รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ครั้งที่ ๘ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เป็นพิเศษ
วันอังคารที่ ๗ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๖
ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา
____________________
เรียนท่านสมาชิกครับ ขณะนี้มีสมาชิกรัฐสภาลงชื่อมาประชุม จำนวน ๓๕๘ คน ครบองค์ประชุมแล้วนะครับ ผมขอเปิดประชุมเพื่อดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระนะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม🔗
- รับรองรายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา (สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่หนึ่ง) จำนวน ๔ ครั้ง คือ🔗
ครั้งที่ ๖ วันศุกร์ที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕🔗
ครั้งที่ ๗ วันอังคารที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๖๕🔗
ครั้งที่ ๘ วันพุธที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๖๕🔗
ครั้งที่ ๙ วันอังคารที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๕🔗
ซึ่งได้วางไว้ให้ท่านสมาชิกตรวจดูแล้วก่อนที่จะเสนอให้สภารับรอง มีสมาชิก ท่านใดจะมีความเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ🔗
ถือว่า ที่ประชุมรับรองรายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภาทั้ง ๔ ครั้ง ก่อนที่จะเข้าระเบียบวาระ ผมขอฟังท่านสมาชิกก่อนนะครับ ท่านชินวรณ์ครับ🔗
ท่านประธาน ผม ตวง ครับ🔗
เดี๋ยวท่านชินวรณ์ แล้วตามด้วยท่านตวง เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอขอบพระคุณ ท่านประธานเป็นอย่างยิ่งที่ให้โอกาสผมได้พูดก่อนที่จะนำสู่ระเบียบวาระ เหตุผลก็เพราะว่า มีประเด็นที่จะต้องทำความเข้าใจ ประเด็นแรกคือประเด็นที่ประธานได้กรุณาชี้แจงเกี่ยวกับ การบรรจุระเบียบวาระ ซึ่งประธานได้ย้ำว่าได้บรรจุระเบียบวาระพิเศษสำหรับวันนี้และ วันพรุ่งนี้ และที่สำคัญก็คือระเบียบวาระในเรื่องที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ก็ยังคงอยู่ ในระเบียบวาระคือเรื่องร่างพระบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ก็เป็นเรื่องที่ถูกต้อง ที่ท่านประธานได้กรุณาเรียนเช่นนั้น แต่ว่าอย่างไรก็ตามผมคิดว่าเพื่อความเข้าใจตรงกัน ผมอยากจะกราบเรียนว่าถ้าหากเพื่อนสมาชิกรัฐสภาจะได้กลับไปดูระเบียบวาระที่เราเคย พิจารณามาเมื่อวันอังคารที่ ๑๐ มกราคม เราก็จะมีเรื่องคณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว คือร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... และเรื่องด่วนมี ๒ เรื่อง คือเรื่อง ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... ที่ คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ และเรื่องที่ ๒ คือเรื่องร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ... ที่นายชลน่าน ศรีแก้ว กับคณะ เป็นผู้เสนอ ผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานว่ามันมีที่มาครับ วันนั้นถ้าท่านประธานจำได้ ขอประทานโทษ ที่เอ่ยนาม ท่านสมชาย แสวงการ ได้ลุกขึ้นหารือว่าการจัดระเบียบวาระของท่านประธาน ทำไมจึงไม่มีเรื่องมาตรฐานวิชาชีพสื่อขึ้นมาเพื่อพิจารณาก่อน ท่านสมชายก็ได้ให้เหตุผล ซึ่งผมก็ยอมรับ ผมก็ลุกขึ้นพูดต่อที่ประชุมแห่งนี้ว่าจริง ๆ แล้วผมก็มีความต้องการที่จะให้ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติได้ขึ้นมาพิจารณาต่อ แต่ว่าเนื่องจากก่อนหน้านั้น เราต้องยอมรับความเป็นจริง ผมคิดว่าอย่างน้อยในส่วนของพรรคเพื่อไทย ท่านจิรายุ ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ก็ท่านหนึ่งนะครับ ไม่ได้เป็นเรื่องผิดพลาดอะไรนะครับ ท่านก็ เรียกร้องว่าเรื่องร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาตินี้ยังไม่เห็นพ้องต้องกัน นี่จึงเป็นที่มา ทำให้ท่านประธานเห็นว่าต้องการที่จะให้การพิจารณาของรัฐสภาของเราได้ดำเนินการ ไปอย่างมีประสิทธิภาพ ท่านประธานจึงได้มีการบรรจุระเบียบวาระเป็นวาระพิเศษขึ้นมา เจาะจงโดยเฉพาะก็คือว่าในวันนี้ให้พวกเราได้พิจารณาเรื่องร่างพระราชบัญญัติส่งเสริม จริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ส่วนประเด็นว่าใครจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ก็ไม่ได้ติดใจอะไรครับ แต่ติดใจอยู่ ๒ ประการ🔗
ประการแรกก็คือเราต้องเคารพว่าการที่จะบรรจุระเบียบวาระ เมื่อประธาน รับฟังความคิดเห็นต่อที่ประชุมแล้วและเห็นว่าเป็นประสิทธิภาพมากกว่า ท่านประธาน ก็มีอำนาจตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕ ที่จะดำเนินการจัดระเบียบวาระเป็นวาระพิเศษ ไม่ใช่ว่า จะอยู่และไปดึงเรื่องอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องมาเป็นวาระพิเศษ ท่านประธานก็คงทำไม่ได้ และไม่ทำเช่นนั้นแน่นอน แต่ท่านประธานได้ทำเช่นนั้นก็เพราะว่าเรื่องทั้ง ๒ เรื่องนี้อยู่ใน ระเบียบวาระ และเป็นเรื่องที่ต่อเนื่องกันในระเบียบวาระวันก่อนคือเรื่องด่วนที่ ๑ คือเรื่องร่าง พระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน เรื่องด่วนที่ ๒ ก็คือเรื่อง เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นผมเข้าใจว่าถ้าทุกฝ่ายเข้าใจร่วมกันนะครับ ผมก็อยาก เชิญชวนพวกเราว่าเรามาร่วมกันสร้างประสิทธิภาพของรัฐสภา สร้างความศรัทธาให้กับ ระบบรัฐสภา เราก็มาร่วมกันพิจารณา ส่วนใครเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยผมย้ำอีกครั้งหนึ่ง ก็เป็นสิทธิของท่าน และที่สำคัญที่สุดก็คือว่าเมื่อเป็นเช่นนี้เราก็ยังมีเวลาอีกสัปดาห์หนึ่งครับ ผมเพิ่งได้เห็นวันนี้ว่ามีหลายฝ่ายเรียกร้องเรื่องร่างพระราชบัญญัติการศึกษาที่ค้างอยู่ ในกรรมาธิการ ผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาและเพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้ ย่อมตระหนัก สำนึกดีว่าการศึกษาในโลกยุคอนาคตเป็นอย่างไร กฎหมายไม่มีทางที่จะสมบูรณ์หรอกครับ แต่ว่าถ้าท่านประธานกรุณากราบเรียนต่อท่านประธานรัฐสภา หารือกันว่าถ้ามีเวลาในช่วง ก่อนจะปิดสมัยประชุม นำเรื่องร่างพระราชบัญญัติการศึกษามาประชุมร่วมอีกครั้งหนึ่ง เพราะเป็นกฎหมายปฏิรูปเหมือนกับกฎหมายที่กำลังจะเข้า วันนี้ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริม จริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนเสนอโดยคณะรัฐมนตรี แล้วก็เป็นกฎหมายปฏิรูป ผมหวังว่าเราจะได้รับความร่วมมือ ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ🔗
ท่านประธานครับ ขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิง🔗
ขออนุญาต ท่านตวงนิดหนึ่งได้ไหม🔗
ขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงก่อนครับ🔗
ใช้สิทธิ พาดพิงก่อนนะครับ เชิญครับ🔗
ขอบพระคุณท่านประธานครับ ขออภัยท่านผู้ใหญ่ทางฝั่งโน้นนะครับ ท่านประธานครับ ผมไม่อยากให้ใครพูดแล้วดูดี ผมแค่ปฏิบัติตามธรรมเนียมประเพณีของรัฐสภา เพื่อจะได้ เป็นบรรทัดฐานในการนำไปสู่การใช้ระเบียบวิธีปฏิบัติเช่นนี้ในรัฐสภาสมัยต่อ ๆ ไป ทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ผมถือการประชุมวันที่ ๑๐ มกราคมอยู่ ผมเข้าใจที่ ท่านชินวรณ์ได้กรุณาเอ่ย แต่ผมแค่ถามว่าเอาแบบนี้ทำได้ใช่ไหม ร่างพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติเราพิจารณาไป ที่ประชุมเสนอให้กรรมาธิการรบกวนถอนไปซึ่งก็ไม่ใช่เรื่อง น่าอาย น่าเสียหายนะครับ ถอนไปเพื่อนำไปสู่การพิจารณาและแก้ไข แต่ท่านยืนยันลงมติ ไม่ถอน พอไม่ถอนปุ๊บวันนี้เช้ามามันต้องพิจารณาเรื่องนี้ แต่ปรากฏว่าวันนี้ วันอังคารที่ ๗ และวันพุธที่ ๘ เป็นการประชุมพิเศษ แล้วก็มีการหยิบ พ.ร.บ. สื่อขึ้นมา ซึ่งถ้าจบ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติก็ต่อสื่อเป็นเรื่องปกติ แต่พอท่านหยิบแบบนี้ขึ้นมามันทำให้ผมในฐานะ สมาชิกรัฐสภาอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมท่านไม่เรียงตามระเบียบวาระ หรือวันนี้มานัดประชุมกัน ตามปกติแล้วก็ถอนเรื่องกลับไป สื่อก็เข้าปกติครับ มันก็เรียงไป จะมีพิเศษทำไมครับ มันมี ลูกชิ้นหรือมันมีอะไรเพิ่มหรือครับ ผมจึงสงสัยและถามท่านประธานว่าทำไมท่านประธาน จึงไม่พูดคุยไปเลยล่ะครับ กรรมาธิการมานั่งบนบัลลังก์สมาชิกอภิปรายกันเยอะแยะทั้งวุฒิ ทั้งสภา ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ท่านถอนไป ไม่เสียฟอร์ม (Form) หรอกครับ แล้วก็รัน (Run) เข้าสู่ระเบียบวาระ ต่อไปนี้ท่านประธานและที่ประชุมสภาบันทึกจิรายุไว้ให้ดีว่าถ้าใครก็แล้วแต่ สามารถคุมเสียงข้างมากแล้วอย่ามาบอกว่าเผด็จการรัฐสภากันอีกนะครับ จะใช้วิธีการ กำหนดระเบียบวาระการประชุมเป็นกรณีพิเศษในลักษณะเช่นนี้นะครับ ถ้าพวกผมสมมุติว่า ผมเสียงข้างมากผมไม่เห็นด้วยเหมือนกัน แล้วผมก็บอกท่านประธานซึ่งทำหน้าที่ประมุข มันพูดยากว่าไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่เพราะมาจากพรรคการเมืองเห็น ๆ อยู่แล้ว ต่อไปนี้ก็เลื่อนเป็นระเบียบวาระพิเศษตามแต่ใจที่เสียงข้างมากที่เราเรียกกันว่าเผด็จการ รัฐสภาจะทำ ผมถามเพียงเท่านั้นละครับ มันไม่ผิดแปลกอะไร แต่ทำแบบนี้ได้ก็ไม่เป็นอะไร ก็ขอให้บันทึกไว้ ขอบพระคุณครับ🔗
ผมเรียนท่านเป็นครั้งที่ ๒ ว่าผมไม่ได้เป็นผู้กำหนดระเบียบวาระการประชุมนะครับ ท่านประธานรัฐสภาคือท่านชวน หลีกภัย เป็นผู้กำหนด และตามข้อบังคับก็ไม่ได้ให้อำนาจผม ตามข้อบังคับ ผมเป็นเพียงรองประธานรัฐสภาและมีหน้าที่ช่วยเหลือตามที่ประธานรัฐสภาอนุญาต ดังนั้น จะให้ผมมาพูดตำหนิหรือว่าไปพูดไม่เห็นด้วย หรือไปพูดอะไรก็ตามที่ไปล่วงเกินประธาน รัฐสภาก็ไม่สมควร แต่ผมรับฟังผมมีความคิดของผมเหมือนกัน ผมเข้าใจทุกอย่างเหมือนกัน ผมอยู่ในสถานะอย่างนี้ และผมก็เคยอยู่ในสถานะเด็ก ๆ เป็นกรรมาธิการเด็ก ๆ ผมก็สามารถ ที่จะพูดอะไรบางอย่างได้นะครับ ท่านก็สามารถพูดของท่านได้ แต่ผมอยู่บนนี้ก็ต้องยืนหยัด ตามหลักการของท่านประธานรัฐสภานะครับ เพราะผมเป็นผู้ช่วยเหลือท่านประธานรัฐสภา เชิญท่านตวงครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ตวง อันทะไชย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ความจริงผมว่าประเด็นที่ท่านสมาชิกที่ได้กรุณา เสนอต่อที่ประชุมนั้นเป็นประเด็นในอนาคต แต่ประเด็นที่ท่านประธานทั้ง ๒ ท่านผู้เป็น ประธาน ผมเรียนท่านประธานก่อนว่าผมกับท่านประธานวุฒิสภาและท่านประธานชวน ไม่ได้มีประเด็นกัน เพียงแต่ผมเห็นว่าถ้าเราไม่ตกลงกัน ไม่ได้คุยกันก่อนหน้านี้มันจะทำให้เกิด ธรรมเนียมใหม่ที่เกิดขึ้นในอนาคตและเป็นอันตรายต่อรัฐสภาอย่างเพื่อนสมาชิกได้พูดถึง ซึ่งผมเห็นด้วยว่าจำเป็นที่จะต้องพูดคุยกัน ผมเริ่มต้นอย่างนี้ท่านประธานครับ ความจริง ท่านประธานมีอำนาจในการกำหนดวันประชุม ระเบียบวาระการประชุม แต่เมื่อกำหนด ระเบียบวาระการประชุมเสร็จเรียบร้อยตามข้อ ๑๕ (๑) จะเปลี่ยนอย่างไร จะทำอย่างไรนั้น อำนาจของท่านประธานต้องถามที่ประชุมนะครับ ยกตัวอย่างที่ท่านประธานกรุณาได้บรรจุ เอาไว้ในวันที่ ๑๐ มกราคมนั้นคือระเบียบวาระการประชุมที่ถูกต้องชอบธรรมแล้วว่า มีร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ มีร่างพระราชบัญญัติสื่อ และร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ กระบวนการในการพิจารณาก็ควรจะต้องเป็นไปตามกระบวนการของการพิจารณา แต่ได้ นำมาใช้กระบวนการในการพิจารณาแบบใหม่ก็คือนัดประชุมพิเศษขึ้นมา ๒ ครั้ง แล้วก็ ไม่ได้มีร่างพระราชบัญญัติที่ต่อเนื่องกันมา ความจริงถ้าย้อนไปครั้งที่ ๔ วันที่ ๑๐ ครั้งที่ ๕ และครั้งที่ ๖ เราพิจารณามาจนถึงมาตรา ๑๔ ครับ ถ้าผมจะขอประทานอนุญาตเสนอ ท่านประธานก่อนที่จะนำเสนอกราบเรียนถึงญัตติก็คือท่านประธานผู้เป็นประธาน ในที่ประชุมก็ควรจะต้องพิจารณาว่าร่างกฎหมาย ๓ ฉบับนั้นมีกฎหมายใดบ้างที่จะ เป็นมรรคเป็นผลต่อประเทศชาติบ้านเมือง มีกฎหมายใดบ้างที่ผ่านกระบวนการพิจารณา ของสภาแล้วสามารถพิจารณาให้แล้วเสร็จแล้วประกาศใช้เป็นกฎหมายได้ ถ้าเทียบกฎหมาย ๓ ฉบับ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาตินั้นได้ผ่านที่ประชุมใหญ่แล้ว กรรมาธิการ ได้พิจารณา ๑ ปี ๑ เดือน เสร็จเรียบร้อยแล้ว รอมติที่ประชุมในวาระที่สอง วาระที่สาม แล้วประกาศใช้ กับอีกกฎหมาย ๒ ฉบับ คือกฎหมายสื่อ ผมขอเรียกสั้น ๆ และกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ทั้ง ๒ ฉบับซึ่งเป็นวาระที่หนึ่ง ท่านประธานครับ ยังมีขั้นตอนในการพิจารณา ที่จะต้องให้แล้วเสร็จนานครับ ทั้งกฎหมาย ๒ ฉบับ ต้องไปตั้งกรรมาธิการ ต้องไปทำตาม บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ต้องทำตามขั้นตอน ท่านผู้เป็นประธานทั้ง ๒ ท่านจะต้องพิจารณา และหารือทั้งวุฒิสภาและวิป (Whip) ร่วมกันว่ากฎหมายใดบ้างที่จะเป็นมรรคเป็นผลที่จะ ประสบความสำเร็จ เป็นผลงาน เป็นสิ่งที่คาดหวังต่อประชาชนได้ ผมเขยิบมาที่ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ประเด็นสำคัญก็คือว่าถ้าที่ประชุมวันนี้ไม่ชัดเจนมันจะ ทำให้เกิดปัญหาในอนาคตว่ากระบวนการในการพิจารณานั้นมันชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หรือข้อบังคับหรือไม่ ข้อเสนอของผมก็คือว่าผมขอเสนอญัตติด่วนที่ไม่ต้องเสนอล่วงหน้า หรือเป็นหนังสือตามข้อบังคับ ข้อ ๓๒ (๑) เพื่อขอให้ที่ประชุมได้พิจารณามีมติให้นำ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการพิจารณาแล้วเสร็จนั้น ขึ้นมาพิจารณาก่อนให้เป็นไปตามมติที่ประชุมและตามข้อบังคับของรัฐสภาแห่งนี้ ผมมีเหตุผลที่จะต้องขออธิบายถึงข้อเสนอที่เป็นญัตติด่วนของผมดังต่อไปนี้ครับ🔗
ประการแรกก็คือผมเรียนท่านประธานว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมาย ที่มีความสำคัญต่อการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เป็นกฎหมายฉบับสุดท้ายในการปฏิรูป ประเทศที่สภาแห่งนี้ได้ผ่านไปหมดแล้ว เป็นกฎหมายฉบับสุดท้ายที่จะตอบคำถามว่า เราจะปฏิรูปประเทศในหมวด ๑๖ ด้านการศึกษาของประเทศเราอย่างไร มีแนวทางในการ พิจารณาของคณะกรรมาธิการที่ตอบคำถามว่าเอาเข้าจริงกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมาย ที่มีบางคนบางฝ่ายไปทำให้เกิดความเสียหาย บิดเบือนได้ใช่หรือไม่ ผมเรียนท่านประธานเพื่อประกอบการพิจารณาในญัตติของผมดังต่อไปนี้ครับ ความจริง ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีเจตนารมณ์ที่ชัดเจน ตั้งแต่คนยกร่างคือคณะกรรมการอิสระ มาจนถึงคณะกรรมการกฤษฎีกาและคณะรัฐมนตรีเสนอมานั้นมีเจตจำนงสำคัญก็คือว่า ไม่แตะต้องโครงสร้างการบริหารงานของกระทรวงศึกษาธิการครับ ไม่มีสักมาตราเลยครับ ท่านประธานครับ ไม่ทำเหมือนการปฏิรูปการศึกษาเมื่อปี ๒๕๔๒ ที่ทำจากข้างบน ลงมาข้างล่าง แต่คราวนี้ก็คือปฏิรูปจากข้างล่างขึ้นไปข้างบนใน ๔ เรื่องที่เราพิจารณา🔗
ขออนุญาต ท่านตวงครับ มีผู้ประท้วงครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกรัฐสภา เดี๋ยวสภาเรามันจะโกโซบิ๊ก (Go so big) หรือว่าไปกันใหญ่ ท่านตวงของผมเสนอญัตติ ท่านประธานก็ต้องหาผู้รับรองญัตติให้เป็น ที่เรียบร้อยเสียก่อนจึงค่อยอธิบายหลักการและเหตุผล นี่พอพูดเสนอญัตติก็ว่ายาว เผื่อคนอื่นเขาไม่เห็นด้วยเขาจะได้เสนอญัตติขึ้นมา ฉะนั้นท่านประธานทำให้ถูกกระบวนการ ก่อนครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ที่ผมยังไม่ได้ให้รับรอง ผมจะอธิบายให้ฟังว่าท่านจะรับรองผมไหม จะเอาตามแบบนี้ก็ได้ท่านประธาน ไม่เป็นไรครับ ให้รับรองไหมครับท่านประธานครับ🔗
ยังไม่ได้ กำหนดญัตตินะครับ ท่านบอกว่าจะหารือ🔗
ผมเสนอญัตติครับ ท่านประธานครับ ผมขอที่ประชุมรับรองครับ🔗
ท่านเสนอ ญัตติว่าอะไรครับ เชิญครับ🔗
ผมไปต่อครับท่านประธาน🔗
เดี๋ยว ๆ พี่ตวงของผมใจเย็น ๆ นิดเดียวครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมขอเสนอญัตติให้นำ พ.ร.บ. จริยธรรมสื่อ กลับมาพิจารณา เป็นวาระปกติ ไม่ใช่เป็นนัดพิเศษ ขอให้ดำเนินการตามระเบียบวาระ ขอผู้รับรองครับ🔗
ตกลงท่านประธานวินิจฉัย อย่างไรครับ มันซ้อนญัตติ ผมยังอธิบายไม่เสร็จเลย🔗
ท่านประธานที่เคารพ ท่านปล่อยให้เสนอญัตติซ้อนญัตติไม่ได้ครับ ท่านประธานครับ🔗
ใช่ครับ🔗
ท่านมีหน้าที่ไม่เห็นด้วย กับผม แล้วฟังผมก่อน ใจเย็น ๆ ผมอดทนฟังมานานแล้วผมก็ไม่เคยโต้เลยนะ ฟังผมต่อ ท่านประธาน ผมจะอธิบายความที่มาบอกว่าครูไม่เห็นด้วยมีกี่คน🔗
อภิปราย ให้ทราบกันถ้วนหน้าก่อน แล้วเดี๋ยวกำหนดข้อญัตติครับ🔗
ใช่ครับ ทนฟังผมหน่อย ท่านประธาน แล้วจะเข้าใจว่าสิ่งที่ผมอธิบายต่อไปนี้คือสิ่งที่กรรมาธิการทำมา ๑ ปี ๑ เดือน แล้วทำตามปรัชญาของการปฏิรูปการศึกษาของโลก ในกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้พูดถึงอำนาจ ใครเลย ไม่ได้ยุบกระทรวง ไม่ได้ยุบหน่วยงาน แต่พูดถึงการเรียนรู้ พูดถึงการจัดการศึกษา ให้กับผู้เรียน🔗
เชิญครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและเป็นวิป (Whip) ฝ่ายค้าน ด้วยความเคารพท่านผู้อภิปราย ไม่ได้ติดขัดนะครับ แต่ว่าขณะนี้มันเป็นญัตติ ไม่ใช่ญัตติซ้อนญัตติอย่างที่ท่านเข้าใจ ท่านเสนอญัตติให้มีการเปลี่ยนระเบียบวาระการประชุม อันนี้ก็ชอบครับ มีผู้รับรองถูกต้อง เพื่อนสมาชิกท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ เสนอญัตติให้ดำเนินการตามระเบียบวาระก็ถูกต้อง เพราะเป็นญัตติที่ตรงกันข้ามกัน เพื่อให้สมาชิกได้ตัดสินใจ ถูกต้องครับ แต่สิ่งที่ท่านกำลัง อภิปรายอยู่ มันไม่ใช่เรื่องที่เรากำลังนำเสนอญัตติ สิ่งที่ท่านควรจะอภิปรายคือบอกว่าเหตุใด จึงต้องเปลี่ยนระเบียบวาระเพื่อให้ตัว พ.ร.บ. กฎหมายการศึกษาแห่งชาติ เข้ามาพิจารณา ทันทีในวันนี้ ซึ่งหลังจากนั้นท่านจิรายุ รวมถึงเพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้อีกหลาย ๆ ท่าน อาจจะนำเสนอในทิศทางที่ต่างกันว่าเห็นชอบกับญัตติของท่านตวง หรือเห็นชอบกับญัตติ ของท่านจิรายุ แต่ถ้าท่านจะอภิปรายว่า พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติมีประโยชน์อย่างไร ผมเห็นว่าอันนี้เป็นเรื่องซึ่งไม่เข้าอยู่ในญัตติที่เรากำลังอภิปรายกันอยู่ ท่านควรจะให้เหตุผล ว่าเหตุใดมันจึงมีความจำเป็น ถ้าอย่างนั้นผมจะรับฟังได้ครับ แต่ถ้าเป็นเรื่องของเนื้อหาในตัว พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พวกเราก็รับฟังกันอยู่ครับ พวกผมก็ได้รับเรื่องร้องเรียนจาก คณะครูอาจารย์ที่เขาแต่งดำกัน เขาก็ส่งเรื่องมาที่พรรคการเมืองทุกพรรคเหมือนกัน เพราะฉะนั้นในมุมมองในเรื่องตัว พ.ร.บ. เราไปว่ากันเมื่อญัตติเรื่องการศึกษาได้เข้าสู่ การพิจารณาครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ นี่อย่างไรคือความจำเป็น ท่านใจเย็น ๆ ฟังผมก่อน ท่านพูดมาผมไม่เคยโต้แย้งเลย อดทนฟัง สักนิด ประชาธิปไตยนี่มันแตกต่าง🔗
ท่านประธาน วินิจฉัยของผมก่อนก็ได้ครับ ผมประท้วงตามข้อบังคับครับ🔗
ผมอธิบายเรื่องที่ผมจะเสนอ🔗
ท่านประธาน วินิจฉัยการประท้วงก่อนไหมครับ🔗
หยุดทั้งคู่ นะครับ ทั้งท่านตวงและท่านจุลพันธ์🔗
ขอให้ พี่ตวงใจเย็น ๆ ครับ ไม่มีอะไรครับ เราตามข้อบังคับครับ🔗
ผมไม่เป็นไรท่านจุลพันธ์ ผมเคารพท่านเสมอ ผมกำลังอธิบายว่ามันมีความจำเป็นอย่างไร🔗
ท่านจุลพันธ์ คงประท้วงแค่นั้น เชิญนั่งลงก่อน เดี๋ยวผมจะพูดกับท่านจิรายุนะครับ ท่านจิรายุครับ ญัตติของ ท่านเสนอแทรกขึ้นมาขณะที่ท่านตวงกำลังพูด รอสักนิดหนึ่งนะครับ แล้วท่านตวงเสนอแล้ว แล้วท่านเสนอถ้าเหมือนกันก็จะจับไว้ด้วยกันนะครับ แล้วผมก็จะวินิจฉัยนะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกรัฐสภา ยินดีคำแนะนำท่านประธานครับ จริง ๆ ท่านตวงผมว่าไม่เห็นจะต้องหงุดหงิดอะไรเลยก็อธิบายไป ท่านจะหงุดหงิดทำไม ผมก็ไม่เข้าใจตอนเช้า ๆ นี้🔗
ผมไม่ได้หงุดหงิด🔗
อารมณ์ใส่คนโน้นคนนี้เขาเพื่ออะไร มันเป็นระเบียบวิธีปฏิบัติในสภา จึงอยากให้ท่านประธาน ช่วยเตือนท่านตวงหน่อยครับ🔗
ไม่ต้องมาเตือนผมท่านจิรายุ ผมไม่หงุดหงิด ฟังผมก็แล้วกัน🔗
ไม่ต้องเถียงกัน ผมเห็นว่าทั้งคู่แนวโน้มจะไปด้วยกันอยู่แล้วนะครับ ฟังเขานิดหนึ่งนะครับ ถ้านอกเรื่องผมจะ ไม่ให้พูดนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ถ้าผมพูด นอกเรื่องแล้วบอกผม ผมไม่ค่อยพูดในสภาแห่งนี้🔗
ครับ เชิญท่านตวงครับ🔗
ผมเริ่มต้นต่อท่านประธาน ผมกำลังอธิบายเหตุผลและความจำเป็นที่มันมีตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ หมวด ที่จะประกอบไปด้วยการปฏิรูปประเทศ ๑๖ มาตรา ๕๔ ประกอบมาตรา ๒๕๘ จ และ มาตรา ๒๖๑ มีแผนการปฏิรูปประเทศด้านนี้ มีนโยบายเสร็จ เขาเขียนออกมามันจำเป็น แต่มันจำเป็นของเขาคือจำเป็นที่เขียนไว้ในกฎหมายฉบับนี้ที่ท่านโจมตีตลอดว่ามันไม่ถูกต้อง ผมอธิบายให้ท่านฟังว่ามันถูกต้อง จำเป็นอย่างไร มันพูดถึงผู้เรียนใหม่ครับ มันพูดถึง ห้องเรียนใหม่ ซึ่งก้าวหน้าไป ๑๐ ปีข้างหน้าตามมาตรา ๑๓ มันพูดถึงการปฏิรูปในการผลิต ครูใหม่ ที่จะต้องผลิตครูไม่ใช่หน้าห้อง แต่คือหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่สอนแบบระยะไกล มันพูดถึงรูปแบบโรงเรียนแบบใหม่ที่ไปรับฟังทั่วประเทศ ไม่เคยมี ผมอยู่ในแวดวงการศึกษา มานานก็ไม่เคยมี ไม่ได้พูดถึงใครได้ใครเสียอำนาจ ไม่ได้พูดถึง ผอ. เขต ผอ. เขตที่มา แต่งชุดดำนี่แหละมีไม่กี่คน ไม่ได้พูดถึงท่าน คนที่มีอำนาจอะไรก็เป็นอย่างนั้น แต่มันจะ เปลี่ยนแปลงประเทศก็คือเมื่อเรามีการจัดการศึกษาที่เปลี่ยนวิธีการจัดการเรียนการสอน เปลี่ยนห้องเรียน ท่านประธานครับ กฎหมายที่ล้ำสมัยมากขนาดนี้หาที่ไหนได้🔗
ท่านตวงครับ ขอให้สรุปในทำนองที่ว่าท่านต้องการอะไรนะครับ🔗
เอาละเรื่องที่ ๑ เรื่องที่ ๒ ข้อเสนอของผมที่เป็นญัตติเป็นข้อเสนอที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานว่าหากว่าที่ประชุม ใช้วิจารณญาณแบบนั้นคิดจะเปิดประชุมพิเศษแล้วเอาเรื่องนี้มา ไม่เอาเรื่องนี้เข้ามา ประเด็น ของผมก็คือมันจะเป็นประเด็นในอนาคตที่เป็นปัญหาของรัฐสภาในอนาคต ที่ท่านสมาชิกพูด ผมเห็นด้วย ประการที่ ๒🔗
ประการที่ ๓ ผมยังยืนยันในข้อเสนอของผมก็คือว่าการนำวาระการประชุม เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ของท่านประธานที่ประชุมวันนั้นพิจารณาเรียงลำดับนั้น จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศ จะเป็นความหวังของประเทศทั้งหมดในการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ ถ้าเราปฏิรูปการศึกษาไม่ประสบความสำเร็จ เราอย่าไปคาดหวังต่อการ ปฏิรูปเศรษฐกิจ ต่อการปฏิรูปสังคม และปฏิรูปการเมืองเลย🔗
สุดท้ายเป็นความคาดหวังของสังคมว่าทำอย่างไรเราจะปฏิรูปการศึกษา ที่เป็นแก่นที่ผมพูดถึงใน ๔ เรื่องได้ เราจะไม่ต้องพูดถึงโครงสร้างอีกต่อไป ผมจึงกราบเรียน ต่อท่านประธานเพื่อเสนอญัตติที่ไม่ต้องเสนอล่วงหน้าหรือเป็นหนังสือตามข้อบังคับ ข้อ ๓๒ (๑) เพื่อให้ที่ประชุมได้นำร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... กลับมา พิจารณาตามระเบียบวาระ ขอบพระคุณครับ🔗
สรุปได้ว่า ของท่านตวงก็คือมีญัตติที่จะขอให้เปลี่ยนระเบียบวาระการประชุมของรัฐสภานะครับ สอดคล้องกับของท่านจิรายุหรือเปล่าครับ เชิญท่านจุลพันธ์ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ สมาชิก รัฐสภา วิป (Whip) ฝ่ายค้าน ท่านประธานครับ ในญัตติที่ท่านตวงได้นำเสนอก่อนที่ ท่านจิรายุจะเสนอให้พวกเราเดินตามระเบียบวาระ ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกผมเห็นด้วยนะครับ แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ท่านตวงได้นำเสนอ🔗
ขออนุญาต นิดหนึ่ง เดิมตามระเบียบวาระหมายความว่าท่านยังเห็นยืนยัน🔗
ผมยังไม่ได้ เป็นคนเสนอครับ เดี๋ยวจะมีท่านจิรายุจะดำเนินการ แต่ว่าผมเรียนต่อท่านประธานว่าญัตติ ที่เพื่อนสมาชิกวุฒิสภาท่านตวง ขออภัยที่ได้เอ่ยนามแต่เป็นความจำเป็น เสนอต่อที่ประชุม นั้นขัดต่อข้อบังคับการประชุมของเรา ข้อ ๑๙ ข้อบังคับการประชุม ข้อ ๑๙ การประชุม รัฐสภาให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาตามเรื่องที่มีอยู่ในระเบียบวาระที่มีอยู่ในระเบียบวาระ การประชุมสภา และต้องพิจารณาตามลำดับ เว้นแต่จะลงมติเป็นอย่างอื่น เพราะฉะนั้น มันมีความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาในเรื่องที่อยู่ในระเบียบวาระเท่านั้น ขณะนี้ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาชาติแห่งชาติไม่ได้บรรจุในระเบียบวาระในการประชุมวันนี้นะครับ เพราะฉะนั้น จะเลื่อนมาพิจารณาไม่อาจทำได้ ขอท่านประธานได้โปรดพิจารณาว่าญัตตินี้อาจจะต้อง เป็นอันตกไปก่อนนะครับ แล้วเราก็เดินหน้าประชุมในเรื่องของกฎหมายที่คงค้างครับ🔗
ขอบคุณมากครับ คราวนี้ผมต้องถามท่านจิรายุก่อน เพราะว่าท่านค้างไว้🔗
เดี๋ยวก่อนครับ ท่านจิรายุก่อน🔗
ขออนุญาตท่านประธาน ก่อนที่ท่านประธานจะให้ท่านจิรายุเสนอ ผมขออนุญาตพูดในฐานะวิป (Whip) วุฒิสภา🔗
ขอท่านจิรายุก่อน มันจะนิดเดียว🔗
มิได้ครับท่านประธาน ที่ต้องพูดคือพูดในเรื่องที่ท่านจุลพันธ์ในฐานะวิป (Whip) ฝ่ายค้านได้เสนอต่อที่ประชุม รัฐสภา🔗
เดี๋ยวผม วินิจฉัยเอง ของท่านจุลพันธ์ผมรู้อยู่แล้ว เดี๋ยวขอเชิญท่านจิรายุก่อนนะครับ ท่านสมชาย เชื่อผมเถอะครับ รับรองไม่มีอะไร ผมตรงไปตรงมาครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตให้ท่านประธานได้วินิจฉัยก่อนก็ได้ครับ เพราะถ้าเกิดวิป (Whip) ของท่านตวงตกไปผมก็ไม่จำเป็นต้องเสนอครับ มันก็ไปตามระเบียบวาระ🔗
ผมก็งง เมื่อสักครู่ท่านจะเสนอ ตอนนี้ไม่เสนอ ผมก็นึกว่ามันคล้าย ๆ กันนะครับ🔗
ผมถอนก่อนแล้วกัน ให้ท่านประธานได้วินิจฉัยก่อนครับ🔗
ถ้าท่าน ถอนก่อน ก็ต้องท่านสมชาย แสวงการ เชิญครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา แล้วก็ในฐานะวิป (Whip) วุฒิสภา ที่ต้องประชุมร่วมกันกับทางวิป (Whip) รัฐบาล และวิป (Whip) ฝ่ายค้าน ต้องขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานใน ๓ เรื่อง ในประเด็นที่หารือว่าญัตติของท่านตวงในเรื่องของ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาตินั้นพิจารณาได้หรือไม่ ประการที่ ๑ กราบเรียน ท่านประธานว่าร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติยังค้างอยู่ในระเบียบวาระการประชุม ก่อนหน้านั้น แต่ผมตรวจสอบในเว็บไซต์ (Website) ของรัฐสภาขณะนี้มีข้อสงสัยว่า ยังอยู่หรือไม่ ซึ่งเดี๋ยวผมจะนำเรียนต่อไปว่าร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ เป็นพระราชบัญญัติการปฏิรูปเช่นเดียวกับพระราชบัญญัติปฏิรูปที่จะเข้ามาต่อคือ พระราชบัญญัติเรื่องจริยธรรมสื่อสารมวลชน เป็น ๒ ในข้อเรียกร้อง ๑๑ ข้อ ที่เราบอกว่า ขอให้มีการปฏิรูปการเมือง ขอให้มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ปฏิรูปตำรวจ และปฏิบัติรูปอื่น ๆ ๒ เรื่องนี้สำคัญครับ สำหรับการปฏิรูปประเทศไทย และผมกราบเรียน เลยว่าใกล้สำเร็จแล้ว ที่พูดอย่างนี้เพราะอะไรครับ แม้ร่างกฎหมายจะผ่านไป ๑๔ มาตรา เรามีระยะเวลาตั้งแต่วันที่ผ่านมาตรา ๑๔ เหลืออีก ๑ เดือนเศษ ผมได้ประสานงานกับ ทางวิป (Whip) รัฐบาล ประสานงานกับกฤษฎีกา ประสานงานกับเสียงข้างมากและ เสียงข้างน้อย เห็นพ้องต้องกันเป็นส่วนใหญ่ว่าเห็นไปตามเสียงข้างมากส่วนหนึ่ง เห็นไปตาม เสียงข้างน้อยส่วนหนึ่ง แล้วก็ยืนตามร่างเดิมของ ครม. บางส่วน ได้มีข้อยุติหมดครับ เพราะฉะนั้นกราบเรียนว่าการเดินหน้า พ.ร.บ. ปฏิรูปการศึกษานั้นถ้าทำกันจริงจังในวันนี้ หรือต่อเนื่องมาผมเชื่อมั่นว่าเสร็จในสมัยประชุมนี้ อันนี้คือเรื่องที่ ๑🔗
๒. ในฐานะที่ผมประกอบอาชีพสื่อสารมวลชนก่อนเข้ามาอยู่สภาแห่งนี้ มีความเห็นที่อยากจะอภิปรายเรื่อง พ.ร.บ. จริยธรรมสื่อ และเป็นเรื่องปฏิรูปสำคัญอย่างยิ่ง จึงได้นำเรียนท่านประธานรัฐสภาในคราวประชุมครั้งที่แล้วว่าเหตุใดร่างพระราชบัญญัติ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนซึ่งเป็นการปฏิรูปสื่ออาจจะมีความเห็นด้วย เห็นต่างจากสมาคม จากสภาการ ซึ่งมีการรับฟังความคิดเห็นมาแล้ว สมควรที่จะนำมา พิจารณาและปรับปรุงกฎหมายต่อไป อันนี้คือเรื่องที่ผมคิดว่าควรจะอยู่ในระเบียบวาระ คราวที่แล้วการเรียงลำดับถ้านับการประชุมเป็นพิเศษมีร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ๑ วัน สมมุติในวันนี้นะครับ แล้วต่อด้วยร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรม ซึ่งผมคิดว่า อาจมีบุคคลบอกว่าอภิปรายไม่เยอะหรอกครับ ๓-๔ ชั่วโมง ๒ ชั่วโมงก็เสร็จแล้ว ก็ต่อด้วย ร่างรัฐธรรมนูญ เดินไปตามนี้ในวันพิเศษ ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร จึงได้ขอต่อท่านประธานว่า การประชุมในคราวที่แล้วมีข้อสงสัยว่าขัดต่อข้อบังคับการประชุมรัฐสภาและอาจจะขัดต่อ รัฐธรรมนูญหรือไม่ จึงเป็นประเด็นค้างซึ่งกำลังจะพิจารณาต่อกันในวันพรุ่งนี้เช้า แต่ในวันนี้ ผมเห็นด้วยกับท่านตวง อันทะไชย ในการเสนอว่าท่านประธานต้องกำหนดให้นำ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติเข้ามาพิจารณากันก่อนในวันนี้ แล้วจากนั้นจึงพิจารณาต่อด้วยร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพ สื่อมวลชน และร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในวันพรุ่งนี้ ดังนี้ครับ🔗
ตรงกันกับ ที่ท่านตวงพูดแล้วครับ🔗
ผมขออนุญาตอธิบาย เหตุผลครับ ท่านประธานครับ ผมได้ตรวจข้อบังคับการประชุมทั้งสภาผู้แทนราษฎร ข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา และข้อบังคับการประชุมรัฐสภาแล้ว พบว่าอาจมีเรื่องเข้าใจผิด หลายประการเกิดขึ้นในการบรรจุวาระ จริงอยู่ครับ ท่านประธานรัฐสภามีอำนาจ ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภาในการบรรจุระเบียบวาระ และการประชุมรัฐสภานั้น จะพิจารณาตามระเบียบวาระต้องดำเนินการไปตามระเบียบที่จัดไว้ เว้นแต่ที่ประชุมจะลงมติ เป็นอย่างอื่น ซึ่งก็ตรงกันว่าถ้าจะมีการถอนร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ซึ่งขณะนี้ มันหายไปจากระบบ แล้วมันยังไม่มีการพิจารณา ถ้าจะถอนก็ต้องทำตามข้อ ๓๗ ก็คือการ ขอให้ที่ประชุมลงมติ หรือถ้าจะเลื่อนก็ต้องขอที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ ซึ่งวันนี้ท่านตวงกำลัง เดินทางถูกแล้ว แต่ผมเรียนว่าไม่สบายใจในการบรรจุระเบียบวาระเป็นพิเศษ ๒ วันแยกกัน คือวันนี้เรื่องร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน แทนที่จะมี ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ แล้วต่อเนื่องด้วยร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐาน วิชาชีพสื่อมวลชน หรือยกร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ไปรวมกับร่างรัฐธรรมนูญพรุ่งนี้ เพราะผมไปตรวจดูแล้วว่าข้อบังคับการประชุมที่ท่านอาจจะ ใช้ผิดหรือไม่มาจากข้อ ๑๙ ของสภาผู้แทนราษฎร มิได้อยู่ในข้อบังคับการประชุมของรัฐสภา คือในกรณีข้อ ๑๙ บอกว่า ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรเห็นสมควรเรียกประชุมเป็นพิเศษ ให้เรียกประชุมได้ แต่ในข้อบังคับการประชุมของรัฐสภา ไม่มีครับ มีการจัดระเบียบวาระอย่างไร ก็ต้องดำเนินการไปอย่างนั้น ก็คือร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ร่างพระราชบัญญัติ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม จะไปเรียกเป็นพิเศษแบบข้อบังคับการประชุม ข้อ ๑๙ ที่อยู่ใน สภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ครับ ไม่แน่ใจว่าผิดหลง หรืออย่างไร ผมกราบเรียนว่าได้ตรวจข้อมูล อีกว่าในการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรนั้นมีการกระทำได้คือกรณีที่มีกฎหมายสำคัญและ อยู่ท้ายวาระไม่อาจประชุมได้ ท่านก็ประชุมร่วมกันระหว่างประธานสภาผู้แทนราษฎร วิป (Whip) รัฐบาล และวิป (Whip) ฝ่ายค้าน ย้ำนะครับว่าของสภาผู้แทนราษฎร ก็หยิบกฎหมายขึ้นมาพิจารณาในวันพฤหัสบดีแยกออกมาเป็นพิเศษ ซึ่งท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรก็นำกฎหมาย เช่น ร่างพระบัญญัติราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่างพระราชบัญญัติ กัลยาณิวัฒนา ขึ้นมาอย่างนี้เป็นต้นก็ทำได้ แต่ในของวุฒิสภาก็มีเช่นกัน ประเด็นถัดมาก็คือ ว่าพอเราตรวจสอบไปแล้ว เราสงสัยว่าการทำเช่นนั้นมีการทำกี่ครั้ง ก็พบครับ มีข้อมูลว่า ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาไม่เคยมีธรรมเนียมที่จะกำหนดเป็นวาระพิเศษขึ้นแบบนี้ แล้วก็ในการประชุมทุกครั้งของรัฐสภาจะยังต้องมีเรื่องค้างอยู่ครับ เพราะฉะนั้นผมเรียน เลยว่าตรวจทั้งหมดแล้วชัดเจนมากว่าในการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร ขออนุญาต ยกตัวอย่าง ไม่เสียหายนะครับ วันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๖๖ ถ้าท่านใช้ข้อบังคับ ข้อ ๑๙ ของท่าน ท่านก็พิจารณาเรื่องที่เลื่อนขึ้นมาก่อน ก็คือร่างพระราชบัญญัติกัญชา กัญชง ร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ จากนั้นก็ไปเรื่องที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว เรื่องด่วน แล้วก็ต่อด้วย เรื่องที่ค้างพิจารณา อันนี้ท่านทำได้ในสภาผู้แทนราษฎร แต่ในวุฒิสภาก็มีการทำเช่นกัน แต่พอในรัฐสภา ผมจึงเห็นว่าเป็นการขัดต่อข้อบังคับการประชุมของรัฐสภา มิอาจนำ ร่างบัญญัติการศึกษาแห่งชาติหายไปได้ครับ อันนี้คือคำถามแบบเดียวกับที่ท่านตวงและ ท่านจิรายุได้ถามว่าร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติหายไปไหน แล้วก็ตรวจสอบไม่พบ เพราะฉะนั้นตรวจอย่างไรก็ตามในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาทั้งหมดที่มีหลายรูปแบบ เราพบว่าการประชุมร่วมกันของรัฐสภาทั้ง ๑๔ ครั้งที่ผ่านมา เช่น วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ เรื่อยมา จนถึงวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๖ และวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๖๖ รวมทั้งหมด ๑๔ ครั้ง มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาแล้วบรรจุวาระ ต่อเนื่อง เรื่องใดไม่เสร็จก็ไปประชุมวันรุ่งขึ้น มิได้กำหนดเป็นเรื่องพิเศษนะครับ🔗
ท่านสมชายครับ🔗
ขออนุญาตท่านประธาน ขอเวลาอีก ๒-๓ นาทีครับท่านประธาน ด้วยความเคารพ ผมอธิบายตรงนี้จะได้อธิบาย เพื่อจะให้เห็นชัดว่าเราเดินไปอาจจะเกิดกรณีปัญหา แล้วสมควรที่จะเลื่อนการประชุมตามที่ ท่านตวงเสนอขึ้นมาอย่างไรนะครับ เพราะมีสมาชิกบอกว่าขัดข้อบังคับของข้อเสนอท่านตวง ผมจึงต้องอธิบาย เพราะว่าไม่ขัดครับ เพราะสิ่งที่เราจะทำต่อไปนี้ปัจจุบันนี้ขัดข้อบังคับ แน่นอน และอาจขัดรัฐธรรมนูญ ผมตรวจสอบการประชุมร่วมของรัฐสภาที่กำหนดวันเดียว ๑๒ ครั้งเช่นกันครับ มีการกำหนดระเบียบวาระเรียงไว้แล้วไม่เสร็จก็ให้ไปประชุมต่อ คราวหน้า จะมี ๒ วาระ ๓ วาระ ๔ วาระเช่นกัน แต่เพิ่งปรากฏทั้งนี้ครั้งเดียวที่มีการกำหนด ระเบียบวาระโดยไม่มีเรื่องค้างอยู่เลย คือการประชุมวาระในวันนี้คือร่างพระราชบัญญัติ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน กำหนดให้มีการประชุมร่วมกันเป็นพิเศษ ในวันนี้ และกำหนดในวันพรุ่งนี้มีการประชุมร่วมกันเป็นพิเศษแยกออกจากกันอีกคือเอา ร่างรัฐธรรมนูญเข้าไปใส่ คำถามที่ผมเห็นว่าเรื่องนี้ขัดต่อข้อบังคับและขัดต่อประเพณี ของรัฐสภาในสมัยประชุมนี้ว่าทำไมไม่เอาร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติซึ่งใกล้จะ เสร็จแล้ว และมีข้อตกลงร่วมกันเกือบทั้งหมดอย่างที่ผมนำเรียนตอนต้นว่าได้ตกลงกัน เรียบร้อยแล้วทั้งในส่วนของฝ่ายข้างมาก ฝ่ายข้างน้อย และส่วนของผู้เสนอคือรัฐบาล อาจจะ มากมาตราแต่ข้อตกลงนั้นยุติแล้วมาพิจารณาในวันนี้ แล้วนำร่างพระราชบัญญัติส่งเสริม จริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งผมก็รออยู่ บรรจุในวันพรุ่งนี้ แล้วต่อเนื่องด้วย ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนี้จึงจะทำให้เราทำทุกอย่างสำเร็จครบถ้วนกระบวนการโดยไม่ขัด ต่อข้อบังคับการประชุมและขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยกำหนดวาระวันนี้เป็นเรื่องวาระปกติ พิจารณาเรื่องร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ วันพรุ่งนี้เป็นวาระพิเศษพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชล และร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม ผมจึงเสนอมาเพื่อท่านประธานวินิจฉัย ขอบคุณ ท่านประธานครับ🔗
เชิญท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ ท่านยกมือไว้นานแล้ว เดี๋ยวนะครับ เดี๋ยวท่านจิรายุ เชิญท่านชินวรณ์ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ขออนุญาตที่จะรบกวนเวลาต่อรัฐสภาเล็กน้อยนะครับ เพราะว่ามีประเด็นที่มีความคิดเห็นตอนนี้เหลือประเด็นเดียวแล้ว เพราะประเด็นที่จะ ขอเลื่อนวาระของท่านจิรายุ ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ท่านได้ถอนไปแล้ว ยังเหลือประเด็นเดียว แล้วก็เป็นประเด็นที่มีความสำคัญ เพราะผู้อภิปรายสนับสนุน ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ท่านสมชาย แสวงการ ได้พูดถึงว่าข้อเสนอของท่านตวง อันทะไชย อาจจะไม่เป็นไปตาม ข้อบังคับ และไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมคิดว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นที่จะต้องสร้าง ความเข้าใจกันให้ชัดเจน เพราะเราต่างฝ่ายก็ต่างมีจุดมุ่งหวังเหมือนกัน คือต้องการให้ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติได้รับการพิจารณาเข้ามาสู่สภา ผมคนหนึ่งที่เป็น แรงขับเคลื่อนสำคัญที่อยากเห็นว่าพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ไม่ต้องการให้ใคร บิดเบือนไปในทางการเมือง แต่ผมคิดว่าในขณะนี้เมื่อกระบวนการโดยข้อบังคับมาถึงขั้นตอน ตรงนี้ แล้วเราก็ไปหยิบยกเรื่องที่เราจะเสนอญัตติขึ้นมา ซึ่งก็ไม่สามารถที่จะทำได้เหมือน ที่ผมได้เคยกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาเมื่อคราวที่แล้วที่ท่านสมชายกรุณาจะให้เลื่อน มาตรฐานวิชาชีพสื่อมา และผมก็ต้องการที่จะเลื่อนร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติมา ในคราวที่แล้ว แต่มันทำไม่ได้ ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ว่าประเด็นแรกก็คือว่าเรื่องคำว่า ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนั้น ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแน่นอน เพราะรัฐธรรมนูญให้อำนาจ นิติบัญญัติอยู่ที่ฝ่ายรัฐสภา เป็นขอบเขตอำนาจของเรา ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าต่อกรณี ข้อบังคับของรัฐสภา ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ว่าถามว่าประธานรัฐสภาสามารถที่จะ กำหนดระเบียบวาระได้หรือไม่ อันนี้เป็นเรื่องที่อยากจะกราบเรียนว่าการที่ประธาน จะกำหนดระเบียบวาระมี ๒ เหตุผลครับ เหตุผลที่ ๑ คือท่านประธานรัฐสภามีหน้าที่และ อำนาจตามข้อบังคับ ข้อ ๕ (๒) คือสามารถกำหนดการประชุมรัฐสภาได้ว่าจะให้ประชุม ไปตามปกติหรือท่านประธานจะใช้การประชุมเป็นวาระพิเศษ แต่ว่าไม่ได้หมายความว่า มีข้อบังคับเช่นนี้แล้วท่านประธานจะทำโดยอำเภอใจ ผมเข้าใจว่าท่านประธานได้ตัดสินใจทำ ก็ด้วยเหตุผล ๒ ประการ🔗
ประการแรกคือเรื่องที่เราได้หารือกันในสภานี้ วันนั้นท่านสมชายเรียกร้องว่า ให้นำมาตรฐานวิชาชีพสื่อเข้ามา ผมก็เรียกร้องบอกว่าอยากจะให้ร่างพระราชบัญญัติ การศึกษาเข้ามา ทีนี้ท่านประธานก็เลยตัดสินใจว่า ผมทายเอาเองท่านประธานไม่ได้อยู่ แต่ผมรู้ว่าท่านปรารถนาดีต้องการให้การประชุมรัฐสภามีประสิทธิภาพ ท่านจึงเห็นว่า ถ้าอย่างนั้นเพื่อให้เกิดสมประโยชน์ทุกส่วน ส่วนที่ ๑ ก็คือมาตรฐานวิชาชีพสื่อวันนี้บรรจุ ระเบียบวาระแล้วก็ให้อยู่ในขอบเขตของวันนี้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเราไม่เห็นจำเป็นต้อง เสียเวลาและผมขอขอบคุณท่านจิรายุที่ถอนเรื่องนี้ออกไป และขอบคุณท่านจุลพันธ์ที่มี ความคิดเห็นตรงกัน🔗
ประการที่ ๒ ก็คือว่าเรื่องพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติก็ยังอยู่ในเรื่องที่ กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ถ้าหากท่านประธานที่นั่งอยู่ในที่ประชุมในขณะนี้ได้กรุณา ประสานกับท่านประธานรัฐสภา และพวกเราเห็นตรงกันว่าร่างพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติควรจะเป็นกฎหมายปฏิรูปฉบับสุดท้ายที่เป็นผลงานของรัฐสภานี้ ผมคิดว่าพวกเรา ยังมีเวลาจนถึงวันที่ ๒๘ สามารถที่จะนัดประชุมร่วมกันของรัฐสภาและเรามาขับเคลื่อน ด้วยกันด้วยความจริงใจ ผมคิดว่าเราสามารถที่จะผ่านกฎหมายนี้ได้ เหมือนกับที่ผมเรียกร้อง ในสภาผู้แทนราษฎรว่าผมอยากเห็นกฎหมายราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ผ่านการประชุมของ สภาผู้แทนราษฎรเป็นฉบับสุดท้าย ผมจึงอยากจะขอความร่วมมือว่าถ้าทุกฝ่ายเห็นด้วย แล้วเป็นจริง แล้วก็เกิดประโยชน์สูงสุด ก็คือขอว่าเราอย่าเสนอญัตติให้เสียเวลาอะไรเลยครับ เพราะมันก็หมิ่นเหม่ด้วยข้อบังคับกันทั้ง ๒ ฝ่าย ขอว่าวันนี้ท่านประธานยืนตามระเบียบวาระ ที่ท่านประธานได้กำหนดเอาไว้ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕ แล้วเรามาเดินหน้ากันต่อไป แล้วก็ หาเวลาที่เหมาะสมเพื่อที่จะนำร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติเข้ามาสู่ที่ประชุม อีกครั้งหนึ่ง ผมกราบเรียนด้วยความเคารพและด้วยความจริงใจต่อเพื่อนสมาชิกรัฐสภา ทุกท่าน ขอบพระคุณครับ🔗
ขออนุญาตพาดพิงครับ ท่านประธาน🔗
ท่านประธานครับ จิรายุครับ สลับกันมาฝั่งนี้บ้าง🔗
เดี๋ยวก่อนนะครับ ท่านสมชายเขาขอพาดพิง🔗
ขออนุญาตท่านจิรายุ สักครู่ครับ ขออภัยท่านชินวรณ์นะครับ บังเอิญต้องชี้แจงนิดเดียวครับท่านพาดพิง ขอบคุณ ท่านชินวรณ์นะครับ ที่ช่วยผลักดันนำร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐาน วิชาชีพสื่อมวลชนเข้ามา แต่ที่ผมเรียนไม่ได้หมายความว่าข้อเสนอของท่านตวง ขัดรัฐธรรมนูญหรือขัดข้อบังคับ แต่ผมกราบเรียนว่า ผมกับท่านชินวรณ์หรือทุกท่านตรงกัน ที่อยากเห็นร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติเป็นร่างพระราชบัญญัติปฏิรูปเข้ามา ผมมีคำถามว่าทำไมไม่นำร่างพระราชบัญญัติปฏิรูปการศึกษาเข้ามาพิจารณาในวันนี้ อาจจะ ได้อีก ๓๐-๔๐ มาตราเลยครับ แล้ววันพรุ่งนี้ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและ มาตรฐานสื่อมวลชนที่รออยู่ท่านเข้าพรุ่งนี้เช้าเลยครับ ต่อด้วยรัฐธรรมนูญเป็นวาระพิเศษ แยก ๒ วัน วันที่ ๑ คือวันนี้ พระราชบัญญัติปฏิรูปการศึกษา พรุ่งนี้ร่างพระราชบัญญัติ ส่งเสริมจริยธรรม แล้วก็ต่อด้วยรัฐธรรมนูญ จะประชุมกันตีสอง ตีสาม ผมก็รอได้ครับ นี่คือสิ่งที่มันถูกต้อง เพราะฉะนั้นข้อเสนอผมคือท่านประธานบรรจุระเบียบวาระไปแล้ว คือตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๑๕ แล้วเป็นวาระค้างพิจารณาอยู่ในวาระที่สอง วาระที่สามที่จะเสร็จ ก็จึงเรียกร้องว่าให้นำร่างพระราชบัญญัติปฏิรูปการศึกษาเข้าในวันนี้ ที่ท่านตวงเสนอญัตตินี่ ส่วนร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรม และร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็น วาระพิเศษพิจารณาในวันพรุ่งนี้ อันนี้เรียนชี้แจงเพื่อให้เกิดความเข้าใจว่าอยากได้ทั้ง ๒ อย่าง แล้วเราทำได้โดยสภาร่วมกัน มิได้ขัดแต่ว่าในเรื่องของคราวที่แล้วมันขาดหายไป อันนั้น ขัดจริง ๆ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ท่านจิรายุครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เราใช้เวลามาก ผมว่าน่าจะฟันธงได้โดย ๒-๓ ประการ ดังนี้ คือวันนี้ ที่เราประชุมกันชาวบ้านเขาไม่เข้าใจหรอก ก็เห็นมาประชุมกัน แต่ว่าในทางกฎหมาย ท่านออกจดหมายเชิญ โดยท่านระบุว่าเป็นการนัดพิเศษ ผมเป็นผู้แทนมาผมจะเห็นคำว่า พิเศษไม่บ่อยครั้ง เช่น สถานการณ์โรคภัยไข้เจ็บ ต้องใช้สภา จึงเชิญประชุมเป็นพิเศษ เช่น สถานการณ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๗ ในการประกาศภาวะสงคราม อันนี้ต้องเรียก รัฐสภาเป็นวาระพิเศษและพิจารณา แล้วยังมีอีกหลายเรื่องของประเทศที่ท่านประธาน รัฐสภาจำเป็นต้องออกระเบียบวาระเชิญสมาชิกรัฐสภา ๗๐๐ กว่าท่านมาประชุมลงมติ ในกรณีสำคัญ คำถามผมครับว่า กรณี พ.ร.บ. จริยธรรมสื่อก็ดี พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ รัฐธรรมนูญ เร่งด่วนหรือไม่ที่ต้องออกเป็นวาระพิเศษ คืนนี้ผมยังไม่ได้นอนนะครับ ท่านประธาน ผมฝันไว้เลยครับพรุ่งนี้รัฐธรรมนูญ มะรืนนี้ล่มแน่นอน คืออย่างไรก็ไม่ผ่าน คืออาการมันมา ๒-๓ ปีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปคิดเยอะ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาตินี่ฝ่ายค้านอภิปราย หลายท่านก็ไม่เห็นด้วย ผมไม่ได้ ติดใจนะครับ ผมก็ไม่เคยลงมติที่จะเห็นด้วยอยู่แล้ว ฝ่ายค้านก็เห็นเช่นนั้นอยู่แล้วร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนก็ยังมีเงื่อนไขหลายมาตราที่ยังเป็น ข้อติดขัด ซึ่งผมเป็นสื่อเก่า เพื่อนสื่อที่เป็นนายกสมาคม เป็นกรรมการสมาคม เยอะแยะ มากมายโทรมาบอกว่าไม่ไหว มันก็ไม่สามารถผ่านได้ อันนั้นคือตามระเบียบปกติ ผมย้ำ ท่านประธานนะครับ วาระพิเศษมีไม่กี่อย่างที่รัฐสภาจะขอมตินะครับ แต่ท่านออกจดหมาย วาระพิเศษเพื่อมาพิจารณา วาระที่หนึ่งของร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและ มาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ผมว่ามันแปลกนะครับ ผมจึงถามท่านว่านี่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติ เป็นวิธีปฏิบัติของรัฐสภาในโอกาสต่อไปใช่ไหม เรื่องไม่จำเป็นต้องสำคัญ เรื่องไอ้จุก ไอ้แกละ ไอ้เปีย ไอ้โก๊ะ ก็เอามาเป็นวาระพิเศษได้ใช่ไหม เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ผมยังยืนยัน อยู่นะครับ คนละประเด็นกับว่าเห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ เห็นด้วยกับ ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน หรือไม่ คนละเรื่องกันนะครับ แต่อยากจะให้สภาได้ดำเนินการตามระบบที่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่อย่างนั้น ท่านประธานสภาก็จะเหนื่อย มีคนไปร้องว่าท่านใช้อำนาจโดยทางมิชอบ ขัดจริยธรรม จรรยาบรรณของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เหนื่อยต่อไปครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ🔗
ผมก็ไม่อยากเหนื่อยนะครับ มีท่านนิโรธรอคิวอยู่นะครับ ผมอยากจะพูดสักนิดหนึ่ง ขอผมนิดหนึ่ง เผื่อว่าท่านตวงอาจจะถอนไปได้ ท่านนิโรธรอให้ผมพูดสักนิดหนึ่ง ผมฟังการ อภิปรายของท่านสมาชิกแล้วนะครับ คือวัตถุประสงค์ใหญ่ก็เพื่อที่จะนำร่างพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... เข้ามาพิจารณา โดยเปลี่ยนระเบียบวาระการประชุมนะครับ ผมอยากจะเรียนชี้แจงว่าร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ตอนนี้ยังอยู่ ในการพิจารณาของรัฐสภาอยู่ เมื่อมีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ประธานรัฐสภาก็อาจจะ กำหนดวันพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ต่อไปได้ แล้วผมพร้อม ที่จะกำหนดวันที่ดังกล่าวให้นะครับ ท่านต้องระลึกเสมอว่าร่างพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติ พ.ศ. .... นั้นยังไม่ได้ตกไป ไม่มีประเด็นที่จะต้องพูดเสนอกันนะครับ แต่ถ้าเป็นไป ตามวาระของท่าน ผมเรียนได้เลยว่ามีปัญหาทางข้อกฎหมายบางประการ ซึ่งคงจะต้อง ชี้แจงกันต่อไป แต่ตอนนี้ผมยังไม่พูดนะครับ เชิญท่านนิโรธครับ ถ้าท่านตวงจะเปลี่ยนอะไร ก็ว่ามานะครับ เชิญครับ🔗
กราบขอบพระคุณท่านประธานรัฐสภาครับ ผม นิโรธ สุนทรเลขา สมาชิกรัฐสภา พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครสวรรค์ ผมขออนุญาตแสดงความคิดเห็นต่อที่ประชุม ต่อท่านประธานรัฐสภา ไม่ได้เกี่ยวกับว่าร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... หรือร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... แต่ผมขออนุญาตแสดงความคิดเห็นการใช้ดุลยพินิจของประธานรัฐสภาในการจัดระเบียบวาระ ข้อบังคับ ข้อ ๑๕ จริงอยู่ให้ท่านประธานสามารถจัดระเบียบวาระที่ ๑ ระเบียบวาระที่ ๒ ระเบียบวาระที่ ๓ ระเบียบวาระที่ ๔ ระเบียบวาระที่ ๕ วรรคสองบอกว่าถ้าท่านเห็นเรื่องใด เป็นเรื่องด่วนก็จะนำเข้ามาพิจารณาก่อนได้ ประเด็นการพิจารณาเรื่องเร่งด่วน ผมเห็นด้วย กับท่านจิรายุ การใช้ดุลยพินิจตรงนี้ผมว่าท่านประธานรัฐสภาต้องพิจารณาให้ถ้วนถี่ กรณีเรื่องใดเป็นเรื่องเร่งด่วน แม้การจัดระเบียบวาระเสร็จแล้วก็ต้องนึกถึงประเพณี ของการหารือร่วมกัน ถ้าเป็นการประชุมรัฐสภาก็ต้องหารือร่วมกันระหว่างฝ่ายรัฐบาล ครม. และฝ่ายวิป (Whip) รัฐบาล วิป (Whip) ฝ่ายค้าน และสมาชิกวุฒิสภา ต้องหารือ ร่วมกัน เหตุผลเพราะว่ามันมีระเบียบบังคับ ข้อ ๕ ประธานรัฐสภาเมื่อจัดระเบียบวาระแล้ว ต้องให้เกิดความสงบเรียบร้อยต่อที่ประชุม ดังนั้นผมเห็นว่าการใช้ดุลยพินิจการจัดระเบียบ วาระนั้นให้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยในการประชุมของรัฐสภา จึงต้องคำนึงข้อบังคับนี้ด้วย ผมถึงกราบเรียนว่าปัญหาที่มันเกิดขึ้นในทุกวันนี้มันเกิดจากการใช้ดุลยพินิจ มีครั้งเดียว ที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านศุภชัย เคยใช้ดุลยพินิจในการพิจารณา การนับองค์ประชุม มีสมาชิกเสนอนับองค์ประชุม แต่ประธานบอกว่านับองค์ประชุมแบบ ไม่มีเรื่องราว ไม่มีสาระ จึงไม่ให้มีการนับองค์ประชุม นั่นคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง ในการจะขอเช็ก (Check) องค์ประชุมหรือนับองค์ประชุมเป็นหน้าที่ของประธานสภาหรือ รัฐสภา กราบขอบพระคุณครับ ขอให้ใช้ดุลยพินิจให้ถูกต้องหน่อยเถอะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ประพันธ์ คูณมี ขออนุญาตอภิปรายครับ🔗
เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม นายประพันธ์ คูณมี สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ เนื่องจากมีท่านสมาชิกได้เสนอญัตติ ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม คือท่านตวง อันทะไชย ได้เสนอเป็นญัตติเพื่อจะให้นำร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... มาพิจารณา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ซึ่งก็เป็นไปตามวาระเดิมที่เคยมีการประชุมมาแล้ว เมื่อครั้งที่ ๖ และครั้งที่ ๗ มีวาระดังกล่าวอยู่ ซึ่งกระผมจำได้ว่าวาระนี้ได้เคยมีการพิจารณา แต่ยังไม่จบร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ท่านประธานรัฐสภาก็ได้ เลื่อนการประชุมไป เพราะฉะนั้นผมจึงขออนุญาตอภิปรายในประเด็นนี้ว่าควรจะสนับสนุน และให้ความเห็นชอบตามญัตติของท่านตวง อันทะไชย หรือไม่ ซึ่งกระผมเห็นด้วย ตามญัตติของท่านตวง อันทะไชย และคำอภิปรายสนับสนุนของท่านสมาชิก ท่านสมชาย แสวงการ ขออนุญาตเอ่ยนาม แล้วก็เห็นคล้อยด้วยกับความเห็นของท่านสมาชิกรัฐสภา ที่ท่าน ส.ส. ได้อภิปรายไปแล้วว่าการจัดระเบียบวาระในการประชุมคราวนี้ของการประชุม ร่วมกันของรัฐสภานั้นน่าจะมีปัญหาในความชอบด้วยข้อบังคับหรือไม่ ผมยังไม่ไปไกลถึงว่า จะชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ แม้ว่าท่านประธานรัฐสภาจะมีอำนาจ ในการจัดกำหนดระเบียบวาระในการประชุม ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕ ก็ตาม แต่ว่าในข้อบังคับ ข้อ ๑๕ ประการที่ ๑ ก็คือ ในวรรคสองนั้น ในกรณีที่ประธานรัฐสภาเห็นว่าเรื่องใดเป็น เรื่องด่วน จะจัดไว้ในลำดับใดของระเบียบวาระการประชุมรัฐสภาก็ได้ ซึ่งการประชุม ครั้งนี้เราต้องใช้ข้อบังคับของการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ในข้อบังคับ ข้อ ๑๕ ไม่มีคำว่า วาระด่วนพิเศษครับ ไม่มีคำนิยามในข้อบังคับด้วยว่าวาระด่วนพิเศษคือความหมายอย่างไร มีเพียงวาระด่วน เพราะฉะนั้นถ้าท่านเห็นว่าเป็นวาระด่วนท่านจัดได้ครับ แต่ประเด็นต่อมา ก็คือว่าระเบียบวาระที่เรากำลังพิจารณาอยู่ก่อนหน้านี้คือครั้งที่ ๖ และครั้งที่ ๗ ก่อนจะมาถึง ครั้งนี้ มันมีวาระที่ท่านจัดไว้แล้วคือวาระร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... แล้วก็ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... เมื่อคราวที่แล้วที่มีการเลื่อนประชุมไปจึงมีปัญหาว่าระเบียบวาระ ร่างพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... หรือร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๓ ฉบับนั้นตกไปแล้วหรือไม่ ประเด็นคือระเบียบวาระยังมิได้ตกไปครับท่านประธาน ซึ่งท่านประธานก็ได้กล่าวเมื่อสักครู่ นี้เองว่าระเบียบวาระดังกล่าวนั้นยังมิได้ตกไป ยังอยู่ในระเบียบวาระ ตามข้อบังคับ ข้อ ๒๖ ประธานมีอำนาจปรึกษาที่ประชุมรัฐสภาในปัญหาใด ๆ ก็ได้ จะสั่งพักการประชุมก็ได้ แล้วเกี่ยวกับระเบียบวาระก็จะอยู่ในข้อ ๑๙ การประชุมรัฐสภาให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณา ตามเรื่องที่อยู่ในระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา ผมจึงเข้าใจว่าเรื่องที่เราจะประชุมร่วมกัน ของรัฐสภานั้น ต้องเป็นการประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาเรื่องที่อยู่ในระเบียบวาระ ในเมื่อ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... แล้วก็ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ยังอยู่ในระเบียบวาระ ยังมิได้ตกไป เพียงแต่ ได้เลื่อนการประชุมพิจารณาไปเท่านั้น เพราะฉะนั้นการจัดระเบียบวาระคราวนี้โดย ไม่มีร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... อยู่ในระเบียบวาระนั้น ผมจึงคิดว่าอันนี้ ไม่น่าจะชอบด้วยข้อบังคับที่ท่านประธานรัฐสภาจะกระทำได้ และที่สำคัญเมื่อฟังท่านสมชายอภิปรายถึงประเพณีที่ปฏิบัติกันมาในการประชุมแต่ละครั้ง ของการประชุมร่วมรัฐสภาก็ไม่เคยมีการเอาวาระพิเศษมายกเว้นวาระที่อยู่ในระเบียบวาระ ให้หายไป ซึ่งก็สอดคล้องกับที่ท่านสมาชิกรัฐสภา ท่านจิรายุและท่านนิโรธซึ่งเป็นเลขาวิป (Whip) เก่าของฝ่ายรัฐบาลก็เห็นว่าไม่น่าจะเอาระเบียบวาระร่างพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติ พ.ศ. .... นั้นออกไปได้ ด้วยเหตุนี้การที่ท่านประธานรัฐสภาไปประชุมโดยมิได้หารือ กับฝ่ายประธานวุฒิสภาเหมือนประเพณีที่เคยปฏิบัติกันมา ว่าจะเปลี่ยนแปลงวาระหรือ เลื่อนวาระ แล้วเอาวาระการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ออกไปนั้น ผมคิดว่าไม่น่าจะกระทำได้ เพราะว่าข้อบังคับเขียนว่าจะกระทำได้ในข้อ ๑๙ นั้น จะต้องเป็นที่ประชุมรัฐสภาลงมติเป็นอย่างอื่น นั่นคือต้องขอความเห็นชอบกับสมาชิกรัฐสภา ซึ่งญัตติของท่านตวงนั้นก็เสนอมาเพื่อที่จะให้พิจารณาว่าเหตุใดวาระร่างพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... จึงได้หลุดออกไป การจัดระเบียบวาระของท่านประธานรัฐสภา นั้นจะชอบด้วยข้อบังคับหรือไม่ ซึ่งถ้าหากเป็นเช่นนั้นผมคิดว่าการพิจารณาต่อไปของ สมาชิกรัฐสภาและที่ประชุมรัฐสภานั้นก็จะมีปัญหาเรื่องความชอบในการพิจารณา พระราชบัญญัติต่าง ๆ ประเด็นนี้จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ผมคิดว่าอยากให้ท่านประธาน ได้วินิจฉัย แล้วก็ให้สมาชิกได้มีการลงมติในประเด็นเรื่องนี้ว่าควรจะเอาญัตติเรื่องพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ขึ้นมาพิจารณา และเรียงลำดับไป เหมือนการประชุมที่ยังค้างอยู่ในระเบียบวาระแล้วก็มาพิจารณาต่อไป เหมือนการประชุม ทุก ๆ ครั้งที่ประชุมรัฐสภาได้ดำเนินการมานั้นน่าจะชอบด้วยข้อบังคับมากยิ่งกว่า เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่าการที่ท่าน ส.ส. ตวง และท่านสมาชิก ท่านสมชาย แสวงการ ได้อภิปรายและให้เหตุผล รวมทั้งได้รวบรวมข้อมูลว่าแนวปฏิบัติที่เราปฏิบัติมาเป็นอย่างไรนั้น กระผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ และท่านประธานสภาคือท่านประธานวุฒิสภาในขณะนี้ ที่ทำหน้าที่อยู่ ท่านก็ยืนยันเองว่าการนำระเบียบวาระพิเศษอันนี้เข้ามาก็ไม่ได้หารือท่าน อยู่ที่อำนาจของท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นประธานรัฐสภาเป็นผู้ดำเนินการ ผมจึงเห็นว่าถ้าหากจะประชุมต่อไปควรจะได้ลงมติในญัตติเรื่องนี้ให้มีความชัดเจนเสียก่อน แล้วผมก็สนับสนุนความเห็นของท่านสมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภาที่ได้อภิปรายไป ทั้ง ๒ ท่านครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗
เชิญครับ ท่านจุลพันธ์ครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ ผมต้องทักท้วงท่านประธานในเบื้องต้นก่อน เราใช้เวลามา ชั่วโมงเศษแล้วครับ ท่านประธานก็รับฟังหลายฝ่ายเหลือเกินโดยที่ไม่มีการวินิจฉัยใด ๆ ขณะนี้มีประเด็นวินิจฉัยอยู่หลายเรื่องนะครับ ผมพยายามจะสรุปให้ท่านประธาน ๑. ก็คือตัวการกำหนดระเบียบวาระแบบพิเศษนี้ชอบหรือไม่ชอบ แต่เรียนด้วยความเคารพ มันไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของเราในการที่จะไปนั่งตอบว่าท่านประธานได้ดำเนินการ บรรจุระเบียบวาระพิเศษครั้งนี้ถูกหรือผิด เพราะฉะนั้นถ้าเห็นว่ามันผิดปกติก็ไปหา หน่วยงานยื่นร้องครับ ถ้ามันจะผิดพลาด สุดท้ายการประชุมตั้งแต่สัปดาห์ผ่าน ๆ มา ครั้งที่แล้วก็ต้องโมฆะ เรื่องที่เราเอาระเบียบวาระเรื่องของการเห็นชอบกับพิธีสารนั้น ก็ตกไปด้วย ถ้าจะเอาอย่างนั้นก็ตกไปด้วยกัน เพราะว่านั่นก็นัดพิเศษ แล้วเราก็ร่วมกัน พิจารณามา แต่ในวันนี้เมื่อระเบียบวาระเป็นเช่นนี้แล้ว ประเด็นแรกเลยคือในส่วนของญัตติ ของท่านตวง ด้วยความเคารพนะครับ ชอบหรือไม่ตามข้อบังคับการประชุม ข้อ ๑๙ ของรัฐสภาเราที่ผมได้นำเสนอ ท่านสมชายเห็นต่าง ผมเห็นบอกว่ามันขัด เพราะฉะนั้นตรงนี้วินิจฉัยครับท่าน จะเป็นอย่างไร มันจะได้เดินต่อ ถ้าวินิจฉัยว่าไม่ชอบ เราก็ดำเนินการตามระเบียบวาระ เพราะมันมีอยู่ เรื่องเดียวในระเบียบวาระคือเรื่องของร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐาน วิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... ในขณะเดียวกันถ้าท่านเห็นว่าญัตติของท่านตวงชอบ เพื่อนสมาชิกท่านจิรายุก็ได้เรียนแล้ว กำลังจะเสนอญัตติในทำนองเดียวกันในทางตรงกันข้าม คือให้ดำเนินการตามระเบียบวาระ แล้วเราก็ลงมติกันครับ แต่ประเด็นปัญหาผมต้องยก อีกประเด็นหนึ่งเพื่อนำเสนอต่อรัฐสภาแล้วก็เพื่อนสมาชิกทุกท่าน ทางวุฒิสภาอาจจะ ไม่คุ้นเคยในประเด็นนี้ แต่ในสภาผู้แทนราษฎรเป็นที่รู้กันครับ ในกรณีที่เราจะเลื่อนระเบียบ วาระในเรื่องที่เป็นกฎหมาย เป็นพระราชบัญญัติใด ๆ ก็ตาม เลื่อนมาแล้วพิจารณาใน วันเดียวกันไม่ได้ แต่เรื่องนี้ไม่มีในข้อบังคับของที่ประชุมร่วมรัฐสภา แต่สาเหตุ วัตถุประสงค์ ความในมันมี นั่นก็คือตัวร่างพระราชบัญญัติต่าง ๆ มันจำเป็นจะต้องทำการศึกษาให้ดี แล้วค่อยเข้าสู่การพิจารณา เขาถึงไม่ให้เลื่อนแล้วพิจารณาเลย เช่นเดียวกันเรื่องนี้ครับ เรื่องของร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ถ้าท่านบอกว่าจะเลื่อนมาทำวันนี้ ปัญหาตอนนี้คือกรรมาธิการก็ไม่พร้อม กรรมาธิการคนนอกเยอะนะครับ กรรมาธิการ เสียงข้างน้อยที่เป็นคนนอกไม่ได้รับทราบข้อมูลนี้ว่าเราอาจจะเลื่อนมาวันนี้ เขาไม่ได้อยู่ ในที่ประชุมสภากับเรา เลื่อนมาหมายความว่าเสียงข้างน้อยทั้งหมดถูกตัดสิทธิในการสงวน ความเห็น ในการที่จะเห็นต่างจากเสียงข้างมาก เพราะเสียงข้างมากส่วนใหญ่ ต้องเรียน ด้วยความเคารพ อยู่ในที่ประชุมของเรา เพราะฉะนั้นจะเลื่อนมาพิจารณาในวันนี้เป็นข้อเสีย อย่างยิ่งยวดที่จะทำให้การดำเนินการต่อไปมันมีปัญหา ผมถึงเรียนต่อท่านประธานว่า ๑. ท่านประธานวินิจฉัยครับ ญัตติของท่านตวงชอบหรือไม่ ถ้าท่านบอกว่าไม่ชอบ ก็ตกไป เราก็เดินกันต่อ ถ้าท่านบอกว่าชอบ เพื่อนสมาชิกจะเสนอญัตติบอกว่าให้เดินตามระเบียบ วาระ แล้วเราก็มาลงมติกันอีกครั้งหนึ่ง สภาจะได้เดินหน้าครับ ไม่ใช่หยุดอยู่กับที่ มา ๒ ชั่วโมงครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา🔗
ผมยังไม่ได้ อนุญาตใคร🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ปรีดา บุญเพลิง ครับ🔗
ผมขอ ฟังท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ที่ผมต้องฟังบ้างเพราะว่าผมไม่ได้เป็นผู้ที่กำหนดวาระ การประชุมนะครับ ดังนั้นผมก็มีปัญหาที่จะต้องฟัง🔗
ท่านประธานครับ ผมยกมือขอพูดไว้นานแล้ว ก็ขออนุญาตให้ท่านประธานรับทราบไว้ด้วย นายแพทย์เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ นะครับ🔗
คือตอนนี้ ก็พูดกันใหญ่เลยครับ ท่านสุรชัยก่อนนะครับ แล้วผมขอยุติแค่นี้นะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตให้ข้อสังเกตครับ นิดเดียวครับท่านประธาน🔗
ท่านสุรชัย ก่อนได้ไหมครับ แล้วท่านที่จะตั้งข้อสังเกต ท่านส่งชื่อมาครับ🔗
ขออนุญาตท่านประธาน นิดเดียวครับ ท่านประธานอนุญาตท่านสุรชัย คือผมมีข้อที่ท่านจิรายุพาดพิง แล้วจำเป็น ต้องชี้แจง เดี๋ยวจะรอหลังท่านสุรชัยได้ครับ🔗
พาดพิง เดี๋ยวค่อยพูดนะครับ แล้วมีอีกท่านหนึ่ง ผมอนุญาตแค่นี้พอนะครับ เดี๋ยวผมจะลงมติแล้วครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ผมขออนุญาตเรียน ต่อท่านประธาน ผมได้นั่งฟังเพื่อนสมาชิกในการอภิปรายแสดงความคิดเห็นต่อประเด็น ปัญหาที่พวกเรากำลังประชุมกันอยู่ในขณะนี้ ผมเรียนว่าผมจับประเด็นได้ ๒ เรื่องครับ ที่เป็นประเด็นของการหารือกันอยู่ ก็คือประเด็นที่ ๑ การเรียกประชุมในวันนี้ของ ท่านประธานรัฐสภา มีประเด็นคำถามจากเพื่อนสมาชิกว่าเมื่อหนังสือเชิญประชุมกำหนดให้ การประชุมในวันนี้และวันพรุ่งนี้เป็นการประชุมเป็นพิเศษ สามารถกระทำได้ตามข้อบังคับ การประชุมของรัฐสภาหรือไม่ กับประเด็นที่ ๒ ก็คือการจัดระเบียบวาระการประชุมในวันนี้ และในวันพรุ่งนี้ ซึ่งก็คงเกี่ยวเนื่องมาจากวิธีการเรียกประชุมที่กำหนดให้เป็นการประชุม เป็นพิเศษ ผมขออนุญาตกราบเรียนแสดงความคิดเห็นต่อที่ประชุมเพื่อประกอบการพิจารณา ของท่านประธานดังนี้ครับ เมื่อเราพูดถึงการเรียกประชุม แน่นอนเป็นอำนาจของ ท่านประธานรัฐสภาตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๕ ที่กำหนดให้ท่านเป็นผู้มีอำนาจ ในการกำหนดการประชุม แต่เนื่องจากการกำหนดการประชุมของรัฐสภานั้น โดยปกติเราไม่มีข้อตกลงที่มาจากมติของที่ประชุมรัฐสภาในการกำหนดวันประชุมรัฐสภา เป็นที่แน่นอน ซึ่งแตกต่างกับการกำหนดวันประชุมของวุฒิสภาและของสภาผู้แทนราษฎร ที่แต่ละสภาต่างมีวันกำหนดการประชุมที่แน่นอนในแต่ละสัปดาห์ ด้วยเหตุผลนี้เองถ้าเราไป พิจารณาข้อบังคับการประชุมของวุฒิสภาและข้อบังคับการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร จึงจะปรากฏอำนาจอีกข้อหนึ่งของประธานวุฒิสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎรว่า ถ้าประธานแต่ละสภาดังกล่าวเห็นสมควรกำหนดวันประชุมเพิ่มเติมนอกเหนือจากวันประชุม ปกติตามที่แต่ละสภามีมติไว้ เช่น ของวุฒิสภาคือประชุมวันจันทร์และวันอังคาร ของสภาผู้แทนราษฎรวันประชุมที่ตกลงไว้คือวันพุธและวันพฤหัสบดี ถ้าท่านจะประชุม นอกเหนือจากนี้เป็นอำนาจของประธานแต่ละสภาที่จะกำหนดให้มีวันประชุมเพิ่มเติม เป็นประชุมพิเศษได้ แต่ในขณะเดียวกันเมื่อข้อบังคับการประชุมของรัฐสภา รัฐสภาแห่งนี้ ไม่เคยมีข้อตกลงที่มาจากมติของที่ประชุมรัฐสภาที่จะกำหนดวันประชุมแน่นอน เพราะฉะนั้น ทุก ๆ ครั้งของการประชุมจึงเป็นการให้อำนาจประธานรัฐสภาในการที่จะเรียกการประชุม และด้วยเหตุผลนี้ข้อบังคับการประชุมรัฐสภาถ้าพวกเราจะกรุณาไปเปิดอ่านจึงไม่มีข้อใด ที่พูดถึงเรื่องการประชุมเป็นพิเศษไว้ ในข้อบังคับ เพราะไม่มีวันประชุมนอกเหนือไปจาก วันประชุมปกติ นี่คือประการที่ ๑ ที่ผมอยากจะกราบเรียนแสดงความคิดเห็น เพื่อประกอบการพิจารณาของเพื่อนสมาชิก🔗
ทีนี้มาดูประเด็นเรื่องการจัดระเบียบวาระการประชุม แน่นอนครับ เรื่องนี้ ก็เป็นอำนาจของท่านประธานรัฐสภาอีกที่จะเป็นผู้จัดระเบียบวาระการประชุมก่อนหลัง อย่างไรก็ได้ แต่วาระการประชุมที่จะจัดนั้นต้องเป็นไปตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕ ที่เรียงลำดับ ไว้แล้ว เพียงแต่มีข้อยกเว้นว่าถ้าท่านประธานรัฐสภาเห็นเรื่องใดเป็นเรื่องด่วนจะจัดให้อยู่ใน ลำดับใดตามลำดับในข้อบังคับ ข้อ ๑๕ ท่านจัดได้ครับ มาพิจารณาถึงวาระการประชุมที่เรา กำลังถกเถียงกันอยู่ในขณะนี้ว่าในวันนี้ท่านสามารถจัดวาระการประชุมเฉพาะเรื่อง คือร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... และวันพรุ่งนี้เฉพาะเรื่องคือการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ได้หรือไม่ ผมเรียนท่านประธานครับว่า ผมมีความเห็นว่าเนื่องจากทั้ง ๒ เรื่องนี้ท่านประธานรัฐสภาเคยจัดระเบียบวาระไว้แล้วในการ ประชุมของที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม โดยมีการจัดลำดับวาระการประชุมไว้ ก็คือเรื่องด่วนที่ ๑ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ซึ่งเป็นเรื่องที่กรรมาธิการ พิจารณาเสร็จเรียบร้อยแล้ว แล้วตามด้วยพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐาน วิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... ต่อด้วยร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... เมื่อวาระการประชุมที่ท่านประธานได้ใช้อำนาจจัดไว้ เรียบร้อยแล้วได้ถูกเสนอเข้าสู่ที่ประชุมจนกระทั่งมีการพิจารณาตามระเบียบวาระดังกล่าว ไปแล้ว คือมีการพิจารณาร่างพระบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ไปแล้วแต่ยังค้าง พิจารณาอยู่ วาระการประชุมทั้งหมดเป็นวาระการประชุมที่เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุม รัฐสภาไปแล้วครับ ด้วยเหตุผลนี้เอง ข้อบังคับการประชุม ข้อ ๓๒ จึงได้กำหนดไว้ว่า ถ้าจะมีการเปลี่ยนวาระการประชุมจะต้องเสนอเป็นญัตติแล้วให้ประชุมพิจารณา ซึ่งก็จะสอดคล้องกับข้อ ๑๙ ที่มีท่านสมาชิกแสดงความคิดเห็นว่าการประชุมต้องพิจารณา ตามระเบียบวาระที่ปรากฏอยู่ในหนังสือเชิญประชุม เว้นแต่ที่ประชุมรัฐสภาจะลงมติ เป็นอย่างอื่น ท่านเห็นไหมว่า เมื่อทั้งกฎหมายส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพ สื่อมวลชน พ.ศ. .... ก็ดี ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ก็ดี ได้ถูกกำหนดเป็นระเบียบวาระไว้แล้วตั้งแต่วันที่ ๑๐ มกราคม ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงระเบียบวาระจะหยิบเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นมาพิจารณาก่อนหลังจึงเป็นอำนาจ ของที่ประชุมรัฐสภาแล้วครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๙ ประกอบข้อ ๓๒ ผมจึงขออนุญาตแสดงความคิดเห็นต่อที่ประชุมเพื่อประกอบการพิจารณาว่าการประชุม โดยกำหนดให้เป็นครั้งพิเศษในวันนี้ แล้วเลือกที่จะกำหนดระเบียบวาระเฉพาะเรื่องใด เรื่องหนึ่ง เช่นเดียวกับวันพรุ่งนี้ที่กำหนดให้เป็นการประชุมครั้งพิเศษ แล้วเรื่องที่จะกำหนด ระเบียบวาระเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ถ้าทั้ง ๒ เรื่องไม่ใช่เรื่องที่เคยอยู่ในระเบียบวาระมาก่อน กระผมโดยส่วนตัวเห็นว่ากระทำได้ครับ แต่บังเอิญทั้ง ๒ เรื่อง เป็น ๒ เรื่องที่บรรจุอยู่ใน ระเบียบวาระเดิม ตามหนังสือเชิญประชุมครั้งวันที่ ๑๐ มกราคมที่ผ่านมา ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงจากระเบียบวาระเดิม จึงควรต้องเป็นเรื่องที่จะต้องขอมติจากที่ประชุม ของรัฐสภาเสียก่อนครับ ทั้งหมดก็เป็นความเห็นในประเด็นทางกฎหมายเกี่ยวกับข้อบังคับ การประชุมของที่ประชุมรัฐสภา ผมขออนุญาตแสดงความคิดเห็นเพื่อประกอบการพิจารณา ของที่ประชุมครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ เมื่อสักครู่พาดพิง ขออนุญาตชี้แจงครับ🔗
ท่านสมชาย รอนิดนะครับ ท่านประธานรัฐสภามาพอดี🔗
ระหว่างนี้ที่ท่านจิรายุ เสนอว่าในเรื่องขัดหรือไม่ขัดข้อบังคับการประชุมของที่ท่านตวงเสนอนะครับ แล้วก็ให้ ท่านประธานวินิจฉัย แล้วผมมีมุมต่างกับท่านนะครับ ผมเสนอนิดเดียวครับท่านประธานครับ เพื่อให้ท่านประธานใช้อำนาจในการประชุมได้อย่างถูกต้องนะครับ แล้วไม่กังวลถึงข้อบังคับ การประชุม ซึ่งความจริงเราประชุมร่วมกันของรัฐสภาก็ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๖ ซึ่งก็มี ข้อบังคับการประชุมรัฐสภาชัดเจนอยู่แล้ว ที่ท่านสมาชิกวุฒิสภา ท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ชี้แจงเรื่องการเลื่อนระเบียบวาระทำได้ในห้องประชุม แล้วก็บรรจุไว้แล้ว ผมเรียนว่าเพื่อให้ เกิดความถูกต้องนะครับ ก็ขอให้ท่านประธานเรียกเพื่อลงคะแนนเลยครับ จะได้ชัดเจนว่า ที่ประชุมแห่งนี้เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับญัตติของทั้งท่านตวง ขอบพระคุณครับ เราก็ลงมติ ถ้าสภาเห็นอย่างไรก็ว่าตามนั้น กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ขออภัยนะครับ เนื่องจากเช้าวันนี้ ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรกับผมต้องประชุมกรรมการสรรหาองค์กรอิสระ ที่ศาลฎีกา ก็ยังไม่ทันเลิกประชุมครับ ผมขอกราบเรียนท่านประธานว่าสภาติดตามให้รีบมา ก็มา อาจจะจับประเด็นไม่ได้ครบถ้วน แต่ว่าฟังวิทยุถ่ายทอดในสภาในรถมา ก็เป็นประเด็น เหมือนกับเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กล่าวคือเรื่องการจัดระเบียบวาระ ก็ทราบว่าท่านตวงได้เสนอ ญัตติให้นำร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ขึ้นมาพิจารณา ขอกราบเรียน ในขณะนี้เลยว่าทำไม่ได้ เพราะไม่อยู่ในระเบียบวาระ ก็เถียงกันเรื่องว่าจัดวาระพิเศษ ทำได้หรือไม่ ก็กราบเรียนว่าไม่ได้คิดอะไรตามอำเภอใจ ปรึกษาท่านประธานวุฒิสภา ก่อนระเบียบวาระนี้ออกมา โทรศัพท์ไปเรียนท่านว่าระเบียบวาระที่จะจัดในสัปดาห์นี้ ท่านให้วันนี้ ต้นเดือนไม่มีเวลา เพราะวุฒิสภามีภาระพิเศษ ก็ให้วันนี้มา ก็จัดวันนี้และพรุ่งนี้ วันนี้ก็จัดวาระร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... พรุ่งนี้ก็เป็นร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ที่ฝ่ายค้านได้เสนอ ประเด็นที่เราจะวินิจฉัยว่าประธานจัดระเบียบวาระถูกต้องหรือไม่ ก็จะวินิจฉัยในวันพรุ่งนี้ เพราะการวินิจฉัยเมื่อสัปดาห์ก่อนโน้นทำไม่ได้ เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบว่าญัตติ ที่ท่านสมชายเสนอควรรับเป็นญัตติหรือไม่ พรุ่งนี้ก็จะเป็นประเด็นนี้ครับ ส่วนวันนี้ระเบียบวาระ ที่เราเถียงว่าทำได้หรือไม่นั้นก็ยินดีให้เถียงกัน แต่ก็ไม่ควรเสียเวลามาก ก็ต้องกราบเรียนว่า กระบวนการบริหารเวลาในช่วงที่เรามีเวลาจำกัดนั้นจำเป็นต้องใช้สมอง จำเป็นต้องใช้ ความคิดในการที่จะทำให้งานเกิดเป็นประโยชน์สูงสุดสำหรับพวกเรา สิ่งที่พวกเราทั้งหลาย ควรจะภูมิใจก็คืองานของรัฐสภาคือสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาร่วมกันนั้น กล่าวได้ว่า ไม่มีเรื่องค้าง ถ้า ๒ เรื่องนี้ผ่านไปได้คงมีเรื่องที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ๑ เรื่อง และกรรมาธิการพิจารณายังไม่เสร็จ ซึ่งผมทวงแล้วของท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ทวงท่านแล้วว่าอยากให้ท่านเสนอมา เพราะเราจะวาระพิเศษเพราะกฎหมายฉบับนั้น มีคุณค่าและมีความหมายเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ท่านก็บอกว่ากำลังพิจารณาแต่ว่าติดขัด ด้วยกรรมาธิการของท่านไม่เคยครบองค์ประชุม ก็เลยใช้เวลามาหลายเดือนแล้วครับ ก็ยังไม่ผ่านการพิจารณาของกรรมาธิการ อันนี้เรียนให้ทราบ ส่วนร่างพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... เราได้พิจารณากันมาพอสมควร ก็ผ่านไปได้ช้า เลยต้องเรียนว่า ผมก็หารือท่านชินวรณ์และหารือทางรัฐบาลครับ ได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี และทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการว่าเป็นกฎหมายของท่าน เพราะฉะนั้น ในเวลาที่จำกัดนี้ถ้าท่านให้กฎหมายเหล่านี้ผ่านก็ขอให้หารือรัฐบาลจัดองค์ประชุมมาให้ครบ เพื่อให้กฎหมายนี้สามารถพิจารณาผ่านได้ อันนี้ขอเรียนให้ทราบนะครับว่าได้ทำจดหมาย ลงชื่อผมเองครับถึงนายกรัฐมนตรีว่าเวลาที่มีอยู่นั้น จริงอยู่สมัยประชุมจะสิ้นสุดในวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ แต่อายุสภาอยู่ถึงวันที่ ๒๓ มีนาคม ถ้ามีความประสงค์จะให้กฎหมายใดที่รัฐบาล เห็นว่าจำเป็นสามารถเปิดสมัยประชุมวิสามัญได้ แนะนำไปถึงขนาดนั้น แล้วให้ตัวเลขด้วยว่า ในขณะนี้แม้จะมีสมาชิกเปลี่ยนแปลงลาออก แต่เมื่อดูแล้วถึงเมื่อวานนี้สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร รัฐบาลยังมีเสียงข้างมากอยู่มากสามารถที่จะพิจารณากฎหมายสำคัญของ รัฐบาลได้ถ้ามีองค์ประชุมพร้อม นี่คือประเด็นนะครับ การจัดวาระพิเศษที่เราวิจารณ์กันนั้น ผมก็ไม่วิจารณ์ต่อนะครับ ถ้าท่านเห็นว่าสิ่งที่ประธานทำไม่ถูกต้อง มีมาตรการใดที่ท่าน มีมาตรการดำเนินการก็สามารถทำได้ แต่เรียนว่าด้วยความเชื่อมั่นเพราะได้มองประโยชน์ ของส่วนรวมเป็นที่ตั้งว่าภายใต้เวลาจำกัดอย่างนี้เราไม่สามารถทำให้งานของ สภาผู้แทนราษฎรผ่านไปได้หมดร้อยทั้งร้อย แต่เราทำให้งานของรัฐสภาผ่านได้หมดร้อยทั้งร้อย ยกเป็นเรื่องที่กรรมาธิการพิจารณาไม่เสร็จ จึงเห็นว่าควรจะนำเรื่องที่ค้างอยู่ ๒ เรื่อง คือเรื่องนี้ วันนี้กับวันพรุ่งนี้มาพิจารณาเมื่อสัปดาห์ก่อนโน้น แต่ติดขัดด้วยเราไปเป็นประเด็นที่ ท่านสมชายเสนอว่าจัดระเบียบวาระไม่ถูกต้อง ก็เลยต้องขอมติว่าจะรับญัตติของท่านสมชาย หรือไม่ เมื่อจะลงมติก็ปรากฏว่าองค์ประชุมไม่ครบ เป็นครั้งแรกที่องค์ประชุมรัฐสภาไม่ครบ ก็เลยทำให้เราต้องเลื่อนมา การประชุมในวันนี้ก็เลยหารือท่านประธานวุฒิสภาว่าเราประชุม ๒ เรื่องนี้ให้จบโดยไม่มีข้อแม้ เช่นไม่ต้องการให้การพิจารณากฎหมายรัฐธรรมนูญของ ฝ่ายค้านค้างโดยไม่ลงมติ พูดง่าย ๆ คือเมื่ออภิปรายจบแล้วก็ให้จบ ไม่ได้ประชุมหารือกับทาง ตัวแทนวุฒิเพราะเห็นว่าเมื่อไม่ตกลงเรื่องเวลาก็ไม่ต้องไปหารือเรื่องว่าจะให้เวลาเท่าไร เอาว่ามันเป็นประเด็นเดียวก็คือประเด็นเรื่องการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของ วุฒิสมาชิก ซึ่งผมก็เข้าใจว่าเพื่อนวุฒิสมาชิกหลายคนกังวล พูดง่าย ๆ เขาบอกว่า เป็นกฎหมายด่าวุฒิสมาชิก อันนี้ก็เป็นความรู้สึกนะครับ ซึ่งผมก็บอกว่าที่จริงแล้วถ้าเราย้อนหลังไปดู มันมีการอภิปรายเรื่องวุฒิสภาหนัก ๆ แรง ๆ จริงหลายครั้ง แต่ทุกครั้งก็จะมีวุฒิสมาชิกที่เขามีเกียรติ มีศักดิ์ศรี เขาจะลุกขึ้นโต้ตอบ เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งไม่ยอมให้พูด ผมนี่เป็นคนตัดสินว่าเวลาเราอภิปรายเขา เราก็ว่าเขาอย่างแรง เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องมีสิทธิในการโต้ตอบ ท่านก็เห็นบรรยากาศอย่างนี้มาในอดีต ความหวังดีที่ไม่ต้องการให้งานของรัฐสภาค้างแม้แต่เรื่องเดียว นี่คือเหตุผลในการบริหารเวลา ว่าถ้าอย่างนั้นวันที่เราพิจารณารัฐธรรมนูญอย่าให้มีข้อแม้ว่าเนื่องจากวันนี้เย็นแล้ว ขอไปลงมติสัปดาห์หน้า ไม่ต้องการอย่างนี้ ดังนั้นการหารือที่ผมได้เรียนไว้เมื่อสัปดาห์ก่อนว่า เราหารือ ๓ ฝ่าย ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และสมาชิกฝ่ายรัฐบาล ๓ ฝ่าย ไม่มีวุฒิสภา เข้าร่วมประชุมด้วย เพราะวันนั้นหารือเรื่ององค์ประชุมครับว่าไม่ต้องการให้เรา ไม่รับกฎหมายด้วยวิธีทำให้องค์ประชุมไม่ครบ แต่ควรจะกล้าที่จะลงมติไม่รับหรือรับ เพราะแนวการที่เราจะไม่ให้ครบองค์ประชุมไม่ใช่แนวที่ฝ่ายนิติบัญญัติควรปฏิบัติ พูดง่าย ๆ ผมใช้คำว่าเป็นวิธีแก้ปัญหาที่หนีปัญหา ไม่ใช่สู้ปัญหา เมื่อเราไม่เห็นด้วยเราก็ลงมติไม่รับ แต่ถ้าเราบอกว่าองค์ประชุมไม่ครบ กฎหมายนั้นก็เลื่อนไม่มีวันจบสิ้น อันนี้คือเหตุผลเหมือน สัปดาห์ที่แล้ว เหมือนสัปดาห์ก่อนถ้าการประชุมครบองค์ประชุม กฎหมายฉบับนี้ก็จบไปแล้ว แต่เราต้องเสียเวลาไปเพราะองค์ประชุมไม่ครบ ความปรารถนาดีที่อยากจะเห็นการ บริหารเวลาภายใต้เงื่อนไขเหล่านี้จึงได้ใช้อำนาจของประธานตามข้อบังคับที่ให้ไว้ ในการจัด ระเบียบวาระการประชุม ส่วนวาระของกฎหมายเพื่อการศึกษาแห่งชาติไม่ได้ตกหรอกครับ ที่ท่านประธานพูด ผมฟังทางวิทยุมาสักครู่นี้ก็ถูกต้อง กฎหมายนั้นยังอยู่ครับ แล้วก็ตั้งใจว่า เวลาที่เหลืออยู่เชื่อว่าเวลาที่เหลืออยู่สามารถที่จะทำให้จบได้ ถ้าเราพูดจริงทำจริง เช่น ดึกดื่นเที่ยงคืนก็เอา ผมเป็นคนพูดเองนะครับคำนี้ แต่วันนี้ผมได้ยินท่านสมชายพูด ผมก็ดีใจ เพราะว่าทุกครั้งอ้างว่าค่ำแล้ววุฒิไม่อยู่ มันก็เลยทำให้ไม่สามารถต่อได้ แต่เมื่อเป็น คำมั่นสัญญาอย่างนี้ กฎหมายฉบับนั้นสามารถที่จะนำขึ้นมาพิจารณาให้จบได้ภายในคืนเดียว ก็ได้ ขอให้เราอยู่เท่านั้นเอง ผมย้ำเรื่องนี้เพราะว่าผมไม่มีเจตนาที่จะให้เกิดความเสียหาย ต่องานของแผ่นดิน งานของฝ่ายนิติบัญญัติ ผมภูมิใจด้วยซ้ำไปครับว่าเป็นครั้งหนึ่งที่งาน ของสภาไปได้ด้วยดี ด้วยความร่วมมือทุกฝ่าย แล้วก็เรียนว่าองค์ประชุมรัฐสภา ผมพูดทุกครั้ง นะครับ ถ้าไม่มีวุฒิสมาชิกองค์ประชุมก็ยากที่จะครบในบางครั้ง ก็ยังชื่นชมบทบาทอยู่ แต่ว่า อย่างไรก็ตามท่านมีสิทธิที่จะให้ความเห็นต่างกันก็ได้ วันพรุ่งนี้เราจะลงมติในเรื่องของ กฎหมายเมื่อตอนพิจารณากฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญว่าญัตติที่ท่านสมชายเสนอ ไปนั้นเป็นเรื่องที่สมควรรับเป็นญัตติหรือไม่ วันพรุ่งนี้นะครับ วันนี้ไม่มีญัตตินี้ครับ วันนี้ที่ ท่านตวงขอ เท่าที่ฟังมานะครับ ไม่ได้ยินด้วยตัวเองแต่ว่าท่านประธานเล่า แล้วก็พวกเรา เล่าให้ฟังว่าท่านตวงว่าขอให้นำเรื่องการศึกษาแห่งชาติขึ้นมาพิจารณา ทำไม่ได้ครับท่าน เพราะไม่อยู่ในระเบียบวาระครับ วาระวันนี้ก็คือเรื่องเดียว ผมยังคิดว่าถ้าเราพิจารณาครึ่งวัน ค่อนวันถ้ามันไม่ยาวก็สามารถที่จะพิจารณาจบได้ในวันนี้ และพรุ่งนี้ก็เรื่องพรุ่งนี้ก็จะจบ เหลือเรื่องกรรมาธิการเรื่องเดียวที่ค้างอยู่ ก็สามารถทำได้ วันนี้วันที่ ๗ สภาเราปิดวันที่ ๒๘ วันสุดท้าย เราประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ ๒๓ เป็นวันพฤหัสบดีสุดท้าย เราสามารถ ประชุมวันศุกร์ที่ ๒๔ หรือวันศุกร์หน้าก็สามารถทำได้ ถ้าประธานไม่ให้เวลา แต่ถ้า ท่านประธานวุฒิสภาให้เวลา ขอวันอังคารท่านก็สามารถนำกฎหมายพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติมาพิจารณาได้ อย่าไปกังวล อันนี้เป็นความจริงใจและปรารถนาดี อยากเห็นงานของพวกเราได้ผ่านไป ภายใต้เวลาที่จำกัด เป็นวิธีการบริหารเวลาที่ต้องใช้ สติปัญญาคิดนะครับ ไม่ใช่เราปล่อยอะไรไปตามยถากรรมหรือเคยเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ต้องคิดว่าในเวลาที่มีเวลาน้อยเช่นนี้ เรามีวิธีไหนที่ทำให้เรื่องของเราทั้งหมดผ่านไปได้ ในสภาผู้แทนราษฎรทำไม่ได้แล้วขณะนี้ เพราะว่าลำพังกฎหมายกัญชา กัญชงอย่างเดียว ผ่านมาเป็นเดือน ๆ แล้วก็ได้ไม่กี่มาตรา อันนี้ก็ต้องเรียนให้ทราบว่าแต่ในกรณีของรัฐสภานั้นผมเชื่อว่าเราทำได้ถ้าเรารักษาคำพูด ที่เราต้องการปฏิบัติ อันนี้ก็ถือโอกาสกราบเรียนเพื่อได้รับทราบ บรรจุระเบียบวาระวันนี้ ขอเรียนย้ำ ได้หารือท่านประธานวุฒิสภาด้วยตัวเองว่าระเบียบจะจัดอย่างนี้ท่านครับ เพื่อไม่ให้สับสน กฎหมายที่ท่านสมชายห่วงอยู่ก็จะได้บรรจุเป็นวันเดียวให้พิจารณาไปเลย จะให้จบ เพราะว่าเราเป็นรัฐสภาเพราะฉะนั้นจบวันนี้ไปได้มันก็ไม่ต้องผ่านไปอีกสภาหนึ่ง กรรมาธิการไปแก้ไขกลับมาได้ แต่ว่าถ้าเราช้าไปอีกสัปดาห์ สัปดาห์นี้ก็ช้าไปแล้วครับ มันจะทำให้เราอาจจะทำไม่ทัน ผ่านกรรมาธิการกว่าจะกลับมาใหม่อาจจะหมดวาระเสียก่อน เพราะเหลือเวลาเพียงแค่สัปดาห์หน้า ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรเขาจะพิจารณามาตรา ๑๕๒ จากนั้นก็เป็นสัปดาห์สุดท้ายซึ่งก็ทำได้ก็คือเพิ่มวันศุกร์ แต่ว่าสัปดาห์หน้าก็เพิ่มวันศุกร์ได้ครับ แต่ถ้าสมมุติท่านประธานอนุญาตวันอังคาร ผมก็จะนัดวันอังคารด้วยเพื่อให้กฎหมายที่ท่าน อยากให้ผ่านนั้นได้ผ่านไปครับ ก็เรียนด้วยความเคารพต่อทุกท่านในความปรารถนาดีของ ทุกคน ผมมองทุกคนในทางบวกว่าทุกคนอยากเห็นบ้านเมืองไปในทางชอบธรรมถูกต้อง ก็ไม่ทำอะไรที่ทำให้มีปัญหาครับ ท่าน ส.ว. ตวง เชิญเลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเคารพต่อคำวินิจฉัย ของท่านประธานครับ แต่ว่าผมเห็นต่างจากท่านประธานความมีดังต่อไปนี้ เนื่องจากญัตติ ผมเสนอตามข้อบังคับ ข้อ ๓๒ (๑) เป็นไปตามข้อบังคับของการประชุม ข้อ ๑๙ วรรคท้าย ทั้งนี้เว้นแต่ที่ประชุมรัฐสภาจะลงมติเป็นอย่างอื่นครับ ซึ่งผมเห็นว่าญัตติที่ผมเสนอนั้น เป็นญัตติที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่การประชุมเมื่อวันที่ ๑๐ มกราคมที่ท่านประธานได้เมตตาบรรจุ เอาไว้แล้วครับ ผมยืนยันอย่างนั้นครับ ขอบพระคุณครับ🔗
เชิญท่านจิรายุครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกรัฐสภา ผมขออภัย ท่านประธานนะครับ ด้วยความเคารพท่านอย่างยิ่ง ท่านอาจจะต่อเรื่องบางเรื่องขาด ๆ บางตอนในฐานะที่ท่านนั่งประชุมภารกิจสำคัญเมื่อช่วงเช้า ผมทบทวนนิดเดียวนะครับ คือสมาชิกสงสัยว่าทำไมต้องนัดเป็นพิเศษ เราเคยอยู่ในสภาคำว่านัดกรณีพิเศษหรือพิเศษ ส่วนใหญ่มันจะเป็นเรื่องสำคัญระดับชาติที่ปล่อยผ่านไปเพียงแม้แต่วันเดียวหรือ ๒ วันไม่ได้ เช่น การประกาศภาวะสงครามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๗ เป็นต้น หรือกรณีโรคระบาด ต่าง ๆ เราจึงเข้าใจคำว่านัดพิเศษ มันติดใจแค่ตรงนี้ครับ แต่ถ้าท่านประธานจะเขียนเป็น การประชุมกรณีพิเศษหรือประชุมปกติแล้วมาเสนอเลื่อนระเบียบวาระในที่ประชุมไม่ได้ติดใจ เพียงแต่ที่ท่านประธานได้กรุณาบอกว่าเรื่องเวลาต้องใช้สมองและปัญญา ผมว่าเราพูดคุยกัน ให้จบสิ้นกระแสความ เมื่อมีรัฐสภามาใหม่วันนี้เราเถียงเรื่องนี้แม้จะครึ่งวันแต่เป็นประโยชน์ ต่อประเทศชาติครับ ผมสมมุติว่าถ้าอนาคตสภาถูกครอบงำแล้วท่านประธานผู้ดำรงตำแหน่ง รัฐสภาใช้วิธีการแบบนี้เลื่อนระเบียบวาระโดยใช้กรณีพิเศษเข้ามาสภาจะเดินแบบไหน อย่างไร ถ้าทำได้แบบนี้หมายความว่าสมัยต่อ ๆ ไปก็ทำได้นะครับ คำถามคือแบบนี้ ประเด็น ต่อมากรณีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... พรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วยมาตั้งแต่ต้น อภิปรายไม่เห็นด้วยมาโดยตลอด ท่านประธานนั่งทำหน้าที่ประธานรัฐสภาเมื่อสัปดาห์ก่อน ผมเป็นคนเสนอให้มีการถอนเรื่องออกไปโดยคณะกรรมาธิการ แล้วก็มีการลงมติว่าไม่ถอน เราก็เข้าใจว่าเช้าวันนี้มาประชุมจะต้องเป็นพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ถ้าเป็นภาวะปกติเข้ามาแล้วกรรมาธิการเห็นว่ากฎหมายฉบับนั้นอาจจะยังไม่สมบูรณ์ใด ๆ ก็แล้วแต่ขอเวลา ๓๐ วันไปพิจารณา ขอถอนเรื่องไปก่อนย่อมสามารถทำได้ ไม่จำเป็นจะต้อง ลงมติ จากนั้นร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... ก็จะเข้า จบร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... ซึ่งเป็นวาระที่หนึ่งอภิปรายกันเต็มที่ก็ ๓ ชั่วโมง ก็สามารถต่อด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือถ้าไม่จบวันพรุ่งนี้ก็สามารถต่อด้วยร่างรัฐธรรมนูญได้ สมาชิกรัฐสภาจึงมีความเห็นว่ามัน ไม่น่าจะเป็นวาระพิเศษเท่านั้นเองครับ ไม่ได้มีใครดีกว่าใคร หรือไม่มีใครเสียเวลาอะไรใด ๆ เพียงแต่หาข้อยุติ ซึ่งตอนที่ท่านประธานวุฒิสภา ท่านอาจารย์พรเพชรของผมนั่ง ผมก็ถามท่านครับ ท่านก็บอกว่าไม่ได้ปรึกษากับท่านประธานชวนเลย ปรึกษาแค่วัน แต่เมื่อสักครู่ท่านประธานบอกว่าปรึกษา ผมก็เข้าใจว่านึกว่าปรึกษาเรื่องเนื้อเรื่อง อ๋อ ปรึกษาเรื่องวันว่าจะประชุมวันไหนก็คือวันอังคารและวันพุธ แต่เนื้อเรื่องท่านประธาน วุฒิสภาพูดในที่ประชุม ไปดูชวเลขครับ ท่านพูดเช่นนั้น ผมจึงสงสัยเท่านั้น ผมจึงสงสัยเท่านั้นเองครับว่าการประชุมนัดพิเศษเมื่อท่านประธานออกจดหมายไปถึงบ้านผม ทั้งโซเชียล (Social) ทั้งในมือถือ ผมสงสัยมา ๓-๔ วัน และผมก็ไปเปิดกฎหมาย จึงมาถาม ในที่ประชุมสภาเท่านั้นแหละครับ ไม่เกี่ยวว่าอายุสภาจะอยู่กี่วัน กี่เดือน กี่ปี หรือวาระที่หนึ่ง มันจะจบในผลงานของรัฐสภาในชุดนี้ชุดนั้น เพียงแต่ระเบียบหรือวิธีปฏิบัติในรัฐสภาเราจะ เอาแบบไหน ถ้ามันมาตามระเบียบวาระวันนี้เช้าเป็นเรื่องการศึกษา ท่านถอนไปจบต่อด้วย จริยธรรมสื่อ ต่อด้วยรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่เคยเห็นว่าการแก้ไข รัฐธรรมนูญอยู่กันมา ๔ ปี เดือนหน้าครบวาระ จะผ่านได้โดยสะดวกโยธิน ผมไม่เคยเห็น เพราะฉะนั้นพรุ่งนี้ มะรืนนี้ องค์ประชุมก็ไม่ครบอยู่แล้วครับ ผมไม่อยากจะพูด แต่เอา ความจริงมาพูดกันในที่ประชุมสภา การแก้ไขรัฐธรรมนูญพูดกันปากเปียกปากแฉะ สุดท้าย ก็คว่ำทุกครั้งไป เอาน่ะ ท่านประธานครับ ประเด็นที่ผมถามท่านเรื่องเดียวก็คือว่าคำว่า นัดพิเศษ สมัยหน้าถ้าเกิดผมมีบุญพาวาสนาส่งขึ้นไปเป็นประธานรัฐสภา ผมมาในนาม พรรคการเมือง ท่านก็มาในนามพรรคการเมือง ต่อไปนี้ผมเลื่อนระเบียบวาระด้วยวิธีการ เช่นนี้บ้าง แล้วผมก็บอกว่า พ.ร.บ. การศึกษานี่เดี๋ยวมันจะไม่ผ่านมันมีอีกเป็นร้อยมาตรา เอาอันนี้มาก่อนมันจะได้เป็นผลงานสภา ซึ่งถ้ามีเจตจำนงที่ดีอย่างที่ท่านประธานว่าผมโอเค (OK) นะครับ แต่ถ้าอนาคตมันไม่ใช่แบบนั้นล่ะครับ จึงอยากสร้างบรรทัดฐานให้กับรัฐสภา นี่คือเป็นคำถามที่อยากนำเรียนท่านประธานจึงนำมาสู่ข้อพิพาทกรณีที่เราพูดคุยกัน ในช่วงเช้าวันนี้ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณนะครับ ก็เรียนชี้แจง อีกครั้งหนึ่งนะครับว่าได้ใช้หลักบริหารเวลาโดยเล็งผลเลิศว่างานของเราสำเร็จได้หมด ทุกเรื่อง เรียนท่านจิรายุและเพื่อน ๆ นะครับว่าถ้าเราจัดระเบียบวาระไปตามปกติ เรื่องไหน ที่เสร็จก่อนก็เสร็จไป เรื่องวันนี้และพรุ่งนี้จะไม่ได้รับการพิจารณาเพราะร่างพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ก็จะต้องพิจารณาไปอีกนาน นี่คือความคิดที่อาจจะต่างกับ ท่านจิรายุว่า ถ้าอย่างนั้นเราทำอย่างไรให้งานออกมาภายในเวลาที่จำกัดครบหมดทุกเรื่อง เราก็ต้องมีวิธีการในการที่จัดการประชุมภายใต้อำนาจที่ประธานทำได้ในฐานะเป็นผู้จัด ระเบียบวาระ เป็นผู้กำหนดการประชุมรัฐสภาก็คือประชุมเรื่องวันนี้และพรุ่งนี้ให้จบ ก็เท่ากับ เราเหลืออีกเรื่องเดียว คือเรื่องร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... กับร่างพระราชบัญญัติที่ยังค้างอยู่ในกรรมาธิการอีกเรื่องเดียว ถ้าเป็นอย่างนี้ก็หมายความว่า เวลาที่มีเท่ากันนั่นเอง แต่ว่าด้วยวิธีบริหารสามารถทำให้ผลงานออกมาได้มากกว่า ก็เรียนให้ ทราบว่าถึงได้คิดว่าถ้าอย่างนั้นเราก็ควรจะนัดประชุมพิเศษเพื่อพิจารณา ๒ เรื่องให้จบ แล้วก็จะเหลือเรื่องเดียว แน่นอนครับเรื่องของท่านตวงก็อาจจะทำให้เสียเวลาไปบ้าง แต่ว่าอย่างที่ผมเรียนแล้วว่าถ้ามีความตั้งใจที่จะทำจริง ๆ ก็สามารถทำได้ และยินดีทำให้ โดยจัดประชุมพิเศษให้ ห่วงอย่างเดียวก็คือองค์ประชุม ผมก็เลยจำเป็นต้องกราบเรียน นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เสียดายว่าไม่ได้ทำถึงท่านตวง ได้หารือกันเมื่อวานซืน หารือว่าเรียนท่านประธานกรรมาธิการตวงไหมว่าถ้าท่านอยากให้ กฎหมายนี้ผ่านก็ขอความร่วมมือว่าให้ช่วยสนับสนุนเรื่ององค์ประชุม แล้วเราจะได้ทำให้ กฎหมายนี้พิจารณาผ่านไป แต่ว่าถ้าเราไปปกติ ท่านจิรายุเชื่อผมเถอะครับกฎหมายนี้ จะค้างอยู่และกฎหมายของท่าน ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญก็จะไม่ได้รับ การพิจารณา มันเหมือน ๑ เอ๊ะ ประธานสมคบกับวุฒิสภาหรือเปล่าเพื่อไม่ให้กฎหมายนี้ พิจารณาโดยไม่ต้องไปอภิปราย เพราะติดกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ มันก็มองไปได้ หลายมุมนะครับ แต่มุมที่สุจริตก็คือมุมที่มองว่าประโยชน์ส่วนรวมครบถ้วนทั้งหมดด้วยวิธี อะไร อันนี้คือแนวความคิดแนวปฏิบัติ แต่ว่าเรียนว่าได้โทรศัพท์ไปเรียนท่านประธานวุฒิสภา ด้วยตัวเอง ไม่กล้าให้ใครไปพูด ปกติก็ให้เลขาธิการกราบเรียนท่าน แต่ว่าเนื่องจากเกรงว่า จะมีปัญหาก็เลยต้องกราบเรียนท่านด้วยตัวเองว่า ท่านบอกตอนต้นเดือนวุฒิสภาไม่ว่าง ดังนั้นประชุมหลังจากจบเรื่องนั้นเมื่อสัปดาห์ก่อนโน้นเราก็ต่อไม่ได้ ก็เว้นมาสัปดาห์นี้เพราะ วุฒิสมาชิกมีวันให้เราวันนี้ แล้ววันพรุ่งนี้ของสภาผู้แทนราษฎร นี่คือทั้งหมดที่ผ่านมา ผมเรียนด้วยความเคารพว่าไม่มีอะไรที่เป็นลับลมคมในในทางที่จะมีปัญหา เพื่อให้ฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งได้เปรียบเสียเปรียบ ไม่มีนะครับ ถ้าจะรู้สึกบ้างก็คือความหวังดีเรากลายเป็น มองไปในทางร้ายไป ที่ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพว่านี่คือความรู้สึกว่าจำเป็นต้อง ทำอย่างนี้ ท่านจิรายุอย่าแปลกใจเลยครับ เมื่อถึงเวลาหนึ่งที่ท่านเป็นประธาน และเวลาเขา ให้เวลาท่านเพียงนิดเดียว ให้ทำงานหลายชิ้นให้จบ ผมว่าท่านคงไม่ปล่อยเลยตามเลยว่า ช่างหัวมัน ไม่ต้องมาคิดอะไร ทำไปตามปกติ ซึ่งในที่สุดก็ไม่ได้อะไรสักอย่างหนึ่ง แต่ว่าด้วยวิธี ที่เราใช้สมองคิดแล้วก็บริหารเวลาให้เป็น มันจะทำให้งานของเราสามารถผ่านไปได้ อันนี้ ก็ถือโอกาสกราบเรียนอีกครั้งหนึ่งนะครับ ท่านชินวรณ์เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้รบกวนเวลาไป ๒-๓ ครั้งแล้วครับ ท่านประธานครับ แต่ว่าช่วงท่านประธานมาแล้วก็ได้อธิบายผมคิดว่ามีความชัดเจน มากยิ่งขึ้น แต่อยากจะให้ได้บันทึกไว้ในสภาทั้ง ๓ ฝ่าย คือฝ่ายที่มีการเสนอให้เปลี่ยนญัตติ เป็นพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ซึ่งผมก็ได้ยืนยันไปแล้วว่าผมมีแนวความคิด ว่าประธานมีอำนาจตามข้อบังคับ ข้อ ๕ (๒) และในวันนี้ไม่มีเรื่องดังกล่าวอยู่ในระเบียบวาระ จึงไม่สามารถเลื่อนได้ ในส่วนที่มีประเด็นเรื่องการนัดวาระพิเศษ ก็อยากจะกราบเรียนว่า มันมีความเป็นมาว่าท่านประธานมีอำนาจตามข้อบังคับ ข้อ ๕ (๒) แล้ว และในกรณี การประชุมร่วมกันของรัฐสภาเราไม่ได้มีการกำหนดวันเป็นกรณีที่เป็นวันโดยทั่วไป เหมือนสภาผู้แทนราษฎรเรากำหนดประชุมวันพุธ วันพฤหัสบดี วุฒิสภาเรากำหนดประชุม วันจันทร์ วันอังคาร เพราะฉะนั้นเวลาประชุมร่วมกันของรัฐสภา เราจึงได้รับความร่วมมือ ที่ท่านประธานกรุณาหารือกับประธานวุฒิสภา เพื่อให้ได้วันที่ตรงกันแล้วก็สามารถ ดำเนินการประชุม เพราะจริง ๆ ต้องมีการนัดประชุม ประกอบกับท้ายสุดนี้ก็เป็นไปตาม เหตุผลที่ท่านประธานได้ชี้แจงว่าต้องการที่จะให้กฎหมายที่ค้างอยู่นี้ได้จบไปทั้งหมด ผมเมื่อสักครู่นี้ก็ได้เรียนว่าการประชุมคราวที่แล้วก็อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ท่านประธาน ได้ตัดสินใจ คือท่านสมชาย แสวงการ ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ท่านก็ขอว่าให้ได้พิจารณา เรื่องร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... ซึ่งผมก็ เห็นด้วย และผมคนหนึ่งครับที่เห็นด้วยว่าควรที่จะนำร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ขึ้นมาด้วย เพราะฉะนั้นการที่ท่านประธานได้กรุณาพูดถึงแล้วก็ให้เกียรติกับ พวกเราในฐานะสมาชิกรัฐสภาว่าถ้ายังมีเวลาอยู่ในสัปดาห์สุดท้าย เราก็สามารถที่จะนำ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... เข้ามาร่วมพิจารณาได้ วันนี้เมื่อได้รับฟัง เช่นนี้แล้ว ผมอยากเรียนด้วยความจริงใจอีกครั้งหนึ่งครับว่า ผมคิดว่าวันนี้น่าจะได้มีข้อยุติ ที่สมประโยชน์กับประชาชน ก็คือว่าเราจะได้มีการประชุมตามระเบียบวาระเพื่อไม่ต้อง เสียเวลาอีกต่อไป และในขณะเดียวกันก็คือว่าเราก็จะได้เดินหน้าตามที่ฝ่ายค้านได้เคยรับปาก กับท่านประธานรัฐสภาว่า ถ้าหากไปถึงเรื่องกรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะให้จบภายใน ๑ วัน และสุดท้ายกลุ่มท่านตวงและผมก็สมประโยชน์ ก็คือว่าท่านประธานกรุณาจะได้ประสานงาน เพื่อนัดประชุมกันในโอกาสต่อไป ผมคิดว่าจะทำให้กฎหมายทุกฉบับผ่านความเห็นชอบครับ ท่านครับ ผมขอขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณท่านชินวรณ์ครับ ขอบคุณครับ คุณจุลพันธ์เชิญครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา แล้วก็เป็นวิป (Whip) ฝ่ายค้าน ท่านประธานครับ ผมว่าเราใช้เวลา มามากพอสมควรในประเด็นนี้ ซึ่งคำวินิจฉัยของท่านประธาน ท่านได้ใช้อำนาจตามข้อบังคับ การประชุม ข้อ ๕ คำวินิจฉัยก็เป็นเด็ดขาด ในส่วนของญัตติของท่านตวง ท่านตวงก็ด้วย ความกรุณา ขอบพระคุณมาก ท่านก็บอกว่าได้เคารพในคำวินิจฉัยของท่าน เพราะฉะนั้น ขณะนี้ญัตติไม่มีครับ เราก็ควรจะเดินหน้าต่อพิจารณาในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... ถึงแม้ว่าพรรคร่วมฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทยเอง แล้วก็พรรคร่วมฝ่ายค้านทั้งหมดนี้เราไม่เห็นด้วยในเรื่องของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ เราก็จะร่วมพิจารณาแล้วก็ลงมติ แล้วก็จะแสดงความเห็นในเชิงคัดค้านต่อที่ประชุมนะครับ แล้วเราก็ลงมติกัน ในส่วนของวันพรุ่งนี้ผมได้เสนอในช่วงเช้ากับท่านรองประธานพรเพชร ผมขอความกรุณา ท่านประธานได้เรียกวิป (Whip) ทั้ง ๓ ฝ่ายพูดคุย เพราะว่าเราเหลือเวลาไม่มากจะได้พูดคุย ในเรื่องของกรอบระยะเวลาในการพิจารณากฎหมายต่าง ๆ ที่ท่านประธานได้ดำริเมื่อสักครู่ พวกผมยินดีให้ความร่วมมือร่วมประชุม แต่ขอท่านประธานได้โปรดนัดภายในวันนี้ครับ เพราะว่าอะไรครับ วันพรุ่งนี้เรามีระเบียบวาระในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งมี ความจำเป็นเช่นเดียวกันที่เราจะพิจารณาร่างแก้ไขที่นำเสนอโดยนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว แล้วก็พรรคร่วมฝ่ายค้านในประเด็นเรื่องของที่มาของนายกรัฐมนตรีต่าง ๆ ซึ่งอยากจะให้มี การประชุมกันในวันนี้เพื่อที่จะได้มีข้อตกลงในเรื่องของกรอบเวลา เพราะว่าเราต้องตั้งเป้าว่า เราจะพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ให้จบภายในวันเดียวคือวันพุธ ก็ขอความกรุณาท่านประธานได้โปรดนัดหมายครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอขอบคุณคุณจุลพันธ์นะครับ บัดนี้รัฐมนตรีมารอแล้วนะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี🔗
ต่อไปจะเป็นการพิจารณาเรื่องด่วนนะครับ🔗
ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)🔗
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ท่านธนกร วังบุญคงชนะ มารอชี้แจงแล้วครับ ขอเชิญท่านเสนอครับ ในการนี้จะมี ผู้ร่วมชี้แจงต่อไปนี้นะครับ นางสุดฤทัย เลิศเกษม รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ นางสาวนิรามิสสุข ตั้งศรีพงศ์ ผู้อำนวยการกองกฎหมาย นายกิตติศักดิ์ จุลสำรวล กรรมการ ร่างกฎหมาย กฤษฎีกา ขอเชิญ ๓ ท่าน ท่านรัฐมนตรีเสนอหลักการและเหตุผลได้เลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ และสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรี ให้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... ต่อที่ประชุมร่วมของรัฐสภาในวาระที่หนึ่งขั้นรับหลักการ โดยมีหลักการและเหตุผลดังนี้ หลักการ ให้มีกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน เหตุผล โดยที่มาตรา ๓๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยให้บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพ สื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพในการนำเสนอข่าวสารหรือการแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรม แบ่งวิชาชีพ เสรีภาพดังกล่าวให้ครอบคลุมถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชน แต่ให้คำนึงถึงวัตถุประสงค์และภารกิจของบุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนตามที่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติรับรอง และกำหนดให้มีการส่งเสริมจริยธรรม สื่อมวลชนเพื่อให้การทำหน้าที่ตามมาตรฐานวิชาชีพเป็นไปอย่างเหมาะสมจึงจำเป็นต้อง ตราพระราชบัญญัตินี้🔗
ท่านประธานรัฐสภาและท่านสมาชิกรัฐสภาที่เคารพครับ กระผมขอ กราบเรียนว่าร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... มีวัตถุประสงค์และเนื้อหาสาระในการส่งเสริมสื่อมวลชนในการรวมตัวกัน มีการกำหนด มาตรฐานจริยธรรมและกลไกในการกำกับดูแลกันเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการ อย่างเป็นระบบ เพราะแนวคิดดังกล่าวจะต้องตั้งอยู่บนหลักการพื้นฐานที่จะต้องรักษา ความสมดุลระหว่างเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อมวลชน และหลักการ ในการใช้เสรีภาพบนความรับผิดชอบที่สื่อมวลชนพึงมีต่อสาธารณะ ประกอบกับรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๓๕ ได้กำหนดรับรองเสรีภาพของบุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพ สื่อมวลชนในการเสนอข่าวหรือแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ การตรากฎหมายฉบับนี้จึงมีความสำคัญเนื่องจากจะเป็นการกำหนดให้มีองค์กรเพื่อ ทำหน้าที่คุ้มครองเสรีภาพของบุคคล ซึ่งประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยรับรองและกำหนด ให้มีการกำกับดูแล ส่งเสริมจริยธรรมสื่อมวลชน เพื่อให้การทำหน้าที่ตามมาตรฐานวิชาชีพ เป็นไปอย่างเหมาะสมและสมดุล และเพื่อหลักประกันความอิสระในการคุ้มครองเสรีภาพ ในการนำเสนอข่าวสารหรือแสดงความคิดเห็นของอมวลชนควบคู่ไปกับความรับผิดชอบ ต่อสาธารณชนภายใต้มาตรฐานวิชาชีพแห่งวิชาชีพ การสร้างระบบและกลไกภายใต้หลักการ กำกับดูแลกันเองของสื่อมวลชน ประกอบแผนปฏิรูปด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยี สารสนเทศ ได้กำหนดเป้าหมายให้มีการจัดทำร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพ พ.ศ. .... โดยสนับสนุนให้เกิดสภาผู้ประกอบการ และผู้ประกอบ วิชาชีพสื่อมวลชนระดับชาติในการทำหน้าที่กำกับดูแลกันเองของผู้ประกอบการและ ผู้ประกอบวิชาชีพ ด้วยเหตุผลนี้จึงมีความจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้น นอกจากนั้นร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... ยังมีความสำคัญเนื่องจากจะเป็นการกำหนดให้มีองค์กรเพื่อทำหน้าที่คุ้มครองเสรีภาพ ของบุคคล ซึ่งประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยรับรอง และกำหนดให้มีการกำกับดูแลส่งเสริมจริยธรรมสื่อมวลชน โดยกำหนดให้มีองค์กรกลาง เรียกว่าสภาวิชาชีพสื่อมวลชน โดยมีคณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนในการเป็นกลไก ขับเคลื่อนงานสภาวิชาชีพสื่อมวลชนเพื่อให้การทำหน้าที่ตามมาตรฐานแห่งวิชาชีพเป็นไป อย่างเหมาะสมทำให้สื่อมวลชนมีความเป็นอิสระในการนำเสนอข่าวสาร และแสดง ความคิดเห็นอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นทุนทางสังคมประการหนึ่งในระบอบประชาธิปไตยที่เมื่อ มีสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนได้รับการคุ้มครอง สื่อมวลชนจะสามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ เพื่อประโยชน์สาธารณะ ภายใต้มาตรฐานทางจริยธรรมของสื่อมวลชน อีกทั้งยังเป็นการ ส่งเสริมสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างทั่วถึงรอบด้าน และเท่าเทียมกันของประชาชน รวมถึงยังได้กำหนดให้มีมาตรฐานคุ้มครองประชาชนหรือผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการ กระทำของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน หรือองค์กรสื่อมวลชน อันเนื่องมาจากการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามจริยธรรมสื่อมวลชน รวมทั้งส่งเสริมหลักการกำกับดูแลกันเองของ สื่อมวลชน กระผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านสมาชิกจะได้กรุณาพิจารณารับหลักการ แห่ง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗
มีท่านสมาชิกประสงค์อภิปราย กรุณา ส่งชื่อมานะครับ ขณะนี้มีเบื้องต้น ๔ ชื่อ ท่านแรกคุณณัฐวุฒิ บัวประทุม คุณอนุรักษ์ บุญศล คุณจิรายุ ห่วงทรัพย์ คุณมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ขอเชิญคุณณัฐวุฒิครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมจะขอเป็นคนแรกของ พรรคก้าวไกลในการอภิปรายไม่เห็นด้วยในการรับหลักการร่างพระราชบัญญัติส่งเสริม จริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน แล้วเดี๋ยวจะมีรายละเอียดในส่วนของสมาชิก พรรคก้าวไกลอย่างน้อย ๖-๗ ท่านที่จะได้พูดในเชิงเนื้อหาก่อน ท่านประธานครับว่ากัน ในประเด็นแรก ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ส่งมาเป็นหนังสือจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๖๕ กราบเรียนประธานรัฐสภา ลงชื่อ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ท่านไม่ต้องชี้แจงหรอกครับ ผมเข้าใจดี ว่าวันที่ส่งหนังสือคือ ๖ กันยายน ๒๕๖๕ นั้นเป็นช่วงที่อยู่ในระหว่างการหยุดปฏิบัติหน้าที่ ภายใต้คำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญต่อนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผมเข้าใจดีครับคำว่ารักษาราชการแทน กับปฏิบัติราชการแทน นั้นเหมือนหรือไม่เหมือน มีความแตกต่างกันแบบใด ประการใด แต่ผมก็ต้องถามท่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ท่านธนกร วังบุญคงชนะ ต้องขอประทานโทษต้องเอ่ยชื่อท่านเป็นครั้งแรกในสภาแห่งนี้ ถามง่าย ๆ ครับในฐานะคนสนิทของท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าก่อนหรือหลัง ๖ กันยายน ๒๕๖๕ ก็แล้วแต่นั้น วันนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้รู้ ได้เห็น ได้ทราบ ได้ยอมรับการผลักดันร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริม จริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนฉบับนี้หรือไม่ ท่านทราบหรือไม่ว่าการสัมภาษณ์ของ พลเอก ประยุทธ์ ที่เกิดขึ้นในอดีตและอาจจะเกิดขึ้น ในอนาคตนั้นอาจจะไปกระทบต่อพี่น้องสื่อมวลชนโดยไม่รู้ตัว ฉะนั้นต้องถามท่านก่อนว่า นี่ถูกแอปพรูฟ (Approve) หรือรับรองโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช่แล้วหรือไม่ นั่นเป็นประการที่ ๑ ครับ🔗
ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ มีการอ้างอิงรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๕ ว่าเป็นเหตุและผลในการออกบทบัญญัติของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ผมก็อ่านรายละเอียดว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๕ นั้นเขียนอย่างไร เอาคร่าว ๆ ก็ปรากฏว่ามีทั้งหมด ๖ อนุมาตรา หรือ ๖ วรรคด้วยกัน อ่านข้อความในเหตุและผลกฎหมายหลายฉบับที่ผ่านการพิจารณาของ สภาหรือรัฐสภา หากมีการอ้างรัฐธรรมนูญก็ต้องหยิบยกข้อความในเชิงรายละเอียดมา ทั้งหมด แต่ปรากฏว่าอ่านอย่างไรก็แล้วแต่นั้นท่านหยิบยกมาเฉพาะในกรณีของวรรคหนึ่ง ที่พูดถึงเสรีภาพในการเสนอข่าวหรือการแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ และวรรคสุดท้ายที่พูดถึงกรณีของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไปเกี่ยวข้องกับการเสนอข่าวนั้นจะต้องมี แนวทางปฏิบัติแบบใด ประการใด แต่ในรายละเอียดที่เหลืออีก ๔ วรรค ซึ่งควรจะมี รายละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักประกันสิทธิและเสรีภาพของพี่น้องสื่อมวลชนที่จะต้องมี ข้อจำกัดเฉพาะยามศึกสงครามที่มีข้อความนี้อยู่ในรัฐธรรมนูญนั้น เพราะเหตุใดถึงไม่มี ข้อความแบบนั้นอยู่ในเหตุและผล มีในเชิงเนื้อหาไหมครับ มีในมาตราใด มีในวรรคใด มีในบทบัญญัติเฉพาะกาลตรงใดที่เขียนรองรับหรือบอกว่าการอ้างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๕ นั้นท่านจะนำทั้งหมดมาใช้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักประกันสิทธิและเสรีภาพของ พี่น้องสื่อมวลชนซึ่งเป็นหัวใจใหญ่ที่สำคัญที่สุด พูดง่าย ๆ ก็คือว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ตรงปก ปกท่านบอกว่าเป็นการส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน แต่เนื้อหาเป็น กฎหมายควบคุมการทำหน้าที่ของพี่น้องสื่อมวลชน ซึ่งในท้ายที่สุดนั้นจะส่งผลกระทบต่อ สิทธิและเสรีภาพของประชาชน ผมจึงมีคำถามต่อท่านเป็นประการที่ ๒ ว่าตกลงบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญอีก ๔ วรรคนั้นหายไปไหนครับ🔗
ประการที่ ๓ ท่านผู้ชี้แจงครับ ผ่านท่านประธานไปยังท่านผู้ชี้แจงว่าวันนี้ ท่านระบุได้ไหมว่ามีบุคคลที่ทำหน้าที่สื่อสารมวลชนอยู่ทั้งหมดสักจำนวนประมาณเท่าไร เอาที่ขึ้นทะเบียนแล้วก็ได้ครับ มีใบประกอบวิชาชีพวิทยุสื่อสารมวลชนต่าง ๆ เอาที่ท่าน มีการประมาณการอยู่ ที่ผมต้องเริ่มจากประโยคแบบนี้เพราะอะไร เพราะในรายละเอียด การรับฟังความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ ซึ่งผิดหวังมากนะครับ ด้วยความเคารพ ท่านประธาน ผมไม่กล้าจะไปกล่าวโทษเจ้าหน้าที่ครับว่าเจ้าหน้าที่สภาคัดถ่ายเอกสาร ไม่ละเอียดเรียบร้อยหรือไม่ แต่สิ่งที่ผมส่งให้พวกเราอ่านนะครับท่านประธาน บรรจุวาระ พิเศษนี่หมดไปแล้ว ประเด็นนั้นไม่ต้องพูดถึงชัดเจนไปแล้ว เช่นกรณีการรับฟังความคิดเห็น ของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กรณีการรับฟังความคิดเห็นของกรมประชาสัมพันธ์ ท่านให้ใครอ่านครับ ผมใช้แว่นตาที่ซื้อมาจากตลาดนัด ๒๐ บาท อ่านผมยังอ่านไม่ออกเลยว่า เขาเขียนว่าอะไร เขาเขียนว่าอะไรครับ แล้วจะให้เราแสดงความคิดเห็นรับหลักการของท่าน ได้อย่างไร ถ้าเริ่มจากการไม่ซื่อสัตย์ต่อประชาชนด้วยการปิดบังการรับฟังความคิดเห็น มาตั้งแต่ต้นแบบนี้ แล้วจะให้พวกผมรับได้อย่างไร ในเชิงเอกสารก่อนนะครับ ซึ่งเข้าใจว่า ผิดมาจากต้นทาง ไม่ชัดเจนละเอียดมาจากต้นทาง ที่น่าเจ็บใจก็ต้องตั้งคำถามกับจำนวน ของพี่น้องสื่อมวลชนที่แสดงความคิดเห็นเพราะอะไรครับ เพราะปรากฏว่ามีช่วงของการ รับฟังความคิดเห็นครับ แล้วช่วงของการรับฟังความคิดเห็นนั้นผู้รับฟังก็สรุปว่าได้มีการจัด เวทีรับฟังความคิดเห็นแล้ว สภาวิชาชีพหรือคนที่ทำงานสื่อมวลชนส่วนใหญ่เห็นด้วย ท่านอ้างว่าไปฟังสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ท่านอ้างว่าฟังสภาวิชาชีพข่าววิทยุ และโทรทัศน์ไทย ท่านอ้างว่าฟังสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สภาวิชาชีพ หลักมี ๕ นะครับ อีก ๒ หายไปไหนครับ และที่น่าเจ็บใจไปมากกว่านั้นก็คือว่าท่านอ้างว่า การเปิดรับฟังความคิดเห็นตั้งแต่ ๕ กุมภาพันธ์ ถึง ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ เป็นเวลา ๑๖ วัน ผู้แสดงความคิดเห็นต่างเห็นด้วย ผู้แสดงความคิดเห็นต่างเห็นด้วยนะครับ ผมอ่านประโยค สุดท้ายให้ฟังนะครับ ปรากฏว่ามีผู้แสดงความคิดเห็น ๑ ท่าน ๑ ท่านครับเห็นด้วย แล้วตกลง สื่อมวลชนมีเท่าไร นี่หรือครับกระบวนการรับฟังความคิดเห็น นั่นเป็นประเด็นที่ ๓ ครับ🔗
ประเด็นที่ ๔ ท่านประธานครับ ความจริงผมมีรายละเอียดย่อย ๆ ถึง ๗ ประเด็นที่อยากจะพูดถึงเนื้อหา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสมัยผมนั่งเป็นอนุกรรมการ ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผมเป็นคนหนึ่งที่ส่งเสริมให้มีการวิจัยในหลักการ ที่เรียกว่าเซลฟ์เรกูเลชัน (Self-regulation) เสียเงินเป็นล้านบาทนะครับ ที่ให้อาจารย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทำการวิจัยว่ากระบวนการควบคุมสื่อมวลชนนั้นต้องเป็น บนพื้นฐานและหลักการของการควบคุมตนเอง ผมไม่ลงรายละเอียด ๗ ประเด็นที่ผมอยากพูด เพราะว่าวันนี้พรรคก้าวไกลใช้เวลาเต็มที่แน่ ๆ ค่ำมืดดึกดื่นก็จะพูด แต่ขอเป็นประเด็น มาตรา ๔๔ มาตราเดียวครับ🔗
มาตรา ๔๔ ของร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นประเด็นอันตรายอย่างยิ่งครับ อันตรายอย่างไร ก็คือในมาตรา ๔๔ บอกว่า คณะกรรมการจริยธรรมพิจารณาแล้วเห็นว่า การฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามนั้นเป็นความผิดตามกฎหมายอื่น ให้แจ้งให้หน่วยงานของรัฐ ที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป นี่ตกลงท่านให้คณะกรรมการจริยธรรม มีอำนาจในการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษกับพี่น้องสื่อมวลชนใช่หรือไม่ ขอความชัดเจน จากท่านตอบให้ชัดแบบนี้ วันนี้เรามีปัญหาเรื่องสิทธิ เสรีภาพของประชาชน มาตรา ๑๑๒ ประมวลกฎหมายอาญา พูดก็ไม่ได้ สื่อมวลชนก็มีข้อจำกัดในการนำเสนอ ท่านยังเขียนอีกว่า ถ้านำเสนอขัดต่อศีลธรรมอันดี ซึ่งก็ไม่รู้ว่าคำว่า ศีลธรรมอันดี หน้าที่ปวงชนชาวไทย ต้องท่อง ๑๒ ประการของนายกรัฐมนตรีไหมครับ หรือจะเอา เด็กเอ๋ย เด็กดี ต้องมีหน้าที่ ๑๐ อย่างด้วยกัน ๑. นับถือศาสนา มันอะไรกันครับ ซึ่งอะไรแบบนี้ในท้ายที่สุดท่านจะต้อง นำไปสู่การแจ้งความ ร้องทุกข์ กล่าวโทษ ในกรณีการดำเนินคดีกับสื่อมวลชนใช่หรือไม่ ผมถามชัด ๆ ๔ ประการ ขอให้ท่านตอบครับ แต่ไม่ว่าท่านจะตอบแบบใด ประการใด ผมยืนยันในมติพรรคร่วมฝ่ายค้านว่าเราไม่สามารถรับหลักการร่าง พ.ร.บ. ควบคุมวิชาชีพสื่อ ฉบับนี้ได้ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
เนื่องจากมีสมาชิกเสนอชื่อมา หลายท่านนะครับ จำนวนมากทีเดียว เพราะฉะนั้นพวกเราที่รับประทานอาหารอะไรอยู่ กว่าจะลงมติได้ก็ใช้เวลาอีกหลายชั่วโมง คุณอนุรักษ์ บุญศล คนที่ ๒ เชิญเลยครับ🔗
ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๔ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา หลักการมีนิดเดียวค่ะท่านประธาน ให้มีกฎหมาย ว่าด้วยการส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ชื่อเต็ม ๆ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อ พ.ศ. .... ดิฉันว่าไม่ควรเข้ามา ในสภาผู้แทนราษฎร ไม่ควรเข้ามาในรัฐสภาด้วยซ้ำ ดิฉันมีเหตุผลประกอบค่ะ ขณะที่ดิฉัน มองท่านประธาน ดิฉันเห็นท่านรัฐมนตรีที่แถลงเมื่อสักครู่ต่อหน้ารัฐสภามีอาการยึกยัก สักเล็กน้อย ที่ดิฉันว่าไม่ควรเข้ามาเพราะอะไร ดิฉันมีเหตุผลค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันถามว่า ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ผ่านเสรีภาพสื่อมวลชนกี่คนคะ เมื่อสักครู่ท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม บอกว่า มี ๑ คนเท่านั้นที่แสดงความคิดเห็น ๑ คนเท่านั้นจาก ๖๖ ล้านกว่าคน แล้วทำไมจะต้องเอา กฎหมายฉบับนี้มาครอบ มันไม่ใช่ครอบผู้ทำอาชีพสื่อมวลชน คนที่ทำอาชีพสื่อมวลชนนั้น มีเจ้าของสื่อใช่ไหมคะ แล้วคุณก็รับเงินเดือนในการที่ประกอบอาชีพสื่อ หมายความว่า ค่าของคนอยู่ที่คนของใคร นั่นคือคำถามแรกค่ะ🔗
ทีนี้ดิฉันถามคำถามต่อไปว่าถ้า พ.ร.บ. ฉบับนี้ผ่าน ท่านประธานผ่านไปถึง ท่านรัฐมนตรีที่นั่งอยู่บนบัลลังก์เคียงข้างท่านประธานว่าถ้าผ่านไปแล้วเสรีภาพของสื่อ จะเบ่งบานเหมือนดอกไม้ที่บานยามเช้าเลยหรือคะ หรือประชาชนจะได้อะไรจากเสรีภาพสื่อหรือไม่ หรือว่าประชาชนจะได้คำว่าเมื่อฟ้าสีทอง ผ่องอำไพ ประชาชนจะได้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน เป็นไปไม่ได้ค่ะ พ.ร.บ. ฉบับนี้มาจากใครคะ ท่านประธานก็ทราบว่าคนที่นั่งเคียงข้างท่านประธานที่เป็นรัฐมนตรี มองท่านธนกรก็ทะลุ ถึงใครอยู่ข้างหลัง นี่คือเรื่องของสื่อค่ะ ทำไมดิฉันต้องให้ถอนออกไป ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ เป็นอย่างนี้ใช่หรือไม่ สื่อมีเจ้าของและผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ ดิฉันเอ่ยถึงในเรื่องของการคิดบวก ไม่มีผลกระทบด้านลบแต่อย่างใด ดิฉันรู้จักคุณดาวุดชา ช่อง ๗ มา ๑๕ ปี คุณแคท ช่อง ๗ มา ๑๕ ปี คุณไก่ ช่อง ๕ มา ๑๕ ปี คุณสุ มติชน กว่า ๑๕ ปี คุณอั๋น สื่อเสรีกว่า ๒๐ ปี คนเหล่านี้จะไม่มีผลกระทบแต่อย่างใดเพราะว่าคุณมีเจ้าของสื่ออยู่เบื้องหลังใช่หรือไม่ และอีกข้อหนึ่งค่ะท่านประธานคะ การที่มีข้อหนึ่งที่การให้เจ้าหน้าที่เข้าไปควบคุมสื่อคือ การปิดหูปิดตาประชาชนอย่างร้ายกาจเลยทีเดียว หรือว่ารัฐไทยต้องการให้เหมือนประเทศ เพื่อนบ้านหรือประเทศเพื่อนบ้านกลืนหรืออย่างไรถึงจะปิดหูปิดตาประชาชนทุกช่องทาง เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อสื่อออนไลน์ (Online) เป็นอย่างยิ่ง ถ้า พ.ร.บ. ฉบับนี้ผ่าน เมื่อสักครู่ ที่ดิฉันยกมานั้นไม่กระทบสักเท่าไร แต่ว่าต่อไปนี้จะกระทบต่อสื่อออนไลน์ (Online) เป็นอย่างยิ่ง เฟซบุ๊ก (Facebook) ดิฉันนี้ถึงคนจะติดตามเรือนหมื่นแต่ดิฉันก็อยากจะสื่อให้ พี่น้องประชาชนรู้เรื่องราวของอำเภอสว่างแดนดิน เรื่องราวของดิฉันที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ เฟซบุ๊ก (Facebook) เพจ (Page) อินสตาแกรม (Instagram) ทวิตเตอร์ (Twitter) ติ๊กตอก (Tiktok) กฎหมายฉบับนี้จะควบคุมอย่างหนักใช่หรือไม่ การคุยกันในทวิตเตอร์ (Twitter) อย่างเสรีจะไม่มีแล้วใช่หรือไม่ ท่านจะควบคุมทั้งภาษาที่ใช้ภาษาดีและใช้ภาษาไทยถ่อย ภาษาที่บัญญัติขึ้นมาใหม่ใช่หรือไม่ แล้วประชาชนจะแสดงความคิดเห็นอย่างไรตรงไหน นี่คือ ทำไมดิฉันไม่รับ พ.ร.บ. ฉบับนี้เลยและควรถอนออกไป เพราะจะทำให้พี่น้องประชาชนนั้น ไม่รับรู้ข่าวสารและไม่สามารถแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต่อเรื่องการเมือง โดยเฉพาะรัฐบาล ที่มาจากทหารค่ะ ทำให้พี่น้องประชาชนถูกคุกคามอย่างหนัก ใช่หรือไม่ โดยเฉพาะดิฉัน ยกตัวอย่างอีกค่ะ ของท่าน ส.ส. วัน อยู่บำรุง เฟซบุ๊ก (Facebook) นะคะไม่ใช่เพจ (Page) มีคนติดตามเป็นล้าน เจ้าของเฟซบุ๊ก (Facebook) จะเดือดร้อนสักแค่ไหน จะเดือดร้อน อย่างไร แล้วประชาชนคนที่ขายออนไลน์ (Online) คนที่สื่อทางเฟซบุ๊ก (Bacebook) ทาง เพจ (Page) ทางทวิตเตอร์ (Twitter) ทางอินสตาแกรม (Instagram) และติ๊กตอก (Tiktok) จะไม่มีสิทธิอะไรเลยใช่ไหม แล้วรัฐราชการจะเข้าไปควบคุมทั้งหมดใช่หรือไม่ แค่คุณปิดแล้ว ปิดปีก ปิดแล้วปิดอีก นี้ก็สมควรที่จะถอนออกไปค่ะท่านประธานคะ ควบคุมสื่อไร้เสรี ผีอุดมการณ์แล้ง ความคิดแห้ง แสงอำไพส่องไม่ถึง ประชาชนตาบอดตาใสไม่คำนึง รัฐดื้อดึง ขังคุกศาล บ้านเมืองไม่เจริญ กราบขอบพระคุณค่ะ🔗
ต่อไปคุณมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข แล้วจากนั้นจะเป็นท่านวุฒิสมาชิก สมชาย แสวงการ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ เห็นท่านประธานขานชื่อผมไว้ก่อนตั้งแต่ต้น🔗
ผมประกาศชื่อคนที่เสนอชื่อมา เท่านั้นเองครับตอนแรก เดี๋ยวสลับ ๒ คน แล้วก็ไปฝ่ายรัฐบาล แล้วก็ไปวุฒิสมาชิกนะครับ จากนั้นก็จะกลับมาที่คุณจิรายุครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ดอกเตอร์มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ต่อกรณีของการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและ มาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนในฉบับนี้ ดิฉันขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานด้วยความ เคารพว่าทันทีที่วาระพิจารณาเรื่องนี้บรรจุเข้าสภา บุคคลซึ่งเป็นองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ก็ออกแถลงการณ์อย่างน้อยที่สุดแล้ว ๒ องค์กรนะคะ องค์กรแรกก็คือสมาคมนักข่าวและ โทรทัศน์ไทย เขาคัดค้านในการที่จะออกกฎหมายฉบับนี้ ขณะเดียวกันเขาก็เรียกว่ากฎหมาย ควบคุมสื่อ อีกองค์กรหนึ่งก็คือสมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ซึ่งมีอายุ ยาวนาน อันนี้ก็เสนอถอนร่างนี้ออกไป และขณะเดียวกันก็ขอให้ไปจัดเวทีชี้แจงต่อสาธารณะ ให้เรียบร้อยก่อน สารตะสาระสำคัญของมันก็คือว่าร่างใช้เวลายาวนาน คือร่างมาตั้งแต่ ปี ๒๕๖๐ ก่อนที่รัฐบาลคณะรัฐมนตรีชุดนี้จะมาทำหน้าที่ แต่เสนอเข้ามาในสภาเมื่อ ปี ๒๕๖๕ เพราะฉะนั้นก็เท่ากับว่ามันใช้เวลายาวนาน บริบทของสังคมสื่อมวลชน ก็เปลี่ยนแปลงไป ดิฉันก็ต้องขออภัยท่านรัฐมนตรีธนกรด้วยนะคะ ท่านเพิ่งจะเข้ามาไม่กี่วัน แต่ต้องมานั่งเสนอร่างกฎหมายที่ร่างมาตั้ง ๕-๖ ปี อีกอันหนึ่งก็คือว่าสมาคมเขาก็รับฟัง ความคิดเห็นรอบด้านนะคะ แต่ความคิดเห็นที่รอบด้านที่ทางสมาคมต่าง ๆ เขาไปรับฟัง ความคิดเห็นนั้นก็ปรากฏว่าเกิดการข้อถกเถียงต่าง ๆ อย่างหลากหลายมากคือไม่ตกผลึก อันที่ ๓ คือมันเป็นการเปิดช่องให้รัฐใช้อำนาจแทรกแซงความอิสระของสื่อ และเป็น การทำลายกลไกการกำกับดูแลกันเองของนักสื่อสารมวลชน ซึ่งตรงจุดนี้เองมันเป็นเกียรติยศ ของนักสื่อสารมวลชน อันที่ ๔ คือมันมีข้อหนึ่งที่ระบุบทเฉพาะกาลเอาไว้คือว่าให้อำนาจ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์เป็นกรรมการในวาระแรกเริ่ม แค่นี้ก็มีปัญหาแล้วนะคะท่าน อันที่ ๕ การให้รัฐบาลจ่ายงบ จ่ายเงินทุนประเดิม จัดสรรงบประมาณจากเงินกองทุนของ กสทช. อันนี้ที่มาของงบประมาณหรือว่าเงินที่จะไปสนับสนุนก็ส่อเค้าในการที่จะต้องเป็น การแทรกแซงใช้อำนาจแล้วนะคะ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงอยากจะให้มีการถอนออกไป แล้วก็ ต้องการให้เปิดเวที อันอื่น ๆ ที่เป็นสาระสำคัญเช่นกัน แล้วเว้นไว้ไม่ได้ นั่นก็คือว่าการไม่ได้ กำหนดขอบเขตจริยธรรมหรือว่าศีลธรรมอันดีเอาไว้ในเนื้อหา แต่ว่าให้มีการตั้งกรรมการ สภาวิชาชีพสื่อมวลชนขึ้นมา ตรงจุดนี้ก็คือเอาคณะหนึ่งมากำกับในการที่จะไปดูแล แล้วมัน เป็นการทับซ้อนกับการทำหน้าที่ขององค์กรวิชาชีพสื่ออื่น ๆ ที่เขาทำหน้าที่มาอยู่แล้ว อันนี้ ก็เป็นสาระที่มองข้ามไปไม่ได้ วัตถุประสงค์ของภารกิจหน้าที่อยู่เหนือเสรีภาพ ซึ่งเสรีภาพ ของสื่อมวลชนกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้มันจะเหนือกว่า กฎหมายแม่คือรัฐธรรมนูญหรือไม่ อย่างไร อันนี้ก็ไม่สิ้นสงสัย การตั้งสภาวิชาชีพ แล้วรัฐ จัดสรรงบมันทับซ้อน กรณีงบก็ทับซ้อนนะคะ เพราะอะไร เพราะว่าองค์กรวิชาชีพเขาก็มี ที่มาของงบประมาณ แต่ขณะเดียวกันพอตั้งองค์กรขึ้นมา เสร็จแล้วจัดสรรงบประมาณเข้า ไปอีก อันนี้ก็ทับซ้อน คณะกรรมการวิชาชีพสื่อคือที่มาของคณะกรรมการไม่ได้ยึดโยงกับ ทั้งนักสื่อสารมวลชนและทั้งประชาชนผู้บริโภคสื่อ แต่กลับมีอำนาจคัดเลือกกรรมการ อันนี้ก็เป็นสาระสำคัญ กรณีฝ่าฝืนไม่อยู่ในการปฏิบัติหน้าที่ตามจริยธรรมจะมีโทษตั้งแต่ตักเตือน ภาคทัณฑ์แล้วก็ ประกาศต่อสาธารณะ ประจานนั่นเองนะคะ ในทางปฏิบัติปัจจุบันนี้องค์กรวิชาชีพสื่อต่าง ๆ เขาก็มีองค์กรวิชาชีพสื่อกำกับดูแลกันตรงส่วนนี้อยู่แล้ว ขณะเดียวกันกรณีที่รัฐบาลตั้ง คณะทำงาน จำได้ใช่ไหมก่อนหน้านี้ ก่อนที่รัฐมนตรีผู้เสนอจะมาเป็นรัฐมนตรี ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเขาได้ตั้งคณะทำงานปฏิรูปสื่อขึ้นแล้วก็เป็นกลไกขับเคลื่อนก็เท่ากับว่าผลสรุปออกมา คืออนุกรรมการประชุม ๓ ครั้ง มีมติออกมาว่าไม่ต้องการให้มีกฎหมายปฏิรูปสื่อ แต่สิ่งที่เขา อยากให้มีคืออยากให้มีแค่กลไกส่งเสริมหลักกฎหมาย จริยธรรมและองค์กรวิชาชีพสื่อ ที่มีอยู่แล้วเพราะฉะนั้นถ้าเกิดดูจากสาระนี้ก็เท่ากับว่ากฎหมายไม่ใช่สิ่งที่จะมาควบคุมหรือว่า จำเป็นขณะที่กฎหมายที่เขียนก่อนที่บริบทสังคมและสื่อต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไป ๒-๓ ข้อนี้ ดิฉันก็มองเห็นว่ามันก็เป็นความขัดแย้งในทางความคิดเห็นต่าง ๆ ของสังคมแล้ว และสำคัญ ที่สุดก็คือผู้ที่อยู่ในวิชาชีพเขาออกมาคัดค้านจนออกแถลงการณ์ออกมา ๒-๓ ฉบับ ดิฉัน ก็คิดว่าสภาแห่งนี้ก็ควรที่จะต้องรับฟังและสำคัญที่สุดก็คือว่ารัฐบาลและคณะรัฐมนตรี ท่านก็ควรที่จะต้องทบทวน แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับคณะรัฐมนตรี ชุดปัจจุบันนี้ด้วยอันเนื่องมาจากว่าคณะรัฐมนตรีชุดนี้มาจากการเลือกตั้ง ปี ๒๕๖๒ แล้วก็ ทำหน้าที่กันในช่วงระยะเวลา ๓-๔ ปีที่ผ่านมา แต่ว่าร่างตัวนี้ร่างมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ คือพยายามดูกันมาหลายรอบหลายครั้งแล้วมันก็แน่นอนว่าปัจจุบันนี้ คือร่างตั้งแต่ยัง ไม่มีติ๊กต็อกเกอร์ (TikToker) เลย ร่างตั้งแต่ยูทูเบอร์ (YouTuber) ต่าง ๆ ยังไม่ดัง เพราะฉะนั้นก็เท่ากับว่ากฎหมายก็ค่อนข้างที่จะล้าหลังแล้วก็ไม่ตรงกับบริบทของสังคมสื่อ ที่มันเปลี่ยนแปลงไปและดิฉันก็มองเห็นว่าสำคัญที่สุดก็คือในเรื่องของจริยธรรมจรรยาบรรณ ในเรื่องของคุณธรรมต่าง ๆ เหล่านี้มันมีการกำกับกันเองและมีการดูแลกันอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงเห็นควรว่าควรเพียงแค่ส่งเสริมกลไกการขับเคลื่อนให้เป็นไปก็เท่านั้น แต่ไม่ควรที่จะ มีการออกกฎหมายมาควบคุม ขอบพระคุณอย่างยิ่งค่ะ🔗
ต่อไปคุณสมชาย แสวงการ แล้วจากนั้นก็เป็นคุณจิรายุ ห่วงทรัพย์ คุณธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ แล้วก็เป็นคุณสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ แล้วก็เป็นวุฒิสมาชิก เสรี สุวรรณภานนท์ ขอเชิญท่านสมชายครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และในฐานะอดีต นายกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ไทย ๒ สมัย กราบเรียนท่านประธานว่าผมเห็นด้วยกับ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ครับ เป็นสื่อที่อยู่ในสภานี้เราพูดความจริงที่เมืองไทยต้องยอมรับ ว่านิ้วที่ชี้ไปทางข้างหน้าเรียกร้องการปฏิรูปการเมือง เรียกร้องปฏิรูปตำรวจ เรียกร้องปฏิรูป กระบวนการยุติธรรม เรียกร้องคนอื่น คนโน้นคนนี้ปฏิรูป ที่สำคัญสื่อนั้นต้องปฏิรูป ตัวเองด้วย ที่ผมพูดอย่างนี้เพราะอะไรครับ ข้อถกเถียงนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ผมเข้าร่วมกระบวนการ ปฏิรูปสื่อก่อนมีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ถกเถียงกันมากว่าเราควรมีการดูแลปกป้องสื่อซึ่งเป็น สุนัขเฝ้าบ้านให้ประชาชนอย่างไร ขณะนั้นจึงเขียนไว้ บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ แล้วต่อเนื่อง ปี ๒๕๖๐ ในหลายมาตรา การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน ชัดเจนมากครับ แต่สื่อมวลชนที่ทำหน้าที่นั้นต้องมีความรับผิดชอบ ต้องคุ้มครองประชาชน ผู้รับสาสน์ด้วยเช่นกัน ถ้าสื่อมีสิทธิเสรีภาพโดยขาดความรับผิดชอบ ขาดจรรยาบรรณ สังคม ก็ได้รับสื่อสารที่เป็นพิษเป็นภัย เกิดวิกฤติการเมืองหลายครั้งก็เพราะสื่อเช่นกัน วันนี้มีทั้ง สื่อแท้และสื่อเทียมเกิดขึ้นมากมาย ผมเห็นความเป็นสื่อที่เป็นสื่อเทียมก็เยอะบางคนเป็น นักการเมืองอยากเป็นสื่อก็มี คนที่ทำหน้าที่เป็นผู้ชุมนุมในการเมืองเป็นม็อบ (Mob) ก็เป็นสื่อ ผู้ที่อยากเป็นคนขาย ขายตรง ขายหวยออนไลน์ (Online) ขายของมิจฉาชีพก็เป็นสื่อ เพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิด ความสับสนมากครับ ในอดีตเมื่อปี ๒๕๔๐ ที่ผมเข้าร่วมกับสมาคมนักข่าววิทยุ โทรทัศน์ไทย และสภาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักหนังสือพิมพ์ ขณะนั้นเราเห็นว่า มาตรฐานจริยธรรมสื่อจำเป็นต้องคุมกันเอง ไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายรองรับครับ แต่ใช้รัฐธรรมนูญกำกับไว้ก็พอแล้ว ข้อเท็จจริงเกิดขึ้นอย่างไรครับ การรวมตัวของสมาคม นักข่าวก็ดี การรวมตัวเป็นสภาการก็ดี เป็นการรวมตัวโดยสมัครใจ หลายครั้งที่ผมร่วมเป็น กรรมการจริยธรรมพิจารณาเรื่องที่ประชาชนร้องเรียนมาเรื่องของสื่อถูกคุกคาม เรื่องของ นายทุนที่คุกคามสื่อสั่งไม่ให้ทำข่าวโน่นทำข่าวนี่ หน่วยราชการสั่งไม่ให้สื่อทำข่าวโน่นข่าวนี่ ขณะเดียวกันก็รับเรื่องที่ประชาชนร้องเรียนสื่อกระทำการอันมิชอบในการคุกคามประชาชน สมัยก่อนเขาไม่เรียกบูลลี (Bully) หรอกครับ แต่มันเป็นการที่สื่อทำตามอำเภอใจหลายเรื่อง สื่อบางแห่งก็เลี้ยงเสือให้หาเนื้อกินเองบ้าง เราถึงเกิดกรณีหลายอันที่สื่อมีทั้งคนดีแล้วคนไม่ดี ปะปนกัน เวลาจะลงโทษทางจริยธรรมเราทำได้แค่ตำหนิ ตักเตือน แต่ท่านประธาน เชื่อไหมครับว่าเวลาจะลงความเห็นเรื่องนี้องค์กรสื่อเหล่านั้นก็ลาออกเสีย มันจึงทำให้ มาตรฐานจริยธรรมสื่อถูกตั้งคำถามแล้วกลายเป็นเสือกระดาษอยู่จนถึงวันนี้ ๑ ใน ๑๑ ข้อเรียกร้องของพี่น้องประชาชนในการชุมนุม ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเหลือง เสื้อแดง เสื้อหลากสี พันธมิตร กปปส. รวมถึงเกิดเหตุการณ์วิกฤตการเมืองทั้งหมดเรียกร้อง ๑ ในเรื่องการปฏิรูป เลยคือการปฏิรูปสื่อ ท่านสมาชิกทั้งหลายอาจจะบอกว่ามันอยู่ในรัฐธรรมนูญแล้วก็พอ มันไม่จริงครับ ได้ลองมาหมดแล้วครับว่าผมเป็นคนหนึ่งที่ต่อต้านการมีกฎหมายจริยธรรมสื่อ เพราะว่าเราเชื่อว่าสื่อปกครองดูแลกันเองได้ แต่กราบเรียนว่าหลังจากที่ทดลองไปแล้ว ผ่านมา ๓ รัฐธรรมนูญ ผ่านมาเกือบ ๒๐ กว่าปี จะ ๓๐ ปี มันจำเป็นต้องมีทั้ง ๒ เรื่องครับ ๑. คือต้องมีการส่งเสริมจริยธรรมและสร้างมาตรฐานวิชาชีพสื่อ เพื่อแยกสื่อมวลชนที่ต้องทำ หน้าที่แทนประชาชนในการดูแลสิทธิเสรีภาพประชาชน ในการเป็นกระบอกเสียง ในการเป็น หมาเฝ้าบ้านที่มีประสิทธิภาพ หาใช่ทำตามอำเภอใจและอยู่บนความรับผิดชอบต่อสังคม ต่อชาติบ้านเมือง ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ผมกราบเรียนว่าไม่ได้สมบูรณ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ผมรับข้อเสนอของสภาวิชาชีพข่าว วิทยุและโทรทัศน์ ซึ่งผมเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมสร้าง โอกาสในการก่อตั้ง แต่ผมยังไม่ได้อยู่ทันเห็น ผมรับได้เห็นข้อเสนอของสมาคม นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยฉบับใหม่แล้วในการคัดค้าน ผมเห็นด้วยในหลายประเด็น ของท่านครับว่าต้องมีการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ จริงอยู่ร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้มาจากสภาปฏิรูป มาจากข้อเรียกร้องของการปฏิรูปซึ่งเราอย่าหลอกตัวเองเลยครับ ผมพูดในฐานะอดีตสื่อหลาย ๑๐ ปีที่ทำข่าวมาว่าวันนี้สื่อมีปัญหาเรื่องมาตรฐานจริยธรรม จริง ๆ เพราะฉะนั้นเราควรจะมีกฎหมายดูแลกำกับกัน ทำไมสภาทนายถึงต้องมีกฎหมาย สภาทนายความ ทำไมแพทยสภาต้องมีกฎหมายกำกับดูแลแพทย์ด้วยกัน ทำไมสภาวิศวกร ถึงต้องมีกฎหมายกำกับดูแลล่ะครับ สื่อเป็นใครหรือครับที่ไม่ต้องมีกฎหมายดูแล ถ้าเราดูแล กันเองได้แบบมาตรฐานสากลผมไม่ว่าเลยครับ แต่ข้อเท็จจริงมันไม่เป็นเช่นนั้นครับ วันนี้ยุคดิสรัปชัน (Disruption) สื่อบางสื่อแยกตัวออกมาเป็นเจ้าของเพจ (Page) ๑ อัน สามารถทำอะไรก็ได้ สามารถสร้างความรุ่งเรือง ร่ำรวยให้กับตัวเองก็ได้ เป็นสื่อเทียม เยอะแยะมากมาย เพราะฉะนั้นกราบเรียนว่าในกฎหมายฉบับนี้แม้จะมีข้อคัดค้าน ผมเห็นว่า ในการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งก็มีข้อดีคือ ๑. ได้รับฟังความคิดเห็นโดยกฤษฎีกาจาก สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ จากสภาวิชาชีพข่าววิทยุโทรทัศน์ไทย จากสมาคม นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ จากสำนักนายกรัฐมนตรีและผ่านเข้า คณะกรรมการพิเศษ ซึ่งท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ท่านอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และอีกหลายท่านที่ไม่เอ่ยนาม ซึ่งรวมถึงบุคลากรในวงการสื่ออาวุโส ท่านอาจารย์มานิจ สุขสมจิตร ท่านชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี และคนอื่น ๆ รวมถึงกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ซึ่งผมเป็น ประธานได้ติดตามศึกษาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ครับ เราเห็นว่าหลายเรื่องเป็นข้อดีมาก เช่น ต้องเอาเงินจาก กสทช. ผมมีส่วนร่วมในการไปทำให้เกิด พ.ร.บ. องค์กรจัดสรร คลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ ผมทำให้เกิดองค์กรที่เอาเงินประมูลของ กสทช. มา ขอให้เอา นำมาใช้เถอะครับ ๒๕ ล้านบาทไม่สามารถมาครอบงำสภาวิชาชีพสื่อได้หรอกครับ เป็นการ บังคับเอาเงินมา ๒. ในตัวโครงสร้างของกรรมการเป็นการเลือกกันเอง ซึ่งมีองค์ประกอบจาก ตัวแทนต่าง ๆ ซึ่งจะมาดูแลแล้วก็ไม่ใช่ดูแลสื่ออย่างเดียว ดูแลพี่น้องประชาชนด้วยในการที่ จะออกมาตรฐานจริยธรรม กำหนดเรื่องของการร้องเรียนแล้วก็มีโทษในการที่จะตำหนิ ตักเตือน ตำหนิต่อที่สาธารณะ ซึ่งก็เป็นโทษเบามากส่วนคดีอื่น ๆ นั้นท่านก็ไปว่าคดีแพ่ง คดีอาญาเอาเองนะครับ สุดท้ายมีความเห็นสอดคล้องบางประการกับผู้คัดค้านในสภาวิชาชีพ และสมาคมว่าในตัวบทเฉพาะกาลอาจจะเกิดปัญหาขึ้น โดยเฉพาะที่ท่านคัดค้านว่ามีอธิบดี กรมประชาสัมพันธ์มีระยะเวลาในการเร่งรัดที่จะออกจรรยาบรรณจริยธรรมสื่ออาจจะเกิด ปัญหาขึ้น สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าแก้ไขได้ถ้าร่างนี้กลับเข้าสู่วาระ ๑ ผ่านแล้วเข้ากรรมาธิการ ผมจะเข้าไปอยู่เป็นกรรมาธิการด้วยก็จะช่วยกันดูแลว่าปรับปรุงบทเฉพาะกาลอย่างไรไม่ให้ สื่อเหมือนถูกมัดมือชก ประการที่ ๒ ผมมีข้อตำหนิอีกเล็กน้อย ขอเวลาท่านประธานเล็กน้อย นะครับ มีการแสดงความคิดเห็นต่อหลังจากที่ผมเอ่ยชื่อหน่วยงานที่กฤษฎีกาไปรับฟังแล้ว มีการขึ้นเว็บไซต์ (Website) รับฟังความคิดเห็นจากประชาชนน้อยมากครับ มีผู้ร่วมแสดง ความคิดเห็นแค่ ๑ ท่าน เพราะฉะนั้นเมื่อถ้ากรรมาธิการรับหลักการผ่านวาระ ๑ แล้วตั้ง กรรมาธิการได้แล้วระหว่างที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านต้องไปหาเสียงเลือกตั้งผมมี ข้อเสนอเลยครับ คนที่ลงปาร์ตีลิสต์ (Party List) ท่านอาจจะมาเป็นกรรมาธิการได้ร่วมกับ ทางวุฒิสภา เราใช้เวลาก่อนถึงเดือนที่ท่านจะกลับมาตั้งกรรมาธิการและพิจารณาไป แต่คนที่ ลงเขตขอให้เปลี่ยนตัวเป็นผู้แทนหรือนักวิชาชีพด้านสื่อสารมวลชนที่เห็นด้วยหรือเห็นต่างกับ ท่านเข้ามาอยู่ร่วมเป็นกรรมาธิการจะทำอย่างไรครับ กรรมาธิการจะได้ประชุมได้ครับ แล้วผมกราบเรียนท่านประธานเลยว่าข้อคิดเห็นต่างกันระหว่างผู้สนับสนุนกับผู้เห็นต่าง ระหว่างอดีตนายกสมาคมในอดีตที่เคยเห็นด้วยกับนายกสมาคมปัจจุบันสภาปัจจุบันที่อาจจะ เห็นต่างกันจัดเวทีสาธารณะอีกสัก ๓-๔ รอบ พูดคุยตกผลึกรายมาตรา ดูสิว่าข้อเห็นต่างตรงนั้น แก้ไขได้อย่างไร แล้วสุดท้ายถ้านำร่างปรับปรุง แก้ไขได้ในชั้นกรรมาธิการ คณะรัฐบาลใหม่ ท่านมีเวลา ๖๐ วัน ที่จะเสนอว่าเห็นด้วยหรือไม่ ถ้าท่านเห็นด้วยท่านก็ยืนยันร่างที่ปรับปรุง แก้ไขผ่านการระดมความคิดเห็นของผู้เห็นด้วยและเห็นต่างใหม่อีกครั้งหนึ่ง กรรมาธิการ ปรับปรุงเสร็จแล้วรอท่านกลับเข้ามาในสภาท่านก็เสนอเห็นชอบเข้าสู่รัฐสภากระบวนการ ก็เดินหน้าต่อ หากท่านเห็นว่าร่างที่กรรมาธิการไประดมความคิดเห็นของเพื่อนสื่อมวลชน และประชาชนสำคัญนะครับ อย่าอ้างตัวเป็นสื่อมวลชนแล้วชี้นิ้วไปที่คนอื่นอย่างเดียว ตัวท่าน ๔ นิ้ว มันหันกลับมาที่ตัวเองเสมอ ท่านต้องยอมรับการปฏิรูปด้วย เรียกร้อง นักการเมือง เรียกร้องตำรวจ เรียกร้องทุกคนปฏิรูป ลืมเรียกร้องตัวเองปฏิรูปไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าท่านไม่เห็นด้วยกับร่างนี้ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ท่านมีเวลา ๖๐ วัน ก็ไม่ต้อง ยืนยันร่างเข้าสู่สภา ดังนั้นผมจึงอยู่ในหลักการที่เห็นว่าเห็นชอบที่จะนำร่างฉบับนี้ซึ่งผ่าน ความเห็นการต่อสู้มาตลอดระยะเวลา ๒๐ กว่าปีมาเป็นร่างปฏิรูปคราวนี้ และเป็น ข้อเรียกร้องของประชาชนที่อยากเห็นการปฏิรูปสื่อมวลชนเป็นหนึ่งในองค์กรหลักในการร่วม ปฏิรูปประเทศชาติบ้านเมือง ในการเสนอรับหลักการ ส่วนการตั้งกรรมาธิการขอเสนอให้ ทางฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้านได้ปรับปรุงคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรที่จะส่งเข้ามา ส่วนของวุฒิพร้อมครับเพราะรอท่านอยู่ แล้วก็จะดำเนินการในสิ่งที่ได้กราบเรียนไปแล้วว่า จะไปรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติม รวมทั้งปรับปรุงความเห็นด้วย เห็นต่างของร่างฉบับนี้และ รอท่านเข้ามาพิจารณายืนยันร่างอีกครั้งหนึ่งเมื่อท่านกลับเข้าสู่สภา กราบขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปคุณจิรายุ ห่วงทรัพย์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กราบเรียนท่านประธานครับ ขออนุญาต ใช้เวลาเลยที่ขอไปนิดหน่อยนะครับ เนื่องจากเป็นวิชาชีพที่ผมจบมหาวิทยาลัยมาก็ไม่เคย ไปทำอาชีพอื่นเลย จบปุ๊บก็เข้าเป็นนักหนังสือพิมพ์ผ่านเหตุการณ์สำคัญของประเทศ เช่น พฤษภาทมิฬ ก็เป็นช่างภาพในพื้นที่ แล้วก็เห็นการเปลี่ยนผ่านกฎหมายหลายฉบับที่เราถูกปิดกั้นเสรีภาพ ของสื่อมาโดยตลอด ตั้งแต่ยุค ๓๕ จนกระทั่งมีการปฏิวัติรัฐประหาร ผมถูกนำไปคุมขัง ก็หลายครั้ง ถูกควบคุมในการบังคับให้พูดบนสถานีโทรทัศน์ก็เคยเจอมาแล้ว ท่านประธาน ที่เคารพครับ กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ดีนะครับ ถ้าสมบูรณ์ ไม่สุกเอาเผากิน แต่ว่าเท่าที่ผมอ่านมาแล้ว รากของมันมาแบบไม่ชอบเท่าไรครับ ผมจึงมีความเห็นว่าให้ท่าน ธนกร วังบุญคงชนะ ท่านรัฐมนตรีของผมถอนออกไปก่อนก็จะเป็นพระคุณยิ่ง สอดรับ กับท่านประธานชวนเคยดำริไว้เมื่อชั่วโมงที่แล้ว ว่าอยากจะใช้เวลาสภาให้คุ้มค่า ผมว่า ผ่านไปรังแต่จะสร้างปัญหานะครับ ท่านรัฐมนตรีครับ ถ้าเป็นไปได้ถอนไปเลยครับ ด้วยเหตุผล ๖-๗ ประการดังต่อไปนี้ครับ กฎหมายฉบับนี้มีรากของลัทธิอำนาจนิยม ร่างมาตั้งแต่ในสมัยของ สปท. ก็คือสภาปฏิรูปประเทศหลังการปฏิวัติรัฐประหารปี ๒๕๕๗ มีการยกร่างกันมาตั้งแต่ ๖-๗ ปีที่แล้วครับ เนื่องจากมีความเห็นแบบลัทธิอำนาจนิยมว่า สื่อมวลชนและประชาชนต้องควบคุมได้โดย คสช. มันจึงเกิดเพลงเราจะทำตามสัญญา เราจะขอเวลาอีกไม่นาน เพราะมีการควบคุมสื่อครับ ท่านธนกรดูกรมประชาสัมพันธ์ ท่านไปดูประวัติเลยครับว่าในยุคนั้นโดนอะไรกันไปบ้าง เพราะฉะนั้นรากของมัน ผมเชื่อว่า มันไม่มีความบริสุทธิ์ผุดผ่องให้กับพี่น้องสื่อมวลชนครับ พอลงไปดูรายมาตราท่านประธาน ที่เคารพครับ แล้วก็เข้าไปดูในเว็บไซต์ (Website) ต่าง ๆ เขาเขียนกันชัดนะครับ หยุดตีทะเบียนสื่อ หยุดครอบงำประชาชน เป็นบุคลากรที่อยู่ในแวดวงสื่อสารมวลชนแม้ผม จะไม่เคยเข้าไปเป็นคณะกรรมการของสมาคมต่าง ๆ ในชีวิตเคยเป็นอุปนายกสมาคม ผู้สื่อข่าวรถยนต์ รถจักรยานยนต์ไทย ๒ สมัย แต่ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเขียนบทบัญญัติ ต่าง ๆ เพราะพวกเรามีความรู้สึกว่าปากใครพูด มือใครเขียน เจ้าต้องรับผิดชอบ ถ้าผม พูดไม่ดีไป ท่านธนกรไม่พอใจผม ท่านก็ฟ้องผม ผมเขียนอะไรไปไม่ดี อ่านปุ๊บก็รู้แล้ว อันนี้ น้ำเน่า อันนี้เอียงกระเท่เร่ อันนี้ด่าคนนั้นเพื่อคนนี้ มันผ่านไปอย่างรูปธรรมที่สัมผัสต้องได้ พอลงไปดูในรายมาตรา ผมก็พยายามสังเคราะห์ ๕๐ กว่ามาตรา ก็จะเห็นเลยครับว่าอ๋อ คนเขียนนี่เขียนในยุคที่ไม่อยากให้สื่อมวลชนมันด่าผู้นำประเทศ เพราะมันวางแผนที่จะ ลงเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ลงเลือกตั้งเป็นพรรคการเมือง เพราะฉะนั้นกฎหมายนี้มันมี รากที่มา พอรากที่มาปุ๊บ เมื่อปีที่แล้ว มกราคมนำเข้า ครม. โยนตูมให้รัฐสภา ค้างเติ่ง จนกระทั่งมาถึงปัจจุบันนี้ครับ ผมจึงอยากจะบอกท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรี และ ครม. ครับว่า การดูแลสื่อ การปฏิรูปสื่อหรือท่านจะไปกล่าวพาดพิงคนนั้นคนนี้ว่าคนนั้น อยากจะปฏิรูปตำรวจ ก็เรื่องของท่าน แต่ผมเห็นว่ากลไกเหล่านี้ มันมีกาลเวลาเป็นตัวช่วย ปีศาจแห่งกาลเวลาเท่านั้นที่จะทำให้สื่อมวลชนอยู่ไม่ได้ในสังคม ท่านประธานครับ ผมเห็น หลายตึกของสื่อมวลชนชื่อดังก็ขายกินกันมาเยอะนะครับ ขับรถไปบนถนนวิภาวดี-รังสิต เป็นเส้นทางที่มีสื่อมวลชนมากที่สุดตั้งแต่ผมจบมหาวิทยาลัยและไปทำงานสื่อสารมวลชน วันนี้ก็เล่นแร่แปรธาตุขายกันไปครับ ก็เพราะว่าจุดยืนในสื่อสารมวลชนไม่มี สุดท้ายสังคม ก็ลงโทษปีศาจแห่งกาลเวลาก็จัดการท่าน🔗
ประเด็นต่อมาท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะนำเรียนท่านให้เห็น ถึงรายละเอียด ทำไมในขั้นรับหลักการ ผมจึงบอกว่าท่านรัฐมนตรีถอนไปก็ดีครับ ไปดู ในมาตรา ๓ ผู้ประกอบการวิชาชีพสื่อมวลชน บุคคลผู้ประกอบวิชาชีพเป็นปกติธุระ คือแค่ความหมายก็งงแล้วครับ ท่านประธานเชื่อไหมครับ สมาชิกรัฐสภาที่นั่งอยู่นี้ ไม่ได้จดทะเบียนเป็นสื่อนะครับ แต่ท่านมีผู้ฟอลโล (Follow) หรือผู้ติดตามในเฟซบุ๊ก (Facebook) ก็ดี ไอจี (IG) ก็ดี ทวิตเตอร์ (Twitter) ก็ดี เป็นแสน ๆ ล้าน ๆ คน นี่เป็นปกติธุระไหมครับ คำนิยามของกฎหมายฉบับนี้ก็ดี หรือรายละเอียดรายมาตรา มันหลงยุคครับ มันตกยุค สื่อทุกวันนี้ ใครจะออกไปเขียนด่า ถ้าใบรายชื่อ จิรายุ ห่วงทรัพย์ เมื่อไรผมเขียนสัก ๔-๕ ที ทัวร์ (Tour) ลงครับ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นทัวร์ (Tour) ปกติ ทัวร์ (Tour) แบบไอโอ (IO) ของส่วนราชการลง ผมก็สำนึกครับ ความน่าเชื่อถือผมก็ หมดเช่นเดียวกันครับ ท่านประธานที่เคารพ ในมาตรา ๖ ก็เช่นเดียวกัน ให้มีสภาวิชาชีพสื่อ ผมถามจริง ๆ ให้ใครมาตรวจสอบหรือครับ เมื่อสื่อตรวจสอบกันเอง ท่านมีหัวไหมครับ ท่านมีสังกัดไหมครับ ถ้าท่านมีท่านเอียงไหมละครับ ถ้าท่านเอียงก็กระเท่เร่ เช่นเดียวกัน กฎหมายฉบับนี้ผมจึงบอกว่ามันยังไม่สมบูรณ์ ท่านเอากลับไปเถอะครับ นอกจากนี้พอไปดู ลงรายละเอียดลึก ๆ เหมือนกับจะไปดูที่การตั้งคณะกรรมการครับ ตั้งกรรมการจริยธรรม ยังไม่รู้เลยคำว่าจริยธรรมเป็นอย่างไร เหมือนที่ผมโดนร้องกับประธานสภานะครับ ผมก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่ผมทำนี่ผมทำเพื่อพี่น้องประชาชน ผมผิดจริยธรรมไหม มีกรรมการไปบอกว่า ผมไม่ผิด แล้วถ้าเกิดบอกว่าผมผิดล่ะ เป็นเพราะว่าฝ่ายตรงข้ามที่เป็นคณะกรรมการ ไม่ชอบผมขึ้นมาหรืออยู่ฝ่ายตรงข้ามทางด้านการเมืองแล้วชี้ผมว่าผิดล่ะ นี่หลักการเดียวกัน🔗
ประเด็นต่อมาก็คือในพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่ได้ให้อะไรกับประชาชนเลย ไม่ได้เป็นประโยชน์เลย ไปปิดกั้นสื่อมวลชนด้วยวิธีการเช่นนั้น ซึ่งผมบอกแล้วว่าปีศาจ แห่งกาลเวลาจะเป็นผู้จัดการเขา ไม่มีสื่อใดในโลกที่อยู่แบบยั่งยืน เจริญก้าวหน้าในหน้าที่ การงาน เวลาจะบอกเลยว่าสื่อนี้เอียงกระเท่เร่ โถเปิดมาพูดปุ๊บก็เห็นลิ้นไก่แล้ว พวกตัวเอง ออกเช้า กลางวัน เย็น ทำอะไรก็ดี ยิ้มเห็นฟันขาวยังบอกว่าหล่อเลย ผมจึงบอกท่านประธาน ว่าในหมวด ๕ จริยธรรม พี่น้องสื่อมวลชนในเฟซบุ๊ก (Facebook) ก็ดี ในโซเชียล (Social) เขาเขียนกันเยอะว่ามีการเขียนถึงการตักเตือนในมาตรา ๓๑ ภาคทัณฑ์ ตำหนิ และให้เยียวยา ตำหนิจิรายุอย่าเขียนอีกนะ ภาคทัณฑ์ถ้าเขียนอีกเดี๋ยวจะไล่ออกนะ ไล่ออกแล้วอย่างไร ผมลาออกจากหนังสือพิมพ์ผมก็ไปตั้งหนังสือพิมพ์จิรายุของผม แล้วผมก็ ไปจดทะเบียนแล้วผมก็ด่าฝ่ายรัฐบาล ด่า พลเอก ประยุทธ์ ด่าพี่แด็กของผมทุกวัน ทำอย่างไรล่ะครับ บทลงโทษก็ไม่ชัดเจน ประเด็นต่อมาท่านประธานที่เคารพครับ ท่านไปให้ อำนาจในการตั้งอนุกรรมการในการตรวจสอบ โอ้โฮ นี่อำนาจล้นเลยครับ ผมนั่งกับข้างบน บัลลังก์มีกรรมการ ๗ คน เอาแบบ ๙ คนก็แล้วกันล้อแบบ ป.ป.ช. ๙ คนนี้สามารถไปตั้ง คณะอนุกรรมการได้อีกนะครับ แล้วให้อนุกลั่นกรองมาเสนอกรรมการ ผมถามว่ากรรมการ จะมีความรู้หรือที่คณะอนุไปตรวจสอบ เมื่อมาตรวจสอบปุ๊บส่งให้กรรมการ กรรมการ ฟันธงเลย อำนาจของอนุกรรมการก็ยังไม่ชัดเจนในพระราชบัญญัติฉบับนี้ครับ นอกจากนี้ ถ้าคณะกรรมการจริยธรรมดังที่ว่านี้ ๖ คน ๗ คน ๘ คน ๙ คน ผมไม่สนใจหรอกจะมาจาก กรมประชาสัมพันธ์ พอพูดกรมประชาสัมพันธ์ก็ไม่ได้ว่าอะไรท่านหรอกครับ ก็เป็นหน่วยงาน ราชการเป็นส่วนที่ดูแลรัฐก็เป็นเรื่องปกติที่จะต้องเชียร์รัฐ เชียร์ท่านรัฐมนตรีอยู่แล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สื่อมวลชนทั่วไปพอท่านไปเขียนกฎหมายแบบนี้ผมถามใช่เรื่องหรือครับ ใช่เวลาหรือครับ มันอยู่ในเวลาเหมาะสมหรือที่เอาพระราชบัญญัติฉบับนี้เข้ามาในรัฐสภาเพื่อ ผมจึงบอกว่ามันมีกฎหมายหลายฉบับมีเรื่องราวอีกเยอะแยะมากมาย สมมุติว่าเราไม่เอา เรื่องนี้เข้าครับ ไปกลั่นกรองให้ดี ไปดูในรายมาตรา มาตรา ๔๑ อำนาจของกรรมการ มาตรา ๔๐ โดนสื่อด่าแต่ไม่เป็นสมาชิกก็ร้องได้ภายใน ๑ ปี ร้องอย่างไรละครับ ฟ้องอย่างไร ที่ท่านบอกว่ามีกฎหมายแพ่งพาณิชย์ มีกฎหมายหมิ่นประมาท อันนี้ก็บังคับใช้อยู่แล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ โดยสรุปผมเห็นว่าเจตจำนงดีแต่มันยัดไส้ข้างใน และรากของมัน มาแบบที่พี่น้องประชาชนและพี่น้องสื่อมวลชนไม่สามารถที่จะไว้วางใจได้ ถ้าเป็นไปได้ ท่านทำคู่เทียบเลย ท่านให้สมาคมสื่อที่ท่าน ส.ว. ว่านี่ไปยกร่างขึ้นมาใหม่เลยแล้วเอามา เปรียบเทียบกันดูหน่อยสิ แล้วเชิญผมเข้าไปหน่อยสิผมไม่อยากจะไปพูดเยอะ กฤษฎีกาบอก มีคนให้ความเห็น ๒ คน หน่วยงานนั้นหน่วยงานนี้มีคนให้ความเห็น ๓ คน มันอายเขา เดี๋ยวเขาจะหาว่าส่วนราชการไทยเปิดประชาพิจารณ์แล้วเปิดในเว็บไซต์ (Website) แล้ว มีคนให้ความเห็น ๒ คนเห็นด้วย ผ่านกฎหมายเลย ไม่ได้นะครับ โดยสรุปกฎหมายฉบับนี้ ไม่ตรงปกประเด็นที่ ๑ กฎหมายฉบับนี้ไม่รู้กาละและเทศะ ไม่รู้เรื่องกาลเวลาเลยว่าวันนี้ เศรษฐกิจจะย่ำแย่จะเป็นจะตายกันอยู่แล้วยังเอากฎหมายพวกนี้เข้ามาควบคุมอีก ไม่รู้เลยว่า มีเทศะขนาดไหนที่ควรจะต้องเอาเข้ามาแล้วก็ทำแบบไหน อย่างไร ตอบอะไรไม่ได้สักอย่าง นอกจากความเห็นของพวกฉัน ฉันอยากจะทำ ฉันว่าสื่อมันอย่างนั้นอย่างนี้ เวลาที่เห็นอะไร ไม่ตรงข้ามก็จะพูดอีกแบบหนึ่ง ถ้าเวลาเห็นอะไรตรงข้ามก็จะพูดแบบที่ฉันชอบ ผมจึงบอก ท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีนะครับ กรุณาได้ถอนพระราชบัญญัติฉบับนี้ออกไปก่อน แล้วก็ไปทำประชาพิจารณ์ให้ชัดเจนมากกว่านี้ ตั้งโต๊ะระดมความคิดเห็นท่านอุตส่าห์เป็น รัฐมนตรีแล้วท่านเชิญสมาคมสื่อเลยเชิญผมไปด้วยแล้วเดี๋ยวผมจะช่วยถาม เชิญนักข่าวที่อยู่ ห้องสื่อมวลชนที่เขาเป็นระดับปฏิบัติการ ไม่ใช่ บก. ข่าว ไม่ใช่กรรมการสมาคม เป็นนักข่าวล้วน ๆ เอาไปพูดคุยกัน แล้วดูแล้วสังเคราะห์ดูครับว่ามันถูกกาละและเทศะ หรือไม่ ผมจึงนำเรียนท่านประธาน ขอให้ทางรัฐบาลได้ถอนกฎหมายฉบับนี้ออกไปก่อน ขอบพระคุณครับ🔗
คุณธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ครับ🔗
เรียนท่านประธานคะ ธัญวัฒน์ กมลวงศ์วัฒน์ บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิก รัฐสภาค่ะ วันนี้ธัญจะมาขออภิปรายวาระ ๑ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและ มาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนประเด็นแรกก่อน ธัญคงต้องทำความเข้าใจกับทุก ๆ ท่าน แล้วก็ ประชาชนที่ได้ฟังการอภิปรายอยู่ว่าสื่อนั้นมีความสำคัญต่อประชาชนทุกคนอย่างมาก และเราปฏิเสธไม่ได้ว่าสื่อทั่วโลกนั้นแรกเริ่มเป็นเครื่องมือการสื่อสารของรัฐ นี่คือความเป็นจริง ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ นั้นเช่นเดียวกันค่ะเวลาที่เราเกิดวิทยุ โทรทัศน์แห่งประเทศไทยนั้น มันคือเครื่องมือการสื่อสารของรัฐ เพราะฉะนั้นจากอดีตที่ผ่านมานักสื่อสารมวลชนต่าง ๆ ได้พูดถึงอธิบายทฤษฎีต่าง ๆ เกี่ยวกับการสื่อสารของรัฐนั้นว่าเป็นทฤษฎีแห่งเข็มฉีดยาบ้าง คือฉีดใส่ข้อมูลเพียงด้านเดียว สิ่งที่รัฐต้องการให้ประชาชนรู้ สิ่งที่รัฐต้องการให้ประชาชน ปฏิบัติตาม จนในยุคต่อมาเราได้ทำความเข้าใจว่าทฤษฎีเข็มฉีดยาเหล่านี้คือการล้างสมอง วันเวลาเปลี่ยนไป การตื่นรู้ของสังคม ความก้าวหน้าของสังคมนี่เองที่จะทำให้สื่อนั้นจะต้อง ปรับตัวเพราะสื่อต่างรู้ดีว่าสื่อนั้นไม่สามารถเป็นเครื่องมือของรัฐได้ตลอดไป เพราะสื่อมวลชน ต้องเป็นของประชาชน และนี่คือการปรับตัวครั้งยิ่งใหญ่และในเวลานี้เราก็กำลังปรับตัว ครั้งยิ่งใหญ่ และนั่นหมายถึงว่ารัฐเองก็ต้องปรับตัว และนักการเมืองที่อยู่ในสภาแห่งนี้ก็ต้อง ปรับตัว ท่านได้รับข้อมูล อย่างธัญก็เกิดทันในช่วงพฤษภาทมิฬปี ๒๕๓๕ ธัญต้องบอก อย่างหนึ่งเลยว่าสิ่งหนึ่งที่ธัญได้พบเจอในสถานการณ์นั้นกับพี่สาวเป็นสิ่งที่แตกต่างจากการ นำเสนอสื่อในขณะนั้นอย่างมาก ท่านทราบไหมครับว่าในเวลาต่อมาท่านทราบไหมว่า ภาพต่าง ๆ ที่สื่อมวลชนนั้นไม่สามารถนำเสนอในสื่อสาธารณะทางโทรทัศน์ได้ถูกขาย เป็นวิดีโอ (Video) อยู่ในคลองถมและเป็นวิดีโอ (Video) ในการใช้อาวุธกับประชาชน สิ่งเหล่านี้ถูกปิดตาทำให้สังคมของเราบิดเบี้ยว สื่อและความเป็นประชาธิปไตยนั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดและเป็นความสำคัญอย่างมาก เพราะประชาธิปไตยและสื่อนั้น ต้องสื่อสารข้อมูลที่รอบด้านทุกด้านและครบถ้วน และเป็นจริง แต่ปัญหาอย่างหนึ่งของ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้คือพูดถึงเรื่องสิทธิเสรีภาพในการนำเสนอข่าวก็จริง แต่ก็จะพูด ในประเด็นที่ว่าไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน ศีลธรรมอันดีของประชาชนคืออะไร มันเป็นคำที่ฟังดูสวยหรู ฟังดูดี ฟังอยู่บนสวรรค์ ฟังอยู่เหมือนว่าเป็นคนดีที่ปฏิบัติตน แต่คำนี้ ธัญต้องบอกเลยว่าสร้างมายาคติความเป็นกลางของสังคม ความเป็นกลางที่ไม่เคยเป็นกลาง ความเป็นกลางที่ทำให้คนคิดว่าการไม่พูดเรื่องการเมืองนั้นคือความเป็นกลาง การเงียบเสียง หรือไม่ออกแสดงความเห็นนั้นคือความเป็นกลาง ท่านคิดว่าเรื่องนี้เป็นจริง ๆ หรือเปล่าค่ะ อย่างเช่นว่ารัฐประหารที่ผ่านมาเราต้องการความสงบไม่ต้องการการโต้เถียงทางการเมือง เราเลยออกมาเพื่อความสงบและคืนความสุขให้กับทุกคน อันนั้นเป็นความสงบที่เรามองว่า ไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือเปล่า และมันคือความเป็นกลางไหมค่ะ เวลาที่มีคน ออกมาทำอาชญากรรมระดับโลก รัฐประหารลิดรอนสิทธิเสรีภาพนั้นถือว่าเป็นอาชญากรรม แต่เราก็มองว่าเขากำลังทำความดี อันนั้นคือความเป็นกลางหรือเปล่าค่ะ ธัญอยากจะถามว่า ไม่ขัดต่อศีลธรรมอันนี้ ธัญจะยกตัวอย่างในงานที่ธัญทำอยู่ในขณะนี้นะคะ เกี่ยวกับการ ค้าประเวณีถูกกฎหมาย จากการที่ธัญทำและมีการขับเคลื่อนกฎหมายแรงงาน การค้าประเวณีก็ขัดศีลธรรมอันดี กฎหมายสถานประกอบการก็ขัดศีลธรรมอันดี กฎหมายต่าง ๆ ขัดต่อศีลธรรมอันดีในการ ค้าประเวณี ธัญถามว่าแล้วสิ่งเหล่านี้จะพูดในสื่อได้ไหม แล้วถ้าเกิดเราพูดในสื่อไม่ได้ในการ ที่จะขับเคลื่อน แล้วมันเป็นความเป็นธรรมต่อคนที่ประกอบอาชีพดังกล่าวที่เขาจะไม่ได้รับ ความเป็นธรรมในสังคมแบบนี้อีกต่อไปหรือไม่ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ มาตรา ๗ หน้า ๒ ท่านได้กำหนดสิ่งต่าง ๆ ของหน้าที่สภาที่ท่านได้กำหนดขึ้นมา กำหนดมาฟังดูดีค่ะ ส่งเสริม การคุ้มครองเสรีภาพ ติดตามต่าง ๆ แต่ (๑๐) เปิดกว้างไว้เลย หน้าที่อื่นตามที่กฎหมาย กำหนด แล้วท่านจะกำหนดอะไรลงมาอีกคะ ท่านช่วยตอบคำถามอันนี้ด้วยนะคะ เพราะว่า ท่านเขียนแบบนี้ก็เท่ากับว่าท่านจะพูดอะไรก็ได้ จะกำหนดอะไรภายหลังก็ได้ ใช่ไหมคะ สิ่งหนึ่งที่สำคัญในกลไกประชาธิปไตยคือสื่อต้องกำกับดูแลซึ่งกันและกันเอง อย่างธัญ ได้มีโอกาสไปทำงานเกี่ยวกับสื่อ พูดถึงเรื่องการสื่อสาร ความหลากหลายทางเพศในสื่อว่าเรา ควรจะสื่อสารอย่างไรให้ไม่เกิดอคติ สื่อทำงานหนักค่ะ วันนี้สื่อทำงานหนัก สื่อรับฟังพวกเรา เรารับฟังสื่อ เราเข้าใจว่าวันนี้สื่อต้องทำข่าวอย่างไรที่เขาอยู่ได้และเราก็ไม่ถูกตีตรา สื่อทำงานอย่างหนักอยู่แล้ว และประชาชนนั้นควรจะเป็นคนที่ตัดสินสื่อ ไม่ใช่รัฐมาบอกว่า สื่อนี้ดีหรือไม่ดี และสื่อนี้ควรปิดตัวไปหรือไม่ปิดตัวไป เพราะประชาชนจะเป็นคนบอก สิ่งเหล่านั้นเอง เรื่องบันทึกเหตุผลความจำเป็น ธัญได้พลิกไปดู ต้องขออนุญาตจริง ๆ ว่า ท่านได้พูดถึงเหตุผลความจำเป็นในเรื่องของการออกร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ท่านพูดว่า เกิดความขัดแย้งรุนแรงในประเทศ ธัญมองไม่เห็นเลยว่าประเทศเราขัดแย้ง อันนี้เป็นความ เข้าใจผิดอย่างมาก ธัญคิดว่าประชาชนนั้นกำลังแสดงสิทธิเสรีภาพทางความคิดของพวกเขา แต่หากท่านมองว่านี่คือความขัดแย้ง ธัญก็ต้องบอกไว้เลยว่าธัญไม่เห็นด้วยกับ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ มาตรา ๓๙ เป็นวิธีการแบบฮิตเลอร์ ใครมาฟ้องก็ได้เกี่ยวกับ จริยธรรมสื่อ ธัญต้องถามว่าอันนี้เราอยู่ในยุคฆ่าล้างเผ่าพันธุ์แบบฮิตเลอร์หรือเปล่า ที่มีชาวเยอรมันสุดโต่งเอาสีไปทาประตูบ้านว่าใครเป็นยิว ใครเป็นคนดี คนไม่ดี แล้วก็ ให้ทหารจับตัวไปรมควัน รมแก๊ส ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อันนี้มันเป็นวิธีคิดแบบสงครามโลก ครั้งที่ ๒ ที่มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กัน ประชาชนตรวจสอบอยู่แล้ว สื่อที่อยู่ไม่รอดก็คือสื่อที่ ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน วันนี้สปอนเซอร์ (Sponsor) สินค้าต่าง ๆ คำนึงเรื่องนี้ค่ะ เขารู้ดีว่าการที่เขาจะสนับสนุนรายการใดนั้นเขาก็ยากลำบากใจเหลือเกิน เพราะว่าฝ่ายหนึ่ง ก็เป็นรัฐที่ต้องการความสงบเรียบร้อย ในขณะที่เขาก็รู้สึกว่าถ้าเขาไม่ยืนอยู่ข้างประชาชน เขาก็จะรู้ว่าสินค้าเขาก็จะเกิดผลกระทบกับรายได้ มันควรจะเป็นกลไกประชาธิปไตยที่สื่อนั้น จะต้องเป็นของประชาชน ธัญจะเชื่อร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้อย่างไร จากปี ๒๐๑๙ ประเทศไทยจัดเป็นประเทศที่ไม่เสรี ข้อมูลจากฟรีดอมเฮาส์ (Freedom house) หรือว่า อย่างปีล่าสุด ๒๐๒๒ สิทธิทางการเมือง ได้ ๕ คะแนนเต็ม ๔๐ สิทธิเสรีภาพได้ ๒๔ เต็ม ๖๐ คะแนนเต็ม ๑๐๐ เราได้ ๒๙ คะแนน เราจัดว่าเป็นประเทศที่ไม่เสรีค่ะ เขาวัดจากอะไร เขาวัดจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ถูกลิดรอนเสรีภาพ เขาวัดจากการมีการยุบพรรค เป็นประเทศที่มีการยุบพรรคการเมือง อันนี้ก็จัดว่าเป็นประเทศที่ไม่เสรี และเวลาที่เราอยู่ใน กระถางประเทศที่ไม่เสรี ท่านออกกฎหมายการควบคุมสื่อ ที่ท่านใช้คำว่าส่งเสริม ธัญจะเชื่อ กฎหมายนี้ได้อย่างไร เพราะว่าประเทศเราไม่เสรี และวันนี้ประเทศเราก็ไม่ได้เสรี วันนี้ ประเทศก็ปิดปากเสียงประชาชนไม่ได้ถูกได้ยิน และนี่คือการควบคุมสื่อ ไม่ใช่เป็นการส่งเสริม เสรีภาพ ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗
คุณสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขต ๑ พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมขอกล่าว คำต้อนรับน้อง ๆ จากโรงเรียนสตรีสิริเกศ จังหวัดศรีสะเกษ ที่ได้มีโอกาสมาเยี่ยมชมสภา ของเรานะครับ ท่านประธานครับ วันนี้ผมได้มีโอกาสอภิปรายเรื่องร่างพระราชบัญญัติ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... ซึ่งคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ ขอย้ำชื่อร่างอีกครั้งนะครับว่าร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพ สื่อมวลชน พ.ศ. .... ซึ่งคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ ผมอภิปรายวันนี้ในฐานะของผู้ติดตามสื่อ ไม่ได้อภิปรายในฐานะของอดีตสื่อมวลชนหรือสื่อมวลชน ผมอภิปรายในฐานะของผู้ที่ดู ข่าวสาร และเราก็เห็นความเป็นไปมาของข่าวสารบ้านเมือง มีหลายครั้งต้องยอมรับว่า ในสังคมมีความเห็นว่าสื่อมวลชนอาจจะมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปตัวเอง มีหลายครั้ง ที่เราคิดว่าการนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชนนั้นถูกต้อง เที่ยงธรรม เป็นอิสระ จริงหรือไม่ เราได้เห็นในปัจจุบันนี้มีแพลตฟอร์ม (Platform) ต่าง ๆ ที่นำเสนอข่าว แล้วสื่อมวลชน ซึ่งเป็นกระแสหลักก็นำข่าวเหล่านั้นไปเผยแพร่ต่อ ซึ่งเมื่อมารู้ในภายหลังก็ทราบว่า เป็นเฟคนิวส์ (Flake News) เราได้เห็นข่าวที่ประชาชนให้ความสนใจ มีความนิยมมาก แต่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และเป็นการบิดเบือนกระแสสังคม เราได้เห็นข่าวที่หลอกลวง ประชาชนให้ต้องไปเสียเงินเสียทองแบบนี้จำนวนมาก เราได้เห็นสื่อมวลชนบางสื่อที่ทำตัว เป็นมาเฟีย (Mafia) ที่จะนำเสนอข่าวสารเพื่อจะเรียกรับผลประโยชน์ นั่นคือสิ่งที่เราคิดว่า เราอยากจะเห็นในการปฏิรูปสื่อ แต่คำถามที่ผมอยากจะถามต้องขออนุญาตเรียนถาม ท่านรัฐมนตรีด้วยความเคารพว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้แก้ปัญหาเหล่านั้นได้จริงหรือ ผมลองอ่านในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ซึ่งผมได้ย้ำชื่อร่างไป ๒ ครั้ง แต่ทั้งหมด ๔๙ มาตรา รวมถึงบทเฉพาะกาลที่ผมอ่านอยู่ผมดูแล้วเนื้อหาเหมือนกับการจัดตั้งสภา จริยธรรมสื่อ เหมือนเหมือนกับการจัดตั้งสภาวิชาชีพวิชาชีพใดวิชาชีพหนึ่งขึ้นมา ทั้งลักษณะ ของโครงสร้าง ทั้งลักษณะของการดำเนินงาน คำถามก็คือเราเสนอร่างส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานในวิชาชีพสื่อโดยการตั้งสภานี้แล้วจะเป็นการส่งเสริมจริยธรรมได้จริงหรือ ในการตั้งสภาวิชาชีพแต่ละวิชาชีพ เราได้มีประสบการณ์ว่าการตั้งสภาวิชาชีพขึ้นมาเพื่อจะ คุ้มครองคนกลุ่มหนึ่งในการประกอบวิชาชีพ แต่มันปฏิเสธไม่ได้ว่าในการตั้งสภาวิชาชีพนั้น มันก็จะไปกระทบกับคนที่ดำรงชีวิตอยู่ โดยการดำรงชีพของเขานั้นอาจจะใกล้เคียงกับ การประกอบวิชาชีพนั้น ๆ ผมลองอ่านในมาตรา ๓ สื่อมวลชนหมายความว่าสื่อหรือช่องทาง ที่นำเสนอข่าวสารท่านร่ายมา ๓-๔ บรรทัด สุดท้ายท่านบอกว่าไม่รวมถึงการจัดทำสื่อ หรือช่องทางดังกล่าวที่ดำเนินการเพื่อใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของตนโดยมิได้ มุ่งหวังแสวงกำไร ถ้ากฎหมายนี้ท่านเขียนมาเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วผมคิดว่าใช้ได้ครับ แต่ในปัจจุบันเราได้เห็นว่ารูปแบบของการนำเสนอสื่อต่างออกไป รูปแบบของการนำเสนอ ข่าวสารแตกต่างออกไป วันนี้เราได้เห็นว่าคนบางคนที่เขาไม่ได้ทำอาชีพสื่อ แต่เขาเป็นแม่ค้า ดารา นักแสดง หรือคนที่มีคนติดตามจำนวนมากหากเขาต้องการแสดงความคิดเห็น ซึ่งความคิดเห็นนั้นอาจจะไม่ได้ตรงกับที่ท่านเขียนไว้ คือเป็นภัยคุกคามหรืออะไร แต่เขา อาจจะแสดงความคิดเห็นตามความเชื่อของเขา จะต้องมาถูกพระราชบัญญัติฉบับนี้จำกัด สิทธิเขาหรือไม่ ตัวนี้เป็นคำถามที่ผมต้องถามถึงท่านกรรมาธิการครับ ในการร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับ สภาวิชาชีพต่าง ๆ นั้นผมเชื่อว่ามันมีความจำเป็นที่จะต้องฟังความคิดเห็นอย่างครบถ้วน วันนี้เราได้เห็นสมาคมผู้สื่อข่าว เราได้เห็นสมาคมเกี่ยวกับผู้สื่อข่าวต่าง ๆ ออกมาคัดค้าน จำนวนหนึ่ง แต่นอนครับมีคนเห็นด้วย แน่นอนครับมีคนเห็นต่าง แต่แน่นอนครับว่าสิ่งที่จะ ทำให้เขาเหล่านั้นสบายใจได้คือทางรัฐบาลจะต้องทบทวน จะต้องพิจารณาว่าร่างฉบับนี้ จะไม่เป็นการครอบงำเขาจริง สมาชิกหลายท่านอภิปรายไปว่าที่มาของเงินซึ่งมาจากการ จัดสรรของรัฐ มันก็เป็นเหตุให้เขาตั้งสมมุติฐานได้แล้วครับว่ารัฐจะมาครอบงำสื่อหรือไม่ ดังนั้นผมจึงเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะให้ท่านรัฐมนตรี ได้ถอนออกไปทบทวนก่อน แต่ถ้าเกิดว่าไม่ได้ ท่านบอกว่าวันนี้มันมาไกลขนาดนี้แล้ว จะต้องเดินหน้าผ่านไปให้ได้ก็ต้องฝากกรรมาธิการที่จะไปทำหน้าที่ต่อไปด้วยครับว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นั้นร่างมา ๕ ปีแล้ว ท่านสมาชิกบางท่านบอกร่างมาตั้งแต่สมัย ยังไม่มีติ๊กต็อก (TikTok) มาถึงวันนี้กฎหมายที่เราร่างมา ๕ ปีมันล้าสมัยแล้ว ฝากกรรมาธิการ ให้ทบทวนเรื่องนี้ให้เป็นธรรมกับผู้สื่อข่าวและคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนด้วยนะครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณคุณสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สำหรับนักเรียนที่มาเยี่ยมนั้นเราได้ตกลงกันครับ เนื่องจากคณะที่มาเยี่ยมนั้นจะมีวันละ หลายคณะก็เลยให้ขึ้นตัวหนังสือต้อนรับครับ ต่อไปเป็นท่านเสรี สุวรรณภานนท์ แล้วก็ จะเป็นท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ คุณวิสาร เตชะธีราวัฒน์ แล้วก็เป็น คุณมณเฑียร บุญตัน ขอเชิญคุณเสรีครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ขออนุญาตเสนอความเห็นอภิปรายเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอฉบับนี้ ต้องกราบเรียน ท่านประธานว่าการอภิปรายหรือพูดถึงสื่อมวลชนในสภาหรือในที่แห่งใดก็ตาม ผมเอง ก็ยอมรับครับว่ารู้จักกับสื่อมวลชนจำนวนไม่น้อย แล้วก็มีความใกล้ชิดผูกพันเป็นเพื่อนเป็นฝูง เป็นคนที่เคารพหลายท่าน ดังนั้นการจะพูดถึงสื่อมวลชนจึงพูดด้วยความระมัดระวังที่จะ ไม่กระทบกับความรู้สึกของคนที่เป็นสื่อมวลชน เพราะถ้าหากว่าเข้าใจผิดก็จะกลายเป็น คนที่ขัดแย้ง หรือกลายเป็นศัตรูกับสื่อมวลชน ซึ่งไม่เป็นผลดีกับคนที่ทำงานทางการเมือง หรืออยู่ในสายตาแวดวงของสื่อมวลชน ดังนั้นในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติส่งเสริม จริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนฉบับนี้ต้องเรียนอีกครั้งครับว่าไม่ใช่กฎหมาย ร่างแรกที่ได้ทำขึ้นมา แต่เรื่องเหล่านี้ได้พยายามที่จะให้มีกฎหมายเกี่ยวกับสื่อมวลชน ในรูปแบบต่าง ๆ มายาวนาน เป็นสิบ ๆ ปี ไม่ใช่ ๖ ปีตั้งแต่ทำร่างนี้มา ก่อนหน้านี้ก็เคย พยายามที่จะให้มีกฎหมายเหล่านี้ออกมาอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะว่าในการเสนอกฎหมายดังกล่าวจะถูกมองไปว่าเป็นการออกกฎหมายเพื่อจะควบคุม สื่อมวลชน ออกกฎหมายมาเพื่อจะปิดกั้นปิดปากสื่อมวลชนไม่ให้ทำหน้าที่โดยอิสระ ไม่ให้ทำหน้าที่ในฐานะที่เป็นหูเป็นตาแทนประชาชน แล้วก็ถูกระแวดระวังไปด้วยว่าถ้าหาก มีกฎหมายแล้วจะไม่สามารถมีเสรีภาพทางสื่อมวลชนในการทำหน้าที่ดังกล่าวนี้ได้ดังนั้น ที่ผ่านมากฎหมายจึงไม่ได้ออก แต่สื่อมวลชนเองก็พยายามที่จะตั้งองค์กรของตัวเอง ขึ้นมาแล้วเรียกชื่อว่าสภา มีหลาย ๆ สภาที่เกี่ยวกับสื่อมวลชน แต่สภาเหล่านี้ไม่มีกฎหมาย รองรับ ไม่เหมือนสภาวิชาชีพอื่น ๆ ที่พยายามจะตั้งขึ้นมาเพื่อจะควบคุมดูแล คุ้มครองให้การ ทำหน้าที่มีมาตรฐาน ด้วยความเป็นสื่อมวลชนเองก็ไม่ไว้ใจคนที่ออกกฎหมายว่า ถ้าออกมาแล้วทำให้ขาดอิสระ ขาดเสรีภาพมันก็เลยไม่มีกฎหมายเหล่านี้ออกมา แต่ท่านประธานครับ กฎหมายที่เรากำลังพิจารณาฉบับนี้เป็นชื่อร่างพระราชบัญญัติส่งเสริม จริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... ในเนื้อหาสาระของร่างฉบับนี้ผมก็ พยายามจะมองดูว่ากฎหมายฉบับนี้ออกมาปิดหูปิดตา ออกมาควบคุม ออกมาปิดปาก สื่อมวลชนไม่ให้ทำหน้าที่ของสื่อเองดังที่มีการพูดกันจริงหรือไม่ แต่เราก็ต้องยอมรับครับ กฎหมายที่จะออกมานั้นถ้ามันไม่มีปัญหามันก็ไม่มีเหตุผลต้องออก กฎหมายที่ออกมานั้น แสดงว่าบ้านเมืองมีปัญหา สังคมมีปัญหา ต้องการที่จะให้มีกติกาของสังคมเกิดขึ้นเพื่อจะได้ แก้ปัญหาที่มันเป็นอยู่ ดังนั้นกฎหมายที่เรากำลังพิจารณาอยู่นี้จึงได้ออกมาเพื่อจะแก้ปัญหา ในสิ่งที่มันเกิดขึ้น จริง ๆ แล้วผมก็อยากเห็นสื่อมวลชนทำหน้าที่สื่อมวลชนอย่างแท้จริง การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนโดยสุจริต การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนที่เป็นตัวแทนของสังคม ตัวแทนของประชาชนในการที่จะหาข้อมูลหาข้อเท็จจริงออกมาเปิดเผยเพื่อให้ประชาชนและ สาธารณชนได้รับทราบความเป็นจริง ในการเป็นอยู่ร่วมกันของคนในสังคม นี่คือสิ่งที่ผม อยากเห็นครับ อยากเห็นสื่อมวลชนเป็นสื่อมวลชนที่ดูแลสังคม คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของ ประชาชนอย่างจริงจังอย่างแท้จริง แต่เราก็พยายามจะพูดถึงว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นเรื่องของ เสรีภาพสื่อมวลชน โดยไม่เห็นมีใครพูดถึงว่าแล้วเสรีภาพของประชาชนอยู่ตรงไหน ถ้าหากว่า โดนสื่อถูกสื่อมวลชนนั้นล่วงละเมิดหรือกระทำการไปในแนวทางที่ทำให้คนอื่นเสียหาย ไม่ค่อยได้พูดถึงกัน พูดแต่ว่าเสรีภาพของสื่อมวลชนไม่ควรจะถูกปิดกั้นหรือถูกควบคุม แต่ในความเป็นจริงท่านประธานครับ แต่ในความเป็นจริงของสังคมไทยนั้น ผมก็อยากเห็น สื่อมวลชนที่ไม่แบ่งฝ่าย อยากเห็นสื่อมวลชนที่ทำหน้าที่แล้ว ไม่สร้างความขัดแย้ง ไม่บิดเบือน ไม่สร้างความวุ่นวายให้กับสังคม ให้กับประเทศ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นครับ สื่อมวลชน ของเราส่วนหนึ่งก็เป็นอย่างที่พูดนี่ละครับ เป็นสื่อมวลชนที่สุจริต ที่ทำหน้าที่อย่างแท้จริง แต่ก็มีบางส่วนครับที่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ตั้งหน้าตั้งตาที่จะพูดเสียดสี ด่าทอ ใส่ร้ายอีกฝ่ายหนึ่ง เป็นสภาพกันอยู่แบบนี้ซึ่งผมก็ไม่อยากเห็น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อมวลชนที่แบ่งฝ่าย ในทางการเมืองด้วย ในช่วงเวลาหนึ่งกลุ่มพรรคพวกของตัวเองเป็นรัฐบาล ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ก็ออกมาพูดจาวิพากษ์วิจารณ์ใส่ร้ายรัฐบาล แต่อีกช่วงเวลาหนึ่งอีกฝ่ายหนึ่งกลับไปเป็น รัฐบาลสลับกัน สื่อมวลชนอีกฝ่ายหนึ่งก็มีพฤติกรรมเดียวกันอยู่เช่นนี้ตลอดเวลา นี่คือสิ่งที่ เกิดขึ้นครับ มันเป็นโดยปกติธรรมชาติที่เกิดขึ้นแล้วว่าสื่อมวลชนแบ่งฝ่าย ฝ่ายตัวเองไม่ได้ เป็นรัฐบาลในทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมาก็จะเล่นงานกันอยู่ทุกวี่ทุกวัน ใส่ร้าย ด่าทอ เสียดสี พูดจาทำให้สังคมแตกแยก วุ่นวาย ดังนั้นในเรื่องเหล่านี้ผมเข้าใจว่ากฎหมายเองก็ช่วยอะไร มากไม่ได้ เพราะว่ามันเป็นความเป็นพวก มันเป็นเรื่องของทางการเมือง มันเป็นเรื่องปัญหา ของสังคม แต่ในร่างกฎหมายฉบับนี้พยายามดูนะครับ ผมเรียนตามตรงเลยครับ ถ้าเฉพาะ พูดอย่างตรงไปตรงมาแบบเนื้อหาของกฎหมาย ผมก็ยังไม่เห็นว่าส่วนใดที่ปิดกั้นสื่อมวลชน ไปควบคุมสื่อมวลชน ไปปิดปากสื่อมวลชน มีแต่ไปตั้งองค์กรขึ้นมา แล้วองค์กรสื่อมวลชน เหล่านั้นก็ทำหน้าที่ในการดูแลผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนในสายของตัวเอง แล้วโทษ เถอะครับท่านประธาน สมมุติว่าถ้าบอกว่าผิดจริยธรรมจริง มาตรา ๓๑ ก็มีตักเตือน ภาคทัณฑ์ ตำหนิโดยเปิดเผยต่อสาธารณชน ก็ไม่เห็นมีอะไรที่มันจะรุนแรง ที่มันจะต้องถึง กับว่าผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนต้องไปขึ้นทะเบียน ต้องไปจดทะเบียน ต้องมีใบอนุญาต ถ้าไม่มีแล้ว หรือทำผิดจะต้องไปยึดใบอนุญาต พักใบอนุญาต ไม่มีเลยครับท่านประธาน ไม่ได้รุนแรงอะไรถึงขนาดนั้น เพียงแต่ว่ามันเป็นกฎหมายที่จัดระบบ ระเบียบให้สื่อมวลชน เองนั้นได้รับประโยชน์ ผมไม่ได้เข้าข้างรัฐบาลที่เสนอกฎหมายนะครับ แต่ผมพยายาม มองโลกของความเป็นจริงว่าถ้าหากว่าเรามีกฎหมายสักฉบับหนึ่งแล้วแก้ปัญหาที่เป็นอยู่ ในสังคมนี้ได้ ไม่ทำให้สื่อที่สร้างความแตกแยกในสังคม ไม่ด่าทอรัฐบาลเกินกว่าเหตุ ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ตาม ไม่ใช่เฉพาะรัฐบาลชุดนี้ รัฐบาลไหนขึ้นมาก็ไม่อยากเห็นสื่อที่ให้ข้อมูล ใส่ร้ายกันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งไม่เป็นประโยชน์อะไรเลย เราจะทำอย่างไร เราเป็นสมาชิกรัฐสภา เรารับผิดชอบต่อกติกา สังคมของบ้านเมือง ของประเทศ ของประชาชน เราต้องช่วยกัน คิดครับ ไม่ใช่ไปยุยงส่งเสริม ออกกฎหมายสักฉบับหนึ่งก็ไปบิดเบือน ทำให้ไม่สามารถที่จะ ออกกฎหมายที่เป็นประโยชน์ได้ ถ้าหากว่าส่วนใดก็ตามกฎหมายฉบับนี้ถ้าร่างมาแล้ว ดูแล้วอาจจะไม่เป็นประโยชน์ ออกไปแล้วเสียหาย พวกเราต้องช่วยกันครับ ช่วยกันที่จะ ทำให้มันดีขึ้น ฟังสื่อมวลชนให้มาก ๆ ว่าเขาต้องการอะไร แล้วก็สร้างกฎหมายขึ้นมาเพื่อให้ ได้ประโยชน์กับการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน และสุดท้ายก็คือให้คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ของประชาชนอย่างแท้จริง ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเรียนเชิญ พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีภักดีนฤนาท แล้วตามด้วยท่านวิสาร เตชะธีราวัฒน์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาท แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขออนุญาตมีส่วนร่วมในการอภิปรายในวาระนี้ในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... ตามนี้ครับท่านประธานครับ คือเพื่อนผม ท่านณัฐวุฒิท่านพูดไปแล้วว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๕ เอาวรรคหนึ่งกับวรรคหก มาเท่านั้นเอง นี่แหละครับรัฐบาล รัฐธรรมนูญของตนเองแท้ ๆ หยิบมาไม่หมด เดี๋ยวผมจะบอก ว่าถ้าหยิบมาแค่นี้อะไรที่เป็นจุดบกพร่องและผมเองก็ไม่เห็นด้วยในร่างพระบัญญัติส่งเสริม จริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... ๔๙ มาตรานี้ ซึ่งขาดตกบกพร่องอะไรไปบ้าง ท่านประธานครับ ในรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้โดยเฉพาะเนื้อหาของคำว่าครอบคลุมถึงเจ้าหน้าที่ ของรัฐซึ่งปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชน เพียงแค่นี้ก็ยังไม่มีเลยครับ เขียนไว้อยู่ในมาตรา ๕ นิดเดียว ว่าฝืนคำสั่งได้ มีสิทธิปฏิเสธการปฏิบัติคำสั่งที่มีผลให้เป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมสื่อมวลชน โดยไม่ถือว่าเป็นการขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา ท่านประธานเคยเห็นข่าวเมื่อเร็ว ๆ นี้ไหมครับ ผู้นำของประเทศเดินย่างสามขุมเข้าไปในทีวี (TV) ช่องหนึ่งของภาคเอกชน โอ้โฮแม่นมากเลย ด้วยความมั่นใจ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่แม้กระทั่งสื่อของตัวเอง ช่อง ๑๑ ช่อง ๑๐ ที่กำลัง ออกอยู่ทุกวันนี้ไม่เคยมาครับท่านประธาน ผิดไหมครับ จริยธรรมนี้ผมว่าสื่อช่องนั้น เป็นเอกชนคงไม่ผิด แต่ถ้าสื่อเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกลับมาอีกครับ ท่านประธานครับ ท้ายของ เจตนารมณ์ของความมุ่งหมายของมาตรา ๓๕ ที่เขียนไว้ตอนท้าย รวมทั้งป้องกันมิให้รัฐเข้ามา ให้เงินหรือทรัพย์สินอื่นเพื่ออุดหนุนกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นของเอกชน แต่ในทางปฏิบัติต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์และภารกิจของหน่วยงานที่ตนสังกัด มีบลา บลา บลา (Blah Blah Blah) อีก แค่เข้าไปบอกดี ใช้ได้ ตัวเคพีไอ (KPI) ของสื่อคืออะไรครับท่านประธาน เคพีไอ (KPI) ของสื่อคือทรัสต์ (Trust) ความเชื่อ ความนิยมครับ นั่นคือตัวเคพีไอ (KPI) ผลสัมฤทธิ์ก็คือเรตติง (Rating) เห็นไหมครับว่านั่นคือการให้ทรัพย์สินอื่น เมื่อเดินย่างสามขุม เข้าไปช่องนั้นเรตติง (Rating) มาเลยครับ เพราะไม่มีใครเคยทำครับ ทั้งชีวิตไม่เคยทำครับ แต่ทำ เรียกเรตติง (Rating) มหาศาลครับ ออกมาทำไมครับพระราชบัญญัติฉบับนี้ ถ้ามีผู้บังคับบัญชาแบบนี้ในประเทศมันจะคุ้มครองหรือครับ เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งปฏิบัติหน้าที่ สื่อมวลชน แต่ให้คำนึงถึงวัตถุประสงค์ของภารกิจของหน่วย มาสิครับมาช่อง ๑๐ นี้ครับ เดินมาถึงครับ ดีใจช่อง ๑๐ รัฐสภาของท่านมีภารกิจของทั้งท่าน ส.ว. ท่าน ส.ส. เยอะแยะดี เราช่วยกันออกไปลงคะแนนเสียง มาสิครับ อันนี้ครับไม่ขัดวัตถุประสงค์และภารกิจเลย ไม่มา ผมไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนอีกต่อ นี่แหละครับ ผมถึงรับไม่ได้กับกฎหมายฉบับนี้ แค่นี้ร่างขึ้นมารัฐบาลก็ยังไม่เอาใจใส่ แม้กระทั่ง ผู้นำประเทศ ผิดจริยธรรมไหมครับ แน่นอนเอกชนเขาก็คงไม่มีจริยธรรม แต่กฎหมายฉบับนี้ คุ้มครองถึงหรือเปล่านะครับในอีกหลายมาตรา ต่อไปครับในคำอธิบายในรัฐธรรมนูญ ผมเปิดจากมือถือ อธิบายถึงบทบัญญัติการคุ้มครองเสรีภาพของสื่อมวลชน บลา บลา บลา (Blah Blah Blah) ความในวรรคสามได้กำหนดว่า ห้ามรัฐใช้อำนาจตรวจสอบข่าวสาร หรือข้อความใด ๆ ก่อนเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์หรือสื่อใด ๆ นะครับ เว้นแต่ในระหว่างที่จะ ประกาศอยู่ในภาวะสงครามซึ่งเป็นการคงหลักการตามรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ อย่างไรก็ดี โดยปกติหากมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน มาอีกแล้วคำนี้ครับท่านประธาน หรือกฎอัยการศึก หน่วยงานของรัฐด้านความมั่นคงย่อมสามารถขอดำเนินการในเรื่อง ดังกล่าวได้ เห็นไหมนี่คือคำอธิบายในกฎหมายรัฐธรรมนูญเขียนไว้ครับ ประกาศภาวะฉุกเฉิน ก็ยังใช้ได้ ยังเข้าไปอีกครับ ไม่ได้คุ้มครอง หลอกหรือเปล่าครับ รัฐบาลจะหลอกอีกหรือเปล่า หลอกสื่อมวลชนอีกหรือเปล่าว่าคุ้มครอง ไม่ได้คุ้มครองหรอกครับ เขียนข้อยกเว้นไว้อีก มันจะเห็นด้วยได้อย่างไร ตามไปดูในตัวบทกฎหมาย โดยเฉพาะในมาตราที่เห็น ๆ อยู่ มาตรา ๕ ที่เขียนถึงวรรคสองเรื่องของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ถ้ารัฐมนตรีประจำสำนัก นายกรัฐมนตรีเดินเข้าไปช่อง ๑๑ แล้วทำกิจกรรมเพื่ออุดหนุน บลา บลา บลา (Blah Blah Blah) ลูกน้องจะขัดคำสั่งได้ไหม บอกว่านี่คือวัตถุประสงค์และภารกิจของกรมประชาสัมพันธ์ นี่อย่างไรครับท่านประธาน การเผยแพร่ในรัฐธรรมนูญบอกอะไร บอให้เปิดเผยต่อ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินครับ ในคำอธิบายในนี้ไม่มี มีแต่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน อยู่ในมาตราอะไรครับ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินไม่ใช่สำนักงาน มาตรา ๒๖ ในรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดในวรรคสี่หรือวรรคห้าถ้าจำไม่ผิดว่าการเผยแพร่ที่รัฐจะอุดหนุนเงิน ให้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนนั้น ต้องเปิดเผยรายละเอียดต่อคณะกรรมการ ตรวจเงินแผ่นดิน นี่เขียนอะไรครับ บลา บลา บลา (Blah Blah Blah) ในวรรคสอง เป็นผู้ตรวจสอบอิสระได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน คนละอันครับ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินไม่ใช่คณะกรรมการ ละเว้นกฎหมายหรือเปล่าในรัฐธรรมนูญ กฎหมายเขียนคำอธิบายไว้ชัดเจนเป็นหลักการใหม่ครับ ท่านเป็นคนเขียนเองด้วยกระมัง ถ้าท่านประธานออกกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้มา ไม่ทำครับ รัฐบาลเป็นแบบนี้เป็นประจำ ผมก็ยืนยันว่าเราไม่รับหลักการโดยเฉพาะใน ๔๙ มาตรานี้เห็นสุดท้ายเลยครับ ตามมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญ เรื่องการรับฟังกฎหมาย ท่านไปเปิดใบสุดท้ายเขียนสรุป การรับฟัง เปิดกฤษฎีกา เปิดจัดการรับฟังคณะพิเศษ ผ่านทางเว็บไซต์ (Website) ๕ กุมภาพันธ์ ถึง ๒๐ กุมภาพันธ์ ๑๖ วัน ผลการรับฟัง เหอะ เหอะ เหอะ ผมอย่างนี้เลยครับ ผู้มีส่วนร่วมหารือและแสดงความคิดเห็นเพราะมีองค์การ บลา บลา บลา (Blah Blah Blah) มันยาวไปครับ ในส่วนการรับฟังความคิดเห็นปรากฏว่ามีผู้แสดงความเห็น ๑ ท่าน ๑ ท่านครับ ๑๖ วัน ๑ ท่าน แล้วจะไปเอากฎหมายนี้มาอ้างว่าประชาชนเป็นผู้รับฟังได้ อย่างไรไม่ใช่ ๒ เม็ด มากกว่า ๒ ไม่ใช่ครับ นี่แค่ ๑ ผมถึงไม่เห็นด้วย มีแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านวิสาร เตชะธีราวัฒน์ แล้วก็ตามด้วยท่านมณเฑียร บุญตัน นะครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม วิสาร เตชะธีราวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา พรรคเพื่อไทย ต่อร่างพระบัญญัติส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานตรง ๆ ว่ามันเป็น เรื่องที่ตกยุคล้าสมัย แล้วมันเป็นเรื่องภาพลวงตาอย่างที่สมาคมสื่อมวลชนวิทยุ โทรทัศน์ แห่งประเทศไทย เขาได้คัดค้านกันไว้ครับ สิ่งที่ผมจะร่วมแสดงความคิดเห็นกับท่านประธาน ในเรื่องดังกล่าวนี้ก็คืออย่างที่ทุกท่านทราบว่าสื่อมวลชนนั้นต้องถือว่าเป็นฐานันดรที่ ๔ ย่อมจะต้องมีสิทธิเสรีภาพตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๕ จริง ๆ แล้วประเทศที่เป็น ประชาธิปไตยแล้ว สื่อมวลชนจะต้องมีหน้าที่ในการที่จะเสนอข้อเท็จจริงหรือตรวจสอบ เกี่ยวกับเรื่องข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้สังคมพี่น้องประชาชนได้รับรู้ แต่ร่างกฎหมายฉบับนี้ ผมเห็นว่ามันเป็นเรื่องที่ผิดฝาผิดตัวและที่สำคัญก็คือว่ามันเป็นเรื่องจริยธรรมซึ่งมัน วัดกันยาก ตอนนี้เรามีกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องควบคุมสื่อมวลชนทั้งหมด ๓๐ กว่าฉบับ และยังมีกฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญาอีกหลายเรื่อง เอาง่าย ๆ เฉพาะกฎหมายเรื่อง หมิ่นประมาทหรือว่าการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา สื่อมวลชนก็ถูกดำเนินคดีไม่หวาด ไม่ไหวแล้วครับ เพราะว่าแน่นอนหากคุณไปล่วงละเมิดสิทธิของผู้อื่นโดยที่ไม่ใช่เป็นเรื่อง ข้อเท็จจริงเรามีศาล มีผู้พิพากษาที่จะคอยดูแลเรื่องเหล่านี้อย่างชัดเจน แต่กฎหมายฉบับนี้ ผมเรียนท่านประธานว่าออกมาเพื่อที่จะควบคุมสื่อที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐโดยเฉพาะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราจะเห็นชัดเจนอย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้กล่าวไป ผมขออนุญาต ยืนยันนะครับ สิ่งที่เห็นชัด ๆ ก็คือทางนานาชาติเขาได้วิเคราะห์ว่าสื่อมวลชนทั่วโลกเขาจะมี การกำกับดูแลโดย ๓ แบบครับ🔗
แบบแรก เป็นการดูแลด้วยตัวเองหมายถึงว่ามีคณะกรรมการเลือกตั้ง ในระหว่างเซลฟ์ เรกกูเลชัน (Self Regulation) เองเลย ประเทศที่มีความเจริญในเรื่อง ประชาธิปไตย ยกตัวอย่างเช่น ประเทศลักเซมเบิร์ก ประเทศอังกฤษ ประเทศเนเธอร์แลนด์ ประเทศฟินแลนด์ ประเทศไอร์แลนด์ เหล่านี้ครับ เขาจะมีองค์กรซึ่งดูแลกันเองโดยที่ทาง รัฐบาลหรือว่าส่วนกลางอื่น ๆ ไม่ต้องไปเกี่ยวข้องเลย🔗
อันที่ ๒ ในโลกนี้มีการกำกับดูแลโดย โคเรกกูเลชัน (Co-Regulation) ก็คือ ให้สื่อร่วมกับรัฐเพื่อที่จะมาควบคุมการทำงานจริยธรรมกฎหมายในเรื่องการละเมิด ต่าง ๆ ประเทศที่ทำเรื่องราวเหล่านี้ก็คือประเทศที่ถูกแต่งตั้งโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ยุติธรรม มีการเลือกคณะกรรมการร่วมกันเองและเป็นประเทศที่เจริญแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ประเทศเดนมาร์ก ประเทศเยอรมนี อย่างนี้เป็นต้น แต่ท่านประธานครับ กฎหมายฉบับนี้ ผมดูแล้วมันอยู่ในเรื่องประเภทที่ ๓ กฎหมายฉบับนี้จะต้องถูกควบคุมโดยรัฐ เพราะจริง ๆ แล้วเป็นกฎหมายที่บังคับ เป็นกฎหมายที่ว่ากันตรง ๆ ก็คือสืบทอดอำนาจจาก เผด็จการ ประเทศที่ใช้กฎหมายในการควบคุมโดยรัฐหรือที่เขาเรียกว่ารีกัล เรกกูเลชัน (Regal Regulation) ก็คือประเทศสังคมนิยม ทั่ว ๆ ไปครับ ไม่ว่าจะเป็น สปป. ลาว ใกล้บ้าน เราแม้กระทั่งท่าน สปป. จีน หรือแม้กระทั่งทางเวียดนาม อย่างนี้เป็นต้น ประเทศไทยเราสื่อมวลชนจะล้าหลังไปถึงขนาดนั้นแล้วหรือครับ เห็นชัด ๆ ก็คือว่า เพื่อนสมาชิกได้กล่าวไปแล้ว เหตุการณ์หยก ๆ เมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ผมเองต้องเรียนว่า ผมคือไม่มีอะไรกับทางทีวี (TV) ท็อปวัน (TOP ONE) จริง ๆ แล้วผมก็เป็นคนดูคนหนึ่งที่ชอบ แล้วก็อยากจะฟังข้อมูลหลาย ๆ ด้าน แต่ในวันดังกล่าวมันเห็นชัด จริง ๆ แล้วผมก็เป็นคนดูคนหนึ่งที่ชอบแล้วก็อยากจะฟังข้อมูลหลาย ๆ ด้าน แต่ในวัน ดังกล่าวมันเห็นชัดก็คือว่าคนเป็นถึงนายกรัฐมนตรีของประเทศ แล้วก็ไปให้การสนับสนุน แล้วก็ไปพูดออกอากาศบอกว่าเป็นรายการทีวี (TV) ที่ดี เชิญชวนพี่น้องประชาชนเข้ามาชม มาดูแล และในวันนั้นตัวท่านรัฐมนตรีเองในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีกำกับดูแลก็ไปแสดงความ ยินดีด้วย ไม่แปลกนะครับ แต่สิ่งเหล่านี้มันจะก่อให้เกิดการเลือกข้าง แตกแยกหรือเปล่าครับ สาเหตุที่เป็นเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นทางเลขานายกพรรค กรรมการ หัวหน้าพรรครวมไทย สร้างชาติของท่านนี่นะครับ มันไปแล้วมันกลายเป็นอย่างไรท่านประธานครับ มันกลายเป็น ว่าสาเหตุก็คือถึงแม้ท่านจะเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ถึงแม้ท่านจะไปสมัครเป็นสมาชิกแล้ว แต่ผมว่าท่านก็ไม่ทิ้งลายเผด็จการอยู่ดีครับ เพราะเรื่องตรงนี้ผมอยากเรียนท่านประธานว่า มันเป็นเรื่องที่เรากังวล เราห่วง เพราะว่าถ้าสมมุติว่าท่านเองมีความตั้งใจที่จะให้สื่อมวลชน มีสิทธิเสรีภาพในการนำเสนอข่าว ท่านจะไม่ต้องทำตัวเป็นแบบนี้ครับ เพราะว่าสิ่งต่าง ๆ ที่ท่านเคยถูกสื่อมวลชนตั้งฉายาว่าเป็นแปดเปื้อนบ้าง ฉายารัฐบาลหน้ากากผู้ดีบ้าง หรือแม้กระทั่งคำพูดคำจาหลาย ๆ ท่านที่ท่านได้แสดงต่อสื่อนี่ครับ มันเป็นเรื่องที่ทำให้ เห็นว่าถ้าสมมุติเราปล่อยให้กฎหมายฉบับนี้ออกไป มันจะมีการควบคุม มีการกำจัด มีการเข้าไปดำเนินการกับสื่อที่อยู่ตรงข้ามกับท่าน ผมจึงขอเรียนท่านประธานว่าในกฎหมาย ฉบับนี้ ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะว่ามันควรจะต้องให้สื่อมวลชนเขาได้รับผิดชอบ มีสิทธิเสรีภาพ มีการเสนอในเรื่องราวต่าง ๆ ให้ความเป็นธรรมหลาย ๆ ด้านกับ พี่น้องประชาชน เพราะเดี๋ยวนี้สื่อทุกด้านไม่ว่าจะสื่ออิเล็กทรอนิกส์อะไรต่าง ๆ ทั่วโลก มันทันสมัยหมดแล้ว แต่ท่านยังออกกฎหมายล้าหลังที่จะมาควบคุมจริยธรรมของ สื่อ กฎหมายอาญามันยังมีบรรทัดฐานที่ชัดเจนนะครับว่าโทษเท่าไร อะไร อย่างไร แต่จริยธรรมท่านจะเอาอะไรไปวัดล่ะครับ คณะกรรมการท่านตั้งมาท่านจะมีความเที่ยงธรรม แค่ไหน ถึงเวลาขึ้นมาท่านก็จะไปกำจัดฝ่ายตรงข้ามที่ไม่เชียร์ท่าน ท่านก็จะเลือกข้าง ที่จะสนับสนุน แล้วก็เว้นในการที่จะไม่ดำเนินการกับสื่อที่ดูแลหรือว่าให้การสนับสนุนท่าน อย่างนั้นหรือครับ เพราะว่าการเมืองเรารู้อยู่แล้วว่าอีกไม่กี่เดือนมันต้องเลือกตั้ง ท่านอย่าเอา เปรียบแบบนี้และกฎหมายฉบับนี้ ผมคิดว่าสื่อมวลชนพี่น้องประชาชนรู้ดีนะครับว่า ท่านจะต้องเอามากำจัดสื่อมวลชนที่อยู่ฝ่ายตรงข้างท่านไม่เชียร์ (Cheer) ท่าน ผมขออนุญาต คัดค้านที่จะไม่เห็นชอบในเรื่อง พ.ร.บ. ฉบับนี้ครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านมณเฑียร บุญตัน ตามด้วยท่านธีรัจชัย พันธุมาศ จากนั้นก็จะเป็นท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม เชิญท่านมณเฑียร บุญตัน ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองไม่ได้เป็นคนที่อยู่ในวงการสื่อมวลชนแต่ก็ทำงานเกี่ยวข้อง กับเรื่องสื่อมาโดยตลอด นับเนื่องย้อนกลับไปจนถึงหลังจากที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีผลบังคับใช้ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการสรรหากรรมการ กสช. ในขณะนั้น มีอันต้องลาออก จากกรรมการสรรหา ซึ่งในคราวนั้นไม่ประสบความสำเร็จ หลังจากนั้นก็มีส่วนในการยกร่าง และร่วมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับสื่อมาโดยตลอด ผมเกิดในปีที่สงคราม เวียดนามเริ่ม แล้วผมเองก็เติบโตมาในยุคที่เราถูกคาดหวังให้มีความเชื่อเกี่ยวกับความดี ความชั่วแบบขาวกับดำ ตอนผมเป็นเด็ก ๆ ได้เสพสื่อที่ผลิตซ้ำโดยอำนาจรัฐในขณะนั้น ผ่านกรมประชาสัมพันธ์ ในยุคที่เรามีสงครามประชาชนนั้นสื่อของรัฐเรียกกองกำลัง ของฝ่ายตรงข้ามว่าผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ สื่อของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยซึ่งผมเผอิญมีเครื่องวิทยุรับได้ชื่อวิทยุ เสียงประชาชนแห่งประเทศไทยเรียกกองกำลังนั้นว่ากองกำลังอาวุธประชาชน ตอนนั้น ผมอายุไม่ถึง ๑๐ ขวบงงเลยครับ ผมไม่รู้ว่าทำไมผู้ใหญ่ถึงโกหก ผมไม่รู้ว่าใครโกหก แต่ผมรู้ ว่ามันต้องมีการโกหกอย่างแน่นอน ผมก็เลยไม่ค่อยจะมีความไว้วางใจแหล่งข่าวใด ๆ มาตั้งแต่บัดนั้นจนถึงปัจจุบันครับ หลังจากนั้นผมก็เป็นทั้งผู้ได้รับประโยชน์และเป็นเหยื่อ ของสื่อ ที่พูดนี่ไม่ได้มีเจตนาร้ายนะครับ เพราะว่าผมก็ได้รับประโยชน์จากสื่อด้วย พี่น้องสื่อ หลายท่านก็เป็นเพื่อนกันรู้จักมักคุ้นกันเป็นอย่างดีครับ ผมเคยถูกกล่าวหาว่ามีทรัพย์สินถึง ๑๔๓ ล้านบาท ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ อดีตข้าราชการสอนหนังสืออย่างผมเงินเดือนไม่ถึง ๒๐,๐๐๐ บาท มีเงินประจำตำแหน่งเป็นรองคณบดี แล้วยังไม่มีตำแหน่งวิชาการเนื่องจากว่า หน่วยงานเพิ่งจัดตั้งอีก ๕,๐๐๐ บาท พอมาเป็น ส.ว. บอกว่ามีทรัพย์สิน ๑๔๓ ล้านบาท เป็นความเท็จครับ ผมยังถูกคอลัมนิสต์ (Columnist) อาวุโสซึ่งผมจำชื่อท่านไม่ได้แล้ว ท่านใช้นามปากกาด้อยค่าว่ากระบวนการสรรหา ส.ว. ในขณะนั้นไม่รู้เอาอะไรมาคิด เอาคนตาบอดมาเป็น ส.ว. ได้อย่างไร ถามว่าผมเป็นคนปุถุชนธรรมดามีความรู้สึก รัก โลภ โกรธ หลง ผมก็รู้สึกเจ็บปวดครับท่านประธาน แต่ผมก็ใช้เวลา ๑๐ กว่าปีมานี้พิสูจน์ โดยการกระทำ โดยพฤติกรรม โดยผลงานในสิ่งที่ผมทำมาโดยตลอด ผมคิดว่าถ้าคอลัมนิสต์ (Columnist) อาวุโสท่านนั้นมาเขียนคอลัมน์ในวันนี้ท่านคงไม่เขียนแบบเดิม หวังว่าอย่างนั้น แต่ในปี ๒๕๕๑ ผมก็ได้รับการยอมรับจากพี่น้องสื่อมวลชนครับ ท่านได้กรุณาให้ผมได้เป็น คนดีศรีสภา ผมก็รู้สึกขอบคุณ ผมก็ไม่ได้เป็นคนดิบคนดีอะไรมากมาย ผมก็แค่ทำหน้าที่ครับ ผมจึงไม่คิดว่าความดีความเลวของปัจเจกบุคคลนั้นเป็นเครื่องชี้วัดความดีความเลวของ วิชาชีพแต่ประการใด ผมคิดว่าบางท่านก็ไม่รู้ บางท่านก็ไม่ใส่ใจ บางท่านก็จงใจใช้ปากกา หรือความคิดเห็นของท่านเป็นเครื่องมือในการทำลายล้าง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่อยากกล่าวซ้ำสิ่งที่หลายท่านพูดไปแล้ว ผมคิดว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญก็ดี หรือกฎหมายที่เสนอเข้ามาเป็นร่างก็ดีผมไม่แน่ใจว่าเอาเข้าจริง ๆ แล้วมันจะเป็นกลไก ที่สามารถควบคุม กำกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของปัจเจกบุคคลได้หรือไม่ ผมไม่แน่ใจ เหมือนกันว่าโครงสร้างของคณะกรรมการที่เสนอเข้ามานั้นที่กำหนดคุณสมบัติในลักษณะใด ลักษณะหนึ่งมันจะเป็นตัวชี้วัดความหลากหลายความเห็นต่างในสังคมและมันจะสร้าง มาตรฐานในสิ่งที่เราเรียกว่ามาตรฐานวิชาชีพได้จริงหรือไม่ ผมไม่แน่ใจว่าในวันนี้ผู้ถูกกระทำ และผู้กระทำซึ่งอาจจะมีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องของว่าอะไรเป็นจริยธรรม อะไรเป็น สิทธิมนุษยชน แต่สิ่งหนึ่งที่ท่านอาจารย์ผู้เป็นที่เคารพของบุคคลมากหน้าหลายตา ในสังคมไทยได้กล่าวไว้ว่าเรื่องสิทธิมนุษยชนนั้นใครไม่เป็นผู้ถูกกระทำก็ย่อมไม่รู้จัก อันนี้ มันจริงนะครับ เพราะผมรู้สึกว่าตัวผมเองถูกกระทำมาโดยตลอด ผมจึงเป็นคนยอมรับ เคารพในหลักสิทธิมนุษยชน ในวันนี้เราอาจจะคิดว่าเราใช้กลไกนี้เพื่อรักษาความดี ความงาม ความจริงเพื่อรักษาความถูกต้อง เพราะเราอยู่ในฝ่ายเป็นผู้กระทำ แต่ในวันหนึ่งถ้าผู้กระทำ ไม่ใช่เราแล้วเราตกเป็นผู้ถูกกระทำบ้างเราจะรู้สึกอย่างไร ผมไม่ใช่เป็นคนเอ็กซ์ตรีม (Extreme) ไม่ใช่เป็นคนสุดโต่งนะครับ แล้วพร้อมที่จะเห็นชอบร่างฉบับนี้แม้ว่าผมจะ ไม่ได้เห็นด้วยในหลักการ ในเนื้อหาเท่าไร เช่นเดียวกับที่ผมเห็นด้วยในขั้นรับหลักการของ ร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอเข้ามา คือผมต้องการให้มีการถกเถียง ผมต้องการให้มีการพิจารณา จากบุคคลหลายฝ่าย เพื่อให้มีคำตอบที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ผมก็อยากจะให้รัฐบาลลองคิดให้ดีนะครับว่า มันเป็นเวลาที่เหมาะสม มันเป็นสิ่งที่จะสร้างหลักประกันการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ของประชาชนได้จริงไหม และมันเป็นกลไกที่จะส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพ สื่อมวลชนได้จริงหรือเปล่า บอกตรง ๆ ว่าผมไม่มั่นใจครับ ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่า เอาเข้าจริง ๆ แล้วสังคมไทยเรา เราหลุดพ้นจากการเสพติดอำนาจนิยมแล้วหรือยัง ผมไม่ได้พูดถึงอำนาจนิยมในความหมายที่หลายท่านพูดนะครับ ผมหมายถึงว่า ผู้ใดมีอำนาจก็มักจะใช้อำนาจในทางที่ตัวเองก็เคยเป็นเหยื่อ ไม่ว่าจะโดยที่มาหรือโดย พฤติกรรม พฤติการณ์ เรายังคงเวียนว่ายตายเกิด ชิงกันเป็นผู้ใช้อำนาจในการจำกัดผู้อื่น อยู่ตลอดเวลา เมื่อใดที่เราก้าวล่วงพ้นสิ่งนี้ไป เมื่อใดที่เรายอมรับว่าที่มา พฤติกรรม หรือพฤติการณ์นั้นล้วนแล้วแต่ประกอบกันขึ้น และตราบใดที่เรายังไม่อาจยอมรับ ความแตกต่างได้ ตราบใดที่เรายังคิดว่าเราถูกที่สุด เมื่อใดที่เราเป็นผู้ถูกกระทำ เราก็อาจจะ มีความรู้สึกว่าเราไม่ได้รับความเป็นธรรม แค่นี้แหละครับท่านประธานครับ ผมไม่ได้เห็นว่า เป็นร่างกฎหมายที่เลวร้ายอะไร เพียงแต่ผมอยากจะให้ลองฉุกคิดดูนะครับ เพราะว่า มันมักจะมีมิติ มีแง่มุมที่เมื่อเป็นผู้กระทำ กับเมื่อเป็นผู้ถูกกระทำนั้น จะสะท้อนความรู้สึก ที่แตกต่างอยู่เสมอครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านธีรัจชัย พันธุมาศ และตามด้วยท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับเกี่ยวกับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ เรื่องเกี่ยวกับ วิชาชีพสื่อ มันเป็นสิ่งที่เราจะต้องพิจารณาว่าธรรมชาติของสื่อนั้นเป็นอย่างไร ธรรมชาติ ของสื่อเป็นอาชีพที่โดยจะต้องตรวจสอบรัฐบาลเป็นหลักและประชาชนก็คาดหวังการทำ หน้าที่ตรงนี้เป็นหน้าที่หลักที่สื่อต้องตรวจสอบของผู้มีอำนาจรัฐในทุกประเทศที่จะต้องมี การที่รัฐจะกำกับดูแลก็พึงจะหลีกเลี่ยงที่รัฐจะเป็นผู้กำกับดูแลเองหรือพยายามสร้างกลไก ให้สื่อนั้นทำหน้าที่ไม่มีสิทธิเสรีภาพตามควร รัฐธรรมนูญมาตรา ๓๕ เขาระบุไว้ชัด บุคคลที่ ประกอบอาชีพสื่อสารมวลชนย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวสารหรือการแสดงความคิดเห็น ตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ แล้วก็การสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่น เพื่อลิดรอน เสรีภาพตามวรรคหนึ่ง จะกระทำมิได้ นี่เป็นสิ่งที่รัฐธรรมนูญมาตรา ๓๕ นี้กำหนดไว้ชัดเจน แต่ พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็น พ.ร.บ. ที่ทำด้านเดียว คือต้องการที่จะให้สื่อนั้นมีการควบคุม มาตรฐานจริยธรรมด้านเดียว แต่ไม่ได้มุมมองของด้านรัฐเลยครับ รัฐบาลซึ่งเป็นปฏิปักษ์ โดยตรงกับสื่อโดยธรรมชาติแล้วไม่ค่อยทำครับ ยกตัวอย่างเช่นในส่วนของ พ.ร.บ. ที่ กสทช. ใช้ พ.ร.บ. การประกอบอาชีพกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งมีเนื้อหา กว้างขวาง ก็คือห้ามมิให้ออกอากาศที่มีเนื้อหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อันนี้สามารถที่จะปิดประชาชนได้ ปิดสื่อ สั่งปิดทีวีสื่อ ปรับเงินหรือสั่งจ่ายจอดำ บางรายการที่ทำมาแล้วบางช่องได้ รัฐไม่ได้พิจารณาตรงนี้แต่ให้สื่อควบคุมตัวเอง แต่ไม่ควบคุมอำนาจของตัวเองในการที่จะใช้ เรามาดูในมาตราของ พ.ร.บ. ฉบับนี้นะครับ มาตรา ๕ บอกว่าผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ มีเสรีภาพ แต่การใช้เสรีภาพนั้นต้องไม่ขัดต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทยหรือศีลธรรมอันดี ของประชาชน คำคล้าย ๆ กันไหมครับ กับ พ.ร.บ. กสทช. พ.ศ. ๒๕๕๑ นั่นหมายความว่า อย่างไรครับ ถ้าเกิดว่าไปตีความว่าอันไหนขัดต่อศีลธรรมอันดีกับประชาชนสามารถปิดได้ ใช่ไหมครับ กฎหมายฉบับอื่นที่มีอำนาจสั่งปิดได้ ไม่ได้แก้ แต่มาแก้ไขตรงนี้แล้วมันยัดไส้ใส่ไว้ ถ้าผิดขึ้นมาตีความศีลธรรมอันดีของประชาชนอะไรครับ นี่คืออำนาจรัฐให้ควบคุมเองแต่รัฐไม่ทำครับ เรามาดูกรณีอื่นครับ หลังจากที่ปี ๒๕๖๔ องค์กรวิชาชีพเคยไปทำความเข้าใจกับ ผบช.น. เรื่องความปลอดภัยในการข่าวชุมนุม แต่สุดท้ายก็มีข้อตกลงทำให้สื่อมวลชนถูกกีดกันไม่ให้ทำข่าว ในบางพื้นที่จนถูกยิงกระสุนยาง แล้วบาดเจ็บหลายสิบคนทั้งที่ใส่ปลอกแขนเพรส (Press) จนแสดงว่าเป็นสื่อจนกลายเป็นคดี ในศาลแพ่ง รัฐไม่ได้ควบคุมตรงนี้แต่ให้สื่อมวลชนควบคุมกันเอง ช่วงวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) พลเอก ประยุทธ์ใช้ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินกำหนด หลายฉบับโดยเฉพาะฉบับที่ ๒๙ ห้ามไม่ให้นำเสนอข่าวที่ให้หวาดกลัวสามารถถูกปิด อินเทอร์เน็ต (Internet) ได้ จนสื่อออนไลน์ (Online) ยื่นฟ้องศาลแพ่งห้ามใช้ ฝ่ายรัฐ ไม่กำหนดตัวเองเลยในการควบคุมสื่อ ปี ๒๕๖๓ สถานการณ์ชุมนุมเกิดขึ้นกระทรวงดิจิทัล และตำรวจเคยสั่งปิด ๔ สื่อออนไลน์ (Online) ทั้งประชาไทย เดอะรีพอร์ตเตอร์ (The Reporter) เดอะสแตนดาร์ด (The Standard) และวอยซ์ทีวี (Voice TV) ที่ศาลอาญาเพราะ ขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๕ เขาเคยร้องมาแล้ว นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นของภาครัฐ ไม่ยอมจะทำนะครับ แต่พยายามให้สื่อควบคุมตัวเองขึ้นมาแล้วมายัดไส้ใส่ตรงนี้ ถามว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้มันเอื้อต่อมาตรา ๓๕ ที่กำหนดไว้ให้เสรีภาพรัฐไม่กำหนดเลย อีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องปี ๒๕๖๒ การเลือกตั้งครับ กรมประชาสัมพันธ์เคยมีคำสั่งในไลน์ (Line) ให้เชียร์ รัฐบาล ขายผลรัฐบาลและโจมตีพรรคการเมืองบางพรรคจนกระทั่งมีร้องมาที่กรรมาธิการ ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎรผมเป็นคนสอบเอง และกรรมาธิการ ป.ป.ช. ก็เคยชี้มูลแล้วว่า เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นี่คืออำนาจรัฐไม่ใช้นะครับ ถึงแม้ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ จะระบุไว้ว่าไม่ต้องรับคำสั่ง แต่คนสั่งผิด ไม่ผิด ไม่มีครับ ลูกจ้างของรัฐไม่สามารถฟังคำสั่ง ที่ทำอย่างนี้ก็ได้ไม่ถูกต้อง แต่ความผิดของผู้สั่งไม่มี ไม่ลงโทษ นั่นคือรัฐบาลพยายาม ที่จะทำฝ่ายเดียวเพื่อทำให้สื่อนั้นอยู่ในวงแคบ ๆ แต่ตัวเองนั้นเปิดกว้างในการที่จะควบคุม สื่อได้ แล้วเสรีภาพตามมาตรา ๓๕ ของรัฐธรรมนูญจะเกิดขึ้นได้อย่างไรครับ เรามาดูลงลึกอีก อันหนึ่งก็คือตามมาตรา ๓ นะครับ มาตรา ๓ ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้เขาเขียนไว้ว่าสื่อ หรือช่องหมายความว่าสื่อมวลชนช่องทางที่นำข่าวสารเนื้อหาสาระทุกประเภทไปสู่ประชาชน เพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ว่าจะอยู่ในสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง โทรทัศน์สื่อดิจิทัลหรือ ในรูปอื่นใดที่สามารถสื่อความหมายให้ประชาชนนำไปใช้ทั่วไป ไม่รวมถึงการจัดทำสื่อ หรือช่องทางดังกล่าวที่ดำเนินการเพื่อใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของตน โดยไม่มุ่ง แสวงหากำไร อันนี้ตีความแค่ไหนครับ แม่ค้าออนไลน์ (Online) รวมในสื่อหรือเปล่าครับ เขาขายของ เขามุ่งแสวงกำไรแล้วก็สื่อทางดิจิทัลด้วยจะต้องถูกบังคับไว้ตรงนี้หรือเปล่า นี่คือเปิดให้ตีกว้างอะไรก็ได้จะต้องถูกบังคับอย่างนี้ใช่ไหมครับ ยังไม่รวมถึงในส่วนของสื่อทาง สังคมมิได้แสวงหากำไรแต่พื้นที่ในคณะกรรมการชุดนี้ที่จะต้องมาจริยธรรมสื่อต่าง ๆ ที่ควบคุมกำกับสื่อไม่มีพื้นที่ เขาไม่ได้ทำในทางการค้า ไม่ได้ทำอะไร ตั้งแต่มีเป็นสื่อทางสังคม ต่าง ๆ ก็ไม่ได้มีการระบุให้มีตัวตนใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ อันนี้มันถูกต้องแล้วหรือยังหรือสื่ออื่น ๆ เดี๋ยวนี้ประชาชนทุกคนสามารถเป็นสื่อได้สามารถโพสต์ (Post) ได้ไปทำให้คนอื่นเสียหาย การควบคุมเหล่านี้อย่างไร และสื่อที่ประชาชนทุกคนเป็นสื่อในตัวอย่างนี้ไม่มีการพูดถึง ในส่วนนี้ ผมคิดว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ไม่ควรจะเป็นกฎหมายปฏิรูป แต่ควรเข้าระบบสภาปกติ เพื่อให้กลั่นกรองแต่ละชั้นมากกว่าครับ และไม่ควรเสนอแต่มุมของจะควบคุมสื่ออย่างเดียว ควรจะดูควบคุมรัฐบาลด้วยเพื่อให้รัฐธรรมนูญมาตรา ๓๕ ให้สิทธิเสรีภาพสื่อในการเสนอ ความเห็นนั้นเป็นไปตามที่ควรจะเป็นและจะไม่สามารถปิดได้ แทรกแซงได้ ผมพูดตอนต้น แล้วว่าธรรมชาติของสื่อคือตัวอำนาจรัฐนะครับ แต่เมื่อปีกรัฐบาลไม่ทำอะไรเลยจะคุมสื่อ อย่างเดียวมันไม่ชอบธรรม ผมคิดว่าร่างฉบับนี้ยังไม่ควรที่จะผ่านสภาในครั้งนี้ครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม แล้วตามด้วยท่านเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร แล้วก็ท่านวลัยพร รัตนเศรษฐ นะครับ เชิญท่านพิสิฐครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพกระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกรัฐสภา จากพรรค ประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกบัญชีรายชื่อ สภาผู้แทนราษฎรครับ ท่านประธานครับ ผมให้ความสนใจและความสำคัญกับร่างกฎหมายฉบับนี้มากเพราะว่าในอดีตเมื่อตอนที่มีการ ตั้งสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติเมื่อ ๒๐ กว่าปีที่แล้ว ผมก็ได้รับความไว้วางใจจากวงการสื่อ ให้มาทำหน้าที่เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ผมได้ทำหน้าที่ในสมัยที่ ๑ และสมัยที่ ๓ ซึ่งสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติแห่งนี้เมื่อ ๓-๔ ปีก่อนก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็นสภาการสื่อมวลชน แห่งชาติมาถึงปัจจุบันครับ สภาที่ว่านี้ได้ทำหน้าที่ในฐานะเป็นองค์กรกำกับตนเองหรือ ภาษาอังกฤษเรียกว่าเอสอาร์โอ (SRO) ก็คือจะดูแลเรื่องของจริยธรรมของสื่อกันเอง แล้วก็ ในช่วงนั้นก็เคยมีปัญหาที่มีสื่อบางฉบับมีการละเมิด มีการทำผิด แล้วก็มีการประกาศลงโทษ พูดง่าย ๆ ตำหนิออกมาแต่เขาทำอะไรไม่ได้ครับ ก็คือสื่อที่ว่านี้ก็แค่ลาออกไปแล้วก็ไม่มา ร่วมสังฆกรรมด้วยนะครับเพราะฉะนั้นก็ต้องยอมรับว่าเรื่องของการดูแลสื่อนี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ว่าที่แน่ก็คือว่าในวงการสื่อเองก็มีการคุมอยู่แล้ว กฎหมายที่รัฐบาลได้เสนอเข้ามาผมก็ แปลกใจกับแนวคิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของเหตุผลที่ท่านอ้างมาตรา ๓๕ ที่เขียนไว้ว่า รัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ มาตรา ๓๕ บัญญัติให้บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนย่อม มีเสรีภาพในการเสนอข่าวสารหรือการแสดงความคิดเห็น การที่ท่านออกกฎหมายฉบับนี้ มันกลับตรงกันข้าม มันย้อนแย้งทำให้เกิดความรู้สึกว่าเข้ามาจัดระเบียบ เข้ามาก้าวก่ายการ ทำงานของสื่อซึ่งเขามีของเขาอยู่แล้ว ก็จะมีคำถามว่าแล้วถ้าเกิดมีประชาชนได้รับ ความเดือดร้อนจากการที่สื่อไม่มีจริยธรรมเขาก็มีทางออกอยู่แล้ว เพราะกฎหมายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายเด็ก กฎหมายอาญาก็มีการเอาผิดเรื่องของการหมิ่นประมาทอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการคุมมันมีการคุมโดยธรรมชาติพอสมควร เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่าการที่ รัฐบาลนำเสนอกฎหมายฉบับนี้มันเป็นการนำเสนอกฎหมายที่ไม่จำเป็น เพราะว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ มาตรา ๗๗ ก็บัญญัติให้รัฐทำกฎหมายเท่าที่จำเป็น แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สื่อ เขามีองค์กรดูแลเขาอยู่แล้วเท่ากับเป็นการให้เห็นว่าไปลิดรอนอิสรภาพของสื่อมวลชน จริง ๆ แล้วผมได้รับข้อมูลว่าวงการสื่อไม่ว่าจะเป็นสภาวิทยุและโทรทัศน์ไทยก็ดี สมาคม นักข่าววิทยุโทรทัศน์ไทยก็ดีหรือสภาการนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยก็ดี ก็ได้ออกมาคัดค้านการออกกฎหมายฉบับนี้ทั้งที่เขาเคยมีส่วนร่วมในการร่างตั้งแต่แรก แต่ก็มีข้อกังขา มีคำถาม มีประเด็นต่าง ๆ ที่ไม่ชัดเจนก็ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวในการที่ ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้นะครับ ผมจึงขออนุญาตที่จะสนับสนุนสื่อมวลชนที่ไม่เห็นด้วยกับการ นำเสนอร่าง ณ เวลานี้ เนื่องจากเรื่องของความซ้ำซ้อนเป็นภาระต่อรัฐบาล ต่อประเทศ ในการที่ต้องจัดสรรงบประมาณมาตรา ๘ เขียนไว้ชัดนะครับว่าต้องมีการเจียดเงินจาก แหล่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินงบประมาณแผ่นดินก็ดี หรือเงินจาก กสทช. รวมทั้งรายได้อื่น ที่เป็นเงินแผ่นดินมาให้ แล้วก็ยังมีการต้องมาสร้างองค์กรที่ซ้ำซ้อนกับองค์กรเอกชนอีก มีการเสนอเงินเดือนเป็นหลักแสนให้กับองค์การนี้ ซึ่งผมคิดว่าวิธีการแบบนี้มันก็จะเกิดปัญหา เช่นเดียวกับที่องค์กรต่าง ๆ ในประเทศไทยพบก็คือเกิดการวิ่งเต้น เกิดการแบ่งพวกแบ่งฝ่ายกัน เพราะว่ามีผลประโยชน์เกิดขึ้น มีตำแหน่งแห่งที่ เพราะฉะนั้นผมจึงขออนุญาตที่จะ ให้ความเห็นกับเรื่องนี้ว่าผมขอสนับสนุนฝ่ายที่คัดค้านไม่เห็นด้วยครับว่ารัฐบาลสมควรจะ นำเรื่องนี้ไปทบทวนเสียใหม่ เพราะว่ามันเป็นภาพลักษณ์ของประเทศด้วยครับว่า รัฐบาลต้อง ๑. ก็คือปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ๒. ก็คือไม่เข้าไปแทรกแซงสื่อครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ต่อไป เชิญท่านเท่าพิภพ แล้วตามด้วยท่านวลัยพร เชิญท่านเท่าพิภพครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร ธนบุรี คลองสาน บางกอกใหญ่ พรรคก้าวไกล ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมขอร่วมอภิปรายสะท้อนเสียงจากใต้ถุนสภาของเรา ในเรื่องของ พ.ร.บ. ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... ซึ่งเกี่ยวข้องกับเขา โดยตรง ก็มีหลายท่านที่ได้อภิปรายไปแล้ว เพื่อนสมาชิกได้บอกว่า โอ้โฮ ฟังเสียงของสื่อมา เขาอยากให้มีโน่นมีนี่ ผมก็ตอนแรกไม่คิดจะอภิปราย เพราะอาจจะเป็นเรื่องไกลตัวสักหน่อย แต่ก็ได้ฉุกคิดว่าในฐานะผู้แทนราษฎรอย่างผมก็ต้องมีหน้าที่ส่งเสียงให้ทุกคนครับ ผมเลย ตัดสินใจครับท่านประธาน เดินลงไปตรงโน้นครับ ลงบันไดไป ๑ ชั้น แล้วก็ไปเจอพี่ ๆ นักข่าว ที่อยู่ข้างห้องแถลงข่าว แล้วก็ไปนั่งคุยกับเขาเรื่อง พ.ร.บ. ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐาน วิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... และความต้องการและความคิดเห็นของเขาจริง ๆ ผมเชื่อว่า ที่ผมไปนั่งฟังมาเมื่อสักครูนี้ประมาณเกือบครึ่งชั่วโมง เยอะกว่าที่กฤษฎีกาไปฟังมาทั้งหมด ๑ คนแน่ ๆ ผมเลยขออนุญาตนำเสียงของพวกเขามาสะท้อนครับ จริยธรรมเป็นสิ่งที่ อันตรายมากนะครับท่านประธาน เพราะว่าสุดท้ายพี่น้องหลายคนมาจากหลายช่อง ก็มีความคิดไม่เหมือนกัน ร้อยพ่อพันแม่ ก็เป็นปกติคล้าย ๆ กับสังคมของบ้านเรา ที่มีความคิดอย่างโน้น คนนั้นรักอย่างนี้ ซึ่งใน พ.ร.บ. นี้จะมีเรื่องของจริยธรรมด้วย แล้วก็ศีลธรรมด้วย ผมก็ไปแลกเปลี่ยนครับ ศีลธรรมของผมก็คืออะไรรู้ไหมครับ เป็นสิ่งที่ ผมยึดถือมากที่สุดก็คือ การไม่ทำรัฐประหาร การฟังเสียงทุกคน นี่คือศีลธรรมของผมครับ อันนี้เป็นศีลธรรมของรัฐบาลนี้หรือเปล่า ผมก็ไม่แน่ใจ ช่วยตอบหน่อยนะครับ ว่าศีลธรรม ของท่านคืออะไร ทีนี้เป็นเรื่องที่น่าแปลกจริง ๆ ที่หลายคนคาดหวังกับสื่อเยอะ แล้วก็สื่อ ทำหน้าที่เป็นปากเสียงให้คนในสังคมมากมายเหลือเกิน แต่ไม่มีใครทำหน้าที่เป็นปากเสียง ให้สื่อเลย ทุกคนรู้ไหมครับว่าหลาย ๆ ครั้งที่เขาไปทำข่าว ยิ่งในการชุมนุมนี่ เขาไม่กล้า ห้อยป้ายสื่อ เพราะว่าแม้ตัวเขาเองจะสนับสนุนการชุมนุมแค่ไหน แต่ช่องที่เขาสังกัดอยู่ คนที่จ้างงานเขา เขาอยากได้อีกแบบหนึ่ง เขาก็ต้องทำอีกแบบหนึ่ง อันนี้อยากให้ พี่น้องประชาชนเข้าใจเขาด้วย สื่อมีหมดละครับ สื่อซ้าย สื่อขวา สื่อกลาง สื่อเสี้ยม สื่อตบทรัพย์ซึ่งผมไม่แน่ใจ ท่านรัฐมนตรีก็น่าจะเข้าใจในคำนี้ ซึ่งผมมองว่าจะเป็นสื่ออย่างไร ก็ตามครับ ผมว่าเราไม่ควรจะไปควบคุมเขา เพราะพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตย ทุกคน มีฟรีสปีช (Free speech) ไม่เฉพาะแค่สื่อ แต่คือประชาชนด้วย รวมถึงนักที่เรียกร้องด้วย รวมถึงน้องแบม หรือน้องตะวันที่เขาพูดเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมด้วย ทุกคนก็ควรจะมี ฟรีสปีช (Free speech) แล้วได้คุ้มครองตามรัฐธรรมนูญเท่าเทียมกันหมดครับ เรื่องที่สำคัญ กว่านี้ครับ ว่าเราจะแก้ปัญหาบอกว่าสื่อไม่มีความเป็นกลาง สื่อไม่ดีอย่างโน้น ไม่ดีอย่างนี้ เรามามองปัญหาอันนี้ให้มันชัดเจน จะแก้ได้กฎหมายจริง ๆ หรือเปล่า ผมมาดูกฎหมายครับ มันไม่มีเรื่องอะไรที่ผมคิดว่ามันจะแก้ได้จริง ๆ เลย เสียงจากพี่ ๆ นักข่าวใต้ถุนสภาบอกว่า งานนักข่าวนี่ลำบากมากนะ ส.ส. เท่า เงินเดือนน้อย โอที (OT) ไม่มี สวัสดิการไปทำ ประกันสังคมเอา เวลาทำงานนี้ยิ่งหนักเลยครับ ไม่มีเวลาวันหยุด ไม่มีเวลาทำงานที่ชัดเจน แล้วไม่ได้โอที (OT) อย่างนี้ผมว่าไม่ยุติธรรม จนทำให้เกิดข่าวเศร้าที่นักข่าวท่านหนึ่ง ได้เสียชีวิต ขออนุญาตไม่ระบุช่อง ซึ่งอันนี้กลายเป็นเรื่องปกติที่จะเห็นเพื่อนคนหนึ่งฟุบ อยู่หน้าคอมพิวเตอร์ (Computer) แล้วมันเป็นเรื่องปกติว่าอันนี้เป็นเรื่องธรรมดา แล้วก็ ไม่มีใครเอะใจเลยว่าเขาได้เสียชีวิตไปแล้ว อันนี้คือผมว่าเป็นสิ่งที่ยืนยันชัดเจน มีพี่นักข่าว ท่านหนึ่งบอกว่า ๕ ปีที่ผ่านมานี้ทำงานมาไม่มีวันหยุดเลยนะ โบนัส (Bonus) ไม่มี ก็ว่ากันไป แต่เงินเดือน ๕ ปีขึ้นมา ๕๐๐ บาทเท่านั้นเอง อย่างนี้มันจะอยู่ได้อย่างไรครับ เด็กจบใหม่ ก็ไม่ได้เงินสตาร์ท (Start) ที่ ๑๕,๐๐๐ บาท ผมว่าสำนักข่าวหลาย ๆ แห่งก็ไม่ให้ตั้งสหภาพ ออกกฎห้ามเรียกร้อง ห้ามประท้วงด้วยซ้ำ เสรีภาพในที่ทำงานยังไม่มีเลย เสรีภาพสื่อที่ไหนจะมีได้ครับ จริยธรรมจะมีไม่ได้ถ้าปากท้องมันไม่ดีด้วย เพราะว่า ปากท้องไม่ดีผมก็อยากได้นอกได้ใน ได้นู่นได้นี่ ไปรับเงินมา ตรงนี้พรรคการเมืองนี้ให้เยอะ เอาพรรคการเมืองนี้แล้วเสนอข่าวไม่มีจริยธรรมก็ได้ ดังนั้นอย่างที่บอกว่าการเมืองดี ปากท้องดีถึงจะมีอนาคตครับอย่างที่พรรคก้าวไกลเราได้เสนอเป็นนโยบาย การที่จะทำให้ สื่อมวลชนทำงานได้เที่ยงธรรมตรงไปตรงมาก็ต่อเมื่อการเมืองดี คืออะไรครับ การมีประสิทธิภาพคุ้มครองจากอำนาจมืด อำนาจอำมหิตของรัฐต่าง ๆ ให้เขาได้มีโอกาส ได้พูด ใช้ฟรีสปีด (Free Speed) ของเขาได้พูด นี่คือเราต้องแก้ตรงนี้หรือเปล่าที่อยากจะให้ สื่อมีจริยธรรมคือการเมืองดี การที่จะทำให้นักข่าวได้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและ คุณภาพก็ต่อเมื่อปากท้องของพวกเขาดีครับ มีค่าตอบแทนที่สมเหตุสมผล มีการให้โอที (OT) มีสวัสดิการที่ดี แล้วก็มีสิทธิเรียกร้องในการทำงานต่าง ๆ ของเขาดังนั้นปากท้องดี จึงเป็นคำตอบครับ แล้วเมื่อทุกอย่างที่ผมพูดมามันดีขึ้นครับ เมื่อสื่อสารมวลชนมันดีขึ้น ประเทศไทยเราก็จะมีอนาคต ทุกคนก็ได้รับรู้ความเป็นจริง รับรู้สิ่งที่ถูกต้อง แล้วสามารถ นำไปคิดว่าในเรื่องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง การศึกษา เศรษฐกิจ สังคมต่าง ๆ ว่า เขาอยากตัดสินเหตุการณ์นั้น ๆ อย่างไร เราก็จะมีประชากรที่มีคริติคัล ติงกิง (Critical Thinking) หรือความคิดที่จะตัดสินอย่างอื่นได้ รวมไปถึงวิธีการคิดที่ดีก็อาจจะแก้ปัญหาที่เรา คาดไม่ถึง อย่างเช่นเรื่องคอลล์เซ็นเตอร์ (Call Center) ก็ได้ใช่ไหมครับ ดังนั้นเมื่อ พ.ร.บ. ฉบับนี้ไม่มีเรื่องที่ผมพูดมาเลยว่าการให้เสรีภาพหรือการทำให้ปากท้องดีในเรื่องของสภาของ สื่อมวลชนผมและพรรคก้าวไกลเองก็คงไม่สามารถเห็นชอบในหลักการของร่าง พ.ร.บ. นี้ได้ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านวลัยพร แล้วตามด้วยท่านปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล แล้วก็ ท่านสมชาย ฝั่งชลจิต เชิญท่านวลัยพรครับ🔗
ท่านประธานคะ วลัยพร รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตที่จะอภิปรายและตั้งข้อสังเกต ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นะคะ วันนี้ก็ได้รับฟังเพื่อน ๆ สมาชิกรัฐสภาได้อภิปราย หลาย ๆ ท่าน แต่มีประเด็นที่คิดว่าน่าจะเป็นข้อสังเกตทั้งในชั้นนี้ ในชั้นรับหลักการ หรืออาจจะถึงขั้นแปรญัตติก็ตาม หรือว่าตั้งกรรมาธิการ แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือ กระบวนการค่ะ กระบวนการในการรับฟังความคิดเห็นของของผู้ที่เกี่ยวข้องของประชาชน หรือการที่เราเรียกว่าพับลิก เฮียริง (Public Hearing) เมื่อสักครู่ที่บอกว่ามีคนที่เข้าไปให้ ความคิดเห็น ๑ ท่าน แล้วก็มีอีก ๒ ท่านจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อันนี้เป็นสิ่งที่เรียกว่า กระบวนการรับฟังความคิดเห็นนี่แบบมันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถที่จะสร้างความเชื่อถือ ในกฎหมายได้นะคะ ดังนั้นไม่ใช่เฉพาะกฎหมายฉบับนี้ แต่เป็นเรื่องของกฎหมายทั่ว ๆ ไป หรือการกำหนดนโยบายก็ตาม เลยอยากที่จะเรียนเพื่อที่จะไปตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า การออกแบบการรับฟังความคิดเห็นเราควรที่จะต้องออกแบบให้ครบกับผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น การวิเคราะห์ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดว่าผู้เกี่ยวข้องมีกี่ประเภท กี่กลุ่ม เพื่อที่เราจะได้เข้าถึง และที่แน่นอนผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงในที่นี้ก็คือบุคลากรของสื่อมวลชนต่าง ๆ ประชาชน ทั่วไปหรือแม้แต่องค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย ซึ่งวิธีการเมโทรโลจี (Metrology) ที่จะ เกี่ยวข้องกับการรับฟังความคิดเห็นมีในเรื่องของออนไลน์ แน่นอนตอนนี้เราเป็นโลกของ ดิจิทัล (Digital) ค่อนข้างเยอะ เราใช้โซเชียลมีเดีย (Social Media) ค่อนข้างมาก ในชีวิตประจำวัน และตอนนี้การรับฟังความคิดเห็นถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในลักษณะของ อีซิติเซน (e-Citizen) หรือดิจิทัลซิติเซน (Digital Citizen) พลเมืองดิจิทัลไปเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นกระบวนการเหล่านี้เป็นกระบวนการที่รับฟังที่สำคัญ แต่ถ้ามีคนเข้าถึงเพียงแค่ ๑ ท่าน อันนั้นหมายความว่าเป็นจุดอ่อนในเรื่องของการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติ ในการที่จะทำให้ผู้คนเข้าถึงทั้งในเรื่องข้อจำกัดในเรื่องของเวลาแค่ ๑๖ วัน อาจจะต้องขยายเวลาให้มากขึ้น ในเรื่องของการประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น แล้วก็การเจาะเข้า ไปที่กลุ่ม นั่นก็คือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ นั่นก็คือการเรียนเชิญกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิของ สื่อมวลชนต่าง ๆ เข้ามาในลักษณะของสนทนากลุ่มเป็นเฟซ ทู เฟซ (Face to face) ในลักษณะที่จะให้ข้อมูล สิ่งเหล่านี้สำคัญอย่างไร เรามีทั้งออนไลน์ (Online) เมื่อกี้นี้คือ สนทนากลุ่ม นอกนั้นก็เป็นเรื่องของออนแอร์ทีวี (On-air TV) วิทยุ โทรทัศน์ สิ่งเหล่านี้เป็น กระบวนการควบคู่กันในการรับฟังความคิดเห็น กระบวนการในการรับฟังความคิดเห็น มิใช่เป็นเพียงกระบวนการที่เราทำขึ้นเพื่อทำให้ครบกระบวนการ แต่ทำให้กระบวนการ ในการรับฟังความคิดเห็นเป็นกระบวนการสำคัญในการสื่อสารข้อมูล ๒ ทาง ทั้งในส่วนที่เรา ให้ข้อมูลไปและในส่วนที่เรารับฟังความคิดเห็น ความคิดเห็นจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ดี ถ้าเราให้ข้อมูลที่ไม่ครบหรืออาจจะไม่ถูกต้อง ดังนั้นเป็นกระบวนการที่จะสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ถ้าเป็นทูเวย์ คอมมูนิเคชัน (Two-way communication) คือการสื่อสาร ๒ ทางของผู้ที่ เกี่ยวข้องทั้งหมด อันนี้คือส่วนหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งก็คือเรื่องของการเปิดเวทีรับฟังความคิด สาธารณะ เวทีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลทั่วไป ซึ่งตรงนี้ก็สำคัญเพราะทำให้ได้รับการ ยอมรับมากยิ่งขึ้น ไม่อย่างนั้นเราก็จะเกิดปัญหาแล้วยิ่งเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวกับ สื่อสารมวลชน ซึ่งมีผลกระทบต่อผู้คนวงกว้างมากของทั้งประเทศ ทั้งใน ๓ สื่อ ทั้งออนแอร์ (On-air) ออนไลน์ (Online) แล้วก็ออนกราวด์ (On-ground) สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สำคัญ อย่างที่ว่ากระบวนการรับฟังความคิดเห็นเป็นกระบวนการที่สำคัญและจำเป็นสำหรับการ ร่างกฎหมาย และเป็นส่วนหนึ่งที่เราจะต้องสร้างการมีส่วนร่วมซึ่งเป็นธรรมาภิบาลอย่างหนึ่ง ที่สำคัญ ดังนั้นดิฉันอยากเรียนว่าอยากให้มีการปรับปรุงตัวนี้ไม่ว่าจะเป็นชั้นกรรมาธิการ หรือในชั้นของร่างกฎหมายฉบับนี้ก็ตามในเรื่องของกระบวนการรับฟังความคิดเห็น เพราะเราจะได้รับฟังความคิดเห็นที่ครอบคลุมครบถ้วนและเป็นผลประโยชน์ทั้งของ เวทีสาธารณะและผู้ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงก็คือบุคลากรของสื่อสารมวลชนทั้งหมด แล้วก็ประชาชนทั้งหมดด้วย เป็นความมั่นคงของประเทศค่ะ ดังนั้นดิฉันขอตั้งข้อสังเกต ในเรื่องของกระบวนการรับฟังความคิดเห็นค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณ ท่านวลัยพรครับ ต่อไปเชิญท่านปกรณ์วุฒิ แล้วก็ท่านสมชาย จากนั้นก็ไปท่านนิพนธ์ นาคสมภพ เชิญท่านปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ พรรคก้าวไกลเราแสดงจุดยืนต่อร่างนี้อย่างชัดเจนว่าเราไม่รับร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ผมขอย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ปี ๒๕๖๐ มีความพยายามที่จะเสนอ กฎหมายควบคุมสื่อ โดยสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในยุคของ คสช. ที่มายึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญไปเมื่อปี ๒๕๕๗ สิ่งที่เผด็จการกลัวที่สุดคืออะไรครับ คือการที่ไม่สามารถ ควบคุมกระแสของข่าวสารได้ โดยเฉพาะในยุคอินเทอร์เน็ต (Internet) ในช่วงนั้น คสช. ในนามของ สปท. จึงพยายามผลัดดัน พ.ร.บ. ควบคุมสื่ออย่างมาก มากถึงขนาดที่ยอม บิดเบือนข้อเท็จจริง ในขณะนั้นประธานกรรมาธิการของ สปท. ได้ให้ข่าวกับสื่อมวลชนว่า ร่างนั้นผ่านการหารือ ผ่านการประชาพิจารณ์จากผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะทีดีอาร์ไอ (TDRI) แต่ทีดีอาร์ไอ (TDRI) ก็ออกมาโต้แย้งว่าทีดีอาร์ไอ (TDRI) เพียงแค่ไปให้ข้อมูลแก่ คณะกรรมาธิการของ สปท. เท่านั้น เป็นการอธิบายผลการวิจัยเรื่องการกำกับดูแลสื่อในยุค หลอมรวมเท่านั้น และเนื้อหาในนั้นก็ไม่มีการให้รัฐเข้าไปควบคุมสื่อแต่อย่างใด ทีดีอาร์ไอ (TDRI) ไม่เคยมีส่วนร่วมในการทำประชาพิจารณ์ร่างฉบับนั้น ไม่เคยเห็นแม้กระทั่งร่าง พ.ร.บ. ของ สปท. ในตอนนั้นด้วยซ้ำ ในร่างนั้นเป็นที่พูดคุยกันอย่างกว้างขวาง ถูกคัดค้าน อย่างกว้างขวางมาก ๆ เพราะมีการตีทะเบียนให้สื่อออนไลน์ (Online) เล็ก ๆ น้อย ๆ ทั้งหลายต้องไปขึ้นทะเบียนเป็นสื่อ แล้วก็ถูกคัดค้านอย่างหนักจนกระทั่งเรื่องนี้ก็เงียบหายไป ข้อมูลจากสำนักข่าวเดอะ สแตนดาร์ด (The Standard) ขอสไลด์ (Slide) ด้วยครับ🔗
ระบุว่ารัฐบาลนี้หลังการเลือกตั้งได้มีการตั้งคณะทำงานปฏิรูปสื่อขึ้นมา แล้วมีคณะอนุกรรมการ ปฏิรูปสื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนสื่อ อนุนี้มีการประชุม ๓ ครั้ง ผลมติของการประชุมก็คือ ไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายปฏิรูปสื่อแต่อย่างใด ขอให้มีกลไกการส่งเสริมจัดการในการ ดำเนินงานตามกฎหมายและหลักจริยธรรมขององค์กรวิชาชีพที่มีอยู่แล้วอย่างเข้มงวด อนุนี้บอกเองว่าไม่ได้จำเป็นต้องมี พ.ร.บ. ปฏิรูปสื่อแบบนี้ แต่ผู้มีอำนาจก็ไม่สนใจครับ เดินหน้าจับ พ.ร.บ. ฉบับเดิมไปใส่ตะกร้าล้างน้ำ แปลงร่างขึ้นมาใหม่กลายเป็น พ.ร.บ. ฉบับที่ เราพิจารณากันในวันนี้ พ.ร.บ. ฉบับนี้จึงเป็นเพียงแค่มรดกบาปของ คสช. ที่มีคนพยายามที่ จะชุบชีวิตมันขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ผมไม่แปลกใจถ้าวันนี้มีการลงมติเกิดขึ้นและสมาชิกวุฒิสภา จะพร้อมใจกันรับร่างหลักการของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ เพราะ ๑๐๐ กว่าท่านที่มานั่งเป็น ส.ว. ก็ สนช. สปช.ทั้งนั้น แต่อย่างไรก็ต้องยอมรับว่าเนื้อหาในร่างฉบับที่เข้ามาในวันนี้ต่างจาก เมื่อ ๕ ปีที่แล้ว อยู่มากพอสมควร แต่อย่างไรในเนื้อหาก็ยังมีปัญหาอยู่เหมือนเดิมครับ เอาสไลด์ (Slide) ลงก่อนได้ครับ พ.ร.บ. นี้เปิดฉากมาอย่างสวยหรูในหลักการและเหตุผล ครับ บอกว่าสมควรกำหนดให้มีองค์กรเพื่อทำหน้าที่คุ้มครองเสรีภาพของวิชาชีพสื่อมวลชน และส่งเสริมจริยธรรมสื่อมวลชน แต่พอเปิดดูในร่าง พ.ร.บ. ทั้งร่าง ผมหาคำว่าเสรีภาพ เจออยู่ประมาณ ๕ ครั้ง ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปครับ แล้วคุ้มครองเสรีภาพอย่างไรครับ ไปดู ในมาตรา ๗ หน้าที่และอำนาจของสภาสื่อ (๒) กับ (๘) ก็พอครับ ส่งเสริมการคุ้มครอง เสรีภาพในการเสนอข่าวสาร ช่วยเหลือสื่อมวลชนในกรณีถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมจากรัฐ เอาสไลด์ (Slide) ลงได้ครับ ผมตั้งคำถามอย่างนี้ครับ มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ผมพูดมาทุกปี ตั้งแต่เป็น ส.ส. คือปัญหาของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมที่ตามมาตรฐานสากลจะต้อง ไม่เป็นหน่วยงานรัฐ และจะต้องไม่แม้กระทั่งรับงบประมาณจากรัฐ เพราะปัญหาคือองค์กร แบบนี้จะถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลาง ซึ่งพอรับงบประมาณจากรัฐ ศูนย์ต่อต้าน ข่าวปลอมก็มีปัญหาเรื่องความเป็นกลางจริง ๆ กลับมาที่สภาวิชาชีพสื่อใน พ.ร.บ. นี้ รับเงิน จากงบประมาณกองทุนของ กสทช. อย่างน้อยปีละ ๒๕ ล้านบาท ผู้จัดการกองทุนที่ให้ งบสภานี้นี่แหละครับ นั่งไปเป็นกรรมการสภาโดยตำแหน่ง ตัวแทนกองทุนไปนั่งเป็น กรรมการสรรหาสภาที่จาก ๗ คนที่สรรหา มีตัวแทนจากภาครัฐไปแล้ว ๓ คน กรรมการสภา ทั้ง ๑๑ คน ที่บอกว่าให้กลุ่มวิชาชีพสื่อเลือกกันมาเองมีแค่ ๕ คน ที่มาจากวิชาชีพสื่อ เลือกกันมาเอง เป็นแค่เสียงส่วนน้อยครับ ที่เหลือกรรมการสรรหาจิ้มเลือกเอาครับ เราจะ แน่ใจได้อย่างไรกรรมการสภาที่ถูกเลือกโดยกลไกแบบนี้ รับงบประมาณจากรัฐแบบนี้ จะวางตัวเป็นกลางไม่อยู่ภายใต้อำนาจรัฐ ผมยกตัวอย่างกรณีที่สื่อมวลชนพยายามเสนอข่าว การชุมนุม ถูกกระทรวงดิจิทัลยื่นขอปิดสื่อ ถูกเจ้าหน้าที่ยิงกระสุนยางใส่ ถูกจับขึ้นรถ ผู้ต้องหา สภาที่รับงบจากรัฐที่ถูกสรรหาจากกลไกรัฐแบบนี้ จะกล้าคุ้มครองเสรีภาพของสื่อ ในกรณีที่อำนาจกระทำรุนแรงต่อพวกเขาหรือไม่ แล้วต่อให้ทำสภานี้มีอำนาจที่จะทำอะไร มากแค่ไหน พ.ร.บ. นี้จะส่งเสริมการคุ้มครองเสรีภาพของสื่อได้อย่างไร และในขณะที่คำว่า เสรีภาพ ถูกระบุไว้อย่างจำกัดจำเขี่ยแบบนี้คำว่า จริยธรรมสื่อมวลชน กลับถูกระบุเป็น ๑ หมวดเต็ม ๆ ๑๘ มาตรา เน้น ๆและที่ระบุไว้ในหลักการว่า พ.ร.บ. นี้เป็นการส่งเสริม จริยธรรมครับ ลองไปดูมาตรา ๒๒ สภานี้มีอำนาจในการกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรม และมีบทลงโทษในการไม่ปฏิบัติตามจริยธรรมนั้น พูดง่าย ๆ คือตั้งขึ้นมาเพื่อนิยามว่า จริยธรรมสื่อคืออะไร ไม่ใช่การส่งเสริม ผมสงสัยว่าคำว่าจริยธรรมมันหมายความว่าอะไร เราเอาอะไรไปวัด ดอกไม้ ธูปเทียน หรือครับ ไม่ใช่นะครับ ลองมาดูกันว่าผู้ที่ร่างกฎหมายนี้ ตีความคำว่าจริยธรรมว่าอย่างไร ขอสไลด์ (Slide) สุดท้ายครับ จากข้อมูลสรุปผลการ พิจารณาทบทวนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่สภาผู้แทนราษฎรมีประเด็นคำถามถึง ผู้เกี่ยวข้อง และผู้เกี่ยวข้องก็คืออนุกรรมการที่จัดทำหน้า พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้ตอบประเด็นเรื่อง คำว่าจริยธรรมว่าอย่างนี้ จริยธรรมหมายถึงข้อปฏิบัติที่ก่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย โดยอิงกับหลักธรรม หลักธรรมอะไรครับ ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองอะไรครับ ผมคงไม่ต้องอธิบายว่าคำแบบนี้มันถูกตีความอย่างไรได้บ้างครับ คณะรัฐประหารที่ออกมาฉีก รัฐธรรมนูญ ออกมาจับคนเห็นต่างเข้าคุก คุกคามปิดปากสื่อที่เห็นต่างก็ทำในนามของ ความสงบเรียบร้อยทั้งนั้นครับ ในเอกสารนี้ยังมีอะไรอีกเยอะ ลองไปสแกน (Scan) อ่านดูได้ ไปดูชื่ออนุกรรมการที่ร่าง พ.ร.บ. ดูว่ามีใครบ้างเห็นชื่อก็ขนลุกแล้วครับ ผมสรุปแบบนี้ ท่านประธาน ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้กำหนดโทษฝ่าฝืนจริยธรรมสื่อมวลชนไว้คือการตักเตือน ภาคทัณฑ์ และตำหนิโดยเปิดเผยต่อสาธารณชน กำหนดโทษแบบนี้มันไม่แตกต่างจากระเบียบ ข้อบังคับขององค์กรวิชาชีพสื่อที่มีอยู่แล้ว แต่อย่างใดครับ แต่สิ่งที่รัฐต้องการทำผ่าน พ.ร.บ. ฉบับนี้มีแค่อย่างเดียวครับ คือการเข้ามา มีส่วนร่วมในการเลือกคณะกรรมการ ผู้ที่จะเข้ามากำหนดว่าสื่ออะไรทำผิด สื่ออะไรทำไม่ผิด เท่านั้นเองครับ การทำให้สื่อมีจริยธรรมมันเป็นเรื่องดีต่อสังคมแน่นอนครับ แต่ปัจจุบัน ก็มีหลายกลไกที่คอยกำกับให้สื่อทำตามมาตรฐาน จริยธรรม และจรรยาบรรณอยู่แล้วครับ ไม่ว่าจะเป็นกลไกทางสังคม กลไกทางกฎหมาย กลไกในการกำกับดูแลตัวเองที่มีอยู่แล้ว หน้าที่ของรัฐคือการเข้าไปหนุนเสริม ไปเอนดอร์ส (Endorse) ให้กลไกเหล่านี้มีประสิทธิภาพ มากขึ้น ประเทศประชาธิปไตยทั่วโลกเขาเน้นกลไกในการกำกับดูแลกันเอง สื่อในประเทศ ประชาธิปไตยไม่มีประเทศไหนที่เขายอมให้รัฐเข้ามากำกับดูแล เพราะมันสุ่มเสี่ยงว่า ประชาชนจะไม่มั่นใจว่าพวกเขาจะสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบผู้มีอำนาจรัฐได้หรือไม่ การเอากลไกอำนาจรัฐเข้าไปร่วมสรรหากรรมการ มาขีดเส้นมาตรฐานจริยธรรมด้วยตัวเอง แบบนี้ ผมไม่ทำนายว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นครับ แต่เราลองไปย้อนดูข้อเท็จจริง ๘ ปีที่เกิดขึ้น ๘ ปีที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นกับสื่อมวลชนบ้างครับ สื่อที่เห็นต่างกับอำนาจรัฐโดนสั่งจอดำ รัฐสั่งปิดสื่อที่เสนอข่าวผู้ชุมนุมประท้วงรัฐบาลครับ สื่อมวลชนที่พยายามถ่ายทำความจริง ตรงหน้าว่าเจ้าหน้าที่รัฐทำอะไรกับผู้ชุมนุมบ้างโดนทำร้าย ผมใช้คำว่ารุมกระทืบเลยครับ โดนยิงกระสุนยางใส่ โดนจับขึ้นรถผู้ต้องขัง แต่ในขณะเดียวกันสื่อที่นั่งระรื่นยื่นความเท็จ ให้สังคม ยุยงปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชัง สร้างผังกองทัพไซเบอร์ (Cyber) ของ พรรคอนาคตใหม่ มีหน้าผมเข้าไปด้วยนะครับ เพียงแค่ว่าผมเคยทำงานในบริษัทที่เกี่ยวกับ เทคโนโลยี สร้างผังเบื้องหลังผู้ชุมนุมวาดภาพขึ้นมาจากอากาศ ไม่มีแหล่งข่าว ไม่มีหลักฐาน แวดล้อมอะไรทั้งสิ้นที่เป็นรูปธรรม กลายเป็นสำนักข่าวเดียวที่ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่ไม่เคยไปออกสื่อที่ไหนเลย เดินทางไปให้กำลังใจสำนักข่าวนี้ถึงห้องส่ง นี่คือข้อเท็จจริง ที่เกิดขึ้น ๘ ปีที่ผ่านมาครับ แล้วถ้าเอากลไกรัฐแบบนี้เข้าไปมีส่วนในการกำหนดจริยธรรม ไปตัดสินจริยธรรมของสื่อมวลชน มันจะเกิดอะไรขึ้นครับท่านประธาน ผมสรุปสุดท้ายครับ ผมฝากถามถึงผู้ที่กำลังจะเห็นชอบกับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ๑๐ ปีที่แล้วในรัฐบาลที่อยู่ในการ เลือกตั้งนี่ ท่านเคยตั้งคำถามว่ารัฐครอบงำสื่อ ทั้ง ๆ ที่วันนั้นเขาไม่มีกลไกอะไรเลยที่จะไป ครอบงำได้ วันนี้ท่านไม่กลัวว่ารัฐจะครอบงำสื่อกันแล้วหรือครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ มีท่านสมาชิกที่แสดงตนจะอภิปรายเพิ่มนะครับ แล้วก็มีการสลับกันบางท่าน ผมขออนุญาตนะครับ ต่อไปก็จะเป็น พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง แล้วก็ตามด้วยท่านสมชาย ฝั่งชลจิตร จากนั้นก็จะไป ส.ว. ท่านนิพนธ์ นาคสมภพ แล้วก็กลับมาท่านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ กับท่านจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ตามนี้นะครับ ผมจะอ่านไปทีละชื่อ เชิญท่าน พันตำรวจเอก ทวี นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธาน ที่เคารพ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... ผมเองขอคัดค้าน แล้วก็สิ่งที่จะขอคัดค้านก็คือท่านส่งร่างพระราชบัญญัติอันนี้มาเป็น กฎหมายปฏิรูป วันนี้เราพยายามจะบิดเบือนกฎหมาย ในหมวดของกฎหมายปฏิรูปนั้น มาตรา ๒๕๙ แม้จะเขียนไม่ชัดเจนก็ตาม เขาบอกว่ากฎหมายปฏิรูปทุกด้านต้องแล้วเสร็จ ภายใน ๑ ปี แล้วก็ส่วนที่จะสัมฤทธิ์ผล ให้บรรลุผลนี่ภายในระยะเวลา ๕ ปี รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ครบกำหนด ๕ ปีมาเกือบ ๑ ปีแล้ว เรายังพยายามบิดเบือนเอากฎหมายทั่ว ๆ ไป ที่ควรจะเริ่มต้นด้วยสภาผู้แทนราษฎร ควรเริ่มต้นด้วยปัญหาความต้องการของประชาชน ให้ผ่าน ไม่ควรจะเป็นกฎหมายปฏิรูป เพราะถ้าเป็นกฎหมายปฏิรูปก็คือเป็นกฎหมายที่ต้อง ยอมรับว่า ส.ว. ๒๕๐ คนนี่คือรับคำสั่งมา แล้วมันก็เป็นกฎหมายที่ผมคิดว่าฝ่ายประชาธิปไตยจะมีเหตุผลดีเท่าไรก็ตามกฎหมาย ลักษณะนี้ก็จะต้องเหมือนถูกครอบงำ เหมือนเป็นการครอบงำสภาอีกรอบหนึ่ง วันนี้เลยเวลา ๕ ปีมาแล้ว ผมถือว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่กฎหมายปฏิรูป แม้ ครม. จะพยายามส่งมาให้เป็น กฎหมายปฏิรูปก็ตาม แต่เมื่อเลย ๕ ปีแล้ว ครม. ก็ไม่มีหน้าที่ที่จะไปบิดเบือนรัฐธรรมนูญ เพราะในรัฐธรรมนูญเราบัญญัติไว้ชัดเจนเลยว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของ ประเทศ บทบัญญัติของกฎหมาย กฎหรือข้อบังคับหรือการกระทำใดจะขัดหรือแย้ง ต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติหรือการกระทำนั้นเป็นอันบังคับมิได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าท่านประธานลงลึกไปอีกอันหนึ่ง การจั่วเป็นข้ออ้างว่ากฎหมายนี้มาจากมาตรา ๓๕ ท่านประธานที่เคารพครับ การไปมีกฎหมายฉบับนี้ยิ่งผิดรัฐธรรมนูญใหญ่เพราะมาตรา ๓๕ ของรัฐธรรมนูญเป็นการส่งเสริมผู้ประกอบอาชีพให้มีเสรีภาพในการเสนอข่าว การกำจัด หรือขจัดสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนนั้นไม่สามารถกระทำได้เลย จะกระทำได้มีข้อยกเว้น ประการเดียวก็คือในระหว่างที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม ท่านประธานครับ เขาบอกว่า ความจริงปรากฏความชั่วร้ายจะหายไป วันนี้กฎหมายฉบับนี้กลัวความจริง เมื่อกลัวความจริง ก็คือกลัวสื่อสารมวลชนที่จะออกมาเผยแพร่ความจริง ความจริงเป็นอาวุธสำคัญที่สุดของ ประชาชน ท่านประธานลองไปดูแค่มาตรา ๕ ที่เขียนไว้เป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญ อย่างร้ายแรง มาตรา ๕ เขาบอกผู้ประกอบวิชาชีพสื่อย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าว และแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมของสื่อ แต่การใช้เสรีภาพจะต้องไม่ขัดต่อหน้าที่ปวงชน ชาวไทยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน รัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนข้อความนี้ไว้ รัฐธรรมนูญ เขียนเรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อสามารถทำได้เสรีภาพเลย ยกเว้นในภาวะสงครามเราต้องการ ที่จะสื่อเพื่อไม่ให้ประเทศต้องถูกโจมตีโดยข้าศึกหรือไม่ให้ประเทศต้องตื่นตระหนก รัฐจึง จำเป็นต้องมาควบคุมสื่อ ดังนั้นการที่ร่างฉบับนี้นำขึ้นมานั้นผมจึงคิดเห็นว่าเป็นสิ่งที่ต้องการ ที่จะครอบงำประชาชน ต้องการที่จะมาขจัดผู้ที่เห็นต่างกับประชาชน และที่สำคัญอย่างยิ่ง ในภาวะที่อาจจะมีการเลือกตั้งหรือที่จะเกิดขึ้นในข้างหน้านี้ เชื่อว่าถ้าสื่อสารมวลชนได้สื่อสาร ไปในช่องทางที่ถูกต้องจะทำให้ฝ่ายรัฐบาลไม่สามารถจะปิดบังได้จึงต้องปิดปากสื่อไว้ก่อน ท่านประธานที่เคารพครับ ในเรื่องของสื่อปัจจุบันเรายังมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องมากมาย โดยเฉพาะกฎหมายประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ กฎหมาย กสทช. ซึ่งหลายเรื่องก็จะมาเกี่ยวเนื่องกันและซ้ำซ้อนกัน วันนี้เหมือนเรากำลังจะมีโซ่ตรวน มัดมือมัดเท้าสื่อมวลชน ท่านประธานครับ เสรีภาพของสื่อคือเสรีภาพของประชาชน ดังนั้น ผมคิดว่าร่างกฎหมายฉบับนี้นอกจากจะขัดรัฐธรรมนูญแล้วยังขัดต่อความเจริญของประเทศ แล้วที่สำคัญคือจะมาเป็นการปิดกั้นและเป็นการทำลายสิทธิเสรีภาพของประชาชน ผมจึง ไม่เห็นด้วยกับร่างฉบับนี้ครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสมชาย ฝั่งชลจิตร แล้วตามด้วยท่านนิพนธ์ นาคสมภพ ครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สมชาย ฝั่งชลจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนนครศรีธรรมราช เช่นเดียวกับท่านรัฐมนตรีที่มานั่ง อยู่ในสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมต้องขออนุญาตท่านประธานอภิปรายโดยเฉพาะ ในเรื่องหลักการและเหตุผลของการเสนอกฎหมายฉบับนี้ที่พูดถึงเรื่องว่าด้วยการส่งเสริม จริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพมวลชน คำว่าจริยธรรม มันเป็นเรื่องที่สังคมจะต้องใช้การกล่อมเกลาด้วยตัวเอง แล้วที่สำคัญที่สุด ประเทศชาติเราจะต้องใช้วิธีการในการที่จะสร้างมาตรฐานทางจริยธรรมหรือว่าสร้างนอร์ม (Norm) ที่เคารพในเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน ผมเป็นคนที่มีประสบการณ์ในการที่ โดนกระทำในฐานะที่เป็นสื่อมวลชน รอบแรกผมถูกปิดหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ในฐานะที่เป็น บก. ข่าว วันที่พาดหัวตอนที่คุณสุรชัย แซ่ด่าน ถูกประหารชีวิต โดยคำพิพากษาของศาล เอาคำพิพากษาของศาลไปเสนอรายละเอียดในหนังสือพิมพ์และพาดหัวข่าวว่าเข่นฆ่าคือ ประหาร ผมโดนปิดหนังสือพิมพ์ทันที รอบสองผมจัดรายการวิทยุชุมชน ในฐานะที่เป็นคนทำ สื่อวิทยุที่จังหวัดนครศรีธรรมราช วันที่ผมวิพากษ์วิจารณ์ว่าการชุมนุมของพันธมิตรจะนำไปสู่ การรัฐประหาร วันที่รัฐประหารจริง ๆ ตอนกลางคืน คุณวราอยู่ในกองปราบไปนอนที่ หน้าสถานีวิทยุชุมชนผมเลย แล้วก็รื้อแม้กระทั่งเสายึดเครื่อง รอบที่ ๒ ปี ๒๕๕๓ ในฐานะที่มี รัฐบาลที่มาจากการตั้งในค่ายทหาร การที่ประกาศเขตการใช้กระสุนจริง ผมดำเนินการทาง วิทยุในการสื่อสารกับผู้ชุมนุมถ่ายทอดทางวิทยุ เช้าขึ้นมากองปราบก็ส่งคนไปรื้อสถานีผม ปี ๒๕๕๗ วันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๒ พฤษภาคม กองปราบก็ไปถึงสถานีวิทยุผมแล้วก็ รื้อทั้งเครื่อง รื้อทั้งเสา นี่คือโดนกระทำด้วยข้อหามาตรา ๑๑๖ นี่คือใช้มาตลอด ความมั่นคง ของรัฐ การกระทำต่อสื่อมวลชนที่มีความเห็นทางการเมืองต่าง จากการกระทำในอดีตซึ่งเรา ยืนยันว่าเราไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารต้องถูกยึดสถานีด้วยหรือ นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้นจริง ท่านประธานที่เคารพ การที่จะพูดถึงจริยธรรมหรือการควบคุมสื่อ สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึง ในวันนี้ หลักการในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อแรกเลยครับเรื่องของสิทธิในการ ที่จะวิพากษ์วิจารณ์ในการแสดงความคิดเห็น🔗
ข้อที่ ๒ รัฐธรรมนูญที่ร่างมาโดยคณะรัฐประหารนี่แหละ มาตรา ๓๕ ที่อ้าง ในกฎหมายฉบับนี้ว่าเป็นหลักการของการร่างเพื่อที่จะนำไปสู่การควบคุม หรือการที่จะเปิด โอกาสให้มีองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนในสภาสื่อมวลชน ผมเชื่อว่าองค์กรนี้ก็เป็นองค์กร กระดาษองค์กรหนึ่งที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ เพราะรัฐมนตรีที่รักษาการนี้ คือนายกรัฐมนตรีตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ แล้วที่เอาเข้ามาในฐานะที่เป็นกฎหมายปฏิรูป เพื่อให้ ส.ว. เข้ามามีส่วนในการลงมติด้วย นั่นคือหวังผลว่ากฎหมายฉบับนี้จะผ่านได้ เพราะใช้เสียงของ ส.ว. ผมอยากจะย้อนกลับไปยังมาตรา ๓๕ ว่าสิ่งที่รัฐควรกระทำจริง ๆ คือการกำกับดูแลให้หน่วยงานของรัฐทั้งหลายปฏิบัติตามมาตรา ๓๕ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ต้องออกกฎหมายมาควบคุมหรือกำกับหรือสร้างองค์กรกระดาษขึ้นมาอีกองค์กรหนึ่ง ให้ไปเปลืองงบประมาณแผ่นดิน เพราะตั้งค่าจ้างกันเป็นแสนทั้งนั้น และอยากจะฝากต่อไป ว่าในเรื่องของการมีกฎหมายควบคุมกำกับวันนี้ภายใต้การบริหารรัฐบาลนี้มีกฎหมายไม่ว่า จะเป็นประมวลกฎหมายอาญา เรื่องของการหมิ่นประมาท แล้วสามารถฟ้องเรียกร้อง ทางแพ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งได้ วันนี้มาอีกก็คือ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถตามไปล้าง ถ้าภาษาผมก็บอกว่าล้างผลาญ ความคิดเห็นต่าง เที่ยวไปล็อกสื่อปิดสื่อ กฎหมายเหล่านี้รวมทั้งการใช้มาตรา ๑๑๖ ในประมวลกฎหมายอาญา แม้กระทั่งวันนี้ใช้มาตรา ๑๑๒ จนกระทั่งนำไปสู่วิกฤติ ทางความคิดขึ้นมา ไม่พอหรือครับ พยายามที่จะสร้างกลไกเพื่อที่จะต้อน ภาษาที่จะต้อง พูดว่าต้อนสื่อเข้าคอกไว้ แล้วก็คัดสรรคณะกรรมการในสภาเพื่อที่จะให้เป็นคนที่รัฐสามารถ กำกับอยู่เบื้องหลังได้ ก็อยากจะฝากไปยังเพื่อนสมาชิก อยากจะฝากไปยังท่าน ส.ว. ทั้งหลายว่ากฎหมายที่มีอยู่แล้วมันเพียงพอต่อการที่จะควบคุมกำกับสื่อ เพียงแต่ว่า ให้หน่วยงานของรัฐเคารพต่อหลักการที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๕ และ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนหลักแรกเลย คือการเคารพในเรื่องของการแสดง ความคิดเห็น ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปก็เป็นท่านนิพนธ์ นาคสมภพ ส.ว. แล้วกลับมาท่านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ กับท่านจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ เชิญท่านนิพนธ์ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นิพนธ์ นาคสมภพ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอพูด ในฐานะที่เคยทำงานด้านสื่อสารมวลชนมากว่า ๕๐ ปี เคยเป็นนายกสมาคมโทรทัศน์ ดาวเทียมประเทศไทย ๔ สมัย ๘ ปี เคยอยู่ในยุคที่วิทยุและโทรทัศน์ถูกควบคุมโดย คณะกรรมการบริหารวิทยุและโทรทัศน์หรือเราเรียกว่า กบว. ซึ่งอยู่ในช่วงปี ๒๕๓๖ ผมขอเรียนอย่างนี้นะครับ ผมขอเรียนว่าพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมสื่อสารมวลชน มาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) ใช้เวลาเดินทางมาตั้งแต่ รัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๕๐ ถึงวันนี้ ใช้เวลา ๑๕ ปี แล้วก็ขอขอบคุณคณะรัฐมนตรี ที่นำมาเสนอในวันนี้ ผมเชื่อว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้จะแยกสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน ออกจากสิทธิเสรีภาพการสื่อสารของบุคคลด้วยคำว่าจริยธรรมนักวิชาชีพและมาตรฐาน สื่อมวลชนซึ่งมีอยู่ ๗ ข้อ เช่น สื่อต้องเสนอข้อเท็จจริงด้วยความถูกต้อง ด้วยความเป็นธรรม นักวิชาชีพสื่อมวลชนมีจริยธรรมจะได้รับความคุ้มครองทั้งกฎหมายหมิ่นประมาท กฎหมาย ลิขสิทธิ์ กฎหมายคุ้มครองส่วนบุคคล กฎหมายคอมพิวเตอร์ แล้วคนที่เป็นสื่อมวลชน โดยสุจริตกลัวอะไรครับ สื่อที่ผิดจริยธรรมต่างหากที่ต้องกลัวเพราะพระราชบัญญัติฉบับนี้ กำหนดโทษได้อย่างมากคือการภาคทัณฑ์ ประณามเพื่อให้รู้ว่าบุคคลที่อ้างตัวเป็นสื่อนั้น ไม่ใช่นักวิชาชีพสื่อสารมวลชน ไม่มีการลงโทษด้วยวิธีอื่น ไม่มีจำคุก ไม่มีปรับ แล้วคนที่เป็น สื่อมวลชนกลัวอะไรครับ บุคคลที่ต้องการสื่อสารมีสิทธิเสรีภาพสื่อกันได้ ใช้สื่อใหม่ได้ เมื่อสักครู่ที่พูดมาเยอะแยะไปหมด แต่คือเป็นสื่อสารแบบบุคคล จะอยู่ข้างไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องพูดให้ครบถ้วนทุกด้าน ไม่จำเป็นต้องมีจริยธรรมแบบสื่อแต่ก็ไม่สามารถจะรับ การคุ้มครองตามกฎหมายแบบสื่อได้ ผมขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผมเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติปฏิรูปฉบับนี้ เพราะเป็นฉบับที่แยกสิทธิเสรีภาพของ นักวิชาชีพสื่อมวลชนที่มีจริยธรรมออกจากสิทธิการสื่อสารแบบบุคคล แต่ควรจะต้องมีการ รับฟังความคิดเห็นของสื่อมวลชนเพื่อประกอบการทบทวนปรับปรุงแก้ไขบางมาตรา ขอขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ต่อไป ท่านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ แล้วท่านจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ จากพรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ วันนี้ผมมาอภิปราย ร่างพระราชบัญญัติการส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... ซึ่งคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ ท่านประธานครับ ประเด็นแรกเลยผมขอนำเสนอในนามของ พรรคร่วมฝ่ายค้าน ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้พรรคร่วมฝ่ายค้านมีมติร่วมกันว่า เราไม่สามารถให้ความเห็นชอบในหลักการของตัวร่างกฎหมายได้ จากการที่เราไปดูกฎหมาย ในรายละเอียดแล้ว สิ่งที่เราพบคือกฎหมายนี้ต้องใช้คำว่าเป็นกฎหมายย้อนยุคในโลกสากล ประเทศที่พัฒนาแล้วไม่มีใครเขาทำกันหรอกครับ ที่จะตั้งองค์กรโดยรัฐขึ้นมา เพื่อที่จะครอบงำมากำกับดูแลองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนอย่างที่เรากำลังจะทำกันอยู่ ไม่มีใครเขาทำกันแล้วในโลกนี้ ยกเว้นประเทศที่ยังบริหารจัดการแบบอำนาจเบ็ดเสร็จ ย้อนยุคอย่างในอดีตที่ผ่านมา แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ร่างพระราชบัญญัตินี้เป็น ร่างพระราชบัญญัติที่เรียกว่าเป็นกฎหมายปฏิรูปนี่ก็เป็นอีกหนึ่งในจุดบ่งชี้ว่ากระบวนการ ปฏิรูปโดยที่เกิดขึ้นหลังจากการปฏิวัติรัฐประหารมา ๘-๙ ปี มันประสบไปด้วยความล้มเหลว ผิดพลาด กฎหมายที่เข้ามาแต่ละตัวที่เรียกว่ากฎหมายปฏิรูปกว่าจะผ่านไปได้รากเลือด หลายตัวก็ยังติดค้างกันอยู่ เราก็คุยกันเมื่อเช้านี้อย่างเช่น พ.ร.บ. เรื่องของการศึกษาชาติ ก็เป็นการปฏิรูปที่ผิดทิศผิดทาง สุดท้ายมันก็เดินไม่ได้ สภาก็ไม่สามารถผ่านร่างได้ อย่างง่ายดาย อันนี้เช่นเดียวกันครับ ประเด็นปัญหาที่มันเกิดขึ้นมันเป็นกระบวนการ ซึ่งคิดจากความคิดหลักคิดคืออำนาจนิยมหมายความว่าถ้าเรามีอำนาจแล้วเราบีบ เรากดเขาไว้ สุดท้ายเขาจะสามารถเดินตามไปตามครรลองที่รัฐต้องการได้ ซึ่งมัน ไม่เกิดขึ้นจริงในระบอบประชาธิปไตย ในขณะเดียวกันท่านอ้างถึงรัฐธรรมนูญเป็นหลัก เพราะว่ากฎหมายปฏิรูปมันต้องมีจุดเริ่มต้นจากรัฐธรรมนูญ อันนี้อ้างถึงมาตรา ๓๕ ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๖๐ แต่มาตรา ๓๕ ไม่ได้มีจุดใดที่บ่งชี้เลยบอกว่า ให้ไปตั้งคณะกรรมการโดยรัฐขึ้นมาเพื่อที่จะเข้ามากำกับควบคุมดูแล แต่เป็นการพูดถึง สิทธิเสรีภาพของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งย่อมต้องมีเสรีภาพในการนำเสนอข่าวสาร หรือแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมแห่งอาชีพ การปิดหนังสือพิมพ์ สื่อมวลชนทำไม่ได้ การจะไปตรวจข้อมูลที่เขาจะนำเสนอก่อนก็ทำไม่ได้ แต่สิ่งที่เรากำลังทำอยู่มันไม่เกี่ยวเนื่อง กับรัฐธรรมนูญเลย คือตั้งต้นท่านพูดตั้งต้นมันเป็นบ้องไม้ไผ่ ท่านพูดถึงรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๕ ที่ยืนยันในสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนตั้งต้นเป็นลำไม้ไผ่ ลงไปลงมากลายเป็น อะไรครับ เป็นบ้องกัญชา เพราะว่าสุดท้ายกลายเป็นว่าเพื่อให้เกิดสิทธิเสรีภาพตามนั้น ในมุมมองของรัฐท่านกลับไปออกตัวร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ออกมาเพื่อที่จะมาควบคุม กำกับ ตัวร่างพระราชบัญญัตินี้พูดถึงหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสภาวิชาชีพสื่อมวลชน องค์กรวิชาชีพคณะกรรมการในหลายสิ่งหลายอย่าง ผมคงไม่ลงรายละเอียด แต่อย่างไรก็ตาม ผมต้องเรียนด้วยความเคารพว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดตามร่างพระราชบัญญัตินี้เป็นสิ่งซึ่งซ้ำซ้อน และไม่มีประโยชน์ เพราะว่าองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนในปัจจุบันมีอยู่แล้ว สิ่งที่เปลี่ยนไปจาก ร่างพระราชบัญญัตินี้มีเพียงอย่างเดียวนั่นก็คือรัฐสามารถล้วงลูก สามารถเข้าไปมีบทบาท ในการกำกับแต่งตั้งบริหารจัดการ แล้วก็มีอำนาจเข้าไปแทรกแซงเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น มันไม่มีผลดีใด ๆ กับประชาชน ไม่มีผลดีใด ๆ กับองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนที่มีอยู่ กลุ่มบุคคลเดียวที่มีประโยชน์คือรัฐ ผมคิดในทางดีท่านอาจจะไม่ใช่ว่าคิดว่าเป็นเพื่อตัวเอง เพราะว่ารัฐบาลครั้งหน้าอาจจะไม่ใช่ท่าน แต่ผมก็มองไม่ออกว่าไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล ในชุดถัด ๆ ไปจะมีประโยชน์ใด ๆ เกิดขึ้นกับประชาชนโดยเฉพาะผู้ที่เข้าไปเกิดประโยชน์ จากการที่จะได้เสพข่าว จากการที่จะเป็นผู้ปฏิบัติการในเรื่องของการสื่อสารต่าง ๆ ของ ภาควิชาชีพเขา ไม่มี ไม่มี เพราะฉะนั้นทางเดียวที่จะเกิดขึ้นได้ก็คือวันนี้ผมนำเสนออย่างนี้ นี่เป็นช่วงท้ายสมัยประชุมเราจะหมดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรกันอีกไม่นาน วันนี้ต่อให้ร่างฉบับนี้ได้รับความเห็นชอบสิ่งที่เราจะทำต่อไปคืออะไรครับ เราจะตั้ง กรรมาธิการขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อที่จะไปพิจารณาประกอบไปด้วยคณะรัฐมนตรี ประกอบไปด้วย ส.ว. ประกอบไปด้วย ส.ส. ทั้ง ๒ ฝั่งฝ่าย แต่สภาชุดนี้เหลืออายุอยู่เพียงแค่เดือนเศษ ๆ กระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายที่มีความยาวขนาดนี้กี่มาตรา ๔๙ มาตราจะเสร็จสิ้น ภายในระยะเวลาเพียงเดือนเศษเป็นไปไม่ได้ และต่อให้พิจารณาในชั้นกรรมาธิการเสร็จสิ้น ณ วันนั้นก็ไม่มีสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ที่จะนำเรื่องกลับเข้ามาพิจารณาได้ มันจะกลายเป็น เรื่องที่มันค้างคา ไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะเสนอก็คือ ท่านคณะรัฐมนตรีผู้เสนอครับ ท่านให้ความเป็นธรรมกับประชาชน ให้ความเป็นธรรมให้ โอกาสกับพี่น้องประชาชนและรัฐสภาถอนเรื่องไปก่อนครับ ถ้าท่านกลับมาเป็นรัฐมนตรี ครั้งหน้าคณะรัฐมนตรียังเป็นชุดเดิมยังยืนยันว่ากฎหมายนี้จำเป็นกฎหมายที่จะไปควบคุม กำกับสื่อสารมวลชนต่าง ๆ ยังจำเป็นท่านไปเสนอใหม่ในสภาชุดหน้าให้เขามีเวลาในการ ทำงานและสามารถจบกระบวนการได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่ว่าเรามาจั่วหัวเริ่มต้นไว้ก่อน สุดท้าย ยุบสภาไปต้องมีสภาใหม่ขึ้นมาแล้วเขาต้องมารับเรื่องต่อเขาก็งงว่ากฎหมายแบบนี้เราไป เห็นชอบมาได้อย่างไรวาระ ๑ รับหลักการ ไปพิจารณาต่อตั้งกรรมาธิการขึ้นมาก็ต้องมานั่ง เดินต่อไปว่าสุดท้ายมันจะผ่านหรือไม่ผ่านอย่างไร แต่มันไม่ใช่วิธีที่ยุติธรรมกับประชาชน และสภาชุดถัด ๆ ไป ท่านประธานครับ ที่ผมห่วงที่สุดคือการแทรกแซง ถ้าท่านไปดู โดยเฉพาะในเรื่องของบทเฉพาะกาล ถ้าท่านเปิดดูในบทเฉพาะกาลท่านจะเห็นเลยครับ ในวาระเริ่มแรกให้กรรมการวิชาชีพสื่อมวลชนเหล่านี้ประกอบไปด้วยอธิบดี กรมประชาสัมพันธ์ ผู้แทน ผู้แทน ผู้แทน ซึ่งทั้งหมดแต่งตั้งจากรายชื่อที่ ครม. เสนอ ที่ ครม. เห็นชอบ นี่คือจุดเริ่มต้นของมันหมายความว่าท่านจั่วมา ท่านเริ่มมา ท่านมีองค์กรซึ่งแต่งตั้ง และกำกับโดย ครม. ทั้งหมด อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ก็คนเดียวกันที่ทำผังล้มเจ้าที่สุดท้าย มายอมรับว่ามันไม่มีจริง แล้วจะให้เราเชื่อใจได้อย่างไรว่ากลไกที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ไปมันจะ บริสุทธิ์ ชุดแรกเป็นอย่างนี้ก็จะมีการวางทายาทสืบทอดกันต่อ ๆ ไปสุดท้ายเราจะได้องค์กร วิชาชีพสื่อซึ่งบิดเบี้ยว เราจะได้สื่อทางเดียวคือสื่อที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไปในห้องส่งแล้วบอกว่าสื่อนี้ดีเยี่ยม เราจะได้แบบนั้นอย่างเดียว ความคิดเห็นอื่น ที่แตกต่างไปจากทางกระแสหลักของรัฐบาลจะถูกปิดกั้นทั้งหมด เราไม่ต้องการเห็นครับ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนต่อท่านประธาน🔗
ประเด็นแรก พรรคร่วมฝ่ายค้านเราไม่เห็นชอบ พรรคเพื่อไทยเราไม่เห็นชอบ ในหลักการของร่างพระราชบัญญัติที่จะมาควบคุม กำกับสื่อสารมวลชนต่าง ๆ เหล่านี้🔗
ประเด็นที่ ๒ ทางที่ดีและเหมาะสมที่สุดวันนี้คณะรัฐมนตรีถอนร่างออกไป ท่านดูสิครับ ผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรี ท่านมองลงมาในห้องประชุม นี่กฎหมาย ปฏิรูปซึ่งนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เซ็นมาให้สภา เมื่อเช้านี้สมาชิกวุฒิสภา ที่ท่านตั้งมายังไม่พิจารณาเลยยังจะไม่เอาเลย พรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรคผมฟังดู ก็ไม่เห็นชอบ พวกผมก็ไม่เอา นี่กฎหมายของ ครม. ส่งมาพวกท่านยังไม่เอากันเอง เพราะฉะนั้นถอนร่าง ไม่ต้องเสียหน้าเสียตาถอนไป ให้เหตุผลได้อย่างที่ผมบอก ให้โอกาสกับ ประชาชนได้ตัดสินผ่านการเลือกตั้งและให้สภาชุดถัดไปเป็นผู้พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ นะครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านประธาน เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ผู้แทนราษฎร ฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ คำถามแรกหลังจากเห็น พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็คือว่า ทำไมเราต้องมีกฎหมายฉบับนี้ครับ แล้วเรากำลังพิจารณากันในเรื่องของกฎหมายปฏิรูป ประเทศ แล้วปฏิรูปประเทศคือปฏิรูปรัฐ ไม่ใช่ปฏิรูปเอกชน อันนี้มันไม่ได้เรื่องของรัฐต้องไป ยุ่งกับองค์กรสื่อเลย กฎหมายที่มานี่มาตั้งแต่สภาปฏิรูปประเทศ ตอนนั้นต้องมีใบอนุญาตด้วย จะเป็นสื่อได้ ก็โดนคัดค้าน โดนสื่อจั่วกันเละเทะเลยจนถอยออกไป แล้วนี่อยู่ดี ๆ ก็กลับมาใหม่ แล้วกลับมาโดยกรมประชาสัมพันธ์ ท่านประธานครับ เขาอ้างเรื่องของการต้องทำตาม รัฐธรรมนูญมาตรา ๓๕ อ้างว่ามันเป็นแผนปฏิรูป เป็นแนวทางการส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพ ต้องรีบจัดตั้งองค์กรที่ชื่อว่าสภาองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนมากำหนด มาตรฐานจริยธรรมสื่อ มาแต่งตั้งกรรมการจริยธรรมขึ้นมาตรวจสอบ มาดูว่าใครฝ่าฝืน มาตรฐานจริยธรรมหรือเปล่า ทำไมครับ คือให้เขาคุมกันเองนี่มันไม่ได้ใช่ไหมครับ ให้เขามี อิสระไม่ได้ใช่ไหมครับ เขามีอิสระมากไปใช่ไหมครับ จะต้องไปคุมเขานี่ ท่านประธาน ย้อนไป วันที่ ๑๙ พฤษภาคมปีที่แล้ว คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครอง ผู้บริโภคของวุฒิสภาซึ่งท่านสมชาย แสวงการ ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ท่านเป็นประธาน ก็มีการจัดสัมมนาเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ การสัมมนาก็มีเชิญวิทยากรมา ๔-๕ ท่านครับ เป็นทั้งนักกฎหมาย เป็นทั้งนักวิชาการ เป็นอาจารย์ ก็มาร่วมแสดงความเห็น ก็โดนจวกเละ คาเวทีครับ ส่วนใหญ่ก็มองว่าร่างนี้จุดอ่อนเยอะ มองว่ากระบวนการผลักดันไม่ได้รับฟัง ความคิดเห็นเลย ในเชิงเนื้อหาก็มองว่ามันไปเหมารวมมากเกินไป แล้วก็ถูกใช้ในการจำกัด การทำงานของสื่อมากกว่าส่งเสริมจริยธรรม นักวิชาการหลายคนก็บอกว่าเรามีหน่วยงาน เรามีสังคมช่วยกำกับดูแลอยู่แล้ว การไปพยายามแบ่งแยกคำว่าสื่อแท้ สื่อเทียม มันจะเป็น ปัญหาก็อีกหลายเรื่องครับที่มันเป็นปัญหาสำหรับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ แต่ก็ผ่านมาจนถึงวันนี้ เสนอเข้า ครม. มาจนถึงการพิจารณาในวันนี้ ผมยกตัวอย่างในเรื่องของที่นักวิชาการเขาให้ ความเห็นไว้ ในเรื่องของการถูกฟ้องร้อง ถ้าถูกปักป้ายว่าเป็นสื่อเทียมเมื่อไร ศาลก็ไม่รับรอง ไม่มีกฎหมายที่จะให้สิทธิสื่อมวลชนทำ แล้วสื่อเทียมคือแบบไหนครับ สื่อแท้คือแบบไหนครับ ใครเป็นแท้ ใครเป็นเทียมในยุคนี้ครับ แยกอย่างไร ผมยกตัวอย่างรายการเจาะข่าวตื้น แท้หรือเทียมครับ ไม่มีบรรณาธิการ ไม่มีองค์กรชัดเจน ไม่ได้อยู่ในสภาไหนเลยด้วย แล้วเขา อ่านข่าว รายงานข่าวปกติทั่วไปแล้วถูกฟ้องร้องขึ้นมาใครจะรับผิดชอบ ใครจะคุ้มครองสิทธิ ของคนเสนอข่าว ทั้ง ๆ ที่เจาะข่าวตื้นนี่ลงนิวยอร์กไทมส์ (Newyork Times) หน้า ๑ ครับ สื่อระดับโลกยกย่องให้เขาเป็นสื่อที่ดี แต่อาจจะเป็นสื่อเทียมในประเทศนี้หรือเปล่า คำถามคือวันนี้บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ไม่มีเสรีภาพหรือครับถึงต้องมีกฎหมาย ฉบับนี้ อันนี้ผมอยากรู้ ถ้าที่มาของกฎหมายฉบับนี้มาจากสื่อไม่มีเสรีภาพ โอเวอร์ (Over) รีบทำกฎหมายเถอะครับ สื่อจะได้มีเสรีภาพ แต่นี่ไม่ใช่ แล้วผมสงสัยว่ามันเป็นหน้าที่ กรมประชาสัมพันธ์หรือครับ ที่ต้องเป็นเจ้าของเรื่องนี้ ที่ส่งเรื่องนี้เข้ามาให้ ครม. ส่งเข้า สภา สื่อไม่ใช่หรือครับ ควรจะเป็นเจ้าของเรื่อง กรมประชาสัมพันธ์ยุ่งอะไรครับ กรมประชาสัมพันธ์มีหน้าที่พีอาร์ (PR) รัฐบาล พีอาร์ (PR) ผลงานรัฐบาล พีอาร์ (PR) นโยบายรัฐบาล ไม่ได้เรียกว่าสื่อมวลชนด้วยซ้ำ ในขณะที่สื่อมวลชนเขาต้องทำหน้าที่ ในการรายงานข่าวเพื่อเป็นประโยชน์แก่สาธารณะ สื่อมวลชนเขาต้องมีหน้าที่ในการเป็น ขั้วตรงข้ามกับรัฐบาล เป็นเหมือนฝ่ายค้านย่อม ๆ ในการทำงานข่าว นั่นคือหน้าที่ ของสื่อมวลชน ถ้าสื่อมวลชนไม่พูดถึงนโยบายรัฐบาล ถ้าสื่อมวลชนไม่ทำตัวเป็นหมาเฝ้าบ้าน ที่ดีก็ไม่ใช่สื่อมวลชน ต่างจากกรมประชาสัมพันธ์ครับ แล้วให้กรมประชาสัมพันธ์มาเป็นคน จัดตั้ง ให้สื่อมวลชนไปอยู่ใต้กรมประชาสัมพันธ์อีกทีหนึ่ง มันใช่เรื่องหรือครับ กรมประชาสัมพันธ์ไม่รู้เรื่องสื่อมวลชนด้วยซ้ำ มาดูรายมาตราท่านประธาน อย่างมาตรา ๓ แค่อ่านผมก็ตกใจแล้วครับ ผมกังวลมาก ๆ กับคำสร้อยที่รัฐยุคนี้ชอบใช้กันเหลือเกิน คำสร้อยที่ว่าการใช้เสรีภาพนั้นต้องไม่ขัดกับหน้าที่ของปวงชนชาวไทย หรือศีลธรรมอันดี ของประชาชน โดยต้องเคารพ ไม่ปิดกั้นความเห็นต่าง อันนี้น่ากลัวนะครับ เพราะมันตีความ ได้ไกลมาก ท่านนิยามคำว่าสื่อมวลชน ตอน พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลพีดีพีเอ (PDPA) นิยามไว้แคบมาก คุ้มครองเขาน้อยมาก แต่พอฉบับนี้นิยามเสียกว้างครอบจักรวาลเลย เหมาเข่งเอาไปหมด ใครก็เป็นสื่อมวลชนได้ ทวิตเตอร์ (Twitter) แค่ผมทวิตเตอร์ (Twitter) ข้อความข้อความหนึ่ง ผมยังกลายเป็นสื่อมวลชนได้เลย ตีความแบบนี้ก็ได้ พูดง่าย ๆ คือคุณจะปักป้ายให้ใครเป็นสื่อหรือไม่ก็ได้ ใครจะแท้ใครจะเทียม ขึ้นอยู่ กับคณะกรรมการเลย ท่านประธานครับ จริง ๆ เรามีสื่อเยอะมันดีนะครับ ไม่ใช่ไม่ดี การมีสื่อมีคนรายงานข่าวเยอะ ๆ มันดี แล้วสังคมเป็นคนกรองข้อมูล ไม่ต้องกลัวเฟกนิวส์ (Fake news) ทำไม เราก็มีหน่วยงานต่อต้าน มีศูนย์ต่อต้านเฟกนิวส์ (Fake news) แล้วนี่ครับ ใช้งบไปตั้งเยอะ แล้วจะกลัวเฟกนิวส์ (Fake news) ทำไม แล้วก็อย่ามาอ้าง เรื่องเฟกนิวส์ (Fake news) อีก ประชาชนเขาไม่ได้โง่ครับ เขาเรียนรู้ เขาคิด วิเคราะห์ แยกแยะ เขาพัฒนาทักษะในการแยกแยะเรื่องข่าว อันไหนเป็นข่าวเท็จ อันไหนเป็นข่าวจริงได้ ท่านไม่ต้องไปช่วยเขา ไม่ต้องไปวุ่นวายกับเขา มีแต่คนรุ่นท่านนั่นแหละที่แยกไม่ออกระหว่างข่าวเฟกนิวส์ (Fake News) กับข่าวจริง คนสร้างเฟกนิวส์ (Fake News) ก็เห็นอยู่ว่ากองทัพแฉไอโอ (IO) มาไม่รู้กี่รอบ แล้วทุกวันนี้ก็ ยังทำอยู่แล้วเขาก็อ้างเรื่องการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร อันนี้ก็สื่อ กฎหมายฉบับนี้เข้าไป ทำอะไรได้ไหมครับ เราอ้างว่ากฎหมายฉบับนี้มีเพื่อส่งเสริมเสรีภาพให้กับสื่อ ส่งเสริม ตรงไหน มีแต่จะไปจำกัดสิทธิเสรีภาพที่จะไปครอบคลุม ท่านประธานครับ ผมยกตัวอย่าง ที่รัฐเข้าไปวุ่นวาย อย่างมาตรา ๓๗ พ.ร.บ. ของ กสทช. ที่เขียนไว้กว้างเหมือนกันเขียนไว้ กว้างมากและสุดท้ายเป็นอย่างไรครับ สั่งปิดจอดำทีวี (TV) ช่องโน้นทีช่องนี้ที แล้วอย่างไร ครับ ไหนบอกส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ ท่านจะเสริมอย่างไรถ้าเกิดสื่อมวลชนถูกคุกคาม สื่อมวลชนถูกทำร้ายจากตำรวจ คฝ. ท่านจะส่งเสริมอย่างไร ถ้าสื่อมวลชนถูกปิดปากส่งเสริม อย่างไรครับ ถ้าสื่อมวลชนขอเอกสาร ขอข้อมูลแล้วหน่วยงานรัฐไม่ให้กฎหมายฉบับนี้ส่งเสริม อย่างไรครับ ไม่ได้ส่งเสริมให้สื่อมวลชนทำหน้าที่เป็นสื่อมวลชนที่ดีเลย ว่าด้วยเรื่อง สภาวิชาชีพ ท่านประธาน เราจะต้องเสียงบประมาณไปกับการจัดตั้งสำนักงานอีกแล้ว ไม่รู้ค่าก่อสร้างเท่าไร แต่ที่แน่ ๆ เอาแค่ค่าตกแต่งภายใน ๒๐ ล้านบาท จะต้องมีกรรมการ ๑๐ คน เงินเดือนคนละแสนห้า รถประจำตำแหน่งยังไม่ได้รวม สวัสดิการยังไม่ได้รวม อนุกรรมการอีกเท่าไร คณะกรรมการจริยธรรมอีก ๗ คนอีก มาตรา ๓๒ เรื่องกรรมการ จริยธรรม ๗ คน อันนี้ผมก็ห่วง จะตั้ง ๗ คนมาทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องร้องเรียน กำกับ ดูแล ให้สื่อต้องเฝ้าระวัง ไม่ให้มีใครฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมที่กรรมการเป็นคนกำหนด ไม่ได้กำหนดมาในนี้ ยังไม่ได้กำหนดว่าจริยธรรมมันคือตรงไหน อย่างไร ตำรวจจริยธรรม ๗ คน ผมถามจริง ๆ รู้ได้อย่างไรว่า ๗ คนนี้มีจริยธรรม ๗ คนนี้มีศีลธรรมอันดีมาจากไหน จะมาตรวจคนอื่น ไว้ใจได้จริง ๆ หรือครับ สรุปของเรื่องทั้งหมดที่ผมพยายามที่จะทำความ เข้าใจก็คือว่าอำนาจในการกำหนดว่าจริยธรรมของสื่อมันเป็นของใคร ใครมีอำนาจในการ กำหนดตรงนี้ เป็นของรัฐบาลหรือครับ เป็นของอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์หรือครับ อธิบดี กรมประชาสัมพันธ์ที่เคยพูดว่าจีที ๒๐๐ (GT200) นี่มันเป็นเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ มันต้องใช้ขั้วสนามแม่เหล็กของโลก โน่นนี่นั่น คนที่ทำผังล้มเจ้า อำนาจเป็นของเขาหรือครับ หรืออำนาจจริง ๆ มันควรจะเป็นของประชาชนที่เรากำหนดร่วมกันซึ่งทำกันอยู่แล้ว คณะกรรมการจริยธรรม ๗ คน จะสู้คณะกรรมการจริยธรรม ๖๐-๗๐ ล้านคนได้อย่างไร คณะกรรมการจริยธรรม ๗ คนกว่าเรื่องจะไปถึงกว่าจะพิจารณา กว่าจะอุทธรณ์โน่นนี่นั่น ใช้เวลาเท่าไร แต่คณะกรรมการจริยธรรม ๖๐-๗๐ ล้านคนที่ทุกวันนี้ทำงานกันอยู่ไม่ต้องรอ เขาตรวจสอบทันที สื่อไหนรายงานไม่ดี ทำงานไม่ดีก็โดนด่าเขาก็กลับไปแก้ไข มันมีการ ตรวจสอบทางสังคมอยู่แล้ว ไม่ต้องเอากฎหมายแบบนี้เข้ามาในประเทศนี้ ไม่เห็นข้อดี ไม่เห็นความจำเป็นและไม่ต้องมาตั้งกรรมาธิการ ไม่ต้องบอกว่าจะไปแก้ทีหลัง เจตนารมณ์ มาเพื่อควบคุม กำกับ ดูแลสื่อมวลชนที่เป็นองค์กรอิสระอยู่แล้ว จะแก้อย่างไรก็ลดทอนสิทธิ จะแก้อย่างไรก็ไปลดเสรีภาพของสื่ออยู่ดี ไม่ต้องแก้ ไม่ต้องให้ผ่านเลย ผมเรียนเชิญเลย สื่อมวลชนทั้งหลายช่วยติดตามดูแลคนโหวตหน่อยว่าใครโหวตอะไร ใครโหวตเห็นด้วย ให้มีการจัดตั้งสภาองค์กรวิชาชีพสื่อ ท่านช่วยรายงานหน่อย ท่านช่วยเอาชื่อแต่ละคนที่ กดโหวตให้ไปรายงานในข่าวหน่อยครับ ถ้าท่านประจานได้ผมรับรองต่อไปเขาก็จะ ไม่กล้าทำอีก แล้วผมก็ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งครับที่จะให้มีกฎหมายแบบนี้ในประเทศเรา ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ต่อไปเชิญ ท่านเฉลา พวงมาลัย แล้วตามด้วยท่านธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ จากนั้นก็เป็นท่านศรัณย์ ทิมสุวรรณ นะครับ ท่านเฉลาก่อนเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม เฉลา พวงมาลัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ขออภิปรายร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพ สื่อมวลชน พ.ศ. .... ท่านประธานครับ ผมมีข้อสังเกตมาตรฐานวิชาชีพสื่อทุกวันนี้สื่อ ยังมีข้อจำกัดประเด็นดังนี้ครับ🔗
ประเด็นที่ ๑ ส่งเสริมอาชีพสื่ออย่างเป็นอิสระ ขณะนี้สื่อทุกวันนี้ผมดูแล้วจาก สื่อยังไม่มีผู้ที่จะรับผิดชอบ คือว่ามีองค์กรก็จริงแต่การปฏิบัติหน้าที่ของสื่อขณะนี้เป็น กระบอกเสียงให้กับหน่วยราชการหรือพี่น้องประชาชนในส่วนนี้ เพราะฉะนั้นในส่วนที่คิดว่า จะต้องมีข้อจำกัดหรือมาตรฐานหรือสภาองค์กรเพื่อจะดูแลสื่อ กราบเรียนท่านประธานการ ทำหน้าที่สื่อนั้นเสี่ยงภัยตลอด เพราะฉะนั้นส่วนนี้คิดว่าอยากจะทำให้รัฐควรที่จะเข้าไปดูแล ในส่วนนี้นะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ รัฐต้องจัดสวัสดิการผู้ที่ทำหน้าที่สื่อ เพื่ออะไรครับท่านประธาน ในกรณีที่นักข่าวลงพื้นที่นะครับ พร้อมที่จะเกิดอุบัติเหตุหรือเหตุร้ายกับผู้ปฏิบัติหน้าที่สื่อ ทุกคนทุกท่าน เพราะฉะนั้นส่วนนี้รัฐควรที่จะทำสวัสดิการเพื่อให้ช่วยดูแล แล้วก็รักษาพยาบาล แล้วก็ดูแลบุตรหลานและในครอบครัวของสื่อนั้น ๆ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ถ้ารัฐ ให้ความสำคัญในส่วนนี้ถือว่าในร่างกฎหมายตัวนี้ดีที่สุดแล้วครับท่านประธาน สุดท้ายผมรับ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมสื่อมวลชน พ.ศ. .... ครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ครับ🔗
เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอร่วมอภิปรายคัดค้าน ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... ฉบับที่เรากำลัง อภิปรายกันอยู่นี่ค่ะ ชื่อเพราะดีดูมีคุณธรรมนะคะ แต่เมื่อเข้าไปดูในเนื้อหาแล้วกลับพบว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจำกัดเสรีภาพของสื่ออย่างชัดเจน ถ้าหากจะกล่าวเพิ่มเติมว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้เองนั้นเป็นความพยายามของรัฐบาลที่จะเป็นผู้เสนอร่างเข้ามามีวัตถุประสงค์ เพื่อควบคุมสื่อไม่ให้เกิดการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนที่เห็นต่างกับรัฐบาล ที่ผ่านมาค่ะ มีการออกแถลงการณ์ของหลาย ๆ สมาคม ไม่ว่าจะเป็นสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ หรือแม้แต่สมาคมวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยรวมถึงอีกหลาย ๆ องค์กรได้คัดค้าน ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ในเหตุผลอื่น ๆ ที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวกันมาอย่างกว้างขวางค่ะ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการซ้ำซ้อนขององค์กร การซ้ำซ้อนของหน้าที่ในหน่วยงานอื่น ๆ สิ่งหนึ่งที่ดิฉันกังวลมากที่เราเองได้รับฟังจากปากของสื่อมวลชนโดยตรงนั่นก็คือ พ.ร.บ. ฉบับนี้มีเพื่อเป็นช่องทางให้เกิดการนำเอางบประมาณมาใช้จ่ายให้กับกรรมการที่นั่งอยู่ ในสภาสื่อมวลชนค่ะ เป็นสิ่งที่เราเองไม่อยากจะเห็นและเราคิดว่ามันไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ถ้าหากว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้จะถูกขึ้นมาเพื่อเป็นประโยชน์ของรัฐบาลเท่านั้น ท่านประธานคะ ดิฉันเห็นว่าถ้าหากรัฐบาลยังคงดื้อดึงที่จะนำร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ให้เข้าสู่การพิจารณาในวาระ ต่อไปให้ได้ นั่นหมายถึงการที่ท่านจะนำพาองคาพยพหรือแม้แต่บุคคลที่อยู่ในอำนาจ ในกำกับของท่านเข้ามาทำหน้าที่กำกับสื่ออีกชั้นหนึ่ง ไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ กับประชาชนค่ะ รวมถึงในวาระนี้ที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวไปว่ามันอยู่ท้ายสมัยของรัฐบาล แล้วรวมถึงสภา ของเราเองก็มีอายุเพียงอีกแค่ ๑ เดือนกว่า ๆ เท่านั้น ๔๙ มาตราไม่มีทางที่จะสำเร็จลงได้ค่ะ จะเป็นการเปล่าประโยชน์โดยการที่จะตั้งกรรมาธิการเข้าไปศึกษา แล้วก็ต้องใช้งบประมาณ ของรัฐในการที่จะมาจ่ายเบี้ยประชุมต่าง ๆ นั้น ดิฉันว่าท่านถอนออกไปนะคะ แล้วก็รอให้ มีรัฐบาลใหม่เข้ามาเพื่อที่จะทำหน้าที่นี้ได้อย่างสมบูรณ์และเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ที่สุดค่ะ ดิฉันเห็นว่าเพื่อนสมาชิกที่จะต้องเป็นผู้ที่ลงมติร่วมกันนี้ควรที่จะตัดไฟเสียแต่ต้นลมค่ะ อย่าให้ไฟต้องลุกลามเกิดปัญหาไปก่อน ดิฉันขออนุญาตยกตัวอย่าง อย่างเช่นรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้มี ส.ว. ๒๕๐ คน เข้ามาแล้วออกยากมาก ๆ ค่ะ แล้วถ้าหากว่าท่านได้ตั้ง สภาจริยธรรมของสื่อมวลชนเข้ามา ดิฉันก็คิดว่าเขาก็คงจะอยู่ยาวอีกเหมือนกัน ฉะนั้นเรามา ช่วยกัน อย่าให้ปัญหานี้ต้องลุกลามไปแล้วเราค่อยมานั่งแก้ไขกันทีหลังอีกเลย ท่านประธานคะ อีกข้อกังวลหนึ่งที่ระบุว่าให้องค์กรวิชาชีพสื่อต้องพึ่งพาเงินทุนจากรัฐ สิ่งนี้จะนำไปสู่การ แทรกแซงจากรัฐได้ ซึ่งเรียกได้ว่าสภาวิชาชีพสื่อมวลชน ตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ถือเป็น เค้กก้อนใหญ่ที่รัฐให้กับผู้มีอำนาจในวงการสื่อ ซึ่งต่างกับวิชาชีพในสภาอื่น ๆ อย่างเช่น สภาทนายความ ที่จะต้องอยู่ได้ด้วยรายได้ที่จัดเก็บของสภาเอง ไม่ได้รับเงินสนับสนุนจาก ทางภาครัฐอย่างเป็นจำนวนมหาศาล อย่างที่พวกท่านกำลังจะจัดตั้งสภานี้ขึ้นมา การได้เงิน จากรัฐนั้นนอกจากจะเป็นคำถามตัวใหญ่ ๆ แล้วค่ะ ว่าถึงความเป็นอิสระแล้วยังทำให้ สภาวิชาชีพนั้นหรือผู้ที่ทำงานไม่เกิดแรงจูงใจในการที่จะพัฒนางานหรือสร้างสรรค์ สิ่งที่สื่อมวลชนควรจะทำอย่างที่ควรจะเป็นค่ะ ดิฉันต้องเรียนว่ามันเป็นสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่ง ถ้าหากว่าเราจะจำกัดเสรีภาพของสื่อโดยอำนาจของรัฐ หลายท่านค่ะได้กล่าวถึงการซับซ้อน ขององค์กรที่ดูแลที่มีอยู่แล้วอย่างที่ดิฉันกล่าวไป ว่ามีหลาย ๆ หน่วยงานที่พวกเขานั้น ได้ทำหน้าที่ในการดูแลกันเอง พวกเขามีความเข้มแข็งอย่างที่เราเห็นว่ามีข่าวออกมา หลาย ๆ ครั้ง ถ้าหากว่ามีปัญหาในวงการสื่อสารมวลชน วงการข่าวแล้วนี่ ก็จะมีองค์กรที่ พวกเขาดูแลกำกับกันเองออกมาดูแลซึ่งกันและกัน ดิฉันมองว่าเป็นการเพิ่มอิสระ แล้วก็ การทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ เป็นการใช้จิตสำนึกแล้วก็จริยธรรมของสื่อสารมวลชนได้ อย่างมีเสรีภาพมากที่สุด ฉะนั้นแล้วเราจึงไม่ควรที่จะตั้งองค์กรของรัฐใด ๆ ไปทำหน้าที่กำกับ พวกเขาอีกครั้งหนึ่งค่ะ ท่านประธานทราบหรือไม่ ว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ยังได้ให้อำนาจกับรัฐ ในการที่กำกับสื่อพลเมือง หรือสื่อภาคประชาชน ทุกวันนี้ด้วยการเจริญเติบโตของเทคโนโลยี ทุกคนมีมือถืออยู่ในมือ ทุกคนสามารถที่จะเป็นสื่อมวลชนได้ อย่างเช่นที่ดิฉันได้คุยกับองค์กร ที่ดูแลเรื่องการเลือกตั้ง ก็ได้ปรึกษากันว่าทำอย่างไรให้เยาวชนนั้นได้มาช่วยกันในการที่จะมี ส่วนร่วม สอดส่องให้การเลือกตั้งครั้งต่อไปนั้นมีความสุจริตมากที่สุด ดิฉันเสนอเลยว่า เราต้องให้เยาวชนเหล่านั้นได้มามีส่วนร่วมในการจับทุจริตของนักการเมืองที่จะไปซื้อเสียง ตามบ้านต่าง ๆ ถือโทรศัพท์ยกกล้องกันขึ้นมา แล้วก็เก็บภาพถ่ายไว้เป็นหลักฐานให้พวกเขา ได้มามีส่วนร่วมในการเมืองที่จะต้องใสสะอาดในการเลือกตั้งครั้งหน้าให้ได้ แต่ถ้าเกิดว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ออกมาแล้วมันก็เป็นกังวลว่าพวกเขาจะถูกกำกับ ไม่สามารถที่จะดำเนินการ ในสิ่งนั้นได้หรือเปล่า รวมถึงกำกับพวกเขา แต่ไม่ให้พื้นที่พวกเขานั่งอยู่ในสภาเลย ไม่ให้พื้นที่ ภาคประชาชนได้มาเป็นปากเป็นเสียงแทนกลุ่มวิชาชีพของพวกเขาเลย สิ่งนี้ดิฉันก็เห็นว่า ไม่เป็นธรรม แล้วก็ควรที่จะต้องทบทวนในสิ่งที่พวกท่านได้นำเสนอมา ดิฉันใช้เวลาที่มีอยู่ เท่านี้เพื่อที่จะขอร้องให้ทางรัฐบาลนั้นได้ถอนร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ออกไป หรือถ้าหากว่า ท่านยังดึงดันอยู่ ดิฉันก็ต้องขอให้เพื่อนสมาชิกคัดค้านและไม่ยอมรับในพระราชบัญญัติฉบับนี้ ขอบคุณท่านประธานค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านศรัณย์ ทิมสุวรรณ แล้วตามด้วยท่านฐิตินันท์ แสงนาค เชิญท่านศรัณย์ครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตอภิปราย จริง ๆ เนื้อหาอาจจะคล้ายกับหลาย ๆ ท่าน เพราะว่า ผมเชื่อว่าเราเห็นเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล อาจจะมี ส.ว. บางท่าน ที่เห็นต่าง แต่ผมเริ่มอย่างนี้ท่านประธาน เริ่มจากหลักการก่อนเลย เอาอย่างนี้ก่อน เริ่มตั้งแต่ชื่อเลย ดีกว่าท่านประธาน เริ่มตั้งแต่ชื่อร่างเลยว่าร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและ มาตรฐานวิชาชีพสื่อ พ.ศ. .... ซึ่งอ่านแค่ชื่อผมค่อนข้างเห็นด้วยนะ ผมต้องยอมรับว่าผมเห็น สื่อแท้นี่แหละ สื่อแท้ที่ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าชอบด้วย บางครั้งก็ให้ข้อมูลหรือว่าให้ข่าว ที่ผมทราบว่าไม่ใช่ข่าวจริงแน่นอน แต่ก็เผยแพร่ออกไป แต่ก็ไม่เห็นว่าจะโดนอะไร มีการเผยแพร่คลิปเสียงบอกว่าเป็นนักการเมืองคนนั้นคุยกันนักการเมืองคนนี้ บอกว่าคุยกัน ตกลงเรื่องนั้นเรื่องนี้ อันนี้ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่จำเป็นว่าการที่คุณเป็นสื่อคุณจะบอกว่าอ๋อผม ได้มาจากใครสักคนส่งมาให้ ได้มาจากสายข่าวลับจากไหนก็ไม่รู้แล้วก็เอามาลงสื่อลงช่อง ของท่านโดยที่ท่านไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย เพราะว่าท่านบอกว่าอ๋อแหล่งข่าวไม่สามารถ เปิดเผยได้ นี่คือเสรีภาพของสื่อ ผมว่ามันตลกครับท่านประธาน ถ้าเราจะเอาอย่างนี้ก็ไม่ต้อง มีหรอกสื่อแท้ สื่อเทียม ก็ในเมื่อสื่อที่ท่านนายกรัฐมนตรียังชอบก็ยังเสนอข่าวอะไรก็ได้ตามใจ ที่เขาอยากจะเสนอ แต่พออ่านรายละเอียดแล้วท่านประธาน ตั้งแต่หลักการเลย ให้มีองค์กร เพื่อคุ้มครองเสรีภาพสื่อ อันนี้ผมอ่านผมก็เข้าใจว่าอ๋อหลังจากนี้ถ้ามีช่างภาพสื่อมวลชน ไปติดตามไม่ว่าจะเป็นม็อบ ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมแล้วโดนตำรวจฉีดน้ำใส่ โดนตำรวจ รุมกระทืบ หลังจากนี้หน่วยงานนี้จะเป็นหน่วยงานที่จะเดินไปหาตำรวจแล้วบอกว่า คุณทำร้ายนักข่าว แล้วเขาก็จะไปฟ้องแทนหรือเปล่า อ่านไปอ่านมาไม่ใช่ ถ้าอย่างนั้น คุ้มครองอะไร ถ้าอย่างนั้นผมก็ไม่เข้าใจละ แล้วเราที่บอกว่าองค์กรเพื่อคุ้มครองเสรีภาพสื่อ ตอนนี้จะคุ้มครองอะไร หรือว่าคุ้มครองสื่อแบบแรกที่เขาพูดอะไรก็พูดได้โดยที่ไม่ต้องมีใคร เข้าไปทำอะไรได้เลย อันนั้นคือการคุ้มครองเสรีภาพของเขาหรือเปล่า ผมต้องการ ความชัดเจนอย่างนี้ ฝากท่านรัฐมนตรีด้วยนะครับ🔗
อีกอย่างหนึ่งกำหนดให้มีการส่งเสริมจริยธรรม อันนี้ผมอ่านแล้ว แล้วผม รู้สึกว่าในร่างนี้ท่านใช้คำว่าจริยธรรมเปลืองมากเลย แทบจะทุกมาตรา จริยธรรม จริยธรรม จริยธรรม แต่ว่าพออ่านไปแล้ว เมื่อสักครู่ก็มีเพื่อนสมาชิกเอาขึ้นมาให้ดูว่าจริยธรรม ท่านหมายถึงอะไร ผมอ่านแล้วว่าตอนที่ร่างท่านคุยกันว่าจริยธรรมหมายถึงอะไร ผมก็มีแต่ ไม่รู้ ไม่รู้ ไม่รู้ ไม่เข้าใจเลยว่าจริยธรรมที่เหมาะสม จริยธรรมที่ดีที่เป็นขนบธรรมเนียม ที่เป็นอะไรต่าง ๆ คำสวยหรูต่าง ๆ ที่ท่านเล่ามามันหมายถึงอะไรแน่ คือจะหมายถึงเหมือน ต่างประเทศหรือเปล่า อย่างเช่นบางประเทศที่บอกว่าเมื่อนำเสนอข่าวไม่ให้นำเสนอภาพ ผู้เสียชีวิต อันนี้คือสิ่งที่ท่านบอกว่าจริยธรรมมันดีหรือเปล่า คือถ้ามันเป็นอย่างนั้นท่านก็เขียน ไปเลย อันนี้มันกว้างไป จริยธรรมอันดี จริยธรรมอันดีของใคร ของคณะกรรมการหรือครับ ของสภาที่ท่านจะตั้งหรือครับ แล้วจริยธรรมอันดีของผมกับจริยธรรมอันดีของสภาถ้ามัน ไม่ตรงกัน แล้วอันนี้ใครผิด ผมต้องผิดเพราะผมไม่มีอำนาจอย่างนี้หรือเปล่า ถ้าเป็นอย่างนั้น แล้วมันจะส่งเสริมเสรีภาพสื่อได้อย่างไร ในเมื่อทุกคนต้องกังวลว่าจริยธรรมที่เรารู้สึกว่าเรามี มันอาจจะไม่สูงส่งพอกับจริยธรรมของสภาที่ท่านตั้งขึ้นมา อันนี้ก็ประเด็นหนึ่งความไม่ชัดเจน แล้วก็นิยามของสื่อสารมวลชน ในร่างนิยามคำนี้มันกว้างมากอย่างที่เพื่อนสมาชิก หลาย ๆ ท่านว่าไป คือหลังจากนี้ถ้าเราเขียนอะไร หรือจะอะไร หรือเรานำเสนอข่าวที่เราได้ ยินมาอย่างนี้เราจะกลายเป็นสื่อเลยหรือเปล่า หลังจากนี้ผมจะกลายเป็นสื่อหรือเปล่า ถ้าผมยกตัวอย่างว่าผมยกมือถือขึ้นมาถ่ายว่าวันนี้สภาล่มแล้วเวลา ๑๑ โมง อย่างนี้ผมเป็น สื่อไหมครับ ถือว่าผมก็ให้ข่าวใช่ไหมครับ อันนี้ก็ให้ข้อมูล เดี๋ยวท่านก็คงบอกว่าไม่ ไม่เป็นไร เพราะว่าอันนี้เราทำด้วยเสรีภาพ แล้วก็ท่านใช้คำว่าไม่แสวงหากำไร ซึ่งอย่างนั้นผมก็มี คำถามว่าในปัจจุบันนี้มันมีช่องทางมากมายที่ประชาชนจะสามารถนำเสนอความคิด นำเสนอ แนวคิด หรือนำเสนอข่าวได้ ผมยกตัวอย่างแล้วกันว่าเป็นช่องทางออนไลน์ (Online) สักช่องทางหนึ่ง ถ้าท่านชอบใจข่าวที่ผมเสนอท่านสามารถช่วยเหลือได้โดยการกดไลค์ (Like) และซับสไคร์พ (Subscribe) แบบนี้ถือว่าผมแสวงหาผลกำไรหรือยังครับ เพราะว่า ถ้าผมอยากได้ผู้ติดตามมากขึ้นตอนที่ผมอ่านข่าวแล้วผมจะได้มีกำไรใจอย่างนี้ผมแสวงหา ผลกำไรหรือเปล่า อันนี้มันคือความไม่ชัดเจน แต่ผมเข้าใจว่ามันเป็นความไม่ชัดเจนที่ท่านต้องการ เพราะว่า เราพูดกันตรง ๆ ว่าสื่อที่ท่านไม่สามารถคุมได้ตอนนี้คือสื่อออนไลน์ (Online) ผมเข้าใจว่า มันมีข่าวผิดบ้างถูกบ้าง ข่าวจริง ข่าวปลอม แต่ท่านก็มีศูนย์ข่าวปลอมอยู่แล้วนี่ครับ ปีหนึ่ง ได้งบตั้ง ๑๐๐ กว่าล้านบาท ล่าสุดผมก็เห็นทำท็อปเทน (Top ten) ข่าวปลอมที่มีการส่งกัน ช่วงปีใหม่ ก็คงจะคุ้มงบประมาณอยู่ แล้วผมก็เข้าใจว่าอันนั้นน่าจะช่วยคัดกรองสิ่งที่ท่าน ต้องการได้อย่างหนึ่ง เพราะท่านมีการเขียนด้วยว่าควรนำเสนอข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง คำว่า ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องมันเป็นคำแปลก ๆ เพราะว่าข้อเท็จจริงก็คือข้อเท็จจริง จริงก็คือจริง ใช่ไหมครับ ถ้าไม่จริงมันก็เป็นเท็จ ข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง มันเหมือนการที่ท่านพยายาม เป็นคนดีที่ดีกว่า มันฟังดูแปลก ๆ แล้วมันคล้ายกับอะไรสักอย่างหนึ่ง ก็คือการเผยแพร่ ความจริงที่ถูกต้อง คุ้น ๆ คำนี้ในสภาเคยมีการใช้ด้วย ถ้าถาม ส.ส. ทาง ๓ จังหวัดชายแดน ภาคใต้จะคุ้นกัน เพราะว่ามีโครงการเผยแพร่ความจริงที่ถูกต้อง อันนั้นก็ไม่แน่ใจว่าถูกต้อง ของใคร กรณีนี้เหมือนกันครับ ให้นำเสนอข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง แล้วใครบอกครับว่าอันไหน ถูกต้อง หรือต้องรอศูนย์ข่าวปลอมบอกก่อนว่านี่ข่าวจริงนะ เสนอได้ อันนี้ก็จะเป็นความจริง ที่ถูกต้อง อีกอย่างหนึ่งที่ผมสงสัย แล้วก็อันนี้อยู่ในคณะกรรมการด้วย คือท่านจะเขียนไว้ เยอะมาก คัดกรองจากใคร เป็นคณบดีจากตรงนั้น เป็นตัวแทนจากหน่วยงานต่าง ๆ จากสภาวิชาชีพ จากอะไรก็ตาม นิดเดียวครับท่านประธานเดี๋ยวจะหมดแล้ว กรรมการ โดยตำแหน่ง ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ อันนี้ในสภาครับ ในสภาผู้แทนราษฎรมีการอภิปรายรายงานเรื่องนี้ แล้วผมก็เคยบอกกับท่านไปแล้วว่า กองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์มีการให้งบส่งเสริมสื่อต่าง ๆ ที่เขาบอกว่าเป็น สื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ แต่ว่าไปดูในรายละเอียดแล้วมันก็จะมีบางช่องที่ขออย่างไรก็ได้ ขออย่างไรก็ได้รับงบประมาณในการส่งเสริม แล้วก็เป็นช่องที่ท่านนายกรัฐมนตรีค่อนข้าง ชอบ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เพราะฉะนั้นการที่เขียนว่า กรรมการโดยตำแหน่งคือผู้จัดการ ที่อยู่ในหน่วยงาน ที่อยู่ภายใต้รัฐบาลอีกทีหนึ่ง ผมก็ไม่แน่ใจว่าแบบนี้มันจะมีเสรีภาพ ให้สื่อได้มากน้อยขนาดไหน สุดท้ายแล้วมันก็จะอยู่ภายใต้รัฐบาลหรือเปล่า ถ้านี่คือสิ่งที่ ท่านคิดว่ามันจะช่วยยกระดับสื่อได้ผมว่าท่านค่อย ๆ ก้าว ถ้าคิดว่ามันดี ถอยออกไปก่อน ทำใหม่ก็ได้ครับทำให้มันอัพเดต (Update) กับปัจจุบันแล้วค่อยเสนอเข้ามาใหม่ เพราะ เท่าที่ผมอ่านตอนนี้มันมีแต่ปัญหาจริง ๆ ไม่สามารถรับได้จริง ๆ เพราะฉะนั้นผมและ พรรคร่วมฝ่ายค้านเองก็เห็นว่าควรจะถอนออกไป ถ้าไม่ถอนออกไปพวกผมก็รับไม่ได้ตั้งแต่ หลักการแล้วครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นท่านฐิตินันท์ แสงนาค แล้วก็กลับมาท่านเรวัต วิศรุตเวช เชิญท่านฐิตินันท์ก่อนครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายฐิตินันท์ แสงนาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ ขอนแก่น ตัวแทนคนเมือง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้ผมจะมาอภิปรายร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... ที่ผมต้องอภิปรายร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เนื่องจากตัวผมเองมีหมวกหลายใบ อันดับแรกเลยผมเป็น ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล แต่โดยส่วนตัวแล้วผมไม่เห็นด้วยกับกฎหมายฉบับนี้ เพราะอะไร เพราะหมวกใบที่ ๒ ของผมคือ ผมเคยเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญ ร่างจริยธรรมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เล่มนี้ มี ๔ หมวด ๒๘ ข้อ นี่ผมร่างขึ้นมาควบคุม ส.ส. ของเรา อิงกับ ส.ว. ด้วย ร่างฉบับเดียวกัน ผมเป็นคณะนั้นที่ร่างขึ้นมา หมวกใบที่ ๓ ของผมก็คือ ผมจบนิเทศศาสตร์ ผมเป็นนักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ระดับปริญญาตรี ทำเรื่องสื่อสารมวลชนมาเยอะมาก ยุคที่ผมจบกล้องนี่ยังเป็นฟิล์มอยู่เลย เป็นกล้องฟิล์ม กล้อง ๘ มิลลิเมตร การอัดล้างรูปต้องใช้ห้องมืดน้ำยาล้างด้วยตัวเอง ต้องใช้ความพยายามมาก วิชานิเทศศาสตร์เป็นวิชาในฝันของใครหลายคนยุคนั้น ผมมีหมวกใบที่ ๔ ท่านประธานครับ หมวกใบที่ ๔ ผมเคยเป็นอนุกรรมาธิการสภาปฏิรูป แห่งชาติ รับฟังความคิดเห็นประชาชนมา เมื่อผมมีหมวก ๔ ใบ ผมมาเห็นกฎหมาย ฉบับนี้แล้ว ผมก็บอกตรง ๆ ว่ามันไม่เหมือนที่ผมเรียนนิเทศศาสตร์มา ผู้ที่จะสามารถเป็น สื่อมวลชนได้ เบื้องต้นคนที่จะเรียนนิเทศศาสตร์เป็นสื่อได้ต้องมีความมั่นใจ กล้าแสดงออก บุคลิกดี ชอบอ่าน เขียน พูด รักการเรียนรู้ ชอบเทคโนโลยี นี่คือปรัชญานักนิเทศศาสตร์ สมัยผมเรียน และสื่อมวลชนซึ่งตอนนั้นใช้คำว่าสื่อสารมวลชน เป็นฐานันดร ๔ นักข่าว สื่อมวลชนเปรียบเป็นนกน้อยในไร่ส้ม เชยมากเลยคำนี้ ๒๐ กว่าปีแล้ว นกน้อยในไร่ส้ม คืออะไร อาจารย์ท่านสอนว่าก็เปรียบเสมือนนกที่เฝ้าไร่ส้ม เฝ้าผลส้ม คอยดูแมลงต่าง ๆ ที่จะมาเกาะกินผลส้มให้เน่าเสีย แต่เมื่อใดที่นกทำตัวเป็นแมลงเอง เห็นผลส้มสวยงาม เกาะกินผลส้มนั้นเอง นั่นแหละครับผลส้มเน่าเสียเพราะผู้ที่พิทักษ์ผลส้ม เขาจึงเปรียบเสมือน ว่าสื่อมวลชนหรือนักข่าวสมัยนั้นเป็นนกน้อยในไร่ส้ม นิยามที่ผมเรียนมาจากนิเทศศาสตร์ แต่ปัจจุบันโลกเปลี่ยนไปเยอะมาก ยุคนั้นจะมีสื่อถาวารและสื่อชั่วคราว สื่อถาวรก็คือ สื่อสิ่งพิมพ์ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ สื่อชั่วคราวก็คือวิทยุ โทรทัศน์มาแล้วไป ไม่มีการเก็บ บันทึกในยุคนั้น แต่ปัจจุบันนี้สื่อสารมวลชนหลากหลาย มีสื่อเข้ามาเช่น สื่อมีเดีย (Media) สื่อดิจิทัล (Digital) สื่อหลาย ๆ อย่าง ท่านประธานครับ สื่อไม่ใช่เฉพาะผู้ประกอบวิชาชีพ ทุกท่านที่นั่งอยู่ที่นี่หรือผู้ที่มีโทรศัพท์มือถือสามารถเป็นสื่อได้ แค่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แชร์ข้อมูลข่าวสารที่รับมา ไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จ หรืออาจจะมีการใส่ความคิดเห็น หรือคอมเมนต์ (Comment) ใส่เข้าไป บางครั้งสื่อหลักยังต้องเอาข้อมูลจากสื่อมีเดีย (Media) หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ไปใช้อ้างอิงและมีการผิดพลาดหลายครั้ง มีการออกมา ขอโทษก็มี เพราะฉะนั้นกฎหมายจริยธรรมสื่อดีไหม ดีครับ แต่มาผิดที่ผิดเวลา กฎหมาย ฉบับนี้ร่างมาปี ๒๕๖๐ ตามรัฐธรรมนูญปฏิรูปเป็นกฎหมายปฏิรูป ซึ่งผมก็เคยทำงาน อนุกรรมาธิการสภาปฏิรูปมา ดังนั้นผมจึงมองว่ามาช้าเกินไปและเนื้อหาเชยเกินไป ไม่ทันยุค ไม่ทันการณ์ เพราะว่าสื่อสมัยใหม่สื่อดิจิทัล (Digital) มันไปเร็วมากครับท่าน แค่กระพริบตา ก็ไปแล้ว อย่าว่าแต่ ๕ ปีเลย ๕ เดือนก็ตกยุคแล้วครับ เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่ากฎหมาย ฉบับนี้ต้องเอากลับไปพิจารณาทบทวนใหม่ เพราะมีหลายอย่างที่ไม่ทันยุค ไม่ทันสมัย มีหลายอย่างถ้าอ่านดูดี ๆ ผมอ่านคร่าว ๆ แต่ผมอาศัยว่าผมจบนิเทศศาสตร์มาผมมอง ผมก็รู้แล้ว ไม่ใช่กฎหมายส่งเสริมจริยธรรม มันเป็นกฎหมายควบคุมสื่อ ผมจะเล่าให้ท่านฟัง ผมมีโอกาสร่วมชุมนุมเมื่อปี ๒๕๕๓ ฝั่งผู้ชุมนุมจะมีสื่อที่สื่อในเรื่องของฝ่ายราชการทหาร มีอาวุธครบมือ ทำร้ายผู้ชุมนุม ฝ่ายผู้ชุมนุมก็จะมีสื่ออีกด้านหนึ่ง ถ่ายของราชการ มีกองกำลังติดอาวุธ มีแก๊สน้ำตา มีระเบิด มีการซุ่มยิง ผมผู้ชุมนุมก็มีสื่อของผม ผมก็พยายามสื่อสารว่าเรื่องการชุมนุมไม่ใช่เรื่องน่ากลัวจนเกินไป ผมก็สื่อออกมาในเรื่อง ผู้ชุมนุมหนุ่มสาวที่แต่งตัวสวย ๆ งาม ๆ ไปดูซุ้มอาหารที่เขาจัดขึ้นมาตามเต็นท์ต่าง ๆ มีหลากหลายให้ทานฟรี นี่คือมุมมองของผม ซึ่งจะขัดแย้งกับอีก ๒ มุมมองที่โหดร้าย ใช้อาวุธประหัตประหารกัน นั่นคือสื่อเป็นกลาง ซึ่งในความเป็นจริงนั้น ในความจริงมี แต่ในข้อเท็จจริงมันแสดงออกไม่ได้ เหมือนมือเรานี่ครับ เห็นไหมครับ มีนิ้วกลางแต่ใช้ไม่ได้ ใช้เมื่อไรโลกประณาม เพราะฉะนั้นสื่อทุกสื่อมีค่าย ไม่มีสื่อไหนเป็นกลาง กฎหมายอยู่ที่ว่า ฝ่ายไหนจะออกมาคุมฝ่ายไหน ฝ่ายไหนมีอำนาจ เพราะฉะนั้นผมจึงให้เห็นว่ามันยังไม่ใช่เวลา ที่เหมาะสมที่จะออกกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา ขอให้เอากลับไปพิจารณาปรับปรุงให้มันทันยุค ทันสมัยกว่านี้แล้วเสนอเข้ามาใหม่ ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗
ต่อไป ท่านเรวัต วิศรุตเวช แล้วก็ตามด้วยท่านคำพอง เทพาคำ นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายแพทย์เรวัต วิศรุตเวช พรรคเสรีรวมไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ ผมไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ จริง ๆ ที่ ไม่เห็นด้วยนี่คือมีหลายประเด็นนะครับ แต่ว่าถ้าให้เรียงตามลำดับความสำคัญหรือไพรออริตี (Priority) ก็จะเอาไพรออริตี (Priority) ในเรื่องของจุดกำเนิด หรือจุดตั้งต้น หรือสารตั้งต้น ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้มันมาจากบรรยากาศที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย มาจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งเป็นการแต่งตั้งโดย คสช. ซึ่งเป็นการยึดอำนาจไปจากพี่น้องประชาชนครับ เมื่อสารตั้งต้น เป็นเช่นนี้ผมเชื่อว่าประชาชนทุกคนก็ไม่เห็นด้วย และถ้าถามว่าวันนี้สภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้ทำอะไรให้กับประเทศชาติบ้านเมืองบ้าง ก็นึกไม่ออกเลยครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ มาดู พ.ร.บ. ฉบับนี้ครับ ผมมีเวลาอันจำกัด จะขอดูที่มาตรา ๖ ครับ มาตรา ๖ ได้บัญญัติไว้ว่า ให้สภาวิชาชีพสื่อมีวัตถุประสงค์ เพื่อคุ้มครองเสรีภาพในการเสนอข่าวสารหรือการแสดงความคิดเห็น เอาตรงนี้ก่อนครับ ถ้าวัตถุประสงค์บัญญัติไว้เช่นนี้ไม่ต้องตั้งสภาวิชาชีพหรอกครับ เพียงแต่ให้เสรีภาพเขาไป มันเพียงพอแล้วครับ ผมสามารถที่จะแสดงความคิดเห็นในเรื่องของสภาวิชาชีพได้ในฐานะที่ ขณะที่รับราชการได้เป็นผู้เขียนหรือบัญญัติสภาวิชาชีพหลายวิชาชีพมากครับ เช่น แพทยสภา สภาการพยาบาล สภาเภสัชกรรม สภาเทคนิคการแพทย์ สภากายภาพบำบัด เพราะฉะนั้นอยากจะเล่าให้ฟังว่าจริง ๆ แล้วการที่เขามีสภาวิชาชีพนั้นเป็นเพราะว่าเขาต้อง กำหนดตัวมาตรฐานวิชาชีพไว้ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติ คือแพทย์ พยาบาล เทคนิคการแพทย์ และ สาขาวิชาชีพทุกสาขาได้ทำตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ ทั้งนี้เพื่ออะไรครับ เพื่อความปลอดภัย ของผู้ป่วย ไม่ใช่เขียนไว้เพื่อปกป้องผู้ปฏิบัติ เพราะฉะนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมีสภาวิชาชีพ เพื่อปกป้องสื่อ เพียงให้เสรีภาพกับสื่ออันนั้นเพียงพอแล้ว แล้วไม่ใช่อำนาจรัฐไปรังแกสื่อ ก็พอแล้วครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ในมาตรา ๖ เช่นเดียวกันครับ ก็มีบัญญัติไว้ต่อไปอีกว่า ให้กำกับดูแลผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน องค์กรสื่อมวลชน องค์กรวิชาชีพ ในการปฏิบัติ ตามจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพ ท่านประธานครับ ตรงนี้เป็นปัญหาว่าท่านจะให้คำ จำกัดความจริยธรรมของสื่ออะไรครับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ต้องการจริยธรรมที่ถูกใจผู้มีอำนาจรัฐใช่ไหมครับ คืออย่างนี้ครับ จริยธรรม ของแต่ละท่าน มันไม่เหมือนกัน ถ้าหากว่าถูกใจท่านก็อาจจะบอกว่าอันนี้ถูกจริยธรรม ถ้าหากว่าสื่อบอกว่าเขาทำตามจริยธรรมแล้วเพียงแต่ว่ามันไม่ไปถูกใจผู้มีอำนาจก็อาจจะ ถูกกล่าวหาว่าไม่ชอบด้วยจริยธรรมได้ใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าคำว่าจริยธรรม มันดีไฟน์ (Define) หรือกำหนดคำจำกัดความมีหลายมาตรฐานมาก แล้วแต่ว่าผู้มีอำนาจ จะชอบใจหรือไม่ บางทีสื่อปฏิบัติโดยบริสุทธิ์ใจและยังมีมาตรฐานวิชาชีพและจริยธรรม แล้วก็อาจจะไม่มีความถูกใจกับผู้มีอำนาจรัฐได้ครับ🔗
อีกประเด็นครับ คือเรื่องของมาตรฐานวิชาชีพจะกำหนดอย่างไรครับ จะกำหนดอย่างเป็นวิชาชีพ อย่างเป็นวิชาการหรือแล้วแต่ดุลยพินิจว่าถูกใจผู้มีอำนาจหรือเปล่า ซึ่งมันยากครับ มันไม่เหมือนกับบางวิชาชีพ ผมขอยกตัวอย่างครับ อย่างสมมุติว่าวิชาชีพแพทย์ มันชัดครับ มันชัดมากที่จะกำหนดมาตรฐานวิชาชีพได้ เช่นสมมุติว่าเป็นโรคความดัน เบาหวาน หัวใจ มันมีมาตรฐานกำหนดไว้เลยว่าจะต้องรักษาอย่างไร ถ้าคุณเป็นโรคหัวใจนี่ ต้องผ่าตัด มันกำหนดไว้ชัดว่าต้องผ่าตัดตามนี้ บังเอิญสมมุติว่ามีหมอท่านใดเกิดอุตริ ไปคิดเอาเองนะครับ ไปคิดเอาเองโดยไม่มีอยู่ในมาตรฐานวิชาชีพแล้วก็ไปดำเนินการ จนกระทั่งทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วยอันนี้คือผิด มาตรฐานวิชาชีพเช่นนี้มันจึงชัดครับว่า ต้องกำหนดไว้ เพราะไม่กำหนดไว้แล้วมันจะเกิดอันตราย ซึ่งทั้งหมดนี้ผมคิดว่ามันมีความ แตกต่างจากวิชาชีพทางสื่อครับ เพราะฉะนั้นผมมีความเห็นว่ามันไม่จำเป็นที่จะต้องไปเขียน คือในทางการแพทย์เราไม่จำเป็นต้องไปเขียนใด ๆ เพื่อจะไปคุ้มครองแพทย์หรือสาขา ทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นพยาบาลเทคนิคการแพทย์หรือใด ๆ ก็ตาม ไม่จำเป็นต้องเขียน เลยว่าจะต้องไปปกป้องเขาอย่างไร หากว่าเขาปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพแล้วก็เป็นอันว่า เขาไม่ต้องได้รับการปกป้องใด ๆ ทั้งสิ้นครับ สรุปก็คือทั้งจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพ ในสาขาอื่น ๆ มันมีความจำเป็นที่กำหนดไว้เป็นรูปธรรม เนื่องจากว่ามันผ่านการศึกษาวิจัย อย่างละเอียดลออและอย่างยาวนานจนกำหนดเป็นมาตรฐานได้ครับ สำหรับวิชาชีพสื่อนั้น ผมคิดว่าไม่จำเป็นต้องกำหนดเลยครับ เพราะฉะนั้นผมจึงไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ นายแพทย์เรวัตครับ ต่อไปเป็นท่านคำพอง เทพาคำ ครับ แล้วตามด้วยศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม คำพอง เทพาคำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สมาชิกรัฐสภา ต่อร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพ สื่อมวลชน พ.ศ. .... ถ้าเราดูในหลักการและเหตุผลในข้อความต้น ๆ เราก็จะดูเหมือนว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้รองรับโดยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๕ แต่ถ้าเราดู ประโยคท้าย ๆ ดูข้อความท้าย ๆ เราก็จะเห็นว่าคำว่าหรือข้อความว่าให้การทำหน้าที่ตาม มาตรฐานวิชาชีพเป็นไปอย่างเหมาะสม อะไรคือความเหมาะสม อะไรคืออย่างเหมาะสม การอวยรัฐบาลอย่างไม่ลืมหูลืมตาหรือการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างตรงไปตรงมาและ เป็นไปตามความเหมาะสมอย่างเหมาะสมหรือไม่นะครับ หรือตามกฎหมายคือศีลธรรมอันดี ความเชื่อ ความรู้สึกหรือรางสังหรณ์คือความเหมาะสม ฉะนั้นคำว่าอย่างเหมาะสมนี้แหละ ที่นำไปสู่เนื้อในของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ที่มีบทบัญญัติเพื่อควบคุมสื่อมวลชน ที่จริงแล้วท่านประธานครับเรื่องของสื่อมวลชนมีพัฒนาการขึ้นมาในโลกนี้มาหลายร้อยปี แม้ในประเทศไทยเองก็มีมาเกือบ ๒๐๐ ปีแล้วจนได้รับฐานันดรว่าสื่อมวลชนนั้นเป็นฐานันดร ที่ ๔ นะครับ มีหน้าที่เป็นกระจกเงาอยู่คนละฟากกับรัฐบาลอยู่แล้ว อยู่คนละฟากกับ อำนาจรัฐอยู่แล้ว มีหน้าที่เป็นกระจกเงาส่องสะท้อนภาพของรัฐบาล สะท้อนภาพของสังคม ในแง่มุมต่าง ๆ ความทุกข์ความยาก การกดขี่ข่มเหงในสังคม การเอารัดเอาเปรียบ สื่อมวลชนนะครับไม่ว่าจะโดยรัฐหรือโดยอะไรก็แล้วแต่ที่ไปกดขี่คนในสังคม สื่อมวลชน มีหน้าที่เป็นกระจกเงาสะท้อนภาพออกมา อันนี้ถือว่ามันมีมายาวนานเป็นร้อยปีแล้ว ส่วนภาพที่จะสะท้อนออกมาจะเป็นสัจจะหรือเป็นอสัจจะ หรือเป็นความจริง หรือเป็นความ เท็จ ผู้ที่ทำหน้าที่กำกับสื่อที่ผ่านมาก็คือสังคมหรือประชาชนโดยรวม ไม่ใช่หน้าที่ขององค์กร ตามกฎหมายใด ๆ ทั้งสิ้นมาควบคุม สำคัญที่สุดในยุคนี้สื่อฐานันดรที่ ๕ ปรากฏออกมาแล้ว หลายสิบปีแล้วก็คือเรื่องของสื่อออนไลน์ (Online) การนำเสนอข่าวสารความจริงออกแบบ ซึ่ง ๆ หน้า สังคมรับรู้แบบซึ่ง ๆ หน้าแบบสด ๆ เลย แล้วสามารถใช้ดุลยพินิจ ใช้ความคิด ความอ่าน ใช้สติปัญญาอย่างที่ว่าพิเคราะห์วิจารณญาณว่าสื่ออันนี้ เรื่องนี้มันมีสาเหตุแล้วจะ นำไปสู่อะไร อันนี้คนในสังคมประชาชนเขารับรู้และเขาสามารถวิเคราะห์ข่าว สังเคราะห์ข่าว แล้วนำไปใช้ประโยชน์ได้ ไม่ว่าจะข่าวสารด้านใดก็แล้วแต่ ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องสื่อมวลชนแม้แต่ในสมรภูมิรบ ถ้ามีคำว่าสื่อมวลชนหรือว่าเพรส (Press) ผมอ่าน ภาษาอังกฤษถูกหรือเปล่าไม่รู้นะครับ ก็ไม่ได้รับน้อยนักน้อยหนาที่คู่สงครามจะทำร้าย หรือไปควบคุมการทำหน้าที่ของสื่อที่จะสะท้อนภาพเหตุการณ์ในสมรภูมิออกไปสู่สายตา สังคมโลกหรือสังคมทั่วไป หรือถ้าเป็นสังคมที่เป็นประชาธิปไตย การประท้วงรัฐบาล การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของผู้เห็นต่างก็จะถูกสะท้อนภาพ ถูกวิเคราะห์นำเสนอสู่สังคม ทั่วไปอย่างตรงไปตรงมา เว้นแต่สังคมที่เป็นสังคมเผด็จการเท่านั้นแหละที่มีการควบคุมการ ใช้สิทธิเสรีภาพของสื่อสารมวลชนนะครับ พอผมเห็นร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ผมก็มี ความรู้สึกว่าเสียวสันหลังวาบ มันคือมาตรา ๑๗ มันคือ ปร. ๔๒ กฎหมายของเผด็จการ ในอดีตแปลงร่างมาหลอกหลอนสังคมแห่งการเรียนรู้ สังคมข้อมูลข่าวสารตามมา หลอกหลอนสื่อมวลชนและมาหลอกหลอนประชาชน กฎหมายเผด็จการเหล่านั้นถูกยกเลิก ไปนานแล้ว แต่วันนี้พอมีการรัฐประหารเมื่อปี ๒๕๕๗ ปรากฏว่าสิ่งเหล่านี้มาตรา ๑๗ ปร. ๔๒ กฎหมายเผด็จการซ่อนรูปโผล่ออกมาเป็น พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็นร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้หรือไม่นะครับ ซึ่งผมคนหนึ่งในฐานะสมาชิกรัฐสภาไม่รับหลักการพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... ที่ซ่อนรูปมาในแบบของกฎหมายควบคุมสื่อ ใช้อำนาจเผด็จการ ใช้อำนาจที่จะมาหลอกหลอนเป็นซากเดนของกฎหมายเผด็จการเก่า ๆ ว่าโผล่ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ผมไม่รับหลักการครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปเชิญ ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม แล้วก็จะเป็นท่านขจิตร ชัยนิคม ตามด้วย พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร เชิญศาสตราจารย์โกวิทย์ก่อนครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท วันนี้ผมขอร่วมอภิปราย ให้ความเห็นต่อร่างพระบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... เรียนท่านประธานว่าผมไม่มีความรู้ด้านสื่อมากนัก เพียงแต่ว่าก็ได้บริโภคสื่อแต่ละประเภท อยู่ทุกวันในการเป็นสื่อกลางให้กระผมได้รับรู้เรื่องราวต่าง ๆ ทั้งสื่อจากหนังสือพิมพ์ก็ดี วิทยุ โทรทัศน์ก็ดีหรือแม้กระทั่งสื่อออนไลน์ (Online) อันนี้ก็เรียนท่านประธานด้วย ความเคารพว่าเรื่องราวแบบนี้เรารับรู้จากสื่อ ประเด็นมันก็คือว่าตามพระราชบัญญัตินี้ คือเรื่องของพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพ สื่อมวลชน พ.ศ. .... คำที่สำคัญ ๒ เรื่องก็คือการส่งเสริมจริยธรรมและคำว่ามาตรฐาน วิชาชีพสื่อสารมวลชนผมเข้าใจว่าองค์กรสื่อ วิชาชีพสื่อมวลชนประเภทต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มสภาวิชาชีพหนังสือพิมพ์ กลุ่มสภาวิชาชีพวิทยุโทรทัศน์และสื่อออนไลน์ (Online) ก็ดี หรือแม้กระทั่งกลุ่มสมาคมวิชาชีพทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น ผมเรียนท่านประธานว่า ในความเข้าใจของผมเขาคงมีจริยธรรมของแต่ละกลุ่มองค์กรวิชาชีพที่ผมเอ่ยถึง เพราะฉะนั้น คำว่าส่งเสริมจริยธรรม ความเข้าใจของผมเรียนท่านประธานว่าทั้งจริยธรรมและมาตรฐาน วิชาชีพ องค์กรที่ผมกล่าวถึงผมเข้าใจว่ามีและควบคุมกันเองอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นในวิชาชีพ อื่น ๆ ก็เช่นกันตอนที่ผมเป็นคณบดีสังคมสงเคราะห์ศาสตร์เรามีสมาคมวิชาชีพสังคม สงเคราะห์ผลิตนักสังคมสงเคราะห์วิชาชีพ ก็มีสมาคมที่เกี่ยวข้องควบคุมจริยธรรมและ มาตรฐานวิชาชีพนั่นก็เป็นหลักที่ให้สมาคมหรือองค์กรวิชาชีพมีการควบคุมกันเองผมจึงอยาก เรียนท่านประธาน ผมคิดว่าเรื่องของจริยธรรมเป็นเรื่องของแต่ละบุคคลที่จะกำกับตนเอง หรือตระหนักในสิ่งที่ถูกต้องดีงามและการควบคุมผมว่าสังคมยุคใหม่มันมีการกำกับมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการมีส่วนร่วมของประชาชน การกำกับโดยการใช้สื่อสารต่าง ๆ ในโลกยุคใหม่ เพราะฉะนั้นผมมีความเชื่อเรื่องกำกับด้วยตนเองและกำกับด้วยสมาคมของเขาเอง นั่นเป็น ประการที่ ๑ อยากจะเรียนท่านประธาน แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเรามีกฎหมายนี้เพื่อที่จะไป บัญญัติที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพ ผมเรียน ท่านประธานว่าผมมาดูในมาตรา ๖ เขียนไว้ ๒-๓ เรื่อง🔗
เรื่องที่ ๑ ก็คือวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองเสรีภาพในการเสนอข่าวสารและ แสดงความคิดเห็น ก็อาจจะไปโยงกับรัฐธรรมนูญมาตรา ๓๕ แล้วก็สิ่งหนึ่งที่มันเป็นเรื่องที่ ผมสงสัยและอาจจะตั้งเป็นคำถามว่าในตอนท้ายของมาตรา ๖ บอกว่าผู้ประกอบการวิชาชีพ สื่อมวลชน องค์กรสื่อมวลชน องค์กรวิชาชีพและองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ในการปฏิบัติตาม จริยธรรมสื่อมวลชนและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน นั่นก็แสดงว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้มีสภาวิชาชีพ ซึ่งอยู่เหนือองค์กรเหล่านี้ที่จะรับจดแจ้ง ให้เป็นสภาวิชาชีพ แล้วก็จะไปดูเรื่องของการปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมของ สื่อสารมวลชนและมาตรฐานวิชาชีพ เพราะฉะนั้นผมไม่แน่ใจว่าสภาวิชาชีพจะต้องมาทำ มาตรฐานวิชาชีพหรือไปกำกับมาตรฐานวิชาชีพที่เขามีมาตรฐานอยู่แล้ว นั่นคือประเด็น ที่อยากจะถามและอยากจะให้อธิบายความให้ชัดเจนว่าจะทำอย่างไร โดยเฉพาะในมาตรา ๖ และในการเขียนวิเคราะห์ไว้ประกอบเอกสารนี้ในหน้า ๗ ผมได้เห็นประโยชน์ที่เขียนไว้ ไม่ได้แปลความว่าผมจะเห็นด้วยกับการเขียนในเอกสารนี้ แต่เป็นคำถามที่ผมอยากจะอธิบาย ความเรื่องของการควบคุมการประกอบวิชาชีพกันเอง อันนี้หมายความว่าอย่างไร ให้องค์กร สภาวิชาชีพควบคุมกันเองแต่ละองค์กรอย่างนั้นใช่ไหม หรือสภาวิชาชีพต้องไปควบคุมอีก ก็นั่นเป็นประเด็นที่จะต้องชี้แจงให้เข้าใจกับสิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นประเด็นที่สำคัญก็คือการ ดูแลหรือว่าผู้ประกอบวิชาชีพ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่สำคัญซึ่งในร่างนี้ก็ไม่ได้เขียนให้ชัดเจนหรือ เกือบจะไม่มีเลย นั่นก็คือการที่ผู้ประกอบวิชาชีพทั้งทุกด้านไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์และสื่อต่าง ๆ ว่าเรื่องของการคุ้มครองเมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกพูดเรื่องค่าตอบแทน หรือการที่ได้รับประโยชน์จากการประกอบวิชาชีพที่จะสร้างความมั่นคงให้ผู้ประกอบวิชาชีพ จะได้เกิดความคุ้มครองในประเด็นที่ผมพูดถึงก็พูดได้น้อยมาก เพราะฉะนั้นอยากเรียน ท่านประธานเพื่อให้เป็นคำถามและคำตอบเพื่อจะได้พิจารณาขั้นรับหลักการนี้ก็คือว่า แล้วสภาวิชาชีพที่เขียนไว้จะมีประโยชน์หรือแก้ต่างในสิ่งที่ฝ่ายที่เห็นต่าง ซึ่งผมคิดว่า เป็นเรื่องที่ดีที่ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็นและมีความเห็นต่างกัน แล้วท่านผู้เสนอ พ.ร.บ. นี้ เข้ามาจะแก้ต่างหรือว่าจะมีสิ่งที่อธิบายความตามที่ผมตั้งคำถามได้อย่างไร เพราะฉะนั้น บางเรื่องผมอาจจะย้อนแย้งในสิ่งที่ผมได้พูดไป เพราะว่าคณะกรรมการจริยธรรม มีอำนาจมากเหมือนกันท่านประธาน เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นอำนาจในการตรวจสอบ วินิจฉัยการไม่ปฏิบัติตามจริยธรรม เพราะฉะนั้นคำถามใหญ่ที่เพื่อนสมาชิกถามก็คือว่า อะไรคือมาตรฐานจริยธรรมแล้วถ้าไม่ปฏิบัติตามก็มีส่วนลงโทษ แต่การลงโทษผมว่า สภาองค์กรวิชาชีพเขาก็มีมาตรฐานมีการลงโทษกันอยู่แล้วใช่หรือไม่ อย่างไร ฉะนั้นองค์กร ที่ผมพูดถึงคือสภาวิชาชีพจะเป็นประโยชน์หรืออย่างไร อธิบายความให้เข้าใจ ก็เรียน ท่านประธานด้วยความเคารพครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านขจิตร ชัยนิคม ตามด้วย พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร แล้วก็จะเป็นท่านนิกร จำนง นะครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอเวลาท่านประธานไป ๑๐ นาที เรื่องแรกที่ผมจะพูดถึงก็คือ ขณะนี้รัฐสภาแห่งนี้โดยการประชุมของ ส.ส. และ ส.ว. กำลังประชุมพิจารณาวาระ รับหลักการกฎหมายปฏิรูปสื่อสารมวลชนโดยมีหลักการว่าเห็นสมควรในการที่จะออก กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพของสื่อมวลชน อันนี้คือหลักการ ถ้าดูหลักการตามที่เขียนหนังสือนี้ไม่มีอะไรจะปฏิเสธว่าไม่ควรรับ ท่านประธานครับ จากการประชุมกันของพรรคร่วมฝ่ายค้าน จากการอภิปรายเขา ไม่รับหลักการ ที่ไม่รับหลักการเพราะเขาพิจารณาในเนื้อหาของกฎหมายแล้วมันไม่ใช่เรื่อง ไปส่งเสริมจริยธรรมของสื่อ มันไม่ใช่เรื่องที่ให้อิสระสื่อ แต่เป็นเรื่องการสร้างองค์กร ไปควบคุม ไปทำอะไรก็ไม่รู้ ผมไม่ถาม จำไว้ด้วยท่านรัฐมนตรีที่มาเสนอแทน ครม. แล้วก็ คนที่จะมาอธิบาย อธิบายอย่าตอบคำถามผมนะ ของผมไม่ถาม ที่ผมไม่ถามเพราะผมเข้าใจ ว่ากฎหมายที่ท่านร่างมานี้ในเนื้อหาสาระไม่ได้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ท่านอ้างว่าออกตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๕ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๕ เขาเขียนไว้ชัด ในวรรคแรกเขาบอกว่า บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวสารหรือการแสดงความ คิดเห็นตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพหรือตามจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ อันนี้คือรัฐธรรมนูญ วรรคแรก แล้วไม่พอเขายังเขียนซ้ำลงไปวรรคสองเขากลัวว่าคนที่เป็นรัฐบาลจะใช้อำนาจ รัฐธรรมนูญเขาจึงเขียนว่าการสั่งปิดหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพตาม วรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ นี่เขาเขียนวรรคสอง วรรคสามเขาบอกอีกว่าการที่จะเข้าไปให้ เจ้าหน้าที่ไปตรวจก่อนที่จะออกพิมพ์ใด ๆ กระทำไม่ได้อีก วรรคสามเขาเขียนซ้ำเข้าไปอีกว่า คนที่เป็นรัฐบาลจะไปให้เงินสื่อสารมวลชนที่เป็นเอกชนไม่ได้ เพราะเขากลัวว่าสื่อเกรงใจ ครอบงำอยู่ภายใต้อิทธิพลของรัฐบาล ท่านประธานครับ เขายังเขียนคุ้มครองว่าถ้าพนักงาน หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐมาปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง แต่เจ้าหน้าที่ คนนั้นต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์ขององค์กรด้วย นี่เขาเตือนไป นี่มีแค่นี้ แต่ว่าดูในกฎหมาย ฉบับนี้ ดูร่างทุกมาตราที่มีแล้วมันไม่ได้สนองตอบต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๕ ผมไม่ใช่ว่า ไม่เห็นด้วยตามพรรคร่วมฝ่ายค้านว่าไม่รับหลักการเฉย ๆ ผมยังมีความเห็นต่อไปอีกว่า ถ้าผ่านไปรัฐสภานี้รับรองซึ่งผมคิดว่าวันนี้คงไม่ได้รับรองหรอกผมดูแล้ว รัฐบาลก็คง ไม่รับผิดชอบ ร่วมกับ ส.ว. เพราะกฎหมายปฏิรูปเขาให้ ส.ว. กับ ส.ส. รัฐบาล เอาเสียง มาผ่านกฎหมาย ฝ่ายค้านไม่ต้องไปเอาเสียงกับเขาหรอก โดยเฉพาะเขามีมติว่าไม่เห็นด้วย ไม่รับหลักการแล้วเขาย่อมไม่ร่วม เขาย่อมไม่โหวตให้ อันนี้เป็นเรื่องธรรมดา ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมทำไมย้ำว่าไม่ต้องตอบผม เพราะผมเข้าใจธรรมชาติครับ ภาษิตโบราณเขา บอกว่างาช้างย่อมออกมาจากปากช้าง มันไม่ออกมาจากสัตว์ที่ไม่ใช่เป็นช้าง เพราะฉะนั้น การให้อิสรภาพสื่อมวลชนหรือให้อิสระสื่อมวลชนได้แสดงออกตามจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ มันจึงไม่เกิดขึ้นในรัฐบาลซึ่งเคยใช้อำนาจเผด็จการ ปิดสื่อ ทำลายสถานีวิทยุอย่างที่ เพื่อนสมาชิกหลายคนอภิปรายมาแล้วตั้งแต่เช้าจนกระทั่งถึงเดี๋ยวนี้ แสดงออกชัดเจนว่า ท่านรัฐมนตรีที่เป็นตัวแทน ครม. คือ ครม. ชุดเดิม ๆ ที่เคยคุกคามสื่อ ที่เคยปิดสื่อ ที่เคย บิดเบือนเจตนารมณ์อย่าง กสทช. เวลานี้ ผมนี่เป็นคนเขียนกฎหมาย กสทช. ยังเสียใจอยู่เลย เวลานี้ไล่ปิดวิทยุท้องถิ่นอะไรต่าง ๆ ไม่มีเสรีภาพ ทั้ง ๆ ที่หลักการกฎหมาย กสทช. บอกว่ามันเป็นสื่อของรัฐ คลื่นความถี่ มันเป็นสื่อของประเทศชาติ สิ่งแรกที่ต้องทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ สิ่งที่ต้องทำคือ เพื่อประโยชน์ทางการศึกษา สิ่งที่ต้องทำคือความมั่นคงของรัฐ ความมั่นคงของรัฐเท่านั้นนะ เขาไม่ได้เขียนว่าเพื่อความมั่นคงของรัฐบาล แต่มีคนเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐมนตรี ไปแปลผิด เพื่อความมั่นคงของตัวเอง ถ้าเขาเขียนด่าวิจารณ์ตัวเองแรง ๆ ก็ของขึ้น ประชาธิปไตยไม่รู้จัก รู้จักแต่การใช้อำนาจ เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ ผมจึง ไม่อาจรับเนื้อหาสาระในกฎหมายฉบับนี้ได้ แล้วก็สอดคล้องกับสื่อมวลชน ท่านประธานครับ เป็นไปได้อย่างไร ท่านร่างกฎหมายนี้ สื่อมวลชนไม่รู้เรื่อง สื่อมวลชนไม่เห็นด้วย สื่อมวลชน คัดค้าน ไม่ได้อยู่เฉย ๆ ออกแถลงการณ์คัดค้านตามที่ได้มีการอภิปรายกันแล้ว ผมขอความเห็นของสื่อมวลชนคนเดียวที่เป็นสื่อมาตลอด ๒๐-๓๐ ปีนี่ เขาเขียนคอมเมนต์ (Comment) มา ชัดเจนว่าเรื่องนี้ มุ่งที่จะควบคุมสื่อ ไม่ได้มุ่งส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ ตามจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพของสื่อมวลชน ท่านประธานครับ ถ้าหากเอาเสียงมาไม่พอ ก็ถอนออกไปเสีย อย่ามาให้เขานับองค์ประชุมแล้วเสียหายนะ วันนี้ท่านรัฐมนตรีดูแล้ว ท่านประธานดูแล้วเสียงไม่พอนี่ ถอนออกไป เสนอทำไมกฎหมาย แล้วเอาเสียงมาไม่ได้ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณ ท่านขจิตรครับ ต่อไป พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร และท่านนิกร จำนง ครับ เชิญ พลตำรวจโท ศานิตย์ครับ🔗
เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร สมาชิกวุฒิสภา ในนามสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับผมนั่งฟังเพื่อนสมาชิกอภิปรายตั้งแต่เริ่มต้น จนถึงบัดนี้ น่าเห็นใจครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เป็นรัฐบาล ผมไม่ได้ปกป้องรัฐบาลนี้นะ ในอนาคตพรรคการเมืองหรือนักการเมืองที่อยู่ในสภาแห่งนี้ ไม่ท่านใดคนใดคนหนึ่งก็คงจะ มาทำหน้าที่เป็นฝ่ายบริหารหรือเป็นรัฐบาลเช่นกัน เพราะฉะนั้นผมจึงอยากจะถือโอกาสนี้ ลุกขึ้นมาอภิปราย เพื่อแสดงความคิดเห็นในฐานะที่ผมเป็นคนไทย เคยรับราชการตำรวจ มีความรักมีความผูกพันกับพี่น้องสื่อมวลชนเป็นอย่างดี ท่านประธานย้อนหลังไปดูเถอะครับ ผมเป็นผู้บัญชาการนครบาล ผมให้ความเคารพ ให้ความรัก น้อง ๆ สื่อมวลชนทุกคน เพราะผมเอาใจสื่อมวลชนมาใส่ใจผมครับ ถ้าสื่อมวลชนไม่ได้ข่าวไปเขียน เหมือนกับ การตัดช่องทำมาหากินของเขา ฉะนั้นผมจะทำงานร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับ พี่น้องสื่อมวลชนทุกคน ท่านประธานครับ กฎหมายฉบับนี้มีทั้งหมด ๕ หมวด ๔๙ มาตรา แต่ละมาตรามีทั้งดีและไม่ดีครับ แต่ส่วนใหญ่แล้วเท่าที่ผมมองดูอยู่ ก็มีส่วนดีอยู่หลายแห่ง คำว่าสื่อมวลชนอยู่ในนิยามของมาตรา ๓ ระบุไว้ชัดเจน แถมยังมีข้อยกเว้นว่าไม่ได้ทำ เพื่อการค้าหรือค้ากำไร ไม่เข้า ไม่ต้องมาอยู่ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ เพราะฉะนั้นท่านประธานลองไปดูนะครับ ผมขออนุญาตใช้เวลาเท่าที่มีอยู่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หมวด ๑ เรื่องการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนก็เขียนไว้ หมวด ๒ สภาวิชาชีพ ก็เพื่ออะไร เพื่อมาทำหน้าที่ให้ดูแลพี่น้องสื่อมวลชน ส่วนในเรื่องของหมวด ๓ ก็เรื่อง คณะกรรมการ หมวด ๔ เรื่องการจัดตั้งสำนักงาน และสุดท้ายคือจริยธรรมที่พูดถึงนี่ครับ ท่านประธานครับ เราอยากส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพ ในด้านจริยธรรม มาตรา ๓๐ มี ๗ อนุ ท่านลองดูสิครับ ที่จริงถ้าจะให้ดีผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนมีองค์กร ที่ต้องไปจดแจ้ง แต่ผู้ประกอบการสื่อมวลชนยังไม่ต้องมีว่าจะต้องมีใบประกอบวิชาชีพ หรือเปล่า อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งหรือไม่ ส่วนในเรื่องของที่ท่านห่วงใยว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คณะกรรมการในหมวด ๓ ว่าไม่ยึดโยงกับพี่น้องสื่อมวลชนโดยตรง ไม่ยึดโยงจากพี่น้อง ประชาชนตัวแทนจาก ๑ ๒ ๓ ๔ ผมจะไม่พูดในรายละเอียด ถ้ากฎหมายฉบับนี้ผ่านไปแล้ว ก็ฝากไปด้วยแล้วกัน ท่านประธานครับ ผมอยากให้ทุกท่านในที่นี้และพี่น้องประชาชน รวมทั้งพี่น้องสื่อ ท่านคงจำได้เหรียญมีอยู่ ๒ ด้าน ด้านดีและไม่ดี เพราะฉะนั้นสื่อมวลชน ผมเชื่อว่า ๙๙ เปอร์เซ็นต์เป็นสื่อมวลชนที่ดี อาจจะ ๐.๐๑ ก็ได้ ผมเป็นตำรวจก็มีตำรวจ ที่ไม่ดีครับ ผมไม่เคยบอกว่าตำรวจดีร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นสื่อที่ไม่ดีอาจจะมีไม่ถึง ๐.๑ ด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นการออกกฎหมายเพื่ออะไรท่านประธานครับ มีครั้งหนึ่งมีการ ออกกฎหมายในเรื่องของสถาปนิกแก้กันไปแก้กันมาจะไปคุ้มครองสถาปนิกที่มันไม่ดี ผมบอกว่าถ้าออกกฎหมายแล้วไปคุ้มครองสถาปนิกที่ไม่ดีท่านจะออกไปทำไมละ ยืดเวลา ต้องร้องทุกข์ภายในกี่วันและต้องภายในกี่ปี เขากำหนดไว้ดีแล้วท่านยืดยาดออกไปอีก อย่างนี้มันเป็นการปกป้องคุ้มครองคนที่ไม่ดีหรือเปล่า ผมอยากให้ท่านช่วยกันดูว่าเราต้อง มอง ๒ ด้าน เพราะฉะนั้นกฎหมายออกไปอย่างไรก็ตามสื่อมวลชนดี ๆ ไม่ตกใจเลยครับ ท่านยิ่งยินดีด้วยซ้ำไปที่มันมีกฎหมายมารองรับ นี่มีเงินเดือนด้วย มีสำนักงานด้วย มีอะไรด้วย มีเงินหนุน มีทุนอุดหนุน เพราะฉะนั้นผมก็อยากให้ทุกท่านกฎหมายฉบับนี้ จะผ่านหรือไม่ก็ตามผมอยากให้มีกฎหมายดี ๆ เพื่อคุ้มครองผู้ประกอบวิชาชีพทุกสาขาอาชีพ ให้ได้อยู่ด้วยอย่างมีศักดิ์ศรีแล้วอยู่อย่างมีความสุข ในขณะเดียวกันคนที่คิดจะทำไม่ดีไม่ร้าย โดยอาศัยวิชาชีพของตัวเองจะได้พึงตระหนักว่าเมื่อมีกฎหมายออกมาแล้วท่านก็ต้อง พึงระมัดระวัง การจะทำสิ่งใดที่กระทบต่อสื่อมวลชนดี ๆ อีก ๙๙.๙๙ เปอร์เซ็นต์ ท่านก็ต้อง พึงระวัง ขออีกนิดเดียวท่านประธานครับ ผมเห็นว่าพี่น้องท่านผู้แทนทั้งหลายผู้ทรงเกียรติ หลายท่านก็พูดกระทบถึงรัฐบาล หลายท่านกระทบถึงการออกกฎหมายนี้เพื่อจะใช้อำนาจ ผมเป็นผู้ปฏิบัติครับ ผู้ปฏิบัติบางครั้งบางท่านบางคนอย่างวิทยุชุมชนที่จริงผมก็เห็นด้วย ออกอากาศได้รัศมีอยู่ในเขตพื้นที่ในชุมชน แต่บางครั้งไปปลุกระดมครับ ปลุกระดม โฆษณา ชวนเชื่อ ทำให้โน่นนี่นั่น หรือไปทางผิดกฎหมายอย่างนี้เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ว่าจะเป็น รัฐบาลไหนก็จำเป็นจะต้องไปคุ้มครองดูแลในเรื่องนี้เป็นอย่างดี โดยสรุปสื่อมวลชนถือว่า เป็นองค์กรที่มีความสำคัญสูงสุด สามารถชี้นำให้ดีก็ได้ ให้ไม่ดีก็ได้ เพราะฉะนั้นถ้ามีกฎหมายออกมาแล้วถ้าหากยังมี ข้อบกพร่องอะไรก็ตามก็คงจะต้องไปปรับปรุงแก้ไขในโอกาสต่อไป เพราะฉะนั้นผมเอง ขออนุญาตท่านประธานว่าสื่อมวลชนท่านเคยได้ยินไหมในฐานะเป็นตำรวจเขาบอกว่าตำรวจ กลัวสื่อ สื่อกลัวนักเลง นักเลงกลัวตำรวจ มันก็จะวนเวียนอยู่อย่างนี้ เพราะฉะนั้นผมเป็น ตำรวจคนหนึ่งที่ไม่ได้กลัวสื่อ เพราะผมไม่ได้ทำอะไรให้เสียหาย เพราะฉะนั้นคนที่อยู่ในสังคม บ้านเราพี่น้องประชาชนหรือพี่น้องสื่อมวลชนไม่ต้องกังวล ท่านทำหน้าที่ของท่านแล้วผม ผมเชื่อว่าผู้แทนของพวกเราทุกคนพร้อมจะปกป้องคุ้มครองแล้วก็สนับสนุนสื่อดี ๆ ทุกท่าน ในขณะเดียวกันก็ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายอย่างไปตำหนิติติงหาว่ารัฐบาลโน่น นี่ นั่นอะไร ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็คงจะต้องพยายามที่จะทำหน้าที่ในฐานะที่ดูแลพี่น้องสื่อมวลชนเป็นอย่างดี ขอบคุณท่านประธานอย่างสูงครับ🔗
ขอบคุณ พลตำรวจโท ศานิตย์ครับ เชิญท่านนิกร จำนง ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นิกร จำนง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ท่านประธานครับ กระผมขออภิปรายซ้ำเรื่องนี้ จริง ๆ ผมอภิปราย เมื่อปี ๒๕๖๐ เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๐ ตอนนั้นผมเป็นสมาชิก สปท. เรื่องนี้เป็นเรื่อง เดียวกันก็คือว่าเป็นการนำเสนอ พ.ร.บ. คุ้มครองสิทธิเสรีภาพส่งเสริมจริยธรรมในมาตรฐาน วิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... นำเข้ามาสู่ในที่ประชุมในคราวนั้น เพื่อเป็นการต่อเนื่องมาจาก สปช. มา สปท. และเสนอเข้ามา สนช. เพื่อจะไปต่อยังกฎหมายปฏิรูป ในวันนั้นเอง ท่านประธานครับ ผมยังเป็นผมอยู่ เพราะฉะนั้นไม่ว่าผมจะอยู่ตรงไหนผมอยู่ฝ่ายรัฐบาล ผมก็ จะพูดอย่างที่ผมเคยพูด คือในขณะนั้นผมมีความไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับการเสนอ กฎหมายในชั้นนั้นของกรรมาธิการเหตุผลท่านประธานครับ ผมให้เหตุผลไว้ในวันนั้นว่า ยังเป็นเหตุผลเดียวกันเรายังทำผิดอยู่เรื่องนี้ เหตุผลที่ไม่เห็นด้วยก็คือ ๑. การต่อต้านของ สื่อมวลชนในวันนั้นสื่อมวลชนไม่เห็นด้วยสักแขนงเดียว วันนี้ก็เหมือนกัน วันนี้ก็ยังไม่มีใคร เห็นด้วย มีค้านกันมาทุกอัน เหตุผลที่ ๒ ที่ไม่เห็นด้วยท่านประธานครับ เนื้อหาของ ร่างพระราชบัญญัติความสอดคล้องกับหลักการและเหตุผล ในกฎหมายบอกว่าเป็น การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ แล้วก็กำหนดว่าให้สื่อมวลชนดูแลกันเอง แต่ไป ๆ มา ๆ ในร่างนี้ เราจะเห็นว่าเป็นความพยายามจะเข้าไปควบคุมสื่อมวลชน ไม่ใช่ให้สื่อมวลชนดูแลกันเอง ไม่ใช่ ท่านประธานดูตรงนี้ก็ได้ ในหมวดที่ว่าการคุกคาม ถ้ามีการคุ้มครองสื่อมวลชนถูกคุกคาม จะต้องมีกำหนดโทษว่าเป็นความผิด ใน พ.ร.บ. นี้ไม่มี แสดงว่าเราจะคุ้มครองอย่างไร หมายถึงว่าเราลงโทษข้างเดียวลงโทษสื่อมวลชนมีเยอะไปหมด แต่ถ้าสื่อมวลชนโดนกระทำ ไม่มี อีกด้านหนึ่งมันไม่แฟร์ (Fair) นะครับ ก็เลยถือว่าร่างนี้เป็นร่างที่ควบคุมสื่อมวลชน เป็นหลัก ไม่ใช่ส่งเสริมใด ๆ เลย ต่อไปท่านประธานครับ ผมมองว่าเรื่องนี้เป็นการล็อก ๓ ชั้น ก็คือมีจากกฎหมายแล้วเขายังพูดถึง กสทช. ที่ล็อกเอาไว้แล้วก็มีการปรับกันเยอะแยะไปหมด แล้วก็มีกรรมการชุดนี้ก็ล็อกไว้ รัฐบาลก็ล็อกโดยกฎหมาย ก็กลายเป็นว่าเป็นไตรล็อก ก็คือว่า ไตรแปลว่า ๓ ล็อก แปลว่าล็อก ๓ ชั้น ท่านประธานครับ การควบคุมถ้าเราเห็นไม่ว่าจะเป็น ระยะแรก ระยะที่ ๒ แต่การควบคุมมาจากรัฐมากกว่าควบคุมกันเอง เห็นชัดนะครับ ทีนี้ประเด็นปัญหาที่มีการอ้างถึงความสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ กลับด้านกัน พ.ร.บ. ฉบับนี้กลายเป็นการขัดรัฐธรรมนูญเสียด้วยซ้ำ ท่านประธานลองดูนะครับ มาตรา ๓๔ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และสื่อสารความหมายโดยวิธีอื่น การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวกระทำมิได้ ท่านประธานครับ ที่เรากำลังจะกำหนดขึ้นมา เข้าไปจัดการกับการพูด การเขียน การพิมพ์หรือเปล่า มันเป็นย้อนแย้งกันอยู่มาก แล้วก็มาตรา ๓๕ บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวสาร หรือแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ตอนนี้เราต้องส่งเสริมให้มีจริยธรรม แห่งวิชาชีพ ไม่ใช่ไปสร้างกรรมการเข้ามาควบคุม ประเด็นต่อมา การดำเนินการตาม มาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ การถามความเห็น ขณะนี้ผมจะสอบถามว่า ความเห็นที่เข้ามาจากการสอบถามตามมาตรา ๗๗ ได้มาเท่าไร ได้กี่ความเห็น เท่าที่เราได้ เห็นก็คือสื่อมวลชนไม่เห็นด้วยกันหมดเลย ความเห็นเหล่านั้นเรานับหรือเปล่าในร่าง นับแตกไปเลยว่าสื่อมวลชนแต่ละค่ายมีเท่าไร อะไร อย่างไร ที่เขามีหนังสือไม่เห็นด้วย ชัดเจนขนาดนี้ อีกอันหนึ่งการถามความเห็นในมาตรา ๗๗ ถามความเห็นผู้เกี่ยวข้อง และวิเคราะห์ผลกระทบ ก็ไม่ได้มีสักเท่าไรเลยในกฎหมาย หมายถึงว่าในการเสนอกฎหมาย ทีนี้ในรัฐธรรมนูญบอกว่าให้ลด มาตรา ๗๗ วรรคสาม กำหนดว่า รัฐพึงใช้ระบบอนุญาต และระบบคณะกรรมการในกฎหมายเฉพาะกรณีที่จำเป็น ที่จำเป็นก็คือว่า ใน พ.ร.บ. นี้ มีการอนุญาต เท่ากับว่าเรามีคณะกรรมการอนุญาตยังไม่จำเป็น ให้เขาเสนอขึ้นมา ถ้าเขา อยากจะทำก็ทำ แล้วไปใช้จริยธรรมกัน ประเด็นต่อมาคือการใช้ระบบกรรมการตรงนี้ จะเห็นว่าในระยะแรกเป็นเรื่องที่เราตั้งของหน่วย ก็คือกรมประชาสัมพันธ์เหมือนกับที่เรา ควบคุมกันมาแต่เดิม ก็มีการควบคุมกันต่อ สุดท้าย ผมสรุปไว้ในวันนั้นท่านประธาน เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๐ ผมสรุปว่าอย่างนี้ท่านประธาน ผมจะเอามาพูดในที่นี้อีกที ผมสรุปไว้ แบบเดิมว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ที่เสนอเข้ามา มีลักษณะที่เสี่ยงต่อการกระทำที่ไม่เป็นไปตาม รัฐธรรมนูญ การมีเนื้อหาเป็นการควบคุมมากกว่าคุ้มครอง ซึ่งต่างจากหลักการและชื่อ ของร่าง การสร้างกลไกที่เป็นการควบคุม การมีบทคุ้มครองแต่ไม่มีมาตรการความผิดลงโทษ ผู้ละเมิดสิทธิของสื่อ จึงเปรียบว่าสิ่งเหล่านี้มีปรากฏการณ์ที่ว่า แสดงว่าสื่อถ้าเป็นเหมือน นกพิราบ เราเปรียบกับนกพิราบ ถูกล็อกด้วยกุญแจ ๓ ดอก ซึ่งเป็นลักษณะแบบไตรล็อก ที่ผมพูดแล้ว ข้อเสนอแนะ ผมได้เสนอแนะไว้ด้วย ในวันนั้น ผมจะเสนอแนะตรงนี้อีกครั้งว่า ร่างพระราชบัญญัตินี้ไม่มีความเหมาะสมในการเสนอให้รัฐบาลดำเนินการให้มีผลบังคับใช้ หากเห็นสมควรที่จะต้องปฏิรูปสื่อมวลชน เห็นสมควรที่จะดำเนินการเพื่อเริ่มต้นดำเนินการใหม่ โดยใช้การดำเนินการในลักษณะไตรลักษณ์ ไม่ใช่ไตรล็อกเมื่อสักครู่นี้ ไตรลักษณ์ก็คือรักษา ซึ่งหมายถึงการร่วมกันเพื่อดำเนินการ ๓ ฝ่าย คือ ฝ่ายรัฐ ฝ่ายสื่อมวลชน และฝ่ายประชาชน ๓ ฝ่ายเป็นไตรลักษณ์ เพื่อสร้างหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม โดย ๓ ฝ่ายจะต้องร่วมกันพิจารณา จัดทำร่าง พ.ร.บ. ขึ้นใหม่ให้เป็นที่ยอมรับ และทั้ง ๓ ฝ่ายจะต้องร่วมกันเพื่อสร้างสรรค์ หลักเกณฑ์ที่เป็นการยอมรับของทุกฝ่าย ให้ฝ่ายรัฐมีส่วนร่วมดูแล ไม่ใช่ผู้กำกับ ให้สื่อมวลชน ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้องและอิสระ โดยมีองค์กรควบคุมดูแลกันเองตามเป้าหมาย ของรัฐธรรมนูญ และในขณะที่ประชาชนต้องได้รับการคุ้มครองไม่ให้ถูกละเมิดสิทธิ ขณะเดียวกันต้องเป็นการสร้างสรรค์ที่มีคุณภาพ โดยเรียกว่าเป็นการเปลี่ยนจากไตรล็อกเป็น ไตรลักษณ์ ท่านประธานครับ ผมก็ไม่อาจจะเห็นชอบกับร่างนี้ได้ จากความเห็นเดิมที่เคยมีมา จนถึงปัจจุบัน ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ผมก็ต้องตัดสินใจแบบเดิมครับท่านประธานครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านนิกร จำนง ครับ ท่านสมาชิกครับ ท่านลงชื่อเข้าแสดงตนเพื่ออภิปราย ๓๒ ท่าน มีท่านองอาจ คล้ามไพบูลย์ จะอภิปรายเป็นคนสุดท้าย หลังจากท่านองอาจได้อภิปรายแล้ว ผมก็จะถือว่าการอภิปรายเป็นอันยุตินะครับ เชิญท่านองอาจ คล้ามไพบูลย์ ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ แบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้เรากำลังพิจารณาร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐาน วิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... แต่ท่านประธานรู้สึกแปลกใจไหมครับว่า ร่างกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมจริยธรรมและวิชาชีพสื่อมวลชน เป็นร่างกฎหมายที่คนในแวดวง สื่อสารมวลชนออกมาคัดค้านกันเป็นจำนวนมาก แต่ผมไม่แปลกใจหรอกครับท่านประธาน เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาในอดีตจนถึงปัจจุบันทุกครั้งที่มีการปฏิวัติรัฐประหารมีการ ยึดอำนาจเกิดขึ้นเราจะเห็นปรากฏการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นช้าหรือเร็วอยู่ตลอดเวลา ผมเชื่อว่าท่านประธานคงจะจำประกาศเก่า ๆ หลังการปฏิวัติได้ ตั้งแต่สมัย ปว. ๑๗ ประกาศ คณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๗ ซึ่งออกโดยคณะปฏิวัติเมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๐๑ คนในแวดวง สื่อสารมวลชนอยู่ในเงามืดของประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๗ ที่รู้เรียกกันว่า ปว. ๑๗ จนถึง ปี ๒๕๑๗ ไม่น่าเชื่อครับ ชื่อ ปว. ๑๗ มายุติเอาเมื่อปี ๒๕๑๗ ในวันที่เรามีประชาธิปไตย เบิกบานในประเทศไทย วันนั้นสื่อมวลชนได้ลิ้มรสของคำว่าเสรีภาพสื่อ ท่านประธานครับ แต่ก็เป็นช่วงสั้น ๆ ครับ พอปี ๒๕๑๙ หลังการยึดอำนาจโดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ก็มีการออกคำสั่งปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ ๔๒ เมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๑๙ สื่อสารมวลชนต้องต่อสู้อีกครั้งหนึ่งเพื่อที่จะยกเลิก ปร. ๔๒ คนในแวดวงสื่อสารมวลชน นักการเมืองน้ำดีจำนวนมาก นักวิชาการจำนวนไม่น้อยช่วยกันพยายามต่อสู้เรื่องนี้มา จนสำเร็จเมื่อวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๓๓ ท่านประธานครับ หลังยึดอำนาจเมื่อปี ๒๕๕๗ ไม่นานนักเราก็มีสภาปฏิรูป ก็พยายามที่จะออกกฎหมายที่เรียกว่าเพื่อการปฏิรูปสื่อ แต่ท่านประธานครับ คนทั่วไปและสื่อเรียกว่ากฎหมายคุมสื่อ เรื่องนี้เงียบหายไปนาน ตั้งแต่ประมาณปี ๒๕๖๐ จนกระทั่งถึงปัจจุบันร่างพระราชบัญญัตินี้ก็เข้ามาสู่สภาอีกครั้ง ท่านประธานครับ เมื่อพิจารณาจากเนื้อหาสาระของร่างฉบับนี้นั้นผมเชื่อว่าถ้าท่านประธาน ดูอย่างละเอียด ศึกษาที่มาที่ไปก็จะพบได้ความชัดเจนว่ามีหลายเรื่องที่ผู้คนในแวดวง สื่อสารมวลชนและประชาชนทั่วไปนั้นมีความวิตกกังวล แล้วก็ตั้งข้อสังเกตในหลาย ๆ เรื่อง นิยามของคำว่าจริยธรรมที่ตีความได้กว้างขวางมาก ท่านประธานครับ จะเป็นไปได้หรือไม่ว่า ในอนาคตการวิจารณ์รัฐบาลก็อาจเป็นการละเมิดจริยธรรมหรือไม่ หรือในอนาคตการ นำเสนอวิธีคิดใหม่ ๆ ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลานั้นก็อาจจะเป็นการละเมิด จริยธรรมหรือไม่ ถ้าความหมายของจริยธรรมของสื่อแตกต่างจากความหมายของผู้มีอำนาจ คำจำกัดความของสื่อถึงแม้ในร่างนี้จะพยายามอธิบายว่าถ้าเราไม่แสวงหากำไรก็ไม่ใช่สื่อ แต่ผมคิดว่าถ้าเราเข้าไปดูในเนื้อหาสาระของสื่อ ความหมายของสื่อเองจริง ๆ แล้ว ยังมีมากกว่านั้นครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่าร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้นั้นต้องพิจารณาให้เห็นลึกซึ้งเข้าไปว่าช่องทางการเปิดรับสื่อที่เปลี่ยนแปลงรุดหน้า ไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบันนั้นเรายังออกกฎหมายในลักษณะนี้กันอยู่อีกหรือ ขณะนี้การเข้าสู่ วิชาชีพสื่อมวลชนนั้นเปิดกว้างสำหรับทุกสาขาอาชีพที่เปลี่ยนแปลงไปแตกต่างจากการ ออกกฎหมายเพื่อใช้กำกับการประกอบวิชาชีพอื่น ๆ หลายท่านในห้องประชุมนี้บางคน อธิบายว่าทำไมวิชาชีพอื่น ๆ เขามีกฎหมายออกมาควบคุมดูแลกันได้ในมาตรฐานวิชาชีพ ของเขา ผมคิดว่าวิชาชีพอื่น ๆ นั้นมีความแตกต่างจากวิชาชีพสื่อสารมวลชน เพราะฉะนั้น เราจะคิดตรรกะเดียวกันมาใช้กับวิชาชีพอื่น ๆ นั้นน่าจะไม่ถูกต้อง แต่ที่สำคัญที่สุดที่คน ในแวดวงสื่อสารมวลชนที่วิตกกังวลกันมาก ไม่รู้ว่าผู้ที่ออกกฎหมายอาจจะไม่ได้คิดอย่างนั้น ก็ได้ครับ แต่วิถีทางทางประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา วิถีทางที่เกิดขึ้นในปัจจุบันย่อมให้คนเหล่านั้น สามารถคิดไปถึงอนาคตได้ว่าอาจเป็นเครื่องมือในการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการประกอบ วิชาชีพสื่อมวลชนโดยอ้างเหตุผลของการกระทำที่ขัดต่อจริยธรรมวิชาชีพสื่อมวลชนต่อไปได้ ในอนาคต สิ่งที่ควรจะต้องพิจารณาเป็นลำดับต่อไปก็คือภูมิทัศน์ของสื่อในขณะนี้แตกต่างจากอดีตครับ เป็นภูมิทัศน์ที่ภาครัฐไม่สามารถไปจำกัดช่องทางการสื่อสารของประชาชนได้อีกต่อไป เพราะฉะนั้นผมคิดว่าปัจจุบันนี้แน่นอนที่สุดในแวดวงสื่อสารมวลชนเรามีทั้งคนที่ประกอบ วิชาชีพอย่างดีมีจริยธรรม และแน่นอนที่สุดครับเรามีคนที่ประกอบวิชาชีพที่อาจจะไม่เป็น ไปตามจริยธรรมที่ถูกต้อง แต่ถามว่าคนเหล่านั้นเขามีอะไรมาควบคุม ผมคิดว่าขณะนี้ เรามีกฎหมายมากมายหลายฉบับ เรามีกฎหมายอาญา มีกฎหมายแพ่ง เรามีกฎหมาย ลักษณะพิเศษอีกจำนวนมาก และถ้าเมื่อไรก็ตามที่มีการปฏิวัติรัฐประหารเราก็จะมีประกาศ มีคำสั่ง มีอะไรออกมาอีกมากมาย อย่างไรก็ดีผมจึงอยากเรียนท่านประธานว่า การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นกำลังเปลี่ยนแปลงมากขึ้นไปเรื่อย ๆ ในโลกยุคต่อ ๆ ไป แต่วันนี้เรากำลังจะทำกฎหมายที่คนในแวดวงวิชาชีพสื่อเองไม่สามารถรับได้ ที่คนในแวดวง วิชาชีพสื่อเองคัดค้าน ผมจึงมีความเห็นว่ารัฐบาลควรจะเอาเรื่องนี้ไปพิจารณาใหม่ ถอนออกไปแล้วก็หาทางพูดคุยกับคนในแวดวงวิชาชีพสื่อว่าถ้าจะออกกฎหมายในลักษณะนี้ ควรออกอย่างไรที่จะเป็นประโยชน์ ไม่ใช่เป็นประโยชน์ต่อสื่อสารมวลชน ไม่ใช่เป็นประโยชน์ ต่อสื่อ แต่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน เพราะท่านประธานจะต้องตระหนัก อยู่ตลอดเวลาว่าเสรีภาพของสื่อมวลชนคือเสรีภาพของประชาชน ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณ ท่านองอาจ คล้ามไพบูลย์ มากครับ เมื่อการอภิปรายได้ยุติแล้ว ต่อไปก็จะเป็นการที่ ท่านรัฐมนตรีอภิปรายสรุป ในการอภิปรายสรุปนั้นท่านอาจจะชี้แจงข้อเท็จจริงโดยอาศัย บุคคลที่เป็นเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องช่วยท่านรัฐมนตรีอภิปรายได้ แต่ก่อนที่ท่านจะกล่าว ผมอยากจะเชิญสมาชิกเข้าห้องประชุม เพื่อที่จะรับฟังคำชี้แจงของท่านรัฐมนตรี ก่อนที่จะ ลงมติ ขอกดเสียงเรียกท่านสมาชิกเข้ามาหน่อยนะครับ🔗
เชิญ ท่านสมาชิกเข้าที่ประชุมนะครับ ก่อนที่จะลงมติในเรื่องวาระที่หนึ่งรับหลักการ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้หรือไม่ ซึ่งก็เชิญท่านมาเพื่อที่จะได้รับฟังท่านรัฐมนตรีได้แถลง เกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ให้เพื่อนสมาชิกฟัง ท่านเข้ามาก่อนนะครับแล้วเดี๋ยวจะได้ กดปุ่มแสดงตนว่าครบองค์ประชุมจำนวนเท่าไร รอสักนิดนะครับท่านรัฐมนตรี เพื่อที่จะได้ให้ ท่านสมาชิกได้รับฟัง🔗
ท่านประธานครับ ผม ณัฐวุฒิ ด้วยความเคารพครับ น่าจะให้ท่านรัฐมนตรีตอบไปพร้อมกัน เพราะเรายังไม่รู้ว่าท่านจะตอบสั้นหรือยาว แล้วก็ตอบครบในประเด็นต่าง ๆ หรือไม่🔗
ใช่ครับ ก็รอท่านสักนิดหนึ่งก่อน เพื่อเราจะได้ฟังด้วย ผมยังไม่รีบนับองค์ประชุมหรอกนะครับ เชิญท่านรัฐมนตรีอภิปรายสรุปนะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ และสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ก่อนอื่น ผมก็ต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่ได้ร่วมอภิปราย แล้วก็เสนอแนวคิดต่าง ๆ ที่เป็น ประโยชน์ต่อ พ.ร.บ. ฉบับนี้ สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนที่ประชุมแห่งนี้ว่าในสิ่งที่ทุกคน มีความกังวลอย่างมากแล้วก็เป็นประเด็นหลักในการอภิปรายในครั้งนี้ ในเรื่องของรัฐบาล จะไปกำกับหรือแทรกแซงสื่อตรงนี้ ผมต้องขอยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะว่าตัวผมเองในอดีตก็เคยเป็นสื่อมวลชนมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาช่วงสั้น ๆ แต่ผมเข้าใจวิถีชีวิต เข้าใจการทำงานของพี่น้องสื่อมวลชนเป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นแล้ว คงไม่มีการที่จะไปแทรกแซงหรือกำกับดูแลสื่อเหมือนที่ทุกท่านได้เข้าใจ แต่ก็จะเป็นการ ส่งเสริมในเรื่องจริยธรรม แล้วก็ในการที่จะมีกลไกในการทำงานของสื่อมวลชนที่นำเสนอ ข้อมูลข่าวสารไปยังพี่น้องประชาชนต่าง ๆ ในส่วนของสื่อมวลชนตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็เป็น ที่ชัดเจนอยู่แล้วว่าก็ต้องเป็นสื่อทีวี (TV) สื่อวิทยุที่เป็นช่องทางในการนำเสนอข่าวสาร ไปยังพี่น้องประชาชน แต่ว่าคงไม่ได้เกี่ยวกับในเรื่องของการแสดงความคิดเห็นในส่วนที่ ไม่แสวงหากำไรต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ทำเพจ (Page) หรือทำในเรื่องของทวิตเตอร์ (Twitter) ต่าง ๆ เฟซบุ๊ก (Facebook) ต่าง ๆ เหล่านี้คงไม่ได้เข้าข่าย ในส่วนของรายละเอียดในเรื่อง ของข้อกฎหมายต่าง ๆ ที่ทางท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้อภิปรายมา แล้วก็รายละเอียด ในเชิงลึกผมขออนุญาตให้ตัวแทนกฤษฎีกา แล้วก็ตัวแทนของกรมประชาสัมพันธ์ได้ชี้แจง ต่อที่ประชุมแห่งนี้นี้นะครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านรัฐมนตรีได้แถลงเสร็จเรียบร้อยแล้วนะครับ ต่อไปจะเป็นการลงมตินะครับ🔗
ท่านประธานครับ มีผู้แทนกฤษฎีกาที่รอชี้แจงอยู่ครับ🔗
ผมนึกว่า จะให้กฤษฎีกาชี้แจงก่อน นึกว่ารัฐมนตรีจะให้ก่อน เชิญกฤษฎีกาชี้แจงครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายกิตติศักดิ์ จุลสำรวล นักกฎหมายประจำสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนอื่นผมขออนุญาตพูดถึงในส่วน ประเด็นข้อกฎหมายที่ทางสมาชิกเองยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในเนื้อหาของกฎหมาย อยู่สัก ๒-๓ ประเด็น ประเด็นแรกเมื่อสักครู่มีท่านสมาชิก เข้าใจว่าท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ที่จะพูดถึงในส่วนของมาตรา ๓๕ ที่ทำไมอ้างแค่วรรคแรกวรรคเดียว ทำไมวรรคสอง วรรคสามของรัฐธรรมนูญเองทำไมไม่อ้างถึงตรงนั้นด้วย จริง ๆ แล้วความต้องการของ ตัวร่างกฎหมายฉบับนี้เองต้องการที่จะสื่อให้เห็นถึงเหตุผลในการออกกฎหมายตรง มาตรา ๓๕ คือวัตถุประสงค์ที่มาตรา ๓๕ ผมขออนุญาตอ่านนะครับ มาตรา ๓๕ บอกว่า บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวสารหรือการแสดงความ คิดเห็นตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ผมขออนุญาตเน้นตรงนี้นะครับ คำว่าจริยธรรมแห่งวิชาชีพ จริง ๆ แล้วในช่วงที่มีการอภิปรายในกฎหมายแต่ละมาตรา แต่ละท่านเองก็มีการพูดถึงว่า เช่น ตัวจริยธรรมตรงนี้เราวัดจากตรงไหน ดูจากอะไร แล้วก็ในส่วนที่เป็นจริยธรรมแต่ละคน ก็มีท่านสมาชิกบางท่านพูดถึงว่ามีขอบเขต มีความหมายเพียงใด ซึ่งตรงนี้เองก็เป็นเหตุผล หนึ่งที่ต้องมาร่างกฎหมายฉบับนี้ เราถึงตั้งชื่อว่ากฎหมายส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐาน วิชาชีพสื่อมวลชน ตรงนี้เองกฎหมายต้องการให้มีตัวเนื้อหาที่อธิบายว่าจริยธรรมที่จะเขียน อยู่ในมาตรา ๓๕ มันมีขอบเขตเพียงใด ในตัวเนื้อหาของร่างฉบับนี้เองก็เลยมีการกำหนดให้มี องค์กร ๆ หนึ่ง ซึ่งคนที่อยู่ในองค์กรนี้เอง ตามกฎหมายนี้จริง ๆ ตัวรัฐเองก็ไม่ได้เข้ามา มีส่วนเกี่ยวข้องในการที่จะเป็นองค์ประกอบของตัวคณะกรรมการเลยนะครับ คนที่จะเข้ามา เป็นตัวแทนเป็นคณะกรรมการที่เราเรียกว่า🔗
ท่านกฤษฎีกาครับ ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ว่าการพิจารณาในชั้นนี้เป็นการพิจารณาในชั้น รับหลักการ ซึ่งผมดูแล้วถ้ารับหลักการไปแล้วก็สามารถที่จะพิจารณาในเรื่องถ้อยคำ ข้อความอะไรต่าง ๆ ได้ ถ้าท่านนำมาอธิบายในนี้ท่านสมาชิกก็อาจจะสงสัย ตั้งคำถาม ท่านอีกนะครับ ซึ่งผมเห็นว่า🔗
ท่านประธานครับ ขอประทานโทษท่านประธานด้วยความเคารพ เสียงท่านไม่ได้ยินเลยครับ🔗
ขอโทษครับ คือการพิจารณาในชั้นนี้เป็นการพิจารณาในชั้นรับหลักการนะครับ ดังนั้นถ้าท่านจะอธิบาย รายละเอียดในเรื่องข้อความแต่ละมาตรานี่ผมคิดว่าไม่เหมาะสม เพราะว่าถ้ามีการ รับหลักการไปแล้วจริง ๆ กรรมาธิการย่อมสามารถแก้ไขข้อความต่าง ๆ ได้ ท่านอย่าเพิ่ง รีบเร่งนะครับ ตอนนี้ดูเสียก่อนว่าจะมีมติรับหลักการหรือไม่ ท่านควรจะพูดหลักการใหญ่ ๆ เสนอท่านรัฐมนตรีเพื่อให้ทราบ สร้างความมั่นใจให้กับท่านสมาชิก สมาชิกจะได้ลงคะแนน ได้ถูกต้องนะครับ ดังนั้นผมก็ขอแค่นี้ละครับ ถ้าท่านจะพูดอธิบายต่อไปแน่นอนว่า ท่านสมาชิกก็จะต้องซักถามเรื่องต่าง ๆ เชิญท่านณัฐวุฒิเลยครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขอบพระคุณท่านประธาน ที่ได้กรุณาแนะนำว่าการสอบถามนั้นควรจะอยู่ในประเด็นเรื่องของหลักการเท่านั้น ผมด้วย ความเคารพมีอยู่ ๒ คำถามสั้น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับหลักการว่าเราควรจะรับหรือไม่รับกฎหมาย ฉบับนี้ และท่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรียังไม่ได้ตอบผมครับ🔗
ประการที่ ๑ ผมถามสั้น ๆ ครับว่าตกลง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรี ที่ไม่ได้ลงนามในกฎหมายฉบับนี้ผ่านมารัฐสภา เพราะขณะนั้น อยู่ระหว่างการหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญนั้นท่านทราบ รับรอง ยอมรับ เห็นชอบ เห็นด้วยกับกฎหมายฉบับนี้หรือไม่ครับ เพื่อความมั่นใจของสภาว่า ควรจะรับหรือไม่รับหลักการ นั่นเป็นคำถามประการที่ ๑ ที่ยังไม่ได้รับคำตอบนะครับ🔗
คำถามประการที่ ๒ ท่านประธานครับ เรากำลังตั้งคำถามกับกระบวนการ รับฟังความคิดเห็น ผมถามนำท่านไปก่อนนะครับ เพราะกฎหมายฉบับนี้เกี่ยวข้องกับพี่น้อง สื่อมวลชน ก็ถามท่านว่าประมาณการคร่าว ๆ ของพี่น้องสื่อมวลชนในประเทศมีอยู่เท่าไร เพราะเขาต้องเป็นผู้ที่ เขาเรียกสเตกโฮลเดอร์ (Stakeholder) ครับ หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ตามกฎหมาย แล้วเพราะเหตุใดกระบวนการรับฟังความคิดเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาถึงมีคนแสดงความคิดเห็นแค่ ๑ คน แล้วท่าน บอกว่านี่อย่างไรครับ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เห็นด้วย ผมว่าแบบนี้มันไม่ชอบด้วยหลักการ ไม่ชอบด้วยกระบวนการที่จะนำมาสู่การแสดงความคิดเห็น แล้วก็เสนอต่อสภา ผมก็เลย ขอถามความมั่นใจว่าตกลง ๑ คนถือเป็นหนึ่งในจำนวนนับที่ได้แสดงความคิดเห็นมาแล้ว ใช่หรือไม่ ท่านก็ตอบชัด ๆ ถ้าใช่ก็จะได้ผูกพันในอนาคตครับ เพราะว่ากฎหมาย สมรสเท่าเทียมผมคนไปดูล้านกว่าคน แสดงความคิดเห็น ๕๐,๐๐๐ คน ท่านยังไม่ยอม ให้ผ่านเลย ผมก็ต้องถามท่านว่ากฎหมายของท่านนี่ นี่ไม่ได้เขียนในเว็บไซต์ (Website) ด้วย ว่ามีคนไปอ่านกี่คน แต่แสดงความคิดเห็น ๑ คน แล้วผมจะให้ผ่านอย่างไร ก็ถาม ความชัดเจนในหลักการตามที่ท่านประธานได้แนะนำครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ท่านรัฐมนตรีก็ช่วยรบกวนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องช่วยชี้แจงในประเด็นนี้ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพนะครับ ในส่วนที่ท่านผู้ทรงเกียรติได้ซักถามเมื่อสักครู่ เรื่องว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้รับทราบเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร ในเรื่องนี้ท่านนายกรัฐมนตรี ก็รับทราบเรื่องนะครับ เพราะว่ามีการนำเข้าสู่การพิจารณา ครม. ถึง ๔ ท่าน เพราะฉะนั้น แล้วตรงนี้ท่านทราบเรื่องดีนะครับ ซึ่งในวันนี้ผมคิดว่าทางสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติก็เป็น ดุลยพินิจของท่านในการที่จะรับหลักการหรือไม่ อย่างไร เพราะว่าสิ่งที่ทางคณะทำงาน ได้ดำเนินการมาก็พยายามทำอย่างดีที่สุดแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นแล้วผมคิดว่ามันมี หลายประเด็นที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้อภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้ ซึ่งตรงนี้ถ้ารับหลักการ ไปแล้วท่านก็สามารถไปแก้ไขได้นะครับ โดยเฉพาะในเรื่องที่ท่านบอกว่าบางประเด็น อาจจะไม่ทันสมัยอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ผมคิดว่าตรงนี้มันก็สามารถดำเนินการได้นะครับ เพราะฉะนั้นแล้วในขั้นนี้ก็อยู่ที่ดุลยพินิจของท่านในการพิจารณา ขอบคุณครับ🔗
รู้สึกว่า ยังไม่ได้ตอบอีกข้อหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องไปตรวจสอบอะไรที่มีคนเดียวที่ท่านพูด เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ ณัฐวุฒิครับ สั้น ๆ ครับท่านประธานเพื่อความชัดเจนครับ สำนักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกาเปิดรับฟังความคิดเห็น ๑๖ วัน มีคนอ่าน ๓ คนครับ มีคนเทสต์ (Test) ระบบ ๑ คน ผมไม่ทราบว่าคนนั้น ๑ คน เป็นจำนวนนับหรือไม่ ท้ายที่สุด มีคนแสดงความคิดเห็น ๑ คน ตกลงแบบนี้คือกระบวนการที่ชอบด้วยกฎหมายในการรับฟัง ความคิดเห็นแล้วใช่หรือไม่ครับจะได้ผูกพันกันไว้ในอนาคตของประเทศชาติแห่งนี้ครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ก็ขอให้ ตอบสั้น ๆ ครับว่าใช้ได้หรือเปล่านะครับ🔗
ท่านประธานคะ ดิฉัน พิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดกระบี่ ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานคะ ดิฉันเสนอขอให้เร่งนับองค์ประชุมค่ะ เพราะยิ่งช้ายิ่งจะหายไปมาก ๆ แล้วมันก็จะทำให้สภาน่าอับอายไปมากแล้ว ทุกวันนี้เราก็อายชาวบ้านพอแล้วนะคะ ท่านประธานอย่าช้าค่ะรีบนับจะได้รีบเสร็จ อย่างไรจะได้เห็นว่าเกิดอย่างไรขึ้น เพราะยิ่งช้า ยิ่งมีเวลาในการที่จะหายไปอีก เพราะทุกคนเข้ามาหมดแล้วค่ะ เสนอให้รีบนับค่ะ🔗
เดี๋ยวผม ให้ตอบอีกข้อเดียวว่าถูกหรือไม่ถูกต้องนะครับ ใช้ได้หรือยัง ผมตรวจสอบดูแล้ว เชิญทาง กฤษฎีกานะครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาและที่ประชุมที่เคารพอย่างสูงค่ะ ดิฉัน สุดฤทัย เลิศเกษม รองอธิบดี กรมประชาสัมพันธ์ ในฐานะหน่วยงานราชการที่ทำหน้าที่สร้างการรับรู้ส่งผ่านข้อมูลข่าวสาร ไปสู่พี่น้องประชาชน เป็นกรมของทุกหน่วยงาน เป็นกรมประสานสื่อและเป็นธุรการหรือ เลขานุการในการจัดทำร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ตั้งแต่ ปี ๒๕๖๑ ซึ่งได้รับภารกิจดังกล่าวมาจาก สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายนะคะ เรียนว่าคำถามที่ท่านถามมาเมื่อสักครู่นะคะ ก่อนหน้านี้เมื่อปี ๒๕๖๑ เราได้นำร่างกฎหมาย ที่เราได้ศึกษามาทั้งหมด ๓๓ มาตราแรกไปรับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชนและ ผู้เกี่ยวข้องใน ๔ ภูมิภาค ที่พิษณุโลก สงขลา ขอนแก่น และกรุงเทพมหานคร ในช่วงนั้น มีผู้ร่วมรับฟังแสดงความคิดเห็นทั้งสิ้น ๖๒๗ คน หลังจากนั้นเราได้ขึ้นเว็บไซต์ (Website) ของคณะกรรมการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน เมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๖๑ มีผู้แสดงความคิดเห็นทั้งสิ้น ๑๐๘ คน แล้วยังมีผลของผู้ที่แสดงความคิดเห็นออนไลน์ (Online) ก็มีประเด็นสำคัญที่เห็นด้วย แล้วส่วนหนึ่งก็ได้ให้ข้อสังเกตต่าง ๆ ซึ่งกรมประชาสัมพันธ์ได้นำ ข้อสังเกตเหล่านี้มาเข้าสู่กระบวนการใคร่ครวญไตร่ตรองแล้วก็ได้ดำเนินการอย่างรอบคอบ รัดกุม ซึ่งเรียนว่าในฐานะที่ดิฉันเป็นข้าราชการของกรมประชาสัมพันธ์🔗
สรุปได้แล้ว ว่าใช้ได้นะครับ ขอตรวจสอบองค์ประชุมครับ🔗
ท่านประธานครับ ณัฐวุฒิครับ ตอบไม่ตรงคำถามครับ เหมือนกฎหมายไม่ตรงปกครับ เรื่องเดียวกัน🔗
ผมฟังแล้ว ใช้ได้แล้ว🔗
ใช้ได้ อย่างไร ท่านประธานด้วยความเคารพ ผมไม่เคยขัดท่านประธานนะครับ นั่นต้องประท้วง ท่านประธานนิดเดียวครับ ณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อย่างที่ผม นำเรียนท่านประธาน ต้องขอประทานโทษท่านพิมพ์รพีนะครับ ผมนอนกรุงเทพฯ ฉะนั้น เลิกดึกเท่าไรก็อยู่ได้ครับ ผมถามแบบนี้ครับ กรมประชาสัมพันธ์นี่ผมไม่ได้ถามเลย เรื่องประเด็นนี้ เพราะว่าของท่านนี่ผมอ่านไม่ออกเลยครับ ขอจากมือผมก็ได้นะครับหรือจะ ให้ผมส่งให้ก็ได้ อ่านไม่ออกก็คือไม่รู้กรมประชาสัมพันธ์เขียนอะไรมาครับ อ่านไม่ออกจริง ๆ เพื่อนสมาชิกทุกคนก็ยืนยัน แต่ถ้าท่านจะบอกว่ามีคนไปแสดงความเห็น ๑๐๘ คน ท่านบอก ผมสิครับ ผมจะได้จัดที่จังหวัดอ่างทอง มีมากกว่า ๑๐๘ คนแน่นอนครับ แต่ผมถามว่า กฤษฎีกาที่ท่านเปิดรับฟังความคิดเห็น ๑๖ วัน ในปี ๒๕๖๓ มีคนไปอ่าน ๓ คน มีคนไปตอบ ๒ คน เทสต์ (Test) ระบบ ๑ คน สุดท้ายมีคนแสดงความคิดเห็น ๑ คน แล้วท่านก็สรุปมา ผมไม่อยากไปรื้อความนะครับ บอกว่าเสียงทั้งหมดเห็นด้วย ตกลงแบบนี้ชอบหรือไม่ชอบ แล้วต่อไปนี้ในอนาคตมีกฎหมายฉบับไหนมีคนแสดงความคิดเห็น ๑ คน นับว่า ผ่านกระบวนการรับฟังไม่เห็นแล้วใช่หรือไม่ ตามที่ท่านประธานถามว่าถูกต้องอย่างไรครับ ถามแค่ว่าชอบหรือไม่ชอบ ถ้าท่านบอกชอบแล้วก็จะได้รู้ว่าทุนที่ส่งเจ้าหน้าที่กฤษฎีกา ไปเรียนต่างประเทศเป็นแบบนี้ครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ท่านณัฐวุฒิ ถ้าเราเห็นว่าเขายังตอบไม่ตรงประเด็นก็แล้วแต่ดุลยพินิจของท่านนะครับ เพราะเขาอาจจะ ไม่เข้าใจ ดำเนินการตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ขออนุญาตท่านประธานอีกทีนะครับ ผมคิดว่า ผู้ตอบเมื่อครู่นี้ก็เป็นรองอธิบดีนะครับ ไม่ใช่เป็นกฤษฎีกาด้วย ซึ่งถ้ามีกฤษฎีกาอยู่ตรงนี้ ควรจะตอบครับท่านประธานครับ🔗
คงไม่เกี่ยวกับประเด็นเรื่องเป็นกฤษฎีกาหรือเป็นประชาสัมพันธ์คงไม่เกี่ยวนะครับ อย่าเอา เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ มานั่นเลยครับ เดี๋ยวเราไปตรวจสอบได้ถ้าเขาพูดไปจริง ขอตรวจสอบ องค์ประชุมนะครับ เชิญท่านสมาชิกกดปุ่มแสดงตน ผมก็ต้องทำด้วยครับ🔗
ท่านประธานครับ พิจารณ์ ๒๔๑ แสดงตนครับ🔗
บัตรผมยังไม่ได้เสียบขอโทษครับ เป็นบัตรของท่านชวนเดี๋ยวยุ่งเลยนะครับ ตกลงเมื่อสักครู่นี้ ขอประทานโทษอีกทีนะครับ ท่านใดที่แสดงตนบันทึกไว้ด้วย ท่านพิจารณ์ ๒๔๑ แสดงตน บันทึกไว้นะครับ มีท่านใดก็ช่วยบันทึกไว้ด้วยนะครับ องค์ประชุม ๓๓๔ ครับ ขณะนี้ ท่านประธานรัฐสภากรุณามาเป็นองค์ประชุมด้วยนะครับ ผมขออนุญาตนิดหนึ่งนะครับ ผมขอเรียนเชิญท่านประธานรัฐสภานั่งตรงนี้นะครับ เพราะว่าต้องรอนาน ผมจะต้องไป เข้าห้องน้ำแล้วก็ยืดเส้นยืดสายนิดหนึ่ง ก็เลยรบกวนท่านนะครับ แล้วเดี๋ยวผมไปนั่งตรงโน้นแทน ขอบคุณครับ🔗
อยู่ในช่วงตรวจสอบองค์ประชุม แสดงตนการลงมตินะครับ โดยที่ขณะนี้สมาชิกรัฐสภาทั้งหมดที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ๖๖๗ คน เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๔๑๘ คน เป็นวุฒิสมาชิก ๒๔๙ คน องค์ประชุม ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งคือ ๓๓๔ คน สมาชิกกรุณาแสดงตนนะครับ แล้วก็ไม่เสียเวลามาก เพราะว่าถ้าองค์ประชุมไม่ครบก็ปิดประชุมครับ🔗
ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพครับ🔗
เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา แล้วก็วิป (Whip) ฝ่ายค้าน ท่านประธานครับ ท่านประธานพรเพชรกดออดเรียกตั้งแต่ก่อนที่ท่านรัฐมนตรีจะเริ่มตอบใช้เวลาสักประมาณ อย่างต่ำ ๒๐ กว่านาที ท่านรัฐมนตรีกับคณะ ขณะนี้เราดูด้วยสายตาองค์ประชุมขาดเยอะ ยังขาดอยู่จากหน้าจอที่ขึ้นด้านหน้าบัลลังก์เพิ่งได้ ๑๘๐ คน ผมต้องเรียนต่อท่านประธานว่า คงจะไปต่อลำบากในเรื่องขององค์ประชุมในวันนี้ แต่ผมมี ๒ ประเด็นครับ🔗
ประเด็นที่ ๑ กฎหมายนี้เป็นกฎหมายที่เสนอโดย ครม. พวกผมก็แสดงตน อย่างชัดเจนว่าพวกผมไม่เห็นชอบแต่พวกผมร่วมในการลงมติ ฝ่ายค้านอยู่กันเต็มเลยครับ แต่ถ้าท่านประธานแพน (Pan) กล้องไป ท่านประธานจะเห็นว่าทางวุฒิสภาอาจจะไม่ได้ให้ ความเห็นชอบนักกับกฎหมายเพราะว่าท่านอยู่บางตา ด้วยความเคารพนะครับ ไม่ใช่เรื่องผิด แต่มันเป็นเรื่องของตัวกฎหมาย แต่เนื่องด้วยกฎหมายที่ส่งมาโดย ครม. แต่ท่านไม่เอากันเอง ผมก็ไม่รู้จะทำอย่างไร🔗
ประเด็นที่ ๒ ผมไม่อยากให้ตัวร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มันไปเป็นปัจจัย ในการถกเถียง ในการพิจารณาเรื่องของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ในวันพรุ่งนี้ อยากจะให้มีการลงมติให้จบ แต่ว่าเนื่องด้วยวันนี้ มันไม่จบ ท่านประธานเรานัดเป็นพิเศษในวันนี้และวันพรุ่งนี้มีระเบียบวาระที่แยกจากกัน ชัดเจนซึ่งผมไม่ได้ขัดข้อง แล้วก็ผมมองว่าเป็นอำนาจของท่านประธานที่จะได้ดำเนินการ บรรจุระเบียบวาระเช่นนี้ตามอำนาจหน้าที่ไม่ได้ติดใจอะไร แต่เนื่องด้วยเราบรรจุ ระเบียบวาระแยกกันชัดเจนเราจะดำเนินการอย่างไรเพื่อให้ตัวร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ มันได้ลงมติ เพราะผมเชื่อโดยสุจริตว่าจากที่ฟังการอภิปรายแล้วสมาชิกส่วนใหญ่ไม่เห็นชอบ กับหลักการของร่างพระราชบัญญัติที่เรากำลังพิจารณากันอยู่ เพื่อไม่ให้มันเป็นปัจจัยกับการ พิจารณาในกฎหมายรัฐธรรมนูญที่มีการยื่นโดยพรรคร่วมฝ่ายค้าน ท่านประธานมีดำริ แนวทางออกอย่างไรครับ🔗
ส่วนประเด็นสุดท้าย ก็ด้วยความเป็นห่วงครับ พรุ่งนี้มีการพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ซึ่งเป็น สิ่งสำคัญสำหรับพี่น้องประชาชน แล้วพรรคร่วมฝ่ายค้านเราเสนอร่างรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... มาหลายครั้ง ท่านประธาน ได้กรุณาตามที่ผมร้องขอด้วยนะครับ ผมร้องขอให้มีการประชุมวิป (Whip) ๓ ฝ่าย ท่านประธานกรุณาได้เรียกประชุม ๓ ฝ่าย แต่สุดท้ายมีไปประชุม ๒ ฝ่าย ซึ่งวิป (Whip) ของทางวุฒิสมาชิกได้แจ้งว่าติดภารกิจ ผมก็เกรงว่ามันจะเป็นปัญหาที่จะทำให้การพิจารณา ในวันพรุ่งนี้ไม่ราบรื่น ก็ขอท่านประธานได้โปรดแจ้งบันทึกในการประชุมก็ได้ว่าวิป (Whip) ๓ ฝ่ายเจรจาตกลงกันว่าอย่างไร ถ้าท่านได้บันทึกในการประชุมโดยการแจ้งให้พวกเราทราบ ก็น่าจะถือว่าเป็นการได้มีการพูดคุยและตกลงกันอย่างชัดเจนแล้ว ก็ขอท่านประธาน กรุณาครับ🔗
ผมคิดว่าเราประเมิน ถ้าพูดไปนะครับ ท่านจุลพันธ์ก็ประเมินไม่ผิด เพราะว่าถ้าจำได้วันที่เราประชุม ๓ ฝ่ายของฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลแล้วก็รัฐบาล เราคิดว่าเราบรรจุระเบียบวาระกฎหมายฉบับนี้ก่อน เมื่อพิจารณา จบแล้วเราจึงพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... คุณจุลพันธ์จำได้ไหมครับ โดยผมให้เหตุผลว่าเมื่อจบกฎหมายฉบับนี้แล้ว เราก็พิจารณากฎหมายรัฐธรรมนูญต่อ แล้วคุณจุลพันธ์เป็นคนเสนอว่าการพิจารณาอย่างนี้ เกรงว่าจะใช้เวลาในการพิจารณากฎหมายฉบับนี้นาน ในที่สุดรัฐธรรมนูญก็จะพิจารณาไม่ทัน ผมก็บอกว่าความประสงค์ของผมนั้นต้องการให้การ พิจารณารัฐธรรมนูญนั้นจบวันนั้นแล้วลงมติ แต่เมื่อคุณจุลพันธ์ให้เหตุผลผมก็เห็นด้วยว่าใช่ ถ้าเราพิจารณากฎหมายจริยธรรมของสื่อยาว กฎหมายลูกจะพิจารณาไม่จบ อาจจะไม่ได้ พิจารณาในวันนั้นก็ได้หรือพิจารณาก็ไม่จบ ลงมติต้องใช้เวลา ๒ ชั่วโมง ๓ ชั่วโมง ก็เลย เห็นด้วยว่าถ้าอย่างนั้นเราแยกประชุมพิเศษ โดยพิจารณากฎหมายจริยธรรมของสื่อก่อน ๑ วัน แล้วรัฐธรรมนูญอีก ๑ วัน ความจริงแล้วถ้าเราพิจารณากฎหมายฉบับนี้ตั้งแต่วันแรก จบไปนะครับ สามารถพิจารณาได้จบทัน แต่ว่าเป็นครั้งแรกที่องค์ประชุมรัฐสภาไม่ครบ จึงได้เลื่อนมา นี่คือที่มานะครับ ส่วนผลก็คือว่าสมมุติว่าวันนี้องค์ประชุมไม่ครบไม่ได้มีปัญหา อะไรยากนะครับ ปิดประชุม เรื่องนี้ก็ค้างบรรจุในวาระปกติต่อไป นั่นก็หมายความว่าในการ พิจารณาครั้งต่อไปนั้นจะประชุมนัดพิเศษเฉพาะเรื่องนี้ก็ได้แต่คงไม่มีใครทำแล้ว เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ก็จะบรรจุในวาระปกติใหม่ซึ่งจะมีลำดับไปว่าพิจารณาไปตามลำดับเรื่องที่กรรมาธิการ พิจารณาเสร็จแล้ว แล้วมาเรื่องด่วนที่ค้างอยู่ นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต ส่วนวันพรุ่งนี้ไม่มีปัญหาครับ พรุ่งนี้องค์ประชุมจะครบหรือไม่ครบก็เป็นเรื่องของวันพรุ่งนี้ แต่ในการหารือตามคำแนะนำของคุณจุลพันธ์เมื่อสักครู่นี้ก็ได้พบกันอย่างดีนะครับ พรรคก้าวไกล พรรคพลังประชารัฐ พรรคเพื่อไทย ๓ ฝ่าย ได้ไปร่วมหารือกัน ผมก็บอกว่า ขออภัยนะครับถ้าจะบอกว่าพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่จะพิจารณา พรุ่งนี้มีเรื่องเดียวคือบทบาทของวุฒิสมาชิก ซึ่งแน่นอนก็เป็นประเด็นที่วุฒิสมาชิกส่วนหนึ่ง บอกว่าเป็นกฎหมายด่าวุฒิสมาชิก อันนี้คือความรู้สึกที่ผมได้ยิน แต่ผมก็บอกว่าปกติถ้าใคร พูดแรงอีกฝ่ายหนึ่งก็ตอบได้จากที่เคยผ่านมา แต่ว่าเมื่อสักครู่นี้ผมก็เรียนพวกเราที่เป็น ตัวแทนว่าผมคิดว่าในช่วงสุดท้ายพรรคการเมืองต้องทำงานสร้างสรรค์นะครับ การอภิปราย อะไรก็ตามอย่าไปหยาบคายหรือรุนแรง เพราะอาจจะเป็นนาทีเงินนาทีทองนาทีวิกฤตของ พรรคการเมือง โดยนักการเมืองที่ปฏิบัติตนไม่เหมาะสมก็ได้ ผมเรียนท่านสมคิดกับตัวแทน พรรคก้าวไกลไว้ด้วย และตัวแทนพรรคพลังประชารัฐไว้ด้วยครับว่าเมื่อเป็นเช่นนี้เราก็ต้อง ดำเนินการไปตามปกติ แนวคิดที่เราวิตกว่ากฎหมายฉบับนี้จะพิจารณายาว มันมาจริงครับ คุณจุลพันธ์ เพราะฉะนั้นในวันที่เราจัดพิเศษ ๒ วันนี้จึงเป็นเรื่องที่เราทำถูกต้องตามความ เป็นจริงที่เราคาดหมายไว้ได้ อันนี้ก็ต้องเรียนว่าคุณจุลพันธ์เป็นคนเสนอเองและผมก็เห็นด้วย อันนี้ก็กระบวนการ พรุ่งนี้ในการคำนวณเวลาท่านสมคิดบอกผมว่าพรรคเพื่อไทยจะอภิปราย โดยท่านหัวหน้าพรรคเสนอสักครึ่งชั่วโมง แล้วก็สมาชิกอภิปรายประมาณสัก ๕ คน ๗ นาที ถึง ๑๐ นาที พรรคก้าวไกลท่านปกรณ์วุฒิบอกว่าอาจจะมีผู้อภิปรายสัก ๔ คน ๗ นาที ถึง ๑๐ นาทีเช่นเดียวกัน ท่านสมคิดบอกผมยืนยันว่าเชื่อว่าเราลงมติไม่เกินบ่ายสอง เราก็ ใช้เวลาประมาณ ๒ ชั่วโมงเศษในการลงมติ อันนี้คือเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นแต่ว่าสิ่งที่ผม ไม่อาจที่จะไปรู้ได้ก็คือองค์ประชุมครบหรือไม่ แต่ว่าขอพวกเราว่าทำตามที่ผมแนะนำนะครับ มันจะปรากฏบันทึกเป็นประวัติศาสตร์ของการทำงานของสภาคือเราไม่เห็นด้วยอะไร เราอย่าใช้วิธีไม่แสดงตน ไม่กดบัตร เพื่อไม่ให้ครบองค์ประชุม เพื่อไม่ให้เรื่องนั้นผ่าน เรื่องนั้น ไม่ผ่านวันนั้นแล้วมันก็ไม่ผ่านวันต่อไป แต่ว่าถ้าลงมติไม่รับมันก็จบ เราก็ทำงานได้ทั้งหมด อันนี้ก็คือเรียนย้ำกับพวกเรา ความจริงย้ำกับเพื่อนผู้แทนราษฎรเพราะไม่ได้คิดว่าจะต้องไป ย้ำกับท่านวุฒิสมาชิก แต่อย่างไรก็ยืนยันว่าถ้าสมมุติเราไม่เห็นด้วยกรุณาได้ลงมติไม่เห็นด้วย แล้วก็เห็นด้วยก็ลงมติ เห็นด้วย อันนี้คือแนวที่เราจะต้องปฏิบัติต่อไป ส่วนกฎหมายฉบับนี้ถ้าสมมุติวันนี้องค์ประชุม ไม่ครบนะครับ ปิดประชุมไปก็ยังอยู่ครับ แล้วก็จะพิจารณาบรรจุวาระปกติอย่างที่ผม เรียนแล้ว ซึ่งในวันนั้นก็ต้องไล่ตามกฎหมายที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วก็คือกฎหมาย การศึกษาแห่งชาติต้องขึ้นก่อนครับ แล้วกฎหมายฉบับนั้นจบจึงกลับมาพิจารณากฎหมาย ฉบับที่ค้างอยู่นี้ครับ ก็เรียนลำดับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นตามกระบวนการของข้อบังคับและ กฎหมาย ก็หวังว่าทุกคนคงเข้าใจนะครับ จุลพันธ์เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย วิป (Whip) ฝ่ายค้านครับ พรรคร่วมฝ่ายค้านได้รับฟังสิ่งที่ท่านได้เรียนชี้แจง ต่อที่ประชุมขอบพระคุณนะครับ ก็เป็นแนวทางซึ่งพวกเรายอมรับได้ ส่วนในวันพรุ่งนี้ เราจะมาพร้อมเป็นองค์ประชุมตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกาตรงตามที่ท่านประธาน ได้นัดหมายนะครับ แล้วก็หวังใจเป็นอย่างยิ่งลึก ๆ ว่าเราจะได้พิจารณาในเรื่องของร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญในประเด็นตัดอำนาจ ส.ว. ในประเด็นเรื่องของนายกรัฐมนตรีต้องมาจาก การเลือกตั้ง มาจาก ส.ส. เราจะได้พูดคุยกันในประเด็นนี้ แล้วเรายืนยันว่าเราจะกำหนด กรอบเวลาการอภิปรายอยู่ในกรอบที่ได้เรียนท่านประธาน และหวังว่าจะได้เริ่มลงมติ เวลาประมาณบ่าย ๒ โมง อันนี้เรียนท่านประธาน ส่วนในวันนี้ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริม จริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... พวกผมก็เรียนด้วยความเคารพ เราไม่ได้เห็นชอบอยู่แล้วในเรื่องของหลักการนะครับ วันนี้องค์ประชุมไม่ครบก็ปิดไปนะครับ ทิ้งมันไว้ให้อำนาจให้กับประชาชนในการเลือกตั้งแล้วก็รอสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและ วุฒิสภาชุดหน้าเป็นผู้พิจารณาครับ ผมว่าอย่างนั้นจะเป็นสิ่งซึ่งยุติธรรมกับสังคมมากที่สุด ผมว่าเรารอเวลามาพอสมควรครับ ผมขอความกรุณาท่านประธานขานผลครับ ถ้าไม่ครบ เราก็ปิดครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ก็ขอว่าพวกเราทุกคนนะครับ เพื่อน ๆ ทุกคนด้วยความเคารพและด้วยเกียรติของสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง เวลาเป็นของมีค่า วันนี้วันที่ ๗ เรามีเวลาประชุมตามวาระอีกสัปดาห์หน้าก็คือมาตรา ๑๕๒ หลังจากนั้นก็เป็นสัปดาห์สุดท้าย แต่ผมรับปากกับพวกเราขอความร่วมมือว่าเวลาเป็นของมีค่า อะไรที่เราร่วมมือได้ก็ร่วมมือ มันเป็นโอกาสสุดท้ายในชีวิตการเมืองพวกเราก่อนที่จะ ครบ ๔ ปี ถ้าไม่เปิดวิสามัญ ความจริงแล้วจดหมายที่ทำไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการนั้นบอกท่านว่ากฎหมายของรัฐบาลนั้นสามารถ พิจารณาได้ นับตัวเลข ส.ส. จนถึงวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ รัฐบาลยังมีเสียงข้างมากอยู่มาก ถ้าองค์ประชุมให้ครบกฎหมายที่มีความประสงค์ให้ผ่านก็สามารถผ่านได้ เช่นเดียวกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเจ้าของกฎหมายพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ถ้าท่านประสงค์จะให้กฎหมายนี้ผ่านก็ขอได้แจ้งรัฐบาลเพื่อจัดองค์ประชุม ให้ครบ เวลาของมีค่านะครับ เรามีเวลาแสดงบทบาทสำคัญหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ อีกเพียงระยะเวลาสั้น ๆ เพราะฉะนั้นผมขอความร่วมมือพวกเราได้อยู่ประชุม แม้กระทั่ง พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... เราไม่รับก็ไม่รับ ไม่มีปัญหาอะไร แต่ว่าเรา ร่วมมือกันให้เห็นว่าเราได้ทำหน้าที่เราโดยสมบูรณ์และมันจะเป็นส่วนที่ถูกต้องเป็นประวัติ ของเราทุกคนครับ ผมขอปิดการแสดงตน ขอรายงานครับ จำนวนผู้เข้าประชุมที่แสดงตน ๑๘๑ บวก ๑ นะครับ🔗
ไม่ครบองค์ประชุมนะครับ องค์ประชุมต้อง ๓๓๔ คน ขาดไปเยอะเลยครับ ก็ปิดประชุมครับ ขอบพระคุณทุกคนครับ🔗