รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ครั้งที่ ๑ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง)
วันพฤหัสบดีที่ ๑๓ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๖
ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา
------------------------------
เรียนท่านสมาชิกทุกท่านครับ ขณะนี้มีสมาชิกรัฐสภามาลงชื่อเข้าประชุม ๓๙๐ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้วนะครับ ขอขอบพระคุณท่านสมาชิกมากที่มา วันนี้เราครบองค์ประชุมตรงตามเวลาที่เรานัดหมายไว้ ๓ โมงครึ่ง ก่อนที่จะเข้าสู่ระเบียบวาระผมมีเรื่องที่จะแจ้งให้ท่านสมาชิกได้รับทราบ ๒-๓ เรื่อง เพื่อประโยชน์ของการประชุมของเรานะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม🔗
ประการแรก ผมได้มาทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมรัฐสภาวันนี้ เป็นครั้งแรก ผมจึงอยากจะเรียนต่อท่านสมาชิกว่าผมจะทำหน้าที่ในฐานะประธานรัฐสภา และประธานที่ประชุมอย่างเป็นกลาง และจะพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อประโยชน์ ของประชาชน ประเทศชาติ เกียรติและศักดิ์ศรีของฝ่ายนิติบัญญัติและรัฐสภาของเราครับ แต่อย่างไรก็ตามการปฏิบัติหน้าที่ของผมอาจจะขาดตกบกพร่องไปบ้าง ผมพร้อมที่จะรับ ความคิดเห็น การติชมของท่านสมาชิกตลอดเวลา ท่านสามารถจะเรียนผมได้ตลอดเวลา ที่เรามีโอกาสจะได้พบปะกันนะครับ เพราะไม่มีผู้ใดที่จะไม่มีความบกพร่องเลยในการเกิด เพราะเราก็มนุษย์ปุถุชนธรรมดา แต่อย่างไรก็ตามการประชุมของเราจะมีประสิทธิภาพ และสมบูรณ์ตามที่ประชาชนเขาคาดหวังไว้ เราคงต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะท่านสมาชิกที่เข้าประชุม Whip และเจ้าหน้าที่ทุกท่านของสภาด้วยนะครับ จะทำให้เราทำงานมีประสิทธิภาพตามความคาดหมายของพี่น้องประชาชน ในเบื้องต้นก็ขอเรียน เพียงแค่นี้ก่อนครับ🔗
ประการที่ ๒ รับทราบเรื่องจะมีการถ่ายทอดสดการประชุมทางวิทยุ กระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พุทธศักราช ๒๕๖๓ ข้อ ๙ กำหนดให้การประชุมรัฐสภาเป็นการเปิดเผย และให้มีการถ่ายทอดการประชุมเพื่อให้ ประชาชนได้รับอย่างทั่วถึง ดังนั้นเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบการประชุมร่วมกันของรัฐสภา อย่างทั่วถึง ทางรัฐสภาจึงอนุญาตให้สถานีวิทยุกระจายเสียงโทรทัศน์ของรัฐสภาในฐานะสื่อ ของฝ่ายนิติบัญญัติดำเนินการถ่ายทอดการประชุมร่วมกันของรัฐสภาทุกครั้งนะครับ และอนุญาตให้กรมประชาสัมพันธ์นำสัญญาณการออกอากาศดังกล่าวไปเผยแพร่ทุกครั้ง ที่มีการประชุมครั้งที่สำคัญเช่นเดียวกันนะครับ และอนุญาตให้องค์การกระจายเสียง และแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ส.ส.ท. ได้ร่วมถ่ายทอดสดการประชุมในครั้งนี้ด้วย ทั้งนี้ผมจึงขอให้ท่านสมาชิกทุกท่านได้โปรดระมัดระวังในการกล่าวถ้อยคำ หรือแถลงข้อเท็จจริง หรือแสดงความคิดเห็น หากถ้อยคำนั้นจะไปปรากฏบริเวณนอกสภาและกระทบต่อ บุคคลภายนอก หรือองค์กรภายนอกนะครับ ซึ่งจะเป็นความผิดทางอาญา หรือละเมิดสิทธิ ทางแพ่งต่อบุคคลอื่นซึ่งมิใช่รัฐมนตรีและสมาชิกรัฐสภาของเรา ซึ่งไม่สามารถจะคุ้มครอง สิทธินั้นได้เพราะว่าเรามีการถ่ายทอด ผมจึงเรียนมาเพื่อสมาชิกได้รับทราบครับ🔗
ประการที่ ๓ เรื่องแจ้งให้ทราบในเรื่องสุดท้าย ผมขอแจ้งให้ท่านสมาชิก รัฐสภาทราบเพื่อการประชุมของเราจะได้มีความกระชับแล้วก็ใช้เวลาไม่มากจนเกินไปนัก ผมจึงได้เชิญ Whip หรือผู้แทนของวุฒิสมาชิก แล้วก็ผู้แทนของสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากว่า ในขณะนี้ สภาผู้แทนราษฎรยังไม่มีการแต่งตั้ง Whip ของแต่ละฝ่ายนะครับ เพราะฉะนั้น ก็ขอเชิญให้ผู้แทนของพรรคการเมืองพรรคละ ๑ คนเข้าร่วมประชุม ข้อสรุปนะครับ เพื่อเรา จะได้รับทราบทั่วกัน ข้อสรุปข้อตกลงในวันนั้นก็คือ ในประการแรกหลังจากที่ได้มีการเสนอชื่อ บุคคลที่สมควรจะเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วก็จะเปิดโอกาสให้มีการอภิปรายประเด็นเกี่ยวกับ คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีนั้นได้อย่างทั่วถึง แต่ไม่ใช่อภิปรายไม่ไว้วางใจบุคคลนะครับ โดยกำหนดเวลาดังนี้ ๑. ฝ่ายวุฒิสภาจำนวน ๒ ชั่วโมง ซึ่งทาง Whip จะเป็นคนกำหนดเองว่าใน ๒ ชั่วโมงนั้นจะอภิปรายกี่ท่าน แล้วก็ลำดับ การอภิปรายจะเป็นอย่างไร ขอให้ได้ส่งชื่อมาล่วงหน้าด้วยครับ ๒. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้ง ๑๘ พรรคจะใช้เวลา ๔ ชั่วโมง โดยให้อภิปรายเป็นรายพรรคการเมือง ท่านต้องประสาน กับพรรคการเมืองโดยไม่จำเป็นต้องยกมือ โดย ๑๘ พรรคการเมืองจะกำหนดเวลา ๔ ชั่วโมง เพื่อความเรียบร้อยก็ได้กำหนดว่า ๘ พรรคการเมืองที่กำลังจะจัดตั้งรัฐบาลนั้นให้เวลา ๒ ชั่วโมง ซึ่ง ๒ ชั่วโมงนั้นขอให้ผู้แทนของ ๘ พรรคไปกำหนดเอาเองว่าจะให้พรรคใด พูดก่อนหลังและใช้เวลาเท่าไร แต่ก็ไม่เกิน ๒ ชั่วโมงนะครับ หลังจากการอภิปรายได้ยุติลง ซึ่งได้กำหนดว่าควรจะยุติลงก่อนเวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกา แล้วถ้าไม่มีอะไรมากเพราะอภิปราย ใช้เวลา ๖ ชั่วโมงนั้นน่าจะจบก่อน ๑๗.๐๐ นาฬิกาด้วยซ้ำไปนะครับ ส่วนประเด็นอื่น ๆ เราก็จะว่าไปตามขั้นตอนนะครับ ตอนนี้ก็จะเข้าระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ครับ ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ คือพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้ง เป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา ๒๗๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย🔗
เนื่องจากรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ วรรคหนึ่ง กำหนดให้ในระหว่างห้าปีแรก นับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ การให้ความเห็นชอบบุคคลสมควรได้รับแต่งตั้ง เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ให้กระทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา และข้อบังคับของรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อ ๑๓๖ และข้อ ๑๓๗ กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาให้ความเห็นชอบ นายกรัฐมนตรีไว้แล้ว ผมจึงจะขอปรึกษากับท่านทั้งหลายว่าเราจะพิจารณาไปตามข้อบังคับ ของการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๓ ไว้ดังนี้ การเสนอชื่อบุคคลสมควรได้รับแต่งตั้งเป็น นายกรัฐมนตรีนั้น ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น อันนี้ตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับนะครับ เป็นผู้มีสิทธิเสนอชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ละท่านก็มีสิทธิ เสนอได้ท่านเดียว โดยรายชื่อบุคคลที่เสนอนั้นต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ และมาตรา ๘๘ และเมื่อเสนอชื่อแล้วก็เช่นเดียวกันครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น จะต้องให้การรับรองครับ ซึ่งการรับรองนั้นต้องไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ ของจำนวนสมาชิก ทั้งหมด ซึ่งก็คือ ๕๐ คนนะครับ ทั้งนี้ท่านวุฒิสมาชิกยังไม่มีสิทธิเสนอชื่อและการรับรองนั้น ซึ่งขั้นตอนการรับรองก็จะดำเนินการต่อไปนะครับ ผมก็คิดว่าขั้นตอนการรับรองก็ทราบแล้ว แต่วิธีก็จะแจ้งให้ทราบ แจ้งให้ทราบเลยก็ได้ครับ การรับรองการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๓๖ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้นจะต้องเป็นผู้รับรองและการรับรองนั้น ก็ใช้เสียงไม่น้อยกว่า ๕๐ ท่านนะครับ โดยจะใช้วิธียกมือเหมือนการประชุมปกติไม่ได้นะครับ เพราะข้อบังคับบอกว่าต้องใช้วิธีลงคะแนนโดยเปิดเผย ซึ่งประธานสภาก็จะขอให้ใช้วิธี เสียบบัตรแล้วก็แสดงตน สำหรับคนที่ต้องการจะรับรองก็กดบัตรแล้วก็แสดงตนเฉย ๆ คนแสดงตนแสดงว่าให้การรับรอง คนที่ไม่แสดงตนแสดงว่าไม่ให้การรับรองครับ ซึ่งอันนี้ ให้กดบัตรแสดงตนเฉพาะในซีกของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คงเข้าใจนะครับ เพราะฉะนั้น ผมก็จะเปิดโอกาสให้ดำเนินการตามระเบียบวาระต่อไป🔗
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองบันทึกการประชุม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่🔗
การพิจารณาความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา ๒๗๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย🔗
ซึ่งผมได้กล่าวขั้นตอนไปเรียบร้อยแล้วนะครับ ในตอนนี้ก็จะเปิดโอกาส ให้ท่านสมาชิกได้อภิปรายไปบ้างก่อนที่จะเสนอชื่อนะครับ แต่ว่าขอให้เป็นประเด็นเรื่องของ การเสนอชื่อครับ เชิญท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ต้องขอบพระคุณท่านประธานได้กรุณา ให้ความชัดเจนว่าในการดำเนินการในการลงมติเลือกนายกซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ในการทำหน้าที่ของพวกเราในวันนี้ ท่านจะดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแล้วก็ข้อบังคับ การประชุมซึ่งเข้าใจว่าจะเป็นข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๓ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในหมวด ๙ การพิจารณาให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่มีลักษณะเฉพาะ เป็นบทบัญญัติมีหมวดเฉพาะของการดำเนินการที่แตกต่างกับกรณีอื่น ๆ หรือญัตติอื่น ๆ เป็นการทั่วไปครับ แต่สิ่งที่ท่านประธานได้นำเรียนต้องขอประทานโทษท่านประธานครับ เนื่องจากว่าเพื่อนสมาชิกหลายท่านเพิ่งเดินเข้ามา เพิ่งทยอยเข้ามาครับ แล้วก็จริง ๆ ถ้าดูจาก รายชื่อของผู้ที่เข้ามาประชุมขณะนี้ถึงแม้จะครบองค์ประชุมแล้วแต่ก็ยังขาดอยู่หลายท่าน และเข้าใจว่าจะมีการทยอยเข้ามาเพิ่มเรื่อย ๆ เมื่อสักครู่ท่านประธานได้กรุณาซักซ้อม หรือทำความเข้าใจว่าในกรณีมีบุคคล ซึ่งบุคคลที่หมายถึงนั้นต้องเป็นเฉพาะสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น ในการเสนอชื่อบุคคลที่สมควรที่จะลงมติว่าเป็นนายกรัฐมนตรี หรือไม่นั้น แล้วท่านก็บอกว่าปกติแล้วการเสนอบุคคลนั้นต้องมีการรับรองเป็นบทบัญญัติ เฉพาะไว้ แต่ว่าประเด็นที่ผมสงสัยครับท่านประธาน และท่านประธานจะต้องกรุณาเน้นย้ำ อีกสักรอบหนึ่งครับ เสมือนว่าในกรณีของการรับรองซึ่งปกติเราจะใช้วิธีการยกมือขึ้นรับรอง ว่ามีสมาชิกรับรองครบถ้วนตามข้อบังคับหรือไม่นั้น ท่านประธานได้กรุณาบอกว่าจะเป็น การรับรองในการใช้บัตรกดแสดงตนว่ารับรองหรือไม่รับรองครับ ฉะนั้นเพื่อเป็นการทบทวน แล้วก็ทำความเข้าใจกับพวกเราทั้งหมดนะครับ ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้ง ๕๐๐ ท่าน แล้วก็สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งผมเองด้วยความเคารพนะครับท่านประธาน ก็ยังมีความคลางแคลงใจ เพราะว่าดูตามข่าวเห็นบอกว่ามีสมาชิกวุฒิสภาท่านได้ลาออกไป ๑ ท่าน ตกลงวันนี้ตัวเลขของสมาชิกวุฒิสภาเหลือ ๒๔๙ คน ถูกต้องหรือไม่นะครับ แต่ว่า ประเด็นของผมอยู่ตรงที่ว่าในกรณีของการแสดงตนที่ปกติเรามักจะใช้วิธีการยกมือรับรองว่า มีผู้รับรองรายชื่อที่เสนอหรือไม่นั้นท่านประธานได้กรุณาให้ใช้วิธีการในการกดบัตร ก็เลยอาจจะต้องขอให้ท่านประธานได้เน้นย้ำ ได้ทบทวน ได้ทำความเข้าใจตรงนี้เพื่อความชัดเจน อีกสักรอบหนึ่งครับ เดี๋ยวพอเข้ากระบวนการมีผู้เสนอชื่อเราก็จะได้เดินหน้าอย่างครบถ้วน สมบูรณ์ ขอความกรุณาท่านประธานอีกสักรอบหนึ่งครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณคุณณัฐวุฒิ บัวประทุม มากครับ ที่ต้องการให้ประธานได้ชี้แจงชัดเจนอีกครั้งหนึ่งเพราะสมาชิกเพิ่งเข้ามาหลายท่าน ท่านอื่น ๆ เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ🔗
เชิญเลยครับท่านมหรรณพ🔗
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม มหรรณพ เดชวิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานรัฐสภาเป็นอย่างยิ่งที่ได้กรุณาเล่าให้พวกเราฟังถึงแนวทาง ที่จะมีการประชุมในวาระสำคัญมากของประเทศชาติในวันนี้ ทางฝ่ายสมาชิกวุฒิสภานั้น ก็ใคร่ที่จะเห็นการประชุมวันนี้เป็นไปโดยเรียบร้อย และถ้าไม่จำเป็นก็คงจะไม่มีการประท้วง ให้เสียเวลา เพราะท่านประธานเองท่านก็บอกว่าจะพยายามให้มีการโหวตตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีภายในเวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกา –––––– แต่สิ่งที่ผมจะขอกราบเรียนในที่ประชุมผ่านไปยังผู้ฟังทางบ้านซึ่งให้ความสนใจในเรื่องนี้ เป็นอย่างยิ่ง การอภิปรายในวันนี้นั้นสมาชิกวุฒิสภาจะพยายามอภิปรายชี้แจงในประเด็น ที่สำคัญ ๆ เท่านั้น อาจจะต้องใช้เวลาภายในเวลากำหนดที่ท่านประธานได้กรุณาให้ไว้ ๒ ชั่วโมง ฝ่ายว่าที่ผู้เสนอนายกรัฐมนตรีนั้นก็ได้เวลา ๒ ชั่วโมงเท่าเทียมกัน ฝ่ายที่ว่าที่ ที่ไม่ได้ร่วมรัฐบาลก็จะใช้เวลา ๒ ชั่วโมง ผมเพียงแต่จะย้ำให้เห็นว่าภายใน ๒ ชั่วโมง ของฝ่ายผู้เสนอนายกรัฐมนตรีนั้นให้หมายรวมถึงการอภิปรายตอบโต้หรือชี้แจงของผู้ที่ได้รับ การเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ในเวลานั้นด้วยครับ🔗
ขอบคุณคุณมหรรณพครับ เชิญครับ ถ้าไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่นเพิ่มเติมผมก็ขอดำเนินการตามระเบียบวาระ ต่อไปนะครับ เชิญครับ🔗
ขออนุญาตท่านประธานครับ เรียนท่านประธาน ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพตามที่มีการพูดคุย เนื่องจากว่าเวลา ในการพูดคุยที่จะต้องบริหารกัน ๔ ชั่วโมงของฝั่งที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็จะได้ ตกลงกันแล้วว่าจะเป็นพรรคละ ๑ คนที่จะขึ้นอภิปราย แต่ทีนี้ถ้าเกิดมีประเด็นที่มี ความจำเป็นเนื่องจากอาจจะถูกพาดพิงต้องมีการชี้แจงนะครับ อันนี้อาจจะไม่ได้อยู่ในกรอบ ในเรื่องของ ๔ ชั่วโมงที่เราได้ตกลงกันไว้ เพื่อให้ทางผู้ที่ถูกพาดพิงหรือถูกพูดถึงนี้เขาสามารถ อธิบายได้อย่างเต็มที่ ชี้แจงได้อย่างเต็มที่เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันครับ ขอบคุณครับ🔗
เชิญคุณมหรรณพครับ🔗
ขออนุญาตท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม มหรรณพ เดชวิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ตามที่ได้คุยกันในที่ประชุม Whip ๓ ฝ่าย หรือว่า ๒ ฝ่ายใด ๆ ก็ตามในวันก่อนนั้น โดยมีท่านประธานเป็นประธานอยู่ แล้วได้หมายถึงเวลาที่ใช้ไปนั้นจะต้องอยู่ในกรอบของ ๒ ชั่วโมงที่ได้กำหนดไว้ครับ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วเราอาจจะไม่สามารถจะลงมติได้ทัน ในเวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกา ขอท่านประธานโปรดวินิจฉัยครับ🔗
เนื่องจากว่าเราได้พูดกัน วันนั้นว่าทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้เวลา ๔ ชั่วโมง ซึ่งผมเห็นว่าถ้า ๔ ชั่วโมงเราไม่แบ่ง กันชัดเจนก็จะทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขาดโอกาสในการที่จะอภิปรายก็เลยให้แบ่งไว้ ๒ ชั่วโมง แต่ทางคุณมหรรณพก็ยังเป็นห่วงว่าแต่ละฝ่ายจะใช้เวลาเกินไป ซึ่งอันนี้ผมก็คิดว่าที่คุณรังสิมันต์ ได้เสนอเอาไว้ว่าถ้ามีการพาดพิงอาจจะต้องใช้เวลาชี้แจงไป ซึ่งผมคิดว่าเวลาชี้แจงไป ถ้าพาดพิงไม่มากก็ชี้แจงเฉพาะประเด็นที่พาดพิงก็อาจจะอยู่ในเวลาได้ ถ้าเกินไปนิดหน่อยนะครับ ผมก็ต้องขอความร่วมมือว่าอาจจะมีความจำเป็น มิฉะนั้นแล้วจะเกิดความเสียหายต่อผู้ที่ ถูกพาดพิง ซึ่งเราไม่ทราบว่าจะพาดพิงใครบ้าง อย่างไร ก็ขอให้ต้องระวังพาดพิงเพื่อจะให้ เวลาเราไม่เกิน ผมจะพยายามดู ผมคิดว่าวันนี้เราไม่ได้มีเรื่องมากมายก็เป็นเรื่องเดียว เพราะฉะนั้นการพาดพิงก็จะต้องดู แล้วก็จะให้โอกาสผู้ที่ถูกพาดพิงชี้แจงเฉพาะในประเด็น ที่ชี้แจง ถ้าไม่ใช่เรื่องของการอภิปรายในเรื่องคุณสมบัตินะครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผมมหรรณพ ก็กราบขอบพระคุณท่านประธานที่กรุณาใช้ ดุลยพินิจชอบแล้วครับที่จะให้เป็นไปตามนั้น อย่างไรก็ตามถ้าเป็นไปได้ขอให้ทุกฝ่ายรักษา กติกาที่ได้ตกลงกันว่าอยู่ใน ๒ ชั่วโมง เพราะในอดีตที่ผ่านมานั้นเราได้เคยปฏิบัติกัน ในสภาแห่งนี้ว่า ถ้าหากว่ามีการประท้วงได้มีการอะไรก็ตาม หรือมีการชี้แจงก็ตามให้เป็น เวลาของฝ่ายนั้น ๆ มิได้อยู่นอกกรอบของเวลาที่ตกลงกัน ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
รับไว้พิจารณาเป็นข้อเสนอ เพราะว่าการประชุมคราวนี้เป็นการประชุมที่พิเศษกว่าการประชุมทุกครั้ง เพราะเป็นการเลือก นายกรัฐมนตรีก็จะดูหน้างานไป🔗
ท่านประธานคะ🔗
เชิญครับ คุณฐิติมา ฉายแสง🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน ฐิติมา ฉายแสง สส. ฉะเชิงเทรา เขต ๑ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตทำความเข้าใจถึงมาตรา ๒๗๒ นิดหนึ่งนะคะท่านประธานว่าในมาตรา ๒๗๒ นั้น ได้ใช้มาตรา ๑๕๙ ทั้งมาตราหรือเปล่าคะ อยากทราบตรงนี้ค่ะท่านประธาน ขอบพระคุณค่ะ🔗
อันนี้ทางรัฐธรรมนูญ และข้อบังคับก็ยังต้องอ้างอิงมาตรา ๑๕๙ ไว้อยู่นะครับ ซึ่งพวกเราก็คงจะทราบดี เดี๋ยวไปถึง ขั้นตอนนั้นก็จะบอก แต่ก็เรียนคุณฐิติมาว่า มาตรา ๒๗๒ ก็ใช้มาตรา ๑๕๙ ในบางวรรคอยู่ ผมขอชี้แจงเพิ่มเติมตามที่คุณณัฐวุฒิได้ขอว่าให้ผมชี้แจงขั้นตอนของการรับรอง คือหลังจากที่ สมาชิกได้เสนอชื่อบุคคลที่มีคุณสมบัติตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด มาตรา ๑๖๐ และมาตรา ๘๘ แล้ว ก็จะให้มีการรับรองแต่ละท่านนะครับ ถ้าเสนอมากกว่า ๑ ท่าน แต่ละท่านโดยการรับรองนั้น ให้การรับรองเฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้นนะครับ ท่านสมาชิกวุฒิสภายังไม่ต้อง ดำเนินการในอันนี้ อันนี้ก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ และมาตรา ๑๕๙ ทีนี้การให้ การรับรองเนื่องจากว่าตามข้อบังคับนั้น ในกรณีที่เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีให้การรับรองนั้น ไม่สามารถจะทำด้วยการยกมือพ้นศีรษะเพื่อรับรองเหมือนกับญัตติปกติ การรับรองนั้น จะต้องรับรองโดยออกเสียงโดยเปิดเผย สรุปสั้น ๆ ก็คือว่าต้องใช้เครื่องออกเสียงตามที่ ประธานกำหนดครับ ทีนี้การกำหนดการรับรองนั้นไม่มีอยู่ในเครื่องที่เรากดปุ่มไว้ แต่เรา ก็จะใช้วิธีการว่าการรับรองนั้นใช้วิธีการแสดงตน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ต้องการรับรอง ผู้ที่ถูกเสนอชื่อก็กดแสดงตนก็ถือว่าผู้นั้นให้การรับรอง แต่ท่านไม่ต้องการรับรอง ไม่รับรอง ท่านก็ไม่ต้องกดแสดงตน เครื่องก็จะแสดงให้เห็นว่ามีการแสดงตนกี่ท่าน เอาตามนี้นะครับ มีท่านผู้ใดยังไม่เข้าใจบ้างครับ ถ้าอย่างนั้นเราก็ดำเนินการตามระเบียบวาระนะครับ ขอให้ มีการเสนอชื่อบุคคลที่สมควรจะได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีครับ เชิญเลยครับ ผู้จะเสนอชื่อกรุณายกมือแล้วก็เสนอชื่อเลยครับ คุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว จะเป็นผู้เสนอก่อน เชิญครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน ขออนุญาตท่านประธาน ใช้เอกสิทธิ์ความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้ง เป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๒ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ และข้อบังคับ การประชุมรัฐสภา ข้อ ๑๓๖ เป็นบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติ ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ และถูกเสนอชื่อเป็น Candidate นายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๘ ขออนุญาตเสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี ขอผู้รับรองโดยการแสดงตน ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบพระคุณหมอชลน่าน แล้วก็ขอให้การรับรองโดยเสียบบัตรแล้วก็กดปุ่มแสดงตนครับ🔗
มีผู้ใดยังไม่ได้เสียบบัตร และกดปุ่มแสดงตน เชิญครับ🔗
ให้เจ้าหน้าที่ปล่อย สัญญาณไฟด้วยครับ🔗
ท่านประธานครับ ทางเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้ปล่อยสัญญาณการแสดงตนครับ ท่านประธานครับ อีกประเด็นหนึ่งครับ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดเชียงใหม่ สมาชิกรัฐสภา ในกรณีแสดงตน และเสียบบัตรนี่เฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใช่ไหมครับ ท่านประธานครับ เพื่อความถูกต้อง และกลไกของการเสียบบัตรนี่รับรองใช่ไหมครับ🔗
เฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญ เชิญครับ ไม่ทราบว่าเจ้าหน้าที่ได้ปล่อยให้มีการแสดงตนหรือยังครับ🔗
ท่านประธานครับ ๑๒๕ แสดงตนครับ🔗
๑๒๕ แสดงตนนะครับ มีท่านใดที่อยากจะแสดงตนแต่ว่าไม่สามารถจะแสดงตนได้บ้างครับ เพราะฉะนั้นขณะนี้ ได้มีผู้แสดงตน ๒๕๑ ท่าน ขอให้ทางเจ้าหน้าที่ได้แสดงผล🔗
ขอแสดงตนนะคะ ๓๔๘ วิลดา อินฉัตร ศรีสะเกษ🔗
ได้ครับ ยังไม่ปิดครับ ปิดการแสดงตนนะครับ🔗
ขออนุญาตแสดงตน ๓๕๖ ครับ🔗
ท่านประธานครับ ขอความกรุณาขอสัก ๒-๓ นาทีกำลังเดินเข้าจากด้านหลังหลายท่าน ท่านประธานก็ได้เห็น ด้วยสายตานะครับ ขอความกรุณารอการปิดการแสดงตนสักครู่ครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ได้ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน เทียบจุฑา ขาวขำ ขอแสดงตน ๑๕๖ ค่ะ🔗
เจ้าหน้าที่ลงด้วยครับ🔗
ท่านประธานครับ ๓๖๙ แสดงตนครับ🔗
ท่านประธานครับ ๑๑๒ ซูการ์โน มะทา แสดงตนครับ🔗
ท่านประธานครับ ๔๗๒ แสดงตนครับ🔗
๔๗๒ แสดงตนครับ🔗
ท่านประธานคะ ๐๗๘ จิราพร สินธุไพร แสดงตนค่ะ🔗
ท่านประธานครับ ๔๖๐ แสดงตนครับ🔗
ท่านประธานคะ ๒๓๐ แสดงตนค่ะ🔗
ท่านประธานครับ ๒๙๓ รชตะ ด่านกุล แสดงตนครับ🔗
๓๑๕ เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล แสดงตนครับ🔗
ท่านประธานครับ ๓๘๕ สมเกียรติ ตันดิลกตระกูล แสดงตนครับ🔗
ท่านประธานครับ ๓๗๐ แสดงตนครับ🔗
ท่านประธานคะ ๒๙๘ แสดงตนค่ะ🔗
ท่านประธานครับ ๔๓๖ แสดงตนครับ🔗
ท่านประธานคะ ๓๑๓ แสดงตนค่ะ🔗
ท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่าน ผมขออนุญาตอย่างนี้ก่อนนะครับ เนื่องจากว่าตอนแรกที่เราให้แสดงตนเพื่อให้การรับรอง ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ แต่เนื่องจากว่าเจ้าหน้าที่ยังไม่เปิดเครื่องการแสดงตนจึงทำให้สับสน นิดหน่อย แล้วขณะนี้ก็มีสมาชิกจำนวนมากที่เพิ่งเข้ามาในห้องประชุมนะครับ เพราะฉะนั้น เพื่อความเรียบร้อยผมจะเปิดโอกาสให้มีการรับรองใหม่ ล้างของเก่าหมดครับ ขอให้เจ้าหน้าที่ ล้างคะแนนที่ได้แสดงตนไปแล้ว รวมทั้งการบันทึกที่มาทีหลังด้วย ผมจะรอนิดหนึ่งให้สมาชิก ได้เข้ามาแสดงตนโดยพร้อมเพรียงกันก่อนครับ ไม่เป็นไรครับ เพราะท่านต้องเข้าไปที่นั่ง แล้วก็หาที่สำหรับแสดงตน เดี๋ยวรอนิดหนึ่งเดินเข้ามาหลายท่านครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม วิทยา แก้วภราดัย ผมขออนุญาตให้ท่านประธานล้างการลงข้อมูลเมื่อสักครู่ไปให้หมดก่อน แล้วจะได้เริ่มต้นกันใหม่ครับ🔗
ขอให้เจ้าหน้าที่ได้ล้างข้อมูล ผู้ที่ได้แสดงตนและไม่แสดงตนทั้งหมดนะครับ ล้างออกทั้งหมดก่อนเราจะเริ่มใหม่ครับ เพราะเป็นเรื่องที่เราไม่ค่อยได้ทำกันคือการแสดงตนเพื่อถือว่าเป็นการรับรอง โดยปกติ เราก็ใช้วิธียกมือ แล้วก็เช่นเดียวกันคราวนี้ก็ใช้ผู้ที่จะผ่านการรับรองก็ใช้เฉพาะสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น โดยเสียงการรับรองไม่ต่ำกว่า ๕๐ ท่าน🔗
ยังครับ ขอเรียนให้ทราบอีกครั้ง เราจะให้มีการแสดงตนใหม่ทั้งหมดโดยล้างของเก่า ใครที่แสดงตนเอาไว้แล้วก็ต้องกดใหม่ เพราะเจ้าหน้าที่ได้ล้างของเก่าหมดแล้วต้องแสดงตนใหม่ครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ณัฐวุฒิ ขออนุญาตหารือท่านประธานนิดเดียวครับว่า ปกติก่อนการแสดงตนเรามักจะมี การกดออดเรียกเพื่อนสมาชิกครับ บังเอิญหลายท่านไม่ได้ยินเสียงออดครับท่านประธาน🔗
เชิญครับ เพราะเราจะกดออด ก็ต่อเมื่อเราจะมีการลงมติ แต่คราวนี้ไม่ใช่ลงมตินะครับ เป็นการรับรองเท่านั้น เจ้าหน้าที่ พร้อมนะครับ ล้างเครื่องของเก่าหมดแล้วนะครับ ก็จะให้สมาชิกให้การรับรองใหม่ครับ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ต้องการจะรับรองคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี ตามที่คุณหมอชลน่านได้เสนอก็กรุณากดบัตรและแสดงตนครับ สำหรับผู้ที่ไม่รับรองก็ไม่ต้อง แสดงตน เชิญเลยครับ🔗
ถ้าหากว่ากดบัตรแล้ว เครื่องไม่สามารถจะดำเนินการได้ เดี๋ยวเอาไว้กดบัตรให้หมดก่อนแล้วก็ยกมือได้ครับ ถ้ามีปัญหาเรื่องกดบัตร ท่านใช้ไมโครโฟนบอกได้เลยเจ้าหน้าที่จะได้บันทึกครับ🔗
ท่านประธาน สส. ๑๒๕ รับรองครับ🔗
๑๒๕ รับรองนะครับ เจ้าหน้าที่บันทึกด้วยนะครับ มีผู้ใดที่อยู่ในห้องประชุมนี้แล้วก็ยังไม่ได้แสดงตนครับ คือจะแสดงตนแล้วเครื่องขัดข้องบ้างครับ ถ้าไม่มีแล้วขอให้เจ้าหน้าที่ได้รายงานผลด้วยครับ🔗
หมายเลข ๓๘๖ แสดงตนครับ🔗
ท่านประธานคะ ๔๕๕ แสดงตนค่ะ🔗
๔๕๕ แสดงตนครับ🔗
ท่านประธานคะ ๗๐ ชญาภา สินธุไพร แสดงตนค่ะ🔗
แสดงตนใหม่ครับ ทวนเลขด้วย เจ้าหน้าที่จะได้จดได้ หมายเลขเท่าไรนะครับ แสดงตนสุดท้ายเมื่อสักครู่ครับ🔗
ท่านประธานครับ ๐๓๒ แสดงตนครับ🔗
๐๓๒ แสดงตนครับ🔗
๔๔๓ แสดงตนครับ🔗
๔๔๓ แสดงตนครับ เมื่อไม่มี ผู้แสดงตนแล้วผมขอปิดการแสดงตนเลยนะครับจะได้รายงานผล เชิญรายงานผลครับ ขณะนี้ มีผู้ที่ได้แสดงตนทั้งหมดในเครื่องแสดงตน ๒๙๖ แล้วก็บวกกับผู้ที่แจ้งรายชื่อมาเพราะไม่สามารถ จะใช้เครื่องได้อีก ๖ ท่าน รวมแล้วผู้แสดงตนซึ่งแสดงว่าให้การรับรองผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ เป็นนายกรัฐมนตรีที่คุณหมอชลน่านเสนอนั้น ๓๐๒ ท่าน ถือว่ามีเสียงรับรองครบ🔗
ต่อไปมีท่านผู้ใดจะเสนอชื่อ ท่านอื่นไหมครับ ท่านชาดาจะเสนอชื่อหรือแสดงความคิดเห็นก็ได้ครับ คุณชาดาจะขออภิปราย ยังครับ ตอนนี้ผู้ใดขอเสนอชื่อผู้ที่สมควรได้รับการเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีอีกไหมครับนอกจาก คุณพิธาแล้ว ไม่มีนะครับ ถือว่าการเสนอชื่อผู้ที่รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งนี้มีเพียง ๑ ท่าน คือคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์🔗
ต่อไปก็จะเป็นการอภิปรายตามที่ Whip ทั้ง ๒ ฝ่ายได้ตกลงกันไว้เมื่อสักครู่ ซึ่งก็มีรายชื่อผู้อภิปรายมาให้ผมแล้วก็จะให้อภิปรายไปตามลำดับ แล้วก็สามารถจะเสนอชื่อ เพิ่มเติมในกรอบเวลาที่เรากำหนดได้ สำหรับท่านแรกก็จะขอให้คุณชาดา ไทยเศรษฐ์ เป็นผู้อภิปรายเป็นท่านแรก แล้วผมจะสลับกันนะครับ ถ้าท่านแรกเป็น ๑๐ พรรคการเมือง ที่ไม่ได้เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี คือก็เอา สส. ทั้ง ๒ ฝ่ายก่อน ถ้าหากว่า ๑๐ พรรคอภิปรายแล้ว ก็จะให้ ๘ พรรคอภิปราย แล้วก็จะให้วุฒิอภิปรายต่อเป็นลำดับไปนะครับ ตอนนี้เชิญคุณชาดาครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานครับ ผม พลตำรวจตรี สุรพล บุญมา ขอแสดงตนครับ🔗
ท่านจะอภิปรายหรือเปล่าครับ ปิดการแสดงตนแล้วไม่เป็นไรครับ บันทึกไว้ที่ประชุมก็แล้วกันนะครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธาน กระผม นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออภิปรายในฐานะของตัวแทนพรรคภูมิภูมิใจไทย ก่อนที่จะมีการลงมติ เลือกนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ทราบถึงเหตุผลพิจารณาการตัดสินใจของสมาชิกพรรคภูมิใจไทย เรียนท่านประธานครับ ผมต้องขออนุญาตท่านประธานได้เอาแถลงการณ์ของพรรคมาอ่าน จุดยืนของพรรคนะครับ เมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคมที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทยได้ออกแถลงการณ์ จุดยืนของพรรค ไม่สนับสนุนนายกรัฐมนตรีที่มาจากพรรคการเมืองที่มีนโยบายแก้ไขหรือยกเลิก ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ และขอเรียกร้องให้พรรคการเมืองที่แสดงเจตจำนงกัน ตั้งรัฐบาล แสดงจุดยืนทางการเมืองของตนต่อกรณีเสนอการแก้ไขหรือยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ด้วย แถลงการณ์ของพรรคภูมิใจไทยได้ระบุชัดเจนว่า ถ้าพรรคการเมืองที่มี พรรคก้าวไกลเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ พรรคภูมิใจไทยพร้อมที่จะเป็นฝ่ายค้าน ทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างมีคุณภาพ และจะคัดค้านการแก้ไข ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ อย่างเต็มที่ พรรคภูมิใจไทยไม่มีเจตนาที่จะจัดตั้ง หรือสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยแข่งกับท่าน เพราะเราเคารพในมติของประชาชน และยึดมั่นในหลักการในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามที่ได้แถลงไว้ ท่านประธานที่เคารพครับ หัวหน้าพรรคการเมือง ๗ พรรคที่ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลได้แถลงจุดยืน ของพรรคตนเองไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข หรือยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ เป็นเหตุให้การจัดทำบันทึกความเข้าใจร่วมกัน การจัดตั้งรัฐบาลของ ๘ พรรคการเมือง ไม่มีวาระแก้ไข หรือยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ เรียนด้วยความเคารพว่า แม้ว่าพรรคการเมืองทั้ง ๘ พรรคจะลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกันในการจัดตั้งรัฐบาลว่า ทุกพรรคเห็นร่วมกันว่าภารกิจของรัฐบาลที่ทุกพรรคจะผลักดันนั้นต้องไม่กระทบต่อรูปแบบ ของรัฐ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เรียนด้วยความเคารพครับท่านประธาน แต่ในทางกลับกันคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้า พรรคก้าวไกล เป็นผู้ที่จะได้รับการเสนอต่อที่ประชุมในวันนี้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นคนเดียว ที่ยืนยันว่าจะแก้ไขมาตรา ๑๑๒ โดยจะให้ สส. ของพรรคก้าวไกลเป็นผู้เสนอร่างกฎหมายเอง คุณพิธาได้แถลงและให้สัมภาษณ์กับสื่อในประเทศและต่างประเทศเป็นเรื่องที่พรรคก้าวไกล ได้คะแนนเสียงจากประชาชน ๑๔ ล้านคน ประชาชนเข้าใจดี เราชัดเจนและโปร่งใสว่านี่เป็นหนึ่ง ในเป้าหมายที่เราต้องการผลักดัน นี่คือคำพูดของคุณพิธา หัวหน้าพรรคก้าวไกล ท่านอ้างว่า ท่านต้องทำเพื่อรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วยเจตนาดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ขอเรียนตรง ๆ ว่า ผมและพรรคภูมิใจไทยไม่เชื่อครับ และเป็นสิทธิของพรรคภูมิใจไทย ที่จะไม่เชื่อ เพราะสิ่งที่ผ่านมา พฤติกรรมต่าง ๆ ที่ผ่านมานั้นทำให้เราเห็นชัดเจน แล้วหลายท่าน ก็ทราบนะครับ ไม่ต้องเฉพาะผมหรือพรรคภูมิใจไทย ว่าความคิดในเรื่องมาตรา ๑๑๒ นั้น เป็นอย่างไร แต่ผมอยากจะถามหน่อยว่าอีก ๗ พรรคจะว่าอย่างไร ร่วมรัฐบาลกัน มีพรรค ร่วมรัฐบาลเสนอเรื่องขึ้นไปนี้ แล้วก็บอกว่าพรรคร่วมต้องเห็นเหมือนกัน นี่คือสิ่งที่มันก็ ลำบากนะครับ ผมก็ต้องถามอีก ๗ พรรคร่วมว่าอย่างไร ท่านจะว่าอย่างไรเมื่อเกิดเหตุการณ์ แบบนี้ มีการขอแก้ไขท่านจะว่าอย่างไร ในข้อตกลงร่วมไม่มีก็จริงนะครับ ท่านอ้าง ๑๔ ล้านเสียง ที่เห็นด้วยกับท่านที่จะให้แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ แต่ผมเชื่อว่าคนที่ลงให้ท่าน ๑๔ ล้านเสียง ไม่คิดว่าท่านกำลังแก้กฎหมายให้สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่เป็นสถาบันหลัก ของชาติ ไม่ใช่ความมั่นคงของชาติอีกต่อไป ถ้าท่านอ้าง ๑๔ ล้านเสียง หลายคนก็พูดกันถึง ๒๕ ล้านเสียงที่ไม่ได้เลือก แต่ในมุมมองของผมอยากจะฝากผู้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี หรือเป็นรัฐบาลก็ตาม คนไทยไม่ได้มีแค่ ๑๔ ล้าน คนไทยไม่ได้มี ๒๕ ล้าน ท่านต้องเป็นนายก ของคน ๖๐ กว่าล้านคน ท่านต้องเป็นนายกของประเทศไทย ท่านต้องไม่ได้เป็นนายก หรือเป็น รัฐบาลของพรรคใดพรรคหนึ่ง อันนี้สำคัญที่สุดครับ ๑๔ ล้านเสียงไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านอย่านึกว่ามันมากมาย มันเป็นพลังจากประชาชนนี่มันยิ่งใหญ่สำหรับพวกเราครับ แต่ท่านอย่าหลงระเริงคำว่า ๑๔ ล้านเสียง เพราะมันไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ มันไม่ใช่เรื่อง ชี้ขาดของประเทศนี้ มันเป็นเรื่องที่ท่านต้องดูแลคนทุกคน แล้วปัญหาคือว่าความมั่นคง ของชาติ ถ้าท่านจะอ้างอย่างนี้มันก็ลำบากครับประเทศไทย ผมเรียนด้วยความเคารพครับ คุณพิธา หัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้เสนอการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ในสมัยที่แล้ว ขออนุญาตเอ่ยชื่อครับ ท่านอดีตประธานรัฐสภา ท่านชวน หลักภัย ไม่เห็นด้วย ก็ยังมีการที่จะทำอย่างนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ กฎหมาย มาตรา ๑๑๒ เขียนไว้ไม่มากหรอกครับ อ่านง่าย ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ ๓ ปี ถึง ๑๕ ปี ท่านบอกว่าท่านแก้ไข ไม่ใช่ยกเลิก แต่ถ้าแก้ไม่ได้ก็ต้องยกเลิก เรียนด้วยความเคารพครับ แต่ผมจะบอกท่านว่าสิ่งที่ท่านนำเสนอในการนี้ไม่ใช่เป็นการแก้ไขครับ เป็นการยกเลิก ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ผมไม่อยากจะเอาสิ่งที่ท่านเสนอในสมัยที่แล้ว ที่ท่านยื่นนะครับ ซึ่งเอกสารผมก็มี ผมเรียนด้วยความเคารพว่าการที่สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นความมั่นคงของชาติเป็นเรื่องที่ถูกแล้ว ถ้าเราเอาสถาบันพระมหากษัตริย์ออกจาก ความมั่นคงของชาติ ซึ่งเราก็รู้อยู่แล้วว่าสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นส่งเสริมให้สถาบัน เป็นประมุข แต่สิ่งที่ท่านทำแล้วแสดงอาการต่อสาธารณชนมาตลอดว่าจุดยืนสำคัญของพรรคก้าวไกล คือการละเมิด การสนับสนุน ส่งเสริมให้มีการละเมิดพระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาท สส. พรรคก้าวไกลหลายท่านเคยถูกดำเนินคดีในมาตรา ๑๑๒ สส. พรรคก้าวไกลหลายท่าน ใช้ตำแหน่งในการประกันผู้ที่ถูกคดีในมาตรา ๑๑๒ ผู้ที่หมิ่น ผู้ถูกดำเนินคดีในคดีนี้จะได้รับ การสนับสนุนและได้รับการอุ้มชูจากพรรคก้าวไกล อันนี้ก็เป็นสิทธิของท่านครับ ท่านประธานสภา ที่เคารพครับ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เคยเสนอร่างกฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ว่ายกเลิกความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการ ไม่ให้เป็นความผิดที่เกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรไทยอีกต่อไป กำหนดหมวดความผิด ขึ้นมาใหม่เป็นความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ และหมวดความผิดต่อพระราชินีและรัชทายาท ผมไม่ทราบว่าพรรคก้าวไกลมองพระมหากษัตริย์ มองพระราชินี มองรัชทายาทเช่นไร เพราะว่าสิ่งที่ท่านเสนอเมื่อครั้งที่แล้วมันเป็นการที่ยกเลิก แล้วที่สำคัญ หมิ่นประมาท พระมหากษัตริย์ กำหนดโทษจำคุก ๑ ปี เท่ากับความผิดของบุคคลทั่วไป แต่ที่น่าเจ็บปวด มากกว่านั้นครับ หมิ่นพระราชินี แล้วก็หมิ่นรัชทายาทและผู้สำเร็จราชการ กำหนดโทษจำคุก ไม่เกิน ๖ เดือน น้อยกว่าความผิดที่หมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา อันนี้มันก็เป็นเรื่องที่ อาจจะเจ็บปวดในความรู้สึกคนที่เทิดทูน หมิ่นพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ผู้สำเร็จราชการนั้นไม่ถือเป็นความผิด ไม่ต้องรับโทษ หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ไม่ถือเป็นความผิด ไม่ต้องรับโทษ ถ้าเป็นการกระทำ โดยอ้างเจตนาบริสุทธิ์เพื่อประชาชนและสาธารณะ อันนี้ยิ่งไปใหญ่ครับ และที่สำคัญ ท่านบอกว่าห้ามหน่วยราชการ ห้ามคนไทย ห้ามผู้อื่นฟ้อง ให้สำนักพระราชวังเป็นผู้ฟ้อง เท่านั้น กับผู้ที่มีความผิดมาตรา ๑๑๒ เรียนด้วยความเคารพครับ มันเป็นไปไม่ได้ สถาบัน พระมหากษัตริย์ไม่มาฟ้องลูกบ้านตัวเองหรอกครับ ท่านไม่มาฟ้องคนของท่านหรอกครับ มันเป็นไปไม่ได้เลย แล้วท่านลองนึกภาพจับตาต่อไป ผมมองว่าการแก้ไขแบบนี้บอกว่า เป็นการแก้ไขเพื่อดำรงสถานะอันเป็นที่เคารพ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ท่านประธานครับ ผมและพรรคภูมิใจไทยไม่เชื่อว่าท่านจะปกป้องพระมหากษัตริย์มิให้ถูกละเมิด ในเมื่อ ท่านจะลดความคุ้มครองพระมหากษัตริย์ และลดโทษให้ผู้ที่ละเมิดพระมหากษัตริย์ รวมไปถึงไม่เอาผิด ไม่ลงโทษผู้ละเมิดพระมหากษัตริย์ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นประโยชน์ ต่อสาธารณชน อันนี้เป็นเรื่องใหญ่ เมื่อพิจารณาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๖ องค์พระมหากษัตริย์ทรงสำคัญและอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดก็มิได้ ท่านครับ อะไรไม่ว่าครับ อะไรไม่ว่า ที่เจ็บปวดมากกว่านั้นคืออะไรครับ มีคำพูดต่อผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคก้าวไกลว่า ถ้านายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี จะให้นายพิธาไปลงสัตยาบันในกฎหมายกรุงโรมว่าด้วย ศาลอาญาระหว่างประเทศ ซึ่งมีสาระสำคัญว่าสามารถฟ้องผู้เป็นประมุขของรัฐได้ อันนี้ละครับ เป็นสิ่งที่รับไม่ได้ ทันทีที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีท่านจะให้คุณพิธาไปลงนาม หมายถึงว่า คนนอกประเทศฟ้องในหลวงได้ ฟ้องพระมหากษัตริย์ได้ นอกประเทศเป็นผู้พิจารณา ผมเรียนว่าผมก็คงทำใจไม่ได้ หลับตานึกสิครับ พระมหากษัตริย์สูงสุดที่คุ้มกะลาหัวพวกเรา มาอยู่นี้ไปถูกฝรั่งมังค่าสอบสวน มันเป็นเรื่องที่น่ากลัวและอันตราย ประมุขของรัฐไทยก็คือใครครับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นี่คือประมุขของไทย ถ้าท่าน บอกให้ฟ้อง แล้วทำไมต้องรีบร้อนขนาดนั้นบอกว่าจะให้ไปเซ็นเลย ไปลงสัตยาบันเลย ท่านครับ ถ้าท่านมีเจตนาดี และผมเคยฟัง ขอโทษนะครับ จะเป็นท่านเลขาพรรคก้าวไกล เป็นคนพูดว่า การทำอย่างนี้เป็นการปกป้องสถาบัน การทำอย่างนี้เพื่อไม่ให้ใครมาแอบอ้าง สถาบัน ท่านครับ ถ้าท่านจะปกป้องสถาบันต้องไม่ทำอย่างนี้ มีครับท่านพูดถูกว่ามีผู้มีอำนาจ ในบางสมัยมาใช้สถาบันแอบอ้างอันนี้จริงครับ แต่มันต้องไม่เกี่ยวกับสถาบันครับ ถ้าผม จะยกตัวอย่างว่ามีมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง มีอาจารย์ที่ไม่ดีอยู่ ๑๐ คน สอนให้ลูกศิษย์ เกลียดชังสังคม ถามว่ามันต้องไปไล่อาจารย์ออกครับ ไม่ใช่ไปทุบมหาวิทยาลัยนะครับ นี่ท่านไปทุบมหาวิทยาลัยซึ่งไม่รู้เรื่องอะไรเลย แล้วท่านก็อ้างว่าพวกนี้เอาในหลวงมาอ้าง เอาสถาบันมาอ้าง ผมก็เคยโดนแบบที่ท่านโดนครับ ผมก็ติดคุก ๒๒ เดือนครับ ๒๒ เดือน ๗ วัน ผมเรียนว่าไม่ผิด แต่อำนาจรัฐผู้ใช้อำนาจผมก็ต้องยอมรับ ผมก็ไม่ไปคิดล้มกฎหมายอาญา ไม่คิดไปล้มตำรวจ ไม่คิดไปล้มใครทั้งนั้น เพราะว่าเขาเป็นกรรมการ เขาเป็นผู้รักษากฎหมาย ก็อีกเรื่อง แต่ท่านฟ้องเลยครับ ผมเชื่อว่าพรรคก้าวไกลฟ้องได้ ถ้าใครเอาพระมหากษัตริย์ มาแอบอ้างเพื่อทำลายคนอื่นทางการเมือง เอาให้ร่วงไปเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นอ้ายอีคนไหน ไม่ว่าจะเป็น ผบ. ไหน ไม่ว่าจะเป็นนายกไหน ท่านเอาให้ร่วงเลยครับ ผมเห็นด้วย อันนี้ เป็นเรื่องที่ถูก การเอาสถาบันเข้ามาอ้างเพื่อทำลายคนอื่นนั้นมันเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่ไม่ใช่ทำ แบบนี้ครับ ไม่ใช่ไปลดการคุ้มครองต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และองค์รัชทายาทพร้อมด้วย พระบรมราชินี ผมเรียนว่าสิ่งตรงนี้ละครับเป็นเรื่องที่เราต้องคิดกันให้หนัก ท่านครับ ผมอยากจะพูด ไม่อยากจะรบกวนเวลาอันมากมาย ท่านจะแก้ทั้งมาตราหรือจะทำอย่างไรก็ตาม แต่สิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่ง ท่านคิดไหมครับว่าถ้าท่านแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ บ้านเมืองนี้จะสงบ บ้านเมืองนี้จะเจริญ วันนี้ท่านได้รับเลือกตั้งมาแล้วครับ ท่านเก็บเรื่องนี้ไว้ ในกระเป๋าไม่ได้หรือ ประเทศนี้ถ้าแก้กฎหมายมาตรา ๑๑๒ ไม่ได้แล้วมันจะล่มจม ผมไม่ว่าเลย ท่านเสนอนโยบาย ๒๐๐-๓๐๐ ข้อ ท่านเป็นความหวังของคนไทยที่จะเข้ามาบริหารบ้านเมือง ท่านละเพียงเรื่องเดียว ท่านไม่ต้องไปด่า สว. ท่านไม่ต้องไปด่าฝ่ายตรงข้าม ท่านได้เป็น นายกแน่ ถ้าไม่มีมาตรา ๑๑๒ ท่านยังไม่ยอมเลยครับ ผมถึงอยากจะถามว่าพรรคอนาคตใหม่ และพรรคก้าวไกลเกิดมาเพื่อแก้อย่างเดียวหรือครับ แก้มาตรา ๑๑๒ หรือ ถ้าไม่แก้แล้ววันนี้ ประเทศนี้มันจะล่มจมหรือ มันไม่ใช่ครับท่าน มันมีเรื่องที่จะทำ ทำเรื่องที่ลุงตู่ทำไว้แล้วไม่ดี ที่ท่านด่าผมเห็นด้วย ทำไปสิเยอะแยะหมด ความเดือดร้อนของอาณาประชาราษฎร์ แต่วันนี้ ท่านยืนอย่างเดียว ผมดูพฤติกรรมท่าน กูไม่ยอม นี่คือจุดยืนกู เหมือนกับทำให้ผมคิดได้ว่า พรรคอนาคตใหม่กับพรรคก้าวไกลเกิดมาเพื่อล้มล้างหรือ เกิดมาเพื่อแก้กฎหมายตรงนี้หรือ แล้วถ้าแก้แล้วประเทศนี้เป็นเทวดาหมด ผมจะยอม มันไม่ใช่ครับท่าน ท่านไม่ต้องไปชี้ที่ใคร ๒๐๐-๓๐๐ นโยบายที่ท่านออกมา ผมว่ามาตรา ๑๑๒ ชาวบ้านก็ไม่รู้หรอกครับว่าท่าน จะแก้อะไร แต่เขาอาจจะถูกใจนโยบายท่านเรื่องอื่น ๆ เขาหวังว่าท่านจะมาเปลี่ยนแปลง มันก็เป็นความหวังของคนไทยครับ ว่าพรรคก้าวไกลคนรุ่นใหม่จะมาพัฒนาประเทศ ผมก็แอบรอลึก ๆ ครับ แต่ท่านไม่ยอมอะไรเลย กูจะต้องถือมาตรา ๑๑๒ ไว้ในกระเป๋า กูต้องทำลาย มันทำไมครับนี่ผมไม่เข้าใจ วันนี้ท่านไม่ต้องไปชี้ที่ สว. ไม่ต้องมาชี้ที่คนฝั่งนี้ ชี้ที่ตัวท่านเลย ท่านหลุดคำนี้คำเดียวว่าไม่ยุ่งกับมาตรา ๑๑๒ พรรคภูมิใจไทยจะลงให้ท่านครับ และไม่ร่วมรัฐบาลกับท่านด้วย แต่มันไม่ใช่ครับ พฤติกรรมสิ่งที่หลายอย่าง ถ้าท่านถือว่าการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ นั้นเป็นพันธกิจของท่าน เป็นสิ่งที่ท่านกำลังกระทำ ต้องทำให้ได้ ผมและพรรค ภูมิใจไทย และพี่น้องประชาชนอีกหลายคนก็ถือว่าเป็นพันธกิจของเราเหมือนกันที่จะคัดค้าน ท่านทุกวินาที ทุกอย่าง ทุกทาง ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ครับ ผมเรียนด้วยความเคารพจริง ๆ ว่า หลายวันนี้ที่สังคมมอง ทำไมท่านไม่ดูตัวเองบ้าง ท่านไม่ดูตัวเองบ้าง ทำไมท่านไม่หยุด ทำไมท่านไม่ลดลง ก้มลงสักนิด ๑๔ ล้านเสียงไม่ใช่เทวดา แต่นั่นเป็นเสียงของประชาชนครับ แต่ไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์อย่างที่ผมบอก มันเป็นอย่างไรผมไม่เข้าใจ ผมนั่งดูข่าวมา ๓-๔ เดือน ผมเรียนด้วยความเคารพว่าเขาบอกว่าฝั่งโน้นฝั่งประชาธิปไตย แล้วฝั่งผมมาจากไหน ผมก็เดินหาเสียงท่อม ๆ กลัวสอบตกเหมือนกันครับท่าน ไม่ได้ว่าลุงตู่แต่งตั้งผมมา หรือคณะ คสช. ที่ไหนแต่งตั้งผมมา ผมก็เลือกตั้งมาเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ฝั่งประชาธิปไตย ฝั่งไหน ฝั่งโจรหรือ เป็นโจรก็ยอมครับ เป็นโจรที่รักชาติ เป็นโจรที่รักสถาบัน เป็นโจรที่ปกป้อง บ้านเมืองนี้ และปกป้องสถาบันด้วยหัวใจ ด้วยเลือดเนื้อของผม ผมเรียนว่าผมชาติพันธุ์ครับ ปู่ผมมาจากต่างประเทศ ตาผมมาจากต่างประเทศ ยายผมไทยแท้ ย่าผมไทยเชื้อสายมอญ มานี่ไม่ใช่มีเสื่อผืนหมอนใบแบบคนอื่นหรอกครับ อย่างที่ว่าคนจีนมา มีโสร่งผืนเดียวครับ ไม่มีหรอกสตางค์ แต่มาอยู่จังหวัดอุทัยธานี พี่น้องชาวบ้านให้เครดิตในการส่งควายออก ต่างประเทศ ได้พึ่งบรมโพธิสมภารของในหลวง ผมเรียนด้วยความเคารพครับ วันนี้มาเป็น ผู้แทน อยู่ดีกินดีกว่าคนไทยแท้ ๆ อีกเป็นล้านคน นายชาดานี่ดีกว่าคนไทยแท้ ๆ อีก เป็นล้านคน แล้วถ้าผมไม่สำนึก ไม่รู้กตัญญูต่อแผ่นดินนี้ผมก็ไม่สมควรเป็นคน ผมเรียนครับ ว่าบ้านเรามีเจ้าของ สิ่งที่บรรพบุรุษเราทำมามันมากมายเหลือเกิน เราอาศัยเขามาอยู่ มาขอเขา อยู่ว่าสงครามมันวุ่นวายเมื่อปี ๒๓๑๐ พม่ามันตี แต่อะไรครับท่าน เขาให้อยู่ อยู่ไปอยู่มาลูกหลาน คนอาศัยจะไล่ลูกหลานเจ้าของบ้านมันอะไรกัน ผมเรียนท่านด้วยความเคารพครับ ถ้าไม่ด้วย พระเมตตาของระบบสถาบันพระมหากษัตริย์ ท่านไม่ได้เลือกตั้งหรอกครับ ท่านไม่มีทาง ได้ ๑๔๐ ที่นั่งครับผมพูดได้เลย ท่านลองไปพม่า อเมริกาช่วยอะไรได้ ทหารมันยิงดิ้นหมด วันนี้เหมือนกันครับ ประเทศนี้ถ้าไม่มีในหลวง ไม่มีสถาบัน ลุงตู่กับลุงป้อมไม่กลับบ้าน ง่าย ๆ หรอกครับ มีแต่จะลากเอ็ม ๑๖ มาเล่นกับพวกคุณ ซึ่งไปแล้วก็ถือว่าโชคดีครับ คือผมถือว่าวันนี้ท่านต้องเข้าใจครับ ผมพูดด้วยความบริสุทธิ์ใจ แล้วหลายคนก็เตือนผมว่า อย่าพูดด้วยอารมณ์ ผมบอกด้วยความเคารพ ความคิดใครความคิดมัน แต่เรารักและเคารพกัน เราต้องให้เกียรติกันในสภาผู้แทนราษฎรนี้ แต่ที่บ้านผมที่ ๑๐๐ กว่าไร่ครับ รับรถทัวร์ได้เยอะมาก แล้วแถมลูกสาวมีรถทัวร์ ๔ คัน รถตู้อีก ๓๐ คัน พร้อมส่งกลับ เรียนด้วยความเคารพ เราคนไทย ด้วยกันครับ วันนี้ท่านมีส่วนที่จะนำปมในการขัดแย้งสู่บ้านเมืองนี้ ท่านเก็บมันใส่กระเป๋าไว้ ไม่ได้หรือ ๓๐๐ นโยบาย นโยบายหนึ่งนี่ แล้วถ้าประชาชนบอกไม่เลือกท่าน ผมว่าสุดยอดครับ มันอะไรกันครับ วันนี้ผมขอโทษนะครับ ขอโทษจริง ๆ ว่าด้อมส้มผมไม่กล้าใช้ เพราะอะไรครับ เพราะผมไม่รู้แปลว่าอะไร บอก FC อย่างนี้ผมเข้าใจ ใครที่เห็นตรงข้ามโดนหมด สว. โดนหนัก กว่าเขาหน่อย แต่ท่านไม่ได้ดูตัวเองเลยครับ ท่านอยู่ตรงนี้ แล้วผมบอกท่านเลยนะครับ ผมถามว่าใครก็รักพ่อรักแม่ตัวเอง ถ้าท่านปล่อยให้คนด่าแล้วไม่มีกฎหมายคุ้มครองสถาบัน พระมหากษัตริย์ ยิงกันระเบิดแน่เมืองนี้ ประเทศไทยนี่ละครับ จะยิงกันฉิบหายวายป่วงหมด ผมอาจจะขอเขาว่าขอออกกฎหมายใหม่ ยิงคนที่หมิ่นสถาบันแล้วไม่ติดคุกดีไหม มันต้องเป็น อย่างนั้นอยู่แล้ว วันนี้เราอยู่ได้ด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์ปกปักษ์รักษาเรามา มันเป็นอย่างไร อย่าให้ผมไปคิดเลยว่าก้าวไกล อนาคตใหม่เกิดมาเพื่อล้มล้างหรือเปล่า ทำไมท่านไม่ยอมสักนิด ถอยสักหน่อยหนึ่ง วันนี้ท่านยืนเด่นชนทุกคนที่ขวางกูไม่ใช่บุคลิกของผู้นำประเทศ ไม่ใช่บุคลิก ของผู้บริหารประเทศ ท่านต้องทำและบริหารประเทศภายใต้กรอบ แล้วท่านจำไว้นะ ถ้าท่าน เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐบาล ผลประโยชน์ของรัฐบาลไม่ใช่ผลประโยชน์ของประเทศอย่างเดียว รัฐบาลบางทีเอาผลประโยชน์เอาตัวรอดให้คณะ ครม. อยู่ไป แต่ประเทศชาติฉิบหายอย่างไรไม่รู้ ฝากด้วยครับว่าท่านต้องดูแลประเทศ🔗
ท่านชาดาด้วยความเคารพครับ🔗
ครับ🔗
คำว่า ฉิบหาย ผมอยากให้ถอน🔗
ขอโทษครับ ท่านประธานครับ ไม่รู้หลุดไปอย่างไร ถอนครับ ถอนด้วยความเคารพจริง ๆ มันเป็นภาษาชาวบ้าน แล้วก็ขอโทษ สมาชิกทุกท่านด้วยนะครับ🔗
เชิญคุณชาดาต่อ แต่ว่า ผมขอสักนิดหนึ่ง ท่านอภิปรายก็ดีครับ แต่ว่าประเด็นผมเข้าใจว่าจะซ้ำไปบ้างแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าท่านจะกรุณาสรุปได้ก็ดีครับ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้กำหนดเวลาผมนั่งฟังอยู่ท่านก็พูดอยู่ในประเด็น แต่บางครั้งในตอนนี้อาจจะไปซ้ำประเด็นที่ท่านพูดตอนแรก🔗
เมื่อสักครู่ขอโทษจริง ๆ ครับ ท่านประธาน ผมขอโทษท่านประธานแล้วก็ขอโทษสมาชิกทุกคนนะครับ ไม่รู้ตัวด้วยว่า หลุดคำว่า ฉิบหาย ออกไป ขอโทษอย่างยิ่งเลยนะครับ ต้องขอโทษหัวหน้ากับเลขาด้วยนะครับ เดี๋ยวจะหาว่าลูกพรรคภูมิใจไทยไม่เรียบร้อย เราเป็นพรรคที่มีระเบียบวินัย เรียนท่านประธานครับ🔗
ขอโทษครับ ท่านพูดต่อ ได้เลยครับ ผมกดปุ่มผิด🔗
ท่านประธานไม่อยากให้ผม พูดต่อผมก็จะไม่พูดนะครับ เพราะพูดก็ขึ้นเหมือนกัน ผมรักสถาบันครับ🔗
ท่านพูดได้ ผมคิดว่าท่านพูด ดีแล้วในตอนต้น ถ้าท่านสรุปได้มันก็จะยิ่งดีมากครับ🔗
แล้วที่สำคัญผมเกิดที่ เมืองพระชนกจักรีพ่อของรัชกาลที่ ๑ เกิดที่อุทัยธานีครับ พูดแบบชาวบ้านก็เกิดที่อุทัยธานี ผมเรียนด้วยความเคารพครับ วันเวลากษัตริย์มายาวนานผมอยากเห็นรัฐบาลชุดนี้แต่งตั้ง เสียไว ๆ เป็นเสีย ดูสิจะทำงานได้ไหม เราต้องให้โอกาสกันทุกคน แต่ท่านครับ ท่านอย่าไป จุดชนวนให้กับบ้านเมืองนี้ ขอเถอะครับ ด้วยความเคารพจริง ๆ เรื่องมาตรา ๑๑๒ ท่านจับเมื่อไร ท่านทำเมื่อไรวุ่นวายครับ แล้วผมก็ถือว่าเป็นภารกิจของผมและพรรคภูมิใจไทยที่จะต้องให้ ระบบพระมหากษัตริย์อยู่คู่กับสังคมไทยตลอด ด้วยความเคารพท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณคุณชาดามากครับ ผมขอแจ้งนิดเดียวครับ เนื่องจากตอนที่รับรองไปเมื่อสักครู่ จำนวน ๒๐๒ คนนั้นมีผู้เข้าใจผิด คือจากวุฒิสมาชิกได้กดปุ่มรับรองไปด้วย ๔ ท่าน เพราะฉะนั้นเพื่อบันทึกที่ถูกต้องจึงขอตัดชื่อ วุฒิสมาชิกที่รับรอง ๔ ท่านออกไป คงเหลือผู้ที่รับรองคุณพิธา ๒๙๘ คน ซึ่งก็ยังครบชื่อ ที่ต้องการ ๕๐ คนอยู่ดีครับ ทีนี้การอภิปรายท่านต่อไปเดิมผมบอกว่าจะให้ฝ่ายเสนอที่จะเป็น รัฐบาล ๘ พรรคนั้นพูดต่อ แต่เนื่องจากคุณชัยธวัชซึ่งจะเป็นผู้อภิปรายนั้น ขออนุญาตว่า จะออกไปทำภารกิจนิดหน่อย ตอนนี้ถ้าเผื่อว่าท่านวุฒิสมาชิกไม่ขัดข้องก็จะขอเชิญ คุณประพันธุ์ คูณมี จากวุฒิสมาชิก ซึ่งจะใช้เวลา ๒๕ นาที อภิปรายต่อ แล้วก็จะมาที่คุณชัยธวัช ผมคิดว่าคงจะได้นะครับ คุณประพันธุ์อยู่นะครับ เชิญคุณประพันธุ์อภิปรายได้เลยนะครับ ท่านขอเวลา ๒๕ นาที เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายประพันธุ์ คูณมี สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธาน ที่เคารพครับ ก็ต้องขอบคุณท่านสมาชิกที่ได้อภิปรายเพิ่งจบไปสักครู่นี้ ผมรับฟังด้วยความซาบซึ้ง และเข้าใจในปัญหาของบ้านเมือง แต่วันนี้ถือเป็นวันที่มีความหมายและความสำคัญทาง การเมืองอย่างยิ่งของรัฐสภา เป็นวันที่ประวัติศาสตร์จะต้องกำหนดถึงอนาคตของบ้านเมือง เพราะเป็นวันที่สมาชิกรัฐสภาของเราจะได้ทำหน้าที่ในภารกิจสำคัญ นั่นก็คือการพิจารณา ให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรได้รับแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็ถือว่าเป็นผู้นำ สูงสุดในทางการบริหารของประเทศ อันเป็นการดำเนินการตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ ซึ่งการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาญัตตินี้ ในครั้งนี้ ก็ถือว่าเป็นครั้งที่ ๒ นับแต่ที่เรามีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐ ประกาศใช้เป็นต้นมา แต่สิ่งที่ กระผมจะได้อภิปรายต่อไปนี้ผมขอเรียนท่านประธานว่ามันเป็นประเด็นสำคัญที่จะต้อง กราบเรียนท่านในฐานะสมาชิกรัฐสภาที่ต้องมาทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกรัฐสภาเพื่อให้ ความเห็นชอบบุคคลที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะพวกเรามีที่มาแตกต่างกัน จากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๔ ก็บัญญัติให้ถือว่าพวกเรา ทั้ง ๒ ฝ่าย ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ สว. ย่อมถือว่าเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย ไม่ว่าจะเป็นมาด้วยวิธีการใด และการทำหน้าที่ของเรานั้นจะต้องไม่อยู่ในความผูกมัด แห่งอาณัติมอบหมายหรือความครอบงำใด ๆ และจะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม โดยปราศจาก การขัดกันซึ่งผลประโยชน์ และก่อนเข้าทำหน้าที่เราก็ต่างต้องกล่าวคำปฏิญาณตนด้วย ข้อความเดียวกันครับ ท่านประธานครับ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๕ ว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติ หน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้ และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ ประเด็นปัญหาที่เรา จะพิจารณาในวันนี้เป็นการใช้สิทธิ ใช้อำนาจหน้าที่ของเรา สส. มาจากการเลือกตั้ง จากประชาชน สว. ก็มาจากประชามติของประชาชน ที่เสนอให้มีบทบัญญัติให้ สว. เพื่อมาทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญในวันนี้ เราต่างมีฐานที่มาจากประชาชน เพียงแต่แตกต่างกัน ในด้านวิธีการและกระบวนการที่มาเท่านั้น กระผมให้ความเคารพและให้เกียรติท่าน สส. และรับฟังความคิดเห็นและเสียงของประชาชนที่ออกไปใช้สิทธิในการเลือกตั้งมาโดยตลอด แต่การพิจารณาในวันนี้ผมก็ต้องให้ความเคารพและรับฟังเสียงของประชาชนทั้งประเทศ ประกอบการพิจารณาด้วยเช่นกัน ผมเคารพและให้เกียรติท่าน แล้วก็หวังว่าท่านจะให้เกียรติ และเคารพในการทำหน้าที่ของ สว. เช่นกัน ซึ่งไม่ว่าพวกเราจะโหวตและให้ความเห็นชอบ หรือไม่ให้ความเห็นชอบอย่างไร ท่านคงเคารพกฎกติกาของกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ในประเด็นที่ผมจะเสนอต่อที่ประชุมต่อไปนี้จึงเป็นความเห็นโดยสุจริตของผมครับ ด้วยความยึดมั่น ในหน้าที่และคำปฏิญาณตนที่ได้ให้ไว้แก่สภาแห่งนี้ เพื่อรักษาและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ทุกประการ โดยมิได้มีอคติส่วนตัวใด ๆ ต่อบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเพื่อให้ความเห็นชอบ เป็นนายกแต่อย่างใด ท่านประธานครับ ตามที่ท่านชลน่าน ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ได้เป็นผู้เสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ให้เป็นบุคคลที่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรี และได้มี ท่าน สส. ได้ให้ความรับรอง ให้ความเห็นชอบในขณะนี้นั้น ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า การเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในครั้งนี้ผมถือว่า เป็นการเสนอชื่อบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ โดยชัดแจ้ง ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ มาตรา ๑๖๐ ซึ่งมีเหตุผลสำคัญคือ ในวันนี้เราอยู่ในโหมดของการใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ ในบทเฉพาะกาล เพราะฉะนั้น การเสนอชื่อแม้ว่าจะใช้อยู่ในโหมดมาตรา ๒๗๒ บทเฉพาะกาลก็ตาม แต่การเสนอชื่อบุคคล เพื่อเป็นนายกรัฐมนตรีก็ยังอยู่ในบทบัญญัติของมาตรา ๑๕๙ ที่บัญญัติให้สภาแห่งนี้ ต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีได้ก็แต่เฉพาะ บุคคลที่ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ เท่านั้น ท่านประธานครับ ท่านสมาชิกครับ ท่านลองเปิดไปดูมาตรา ๑๖๐ สิครับ มาตรา ๑๖๐ ว่าด้วยคุณสมบัติ ของบุคคลที่จะเป็นรัฐมนตรี ซึ่งก็คือรวมถึงนายกรัฐมนตรีนั่นเอง ซึ่งในมาตรา ๑๖๐ (๖) ต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๙๘ ก็ต้องย้อนกลับไปเปิดดูมาตรา ๙๘ ว่ามาตรา ๙๘ กำหนดลักษณะต้องห้ามไว้อะไรบ้าง ซึ่งแน่นอนครับ มาตรา ๙๘ กำหนดไว้เยอะหลายประการ ไม่ว่าเรื่องที่ต้องไม่ติดยาเสพติด ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย นั่นหมายความว่าคนที่จะมาเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องไม่มีคุณสมบัติต้องห้ามอย่างนี้ และที่สำคัญ (๓) ต้องไม่เป็นเจ้าของ หรือผู้ถือหุ้นในกิจการ หนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนใด ๆ และยังมีคุณสมบัติอื่น ๆ อีกครับ ไม่ต้องคำพิพากษาจำคุก ถูกคุมขัง ต้องไม่เป็นบุคคลที่อยู่ในระหว่างต้องห้าม แต่เอาละครับ เฉพาะกรณีของคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่ได้รับการเสนอชื่อนั้น มีปัญหาเรื่องคุณสมบัติก็คือ ขัดต่อกฎหมายมาตรา ๑๖๐ และมาตรา ๙๘ (๓) นั่นเอง นั่นคือท่านเป็นบุคคลที่ต้องห้าม หรือมีคุณสมบัติต้องห้ามตามมาตรา ๙๘ (๓) เมื่อเป็นเช่นนี้ครับ การเสนอชื่อของสมาชิก รัฐสภาที่เสนอชื่อท่านเพื่อให้ความเห็นชอบนั้น จึงปรากฏข้อเท็จจริงโดยชัดแจ้งอยู่แล้วว่า ขัดต่อข้อบังคับ ข้อ ๑๓๖ ที่กำหนดไว้ว่าจะเสนอชื่อบุคคลที่มีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ไม่ได้ครับ จึงมีปัญหาว่าการเสนอชื่อบุคคลผู้นี้เพื่อให้สภาให้ความเห็นชอบนั้นเป็นการเสนอ ชื่อบุคคลโดยชอบหรือไม่ หรือเป็นการเสนอชื่อบุคคลที่มีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับซึ่งห้ามมิให้เสนอชื่อบุคคลดังกล่าวนั้นได้🔗
ประเด็นที่ ๒ ข้อเท็จจริงปัญหาเรื่องคุณสมบัติของคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ก็ปรากฏข้อเท็จจริงชัดแจ้งว่า เมื่อวานนี้คณะกรรมการ กกต. ได้มีมติ และได้ยื่นเรื่อง เมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๖๖ ต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีคำสั่งโดยได้ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ ๑๒ พร้อมเอกสารประกอบคำร้องเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๒ ว่า สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็คือของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้สิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๑ (๖) ประกอบมาตรา ๙๘ (๓) หรือไม่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญ ได้ลงรับในทางธุรการแล้ว และจะได้เสนอคำร้องดังกล่าวต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๔๙ ต่อไป อันเป็นข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นโดยปราศจากข้อสงสัยว่า นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นบุคคล ที่มีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม นั่นคือเป็นความเห็นอันเป็นยุติของคณะกรรมการ กกต. ไม่ได้เป็นเพียงแค่มองเห็นว่าเป็นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามเท่านั้น ยังมองว่าสมาชิกภาพ สิ้นสุดแล้ว แต่ในชั้นพิจารณาของสภาแห่งนี้เรามีหน้าที่จะต้องพิจารณาว่าการที่ท่านหัวหน้า พรรคเพื่อไทยได้เสนอชื่อนายพิธานั้นถือว่าเป็นการเสนอชื่อบุคคลที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หรือไม่ ขัดต่อข้อบังคับหรือไม่ และบุคคลที่ถูกเสนอชื่อนั้นมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ปัญหานี้ครับท่านประธานครับ ก็อาจจะมี คนแย้งว่า ขณะนี้ยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นที่สุด จะไปถือว่าเขามีปัญหา เรื่องคุณสมบัตินั้นไม่ได้ ผมขอกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ ปัญหานี้ ไม่จำเป็นต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใดครับ เพราะปัญหาเรื่องคุณสมบัติ ของผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นคุณสมบัติเดียวกันกับบุคคลที่จะมาเป็นนายกนี้ เป็นเรื่องที่วิญญูชนและบุคคลโดยทั่ว ๆ ไปก็สามารถวินิจฉัยได้ครับ เพราะมาตรา ๙๘ นี้ ไม่ได้เขียนอะไรซับซ้อนลึกซึ้งเลยครับ ถามว่าท่านติดยาเสพติดหรือเปล่า ถามว่าท่านเป็น บุคคลล้มละลายหรือเปล่า ถามว่าท่านถือหุ้นสื่อหรือเปล่า ถามว่าท่านเคยต้องคำพิพากษา ให้จำคุกหรือเปล่า รวมแล้วเป็นสิบ ๆ ข้อนี่ครับ ไม่จำเป็นต้องไปถามศาลเลยครับ ตัวท่านก็มี วิจารณญาณที่จะวินิจฉัยได้เอง กฎหมายถึงไปเขียนในมาตรา ๑๕๑ ของพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่า มาตรา ๑๕๑ ผู้ใดรู้อยู่แล้ว แล้วก็จงใจไปสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นจึงเป็นความผิด นั่นก็คือเขาให้ตัวท่านเอง สามารถวินิจฉัยตัวท่านเองได้อยู่แล้ว ถ้าท่านต้องไปรอศาลก่อนว่าผมขาดคุณสมบัติ กฎหมาย จะไม่เขียนไว้อย่างนี้ครับ กรณีกฎหมายให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยนั้น เป็นเรื่องที่คณะกรรมการ กกต. เห็นว่าสมาชิกภาพของท่านสิ้นสุดแล้ว แต่ท่านไม่ยอมรับ ไม่รู้ตัว จนต้องให้สมาชิกมาเข้าชื่อ ไปยื่นต่อศาลเท่านั้น แต่ก่อนจะไปสมัครท่านมีคุณสมบัติไหม ขัดต่อรัฐธรรมนูญไหม ท่านต้อง Censor ตรวจสอบตัวเอง ไม่ต่างอะไรกับท่าน ท่านจบ ม. ๖ ไหมครับถ้าไม่จบ ม. ๖ ก็สอบเข้า มหาวิทยาลัยไม่ได้ ไม่เห็นจะต้องรอศาลวินิจฉัยเลยว่าผมจบหรือไม่จบ นี่คือประเด็นว่า ที่สมาชิกสภาได้เสนอชื่อบุคคลดังกล่าวนี้ และผมต้องนำเรื่องนี้มาพูดในที่ประชุม ก็เพื่อชี้ ให้เห็นว่าบุคคลที่ได้เสนอชื่อมาให้รัฐสภาโหวตรับรอง เพื่อให้ความเห็นชอบนั้นเป็นบุคคล ที่รัฐสภาไม่อาจรับไว้พิจารณาเพื่อโหวตหรือลงคะแนนเสียงได้ เนื่องจากเป็นการเสนอชื่อ บุคคลที่มีคุณสมบัติขัดต่อกฎหมาย และมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ หากรัฐสภา ให้มีการพิจารณาเพื่อลงมติและให้ความเห็นชอบต่อไป ย่อมขัดต่อกฎหมายสูงสุดของประเทศ และขัดต่อข้อบังคับการประชุมรัฐสภาโดยชัดแจ้ง สมาชิกรัฐสภาที่จะร่วมกันพิจารณา และลงมติ ย่อมได้ชื่อว่ารู้อยู่แล้วว่าบุคคลดังกล่าวมีคุณสมบัติที่มิชอบด้วยกฎหมาย แต่ท่านก็ยังจงใจจะกระทำผิดโดยฝ่าฝืนต่อรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมรัฐสภา การลงมติและให้ความเห็นชอบในกรณีดังกล่าวนี้ มันจะเป็นปัญหาที่เป็นความผิดร้ายแรง ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของท่าน นอกจากนั้นเมื่อสภาได้มีมติให้ความเห็นชอบแล้วการจะนำชื่อบุคคลที่มีคุณสมบัติ และคุณลักษณะต้องห้ามไปนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งบุคคลดังกล่าวเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพครับ ท่านลอง พิจารณาดูสิว่ากระทำดังกล่าวย่อมเป็นที่ระคายเคืองต่อเบื้องยุคลบาทเป็นสิ่งที่สภาแห่งนี้ มิบังควรที่จะกระทำเป็นอย่างยิ่ง นี่คือปัญหาสำคัญครับ เพราะฉะนั้นในกระบวนการของ เจ้าหน้าที่ กกต. กระบวนการอื่นที่มีการตรวจสอบเรื่องนี้เขาเห็นแล้ว เขาฟังข้อเท็จจริง เป็นยุติแล้ว ถ้า กกต. มีอำนาจโดยไม่ต้องส่งศาลเขาก็คงมีคำวินิจฉัยให้ใบแดงคุณพิธาไปแล้ว แต่ว่าโดยกระบวนการพิจารณาของกฎหมายบัญญัติให้ ถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือคณะกรรมการ กกต. เห็นว่าสมาชิกภาพของบุคคลใดสิ้นสุดลงให้เข้าชื่อหรือให้ยื่นต่อ ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยในขั้นสุดท้าย เพราะฉะนั้นกรณีนี้จึงเป็นเรื่องที่เป็นปัญหาสำคัญ ที่สภาแห่งนี้จะต้องได้พิจารณาให้ละเอียดถ่องแท้ว่าการเสนอบุคคลดังกล่าวนั้นชอบหรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ กรณีการถือหุ้นสื่อหรือไม่ ตนเป็นบุคคลที่ต้องห้ามหรือไม่นี้ ผมจึงเห็นว่าสมาชิกรัฐสภาควรจะใช้ดุลยพินิจพิจารณาว่าเมื่อเป็นกรณีที่ขาดคุณสมบัติ ตามมาตรา ๑๖๐ แล้ว จึงเป็นบุคคลที่ไม่อาจได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกได้เพราะขัดต่อ รัฐธรรมนูญ การเสนอชื่อเพื่อให้ลงมติจึงควรจะต้องอยู่ในดุลยพินิจของท่านสมาชิก และท่านประธานที่จะต้องได้พิจารณาครับ เพราะหากเราดึงดันที่จะลงมติจากบุคคล ที่มีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามนั้นท่านอาจจะถูกดำเนินคดีได้ตามมาตรา ๒๓๑ (๑) นั่นคือเป็นการจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจโดยขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมาย ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามประมวล จริยธรรมสำหรับ สส. ข้อ ๖ ข้อ ๗ และข้อ ๒๙ ท่านเปิดดูได้ครับ ประมวลจริยธรรม ของท่าน ส่วนสำหรับ สว. เองที่คิดจะลงมติในวันนี้มันก็มีปัญหาเรื่องข้อ ๖ ข้อ ๗ และข้อ ๔๔ ประมวลจริยธรรมเช่นกัน การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำทั้งที่รู้ข้อเท็จจริงอยู่แล้วว่า บุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นบุคคลที่ขาดคุณสมบัติ และมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย จน กกต. มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วย่อมเป็นข้อเท็จจริงที่รับฟัง เป็นที่ยุติว่าบุคคลที่ถูกเสนอชื่อขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้าม ด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริง ดังกล่าวนี้ ท่านประธานครับ ผมจึงไม่เห็นด้วยและขอคัดค้านการเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เพื่อให้ความเห็นชอบเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องขอให้ท่านประธานได้โปรดพิจารณาวินิจฉัย ในประเด็นสำคัญนี้ด้วย ส่วนความไม่เหมาะสมอื่น ๆ เกี่ยวกับบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อในวันนี้ มีหลายเรื่องหลายประเด็น ไม่ว่าที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้อภิปรายไปแล้วก็ดี ไม่ว่าเรื่อง ความเหมาะสมที่จะเป็นผู้นำประเทศก็ดี ไม่ว่าเรื่องการที่จะมีแนวนโยบายที่จะก่อให้เกิด การชักน้ำเข้าลึกชักศึกเข้าบ้านก็ดี หรือปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้งแตกแยกในหมู่ประชาชนก็ดี ก็เป็นความไม่เหมาะสมในด้านอื่น ๆ ซึ่งสมาชิกรัฐสภาก็คงจะได้อภิปรายและให้ข้อคิดเห็นต่อไป🔗
- ๑ ๙ /๑ สำหรับผมเห็นว่าประเด็นเรื่องการเสนอชื่อบุคคลดังกล่าวเพื่อให้สภาโหวตนั้นเป็นการเสนอชื่อ บุคคลที่มีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ มาตรา ๑๖๐ จึงไม่อาจเป็นบุคคลที่จะได้รับการเสนอชื่อเพื่อให้รัฐสภาโหวตให้ความเห็นชอบได้แต่อย่างใด ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณคุณประพันธุ์ คูณมี มากนะครับ คุณพิธายกมือขอพูดในสิ่งที่พาดพิงนะครับ อนุญาตให้คุณพิธาได้ชี้แจงในสิ่งที่ พาดพิง แล้วถ้าคุณพิธาชี้แจงจบแล้วคนต่อไปที่จะอภิปราย คือคุณชัยธวัช ตุลาธน ซึ่งขอเวลา ๑๕ นาที เชิญคุณพิธาครับ🔗
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอใช้สิทธิพาดพิงครับท่านประธาน ต้องเริ่มต้นด้วยการขอขอบพระคุณท่านสมาชิกทั้ง ๒ ท่าน ต้องขออภัยที่เอ่ยนามท่านชาดาและท่านประพันธุ์นะครับ ที่ได้อภิปรายสอบถามหลาย ๆ เรื่อง เกี่ยวกับคุณสมบัติของผมในฐานะผู้ที่ถูกเสนอเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ ๓๐ ของประเทศไทย ต้องเริ่มต้นอย่างนี้ครับ ท่านชาดาได้ติติงบุคลิกของผม ได้ติติงภาวะผู้นำของผม ผมก็กำลัง พยายามที่จะพัฒนาอยู่เหมือนกันครับ พยายามที่จะพัฒนาให้เป็นคนที่ฟังมากกว่าพูดนะครับ ฟังท่านชาดาเสร็จก็พยายามที่จะฟังท่านประพันธุ์ต่อ ในขณะเดียวกันผมก็พัฒนาภาวะผู้นำ ของผมให้เป็นคนที่รักษาคำพูดเหมือนกับ Slogan ของพรรคท่านเหมือนกันเป๊ะเลยว่า พูดแล้วทำ เพราะฉะนั้นสัญญาที่เคยให้ไว้กับพี่น้องประชาชนอย่างไรก็คงที่จะต้องทำตาม อย่างนั้น ผมยังพยายามที่จะพัฒนาคุณลักษณะความเป็นผู้นำของผมว่า ถึงผมจะไม่เห็นด้วย กับทุกเรื่องที่ท่านชาดาได้พูดมา แต่ผมเห็นว่าท่านมีเสรีภาพในการที่จะพูด และนี่คือหน้าที่ ของรัฐสภา นี่คือหน้าที่ของสภาที่ท่านชาดาก็มีประสบการณ์แบบหนึ่ง มีความคิดแบบหนึ่ง ผมก็มีชุดความคิดแบบหนึ่ง ประสบการณ์แบบหนึ่ง นี่คือสาเหตุที่เราต้องใช้รัฐสภาในการแก้ กฎหมายนิติบัญญัติ และเป็นข้อขัดแย้งตลอดมาของประเทศไทย นี่คือสิ่งที่ผมอยากเห็น ตั้งแต่สมัยที่แล้วละครับ ที่ท่านชาดาได้พูดถึงเรื่องของการลดโทษก็ดี มีการคุ้มครองก็ดี ซึ่งเวทีนี้เป็นเวทีเลือกนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่เวทีในการแก้ไขหรือกฎหมายใด ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าเป็นบรรยากาศที่ดี แล้วสุดท้ายครับ ผู้นำที่ดีของประเทศนี้ต้องมี ความอดทนอดกลั้น รับฟังกับข้อกล่าวหาที่จะจริงหรือไม่จริงก็แล้วแต่ อันนี้คือ ๔ ข้อที่ผม สัญญาผ่านท่านประธานไปยังท่านชาดาและพรรคที่อยู่ในรัฐสภาที่นี่ รวมถึงสภาสูงที่กำลัง รับฟังอยู่ว่านี่เป็น ๔ คุณลักษณะสำคัญที่ผู้นำของประเทศไทยควรจะมีครับ ในการที่จะใช้ สิทธิพาดพิงคงจะสั้น ๆ ครับท่านประธาน เรื่องที่ผมเห็นด้วยกับท่านชาดาก็คือใช่ครับ ไม่ได้อยู่ใน MOU ๘ พรรคอย่างที่ท่านเข้าใจ เพราะ MOU ๘ พรรคคือความเข้าใจร่วมกัน ของพวกเราในการจัดตั้งรัฐบาลทั้ง ๘ พรรคในการที่จะเข้าสู่อำนาจ เข้าสู่ทำเนียบรัฐบาล ในการบริหารประเทศ ในการที่จะแก้ไขกฎหมายอยู่ที่นิติบัญญัติครับ อยู่ที่นี่ แล้วเมื่อเรา ยื่นเสนอข้อกฎหมายก็ไม่มีใครผูกขาดชุดความคิดใดชุดความคิดหนึ่งก็ได้ คนที่อายุมากกว่าผม ก็อาจจะคิดอีกแบบหนึ่ง คนรุ่นผมก็อาจจะคิดอีกแบบหนึ่ง คนที่อายุน้อยมากกว่าผมก็อาจจะคิด อีกแบบหนึ่ง นี่คือหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรในการแก้ไขข้อขัดแย้ง พูดแทนพี่น้องประชาชน ผู้แทนราษฎรก็คือผู้แทนราษฎรที่มีความคิดแตกต่าง แล้วถ้าเราพูดกันอย่างมีวุฒิภาวะ พูดกันอย่างไม่มีคำหยาบคายแล้วใช้เหตุใช้ผลกัน นี่คือทางออกของประเทศในทุกความขัดแย้ง ที่เกิดขึ้น อันนี้คือสิ่งที่ผมเห็นด้วยกับคุณชาดามากเป็นอย่างยิ่งนะครับ แต่สิ่งที่ผมไม่เห็นด้วย และอาจจะเป็นข้อที่ยังคลางแคลงใจอยู่ เรื่องเกี่ยวกับ International Criminal Court หรือว่า ICC นะครับ ซึ่งตามหลักของเขาเลยก็เขียนไว้เลยครับ มีหน้าที่ที่จะ Investigates and where warranted, tries individuals charged with the gravest crimes of concern to the international community genocide, war crimes, crimes against humanity ซึ่งหมายความว่าอาชญากรรมทางสงคราม การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งตรงนี้ ข้อที่ท่านชาดาอาจจะกังวลคือข้อที่ ๒๗ ผมอ่านแล้ว แต่คราวนี้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ที่เป็นระบบเดียวกับเรา ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข Constitutional Monarchy มีอยู่ ๑๒๓ ประเทศ ญี่ปุ่นเซ็นครับ อังกฤษเซ็นครับ กัมพูชา เซ็นครับ สวีเดนเซ็นครับ เดนมาร์กเซ็นครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ถ้าเราเข้าใจว่าจริง ๆ แล้วพระองค์ท่านอยู่เหนือการเมือง และท่านทรงใช้ อำนาจผ่าน ครม. อยู่แล้ว ตรงนี้ไม่ได้เป็นประเด็นอย่างที่ท่านได้กล่าวหาเลย อันนี้เป็นประเด็น ที่ผมไม่เห็นด้วยอย่างแรง แล้วการที่จะบอกว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในการเข้า ICC คือการที่มี คนพูดบอกว่าใครหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์เอาปืนไปยิงมันเลย อันนี้ละผมไม่แน่ใจว่า คนที่สูญเสียไปตั้งแต่ยังไม่รู้ว่าใครเป็นคนยิงเมื่อหลายปีก่อน ๙๙ ศพที่ราชประสงค์ เป็นต้น แล้วย้อนหลังไปถึงเรื่อง ๖ ตุลา ๑๔ ตุลา เป็นต้น ที่ยังไม่รู้ว่าวัฒนธรรมรับผิดรับชอบ ที่เกิดวันนี้เขาจะรู้สึกอย่างไรเมื่อมีคนอภิปรายเรื่องนี้ในสภาแห่งนี้ อันนี้เป็นสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วย แล้วขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงในการชี้แจง ในส่วนของท่านประพันธุ์ผมต้องขอยืนยัน ผ่านท่านประธานไปยังสมาชิกทุก ๆ คน ทั้ง ๗๕๐ คนที่มีสิทธิในการเลือกนายกรัฐมนตรี ครั้งนี้ ผมยังมีคุณสมบัติสมบูรณ์แบบทุกประการและด้วยความชอบธรรมครับ ไม่ว่าจะเป็น กระบวนการที่ตัวผมเองก็ยังไม่รู้เลยครับว่าข้อกล่าวหาคืออะไร เห็นแต่มติก็ผ่านสื่อมวลชน ยังไม่รู้เลยว่าสงสัยในประเด็นไหน แล้วหลักการที่บอกว่าสมมุติฐานไว้ว่าบริสุทธิ์ไว้ก่อน คือ Presumption of innocence เข้าใจว่ามีเพื่อน ๆ ที่อยู่ในแวดวงทนาย แวดวงเกี่ยวกับ ตุลาการเข้าใจเรื่องนี้ดี มันมีศาลเตี้ยในรัฐสภาแห่งนี้ไม่ได้ครับ ผมยังไม่มีโอกาสชี้แจง แม้แต่ครั้งเดียวเลย แล้วคราวที่แล้วปี ๒๕๖๒ ก็มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ก็ไม่ได้ทำให้กระทบ การเลือกนายกรัฐมนตรีไม่ใช่หรือครับ เพราะว่าเท่าที่ผมจำไม่ผิดก็คือท่านบอกว่ารัฐบาล เสียงข้างมากที่รวมเสียงได้มากที่สุดก็จะออกมา ๒๔๙ เสียงตามนั้นไม่มีแตกแถว ก็เคยเกิดขึ้นแล้ว ไม่ใช่หรือครับ เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลครับ ท่านบอกว่า ม. ๖ ขึ้นมหาวิทยาลัย เรื่องของวิญญูชน ผมรัดกุมมาตลอดเกี่ยวกับการยื่น ป.ป.ช. รัดกุมมาตลอดเกี่ยวกับคุณสมบัติ สอบถามทั้ง กกต. สอบถามทั้ง ป.ป.ช. ทุกครั้งตั้งแต่เป็น สส. ครั้งแรก และจนครั้งนี้ และครั้งต่อไป และต่อ ๆ ไป เพราะผมยอมรับในการตรวจสอบอย่างไรครับ มันก็ยังดีกว่าบางคนที่ไม่ได้อยู่ในกระบวนการ ตรวจสอบไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. หรือ กกต. ก็ตาม ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณคุณพิธาครับ ต่อไป ผู้ที่จะอภิปรายต่อไป คุณชัยธวัช ตุลาธน แล้วผมให้เตรียมตัวได้เลยครับ คนถัดจากคุณชัยธวัช ตุลาธน คือคุณศาสตรา ศรีปาน เชิญคุณชัยธวัชครับ🔗
เรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม ชัยธวัช ตุลาธน สมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตที่จะอภิปรายผ่านไปยังสมาชิก รัฐสภาทุกท่านว่าทำไมในวันนี้พวกเราควรลงมติรับรองให้คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้า พรรคก้าวไกลเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป แทน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผมคงไม่รบกวนเวลา สมาชิกทุกท่านมากนะครับ เพราะอันที่จริงแล้ววันนี้ผมคงไม่จำเป็นต้องมาอภิปรายถึงเรื่อง คุณสมบัติของคุณพิธา รวมถึงนโยบายของพรรคก้าวไกลในรัฐสภาแห่งนี้ เพราะผมถือว่า ประชาชนทั้งประเทศ รวมถึงสมาชิกรัฐสภาทุกท่านเราต่างก็ได้ใช้วิจารณญาณของตัวเอง พิจารณาและลงมติ ๑ คน ๑ เสียงเท่าเทียมกันผ่านการเลือกตั้งไปแล้วเมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๖ แล้วเมื่อผลปรากฏว่าพรรคก้าวไกลซึ่งได้เสนอชื่อคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็น Candidate นายกรัฐมนตรีได้ชนะการเลือกตั้งแล้วสามารถรวบรวมเสียงข้างมาก ในสภาผู้แทนราษฎรได้ทั้งสิ้น ๓๑๒ จากพรรคการเมือง ๘ พรรคได้แล้ว คุณพิธาก็ควรจะได้ขึ้นเป็น นายกรัฐมนตรีตามครรลองปกติของระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา เรื่องมันก็ควรจะ เรียบง่ายตรงไปตรงมาแบบนี้มิใช่หรือครับ แต่ท่านประธานครับ บรรยากาศที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเราตลอด ๒ เดือนที่ผ่านมา จนกระทั่งถึงวันนี้กลับทำให้เกิดคำถามดัง ๆ ในใจของพี่น้องประชาชนจำนวนนับล้าน ๆ คน ที่กำลังเฝ้าจับตาดูการประชุมรัฐสภาอยู่วันนี้ด้วย เกิดคำถามในใจของเขาว่าหากนายกรัฐมนตรี คนใหม่ไม่เป็นไปตามผลการเลือกตั้งแล้วเราจะมีการเลือกตั้งไปทำไม ตกลงอำนาจอธิปไตย ของประเทศนี้เป็นของปวงชนชาวไทยตามที่ปรากฏบัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญจริง ๆ หรือไม่ หรือเป็นของใครกันแน่ และยังมีคำถามคำโต ๆ ว่าตกลงประชาชนอยู่ตรงไหน ประชาชน อยู่ตรงไหนในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของเรา ท่านประธานครับ คำถามในใจของพี่น้องประชาชนเหล่านี้มันสะท้อนอะไรและมีนัยสำคัญอย่างไรกับสังคม บ้านเมืองของเรา อันที่จริงคำถามในใจของประชาชนทำนองนี้ไม่ใช่จะเพิ่งเกิด แต่มันเป็น คำถามที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ ตามลำดับตลอดเกือบ ๒ ทศวรรษที่ผ่านมา เราผ่านอะไรมาบ้างครับ ผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว ๕ ครั้ง ผ่านการรัฐประหาร ๒ ครั้ง ผ่านการพยายามที่จะเขียน รัฐธรรมนูญฉบับถาวรหลังรัฐประหาร ๒ ฉบับ ผ่านแม้กระทั่งการพยายามจัดตั้งรัฐบาล ในค่ายทหาร ๑ ครั้ง ผ่านการยุบพรรคการเมือง ยุบแล้วยุบอีก ผ่านการชุมนุมของประชาชน ฝ่ายต่าง ๆ และการปะทะกันบนท้องถนนนับไม่ถ้วน มีผู้ถูกดำเนินคดี จำคุก บาดเจ็บ รวมถึง เสียชีวิตรวมแล้วนับร้อยนับพันจากความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังไม่ทราบว่าจะยุติเมื่อไร ทว่าผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้มาเกือบ ๒ ทศวรรษ สังคมไทยยังไม่สามารถให้คำตอบที่ดีได้ ต่อคำถามในใจของพี่น้องประชาชนอย่างที่ผมกล่าว และยังไม่สามารถจะหาคำตอบที่พวกเรา ยอมรับร่วมกันได้สักที ปัญหาก็คือว่าตราบใดที่พวกเรายังไม่สามารถหาคำตอบแห่งยุคสมัยนี้ได้ สังคมไทยก็จะหยุดนิ่ง จมดิ่ง ว่ายวนอยู่ในวงจรเดิม ๆ มองไม่เห็นอนาคตไปอีกนาน อย่างไรก็ดีครับ ท่านประธานครับ ผมเองในฐานะผู้แทนราษฎร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และในฐานะตัวแทนของพรรคก้าวไกล ผมเห็นว่าการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา และการลงมติของรัฐสภาในวันนี้จะเป็นโอกาสสำคัญของพวกเราที่จะเริ่มต้นในการแสวงหา คำตอบครั้งใหม่ให้แก่สังคมไทยครับ สมาชิกหลายท่านอาจจะไม่เห็นด้วยกับพรรคก้าวไกล ในบางเรื่อง หลายท่านอาจจะกังวลใจกับความเปลี่ยนแปลงที่พวกเราไม่คุ้นเคยหรือไม่รู้จัก มีข้อกล่าวหามากมายซึ่งส่วนหนึ่งก็สะท้อนจากการอภิปรายของท่านสมาชิก ๒ ท่านแรก ไม่ว่าความกังวลใจว่าพวกเราจะพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐหรือระบอบการปกครอง หรือไม่ พวกเราพยายามที่จะทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่กลายเป็นสถาบันหลักของชาติ อีกหรือไม่ เจตนาที่แท้จริงของการเสนอให้มีการแก้ไขปรับปรุงมาตรา ๑๑๒ ซึ่งเป็นหนึ่ง ในหลาย ๆ นโยบายของเราเป็นอย่างไร ผมขออนุญาตไม่ใช้เวลานี้ในการลงรายละเอียด ที่จะแลกเปลี่ยนกับท่านสมาชิกที่ได้อภิปรายมาก่อนหน้านี้ แต่ประเด็นสำคัญที่อยากจะกล่าว เอาไว้ในที่นี้ ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอใด ๆ ของเรา ของพรรคก้าวไกลมันอยู่บนฐานความคิดที่ว่า สถาบันหลักของชาติ หรือสถาบันการเมืองใด ๆ ก็ตามจะดำรงอยู่ได้ก็ด้วยความยินยอม พร้อมใจของประชาชน ไม่มีสถาบันใดที่จะสามารถดำรงอยู่ได้ด้วยการกด ปราบ บังคับ แล้วนี่เป็นสิ่งที่เราพยายามจะเตือนให้สติกับทั้งสมาชิกในสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกรัฐสภา และกับสังคมไทย กับผู้มีอำนาจทุกฝ่ายขอให้ตั้งสติแล้วมองการณ์ไกล เข้าใจสถานการณ์ ความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน แล้วเล็งเห็นให้ได้ว่าวิธีการอะไร กุศโลบายอะไรที่ดีที่สุด ที่จะสามารถรักษาสิ่งที่พวกเรารัก สิ่งที่หลายคนหวงแหนให้ดำรงอยู่ให้ได้ในสังคมที่มีพลวัตตลอดเวลา เราไม่เชื่อว่าสิ่งใด ๆ จะดำรงอยู่ได้ด้วยการสถิตอยู่เหมือนเดิมทุกประการแล้วจะมั่นคงสถาพร แล้วมันไปไกลนะครับ ไปไกลถึงขนาดที่ว่าหลายท่านบอกว่าการลงมติให้คุณพิธาจากพรรคก้าวไกลเป็นนายกรัฐมนตรี จะเป็นการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการไม่รักชาติ เป็นการไม่เคารพรักสถาบัน พระมหากษัตริย์ นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่พวกผมพยายามจะบอกว่ามันไม่ควรจะเป็นสิ่งที่ เกิดขึ้นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะองค์พระมหากษัตริย์ และสถาบันพระมหากษัตริย์ ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนี่ ต้องอยู่เหนือการเมือง ต้องอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง แล้วมันอันตรายมากที่เมื่อไร ต่างฝ่ายต่างดึงเรื่องนี้เข้ามาพัวพันในความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งก็เห็นอยู่แล้วว่าตลอดเกือบ ๒ ทศวรรษที่ผ่านมาผลในวันนี้เป็นอย่างไร เราพยายามที่จะเสนอว่าต้องช่วยกันนำสถาบัน พระมหากษัตริย์ออกจากความขัดแย้งทางการเมือง และการยิ่งนำสถาบันพระมหากษัตริย์ มาปะทะกับผลการเลือกตั้งยิ่งไม่สมควรอย่างยิ่ง ใครจะรับผิดชอบกับผลกระทบจาก การกระทำแบบนี้🔗
สุดท้ายนะครับท่านประธาน อย่างไรก็ตามผมอยากจะเชิญชวนท่านสมาชิก ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาในที่ประชุมแห่งนี้ลงมติให้คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เหตุผลไม่ใช่เพราะทุกท่านรักคุณพิธา ไม่ใช่เพราะทุกท่านเห็นชอบ เห็นด้วยกับพรรคก้าวไกลไปเสียทุกเรื่อง แต่มันจะเป็นการลงมติเพื่อคืนความปกติให้แก่ระบบ รัฐสภาของไทย มันจะเป็นการลงมติเพื่อแสดงความเคารพต่อประชาชน เป็นการลงมติ เพื่อให้โอกาสครั้งใหม่แก่สังคมไทย เป็นการลงมติเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการแสวงหาคำตอบ แห่งยุคสมัยร่วมกันให้ได้ สุดท้ายผมขออวยพรให้ประชาชนซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในระบอบประชาธิปไตย คุ้มครองสมาชิกรัฐสภาทุกท่านที่จะตัดสินใจอย่างกล้าหาญตามมโนธรรมสำนึก และเจตจำนง ที่พี่น้องประชาชนได้แสดงออกไปแล้วเมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๖ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณคุณชัยธวัช ตุลาธน มากครับ ต่อไปคุณศาสตรา ศรีปาน ลำดับถัดจากคุณศาสตราก็จะเป็นของสมาชิกวุฒิสภา ก็ขอความกรุณาได้ประสานมาด้วยว่าจะเป็นท่านใดที่จะอภิปรายต่อจากคุณศาสตราครับ ขอเชิญคุณศาสตรา ศรีปาน ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ เพื่อนสมาชิกทุกท่านครับ ผม ศาสตรา ศรีปาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒ จังหวัดสงขลา พรรครวมไทยสร้างชาติ วันนี้ผมเป็นตัวแทนของพรรครวมไทยสร้างชาติ ในการขึ้นมาอภิปรายแสดงจุดยืนของเราในการเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ ๓๐ ของประเทศไทย ดังนั้นเสียงที่ผมจะส่งไปให้กับท่านสมาชิกที่อยู่ที่นี่และข้างนอก ต้องเรียนแบบนี้ครับว่า ไม่ได้มีอคติหรือมีเรื่องใด ๆ ส่วนตัว แต่มันคือความคิดเห็นของคนไทยรักชาติ รักแผ่นดิน ที่เราจะมาบอกว่าวันนี้อุดมการณ์ของพรรครวมไทยสร้างชาติ คือความชัดเจนมาตั้งแต่เริ่มต้นว่า เราจะปกป้องและดำรงไว้ซึ่งสถาบันหลักของชาติไทย ดังนั้นเราจึงไม่สนับสนุนพรรคการเมืองใด หรือนักการเมืองคนใดที่มีนโยบายในการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ เพราะเราเห็นว่าบ้านเมืองวันนี้ ก็สามารถเดินไปข้างหน้าได้ สามารถที่จะพัฒนาไปข้างหน้าได้โดยไม่จำเป็นต้องแก้ไข มาตรานี้เลย ไม่มีความจำเป็นใด ๆ เลยครับ แล้วเราไม่จำเป็นต้องมาทำลายขนบธรรมเนียม ประเพณีไทย หรือต้นทุนทางวัฒนธรรมไทยที่มีมาตั้งแต่ในอดีต ไม่มีความจำเป็นเลยครับ มากกว่านั้นครับพี่น้องประชาชน ตัวผมเองและเพื่อนสมาชิกก็ทราบดีครับว่าเราเห็น การขับเคลื่อนเดินสายพูดถึงประวัติศาสตร์ซึ่งสร้างบาดแผลให้กับชาติไทย ทำให้เกิด ความสงสัย เช่นเรื่องการแบ่งแยกดินแดน แบ่งแยกแผ่นดิน ผมถามว่าสิ่งเหล่านี้มันทำให้ สังคมไทยดีขึ้นหรือเปล่า ไม่เลยนะครับ ไม่มี มีแต่สร้างความแตกแยก แบ่งแยกคนออก เป็นฝักเป็นฝ่าย ไม่ได้มีประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้นเลย รูปที่มีอยู่ทุกบ้าน บ้านคุณมีไหมครับ บ้านผมมีครับ แล้วผมเชื่อว่ารูปที่มีอยู่ทุกบ้านก็อยู่ในบ้านของใครหลาย ๆ คนข้างนอก โครงการพระราชดำริ ยกตัวอย่างหาดใหญ่บ้านผมนี่คลอง ร. ๑ คลองภูมินาถดำริ โครงการพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทำให้เราไม่สูญเสียชีวิต สูญเสียทรัพย์สิน วันนี้นักเรียนทุนที่ได้รับ คนยากจนวันนี้เขายังซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของสถาบัน เพราะฉะนั้นอย่าเหยียบย่ำหัวใจคนไทยไปมากกว่านี้เลยครับ ขอได้ไหมครับ ไม่แก้มาตรา ๑๑๒ ขอได้ไหมครับเรื่องนี้ ไปแก้ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนยังมีเรื่องอีกร้อยแปดพันเก้า ที่เราสามารถที่จะเสนอแก้ไขกฎหมายให้กับพี่น้องประชาชนได้ ในการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ มีแต่สร้างความแตกแยก ผมไปฟังเสียงจากพี่น้องประชาชนบ้านผมนะครับ คุณบอกว่า ๑๔ ล้านเสียงพร้อมจะลงถนน อีก ๒๐ กว่าล้านเสียงที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผมบอกเลยว่าก็พร้อม ยอมตายถวายชีวิตเพื่อสถาบัน เพราะฉะนั้นผมบอกและเรียนตามตรงว่าการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ จะสร้างแต่รอยร้าว รอยแตกแยก ให้กับประเทศไทย คนลงถนนบ้านเมืองจะอยู่อย่างไรครับ มีแต่พังพินาศ ชัยชนะบนซากปรักหักพังนี่ ชอบกันหรือครับ ผมว่ามันไม่มีประโยชน์อันใด ถึงคุณจะบอกว่า ๑๕๑ เสียงที่คุณได้มา หรือแม้แต่ ทั้งรัฐสภา ๗๕๐ คุณก็ไม่มีสิทธิในการทำลายสิ่งที่บรรพบุรุษเขาสร้างกันมาตั้งแต่ต้น ไม่มีครับ นี่คือประเด็นที่พี่น้องประชาชนที่อยู่ด้านนอกเขาคิด เพราะฉะนั้นต้องฟังด้วยนะครับ ไม่ว่าจะเป็น เสียงส่วนน้อย เสียงส่วนใหญ่ก็ต้องฟังเพราะมันจะเกิดความแตกแยก แล้วผมคิดว่ามาตรา ๑๑๒ การแก้ไขมันก็ไม่ได้ทำให้ประเทศไทยทุกคนเป็นเทวดา เหมือนที่ท่านชาดา ขออภัยที่เอ่ยนาม ได้อภิปรายไว้เมื่อสักครู่นี้ แล้วอีกอย่างหนึ่งนะครับ การที่คุณพิธาจะได้เป็นนายกหรือไม่ในวันนี้ อย่ามาโทษใครทั้งสิ้น อย่ามาโทษ สส. อย่ามาโทษ กกต. ศาลรัฐธรรมนูญ แต่ผมว่าเป็นที่ตัวคุณเอง ที่ต้องตอบคำถามสังคมให้ได้ วันนี้กฎหมายก็ชัดเจนว่าจะเป็นนายก จะเป็น สส. นี้ห้ามถือหุ้นสื่อ กฎหมายเขาเขียนไว้แล้วตั้งแต่ก่อนพรรคอนาคตใหม่จะตั้งขึ้นมาอีก แล้วพอเขาบอกว่าให้ถอน ก็ถอนได้ แล้วทำไมไม่เอาออกตั้งแต่แรกครับ จะได้ไม่ต้องมีการอภิปราย จะได้เลือกนายก คนที่ ๓๐ กันไปเลย ไม่ต้องโทษใครทั้งสิ้นครับ แล้ววันนี้คุณก็ต้องตอบสังคมให้ได้เช่นกันนะครับ เพราะวันหนึ่งคุณบอกว่าเรื่องมาตรา ๑๑๒ คุณจะแก้ไข อีกวันหนึ่งคุณบอกว่าคุณจะยกเลิก บางวันคุณขึ้นเวทีติด Sticker บอกว่าแก้ไขแล้วเดี๋ยวค่อยไปยกเลิก แล้วจะให้พวกเรา คิดอย่างไรครับ นักการเมืองที่ปากอย่างใจอย่างนี่ถามว่าพี่น้องประชาชนจะเชื่อได้หรือเปล่าครับ นี่คือสิ่งที่คุณต้องตอบ และผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนก็ติดตามอยู่ โดยเฉพาะเสนอร่างกฎหมาย มาตรา ๑๑๒ ร่างมาจนไม่เหลือความคุ้มครองใด ๆ เลย และไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖ ที่บัญญัติว่าองค์พระมหากษัตริย์ให้ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่สักการะ ผู้ใด จะละเมิดมิได้ ผมเกิดมา ๔๐ ปีก็รุ่นราวคราวเดียวกับคุณพิธานี่ละครับ ๔๐ ปีผมไม่เห็นเคย โดนฟ้องมาตรา ๑๑๒ เลย ไม่เคยครับ กฎหมายก็อยู่ในส่วนของกฎหมาย ไม่มีนิติสงครามครับ มีแต่นิติรัฐ ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นวันนี้พรรคก้าวไกลมีการยื่นเสนอ มีนโยบายที่จะแก้ไขมาตรา ๑๑๒ ซึ่งขัดกับ อุดมการณ์ของพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งเราเห็นว่าการแก้มาตรา ๑๑๒ มีแต่การสร้าง ความเกลียดชังและแตกแยกของคนในสังคมไทย และกระทบต่อความรู้สึกของคนไทย ในจังหวะที่ประเทศชาติต้องการความรัก ความสามัคคี ซึ่งไม่มีประโยชน์ใด ๆ ดังนั้น พรรครวมไทยสร้างชาติ ตัวแทนของพี่น้องประชาชนคนไทยผู้ที่รักและเทิดทูนสถาบัน จึงไม่ขอโหวตสนับสนุนนายกรัฐมนตรีคนที่ ๓๐ ของประเทศไทยชื่อพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณคุณศาสตรา ศรีปาน มากครับ ขณะนี้ทางวุฒิสมาชิกยังไม่ส่งรายชื่อมา แล้วก็ได้ให้ทางพรรคการเมือง ๘ พรรค ได้อภิปรายก่อนนะครับ ตอนนี้ผมมีรายชื่อผู้ที่จะอภิปรายจาก ๘ พรรคการเมืองแล้วนะครับ คือคุณอดิศร เพียงเกษ ขอเวลา ๑๐ นาที สำหรับท่านวุฒิสมาชิกและพรรคการเมืองต่าง ๆ ที่ยังไม่ได้อภิปราย ถ้าประสงค์จะอภิปรายก็กรุณาประสานไปหน้าบัลลังก์ด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ เชิญคุณอดิศร เพียงเกษ ครับ🔗
ท่านประธานรัฐสภา ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านสมาชิกวุฒิสภาผู้ทรงเกียรติที่เคารพ กระผม นายอดิศร เพียงเกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ภูมิลำเนาอยู่จังหวัดขอนแก่น ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา วันนี้เป็นวันที่สำคัญอย่างยิ่งของระบบรัฐสภาประชาธิปไตย พรรคการเมืองต่าง ๆ ที่อยู่ในสภาแห่งนี้ได้ผ่านการเลือกตั้งโดยพี่น้องประชาชนเลือกตั้งมาด้วยความยากลำบาก มีอุปสรรคมากมาย การแข่งขันเมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม เป็นสนามที่ประชาชนกลั่นกรอง พวกเรา ผู้สื่อข่าวกลั่นกรองพวกเรา องค์กรอิสระกลั่นกรองพวกเรา แทบจะเอาตัวไม่รอด สักพรรคครับ ถี่ยิบ จึงขออนุญาตแสดงความดีใจกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุก ๆ ท่าน ทุก ๆ พรรค ท่านเป็นฝ่ายประชาธิปไตยทั้งหมดครับ แต่เวทีหาเสียงอาจจะมีท่านหรือผม แบ่งแยกกันบ้าง แต่วันนี้ท่านเป็นฝ่ายประชาธิปไตยทั้งนั้น ท่านจะมาทำหน้าที่ในการเลือก นายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่ผ่านมาประเทศไทยเขาใช้เฉพาะซีกของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครับ เมื่อคราวหนึ่งพรรคของท่านประธานชนะพรรคประชาธิปัตย์ อยู่ ๒ คะแนน ผมก็อยู่กับท่านด้วย พรรคความหวังใหม่ ต้องแสดงความเคารพกับ ท่านชวน หลีกภัย ที่ถอยให้ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยไม่มีทางสมาชิกวุฒิสภา เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ท่านได้ให้ความสำคัญแก่สมาชิกวุฒิสภา ดำรงตำแหน่ง เลือกนายกรัฐมนตรีได้ ๒ ครั้ง ๒ วาระ ซึ่งก็เป็นสิทธิของท่าน ผมจะไม่ก้าวก่าย ก้าวล่วงไปถึง ดุลยพินิจที่ท่านวุฒิสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผมถือว่าท่านเป็นผู้ที่มีความรู้ จะชี้ผิดชี้ถูก แต่ความคิดเห็น ในทางการเมืองมันแตกต่างกันได้ครับ การเลือกตั้งครั้งนี้ในซีกสภาผู้แทนราษฎรไม่มีพรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่งที่ได้คะแนนเกิน ๒๕๐ เสียง ไม่ได้เกินครึ่งนะครับ เกินครึ่งต้อง ๒๕๐ เสียง ขึ้นไป แต่บรรดาพรรคการเมืองทั้งหลายทั้งปวงนั้นมีพรรคก้าวไกลได้คะแนนมากกว่าเพื่อน ๑๕๑ ที่นั่ง ตามติดมาด้วยพรรคการเมืองที่ผมสังกัดคือพรรคเพื่อไทยได้ ๑๔๑ เป็นไข่เป็ดกับไข่ไก่เบอร์ศูนย์ มาด้วยกัน ท่านประธานครับถ้าลักษณะอย่างนี้ในการจัดตั้งรัฐบาล ถ้าในอดีตง่ายนะครับ เพราะว่าอันดับที่ ๑ มันห่างกับอันดับที่ ๒ มาก อันดับที่ ๒ เป็นฝ่ายค้าน แต่คราวนี้ ๑๕๑ ๑๔๑ เป็นไข่เป็ด ไข่ไก่ เปรียบเสมือนเป็นข้าวต้มมัดกับประชาชน ให้ก้าวไกลกับเพื่อไทย เป็นข้าวต้มมัด ประชาชนเป็นตอกครับ จะมัดทั้งเพื่อไทย ก้าวไกลไปอยู่ด้วยกัน ห้ามหนีจากกัน จึงมีการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลผสมขึ้นมา ๘ พรรคการเมือง พรรคเพื่อไทยเราเคารพกติกา ประชาธิปไตยในฝ่ายบริหาร เมื่อพรรคก้าวไกลได้ ๑๕๑ เราสมัครใจภูมิใจจะสนับสนุน คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ขึ้นเป็นผู้นำในฝ่ายบริหารคือนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ต้น ให้สิทธิท่าน ในการไปคิดที่จะรวบรวมเสียงต่าง ๆ จนเป็นคะแนน ๓๑๒ คะแนน ณ วันนี้พรรคเพื่อไทย ยังยืนยัน เมื่อวานนี้เราประชุมพรรคกัน สส. เอกฉันท์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ยกมือสนับสนุน คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ภายใต้การเข้าประชุมของ Candidate นายกรัฐมนตรีของพวกเราด้วย คือคุณอุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร ท่านประธานครับ วันนี้จะคิดอย่างไรก็ช่าง ท่านจะคิด ตรงกันหรือเปล่าไม่ทราบ แต่ผู้พิพากษาที่แท้จริงได้ตัดสินความไปแล้ว ไม่มีศาลอื่นใดครับ ที่จะมาตัดสินความเรื่องประชาธิปไตย ๑๔ พฤษภาคมประชาชนพิพากษาโดยเด็ดขาด ไม่อุทธรณ์ ฎีกา ให้พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกลและพรรคการเมืองร่วมทั้งหมด โดยเฉพาะ พรรคก้าวไกล ๑๕๑ ต้องไปทำหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรีครับ ต้องขอกราบขอบพระคุณ ทางฝ่ายที่เป็นรัฐบาลในปัจจุบันรักษาการที่ไม่เสนอเสียงส่วนน้อยมาแข่งขันกัน ถ้าเราเคารพ เจตนารมณ์ตรงนี้ประชาธิปไตยเป็นเรื่องง่ายครับ ไม่ใช่เรื่องยาก เลือกตั้งจบไปแล้ว แต่ไม่ใช่เลือกตั้งที่เขาเรียกว่า ขออนุญาตนะครับ ลากตั้งยังไม่จบ จึงเป็นปัญหาที่จะต้องมี คนดึงขาคนที่ได้คะแนนเสียงอันดับ ๑ ผมอยากให้พี่น้องประชาชนชาวไทย ซึ่งฟังอยู่ใจจดใจจ่อ ข้างนอกนะครับ เมื่อเช้ารถติด ออกบ้าน ๖ โมงมาถึงนี่ ๙ โมงเช้าครับ ประชาธิปไตยเรา เป็นตัวแทน แต่เจ้าของอำนาจอธิปไตยแท้จริงเขารออยู่ที่บ้าน เขาชุมนุมอยู่ตรงโน้นตรงนี้ครับ ก็เป็นสิทธิของเจ้าของอำนาจที่แท้จริง พี่น้องประชาชนอยากเห็นรัฐบาล อยากมีนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีที่ผ่านมา ๙ ปีผมจะไม่วิจารณ์ ท่านก็โบกมือลาไปแล้ว เขาอยากเห็น คนที่ได้ ๑๕๑ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ส่วน ๑๔๑ ก็เป็นข้าวต้มมัด มัดด้วยตอกที่ผมกราบเรียน ไปด้วยกัน อาจจะมีคนคลางแคลงสงสัยว่าเพื่อไทยจริงใจหรือเปล่า ผมตอบให้พี่น้อง ประชาชนว่าเพื่อไทยจริงใจ รู้กติกาเพราะเราตั้งมาแล้ว ๒๒ ปี เรามีบทเรียน เราเคยได้ คะแนนเด็ดขาด ๓๗๗ เราเคยได้ ๒๔๘ ๒๕๖ แต่เที่ยวนี้ก้าวไกลเขาเป็นส้มตำที่เผ็ดจี๊ดจ๊าด กว่าเรา เขาใส่พริกมากกว่าเรา แต่เรายังเป็นเพื่อนกัน ผมกับคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผมศรัทธาเขา อย่างน้อยเป็นรุ่นน้องธรรมศาสตร์ผม พูดภาษาอังกฤษดีกว่าผมเยอะ ฮาร์วาร์ด MIT ผมเห็นแต่แผนที่ครับ เขาจบมา ผมจะมีความสุขถ้าสภาแห่งนี้เลือกพิธา พิธาต้องไปทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ไปที่ฝรั่งเศส ไปจับมือกับประธานาธิบดีมาครง ไปจับมือกับนายกรัฐมนตรีแคนาดาทรูโด ไปสีจิ้นผิง ไปเจอผู้เฒ่าไบเดน มันสง่างามนะครับ รับรองไม่เดินหลงธงชาติแน่นอน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผมพูดสั้น ๆ พรรคเพื่อไทย แน่นอน FC พวกเรามีเยอะ เรามีคนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร เศรษฐา ทวีสิน ชัยเกษม นิติสิริ แต่เที่ยวนี้ ครั้งนี้ ณ เวลานี้ต้องเปิดโอกาสให้น้องผม คือพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ขึ้นมาดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีโดยไม่มีเงื่อนไข ผมจึงกราบเรียนไปทางสมาชิกรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็นซีกสมาชิก วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ปัญหาบ้านเมือง ยาเสพติด ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสินค้า เกษตรตกต่ำ ปัญหาไฟฟ้า เรื่องแก๊ส ปัญหาต่างประเทศ ปัญหาสังคมต่าง ๆ เดี๋ยวนี้ไม่มีการแก้ไข ต้องการได้รัฐบาลด่วนที่สุด เมื่อวานเราตั้งญัตติเรื่องสะพานพังพาบที่ลาดกระบัง อยากได้นายกครับ ต้องเคารพเสียงที่เขาได้มาจริง ๆ ด้วยความเคารพ ผมฝากไปหาพี่ ๆ เพื่อน ๆ ทางวุฒิสภาครับ ผมเคารพท่าน ท่านมาตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ความศรัทธาจะเกิดขึ้นหรือไม่อยู่ที่การกระทำครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ดี สมาชิกวุฒิสภาก็ดี พี่น้องประชาชนจะให้ความศรัทธาหรือเปล่า อยู่ที่การกระทำวันนี้ครับว่าท่านจะเดินอย่างไร แต่ขอยืนยันกับท่านประธานรัฐสภาว่า ทางพรรคเพื่อไทยยินดีจะสนับสนุนน้องชาย คุณพิธา ซึ่งเป็นนายกจะเรียกน้องชายก็คงไม่ได้ ขอสนับสนุนคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ ๓๐ ครับ คุณวุฒิไม่ต้องพูดถึง การศึกษาไม่ต้องพูดถึง อายุเหมาะ ๆ อายุ ๔๐ ปี นี่ผม ๔๐ ปีมาก่อน รู้ว่ามันเร่าร้อนครับ ไปไหนไม่เหนื่อย แต่เดี๋ยวนี้มากกว่า ๔๐ ปีนิดหน่อย แต่มันสมองบางทีก้าวหน้ากว่า ๔๐ ปีครับ เรามาจับมือกัน เราเป็นข้าวต้มมัดที่ตอกประชาชนหมุน แล้วขอเรียกร้องไปทางสมาชิกรัฐสภา ผมจะไม่พูดมากไปกว่านี้ครับ เราจะไม่พูดถึงรัฐธรรมนูญฉบับนี้ซึ่งจะต้องแก้ไข ไม่มีที่ไหน ในโลกหรอกครับ ที่ ๒ สภามานั่งประชุมกันแล้วเลือกนายกรัฐมนตรีอย่างนี้ ก็ผ่านไปครับ เที่ยวนี้เป็นเที่ยวสุดท้ายที่ท่านจะสร้างชื่อเสียงให้แก่ท่านเองทั้ง ๒ สภา ผมขอฝากกลอนสั้น ๆ ผมเป็นกวี Xerox จัด TikTok ทุกเช้าครับ ประชาสัมพันธ์เสียเลย ขอสัญญาจะเลือกพิธา เป็นนายก ขอสมาชิกรัฐสภายกมือสนับสนุน ประชาชนเขาเลือกมานั้นเป็นทุน พิธาจะทำงาน แทนคุณประเทศเอย กราบขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณคุณอดิศร เพียงเกษ มากครับ ต่อไปก็เป็นทางวุฒิสมาชิกนะครับ ขอเชิญคุณคำนูณ สิทธิสมาน ซึ่งขอเวลาไว้ ๒๕ นาที เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ประเด็นที่ผมติดใจแล้วผมเชื่อว่าสมาชิกวุฒิสภาส่วนใหญ่และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวนไม่น้อยติดใจ ก็คือประเด็นนโยบายในการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ซึ่งเวลาผมพูดถึงเรื่องแก้ไขมาตรา ๑๑๒ ขอให้เข้าใจว่าเป็นการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ ตามแนวทาง ของพรรคก้าวไกลที่ใช้ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง แล้วก็เป็นนโยบายที่มีฐานมาจาก ร่างพระราชบัญญัติที่เคยเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรเมื่อปี ๒๕๖๔ ท่านประธานครับ อันที่จริงผมค่อนข้างจะสบายใจเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม หลังเลือกตั้ง ที่ ๘ พรรคร่วมรัฐบาลเซ็น MOU กัน วันนั้น ๘ พรรคร่วมรัฐบาลมีกรอบแนวทางที่จะทำงาน ร่วมกัน ๒๓ หัวข้อ แต่ในตอนขึ้นต้นท่านเขียนไว้ว่า ทุกพรรคเห็นร่วมกันว่าภารกิจของรัฐบาล ทุกพรรคที่จะกระทำนั้นต้องไม่กระทบรูปแบบของรัฐ การปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและการดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใด จะละเมิดมิได้ขององค์พระมหากษัตริย์ เน้นแล้วก็สรุปรวบว่าต้องไม่กระทบต่อการดำรงอยู่ ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ขององค์พระมหากษัตริย์ ไม่เพียงแต่เท่านั้น ในแนวทางการทำงานที่ระบุไว้ ๕ ข้อ ในท้าย MOU ฉบับนั้นก็กล่าวไว้ชัดเจนว่าทุกพรรค ก็สามารถผลักดันนโยบายของตัวเองผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคตัวเองได้ นอกเหนือจากที่ระบุไว้ในกรอบ ๒๓ ประการ แต่ข้อ ๕ เขียนไว้ดีว่า แต่ต้องไม่ขัดแย้ง จากนโยบายในบันทึกข้อตกลงฉบับนี้ ก็คือหมายถึงว่าต้องไม่ขัดแย้งกับหลักการเบื้องต้นด้วย คือต้องไม่กระทบต่อการดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ของ องค์พระมหากษัตริย์ ผมนั่งดู TV อยู่ครับ ท่าน Candidate นายกรัฐมนตรีที่มาขอเสียง พวกเราในวันนี้ ท่านอ่านจบคำถามแรกที่ผู้สื่อข่าวถามก็คือ แล้วเรื่องแก้ไขมาตรา ๑๑๒ ล่ะ ท่านก็ตอบชัดเจนครับว่า พรรคก้าวไกลจะดำเนินการผลักดันการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ ต่อไป มันเป็นวินาทีย้อนแย้งทางประวัติศาสตร์อย่างยิ่งครับท่านประธาน ท่านอ่าน MOU จบลงไป ผมตีความอย่างนี้ ท่านหัวหน้าพรรค ๗ พรรคร่วมท่านตีความอย่างไรช่วยตอบด้วยก็ดีครับ แต่พออีกไม่กี่นาทีท่านก็บอกว่าพรรคก้าวไกลก็จะเสนอต่อไป เพียงแต่ไม่เสนอในนาม คณะรัฐมนตรี หมายความว่าเป็นรัฐบาลก็เสนอในนามพรรคการเมือง ในนาม สส. ๒๐ คน เป็นฝ่ายค้านก็จะเสนอในนาม สส. ๒๐ คน เพราะฉะนั้นผมจึงรับไม่ได้ในประเด็นนี้ เพราะการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ ตามแนวทางของพรรคก้าวไกลนั้นชัดเจนครับ MOU ก็เขียนไว้ ดีมาก คือกระทบต่อการดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ของ องค์พระมหากษัตริย์ ท่านประธานคงจำได้ว่าร่างของพรรคก้าวไกลที่เสนอเมื่อปี ๒๕๖๔ นั้น ไม่ได้รับการบรรจุเข้าระเบียบวาระเพราะอะไรครับ เพราะท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะท่านรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ท่านวินิจฉัยตามความเห็น ทางกฎหมายของสำนักการประชุม สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรว่าร่างที่เสนอมานั้น อาจจะขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖ แน่นอนครับ พรรคก้าวไกลได้ทำหนังสือตอบโต้ ไม่เห็นด้วย แต่ท่านรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ขออนุญาตเอ่ยนามครับ ท่านสุชาติ ตันเจริญ ถ้าท่านจะใช้สิทธิพาดพิงผมก็จะยินดีมาก ท่านก็วินิจฉัยซ้ำอีก สรุปแล้ว ร่างนั้นก็มิได้บรรจุเข้าระเบียบวาระจนสิ้นสมัยประชุม ถามว่าร่างนั้นอย่าเถียงกันเลยว่า ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖ หรือไม่ ตราบใดที่องค์กรผู้มีหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดคือศาลรัฐธรรมนูญ ยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาด แต่ผมเชื่อว่าก็ใกล้แล้วละครับ แต่ที่แน่ ๆ คือมันกระทบครับ เพราะมาตรา ๖ ที่บัญญัติไว้ตั้งแต่ก่อนเราเกิด ตั้งแต่เราจำความได้ว่าองค์พระมหากษัตริย์ ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะฟ้องร้องในทางใด ๆ มิได้ ก็หมายถึงการคุ้มครองเด็ดขาดครับ คุ้มครองเด็ดขาดในฐานะที่พระมหากษัตริย์นั้นมิอาจแยกออก จากรัฐในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข บทคุ้มครองพระองค์ ซึ่งอยู่ถัดจากบททั่วไปในรัฐธรรมนูญ และอยู่ในมาตราแรกของหมวดพระมหากษัตริย์นั้น จึงวางรากฐานไว้ว่าการละเมิดต่อองค์พระมหากษัตริย์นั้นก็คือละเมิดต่อรัฐ ละเมิดต่อ ความมั่นคงของรัฐ และเป็นสิ่งที่รัฐในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ยอมไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องมีประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ บัญญัติไว้ดังที่ทราบกันดีอยู่ ตั้งแต่มีประมวลกฎหมายอาญามาตั้งแต่วันที่ ๑๓ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๙๙ อายุน้อยกว่าผมปีเดียว และก่อนหน้านั้นก็มีอยู่ เพียงแต่ว่าอาจจะมีลักษณะบทยกเว้น ที่มีเพิ่มขึ้นเข้ามา แต่เอาเป็นว่ากว่า ๙๐ ปีรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้อย่างนี้ ๖๗ ปีเกือบ ๆ ประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติไว้อย่างนี้ แต่สิ่งที่ท่านจะแก้ไขตามแนวทางของท่านนั้น กระทบครับ คือเป็นการลดระดับการคุ้มครองฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ขององค์พระมหากษัตริย์ จากคุ้มครองเด็ดขาดลงมาเป็นคุ้มครองอย่างมีเงื่อนไข ถ้าให้ผมพูด ก็จะยาวเกินไป รบกวนเวลาของสภานี้มากเกินไป แต่ท่านสมาชิกท่านแรกที่ได้อภิปราย ก็ได้พูดไว้ตามสมควร แต่ผมสรุปว่า Keyword หรือคำสำคัญของการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ ตามแนวทางของพรรคก้าวไกลนั้นมีอยู่ ๖ คำ ย้ายหมวด ลดโทษ ยกเว้นความผิด ยกเว้นโทษ ให้เป็นคดีที่ยอมความได้ และจำกัดผู้ร้องทุกข์ กระดุมเม็ดแรกที่กลัดผิดก็คือย้ายหมวด คือย้ายออกจากหมวดความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ อันที่จริงท่านยกเลิกมาตรา ๑๑๒ เลยนะครับ ประเด็นนี้สำคัญมาก ท่านยกเลิกมาตรา ๑๑๒ แล้วท่านมาสร้างหมวดใหม่ เฉพาะเรื่ององค์พระมหากษัตริย์จะอยู่ในมาตรา ๑๓๕/๕ ถึงมาตรา ๑๓๕/๙ อันนี้ มีผลใหญ่หลวงครับ จากความผิดต่อความมั่นคงของรัฐกลายมาเป็นความผิดในระนาบ บุคคลธรรมดา แล้วท่านก็นำเอาหลักของการหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดามาใช้กับ พระมหากษัตริย์ ซึ่งมันไม่ใช่หลักของรัฐธรรมนูญตั้งแต่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ เป็นต้นมานะครับ ท่านนำออกมาแล้วท่านก็เขียนไว้ในนโยบายของท่าน ท่านบอกว่าบัญญัติไว้ชัดเจนในกฎหมาย เพื่อคุ้มครองกรณีการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต หรือการพูดความจริงที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกันกับเหตุยกเว้นความผิด และเหตุยกเว้นโทษสำหรับการหมิ่นประมาท บุคคลธรรมดา ท่านนำเอาพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับความมั่นคงของรัฐ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับระบอบการปกครองของประเทศนี้ลงมาเปรียบเทียบกับบุคคลธรรมดา แล้วท่านก็ใช้มาตรฐานเดียวกันไปจับ ท่านดูสิครับว่า ผมจะยกตัวอย่างแต่เพียงบทยกเว้น ความผิด ท่านบอกว่าถ้าหากเป็นการกระทำความผิดโดยสุจริตเพื่อเหตุ ๓ ประการถือว่าไม่มีความผิด คือ ๑. เพื่อรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ๒. เพื่อธำรงไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ และ ๓. เพื่อประโยชน์สาธารณะ กว้างเป็นมหาสมุทรแปซิฟิก เลยครับ หมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่าถ้าการแก้ไขตามแนวทางของท่านสำเร็จ ต่อไปการหมิ่นประมาท การดูหมิ่นพระมหากษัตริย์หากกระทำโดยสุจริต เพื่อรักษาไว้ ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไม่เป็นความผิด ต่อไปการหมิ่นประมาท การดูหมิ่น การแสดงอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์เพื่อประโยชน์ สาธารณะโดยสุจริตไม่เป็นความผิด ผมตัดให้สั้นนะครับ และท่านยังมีบทยกเว้นโทษก็คือ หากพิสูจน์ได้ว่าเรื่องที่ทำไปนั้นเป็นความจริง ยกเว้นห้ามพิสูจน์ใน ๒ กรณี ก็ถือว่าไม่ต้องรับโทษ นอกจากนั้นการกำหนดให้เป็นคดีที่ยอมความได้ การจำกัดผู้ร้องทุกข์ ก็ยังเป็นประเด็น ปมปัญหาที่มีความละเอียดอ่อนที่คนไทยส่วนใหญ่ในรุ่นผม รุ่นอายุมากกว่าผม หรือรุ่น ต่ำลงมาไม่เคยพบเคยเห็นหลักการเช่นนี้มาก่อน ท่านประธานครับ ร่างแก้ไขมาตรา ๑๑๒ หรือข้อเสนอในการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ ของพรรคก้าวไกล ยังมิได้จำกัดอยู่แค่การกระทบ สถานะอันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้ขององค์พระมหากษัตริย์เท่านั้น นี่ถือเป็น ก้อนแรกของการแก้ไขแนวนี้ ก้อนต่อมาที่ใหญ่พอ ๆ กันก็คือในเมื่อกระดุมเม็ดแรกนี้ ท่านนำองค์พระมหากษัตริย์ลงมาเปรียบเทียบกับบุคคลทั่วไปในสังคม แล้วท่านลดโทษ ของการละเมิดพระมหากษัตริย์ลงมาต่ำมากครับ จำคุกไม่เกิน ๑ ปี ปรับไม่เกินเท่าไร ปรับไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท พระราชินี พระรัชทายาทจำคุกไม่เกิน ๖ เดือน ปรับเท่าไร ไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ท่านประธานครับ เมื่อลดบุคคลที่มีสถานะทางสังคมสูงลงมาต่ำ ขนาดนี้ ท่านก็มีความจำเป็นที่จะต้องปรับลดโทษบุคคลในสังคมทุกระดับลงไป ทั้งประมุข ของรัฐต่างประเทศ ผู้แทนของรัฐต่างประเทศ และที่สำคัญในประเทศไทยนะครับ เจ้าพนักงาน ที่กระทำการตามรัฐธรรมนูญและตามกฎหมายใครหมิ่นประมาทมีแค่โทษปรับ ศาลซึ่งกำลัง พิจารณาคดี ศาลหรือผู้พิพากษาซึ่งกำลังพิพากษาคดีถูกดูหมิ่น ถูกหมิ่นประมาท ปรับไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท ไม่มีโทษจำคุก ตัวเลขผมอาจจะไม่เป๊ะ ๆ นักนะครับท่านประธาน เข้าใจว่า โทษปรับกรณีศาลนั้นจะสูงถึงหลักแสน แต่ก็เป็นโทษขั้นสูง ไม่มีการกำหนดโทษปรับขั้นต่ำไว้ สุดท้ายเมื่อลงมาถึงบุคคลธรรมดาครับท่านประธาน เหลือแค่โทษปรับไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท ผมอาจจะมองโลกในแง่ที่ไม่ดีนักนะครับว่า ภาพรวมของสังคมภราดรภาพที่จะเกิดขึ้น หากมีการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ ตามนี้ซึ่งมี ๒ ก้อน ก้อนพระมหากษัตริย์กับก้อนบุคคลอื่น ลดโทษลงมาขนาดนี้ ซึ่งสิ่งที่จะเกิดขึ้นคืออะไรครับ ในโลกยุค Social Media ก็เป็นโลกที่ดีครับ การสื่อสารถึงกัน แต่การประณามหยามเหยียด การใส่ร้าย การวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่เป็นธรรม ก็เกิดขึ้นอย่างชนิด เสียผู้เสียคน กระผมเคยเจอมาแล้วครับ ครอบครัวของผมเคยเจอมาแล้ว เพียงเพราะผม อภิปรายในที่ประชุมแห่งนี้แล้วถูกสื่อนำไปลง ก็มีคนนำไปเปรียบเทียบแล้วก็ประณาม บุตรของผมเขียนให้กำลังใจผม ปรากฏว่าโดนใช้สิทธิเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ อย่างเสียผู้เสียคน หลาย ๆ คนเคยเจอมาแล้วครับ สังคมใหม่ที่ท่านกำลังจะสร้างขึ้น ตามแนวทางนี้มันคืออะไรครับ ท่านคิดดีแล้วหรือครับ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่กระผมไม่อาจจะเห็นด้วย กับภาพรวมของแนวทางการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ ของพรรคก้าวไกลได้ ผมจึงเห็นว่า มันเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งครับ ท่านประธานครับ สำคัญอย่างไรครับ การแก้ไขครั้งนี้ มันมีลักษณะสำคัญ ๓ ประการด้วยกัน🔗
ประการที่ ๑ เป็นการแก้ไขที่จะเป็นการกระทบต่อการดำรงอยู่ในฐานะ อันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้ขององค์พระมหากษัตริย์ อันนี้ผมได้พูดไป โดยสังเขปแล้ว🔗
ประการที่ ๒ เสมือนครับ เสมือนเป็นการแก้รัฐธรรมนูญทางประตูหลัง เป็นการแก้รัฐธรรมนูญบทคุ้มครองการดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ขององค์พระมหากษัตริย์ทางประตูหลัง คือท่านไม่ต้องแก้รัฐธรรมนูญครับ แต่ถ้าแก้มาตรา ๑๑๒ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖ มันถูกกระทบแล้วก็ลดระดับการคุ้มครององค์พระมหากษัตริย์ ลงไปทันที🔗
ประการที่ ๓ อันนี้ก็สำคัญมากเช่นกันครับเป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง ผมดูแนวทางของท่าน แล้วดูร่างพระราชบัญญัติที่ท่านเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร เมื่อปี ๒๕๖๔ แล้ว ผมก็ขออนุญาตพูดว่า นี่เสมือนเป็นการนิรโทษกรรมผู้ต้องหา จำเลย และนักโทษคดีทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ โดยปริยายทั้งหมด หรือจะพูดว่าเป็นการนิรโทษผู้กระทำความผิดตามมาตรา ๑๑๒ ทางประตูหลังก็ได้ เพราะอะไรครับ เพราะในร่างที่ท่านเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรนั้นไม่มีบทเฉพาะกาล ให้มีผลบังคับใช้ได้ทันที นับจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ท่านประธานครับ ท่านก็อาจจะบอก แล้วหลายท่านที่พูดคุยกับผมก็บอกว่าไม่ใช่เฉพาะพรรคการเมือง ของท่านเท่านั้นที่พยายามชี้แจงกับผม ซึ่งผมรับฟังโดยตลอดนะครับ แล้วก็ด้วยความเคารพ ในความคิดเห็นที่แตกต่าง สมาชิกวุฒิสภาบางท่านก็ได้พูดคุยว่าเราเห็นตรงกัน แต่เรื่องการแก้ มาตรา ๑๑๒ อีกยาวไกล แล้วถ้าเสนอเข้ามาก็ไม่รู้ว่าจะผ่านหรือไม่ผ่าน ผมก็บอกว่าผมทราบดีครับ การเสนอร่างพระบัญญัติเข้าสู่สภานั้นถ้าโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ขึ้นอยู่กับท่านประธาน ไม่ใช่ท่านประธานท่านนี้นะครับ ท่านประธานที่เพิ่งลงจากบัลลังก์ไป แล้วก็อาจจะท่านรองประธาน สภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่ง หรือคนที่สองตามแต่จะได้รับมอบหมาย จะวินิจฉัยว่าสามารถ บรรจุเข้าระเบียบวาระได้หรือไม่ มีตัวอย่างมาในสมัยที่แล้วครับ และจากนั้นก็ยังมีอีก ๘ ด่าน รวมทั้งสิ้น ๙ ด่าน ไม่น่าจะผ่านได้ง่าย ๆ ครับ แค่ด่านที่ ๑ หรือด่านที่ ๒ ก็อาจจะตก แล้วถ้าท่านเป็นฝ่ายค้านท่านก็เสนออยู่ดี แต่สำหรับผมการโหวตคือการกระทำทางการเมือง ในรัฐสภาอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ คือการแสดงสัญลักษณ์ในทุกเวลา ในทุกโอกาสว่ากระผมมิอาจ ยอมรับได้ ไม่เห็นด้วย และไม่สนับสนุนแนวทางการแก้ไข มาตรา ๑๑๒ ของพรรคก้าวไกล กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ท่านคำนูณครับ ต่อไปเรียนเชิญ ท่าน พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ๑๕ นาทีครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมและพรรคประชาชาติได้ขอให้ความเห็นชอบนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ตามที่นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย เป็นผู้เสนอ ท่านประธานที่เคารพครับ ประเทศไทยเราปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ถ้าเราอยู่ ในรัฐสภา เราก็จะมีสิ่งที่ผมถือนี่คือรัฐธรรมนูญ แล้วอีก ๑-๒ เล่มก็คือข้อบังคับ ระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น ก็คือระบบรัฐสภา ระบบรัฐสภาของไทย เรามี ๒ สภา คือวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร หน้าที่ของรัฐสภาทุกคนทราบดี แต่ผม อาจจะเรียนทบทวนสักเล็กน้อย หน้าที่ของรัฐสภาก็คือมีหน้าที่นิติบัญญัติ ก็คือมีหน้าที่ จัดทำกฎหมายเป็นเรื่องหลัก หน้าที่ของรัฐสภามีหน้าที่ในการควบคุมการบริหารราชการ แผ่นดิน การบริหารราชการแผ่นดินหรือที่เรียกว่ารัฐบาล ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ผู้มีหน้าที่ ควบคุมเป็นหลักก็คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน ๕๐๐ คน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน ๕๐๐ คนนี้เราถือเสียงข้างมากโดยประมาณ การจะตั้งนายกรัฐมนตรี การจะถอดถอนคณะรัฐมนตรี ก็ใช้เสียงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็คือเสียงมากกว่า ๒๕๐ คน วันนี้เจตจำนงของ ๘ พรรคการเมือง โดยเฉพาะหนึ่งในนั้นก็คือพรรคประชาชาติ เรามีเจตจำนงที่จะเสนอคุณพิธา เป็นนายกรัฐมนตรี โดยเรามีทั้งหมด ๓๑๒ เสียง ซึ่งถือเป็นเสียงส่วนมาก หน้าที่ของรัฐสภา เรายังมีหน้าที่อื่น ๆ อีกมาก เช่นการอนุมัติหรือการรับรองบุคคลต่าง ๆ โดยส่วนใหญ่นั้น จะไปอยู่ในหน้าที่ของวุฒิสภา ไม่ว่าจะเป็นตุลาการศาลปกครอง ป.ป.ช. หรือองค์กรอิสระต่าง ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ ในระบอบประชาธิปไตยเราถือเสียงส่วนมาก ระบอบประชาธิปไตย เป็นระบอบที่คนถูกปกครองจะยอมรับผู้ปกครองโดยการศรัทธา ระบอบประชาธิปไตย คนเป็นผู้ปกครองไม่ใช่คนมีทรัพย์สินมาก ไม่ใช่คนมีอำนาจมาก ไม่ใช่คนที่จะใช้อำนาจ ไปข่มขืนหรือกดทับประชาชนให้เลือกตั้ง ดังนั้นเราจึงได้ยินว่า ๑ สิทธิ ๑ เสียงมีศักดิ์ศรี ๑ สิทธิ ๑ เสียงมีความเท่ากัน วันนี้ระบอบ ประชาธิปไตยเมื่อประชาชนมีความเข้าใจ เขาก็หวังว่าปัญหาของชาติที่อยู่ในภาวะตกทุกข์ระทม ของประชาชน ของคนส่วนใหญ่ควรจะแก้ด้วยความเป็นประชาธิปไตย ควรแก้ด้วยการทำ บ้านเมืองให้เป็นประชาธิปไตย การเลือกตั้งที่ผ่านมาผู้มีสิทธิเลือกตั้งถ้ามาดูในการเลือก พรรคการเมืองถึง ๗๒ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ได้เลือกพรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชาติ และทั้ง ๘ พรรคที่ไม่ขอเอ่ยก็ตามนะครับ เป็นจำนวนถึง ๗๒ เปอร์เซ็นต์ โดยหวังว่าพรรคการเมืองดังกล่าวเมื่อเรามารวมกัน ซึ่งในอนาคตเราไม่ได้มองว่าพรรคการเมือง ที่ไม่ได้มารวมกันนั้นจะไม่เป็นประชาธิปไตย แต่พรรคการเมืองที่ไม่ได้มารวมกันนั้น เขาผ่านการบริหารประเทศมา ๔ ปี แต่ถ้าเป็นนายกรัฐมนตรีผ่านการบริหารประเทศ มาถึง ๘ ปี ประเทศเรามีความเหลื่อมล้ำ นี่คือนโยบายที่เราไปบอกประชาชน ประเทศไทย เรามีการรวยกระจุก เรามีการจนกระจาย เรามีการจนจนตายก็เพราะการบริหารประเทศ ที่ซ้ำเติมก็คือระบอบประชาธิปไตยควรจะเป็นทุนเสรีกับเป็นทุนผูกขาด มีการสัมปทาน มีคนรวยกลุ่มหนึ่งมีความร่ำรวยและผลักภาระความยากไร้ไปให้กับประชาชน ท่านประธาน ที่เคารพครับ นี่คือรากเหง้า ผมเรียกว่ารากเหง้าของความไม่เป็นประชาธิปไตย รากเหง้าของ ความไม่เป็นประชาธิปไตยผมมองรวม ๆ เกิดจาก ๔ รัฐ รัฐที่ ๑ คือรัฐประหาร รัฐที่ ๒ คือ รัฐธรรมนูญ รัฐที่ ๓ คือรัฐสภา และรัฐที่ ๔ คือรัฐบาล สิ่งต่าง ๆ พวกนี้ใน ๔ รัฐ อย่างน้อยที่สุด ๘ พรรคการเมืองเราไปบอกกับประชาชน เพราะเราเชื่อมั่นว่าประชาชนนั้นคือเจ้าของอำนาจ ประชาชนควรจะได้มีการเปลี่ยนแปลง ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้เราจะมาเลือก นายกรัฐมนตรี ผมเคารพในมุมมองที่แตกต่างของทุกท่านที่พูดไป แต่การเลือกนายกรัฐมนตรี การเลือกตำแหน่งสำคัญของบ้านเมืองนี้เราจะต้องไม่เลือกตามอำเภอใจ การไม่เลือก ตามอำเภอใจนั้นในรัฐธรรมนูญของปัจจุบันมีบางคนอาจจะรับไม่รับรัฐธรรมนูญก็ตาม ได้วางหลักการเลือกบุคคลที่เป็นตำแหน่งสำคัญรวมทั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเอาไว้ ในมาตรฐานคุณธรรมและมาตรฐานประมวลจริยธรรมของวุฒิสภา และประมวลจริยธรรม ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประมวลจริยธรรมที่ถือว่าสมาชิกฝ่าฝืนและเป็นความผิด จริยธรรมอย่างร้ายแรง ก็คือในหมวดอุดมการณ์หรือหมวดที่ ๑ ก็คือว่า โดยเฉพาะสมาชิกวุฒิสภา จะต้องยืดมั่นและธำรงไว้ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ส่วนในสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็อยู่ในหมวดที่ ๑ เหมือนกัน เขาบอกว่าสมาชิกและกรรมาธิการจะต้องมีความจงรักภักดีและพิทักษ์รักษา สถาบันของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในหมวดที่จะเลือกคนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี วุฒิสภาจะเขียนไว้ในข้อ ๓๐ ท่านวุฒิสภา คงทราบดีอยู่แล้วว่าการพิจารณาสรรหา กลั่นกรอง หรือจะแต่งตั้งบุคคลใดเข้าสู่ตำแหน่ง ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายจะต้องพิจารณาตามระบบคุณธรรม และคำนึงถึงความประพฤติ จริยธรรมของบุคคลดังกล่าว ส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็เช่นกันครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขาเขียนว่า การพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่ดำรงตำแหน่งตามกฎหมายจะต้องคำนึงถึง ความรู้ ความสามารถ และความประพฤติทางจริยธรรมของบุคคลดังกล่าว ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมคิดว่าสมาชิกของรัฐสภาทั้งหมด เราต้องมีมาตรฐานเดียวกัน มาตรฐานเรา ถูกกำหนดไว้แล้วตามจริยธรรม วันนี้มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านไปพูดเรื่องการแก้มาตรา ๑๑๒ ผมอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ไม่เคยเห็นร่างกฎหมายฉบับนี้เข้ามาในสภา ผมคิดว่า สภาผู้แทนราษฎร หรือรัฐสภาเราเต็มไปด้วยคนที่มีความรู้ความสามารถ เราเต็มไปด้วยคนที่มี ความปราดเปรื่อง กฎหมายต่าง ๆ คงไม่ได้ให้ผ่านไปง่าย ๆ แล้วในการรวมตัวกันเพื่อจะเป็น รัฐบาลของประชาชนนั้น ทั้ง ๒๓ ข้อเราก็ไม่มีข้อนี้ และที่สำคัญผมอาจจะเติบโตมาในสาย การบังคับใช้กฎหมาย เวลาผมมีการสงสัยจะต้องมีการตรวจสอบ การสงสัยจะต้องมีการตรวจ ข้อเท็จจริงก็คือต้องมีหลักฐาน ท่านประธานที่เคารพ ท่านทราบหรือไม่ว่าพรรคก้าวไกล ถ้าเขาจะตั้งพรรคการเมืองนั้นเขาจะต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ. พรรคการเมือง ซึ่งพรรคการเมือง จะเขียนไว้เลยในมาตรา ๑๔ ในเรื่องข้อบังคับ จะต้องไม่มีลักษณะข้อที่ ๑ เป็นปรปักษ์ต่อ การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และต้องไม่เปลี่ยนแปลง รูปแบบของรัฐ เขาจดทะเบียนมาแล้ว แล้วการจดทะเบียนก็ผ่านหน่วยงานที่รองรับ วันนี้ ปัญหาของประเทศเกิดจากการที่คนไม่ยอมรับคน เมื่อคนไม่ยอมรับเราก็จะใช้มุมมอง เชิงความรู้สึก เชิงอำนาจนิยม ต้องยอมรับว่าสิ่งที่พรรคก้าวไกลได้พูดได้เสนอปวงชนชาวไทย เขาได้ตัดสินใจเลือก แล้วเราก็ต้องยอมรับว่าการเลือกเขาเป็นการเลือกที่บริสุทธิ์จนได้มี สมาชิกมากที่สุด ดังนั้นผมจึงจะขอกราบวิงวอนครับ วันนี้เมื่อเราจะเลือกผู้ไปเป็นรัฐบาล รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน บทเฉพาะกาลที่ท่าน สว. จะมีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี ท่านเหลือเวลาอีก ๑๐ เดือน ในวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๖ ท่านก็จะไม่มีอำนาจเลือก วันนี้เสียงของประชาชนที่เขาต้องการจะเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงเรื่องความเหลื่อมล้ำ ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงเรื่องความยากจน ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงเพื่อมีอนาคตที่ดีขึ้น เพราะเขา เชื่อมั่นว่าพรรคการเมืองโดยเฉพาะพรรคที่ตั้งมาแล้วได้ทดลองบริหารประเทศมา ๔ ปี ประชาชนยังมีความยากไร้ ประชาชนมีความยากลำบาก การกระจายถือครองที่ดินไม่มี มีคนกลุ่มหนึ่งร่ำรวย แต่ประชาชนมีความทุกข์ยาก การศึกษามีความแย่ พื้นที่ของพรรคประชาชาติ อยู่ใน ๓ จังหวัด เป็นพื้นที่ที่ยากจนที่สุดทั้งที่เอางบประมาณไปประเคนมากที่สุด เพราะอะไร เพราะท่านมองความมั่นคงของรัฐ ความอยู่รอดของรัฐบาลอยู่เหนือความมั่นคงของมนุษย์ อยู่เหนือเจ้าของอำนาจอธิปไตย ดังนั้นผมคิดว่าถ้าท่านได้พิจารณาตามหลักจริยธรรม ถ้าท่านไปเลือก และเจตนาที่เลือกพรรคที่มีเสียงข้างน้อยมาปกครองพรรคที่มีเสียงข้างมาก อันนั้นคือเผด็จการนะครับ ระบอบประชาธิปไตยเสียงข้างมากต้องเป็นใหญ่ ดังนั้นผมจึงขอสนับสนุน และขอแสดงเหตุผลในการเลือกคุณพิธาครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่าน พลตำรวจเอก ทวีนะครับ ต่อไปผมจะเรียนเชิญท่านชัยชนะ เดชเดโช พรรคประชาธิปัตย์ หลังจากนั้นผมจะอนุญาตให้ท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ใช้สิทธิพาดพิงที่จะชี้แจงในเรื่องนี้นะครับ ส่วนที่ท่านชัยธวัช ตุลาธน มีประเด็นที่ท่านถูกพาดพิงหรือเปล่า เพราะเรื่องนี้ในการพิจารณา วันนี้เป็นการพิจารณากรณีของ Candidate ท่านพิธานะครับ แล้วท่านชัยธวัชได้ใช้สิทธิ ในการอภิปรายไปแล้วนะครับ ดังนั้นท่านต้องมีเหตุผลว่าท่านถูกพาดพิงเรื่องอะไรนะครับ สำหรับท่านชัยธวัชผมถึงจะอนุญาตนะครับ เชิญท่านชัยชนะ เดชเดโช ก่อนนะครับ แล้วตามด้วย ท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ชัยชนะ เดชเดโช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากนครศรีธรรมราช วันนี้กระผมจะเป็นตัวแทนของพรรคประชาธิปัตย์ ในการอภิปราย เหตุและผล โหวตหรือไม่โหวต สนับสนุนคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ว่าที่นายกรัฐมนตรี คนที่ ๓๐ ผมเรียนกับท่านประธานสภาที่เคารพ และเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านว่า พรรคประชาธิปัตย์ของเรา เรามีจุดยืนทางการเมืองอย่างชัดเจน และเป็นจุดยืนที่เรายืน หลักการนี้มาโดยตลอดระยะเวลา ๗๗ ปีที่ตั้งพรรคการเมืองมา โดยเฉพาะเรามีอุดมการณ์ ของพรรคประชาธิปัตย์ ๑๐ ข้อ หนึ่งในนั้นก็มีอยู่ข้อหนึ่งซึ่งระบุไว้ชัดเจนในข้อที่ ๓ พรรคจะดำเนิน การเมืองโดยอาศัยหลักกฎหมาย และเหตุผล ความศักดิ์สิทธิ์แห่งรัฐธรรมนูญ และเพื่อเป็น เยี่ยงอย่างแก่อนุชนรุ่นหลังให้มีความนับถือ และนิยมในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ที่ผมเอ่ยอย่างนี้กับสภาแห่งนี้ว่าอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์เรายึด หลักการอย่างนี้เพราะอะไรครับท่านประธาน ตลอดระยะเวลาหลังจากมีการประกาศรับรอง ผลการเลือกตั้ง และใครมีโอกาสได้จัดตั้งรัฐบาลเราแสดงจุดยืนชัดเจนว่า พรรคประชาธิปัตย์ จะไม่สนับสนุนพรรคการเมืองที่ผลักดันให้มีการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ ของประมวลกฎหมายอาญา อย่างเด็ดขาด เพราะอะไรท่านประธานครับ ประเทศนี้มีความเป็นมา มีประวัติศาสตร์ เราทราบดีหรือเปล่า ท่านเคยศึกษาประวัติศาสตร์ประเทศไทยหรือเปล่า กว่าจะเป็น ประเทศสยามได้ กว่าจะเป็นไทยได้เราต้องผ่านมาอย่างไร การที่ท่านนำเสนอที่จะแก้ มาตรา ๑๑๒ ท่านมีจุดประสงค์ มุ่งหวังอย่างไรครับ ผมอยากจะทราบครับท่านประธาน Candidate นายกรัฐมนตรีออกรายการเรื่องเล่าเช้านี้เมื่อวานก็ประกาศอย่างชัดเจนว่า มีความจงรักภักดีต่อชาติ สถาบันพระมหากษัตริย์ แต่สมาชิกพรรคของท่านบางท่านที่ท่านสังกัดอยู่กลับประกาศเปลี่ยนวันชาติ สมาชิกพรรคการเมือง ที่ท่านสังกัดอยู่กลับผลักดันเดินหน้าแก้ไขมาตรา ๑๑๒ อย่างเคร่งครัด ผมถามสิครับ วันนี้ประเทศไทยเจอวิกฤติเรื่องนี้ หรือเจอวิกฤติเรื่องอะไรครับ ท่านเคยคิดทบทวนไหมครับ ว่าถ้าท่านได้เป็นนายกรัฐมนตรีสิ่งแรกที่ท่านต้องแก้ไขปัญหากับประเทศชาตินี้คือเรื่องอะไร ท่านเคยทราบไหมว่าวันนี้พี่น้องประชาชนต้องเจอกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ท่านเคยทราบไหม ว่าปัญหายาเสพติดเพิ่มขึ้นแรงขึ้นทุกวัน ๆ ท่านไม่คิดแก้ไขอย่างนี้ละครับ ท่านคิดจะไป ลดทอนกฎหมายกับบุคคลที่ไม่มีความจงรักภักดีต่อชาติ สถาบันพระมหากษัตริย์อย่างนั้น หรือครับ นี่หรือครับคนที่จะประกาศบอกว่าจะก้าวสู่นายกรัฐมนตรีคนที่ ๓๐ ไม่ใช่หรอกครับ อยู่ดีคืนดีก็มีคนในพรรคของท่านมาบอกว่าจะสนับสนุนให้มีการแบ่งแยกดินแดน เมื่อสักครู่มี เพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งได้อภิปรายไปแล้ว ผมเลยบอกกับท่านประธานสภาที่เคารพว่า การเดินทางการเมือง ณ วันนี้ท่านพยายามบอกว่าท่านได้รับฉันทามติจากประชาชน เป็นเสียงข้างมาก เสียงข้างมากของประชาชน ๖๗ ล้านคน นั่นคือ ๔๐ ล้านเสียงครับ ถ้าเอาผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ๓๗ ล้านเสียง ถ้าเสียงข้างมากต้องได้ประมาณ ๑๙ ล้านเสียงครับ แต่วันนี้ท่านเหมารวมทั้งหมดว่าท่านได้รับฉันทามติจากพี่น้องประชาชน มาแล้ว ไม่ใช่หรอกครับ ถ้าท่านบอกว่าการเมืองไทยต้องเลือกพรรคการเมืองที่ได้คะแนน มาที่หนึ่งจากประชาชน พรรคทุกพรรคการเมืองต้องโหวตให้ ไม่ได้ครับ การที่จะโหวต เลือกตั้งใครเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นสิทธิเสรีภาพของสมาชิกสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ บางครั้งท่านไปคุกคามทางสื่อ Socail เรียกร้องให้คนโน้นคนนั้นต้องโหวต เรียกร้องให้ พรรคการเมืองนั้นต้องโหวตให้ท่าน ท่านเรียกร้องประชาธิปไตยมากนักหนา แต่ท่าน ไม่ยอมรับความเห็นต่างของพรรคการเมืองอื่น หรือกลุ่มการเมืองที่เห็นต่างกับท่านเลย แล้ววันนี้ท่านจะบอกว่าจะเปลี่ยนแปลงประเทศหรือครับ ท่านใช้ Slogan จะเดินหน้า ประเทศไทยเปลี่ยนประเทศนี้ เปลี่ยนไปทิศทางไหนครับ เริ่มต้นท่านก็เดินหน้าแก้ไข มาตรา ๑๑๒ แล้ว ผมแอบดีใจนะครับ วันที่ท่านเซ็น MOU ๘ พรรคการเมืองท่านไม่มีเรื่องนี้ อยู่ใน MOU นั้น แต่ท่านบอกว่าถ้าพรรคการเมืองที่ท่านสังกัดอยู่จะยื่นแก้ไขเรื่องนี้ เป็นเรื่องของพรรคการเมือง เป็นเรื่องของสภา ไม่ได้ครับ ท่านอย่าโยนปัญหานี้ อย่าบ่ายเบี่ยง จุดยืนนี้ของพรรคท่านเถอะครับ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผมและพรรคประชาธิปัตย์เรากังวลมาโดยตลอด ผมเรียนกับท่านประธานสภาที่เคารพ พรรคประชาธิปัตย์เราเดินทางมาวันนี้เข้าสู่ปีที่ ๗๘ เรายึดหลักระบอบประชาธิปไตยมาโดยตลอด เรามีเอกภาพในการตัดสินใจมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นการที่เราได้รับฟังเหตุผลก่อนหน้านี้ตลอดระยะเวลาก่อนมาถึงวันนี้เราทราบดีว่า ท่านมีจุดยืนอย่างไร เราทราบดีนโยบายที่เป็น ๑๐๐ ข้อของท่านบางข้อก็ดี แต่เราบอกว่า เราไม่สามารถสนับสนุนคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีได้ เพราะท่านมีจุดยืน ต่างจากเรา จุดยืนของท่าน ท่านมีจุดยืนในการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ จุดยืนพรรคประชาธิปัตย์ เรามีความรักชาติ สถาบันพระมหากษัตริย์ นี่คือจุดยืนพรรคประชาธิปัตย์ เพราะฉะนั้น ท่านประธานครับ ในฐานะผมและเพื่อนสมาชิกในนามพรรคประชาธิปัตย์ เราขอประกาศ ณ สภาแห่งนี้ว่าใครก็ตามที่คิดจะแก้ไข มาตรา ๑๑๒ ซึ่งท่านทำมาแล้ว ตลอดระยะ ๔ ปีที่ผ่านมา และท่านคิดจะทำอีก และใครก็ตามที่คิดจะจาบจ้วงสถาบัน พระมหากษัตริย์ ผมและสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ทั้ง ๒๕ ท่าน เราจะออกไปต่อสู้ และต่อต้าน ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์แห่งนี้ให้ถึงที่สุด ขอบคุณมากท่านประธานครับ🔗
ต่อไป🔗
ท่านประธานครับ ผม วิโรจน์ ขอหารือท่านประธานสักครู่ครับ🔗
เชิญครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ เมื่อสักครู่ที่ท่านประธานได้วินิจฉัยกรณีที่ทางคุณชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล ขอใช้สิทธิพาดพิงนะครับ คืออย่างนี้ในการอภิปรายของสมาชิก หลายท่านมีการพาดพิงพรรคก้าวไกล แล้วก็ในฐานะของเลขาธิการพรรคก็มีความจำเป็น ต้องชี้แจง มิฉะนั้นประชาชนที่รับฟังอยู่ก็จะเข้าใจผิดถึงข้อความบิดเบือนเหล่านั้น อย่างร้ายแรงเลยครับ ก็ขอให้ท่านประธานได้วินิจฉัย แล้วก็ให้สิทธิทางเลขาธิการพรรคก้าวไกล ได้มีโอกาสได้ชี้แจงให้กับท่านประธาน แล้วก็สมาชิก แล้วก็ที่สำคัญที่สุดคือประชาชน ผู้ทรงอำนาจอธิปไตยได้รับทราบข้อเท็จจริงด้วยครับ🔗
คือตามหลัก ทั่วไปในการอภิปรายนี้นะครับ เมื่อท่านสมาชิกได้ใช้สิทธิอภิปรายแล้วมีน้อยครั้งมากที่จะให้ ท่านสมาชิกท่านนั้นได้อภิปรายซ้ำอีกนะครับ คราวนี้วันนี้เป็นการอภิปราย ดังนั้นท่านชัยธวัช ท่านได้ใช้สิทธิอภิปรายไปแล้ว และมีบัญชีรายชื่อรออีกเยอะนะครับ ดังนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่า ถ้าท่านเห็นท่านยืนยัน ความจริงพรรคก้าวไกลก็มีเยอะก็สามารถที่จะอภิปรายได้นะครับ ส่วนสิทธิในการที่จะชี้แจงข้อกล่าวหาต่าง ๆ ก็ต้องท่านพิธาโดยตรงที่จะชี้แจงและมีน้ำหนัก คุณรังสิมันต์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธาน ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ด้วยความเคารพท่านประธานครับ กรณีนี้ผมทราบดีว่าทางท่านชัยธวัชได้มีการอภิปรายไปแล้ว แต่ข้อเท็จจริงที่มันเกิดขึ้นหลังจากการอภิปรายของท่านชัยธวัชก็ปรากฏว่ามีการพาดพิง ถึงพรรคก้าวไกลเป็นระยะ ซึ่งเรื่องนี้ก็ปรากฏตามคำอภิปรายในหลายท่านผู้ที่อภิปรายก่อนหน้า ดังนั้นเพื่อให้โอกาสครับถ้าเกิดว่าท่านชัยธวัชชี้แจงไปแล้ว สมควรแล้ว ก็สามารถที่จะนั่งลงได้ ท่านประธานก็สามารถที่จะวินิจฉัยได้ ดังนั้นขอความกรุณาต่อท่านประธานให้โอกาส ท่านชัยธวัชได้ชี้แจงด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ได้ครับ ผมจะเตือนท่านอีกครั้งหนึ่งว่ามันจะนับเวลานะครับ ดังนั้นถ้าท่านมาจัดอยู่ในประเภทนี้ ประเภทอภิปราย สมาชิกก็จะใช้สิทธิอภิปราย ๒ ชั่วโมงเองที่ท่านมีสิทธิกำหนดนะครับ🔗
ท่านประธานขออนุญาต นิดเดียวท่านประธานครับ🔗
ผมก็ใส่ ในกำหนดนั้นไว้ ส่วนท่านพิธาก็ไม่ต้องไม่อยู่ในข้อบังคับ🔗
ท่านประธานนิดเดียวครับ เพื่อความเข้าใจตรงกันท่านครับ ท่านชัยธวัชนี่การชี้แจงจะอยู่ในกรอบเวลาที่เราได้มี การตกลงอยู่แล้ว🔗
ครับโอเค🔗
ดังนั้น ไม่ต้องกังวลเรื่องเวลาเลย ท่านประธานครับ🔗
ได้ครับ อย่างนั้นนะครับ เชิญท่านพิธาเลยครับ🔗
ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภาขอใช้สิทธิพาดพิงสะครับ🔗
เริ่มต้นเลยครับ ผมต้องขออนุญาตแสดงความเห็นด้วยกับท่านประธาน ที่ท่านดำริออกมาเมื่อสักครู่ว่าวันนี้วาระการประชุม คือการเลือกนายกรัฐมนตรี คนที่ ๓๐ ของประเทศไทยนะครับ ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับเรื่องการแก้ไขกฎหมายใด ๆ นะครับ แต่อย่างไรก็ตาม หลายเรื่องที่เป็นข้อคลางแคลงใจ ข้อที่สงสัยเกี่ยวกับตัวกระผมก็เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ โดยเฉพาะก็คงจะไม่ได้ลงรายละเอียดเพิ่มจากที่ได้ชี้แจงไปในรอบแรก แต่ก็ผมรู้สึกว่า สันนิษฐานที่ผมเคยมีอยู่ตรงกับที่ผมเคยคิดไว้ว่า ถ้ากฎหมายใด ๆ ก็แล้วแต่เข้าสู่สภาเรา ทุกคนทั้ง ๗๕๐ คน รวมถึงที่ท่านได้อภิปรายผมไว้ด้วยสามารถพูดคุยเรื่องนี้ได้อย่างมี วุฒิภาวะ สามารถคุยได้เรื่องนี้อย่างมีข้อบังคับ และมีความโปร่งใสเพราะว่ามีพี่น้องสื่อมวลชน ถ่ายทอดสดอยู่ อันนี้ตรงกับสมมุติฐานที่ผมคิดไว้ตั้งแต่สมัยที่แล้วและยังไม่ได้มีโอกาสที่จะชี้แจง ในตรงนี้นะครับ แต่อย่างไรก็ตามยังมีสิ่งที่ได้พาดพิงและได้สร้างความเสียหายให้กับพรรคก้าวไกล นะครับ ก็จะมอบให้กับคนที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับการเสนอกฎหมายของพรรคก้าวไกล ได้มีโอกาสอธิบายต่อไปนะครับ🔗
ผมขอใช้ตามที่ได้ยืนยันกับท่านประธานครับ คนที่จะเป็นผู้นำคนต่อไปของ ประเทศ ของคนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็ตรงกับประเด็นที่ได้พาดพิง มีพาดพิงอยู่ ๓ ประเด็นด้วยกันครับท่านประธาน อันที่ ๑ คือเรื่องการต่างประเทศ อันที่ ๒ คือเรื่อง แบ่งแยกดินแดน อันที่ ๓ คือเรื่องเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหายาเสพติด ผมก็จะโฟกัสแค่ตรงนี้ ในเรื่องการต่างประเทศผมคิดว่าสิ่งที่พวกเราจะต้องรีบเลือกนายกรัฐมนตรี เพราะว่า เดือนกันยายนที่จะถึงนี้ก็จะมีการประชุมที่สหประชาชาติ ที่นิวยอร์ก ผมต้องการที่จะเป็นผู้นำ ของประชาชนทุกคน เพื่อที่จะไปบอกกับโลกว่าประเทศไทยพร้อมแล้ว และประเทศไทย กลับมาแล้วที่จะมีบทบาทที่ดีในเรื่องของการต่างประเทศ ก็เป็นเรื่องที่น่ากังวลใจนะครับ ที่วันนี้เริ่มต้นมาอภิปรายก็มีการพูดถึงทหารยิงประชาชน แล้วไปพาดพิงถึง ๒ ประเทศ ประเทศหนึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีขอบเขตแชร์ระยะทางกว่า ๒,๗๐๐ กิโลเมตร กับประเทศไทย ประเทศที่ ๒ ก็เป็นประเทศหนึ่งที่มีความสัมพันธ์อันยาวนานมากับประเทศไทย เพราะฉะนั้นอันนี้ผมไม่แน่ใจ แต่ถ้าเป็นผมก็ต้องระมัดระวังในคำพูดในการที่เราจะอภิปราย พาดพิงไปถึงประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดกับเรา มีแรงงานอยู่ในประเทศไทย ๒ ล้านกว่าคน อยู่ในภาคประมง อยู่ในภาคร้านอาหารต่าง ๆ เศรษฐกิจเราขับเคลื่อนได้เพราะพวกเขา อันนี้เป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรีและผู้นำจะต้องทำ และจะหาจุดสมดุลระหว่างมหาอำนาจ ในการเมืองระหว่างประเทศแบบใหม่ สามารถที่จะเข้าใจได้ว่าตอนนี้สถานการณ์ ภูมิรัฐศาสตร์โลกตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว มันจะกระทบกับราคาปุ๋ยที่อยู่หน้าไร่นาของพี่น้อง ที่สกลนครหรือพี่น้องที่สุพรรณบุรี เข้าใจว่าถ้าเกิดมีปัญหาเกิดขึ้นและสงครามเริ่มปะทุมากขึ้น ราคาพืชผลทางการเกษตร ราคาสินค้าอาหารสัตว์ อย่างข้าวโพด อย่างถั่วเหลือง จะเป็นอย่างไร อันนี้เป็นคำที่ผมขออนุญาตใช้สิทธิในการอธิบายในเรื่องเกี่ยวกับนโยบาย การต่างประเทศว่าเราจะต้องมีสมดุล เราจะต้องมี Balance และเราจะต้องรู้ว่าเมื่อไรก็ตาม ที่เราจะต้องเน้นหลักการความเป็นหนึ่งในสมาชิกของโลกใบนี้คืออะไร และรู้ว่าเราจะเงียบเมื่อไร ไม่ใช่ว่าเงียบในทุกเรื่องแล้วก็ทำให้เราไม่มีน้ำหนักในเวทีการเมืองเลย ก็ต้องขออนุญาต เรียนไปยังเพื่อนสมาชิกให้สบายใจว่าการแถลงนโยบายกับสหประชาชาติครั้งแรกของผม Thailand is back in Thailand means business ซึ่งจะเป็นผลประโยชน์สำหรับ ประชาชนคนในชาตินี้ และเป็นผลประโยชน์ของชาติที่เราดูแลด้วยเช่นเดียวกัน อันนี้ คือความยั่งยืนของการต่างประเทศ🔗
เรื่องที่สาม เรื่องเกี่ยวกับยาเสพติด เรื่องเกี่ยวกับน้ำมันเถื่อน อันนี้ผมก็คิดว่า พรรคก้าวไกลในช่วง ๔ ปีที่ผ่านมาได้ยืนยันชัดเจนในสภาแห่งนี้ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปตำรวจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ไม่ว่าการจะบริหารจัดการกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีปัญหาในการนำยาเสพติดเข้ามาตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำจนถึงปลายน้ำ เป็นเรื่องพรรคร่วมรัฐบาล จัดตั้งทั้ง ๘ พรรคที่เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก ใส่ใจอย่างแน่นอนได้ครับ ผมขอรับประกันได้ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ครับ ต่อไป เชิญท่านชัยธวัช ตุลาธน🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพนะครับ ผม ชัยธวัช ตุลาธน ในฐานะสมาชิกรัฐสภาก็ขอขอบคุณท่านประธานที่ให้ โอกาสนะครับ ก็ต้องรบกวนจริง ๆ สำหรับท่านสมาชิกเนื่องจากว่าผมเองไม่ได้ประสงค์ ที่จะอภิปรายอะไรมากมาย ก็ตั้งใจว่าจะอภิปรายครั้งเดียว แต่เนื่องจากมีท่านสมาชิกได้ อภิปรายโดยละเอียดถึงร่างแก้ไขกฎหมายประมวลกฎหมายอาญาของพรรคก้าวไกล ในสมัยประชุมที่แล้วนะครับ ซึ่งรวมถึงมาตรา ๑๑๒ ด้วยนั้น ลงรายละเอียดพอสมควร และมีการตีความ อธิบายความ ซึ่งผมเองในฐานะเลขาธิการพรรคก้าวไกลเห็นว่าหากไม่มี การอธิบายในอีกด้านหนึ่งนี่จะทำให้พี่น้องประชาชนเข้าใจผิดอย่างร้ายแรงด้วย🔗
ประการแรกนะครับ ต้องเอ่ยถึงไม่ได้ในทางเสียหายก็คือ ท่านคำนูณ สิทธิสมาน ที่ได้กรุณาเข้าอกเข้าใจพวกผม อย่างน้อยก็ไม่ได้บอกกล่าวว่าการเสนอแก้ไขกฎหมาย ของพวกกระผมนี้มีเจตนามุ่งร้าย แต่เป็นความคิดเห็นในแนวทางการแก้ไขปัญหา ในแนวทาง ที่แตกต่างกัน ท่านเองก็เคารพแนวทางของพวกผม แต่ไม่เห็นด้วยและได้กรุณาอภิปรายโต้แย้งว่า แนวทางเสนอแก้ไขปัญหาของผมนั้นมีปัญหาอย่างไร ซึ่งพวกกระผมเองก็คาดหวังนะครับว่า หากมีการเสนอแก้ไขกฎหมายไม่ว่าจะเป็นฉบับใด ก็ควรจะมีบรรยากาศเช่นนี้ในสภา แล้วเราสามารถใช้เสียงส่วนใหญ่ในสภานี้หาข้อยุติตามกระบวนการทางประชาธิปไตยได้ ไม่ว่าเราจะมีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างไรนะครับ🔗
ประการที่ผมอยากจะพูดถึงนะครับ มีสัก ๒-๓ เรื่อง ผมจะพยายามจะไป อย่างรวดเร็วนะครับ แต่ต้องขออภัยด้วยมีรายละเอียดเยอะจริง ๆ🔗
เรื่องแรก ท่านก็ตั้งคำถามว่าทำไมพรรคก้าวไกลถึงรุกได้แต่ถอยไม่เป็น ในกรณีนี้ ต้องอธิบายนะครับว่าเหตุผลที่เรารุกได้ถอยไม่เป็นในกรณีนี้นี่มันมาจากความคิด ความเข้าใจสถานการณ์ที่มีการบังคับใช้มาตรา ๑๑๒ อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ตั้งแต่ ปลายปี ๒๕๖๓ ถึงปัจจุบันนะครับ มีผู้ที่ถูกดำเนินคดีตามมาตรา ๑๑๒ แล้วถึง ๒๕๓ คน จาก ๒๗๒ คดี เราไม่เคยเกิดปรากฏการณ์แบบนี้มาก่อน ในสถานการณ์เช่นนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคก้าวไกลจึงได้หารือกันว่าเราในฐานะผู้แทนราษฎร จะทำเป็นมองไม่เห็นปัญหาใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นในสังคม เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้ตัวเองถูกโจมตี ทางการเมือง หรือจะใช้สถานะความเป็นผู้แทนราษฎรกล้าหาญที่จะเสนอหลักการ หลักคิด ที่ถูกต้องที่ควรจะเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมก่อนที่มันจะกลายเป็นระเบิดทางการเมือง ในอนาคต นั่นคือเป็นที่มาที่ไป มันไม่ใช่เรื่องนึกสนุกขึ้นมาหรือคิดจะแก้ไขรัฐธรรมนูญทางประตูหลังก็เลยเสนอร่างกฎหมาย แก้ไขประมวลกฎหมายอาญาขึ้นมา ต้องอธิบายที่มาที่ไปว่าเรามีความสำนึกว่าถ้าเมื่อไร เกิดปัญหาขึ้นในสังคมแล้วผู้แทนราษฎรทำเป็นมองไม่เห็น เราอธิบายตนเองไม่ได้ว่า เรายังมีมโนธรรมสำนึกในฐานะผู้แทนราษฎรอยู่ได้อย่างไร🔗
ประการต่อมานะครับ ท่านสมาชิกก็ได้ตั้งคำถามกับข้อเสนอของเราว่า ถ้าพรรคก้าวไกลเสนอให้มีการลดโทษ ยกเว้น เลิกโทษจำคุกกับฐานความผิดหมิ่นประมาท อื่น ๆ ทั้งหมด ยกเว้นฐานความผิดหมิ่นประมาทต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาทมันจะเกิดความวุ่นวายในสังคมเต็มไปหมด แล้วตั้งคำถามกับเราว่านี่หรือ คือหน้าตาของสังคมใหม่ที่คนรุ่นใหม่อย่างพวกผมอยากเห็น ผมอยากจะอธิบายอย่างนี้ นะครับว่ามันไม่ใช่สังคมใหม่อันวุ่นวายอะไร จริง ๆ แล้วข้อเสนอนี้มาจากหลักการสากล ในปัจจุบันในนานาอารยประเทศ เนื้อหาใจความสำคัญประการหนึ่งในการเสนอร่างแก้ไข ประมวลกฎหมายอาญาของพรรคก้าวไกลในสมัยประชุมที่แล้วมันเป็นไปเพื่อประกันเสรีภาพ ในการแสดงออกเพื่อให้ได้สัดส่วนกับการเคารพในสิทธิหรือชื่อเสียงของบุคคลอื่น ซึ่งก็ สอดคล้องกับหลักสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ ยกตัวอย่างเช่น หลักการ สำคัญในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง หรือ ICCPR ซึ่งก็เป็นสนธิสัญญาที่ไทยได้เข้าไปเป็นภาคี และสาระสำคัญประการหนึ่งในหลักการสากลก็คือว่าโทษจำคุกถือว่าการลงโทษจำคุก ในทางอาญานี่ควรจะนำไปใช้กับการกระทำผิดที่มีลักษณะร้ายแรงเท่านั้น ในปัจจุบันถือว่า เป็นมาตรการที่ไม่เหมาะสมแล้วสำหรับกรณีหมิ่นประมาท เพราะมันไม่ได้สัดส่วนระหว่าง การประกันเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นกับการคุ้มครองชื่อเสียงของบุคคลอื่น ทำให้ ผู้กระทำผิดได้รับโทษรุนแรงกว่าสภาพความผิด นอกจากนี้การกำหนดบทลงโทษจำคุก ความผิดฐานหมิ่นประมาททั่วไปยังกระทบต่อเสรีภาพของสื่อมวลชนในการเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสารต่อประชาชนด้วย ดังนั้นในหลาย ๆ ประเทศจึงเริ่มทยอยที่จะยกเลิกความผิดจำคุก ในฐานความผิดหมิ่นประมาทไปแล้วด้วยหลักการแบบนี้ มันไม่ใช่สังคมใหม่ที่ดูน่ากลัววุ่นวาย แต่อย่างไร เป็นหลักการสำคัญที่เราเองก็ไปตกลงเข้าร่วมสนธิสัญญาเหล่านั้นอยู่แล้วนะครับ🔗
ประการต่อมานะครับ ท่านคำนูณได้ตั้งคำถามว่าการเสนอให้มีบทยกเว้นความผิด บทยกเว้นโทษในกรณีฐานหมิ่นประมาทองค์พระมหากษัตริย์นั้นเกิดมาไม่เคยพบเคยเห็น ทั้งรุ่นของท่านแล้วก็รุ่นก่อนหน้าท่าน ผมเองจำเป็นต้องอภิปรายเรื่องนี้สักเล็กน้อยนะครับ ไม่อย่างนั้นจะสร้างความเสียหายให้กับข้อเสนอของพรรคก้าวไกลได้ ถ้าท่านใดที่มีอายุอานาม ย้อนหลังไปก่อนปี ๒๔๙๙ ก็คือก่อนที่จะมีประมวลกฎหมายอาญาที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน จะทราบเรื่องนี้ดี เพราะก่อนปี ๒๔๙๙ เมื่อปี ๒๔๗๖ เราได้ปรับปรุงกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. ๑๒๗ เพื่อให้สอดคล้องกับระบอบการปกครองประชาธิปไตยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในประเด็นหนึ่งที่มีการแก้ไขกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. ๑๒๗ นั้น ในปี ๒๔๗๘ ได้มี การแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๐๔ ให้มีบทยกเว้นความผิดต่อรัฐบาล รวมถึงต่อพระมหากษัตริย์ด้วย ในข้อหาหมิ่นประมาท ผมขออนุญาตอ่านสักเล็กน้อยอย่างนี้นะครับ ในมาตราที่มีการแก้ไข เพิ่มเติมคือมาตรา ๑๐๔ ในขณะนั้น ปี ๒๔๗๘ บัญญัติไว้แบบนี้ ผู้ใดกระทำการให้ปรากฏ แก่คนทั้งหลายด้วยวาจา หรือลายลักษณ์อักษร หรือเอกสารตีพิมพ์ หรือด้วยอุบายอย่างใด ดังต่อไปนี้ ก ให้เกิดความดูหมิ่นต่อพระมหากษัตริย์หรือรัฐบาลหรือข้าราชการแผ่นดิน ในหมู่ประชาชนก็ดี แล้วตอนท้ายก็ได้มีบทยกเว้นโทษ บทยกเว้นความผิดแบบนี้นะครับ แต่ถ้าวาจา หรือลายลักษณ์อักษร หรือเอกสารตีพิมพ์ หรืออุบายอย่างใด ๆ ที่ได้กระทำไป ภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อสาธารณประโยชน์ หรือเป็นเพียงการแสดง ความคิดเห็นโดยสุจริต หรือเป็นเพียงการติชมตามปกติวิสัยในบรรดาการกระทำของรัฐบาล หรือของราชการแผ่นดินการกระทำนั้นไม่ให้ถือเป็นความผิด นี่ไม่ใช่เป็นสิ่งที่สังคมไทย ไม่เคยพบเคยเห็น ปรากฏมาแล้วตั้งแต่ปี ๒๔๗๘ แต่ถ้าหากรัฐสภาในปี ๒๕๖๖ จะเห็นว่า บทยกเว้นความผิด บทยกเว้นโทษเหล่านี้ไม่เหมาะสมอีกแล้วกับยุคสมัย ผมคิดว่าขึ้นอยู่กับ เสียงส่วนใหญ่ในสภา เพียงแต่ผมอยากจะชี้แจงว่าพวกเราไม่ได้เสนอร่างกฎหมายที่เป็น อะไรใหม่พิสดารเลย แต่มันถูกไปอธิบายตีความเสียดูน่ากลัวเกินจริงเกินไป ซึ่งจำเป็น ต้องอธิบายนะครับ🔗
อีกสักเล็กน้อยนะครับ แล้วเรื่องนี้ทั้งเรื่องมาตรา ๑๑๒ มักจะถูกโยงไปยัง มาตรา ๖ ของรัฐธรรมนูญอยู่เสมอ โดยอ้างว่าหากมีบทยกเว้นโทษ บทยกเว้นความผิดแบบนี้แล้ว จะทำให้บทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ว่าองค์พระมหากษัตริย์ต้องเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ กระทบกับมาตรานี้ ผมอยากจะอธิบายสักเล็กน้อยเพื่อให้เห็นว่า โดยข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์กฎหมายเราและประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญเป็นอย่างไร กลับไปที่กฎหมายลักษณะอาญาที่ผมกล่าวเมื่อสักครู่ กฎหมายลักษณะอาญาที่มีการกำหนด โทษหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ไว้และมีบทยกเว้นโทษ บทยกเว้นความผิดไว้ในมาตรา ๑๐๔ ที่เราบังคับใช้ตอนนั้นก็คือปี ๒๔๗๘ ในขณะนั้นเรามีรัฐธรรมนูญแล้วนะครับ ฉบับวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ ซึ่งมีมาตรา ๓ บัญญัติไว้ว่า องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะเป็นที่เคารพ สักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ซึ่งก็เป็นมาตรา ๖ ในปัจจุบัน ดังนั้นมันหมายความว่าอย่างไรครับ เรามีกฎหมายอาญาที่มีฐานความผิดระบุโทษใครก็ตามที่หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ขณะเดียวกันก็มีบทยกเว้นโทษ บทยกเว้นความผิด แล้วก็อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่มีข้อความ ในทำนองเดียวกันกับมาตรา ๖ ในปัจจุบันอยู่แล้ว นั่นหมายความว่ามันไม่ได้เป็นการขัดแย้ง หรือไปกระทบกับรัฐธรรมนูญที่ทำให้สถานะอันเป็นที่เคารพสักการะของพระมหากษัตริย์ หมดไปเลย อันนี้เป็นข้อเท็จจริงนะครับ ไม่ใช่ความคิดเห็นส่วนบุคคลอันใดอันหนึ่ง ผมจำเป็นต้องชี้แจงเพื่อให้เกิดความเสียหายเพื่อไม่ให้ประชาชนเข้าใจผิดต่อร่างกฎหมาย ของพรรคก้าวไกลนะครับ🔗
สุดท้ายผมคิดว่าเราพูดกันเยอะนะครับ เรื่องการจำเป็นต้องรักษาสถานะ ขององค์พระมหากษัตริย์ให้เป็นที่เคารพสักการะตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ สุดท้ายแล้ว ประเด็นนี้ ผมคิดว่าเรื่องนี้สำคัญ ถ้าเราศึกษารัฐธรรมนูญจริง ๆ ตั้งแต่ของไทยตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบันก็จะเห็นว่า การบัญญัติไว้ว่าองค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่ เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้ หมายความว่าอะไร มันหมายความว่าพระมหากษัตริย์ ไม่อาจถูกกล่าวหาหรือฟ้องร้องได้ ซึ่งก็มีข้อความทำนองนี้มาขยายความอยู่แล้วในรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้ก็ไม่ได้เป็นอะไรใหม่นะครับ ในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ที่เราใช้กันอยู่นี้ ถ้าเราเสียเวลา สักหน่อยไปอ่านเอกสารความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่จัดทำโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเอง พิมพ์โดยสำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร ได้อธิบายจุดมุ่งหมายของมาตรา ๖ ไว้ชัดเจนอย่างนี้นะครับ ขออนุญาตท่านประธานอ่าน จุดมุ่งหมายของมาตรา ๖ ก็คือเพื่อสืบทอดหลักการรับรอง พระราชสถานะขององค์พระมหากษัตริย์ในฐานะที่ทรงเป็นประมุขของชาติ ซึ่งผู้ใดจะกล่าวหา หรือละเมิดมิได้ มันมีความหมายชัดเจนของมันอยู่แล้วนะครับ แล้วถ้าเราไปดูคำอธิบาย เรื่องนี้จากปรมาจารย์ทางกฎหมายของไทยสำคัญท่านหนึ่ง แล้วก็เป็นอาจารย์ของ นักกฎหมายที่ยิ่งใหญ่หลาย ๆ ท่านในปัจจุบัน ก็คือศาสตราจารย์ดอกเตอร์หยุด แสงอุทัย ท่านก็ได้อธิบายไปแล้วว่าฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ เป็นการยกย่องพระมหากษัตริย์ เพราะเป็นประมุขของปวงชนชาวไทย ซึ่งการที่รัฐธรรมนูญ กำหนดให้พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะนั้น ย่อมเป็นการกำหนด โดยปริยายว่าพระมหากษัตริย์จะต้องอยู่เหนือการเมือง พระมหากษัตริย์ต้องทรงเป็นกลาง ทางการเมืองนะครับ ไม่เข้าข้างพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ที่สำคัญเพื่อที่จะให้ พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ จึงมีหลักการว่าพระมหากษัตริย์ ทรงกระทำผิดไม่ได้ ถ้าเป็นภาษาอังกฤษก็คือ The king can do no wrong มันหมายความว่า อย่างไร หมายความว่าการที่พระมหากษัตริย์ทรงกระทำผิดไม่ได้นั้นเพราะมีผู้ลงนาม รับสนองพระบรมราชโองการเป็นผู้รับผิดชอบตามรัฐธรรมนูญแทนพระมหากษัตริย์อยู่แล้ว ดังนั้นเวลาเราตีความเรื่องพระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพสักการะละเมิดมิได้ หมายความว่า ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พระองค์ไม่ทรงกระทำอะไร ในทางการเมืองหรือทางปกครองด้วยพระองค์เอง มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการทุกกรณี จึงทำให้องค์พระมหากษัตริย์ปลอดพ้นจากคำวิพากษ์วิจารณ์ทั้งปวง นี่คือความหมายที่แท้จริง ของมาตรานี้ แต่ในภายหลังมันถูกตีความในทางการเมืองเกินเลยไปมาก ดังนั้นผมคิดว่า เราจำเป็นที่จะต้องอธิบายเพื่อให้เข้าใจสิ่งที่พรรคก้าวไกลเสนอ เพื่อให้พี่น้องประชาชน ไม่เข้าใจพวกเราผิด ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปผมขอให้ทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกลุ่ม ๑๐ พรรค มี ๒ ท่าน ท่านละ ๕ นาที ท่านปรีดา บุญเพลิง ๕ นาที แล้วก็ท่านกฤดิทัช แสงธนโยธิน ๕ นาที แล้วก็จะกลับมา ท่านฐากร ตัณฑสิทธิ์ ๑๐ นาที เชิญท่านปรีดาก่อนครับ ท่านปรีดา บุญเพลิง🔗
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายปรีดา บุญเพลิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน การศึกษานำการเมือง ครูพัฒนาคน ประชาชนพัฒนาชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอกราบเรียนท่านประธานว่าพรรคครูไทยเพื่อประชาชนจะทำ การเมืองอย่างสร้างสรรค์ ตามวิถีทางประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยจะยึดมั่นเพื่อปกป้องสถาบันหลักของชาติ รักษาผลประโยชน์ของประชาชน และประเทศชาติเป็นสำคัญ มากกว่าผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๖ มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทุกพรรคการเมืองส่งสมาชิกพรรค ลงสมัครรับเลือกตั้งทั้งระบบเขตเลือกตั้งและระบบบัญชีรายชื่อ ทุกพรรคการเมืองขับเคี่ยว แข่งขันเสนอนโยบายของพรรคให้ประชาชนพิจารณาสนับสนุนเลือก สส. ระบบเขต และ สส. ระบบบัญชีรายชื่อ เพื่อเข้ามาทำหน้าที่แทนประชาชนในสภาผู้แทนราษฎร และรัฐสภา พรรคครูไทยเพื่อประชาชนเป็นพรรคหนึ่งที่ผ่านการเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อ เพียงคนเดียว พรรคครูไทยเพื่อประชาชนจะยึดมั่นตามวิถีทางการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ท่านประธานที่เคารพครับ พรรคครูไทย เพื่อประชาชนจะสนับสนุนพรรคการเมืองที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุดเป็นแกนนำ ในการจัดตั้งรัฐบาลเป็นอันดับแรก หากไม่สามารถดำเนินการจัดตั้งได้ก็จะสนับสนุน พรรคการเมืองลำดับที่ ๒ จัดตั้งรัฐบาล และถ้าพรรคการเมืองอันดับที่ ๒ ไม่สามารถจัดตั้งได้ ก็จะสนับสนุนพรรคลำดับที่ ๔ เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล และถ้าลำดับที่ ๔ จัดตั้งไม่ได้ก็จะเป็น ลำดับที่ ๕ ต่อไป และหากว่าไม่สามารถที่จะดำเนินการได้ก็เสนอคนนอกเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ และถ้าไม่ได้จริง ๆ เราในจำนวน ๕๐๐ คน รวมทั้งวุฒิสมาชิก ๗๕๐ คนรวมจัดตั้งไม่ได้ ท่านนายกประยุทธ์ก็คงจะรักษาการณ์ต่อไปจนครบ ๔ ปี ถ้าเราตกลงกัน ไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้นขอให้ตกลงกันให้ได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ทั้งนี้พรรคที่เป็น แกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลต้องเคารพ รับฟังความคิดเห็นข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อ ประเทศชาติโดยรวมจากเสียงข้างน้อย เพื่อให้เกิดเสถียรภาพทางการเมือง และความเป็น เอกภาพทางการเมืองในระบบรัฐสภา สร้างความสมานฉันท์ ความสงบสุขร่มเย็นของ ประเทศชาติ อันจะนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติสืบไป ท่านประธานที่เคารพครับ พรรคครูไทยเพื่อประชาชนขอเสนอผ่านท่านประธานไปยัง นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งนโยบายที่ทำ MOU กับ ๘ พรรคที่ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล พรรคครูไทยเพื่อประชาชนไม่ติดใจ แต่ที่ติดใจก็คือนโยบายหรือกฎหมายใดที่จะดำเนินการ เพื่อล้มล้างสถาบันของชาติ หรือเพื่อทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อตนเอง และพวกพ้อง หรือขัดต่อขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของไทย อันจะก่อให้เกิดความขัดแย้ง ทางสังคมในวงกว้าง ก่อนจะให้เกิดความเสียหายเดือดร้อนต่อประชาชนและความมั่นคง ของประเทศชาติ พรรคครูไทยเพื่อประชาชนก็จะคัดค้านจนถึงที่สุด และขอถามว่าพรรคก้าวไกล ยังจะดำเนินการเกี่ยวกับมาตรา ๑๑๒ หรือไม่ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านฐากร ตัณฑสิทธิ์ นะครับ ขอโทษผมข้าม ท่านฐากรรอนิดนะครับ ท่านกฤดิทัชก่อน ๕ นาทีเหมือนกันนะครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายกิตติธัช แสงธนโยธิน สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคใหม่ และในฐานะเป็นสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ ผมเองเป็นสมาชิก ของรัฐสภาแห่งนี้ เป็นคนใหม่ แล้วก็เป็น สส. ใหม่ด้วยนะครับ ก่อนอื่นพรรคใหม่เรานี่นะครับ รวมทั้งตัวผมด้วยต้องแสดงจุดยืนตรงจุดนี้ก่อนว่าพรรคใหม่และตัวผมเองขอสนับสนุน การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราลงสนามการเมืองและต่อสู้เข้ามาทำงานการเมืองนี่นะครับ มันมีการนำเสนอนโยบาย ต่าง ๆ อย่างมากมาย ในส่วนของพรรคใหม่เองเราได้มีนโยบายที่คล้ายคลึงในหลายเรื่องกับพรรคก้าวไกล ขออนุญาตที่เอ่ยนามพรรคท่านนะครับ แต่สิ่งหนึ่งที่เราไม่มีส่วนที่เกี่ยวข้องหรือคล้ายคลึงกัน ก็คือการขอแก้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ หรือในประเด็นเรื่องของการปฏิรูป สถาบันพระมหากษัตริย์ รวมทั้งนโยบายของการเปลี่ยนวันชาติ และนโยบายอื่น ๆ ที่มีนโยบายที่มีความอ่อนไหวอันจะเป็นชนวนนำไปก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้นมาในสังคม สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้พรรคใหม่เราไม่มีนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ ที่ทางพรรคใหม่เห็น และผมเองก็เห็นว่านโยบายของทางพรรคก้าวไกลของ ๆ ท่านนี่นะครับว่ามันมีประเด็น ที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ แห่งรัฐนี่นะครับ ผมเองเข้าใจดีครับว่าทางพรรคก้าวไกล มีเจตนาที่ดีนะครับในการที่จะแก้ไขปัญหาของพี่น้องที่ถูกดำเนินคดีตามมาตรา ๑๑๒ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีพี่น้องประชาชนในอีกส่วนหนึ่งที่เห็นต่างนะครับ เพราะฉะนั้น พอมีการแตะมาตรา ๑๑๒ นี่ มันก็จะก่อให้เกิดความขัดแย้งและทำให้มีข้อขัดแย้งในสังคม ขึ้นมา เพราะฉะนั้นในส่วนนี้นะครับ พรรคใหม่ยังยืนยันในนโยบายของการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย เราสนับสนุนพรรคเสียงข้างมากในการที่จะได้รับโอกาสในการจัดตั้ง รัฐบาล ถ้าท่านสามารถรวมเสียงข้างมากได้ แล้วสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่งดงาม ในระบอบประชาธิปไตย แต่ในขณะเดียวกันบางสิ่งบางอย่างที่มันจะก่อให้เกิดความขัดแย้ง ในสังคม ตรงจุดนี้ในฐานะพรรคการเมืองเองก็มีหน้าที่ในการที่จะต้องพินิจพิจารณา ผมเอง ไม่ได้ก้าวล่วงในส่วนของพรรคก้าวไกลท่านนะครับ แต่ผมอยากจะได้รับคำตอบหรือคำยืนยัน จากบุคคลที่ถูกเสนอชื่อของพรรคก้าวไกลก็คือ ท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในฐานะที่เป็น Candidate ของพรรคเพื่อจะถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ ๓๐ ผมอยากจะถามท่านอย่างนี้ครับว่า ท่านเองยังมีนโยบายในการที่จะแก้ไขมาตรา ๑๑๒ หรือไม่นะครับ🔗
ประเด็นที่ ๒ ท่านมีนโยบายในการปฏิรูประบบสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างไร ที่จะไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งในสังคมขึ้นมา🔗
ประเด็นที่ ๓ ความอ่อนไหวในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงวันชาติก็ดี จากวันเดิมไปเป็นวันใหม่ที่มันจะมีปัญหา และนโยบายอ่อนไหวต่าง ๆ ท่าน มีวิธีการจัดการ สิ่งเหล่านี้อย่างไรนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าท่านตอบคำถามได้ชัดเจนและมันจะไม่ก่อให้เกิด ปัญหาความขัดแย้งในสังคมขึ้นมา พรรคใหม่ยินดีที่จะสนับสนุนท่านเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ ๓๐ ของประเทศไทย แต่ถ้าท่านยังตอบคำถามนี้ไม่ชัดเจน ผมเองก็จะต้องขออนุญาต สงวนสิทธิในการที่จะพินิจพิจารณาในการที่จะโหวตเลือกท่านเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ ๓๐ อีกครั้งหนึ่งตอนที่จะลงมตินะครับ ในเบื้องต้นก็คงจะไม่มีอะไรที่จะกล่าวแล้ว ก็ต้อง ขอบคุณครับท่าน🔗
ขอบคุณครับ ท่านกฤติทัช ต่อไปเชิญท่านฐากร ตัณฑสิทธิ์ แล้วก็ พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส เชิญท่านฐากร ก่อนครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยสร้างไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตอภิปรายทั้งพาดพิง แล้วก็สนับสนุนคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี ของประเทศไทยในวันนี้ ที่ต้องอภิปรายในส่วนของการพาดพิงเกี่ยวกับการทำ MOU ของ ๗ พรรคร่วมรัฐบาลที่ร่วมกับทางพรรคก้าวไกล ต้องขออนุญาตกราบเรียนดังนี้นะครับ ท่านประธาน ในลำดับแรกหลังจากที่มีการเลือกตั้งในวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๖ ที่ผ่านมา ในวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๘ พรรคร่วมรัฐบาลได้มีการนัดเจรจาหารือกันในการที่จะจัดตั้งรัฐบาล และมีแนวทางที่จะดำเนินการร่วมกัน จนกระทั่งนำมาสู่การดำเนินการลงนามใน MOU ในวันที่ ๒๒ พฤษภาคมที่ผ่านมา ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานดังนี้นะครับว่า การเจรจากันไม่ว่าจะเป็นในวันที่ ๑๘ พฤษภาคม หรือในวันที่ ๒๒ พฤษภาคมที่ผ่านมา พรรคไทยสร้างไทยเรายืนยันตลอดระยะเวลาว่าเราไม่เคยมีการเจรจาใด ๆ เกี่ยวกับการแก้ไข มาตรา ๑๑๒ การเจรจาของ ๘ พรรคร่วมรัฐบาลที่ผ่านมา มีแต่การเจรจาเกี่ยวกับแนวทาง ๒๓ ข้อในการที่จะพัฒนาและปรับปรุงเศรษฐกิจและฟื้นฟูหรือเดินหน้าในการที่จะพัฒนา ประเทศเท่านั้น ดังนั้นผมถึงกราบเรียนว่าวันที่ ๒๒ พฤษภาคมอย่างที่ทุกคนไม่ว่าจะเป็น ท่านสมาชิกที่กล่าวพาดพิงว่าอยากให้ ๗ พรรคร่วมรัฐบาลออกมายืนยันให้ชัดเจนว่าได้ลงนาม ใน MOU นั้นอย่างไร ผมอยากจะกราบเรียนนะครับว่าก่อนที่จะมีการลงนามใน MOU ผมเป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริหารของพรรคไทยสร้างไทยที่เข้าร่วมประชุมในเรื่องนี้ด้วย ขอเรียนว่าได้มีการยกร่างคำปรารภ ซึ่งคำปรารภนี้ผมต้องเรียนยืนยันว่าเป็นหลักการ อันสำคัญยิ่งในบันทึกข้อตกลงที่เราได้มีการดำเนินการลงนามในข้อตกลงใน MOU ดังกล่าว ผมขออนุญาตอ่านคำปรารภเพื่อให้ท่านสมาชิกทุกท่านสบายใจได้นะครับว่าพรรคไทยสร้างไทย ที่ได้มีการลงนามในบันทึกข้อตกลงดังกล่าว โดยบันทึกความเข้าใจในการจัดตั้งรัฐบาล ทำขึ้นเพื่อสร้างพื้นฐานจัดตั้งรัฐบาลระหว่างพรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชาติ พรรคไทยสร้างไทย พรรคเสรีรวมไทย พรรคเพื่อไทยรวมพลัง พรรคเป็นธรรม และพรรคสังคมใหม่ โดยทุกพรรคเห็นร่วมกันกับภารกิจของรัฐบาลที่การผลักดันจะไม่กระทบต่อรูปแบบของรัฐ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และการดำรงอยู่ ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดไม่ได้ขององค์พระมหากษัตริย์ ดังนั้นจึงขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานด้วยความชัดเจนในบันทึกข้อตกลงดังกล่าว ผมขออนุญาตเรียนว่า ๗ พรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมด ถ้าเกิดว่าผมพูดสิ่งใดที่ไม่ตรงกับความรู้สึกหรือว่าไม่ตรงกับ บันทึกข้อตกลงดังกล่าวท่านสามารถที่จะโต้แย้งได้ เพราะว่าอยู่ในที่ประชุมทั้งหมด ทุกท่านตกลงร่วมกันว่าไม่มีการพูดถึงมาตรา ๑๑๒ แต่อย่างใด พูดถึงเฉพาะแนวทางในการที่จะ แก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศต่อไป จุดยืนของพรรคไทยสร้างไทย ขออนุญาตนำเรียนว่า วันนี้เราเลือกพรรคที่เป็นพรรคลำดับที่ ๑ ที่ชนะการเลือกตั้ง ดังนั้นวันนี้พรรคก้าวไกล เป็นพรรคลำดับที่ ๑ ที่ชนะการเลือกตั้ง แต่ปรากฏว่าชื่อผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกของ พรรคก้าวไกล ก็คือชื่อคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าถ้าพรรคก้าวไกลเสนอชื่อคนอื่นที่ไม่ใช่คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็น Candidate นายกรัฐมนตรี พรรคไทยสร้างไทยก็ยังคงต้องเลือกพรรคที่ได้ลำดับที่ ๑ ในการที่จะเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีเช่นเดิม วันนี้ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพยิ่งว่าพรรคไทยสร้างไทยเรายืนยันในระบอบประชาธิปไตย เราพร้อมที่จะเลือก คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ซึ่งเป็นผู้ที่ได้พรรคลำดับที่ ๑ ที่ชนะการเลือกตั้งมาในวันนี้ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณ ท่านฐากรครับ ต่อไปเชิญ พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส แล้วตามด้วยท่านบัญชา เดชเจริญศิริกุล เชิญท่าน พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ พรรคเสรีรวมไทย ผมฟังการอภิปราย ในวันนี้นะครับ ความจริงเป็นการมาโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีกันนะครับ แต่ว่าการอภิปราย กลับเป็นการอภิปรายในเรื่องมาตรา ๑๑๒ เป็นสำคัญ แล้วก็จะไปทิศทางเดียวกันว่า ถ้าเลือก คุณพิธาแล้วจะมีปัญหาเกี่ยวกับมาตรา ๑๑๒ เกี่ยวกับปัญหาเรื่องความมั่นคงของชาตินะครับ ผมขอกราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิก ในฐานะที่เคยเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แล้วก็เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในเรื่องนี้มาก่อนว่าความจริงแล้วกฎหมายดั้งเดิม ตั้งแต่ปี ๒๔๙๙ ก็บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๑๒ ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี ในปี ๒๔๙๙ นะครับ นอกจากนั้นในประมวลกฎหมายอาญาฉบับปัจจุบัน ในมาตรา ๑๑๖ ผู้ใดกระทำการให้ปรากฏ แก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี แล้วความผิดเกี่ยวกับศาสนา ผู้ใดกระทำการใด ๆ แก่วัตถุ หรือสถานอันเป็นที่เคารพในทางศาสนาของหมู่ชนใด อันเป็นการเหยียดหยามศาสนานั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี คือเดิมกฎหมายเขาวางไว้นะครับ ไม่ว่าชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ถ้าใครไปดูหมิ่นต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี ต่อมาเมื่อปี ๒๕๔๙ มีแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา ในมาตรา ๑๑๒ ในปัจจุบันเป็นจำคุกตั้งแต่สามปีแต่ไม่เกินสิบห้าปี แค่นี้เราก็เห็นว่าประมวลกฎหมายอาญาสามารถแก้ได้ ไม่ใช่แก้ไม่ได้ แก้ได้ แล้วคำสั่ง คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๑๙ ข้อ ๑ ให้ยกเลิกความ ในมาตรา ๑๑๒ แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ข้อความดังต่อไปนี้แทน มาตรา ๑๑๒ ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี ข้อ ๑ ยกเลิกได้ ข้อ ๒ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๑๘ แห่งประมวลกฎหมายอาญา ข้อ ๓ ให้ยกเลิกความ ในมาตรา ๑๓๓ มาตรา ๑๓๔ มาตรา ๑๓๕ และมาตรา ๑๓๖ แห่งประมวลกฎหมายอาญา ข้อ ๔ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๓๘ แห่งประมวลกฎหมายอาญา ข้อ ๕ ให้ยกเลิกความ ในมาตรา ๑๙๘ แห่งประมวลกฎหมายอาญา ข้อ ๖ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๐๖ แห่งประมวลกฎหมายอาญา ข้อ ๗ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๓๒๖ แห่งประมวลกฎหมายอาญา ข้อ ๘ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๓๒๘ แห่งประมวลกฎหมายอาญา และข้อ ๙ ให้ยกเลิกความ ในมาตรา ๓๙๓ แห่งประมวลกฎหมายอาญา ที่ผมกราบเรียนมาทั้งหมดนี้เพื่อจะกราบเรียน ท่านประธานและท่านสมาชิกให้ได้รับทราบว่าการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ เป็นเรื่องปกติ รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศเรายังแก้ไข แล้วทำไมประมวล กฎหมายอาญาเราแก้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมขอใช้เวลานี้ในการเสนอประสบการณ์ให้ท่านฟังนะครับ ในฐานะผมเคยถูก ดำเนินคดีในข้อหานี้มาก่อนจากอดีตนายกรัฐมนตรี แต่ผลที่สุดอัยการก็วินิจฉัยว่า คำพูดประโยคดังกล่าวไม่มีข้อความใดที่แสดงให้เห็นถึงเป็นการหมิ่นประมาทใส่ความผู้อื่น ต่อบุคคลที่ ๓ เป็นเหตุให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชังแต่อย่างใด อีกทั้ง ไม่เป็นการอาฆาตมาดร้ายหรือดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท แต่พฤติการณ์ แสดงให้เห็นว่าผู้ต้องหา คือผมนะครับ คิดใคร่ครวญที่จะทำงานเพื่อช่วยเหลือดูแลสถาบันเบื้องสูง ให้ดียิ่งขึ้น ขนาดเราตั้งใจที่จะทำงานให้สถาบันพระมหากษัตริย์ยังถูกยัดเยียดข้อหาได้ แล้วพี่น้องประชาชน ถ้าใช้กฎหมายนี้ต่อไปจะไม่ถูกยัดเยียดหรือครับ เพราะฉะนั้น ผมมีความเห็นการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ เป็นเรื่องปกติ สามารถทำได้ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่าน พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ ต่อไปเชิญท่านบัญชา เดชเจริญศิริกุล ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายบัญชา เดชเจริญศิริกุล แบบบัญชีรายชื่อ พรรคท้องที่ไทย วันนี้ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ พรรคท้องที่ไทยได้เทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นที่สุดและจะปกป้องไว้นะครับ ส่วน Candidate นายกในวันนี้นั้น ผมในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็เห็นด้วยกับพรรคที่มีเสียงส่วนมากที่จะเสนอ Candidate นายกรัฐมนตรี แต่ก็ยังมี อีกหลายประเด็นที่ในการหาเสียงในวันที่ ๑๔ พฤษภาคมที่ผ่านมา สำหรับผมในฐานะ อดีตกำนันเคยเป็นกำนันมา ๑๔ ปี บางเรื่องบางอย่างในเรื่องการกระจายอำนาจก็ดี อาจจะไม่ตรงกันบ้าง ในเรื่องของการกระจายอำนาจ ในเรื่องของการปกครอง ยุบเลิก การปกครองส่วนภูมิภาค ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยนั้นมีความอ่อนแอลง ขาดการกระจายอำนาจ ตรงนี้จริง ๆ ผมในฐานะที่เคยเป็นอดีตกำนันอยู่ในการปกครองตรงนี้มาพอสมควร มันจะทำให้ ขัดการคานอำนาจลงไปในส่วนนี้ส่วนหนึ่ง ในส่วนมาตรา ๑๑๒ ผมขออนุญาตไม่อภิปราย เพราะสมาชิกหลายท่านได้พูดไปหมดแล้ว ในฐานะตัวแทนจากปวงชนชาวไทยนะครับ ผมขอสนับสนุนนายกที่สะอาดและบริสุทธิ์ และประสานทั้ง ๑๐ ทิศได้ และเป็นนายกที่ไม่มี ข้ออะไรก็แล้วแต่ที่จะทำให้เกิดปัญหาในอนาคตตรงนั้นจริง ๆ ในฐานะพรรคท้องที่ไทย ผมขอยืนยันจุดยืนตรงนี้ครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านบัญชา ต่อไปเชิญท่านเชาวฤทธิ์ ขจรพงศ์กีรติ ตามด้วยท่าน กัณวีร์ สืบแสง นะครับ เชิญท่านเชาวฤทธิ์ก่อนครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายเชาวฤทธิ์ ขจรพงษ์กีรติ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังสังคมใหม่ ท่านประธานครับ การเลือกตั้งที่ผ่านมาเมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม เป็นการเลือกตั้งโดยการเลือกผ่านตัวแทน ประชาชนเลือก สส. เข้ามาทำหน้าที่ในสภา จำนวน ๕๐๐ ท่าน แต่ละพรรคก็ได้ สส. จำนวนไม่เท่ากัน อย่างพรรคพลังสังคมใหม่ ได้มา ๑ คน วันนี้ทางพรรคพลังสังคมใหม่ได้มาสนับสนุนพรรคก้าวไกลโดยการนำของ คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นหัวหน้าพรรคให้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลนะครับ พรรคพลังสังคมใหม่ได้มองดูนโยบายและได้ทำ MOU กับ ๘ พรรคร่วม ใน MOU ๘ พรรคร่วม มี ๒๓ ข้อ แต่ไม่เห็นมีการแก้ไข มาตรา ๑๑๒ วันนี้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติหลาย ๆ ท่าน ได้อภิปรายเกี่ยวกับเรื่องการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ กันเป็นจำนวนมาก แต่ใน MOU ที่เราได้ทำกันมา ๒๓ ข้อ มีข้อที่ ๑ บอกว่าทุกพรรคการเมืองจะต้องเชิดชู สถาบันพระมหากษัตริย์ ในข้อที่ ๑ มันมี ๒๓ ข้อ แต่ก็ไม่มีเห็นว่าแก้มาตรา ๑๑๒ นะครับ ผมว่าการแก้มาตรา ๑๑๒ นี้มันต้องมีขั้นตอนอีกมาก ต้องเข้ามาผ่านที่สภา ก็มีการรับหลักการ ผ่านกฎหมายไปหลายมาตราหลายข้อนะครับ ถึงจะแก้ได้หรือไม่ได้อยู่ที่ความเห็นชอบของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง ๕๐๐ คน แต่ในนามพรรคพลังสังคมใหม่ ถ้ามีการแก้ไข มาตรา ๑๑๒ จริงเราจะต้องมาดูว่าการแก้ไขนี้ได้ไปกระทบกระเทือนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไหม ถ้ามีการกระทบกระเทือนสถาบันพระมหากษัตริย์ทางพรรคพลังสังคมใหม่เราก็ไม่เห็นด้วยครับ แต่ว่าในครั้งนี้พรรคพลังสังคมใหม่ก็ขอสนับสนุนคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านเชาวฤทธิ์ ต่อไปท่านกัณวีร์ สืบแสง ครับ🔗
เรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ ผมนายกัณวีร์ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ครับท่านประธาน การอภิปรายครั้งนี้ของผมไม่ใช่ในฐานะของ ๘ พรรคร่วม แต่เป็นการอภิปรายครั้งนี้ในนามของประชาชนที่ให้ความไว้วางใจผมเข้ามาเป็น ผู้แทนพวกเขาในรัฐสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้นะครับ การอภิปรายครั้งนี้ท่านประธานครับ ต้องขอเรียนอย่างนี้ว่าวันนี้เรายืนอยู่บนรอยต่อทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งต่อการจะร่วมกัน แสวงหาทางออกของปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อมาอย่างยาวนาน ซึ่งได้ทำลายโอกาสต่าง ๆ ของประเทศชาติ ไม่ว่าจะเป็นทั้งทางเศรษฐกิจ การทำลายโอกาสในการที่จะมีชีวิตที่ดี ของผู้คนมานับสิบ ๆ ปีนะครับ ขอเรียนอย่างนี้ท่านครับ สาเหตุของปัญหาการเมืองนี้ ไม่ได้อยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่งและในขณะเดียวกันการจะแก้ไขปัญหาก็ไม่ได้อยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่ง เช่นกันนะครับ เราจึงจำเป็นต้องมองที่ใจกลางของปัญหาและทางออกของปัญหาการเมืองไทย ซึ่งก็คือเรื่องความชอบธรรมทางอำนาจที่ยึดโยงอยู่กับประชาชนทั้งชาติ และการที่เราจะ กุมหัวใจนี้ได้มันจำเป็นอย่างยิ่งครับที่จะต้องหวนกลับมาสู่จุดอ้างอิงแรกในทางการเมืองไทย ซึ่งก็คือประชาชน และดังนั้นขอย้ำครับท่านประธาน มติมหาชนต้องเป็นที่มาที่เดียว ของการเข้าสู่อำนาจรัฐ หลักการข้อนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญลำดับแรกสุดนะครับ ที่จะต้อง สถาปนาขึ้นมาให้ได้ก่อนหลักการอื่น ๆ มิฉะนั้นเราจะไม่อาจปลดล็อกประตูที่ปิดตาย ของการเมืองไทยไปได้เลย ท่านประธานครับ วันนี้ประเทศไทยต้องเดินหน้าแล้วครับ ประชาชนต้องการการเปลี่ยนแปลงเพื่อเดินไปข้างหน้า และการเดินหน้าครั้งนี้จำเป็นต้อง ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกเรา พรรคเป็นธรรมได้ทำงานกับหลายพื้นที่ ในช่วงที่ผ่านมานะครับ วาระประเด็นจำนวนมากรอไม่ได้แล้วครับท่านประธาน ทั้งการสร้าง สันติภาพที่กินได้และยั่งยืนในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ของเรา การรับประกันสิทธิ สถานะของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ รวมทั้งการพัฒนาจังหวัดชายแดนและจังหวัดชายฝั่งทะเล และเกาะแก่งต่าง ๆ อีกมากมาย ซึ่งล้วนมีต้นทุนตามพื้นที่ของตนเองนะครับ🔗
๕๐/๑ เรียนสมาชิกทุกท่านครับผ่านท่านประธานรัฐสภาประเทศไทยในประชาคมโลกยังไม่ถูกมองว่า สามารถตอบสนองต่อปัญหาที่ประชาคมโลกให้ความสำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น ปัญหาการบริหารจัดการเรื่องการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติ อาทิเรื่อง การบริหารจัดการเรื่องผู้ลี้ภัย แรงงานข้ามชาติ อีกต่าง ๆ นานาไม่ได้ถูกจัดการอย่างมี มนุษยธรรม ท่านประธานครับ ยังมีอีกหลาย ๆ เรื่องที่เรารอไม่ได้นะครับ แต่ทั้งหมดนี้ เราจำเป็นต้องเริ่มจากการปลดล็อกที่ศูนย์กลางของอำนาจนั้นนั่นคือรัฐสภาอันทรงเกียรติ แห่งนี้เสียก่อน ด้วยการร่วมกันยืนยันในหลักการที่เคารพเสียงของประชาชนตามกติกา และครรลองของประชาธิปไตยตามมาตรฐานสากล สำหรับพรรคเป็นธรรมเราเอง สิ่งนี้คือองค์ประกอบพื้นฐานสำคัญของความเป็นธรรม ความล่าช้า ความลังเลต่อการยืนยัน กติกาตรงนี้คือความไม่เป็นธรรม ด้วยเหตุผลเหล่านี้ครับผมจึงขอสนับสนุนคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นผู้มีคุณสมบัติในการนำพาประเทศไทยก้าวข้ามปัญหาทางการเมือง ที่มีปัญหามาอย่างยาวนาน และพาประเทศชาติไปสู่สังคมโลกได้อย่างสง่าผ่าเผยครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านกัณวีร์ ต่อไปท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ขอ ๒๕ นาที เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกรัฐสภา ท่านเสรีคิดว่าจะได้คิวประมาณ ๑๔.๐๐ นาฬิกา ท่านยังติด ภารกิจอยู่จะขออนุญาตข้ามไปเป็นท่านอื่นก่อนครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
ตอนนี้ ไม่มีท่านอื่นแล้วนะครับ ตอนนี้ไม่มีผู้เข้าบัญชีเสนอแล้วนะครับ ดังนั้นก็จบผู้ที่ประสงค์ จะอภิปรายแล้วนะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธานจะใช้ข้อบังคับข้อ ๔๙ และ ๕๑ ปิดอภิปรายเพื่อลงมติเลยใช่ไหมครับ🔗
ครับ คือตอนนี้ไม่มีสมาชิกประสงค์จะอภิปรายแล้ว ตอนนี้ถ้าท่านเสรียังติดใจอยู่ตอนนี้มีไหมครับ🔗
ท่านเสรีมาแล้วครับท่านประธาน🔗
ท่านเสรี มาแล้วนะครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ประพันธุ์ คูณมี ขออนุญาตเวลาก่อนที่ท่านเสรีจะอภิปรายนิดเดียวครับ ขอใช้สิทธิพาดพิงกรณีที่ท่านพิธา ได้ตอบคำอภิปรายของผม แล้วใช้สิทธิพาดพิงทำให้รัฐสภาเสียหายครับ🔗
เสียหาย เชิญครับ🔗
ขออนุญาตครับท่านประธาน ในช่วงที่ ผมอภิปรายไปผมได้กล่าวถึงปัญหาเรื่องคุณสมบัติของคุณพิธาว่าขาดคุณสมบัติตามกฎหมาย และรัฐธรรมนูญ แต่คุณพิธาได้ตอบโดยใช้สิทธิพาดพิง ซึ่งผมเห็นว่าหากไม่ชี้แจงก็จะเกิด ความเสียหายกับรัฐสภา ท่านตอบว่าท่านยังมีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมาย แต่ประเด็น ที่ท่านพูดถึงก็คือว่า มีคำว่า ในรัฐสภาไม่ควรจะมาวินิจฉัยคุณสมบัติท่าน คือใช้คำว่า ไม่ควรมีศาลเตี้ยในรัฐสภา การที่บุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีใช้คำว่า ในรัฐสภาไม่ควรมีศาลเตี้ยที่จะมาวินิจฉัยคุณสมบัติของท่านนั้น ผมคิดว่าเป็นการกล่าว และเป็นการพูดที่ไม่เหมาะสมครับ ผมได้อภิปรายโดยยกเหตุผล ข้อกฎหมาย ข้อบังคับ และบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญว่าคุณพิธามีคุณสมบัติขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่มี คุณสมบัติที่จะเป็นบุคคลที่ควรได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ถ้ารัฐสภานี้ จะใช้ดุลยพินิจวิจารณญาณของตนเองวินิจฉัยว่าท่านเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติหรือไม่มี คุณสมบัตินั้นถือว่าเป็นการใช้สิทธิในการพิจารณาด้วยวิจารณญาณของท่านสมาชิกรัฐสภา ผู้ทรงเกียรติ ซึ่งเป็นผู้ร่างกฎหมายให้ประชาชน ให้หน่วยงาน ให้องค์กรอิสระทั้งหลายไปบังคับใช้ เพราะฉะนั้นการใช้ดุลยพินิจของท่านจะพิจารณาว่าคุณพิธาขาดคุณสมบัติหรือไม่จึงไม่ใช่ เป็นกรณีใช้ศาลเตี้ย ผมจึงขอให้คุณพิธาได้ถอนคำพูดเรื่องนี้ครับ และควรให้ความเคารพดุลยพินิจเหตุผลของสมาชิก เพราะฉะนั้นการพาดพิงในลักษณะอย่างนี้ ทำให้เกิดความเสียหายไม่ใช่เฉพาะตัวผมเองกับสมาชิกรัฐสภาด้วยขอให้ท่านประธาน ได้โปรดพิจารณาครับ🔗
ครับ เดี๋ยวให้ท่านเสรีพูดก่อน🔗
ท่านประธานครับ ขออนุญาต นิดเดียวครับท่านประธาน ขออนุญาตประท้วงท่านประธานนิดเดียวครับ🔗
เดี๋ยวจะให้ ท่านพิธา🔗
ผมขอใช้สิทธิตามข้อ ๕ ในเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ที่จะต้องเป็นกลางครับ ท่านประธานครับ🔗
ครับ ผมเป็นกลางอยู่แล้วครับ🔗
ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับท่านประธาน ผมทราบดีครับท่านประธานว่ามันมีการพาดพิงกัน ซึ่งเรื่องนี้เราพร้อมเข้าใจ แต่ทีนี้เมื่อเราถูก พาดพิงนะครับ ท่านพิธาเขาก็ชี้แจง เมื่อเขาชี้แจงแล้วมันก็ควรจะจบตรงนั้น ไม่อย่างนั้น ถ้าเกิดว่าใช้สิทธิพาดพิงกันอีกสุดท้ายมันจะเป็นการโต้ไปโต้มาแล้วมันก็จะพาดพิงกันไป พาดพิงกันมาไม่จบ ดังนั้นขออนุญาตท่านปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง แล้วก็ควบคุม การประชุมให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เพราะเมื่อท่านพิธาเขาชี้แจงแล้วจะเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย อย่างไร ก็เป็นเรื่องที่สมาชิกแต่ละท่านต้องใช้ดุลยพินิจในการทำความเข้าใจเอาเองนะครับ เรียนท่านประธานให้วินิจฉัยด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ขอประท้วงท่านผู้ลุกขึ้นมาสักครู่ครับท่านประธาน🔗
เดี๋ยวผม อธิบายก่อนนะครับ ตอนนี้ท่านพิธาท่านไม่ได้อยู่ในห้อง พอดีมีท่านเสรี สุวรรณภานนท์ กำลังจะอภิปรายก็ให้ท่านเสรีพูดเสียก่อน และหลังจากนั้นเรื่องศาลเตี้ยเดี๋ยวให้ท่านพิธา ชี้แจงเองนะครับ ท่านสมชายยังไม่ต้องแถลงนะครับ🔗
ท่านประธานครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขอทำความเข้าใจในห้องประชุมนี้นะครับ เมื่อตอนที่พรรคก้าวไกลขอใช้สิทธิพาดพิงตอนที่ท่าน สว. คำนูณอภิปรายก็ไม่ได้พาดพิง ตัวบุคคลไปที่คุณชัยธวัช แล้วก็ขอใช้เวลาในส่วนของพรรคร่วมที่จะเสนอชื่อรัฐบาลนี่ ทาง สว. ก็ไม่ขัดข้องและเห็นด้วย ท่านประพันธุ์ลุกขึ้นอธิบายในสิ่งที่พาดพิงท่านนะครับ ก็ต้องชี้แจงได้ครับ ผมกราบเรียนว่าก็เป็นเวลาที่นับในส่วนของวุฒิสภา เราเดินมาด้วยดี แล้วครับ ผมก็ขออนุญาตท่านประธานดำเนินการถูกต้องแล้วนะครับ สิทธิของสมาชิกวุฒิสภา ยังเหลืออีกเป็นเวลา ๑ ชั่วโมงเศษเราสามารถชี้แจง ถ้าพาดพิงก็ขออนุญาตใช้สิทธิได้ตามนี้ครับ แล้วก็เดี๋ยวพอคุณพิธาเข้ามายังเหลือเวลาอีก ๒๘ นาที ท่านก็มาชี้แจงในส่วนนี้นะครับ ให้สภาเดินหน้าต่อไปครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ🔗
ตอนนี้ ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ พร้อมหรือยังครับว่าไปก่อน เพราะว่าเดี๋ยวอาจจะมีประเด็น ที่โต้แย้งกันอีกได้ครับ เชิญท่านเสรีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องกราบเรียน ท่านประธานในเรื่องที่เรากำลังพิจารณาว่าจะให้ความเห็นชอบคุณพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพครับว่าสิ่งที่ผมเสนอต่อที่ประชุมแห่งนี้ ไม่ได้เกิดจากความอคติ หรือความไม่ชอบคุณพิธา หรือพรรคก้าวไกล แต่เป็นด้วยหลักสำคัญของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ ที่บัญญัติไว้ชัดเจนว่าให้รัฐสภาชุดแรกนี้ตามรัฐธรรมนูญภายใน ๕ ปี ทำหน้าที่สำคัญในการให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งคำว่าเป็นบุคคลซึ่งสมควรนี่นะครับ อยากให้ที่ประชุมแห่งนี้ได้พิจารณาให้เป็นสำคัญ ผมต้องกราบเรียนตั้งแต่แรกเลยนะครับว่าคุณพิธาที่รับการเสนอเป็นนายกรัฐมนตรีนี้ ไม่สมควรที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยมีเหตุผลสำคัญท่านประธานครับ ในฐานะ ที่เป็นสมาชิกวุฒิสภา ในฐานะที่ทำหน้าที่สำคัญในวุฒิสภาแห่งนี้ ถูกพูดเสมอ ๆ ครับว่า เราจะไม่เลือกคุณพิธาตามมติมหาชน ประชาชนที่ลงคะแนนเลือกตั้งมาให้หรือ และท่าน ก็อธิบายพูดถึงว่าพวกเราจะไม่ทำตามมติมหาชน ก็ต้องทำความเข้าใจตรงนี้ครับว่า ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านมาเป็นการเลือกตั้งที่พี่น้องประชาชน ให้คะแนนเลือกแต่ละพรรคการเมืองมาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งผมเชื่อว่าเมื่อพี่น้องประชาชน เลือกแต่ละพรรคการเมืองมานั้น แต่ละพรรคการเมืองก็ต้องทำตามฉันทามติของแต่ละ พรรคการเมืองที่เลือกพรรคนั้นมาหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนนั้นมา แต่เราก็พยายาม ถูกกล่าวในถ้อยคำที่รุนแรงมาตลอดครับท่านประธาน ถามว่าเราไม่ให้ความเคารพ ประชาชนหรือ ก็ต้องเรียนเพื่อให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศได้เข้าใจว่าเราก็ให้ความเคารพ และในการทำหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภานั้นก็แยกส่วนจากเสียงพี่น้องประชาชนที่ลงคะแนน เลือกตั้งให้ สส. แต่ละพรรคเข้ามาทำหน้าที่ซึ่งเป็นส่วนนั้นจบไปแล้ว ประชาชนเลือกแล้ว ว่าพรรคไหนได้คะแนนเท่าไร แล้วเลือกตั้งมี สส. มาเท่าไร แต่การทำหน้าที่ในรัฐสภาแห่งนี้ เป็นกระบวนการอีกส่วนหนึ่งที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้เป็นหลักการสำคัญว่าบุคคลที่จะมา ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น จะต้องไม่มีคุณสมบัติลักษณะต้องห้ามตามที่รัฐธรรมนูญ บัญญัติไว้ ดังนั้นเมื่อจะทำหน้าที่กันในวันนี้ มีวันนัดประชุมรัฐสภาก็มีกระบวนการที่ให้ พี่น้องประชาชนออกมาแสดงเจตจำนงหลายจังหวัดทั่วประเทศ จนผู้สื่อข่าวถามผมว่า แล้วไม่กลัวเสียงพี่น้องประชาชนที่อยู่นอกสภาหรือ ซึ่งมีเสียงสนับสนุนคุณพิธาเป็น นายกรัฐมนตรี ก็ต้องตอบครับ กลัวประชาชนกลัวมาก กลัวว่าท่านจะเข้าใจผิดว่าวุฒิสภา ไม่ให้ความเคารพ ไม่ให้ความเกรงใจเสียงของประชาชน แต่ด้วยความเกรงกลัว เสียงประชาชนเหล่านั้นนี่นะครับ เราก็คำนึงถึงว่าการทำหน้าที่ในวุฒิสภาเรานี้ ต้องทำหน้าที่ เพื่อรักษาปกป้องประเทศ รักษาปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะฉะนั้นความกลัว ที่มันเกิดขึ้นท่านประธานครับ ไม่ว่าจะกลัวประชาชนที่มารวมตัวออกกันมามากมายมหาศาล กลัวเสียงที่มาข่มขู่ ให้ร้าย พูดจาด่าทอเสียดสีสารพัด เราก็กลัวครับ แต่กลัวน้อยกว่าความรู้สึก ความรู้สึกสำคัญที่เราต้องออกมาปกป้องประเทศ ปกป้องสถาบันนี้เป็นภารกิจหน้าที่สำคัญ ที่เป็นคนละส่วนของการทำหน้าที่ในรัฐสภา คนละส่วนกับการที่พี่น้องประชาชนได้เลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว การทำหน้าที่ในรัฐสภานี้นะครับท่านประธาน ก็มีเสียงพูด อีกครับว่าเสียงที่สนับสนุนคุณพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองหลายพรรครวมกัน ๘ พรรคได้คะแนนถึง ๓๑๒ เสียง มีประชาชนลงคะแนนให้ ๒๕ ล้านเสียงรวมกันแล้ว หรือ ๓๐ ล้านเสียง แต่พรรคก้าวไกลนั้น ได้คะแนนเสียง ๑๔ ล้านเสียง จริง ๆ แล้วท่านประธานครับ พอเอาตัวเลขมารวมทำให้ ประชาชนเขาก็ก่นด่าวุฒิสภาอีกครับท่านประธานว่าในเมื่อมีประชาชนสนับสนุนเลือก คุณพิธาถึง ๓๐ ล้านเสียงแล้ว ทำไมวุฒิสภาถึงจะไม่ลงคะแนนให้ ก็ต้องกราบเรียนอีกครับว่า เสียงที่พรรคก้าวไกลได้จากพี่น้องประชาชนนั้น ๑๔ ล้านเสียงนะครับ อย่าสำคัญผิดว่าตัวเอง ได้ ๓๐ ล้านเสียง เสียงที่เหลือนั้นเป็นของพรรคอื่นครับ พรรคอื่นที่ประชาชนเขาลงคะแนนให้ โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยได้คะแนนจากพี่น้องประชาชนถึง ๑๐ ล้านเสียงไม่น้อยนะครับ ได้รับจำนวนมหาศาลเช่นเดียวกัน แต่พี่น้องประชาชนของแต่ละพรรคเหล่านั้นที่ท่านไปรวม MOU มา ๗-๘ พรรค เขาไม่ได้เลือกคุณพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีนะครับท่านประธาน พรรคเพื่อไทยเขาก็ประสงค์ที่จะลงคะแนนให้พรรคเพื่อไทย เลือกคุณแพรทองธาร เลือกคุณเศรษฐา เลือกคุณชัยเกษม เป็นนายกรัฐมนตรี แต่บรรดาท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านเอาเสียงของพี่น้องประชาชนมารวมกันเองแล้วไปยกให้คุณพิธาในส่วนของพรรคก้าวไกล จึงขอทำความเข้าใจดังนี้ครับ วุฒิสภาเคารพเสียงของประชาชนครับ แต่เสียงที่ท่านไปได้มานั้น มันไม่ใช่ตามความเจตนารมณ์ของประชาชนที่เลือกพรรคนั้น ๆ มา ก็ต้องกราบเรียนครับ มิฉะนั้นแล้วเราก็จะถูกต่อว่าต่อขานตลอดว่าเราไม่เคารพประชาชน ไม่ให้ความที่จะนับถือ ประชาชน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านจะทำหน้าที่ตรงนี้ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านประพันธุ์ คูณมี ได้อธิบายไปแล้วว่าการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาจะต้องทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ ที่จะต้องเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติ ไม่มีลักษณะต้องห้าม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ ซึ่งกำหนดคุณสมบัติในเรื่องห้ามถือหุ้นสื่อ ITV ไว้นั่นละครับ ตามมาตรา ๙๘ (๓) นี่เป็น คุณสมบัติสำคัญครับท่านประธาน คุณสมบัติที่สมาชิกวุฒิสภาหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องใช้ดุลยพินิจของท่านเห็นชอบบุคคลที่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นความเห็นชอบ หรือความสมควรอยู่ที่เงื่อนไขเรื่องคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม ถ้าหากว่าท่านยังมีความคิด หรือดำเนินการตามมาตรา ๑๕๙ โดยไม่คำนึงถึงเรื่องคุณสมบัติที่มีความปรากฏชัดอยู่ใน ปัจจุบันแล้ว ก็เท่ากับว่าท่านกระทำการผิดรัฐธรรมนูญ หรือพรรคอื่น ๆ ด้วยนะครับ ก็ต้อง ฝากตรงนี้ไว้ เพราะฉะนั้นในส่วนวุฒิสภาเองให้ความสำคัญในเรื่องเหล่านี้ และผมยืนยัน หลักการสำคัญมาตลอดครับท่านประธานว่าการจะทำหน้าที่เป็นผู้นำประเทศ เป็นนายกรัฐมนตรี หรือเข้าไปบริหารประเทศนั้น จะต้องมีพฤติการณ์หรือการกระทำที่แสดงออกอย่างชัดเจน ในการที่จะไม่กระทำการใด ๆ อันเป็นการลบหลู่ดูหมิ่น ไม่ปกป้อง ไม่เชิดชูสถาบัน เราก็เลย มาพูดถึงมาตรา ๑๑๒ ของประมวลกฎหมายอาญา ที่มีสมาชิกทั้ง ๒ สภาพูดกันไปหลายท่าน ท่านประธานครับ ถ้าเรามาพูดถึงว่ามาตรา ๑๑๒ เหมาะสมที่จะเป็นนโยบายสำคัญที่จะต้อง ดำเนินการแก้ไขกฎหมายเหล่านี้หรือไม่นะครับ ผมก็ต้องเรียนให้ท่านประธานสภา และท่านสมาชิก กับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศได้รับฟังให้ชัดเจนว่าการแก้กฎหมายมาตรา ๑๑๒ ที่พูดกันนั้น มันเป็นเพียงการแสดงเจตนาในการที่จะแก้กฎหมาย แต่สิ่งที่กระผมและสมาชิกวุฒิสภาเกือบทั้งหมดมีความตระหนักและรู้คิด รู้ทำว่าเหตุการณ์ ที่มันเกิดในบ้านเมืองนี้ก่อนจะเกิดแก้กฎหมายมาตรา ๑๑๒ นั้นนี่นะครับ มันไม่ได้เกิดจากเหตุผลว่า ให้เป็นสากล มันไม่ได้เกิดให้เป็นเหตุผลว่าจะต้องสร้างแนวทางกฎหมายให้เป็นที่ปกป้องดูแล ประชาชนที่ถูกกลั่นแกล้งในทางการเมืองหรือในทางคดีต่าง ๆ ท่านประธานครับ ก่อนที่จะถึง แก้มาตรา ๑๑๒ นี่นะครับ ท่านไม่เห็นสภาพบ้านเมืองหรือครับเป็นอย่างไร ผมว่าคนที่จะ บริหารประเทศนี่นะครับ หรือเป็นผู้นำประเทศ หรือดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หรือพรรคการเมืองที่เข้ามาบริหารประเทศต้องมีความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง ต่อพี่น้อง ประชาชน แต่สิ่งที่มันปรากฏการณ์สำคัญในช่วง ๔ ปีที่ผ่านมานี่นะครับ วุฒิสภาถูกด่าทอ ในสภามาตลอดแต่เราไม่ใส่ใจหรอกครับ ถือว่าท่านจะคิดอย่างไรก็คิดไป แต่สิ่งสำคัญ ที่เราทนอยู่กันนี่นะครับ เพราะว่าเราต้องการจะปกป้องบ้านเมืองครับท่านประธาน เราเห็น สถานการณ์บ้านเมืองที่อยู่นอกสภาแล้วนะครับ ในช่วง ๔ ปีที่ผ่านมามีการกระทำที่ผิด ต่อกฎหมายมากมาย สร้างเสรีภาพ แนวคิดให้เยาวชน เด็ก เยาวชน ประชาชนทั่วไป ไปแนวทางที่ผิด ๆ มีการเสนอแนวคิดต่าง ๆ ให้มีการกระทำละเมิด จาบจ้วง ล่วงละเมิด สถาบันมากมาย จนกระทั่งท่านมาพูดเองนะครับว่าปัจจุบันเห็นไหมครับว่า ท่านจะแก้ มาตรา ๑๑๒ นี่ เพราะอะไรครับ เพราะมีคนถูกดำเนินคดี ๒๗๒ คดี มีคนอยู่ระหว่าง ถูกดำเนินคดีตอนนี้นี่นะครับ ๒๕๓ คน เห็นไหมครับ ตัวเลขนี้มาจากไหนครับ ก็มาจากสิ่งที่ ท่านไปสนับสนุนให้เด็กเยาวชน ประชาชน คนทั้งหลายกระทำแต่เรื่องละเมิดสถาบัน ปรากฏอยู่เป็นคดีมากมาย จะเห็นได้อย่างไรครับ ท่านบอกว่าฉันไม่ได้สนับสนุน เห็นได้ครับ ท่านประธาน เพราะมันปรากฏเป็นประวัติศาสตร์เป็นบันทึกอยู่ใน Clip video ทั้งหลาย มากมาย ในช่วง ๔ ปีที่ผ่านมา ท่านออกไปปลุกปั่นยุยงส่งเสริมขึ้นเวที ให้ม็อบเยาวชนกลุ่มนั้น กลุ่มนี้แสดงคำพูดให้ร้ายต่าง ๆ นานา เป็นข้อเสนอที่จะปฏิรูปสถาบัน ปฏิรูปกระบวนการ อะไรต่าง ๆ มากมาย แสดงพฤติกรรมไปในแนวทางที่ให้ร้าย ไม่ว่าจะพูดจาด่าทอ เรียกชื่อ เรียกพระนาม ไม่เคารพ เขียนรายละเอียด เขียนข้อมูลตามกำแพง พอคนเหล่านี้ ถูกดำเนินคดีครับท่านประธาน ท่านก็ใช้สถานะความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปช่วย ประกันตัวคนพวกนี้ แทนที่เราจะไปลดปัญหา ไปลดสิ่งที่เป็นความผิดไม่ให้กระทำความผิด เกิดขึ้น แต่มันกลับกลายเป็นยุยงส่งเสริมให้คนกระทำความผิดในเรื่องเหล่านี้ แล้วพอมาตอนนี้ครับ เด็ก เยาวชนติดคุกติดตะรางกันเยอะแยะมากมาย ท่านก็มาเสนอแก้มาตรา ๑๑๒ แล้วก็บอกว่านี่เป็นกระบวนการทางกฎหมายที่ไปกลั่นแกล้งคนให้ถูกดำเนินคดี ถ้าเด็กเหล่านี้ คนเหล่านี้ไม่ถูกยุยงส่งเสริมครับมันจะเกิดเรื่องเหล่านี้ไหม เพียงเพื่อต้องการจะได้มวลชน เลยขาดความรับผิดชอบ ทำให้เด็กกระทำผิดกฎหมายเสียอนาคต เสียการเล่าการเรียน ครอบครัวแตกแยกอย่างที่เป็นอยู่และเห็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นถ้าความเป็นนายกรัฐมนตรี นี่นะครับ ผมยังไม่เคยเห็นท่านออกมาปกป้อง ห้ามปรามในสิ่งเหล่านี้ ถ้าเราไม่เกี่ยวไม่ยุ่ง นี่นะครับ หรือไม่มีส่วนกระทำการเรื่องเหล่านี้ เราก็ต้องออกไปห้ามปรามครับ แต่ปรากฏว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือท่านไม่ห้ามปรามอะไรเลย กลายเป็นว่าให้คนของท่านไปช่วยกันนะครับ ไม่ว่าจะประกันตัว ไปให้กำลังใจ ไปขึ้นเวที พอขึ้นเวทีเสร็จเด็กก็ถามว่าจะแก้ไขมาตรา ๑๑๒ หรือจะยกเลิก ท่านก็บอกว่าจะแก้ไข ถ้าแก้ไขไม่ได้จะยกเลิก แล้วก็ไปปิด Sticker ในส่วนที่ ยกเลิกมาตรา ๑๑๒ นี่คือมันเป็นที่มาที่ไปครับท่านประธานครับ สิ่งที่สมาชิกวุฒิสภา ไม่ได้ปฏิเสธในเรื่องที่ท่านจะทำอะไรก็ตาม ถ้าหากว่ามันทำได้ตามกฎหมาย แต่สิ่งที่ทำนี่นะครับมันปรากฏชัดเจนว่าเป็นการล้มล้างครับท่านประธาน ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว นี่นะครับจะให้ทางผมเองหรือสมาชิกวุฒิสภาเองไปสนับสนุนให้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี หรือไปบริหารประเทศนั้นมันก็จะผิดวิสัย แต่อย่างไรก็ตามครับ ผมก็จะพูดเผื่อไว้เลย เพราะว่าผมไม่แน่ใจ ถ้าหากว่าผมพูดแล้วท่านอยากจะเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วท่านลุกขึ้นมาพูดว่า ท่านจะไม่แก้ไขมาตรา ๑๑๒ จะไม่ดำเนินการมาตรา ๑๑๒ แล้วนะครับ ถ้าจะพูดก็พูดมาครับ แต่ผมไม่เชื่อแล้วละครับ เพราะผมไม่รู้ว่าอ้ายสิ่งการกระทำที่เป็นประวัติศาสตร์ยาวนาน มาถึงปัจจุบันนี่จะมาพูดแค่คำคำเดียวว่าผมจะไม่แก้มาตรา ๑๑๒ แล้ว เพื่อต้องการจะเป็น นายกรัฐมนตรี ผมก็คิดว่ามันเป็นการหลอกลวง เมื่อวานเป็นอย่างนี้ วันนี้พูดอย่างนี้ ถ้าท่านบอกไม่แก้ แล้วพรุ่งนี้ท่านไม่กลับมาแก้อีกหรือครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ สิ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธานทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจากความไม่ชอบ แล้วรู้สึกไม่ดี แต่ผมคิดว่า มันเป็นหน้าที่เป็นภารกิจสำคัญของความเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่ทนอยู่ในสภาแห่งนี้ด้วยเสียงก่นด่า พูดจาด่าทอเสียดสี ไม่ให้เกียรติ ไม่เคารพยำเกรงนะครับ เราทนมาตลอด ก็ด้วยจะปกป้อง สิ่งซึ่งเป็นเสาหลักของชาติ ความสำคัญ ความมั่นคงของประเทศมาจนถึงทุกวันนี้ เราก็จะต้อง อยู่เพื่อไม่ให้สิ่งที่ไม่ดีไม่งามเกิดขึ้นในบ้านเมืองไทย ท่านประธานครับ เสียงที่จะลงคะแนน มติอะไรต่าง ๆ นี่นะครับ ผมอยากจะกราบเรียนด้วยความเคารพว่าเราทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ เราไม่ได้คิดที่จะไม่ให้ความเคารพพี่น้องประชาชน และหลังจากลงมติไปแล้ว ถ้าหากว่า ท่านได้เสียงประชาชนสนับสนุนจนกระทั่งทำหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรีได้ ผมก็ยินดี แต่ถ้าหากว่าเสียงไม่ถึง ก็ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพนะครับว่าท่านจะต้องไม่แสดง พฤติกรรมการกระทำใด ๆ ที่จะไปปลุก Mob ไปเรียกร้อง ไปดำเนินการใด ๆ ให้คน ในประเทศนี้ออกมาสนับสนุน ผลักดัน เรียกร้องให้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะนี่มันเป็น กติกาในทางรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าหากว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น บ้านเมืองไม่สงบเรียบร้อย ไม่ใช่ใครอื่นครับ มันก็เกิดจากที่พวกท่านไปยุยงส่งเสริมประชาชนให้กระทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมาผมก็กังวลใจครับว่าสิ่งที่ท่านออกพื้นที่ต่าง ๆ นั้นมีประชาชนมาห้อมล้อม มีประชาชนมาแสดงความยินดี เรียกท่านนายกพิธา ท่านนายกพิธา นายกรัฐมนตรี คนที่ ๓๐ ผมก็เห็นว่าเป็นความต้องการของพี่น้องประชาชนนะครับ มันเป็นความรัก เป็นความเชื่อ เป็นความศรัทธา แต่เราอยู่ในกระบวนการในการพิจารณาตรวจสอบ คุณสมบัติความประพฤติ ผมไม่อยากเห็นภาพครับ ที่ท่านเดินลงพื้นที่แล้วมีประชาชน มาก้มกราบท่าน ทั้ง ๆ ที่ท่านยังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีเลย ทำให้ผมได้คิดครับว่า สิ่งที่มันปรากฏการณ์มันเกิดจากการที่ประชาชนเขาอยากจะกราบท่านจริงหรือ หรือสร้างภาพ หรือไปจ้างคนมา ซึ่งมันไม่ควรหรอกครับที่จะให้ภาพเหล่านี้เกิดขึ้น เอาเด็กมาขึ้นเวที เชียร์ อายุ ๑๐ ขวบเองครับ เชียร์ท่านพิธา พิธา ผมรู้สึกว่าผมจะอยู่ลำบากเหมือนกันนะครับ จะไม่ปลอดภัยเหมือนกัน เพราะคนเชียร์ท่านมากเหลือเกิน แต่คนที่เชียร์มากนี้นะครับ ถ้าฟังผมวันนี้แล้วจะเลือกคนที่มีคุณสมบัติ มีลักษณะต้องห้าม ขัดต่อรัฐธรรมนูญ กระทำการ อันเป็นการที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงมาตรา ๑๑๒ ให้เป็นนายรัฐมนตรีหรือครับ เพราะฉะนั้น ก็ต้องเรียนด้วยความเคารพว่าขอให้นำเรื่องเหล่านี้ไปพิจารณาก่อนที่จะออกมาชุมนุมเรียกร้อง ให้พี่น้องประชาชนช่วยกันสนับสนุน ผลักดันให้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้ง ๆ ที่ท่านอาจจะ ขาดคุณสมบัติ หรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรือไปแสดงพฤติกรรมที่ผ่านมา แล้วก็จะมาแก้กฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ ก็อยากจะฝากให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ช่วยกันคิด ช่วยกันพิจารณา แล้วให้เหตุผล หูตาสว่าง จะได้ไม่เกิดความรุนแรงหรือสิ่งใดขึ้น ก็ฝากในส่วนนี้ให้กับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศได้พิจารณาไปด้วยกัน ผมจึงไม่เห็นด้วย ที่จะให้คุณพิธาและพรรคก้าวไกลเป็นผู้บริหารประเทศหรือเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณ ท่านเสรีครับ ก่อนที่จะถึงท่านสมชาย แสวงการ ผมขอชี้แจงสักเล็กน้อยนะครับ เนื่องจาก คุณพิธาเข้ามาแล้ว คือก่อนหน้าคุณเสรีคือคุณประพันธุ์ คูณมี ได้ประท้วงว่ามีการที่ไปวิพากษ์ มีข้อที่กล่าวว่าศาลเตี้ยในรัฐสภาแห่งนี้ ซึ่งคำพูดผมให้เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบในเทปแล้วนะครับ ซึ่งขณะนั้นผมไม่ได้อยู่บนบัลลังก์ ดังนั้นผมอ่านให้ท่านฟังท่านพิธาจะชี้แจงหรือไม่ชี้แจง ผมถือว่าไม่ติดใจ แต่ผมไม่ได้ทำอะไรที่เป็นการไม่เป็นกลางเลย ดังนั้นแล้วแต่ท่านนะครับ ที่เขาถอดเทปมาเขาบอกว่ามันมีศาลเตี้ยในรัฐสภาแห่งนี้ ไม่ได้ครับ ดังนั้นถ้าท่านติดใจ ที่จะชี้แจงเรื่องนี้ก็เชิญครับ เพราะว่าก็ขึ้นอยู่กับที่สมาชิกจะลงมติในที่นี้ ดังนั้นขึ้นอยู่กับ ท่านพิธานะครับ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ต่อข้อวินิจฉัยของท่านประธานก็ตรงตามคำพูดว่ามีศาลเตี้ยในรัฐสภาแห่งนี้ไม่ได้ ก็น่าจะเห็น ตรงกันว่ากระบวนการในการที่จะวินิจฉัยทั้ง ๆ ที่กระบวนการยังไม่สิ้นสุดมันเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมก็คิดว่าไม่มีอะไรที่เป็นข้อประเด็นในการที่จะมาประท้วงได้นะครับ แต่อย่างไรก็ตาม ผมเป็นผู้นำที่รุกได้ถอยเป็น ถ้าท่านยังติดใจอยู่ผมขอถอนเพื่อที่จะ ประหยัดเวลาของรัฐสภาและชี้แจงเรื่องอื่นครับท่านประธาน ขอให้ท่านประธานวินิจฉัย ด้วยครับ🔗
ถ้าท่าน ถอนคำว่า ศาลเตี้ย ก็ไม่ดีเพราะว่ามันยังไม่มีประโยคอื่นที่มาเชื่อม ถ้าดูเฉพาะแค่นี้มันก็ไม่ดี นะครับท่านพิธา🔗
ท่านประธานแนะนำ ว่าอย่างไรครับ ถ้าอย่างนั้น🔗
ก็ถอน เฉพาะคำนี้ละครับ ศาลเตี้ย🔗
ถอนคำว่า ศาลเตี้ย เพื่อให้รัฐสภาประหยัดเวลาแล้วเดินหน้าต่อได้ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ยังมีอีก ท่านหนึ่งนะครับ ก็ค่อยดูว่าท่านจะเห็นว่าไปล่วงเกินอะไรหรือเปล่านะครับ ตอนนี้ท่านเสรี จบไปแล้วเหลืออีกท่านหนึ่งแล้วท่านค่อยชี้แจงครับ ท่านสมชาย แสวงการ เชิญครับ🔗
ยังไม่จบครับท่านประธาน อันนั้นคือประเด็นหนึ่ง แต่ว่าเมื่อสักครู่ที่ท่านวุฒิสมาชิกเสรีได้อภิปรายไปมีพาดพิงถึงผม ๓ ประเด็นสั้น ๆ ครับท่านประธาน🔗
ไม่รอ ท่านสมชายหรือครับ🔗
ผมคิดว่าเรื่องนี้รอไม่ได้ กลัวที่จะเป็นเรื่องกังวลใจ แค่ ๓ ประเด็นสั้น ๆ เองครับ🔗
ได้ครับ🔗
ก็อย่างเช่นประเด็น ที่ท่านบอกว่าเวลา ต้องขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ผมควรที่จะพูดกับท่านประธานก็คือเวลา ที่บอกว่าเวลาผมลงพื้นที่แล้วก็มีประชาชนมากราบเท้าผมแล้วก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ผมก็เห็นด้วยว่าไม่เหมาะสมนะครับ แล้วก็ได้พยายามที่จะกราบเท้าประชาชนกลับ เพราะผมคิดว่า คนเท่ากันไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำแบบนี้ ก็ได้รับคำอธิบายว่าเป็นการบนบานศาลกล่าว ให้ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ผมก็ได้อธิบายว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำอะไรแบบนี้ ก็เห็นด้วยว่า ไม่ควรที่จะให้ใครมากราบเท้าใครใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกรัฐสภาหรือไม่ได้เป็น สมาชิกรัฐสภา🔗
ประเด็นที่ ๒ ที่ท่านวุฒิสมาชิก ท่านเพื่อนสมาชิกได้พูดไว้เรื่องเกี่ยวกับยุยงเด็ก สนับสนุนเด็ก อันนี้ผมว่ามันเป็นประเด็นที่สำคัญที่อาจจะมีความเห็นต่างกันของสมาชิกรัฐสภา อาจจะขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่ต่างกันหรือวัยวุฒิ อายุที่ต่างกัน เยาวชนคนหนุ่มสาวสมัยใหม่นี้ ยุยงปลุกปั่นไม่ได้หรอกครับ เขามีความคิดเป็นของตัวเองเขาเข้าถึงข้อมูลได้เยอะกว่าคนรุ่นเรา ถ้าสมมุติว่ามันยุยงปลุกปั่นได้ด้วยข้อมูล ด้วยการชักจูง ด้วย Propaganda ผมว่าค่านิยม ๑๒ ประการที่เคยมีมาก็คงจะทำให้เขารู้สึกแบบนั้นได้ แต่ก็หาเป็นเช่นนั้นได้ เพราะฉะนั้น เราต้องเข้าใจก่อน คิดถึงตัวเองตอนที่เราอายุเท่าเขาครับ ว่าวิธีคิดของเขา ว่าการเข้าถึง ข้อมูลมันต่างจากคนรุ่นเราอย่างไร เพราะฉะนั้นก็ต้องยืนยันตรงนี้ว่าไม่มีการไปยุยงปลุกปั่นใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะเขายุยงปลุกปั่นไม่ได้🔗
อันที่ ๓ ก็เป็นเรื่องบอกว่าเป็นการสนับสนุนเอาตำแหน่ง สส. ไปประกันตัว ก็ต้องเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่าสิทธิในการประกันตัว สิทธิในการเข้าถึงทนายเป็นส่วนสำคัญ ในระบบยุติธรรมนะครับ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นพี่น้องชาติพันธุ์ที่โดนคดี พี่น้องที่โดนคดี ทวงคืนผืนป่า แล้วโดนฟ้องไล่ที่ หรือจะคดีเกี่ยวกับอะไรก็แล้วแต่ สส. จากพรรคก้าวไกล ก็มีหน้าที่ที่จะทำให้เกิดเสรีภาพในการแสดงออก แล้วก็สิทธิในการเข้าถึงทนาย แล้วก็ สิทธิในการที่จะสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์ไว้ก่อนถ้ายังไม่มีคำพิพากษาจนถึงที่สิ้นสุดครับ เรียนท่านประธานเพียงแค่นี้ครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบพระคุณครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม เสรี ท่านประธานครับ🔗
ท่านประท้วง อะไรครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน นิดเดียวครับ เดี๋ยวจะกลายเป็นผมพูดไม่จริงนะครับ🔗
เชิญครับ🔗
ผม เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกรัฐสภาครับ ที่ผมได้กราบเรียนที่ประชุมไปว่าในส่วนพฤติกรรมที่เกิดขึ้นที่ไปยุยง ส่งเสริมเด็กหรือให้กับเด็กกระทำการใด ผมไม่ได้พูดเองท่านประธาน ท่านไปเปิด Clip ดูนะครับ มีเด็กที่ถูกยุยงออกมาพูดเอง ออกมารับสารภาพเอง ที่เขาทำไปมันเกิดจาก มีพรรคก้าวไกลเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง อันนี้ผมได้พูดนะครับ มันปรากฏใน Clip ท่านก็ต้อง ไปดูเองด้วยนะครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
เชิญครับ ท่านพิธา🔗
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ ผมคิดว่าเรื่อง Clip อะไรพวกนี้สมัยนี้เรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีมันมีทั้ง Fake news มีทั้ง Information Operation ใครจะทำ Clip อะไรขึ้นมาก็ได้มันยังไม่ได้รับการตรวจสอบ ถ้าเป็นผมเวลาจะพูดอะไรแบบนี้ในทางกลับกันที่อาจจะทำลายผมหรือทำลายฝั่งตรงกันข้าม ผมก็คงจะพิสูจน์ก่อนที่จะเอามาพูดในรัฐสภาแห่งนี้ว่าเป็นข้อเท็จจริงสักเพียงใด เพราะฉะนั้น สิ่งที่ถูกพูดไว้มันถูกบันทึกไว้หมด เพราะฉะนั้นคนที่จะเป็นผู้นำได้ต้องมีวุฒิภาวะพอ ในการตรวจสอบว่ามันจริง ไม่จริงอย่างไร แต่อย่างไรก็ดีก็จะทำตามคำแนะนำท่านครับ แล้วเดี๋ยวจะลองไปศึกษาดู แต่ผมเชื่อว่าไม่เป็นความจริงนะครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ยุตินะครับ🔗
ท่านประธานครับ นิดเดียวครับ ไม่ได้ตอบโต้กันนะครับ เพียงแต่จะกราบเรียนว่าท่านก็ต้องไปดูด้วย แต่ผมเชื่อว่าที่ผ่านมา อยู่ในสายตาท่านตลอดว่าไม่ใช่ Fake news มันเรื่องจริงครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอใช้สิทธิพาดพิงครับ ท่านประธาน พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมไม่แน่ใจว่าท่านจะรู้ได้ อย่างไรว่าสายตาผมเป็นอย่างไรครับ🔗
คือมาโต้เถียง กันไม่ได้แล้วนะครับ ผมก็ต้องยึดถือหลักว่าเรื่องเหล่านั้นไม่ได้เป็นเรื่องที่พิสูจน์ข้อเท็จจริง กันในที่ประชุมแห่งนี้ เป็นข้อกล่าวอ้าง เถียงกันไปเถียงกันมาไม่ถูกต้องนะครับ ดังนั้นยุตินะครับ คราวนี้ก็ฟังการอภิปรายของท่านสมชาย แสวงการ ท่านสมชาย แสวงการ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ขอทำหน้าที่ ในการเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่ต้องให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เสนอมาตามมาตรา ๒๗๒ ซึ่งผมกราบเรียนว่าประเทศไทยนั้นเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้วให้ไปร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลโดยมี นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี มิได้เป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรง มิได้เป็นการเลือก นายกรัฐมนตรีโดยตรงเหมือนที่กลุ่มบุคคลทั้งในสภา ในมวลชนบนถนน และใน Social ที่เป็นกองทัพอวตารแก้ว ๓ ประการ กำลังพยายามบังคับ กดทับ Bully ว่านี่คือเสียงข้างมาก ที่ประชาชนเลือกแล้ว จะต้องให้สมาชิกวุฒิสภาถูกบังคับว่าต้องเลือกด้วย แม้ก่อนหน้านี้ สมาชิกวุฒิสภา ๒๓ ท่านได้ลงมติเห็นชอบกับการแก้ไขยกเลิกมาตรา ๒๗๒ ซึ่งเป็นอำนาจ หน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาตามบทเฉพาะกาลในระยะ ๕ ปีแรก ซึ่งเปลี่ยนผ่านการปกครอง ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้มีส่วนร่วมในการให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีกับสภาผู้แทนราษฎรด้วย และผ่านประชามติรัฐธรรมนูญมาด้วยเสียง ๑๖ ล้านเสียง ผ่านคำถามพวกนี้ ๑๕,๒๐๐,๐๐๐ เสียง มีสมาชิกวุฒิสภาบางส่วนท่านขอปิดสวิตช์ตัวเองเสมือนจะบวชเป็นพระไปตลอดชีวิต จนกว่าจะพ้นวาระการดำรงตำแหน่งหลัง ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๗ ท่านก็ยังไปขุด ไปอ้อนวอน ไปข่มขู่ ไป Bully ไปใช้สภาวะแวดล้อมต่าง ๆ ปลุกท่านขึ้นมาบอกว่าให้เปิดสวิตช์พวกผม ก็โดนครับ เหมือนที่ท่านคำนูณและท่านสมาชิกต่าง ๆ โดนทุกคนครับใน สว. มีทุกรูปแบบ ผมขออนุญาตไม่พูดในเรื่องวิชามารต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งครอบครัว ตัวบุคคล และสภาพแวดล้อม แต่พวกผมทั้ง ๒๕๐ คนยืนยันว่าสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมดที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้น เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย อย่างสมบูรณ์ มีสิทธิและคะแนนเสียงเช่นเดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจาก การเลือกตั้ง แม้เราจะมาจากการสรรหา แม้เราจะมาจากการเลือกตั้งกันบางส่วน และสรรหาอีกครั้งหนึ่งก็ตามนะครับ เพราะฉะนั้นการทำหน้าที่วันนี้ของสมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาจะกระทำด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ แล้วก็ คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติซึ่งมีสถาบันหลักคือชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นที่ตั้งครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานถึงสิ่งที่จะขออภิปรายดังต่อไปนี้ครับว่า ในการเลือกนายกรัฐมนตรีที่ สว. จะต้องทำหน้าที่นั้นเป็นเช่นเดียวกับที่เราเคยปฏิบัติ ในฐานะที่วุฒิสภาเป็นส่วนหนึ่งของรัฐสภาที่ต้องทำหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมาย กลั่นกรองตัวบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ อาทิ คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานศาลปกครองสูงสุด ตุลาการศาลปกครองสูงสุด อัยการสูงสุด เป็นต้น ที่ท่านให้ สมาชิกวุฒิสภาทำหน้าที่ในการกลั่นกรองพิจารณาคุณสมบัติ พฤติกรรมทางจริยธรรม เพื่อให้ดำรงตำแหน่ง ผมยืนยันว่าตลอดระยะเวลา ๔ ปีของการทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกวุฒิสภา ของผมในสมัยที่ ๓ ทุกคนผมยืนยันใน ๒๕๐ ท่านว่าทำหน้าที่อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ พิจารณาโดยไม่มีอคติ ไม่มีโมหะจริต ไม่มีอามิสสินจ้างใด ๆ เพราะฉะนั้นวันนี้เราก็จะทำ หน้าที่เช่นนั้นครับ อยากฝากกราบเรียนพี่น้องประชาชนที่รับฟังอยู่ทางบ้านและอาจจะเห็นด้วย เห็นต่างในการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของท่านเข้ามาในสภาแล้วว่าวันนี้รัฐสภา ต้องทำหน้าที่และทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนว่าท่านได้ทำหน้าที่ของท่าน ในการเลือกผู้แทนแล้ว ผู้แทนของท่านต้องมารวมกันเป็นคณะหรือพรรคไม่ว่าจะเซ็น MOU หรือเซ็นสัตยาบันหรือไม่ก็ตาม รวมตัวกันเป็นผู้ที่เสนอตัวเป็นรัฐบาล และเสนอตัวเป็น นายกรัฐมนตรีที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๘ มาตรา ๘๙ อันมีคุณสมบัติของความเป็น รัฐมนตรีตามมาตรา ๑๖๐ และต้องมีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๙๘ ด้วย เพราะฉะนั้นถ้าเราทำความเข้าใจกันอย่างนี้นะครับ สมาชิกรัฐสภา ๗๕๐ คนก็จะลงมติ ด้วยความสบายใจ ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างสมบูรณ์ ไม่ถูกกดทับ ไม่ถูก Bully ไม่ถูก อามิสสินจ้าง และไม่ถูกกระทำการตามหลังมาอย่างที่เคยเกิดขึ้นในแก้ว ๓ ประการ คือใช้สมาชิกในสภา มวลชนบนท้องถนน และกองทัพอวตารใน Social แบบที่ทำมาตลอด หลายปี ผมกราบเรียนว่าวันนี้ผมยืนยันและสบายใจที่จะทำหน้าที่ตรงนี้โดยไม่เกรงกลัวใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะผมเชื่อมั่นว่าสมาชิกทุกคนมีความรักชาติ รักผืนแผ่นดินแห่งนี้ เคารพเสียงของ การเลือกตั้งไม่ว่าจะเห็นด้วยกับพรรคก้าวไกล หรือเห็นด้วยกับพรรคเพื่อไทย หรือเห็นด้วย กับพรรคพลังประชารัฐ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย และพรรคอื่น ๆ รวมถึงประชาชนที่เขาไม่ได้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ทั้งประเทศรวมกัน ๖๗ ล้านคน ผมขอร้องครับว่าหลังจากเราเลือกวันนี้เสร็จแล้ว ไม่ว่าคุณพิธาจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี หรือไม่ก็ตาม เราเลิกอ้างเรื่องเสียงข้างมาก ๑๔ ล้านคนแล้วบังคับคนทั้งประเทศว่าจะต้อง เปิดสวิตช์ สว. มาให้เห็นด้วย แล้วห้ามเห็นด้วยกับคนอื่น ยกเว้นนายพิธา อันนี้ผิดหลักครับ ผิดหลักประชาธิปไตย มันเป็นเผด็จการ หรือถ้าเลยจากนั้นไปเป็นแก้ว ๓ ประการ รวมกัน ก็เป็นอนาธิปไตย เรากำลังเข้าสู่การเมืองที่เราอยากเห็นประชาธิปไตยรุ่นใหม่ เราอยากเห็น ความสงบ ซึ่งเราผ่านความขัดแย้งมานานแล้วนะครับ ตั้งแต่เหตุการณ์พฤษภาคม ๒๕๓๕ แล้วก็ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ปี ๒๕๔๐ จากนั้นก็เกิดปัญหาใหญ่เมื่อปี ๒๕๔๘ เกิดรัฐประหาร ปี ๒๕๔๙ ก็ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ ปี ๒๕๕๐ แล้วก็เกิดการชุมนุมกันอีกตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๗ แล้วก็ยึดอำนาจกัน แล้วก็ต้องมาร่างรัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ วันนี้เราเดินเข้าสู่ครรลอง ประชาธิปไตยแล้ว เราควรนำพาประเทศไปสู่ครรลองประชาธิปไตย อย่างแท้จริงอย่าใช้สังคมกดทับ อย่าใช้ประชาธิปไตยแบบฟุ่มเฟือย หรือประชาธิปไตย ที่เลือกพวกข้าเท่านั้นที่ถูก เลือกพวกเอ็งผิด อย่างนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตย ผมกราบเรียน ท่านประธานที่ต้องใช้เวลานี้ เพราะผมเองนั้นมีหลักเกณฑ์ในการเลือกนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญและตามที่ได้รับหน้าที่ และอำนาจมาตามมาตรา ๒๗๒ ชัดเจนครับ ผมจะพิจารณาโดยมีองค์ประกอบตั้งแต่ ๑. ซื่อสัตย์สุจริต ๒. มีความรอบรู้ ๓. มีวิสัยทัศน์ ๔. สร้างแรงบันดาลใจหรือไม่ แต่ทั้งหมดจะต้องคำนึงถึงปัจจัยสำคัญ นอกเหนือจาก เสียงเลือกตั้งที่ต้องมาเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในการเสนอต่อสภาแล้วนี่ สิ่งสำคัญที่สุดครับ คือความมั่นคงของชาติ ความมั่นคงของชาติไม่ใช่ความมั่นคงทางทหาร ความมั่นคงของชาติ คือ อาณาเขตตั้งแต่รัฐที่เป็นชาติ การปกครอง ผู้องค์เป็นรัฏฐาธิปัตย์ รวมถึงหลักกฎหมาย หลักนิติธรรมที่คนไทยทั้งหมดรวมกันอยู่ยาวนานมาตลอดนับพันปี ผมเห็นแล้วไม่สบายใจ ในการรณรงค์ของบางกลุ่มแล้ววันนี้ก็ยังมีอยู่ ต้องยอมรับนะครับว่าเราเปลี่ยนแปลง การปกครองหลังจาก มีความเป็นชาติตั้งแต่สุโขทัย อยุธยา ธนบุรี รัตนโกสินทร์ แล้วมา เกิดการเปลี่ยนแปลง ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ แต่คณะบุคคลบางกลุ่ม บางเหล่า บางพวก ยังโหยหาโดยไม่เข้าใจประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง เรียกร้องคณะราษฎร ๒๔๗๕ บ้างก็บอกว่า อีกไม่กี่ปี ๒๕๗๕ จะฉลองครบ ๑๐๐ ปีแล้ว ผมในฐานะที่อยู่ในสภาแล้วก็เป็นในส่วนความเห็น ที่ศึกษาทางวิชาการประวัติศาสตร์ ขอเรียนเลยครับว่าอย่าย้อนโหยหาอดีตอีกเลย เพราะ ๒๔๗๕ ขณะนั้นเป็นการยึดอำนาจ คณะราษฎรที่ได้รับทุนเล่าเรียนหลวง ไปเรียนอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี แล้วมายึดอำนาจจากพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๗ เป็นการยึดเอานะครับ เป็นการปฏิวัติ แล้วทำไมคนในสมัยนั้นจึงต่อต้านคณะราษฎร ด้วยการไม่ปล่อยให้ประชาธิปไตยสมบูรณ์ละครับ ทำไมคนเหล่านั้นในสมัยปี ๒๔๗๕ ๙๑ ปีที่แล้วจึงเลือกการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เหตุผลก็คือว่าคนไทยในอดีตจวบจนคนไทยในปัจจุบัน เคารพและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะผู้นำของชาติ คนไทยไม่ยอมเลือก การปกครองระบอบประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบเหมือนที่คณะบุคคลบางกลุ่ม บางเหล่า กำลังโหยหา และกำลังเรียกร้อง และกำลังเคลื่อนไหว และกำลังสร้างความเข้าใจผิด🔗
-๖๐/๑ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมจะพูดจากนี้คือสิ่งที่กระทบต่อการดำเนินการของการให้ความเห็นผู้จะเป็น นายกรัฐมนตรีและนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาล รวมถึงมีประเด็นสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่ ท่านใช้ในการหาเสียงในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของพรรคการเมือง ของคณะกลุ่มบุคคล ผู้ช่วยหาเสียง และมวลชนที่สอดประสานกันตลอดมา ประเด็นสำคัญก็คือเรื่องของความเกี่ยวข้อง กับความเป็นชาติที่ต้องมีสถาบันหลัก ๓ สถาบัน ประกอบด้วย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สิ่งที่ท่านกำลังทำเป็นคำถามใหญ่มากที่ผมจะตอบตัวเองว่าผมสามารถโหวตให้ท่านเป็น นายกรัฐมนตรีและนำนโยบายของท่านไปเคลื่อนไหวจนทำให้ประเทศเกิดความไม่สงบสุข ได้หรือไม่ สิ่งที่สมาชิกไปร่วมกันทำ MOU แล้วเสนอบอกว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับมาตรา ๑๑๒ ที่มีการแก้ไข ผมเห็นใจท่านครับ บางท่านเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ ท่านไม่เคยเห็น ร่างกฎหมายที่แก้ไขมาตรา ๑๑๒ ประชาชนก็ไม่เคยเห็นครับ แต่ผมขออนุญาตท่านประธาน ใช้เวลาสักครู่เพื่อนำร่างที่พวกเขาเหล่านั้น แล้วตอบว่าไม่เคยเสนอเข้าสู่สภาให้ท่านประธาน ได้เห็นครับ นี่คือเอกสารหลักฐานตัวจริงลงเลขที่รับ ๒๗/๒๕๖๔ ของสภาผู้แทนราษฎร วันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๖๔ และลงเลขรับอีกครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ถามว่า ทำไมถึงมีเลขรับ ๒ ครั้ง ร่างกฎหมายฉบับนี้ถูกนำเข้าเสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล และท่านรองประธาน คนที่หนึ่ง โดยความเห็นของคณะที่ปรึกษากฎหมายสภา เห็นว่าขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖ จึงไม่นำเข้าสู่การพิจารณา และขอให้เอากลับไปแก้ไข ปรากฏว่า ส่งกลับมาวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ เหมือนเดิมครับท่านประธาน ทำไมเรื่องนี้ถึงกระทบมาก และผมอยากได้รับคำยืนยันว่าเรื่องนี้จะเดินหน้าต่อไหม เพราะหลายครั้ง หลายกรณี ต่างกรรมต่างวาระ จนกระทั่งนาทีสุดท้ายเมื่อสักครู่ทุกคนในพรรคก้าวไกลก็ยังยืนยันว่า จะเดินต่อ สาระสำคัญมีอย่างนี้ครับ ทุกมาตราดูที่ผมได้ บอกว่าบันทึกหลักการ เหตุผล ร่างแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... จะดำเนินการคือยกเลิก ความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ อยู่ในร่างมาตรา ๔ ครับ โดยจะกำหนดลักษณะ ความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศ ของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พร้อมกำหนดฐานความผิดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดง ความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดง ความอาฆาตมาดร้ายพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในลักษณะดังกล่าว นอกจากนี้กำหนดให้ ขีดเส้นใต้นะครับ ผู้ซึ่งติชมแสดงความคิดเห็นหรือแสดงข้อความใด ๆ โดยสุจริต เพื่อธำรงไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข รัฐธรรมนูญ และประโยชน์สาธารณะไม่มีความผิด ย้ำไม่มีความผิด คุณกำลัง ทำกฎหมายปกป้องพระประมุขของประเทศไม่มีความผิด กำหนดให้ผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำ ความผิดซึ่งพิสูจน์ได้ว่าข้อที่หาว่าเป็นความผิดนั้นเป็นความจริงไม่ต้องรับโทษ ผมบอก ท่านผู้แทนพรรคเล็ก ๆ ๒-๓ พรรคที่ท่านแถลงว่าท่านไม่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๑๑๒ นี่นะครับ เดี๋ยวผมจะให้ดูเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญว่าท่านกำลังจะถูกดำเนินคดีไปด้วย และกำหนด บอกว่าเป็นความจริงไม่ต้องรับโทษ และกำหนดให้ความผิดในลักษณะนี้เป็นความผิด อันยอมความได้ และให้สำนักพระราชวังเป็นผู้ร้องทุกข์ ท่านกำลังทำให้ความผิดหมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี องค์รัชทายาท ซึ่งเมื่อสักครู่นี้ท่านอดีตผู้บัญชาการ ตำรวจแห่งชาติ ท่านเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ซึ่งผมเคารพรักท่านเป็นส่วนตัวนะครับ บอกแล้วว่า จริงอยู่ครับในอดีตนั้นกฎหมายเขียนโทษจำคุกไม่เกิน ๗ ปี แล้วหลังจากเกิดเหตุการณ์ ตุลาคม ๒๕๑๙ มีการแก้ไขเป็นจำคุกตั้งแต่ ๓ ปีถึง ๑๕ ปี แต่ท่านดูหลักการที่แก้ไขนะครับ ผมอ่านมาตราให้ฟังเลยครับ ท่านสมาชิกจะได้ตาสว่าง และพี่น้องประชาชนจะได้ตาสว่างครับ มาตรา ๔ ให้ยกเลิกมาตรา ๑๑๒ นี่หลักฐานชัดมาก ไปอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญแล้วนะครับ แห่งประมวลกฎหมายอาญาซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครอง (ฉบับที่ ๔๑) ลงวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๑๙ มาตรา ๔ เขียนว่าอย่างไรครับ ไปเพิ่มในมาตรา ๖ ให้ลักษณะความผิดเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ พระราชินี ผู้สำเร็จราชการตามมาตรานี้ว่าไปนะครับ เอามามาตรา ๑๓๕/๕ เลยครับ เวลาจำกัด ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ ตัดพระราชินีกับองค์รัชทายาทออกนะครับ นอกเหนือจะย้ายจากหมวดความมั่นคง มาเป็นหมวดปกติแล้วนะครับ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๑ ปี เมื่อสักครู่กฎหมายนี้เกิดมา นานมากแล้วนะครับ ยังจำคุกไม่เกิน ๗ ปี แล้วก็แก้ไขเป็นจำคุกตั้งแต่ ๓ ปีขึ้นไป จำคุกไม่เกิน ๑ ปี ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านสมาชิกวุฒิสภา เราเป็นนักนิติบัญญัตินะครับ บอกประชาชนด้วยความจริงสิครับว่า ไม่ติดคุกเลยแม้แต่วันเดียวก็ได้ครับ อย่าโกหกประชาชน หมายความว่าถ้าท่านหมิ่นประมาทอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ไม่ต้องติดคุกเลยก็ได้ ท่านยังเขียนต่ออีกว่า มาตรา ๑๓๕/๖ ลดครึ่งราคาอีกครับ ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้ายพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๖ เดือน แยกมาตราออกมาอีก มาตรา ๑๓๕/๗ ผู้ใดติชม แสดงความคิดเห็น หรือแสดงความข้อใดโดยสุจริต ผมไม่อ่านข้อความต่อนะ หรือเพื่อ ประโยชน์สาธารณะผู้นั้นไม่มีความผิด มาตรา ๑๓๕/๘ ท่านเขียนไว้เองนะ ถ้าผู้ถูกกล่าวหา กระทำความผิดพิสูจน์ได้ว่าข้อที่กล่าวหานั้นเป็นความจริง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ ผมถามว่า นี่กฎหมายอะไรครับ ต่ำกว่ากฎหมายหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดาอีกนะครับ บุคคลธรรมดา บอกว่าเป็นเรื่องจริงยังผิดเลยครับ เพราะท่านไปหมิ่นประมาทต่อหน้าสาธารณะไม่ได้นะครับ นี่ไม่รวมถึงท่านแก้ไปเลอะเทอะใหญ่เลยนะครับ บอกว่าผู้ใดหมิ่นประมาท พระราชาธิบดี ราชินี ราชสามี รัชทายาท ประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ ตัดโทษจำคุกหมดเลยครับ เหลือระวางโทษ ปรับไม่เกิน ๑๔๐,๐๐๐ บาท แล้วยังไปเขียนอีกครับว่า ถ้าเป็นอาฆาตมาดร้ายต่อผู้แทน รัฐต่างประเทศ ตัดโทษจำคุกอีก เหลือโทษปรับไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ผมถามว่า พระราชอาคันตุกะ ประธานาธิบดีต่าง ๆ มาประเทศไทย ท่านก็คงไปสนุกสนานในการ หมิ่นประมาทอาฆาตมาดร้ายนะครับ แล้วก็แบบเดียวกันครับ ถ้าแสดงความเห็นโดยสุจริต ถ้าเป็นความจริงก็ไม่ต้องรับโทษ แล้วยังแถมอีกนะครับ ผมไม่แน่ใจว่าทำไมผู้แทนศาล ท่านไม่เห็นหรือครับ มาตรา ๑๙๘ บอกว่าผู้ใดหมิ่นศาล หรือผู้พิพากษาในการพิจารณา หรือพิพากษาทำคดี หรือขัดขวางการพิจารณา หรือพิพากษาคดีของศาล ตัดโทษจำคุก ออกหมดเลยครับ เหลือเป็นว่าต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ ๒๐,๐๐๐-๑๔๐,๐๐๐ บาท การมีโทษจำคุกป้องกันไม่ให้มีการละเมิดศาล หมิ่นศาลเพื่ออะไรครับ เพื่อให้คนไม่ไปยิงกัน ในศาลครับ หรือไม่ก็ไปหมิ่นศาลนะครับ เพราะฉะนั้นการทำแบบนี้จริงอยู่ครับท่านบอกว่า กฎหมายฉบับนี้เดี๋ยวไปแก้ในสภา เป็นเรื่องที่ต้องพูดกันนะครับ ซึ่งเดี๋ยวผมจะมีข้อความ ต่อไปอีกว่า การทำแบบนี้ชัดเจนมากทั้งในที่ลับ ที่แจ้ง และในเวทีที่ต่าง ๆ รวมถึงเรื่องเหล่านี้ มีการกระทำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผมเกรงว่านอกเหนือจากการที่ไปร้อง กกต. แล้วร้องคุณสมบัติ ของการมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๙๘ (๓) ในเรื่องการถือหุ้นสื่อ ITV นั้น อันนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง ถ้ามีเวลาผมจะอธิบายอย่างละเอียดเลยเพราะผมเป็นคนที่ถูกร้องในคดีทำนองเดียวกัน แล้วผมเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องรู้เรื่อง ITV ดีที่สุดคนหนึ่งในประเทศไทย แล้วผมก็ยืนยันว่า เป็นหุ้นสื่อ อันนั้นไม่ก้าวล่วงศาลรัฐธรรมนูญนะครับ แต่ที่สำคัญคือข่าวสารรัฐธรรมนูญ เมื่อวานนี้ละครับ สำคัญมาก เป็นคดีที่นายธีรยุทธ สุวรรณเกสร ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๙ ว่าการกระทำของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ผู้ถูกร้องที่ ๑ และพรรคก้าวไกล ผู้ถูกร้องที่ ๒ ที่เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ โดยใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้งและยังดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เป็นการใช้สิทธิ หรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๙ วรรคหนึ่ง หรือไม่ เขาร้องศาลแบบนี้นะครับ ศาลได้ทำหนังสือ ไปถามอัยการสูงสุด ๑๕ วันตามกฎหมาย อัยการได้ตอบว่ายังทำไม่เสร็จ แต่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้อง เป็นกรณีที่ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการกระทำของผู้ถูกร้องทั้งสองเป็นการใช้สิทธิ หรือเสรีภาพล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามมาตรา ๔๙ หรือไม่ ซึ่งผู้ร้องได้ยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อขอร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๙ วรรคสอง แล้ว แต่อัยการสูงสุดมิได้ดำเนินการตามที่ ร้องขอภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่ได้รับร้องขอ กรณีนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๙ วรรคสาม ที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ จึงมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา วินิจฉัยตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ แจ้งให้ผู้ร้องทราบ และให้ผู้ถูกร้องยื่นแก้ไขภายใน ๑๕ วัน ผมไม่อ่าน รายละเอียดตรงนี้ แต่ที่สำคัญครับ ผมได้เอกสารคำร้องของนายธีรยุทธมา แล้วผมเรียนเตือน ท่านผู้เป็นองค์ประกอบร่วมในการเสนอให้คุณพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี ผมไม่มีความอคติใด ๆ ต่อคุณพิธาเลย ชื่นชอบส่วนตัวด้วยซ้ำไปเคยคุยกันหลายครั้ง แต่ผมคิดว่าการกระทำของ คุณพิธาและพรรคก้าวไกลขณะนี้ ถ้าพิจารณาตามคำร้องและศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ตามมาตรา ๔๙ นี้นำไปสู่การ ๑. ให้ยกเลิกการกระทำดังกล่าว ไม่ว่าการเสนอร่างกฎหมาย มาตรา ๑๑๒ ๒. อาจนำไปสู่สิ่งที่ผมไม่อยากเห็นคือการยุบพรรค และพรรคที่เข้าร่วม ในการจัดตั้งรัฐบาล ท่านพิจารณาให้ดีนะครับ เมื่อสักครู่พรรคเล็ก ๆ หลายพรรค ท่านก็เป็น สส. ใหม่ ท่านบอกท่านไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย แต่การกระทำใด ๆ ก็ตามอย่าโยนภาระบอกว่า เสนอร่างกฎหมายเข้าสภาไปเลยโดยพรรคก้าวไกลก็ได้ โดยมวลชนจัดตั้งก็ได้ โดยประชาชน ก็ได้ ซึ่งทำมาหลายครั้งครับ แก้ว ๓ ประการนี่แล้วให้สภาไปพิจารณา ผมก็กราบเรียนถาม ท่านประธานในฐานะท่านประธานต้องดูแลสภา เราเสนอให้ประเทศไทยเสนอร่างกฎหมาย แก้ไขประเทศไทยเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ได้ไหมครับ ไม่ได้ครับ เราเสนอแก้ไขประเทศไทย ให้เป็นสาธารณะรัฐได้ไหมครับ ไม่ได้ครับ ขัดรัฐธรรมนูญครับ การกระทำแม้กระทั่งยกร่าง ขึ้นมาแล้วเสนอต่อสภาก็ขัดรัฐธรรมนูญอยู่แล้วครับ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไปแล้วครับ ในคำวินิจฉัยเดิม ซึ่งไปอ่านได้ครับ คำวินิจฉัย ที่ ๑๙/๒๕๖๔ ถ้าท่านหาไม่เจอเอาเอกสาร ที่ผมได้ครับ เขียนว่าเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น พูด เขียน พิมพ์ โฆษณา สื่อความหมายโดยวิธีอื่น ต่าง ๆ ผมคงไม่นั่นนะครับ พูดถึงเรื่องการที่เป็นการอะไรครับ เป็นการบ่อนเซาะสถาบันพระมหากษัตริย์ สิ่งเหล่านี้พรรคก้าวไกลเดี๋ยวผมจะรอคุณพิธาตอบ แล้วถ้ามีสิ่งที่ไม่เข้าใจผมก็จะซักถามนะครับ คำวินิจฉัยเขียนชัดเจนนะครับว่าตั้งแต่เรื่องของ การชุมนุมของกลุ่มบุคคลเครือข่ายเสนอข้อเรียกร้อง ๑๐ ข้อ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต และศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งให้กลุ่มบุคคล องค์กรเครือข่ายเลิกการกระทำอันกระทบกระเทือน สถาบันหลักของชาติที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อเป็นการหยุดยั้งมิให้เกิดการลุกลาม เป็นอันตรายแก่สถาบันหลักของชาติ ซึ่งคำวินิจฉัยที่หน้า ๔๕ ปรากฏความดังนี้ครับ การใช้สิทธิหรือเสรีภาพเรียกร้องเพื่อให้มีการยกเลิก ที่ห้ามผู้ใดล่วงละเมิด หมิ่นประมาท หมิ่นพระบรมเดชานุภาพสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ดังกล่าวจะส่งผลให้สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่อยู่ในสถานะที่เคารพสักการะ อันนำไปสู่ การสร้างความปั่นป่วนและความกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน เป็นการใช้สิทธิ หรือเสรีภาพที่เกินความพอเหมาะพอควร โดยมีผลทำให้กระทบกระเทือนหรือเป็นอันตราย ต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และจะนำไปสู่ การบ่อนทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในที่สุด ในบรรยายฟ้องทั้งหมดนี้นะครับ มีพฤติกรรมทุกครั้งของนายพิธาและพรรคก้าวไกล เป็นองค์ประกอบความผิดในการแสดงความคิดเห็น และดำเนินการต่อเนื่องในการที่จะแก้ไข และยกเลิกมาตรา ๑๑๒ อาทิ วันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๖๔ นายพิธา ผู้ถูกร้องที่ ๑ และพรรคก้าวไกลเสนอร่าง พ.ร.บ. แก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ ซึ่งผมอ่านไปแล้ว ถัดมาอีกนะครับ มีรายละเอียดของมาตรา ๔ ที่ยกเลิกดังกล่าว ---------------------------------- มีเรื่องของการระบุเรื่องโทษต่าง ๆ ที่ไปลดทอนจนกระทั่งไม่เหลือความเป็นโทษนี่นะครับ อธิบายให้ฟังไปแล้วนะครับ ยังมีการเคลื่อนไหวต่อเนื่องที่จะส่งผลกระทบกระเทือนต่อสถาบัน ดังเช่นที่อาจารย์แก้วสรร อติโพธิ อดีตสมาชิกวุฒิสภาระบุว่า ก้าวไกลแก้ไขมาตรา ๑๑๒ หมดความเป็นสถาบัน เหลือความเป็นแค่คนธรรมดา ผมลุกขึ้นมาวันนี้เพื่อเตือนสติ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เพิ่งเข้ามาใหม่ในสภาว่าท่านได้ร่วมขบวนการเหล่านี้ โดยท่านไม่รู้ หรือท่านรู้แล้วท่านยังกระทำอยู่นี่มันจะเกิดปัญหาขึ้นต่ออนาคตทางการเมือง ของท่าน ซึ่งผมชื่นชมและสนับสนุนคนรุ่นใหม่ให้ทำงานแทนคนรุ่นเก่า ผมอยากเห็นท่าน เป็นความหวังในการเดินหน้าประเทศที่มีคนทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นหนุ่มสาว คนรุ่นอายุมาก ที่เป็นผู้อาวุโสอย่างท่านประธาน มีรุ่นเด็ก ๆ ไปจนถึงนักเรียน นิสิต นักศึกษาในการมีความรู้ คู่ประชาธิปไตยอย่างที่ทำอยู่ แต่หาใช่การไปปลุกระดมเคลื่อนไหวนะครับ ในการหาเสียง เลือกตั้งหลายครั้งคุณพิธายังได้ยืนยันนโยบายของพรรคก้าวไกลที่จะยกเลิกมาตรา ๑๑๒ ดังกล่าว เช่นเมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน ไปกล่าวในรายการไทยรัฐดีเบต หรือการนำ Sticker ไปปิดในช่องยกเลิกมาตรา ๑๑๒ ที่ตะวัน แบมขึ้นเวที แล้วก็ยังพูดเสมอไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ของการดำเนินการเรื่อง MOU ซึ่งผมได้เสนอไปแล้วว่าให้ใส่ไปในข้อเสนอเลย แต่ท่านก็ยังไป ไม่อยากใช้คำว่า ตะแบง นะ ไปหลบเลี่ยงศรีธนญชัยไปใส่ว่า เป็นคำปรารภ ซึ่งไม่มีผล ทางกฎหมายนะครับ แล้วก็ยืนยันว่าพรรคก้าวไกลจะดำเนินการต่อไปจนสำเร็จ ปรากฏตาม คำกล่าวของคุณพิธานะครับ แล้วยังจะทำอยู่ แล้วก็บอกว่าครั้งนี้คราวที่แล้วยื่นเมื่อกุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ เราได้ยื่นเข้าไปสู่สภาแล้วนะครับแต่ไม่มีการบรรจุ แต่ครั้งนี้ผมคิดว่าน่าจะ ประสบความสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ยังมีการยื่นอยู่โดยการดำเนินการของพรรคก้าวไกลครับ หลักฐานชัดมากครับท่านประธาน ถ้าผมพูดนี่มีแต่หลักฐานทั้งนั้น ที่สำคัญถัดมาอีกครับ อาจารย์สมเกียรติ อ่อนวิมล สื่อมวลชนอาวุโสที่ผมเคารพนี่ยังแสดงความห่วงใยต่อการสัมภาษณ์ ของคุณพิธาที่สัมภาษณ์ CNN นะ ท่านใช้คำในคำสัมภาษณ์ซึ่งผมเองฟังแล้วก็ตกใจนะครับ โดยสรุปท่านบอกว่า ท่านใช้คำที่ถูกสัมภาษณ์แล้วใช้คำว่า The monarchy and the mass ซึ่งคำคำนี้มันแปลว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ ความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์ Between the monarchy and the mass ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ กับมวลชน ที่อาจารย์สมเกียรติเห็นว่าเป็นคำที่แรง ชัดเจนและพลิกตัวไม่ได้ ท่านได้แนะนำว่า ควรจะใช้เป็น The People ครับ อันนี้ก็เป็นความเห็นท่าน ที่สำคัญถัดมาอีกคุณพิธาก็ยังไป ให้สัมภาษณ์กับ Jonathan head อีก ก็มีหลายเรื่องนะครับบอกว่าเราจะแก้ไขปัญหานี้ เดินหน้าต่อไป อะไรหลายเรื่องอยู่ในคำร้องของผู้ร้อง ซึ่งผมกราบเรียนว่าที่ต้องเอามาพูดแล้ว มีเวลาจำกัดว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ผมอ่านแล้วไม่สบายใจแทนท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกลและพรรคอื่น ๆ ที่ไปร่วมลงนาม MOU จัดตั้งรัฐบาล ในเรื่องของคดี ๑๑๒ เป็นคดีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับหมิ่นประมาทอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ผมยกตัวอย่าง อีกเล็กน้อยครับ แม้กระทั่งคณะราษฎรที่ท่านเชิดชูกันนี่นะครับ ยังได้ทำหนังสือกราบบังคมทูล ขอพระราชทานอภัยโทษรัชกาลที่ ๗ เลยครับ เอกสารนี้ถ้าท่านไม่มีขอดูที่ผมนะครับ ลงวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๔๗๕ เป็นหนังสือที่พระเจ้าอยู่รัชกาลที่ ๗ พระราชทานอภัยโทษ ให้กับคณะราษฎร คือ พระยามโนปกรณ์นิติธาดาและคณะผู้แทนราษฎร ผมอ่านย่อ ๆ แค่นิดเดียวครับ ข้าพเจ้าได้รับหนังสือขอขมาในการที่คณะราษฎรได้ออกประกาศปรักปรำ แสดงถึงข้าพเจ้าเมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายนนี้แล้ว ก็มีอีกหลายความผมไม่อ่านเพราะเวลา จำกัดนะครับ โดยสรุปคือ ๑. มาตรา ๑๑๒ ท่านเดินหน้า ๒. ท่านยังเดินหน้าเรื่อง ล้มรัฐธรรมนูญโดยการใช้ประชามติร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ ในรุ่นเรานี่ละครับเคยมีความ พยายามเสนอมาแล้ว ผมเป็นประธานกรรมาธิการพิจารณาจัดทำประชามติดังกล่าว ในที่สุดวุฒิสภาก็ไม่ผ่านความเห็นชอบ แต่ตอนนี้ท่านมีเสียง ๑๕๑ แล้วท่านอาจจะทำมาอีก ก็ได้ ซึ่งทำให้ผมกังวลอะไรครับ ในรัฐธรรมนูญมีหลายเรื่องที่แก้ไขปัญหาความขัดแย้ง มาตั้งแต่พฤษภาคม ๒๕๓๕ เป็นรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ เป็นรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ และเป็น รัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ หลายเรื่องมีกรอบความคิดในการบัญญัติรัฐธรรมนูญครับ รัฐธรรมนูญใด ไม่มีกรอบรัฐธรรมนูญนั้นอันตราย รัฐธรรมนูญมีกรอบมาตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ ครับ เมื่อสักครู่ คุณพิธาตอบไม่ตรงนะครับ โปรดตอบให้ชัดเจนด้วยนะครับ ในมาตรา ๑ ที่ท่านตอบว่า ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวให้ตอบคำว่า จะแบ่งแยกมิได้ด้วย นี่คือความสงสัย เพราะมันมีการไปรณรงค์ทำประชามติเอกราชรัฐปาตานี รัฐล้านนาอะไรก็ตามนะครับ มาตรา ๒ ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่สำคัญคือ หมวด ๒ หมวด ๒ อยู่นะครับ มาตรา ๖ พระมหากษัตริย์อยู่ในฐานะอันเป็น ที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด มิได้ แล้วก็มีหมวดที่หลายคนในคณะบุคคลที่พยายามเสนอในที่สาธารณะอ้างเวทีวิชาการว่า จะยกเลิกองคมนตรี ในที่ประชุมพิจารณางบประมาณคราวที่แล้วมีคนบอกว่าให้ลด ตัดงบประมาณของสำนักองคมนตรี สำนักพระราชวัง โครงการพระราชดำริ มีบางคนไปพูด ในเวทีสาธารณะอ้างว่าเป็นความเห็นวิชาการว่าต่อไปพระมหากษัตริย์จะขึ้นครองราชย์ จะต้องมากล่าวคำปฏิญาณตนต่อสภาผู้แทนราษฎร นี่มันอะไรครับ นี่มันความคิดสุดโต่ง ไปไหนครับ ประเทศไทยหรือเปล่าครับ ความเป็นชาติเราอยู่ไหนครับ อย่า Copy ลอกฝรั่ง มาจนลืมความเป็นคนไทยครับ อย่างไรท่านก็เป็นหน้าตี๋แบบผมครับ เป็นคนผิวเหลือง ที่ฝรั่งเขาก็เรียกว่าเป็นคนชั้น ๒ อยู่ดี ท่านไม่ใช่ Global citizen ที่จมูกโด่ง ตัวขาว สูงใหญ่ ไม่ใช่หรอกครับ เพราะฉะนั้นอย่าไปลอกฝรั่ง เรามีความเป็นชาติไทยดีอยู่แล้วครับ เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญที่ผมห่วงคือการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่โดยไม่มีกรอบ และมี พระราชอำนาจที่เกี่ยวข้องอีก ๓๘ มาตราอยู่ในนี้ นี่คือประเด็นสำคัญที่ต้องพูดว่า อย่าตอบว่าไม่แก้ไขมาตรา ๑๑๒ หรือจะพยายามตอบอย่างที่ผมได้การข่าวมาว่า เราจะไม่เอา มาตรา ๑๑๒ เข้าสู่สภาหรอก แต่กระซิบ ขยิบตาให้องค์กรที่คู่ขนานกันอยู่ iLaw บ้าง ประชาชนที่เตรียมชื่อไว้แล้ว ๖๐,๐๐๐ ชื่อ ๑๐๐,๐๐๐ ชื่อนี่ยื่นต่อ แล้วก็จะเดินหน้าต่อไป อันนี้ไม่ได้ครับ แล้วเราจะศึกษากันล่วงหน้านอกสภาก่อนแล้วเอามาพูดคุยในสภาไม่ได้ครับ รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ต้องมีกรอบในหมวด ๑ หมวด ๒ ไม่รวมถึงที่ท่านจะไปยุบองค์กรอิสระ กกต. ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะท่านไม่ถูกใจ อย่างนี้ไม่ได้ครับ มีเวลาจำกัดนะครับ🔗
ประเด็นถัดมาอีกครับ เมื่อสักครู่ท่านเลขาชัยธวัช ซึ่งผมนึกว่าเป็นผู้แทน ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะท่านลุกขึ้นมาแก้แทนท่านพิธา ถ้าพาดพิงก็ขออภัยนะ ท่านบอกว่าอย่าเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาปะทะกับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ความจริงผมอยากให้ ท่านถอนคำพูด เพราะสิ่งเหล่านี้พระมหากษัตริย์ไม่ทรงอยู่ในฐานะที่จะมาปะทะกับใคร หรอกครับ พสกนิกร ๖๗ ล้านคน เป็นพสกนิกรภายใต้พระองค์ท่านทั้งสิ้น พระมหากษัตริย์ ถูกเขียนให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่อยู่เหนือการเมืองไปแล้วท่านอย่าดึงลงมา ผมก็มีคำถามว่า ท่านต่างหากที่เอามวลชนเป็นข้ออ้างในการปะทะกับสถาบันหรือเปล่า ต่างกรรมต่างวาระ ถ้าไม่ใช่ลองไปถามผู้ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ในอดีตสิครับ คำให้สัมภาษณ์แต่ละครั้งบอกว่า หนังสือ The portrait ฟ้าเดียวกัน และหลาย ๆ ที่ท่านบอกเลยว่าต่อไปจะต้องให้เรียกไปนั่ง คุยกัน ผมถามว่านามสกุลของท่าน แซ่นะ เดิมเป็นแซ่ ผมรุ่น ๓ เป็นคนจีนรุ่น ๓ ที่อพยพมา ผมไม่ได้เกิดเมืองไทย แต่พ่อท่านเกิดเมืองจีนด้วยซ้ำไป🔗
ขอประทานโทษคุณสมชาย ขอความกรุณาไม่ต้องเอ่ยชื่อบุคคลภายนอกโดยไม่จำเป็นครับ ขอความกรุณาเถอะครับ🔗
ครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ ไม่ได้เอ่ยบุคคลภายนอกครับ ขอบพระคุณครับ ผมขออนุญาตต่อนะครับ มีเรื่องสำคัญอีก ที่ท่านอ้างถึงศาลอาญาระหว่างประเทศ ขออนุญาตนะครับ ผมไม่แน่ใจว่าท่านไปพบ ท่านประธานศาลอาญาระหว่างประเทศแล้วหรือไม่ แต่ผมนี่เป็นคนพบกับประธานศาลอาญา ระหว่างประเทศเองที่กรุงเฮก เนเธอร์แลน์ ท่านทวงให้ประเทศไทยไปร่วมหลังจากที่ลงนาม และให้สัตยาบัน ทำไมประเทศไทยถึงให้ไม่ได้ และเมื่อสักครู่ตอนต้นคุณพิธาพูดไม่หมดความ บอกว่าประเทศกัมพูชา ญี่ปุ่นเข้าแล้ว มีสถาบันพระมหากษัตริย์นี่นะครับ กัมพูชาเข้าร่วม ICC เพราะอะไรครับ เพราะศาลอาญาจัดการเรื่องเขมรแดงครับ ICC จัดการเรื่องเขมรแดง ญี่ปุ่นเข้าไปครับ เพราะเรื่องหนานจิง เพราะเรื่องแพ้สงครามโลกครั้งที่ ๒ ต้องพูดความจริง ให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจครับ และที่สำคัญกว่านั้นใครครับ มหาอำนาจ สหรัฐอเมริกา ที่หลายคนชื่นชมนะครับ ผมก็ชื่นชม รัสเซีย จีน อินเดีย ไม่เข้าร่วม ICC บอกให้พี่น้อง ประชาชนทราบด้วยครับ ความจริงต้องบอกให้หมดอย่าบอกความจริงบางส่วน🔗
ถัดมาครับ โดยสรุปผมมีประเด็นที่ขอสรุปว่าคุณพิธามีคุณสมบัติครบถ้วน ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ผมจะโหวตให้หรือไม่ พิจารณาร่วมกันตั้งแต่ ๑. มีความซื่อสัตย์ สุจริตหรือไม่ มีความรอบรู้ มีวิสัยทัศน์ สามารถสร้างแรงบันดาลใจและมีองค์ประกอบ เพื่อความมั่นคงของชาติร่วมกัน ทั้งด้านการเมือง ความเป็นพลเมือง ความเป็นรัฐ ดูแล เรื่องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และความสงบสุขของประเทศได้หรือไม่ ผมมีความสงสัย🔗
ในประการที่ ๑ เรายังแสวงหาความจงรักภักดีในการปกป้องสถาบันเบื้องสูง ซึ่งเป็นสถาบันหลักของชาติไม่ได้ ตอบให้ชัดเจนครับว่าท่านจะทำอย่างไร ว่าท่านจะแสดง ความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นการยกเลิกการสนับสนุนการแก้ไข มาตรา ๑๑๒ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ยกเลิกกรณีที่ท่านจะนิรโทษกรรมคดีมาตรา ๑๑๒ ซึ่งผมเรียนเลยครับว่ามาตรา ๑๑๒ ไม่ได้มีปัญหาใด ๆ กระบวนการมีคณะกรรมการบริหาร จัดการอยู่แล้ว แต่การยุยงส่งเสริมทาง Socail ให้มีการเคลื่อนไหวของเด็กและเยาวชน ไปกระทำดูหมิ่น อาฆาตมาดร้าย Post ข้อความและแม้กระทั่งเผาพระบรมรูปต่าง ๆ เป็นการพูดความจริงในสภาเพียงด้านเดียว และทำให้เด็กเหล่านั้นซึ่งเป็นเยาวชนได้รับ ความเสียหาย แล้วก็เสียผู้เสียคนไปเยอะเลยนะครับ ประชาชนเหล่านั้นก็เป็นลูกหลานผม เมื่อวันก่อนทางโรงเรียนหยกก็มาร้องเรียนต่อผมซึ่งผมก็จะเข้าไปดู เห็นใจทั้งน้องหยก และนักเรียนอีก ๔,๐๐๐ กว่าคนที่เกิดปัญหานะครับ ความผิดเหล่านี้ท่านจารึกไว้ในใจ เถอะครับว่าท่านได้ทำบาป เพราะวันหนึ่งมันก็เป็นลูกหลานของท่านที่อาจจะเกิดขึ้น เหมือนกัน เพราะฉะนั้นกรณีนิรโทษกรรมทางการเมืองในเรื่องมาตรา ๑๑๒ ผมได้ยกแล้ว ด้วยความปรารถนาดีว่าอย่าไปยุ่ง แล้วก็เรื่องการขอพระราชทานอภัยโทษ ท่านทำได้อยู่แล้ว และการไม่ไปกระทำความผิดเกี่ยวกับเรื่องมาตรา ๑๑๒ นี่ไม่ได้ทำให้กฎหมายนั้น มีปัญหาเพียงอย่างใดนะครับ🔗
ในเรื่องของความมั่นคง ผมก็เห็นปัญหาที่ค่อนข้างกระทบกระเทือน โดยเฉพาะการหาเสียงแบบฉาบฉวย การตอกย้ำประวัติศาสตร์ บาดแผล ปลุกความเกลียดชัง มีคนของพรรคบางส่วนไปยุ่งเกี่ยวกับการทำประชามติ ที่มีเอกสารชัดเจนนะครับ จะอ้าง อย่างไรก็ตามนี่เจ้าหน้าที่ กอ.รมน. ภาค ๔ ได้แจ้งดำเนินคดีแล้วว่าทำประชามติเพื่อรัฐปาตานี ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑ แน่นอนนะครับ แนวร่วมสำคัญหลายส่วนที่ได้ร่วม ไม่ว่าจะเป็น คณะบุคคลที่แปลงจากพรรคเป็นคณะอะไรก็ตาม อยู่เบื้องหน้าเบื้องหลัง ประสานงาน แก้ว ๓ ประการตลอดเวลา ซึ่งกระทบไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเคลื่อนไหวของมวลชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการประกันตัวเฉพาะบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับคดีมาตรา ๑๑๒ อาจจะมี บางส่วนที่เกี่ยวข้องกับอันอื่นนี่ก็เป็นเรื่องหนึ่ง การนิรโทษกรรมทำให้เห็นว่ามีเบื้องลึก เบื้องหลัง Hidden Agenda เพื่อใครบางคนและพวกที่ตัวเองไปสนับสนุนหรือไม่ ที่สำคัญครับ มีการขุดความคิด บิดเบือน ด้อยค่าสถาบันพระมหากษัตริย์ เผยแพร่ผ่านสาธารณชน ผ่านคณะทำงาน ผ่านสื่อสาธารณะ ผ่านสื่อ Social ผ่านสื่อหนังสือในเครือมาตลอดเวลา แล้วมักบอกว่าเป็นการหวังดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อให้สถาบันพระมหากษัตริย์ อยู่ในความเคารพ ดูแล ทันสมัย ปกป้องให้ท่านอยู่ในศตวรรษที่ ๒๑ คำถามมากเลยครับว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ท่านไปทำอะไรกับท่านครับ และทำไมจะต้องไปปฏิรูป ปฏิวัติท่าน หรือทำให้ท่านลงมาอยู่ในส่วนที่เป็นปะทะกับมวลชนอย่างที่ว่านะครับ นอกจากนั้น ยังมีการเคลื่อนไหวใช้วาทกรรมข่มขู่ทางสังคมกับกลุ่มคนที่เห็นต่างเป็นวาทกรรม ถ้าใคร เห็นต่างจะถือว่าไม่เป็นฝ่ายประชาธิปไตย ผมเรียนนะครับว่าผมทำงานร่วมกับท่าน มาตลอด ๔ ปี ผมเห็นว่าท่านทำงานในสภาผู้แทนในฐานะฝ่ายค้านยังไม่ดีพอครับ ความจริง ก็อยากสนับสนุนท่านทำทางฝ่ายบริหารเพื่อทดสอบนะครับ แต่ว่าที่ผ่านมาหลายเรื่อง ก็ได้ประสานพยายามชวนท่านทำงานด้านการตรวจสอบก็ยังไม่เห็นนะครับ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะเป็นฝ่ายรัฐบาล หรือจะเป็นฝ่ายค้านก็ตามยังทำหน้าที่ ในฐานะนิติบัญญัติในการตรวจสอบรัฐบาลได้ ผมให้กำลังใจท่านนะครับ แต่ถ้าเดินเลือก การเมืองแบบสุดโต่งในสิ่งที่เดินมาตลอดและนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นการเข้าข้างมหาอำนาจ ทางตะวันตก อาจเกิดการชักศึกเข้าบ้าน หรืออาจเกิดการกระทบต่อพื้นที่ชายแดน ไม่ว่า จะเป็นเมียนมา กัมพูชาและประเทศอื่น ๆ และการสร้างปลูกฝังความคิดต่อต้าน สร้างลัทธิความเชื่อสุดโต่ง ครอบงำเยาวชน มุ่งเปลี่ยนแปลง กระทบกระเทือนสถาบันหลัก ตั้งแต่สถาบันครอบครัวไปจนถึงสถาบัน พระมหากษัตริย์นั้น เป็นสิ่งที่ผมในฐานะสมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา พิจารณา แล้วว่าคุณพิธายังไม่เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรี ขอบพระคุณครับ🔗
ครับ ขอบคุณท่านสมชาย แสวงการ มากครับ เนื่องจากท่านพริษฐ์ขอชี้แจงในเรื่องที่ได้พาดพิงถึงพรรค หรือตัวบุคคล เชิญครับ🔗
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานรัฐสภา กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อจากพรรคก้าวไกลครับ จะต้องขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงในประเด็น เมื่อสักครู่ทั้งหมด ๒ ประเด็นครับ ซึ่งเป็นประเด็นพาดพิงที่เป็นข้อกล่าวหาที่ค่อนข้าง มีความร้ายแรง🔗
ประเด็นพาดพิงข้อ ๑ เป็นข้อกล่าวหาจากสมาชิกรัฐสภาหลายท่านที่มี การกล่าวหาว่านโยบายบางส่วนของพรรคก้าวไกลนั้น มีจุดมุ่งหมายในการล้มล้างการปกครอง ในฐานะคนที่เป็นส่วนหนึ่งที่เข้ามารับผิดชอบเรื่องการจัดทำและการสื่อสารรณรงค์นโยบาย จึงมีความจำเป็นจะต้องชี้แจงข้อกล่าวหานี้🔗
ส่วนประเด็นพาดพิงข้อ ๒ เป็นการพาดพิงว่าพรรคก้าวไกลนั้น ไม่ได้มีความ เข้าใจเกี่ยวกับการปกครองแบบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา แต่เป็นการเข้าใจว่า เราปกครองในระบบประธานาธิบดีซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงเช่นกันครับ ดังนั้นครับ ท่านประธานผมขออนุญาตใช้เวลาในที่ประชุมแห่งนี้ในการชี้แจง ๒ ประเด็นดังกล่าว🔗
ในส่วนของประเด็นที่ ๑ เกี่ยวข้องกับข้อกังวล ข้อสงสัยเกี่ยวกับนโยบาย ในการแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ก่อนที่ผมจะเริ่มชี้แจงนะครับ ผมต้องเรียนตามตรง ว่าหากผมเป็นประชาชนคนหนึ่งที่เข้ามาฟังการประชุมรัฐสภาวันนี้ โดยที่ไม่รู้มาก่อนว่า ระเบียบวาระการประชุมนั้นคืออะไร ผมอาจจะหลงคิดไปได้ว่าการอภิปรายในวันนี้นั้น ไม่ได้เป็นการอภิปรายเพื่อพิจารณาบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี แต่เป็นการอภิปรายในวาระที่ ๑ เพื่อพิจารณาหลักการและเหตุผลของการเสนอกฎหมาย หรือการเสนอการแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒🔗
แต่ถึงอย่างไรไม่เป็นไรครับ ผมถือว่าก็เป็นโอกาสดีที่เรานั้นได้มีโอกาสรับฟัง ความเห็นที่แตกต่างหลากหลาย แล้วก็เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นชัดว่าการมาถกเถียงกันเรื่องของ การแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ นั้นเป็นสิ่งที่ควรกระทำได้ในรัฐสภาแห่งนี้ แต่เพื่อให้ การอภิปรายของผมนั้นไม่นอกประเด็นจากระเบียบวาระการประชุมจนเกินไป ผมขออนุญาต ไม่ลงรายละเอียดกับข้อกล่าวหาต่าง ๆ ที่หลายท่านนั้นได้กล่าวหาขึ้นมา แต่อยากจะแค่ยืนยัน ถึงหลักการและเหตุผลที่พรรคก้าวไกลนั้นได้มีการบรรจุนโยบายในการแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ นั้นเป็น ๑ ใน ๓๐๐ นโยบายที่เราได้สื่อสารกับพี่น้องประชาชน🔗
ท่านประธานครับ ต้องเท้าความแบบนี้ว่ากฎหมายอาญา มาตรา ๑๒ นั้น เป็นกฎหมายที่ระบุโทษเกี่ยวกับการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ เจตนาของพรรคก้าวไกล ในการเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรานี้ ก็เป็นเจตนาและเป้าหมายที่ผมเชื่อว่า คงไม่แตกต่างจากเจตนาและเป้าหมายของหลาย ๆ ท่านที่รัฐสภาแห่งนี้ นั่นคือเป้าหมาย ของการพยายามจะพัฒนาและรักษาความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชน ภายใต้บริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา และภายใต้หลักการของระบอบ การปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข🔗
ในมุมมองของพรรคก้าวไกลครับ ความสัมพันธ์นั้นจะดีขึ้นได้ก็จำเป็น ที่จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ เพื่อรักษาสมดุลที่ดีขึ้นระหว่าง การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ของประชาชนกับการคุ้มครองประมุขจากฐาน หมิ่นประมาท ซึ่งเรามองว่าจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้นั้นก็จำเป็นจะต้องพูดถึง ๓ ปัญหา ด้วยกันครับ🔗
ปัญหาข้อ ๑ คือปัญหาเรื่องขอบเขตการบังคับใช้ จริงอยู่ว่ากฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ นั้น หากใครไปเปิดกฎหมายแล้วอ่านดูก็จะเขียนชัดว่าเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับ โทษเรื่องการดูหมิ่น หมิ่นประมาท และอาฆาตมาดร้าย แต่ข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์ การเมืองไทยที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ นั่นก็คือมีหลายกรณีที่ถูกดำเนินคดีหรือถูกตัดสินว่า เป็นการกระทำความผิดตามฐานกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ที่ดูแล้วด้วยสามัญสำนึก ก็ไม่น่าจะเข้าข่ายการหมิ่นประมาทอาฆาตมาดร้าย ดังนั้นหากเราต้องการจะแก้ไขปัญหานี้ พรรคก้าวไกลก็เลยเสนอว่าจำเป็นที่ต้องมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเพื่อเขียนขอบเขต การบังคับใช้ให้มีความชัดเจนขึ้นในการแยกแยะระหว่างการแสดงออกโดยสุจริต ซึ่งเป็นสิทธิ เสรีภาพที่ผมเชื่อว่าทุกท่านก็น่าจะเห็นตรงกับผม เพราะควรจะกระทำได้ในประเทศที่ปกครอง ด้วยระบอบประชาธิปไตยกับการหมิ่นประมาทอาฆาตมาดร้าย ซึ่งก็เป็นฐานความผิด ตามกฎหมาย🔗
ปัญหาข้อที่ ๒ ที่พรรคก้าวไกลนั้นต้องการจะเข้ามาปรับปรุงแก้ไข ก็คือการปรับ อัตราโทษให้ได้สัดส่วนมากขึ้นจากฐานความผิด ผมเคารพนะครับว่าแต่ละท่านนั้นอาจจะ มองต่างกันครับ ว่าอัตราโทษที่ได้สัดส่วนกับฐานความผิดนั้นควรจะอยู่ที่เท่าไร แต่ผมก็หวัง นะครับว่าหลายท่านในที่นี้ รวมไปถึงสมาชิกรัฐสภาที่ไม่ได้สังกัดพรรคก้าวไกลนั้น น่าจะเห็นตรง กับผมครับ ว่าการกำหนดโทษให้สูงถึงการจำคุก ๓-๑๕ ปีนั้น และเท่ากับการฆ่าคนโดย ไม่เจตนานั้น เป็นโทษที่ไม่ได้สัดส่วนกับฐานความผิดการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์🔗
ส่วนปัญหาข้อที่ ๓ ที่เราต้องการจะเข้ามาแก้ไขผ่านข้อเสนอทางกฎหมาย ของเรานั้น ก็คือการจำกัดสิทธิในการร้องทุกข์กล่าวโทษ ต้องยอมรับครับว่าปัจจุบันการเปิดให้ ประชาชนทุกคนมีสิทธิในการร้องทุกข์กล่าวโทษนั้นเป็นการเปิดช่องให้กฎหมายนี้ ที่มีเจตนา ในการคุ้มครองประมุข กลับถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้าม ซึ่งทั้งหมดนี้ ก็ล้วนไม่ส่งผลดีต่อสถานะอันเป็นที่เคารพสักการะของพระมหากษัตริย์🔗
ดังนั้นครับ ในประเด็นพาดพิงข้อที่ ๑ ผมต้องขอยืนยันกับท่านประธาน และสมาชิกรัฐสภาทุกท่านในที่นี้ครับว่าการเสนอแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ของพรรคก้าวไกลนั้น เป็นข้อเสนอที่ไม่ได้มีเจตนาในการล้มล้างการปกครอง และเป็นข้อเสนอ ที่สอดคล้องกับหลักสากลของการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข🔗
มาสู่ประเด็นพาดพิงข้อที่ ๒ ครับ เป็นข้อกล่าวหาว่าพรรคก้าวไกลนั้น ไม่ได้เข้าใจเรื่องการปกครองระบบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา ผมต้องเรียนตามตรงนะครับ ว่าทางพรรคก้าวไกลเราเข้าใจเป็นอย่างดีว่าระบบรัฐสภาแบบปกตินั้นหน้าตา เป็นอย่างไร และเพราะเราเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดีละครับ ผมเลยต้องขออนุญาตชวนสมาชิก รัฐสภาทุกท่านนั้นมาตั้งสติร่วมกันครับว่าคำถามที่สำคัญในวันนี้จริง ๆ แล้วคือคำถามว่าอะไร สำหรับผมแล้วนะครับ คำถามที่สำคัญสำหรับสมาชิกรัฐสภามากที่สุดในวันนี้ไม่ใช่คำถามว่า พวกเรา ๗๕๐ คนนั้นมีความคิดเห็นอย่างไรกับคุณสมบัติของคุณพิธาในการดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี หรือมีความคิดเห็นอย่างไรกับนโยบายของพรรคก้าวไกล แต่คำถามที่สำคัญที่สุด ต่อหน้าสมาชิกรัฐสภาทุกท่านในวันนี้ครับ ก็คือพวกเรา ๗๕๐ คนนั้นพร้อมจะเคารพเสียง ของประชาชน ๔๐ ล้านคนที่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง และออกมาให้คำตอบต่อคำถามดังกล่าว ในการเลือกตั้งเมื่อ ๑๔ พฤษภาคม ๒ เดือนที่ผ่านมาหรือไม่ ผมเข้าใจเป็นอย่างดีนะครับว่า การเคารพเสียงของประชาชนนั้นไม่ได้หมายความถึงการเคารพเสียงของแค่ประชาชน ที่สนับสนุนพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง แต่ต้องเป็นการเคารพเสียงของประชาชน ที่สนับสนุนทุกพรรคการเมือง รวมไปถึงประชาชนที่ไม่ได้สนับสนุนพรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่ง แต่ผมก็เชื่อว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาก็ได้ทำหน้าที่แล้วในการแปร ๑ สิทธิ ๑ เสียงของประชาชนที่มีความแตกต่างหลากหลายออกมาเป็นผู้แทนราษฎร ๕๐๐ คน ที่เป็นตัวแทนของชุดความคิดที่แตกต่างหลากหลายที่ปรากฏอยู่ในสังคม และยิ่งไปกว่านั้น เหตุการณ์ ๒ เดือนที่ผ่านมาหลังจากการเลือกตั้งเดินทางมาถึงวันนี้ ก็เลยปรากฏชัดครับว่า Candidate นายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองที่ได้รับความไว้วางใจเป็นอันหนึ่งนั้น ก็สามารถรวบรวมเสียงจาก สส. ของพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์สอดคล้องกัน รวมได้ เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้นตามความเข้าใจในระบบรัฐสภาปกติ ข้อสรุปว่าใคร ควรจะได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ก็เป็นข้อสรุปที่ควรจะมีความชัดเจนแล้ว แต่ข่าวร้ายของประเทศไทยครับ และข่าวร้ายของประชาชน ๖๐ กว่าล้านคนที่รับฟังการประชุม วันนี้อยู่ ก็คือประเทศเรานั้นไม่ได้อยู่ในสภาวะการเมืองที่เป็นปกติ แน่นอนครับ ความไม่ปกตินี้ ก็มีต้นกำเนิดส่วนหนึ่งมาจากมาตรา ๒๗๒ ของรัฐธรรมนูญ ที่ได้ให้อำนาจ ส.ว. ที่มาจาก การแต่งตั้งนั้นมาร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นการเปิดช่องให้สามารถมีการแทรกแซงกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลให้ไม่เป็นไปตามครรลอง ของระบอบประชาธิปไตยได้ ดังนั้นในเมื่อมาตรานี้ยังคงดำรงอยู่มาถึงทุกวันนี้ โจทย์ที่สำคัญ ในวันนี้ก็คือเราจะร่วมกันกำจัดความไม่ปกติที่สืบทอดมาจากอดีต เพื่อคืนความปกติให้ ประเทศไทยเดินไปสู่อนาคตได้อย่างไร สำหรับเพื่อน ๆ ผู้แทนราษฎรที่สังกัดพรรคการเมืองในซีกที่ไม่ได้สนับสนุนคุณพิธา ผมเข้าใจ แล้วก็เคารพความเห็นที่แตกต่างของท่าน ผมเชื่อครับว่าตัวท่านเอง หรือผู้สนับสนุน พรรคการเมืองของท่านนั้นก็อาจจะไม่ไว้วางใจคุณพิธาหรือพรรคก้าวไกลให้เข้ามาบริหาร ประเทศ แล้วผมก็ขอพูดไว้ในที่นี้ว่าจะเป็นคนหนึ่งที่จะปกป้องสิทธิของท่านในการทำหน้าที่ อย่างเต็มที่ในการตรวจสอบ ถ่วงดุลรัฐบาลในฐานะฝ่ายค้าน แต่ผมก็อยากให้ท่านพึงตระหนักไว้ เหมือนกันนะครับ ว่าระบอบการปกครองระบอบเดียวเท่านั้นที่อนุญาตให้มีฝ่ายค้าน ก็คือ ระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นถึงแม้ผมทราบดีว่าหากเราอยู่ภายใต้การเมืองที่ปกติ ผมคงไม่ได้ คาดหวังให้ท่านนั้นยกมือสนับสนุน Candidate นายกจากอีกซีกหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร แต่ในเมื่อเราอยู่ในสภาวะการเมืองที่ไม่เป็นปกตินั้น ผมคิดว่าวันนี้เป็นโอกาสที่ดีครับ ที่ท่านจะ ได้แสดงให้สังคมเห็นว่าสิ่งหนึ่งที่อยู่เหนือความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลายระหว่างเรา ทุกพรรคนั้น คือจุดมุ่งหมายที่เรามีร่วมกันในการคืนความปกติให้กับสังคมไทย ในการเคารพ เสียงของประชาชน และในการรักษาระบอบประชาธิปไตยที่ทำให้พวกเราทุกคนนั้นมีสิทธิ ในการมาพูดและอภิปรายในที่นี้ตั้งแต่ต้น🔗
ส่วนสำหรับสมาชิกวุฒิสภาทุกท่านครับ ผมก็เคารพเช่นกันครับ เพราะท่านก็ อาจจะมีความคิดเห็นส่วนตัวที่อาจจะไม่ไว้วางใจทางพรรคก้าวไกลหรือคุณพิธาอยู่บ้าง แต่ผมต้องขออนุญาตย้ำกับท่านครับว่าหากท่านมีความประสงค์ที่จะคืนความปกติ และเคารพเสียงของประชาชนทุกฝ่าย ทางออกตรงนั้นต้องไม่ใช่การงดออกเสียง หรือการไม่อยู่ ในที่ประชุมแห่งนี้ครับ แต่หากท่านต้องการจะคืนความปกติและมีความเป็นกลางทางการเมืองจริง ทางออกของท่านคือการเห็นชอบกับคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เพราะว่าการลงมติให้กับ คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในวันนี้ การขานชื่อคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในวันนี้ ไม่ได้หมายความว่า ท่านไว้วางใจบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งนะครับ แต่การขานชื่อพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หรือการให้ความเห็นชอบกับคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในวันนี้ ในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาแห่งนี้ คือการให้ความเห็นชอบกับการคืนความปกติให้กับ การเมืองไทย การให้ความเห็นชอบกับการให้โอกาสประชาธิปไตยได้เดินหน้าต่อ และการให้ ความเห็นชอบกับการเคารพเสียงของประชาชนผ่านผลการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นหลักการขั้นพื้นฐาน ของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ครับ ขอบคุณมากครับ คุณพริษฐ์ครับ ท่านรังสิมันต์ขอพูดอีกท่านหนึ่ง แล้วก็คิดว่าคงจะ🔗
ท่านประธานครับ ผมยกมือนานแล้วครับ🔗
พาดพิงใช่ไหมครับ ได้ครับ คุณปรเมษฐ์หรือเปล่าครับ คุณชาดา เดี๋ยวผมแจ้งนิดหนึ่งเดี่ยวผมจะให้คุณชาดา คิวที่จะให้ ก็คือคุณรังสิมันต์พูดพาดพิง คิดว่าคงจะไม่ยาวนัก เพราะว่าสำหรับพรรคก้าวไกลซีก ๘ พรรค ก็ยังมีท่านพิธาขออภิปรายเป็นคนสุดท้าย ซึ่งคงจะใช้เวลาพอสมควรนะครับ แล้วก็ทางฝ่าย ๑๐ พรรค คุณปรเมษฐ์ จินา ขอเวลา ๕ นาที ผมจะให้หลังจากที่คุณรังสิมันต์ โรม พูดแล้ว สำหรับคุณชาดาเชิญครับ ยกมือเหมือนจะประท้วง หรือชี้แจงอะไร เชิญคุณชาดาครับ🔗
ไม่ได้ประท้วงครับ ท่านประธานครับ🔗
เชิญครับ🔗
ขออนุญาต คือเมื่อเช้า ที่ผมอภิปราย แล้วก็พอดีขออนุญาตเอ่ยนามท่านทวี สอดส่อง ท่านพูดถึงว่าอยู่สภาแห่งนี้ ไม่เคยเห็นเรื่องการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ ผมก็บอกแล้วว่าท่านประธานชวนไม่ให้เข้า ผมก็เลย จะขอยื่นกับท่านประธานผ่านไปให้ท่านทวีนะครับว่า นี่คือเอกสารนั้นนะครับ แค่นั้นละครับ ท่านครับจะขออนุญาตยื่นให้ท่านประธาน เพราะว่าเดี๋ยวจะกลายเป็นว่าพวกผมพูดไม่จริง ใช่ไหมครับ ด้วยความเคารพครับ🔗
ท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธานขออนุญาตครับ🔗
ได้ครับ เดี๋ยวก่อน คุณรังสิมันต์ โรม คุณมหรรณพเชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม มหรรณพ เดชวิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมใคร่จะขอ ความกรุณาท่านประธานได้ตรวจสอบการใช้เวลาในการอภิปรายของทุกฝ่ายว่าขณะนี้ฝ่ายใด ใช้เวลาไปเท่าไรแล้ว เพราะโดยข้อตกลง ๓ ฝ่ายที่เราคุยกันมานั้นเราค่อนข้างจะเคร่งครัด ในเรื่องของการใช้เวลา ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วมันจะเป็นบรรทัดฐานที่ไม่งามสำหรับการประชุม ในครั้งต่อ ๆ ไป ฝากท่านประธานกรุณาวินิจฉัยครับ🔗
ขอบคุณคุณมหรรณนพครับ เวลาที่เหลืออยู่ในขณะนี้ของสมาชิกวุฒิสภาเหลือเวลาอีก ๓ นาที ๓๕ วินาทีนะครับ ของพรรค ๑๘ พรรคเหลือเวลาอีก ๑๓ นาที ๔๗ วินาที แต่ของ ๑๐ พรรคเหลือเวลาอีก ๑ ชั่วโมง ๕ นาที แต่ผมอยากจะเรียนทุกท่านว่าเนื่องจากการอภิปรายในวันนี้เป็นการอภิปราย ที่สำคัญเพื่อจะเลือกตัวบุคคลที่เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็มีการพาดพิงค่อนข้างจะเยอะหน่อย ผมอาจจะขอผ่อนผันให้ผู้ที่ถูกพาดพิงได้ชี้แจงในประเด็นต่าง ๆ พอสมควรครับอาจจะเกิน ๕ นาที ๑๐ นาที แต่เพื่อความกระจ่างในการที่เราจะลงมติในตอนสุดท้าย แล้วเวลาจริง ๆ ทางฝ่าย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๑๘ พรรคนี่ก็ยังเหลือเวลาอยู่อีกเกือบ ๆ ชั่วโมงนะครับ แล้วเราคงจะ ผมเข้าใจว่าเราน่าจะเริ่มนับคะแนนได้ก่อน ๔ โมงครึ่ง หรือไม่เกิน ประมาณ ๔ โมง ก่อนที่เรานัดหมายว่าจะต้องเป็น ๕ โมง ผมขอความกรุณา ผมก็จะไปปล่อยให้มากเกินไป แต่ว่าเพื่อความกระจ่าง เพื่อความเรียบร้อย เนื่องจากว่ามีการพาดพิงถึงตัวบุคคล แล้วก็ พรรคบ้าง ผมก็จะอนุญาตให้ครับ แต่จะไม่ให้มันเลิกเกินเวลา เข้าใจว่า ๔ โมงเราคงจะได้เริ่ม ใช้สิทธิลงคะแนนได้ครับ ขอบคุณครับคุณมหรรณพครับ เชิญคุณรังสิมันต์ โรม ครับ คิดว่า เราคงจะไม่ใช้เวลามากนัก เพราะว่าเดี๋ยวท่านพิธาอีกคนหนึ่งครับ🔗
เรียนท่านประธานครับ ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จริง ๆ ประเด็นที่ผมชี้แจงเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงไปแล้ว แต่เนื่องจากว่ายังมีสมาชิกรัฐสภา บางท่านได้หยิบยกมาอภิปราย ดังนั้นการพูดอภิปรายของผมในรอบนี้จะใช้เวลาอย่างกระชับ และให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันนะครับ🔗
ประเด็นแรกครับในเรื่องที่พูดถึงกรณีหุ้น ITV ต้องเรียนต่อท่านประธานครับว่า เรื่องนี้สามารถแบ่งการชี้แจงออกเป็น ๓ ข้อครับ🔗
ประการแรกนะครับ กระบวนการที่กำลังดำเนินการอยู่ต่อท่านพิธา หัวหน้า พรรคก้าวไกล กระบวนการที่กำลังเกิดขึ้นนี้ ณ วันนี้ยังไม่สิ้นสุดนะครับ ยังอยู่ในระหว่าง กระบวนการ ซึ่งถ้าพูดกันอย่างตรงไปตรงมาเราก็ถือหลัก Presumption of Innocent หรือสันนิษฐานไว้ก่อนให้เป็นผู้บริสุทธิ์ ณ เวลานี้ท่านพิธาจึงยังเป็น Candidate นายกรัฐมนตรี และสามารถถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีมาตรา ๑๕๙ ประกอบมาตรา ๘๘ ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้ นี่คือหลักการที่ผมคิดว่าทุกฝ่าย ทุกคนต้องยอมรับ ร่วมกัน🔗
ประการที่ ๒ ในปี ๒๕๖๒ ตอนที่จะต้องมีการเลือกนายกรัฐมนตรีระหว่าง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องขออภัยที่เอ่ยนามบุคคลภายนอก กับคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ต้องขออภัยที่เอ่ยนามบุคคลภายนอก ณ วันนั้นเราก็มีการลงมติในเรื่องนี้ได้อย่างเป็นปกติ ทั้ง ๆ ที่ถ้าเราจำกันได้การลงมติในเวลานั้น คุณธนาธรถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่แล้วด้วยซ้ำ แต่ในเวลานี้คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ยังไม่ได้ถูกสั่งอะไรเลยครับ อาจจะมีกระบวนการ ในการดำเนินการ แต่ถึงที่สุด ณ เวลานี้ที่เรากำลังปฏิบัติหน้าที่ในการเลือกนายกรัฐมนตรี คุณพิธามีสิทธิที่ชอบธรรม และมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญทั้งหมดทั้งสิ้น ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ท่านประธานครับ ผมจึงยืนยันกับท่านประธานว่าบรรดาเรื่องที่มีการหยิบยกมาในกรณีหุ้น ITV ไม่สามารถใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาได้ว่าคุณพิธาไม่สามารถดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีได้🔗
คำถามถัดไปก็คือ ตกลงแล้วที่มีการอภิปรายกันมาเป็นเพราะคุณพิธา คือหัวหน้าพรรคก้าวไกลใช่ไหมครับ เราถึงไม่สามารถที่จะปฏิบัติอย่างที่ปี ๒๕๖๒ เขาทำกันได้ ตอนปี ๒๕๖๒ ประเด็นเหล่านี้ไม่มีเลยครับ ดังนั้นพรรคก้าวไกลเราจึงคาดหวังว่าเราจะมี การปฏิบัติอย่างที่เคยได้ทำตอนปี ๒๕๖๒🔗
และสุดท้ายท่านประธานที่มีการพูดถึงกันว่าการกระทำของเราทั้งหลายแหล่ เป็นการกระทำที่ล้มล้างการปกครอง เรียนตามตรงครับ การล้มล้างการปกครองที่ผมเห็นมา ชั่วชีวิตที่อายุ ๓๑ ปีนี่ที่ผมเห็นอยู่มีกรณีเดียวคือการรัฐประหารครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ครับ ขอบคุณคุณรังสิมันต์ โรม มากครับ ท่านสุดท้ายที่จะพูดทาง ๘ พรรค คือคุณพิธา แต่ว่าก่อนจะถึงคุณพิธา ก็ขอเชิญ ๑๐ พรรค คุณปรเมษฐ์นะครับ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ปรเมษฐ์ จินา รวมไทยสร้างชาติ สุราษฎร์ธานี ในนามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุราษฎร์ธานีนะครับ ก็ขออนุญาตเนื่องจากว่าพอมีเวลาแล้วก็อยากจะได้สรุปให้ทุกท่าน ได้เห็นในเรื่องของข้อกฎหมาย วันนี้เราจะไม่พูดถึงว่าใครเป็นใคร แต่เราจะพูดถึงข้อกฎหมาย ที่เราเป็นปวงชนชาวไทยที่จะต้องปฏิบัติตามข้อกฎหมายนะครับ🔗
ประการแรก ในเรื่องของกฎหมายสูงสุดนั่นก็คือรัฐธรรมนูญ🔗
ประการที่ ๒ ในเรื่องของกฎหมายประเภทต่าง ๆ🔗
ประการที่ ๓ ในเรื่องของข้อบังคับตามลำดับชั้น🔗
ทีนี้พอมาดูว่าในส่วนของสภาของเราวันนี้เราจะพิจารณาผลงานชิ้นแรก แล้วก็ชิ้นโบแดงของชุดที่ ๒๖ แล้วก็ผมได้รับฟังในส่วนของการแสดงวิสัยทัศน์ของ ท่านรองปดิพัทธ์เมื่อช่วงที่ผ่านมา ท่านอยากจะเห็น SMART Parliament อันนี้ก็คืออยากจะ เห็นความ SMART ของสภาแห่งนี้ เพราะฉะนั้นสินค้าที่เราจะนำเสนอให้กับประชาชน สินค้า ที่เราจะนำเสนอให้กับประชากรโลก หรือว่าสินค้าที่เราจะนำเสนอเพื่อลงพระปรมาภิไธย อันนี้ก็จะต้อง Clean แล้วก็จะต้องไม่มีตำหนิ เพราะฉะนั้นในส่วนของรัฐธรรมนูญ เราไล่มาตั้งแต่มาตรา ๕๐ (๑) ที่กำหนดว่าบุคคลมีหน้าที่ในเรื่องของการพิทักษ์รักษาไว้ ซึ่งชาติ ณ วันนี้เราก็มีความกังวลในเรื่องของการเปลี่ยนวันชาติ เรามีความกังวลในเรื่อง ของการแยกรัฐใหม่ ในเรื่องของศาสนาก็เช่นกันในเรื่องของพิธีกรรมต่าง ๆ อาจจะ หมดความสำคัญ ประเพณีในเรื่องของการไหว้ครู ในเรื่องของศาสนาก็พูดมาเยอะแล้ว ในเรื่องของการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ ทีนี้ใน (๖) ในเรื่องของการที่จะไม่กระทำการใด ๆ ที่อาจจะก่อให้เกิดความแตกแยกหรือเกลียดชังในสังคม หลายกรรม หลายวาระที่ ท่านสมาชิกวุฒิสภาได้นำเสนอ แต่ว่าเราก็มองว่ามันไม่ใช่ แต่ไม่ใช่แต่ว่าคนทั่วไปที่เป็น วิญญูชนเขาสามารถจะแยกแยะได้ว่าเกิดสาเหตุอะไรในเรื่องของความอ่อนน้อมถ่อมตน ในส่วนของเยาวชนในปัจจุบัน ทีนี้มาดูมาตรา ๙๘ (๓) เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการ หนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนใด ๆ อันนี้พวกเราก็ได้รับฟังมาเยอะแล้ว ในส่วนของมาตรา ๕๙ ให้สภาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องไม่มีลักษณะ ต้องห้ามตามมาตรา ๑๖๐ นั่นก็คือว่ามาตรา ๑๖๐ ก็จะมีอยู่ ๓ ประเด็นที่เกี่ยวข้อง นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี (๔) ต้องซื่อสัตย์สุจริตแล้วก็เป็นที่ประจักษ์ อันนี้หลาย ๆ ส่วน เราก็มองว่าอาจจะไม่ Clean จริง ๆ (๕) มาตรฐานทางจริยธรรม อันนี้ซึ่งกำหนดไว้ในส่วน ของความมั่นคงหรือว่าความที่จะแตกแยกในสังคม (๖) ก็คือไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๙๘ ซึ่งก็โยงไปแล้วก็คงจะเป็นเรื่องของการถือหุ้นสื่อ ทีนี้ในส่วนของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ก็คือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ซึ่งก็มีการพิจารณาไปแล้ว แล้วก็มี การยื่นไปแล้ว แล้วก็มีการรับเรื่องไปแล้ว อันนี้ก็คือส่วนหนึ่งที่เรามองว่าเรามาพิจารณาวันนี้ว่าทำไมวันนี้บริสุทธิ์ ยกตัวอย่างว่า หญิงสาวคนหนึ่งเขามีลูกในครรภ์จะคลอดอีก ๒ เดือนข้างหน้า แล้วก็วันนี้มายืนยันว่าบริสุทธิ์ มันก็ไม่ใช่นะครับ เพราะว่าเรารู้อยู่อนาคตว่าผู้ที่ผ่านการเมือง ๑. ก่อนที่จะมีการรับรอง ถ้ามีเรื่องร้องเรียนต้องรับรองภายใน ๖๐ วัน หลังจากศาลรับเรื่องแล้วก็จะต้องหยุดปฏิบัติ หน้าที่อีกอย่างน้อย ๖๐ วัน อันนี้คือรู้อนาคตล่วงหน้าอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าวันนี้อย่างเดียว เพราะฉะนั้นเราต้องมองดูวันพรุ่งนี้หรือว่าอนาคตของประเทศชาติด้วยนะครับ🔗
ในส่วนของข้อบังคับก็เช่นกันครับ ในส่วนของข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรม ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะต้องมีความจงรักภักดี ข้อ ๖ จงรักภักดี แล้วรักษาไว้ ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แล้วก็การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข แล้วก็ข้อ ๑๒ และสมาชิกจะต้องไม่นำเรื่องที่เป็นเท็จ ไม่นำเรื่องที่ไม่จริงมาอภิปรายในที่ประชุมหรือว่าที่อื่นใดนะครับ วันนี้ผมหวังว่าเราก็อยากจะ ให้ผลงานชิ้นแรกของรัฐสภาแห่งนี้เสนอต่อสาธารณชนได้เป็นสิ่งที่ดี ๆ ได้เป็นสิ่งที่ Clean แล้วก็ไม่มีตำหนิครับ ก็ขอขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ🔗
ขอบคุณคุณปรเมษฐ์ จินา มากครับ ขอประทานโทษด้วยเมื่อสักครู่ผมเรียกนามสกุลเป็นชื่อไป ต้องขออภัยด้วยนะครับ แล้วก็อีกอันหนึ่ง ผมแจ้งเวลาของวุฒิสมาชิกผิดไป เจ้าหน้าที่เพิ่งมาแจ้งว่าคำนวณผิดไป ของวุฒิสมาชิกยังเหลือเวลาอยู่อีก ๔๖ นาที ท่านจะใช้ก็ได้หรือไม่ใช่ก็ได้ แล้วแต่ท่านนะครับ แล้วก็คุณพิธา🔗
ขออนุญาตท่านประธานครับ🔗
เชิญครับคุณรังสิมันต์ โรม ครับ🔗
เรียนท่านประธานครับ ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลครับ ผมต้องเรียน ท่านประธานว่าผมตรวจสอบเวลาจากเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ในเรื่องของการนับเวลา ณ เวลา ๑๔.๑๘ นาฬิกา ขณะนี้คือบ่ายสามเกือบจะครึ่งซึ่งมีผู้อภิปรายจากทางฝั่งวุฒิก็หลายท่าน ซึ่ง ณ เวลาที่ผมตรวจสอบวุฒิสภามีเวลา ๔๖ นาที ๑๔ วินาทีครับ ดังนั้นผมคิดว่าไม่น่า จะเป็นไปได้ครับ ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพว่าอาจจะต้องตรวจสอบกันอีกรอบหนึ่ง เวลาของทางฝั่งวุฒิน่าจะเหลือไม่ถึง ๔๐ นาทีแน่ ๆ ครับ🔗
เดี๋ยวเจ้าหน้าที่จะไป Check อีกรอบหนึ่งนะครับ แต่ว่าสมาชิกวุฒิสภาอาจจะไม่ใช้ก็ได้ ผมคาดการณ์ว่าจะใช้ แต่ท่าน จะใช้ก็ได้ ไม่เป็นไรครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ🔗
เชิญครับ🔗
สมชาย แสวงการ ในฐานะ Whip ทางวุฒิเราตรวจสอบแล้วมีเวลาเหลือ ๓ นาที ๓๕ วินาที เข้าใจว่า ๔๖ นาทีน่าจะเป็น กลุ่ม ๑๐ พรรคครับ ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ก็ไม่เป็นไร ตรวจสอบ อีกครั้งนะครับ ทีนี้ผมอยากหารือคุณพิธาว่า🔗
ท่านประธานครับ🔗
เชิญครับ🔗
ผม วิทยา แก้วภราดัย🔗
ได้ครับ ผมจะหารือกับ คุณพิธานิดเดียวว่าทาง ๑๐ พรรคเขายังมีเวลาอีกมาก แล้วก็คุณวิทยาขอเวลา ๑๐ นาที ถ้าจะให้คุณวิทยาอภิปรายไปก่อนแล้วคุณพิธาจะได้พูดสรุปสุดท้าย จะได้ไม่ต้องย้อนกลับมาอีก ตกลงนะครับ ถ้าอย่างนั้นขอเชิญคุณวิทยา แก้วภราดัย ท่านขอเวลา ๑๐ นาที เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ ระบบบัญชีรายชื่อ ใน ๑๐ พรรค ที่เตรียมตัวเป็นฝ่ายค้านไว้ขณะนี้ก็ยังมีเวลาพอสมควร ก็ขออนุญาตรบกวนไม่เต็มเวลานะครับ ผมเหลืออยู่เกือบชั่วโมง แต่จะใช้เวลาไม่เกิน ๑๐ นาที เพื่อทำความเข้าใจบางประการ เพราะมาถึงเวลานี้ฝ่ายที่ร่วมกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นวุฒิสมาชิก ๑๐ พรรคที่เตรียมเป็น ฝ่ายค้าน รวมทั้ง ๗ พรรคที่เตรียมจะเป็นรัฐบาล มีความคิดเหมือนกันหมดว่าท่านวุฒิสมาชิก ส่วนใหญ่วันนี้ท่านก็ไม่อยากให้ไปแตะต้องมาตรา ๑๑๒ พรรคที่เตรียมเป็นรัฐบาล ๘ พรรค ก็มีพรรคเดียวที่อยากแตะ ส่วนอีก ๗ พรรคท่านก็ยืนยันในหลักการว่าไม่อยากแตะ มาทาง ๑๐ พรรคที่เตรียมเป็นฝ่ายค้าน ทั้งหมดคิดเหมือนกันหมดครับ เราไม่อยากให้แตะต้องมาตรา ๑๑๒ มันก็เลยเกิดคำนิยามว่าความไม่ปกติทางการเมือง ทีนี้ท่านประธานนึกออกไหมครับว่า ความไม่ปกติทางการเมืองมันอยู่ตรงไหน เราเลือกตั้งมาตั้งแต่เป็นประชาธิปไตย พ.ศ. ๒๔๗๕ เปลี่ยนแปลงมา ท่านประธานก็ผ่านการเลือกตั้งมาเป็น ๑๐ กว่าสมัยครับ ผมก็ร่วม ๑๐ กว่าสมัย ท่านเคยเห็นการเลือกตั้งมีชูนโยบายอย่างนี้ไหมครับ มันเป็นความไม่ปกติ วันที่พรรคการเมือง พรรคเดียว แล้วก็เสนอนโยบายในการที่จะแก้มาตรา ๑๑๒ ผมไม่อธิบายความลงในรายละเอียด เพราะฟังมาทั้งวันแล้ว ขณะที่ในสภาเรามี ๑๘ พรรคการเมือง ๑๗ พรรคการเมืองไม่เอาด้วย บวกกับวุฒิสมาชิกส่วนใหญ่ก็ท่าทีไม่เอาด้วย ทีนี้ความไม่ปกติที่เกิดขึ้นรู้สึกไหมครับว่า ใครไม่ปกติ ผมคิดว่าต้องทบทวนใหม่นะครับว่าที่อภิปรายทั้งหมดไม่มีใครติดใจคุณพิธา แต่ติดใจนโยบายพรรคการเมืองของพรรคก้าวไกลที่กล้าประกาศเรื่องที่ไม่เคยเกิดมา ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง ครั้งแรกเลยครับเกิดอย่างนี้ แล้วกลับมาเรียกร้องว่า คนอื่นผิดปกติหมด รัฐธรรมนูญผิดปกติ ส.ว. ผิดปกติ เรียกร้องให้คนอื่นเข้าสู่ภาวะปกติ ขณะที่ตัวเองมี ๑๔ ล้านเสียงแล้วก็คลุมหมด อีก ๑๗ พรรคการเมืองเขาไม่เอาด้วย ทบทวน ตัวเองหน่อยได้ไหมครับว่าติดขัดอะไรที่คุณพิธาโดนค้านตั้งแต่เช้าจนเย็น อันนี้ยังไม่ได้พูดถึง คุณสมบัติคุณพิธานะครับ เขาพูดเรื่องนโยบายเรื่องเดียว เพราะฉะนั้นผมคิดว่าจะปรับปรุง ให้มันปกติก็ต้องปรับปรุงให้ถูกที่ครับ มันไม่ปกติตรงไหน การเมืองเราผ่านมาเกือบ ๘๐ ปี ในระบอบประชาธิปไตย เลือกตั้งมา ๑๐ กว่าครั้ง จะเปลี่ยนแปลงแบบไหนก็ตาม จะปฏิวัติ อะไรก็ตาม แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกครับที่สภามาถกเรื่องนี้เรื่องเดียว แล้วก็ติดใจเรื่องนี้เรื่องเดียว แต่คนที่มีเสียงที่อ้างว่า ๑๔ ล้านเสียงน้อยกว่าทั้งสภานี้ทั้งหมด กลับจะข่มขืนสภาเอาไป คล้อยตามตัวเองนี่ล่ะความไม่ปกติครับ ถ้าทบทวนเสียใหม่สักเรื่องเดียวครับ ผมคิดว่า ทุกอย่างก็จะดีขึ้น แล้วก็แน่ใจครับ ไม่ใช่หนักใจเฉพาะฝ่ายค้าน หรือประชาชน หรือ สว. พรรคที่ไปร่วมรัฐบาล ๘ พรรคเขาก็หนักใจ ตกลงกันแล้วว่าไม่ยุ่งเรื่องนี้ แต่ไปเม้มว่าขอทำ ส่วนตัว แล้วมันจะอยู่ปกติสุขได้อย่างไรครับ ทีนี้อ้างความไม่ปกติขณะที่ตัวเองไม่ปกติ มาข่มขืนคนอื่นให้คล้อยตามตัวเอง ผมคิดว่าเป็นตรรกะที่อธิบายยาก เพราะฉะนั้นผมก็อยากให้ ถ้าคุณพิธาขึ้นตอบก็ทบทวนครับ อีกก้าวเดียวก็ถึงนายกรัฐมนตรี แล้วก้าวนั้นคุณพิธาก็รู้ว่า ติดเรื่องอะไร และทุกคนในสภานี้ก็รู้ครับ สังคมก็รู้ครับว่าติดเรื่องอะไร ขยับก้าวนั้นเสียได้ไหมครับ มีนโยบาย ๓๐๐ กว่าข้อที่เขียนไว้ ทิ้งหมด ติดใจข้อเดียว ผมคิดว่าคนอื่นก็ติดใจข้อนี้ข้อเดียว เหมือนกันครับ เพราะฉะนั้นถ้าจบได้ก้าวอีกก้าวเดียวเป็นนายกรัฐมนตรี เรื่องง่ายครับ ตัดสินใจเสียออกจากบ่าคนคนเดียวก็ไปได้ครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณคุณวิทยา แก้วภราดัย มากครับ ต่อไปขอเชิญคุณพิธาครับ ๘ พรรคเหลือเวลาอีก ๑๒ นาที คิดว่าก็คงพอนะครับ เชิญคุณพิธาครับ🔗
ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ วันนี้ขอลุกขึ้นอภิปรายสรุปในการอภิปราย ของเพื่อนสมาชิก รวมถึงการพูดคุยถึงวิสัยทัศน์ของคนที่ถูกนำเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ ๓๐ ของประเทศไทยครับท่านประธาน เป็นเกียรติอย่างยิ่งสูงสุดในชีวิตผมนะครับ ที่ได้รับการเสนอจากเพื่อนสมาชิกให้มีการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ ๓๐ ของประเทศไทย ผมจะใช้เวลาในการอภิปรายสรุปและพูดถึงวิสัยทัศน์ภายในการนำของรัฐบาลที่มี นายกรัฐมนตรีที่ชื่อว่า พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ก่อนอื่นก็ต้องมาพูดคุยกันใน ๒-๓ ประเด็นครับ ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่จะพูดคุยกับสมาชิกรัฐสภาที่อยู่ที่นี่ รวมถึงประชาชนที่อยู่ทางบ้าน ก็คือ อะไรคือคำว่า วิสัยทัศน์ อะไรคือนิยามของสิ่งนั้น แตกต่างจากยุทธศาสตร์ แตกต่างจาก นโยบายอย่างไร และประเด็นที่ ๒ คนที่เป็นผู้นำที่ดีต้องรู้ครับว่ากำลังสื่อสารอยู่กับใคร ที่ไหนในเรื่องการสื่อสารวิสัยทัศน์นั้น สำหรับผมแล้วนิยามของคำว่า วิสัยทัศน์ คือการกำหนดเป้าหมายให้ชัดครับ เพื่อที่จะให้องคาพยพต่าง ๆ เดินไปสู่เป้าหมายนั้น เข้าใจว่าเป้าหมายนั้นมีโอกาสอะไรและมีความท้าทายอะไรที่รอเราอยู่ในฐานะรัฐบาล ในขณะเดียวกันเรามองกลับมาที่ตัวเราเองครับว่าจุดแข็งของประเทศเรา จุดอ่อนของ ประเทศเรามีอะไรบ้าง และจะใช้วิธีการอย่างไร ยุทธศาสตร์อย่างไร ยุทธวิธีอย่างไร การปฏิบัติอย่างไรให้ไปถึงเป้าหมายที่ได้กำหนดนั้น ซึ่งวันนี้เป็นวันที่ห่างจากวันที่ พี่น้องประชาชนมาลงมติเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม เป็นเวลา ๒ เดือน ผมก็เชื่อว่า พี่น้องประชาชนได้เห็นวิสัยทัศน์ของผมผ่านการ Debate ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผ่านการพูดคุย วิสัยทัศน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่จะทำให้ปากท้องดี เศรษฐกิจดี เป้าหมาย ในการที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถที่จะก้าวข้ามการที่เป็นประเทศรายได้ปานกลาง มามากกว่า ๓๕ ปี ทำอย่างไรให้เศรษฐกิจโตด้วย และลดความเหลื่อมล้ำไปในวิธีเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมืองดีที่พูดคุยกันถึงเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ การต่อสู้ คอร์รัปชัน การปฏิรูประบบราชการ ผมได้พูดให้พี่น้องประชาชนฟังหมดไปแล้วเมื่อ ๒ เดือน ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะการพูดทำให้มีอนาคต ในการปฏิรูปเรื่องของการศึกษา ทำอย่างไรให้ การศึกษาของเราดีขึ้น คืนครูให้ห้องเรียน ทำอย่างไรให้เปลี่ยนจากเรียนมากได้น้อย ให้ไปเรียนน้อยได้มาก เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมจะสื่อสารในวันนี้ไม่ใช่จำเป็นที่จะต้องสื่อสารกับ พี่น้องประชาชนที่อยู่นอกสภาอีกต่อไป เราจะต้องสื่อสารกับคนที่อยู่ในสภาที่นี่ ๗๕๐ คน แล้วก็ต้องสื่อสารตรง ๆ ไปกับท่านวุฒิสมาชิกนะครับว่าจริง ๆ แล้วหลังจากที่ผมได้ฟัง การอภิปรายหลังจากที่ผมได้ทำงานกับพวกท่านมาตลอด ๔ ปี ผมคิดว่าท้ายที่สุดแล้วเราก็ ไม่ได้ต่างกันเท่าไรครับ ผมก็ได้แสดงวิสัยทัศน์หลาย ๆ ครั้ง ตั้งแต่การทำงานร่วมกันของ พวกเราในครั้งแรก ผมยังจำได้ครับเป็นการพูดคุยถึงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการเกษตร วิสัยทัศน์ ที่เรียกว่ากระดุม ๕ เม็ดผ่านการประชุมรัฐสภาร่วมเรื่องของการแถลงนโยบายเมื่อ ๔ ปีก่อน ณ ตอนนั้นก็มีเพื่อน ๆ วุฒิสภาหลายท่านเดินมาหาผมแล้วก็บอกว่าวิสัยทัศน์ในการกระจาย ที่ดินออก เพื่อที่จะมาบริหารจัดการให้หนี้สินเกษตรกรดีขึ้น และสุดท้ายสามารถที่จะเพิ่ม มูลค่าและเอาเครื่องจักรการเกษตรมาเพิ่มขึ้นให้ Productivity ของการเกษตรดีขึ้น อันนี้ ก็เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าเรามีอะไรที่เหมือนกันและใกล้เคียงกัน หลายท่านก็มีโอกาสได้ทำงานกับ ผมมาก่อนในสมัยที่ยังอยู่กระทรวง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับพาณิชย์นะครับ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องเกี่ยวกับอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเกษตร สิ่งแวดล้อม หลายท่านก็มี โอกาสได้พบได้เจอกันมาก่อนที่จะมาพูดคุยกันที่สภานี้ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานร่วมกันของ พวกเราสมาชิกรัฐสภา การที่จะช่วยทำให้ปัญหาสังคมดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ พ.ร.บ. อุ้มหาย ป้องกันการอุ้มหายและซ้อมทรมานที่เป็นการร่วมมือของพวกเราทั้ง ๒ สภา สภาล่าง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านเสนอขึ้นไปมีการตั้งกรรมาธิการร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น การทำงานในการแก้รัฐธรรมนูญในช่วง ๒-๓ ปีที่ผ่านมา แม้กระทั่งเรื่องการเสนอการแก้ไข มาตรา ๒๗๒ ผมก็ยังจำได้ว่ามีเพื่อน ๆ วุฒิสภาลุกขึ้นอภิปราย และตอนนั้นปิดสวิตซ์ตัวเอง ถึง ๖๓ คน แต่ตอนนี้งดออกเสียงไม่ได้แล้วนะครับ ปิดสวิตซ์ตัวเองไม่ได้แล้วครับ เพราะว่า ตอนนี้ถ้าการที่จะทำให้เลือกนายกรัฐมนตรีไปต่อได้นี้งดออกเสียงไม่ถือว่าเป็นการปิดสวิตซ์ ตัวเองครับ แต่ว่าเป็นการที่ไม่สามารถที่จะทำให้การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ไปต่อได้ แต่ก็แสดงให้เห็นครับว่าจริง ๆ แล้วเราก็มีอะไรเหมือนกันมากกว่าความแตกต่างที่เราอาจจะ เห็นต่างกันในหลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการประชุมสภา IPU ระหว่างประเทศที่ตัวผมเป็น ประธานรัฐสภาประเทศไทยกับนิวซีแลนด์ เราพูดกันเรื่องเกี่ยวกับการศึกษา เราพูดกัน เรื่องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เราพูดกันถึงเรื่องเกี่ยวกับการดูแลผลประโยชน์ของทั้ง ๒ ประเทศ ในเรื่องของการต่างประเทศ การบริหารจัดการน้ำ เรื่องเหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่พวกเราเคยพูดคุย กันมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วถ้ามานึกถึงตอนนี้ เรามีอะไรที่เหมือนกันมากกว่า สิ่งที่เราแตกต่างกัน และหลายสิ่งหลายอย่างที่ท่านได้พยายามมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ท่านเป็นอดีตข้าราชการ ไม่ว่าท่านจะทำอยู่ในช่วงที่ท่านเป็น สนช. จนมาถึงปัจจุบัน ผมคิดว่าวันนี้เป็นประตูแห่งโอกาสที่เราจะสามารถทำงานร่วมกัน ภายใต้ รัฐบาลชุดต่อไป ในการแก้ปัญหาที่ท่านต้องการจะแก้มาตลอด และความท้าทายใหม่ ๆ ที่กำลังเข้ามาสู่ประเทศไทยที่เราจะต้องแก้ร่วมกันต่อไป แต่อย่างไรก็ตามครับ ผมทราบดีว่า ท่านยังมีความคลางแคลงใจในตัวผม แล้ววันนี้ก็แสดงให้เห็นได้ชัดว่าน่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ นโยบาย น่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับจุดยืน เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งตรงนี้ ผมอยากจะเรียนท่านอย่างนี้ครับ ผมฟังดูแล้วนี่ผมคิดว่าเป้าหมายของพวกเราทั้งสภา เหมือนกัน เพียงแต่วิธีในการที่จะประเมิน และวิธีในการที่จะเข้าถึงเป้าหมายนั้นต่างกัน ในมุมมองของผมแล้วการที่จะทำให้เป้าหมายที่พวกเราเห็นตรงกันคือการธำรงไว้ซึ่งสถาบัน พระมหากษัตริย์ให้อยู่คู่กับประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุขนั้นต้องไม่อนุญาตให้ใครใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือ ในการโจมตีกันทางการเมือง ผมถึงอยากจะชวนทุกท่านครับมองกันยาว ๆ ไม่ใช่แค่วันนี้ อย่างเดียว มองกลับไปในอดีตด้วย มองถึงวันปัจจุบันด้วย แล้วมองไปถึงอนาคตครับว่า ถ้าเกิดเรานับย้อนหลังกลับไปถึงปี ๒๕๔๙ เป็นหมุดหมายสำคัญเหลือเกินครับในฐานะ จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งในสังคมไทย เราจะเห็นว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ถูกนำมาใช้เป็น เครื่องมือทางการเมืองของคนบางกลุ่มมาตั้งแต่เวลานั้นเพื่อล้มรัฐบาลเลือกตั้งถึง ๒ ครั้ง ๒ ครา กลุ่มคนที่มีผลประโยชน์ส่วนตนและไม่มีเครดิตทางสังคมล้วนต้องดึงสถาบันมาอ้างอิง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มการเมืองหรือกลุ่มธุรกิจ มันไม่ใช่ พวกเราหรือครับที่ผูกสถานการณ์มาจนถึงปัจจุบันในวันนี้ และต้องให้คนรุ่นใหม่ต้องมา รับผิดชอบในสิ่งที่พวกเราพยายามผูกกัน จนมาถึงปัจจุบันครับมีหลายกลุ่มหลายพวก ที่ต้องการจะสกัดกั้นไม่ให้ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ต้องการให้รัฐบาลเสียงข้างมาก ตั้งรัฐบาลได้เพราะเขากำลังจะเสียผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นสัมปทาน ไม่ว่าจะเป็น ผลประโยชน์ทางธุรกิจ ก็จงใจที่จะดึงสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้ปกป้องผลประโยชน์ ของตัวเอง แล้วก็จะมาเป็นคู่ตรงข้ามกับการลงคะแนนเสียงของประชาชนในวันที่ ๑๔ พฤษภาคม วันนี้ผมถึงอยากจะเชิญชวนวิญญูชนครับให้มีสติไตร่ตรองให้ดีว่าการทำเช่นนี้ มีราคาและมีต้นทุนอย่างไรกับสังคม ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าถ้าไม่มีใครชูคำขวัญ เราจะสู้เพื่อในหลวง เพื่อโค่นล้มรัฐบาล ถ้าไม่มีใครอิงแอบสถาบันเพื่อก่อรัฐประหาร ถ้าไม่มี ใครเอาเรื่องล้มล้างสถาบันมาปลุกปั่นทางการเมืองให้คนเกลียดชังกันเพื่อผลประโยชน์ ทางการเมือง ถ้าเราไม่ใช้มาตรา ๑๑๒ มาเป็นเครื่องมือมาทำลายล้างกัน ความขัดแย้ง ในสังคมไทยคงไม่มาถึงจุดนี้ ถึงเวลาแล้วครับที่พวกเราต้องเผชิญหน้ากับปัญหาใหม่อย่างมี วุฒิภาวะ แก้ปัญหาที่ต้นตอด้วยการยุติการนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นประเด็น การเมือง แล้วหากุศโลบายครับเพื่อที่จะพัฒนารักษาไว้ซึ่งความสัมพันธ์อันดีระหว่าง พระมหากษัตริย์กับประชาชนท่ามกลางยุคสมัยที่เปลี่ยนไป จัดวางพระราชฐานะ จัดวาง พระราชอำนาจให้เหมาะสมสอดคล้องกับสังคมประชาธิปไตยสมัยใหม่ ทำแบบนี้ครับ สถาบันพระมหากษัตริย์ที่เรารักถึงจะดำรงอยู่ได้อย่างสง่างามในสังคมไทย🔗
สุดท้ายนี้ครับท่านประธาน ผมอยากจะขอเสนอตัวเองให้เป็นฉันทามติใหม่ สำหรับความปกติใหม่ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมือง มันเป็นเรื่องธรรมดาครับ ที่เมื่อสิ่งใหม่เกิดขึ้นย่อมถูกต่อต้านจากสิ่งเก่า แต่สุดท้ายผมเชื่อว่าสังคมไทยจะหาจุดลงตัวได้ เป็นจุดลงตัวที่ไม่มีใครได้ทั้งหมด แล้วก็ไม่มีใครเสียทั้งหมด เหมือนอย่างที่เราพูดคุยกัน ในวันนี้ เป็นจุดลงตัวที่เรายอมรับร่วมกันได้แม้จะไม่เห็นตรงกันทุกเรื่อง แต่จะไปถึงจุดนั้นได้ เราต้องสร้างสังคมไทยให้พร้อมรับความแตกต่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่าง หลากหลายทางเพศ เชื้อชาติ ศาสนา รวมถึงความคิดทางการเมือง และนี่คือก้าวที่สำคัญ ของสังคมไทยในการสร้างฉันทามติใหม่ที่เป็นเรื่องของกระบวนการจัดการความขัดแย้ง ด้วยกระบวนการทางประชาธิปไตย ฉันทามติใหม่ไม่ได้แปลว่าทุกคนในสังคมต้องคิด เหมือนกันนะครับท่านประธาน ทั้งหมดนี้มันเป็นเรื่องที่มันเป็นไปไม่ได้ แต่ฉันทามติใหม่ที่เรา กำลังจะสร้างร่วมกันคือการยึดถือกระบวนการที่เป็นธรรมในการตัดสินใจเรื่องสำคัญ ๆ ของสังคม เราควรนำเรื่องที่ผู้คนเห็นแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปฏิรูปกองทัพ การยกเลิกการผูกขาดทางเศรษฐกิจ การจัดการที่ดิน การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด กระบวนการสร้างสันติภาพใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ การแก้ไขปรับปรุงมาตรา ๑๑๒ หรืออื่น ๆ มาหาข้อยุติร่วมกันโดยใช้กระบวนการในสภา หรือกลไกทางประชาธิปไตยที่ไม่ใช่ เป็นการปะทะกันบนท้องถนน เราต้องบริหารจัดการความเห็นต่างไม่ให้กลายเป็น ความขัดแย้งด้วยการปกป้องเสรีภาพในการแสดงออก และทำให้เรามีระบบนิติรัฐ มีระบบ กฎหมายที่ดี มีกระบวนการยุติธรรมที่ทุกคนเสมอภาคเท่าเทียมกัน ทำให้การคุ้มครอง สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนเจ้าของประเทศเป็นเป้าหมายหลักของรัฐและความมั่นคง ของชาติ นั่นก็คือความมั่นคงของประชาชน ไม่ใช่มองประชาชนเป็นศัตรูของชาติ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านสมาชิกวุฒิสภาทุกท่านครับ สิ่งที่เรากำลังจะร่วมกันทำ ต่อไปนี้ไม่ใช่การลงมติเลือกนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไม่ใช่การลงมติเลือกพรรคก้าวไกล แต่คือการเลือกยืนยันหลักการประชาธิปไตยในระบบกลไกหลักในการตัดสินใจร่วมของสังคม นี่ไม่ใช่การลงมติเลือกผม ไม่ใช่การเลือกพรรค แต่เป็นการเลือกให้โอกาสกับประเทศไทย คืนความปกติให้กับการเมืองไทยให้สามารถที่จะบอกว่าฉันทามติที่ประชาชนคนไทย ทั้งประเทศได้ตัดสินใจแล้วนั้น คือการตัดสินประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่ผมไม่สามารถ ทำให้สำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว ต้องอาศัยการตัดสินใจของสมาชิกรัฐสภาที่ยึดหลักการ กล้าหาญ และเห็นแก่อนาคตของชาติที่มีประชาชนเป็นหัวใจ ผมขอเชิญชวนทุกท่าน อย่าให้ความคลางแคลงใจที่ท่านมีต่อผมขวางกั้นประเทศไทยไม่ให้เดินต่อตามเสียง และเจตนารมณ์อันแรงกล้าของประชาชน ขอให้การตัดสินใจของท่านนั้นสะท้อน ในความหวังของประชาชน และความหวังของตัวท่านเอง อย่าให้มันสะท้อนในความกลัวครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณคุณพิธามากครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ประพันธุ์ คูณมี สมาชิกวุฒิสภา🔗
ทางสมาชิกวุฒิ สภา โดยคุณประพันธุ์ คูณมี ขอพูดแล้วก็ใช้เวลาที่เหลือของวุฒิสภาอย่างที่ท่านสมชาย แสวงการ ได้แจ้ง เหลือ ๒ นาทีกว่านะครับ🔗
๓ นาทีกว่าครับ🔗
๓ นาทีกว่านะครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ🔗
เดี๋ยวเชิญให้คุณประพันธุ์ พูดให้จบก่อน คุณรังสิมันต์ต้องการประท้วงหรือเรื่องเวลาไม่ตรงกัน🔗
คือจะเป็นเรื่องว่าตกลง เป็นการอภิปรายซ้ำหรือไม่ ของพวกเราใช้สิทธิในเรื่องของการพาดพิงท่านประธานครับ ดังนั้นก็เลยสรุปว่าจะเป็นอย่างไรครับ🔗
ไม่ซ้ำแน่นอนท่านประธานครับ ท่านประธานครับ ผมสมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตใช้เวลาเท่าที่เหลืออยู่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ประเด็นที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาก็คือว่าการพิจารณา เพื่อโหวตให้ความเห็นชอบบุคคลเพื่อเป็นนายกรัฐมนตรีวันนี้เป็นประเด็นสำคัญต่อบ้านเมือง ทุกคนตระหนักดี แล้วผมก็เชื่อว่าพี่น้องประชาชนที่ฟังการประชุมอยู่ก็คงจะเข้าใจดีว่า นี่คือกระบวนการของรัฐสภา ไม่ใช่ว่าคุณพิธาเลือกได้ ๑๔ ล้านเสียง ๑๕๑ แล้วได้เป็น นายกแล้ว นี่คือการให้ความรู้ ให้การศึกษาประชาชนต้องพูดให้ถูกต้อง ไม่ใช่ไปที่ไหนก็บอก เป็นนายกไปแล้ว ไม่ใช่ แล้วไม่มีใครมาเป็นคนที่จะมาทำการขัดขวางกระบวนการนี้ หรือขัดขวางไม่ให้ท่านเป็นนายก แต่ท่านจะได้เป็นนายกต่อเมื่อท่านได้รับความเห็นชอบ จากสภาเท่านั้นเอง ประเด็นที่ผมอยากจะพูดมีอยู่ ๓ ประเด็นเท่านั้นเอง ก็คือ🔗
๑. คุณพิธาไม่มีคุณสมบัติตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญที่จะเป็นบุคคลที่ได้รับ การเสนอชื่อ ซึ่งผมได้อภิปรายไปแล้วครับ ผมยังยืนยันในประเด็นนี้ว่าขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๖) และเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามที่เสนอตามมาตรา ๑๕๙ ไม่ได้🔗
๒. คือท่านไม่มีความเหมาะสม ความไม่เหมาะสมในการที่เป็นผู้นำประเทศ ของท่านนั้นสมาชิกรัฐสภาได้อภิปรายมาทั้งวันแล้ว ผมไม่ต้องพูดซ้ำครับว่าความเป็น ผู้นำของท่านไม่เหมาะสมในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างไร แม้กระทั่งจนกระทั่งขณะนี้ผมยังรอรับฟังอยู่ว่าท่านจะแสดงความเป็นผู้นำในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ ท่านไม่ได้กล่าว ไม่ได้เปล่งวาจาอะไรเลย ที่จะแสดงถึงความจงรักภักดี ความซื่อสัตย์ และความเคารพในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตรงข้ามในเรื่องที่สมาชิกอภิปรายมาทั้งวัน เรื่องมาตรา ๑๑๒ ท่านกลับมาแสดงวิสัยทัศน์กล่าวในลักษณะที่ไม่เหมาะสม เช่น หาว่ามีคนใช้ สถาบันพระมหากษัตริย์ไปเป็นเครื่องมือทางการเมือง ไม่มีหรอกครับ ไม่มีใครที่จะบังอาจไปใช้ สถาบันไปเป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งเป็นการกล่าวที่ไม่เหมาะสมในสภาแห่งนี้ แล้วท่านยังไปกล่าวถึงว่าท่านจะต้องไปจัดวางให้สถาบันกษัตริย์อยู่เหมาะสมอย่างไร ระหว่างประชาชนอย่างโน้นอย่างนี้ ผมคิดว่าอันนี้ยืนยันได้เลยว่าที่สมาชิกอภิปรายมาทั้งหมด และที่ศาลรับฟ้องเรื่องหัวหน้าพรรคก้าวไกลกับพรรคก้าวไกลมีพฤติกรรมขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๙ นั้นเป็นประเด็นสำคัญ🔗
สุดท้ายครับ แม้โหวตคุณพิธาไปวันนี้ พรุ่งนี้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้หยุดปฏิบัติ หน้าที่ ผมก็อยากจะขอกราบเรียนไปยังท่านประธานรัฐสภาผ่านไปยังท่านสมาชิกรัฐสภาว่า ท่านจะตั้งรัฐบาลกันอย่างไร และจะทำให้บ้านเมืองเดินหน้าในระบอบประชาธิปไตยไปได้ หรือไม่ครับ🔗
เรียนท่านประธานครับ ขออนุญาตประท้วงครับท่านประธานครับ🔗
เพราะฉะนั้นโปรดได้ใช้วิจารณญาณ ของท่านในการที่จะโหวตและให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นความเห็นชอบครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ🔗
เดี๋ยวตอนนี้ก็จะต้องชี้แจงอีก พาดพิงถึง คุณโรมจะขอพาดพิง ขอพาดพิงสั้น ๆ นะครับ เพราะว่ามันซ้ำไปซ้ำมาครับ🔗
เปล่าครับ คือเนื่องด้วยเวลา เพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันครับท่านประธาน ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ให้เข้าใจตรงกันครับว่าตอนนี้เวลาของ ทางวุฒิได้หมดลงแล้ว ดังนั้นต่อไปก็คงต้องเป็นลงมติครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณคุณโรมครับ เนื่องจากว่าสมาชิกได้อภิปรายในเรื่องของคุณสมบัติของบุคคลที่ถูกเสนอชื่อ🔗
ท่านประธานครับ🔗
ท่านพิธาต้องการจะชี้แจง พาดพิงนะครับ สั้น ๆ นะครับ🔗
ครับ ขอใช้สิทธิพาดพิง เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ขอใช้สิทธิพาดพิงครับ กับ ๓ ประเด็นนะครับที่ท่านวุฒิสมาชิก ต้องขออภัยที่เอ่ยนามท่านนะครับ ท่านประพันธุ์ได้พูด ประเด็นเดิม ๆ นะครับอย่างที่ท่านได้ อภิปรายไปไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณสมบัติของผมนะครับว่าสามารถที่จะเข้าสู่ กระบวนการได้หรือไม่ ก็ยังยืนยันนะครับว่ายังเป็นคำกล่าวหาทั้งสิ้น ศาลรัฐธรรมนูญ ถึงแม้ว่าท่านจะรับไว้แต่ว่ายังไม่มีการพิจารณาใด ๆ ปี ๒๕๖๒ ก็สามารถที่จะเข้าสู่ กระบวนการได้ เพราะฉะนั้นผมยังยืนยันนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณสมบัติ ในการที่จะเข้าสู่การลงมติในการเลือกนายกรัฐมนตรีของผมยังสมบูรณ์แบบนะครับ รวมถึงการเป็นผู้นำที่ดีในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น ผมยืนยันครับว่าจะทำหน้าที่อย่างดี เพื่อให้ธำรงไว้ซึ่งสถาบันให้อยู่คู่กับสังคมไทยในยุคสมัยนี้ แน่นอนครับ ขอบพระคุณท่านครับ🔗
ขอบคุณครับ คิดว่าคงไม่มี ผู้อภิปรายแล้วนะครับ ก่อนอื่นก็ต้องขอชมเชยท่านสมาชิกทุกท่านที่ใช้เวลาในการอภิปราย ความจริงก็ได้ใช้เวลายังไม่ครบที่เราคิดว่าน่าจะจบในเวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกาเพื่อลงมติ ซึ่งผม คิดว่าเป็นเรื่องที่ดี แล้วก็วันนี้ผมได้รับโทรศัพท์จากบุคคลข้างนอกมากว่าได้ฟังสมาชิกรัฐสภา ของเราได้อภิปรายอย่างมีเหตุผล และได้เตรียมการข้อมูลในการอภิปรายค่อนข้างจะดีมาก แล้วก็ไม่มีการประท้วงไปมา เป็นการอภิปรายที่ดี คนข้างนอกเขาบอกอย่างนั้นว่าน่าจะเป็น ตัวอย่างในการประชุมรัฐสภาของเราในสมัยนี้นะครับ คงจะได้ผลและมีประสิทธิภาพมาก ที่สุด ผมต้องขอขอบคุณด้วยความจริงใจต่อความร่วมมือและการทำการบ้านเตรียมตัวของ ท่านสมาชิกเป็นอย่างดี คนข้างนอกก็จะได้ชมเชยและเป็นตัวอย่างนะครับ และเนื่องจาก สมาชิกได้อภิปรายคุณสมบัติของบุคคลที่ถูกเสนอชื่อให้พิจารณาแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ครบทุกฝ่าย และเป็นไปตามกรอบเวลาที่เรากำหนดแล้ว ผมจึงขอปิดการอภิปราย แล้วก็ จะดำเนินการในขั้นตอนการออกเสียงลงคะแนนต่อไปนะครับ🔗
การพิจารณาให้ความเห็นชอบของบุคคลที่สมควรจะได้รับการแต่งตั้งเป็น นายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ ประกอบด้วยมาตรา ๑๕๙ และข้อบังคับ ข้อ ๑๓๗ กำหนดการลงคะแนนให้กระทำโดยเปิดเผยตามข้อบังคับ ข้อ ๕๖ (๒) โดยใช้วิธี เรียกชื่อสมาชิกรัฐสภาตามลำดับอักษร และให้ออกเสียงเป็นรายคนตามวิธีการที่ประธาน กำหนด โดยมติเห็นชอบนั้นต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ของสภานะครับ และเนื่องจากว่าในวันนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ถูกเสนอชื่อเพื่อไปดำรง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นมีท่านเดียวคือนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เพื่อให้การลงคะแนน เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ผมจะขอหารือและกำหนดการลงคะแนนโดยเปิดเผยดังต่อไปนี้🔗
ในประการแรกผมจะขอเชิญให้มีคณะกรรมการนับคะแนน โดยประกอบด้วย บุคคลของสมาชิกรัฐสภา ๖ ท่าน ซึ่งผมจะอ่านชื่อต่อไปนะครับ แล้วก็ก่อนลงมติก็จะต้อง ขอตรวจสอบองค์ประชุมโดยใช้วิธีกดปุ่มแสดงตนตามข้อบังคับ ข้อ ๕๔ และเมื่อสมาชิก ครบองค์ประชุมแล้ว ผมก็จะให้ท่านเลขาธิการอ่านรายชื่อสมาชิกโดยเรียงลำดับอักษร เพื่อให้เป็นไปตามข้อบังคับ ข้อ ๕๖ (๒) และเมื่อเลขาธิการอ่านชื่อท่านสมาชิกท่านใด ขอให้ท่านยืนขึ้นเพื่อลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในไมโครโฟนของท่าน ถ้าท่านเห็นชอบกับชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ท่านต้องขานออกเสียงนะครับว่า เห็นชอบ และถ้าท่านไม่เห็นชอบหรือไม่เห็นด้วยกับคุณพิธาจะเป็นนายกรัฐมนตรีก็ขอให้ท่าน กล่าวคำว่า ไม่เห็นชอบ และถ้าต้องการงดออกเสียงให้ใช้คำว่า งดอกเสียง ทั้งนี้ การลงคะแนนออกเสียงนั้นขอให้ท่านใช้คำอย่างที่ผมได้กล่าวแนะนำ อย่าไปใช้ คำอย่างอื่นหรือเพิ่มเติม เช่น เอ่ยชื่อของท่านเพิ่มเติมจะทำให้เสียเวลาของการลงคะแนน ผมย้ำอีกครั้งหนึ่งครับ ถ้าองค์ประชุมครบองค์ประชุมแล้วท่านต้องเสียบบัตรเพื่อแสดงตน แล้วก็ถ้าองค์ประชุมครบก็จะมีการให้ลงคะแนนโดยนะครับ ไม่ต้องกดเครื่องลงคะแนน กดเฉพาะแสดงตนนะครับ ถ้าท่านเห็นชอบให้คุณพิธาเป็นนายก ผมต้องพูดย้ำอีกแล้ว ให้ท่านกล่าวคำว่า เห็นชอบ เท่านั้น ไม่ต้องเติมหน้าและเติมหลัง หรือเห็นชอบด้วย ถ้าท่าน ไม่เห็นชอบให้กล่าวคำว่า ไม่เห็นชอบ เท่านั้น และถ้าต้องการงดออกเสียงท่านก็กล่าวคำว่า งดออกเสียง นะครับ และในกรณีที่ท่านยังไม่ได้ลงคะแนนแต่ชื่อที่เลขาอ่านผ่านไปแล้ว ท่านอาจจะออกไปทำธุระข้างนอก เมื่อท่านกลับมาขอให้ท่านได้ขานชื่อในตอนสุดท้าย เมื่อคนสุดท้ายที่ขานชื่อ ก ถึง ฮ นั้นจบไปแล้ว ก็จะเชิญให้ท่านออกขานเสียงต่อไป ซึ่งผมจะแนะนำวิธีต่อไปเพื่อไม่ให้สับสน แต่เพื่อความเข้าใจก็คือว่าเมื่อชื่อท่านเลยไปแล้ว ท่านไม่ต้องรีบขานชื่อแทรกในระหว่างที่เลขาธิการอ่านชื่อบุคคลอื่น จะให้ท่านที่เหลือ ยังไม่ได้ขานชื่อออกเสียงนั้นมาขานชื่อต่อจากคนสุดท้ายที่ได้ขานชื่อไปแล้ว ส่วนวิธีว่า ท่านจะขานชื่อที่ไหนนั้นเดี๋ยวจะแจ้งให้ทราบทีหลังอีกทีนะครับ ถ้าเป็นที่เข้าใจกันแล้ว ผมก็จะขอเชิญบุคคลที่จะเป็นกรรมการนับคะแนนนะครับ แจ้งให้ทราบก่อนครับ แต่ท่านจะต้องกดปุ่มแสดงตนก่อน ผมแจ้งให้ทราบเพื่อจะได้เตรียมตัวท่านจะได้ไม่ต้อง ไปไหน บุคคลที่จะเป็นกรรมการนับคะแนนครับ เพราะว่าท่านจะต้องมาทำหน้าที่ข้างหน้า แต่ตอนนี้ท่านอยูที่นั่งก่อนนะครับ เพื่อแสดงตนก่อนครับ คนที่จะเป็นกรรมการจาก พรรคก้าวไกลคือ เรืออากาศโท ธนเดช เพ็งสุข ครับ จากพรรคเพื่อไทย คุณณพล เชยคำแหง ทุกคนอยู่นะครับที่เรียก ถ้าไม่อยู่ช่วยบอกด้วยนะครับ จากพรรคภูมิใจไทยครับ คุณผกามาศ เจริญพันธ์ นะครับ จากพรรคพลังประชารัฐ คุณอัคร ทองใจสด นะครับ จากวุฒิสมาชิก ๒ ท่านนะครับ คือ พลเอก อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ อีกท่านหนึ่งจากวุฒิสมาชิก คุณจิรดา สงฆ์ประชา ถ้าพรรคใดที่อ่านชื่อแล้วเกิดไม่อยู่หรือต้องการจะเปลี่ยนในพรรคของท่าน ท่านก็ แจ้งเจ้าหน้าที่ข้างล่างได้ แล้วก็แจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เมื่อเข้าใจตรงกันแล้วนะครับ ผมก็จะขอตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ🔗
ขอเชิญท่านสมาชิกที่อยู่ ข้างนอกกรุณาเข้ามาเพื่อแสดงตนนับองค์ประชุมด้วยนะครับ🔗
ขออนุญาตครับ สมเจตน์ ๕๗๕ แสดงตนครับ🔗
ยังครับ🔗
ขออนุญาตท่านประธานครับ ท่านประธานครับ กระผม ปนัดดา ดิสกุล ครับ ๐๙๗ ครับ🔗
ตอนนี้เชิญท่านสมาชิก เสียบบัตรเพื่อแสดงตนครับ ถ้าท่านผู้ใดขัดข้องในการกดบัตรก็บอกชื่อเจ้าหน้าที่ ได้ครับ และกรุณาบอกเลขประจำตัวด้วยนะครับ🔗
สส. ๑๒๕ แสดงตนครับ🔗
๑๒๕ แสดงตนครับ🔗
๖๔๔ แสดงตนครับ🔗
๖๔๔ แสดงตนครับ🔗
๐๗๘ จิราพร สินธุไพร แสดงตนค่ะ🔗
ช้า ๆ ทีละคน อันหลัง ใครครับ เลขที่เท่าไรครับ🔗
๐๗๘ จิราพร สินธุไพร แสดงตนค่ะ🔗
จิราพร ๐๗๘ นะครับ🔗
๓๘๕ พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล แสดงตนค่ะ🔗
๓๘๕ นะครับ เจ้าหน้าที่ จดด้วยครับ🔗
ท่านประธานครับ ๗๓๕ อำนาจ วิลาวัลย์ แสดงตนครับ🔗
๗๓๕ นะครับ🔗
ท่านประธานคะ ๑๐๕ ชญาภา สินธุไพร แสดงตนค่ะ🔗
๑๐๕ นะครับ ๑๐๕ แสดงตนครับ🔗
๐๙๗ ปนัดดา ดิสกุล ครับ🔗
ท่านปนัดดา ดิสกุล ครับ🔗
๒๑๗ ครับ ๒๑๗ ประเสริฐ บุญเรือง ครับ🔗
ประเสริฐ บุญเรือง ๒๑๗ นะครับ🔗
สมเจตน์ครับ ๕๗๕ ครับ🔗
สมเกียรติ ตันดิลก ตระกูล ๕๗๓ ครับ🔗
สมเกียรติ ๕๗๓ นะครับ🔗
กิตติ์ธัญญา วาจาดี ๐๒๒ ค่ะ🔗
เดี๋ยว ๆ ขอให้จบแต่ละคน🔗
สุธรรม แสงประทุม ๖๔๔ ครับ🔗
สุธรรม แสงประทุม ๖๔๔ นะครับ มีท่านใดอีกไหมครับที่ยังไม่ได้กดชื่อ🔗
ท่านประธานคะ เมื่อสักครู่นี้กิตติ์ธัญญา วาจาดี ๐๒๒ ค่ะ แสดงตนค่ะ🔗
๐๒๒ ครับ🔗
ท่านประธานครับ รังสิกร ๓๐๐ แสดงตนครับ🔗
๓๐๐ นะครับ แสดงตนครับ มีท่านใดอีกไหมครับ มีท่านใดยังไม่ได้แสดงตนครับ ที่เข้ามาใหม่นี้แสดงตนหรือยังครับ ถ้าแสดงตนครบถ้วนแล้วขอให้เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ🔗
ท่านประธานครับ พลพีร์ สุวรรณฉวี แสดงตนครับ ๒๔๓🔗
ครับ พลพีร์ สุวรรณฉวี ๒๔๓ เพิ่มมาอีกคนครับ🔗
ท่านประธานครับ จีรเดช ศรีวิราช ๐๖๕ แสดงตนครับ🔗
๐๖๕ แสดงตนครับ เจ้าหน้าที่ครับที่ได้แสดงตนโดยการกดคะแนนได้ ๖๖๐ แล้วก็ที่แจ้งมาเพิ่ม ๑๔ ท่านใช่ไหม เจ้าหน้าที่ ๑๔ มีผู้เข้าร่วมประชุม ๖๗๖ ครับ ครบองค์ประชุมครับ เกินกว่าครึ่งหนึ่งแล้วครับ🔗
ขอเชิญคนที่ผมอ่านชื่อ เพื่อมาเป็นกรรมการคะแนนกรุณาออกมาด้วยครับ ๖ ท่านนะครับ🔗
เพราะฉะนั้นต่อไปก็จะเป็น การลงคะแนนครับ ผมขอเชิญท่านเลขาธิการดำเนินการครับ🔗
๑. นางสาวกมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๒. นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓. นายกรรณภว์ ธนภรรคภวิน🔗
งดออกเสียง🔗
๔. นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๕. นายกรวีร์ สาราคำ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖. นายกระแสร์ ตระกูลพรพงศ์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๗. นายกรุณพล เทียนสุวรรณ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๘. นายกฤช ศิลปชัย🔗
เห็นชอบครับ🔗
๙. นายกฤดิทัช แสงธนโยธิน🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๐. นางสาวกฤษฎิ์ ชีวะธรรมมานนท์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๑๑. นายกฤษฐ์หิรัญ เลิศอุฤทธิ์ภักดี🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๒. นางสาวกฤษณา สีหลักษณ์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๑๓. พลตรี กลชัย สุวรรณบูรณ์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๔. นายกล้านรงค์ จันทิก🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๕. นายกษิดิศ อาชวคุณ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๖. นางกอบกุล อาภากร ณ อยุธยา ๑๗. นายกันตภณ ดวงอัมพร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๘. นายกัณวีร์ สืบแสง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๙. นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๐. นางสาวกัลยพัชร รจิตโรจน์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๒๑. นายกาญจน์ ตั้งปอง🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๒๒. นางสาวกาญจนา จังหวะ🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๒๓. ศาสตราจารย์พิเศษ กาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๒๔. นางสาวกานสินี โอภาสรังสรรค์🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๒๕. นางสาวการณิก จันทดา🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๒๖. นายกำพล เลิศเกียรติดำรงค์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๒๗. นายกิตติ กิตติธรกุล🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๒๘. นายกิตติ วะสีนนท์ ๒๙. นายกิตติ สมทรัพย์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๐. นางสาวกิตติ์ธัญญา วาจาดี🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๓๑. นายกิตติภณ ปานพรหมมาศ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๒. นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๓. นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๓๔. นางสาวกุลวลี นพอมรบดี🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๓๕. นายกูรดิสถ์ จันทร์ศรีชวาลา🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๓๖. นายเกรียง กัลป์ตินันท์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๗. นายเกรียงไกร กิตติธเนศวร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๘. นายเกรียงยศ สุดลาภา🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๓๙. นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๐. นายเกษม อุประ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๑. นายเกียรติคุณ ต้นยาง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๒. นายเกียว แก้วสุทอ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๔๓. นายโกศล ปัทมะ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๔. ศาสตราจารย์เกียรติคุณไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๕. นายขวัญชาติ วงศ์ศุภรานันต์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๔๖. นางขวัญเรือน เทียนทอง🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๔๗. นางสาวขัตติยา สวัสดิผล🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๔๘. นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๔๙. นายคริษฐ์ ปานเนียม🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๐. นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๑. นายคอซีย์ มามุ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๕๒. นายคำนูณ สิทธิสมาน🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๓. นายคำพอง เทพาคำ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๔. นายคุณากร มั่นนทีรัย🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๕. นายจเด็จ อินสว่าง🔗
ไม่เห็นชอบ🔗
๕๖. นายจตุพร กมลพันธ์ทิพย์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๕๗. นายจรยุทธ จตุรพรประสิทธิ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๘. นายจรัส คุ้มไข่น้ำ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๙. นายจรินทร์ จักกะพาก🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๖๐. พันตำรวจเอก จรุงวิทย์ ภุมมา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๑. พลโท จเรศักณิ์ อานุภาพ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๖๒. นายจักพันธ์ ปิยพรไพบูลย์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๖๓. นายจักรกฤษณ์ ทองศรี🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๖๔. นายจักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๕. นายจักรัตน์ พั้วช่วย🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๖๖. นายจัตุรงค์ เสริมสุข🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๖๗. นายจาตุรนต์ ฉายแสง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๘. นายจำลอง ภูนวนทา🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๖๙. นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๐. นางจินตนา ชัยยวรรณาการ🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๗๑. นายจิรชัย มูลทองโร่ย🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๗๒. นางจิรดา สงฆ์ประชา🔗
งดดอกเสียงค่ะ🔗
๗๓. พลเอก จิรพงศ์ วรรณรัตน์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๗๔. นายจิรวัฒน์ ศิริพานิชย์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๕. นายจิรวุฒิ สิงห์โตทอง🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๗๖. นางสาวจิรัชยา สัพโส🔗
เห็นด้วยค่ะ🔗
๗๗. นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๘. นางสาวจิราพร สินธุไพร🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๗๙. นายจีรเดช ศรีวิราช🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๘๐. พลเอก จีระศักดิ์ ชมประสพ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๘๑. นายจุติ ไกรฤกษ์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๘๒. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๘๓. นายจุลพงศ์ อยู่เกษ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๘๔. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๘๕. นางจุฬาลักษณ์ ขันสุธรรม🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๘๖. นายเจตน์ ศิรธรานนท์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๘๗. นายเจน นำชัยศิริ ๘๘. นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๘๙. นายเจษฎา ดนตรีเสนาะ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๙๐. นายฉกาจ พัฒนกิจวิบูลย์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๙๑. นายฉลาด ขามช่วง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๙๒. นางฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๙๓. นายฉัตร สุภัทรวณิชย์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๙๔. พลเอก ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๙๕. พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๙๖. นายเฉลา พวงมาลัย🔗
เห็นชอบครับ🔗
๙๗. ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๙๘. นายเฉลิมชัย กุลาเลิศ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๙๙. พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๐๐. ผู้ช่วยศาสตราจารย์เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ🔗
๑๐๑. นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๐๒. นายเฉลิมพงศ์ แสงดี🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๐๓. พลเอก เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ๑๐๔. นายเฉลียว เกาะแก้ว🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๐๕. นางสาวชญาภา สินธุไพร🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๑๐๖. นางสาวชนก จันทาทอง🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๑๐๗. นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๑๐๘. นายชยพล สท้อนดี🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๐๙. พลเอก ชยุติ สุวรรณมาศ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๑๐. หม่อมหลวงชโยทิต กฤดากร🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๑๑๑. นายชริน วงศ์พันธ์เที่ยง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๑๒. นายชลธานี เชื้อน้อย🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๑๓. นางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๑๑๔. นายชลน่าน ศรีแก้ว🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๑๕. นายชลิต แก้วจินดา🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๑๖. นายชวน หลีกภัย🔗
งดออกเสียง🔗
๑๑๗. นายชวาล พลเมืองดี🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๑๘. นายชัชวาล แพทยาไทย🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๑๙. นายชัชวาล อภิรักษ์มั่นคง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๒๐. พลตำรวจเอก ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ๑๒๑. นายชัชวาลล์ คงอุดม🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๑๒๒. นายชัยเกษม นิติสิริ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๒๓. นายชัยชนะ เดชเดโช🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๒๔. นายชัยทิพย์ กมลพันธ์ทิพย์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๑๒๕. นายชัยธวัช ตุลาธน🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๒๖. นายชัยมงคล ไชยรบ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๑๒๗. นายชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๑๒๘. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๒๙. พลเรือเอก ชัยวัฒน์ เอี่ยมสมุทร🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๓๐. นายชาญวิทย์ ผลชีวิน🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๓๑. นายชาดา ไทยเศรษฐ์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๑๓๒. นายชาตรี หล้าพรหม🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๓๓. พลเอก ชาตอุดม ติตถะสิริ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๓๔. นายชิตวัน ชินอนุวัฒน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๓๕. นายชิษณุพงศ์ ตั้งเมธากุล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๓๖. นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๓๗. นางสาวชุติมา คชพันธ์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๑๓๘. นายชูกัน กุลวงษา🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๑๓๙. นายชูชัย มุ่งเจริญพร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๔๐. นายชูศักดิ์ คีรีมาศทอง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๔๑. พลเอก ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๔๒. นายชูศักดิ์ แม้นทิม🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๔๓. รองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๔๔. นายเชตะวัน เตือประโคน🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๔๕. พลเอก เชวงศักดิ์ ทองสลวย ๑๔๖. นายเชวงศักดิ์ เร่งไพบูลย์วงษ์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๑๔๗. นายเชาวฤทธิ์ ขจรพงศ์กีรติ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๔๘. พลเรือเอก เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ๑๔๙. นายเชิงชาย ชาลีรินทร์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๕๐. ว่าที่ร้อยตรี เชิดศักดิ์ จำปาเทศ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๕๑. นายเชิดศักดิ์ สันติวรวุฒิ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๕๒. นายโชติวุฒิ ธนาคมานุสรณ์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๑๕๓. นายไชยชนก ชิดชอบ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๑๕๔. นายไชยวัฒนา ติณรัตน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๕๕. นายไชยา พรหมา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๕๖. นายไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๕๗. นายซาการียา สะอิ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๑๕๘. นายซากีย์ พิทักษ์คุมพล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๕๙. นายซูการ์โน มะทา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๖๐. นายเซีย จำปาทอง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๖๑. นางสาวญาณธิชา บัวเผื่อน🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๑๖๒. นางญาณีนาถ เข็มนาค🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๑๖๓. พลเรือเอก ฐนิธ กิตติอำพน ๑๖๔. นายฐากร ตัณฑสิทธิ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๖๕. นายฐากูร ยะแสง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๖๖. นายฐิติกันต์ ฐิติพฤฒิกุล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๖๗. นางฐิติมา ฉายแสง🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๑๖๘. นายณกร ชารีพันธ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๖๙. นายณพล เชยคำแหง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๗๐. พลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัย🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๗๑. นายณรงค์ รัตนานุกูล🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๗๒. นายณรงค์ สหเมธาพัฒน์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๗๓. นายณรงค์ อ่อนสอาด🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๗๔. พลเอก ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ๑๗๕. นายณรงค์เดช อุฬารกุล🔗
เห็นชอบ🔗
๑๗๖. นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๑๗๗. พลตำรวจโท ณัฏฐวัฒก์ รอดบางยาง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๗๘. นางสาวณัฐจิรา อิ่มวิเศษ🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๑๗๙. นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๘๐. นายณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๘๑. นายณัฐพงษ์ พิพัฒน์ไชยศิริ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๘๒. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๘๓. นายณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๘๔. นายณัฐพงษ์ สุมโนธรรม🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๘๕. นายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๘๖. นายณัฐวุฒิ บัวประทุม🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๘๗. นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๘๘. พลเอก ดนัย มีชูเวท ๑๘๙. นายดนุพร ปุณณกันต์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๙๐. นางดวงพร รอดพยาธิ์🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๑๙๑. นายดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๑๙๒. นางสาวดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ๑๙๓. พลตำรวจเอก ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ๑๙๔. นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ๑๙๕. นายดุสิต เขมะศักดิ์ชัย🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๙๖. พลตำรวจเอก เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๑๙๗. นายเดชอิศม์ ขาวทอง🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๙๘. นายตรัยวรรธน์ อิ่มใจ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๙๙. พลตำรวจโท ตรีทศ รณฤทธิวิชัย🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๒๐๐. พลอากาศเอก ตรีทศ สนแจ้ง🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๒๐๑. นางสาวตรีนุช เทียนทอง🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๒๐๒. นายตวง อันทะไชย🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๒๐๓. นางสาวตวงทิพย์ จินตะเวช🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๒๐๔. นายไตรเทพ งามกมล🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๒๐๕. รองศาสตราจารย์ พลเอก ไตรโรจน์ ครุธเวโช🔗
งดออกเสียง🔗
๒๐๖. นายถนอมพงศ์ หลีกภัย🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๒๐๗. นายถนัด มานะพันธุ์นิยม🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๒๐๘. นายถวิล เปลี่ยนศรี🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๒๐๙. นายถาวร เทพวิมลเพชรกุล🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๒๑๐. พลอากาศเอก ถาวร มณีพฤกษ์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๒๑๑. นายถิรเดช ตั้งมั่นก่อกิจ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๒๑๒. นายทรงเดช เสมอคำ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๒๑๓. นายทรงยศ รามสูต🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๑๔. นายทรงศักดิ์ ทองศรี🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๒๑๕. นายทรงศักดิ์ มุสิกอง🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๒๑๖. นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๑๗. นายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๑๘. พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๑๙. นายทวี สุระบาล🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๒๒๐. พลเอก ทวีป เนตรนิยม🔗
งดออกเสียง🔗
๒๒๑. นายทวีวงษ์ จุลกมนตรี🔗
งดออกเสียง🔗
๒๒๒. นายทศพร เสรีรักษ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๒๓. นางทัศนา ยุวานนท์🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๒๒๔. นายทินพล ศรีธเรศ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๒๕. ศาสตราจารย์ ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๒๒๖. นางทิพา ปวีณาเสถียร🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๒๒๗. นางสาวทิสรัตน์ เลาหพล🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๒๒๘. พลเอก เทพพงศ์ ทิพยจันทร์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๒๒๙. นายเทอดชาติ ชัยพงษ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๓๐. นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๓๑. นางเทียบจุฑา ขาวขำ🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๒๓๒. พลเอก ธงชัย สาระสุข🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๒๓๓. นายธนกร วังบุญคงชนะ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๒๓๔. เรืออากาศโท ธนเดช เพ็งสุข🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๓๕. นายธนพัฒน์ ศรีชนะ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๒๓๖. นายธนยศ ทิมสุวรรณ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๒๓๗. พลเอก ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๒๓๘. นายธนา กิจไพบูลย์ชัย🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๒๓๙. นายธนาธร โล่ห์สุนทร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๔๐. นายธเนศ เครือรัตน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๔๑. นายธรรมนัส พรหมเผ่า🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๒๔๒. พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร🔗
ไม่เห็นชอบอย่างยิ่งครับ🔗
๒๔๓. นายธัญธร ธนินวัฒนาธร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๔๔. นางสาวธัญธารีย์ สันตพันธุ์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๒๔๕. นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๒๔๖. นายธานินท์ นวลวัฒน์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๒๔๗. นายธานี สุโชดายน🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๒๔๘. นายธานี อ่อนละเอียด🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๒๔๙. นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๒๕๐. นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๒๕๑. พลเอก ธีรเดช มีเพียร🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๒๕๒. นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๒๕๓. นายธีระชัย แสนแก้ว🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๕๔. นายธีรัจชัย พันธุมาศ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๕๕. นายนครชัย ขุนณรงค์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๕๖. นายนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ🔗
เห็นชอบอย่างยิ่งครับ🔗
๒๕๗. พลเรือเอก นพดล โชคระดา ๒๕๘. นายนพดล ทิพยชล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๕๙. นายนพดล ปัทมะ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๖๐. นายนพดล มาตรศรี🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๖๑. พลเอก นพดล อินทปัญญา ๒๖๒. นายนพพล เหลืองทองนารา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๖๓. นายนรเสฎฐ์ ศิริโรจนกุล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๖๔. นายนรากร นาเมืองรักษ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๖๕. นายนรินทร์ คลังผา🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๒๖๖. นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๒๖๗. พลเอก นาวิน ดำริกาญจน์🔗
งดออกเสียง🔗
๒๖๘. นายนิกร โสมกลาง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๖๙. นายนิคม บุญวิเศษ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๗๐. นางสาวนิตยา มีศรี🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๒๗๑. นายนิติพล ผิวเหมาะ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๗๒. นายนิติศักดิ์ ธรรมเพชร🔗
ไม่เห็นชอบอย่างยิ่งครับ🔗
๒๗๓. นายนิพนธ์ คนขยัน🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๗๔. นายนิพนธ์ นาคสมภพ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๒๗๕. นายนิยม วิวรรธนดิฐกุล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๗๖. พลเอก นิวัตร มีนะโยธิน🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๒๗๗. ศาสตราจารย์นิสดารก์ เวชยานนท์🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๒๗๘. นายนิอาแซ ซีอุเซ็ง🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๒๗๙. นางนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๒๘๐. นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๒๘๑. นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๒๘๒. นายบรรชา พงศ์อายุกูล🔗
ไม่เห็นชอบ🔗
๒๘๓. นายบัญชา เดชเจริญศิริกุล🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๒๘๔. นายบัญญัติ บรรทัดฐาน🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๒๘๕. นายบุญแก้ว สมวงศ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๘๖. นายบุญชัย กิตติธาราทรัพย์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๒๘๗. พลเอก บุญธรรม โอริส🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๒๘๘. นายบุญมี สุระโคตร ๒๘๙. นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๒๙๐. นายบุญเลิศ แสงพันธุ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๙๑. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ บุญส่ง ไข่เกษ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๒๙๒. พลเอก บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๒๙๓. นางเบญจรัตน์ จริยธาราสิทธิ์ ๒๙๔. นางสาวเบญจา แสงจันทร์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๒๙๕. นายปกรณ์ จีนาคำ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๒๙๖. นายปกรณ์ มุ่งเจริญพร🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๒๙๗. นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๙๘. นายปดิพัทธ์ สันติภาดา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๙๙. นางปทิดา ตันติรัตนานนท์🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๓๐๐. หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล🔗
งดออกเสียง🔗
๓๐๑. นายปรเมษฐ์ จินา🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๓๐๒. พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๓๐๓. นายประดิษฐ์ สังขจาย🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๓๐๔. นายประดิษฐ์ เหลืองอร่าม🔗
งดออกเสียง🔗
๓๐๕. นายประพันธุ์ คูณมี🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๓๐๖. นายประภัตร โพธสุธน🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๓๐๗. นางสาวประภา เฮงไพบูลย์🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๓๐๘. นางสาวประภาพร ทองปากน้ำ🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๓๐๙. นางประภาศรี สุฉันทบุตร ๓๑๐. นายประมนต์ สุธีวงศ์🔗
งดออกเสียง🔗
๓๑๑. นายประมวล พงศ์ถาวราเดช🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๓๑๒. นายประมาณ สว่างญาติ ๓๑๓. นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๑๔. ร้อยเอกประยุทธ เสาวคนธ์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๓๑๕. นางประยูร เหล่าสายเชื้อ ๓๑๖. พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๓๑๗. นางสาวประวีณ์นุช เลิศจิตติสุทธิ์🔗
เห็นชอบ🔗
๓๑๘. นายประสาท ตันประเสริฐ🔗
งดออกเสียง🔗
๓๑๙. พลเอก ประสาท สุขเกษตร🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๓๒๐. นายประสิทธิ์ ปทุมารักษ์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๓๒๑. นายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๒๒. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๒๓. นายประเสริฐ บุญเรือง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๒๔. รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๓๒๕. นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๒๖. พลตำรวจตรี ปรัชญ์ชัย ใจชาญสุขกิจ ๓๒๗. นางสาวปรัชญาวรรณ ไชยสืบ🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๓๒๘. นายปริญญา ฤกษ์หร่าย🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๓๒๙. พลเอก ปรีชา จันทร์โอชา🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๓๓๐. นายปรีชา บัววิรัตน์เลิศ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๓๓๑. นายปรีดา บุญเพลิง🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๓๓๒. นายปรีติ เจริญศิลป์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๓๓. นางสาวปวิตรา จิตตกิจ🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๓๓๔. นายปัญญา งานเลิศ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๓๓๕. นางปัญญารัตน์ นันทภูษิตานนท์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๓๓๖. พลเอก ปัฐมพงศ์ ประถมภัฏ ๓๓๗. นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๓๓๘. นายปารมี ไวจงเจริญ🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๓๓๙. นายปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๔๐. นางสาวปิยฉัฏฐ์ วันเฉลิม🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๓๔๑. นายปิยชาติ รุจิพรวศิน🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๔๒. นายปิยพันธุ์ นิมมานเหมินท์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๓๔๓. นายปิยรัฐ จงเทพ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๔๔. นางสาวปิยะนุช ยินดีสุข🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๓๔๕. นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๓๔๖. พลเอก โปฎก บุนนาค🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๓๔๗. นางสาวผกามาศ เจริญพันธ์🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๓๔๘. นางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๓๔๙. นายไผ่ ลิกค์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๓๕๐. นายพงศ์พันธ์ ยอดเมืองเจริญ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๕๑. นายพงษ์มนู ทองหนัก🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๓๕๒. นายพชร จันทรรวงทอง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๕๓. นายพนม โพธิ์แก้ว🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๕๔. นางสาวพนิดา มงคลสวัสดิ์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๓๕๕. นายพรชัย ศรีสุริยันโยธิน🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๓๕๖. คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๓๕๗. นายพรเทพ พูนศรีธนากูล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๕๘. นายพรเทพ ศิริโรจนกุล🔗
เห็นด้วยครับ🔗
๓๕๙. ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๓๖๐. นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๓๖๑. นายพริษฐ์ วัชรสินธุ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๖๒. นายพลเดช ปิ่นประทีป🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๓๖๓. นายพลพีร์ สุวรรณฉวี🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๓๖๔. นายพลากร พิมพะนิตย์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๖๕. พลเอก พหล สง่าเนตร🔗
งดออกเสียง🔗
๓๖๖. พลเรือเอก พะจุณณ์ ตามประทีป🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๓๖๗. นายพัฒนา สัพโส🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๖๘. นายพันธ์ศักดิ์ บุญแทน🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๓๖๙. พลเรือเอก พัลลภ ตมิศานนท์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๓๗๐. นายพาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๓๗๑. นางพิกุลแก้ว ไกรฤกษ์🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๓๗๒. นางพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๓๗๓. นายพิชัย แจ้งจรรยาวงศ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๗๔. นายพิชัย ชมภูพล🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๓๗๕. นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๗๖. นายพิทักษ์ ไชยเจริญ ๓๗๗. นายพิทักษ์เดช เดชเดโช🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๓๗๘. นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๗๙. นายพิบูลย์ รัชกิจประการ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๓๘๐. นายพิพิธ รัตนรักษ์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๓๘๑. นางสาวพิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๓๘๒. นางพิมพกาญจน์ พลสมัคร🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๓๘๓. นางสาวพิมพ์พร พรพฤติพันธุ์🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๓๘๔. นางสาวพิมพ์พิชชา ชัยศุภกิจเจริญ🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๓๘๕. นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๓๘๖. นางสาวพิมพ์พฤดา ตันจรารักษ์🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๓๘๗. พลเอก พิศณุ พุทธวงศ์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๓๘๘. นายพิศาล มาณวพัฒน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๘๙. พลเอก พิศาล วัฒนวงษ์คีรี🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๙๐. พลตำรวจโท พิสัณห์ จุลดิลก🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๓๙๑. พลเอก พิสิทธิ์ สิทธิสาร🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๓๙๒. นายพีระเดช ศิริวันสาณฑ์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๓๙๓. นายพีระศักดิ์ พอจิต🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๙๔. นางสาวพุธิตา ชัยอนันต์🔗
เห็นชอบตามมติของ ประชาชนค่ะ🔗
๓๙๕. นายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๙๖. นายเพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๓๙๗. นางสาวเพชรรัตน์ ใหม่ชมภู🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๓๙๘. นางเพ็ญพักตร์ ศรีทอง🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๓๙๙. พลเอก ไพชยนต์ ค้าทันเจริญ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๔๐๐. นายไพฑูรย์ หลิมวัฒนา🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๔๐๑. นายไพโรจน์ พ่วงทอง🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๔๐๒. พลเอก ไพโรจน์ พานิชสมัย ๔๐๓. นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๐๔. นายสาวภคมน หนุนอนันต์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๔๐๕. นายภราดร ปริศนานันทกุล🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๔๐๖. นายภัณฑิล น่วมเจิม🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๐๗. นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๔๐๘. นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๐๙. นางสาวภัทรกร วรามิตร ๔๑๐. นางสาวภัสริน รามวงศ์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๔๑๑. นายภาคภูมิ บูลย์ประมุข🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๔๑๒. นายภาควัต ศรีสุรพล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๑๓. นายภาณุ พรวัฒนา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๑๔. นายภาณุ อุทัยรัตน์ ๔๑๕. นายภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๑๖. นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๑๗. นายภูริวรรธก์ ใจสำราญ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๑๘. นายมณเฑียร บุญตัน🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๑๙. นายมณเฑียร สงฆ์ประชา🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๔๒๐. นางมนพร เจริญศรี🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๔๒๑. นายมนัสนันท์ หลีนวรัตน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๒๒. นายมหรรณพ เดชวิทักษ์🔗
งดออกเสียง🔗
๔๒๓. นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๔๒๔. นายมานพ คีรีภูวดล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๒๕. นายมานพ ศรีผึ้ง🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๔๒๖. พลเอก มารุต ปัชโชตะสิงห์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๔๒๗. นางมุกดาวรรณ เลื่องสีนิล🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๔๒๘. พันตำรวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๔๒๙. นายยศวัฒน์ มาไพศาลสิน🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๔๓๐. นายยอดชาย พึ่งพร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๓๑. พลเอก ยอดยุทธ บุญญาธิการ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๔๓๒. พันตำรวจเอก ยุทธกร วงเวียน🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๔๓๓. ว่าที่ร้อยโท ยุทธการ รัตนมาศ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๔๓๔. นายยุทธนา ทัพเจริญ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๔๓๕. นายยูนัยดี วาบา🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๔๓๖. นายรชตะ ด่านกุล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๓๗. นายรณวริทธิ์ ปริยฉัตรตระกูล🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๔๓๘. นางสาวรภัสสรณ์ นิยะโมสถ🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๔๓๙. นายร่มธรรม ขำนุรักษ์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๔๔๐. นายรวี เล็กอุทัย🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๔๑. นายรอมฎอน ปันจอร์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๔๒. นางสาวรักชนก ศรีนอก🔗
เห็นชอบ🔗
๔๔๓. นายรังสรรค์ มณีรัตน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๔๔. นายรังสิกร ทิมาตฤกะ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๔๔๕. นายรังสิมันต์ โรม🔗
เห็นด้วยครับ🔗
๔๔๖. นายรัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๔๗. นางสาวรัชนก สุขประเสริฐ🔗
เห็นด้วยค่ะ🔗
๔๔๘. นางรัชนี พลซื่อ🔗
ไม่เห็นด้วยค่ะ🔗
๔๔๙. นายรัฐ คลังแสง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๕๐. นายราชิต สุดพุ่ม🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๔๕๑. นางรำพูล ตันติวณิชชานนท์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๔๕๒. นายรุ่งโรจน์ ทองศรี🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๔๕๓. นางสาวเรณู ตังคจิวางกูร ลาออก๔๕๔. นายเรืองวิทย์ คูณวัฒนาพงษ์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๔๕๕. นายฤกษ์ อยู่ดี🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๔๕๖. นายลักษณ์ วจนานวัช🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๔๕๗. นายลัทธชัย โชคชัยวัฒนากร🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๔๕๘. นายล้ำเลิศ พัวพัฒนโชติ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๔๕๙ นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๔๖๐. นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๖๑. พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๖๔. ว่าที่ร้อยตรี วงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๔๖๕. นางสาววชิราภรณ์ กาญจนะ🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๔๖๖. นายวรโชติ สุคนธ์ขจร🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๔๖๗. นายวรท ศิริรักษ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๖๘. พลเอก วรพงษ์ สง่าเนตร🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๔๖๙. นายวรภพ วิริยะโรจน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๗๐. นายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล🔗
งดออกเสียง🔗
๔๗๑. นางสาววรรณวิภา ไม้สน🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๔๗๒. นางสาววรรณิดา นพสิทธิ์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๔๗๓. นายวรวงศ์ วรปัญญา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๗๔. นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๗๕. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วรวิทย์ บารู🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๗๖. นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๔๗๗. นายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๗๘. นายวรายุทธ ทองสุข🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๗๙. นางวรารัตน์ อติแพทย์🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๔๘๐. นายวราวุธ ศิลปอาชา🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๔๘๑. พลเอก วราห์ บุญญะสิทธิ์ ๔๘๒. พลเอก วลิต โรจนภักดี🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๔๘๓. พลเอก วสันต์ สุริยมงคล🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๔๘๔. นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๔๘๕. นายวัชระ ยาวอหะซัน🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๔๘๖. นายวัชรพล ขาวขำ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๘๗. พลเอก วัฒนา สรรพานิช🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๔๘๘. นายวันชัย สอนศิริ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๘๙. นายวันนิวัติ สมบูรณ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๙๐. นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๔๙๑. นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๔๙๒. นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๔๙๓. นายวาโย อัศวรุ่งเรือง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๙๔. นายวารุจ ศิริวัฒน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๙๕. นายวิชัย ทิตตภักดี ๔๙๖. นายวิชัย สุดสวาสดิ์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๔๙๗. พลเอก วิชิต ยาทิพย์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๔๙๘. นายวิทยา แก้วภราดัย🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๔๙๙. นายวิทยา ผิวผ่อง🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๐๐. นายวิทวัส ติชะวาณิชย์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๐๑. นายวิทวิสิทธิ์ ปันสวนปลูก🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๐๒. นายวินัย ภัทรประสิทธิ์ ขออีกครั้งนะครับ ๕๐๑. นายวิทวิสิทธิ์ ปันสวนปลูก🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๐๒. นายวินัย ภัทรประสิทธิ์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๕๐๓. พลเอก วินัย สร้างสุขดี🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๐๔. พลตำรวจโท วิบูลย์ บางท่าไม้🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๐๕. นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๕๐๖. นางสาววิภาณี ภูคำวงศ์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๕๐๗. นายวิรัช พิมพะนิตย์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๐๘. นายวิรัตน์ เกสสมบูรณ์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๕๐๙. นายวิริยะ ทองผา🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๕๑๐. พลตำรวจโท วิโรจน์ เปาอินทร์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๑๑. นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๑๒. นางสาววิลดา อินฉัตร🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๕๑๓. นางสาววิไลลักษณ์ อรินทมะพงษ์🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๕๑๔. นายวิวรรธน์ แสงสุริยะฉัตร🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๕๑๕. นางสาววิสาระดี เตชะธีราวัฒน์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๕๑๖. นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๑๗. นายวีรนันท์ ฮวดศรี🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๑๘. นายวีรภัทร คันธะ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๑๙. นายวีรวุธ รักเที่ยง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๒๐. นายวีระพล จิตสัมฤทธิ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๒๑. นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๒๒. นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๒๓. นายวีระศักดิ์ ภูครองหิน🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๒๔. พลเอก วีรัณ ฉันทศาสตร์โกศล🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๒๕. นายวุฒินันท์ บุญชู🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๒๖. นายวุฒิพงศ์ ทองเหลา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๒๗. นายวุฒิพงษ์ นามบุตร🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๒๘. นายวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๒๙. นางสาวศนิวาร บัวบาน🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๕๓๐. นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๓๑. นายศรีศักดิ์ วัฒนพรมงคล ๕๓๒. นางสาวศรีโสภา โกฏคำลือ🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๕๓๓. นางสาวศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๕๓๔. นายศักดิ์ ซารัมย์ ๕๓๕. นายศักดิ์ชัย ธนบุญชัย🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๓๖. นายศักดิ์ชาย ตันเจริญ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๓๗. นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๓๘. รองศาสตราจารย์ศักดิ์ไทย สุรกิจบวร ๕๓๙. นายศักดินัย นุ่มหนู🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๔๐. นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๕๔๑. นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๔๒. พลเรือเอก ศักดิ์สิทธิ์ เชิดบุญเมือง ๕๔๓. พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร🔗
งดออกเสียง🔗
๕๔๔. นายศาสตรา ศรีปาน🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๕๔๕. นายศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๔๖. นายศิรสิทธิ์ สงนุ้ย🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๔๗. นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๕๔๘. นางศิรินา ปวโรฬารวิทยา🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๕๔๙. นายศิริโรจน์ ธนิกกุล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๕๐. นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๕๕๑. นายศิวะ พงศ์ธีระดุลย์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๕๒. พลเรือเอก ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๕๕๓. นายศุทธสิทธิ์ พจน์ฐศักดิ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๕๔. นายศุภชัย สมเจริญ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๕๕. นายศุภโชค ศรีสุขจร🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๕๖. นายศุภโชติ ไชยสัจ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๕๗. นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๕๘. นายศุปกรณ์ กิตยาธิคุณ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๕๙. พลเอก ศุภรัตน์ พัฒนาวิสุทธิ์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๖๐. นายษฐา ขาวขำ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๕๖๑. พลเอก สกนธ์ สัจจานิตย์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๖๒. นายสกล สุนทรวาณิชย์กิจ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๖๓. นางสาวสกุณา สาระนันท์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๕๖๔. หม่อมหลวง สกุล มาลากุล🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๕๖๕. นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕ ๖ ๖ . นายสถิตย์ ลิ่มพ งศ์พั นธุ์ ๕๖๗. พลเรือโท สนธยา น้อยฉายา🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๕๖๘. พลเอก สนธยา ศรีเจริญ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๖๙. นายสนอง เทพอักษรณรงค์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๕๗๐. พลเอก สนั่น มะเริงสิทธิ์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๕๗๑. พลเอก สนิธชนก สังขจันทร์ ๕๗๒. ศาสตราจารย์พิเศษสม จาตุศรีพิทักษ์ ๕๗๓. นายสมเกียรติ ตันดิลกตระกูล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๗๔. พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๕๗๕. นายสมเจตน์ แสงเจริญรัตน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๗๖. ว่าที่ร้อยตรี สมชาติ เตชถาวรเจริญ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๗๗. นายสมชาย ชาญณรงค์กุล🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๗๘. นายสมชาย เสียงหลาย🔗
งดออกเสียง🔗
๕๗๙. นายสมชาย แสวงการ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๕๘๐. นายสมชาย หาญหิรัญ ๕๘๑. นายสมดุลย์ อุตเจริญ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๘๒. นายสมเดช นิลพันธุ์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๘๓. พลตำรวจโท สมบัติ มิลินทจินดา🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๘๔. นายสมบัติ ยะสินธุ์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๘๕. นายสมบูรณ์ งามลักษณ์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๘๖. นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๘๗. นายสมพล เกียรติไพบูลย์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๘๘. นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๘๙. นายสมยศ พลายด้วง🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๙๐. นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๙๑. นายสมศักดิ์ เทพสุทิน🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๙๒. พลเอก สมศักดิ์ นิลบรรเจิดกุล🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๙๓. นายสมศักดิ์ บุญประชม🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๙๔. พลตำรวจโท สมหมาย กองวิสัยสุข🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๙๕. พลเอก สมหมาย เกาฏีระ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๙๖. นายสยาม เพ็งทอง🔗
นายสยาม เพ็งทอง (สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร) ไม่เห็นชอบครับ🔗
๕๙๗. นายสยาม หัตถสงเคราะห์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๙๘. นายสรชัด สุจิตต์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๙๙. นายสรพัช ศรีปราชญ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๐๐. นายสรรพภัญญู ศิริไปล์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๐๑. นายสรรเพชญ บุญญามณี🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๖๐๒. นายสรวงศ์ เทียนทอง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๐๓. นายสรวีย์ ศุภปณิตา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๐๔. นางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๖๐๕. พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๖๐๖. นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๖๐๗. นายสฤษดิ์ บุตรเนียร🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๖๐๘. นายสวัสดิ์ สมัครพงศ์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๖๐๙. นางสว่างจิตต์ เลาหะโรจนพันธ์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๖๑๐. พลเอก สสิน ทองภักดี🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๖๑๑. นายสหัสวัต คุ้มคง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๑๒. นายสะถิระ เผือกประพันธุ์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๖๑๓. นายสังคม แดงโชติ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๖๑๔. นายสังศิต พิริยะรังสรรค์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๖๑๕. นายสัญชัย จุลมนต์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๖๑๖. นายสัญญา นิลสุพรรณ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๖๑๗. นายสันต์ แซ่ตั้ง🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๖๑๘. นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๖๑๙. นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๖๒๐. นายสาธิต ทวีผล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๒๑. นายสาธิต เหล่าสุวรรณ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๖๒๒. นายสาเหะมูหามัด อัลอิดรุส🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๒๓. นายสำราญ ครรชิต ๖๒๔. พลเอก สำเริง ศิวาดำรงค์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๖๒๕. นายสิงหภณ ดีนาง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๒๖. พลเอก สิงห์ศึก สิงห์ไพร🔗
งดออกเสียง🔗
๖๒๗. นายสิทธิชัย หล่อประสงค์สุข🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๒๘. นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๒๙. พันโท สินธพ แก้วพิจิตร🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๖๓๐. นายสิริน สงวนสิน ๖๓๑. นางสาวสิริลภัส กองตระการ🔗
เห็นชอบมากค่ะ🔗
๖๓๒. นางสุขสมรวย วันทนียกุล🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๖๓๓. พลอากาศเอก สุจินต์ แช่มช้อย ๖๓๔. นายสุชัย บุตรสาระ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๖๓๕. นายสุชาติ ชมกลิ่น🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๖๓๖. นายสุชาติ ตันเจริญ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๓๗. นางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๖๓๘. นางสาวสุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๖๓๙. นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๖๔๐. นายสุทธิชัย จรูญเนตร🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๖๔๑. นายสุทิน คลังแสง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๔๒. นายสุเทพ อู่อ้น🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๔๓. นายสุธรรม จริตงาม🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๖๔๔. นายสุธรรม แสงประทุม🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๔๕. นายสุธี มากบุญ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๖๔๖. นางสุนี จึงวิโรจน์ ๖๔๗. นายสุพล จุลใส🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๖๔๘. นางสุพัชรี ธรรมเพชร🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๖๔๙. นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๖๕๐. นายสุภกร ตันติไพบูลย์ธนะ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๕๑. นางสาวสุภาพร กำเนิดผล🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๖๕๒. นางสุภาพร สลับศรี🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๖๕๓. นายสุรเกียรติ เทียนทอง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๕๔. นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๖๕๕. นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๕๖. พลเอก สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์🔗
งดออกเสียง🔗
๖๕๗. นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๕๘. นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๕๙. นายสุรทิน พิจารณ์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๖๖๐. พลเอก สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๖๖๑. นายสุรพจน์ เตาะเจริญสุข🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๖๒. พลตำรวจตรี สุรพล บุญมา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๖๓. นายสุรพันธ์ ไวยากร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๖๔. นายสุรวาท ทองบุ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๖๕. พลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๖๖๖. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๖๖๗. นายสุรสิทธิ์ ตรีทอง🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๖๖๘. พลตำรวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๖๖๙. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๗๐. นายสุไลมาน บือแนปีแน🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๗๑. นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ🔗
งดออกเสียง🔗
๖๗๒. นายสุวรรณ เลิศปัญญาโรจน์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๖๗๓. นายสุวรรณา กุมภิโร🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๖๗๔. นางสุวรรณี สิริเวชชะพันธ์🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๖๗๕. นายสุวัฒน์ จิราพันธุ์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๖๗๖. นายเสมอกัน เที่ยงธรรม🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๖๗๗. นายเสรี สุวรรณภานนท์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๖๗๘. พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๗๙. นายโสภณ ซารัมย์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๖๘๐. นางหทัยรัตน์ เพชรพนมพร🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๖๘๑. นายหรั่ง ธุระพล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๘๒. พลเอก อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๖๘๓. นายองค์การ ชัยบุตร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๘๔. นายองอาจ ฉัตรชัยพลรัตน์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๖๘๕. นายองอาจ วงษ์ประยูร🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๖๘๖. นายอดิพงษ์ ฐิติพิทยา🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๖๘๗. นายอดิศร เพียงเกษ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๘๘. พลอากาศเอก อดิศักดิ์ กลั่นเสนาะ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๖๘๙. นายอดิศักดิ์ แก้วมุงคุณทรัพย์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๙๐. พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๖๙๑. นายอนันต์ ปรีดาสุทธิจิตต์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๙๒. นายอนันต์ ผลอำนวย🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๖๙๓. พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๖๙๔. นายอนุชา นาคาศัย🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๖๙๕. นายอนุชา บูรพชัยศรี🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๖๙๖. นายอนุชา สะสมทรัพย์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๖๙๗. นายอนุทิน ชาญวีรกูล🔗
ไม่เห็นชอบ🔗
๖๙๘. นายอนุพร อรุณรัตน์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๖๙๙. นายอนุรักษ์ จุรีมาศ🔗
งดออกเสียง🔗
๗๐๐. นายอนุรัตน์ ตันบรรจง🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๗๐๑. นายอนุศักดิ์ คงมาลัย🔗
ไม่เห็นชอบ🔗
๗๐๒. นายอนุศาสน์ สุวรรณมงคล🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๗๐๓. นายอนุสรณ์ แก้ววิเชียร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๐๔. นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๐๕. นายอนุสิษฐ คุณากร🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๗๐๖. นายอภิชา เลิศพชรกมล🔗
อภิชาเห็นชอบครับ🔗
๗๐๗. จ่าอากาศเอก อภิชาติ แก้วโกศล🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๗๐๘. นายอภิชาติ ตีรสวัสดิชัย🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๐๙. นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ ๗๑๐. อภิชาติ ศิริสุนทร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๑๑. นางอภิรดี ตันตราภรณ์🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๗๑๒. นายอภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๑๓. นายอมร นิลเปรม🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๗๑๔. นายอมรเทพ สมหมาย🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๑๕. ว่าที่ร้อยตรีหญิง อรพรรณ จันตาเรือง🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๗๑๖. นายอรรถกร ศิริลัทธยากร🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๗๑๗. นายอรรถพล ไตรศรี🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๗๑๘. นายอรรถพล วงษ์ประยูร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๑๙. นายอลงกต มณีกาศ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๗๒๐. พลอากาศเอก อลงกรณ์ วัณณรถ ๗๒๑. นางอวยพรศรี เชาวลิต🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๗๒๒. นายออน กาจกระโทก🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๗๒๓. พลเอก อักษรา เกิดผล🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๗๒๔. นายอัคร ทองใจสด🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๗๒๕. นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๗๒๖. นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๒๗. นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๗๒๘. นายอับดุลอายี สาแม็ง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๒๙. นายอับดุลฮาลิม มินซาร์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๗๓๐. พลเอก อาชาไนย ศรีสุข🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๗๓๑. นายอาทิตย์ หวังศุภกิจโกศล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๓๒. นายอานุภาพ ลิขิตอำนวยชัย🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๓๓. นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๗๓๔. นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๗๓๕. นายอำนาจ วิลาวัลย์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๗๓๖. พลโท อำพน ชูประทุม🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๗๓๗. นายอำพล จินดาวัฒนะ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๓๘. พลเรือเอก อิทธิคมน์ ภมรสูต🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๗๓๙. นายอิทธิพล ชลธราศิริ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๔๐. นายอุดม วรัญญูรัฐ ๗๔๑. พลเอก อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๗๔๒. นายอุปกิต ปาจรียางกูร ๗๔๓. พลเอก อู้ด เบื้องบน🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๗๔๔. นายเอกธนัช อินทร์รอด🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๔๕. นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๗๔๖. นายเอกราช ช่างเหลา🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๗๔๗. นายเอกราช อุดมอำนวย🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๔๘. นางสาวแอนศิริ วลัยกนก🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๗๔๙. นายโอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๕๐. พลตรี โอสถ ภาวิไล🔗
งดออกเสียงครับ🔗
ท่านประธานครับ ๓๕๗. พรเทพ พูนศรีธนากูล เห็นด้วยครับ🔗
ท่านสมาชิกที่เคารพครับ เดี๋ยวผมจะเชิญผู้ที่ยังไม่ลงคะแนนครับ กรุณาฟังผมสักครู่ครับ เราจะมีแนวทางปฏิบัติ สำหรับผู้ที่ยังไม่ออกเสียงนะครับ เดี๋ยวผมจะเชิญ ในเบื้องแรกนี้นะครับ ผมจะขอเรียน เรื่องของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คุณนพดล มาตรศรี นะครับ ซึ่งแจ้งความประสงค์ว่า ต้องการจะออกเสียงใหม่ เนื่องจากที่ได้ออกเสียงครั้งแรกผิดพลาดจากความตั้งใจที่จะ ออกเสียง ซึ่งข้อบังคับว่าด้วยการลงคะแนนนั้นถ้ายังไม่ปิดการลงคะแนนก็จะอนุญาตให้ ผู้ที่ออกคะแนนแล้วออกคะแนนใหม่ เปลี่ยนคะแนนใหม่ได้ เพราะฉะนั้นผมจึงขอเชิญ ให้คุณนพดล มาตรศรีได้ออกเสียงลงคะแนนใหม่ แล้วก็ขอให้ถ้าผิดไปจากเดิมขอให้กรรมการ เปลี่ยนด้วยนะครับ เชิญคุณนพดลครับ🔗
ผม นพดล มาตรศรี ลำดับที่ ๒๖๐ จากเดิมเห็นชอบอยู่ครับ แต่ขอเปลี่ยนแปลงเป็น งดออกเสียง ครับ ขอบคุณ มากครับ🔗
ขอบคุณคุณนพดลครับ เป็นอันว่างดออกเสียงนะครับ เดี๋ยวคุณนพดลออกเสียงอีกครั้ง ตกลงคุณนพดลออกเสียงใหม่ อย่างไรนะครับ เดี๋ยวออกอีกครั้งครับ🔗
กระผม นพดล มาตรศรี ลำดับที่ ๒๖๐ เดิม เห็นชอบ ครับ ขอเปลี่ยนแปลงเป็น งดออกเสียง ครับ🔗
สับสนครับ ตกลงว่า งดออกเสียง กรรมการเปลี่ยนด้วยนะครับ สำหรับสมาชิกรัฐสภาที่ยังไม่ได้ลงคะแนน ออกเสียงนะครับ ก็จะให้ลงคะแนนใหม่ได้โดยที่เพื่อความเรียบร้อยแล้วก็ไม่สับสนครับ โดยที่จะให้ท่านสมาชิกที่ไม่ได้ลงคะแนนกรุณาออกมาข้างหน้า โดยจะแบ่งเป็น ๓ จุดนะครับ เจ้าหน้าที่จะยืนไว้ จุดที่ ๑ คือด้านซ้ายมือของผม จุดที่ ๑ นะครับ ผู้ที่ยังไม่ได้ขานชื่อ สำหรับ จุดที่ ๒ ก็มีเจ้าหน้าที่ยืนอยู่ตรงกลางของผมนะครับ และจุดที่ ๓ ก็คือทางด้านขวามือของผม สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ขานชื่อก็มายืน แล้วก็จะให้สมาชิกขานชื่อโดยที่เจ้าหน้าที่จะเป็นคนบอกนะครับ โดยกล่าวชื่อและนามสกุลก่อนครับ ซึ่งอาจจะช้านิดหนึ่ง ท่านบอกชื่อและนามสกุล เพื่อกรรมการ และเจ้าหน้าที่จะต้องค้นชื่อท่านเพราะลำดับอาจจะไม่ตรงกันแล้ว เพราะฉะนั้นก็ใช้เวลา เมื่อเจอชื่อท่านแล้วก็จะให้ท่านขานคะแนนครับ ท่านจะเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ หรืองดออกเสียง เมื่อคนที่หนึ่งของแถวที่หนึ่งขานชื่อเสร็จแล้ว ก็จะมาเป็น แถวที่สองขานชื่อ ท่านที่ขานชื่อแล้วก็กลับไปนั่งตามปกติได้นะครับ พอท่านมายืนตรงจุด แล้วนะครับ อันนี้เป็นข้อปฏิบัติใหม่ เมื่อท่านยืนที่จุดแล้วท่านบอกเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ จะบอกแล้วจะมีชื่อขึ้นที่จอแล้วท่านก็ขานการออกเสียงคะแนนว่าท่านจะเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ หรืองดออกเสียง แล้วมติของท่านก็จะปรากฏก็จะปรากฏ ท่านก็ออกไปได้ครับ เข้าใจนะครับ เพราะฉะนั้นตอนนี้ผมขอเชิญท่านสมาชิกที่ยังไม่ได้ลงคะแนนกรุณามายืน ที่แถวที่ ๑ ทางด้านซ้ายมือของผมที่มีเจ้าหน้าที่อยู่ แล้วท่านใช้ไมโครโฟนตัวหน้าขานชื่อ เมื่อเจ้าหน้าที่บอกให้ขานชื่อ แล้วแถวที่ ๒ ท่านก็อยู่ตรงกลางครับ แถวที่ ๓ ก็อยู่ที่ซีกของ ท่านวุฒิสมาชิกที่ยังไม่ได้ขานชื่อ เรียบร้อยนะครับเจ้าหน้าที่ ขอเชิญเอาทางซ้ายมือผมก่อนนะครับ เอาตรงกลางก่อนนะครับ เอาทางนี้ดีกว่าจะได้ตามลำดับ เอาทางขวามือผมก่อน เชิญท่านแรกครับ🔗
ดิฉันเลขที่ ๓๐๙ นะคะ ประภาศรี สุฉันทบุตร เห็นชอบค่ะ🔗
เรียบร้อยครับ ด้านนี้ เชิญเลยครับ🔗
๓๕๗ พรเทพ พูนศรีธนากูล เห็นชอบครับ🔗
ต่อไปทางด้านซ้ายมือผม เชิญเลยครับ🔗
เหลืออีกรายหนึ่งครับ ขออนุญาตครับ เลขที่ ๖๓๐ ครับ🔗
ด้านนี้มีไหม ไม่มีนะครับ ด้านนี้ไม่มีเอาตรงกลางเลย🔗
เลขที่ ๖๓๐ สิริน สงวนสิน เห็นชอบครับ ขอบคุณครับ🔗
ทางด้านขวามือมีไหมครับ เอาตรงกลางต่อไปเลยครับ เชิญครับ ยังมีอีกไหมครับผู้ที่ยังไม่ได้ลงคะแนนออกเสียงนะครับ ไม่มีนะครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานครับ ผมขออนุญาตเช็กผลการลงคะแนนของผมครับ ปรากฏว่าในช่วงที่ผมลงคะแนน ผมบอกว่างดออกเสียง แต่ตอนนี้ในสื่อ Social ไปกระจายภาพว่าผมเห็นชอบ ผม ๔๙๙ วิทยา ผิวผ่อง ครับ ผมงดออกเสียงครับ แต่ว่าตอนนี้มีในสื่อเห็นชอบครับ🔗
และท่านต้องการเปลี่ยนเป็น🔗
งดออกเสียงครับ🔗
กรรมการครับ เชิญครับ กรรมการเปลี่ยนแล้วนะครับ มีไหมครับ ถ้าไม่มีผมก็ขอปิดการลงคะแนนครับ เมื่อปิดการลงคะแนนเรียบร้อยแล้วก็ขอให้ส่งผลการลงคะแนนครับ🔗
ท่านประธานครับ🔗
เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย สมาชิก รัฐสภา กระผมเกรงว่าสิ่งที่ท่านประธานกำลังได้ดำเนินการเมื่อสักครู่นี้อาจจะทำให้เป็น ปัญหาและเป็นประเพณีปฏิบัติที่เป็นผลในทางลบในอนาคต คือการเลื่อนเรื่องของ การเปลี่ยนมติครับ ผมเข้าใจว่าท่านประธานอาจจะใช้เหตุผลว่ายังไม่ได้ปิดการลงคะแนน อันนั้นถูกต้อง แต่ด้วยกระบวนการสิ่งที่เรากระทำกันเป็นการลงมตินี้นะครับได้ลงมติไปแล้ว ได้ขานผลของตัวเองไปแล้วเป็นเวลาเกือบ ๒ ชั่วโมงแล้วกลับมาเปลี่ยนมติกัน มันน่าจะ ทำให้ประเพณีปฏิบัติที่เราได้เคยทำมาดีแล้วนี่มันเป็นปัญหาได้ ไม่เคยทำกันนะครับ ท่านประธาน แล้วเราก็รู้กันอยู่ว่าการลงมติโดยเฉพาะเรื่องสำคัญเช่นนี้มันมีกลไก วิธีการ การกดดันอะไรอีกมากมายแล้วก็มาเปลี่ยนกันในตอนท้ายมันทำให้เราเกิดความสงสัยว่า เหตุใดจึงเปลี่ยนการลงมติของตนนะครับ ผมอยากจะเรียนถามท่านประธานว่าท่านประธาน จะเดินเส้นทางนี้ต่อไปหรือว่ามันจะเป็นประเพณีที่เราจะต้องดำเนินต่อไปใน ๔ ปีข้างหน้า อย่างนั้นหรือไม่ครับ ขอเรียนถามครับ🔗
อันนี้ก็ทำตามข้อบังคับครับ ในเมื่อข้อบังคับบอกว่าถ้าต้องการเปลี่ยนการลงคะแนนนะครับ แล้วก็ในช่วงที่ยังไม่ได้ ปิดการลงคะแนนข้อบังคับบอกว่าให้กระทำได้ ถึงแม้คุณจุลพันธ์บอกว่าเราไม่เคยปฏิบัติ ผมก็อยู่ในสภานี้ ถ้าเผื่อว่าได้ปิดการลงคะแนน ผมเคยได้ยินตอนที่ปิดลงคะแนนแล้วจะมีผู้มา เปลี่ยน ในที่สุดก็ไม่ลงนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพครับท่านประธาน🔗
ได้ครับ🔗
กลไกในการลงมติ หลังจากที่เพื่อนสมาชิกได้ลงแล้ว คือคนที่ชื่อเลยไปยังไม่ได้ลงมติและมาใช้สิทธิครับ ทุกครั้ง ที่เราปฏิบัตินั้นเป็นเช่นนั้น ไม่มีข้อบังคับไหนที่จะบอกว่าใครจะสามารถเปลี่ยนมติของตนได้ ผมเรียนต่อท่านประธาน ไม่มีข้อบังคับครับ ยืนยัน🔗
อันนี้ขอยืนยัน ไม่เป็นไรครับ ไม่เป็นไร ผมยืนยันด้วยเกียรติผมว่าข้อบังคับอนุญาตให้นะครับ เดี๋ยว ๆ อนุญาตให้ในกรณี ที่ยังไม่ปิดการลงคะแนน ถ้าปิดลงคะแนนแล้วก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมก็ถามดูว่าจะมีผู้ใด ยังไม่ได้ลงคะแนนแล้วขอลงคะแนนบ้าง ก็เหมือนมันก็คล้าย ๆ กัน แต่คงไม่คล้ายกันทีเดียวครับ ผู้ที่ยังไม่ได้ลงคะแนนเราก็ให้ลงคะแนนภายหลังได้ แต่กรณีนี้ก็ได้มีเห็นว่าลงคะแนนผิด เป็นการออกเสียงผิด อย่างไรก็แล้วแต่อันนี้ก็แล้วแต่ แต่เมื่อข้อบังคับมันเปิดให้แก้ไขได้ ผมก็เลยอนุญาตให้แก้ไขนะครับ🔗
ด้วยความเคารพครับ ท่านประธาน ผมขออนุญาตท่านประธานต่อประเด็นนิดหนึ่งครับ ในข้อบังคับ ข้อ ๕๙ สมาชิกรัฐสภาซึ่งเข้ามาในที่ประชุมระหว่างการออกเสียงลงคะแนนอ่านออกเสียงลงคะแนน ได้ก่อนประธานสั่งปิดการลงคะแนน นั่นหมายความว่าคนที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิครับท่านประธาน ข้อ ๕๙ ไม่ได้หมายความรวมถึงคนที่ใช้สิทธิแล้วและอยากจะมาเปลี่ยนการลงมติของตน นี่ถ้าคะแนนปริ่ม ๆ กัน ๑ คะแนน ๒ คะแนนมาเปลี่ยนเรื่องใหญ่เลยนะครับท่านประธาน เราเดินต่อไม่ได้เลยนะครับ ผมเรียนต่อท่านประธาน เราอยากจะให้มีบรรทัดฐานที่ดีต่อจากนี้ ต่อไปในการประชุมของพวกเราอีก ๔ ปีข้างหน้า ผมอยากจะให้ท่านประธานยึดหลักว่า การลงมติไปแล้ว พวกเรามีวุฒิภาวะกันทุกคน ไม่ใช่ว่าลงมติเสร็จแล้วจะมาเปลี่ยนกันทีหลัง ผมไม่รู้ว่าเหตุการณ์ระหว่างที่ท่านลงมติมาจนกระทั่งถึงเวลาที่ท่านเปลี่ยนการลงมติอีก ๒ ชั่วโมง มันเกิดอะไรขึ้น เราไม่อยากเห็นเช่นนั้นท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ เดี๋ยวมีท่าน ยกมือขอแสดงความเห็นนะครับ ท่านอรรถกรครับ🔗
ขอบพระคุณครับ กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทยากร สส. จังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคพลังประชารัฐ ก่อนอื่นผมต้องเรียนว่าขอบพระคุณในความหวังดีของเพื่อนสมาชิก ท่านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะครับ เพราะว่าร่วมทำงานกับท่านมานาน ทราบดีว่าท่านอยากจะเห็นแนวทางการทำงานของรัฐสภาเรานี้ไปในทิศทางที่ถูกที่ควร แต่อย่างไรก็ดีเมื่อสักครู่นี้มีเพื่อนสมาชิกที่มาแก้มติทีหลัง เมื่อสักครู่นี้ผมก็ได้พูดคุยครับ ก็ได้สืบทราบมาว่าเจตนารมณ์ในการลงมติลงผิดจริง ๆ แต่ถ้าพูดกันแบบท่านจุลพันธ์ เมื่อสักครู่นี้ ผมกลัวว่าเพื่อนสมาชิกจะเสียหาย เพราะว่าใช้เวลา ๒ ชั่วโมง ๓ ชั่วโมงแล้วมา เปลี่ยนมติ ผมไม่อยากให้พี่น้องประชาชนหรือว่าใครที่ติดตามการประชุมของเราเข้าใจ สมาชิกรัฐสภาผิดไป🔗
อีกประเด็นหนึ่งที่ผมเข้าใจว่าทำไมเพื่อนสมาชิกเขาถึงรอเปลี่ยนมติจนถึง ช่วงสุดท้ายของการลงมติ เพราะว่าเขาเชื่อฟังคำแนะนำของท่านประธานรัฐสภาครับ ท่านประธานได้มีดำริให้พวกเราว่าใครต้องการแก้หรือว่าใครมาลงมติไม่ทันให้รอแล้วมา ลงมติตอนสุดท้าย เพื่อนสมาชิกของผมพรรคชาติไทยพัฒนาจึงรอแล้วมาลงมติช่วงสุดท้าย จึงขออนุญาตนำเรียนผ่านท่านประธานและที่ประชุมเพื่อความกระจ่าง ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณมากครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธาน ผม ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ พรรคชาติไทยพัฒนา ขออนุญาตท่านประธานครับ🔗
เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะที่ผมอยู่ในเหตุการณ์ผมต้องขอชื่นชม ท่านประธานนะครับ ที่ได้กรุณาให้โอกาสสมาชิกของพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ได้ดำเนินการ ลงคะแนนไปเกิดความผิดพลาดในกรณีที่ได้ลงมติไปนะครับ ซึ่งต้องขอขอบคุณท่านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ด้วยนะครับที่ท่านกรุณาแสดงหลักการ ผมก็เห็นด้วยนะครับ เราได้ปรึกษากัน หลายครั้งนะครับ หลังจากที่ท่าน สส. นพดล มาตรศรี ได้ลงคะแนนผิดพลาดไปเราก็พยายาม ประสานกับเจ้าหน้าที่รัฐสภา ประสานกับท่านประธานว่ามันมีข้อบังคับหรือมีโอกาส ที่จะแก้ไขข้อผิดพลาดบกพร่องที่เกิดขึ้นเพราะเป็นเรื่องที่สำคัญ เราต้องยึดข้อบังคับ ยึดแนวทางในการลงมติให้ถูกต้องแล้วก็เป็นธรรม มันเกิดข้อผิดพลาดจริง ๆ หลังจาก ลงมติแล้วท่าน สส. นพดล ได้ทำหนังสือฉบับหนึ่ง กราบเรียนท่านประธานขึ้นไปว่า เกิดข้อผิดพลาดในการลงมติ ขอแก้ไขการลงมติอีกครั้งหนึ่งนะครับ ก็ขอขอบคุณ ท่านเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานนะครับที่กรุณาให้โอกาส ท่าน สส. นพดลได้แก้ไข เพราะว่าในขณะที่ท่านลงคะแนนนั้นท่านเหลือบไปเห็นการขึ้นที่จอด้านหน้านี้นะครับ เห็นคำว่า เห็นชอบขึ้น ท่านก็เลยได้พูดตามจอที่เห็นนะครับ เพราะฉะนั้นแน่นอนครับ การลงมติ บางครั้งมันเกิดข้อผิดพลาดขึ้นได้ จึงต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานที่กรุณายึดแนวทาง แล้วผมเรียนนะครับ ท่าน สส. นพดลไม่มีสิ่งใดเคลือบแคลง ไม่มีใครบังคับ ไม่มีใครไป ดำเนินการใด ๆ กับท่านทั้งสิ้น ท่านมีเจตนาที่จะขอแก้ไขมติของท่านเองครับ ก็กราบขอบพระคุณ ท่านประธานรัฐสภา ขอบคุณท่าน ขออนุญาตเอ่ยนามอีกครั้งหนึ่งครับ ท่านจุลพันธ์ และขอบคุณท่านสมาชิกพรรคพลังประชารัฐที่กรุณาช่วยกันชี้แจงเรื่องนี้ครับขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณท่านณัฐวุฒิครับ เดี๋ยวผมจะให้ทางคุณสมชาย สว. ได้กรุณาแสดงความคิดเห็นบ้างครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา แล้วก็ในฐานะวิปวุฒิสภา ก็เรียนในส่วนของวุฒิสภานะครับ ที่ท่านประธานได้มีการแก้ไขของท่านวิทยา ผิวผ่อง พวกเราก็ดูอยู่นะครับว่าท่านขานอย่างไร แต่จอขึ้นผิดจริง ๆ เพราะฉะนั้นการที่ท่านมาแก้ไขนั้นถูกต้องแล้ว เพราะว่าท่านประธาน ได้พูดระหว่างทำหน้าที่ว่าถ้าผิดเดี๋ยวมาแก้ไข จึงมาแก้ไขตอนท้ายนะครับ ในส่วนเรื่องของ สมาชิกอื่น ๆ นี้ผมคิดว่าถ้าอย่างที่ท่านณัฐวุฒิพรรคชาติไทยพัฒนาได้หารือแล้ว ผมก็คิดว่า เรื่องนี้ไม่ได้เกิดจากเหตุอื่นนะครับ ในส่วนของ สว. ชี้แจงเคลียร์ ในส่วนของ สส. ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ผมก็เรียนกับคุณจุลพันธ์ว่าถ้าเป็นไปได้ก็เดินหน้าต่อไปเถอะครับ เพราะว่ามันแค่ ๑ เสียง ส่วนที่เหลือท่านประธานก็อนุญาตให้สมาชิกที่ไม่ได้ลงคะแนน ตามข้อบังคับเข้ามาลงคะแนน อันนี้ก็ถูกต้องแล้วครับ ก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณท่านสมชายมาก ผมคิดว่าอยากจะให้ท่านสุธรรมได้แสดงความคิดเห็นเป็นท่านสุดท้ายในเรื่องนี้ แล้วผมจะ ชี้แจงครับ ผมจะชี้แจงว่าเหตุผลต่าง ๆ เดี๋ยวเราน่าจะจบด้วยดี เพราะเราดำเนินการด้วยดี มาตลอด แล้วก็ด้วยเจตนาของทุกฝ่ายนะครับ เท่าที่ฟังด้วยความบริสุทธิ์ใจ ผมเองก็ต้องการ ที่จะเปิดโอกาสให้มากที่สุด แล้วบังเอิญว่าวันนี้การประชุมครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เราขานชื่อ ขึ้นจอแล้วก็เห็นมติอย่างนี้ ทุกครั้งถ้าเราไม่มีจออย่างนี้ทุกคนไม่ทราบเลยว่าลงมติตรงตามที่ ตนกด บางทีก็มีบ่อย ๆ ครับ เมื่อมีการประกาศผลภายหลังแล้วบอกไม่ตรงบ้าง อะไรบ้าง เพราะว่ากดไปแล้วก็ต้องไปตรวจชื่อว่าลงมติตรงหรือไม่ตรง แต่คราวนี้มันเป็นการพัฒนา เทคโนโลยีของสภา ซึ่งผมว่าเป็นเรื่องที่ดี ผมก็ยังงง ๆ เลยเพราะว่าขานชื่อแล้วต้องขึ้นชื่อ ตรงนี้กว่าจะขึ้น แต่เป็นการตรวจสอบที่ดีมาก เพราะฉะนั้นเมื่อมีการตรวจสอบอันนี้ก็เกิด ความผิดพลาดในทันที ไม่อย่างนั้นเราจะเกิดความผิดพลาด กว่าจะรู้แล้วก็โน่นตอนประกาศ ไปดูแล้วก็ถกเถียงกันว่าไม่ตรง ก็โทษเครื่องบ้าง โทษเจ้าหน้าที่บ้าง วันนี้ต้องขออภัย ถ้าหากการผิดพลาดคราวนี้เกิดจากเครื่องของสภา เกิดจากผมเอง แต่ว่ายืนยันว่า ไม่ผิดข้อบังคับแน่นอนครับ แต่ว่ายึดที่เราเคยปฏิบัติอย่างไรนั้นอีกเรื่องหนึ่ง แต่มันเป็น เรื่องใหม่จริง ๆ ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีได้ตรวจสอบเลย ก็พยายามมองในแง่ดีครับ ขอบคุณคุณจุลพันธ์มากเลยครับ ที่ได้ท้วงติงเรื่องนี้ แล้วเราก็จะได้พิจารณาต่อไป แต่ว่า ทุกคนก็มีเจตนาในทางที่ดี ก็ต้องบอกว่าเพราะมีเครื่องนี้มันถึงตรวจสอบ แล้วก็คุณนพดล เขียนอันนี้มา ความจริงยื่นมานานแล้วครับ ยื่นตั้งแต่ผมยังไม่ได้ขึ้นมา ยื่นมาตั้งแต่ ท่านประธานวุฒิสภานั่งอยู่ พอผมมาท่านก็ให้อันนี้มา เราก็บอกว่าขอตอนหลังก็แล้วกัน เมื่อขานชื่อเสร็จแล้ว ตอนแรกก็จะให้มาขานชื่อพร้อมกับผู้ที่ยังไม่ได้ขานชื่อ แต่เราก็เห็นว่า เพื่อไม่ให้สับสน ก็ให้คุณนพดลจบเสียก่อน แล้วก็อนุญาตให้ผู้ที่ยังไม่ขานชื่อก็มาขานชื่อได้ แต่ว่าของคุณนพดลเป็นการขานชื่อใหม่ ผมต้องขออภัยเป็นความเจตนาดีที่จะเปิดกว้าง แล้วผมคิดว่ามีหลาย ๆ ส่วน เดี๋ยวเราค่อยพิจารณากันอีกครั้งหนึ่งในระหว่างการประชุมวิป และผู้แทนของพรรคการเมืองนะครับ ท่านสุธรรมจะแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมครับ ผมขอเป็นท่านสุดท้ายเรากำลังรอผลอยู่นะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุธรรม แสงประทุน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอบคุณข้อกังวลของเพื่อนสมาชิกคุณจุลพันธ์นะครับที่อยากให้ ทุกอย่างมีมาตรฐาน แต่เห็นชอบกับดุลยพินิจของท่านประธานครับ เพราะผมถือว่า กระบวนการลงมติหรือลงคะแนนยังไม่จบสิ้น แล้วท่านประธานเองได้กรุณาให้สมาชิกคนใด ที่เกิดความขัดข้องผิดพลาดระหว่างลงคะแนนมาขานคะแนนใหม่ได้ และทุกคนก็เคารพมติ ของท่านประธาน คำว่าล่าช้าไป ๒ ชั่วโมงนั้นเพราะการขานชื่อยาวมากกว่า แต่ถ้าจบไป แล้ว ๒ ชั่วโมงแล้วมาแก้มตินั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่งท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ เป็นเรื่องต่อเนื่องที่กระบวนการลงมติหรือขานชื่อยังไม่จบสิ้น แล้วท่านประธานทำให้กระจ่างชัด เพราะฉะนั้นผมขอสนับสนุนท่านณัฐวุฒิ แล้วก็ท่านสมาชิกทุกท่านที่เห็นชอบกับดำริของท่าน ประธาน แล้วข้อกังวลของท่านจุลพันธ์ก็เป็นความพยายามที่จะให้มีมาตรฐานชัดเจนเท่านั้น ขอขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณท่านสุธรรมครับ ท่านจุลพันธ์ขอเพิ่มเติม เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเชียงใหม่ เพื่อไทย สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในส่วนของการลงคะแนน เปลี่ยนการลงคะแนนในครั้งนี้ในส่วนของ สมาชิกวุฒิสภาด้วยความเคารพครับ ท่านวิทยาท่านมีเหตุทางเทคนิคจริง ๆ เพราะว่า เพื่อนสมาชิกยืนยันครับว่าได้ยินท่านขานว่างดออกเสียง แต่การลงบันทึกนี่เป็นเห็นชอบ อันนี้ไม่ได้ติดใจ ส่วนเพื่อนสมาชิกจากพรรคชาติไทยพัฒนาด้วยความเคารพนะครับ ฟังเหตุผลแล้วถ้าท่านประธานให้การรับรองผมยอมรับได้ครับ ผมไม่ใช่คนไม่รับฟังนะครับ เพียงแต่ว่าอยากจะเรียนต่อท่านประธานว่ากระบวนการนี้ไม่ควรจะเป็นประเพณีปฏิบัติ ต่อไปในอนาคตนะครับ ไม่ใช่สิ่งที่เราจะยึดถือว่าต่อไปนี้จะสามารถเปลี่ยนการลงคะแนน ของทุกคนได้ เพราะมันสุ่มเสี่ยงต่อการขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๐ ซึ่งบอกว่าสมาชิก ๑ คน มี ๑ เสียง ลงมติได้ครั้งเดียว มี ๑ สิทธินะครับ หากเราปล่อยให้เหตุการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป ในอนาคตมันอาจจะเกิดปัญหาการตีความข้อกฎหมายได้นะครับ ขอให้ไม่ยึดสิ่งนี้ เป็นประเพณีปฏิบัติ และผมขอเสนอให้ท่านประธานบันทึกไว้ว่าเราควรจะต้องไปแก้ ในเรื่องของข้อบังคับการประชุมเพื่อให้เกิดความชัดเจนในกรณีเช่นนี้ในอนาคตด้วย ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณคุณจุลพันธ์มากครับ ก็เป็นอันว่าจบในเรื่องของการลงคะแนนนะครับ บัดนี้ผู้ตรวจนับคะแนนได้รายงาน ผลการตรวจนับคะแนนเสร็จแล้ว ผมขอให้ได้แสดงผลการลงคะแนนออกมาครับ ขอให้คณะกรรมการตรวจนับคะแนนส่งคะแนนมาที่ผมด้วยครับ🔗
ขอขอบคุณคณะกรรมการ ตรวจคะแนนทุกท่านนะครับ บัดนี้ผู้ตรวจนับคะแนนได้รายงานผลการตรวจคะแนน เสร็จเรียบร้อยแล้วนะครับ ผมจึงขอประกาศผลการนับคะแนนตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ และข้อบังคับ ข้อ ๑๓๗ นะครับ ผลการลงคะแนนเป็นดังนี้ครับ เห็นชอบ ๓๒๔ เสียง ไม่เห็นชอบ ๑๘๒ เสียง งดออกเสียง ๑๙๙ เสียง🔗
เป็นอันว่านายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้รับคะแนนเห็นชอบไม่มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ทั้ง ๒ สภาครับ ดังนั้นจึงถือว่ามติที่ประชุมไม่เห็นชอบการแต่งตั้งนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ให้เป็น นายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ วรรคหนึ่ง นะครับ ขอบคุณสมาชิกทุกท่านครับ วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้ว ผมขออนุญาตปิดประชุมครับ🔗