รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ครั้งที่ ๗ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เป็นพิเศษ
วันพุธที่ ๒๕ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๖
ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา
----------------------
ขณะนี้ มีท่านสมาชิกรัฐสภามาลงชื่อเข้าประชุม ๓๓๘ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้ว ผมขอเปิดประชุม เพื่อดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระ🔗
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี🔗
ต่อไปเป็นการพิจารณาเรื่องด่วน🔗
เรื่องด่วน🔗
๑. ร่างพิธีสารเพื่อแก้ไขข้อตกลงว่าด้วยการยอมรับร่วมรายสาขาของอาเซียน สำหรับการตรวจประเมินตามมาตรฐานวิธีการในการผลิตยา (Protocol to Amend the ASEAN Sectoral Mutual Recognition Arrangement for Good Manufacturing Practice (GMP) Inspection of Manufacturers of Medicinal Products) (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)🔗
ด้วยคณะรัฐมนตรี ได้เสนอพิธีสารดังกล่าวต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๘ โดยในการพิจารณาร่างพิธีสารดังกล่าวนี้ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๘ ประกอบข้อบังคับ การประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อ ๑๑๒ วรรคสอง กำหนดให้รัฐสภาพิจารณาให้ความ เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่อง คือวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๖๖ ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๖ หากรัฐสภาพิจารณา ไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ถือว่ารัฐสภาให้ความเห็นชอบ🔗
ในการนี้ผมได้อนุญาตให้ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมชี้แจง ข้อเท็จจริงต่อที่ประชุมตามข้อบังคับ ข้อ ๕๒ มีรายชื่อดังต่อไปนี้ ๑. นายไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ๒. นายดวงอาทิตย์ นิธิอุทัย รองอธิบดีกรมเจรจาการค้า ระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ๓. นางสาววรสุดา ยูงทอง ผู้อำนวยการกองยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ๔. นางสาวพรศิริ วิริยะไกรกุล ผู้อำนวยการส่วนมาตรการที่มิใช่ภาษี กระทรวงพาณิชย์ ๕. นางคัคนางค์ ปอแก้ว เภสัชกรชำนาญการพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ๖. นายเกรียงไกร แก้วชัยภูมิ เภสัชกรชำนาญการ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ๗. นางสาวปวรี วรรณภูมิ นักวิชาการพาณิชย์ปฏิบัติการ กระทรวงพาณิชย์ ขอเชิญผู้ชี้แจง เข้าประจำที่นะครับ🔗
ในวันนี้ มีท่านรัฐมนตรีมาแถลงนะครับ เชิญท่านรัฐมนตรีแถลงต่อที่ประชุมครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงสาธารณสุข ในนามของคณะรัฐมนตรี ขอเสนอร่างพิธีสารเพื่อแก้ไขข้อตกลงว่าด้วย การยอมรับร่วมรายสาขาของอาเซียน สำหรับการตรวจประเมินตามมาตรฐานวิธีการ ในการผลิตยา เพื่อรัฐสภาพิจารณาให้ความเป็นชอบตามมาตรา ๑๗๘ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ดังต่อไปนี้ ร่างพิธีสารเพื่อแก้ไขข้อตกลงนี้เป็นการแก้ไขข้อตกลง ว่าด้วยการยอมรับร่วมรายสาขาของอาเซียน สำหรับการตรวจประเมินตามมาตรฐานวิธีการ ในการผลิตยาหรือจีเอ็มพี (GMP) ที่ได้ลงนามไปแล้วในปี ๒๕๕๒ ซึ่งมีขอบเขตครอบคลุม เฉพาะยาสำเร็จรูป โดยร่างพิธีสารนี้ได้มีการขยายขอบเขตให้ครอบคลุมถึงผลิตยาชีววัตถุใน รูปแบบยาสำเร็จรูป เช่น วัคซีน รวมทั้งสารตั้งต้นในการผลิตยาและยาชีววัตถุ แต่ไม่รวม ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากเลือดหรือจากพลาสมา (Plasma) เภสัชภัณฑ์รังสี ยาแผนโบราณ ผลิตภัณฑ์ยา ที่ใช้ในการวิจัยและเนื้อเยื่อเซลล์ และผลิตภัณฑ์บำบัดด้วยยีน (Gene) ร่างพิธีสาร เพื่อแก้ไขข้อตกลงนี้ประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) ทั้ง ๑๐ ประเทศต้องลงนามร่วมกัน เพื่อขยายขอบเขตการยอมรับหนังสือรับรองมาตรฐานวิธีการในการผลิตยาหรือจีเอ็มพี (GMP) และรายงานผลการตรวจประเมินของหน่วยกำกับดูแลที่ได้รับการขึ้นบัญชี ประเทศไทยได้มี การบังคับใช้กฎหมายที่ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่จะมีการขยายขอบเขตของพิธีสาร ดังกล่าวแล้ว จึงเป็นการเพิ่มโอกาสของการส่งสินค้าจากประเทศไทยไปจำหน่ายในประเทศ สมาชิกอาเซียน (ASEAN) โดยไม่ต้องตรวจประเมินซ้ำ เป็นการลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการ ส่งออกสำหรับผู้ผลิตในประเทศไทยได้อีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งเป็นผลดีในแง่มูลค่าทางเศรษฐกิจ และการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภค ทั้งนี้ ตั้งแต่เริ่มเข้าร่วมข้อตกลงในปี ๒๕๕๒ จนกระทั่งถึงปี ๒๕๖๔ มีข้อมูลอัตราการเติบโตในการส่งออกยาไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN) ต่อปีร้อยละ ๗.๗๙ และอัตราการเติบโตรวมถึงร้อยละ ๑๔๕.๙๕ ซึ่งสะท้อนถึงประโยชน์ ทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยได้รับ โดยคิดเป็นมูลค่ากว่า ๓๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็น การกระตุ้นและสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีววัตถุและสารตั้งต้นในการผลิตยา และยาชีววัตถุต่อไป ผมเรียนท่านสมาชิกรัฐสภาที่เคารพว่า พิธีสารฉบับนี้เป็นการขยาย วิธีการผลิตยาในบางประเภทให้มากขึ้น อันนี้ก็คงเกิดมาจากเราเคยทำข้อตกลงนี้ เมื่อปี ๒๕๕๒ แล้วก็มีข้อมูลตัวเลขว่าหลังจากที่เราทำข้อตกลงนี้แล้วอัตราการเติบโตของ การส่งออกยาไปทางประเทศอาเซียน (ASEAN) มีตัวเลขที่ดีขึ้น จะมีตัวเลขที่ลดลงบางช่วง ก็คือในสถานการณ์โรคระบาดโควิด (COVID) ที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นเป็นข้อตกลงที่เป็น มาตรฐานของ ๕ ประเทศที่ได้รับการรับรองว่ามีมาตรฐานการผลิตยาที่มีมาตรฐานเดียวกัน ประเทศไทยเป็น ๑ ใน ๕ ประเทศ มีประเทศไทย ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศมาเลเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศสิงคโปร์ ๕ ประเทศนี้ก็จะมีมาตรฐานการผลิตยาที่ได้รับการยอมรับ ไม่ต้องตรวจซ้ำถ้าส่งไปในประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) พิธีสารฉบับนี้รัฐบาลเห็น ประโยชน์ เนื่องจากว่าจะมีผู้ผลิตยาในประเทศไทยประมาณ ๑๗๐ กว่ารายที่จะทั้งลด ค่าใช้จ่ายไม่ต้องตรวจซ้ำในประเทศอาเซียน (ASEAN) เป็นการเพิ่มโอกาสให้กับการสร้าง รายได้ของผู้ผลิตในประเทศไทย รัฐบาลก็เลยรีบดำเนินการเพื่อให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ ในพิธีสารฉบับนี้แล้ว แล้วก็ได้มอบอำนาจให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งจำเป็น ที่ต้องทำโดยเร็ว เนื่องจากว่าจะมีการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN) ประมาณ กลาง ๆ เดือนมีนาคม จึงจำเป็นที่ต้องนำเสนอพิธีสารฉบับนี้เพื่อให้สมาชิกรัฐสภาได้ให้ ข้อแนะนำ ได้ให้ข้อสังเกต แล้วก็จะให้ความเห็นในทุก ๆ ประเด็นที่เราจะรับไป เราเห็นว่า พิธีสารฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ในแง่ของการสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจ แล้วก็เป็นความเชื่อมั่น ในประเทศอาเซียน (ASEAN) เองที่เชื่อมั่นในประเทศไทย ก็เลยขออนุญาตเสนอร่างพิธีสาร ดังกล่าวเพื่อให้สมาชิกรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป ถ้ามีประเด็นในเรื่องเทคนิค ผมจะให้ผู้ที่เข้ามาร่วมชี้แจงได้ตอบท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีนะครับ ต่อไปจะเป็นการอภิปรายของท่านสมาชิก ตอนนี้มีผู้ที่ลงชื่อแล้ว ๒ ท่าน คือท่านพลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ท่านที่ ๒ ท่านเกียรติ สิทธีอมร ผมกำหนดเวลาเบื้องต้นไว้ท่านละ ๗ นาที นะครับ เชิญท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาลครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เพื่อนสมาชิกมากระซิบผมบอกว่าช่วยอภิปรายหน่อย ด้วยความเคารพครับท่านประธาน ในประเด็นของการรับทราบตามอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาเรา ว่าด้วยมาตรา ๑๕๖ ที่บัญญัติไว้เพื่อการรับทราบคำชี้แจงและให้ความเห็นชอบตาม หนังสือสัญญาที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ในอำนาจมาตรา ๑๗๘ ในการรับรองร่างพิธีสาร เพื่อแก้ไขข้อตกลงว่าด้วยการยอมรับร่วมรายสาขาของอาเซียน สำหรับการตรวจประเมิน ตามมาตรฐานวิธีการในการผลิตยา ผลิตยานะครับ ขีดเส้นใต้ กราบเรียนว่าเราเป็น สมาชิกอาเซียน (ASEAN) แล้วก็ต้องอยู่ในความควบคุมของเลขาธิการสมาชิกอาเซียน (ASEAN) ภาษาอังกฤษที่ท่านประธานพูดจีเอ็มพี (GMP) นั่นแหละครับ แล้วก็เป็นการตรวจ ประเมินมาตรฐานในการผลิตยานั้นเป็นหลักนิยมมาจากของยุโรปอยู่แล้วเราเป็นสมาชิก ลำดับที่ ๔๙ แต่ประเด็นคือการยอมรับของการประเมิน สาระสำคัญของประโยชน์ ที่จะได้รับ แน่นอนครับ ในการรับรองพิธีสารนั้นเป็นเรื่องของขอบเขตหรืออาณาเขต ครอบคลุมของข้อตกลงนี้คงใช้ร่วมกันในอาเซียน (ASEAN) แน่นอน ซึ่งประเทศเรามีผลดี เพราะตอนนี้เรากำลังเปิดเศรษฐกิจ ก็เป็นเรื่องผลดีของการเคลื่อนย้าย ประเด็นคือ การเคลื่อนย้ายผลิตภัณฑ์ยา เพราะฉะนั้นมาตรฐานตรงนี้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลายหน่วยงาน สำหรับสังคมก็คงไม่ต้องพูด เมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรีท่านพูดไปแล้ว สิ่งสำคัญ คือหน่วยงานในภาครัฐเรา กองควบคุมยา สำนักงานอาหารและยา ตลอดจนกองชีววัตถุ แล้วก็สำนักงานยา และวัตถุเสพติดของกรมวิทยาศาสตร์ ทั้ง ๓ หน่วยงานนี้มีความพร้อม หลังจากที่กระทรวงการต่างประเทศได้ลงนามในฟูล เพาเวอร์ (Full powers) มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ไปลงนามอย่างไร ตรงนี้นะครับ อย่างไร นั่นคือประเด็นสำคัญ เพราะว่าในข้อห่วงใยเกี่ยวข้องกับการขาดแนวทางปฏิบัติของหน่วยงานต่าง ๆ ที่ยังขาดความ ชัดเจนในเรื่องของการขึ้นทะเบียนยาชีววัตถุ ซึ่งในยาชีววัตถุนั้นมีอยู่ ๒ อย่าง ที่เป็นไปตาม แนวทางของอาเซียน ฮาโมไนซ์เซชัน (ASEAN Harmonization) ซึ่งมียาชีววัตถุกับยาที่ไม่ใช่ ยาชีววัตถุทั้ง ๒ ตัว ฉะนั้นการดำเนินการรวมถึงความสลับซับซ้อนของตัวยาชีววัตถุนั้น มันเป็นสิ่งที่หน่วยงานในภาครัฐทั้งหมดต้องเอาใจใส่ โดยเฉพาะในเรื่องของการผลิต และแนวทางในการพิจารณาเพื่อให้คนในชาติแล้วก็คนในอาเซียน (ASEAN) ได้เกิดความ มั่นใจในการผลิต โดยเฉพาะยาชีววัตถุบางอย่าง ซึ่งถูกระบุในข้อตกลงในพิธีสารมีข้อยกเว้น บางส่วน โดยเฉพาะข้อยกเว้นที่เกี่ยวกับพิธีสารก็เป็นยาที่เกี่ยวข้องมี ๒ ประเด็น ของยาชีววัตถุ ที่ปรากฏอยู่ ที่สำคัญคือเป็นยาชีววัตถุที่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วยโปรตีนหรืออินทรีย์วัตถุ ที่มีขนาดโมเลกุลใหญ่มาก เมื่อเทียบกับยาสังเคราะห์ที่มีโมเลกุลทั่วไป นี่คือประเด็น ๒ ประเด็น ที่หน่วยงานภาครัฐทั้ง ๓ หน่วยงาน เข้าไปควบคุมการผลิตจากผู้ที่ผลิตนั้น อย่างไร เพราะว่าการผลิตนั้นมีประเด็นสำคัญของการผลิตในยาชีววัตถุนั้น ในข้อมูล ที่เกี่ยวข้องของคณะกรรมการคือส่วนสำคัญในประเด็นทั้ง ๕ ประเด็น ในเรื่องของมาตรฐาน มีข้อกำหนดอย่างไร เพราะว่าประเด็นสาระสำคัญของการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานการต้านยา ในประเทศไทยที่รายงานอยู่ในฉบับนี้ได้ให้ข้อมูลชัดเจนว่าเป็นเรื่องของการขึ้นทะเบียนยา ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดด้านมาตรฐานชุดเอกสาร รายละเอียดผมไม่ลง แล้วก็เป็นเรื่องของ การแสดงสลากต่าง ๆ ตลอดจนคุณภาพ ข้อกำหนดของคุณภาพของมาตรฐานยาที่เกี่ยวข้อง แล้วก็การติดตามเฝ้าระวังในการผลิต ทั้ง ๔ ประเด็นนี่เป็นหัวใจหลักอันหนึ่งที่หน่วยงาน ทั้งหมดมีความพร้อมที่จะทำให้ประเทศไทยเข้าสู่สถานะของการดำเนินการตามพิธีสาร ดังกล่าวนี้ครบถ้วนหรือไม่ นั่นคือเป็นส่วนหนึ่งที่อยากได้คำตอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะคณะกรรมการอาหารและยา ซึ่งเราเองจะต้องติดตามเรื่องของมวลผู้ประกอบการ เรื่องการผลิตยาอย่างครบถ้วนอย่างไร จึงเป็นคำถามทิ้งไว้ให้ท่านรัฐมนตรีได้ให้เจ้าหน้าที่ ช่วยตอบและยืนยันในการที่จะลงพิธีสารดังกล่าวนี้ ที่จะเกิดประโยชน์แก่คนไทย อย่างไร อย่างเต็มที่ เพราะว่าอย่างน้อยเราก็เพียงแต่รับทราบตามรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้เท่านั้นเอง ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ พลตำรวจตรี สุพิศาล มีสมาชิกท่านลงชื่อเพิ่มอีก ๕ ท่าน มีท่านวิรัช พันธุมะผล พรรคภูมิใจไทย และมีสมาชิกวุฒิสภาอีก ๔ ท่าน มีท่านเจตน์ ศิรธรานนท์ ท่านวิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธ์ ท่านกิตติ วะสีนนท์ เดี๋ยวว่าไปตามลำดับนะครับ เชิญท่านเกียรติ สิทธีอมร และตามด้วยท่านเจตน์ ศิรธรานนท์🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา อันนี้เป็นเรื่องของพิธีสารที่ต้องมีการนำเข้าสู่ ที่ประชุมร่วม ก็ต้องเรียนฝ่ายรัฐบาลนิดหนึ่ง เอกสารเพิ่งมาเมื่อเช้า แต่เป็นเรื่องที่ต้องทำ ความเข้าใจ จริง ๆ เอกสารควรจะพร้อม ๑ สัปดาห์ก่อนที่จะมีการนำวาระเข้าสู่การพิจารณา ผมเองเป็นคนหนึ่งที่ขวนขวาย ปลายสัปดาห์ที่แล้วขอยังไม่มี เมื่อวานนี้ผมก็มาขอ ได้มา ช่วงบ่าย อันนี้ก็ฝากนำเรียนไปยังรัฐบาลด้วยครับท่านประธาน เพราะว่าเรื่องบางเรื่องเป็นเทคนิค ที่สำคัญ มาดูเช้าวันนี้แล้วก็จะให้พูดเช้าวันนี้เลยนี่ คงไม่ค่อยเป็นธรรมกับสมาชิกรัฐสภา เท่าไรนะครับ🔗
ประการที่ ๒ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เราไม่เคยมีความตกลงนี้ เป็นเรื่องของ การปรับปรุงครับ แต่เหตุผลว่าทำไมเราปรับปรุงในครั้งนี้ใครเป็นคนผลักดันนี่ไม่มีในเอกสาร ถ้าผมเข้าใจเอง ผมเข้าใจว่าเพราะประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีความพร้อม เราก็ร่วมกับ อีกหลาย ๆ ประเทศที่พร้อมผลักดันให้ปรับปรุง ปรับปรุงอะไรครับ จริง ๆ ปรับปรุงแค่ ๒ มาตรา มาตรา ๑ กับมาตรา ๗ มาตรา ๑ ก็คือคำจำกัดความว่าผลิตภัณฑ์อะไรรวมอยู่บ้าง ทีนี้ พอไปเปรียบเทียบของเก่ากับของใหม่ ที่ผมเห็นได้ชัดมีผลิตภัณฑ์หนึ่งที่เดิมไม่รวม แต่วันนี้ กลับมารวม อันนี้ไม่มีเหตุผลอธิบาย เผอิญเราพร้อมใช่ไหมครับ ผู้ผลิตเราพร้อมใช่ไหม ที่จะสามารถแข่งขันได้ ก็เลยปรับความครอบคลุมของผลิตภัณฑ์ ที่ผมเห็นชัดเจนว่า เดิมไม่รวมก็คือไบโอฟาร์มาซูทิคัล โปรดักต์ (Biopharmaceutical Product) หรือที่ท่าน เรียกว่าผลิตภัณฑ์ยาชีววัตถุ เดิมไม่รวมครับ ครั้งนี้รวมให้ครอบคลุม ก็ขอทราบเหตุผล นิดหนึ่ง เมื่อ ๔-๕ ปีที่แล้วตอนที่เราไปลงนามหรือปี ๒๕๕๒ นี่เราไม่พร้อมใช่ไหม แล้ววันนี้ เราพร้อมใช่ไหมครับ แล้วพร้อมนี่เราจะคาดหวังว่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ในกรณีนี้จะเพิ่ม มากขึ้นเท่าไร อันนี้ก็จะได้เป็นข้อมูลที่สำคัญที่จะให้ความมั่นใจกับทางสมาชิกรัฐสภา🔗
พอไปพูดถึงคำแปล ท่านประธานครับ ผมเองก็ต้องกลับไปถาม เพราะว่า ผมเองเป็นคนหนึ่งที่มีส่วนร่วมปรับปรุงกฎหมายภายในที่เป็นผลจากพิธีสารต่าง ๆ แล้วเรามี ปัญหามากครับ คนที่ควรจะแปลไม่ได้แปล คนแปลที่มีความรู้ไม่มีส่วนร่วมในขั้นตอน ต่อไปเลย แล้วกลายเป็นว่าร่างที่เข้ามาสภาที่ต้องมีการปรับปรุงกฎหมายบางฉบับ คำแปล ไม่ตรงกัน มีความคลาดเคลื่อน คำว่า ไบโอฟาร์มาซูทิคัล โปรดักต์ (Biopharmaceutical Product) เอง ท่านกูเกิล (Google) เดี๋ยวนี้เลยครับ ถ้าท่านกูเกิล (Google) เดี๋ยวนี้เขาใช้ คำว่าชีวเภสัชภัณฑ์ แต่ของประเทศไทยฉบับที่เข้าสภามานี้เราใช้ผลิตภัณฑ์ยาชีววัตถุ เอาอะไรแน่ครับ เอาอะไรแน่ แล้วก็คนที่แปลนี่ครับ จริง ๆ ถ้าจะแปลคำแปลของพิธีสาร หรือความตกลงระหว่างประเทศที่เป็นมาตรฐานมันต้องมีการรับรองของกรมสนธิสัญญา ของกระทรวงการต่างประเทศ อันนี้รับรองมาหรือเปล่า ผมสังเกตนะครับ มีหลายความตกลง ที่เข้า ครม. ไปแต่คำแปลไม่ได้มีการยืนยัน ก็ไม่ทราบใครแปล แล้วมีความขัดแย้งกันนะครับ อันนี้ต้องถามท่านเลย เพราะเรามีกรมเจรจา เรามีกรมสนธิสัญญา แต่มีหลายกรณีที่พอ เข้าสภามาคำแปลนี้ไม่ใช่ทั้ง ๒ กรมเลยครับ ไม่ได้มีการรับรองเป็นเรื่องเป็นราว และยืนยัน โดย ครม. ตรงนี้เป็นข้อฝากหรือให้ท่านช่วยยืนยันด้วยว่าคำแปลในครั้งนี้เป็นอย่างไรแน่ เพราะแม้กระทั่งเปิดกันเดี๋ยวนี้มันก็ไม่ตรงกันกับที่เขาใช้กันทั่วไป ซึ่งผมยกตัวอย่างไปแล้ว อันนั้นความครอบคลุม ส่วนที่บอกว่าไม่รวมถึง ท่านเพิ่มไปอีกกรณีหนึ่งครับ ที่บอกไม่รวมถึง เพิ่ม เนื้อเยื่อเซลล์และผลิตภัณฑ์บำบัดด้วยยีน (Gene) ข้อตกลงเดิมไม่มีครับ ตรงนี้ใส่เข้าไป เพราะอะไร ทั้ง ๆ ที่ไม่ให้ครอบคลุมอยู่แล้วนะครับ เดิมไม่มี แต่วันนี้ใส่เข้าไป อันนี้ช่วย อธิบายเหตุผลหน่อยครับว่าเป็นเพราะอะไร เราจะได้มีความเข้าใจ🔗
ประการที่ ๒ ในข้อตกลงทุกข้อตกลงดั้งเดิมเลยนี่มันมีเรื่องรีซิพรอซิตี (Reciprocity) ต่างตอบแทน ในเนื้อหาของการปรับปรุงครั้งนี้ท่านจะมีประเด็นเรื่อง ต่างตอบแทนเป็นส่วนหนึ่งด้วยหรือไม่ อันนี้ไม่ชัดครับ และแม้กระทั่งการต่างตอบแทนเอง กฎหมายของประเทศไทยหลายฉบับที่ปรับปรุงไปคนเข้าใจมีน้อยมากเลยนะครับ แล้วที่ ปรับปรุงไปมีหลายกรณี ในเอ็มอาร์เอ (MRA) ของอาเซียน (ASEAN) เองนี่ไม่เขียนให้ชัด ทั้ง ๆ ที่กฎหมายประเทศอื่นเขียนชัดมาก กฎหมายประเทศอื่นถ้าท่านไปดูจะบอกเลยนะครับ ผมยกตัวอย่างอย่างฟิลิปปินส์ เขาจะบอกเลยว่าถ้าประเทศไทยไม่ให้สิทธิเขาเขาจะไม่ให้ สิทธิเรา แต่คนที่จะต้องพิสูจน์สิทธิคือคนยื่น คนยื่นนะครับไม่ใช่รัฐบาล ไม่ใช่เรกกูเลเตอร์ (Regulator) ด้วยนะครับ คนยื่นขอซึ่งเป็นผู้ประกอบการ ตรงนี้ทำอย่างไรกระบวนการ ของเรานี่ไม่ชัดเลยเอ็มอาร์เอ (MRA) ของเราเกือบทุกฉบับพอไปปรับปรุงกฎหมายภายใน แล้วไม่มีความชัดเจนในเรื่องต่างตอบแทนเลยและไม่มีการนำกฎหมายที่ประเทศอื่น มีการปรับปรุงไปแล้วกลับมาทวนดูด้วยว่าเราควรจะมีมาตรการอย่างไร ตรงนี้ผมคิดว่า เรายังอ่อนมากในเรื่องมาตรการต่างตอบแทน ก็ฝากท่านไว้เวลาท่านไปปรับปรุงกฎหมาย ภายในเขียนให้ดีครับ🔗
ประการต่อมา มาตรา ๗ ที่มีการแก้ไขไป ให้เวลา ๕ ปี ยืดได้อีก ๒ ปี อันนี้ ท่านต้องยืนยันว่า ๕ ปีกับ ๒ ปี ความพร้อมภาคเอกชนมีพอไหม ความพร้อมเรกกูเลเตอร์ (Regulator) มีพอไหม ความพร้อมภาครัฐในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีพอไหม ถ้าไม่พร้อม จะเกิดอะไรขึ้น แล้วมันมีแผนยุทธศาสตร์ในการปรับปรุงไหมครับ หน่วยงานของท่าน ที่เกี่ยวข้อง ตรงนี้ก็ต้องฝากถามท่านครับ🔗
ประการต่อมาครับ ผู้ประกอบการน่าจะได้ประโยชน์ แต่ผู้ประกอบการเรา ไม่เคยมีรายละเอียดนะครับ เราบอกมี ๑๗๐ ราย แต่ส่วนใหญ่ผู้ผลิตยาไม่ใช่ไทยแท้นะครับ เป็นลูกครึ่งเสียเยอะครับ หรือแม้กระทั่งเป็นต่างชาติเลย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ก็มี บางคนมี ฐานการผลิตนอกประเทศด้วยแต่อยู่ในอาเซียน (ASEAN) เช่นกัน ฉะนั้นฐานการผลิตที่อยู่ใน อาเซียน (ASEAN) เอง แต่เจ้าของเป็นบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในไทยได้สิทธิไหมครับ ตรงนี้ ต้องมีความชัดเจน ก็ฝากท่านไว้ให้ช่วยตอบนิดหนึ่ง มีข้อเสนอจากในช่วงกระบวนการ รับฟังความคิดเห็นนะครับ สรุปมี ๓ ข้อ ช่วยตอบนิดหนึ่งว่าท่านจะทำอย่างไร ข้อแรก มีการ ให้ลดค่าธรรมเนียม ท่านจะลดไหม ประการที่ ๒ ฐานการผลิตที่ผมพูดไปแล้วครับ บริษัท ที่จดทะเบียนในไทย มีฐานการผลิตในอาเซียน (ASEAN) ได้สิทธิด้วยไหม ประการที่ ๓ ขอให้มีการระบุวันหมดอายุของผลิตภัณฑ์ยาภายใต้พิธีสารนี้ อันนี้จะทำไหม ๓ ข้อนี้นะครับ แล้วก็ฝากเป็นประการสุดท้ายสรุปครับ ผมคิดว่าจะให้ชัดให้สภานี้สบายใจก็อยากฟังนิดหนึ่งว่า เรามีวิสัยทัศน์อย่างไรในการวางยุทธศาสตร์ของการผลิตยาในลำดับต่อไปนะครับ ผมโยงไป สุดท้ายจริง ๆ ครับ ตั้งแต่ปี ๒๐๐๑ ครับ ประเทศไทยเคยเขียนแผนยุทธศาสตร์ไว้แล้วว่า ประเทศไทยควรจะเป็นฐานการผลิตของอาเซียน (ASEAN) ในเรื่องของยา และอาเซียน (ASEAN) ควรเป็นฐานการผลิตของโลกในเรื่องของยาเช่นกัน อันนี้มีอยู่ในอีสต์ เอเชีย วิชัน กรุ๊ป (East ASEAN Vision Group) ซึ่งผมเป็นสมาชิกคนหนึ่งในตอนนั้น ก็อยากถามรัฐบาล ว่าจะดำเนินการตามวิสัยทัศน์นี้หรือไม่ครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปเชิญ นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ แล้วตามด้วยท่านวิรัช พันธุมะผล ครับ🔗
ท่านประธานครับ เดี๋ยวผมขออนุญาตตอบประเด็นเป็นช่วง ๆ ครับ ผมรัฐมนตรีสาธิตครับ ผมรวบรวมประเด็น แต่ว่าเป็นประเด็นสำคัญครับ🔗
ได้ครับ เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในนามของคณะรัฐมนตรีที่ได้นำเสนอพิธีสารในวันนี้นะครับ ก็ต้องขอบคุณท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรตินะครับ ท่านเกียรติ สิทธีอมร ที่ถามประเด็นที่น่าสนใจสัก ๔-๕ ประเด็นนะครับ แต่ว่าผมจะขออนุญาตตอบในแง่ของหลักการกับเรื่องยุทธศาสตร์ แต่ว่าในเรื่องไม่ว่า จะเป็นประเด็นเรื่องของนิยาม ในเรื่องของไทยเป็นไทย ชีววัตถุเป็นยาประเภทไหน หรือว่า ชีววัตถุ อังกฤษเป็นไทยความหมายเป็นอย่างไร ผิดหรือไม่ หรือว่าชีววัตถุที่เป็นกลุ่มที่เพิ่ม และมีบางส่วนที่ไม่ได้รวม อันนี้ด้วยเหตุผลของความสลับซับซ้อนอะไรเดี๋ยวให้เจ้าหน้าที่ ฝ่ายเทคนิคท่านเลขาธิการ อย. ได้เป็นคนตอบนะครับ🔗
ประเด็นแรกคือต้องขออภัยในเรื่องของเอกสารที่อาจจะล่าช้า เนื่องจากว่า เรื่องนี้เราให้ความสำคัญแล้วก็ ครม. ผ่านเมื่อเดือนที่แล้วครับ แต่ว่ามันมีข้อจำกัดเรื่อง การประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN) ที่จะเกิดขึ้นในเดือนมีนาคม จึงจำเป็น ต้องเร่ง ถ้าเอกสารในส่วนของการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ถึงตัวสมาชิกช้าเกินไปต้อง กราบขออภัย ส่วนเรื่องยุทธศาสตร์ของเรื่องการผลิตยาที่อยู่ทั้งในประเทศ นอกประเทศ ผมเรียน ท่านเกียรติอย่างนี้ว่าในส่วนรัฐบาลเราเห็นโอกาส โอกาสที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับสถานการณ์ โควิด (COVID) วิกฤติที่ทำให้ประเทศไทยได้รับความเชื่อมั่น เรื่องนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง ชีววัตถุ เราพูดถึงยกตัวอย่างว่าเป็นวัคซีนด้วย เพราะฉะนั้นความเชื่อมั่นที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ก็จะเสริมสร้างความมั่นใจให้กับบริษัทที่เป็นผู้ผลิตเอง ส่วนการผลิตของบริษัทยาต่าง ๆ ผมเข้าใจว่าไม่ว่าจะเป็นบริษัทผลิตยาในประเทศไทยเองจะมีหุ้นส่วนเป็นต่างชาติ แต่เราก็ ถือว่าเราเป็นเพียงรัฐที่จะต้องส่งเสริม อำนวยความสะดวก ลดค่าใช้จ่าย ส่วนเขาจะมี ฐานการผลิตหรือเป็นหุ้นส่วนที่ไหน อย่างไร ยิ่งดีด้วยซ้ำไปนะครับ ขณะนี้ในพื้นที่อีอีซี (EEC) มีการมาขอลงทุนในเรื่องของการผลิตยาจำนวนมาก รวมทั้งบริษัทไทยเองที่เปลี่ยนไลน์ (Line) การผลิต บริษัทที่เป็นรัฐวิสาหกิจของประเทศไทยก็สนใจที่จะทำเรื่องนี้ เนื่องจากว่า เห็นโอกาสสำคัญในวิกฤติที่เกิดขึ้นในสถานการณ์โควิด (COVID) รัฐก็จำเป็นที่เปิดโอกาส เปิดตลาดให้ แล้วก็เป็นไปตามแผนที่ท่านว่าไว้ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้รัฐบาลพร้อมจะ สนับสนุนที่เป็นแรงผลัก แล้วก็เพิ่มความสะดวกในการดำเนินการของบริษัทเอกชน เพื่อเพิ่มตัวเลขเศรษฐกิจต่าง ๆ ซึ่งมันมีความชัดเจนอยู่แล้ว ผมขออนุญาตนำกราฟขึ้นมา นิดหนึ่งครับ เฉพาะตัวเลขที่เราส่งออกผลิตภัณฑ์ยาในสมาชิกอาเซียน (ASEAN) เรามีตัวเลข ๓๓๐ ล้านบาท แล้วมีโกร์ธ (Growth) หรืออัตราการเติบโตอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเราทำพิธีสาร กรอบความร่วมมืออันนี้ ข้อตกลงอันนี้ รวมทั้งหลังจากที่เราเพิ่มชนิดของชีววัตถุที่ยกตัวอย่าง เช่นวัคซีนอันนี้ เราก็มั่นใจว่าจะเพิ่มตัวเลขทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยได้ อันนี้เป็น แนวที่รัฐบาลเดินหน้า ส่วนเรื่องของเทคนิคเดี๋ยวให้ท่านเลขาธิการ อย. กับรองอธิบดี กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้ตอบท่านเกียรติครับ เชิญครับ🔗
เดี๋ยว ค่อยตอบดีไหมครับสำหรับเจ้าหน้าที่ เพราะว่ามีสมาชิกหลายท่าน🔗
กราบเรียนท่านประธานครับ ประเด็นนี้เป็นประเด็นต่อเนื่อง ขออนุญาตครับ🔗
ต่อเนื่อง หรือครับ จะตอบเลยก็ได้ครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหาร และยา ขออนุญาตชี้แจงในส่วนที่ท่านผู้ทรงเกียรติถามในส่วนนี้ครับ🔗
ประเด็นแรก คือเรื่องของความพร้อมแล้วก็ระบบกำกับในส่วนของผลิตภัณฑ์ยา ที่ประเทศเรามีความพร้อมอะไรขนาดไหนนะครับ ผมกราบเรียนว่าวงจรในเรื่องของยา ตั้งแต่การผลิต การให้ขึ้นทะเบียนยา ไปถึงจนกระจายยา แล้วก็มีการเขาเรียกว่าดูแลหลังจาก ที่ออกสู่ตลาดแล้ว มีระบบเฝ้าระวัง ในส่วนนี้ไม่ว่าจะเป็นส่วนของสำนักงานคณะกรรมการ อาหารและยาเอง หรือว่ากรมวิทยาศาสตร์เอง แล้วก็ที่เกี่ยวข้อง อันนี้เรา มีความพร้อมแล้วก็มีมาตรฐานเป็นสากล อย่างเช่นในวันนี้ผมกราบเรียนว่าเรื่องของ โปรโตคอล (Protocol) หรือพิธีสารนี้ ซึ่งเป็นการแก้ไขพิธีสารที่เราใช้อยู่ ณ ปัจจุบัน ของอาเซียน (ASEAN) ในเรื่องของการรับรอง แล้วก็การตรวจประเมินมาตรฐานที่เขา เรียกว่าจีเอ็มพี (GMP) ในประเทศของเราเองก็มีมาตรฐานที่เขาเรียกว่าระบบพีไอซีเอส (PIC/s) ซึ่งก็ครอบคลุมมาตรฐานในส่วนของอาเซียน (ASEAN) อยู่แล้ว ส่วนนี้ก็เป็น ความพร้อม เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าเราเป็น ๑ ใน ๕ ประเทศ ที่ขึ้นเขาเรียกว่าลิสเต็ด (Listed) คือขึ้นว่าเราสามารถ ถ้าผู้ผลิตในประเทศบอกว่าให้ในส่วนของสำนักงาน คณะกรรมการอาหารและยาตรวจแล้ว ประเทศที่เราส่งออกไปในอาเซียน (ASEAN) ทั้ง ๑๐ ประเทศ ทั้ง ๙ ประเทศที่เหลือก็ไม่ต้องตรวจประเมินจีเอ็มพี (GMP) ซ้ำอีกนะครับ ซึ่งเป็นการลดค่าใช้จ่ายแล้วก็ลดในเรื่องของระยะเวลา ทำให้สินค้านั้นหมุนเวียนนะครับ ในเรื่องของยา แล้วก็มั่นใจในเรื่องของคุณภาพมาตรฐานความปลอดภัย🔗
อีกประเด็นหนึ่งผมเรียนว่าข้อมูลภายในประเทศของผู้ผลิตยา เรามี ๑๗๒ โรง แล้วในส่วนนี้เป็นผู้ผลิตเกี่ยวข้องกับยาชีววัตถุ ๑๓ โรง ผมกราบเรียนว่าในภาษาที่เราใช้อยู่ เดิมหมายถึงว่า ณ ปัจจุบันนี้ก็เป็นไบโอฟาร์มาซูทิคัล (Bio Pharmaceutical) ก็คือยาชีววัตถุ ในส่วนนี้เอง ซึ่งความหมายของยาชีววัตถุก็คือเรื่องของผลิตภัณฑ์ที่มีตัวยาสำคัญที่ผลิต หรือได้มาจากสิ่งมีชีวิต อย่างเช่น พวกวัคซีน อย่างยาอินซูลิน (Insulin) ที่ได้จากจากสิ่งมีชีวิต ในส่วนนี้ จริง ๆ แล้วขอบเขตในครั้งนี้เดิมในอาเซียน(ASEAN) เราใช้ในเรื่องของแค่ยาเคมี แต่ครั้งนี้เราเพิ่มยาชีววัตถุ แล้วก็เรื่องของเภสัชเคมีภัณฑ์ แต่ไม่รวมเรื่องของผลิตภัณฑ์ ในส่วนของที่ได้จากเลือดหรือพลาสมา (Plasma) รวมทั้งเรื่องของเซลล์ เขาเรียกเซลล์ เธอราปี (Cell Therapy) หรือว่ายีน เธอราปี (Gene Therapy)อะไรทั้งหลาย ตรงนี้กราบเรียนว่า จริง ๆ แล้วคำว่า ชีววัตถุ มันครอบคลุมไปถึงเรื่องของพลาสมา (Plasma) ด้วย เรื่องของ ผลิตภัณฑ์ที่มาจากเลือดด้วย แล้วก็เรื่องของพวกเซลล์ต่าง ๆ ที่มาจากสิ่งมีชีวิตด้วย ผมก็กราบเรียนทุกท่านว่าจริง ๆ แล้วในส่วนของผู้ผลิตเราหรือแม้แต่ในส่วนของหน่วยงาน กำกับก็มีความพร้อมในเรื่องของจีเอ็มพี (GMP) ที่เราจัดการในเรื่องนี้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้น จากยาเคมีเพิ่มเติมมาเป็นยาชีววัตถุที่ดูแลอยู่ แล้วก็รวมของเภสัชเคมีภัณฑ์เรามีความพร้อม อย่างเต็มที่อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นในคำตอบที่ว่าในเรื่องของ ๕ ปี แล้วก็ยืดเวลาได้อีก ๒ ปี ในประเทศเรา ในประเทศไทยเองไม่มีความจำเป็นต้องขยาย ของเรามีกฎระเบียบอะไร ทั้งหลายพร้อมหมดแล้ว แล้วก็มีความสามารถในส่วนนี้แล้ว รวมทั้งผู้ผลิตในประเทศด้วย อย่างที่ผมเรียนไปแล้วว่าในชีววัตถุก็เพิ่มขึ้นไปอีก ๑๓ โรง ในส่วนนี้🔗
อีกส่วนหนึ่งก็คือเรื่องของการที่ยอมรับร่วมกันในเรื่องของการเทสต์ รีพอร์ต (Test Report) ผมกราบเรียนว่าเรื่องนี้จริง ๆ แล้วก็คือเป็นเรื่องของ ยกตัวอย่างว่า ประเทศต่าง ๆ ในอาเซียน (ASEAN) ควรจะมีการสอดคล้องกัน จีเอ็มพี (GMP) ในเรื่องนี้ ก็เหมือนกัน มาตรฐานในเรื่องของจีเอ็มพี (GMP) ก็เป็นอันหนึ่งที่เราทำให้สอดคล้องกันก็คือ ในวันนี้ที่เราเพิ่มขึ้น ก็กราบเรียนในส่วนนี้ครับ สรุปในเรื่องที่ท่านถามในเรื่องของ ค่าธรรมเนียม🔗
ท่านรอ สักครู่ดีกว่ากระมังครับ คือผมอยากจะเรียนอย่างนี้ว่าท่านสมาชิกตอนนี้เข้าชื่อไว้ ๖ ท่าน พร้อมที่จะถามแล้วเขาเตรียมคำถามต่าง ๆ มา ท่านสมาชิกที่นั่งอยู่ก็อยากจะฟังว่า เพื่อนสมาชิกนั้นได้ถามในประเด็นใด แล้วท่านก็บันทึกไว้ว่าที่จะชี้แจงให้เคลียร์ (Clear) จากคำถามของท่านสมาชิก เพื่อนสมาชิกทั้งหมดก็จะได้เข้าใจ แล้วถ้าท่านยังตอบไม่ครบ ท่านสมาชิกก็อาจจะถามต่อไปได้ ดังนั้นเอาทีละท่านมาจะเสียเวลามาก แล้วก็จะเป็นที่ ลำบากใจแก่ท่านสมาชิกที่จะอภิปราย ขอความกรุณานะครับ เดี๋ยวท่านได้ชี้แจงแน่ครับ ผมขอเรียงตามลำดับ ท่านวิรัช พันธุมะผล ท่านนายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ ประเด็นใด ที่เขาชี้แจงแล้วท่านก็ปรับปรุงหน่อยนะครับ เชิญท่านวิรัชครับ🔗
ขอบพระคุณท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายวิรัช พันธุมะผล สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้เป็นโอกาสที่รัฐบาล ขอความเห็นชอบในร่างพิธีสารเพื่อแก้ไขข้อตกลงว่าด้วยการยอมรับร่วมรายสาขา ของอาเซียน สำหรับการตรวจประเมินตามมาตรฐานวิธีการในการผลิตยา ก่อนอื่น ผมอ่านจากเอกสารที่ได้รับมอบวันนี้ จริง ๆ แล้วเอกสารพวกนี้ควรจะให้กับสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกรัฐสภาได้ดูในรายละเอียดก่อน แต่ผมเพิ่งได้รับวันนี้นะครับ🔗
ประเด็นต่อมา เอกสารที่ส่งมามีเฉพาะฉบับที่แก้ไขทำให้เราไม่สามารถที่จะ เปรียบเทียบว่าข้อตกลงเดิมมีอย่างไรและท่านแก้ไขอย่างไร เพื่อจะเปรียบเทียบข้อดี ข้อเสีย ข้อแตกต่างของพิธีสารหรือข้อตกลงนั้น เพื่อประกอบการพิจารณาให้ความเห็นชอบ ต่อไป นะครับ ต้นฉบับที่ให้มาก็ไม่ได้มีที่แปลมา แต่ไม่ได้มีอย่างที่ผมเรียน ไม่มีของเดิม การจะ พิจารณากฎหมาย หรือข้อกฎหมายมันต้องมีของเดิมว่าอย่างไร ของใหม่ว่าอย่างไร เพราะฉะนั้นต่อไปการที่จะส่งข้อตกลงให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบ ขอได้โปรดส่งของเดิม มาด้วย เพื่อประกอบการพิจารณา อันนี้เป็นเริ่มต้นนะครับ ผมอ่านแล้วแล้วก็ให้การ สนับสนุนให้ความเห็นชอบข้อตกลงว่าด้วยการยอมรับร่วมรายสาขาดังกล่าว เพราะมันเป็น ประโยชน์เป็นการส่งเสริมการอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายผลิตภัณฑ์ยาในอาเซียน (ASEAN) แต่ว่าสิ่งที่ทางรัฐบาลเสนอมาผมเรียนแล้วว่าไม่ได้ส่งต้นฉบับของเดิมว่าอย่างไร นี่เป็นหลักใหญ่ แล้วยังไม่บอกว่าจำนวนยาที่ประเทศไทยผลิต เราได้ส่งออกไปยังประเทศ อาเซียน (ASEAN) เป็นจำนวนเท่าไร ประเทศต่าง ๆ เป็นจำนวนเท่าไร และนำเข้าเป็น จำนวนเท่าไร เพื่อเปรียบเทียบว่าในการแก้ไขข้อตกลงนี้ประเทศไทยเราน่าจะได้ประโยชน์ หรือไม่ อย่างไร จริง ๆ จึงควรให้ อย. ได้รวบรวมเพื่อแจ้งให้สมาชิกรัฐสภาทราบ เพื่อเป็น ประโยชน์ ในการเปรียบเทียบในการพิจารณา🔗
ประเด็นต่อไปคือในคำว่าผลิตภัณฑ์ยาในข้อ ๑ เขียนว่าผลิตภัณฑ์ยา หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ตามที่กำหนดในภาคผนวก ก็ไม่ได้ใส่ภาคผนวกมาให้ก็เลยไม่รู้ว่า ผลิตภัณฑ์ยานั้น คือในภาคผนวกมีอะไรบ้าง นี่คือทำงานอย่างไม่รอบคอบ ไม่เรียบร้อย ไม่ใช่ รอบคอบ ผมขออนุญาตไม่ได้ว่านะครับ ต่อไปข้อ ๖ เอ (A) ข้อ ๖ เอ (A) ไม่ได้เขียน ข้อ ๑ ไม่ได้เขียนไว้ ต่อไปครับ เรื่องระยะเวลาเหมือนกันครับ ระยะเวลา ข้อ ๗๑ เขียนไว้ว่า ในขอบเขตที่ประเทศสมาชิกผูกพันตามพิธีสารในการขยายขอบเขตการผลิตภัณฑ์ยาตาม ข้อ ๑ ประเทศสมาชิกจะต้องนำข้อกำหนดนี้ไปดำเนินการไม่เกิน ๕ ปี หลังจากพิธีสารนี้ มีผลใช้บังคับ โอ้โฮ ตั้ง ๕ ปี ทำไมให้เวลาเยอะแยะล่ะครับ ทำไมแก้แล้วไม่มีผลทันที มันควรจะใช้ระยะเวลาน้อยกว่านี้ในการที่จะดำเนินการเพื่อให้เกิดผลใช้บังคับ ซึ่งผมเชื่อว่า การแก้ไขตัวนี้ ผมเชื่อในความสามารถของประเทศไทยว่าเราสามารถผลิตยาที่ผ่านการดูแล ของ อย. ได้จำนวนมากกว่าประเทศอื่น ๆ และเราน่าจะเป็นผู้ที่ได้ประโยชน์ในการส่งยา ไปยังต่างประเทศในอาเซียน (ASEAN) ด้วยกัน นี่คือสิ่งต่าง ๆ ที่คุณเอาไปแก้ไข แต่ผมก็ยัง เห็นว่าเป็นประโยชน์กับประเทศไทยในการแก้ไขข้อตกลงนี้ จึงเชื่อว่าท่านสมาชิกรัฐสภา จะให้ความเห็นชอบในข้อตกลงที่แก้ไขข้อตกลงนี้ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณ ท่านวิรัช พันธุมะผล ต่อไปเป็นนายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ แล้วตามด้วยท่านนิคม บุญวิเศษ จากนั้นมาก็จะเป็นท่านวิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ เชิญ นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ท่านประธานครับ ก่อนอื่น ก็คงต้องสื่อไปถึงชาวบ้านที่รับฟังอยู่ ในประเด็นเรื่องของพิธีสาร พิธีสารเป็นส่วนย่อยของ อนุสัญญาระหว่างประเทศ ซึ่งปกติถ้าหากว่าหน่วยงานมีความเห็นว่าจะต้องเข้ารับ ความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้วก็ต้องดำเนินการไปตามนั้น เพราะว่ามันเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๘ ในพิธีสารวันนี้มันเป็นเรื่องที่แก้ไข แก้ไขก็คืออะเมนด์เมนต์ (Amendment) ข้อตกลงว่าด้วยการยอมรับร่วมรายสาขาก็คือเอ็มอาร์เอ (MRA) เป็นเซกเตอร์รัล เอ็มอาร์เอ มิวชวล รีคอกนิชัน อาเรนจ์เมนต์ (Sectoral MRAs : Mutual Recognition Arrangement) ซึ่งก็จะเป็นการตรวจประเมินตามมาตรฐาน ในที่นี้ก็คือจีเอ็มพี กู๊ด เมนูแฟกต์เชอร์ริง แพร็กทิซ (GMP : Good Manufacturing Practice) หรือจีเอ็มพี (GMP) ก็คือตรวจสอบ ผู้ผลิตเมดิซินัล โพรดักต์ (Medicinal Products) ก็คือในเรื่องของมาตรฐานวิธีการในการ ผลิตยา นี่คือหัวข้อที่ทางสมาชิกรัฐสภากำลังอภิปรายอยู่ในขณะนี้ ทีนี้อะเมนด์เมนต์ (Amendment) ก็คือการปรับปรุงแก้ไข ซึ่งเดิมมีอยู่แล้วในปี ๒๕๕๒ ทีนี้เรามาดูว่าประเด็น ที่แก้ไขมันมีอาร์ทิเคิล ๑ (Article 1) ในเรื่องของคำจำกัดความหรือดิฟินิชัน (Definition) ในอาร์ทิเคิล ๒ (Article 2) ถึง ๔ ก็คือสโคป (Scope) และโคเวอเรจ (Coverage) คือหมายถึงว่าจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไรอินซูเลชัน ออฟ เดอะ แอนเนกซ์ (Insulation of The Annex) ข้อสำคัญก็คือแอนเนกซ์ (Annex) ที่พ่วงท้ายเอกสารแนบท้าย เพราะฉะนั้น หัวใจของมันอยู่ที่เมดิซินัล โพรดักต์ (Medicinal Products) ก็คือยาแล้วก็ผลิตภัณฑ์ ทางการแพทย์ การผลิตภัณฑ์ของยา เราเปลี่ยนไปเป็นฟาร์มาซูทิคัล (Pharmaceuticals) และไบโอฟาร์มาซูทิคัล (Biopharmaceuticals) ซึ่งอยู่ในแอนเนกซ์ (Annex) ในอาร์ติเคิล ๖ (เอ) (Article 6) (A) ส่วนบี (B) เพิ่มขึ้นก็คือแอกทีฟ ฟาร์มาซูทิคัล อินกรีเดียนต์ (Active Pharmaceutical Ingredients) ที่ใช้ในโพรดักต์ชัน (Production) ของฟาร์มาซูทิคัล (Pharmaceuticals) และไบโอฟาร์มาซูทิคัล (Biopharmaceuticals) หัวใจของเรื่องนี้ ก็คือเปลี่ยนจากเมดิซินัล โพรดักต์ (Medicinal Products) เป็นฟาร์มาซูทิคัล (Pharmaceuticals) และไบโอฟาร์มาซูทิคัล โพรดักต์ (Biopharmaceutical Products) อันนี้คือหัวใจของอะเมนด์เมนต์ (Amendment) ของพิธีสารที่เรากำลังคุยกันในวันนี้ เพราะฉะนั้นในประเด็นที่เปลี่ยนแปลงไปมันก็มีสิ่งที่คิดว่าจะเป็นผลดี แต่ข้อสำคัญก็คือ ข้อตกลงร่วมของอาเซียน (ASEAN) ซึ่งมีอยู่ ๑๐ ประเทศ แต่ใน ๑๐ ประเทศ มีเพียง ๕ ประเทศที่อยู่ในอาเซียน ลิส (ASEAN LIS) ลิส (LIS) ในที่นี้คือแอลไอเอส (LIS) ลิส (LIS) มาจากคำว่าลิสเตด อินสเปกชัน เซอร์วิซ (Listed Inspection Service) คือมันมีแค่ ๕ ประเทศ แต่อีก ๕ ประเทศยังไม่อยู่ในอาเซียน ลิส (ASEAN LIS) แต่ถือว่า ๕ ประเทศหลัง สามารถที่เซ็นรับรอง ถ้า ๕ ประเทศแรกเขารับรอง ประเด็นอยู่ที่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นถามว่า แล้วการที่เราจะปรับปรุงแก้ไขหรืออะเมนด์เมนต์ (Amendment) มันเกิดผลดี เกิดประโยชน์ ต่อประเทศไทยอย่างไร ถ้าผมจะยกตัวอย่างให้เกิดความชัดเจนว่าประเทศไทยเราตามที่ ท่านรัฐมนตรีได้นำเสนอแต่แรกว่าเรามีผู้ผลิตมากกว่า ๑๗๐ ราย นำเงินเข้าประเทศมากกว่า ๓๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ อันนี้คือข้อมูลในปัจจุบัน แน่นอนครับการพัฒนามันก็จะมีประเทศที่สามารถที่เพิ่มมูลค่าของการส่งออกได้จากเรื่องยา แล้วก็ผลิตภัณฑ์จากยา ตามที่เรารู้กันดีว่าอียู (EU) นี่ มีต่างประเทศมาลงทุนจำนวนมาก ตรงนี้เกิดประโยชน์อย่างชัดเจน แล้วก็สิ่งที่มันเกิดประโยชน์ที่ผมยกขึ้นมาแล้วทุกท่าน จะเห็นชัดเจน บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด เรารู้จักกันดีว่าเป็นบริษัทที่ผลิตวัคซีน โควิด-๑๙ (COVID-19) ที่ชื่อแอสตร้าเซเนกา (AstraZeneca) เกิดจากพระราชปณิธานของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร หรือ รัชกาลที่ ๙ ท่านเป็นผู้ก่อตั้ง แล้วก็สามารถที่ผลิตชีววัตถุได้ ก่อนที่จะผลิตวัคซีนแอสตร้าเซเนกา (AstraZeneca) ด้วยซ้ำ แล้วก็ต่างประเทศที่เป็นบริษัทแม่จากประเทศอังกฤษ ติดต่อให้ผลิต วัคซีนแอสตร้าเซเนกา (AstraZeneca) ทั้ง ๆ ที่ว่าบริษัทไม่เคยผลิตวัคซีนมาก่อน แต่ด้วย ความเชื่อมั่นในวิธีการและกระบวนการผลิต ก็เลยติดต่อให้ผลิตวัคซีนจนถึงทุกวันนี้ แต่เขา ผลิตชีววัตถุอยู่แล้ว ได้แก่ยาเพิ่มเม็ดเลือดแดงหรืออิริโทรโพอิติน (Erythropoietin) ที่เราใช้ รักษาผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ผู้ป่วยที่ต้องฟอกไต แล้วก็นำเข้าแต่ละปีเป็นมูลค่ามากมหาศาล บัดนี้มันผลิตได้ก่อนที่จะผลิตวัคซีนด้วยซ้ำ ยาเพิ่มเม็ดเลือดขาวรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ผมคิดว่ายกตัวอย่างแค่นี้ก็จะเห็นได้ชัดเจนว่าการผลิตชีววัตถุของประเทศไทยมันก้าวหน้า ไปขนาดไหน เพราะฉะนั้นมันเป็นผลดีแล้วก็เป็นประโยชน์ที่ผมเห็นว่าในเรื่องนี้ มันจะมี ความจำเป็นแล้วก็สำคัญที่เราควรจะลงมติรับรอง ผมมีข้อสังเกตดังนี้ครับ🔗
ข้อ ๑ เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์หรือผู้แทนที่ได้รับ มอบหมายจะต้องลงนามในพิธีสาร หลังจากรัฐสภาให้ความเห็นชอบร่างพิธีสารดังกล่าว เป็นเรื่องเร่งด่วน ในการประชุมรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ระหว่างวันที่ ๒๐-๒๒ มีนาคม ปีนี้ ณ ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้รับมอบอำนาจจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศให้เป็นผู้ลงนาม ก็ยิ่งจำเป็นที่จะต้องผ่านรัฐสภา ก่อนที่จะไปลงนาม แต่กระทรวงพาณิชย์อาจจะปรับปรุงแก้ไขประเด็นที่มิใช่สาระสำคัญ ในร่างพิธีสารได้และต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบภายหลัง แต่ไม่สามารถแก้ไข สาระสำคัญได้ ตรงนี้ถึงแม้ว่าจะเป็นการแก้ไขประเด็นเล็ก ๆ หรือเวิร์ดดิง (Wording) แต่ว่าสมาชิกรัฐสภาจะไม่ทราบประเด็นที่แก้ไข ผมฝากเป็นประเด็นเอาไว้ แล้วก็ผมเห็นว่า ในเรื่องของความล่าช้าในการนำเสนอพิธีสารเป็นเรื่องประเด็นที่สมาชิกได้อภิปรายกัน หลายท่าน ทั้ง ๆ ที่ว่าในพิธีสารฉบับนี้ จริง ๆ ไม่ได้ล่าช้าด้วยซ้ำ เสนอก่อนที่จะลงนาม ก่อนที่รัฐมนตรีลงนาม พิธีสารหลายฉบับ ลงนามไปแล้วถึงจะมาขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ขอให้ทางรัฐบาลเร่งรีบดำเนินการ หน่วยงานต่าง ๆ ที่จะต้องนำเสนอพิธีสารหรือเอฟทีเอ (FTA ) หรืออนุสัญญา จำเป็นจะต้องเร่งทำงาน เพื่อให้สมาชิกมีเวลาในการตรวจสอบหรือ พิจารณา🔗
ข้อ ๒ สำหรับประเด็นการทำพิจารณ์ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๗๘ วรรคสี่ กำหนดว่าให้มีกฎหมายกำหนดวิธีการที่ประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความ คิดเห็นและได้รับการเยียวยาที่จำเป็น อันเกิดจากผลกระทบของการทำหนังสือสัญญา โดยยัง ไม่มีการตรากฎหมายดังกล่าว แต่สำนักงาน อย. ได้มีการจัดประชุมชี้แจงเฉพาะผู้มีส่วนได้ ส่วนเสีย สำหรับผู้ผลิตในประเทศไทยแล้ว ดังนั้นผมเสนอให้มีการจัดทำประชาพิจารณ์ เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทุกฝ่าย โดยการทำเว็บไซต์ (Website) และหรือการทำ ประชาพิจารณ์ ๔ ภาคเพิ่มเติม มันจึงจะสมบูรณ์ ก็ฝากเอาไว้🔗
ข้อ ๓ สำหรับอาเซียน ลิส (ASEAN LIS) มี ๕ ประเทศ ประเทศที่เหลือ ควรได้รับการช่วยเหลือ สนับสนุนและผลักดันให้ขึ้นทะเบียนการรับรองมาตรฐานที่กำหนดไว้ โดยเร็ว ไม่ทราบว่ามีแนวทางที่พูดกันในคณะทำงานเอซีซีเอสคิว (ACCSQ) หรือพีพีดับเบิลยูจี (PPWG) ไว้แล้วบ้างไหมว่าประเทศอื่น ๆ นอกเหนือ ๕ ประเทศนี้จะสามารถเข้าอยู่ใน อาเซียน ลิส (ASEAN LIS) ได้🔗
ข้อ ๔ เอ็มอาร์เอ ออน จีเอ็มพี (MRA on GMP) ควรขยายให้ครอบคลุม ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากเลือดหรือจากพลาสมา (Plasma) เภสัชภัณฑ์รังสี ยาแผนโบราณ ผลิตภัณฑ์ยาที่ใช้ในการวิจัยและเนื้อเยื่อเซลล์และผลิตภัณฑ์บำบัดด้วยยีน (Gene) โดยเร็ว🔗
ข้อ ๕ สุดท้ายครับ ควรขยายมาตรฐานในการผลิตยาเอ็มอาร์เอ ออน จีเอ็มพี (MRA on GMP) กับประเทศนอกอาเซียน (ASEAN) เช่นญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย ออสเตรเลียเท่าที่ทราบมีการเจรจาระหว่างออสเตรเลียกับสิงคโปร์แล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่าเราขยายพิธีสารอันนี้ไปถึงกลุ่มอื่น ๆ เช่นอียู (EU) หรือประเทศที่กล่าวมาแล้ว ผมคิดว่าน่าจะเป็นการขยายโอกาสจะทำให้เรื่องของมาตรฐานการตรวจจีเอ็มพี (GMP) ดังกล่าวมันไม่ซ้ำซ้อน มันสามารถที่จะลดต้นทุน ลดเวลาก็เป็นประโยชน์ต่อทุกประเทศครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไป เชิญท่านนิคม บุญวิเศษ แล้วตามด้วยท่านวิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ท่านนิคม เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออภิปราย ร่างพิธีสารเพื่อแก้ไขข้อตกลงว่าด้วยการยอมรับร่วมรายสาขาของอาเซียน สำหรับการตรวจ ประเมินมาตรฐานวิธีการผลิตยาหรือที่เรียกว่าจีเอ็มพี (GMP) ผมมีคำถามครับ ก่อนที่ผมจะ เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย เนื่องจากผมคิดว่าการที่หน่วยงานราชการ โดยเฉพาะรัฐบาลเรา ไปร่วมลงนามที่จะเข้าร่วมพิธีสารนี้กับอาเซียน (ASEAN) ทั้งหมด ๑๐ ประเทศ เราได้มีการ สอบถามเรียนถามผู้ประกอบการที่เป็นภาคเอกชนหรือไม่ อย่างไร ท่านได้เคยถามไหมว่า ผู้ประกอบการมีความพร้อมที่จะเข้าร่วมจีเอ็มพี (GMP) นี้แค่ไหน ผมไม่ได้ถามถึงบริษัท หรือโรงงานใหญ่นะครับ โรงงานใหญ่เขามีความพร้อมเนื่องจากมีเงินทุน มีต้นทุนในการที่จะ ผลิตโรงงานจีเอ็มพี (GMP) ได้ แต่ผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นใหม่ที่ทุนการผลิต อาจจะน้อย แล้วหน่วยงานเรารัฐบาลไปลงนามแล้วจะต้องมาบังคับหรือไม่ อย่างไร ถ้าเกิด ผู้ประกอบการรายอื่น หรือรายที่ยังไม่มีความพร้อม ถ้ายังไม่เข้าร่วมจีเอ็มพี (GMP) นี้ จะยัง ส่งออกได้เหมือนเดิมหรือไม่ หรือจะเลิกผลิตไปหรืออย่างไร อันนี้คือคำถามที่ ๑🔗
คำถามที่ ๒ คนที่เป็นผู้กำหนดมาตรฐานจีเอ็มพี (GMP) คือใคร ประเทศใด ประเทศมหาอำนาจหรือประเทศใด เพราะผมกำลังมองว่าการกำหนดพวกนี้เป็นการกีดกัน การค้าหรือเปล่า เป็นการกำหนดมาตรฐานขึ้นมาเพื่อได้เปรียบการค้าจากประเทศใหญ่ หรือบริษัทใหญ่ ๆ กีดกันการค้าบริษัทเล็ก ๆ หรือไม่ อย่างไร เพราะทุกครั้งที่มีการออก กฎระเบียบออกมาย่อมจะมีผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน โดยเฉพาะรายเล็กรายน้อยครับ ประเทศเราเช่นกัน ประเทศเราก็ถือว่าเป็นประเทศหนึ่งที่เป็นประเทศที่การจะแข่งขัน ทางด้านนี้สู้เขาได้หรือไม่ อย่างไร ท่านต้องคิดให้ดีนะครับ แต่ถ้าท่านคิดว่าดีแล้วเราอาจจะ เป็นประเทศที่โดนกีดกันหรือผู้ประกอบการของเราอาจจะล้มหายตายจากกันเป็นหลายร้อย บริษัทก็ได้ ท่านลองถามเขาหรือยังว่าเขามีความพร้อมแค่ไหนที่เราจะเข้าร่วม แล้วคำถาม ต่อไปประเทศใดบ้างใน ๑๐ ประเทศที่ท่านพูดประเทศใดบ้างที่เข้าร่วมแล้ว และประเทศ ใดบ้างที่ยังไม่ได้เข้าร่วมที่มาตรฐานเขายังไม่ถึงหรือทุนเขาอาจจะยังไม่ถึงตรงนี้มีกี่ประเทศ จากที่ผมได้อ่านมันจะมีคำที่เกิดขึ้นว่าการรับรองมาตรฐาน การตรวจประเมินผู้ผลิตยา ข้อตกลงทั้งหลาย การยอมรับ คำว่า การยอมรับ ที่ผมถามว่าประเทศใดเป็นคนที่ตั้งมาตรฐาน ตรงนี้ล่ะครับ เป็นประเด็นสำคัญว่าเขาตั้งมาตรฐานมาให้พวกเราทำตาม ถ้าเราทำไม่ได้มันจะเกิดอะไรขึ้น ที่ท่านพูดเป็นเรื่องดีครับ ผมฟังแล้วท่านบอกว่าท่านจะมีการส่งออก ประเทศไทยมีการ ส่งออกวัคซีน แล้วก็มีการเคลื่อนย้ายที่สะดวก การเคลื่อนย้ายถ้าฟังแล้วก็น่าจะเป็นการ เคลื่อนย้ายทั้งโรงงานผลิต ทั้งการเคลื่อนย้ายก็คือการส่งออกนั่นแหละครับ เพราะเท่าที่อ่าน เป็นภาษาไทยแต่แปลมาจากภาษาอังกฤษครับ อ่านแล้วมันก็ยังงง ๆ อยู่ แต่ที่ผมดูก็คือ เรื่องมาตรฐาน เรื่องการผลิต เรื่องการรับรอง การให้การยอมรับ เป็นคำที่เกิดขึ้นมาใหม่ ที่เราได้อ่านตามหนังสือนี้นะครับ ก็อยากให้ท่านผู้มาชี้แจงช่วยตอบคำถามว่านอกจากที่เรา จะได้ประโยชน์แล้ว ท่านมองผลเสียหรือไม่ที่จะกระทบกับผู้ประกอบการ ผมเป็นห่วง ผู้ประกอบการครับ เพราะผมเคยเป็นผู้ประกอบการมาก่อน เรากว่าจะขอ อย. ได้ ท่านประธานครับ มาตรฐาน อย. ไทยเป็นอะไรที่ค่อนข้างจะขอยากมากที่สุดแล้ว ก็ถือว่า เป็นมาตรฐานที่ยอมรับกันอยู่แล้ว แต่ถ้าเกิดต่างชาติไม่ยอมรับ ต่างชาติบอกว่าจะต้องไปขอ จีเอ็มพี (GMP) อีก คำว่า จีเอ็มพี (GMP) มันจะต้องมีมาตรฐานขึ้นมาอีก อาจจะต้องไปแก้ไข โรงงานผลิต ท่านลองนึกตามว่าในเมื่อเขาผลิตมาแล้ว ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปี ๕๐ ปี ตั้งแต่ พ่อแม่จนถึงลูกหลาน ผลิตยาก็ดีอยู่แล้ว อย. ก็ไปตรวจทุกปีอยู่แล้ว แต่พอมีมาตรฐานใหม่ ขึ้นมาที่ต่างชาติกำหนดมาจะต้องเป็นจีเอ็มพี (GMP) ขึ้นมา แน่นอนครับ ๑. ต้องไปแก้ไข โรงงานผลิต ถ้าโรงงานผลิตไม่ได้มาตรฐานจีเอ็มพี (GMP) ต้องไปตั้งโรงงานใหม่ ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เครื่องมือในการผลิตจะต้องมีกี่แรงม้า ท่านลองนึกสิครับ ไม่ใช่ว่า อยากให้ผ่านก็ผ่านง่าย ๆ นะครับ ต้องให้เวลาผู้ประกอบการด้วยให้เขามีการปรับตัวด้วยว่า เกิดท่านไปเซ็นยอมรับผู้ประกอบการจะมีการปรับตัวอย่างไร ท่านมีทุนให้เขาหรือไม่ หรือกระทรวงควรจะมีการสร้างโรงงานจีเอ็มพี (GMP) ขึ้นมาสักโรงงาน ๒ โรงงาน เป็นโรงงานจีเอ็มพี (GMP) มาตรฐานของประเทศไทย แทนที่จะให้แต่ละผู้ประกอบการ ไปสร้างโรงงานจีเอ็มพี (GMP) กันเอง ซึ่งมันจะเสียงบประมาณมากมาย ลองคิดตรงนี้นะครับ ว่าใช่หรือไม่ที่ผมพูด ก็อยากให้ผู้มาชี้แจงและรัฐมนตรีช่วยตอบคำถามก่อนที่ผมจะลง ความเห็นว่าเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านวิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ นะครับ และตามด้วยท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ แล้วก็ นายกิตติ วะสีนนท์ ที่ลงชื่อไว้ก็มีแค่นี้นะครับ เชิญท่านวิบูลย์ลักษณ์ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาและสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน ดิฉัน นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ สมาชิก วุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอกล่าวสนับสนุนความเห็นในเรื่องของการพิจารณาพิธีสาร เพื่อแก้ไขความตกลงว่าด้วยการยอมรับร่วมรายสาขาของอาเซียน สำหรับการตรวจสอบ ประเมินตามมาตรฐานวิธีการในการผลิตยา ในนามของคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และ การอุตสาหกรรม วุฒิสภา ซึ่งได้ทำการศึกษาเป็นการล่วงหน้าแล้วเห็นควรให้การสนับสนุน เนื่องจากปัจจุบันประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) ทั้ง ๑๐ ประเทศ ได้มีการจัดทำข้อตกลง ยอมรับร่วมรายสาขาระหว่างประเทศสมาชิกเพื่อให้มีการยอมรับผลตรวจสอบและรับรอง ระหว่างกัน สำหรับสินค้าหลายชนิด เช่น ยา ยานยนต์ เป็นต้น ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่จะ ให้อาเซียน (ASEAN) เป็นตลาดเดียวสามารถที่จะเคลื่อนย้ายสินค้าภายในภูมิภาคได้อย่างเสรี และปราศจากอุปสรรคทางการค้า พิธีสารเพื่อแก้ไขข้อตกลงฉบับนี้ได้ปรับปรุงมาจาก ข้อตกลงว่าด้วยการยอมรับร่วมรายสาขาของอาเซียน สำหรับการตรวจสอบผู้ผลิตยาตาม หลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตที่ประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) ทั้ง ๑๐ ประเทศ ได้ลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๒ เพื่อให้เกิดการยอมรับร่วมกันในหนังสือ รับรองการปฏิบัติของโรงงานผลิตที่ดี หรือเป็นไปตามกู๊ด เมนูแฟกต์เชอร์ริง แพร็กทิซ (Good Manufacturing Practice) หรือที่เรียกย่อ ๆ จีเอ็มพี (GMP) และรายงานการตรวจสอบประเมินจีเอ็มพี (GMP) สำหรับผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ยา ซึ่งออกโดย หน่วยงานที่ตรวจจีเอ็มพี (GMP) ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) เพื่อให้ประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) มีมาตรฐานที่เป็นสากลและมีแนวปฏิบัติในทิศทาง เดียวกัน หรือที่เราเรียกว่าฮาร์โมไนซ์เซชัน (Harmonization) ปัจจุบันสมาชิกอาเซียน (ASEAN) ๑๐ ประเทศ มีเพียง ๕ ประเทศที่ได้รับการขึ้นทะเบียนที่สามารถที่จะตรวจสอบ และให้การรับรองได้ในกลุ่มประเทศสมาชิก ซึ่งประกอบไปด้วย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย และฟิลิปปินส์ เพียง ๕ ประเทศที่ได้รับการยอมรับ ซึ่งหมายความว่าอุตสาหกรรมหรือผู้ที่ ได้รับการยอมรับของอาเซียน (ASEAN) ๕ ประเทศสามารถที่จะทำการตรวจสอบ รับรอง แนวปฏิบัติของโรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตยาของประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) ได้ และได้รับการยอมรับว่าเมื่อได้รับการตรวจสอบแล้วส่งยาหรือผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้ ภาคผนวกที่กำหนดไว้ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปตรวจสอบซ้ำ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มต้นทุนในการรับ หรือการค้าขายสินค้า สำหรับยานั้นเป็นสาขาหนึ่งภายใต้กรอบความตกลงการค้าเสรีของ อาเซียน (ASEAN) หรือที่เราเรียกว่าอาฟต้า (AFTA) ปัจจุบันมีการเก็บภาษีที่อัตราร้อยละ ๐ เพราะฉะนั้นประเด็นที่จะเป็นปัญหาและเป็นอุปสรรคในการค้าระหว่างกัน ก็คือมาตรการที่ ไม่ใช่ภาษี ซึ่งจะรวมถึงมาตรฐานของการผลิต เรื่องของการตรวจสอบ การรับรองโรงงานของ การผลิตต่าง ๆ ด้วย ดังนั้นการที่ประเทศสมาชิกทำข้อตกลงร่วมกัน ในการยอมรับ การตรวจสอบซึ่งกันและกันจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการที่จะลดอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี โดยให้ การยอมรับการตรวจสอบของประเทศสมาชิกระหว่างกัน นับตั้งแต่ประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) ได้มีการลงนามความตกลงฉบับดังกล่าว มูลค่าการส่งออกสินค้ายาของประเทศไทย ไปยังอาเซียน (ASEAN) มีการเติบโตขึ้นมากในระยะเวลา ๑๐ ปีที่ผ่านมา คิดเป็นอัตรา การขยายตัวประมาณร้อยละ ๑๔๕ จากปี ๒๕๕๒ ที่เรามีการส่งออกยาไปยังอาเซียน (ASEAN) มีมูลค่าประมาณ ๑๒๔ ล้านเหรียญสหรัฐ จนฃ ถึงปัจจุบัน ตัวเลขสถิติในปี ที่ผ่านมาคือ ๒๕๖๔ มูลค่าการส่งออกได้ขยายตัวสูงขึ้นถึง ๓๐๖ ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการ ขยายตัวมูลค่าการส่งออกสินค้ายาของประเทศไทยไปยังอาเซียน (ASEAN) ดังกล่าวจึงเป็นที่ ประจักษ์ว่า ข้อตกลงว่าด้วยการยอมรับร่วมรายสาขาของอาเซียน (ASEAN) ในการ ตรวจสอบผู้ผลิต โรงงานผลิตยา ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิต จะเป็นประโยชน์ ต่อประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกหลักของสินค้ายาในอาเซียน (ASEAN) และเป็นหนึ่ง ในปัจจุบันที่มีมูลค่าการค้ายาของไทยที่มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด นอกจากนี้ข้อตกลง ดังกล่าวทำให้มีการยอมรับในผลการตรวจสอบและการรับรองซึ่งกันและกัน โดยไม่จำเป็น ต้องมีการตรวจสอบซ้ำ จึงเป็นการลดต้นทุนให้กับภาคเอกชนของไทยที่ต้องการส่งออกไปยัง ประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) รวมถึงลดอุปสรรคทางการค้าสำหรับสินค้ายาในอาเซียน (ASEAN) ด้วย สำหรับการขยายกรอบสินค้าไปยังชีววัตถุประเภทวัคซีน เซรุ่ม และสารตั้งต้น ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการที่จะรับมือกับโรคอุบัติใหม่ได้ ซึ่งหลังจากวิกฤติโควิด ๑๙ (COVID-19) ที่ผ่านมา ได้สร้างโอกาสให้กับอุตสาหกรรมยาของหลาย ๆ ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยที่มี การพัฒนาในสาขานี้อย่างมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน (ASEAN) ดังนั้นการ ทำเอ็มอาร์เอ (MRA) และการขยายขอบเขตของสินค้า รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ระบุอยู่ในเขต ภาคผนวก จะเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องของประเทศไทยด้วย ดังนั้นหากประเทศสมาชิกมีการลงนามพิธีสารเพื่อแก้ไขข้อตกลงว่าด้วยการยอมรับร่วมรายสาขา ของอาเซียน สำหรับการตรวจสอบประเมินตามมาตรฐานวิธีการในการผลิตยา ซึ่งมีการ ปรับแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงฉบับดังกล่าวในเร็ววันนี้ จึงจะเป็นประโยชน์ในการเพิ่มการส่งออก สินค้ายาและชีววัตถุของประเทศไทย รวมทั้งเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมของไทย อย่างทั่วถึงมากขึ้น เนื่องจากจะมีการขยายขอบเขตสินค้ายาให้ครอบคลุมถึงสารออกฤทธิ์ และยาชีววัตถุ โดยยังมีข้อยกเว้นสำหรับยาหรือผลิตภัณฑ์บางชนิด ซึ่งในอนาคตก็จะมีการ พิจารณาขยายต่อไปเมื่ออุตสาหกรรมยาของประเทศไทยมีพัฒนาการ หรืออุตสาหกรรมของ ยาในอาเซียน (ASEAN) มีพัฒนาการมากขึ้นก็จะมีการพิจารณาขยายขอบเขตออกไปอีก ก็น่าจะเป็นประโยชน์และเป็นโอกาสของประเทศไทยในการที่จะขยายการค้าและการส่งออกได้ จึงเห็นควรที่จะให้การสนับสนุนการลงนามพิธีสารเพื่อแก้ไขข้อตกลงว่าด้วยการยอมรับร่วม รายสาขาของอาเซียน สำหรับการตรวจสอบประเมินตามมาตรฐานวิธีการในการผลิตยา ซึ่งจะเป็นความตกลงยอมรับร่วมที่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับชาวไทยได้ ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณ ท่านวิบูลย์ลักษณ์ครับ ต่อไปเป็นท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ และตามด้วยท่านกิตติ วะสีนนท์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ นับตั้งแต่มีปฏิญญากรุงเทพ เมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๐ อันเป็น ปฏิญญาก่อตั้งอาเซียน (ASEAN) หนึ่งในพัฒนาการของความร่วมมือของอาเซียน (ASEAN) คือการร่วมมือทางการค้าและเศรษฐกิจ ได้มีวิวัฒนาการทางด้านนี้ตลอดเรื่อยมาจนถึง ปี ๒๕๓๖ เกิดการค้าเสรีหรือเขตการค้าเสรี หรือที่เรียกว่าอาฟต้า (AFTA) ขึ้น ซึ่งเป็น จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่ทำให้การค้าระหว่างกันในอาเซียน (ASEAN) เป็นไปโดยเสรี หลังจากนั้นก็ได้ พัฒนาไปสู่ด้านอื่น ๆ คือไม่จำกัดเฉพาะการค้าสินค้า แต่รวมถึงการค้าบริการ การเปิดเสรี ทางด้านการลงทุนและการเคลื่อนย้ายแรงงานอันนำไปสู่การจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN) ในปี ๒๕๕๘ หัวใจที่สำคัญก็คือว่าการค้าระหว่างกันนั้นจะต้องเป็นไปโดยเสรี ก็จะทำให้ตลาดแทนที่จะเป็น ตลาดของประเทศใดประเทศหนึ่งกลายเป็นตลาดของอาเซียน (ASEAN) ซึ่งจะต้องดำเนินการด้วยกัน ๒ ประการ🔗
ประการแรก ก็คือลดอุปสรรคทางภาษีให้อัตราภาษีระหว่างกันเป็น ๐ เพื่อที่จะให้มีการเคลื่อนย้ายสินค้าระหว่างกันโดยเสรีให้เป็นตลาดเดียว แต่ถ้าหากว่าอุปสรรค ทางภาษีได้ลดลงไปแล้ว แต่ยังมีอุปสรรคทางด้านอื่น ไม่ว่าจะเป็นอุปสรรคทางด้านปริมาณ อุปสรรคทางด้านคุณภาพ อุปสรรคทางด้านมาตรฐาน อุปสรรคทางด้านเทคนิคต่าง ๆ ที่กีดกั้นไว้ อัตราภาษีที่เป็น ๐ นั้นก็ไม่สามารถทำให้สินค้าเคลื่อนย้ายได้ ด้วยเหตุนี้เอง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการกระทำควบคู่กันไประหว่างการลดอุปสรรคทางภาษีกับ อุปสรรคที่มิใช่ภาษี ซึ่งในเรื่องข้อตกลงว่าด้วยการยอมรับร่วมรายสาขาของอาเซียน (ASEAN) นี้เอง ก็เป็นวิธีการหนึ่งหรือหลักการหนึ่งสำหรับการที่ทำให้ไม่มีอุปสรรคที่มิใช่ภาษี ข้อตกลงว่าด้วยการยอมรับร่วมรายสาขาของอาเซียน (ASEAN) สำหรับการตรวจประเมิน ตามมาตรฐานวิธีการในการผลิตยานี้ ได้ก่อตั้งขึ้นที่เมืองพัทยาเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๒ เมื่อได้ใช้ล่วงเลยมาจนถึงวันนี้ก็ได้มีความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงเพิ่มเติมพิธีสารอันนำมาสู่ การพิจารณาของรัฐสภาในวันนี้ ซึ่งสาระสำคัญของพิธีสารก็คือ เรื่องแรกเป็นการขยาย ขอบเขตของผลิตภัณฑ์ยาให้รวบรวมถึงผลิตภัณฑ์ยาชีววัตถุในรูปแบบยาสำเร็จรูป รวมทั้ง ผลิตภัณฑ์ที่ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์ หรือไม่ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์สำหรับใช้ในมนุษย์ แก้ไข เพิ่มเติมหน้าที่ของคณะกรรมการร่วมว่าด้วยการร่วมมือรายสาขาให้มีบทบาทที่สามารถ ทบทวนและเสนอแก้ไขข้อตกลงนี้ รวมถึงภาคผนวกของข้อตกลง กำหนดวิธีการดำเนินการ ในกรณีมีข้อสงสัยหรือข้อโต้แย้งเกี่ยวกับหนังสือรับรองหรือรายงานการตรวจประเมิน รวมถึง กระบวนการในการระงับข้อโต้แย้งดังกล่าว กระผมมีความเห็นว่าการเสนอร่างพิธีสาร ในครั้งนี้🔗
ประการแรกเป็นการสอดคล้องกับหลักการที่ดีขององค์กรการค้าโลก เพราะว่าร่างพิธีสารฉบับนี้เป็นการลดอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้าระหว่างประเทศสมาชิก อาเซียน (ASEAN) ซึ่งสอดคล้องกับหลักการของความตกลงทางเทคนิคขององค์กรการค้าโลก หรือที่เรียกว่าอะกรีเมนต์ ออน เทคนิคคัล แบริเออร์ ทู เทรด (Agreement on Technical Barriers to Trade) หรือทีบีที (TBT) ของดับบลิวทีโอ (WTO) ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้สมาชิก ต่าง ๆ ได้มีความร่วมมือกันทลายกำแพงที่เป็นอุปสรรคทางด้านเทคนิค รวมถึงอุปสรรค ทางด้านมาตรฐาน ปริมาณและคุณภาพต่าง ๆ🔗
ประการถัดมาก็คือเป็นการส่งเสริมการเคลื่อนย้ายผลิตภัณฑ์ยาในภูมิภาค อาเซียน (ASEAN) เป็นการเพิ่มโอกาสการส่งสินค้าจากประเทศไทยไปจำหน่ายในประเทศ อาเซียน (ASEAN) โดยไม่ต้องตรวจประเมินซ้ำ โดยหน่วยงานของประเทศปลายทางจะมีการ อำนวยความสะดวกในการนำเข้าผลิตภัณฑ์ยา🔗
ประการถัดมาเป็นการสร้างมาตรฐานร่วมกันในผลิตภัณฑ์ยา โดยร่าง ความตกลงนี้ได้มีการกำหนดให้มีการออกหนังสือรับรองการผลิตยาที่ดีหรือกู๊ด เมนูแฟกต์เชอร์ริง แพร็กทิซ (Manufacturing practice) หรือจีเอ็มพี (GMP) สำหรับผู้ผลิตยา กำหนดให้มีการ ตรวจสอบการประเมินจีเอ็มพี (GMP) ซึ่งเป็นการประเมินความสอดคล้องของผู้ผลิตยา ตามข้อกำหนด จึงเห็นว่าการดำเนินการในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ส่งเสริมให้มีการขยายตัวของการ ผลิตยามากขึ้น ทั้งในประเทศไทยเองและในความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) เป็นการสอดคล้องกับความประสงค์หรือเป้าหมายของประเทศที่ต้องการ เป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ ซึ่งรวมถึงการเป็นศูนย์กลางของการผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงการผลิตยา ผมจึงเห็นด้วยกับการให้ความเห็นชอบร่างพิธีสารฉบับนี้ และมี ข้อเสนอแนะว่ารัฐบาลควรส่งเสริมอุตสาหกรรมยาในประเทศให้ได้มาตรฐานและต่อยอด ฐานความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพของอุตสาหกรรมภายในประเทศให้มีคุณภาพตาม มาตรฐานสากล ควรจะมีการสำรวจกฎหมายภายในที่เกี่ยวข้องเพื่ออำนวยความสะดวกให้ ผู้ประกอบการในการดำเนินการเพื่อให้มีกฎระเบียบเพียงเท่าที่จำเป็นและไม่เป็นอุปสรรค ต่อการค้าและการประกอบการทางด้านผลิตภัณฑ์ยาอันนำไปสู่ความสอดคล้องกับการ ดำเนินการตามพิธีสารนี้🔗
และท้ายที่สุดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะได้เริ่มเตรียมการเพื่อให้มีการ ดำเนินการปฏิบัติตามข้อกำหนดของพิธีสารดังกล่าวเป็นไปด้วยความราบรื่น เนื่องจาก ประเทศสมาชิกต้องนำร่างข้อกำหนดพิธีสารนี้มาดำเนินการภายใน ๕ ปี และอาจขยายได้อีก ๒ ปี จึงสมควรที่จะต้องเตรียมการให้พร้อมตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อที่จะให้การดำเนินการตาม ร่างพิธีสารนี้ เป็นไปด้วยความราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยต่อไป ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ต่อไปจะเป็นท่านกิตติ วะสีนนท์ และมีผู้ลงชื่อเพิ่มมา คือท่านทวีวงษ์ จุลกมนตรี หลังจากท่านทวีวงษ์อภิปรายจบแล้วผมจะขอให้ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมการอาหารและยา กรมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์และ เจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ชี้แจงในข้อปัญหาต่าง ๆ ที่ท่านสมาชิกได้อภิปราย จากนั้นก็จะให้ ท่านรัฐมนตรีอภิปรายสรุป เชิญท่านกิตติ และตามด้วยท่านทวีวงษ์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน กระผม นายกิตติ วะสีนนท์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นก็ต้องขออนุญาตขอบพระคุณ ผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการสาธิต ปิตุเตชะ ที่ได้กรุณาได้กรุณามาเสนอ ร่างพิธีสารเพื่อแก้ไขข้อตกลงว่าด้วยการยอมรับร่วมรายสาขาของอาเซียน สำหรับการตรวจ ประเมินตามมาตรฐานวิธีการในการผลิตยา ซึ่งท่านก็ได้เสนอชัดเจนและท่านก็ได้มีการชี้แจง ในลำดับต้นในบางเรื่อง ซึ่งทำให้เห็นว่าทำไมถึงอาจจะมีความรู้สึกเหมือนกับเร่งนิดหนึ่ง เนื่องจากว่าจะมีประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN) ในเดือนมีนาคม ในขณะที่ทาง ครม. ก็ได้ดูเอกสารเรื่องนี้ไปแล้ว พวกเราก็ได้รับเอกสารตัวร่างพิธีสารเมื่อวานนี้ ผมก็ได้มี โอกาสอ่าน แล้วก็เมื่อเช้านี้ก็มีเอกสารประกอบเพิ่มเติม ใครมาเช้าหน่อยก็ได้อ่านเยอะหน่อย อย่างไรก็ตามก็มีข้อสังเกตอยู่หลายเรื่อง ซึ่งอาจจะทับซ้อนกับท่านเพื่อนสมาชิกอยู่บ้าง เช่นกรณีเรื่องคำแปล แต่ว่าในทางปฏิบัติท่านก็ใช้วิธีการที่ทางหน่วยราชการทำเป็นมาตรฐาน อยู่ก็คือว่าวงเล็บไว้ว่าเป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการ ฉะนั้นก็อาจจะมีถ้อยคำที่อาจจะไม่ตรง กับคำแปลของหน่วยงานอื่นความเข้าใจอะไรบางเรื่องบางราวได้ แต่ว่าแน่นอนผมคิดว่า อ่านดูทั่วไปก็สามารถเข้าใจได้ แล้วก็แม้แต่คำว่ายกตัวอย่าง ขออนุญาตเอ่ยนามท่านเกียรติ สิทธีอมร ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับคำแปลไป เช่น คำว่า มิวชวล รีคอกนิชัน อะกรีเมนต์ (Mutual Recognition Agreement) เอ็มอาร์เอ (MRAs) ซึ่งจริง ๆ ตัวเอ (A) แปลได้ ๒ อย่าง คืออะกรีเมนต์ (Agreement) หรืออาเรนจ์เมนต์ (Arrangements) ซึ่งอะกรีเมนต์ (Agreement) ก็เป็นความตกลงชัดเจน แต่ว่าของอาเรนจ์เมนต์ (Arrangements) ถ้าความ เข้าใจของคนทั่วไปก็เป็นเรื่องการเตรียมการ การจัดการ แต่ว่าในนี้ใช้คำว่าข้อตกลง ผมก็ ขออนุญาตฝากไว้แล้วกันว่าในทางปฏิบัติแล้วเป็นอย่างไร แต่ว่าในอาเซียน (ASEAN) ก็มักจะ แปลย่อเอ็มอาร์เอ (MRAs) ว่าเป็นมิวชวล รีคอกนิชัน อาเรนจ์เมนต์ (Mutual Recognition Arrangement) ซึ่งโดยภาพรวมแล้วแน่นอนเรื่องเอ็มอาร์เอ (MRAs) ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ เกิดความคล่องตัวหรือภาษาอังกฤษเรียกฟรี โฟว์ (Free Flow) หรือฟรี ออฟ โฟว์ (Free of Flow) เป็นการเคลื่อนย้ายเสรี หรือเคลื่อนย้ายอย่างเสรีมากขึ้น แล้วก็เป็นการยอมรับ ในกรณีนี้ก็คือเป็นการยอมรับมาตรฐานการตรวจประเมิน อาจจะรวมไปถึงการควบคุมดูแล หรืออะไรต่าง ๆ ก็ไม่ต้องตรวจซ้ำ ก็ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายเสรี การบริการ การลงทุนหรือ ทุนอย่างเสรี ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ดั้งเดิมของการจัดตั้ง ๑ สาขาในอาเซียน คอมมิวนิตี (ASEAN Community) หรือประชาคมอาเซียนที่เรียกว่าประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งจะมี การค้าเสรีในกรอบนั้น ในเรื่องนี้ซึ่งแน่นอนทุกคนก็พยายามที่จะผลักดันให้เกิดการเคลื่อนย้ายเสรีในสิ่งเหล่านั้น ซึ่งแน่นอนในประเทศไทยก็ยกตัวอย่างง่าย ๆ ของประเทศไทยตามการสำรวจประชากรครั้งสุดท้าย มีประมาณ ๖๖ ล้านคน แล้วก็ถ้าทั้งประชาคมก็ประมาณ ๗,๐๐๐ ล้านคน มันก็ขยายตลาด ไปมากมายนะครับ ส่วนเรื่องจีดีพี (GDP) ของประเทศไทยประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ล้าน แต่ว่า ถ้าทั้งอาเซียน (ASEAN) ก็ประมาณ ๔ ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งทำให้เราสามารถที่จะยืนสู้ กับเศรษฐกิจโลกได้ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง แน่นอนหลายท่านก็พูดถึงศักยภาพของเราในเรื่อง เภสัชกรรมต่าง ๆ นี่นะครับ จริง ๆ เราก็มีความสามารถและศักยภาพอย่างชัดเจนในเรื่อง การสาธารณสุข การให้บริการสาธารณสุข แน่นอนส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องเภสัชกรรม แล้วก็ ไปถึงเรื่องเวลเนส (Wellness) ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องที่ชัดเจนอยู่แล้วไม่ต้องพูดซ้ำ แต่ว่าแน่นอน ก็ควรจะมาขยายความในแต่ละสาขา ซึ่งกรณีนี้ก็คือเรื่องการผลิตยาหรือเภสัชกรรม ซึ่งทาง อย. ดูแลอยู่นะครับ🔗
ในประเด็นที่ ๒ ท่านรัฐมนตรีสาธิตได้กรุณาพูดถึงยุทธศาสตร์ ซึ่งผมเห็นด้วย กับท่านรัฐมนตรีนะครับท่านประธาน ที่ว่าเราอาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องสงวนเรื่องเหล่านี้ ไว้เป็นไทยแท้ ๆ เพราะว่าต้องยอมรับเรื่องเภสัชกรรมมันชัดเจนว่าเทคโนโลยีมาจาก ต่างประเทศ ฉะนั้นมันก็เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะต้องมีการลงทุนร่วมกัน ผมขออนุญาตพูด อย่างตรงไปตรงมา ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสที่จะพูดคุยกับบริษัทยาชั้นนำระหว่างประเทศ อยู่บ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่เราพยายามชักชวนให้เขามาลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องการผลิต ไม่ใช่มาจำหน่ายอย่างเดียว ปัญหาที่เกิดขึ้นเขาก็กังวล ก็นำเรียนตรง ๆ เพราะไหน ๆ ท่านเลขาธิการ อย. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็มาอยู่ที่นี่ เขาก็เป็นห่วงเรื่องการควบคุมดูแล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของส่วนผสม เรื่องโปรดักต์ (Products) แล้วก็เรื่องโพรเซส (Process) ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมว่าเราต้องพิสูจน์ตัวเอง ซึ่งเราก็ก้าวหน้ามาก แต่ว่าอย่างไรก็ตามเราต้อง พิสูจน์ตัวเองให้เขาไม่สงสัย🔗
และอีกประเด็นหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือเรื่องที่ภาษาไทยใช้คำว่า มาตรการบังคับ ใช้สิทธิ ซึ่งภาษาอังกฤษก็คุ้นหูกันว่าซีแอล (CL) คอมพัลเซอรี ไลเซนซิง (Compulsory Licensing) ซึ่งเราเคยใช้ในกรณีเอชไอวี (HIV) เอดส์ (AIDS) แล้วก็มีการพูดถึงเรื่องนี้ ในช่วงต้นของการระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) เรื่องนี้ต้องยอมรับกัน มันเป็นเรื่องที่ ระคายหูมากสำหรับนักลงทุนต่างประเทศที่จะต้องมาลงทุนเรื่องเภสัชกรรม ฉะนั้น ก็ขออนุญาตเสนอแนะว่าพยายามหลีกเลี่ยงหรือแม้แต่จะพูดถึงเรื่องคอมพัลเซอรี ไลเซนซิง (Compulsory Licensing) ซึ่งแน่นอนเป็นมาตรการที่ถูกต้อง รวมทั้งกับในกฎเกณฑ์ ระหว่างประเทศ แต่ต้องจำเป็นจริง ๆ ซึ่งอันนี้ถ้าถึงเวลาคงอาจจะต้อง เพื่อประโยชน์ของ ทางสาธารณสุข หรือเพื่อประโยชน์ของสุขภาพของประชาชนทั่วไปนะครับ ดังนั้นยุทธศาสตร์ ที่ท่านว่าเรื่องการลงทุนผมเห็นด้วย แล้วก็อย่างพวกข้อตกลง ความตกลงอะไรทำนองนี้ จะช่วยให้ยกระดับพวกเรา คุณหมอเจตน์ ต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านพูดถึง บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ซึ่งจริง ๆ เราก็เอาเทคโนโลยีของประเทศคิวบามาช่วยด้วย จริง ๆ ไม่ใช่บริษัท เครือบริษัท เพราะว่าตอนนี้ทางบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ก็ขยายตัวไป มีบริษัท เอเพ็กซ์เซล่า จำกัด เรื่องการตลาด มีบริษัท เอบินิส จำกัด ซึ่งทำ ยาชีววัตถุ มีเรื่องคอสเมติกส์ (Cosmetics) อะไรต่าง ๆ นี้ก็เข้ามา ซึ่งเรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ดี แล้วอันนี้ก็ต้องถือว่าเป็นพระราชกรณียกิจของรัชกาลที่ ๙ ที่ได้ทรงพระราชทานไว้ให้ ประชาชนคนไทย ฉะนั้นในเรื่องยุทธศาสตร์นี้ผมก็จะต้องขออนุญาตเรียนถามนิดหนึ่ง เพราะในเอกสารนั้นปรากฏชัด คือในเอกสารอาจจะพูดลักษณะที่ว่าในหน้า ๗ ของภาษาไทยว่า การแก้ไขร่างพิธีสาร การแก้ไขอันนี้มันก็เตรียมการไว้สำหรับการขยายขอบข่ายการรับรอง ในอนาคต เช่น ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากเลือดหรือจากพลาสมา (Plasma) เภสัชภัณฑ์รังสี ยาแผนโบราณ ผลิตภัณฑ์ยาที่ใช้ในการวิจัยและเนื้อเยื่อเซลล์ และผลิตภัณฑ์บำบัดด้วยยีน (Gene) ตรงนี้ผมเข้าใจว่าเรามีศักยภาพโดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียน (ASEAN) และเมนแลนด์ (Mainland) โดยเฉพาะในกลุ่มเมนแลนด์ อาเซียน (Mainland ASEAN) ก็คือตรงที่เป็น แผ่นดินใหญ่ของอาเซียน (ASEAN) นี้นะครับ ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ยังไม่ลงไป ผมก็เลยขออนุญาต ถามว่าเรามียุทธศาสตร์การเจรจาอย่างไร คือผมเชื่อว่าสิ่งที่ระบุในการแก้ไขครั้งนี้เราแทบจะ ไม่มีผลเสียเลย ไม่ใช่แค่อ่านจากเอกสารนะครับ แต่ตามความเข้าใจทั่วไปมันเป็นสิ่งที่เรามี ศักยภาพอยู่แล้ว แต่เรามีอีก เรามียุทธศาสตร์อย่างไรในการที่จะเจรจาให้เกิดการยอมรับ ในผลิตภัณฑ์อื่น ๆ นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์ที่ปรากฏในร่างพิธีสารนี้นะครับ แล้วผมอยากจะ ฝากถามว่านอกจากกรอบอาเซียน (ASEAN) แล้วมีกรอบอื่นอีกหรือไม่ ผมคงไม่ไปไกลถึงว่า การจะไปเป็นภาคีของยูโรเปียน เมดิซิน เอเจนซี (European Medicines Agency) ซึ่งอาจจะ มีจุดที่เรายังอาจจะอ่อนด้อย แต่ว่าแน่นอนในกรอบของภูมิภาคต่าง ๆ เราจะมีสแทรตทิจี (Strategy) ในเรื่องการเจรจาและผลักดันในเรื่องนี้อย่างไร จริง ๆ มันก็อาจจะไม่ใช่เฉพาะ อย. แต่ว่าอาจจะเป็นหน่วยงานอื่น จะเป็นกรมเจรจาการค้า กระทรวงการต่างประเทศ🔗
ท่านกิตติ สรุปได้แล้วนะครับ🔗
ครับ ขอบพระคุณครับ ข้อสุดท้ายครับ เรื่องฮาร์โมไนเซชัน (Harmonization) มีบางท่านได้พูดไปแล้วที่จะทำให้เกิด การตรวจประเมินให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันหรือเหมือนกัน ก็ขออนุญาตเรียนถามว่า ในส่วนของการทำให้เป็นแนวเดียวกันหรือทำให้เหมือนกันนี้ได้มีการดำเนินการหรือไม่ อย่างไรครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ เมื่อสักครู่นี้ผมได้บอกแล้วว่าท่านทวีวงษ์ จุลกมนตรี แล้วผมจะให้ชี้แจงนะครับ ปรากฏว่า มีท่านสมาชิกอีก ๒ ท่าน แสดงความจำนงนะครับ คือท่านเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม กับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ ผมขอใช้อำนาจตามข้อ ๕๐ ขอให้อีก ๒ ท่าน เพราะรู้สึกว่าได้อภิปรายกันพอสมควรแล้ว ดังนั้น ๒ ท่านที่ลงชื่อมาผมอนุญาตนะครับ ท่านเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม แล้วก็ท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ แล้วก็ จะเป็นการจบอภิปรายตามที่ผมมีอำนาจตามข้อ ๕๐ นะครับ เชิญท่านทวีวงษ์ จุลกมนตรี ก่อนนะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์ทวีวงษ์ จุลกมนตรี สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขณะที่ทางสภาเรากำลังพิจารณานี้ก็คือร่างพิธีสารเพื่อแก้ไขข้อตกลงว่าด้วยการยอมรับ ร่วมรายสาขาของอาเซียน สำหรับการตรวจประเมินตามมาตรฐานวิธีการในการผลิตยา ซึ่งก็เป็นการแก้ไขข้อตกลงว่าด้วยการยอมรับร่วมรายสาขาของอาเซียน (ASEAN) สำหรับ การตรวจประเมินตามมาตรฐานวิธีการในการผลิตยา หรือที่เราคุ้นเคยก็คือ กู๊ด เมนูแฟกต์เชอร์ริง แพร็กทิซ (Good Manufacturing Practice) หรือจีเอ็มพี (GMP) จะเห็นว่ายาหรือ โรงงานยาที่มีมาตรฐานสูงจะอ้างอิงจีเอ็มพี (GMP) ซึ่งเราก็เป็นที่คุ้นเคยกัน รวมทั้ง โรงงานผลิตยาในประเทศไทยเราด้วยนะครับ ซึ่งจากการศึกษาใช้เวลาอย่างรีบด่วนสรุปว่าประโยชน์ของร่างนี้คือเป็นการยกระดับและ ขยายความร่วมมือในการผลิตยา เป็นการครอบคลุมผลิตภัณฑ์ยาชีววัตถุ ผลิตภัณฑ์ที่ต้อง สั่งจ่ายโดยแพทย์ สารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรมในการผลิตยาแล้วก็ชีววัตถุ ประโยชน์ต่อไป คือเป็นการส่งเสริมและอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายผลิตภัณฑ์ยา พัฒนามาตรฐาน และระบบการตรวจสอบผู้ผลิตยาในอาเซียน (ASEAN) ให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกัน แล้วท้ายที่สุดเป็นการยกระดับมาตรฐานการค้าที่ดีร่วมกัน เป็นการส่งเสริมขีดความสามารถ ในการแข่งขัน และส่งเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมยา ท่านประธานที่เคารพ กระผมเป็นนายแพทย์ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ดูแลผู้ป่วยมากกว่า ๔๐ ปี รวมทั้งเป็นอาจารย์สอน นักศึกษาแพทย์ในโรงเรียนแพทย์ด้วย ในอดีตยาที่เราใช้ในฐานะที่เป็นแพทย์เป็นความ ยากลำบากมาก เพราะต้องใช้ยาที่ส่วนใหญ่แล้วผลิตมาจากประเทศทางตะวันตกก็คือยุโรป และอเมริกา ซึ่งประเทศเหล่านี้แน่นอนสิ่งสำคัญที่สุดคือมาตรฐาน ซึ่งเรายอมรับว่ามาตรฐาน ผลิตยาที่มาจากทางตะวันตกค่อนข้างจะสูง แต่ขณะเดียวกันราคายาก็สูงตามไปด้วย ประเทศไทยเราไม่ใช่เป็นประเทศที่ร่ำรวย ฉะนั้นเพื่อประโยชน์ของผู้ป่วยเราก็จำเป็นต้องใช้ ยาที่มีราคาแพง ยุคปัจจุบันภาวะวิกฤติที่เป็นภาวะโลกร้อน สิ่งที่เราจะต้องต่อสู้ทั้งปัจจุบัน และอนาคตคือโรคอุบัติใหม่และโรคระบาดซ้ำจากภาวะโลกร้อนที่เราคุ้นเคยทุกวันนี้ที่เราก็ยัง อยู่กับมันคือโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) ซึ่งก็ยังไม่ยอมไปสักทีหนึ่ง แล้วไม่รู้จะมีการอุบัติ ที่รุนแรงเกิดขึ้นอีกหรือเปล่าในอนาคต รวมทั้งการติดเชื้อไวรัสตัวใหม่ ๆ ซึ่งเราไม่คาดคิด ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อไรก็ไม่สามารถที่จะคาดเดาได้ รวมทั้งภาวะน้ำทะเลหนุนสูงทำให้เกิดภาวะ ที่มีภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ภาวะที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ อุบัติภัยในอนาคตเป็นสิ่งที่เราต้อง เตรียมการไว้ ทั้งหลายทั้งปวงจะต้องใช้ยาและเวชภัณฑ์ ดังนั้นถ้าเราสามารถที่จะผลิตยาได้ หรือว่าประเทศไทยเราเป็นประเทศที่มีการแพทย์สูงระดับต้น ๆ ของโลก ทั่วโลกยอมรับ ในความเป็นมาตรฐาน รวมทั้งการแพทย์ของไทยเราซึ่งก็เป็นพระมหากรุณาธิคุณจาก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งท่านทรงส่งสมเด็จพระราชบิดาไปศึกษา การแพทย์ การสาธารณสุข แล้วก็มาวางรากฐานทางการแพทย์ การสาธารณสุขของไทยเรา มากว่า ๑๐๐ ปี ทำให้ประเทศไทยเรามีพื้นฐานทางด้านการแพทย์ การสาธารณสุขที่ดีเยี่ยม และเป็นที่ยอมรับระดับโลก รวมทั้งเราวางแผนที่จะเป็นฮับ (Hub) ทางการแพทย์ ของทางอาเซียน (ASEAN) เอเชีย (Asia) และของโลกด้วยซ้ำ ฉะนั้นจะเห็นว่าในช่วง วิกฤติโควิด (COVID) ที่ผ่านมาวัคซีนและยาหลาย ๆ ตัวซึ่งเราไม่สามารถผลิตได้เอง เราจำเป็น ต้องใช้มาจากทางยุโรปและอเมริกาซึ่งก็มีราคาค่อนข้างจะสูง แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ซึ่งได้ตั้งบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ทำให้เราสามารถเป็น สถานที่ผลิตวัคซีนที่มีมาตรฐานระดับโลก แล้วทำให้ราคาของวัคซีนถูกลง รวมทั้งองค์การ เภสัชกรรมซึ่งเป็นพื้นฐานที่ดีสามารถผลิตยาได้ ทำให้ราคายาต่าง ๆ ที่รักษาโรคโควิด (COVID) มีราคาถูกลง ดังนั้นในอนาคตยาและเวชภัณฑ์ที่เราจะต้องเตรียมไว้ มาตรฐาน ต่าง ๆ ที่เราสามารถผลิตได้ รวมทั้งการร่วมมือในอาเซียน (ASEAN) จะเห็นว่าศักยภาพ ของอาเซียน (ASEAN) เองไม่ได้ด้อย ประเทศไทย ประเทศสิงคโปร์ อินโดนีเซีย รวมทั้ง หลาย ๆ ประเทศในอาเซียน (ASEAN) มีศักยภาพในการเป็นฐานผลิตอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้ดี รวมทั้งอุตสาหกรรมยาและเวชภัณฑ์ด้วย ดังนั้นถ้าเรามีมาตรฐานเดียวกัน มีการร่วมมือกัน ทำให้อนาคตเราสามารถผลิตยาได้ที่มีต้นทุนราคาที่ถูกลง และมีประสิทธิภาพ มีมาตรฐานสูง ในฐานะที่เป็นแพทย์การใช้ยาแต่ละครั้ง ถ้ายาที่มีมาตรฐานไม่เป็นที่ยอมรับหรือไม่สามารถ ที่จะยืนยันในมาตรฐานได้ในการที่จะจ่ายยาให้กับผู้ป่วย หรือแม้แต่คนที่เราใกล้ชิดเป็นสิ่งที่ แพทย์ทุกคนต้องพึงระวังอยู่แล้ว รวมทั้งราคายาที่มันสูงมาก ซึ่งเราไม่สามารถที่จะใช้ได้ ก็เป็นอุปสรรคสำคัญในการที่จะใช้ยาหรือเวชภัณฑ์นั้นในการดูแลผู้ป่วย ฉะนั้นจะเห็นว่า ในฐานะที่เป็นแพทย์ได้ศึกษาร่างพิธีสารดังกล่าวนี้อย่างละเอียดในช่วงเวลานี้แล้ว ยังมอง ไม่เห็นผลเสียหรือประโยชน์ที่เราจะเสียไปกับร่างพิธีสารนี้ มีแต่ว่าจะได้ประโยชน์ในการที่จะ สามารถมีมาตรฐานของการผลิตยาที่สูงในระดับเดียวกัน การค้าขายยาที่สะดวกคล่องขึ้นแล้วก็เป็นการพึ่งพาตัวเองในระดับอาเซียน (ASEAN) สามารถที่จะเตรียมการรองรับทั้งโลกอุบัติใหม่ โรคระบาดซ้ำ รวมทั้งภัยพิบัติต่าง ๆ ซึ่งก็มี ความจำเป็นจะต้องใช้ยาและเวชภัณฑ์ ก็จะเห็นว่าไม่มีข้อเสียอะไรเลยในการร่างพิธีสาร ดังกล่าวนี้ ในฐานะที่เป็นแพทย์ก็ขอสนับสนุนให้มีการรับรองหรือยอมรับในร่างพิธีสาร เพื่อแก้ไขดังกล่าวนี้ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปจะเป็น ท่านเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม แล้วตามด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ เชิญท่านเกรียงศักดิ์ก่อนครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย เป็นที่ทราบกันดีครับ มนุษย์เราอยู่ได้ด้วยปัจจัย ๔ มีอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค ซึ่งร่างพิธีสารแก้ไขข้อตกลงว่าด้วยการยอมรับร่วม รายสาขาของอาเซียน สำหรับการตรวจประเมินตามมาตรฐานวิธีการผลิตยา ซึ่งเราทราบ กันดีว่าจะมีขบวนการเอ็มเออาร์ (MAR) แล้วก็จีเอ็มพี (GMP) หรือกู๊ด เมนูแฟกต์เชอร์ริง แพร็กทิซ (Good Manufacturing Practice) ซึ่งเราได้ลงนามทั้ง ๕ ประเทศที่ประเทศไทย ที่พัทยาเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๒ ประกอบด้วยไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ซึ่ง ๕ ประเทศนี้ได้ลงนามแล้วก็สามารถที่จะใช้ในอาเซียน (ASEAN) ทั้ง ๑๐ ประเทศ อันนี้เป็นข้อตกลงพิธีสารเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องยา ซึ่งข้อมูลประกอบ ในการพิจารณาก็จะมีภาพรวมของความร่วมมือตามกรอบอาเซียน (ASEAN) คณะทำงาน ด้านผลิตภัณฑ์ยาจีเอ็มพี (GMP) และมาตรฐานจีเอ็มพี (GMP) การนำเข้าและการส่งออกยา ของไทย การที่อาเซียน (ASEAN) เป็นศูนย์กลางเราเคยได้ยินว่าสมุนไพรที่มีคุณภาพ และมีมากที่สุดในโลกก็จะอยู่ในประเทศ ๑๐ ประเทศของอาเซียน (ASEAN) หนึ่งในนั้น ก็คือไทยเป็นประเทศที่มีสมุนไพรหลากหลายชนิดและเป็นสมุนไพรที่เกิดประโยชน์ต่อ มวลมนุษยชาติจำนวนมาก สามารถนำมาในการผลิตยา ในการผลิตชีววัตถุ มีข้อสังเกต ถึงขอบเขตของการผลิตยาว่า ๑. ไม่รวมผลิตภัณฑ์ที่ได้จากเลือดหรือพลาสมา (Plasma) เภสัชภัณฑ์รังสี ยาแผนโบราณ ผลิตภัณฑ์ใช้การวิจัยเนื้อเยื่อเซลล์ ผลิตภัณฑ์บำบัด และอีกข้อหนึ่งก็คือสารออกฤทธิ์ที่ใช้ผลิตยาและชีววัตถุซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ผมก็ อยากถามท่านรัฐมนตรีว่าเรื่องเหล่านี้ท่านมีคำอธิบายหรือมีข้อคิดเห็นที่จะทำให้เกิด ประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน และสามารถอธิบายความให้พี่น้องประชาชน ซึ่งส่วนมาก แล้วเราเข้าใจดีว่าพี่น้องในชนบทก็อาจจะเข้าไม่ถึงในสิ่งที่เป็นศัพท์ทางคุณหมอหรือว่า เป็นศัพท์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ยา ฉะนั้นอยากให้ท่านได้อธิบายความให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจ ร่วมกับพวกเราด้วย🔗
แล้วอีกเรื่องหนึ่งที่อยากถามท่านรัฐมนตรีว่าท่านมีแผนและเตรียมงาน ที่จะพัฒนาประเทศไทยในอาเซียน (ASEAN) ท่านสามารถที่จะพัฒนาประเทศไทยหรือว่า อาเซียน (ASEAN) ให้เป็นเมดิคัล ฮับ (Medical Hub) ได้อย่างไร ผมขออนุญาตเรียนถาม ท่านผ่านท่านประธานเพื่อที่จะให้พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศได้รับทราบด้วย ขอกราบขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณ ท่านเกรียงศักดิ์มากครับ ต่อไปผู้ช่วยศาสตราจารย์เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเพื่อให้ความเห็นต่อร่างพิธีสาร เพื่อแก้ไขข้อตกลงว่าด้วยการยอมรับร่วมรายสาขาของอาเซียน สำหรับการตรวจประเมิน ตามมาตรฐานวิชาการวิธีการในการผลิตยา ดังนี้นะครับ🔗
ประการแรก ประเด็นของการแก้ไขในครั้งนี้มีสาระสำคัญที่เป็นประโยชน์ กับประเทศไทย กล่าวคือเป็นการขยายรายการที่จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องทำการประเมินซ้ำ ในประเทศปลายทาง ซึ่งจะต้องเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการผลิตยา ยาชีววัตถุหรือ สารเคมีภัณฑ์ในการผลิตไปไกลถึงเรื่องสารในการวิจัย สารที่ใช้ในเรื่องรังสี เซลล์ แล้วก็ ยีน (Gene) ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพอยู่ในระดับสูงในประเด็นดังกล่าวของอาเซียน (ASEAN) การขยายขอบเขตหรือแก้ไข อันนี้จึงยังประโยชน์ให้กับประเทศไทยในหลักการ เบื้องต้น จากเดิมซึ่งเรายกเว้นการประเมินไว้ที่ประเทศปลายทางเฉพาะผลิตภัณฑ์ยา ที่เรียกว่าฟาร์มาซูทิคัล (Pharmaceutical) หรือถ้าจะพูดให้ง่ายขึ้นก็คือเป็นยาที่ผลิตโดยเคมี ขยายไปสู่ไบโอฟาร์มาซูทิคัล (Biopharmaceutical) ก็คือผลิตภัณฑ์ยาที่มาจากชีววัตถุ แล้วก็ไปถึงสารตั้งต้นหรือสารประกอบสำคัญในการผลิตยาทั้ง ๒ ประเภทดังกล่าว แต่มีข้อยกเว้นอยู่ครับ มีข้อยกเว้นซึ่งเข้าใจได้สำหรับประเทศที่มีศักยภาพต่ำกว่าประเทศไทย ในอาเซียน (ASEAN) ก็คือยกเว้นเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่จะมาจากพลาสมา (Plasma) มาจากเลือด มาจากเรื่องของการใช้ผลิตภัณฑ์ทางรังสีไปจนถึงเรื่องของเซลล์ ของยีน (Gene) ในความเห็น ของผม ถ้าทีมที่จะไปเจรจากับประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน (ASEAN) จะได้ใช้ความพยายาม ในครั้งต่อไปในการขยายขอบเขตข้อยกเว้นดังกล่าว ซึ่งแน่นอนก็จะมีทั้งประเทศที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย กลุ่มประเทศที่เห็นด้วยในทำนองเดียวกับประเทศไทยก็ต้องเป็นกลุ่มประเทศ ที่มีศักยภาพสูงในการที่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีการผลิตดังกล่าวก็จะทำให้ผู้ส่งออกของเรา สามารถส่งออกผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไปยังประเทศปลายทางที่ลดค่าใช้จ่ายและขั้นตอน ในการดำเนินการ เพราะได้รับการยกเว้นจากข้อตกลงดังกล่าว ดังนั้นข้อเสนอของผม ในประการที่ ๑ จึงอยากให้มีการขยายขอบเขตข้อยกเว้นดังกล่าวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ สำหรับการเจรจาต่อรองในครั้งหน้า คาดว่ามีประเทศที่จะสนับสนุนไทยหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์หรือมาเลเซีย เป็นต้น แต่ขณะเดียวกันก็คงมีประเทศที่ศักยภาพน้อย เขาก็อาจจะไม่เห็นด้วย🔗
ในข้อเสนอประการที่ ๒ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ก็คือเรื่องระยะเวลาของ การบังคับใช้ในการแก้ไขข้อตกลงดังกล่าว ในข้อตกลงนี้ได้เขียนเอื้อให้กับประเทศที่มี ศักยภาพน้อยค่อนข้างมาก มีผลกระทบทางลบกับประเทศไทยคือได้ผลดีช้าลง ก็คือให้ระยะเวลาดำเนินการถึง ๕ ปี แล้วยังเขียนต่อเป็นเงื่อนไขด้วยว่า ถ้าเลย ๕ ปีแล้ว มีเหตุให้สามารถขยายต่อได้อีกไม่เกิน ๒ ปี ห้วงระยะเวลาเงื่อนไขดังกล่าว ๕ บวก ๒ นี้ ไม่เกิดประโยชน์กับประเทศไทยเท่าที่ควร แต่จะเกิดประโยชน์กับประเทศที่ศักยภาพ น้อยกว่าเรา ซึ่งก็เข้าใจได้ว่าประเทศเหล่านั้นก็จะต้องนำเสนอ ๕ บวก ๒ นี่แหละ ส่วนของประเทศไทยเราทำไมเราถึงยอมรับ ๕ บวก ๒ อันนี้ก็อยากขอรับฟังความคิดเห็น ว่าประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยคืออะไร หรือเราไปแพ้เสียงข้างมากในกลุ่ม ๑๐ ประเทศนั้น และในการเจรจาครั้งหน้า หรือถ้ามีประเทศใดเสนอขอให้ขยายหลังจาก ๕ บวก ๒ ไปแล้วให้ขยายอีก ซึ่งผมคาดว่าอาจจะมีบางประเทศที่ไม่พร้อมก็จะขอขยาย ระยะเวลา ๕ บวก ๒ ออกไปอีก ก็อยากจะรับฟังความเห็นของผู้ชี้แจงว่าท่านจะมียุทธศาสตร์ อย่างไรไม่ให้เขาขยาย เพราะว่ายิ่งขยายประเทศไทยก็จะยิ่งได้ประโยชน์จากข้อตกลงนี้ น้อยลงเป็นลำดับ กล่าวโดยสรุปความเห็นผมต่อร่างพิธีสารอันนี้ผมเห็นด้วยในฐานะ สมาชิกรัฐสภา แล้วก็ต้องขอบคุณผู้ที่เกี่ยวข้องที่ได้ดำเนินการเจรจา ดำเนินการแก้ไขจนได้ ข้อเสนอเบื้องต้นมาสู่สมาชิกที่พิจารณาร่วมกันในวันนี้ แต่แม้จะเห็นด้วยก็ยังมีข้อเสนอ ๒ ประการว่าการขยายขอบเขตไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่ยกเว้นไว้จะเป็นประโยชน์กับประเทศไทย มากกว่า แล้วก็ควรจะเร่งรัดระยะเวลา ๕ บวก ๒ ให้สั้นลงหรืออย่างน้อยที่สุดก็ไม่ให้เกิด การขยายในอนาคต ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปจะเป็นการชี้แจงของท่านรัฐมนตรีและผู้ชี้แจงจากหน่วยงานต่าง ๆ ผมอยากจะเรียน ท่านสมาชิกว่าคำชี้แจงในพิธีสารเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ท่านสมาชิกของเราควรจะเข้าใจ อย่างละเอียดนะครับ ที่ท่านสมาชิกหลายท่านได้ซักถาม ได้แสดงความเห็นนั้นขอให้ทาง ผู้ชี้แจงได้ชี้แจงให้ละเอียดให้เราทราบว่าลักษณะของการให้ความเห็นชอบพิธีสาร หรือเอกสารเช่นนี้เราต้องมั่นใจว่าได้ทำไปถูกต้องนะครับ ดังนั้นถ้าการชี้แจงนั้นไม่ตอบ คำถามหรือว่าไม่ได้พูดให้ชัดเจนผมก็จะให้สิทธิแก่ท่านสมาชิกที่ยังสงสัยอยู่ซักถามได้นะครับ เชิญผู้ชี้แจง ท่านรัฐมนตรีจะชี้แจงก่อนก็ได้นะครับ หรือจะไปสรุปตอนท้ายก็ได้ เชิญครับ อย่างที่ผมเรียนชี้แจงทุกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามนะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาไปยังท่านสมาชิกรัฐสภา ผม ดวงอาทิตย์ นิธิอุทัย รองอธิบดี กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศครับ ผมขออนุญาตเสริมข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อประกอบ การพิจารณาของสมาชิกรัฐสภาดังนี้ครับ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับด้านการค้าและ การพาณิชย์นะครับ🔗
เรื่องแรกในเรื่องของประเด็นเรื่องการค้า โดยเฉพาะด้านการส่งออกจาก ที่ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขท่านได้กรุณาแสดงกราฟเรื่องการส่งออกว่า นับตั้งแต่เรามีเอ็มอาร์เอ (MRA) เมื่อปี ๒๕๕๒ แล้วก็การค้าของเราเติบโตมาโดยตลอด มีอีกตัวเลขหนึ่งอาจจะขออนุญาตเพิ่มเติมว่าก่อนที่เราจะมีเอ็มอาร์เอ (MRA) คือปี ๒๕๕๑ ตัวเลขการส่งออกของไทยจากปี ๒๕๕๑ ไปปี ๒๕๕๒ ตัวเลขลดลง ทีนี้พอหลังจากที่มี เอ็มอาร์เอ (MRA) ปี ๒๕๕๒ มีผลบังคับใช้การค้าเจริญเติบโตมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โดยองค์รวมแล้วขึ้นมากกว่า ๑๔๕ เปอร์เซ็นต์ นับตั้งแต่ที่เรามีเอ็มอาร์เอ (MRA) เมื่อดูตัวเลข ของการค้าในด้านชีววัตถุ ซึ่งจะเป็นประเด็นที่เราขอแก้ไข ต้องเรียนว่าประเด็นชีววัตถุ ซึ่ง รวมถึงในเรื่องของวัคซีน เรื่องเซรุ่ม การค้ายังมีน้อยอยู่ แต่ว่าก็มีการเติบโตแต่ในการเติบโตที่ ช้านะครับ ดังนั้นเราคาดหมายได้ว่าด้วยความก้าวหน้าของประเทศไทยในการผลิตสินค้าประเภทนี้ น่าจะทำให้การค้าของเราลดอุปสรรคทางด้านการค้าลง อย่างที่ท่านสมาชิกรัฐสภาหลายท่าน ได้กรุณาชี้ให้เห็นว่าภาษีเป็น ๐ อยู่แล้ว ดังนั้นเอ็มอาร์เอ (MRA) ฉบับนี้ การขยายขอบเขต ดิฟินิชัน (Definition) การขยายขอบเขตคำจำกัดความจะช่วยอย่างยิ่งในเรื่องของประเด็น ทางการค้า🔗
ประเด็นที่ ๒ ที่ท่านสมาชิกรัฐสภาท่านได้กรุณาสอบถามในเรื่องของประเด็น เอ็มอาร์เอ (MRA) แล้วก็ในประเด็นเรื่องยุทธศาสตร์ในการเจรจา นอกเหนือจากประเด็น เอ็ม อาร์เอ (MRA) ในฉบับปัจจุบันนี้แล้ว ขออนุญาตเรียนเป็นข้อมูลอย่างนี้ครับ ปัจจุบันอาเซียน (ASEAN) การทำเอ็มอาร์เอ (MRA) ชัดเจนอยู่ในความตกลงของอาติก้า (ATIGA) หรือความตกลงทางอาเซียน (ASEAN) การค้าสินค้าว่ามุ่งประสงค์ที่จะให้สมาชิกทั้งหลาย จัดทำเอ็มอาร์เอ (MRA) ระหว่างกัน ซึ่งนับตั้งแต่มีอาติก้า (ATIGA) มีผลบังคับใช้ ปัจจุบันนี้ เรามี เอ็มอาร์เอ (MRA) ในการยอมรับการตรวจซึ่งกันและกัน มีประมาณ ๔-๕ ฉบับ ยกตัวอย่างเช่น อาหารสำเร็จรูป ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ สิ่งก่อสร้างและยา ดังนั้น คือสิ่งที่อาเซียน (ASEAN) ได้พยายามทำแล้วก็มุ่งหน้าและเข้าใจว่าในเซ็กเตอร์ (Sector) ต่าง ๆ ได้พยายามพูดคุยกันอยู่🔗
ส่วนประเด็นยุทธศาสตร์ในการทำเอ็มอาร์เอ (MRA) กับประเทศต่าง ๆ นั้น ต้องเรียนว่าในการเจรจาเขตการค้าเสรี การจัดทำเอ็มอาร์เอ (MRA) เป็นหนึ่งในอเจนดา (Agenda) ที่เราพูดคุยมาโดยตลอดว่าเป็นสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายควรจะลดอุปสรรคการค้า ระหว่างกัน ถ้าเรามีความตกลงการค้าเสรีอยู่แล้ว ดังนั้นต้องเรียนว่าถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ ที่จะอยู่ในหัวข้อในการพูดคุยระหว่างประเทศคู่ภาคีในการที่จะเจรจาเขตการค้าเสรี ขอบพระคุณครับ🔗
มีท่านใด จะชี้แจงอีกไหมครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายแพทย์ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหาร และยา ผมกราบเรียนเพิ่มเติมในส่วนของร่างพิธีสาร เพื่อแก้ไขข้อตกลงในการยอมรับ เรื่องของการตรวจประเมินตามมาตรฐานวิธีการในการผลิตยา จริง ๆ ร่างพิธีสารฉบับนี้ เดิมที่ก่อนจะแก้ไขในครั้งนี้ ใช้มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ซึ่งทั้ง ๑๐ ประเทศก็ลงนามแล้วก็ มีผลบังคับใช้ ซึ่งการแก้ไขในครั้งนี้ก็เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมในขอบเขตที่ให้ครอบคลุมจากเดิม ที่เป็นยาสำเร็จรูปที่เราเรียกว่ายาเคมีเพิ่มเติมมาในส่วนของยาชีววัตถุ ในชีววัตถุ แล้วก็ เภสัชเคมีภัณฑ์ ซึ่งยังไม่รวมในส่วนของผลิตภัณฑ์ที่ได้จากเลือดหรือพลาสมา (Plasma) แล้วก็เภสัชรังสี ยาแผนโบราณ แล้วก็ผลิตภัณฑ์ยาที่ใช้ในการวิจัย รวมทั้งเนื้อเยื่อเซลล์ และผลิตภัณฑ์บำบัดด้วยยีน (Gene) ประเด็นอันหนึ่งก็คือจริง ๆ แล้วในเรื่องของการทำ เรื่องการตรวจรับเรื่องของจีเอ็มพี (GMP) เป็นเรื่องเริ่มต้นมาจากในส่วนของ เขาเรียก คณะกรรมการที่ปรึกษาในเรื่องของมาตรฐานแล้วก็คุณภาพ เป็นคณะกรรมการใหญ่ ในส่วนของอาเซียน (ASEAN) คณะกรรมการนี้ก็จะมีคณะทำงานย่อยในส่วนของคณะทำงาน ผลิตภัณฑ์ทางด้านยาของอาเซียน (ASEAN) ซึ่งในส่วนนี้เองก็ได้มีการประชุมในสมาชิก อาเซียน (ASEAN) ทั้ง ๑๐ ประเทศ ให้มีการร่วมกันว่าเราจะทำเอ็มอาร์เอ (MRA) ร่วมกัน เพื่อให้สอดคล้องกัน แล้วก็ยอมรับในการตรวจประเมินร่วมจีเอ็มพี (GMP) ก็เป็นอันหนึ่ง ในส่วนนี้ ก็กราบเรียนมาว่าในส่วนนี้ก็จะเป็นอะไรที่เพิ่มเติมครับ ทีนี้ถามว่าในส่วนของ จีเอ็มพี (GMP) ตัวมาตรฐานจีเอ็มพี (GMP) เรื่องของมาตรฐานในการผลิตยามาจากไหน ผมก็กราบเรียนว่าในเรื่องของมาตรฐานในการผลิตยา ความจริงเรื่องจีเอ็มพี (GMP) ก็เป็น มาตรฐานในส่วนของ เขาเรียกว่ามันเป็นมาตรฐานเหมือนมาตรฐานร่วมนะครับ ในสมาชิก ทั้ง ๑๐ ประเทศเอง ในส่วนของการที่มีคณะทำงาน คณะกรรมการก็มาคุยกันในส่วนนี้ เพราะฉะนั้นมาตรฐานที่เรายอมรับร่วมกันในการรับรองผลการตรวจ แล้วก็การประเมิน ทั้งหลายก็มาจากในสมาชิกของ ๑๐ ประเทศก็เป็นมาตรฐานร่วมกัน ในส่วนของ ประเทศไทยเองเราก็ได้ดูแลเรื่องนี้ โดยที่เรามีการสอบถามหรือประชาพิจารณ์ในส่วนของ ที่เป็นผู้ประกอบการในส่วนของโรงงาน อย่างที่ผมเรียนไปแล้วว่ามีโรงงาน ๑๗๐ กว่าโรง ในส่วนนี้เองอยากจะเรียนว่าเรามีโรงงานที่ผลิต ทั้งยาเคมีแล้วก็ชีววัตถุ ทีนี้ชีววัตถุเราจะมี ประมาณสัก ๑๓ โรง ที่หลายท่านยกตัวอย่างเรื่องบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ที่ผลิตมาก่อนนานแล้วในส่วนนี้ ก็กราบเรียนว่าของเรามีศักยภาพแล้วก็ผู้ประกอบการ ของเราก็ไม่ได้มีประเด็นในเรื่องของมาตรฐานในจีเอ็มพี (GMP) ในส่วนนี้ เพราะฉะนั้น ตรงนี้เองเขาเรียกว่าเป็นประโยชน์ในส่วนของประเทศของเราเองที่จะก้าวไปสู่ ผู้ผลิต ในประเทศสามารถที่จะส่งออกไปในส่วนของประเทศอาเซียน (ASEAN) ได้ โดยที่ทาง อย. ไทยก็เป็นคนตรวจประเมินที่อื่นก็ไม่ต้องตรวจหมายถึงว่าไม่มีการตรวจซ้ำในส่วนนี้ เขาเรียกว่ารถความแบริเออร์ (Barrier) หรือว่าการที่เป็นอุปสรรคในเรื่องของการค้าขาย แต่ก็ยังคงเรื่องของคุณภาพมาตรฐานความปลอดภัย แล้วก็ประสิทธิภาพในส่วนนี้ด้วยครับ ก็กราบเรียนว่าเราจะขยายเรื่องเอ็มอาร์เอ (MRA) นี้ไปประเทศอื่น ๆ ไหมในยุโรปหรือว่า ในส่วนของประเทศที่เราร่วมมือหลาย ๆ ประเทศ อย่างเช่น ญี่ปุ่นหรือว่าออสเตรเลีย ผมกราบเรียนว่าในแต่ละประเทศในหน่วยงานที่เป็นผู้ประเมินหรือว่าหน่วยงานในกำกับ เป็นผู้กำกับ อย่าง อย. เราก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับในส่วนของญี่ปุ่นนะครับ เราก็มีการเจรจา ในเรื่องนี้นะครับ เรื่องจีเอ็มพี (GMP) ก็เป็นเรื่องหนึ่ง ในเรื่องของการเจรจาส่วนนี้ก็ถือเป็น ยุทธศาสตร์ในเรื่องของการเจรจาที่เราจะต้องทำให้ได้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน อย่างไรก็ถือว่า ประโยชน์ของประเทศเป็นเรื่องสูงสุดในส่วนนี้ครับ🔗
อีกประเด็นหนึ่งก็คือเรื่องของระยะเวลานะครับ ระยะเวลาในการบังคับใช้ ที่มี ๕ ปี แล้วก็ต่อได้ ๒ ปี ผมก็กราบเรียนว่าอันนี้อยู่ในเรื่องของการเจรจานะครับ ถามว่า ในส่วนของประเทศเราพร้อมเลยไหม จริง ๆ แล้วก็คือไม่ได้มีปัญหาเลยก็คือพร้อมครับ แต่เรื่องของการประชุมใน ๑๐ ประเทศก็จะมีความหลากหลายในส่วนนั้นอย่างที่ผมเรียน ไปแล้วว่าตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ มาจนถึงปี ๒๕๖๕ ก็ ๑๓ ปีในเรื่องนี้เราก็จะเพิ่มขยายไปเป็น เรื่องจากยาเคมีไปยาชีววัตถุเพิ่มเติมนะครับ อันนี้ก็ขอกราบเรียนว่าพยายามในส่วนนี้อยู่ครับ ก็กราบเรียนในส่วนของข้อมูลในส่วนของการที่เราดำเนินการเพิ่มเติมเพื่อจะได้ให้ ผลประโยชน์ของประเทศไทยนะครับ แต่ก็ยังคงเรื่องของการที่ทำให้พี่น้องประชาชนได้รับ ผลิตภัณฑ์โดยเฉพาะยาที่เราดูอยู่นี้ให้ได้คุณภาพ มีความปลอดภัยแล้วก็มีประสิทธิภาพครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงสาธารณสุขครับ ผมเข้าใจว่าทางเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องก็ได้ตอบประเด็นที่ ท่านสมาชิกรัฐสภาทั้งมีประเด็นแนะนำแล้วก็ให้ข้อสังเกต ผมกราบขอบพระคุณท่านเจตน์ ศิรธรานนท์ ที่ได้อธิบายและมีความเข้าใจอย่างชัดเจนนะครับ ท่านวิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ท่านกิตติ วะสีนนท์ ซึ่งเมื่อสักครู่ท่านเลขาธิการ อย. ได้ตอบคำถาม ไปแล้วนะครับ ท่านเฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ ผมย้ำกับท่านเฉลิมชัยอีกครั้งหนึ่งว่าการเจรจา ต่อรองในข้อตกลงมันเป็นการเจรจาร่วมนะครับ แน่นอนที่สุดมันมีความละเอียดอ่อน ในแง่ของการได้เสียซึ่งต้องมีการเจรจาแล้วก็ต้องชั่งน้ำหนัก ผมเข้าใจว่าทีมการเจรจาก็มี ความเข้าใจแล้วก็ให้น้ำหนักในเรื่องนี้ บางเรื่องก็จะเป็นเรื่องที่วินวิน (Win Win) เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าในส่วนนี้คณะกรรมการได้มีความตระหนักในเรื่องนี้อย่างดี แต่ว่าคงอาจจะไม่ได้ ได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ก็อาจจะมีการประเมินถึงน้ำหนักต่าง ๆ ที่เราจะเจรจา แต่ว่ารับข้อสังเกต ท่านไปเพื่อให้การเจรจาให้เราได้ประโยชน์สูงสุดให้มากที่สุดสำหรับประเทศไทยนะครับ🔗
เพื่อนสมาชิกท่านนิคม บุญวิเศษ ก็เรียนกับท่านด้วยความเคารพว่าพิธีสาร ฉบับนี้ไม่ได้เป็นการไปเพิ่มมาตรการอะไรที่เป็นแบริเออร์ (Barrier) หรือเป็นข้อจำกัดให้กับ ผู้ประกอบการ เพราะว่ามาตรฐานของเราเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับ ๑ ใน ๕ ประเทศ อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าพิธีสารฉบับนี้ก็เป็นการเพิ่มชนิดประเภทที่เราขยายจากเดิม ซึ่งอันนี้เป็น ประโยชน์กับผู้ผลิตทุกฝ่าย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านเป็นห่วงก็คงจะไม่ได้เกิดขึ้น เพราะว่าเราอยู่ ในการควบคุมมาตรฐานเดียวกัน สุดท้ายท่านสมาชิกท่านเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม ถามนิดเดียว แต่ว่าต้องตอบใช้เวลานานมากก็คือเรื่องแผนการส่งเสริมมิดิคัล ฮับ (Medical Hub) ของรัฐบาลก็ย้ำว่ารัฐบาลนี้ได้ให้ความสำคัญในโอกาสที่จะเกิดขึ้นหลังสถานการณ์โควิด (COVID) เมื่อเราเผชิญหน้าวิกฤติแต่เรามีโอกาสอันนี้ ย้ำว่าขณะนี้รัฐบาลได้สนับสนุน โครงการที่สำคัญเพื่อไปสอดรับกับโอกาสที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ เอ็กซ์โป สเปเชียลไลซ์ (Expo Specialize) ที่ภูเก็ต ซึ่งก็จะมีการไปบิด (Bid) กันในกลางปีนี้ กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพก็ได้เป็นเจ้าภาพในการไปแสดงในงาน เอ็กซ์โป ๑๙๗๐ (Expo 1970) ที่ประเทศญี่ปุ่น โดยใช้งบประมาณประมาณ ๙๐๐ ล้านบาท เรามีโครงการที่สำคัญ ๆ ที่รัฐบาลได้ผ่านมติครมไปแล้ว เพื่อที่จะส่งเสริมทั้งคน ทั้งแพทย์ แผนไทยทั้งในส่วนอื่นที่จะไปสนับสนุนตัวเนื้องานของการเดินทางมาท่องเที่ยวของ นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีเพิ่มมากขึ้น และคิดว่าจะเพิ่มมากขึ้นในปีปีนี้นะครับ เพราะฉะนั้น ในส่วนนี้เนี่ยก็ขอยืนยันว่ารัฐบาลได้ให้ความสำคัญแล้วก็จะผลักดันส่งเสริมเพื่อสอดรับ กับโอกาสที่จะเกิดขึ้นในสถานการณ์หลังโควิด (COVID) ในความเป็นมิดิคัล ฮับ (Medical Hub) และความเชื่อมั่นในระบบสาธารณสุขของไทยที่ต่างชาติ เพราะฉะนั้นก็ขอ กราบขอบพระคุณทุกท่านที่ได้ให้ข้อเสนอแล้วก็ข้อสังเกตเราก็จะรับไปเพื่อที่จะให้ คณะกรรมการได้ดำเนินการต่อไปครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ มีท่านสมาชิกติดใจ ที่จะสอบถามเพิ่มเติมไหมครับ ถ้าไม่มีท่านรัฐมนตรีถือว่าไม่สรุปแล้วนะครับไม่สรุปแล้ว ต่อไปก็จะต้องขอมติที่ประชุมว่าจะให้ความเห็นชอบร่างพิธีสารเพื่อแก้ไขข้อตกลงว่าด้วย การยอมรับร่วมรายสาขาของอาเซียน สำหรับการตรวจประเมินตามมาตรฐานวิธีการในการ ผลิตยา หรือไม่นะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกเข้ามาเพื่อลงมตินะครับ🔗
รบกวนสมาชิกที่อยู่ที่ห้องอาหารนะครับ สำหรับท่านที่เข้ามาแล้วกรุณากดบัตรเพื่อแสดงตนครับ🔗
ให้เวลานะครับสมาชิกที่รับทราบแล้ว กรุณาเข้ามาเพื่อกดบัตรแสดงตน องค์ประชุม ๓๓๗ นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานครับ ๔๔๗ แสดงตนครับ🔗
ครับ เจ้าหน้าที่บันทึกด้วยครับ🔗
ท่านประธานครับ ภาคิน สมมิตรธนกุล ๓๒๗ แสดงตนครับ🔗
พร้อมพอสมควรแล้วนะครับ ปิดการแสดงตนครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตนขณะนี้ ๓๖๓ คน บวก ๒ คน ๓๖๕ คน ครบองค์ประชุมครับ🔗
ขอถามมติว่าจะเห็นชอบร่างพิธีสาร ฉบับนี้หรือไม่ ผู้ใดเห็นชอบกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควร งดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญลงมติครับ🔗
ศาสตรา ศรีปาน เห็นด้วยครับ🔗
บันทึกด้วยครับ สมาชิกพร้อมนะครับ ปิดการลงมติครับ จำนวนผู้ลงมติ ๔๑๒ คน เห็นด้วย ๔๐๔ บวก ๑ คน ๔๐๕ คน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๓ คน ไม่ลงคะแนนเสียง ๕ คน มติที่ประชุม เห็นชอบร่างพิธีสารเพื่อแก้ไข ข้อตกลงว่าด้วยการยอมรับร่วมรายสาขาของอาเซียน สำหรับการตรวจประเมินตาม มาตรฐานวิธีการในการผลิตยา🔗
ขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีและ เจ้าหน้าที่นะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม มณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ไม่แน่ใจว่ากดบัตรแล้วแสดงผล ออกมาอย่างไร แต่ว่าขออนุญาตเรียนเพื่อบันทึกไว้ว่า ผมเห็นด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมเช่นกันครับท่านประธาน ขอให้บันทึกไว้ ผม ศานิตย์ มหถาวร ครับ🔗
ท่านสมชาย เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนท่านประธานจะดำเนินการ การประชุมต่อไปผมมีข้อหารือท่านประธาน ขออนุญาตครับ🔗
เชิญเลยครับ🔗
ขอบพระคุณครับ เนื่องจากตามระเบียบวาระการประชุมที่กระผมมีอยู่เดิมนั้นเป็นระเบียบวาระการประชุม ร่วมกันของรัฐสภาตั้งแต่ครั้งที่ ๔ ครั้งที่ ๕ เป็นเรื่องการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ เป็นร่างพระบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งคณะรัฐมนตรีเสนอมาเป็นร่างพระราชบัญญัติการปฏิรูป แล้วต่อด้วยร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งกระผมตรวจสอบแล้วมี ความเห็นบางประการที่ขออนุญาตหารือท่านประธาน แล้วก็ขอทราบข้อเท็จจริงในการที่มี การเปลี่ยนแปลงวาระการประชุม ซึ่งผมได้ตรวจสอบแล้วเป็นการประชุมผลการหารือ ระหว่างประธานสภาผู้แทนราษฎร ตัวแทนคณะรัฐมนตรี ตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาล และ ตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้าน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยไม่มีตัวแทนของวุฒิสภาเข้าร่วม ประชุม ที่ประชุมได้มีการประชุมหารือกันเพื่อแก้ปัญหาองค์ประชุมของสภาผู้แทนราษฎร แต่มีการหยิบยกประเด็นเรื่องการประชุมร่วมกันของรัฐสภาวันนี้ โดยกำหนดให้มีการประชุม ในวันที่ ๒๔ คือร่างบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ และวันที่ ๒๕ คือร่างพิธีสารแก้ไขข้อตกลง ซึ่งเราเพิ่งผ่านมติไปเมื่อสักครู่ ต่อด้วยร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐาน วิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ….. ซึ่งคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ แล้วตามด้วยร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว เป็นผู้เสนอ ในมติดังกล่าวบอกว่าที่ประชุมรับทราบข้อเสนอของผู้แทนพรรคร่วมฝ่ายค้าน ในการขอให้พิจารณากำหนดวาระประชุมร่วมกันของรัฐสภา เป็นพิเศษ โดยให้เปลี่ยนวาระ ให้ความเห็นชอบร่างพิธีสารแล้วต่อด้วยร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ผมจึงมีข้อสงสัยและตรวจสอบการทำงานร่วมกันของรัฐสภา ซึ่งวุฒิสภา เป็นส่วนหนึ่งของรัฐสภา ประการที่ ๑ คือวุฒิสภาไม่ได้เข้าร่วมประชุมในการประชุมร่วม ดังกล่าว ประการที่ ๒ ผมได้ตรวจสอบแล้วไม่มีตัวแทนวิป (Whip) วุฒิสภา และท่านประธาน วุฒิสภาอาจไม่ได้รับทราบ ตรวจสอบเพิ่มเติมไปอีกพบว่าในข้อบังคับการประชุม ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา รวมถึงสิ่งที่เราปฏิบัติกันตลอดมาคือ เมื่อมีการกำหนดว่า จะมีการเพิ่ม แก้ไข หรือถอนญัตติของประธานรัฐสภาที่สั่งบรรจุระเบียบวาระเข้าสู่การ ประชุมรัฐสภาแล้วจะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมของที่ประชุมรัฐสภา ซึ่งทั้งหมดมี ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาอย่างน้อย ๔ ครั้ง คือครั้งเมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๖๔ ได้มีการขอถอนตามข้อบังคับ และที่ประชุมยินยอมให้ถอนได้ตามข้อบังคับ ข้อ ๓๗ ครั้งที่ ๙ วันอังคารที่ ๒๖ ปี ๒๕๖๕ ประธานคณะกรรมาธิการขอถอนร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ที่ประชุมมีมติยินยอมให้ถอนร่างได้ ตามข้อบังคับ ข้อ ๓๗ การประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นร่างที่คุณวิรัช พันธุมะผล ขอถอนออกจากระเบียบวาระ การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่ประชุมมีมติยินยอมให้ถอนได้ตามข้อ ๓๗ การประชุม ครั้งที่ ๔ คือครั้งที่ ๑ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) วันอังคารที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ ท่านอนันต์ ผลอำนวย ก็เสนอขอถอนร่างข้อบังคับการประชุมร่วมกันของรัฐสภาออก ที่ประชุมมีมติยินยอมให้ถอนได้ตามข้อ ๓๗ ตรวจข้อบังคับการประชุมร่วมกันของรัฐสภา และการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร มีทั้งสิ้น ๖ ครั้ง ต้องใช้ข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ในการถอน ทั้งสิ้น กระผมสรุปว่าในข้อบังคับการประชุมรัฐสภา การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เช่นเดียวกับวุฒิสภามีตัวอย่างแนวทางการปฏิบัติการดำเนินการดังกล่าว อีกทั้งเมื่อ คณะรัฐมนตรีได้มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพ สื่อมวลชน เพื่อดำเนินการตามหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศต่อประธานรัฐสภา เมื่อวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๖๕ เพื่อให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาได้พิจารณา และประธานรัฐสภาได้มี คำสั่งให้บรรจุญัตติดังกล่าวในระเบียบวาระการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นเรื่องด่วน ในคราวประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ ๑ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) วันอังคารที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ ครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ ครั้งที่ ๔ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๖ และครั้งที่ ๕ เมื่อวันพุธที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๖๖ แล้ว หากจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมหรือถอนญัตติดังกล่าวที่ประธานรัฐสภา ได้สั่งบรรจุระเบียบวาระการประชุมร่วมกันของรัฐสภาแล้วจะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับความ ยินยอมของที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ทั้งนี้ตามข้อบังคับการประชุม ข้อ ๓๗ ดังนั้น กระผม จึงขอเสนอญัตติตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๓ ซึ่งเป็นข้อบังคับ ข้อ ๓๒ ที่ไม่ต้องเสนอล่วงหน้าหรือเป็นหนังสือ เรื่อง ขอให้ที่ประชุมได้พิจารณาเป็นเรื่องด่วนกรณี ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... ถูกถอน ออกจากระเบียบวาระการประชุมร่วมกันของรัฐสภาว่า เป็นไปโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญและ ข้อบังคับการประชุมของรัฐสภาหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความรอบคอบในการพิจารณา ขอผู้รับรองครับ🔗
ขอเรียนชี้แจงนะครับ เมื่อวานนี้ผมได้ ชี้แจงไปครั้งหนึ่งถึงการบรรจุระเบียบวาระในวันนี้ ขอเรียนว่าข้อมูลที่ท่านสมชายได้ชี้แจงนั้น ส่วนใหญ่ถูกต้องแล้วครับ คือมีการหารือนอกรอบเกี่ยวกับเรื่ององค์ประชุม มีตัวแทน ๓ ฝ่าย ฝ่ายค้าน รัฐบาล แล้วก็ฝ่ายรัฐบาลไม่มีวุฒิสมาชิกเข้าประชุมด้วย การประชุม ในวันนั้นถ้าลงรายละเอียดสักนิดหนึ่งก็คือว่า ผมได้ขอร้องให้สมาชิกทุกฝ่าย หมายถึงสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรได้ร่วมประชุมให้ครบองค์ประชุม โดยถือว่าเป็นหน้าที่ กรณีที่ไม่พอใจ กฎหมายใดอย่าใช้วิธีไม่กดบัตร ไม่แสดงตน เพื่อไม่ให้ครบองค์ประชุม เพราะไม่ต้องการรับ กฎหมายฉบับนั้น ผมบอกว่าวิธีนี้ไม่ใช่วิธีของพวกเรา หมายถึงไม่ใช่วิธีของฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นวิธีการแก้ปัญหาโดยการหนีปัญหา วิธีที่ถูกต้องคือเมื่อเราไม่เห็นด้วยก็ลงมติไม่รับ อันนี้ คือสิ่งที่ได้ขอร้องฝ่ายต่าง ๆ วันนั้นก็ได้พูดเลยไปถึงวาระที่เราจะประชุมด้วย และมาถึงเรื่องนี้ ว่าเราจะประชุมเรื่องรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของพรรคฝ่ายค้าน ของนายแพทย์ชลน่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้คุยว่าเราจะต้องขอให้จบวันนั้น คือหมายถึงวันนี้ ไม่ให้มีใครอ้างว่า อภิปรายยังไม่จบขอไปลงมติในโอกาสต่อไป เมื่อพูดเรื่องนี้ หมายความว่าผมขอร้องทุกฝ่าย ว่าวันนี้ต้องลงมติ จะพูดกี่คนก็ตามต้องลงมติ ไม่ต้องการยืดเยื้อไปลงมติในการประชุม ครั้งต่อไปซึ่งไม่แน่นอน เมื่อผมเสนอเช่นนี้ จำได้ว่าตัวแทนฝ่ายค้านคุณจุลพันธ์บอกว่า ถ้าอย่างนั้นกฎหมายที่อยู่ในระเบียบวาระก่อนแล้ว คือร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... นั้นเป็นเรื่องยาวจะต้อมีการอภิปรายกันยาว จริงอยู่ประมาณ ๔๐ มาตรา แต่ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แน่นอนที่สุดว่าจะมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึง กฎหมายฉบับนี้ไปถึงฝ่ายต่าง ๆ มาก ถ้าเป็นเช่นนี้การพิจารณารัฐธรรมนูญวันนั้นอาจจะไม่ ทัน อาจจะไม่เสร็จต้องไปลงมติในวันอื่น อันนี้คือสิ่งที่มีการพูด ผมพิจารณาแล้ว คุยกับพรรค พวกในห้องนั้นแล้วเห็นด้วยครับ เห็นด้วยว่าเพื่อให้การประชุมพิจารณารัฐธรรมนูญจบ เราก็ สมควรที่จะลดวาระเรื่องของจริยธรรมของสื่อมวลชนออกไป จึงนัดประชุมวันนี้ เป็นพิเศษ โดยอาศัยอำนาจของประธานในการบรรจุระเบียบวาระใหม่ นี่คือสิ่งที่เรียนให้ ที่ประชุมได้รับทราบ ความจริงเมื่อวานนี้ได้เรียนไปครั้งหนึ่งแล้วนะครับ ท่านสมชายย้ำอีกทีนะครับ ที่ขอให้ลงมติว่าการถอนญัตติชอบด้วยข้อบังคับหรือไม่ ขอเรียน ว่าไม่ได้มีการถอนครับ เพียงแต่ใช้อำนาจประธานในการบรรจุระเบียบวาระในการประชุม พิเศษในวันนี้ว่าควรจะพิจารณาเรื่องอะไรบ้าง ญัตติของกฎหมายนั้นยังอยู่และยังคงต้องมี การประชุมต่อไปในโอกาสต่อไป เมื่อกฎหมายที่เราพิจารณาวันนี้จบแล้ว นัดต่อไปก็ต้อง ประชุมต่อไป เรื่องนี้แม้ตัวแทนวุฒิสมาชิกไม่เข้าประชุม แต่ผมได้กราบเรียนให้ท่านประธาน วุฒิสภาได้ทราบว่าในที่ประชุมได้มีความเห็นกันอย่างไร ขอเรียนว่าการจัดระเบียบวาระนั้น ก็เป็นอำนาจของประธานในการจัดระเบียบวาระ เรื่องที่จัดระเบียบวาระวันนี้นั้นไม่ได้ผิด ข้อบังคับอะไรเลยครับ แล้วก็เรื่องที่อยู่ในวาระก็มีเพียง ๒ เรื่องนี้ ไม่ได้มีเรื่องอื่นที่เรา จะไปเปลี่ยนแปลง แต่เรื่องนั้นก็ยังอยู่ครับ ก็เรียนที่ประชุมได้รับทราบ เพื่อจะได้เข้าใจว่า เราไม่จำเป็นต้องไปลงมติว่าชอบด้วยอำนาจหน้าที่หรือไม่ ถ้าเข้าใจอย่างนี้ ถ้าท่านสมชาย ยังติดใจผมก็ยินดีที่จะให้ที่ประชุมลงมติ แต่อำนาจในการจัดระเบียบวาระนั้นเป็นอำนาจของ ประธานรัฐสภา เชิญเลยครับ🔗
กราบขอบพระคุณ ท่านประธานรัฐสภาด้วยความเคารพ กระผมก็เข้าใจท่านประธาน แล้วก็ได้ตรวจสอบ ข้อบังคับการประชุมรัฐสภาชัดเจนว่าอำนาจประธานรัฐสภาในการจัดเรื่องใดไว้ในลำดับ ใดนั้นเป็นไปตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕ วรรคสอง แต่กระผมยังเห็นว่าเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะ เรื่องที่จะต้องมีการประชุมร่วมกันของรัฐสภานั้นเป็นเรื่องที่ต้องรับผิดชอบร่วมกันของสมาชิก สภาแทนราษฎรทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล คณะรัฐมนตรีและวุฒิสภา เรื่องดังกล่าวน่าจะ ได้มีการหารือประชุมร่วมกัน แต่ว่าในการเสนอของท่านผู้แทนพรรคฝ่ายค้าน กระผม มีความเห็นต่างในฐานะที่เป็นผู้ติดตามการเสนอร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและ มาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... ในฐานะประธานกรรมาธิการ ในฐานะอดีตนายก สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสมาคมด้านสื่อสารมวลชนเป็นผู้ทำงานร่วมกัน ในการยกร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ จะเห็นด้วย เห็นต่าง ถ้ามีการพิจารณาผมคิดว่าไม่ได้เป็น ประเด็นยาวนานอย่างที่ท่านคิดเอา ผมคิดว่าเรื่องนี้ถ้าผ่านการพิจารณาในวาระ ๑ ตั้งกรรมาธิการ แม้สภาจะหมดวาระ กรรมาธิการบางส่วนยังทำงานได้ สภาใหม่เข้ามา ก็ยืนยันก็เดินหน้าต่อได้ อันนี้เป็นความเห็นต่าง อันนั้นประการที่ ๑🔗
ประการที่ ๒ ผมเห็นว่าเรื่องดังกล่าวอยู่ในวาระการประชุมมาตลอด อย่างที่ ผมกราบเรียนท่านประธานมาแล้วว่าทุกครั้งเรียงลำดับร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ต่อด้วยร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... ต่อด้วยร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ถ้าท่านประธานกรุณานำพิธีสารเข้า แล้วต่อด้วยร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ผมก็ไม่ติดใจ ต่อด้วยร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. ....ก็ไม่ติดใจ วันนี้ถ้าเรามีเวลาของ สภาเหลืออีก ๘๐ กว่ามาตรา ๙๐ มาตรา ควรพิจารณาให้เสร็จ ผมก็ไม่ติดใจ แต่พอ ท่านหยิบยก ซึ่งผมเห็นว่าการนำออกจากวาระการประชุม แม้เป็นอำนาจของท่านประธาน แต่มีข้อสงสัยว่าจะเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมญัตติ หรือถอนญัตติหรือไม่ ซึ่งท่านประธานก็ชี้แจง แล้วว่ายังไม่ได้ถอน ผมไม่แน่ใจว่าจะกลับมาเมื่อใดก็ตามจะต้องเป็นการลงมติตามข้อบังคับ การประชุม ข้อ ๓๗ หรือไม่ เพราะถ้าหากเป็นเช่นนั้นก็จะต้องมีการให้ที่ประชุมให้ความ เห็นชอบ ผมจึงขอเสนอญัตติตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๓๒ (๑) เพื่อให้ที่ประชุม รัฐสภาพิจารณาเป็นเรื่องด่วนว่าการถอนร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐาน วิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... ออกจากระเบียบวาระการประชุม โดยไม่ได้รับความยินยอมของ ที่ประชุมรัฐสภา เป็นไปโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมรัฐสภาหรือไม่ นี่คือสิ่งที่ผมเสนอ แล้วก็ขออนุญาตท่านประธานว่ามีผู้รับรองแล้ว ขอให้ท่านประธาน ได้พิจารณาลงมติ กราบขอบพระคุณด้วยความเคารพครับ🔗
ยินดีครับ แต่เรียนให้เข้าใจประเด็น ต่อไปนะครับ ที่ท่านสมชายพูดว่าปกติเราต้องหารือร่วมกันในเรื่องการที่จะถอนระเบียบวาระ อะไรไปนี่ถูกต้องครับ แต่ต้องเป็นกรณีที่ระเบียบวาระนั้นอยู่ในที่ประชุม เมื่อมีระเบียบวาระใด อยู่ในที่ประชุมผมจะถอนไปโดยพลการไม่ได้ครับ ต้องขออนุมัติที่ประชุม ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ระเบียบวาระการประชุมเมื่อวานและวันนี้เป็นการประชุมพิเศษ ถ้าไม่พิเศษวันนี้ต้องพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติต่อ เพราะเมื่อวานได้เพียงมาตรา ๑๔ วันนี้ต้อง ต่อมาตรา ๑๔ ลงมติ และต่อมาตรา ๑๕ แต่เพราะเราประชุมวันนี้พิเศษเรื่องของ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติจึงต้องจบไปเมื่อวานก่อน เพราะวันนี้มีการประชุม พิเศษ ๒ เรื่องตามที่ได้เรียนไว้ เพราะฉะนั้นประเด็นที่ท่านสมชายพูดถูกต้อง แต่นั่นเป็นกรณี ของวาระในการประชุม แล้วประธานจะถอนไปโดยไม่ปรึกษาหารือทำไม่ได้ แต่การบรรจุ วาระกรณีพิเศษนั้นประธานทำได้ครับ แล้วก่อนนี้ก็ทำมาแล้ว กฎหมายที่วุฒิสมาชิก ได้มีการแก้ไขต้องนัดประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิเศษ เพื่อให้ความเห็นชอบตามวุฒิสมาชิก ได้แก้ไข ๕ ฉบับ นั่นก็ไม่ได้หารือกับวุฒิสมาชิก แต่เห็นว่ามันจะเป็นประโยชน์ แล้วในที่สุด กฎหมายนั้นก็ผ่านไป ๕ ฉบับ ประกาศใช้เป็นกฎหมายไปได้เลย วันนี้ขอเรียนว่าเป็นการ ประชุมพิเศษ ไปอ่านดูระเบียบวาระนะครับ เรียน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิก วุฒิสภา ประธานรัฐสภาได้มีคำสั่งนัดประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ ๖ (สมัยสามัญ ประจำปีครั้งที่สอง) เป็นพิเศษ ในวันอังคารที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๖๖ เพื่อพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งคณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว และครั้งที่ ๗ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เป็นพิเศษ ในวันพุธที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๖๖ เพื่อพิจารณา เรื่องด่วน เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา นี่คือเรื่องที่นัดประชุมพิเศษ เพราะฉะนั้นประเด็นที่ท่าน กล่าวมานั้นคนละประเด็นกับที่เราทำอยู่ขณะนี้ นั่นเป็นการประชุมทั่วไป ซึ่งการที่จะไปเอา เรื่องใดออก เข้ามา ต้องขอความเห็นชอบจากที่ประชุมร่วมกันครับ🔗
ท่านประธานครับ🔗
เชิญท่านสมคิดเลยครับ🔗
เรียนท่าน ประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม นายสมคิด เชื้อคง พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็เข้าใจในสิ่งที่ท่าน ส.ว. สมชาย ขออภัยที่เอ่ยนาม เมื่อวานผมก็เรียนกับท่านนอกรอบว่า เหตุการณ์เป็นอย่างไร แต่วันนี้ท่านประธานก็ได้ชี้แจงชัดเจน ในฐานะที่ผมอยู่ในห้องนั้น ก็เรียนว่าเป็นความต้องการหลาย ๆ ฝ่ายว่าจะเอาเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามาในวาระพิเศษ ซึ่งท่านประธานก็ได้ชี้แจง ผมก็คงไม่ชี้แจงซ้ำ เรื่องนี้รัฐสภาเองในวาระพิเศษต่าง ๆ ในเมื่อ สัก ๒-๓ อาทิตย์ที่แล้ว ส.ว. เสนอกฎหมายเข้ามา พ.ร.บ. เข้ามา ๔-๕ ฉบับเมื่อเสร็จ เราเห็น ว่าเป็นประโยชน์เราก็ประชุมวาระพิเศษแบบนี้ล่ะครับ กรณี พ.ร.บ. สื่อ ท่านประธานก็เรียน ว่าไม่ได้ถอนออกไป ก็อยู่ในวาระอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้กรณีในเรื่องรัฐธรรมนูญ เราก็ได้พูดกันทั้งพรรคฝ่ายค้านร่วมกันว่าเราจะอภิปรายให้จบและลงมติภายในวันนี้ ซึ่งก็คงไม่ยืดเยื้อนัก เพราะฉะนั้นวันนี้ก็เรียนว่าเราได้ดำเนินการตามวาระพิเศษอย่างที่ ท่านประธานว่า ก็เรียนไปยังท่านสมาชิกที่ยังเข้าใจคลาดเคลื่อนหรืออาจจะเข้าใจไม่ตรงกัน ว่าในวาระพิเศษเช่นนี้เราก็เคยทำมาแล้ว แล้วเราก็ให้ความมั่นใจว่ารัฐธรรมนูญเกี่ยวกับเรื่อง ที่มานายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับเรื่องอำนาจ ส.ว. ตามมาตรา ๒๗๒ นี่เราก็เคยทำมาแล้ว แล้ววันนี้จะไม่ยืดเยื้ออย่างที่คิด แล้วเราก็จะลงมติภายในวันนี้ จึงเรียนว่าปกติก็ประชุมกัน อย่างนี้อยู่แล้วนะครับ ขอบพระคุณครับ🔗
เชิญท่านชินวรณ์ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมอยากจะกราบเรียนเพื่อที่จะได้มี ความเข้าใจตรงกัน เพราะผมก็เป็นส่วนหนึ่งที่ได้มีโอกาสไปนั่งหารือ และคิดว่าสิ่งที่ ท่านประธานได้กรุณาชี้แจงประเด็นของการหารือ แล้วก็หลักการในการที่ได้กำหนดเป็นวาระพิเศษไปแล้ว ผมก็จะไม่พูดซ้ำต่อประเด็นนั้น แต่มีประเด็นที่สำคัญก็คือว่าในช่วงหลังเรามีความคิดร่วมกันว่าเราจะแก้ไขปัญหาในเรื่อง องค์ประชุมได้อย่างไร จึงเป็นที่มาว่าเราจำเป็นที่จะต้องขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายให้ได้มา ร่วมกันให้ครบองค์ประชุม ส่วนการลงมติจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่เพื่อนสมาชิกรัฐสภา แต่ละท่านเพราะเป็นบุคคลสิทธิของท่านที่จะตัดสินใจ แต่ประเด็นหนึ่งที่ได้มีความเห็นชอบ ร่วมกันก็คือว่า ถ้าหากว่าเราสามารถที่จะจัดระเบียบวาระให้เห็นพ้องต้องกันได้ โอกาสที่จะ ได้รับความร่วมมือก็จะสูงขึ้น โดยเฉพาะท่านประธานก็อยากจะเห็นประสิทธิภาพของ การประชุมรัฐสภาจึงได้มีการจัดประชุมวาระพิเศษเป็นกรณีที่เห็นได้อย่างชัดเจนว่า เกิดประโยชน์ก็คือว่าได้เอาเรื่องที่วุฒิสภาแก้ไขเสร็จแล้วมาพิจารณา ๕ ฉบับ แล้วก็เสร็จลงไป เป็นที่เรียบร้อย วันต่อมาเราก็เห็นว่าการประชุมร่วมกันของรัฐสภามีข้อเสนอจากฝ่ายค้าน ซึ่งวันนั้นผมนั่งอยู่ด้วยว่า ถ้าหากเอาเรื่องรัฐธรรมนูญขึ้นมาพิจารณาก็จะให้ความร่วมมือ ในการที่จะพิจารณาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แต่อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ก็เป็นไปตามอำนาจที่ ท่านประธานเมื่อเห็นชอบจากวิป (Whip) แล้วก็เห็นว่าสามารถที่จะจัดวาระพิเศษตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕ ได้ เพราะฉะนั้นวันนี้ถึงแม้ว่าส่วนหนึ่งผมเห็นใจทางด้านท่านสมชาย ขอประทานโทษ ที่ได้เอ่ยชื่อนะครับ ท่านก็ได้หารือกับผม ผมก็มีความคิดเห็นตรงกันว่าผมก็ยังติดใจกฎหมาย พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ แต่ว่าเมื่อมาทบทวนโดยข้อบังคับแล้ววันนี้เราก็ไม่สามารถที่ จะเลื่อนพระบัญญัติมาตรฐานวิชาชีพสื่อขึ้นมาได้เลย และผมก็ไม่สามารถที่จะเลื่อน พระบัญญัติการศึกษาแห่งชาติขึ้นมาได้เลย ผมจึงอยากจะกราบเรียนทางออกว่า ท่านประธานได้ตัดสินใจถูกต้องแล้วว่าเรามีทางออกอย่างเดียวในวันนี้ เพราะเป็นวาระพิเศษ เราก็ต้องดำเนินไปตามระเบียบวาระ ส่วนเรื่องสำคัญที่เราเห็นตรงกันคือกรณีที่ท่านสมชาย เสนอและกรณีที่ผมเสนอ ผมคิดว่าถ้าเราเห็นพร้อมกันเราก็ยังพอมีเวลาที่จะจัดระเบียบวาระ เป็นวาระพิเศษเหล่านี้ เพื่อที่จะให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่เราต้องการที่จะให้กฎหมาย ได้มีผลบังคับใช้ ผมคิดว่าก็ขอให้ทุกฝ่ายได้เห็นถึงข้อบังคับที่ได้กำหนดไว้เช่นนี้และที่สำคัญ ที่สุดก็คือว่าในเรื่องนี้เป็นเรื่องของวาระพิเศษ เพราะฉะนั้นถ้าเห็นด้วยว่ามาตรฐานวิชาชีพสื่อ ซึ่งผมก็เห็นด้วยและพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติผมก็เห็นด้วย ผมคิดว่าถ้าเรา ร่วมมือกันเราก็ช่วยกันเสนอให้ประธานรัฐสภาได้กำหนดวาระพิเศษในโอกาสต่อไปอีก ก็จะเป็นประโยชน์ครับ ผมจึงเห็นว่าท่านประธานก็ต้องดำเนินการตามระเบียบวาระตาม ข้อบังคับครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณมากครับ เชิญท่านสมชาย เชิญนะครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ ผมเข้าใจท่านประธานแล้วก็เพื่อนสมาชิกนะครับ แต่ผมก็ยืนยันในสิ่งที่ผมเห็นว่าการทำงาน ร่วมกันมาตลอดเกือบ ๔ ปี ซึ่งกำลังจะครบวาระสุดท้ายกันในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ เป็นมาด้วยดีตลอด ผมในฐานะตัวแทนวิป (Whip) จากวุฒิสภาประชุมร่วมกับท่านประธาน ด้วยความเคารพ กับเพื่อนสมาชิกทั้งรัฐบาล ส.ส. ฝ่ายค้านด้วยดีมาตลอดครับ แต่ผมไม่สบายใจ จริง ๆ ครับ ผมเกรงว่าการบรรจุวาระพิเศษ ซึ่งทุกครั้งจะประชุมวาระพิเศษอย่างไรก็ตาม วุฒิสภาก็ได้รับเกียรติในการประชุมร่วม ผมขออนุญาตท่านประธานครับ ในเอกสาร การประชุมที่สรุปผลการหารือชัดเจนมากนะครับ ผมไม่ก้าวล่วงอำนาจท่านประธานตาม ข้อ ๑๕ ผมเห็นด้วยทุกประการครับ แต่ในเอกสารนี้ยืนยันแล้วจะเป็นปัญหาในอนาคต บอกว่าที่ประชุมร่วมได้หารือกำหนดวันประชุมและเห็นชอบระเบียบวาระการประชุมร่วมกัน ของรัฐสภาดังนี้ ๑. วันอังคารที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๖๖ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ซึ่งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว ๒. วันพุธที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๖๖ เป็นพิเศษ อันนี้ชัดเจนนะครับ เพื่อพิจารณา ๑. ร่างพิธีสารเพื่อแก้ไข ข้อตกลงว่าด้วยการยอมรับร่วมรายสาขาของอาเซียน สำหรับการตรวจประเมินตาม มาตรฐานวิธีการในการพิจารณายา ๒. ร่างพระบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) และ ๓. ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช (นายชลน่าน ศรีแก้ว กับคณะ เป็นผู้เสนอ) การนำเสนอวาระเข้าสู่การประชุม เป็นพิเศษเพื่อกำหนดวาระ มีร่างนี้อยู่แล้ว ๓ ร่าง ท่านประธานกำหนดได้ครับ แต่ครั้นพอ วุฒิสภาไม่ได้เข้า ท่านผู้แทนฝ่ายค้านเสนอว่าให้เอาออกไป ก็ทำได้ตามอำนาจท่านประธาน แต่ผมจึงขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าวุฒิสภาไม่สบายใจครับ เรื่องนี้ไม่ใช่ไม่เคย เข้าสู่สภา เข้ามาแล้วพิจารณาไปแล้ว ตกไปแล้ว วันนี้วุฒิสภากำลังถูกให้เอามาพิจารณา ในเรื่องเดิม แล้วมีการเมืองใกล้การเลือกตั้งหรือไม่ผมไม่ทราบ แต่กระผมคิดว่าการประชุมร่วม ที่เราดำเนินการมาด้วยกันด้วยดีตลอด ๔ ปี ผมไม่แน่ใจว่าเราจะเดินต่อไปอย่างไร ทั้งพระราชบัญญัติการศึกษาที่ค้างอยู่ ทั้งปัญหาที่ท่านประธานห่วงเรื่ององค์ประชุมล่ม เราคง ไม่อยากเดินไปอย่างนั้นใช่ไหมครับ ผมจึงเห็นว่าเรื่องนี้ควรพิจารณา ในญัตติที่ผมเสนอนั้น ต้องพิจารณาก่อนว่าเรื่องนี้ดำเนินการได้หรือไม่ เพราะถ้าท่านประธานใช้อำนาจผมก็ ไม่ขัดข้องครับ แต่ผมสงสัยผมจึงขออนุญาตท่านประธานว่าดำเนินการลงมติเถอะครับ ว่าถ้ารัฐสภาเห็นด้วยก็ดำเนินการลงมติครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอเรียนเพิ่มเติมว่าที่ท่านสมชาย รายงานของบันทึกการประชุมที่ท่านพูดมาถูกต้องครับ รายงานนั้นในที่สุดได้มีการทักท้วงว่า รายงานไม่ได้ครบถ้วน เนื่องจากบันทึกที่ท่านจุลพันธ์เสนอนั้นไม่ได้บันทึกเอาไว้ครับ ก็เลย ต้องมาแก้ระเบียบวาระในการบรรจุ เดิมมีกฎหมายนั้นอยู่ครับ ในที่สุดต้องเรียกเจ้าหน้าที่ ช่วยไปดูบันทึกการประชุม แล้วดูข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับข้อเสนอว่าให้นำเรื่องเกี่ยวกับ จริยธรรมของสื่อนั้นออกไปก่อน โดยประชุมพิเศษเฉพาะ ๒ เรื่อง ก็เลยต้องมีการแก้ไข และต้องไปทำบันทึกการประชุมใหม่ให้ครบถ้วน เพราะประเด็นเรื่องที่เกี่ยวกับข้อเสนอ ท่านจุลพันธ์นั้นไม่ได้เสนอเอาไว้ครับ อันนี้เรียนท่านสมชายเพื่อจะได้ทราบข้อเท็จจริงครับ ไม่มีอะไรที่เราจะไปปกปิดหรือมีอะไรที่เราจะไม่ร่วมมือ ความจริงแล้วเวลาเราประชุมทุกครั้ง เป็นอำนาจประธานก็จริง แต่ผมให้เกียรติทุกฝ่ายครับ ทั้งที่ความจริงแล้วไม่จำเป็นต้องหารือ ไม่จำเป็นต้องหารือฝ่ายใด ประธานสามารถบรรจุระเบียบวาระไปได้เลย แต่เพื่อความร่วมมือ ด้วยดีแล้วก็ผ่านมาด้วยดี แต่บังเอิญวันนั้นมันมีปัญหาพิเศษเกี่ยวกับองค์ประชุม และไม่เกี่ยวกับวุฒิสภา เราก็เลยประชุม ๓ ฝ่าย แล้วก็เลยมาถึงว่าเรื่องที่เราจะบรรจุ ระเบียบวาระในวันนี้ เรื่องรัฐธรรมนูญนั้นผมเป็นคนขอเองว่าขอให้จบวันนี้นะ อย่าบอกว่า อภิปรายยังไม่เลิก ขอไปลงมติในโอกาสต่อไป นี่แหละครับประเด็นที่ทำให้มีการเสนอว่า ถ้าอย่างนั้นกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องจริยธรรมของสื่อนั้นคาดว่าจะต้องใช้เวลาในการอภิปรายยาว กว่าจะได้พิจารณารัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมจะเวลาไม่พอ ก็ถือโอกาสเรียนให้ทราบ แต่ว่า ยินดีปฏิบัติตามที่ท่านสมชายได้ขอนะครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธาน ไม่ใช่ประท้วง ถ้าท่านประธานจะชี้แจงก็ชี้แจงให้จบก่อนได้ครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม วิรัช พันธุมะผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาครับ ตามข้อบังคับรัฐสภา ข้อ ๑๕ วรรคสอง เขียนไว้ชัดเจนว่าในกรณี ที่ประธานรัฐสภาเห็นว่าเรื่องใดเป็นเรื่องด่วนจะจัดไว้ในลำดับใดของระเบียบวาระ การประชุมรัฐสภาก็ได้ เป็นอำนาจเด็ดขาดของประธานรัฐสภาครับ เมื่อท่านประธานรัฐสภา ได้เรียกประชุมรัฐสภาเป็นพิเศษ แล้วก็จัดไว้เพียง ๒ วาระ ในวาระที่ ๓ เรื่องด่วนที่ ๒ เมื่อพิจารณาเรื่องที่ ๑ แล้วไปเรื่องที่ ๒ จึงไม่สามารถจะเอาเรื่องอื่นซึ่งไม่ได้อยู่ในวาระพิเศษ ขึ้นมาในวาระด่วนที่ประธานไม่ได้ว่าเป็นเรื่องด่วนเอาขึ้นมาได้ครับ เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่า ท่านประธานรัฐสภาได้กำหนดให้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ซึ่งท่านชลน่าน ศรีแก้ว กับคณะเป็นผู้เสนอ เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ของประธานรัฐสภาที่ถูกต้อง ผมยืนยันว่าต้องประชุมตามที่ประธาน รัฐสภากำหนด ขอบพระคุณครับ🔗
เชิญท่านสุทินครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม สุทิน คลังแสง สมาชิกรัฐสภาจากจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ผมเกรงว่าเวลา ซึ่งเราคิดว่าจะใช้ให้เป็นประโยชน์และให้จบในวันนี้มันจะมาเสียไปด้วยการ ที่เราจะเข้าใจคลาดเคลื่อนและไม่ตรง ผมเรียนหาทางออกอย่างนี้ครับ คือเริ่มต้นจริง ๆ จะต้องวินิจฉัยว่าญัตติที่ท่านสมาชิกวุฒิสภาท่านเสนอมันเป็นญัตติได้หรือไม่ เพราะการ จะบอกว่าการที่ท่านประธานเลื่อนหรือถอนญัตติออกไปชอบไม่ชอบ จริง ๆ มันคนละเรื่อง จริง ๆ วันนี้เป็นการประชุมวาระพิเศษ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราได้ลงมติอย่างที่ท่านสมาชิก วุฒิสภาเสนอ หากมติออกมาเป็นทางใดทางหนึ่งมันจะทำให้ข้อบังคับของเราใช้ไม่ได้ การประชุมเมื่อเช้าที่ผ่านมาก็ใช้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นญัตติที่เพื่อนสมาชิกเสนอจึงไม่น่าจะเป็น ญัตติ เพราะฉะนั้นการประชุมวันนี้คงจะต้องดำเนินต่อไปอย่างที่ท่านประธานได้พยายาม ชี้แจง อย่างที่ท่านเพื่อนสมาชิกวิรัชได้กรุณาย้ำให้ชัดไปแล้ว ทีนี้อีกเรื่องหนึ่งผมคิดว่า การเสนอวาระประชุมและการเชิญประชุมวันนี้ ถ้าหากท่านสมาชิกท่านใดบอกว่าไม่รู้ ไม่ทราบก็ไม่น่าจะถูกต้อง เพราะว่าเจ้าหน้าที่ก็ได้ทำตามระบบธุรการอย่างสมบูรณ์แบบ นั่นก็คือเมื่อมีบรรจุแล้วก็ได้เชิญประชุม แล้วก็ได้บอกวาระให้ทุกท่านได้ทราบชัดเจนแล้ว การเตรียมตัวสำหรับการประชุมวันนี้จึงน่าจะพร้อมกันทุกคน ท่านประธานวินิจฉัยได้เลยว่า ญัตตินั้นไม่เป็นญัตติ แล้วก็ต้องเดินหน้าประชุมต่อไปครับ🔗
ผมต้องเรียนว่าไม่ใช่เป็นเรื่อง เข้าใจยากอะไรเลยนะครับ เป็นเรื่องพื้น ๆ ที่เข้าใจง่าย แต่เมื่อระดับวุฒิสมาชิกยังเข้าใจ อย่างนี้ก็ต้องให้เกียรติเขาครับ คือผมจะขอถามมติว่าเห็นชอบให้มีการพิจารณาญัตติ ที่ท่านสมชายเสนอด่วน เรื่อง ตรวจสอบการถอนร่างพระราชบัญญัติออกจากวาระ หรือไม่ ขอเรียนก่อนว่าไม่มีการถอนระเบียบวาระออกจากระเบียบวาระ แต่เป็นการประชุม พิเศษ แต่ว่าเพื่อถามว่าที่ประชุมจะเห็นให้มีการขอมติในเรื่องนี้หรือไม่ก่อน ถ้าเห็นด้วย ให้ขอมติเรื่องนี้ก็จะขอมติต่อไป เพราะฉะนั้นคำถามแรกก็จะขอความเห็นจากที่ประชุมก่อน ว่าจะเห็นด้วยให้มีการรับญัตติอันนี้หรือไม่🔗
ท่านประธานครับ ผมประท้วงครับ🔗
เชิญครับ🔗
ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย สมาชิกรัฐสภา ผมต้องเรียนต่อท่านประธานครับ สิ่งที่ท่านประธานพยายามจะดำเนินการผมเข้าใจว่า เมื่อมีเพื่อนสมาชิกเสนอญัตติมาแล้ว ท่านประธานก็พยายามที่จะดำเนินการตามที่ เพื่อนสมาชิกได้เสนอญัตติมา แต่ด้วยความเคารพครับ กระบวนการที่เรากำลังจะเดินต่อไป ผมมองว่าญัตติไม่ชอบด้วยคำถามครับ เพราะว่าตัวญัตติเองไปพูดถึงกระบวนการในการ ถอนร่าง ในการเปลี่ยนระเบียบวาระ ซึ่งท่านประธานมิได้เปลี่ยนระเบียบวาระใด ๆ นี่คือ การบรรจุระเบียบวาระตามอำนาจของประธานรัฐสภา เป็นการบรรจุระเบียบวาระตาม วาระการประชุมพิเศษ ซึ่งหากเราเดินหน้าลงมตินั้น ๑. เราเป็นห่วงในเรื่องขององค์ประชุม เพราะผมก็พอจะเข้าใจได้ว่ากระบวนการที่เราจะพิจารณาต่อไปเป็นเรื่องของการแก้ไข รัฐธรรมนูญในประเด็นซึ่งมีความล่อแหลม ๒. ก็คือหากเราเดินหน้าลงมติต่อไปปัญหา ที่จะเกิดขึ้น หากเราลงมติแล้ว มติจากที่ประชุมนี้ไปบอกว่าสิ่งที่ท่านประธานทำนั้นไม่ชอบ อันนี้เป็นสิ่งซึ่งจะเกิดปัญหาตามมามหาศาล เพราะเราได้เคยดำเนินการประชุมใน สภาผู้แทนราษฎร ในรัฐสภาแห่งนี้หลายครั้งหลายหน ในการนัดประชุมเป็นวาระพิเศษ ซึ่งเป็นอำนาจโดยชอบของท่านประธานผมเห็นด้วย หากไปลงมติว่ามันเป็นสิ่งไม่ชอบขึ้นมา กฎหมายที่ผ่านไปหลายตัว ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายที่วุฒิสมาชิกได้พิจารณาแก้ไขแล้วส่งกลับมาสภาผู้แทนราษฎรเราให้ ความเห็นชอบ กำลังจะประกาศใช้เป็นกฎหมาย มันจะไม่ชอบทั้งหมดจะตกไปทั้งหมด รวมถึงตัวร่างพิธีสารซึ่งเราเพิ่งลงมติกันไปเมื่อเช้าเป็นร่างพิธีสารซึ่งรัฐบาลเป็นคนขอมา แล้วก็ขอให้เร่งรัดดำเนินการให้เสร็จ เพราะว่าหากมันเสร็จไม่ทันกรอบเวลามันจะเกิดปัญหา ในเรื่องของการดำเนินการในเรื่องของการไปลงนามระหว่างประเทศ เราก็เร่งรัดดำเนินการ ให้โดยการนัดเป็นพิเศษที่ท่านประธานกรุณาได้ทำมา หากเราไปลงมติว่าสิ่งที่เรานัดกัน มันไม่ชอบวันนี้ทั้งวันเป็นโมฆะ สิ่งที่ทำมาเมื่อเช้าก็สูญไปเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นเราจะ เดินหน้าสู่การลงมติไม่ได้ครับ เมื่อตัวญัตติเองนั้นไม่ชอบด้วยข้อบังคับการประชุม ผมต้อง เรียนต่อท่านประธานว่าอยากจะให้ท่านประธานได้ทำความเข้าใจกับเพื่อนสมาชิกนะครับ วันนี้เราเดินหน้าสู่การประชุมต่อไปตามระเบียบวาระที่ท่านประธานได้กำหนดไว้ชอบแล้ว นั่นแหละครับ ก็ขอให้ท่านประธานได้โปรดพิจารณาอีกครั้งครับ ถ้าลงมติต่อไปผมเกรงว่า เราเดินหน้าสู่ทางตันครับ🔗
ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณทุกฝ่ายนะครับ ผมคิดว่าผมขออนุญาตผมขอมติที่ประชุมนะครับ ท่านกรุณาได้🔗
ท่านประธานครับ ผมประท้วงท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผม พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านประธานนะครับ เรื่องของการควบคุม การประชุม ท่านวิรัชก็ได้พูดไปแล้วในข้อบังคับของรัฐสภา ข้อ ๑๕ มันเป็นอำนาจของ ท่านประธานที่จะบรรจุเรื่องด่วนและวันนี้ผมเห็นวาระมันมี ๒ เรื่อง ที่นัดผมมาประชุม ในวันนี้ มีเรื่องด่วนอยู่ ๒ เรื่อง ไม่มีเรื่องอื่นเลย ดังนั้นเราต้องดำเนินการตามวาระ ที่ท่านเสนอให้ผมมาประชุม มันเป็นอำนาจของท่านประธาน ท่านประธานจะมาโหวตไม่ได้ เป็นอำนาจเด็ดขาดของท่านประธานจะโหวตไม่ได้ครับ ต้องดำเนินตามญัตติที่ได้เสนอให้ผม มาประชุมเรื่องด่วน ๒ เรื่องครับ จบไป ๑ เรื่อง ยังเหลืออีก ๑ เรื่องครับ ขอให้ทำตาม หลักการครับ🔗
ผมจะทำตามหลักการ แล้วก็ มติที่ประชุมนะครับ ขอท่านสมาชิกกรุณาเข้ามานะครับ🔗
ขอท่านสมาชิกได้เข้ามา เพื่อแสดงตนก่อนที่จะถามมติว่าจะเห็นควรรับญัตติของท่านสมชายเพื่อมาลงมติหรือไม่ จะรับญัตติท่านหรือไม่ก่อนนะครับ ถ้ารับแล้วผมจะไปถามญัตติว่ามันชอบหรือผิด ต่อข้อบังคับหรือไม่ครับ ขอบคุณเพื่อนสมาชิกทุกคนนะครับ ความจริงแล้วผมย้ำอีกครั้งหนึ่ง ว่าเป็นเรื่องไม่มีอะไรสับสนเลย แต่ว่าเมื่อระดับวุฒิสมาชิกเขาข้องใจก็ต้องให้เกียรติเขาครับ สมาชิกกรุณาเข้ามาและแสดงตนด้วยครับ🔗
ท่านประธานครับ🔗
อยู่ในระหว่างการแสดงตนนะครับ ระหว่างนี้ก็อนุญาตครับ เชิญเลยครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อท่านประธานจะเดินหน้าสู่การลงมติ ผมมี ๒ ประเด็นครับ จริง ๆ แล้วผมอยากจะหาทางออกให้นะครับ สิ่งที่ท่านจะวินิจฉัยว่าสิ่งที่ ประธานบรรจุในระเบียบวาระชอบหรือไม่มันเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถวินิจฉัยได้ในฐานะ สมาชิกครับ เพราะเป็นอำนาจของประธานโดยชอบ ทางออกถ้าท่านจะทำและท่านจะ ไม่พิจารณาในเรื่องของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญท่านไปใช้ข้อบังคับ ข้อ ๓๒ (๒) นั่นแหละครับ ท่านก็เปลี่ยนระเบียบวาระครับ ท่านใช้การเปลี่ยนระเบียบวาระจะเลื่อนออกจะบอกว่า ไม่พิจารณาจะอะไรก็หาหนทางมา แต่ไม่ใช้วินิจฉัยในอำนาจของประธาน🔗
พอแล้วครับ🔗
ประเด็น ต่อมาท่านประธานครับ ผมเข้าใจว่าวันนี้มันเป็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ในประเด็นเรื่องของการตัดอำนาจ ส.ว. ในการเลือกนายกรัฐมนตรี ในการให้นายกรัฐมนตรี ต้องมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หากมันเป็นปัญหานั้น ผมเรียนต่อท่านประธานครับ ถ้าองค์ประชุมครั้งนี้ไม่ครบนะครับ ขอท่านประธานขานคะแนนครับ จะได้มีบันทึกไว้ว่า ผู้ใดบ้างที่อยู่ในที่ประชุมแห่งนี้และแสดงตนเป็นองค์ประชุม หากจะไม่ครบ พวกผมจะได้เห็น และประชาชนจะได้เห็นครับ เพราะมันเป็นสิ่งเปิดเผย เราจะได้รู้ว่ามันเดินต่อไม่ได้เพราะเหตุใด ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกกรุณา แสดงตนนะครับ ผมจะถามมติแรกก็คือว่าจะเห็นควรรับญัตติของท่านสมชายขึ้นมาลงมติ หรือไม่นะครับ องค์ประชุม ๓๓๗ นะครับ🔗
ท่านประธานครับ ส.ส. คมเดช เครื่องไม่ติดครับ ๐๔๒ ครับ🔗
ครับ สมาชิกจะเห็นอย่างไรก็ตาม แต่ช่วยทำให้องค์ประชุมครบนะครับ อย่าไปประชดโดยไม่กดบัตรเพื่อไม่ให้องค์ประชุมครบ เพราะว่าเมื่อมาเป็นมติเราก็ต้องให้ความเห็นแล้วก็ต้องลงมติครับ ผมเข้าใจดีว่าไม่ควรจะเป็น ปัญหาเรื่องอย่างนี้ แต่ระดับสมาชิกรัฐสภาเมื่อยังข้องใจอยู่ก็ต้องให้เกียรติกัน🔗
ท่านประธานครับ🔗
เชิญครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตประท้วงท่านประธานครับ ประท้วงท่านประธานทำผิดข้อบังคับการประชุม รัฐสภา ท่านประธานใช้อำนาจท่านประธานวินิจฉัยเรื่องกรณีสมาชิกเสนอญัตติให้สภาแห่งนี้ วินิจฉัย วินิจฉัยในเรื่องที่ไม่เป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้น ซึ่งท่านประธานเองก็อธิบายชัดเจน เพื่อนสมาชิกก็ให้เหตุผลประกอบชัดเจนว่าเรื่องนั้นไม่ได้ถอนจากระเบียบวาระ อยู่ใน ระเบียบวาระปกติ ถ้าพิจารณาวาระปกติเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องด่วนที่ ๑ อยู่หลังเรื่องที่ กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติพิจารณาเสร็จแล้วก็เข้าเรื่องนี้ ทันที วันนี้เป็นการบรรจุวาระพิเศษ เมื่อท่านประธานวินิจฉัยว่าญัตตินั้นชอบจะให้มีการ ลงญัตติตรงนี้เองมันจะเป็นบรรทัดฐาน ซึ่งสมาชิกจุลพันธ์ได้พูดไปแล้ว ขออนุญาตเอ่ยนาม อันนี้อันตรายมากท่านประธานครับ มันจะเป็นธรรมเนียมการกระทำที่ไม่ชอบในรัฐสภาไทย จะถูกบันทึกไว้ เยาวชนรุ่นลูกรุ่นหลานมาเรียนมาศึกษาจะเป็นที่น่าอับอาย ถ้าจะหาเรื่อง ที่จะไม่เป็นองค์ประชุมท่านเสนอญัตติง่าย ๆ ก็ได้ ญัตติด่วนด้วยวาจาไม่ขอพิจารณา ตามระเบียบวาระ อันนี้ลงมติได้เป็นองค์ประชุมได้เลย แล้วไม่กระทบข้อมูลใด ๆ ทั้งสิ้นที่จะ บิดพลิ้วไปจากตัวบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ ท่านประธานด้วยความเคารพ ที่ผมต้องพูดอย่างนี้ต้องการให้บันทึกไว้ ถ้าท่านประธานยังจะให้ลงมติ ผมและเพื่อนสมาชิก ฝ่ายค้านทั้งหมดเห็นว่าเป็นญัตติที่ไม่ชอบ รัฐสภาไม่ควรที่จะต้องกระทำเรื่องนี้ เราจะไม่ร่วมมือในการลงคะแนนใด ๆ ทั้งสิ้นนะครับ องค์ประชุมของท่าน ท่านตรวจสอบได้ ท่านเพียงต้องการวัตถุประสงค์ที่จะล้มองค์ประชุม แต่ใช้วิธีการที่ไม่ชอบ แล้วผมอาจจะ กล่าวหาท่านประธานนะครับ ท่านประธานก็ให้ความร่วมมือด้วย อย่างนี้บันทึกไว้ น่าเสียหาย นะครับท่านประธาน โปรดพิจารณาครับ🔗
ครับ จบแล้วนะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตท่านประธานครับ🔗
สมาชิกกรุณากดบัตรแสดงตนนะครับ ได้ให้โอกาสสมาชิกพูดพอสมควรแล้วครับ ขอสมาชิกได้กรุณากดบัตรแสดงตนครับ🔗
ท่านประธานครับ ในระหว่างที่รอท่านสมาชิก ผมขออนุญาตประท้วงท่านประธานครับ🔗
สมาชิกได้กรุณากดบัตรแสดงตน ประธานต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ทำนะครับ แล้วก็ความจริงมันจะเป็นบันทึกด้วยครับ คุณหมอทราบสิ่งที่เราทำวันนี้จะบันทึกด้วยว่าใครเข้าใจข้อบังคับ กฎหมายอย่างไร ใครฉลาดมาก ฉลาดน้อยแค่ไหน ใครเข้าใจอะไร อย่างไร มันจะบันทึกไว้ด้วย แต่ว่า เมื่อมันเป็นญัตติ เราก็ต้องขอมติจากที่ประชุม ผมไม่เห็นด้วยที่หมอจะใช้วิธีไม่ร่วม ก็ขอให้ร่วม แล้วมันจะบันทึกว่าผลเป็นอย่างไรครับ กรุณากดบัตรเพื่อแสดงตนนะครับ พวกเราที่อยู่กรุณากดบัตรนะครับ เพื่อให้องค์ประชุมครบครับ เราได้ตกลงกันแล้วว่ามีอะไร เราจะร่วมกัน อะไรที่เราไม่เห็นด้วย เราก็แสดงออก ไม่เห็นด้วย แต่ว่าขอให้องค์ประชุมครบ🔗
ท่านประธานครับ ๒๙๖ ขอแสดงตนครับ🔗
๒๙๖ ขอบคุณมากครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ณัฐวุฒิ ท่านประธานได้กรุณารอสักนิดนะครับ เนื่องจากว่าเป็นวาระ การประชุมพิเศษครับ หลายท่านก็มีภารกิจในการประชุมกรรมาธิการครับ คิดว่าถ้ารอไม่ต้อง เอาตามกรอบเวลา ๕๓ นาทีที่ท่านเคยตั้ง จะมากกว่าก็ได้ครับ แต่ว่าอยากให้ท่านกรุณารอ สักนิดครับ วันนี้ ส.ส.เราคึกคักครับ พร้อมที่จะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ครับ รบกวนท่านประธาน แจ้งฝ่ายโสตได้กรุณาแพน (Pan) กล้องทั่ว ๆ สักนิดหนึ่งนะครับ คนจังหวัดอ่างทองรอดูณัฐวุฒิ บัวประทุม อยู่ครับ ขอบคุณครับ🔗
ผมรอนะครับ รอแล้วก็ขออภัย เพื่อน ๆ ที่ทำให้ท่านเสียเวลาโดยไม่จำเป็น ขอรอเพื่อให้ลงมติ กรุณากดบัตรนะครับ พวกเรา ที่อยู่ในห้องประชุมกรุณากดบัตร อย่าประชดด้วยการไม่กดบัตรครับ ขอให้องค์ประชุมครบ🔗
เรียนท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ผม ๒๙๖ ที่ขอแสดงตน ตอนนี้ผมกดบัตรแทนแล้วครับ ที่แสดงตนทางวาจา ขอถอนครับ ผมกดบัตรเรียบร้อยแล้วครับ🔗
ขอบคุณมากครับ🔗
ท่านประธาน ผม ณัฐวุฒินะครับ ท่านรออีกนิดหนึ่งครับ ถ้าสภาเหลือ ๕๐๐ คน ตอนนี้ ก็ถึงครึ่งหนึ่งแล้วครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
องค์ประชุม ๓๓๗ ตัวเลขยังห่างครับ🔗
ท่านประธานครับ ประท้วงครับ🔗
อย่าเพิ่งประท้วงเลยครับ อย่าเพิ่ง ประท้วงเลยตอนนี้เอาไว้ให้ตรวจสอบองค์ประชุมก่อนครับ🔗
ท่านประธานครับ เดี๋ยวขออนุญาตถ้าตรวจสอบองค์ประชุมเสร็จขอผมใช้สิทธิประท้วง ผมเป็นห่วงท่านประธานครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ได้ครับ พวกเราที่มาแล้วกรุณา กดบัตรนะครับ อย่างไรมันหนีไม่พ้นก็คือว่าเราจะประชุมวันนี้หรือวันไหนเรื่องนี้ก็ต้องประชุม อยู่ดีครับ เพียงแต่ว่าเราจะหนีวันนี้เพื่อไปวันหน้าหรือไม่อีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่าขอให้พวกเรา ที่มาแล้วกดบัตรเพื่อให้เรื่องมันผ่านไปได้นะครับ คุณณัฐวุฒิช่วยไปตามเพื่อนหน่อยนะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุรทิน พิจารณ์ พรรคประชาธิปไตยใหม่ ท่านประธานครับ ดูไปทางฝั่งท่าน ส.ว. เก้าอี้มันห่างไปแล้ว เหลืออีกเยอะ ผมว่ายอมรับความจริงท่านประธาน พี่น้องประชาชนรู้อยู่แล้วนะครับ กราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ อย่าเพิ่ง ไปวิจารณ์อะไรเลยครับ พยายามนะครับ พยายามให้ถึงที่สุดให้องค์ประชุมครบครับ ไม่ครบ วันนี้ก็ต้องครบวันหน้า เพราะว่ากฎหมายมันอยู่มันต้องบรรจุครับ เราหนีไม่พ้นหรอกครับ จะไม่ให้บรรจุ จะไม่ให้อภิปรายกฎหมายที่อาจจะกระทบฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมันหนีไม่พ้น แล้วเป็นหน้าที่ของสภาจะต้องพิจารณาครับ โดยทั่วไปที่ผมเรียนพวกเราว่าสถานภาพของ รัฐสภานั้นกฎหมายที่ค้างก็คือกฎหมายฉบับนี้ และกฎหมายจริยธรรมสื่อ ๒ ฉบับเท่านั้นเอง ที่ยังเหลืออยู่ก็ถือว่างานของรัฐสภาไปด้วยดี แล้วก็จบสิ้นทุกเรื่อง จะพูดได้ว่าก่อนสิ้น สมัยประชุมอาจจะจบไปร้อยทั้งร้อยครับ อาจจะเป็นปรากฏการณ์ที่เป็นประโยชน์ครับ พวกเราที่อยู่กดบัตรนะครับ เพราะว่ามันจะปรากฏบันทึกรายชื่อผู้ที่มาแสดงตนครับ ในระหว่างรอผู้กดบัตรนะครับ ผมขออนุญาตรายงานพวกเรา เพราะว่าวันที่หารือนอกรอบ กันนั้นพวกเราส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่นะครับ ขอเรียนว่าในวันนั้นที่ประชุมได้กำหนดวันประชุม เห็นชอบตามระเบียบวาระการประชุมร่วมกันของรัฐสภาดังนี้🔗
๑. วันอังคารที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๖๖ (เป็นพิเศษ) เพื่อพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา เสร็จแล้ว ๒. วันพุธที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๖๖ เป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างพิธีสารเพื่อแก้ไข ข้อตกลงว่าด้วยการยอมรับร่วมรายสาขาของอาเซียน สำหรับการตรวจประเมินตาม มาตรฐานวิธีการในการผลิตยา (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) ร่างพระบัญญัติส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) และร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช …. (นายชลน่าน ศรีแก้ว กับคณะ เป็นผู้เสนอ) นี่คือวรรคหนึ่ง🔗
แต่วรรคสองที่พวกเราไม่ทราบก็คือวรรคสอง ที่ประชุมรับทราบข้อเสนอของ ผู้แทนพรรคร่วมฝ่ายค้านในการขอให้พิจารณากำหนดวาระการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เป็นพิเศษ ในวันพุธที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๖๖ โดยมีวาระให้ความเห็นชอบร่างพิธีสารและ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อให้การพิจารณาทั้ง ๒ วาระ แล้วเสร็จในวันเดียว ทั้งนี้ ประธานรัฐสภาจะได้นำระเบียบวาระดังกล่าวหารือกับ รองประธานรัฐสภาต่อไป นี่คือวรรคสองที่ไม่มีใครอ่านให้พวกเราได้ยินนะครับ ก็เรียน ให้ทราบชัดเจนว่าเป็นข้อเสนอของผู้แทนพรรคร่วมฝ่ายค้านขอให้บรรจุเพียง ๒ เรื่องนี้ ซึ่งผมก็ได้กราบเรียนท่านประธานวุฒิสภาให้ทราบต่อมาครับ เราจะได้เข้าใจว่าไม่ได้ทำผิด ข้อตกลงอะไรทั้งสิ้น ท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม จะให้รอต่อไหมครับ คุณณัฐวุฒิขอร้องให้รอ ขณะนี้เกินครึ่งมาแล้วครับ แต่ว่ายังขาดอยู่ไม่ถึง ๑๐๐ คน🔗
ท่านประธานครับ ผม อุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเห็นด้วยว่าท่านประธานต้องดำเนินการต่อโดยข้อบังคับ ข้อ ๑๕ นั้นเป็นอำนาจของ ท่านประธาน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ท่านไม่ต้องฟังเสียงคนอื่นเลย อยากจะให้ท่านประธาน ได้ดำเนินการต่อครับ🔗
ขอพวกเราช่วยกดบัตรทุกคนนะครับ ก่อนที่จะปิดประชุมกดบัตร เพราะแสดงให้รู้ว่าเราอยู่ในห้องประชุม มิฉะนั้นท่านจะเสียหาย ใกล้เลือกตั้งแล้วด้วยยิ่งเสียหายเลยครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ณัฐวุฒิ ครับ ตามที่ท่านประธานได้กรุณาถามผมครับ เท่าที่ติดตาม ผ่านไปแค่ ๒๐ นาทีเศษ ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของ ๕๓ นาทีที่ท่านประธานได้กรุณาเคยวางแนวไว้ ขอบคุณครับ🔗
ท่านณัฐวุฒิให้รออีกสัก ๒๐ นาที ใช่ไหมครับ🔗
เอาให้ถึงเลือกตั้งปี ๒๕๖๖ เลย รอได้ครับ🔗
พวกเราที่อยู่ในห้องประชุม กดบัตรนะครับ🔗
ท่านประธานครับ🔗
เชิญเลยครับ🔗
ผม อนุสิษฐ คุณากร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในช่วงเวลาของการรอผมอยากจะหารือต่อสภาแห่งนี้ว่าบรรยากาศ ของการทำงานในสภาผมคิดว่าในระยะเวลาที่ผ่านมาประชาชนทั้งหลายได้รับรู้รับทราบกันดี ว่าการประชุมองค์ประชุมของเราไม่สมบูรณ์ ไม่สมบูรณ์ด้วยเจตนาที่ไม่ดี ไม่ใช่เป็นเรื่องของ การทำหน้าที่อย่างบริสุทธิ์ ประเด็นเหล่านี้ผมคิดว่าอาจจะถึงเวลาของการสร้างระเบียบ และกฎเกณฑ์ใหม่ ๆ ต่อสภาแห่งนี้ ไม่ใช่สำหรับเพื่อสมาชิกที่อยู่ ณ ขณะนี้นะครับ ผมคิดว่า เพื่อประโยชน์ต่อสภาในอนาคตที่ลูกหลานของเราจะได้มีความเชื่อมั่นเชื่อถือ และเป็นที่ ยอมรับทั้งในประเทศเองและต่างประเทศด้วย ผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราน่าจะมี ความละอายกันพอสมควร ระยะเวลาที่ผ่านมาผมเชื่อว่าท่านประธานท่านเองท่านก็ให้เกียรติ กับทุกฝ่าย ให้เกียรติกับทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล หรือ ส.ว. ก็ดี แต่สิ่งที่ เกิดขึ้นท่านทราบไหมการประชุม ๑ ครั้ง ประเทศต้องเสียงบประมาณอย่างน้อย ๑๐ ล้านบาท ผมคิดว่าไม่มีใครรับทราบในเรื่องเหล่านี้ ประชาชนเองก็คงไม่ได้รับรู้ ฉะนั้น กติกาในอนาคตที่บอกว่ามาประชุมแล้วองค์ประชุมครบ เวลาลงคะแนนลงเสียงไม่ครบถือว่า ไม่มีผล ถือว่าประชุมล่ม เรื่องเหล่านี้มันเป็นเรื่องน่าละอาย แล้วก็ขออนุญาตนำเสนอ เพื่อระบายความในใจ แล้วถ้าอนาคตมีการปรับปรุงในส่วนนี้ได้ ให้มีกติกา ให้มีการเสนอ รายชื่ออย่างชัดเจนว่าใครเข้าร่วม ใครลง ใครไม่ลง ทำให้ชัด ขอบพระคุณครับ🔗
ผมขอบคุณในความปรารถนาดีของ ทุกฝ่ายนะครับ ในฐานะเป็นสมาชิกคนหนึ่งก็รักหวงแหนสถาบัน ที่ขอร้องพวกเราหลายเรื่อง ก็เพื่อภาพพจน์ชื่อเสียงของสถาบัน ที่จริงมันมีข่าวดีเยอะ อย่างน้อยสภานี้อยู่ได้ด้วย คนส่วนใหญ่ ถ้าคนส่วนใหญ่เกเรแล้วก็ไม่รับผิดชอบเราทำมาไม่ได้ ๔ ปีหรอกครับ อันนี้ต้อง ให้เกียรติกับสมาชิกโดยส่วนรวม ไม่ว่าต่อหน้าท่านหรือลับหลังผมพูดเสมอว่าเหนือสิ่งอื่นใด ที่เราอยู่ได้ทุกวันนี้เพราะความร่วมมือจากทุกฝ่าย ขัดแย้งกันบ้าง ขอร้องกันบ้างก็เห็นใจ เช่นเรื่องเวลาผมต้องขอบคุณเพื่อน ๆ ทุกคนปรับเวลา แล้วก็ความพยายามในการลดคน ในบางเรื่องก็ได้รับการสนองตอบในระดับหนึ่ง แม้ไม่เต็มที่ การขอคุมเวลา ๒ นาทีทำได้เกือบ ร้อยทั้งร้อย ถึงไม่ครบทุกคนก็ตาม อันนี้ก็คือจุดเด่นที่อาจจะไม่เป็นข่าวคราวให้เราได้เห็น เพราะฉะนั้นก็หนีไม่พ้นที่จะใช้คำที่ท่านคุณครูมานิตย์ท่านพูด ท่านเป็นฝ่ายค้าน แต่ท่านบอก ว่าท่านอยู่มาหลายสมัย ท่านไม่เคยเห็นสมัยไหนที่ผลงานรัฐสภามากอย่างสมัยนี้ ผมก็ยืนยัน ว่านี่เป็นผลงานพวกเรา เพราะฉะนั้นมีอะไรที่ผมจ้ำจี้จ้ำไชพวกเราหน่อยก็ขอให้รับทราบว่า ด้วยความปรารถนาดีต่อพวกเราทุกคน เพราะว่าในฐานะเป็นนักการเมือง ผมรู้ว่ากว่าจะเป็น ผู้แทนได้นี่ยากเย็นขนาดไหน ผมทราบดีครับไม่มีใครลอยมาหรอกครับ ไม่มีใครที่นอนมา ยกเว้นพระนำหน้า ทุกคนมาด้วยความเหนื่อยยาก ผมก็เหนื่อยยากครับเป็นมา ๑๖ สมัยนี่ ไม่เคยสบายต้องต่อสู้เพื่อเอาชนะมาด้วยความยุติธรรม ไม่ซื้อเสียง ไม่โกงเลือกตั้ง ไม่ทุจริต ซึ่งยิ่งเหนื่อยในยุคสมัยที่มีการใช้เงินกันมากยิ่งเหนื่อย ฉะนั้นพวกเราที่มีโอกาสได้มาเป็น ผู้แทน เหลืออยู่เพียงสั้น ๆ ถึง ๒๓ มีนาคม เราต้องใช้เวลาให้เป็นประโยชน์จริง ๆ เวลา อาจจะน้อยเหลือ ๔ สัปดาห์ ๕ สัปดาห์ แต่ว่ามันมีค่ามากถ้าเราร่วมทำงานด้วยความ รับผิดชอบ อันนี้ก็ถือโอกาสฝากความปรารถนาดีไปกับพวกเราทุกคน และผมขอขอบพระคุณ ทุกคนที่เราอยู่ประชุมในวันนี้ ขณะนี้ตัวเลขมีเพียง ๒๗๕ คน ไม่ครบครับ🔗
ผมขออนุญาตปิดประชุมครับ🔗