัย กันเยอะ เราบางทีก็ยังใส่อยู่แต่ก็ไม่เป็นไรครับ ท่านประธานครับ ที่ได้เตือนผมก็ขออภัย ในความผิดพลาดครับ มาตรา ๑๑ ผมพยายามดูรายละเอียดก็เห็นว่าการแก้ไขนั้น มีสภาพปัญหามากมาย ยกตัวอย่างเช่นมาตรา ๑๑ ที่ไปเขียนบังคับให้เอกชนและรัฐ จัดการศึกษา เดิมมีแค่ให้รัฐและเอกชนทำแค่มาตรา ๘ พอไปดูมาตรา ๘ ท่านกรรมาธิการ ก็เห็นว่ามันอีรุงตุงนังเช่นไปเขียนโดยสรุปไปพัวพันถึงมาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๙ เช่นให้โรงเรียนรัฐและเอกชนดูแลเรื่องจิตใจ เพิ่มคำว่า อารมณ์ เข้าไป อารมณ์ถ้าอยากจะ ดูบรรทัดฐานท่านกรรมาธิการดูอารมณ์นายกรัฐมนตรีเปลี่ยนทุกวัน อย่างนี้ควรจะมีตัวอย่าง แล้วก็นำไปสู่การแก้ไขตั้งแต่วัยเยาว์ ท่านประธานที่เคารพครับ มาตรา ๗ บอกว่าฝึกฝน บ่มเพาะ ก็เช่นเดียวกันฝึกฝนกับบ่มเพาะ บ่มเพาะมาตั้งแต่วัยอนุบาล สร้างความรัก ความซื่อสัตย์สุจริต ต่อมาบอกมาตรา ๙ อีกให้รัฐ เอกชน ไปร่วมกับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นให้ดำเนินการตามความถนัด คำว่า ดำเนินการ แล้วก็แก้ไปเป็น ดำรง พูดง่าย ๆ คือการดำเนินชีวิตกับการดำรงชีวิต ผมไม่เข้าใจว่าท่านแก้ความหมายนี้มันเกี่ยวข้องอะไรกับ ทางด้านการศึกษา ดำเนินชีวิตกับการดำรงชีวิต สมัยวัยเยาว์เรียนลูกเสือเหมือนกัน ผูกเงื่อนกระตุกบ่อย ถือไม้ง่ามเดินเข้าป่าเขาเรียกว่าไปดำรงชีพในป่า ก็เลยไม่แน่ใจว่า ท่านแก้กฎหมายฉบับนี้ซึ่งฟังกันมา ๒-๓ เดือน ทั้งวุฒิสมาชิกก็ไม่เห็นด้วยเลย ฝ่ายรัฐบาล หลายคนก็ไม่เห็นด้วย ฝ่ายค้านยิ่งไม่เห็นด้วยเลยเพราะมันจะมีสภาพปัญหาบังคับ ผมก็เลย ไม่แน่ใจว่าท่านแก้คำว่า ดำเนินชีวิต กับเป็น การดำรงชีวิต นัยภาษามันไปเกี่ยวข้องกับ กฎหมายแบบใด หมายความว่าดำรงชีวิตถ้าอยู่บ้านเฉย ๆ ก็ดำรงชีวิตได้ไม่ต้องเรียน ปลูกผักหลังบ้าน เลี้ยงสัตว์ ปลูกกัญชาสัก ๒ ต้น เย็น ๆ ก็ปุ๊นซะหน่อยสดชื่นเบิกบาน ดำรงชีวิตไหมครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๑๑ (๓) ท่านบอกว่าเอกชนควรจะเพิ่มอย่างมีคุณภาพ ให้เทียบเท่าหรือไม่น้อยกว่ารัฐ ผมเข้าใจนะครับ เด็ก ๆ ผมคุณพ่อคุณแม่โชคดีอาจจะเป็น คนยุคใหม่หน่อย แกไม่ให้ผมไปสอบโรงเรียนรัฐเลยครับ จับผมเรียนโรงเรียนเอกชนตั้งแต่เด็ก แถวลาดพร้าว ผมเรียนจบที่เซนต์จอห์น แล้วผมก็ไม่รู้ว่าวิธีการสอบเข้าโรงเรียนรัฐมันดีกว่า เอกชนตรงไหน แต่เด็ก ๆ เข้าโรงเรียนเอกชนดีกว่า แล้วท่านพอไปเขียนเช่นนี้ ท่านบอกว่า เพิ่มอย่างมีคุณภาพเทียบเท่าหรือไม่น้อยกว่ารัฐ แสดงว่าเอกชนห่วยกว่าหรือครับ แปลกนะ ทุกวันนี้ถ้าเข้าประถมศึกษาไปโรงเรียนรัฐเขาบอกว่าเด็กยากจนนะครับท่านประธาน แต่ถ้าไปมหาวิทยาลัยชื่อดังก็โอเค (OK) อีกเรื่องหนึ่ง เพราะฉะนั้นดูจากพระราชบัญญัติ ฉบับนี้มั่ว (๙) อีกให้ไปทำตามมาตรา ๘ (๗) ที่บังคับต้องให้ภาษาที่ดี ให้ปฏิบัติไม่มีการทุจริต ซื่อสัตย์อะไรต่าง ๆ มากมาย คำถามภาษาดีนี่คือภาษาอะไร สมัยเด็ก ๆ เรียนมัธยมศึกษา ท่านประธานจำได้ไหมว่าเขาจะให้เลือกครับ ถ้าใครเรียนสายศิลป์ก็จะเลือกศิลป์ฝรั่งเศส อังกฤษบ้าง อะไรบ้าง เดี๋ยวนี้โลกมันเปลี่ยนไปแล้วฝรั่งเศสไม่ได้ครองโลกแล้ว เราไม่มีใคร อยากไปเรียนศิลป์ฝรั่งเศสแล้วนะ คนปัจจุบันก็เรียนเอกอังกฤษ ญี่ปุ่น จีน ถ้าพูดจีนได้ พูดอังกฤษได้ พูดไทยได้ ๓ ภาษาหากินได้แล้ว ไม่ต้องไปขับรถนำขบวนให้สาวจีนก็สามารถ หาเงินได้เช่นเดียวกัน ที่ผมพูดเพียงแค่มาตรา ๑๑ เนื่องจากพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติฉบับนี้มีสภาพปัญหามากมายเหลือเกิน แล้วดูทีท่าแล้วก็ไม่น่าจะผ่านในรัฐบาลยุคนี้ หรือรัฐสภาชุดนี้ มันเกิดอาการเปลืองแอร์ (Air) ขึ้นมาบัดดลเลยครับ แล้วมันเกิดอาการ เสียเวลาในกฎหมายฉบับอื่น ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญยิ่ง ผมจึงขออนุญาตนำเสนอ ท่านประธานอย่างนี้ว่าให้กรรมาธิการถอนเรื่องออกไปก่อนได้ไหมครับ กลับไปทำมาให้ดี ที่ท่านสมาชิกวุฒิสภาได้กรุณาชี้แจง ได้อภิปรายไป มีข้อสังเกตเยอะแยะมากมาย ท่านกลับไปเลย แล้วเดี๋ยวพวกผมพรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นรัฐบาลเดี๋ยวแก้ให้แบบจัดเต็ม ไม่ให้ครูทั่วประเทศต้องลำบากใจ ไม่ให้ต้องมาปิดรัฐสภา ผมจึงขออาศัยข้อบังคับ ระเบียบ การประชุมรัฐสภา พุทธศักราช ๒๕๖๓ เนื่องจากกระผมในฐานะผู้แทนพรรคฝ่ายค้าน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เห็นว่าการประชุมแบบนี้มันยืดเยื้อ กินเวลา รังแต่จะเสียเวลาพี่น้อง ประชาชน เนื่องจากมีกฎหมายหลายฉบับต่อคิวยาวเป็นหางว่าว จึงขอเสนอให้ท่านประธาน ผ่านไปยังคณะกรรมาธิการ โดยอาศัยข้อบังคับ ข้อ ๓๓ (๔) ขอให้เลื่อนการปรึกษาและ พิจารณาออกไปก่อน และใช้ข้อบังคับ ข้อ ๓๗ ในการแก้ไขเพิ่มเติมญัตติหรือถอนญัตติ ที่ประธานรัฐสภาสั่งบรรจุเข้าระเบียบวาระ จะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมจากที่ ประชุมรัฐสภา ผมจึงขออนุญาตเสนอญัตติให้คณะกรรมาธิการได้ถอน ขอผู้รับรองครับ🔗
มาถึงขั้นนี้แล้วคุณจิรายุครับ กฎหมาย ที่เราค้างอยู่ก็วันพรุ่งนี้แก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วหลังจากนั้นก็มีกฎหมายในระบบรัฐสภาเหลืออยู่ ๑ ฉบับ แต่อย่างไรก็ตามอันนี้ก็แล้วแต่พวกเรานะครับ แต่ผมคิดว่าที่ผมขอความร่วมมือ พวกเราก็คือว่าถ้าเราไม่ชอบก็ลงมติไม่เห็นด้วย อย่าทำให้องค์ประชุมไม่ครบ เพื่อไม่ให้ กฎหมายผ่าน อันนั้นไม่ใช่วิธีของพวกเรา เป็นวิธีที่ผมใช้คำก็คือเป็นวิธีหนีปัญหา แต่ว่ากรณี กฎหมายนี้ในฐานะสภาเราก็ทำหน้าที่ก็คือว่าเมื่อรัฐบาลเสนอกฎหมายมาเราก็ดำเนินการ ไปตามกระบวนการ แต่ว่าจะไปลงมติให้เขาถอนลองถามกรรมาธิการดูนะครับ ถ้าเขาไม่ถอน หน้าที่เราก็คือพิจารณาต่อไปครับ ผมหารือท่านจิรายุเพราะเสนอขึ้นมาก็มีผู้รับรอง ในระหว่างหลังอภิปรายแล้วนะครับ มันอยู่ในกระบวนการที่เรากำลังพิจารณาอยู่ เพราะฉะนั้นเราจะพิจารณามาตรานี้ให้จบดีไหมครับ แล้วผมยินดีที่จะให้ท่านจิรายุหารือกับ กรรมาธิการโดยเฉพาะ มาตรานี้ก็เหลือท่านจิรายุกับคณะอีก ๒ คน จบแล้วผมยินดีที่จะ ให้ท่านพบกับกรรมาธิการครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานครับ ผมขออนุญาตแสดงความคิดเห็นสักเล็กน้อย คือการอภิปราย จบในมาตรา ๑๑ ผมก็เชื่อว่าน่าจะโหวตลำบากหน่อย แต่ผมเห็นว่ามาตรา ๑๑ มีหลาย กระบวนการที่เขียนมามีการแก้ไขจำนวนมาก อย่างเมื่อสักครู่ที่ผมอภิปรายไปมันก็ดู ทีท่าแล้วท่าจะวุ่นวายขายปลาช่อนพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวรรคหกดูเรื่องจิตใจ เรื่องอารมณ์ของมาตรา ๗ เรื่องฝึกฝน บ่มเพาะ มาตรา ๙ ให้รัฐ เอกชนไปร่วมกับองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นทำตามถนัด ไปแก้คำว่า ดำเนิน แก้เป็น ดำรง คือการปฏิรูปประเทศ มันถูกแหกตากันตั้งแต่ปฏิวัติมา แล้วพรรคฝ่ายค้านพวกเราก็นั่งประชุมกันว่าถ้ารังแต่จะไป มันมีตั้งกี่มาตรา เกือบ ๖๐-๗๐ มาตรา นี่มาตรา ๑๑ นี่เดือนมกราคม นี่จะไปวาเลนไทน์ (Valentine) เดือนกุมภาพันธ์อีกแล้ว ผมเชื่อว่าไม่เกินวันที่ ๑๕ มีนาคม อย่างไรกฎหมาย ฉบับนี้ก็ไม่ผ่าน ท่านเอาไปกลั่นกรองแล้วทำให้มันดีได้ไหมท่านคณะกรรมาธิการ ต่อให้เหลือ อีก ๓-๔ คน พูดไปก็สองไพเบี้ยเสียเวลากันทั้งสภา ผมจึงขออนุญาตให้ท่านกรรมาธิการ ท่านประธานกรรมาธิการได้กรุณาถอนออกไปได้ไหมครับ แล้วกลับเข้ามาท่านใช้เวลาสัก ๗ วันก็ได้ แล้วเชิญผมเข้าไปด้วยเดี๋ยวผมจะไปช่วยชี้ว่ามาตราไหน ซึ่งผู้นำฝ่ายค้านก็ดี ท่านหัวหน้าพรรคเพื่อไทยก็ดี ท่านประธานวิป (Whip) ท่านสมาชิกพรรคทำมาเยอะเลยว่า แต่ละมาตรานั้นมีข้อบกพร่องแบบไหน เราจึงไม่สามารถรับกฎหมายฉบับนี้ผ่านรัฐสภาได้ จึงขอย้ำครับท่านประธาน ให้ท่านประธานกรรมาธิการได้โปรดถอนครับ🔗
ก็เพื่อความหวังดี ผมเสนอว่าให้จบ มาตรา ๑๑ และผมยินดีที่จะให้คุณจิรายุกับคณะก็ได้หารือกัน🔗
ได้ครับ ถ้าเหลืออีก ๒ ท่าน เดี๋ยวผมจะทนฟัง ขอบพระคุณครับ🔗
ท่านจิรายุยืนยันให้ลงมติไหมครับ ผมขอให้จบมาตรา ๑๑ เพราะเหลืออีก ๒ ท่านอภิปราย แล้วหลังจากนั้นผมยินดีที่จะให้ หารือกับท่านประธานกรรมาธิการ หน้าที่สภาเราต้องไปทำหน้าที่ของเราครับ🔗
ได้ครับ ผมขออนุญาตถอนญัตติไปก่อน เพื่อให้อภิปรายจบมาตรา ๑๑ แล้วจะกลับมา ทบทวนเรื่องนี้อีกครั้ง ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านเฉลา พวงมาลัย ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม เฉลา พวงมาลัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ มาตรา ๑๑ ให้เป็นหน้าที่หรือสิทธิของรัฐ เอกชนและบุคคลดังกล่าวดังต่อไปนี้ จัดการ ศึกษาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามมาตรา ๘ กราบเรียนท่านประธานว่ามาตรา ๘ มันก็ ครอบคลุมแล้ว ผมเห็นดีด้วยที่จะเดินหน้าต่อ ถ้าถามว่าการศึกษาขณะนี้คณะรัฐมนตรี ได้เสนอเข้าสภาในส่วนนี้คิดว่าคณะรัฐมนตรีเขาทำมาดีแล้วในส่วนนี้ ถ้าถามว่า ท่านผู้ทรงเกียรติบางท่านเห็นควรว่ามาตรา ๑๑ มันไม่ดี กราบเรียนท่านประธานว่าให้ผ่านไป ได้ไหม ผ่านไปก่อน แล้วเรามาแก้ไขภายหลัง ผมก็ดูว่าในฐานะผมเป็นครูทั้งชีวิตผมดูมาตรา มันก็ดีอยู่แล้ว ถ้าถามว่ามาตราไหนไม่ดีมันเวิร์ดดิง (Wording) คำพูดแต่ละคำพูดมันนิดเดียว ก็ไม่เป็นไร แต่วันนี้ผมจะอภิปรายมาตรา ๑๑ (๔) และ (๕) ถามว่าตรงนี้การจัดการศึกษา ของรัฐ รัฐต้องควบคุมอยู่แล้ว แล้วก็ต้องดูแล ถ้าถามว่ารัฐไม่ดูแล แต่ละกรม กองต่างคน ต่างทำ ต่างคนต่างคิด ขณะนี้ลองดูสิองค์การบริหารส่วนจังหวัด ไล่ไปเลย องค์การบริหาร ส่วนตำบล เทศบาล แล้วก็ตำรวจตระเวนชายแดน ในส่วนนี้ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ ถามว่าการศึกษาขณะนี้ต่างคนต่างเดินแม้แต่กระทรวงศึกษาธิการ ท่านประธานลองดูสิว่า ซี ๑๑ มีตั้ง ๓-๔ ท่าน ถามว่า ซี ๑๑ ฟังใครครับ ผมว่ามันเริ่มตั้งแต่ปรับโครงสร้าง แต่ทว่ากฎหมายฉบับนี้ใน พ.ร.บ. การศึกษาที่พิจารณาในสภาขณะนี้เห็นควรที่ว่า ควรที่จะต้องผ่าน ถ้ามันไม่ผ่านแล้วถามว่ากรรมาธิการวิสามัญดำเนินงานมา ๑ ปี ถามว่า ๑ ปีได้อะไรไหม มันว่าไม่ได้มันก็ไม่ได้ ถ้าถามคิดว่ามันได้มันก็ได้ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เราเข้ามาในสภาแห่งนี้มีภาระหน้าที่ให้พิจารณากฎหมาย ถ้าท่านไม่เห็นด้วยมันก็สิทธิ ของท่าน แต่ในนามส่วนตัวของผมแล้วสมาชิกรัฐสภาเห็นว่าต้องเดินหน้าต่อครับ สุดท้ายนี้มาตราดังกล่าวผมเห็นด้วยครับ ยินดีรับ กราบเรียนท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปคุณณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมไม่แปลกใจเลยว่าพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติฉบับนี้ครูทั้งประเทศทำไมแต่งชุดดำ ทำไมมีการเสนอญัตติให้ถอนออกไปก่อน ท่านประธานดูสิครับ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านหนึ่งท่านผู้ทรงความรู้เกี่ยวกับการศึกษา ท่านเสน่ห์ ขาวโต ได้แปรญัตติไว้ในมาตรา ๑๑ (๔) ผมถือว่าเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่งเลย เพราะว่าขณะนี้การศึกษาตามอัธยาศัยและตลอดชีวิตได้ที่อาจารย์เสน่ห์เติมเข้ามาใน (๔) มีความสำคัญ เพราะสังคมของเราขณะนี้คือสังคมผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุขณะนี้ ๑๒,๑๑๖,๑๙๙ คน หรือร้อยละ ๑๘.๓ เพิ่มขึ้น ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ โรงเรียนผู้สูงอายุจึงมีความสำคัญและจำเป็น อย่างยิ่ง ใครทำได้ดีที่สุดครับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะฉะนั้นการบรรจุคำว่า ตามอัธยาศัยและตลอดชีวิต เข้าไปนี่คือภารกิจส่วนหนึ่งขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผมยกตัวอย่างจังหวัดสุพรรณบุรีของผมนะครับ ขณะนี้ผู้สูงอายุถือว่าเป็นสังคมผู้สูงอายุ โดยสมบูรณ์แล้วเกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว โรงเรียนผู้สูงอายุ ตำบลวัดโบสถ์ อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี พรุ่งนี้จะเปิดเป็นรุ่นที่ ๔ แล้วครับ ท่านอาจารย์พิรุณ มวลเสียงใส ท่านเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนผู้สูงอายุ ได้รับการสนับสนุนจากนายกองค์การบริหาร ส่วนตำบล นายกมนูญ หอมสุวรรณ แล้วก็ท่านอภิรัตน์ นาคสิงห์ เป็นประธานชมรมผู้สูงอายุ จังหวัดสุพรรณบุรี ในขณะเดียวกันท่านอาจารย์ลั่นทม ทับทิมขาว ก็เป็นประธานผู้สูงอายุ อำเภอบางปลาม้า ถือว่าเป็นการศึกษาตลอดชีวิตแล้วเราพยายามทำนโยบายให้ผู้สูงอายุ กลับมาเป็นประโยชน์ในสังคมได้มากขึ้น เพราะฉะนั้นเห็นด้วยเถอะครับ วรรคที่ อาจารย์เสน่ห์ ขาวโต ได้เพิ่มขึ้นในอนุ มาตรา ๔ นอกจากนั้นความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ที่เกิดขึ้น ท่านสมาชิกรัฐสภาหลายท่านอภิปรายไปแล้วถามว่าใครที่จะสามารถช่วยลด ช่องว่างทางการศึกษาได้ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้ องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นนะครับ เพราะฉะนั้นผมจึงเสนอว่านอกจากเติมคำว่าอัธยาศัยและตลอดชีวิตแล้ว ควรจะเติม รวมทั้งสถานศึกษาของรัฐ เข้าไปด้วย สถานศึกษาของรัฐในพื้นที่ที่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นรับผิดชอบ เขาจะได้สนับสนุนงบประมาณไปได้ ไม่ใช่ตาปริบ ๆ โรงเรียน อยู่ข้าง. อบต. อบต. ไม่สามารถช่วยสนับสนุนการศึกษาได้ โรงเรียนต้องไปทอดผ้าป่าทุกปี อย่างนี้แหละครับ ทำไมไม่ปฏิรูปการศึกษา โดยเฉพาะด้านงบประมาณให้ท้องถิ่นเขามี ส่วนร่วม เพราะฉะนั้นควรจะมีการแก้ไขครับ ฝากกรรมาธิการและท่านสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ ช่วยพิจารณาลดความเหลื่อมล้ำแล้วให้ผู้สูงอายุเขาได้ประโยชน์สูงสุดจากกฎหมายปฏิรูป การศึกษาฉบับนี้เถอะครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณนะครับ เชิญท่านกรรมาธิการ ชี้แจงครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ตวง อันทะไชย ประธานกรรมาธิการ ขอประทานอนุญาตได้ชี้แจง ๒ ประเด็น ดังต่อไปนี้นะครับ ความจริงมีหลายเรื่องที่ผมเห็นด้วยกับท่านสมาชิกซึ่งก็เป็นประเด็น ที่จะต้องมีคำชี้แจง ขอประทานอนุญาตชี้แจงในประเด็นที่เราได้เพิ่มเติมโดยกรรมาธิการ เสียงข้างมาก สำหรับประเด็นที่กรรมาธิการไม่ได้มีการแก้ไขนั้น ผมจะขออนุญาต ท่านประธานให้กฤษฎีกาเขาได้ช่วยอธิบายกรอบแนวคิด ไม่ว่าจะเป็น (๔) และ (๕) ที่ท่านมี คำถามมา ซึ่งกรรมาธิการไม่ได้แก้ไขก็เป็นประเด็นที่จะต้องอธิบายต่อสภา ประเด็นที่มีการ แก้ไขเพิ่มเติมในวรรคแรกนั้นเนื่องจากกรรมาธิการได้เห็นตรงกันว่ามาตรา ๑๑ เป็นเรื่องของ หน้าที่และสิทธิของคนที่จะจัดการจัดการศึกษา เป็นความจำเป็นและมีความสำคัญที่จะต้อง ให้คนเหล่านี้ บุคคลเหล่านี้ คณะบุคคลเหล่านี้ ตลอดจนองค์กรเหล่านี้ได้ตระหนักถึง เป้าหมายวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๖ ตระหนักถึงวิธีการดำเนินการในมาตรา ๗ แล้วก็ให้เห็น แต่ละช่วงวัยในมาตรา ๘ ที่มีสมรรถนะที่กำหนดเอาไว้ได้ชัดเจน ประการสำคัญก็คือที่มี มาตรา ๙ และมาตรา ๑๐ นั้น เนื่องจากมาตรา ๙ นั้นเป็นสิ่งที่กฎหมายได้ออกแบบว่าใครจะ จัดการจัดการศึกษาก็ตามไม่ว่าจะจัดการตาม (๑) (๒) (๓) หรือ (๔) ก็ตามให้คำนึงถึงการมี ส่วนร่วมและความร่วมมือในการจัดการศึกษา และสำหรับมาตรา ๑๐ นั้นเป็นเรื่องที่เรา พูดถึงผู้คนที่ตกหล่นจากระบบที่พูดมาทั้งหมด จำเป็นที่ผู้คนที่ตกหล่นจากระบบทั้งหมดนั้น ต้องได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายฉบับนี้ นั่นประการที่ ๑ ที่ขอประทานอนุญาตชี้แจง ต่อท่านประธาน (๓) ที่กรรมาธิการเสียงส่วนมากได้มีการแก้ไขนั้นเนื่องจากเป็นประเด็น ที่ได้รับสะท้อนมาจากโรงเรียนเอกชนทั้งเราไปรับฟัง ทั้งเขามายื่นหนังสือ รวมทั้งผู้แทนที่อยู่ ในห้องกรรมาธิการได้ชี้แจงว่าที่ผ่านมานั้นเป็นปัญหาของประเทศเราก็คือว่างบอุดหนุน รายหัวที่ผ่านมานั้นไม่เท่ากันระหว่างโรงเรียนรัฐและโรงเรียนเอกชน กรรมาธิการก็เห็นว่า ถ้าเขียนให้มันเท่ากันเราก็จะต้องพูดถึงเป้าหมายสุดท้ายที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนก็คือเรื่องคุณภาพ ด้วยจึงได้เขียนเอาไว้ใน (๓) ส่วนใน (๙) เป็นวรรคท้ายนั้นเนื่องจากในมาตรา ๘ (๗) นั้น เป็นเรื่องของการจัดการศึกษาอุดมศึกษา ในอุดมศึกษานั้นเขาจัดการศึกษาทุกระดับ อุดมศึกษานั้นไม่ได้มีเฉพาะของรัฐ มีทั้งของเอกชน มีทั้งเอกชนจัด มีถึงคณะบุคคลและ นิติบุคคลอื่น ๆ จัด ถ้าเขียนรองรับเอาไว้ใน (๙) ก็จะทำให้การจัดการศึกษาของบุคคล เหล่านั้นชอบด้วยกฎหมายมากขึ้น จึงกราบเรียนต่อที่ประชุมเพื่อโปรดพิจารณาครับ ขอประทานอนุญาตให้กฤษฎีกาได้ชี้แจงในส่วนที่กรรมาธิการไม่มีการแก้ไขที่สมาชิกได้ถามครับ🔗
เชิญเลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สุรพล ทิพย์เสนา ผู้ชี้แจงจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาครับ ในมาตรา ๑๑ ที่จริงเป็นเรื่องของสิทธิและหน้าที่ในการจัดการศึกษาซึ่งเคยกำหนดอยู่ใน พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ อยู่แล้ว ซึ่งในการเขียนร่างกฎหมาย ในคราวนี้ก็มีการรวมขึ้นมาให้เกิดความชัดเจนว่าใครบ้างที่มีหน้าที่หรือใครบ้างมีสิทธิในการ จัดการศึกษา ซึ่งอันนี้ก็เป็นไปตามแนวทางของรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้นะครับ สิทธิการจัด การศึกษานั้นจะเริ่มตั้งแต่บิดา มารดา ผู้ปกครอง บุพการี หน่วยงานของรัฐ เอกชน องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งในแนวทางต่าง ๆ ที่ได้กำหนดไว้เพื่อให้สอดรับกับมาตรา ๘ ซึ่งเป็น การจัดการศึกษาตามช่วงวัย ตรงนี้ในมาตรา ๑๑ ก็จะกำหนดหน้าที่ของแต่ละบุคคล แต่ละ องค์กรที่จะมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา โดยเฉพาะในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ให้ แนวทางในการจัดว่าในกรณีที่จัดการศึกษาแล้วอะไรก็ตามที่จะเป็นประโยชน์ในการจัด การศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพนั้นในส่วนของท้องถิ่นก็สามารถที่จะร่วมมือกันในการจัด การศึกษา หรือในการมอบหมายให้เอกชนในการที่จะเข้าไปบริหารจัดการ โดยใช้ทรัพยากร ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นก็ได้ ทั้งนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการศึกษา ให้ดีขึ้นครับ อย่างไรก็ดีในมาตรา ๑๑ หลักที่วางไว้ในการเขียนบทบัญญัติในมาตรานี้ก็เพื่อที่จะชี้ให้เห็น ถึงว่าบุคคลใดบ้างที่มีหน้าที่ในการจัดการศึกษาก็ได้แก่ หน่วยงานของรัฐ ภาคเอกชนและ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งบุคคลด้วย อันนี้ก็เป็นเจตนารมณ์ของมาตรา ๑๑ ครับ🔗
ขอบคุณครับ มาตรา ๑๑ สมาชิก ได้อภิปรายครบถ้วนนะครับ กรรมาธิการชี้แจงแล้ว ต่อไปผมขอมติที่ประชุม ในเบื้องต้น ก็คือเนื่องจากมาตรา ๑๑ นี้กรรมาธิการมีการแก้ไข ดังนั้นคำถามแรกก็คือว่าจะเห็นด้วย ให้มีการแก้ไขหรือไม่ก่อน ถ้าเห็นว่าไม่ควรแก้ไข คงไว้ตามร่างเดิมก็เป็นไปตามที่กรรมาธิการ ได้คงไว้ตามร่างเดิม ถ้ามีการแก้ไข ถ้ามติเห็นว่าแก้ไข ก็เรียนสมาชิกว่าต้องไล่ไปทีละญัตติ ของสมาชิกนะครับ แต่ว่าเบื้องต้นขอถามก่อนว่าจะแก้ไขหรือไม่ ขอสรุปว่ามีญัตติของสมาชิก ที่แปรญัตติเอาไว้ทั้งหมด🔗
ท่านประธานครับ🔗
เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขตคลองสามวา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา คือท่านกฤษฎีกา ท่านประธาน กรรมาธิการตอบแล้วก็ชวนงง ผมก็เลยพลอยนึกกลับไปเมื่อวันที่ ๑๖ วันครูแห่งชาติ ถึงว่าเขาได้แต่งดำกันทั้งประเทศก็เพราะอย่างนี้ ท่านตอบแบบกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติ ท่านประธานดูมาตรา ๑๑ นี้ มีวงเล็บถึง ๙ วงเล็บ ท่านดู (๙) ท่านก็ยังไม่ได้ตอบเลยครับ เพิ่มขึ้นมาบอกว่าให้หน่วยงานของรัฐ เอกชน คณะบุคคลหรือนิติบุคคลจัดการศึกษา ตามมาตรา ๘ (๗) ตามกฎหมายว่าด้วยเรื่องการนั้น ภาษาตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ ผมเรียนกฎหมาย โบราณมาก คืออะไร ไม่เข้าใจ แบบไหน อย่างไร พอไปดูมาตรา ๘ (๗) ท่านประธานครับ ช่วงวัยที่ ๗ การศึกษา อุดมศึกษาหรือทักษะอาชีพชั้นสูง คือตั้งแต่ทำกฎหมายมาหลายสมัย ผมอยู่สภาเก่ามา ผมไม่เคยเห็นกฎหมายใดที่มันคำพร่ำเพรื่อและตีความเยอะขนาดนี้ มาก่อนเลยนะครับ ๑๑๐ มาตรา ท่านประธานครับ วันนี้เพิ่งผ่านไป ๑๐ มาตรา เหลืออีก ๑๐๐ มาตรา ประชุมกันมา ๒ เดือน สภาจะหมดวาระ ๒๒ มีนาคม ยิ่งฟังท่านก็ยิ่งงง ยิ่งนำไปบังคับใช้ก็ยิ่งมีสภาพปัญหาต่อการศึกษาของไทย มันจะได้ถดถอยลงไปเรื่อย ๆ ครับ ผมจึงเห็นว่าท่านประธานอย่าเพิ่งไปลงมติมาตรา ๑๑ เลยครับ ให้ท่านถอนออกไปเลย และท่านไปแก้ไขปรับปรุง ลดคำฟุ่มเฟือย ศึกษาผลกระทบที่มันชัดเจนมากกว่านี้อีกหน่อย ครูจะได้ไม่ต้องมาแต่งดำ เขาเป็นผู้ปฏิบัติครับ ผมก็ไม่เคยเป็นครู ทำไมเขาถึงได้ออกมา ประท้วง นี่แค่ผ่านไป ๑๐ มาตรายังขนาดนี้ ถ้าท่านเลยเถิดไปจนถึง ๖๐ มาตรา ๗๐ มาตรา ๘๐ มาตรา ๑๐๐ มาตรา ๑๑๐ มาตรา แล้วอย่างไรกันละครับท่านประธาน จึงขออนุญาตให้ท่านประธานดำเนินการตามญัตติผมก่อนได้ไหมครับ ก่อนที่จะลงมติ🔗
ครับ ผมขอดำเนินการไปตามมติครับ ขอดำเนินการไปตามญัตติที่เรากำลังพิจารณาลงมติ ด้วยมาตรา ๑๑ คณะกรรมาธิการ มีการแก้ไข จึงขอถามมติที่ประชุมก่อนว่าจะเห็นควรให้มีการแก้ไขหรือไม่ สมาชิกกรุณา เข้ามานะครับ กดบัตรแสดงตนครับ🔗
เพื่อนสมาชิกที่เข้ามาแล้วก็กรุณา กดบัตรเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมครับ สมาชิกพร้อมนะครับ ปิดการแสดงตนครับ จำนวน ผู้เข้าประชุมที่แสดงตนขณะนี้ ๓๔๕ คน ครบองค์ประชุม🔗
ดังที่ได้เรียนแล้วว่ามาตรา ๑๑ กรรมาธิการมีการแก้ไข มีกรรมาธิการสงวนความเห็นและมีผู้แปรญัตติ ในจำนวนผู้สงวน ความเห็นนั้นมี ๒ ท่านที่ขอให้คงไว้ตามร่างเดิมคือของผู้ช่วยศาสตราจารย์เฉลิมชัย และนางสาวอัญชลิตา นอกนั้นก็ขอสงวนความเห็นที่แก้ไข จึงรวมทั้งหมดเป็น ๑๐ กลุ่ม ๒ กลุ่มที่ให้คงไว้ตามร่างเดิมที่ผมเรียนไปแล้วก็คือของผู้ช่วยศาสตราจารย์เฉลิมชัยกับ คุณอัญชลิตา อีก ๘ กลุ่มนั้นที่สงวนความเห็นไว้แตกต่างกันไป เพราะฉะนั้นถ้าสมมุติว่าคงไว้ตามร่างเดิมก็จะจบ ถ้าเห็นว่าควรแก้ไขตามกรรมาธิการก็จะ ขอถามทีละรายนะครับ อันนี้ขอสมาชิกได้รับทราบไว้ด้วยเพื่อเราจะได้อยู่ ท่านสมาชิกครับ คำถามคือผู้ใดเห็นควรให้มีการแก้ไข กรุณาฟังให้ดีนะครับ ผู้ใดเห็นควรให้มีการแก้ไขตามที่ กรรมาธิการแก้ไขให้กดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วยให้มีการแก้ไขคือให้คงไว้ตามร่างเดิมตามที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์เฉลิมชัย และนางสาวอัญชลิตาได้แปรญัตติไว้นะครับ กรณีที่ผู้ใด ไม่เห็นด้วยให้มีการแก้ไขให้คงไว้ตามร่างเดิมกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ย้ำอีกครั้งหนึ่งครับ ผู้ใด เห็นควรให้มีการแก้ไขกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรให้คงตามร่างเดิมคือไม่เห็นด้วยให้มีการ แก้ไขกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย สมาชิกเข้าใจแล้วนะครับ กรุณาลงมติครับ🔗
ท่านสมาชิกพร้อมนะครับ ปิดการ ลงมติ ผู้ลงมติ ๔๑๐ คน เห็นด้วยให้มีการแก้ไข ๑๒๓ คน ไม่เห็นด้วยคือให้คงไว้ตามร่างเดิม ๒๘๐ คน งดออกเสียง ๕ คน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ คน มติที่ประชุมไม่เห็นด้วยให้มีการแก้ไข ให้คงไว้ตามร่างเดิมครับ ก็จบมาตรา ๑๑ ครับ🔗
โดยที่ผมได้รับปากคุณจิรายุไว้ก็รักษา คำพูด ผมขออนุญาตพวกเราขอพัก ๑๕ นาที ขอเชิญคุณจิรายุและตัวแทนของผู้ควบคุม เสียงฝ่ายรัฐบาลและผู้ควบคุมฝ่ายค้าน ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการก็ไปหารือ ที่ห้องประธานข้างล่าง ขอพัก ๑๕ นาที🔗
พักประชุมเวลา ๑๔.๐๓ นาฬิกา🔗
เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๔.๑๙ นาฬิกา🔗
ขอพวกเราเข้ามาเพื่อดำเนินการต่อไป ขอเชิญพวกเรานะครับ เดี๋ยวผมจะให้รายงานผลการหารือให้ที่ประชุมได้รับทราบครับ ท่าน สมาชิกครับ ตามที่ผมได้ขอให้เราผ่านมาตรา ๑๑ แล้วก็รับปากท่านจิรายุว่าเมื่อจบแล้วยินดี อย่างยิ่งที่จะประสาน ๓ ฝ่ายไปหารือกันนะครับ เมื่อสักครู่นี้ก็ได้ไปหารือกัน เรียบร้อยแล้ว ประเด็นที่ท่านจิรายุได้ขอก็คือได้ขอให้ถอนเรื่องนี้ออกไปหรือเลื่อนเรื่องนี้ ออกไป ก็ให้เหตุผลกัน แต่ว่าจะไม่เสียเวลาว่าแต่ละฝ่ายมีเหตุผลอย่างไร ทางฝ่ายกรรมาธิการ ก็ยืนยันว่ากฎหมายนี้เป็นประโยชน์ แล้วก็ยืนยันที่จะไม่ถอนนะครับ ความเห็นก็เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นข้อสรุปผมก็ยินดีอย่างยิ่งที่จะให้พวกเรามีมติ ก็บอกท่านจิรายุว่าลองเสนอใหม่ ให้มีผู้รับรองเพื่อที่เราจะได้ลงมติ เพราะว่าเดิมเสนอว่าให้เลื่อนแล้วก็ให้ถอน ลองเสนอมาสัก อย่างหนึ่งแล้วก็จะได้ดำเนินการต่อไป เชิญท่านจิรายุครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขตคลองสามวา พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เหตุผลผมได้ กล่าวไปตั้งแต่ต้น ไม่ได้หมายความว่ามี ๑๑๐ มาตราแล้วผ่านไปแค่ ๑๐ มาตรา สภาจะ หมดอายุในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้จะทำไม่ทัน อันนั้นเป็นประเด็นที่ ๓ หรือว่า ๔ เท่านั้น ประเด็นแรกก็คือมันมีข้อสังเกตหลากหลายตั้งแต่เราพูดคุยกันตั้งแต่มาตรา ๑ จนถึง มาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๑ ที่จะลงมติผ่านไปเมื่อสักครู่นี้ เพียงแต่ว่าข้อสังเกตของพวกเรา มีความเห็นว่ามันผ่านมาแค่ ๑๐ มาตรา ถ้าจะนำกลับไปพิจารณาแก้ไขปรับปรุงและ กลับเข้ามาใหม่มันจะดีกว่าผ่านไปแล้ว ๗๐ มาตราหรือ ๘๐ มาตราแล้วนำกลับไปแก้ไข มันจะวนกลับมาที่มาตรา ๑ เจตจำนงไม่ได้มีเหตุผลอะไรที่จะไปคว่ำกฎหมาย เพราะกฎหมายครูฝ่ายค้านก็ดี ฝ่ายรัฐบาล หรือใครก็แล้วแต่ก็อยากให้มีการพัฒนาปรับปรุง แต่ถ้าปรับปรุงแล้วมันดีขึ้น เหมือนปรับ เปลี่ยน เพิ่ม เติม ไม่มีใครขัดแย้งครับ แล้วไม่มีใครไม่ เห็นด้วย แต่เมื่อข้อสังเกตทั้งวุฒิสมาชิกก็ดี ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ก็มีความเห็นเกือบ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ว่ามันไม่สมบูรณ์จริง ๆ ผมจึงขออนุญาตอาศัยความตามข้อบังคับการประชุม รัฐสภา ข้อ ๓๒ และข้อ ๓๗ ขอเสนอญัตติให้กรรมาธิการร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งนี้ ได้ถอนเรื่องออกไปก่อน ขอขอบพระคุณและขอผู้รับรองครับ🔗
ขอผู้รับรอง ๑๐ คนครับ🔗
มีผู้รับรองครับ ก็โดยที่ท่านจิรายุ ได้ขอให้ถอนญัตตินี้ไป แล้วก็หารือข้างนอกนั้นกรรมาธิการเขาก็ไม่เห็นด้วย ผมก็ขออนุญาต ที่ประชุมขอมติที่ประชุมว่าจะให้ถอนไปหรือไม่ ท่านชินวรณ์เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมคิดว่าขอเวลาท่านประธานนิดเดียว เพราะว่าเนื่องจากผู้เสนอ ให้ถอนนั้นได้อ้างเหตุผล ผมคิดว่าทางฝ่ายไม่ให้ถอนควรจะได้มีโอกาสเพื่อประกอบการ ตัดสินใจของเพื่อนสมาชิก สั้น ๆ นะครับท่านประธาน🔗
เชิญเลยครับ🔗
ประเด็นแรกก็คือว่าหลังจากที่ไป หารือที่ท่านประธานได้นัดหมายแล้ว เราก็ได้พูดกันถึงเหตุผลที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการ กรุณาได้แจ้งต่อท่านประธานและต่อที่ประชุมที่เราไปคุยร่วมกันแล้ว แต่เนื่องจากว่าที่ประชุม แห่งนี้ยังไม่ได้รับทราบ ผมอยากจะกราบเรียนเพิ่มเติมว่า🔗
ประการที่ ๑ พระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นพระราชบัญญัติที่เรียกว่ากฎหมาย ปฏิรูป ซึ่งเราได้ศึกษาในชั้นกรรมาธิการมา ๒ ปี รับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และกรรมาธิการเสียงข้างมากก็ได้พยายามที่จะกลั่นกรองและดำเนินการให้รอบคอบที่สุด เท่าที่จะทำได้ เพราะรู้ว่ากฎหมายที่เป็นธรรมนูญการศึกษานั้นย่อมมีความเห็นที่หลากหลาย🔗
ประการที่ ๒ ก็คือว่ากระบวนการในการประชุมร่วมกันที่ท่านประธานกรุณา นัดในวันนี้ให้เป็นพิเศษ ก็เพราะเห็นความสำคัญว่าการศึกษาในโลกยุคอนาคตนั้นต้องมีการ เปลี่ยนแปลงกฎหมายให้รองรับ ซึ่งมีฐานสำคัญก็คือเป็นกฎหมายครั้งแรกที่เราแก้ไขได้พูดถึง ฐานของผู้เรียนคือคุณภาพของผู้เรียนและสมรรถนะของผู้เรียน ได้พูดถึงฐานสำคัญก็คือว่า ให้สถานศึกษาเป็นนิติบุคคลและได้พูดถึงเรื่องระบบในการบริหารจัดการทั้งระบบ โดยเฉพาะ ตั้งแต่ขวัญกำลังใจครู การผลิตครูแบบใหม่ในโลกยุคใหม่หลังจากพ้นโควิด (COVID) แล้ว และได้พูดถึงเรื่องกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติซึ่งจะเป็นเรื่องใหม่ที่ได้รับรอง โดยกฎหมายฉบับนี้ว่าน่าจะได้มีส่วนให้นายกรัฐมนตรีมาเป็นผู้ตัดสินใจโดยตรง นอกจากนั้น กรรมาธิการได้ต่อยอดเรื่องสำคัญที่เป็นผลงานต่อเนื่องจากท่านประธานรัฐสภา แล้วก็ ต่อเนื่องมาก็คือเรื่องกองทุนครูของแผ่นดิน เพื่อที่จะได้ให้ครูได้มีเกียรติและศักดิ์ศรี ที่สำคัญ ที่สุดคือโลกครูอนาคตต้องมีกองทุนเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เพราะฉะนั้นกรรมาธิการเห็นว่า โดยสาระดังกล่าวที่ผมสรุปโดยย่อเราเห็นว่าควรจะเดินหน้าต่อไป เพียงแต่ขอความร่วมมือว่า ขอให้องค์ประชุมครบ แล้วเราก็ต้องปฏิบัติตามเสียงข้างมาก ในขณะเดียวกันผมก็คิดว่า เราต้องเคารพเสียงข้างน้อย เพราะฉะนั้นเมื่อท่านประธานตัดสินใจว่าจะถามมติอีกครั้งหนึ่ง ผมจึงเห็นด้วย แต่ว่าจะได้เรียนเหตุผลให้กับเพื่อนสมาชิกแห่งรัฐสภาและพี่น้องประชาชน ที่ห่วงใยในอนาคตของลูกหลานได้เข้าใจถึงเจตนารมณ์ที่แท้จริง ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ🔗
ก่อนลงมติก็ขออนุญาตตรวจสอบ องค์ประชุมนะครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และในฐานะวิป (Whip) ของฝ่ายวุฒิ ก็ขออนุญาตนำเรียนท่านประธานว่าร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติเป็น ร่างพระราชบัญญัติสำคัญ แม้จะมีการแก้ไขหลายมาตราแล้วก็มีความยาวถึง ๑๑๐ มาตรา ผมเห็นด้วยกับท่านประธานว่าเราควรทำหน้าที่ของเราเต็มที่ ทางวุฒิสภาพร้อมเต็มที่ที่จะ ร่วมมือกับรัฐสภาในการผ่านกฎหมายฉบับนี้ให้ได้ ส่วนจะได้มากน้อยที่สุดเพียงใด ผมก็แล้วแต่ที่ประชุมรัฐสภา ก็ขออนุญาตครูก็ดี ผู้ที่กระทบการศึกษาก็ดี ครอบครัวก็ดี เด็กก็ดี รอกฎหมายฉบับนี้อยู่ แล้วผมกราบเรียนท่านประธานว่ามาตราแม้จะมีการแก้ไข ส่วนใหญ่ ก็ไม่ได้เห็นต่างจากกรรมาธิการมาก จะมีเพียงบางมาตราที่เราได้เคลียร์ (Clear) กันแล้ว แล้วผมคิดว่าถ้าเราเดินหน้าไปได้อยู่ร่วมเป็นองค์ประชุมพร้อมกัน และท่านประธานจะนัด เพิ่มอีกสัก ๑-๒ ครั้งอย่างไรก็จบในสมัยนี้ ก็ขออนุญาตเดินหน้าการประชุมเพื่อให้ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาตินี้ออกมาให้กับพี่น้องประชาชนครับ ขออนุญาตกราบเรียน สนับสนุนท่านชินวรณ์และกรรมาธิการ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ก่อนลงมติสมาชิกกรุณา ได้กดบัตรแสดงตน ขอเชิญสมาชิก เชิญครับ🔗
ท่านประธาน ผม จิรายุ สั้น ๆ นิดเดียว พอดีเดี๋ยวทางฝ่ายผู้เสนอกฎหมายอธิบาย ๒ ท่าน เดี๋ยวจะหาว่าฝ่ายค้านทำไม ท่านประธานครับ ไปดูประวัติของการทำกฎหมายในสภาชุดนี้ ๔ ปี ถ้าเป็นกฎหมายร่วมรัฐสภามีกฎหมายฉบับใดบ้างที่ฝ่ายค้านไม่เห็นด้วย แล้วก็คว่ำ ส่วนใหญ่เห็นด้วยทั้งหมด แม้จะมีแก้ไขรายมาตราบ้างเล็กน้อยเราก็ผ่านกันให้ครับ แต่เหตุผล ที่ผมต้องเป็นตัวแทนของฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทยเสนอ เนื่องจากสภาพปัญหามันเกิดขึ้นจริง ไม่มีเหตุผลครับ เรื่องครู เรื่องการศึกษา นักการเมืองที่อยู่ในท้องถิ่นพื้นที่ก็รู้ เพราะมัน สะท้อนปัญหามาเยอะ มันจึงเป็นเหตุเป็นผลที่เราขอให้กรรมาธิการ ขออภัยท่านสมาชิก วุฒิสภา พวกผมลงพื้นที่ ผู้แทนภาคเหนือ อีสาน กลาง ใต้ กลับไปในช่วงวันครู ชะยันโต ทั้งนั้น ถ้าเห็นด้วยเรากลับมาในสภาก็แก้ไขปรับปรุงก็ผ่านไป เราก็ทำงานกันมาอย่างนี้ ร่วมกับรัฐสภามาตลอด เพราะฉะนั้นการพูดในลักษณะเช่นนี้มันจะเหมือนกับฝ่ายค้านตีรวน ไม่เห็นด้วย ไม่ใช่นะครับ วันครู ๑๖ มกราคมที่ผ่านมา หูอื้อกันไปทุกเขต จึงมาสะท้อน ในที่ประชุมว่าขอให้ท่านได้ช่วยกรุณาไปแก้ไข ๔ ปีมานี้ไม่เคยมีนะครับ พวกเราฝ่ายค้าน เป็นองค์ประชุมให้ ผ่านให้ รายมาตราเสนอความเห็นโน่น นั่น แล้วก็บังคับใช้ได้🔗
พอสมควรแล้วครับ🔗
จึงกราบเรียนท่านประธานว่า ถ้าท่านนำกลับไป แก้ไขกลับมาก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งครับ🔗
พอสมควรแล้วนะครับ สมาชิกกรุณา แสดงตนนะครับ จะถามว่าเห็นด้วยให้มีการถอนร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่กำลังพิจารณานี้อยู่ออกไปหรือไม่ ขอสมาชิกได้แสดงตนก่อนนะครับ🔗
ขอเชิญพวกเราที่อยู่ห้องอาหาร หรือห้องกาแฟก็ตามเชิญเข้ามาลงมติ องค์ประชุม ๓๓๗ ผู้แสดงตนพร้อมพอสมควรนะครับ ขอปิดการแสดงตน จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตนขณะนี้ ๓๔๕ คน ครบองค์ประชุมครับ🔗
ขอถามมติว่าผู้ใดเห็นด้วยกับข้อเสนอ ให้ถอนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไปกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วยให้ถอนกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗
สมาชิกพร้อมนะครับ ถ้าพร้อม ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๙๒ คน เห็นด้วยให้ถอน ๘๓ คน ไม่เห็นด้วย ๒๘๐ คน งดออกเสียง ๒๖ คน ไม่ลงคะแนนเสียง ๓ คน มติที่ประชุมไม่ให้ถอนนะครับ ก็ดำเนินการ ต่อไป🔗
ขอเรียนข้อมูลสถานภาพของ กฎหมายของรัฐสภา นอกเหนือจากร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ฉบับนี้แล้ว วันพรุ่งนี้เป็นกฎหมายแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยนะครับ วันพรุ่งนี้ก็จะมี การประชุมและลงมติ โดยยังคงมีกฎหมายฉบับเดียวที่ค้างอยู่คือร่างพระราชบัญญัติส่งเสริม จริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... ซึ่งเดิมบรรจุอยู่ แต่ว่าในการหารือ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วท่านจุลพันธ์เสนอว่าเพื่อให้การลงมติวันพรุ่งนี้ไม่เสียเวลาขอว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ขอเว้นไว้ก่อน ผมก็เห็นด้วย เราก็เลยไม่บรรจุร่างพระราชบัญญัติ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... โดยให้พิจารณาเฉพาะแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแล้วก็จะได้ลงมติในวันพรุ่งนี้ จึงขอเรียนให้สมาชิกได้เข้าใจด้วยว่า ในรัฐสภานั้นกฎหมายที่ค้างมีน้อย ในสภาผู้แทนราษฎรมีหลายฉบับ เพราะฉะนั้นถ้าสมมุติว่า เราทำตามที่เราได้คุยกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้วในกลุ่มผู้ประสานงานว่าถึงแม้จะเป็น ๑๑๐ มาตรา รวมทั้งกฎหมายกัญชา กัญชงด้วยว่าเรามีเวลาน้อยก็จริง แต่ว่าถ้าเทียบ ๔ ปี ๔ สัปดาห์ มันน้อยมาก แต่ว่า ๔ สัปดาห์ก็มากพอถ้าเราทำงาน อันนี้ก็เลยตกลงกันว่าเราต้อง ขอความร่วมมือในการทำงาน เพื่อให้กฎหมายที่พิจารณาได้ผ่านไปได้ ผมขอเรียนที่ประชุม เพื่อได้เข้าใจข้อเท็จจริงและสถานภาพที่เป็นอยู่ขณะนี้ครับ ท่านสมาชิกครับ ต่อไปก็จะเป็น มาตรา ๑๒ เชิญท่านเลขาธิการครับ🔗
ท่านประธานครับ🔗
เชิญเลยครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม มณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อสักครู่ผมกดคะแนนอาจจะไม่ทันนะครับ อยากขออนุญาตเรียนท่านประธานเพื่อเป็นบันทึก แม้ว่าจะได้นับคะแนนไปแล้วนะครับ ผมลงคะแนนไม่เห็นด้วย ขอบพระคุณครับ🔗
รับทราบครับ เชิญมาตรา ๑๒ ท่านเลขาธิการเชิญเลยครับ🔗
มาตรา ๑๒ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น🔗
มาตรา ๑๒ ไม่มีการแก้ไข แต่ว่า กรรมาธิการสงวนความเห็นคือ ท่านรองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ ขอเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม สุรวาท ทองบุ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ มาตรา ๑๒ นี้กรรมาธิการเสียงข้างมากให้คงร่างเดิม และผมสงวนความเห็นไว้ กราบเรียนอย่างนี้ว่ามาตรา ๑๒ นี้บัญญัติไว้ว่าการจัดการศึกษาของรัฐและองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ตามมาตรา ๘ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) ซึ่งหมายถึงตั้งแต่ แรกเกิดจนกระทั่งถึงมัธยมปลายหรือ ม.๖ รวมทั้งอาชีวศึกษาคือ ปวช. ให้จัดโดยไม่เก็บ ค่าใช้จ่ายและให้มีการสนับสนุนผู้เรียนตามมาตรา ๘ (๖) (ก) ซึ่งหมายถึงอาชีวะ ถ้าวันนี้ ๓ ปี ช่วงอายุนี้ก็น่าจะเป็น ปวช. แล้วก็ให้สนับสนุนด้านที่พักและการดำรงชีพเป็นกรณีพิเศษด้วย ท่านประธานครับ ถ้าหากดูมาตรา ๑๒ แล้วจะเห็นว่าการจัดการศึกษาโดยรัฐและองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นนี้ให้จัดโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายเป็นระยะเวลา ๑๘ ปี ซึ่งเรียนว่าตาม มาตรา ๕๔ แห่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้น ให้จัดการศึกษาโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายเพียง ๑๒ ปี และหลังจากที่ออกรัฐธรรมนูญแล้วซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่เราบอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่สร้าง ปัญหาอยู่เวลานี้ ก็เกิดปัญหาขึ้นก็ทำให้มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ออกคำสั่งที่ ๒๘/๒๕๕๙ เรื่อง ให้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ๑๕ ปีโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย นี่คือ การใช้อำนาจที่เหนือกว่ารัฐธรรมนูญนะครับ สั่งให้ขยายจาก ๑๒ ปี เป็น ๑๕ ปี แล้ววันนี้ มาตรา ๑๒ ให้เป็น ๑๘ ปี นี่คือการเสนอโดยรัฐบาลเดียวกันโดยผู้มีอำนาจเดียวกันที่ลุแก่ อำนาจที่ไม่ฟังเสียงอะไรทั้งสิ้น ลองผิดลองถูก แล้วมาตรา ๑๒ นี้ที่ผมสงวนความเห็น ให้ตัดออกทั้งมาตรานั้นก็เนื่องจากว่ามีผู้รู้มีผู้ทักท้วงและฝากมาว่ามาตรา ๑๒ นี้อาจจะขัดกับ รัฐธรรมนูญที่บัญญัติให้เรียนฟรีโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายเพียง ๑๒ ปี หรือแม้ว่ามีคำสั่งหัวหน้า คณะรักษาความสงบแห่งชาติก็ขยายมาเป็น ๑๕ ปี แต่มาตรา ๑๒ นี้ ๑๘ ปี ถ้าคงมาตรานี้ไว้ อาจจะมีใครไปยื่น อาจจะทำให้พระราชบัญญัตินี้สะดุด ฉะนั้นด้วยความปรารถนาดีผมเรียน ว่าจุดยืนของพรรคก้าวไกลเราเห็นและจะประกาศเป็นนโยบายว่าเราจะให้เรียนฟรีโดยไม่เก็บ ค่าใช้จ่ายถึง ๒๐ ปี ไม่ใช่ ๑๘ ปีตามมาตรานี้ด้วย แต่เราเกรงว่าวิธีการที่ไม่ต้องระบุไว้ ในกฎหมายนี้ก็สามารถทำได้ วันนี้ ปวช. อาชีวะก็มีการให้พักอาศัย เรียนฟรี อยู่ฟรี ดำรงชีพได้ เป็นกรณีพิเศษได้โดยไม่อาศัยกฎหมายนี้ก็ยังทำได้ เพราะฉะนั้นถ้ามาระบุเช่นนี้ผมเกรงว่า จะเป็นปัญหาในเวลานั้นที่คิดในวันที่สงวนความเห็นนะครับ อย่างไรก็ตาม มาตรา ๑๒ นี้ เป็นเรื่องดีที่สอดคล้องกับความเห็นของหลายฝ่าย และโดยเฉพาะพรรคก้าวไกลเห็นว่า คนไทยทุกคน ลูกหลานไทยทุกคนโดยเฉพาะช่วงนี้เกิดน้อยเหลือเกิน เขาไม่อยากเกิด เกิดน้อย เพราะฉะนั้นก็ต้องประคบประหงมให้เขาได้เข้าถึงการศึกษาไม่ว่าจะเป็นอย่างไร เราถึงกำหนดถึง ๒๐ ปีมากกว่ามาตรา ๑๒ นี้ อย่างไรก็ตามมาตรา ๑๒ นี้ก็ยังเป็นประโยชน์ อยู่มากกว่า เพราะฉะนั้นแล้วผมยินดี ก็วิงวอนภาวนาว่าไม่ให้ใครไปร้องว่าขัดรัฐธรรมนูญ แล้วก็ให้พระราชบัญญัตินี้เดินหน้าต่อไป ผมจึงขอถอนคำสงวนความเห็นนี้ ไม่ติดใจครับ ท่านประธานครับ🔗
ตกลง ท่านไม่สงวนนะครับ ท่านรองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ ดังนั้นมาตรา ๑๒ ไม่มีการแก้ไข จึงผ่านนะครับ เชิญเลขาธิการต่อครับ🔗
มาตรา ๑๓ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็นและ ผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗
มาตรา ๑๓ มีการแก้ไข มีผู้สงวนความเห็น ๓ ท่าน ท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ ท่านกมลเทพ จันทรจิต แล้วมีผู้แปรญัตติคือท่านภาสกร เงินเจริญกุล ตามลำดับ ท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน ก่อนครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม เฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะกรรมาธิการ สำหรับ การจัดการศึกษาตามมาตรา ๑๓ กระผมขออนุญาตอ่านตามร่างเดิมนะครับ🔗
การจัดการศึกษาตามมาตรา ๑๑ (๒) ให้กระทำได้เมื่อได้แจ้งให้กระทรวง ศึกษาธิการหรือหน่วยงานที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดทราบ แต่การจัดการศึกษานั้น ต้องไม่เป็นปฏิปักษ์หรือขัดแย้งต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทย🔗
ให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาและองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะแนะนำให้ความรู้ส่งเสริม สนับสนุน ช่วยเหลือและอุดหนุนการจัด การศึกษาตามมาตรา ๑๑ (๒) ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง แต่หลักเกณฑ์และวิธีการดังกล่าวจะกำหนดให้ต้องขออนุญาตเพื่อดำเนินการใดมิได้🔗
ในกรณีที่ปรากฏว่าการจัดการศึกษาตามมาตรา ๑๑ (๒) มิได้เป็นไปตาม วรรคหนึ่ง ให้กระทรวงศึกษาธิการหรือหน่วยงานที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด มีอำนาจ สั่งให้ผู้จัดการศึกษาปรับปรุง แก้ไข ภายในระยะเวลาที่กำหนด หรือสั่งระงับการจัดการ ศึกษานั้นได้ แต่ในกรณีที่สั่งระงับการจัดการศึกษาต้องกำหนดมาตรการรองรับผู้เรียน ให้สามารถเรียนต่อในสถานศึกษาหรือได้รับการศึกษาด้วยวิธีการอื่นใดที่สมควรด้วย🔗
การอุดหนุนการจัดการศึกษาตามมาตรา ๑๑ (๒) ต้องคำนึงถึงความทัดเทียมกัน ระหว่างผู้เรียน ซึ่งอยู่ในสถานศึกษากับผู้เรียนซึ่งเรียนตามมาตรา ๑๑ (๒) ด้วย คือมาตรา ๑๓ มี ๔ วรรค สรุปง่าย ๆ ก็คือว่าการจัดการศึกษาตามมาตรา ๑๑ (๒) ผมขอสรุปว่ามาตรา ๑๑ (๒) เขากำหนดว่าอย่างไรก่อนนะครับ🔗
มาตรา ๑๑ (๒) เขากำหนดว่าบุพการีหรือผู้ปกครองมีสิทธิจัดการศึกษา เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามมาตรา ๘ (๒) (๓) (๔) (๕) และ (๖) ให้แก่ผู้สืบสันดานหรือผู้ซึ่ง อยู่ในความปกครองของตนได้ โดยจะจัดโดยลำพังหรือร่วมกันจัดก็ได้ อันนี้ก็หมายความว่า บุพการีหรือผู้ปกครองมีสิทธิจัดการศึกษาให้ผู้สืบสันดานหรือบุตรที่อยู่ในความปกครองได้ ตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงระดับ ม. ๖ ขอเรียนว่าการกำหนดไว้เพียงให้บุพการีหรือผู้ปกครอง ตามมาตรา ๑๑ (๒) มีสิทธิจัดการศึกษาได้ เมื่อได้แจ้งให้กระทรวงศึกษาธิการหรือหน่วยงาน ที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดทราบเท่านั้น อาจส่งผลให้ผู้จัดการศึกษาโดยเฉพาะจังหวัด ชายแดนภาคใต้ดำเนินการจัดการศึกษาหรือมีหลักสูตรที่ไม่เหมาะสม หรือกระทบต่อ ความมั่นคง หรือเป็นหลักสูตรที่ไม่ได้มุ่งปลูกฝังเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือจัดการศึกษาที่ขัดแย้งต่อหน้าที่ของปวงชน ชาวไทยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา ๕๐ จึงควรกำหนดให้จัดการศึกษาได้ เมื่อได้รับอนุญาตก่อน สำหรับในปัจจุบันบุพการีหรือผู้ปกครองที่จัดการศึกษาต้องไป ยื่นคำร้องขอที่เขตพื้นที่การศึกษา และส่งคำขอไปที่ กศจ. เพื่อพิจารณาตรวจสอบ รายละเอียดต่าง ๆ ก่อนอนุญาต หากแจ้งเพื่อทราบเฉย ๆ และหน่วยงานไหนจะเป็นผู้รับรองคุณภาพการศึกษาในระดับ ช่วงวัยตั้งแต่อนุบาลถึง ม. ๖ จะมีปัญหาเรื่องคุณภาพการศึกษาตามมา ในกรณีที่ปรากฏว่า การจัดการศึกษาตามมาตรา ๑๑ (๒) ซึ่งกำหนดไว้ตามวรรคสาม ไม่ได้เป็นไปตามวรรคหนึ่ง คือจัดการศึกษาเป็นปฏิปักษ์หรือขัดแย้งกับหน้าที่ของปวงชนชาวไทยตามมาตรา ๕๐ ซึ่งมีอยู่ ๑๐ ข้อ หากกรณีบุพการี ผู้ปกครองจัดการศึกษาขัดแย้งกับมาตรา ๕๐ ดังกล่าว กระทรวงศึกษาธิการจะสั่งระงับการจัดการศึกษาและต้องกำหนดมาตรการรองรับผู้เรียนด้วย ถ้าไปสั่งระงับโดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้ผมคิดว่าจะเกิดปัญหาทันที โดยเฉพาะ จัดหาที่เรียนที่ไหน การเทียบเคียงคุณวุฒิจะทำอย่างไร กระผมจึงขอแก้ไขเพิ่มเติม ในมาตรานี้ว่าการจัดการศึกษาตามมาตรา ๑๑ (๒) ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจาก กระทรวงศึกษาธิการหรือหน่วยงานที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดก่อนในวรรคหนึ่ง ส่วนวรรคสองที่บอกว่าหลักเกณฑ์และวิธีการดังกล่าวจะกำหนดให้ต้องขออนุญาต เพื่อดำเนินการใดมิได้ผมขออนุญาตตัดออก นอกนั้นคงเดิม ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเป็น รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่ประชุมรัฐสภาที่เคารพครับ ผม สุรวาท ทองบุ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา มาตรา ๑๓ บอกถึงแนวการจัดการศึกษาตามมาตรา ๑๑ (๒) มาตรา ๑๑ (๒) ตามที่ท่านผู้ทรงเกียรติได้อธิบายไปแล้วคือการจัดการศึกษาโดยบุพการี หรือผู้ปกครอง (๒) นี้จัดการศึกษาตั้งแต่แรกเกิดจนถึง ม. ๖ หรือ ปวช. ตามมาตรา ๑๑ (๒) แล้วก็ให้บุพการีกับผู้ปกครองจัดการศึกษาได้ตามวรรคสองนั่นคือให้จัดตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง แล้วมีข้อความว่าแต่หลักเกณฑ์และวิธีการ ในกฎกระทรวงดังกล่าวนั้นจะกำหนดให้ต้องขออนุญาตเพื่อดำเนินการมิได้ อันนี้ผมเรียน อย่างนี้ว่าถ้าเราดูผิวเผินแล้วก็คือเหมือนกับว่าให้สิทธิให้อำนาจกับบุพการีหรือผู้ปกครอง จัดการศึกษาได้โดยง่าย ได้โดยเร็ว โดยไม่ต้องขัดข้องในกระบวนการที่ต้องขออนุญาต อะไรทั้งหลายสามารถที่จะจัดได้เลย อันนี้ก็เป็นความห่วงใยจากหลาย ๆ ฝ่าย โดยเฉพาะ องค์กรครูก็เป็นห่วงว่าถ้าปล่อยไปแล้วก็ทำให้เกิดความเสียหาย ห้ามไม่ได้ที่เขาจะกังวล ก็กังวลว่าอาจจะกระทบกับความมั่นคงอะไรทั้งหลายหรือมีบางท่านมาสะกิดว่าตอนนี้ ทุนสีเทาน่ากลัวมาก ทุนสีเทาอะไรทั้งหลายที่เข้ามา มันไม่เป็นตามเจตนารมณ์ของเรา คือเราอยากให้อำนาจหน้าที่ของบุพการีและผู้ปกครองได้จัดการศึกษาหรือที่เรียกว่า การศึกษาที่บ้านหรือโฮมสคูล (Home School) อันนี้คือโฮมสคูล (Home School) ผมจึงขอตัดข้อความว่า ความหมายคือให้ผู้ปกครองหรือบุพาการีจัดการศึกษาตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงเท่านั้นพอครับ ส่วนกฎกระทรวงไปเห็นว่า การขออนุญาตมันยุ่งยาก มันเพิ่มขั้นตอน มันปิดโอกาสหรืออย่างไรก็เป็นเรื่องที่ชอบ ที่จะไปแก้ในกฎกระทรวงซึ่งสามารถทำได้โดยง่ายแล้วเราก็ไม่คลายกังวล ถ้าเราเขียนไว้ อย่างนี้ก็คือปิดล็อกว่าห้าม ไม่ให้อนุญาตก่อน ไม่ให้ขออนุญาต ถ้าเขียนตรงนี้ว่าไม่ให้ กำหนดว่าขออนุญาตก่อนนะจึงสอนได้ นั่นก็คือว่าจะกำหนดให้ต้องขออนุญาตเพื่อดำเนินการมิได้ ก็แปลว่าให้เปิดสอนเลย เกณฑ์นี้ จะไปปิดกั้นไม่ได้ ผมจึงเสนอว่าเวลานี้การจัดการศึกษานี้ก็ยังไม่มาก แล้วก็เขาก็บอกว่า เป็นเพราะปัญหาหลักเกณฑ์และวิธีการอะไรทั้งหลายถ้ายุ่งยากก็ไปปรับเสียในกฎกระทรวง วันหนึ่งเราเห็นว่าต้องขออนุญาตก่อน กฎกระทรวงก็ระบุเสีย ถ้าวันหนึ่งเราบอกว่า เพื่ออิสรภาพ เสรีภาพอะไรทั้งหลายแล้วก็ที่ผ่านมาไม่พบปัญหาแล้วจึงจะขยายว่าไม่อนุญาต ก็ได้ มันก็ไปแก้ที่กฎกระทรวงได้โดยง่ายและเร็ว เพราะฉะนั้นเราเองก็เห็นด้วยแต่ว่าที่จะ ให้อำนวยความสะดวกให้กับผู้ปกครองหรือบุพการีที่ประสงค์จะจัดการศึกษาให้เขา ต้องเคารพว่าการรับการศึกษานี้เป็นสิทธิของคนไทยของพลเมือง แต่ว่าเราออกกฎหมาย เพื่อไปจำกัดสิทธิของเขา เพราะฉะนั้นจึงต้องระมัดระวังตรงนี้ โดยสรุปก็คือผมขอให้ตัด ตรงข้อความที่ว่าหลักเกณฑ์และวิธีการดังกล่าวจะกำหนดให้ต้องขออนุญาตเพื่อดำเนินการ มิได้ ให้ตัดออก แต่ว่ากฎกระทรวงนั้นจะไประบุเช่นนี้ก็ด้วยเหตุและผลด้วยสภาวการณ์หรือ บริบทที่สถานการณ์ของประเทศมันเป็นอย่างนั้นก็สามารถที่จะแก้ไขได้ในกฎกระทรวงครับ ขออนุญาตกราบเรียนครับ🔗
ต่อไป คุณกมลเทพ จันทรจิต แล้วก็ตามด้วย ครูออน กาจกระโทก เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม กมลเทพ จันทรจิต กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ในฐานะของภาคประชาชน วันนี้ขอบคุณรัฐสภาทุกท่าน มาตรา ๑๓ ที่สงวนสิทธิ ไว้นี้จริง ๆ แล้วเห็นด้วยกับท่านผู้ว่าเฉลิมชัย เฟื่องคอน แต่จะขอเล่าให้กับท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติทุกท่านทราบว่าผมอยู่ในกรรมาธิการนั้นมาเห็นความก้าวหน้า มาเห็นความ ทันสมัยของร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ฉบับนี้ มาตรา ๑๓ นั้นพูดถึง เรื่องมาตรา ๑๑ (๒) คือการเรียนโดยโฮมสคูล (Home School) คือเรียนจากพ่อแม่ ผู้ปกครอง แล้วในขณะปัจจุบันนี้ พ.ร.บ. การศึกษาฉบับนี้ก้าวหน้าไปจนถึงว่าเรียนแล้วฝาก เครดิตแบงก์เพื่อให้มาขอจบเป็นการเรียนเพื่อคุณวุฒิและมีการเรียนเพื่อตลอดชีวิต เราแบ่ง ระบบการเรียนไว้อย่างนั้น วันนี้ถ้าพ่อแม่ ผู้ปกครองที่มีกิจการหรือมีภารกิจหรือจะต้องดูแล บุตรหลานของท่านที่เป็นเด็กพิเศษ เป็นเด็กที่มีความเป็นเลิศ เพื่อให้มีอาชีพ เพื่อให้เกิดการ ปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เรียนเพื่อการสร้างงานและจ้างงาน พ่อแม่ ผู้ปกครองอาจจะให้ เด็กเรียนเพื่อพัฒนาตนเอง อย่าคิดไปว่าเฉพาะเด็กเล็ก เราคิดไปถึงเด็กโตตั้งแต่ ๙ ขวบ ไปจนถึง ๑๘ ขวบ เด็กเหล่านี้จะมีคุณสมบัติพิเศษอาจจะจบปริญญาตรีก่อนล่วงหน้าหรือ อาจจะเป็นผู้ที่มีความชำนาญการ เป็นผู้ที่มีความเก่งเป็นเลิศ เพราะฉะนั้นการเรียนระดับนี้ จึงต้องใช้โฮมสคูล (Home School) เป็นผู้ช่วย แต่ในขณะเดียวกันไม่ใช่ว่าอยากเรียนก็เรียน อยากทำก็ทำ วันนี้ประเทศไทยนั้นเราจะต้องดูแลประชาชนส่วนใหญ่ ประชาชนส่วนรวม การบริหารราชการนั้นจึงจำเป็นจะต้องมีการขออนุญาตก่อน ที่จำเป็นต้องขออนุญาตก่อน เพราะว่าเรามีหลากหลายศาสนา หลากหลายอาชีพ แล้วก็หลากหลายผู้ปกครองที่เกิดขึ้น เราเป็นประเทศเปิด เราเป็นประเทศที่ให้เกียรติกับทุกคน เราจึงต้องให้มีการขออนุญาตก่อน ผมจึงสงวนคำแปรไว้ว่าให้กระทรวงศึกษาธิการส่งเสริม สนับสนุน ดูแลและสุดท้ายก็คือ ให้อนุญาตโดยเกณฑ์ของคณะกรรมการนโยบายแห่งชาติ เพราะ พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็น พ.ร.บ. ที่ก้าวหน้า คณะกรรมการนโยบายแห่งชาตินั้นประธานเป็นนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการนโยบาย แห่งชาตินั้นเป็นปลัดกระทรวงและมีผู้ร่วมมากมาย เพราะฉะนั้นจะต้องมีผู้ทรงคุณวุฒิเป็นผู้มี ความรู้มากมายจึงมาช่วยกันสร้างสรรค์การศึกษาแห่งชาติ การศึกษาโฮมสคูล (Home School) นั้นพ่อแม่เริ่มต้นให้เมื่อครบ ๑๒ ปีเด็กอยากจะได้คุณวุฒิ เด็กก็ใช้วิธีฝาก เครดิตแบงก์แล้วก็ไปเทียบโอนเอาคุณวุฒิก็จะได้วุฒิ เพราะฉะนั้นเป็นความก้าวหน้าของ การศึกษาฉบับนี้ แล้วก็ขอบคุณกรรมาธิการทุกท่าน ขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่านนะครับ เราเดินหน้าไปด้วยกัน เราสร้างสรรค์ประเทศไทยด้วยกัน เพื่อเด็กไทย เพื่อครูไทย ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปครูออน กาจกระโทก แล้วตามด้วยท่านภาสกร เงินเจริญกุล เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม ครูออน กาจกระโทก สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในมาตรา ๑๓ ผมจะชี้ให้เห็นช่องว่างของการเขียนกฎหมายที่อาจเป็น อันตรายถึงภัยความมั่นคงของชาติหรือเป็นภัยร้ายต่อการจัดการศึกษาของชาติก็คือ ในมาตรา ๑๓ ท่านลองดูดี ๆ นะครับ ที่ไปเขียนให้การจัดการศึกษาตามมาตรา ๑๑ (๒) คือโดยบุพการีหรือผู้ปกครอง ให้กระทำได้เมื่อได้แจ้งให้กระทรวงศึกษาธิการหรือหน่วยงาน ที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดทราบ เขาเขียนเพียงแค่ทราบนะครับ ไม่ได้มีการไปยับยั้ง หรืออะไร เพียงแค่ทราบ ตรงนี้มันไปมีผลต่อวรรคสาม ในวรรคสามไปเขียนว่าในกรณี ที่ปรากฏว่าการจัดการศึกษาตามมาตรา ๑๑ (๒) มิได้เป็นไปตามวรรคหนึ่ง ให้กระทรวงศึกษาธิการหรือหน่วยงานที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดมีอำนาจสั่งให้ผู้จัดการ ศึกษาปรับปรุง แก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนดหรือสั่งระงับการจัดการศึกษานั้นได้ ผมเกรงว่ากว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ เราจะเห็นหลายประเทศที่เกิดลัทธิบางลัทธิที่ใส่ไปในสมอง ของมนุษย์แล้วทำให้คนนั้นเกิดบ้าคลั่งในลัทธินั้น เช่น มีลัทธิบางลัทธินิยมการฆ่าตัวตาย ท่านคงทราบ เคยเห็นในสื่อมวลชนในข่าว ผมเกรงว่าถ้าเกิดมีลักษณะของบุพการี หรือผู้ปกครองที่ไปฝักใฝ่อย่างนั้นเสร็จแล้วใส่สิ่งต่าง ๆ ลงไปในสมองเด็ก แล้วไปเกิด ปรากฏการณ์อย่างนั้นขึ้นมาเราจะนึกเสียใจในภายหลังว่าเราไปเขียนกฎหมายที่เปิดช่องว่าง ให้กับผู้ไม่ประสงค์ดีหรือว่าอาจจะไปคลั่งไคล้ในลัทธิบางลัทธิอย่างนี้เป็นต้น ดังนั้นผมจึง เห็นด้วยกับ ท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน ที่ไปเขียนบอกว่าการจัดการศึกษาตามมาตรา ๑๑ (๒) ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากกระทรวงศึกษาธิการหรือหน่วยงานที่กระทรวงศึกษาธิการ กำหนด เพราะอะไร เพราะควรที่จะมีการตรวจสอบในเรื่องของหลักสูตร ในเรื่องของ กิจกรรมเสียก่อนครับ ถึงแม้เราจะเปิดโอกาสให้ลักษณะของการสอนโดยโฮมสคูล (Home School) นี้เป็นไปอย่างเสรี แต่ความเสรีนั้นเราก็ต้องมีกระบวนการที่จะตรวจสอบตรงนี้ เพื่อให้เกิดในลักษณะของพฤติกรรมที่จะเข้าไปในตัวเด็กหรือว่าความรู้พฤติกรรมที่จะเข้าไป ในตัวเด็กให้เกิดความสมบูรณ์ตามวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๘ ขอบคุณมากครับ🔗
เชิญ ท่านภาสกร เงินเจริญกุล ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม ภาสกร เงินเจริญกุล สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรกรุงเทพฯ เป็นคนดาวคะนองนะครับ มาตรา ๑๓ ไม่มีการแก้ไข แต่ผมอยากจะ ชี้ประเด็นแบบนี้ว่าถ้าสังเกตเห็นผมแก้ไขในหลาย ๆ มาตราผมพยายามที่จะมองประเด็น แล้วก็แก้ไขในสิ่งที่มันน่าจะเป็นไปได้นะครับ โดยเฉพาะในมาตรานี้ มาตรานี้เป็นมาตราที่ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษว่าโฮมสคูล (Home School) คือทำการศึกษา ทำการสอนการศึกษาภายในบ้าน แต่ผมอยากมองแบบนี้ ว่าพอเราทำเป็นกฎหมาย โดยพยายามกันทุกช่องทางที่มันจะเป็นไปได้มันก็จะทำให้บางสิ่ง บางอย่างที่จะเกิดใหม่มันยากครับ สิ่งที่ผมตัดออกจากมาตรา ๑๓ จริง ๆ แค่สั้น ๆ ในมาตรา ๑๓ บอกว่าให้แจ้งให้กระทรวงศึกษาธิการ สถานศึกษาหรือสถานศึกษาของรัฐ ผมตัดแค่ กระทรวงศึกษาธิการ ด้วยเหตุผลที่ว่าถ้าเราต้องการความเปลี่ยนแปลงและอะไรที่ มันทันสมัยมากบางครั้งการแจ้งหน่วยงานใหญ่ ๆ ก็แจ้งกระทรวงศึกษาธิการ ผมว่าในบาง พื้นที่หรือในบางอย่างมันยาก เข้าใจว่าท่านกรรมาธิการพยายามเขียนกัน เพราะมันมีทั้งผู้ที่ ต้องการทำการศึกษา เพื่อให้ลูกหลานของตัวเองมีความรู้ความสามารถดีจริง ๆ กับบางส่วน ที่ต้องการแสวงหาประโยชน์ แต่ท่านลองอ่านดูประโยคต่อ ๆ ไป มันก็บอกอยู่แล้วว่า ห้ามผิดโน่น ผิดนี่ ผิดนั่น ท่านยังมีกฎกระทรวงที่สามารถแก้ได้อีก แต่วันนี้มันกลายเป็นว่า ผมต้องการให้ลูกผมหรือประชาชนต้องการให้ลูกผม ผมมีความสามารถที่จะจัดการศึกษา ให้ลูกหลานผมดี แต่ทำได้นะ แต่โอ้โหยากมาก ๆ แล้วจะทำเพื่อ สุดท้ายเราควรจะต้องเปิด แต่เราก็ไปเขียนกันได้ ไม่อย่างนั้นวันนี้มันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ นี่มันยากมาก ถามว่าการจัดการศึกษาที่บ้านให้ลูกหลานเรียนเองใช้เงินน้อยหรือใช้เงินเยอะครับ ใช้เงินเยอะนะครับ แต่บางทีเราอาจจะดูหนังเยอะไป เห็นอะไรมากมาย ถามว่าถ้าไม่มีข้อนี้ จะจัดความเชื่อหรืออะไร จำเป็นต้องเป็นโรงเรียนไหมครับ ไม่เป็นโรงเรียนผมก็ทำได้ครับ เอากลุ่มอะไร หรือจัดอะไรก็แล้วแต่ เราก็สร้างความคิดเข้าไปได้ครับ แต่มันกลายเป็นว่า พอเราเขียนอย่างนี้เยอะแยะคนที่อยากจะทำดีมันทำไม่ได้ ทำยากมาก แต่คนที่มันจะทำไม่ดี ไม่ต้องใช้กฎหมายข้อนี้ก็ทำได้ มันกลายเป็นว่ากฎหมายที่มันเขียนออกมามันไปบังคับคนดี คนที่อยากจะทำสิ่งที่มันใหม่ ๆ แต่คนที่อยากจะทำอะไรที่มันไม่ดี ไม่จำเป็นเลยครับ ไม่จำเป็นต้องมาดูกฎหมาย อยากจะทำอะไรก็ทำได้ ฉะนั้นผมแค่แก้ง่าย ๆ ว่า อย่าถึงขั้น ต้องไปแจ้งกระทรวงศึกษาธิการเลย ถ้าเกิดผมจะสอนลูกผมที่บ้าน ต้องไปใหญ่ขนาดนั้นเลย หรือครับ แจ้งโรงเรียนใกล้ ๆ ได้ไหม เปิดช่องให้มันง่ายนิดหนึ่ง โรงเรียนใกล้ ๆ หรือ สถานศึกษาหรืออะไรก็ได้ แล้วข้างในท่านก็ทำกระบวนการที่จะแจ้งกระทรวงศึกษาธิการ อะไรก็ได้ว่าโอเค (OK) อนุมัตินะ ด้วยเงื่อนไขแบบนี้ คุณต้องการสอนจริง เรียบร้อย ทุกอย่าง ได้ครับ เพราะว่าบางครั้งผมไม่เชื่อมั่นในการศึกษาของไทยว่าจะทำให้ลูกหลานผม ไปในทิศทางที่ผมอยากให้เป็นในอีก ๑๐ ปี ๒๐ ปีข้างหน้าได้ ผมเลยจำเป็นต้องอยากจะสอน ลูกหลานผม แต่ถามว่าวันนี้ถ้าเกิดผมบอกว่าใช่ตามที่ท่านเขียนแจ้งกระทรวงศึกษาธิการ แถวไหนครับ ไปอยู่ตรงไหนครับ หรือว่าผมเดินเข้าไปกระทรวงศึกษาธิการมันมีป้ายบอกทาง ว่าต้องไปทางนี้ ยากมากแล้วผมเรียนตรง ๆ ครับท่านประธานผ่านไปท่านสมาชิก ลองฟัง เหตุผลผมนิดหนึ่งว่าสิ่งที่ผมพูดมันจริงหรือไม่จริง ถ้าจริงท่านช่วยผมนิดหนึ่งนะครับ จริง ๆ ผมไม่ได้ให้ท่านแก้มากมายครับ แค่ตัดคำว่ากระทรวงศึกษาธิการ ไปแจ้งในสถานศึกษา ตรงไหนก็ได้ สั้นนิดเดียวทุกอย่างเหมือนเดิมไม่ได้มีอะไรที่มันบิดเบือนแล้วก็ทำให้มันเกิด อะไรที่มันไม่ดี เพราะท่านก็เขียนคุมไว้หมดแล้ว แค่เปิดแค่ความง่าย ความสะดวกในการที่ จะแจ้งแล้วทำให้ความเชื่อมั่นของครอบครัวนั้น หรือคนที่ต้องการสร้างการศึกษาภายในบ้าน มันทำได้ง่ายขึ้นแค่นั้นเอง ทุกอย่างเหมือนเดิมครับ แล้วก็ยืนยันเลยครับว่าคนที่คิดจะทำไม่ดี ไม่จำเป็นต้องมาดูข้อนี้ เขาจะทำตรงไหนก็ทำได้ครับ ริมถนนก็ได้ครับ ส่งอะไรก็ได้ครับ ได้หมด ฉะนั้นแค่สั้น ๆ รบกวนท่านสมาชิกช่วยพิจารณาแล้วก็เห็นชอบ ผมรบกวนช่วย เห็นด้วยกับสิ่งที่ผมได้อภิปรายครับ ขอบพระคุณครับ ภาสกร เงินเจริญกุล ครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญกรรมาธิการชี้แจงครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ตวง อันทะไชย ประธานกรรมาธิการ ขอประทานอนุญาตได้ชี้แจงว่ามาตรานี้ กรรมาธิการใช้เวลาในการถกกันพอสมควร ถกกันเกิดแนวคิด ๒ แนวคิดครับ เพื่อให้สภา ได้เป็นประกอบในการตัดสินใจ แนวคิดแรกก็คือแนวคิดว่าถ้าให้ง่ายก็จะมีประเด็นต่อความมั่นคง แต่ว่ากรรมาธิการ ที่ไม่แก้ไขเลยเราชอบแนวคิดของมาตรา ๑๓ นี่คือโลกใบใหม่ของการจัดการศึกษาโดยแท้เลย ที่เราไม่แก้ไขเลยนะครับ แนวคิดอันที่ ๒ ก็คือถ้ามีขั้นตอนมากมันก็จะไปจำกัดสิทธิในการจัด การศึกษาของโลกใบใหม่ที่ไม่ใช่การจัดการศึกษาที่เรียงลำดับเด็กเล็ก อนุบาล ประถม มัธยม อุดมและจบไปหางานทำ แต่มันคือการจัดการศึกษาทางตรงที่ผู้เรียนอยากจะเป็นอะไรก็ไป อย่างนั้นเลยครับ โลกสมัยใหม่เป็นแบบนั้น มาตรา ๑๓ ผมถึงบอกมันเขียนเป็นโลกใบใหม่ ไปเลย เช่น ใครจะเชื่อผมเอ่ยชื่อก็ไม่เป็นไรไม่เสียหาย ลลิษาของประเทศไทยบุรีรัมย์ เป็นแร็ปเปอร์ (Rapper) ที่มีอิทธิพลสูงสุดของโลกคนหนึ่ง โปรจีน โปรโม โปรเม นักวอลเล่ย์บอลที่ไปค้าในต่างประเทศ รวมทั้งนักฟุตบอลเหล่านี้คือการศึกษาที่เป็นทางตรง ที่ไม่ต่างจากโฮมสคูล (Home School) ที่ท่านสมาชิกได้พูดถึง กรรมาธิการก็เห็นว่าเมื่อเขียน เอาไว้อย่างนี้แล้วเพียงแต่ใช้คำว่าเพื่อแจ้งให้ทราบแล้วดำเนินการได้เลย แล้วเขียนเอาไว้ ในตอนท้ายว่าแม้จะจัดการศึกษาไปแล้วหากรัฐเห็นว่ายังมีปัญหาก็สามารถยกเลิก เพิกถอนได้ กรรมาธิการก็เลยเห็นตรงกันว่ามาตรานี้เขียนก้าวหน้ามากแล้วควรจะเป็น ทิศทางในการจัดการศึกษาในอนาคตของประเทศจึงไม่ได้แก้ไขครับ ขอบพระคุณครับ🔗
กรรมาธิการ ที่สงวนความเห็นกับแปรญัตติคงยืนยันนะครับ ถ้าเช่นนั้นผมต้องถามมตินะครับ ขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนครับ🔗
เป็นขั้นตอน การตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ ท่านสมาชิกกรุณาแสดงตนนะครับ เสียบบัตรและกดปุ่ม แสดงตน ครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม สัณหพจน์ สุขศรีเมือง รายงานตัวครับ แสดงตนครับ🔗
ท่านสัณหพจน์ แสดงตนนะครับ เจ้าหน้าที่บันทึกไว้แล้วเดี๋ยวส่งให้ผมทราบนะครับ ขอเชิญท่านสมาชิก แสดงตนนะครับ เสียบบัตรและกดปุ่ม แสดงตน มีท่านใดที่บัตรเสียหรืออะไรก็แสดง ด้วยวาจาได้นะครับ ขอทราบจำนวนผู้เข้าประชุมครับ ๓๔๘ บวกท่านสัณหพจน์อีก ๑ ท่าน เป็น ๓๔๙ นะครับ🔗
ต่อไป ผมจะขอถามมติในมาตรา ๑๓ นะครับ มาตรา ๑๓ กรรมาธิการไม่มีการแก้ไข ดังนั้นผมจะ ถามมติที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับร่างของคณะกรรมาธิการที่ไม่มีการแก้ไขหรือเห็นด้วยกับ การแก้ไขของกรรมาธิการที่สงวนความเห็นหรือแปรญัตตินะครับ สมาชิกท่านใดเห็นด้วยกับ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากกดปุ่ม เห็นด้วย สมาชิกท่านใดเห็นด้วยกับกรรมาธิการ ที่ขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติสงวนคำแปรญัตติกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านใดเห็นควร งดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านลงมติได้ครับ🔗
ท่านประธานครับ สัณหพจน์ สุขศรีเมือง ไม่เห็นด้วยครับ🔗
ท่านสัณหพจน์ บวกเข้าไป ๑ ไม่เห็นด้วย แสดงด้วยนะครับ มีท่านใดอีกไหมที่บัตรขัดข้องครับ เดี๋ยวรอสักครู่ มีท่านใดยังไม่ได้ลงคะแนนครับ ปิดการลงคะแนน ขอทราบผลครับ ผลการลงมติช่วยนับของ คุณสัณหพจน์ จำนวนผู้ลงมติ ๓๘๖ บวกคุณสัณหพจน์อีก ๑ ก็เป็น ๓๘๗ เห็นด้วยกับ กรรมาธิการเสียงข้างมาก ๔๘ ไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ๓๓๒ บวกท่านสัณหพจน์ อีก ๑ เป็น ๓๓๓ งดออกเสียง ๔ ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ เป็นอันว่าที่ประชุมเห็นชอบด้วยกับ การที่มีการแก้ไขในมาตรา ๑๓🔗
ซึ่งการแก้ไข ในมาตรา ๑๓ นั้นเป็นการแก้ไขของกรรมาธิการที่สงวนความเห็นกับผู้แปรญัตติที่สงวน คำแปรญัตติ ซึ่งผมจำแนกดูแล้วมี ๔ กลุ่ม กลุ่มที่ ๑ ของท่านอำนาจและท่านกมลเทพ เป็นกรรมาธิการ กลุ่มที่ ๒ ท่านเฉลิมชัยกับคณะกรรมาธิการ กลุ่มที่ ๓ รองศาสตราจารย์สุรวาท และท่านอุบลศักดิ์ กรรมาธิการ กลุ่มที่ ๔ ท่านภาสกร ผู้แปรญัตติ รวมแล้วมี ๔ กลุ่ม ที่ผมอ่านไปถูกต้องไหมครับ มีท่านใดที่เห็นว่าไม่ถูกต้องกรุณาทักท้วงก่อนหรือว่าจะถอนตัว ออกไปก็กรุณาแสดงตนนะครับ เมื่อจำแนกออกมาแล้วมี ๔ กลุ่ม ไม่ทราบว่าขึ้นกระดาน ให้เห็นหรือเปล่า ดังนั้นวิธีการที่จะดำเนินการตามข้อบังคับก็จะถามเสียงข้างมากของ แต่ละกลุ่ม ก่อนที่จะถามผมต้องขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ🔗
ท่านประธาน ผม ณัฐวุฒิครับ คำว่าเสียงข้างมากของแต่ละกลุ่มหมายความว่าอย่างไรครับ ที่ท่านประธานจะถามครับ🔗
คือกลุ่มที่ ๑ กลุ่มที่ ๒ กลุ่มที่ ๓ กลุ่มที่ ๔ จะไล่ถามไปทีละกลุ่ม กลุ่มใดที่ได้เสียงมากสุดก็จะถือเอาหลัก ตามกลุ่มนั้น เอาผลของกลุ่มนั้นเป็นผลของมติ มีท่านใดยังสงสัยไหมครับ🔗
ผมขอ ตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ คือสรุปแล้วสมาชิก ๑ ท่านโหวตทุกร่างหรือครับ เพราะถ้าเอาตามที่ ท่านประธานพูดก็คือท่านประธานจะโหวตทุกแบบ แล้วดูว่าแบบไหนได้เยอะที่สุด อันนี้เข้าใจ ถูกต้องไหมครับ🔗
เข้าใจ ถูกต้องครับ มีอยู่ ๔ กลุ่ม ท่านก็เลือกนะครับ แต่ขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ ท่านสมาชิกกรุณาแสดงตนนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม พรรคก้าวไกล ขออีกรอบครับท่านประธาน คือความเข้าใจตรงกันนะครับ เพียงแต่ว่ารอบนี้ท่านประธานต้องขอให้แสดงตนทีละครั้ง ทุกการโหวตใช่ไหมครับ🔗
น่าจะ ครั้งเดียวก็พอกระมังครับ🔗
มันน่าจะไม่ได้ครับท่านประธาน🔗
ทุกครั้งครับ🔗
ทุกครั้งนะครับ🔗
ครับ ๔ ครั้ง ไม่มีใครถอนเลย ๔ กลุ่มนี่ ถ้าถอนมาก็จะลดลง ตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ ยังไม่ครบเลยนะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพระหว่าง รอองค์ประชุม สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ตอนนี้กรรมาธิการ เสียงข้างน้อยก็ชนะไปแล้ว ผมขออนุญาตอยากให้กรรมาธิการเสียงเข้าน้อยซึ่งมีหลายกลุ่ม รวมกันให้ชัดเจนดีไหมครับ สมาชิกจะได้โหวต วันนี้ผมเรียนตามตรงว่าองค์ประชุมก็ลำบาก อยู่แล้ว ท่านกรรมาธิการช่วยสมาชิกสภาทำงานง่ายขึ้นได้ไหมครับ ท่านเหลือร่างเดียว หรือ ๒ ร่างให้สมาชิกได้ตัดสินใจ ถ้าเหลือ ๔ ร่างผมเกรงว่าเราก็มีปัญหาเรื่ององค์ประชุมอยู่ การโหวตถ้าเกิดสับสนและมีการนับองค์ประชุมทุกครั้งผมว่าไปไม่รอด กรรมาธิการ ต้องร่วมมือด้วยครับ ขออนุญาตกราบขอบพระคุณครับ🔗
กรรมาธิการ ต้องร่วมมือถูกแล้วครับ ส่วนประธานไปร่วมมือมากเดี๋ยวโดนข้อครหา ผมก็ถามแล้วว่า ๔ กลุ่มนี้มีกลุ่มไหนที่จะสละสิทธิ์ กลุ่มไหนที่จะรวมกันได้ ก็ไม่มีนะครับ ตอนนี้ก็ตรวจสอบ องค์ประชุมไปก่อน ยังไม่ครบหรือครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม สัณหพจน์ สุขศรีเมือง แสดงตนครับ🔗
ท่านสัณหพจน์แสดงตนแล้วนะครับ เดี๋ยวจะนับท่าน ขอบคุณท่านมากเลย ขยันมากแสดงตน ทุกครั้ง ยังไม่ครบองค์ประชุมนะครับ ขอตรวจสอบองค์ประชุมอีกที และครั้งนี้ก็อยากจะ เรียนท่านว่าก็จะถามแบบรวดเร็ว ท่านก็อยู่ไปผมจะได้ตรวจสอบองค์ประชุมให้เร็วขึ้น นั่นเป็นวิธีการเดียวที่ผมพยายามจะทำให้ได้นะครับ คือนาน ๆ ทีก็มักจะเห็นกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยแพ้นะครับ ยังห่างไกลอยู่ประมาณ ๑๕ คะแนน มีเจ้าหน้าที่มารายงานผมว่า ไม่มีใครยอมใคร อีก ๑๑ ท่าน สำหรับกลุ่มที่ ๑ แล้วก็หวังว่าทุกกลุ่ม ช่วยกันทุกกลุ่มนะครับ🔗
ท่านประธานครับ🔗
เชิญครับ🔗
ผม ภาสกร เงินเจริญกุล นะครับ ก็เป็นหนึ่งในผู้ที่แปรญัตติก็เข้าใจว่าทางสภา ทางสมาชิกอาจจะ เกิดปัญหาในการโหวตเพราะว่าปุ่มเรามีแค่นี้ จริง ๆ เราก็ควรจะเปลี่ยนวิธีการนิดหนึ่ง เราก็ ใช้แมนวน (Manual) แบบนี้มานานแล้ว เพื่อให้สภาทำงานง่ายขึ้น จริง ๆ ผมก็ได้อภิปราย ปัญหาที่ได้เกิดไปแล้ว แล้วก็เชื่อว่าถ้าผมยังยืนยันอยู่อาจจะทำให้การทำงานของสภา เป็นไปได้ลำบาก แล้วก็ของผมอาจจะได้คะแนนที่ไม่ได้ดี ผมเลยขออนุญาตถอนเพื่อให้สภา สามารถเดินได้ง่ายขึ้น ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณมากครับ ตกลงเหลือ ๓ กลุ่มแล้วนะครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ อรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ฉะเชิงเทรา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เลขานุการวิป (Whip) รัฐบาล ในกรณีที่ท่านภาสกรเมื่อสักครู่นี้ที่ท่านกรุณาถอน ต้องเรียน ท่านประธานและที่ประชุมว่าท่านหวังดีต่อสภาให้สภาของเราเดินหน้าจริง ๆ เพราะฉะนั้น ตอนนี้เหลืออยู่ ๓ กลุ่ม เราก็สามารถถามคำถามเดียวได้ แล้วก็เลือกกลุ่มได้ทั้ง ๓ กลุ่ม จึงขออนุญาตนำเสนอท่านประธาน ขอบพระคุณครับ🔗
คือผมต้อง ถามทีละกลุ่มทั้ง ๓ กลุ่ม เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ต้องขอบคุณ ท่านผู้แปรญัตติที่สงวนและถอนออกไป คุณภาสกรนะครับ ผมตรวจดูแล้วมีร่างแค่ ๒ กลุ่ม ถ้ารวมกัน คือ ๑. ร่างของคุณอำนาจกับคุณกมลเทพนี่กลุ่มหนึ่ง กลุ่มที่ ๒ คุณเฉลิมชัยกับ คุณสุรวาท ข้อความเกือบเหมือนกันเลยครับ เพราะฉะนั้นถ้าทั้ง ๒ กลุ่มรวมกันได้ก็จะ เหลือแค่กลุ่มคุณอำนาจกับกลุ่มคุณเฉลิมชัยบวกคุณสุรวาท สภาจะโหวตง่ายครับ ผมกราบเรียนท่านกรรมาธิการ ปัญหาของกรรมาธิการเป็นปัญหาที่วิป (Whip) ก็ช่วยกัน แก้ไข องค์ประชุมเป็นปัญหาร่วมกัน ถ้าองค์ประชุมล่มต้องรับผิดชอบร่วมกันนะครับ วันนี้ ส่วนที่เรากำลังพยายามที่จะให้เดินหน้าไปเรื่อย ๆ ได้แล้ว ขอกรรมาธิการเถอะครับ ๒ กลุ่ม ไม่ได้ต่างกันเลยครับ ท่านช่วยรวมกันเป็นกลุ่มหนึ่ง แล้วก็อีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มของคุณอำนาจ กับคุณกมลเทพ เช่นนี้สภาโหวตได้ ขอบพระคุณท่านประธาน🔗
ผมอธิบาย ได้อย่างนี้ว่าเหลือ ๓ กลุ่ม ผมต้องถามทีละกลุ่ม แต่ถ้าเหลือ ๒ กลุ่มผมจะถามว่า ท่านเห็นด้วยกับกลุ่มไหน🔗
กราบเรียนท่านประธาน ผม สุรวาท ทองบุ ยืนยันว่าเป็นกลุ่มหนึ่งเพื่อให้สมาชิกได้ตัดสินใจครับ กับที่ผมสงวน ความเห็นร่วมกับคุณอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ครับ🔗
สรุปว่า กลุ่มที่ ๑ กับกลุ่มที่ ๓ รวมกันแล้วนะครับ ระหว่างท่านอำนาจ ท่านกมลเทพ กลุ่มที่ ๑ และกลุ่มที่ ๓ รองศาสตราจารย์สุรวาทและท่านอุบลศักดิ์ รวมกันเป็นกลุ่มเดียวกันเรียกว่า กลุ่มที่ ๑🔗
ของผม สุรวาท เป็นกลุ่มเดียวกับอุบลศักดิ์ครับ🔗
อ๋อ กลุ่มเดียวก็กลุ่มที่ ๓ อย่างเดิมไม่มีเปลี่ยนแปลง🔗
ขออนุญาตครับท่านประธาน ผม เฉลิมชัย ครับ เพื่อไม่ให้ลำบากท่านประธานผมขอถอนเลยครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณ เหลือ ๒ กลุ่มนะครับ ระหว่างกลุ่มที่ ๑ ท่านอำนาจและท่านกมลเทพ กรรมาธิการ และ กลุ่มที่ ๓ ก็เป็นกลุ่มที่ ๒ คือกลุ่มของรองศาสตราจารย์สุรวาทและท่านอุบลศักดิ์ เวลา ผมขานผมจะขาน ๒ กลุ่มนี้เท่านั้น แล้วจะไม่ใช้ตัวเลขแล้วจะได้จำได้ว่าเป็นกลุ่มของใคร คะแนนมันหวาดเสียวนะครับ เพิ่มมาอีก ๑ คะแนน เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ผมขออนุญาตเพื่อให้ชัดเจน กลุ่มที่ ๒ มีอยู่ ๔ ท่าน มีท่านเฉลิมชัย ท่านออน กาจกระโทก ท่านกอบกุล ท่านไตรรงค์ ท่านต้องให้ ทั้ง ๔ ท่านยืนยันหรือไม่ยืนยันท่านต้องถามว่าตกลงถอนทั้งหมด เดี๋ยวอีก ๓ ท่านท่านจะได้ ชัดเจนเพื่อเราจะได้โหวตเฉพาะกลุ่มที่ ๑ กับกลุ่มที่ ๓ ต้องให้ชัดเจนทั้ง ๔ คน🔗
ได้ครับ ระหว่างนี้รอท่านอยู่ กลุ่มที่ ๔ ท่านเดียวไม่มีปัญหาแล้วนะครับ เหลือกลุ่มท่านเฉลิมชัย กับคณะ ยืนยันว่าถอนหมดนะครับ ผมถามนำแล้ว🔗
ท่านประธานครับ ผม อุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม สมาชิกรัฐสภา กี่นาทีแล้วผมว่าประธานลองมองนาฬิกาสิว่า มันเลยเวลานานหรือยัง ให้ชัดเจน นักกฎหมายต้องชัดเจนครับ🔗
ท่านให้ผม มองนาฬิกาเพื่ออะไรครับ🔗
ก็ดูนาฬิกาว่าถ้าเกิน ๓๐ นาที ถือว่าต้องปิดการประชุมนะครับ🔗
ยังครับ ตอนนี้ผมถามก่อนครับ ช่วงนี้ต้องช้าหน่อยเพราะว่าเนื่องจากกรรมาธิการแพ้ ในชั้นกรรมาธิการครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน กอบกุล อาภากร ณ อยุธยา หนึ่งในกลุ่มของท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน ดิฉันในฐานะ สมาชิกรัฐสภาและวุฒิสภาด้วยนะคะ ดิฉันขอถอนค่ะ🔗
แล้วหมดหรือเปล่า กลุ่มที่ ๒ มีใครติดใจไหม ผมถามรวมเลยดีกว่า กลุ่มที่ ๒ กับคณะ ไม่มีใครติดใจนะครับ🔗
เรียนท่านประธาน ผม ครูออน กาจกระโทก อยู่ในคณะของท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน ผมขอถอนครับ🔗
มีใคร อีกไหมครับ หมดไหมครับ ท่านเฉลิมชัยทราบไหม เดี๋ยวผมต้องค้นหาอีกแล้ว ท่านไตรรงค์ ไม่อยู่ใช่ไหมครับ ไม่อยู่ถือว่าไม่ติดใจนะครับ ผมสรุปได้แล้วว่ากลุ่มที่ ๒ ไม่มีแล้วผมสรุปได้ ตามที่ชี้แจงมา เหลือกลุ่มที่ ๑ กับกลุ่มที่ ๓ กลุ่มที่ ๑ คือท่านอำนาจกับท่านกมลเทพ กลุ่มที่ ๓ คือท่านรองศาสตราจารย์สุรวาทและท่านอุบลศักดิ์ ผมขอทราบองค์ประชุมครับ ๓๔๒ บวกท่านสัณหพจน์ เป็น ๓๔๓ ท่าน🔗
ต่อไป จะเป็นการถามมติระหว่าง ๒ กลุ่ม ท่านผู้ใดเห็นชอบก็จะกดตามที่ผมถามนะครับ กลุ่มแรก คือกลุ่มท่านอำนาจและท่านกมลเทพ ถ้าท่านเห็นชอบด้วยกับกลุ่มนี้กดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าท่าน เห็นชอบกับกลุ่มรองศาสตราจารย์สุรวาทและท่านอุบลศักดิ์กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใด ประสงค์งดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญท่านสมาชิกลงคะแนนได้ครับ🔗
ท่านประธานครับ สัณหพจน์ สุขศรีเมือง เห็นด้วยครับ🔗
ท่านสัณหพจน์ เห็นด้วยกับกลุ่มที่ ๑ ในกลุ่มท่านอำนาจกับท่านกมลเทพนะครับ เดี๋ยวในเครื่องนี้บวกเอง🔗
ท่านประธานด้วยความเคารพ เพื่อให้ถูกต้อง เนื่องจากว่าคำถามนี้มีแต่คำว่า เห็นด้วย ผมก็ ไม่ทราบว่าท่านสัณหพจน์เห็นด้วยกับร่างที่ ๑ หรือร่างที่ ๓ ถ้าเห็นด้วยกับร่างที่ ๓ ก็ขอบพระคุณครับ🔗
เห็นด้วยกับร่างที่ ๑ ครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ มีท่านใดยังไม่ได้ลงมติไหมครับ ลงมติกันแล้วนะครับ ผมขอทราบผลครับ ผลการลงมติจำนวนผู้ลงมติ ๓๖๒ บวกท่านสัณหพจน์อีก ๑ ท่าน ก็เป็น ๓๖๓ ท่าน เห็นด้วย ๒๗๓ บวก ๑ ก็เป็น ๒๗๔ ไม่เห็นด้วยคือเห็นด้วยกับกลุ่มที่ ๓ ก็เป็น ๕๐ ท่าน งดออกเสียง ๓๖ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๓ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมเห็นชอบด้วยกับ กลุ่มที่ ๑ ท่านอำนาจ ท่านกมลเทพ นะครับ🔗
เชิญเลขาธิการต่อครับ🔗
มาตรา ๑๔ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ🔗
มาตรา ๑๔ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น ๙ ท่านเลยนะครับ ในขณะเดียวกันก็มีสมาชิก สามารถที่จะอภิปรายได้รวมทั้งหมด ๗ ท่าน ว่าไปตามกฎกติกานะครับ กรรมาธิการที่สงวน ความเห็นมีท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน และตามด้วยท่านวีรบูล เสมาทอง เชิญท่านเฉลิมชัยก่อนครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม เฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา แล้วก็เป็น กรรมาธิการเสียงข้างน้อยนะครับ สำหรับมาตรา ๑๔ มีอยู่ด้วยกัน ๓ วรรค🔗
วรรคหนึ่งมีอยู่ด้วยกัน ๑๒ วงเล็บหรือ ๑๒ อนุ สำหรับ (๑) ผมไม่แก้ไข (๒) ผมก็ไม่แก้ไข (๓) ไม่แก้ไข (๔) ไม่แก้ไข (๕) ได้มีการแก้ไขว่า ในการบริหารจัดการ สถานศึกษาในแต่ละแห่ง ผู้บริหารสถานศึกษารับฟังความคิดเห็นของครู ในร่างเดิมทั้งหมด ของสถานศึกษานั้นด้วย ผมก็ขอเพิ่มไปว่า ให้ผู้บริหารสถานศึกษารับฟังความคิดเห็นของครู นักเรียน ผู้ปกครอง บุคลากรในสถานศึกษา และคณะกรรมการสถานศึกษานั้นด้วย ส่วน (๖) ไม่ได้แก้ไข (๗) มีการเพิ่มเติมว่า และการจัดการศึกษาตาม (๘) (๘) ผมเพิ่มคำว่า คนพิการ เข้าไป (๙) ในกรณีไม่สามารถจัดบุคลากรพื้นฐานตามหลักสถานศึกษาของรัฐใด จนเป็นเหตุให้ไม่สามารถจัดการศึกษาให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๖ และเป้าหมาย ตามมาตรา ๘ อย่างมีคุณภาพ หรือมีเหตุอันสมควรอื่นใดที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด แต่รวมสถานศึกษาของรัฐเข้าด้วยกันก็ได้ โดยรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจอำนวย ความสะดวกในการเดินทางและให้ความช่วยเหลือด้านอื่นแก่ผู้เรียน ครู บุคลากร ทางการศึกษาอื่นที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษา และบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องด้านความจำเป็น ตามระเบียบที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด อันนี้ผมก็ไม่ได้แก้ แต่ผมอ่านให้ฟัง นอกจากนั้น (๑๐) (๑๑) (๑๒) วรรคสอง วรรคสาม ไม่ได้แก้ไข🔗
ทีนี้ผมเอามาเปรียบเทียบกับร่างที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อยมีการแก้ไข ก็ขออนุญาตเปรียบเทียบนะครับ ใน (๕) กรรมาธิการเสียงข้างมากก็แก้ไขเหมือนกับผม (๖) ผมไม่ได้แก้ไขนะครับ (๖) เขาบอกว่า สถานศึกษาต้องมีทรัพยากรการเรียนรู้ อันได้แก่ อุปกรณ์ที่จำเป็น ครู และกำลังคนที่ครบถ้วน แต่ของกรรมาธิการเสียงข้างมากท่านไปแก้ กำลังคนที่ครบถ้วน เป็น กำลังคนที่เพียงพอ อันนี้กรรมาธิการแก้นะครับ🔗
สิ่งที่ไม่เหมือนกันอีกข้อหนึ่งก็คือ (๙) คือในกรณีที่ไม่สามารถจัดบุคลากร พื้นฐานสำหรับสถานศึกษาของรัฐใด จนเป็นเหตุให้ไม่สามารถจัดการศึกษาให้บรรลุ วัตถุประสงค์ตามมาตรา ๖ และมาตรา ๘ ได้อย่างมีคุณภาพ ของทางกรรมาธิการ เสียงข้างมากเขาแก้ไขถ้อยคำเยอะนะครับ ผมเห็นว่าเป็นถ้อยคำฟุ่มเฟือย แล้วก็ไปตัดวรรคท้ายของมาตรา ๙ ว่าอาจอำนวย ความสะดวกในการเดินทาง กรณีที่มันอยู่ห่างไกลอาจอำนวยความสะดวกในการเดินทาง และให้ความช่วยเหลือด้านอื่น ร่างเดิมเขาเขียนว่าช่วยเหลือด้านอื่นแก่ผู้เรียน ครู บุคลากร ทางการศึกษาและบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องตามความจำเป็นตามระเบียบที่กระทรวงศึกษาธิการ กำหนด คือร่างเดิมเขาช่วยเหลือโรงเรียนที่อยู่ห่างไกลก็ช่วยทั้งผู้เรียน ครู บุคลากรทางการ ศึกษาและบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง กรรมาธิการเสียงข้างมากไปแก้ (๙) ว่าให้ช่วยเหลือ โดยรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจอำนวยความสะดวกในการเดินทางและให้ความ ช่วยเหลือเฉพาะผู้เรียนเท่านั้น ไปตัดคำว่า ครู บุคลากรอื่นที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษาและ บุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง เห็นว่ามันไม่เป็นธรรมครับ เพราะว่าในพื้นที่ห่างไกลของเดิมเขาก็ต้อง ช่วยครู ช่วยบุคลากรทางการศึกษาและผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง ท่านไปเอาออกแล้วก็ช่วยเฉพาะ ผู้เรียนมันก็จะเกิดความเหลื่อมล้ำขึ้น ก็ขออนุญาตนำเรียนที่ประชุมทราบเพื่อพิจารณาครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ต่อไป ท่านวีรบูล เสมาทอง แล้วตามด้วยท่านขจิตร ชัยนิคม นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ผม วีรบูล เสมาทอง กรรมาธิการ จากพรรคเพื่อไทย ซึ่งผมเองอยู่ในกรรมาธิการเสียงข้างน้อยด้วยในการพิจารณา ในชั้นกรรมาธิการนั้นผมเองได้สงวนความเห็นไว้ในมาตรา ๑๔ ซึ่งมีสาระได้บัญญัติไว้ว่า ในการจัดการศึกษาของสถานศึกษาของรัฐนั้นต้องอยู่บนพื้นฐานดังต่อไปนี้ ผมเองขอให้มีการ แก้ไขโดยเพิ่มคำว่า อยู่บนพื้นฐานการบริหารจัดการดังต่อไปนี้ ด้วยเหตุผลผมเองนั้น มีประสบการณ์การบริหารโรงเรียนมา ๓๐ กว่าปี ได้มองเห็นว่าสิ่งที่ผู้บริหารโรงเรียน โดยเฉพาะสถานศึกษาของรัฐที่จะต้องบริหารจัดการนั้นควรเป็นอย่างไร ใน (๑) ขอให้มีการ ตัดตั้งแต่คำ มีความเป็นอิสระในการบริหารสถาน คือสถานศึกษานะครับ แต่ว่าให้ตัดออกไป แล้วให้เพิ่มคำว่า (๑) ต้องจัดการศึกษา แล้วก็ตัดคำว่า และการกำหนดวิธีการจัดกระบวนการ เรียนรู้เพื่อ ออกไปนะครับ ก็คือให้คงไว้ซึ่งให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๖ และเป้าหมาย ตามมาตรา ๘ แล้วก็ให้ตัดคำว่า โดยต้องอยู่ในความรับผิดชอบและบังคับบัญชาของผู้บริหาร แล้วก็ขอให้เพิ่มซึ่งได้บอกว่าและเป้าหมายตามมาตรา ๘ อย่างมีคุณภาพ แต่ในกรณีที่ ไม่สามารถจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพได้เพราะเหตุชุมชนหรือตำบลอันเป็นที่ตั้ง ของสถานศึกษา คงไว้ เพิ่มคำว่า ของรัฐมีจำนวนประชากรลดลง มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง พื้นฐานที่มีผลกระทบต่อการจัดการศึกษาหรือมีเหตุอันสมควรอื่นที่คณะกรรมการนโยบาย กำหนด จะรวมสถานศึกษาของรัฐเข้าด้วยกันเพื่อให้เป็นสถานศึกษาที่ดีมีระบบการบริหาร ที่เหมาะสม และมีคุณภาพในชุมชนหรือตำบลนั้นก็ได้ โดยรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในเขตชุมชนหรือตำบลอันเป็นที่ตั้งของสถานศึกษาของรัฐนั้นอาจอำนวยความสะดวกในการ เดินทางและให้ความช่วยเหลือด้านอื่นแก่ผู้เรียนอย่างเต็มที่ นี่คือเหตุผล แล้วก็ขอให้เพิ่มเป็น (๑/๑) มีความเป็นอิสระในการบริหารสถานศึกษาและกำหนดวิธีการจัดกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๖ และเป้าหมายตามมาตรา ๘ โดยต้องอยู่ใน ความรับผิดชอบและบังคับบัญชาของผู้บริหารสถานศึกษานะครับ เพิ่ม (๑/๒) ในการบริหารจัดการสถานศึกษาในแต่ละแห่ง ให้ผู้บริหารสถานศึกษารับฟังความ คิดเห็นของครู นักเรียน ผู้ปกครองและบุคลากรในสถานศึกษา และคณะกรรมการ สถานศึกษานั้นด้วย สำหรับ (๒) ให้คงเดิม (๓) ให้คงไว้เหมือนเดิม และขอให้เพิ่ม ๓/๑ ซึ่งนำ (๘) มาเขียนใหม่นะครับ แล้วก็ได้เพิ่มเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ ๓/๑ ต้องจัดให้ คนพิการหรือบุคคลที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษตามที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด ได้รับโอกาสเข้าเรียนและร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ในสถานศึกษาเดียวกับผู้เรียนทั่วไป ได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการจำเป็นพิเศษเพื่อการพัฒนาให้เต็มศักยภาพ สูงสุดของแต่ละบุคคล โดยจะแยกเป็นสถานศึกษาเฉพาะหรือจัดให้มีระบบพิเศษขึ้น เป็นการเฉพาะในสถานศึกษาก็ได้ แต่ต้องมีเป้าหมายให้ผู้เรียนดังกล่าวสามารถเข้าเรียน ร่วมกับผู้เรียนทั่วไปให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ภายใต้การจัดการศึกษาแบบเรียนรวม เป็นสำคัญ (๔) ให้คงไว้เหมือนเดิม (๕) ได้ขอให้ตัดทั้งหมด ด้วยการบริหารจัดการนั้น ผมคิดว่าผู้บริหารโรงเรียนนั้นมีคุณสมบัติเฉพาะผู้ที่จะเป็นผู้บริหารสถานศึกษาได้นั้นจะต้อง ผ่านกระบวนการที่สำคัญ คือด้านความรู้แล้วก็ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ทางการบริหารการศึกษาด้วยนะครับ (๖) ก็ขอให้ตัดคำว่า อุปกรณ์ที่จำเป็น ครูและ กำลังคนที่ ให้ตัดคำว่า ครบถ้วน ออกไปครับ แล้วก็ให้เพิ่ม เพียงพอ (๗) ให้คงไว้เหมือนเดิม (๘) ให้ตัดออกทั้งมาตราด้วยนำไปเขียนไว้แล้วใน ๓/๑ แล้วก็ (๙) ขอให้ตัดทั้งมาตรา เพราะว่าหมายถึงการยุบหรือว่าเลิกโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งจะเป็นปัญหาตามมา ในปัจจุบันนี้ ยังมีกฎหมายเฉพาะในการจัดตั้งโรงเรียนหรือยุบเลิกโรงเรียนอยู่แล้ว ไม่จำเป็นจะต้องนำไป เขียนไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ซึ่งวันนี้ผมเองในฐานะเป็นผู้นำ องค์กรครูได้รับข้อมูลและการร้องเรียนจากชมรมผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็กแห่งประเทศไทย ว่าวันนี้รัฐบาลเองจะใช้นโยบายในการควบรวมโรงเรียน ซึ่งมีนักเรียนต่ำกว่า ๑๒๐ คนลงมา ก็จะก่อให้เกิดปัญหาผลกระทบมากมายต่อผู้ปกครอง นักเรียน แล้วก็ชุมชน คำว่า บวร บ้าน วัด โรงเรียนจะหายไป เกียรติและศักดิ์ศรีของชุมชนนั้นก็จะไม่เหลือ ซึ่งมันมีประวัติศาสตร์ ทุกคนเรียนโรงเรียนวัดมาทั้งนั้นแหละครับ ผมเองก็เหมือนกัน แม้ว่าปัจจุบันจะเป็นผู้บริหาร โรงเรียนก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นไม่มีความจำเป็นต้องเขียนไว้ โรงเรียนขนาดเล็กถ้าผู้บริหาร มีความสามารถแล้วก็บริหารจัดการที่ดี ชุมชนร่วมกันในการดูแลบุตรหลาน ผู้ปกครองเอง ให้การเอาใจใส่บุตรหลานตามกฎหมาย บุตรหลานของเราก็จะกลายเป็นพลเมืองที่ดีมีอนาคต ของประเทศสืบไป สำหรับ (๑๐) (๑๑) (๑๒) แล้วก็วรรคสอง วรรคสามนั้นให้คงไว้เหมือนเดิม ขอบพระคุณมากครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านขจิตร ชัยนิคม แล้วตามด้วยผู้ช่วยศาสตราจารย์เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ ครับ เชิญท่านขจิตรครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะเป็นกรรมาธิการ ซึ่งได้อ่านกฎหมายมาตรานี้แล้ว ในวงเล็บต่าง ๆ ผมร่วมแปรญัตติกับท่านดอกเตอร์ดิเรก พรสีมา แล้วก็ท่านวีรบูล เสมาทอง ผมจะอภิปรายเฉพาะ (๙) ในมาตรานี้ (๙) ข้อความที่เขียนเป็นการเขียนกฎหมายที่ละเลย สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน เพราะเขียนบอกว่าในกรณีที่ไม่สามารถจัดบุคลากรพื้นฐาน สำหรับสถานศึกษาของรัฐใดจนเป็นเหตุให้ไม่สามารถจัดการศึกษาให้บรรลุวัตถุประสงค์ก็ให้ ควบรวมแล้วก็รวมโรงเรียนได้ เป็นการเขียนกฎหมายรองรับมาตรการที่โหดเหี้ยมสำหรับ ประชาชนมาก เป็นการเขียนกฎหมายเพื่อออกกฎกระทรวงให้สามารถยุบโรงเรียน ขนาดเล็กได้ ผมไม่เห็นด้วย ในทั่วประเทศมีกว่า ๑๕,๐๐๐ โรงเรียน กำลังจะรอการถูกยุบ จากมาตรการที่โหดร้ายสำหรับประชาชนมาก เฉพาะในเขตเลือกตั้งของผมที่อำเภอบ้านดุง อำเภอทุ่งฝน อำเภอพิบูลย์รักษ์ ท่านประธานทราบไหมครับ มีอยู่ที่อำเภอบ้านดุง โรงเรียนบ้านคำภูเงินถูกยุบไปแล้ว บ้านโนนผักหวานยุบแล้ว เด็กต้องไปเรียนที่อื่น ที่บ้านนาจาน แรก ๆ มีรถรับส่ง นี่มันรัฐบาลอะไรครับ แรก ๆ มีรถรับส่งแต่วันนี้ไม่มีรถรับส่ง แล้วประชาชนของผม ผู้ปกครองของผมไปเรียกร้องที่ใคร ไปเรียกร้องที่เขตพื้นที่การศึกษา ก็ไม่ได้ ผมเรียกร้องไปยังรัฐบาลนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการอยู่ที่ไหนไปดูให้ด้วย แรก ๆ ยุบบอกมีทุกอย่าง เรามีรถจัดรับส่ง วันนี้ไปไหน นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะพูด ผมขอเรียกร้องไปยังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เรียกร้องไปยังวุฒิสมาชิก ได้โปรดเห็นใจ โรงเรียนที่ยุบไปแล้วและเรากำลังจะถูกยุบ ในเขตเลือกตั้งของผมที่อำเภอบ้านดุง โรงเรียนบ้านทุ่ง โรงเรียนบ้านนาดี โรงเรียนบ้านจันทน์ โรงเรียนบ้านดงยางกำลังจะถูกยุบ แล้วในอำเภอพิบูลย์รักษ์ โรงเรียนบ้านดอนม่วง โรงเรียนบ้านไทยกำลังจะถูกยุบ อำเภอทุ่งฝน บ้านธาตุน้อย บ้านท่าช่วง บ้านโนนสมบูรณ์กำลังจะถูกยุบ ผมไปพบผู้ปกครอง โรงเรียนเหล่านี้ได้ให้คนไปถามโดยผมไม่ต้องไปถามเองเขาไม่ยินดีที่จะถูกยุบ แต่วันนี้ เกิดอะไรขึ้นครับ มาตรการกฎหมายข้อนี้เป็นกฎหมายที่โหดร้ายมาก ทำลายพื้นฐานของ ประชาชน ท่านประธานทราบไหมว่ามันทำลายอะไรบ้าง ข้อที่ ๑ ทำลายวิถีชีวิตของเด็ก ชนบท ของพี่น้องชาวไร่ชาวนา ถ้ามีโรงเรียนอยู่ที่บ้านตื่นเช้ามาเขาไปโรงเรียนเอง เลิกเรียน แล้วก็ไปทำนาทำไร่ช่วยผู้ปกครอง วันนี้วิถีชีวิตของผู้ปกครองหมู่บ้านเหล่านี้ตื่นเช้ามาต้องไป ส่งลูก ต้องไปรอรับลูก แล้วเกิดอะไรขึ้นสำหรับประเทศนี้ มันไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิต ไม่สอดคล้องกับความเจริญของประเทศชาติ เวลานี้เทคโนโลยีเจริญมากโรงเรียนแห่งเดียว ห้องเรียนภาษาอังกฤษแห่งเดียวสามารถใช้ครูภาษาอังกฤษถ่ายทอดวิธีการสอนไปทั่ว ทั้งประเทศทำไมไม่ทำครับ ห้องเรียนทันสมัยอัจฉริยะราคาล้าน ๒ ล้านบาท ทำไมไม่ทำ โรงเรียนขนาดเล็กส่วนมากอยู่ชนบทที่ห่างไกล คนชนบทที่ห่างไกลเป็นบุคคลชั้น ๒ หรือครับ ทำไมต้องไปยุบโรงเรียนเขา เขาก่อร่างสร้างตัวมา เขาสร้างหมู่บ้าน ประเทศนี้ โดยกระทรวงมหาดไทยได้ให้หมู่บ้านเขา มีผู้ใหญ่บ้าน มีโรงเรียน มีระบบบวร บ้าน วัด โรงเรียน แล้วกฎหมายข้อนี้ไปทำลายวิถีชีวิตอันนี้ ผมขอกราบวิงวอนท่านวุฒิสมาชิก ท่านสภาผู้แทนราษฎรได้เห็นแก่ประชาชนที่อยู่ชนบท ถ้าระเบียบข้อนี้ ถ้ากฎหมาย (๙) ออกไป ซึ่งผมขอตัดออกไม่ต้องมีการประนีประนอมหรอกครับ วันนี้ผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็กทั่วประเทศตั้งชมรมเพื่อที่จะสะท้อนความเห็นนี้ กระทรวงศึกษาธิการไม่เอาใจใส่ โรงเรียนขนาดเล็กจำนวนมากมีผลการเรียนการสร้าง เยาวชนที่มีคุณภาพยืนยันได้มากกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ทั่วประเทศ มีหลักฐานเป็นประจักษ์ แล้วเอาอะไรละ เอาอำนาจใช่ไหม มาทำการยุบแล้วใครรับรองละว่าเด็กมาเรียนโรงเรียน ขนาดใหญ่แล้วสดชื่น เขาไปนั่งร้องไห้อยู่ใต้ต้นไม้เด็กที่ไปเรียนอยู่หมู่บ้านใหญ่ถูกต่อว่า เฮ้ยโรงเรียนเอ็งบ้านเอ็งไม่ดีมาเรียนบ้านข้า แล้วเขาไปนั่งร้องไห้อยู่ใต้ต้นไม้ใครเห็น การทำลายชีวิตของเยาวชนด้วยกฎหมายไม่ควรจะมีเกิดขึ้น ผมจึงเสนอให้ตัด (๙) ออก (๙) ที่กล่าวถึงว่าไม่สามารถบรรจุบุคลากรพื้นฐาน ทรมานโหดร้ายมาก วันนี้โรงเรียนที่ผมพูด ผู้บริหารว่างแล้วก็ไม่บรรจุเขาไป ต่อไปครูผู้สอนว่างแล้วไม่บรรจุเขาไป เพื่อที่จะบีบให้ชุมชน เหล่านั้นมีความเห็นว่าต้องยุบโรงเรียน นี่คือมาตรการที่โหดร้ายมากที่กระทรวงศึกษาธิการ ออกกฎกระทรวงโดยไม่เอาใจใส่ ผมเป็นผู้แทนสมัยนี้ตั้งแต่เริ่มต้นผมพูดกับรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการคนที่ออกไปแล้ว ก็รับว่าจะไม่มีการยุบ แต่กฎหมาย กฎกระทรวงก็โดน ยุบต่อไป ผมจึงวิงวอนไปยังรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนปัจจุบันว่า ให้ดูเรื่องนี้ให้ดี อย่าให้มีการทำลายประวัติศาสตร์ของหมู่บ้าน อย่าให้มีการทำลายวิถีชีวิต ของเด็กและเยาวชน ทั้ง ๆ ที่ประเทศชาติกำลังเจริญ ๆ ทำไมไม่ใช้เทคโนโลยีให้เกิด ประโยชน์กับการศึกษา นั่นคือสิ่งที่ผมขอตัดมาตรานี้ (๙) ออก ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ต่อไป เชิญผู้ช่วยศาสตราจารย์เฉลิมชัยและตามด้วยคุณมณเฑียร บุญตัน นะครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา มาตรา ๑๔ เป็นมาตราที่เป็นตัวอย่างสำคัญของการที่ควรจะปฏิรูป การศึกษาผ่านร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ได้เขียนสาระและเจตจำนงที่จะแก้ปัญหา วงการศึกษาอย่างชัดเจน โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับครูและสถานศึกษา อาทิเช่น ใน (๑๐) การเลื่อนวิทยฐานะ การเลื่อนค่าตอบแทน การเลื่อนตำแหน่งของคุณครู ของเดิมประสบ ปัญหาเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าทำให้ต้องทิ้งห้องเรียน ทิ้งสิทธิของตนเอง เพื่อที่จะไปเขียน เอกสารทางวิชาการเพื่อขอเลื่อนตำแหน่ง กฎหมายฉบับนี้ได้เขียนแก้ปัญหาตรงนี้ชัดเจนว่า การประเมินเพื่อเลื่อนตำแหน่งวิทยฐานะและตำแหน่งค่าตอบแทนอื่นของครูให้ใช้ ผลการปฏิบัติงานของคุณครูต่อนักเรียน ให้ใช้ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนที่ได้รับการพัฒนา ที่ดีขึ้นจากคุณครูเป็นการประเมิน อันนี้แก้ปัญหาตรงจุดเลยนะครับ เป็นพระราชบัญญัติ มาตรา ๑๔ ที่ดีมาก อีกอันหนึ่งที่แก้ปัญหาเรื่องครูไม่มีเวลาสอนเด็ก เพราะถูกหัวหน้า หน่วยงานสั่งการหรือมอบหมายให้ไปทำกิจกรรมหรือโครงการอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการสอนหรือ การจัดการเรียนรู้ให้กับลูกศิษย์ของตัวเอง ได้ยินเป็นข่าวปรากฏทั่วไป ในพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ได้เขียนแก้ปัญหาไว้ใน (๑๑) ว่าจะต้องมีมาตรการป้องกันมิให้หน่วยงานของรัฐสั่งการ หรือมอบหมายกิจกรรมอันจะทำให้ครูไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่การจัดการเรียนการสอน ได้อย่างเต็มที่ ไม่เคยมีการเขียนที่ชัดเจนอย่างนี้ในระดับพระราชบัญญัติมาก่อน แล้วยังเขียน ในวรรคสามต่อไปกำชับด้วยว่าหากหน่วยงานใดไม่ปฏิบัติตาม (๑๑) ข้างต้นให้ถือว่าหัวหน้า หน่วยงานนั้นปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอันอาจจะถือว่ามีความผิดทางวินัยได้ด้วย ชัดเจน ว่าใน ๒ วงเล็บที่ผมกล่าวบอกเจตจำนงและเป็นรูปธรรมที่จะทำให้คุณครูมีเวลาสอนนักเรียน มากขึ้น จะไม่ถูกมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องและที่สำคัญคือการได้ ความดีความชอบมาจากผลการพัฒนาของลูกศิษย์ตนเอง ไม่ใช่มาจากการทิ้งลูกศิษย์ ไปทำผลงานทางวิชาการ ดังนั้นในมาตรา ๑๔ ผมจึงสนับสนุนอย่างเต็มที่และถ้าเราไม่ได้ผ่านพระราชบัญญัติฉบับนี้ มาตรา ๑๔ ก็จะไม่ถูกบังคับใช้ ปัญหาก็จะยังคงคาราคาซังต่อไป หลายท่านถึงได้พูดว่า ในพระราชบัญญัติฉบับนี้มีทั้งข้อเด่นและข้อด้อย วันนี้ผมกำลังชี้ข้อเด่นของมาตรา ๑๔ ว่า น่าเสียดายถ้าเราไม่ผ่านกฎหมายฉบับนี้ คุณครูก็จะถูกมอบหมายงานที่ไม่เกี่ยวกับการเรียน การสอน คุณครูก็ต้องทิ้งลูกศิษย์เพื่อจะไปทำผลงานทางวิชาการ อันนี้แก้ไขได้ ในส่วน เล็กน้อยที่ผมคิดว่าผมเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยแล้วอยากจะเพิ่มเติมก็คือในวรรคห้า ที่บอกว่าให้รับฟังครูทุกคนในโรงเรียนอันนี้เห็นด้วย แต่ที่เป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยก็คือ ขอให้เติมการรับฟังนักเรียนครับ นอกจากจะฟังจากครูแล้วผู้บริหารโรงเรียนต้องฟังนักเรียน ด้วยว่าเขาอยากได้อะไร เขาชอบอะไร ให้ฟังผู้ปกครอง แล้วก็ให้ฟังคณะกรรมการ สถานศึกษา อันนี้เป็นการเติมเต็มให้สมบูรณ์มากขึ้น ในอนุวรรคห้า อีกอันหนึ่งที่อยากจะ ขอย้ำไว้ก็คือวรรคแปดเราพูดถึงเรื่องความต้องการจำเป็นพิเศษ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ซึ่งมีผมอยู่ด้วยอยากจะให้เน้นให้ชัดว่าขอให้หมายถึงคนพิการด้วย เพราะว่าในสังคมไทย ที่ไม่ใช่วิชาการยังสับสนว่าความต้องการจำเป็นพิเศษคืออะไร แต่จริง ๆ แล้วสเปเชียลนีด (Special Need) หรือความต้องการจำเป็นพิเศษมันครอบคลุมคนพิการ ก็คือแฮนด์ดิแคป (Handicap) แล้วก็เป็นทางด้านร่างกายก็คือ หูหนวก ตาบอด เป็นใบ้ แขนขาไม่ครบ แต่ขณะเดียวกันเลิร์นนิงดิสซาบิลิตี (Learning Disability) หรือความบกพร่องทางด้านการ เรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นสมาธิสั้นหรือไม่ว่าจะเป็นออทิสติก (Autistic) เป็นต้น อันนี้เราส่งเสริม ในมาตรา ๑๔ ว่าขอให้ได้มีโอกาสในการได้เรียน ความเสมอภาคในการเข้าถึงทรัพยากร ซึ่งต้องใช้เป็นพิเศษเพิ่มขึ้น เพื่อให้เขามีโอกาสพัฒนาเหมือนเด็กปกติ แต่ที่สำคัญที่เราเติม เข้าไป ขอให้เรียนเป็นบางส่วนเป็นกลุ่มพิเศษ แต่ชีวิตโดยรวมในโรงเรียนขอให้เรียนรวมกับ คนปกติหรือนักเรียนปกติ ซึ่งสามารถทำได้ในทางวิชาการ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้พิการและผู้มีความ ต้องการจำเป็นพิเศษจะสามารถพัฒนาตนเองเมื่อจบการศึกษาแล้วสามารถใช้ชีวิตร่วมกับ คนปกติได้ ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคนปกตินั่นแหละจะได้เข้าใจคนพิการและความต้องการจำเป็น พิเศษมาตั้งแต่เด็ก ๆ มีเพื่อนเป็นคนพิการเป็นความต้องการจำเป็นพิเศษมาตั้งแต่เด็ก ๆ พอโตเป็นผู้ใหญ่เราไม่ต้องมาสอนผู้ใหญ่ว่าทำไมต้องช่วยเหลือให้โอกาสคนพิการ คนความต้องการจำเป็นพิเศษ เพราะเขาเรียนร่วมกันมาตั้งแต่ต้น เขาเป็นเพื่อนกัน เขาเข้าใจกัน นี่แหละคือสาระของบางวรรคบางวงเล็บของมาตรา ๑๔ ที่ผมเป็นกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยขอเสริมใน ๒ มาตรา แต่ในภาพรวมดีมาก แล้วก็จะเป็นมาตราสำคัญที่ทำให้ สมาชิกเห็นว่าควรจะผ่านพระราชบัญญัติฉบับนี้ครับ🔗
ท่านมณเฑียร บุญตัน เชิญครับ จากนั้นเป็นนางสาวกุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ นะครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะขออนุญาตฉายสไลด์ (Slide) นะครับ ซึ่งได้ขอไว้ ก่อนล่วงหน้าแล้ว🔗
แล้วผมก็ขออนุญาต ท่านประธานว่าจริง ๆ กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายฉบับใหญ่ ผมเองมีความเห็นด้วยเห็นต่าง หลายประเด็น โดยรวมนั้นผมเห็นด้วยในหลักการ แต่ว่าผมจะขออนุญาตอภิปรายในส่วนนี้ ยาวกว่าเวลาปกติ เพราะเหตุว่าผมไม่มีทางเลือกอื่น แล้วผมเองก็ได้ถอนการสงวนความเห็น ในมาตราอื่นทั้งหมดออกไปแล้ว ผมสัญญาว่าฉบับนี้จะอภิปรายครั้งเดียวในอนุมาตราเดียว เท่านั้นครับท่านประธาน จะขอให้ท่านประธานได้โปรดเมตตาให้ผมได้อภิปรายยาวกว่าปกติ ที่เดียวเท่านั้นครับท่านประธาน ถ้าท่านประธานไม่ขัด ผมจะขออนุญาตใช้เวลาพอสมควรนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ กฎหมายฉบับนี้มีที่ระบุไว้อย่างชัดแจ้งเกี่ยวกับการจัดการศึกษา จริง ๆ ร่างของรัฐบาล ตัดคำว่า คนพิการ ออกด้วยซ้ำไป ผมเข้าใจว่าผู้ยกร่างเป็นนักวิชาการทางการศึกษาที่ไม่รู้ กฎหมายระหว่างประเทศ ไม่เข้าใจเรื่องบทบัญญัติที่คุ้มครองสิทธิคนพิการ ใช้คำศัพท์ ทางวิชาการ ทางการศึกษา ซึ่งไม่มีบทบัญญัติที่ใดรองรับก็คือบุคคลซึ่งมีความต้องการจำเป็น พิเศษที่ท่านอาจารย์เฉลิมชัยได้กรุณาพูด ขอประทานโทษที่เอ่ยนามนะครับ เพอร์ซันส์ วิช สเปเชียล นีดส์ (Persons with special needs) ไม่ผิดครับ แต่เป็นคำที่ไม่มีกฎหมาย รองรับเลย รัฐธรรมนูญไม่ได้กล่าวถึงกฎหมายระหว่างประเทศที่ไทยเราเป็นภาคีก็ไม่ได้พูดถึง เพราะฉะนั้นการตัดคำว่า คนพิการ ออกไปจากกฎหมายเดิมนั้น จึงเป็นเท่ากับว่าเป็นการ ตัดสิทธิของคนที่มีกฎหมายรองรับออกไป โชคดีที่คณะกรรมาธิการคืนคำว่าคนพิการมาให้ บุคคลซึ่งมีความต้องการจำเป็นพิเศษก็คงไว้ครับ ให้กรรมการนโยบายไปว่ากัน แต่คำว่า คนพิการ ซึ่งมีกฎหมายระหว่างประเทศรับรองไว้ ไทยเป็นภาคี รัฐธรรมนูญรับรองไว้ มีกฎหมายเฉพาะรับรองไว้ต้องคงไว้ อันนั้นต้องขอกราบขอบพระคุณอย่างยิ่งครับ ในร่างของ คณะกรรมาธิการที่ได้ปรับปรุงจากร่างของคณะรัฐมนตรีนั้น มีคำใหญ่อยู่คำหนึ่งซึ่งต้องขอ กราบขอบพระคุณที่ท่านได้รับข้อเสนอก็คือ การจัดการศึกษาแบบเรียนรวมภาษาอังกฤษ เรียกว่าอินคลูซีฟเอดดูเคชัน (Inclusive Education) อินคลูซีฟเอดดูเคชัน (Inclusive Education) ไม่ใช่ยุบโรงเรียนขนาดเล็กไปเรียนรวมกับโรงเรียนขนาดใหญ่เหมือนที่ หลายท่านพูดกัน อินคลูซีฟเอดดูเคชัน (Inclusive Education) หมายถึงการจัดการศึกษา ที่หลายท่านเรียกว่า โอบกอด ต้อนรับ เป็นมิตร เข้าใจ สนับสนุนความหลากหลายของผู้คน จัดระบบนิเวศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียนการสอน วิธีสอน หลักสูตร ตำรา ทั้งหมดนี้ ให้เอื้อต่อการเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม ทั่วถึงและเป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ ขจัดการ เลือกปฏิบัติทุกรูปแบบรวมทั้งการบูลลี (Bully) รวมทั้งการปฏิเสธไม่รับเข้าเรียน และยังพูดถึง เรื่องบริการสนับสนุนหรือการอำนวยความสะดวกที่สมเหตุสมผล อันนี้เป็นศัพท์ที่บัญญัติขึ้น โดยกฎหมายระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคีทั้งสิ้น เป็นไปตามอนุสัญญาว่าด้วย สิทธิคนพิการ แต่กรรมาธิการรับคำว่าการเรียนรวมไว้ในคำเดียว ผลก็คือว่ากรรมาธิการ คืนคำว่าคนพิการมาให้ ยอมรับคำว่าการเรียนรวม แต่ถ้อยคำอื่นที่เหลือ ถ้าท่านจะได้กรุณา กลับไปดูพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ บทบัญญัติที่รับรองสิทธิทางการศึกษา ของคนพิการ ผู้มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ได้กำหนดสิทธิไว้ในมาตราใหญ่เลยในมาตรา ๑๐ พูดถึงเรื่องสิทธิในการที่จะได้รับการศึกษาตั้งแต่แรกเกิดหรือแรกพบความพิการ สิทธิในการ ได้รับสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อบริการและความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา แล้วก็ยังมี รายละเอียดอีกมากมายที่เขียนไว้ คำว่าสิทธิได้ถูกตัดออกไปโดยสิ้นเชิง ใน ๑๔ (๘) ครับ คำว่าสิทธินั้นมีความหมายอย่างยิ่ง เมื่อตัดคำว่า สิทธิ ออกไปแล้ว คงไว้ซึ่งคำว่า ได้รับโอกาส เท่านั้น น้ำหนักการคุ้มครองสิทธิทางการศึกษาจึงย้อนยุคไปยิ่งกว่าปี ๒๕๔๒ ทำลาย เจตนารมณ์ของการเป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ เพราะคำว่าได้รับโอกาส อย่างเหมาะสม มันพึ่งศาลไม่ได้ครับ ท่านประธานเป็นนักกฎหมาย แต่จัดให้คนพิการเข้าถึง สิทธิและโอกาสอย่างเท่าเทียม ทั่วถึงและเป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติมันพึ่งศาลได้ คนพิการ และบุคคลซึ่งมีความต้องการจำเป็นพิเศษถูกปฏิเสธไม่รับเข้าเรียนจากสถานศึกษา ทั่วราชอาณาจักรตลอดเวลา ผู้ปกครองร้องไห้น้ำตาไหลไม่รู้จะพึ่งใคร พระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ ซึ่งออกล้อกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ ได้บัญญัติเรื่องสิทธิเหล่านี้เอาไว้ อย่างละเอียด แต่กำลังถูกภัยคุกคามเพราะมีข่าวว่ากระทรวงศึกษาธิการจะยกเลิก จะยกเลิก จะเขียนการศึกษาพิเศษซึ่งเป็นชื่อดิสซิเพลน (Discipline) เป็นชื่อสาขาวิชา กฎหมาย ที่รับรองสิทธิพลเมืองจะถูกยกเลิกอีก เพราะฉะนั้นผมจึงจำเป็นต้องสงวนความเห็น เพราะต้องทำให้ร่างของคณะกรรมาธิการสมบูรณ์ครับ มีคำว่า คนพิการ ดี มีคำว่า การจัดการเรียนรวม ดี ทันสมัย แต่ตัดสิทธิ ตัดเรื่องของบริการสนับสนุนและการอำนวย ความสะดวกที่สมเหตุสมผล ซึ่งจัดขึ้นเป็นการเฉพาะในสถานศึกษาหรือถ้าจำเป็นจริง ๆ เราจะแยกเป็นสถานศึกษาเฉพาะหรือสนับสนุนให้มีสถานศึกษาเฉพาะก็ได้ คือเอาเรียนรวม เป็นหลัก เรียนแยกหรือสนับสนุนให้เอกชนมาทำเรียนแยกเป็นรองเขียนชัดเจน ศูนย์หลักความเท่าเทียมเป็นธรรมทั่วถึงไม่เลือกปฏิบัติอันนั้นก็ชัดเจนรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ แล้วทำไมต้องเน้นในมาตรานี้เป็นพิเศษ ก็เพราะว่ามันไม่มีมาตราอื่นอีกแล้ว มันถอยไปไหน ไม่ได้แล้ว ถ้าที่ประชุมแห่งนี้จะได้นึกถึงลูกหลานที่ถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่าท่านจะเข้าใจว่า โอกาสที่พึ่งศาลไม่ได้มันไม่มีหลักประกัน เพราะฉะนั้นถ้าท่านได้ดูได้กรุณาฟังที่ผมอภิปราย ไปแล้วจะเห็นได้ว่าร่างของผมไม่ได้ขัดแย้งกับกรรมาธิการ แต่เติมเต็มร่างของกรรมาธิการ ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากฎหมาย ปี ๒๕๔๒ ไม่ยิ่งหย่อนแต่เทียบเคียงได้กับ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ และจะทำให้การศึกษาของไทยไม่เป็นที่ดูแคลนของ นานาอารยประเทศ อินคลูซีฟเอดดูเคชัน (Inclusive Education) นั้นเป็นกระแสหลักที่โลก กำลังไป อินคลูซีฟเอดดูเคชัน (Inclusive Education) ไม่ปฏิเสธการศึกษาทางเลือก แต่เป็นการศึกษากระแสหลักที่โอบกอดความหลากหลาย โอบกอดความแตกต่าง เป็นมิตร กับทุกความแตกต่าง ผมเสียดายที่มีที่ให้ผมได้พูดเรื่องนี้เพียงในอนุมาตราเดียว และผมก็ ไม่แน่ใจว่าในท้ายที่สุดกระบวนการในการลงคะแนนจะเป็นอย่างไร ผมขอกราบวิงวอน ทุกท่านได้กรุณาเถอะครับ อย่าให้ผมได้ถูกพี่น้องคนพิการและบุคคลซึ่งมีความต้องการ จำเป็นพิเศษมาแช่งชักหักกระดูกผมว่าปล่อยให้บทบัญญัติทางการศึกษานั้นถอยหลังไป ยิ่งกว่าปี ๒๕๔๒ ทำให้พวกเขาขาดหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิ ทำให้พวกเขา ไม่มีหลักประกันความคุ้มครองว่าเขาจะไม่ถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมอีกต่อไป ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ผมเข้าใจว่ากฎหมายอื่นน่าจะมีที่จะช่วยคุ้มครองและเป็นหลักประกันคนพิการ นอกจากกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแล้ว ต่อไปเชิญท่านกุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ แล้วตามด้วย ท่านดะนัย มะหิพันธ์ ครับ🔗
เรียนท่านประธานรัฐสภาค่ะ กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ กรรมาธิการ มาตรา ๑๔ เป็นมาตราที่ครอบคลุมถึงทุก ๆ ชีวิตที่อยู่ ในโรงเรียนอยู่ในสถานศึกษาของรัฐ ไล่ลงมาตั้งแต่ผู้บริหารสถานศึกษา ครูและนักเรียน เป็นมาตราที่วางหลักการการทำงาน เป็นมาตราที่จะบอกว่าหน้าตาของคุณภาพชีวิตของ ทุก ๆ คนที่อยู่ในโรงเรียนจะออกมาหน้าตาแบบไหน วันนี้ดิฉันขออธิบายหลักการของการสงวน ความเห็นในมาตรา ๑๔ นี้ เพราะเป็นมาตราที่จะกระทบต่อชีวิตของทุกคนค่ะ ชีวิตผู้บริหารจะเป็นอย่างไรนั้นอยู่ที่ (๑) ผู้บริหารจะมีความอิสระหรือไม่ในการบริหารจัดการ สถานศึกษาอยู่ที่ (๑) ไม่ว่าจะเป็นการบริหารงานวิชาการ การกำหนดวิธีการจัดการเรียนรู้ การบริหารการเงินและงบประมาณ การบริหารบุคคลและการบริหารงานทั่วไป เหล่านี้ ถ้านึกง่าย ๆ ในองค์กรปกติผู้บริหารควรมีอำนาจที่จะบริหารจัดการและตัดสินใจในประเด็น ต่าง ๆ เหล่านี้ แต่ในสถานศึกษาผู้บริหารไม่สามารถตัดสินใจในประเด็นเหล่านี้ได้ครบถ้วน ทุกประเด็น เพราะติดระเบียบต่าง ๆ ของราชการและติดกรอบวิธีการจัดการที่ยังเคร่งครัด และเข้มงวด แต่เหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าดิฉันกำลังสงวนความเห็นเพื่อให้ผู้บริหารสามารถ ตัดสินใจทุกอย่างโดยรวบการตัดสินใจอยู่ที่ผู้บริหารเพียงคนเดียว เมื่อเรามองมาตรา ๑๔ (๑) นี้ เราจะต้องดูถึงมาตรา ๒๓ ที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการบริหารสถานศึกษาด้วย การตัดสินใจ ทุก ๆ เรื่องในโรงเรียนควรเป็นการตัดสินใจร่วมกันระหว่างผู้บริหารและคณะกรรมการ บริหารสถานศึกษาที่จะต้องมีองค์ประกอบของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา อย่างชัดเจน โดยดิฉันได้สงวนคำแปรญัตติในมาตรา ๒๓ เอาไว้ให้มีนักเรียนเป็นผู้ที่มีส่วนร่วม ในการตัดสินใจ นอกจากนั้นใน (๕) ของมาตรานี้ยังควรจะต้องแก้ไขว่าผู้บริหารสถานศึกษา จะต้องอยู่ภายใต้การกำกับของคณะกรรมการบริหารสถานศึกษาและรับฟังความเห็นจากครู นักเรียน ผู้ปกครอง และบุคลากรทางการศึกษาเพื่อให้เป็นหลักประกันในการตรวจสอบและ ถ่วงดุลการทำงานของผู้บริหารสถานศึกษาและไม่ผลิตซ้ำปัญหาเดิมที่เกิดขึ้นในแวดวง การศึกษาไทยก็คือผู้บริหารสถานศึกษาบางคน บางกลุ่มใช้อำนาจเกินขอบเขตที่ควรจะเป็น และหากผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องรับผิดชอบยังมีอีก ๑ กลไกซึ่งก็คือการบังคับใช้ ใบประกอบวิชาชีพของครุสภาอีกด้วย🔗
กลุ่มคนที่ ๒ ที่อยู่ในโรงเรียนชีวิตของคุณครูพวกเราได้รับฟังภาระงาน ของคุณครูฟังกันมาหลายปีทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม คุณครูยังใช้เวลาเกือบครึ่งหนึ่งของเวลา ทั้งหมดที่ทำงานไปกับงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนหรืองานที่ไม่เกี่ยวข้อง กับนักเรียนโดยตรง ภาระงานเหล่านี้ในมาตรา ๑๔ (๑๑) ก็ได้มีการกล่าวถึงการห้ามมิให้รัฐ ใช้อำนาจเพื่อที่จะสั่งให้ครูไปทำงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอนของ นักเรียน ดิฉันขอปรับเพิ่มค่ะ นอกจากรัฐแล้วยังมีอีกคนหนึ่งที่สามารถสั่งงานครูได้ก็คือ ผู้บริหารสถานศึกษา ในส่วนนี้ผู้บริหารสถานศึกษาควรอยู่ในกลุ่มเดียวกับรัฐที่ไม่สามารถ สั่งงานที่จะทำให้คุณครูไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มความสามารถหรือทำให้ผู้เรียน ไม่มีเวลาพอในการเรียนการสอน ปรับเป็นหน่วยงานรัฐหรือผู้บริหารสถานศึกษา🔗
คนสุดท้ายกลุ่มคนที่มีความสำคัญที่สุดในโรงเรียนแต่ร่างกฎหมายฉบับนี้ ในมาตรา ๑๔ กลับไม่ได้พูดถึงประเด็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของชีวิตของพวกเขา ซึ่งก็คือ ประเด็นด้านความปลอดภัยทั้งร่างกายและจิตใจของผู้เรียน ดิฉันขอเสนอให้เพิ่ม (๓/๑) ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยทั้งร่างกายและจิตใจนักเรียนค่ะ ท่านประธานคะ ถ้าท่านประธานจะต้องอยู่โรงเรียนอย่างหวาดกลัวไม่ว่าจะเป็นความหวาดกลัวประเภทใด ก็ตาม หวาดกลัวว่าห้องเรียนของท่านจะมีฝ้าถล่มลงมาเมื่อไร อาคารเรียนจะถล่มลงมาเมื่อไร ไฟฟ้าจะดูดท่านหรือไม่ที่ตู้กดน้ำ ท่านไม่มีวันเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และถึงแม้เราจะมี หลักสูตรที่ออกแบบโดยโออีซีดี (OECD) ขอมาจากประเทศฟินแลนด์ ขอมาจากประเทศ สิงคโปร์ นักเรียนของท่านก็จะไม่มีวันที่จะได้ใช้สมรรถนะและศักยภาพของพวกเขาได้อย่าง เต็มที่ เพราะพวกเขามีคุณภาพชีวิตที่เต็มไปด้วยความกลัวและความกังวล ปัจจุบัน มีอาคารเรียนกว่า ๔,๐๐๐ แห่งภายใต้สังกัดกระทรวงศึกษาธิการที่สุ่มเสี่ยงต่อการถล่ม หรืออาจสุ่มเสี่ยงต่อไฟไหม้ มีเด็กที่จมน้ำและไฟดูดแทบจะทุกปี มีเด็กอย่างน้อย ๑ คนต่อปีติดต่อกันมา ๕ ปีแล้วที่ต้องเสียชีวิตในรถโรงเรียน เหล่านี้เป็น สวัสดิการ สวัสดิภาพพื้นฐานที่เด็กไทยไม่ได้รับมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ความปลอดภัย เหล่านี้เป็นเรื่องพื้นฐานก็จริง แต่จำเป็นอย่างยิ่งต่อชีวิตนักเรียนทุกคนถ้าเขามีชีวิต ที่ไม่ปลอดภัยแล้วเขาจะไม่สามารถเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากความปลอดภัย ทางด้านสภาพแวดล้อมแล้ว ยังมีเรื่องของจิตใจที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ท่านประธาน ทราบไหมว่าเกือบ ๑ ใน ๕ ของนักเรียนไทยที่อายุ ๑๓-๑๕ ปีเคยมีความคิดที่จะฆ่าตัวตาย สภาพจิตใจของนักเรียนไทยอยู่ในสภาวะที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง และนอกจากนั้นปีที่แล้วยังมี ครูที่จังหวัดขอนแก่นกล้อนผมนักเรียนจนต้องอับอายและหยุดเรียนไปในที่สุด ปีที่แล้วมีครู ที่จังหวัดสุรินทร์เกณฑ์เด็กมานั่งตากแดดเพื่อพับช้างจนเป็นลมล้มพับ คุณครูที่จังหวัดบุรีรัมย์ ลงโทษเด็กด้วยการใช้ไม้เรียวตีเด็กตามจำนวนข้อที่เด็กไม่ได้ทำการบ้าน เหล่านี้ถือเป็นการ ละเมิดสิทธิของผู้เรียน และแม้ดิฉันจะกล่าวไปเพียง ๓ กรณี ในความเป็นจริงแล้วไม่ควร มีระบบการศึกษาของประเทศใดมีกรณีเหล่านี้แม้เพียงกรณีเดียวค่ะ เราเพิกเฉยต่อ สถานการณ์เช่นนี้มากเกินไปใช่หรือไม่ ดิฉันในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยขอตั้งคำถามว่า เราไม่ได้ใส่ใจต่อประเด็นพื้นฐาน ทั้งความปลอดภัยด้านร่างกายและจิตใจของนักเรียน จริงหรือไม่ เหล่านี้เป็นประเด็นที่เราจะต้องเพิ่มเข้าไปใน (๓/๑) และนอกจากนั้นยังเพิ่ม เข้าไปใน (๔) ที่จะต้องรับประกันดูแลสุขภาพและสวัสดิภาพของผู้เรียน รวมถึงครูและ บุคลากรในการศึกษาให้สามารถทำงานในสถานศึกษาได้อย่างมีความสุข ดิฉันถือว่า หลักประกันความปลอดภัยทั้งทางกายและทางใจคือหัวใจและกุญแจดอกแรกในการ จัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ ที่มีคุณภาพ และพาผู้เรียนไปจนสุดศักยภาพที่พวกเขามี ดิฉันขอให้สมาชิกรัฐสภาลงมติในมาตรานี้ด้วยการไตร่ตรองอย่างละเอียด เพราะการลงมติ ในมาตรานี้จะเปลี่ยนชีวิตของทุก ๆ คนที่อยู่ในโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร ครู และนักเรียน เราจะย่ำอยู่กับที่หรือเราจะทำให้พวกเขามีชีวิตที่มีคุณภาพที่ดีขึ้น ขึ้นอยู่กับ การลงมติในมาตรานี้ของทุกท่านค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
ต่อไป เชิญท่านดะนัย มะหิพันธ์ และตามด้วย ครูออน กาจกระโทก เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม ดะนัย มะหิพันธ์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ผมได้สงวนความเห็นมาตรา ๑๔ ไว้ ซึ่งหลายท่านก็พูดไปแล้วว่าความสำคัญของมาตรา ๑๔ นั้น เป็นความสำคัญที่รัฐจะต้องกำหนดในเรื่องของการจัดการศึกษา ตั้งแต่ (๑) ก็คือเรื่องความ เป็นอิสระในการบริหาร (๒) ก็คือความเหมาะสมกับผู้เรียนในการจัดให้เหมาะสม (๓) ก็พูดถึงเรื่องความสอดคล้องกับธรรมชาติ การเรียนรู้ (๔) ต้องจัดให้มีบุคลากรสนับสนุน การเรียนการสอนครบ อันนี้เห็นด้วย (๕) เห็นด้วยกับท่านเฉลิมชัย เฟื่องคอน ว่าการรับฟังความคิดเห็นนั้นจะต้องหลากหลาย (๖) ก็พูดถึงเรื่องครูและอุปกรณ์ การเรียนการสอนต้องครบถ้วน (๗) ผมขอเพิ่มเติมครับท่านประธาน ต้องจัดให้มีระบบ การจ่ายค่าตอบแทนพิเศษเพิ่มเติมสำหรับครูซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในสถานศึกษาห่างไกลทุรกันดาร อันนี้เห็นด้วย แต่ผมอยากจะให้เพิ่มคำว่า ครูและผู้บริหารสถานศึกษา เพราะอะไรครับ เพราะว่าคำว่า ผู้บริหารสถานศึกษาในมาตรา ๔ ได้นิยามแยกออกจากครูต่างหาก เพราะฉะนั้นก็อยากจะให้เพิ่มคำว่า ผู้บริหาร เข้าไปด้วย มาตรา ๘ เป็นการจัดการศึกษา สำหรับผู้พิการและคนลักษณะพิเศษตามที่ท่านมณเฑียรได้พูดนะครับ ส่วน (๙) ผมเห็นด้วย กับท่านขจิตร ก็คือตัดทั้งหมด เพราะเพื่อป้องกันมิให้มีการใช้อำนาจในการยุบรวมโรงเรียน ที่จริงได้พูดเรื่องนี้บ่อยครับ ถ้าท่านจะยุบโรงเรียนขนาดเล็กตอนที่ท่านมีอำนาจตามคำสั่ง คสช. น่าจะประกาศยุบตั้งแต่ ตอนนั้นจะไม่มีปัญหาเลยครับ (๑๐) ก็คือเรื่องการเลื่อนวิทยฐานะหรือเลื่อนตำแหน่งของครู ให้พิจารณาจากการปฏิบัติงานเพื่อสะท้อนพัฒนาการและผลสัมฤทธิ์ตามวัตถุประสงค์ ในมาตรา ๖ และเป้าหมายตามมาตรา ๘ ท่านประธาน ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ถ้าท่านเปิด ย้อนกลับไปดูที่มาตรา ๘ ที่ผ่านมติที่ประชุมไปครับ ผมว่าครูทั้งประเทศไทยไม่รู้จะมีกี่คน ที่สามารถทำตามเป้าหมายในมาตรา ๘ ได้ เป็นความลำบากครับ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นก็ยังดี ที่ท่านได้เขียนไว้ว่าให้เอาจากผลการปฏิบัติงานของครูมาเป็นการเลื่อนวิทยฐานะ ที่ผมอยากจะให้เพิ่มครับ ให้เพิ่มคำว่า ครูและผู้บริหารสถานศึกษา ทำไมต้องมี และผู้บริหาร สถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาก็มีวิทยฐานะ หรือท่านจะตัดวิทยฐานะผู้บริหารสถานศึกษา ไม่ให้เขาใช่ไหมครับ แล้วถ้าจะให้ผู้บริหารสถานศึกษาได้รับวิทยฐานะก็ต้องเขียนไว้ว่าก็ต้อง มาจากผลการปฏิบัติงานตามมาตรา ๘ เช่นกัน ดังนั้นผมจึงขอเพิ่มว่าการเลื่อนวิทยฐานะ หรือเลื่อนตำแหน่งของครูและผู้บริหารสถานศึกษาให้พิจารณาจากผลการปฏิบัติงาน ที่สะท้อนพัฒนาการและผลสัมฤทธิ์ตามวัตถุประสงค์ในมาตรา ๖ และเป้าหมายตามมาตรา ๘ และความสามารถในความเป็นครูหรือผู้บริหารสถานศึกษา เพราะฉะนั้นถ้าครูหรือผู้บริหาร สถานศึกษาจะได้เลื่อนวิทยฐานะก็เห็นด้วยในการที่จะให้มาจากผลงาน ดังนั้นจึงขอเพิ่มคำว่า ผู้บริหารสถานศึกษา ด้วย ส่วนใน (๑๑) ต้องมีการป้องกันมิให้หน่วยงานของรัฐสั่งการ หรือมอบหมายกิจกรรมหรือโครงการใด ๆ อันจะทำให้ครูไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่หลักได้ อันนี้เห็นด้วยครับ คราวนี้ผมเรียนถามว่าการที่ไม่ให้ครูไปปฏิบัติหน้าที่อื่น คนที่มีอำนาจ สั่งการคือผู้บริหารโรงเรียน แต่ส่วนใหญ่แล้วผู้บริหารโรงเรียนจะเป็นผู้กำหนดว่าถ้ามี หนังสือมาขอ หนังสือจากผู้บังคับบัญชาระดับสูงสั่งการให้ไปดำเนินการเรื่องนั้นเรื่องนี้ ถ้าไม่สนองนโยบายผู้บริหารก็ผิด ดังนั้นในวรรคท้ายที่เขียนไว้ว่าหน่วยงานใดไม่ปฏิบัติตาม มาตรการ (๑๑) ให้ถือว่าหัวหน้าหน่วยงานดังกล่าวละเว้นหรือจงใจไม่ปฏิบัติตาม พระราชบัญญัตินี้ให้ถือว่าเป็นความผิดวินัยด้วย อันนี้เห็นด้วยครับ แต่ถามว่าวินัยตัวนี้ วินัยร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรง จริง ๆ แล้วควรจะเขียนไว้ว่าวินัยร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรง เพราะว่าถ้าหัวหน้าสถานศึกษาหรือว่าผู้บังคับบัญชาระดับสูงขึ้นไปใช้อำนาจในการมาบังคับ หรือสั่งการให้ครูไปปฏิบัติหน้าที่อื่นซึ่งไม่ใช่หน้าที่สอนจะต้องผิดวินัย วินัยระดับไหน น่าจะเพิ่มเติมครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญครูออน กาจกระโทก และตามด้วยรองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ แล้วก็ตามด้วยท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม เชิญครูออนก่อนครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม ครูออน กาจกระโทก สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในฐานะ ครูบ้านนอกและครูโรงเรียนขนาดเล็ก ท่านประธานครับ ในมาตรา ๑๔ ผมจะขออภิปราย วงเล็บเดียวคือ (๙) แล้วจะขอตัดด้วยครับ เหมือนท่านดะนัย เหมือนท่านขจิตร ขอเอ่ยนามท่าน ในมาตรานี้ไปเขียนว่ากรณีที่ไม่สามารถจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพได้ เพราะ ๑. ชุมชนหรือตำบลมีจำนวนประชากรลดลง ปัจจุบันนี้ปีที่ผ่านมาประชากรตายไป ๖๐๐,๐๐๐ เกิดมา ๕๐๐,๐๐๐ ลดลงแน่นอนครับ ๒. มีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างพื้นฐานที่มีผลกระทบต่อการจัดการศึกษา เช่น ถนน ๔ เลน (Lane) ตัดผ่าน นักเรียนข้ามถนนยาก มีการสร้างทางรถไฟอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐาน และ ๓. เหตุสมควรอื่น แล้วบอกว่าจะรวมสถานศึกษาของรัฐ เข้าด้วยกันเพื่อให้เป็นสถานศึกษาที่ดี มีระบบบริหารที่เหมาะสมและมีคุณภาพ การเขียน เช่นนี้เป็นการเขียนเพื่อเปิดโอกาสให้มีการยุบหรือควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก เป็นการเขียน ที่วางแผนอย่างลุ่มลึกที่เป็นเหมือนฆาตกรที่ฆ่าประชาชน ฆ่าเด็กอย่างเลือดเย็น ทำไมผมพูด อย่างนี้ มีการวางแผนอย่างไร ตอนนี้นโยบายก็คือถ้าโรงเรียนขนาดเล็กมีนักเรียนต่ำกว่า ๑๒๐ คน จะไม่คืนตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาให้กับโรงเรียนนั้นเมื่อผู้บริหารเกษียณอายุ ๒. ไม่คืนครู นักเรียนที่ต่ำกว่า ๑๒๐ คน ไม่คืนตำแหน่งครูที่เกษียณ ไม่คืนตำแหน่งภารโรง ไม่คืนตำแหน่งธุรการ เมื่อโรงเรียนไม่มี ผอ. โรงเรียน ไม่มีครู ไม่มีภารโรง ไม่มีธุรการ สุดท้าย ประชาชนก็ต้องย้ายลูกครับ ประชาชนต้องย้ายลูกไปโรงเรียนข้าง ๆ หรือโรงเรียนในเมือง ก็เข้าทางครับ เข้าทางของนโยบายที่รัฐวางแผนไว้ เพื่อจะควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ท่านรู้ไหมว่าชุมชนเดี๋ยวนี้มีเด็ก ๘๐ คน ๑๐๐ คน ไม่ใช่น้อยเลย ถ้าเด็ก ๕ คน ๑๐ คน หลาย ๆ คนอาจจะบอกว่าสมเหตุสมผล แต่โรงเรียนนี้มีเด็ก ๖๐ คน ๗๐ คน เป็นร้อยคน ท่านยังคิดจะไปยุบเขา แล้วก็ตัดครู ตัด ผอ. โรงเรียน นี่ผมถึงบอกว่าเป็นการฆ่าเด็ก อย่างเลือดเย็น สุดท้ายผู้ปกครองย้ายลูกไป โรงเรียนนั้นก็ถูกยุบไปโดยปริยาย น่าสงสาร ชุมชนครับ ท่านรู้ไหมว่าเสาทุกต้น พื้นดินที่สร้างโรงเรียนทุกตารางนิ้ว ไม้ทุกแผ่น สังกะสี ทุกแผ่นมันมาจากหยาดเหงื่อแรงงานของประชาชนทั้งนั้นเลย ท่านอยู่ตึกท่านไม่รู้ ความลำบากของคนที่อยู่กระท่อมหรอกครับ ท่านคิดอย่างเดียวว่าจะยุบเขาให้มีคุณภาพ ผมว่าคิดผิด ผมถึงบอกว่าไม่เห็นด้วยกับการเขียนในอนุนี้ใน (๙) เป็นเหมือนฆาตกร ที่ไปฆ่าประชาชน ฆ่าเด็ก ถ้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการใครก็แล้วแต่ ถ้าบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กอย่างมีคุณภาพไม่ได้ก็ไม่ต้องมาเป็นครับ ฉะนั้นในการ เขียนพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ในมาตรา ๑๔ (๙) นี้ ผมจึงไม่เห็นด้วย ผมขอตัดทั้ง (๙) เลยครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไป เชิญรองศาสตราจารย์สุรวาทครับ🔗
เรียนท่านประธาน ที่ประชุมรัฐสภาที่เคารพ ผม สุรวาท ทองบุ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออภิปรายการสงวนความเห็นไว้ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย จริง ๆ แล้วที่เราพูดถึงว่าพระราชบัญญัตินี้มีข้อดีไม่น้อยหนึ่งในนั้นคือข้อนี้ มาตรา ๑๔ นี้ ชื่อเรื่องอะไรทั้งหลาย ประเด็นทั้งหลายดีมาก ๆ แต่จับตรงไหนมีปัญหาทุกที่ซึ่งน่าเสียดายมาก ที่เราไม่พยายามที่จะปรับปรุงแก้ไขให้มันสมบูรณ์ แล้วก็ให้มันเป็นฉันทานุมัติ อาศัยการมีส่วนร่วม ร่วมคิด ร่วมฟัง ร่วมแก้ไข ไม่ยืนกราน ท่านประธานครับ มาตรา ๑๔ รวมทั้งหมดทั้งพระราชบัญญัตินี้จึงต้องเหนื่อยหน่อยเพราะว่า หยิบตรงไหนจับตรงไหนมีปัญหาทุกที่ ทุกมาตรา ทุกอนุ มันพูดแทบจะไม่หมด ผมเห็นด้วย กับแทบทุกท่านตรงอนุนั้น อนุนี้ แต่ว่าเวลามันน้อยเหลือเกิน มาตรา ๑๔ ถ้าจะทำ กฎหมายใหม่ร่างใหม่ของรัฐบาลหน้าก็อย่าลืมเอามาตรานี้ไปแล้วก็ปรับปรุงแก้ไขเสีย (๑) นี่ดีมากใช้ชื่อให้มีความเป็นอิสระในสถานศึกษา จะอิสระได้ด้วยตัวหนังสือนี้ไม่ใช่ครับ มันเกี่ยวโยงกับมาตราอื่น ๆ เยอะแยะไปหมด วันนี้หน่วยงานต่าง ๆ ยังมีเป็นโขยง ตั้งแต่ สำนักปลัด ก.ค.ศ. สพฐ. คุรุสภา เขตพื้นที่ศึกษาธิการจังหวัด ศึกษาธิการภาคยังอยู่ ทั้งหมดเลย จะอิสระได้อย่างไร คนเหล่านี้ทำงานโดยอาศัยโรงเรียนเป็นฐานทั้งนั้น ไม่มีทาง จะอิสระได้ (๒) ก็เป็นเรื่องปกติผมไม่ได้แก้ไขอะไร (๓) (๔) (๕) (๖) (๙) ที่ผมแก้ไข ผมอยากให้ข้อสังเกต ให้ข้อคิดว่าประเทศนี้มันเกิดอะไรขึ้นเหมือนกับหลายท่านพยายาม ถามว่ามันยากจนข้นแค้นขนาดไหนวันนี้ เรายังเห็นการทำอะไรต่ออะไรที่ฟุ่มเฟือย ที่อลังการ มากมาย แต่เรามาขี้เหนียว ขี้ตระหนี่อย่างหนักหน่วงเลยในมาตรานี้ ท่านดู (๔) ต้องจัด ผู้ปฏิบัติหน้าที่ วันนี้ธุรการคนหนึ่งต้องทำงานหลาย ๆ ที่อย่างนี้ใช่ไหม ขนาดยังไม่มีกฎหมาย วันนี้มาเขียนกฎหมายว่าผู้ปฏิบัติหน้าที่ในการสนับสนุนอะไรทั้งหลาย หากมีความจำเป็น ก็ให้ใช้ร่วมกัน อะไรกันนักหนา ยากจนข้นแค้นขนาดนั้น เป็นประเทศที่หลังสงครามโลก ชนิดที่ต้องฟื้นฟูประเทศ ไม่มีเงินมีทองขนาดนั้น (๖) อันนี้ก็เหมือนกันครับ (๖) เปิดโอกาส ให้ใช้ทรัพยากรร่วมกัน จะทำอย่างไร เราเห็นแล้วคือเอาธุรการคนหนึ่งทำงาน ๒-๓ โรงเรียน ๔-๕ โรงเรียน ไม่ต้องเขียนตรงนี้ แต่ในการบริหารจัดการก็ยังสามารถทำได้ หนักหน่วงที่สุด ก็คือ (๙) เปิดทางจงใจไม่ได้ใช้ความพยายามที่จะดูแลโอบอุ้มเขา คนในชนบท คนบ้านนอก อย่างพวกผมที่ผมเกิดมาในบ้านนอก ต้นทุนมันสูงมาก ๆ ต้นทุนสูงมากจริง ๆ เจ็บไข้ได้ป่วย จะไปหาหมอ ถ้าคนในเมืองสมัยก่อนนั่งสามล้อ ๒ บาทก็ถึงโรงพยาบาล แต่คนที่อยู่บ้านนอก ต้องเช่าเหมารถ รถก็ไม่รู้มีกี่คัน มีไม่กี่คัน วันนี้เขาต้นทุนสูงมาก ๗๐-๘๐ กิโลเมตร ความพยายามของรัฐบาล ๘ ปีนี้ไม่ได้ใช้ความพยายามอย่างที่ท่าน ขออนุญาตเอ่ยนาม ไม่เสียหาย ท่านออนพูดเป็นความจริงทุกประการ ไม่ได้ใช้ความพยายาม ไม่ได้ใช้ความทุ่มเท ในการที่จะดูแลโอบรับคนที่อยู่ ลูกหลานคนไทยเขาอยู่แค่นั้น จำเป็นต้องให้เขาต้องเดินทาง ไปรวมที่ไหนเข้าในเมือง ต้นทุนชีวิตที่จะเรียนหนังสือ คนในเมืองเดินไปไม่กี่เมตรก็ถึง โรงเรียน แต่คนบ้านนอกต้องนั่งหลังคารถสองแถว วันนี้ดีหน่อยยัดในรถตู้คันหนึ่ง ๒๐-๓๐ คน ต้นทุนทำไมสูงจัง เพราะเหตุนี้มาตรา ๑๔ เป็นหลักการที่จะเขียนให้ดี แต่ว่าไส้ข้างใน มันโหดร้ายทารุณ แล้วมันไม่เห็นอกเห็นใจ มาตรา ๙ ยากดีมีจนแค่ไหน เขาเกิด เขาผิดอะไร ที่ไปเกิดในที่ที่คนไม่เกิด แทนที่เราจะผลักให้คนในเมืองออกไปอยู่ข้างนอก ผลักให้คนอยู่ในที่ แออัด ปัญหาซับซ้อนไปอยู่ในที่โล่ง กลายเป็นจ้องจะยุบ จะควบ จะรวม จะใช้ร่วมกัน มันน่าหดหู่จริง ๆ มาตรา ๑๔ เราจึง อยากให้ถอนร่างนี้ออกไป มันดีจริง ๆ หลายที่ที่กำลังจะพูดต่อไปนี้ แล้วผมก็ต้องเหนื่อย ทุกมาตรา มาตรา มันยังมีอีกเยอะผมไม่ได้พูดทุกมาตรา ทุกอนุ เวลามันน้อย อย่างที่ว่า ถ้าเราถอนออกไปแล้วก็ไปแก้ไข ไปอาศัยการมีส่วนร่วม ฉันทามติไม่มีประเด็นขัดแย้ง มันจะสวยหรูเลยครับ มันตั้งต้นมาดีมาก ๆ เลยหลายมาตรา ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเรียนเชิญท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย สมาชิกรัฐสภา กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้ขอสงวนคำแปรญัตติไว้ในมาตรา ๑๔ (๔) ในกรณี ที่สถานศึกษาที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงกันมีผู้ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวร่วมกันทั้งหมดหรือบางส่วน และอีกกรณีหนึ่งในกรณีที่ผู้บริหารการศึกษาหรือบุคลากรทางการศึกษาที่ให้ใช้ร่วมกันนั้น ต้องเรียนด้วยความเคารพว่าความเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้สถานศึกษาที่อยู่ ใกล้กันมันเป็นไปได้ยาก ยกตัวอย่างเช่นที่ห้องน้ำของแต่ละโรงเรียนถ้ามีปัญหาจะไปใช้ ร่วมกันอย่างไร ผมก็งงเหมือนกัน ท่านประธานครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลากร ทางการศึกษาเช่นโรงเรียนใกล้เคียงขาดบุคลากรสาขาคณิตศาสตร์ แต่ปรากฏอีกโรงเรียนหนึ่ง มีแต่อาจารย์ทางภาษาไทย ถามว่าจะฝากกันได้อย่างไร จะถ่ายโอนกันได้อย่างไร จะแลกเปลี่ยนกันได้อย่างไร ถามว่าทำไมรัฐบาลมีงบประมาณไปกู้หนี้ยืมสินเขามา เขาเรียกหนี้สาธารณะ ๑๐ ล้านล้านบาท หนี้ครัวเรือนอีก ๑๔ ล้านล้านบาท สถานที่ต่าง ๆ ทำไมไม่ให้ความสมบูรณ์ ควรจะมีทุกสถานที่อย่างสมบูรณ์ โรงเรียนหลายโรงเรียน เช่น จังหวัดลพบุรี อำเภอโคกสำโรง ยกตัวอย่างง่าย ๆ โรงเรียนดี ๆ กลับไปยุบโรงเรียนเขา ถามว่าจะยุบไปทำไมละ ทรัพย์สินของทางราชการก็ไม่ให้คนอื่นใช้ กลายเป็นปลวกกินหมด นี่คือการบริหารงานที่ผิดพลาด เพราะฉะนั้นพระราชบัญญัติดังกล่าวนี้ควรจะเขียนให้ชัดเจนว่าให้มีความพร้อม การศึกษา เป็นทรัพยากรของชาติ ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ถ้าขาดการศึกษามีความพร้อม บุคลากรขาด นักศึกษา นักเรียนขาดองค์ความรู้ จะไปสร้างประเทศชาติได้อย่างไร อย่างเห็น ตัวอย่างผมพูดบ่อยหลายครั้ง ผู้บริหารประเทศถ้าคิดอย่างนี้จะเอาบทกลอนไหนดี ๆ มาบริหารประเทศ เหมือนผมพูดไปเมื่อสักครู่นี้เรื่องวินัย การเสียสละ การซื่อสัตย์สุจริต ก็ปรากฏว่าไม่เขียนเลย ขั้นสูง ๆ มาคืออาชีวะก็ดีหรืออุดมศึกษาก็ดีไม่ได้เขียน ปรากฏว่า เรียนไม่ได้คิดถึงเลย คิดอย่างเดียวถ้าไม่ถูกใจเดี๋ยวยึดอำนาจ สร้างบุคลากรเป็นแบบนี้หรือ ผมอยากเห็นการศึกษาที่มีคุณภาพตั้งแต่ต้นจนสิ้นชีวิต เขาเรียกก่อนสิ้นชีวิต การเรียน อย่างต่อเนื่องอย่างเชื่อมโยง แน่นอนการศึกษาไม่ต้องบอกว่าอายุ วรรณะหรือจะเกิดมา เมื่อไรก็ตาม จะแก่อย่างไรก็ตาม มีสิทธิเข้าไปเรียนหมด การศึกษานั้นไม่ได้แบ่งบอกว่า วัยไหน วันนี้ต้องมีความพร้อมการศึกษา ผมอยากเห็นพระราชบัญญัติดังกล่าวนี้ซึ่งมีคุณครู สถาบัน องค์กร มาเรียกร้องมายื่นหนังสือกับผมเยอะแยะมากเลยครับท่านประธาน ไม่เห็นด้วย อยากแก้ไข อยากปรับปรุง ถ้าเราจะถอยมาสักก้าวหนึ่งและไปปรับปรุง และไปแก้ไขมาแล้วก็ทีเดียวให้จบ แน่นอนความคิดหลากหลาย แน่นอนเหรียญมีสองด้าน ความคิดอาจจะแตกต่างกัน แต่ถ้ามีส่วนร่วมมันก็เดินไปด้วยกันได้ ดังนั้นด้วยความเคารพ ท่านประธาน อยากเห็นคณะกรรมาธิการซึ่งผมก็เป็นกรรมาธิการด้วย ผมเห็นด้วยว่าควรจะ ทบทวนให้ดี อย่างไรก็ตามผมบอกท่านประธานล่วงหน้าเลยอย่างไรเดี๋ยวก็ปิดประชุมแล้ว จะปิดแบบไหนละ แสดงว่าสมาชิกรัฐสภาเขาไม่เห็นด้วย ดูสิครับในห้องประชุมมีกี่คน มองซ้ายมองขวาแต่ผมไม่อยากนับองค์ประชุม แต่ผมอยากให้ประธานใช้ดุลยพินิจ วิจารณญาณ และให้กรรมาธิการทำไมกี่ครั้งแล้วถึงเวลานี้อีกกี่สิบมาตรา เพิ่งมา ๑๔ มาตรา แล้วมันจะจบไหมในสมัยนี้ ถ้าอยากจะจบถอยมาก้าวหนึ่งปรับปรุงใหม่ สิ่งใดที่คนส่วนใหญ่ ยังไม่เห็นด้วยแก้ไข เปิดโอกาสให้คุณครูหรือคณาจารย์ช่วยมาคิด แชร์ความคิดกัน ผมคิดว่า มันน่าจะเกิดประโยชน์สูงสุด แน่นอนชนชั้นใดเมื่อมีโอกาสออกกฎหมายจะออกกฎหมาย เพื่อชนชั้นนั้น แต่ครูส่วนใหญ่ทั้งประเทศไม่มีโอกาสมาเขียน ก็มีแต่สมาชิกรัฐสภา อาจจะ แตกต่างกัน สมาชิกบางท่านก็ไม่เคยสัมผัสในข้อเท็จจริง คิดตามหลักทฤษฎีของตัวเอง ที่ไปเรียนมา แต่มันไม่เป็นสากลครับ มันจะต้องพัฒนาไปให้มันสมบูรณ์แบบ ผมเชื่อว่า พระราชบัญญัติฉบับนี้นั้นจะเป็นฉบับที่สมบูรณ์ หลายสิบปีแล้วไม่มีโอกาสแก้ แต่สมัยนี้ ได้มีโอกาสแก้ไขเปลี่ยนแปลงก็อยากจะให้แก้ไขให้สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อประโยชน์ กับประชาชนและคนไทยทั้งประเทศครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา มาตรานี้จะมาตั้งคำถามครับ ไม่ได้แปรญัตติ แล้วก็เป็นไปด้วยหลักการของท่านประธานว่าอะไรที่ถูกแก้ก็คือคำถาม ในมาตรา ๑๔ เอาที่เริ่มแก้เลยใน (๕) มีการแก้ไขแล้วเติมคำว่า นักเรียน ผู้ปกครอง บุคลากร ในสถานการศึกษา คณะกรรมการสถานการศึกษา วงเล็บนี้วงเล็บเดียว ในวงเล็บนี้ผมจะมี ทั้ง (๘) และ (๙) อีก แต่ผมจะอภิปรายวงเล็บนี้ ใคร ๆ ก็บอกว่ามาตรา ๑๔ เป็นหัวใจหลัก ผมชอบตำหนิติเตียนคนที่ร่างกฎหมาย ถ้ากลับไปดูรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ จ การศึกษา ท่านประธานอ่านเต็ม ๆ นะครับ (๓) ให้มีกลไกและระบบ แต่ในหลักการที่เขียนมันไม่ติดกัน การผลิต คัดกรองและพัฒนา มีอยู่ ๓ อย่าง ผู้ประกอบวิชาชีพครูและอาจารย์ ให้ได้ผู้มี จิตวิญญาณและความเป็นครู มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง ได้รับค่าตอบแทน ที่เหมาะสมในความสามารถและมีประสิทธิภาพในการสอน รวมถึงมีกลไกระบอบคุณธรรม และการบริหารงานบุคลากรในผู้ประกอบวิชาชีพ ท่านประธานครับ ใน (๓) ของรัฐธรรมนูญ ที่เขียนไว้ แล้วจึงมีแถมคำอธิบายในรัฐธรรมนูญ คำอธิบายในรัฐธรรมนูญเขียนไว้ในไหนครับ เขียนไว้ในคำอธิบายในหน้า ๔๗๐ ของหนังสือเล่มหนา ๆ ใน (๒) ว่าวัตถุประสงค์ของ การปฏิรูปด้านการศึกษา เพื่อให้มีการปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรมและเกิดผลสัมฤทธิ์ตามที่ บทบัญญัติในมาตรา ๕๔ ที่ผมพูดเมื่อสักครู่นี้ของรัฐธรรมนูญ โดยกำหนดให้มีการจัดตั้ง กองทุนนี่โอเค (OK) เดี๋ยวว่ากัน และการพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพครูและอาจารย์ ขีดเส้นใต้ ให้มีประสิทธิภาพ นี่คำอธิบายก็เขียนไว้ครับ แต่รัฐบาลตัดคำนี้ออก ตัดจริง ๆ ท่านไปเปิด หน้าแรกเลยหลักการ ในหลักการบรรทัดที่ ๑๖ หลักการและเหตุผล ตกคำว่า และอาจารย์ คือเจตนาตัดคำที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้ไม่เอามาใช้ ผมถึงถามทุกมาตราว่าทำไมรัฐบาลถึง ไม่ทำตามรัฐธรรมนูญ อาจารย์อยู่ตรงไหน อาจารย์มีอยู่ในหมวด ๓ ท่านประธานไปดู ในหมวด ๓ มีแค่ในมาตรา ๓๒ มาตรา ๓๘ มาตรา ๓๙ แต่ไม่เกี่ยวข้องเลย ไปดูสิว่า ในหมวด ๓ มาตรา ๓๒ พูดถึงอะไร หน้าที่ มาตรา ๓๘ พูดถึงกลไก หายไปครับ มีแค่นิยาม ที่เพิ่มเติมลงไปในหมวด ๓ ที่เขียนใช้คำว่า ผู้ประกอบวิชาชีพ อาจารย์และผู้บริหารการศึกษา เห็น ๓ คน มี ๓ กลุ่ม อาจารย์มีใส่ แต่มีแค่ ๓ มาตรา ในมาตรา ๓๘ มีกล่าวถึงมีแค่คัดกรอง แต่กลไกระบบการผลิตไม่มี มีแค่หลัง ๆ บลา บลา (Blah Blah) ไม่ใช่กลไกการผลิตครับ ท่านเข้าใจไหมว่ากลไกและระบบการผลิตอาจารย์อยู่ตรงไหนในกฎหมายฉบับนี้ ถามครับ เพราะคำว่าอาจารย์มีแค่ ๓ มาตราเท่านั้นเอง เป็นคำถามครับ ทำถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ที่เขียนไว้ในเรื่องปฏิรูปการศึกษาหรือไม่🔗
ต่อไปเชิญ นางสาวสุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา แล้วก็ นางอนุรักษ์ บุญศล เชิญท่านสุทธวรรณครับ🔗
เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจังหวัดนครปฐม พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อเดือนกันยายน ๒๕๖๔ ดิฉันได้อภิปรายร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติในวาระแรก ในตอนนั้นร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็มี เสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งจากครูและนักเรียนมากพอสมควร จนถึงตอนนี้ในวาระสองก็ยังมีเสียง วิพากษ์วิจารณ์อยู่ จะเห็นได้ว่ากรรมาธิการไม่ได้มีการแก้ไขให้ถูกจุดเท่าที่ควร ในมาตรา ๑๔ อย่างที่คุณพริษฐ์และคุณกุลธิดาได้สงวนความเห็นไว้ อย่างเช่นใน (๓) เรื่อง แนวทางในการ จัดกระบวนการเรียนรู้ต้องสอดคล้องกับธรรมชาติการเรียนรู้ของผู้เรียนและศักยภาพ ที่ไม่เท่ากันของผู้เรียนตรงส่วนนี้ก็ถูกต้องค่ะ แต่ยังมีอย่างอื่นนอกจากนั้นอีก สิ่งสำคัญ ที่ควรระบุลงไปด้วยให้ชัดเจนนั่นก็คือเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษา สถานศึกษา เป็นส่วนสำคัญมากเพราะว่านักเรียนจะต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นเป็นระยะเวลานาน ในส่วนนี้ โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยทั้งทางร่างกายและจิตใจ จิตใจสำคัญมากต้องมีการเคารพ และคุ้มครองสิทธิของนักเรียน ครูแล้วก็บุคลากรทุกคนในสถานศึกษาด้วย ในปัจจุบันนี้ โรงเรียนหลายแห่งก็ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กเลย เมื่อสักครู่คุณกุลธิดา กรรมาธิการ ได้ยกตัวอย่างมา ๓ กรณี ดิฉันจะขอยกตัวอย่างเพิ่มเติม เมื่อ ๒ เดือนที่แล้ว คุณต่าย อรนุช ผลภิญโญ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. พรรคก้าวไกล จังหวัดชัยภูมิ ได้ออกมาเปิดเผยถึงเรื่องราวของ นักเรียนผู้มีความหลากหลายทางเพศในจังหวัดชัยภูมิ ซึ่งถูกครูจับตัดผมทำให้นักเรียน คนดังกล่าวอับอายเพราะถูกเพื่อนบูลลี (Bully) เมื่อถูกล้อเลียนมาก ๆ เขาก็ตัดสินใจจบชีวิต ตนเอง หลังจากนั้นมีแชต (Chat) หลุดของครูในสถานศึกษาออกมาด้วยบอกว่าถ้าตาย เพราะเรื่องแค่นี้ก็สมควรตาย จะเห็นได้ว่าโรงเรียนไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กเลย ไม่ว่า จะเป็นตอนที่มีชีวิตอยู่หรือแม้ตอนที่ตายไปแล้ว ในปี ๒๕๖๕ มีเรื่องความรุนแรงในโรงเรียน ปรากฏให้เห็นอยู่หลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของครูที่กาฬสินธุ์ข่มขืนนักเรียน ครูที่หนองคาย ตบและฟันศอกใส่นักเรียน ครูที่ชลบุรีตบเด็กกลางห้องเพราะว่าเขาจำเลข ๑๓ หลัก ที่ใช้ล็อกอิน (Login) เข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่ได้ ครูใน กทม. ถีบและตบหัวเด็กที่เล่นบอล ในห้องเรียน สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงไม่กี่ตัวอย่างที่เกิดขึ้นในปีที่แล้วทั้งสิ้น แล้วเมื่อเช้านี้เอง ดิฉันก็เพิ่งเห็นข่าวมีนักเรียนในจังหวัดนราธิวาสที่ถูกครูลงโทษให้ลุกนั่ง ๓๐๐ ครั้ง จนต้องส่ง โรงพยาบาลเพราะว่าเดินไม่ได้แล้วก็ตับไตทำงานไม่ปกติ ปัสสาวะไม่ได้ นี่เป็นเหตุผลว่าทำไม ต้องระบุเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษาและเรื่องการเคารพคุ้มครองสิทธิให้ชัด ไม่ใช่ระบุ แค่การจัดการกระบวนการการเรียนรู้หรือการบริหารจัดการสถานศึกษาเท่านั้น และเมื่อมี การละเมิดสิทธิเกิดขึ้นเมื่อไรครูต้องถูกพักใบประกอบวิชาชีพทันที ไม่ใช่แค่ให้ย้ายไปอยู่ที่อื่น แล้วอย่างใน (๔) ก็ควรระบุให้ชัดเจนเพิ่มเติมด้วยว่าในแต่ละสถานศึกษาต้องจัดให้มีผู้ปฏิบัติ หน้าที่ในการดูแลสุขภาพและสวัสดิภาพของผู้เรียนทั้งทางร่างกายและจิตใจ มีอีกกรณี ที่เกิดขึ้นในปีที่แล้วเช่นกัน เป็นนักเรียนมัธยมต้นในจังหวัดพัทลุงที่ตัดสินใจจบชีวิตตนเองลง ในช่วงที่กำลังจะเปิดเทอม เพื่อนตั้งข้อสังเกตว่าเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม รวมทั้งมีปัญหา ครอบครัวและถูกคำพูดที่บั่นทอนจิตใจจากครูซ้ำเติม สิ่งที่เกิดขึ้นนอกจากสะท้อนให้เห็นถึง ปัญหาของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาแล้ว ยังสะท้อนปัญหาสภาวะภายในโรงเรียนด้วย เนื่องจากไม่มีกลไกช่วยเหลือรับฟังปัญหาของเด็ก ๆ ที่ดีพอ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอำนาจนิยมในโรงเรียน ปัญหาการกล้อนผม เฆี่ยนตี ด่าทอ การใช้คำพูด บั่นทอนจิตใจหรือแม้แต่การบูลลี (Bully) กันในโรงเรียน เรื่องเหล่านี้สามารถกระทบจิตใจ และนำไปสู่เหตุการณ์ที่ทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น ดังนั้นโรงเรียนต้องดูแลนักเรียน ทางด้านจิตใจด้วย อย่างเช่น ให้ทุกโรงเรียนในเบื้องต้นมีนักจิตวิทยาเด็กและวัยรุ่นที่สามารถ พูดคุยหาทางออกให้กับนักเรียนที่มีปัญหาได้ แล้วควรพัฒนาทักษะของครูให้มีความรู้ เบื้องต้นเรื่องสุขภาพจิตด้วย เด็กต้องมีที่ปรึกษาที่สามารถปรึกษาได้ทุกเรื่องได้จริง แล้วก็ ไม่พูดจาซ้ำเติมบาดแผลและช่วยกันคิดหาทางแก้ไขปัญหา ยังมีอีกหลายอนุมาตราที่ควร แก้ไขเพิ่มเติมนะคะ แต่เนื่องจากมีเวลาจำกัดดิฉันจะขอยกตัวอย่างเพียงเท่านี้ก่อน แล้วขอยืนยันว่าที่กรรมาธิการเสียงข้างมากแก้ไขมายังไม่เพียงพอต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านอนุรักษ์ บุญศล เชิญครับ🔗
ท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย เขต ๔ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพคะ ถ้าสมมุติว่ามาตรานี้ผ่านไป ดิฉันตั้งคำถามว่าเรือจ้างจะคว้างลำหรือไม่ เพราะตั้งแต่ (๑) ให้ความเป็นอิสระในการบริหาร จัดการของสถานศึกษา ท่านประธานทราบไหมว่าโรงเรียนต้องบอกว่าโรงเรียนประจำอำเภอ ก็ยังมีความเหลื่อมล้ำในการจัดการศึกษาในสถานศึกษาเดียวกันแล้วอย่างไรหรือ ดิฉันจะ อภิปรายเพื่อที่จะให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศได้รับทราบอย่างนี้ค่ะ กราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพว่าในสถานศึกษาหนึ่ง ๆ เอาเฉพาะ ม. ๑ บางอำเภอ มีห้องเรียน ๑๕ ห้อง ห้อง ๑ ห้อง ๒ ห้อง ๓ ต้องจ่ายเงินค่าเทอม ใช้ชื่อภาษาอังกฤษหรู ๆ ค่าเทอมเกือบ ๒๐,๐๐๐ บาท ทีนี้ดิฉันถามว่าขณะที่เพื่อนตัวเองเรียนในห้องแอร์ (Air) แล้วมีชื่อหรูหราเป็นภาษาอังกฤษ พ่อแม่จ่ายเงินค่าเทอม ๒๐,๐๐๐ บาท แล้วห้องสักห้อง ๗ ลงไปถึงห้อง ๑๕ ร้อนมากในเดือนมีนาคมยังไม่ปิดเทอมอีสานร้อนถึง ๔๒ องศา แต่เพื่อนมองไปที่ห้องของเพื่อนแอร์ (Air) หมุนอย่างแรงเลย เพราะว่าครูปรับให้เย็นที่สุด ตามที่ผู้ปกครองจ่ายค่าเทอม (๑) ของมาตรา ๑๔ สมควรจะอยู่ในอนุมาตราหรือไม่ นี่ดิฉัน ตั้งคำถามค่ะ แล้วที่สมาชิกและกรรมาธิการพูดถึงมากที่สุดคือ (๙) สมมุติว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ผ่าน จะด้วยกลไกใด ๆ ก็ตาม ดิฉันไม่ได้ว่าพวกมากลากไปอะไร ไม่อาจจะกล่าวเช่นนั้นได้เพราะว่า ไม่สุภาพ ท่านประธานที่เคารพคะ ถ้าสมมุติว่าผ่านมีการควบรวม ดิฉันชื่นใจรถไฟญี่ปุ่นวิ่งวัน ละเที่ยวเพื่อรับส่งนักเรียนคนเดียวจนจบมัธยมปลาย ตั้งแต่ ม. ๑ จนถึง ม. ๖ หรือไม่ไม่ทราบ รถไฟญี่ปุ่นวิ่งมาจอดที่สถานีคายุชิราตากิ เกาะฮอกไกโด เพื่อส่งนักเรียนหญิงคนเดียวโดยไม่ปิด สถานีและขบวนรถไฟก็ยังรับส่งเด็กนักเรียนหญิงคนเดียวนี้ เมื่อทุกคน ในโลกนี้ทราบต่างโค้งหัวต่ำ ๆ ให้กับรัฐบาลญี่ปุ่น ถ้าสมมุติ (๙) ผ่าน ดิฉันอยากทราบว่ารถกระบะที่ออกจากชนบทโดยหลวงกระทรวง ศึกษาธิการ รัฐบาลจ่ายค่ารถให้นักเรียนตั้งแต่ ม. ๑ ถึง ม. ๖ หรือไม่ หรือปล่อยให้เขา ตามยถากรรม ไม่ต้องขบวนรถไฟหรอกค่ะ แค่รถสองแถวเก่า ๆ ท่านทำได้หรือไม่ เพื่อส่งเสริมให้บุตรหลานที่เกิดขึ้นมาเป็นสัญชาติไทย เชื้อชาติไทยได้เรียนหนังสือเพื่อที่จะ ประกอบสัมมาอาชีวะเลี้ยงตัวเองต่อไป ประกอบสัมมาอาชีพเลี้ยงตัวเองต่อไป จะมีโอกาส เป็นไปได้ไหม แล้วครูจะอยู่อย่างไรเมื่อควบรวม ดิฉันถามอีกครั้งหนึ่งว่ามาตรา ๑๔ เรือจ้าง จะคว้างลำตลอดชีวิตดอกหรือ ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นท่านสมเกียรติ ๒ ท่าน ท่านสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ ก่อนนะครับ แล้วตามด้วย ท่านสมเกียรติ ไชยวิสุทธิกุล เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ สมเกียรติ ถนอมสินธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตบางนา พระโขนงในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ วันนี้ผมก็ขอบคุณท่านประธานครับ ผมขออภิปรายร่างฉบับนี้ที่เป็นการศึกษาแห่งชาตินะครับ ในมาตรานี้ผมได้รับเอกสารชี้แจง จากทางท่าน ส.ว. มณเฑียร บุญตัน ซึ่งก็ได้เปิดดูรายละเอียดที่ได้สรุปมาเป็นอย่างดีครับ ก็มองเห็นถึงความตั้งใจของท่านที่ต้องการที่จะผลักดันมาตรา ๑๔ (๘) ที่เกี่ยวกับผู้ที่ต้องการ การสนับสนุนเป็นพิเศษหรือผู้พิการครับ ผมเห็นว่านอกเหนือจากที่ท่านได้เตรียมเอกสาร มาให้แล้วก็มีข้อมูลประกอบในคิวอาร์โคด (QR Code) นี้อีกหลายเรื่อง มองเห็นถึง ความตั้งใจในการทำการบ้านแล้วก็ที่จะผลักดันให้ผู้พิการมีสิทธิมากขึ้นใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ นอกจากที่ทางคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ได้มีการแก้ไขตรงนี้ไปแล้ว ซึ่งผมได้อ่าน รายละเอียดก็เป็นเนื้อหาที่ดูแล้วก็เหมือนจะดีขึ้น แต่ถ้าเทียบกับเนื้อหาของท่าน ส.ว. มณเฑียร บุญตัน แล้ว ผมเชื่อว่าท่านใส่ใจรายละเอียดมากกว่า เพราะท่านเองเปรียบเหมือน เป็นตัวแทนของกลุ่มคนในด้านนี้ที่ต้องการที่จะเพิ่มโอกาสแล้วก็ลดปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ในการศึกษาในด้านนี้ครับ ผมก็เลยอยากที่จะเชิญชวนสมาชิกรัฐสภาไม่ว่าจะเป็นทาง ส.ว. และ ส.ส. ก็อยากให้เห็นถึงความตั้งใจของท่านในหลาย ๆ การอภิปรายที่ผ่านมาผมก็เห็นว่า ท่านทำการบ้าน แล้วก็อภิปรายในทางที่ดีที่เกิดประโยชน์หลาย ๆ เรื่อง ในเรื่องนี้ผมเชื่อว่า หลาย ๆ คนก็เห็นถึงความตั้งใจที่ท่านได้ทำเอกสารแจก ผมนอกจากเห็นความตั้งใจแล้ว ผมมาพูดเพื่อที่จะขอให้ทางสมาชิกท่านอื่นยึดตามคำแปรญัตติของท่าน ส.ว. มณเฑียร บุญตัน อันนี้เป็นสิ่งที่ผมอยากอภิปรายในวันนี้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสมเกียรติ ไชยวิสุทธิกุล แล้วหลังจากนั้นเป็นท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม นะครับ เชิญท่านสมเกียรติก่อนครับ🔗
สวัสดีครับท่านประธาน เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายสมเกียรติ ไชยวิสุทธิกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมจะขออภิปรายในมาตรา ๑๔ (๙) ในร่างได้กล่าวถึงสถานศึกษาของรัฐที่มีนักเรียนลดลง แล้วให้เอามาควบรวมกับโรงเรียนที่มีศักยภาพที่ดีกว่า ท่านประธานครับ สถานศึกษาในภาครัฐยิ่งในระดับขั้นพื้นฐานมันไม่ใช่ธุรกิจที่จะมาคิด ควบรวมเพื่อให้ถึงจุดคุ้มทุนและหวังกำไร เมื่อมีการควบรวมเกิดขึ้นมันสะท้อนและ มันกระทบอะไร อย่างไรบ้าง ผมอยากจะสะท้อนปัญหาตรงนี้ฝากไปถึงท่านประธาน ผ่านไปถึงกรรมาธิการ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ....🔗
ประเด็นแรก เด็กที่เคยเรียนอยู่ในโรงเรียนที่ถูกยุบในหลาย ๆ โรงเรียน ในหลาย ๆ ครอบครัว ในหลาย ๆ คน เขาจะต้องเดินทางเท้า ๓-๔ กิโลเมตร บางครั้งก็ไป ทันบ้าง บางครั้งก็ไปไม่ทันบ้าง พอหลังจากโรงเรียนเขาถูกยุบ ควบรวมจากที่เขาเคยตื่น ๖ โมงเช้า เขาก็ต้องตื่นตี ๕ เพื่ออาบน้ำ แต่งตัว กินข้าว แล้วก็รีบจ้ำ ๆ เพื่อที่จะเดินทาง มาที่โรงเรียนเก่า เพื่อจะมานั่งรถโรงเรียนไปโรงเรียนใหม่ ขากลับเขาก็ต้องนั่งรถจากโรงเรียนใหม่ กลับมาที่โรงเรียนเก่า ระยะเวลาในการเดินทาง ๓๐ นาที ๔๕ นาที บางครั้งถึง ๑ ชั่วโมง พอมาถึงโรงเรียนเก่า พ่อแม่เด็กที่มียานพาหนะก็มารับลูกกลับไป แต่เด็กที่อยู่ในฐานะ ที่ครอบครัวอ่อนแอเขาก็ต้องเดินทางเท้ากลับไปมืดค่ำ แล้วในบางครั้งโรงเรียนมีกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นกีฬาสีหรืออาจจะต้องมีกิจกรรมต่างโรงเรียน ต่างอำเภอ แน่นอนครับ เขาต้องกลับบ้านมืดค่ำแล้วก็ต้องเดินทางเท้า แล้วความปลอดภัยในชีวิตตัวเขาละ เขาก็ต้อง มานั่งคิดพิจารณาว่าการจะไปร่วมกิจกรรมของโรงเรียนต้องเสี่ยงชีวิตเขาก็ต้องคิดว่าจะไป หรือไม่ไป นี่คือความต่างที่เขียนถึงความเหลื่อมล้ำ เขาผิดอะไรที่เขาเกิดมาที่นั่น ทำไมเขา ต้องใช้ต้นทุนของชีวิตสูงมากมาย จึงทำให้มีเด็กที่ต้องออกกลางคันทั่วประเทศเยอะมาก สุดท้าย อนาคตและชีวิตของเขาก็ไม่มีโอกาสที่จะลืมตาอ้าปาก เมื่อครั้นเขาโตขึ้นมามีครอบครัว ลูกเขาก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดอย่างที่เขาเป็น เราจะปล่อยให้เขาเป็นอย่างนี้หรือ🔗
ประเด็นที่ ๒ โรงเรียนที่มีศักยภาพที่รับเด็กนักเรียนจากโรงเรียนที่ถูกควบรวม ก็ให้มีการจัดรถบริการรับส่งเด็กนักเรียนอย่างที่ผมกล่าวไปเบื้องต้นเมื่อสักครู่นี้ ก็ประสบ ปัญหาอีกเมื่อ ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมามีเขตการศึกษาจากจังหวัดสกลนครมายื่นข้อร้องเรียนกับ พรรคผมคือพรรคก้าวไกล ซึ่งเพื่อนสมาชิกผม ดอกเตอร์สุรวาท ทองบุ เป็นผู้รับเรื่อง เนื้อหา บางตอนในนั้นบอกเอาไว้ว่าการที่ให้โรงเรียนสำรองค่าใช้จ่ายเรื่องค่ารถในการรับส่งนักเรียน ตั้งแต่เดือนมิถุนายนจนถึงเดือนกันยายนปี ๒๕๖๕ จนปัจจุบันนี้เดือนมกราคมแล้ว ยังเบิกเงินย้อนหลังไม่ได้เลย อย่างนี้ไปกระทบกับเด็กที่ถูกควบรวมไหม เขาต้องนั่งรถผัก ใช่ไหมครับ ต้องนั่งรถอีแต๋น อีโก่ง จากบ้านเขาไปโรงเรียนใหม่หรืออย่างไร นี่คือผลจากการ ควบรวม ฉะนั้นแล้วในมาตรา ๑๔ (๙) ผมอยากจะให้ฝากไปถึงกรรมาธิการว่าควรจะยกเลิก ทั้ง (๙) นี้ออกไปเลย เพราะนี่ขนาด พ.ร.บ. ยังไม่ผ่าน ยังมีการยุบ ควบรวมขนาดนี้ แล้วถ้า พ.ร.บ. นี้ผ่านไปยิ่งเป็นการชี้นำให้ผู้บริหารการศึกษาในแต่ละจังหวัดยุบ ควบรวม มากขึ้น ๆ แล้วก็มีผลกระทบต่อเด็กมากขึ้น ๆ ฉะนั้นถ้าหากว่าจะมีการยุบ ควบรวม ถ้าหากเกิดขึ้นจริง มีความจำเป็นจริง ๆ เอาไปเขียนไว้ในกฎหมายลูกดีไหม เอาไปเขียนไว้ ในกฎกระทรวงดีไหม หรือถ้าหากจำเป็นจะต้องมีการยุบ ควบรวมจริง ๆ ควรถามพ่อแม่ ผู้ปกครองเด็กเพื่อให้เขาได้แสดงความคิดเห็น เพื่อให้เขาได้มีส่วนร่วมเสียก่อนอย่างเต็มที่ จึงค่อยยุบดีกว่าไหมครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ฟังแล้วไม่น่าเชื่อเลยเดินทางไกลด้วยเท้าเปล่า ผมนึกถึงชีวิตของผม ๖๐ ปีที่แล้วมาที่จังหวัด พิษณุโลกผมต้องเดินเท้าเปล่ากลับบ้านตามทางรถไฟนะครับ วันดีคืนดีไฟไหม้โรงเรียน พวกเราก็ดีใจไปเลย แก้ง่วงนิดหนึ่งนะครับ ต่อไปเชิญท่านณัฐวุฒิ แล้วก็ท่านธีรัจชัย เชิญครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎร แบบบัญชี รายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทอง ผมขออนุญาตแก้ง่วงกับท่านประธานสักเล็กน้อย ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาที่ผมได้เตรียมอภิปรายครับ นั่นคือแค่ ๑ ตัวอย่าง ท่านประธานครับ โรงเรียนบ้านจะแก ตำบลไล่โว่ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ตัวโรงเรียนอยู่ใน ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรห่างจากองค์การบริหารส่วนตำบลไล่โว่ ๘๐ กิโลเมตร ห่างจากนะครับ อยู่ในป่าทุ่งใหญ่ ทั้งหมดไม่มีโรงเรียนมัธยมครับ ฉะนั้นเด็กที่อยู่ในโรงเรียนบ้านจะแก ตำบลไล่โว่ ถ้าอยากเรียนมัธยมต้องมานอนที่ อบต. หรือองค์การบริหารส่วนตำบล และ อบต. จัดรถไปเรียนที่สังขละบุรี ท่านทราบไหมว่า สตง. เรียกเงินคืนจากองค์การบริหาร ส่วนตำบลบอกนี่ไม่ใช่ภารกิจของ อบต. นั่นพอเพียงต่อการแก้ง่วงหรือไม่ครับ แล้วผม อยากจะเล่าเรื่องแบบนี้ได้อีกเป็นวัน ๆ ผมย้อนกลับมามาตรา ๑๔ ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพครับ นี่เป็นมาตราแรกที่ผมพูดใน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ผมอ่านน้อยกว่าคุณพ่อผมครับ คุณพ่อผมอ่านทั้งหมดมาตั้งแต่วาระที่ ๑ ๒ สัปดาห์ที่แล้ว ได้เอกสารไปจากสภาอ่านทั้งหมด ๑๑๐ มาตรา ในฐานะคนเคยเป็นกรรมการบริหารสมาคม ผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย ในฐานะคนเคยเป็นผู้อำนวยการสามัญจังหวัด ในฐานะคนเคยเป็นผู้ตรวจราชการเขตพื้นที่การศึกษา ท่านฝากมาเลยว่ามาตรา ๑๔ ไม่พูดไม่ได้ เพราะว่ามาตรา ๑๔ ทั้งหมด ๑๒ อนุมาตรา มีหลายเรื่องที่จำเป็นต้องตั้งคำถาม มีหลายเรื่องที่ท่านไม่ได้ใส่และควรจะต้องใส่ มีหลายเรื่องต้องควรค่าแก่การพิจารณา ผมยกตัวอย่างแค่บางประเด็นเช่นใน (๕) ในประเด็นเรื่องของการบริหารจัดการศึกษา แน่นอนท่านเขียนได้กว้างขึ้นในการใส่นักเรียน ผู้ปกครองและบุคลากรในสถานศึกษา รวมถึง คณะกรรมการสถานศึกษา แต่ท่านมีอีก ๑ มาตรา ที่ท่านยังไม่เคลียร์ (Clear) ว่าตกลง ผู้บริหารหรือคนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรจะเป็นหนึ่งในคณะกรรมการ สถานศึกษาหรือไม่ ท่านตัดพวกเขาไม่ได้ครับ ท่านตัดพวกเขาไม่ได้ อย่างไรก็ตามเวลาที่ท่าน พูดถึงบวรของท่าน บ้าน วัด โรงเรียน มันไม่ได้หมายถึงแค่กรรมการสถานศึกษาอย่างไรครับ มันหมายถึงองคาพยพ ภาคประชาสังคม ภาคชุมชนอื่น ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ แล้วพวกเขาไปไหน ท่านมณเฑียรอย่าเพิ่งลุกนะครับ ผมมีประเด็นที่ต้องสนับสนุน (๘) ของท่านครับ ด้วยความเคารพหายไปไหน แล้วมาตราเหล่านี้เชื่อมโยงไปถึงในกรณีของมาตรา ๓/๑ ที่คุณกุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ ย้ำแล้วย้ำอีกว่าท้ายที่สุด พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... นี้ มีแต่โครงสร้าง มีแต่เรื่องของแพ่ง มีแต่เรื่องของครู มีแต่เรื่องของอาคารสถานที่ แต่ความปลอดภัยของนักเรียนไปที่ไหน ผมตั้งคำถามเป็นกระทู้ถามต่อรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการว่าวันนี้คุณไล่ครูที่ทำร้ายนักเรียนที่จังหวัดหนองคายออกหรือยัง ท่านประธานไปดูคลิป (Clip) นะครับ ครูใช้เท้า ด้วยความเคารพถ้าไม่สุภาพถอนก็ได้ครับ ถีบนักเรียนในโรงเรียน ๒ รายเป็นอย่างน้อย วันนี้คุณไล่ครูคนนั้นออกหรือยัง แล้วอยู่ตรงไหนใน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ฉบับนี้ที่พูดถึงเรื่องสวัสดิภาพ หรือความปลอดภัย เอาเข้าจริง ๆ เซฟสคูล (Save School) ต้องมีอยู่ ๔ หลักด้วยกัน ๑. ปลอดภัยจากตัวบุคคล ๒. ปลอดภัยจากบุคลากรทางการศึกษา ๓. ปลอดภัยจากอาคาร สถานที่ ๔. ต้องส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีของคนในชุมชนซึ่งท่านไม่ได้เขียนถึง🔗
ประเด็นที่ ๒ ใน (๘) ที่ท่านมีการแก้ไข แต่ผมก็เรียนแบบที่ท่านมณเฑียร บุญตัน พูดทั้งหมดว่าการแก้ไขของคำว่า คนพิการกับบุคคล แล้วท่านพูดถึงการเรียนร่วมกับ การเรียนรวม แต่ท่านต้องยอมรับความเป็นจริงว่าวันนี้โรงเรียนในระบบการศึกษาแบบนี้ เช่น โรงเรียนโสตศึกษา ต นะครับ โรงเรียนที่เรียกว่า กลุ่มปัญญานุกูล ที่รองรับเด็ก กลุ่มพิเศษเหล่านี้ท่านจัดวางเขาในสถานะแบบใด ท่านลองไปเยี่ยม โรงเรียนกลุ่มปัญญานุกูล ต่าง ๆ ครู ๑ คนดูแลเด็กที่มีภาวะออทิสติก (Autistic) มีภาวะพิเศษที่ต้องไปอยู่ ๔๐-๕๐ คน เขาดูไม่ไหวหรอกครับ เขาดูไม่ไหว ฉะนั้นสิ่งที่จำเป็นต้องอธิบายให้ชัดว่าตกลงใน (๘) ในกรณีของการจัดคนพิการหรือการดูแลต่าง ๆ นี้หมายรวมถึงโรงเรียนกลุ่มนี้หรือไม่ บางส่วนเรียนร่วมไม่ได้ครับ บางส่วนเรียนรวมไม่ได้ครับ บางส่วนเรียนได้แต่ต้องจัดให้มี การศึกษาในระบบพิเศษ ผมยกตัวอย่างเช่น โรงเรียนของสังกัด กทม. ๔๓๘ โรงเรียน แต่ท่านทราบไหมว่ามีครูการศึกษาพิเศษอยู่กี่คน ๒๕ คน ๒๕ โรงเรียน และอีก ๔๐๐ กว่า โรงเรียนนั้นจะเรียนร่วมได้อย่างไร นั่นเป็นประเด็นที่ ๒ ที่ผมคิดว่าจำเป็นต้องยืนยันสิทธิ ที่ท่านมณเฑียรพูดถึงครับ🔗
ประการที่ ๓ เพื่อนสมาชิกพูดไปเยอะในเรื่องของการยุบ ควบรวมโรงเรียน ท่านก็ไปดูก็ได้ แก่งจันทร์โมเดล (Kangjan Model) เสอ เพลอ โมเดล (Sor Phole Model) ท่านรู้หมดครับ แต่ประเด็นก็คือความผูกพันกับชุมชนมันไม่มี ผมเรียนโรงเรียนวัดอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง วันดีคืนดียุบ ควบรวมโรงเรียนผม กับโรงเรียนอนุบาลอ่างทองเป็นโรงเรียน อนุบาลวัดอ่างทอง เขตพื้นที่ยึดไปทุกวันนี้ไม่ยอมให้ผู้ปกครองเอารถไปจอดรอรับนักเรียน ในโรงเรียน ฟ้องไปแล้วนี่ได้ยินไปพรุ่งนี้ช่วยเปิดประตูให้ผู้ปกครอง เปิดรับเขาเข้าไปอยู่ใน โรงเรียนด้วย ท่านทราบอะไรไหมครับ เปลี่ยนจากการใส่กางเกงสีกากีไปบังคับใส่กางเกง สีน้ำเงิน นักเรียน ๒๕ คน เพื่อนผมไม่มีเงินเปลี่ยนกางเกงสีกากีเป็นกางเกงสีน้ำเงิน ผมจำเรื่องนี้จนวันตาย ฉะนั้นท่านต้องตอบว่าวิธีการยุบ ควบรวมโรงเรียนที่ท่านพยายาม จะเลี่ยงจากคำว่า ยกเลิก หรือไม่เอาแล้ว ท่านจะทำแบบนี้อีกไหม ท่านจะตัดวงจรทำร้าย ทำลายเด็กแบบนี้ไปอีกแบบใดถึงเมื่อไร ด้วยความเคารพครับ ทั้งหมดทั้งมวลนั้นเอาเข้าจริง ๆ ผมก็อาจจะพูดได้ทุกอนุมาตรา แต่ประเด็นหลัก ๆ ที่ท่านมีการและตั้งคำถามกับท่านแล้วก็ เป็นไปได้หรือไม่ เสนอท่านประธานแบบนี้ว่าในกรณีมาตรา ๑๔ ถ้าจะให้พวกผมรับ แล้วอาจจะมีผลต่อการรับวาระ ๓ ในเมื่อเราพิจารณาจนแล้วเสร็จ ซึ่งท่านต้องเห็นว่า พรรคก้าวไกลให้ความร่วมมือมาโดยตลอด เป็นองค์ประชุมมาโดยตลอด สนับสนุน ส่งเสริม บางเรื่อง ค้านบางเรื่องมาโดยตลอด แล้วมาตรานี้เราจัดผู้อภิปรายทั้งหมด ๑๐ คน ผมขอเสนอท่านประธานไว้ล่วงหน้าด้วยว่าขอแยกให้มีการลงมติรายอนุมาตราครับ เพื่อผมอาจจะสนับสนุนกรณีของคุณกุลธิดา ผมอาจจะสนับสนุนกรณีของ ส.ว. มณเฑียร และผมอาจจะสนับสนุนท่านในบางอนุมาตราแบบนั้นก็จะทำให้การทำงานในมาตรา ๑๔ ตรงนี้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ต่อไปเชิญ ท่านธีรัจชัย พันธุมาศ และตามด้วยท่านณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ เชิญท่านธีรัจชัยก่อนนะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในส่วนของมาตรา ๑๔ ผมขออภิปรายในเรื่องของ (๑๑) (๑๒) แล้วก็ (๓/๑) ที่ท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ กับท่านกุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ ได้แปรญัตติไว้ ในส่วนของ (๑๑) ก็คือเรื่องต้องมีมาตรการป้องกัน ไม่ให้หน่วยงานของรัฐหรือผู้บริหารสถานศึกษาสั่งการหรือมอบหมายกิจกรรมโครงการใด ๆ อันให้ครูไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่หลักได้เต็มกำลังความสามารถ ไม่มีเวลาเพียงพอในการสอน หลักสำคัญของอาชีพครูก็คือการสอนหนังสือ แต่ปัจจุบันนั้นที่ผ่านมาครูไทยไม่สามารถ ให้เวลามากพอกับห้องเรียน นักเรียนได้ เนื่องจากข้อจำกัดมากมาย รวมถึงภาระงานของ ครูนั้นมีมากมายมหาศาลและไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน หรือไม่สอดคล้องกับ วัตถุประสงค์เสริมสร้างความเข้มแข็งให้การศึกษาไทย จากข้อมูลใน ๑ ปีครูใช้เวลาทั้งหมด ๘๔ วันจาก ๒๐๐ วันในปีการศึกษาหรือคิดจำนวนทั้งหมด ๔๒ เปอร์เซ็นต์ที่ถูกใช้กับ งานนอกห้องเรียน เช่น ทำงานเอกสาร งานธุรการ งานพัสดุ งานเฝ้าเวร เฝ้าโรงเรียน การประเมินเพื่อจะให้เลื่อนชั้น เลื่อนตำแหน่ง การอบรมอะไรก็ไม่ทราบซึ่งไม่กับการเรียน การสอน รวมถึงเข้าร่วมโครงการไม่จำเป็น รวมถึงการรับแขกที่มา ซึ่งเหล่านี้ทำให้ครูนั้น ไม่มีเวลาใช้ในห้องเรียนเลยครับ ๔๒ เปอร์เซ็นต์ถูกมาใช้ตรงนี้ ยิ่งไปกว่านั้นครูยังถูกการกดทับด้วยอำนาจภายในโรงเรียน เช่น ถูกผู้บริหารใช้งานนอกเหนือ หน้าที่จนครูไม่สามารถทุ่มเทการสอนหรือพัฒนาผู้เรียนได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นผลมาจากการ ประเมินที่ไม่ยึดโยงกับผลสัมฤทธิ์กับการเรียน นั่นคือประเมินใช้เอกสารเป็นหลัก และระบบ การบริหารพัฒนาบุคลากรครูยังไม่นำไปสู่ผลลัพธ์แห่งการพัฒนาการศึกษาระยะยาว นั่นคือ ใช้เอกสารเป็นตัวตั้ง ใช้การประเมินอะไรก็ไม่รู้ ครูต้องไปเสียเวลาการประเมินแบบนั้น ใช้เอกสาร ไม่ได้ใช้ผลสัมฤทธิ์ในการเรียน นี่คือปัญหาใหญ่ครับ เราจำเป็นต้องทำอย่างไรครับ เราต้องคืนครูให้ห้องเรียน ให้นักเรียน เลิกนอนเวร ลดงานเอกสาร ยกเลิกพิธีรีตองในการ ประเมินและการรับแขก เรายกเลิกภาระอันไม่จำเป็น เฝ้าโรงเรียนต้องยกเลิกไปทั้งหมด ลดเวลาธุรการ เราใช้ในส่วนของนำระบบอิเล็กทรอนิกส์หรือระบบอัตโนมัติให้มากขึ้น เซ็นเอกสารออนไลน์ (Online) รวมถึงจ้างเจ้าหน้าที่ธุรการให้เพียงพอ ไม่ต้องให้ครูไปทำงาน ธุรการ เราทำได้หรือไม่ครับ ในมาตราเหล่านี้ควรจะระบุให้ชัดว่ารัฐหรือผู้บริหารสถานศึกษา ต้องไม่สั่งการ ต้องทำอย่างนี้ ในเรื่องการประเมินครับ การประเมินส่วนใหญ่ใช้ประเมิน เอกสารและเป็นประเมินฝ่ายเดียว นั่นคือหมายถึงว่าฝ่ายผู้อำนวยการประเมินครู และครูไม่ถูกนักเรียนประเมิน ถ้าเราใช้การประเมินแบบนี้ได้ไหมครับ จัดให้มีการประเมินครู ทั้งผู้บริหารโรงเรียนแบบรอบทิศหรือ ๓๖๐ องศา เพื่อให้ ๑. คือนักเรียนมีส่วนร่วมในการ ประเมินครู ซึ่งทำให้ครูยึดโยงกับผลสัมฤทธิ์และความพึงพอใจนักเรียนในฐานะผู้รับบริการ การศึกษา ปกติเราฝ่ายเดียวนะครับ นักเรียนไม่มีสิทธิเลย ครูมีอำนาจเหนือทุกอย่าง สามารถที่จะสั่งคะแนน ขัดใจครูไม่ได้ คะแนนไม่ได้ ถ้าอันไหนที่ตรวจใช้ดุลยพินิจ อันนี้ นักเรียนแย่เลยต้องอยู่ใต้อาณัติของครู ควรจะไม่มีประเมิน ๒ อย่าง ครูก็จะใส่ใจนักเรียน นักเรียนก็จะมีความผูกพันกับครูมาก ประเด็นที่ ๒ ก็คือการประเมินให้ครูมีส่วนร่วมในการ ประเมินผู้บริหารโรงเรียน หรือเช่นผู้อำนวยการหรือรองผู้อำนวยการเพื่อให้ผู้บริหาร ถูกประเมินข้อมูลรอบด้าน ป้องกันการใช้อำนาจในทางไม่ชอบกับครู ปกติผู้มีอำนาจ ผู้บริหารนะครับ ผอ. รอง ผอ. นี้มีอำนาจเหนือมาก ครูไม่กล้าหือว่าอย่างไรก็ตามนั้นหมดเลย ถ้าเราปรับแบบนี้ขึ้นมาให้ครูสามารถประเมินผู้บริหาร ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ ก็จะต้องแอกทีฟ (Active) ตัวเอง ไม่ทำงานเช้าชามเย็นชาม หรือไม่ใช้อำนาจนิยมกับครูได้ นี่คือสิ่งในส่วน (๑๒) นะครับ🔗
อีกส่วนหนึ่งที่ผมอยากจะขออภิปราย นั่นก็คือในส่วนของ (๓/๑) ซึ่งทาง ท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ กับท่านกุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ ได้แปรญัตติไว้ว่า สถานศึกษาต้องมี สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยทั้งทางร่างกายและจิตใจ รวมถึงมีการเคารพและคุ้มครองสิทธิของ ผู้เรียน ครู และบุคลากรในสถานศึกษา โดยมีช่องทางในการร้องเรียนและดำเนินการ ที่โปร่งใสและเป็นธรรม ในกรณีที่มีข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิในสถานศึกษาหรือ การละเมิดสิทธิโดยผู้เรียน ครู หรือบุคลากรทางการศึกษาหรือผู้อื่น เราต้องมีกติกาแบบนี้ ปกติแล้วเมื่อสักครู่มีท่านสมาชิกหลายท่านได้มีการพูดถึงเรื่องนี้ว่าเวลามีการกระทำผิด ละเมิดต่อนักเรียนก็ไม่สามารถที่จะเอาผิดใครได้ ปล่อยปละละเลยตรงนี้ทำให้เกิดขึ้นมา ผมเรียนอย่างนี้นะครับ โรงเรียนจำเป็นต้องเป็นโรงเรียนที่ปลอดภัยและไร้อำนาจนิยม ความปลอดภัย สภาพทางจิตใจ ทั้งในเรื่องของความเครียดจากการเรียนและการเรียนที่หนัก บางทีความเครียดจากการที่มอบการบ้านหนักเกินควร ครูแต่ละคน แต่ละวิชาต่างยัดเยียด อำนาจการบ้านของตัวเองให้เด็กทำโดยไม่คำนึงว่าเด็ก ๆ จะมีเวลาพักผ่อน เวลาทำอะไร เครียด ไม่มีเวลาหาความรู้อื่น ไม่มีเวลาพักผ่อน นี่คือความเครียดที่สร้างให้โดยโรงเรียน ความปลอดภัยในอำนาจนิยม ทั้งในเรื่องการถูกละเมิดสิทธิโดยบุคลากรในสถานศึกษา เช่น การลงโทษโดยการตีวิธีลงแรง ใช้วาจาอย่างรุนแรงในการตำหนินักเรียนทำให้อับอาย ขายหน้า หรือการกล้อนผม การตัดผม หรือรวมถึงการกลั่นแกล้งจากทั้งครูและ เพื่อนนักเรียนด้วยกัน บางทีก็ปล่อยปละละเลยถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่รุนแรง เหล่านี้เราจำเป็น ที่จะต้องทำให้โรงเรียนปลอดภัย ไร้อำนาจนิยม อีกประการหนึ่งที่สำคัญก็คือกฎของโรงเรียนนั้น จะต้องไม่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนครับ ท่านประธานครับ การออกข้อกำหนดกฎโรงเรียนต้องห้ามเพื่อไม่ให้โรงเรียนออกกฎระเบียบ ของโรงเรียนที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของนักเรียน เช่น การบังคับเรื่องทรงผม ห้ามยาวกี่นิ้ว กี่เซนติเมตร ถ้าเกิดตรวจแล้วไม่ได้ก็ไปกล้อนผมเขา ตัดผมเขา และให้ไปตัดผม แหว่ง ๆ สภาพจิตเด็กเสียหายนะครับ บางทีก็กางเกงไปออกระเบียบอะไรก็ไม่รู้ กระโปรง ต้องคลุมเข่า กางเกงนักเรียนต้องเหนือกว่าเข่าประมาณ ๑ นิ้ว ไม่เกิน ๑ นิ้ว ถุงเท้าต้องพับ กี่เซนติเมตร ซึ่งระเบียบวินัยไม่ควรเป็นอย่างนั้นครับ หรือคอซองผูกอีกแบบหนึ่งผิด อีกแบบหนึ่งถูก หรือห้ามถือกระเป๋าที่ไม่ใช่ของโรงเรียน เหล่านี้ไม่ใช่การสร้างระเบียบ วินัยเลย แต่ไปสร้างกติกามาทำให้เด็กนั้นเครียดและละเมิดสิทธิ หรือเช่นการลงโทษ การตี การเตะยังมีเลยครับ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นมาเสมอ เป็นการใช้อำนาจนิยมที่โดยไม่ชอบ การบังคับให้เด็กบริจาคเงินหรือสิ่งของ ถ้าไม่บริจาคแล้วจะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ การบังคับ ให้ซื้อของ บังคับให้ทำกิจกรรมไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอน สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในการ ศึกษาไทยมากมายครับ เรื่องเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องมีการอบรมครูและบุคลากรทางการ ศึกษาอื่นให้มีความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน และตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิ ในเนื้อตัวร่างกายของเด็กว่าจะไปละเมิดไม่ได้ จะถือว่าไม้เรียวสร้างคนมันยุคโบราณเกินไป สมัยก่อนใช้ตรงนี้อาจจะดีก็ได้ แต่สมัยนี้ไปตีเด็กเด็กจะจำจนตาย เราสามารถใช้เหตุผล เราสามารถใช้ความอ่อนโยน ใช้ความเข้าใจ คำนึงถึงว่าเบื้องหลังที่เขาเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ที่เด็กมีลักษณะที่แตกต่างกันเขามีลักษณะอย่างไร เข้าไปแก้ไขด้วยเหตุผลด้วยความ ละเอียดอ่อนและอ่อนโยน ขอเรียนอีกอันหนึ่งครับ ถ้าเกิดว่าครูทำแบบนั้นสิ่งที่สำคัญก็คือ การพักใบประกอบวิชาชีพครูเมื่อมีการละเมิดเด็ก เช่น ทำร้ายร่างกายเด็กหรือล่วงละเมิด ทางเพศ มิใช่เอาไปป้องกัน แค่ย้ายโรงเรียนหรือนำไปสู่ความไม่ปลอดภัยสถานศึกษาอื่นอีก ย้ายอีกก็ไม่ได้ ที่สำคัญคือเราแก้ปัญหาการปกปิดโรงเรียน นักเรียนผ่านการจัดให้มี ผู้ตรวจการนักเรียน หรือสติวเดนต์ออมบุดส์แมน (Student Ombudsman) ที่ขึ้นตรงกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้เป็นช่องทางร้องเรียนอิสระจากโรงเรียน ในเขตพื้นที่ ถ้ามีระบบแบบนี้ครูก็จะรู้สึกว่าเกรงใจและไม่กล้าทำ และมีความเด็ดขาด แต่ปัจจุบันนั้นย้ายไปก็ไปทำอย่างอื่น หรือว่าช่วยกันปกปิดในเขตโรงเรียนเอง ท่านประธาน ที่เคารพครับ สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ผมอยากจะเรียนก็คือการบังคับให้เข้าแถวในโรงเรียน ตอนเช้าเป็นกิจกรรมที่ทำให้เสียเวลาอย่างมาก ให้มาตากแดดให้หมดแรงในการเรียน ตั้งแต่ต้น เรื่องนี้สามารถเปลี่ยนได้ไหมครับ เราเปลี่ยนให้เด็กกับครูประจำชั้นเข้ามา ในห้องเรียนมาทำกิจกรรมร่วมกันกับครู มาให้เด็กแต่ละคนกับครูนั้นสามารถอัปเดต (Update) ข่าวสารบ้านเมืองว่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรแล้ว ให้เด็กรู้ข่าวสารดีกว่าไปให้จ้อง ในเชิงของระเบียบวินัย ไปไล่ตีเด็กไม่เข้าแถว เด็กซนก็ไปเอาไม้ไล่ตีแปะ ๆ เอาอะไรไปนั่งตี หรือบางทีให้หมอบกราบ คลาน แล้วก็ให้เข้าแถวตากแดดวันทั้งวันแต่ครูอยู่ในที่ร่ม นี่สิ่งที่ ถูกบังคับเด็กไทยมาตลอดหลายปี หลายสิบปี ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้มันควรจะหมดไปได้แล้ว และผมเชื่อว่าการที่ขอเสนอแก้ไขของท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ และท่านกุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ ที่แก้เพิ่มเติมใน (๓/๑) ที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานไปเมื่อสักครู่นี้แล้วเป็นสิ่งที่ควรจะ เกิดขึ้น แล้วก็สิ่งที่ควรจะแก้ไขตามร่างของท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ และท่านกุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ ขอบคุณมากครับ🔗
ต่อไป ท่านณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ แล้วก็ตามด้วยศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม เชิญท่านณัฐพล ก่อนครับ🔗
เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากพรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ขอมาเป็นตัวแทน เป็นปากเป็นเสียงอภิปราย ในมาตรา ๑๔ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ขอเป็นปากเป็นเสียงแทนพี่น้อง กลุ่มชาติพันธุ์ พี่น้องกลุ่มเปราะบาง กลุ่มชายขอบที่ในมาตรานี้ผมอ่านยังไม่มีคำไหน มาตราไหนที่ระบุถึงในเรื่องการศึกษา ท่านประธานครับ มาตรา ๑๔ การจัดการศึกษาของ สถานศึกษาของรัฐต้องอยู่บนพื้นฐานดังต่อไปนี้ ทั้งหมดอนุ ๑๒ ข้อ ผมจะขอตั้งข้อสังเกต และคำถามผ่านท่านประธานไปยังกรรมาธิการดังต่อไปนี้ ใน (๕) ผู้บริหารสถานศึกษารับฟังความคิดเห็นของครู นักเรียน ผู้ปกครอง บุคลากรทางการ ศึกษาและคณะกรรมการสถานศึกษา ไม่มีกลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มเปราะบาง กลุ่มชายขอบอยู่ใน อนุนี้ ใน (๗) จัดตั้งให้มีค่าตอบแทนพิเศษเพิ่มเติมกับครูที่ปฏิบัติห่างไกล ปฏิบัติที่ยากลำบาก ในวิถียากลำบากนั้นพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มชายขอบมีความยากลำบากมีบรรจุไว้ในนี้ หรือไม่ ไม่มีครับ ใน (๘) จัดการให้คนพิการหรือบุคคลที่มีความต้องการความจำเป็นพิเศษ พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์มีความจำเป็นพิเศษอย่างมากมาย จึงจำเป็นจะต้องถามคำถามผ่าน ท่านประธานไปยังกรรมาธิการ เด็กตัวจี (G) ทั่วประเทศ เด็กที่ไม่มีสัญชาติต้องจบปริญญาตรี ถึงจะมีสิทธิได้สัญชาติ ระหว่างที่การศึกษาทิ้งภาระให้เขาต้องหาการศึกษา หาเงิน หางบ หาการเรียน แล้วรัฐไทยค่อยมากอบโกยหรือมาได้ผลประโยชน์ตอนที่เขาจบการศึกษา ป. ตรี ขณะนั้นหรือครับท่านประธาน🔗
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมจะต้องถามท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการคือ การจัดการศึกษาไทย รัฐไทยเป็นการจัดการศึกษาที่ละลายวัฒนธรรมพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มชายขอบหรือไม่ เพราะว่าตั้งแต่การเข้าเรียนในสถานศึกษาปั๊บบังคับให้เราต้องพูด ภาษาไทยกลาง ภาษากลุ่มชาติพันธุ์คือภาษาหนึ่งในภาษาไทยใช่หรือไม่ครับท่านประธาน ผมมองแล้วคือหนึ่งในวัฒนธรรมภาษาชาติพันธุ์ นี่คือการละลายและการศึกษาทำให้ วัฒนธรรมอันดีงามของเราเริ่มแรกจากภาษาถูกละลายและถูกครอบงำให้ละลายหายไป🔗
ประเด็นสุดท้ายการจัดตั้งสถานศึกษาแต่ละแห่ง ด้วย ๓ อนุนั้นกว่าจะจัดตั้ง สถานศึกษาการศึกษาที่จะได้มามีความขัดแย้งตั้งแต่การตั้งโรงเรียนในพื้นที่ที่ไม่มี เอกสารสิทธิ ไม่มีกระดาษแม้แต่ใบเดียว ยกตัวอย่างโรงเรียนแม่กลองน้อย แม่กลองใหญ่ ที่อำเภอพบพระระหว่างช่วงรอยต่ออำเภออุ้มผาง พบพระ กว่าจะสร้างโรงเรียนมีความ ขัดแย้งกันกว่าจะโต้เถียงสร้างโรงเรียนได้ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการกับกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นี่คือปัญหาร้อยแปดที่กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มชายขอบ กลุ่มเปราะบางกว่าจะสร้างโรงเรียน กว่าจะได้ครูมา ครูอยู่ไม่กี่ปีครูก็ย้ายกลับ นี่คือปัญหา ของการศึกษาของประเทศไทยว่าครูที่มีคุณภาพและเด็กที่มีคุณภาพ เราต้องการเด็กที่มี คุณภาพใช่ไหมครับ แต่การศึกษานั้นคุณภาพไปไม่ถึงกลุ่มชายขอบ กลุ่มชาติพันธุ์เลย ยกตัวอย่างโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์เพชรบูรณ์ ท่านประธานครับ ท่านประธานก็ได้เกริ่น เรื่องที่ท่านเรียนหนังสือมา วันนี้เรามานึกถึงว่าเราเรียนมาตั้งแต่ ป. ๑ แล้วเรามาอยู่วันนี้ ได้อย่างไร ผมคือเด็กโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์เพชรบูรณ์โรงเรียนของรัฐ มีความขัดแย้งกัน รบราฆ่าฟันผมต้องหลบลูกระเบิด ลูกปืนมาเรียน ๔ เดือนกว่าจะได้กลับบ้าน โรงเรียนศึกษา สงเคราะห์ตอนนี้เปลี่ยนเป็นโรงเรียนราษฎร์ประชานุเคราะห์ งบประมาณการศึกษาจะต้อง ให้การศึกษากับกลุ่มเปราะบาง กลุ่มชายขอบ ท่านประธานครับ การศึกษาคือต้นทุนของชีวิต เด็กเราในวันนี้คืออนาคตของชาติ เด็กที่มีศักยภาพเขาสามารถที่จะเป็นพยาบาล สามารถ จะเป็นหมอรักษาผม รักษาท่านประธาน รักษานายกรัฐมนตรีได้ เขาไม่มีโอกาสครับ ทำอย่างไรให้โอกาสของกลุ่มชายขอบ กลุ่มเปราะบางเท่าเทียมกับสังคมในเมืองอย่างไร ไม่มีบรรจุหรือไม่มีเขียนอยู่ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้เลย ท่านประธานครับ คนเราเราเลือกเกิด ไม่ได้หรอกครับ ผมถ้าเลือกเกิดได้ผมก็อยากจะเกิดในโรงเรียนมีการศึกษาดี ๆ มีรถโรงเรียน มีเงินค่าเทอมที่เท่าเทียมกัน แต่เด็กต่างจังหวัด เด็กกลุ่มชาติพันธุ์ต้องจ่ายค่าเทอมเท่ากับ เด็กในเมือง อันนี้เราจะแก้ไขอย่างไรกับกลุ่มเปราะบาง กลุ่มชายขอบ ในมาตราต่าง ๆ ในนี้ ผมคิดว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ช่วยแก้ไขใหม่ ให้เราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราเลือกเป็นในสิ่งที่เราเป็นได้ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม แล้วตามด้วยท่านปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในมาตรา ๑๔ ซึ่งกรรมาธิการได้มีการแก้ไข ผมขอร่วมอภิปรายเพื่อที่จะ ได้บอกว่าในมาตรา ๑๔ ซึ่งมีอยู่ตั้งแต่ (๑) ถึง (๑๒) ผมเรียนท่านประธานว่ายังมีข้อที่ มีความเห็นแตกต่างกันทั้งในเชิงประโยชน์นั่นก็คือเชิงบวก ไม่ว่าเป็น (๑) บางส่วนหรือวงเล็บ ที่เป็นบวก ผมจะเรียนท่านประธานว่าในส่วนที่เป็นประโยชน์กับครูและการบริหาร จัดการศึกษา ซึ่งในมาตรานี้พูดถึงการจัดการศึกษาของสถานศึกษา ซึ่งอาจจะรวมถึง สถานศึกษาของรัฐ ขององค์กรท้องถิ่น ของเอกชนหรือการจัดการศึกษาของกลุ่มบุคคล หรือภาคประชาสังคมนั่นก็คือเป็นประเด็นสำคัญ แต่ยังมีเชิงลบที่เพื่อนสมาชิกได้พูดก็คือว่า ผมก็มีความลำบากใจที่จะลงมติเหมือนกันว่าทั้งหมดมันมีทั้งบวก ทั้งลบ ผมเรียน ท่านประธานในเชิงประโยชน์ก็แล้วกันเพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับฟังว่าในส่วนที่มาตรานี้ ได้เพิ่มเติมและมีการแก้ไขที่พอจะเป็นประโยชน์ ยกตัวอย่างเช่น (๑) ก็คือว่าบอกให้ สถานศึกษามีความเป็นอิสระในการบริหารสถานศึกษา ไม่ขออ่านทั้งหมด ในวงเล็บ ที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายค่าตอบแทนพิเศษเพิ่มเติมสำหรับครู อันนี้ก็เป็นประโยชน์สำหรับครู ที่ปฏิบัติหน้าที่ในสถานศึกษาที่ห่างไกลทุรกันดาร หรือพื้นที่เสี่ยงภัย หรือปฏิบัติหน้าที่ ที่ยากลำบาก อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ดีที่เป็นประโยชน์ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ ซึ่งอันนี้ ผมเรียนท่านประธานว่ามีความพิเศษที่เพิ่มเข้ามาที่กรรมาธิการเพิ่ม ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ การเลื่อนวิทยฐานะตำแหน่งของครู ซึ่งพิจารณาจากการปฏิบัติงานที่สะท้อนถึงพัฒนาการ และสัมฤทธิ์ตามวัตถุประสงค์มาตรา ๖ และเป้าหมายมาตรา ๘ ซึ่งอันนี้ผมคิดว่าพิจารณา ในการเลื่อนตำแหน่งของครูในการพิจารณาที่รัดกุมมากขึ้น ในส่วนของการป้องกันเรื่องของ การสั่งการของภาครัฐที่มอบหมายกิจกรรมให้ครูซึ่งจะกระทำมิได้เพราะว่าครูจะไม่ได้ สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มกำลัง อันนี้ใน (๑๑) วงเล็บต่อมาผมคิดว่าซึ่งดีต้องมีมาตรการ ในการตรวจสอบประเมินผลในการจัดการศึกษาของแต่ละสถานศึกษา เพื่อเป็นแนวทาง ในการพัฒนาให้บรรลุตามวัตถุประสงค์มาตรา ๖ และเป้าหมายมาตรา ๗ อย่างสมบูรณ์ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ดีที่จะต้องมีการประเมินตามแนวทางของการพัฒนาความสามารถ จึงเรียน ท่านประธานว่าในส่วนนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการ แต่ยังมี ปัญหาที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานเพื่อเป็นแนวว่าการลงมติก็จะยากลำบาก ในแต่ละวงเล็บอยู่ ในส่วนที่เพื่อนพูดถึงความปลอดภัย ผมคิดว่าใน (๒) (๓) อาจจะต้อง พิจารณาที่กรรมาธิการต้องดูเรื่องความปลอดภัยของครู นักเรียน ซึ่งก็ยังมีปัญหา ซึ่งผมเห็น ด้วยว่าจะต้องมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของสถานศึกษา อาจจะเพิ่มใน (๒) หรือ (๓) ก็ได้ ในวงเล็บที่เกี่ยวข้องอีกอันหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจก็คือการใช้ทรัพยากรร่วม ซึ่งก็ยังมีปัญหาอยู่เหมือนกันที่เพื่อนสมาชิกพูดว่าอันนี้เราต้องสนับสนุนให้มีอุปกรณ์ที่จำเป็น หรือครู หรือกำลังคนในสถานศึกษานั้นให้เต็มกำลังหรือไม่ ก็ยังเป็นประเด็น ส่วนในวงเล็บ ที่มีปัญหามาก ๆ ผมอยากเรียนท่านประธานก็คือใน (๙) ที่ส่วนใหญ่เพื่อนสมาชิกที่อภิปราย เป็นไปในทิศทางเดียวกัน นั่นก็คือการที่จะต้องทำให้โรงเรียนที่มีประชากรลดลงมีการเปลี่ยนแปลง แล้วก็เหมือนกับว่า จะยุบโรงเรียนนั้น ซึ่งอันนี้ผมคิดว่าโรงเรียนอาจจะปรับสถานภาพไปเป็นโรงเรียนชุมชนที่จะ เกิดประโยชน์กับชุมชนที่ทำประโยชน์อื่น อาจจะไปใช้โรงเรียนผู้สูงอายุไปใช้เป็นพื้นที่ของ การเรียนรู้ของชุมชน ตำบล ผมคิดว่ามาปรับเปลี่ยนได้ แต่ว่าทำให้เลิกไปมันเปลืองทรัพยากร ที่เรามีอยู่ เพราะฉะนั้นทั้งหมดที่ผมอภิปรายมาผมอยากจะชี้ให้เห็นว่าทางบวกก็มีที่เป็น ประโยชน์ ทางลบก็มี อยู่ที่ว่าเราจะลงมติกันอย่างไร เรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านต่อไป คุณปริญญา ช่วยเกตุ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์ ผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนเท่ากัน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็ถือเป็นโอกาสดีที่ผมได้มีโอกาส ร่วมอภิปรายร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ฉบับนี้ จริง ๆ ในภาพใหญ่ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้เราก็ได้รับรู้กันอยู่แล้วว่าเราไม่ได้เห็นด้วย วันนี้ก็มาถึงมาตรา ๑๔ ซึ่งเป็นประเด็น ในเรื่องของการจัดการศึกษาของสถานศึกษาของรัฐต้องอยู่บนพื้นฐาน ดังต่อไปนี้🔗
ซึ่งกระผมก็เห็นด้วยกับทางท่าน ส.ส. สุรวาท ขออนุญาตที่ต้องเอ่ยนาม ในมาตรา ๑๔ (๙) ที่ได้ยกเลิกตัดไปเลย ซึ่งมาตรา ๑๔ (๙) นี้จะมีประเด็นในเรื่องของการยุบ หรือควบรวมโรงเรียน ซึ่งผมบ้านอยู่ในต่างจังหวัด อยู่ในชนบท แต่ก่อนตอนเรียนประถม ก็ได้เดินมาโรงเรียน ซึ่งก็อยู่ใกล้บ้านที่สุดแล้วนะครับ ไปกลับก็ประมาณ ๖ กิโลเมตร ก็มีความตั้งใจอยากที่จะเรียนหนังสือ เดินบนถนนแดงเวลาฝนตกก็ลื่นบ้าง ล้มบ้าง วันนี้ ในมาตรา ๑๔ (๙) นี้ก็มีผลในเรื่องของการยุบแล้วก็ควบรวมโรงเรียนเล็ก ๆ หรือโรงเรียนที่มี จำนวนเด็กนักเรียนน้อย ถ้ามาดูหลักการแล้วโรงเรียนที่มีนักเรียนน้อยนั่นหมายความว่า ครูจะได้มีเวลามากพอที่จะเอาใจใส่ พร่ำสอน จี้ติดตามเด็กนักเรียนเหล่านี้ เพื่อที่จะให้เขา ได้มีศักยภาพ มีความสามารถ ได้แสดงออกหลายสิ่งหลายอย่างได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เต็มศักยภาพของเขา แต่เมื่อควบรวมแล้วนั่นหมายความว่าเขาก็ต้องไปอยู่โรงเรียนที่มี นักเรียนมากขึ้น ๓๐ คน ๔๐ คนต่อคุณครู ๑ คน ทีนี้การดูแลเอาใจใส่ก็จะไม่ทั่วถึง ไม่เหมือนกับเด็กนักเรียนที่มีน้อยตามที่เขาจะยุบในตอนนี้ ซึ่งกระผมเห็นว่าใน (๙) นี้ ควรที่จะตัดออกไปนะครับ🔗
ต่อมา (๘) ในเรื่องโรงเรียนของคนพิการ ต้องจัดให้คนพิการหรือบุคคล ซึ่งมีความต้องการจำเป็นพิเศษ ตามที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด ได้รับโอกาสเข้าเรียน ร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ในสถานศึกษาเดียวกับผู้เรียนทั่วไปได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับ ความต้องการจำเป็นพิเศษ เพื่อการพัฒนาให้เต็มศักยภาพสูงสุดของแต่ละบุคคล โดยจะแยก เป็นสถานศึกษาเฉพาะหรือจัดให้มีระบบพิเศษขึ้นเป็นการเฉพาะในสถานศึกษาก็ได้ แต่ต้องมี เป้าหมายให้ผู้เรียนดังกล่าวสามารถเข้าเรียนร่วมกับผู้เรียนทั่วไปให้ได้มากที่สุดเท่าที่จำเป็น ภายใต้การจัดการศึกษาแบบเรียนรวมเป็นสำคัญ ซึ่งอันนี้ชีวิตการศึกษาของผมในฐานะที่เป็น คนที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกายก็ได้เรียนรวมหรือเรียนร่วมกับคนทั่วไปตั้งแต่ประถม มัธยม ปริญญา ผมคิดว่าอันนี้เป็นสังคมจริง ๆ ถ้าไม่จำเป็นเราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปแบ่งแยก คนพิการให้ออกไปเรียนเฉพาะของเขานะครับ เพราะว่าถ้าเรียนร่วม เรียนด้วยกันคนปกติก็จะได้เห็นภาพ ได้เห็นถึงสภาพของแต่ละคน ที่มีอยู่จริงในโลกใบนี้แล้วเขาก็จะได้มีการเข้าใจ มีการปรับตัวให้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข อันนี้ก็เป็นเรื่องของ (๘) ก็เห็นด้วยกับท่าน ส.ว. มณเฑียร บุญตัน แต่ประเด็นหลักที่ผมได้ลง พื้นที่ แล้วก็ได้เจอมาประเด็นหลักการจัดสรรในเรื่องของงบประมาณ ในเรื่องของการดูแล นักเรียนของคนพิการนี้น้อยมากครับ ไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องความเท่าเทียมเลย ๑๐๐ บาท ต่อคนต่อปี ซึ่งซื้ออุปกรณ์อะไรก็ไม่ได้เลย ก็ไปหาไม้ไผ่มาสร้างอุปกรณ์เพื่อที่จะให้เด็กฝึกเดิน ประเด็นเหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่ได้เคยหารือไปแล้วด้วย🔗
แล้วก็อีกประเด็นหนึ่งการจัดสรรงบประมาณในเรื่องของเด็กคนพิการที่เรียน โรงเรียนสายอาชีพที่มีความแตกต่างกันมาก ทำให้เป็นอุปสรรคในการเรียนของเขา เป็นอุปสรรคในการสอนของคุณครูที่โรงเรียนด้วย ฉะนั้นก็ฝากทางกรรมาธิการให้เห็นว่า เราก็คือคนเหมือนกัน พ.ร.บ. ฉบับนี้ต้องตอบโจทย์การสร้างคนให้เป็นคน ไม่ใช่สร้างคน ให้เป็นหุ่นครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปนายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา สำหรับ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ในมาตรา ๑๔ การจัดการศึกษาของรัฐต้องอยู่บนพื้นฐานดังต่อไปนี้ มีอนุต่าง ๆ จนถึง ข้อที่ ๑๐ ผมนำเรียนว่าที่กังวลมากที่สุดก็คือข้อ ๙ ข้อ ๙ ก็คือต้องจัดการศึกษาให้บรรลุ วัตถุประสงค์ตามมาตรา ๖ และเป้าหมายตามมาตรา ๘ ได้อย่างมีคุณภาพ แต่ในกรณี ที่ไม่สามารถจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพได้เพราะเหตุชุมชนหรือตำบลอันเป็นที่ตั้งของ สถานศึกษาของรัฐมีจำนวนประชากรลดลง มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานที่มี ผลกระทบต่อการจัดการศึกษา หรือมีเหตุอันสมควรอื่นใดที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด จะรวมสถานศึกษาของรัฐเข้าอยู่ด้วยกันเพื่อให้เป็นสถานที่ดีที่มีระบบ เราไปดูกันว่าขณะนี้ โรงเรียนในปี ๒๕๖๑ มีอยู่ ๓๐,๑๑๒ โรงเรียน ในปี ๒๕๖๕ มีอยู่ ๒๙,๔๔๙ โรงเรียน แล้วก็ ที่เรากังวลก็คือโรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนขนาดเล็กเด็กนักเรียนน้อยกว่า ๑๒๐ คน มีอยู่ ๑๔,๖๑๘ แห่ง นักเรียนปี ๒๕๖๑ ๖,๗๐๐,๐๐๐ คน ปีปัจจุบัน ๖,๖๐๐,๐๐๐ คน นักเรียน ลดไปประมาณแสนกว่า ๆ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมเองกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้รับ ประสบการณ์ตรงเลย ผู้ปกครองทุกคนที่เหมารถกันมา มาบอกว่าไม่อยากยุบ ไม่อยากควบรวม ที่เขาให้เหตุผลนั้นผมนำเรียนว่าต้องชั่งนะครับ เพราะว่าบางทีเขาเป็นโรงเรียนประจำ เป็นวิถีชีวิตของเขา นักเรียนมาพร้อมกันก็ไม่ได้ ถ้าไปยุบรวมจัดเหมารถให้เขาก็ต้องมาพร้อมกัน กลับพร้อมกัน ผู้ปกครองก็ต้องเป็นห่วง รายได้ที่ผู้ปกครองจะต้องไปทำมาหากินเพราะปล่อยให้ ลูกเดินทางกลับไปมา กลับต้องไปควบรวมต้องไปโรงเรียนอื่นรายได้เขาก็ไม่มี ยิ่งสถานะ เศรษฐกิจตอนนี้ก็ลำบาก เพราะฉะนั้นเรื่องของการควบรวมซึ่งมีหลักเกณฑ์ที่ทางกระทรวง ซึ่งผมก็พูดทุกครั้งในการประชุมว่าให้คิดดี ๆ ถ้าเป็นไปได้เพื่อวิถีชีวิตผู้ปกครอง นักเรียน เขาค้านก็อย่าไปฝืน ไปฝืนเขาแล้วรู้สึกว่ามันก็จะเกิดความแตกแยก แต่ถ้าโรงเรียนไหน หรือผู้ปกครองหรือสมาคมหรือประธานกรรมการสถานศึกษาเห็นพ้องต้องกันไม่มีข้อคัดค้าน อันนั้นว่าเป็นสิ่งที่ดีว่าเพื่อเพิ่มคุณภาพการศึกษาก็ยินดี ผมต้องนำเรียนว่าเรามีวิธีแก้ครับ เมื่อเด็กลดลง จำนวนนักเรียนลดลง ครูน้อยลงก็มีวิธีแก้อื่น ไม่ว่าจะเป็นการใช้เรียนทางไกล ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามา ตรงนี้ต้องฝาก ไว้ว่าข้อ ๙ แล้วก็เปิดโอกาสให้คณะกรรมการนโยบายกำหนด จะรวมสถานศึกษาของรัฐ เข้าด้วยกันเพื่อให้เป็นสถานศึกษาที่ดี มีระบบการบริหารจัดการที่เหมาะสม อันนี้เขียนไว้ดี แต่ว่าในการปฏิบัติมันจะทำได้จริงหรือไม่ แล้วก็พูดถึงว่าอาจจะจัดโดยองค์กรปกครอง ท้องถิ่นหรือตำบลเป็นที่ตั้งอาจอำนวยความสะดวกในการเดินทางและให้ความช่วยเหลือ ด้านอื่น ๆ แก่ผู้เรียน อาจนี่ไม่รู้ว่าจะให้หรือเปล่า ให้มากให้น้อยแค่ไหน นี่เป็นเรื่องที่ เป็นความกังวล แล้วก็ผู้ปกครองกับทุกคนมาบอก ก็คนค้านเยอะนะครับ เพราะฉะนั้นวิถีชีวิต ความเป็นเอกลักษณ์ ความเป็นครอบครัว ความเป็นสถาบันที่อยู่ในหมู่บ้านหายไป เด็กที่ไปเรียนที่อื่นความภูมิใจเขาลดลง🔗
ประเด็นที่ ๒ คือ (๑๐) คือการเลื่อนวิทยฐานะหรือเลื่อนตำแหน่งของครู ให้พิจารณาจากผลการเรียน ปฏิบัติงานที่สะท้อนพัฒนาการและผลสัมฤทธิ์ตามวัตถุประสงค์ ตามมาตรา ๖ และเป้าหมายตามมาตรา ๘ และความสามารถในความเป็นครู อันนี้นำเรียน ว่าเขียนแล้วมันตีความยาก รู้สึกว่าจะต้องดูให้ว่าเหมาะสมแค่ไหน อย่างไร แต่ครูเขาส่ง สัญญาณมาบอกผมว่าเงินวิทยฐานะชำนาญการ ๓,๕๐๐ บาท ชำนาญการพิเศษ ๕,๖๐๐ บาท คูณ ๒ เมื่อก่อนชำนาญการ ๑ ปี หลังจากครบ ๑ ปีสามารถทำชำนาญการพิเศษได้เลย แต่ตอนนี้ต้องเป็น ๕ ปี ระยะเวลานานขึ้น ชำนาญการพิเศษเป็นเชี่ยวชาญ ๙,๙๐๐ บาท ก็ต้องเพิ่มเวลา ตรงนี้อยากให้คณะกรรมาธิการพิจารณาดูว่าเหมาะสมแค่ไหน อย่างไร ถ้าบอกให้นานขึ้นเพื่อเข้าถึงช้าลง เพื่อเป็นการลดงบประมาณรายจ่ายของประเทศหรือเปล่า เขาก็กังวลว่าทำไมไม่ได้จ่ายให้เขา ถ้าเขาสามารถทำได้มีความสามารถไม่ควรจะกำหนด กรอบเวลา กลับมาเป็นเหมือนเดิมจะได้ไหม ต้องขอนำเรียนว่ามีความเป็นห่วงในมาตรา ๑๔ (๙) และ (๑๐) กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ต่อไปคุณพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด เชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ทุกท่านก็คือเป็นศิษย์มีครูทั้งนั้น แล้วเรียนหลายสถาบันก็มีครูมาตลอดทั้งชีวิต ทุกคนก็ผ่านการศึกษาประถมศึกษา มัธยมศึกษา จนถึงมหาวิทยาลัย เราก็ผ่านความเลว ความดี ความชอบ ไม่ชอบ มากันหมดแล้ว ในมาตรา ๑๔ นั้นการจัดการศึกษาของ สถาบันการศึกษาของรัฐต้องอยู่บนพื้นฐานดังต่อไปนี้🔗
๑. มีความเป็นอิสระในการบริหารสถานศึกษาและการกำหนดวิธีการ จัดกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๖ และเป้าหมายตามมาตรา ๘ โดยต้องอยู่ในความรับผิดชอบและบังคับบัญชาของผู้บริหารสถานศึกษา ในมาตรา ๘ ระดับ การศึกษาตั้งแต่เกิด แล้วก็ระดับที่ ๒ ก็คือ ๑ ปีถึง ๓ ปี ลำดับที่ ๓ ก็คือ ๓ ปีถึง ๖ ปี ในมาตรา ๘ นี้แรก ๆ ก็บอกว่าส่งเสริมให้เด็กได้ซื่อสัตย์ มีวินัย แต่พอมาโตขึ้น ๆ จนเข้า มหาวิทยาลัยความซื่อสัตย์แล้วก็ความมีวินัยนั้นหายไป ผมคิดว่าเรื่องนี้มันควรจะอยู่คู่ไปกับ การศึกษาทุกชั้น ทุกระดับ เพราะว่าพอโตขึ้นเริ่มไม่ซื่อสัตย์ โตขึ้นเริ่มไม่มีวินัย แก่ตัวขึ้นไป ยิ่งไม่มีวินัยใหญ่ ผมเป็นห่วงเรื่องทหาร ทหารถ้าไม่มีวินัยก็ออกมาปฏิวัติ ปฏิวัติหลาย ๆ รอบ ทหารทั้งหมด ดังนั้นในมาตรา ๘ จริง ๆ แล้วอยากให้กลับไปใส่ความมีวินัยแล้วก็ ความซื่อสัตย์สุจริต ผมคิดว่าความเป็นอิสระใน (๑) ผมไม่เห็นด้วย ให้ผู้อำนวยการ สถานศึกษามีอิสระในการตัดสินใจทุกสิ่งทุกอย่างในโรงเรียนของตัวเอง คนดีก็ดีไปครับ แต่ถ้าคนไม่ดีมันลำบาก ทรมานนักเรียน ทรมานบุคลากรในโรงเรียน ผมไม่เห็นด้วยกับความมีอิสระอย่างเหลือล้นใน (๑) อย่างไรก็ต้องมีการควบคุมจากลำดับชั้น ที่สูงขึ้นไป ท่านประธานที่เคารพครับ มาถึงต้องมีมาตรการป้องกันไม่ให้หน่วยงานของรัฐ สั่งการหรือมอบหมายกิจกรรมหรือโครงการใด ๆ อันทำให้ครูไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ (๑๑) นี้จะทำให้โรงเรียนไม่ร่วมมือกับชุมชน โรงเรียนไม่ร่วมมือกับอำเภอ มีกิจกรรมประเพณี ต่าง ๆ วัฒนธรรมไม่ไปร่วมมือเพราะใช้ข้ออ้างอันนี้ ความมีเสรีของสถานศึกษาโดยผู้นำ สถานศึกษานั้นทำให้ความร่วมมือกับสังคม ความร่วมมือกับชุมชนนั้นลดน้อยลง ด้วยพระราชบัญญัติฉบับนี้ ผมไม่เห็นด้วยนะครับ แล้วก็ต้องมีการตรวจสอบ จัดให้ผู้ปฏิบัติ หน้าที่ในการสนับสนุนการบริหารจัดการและดำเนินงานอื่นที่ไม่ใช่การจัดกระบวนการเรียนรู้ ตามจำนวนที่จำเป็นและเหมาะสมในสถานศึกษา คือว่าผู้นำสถานศึกษานั้น ๆ สามารถที่จะ จ้างใครก็ได้ ทุกวันนี้เอาเงินมาจากไหน มันแทบจะไม่พอใช้อยู่แล้ว และมีสิทธิที่จะจ้างคน เข้ามาช่วยทำงานอย่างเสรี อันนี้ผมก็ไม่เห็นด้วย มา (๗) ต้องจัดให้มีกระบวนการ จ่ายค่าตอบแทนพิเศษ อันนี้ซ่อนไว้นะครับ พิเศษเพิ่มเติมสำหรับครูปฏิบัติหน้าที่ที่ทุรกันดาร ห่างไกลอันนี้ผมเห็นด้วย แต่มาซ่อนไว้สำหรับครูหรือผู้ปฏิบัติหน้าที่ในการสนับสนุนตาม (๔) อันนี้ซ่อนไว้ ซ่อนเข้ามาเพื่อจะจ้างคนอื่นเข้ามาช่วยงานในโรงเรียน ผมจะบอกให้ว่า พระราชบัญญัติฉบับนี้มีการซ่อนเร้นความไม่ชอบมาพากล เป็นอันตรายต่อความมั่นคง ของประเทศอย่างร้ายแรง ซ่อนไว้ทุกมาตรา มีการเตรียมการมาอย่างดี ผมคิดว่างานนี้ คงไม่ให้ผ่านไปจากสภาผู้แทนราษฎรหรือรัฐสภา ท่านประธานครับ เหลือเวลาอีก ๒-๓ อาทิตย์นี้ผมไม่สามารถให้พระราชบัญญัติฉบับนี้ออกไปประกาศใช้ได้เลย ขอบคุณครับ🔗
คุณเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ขอเชิญครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร ธนบุรี คลองสาน บางกอกใหญ่ พรรคก้าวไกล ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมก็ขออภิปรายสนับสนุนของกรรมาธิการที่แก้ไขมา ในมาตรา ๑๔ ของ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน (๘) เรื่องเกี่ยวกับการศึกษาของ ผู้พิการและเด็กพิเศษที่ด้อยความสามารถในหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งจริง ๆ แล้วผมเองก็เป็น ผู้แทนราษฎรมาในสมัยนี้เกือบ ๔ ปี หลาย ๆ คนก็บอกผมว่าผลงานเด่นของคุณคือเรื่องสุรา ก้าวหน้า แต่ผมเองจากใจเลยผลงานที่ผมภาคภูมิใจที่สุดของผมเองมันเกี่ยวกับเรื่องแรก ที่ผมได้หารือในฐานะผู้แทนราษฎร เมื่อวันหนึ่งผมได้รับข้อความในกล่องข้อความเฟซบุ๊ก (Facebook) จากคุณชัยวัฒน์ ซึ่งมีลูกสาวคนหนึ่งเรียนอยู่ประถมศึกษาปีที่ ๒ ซึ่งน้องคนนี้ เขาก็มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ เป็นเด็กพิเศษนั่นเอง ซึ่งเขาได้เรียนอยู่วัดประยุรวงศาวาส เรื่องของเรื่องโรงเรียนนี้ตอนนั้นกำลังจะถูกยุบ แล้วครูคนหนึ่งที่อยู่ตรงนั้นก็จะถูกย้าย ซึ่งผมก็ถามว่าแล้วอย่างนี้จะไปเรียนที่ไหนต่อ ทางพี่ชัยวัฒน์เองเขาก็บอกว่า ส.ส. ถ้าจะให้ เรียนจริง ๆ ในกรุงเทพมหานครต้องไปที่ดินแดน ห้วยขวาง ซึ่งมีโรงเรียนเด็กพิเศษอยู่ ซึ่งเขาเองก็เป็นช่างสักธรรมดาอยู่สี่แยกบ้านแขก โรงเรียนที่ลูกเขาเรียนอยู่ก็อยู่ตรง สะพานพุทธ จะทำอย่างไรให้เขาไปส่งลูกตรงนั้นได้ครับ วันนั้นผมก็ได้มาหารือในสภา ก็เป็น ความสำเร็จที่เกิดขึ้นและความภูมิใจส่วนตัวของผมว่าปัจจุบันโรงเรียนวัดประยุรวงศาวาส ก็ยังอยู่ แล้วน้องเขาก็ยังได้เรียนอยู่ที่เดิม ผมคิดว่าการศึกษาสำหรับผู้ที่ต้องการการศึกษาแบบพิเศษจำเป็นอย่างมากนะครับ เพราะว่า ถ้าเราไปมองว่าถ้าเราวันหนึ่งนึกว่าเราเป็นพ่อเป็นแม่แล้วลูกเราโอ้โหต้องไปส่งไกล ๆ ลูกเรา ก็มีความบกพร่องที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษ ตามตรรกะแล้วมันควรจะอยู่ใกล้บ้านที่สุด ไม่ใช่หรือครับ แต่คราวนี้พอมาดูโครงสร้างพอไปสอบถามมาเอาจริง ๆ เข้าแล้วก็พบว่า ครูหลาย ๆ คนที่เรียนจบมาหรือนักศึกษาหลายคนที่เรียนไม่ได้เลือกเรียนในเอกสาขา การศึกษาพิเศษเลย อาจจะเป็นเพราะว่าด้วยตัวเนื้องานสอนเด็กธรรมดาทุกท่านก็รู้ว่า ครูก็หนักอยู่แล้ว พอมาสอนเด็กพิเศษอย่างที่ต้องการจำนวนครูที่มากต่อการดูแลเด็ก แล้วไหนจะเรื่องข้อจำกัดต่าง ๆ อีก มันทำให้กัดกร่อนจิตใจครูเหล่านั้นอย่างมาก นี่ยังไม่นับ ปัญหาครูในสังกัด กทม. ที่หลาย ๆ คนก็เลือกมาบรรจุได้เพียง ๒-๓ ปี แล้วก็ขอย้ายกลับ ภูมิลำเนาที่เป็นคนต่างจังหวัดอันนี้ไม่ว่ากัน ซึ่งทำให้ กทม. ต้องขาดแคลนครูที่จะอยู่ต่อยอด ไปนาน ๆ ดังนั้นเองในเรื่องนี้ผมขอสนับสนุนเรื่องการที่จะให้ผู้ที่ต้องการความจำเป็นพิเศษ ได้มีที่เรียนรวมกับคนธรรมดาและที่ใกล้บ้านที่สุด แต่ก็อยากฝากรัฐบาลและกรรมาธิการว่า ทำอย่างไรให้ครูที่มีความสามารถในการสอนการศึกษาพิเศษมีจำนวนเพิ่มขึ้น เพิ่มเงินเดือน เขาไหม ดูแลสวัสดิการเขาให้ดีขึ้นไหม ดังนั้นผมเลยขอถามกรรมาธิการว่าจะรู้ได้อย่างไรครับ อะไรที่มันทำให้แน่ใจว่าสิ่งนี้มันจะเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพหรือมันจะเป็นเพียงแค่ กฎหมายที่เขียนขึ้นมา แล้วก็ไม่มีสภาพบังคับอะไร เป็นเพียงความสวยหรูที่เขียนกฎหมาย ผิดหลัก เขียนไปในเชิงเขาเรียกว่านโยบายเช่นนี้ ผมก็หวังว่าเคส (Case) ของพี่ชัยวัฒน์ จะเป็นเคส (Case) สุดท้ายที่มันจะมาถึงสภาผู้แทนราษฎร เพราะผมคิดว่าถ้าประเทศไทย เห็นว่าคนเท่ากันมันไม่จำเป็นต้องพูดเรื่องนี้แล้วครับ เราควรจะให้สิทธิทุกอย่างเท่ากัน รวมถึงการศึกษาให้กับบุคคลเหล่านั้นด้วย ขอบคุณครับ🔗
อีก ๒ ท่านนะครับ คุณปดิพัทธ์ สันติภาดา คุณมานพ คีรีภูวดล ขอเชิญคุณปดิพัทธ์ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ปดิพัทธ์ สันติภาดา จากพิษณุโลก พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ในมาตรา ๑๔ นี้ก็ถือว่าเป็นหัวใจของการปฏิรูปการศึกษา เพราะว่าได้พูดถึงพื้นฐานของการศึกษาที่สอดคล้องกับปัจจุบันแล้วก็อนาคตเอาไว้ แล้วก็ ในความคาดหวังของกฎหมายปฏิรูปก็คือว่าเมื่อกฎหมายนี้ผ่านจะต้องเปลี่ยนให้การศึกษา ของไทยที่เคยเป็นปัญหาใหญ่หลุดออกมาแล้วก็นำพาไปสู่ความก้าวหน้าได้ เพราะฉะนั้น ในอนุต่าง ๆ ก็มีหลายอย่างที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้วแต่ผมอยากจะเพิ่มเติม ความสำคัญแล้วก็สะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ของผมด้วย ท่านประธานครับ ตอนที่ผมเข้าใจ ว่าการศึกษาควรจะต้องเป็นสวัสดิการแล้วก็สิทธิครั้งแรกเกิดจากการที่ผมได้พบกับเพื่อน ชาวสวิสเซอร์แลนด์ตอนที่เราไปต่างประเทศ เมื่อเขารู้ว่าที่บ้านของผมทำธุรกิจโรงเรียน เอกชน เขาถึงร้องอุทานออกมาเลยว่ามันเป็นไปได้อย่างไรที่มีธุรกิจทำนองนี้ด้วย เพราะว่า ในประเทศที่เจริญแล้วนั้นโรงเรียนเป็นสิ่งพื้นฐานที่ไม่ควรจะเป็นธุรกิจ แต่ในประเทศไทยนั้น ก็แน่นอนว่าเมื่อการศึกษาขั้นพื้นฐานหรือว่าการศึกษาของภาครัฐนั้นมีปัญหาก็เลยเกิด อุตสาหกรรมของโรงเรียนเอกชนขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าเรากลับมาทำให้การศึกษาขั้นพื้นฐาน และกลายเป็นสิทธิของทุกคนได้ เราก็จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้มากขึ้น ทีนี้ที่ผมอยากสนับสนุนอยู่ใน (๓/๑) ของท่านพริษฐ์แล้วก็ท่านกุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ ที่ได้แปรญัตติเอาไว้ เพราะว่าถ้าเราไม่กำหนดว่าสถานศึกษาต้องมีสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ทั้งร่างกายและจิตใจ รวมถึงการเคารพและคุ้มครองสิทธิคุณครูโดยมีช่องทางในการร้องเรียน และการดำเนินการที่โปร่งใสและเป็นธรรม ทุกวันนี้เวลาเราดูข่าวว่ามีครูล่วงละเมิดทางเพศ นักเรียน ไม่ว่าจะมีการพูดว่าสมยอม ไม่สมยอมอะไรพวกนี้ ท่านประธานลองไปดูข่าวก็ได้ ไม่เคยเจอว่าครั้งแรกจับได้นะครับ ล่วงละเมิดมาแล้วเป็นปีหลายครั้ง หลายคนต่อเนื่อง มีทั้งคนที่จับได้แล้วก็จับไม่ได้ ก็แสดงว่าเรามีปัญหาในเรื่องของช่องทางการร้องเรียนว่า เสียงของนักเรียนไม่ได้รับการสะท้อนออกมาอย่างเป็นธรรม แล้วผมก็พูดถึงครูด้วยนะครับ ครูที่ถูกนักเรียนละเมิดสิทธิก็ไม่มีช่องทางอีกเช่นกัน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าเราสามารถเขียนลงไปให้ชัดเจนได้เลยใน (๓/๑) เราก็จะเป็น หลักประกันในเรื่องสิทธิความปลอดภัย เพราะว่ามันจะมีประโยชน์อะไรเราพัฒนาหลักสูตร ให้ดีแต่ลูก ๆ ของเรานั้นถูกล่วงละเมิดทางเพศ จะมีประโยชน์อะไรพัฒนาหลักสูตรให้ดี แต่ยังมีเด็กถูกไฟดูดตายจากเครื่องกดน้ำเย็น จะมีประโยชน์อะไรเราปรับปรุงอาหารให้ดี แต่ยังมีเด็กถูกชิงช้าหล่นมาทับตาย แบบนี้อนาคตของเด็กเราไม่มีหลักประกันถึงความ ปลอดภัยทั้งร่างกายและจิตใจเลย รวมถึงประเด็นปัญหาของการบูลลี (Bully) ในโรงเรียน ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นไซเบอร์บูลลีอิง (Cyber Bullying) หรือการเป็นบูลลี (Bully) แบบฟิสซิคัล (Physical) ก็เกิดปัญหาให้เกิดโรคซึมเศร้าแล้วก็การฆ่าตัวตายของนักเรียนทุกปี เพราะฉะนั้นเขียนลงไปชัด ๆ เลยว่าจะต้องเป็นการคุ้มครองสิทธิของบุคลากรทุก ๆ คน ในสถานศึกษา ซึ่งรวมทั้งครู นักเรียน แล้วก็เจ้าหน้าที่ด้วย มีเจ้าหน้าที่ในสถานศึกษามากมาย ถูกผู้บริหารล่วงละเมิดทางเพศ แต่ก็ไม่มีช่องทางในการสะท้อนปัญหา ท่านประธานครับ อีกประการหนึ่งคือเรื่องความสำคัญใน (๘) ต้องจัดให้คนพิการหรือบุคคลที่มีความจำเป็น พิเศษเข้ารับโอกาสในการเข้าเรียนและกิจกรรมต่าง ๆ โรงเรียนของผมที่ครอบครัวทำ เราเรียนรวม แล้วก็กว่าที่นักเรียนที่มีสภาพร่างกายปกตินั้นจะรับและปรับตัวได้ใช้เวลานาน เราอาจจะมีความกังวลว่าการเรียนรู้จะช้าลงไหม สมาธิในห้องเรียนจะแย่ลงหรือเปล่า คุณครู จะสามารถแฮนเดิล (Handle) จัดการนักเรียนที่มีดิสอะบิลิตี (Disability) หรือว่ามีความ บกพร่องได้หรือเปล่า โดยเฉพาะที่เป็นออทิสติก (Autistic) เทียม หรือว่ามีเรื่องปัญหาของ ครอบครัวขึ้นมา แต่ท่านประธานทราบไหมว่าเมื่อบุคคลที่เป็นผู้พิการกับบุคคลที่สมบูรณ์นั้น ได้เรียนรวมกันเป็นเวลา ๕ ปี ๖ ปี เราเจอว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือเอ็มพาตี (Empathy) เกิดความ เข้าอกเข้าใจกัน ไม่มีใครต้องได้เกรด ๔ (Grade 4) ตลอดเวลาเพราะคนที่บกพร่องกว่า ก็สามารถได้ดีที่สุดในเวอร์ชัน (Version) ของเขาได้ แล้วผมว่านี่มันเป็นการเรียนรู้ อย่างแท้จริงว่าเราจะอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างไร ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นที่สุดในศตวรรษที่ ๒๑ เพราะหุ่นยนต์ทำเรื่องนี้ไม่ได้ แล้วก็ใน (๙) เรื่องของการควบรวมโรงเรียนตอนนี้เราต้อง จัดการเรื่องนี้ให้ได้นะครับ ตอนนี้โรงเรียนขนาดเล็กในเขตของผมห่างจากโรงเรียนที่ควบรวม ไปอยู่ด้วยประมาณ ๗ กิโลเมตร ๗ กิโลเมตรที่คุณตาคุณยายจะต้องเอานักเรียน ใส่รถมอเตอร์ไซค์แล้วก็ขี่ในถนน ๒ เลน (Lane) เบียดกับรถอ้อย รถขนข้าว รถบรรทุก เพื่อจะเอานักเรียนคนนี้ไปส่งที่โรงเรียนที่ห่างไป ๗ กิโลเมตรได้ นี่คือสภาพที่เกิดขึ้นครับ ไม่ต้องคิดถึงเรื่องของค่าน้ำมัน แต่พูดถึงการเสี่ยงภัย แล้วนี่ยังไม่รวมถึงนักเรียนที่เสียชีวิต ในรถตู้ที่มีขึ้นทุกปี เพราะฉะนั้นกำหนดไปให้ชัดเจนว่าเราไม่สามารถจะควบรวมตามสมการ คณิตศาสตร์ของจำนวนนักเรียนได้เสมอไป แต่ต้องเป็นประชามติ ต้องเป็นการช่วยเหลือ ต้องเป็นการสนับสนุนทุกอย่างให้การควบรวมโรงเรียนนั้นไม่เป็นปัญหา ไม่เป็นอุปสรรค ของชุมชนนั้น ๆ แล้วทำให้โรงเรียนสามารถที่จะนักเรียนไม่ว่าจะอยู่ขอบชายแดนที่ไหน อยู่ในเขตที่เล็กน้อยแค่ไหนสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพและปลอดภัยได้ครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปคุณมานพ คีรีภูวดล ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... มาตรา ๑๔ ใน (๙) และ (๑๐) ผมคิดว่าผู้ที่ร่างกฎหมายใน (๙) คงนึกภาพไม่ออกว่าในภาคชนบท มันมีการเดินทางที่ลำบาก จริง ๆ แล้วผมมีคลิป (Clip) ว่าเด็ก ๆ เดินทางอย่างไร อันนี้ไม่ใช่ ห่างไกลนะครับ แค่หย่อมบ้านเวลาน้ำท่วม เวลาเกิดอุทกภัย เวลาเกิดดินถล่ม พวกเราเกิดมา ไม่ได้มีระบบขนส่งที่ดีนะครับ พวกเราเกิดมาไม่ได้มีระบบสื่อสารที่ดี พวกเราเกิดมาไม่ได้มี เทคโนโลยีที่ดี ท่านจะเขียนในฐานะที่ท่านอยู่ในสภาพแวดล้อมทั้งนั้น ผมเข้าใจว่าคนที่ร่าง เอาสิ่งแวดล้อมที่ตัวเองอยู่ แต่ความเป็นจริงแล้วในสังคมประเทศนี้มันมีความแตกต่าง มันมีความลำบากที่แตกต่างกันค่อนข้างที่จะเยอะมากนะครับ อันนี้เป็นประเด็นที่ผมอยากจะ นำเสนอครับ จริง ๆ แล้วเรามีตัวอย่างและมีความพยายามในเรื่องที่จะทำอย่างไรให้เด็กและ ผู้ปกครอง ชุมชนอยู่ร่วมกัน เรามีตัวอย่างการจัดการศึกษาที่เราเรียกว่าศูนย์การเรียน ผมยกตัวอย่างแล้วผมเคยอภิปราย ในสภาแห่งนี้ เช่น ศูนย์การเรียนมอวาคีอยู่ที่ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ไม่ได้รับงบประมาณจากรัฐบาลเลย โดยหลักแล้วตาม พ.ร.บ. เดิม เขาต้องได้รับงบประมาณ หรือค่าอาหารหรือค่าดูแล แต่ว่าเขาพยายามที่จะจัดการเอง บุคลากรทางการศึกษาก็คือ มีวุฒิการศึกษาเหมือนกับคนทั่วไป เหตุผลสำคัญก็คือว่าเขาไม่อยากให้ลูกหลานของเขา เดินทางออกไปนอกหมู่บ้านที่มันไกลเกินไปอันนี้ประเด็นที่หนึ่ง เพราะว่าไม่มีค่าใช้จ่าย เกิดความอันตราย ความห่างไกล ระบบการเดินทางต่าง ๆ อันนี้คือเป็นประเด็น ส่วนที่ ๒ อีกศูนย์หนึ่งคือที่บ้านแม่ลานคำ ตำบลสะเมิงใต้ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ อันนี้ก็เป็น ตัวอย่างความพยายามว่าการที่ลูกหลานของเขาจะต้องออกจากชุมชนไปไกล ๆ ทั้งเรื่องเวลา ค่าใช้จ่าย ความอันตรายต่าง ๆ เหล่านี้ เขาพยายามจะทำอย่างไรก็ได้ เอาวิถีของชุมชนผสม กับเรื่องของระบบการศึกษาที่มันเป็นระบบกลางมาอยู่รวมกัน มีการจัดทำหลักสูตร ตาม พ.ร.บ. ปี ๒๕๔๒ เป๊ะเลยครับ แต่วันนี้ก็ถูกละเลย เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้ที่ผมพูดมา ในมาตรา ๑๔ (๙) ผมคิดว่าอะไรก็จะรวม อะไรก็จะรวม ผมคิดว่าท่านยังไม่เข้าใจบริบท ต่าง ๆ ที่มันเป็นข้อเท็จจริงในสังคมนี้ และท่านไม่ได้เสนอทางเลือกอื่น ๆ ว่าจริง ๆ แล้ว มันมีทางออกอื่น ๆ ที่จำเป็นและสำคัญ🔗
ในประเด็นที่ ๒ ที่ผมอภิปรายใน (๑๐) เขาบอกว่าเป็นการเลื่อนวิทยฐานะ หรือเลื่อนตำแหน่งครู อันนี้ผมก็คิดว่าก็เป็นไปตามระบบ ท่านมีหลักเกณฑ์อย่างไรก็ว่ากันไป ท่านมีวิธีการหรือเนื้อหา แพลตฟอร์ม (Platform) มีการติดตามประเมิน ผมคิดว่าอันนี้ ผมไม่ได้ติดใจ ผมคิดว่ามีคนอยู่ ๒ กลุ่มที่ท่านละเลย แล้วเขาก็คือครูที่อยู่ในโรงเรียนนั้น เขาก็คือบุคลากร เพียงแต่ว่าเขาไม่ได้เป็นข้าราชการเท่านั้น ก็คือครูอัตราจ้างกับครูจ้างเหมา คนเหล่านี้จะถูกพัฒนาและยกระดับอย่างไร คนเหล่านี้ต่างหากที่เป็นคนที่อยู่ใกล้ชิดกับ นักเรียน ผู้ปกครอง สอนหนังสือ และที่สำคัญคือเขาเป็นทั้งแรงงาน เป็นทั้งคนสอน บางที มันเป็นโรงเรียนสาขา บางทีมันเป็นโรงเรียนกลุ่มหย่อมบ้าน เนื่องจากว่าชุมชนทั้งชุมชน มันไม่ได้เป็นแบบในเมืองทั้งหมด มันมี ๑ หมู่ที่ บางหมู่ที่มี ๖ หย่อมบ้านอย่างนี้ เพราะฉะนั้น คือกระบวนการจัดการศึกษาที่เราเรียกว่าเป็นสาขาหรือเป็นศูนย์การเรียนย่อยจึงมีความ จำเป็น เพราะฉะนั้นบุคลากรกลุ่มหนึ่งที่ผมคิดว่ามันไม่ใช่เฉพาะที่คนจะต้องเลื่อนวิทยฐานะ ที่เป็นครูเป็นข้าราชการเท่านั้น บุคลากรเหล่านี้มีจำนวนค่อนข้างที่จะเยอะ ผมเจอในพื้นที่ เป็นครูจ้างเหมา ๕ ปีแล้ว เขาพยายามสอบแต่ว่ากระบวนการที่จะดันให้คนเหล่านี้ซึ่งเป็น ลูกหลานของคนท้องถิ่น ซึ่งเป็นคนพื้นที่และเข้าใจบริบทในพื้นที่ ครูอัตราจ้างบางคนวันนี้ เป็น ๑๐ ปีแล้วนะครับ ยังไม่มีวิธีการที่จะทำงาน เพราะฉะนั้นกระบวนการที่จะทำให้ บุคลากร เพื่อเป็นไปวัตถุประสงค์การศึกษาตาม พ.ร.บ. นี้ นอกจากครูแล้วคือบุคลากร ทางการศึกษาที่ทำหน้าที่ในการสอน ในการพัฒนาโรงเรียน ในการเชื่อมโยงระหว่างชุมชน โรงเรียนแล้วก็นักเรียน อัตราจ้างและครูจ้างเหมาเหล่านี้ ผมคิดว่าอันนี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้อง พูดถึงและทำความชัดเจนให้กับกลุ่มคนเหล่านี้ได้มีสถานะที่จะเป็นครู เป็นบุคลากรที่จะ ทำให้การศึกษาของชุมชนนั้น ๆ มีความหมายตามวัตถุประสงค์นี้ครับ ขอบคุณมากครับ🔗
เชิญท่านกรรมาธิการครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ตวง อันทะไชย ในฐานะประธานกรรมาธิการวิสามัญ ท่านประธานที่เคารพครับ ความจริงในมาตรา ๑๔ ที่เราพูดถึงโรงเรียนใหม่ เราพูดเสมอว่าโรงเรียนใหม่ ถ้าเราย้อนไป เมื่อปี ๒๕๒๓ และปี ๒๕๔๒ เราจะพบว่าโรงเรียนไม่ได้เขียนมีสถานะแบบนี้ เราเขียนไว้ใน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ มาตรา ๓๙ ความสั้น ๆ ว่าให้เป็นนิติบุคคล ๒๔ ปี ยังไม่ได้เป็นอะไรเลยครับ แต่การออกแบบมาตรา ๑๔ ที่ท่านทั้งหลายได้กรุณาพูดถึง ผมเห็นด้วยกับหลายอย่างที่ท่านพูดถึง แต่มันคือจุดเริ่มต้นของการเขียนให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคลที่มีจิตวิญญาณที่ท่านทั้งหลาย พูดถึง บางเรื่องผมเห็นด้วยนะครับ แต่ผมขอประทานอนุญาตได้ชี้แจงเฉพาะบางประเด็น ที่เป็นประเด็นที่กรรมาธิการได้แก้ไขดังต่อไปนี้ครับ ในการแก้ไขของ (๕) เดิมทีในร่างเดิมของ รัฐบาลนั้นได้พูดไม่ชัดเจนว่าถ้าจะรับฟังความคิดเห็นของผู้บริหารปกติที่ท่านได้เสนอ ต่อที่ประชุมผู้บริหารจะต้องรับฟัง จะตัดสินใจต้องถาม ใช้คำว่าทั้งหมดกรรมาธิการ เห็นตรงกันว่าต้องระบุให้ชัดว่าทั้งหมดคืออะไร เราก็ระบุบอกว่าเป็นนักเรียน ผู้ปกครอง บุคลากรนั้นหมายถึงครูด้วยนะครับ และคณะกรรมการสถานศึกษาด้วยในการตัดสินใจ รูปแบบการบริหารจัดการแบบนี้ละ ๑๒ อนุที่ผมได้กราบเรียนในที่ประชุมได้พูดถึงเป็นการ ออกแบบโดยครูครับ ตอนที่ไปรับฟังความคิดเห็นผมเห็นว่าคนที่เขาเขียนเขาก็เอาสิ่งที่ครูพูด มาเขียนได้หมดเลย ความจริงใน (๕) ที่เราพูดถึงไม่ต้องเขียนก็ได้แต่เป็นความต้องการของครู ว่าต้องรับฟัง (๖) ผมเรียนท่านประธานว่าเป็นเพียงการที่จะทำให้มันมีความชัดเจนเกิดขึ้น ในการจัดการศึกษา เมื่อจะเป็นนิติบุคคล เมื่อจะเอาความเป็นอิสระ เมื่อที่จะต้องให้เป็น ชุมชนแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริงมันควรจะมีองค์ประกอบอะไรอย่างที่ท่านกรรมาธิการ ได้พูดถึง และเรื่องของคนพิการและการเรียนรวมเราได้น้อมเอาแนวคิดของท่านอาจารย์ มณเฑียรมาใส่แล้วก็เขียนเพิ่มเติม เดิมทีไม่มีครับ แต่เราก็เห็นความสำคัญและความจำเป็น ที่จะต้องเขียนไปเพิ่มเติม ทั้งนี้ทั้งนั้นถ้าหากว่าที่ประชุมใหญ่จะเพิ่มเติมกรรมาธิการไม่ติดใจ แต่เราเห็นว่าได้เอาคำว่า คนพิการ กลับมาและเอากระบวนการเรียนรวมเข้ามาเป็นสำคัญ ต่อคนพิการ (๙) เป็นสิ่งที่กรรมาธิการถกกันพอสมควรทั้งในวงเล็ก วงใหญ่และ อนุกรรมาธิการ แล้วเราก็รับฟังความเห็นจากครูรวมทั้งโรงเรียนขนาดเล็กทั่วประเทศว่า จะทำอย่างไร เพราะการเขียนแบบเดิมในร่างเดิมนั้นเขียนประหนึ่งว่าสามารถที่จะยุบรวมได้ อย่างที่ท่านทั้งหลายได้อภิปราย อนุกรรมาธิการที่ไปยกร่างก็พยายามหาวิธีการลดระดับว่า ทำอย่างไรจะไม่ให้ยุบรวมโดยทันที ทำอย่างไรจะให้มีการยุบรวมแบบมีเงื่อนไข เช่น จะต้อง ให้ อบต. เข้ามามีส่วนร่วม เข้ามาช่วยเหลือ เข้ามาอำนวยความสะดวก โดยเฉพาะ คณะกรรมการนโยบายที่จะเป็นคนกำหนดต้องพิจารณาประเด็นที่ท่านทั้งหลายได้กรุณา พูดถึงครับ ซึ่งเราก็เห็นว่าเขียนให้อ่อนลงมาระดับนี้น่าพอที่จะให้กรรมการนโยบายไปเขียน หลักเกณฑ์เพิ่มเติมได้มากกว่าไม่มีอะไรเลย🔗
ประการสุดท้ายที่เป็นข้อสังเกตก็คือเรื่อง (๑๑) ที่ท่านทั้งหลายได้กรุณาพูดถึง เป็นความท้าทายของรูปแบบการจัดการศึกษาแบบใหม่ โรงเรียนใหม่ ท้าทาย ๒ ประการ ก็คือว่ามันจะเป็นจริงได้หรือเปล่าที่จะออกกฎระเบียบห้ามไม่ให้ครูไปร่วมกิจกรรมของชุมชน ท่านสมาชิกพูดอย่างนี้เป็นประเด็นน่าสนใจนะครับ ความร่วมมือกับชุมชนมันจะหายไปไหน เมื่อไรก็ตามถ้าชุมชนกับโรงเรียนยังเป็นเนื้อเดียวกันในชุมชน จึงกราบเรียนต่อท่านประธาน ผ่านไปยังท่านกรรมาธิการและท่านสมาชิกได้โปรดพิจารณา ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ สมาชิกเราได้อภิปราย ทั่วถึงนะครับ ต่อไปก็จะเป็นการลงมติ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ อรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมขอกราบขอบพระคุณท่านประธาน ที่ท่านประธานกรุณานัดประชุมเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ตั้งแต่ ๙ โมงเช้านะครับ เราก็พิจารณากันมาจนถึงขณะนี้เวลา ๑๘.๓๐ นาฬิกาพอดี ผมเรียน ท่านประธานว่าผมมีโอกาสได้คุยกับเพื่อนสมาชิกรัฐสภาหลายท่านเขาก็มองว่าวันนี้เราก็ พิจารณากันมาพอสมควร ผมขอเรียนเสนอท่านประธานว่าเราก็เอาที่เหลือไปพิจารณาต่อ ในการประชุมครั้งหน้านะครับ🔗
ก็ยินดีนะครับ แต่ว่าก่อนที่จะ ปิดการประชุมก็อยากจะถือโอกาสนี้ขอบคุณพวกเราทุกคนที่วันนี้เรามาประชุมพร้อมเพียง พอสมควร อยากจะขอกราบเรียนว่าในการประชุมนอกรอบเมื่อสัปดาห์ก่อนได้ขอความ ร่วมมือ🔗
ท่านประธานครับ ผม อุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ผมคิดว่า วันนี้ถ้าหากฝ่ายรัฐบาลจะเสนอพักการประชุมหรือปิดการประชุม มันต้องขอผู้รับรอง แต่ผมก็เป็นห่วงว่าดูแล้วเหลือไม่เท่าไร ถ้าหากว่าจะต่อไปก็คิดว่าจะมีปัญหา ผมเสนอ ให้ปิดประชุมครับ🔗
ท่านอุบลศักดิ์ครับ เขาเสนอไม่ได้ เสนอญัตติอะไรหรอกครับ เขาเสนอว่าให้ลงมติในครั้งหน้า แต่ผมบอกว่าก่อนจะปิดประชุม ผมขอขอบคุณพวกเราทุกฝ่ายที่ได้กรุณาร่วมมือกันมาประชุมโดยพร้อมเพรียงนะครับ แล้วก็ เล่าให้ฟังว่าในการประชุมนอกรอบในการขอความร่วมมือนั้นได้รวมไปถึงการกำหนด ตัวบุคคลผู้อภิปรายด้วยว่าขอให้เราจัดผู้อภิปรายในความเหมาะสม เช่นวันนี้สมาชิกที่ ไม่ได้แปรญัตติไม่ได้สงวนความเห็นเพราะไม่ได้เป็นกรรมาธิการ แต่เป็นสมาชิกที่อภิปราย เนื่องจากมีการแก้ไข ๑๕ ท่าน ๑๕ ท่านเป็นพรรคก้าวไกล ๑๑ ท่าน ซึ่งก็ได้ขอร้อง พรรคก้าวไกลในที่ประชุมนอกรอบว่าขอได้ให้ความร่วมมือในการจัดจำนวนคนที่มาอภิปราย อันนี้ไม่ได้วิจารณ์ว่าทุกคนตั้งใจ เห็นใจ แต่ว่าเพื่อประสิทธิภาพของการทำงาน เพราะเรามี เวลาที่จำกัด ก็เลยถือโอกาสเรียนให้ทราบว่าได้พยายามทุกวิถีทางที่จะร่วมมือกันทำงาน เพื่อผลของงานของพวกเรา สำหรับการประชุมครั้งต่อไปยังไม่มีการนัดหมายนะครับ แต่ว่า วันนี้ผมต้องขอบคุณอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็ขอปิดประชุม ขอบคุณมากครับ🔗