รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ครั้งที่ ๒ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง)
วันพุธที่ ๑๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๖
ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา
------------------------------
ขณะนี้ได้มีผู้ลงชื่อเพื่อเข้าประชุม ๕๖๑ คนแล้ว ครบองค์ประชุมแล้วนะครับ ผมขออนุญาตเปิดประชุมเพื่อดำเนินการประชุม ตามระเบียบวาระต่อไปนะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุมทราบ ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่🔗
พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา ๒๗๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย🔗
เนื่องจากรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ วรรคหนึ่ง กำหนดให้ในระหว่าง ๕ ปีแรก นับตั้งแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรก การให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้ง เป็นนายกรัฐมนตรี ให้กระทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา และข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อ ๑๓๖ และข้อ ๑๓๗ ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการพิจารณา ให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นไว้แล้ว ผมจึงขอปรึกษา กับที่ประชุมเพื่อพิจารณาเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ และให้ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญ และข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๓ ตามวิธีการ ซึ่งก็เป็นวิธีการที่เราได้ใช้ เมื่อคราวที่แล้ว นั่นคือขอให้มีการเสนอชื่อผู้ที่สมควรจะได้รับการคัดเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งผู้เสนอนั้นต้องเป็นเฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น และผู้เสนอนี้ต้องมีผู้รับรอง ตามข้อบังคับคือ ๕๐ ท่าน แต่การรับรองนี้จะไม่ใช้การยกมือ ขอให้เป็นการลงคะแนน เหมือนคราวที่แล้ว การลงคะแนนนี้คราวที่แล้วเราได้กำหนดแล้วคือใช้บัตรออกคะแนน กดแล้วก็แสดงตน ผู้ที่ต้องการรับรองขอให้กดแสดงตน และผู้ที่ไม่ต้องการรับรอง คือไม่รับรอง จะเสียบบัตรก็ได้ หรือไม่เสียบบัตรก็ได้ ไม่ต้องแสดงตน อันนี้เฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านวุฒิสมาชิกไม่ต้องรับรองครับ คราวที่แล้วบังเอิญว่าผมอาจจะผิดก็ได้ไปกดเสียงออด ก็ทำให้สับสนกันมาบ้าง ก็มีท่านวุฒิสมาชิกลงคะแนนรับรองไป ๔ ท่าน ซึ่งสุดท้ายเราก็ได้ ตัดออกไปแล้ว ถ้าเป็นที่เข้าใจว่าจะมีการเสนอชื่อแล้วก็ต้องมีผู้รับรอง ผมก็ดำเนินการ ต่อไปนะครับ ขอให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เสนอชื่อบุคคลที่สมควรจะได้รับการคัดเลือก เป็นนายกรัฐมนตรี แต่บุคคลนั้นต้องเป็นคนที่ กกต. ได้กำหนดไว้แล้ว คุณสมบัติตามนั้น ซึ่งคราวที่แล้วก็มีพรรคการเมืองที่เสนอชื่อไว้แล้ว แล้วก็ต้องเป็นพรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียง ในการเลือกตั้งคราวนี้ไม่น้อยกว่า ๒๕ ท่าน เชิญเสนอได้ครับ ท่านสุทิน คลังแสง ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายสุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอใช้สิทธิเสนอชื่อบุคคลให้สภาพิจารณาเห็นชอบให้รับตำแหน่ง หรือดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คือนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ขอผู้รับรองครับ🔗
อันนี้ก็รับรอง การรับรอง อันนี้ตามข้อบังคับก็รับรองโดยใช้การลงคะแนน จะยกมือเหมือนปกติไม่ได้ครับ🔗
ท่านประธานครับ🔗
เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี เขต ๔ พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้ได้เห็นเพื่อนสมาชิก ลุกขึ้นมาเสนอนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จากพรรคก้าวไกล ขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี วันนี้ผมขออนุญาตใช้สิทธิประท้วงท่านประธานว่ารัฐสภาของเรากำลังทำผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๑ ซึ่งได้บัญญัติไว้ว่า ญัตติใดที่ตกไปแล้วห้ามนำญัตติซึ่งมีหลักการเช่นเดียวกัน ขึ้นเสนออีกในสมัยประชุมเดียวกัน เว้นแต่ญัตติที่ยังมิได้มีการลงมติ วันนั้นเราได้มีการลงมติ ในญัตตินี้เรียบร้อยแล้วว่ามีเพื่อนสมาชิกเสนอคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มาเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็ได้มีการลงมติ ซึ่งการลงมติในวันนั้นเสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่งของรัฐสภา การที่ข้อบัญญัติ หรือข้อบังคับสภาได้บัญญัติไว้ถือว่าเป็นกฎหมาย ผมเองในฐานะที่เคยเป็นอดีตกรรมาธิการ ยกร่างข้อบังคับ ท่านประธานสภาก็เคยเป็นประธานสภามาแล้ว ท่านก็คงทราบนะครับว่า ข้อบังคับของรัฐสภา หรือข้อบังคับของสภาผู้แทนราษฎรเรานี้มีสถานะเทียบเท่า พ.ร.บ. การออกข้อบังคับของเรามีขั้นตอนเหมือนกับการออกพระราชบัญญัติ ข้อบังคับของสภานั้น มีสถานะเทียบเท่าพระราชบัญญัติ เป็นกฎหมายที่สมาชิกรัฐสภาของเราจะต้องยึดถือ และปฏิบัติ ฉะนั้นการที่เราได้มีการเสนอญัตติขึ้นมาซ้อนอีกครั้งหนึ่ง🔗
ท่านประธานครับ ขออนุญาตท่านประธานครับ ผม รังสิมันต์ ขอประท้วงครับ ผมขอประท้วงตามสิทธิ🔗
บังเอิญว่าทางคุณรังสิมันต์ยืนขึ้น แล้วก็ยกมือเป็นการประท้วง ผมจะให้เขาประท้วงก่อน เสร็จแล้วท่านพูดต่อนะครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิก รัฐสภา กรณีนี้เป็นกรณีที่เรากำลังดำเนินการตามระเบียบวาระของการประชุมในการที่ จะต้องเลือกผู้ที่จะไปเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านประธานครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ มีอำนาจ ที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่กำหนดเอาไว้ ประเด็นปัญหาของเรื่องนี้ก็คือเรากำลัง ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญครับ แต่ท่านประธาน ต้องขออนุญาตด้วยความเคารพนะครับ ท่านเพื่อนสมาชิกที่ยกมือขอหารือต่อท่านประธาน กรณีนี้มันเป็นการดำเนินการที่ไม่ถูกต้อง และเรากำลังดำเนินการในเรื่องของการเลือกบุคคลที่มีความเหมาะสมซึ่งอยู่ตามบัญชีตามที่ รัฐธรรมนูญกำหนดเอาไว้ การดำเนินกระบวนการเช่นนี้สุ่มเสี่ยงอย่างมากที่จะผิดขั้นตอน ของรัฐธรรมนูญ ดังนั้นขอให้ท่านประธานช่วยควบคุมการประชุมให้ถูกต้อง ให้ชอบ ด้วยกฎหมายด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ก็ยังไม่ผิดข้อบังคับ เชิญต่อครับ สั้น ๆ ถ้าเผื่อยังไม่ผิดข้อบังคับ ถ้ายกมือขึ้นประท้วงก็ต้องเป็นการประท้วงว่า ผู้อภิปรายกำลังทำผิดข้อบังคับนะครับ ที่รังสิมันต์ โรม อภิปรายเมื่อสักครู่ก็ยังถือว่าอภิปราย อยู่ในข้อบังคับนะครับ เพราะว่าอย่างไรก็ยังไม่มีการโหวตอะไร จะแสดงความคิดเห็นได้ อย่างเต็มที่นะครับ เชิญครับ🔗
ขอบคุณ ท่านประธานครับ ท่านประธานครับ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมไม่ได้ลุกขึ้นมาอภิปรายนะครับว่าคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เหมาะสม ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือไม่ แต่ผมกำลังอภิปรายครับว่ารัฐสภาของเรา ถ้ามีการพิจารณาญัตตินี้จะเป็นการกระทำที่ขัดกับข้อบังคับซึ่งมีสถานะเป็นกฎหมาย🔗
ท่านประธาน ผมประท้วงท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกยืนขึ้นประท้วงนานแล้วครับท่านประธาน🔗
เชิญครับ🔗
คุณจุลพันธ์ยืนนาน แล้วครับท่านประธาน🔗
คุณจุลพันธ์ประท้วงนะครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงกระบวนการที่กำลังทำอยู่นี้ว่าขัดข้อบังคับการประชุม ข้อ ๓๖ ขณะนี้มี เพื่อนสมาชิก ท่านสุทิน คลังแสง ได้เสนอบุคคลผู้จะขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กระบวนการอยู่ในขั้นตอนของรัฐสภาที่จะต้องให้การรับรองด้วยการเสียบบัตรแสดงตน แบบเปิดเผย แต่เพื่อนสมาชิกจากฟากฝั่ง ๑๐ พรรค ด้วยความเคารพนะครับ ท่านไม่ได้ผิด อะไรครับ แต่ท่านลุกขึ้นมาเร็วไปนิดหนึ่งนะครับ เพราะว่ากระบวนการยังไม่ครบถ้วน ถ้าท่านประธานจะกรุณาให้มีการดำเนินการในการที่จะได้แสดงตนและรับรองญัตตินี้ ให้เรียบร้อย เราจึงจะเดินหน้าสู่การถกเถียงกันว่ามันเข้าข้อ ๔๑ หรือไม่ ซึ่งท่านประธานก็ได้ กรุณาเปิดกรอบเวลาจากการประชุมร่วม ๓ ฝ่ายแล้วว่าเราจะใช้เวลาราว ๒ ชั่วโมงเศษ ในการที่จะมาหารือกันในเรื่องนี้และหาข้อสรุป เพราะฉะนั้นดำเนินการให้ถูกต้อง ตามขั้นตอนครับ ขณะนี้ขอท่านประธานดำเนินการในการรับรองก่อน ขอความกรุณา ท่านอัครเดชสักครู่นะครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณคุณจุลพันธ์มากครับ ก็เห็นว่าอันนี้ยังอยู่ในขั้นตอนที่การรับรองยังไม่จบสิ้น ที่ยกมือเมื่อสักครู่นี้ยังใช้ไม่ได้ ยังไม่ถือว่าคุณพิธาได้รับการรับรองเกิดขึ้น ต้องให้มีการรับรองโดยการกดบัตรก่อน เพราะฉะนั้นถ้าจะเรียนคุณอัครเดชว่ารอให้ขั้นตอนนี้มันค้างอยู่ ให้มีการรับรอง ถ้ารับรองครบ คุณอัครเดชยกมือได้นะครับ🔗
รับทราบครับ ท่านประธาน ขอบพระคุณครับ🔗
ไม่มีผู้ประท้วงแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นผมขอกลับมาที่การเสนอชื่อคุณพิธาโดยคุณสุทิน เมื่อสักครู่เรารับรอง โดยการยกมือก็ไม่ตรงตามข้อบังคับ เพราะฉะนั้นขอให้ปฏิบัติการรับรองตามข้อบังคับ คือเสียบบัตรแล้วกดแสดงตน เฉพาะผู้ที่ต้องการรับรองนะครับ แล้วก็เฉพาะสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น เชิญได้ครับ🔗
มีท่านใดที่ต้องการแสดงตน แล้วยังมีข้อขัดข้องครับ🔗
ขออนุญาตครับ ผม ๓๘๖ สมเจตน์ แสงเจริญรัตน์ จังหวัดเลย แสดงตนครับ🔗
แสดงตนนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ๐๔๓ แสดงตนครับ🔗
บอกได้ หรือรับรอง ก็ได้นะครับ🔗
ผม สมเกียรติ ตันดิลกตระกูล นครราชสีมา เขต ๕ แสดงตนครับ🔗
ท่านประธานคะ ๐๕๓ จิรัชยา สัพโส แสดงตนค่ะ🔗
๒๓๐ แสดงตนค่ะ🔗
๐๒๔ กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ แสดงตนครับ🔗
เจ้าหน้าที่จดไว้ด้วยนะครับ บวกกับคนที่แสดงตนแล้ว🔗
ท่านประธานครับ วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ๓๒๔ แสดงตนครับ🔗
ท่านประธานคะ วรรณวิภา ไม้สน ๓๒๑ แสดงตนค่ะ🔗
ท่านประธานครับ ๔๕๗ แสดงตนครับ🔗
เชิญครับ คนที่กดบัตรได้ ก็ไม่ต้องแสดงด้วยวาจาอีกครั้งหนึ่งครับ คนที่กดบัตรได้แล้วท่านก็ไม่จำเป็นต้องด้วยวาจา เครื่องจะทำงานแล้วนะครับ เชิญครับ คนที่เครื่องกดบัตรของท่านขัดข้องเท่านั้นนะครับ ท่านขานชื่อมาได้ครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ วรรณรัตน์ ชาญนุกูล ๓๒๐ แสดงตนครับ🔗
เชิญครับ ที่ผมไม่กดออด ก็กลัวคนข้างนอกไม่เข้าใจที่เราตกลงกัน ก็จะมาแสดงตนโดยที่ไม่ได้รับรอง🔗
ขออนุญาตครับ ๖๐๓ ครับ แสดงตนครับ🔗
ขออนุญาตครับ ๓๗๘ ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ แสดงตนครับ🔗
ถ้าไม่มีผู้แสดงตนแล้ว ก็ขอแสดงผลคะแนนออกมาครับ🔗
ท่านประธานครับ ๐๘๑ ชัชวาล แพทยาไทย แสดงตนครับ🔗
ตอนนี้ยังไม่ปิดการลงคะแนน🔗
ท่านประธานครับ ผม ปรีดา บุญเพลิง แสดงตนครับ🔗
ขออนุญาตปิดการลงคะแนนเลย เพราะว่าตอนรับรองขอเพียง ๕๐ คนเท่านั้น ผมเข้าใจว่าไม่ได้เป็นการเลือกนะครับ เพราะฉะนั้นท่านอาจจะแสดงตนไม่ทันก็คิดว่าคงไม่เป็นไร ตอนนี้ก็มีผู้แสดงตนด้วยเครื่อง ๒๙๑ ท่าน แล้วผู้แสดงตนทางวาจาเพิ่มอีก ๑๓ ท่าน รวมแล้วเป็น ๓๐๔ ท่าน ก็ถือว่ารับรอง ถูกต้อง มีท่านผู้ใดจะเสนอชื่อบุคคลอื่นอีกไหมครับ ถ้าไม่มี ก็ถือว่ากระบวนการเสนอชื่อ เพื่อจะเลือกนายกรัฐมนตรีวันนี้ก็มีท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นะครับ🔗
เชิญคุณอัครเดชครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อสักครู่นี้ เคารพในดุลยพินิจของท่านประธานนะครับ แต่ความเห็นของผมที่ท่านประธานปล่อยให้มี การรับรองญัตติที่ขัดต่อข้อบังคับ จริง ๆ กระบวนการที่ทำไปอยู่ผมก็มีความเห็น แล้วสมาชิก ทั้งฝั่งพรรครวมไทยสร้างชาติก็มีความเห็นว่าเป็นการดำเนินการที่ขัดกับข้อบังคับครับ เพราะจริง ๆ แล้วการเสนอชื่อแล้วให้มีการรับรองเป็นญัตติมันทำไม่ได้ เมื่อสักครู่นี้เคารพเพื่อนสมาชิกที่ขึ้นมาท้วงติง แต่ก็จะเรียนครับว่าที่ผมลุกขึ้นมาประท้วง เพื่อไม่ให้รัฐสภาของเราดำเนินการในสิ่งที่ขัดกับข้อบังคับของรัฐสภาซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเรา ต้องเคารพ ฉะนั้นเมื่อมีการลุกขึ้นมายืนเสนอชื่อ ผมจึงใช้สิทธิขึ้นมาประท้วงแล้วก็ท้วงติง ท่านประธานว่าเรากำลังทำผิดข้อบังคับอย่างไร ก็กำลังอธิบายเหตุผลให้ที่ประชุมแห่งนี้ ได้รับทราบว่าเราผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๑ ฉะนั้นผมจึงขออนุญาตท่านประธานได้อภิปราย สนับสนุนเหตุผลที่ผมลุกขึ้นมาประท้วงในครั้งนี้ครับ การที่เรากำลังดำเนินการในการคัดเลือก ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น ข้อบังคับ ข้อ ๔๑ ได้บัญญัติไว้ว่าญัตติใดที่ตกไปแล้ว ห้ามนำญัตติซึ่งมีหลักการเช่นเดียวกันขึ้นเสนออีกในสมัยประชุมเดียวกัน ผมได้อภิปราย ไปแล้วครับท่านประธานว่าการประชุมเมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม นั้นมีการลงมติ แล้วคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จากพรรคก้าวไกล ก็ได้เสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา คือ ๓๗๖ ฉะนั้น ญัตตินี้จึงตกไป ในข้อบังคับนี้ได้มีการบัญญัติไว้ว่าญัตติที่ประธานรัฐสภาจะอนุญาต ให้ขึ้นมาพิจารณาใหม่ได้จะต้องมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไปโดยให้ท่านประธานได้ใช้ดุลยพินิจ แต่พวกเราก็ได้มีการพิจารณาแล้วว่าเหตุการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ อย่างไร เมื่อวานนี้ พรรครวมไทยสร้างชาติเราได้มีการประชุม สส. ของเรา ก็ได้มีการอภิปรายแล้วก็แสดง ความคิดเห็นกันอย่างละเอียดว่าเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ อย่างไร สรุปแล้วไม่มี การเปลี่ยนแปลงครับท่านประธาน🔗
ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงท่านผู้อภิปรายครับ🔗
๑. ๘ พรรค การเมืองที่ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลนั้นยังเสนอคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ขึ้นมาดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี นี่คือสิ่งที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป ๒. วันนั้นเพื่อนสมาชิกได้มีการอภิปรายกัน หลายพรรคการเมือง ทุกพรรคการเมืองที่ลงมติไม่เห็นชอบแล้วก็งดออกเสียงในการไม่สนับสนุน ให้คุณพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นได้อภิปรายไม่เห็นด้วย🔗
ขอความกรุณาคุณอัครเดชครับ มีผู้ประท้วง ต้องให้ผู้ประท้วงได้แสดงความคิดเห็นว่ามีการผิดข้อบังคับประการใดครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกผู้แทนราษฎร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วง ท่านผู้กำลังอภิปรายอยู่ว่าตกลงตามข้อบังคับ ข้อ ๔๕ แล้วก็ขออนุญาตนำเรียนด้วยความเคารพ ผมขออนุญาตประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ด้วยว่าตกลงแล้วผู้อภิปรายที่กำลัง อภิปรายอยู่ใช้สิทธิอะไรในการอภิปราย ประท้วงหรืออภิปรายกันแน่ครับ แล้วท่านประธาน ปล่อยให้พูดในสภาอย่างนี้ได้อย่างไร ตกลงใช้สิทธิอะไรกันแน่ คือผมไม่ติดใจครับ แต่ตกลงแล้ว ท่านอัครเดชใช้สิทธิอะไรครับ จะประท้วง ประท้วงใครครับ ผมขอให้ท่านประธานวินิจฉัย ด้วยครับ🔗
ผมวินิจฉัยว่าท่านอัครเดช ตอนนี้ไม่ได้ใช้สิทธิประท้วงแล้ว ท่านขอแสดงความคิดเห็นหรือจะเสนอญัตติว่าท่านไม่เห็นด้วย กับการเสนอชื่อในครั้งนี้เพราะเป็นการขัดกับข้อบังคับ ซึ่งท่านกำลังอภิปรายอยู่ ถือว่าเป็น การอภิปราย ไม่ใช่เป็นการประท้วงผิดข้อบังคับนะครับ แล้วอีกฝ่ายหนึ่งถ้าไม่เห็นด้วยกับ คำอภิปรายของท่านอัครเดชก็จะมีสิทธิเสนอต่อไป ผมขอเรียนเพิ่มเติมเพื่อความเข้าใจ แล้วจะได้ประหยัดเวลาของการประชุม คุณอัครเดชครับ คือเมื่อวานได้มีการประชุม ทั้ง ๓ ฝ่ายแล้ว ผมขออนุญาตนิดเดียวคุณรังสิมันต์ครับ ขออนุญาตนิดเดียวว่าเมื่อวานได้มี การพูดจากันแล้ว ทำความเข้าใจกัน ผมขอพูดให้จบก่อนแล้วผมจะให้ท่านประท้วงต่อ เพราะว่าถ้าประธานกำลังพูดก็ต้องฟังนิดหนึ่ง เมื่อวานก็ตกลงกันว่าถ้าหากมีการเสนอชื่อแล้ว แล้วบางฝ่ายเห็นว่าการเสนอชื่อนั้นผิดข้อบังคับก็ให้เสนอเป็นญัตติขึ้นมา แล้วเราก็จะให้มี ความเห็นทั้งที่เห็นว่าผิดข้อบังคับและเห็นว่าที่ประชุมนั้นดำเนินการถูกต้องแล้วจะให้มี การอภิปราย เราก็บอกว่าการอภิปรายก็คงจะใช้เวลาประมาณ ๒ ชั่วโมง เพราะฉะนั้น ก็จะเปิดการอภิปราย ตอนนี้มีผู้ประท้วงอยู่ เชิญคุณรังสิมันต์ครับ เรียนท่านประธานครับ ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ด้วยความเคารพอย่างสูงนะครับท่านประธาน กรณีนี้เป็นกรณีที่ผมคิดว่าท่านประธาน จะต้องทำหน้าที่เป็นประธานของที่ประชุม และต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ และที่สำคัญจะต้องควบคุมและดำเนินกิจการของรัฐสภาให้เรียบร้อย เหตุที่ผมต้องยก ข้อนี้มาครับท่านประธาน ด้วยความเคารพจริง ๆ ครับ เมื่อวานผมเองก็อยู่ในที่ประชุม แล้วก็ ต้องเรียนต่อท่านประธานตามตรงว่าการหารือเมื่อวานเป็นแค่เพียงการหารือ ไม่ได้มีข้อสรุป อะไร ทีนี้ในการทำหน้าที่ของเราในสภามันก็ต้องวางกันในลักษณะที่เป็นเรื่องของระเบียบ ข้อบังคับ ปัญหาก็คือว่า ณ เวลานี้เรากำลังทำหน้าที่ซึ่งเข้าสู่ระเบียบวาระของการประชุม ไปแล้ว และกำลังทำหน้าที่ซึ่งมีผู้รับรองถูกต้องไปแล้วว่าให้คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นผู้ที่ ถูกเสนอในการเป็นนายกรัฐมนตรี คุณอัครเดช ต้องขออนุญาตที่เอ่ยนามท่านนะครับ แต่เป็นข้อเท็จจริง ลุกขึ้นแล้วยืนเอามือยกขึ้นพ้นศีรษะ ตามข้อบังคับ การกระทำแบบนี้ คือการประท้วง แต่พอไปพิจารณาเนื้อหาสาระซึ่งพวกผมก็พยายามอดทนอย่างตั้งใจฟัง ก็จะพบว่าเนื้อหาสาระไม่ได้เป็นการประท้วงอะไรเลย เป็นความคิดเห็น ซึ่งก็เป็นเรื่องของท่าน เป็นเนื้อหาสาระที่ท่านก็อาจจะคิดเอาเองก็เป็นเรื่องของท่าน แต่วาระการประชุมของเรา ตอนนี้ไม่ได้เป็นการพิจารณาตีความในเรื่องของข้อบังคับ ข้อ ๔๑ แต่เป็นการพิจารณา ถึงบุคคลที่จะเข้าไปดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี อยากให้ท่านประธาน ด้วยความเคารพ วินิจฉัยครับ เพราะกรณีนี้เรากำลังทำหน้าที่ตามข้อบังคับ ตามวาระการประชุม ซึ่งท่านประธาน บรรจุเข้ามา ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ท่านอัครเดชว่าในรายละเอียดอย่างแน่นอน ขอให้ท่านประธาน ช่วยวินิจฉัยด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณคุณรังสิมันต์ โรม ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ขอประท้วงครับ ท่านประธานครับ สมชาย แสวงการ🔗
ท่านสมชาย แสวงการ ประท้วง เชิญครับ🔗
ขออนุญาตท่านประธานครับ ขอประท้วงผู้อภิปรายเมื่อสักครู่ แล้วก็ขออนุญาตเรียนท่านประธานว่าท่านประธานมีหน้าที่ ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ คือควบคุมและดำเนินกิจการของรัฐสภา ซึ่งวันนี้ท่านประธานทำหน้าที่ ถูกต้องแล้วครับ ๑. บรรจุระเบียบวาระตามมาตรา ๒๗๒ เข้ามาเพื่อเสนอบุคคล เป็นนายกรัฐมนตรี อันนี้ไม่ขัดข้อง ท่านสุทินก็เสนอญัตติ เสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็เรียบร้อยแล้ว มีคนรับรอง คุณอัครเดชก็ใช้หน้าที่ของตัวเอง ในการคัดค้าน ถูกต้องแล้วครับ เมื่อวานหารือในที่ประชุม Whip ผมได้นำเรียนท่านประธาน แล้วว่าพวกกระผมมีความเห็นว่าญัตติซ้ำ กระทำไม่ได้ หากกระทำได้ต้องไปทำในสมัย ประชุมหน้า เพราะฉะนั้นท่านประธานเดินตามนี้ครับ แล้วผมคิดว่าถ้าเราเดินตามนี้แล้ว ตกลงกันไว้กับทุกพรรค เมื่อวานคุณจุลพันธ์ก็เสนอว่าเราใช้เวลาประมาณ ๒ ชั่วโมง แล้วลงมติหรือจะก่อนหน้าก็ได้นะครับ ก็จะได้จบไปว่าญัตติที่ท่านอัครเดชลุกขึ้นมาคัดค้านว่า กระทำไม่ได้ ผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๑ เราก็จะได้จบ สภามีมติอย่างไรต้องรบกวนท่านประธาน วินิจฉัย ก็จะเป็นการไม่กระทบกระเทือนการใช้อำนาจของท่านประธาน ผมเรียนว่าให้เดิน ตามนี้ครับ ตามที่ Whip ๓ ฝ่ายได้มีการตกลงกันไว้ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณคุณสมชายครับ คุณอัครเดช ขอถือว่าท่านไม่ได้ประท้วง ขอประท้วงก็นั่งแล้ว ตอนนี้ขอให้ท่านเสนอความเห็น หรือจะเป็นญัตติก็ได้ คือไม่เห็นด้วยกับการเสนอชื่อคุณพิธา ซึ่งผมก็ยังขอวินิจฉัย ที่คุณรังสิมันต์ โรม ว่าจะกระทำไม่ได้ เพราะว่าบรรจุในระเบียบวาระ การอภิปรายว่า เสนอชื่อนี้ผิดข้อบังคับ ก็ถือว่ายังอยู่ในระเบียบวาระ ไม่ได้นอกระเบียบวาระ เพราะอภิปราย เรื่องการเสนอชื่อคุณพิธาอยู่ เดี๋ยวจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ว่ากันไปอีกที มีผู้ประท้วง หรือเปล่าครับ เพื่อให้การประชุมได้เกิด คนข้างนอกฟังอยู่ด้วยครับ ติดตามอยู่ เป็นระเบียบเรียบร้อย สำหรับผู้ที่จะอภิปราย หรือประท้วงก็ปฏิบัติตามข้อบังคับ ถ้าจะอภิปรายก็นั่งแล้วก็ยกมือ ผมพยายามจะช้า ๆ แล้ว ต้องขอประทานโทษด้วย บางทีอาจจะมองไม่เห็นหรือยังไม่มอง ท่านอาจจะโน้ตมา ให้เจ้าหน้าที่เสนอผมได้ อันที่ ๒ ผมจะช้า ๆ ให้เจ้าหน้าที่เขาดูให้ทั่วแล้วก็แจ้งโน้ตมาที่ผมว่า กำลังประท้วงชื่อท่านใด จะได้หันไปทางนั้นถูก แล้วยกมือท่านใดตามลำดับ ถ้าท่านต้องการ แสดงความคิดเห็นซึ่งคิดว่าจะมีหลายท่าน ท่านก็ยกมือหรือจะโน้ตมาผมพร้อมที่จะปฏิบัติตาม ตอนนี้ท่านเสรีขอใช้สิทธิประท้วงใช่ไหมครับ หรือจะแสดงความคิดเห็น ท่านเสรีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกรัฐสภา ผมนั่งและยกมือเพื่อใช้สิทธิที่จะแสดง ความคิดเห็นที่ท่านประธานพูดเมื่อสักครู่ครับ🔗
ท่านจะแสดงความคิดเห็น รอสักครู่ได้นะครับ ผมอยากจะอธิบายเพื่อความเรียบร้อยในเรื่องนี้ เมื่อวานก็ถูกต้องอย่างที่ คุณรังสิมันต์ว่า เป็นการหารือ ไม่ได้เป็นข้อยุติ แต่ก็ต้องนำข้อหารือนั้นมาแจ้งผู้ที่ไม่ได้ เข้าร่วมหารืออยู่ด้วยในวันนั้นได้เข้าใจตรงกัน ถ้ามีความคิดเห็นไม่ตรงกันในเรื่องการเสนอ ชื่อซ้ำ ผมพูดตรง ๆ คือชื่อเดิมเห็นว่าไม่ตรงกับข้อบังคับข้อใดข้อหนึ่ง ก็อาจจะมีความเห็น ๒ ฝ่ายหรือหลายฝ่าย ก็จะให้แสดงความคิดเห็นได้ ซึ่งที่ประชุมเมื่อวานก็โดยประมาณว่า ใช้เวลาประมาณ ๒ ชั่วโมง แต่เพื่อความเรียบร้อยแล้วก็ได้อภิปรายอย่างเสมอภาค เท่าเทียมกัน ผมก็อยากจะให้เสนอชื่อขึ้นมา ถ้า ๒ ชั่วโมง ขอประทานโทษนะครับ คุณอัครเดช ท่านนั่งลง ก่อนก็ได้ ใช้สิทธิ ๑๒๐ นาที เรามี ๓ ฝ่ายนะครับ ท่าน สว. ก็ใช้เวลา ๔๐ นาที ท่านกำหนด เองว่าจะให้ท่านใดพูดบ้าง แต่ว่าถ้าเห็นด้วยกับหลักการผมก็คือ ๔๐ นาที ฝ่ายที่ ๘ พรรค ก็ ๔๐ นาที ฝ่าย ๑๐ พรรคก็ ๔๐ นาที ก็ ๑๒๐ นาที ท่านจะได้แบ่งอย่างทั่วถึง และผมจะใช้ วิธีการสลับจากไหนก่อนก็ได้ ถ้า ๘ พรรคก็มา สว. สว. มาแล้วก็ ๑๐ พรรค จนกระทั่ง แต่ละฝ่ายได้เวลาครบถ้วนแล้ว ถ้ายังติดใจอยู่บ้างแต่ไม่ยาวนัก แต่มันเกี่ยวข้องอยู่ก็จะ อนุญาตให้ แต่ว่าให้ตกลงกันเองนะครับ ถ้าผู้ใดเอาเรื่องที่ผมเสนอเพราะว่าจะมีการอภิปราย ต้องมีการเสนอก่อนว่าเป็นญัตติที่ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้เพราะเหตุผลอะไร จะได้แสดง ความคิดเห็นนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงนิดหนึ่งครับ🔗
พาดพิง เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิก รัฐสภา คืออย่างนี้ครับท่านประธาน ผมเองก็อยู่ในที่ประชุมเมื่อวาน เราไม่มีข้อสรุปในเรื่อง ของเวลาอย่างแน่นอนครับท่านประธาน มีการเสนอครับ มีการเสนอโดยเพื่อนสมาชิก บางท่านที่มีการเสนอว่าควรจะมีการกำหนดเวลา แล้วก็พูดตัวเลข ๒ ชั่วโมง แต่ไม่ได้เป็น ข้อสรุปอย่างแน่นอนว่าทุกฝ่าย ทุกคนที่เข้าร่วมประชุม ทุกพรรคที่เข้าร่วมประชุม อย่างน้อย ที่สุดพรรคก้าวไกลเราก็ไม่ได้เห็นด้วยและตอบตกลงว่าจะถือเอาเวลานั้น ดังนั้นครับ ท่านประธาน ณ เวลานี้เรากำลังพิจารณาสู่วาระที่จะต้องทำปฏิบัติตามมาตรา ๒๗๒ วรรคหนึ่ง ตอนนี้เรากำลังเดินไปสู่กระบวนการนี้ แล้วเรียนกับท่านประธานด้วยความเคารพนะครับว่าก่อนหน้านี้ที่ผมต้องประท้วง ท่านอัครเดช ขออภัยที่ต้องเอ่ยนามท่านนะครับ เพราะข้อเท็จจริงคือท่านลุกขึ้นแล้วยกมือ ซึ่งวิธีการปฏิบัติแบบนี้มันคือการประท้วง แล้วเนื้อหาสาระมันไม่มีการประท้วงเลยครับ คือการไปพูดถึงในเรื่องอื่นซึ่งอยู่นอกระเบียบวาระ ผมเข้าใจครับท่านประธาน เรียนด้วย ความเคารพนะครับ ผมเคารพนับถือท่านประธานมาเป็นเวลานาน เรียนตามตรงว่า ผมเข้าใจว่าในการหารือกันของ Whip นะครับ ซึ่งจริง ๆ แล้วในฝ่ายสภาผู้แทนราษฎร จะถือว่าเป็น Whip กันเสียทีเดียวก็ไม่ใช่ ผมเข้าใจมันเป็นกระบวนการหารือ แต่ต้องเรียน ตามตรงว่าในการพิจารณาของสภามันก็ต้องเป็นไปตามระเบียบวาระ ซึ่งท่านประธาน ก็กรุณาบรรจุระเบียบวาระในเรื่องของการเลือกนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๒๗๒ คำถาม ก็คือว่าที่กำลังทำกันอยู่นี้มันอยู่นอกระเบียบวาระครับ มิฉะนั้นการประชุมสภาของเรา มันจะเดินกันไปได้อย่างไร เรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ยังมีผู้ยกมือ แสดงความคิดเห็น ตอนนี้ท่าน สว. มีอยู่ ๒ ท่านนะครับ ท่านมหรรณพ กับคุณสมชาย ตกลงว่าคุณมหรรณพก่อนนะครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม มหรรณพ เดชวิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเป็น ผู้หนึ่งที่เป็นผู้แทนวุฒิสภาเข้าร่วมประชุม Whip ๓ ฝ่ายเมื่อวานนี้ วิธีการของเรา ที่ดำเนินการมาตลอดระยะเวลา ๔ ปีเต็ม ๆ เมื่อมีผู้เสนอในที่ประชุมเป็นประการใด แล้วไม่มี ผู้ทักท้วง ไม่มีผู้คัดค้าน ไม่มีผู้ให้ความเห็นเป็นอย่างอื่น ท่านประธานก็ชอบที่จะถือว่า ข้อเสนอนั้นได้รับการยอมรับแล้ว กรณีที่บอกว่า ๒ ชั่วโมง ทางฝ่ายวุฒิสภาไม่ขัดข้อง ทางฝ่ายพรรคร่วม ๑๐ พรรคก็ไม่ขัดข้อง และทางฝ่าย ๘ พรรคที่ว่าพรรคร่วมก็ไม่มีใคร คัดค้าน เราจึงถือว่าที่ประชุมให้ฉันทานุมัติให้เป็นไปตามนั้น เหตุผลอีกประการหนึ่งเพราะว่า เราพิจารณาเห็นว่าการเสนอญัตติตามข้อบังคับ ข้อ ๔๑ นั้น น่าจะขัดต่อข้อบังคับดังกล่าว เพราะมีเพื่อนสมาชิกได้กรุณาแถลงรายละเอียดไว้แล้ว เพราะฉะนั้นประเด็นที่จะอภิปราย ก็น่าจะอยู่ในประเด็นที่ว่าญัตติดังกล่าวจะเสนอกลับเข้ามาอีกครั้งหนึ่งได้หรือไม่ได้ เท่านั้นครับ เพราะฉะนั้นไม่ได้มีนอกประเด็นใด ๆ ที่จะต้องอภิปรายกันให้ยาวความ เราจึงเห็นว่าเวลา ๒ ชั่วโมงชอบแล้ว ถูกต้องแล้ว ผมอยากจะขอความกรุณาท่านประธาน ผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ให้รักษาบรรยากาศในที่ประชุมแห่งนี้ให้ยังคงความศักดิ์สิทธิ์ ในการที่เป็นสถาบันหลักของชาติ เพื่อที่จะได้รับการยอมรับจากปวงชนชาวไทยต่อไป ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณมหรรณพมากครับ เมื่อสักครู่นี้คุณสมชายจะแสดงความคิดเห็นไหมครับ เพราะยกมือไว้ตอนแรก🔗
เป็นเรื่องที่ผมขออนุญาต ได้ดำเนินการแล้วครับท่านประธาน ได้เสนอความเห็นต่อท่านประธานแล้วว่าท่านประธาน ดำเนินการตามระเบียบวาระได้ ตามอำนาจของท่านประธานในการควบคุมการประชุมครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ครับ🔗
คุณอัครเดช ขอแจ้งนิดเดียวครับ ผลต่อเนื่อง การรับรองเมื่อสักครู่นี้ที่ประกาศไว้ ๓๐๔ นั้น ปรากฏว่ามีผู้เข้าใจผิด คือท่าน สว. ๕ ท่าน ได้กดรับรองด้วย กดแสดงตนด้วย ท่านอาจจะเข้าใจผิดนะครับ เพราะฉะนั้นขอให้ เจ้าหน้าที่บันทึกตัดชื่อ สว. ๕ ท่านออกไป ก็เหลือผู้รับรอง ๒๙๙ คน ก็ถือว่าถูกต้องนะครับ เพราะรับรองมากกว่า ๕๐ คน🔗
ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพครับ ขอประท้วงท่านประธานครับ ผม ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานประกาศผลไปแล้ว ไม่ว่าใครจะเข้าใจผิด อย่างไรท่านประธานบันทึกไว้ได้อย่างเดียวครับ ท่านประธานไม่สามารถตัดจำนวนได้ครับ ท่านประธานประกาศจำนวนไปแล้ว ยืนยันไปแล้วนะครับ ในส่วนของฝั่งท่าน สว. ที่กด แสดงตนไป ถือว่าในส่วนของการแสดงตนตรงนั้น รับรองตรงนั้น ผ่านไปแล้วครับ ท่านประธาน ส่วนใครที่มาแจ้งทีหลังว่าเข้าใจผิดหรืออย่างไรท่านประธานบันทึกไว้ ในที่ประชุมได้ครับ🔗
ขอบคุณมากครับ ก็คือ เข้าใจผิด แต่ว่าถ้าจะไปไม่ตัดออก เป็นบันทึกว่า ๓๐๔ ก็ผิด ถ้ามันเกิดใกล้เคียงกับ การรับรอง🔗
เพื่อเป็น บรรทัดฐานครับท่านประธานว่าผลคะแนนนั้นหลังจากปิดไปแล้วไม่สามารถตัดผลคะแนน ออกไปได้🔗
ได้ครับ เดี๋ยวจะอธิบาย นิดเดียวครับ บังเอิญคราวนี้จะตัดหรือไม่ตัดการรับรองก็ชอบแล้ว เพราะว่าเกิน ๕๐ คน แต่ถ้าเกิดว่ามี สว. ไปลงคะแนนอย่างนี้ ๕ ท่าน แต่การรับรองนั้นมันเกิดว่าแค่ ๕๑ ท่าน ก็จะมีปัญหา ก็ต้องตัดออกนะครับ มันเป็นประเด็นพิเศษขึ้นมาเฉพาะข้อบังคับข้อนี้ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็จำเป็นต้องตัดออกไปว่ามีผู้รับรองที่ชอบด้วยข้อบังคับ ๒๙๙ คนเท่านั้น ไม่ใช่ ๓๐๔ คน ก็เป็นการให้เข้าใจตรงกันครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมขอ ใช้สิทธิอภิปรายประเด็นต่อเนื่องครับ🔗
เป็นการประท้วงหรือเปล่าครับ🔗
เป็นสิทธิอภิปรายประเด็น ต่อเนื่อง จะได้ได้ข้อสรุปครับ🔗
เดี๋ยวจะขออภิปราย ใช่ไหมครับ🔗
สิทธิพาดพิงก็ได้ครับ สิทธิ พาดพิง เพราะว่าเกี่ยวกับการประชุมเมื่อวาน สั้น ๆ ท่านประธานครับ🔗
มี ๒ อย่าง ถ้ายกมือผมยัง ไม่ชี้ก็มีเรื่องของประท้วงหรือพาดพิง เชิญครับ ท่านจะใช้สิทธิ ผมจะได้วินิจฉัยว่าพาดพิง หรือไม่ หรือว่าประท้วง เชิญครับ คุณพริษฐ์ใช่ไหมครับ🔗
ท่านประธานครับ ขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงเกี่ยวกับประเด็นที่สมาชิกรัฐสภาได้อภิปรายเมื่อสักครู่เกี่ยวกับ ที่ประชุมที่เกิดขึ้นเมื่อวาน ผม พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเรียนแบบนี้ครับท่านประธานว่าเมื่อสักครู่มีการพยายามจะบอกว่า ข้อสรุปของที่ประชุมเมื่อวานนั้นได้กำหนดกรอบเวลาในการอภิปรายเกี่ยวกับประเด็น ที่เรากำลังหารือกันอยู่นั้นไว้ที่ ๒ ชั่วโมง โดยเป็นการอ้างธรรมเนียมปฏิบัติว่าหากไม่มีใคร ในที่ประชุมนั้นคัดค้านแสดงว่าเป็นข้อสรุปของที่ประชุม ผมต้องขออนุญาตคัดค้าน การตีความในลักษณะแบบนั้นนะครับ เพราะผมคิดว่าแน่นอนผมอาจจะไม่ได้ทราบว่า ๔ ปี ที่ผ่านมานั้นประเพณีหรือว่าธรรมเนียมปฏิบัติเป็นอย่างไร แต่ผมคงรู้สึกแปลกใจมากหากเรา จะยึดถือปฏิบัติแบบนี้ ยิ่งในบริบทของการประชุมเมื่อวานที่ท่านประธานเองก็มีภารกิจที่ต้อง ไปดำเนินการต่อ แล้วก็ได้ขอความร่วมมือของผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนไม่ให้แสดงความเห็น เยอะจนเกินไป ผมก็เลยตัดสินใจว่าเพื่อทำตามดำริของท่านประธาน ก็เลยตัดสินใจที่จะไม่ใช้ เวลาในที่ประชุมเมื่อวานในการมาคุยเรื่องกรอบเวลา แต่สิ่งที่ผมคิดว่าผมสามารถยึดถือได้ ไม่ใช่ประเพณีปฏิบัติครับท่านประธาน แต่เป็นเอกสารครับ เอกสารที่ถูกเผยแพร่และถูก จัดทำโดยฝ่ายเลขานุการคณะกรรมาธิการสามัญกิจการวุฒิสภาเองนะครับ อันนี้เผยแพร่ ต่อสาธารณะ มีหัวข้อสรุปผลการประชุมหารือร่วมกันระหว่างประธานรัฐสภา ผู้แทนวุฒิสภา และผู้แทนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกพรรคการเมือง วันอังคารที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๖ เวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา ซึ่งก็เป็นการสรุปผลการประชุมที่เรากำลังพูดถึงเมื่อวาน ถ้าท่านประธาน ลองอ่านทุกถ้อยคำของเอกสารนี้🔗
ก็ถือว่าได้ใช้สิทธิ🔗
ผมจะสรุปครับ ท่านประธาน ผมจะสรุปแล้วครับ ไม่มีข้อความใดเลยที่ระบุถึงกรอบเวลาในการอภิปราย ในประเด็นดังกล่าว เพราะฉะนั้นเรื่องเวลา ๒ ชั่วโมงนั้นเป็นเพียงแค่ความคิดเห็นอย่างหนึ่ง ที่ไม่ใช่ข้อสรุปในที่ประชุมครับ🔗
ก็ถือว่าใช้สิทธิพาดพิง ไปแล้วครับ เรื่องกำหนดเวลาไม่เป็นไรครับ เพราะเมื่อวานก็ถูกต้อง เป็นการหารือ เดี๋ยวเรา จะหารืออีกทีก็ได้ เพราะว่าถ้าเราไม่กำหนดเวลาเลยก็ไม่ทราบว่าจะให้ฝ่ายใดพูด แสดงความคิดเห็นเท่าไร ผมพูดทั้งหมดนั้นเพื่อความเรียบร้อยและเพื่อการอภิปราย ได้อย่างทั่วถึงเท่านั้นครับ เรื่องเวลา ๒ ชั่วโมง หรือจะตกลงกันเป็น ๓ ชั่วโมงอะไร เท่าไรก็ได้ เพราะว่าเมื่อวานก็เป็นการหารือถูกต้องแล้ว ถ้าไม่เห็นด้วยกับข้อหารือนั้นก็มาเปลี่ยนแปลง ได้นะครับ เดี๋ยวจะพูดถึงกรอบเวลาเพื่อได้อภิปรายทุกฝ่าย ถ้าฝ่ายใดไม่อภิปรายก็ไม่เป็นไร ก็เหมือนกับคราวที่แล้ว อภิปรายไม่ครบเราสามารถจะปฏิบัติหน้าที่ได้ครบถ้วนก่อน ผมก็ต้องขอชมเชยสมาชิกที่เราได้พยายามที่จะสร้างบรรยากาศของการอภิปรายของเรา ดำเนินการประชุมของเราเรียบร้อย แล้วก็ต้องขอชมเชยครับ วันนี้การเข้าประชุมของเรา สมาชิกเข้าประชุมลงชื่อครบองค์ประชุมก่อนกำหนดเวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา ด้วยซ้ำไป อันนี้ต้องขอชมเชยด้วยครับ ท่านได้ให้ความร่วมมือแล้วก็ปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มที่ ขอให้เป็น ตัวอย่างบรรทัดฐานต่อไปว่าเมื่อถึงเวลาแล้วสามารถเปิดประชุมได้ เรื่องเวลาเอาไว้ก่อน ไม่เป็นไรครับ ท่านอัครเดชเชิญเลยครับ ท่านไม่ใช้สิทธิประท้วงนะครับ ผมขอให้เป็น การเสนอเลยนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงครับท่านประธาน ประเด็นแรก ก็คือประเด็นเรื่องของการหารือ Whip นะครับ ผมเองในฐานะที่เป็นอดีต Whip รัฐบาล เราเองจะเคารพการหารือแล้วก็ผลสรุปในเรื่องของการหารือในส่วนของ Whip ทั้ง Whip รัฐบาล Whip ฝ่ายค้าน หรือ Whip วุฒิสภานะครับ ซึ่งเมื่อสักครู่นี้ผมได้คุยกับ ท่านเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งเข้าประชุมเมื่อวาน เราไม่ได้มี ข้อสรุปในเรื่องของเวลา แต่เราได้มีการหารือว่าก่อนจะเข้าการลงมติจะให้สมาชิกรัฐสภาได้มี การอภิปรายแสดงความคิดเห็นว่าญัตติที่ท่านเสนอให้คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มาดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีนั้นขัดหรือไม่ขัดกับข้อบังคับ ข้อ ๔๑ ก็ขอให้เพื่อนสมาชิกได้เคารพการประชุม ของ Whip ๓ ฝ่ายด้วย อันนี้คือเรื่องที่ ๑🔗
เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องของการยื่นญัตติหรือระเบียบวาระเข้ามา แล้วมีคนมา พาดพิงว่าการอภิปรายของผมไม่ได้อยู่ในระเบียบวาระ ผมยืนยันว่าการที่ผมลุกขึ้นอภิปราย ในครั้งนี้อยู่ในระเบียบวาระที่ท่านเสนอเข้ามา ซึ่งสมาชิกในส่วนของพรรครวมไทยสร้างชาติ มีความเห็นว่าสิ่งที่ท่านทำอยู่นั้นขัดต่อข้อบังคับ ขัดต่อกฎหมาย จึงลุกขึ้นมาอภิปรายว่า เหตุใดเราถึงลุกขึ้นมา จึงขอให้ท่านประธานได้พิจารณา ทีนี้ท่านประธานได้ถามผมว่า จะเสนอเป็นญัตติหรือเปล่า เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตท่านประธานเลยครับ ขอหารือ กับท่านประธานว่าถ้าตรงนี้ทางสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติขอเสนอเป็นญัตติเลยครับ เสนอให้มีการพิจารณาว่าการเสนอคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มาเป็นนายกรัฐมนตรี ขัดต่อ ข้อบังคับ ข้อ ๑๑ ของการประชุมรัฐสภาหรือไม่ อย่างไร ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ ญัตติของคุณอัครเดช มีผู้เสนอเป็นอย่างอื่นไหมครับ เชิญคุณจุลพันธ์ครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมไม่ได้เสนอเป็นอย่างอื่น แต่ผมประท้วงตามข้อบังคับการประชุม ข้อ ๓๓ นะครับ ข้อ ๓๓ พูดถึงเรื่องว่าเมื่อที่ประชุมพิจารณาญัตติใดอยู่ห้ามเสนอญัตติอื่น นอกจากญัตติ ดังต่อไปนี้ ทั้ง ๔ ข้อนั้นไม่มีในเรื่องของการเสนออย่างที่ท่านอัครเดช ด้วยความเคารพครับ ได้นำเสนอ ผมชี้ช่องให้ก็ได้นะครับ กลไกที่ท่านจะเดินได้เพื่อที่จะออกจากปมปัญหา ซึ่งเราอาจจะต้องใช้รัฐสภาแห่งนี้ในการตัดสินคือใช้ข้อ ๑๕๑ ในการตีความข้อบังคับ ถ้าท่าน จะเสนอตามข้อ ๑๕๑ อันนี้ผมยินดีครับ เราก็เดินกันต่อแล้วก็ถกกันว่าตกลงว่ามันเข้า ข้อ ๔๑ เป็นญัตติซ้ำหรือไม่ แล้วสุดท้ายใช้ที่ประชุมในการตัดสิน อันนี้ผมเสนอต่อ ท่านประธานนะครับ และท่านอัครเดชด้วยนะครับ ด้วยความเคารพ แต่ว่าอย่างไรก็ตามสิ่งที่ ท่านนำเสนอเมื่อสักครู่ขัดต่อข้อบังคับการประชุม ข้อ ๓๓ อย่างชัดเจน🔗
ท่านประธานครับ ผม อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรครวมไทยสร้างชาติ เมื่อสักครู่นี้ ท่านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ บอกว่าผมเสนอญัตติซ้ำกับญัตติ แสดงว่าท่านก็ยอมรับโดยปริยายว่า การเสนอคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีคือญัตติ ฉะนั้นเราไม่ต้องไปพิจารณาต่อ เลยครับ วันนี้ท่านยอมรับว่าผมเสนอญัตติเมื่อสักครู่นี้ซ้อนญัตติ ฉะนั้นการที่ สส. ท่านสุทิน คลังแสง เสนอคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ คือญัตติ เพราะฉะนั้นไม่ต้องอภิปรายแล้วครับ ตอนนี้ ท่านทำผิดข้อบังคับแล้ว คือข้อ ๔๑ เพราะว่าการเสนอคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม เป็นญัตติครับท่านประธาน ขอให้ท่านประธานได้วินิจฉัยด้วยว่าการเสนอคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นญัตติที่ตกไปแล้วครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ใช้สิทธิพาดพิงครับ🔗
เชิญคุณจุลพันธ์ แล้วก็ คุณวิโรจน์ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ด้วยความเคารพ ชี้แจงต่อที่ประชุม สิ่งที่ผมได้นำเสนอไปมันยังจะต้องมานั่งถกกันอีกอย่างที่ท่านประธาน ได้กำหนดกรอบเวลานั่นละว่าเราต้องมาคุยกันว่าสุดท้ายสิ่งที่เราเสนอมันคืออะไรกันแน่ สำหรับผมนั้นมันคือญัตติตามรัฐธรรมนูญ มันไม่ใช่ญัตติทั่วไปที่เราจะสามารถใช้ข้อบังคับ การประชุม ข้อ ๔๑ มาบังคับได้ ญัตติตามรัฐธรรมนูญนั้นมันถูกกำหนดโดยกรอบขั้นตอนของรัฐธรรมนูญและภาระหน้าที่ ของเราในฐานะสมาชิกรัฐสภาที่จะต้องแสวงหาตัวนายกรัฐมนตรีให้ได้ เพราะฉะนั้นข้อบังคับ การประชุมจะมาใหญ่ไปกว่ารัฐธรรมนูญซึ่งไม่ได้กำหนดห้ามกระบวนการในการที่จะเสนอชื่อ ซ้ำหรือไม่ เราจะเอาข้อบังคับไปครอบทับรัฐธรรมนูญซึ่งมีศักดิ์ใหญ่กว่ามิได้นะครับ ตรงนี้ คงได้ถกกันอีกต่อไปแน่นอน แต่กระบวนการตอนนี้คือกระบวนการซึ่งมีผู้เสนอชื่อผู้สมควร ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คือท่านสุทิน คลังแสง เรียบร้อย มีเพื่อนสมาชิกพยายามที่จะ เสนอว่าสิ่งที่ได้เสนอถูกต้องตามข้อบังคับการประชุม ข้อ ๔๑ หรือไม่ พวกผมว่าถูก พวกท่าน ว่าผิด เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำก็คือตีความข้อบังคับ ใช้ข้อ ๑๕๑ นะครับ ถ้าจะมายกอ้าง ข้อไหนก็ตามแล้วก็ยกขึ้นมาลอย ๆ มันไม่มีข้อบังคับรองรับ เพราะฉะนั้นโปรดดำเนินการ ให้ถูกต้องตามครรลองและกรอบข้อบังคับการประชุม ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณคุณจุลพันธ์ครับ เมื่อสักครู่คุณวิโรจน์ใช่ไหมครับ🔗
ท่านประธานครับ เดี๋ยวผมขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงนิดหนึ่ง คือผมขออนุญาตนิดหนึ่งครับ ท่านประธานครับ ผม อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ จากพรรครวมไทยสร้างชาติ คือขอใช้สิทธิพาดพิงท่านจุลพันธ์ ผมขออนุญาตท่านประธานครับว่าการที่ผมเสนอเรื่องญัตติซ้อนญัตติไม่ใช่เป็นเรื่องที่ไม่มี หลักการนะครับท่านประธาน คือการที่ท่านเสนอว่าญัตติที่ให้คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มาดำรง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ท่านบอกว่าไม่ใช่ญัตติ แต่สักครู่นี้ท่านยกข้อบังคับมาว่าผมเสนอ ญัตติย้อนญัตติ ก็เป็นการยอมรับโดยปริยายว่ามันเป็นญัตติ ทีนี้ท่านบอกว่าผมเสนอมา โดยไม่มีหลักการ แล้วก็บอกว่าญัตตินี้เป็นญัตติของรัฐธรรมนูญ ญัตตินี้เป็นญัตติของ ข้อบังคับสภา ท่านประธานครับ ผมไปอ่านข้อบังคับดู อ่านรัฐธรรมนูญดูเหมือนท่านครับ รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน ข้อบังคับก็หนังสือฉบับเดียวกัน มันไม่มีเขียนนะครับท่านประธาน ญัตตินี้เป็นญัตติในรัฐธรรมนูญ ญัตตินี้เป็นญัตติทั่วไป ญัตตินี้เป็นญัตติในข้อบังคับ มันไม่มีครับท่านจุลพันธ์ ท่านประธานครับ มันไม่มีจริง ๆ ครับ ฉะนั้นญัตติคือญัตติ มีญัตติเดียวครับท่านประธาน ฉะนั้นขอให้ท่านประธานได้วินิจฉัยด้วยว่าสิ่งที่ ท่านจุลพันธ์อภิปรายว่ามีญัตติในรัฐธรรมนูญ ญัตติทั่วไป ญัตติในข้อบังคับมันไม่มีอยู่จริงครับ ท่านประธาน ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร🔗
ผมยังไม่ได้วินิจฉัย คุณวิโรจน์เชิญครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมคิดว่าตอนนี้เรากำลังถกกันแบบผิดประเด็นแล้วครับ คืออย่างนี้ครับ ให้ทุกท่านลองพิจารณาจากระเบียบวาระการประชุมวันนี้ ในหัวข้อที่ ๕ ระบุว่าอะไรครับ พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา ๒๗๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย คราวนี้อย่างนี้ครับ ผมทราบดีว่า กำลังเอานิยามของคำว่า ญัตติ คือข้อเสนอเพื่อให้ที่ประชุมพิจารณาลงมติไปในทิศทางใด ทิศทางหนึ่ง ซึ่งก็ต้องมาดูข้อบังคับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๒๙ ก็เสนอล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์ อักษร หรือถ้าจะไม่เสนอล่วงหน้า ไม่ทำเป็นลายลักษณ์อักษร ก็ต้องเข้าข้อบังคับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๓๒ ซึ่งการพิจารณาให้ความเห็นชอบผู้สมควรได้รับการแต่งตั้ง เป็นนายกรัฐมนตรีไม่มีอยู่ในนี้เลย อยู่ในข้อบังคับ ข้อ ๑๓๖ แล้วผมอยากจะเตือนทุกท่าน ด้วยว่าให้ไปอ่านรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕ ให้ดี ข้อบังคับไม่ได้ใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๕ วรรคหนึ่งระบุไว้ชัด แห่งรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใด ของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ หรือการกระทำใด ผมฝากถึงท่านอัครเดชด้วย หรือการกระทำใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติหรือการกระทำนั้นเป็นการใช้บังคับ มิได้ ผมขอให้ท่านประธานวินิจฉัยด้วย ผมยืนยันว่าการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะ ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ใช่ญัตติ ผมย้ำว่าไม่ใช่ญัตติ แต่เป็นข้อพิจารณาให้ความเห็นชอบ และถ้าตีความการให้ความเห็นชอบ เป็นญัตติ เดี๋ยวผมจะอภิปรายว่ามันทำให้รัฐธรรมนูญได้รับผลกระทบกระเทือน และถ้าใคร ยังยืนยันตามนี้ ต้องบอกด้วยว่าถ้ามีผลกระทบกระเทือนให้บันทึกไว้ด้วยว่าจะเป็นผู้รับผิดชอบ แต่เพียงผู้เดียว ขอท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ🔗
ก่อนที่จะวินิจฉัยนะครับ มีผู้จะแสดงความคิดเห็นในประเด็นใกล้เคียงนี้อีกหลาย ๆ ท่าน เอาไว้แสดงความคิดเห็น ให้หมดก่อน ถ้ามีความจำเป็นและประธานต้องวินิจฉัย แต่ผมคิดว่าต้องฟังความคิดเห็น ของสมาชิกอย่างทั่วถึงก่อน ถ้าจะวินิจฉัยก็ต้องวินิจฉัยตอนนั้น ไม่ใช่ฟังบางส่วนแล้วไป วินิจฉัยนะครับ เพราะฉะนั้นตอนนี้ก็มีผู้ยกมือจะแสดงความคิดเห็นอีกหลายท่านนะครับ ขอเชิญทางสมาชิกวุฒิสภาครับ ท่านเสรีครับ🔗
ขออนุญาตท่านประธานครับ🔗
ได้ครับ🔗
สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และในฐานะ Whip วุฒิสภาที่ร่วมประชุมกับท่านประธานรัฐสภา เมื่อวานนี้ ขออนุญาตหารือท่านประธานเพื่อชี้แจงในที่ประชุมให้ชัดเจนนะครับ🔗
ประเด็นที่ ๑ เรื่องระยะเวลา มีการเสนอ ๒ ชั่วโมงในห้องประชุม Whip ที่ท่านประธานเชิญทุกพรรค ขณะนี้ยังไม่มี Whip รัฐบาล ไม่มี Whip ฝ่ายค้าน ผมกราบเรียนว่าท่านสมาชิกอาจจะใหม่ จำเป็นต้องเคารพมติ Whip เช่นกันนะครับ ส่วนจะเห็นต่างไม่เป็นไรครับ แต่ถ้าบอกว่าที่ประชุม Whip มากำหนดไม่ได้จะประชุม ๒ ชั่วโมงอะไรนี่ ผมว่ามันจะพาธรรมเนียมหรือข้อปฏิบัติระหว่างกันไปลำบาก อันนี้ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานนะครับ ส่วนจะเปลี่ยนแปลงเวลาเพิ่ม อันนี้แล้วแต่ ท่านประธานวินิจฉัย อันนี้ผมด้วยความเคารพ🔗
ประการที่ ๒ ผมเรียนว่าท่านประธานบรรจุระเบียบวาระเรื่องเสนอใหม่ พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี มาตรา ๒๗๒ ของรัฐธรรมนูญ ถูกต้องทุกประการครับ ท่านประธานบรรจุเรื่องพิจารณาให้ความเห็นชอบ ตามมาตรา ๒๗๒ แล้วสักครู่หลังจากนั้นคุณสุทิน คลังแสง ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านก็เสนอ ญัตติให้เสนอคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ก็ถูกต้องครับ ก็เสนอญัตติแล้ว ส่วนจะญัตติซ้ำตามที่ ท่านอัครเดชพูดหรือไม่ผมได้หารือไว้ในห้องประชุม Whip เมื่อวานกับท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกว่า🔗
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมขออนุญาตประท้วงครับ🔗
ผมเห็นคัดค้านญัตติดังกล่าวว่า กระทำซ้ำไม่ได้ ผิดตามข้อ ๔๑ นะครับ🔗
คุณสมชายครับ คุณวิโรจน์ ประท้วงคุณสมชายใช่ไหมครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านผู้อภิปรายครับ เพราะว่าการเสนอของท่านสุทิน คลังแสง มิใช่ญัตติครับ เป็นการเสนอข้อพิจารณาให้รัฐสภาเห็นชอบตามหน้าที่ที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญครับ เพราะถ้าเกิดเสนอญัตติมันต้องอยู่ในข้อบังคับ ข้อ ๓๒ ครับ ท่านสมชายอ่านข้อบังคับ ข้อ ๓๒ มันมี ๑๓๖ อยู่ตรงไหน มันไม่มี แล้วจะบอกว่าเป็นการเสนอญัตติได้อย่างไร มันไม่ใช่ญัตติ ผมยืนยันอย่างนี้ครับ🔗
คุณวิโรจน์ฟังประธาน นิดเดียวครับ🔗
เป็นข้อพิจารณา ที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นหน้าที่ของ ๒ สภาในการพิจารณาเห็นชอบนายกรัฐมนตรี🔗
ที่ประชุมรับฟังความคิดเห็น ของคุณวิโรจน์แล้ว แต่มีสมาชิกได้เสนอความคิดเห็น ก็ต้องฟังคนอื่นเขาบ้างครับ ไม่เป็นไร ก็ยังไม่ได้ถือว่าผิดข้อบังคับ ผมขอเชิญคุณสมชาย แสวงการ ต่อครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน วินิจฉัยโดยชอบนะครับ ผมขออนุญาตเรียนต่อเพื่อทำความเข้าใจให้การประชุมเดินต่อไปได้ว่า ข้อเสนอของท่านอัครเดช ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านเห็นว่าขัดข้อบังคับ ข้อ ๔๑ ญัตติใด ตกไปแล้วห้ามนำญัตติหลักการเดียวกันขึ้นเสนอใหม่อีกในสมัยประชุมเดียวกัน เว้นแต่ญัตติ ที่ไม่ได้มีการลงมติ ซึ่งมีการลงมติไปแล้วนะครับ หรือประธานรัฐสภาอนุญาต หรือในเมื่อ พิจารณาเห็นว่าได้เกิดเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไป เพราะฉะนั้นผมจึงเรียนว่าวันนี้มีอยู่ตรงนี้ ที่ท่านอัครเดชเสนอ เราอภิปรายไปได้ครับ เห็นด้วย เห็นต่างไม่ว่ากันนะครับ ผมไม่ขัดข้อง ซึ่งเดี๋ยวถึงเวลาผมจะอภิปรายว่ามันไม่ขัดรัฐธรรมนูญอย่างไร เพราะข้อบังคับนั้นรัฐสภา เป็นกฎหมายมาจากรัฐธรรมนูญนะครับ อันนี้เดี๋ยวค่อยอภิปราย แต่ผมกำลังขออนุญาต ท่านประธานว่าดำเนินการไปตามปกติครับ เพราะท่านอัครเดชท่านเสนอถูกแล้ว ไม่ได้เป็น การเสนอญัตติซ้ำซ้อนหรือเกิดปัญหาขึ้น เพราะว่าเดี๋ยวท่านจุลพันธ์จะบอกว่าใช้ข้อ ๑๕๑ อีก อันนั้นจะทำให้ญัตติเดิมตกไป ก็ขออนุญาตว่าท่านประธานดำเนินการประชุมไป แล้วให้ ท่านอัครเดชว่าไปเถอะครับ แล้วเดี๋ยวเราลงมติ จะใช้เวลาขยายจาก ๒ ชั่วโมงหรือไม่ ที่ผม นำขึ้นมาเรียนเพราะว่าในฐานะ Whip วุฒิสภาที่ประชุมร่วมกับท่านประธาน เห็นว่าเราควร เคารพมติ Whip รัฐสภาที่ท่านประธานเป็นประธานอยู่ มิฉะนั้นเราเดินต่อลำบาก สภาจะอยู่ อีก ๔ ปี มันไม่เคารพอะไรกันไม่ได้เลยครับ มันต้องมีหลักเกณฑ์ครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบพระคุณคุณสมชาย มากครับ เรื่องเวลาผมขออย่างนี้ว่าเมื่อวานเราเพียงแต่เป็นข้อเสนอ ยังไม่ได้มีข้อยุติว่าจะเอา แค่ ๒ ชั่วโมง อันนั้นเป็นกรอบเวลาเฉย ๆ ถ้ามีผู้ขัดข้องในที่ประชุมนี้ว่าจะเสนอ ไม่ใช่ ๒ ชั่วโมง เอาไว้พูดทีหลัง เรากำลังพูดถึงเรื่องที่คุณอัครเดชเสนออยู่ จะมีความเห็นที่แตกต่าง กันอยู่นะครับ เพราะฉะนั้นในตอนนี้ก็มีผู้ขอเสนอที่จะอภิปราย เรื่องของคุณอัครเดชเดี๋ยวจะ ว่าอย่างไรต้องฟัง ก็อยากจะเรียนต่อท่านสมาชิกว่าวันนี้เป็นการอภิปรายที่สำคัญเพื่อจะ ลงมติในเรื่องการเลือกผู้นำประเทศคือนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นผมจะเปิดให้มี การอภิปรายเพื่อความรอบคอบ แล้วจะได้ไม่มีประเด็นปัญหาในภายหลัง หรือมีก็ให้น้อย ที่สุดนะครับ🔗
ตอนนี้คุณพริษฐ์ขอประท้วง เชิญครับ🔗
ผมขอใช้สิทธิพาดพิง สั้น ๆ ครับท่านประธาน เพื่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคมที่รับฟังอยู่ครับ พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอย้ำ อีกรอบหนึ่งนะครับว่าสิ่งที่ผมลุกขึ้นมาอภิปรายเมื่อสักครู่นั้นก็เป็นการบอกว่าให้เรา ดำเนินการตามข้อตกลงที่เรามีร่วมกันในที่ประชุมเมื่อวาน ไม่ได้เป็นการบอกว่าเราจะไม่ให้ ความสำคัญกับข้อตกลงร่วมกันในที่ประชุมเมื่อวานแต่อย่างใด แต่อย่างที่ผมได้ย้ำไว้แล้วก็ ยืนยันด้วยเอกสารนี้ และความจริงก็ยืนยันด้วยท่านอัครเดชเมื่อสักครู่ด้วย ในฐานะตัวแทน พรรครวมไทยสร้างชาติ ไม่ได้มีการกำหนดเรื่องกรอบขึ้นมา เป็น ๑ ในประเด็นที่เป็นข้อสรุป จริง ๆ ผมเพียงแค่ยืนยันตามนี้นะครับ ไม่ได้มีปัญหากับการเดินหน้าต่อในการประชุมตามที่ เราตกลงกันไว้ แต่เรื่องกรอบเวลาไม่ได้เป็นข้อตกลงอันนั้นจริง ๆ ครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมประท้วงครับ อรรถกรครับ ผมเข้าร่วมประชุม Whip เมื่อวานครับท่านประธาน นิดเดียวครับ ผมเข้าร่วมประชุมแล้วผมรู้สึกว่าผมเสียหายครับ🔗
เดี๋ยวครับ เมื่อสักครู่มีอ้างกันถึง เรื่องบันทึกสรุปการประชุม ก็บันทึกในเรื่องเวลานะครับ เพื่อจะได้เข้าใจตรงกัน เพราะผู้ที่ ไม่ได้เข้าประชุมก็เยอะ บันทึกว่า คาดว่าจะใช้เวลาในการแสดงความคิดเห็นประมาณ ๒ ชั่วโมง แต่เมื่อวานยังไม่ได้ขอมตินะครับ อันนี้เป็นการบันทึกเท่านั้น เพื่อที่เราจะได้ อภิปรายทั่วถึง เวลาน่าจะไม่ใช่ประเด็นที่สำคัญจนเกินไป สำหรับการประชุมเลือก นายกรัฐมนตรี อยากจะให้รอบคอบ เดี๋ยวจะมีประเด็นปัญหาตามขึ้นมาในภายหลัง ผมว่าให้รอบคอบไว้ก่อนดีกว่า เพราะเรื่องนี้เมื่อได้ข้อยุติแล้วถ้าไม่จบมันไม่ดีครับ ผมอยาก ให้ใช้ความรอบคอบ🔗
ตอนนี้มีผู้ประท้วงครับ คุณเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ผมอยากจะให้คุณเอกนัฏได้แสดงความคิดเห็นก่อนครับ แล้วคุณสมชายครับ กรุณารอสักครู่นะครับ เพราะว่าเป็นการประท้วง คุณเอกนัฏเชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรครวมไทยสร้างชาติ สมาชิกรัฐสภา ผมขอใช้ ๒ สิทธิครับ ก่อนอื่นคือสิทธิการพาดพิง เนื่องจากเมื่อวานนี้ผมก็เข้าร่วมประชุม Whip ๓ ฝ่าย แต่กราบขอบคุณท่านประธานที่ช่วยชี้แจงต่อที่ประชุม และมีการบันทึกชัดเจน ถึงข้อหารือว่าจะมีการหารือโดยใช้เวลา ๒ ชั่วโมง แต่สำหรับผมคิดว่า ๒ ชั่วโมง มันไม่ใช่ สาระสำคัญครับ เมื่อวานนี้สิ่งที่เกิดขึ้นคือมันไม่มีข้อสรุปจริง ๆ ข้อสรุปว่าตกลงแล้วเราจะ สามารถนำคุณพิธากลับมาพิจารณาเป็นนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่ ก็สรุปกันว่าจะมาหารือ แล้วก็มาพิจารณากันในที่ประชุมแห่งนี้วันนี้ละครับ ในส่วนที่ ๒ ขอใช้สิทธิประท้วง ท่านประธานครับ ตกลงเราจะดำเนินการประชุมตามญัตติที่ท่านอัครเดชได้นำเสนอไป เมื่อสักครู่ เมื่อสักครู่นี้ท่านวิโรจน์ก็บอกว่ามันไม่ใช่ญัตติ ถ้ามันไม่ใช่ญัตติเราก็ต้องดำเนินการ ประชุมพิจารณาญัตติที่ท่านอัครเดชนำเสนอ แต่หากตามที่ท่านจุลพันธ์ได้นำเสนอว่า การพิจารณานายกรัฐมนตรีมันเป็นญัตติ ก็ต้องตกไป และไม่สามารถนำกลับมาพิจารณาได้ ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๑ แปลว่าเรากำลังจะดำเนินการประชุมขัดข้อบังคับ ข้อ ๔๑ ทางออก มันมีอยู่แล้วในข้อ ๔๑ วรรคท้าย เป็นอำนาจของท่านประธานที่จะต้องพิจารณา ถ้าท่าน เห็นว่ามีเหตุการณ์ใดที่เปลี่ยนแปลงไปท่านก็สามารถนำกลับมาพิจารณาได้ แต่ถ้าไม่มี เหตุการณ์ใดเปลี่ยนแปลงไปไม่สามารถนำกลับมาพิจารณาได้ ขอให้ท่านประธานวินิจฉัยครับ ๑. จะพิจารณาตามญัตติที่ท่านอัครเดชนำเสนอ หรือจะเดินตามการหารือข้อบังคับ ข้อ ๔๑ ว่ามีเหตุการณ์ใดเปลี่ยนแปลงหรือไม่ครับ🔗
ขอบคุณคุณเอกนัฏมากครับ ผมอยากจะเรียน ตอนนี้มีอยู่ ๒ ข้อเสนอ ไม่ถึงกับข้อเสนอ เป็นข้อแนะนำของคุณจุลพันธ์ กับคุณอัครเดชที่เสนอเป็นญัตติ ความจริงผลมันก็เหมือนกัน คือว่าจะเอาอย่างคุณอัครเดช ก็ต้องขอมติเหมือนกัน หรือคุณจุลพันธ์หมายความว่าเสนอข้อ ๑๕๑ ก่อน ถ้าข้อ ๑๕๑ เป็นการตีความข้อบังคับแล้วว่าข้อเสนอของคุณอัครเดชนั้นผิดหรือไม่ผิดข้อบังคับ ก็ถือว่า เป็นข้อยุติโดยเด็ดขาด แต่ถ้าหากว่าไม่เห็นด้วยกับคุณจุลพันธ์ จะเสนอญัตติที่คุณอัครเดชเสนอ แล้วมีผู้ไม่เห็นด้วยก็ต้องเสนอเป็นญัตติ ก็ต้องถามความคิดเห็นว่าจะเห็นด้วย ไม่รู้มีกี่ญัตติ ตอนนี้มีเพียงญัตติของคุณอัครเดชเพียงญัตติเดียว เมื่อสักครู่นี้มีผู้รับรองถูกต้องแล้ว ใช่ไหมครับ คุณจุลพันธ์ใช้สิทธิพาดพิงนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเพียงแต่ ท้วงติงประเด็นหลัก ๆ คือกระบวนการในการที่เรามีข้อสงสัยต่อข้อบังคับการประชุม มีข้อบังคับข้อเดียวที่จะเอาไว้ชี้ชัดสำหรับการถกเถียงกันในสภาแห่งนี้คือข้อ ๑๕๑ การตีความข้อบังคับมันมีกลไกรองรับ ซึ่งผมไม่ได้ขัดข้องถ้าจะเดินช่องนั้น แต่สิ่งที่ผมถาม ถ้าผมถามท่านประธานย้อนกลับไปอย่างนี้ว่าที่ท่านอัครเดช ขออภัยที่เอ่ยนามท่านนะครับ ที่ท่านเสนอนี่ใช้ข้อบังคับข้อใด มันไม่มีข้อบังคับการประชุมรองรับครับ เราจะยื่นญัตติ ตามอะไรกันมันไม่มีข้อไหนที่จะรองรับให้นำเสนอได้เลย สิ่งที่เรากำลังพิจารณากันอยู่ ตามข้อ ๓๓ เขาให้เสนอได้ ๕ อย่างครับ ๑. รวมระเบียบวาระการประชุม ๒. ส่งปัญหาไปยัง กรรมาธิการ ๓. รวมหรือแยกประเด็นพิจารณาหรือลงมติ ๔. เลื่อนการพิจารณา ๕. ปิดอภิปราย มันไม่เข้ากรอบครับ ผมถึงบอกว่าวิธีการเดียวที่จะทำได้และหยุดข้อสงสัย ของเราท่านก็เสนอใหม่ เสนอด้วยข้อ ๑๕๑ นะครับ อ้างข้อ ๑๕๑ มาเลย ตีความข้อ ๔๑ เป็นไปตามที่ท่านคิดหรือไม่ ถกเถียงกันสัก ๒ ชั่วโมงที่ว่านี้แล้วเราก็ลงมติมันก็จบได้ครับ เดินหน้าต่อ ผมเรียนแค่นี้ครับท่านประธาน🔗
ท่านประธานครับ ผมพยายามรักษามารยาท ท่านประธานเรียกชื่อผมนานแล้ว ผมก็อดทน🔗
เดี๋ยวคุณอัครเดชครับ ถ้าเผื่อประท้วงไปประท้วงมา ๒ ท่านนี้จะต้องใช้เวลา และประธานเห็นว่า🔗
นิดเดียวครับ ท่านประธาน ผมขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงครับ เนื่องจากท่านจุลพันธ์ท่านอภิปรายนะครับว่า ผมใช้หลักการใด หรือใช้ข้อบังคับใดมาเสนอท่านประธาน ผมก็บอกว่าผมใช้ข้อบังคับ ข้อ ๓๒ นะครับ ขอเสนอญัตติที่ไม่ต้องแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร หรือเป็นหนังสือ หรือล่วงหน้า ผมก็เสนอเป็นญัตติข้อ ๓๒ (๑) ขอปรึกษาในที่ประชุม ก็เป็นไปตามข้อบังคับ แล้วท่านบอกว่าผมไม่มีสิทธิ หรือใช้ข้อบังคับไหนขึ้นมาเสนอเป็นญัตติ ผมก็งงกับท่านจุลพันธ์ ว่าท่านอ่านเล่มเดียวกับผมหรือเปล่า ก็ใช้สิทธิของสมาชิกรัฐสภาในการเสนอเป็นญัตติครับ ท่านประธาน ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
คือท่านเสนอตามข้อบังคับ ข้อ ๓๒ นะครับ ก็ปรึกษาหรือพิจารณาเป็นเรื่องด่วนครับ ตอนนี้ผมอยากให้คุณสมชาย พูดให้จบก่อน🔗
ท่านประธานครับ ผมเสรีครับ🔗
คุณเสรีนะครับ ขอประทานโทษด้วย คุณจุลพันธ์ครับ ขอไว้หน่อยครับ เชิญคุณเสรีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผมเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ประเด็นแรกครับท่านประธาน ที่มีการพูดถึงแล้วก็ถกเถียงกัน ผมอยากจะให้ท่านประธาน และที่ประชุมพิจารณาให้ชัดเจนว่าท่านสมาชิกเสนอว่าญัตติที่เสนอ หรือเรื่องที่เสนอบุคคล เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ตามวาระนะครับ ไม่เป็นญัตติ เพื่อความชัดเจนครับท่านประธาน การที่เราพิจารณาในวันนี้เป็นไปตามหมวด ๙ การพิจารณาให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรี เริ่มต้นตั้งแต่ข้อบังคับ ข้อ ๑๓๖ จนถึงข้อ ๑๓๙ ท่านประธานกรุณาดูข้อ ๑๓๘ วรรคสอง เขียนไว้เลยครับท่านประธาน ว่าในการพิจารณาญัตติตามวรรคหนึ่ง ในหมวดนี้นะครับ ในหมวดเดียวกันนี้ที่เรากำลังพิจารณา ท่านพยายามบอกว่าไม่ใช่ญัตติ ไม่ใช่ญัตติ ในข้อบังคับเองเขียนว่าเป็นญัตติ ผมว่าตรงนี้จะได้ชัดเจนไม่ต้องทำให้สมาชิกสับสนว่า เป็นญัตติหรือไม่ ในข้อบังคับเขียนว่าเป็นญัตติ🔗
ข้อ ๒ ท่านประธานครับ สิ่งที่ท่านเสนอในวาระว่าจะเสนอท่านพิธา เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นผมไม่เห็นด้วย แต่สิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยผมไม่ได้ตรงกับท่านอัครเดช เพราะสิ่งท่านอัครเดชพูดเป็นเรื่องไม่เป็นไปตามข้อบังคับ ข้อ ๔๑ แต่ผมอยากจะกราบเรียนว่า สิ่งที่ผมจะนำเสนอต่อที่ประชุมนั้นเป็นเรื่องที่จะแสดงให้เห็นว่าข้อเสนอของท่านนั้นขัดกับ รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ขัดข้อบังคับอย่างเดียวนะครับ ขัดรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ เพราะฉะนั้น ญัตติไม่เหมือนกันแล้ว เป็นข้อเสนอที่ไม่เหมือนกันแล้ว เดี๋ยวของผมจะตกไป ผมก็เลย กราบเรียนหารือท่านประธานว่าข้อเสนอที่ผมไม่เห็นด้วย กับข้อเสนอที่เสนอคุณพิธา เป็นนายกรัฐมนตรีดังกล่าวนี้นะครับ ต้องให้มีผู้รับรองให้เป็นญัตติหรือไม่ หรือว่าจะให้ ผมไม่เห็นด้วย ค้าน แล้วไปลงมติทีหลัง หรือถ้าหากว่าจะให้เห็นได้ว่าสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยนั้น มีผู้รับรอง ก็มี ๒ วิธี ก็คือให้ยกมืออย่างที่ทำไปแล้ว หรือกดบัตรลงคะแนน จะได้ชัดเจนครับ ท่านประธาน แต่ด้วยความไม่เห็นด้วยของผม ผมมีเหตุผล ไม่ใช่ข้อบังคับอย่างเดียวครับ ตามรัฐธรรมนูญด้วยครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ🔗
ถ้าคุณเสรีจะเสนอขึ้นมา จะเป็นญัตติขึ้นมาว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญก็ขอให้มีการรับรอง ก็เสนอ จะได้พิจารณาต่อไป🔗
ขออนุญาต ท่านประธานครับ ขอให้รับรอง🔗
อย่างนั้นผมขออนุญาต สิ่งที่ผมเสนอนะครับว่าผมไม่เห็นด้วยกับญัตติที่เสนอให้คุณพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี ซ้ำเข้ามาอีก ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้องนะครับ🔗
ขอบคุณครับ🔗
เดี๋ยวเอาไว้ไปอภิปราย ก็เป็นข้อเสนอญัตติข้อเสนอที่ ๒🔗
ขออนุญาต ท่านประธานครับ🔗
ที่ต่างจากคุณอัครเดชครับ🔗
ขออนุญาต ท่านประธานครับ🔗
คุณปกรณ์วุฒิหรือเปล่าครับ🔗
ใช่ครับ🔗
เชิญครับ🔗
ท่านประธาน อนุญาตผมหรือยังครับ🔗
อนุญาตครับ🔗
ขอบคุณ มากครับท่านประธาน เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมอยากให้ท่านประธานวินิจฉัยแบบนี้ก่อนว่า ณ ตอนนี้เรากำลังอยู่ในวาระการประชุมอะไร กันแน่ แล้วก่อนที่จะเข้าสู่ญัตติใดญัตติหนึ่ง เพราะผมกลัวว่าถ้าเข้าไปสู่ญัตติใดญัตติหนึ่ง เราจะมีปัญหาอย่างแน่นอน เมื่อสักครู่นี้ท่านอัครเดช ขออภัยที่เอ่ยนาม บอกว่าหากท่านจุลพันธ์ ขออภัยที่เอ่ยนามเช่นกันนะครับ มองว่ามันเป็นญัตติซ้อนญัตติ แปลว่ายอมรับไปแล้วว่า การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีมันเป็นญัตติ ผมเองเห็นเหมือนท่านวิโรจน์นะครับว่าการเสนอชื่อ นายกรัฐมนตรีไม่ใช่ญัตติ แต่ถ้าท่านอัครเดชเห็นว่าเป็นญัตติ ก็แปลว่าท่านอัครเดช ไม่สามารถเสนอญัตติซ้อนขึ้นมาได้เพราะไม่มีข้อบังคับรับรอง คือตอนนี้เราอยู่ในภาวะ ที่ Paradox แบบนี้นะครับ มันมีทางเดียวครับ คือมันต้องเป็นการตีความข้อบังคับเท่านั้น มันเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากการตีความข้อบังคับเท่านั้นว่าการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี เป็นญัตติหรือไม่ใช่ญัตติ ซึ่งจริง ๆ แล้วท่านประธานมีอำนาจวินิจฉัยเองด้วยซ้ำ ผมขอให้ ท่านประธานลองวินิจฉัยดูก่อนว่าเราควรจะเดินต่อไปอย่างไรจะได้ไม่ต้องมีการลงมติ แล้วก็ไปตามระเบียบวาระที่บรรจุเอาไว้ตั้งแต่ต้นท่านประธานครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านประธานครับ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์🔗
ความเห็นของคุณปกรณ์วุฒิ ก็ตรงกับคุณจุลพันธ์นะครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับท่านประธาน🔗
มีรายชื่อผู้ที่จะขออภิปราย ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกัน🔗
เอกนัฏ พร้อมพันธุ์🔗
เชิญครับ🔗
ขออนุญาตประท้วง ท่านประธานครับ ท่านประธานต้องดำเนินการตามระเบียบข้อบังคับการประชุม ข้อ ๕ ตอนนี้มีเรื่องที่ท่านประธานต้องวินิจฉัยครับ ผมเสนอว่าให้ทาง ๘ พรรคร่วมไปคุยกัน ให้ดีก่อนไหมครับ ความเห็นไม่ตรงกันครับ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านจุลพันธุ์ เสนอว่าเนื่องจาก การโหวตนายกรัฐมนตรีเป็นญัตติ เพราะฉะนั้นต้องไปตีความกันว่าการเสนอนายกรัฐมนตรีเมื่อเป็นญัตติแล้วมันขัดกับข้อบังคับ ข้อ ๔๑ ตามที่ท่านอัครเดชได้ประท้วงหรือไม่ แต่เพื่อนสมาชิกจากพรรคก้าวไกลบอกว่า มันไม่เป็นญัตติ ก็เมื่อมันไม่เป็นญัตติ ตอนนี้เรากำลังพิจารณาญัตติของท่านอัครเดช กับเพื่อน สว. ท่านเสรีอยู่ ท่านประธานต้องดำเนินการวินิจฉัย แล้วก็ดำเนินการตามระเบียบ ข้อบังคับการประชุมทางใดทางหนึ่งครับ ขออนุญาตท่านประธานครับ🔗
ของคุณจุลพันธ์ที่เสนอ สักครู่ก็ยังไม่เป็นญัตติ เพราะว่าคุณจุลพันธ์เสนอเพียงคำเสนอแนะต่อคุณอัครเดช หรือผู้ที่จะเสนอเรื่องนี้ก็ว่าเป็นญัตติเท่านั้น ยังไม่เสนอว่าควรจะใช้ข้อ ๑๕๑ แทน อันนี้เป็น ข้อเสนอเท่านั้น ผมก็อยากให้มีการเสนออยู่ แล้วคุณเสรีก็เสนออีกข้อเสนอหนึ่งว่า การพิจารณาการประชุมในวันนี้ผิดรัฐธรรมนูญ เดี๋ยวฟังอภิปราย เพราะท่านยังไม่อภิปรายว่า ผิดรัฐธรรมนูญอย่างไร คุณจุลพันธ์จะใช้สิทธิพาดพิงก่อน สั้น ๆ นะครับ วันนี้ใช้สิทธิ พาดพิงเยอะ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทย เชียงใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอความกรุณา เพื่อนสมาชิกอย่าเอาชื่อผมอ้างนะครับ สิ่งที่ผมบอกนี้นะครับ ผมบอกว่าสิ่งที่เรากำลังประชุม พิจารณากันอยู่นี้ ไปดูง่าย ๆ ไปดูมาตรา ๒๗๒ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ มีคำว่า ญัตติ ในตัว มาตรา ๒๗๒ หรือไม่สักคำ สิ่งที่เราจะทำกันอยู่ สิ่งที่เรากำลังทำกันอยู่ คือการเสนอชื่อ ผู้จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กระบวนการเสมือนเป็นญัตตินะครับ อันนี้ต้องเข้าใจ ตรงกันก่อน แต่ว่ามันไม่ใช่ญัตติทั่วไปตามข้อบังคับการประชุม ข้อ ๔๑ อันนี้เป็นความเข้าใจ ตรงกันนะครับ แต่อย่างไรก็ตามผมท้วงติงว่ากระบวนการที่ต้องเดินต่อจากนี้ หากมีข้อสงสัย ในตัวข้อบังคับ ฝั่งหนึ่งบอกว่าใช่ ฝั่งหนึ่งบอกว่าไม่ใช่ ข้อ ๔๑ ก็ต้องใช้ข้อ ๑๕๑ และใช้เสียง เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดคือ ๓๗๕ ถ้าลงมติมาแล้วเห็นชอบตามนั้น ก็แปลว่า ข้อ ๔๑ มีผลบังคับใช้ ห้ามเสนอญัตติซ้ำอะไรของท่านนี่นะครับ เสนอชื่อเมื่อสักครู่ก็ตกไป ก็แค่นั้นเองครับ เป็นไปตามกรอบขั้นตอนของพวกเรา มีขั้นตอนรองรับทั้งหมด🔗
เชิญครับ พรรคก้าวไกลครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร หนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ กรณีที่เรากำลังโต้เถียงตรงนี้ ผมคิดว่ามันมีประเด็นที่จะต้องสรุปให้ชัดก่อนที่จะมีมติ หรือว่าท่านประธานจะมีดุลยพินิจ อย่างไร สิ่งแรกที่อยากจะให้ท่านประธานได้เรียนก็คือว่าในวันนี้การพิจารณาตามระเบียบ วาระการประชุมของรัฐสภา เป็นเรื่องพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้ง เป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๒๗๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ไม่ได้พิจารณา ญัตติเสนอบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีนะครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ระบุไว้ชัดเจน นั่นคือ เป็นการดำเนินการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๖๐ มิใช่เรื่องญัตติ แต่อย่างใด กลไกหลังจากที่พิจารณาในเรื่องนี้ไม่ถือว่าเป็นญัตตินี้ก่อน🔗
ท่านประธานครับ🔗
ขออนุญาตก่อนนะครับ ขอให้ฟัง🔗
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตประท้วงครับ🔗
ผมประท้วง ท่านประธานนะครับ🔗
ท่านประท้วง ข้อบังคับที่เท่าไรครับ ผมยังไม่ได้ทราบ ท่านประธานครับ ขออนุญาตให้ท่านประธาน ได้แจ้งให้ผู้ที่อภิปรายว่าท่านประท้วงนี่ประท้วงข้อบังคับข้อที่เท่าไร ผมเห็นท่านลุกขึ้นมา อภิปราย แล้วสมาชิกพรรคท่านพรรคก้าวไกลก็บอกว่าตอนนี้ไม่ใช่วาระที่จะอภิปราย สรุปแล้วพรรคท่านจะให้อภิปรายหรือไม่อภิปราย พรรคท่านไปคุยกันก่อน แล้วพรรคร่วม ๘ พรรคของท่านก็ต้องไปคุยก่อนว่าญัตติสรุปเป็นญัตติหรือไม่ญัตติ เพราะท่านจุลพันธ์ บอกว่าเป็นญัตติซ้อนญัตติ แต่พรรคก้าวไกลบอกว่าไม่ใช่ญัตติ ผมจึงสนับสนุนท่านเอกณัฏ พร้อมพันธุ์ ว่าท่านไปคุยกันก่อนว่า ๘ พรรคท่านสรุปแล้วเป็นญัตติหรือไม่เป็นญัตติครับ ขออนุญาตท่านประธานได้วินิจฉัยครับ ไม่อย่างนั้นการประชุมก็จะยืดเยื้อต่อไปครับ ท่านประธาน ขอให้ท่านประธานไม่อนุญาตให้ใครอภิปรายแล้วครับ ถ้าจะประท้วงก็ต้อง ประท้วงมีข้อบังคับครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงท่านอัครเดชครับ ท่านก็เป็น สส. มาหลายสมัย ท่านน่าจะรู้ว่าการประชุมสภา ต้องคุยกับประธาน ไม่ใช่ชี้หน้ามาทางผม ก็ฝากท่านประธาน🔗
ผมกำลังจะเตือนพอดีครับ🔗
ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพครับ ผมไม่ได้ชี้หน้าเลยครับ ผมไม่ได้ชี้หน้าเลยนะครับ ท่านประธานครับ เดี๋ยวออกไปจะนึกว่าผมชี้หน้า ไม่ได้ชี้หน้าเลยนะครับ🔗
ผู้ที่จะอภิปราย ผมกำลัง จะเตือนด้วยว่าขอให้พูดกับประธาน แล้วถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องไปชี้หน้าครับ เชิญคุณธีรัจชัย ผมอนุญาตแล้ว พูดต่อครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตต่อครับท่านประธาน คือในเรื่องนี้มันไม่ใช่พูดกันเรื่องของการเสนอญัตติ ให้เลือกคุณพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีแต่อย่างใดนะครับ ดังนั้นกระบวนการที่จะต้องดำเนินการ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ไม่ถือเป็นญัตติตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ชัดเจนนะครับ กฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่สูงสุดของประเทศ จะเอาข้อบังคับ ซึ่งบังคับใช้เฉพาะรัฐสภา ไม่เฉพาะไม่ใช่เรื่องของอำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ มาบังคับ ตีความให้เหนือกว่ารัฐธรรมนูญ เป็นไปไม่ได้ นี่คือประเด็นที่ ๑ นะครับ ดังนั้นกระบวนการ ใด ๆ ทั้งสิ้นไม่ได้เกี่ยวข้องญัตติ อีกทั้งที่หลายท่านได้บอกว่าเรื่องญัตติอยู่ในหมวด ๒ นะครับ เรื่องการเสนอนายกรัฐมนตรีอยู่ในหมวด ๙ ของข้อบังคับ มันก็ตัวชี้ชัดแล้วว่ามีแยกเฉพาะ อย่าลืมหลักกฎหมายที่จะต้องมีความชัดเจนและเป็นธรรมนะครับ นี่คือความชัดเจนของ กฎหมายที่ระบุไว้ชัดแล้ว ชั้นของกฎหมายนะครับ คือชั้นข้อบังคับจะไปหักล้างรัฐธรรมนูญ เป็นไปไม่ได้ คนที่เรียนกฎหมายก็ทราบดีอยู่แล้วท่านประธานครับ เราจะใช้หลักการตีความ ตัวอักษรอย่างเดียว แล้วบอกว่าเอาละไปหักล้างหลักการเจตจำนงของรัฐธรรมนูญที่ต้องการ ให้เลือกนายกรัฐมนตรีไม่ได้ครับ มิฉะนั้นเราจะตีความแบบผลประหลาดมากเลยครับ ท่านประธาน ก็คือตีความแล้วบอกว่าไม่ได้ แล้วการเลือกรัฐมนตรีถ้าจะซ้ำก็ต้องไป ในสมัยประชุมหน้า เจตจำนงรัฐธรรมมนูญต้องการให้เลือกตั้งฝ่ายบริหารโดยเร็ว ประชาชน เลือกตั้งมาแล้วจะต้องได้รับการแต่งตั้งมาเป็นฝ่ายบริหารโดยเร็วที่สุด ไม่ใช่มาถ่วงเวลาแบบนี้ นี่คือวาระซ่อนเร้นในการสกัดการเป็นนายกรัฐมนตรีของคนที่ได้รับเลือกตั้งส่วนใหญ่ ของประชาชนหรือไม่ เอาละประเด็นที่ ๑ ที่ผมเรียน🔗
ประเด็นที่ ๒ อยากจะเรียนกับท่านประธานที่เคารพก็คือเมื่อสักครู่ท่าน สว. ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ที่ท่านกรุณาอ้างข้อบังคับ ข้อ ๑๓๘ ที่บอกว่า ในส่วนวรรคสองของข้อบังคับ ข้อ ๑๓๘ ที่บอกว่าในการพิจารณาญัตติตามวรรคหนึ่ง ให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาและลงมติว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ แล้วบอกว่าญัตติตรงนี้ เป็นญัตติแล้ว ผมคิดว่าข้อกล่าวตรงนี้ถ้าอ่านดูในส่วนของข้อบังคับทุกตัวอักษร จะรู้ว่า คลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ท่านสรุป ผมจะอ่านให้ฟังจะได้กระจ่างแจ้งครับ ข้อบังคับ ข้อ ๑๓๘ เขาบอกว่า ในกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๒๗๒ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าด้วยเหตุใด และสมาชิกทั้งสองสภารวมกันไม่น้อยกว่า กึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา เข้าชื่อเสนอญัตติต่อประธานรัฐสภา เพื่อขอให้สภามีมติยกเว้นไม่เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่อในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมือง แจ้งไว้ตามมาตรา ๘๘ ของรัฐธรรมนูญ ให้ประธานรัฐสภาบรรจุเข้าระเบียบวาระประชุม รัฐสภาเป็นเรื่องด่วนก่อน เรื่องที่เป็นญัตติไม่ใช่เรื่องที่เสนอชื่อตามมาตรา ๘๘ ของรัฐธรรมนูญ แต่เป็นเรื่องที่มันไม่มีบุคคล จะไม่เสนอชื่อบุคคล และจะขอชื่อนอกบัญชี รายชื่อของพรรคการเมืองที่เสนอ จึงจะเป็นญัตติ🔗
คุณธีรัจชัยครับ ขออำนาจ ท่านประธาน ผมคิดว่า🔗
ขอเรียนนิดหนึ่งครับ เรื่องนี้ถ้าไม่ชี้แจงจะทำให้พี่น้องประชาชนฟังอยู่ตามบ้านจะเข้าใจคลาดเคลื่อน ดังนั้น เรื่องที่ท่าน ด้วยความเคารพท่าน สว. ผ่านท่านประธานไปนะครับ อันนี้ค่อนข้าง จะคลาดเคลื่อนต่อข้อบังคับ ดังนั้นเมื่อการพิจารณาในวันนี้เป็นการพิจารณาการดำเนินการ ตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ตามมติ การเสนอขึ้นมามันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเอาข้อบังคับ หรือการตีความ หรือแม้กระทั่งการจะใช้ข้อ ๑๕๑ ก็แล้วแต่ จะใช้ข้อบังคับมาหักล้าง เจตจำนงรัฐธรรมนูญที่ต้องการฝ่ายบริหารจากการเลือกตั้งของประชาชน เป็นไปไม่ได้ อย่างแน่นอน ผมคิดว่าเราอย่าฝืนเจตจำนงประชาชน ฝืนระบอบประชาธิปไตย ฝืนรัฐธรรมนูญ เลยครับ🔗
ขอบพระคุณ ผมเห็นว่า เราอภิปรายกันมาพอสมควร เดี๋ยวฟังอีกสักท่านสองท่านผมก็จะได้วินิจฉัยครับ🔗
ท่านปรเมษฐ์ จินา ยกมือ ขออภิปราย เชิญครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ ปรเมษฐ์ จินา พรรครวมไทยสร้างชาติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ ผมก็ไม่รู้ว่าจะใช้สิทธิประท้วงข้อไหน แต่ว่าขอใช้สิทธิประท้วง ผู้ที่ออกข้อบังคับรัฐสภา พุทธศักราช ๒๕๖๓ ก็แล้วกันนะครับ เพราะว่าทำให้ สส. สมัยแรก อย่างผมยุ่งยากมากพอสมควร ก็ขออนุญาตนะครับ เนื่องจากว่าพวกเราตีความกันยังไม่ได้ เลยว่าเป็นญัตติ หรือว่าเป็นข้อพิจารณา หรือว่าเป็นวาระการประชุม ผมอยากจะให้ทุกท่าน ดูไปพร้อมกัน เอกสารหน้า ๗๑ ข้อ ๓๖ ข้อ ๓๖ ขึ้นต้นด้วยว่า ญัตติ นะครับ ญัตติที่ไม่ต้อง เสนอล่วงหน้าเป็นหนังสือ ให้ผู้รับรองญัตติแสดงการรับรองโดยวิธีการยกมือพ้นศีรษะ อันนี้ ญัตติของคุณอัครเดช ก็เข้าข้อ ๓๖ ทีนี้ต่อไปเขาก็กำหนดไว้อีกว่า เว้นแต่การรับรองการเสนอ ชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีตามข้อ ๑๓๖ อันนี้ก็ชัดเจน เพราะฉะนั้นก็เป็นญัตตินะครับ ก็ขอให้พวกเราเข้าใจตรงกัน แล้วสิ่งที่คุณอัครเดชก็สามารถ จะเสนอได้เพราะว่ามีการปฏิบัติตามข้อบังคับนะครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณคุณปรเมษฐ์ จินา มากครับ ก็ได้อธิบายชัดเจนขึ้น🔗
ที่กำลังยกมือทาง สว. เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมยกมือ ก่อนครับท่านประธาน ผมยกมานานแล้วครับ ผมถูกพาดพิง เมื่อสักครู่เอ่ยชื่อผม ผมขอพูด นิดเดียว กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกได้พูดถึงในข้อ ๑๓๘ ที่ผมได้กราบเรียน ท่านประธานไปแล้ว แล้วก็บอกว่าไม่เป็นญัตติ ผมกราบเรียนท่านประธานครับ ผมถูกพาดพิง แล้วทำให้เสียหาย คนฟังจะเข้าใจว่าผมพูดไม่ถูกต้อง ก็เลยต้องกราบเรียนทำความเข้าใจว่า มาตรา ๑๓๘ อยู่ในเรื่องหมวด ๙ การพิจารณาให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรี ซึ่งในข้อ ๓๘ ผมได้กราบเรียนว่าเรื่องที่กำลังพิจารณาอยู่นี้เป็นญัตติ ทั้งบัญญัติไว้ในวรรคหนึ่งและวรรคสอง มีข้อความเขียนไว้ชัดเจนว่าเป็นญัตติ แต่ท่านก็พยายามจะอธิบายพูดว่าไม่ใช่ญัตติ มันขัดกับ ข้อบังคับโดยชัดเจน แล้วทำให้คนที่ได้ยินได้ฟัง แม้สมาชิกในสภานี้จะสับสน เพราะญัตติ คือญัตติ เขียนมาแล้วว่าเป็นญัตติ ท่านก็บอกว่าญัตติที่เขียนนี้ไม่ใช่ญัตติ ผมก็เลยกราบเรียน เพื่อความเข้าใจครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
เดี๋ยวผมขอเตือนอีกครั้งหนึ่ง ถึงแม้จะเป็นการประท้วงและยกมือ เดี๋ยวให้ผมชี้ก่อนว่ากำลังประท้วงแล้วก็พูดเลย ถ้าพูดต่อ คนอื่นก็เอาตัวอย่าง พูดต่อสภาก็ไม่รู้จะฟังใคร เชิญครับท่านผู้ประท้วง🔗
ผมประท้วง ท่านประธานเรื่องการควบคุมการประชุมครับ เพราะว่าท่านเสรีก็บิดเบือนข้อบังคับนี้ละครับ คำว่า ญัตติ ไม่ได้เขียน🔗
เดี๋ยว ๆ คุณใช้คำว่าอะไร บิดเบือนหรือครับ🔗
ใช่ครับ ญัตติที่ท่านพูด ๒ รอบแล้ว ไม่ใช่ญัตติที่ท่านกำลังหมายถึงเลย🔗
ผมก็อยากให้ถอนคำว่า บิดเบือน เพราะว่าเขาชี้แจงเฉย ๆ ขอถอนคำว่า บิดเบือน นะครับ🔗
ถอนครับท่านประธาน ถอนคำว่า บิดเบือน ครับ🔗
เชิญเลยครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ข้อ ๑๓๘ มีคำว่า ญัตติ จริงครับ มีคำว่า ญัตติ ปรากฏอยู่ ๑ ครั้งครับ🔗
ท่านประธานครับ ขออนุญาตประท้วงท่านประธานครับ🔗
เดี๋ยว พอดีกำลังประท้วงอยู่ ผมขอให้ประท้วงให้จบก่อน เดี๋ยวผมจะได้วินิจฉัยเป็นคนคนไปครับ🔗
ผมขออนุญาต อ่านให้ฟังนะครับท่านประธาน สมาชิกของทั้งสองสภารวมกันไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน สมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่เข้าชื่อเสนอญัตติต่อประธานรัฐสภาเพื่อขอให้รัฐสภามีมติยกเว้น ไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี มันคือญัตติของการเสนอชื่อยกเว้นครับท่านประธาน ไม่ใช่ ญัตติเสนอชื่อผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี🔗
เชิญผู้ประท้วงต่อ🔗
ขออนุญาต ท่านประธานครับ ผม ฐากร ตัณฑสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยสร้างไทย🔗
เดี๋ยว ก็เหมือนกัน ให้ผม ชี้ก่อนครับ แต่ตอนนี้เชิญครับ บางทีดูไม่ทัน ผมจะพยายามช้า ๆ ท่านก็ไม่ต้องออกเสียง เชิญครับ🔗
ผมขออนุญาตประท้วง ท่านประธานครับ ผม ฐากร ตัณฑสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยสร้างไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ ผมขออนุญาตเรียนว่าท่านประธาน ควรกำกับดูแลการประชุมรัฐสภาให้เป็นไปโดยเรียบร้อย สิ่งที่สำคัญที่สุดในวันนี้ก็คือ ฝ่ายพรรค ๘ ร่วมรัฐบาลส่วนใหญ่คิดว่าการเสนอรายชื่อบุคคลที่สมควรดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีในวันนี้ไม่ใช่ญัตติ แต่อีกกลุ่มหนึ่งอีกฝ่ายหนึ่งท่านคิดว่าเป็นญัตติ ซึ่งไปเข้า ตามระเบียบข้อบังคับ ข้อ ๓๒ ผมคิดว่าขอให้สมาชิกทุกท่านอภิปรายเหตุผลสนับสนุน ของตนเองดีกว่าครับ อย่าอภิปรายกันแยกไปแยกมาเลย ผมเตรียมข้อมูลมาแล้วว่าเป็นญัตติ หรือไม่เป็นญัตติ คนอื่นก็เตรียมข้อมูลกันมาหมดแล้วครับว่าเป็นญัตติหรือไม่เป็นญัตติ ดังนั้น อยากจะให้ท่านประธานเดินหน้ากำกับดูแลการประชุมในครั้งนี้เลย จะตัดสินอย่างไรว่าวันนี้ วาระการพิจารณานายกรัฐมนตรี อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่าเป็นการเสนอรายชื่อบุคคล ไม่ใช่ญัตติ อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่าเป็นญัตติ เพราะฉะนั้นเขายื่นมาถูกต้อง ก็ไม่เป็นไร ก็ขอให้ท่านประธาน อธิบายให้ทุกฝ่ายอภิปรายสนับสนุนในส่วนของตนเอง ส่วนการพิจารณาของสมาชิกรัฐสภา จะตัดสินใจอย่างไร ขอให้สมาชิกรัฐสภาตัดสินใจในส่วนนั้น ขอให้ท่านประธานเดินหน้า ต่อเถอะครับ วันนี้ผ่านมาชั่วโมงครึ่งแล้วยังทำอะไรไม่ได้เลย ชาวบ้านดูอยู่ครับ ขอบคุณ มากครับ🔗
ขอบคุณคุณฐากร ตัณฑสิทธิ์ มากครับ ที่ได้มีข้อเสนอ ผมอยากจะขอเป็นอย่างนี้ครับ🔗
ท่านประธานทางนี้ครับ🔗
เดี๋ยวครับ ผมขอเป็นอย่างนี้ ข้อเสนอแนะของคุณฐากรก็ตรงกับที่ผมกำลังจะพูดในที่ประชุม วันนี้เราพูดกันมาก็มีอยู่ ๒ กรอบความคิด ความคิดอันแรกก็คือว่าการเสนอชื่อวันนี้เป็นญัตติที่ขัดต่อข้อ ๔๑ อีกฝ่ายหนึ่งก็เสนอว่าที่อภิปรายไปทั้ง สส. ข้อเสนอที่เสนอของคุณอัครเดชไม่เป็นญัตติ เพราะเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ และข้อบังคับในหมวด ๙ ผมฟังก็เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นถ้าเราอภิปรายไปมันก็จะอยู่ในกรอบนี้ จึงอยากจะขอให้ที่ประชุมอภิปราย อยู่ในกรอบนี้ เมื่อสักครู่คุณอัครเดชเสนอแล้วว่าข้อเสนอชื่อคุณพิธานั้นขัดเพราะเป็นมติ ตามข้อ ๔๑ แล้วผู้อภิปรายอีกหลายท่านก็บอกว่าเสนอถูกต้องแล้ว เพราะไม่ใช่ญัตติจะไปใช้ ข้อ ๔๑ ไม่ได้เพราะเป็นรัฐธรรมนูญ ถ้าหากในกรอบของการอภิปรายวันนี้ ๒ ฝ่ายเราก็จะได้ ขอมติต่อไป หรือจะใช้เป็นอย่างอื่น แต่ถ้าอภิปรายไปมากกว่านี้ผมว่ามันผิดประเด็น ที่เราจะหานายกรัฐมนตรีนะครับ🔗
ขออนุญาตท่านประธาน ผม รังสิมันต์ โรม ครับ🔗
คุณอัครเดชประท้วง ใช่ไหมครับ ผมว่าคุณประท้วงพอสมควร ถ้าเผื่อว่ามันอยู่ในประเด็นเดิม ๆ ผมขอว่ารับฟัง🔗
ท่านประธาน ผมยังอภิปรายไม่จบเลยครับ ท่านประธานจะให้ผมอภิปรายต่อไหมครับ🔗
ของคุณเสนอเป็นญัตติ ไปแล้ว รับรองถูกต้องแล้ว รับรองถูกต้องแล้วก็ต้องรอว่ามีคนมีความเห็นเป็นอย่างอื่นอีก คุณรังสิมันต์ยกมือ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธาน ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ประเด็นที่ผมกำลังนำเสนอท่านประธานครับ มันสืบเนื่องจากที่ท่านประธานได้กล่าว หลังจากที่ ต้องขออนุญาตเอ่ยนามอีกครั้งนะครับ คือท่านอัครเดชได้นำเสนอโดยอ้างว่า เป็นญัตติมีผู้รับรอง ท่านประธานก็ถามต่อที่ประชุมว่าที่ประชุมเห็นเป็นประการใด สิ่งที่ ผู้อภิปรายหลาย ๆ ท่าน ซึ่งรวมถึงท่านปกรณ์วุฒิได้ตั้งคำถามในประเด็นที่ ๑ ว่าตกลงแล้ว การเสนอญัตติของท่านอัครเดชเสนอตามข้อบังคับอะไร ซึ่งท่านอัครเดชก็ได้กรุณาชี้แจงว่า เป็นไปตามข้อ ๓๒ (๑) ซึ่งขอให้ปรึกษาและพิจารณาเป็นเรื่องด่วน ซึ่งคำถามแรกเลยก็คือว่า ที่ผ่านมาข้อบังคับในลักษณะนี้เราไม่ได้ใช้แบบนี้🔗
ประเด็นที่ ๑ ท่านประธานจะต้องวินิจฉัยก่อนว่าการเสนอญัตติซึ่งไม่ได้ พิจารณาแค่มีผู้รับรองถูกต้องเท่านั้นนะครับ แต่มันถูกต้องตามข้อบังคับหรือไม่ การเสนอ ของผู้เสนอถูกต้องตามข้อบังคับหรือไม่ ท่านประธานจะต้องวินิจฉัยในประเด็นนี้ ประเด็น ที่ ๑ ก่อนครับ🔗
ประเด็นถัดมา การเสนอญัตติก็จะต้องอยู่ภายใต้ความถูกต้อง ความชอบ ด้วยกฎหมายก็คือรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ ไม่ใช่พิจารณาแค่เฉพาะข้อบังคับเท่านั้น ประเด็น ที่เรากำลังเข้าสู่ระเบียบวาระคือการเสนอบุคคลเข้าเป็นผู้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นขั้นตอนตามมาตรา ๒๗๒ การพิจารณามาตรา ๒๗๒ ก็ต้องพิจารณามาตรา ๑๕๙ และมาตรา ๘๘ ซึ่งทางพรรคเพื่อไทย🔗
เดี๋ยว คุณรังสิมันต์ครับ🔗
ตั้งประเด็น ท่านประธาน นิดเดียวจะจบแล้ว ๑๐ วินาทีจบแล้วครับท่านประธาน ซึ่งทางพรรคเพื่อไทยก็ได้เสนอคุณพิธา และมีผู้รับรองถูกต้องแล้ว คุณพิธาเป็นบุคคลที่กำลังจะถูกพิจารณาว่าเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา ๒๗๒ ญัตติดังกล่าวท่านประธานจะต้องวินิจฉัยว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ ดังนั้นประเด็นที่จะต้องมีการวินิจฉัยโดยท่านประธาน แล้วถ้าท่านประธานวินิจฉัย เราจบเลยครับ เราก็จะได้เดินกันต่อ ๑. ญัตติที่จะเป็นญัตติได้หรือไม่ ชอบด้วยข้อบังคับไหม ข้ออะไร ท่านประธานช่วยชี้แจงต่อที่ประชุมด้วยครับ ๒. ญัตติดังกล่าวชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หรือไม่ ถ้าชอบ ท่านประธานวินิจฉัยเลยครับ แล้วเราจะได้เดินกันต่อ จะได้ไม่ต้องถกเถียง กันอีก ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ในประการแรก ที่ให้ผม วินิจฉัยว่าข้อเสนอญัตติของคุณอัครเดชนั้นชอบด้วยข้อบังคับหรือไม่ ตอนนี้ได้มีการอภิปราย หลายคนแล้ว ผมขอวินิจฉัยว่าชอบด้วยข้อบังคับแล้ว ทั้งในข้อบังคับ ข้อ ๓๑ รวมทั้งข้อบังคับ ข้อ ๓๖ ด้วย อันนี้ประธานวินิจฉัยแล้วนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตใช้ข้อบังคับประท้วงท่านประธานได้ไหมครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๕🔗
เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ที่ผมประท้วงท่านประธานเพราะว่าท่านประธานจะต้องดำเนินการประชุมให้เป็นไปตาม ข้อบังคับ แต่ประเด็นที่เรากำลังจะถกเถียงกันอยู่ครับท่านประธาน ท่านประธานอย่าลืมว่า เรามีข้อบังคับ ข้อ ๓๓ อยู่ ดังนั้นประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกันก็คือตามข้อบังคับ ข้อ ๓๓ ถ้ารัฐสภาได้เข้าสู่ระเบียบการพิจารณาอะไรแล้วจะไม่สามารถเสนอญัตติอื่นใดได้อีก ผมขออนุญาตย้อนตั้งแต่เช้านิดหนึ่ง เรามีการเสนอท่านพิธา มีการกดบัตรรับรองเรียบร้อย เรามีการเสนอญัตติขึ้นมาโดยท่านอัครเดช มีการยกมือรับรองเรียบร้อย เรามีการเสนอขึ้นมา โดยท่านเสรี ยกมือรับรองเรียบร้อย ในมุมของพวกผมเองผมคิดว่าการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ญัตติครับ แต่ท่านประธานปล่อยให้มีการรับรองญัตติ ญัตติซ้อนญัตติ ๓ ญัตติอย่างนี้ แสดงว่าท่านประธานกำลังจะตีความว่าการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีไม่ใช่ญัตติใช่หรือไม่ครับ ขอให้ท่านประธานวินิจฉัยข้อนี้ก่อนว่าการเสนอนายกรัฐมนตรีเป็นญัตติหรือไม่ครับ ขอบคุณครับ🔗
อันนี้ยังไม่พิจารณา เพราะยังไม่ได้อภิปราย แต่ข้อเสนอที่ผมวินิจฉัยบอกว่าข้อเสนอของคุณอัครเดชนั้น สามารถเสนอได้ เดี๋ยวจะเป็นญัตติหรือไม่เป็นญัตติมันก็ยังมีอีกขั้นตอนหนึ่ง ส่วนที่ คุณรังสิมันต์ โรม เสนอว่ามันผิดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผมก็อยากให้มีคนเสนอขึ้นมา เพื่อจะได้ฟังทั้ง ๒ อย่าง ซึ่งความจริงคนที่ไม่เห็นด้วยกับคุณอัครเดชก็เสนอได้ว่าไม่เห็นด้วย เพราะว่ามันขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญและข้อบังคับก็ว่ากันไป จะได้อภิปรายเฉพาะในกรอบ ประเด็นนี้ จะไม่นอกประเด็นออกไป แต่เมื่อสักครู่ก็พูดถึงเรื่องว่าการเสนอของคุณอัครเดชนั้น ผิดหรือขัดต่อรัฐธรรมนูญ ถ้าเสนอเป็นญัตติแล้วผมก็จะได้ให้อภิปรายในประเด็นนี้ได้ อย่างเต็มที่เช่นเดียวกันนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ขออนุญาต🔗
เชิญครับ🔗
ประเด็นที่ผม กำลังจะนำเสนอก็คือตอนนี้ท่านประธานกำลังจะนำเรียนว่าเราต้องพิจารณาว่าข้อเสนอ ของคุณอัครเดช หรือท่านเสรี หรือท่านเพื่อนสมาชิกที่มีความเห็นต่างมีความเห็นอย่างไร ถูกต้องไหมครับ ทีนี้ตามข้อบังคับการประชุมตอนนี้มันติดชะงักข้อแรกอยู่ก็คือการพิจารณาว่า การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีเป็นญัตติหรือไม่ ซึ่งพวกผมเห็นว่าไม่เป็นญัตตินะครับ แต่ในเมื่อเรายังมีข้อสรุปตรงนี้ที่ยังเห็นไม่ตรงกันอยู่ ท่านประธานไม่สามารถให้เพื่อนสมาชิก ท่านอื่นเสนอญัตติขึ้นมาได้ เพราะถ้าเกิดเราพิจารณาว่าเป็นญัตติขึ้นมา การเสนอชื่อ นายกรัฐมนตรีเป็นญัตติขึ้นมา การเสนอญัตติของท่านอัครเดชหรือท่านเสรีผิดข้อบังคับนะครับ เพราะฉะนั้นอย่างแรกผมอยากจะนำเรียนท่านประธานครับ ขออนุญาตใช้สิทธิประท้วง ท่านประธานด้วยความเคารพว่าการดำเนินการประชุมวันนี้อาจจะไม่ชอบด้วยข้อบังคับครับ ขอบคุณครับ🔗
หมายความว่าท่านอยากให้ ได้พิจารณาที่มีผู้เสนอโดยมีผู้รับรองถูกต้องคือคุณอัครเดชกับคุณเสรีใช่ไหม ซึ่งคุณฐากร ก็เสนอไปในทำนองเดียวกันนี้ ผมจะได้ให้อภิปรายใน ๒ กรอบนี้เลย คือของคุณเสรีว่า ข้อเสนอนี้มันขัดต่อรัฐธรรมนูญ ส่วนจะขยายความอย่างไรก็ว่ากันอีกที แล้วของคุณอัครเดช ขอเสนออีกทีหนึ่ง🔗
ขออนุญาตท่านประธานครับ🔗
เป็นเรื่องเดียวกันหรือเปล่าครับ🔗
เรื่องเดียวกันครับ ท่านประธานครับ🔗
เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตหนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ ผมประท้วงท่านประธานนะครับ เมื่อสักครู่ ท่านประธานกรุณาสรุปวินิจฉัยไปเลยว่าจะให้มีการเปรียบเทียบการอภิปราย ๒ ส่วน ระหว่างในส่วนของฝ่ายหนึ่งกับอีกฝ่ายหนึ่ง กรณีที่ท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ🔗
เดี๋ยวฟังผมนิดหนึ่ง ที่ผม วินิจฉัยเพราะเป็นข้อเสนอของคนในพรรคท่านที่พูดเมื่อครู่นี้ว่ามันน่าจะมีญัตติ ๒ อย่างนี้ ไม่ใช่ผมไปเป็นคนเสนอเองคุณธีรัจชัยครับ🔗
แต่ผมอยากจะเรียน ท่านประธานอย่างนี้นะครับ อยากให้ท่านประธานอย่าเพิ่งรีบสรุป เนื่องจากว่าข้อบังคับ ที่ท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เสนอท่านประธานนะครับ ก็คือระบุไว้อย่างนี้นะครับ เมื่อที่ประชุมกำลังปรึกษาหารือหรือพิจารณาญัตติใดอยู่ ห้ามเสนอญัตติอื่นนอกจากต่อไปนี้ ประเด็นก็คือการพิจารณาศึกษาตอนนี้ว่าเป็นญัตติหรือไม่ นั่นคือฝ่ายหนึ่งบอกว่าไม่ใช่ญัตติ แต่เป็นการดำเนินการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ นี่คือกรณีวรรคแรกนะครับ หรือคำว่า หรือพิจารณาญัตติอื่นใด ทั้ง ๒ กรณีอย่างใดอย่างหนึ่ง ข้อบังคับ ข้อ ๓๓ บอกว่าห้ามเสนอ ญัตติอื่นนอกจากญัตติดังต่อไปนี้ ห้ามเสนอทั้ง ๒ กรณีนะครับ กรณีว่าเป็นในส่วนของ การดำเนินการตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ นั่นคือเรื่องการปรึกษาหารือ หรือพิจารณาสิ่งใดสิ่งอื่น ทั้ง ๒ กรณีห้ามเสนอญัตติอื่น กรณีอย่างนี้รบกวนนะครับ ทางฝ่ายที่เสนอบอกว่าเป็นญัตติ หรือไม่ เป็นการเสนอญัตติอื่นครับ ต้องห้ามตามข้อบังคับ ข้อ ๓๓ แต่อันนี้เขาบอกว่านอกจาก เสนอญัตติต่อไปนี้ ๑. ขอให้รวมระเบียบวาระการประชุมรัฐสภาเป็นเรื่องเดียวกัน ทำนอง เดียวกัน หรือเรื่องเกี่ยวเนื่องกัน พิจารณาพร้อมกัน ๒. ขอให้ส่งปัญหาไปยังคณะกรรมาธิการ เพื่อพิจารณา หรือขอให้บุคคลส่งเอกสารหรือแถลงข้อเท็จจริงหรือความคิดเห็น ๓. ขอให้ รวมหรือแยกประเด็นการพิจารณาหรือลงมติ ๔. ขอให้เลื่อนการปรึกษาหรือพิจารณา ๕. ขอให้ปิดอภิปราย มีแค่นี้เท่านั้นนะครับ ไม่สามารถเสนอญัตติมาได้ ความหมายที่ ท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เสนอมาคือแบบนี้ จะเสนอญัตติขึ้นมาไม่ได้ครับ ถ้าท่าน ให้เสนอขึ้นมามันคลาดเคลื่อนต่อข้อบังคับท่านประธานครับ🔗
อยากให้คุณธีรัจชัย ได้พิจารณาข้อ ๓๒ ด้วยนะครับว่าญัตติต่อไปนี้ไม่ต้องเสนอล่วงหน้าเป็นหนังสือ ขอให้ปรึกษา หรือพิจารณาเป็นเรื่องด่วน แล้วข้อ ๓๖ ญัตติที่ไม่ต้องเสนอล่วงหน้าเป็นหนังสือ ให้มีผู้รับรอง โดยวิธียกมือพ้นศีรษะ ทั้ง ๒ ข้อนี้ก็ได้ปฏิบัติมาแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นก็ไม่มีประเด็นอะไร ที่ว่าคุณอัครเดชจะเสนอไม่ได้ ก็ต้องอ่านข้อบังคับรายละเอียดในทุกข้อนะครับ เชิญคุณ ปกรณ์วุฒิครับ🔗
ขอบคุณ ท่านประธานครับ ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ผมได้ยินว่า เมื่อสักครู่ท่านประธานได้วินิจฉัยแล้วว่าญัตติที่มีท่านสมาชิกเสนออยู่เป็นญัตติตามข้อ ๓๑ และสามารถทำได้โดยไม่ผิดข้อบังคับ ถ้าเช่นนั้นแปลว่าท่านประธานวินิจฉัยไปแล้วว่า การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีนั้นไม่ใช่ญัตติ เพราะถ้าการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีเป็นญัตติ แปลว่าญัตติตามข้อ ๓๑ นั้นจะไม่สามารถเสนอได้ตามข้อบังคับ ข้อ ๓๓ ผมขอให้ท่านประธานวินิจฉัยอีกครั้งหนึ่ง ไม่อย่างนั้นเราจะไปสู่ทางตันนะครับ อย่างท่าน เมื่อสักครู่ ผมขออนุญาตเอ่ยนามท่านอัครเดชอีกครั้งหนึ่งนะครับ ท่านอัครเดชบอกว่า ให้พรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกลไปคุยกันก่อนว่าเป็นญัตติหรือไม่ พรรคเพื่อไทย กับพรรคก้าวไกลเห็นตรงกันแล้วครับ แต่ตอนนี้ท่านอัครเดชเห็นตรงกับตัวเองหรือเปล่า เพราะถ้าท่านเห็นว่ามันเป็นญัตติท่านจะเสนอญัตติซ้อนขึ้นมาไม่ได้ ตอนนี้ญัตติการเสนอชื่อ นายกรัฐมนตรีนะครับ มันเป็นสภาวะแมวของ Schrödinger's ครับท่านประธาน มันเป็น ญัตติหรือไม่เป็นญัตติเราไม่รู้ ท่านสมาชิกจากพรรครวมไทยสร้างชาติยังบอกอยู่เลยว่า ท่านตีความไม่ได้ด้วยซ้ำว่ามันคือญัตติหรือเปล่า ฉะนั้นมันไปต่อไม่ได้ครับท่านประธาน ถ้าท่านประธานจะวินิจฉัยว่าเสนอต่อได้ แปลว่าท่านประธานวินิจฉัยว่าการเสนอชื่อ นายกรัฐมนตรีไม่ใช่ญัตติแล้วครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงสักครู่ครับท่านประธาน🔗
เดี๋ยว ๆ ผมขอชี้แจงนิดเดียว🔗
ท่านประธาน ขออนุญาตนะครับ ผมไม่จบครับ ขออภัยท่านอัครเดชด้วยครับ🔗
เชิญครับ สั้น ๆ ต่อครับ รอผมชี้แจงแล้วก็ท่านต่อครับ🔗
ผมคิดว่า มันไปทางไหนต่อไม่ได้ ถ้าจะมีมติอย่างใดอย่างหนึ่ง ผมขออนุญาตท่านประธานครับ ณ ตอนนี้เราตีความข้อบังคับไม่ได้ครับ ถ้ามีปัญหามันจะไปเข้าข้อเดียวคือข้อ ๑๕๑ ครับ ท่านประธาน คือถ้ามีปัญหาในการตีความข้อบังคับนี้ ก็ให้ลงมติตามข้อ ๑๕๑ เท่านั้น ไม่อย่างนั้นมันไปทางอื่นต่อไม่ได้แล้วครับท่านประธาน ขอให้ท่านประธานวินิจฉัยอีกครั้งหนึ่งว่า เรากำลังจะเดินเข้าสู่วาระอะไรกันแน่ครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบพระคุณคุณปกรณ์วุฒิครับ คือยังเข้าใจไม่ตรงกัน คือขณะนี้ที่เราพูด ๆ กันอยู่เรายังไม่ได้มีข้อยุติว่าในขณะนี้การเสนอชื่อ นายกรัฐมนตรีเป็นญัตติ หรือเป็นกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ ที่คุณปกรณ์วุฒิพูดก็พูดว่า เป็นเรื่องของกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องขอประทานโทษที่เอ่ยชื่อพรรคก้าวไกล เสนอหลาย ๆ ท่านไม่ใช่ญัตติ แต่คุณอัครเดชเสนอว่าเป็นญัตติ เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้มันต้อง ให้ข้อยุติเสียก่อนว่าจะเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ เป็นกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ หรือเป็นญัตติตามคุณอัครเดช ก็มี ๒ ประเด็นนี้ ก็อภิปรายไป เราก็ค่อยหาข้อยุติในภายหลัง ไม่ใช่ว่าคนโน้นเสนอไม่ได้ คนนี้เสนอไม่ได้ เป็นการเสนอได้ทั้ง ๒ ฝ่าย แต่ก็จะเปิด การอภิปรายไปก่อนนะครับ แล้วทุกคนในที่ประชุมนี้จะได้หาข้อยุติว่าจะเอาอย่างไร ในขณะนี้ มันยังไม่มีข้อยุติ ของคุณอัครเดชก็เสนอมาว่าเป็นญัตติแล้ว เป็นญัตติ แต่ก็ยังไม่มีมติ เพราะว่ามีผู้ไม่เห็นด้วย ที่ไม่เห็นด้วยก็พูดตรงกันหรือใกล้เคียงกันก็คือเป็นกระบวนการ ตามรัฐธรรมนูญการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่ใช่ญัตติ ก็จะเสนอไม่ได้ ถ้าจะไป ตอนสุดท้ายของการอภิปรายแล้วก็จะไปตามที่คุณจุลพันธ์เสนอก็ได้ว่าจะต้องตีความ แต่ก็ยัง ไม่ได้มีข้อยุติตรงนั้น เพราะฉะนั้นอันนี้ผมจึงอยากให้มีการอภิปรายตามที่คุณฐากรเสนอ ที่คุณฐากรเสนอคือฝ่ายหนึ่งที่เห็นว่าเป็นญัตติก็อภิปรายไป จะใช้เวลาเท่าไรก็ตาม ความเหมาะสม อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าไม่ใช่ญัตติ เป็นกระบวนการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา ๒๗๒ ก็อภิปรายไป ก็มีประเด็นแค่นี้ คุณฐากรก็ได้สรุปมาเสนออย่างนี้ ซึ่งในฐานะประธานผมก็เห็นด้วย เพื่อจะได้หาข้อสรุปในการที่จะดำเนินการประชุมต่อไป ไม่ใช่ข้อสรุปว่าจะเลือกนายกรัฐมนตรีได้แค่นี้ ถ้าเป็นไปตามนี้ผมก็ขอให้ผู้ที่รับผิดชอบ ทั้ง ๓ ฝ่ายนะครับ เราจะอภิปรายในประเด็นนี้ คืออภิปรายว่าข้อเสนอของคุณอัครเดช ว่าเป็นญัตติ ส่วนจะญัตติและจะดำเนินการอะไรเดี๋ยวก็อภิปรายไป หลายคนอภิปรายไป อีกฝ่ายหนึ่งก็เห็นว่าไม่ใช่ญัตติ เป็นกระบวนการรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๗๒ ก็จะอภิปราย ตามนี้ ผมขอยุติการอภิปรายในเรื่องโต้แย้งว่าได้หรือไม่ได้แค่นี้ก่อนนะครับ เอาอีกสักท่าน ได้ไหม เชิญครับ ที่ยกมือเมื่อสักครู่นี้🔗
ผม ณัฐวุฒิครับ แต่ว่า เนื่องจากคุณหมอชลน่านยกมือด้วย จะขออนุญาตให้คุณหมอชลน่านครับ🔗
คุณหมอชลน่าน แล้วก็ท่านนะครับ เชิญคุณหมอครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนที่ท่านประธานจะสรุป และให้สมาชิกอภิปรายสนับสนุนหรือคัดค้านญัตติ ซึ่งขณะนี้มี ๒ ญัตติ แต่มีลักษณะทำนอง เดียวกัน ก็คือเสนอว่าญัตติตกไปหรือไม่ เสนอซ้ำได้หรือไม่ ผู้เสนอบอกว่าตกไปแล้ว มีข้อเสนอเช่นกัน ท่านประธานกำลังจะสรุปว่าให้พวกเราอภิปราย ผมมีข้อห่วงใยครับ ท่านประธาน ต้องมีความชัดเจนก่อนนะครับ ก่อนที่เราจะอภิปรายและลงมติ เพราะสิ่งที่ เรากำลังจะกระทำมันจะเป็นบรรทัดฐานให้วิธีการทำงานของพวกเราสืบต่อไปในอนาคต ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพท่านประธานจริง ๆ นะครับ การเสนอญัตติ ท่านประธาน สรุปว่าให้สมาชิกเสนอตามข้อ ๓๒ (๑) ซึ่งผมเองจริง ๆ จะลุกขึ้นคัดค้านว่าไม่เห็นด้วย แต่อาจจะอภิปราย แต่ถ้าท่านประธานจะสรุปอย่างนั้นมันจะมีผลต่อการลงมติครับ ถ้าเสนอ ตามข้อ ๓๒ (๑) ใช้เสียงข้างมากของที่ประชุมวินิจฉัยว่าข้อบังคับที่เรามีปัญหาขณะนี้ อีกซีกหนึ่งตีความว่าไม่ใช่ข้อ ๔๑ นะครับ อีกซีกหนึ่งก็ต้องบอกว่าเป็นไปตามข้อ ๔๑ ถ้าท่านประธานใช้ข้อ ๓๒ (๑) ใช้เสียงข้างมากวินิจฉัย ผมเกรงว่าจะไม่ชอบด้วยข้อบังคับ การประชุมรัฐสภา เพราะอำนาจการวินิจฉัยปัญหาใด ๆ เกี่ยวกับการใช้ข้อบังคับครับ ท่านประธาน ข้อสรุปขณะนี้เรากำลังมีปัญหาเกี่ยวกับการใช้ข้อบังคับ พวกผมใช้ ข้อ ๑๓๖-๑๓๙ โดยเฉพาะข้อ ๑๓๖ ที่รองรับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๗๒ เน้นนะครับ ๘ พรรคร่วมใช้ข้อ ๑๓๖ แต่โหวตไปแล้วไม่ได้รับเสียงเกิน ๓๗๕ ท่านบอกว่าตกไปแล้ว การเสนอชื่อผู้สมควรเป็นนายกรัฐมนตรีตกไปแล้ว ใช่ครับ พอจะเสนอเข้ามาใหม่ท่านไปอ้าง ข้อ ๔๑ ว่าตกไปแล้วเสนอไม่ได้ พวกผมบอกว่าเสนอได้เพราะไม่ได้ใช้ข้อ ๔๑ นี่คือมีปัญหา การใช้ข้อบังคับ ท่านประธานต้องอยู่ตรงนี้ก่อนนะครับ อย่าไปที่อื่น ถ้ามีปัญหาข้อบังคับ อำนาจการวินิจฉัยมี ๒ กรณีเท่านั้นเอง ๑. ท่านประธานเองต้องวินิจฉัย เช่นข้อ ๔๑ นี้ ให้ท่านประธานวินิจฉัย ประธานอนุญาต กรณีมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไปเป็นอำนาจท่าน แต่ท่านเองไม่ได้วินิจฉัยประเด็นนี้ ท่านบอกว่ามันไม่มีเหตุการณ์อะไรเปลี่ยนแปลง เสนอเหมือนเดิม ๘ พรรคร่วมเหมือนเดิม ท่านก็ไม่มีข้อมูลหรือเหตุผลที่จะมาวินิจฉัยว่าให้เสนอ การเสนอชื่อผู้สมควรเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ผมเน้นว่าผมไม่พูดว่าเป็นญัตตินะครับ ซึ่งกระบวนการมันทำเหมือนการเสนอญัตติ ท่านประธานครับ มาตรงนี้ปุ๊บ มาอยู่ในกรอบว่า ท่านประธานไม่วินิจฉัย แล้วใครวินิจฉัย ท่านบอกว่าต้องเป็นหน้าที่ของที่ประชุมของรัฐสภา วินิจฉัย ท่านประธานครับ ถ้ารัฐสภาจะวินิจฉัยเกี่ยวกับการบังคับใช้ข้อบังคับ ก็คือการตีความ ข้อบังคับ ขณะนี้เรามีปัญหาการตีความข้อบังคับอยู่ ๒ ซีก เขียนไว้ชัดครับ ข้อ ๑๕๑ เขียนไว้ชัดกรณีมีปัญหาตีความข้อบังคับ ท่านประธาน ผมขออนุญาตอ่านนะครับ อ่านให้ ที่ประชุมฟังเลย ด้วยความเคารพท่านประธาน ภายใต้บังคับมาตรา ๑๔๙ ของรัฐธรรมนูญ อันนี้หมายถึงตัวรัฐธรรมนูญด้วยนะครับ ถ้ามีปัญหาที่จะต้องตีความตามข้อบังคับนี้ให้เป็น อำนาจของรัฐสภาที่จะวินิจฉัย มีปัญหาตีความนะครับ และเมื่อที่ประชุมรัฐสภาได้ลงมติวินิจฉัยด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ท่านประธานครับ นี่คือบทบัญญัติที่ให้หน้าที่และอำนาจของรัฐสภาวินิจฉัย แต่กำกับว่าต้องไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง คือได้ ๓๗๕ ต้องได้ ๓๗๕ เพราะเราแบ่งครึ่งคนไม่ได้ สมาชิกเรา ๗๔๙ กึ่งหนึ่งก็ ๓๗๔ จุดจุดจุด เราแบ่งครึ่งคนไม่ได้ก็ต้องเอา ๓๗๕ คือมากกว่ากึ่ง แต่ข้อบังคับนี้เอาแค่ไม่น้อยกว่ากึ่ง ถ้าสมาชิกมี ๗๕๐ ก็ต้องได้ ๓๗๕ ขึ้นไปถึงจะมีอำนาจวินิจฉัยข้อบังคับนี้ได้ เพราะฉะนั้น ตรงนี้สำคัญนะครับท่านประธาน ผมต้องลุกขึ้นเพราะว่าถ้าท่านโหวตตามที่เขาเสนอนี้ เสียงข้างมากผ่านเลย แต่การโหวตครั้งนี้ถ้ารัฐสภาวินิจฉัยด้วยเสียง ๓๗๔ ญัตติที่ท่านเสนอนี้ ตกเลยนะครับ วินิจฉัยไม่ได้ ก็เป็นไปตามข้อบังคับ เราก็เข้าสู่การโหวตนายกรัฐมนตรีต่อเลย ผมท้วงท่านประธานตรงนี้นะครับ เพราะฉะนั้นด้วยความเคารพท่านประธาน โดยสรุป ท่านประธานกรุณาสรุปว่าสมาชิกเสนอญัตตินี้ได้โดยอาศัยข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ กรณีมี ความเห็นต่างเรื่องการบังคับใช้ข้อบังคับให้สมาชิกได้เสนอญัตติ ท่านประธานสรุปว่าเสนอได้ มีผู้รับรอง ให้อภิปรายสนับสนุนกันได้ คัดค้านกันได้ หลังจากนั้นท่านประธานต้องสรุปว่า ขอลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ พอผลลงคะแนนออกมาปุ๊บ ถ้าซีกที่เขาเสนอเขาได้ ๓๗๕ ยอมครับ นี่คือมติเสียงข้างมากของรัฐสภา แต่ถ้าไม่ได้ท่านต้องยอมพวกผมด้วยเหมือนกัน ถ้าท่านได้ ๓๗๔ ท่านต้องยอมผมว่าให้มีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีต่อไป ด้วยความเคารพ ท่านประธานจริง ๆ ครับ ท่านประธานครับ อีกนิดเดียวก่อนจบ ทำไมซีกผมถึงเถียงว่า มันไม่ใช่ญัตติตามข้อบังคับ ข้อ ๔๑ ท่านประธานครับ พวกผมก็บอกว่าแม้มีกระบวนการ ดำเนินการเสมือนญัตติ เพราะญัตติตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ผู้ร่างผมเองหนึ่งในนั้น ผมร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เราเขียนนิยามไว้ชัดไปอ่านดูได้ ญัตติคือ ข้อเสนอใด ๆ ที่ให้สภามีมติให้ทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง ต้องมีมติให้ทำอย่างใดอย่างหนึ่ง คำว่า อย่างใดอย่างหนึ่ง มีความหมายชัดท่านประธานครับ จะเอาไปซ้ายก็ได้ ไปขวาก็ได้ แล้วแต่มติสภา แต่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ เขาเขียนไว้ว่าให้สภาไปเลือก ไปเลือกนะครับ ไม่ได้ดำเนินการ คำว่า เลือก นี้คือดำเนินการอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่มีอย่างใด ต้องไปเลือก ผู้ที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ให้เป็นการสถาปนา ไม่ให้ไปดำเนินการ อย่างอื่น ต้องเลือกอย่างเดียวตามที่เขียนไว้ เพราะฉะนั้นมันเลยไม่มีความจำเป็นว่าต้องเขียน คำว่า ญัตติ นำหน้าตัวรัฐธรรมนูญ ถ้ารัฐธรรมนูญที่บอกว่าต้องไปดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง สังเกตครับ อภิปรายไม่ไว้วางใจ อภิปรายทั่วไป เขาเขียนคำว่า ญัตติ หมดนะครับ ซึ่งสมาชิก มีขอสนับสนุนเรื่องนี้อยู่ ผมจะไม่ลงรายละเอียด ด้วยความเคารพท่านประธาน โดยสรุปครับ ๑. ต้องชัด เสนอตามข้อ ๑๕๑ อภิปรายกันไปโต้แย้งกันไป ๒. ลงมติตามข้อ ๑๕๑ ถ้าจบ ตามนั้นจบวันนี้ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
เมื่อสักครู่คุณณัฐวุฒิครับ เชิญครับ เป็นความเห็นที่ดีของคุณชลน่าน แต่ว่าต้องฟังคนอื่นด้วยครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม เนื่องจากมีประเด็นที่คล้ายคลึงกัน แต่ว่ามีประเด็นที่แตกต่าง จะขอให้ คุณพริษฐ์ วัชรสินธุ เป็นผู้อภิปรายสรุปครับ🔗
เชิญครับ แทนคุณณัฐวุฒิครับ🔗
เรียนประธานสภาครับ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมคิดว่าเราก็มีการพูดคุยกันในประเด็นนี้มาสักพักหนึ่งแล้ว มา ๒ ชั่วโมงก็ยัง เดินหน้าไปไม่ถึงไหน ผมขออนุญาตลองใช้เวลาสัก ๒-๓ นาทีในการสรุปความเห็นที่แตกต่าง ที่มีอยู่ และเสนอแนะต่อท่านประธานว่าสามารถดำเนินการประชุมต่อไปอย่างไรบ้าง ผมคิดว่าหัวใจของความเห็นที่แตกต่างที่มีอยู่ในรัฐสภาแห่งนี้ก็คือการตีความว่าการพิจารณา บุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น เข้าข่ายญัตติโดยทั่วไปที่ถูกกำกับดูแล โดยข้อบังคับ ข้อ ๔๑ หรือไม่ อันนี้คือหัวใจสำคัญของความเห็นที่แตกต่างระหว่างสมาชิก รัฐสภาในที่นี้ แต่กว่าจะเดินทางไปถึงการพิจารณาเนื้อหาสาระทั้งฝั่งที่สนับสนุนหรือฝั่งที่ คัดค้านนั้น มี ๒-๓ ประเด็นที่ก็ยังเห็นต่างกันอยู่ในเชิงของกระบวนการ ก็เลยจะพยายาม ไล่เลียงประเด็นและให้ท่านประธานได้ลองวินิจฉัยในแต่ละประเด็นดู เพื่อให้สภาแห่งนี้ เดินหน้าต่อได้นะครับ🔗
ประเด็นที่ ๑ อาจจะต้องขอให้ท่านประธานวินิจฉัยครับว่าการที่สมาชิก รัฐสภา ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านอัครเดชนั้นทักท้วงขึ้นมา แล้วเสนอญัตติขึ้นมานั้น ชอบด้วย รัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะว่า ณ ปัจจุบันเราก็เห็นว่าตลอด ๒ ชั่วโมงที่ผ่านมาก็มีการอภิปราย ทั้งเห็นด้วยและคัดค้าน อย่างฝ่ายที่คัดค้านก็บอกว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะว่าได้เข้าสู่ ระเบียบวาระในการพิจารณานายกรัฐมนตรีแล้วตามมาตรา ๒๗๒ ฝ่ายที่สนับสนุนก็บอกว่า ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นอันนี้คือประเด็นแรกที่ยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ว่า การทักท้วงของท่านอัครเดชนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ อันนี้อาจจะต้องขอให้ ท่านประธานนั้นวินิจฉัยข้อที่ ๑ หากสมมุติว่าท่านประธานวินิจฉัยว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และสามารถทักท้วงคัดค้านได้🔗
ก็เข้าสู่ประเด็นที่ ๒ ที่อาจจะต้องให้ท่านประธานวินิจฉัยเช่นกัน ก็คือว่า หากจะมีการเสนอญัตติเพื่อทักท้วงจะใช้ข้อบังคับใด ซึ่ง ณ ปัจจุบันผมก็สรุปได้ว่าความเห็นนั้น แบ่งออกเป็น ๓ ฝ่าย เมื่อสักครู่ท่านประธานวินิจฉัยไปเบื้องต้นว่าให้ใช้ข้อบังคับ ข้อ ๓๑ ความเห็นที่ ๒ คือท่านอัครเดชตอนนั้นอ้างอิงข้อบังคับ ข้อ ๓๒ (๑) แล้วก็ความเห็นที่ ๓ ซึ่งผมเห็นด้วย เพราะเป็นความเห็นที่คุณหมอชลน่าน ขออนุญาตที่เอ่ยนาม พูดเมื่อสักครู่ ก็คือใช้ข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ เพราะฉะนั้นประเด็นที่ ๒ ที่ท่านประธานต้องวินิจฉัย คือหากผ่าน ข้อ ๑ ไปแล้วว่าข้อทักท้วงของท่านอัครเดชนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จะทักท้วงโดยการเสนอ ญัตติอ้างอิงข้อบังคับใด ระหว่างข้อ ๓๑ ข้อ ๓๒ (๑) หรือว่าข้อ ๑๕๑ พอท่านประธาน วินิจฉัยเสร็จแล้วว่าเป็นข้อบังคับอะไร ซึ่งผมยืนยันว่าความเห็นผมควรจะเป็นข้อ ๑๕๑ นั้น🔗
ค่อยเดินทางมาสู่ขั้นตอนที่ ๓ นั่นคือการปล่อยให้ หรือว่าการเปิดให้สมาชิก รัฐสภาทุกคนได้อภิปรายเต็มที่ว่าเห็นด้วยหรือเห็นต่างกับข้อเสนอของบางท่านว่า การพิจารณาบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น สมควรจะถูกกำกับโดย ข้อบังคับ ข้อ ๔๑ อันนี้คือ ๓ ขั้นตอนที่ผมอาจจะต้องเรียนท่านประธานให้ช่วยวินิจฉัย เพื่อที่ว่าเราจะได้เดินหน้าประชุมต่อได้ และเมื่อไปสู่ขั้นตอนที่ ๓ ก็จะได้เปิดให้สมาชิก ทั้ง ๒ ฝ่ายนั้นสามารถอภิปรายด้วยข้อมูลและหลักฐานทางกฎหมายเต็มที่ครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ณัฐวุฒิ ขอนิดเดียวครับท่านประธาน ไม่เกิน ๑ นาทีครับ🔗
ได้ครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ด้วยความเคารพครับ มีประเด็นที่เพื่อนสมาชิกอภิปรายแล้วก็อาจจะขาดตก บกพร่องไปแค่ ๒ ประเด็นสั้น ๆ ครับ🔗
ประเด็นที่ ๑ ท่านประธานครับ กรณีญัตติซึ่งท่านอ้างว่าเป็นญัตติของ ท่านสมาชิกวุฒิสภา ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ความจริงผมเอ่ยหลายครั้งว่าท่านก็เป็นอาจารย์ ของผมด้วย ท่านประธานยังไม่ได้วินิจฉัยว่าญัตติของท่านเสรี สุวรรณภานนท์ นั้น เข้าข่ายญัตติในข้อใดของข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ไม่เช่นนั้นมันก็จะไปต่อไม่ได้ว่า เราจะเปิดให้มีการอภิปรายหรือไม่ ในขณะเดียวกันครับท่านประธาน กรณีที่ท่านประธาน ได้วินิจฉัยตอนแรกว่าญัตติของท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ด้วยความเคารพนะครับ อยู่คณะกรรมาธิการเดียวกัน รักใคร่กันดีครับ ท่านประธานครับ ท่านวินิจฉัยโดยอ้างข้อ ๓๑ ไม่ใช่ข้อ ๓๒ และท่านบวกข้อ ๓๑ ไปข้อ ๓๖ สภาแห่งนี้ได้ยินกันทั้งสภา ประชาชนได้ยินกัน ทั้งประเทศที่จับตาดูอยู่ กระบวนการข้างนอกอย่ามาเร่งอะไรเราครับ เรากำลังทำงานในสภา แต่ข้อ ๓๑ ไม่ตรงครับท่านประธาน ข้อ ๓๑ ถ้าท่านวินิจฉัยแบบนั้นต้องเข้าชื่อ สภาต้องมีมติ แล้วส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ จะเอากันแบบนั้นไหมครับ ฉะนั้นท่านประธานต้องวินิจฉัย ให้ชัดนะครับว่าตกลงกรณี ถามเจ้าตัวก็ได้ครับ ท่านอัครเดชเสนอญัตติตามข้อใด ท่านเสรี เสนอญัตติตามข้อใด และท่านประธานวินิจฉัยตามข้อได้ แต่ถ้าท่านวินิจฉัยชอบหรือไม่ชอบ จะไปข้อ ๑๕๑ ที่มีการตีความข้อบังคับต่อ อันนั้นค่อยว่ากันในเชิงรายละเอียดครับ ขออนุญาตนำเรียนให้เกิดความชัดเจนแล้วก็ไม่ผิดหลงในที่ประชุมแห่งนี้ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณท่านณัฐวุฒิครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมขอ พาดพิงครับ🔗
ผมขอท่านสมชาย แสวงการ อีกทีหนึ่ง🔗
ผมขอพาดพิงก่อนครับ เสรีครับท่านประธาน🔗
คุณเสรีพาดพิง สั้น ๆ นะครับ จะได้ให้คุณสมชายต่อ🔗
สั้น ๆ ครับท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกรัฐสภา เมื่อสักครู่ ท่านสมาชิกได้กรุณาถามว่าญัตติที่ผมเสนอนั้นเป็นญัตติในเรื่องใด ต้องกราบเรียน ท่านประธานครับ เป็นญัตติเรื่องเดิม ไม่ใช่ญัตติอื่นตามที่ท่านได้อภิปรายพูดถึงกัน เพราะฉะนั้นญัตติที่พิจารณาอยู่นี้เป็นญัตติเดิมที่ผมไม่เห็นด้วย เพราะฉะนั้นผมก็มีสิทธิ ที่จะไม่เห็นด้วยได้ อันนี้อยู่ในเรื่องเดียวกันเลยครับ🔗
ข้อ ๒ ท่านประธานครับ สิ่งที่เรากำลังพิจารณาอยู่นี้มีประเด็นง่าย ๆ สั้น ๆ เองครับท่านประธาน ว่าสมาชิกในสภาส่วนหนึ่งเสนอให้คุณพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี อยู่ในวาระ ท่านเสนอชื่อมา มีสมาชิกอีกส่วนหนึ่งคือผมไม่เห็นด้วย เพราะฉะนั้นประเด็น ที่จะถกเถียงกันหรืออภิปรายกันมันก็แค่เพียงว่าทั้ง ๒ ฝ่ายที่เห็นด้วยกับไม่เห็นด้วย จะมีเหตุผลอะไรสนับสนุน เหตุผลสนับสนุนก็อาจจะเป็นเรื่องของญัตติที่เห็นไม่ตรงกัน เหตุผลที่ไม่เห็นกันก็คือบางท่านเสนอว่าขัดข้อบังคับ ส่วนผมไม่เห็นด้วยเพราะขัดรัฐธรรมนูญ ขัดข้อบังคับ อันนั้นเป็นรายละเอียดครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นประเด็นตอนนี้ ที่ท่านประธานกรุณาสรุปไปตอนแรกนี้ชัดเจนแล้วว่าก็ให้ที่ประชุมแห่งนี้อภิปรายไปตาม ความเห็นของท่าน มันจะได้เข้าวาระครับ ถ้าท่านถกเถียงกันอย่างนี้ไม่มีโอกาสที่จะเดินหน้า ได้นะครับ ก็กราบเรียนด้วยความเคารพว่าก็เสนอญัตติ แล้วแต่ละคนเห็นแตกต่างหรือจะเห็น อย่างไรก็อภิปรายกันไป แล้วก็ไปสรุปตอนท้ายว่าท่านเห็นด้วยกับการเสนอชื่อของคุณพิธา ให้เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ใครเห็นด้วยก็ลงโหวตไป ใครไม่เห็นด้วยก็ลงโหวตไป มันก็จะ ชัดเจนครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
เชิญคุณสมชายครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา แล้วก็ในฐานะ Whip วุฒิสภา ผมกราบเรียนเพื่อให้ท่านเดินหน้าการประชุมในการควบคุมการประชุมสภาให้เป็นไปตามที่ ท่านประธานได้วินิจฉัยแล้ว ดังนี้ครับ🔗
๑. ในเรื่องที่ท่านอัครเดชกับท่านเสรีเสนอนั้น เป็นสิทธิของสมาชิก ในการคัดค้านญัตติที่ตกไปแล้วตามข้อ ๔๑ ท่านเห็นว่าข้อเสนอที่ท่านสุทิน คลังแสง ก็ดี คราวที่แล้วเมื่อสัปดาห์ที่แล้วคุณหมอชลน่านก็ดี เสนอคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นญัตติ ที่เสนอแล้วตกไปแล้ว ไม่สามารถพิจารณาได้ในสมัยประชุมนี้ ต้องไปพิจารณาใหม่ในสมัย ประชุมหน้า ผมคิดว่าท่านประธานวินิจฉัยถูกแล้ว เพราะว่าดำเนินการตามข้อ ๓๒ ข้อ ๓๖ แล้วก็ข้อ ๑๓๖ แล้วก็ข้อบังคับที่เกี่ยวเนื่องในส่วนนี้ ไม่ได้ขัดหรือแย้งกันนะครับ🔗
ประการที่ ๒ พวกกระผมไม่ได้มีความเห็นว่าต้องวินิจฉัยตีความตามข้อ ๑๕๑ แต่ประการใด ผมไม่สงสัย ไม่สงสัยเลยครับว่าญัตติที่ตกไปแล้วพิจารณาไม่ได้ มันพิจารณา ไม่ได้อยู่แล้วครับ ไม่มีความจำเป็นต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ข้อ ๑๕๑ วินิจฉัย กรณีที่จะใช้ข้อ ๑๕๑ วินิจฉัยนั้นคือกรณีที่มีผู้สงสัยภายใต้บังคับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๙ ถ้ามีปัญหาที่จะต้องตีความข้อบังคับนี้ ไม่มีปัญหาที่จะต้องตีความครับ เพราะสมาชิกมีสิทธิคัดค้านด้วยเสียงข้างมากว่าญัตติดังกล่าวนั้นไม่ชอบ เพียงแค่นี้ครับ ท่านประธาน ก็ขออนุญาตท่านประธานว่าในฐานะ Whip วุฒิสภา อยากให้ท่านประธาน ดำเนินการให้มีการอภิปรายแล้วก็ลงมติ เพราะว่าใช้เวลามา ๒ ชั่วโมงกว่า โดยเป็น การโต้เถียงกันไปมา ก็ขออนุญาตสนับสนุนท่านประธานดำเนินการการประชุมต่อไปเลยครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ท่านประธานครับ🔗
มีผู้เสนอ เชิญครับ🔗
ขออนุญาตท่านประธานครับ ผม ฐากร ตัณฑสิทธิ์ พรรคไทยสร้างไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมสนับสนุนความเห็นของท่านประธานนะครับ ผมเข้าใจว่าผมเข้าใจตรงกัน กับที่ท่านประธานเข้าใจนะครับ🔗
ในประเด็นแรก ก็คือที่ทางคุณหมอชลน่านนำเสนอนะครับ ผมขออนุญาต เรียนว่าเห็นด้วยที่ท่านบอกว่าต้องใช้สิทธิในการยื่นญัตติตามข้อ ๑๕๑ ซึ่งในข้อ ๑๕๑ ขออนุญาตนำเรียนท่านประธานว่าเขากล่าวไว้ในวรรคสอง การขอให้ที่ประชุมรัฐสภาวินิจฉัย ตามวรรคหนึ่งอาจกระทำได้โดยประธานขอปรึกษา หรือสมาชิกรัฐสภาเสนอญัตติโดยมี สมาชิกรัฐสภารับรองไม่น้อยกว่าสี่สิบคน ผมเข้าใจว่าที่ท่านประธานวินิจฉัยไปเมื่อสักครู่ เข้าใจว่าท่านประธานวินิจฉัยตามข้อ ๓๒ (๑) ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วน อย่างไรก็ตามในวรรคสอง เขากำหนดไว้อยู่แล้วว่าต้องเสนอเป็นญัตติ เพราะฉะนั้นในเรื่องดังกล่าว ทาง ๘ พรรคร่วมพันธมิตร ผมอธิบายอีกครั้งหนึ่งนะครับ ๘ พรรคร่วมพันธมิตรเสนอรายชื่อบุคคลดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยเห็นว่าไม่เป็นญัตติ ย้ำอีกครั้งหนึ่งนะครับ ไม่ใช่ญัตติ ดังนั้นเมื่อท่านอัครเดช ขออนุญาตที่เอ่ยนามท่านครับ ท่านเห็นว่ามันเป็นญัตติ ซึ่งก็เป็นสิทธิที่ท่านนำเสนอได้ ผมเข้าใจว่าเราเข้าใจประเด็นตรงกัน ผมเข้าใจประเด็นตรงกับท่านประธานเป็นอย่างดีในวันนี้ เพราะฉะนั้นการที่เราจะฟัง ข้อวินิจฉัยต่าง ๆ ในการที่จะตัดสิน ผมเข้าใจว่าในข้อ ๑๕๑ การที่จะตีความมันเป็นมติ ของที่ประชุมของรัฐสภาในการที่จะวินิจฉัยอย่างที่ทางคุณหมอชลน่าน ขออนุญาต ที่เอ่ยชื่อท่าน ท่านได้กล่าวไว้แล้วในข้อ ๑๕๑ ดังนั้นผมว่าทุกอย่างมันได้ข้อสรุปตรงกัน ไปแล้ว ตกลงกันไปแล้ว ผมเตรียมข้อมูลที่จะมาอภิปรายแล้วว่ามันเป็นญัตติหรือไม่เป็นญัตติ แต่วันนี้ทุกคนก็พยายามอภิปรายกันเป็นช่วง ๆ เป็นห้วง ๆ เป็นวรรค เป็นตอน ผมฟังแล้ว ยังไม่เข้าใจในการที่จะตัดสินใจว่าเป็นญัตติหรือไม่เป็นญัตติ ฟังข้อมูลของแต่ละคนให้ชัดเจน ก่อนครับ แล้วที่ประชุมรัฐสภาตัดสินใจกันเลยว่าจะเอาอย่างไร ผมว่าระยะเวลาขณะนี้ เมื่อสักครู่ผมอภิปรายไป ๑ ชั่วโมงครึ่ง วันนี้ล่วงเลยมา ๒ ชั่วโมงเศษแล้วยังตัดสินใจไม่ได้ ผมอยากจะฟังคำอภิปรายของแต่ละท่านว่าเป็นญัตติหรือไม่เป็นญัตติ หรือว่าเป็นการปฏิบัติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ ในการเสนอชื่อบุคคลดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ดังนั้น ถ้าเราได้ข้อยุติตามนี้ ฟังการอภิปราย สามารถตกลงกันได้ในการลงมติดังกล่าว ผมขออนุญาต ท่านประธานเดินหน้าตามที่ท่านประธานได้ตัดสินไปแล้ว เดินหน้าเถอะครับ จะได้เร็ว ขออนุญาตท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณคุณฐากรมากครับ ขณะนี้เราพิจารณามา ๒ ชั่วโมงกว่า อย่างที่คุณฐากรพูดถึง แต่เรายังไม่เข้าวาระที่กำลัง จะพูดกันวันนี้ ผมจะขออนุญาตให้ ๒ ฝ่าย จริง ๆ เลยครับ จะขอยุติ แล้วก็จะได้วินิจฉัย กันต่อไป คือคุณวิทยา แก้วภารดัย ท่านหนึ่ง ซึ่งอยู่ซีกของ ๑๐ พรรค แล้วก็ท่านสุดท้าย ซึ่งท่านก็ไม่พูดยาวอยู่แล้วคือคุณมานพ จากฝ่าย สว. พูดอีกท่านหนึ่ง ต่อไปผมจะได้วินิจฉัย เชิญครับ🔗
ท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย พรรครวมไทยสร้างชาติ สมาชิกรัฐสภา ผมคิดว่า เราเดินมาพอสมควรแล้วนะครับ แล้วก็ตั้งสตินิ่ง ๆ แล้วก็เริ่มต้นจากที่เราเดินมาจะรู้ว่า เราไปถึงไหน ผมได้รับหนังสือเรียกประชุมจากท่านประธานสภาครั้งแรกก็แปลกใจครับ ก็คือนัดประชุมวันนี้เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ผมก็คิดว่าจะมีสิ่งแปลกใหม่ขึ้นมาเพราะเป็นการเรียกใหม่ แต่ว่าระหว่างที่ท่านประธาน ออกหนังสือเรียก ผมเข้าใจว่าท่านประธานก็ไม่ทราบว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นในวันนัดประชุม จนหลังจากหนังสือท่านประธานไปถึงผมวันเสาร์แล้ว มันก็เริ่มออกเสียงจากพรรคร่วม ๘ พรรคเขายืนยันที่จะเสนอคนเดิมเข้ามา คราวนี้พอเสนอคนเดิมเข้ามา เขาก็ดำเนิน กระบวนการถูกต้อง ท่านประธานเป็นทางอื่นไม่ได้ครับ ท่านนัดวันนี้แล้ว ถ้าวันนี้ตกลงไม่ได้ ท่านก็ต้องนัดอีก เพราะหน้าที่ท่านต้องหานายกรัฐมนตรีให้ได้ ถ้าท่านไม่นัดประชุมสภา เสียอย่างนายกรัฐมนตรีประเทศนี้ก็ไม่มีทางเกิดครับ พอนัดเสร็จแล้ววันนี้ปรากฏว่ามีผู้เสนอ ขึ้นมาเป็นคนเดิมจริง ๆ ท่านก็อธิบายไม่ได้ครับว่าถ้าเป็นคนเดิมท่านจะให้ข้อยกเว้นในฐานะ เป็นประธานสภาได้อย่างไรว่ามันมีอะไรแปลกใหม่ขึ้นมาสำหรับให้พวกผมมานั่งเป่าเสก คนเดิมอีกครั้งหนึ่ง เพราะถ้าถึงวันนี้ครับ เมื่อเสนอคนเดิมเข้ามาอาทิตย์ที่แล้วซัดกันไป ๔-๕ ชั่วโมงแล้ว แล้วก็จบไปแล้ว วันนี้เสนอคนเดิมกลับเข้ามา เพื่อนสมาชิกพรรคผม เขาก็ใช้สิทธิบอกว่าอย่างคนนี้คนเดิมมันซ้ำ ประธานลองทบทวนดู จะตำหนิท่านประธานไม่ได้ เพราะวันที่ท่านประธานออกหนังสือก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นใคร แต่วันนี้รู้แล้วว่าเป็นใคร พวกผมก็ค้านว่าเสนออย่างนี้ไม่ได้ขัดข้อบังคับ วันนี้ท่านประธาน ก็เดินมาถูกแล้วครับ คนหนึ่งเสนอก็ว่ามา ควรเอากฎหมายใดรองรับว่ามา ทางนี้คนที่เขา คัดค้านเขาก็จะว่าไป สุดท้ายก็ลงมติกันว่าระหว่างคนเสนอมากับคนคัดค้านใครเสียงมากกว่า คนนั้นก็ชนะไป แต่ผมฝากท่านไว้นิดหนึ่งครับท่านประธาน เถียงกันอย่างไรก็ตาม สัปดาห์หน้าท่านก็ต้องนัดอีก สัปดาห์ถัดไปท่านก็ต้องนัดอีก เพราะเป็นหน้าที่ของท่าน และท่านไม่อาจรู้ได้ แต่ถ้าท่านเรียกมาคุยเสียก่อนท่านจะรู้ วันนี้สัปดาห์หน้าท่านนัดอีก สัปดาห์ถัดไปท่านนัดอีก ท่านนัดอีกล่วงหน้าไปได้ทุกสัปดาห์เป็นเดือนเลยครับ ผมต้องการ คำตอบนะครับว่ามันจะเกิดสุญญากาศทางข้อบังคับไหม ถ้าคุณเสนอคนเดิมครั้งแล้วครั้งเล่า จนหาคนเสนอให้ไม่ได้แล้วจะเกิดอะไรขึ้นครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นมันต้องมีจุดจบ เสนอครั้งที่ ๑ ไม่พอใจ ครั้งที่ ๒ ไม่พอใจ ครั้งที่ ๓ เมื่อไม่มีข้อยุติมันก็ไปเรื่อย ๆ หาจุดจบ ไม่ได้ท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าวันนี้ก็หาจุดจบในข้อบังคับแล้วก็ความเป็นจริง ไม่ใช่นึกสนุกก็เสนอทุกวันจนผมเชื่อว่าท่านเสนอได้เป็นปีครับ🔗
ข้อเสนอของท่านชัดเจน เดี๋ยวเราก็จะหาข้อยุติตามที่ท่านกำลังจะพูดถึงเหมือนกันครับ🔗
ถูกต้องครับ ท่านประธาน ผมคิดว่าท่านเดินมาถูกทางแล้วครับ ให้ออกความคิดเห็นกันไปเลยครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณมากครับ เนื่องจาก เราใช้เวลามากแล้วในเรื่องนี้ เดี๋ยวเราจะหาข้อยุติ เชิญคุณมหรรณพเป็นท่านสุดท้าย เลยครับ ผมจะไม่อนุญาตท่านผู้ใดแล้วนะครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม มหรรณพ เดชวิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เห็นชอบด้วยอย่างยิ่งต่อคำปรารภของท่านประธานว่าเราได้ใช้เวลาถกเถียงกันมานานแล้ว เท่าที่ผมจับเวลา ๒ ชั่วโมงครึ่ง ยังไม่ไปถึงไหน ผมจับความได้ว่าฝ่ายที่ยื่นญัตติ แสดงความไม่เห็นด้วยต่อการเสนอชื่อบุคคลเดิมให้เราให้ความเห็นชอบตามข้อบังคับ ข้อ ๔๑ นั้นย่อมกระทำมิได้ กับฝ่ายที่พยายามจะโต้แย้งว่าทำได้ อ้างสารพัดแม้กระทั่งอ้างให้ ตีความตามข้อ ๑๕๑ ผมก็สงสัยว่าพวกที่สงสัยว่าข้อ ๑๕๑ ทำไมไม่เสนอเป็นญัตติล่ะครับ ท่านเสนอสิครับ ท่านมีสิทธิที่จะเสนอให้ตีความตามข้อ ๑๕๑ ก็พวกเราเชื่อว่าไม่ต้องตีความ เพราะข้อบังคับมันเขียนไว้ชัดเจนในประโยคแรกว่าญัตติใดที่ตกไปแล้วไม่สามารถจะนำ กลับมาเสนอใหม่ได้ในสมัยประชุมเดียวกัน จบไปแล้วครับ ไม่มีข้อสงสัย เราไม่สงสัยครับ ท่านประธาน ผมขอให้เดินหน้าต่อเถอะครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบพระคุณคุณมหรรณพครับ ขอเป็นท่านสุดท้ายจริง ๆ แล้วครับ เนื่องจากว่าเราพูดกันมาพอสมควร เรื่องใหญ่ก็อยู่ที่ เรื่องของข้อบังคับว่าจะทำได้หรือไม่ เพราะฉะนั้นเมื่อไม่มีผู้เสนอให้ตีความวินิจฉัยข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ ทั้ง ๆ ที่หลายท่านก็พูดคือเรื่องนี้ แต่ข้อบังคับนี้ก็เปิดโอกาสให้ว่าให้ประธานเสนอ ต่อที่ประชุมนี้ได้ เพื่อให้การวินิจฉัยตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ แต่ทั้งนี้ต้องมีผู้รับรอง ๔๐ คน เช่นเดียวกับสมาชิกเสนอ เพราะผมดูแล้วว่าพูดต่อไป ๓ ชั่วโมงก็ยังคงไม่ได้ข้อยุติ แต่ถ้าใช้ ข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ นี้แล้วก็อภิปรายต่อไปได้ แต่ต้องอภิปรายภายใต้ข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ นี้ เพื่อตีความข้อบังคับ ซึ่งข้อบังคับที่กำลังเสนอคือข้อบังคับว่าด้วยข้อบังคับ ข้อ ๔๑ ที่คุณอัครเดชเสนอว่าจะใช้ได้หรือไม่ ก็สรุปอย่างนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นในขั้นตอนนี้ ประธานขอเสนอ จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ได้นะครับ ขอเสนอ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ🔗
ผมขอเสนอ พูดให้จบก่อน ไม่อย่างนั้นก็จะไปทีเดียว ผมขอเสนอว่าขอให้ที่ประชุมนี้ได้ขอใช้บังคับ ข้อ ๑๕๑ เพื่อตีความ ข้อบังคับ ซึ่งต้องมีสมาชิกรับรอง ๔๐ คน เพราะฉะนั้นผมขอเสนอให้ตีความ ขอผู้รับรอง ด้วยครับ🔗
ขอประทานโทษ มีผู้รับรอง ก็ดีแล้ว แต่ว่าทางรองเลขาธิการบอกว่าถ้าประธานเสนอ ไม่ต้องมีผู้รับรองก็ได้ แต่ว่า เพื่อยืนยันผู้รับรองก็ดีแล้วนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับครับ🔗
เชิญครับ🔗
เข้าใจว่าเป็นสิทธิ ของท่านประธานตามข้อ ๑๕๐ ว่าถึงแม้ไม่มีสมาชิกรัฐสภาเสนอญัตติให้ตีความข้อบังคับนั้น ท่านประธานก็สามารถเสนอได้ แต่ว่าอยากจะเข้าใจคำถามหรือว่าญัตติชัด ๆ นิดหนึ่งว่า คำถามหรือว่าที่ประธานเสนอ🔗
อันนี้จะชัดเมื่อเราพิจารณา ข้อ ๑๕๑ ญัตติจะมีการอภิปรายต่อไปครับ ไม่ได้หมายความว่ารับรองแล้ว แล้วเสียงเกิน กึ่งหนึ่ง ต้องเกินกึ่งหนึ่งด้วยนะครับ ๓๗๕ เห็นด้วยกับข้อปรึกษา ข้อเสนอของท่านประธาน แล้วถึงจะเดินต่อไป ถ้าเดินต่อไปก็อภิปรายได้ว่าจะเป็นญัตติเพราะอะไร ไม่เป็นญัตติ เพราะอะไร🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ ขออนุญาตประท้วงท่านประธานครับ🔗
เชิญครับ🔗
สักครู่ที่ผมลุกขึ้นประท้วง ท่านประธาน และด้วยความเคารพให้ท่านประธานได้ดำเนินการไปนั้นด้วยความเคารพ ท่านประธานจริง ๆ ครับ🔗
ประการที่ ๑ ท่านประธานวินิจฉัยไปล่วงหน้าแล้วเมื่อสักครู่ว่าพิจารณาญัตติ ข้อเสนอของท่านอัครเดช ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ที่คัดค้านญัตติ การเสนอคุณพิธา เป็นนายกรัฐมนตรี คัดค้านว่าไม่ชอบตามข้อ ๔๑ เพราะฉะนั้นจะต้องเดินตามนี้ครับ เมื่อท่านประธานวินิจฉัยไปแล้วจะต้องเดินตามนี้ ทีนี้มาเปลี่ยนคำวินิจฉัย ผมก็ไม่คัดค้าน ท่านประธานนะครับ🔗
ความจริงก็เดินไปตาม ข้อ ๑๕๑ ก็อภิปรายได้ และมีความเห็นได้ทั้งอย่างที่คุณสมชายพูด หรือคุณเสรีพูด หรือทาง ฝ่ายพรรคก้าวไกลว่าต้องใช้หมวด ๙ หรือจะใช้อย่างที่คุณอัครเดชเสนอก็ได้ ได้ทั้งนั้น แต่จะได้มีข้อยุติ จะได้มีข้อยุติว่าข้อเสนอนั้นถูกต้องหรือไม่🔗
ท่านประธานครับ ขออภัย ท่านประธาน ด้วยความเคารพจริง ๆ สักครู่ครับ ผมขออนุญาตท่านประธาน🔗
เชิญครับ🔗
ใช้เวลาสักครู่อธิบายครับว่า กระผมเห็นว่าข้อเสนอของท่านอัครเดชว่าตามข้อ ๔๑ ญัตติดังกล่าวเสนอไม่ได้ ข้อเสนอของ ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ บอกว่าขัดรัฐธรรมนูญ ท่านประธานวินิจฉัยแล้วนะครับว่าต้องเดิน การประชุมไปตามนี้ ส่วนข้อ ๑๕๑ มาทีหลัง พวกกระผมไม่ได้ขัดข้องหรือสงสัยเลยว่า ข้อบังคับดังกล่าวขัดต่อประเด็นใดที่ต้องวินิจฉัยตามข้อ ๑๕๑ เพราะฉะนั้นพวกผมไม่มี ความจำเป็นในส่วนที่ต้องวินิจฉัย หรืออภิปรายในส่วนข้อ ๑๕๑ แต่ยืนยันว่าเมื่อท่านประธาน เดินตามข้อ ๓๒ ข้อ ๓๖ แล้ว แล้วพวกเราเห็นว่าญัตติดังกล่าวในการเสนอชื่อของ คุณสุทิน คลังแสง นั้นตกไปแล้วตั้งแต่คราวที่คุณหมอชลน่านเสนอ เพราะฉะนั้นต้องเดิน ตามนี้ก่อนครับ ส่วนท่านประธานจะวินิจฉัยว่าใช้ข้อ ๑๕๑ ก็ต้องเรียงสุดท้าย เพราะฉะนั้น พวกกระผมไม่ได้อภิปรายในส่วนว่าข้อ ๑๕๑ ต้องตีความหรือไม่ เราอภิปรายตามที่ ท่านอัครเดชกับท่านเสรีเสนอ แล้วเวลาลงมติก็ต้องลงมติเรียงตามที่ท่านอัครเดช กับท่านเสรีเสนอ ท่านประธานครับ ขออนุญาตดำเนินการตามนี้ครับ ไม่อย่างนั้นสภา จะสับสน กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณท่านสมชายมากครับ แต่อย่างไรก็ตามอภิปรายไปในที่สุดก็เป็นข้อขัดแย้งในเรื่องของข้อบังคับอยู่ดี ก็ต้องตีความ อยู่ดี ก็เหมือนที่คุณจุลพันธ์เสนอตั้งแต่ตอนแรก ผมก็เห็นว่าเราอภิปรายมา ๒ ชั่วโมง เกือบ ๓ ชั่วโมงแล้วนะครับ ก็ไม่ได้ข้อยุติ เดี๋ยวก็จะไปอีก เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่าได้ฟัง ทุกฝ่ายแล้วนะครับ ส่วนใหญ่ก็ติดอยู่ที่ว่าข้อบังคับนี้จะไปได้หรือไม่ เพราะฉะนั้นผมจึง ขอวินิจฉัย เป็นไปตามที่ผมได้เสนอตอนแรก เพราะฉะนั้นตอนนี้ก็อยู่ในขั้นตอนที่ว่า จะพิจารณาว่าจะใช้ ผมอ่านข้อบังคับไปเลยนะครับ ข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ ภายใต้บังคับมาตรา ๑๔๙ ของรัฐธรรมนูญ ถ้ามีปัญหาที่จะต้องตีความข้อบังคับ ให้เป็นอำนาจของรัฐสภาที่จะวินิจฉัย ให้รัฐสภา วินิจฉัยนะครับ เมื่อที่ประชุมรัฐสภาลงมติวินิจฉัยโดยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ของสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาเป็นประการใดแล้ว ให้ถือว่าคำวินิจฉัยนั้นเป็นเด็ดขาด เพราะฉะนั้นในตอนนี้ผมก็จะขอว่าจะต้องตีความว่าจะเป็นไปตามข้อ ๑๕๑ ซึ่งการตีความนี้ ก็จะตีความว่าข้อเสนอของคุณอัครเดชถูกต้องตามข้อบังคับที่จะเสนอได้หรือไม่ ถูกต้อง ไหมครับ เป็นประเด็น เอาประเด็นที่จะวินิจฉัยข้อ ๑๕๑ หมอชลน่านได้เสนอเมื่อสักครู่ ผมก็จับประเด็นว่าถ้าคุณหมออยู่ช่วยเสนอประเด็นว่าเราจะใช้ข้อ ๑๕๑ นี้จะเป็นเสนอญัตติ เพื่อสมาชิกลงด้วยญัตติอย่างไรครับ หรือจะมีใครอภิปรายก่อน แต่ผมขอให้เข้าสู่ข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา กราบขอบคุณ ท่านประธานครับ ในข้อเสนอของผมเป็นการเสนอตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ อาศัยอำนาจ ตามข้อบังคับนั้นในการเสนอเนื้อหาญัตติเหมือนกับเพื่อนสมาชิกเสนอ เพราะเพื่อนสมาชิก ต้องการให้วินิจฉัยข้อบังคับ ข้อ ๔๑ นี่ความหมายของผมนะครับ แต่ผู้เสนออาจจะไม่ได้ใช้ คำว่า วินิจฉัย ท่านบอกว่าการเสนอชื่อผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีของ ดอกเตอร์สุทิน คลังแสง เสนอไม่ได้เนื่องจากว่าเป็นญัตติที่ตกไปแล้วตามข้อบังคับ ข้อ ๔๑ หลังจากนั้นมีการคัดค้านว่าไม่ใช่ข้อบังคับ ข้อ ๔๑ เราเสนอตามมาตรา ๑๓๖ มันก็มีข้อสงสัย ในการใช้ข้อบังคับนี้ เพราะฉะนั้นอาศัยอำนาจข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ เป็นอำนาจในการเสนอ ตามข้อนี้ วัตถุประสงค์เพื่อให้สภามีคำวินิจฉัยว่าการใช้ข้อบังคับของเราชอบหรือไม่ชอบ อย่างไร ถ้าคำวินิจฉัยนั้นออกมาเป็นเสียงข้างมาก ต้องเกินกึ่งหนึ่ง หรือไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ตามข้อบังคับ ข้อวินิจฉัยนั้นถือเป็นที่ยุติเท่านั้นเอง เนื้อหาสาระญัตติเป็นไปตามที่เพื่อนสมาชิก เสนอครับท่านประธาน ก็อภิปรายตามนั้น ก็โต้แย้งกันไป ฝ่ายสนับสนุนก็สนับสนุน ฝ่ายไม่เห็นชอบก็อ้างข้อกฎหมาย หรือรัฐธรรมนูญ หรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้องมาให้สภาแห่งนี้ ได้เป็นผู้วินิจฉัยเท่านั้นเองครับท่านประธาน ไม่เป็นญัตติว่าผมเป็นผู้เสนอญัตติตามข้อ ๑๕๑ ไม่ใช่ครับ เสนอมาแล้ว แต่ผมขอว่าให้ใช้อำนาจตามข้อ ๑๕๑ ในการเสนอและการวินิจฉัย เท่านั้นเองครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ก่อนที่เราจะใช้โหวตเสียง ผมก็อยากให้มีการอภิปราย การที่เห็นด้วยอย่างที่คุณฐากรได้พูดถึงว่าจะใช้ข้อ ๔๑ ได้หรือไม่ หรือได้เพราะอะไร ไม่ได้เพราอะไร หรือมีข้อเสนออย่างอื่น แต่สุดท้ายก็ต้องลงมติด้วยเสียง เกินกึ่งหนึ่ง แต่ตอนนี้เพื่อให้มีความชัดเจน เพราะคุณฐากรได้เสนอตอนแรกว่าควรจะให้มี การแสดงความคิดเห็นทั้ง ๒ ฝ่าย ก็เสนอความเห็นเฉพาะในประเด็นที่ว่าจะใช้ข้อ ๔๑ นั้นได้ เพราะอะไร และถ้าใช้ไม่ได้เพราะอะไร ควรจะใช้ข้อบังคับข้อใด อันนี้ก็อยู่ในประเด็น มันจะได้ลงมติตามข้อ ๑๕๑🔗
ท่านประธานครับ ผมเสรีครับ🔗
เดี๋ยว ๆ ทางคุณอัครเดช ยกมือก่อนครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส. ราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเสนอเป็นญัตตินะครับ เพื่อพิจารณาว่าญัตติของผู้ที่เสนอให้คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มาเป็นนายกรัฐมนตรีมันเป็นญัตติ แล้วญัตติได้ตกไปแล้ว อันนี้ผมเลยหารือ ท่านประธานว่าในเมื่อผมเสนอเป็นญัตติไปแล้ว โดยปกติเมื่อเสนอเป็นญัตติไปแล้ว แล้วท่านประธานก็วินิจฉัยแล้วว่าญัตติของผมเป็นไปตามข้อบังคับ ท่านประธานได้ วินิจฉัยแล้ว ฉะนั้นก็อยากให้เข้าไปสู่ระเบียบวาระการพิจารณาญัตติของผมด้วยการให้ สมาชิกอภิปราย เมื่ออภิปรายเสร็จก็มาลงมติกันด้วยเสียงข้างมากว่าเห็นด้วยกับญัตติของผม หรือไม่ อย่างไร ผมไม่ได้เสนอให้ใช้ข้อ ๑๕๑ ในการพิจารณา ฉะนั้นใครที่เสนอพิจารณา ข้อ ๑๕๑ ถ้าคุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว ขออนุญาตที่เอ่ยนามท่านนะครับ ถ้าท่านจะใช้ ข้อ ๑๕๑ ท่านก็ต้องเสนอเป็นญัตติขึ้นมาเพื่อที่ให้ที่ประชุมนี้พิจารณาว่าใช้ข้อ ๑๕๑ ในการพิจารณาในสิ่งที่เรากำลังพิจารณาอยู่ แต่ผมไม่ได้ใช้ข้อ ๑๕๑ นะครับท่านประธาน ผมเสนอญัตติ เพราะฉะนั้นขอท่านประธานได้วินิจฉัยด้วยนะครับ🔗
ตรงแล้วครับ ผมวินิจฉัย แล้วว่าข้อเสนอของท่านก็เสนอข้อ ๔๑ ตามข้อบังคับนะครับ แต่มีคนอภิปราย แต่ก็ไม่เสนอ มีอภิปรายว่ากระทำไม่ได้ ผิดข้อบังคับ อยากจะขอให้ใช้ข้อ ๑๕๑ เพื่อได้ข้อยุติ แต่ไม่ได้เสนอ เป็นญัตติ แต่ผมในฐานะเป็นประธานข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ ก็บอกว่าประธานเสนอ หรือหารือได้ อันนี้ก็จบไปแล้ว ผมหารือแล้ว แล้วข้อบังคับก็บอกว่าถ้าประธานหารือไม่ต้องมีผู้รับรอง แต่เมื่อสักครู่นี้ผมก็เลยขอผู้รับรองแล้ว ตอนนี้ก็ยังอยู่ในขั้นตอนที่ว่าอยากจะฟังความคิดเห็น เพื่อได้อภิปรายว่าข้อ ๔๑ จะใช้ได้หรือไม่ ตอนนี้ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ จะอภิปรายนะครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกรัฐสภา ด้วยความเคารพ ผมก็คงไม่ขัดแย้ง ท่านประธานนะครับ เพียงแต่ว่าสิ่งที่ท่านประธานวินิจฉัยมันก็อาจจะเป็นประเด็นฝ่ายเดียว หรืออาจจะเป็นประเด็นที่ท่านประธานอยากจะฟังสมาชิก ต้องกราบเรียนท่านประธาน เพื่อความชัดเจนนะครับ ถ้าหากว่าท่านประธานจะดำเนินการไปตามนั้นต้องมีความชัดเจน ว่าไม่เกี่ยวกับญัตติหรือเรื่องที่ผมเสนอว่าไม่เห็นด้วย ด้วยเหตุผลในทางรัฐธรรมนูญ พอดี ท่านประธานปรึกษากันเสร็จหรือยังครับ ขออนุญาตต่อครับ ขอกราบประทานอภัยครับ พอดีผมอยากให้ท่านประธานฟังผม🔗
ผมมีความจำเป็นต้องเปลี่ยน เพราะว่าจะต้องไปรับแขกสำคัญของประธานรัฐสภา ถึงคิวผมตอนเที่ยง🔗
ผมกลัวต่อกันไม่ติดครับ ไม่ใช่ อะไร ก็กราบเรียนนิดเดียวครับท่านประธาน สิ่งที่ท่านจะพิจารณาคือไม่เกี่ยวกับญัตติ หรือเรื่องที่ผมเสนอว่าผมไม่เห็นด้วย ด้วยเหตุผลในทางรัฐธรรมนูญนะครับ ผมไม่ได้เถียง ข้อบังคับนะครับ ผมไม่เห็นด้วยในทางรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นถ้าจะลงมติอย่างไรก็ตาม ผมก็จะมีเหตุผลอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งมติจะออกมาอย่างไรก็ตามไม่เกี่ยวกับญัตติที่ผมเสนอ หรือเรื่องที่ผมเสนอ เพราะผมเสนอในส่วนประเด็นสำคัญ คือที่ท่านเสนอมานั้นไม่เป็นไปตาม รัฐธรรมนูญหรือขัดรัฐธรรมนูญ ขอบคุณท่านประธานครับ ขอความชัดเจนตรงนี้ จากท่านประธานด้วยว่าไม่เกี่ยวกัน ถ้าท่านจะถามญัตติอะไรก็ตามไม่เกี่ยวกับผมนะครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านประธานครับ กิตติศักดิ์ครับ ขอพูดสักนิดครับ🔗
ท่านกิตติศักดิ์ เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนที่จะดำเนินการต่อไป ขอให้ ท่านประธานพิจารณาสักนิดนะครับว่าขณะนี้ศาลรัฐธรรมนูญมีผลบังคับแล้ว สั่งให้คุณพิธา ยุติปฏิบัติหน้าที่ด้วยมติ ๗ ต่อ ๒🔗
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตประท้วงท่านผู้อภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๔๕ ครับ🔗
เดี๋ยวก่อนครับ พูดเสร็จหรือยัง เดี๋ยวท่านประท้วง🔗
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีมติ ออกมาอย่างนี้ เพื่อประกอบการพิจารณาของท่านประธานโปรดพิจารณาครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ต้องให้สิทธิ ผู้ประท้วงก่อนครับ ตามข้อบังคับเมื่อมีบุคคลประท้วง ยืนและยกมือขึ้นเหนือศีรษะ ประธาน ต้องพิจารณาให้ผู้ประท้วง ประท้วงก่อนครับ เพราะไม่อย่างนั้นจะมีความเสียหายเกิดขึ้น ถ้าปล่อยให้บุคคลคนนี้พูดในสภา ท่านประธานจะรับผิดชอบไหมครับ🔗
กิตติศักดิ์มีศักดิ์และสิทธิ ตามรัฐธรรมนูญ สามารถที่จะอภิปรายได้ครับ อย่าใจร้อนนะครับ🔗
ขออนุญาตครับ ผมเพิ่งนั่งนิดเดียวนะครับ🔗
ท่านประธานครับ การยืนแล้วลุกขึ้นชูมือประท้วงนี่มันเป็นสิทธิ🔗
ท่านนั่งก่อน ท่านพูดแน่ แล้วเขาก็พูดแน่ แล้วจะพูดกันกี่ครั้ง เถียงกันผมก็จะยอม🔗
ไม่ใช่ครับ ท่านประธาน ก็ในเมื่อผมยืนขึ้นแล้วยกมือตามข้อบังคับผมต้องมีสิทธิประท้วงครับ🔗
ตามข้อบังคับ ใช่ครับ แต่ตอนนี้เพิ่งเปลี่ยนเก้าอี้นะครับ🔗
อย่างนั้นผมขอ ประท้วงท่านประธาน🔗
ไม่ต้อง ประท้วงครับ ผมกำลังแค่อ่านนิดเดียวนะครับ นั่งลงก่อนครับ แล้วท่านจะไปเถียงกับ ท่านกิตติศักดิ์ เดี๋ยวผมจะให้ชี้แจงครับ ท่านอย่าเอาชนะผมเลยนะครับ ด้วยความเคารพ แล้วผมก็ OK นะครับ ท่านนั่งนะครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพครับ ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ด้วยความเคารพท่านประธานครับ คือด้วยข้อบังคับ ที่ท่านวิโรจน์จะต้องได้ประท้วง🔗
เข้าใจ แล้วครับ🔗
ซึ่งถ้าเกิดท่านประธาน ยอมให้ท่านวิโรจน์ประท้วงมันก็เดินต่อครับ🔗
ยอม ๆ🔗
มิฉะนั้นมันจะกลายเป็น การประท้วงท่านประธานข้อ ๕ ไปต่อครับ ซึ่งเดี๋ยวมันจะไปไม่จบ ให้ท่านวิโรจน์ได้ประท้วง เถอะครับท่านประธาน🔗
ก็อนุญาต ไปแล้วนี่ครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านผู้อภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๔๕ คืออย่างนี้ครับ ผมว่าระเบียบราชการก็คงต้องรอหนังสือราชการมาอย่างเป็นทางการก่อน ไม่ต้องแสดงอาการกระเหี้ยนกระหือรือขนาดนั้น ทำไมครับ อยากจะเข้าวัดที่พิจิตร มากขนาดนั้นเลยหรือครับท่านประธาน ไม่ต้องกระเหี้ยนกระหือรือครับ เพราะต่อให้ท่าน อยากจะเข้าวัดก็เข้าวัดไม่ได้ครับ🔗
ท่านหยุด แค่นั้นดีกว่านะครับ อย่าทะเลาะกันเลย ตกลงผมก็เพิ่งจะเริ่มดำเนินการนะครับ เมื่อสักครู่นี้ จะขอให้ที่ประชุมนี้พิจารณาใช่ไหมครับ ผมขอเวลานิดหนึ่งนะครับ ผมกำลังขอข้อมูลจาก เจ้าหน้าที่ที่มอบให้ผมทำก่อนท่านที่ท่านประธานรัฐสภา คือวันนี้ก็ยุ่งนิดหน่อยนะครับ เพราะผมเองก็ต้องไปรับซาอุดีอาระเบียมา สิ่งที่พูดกันตอนเช้าผมก็ไม่ทราบทั้งหมดนะครับ ตอนนี้จะขอมติในเรื่องข้อบังคับตามข้อ ๑๕๑ ใช่ไหมครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตท่านประธานครับ🔗
ขอฟัง ท่านสมชายก่อนนะครับ🔗
ท่านประธานครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา แล้วก็ในฐานะผู้ได้เสนอต่อท่านประธาน รัฐสภาว่าญัตติของท่านอัครเดชกับท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ที่คัดค้านตามข้อ ๔๑ ในข้อบังคับการประชุมรัฐสภาว่าญัตติที่เสนอชื่อคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ตกไปแล้ว เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ไม่สามารถพิจารณาได้อีก แต่จะต้องพิจารณาในสมัย ประชุมหน้า อันนี้ก็เป็นญัตติที่เสนอไปแต่ต้น🔗
ประเด็นที่ ๒ คุณหมอชลน่านไม่ได้เสนอญัตติตามข้อ ๑๕๑ ว่าให้วินิจฉัย พวกผมก็ไม่ได้ติดใจต้องตีความข้อบังคับข้อใด เพียงแต่เห็นความเห็นต่าง เพราะฉะนั้น ผมได้คัดค้านท่านประธานรัฐสภาสักครู่ไปแล้ว ท่านประธานจะใช้อำนาจวินิจฉัยก็ไม่เป็นไร แต่ผมเห็นว่าต้องเรียงลำดับตามข้อญัตติที่คุณอัครเดชและคุณเสรีได้เสนอนะครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานจะยังให้ลงมติไม่ได้ คงเ ป็นเรื่องของการอภิปรายในส่วนของ การคัดค้านญัตติการเสนอชื่อคุณพิธา ไม่ได้เสนอตีความครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ🔗
คำถามผม ก็จะมีเกี่ยวกับข้อ ๑๕๑ ที่ท่านประธานรัฐสภาได้พูดไว้นะครับว่าท่านจะขอใช้ข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ ดังนั้นผมถึงจะต้องถามเสียก่อนว่าที่ประชุมนี้จะเห็นชอบให้พิจารณาข้อ ๕๑ หรือไม่ ถ้าท่านเห็นว่าควรพิจารณาข้อ ๑๕๑ ก็จะมีคำถามที่ ๒ ต่อไปว่าท่านเห็นด้วยที่จะให้ ลงมติตามที่สมาชิกเสนอหรือไม่เห็นด้วย🔗
ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพอีกแล้วครับ ท่านประธาน ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องเรียนกับท่านประธานครับว่า การวินิจฉัยของท่านประธานผมเข้าใจนะครับ เนื่องจากมันเป็นช่วงที่ท่านประธานกำลัง เดินมา แต่ว่าทางท่านประธานรัฐสภาคือท่านวันมูหะมัดนอร์ได้วินิจฉัยไปแล้วครับ แล้วก็ได้ ใช้ในส่วนของข้อ ๑๕๑ ที่ระบุเอาไว้ในวรรคสองว่า การขอให้ที่ประชุมรัฐสภาวินิจฉัย ตามวรรคหนึ่งอาจกระทำได้โดยประธานขอปรึกษา หรือสมาชิกรัฐสภาเสนอญัตติโดยมี สมาชิกรัฐสภารับรองไม่น้อยกว่า ๔๐ คน ซึ่งในกรณีนี้เป็นกรณีที่ท่านประธานขอปรึกษา จบแล้วครับท่านประธาน ในส่วนนี้ ตอนนี้เรากำลังเดินเข้าสู่กระบวนการตามข้อ ๑๕๑ แล้ว แล้วเมื่อสักครู่ทางท่านประธานก็ได้ตั้งคำถามเสร็จสิ้นไปแล้ว ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้อง กลับมาพิจารณาในประเด็นที่พิจารณาไปแล้ว ขอให้ท่านประธานช่วยควบคุมการประชุม ให้เป็นไปตามข้อบังคับด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ทำความเข้าใจอีกครั้งหนึ่ง ปรับปรุงแล้วนะครับ คือข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ เป็นญัตติที่เข้ามา กับญัตติที่เสนอใช่ไหมครับ ตามญัตติที่เสนอวันนี้ก็คือญัตติที่ดำเนินการตามข้อ ๔๑ ตามข้อบังคับ ดังนั้นผมก็จะถาม เนื่องจากมันมี ๒ ญัตติ ญัตติแรกจะเห็นด้วยกับข้อ ๑๕๑ หรือไม่ ถ้าเห็นด้วยกับข้อ ๑๕๑ ก็เป็นอันว่าต้องปฏิบัติตามข้อ ๑๕๑ หรือท่านเห็นด้วย กับญัตติที่เสนอมาแต่ต้น ข้อ ๔๑ ที่มีท่านพิธา🔗
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ขออนุญาตประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ คือท่านประธานวันมูหะมัดนอร์ท่านได้วินิจฉัยไปเรียบร้อยแล้วตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๐ แล้วก็ มีผู้รับรองเรียบร้อยแล้วครับ ดังนั้นกระบวนการต่อไปก็คือการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ ก็ต้องลงมติ แล้วเสียงก็คือน่าจะสัก ๓๗๕ ท่านประธานดำเนินการประชุมต่อเลยครับ คือท่านประธานกำลังจะวนกลับมาแล้วก็กำลังจะขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของท่านประธาน อาจารย์วันมูหะมัดนอร์ไปแล้วนะครับ🔗
เดี๋ยวก่อนครับ ผมจะสรุปอย่างนี้ใช่ไหมครับว่าถ้าเห็นด้วยกับข้อ ๑๕๑ ผลของเขาคือ ท่านชลน่านชี้แจง กับผมอีกทีดีกว่านะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ด้วยความเคารพ ท่านประธานครับ มันอาจจะมีความสับสนสักนิดหนึ่ง ผมขออนุญาตครับท่านประธาน ข้อ ๑๕๑ ไม่ใช่ญัตติครับ เป็นข้อเสนอว่าเพื่อนสมาชิกบอกว่าญัตติที่เสนอโดยดอกเตอร์สุทิน คลังแสง เป็นญัตติที่ตกไปแล้วเสนอไม่ได้ ก็เลยให้สภาวินิจฉัยว่ามันตกไปแล้วหรือไม่ โดยผู้เสนอยืนยันว่ามันตกไปแล้ว การที่จะเสนออย่างนี้ก็คือเสนอไปตามข้อ ๔๑ ใช่ไหมครับ เราอย่าเลี่ยงไปอื่น ๆ เราต้องเอาข้อบังคับเป็นตัวตั้ง ท่านต้องบอกว่าท่านเองใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๑ ในการพิจารณาเลือกนายกรัฐมนตรี เอาตรงนี้ก่อนนะครับท่านประธาน ท่านเสนอ อย่างนั้นหมายความว่าท่านเองใช้ข้อ ๔๑ ในการพิจารณาเลือกนายกรัฐมนตรี ท่านเลย ตีความว่ามันตกไปแล้ว เสนอซ้ำไม่ได้ ทีนี้อีกซีกหนึ่งเขาก็เห็นว่าเขาไม่ได้ใช้ข้อ ๔๑ เขาใช้ ข้อ ๑๓๖ เขาก็ยืนยันว่ามันยังไม่ตก เมื่อมีความเห็นต่างในการตีความข้อบังคับอย่างนี้นะครับ ผมเองก็บอกว่าถ้าคุณจะเสนอญัตติว่าให้รัฐสภาวินิจฉัยว่าตกหรือไม่ตกมันอาศัยฐานอำนาจ จากข้อบังคับใดมารองรับ ดูแล้วมันไม่มีครับท่านประธาน จะเสนอตามข้อ ๓๑ ก็ไม่ได้ เสนอตามข้อ ๓๒ ก็ไม่ได้ เพราะไม่ได้เขียนให้ ถ้าจะให้สภาวินิจฉัยมันมีข้อเดียวก็คือข้อ ๑๕๑ ผมก็เลยเสนอว่าให้ใช้ข้อ ๑๕๑ เป็นกระบวนการเป็นวิธีการ ไม่ใช่ญัตติ เป็นวิธีการหนึ่ง ๑. เสนอตามข้อ ๑๕๑ อาศัยอำนาจตามข้อ ๑๕๑ เสนอว่าการใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๑ ชอบด้วย ข้อบังคับหรือไม่ ตกหรือไม่ตก นั่นละความหมาย เมื่อให้เหตุให้ผลกันแล้วในการอภิปราย ๒ ฟากฝั่ง ทั้งสนับสนุนทั้งคัดค้าน พอถึงเวลาลงมติก็ต้องอาศัยข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ มาลงมติ ซึ่งต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งถึงจะเป็นการวินิจฉัยข้อบังคับ ข้อ ๔๑ โดยสรุปคือวินิจฉัย ข้อบังคับ ข้อ ๔๑ นะครับ ท่านประธานอย่าไปแยกว่าเห็นชอบกับเสนอข้อ ๑๕๑ ไม่เห็นชอบ กับการเสนอ ไม่ใช่ครับ ไปลงมติอย่างนั้นไม่ถูกครับท่านประธาน ด้วยความเคารพ ขั้นตอนนี้ ท่านประธานมีหน้าที่ให้สมาชิกได้อภิปรายสนับสนุนและคัดค้านตามที่ท่านสมาชิกเสนอ ๒ ฟากฝั่งนี้หรือไม่เท่านั้นเอง หลังจากนั้นเราก็มาพิจารณาลงมติ การลงมตินั้นก็เป็นไปตาม ข้อ ๑๕๑ เท่านั้นเอง อันนี้คือขั้นตอนครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ อรรถกรครับ เผอิญผมไม่เห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกเมื่อสักครู่นี้ ขออนุญาต ท่านประธานครับ🔗
เชิญครับ🔗
ขอบพระคุณครับ กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอบพระคุณความห่วงใยของเพื่อนสมาชิก ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ด้วยความเคารพนะครับ ท่านคุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว ที่เมื่อสักครู่นี้ท่านกรุณาพยายาม หาทางออกให้กับที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ อย่างไรก็ดีผมมีเรื่องที่อาจจะเห็นต่างกับท่านผู้เสนอ เมื่อสักครู่นี้ เพราะว่าทางฝั่งเพื่อนสมาชิกของผมอีกฟากหนึ่ง คุณอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ เสนอการพิจารณาวันนี้อ้างอิงข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๔๑ เมื่อสักครู่นี้คุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว ได้บอกว่าเพื่อนสมาชิกอีกฝั่งหนึ่งที่เห็นตรงข้ามกับคุณอัครเดชให้ใช้ข้อบังคับ ข้อ ๑๓๖ ซึ่ง ๒ ฝ่ายคิดไม่เหมือนกัน ผมนำเรียนท่านประธานและที่ประชุมนะครับว่าเราต้องพูดความจริงกัน เพราะว่าการใช้ ข้อ ๑๕๑ มันมีความได้เปรียบเสียเปรียบกัน เพราะถ้าผมไม่พูดอย่างนี้พี่น้องประชาชนที่อยู่ ที่บ้านก็คงจะสอบถามว่าทำไมถึงไม่เดินหน้าเสียที ทำไมถึงไม่ใช้ข้อ ๑๕๑ เพื่อตัดสิน ผมเรียนว่าถ้าใช้ข้อ ๑๕๑ เสียงส่วนใหญ่ก็คือ ๓๗๖ แต่ถ้าใช้ข้อ ๔๑ ก็จะใช้เสียงส่วนใหญ่ ของที่ประชุม มันคือความแตกต่างกันตรงนี้ ดังนั้นเองครับ ถ้าผมจะบอกบ้างว่าฝ่ายที่ เห็นด้วยกับการเสนอบุคคลที่จะถูกคัดสรรเป็นนายกรัฐมนตรี โดยใช้ข้อบังคับ ข้อ ๑๓๖ ท่านก็เป็นผู้เสนอขึ้นมา แล้วก็เอาข้อ ๑๕๑ มาเป็นตัวตัดสินได้หรือไม่ ผมจึงขออนุญาต นำเสนอท่านประธานว่าผมไม่เห็นด้วยครับ🔗
มีท่านจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ กับท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ จะเกี่ยวกับเรื่องนี้ไหมครับ🔗
เกี่ยวครับ ท่านประธานครับ🔗
เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จังหวัดศรีสะเกษ ผมต้องขออนุญาตให้ข้อมูลกับ ท่านประธานครับ ก่อนที่ท่านประธานวันมูหะมัดนอร์จะลงจากบัลลังก์ ท่านอยู่ระหว่าง การปรึกษาสภาแห่งนี้ว่ากระบวนการยื่นเสนอชื่อท่านพิธาให้เป็นนายกรัฐมนตรี การให้ ความเห็นชอบนี่นะครับ มีปัญหาเรื่องการขัดข้อบังคับหรือไม่ ซึ่งท่านประธานก็ได้ใช้อำนาจ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ โดยขอปรึกษาครับ ท่านขอปรึกษาสภาแห่งนี้ว่าขอให้ข้อคิดเห็นว่า ตามข้อบังคับการประชุมสามารถเสนอท่านพิธาซ้ำได้หรือไม่ โดยการขอปรึกษาตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ ซึ่งท่านประธานก็ได้ทำเพิ่มกว่าปกติโดยการขอปรึกษาแล้วก็ขอผู้รับรองด้วย ซึ่งจริง ๆ ท่านไม่จำเป็นต้องขอผู้รับรองเลย ดังนั้นกระบวนการพิจารณาในขณะนี้จึงอยู่ใน กระบวนการขอปรึกษาที่ท่านประธานวันมูหะมัดนอร์ดำเนินการอยู่ ซึ่งการขอปรึกษานั้น สามารถดำเนินการได้ตามข้อบังคับการประชุม ข้อ ๒๒ ว่าประธานมีอำนาจหน้าที่ที่จะ ขอปรึกษาเรื่องใด ๆ ก็ได้ และท่านกำลังปรึกษาตามมาตรา ๑๕๑ อยู่ แล้วก็เป็นอำนาจ ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ด้วย ของท่านประธานที่มีอำนาจที่จะดำเนินการกำหนดวาระ การประชุม ดังนั้นขณะนี้จึงอยู่ในช่วงของการพิจารณาที่ท่านประธานวันมูหะมัดนอร์ปรึกษา ตามข้อ ๑๕๑ อยู่ ขอบพระคุณครับ🔗
ท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ🔗
เรียนประธานวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานรัฐสภาครับ ผม พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมมี ๓ ประเด็นครับท่านประธาน แต่ความจริงถ้าประเด็นแรกจบแล้วท่านประธานวินิจฉัยก็เดินหน้าต่อได้เลยโดยที่ผมไม่ต้อง ใช้เวลาในที่แห่งนี้เพิ่มเติมนะครับ🔗
ประเด็นที่ ๑ ผมคิดว่ามันเลยเวลาที่เราจะมาถกเถียงกันแล้วในประเด็นนี้ เพราะว่าก่อนที่ท่านประธานวุฒิสภาจะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานรัฐสภา ท่านประธานวันมูหะมัดนอร์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรที่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธาน รัฐสภา ก็ได้วินิจฉัยไปเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องเชื่อคำพูดผมก็ได้นะครับ สามารถเอา Tape หรือว่า Clip YouTube นั้นสามารถลองย้อนกลับไปดูก็ได้นะครับ ก็จะเห็นชัดว่า ท่านประธานรัฐสภา ณ เวลานั้นได้วินิจฉัยไปแล้ว ได้เสนอให้มีการพิจารณาการตีความ ข้อบังคับตามข้อ ๑๕๑ วรรคสอง แล้วเมื่อเสนอไปแล้ว ความจริงต้องบอกว่าข้อ ๑๕๑ วรรคสอง ก็ไม่ได้จำเป็นจะต้องมีผู้รับรองด้วย ผู้รับรองนั้นจำเป็นต่อเมื่อเป็นการเสนอ โดยสมาชิกรัฐสภา แต่เมื่อท่านประธานรัฐสภาได้เสนอไปแล้วก็ถือว่าวินิจฉัยไปแล้ว ผมก็ได้ลุกขึ้นมาถามตอนนั้นเหมือนกันว่าขอคำถามชัด ๆ ท่านประธานรัฐสภา ณ เวลานั้น ก็ให้คำตอบกลับมาว่าคำถามนั้นเป็นคำถามในลักษณะที่ว่าเห็นด้วยหรือไม่กับข้อทักท้วง ของสมาชิกรัฐสภาอย่างเช่นคุณอัครเดช เป็นต้น เพราะฉะนั้นประเด็นที่ ๑ ตรงนี้ผมขออนุญาตให้ท่านประธานวินิจฉัยก่อนแล้วกัน เพราะถ้าเกิดวินิจฉัยว่าทางท่านประธานรัฐสภาวินิจฉัยไปแล้วมันก็จะเดินหน้าต่อได้เลย โดยที่ไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่มเติม แต่ว่าถ้าท่านประธานรัฐสภายังมีข้อกังวลใจ ความไม่แน่ใจ อย่างไร เดี๋ยวจะอธิบายเพิ่มเติมให้ท่านประธานครับ🔗
เชิญ ท่านมหรรณพครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม มหรรณพ เดชวิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ตั้งแต่เช้าถึงบัดนี้เรายังไม่ได้ข้อยุติใด ๆ ทั้ง ๆ ที่ท่านผู้ชมและท่านผู้ฟังทางบ้านกำลังติดตาม ผลของการพิจารณาของเรา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอสรุปสั้น ๆ เพื่อประหยัดเวลา ของสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ดังนี้ครับ เมื่อเปิดประชุมเมื่อเช้านี้มีท่านผู้ทรงเกียรติ จากพรรคพลังประชารัฐได้กรุณาเสนอความเห็นคัดค้านการเสนอญัตติเลือกนายกรัฐมนตรี โดยมีบุคคลชื่อเดิมที่ได้โหวตไปแล้วคราวที่แล้วและตกไปแล้ว ซึ่งข้อบังคับ ข้อ ๔๑ เขียนไว้ ชัดเจนว่าญัตติใดที่ได้ตกไปแล้วนั้นไม่สามารถจะนำกลับมาเสนอสภาได้ในสมัยประชุม เดียวกัน มันไม่มีข้อสงสัยอะไรในการต้องตีความ ต่อมาก็มีเพื่อนสมาชิกฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ก็พยายามคัดค้านว่าไม่สามารถจะใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๑ มาพิจารณาได้ ทั้ง ๆ ที่การโหวต คราวที่แล้วนั้นก็ได้โหวตโดยใช้ข้อบังคับ ข้อ ๓๖ แล้วก็ใช้ไปตามที่ว่าถือว่าญัตตินั้นเป็นญัตติ เลือกตั้งนายกรัฐมนตรี🔗
ท่านประธานครับ🔗
ท่านมหรรณพเดี๋ยวก่อนนะครับ มีผู้ประท้วงครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาครับ ผม ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ อดีตพรรคอนาคตใหม่ ปัจจุบันพรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงผู้อภิปรายซึ่งเป็นสมาชิกรัฐสภา ตามข้อ ๔๕ ท่านพูดซ้ำซาก วนเวียน ซึ่งเรื่องนี้ มันจบไปแล้ว และไม่ควรใช้เวลาสภาแห่งนี้ให้สิ้นเปลืองเพราะว่าท่านอาจจะเพิ่งเข้ามา ท่านประธานเพิ่งจะเข้ามาอาจจะไม่ต่อเนื่อง แต่ผมมายืนยันว่าผู้อภิปรายได้เป็นผู้อภิปราย วนเวียน ซ้ำซาก ผิดข้อบังคับ ซึ่งประธานได้วินิจฉัยไปแล้วด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗
มีท่านสมชาย แสวงการ อย่าซ้ำนะ🔗
ท่านประธานครับ ผมยัง อภิปรายไม่เสร็จนะครับ🔗
ผมเข้าใจแล้ว ของท่านมหรรณพนะครับ🔗
คืออย่างนี้ครับ ผมจำเป็น ต้องชี้แจง ผมไม่ได้ใช้เวลา แล้วก็ไม่ได้วนเวียน ซ้ำซาก ท่านประธานวันมูหะมัดนอร์ ท่านก็กรุณาชื่นชมว่าผมใช้เวลากระชับมาก ผมไม่ได้ขอให้ท่านพูด ท่านประธานที่เคารพครับ🔗
ท่านมหรรณพสรุปเลย🔗
สรุปว่าให้ท่านประธาน วันมูหะมัดนอร์นั้นมีความเห็นว่าจะถามที่ประชุมแห่งนี้ว่าจะใช้การตีความตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ หรือไม่ ผมคิดว่านั่นเป็นข้อยุติ และผมพร้อมที่จะลงมติ แต่ให้ชัดเจนนะครับว่า ถ้าหากว่าเสียงที่เห็นชอบด้วยต่อการที่จะใช้ข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ ในการตีความ มีไม่ถึง ๓๗๕ ขึ้นไป ถือว่าต้องพิจารณาตามญัตติของท่านผู้ทรงเกียรติจากพรรคพลังประชารัฐครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ครับ ผมเข้าใจแล้ว สรุปง่าย ๆ ท่านมหรรณพบอกว่าจะต้องพิจารณาก่อนว่าจะใช้ข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ หรือไม่ ซึ่งจะต้องถามมติก่อน🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ🔗
เดี๋ยวก่อนครับ ผมสรุปให้ฟัง มีท่านสมชายก่อน แล้วเดี๋ยวท่าน🔗
ได้ครับ เชิญครับ เดี๋ยวผมต่อท่านสมชายก็ได้ครับ🔗
เอาสั้น ๆ สรุป ๆ ตรงประเด็น พอเข้าใจนะครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกรัฐสภา ก็อยากให้การประชุมเดินหน้าไปได้นะครับ เมื่อสักครู่ ก็ได้เรียนท่านประธานแล้วว่าผู้เสนอคือท่านอัครเดชกับท่านเสรีคัดค้านญัตติตามข้อ ๔๑ และท่านประธานวินิจฉัยว่าต้องใช้ข้อ ๑๕๑ ก็มีคำถามที่ผมอยากฟังท่านประธานครับว่า จะใช้ได้หรือไม่ เพราะฉะนั้นท่านประธานก็ได้อ่านตามนั้นและให้สมาชิกลงมติได้เลยครับ จะได้เดินหน้าต่อครับ ขอบพระคุณครับ🔗
-๓๗/๑🔗
มีท่านธีรัจชัย ก่อนใช่ไหมครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตหนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ เกี่ยวกับเรื่องที่เรากำลัง ปรึกษาหารือในที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ ก็สืบเนื่องว่าท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านหนึ่ง ได้เสนอว่า การเสนอนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีตามระเบียบวาระวันนี้ ซึ่งเป็นการสรรหานายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ เป็นญัตติที่เคยตกไปแล้วมาเสนอใหม่ไม่ได้ นี่คือเป็นข้อกล่าวอ้างของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เสนอเป็นประเด็นขึ้นมาในการหารือ วันนี้ และมีสมาชิกจาก ๘ ลูกพรรคร่วมรัฐบาลก็ได้มีการโต้แย้งว่าการเสนอนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีไม่ใช่เป็นญัตติ แต่เป็นการดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญ เมื่อมีการกล่าวอ้าง และมีการปฏิเสธ ภาระการพิสูจน์หลักต้องอยู่กับในส่วน ของผู้เสนอตอนแรก ถ้าเอาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ผู้ใดกล่าวอ้าง ผู้ใดปฏิเสธ ภาระพิสูจน์ตกกับผู้กล่าวอ้าง ดังนั้นเมื่อเวลาต่อมา ท่านวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านได้สรุปไปแล้วว่าเรื่องนี้เป็นการตีความข้อบังคับ การประชุมรัฐสภาว่าเป็นญัตติที่เคยมีการโหวตเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเป็นญัตติหรือไม่ และมา เสนอวันนี้มันตกหรือไม่ อีกฝ่ายว่าไม่ใช่ญัตติ ดังนั้นเรื่องนี้เป็นการตีความ ท่านประธานรัฐสภาได้ระบุไว้ชัด แล้วบอกว่าขอเสียงรับรอง เป็นความเห็นของท่านประธาน ที่จะขอปรึกษากับที่ประชุมแห่งนี้ และให้มีการรับรองเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นประเด็นก็ต้อง ถือว่าเรื่องนี้เป็นญัตติที่ตกไปหรือไม่ ภาระพิสูจน์ตกแก่ฝ่ายผู้เสนอ ถ้าไม่ถึง ๓๗๖ ก็ถือว่า ญัตตินี้ตกไป ก็ต้องไปโหวตคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ว่าจะให้เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ นี่คือความชัดเจน และเลยไปแล้ว ไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องโหวตข้อ ๑๕๑ หรือโหวต ตามมาตราอื่นครับ🔗
ท่านประธานครับ🔗
ของท่าน ไม่เกี่ยวกับข้อ ๑๕๑ แล้วหรือครับ ท่านรังสิมันต์ โรม เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธาน ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพจริง ๆ คือเรื่องนี้เราไม่ควรจะมาเสียเวลากัน แบบนี้อีกแล้วครับ จริง ๆ ต้องรบกวนทางฝ่ายด้านล่างช่วยเปิด Video ที่ท่านประธานรัฐสภา ท่านวันมูหะมัดนอร์ มะทา ได้วินิจฉัย ได้พิจารณา และขอปรึกษาตามข้อ ๑๕๑ พอท่านประธานรัฐสภาขอปรึกษาตามข้อ ๑๕๑ ประตูมันเปิดแล้วครับ หรือถ้าเกิดว่า Video มันนานไปรบกวนท่านช่วยโทรศัพท์คุยกับท่านประธาน เราจะได้ไม่ต้องมาเสียเวลาถกเถียง กันแบบนี้ แล้วจะได้เดินหน้ากันต่อไปว่าจะเอากันอย่างไร เท่านั้นเองครับท่านประธาน คือถกเถียงกันอย่างนี้ผมว่าไปอีก ๒ ชั่วโมง ๓ ชั่วโมงครับ แต่ถ้าท่านประธานช่วยกรุณา ดู Video หรือโทรศัพท์คุยกัน เราอยู่ในโลกที่โทรศัพท์คุยกันได้แล้ว รบกวนหน่อยครับ ท่านประธาน จะได้จบครับ ขอบคุณครับ🔗
เอาอย่างนี้ ขอ ๒ ขั้นตอนก็แล้วกันนะครับ🔗
ขั้นตอนแรก ผมจะถามว่าจะนำข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ หรือไม่ ถ้ามีคนเห็นด้วย ก็จะถามต่อไปว่าเมื่อที่ประชุมลงมติ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ขออนุญาตประท้วงท่านประธาน แล้วเป็นการช่วยเหลือ ท่านประธานจริง ๆ ครับ ด้วยความบริสุทธิ์ใจเลยท่านประธานครับ🔗
ผมเข้าใจแล้ว ที่ท่านจะให้ผมถามครั้งเดียว🔗
คืออย่างนี้ครับ ตอนนี้ขั้นตอนนี้🔗
แต่ว่า ทางวุฒิสมาชิก🔗
มันอยู่ในขั้นที่ อภิปรายเห็นด้วยแล้วก็คัดค้านแล้วว่าเป็นญัตติหรือไม่ ถ้าเกิดเป็นญัตติก็เข้าข้อบังคับ ข้อ ๔๑ ถ้าไม่ใช่ญัตติก็เดินตามข้อบังคับ ข้อ ๑๓๖ แล้วท่านอาจารย์วันมูหะมัดนอร์ท่านได้ใช้ข้อบังคับ ตามข้อ ๑๕๐ เป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ ตอนนี้คืออภิปรายทั้งฝ่ายสนับสนุนแล้วก็คัดค้านครับ จากนั้นก็เปิดให้ลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ เท่านั้นเอง ไม่ใช่มาโหวตอะไรอีกแล้ว ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพจริง ๆ ครับท่านประธาน🔗
ท่านประธานครับ ขออนุญาตประท้วงครับ🔗
มาจากไหนครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ ขออนุญาตหารือท่านประธานครับ คือเราก็เสียเวลาในการพิจารณาตรงนี้มาพอสมควร อย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านก็คงคิดเหมือนกัน ผมขออนุญาตอย่างนี้ท่านประธานครับ ในเมื่อท่านประธานวันมูหะมัดนอร์ท่านได้เสนอในการใช้ข้อ ๑๕๑ แต่ว่าผมเองเมื่อสักครู่นี้ ได้ลุกขึ้นมายืนยันว่าท่านประธานวันมูหะมัดนอร์ท่านก็วินิจฉัยว่าข้อเสนอของผมในการเสนอ ญัตติตามข้อ ๓๒ (๑) ไปแล้ว แล้วท่านก็ได้วินิจฉัยว่าเป็นไปตามข้อบังคับว่าจะพิจารณาว่า ญัตติของการเสนอคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เสนอได้หรือไม่ อย่างไร ซ้ำหรือไม่ ผมก็เลย ขออนุญาตให้ท่านประธานได้วินิจฉัยตรงนี้ แล้วก็ให้ที่ประชุมได้ลงมติก่อนว่าสรุปแล้ว เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยโดยใช้เสียงข้างมาก หลังจากนั้นได้หรือไม่จึงไปสู่กระบวนการ ในการใช้ข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ ในการที่จะเสนออีกทีหนึ่งว่าเสนอรอบสองได้หรือเปล่า ขออนุญาตท่านประธานครับ🔗
ท่านประธานครับ ขออนุญาตประท้วงนะครับ🔗
เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ฐากร ตัณฑสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยสร้างไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้ที่ท่านประธานวันมูหะมัดนอร์สรุป ก็คือท่านใช้สิทธิตามมติข้อ ๑๕๑ เพราะฉะนั้นขณะนี้เข้าสู่ขั้นตอนของการที่จะฟังสมาชิก รัฐสภาอภิปรายสนับสนุนว่าข้อเสนอดังกล่าวเป็นญัตติหรือไม่เป็นญัตติ เพื่อประกอบ การตัดสินใจของสมาชิกรัฐสภาในการที่จะลงมติตามข้อ ๑๕๑ ผมคิดว่ากระบวนการนี้ น่าจะเริ่มต้นในการรับฟังได้แล้ว เพราะว่าทุกคนอยากจะรับฟังแล้วก็อยากจะใช้วิจารณญาณ ในการตัดสินใจว่าเราจะเห็นด้วยกับฝ่ายใดในการที่จะพิจารณาตรงนี้ครับ ขออนุญาต ท่านประธานเดินหน้าในการประชุมได้แล้วครับ🔗
ถ้าเดินหน้า ก็หมายความว่าให้ท่านอภิปรายกันต่อ ถูกไหมครับ ท่านฐากร ตัณฑสิทธิ์ ข้อ ๑๕๑ นี้🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ ขอประท้วงครับ🔗
ประท้วง ใครครับ🔗
ประท้วงท่านประธานครับ ขออนุญาตท่านประธานเพื่อดำเนินการตามระเบียบวาระการประชุม ท่านประธานมีหน้าที่ ควบคุมตามข้อ ๕ (๓) โดยดังนี้ครับ ขออนุญาตท่านประธานเสนอความเห็นเพื่อประกอบ การพิจารณาให้สภาเดินหน้าไปได้ ๑. คือท่านอัครเดชได้เสนอญัตติ กับ ๒. ท่านเสรีเสนอ ญัตติคัดค้านตามข้อ ๔๑ ว่าญัตติที่เสนอคุณพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นดำเนินการไม่ได้ เพราะเป็นญัตติซ้ำ ท่านอาจารย์วันมูหะมัดนอร์ก็เห็นว่าถ้าจะมาพิจารณาตามข้อ ๑๕๑ วินิจฉัย โดยคุณหมอชลน่านก็ไม่ได้เสนอเป็นญัตติ ขออภัยที่เอ่ยนาม เพราะฉะนั้น เรียงตามลำดับจะต้องเรียงตามที่ท่านอัครเดชเสนอในการลงมติ อันนี้ประการที่ ๑ นะครับ ผมก็หารือท่านประธานและที่ประชุมไปแล้วว่าจะอภิปรายหรือไม่ ท่านก็ใช้เวลากันมา ๒-๓ ชั่วโมง ก็ไม่อภิปราย เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานจะถามมติเลย ผมก็ยินดีนะครับ ขออนุญาตท่านประธานดำเนินการถามมติเลยครับ ขอผู้รับรองครับ🔗
ท่านจุลพันธ์ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย สมาชิกรัฐสภา ตอนนี้สับสนไปหมดแล้ว กระบวนการประชุมในสภานี้เหมือนไม่มีขั้นไม่มีตอน ผมต้องเรียนต่อท่านประธานครับ ต้องตั้งสติเพราะท่านประธานเข้ามารับไม้ต่อ อันนี้ ผมเข้าใจครับ แต่ตอนนี้กระบวนการของพวกเราเดินหน้าไปถึงการที่เรากำลังจะต้อง พิจารณาข้อบังคับการประชุม ข้อ ๑๕๑ การตีความข้อบังคับ ซึ่งท่านประธานวันมูหะมัดนอร์ เป็นผู้เสนอต่อที่ประชุม ทุกคนรับทราบแล้ว เรากำลังจะตีความข้อบังคับ ข้อ ๔๑ ซึ่งเรา ถกเถียงกันมาตั้งแต่เช้าสรุปว่าการเสนอชื่อของท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นญัตติที่ซ้ำซ้อน หรือไม่ ประเด็นมันมีแค่นั้น สิ่งที่ท่านอัครเดชก็ตาม ท่านเสรีเสนอก็ตาม เป็นการเสนอ บอกว่าขัดต่อข้อ ๔๑ มันไม่มีการเสนอญัตติตามข้อ ๔๑ นะครับ ข้อ ๔๑ มันเสนอเป็นญัตติ ไม่ได้ เพราะฉะนั้นกระบวนการเรามีปัญหาในเรื่องข้อบังคับ ท่านวันมูหะมัดนอร์ก็เสนอว่า เราตีความตามข้อ ๑๕๑ ถ้าใครเห็นชอบว่าสิ่งที่เสนอมาเป็นญัตติแล้วมันซ้อนญัตติเสนอไม่ได้ ต้องตกก็เห็นชอบ ถ้าใครเห็นว่าเสนอซ้ำได้เพราะว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและรัฐธรรมนูญ ใหญ่กว่าข้อบังคับ ก็กดไม่เห็นชอบ ลงมติมาถ้าแตะ ๓๗๕ ญัตติของท่านสุทิน คลังแสง เป็นอันตกไป ถ้าลงมติไม่ถึง ๓๗๕ สิ่งที่ท่านอัครเดชเสนอหรือท่านเสรีเสนอก็ตาม เป็นอันตกไป ก็เดินหน้าลงมติต่อก็แค่นั้นเองครับ ตอนนี้ลงมติตามข้อ ๑๕๑ ได้เลยเพราะว่าคำถามมีแล้ว ท่านประธานวันมูหะมัดนอร์จบเรื่องคำถามไปเรียบร้อย กระบวนการสภากำลังจะเดินหน้า อย่าวนอยู่ในอ่างครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ท่านประธานครับ🔗
ขออนุญาต นิดหนึ่ง🔗
ท่านประธานครับ ผม อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ท่านประธานครับ นิดเดียวครับ🔗
ท่านอัครเดช รอนิดหนึ่งครับ ผมอยากฟังท่าน เรียนถามเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับที่ท่านวันมูหะมัดนอร์พูดไว้ ขออนุญาตฟังนิดหนึ่งครับ ผมได้รับจากเจ้าหน้าที่ว่าท่านได้เสนอข้อ ๑๕๑ ไว้แล้วจริงนะครับ แต่ท่านจะให้อภิปราย ดังนั้นต้องให้ท่านอภิปรายแล้วก็จะได้ถามกัน🔗
ท่านประธานครับ ผม อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ทางนี้ท่านประธานครับ🔗
ท่านอัครเดช เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส. จากพรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้ท่านเพื่อนสมาชิกจากพรรคพลังประชารัฐก็ได้อภิปรายไปแล้วว่า ข้อได้เปรียบเสียเปรียบในการใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๑ กับข้อ ๑๕๑ มันต่างกัน ถ้าข้อ ๔๑ ใช้เสียง ข้างมากที่ผมเสนอไป แต่ข้อ ๑๕๑ ใช้เสียงกึ่งหนึ่งของรัฐสภาแห่งนี้ มันมีการได้เปรียบ เสียเปรียบ ผมก็ยืนยันว่าญัตติของผม ท่านประธานวันมูหะมัดนอร์ได้วินิจฉัยแล้วว่าเป็นไป ตามข้อบังคับของรัฐสภาแห่งนี้ ก็คือท่านได้วินิจฉัยว่าญัตติที่ผมเสนอเป็นญัตติในทำนอง เดียวกันตามข้อ ๓๓ ถึงแม้ญัตติที่กำลังปรึกษาหารือกันอยู่ พิจารณาอยู่ ห้ามเสนอญัตติอื่น แต่มีข้อบังคับยกเว้นครับท่านประธานว่าเรื่องในทำนองเดียวกัน เกี่ยวเนื่องกัน ท่านประธาน สามารถใช้ดุลยพินิจในการยกมาเป็นญัตติในการพิจารณารวมกันได้ ซึ่งท่านประธาน วันมูหะมัดนอร์ก็วินิจฉัยแล้วว่าเป็นญัตติเดียวกันแล้วก็ให้พิจารณา ฉะนั้นผมจึงยืนยันครับ ท่านประธานว่าให้ลงมติตามข้อเสนอของผมที่ได้เสนอตามข้อบังคับ ข้อ ๓๒ (๑) คือให้ ปรึกษาหารือ ทีนี้ท่านประธานวันมูหะมัดนอร์ก็ฟังอภิปรายไปมา ท่านก็เสนอข้อ ๑๕๑ ขึ้นมาแล้วท่านก็ออกไป ผมก็จะลุกขึ้นมาแย้งกับท่านว่าท่านวินิจฉัยแล้วว่าเอาของผม ตามข้อ ๔๑ ก่อน แต่ท่านออกไปแล้วท่านประธานก็ขึ้นมาต่อ มันก็เลยขาดความต่อเนื่อง ฉะนั้นผมก็ยังยืนยันกับท่านประธานว่าขอให้พิจารณาของผมก่อนว่าเป็นญัตติที่จะต้อง ลงมติก่อน แล้วหลังจากนั้นผมก็เลยเสนอเมื่อสักครู่นี้ว่าแล้วค่อยไปเป็นข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ ท่านที่เสนอมาจะลงมติว่าข้อ ๑๕๑ จะโหวตอย่างไร ท่านก็เสนอเป็นญัตติมาในที่ประชุม แล้วให้ที่ประชุมลงมติอีกทีหนึ่ง ขออนุญาตเสนออย่างนี้ให้ท่านประธานได้วินิจฉัยครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม เสรีครับ อยู่ด้านนี้ครับ🔗
ท่านเสรี เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม เสรี สมาชิกรัฐสภา ที่ผมต้องลุกขึ้นมาพูดก็เพราะว่าพอดี ขออนุญาตเอ่ยนามท่านจุลพันธ์ ได้อภิปรายแล้วก็ไปสรุปพาดพิงถึงญัตติที่ผมเสนอ หรือเรื่องที่ผมเสนอ โดยสรุปท่านสรุปไปว่า ถ้าหากจะใช้การพิจารณาข้อ ๑๕๑ แล้วผลเป็นอย่างไร ถ้าหากว่าเห็นด้วยจะให้ใช้ข้อ ๑๕๑ ทำให้ญัตติที่ผมเสนอนั้นตกไปด้วย ผมก็เลยต้องกราบเรียนว่าสิ่งที่ท่านจะมีข้อวินิจฉัยในเรื่อง ข้อบังคับอะไรของท่านก็ไม่รวมกับญัตติที่ผมเสนอ เพราะญัตติที่ผมเสนอนั้น ผมพยายามพูดให้ ประธานเข้าใจหลายครั้ง ให้สมาชิกเข้าใจว่าของผมนั้นเป็นเรื่องที่ท่านเสนอรายชื่อคุณพิธามา ในรอบสองนี้ขัดกับรัฐธรรมนูญนะครับ เพราะฉะนั้นท่านวินิจฉัยอย่างไร ผลมติจะเป็น อย่างไร ในส่วนข้อบังคับท่านก็ลงมติกันไป อย่าเหมาเอาของผมไปรวมให้ตกไปด้วยนะครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ผมเข้าใจ แล้วนะครับ คือมีความขัดแย้งกันระหว่างข้อ ๔๑ กับข้อ ๑๕๑ ดังนั้นก็ไม่รู้ว่าจะตัดสิน อย่างไร เดี๋ยวก่อนครับ ให้ผมพูดเสร็จ เพราะว่าญัตติการที่เสนอทั้งคู่มีลักษณะเป็นญัตติทั้งคู่ ทั้งข้อ ๔๑ และข้อ ๑๕๑ คือญัตติที่กระทบกับเรื่องที่เสนอวันนี้ ดังนั้นการที่ผมจะวินิจฉัยว่า จะเลือกอย่างหนึ่งอย่างใดมาพิจารณา ก็จะเป็นการพิพาทกันระหว่าง ๒ ความเห็นที่เสนอมา ต้องวินิจฉัยครับ เพราะว่าผมจะเลือกถามมติจากใครล่ะครับ จะถามใครก่อน ข้อ ๔๑ กับข้อ ๑๕๑ จะให้ผมถามใครก่อน ไม่ต้องประท้วงครับ ผมอธิบายครับ🔗
ท่านประธานคะ ขอประท้วงค่ะ🔗
เชิญครับ เชิญเสนอชื่อมาดีกว่า ไม่ต้องประท้วงหรอกมีอยู่แค่นี้ ผมอธิบายแค่นั้น ไม่ได้มีอย่างอื่น ถามท่าน ท่านก็ตอบมา🔗
ขอประท้วง ท่านประธานค่ะ🔗
ประท้วง เลยครับ🔗
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวพุธิตา ชัยอนันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ตอนนี้ท่านประธานวันมูหะมัดนอร์ได้วินิจฉัยไปแล้ว แล้วก็มีผู้รับรอง ไปแล้ว ลำดับต่อไปคือการอภิปรายว่าตกลงเราจะอภิปรายเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย กับข้อบังคับ ข้อ ๔๑ อย่างไร ท่านประธานวันมูหะมัดนอร์ได้วินิจฉัยไปแล้ว ขอท่านประธาน ได้ดำเนินการต่อเลยนะคะ🔗
ดำเนินการ ต่อก่อนครับ ข้อ ๑๕๑ ท่านวันมูหะมัดนอร์เพียงแต่เสนอขึ้นมา ดังนั้นท่านสมาชิกมีสิทธิ อภิปราย เชิญครับ ท่านผู้ใดจะอภิปรายข้อ ๑๕๑ ตามข้อบังคับ มีไหมครับ ท่านอนุศักดิ์ คงมาลัย เอาเฉพาะเรื่องนี้นะครับ ข้อ ๑๕๑ ว่าท่านเห็นด้วยหรือเปล่า🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาครับ กระผม อนุศักดิ์ คงมาลัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็คงกราบเรียนท่านประธานว่า มีพี่น้องทางบ้านโทรศัพท์มาถามว่าตกลงในสภานี้มีความเข้าใจไม่ตรงกัน มีปัญหาช่องว่าง ความรู้ที่เกี่ยวกับเรื่องของการลงมติในสภาแห่งนี้ว่าการลงมติในสภาแห่งนี้เวลาลงมติ มันลงมติด้วยข้อเสนอ หรือลงมติด้วยการยื่นเป็นญัตติ มีการลงมติอะไรที่ไม่ได้ยื่นเป็นญัตติ บ้างหรือไม่ ซึ่งในขณะที่เถียงกันมาตั้งแต่เช้า พยายามที่จะบอกว่าอันนี้ไม่ใช่ญัตติที่เสนอ ไปแล้ว เป็นเพียงการดำเนินการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ วิธีคิดแบบนั้นผมคิดว่ามันค่อนข้าง จะตะแบง มันเป็นข้อเสนอให้พิจารณา เมื่อพิจารณามาสภาลงมติมันก็คือญัตติท่านประธานครับ ญัตติคือข้อเสนอเพื่อลงมติ คำว่า ญัตติ ในพระพุทธศาสนาเป็นคำประกาศให้สงฆ์ทราบ คำประกาศนั้นมาจากการที่สงฆ์มีมติร่วมกัน การมีมติร่วมกันก็เสนอเป็นญัตติ ญัตติก็คือ ประเด็นหรือเป็นทางเลือกที่เป็นข้อ ๆ ให้พิจารณา ดังนั้นกระผมคิดว่าพี่น้องท่านผู้ฟัง ที่ติดตามอยู่ทางบ้านจะได้เข้าใจว่าในสภาแห่งนี้ เราได้ลงมติในเรื่องของการเสนอตามวาระ การประชุมที่เสนอใหม่ครั้งที่แล้ว พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรให้ได้รับตำแหน่ง เป็นนายกรัฐมนตรี ครั้งที่แล้วเสนอไปแล้วชื่อบุคคลคนหนึ่ง มาครั้งนี้ก็ควรพิจารณาให้เสนอความเห็นชอบ ของบุคคลคนอื่น ๆ หรือเปล่าเรายังไม่ทราบ แต่ว่าถ้าเป็นคนเก่า มีการมองในลักษณะที่ว่า ตามข้อ ๔๑ ของข้อบังคับการประชุมรัฐสภา นั่นก็คือเป็นญัตติที่ตกไปแล้ว ผมว่าไม่ต้องไป ตีความอะไรให้มากมายไปกว่าตรงนี้ ขอขอบพระคุณครับ🔗
มีรายชื่อ ไหมครับ ท่านใดประสงค์จะอภิปราย ตอนนี้มีท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ🔗
ท่านประธานครับ ท่านฐากรน่าจะเป็นคิวก่อนผมครับ🔗
ใช่ ท่านฐากร เชิญครับ🔗
ขออนุญาตท่านประธานครับ เริ่มต้นได้เลยไหมครับ🔗
ท่านฐากร ได้เลย เฉพาะข้อ ๑๕๑ นะครับ🔗
ขออนุญาตท่านประธานครับ ผมคงอธิบายถูกนะครับ หมายถึงว่าข้อ ๑๕๑ จะไปเชื่อมโยงกับข้อ ๔๑ ว่าการเสนอดังกล่าว เป็นการเสนอญัตติซ้ำหรือไม่ เพราะว่าจะนำไปสู่การลงมติในข้อ ๑๕๑ ถูกต้องนะครับ ท่านประธาน ผมจะได้อภิปรายถูกครับ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานรัฐสภา🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตประท้วงครับ🔗
มีท่านประท้วง เชิญเลยครับ🔗
ท่านประธานครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตทำความเข้าใจ เมื่อสักครู่ท่านประธาน ผมได้ค้างการพิจารณา แล้วก็ไม่ได้ขัดแย้งกับท่านประธานว่าคุณอัครเดชได้เสนอว่าขัดแย้ง ข้อ ๔๑ ท่านประธานอนุญาตให้มีการพิจารณาในการประชุมอภิปรายไปได้ ผมกราบเรียนว่า ในตอนสุดท้ายการลงมติ ท่านประธานจะต้องลงมติว่าญัตติของท่านอัครเดชกับท่านเสรี ขัดหรือไม่ คัดค้านได้หรือไม่ ไม่ได้ตีความวินิจฉัยตามข้อ ๑๕๑ เพราะฉะนั้นจึงต้องลุกขึ้น มาก่อนเพื่อให้ท่านประธานชัดเจนว่าท่านสมาชิกเมื่อสักครู่ท่านลุกเพื่อให้ท่านประธาน วินิจฉัยว่าเดินตามข้อ ๑๕๑ ในการลงมติอันนี้ไม่ชอบ ขออนุญาตนำเรียนท่านประธานครับ🔗
อยากจะให้ ท่านสมาชิกที่ประสงค์จะอภิปรายเข้าชื่อว่าไปตามลำดับ ถ้ามาแทรกระหว่างกลางก็เสีย คือหมายความว่ามันไปขัดการพูดนิดหน่อย แล้วก็มีการประท้วงหรืออะไรไม่เอานะครับ เชิญท่านฐากรต่อเลยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภา กระผม นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยสร้างไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ดังนี้ครับ การให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา ๑๕๙ และมาตรา ๒๗๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ นั้น ไม่ใช่ญัตติ จึงไม่สามารถนำข้อบังคับตามข้อ ๔๑ ของการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๓ มาบังคับใช้ได้ ด้วยเหตุผลที่ผมจะขอเรียนชี้แจงเพื่อสนับสนุนดังต่อไปนี้🔗
ข้อ ๑ การเสนอชื่อบุคคล เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นการปฏิบัติตามมาตรา ๑๕๙ และมาตรา ๒๗๒ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย และสอดคล้องกับข้อบังคับการประชุมรัฐสภา หมวด ๙ ว่าด้วย ข้อบังคับ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าข้อบังคับของการประชุมรัฐสภาในข้อ ๑๓๖ เขียนแยกหมวดไว้อย่างชัดเจนนะครับว่าในหมวดการพิจารณาให้ความเห็นชอบ นายกรัฐมนตรีนั้น เขียนแยกหมวดไว้ในหมวด ๙ ซึ่งไม่ได้อยู่ในหมวด ๒ ของการประชุม รัฐสภาแต่อย่างไร หมวด ๒ ของการประชุมรัฐสภาจะมีในส่วนที่ ๒ ที่เสนอไว้อย่างชัดเจนว่า การเสนอญัตติจะต้องมีขั้นตอนในการทำอย่างไร ตั้งแต่ข้อ ๒๙ จนกระทั่งไล่เลียงมาถึง ข้อ ๔๑ ซึ่งเป็นสาระสำคัญว่าญัตติใดตกไปแล้ว ห้ามนำญัตติซึ่งมีหลักการเช่นเดียวกันขึ้นมา เสนอใหม่ในสมัยประชุมเดียวกัน เว้นแต่ญัตติที่ยังมิได้มีการลงมติ หรือญัตติที่ประธานรัฐสภา จะอนุญาต ในเมื่อพิจารณาเห็นว่าเหตุการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป แต่ในข้อบังคับของ การประชุมเขียนแยกไว้อย่างชัดเจนว่าให้บรรจุไว้ในหมวด ๙ การพิจารณาให้ความเห็นชอบ ซึ่งกำหนดไว้ในข้อ ๑๓๖ ผมจึงเรียนหลักการในข้อกฎหมายว่าหลักทั่วไปของกฎหมาย ในเมื่อกฎหมายใดกำหนดบทเฉพาะไว้อยู่แล้ว เราไม่สามารถที่จะนำบทบัญญัติทั่วไป ของกฎหมายมาบังคับใช้กับบทเฉพาะที่เขียนไว้อย่างชัดเจนในหมวด ๙🔗
ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานต่อไปครับ ในข้อ ๑๓๖ ที่กำหนดไว้ เขียนบอกว่าการพิจารณาให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๒๗๒ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญ ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้ง เป็นนายกรัฐมนตรีต่อที่ประชุมรัฐสภา เชื่อมโยงกับอะไรรู้ไหมครับท่านประธาน เชื่อมโยงกับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ และบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ ดังนั้น ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าการดำเนินการดังกล่าวในครั้งนี้เป็นการเสนอรายชื่อบุคคล ซึ่งไม่ใช่ญัตติ ซึ่งหากเป็นญัตติแล้วจะต้องเขียนไว้ในหมวด ๒ ของการประชุมรัฐสภา ขออนุญาตกราบเรียนเป็นเหตุผลที่ ๑🔗
เหตุผลที่ ๒ ที่อยากจะกราบเรียนท่านประธาน เหตุผลที่ ๒ ที่เป็นเหตุผล สำคัญก็คือในข้อบังคับของการประชุมรัฐสภา เราอาศัยอำนาจที่ออกข้อบังคับ ของการประชุมรัฐสภา อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๕๖ (๑๑) และมาตรา ๑๕๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่รัฐสภาได้ตราข้อบังคับของการประชุมรัฐสภา ดังกล่าวไว้ ดังนั้นขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าข้อบังคับดังกล่าวไม่ได้ไปเกี่ยวข้องกับ มาตรา ๑๕๙ และมาตรา ๒๗๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแต่อย่างใด ดังนั้น จึงมีความชัดเจนว่าการเสนอรายชื่อนายกรัฐมนตรีนั้น ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องกับระเบียบวาระ ของการยื่นญัตติที่ประชุมแต่อย่างใด แต่เป็นการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๕๙ ประกอบกับมาตรา ๒๗๒ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังนั้นในเมื่อรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนไว้อย่างไร จะเสนอรายชื่อบุคคลดังกล่าวจำนวนกี่ครั้งก็ได้ แต่มีเงื่อนไขว่าต้องเป็นบุคคลที่อยู่ในข่ายที่ กกต. หรือกฎหมายรัฐธรรมนูญเขียนรับรองไว้ ผมขออนุญาตอ่านให้ท่านประธานฟังอย่างชัดเจนนะครับ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี จากบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๖๐ และเป็นผู้ที่มีชื่ออยู่ใน บัญชีรายชื่อพรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา ๘๘ เฉพาะจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง ที่มีสมาชิกได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่าร้อยละห้าของจำนวนสมาชิก ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร สรุปนะครับท่านประธาน มี ๖ พรรคการเมืองที่ได้ สมาชิกไม่น้อยกว่าร้อยละ ๕ ก็คือจำนวน ๒๕ คน เพราะฉะนั้น ๖ พรรคการเมือง ๙ ชื่อ ผมดูมาแล้วนะครับ ๖ พรรคการเมือง ๙ ชื่อ จะเสนอชื่อบุคคลดังกล่าวเป็นนายกรัฐมนตรี จำนวนกี่ครั้งก็ได้จนกว่าจะมีการสรรหานายกรัฐมนตรีได้🔗
ผมเล่าเหตุผลอีกต่อไปนะครับ ทำไมผมถึงพูดอย่างนี้ ท่านมาดูในวรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๗๒ ต่อเนื่องอีกนะครับ มาตรา ๒๗๒ เขียนไว้ว่า ในระหว่างห้าปีนับแต่วันที่รัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ การให้ความเห็นชอบ บุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้ดำเนินการตามมาตรา ๑๕๙ เว้นแต่ การพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๕๙ วรรคหนึ่ง ให้กระทำในที่ประชุมร่วมกัน ของรัฐสภา และมติที่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๕๙ วรรคสาม ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา🔗
สำคัญนะครับ ต่อไปครับ ในระหว่างเวลาวรรคหนึ่ง หากมีกรณีไม่อาจแต่งตั้ง นายกรัฐมนตรีจากผู้ที่มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา ๘๘ ไม่ว่า ด้วยเหตุใด และสมาชิกทั้งสองสภารวมกันจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิก ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาเข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภา ขอให้รัฐสภามีมติยกเว้น เพื่อไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้ที่มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองแจ้งไว้ ตามมาตรา ๘๘ ในกรณีเช่นนั้น ให้ประธานรัฐสภาจัดให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา โดยพลัน และในกรณีที่รัฐสภามีมติด้วยเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกเท่าที่ มีอยู่ของทั้งสองสภาให้ยกเว้นได้🔗
ผมกราบเรียนท่านประธานนะครับ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ อย่างนี้ในวรรคสอง จะมาสอดคล้องกับข้อบังคับของการประชุมรัฐสภาในข้อ ๑๓๘ ก็คือ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเขียนไว้บอกว่า กรณีที่อยู่ในบัญชีรายชื่อที่กำหนดไว้แล้วที่เป็น นายกรัฐมนตรีโหวตกันตามวรรคหนึ่งโหวตไม่ได้ถึงจะต้องไปใช้นอกบัญชีรายชื่อ ผมถึงบอกว่า เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเขียนไว้จะเสนอรายชื่อกี่ครั้งก็ได้ ซ้ำเมื่อไรก็ได้ จนกว่าจะนอกบัญชี รายชื่อที่กำหนดไว้ ท่านมาดูในข้อบังคับ ข้อ ๑๓๘ ของที่ประชุมรัฐสภา เขียนไว้อย่างชัดเจน ข้อ ๑๓๘ จะไปสอดคล้องกับวรรคสองของมาตรา ๒๗๒ ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๘ เขียนไว้บอกว่า ในกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๒๗๒ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าด้วยเหตุใด และสมาชิกของทั้งสองสภารวมกันไม่น้อยกว่า กึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาเข้าชื่อเสนอญัตติต่อประธาน รัฐสภาเพื่อขอให้รัฐสภามีมติยกเว้นไม่เสนอรายชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้ที่มีชื่ออยู่ในบัญชี รายชื่อพรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา ๘๘ ของรัฐธรรมนูญ ให้ประธานรัฐสภาบรรจุ เข้าระเบียบวาระการประชุมรัฐสภาเป็นเรื่องด่วน🔗
ขออนุญาตเรียนท่านประธานครับ เหตุผลนี้ก็คือถ้าในกรณีที่จะต้องเสนอ บุคคลที่อยู่นอกบัญชีรายชื่อ ข้อบังคับ ข้อ ๑๓๘ เขียนไว้ชัดเจนบอกว่าต้องทำเป็นญัตติ แต่ในข้อ ๑๓๖ ไม่ได้เขียนครับ สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ อย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นมาตรา ๑๓๖ มาตรา ๑๓๘ กรณีเสนอนอกบัญชีรายชื่อต้องเสนอเป็นญัตติ รัฐธรรมนูญทั้งกฎหมายเขียนไว้อย่างชัดเจน คราวนี้นะครับ ผมมาเชื่อมโยง สุดท้ายแล้วครับ เหตุผลสุดท้าย ท่านมาดูนะครับว่าเมื่อระยะเวลา ๕ ปีหลังจากนี้ผ่านพ้นไป ก็คือหลังจาก เดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๖๗ วุฒิสภาไม่ได้มีสิทธิที่จะมาร่วมโหวตนายกรัฐมนตรีต่อไปแล้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะเป็นผู้โหวตนายกรัฐมนตรี ท่านย้อนกลับมาดูนะครับว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อมาโหวตรัฐมนตรี จะอาศัยอำนาจเฉพาะตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ เท่านั้น ดังนั้นผมขออนุญาตเรียนว่าในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ เมื่อโหวต ดังกล่าวก็จะไปใช้ระเบียบการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ และแก้ไขเพิ่มเติม ปรับปรุงแทน ดังนั้นขออนุญาตเรียนท่านประธานนะครับว่าระเบียบวาระเรื่องการประชุม สภาผู้แทนราษฎรเขาเขียนไว้อย่างไรรู้ไหมครับ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๒๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ สภาผู้แทนราษฎรจึงตรา ข้อบังคับการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรขึ้นไว้ดังต่อไปนี้ เพราะฉะนั้นผมอ่านมาตรา ๑๒๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ให้ท่านประธานฟังชัด ๆ นะครับ จะได้ทราบว่าทำไม ถึงเป็นเหตุผลที่สำคัญ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๒๘ เขียนไว้อย่างนี้ครับ ท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามีอำนาจตราข้อบังคับการประชุมเกี่ยวกับ การเลือกและการปฏิบัติหน้าที่ของประธานสภา รองประธานสภา เรื่องหรือกิจการอันเป็น หน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการสามัญแต่ละชุด การปฏิบัติหน้าที่และองค์ประชุม ของคณะกรรมาธิการ วิธีการประชุม การเสนอและพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญและร่างพระราชบัญญัติ การเสนอญัตติ การปรึกษา การอภิปราย การลงมติ การบันทึกการลงมติ การเปิดเผยการลงมติ การตั้งกระทู้ถามต่าง ๆ และการเปิดอภิปราย ทั่วไปไม่ไว้วางใจ ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานนะครับ จึงได้ออกเป็นระเบียบข้อบังคับ ของการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งระเบียบการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร ผมเรียน เป็นหลักสำคัญเลยว่าไม่มีหมวดไหนเลยที่เกี่ยวกับการเลือกนายกรัฐมนตรี ผมเรียน ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ถ้าทุกท่านเห็นว่าการเสนอนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ เสนอซ้ำไม่ได้ เมื่อมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พฤษภาคม ปี ๒๕๖๗ ซึ่งเป็นอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร เต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว ท่านจะเลือกนายกรัฐมนตรีตามมาตราไหนครับ ระเบียบข้อบังคับ ของท่านไม่มีเลย เขาไม่ได้ให้อำนาจท่านไว้ จุดนี้เป็นสิ่งที่แสดงออกให้เห็นชัดเจนว่าการเลือก นายกรัฐมนตรีจะต้องเลือกตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ เท่านั้น ประกอบกับรัฐธรรมนูญ บทเฉพาะกาล มาตรา ๒๗๒ ดังนั้นผมจึงขออนุญาตนำเรียนว่าการเสนอเลือกนายกรัฐมนตรี ดังกล่าวไม่ใช่ญัตติแต่อย่างใด เพราะว่าจะมีปัญหาในอนาคตข้างหน้าหลังจากที่ใช้ระเบียบ ของการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะเป็นปัญหาติดตามมา ในอนาคตข้างหน้า เพราะว่าในปี ๒๕๕๗ วุฒิสภาจะไม่ได้มีส่วนร่วมในการที่จะเลือก นายกรัฐมนตรีต่อไปแล้ว🔗
สุดท้ายครับท่านประธาน ท่านประธานจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญถ้าเกิดว่า เขียนไว้อย่างไร ถ้ารัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ให้เสนอเป็นญัตติ ผมเข้าใจว่าคณะที่จัดร่างท่านมี ความเข้าใจเป็นอย่างดี ท่านจะเห็นนะครับว่าถ้าท่านจะให้เสนอเป็นญัตติที่กำหนดไว้ ในรัฐธรรมนูญ เช่นมาตรา ๑๕๑ เขียนไว้ชัดเจน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า หนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร มีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติ ขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ เขียนไว้ ชัดเจนในมาตรา ๑๕๑ มาดูมาตรา ๑๕๒ อีก เขียนไว้อย่างชัดเจน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร จะเข้าชื่อเพื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักซ้อมข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหา ต่อคณะรัฐมนตรีโดยไม่มีการลงมติครับ ดังนั้นผมจึงเรียนว่า ถ้ารัฐธรรมนูญเขาเขียนกำหนด ไว้ว่าจะเสนอเป็นญัตติ ผมเข้าใจว่าผู้ร่างในขณะนั้นเข้าใจรัฐธรรมนูญเป็นอย่างดี เขียนไว้ อย่างชัดเจนว่าต้องเสนอเป็นญัตติ แต่การเสนอบุคคลสมควรดำรงตำแหน่งเป็นายกรัฐมนตรี ก็คือให้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ ซึ่งไม่ใช่การเสนอเป็นญัตติแต่อย่างใด จะสอดคล้องกับข้อบังคับของการประชุมรัฐสภาในข้อ ๑๓๖ และข้อ ๑๓๘ ในการเลือก ดังกล่าว จึงขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเพื่อโปรดพิจารณาวินิจฉัยในข้อ ๑๕๑ ว่า ในการเสนอนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ถึงแม้ว่าจะมีการเสนอรายชื่อบุคคลเดิมซ้ำ จะไม่เข้าข้อบังคับ ในข้อ ๔๑ ของวิธีการประชุมรัฐสภาหรือการยื่นญัตติแต่อย่างใด ขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธานรัฐสภาเป็นอย่างยิ่งครับ กราบขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส. พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตหารือท่านประธาน ด้วยความเคารพท่านฐากรนะครับ คือไม่รู้ว่าตอนนี้ท่านกำลังใช้สิทธิอะไรในการอภิปราย คือ สส. หรือสมาชิกในฝั่งที่ไม่เห็นด้วย ก็คือญัตติมันซ้อนกัน ก็มีความสงสัยว่าตอนนี้ท่านประธานจะเดินหน้าการประชุมอย่างไร คือถ้าท่านประธานจะให้อภิปราย ทางสมาชิกฝั่งนี้จะได้ไปลงชื่อ แต่เมื่อสักครู่นี้ผมเดินไปที่ หน้าบัลลังก์ท่าน เจ้าหน้าที่ก็เขียนหัวกระดาษด้วยดินสอว่ามาตรา ๑๕๑ ผมก็ยืนยันว่าจะให้ พิจารณาญัตติของผมก่อนตามข้อ ๓๒ (๑) ทีนี้ท่านปล่อยให้อภิปรายอย่างนี้ เลยขอความชัดเจน ท่านประธานว่าท่านให้อภิปรายในญัตติ ข้อ ๓๒ (๑) ของผม หรือว่าท่านจะอภิปราย ข้อ ๑๕๑ ซึ่งข้อ ๑๕๑ ท่านประธานวันมูหะมัดนอร์ท่านเสนอมาทีหลัง ผมเลยขออนุญาต ขอความชัดเจน ถ้าท่านอภิปรายอยางนี้ผมก็จะได้แจ้งทางเพื่อนสมาชิกที่ต้องการอภิปราย มาลงชื่อเพื่ออภิปราย แสดงว่าตอนนี้เราอยู่ในขั้นตอนไหน เลยขอความชัดเจนจาก ท่านประธานครับ จะได้แจ้งทางสมาชิกถูกครับ🔗
ท่านประธานครับ ขอประท้วงท่านผู้กำลังอภิปราย🔗
ขอชี้แจง ท่านนิดเดียว ก็ให้อภิปรายตามข้อ ๑๕๑ นะครับ คราวนี้ที่ท่านฐากรอภิปรายไปก็เป็นรวม ไม่ได้เฉพาะ ก็อาจจะมากไป แต่ว่าก็ทำให้เข้าใจกันง่ายขึ้นในบางสิ่งบางอย่างที่ท่านชี้แจงไว้ ผมถึงไม่ได้ไปหยุดของท่าน ท่านชี้แจงความแตกต่างระหว่างที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ กับที่บัญญัติไว้ในข้อบังคับนะครับ ท่านวิโรจน์จะประท้วงอะไรครับ เพราะว่ามีผู้เข้าชื่อไว้🔗
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมขออนุญาตประท้วงท่านอัครเดชตามข้อบังคับ ข้อ ๔๕ คือท่านอภิปราย วนเวียน ซ้ำซาก ตอนนี้มาถึงขั้นตอนการอภิปรายในเรื่องของมาตรา ๑๕๑ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว คืออย่างนี้ครับ ญัตติของท่านอัครเดชมันไปไม่ได้เลยถ้าเรายังไม่มีข้อสรุปว่าข้อพิจารณา ที่เสนอบุคคลให้รัฐสภาเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นญัตติหรือไม่ ถ้าเป็นญัตติ ก็เข้าข้อบังคับ ข้อ ๔๑ ถ้าไม่ใช่ก็เข้าข้อบังคับ ข้อ ๑๓๖ แล้วตอนนี้ทางท่านฐากรก็กำลัง อภิปรายว่ามันไม่เข้าข้อ ๔๑ ซึ่งทางท่านอัครเดชก็มีสิทธิที่จะอภิปรายว่ามันเข้าข้อ ๔๑ ผมว่าการประชุมกำลังเดินมาสวยแล้วครับ ไม่อยากให้มีการวนเวียน ซ้ำซาก แล้วถ้าเกิด ท่านยังวนกลับเข้ามาอีกล่ะครับ วันนี้มันก็ไม่ไปไหนสักทีครับท่านประธาน ดำเนินการ ต่อครับท่านประธาน ท่านประธานมาถูกทางแล้วครับ ให้กำลังใจท่านประธานครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงครับ ท่านประธานครับ ผมหารือ ท่านประธานเพื่อความชัดเจน เพราะว่า สส. อีกหลายพรรคขอความชัดเจนว่าตอนนี้ ในที่ประชุมนี้กำลังดำเนินการถึงขั้นตอนไหน ท่านวิโรจน์ครับ โดยปกติถ้ามีความชัดเจน ในการอภิปราย หน้าบัลลังก์ของท่านประธาน เจ้าหน้าที่จะต้องพิมพ์ด้วยหมึกเลยว่าประเด็น ที่กำลังพิจารณาอภิปรายประเด็นอะไร แต่เจ้าหน้าที่เมื่อสักครู่นี้ผมไปที่หน้าบัลลังก์ยังเขียน ด้วยดินสออยู่เลยครับ จริงไหมครับ ท่านยังเขียนด้วยดินสอ แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ครับ🔗
พอแล้ว เดี๋ยวผมชี้แจง🔗
ท่านประธาน นิดหนึ่งครับ เดี๋ยวผมจะเสียหายครับว่าท่านวิโรจน์หาว่าผมวนเวียน ซ้ำซาก🔗
ครับ ขออนุญาตจริง ๆ🔗
นิดเดียวครับ ท่านประธาน วันนี้แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์ยังไม่รู้เลยครับว่าตอนนี้อภิปรายญัตติ อะไรอยู่ ยังเขียนด้วยดินสออยู่เลยครับ ผมเลยขอความชัดเจนท่านประธานแค่นั้นเองครับ เพราะอะไรครับ เพราะว่าเพื่อน ส.ส. จะได้ไปลงชื่อในการอภิปราย🔗
(นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ยืนและยกมือขึ้น🔗
ท่านประธาน ผมประท้วงผู้อภิปรายครับ🔗
ผมได้เตือน เขาแล้ว แต่ว่าหยุดดีกว่า🔗
หยุดนะครับ ต้องให้ ความเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่นะครับ เขาพิมพ์หมึกครับ อยู่ในมือผมนี่ครับ คุณอัครเดชเดินไป ตอนเวลากี่นาฬิกาครับ🔗
ผมอยาก จะเรียนนะครับ🔗
ข้อ ๑๕๑ ก็ถูกต้อง แล้วนี่ครับ ตกลงท่านประธานวินิจฉัยชัดแล้วใช่ไหมครับ ไม่เช่นนั้นผมจะประท้วงนะครับ🔗
ท่านประธานครับ เดี๋ยวจะหาว่าผมโกหก🔗
พอแล้วครับ เชื่อผมเถอะ ผมฟังเมื่อสักครู่นี้ อย่างของท่านฐากรนี่ผมตั้งใจฟังเลยนะครับ ดังนั้นท่านอื่น ๆ ที่จะอภิปรายต่อมาก็ขอให้อยู่ในประเด็นนะครับ ลงชื่อก็ลงเถอะ ทำไมไม่ลง ผมสั่งตอนนี้ ผมก็บอกแล้วว่าให้เข้าชื่อไว้ แล้วผมก็จะพิจารณาเรียงตามลำดับของแต่ละประเภทนะครับ ขอบคุณนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตได้ฟังจากปากท่านประธานนิดเดียวครับ นิดเดียวครับท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ คือตอนนี้ท่านประธานกำลังดำเนินการอภิปรายญัตติไหนอยู่ครับ เพราะว่าผมประท้วงท่านประธานครับ🔗
ข้อ ๑๕๑ ครับ เพราะว่าติดค้างมาจากที่ท่านประธานรัฐสภาได้กำหนดไว้ เมื่อสักครู่ผมฟังชี้แจงแล้ว🔗
ไม่ครับ ด้วยความเคารพท่านประธาน ผมจะได้แจ้งทางสมาชิกมาลงชื่ออภิปรายครับ ไม่อย่างนั้น ตอนนี้มันไม่มีความชัดเจนครับ แล้วผมเรียนท่านประธานอีกนิดเดียวครับ ตอนที่ผมไป สักครู่นี้ท่านณัฐวุฒิครับ เป็นดินสอจริง ๆ นะครับ เจ้าหน้าที่เขาลงดินสอครับ เดี๋ยวจะหาว่า ผมพูดเท็จนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ในมือผมเป็นหมึกจริง ๆ ครับ ถ้าดินสอก็ต้องเป็น 2B ไม่อย่างนั้นคิดคะแนนไม่ได้ครับ ท่านประธาน🔗
พอแล้วครับ หรือว่าท่านพูดให้มันครึกครื้นขึ้นมาก็ไม่รู้ พอแล้ว ไม่เอา เป็นอย่างที่ว่าละครับ เอาอยู่ในสิ่งที่ จะอภิปรายนะครับ ต่อไปเป็นท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แล้วก็มาท่านเสรี สุวรรณภานนท์ จากนั้นไปท่านกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ เชิญท่านณัฐพงษ์เลยนะครับ เอาตรงไปตรงมา ตรงประเด็นนะครับ เกี่ยวกับข้อ ๑๕๑ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไรก็ว่ากันไปเลยนะครับ🔗
ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สมาชิก รัฐสภา ฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์ถ้าพร้อมแล้วนำ Slide ขึ้นได้เลยนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ก่อนที่จะเริ่มการอภิปรายเพื่อให้ความเห็นว่าผมเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการพิจารณา ญัตติตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ อยากจะขอถามคำถามย้ำในที่ประชุมอีกครั้งว่าคำถามในญัตตินี้ ก็คือการถามว่าการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีที่เรากำลังจะพิจารณาในวันนี้นั้นเป็นญัตติ ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๑ ของการประชุมร่วมกันของรัฐสภาใช่หรือไม่ ถ้าคำถามของญัตติเป็นไป ตามนี้ ผมจะขออภิปรายว่าผมและพรรคก้าวไกลรวมถึง ๘ พรรคร่วม เราไม่เห็นด้วย ด้วยเหตุผลดังประการต่อไปนี้ ผมเข้าใจว่าสมาชิกรัฐสภาหลาย ๆ ท่านได้นำเสนอไปตอน เมื่อเช้าแล้ว ซึ่งผมจะขอจำแนกออกเป็นสัก ๒-๓ กลุ่ม แต่วันนี้ผมจะขออภิปรายเหตุผล ในกลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มที่ ๓ ว่าทำไมผมถึงไม่เห็นด้วยว่าการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นไป ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๑ ของการประชุมร่วมกันของรัฐสภา🔗
ข้อแรก ท่านประธานครับ สมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปแล้วว่าการเลือก นายกรัฐมนตรีนั้นจริง ๆ ไม่ใช่ญัตติทั่วไป อาจจะเป็นเพราะว่าศักดิ์ของรัฐธรรมนูญนั้นสูงกว่า เราถือว่ากระบวนการการเลือกนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นกระบวนการเฉพาะที่บัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญ สมาชิกที่ได้อภิปรายสนับสนุนในกลุ่มนี้ก็มีการให้เหตุผลหลายอย่างครับ ท่านประธาน อย่างแรก อย่างเช่นบอกว่าการเสนอ ท่านอาจจะบอกว่าเป็นญัตติ การเสนอ ชื่อนายกรัฐมนตรีนั้นเสนอโดยผู้รับรองที่มาจากเฉพาะ สส. เพราะฉะนั้นมันไม่น่าเป็นญัตติ ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา รวมถึงเหตุผลอื่น ๆ ที่ผมอาจจะละไว้ เปิดโอกาสให้ เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายเหตุผลสนับสนุนประกอบ🔗
กลุ่มที่ ๒ ก็คือการตีความตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นตาม มาตรา ๑๕๙ หรือมาตรา ๒๗๒ ไม่มีคำว่า ญัตติ แต่อย่างใด ในกรณีอย่างนี้เราควรจะตีความ ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญว่าไม่อยากจะสร้างทางตันทางการเมืองหรือเปล่า ยกตัวอย่าง เช่นถ้ามีการเสนอชื่อ Candidate นายกรัฐมนตรีขึ้นมา ๓ ชื่อ แล้วทั้ง ๓ ชื่อนั้นไม่ได้รับเสียง เกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกเท่าที่มีอยู่ในรัฐสภาเลย ถึงตอนนั้นเราก็น่าจะต้องเอาลำดับ ๑ และลำดับที่ ๒ มาโหวตซ้ำใช่หรือไม่ ถ้าเกิดกรณีแบบนี้แล้วเราจะตีความว่านายกรัฐมนตรี ที่ถูกเสนอชื่อไปแล้วไม่สามารถถูกเสนอซ้ำเข้ามาได้อีกจะเกิด Deadlock หรือเหตุทางตัน ทางการเมืองทันที🔗
ข้อสุดท้าย ก็คือการตีความตามบทบัญญัติทางกฎหมาย เป็นเหตุผลที่ผม จะลงลึกในวันนี้ ก็คือการที่บอกว่าถ้ารัฐธรรมนูญมีเจตจำนง มีเจตนารมณ์ที่จะไม่ให้เสนอซ้ำ จะต้องมีการบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร โดยการนำเสนอกรณีเทียบเคียงเป็นบรรทัดฐาน ดังต่อไปนี้ ท่านประธานครับ ขอ Slide หน้าถัดไปนะครับ กรณีเทียบเคียงที่ผมจะนำเสนอ ก็คือในกรณีของการเสนอชื่อผู้ตรวจการแผ่นดินในสมัยสภานิติบัญญัติแห่งชาติในปี ๒๕๕๙ นั่นก็คือในวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๙ นั้น ขออนุญาตเอ่ยนามครับ มีการเสนอชื่อคุณหมอเรวัต ให้ สนช. พิจารณาว่าเหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งเป็นผู้ตรวจการแผ่นดินหรือเปล่า ซึ่งในวันนั้นก็ไม่ได้มีมติออกมาเป็นเสียงข้างมาก ทำให้ต้องส่งกลับไปให้กรรมการสรรหา พิจารณาส่งชื่อเข้ามาใหม่🔗
ขออนุญาต นิดหนึ่งนะครับ ท่านพูดถึงบุคคลภายนอก ไม่ทราบว่าจะมีเรื่องเสียหายหรือเปล่า🔗
ไม่มีครับ ท่านประธานครับ ผมขอยืนยันว่าไม่มีกรณีเสียหายแน่นอน เป็นข้อเท็จจริงตามหน้าข่าว ที่ปรากฏไว้ในประวัติศาสตร์ครับ🔗
อย่างนั้น เชิญต่อครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ต่อมาในวันที่ ๗ กรกฎาคม ได้มีการเสนอชื่อคุณหมอเรวัตเข้ามาสู่ กระบวนการการพิจารณาซ้ำในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตามหน้าข่าวที่ผมได้แปะไว้นะครับ ทีนี้เราไปดูกันต่อครับว่าตอนนั้น สนช. ได้อาศัยบทบัญญัติใดในรัฐธรรมนูญ อาศัยอำนาจใด ในการกระทำแบบนี้ ในปี ๒๕๕๙ อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ ซึ่งมีประกาศจาก คณะรักษาความสงบแห่งชาติในการออกมาบอกว่าในการดำเนินการสรรหาองค์กรอิสระ ต่าง ๆ ผมไม่ขออ่านทั้งหมดนะครับ ให้ดำเนินการตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยในปี ๒๕๕๐ ทีนี้เราตามไปดูกันต่อครับท่านประธานว่าบทบัญญัติ ในปี ๒๕๕๐ นั้นระบุไว้อย่างไร ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีการระบุเอาไว้ว่ากระบวนการ ดำเนินการสรรหานั้นให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาก่อน กรณีนี้ก็คือกรณีที่สรรหา ผู้ตรวจการแผ่นดินในกรณีดังกล่าว ซึ่งประกอบไปด้วยประธานศาลฎีกา ประธาน ศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งในขณะนั้นก็คือ ประธาน สนช. มาเป็นคณะกรรมการสรรหา เมื่อสรรหาเสร็จแล้ว ตาม (๒) ที่ผมได้ Highlight ไว้ใน Slide หน้านี้ จะต้องมีการเสนอต่อสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งขณะนั้นก็คือ สนช. ทำหน้าที่แทนในการให้ความเห็นชอบ ซึ่งจากบันทึกการประชุมของ สนช. ในวันที่ ๒ มิถุนายน ปี ๒๕๕๙ ตามที่ผมได้แสดงหน้าข่าวไปแล้ว อันนี้คือบันทึกการลงมติ ผลการลงมติ ในวันนั้นก็คือบอกว่าไม่ได้รับความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงข้างมาก แปลว่าไม่ได้รับ ความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดังนั้นตามกระบวนการในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็คือต้องส่งกลับไปให้คณะกรรมการสรรหาดำเนินการสรรหาขึ้นมาใหม่ ซึ่งตาม หน้าข่าวในวันที่ ๗ กรกฎาคม มีการให้ความเห็นออกมาว่า ๔ บรรทัดสุดท้ายที่ผมได้ขีด เส้นใต้ไว้ ในการเสนอชื่อคุณหมอเรวัตกลับขึ้นมาอีกครั้งนั้นถือว่าเป็นความรับผิดชอบของ คณะกรรมการสรรหาที่มาจากการประชุมกันของประมุขศาลต่าง ๆ ผมย้ำคำว่าประมุขศาล ต่าง ๆ นะครับ ล้วนแต่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิทั้งสิ้น คนที่เชื่อว่าการตัดสินใจที่จะเสนอชื่อกลับเข้ามา หรือไม่นั้นก็ล้วนเป็นการตัดสินใจของคณะกรรมการสรรหาซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ถือเป็น สิทธิขาดครับ เพราะไม่ได้มีข้อห้ามไว้ ขีดเส้นใต้ ๒ ครั้งประโยคสุดท้าย เพราะไม่ได้มี ข้อห้ามไว้ นี่จึงเป็นที่มาที่ผมลุกขึ้นมาอภิปรายเหตุผลประกอบว่าการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีนั้น ก็ไม่ได้มีข้อห้ามไว้เช่นเดียวกันว่าเสนอชื่อซ้ำไม่ได้🔗
ทีนี้นะครับท่านประธาน ถ้าจะมีกรณีเทียบเคียงเพิ่มเติมก็คืออย่างในกรณี รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเพื่อสรรหาองค์กรอิสระต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในปี ๒๕๕๙ ก็คือมีการเสนอซ้ำ จึงได้มีบทบัญญัติไว้ชัดเจนว่า จะไม่ให้เสนอซ้ำ จะต้องเขียนไว้ว่าไม่ให้เสนอซ้ำครับ อย่างกรณีของพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๑๓ วรรคสอง เห็นที่ผม Highlight ไว้ประโยคสุดท้ายไหมครับ โดยผู้ซึ่งไม่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาในครั้งนี้จะเข้ารับ การสรรหาในครั้งใหม่ไม่ได้ ไม่ใช่กับผู้ตรวจการแผ่นดินอย่างเดียวนะครับ กรณีตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญก็เช่นเดียวกันครับ ตามประโยคสุดท้ายที่ผมได้ Highlight ไว้ในมาตรา ๑๒ วรรคเก้า ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ต่อไปผมไม่อ่านนะครับ คณะกรรมการการเลือกตั้งก็เช่นเดียวกัน เสนอซ้ำไม่ได้ครับ หน้าสุดท้ายแล้วนะครับ ป.ป.ช. ก็เช่นเดียวกันครับท่านประธาน ทุกอย่างที่ผมเสนออยู่ บน Slide นี้เป็นตัวบทกฎหมาย มีลายลักษณ์อักษรเป็นหลักฐานชัดเจนว่าถ้ากฎหมาย จะห้ามไม่ให้เสนอซ้ำ คุณต้องเสนอซ้ำไม่ได้ แล้วมีกรณีเทียบเคียงที่ชัดเจนในปี ๒๕๕๙ ว่า กรณีของคุณหมอเรวัตภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไม่ได้มีข้อห้ามไว้ครับ เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีข้อห้ามไว้ก็เท่ากับว่าเสนอซ้ำได้ เพราะฉะนั้นผมว่าหลักฐาน เหตุผล ประกอบที่ผมได้นำเสนอในวันนี้ค่อนข้างชัดเจนครับ วันนี้ถึงแม้เพื่อนสมาชิกจะบอกว่าเรามา ลงมติเพื่อตีความตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ ว่าเข้าหรือไม่เข้า แต่ตัวผมเองผมเกรงครับ เกรงว่า การลงมติในวันนี้อาจจะไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำ ตามหลักการและเหตุผล และหลักฐานที่ผมได้นำเสนอประกอบ จึงขออนุญาตแสดงความเห็นไปยังเพื่อนสมาชิก ผ่านท่านประธานว่าผมไม่เห็นด้วยกับญัตติดังกล่าวที่บอกว่าการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีนี้ เป็นไปตามข้อบังคับ ข้อ ๔๑ ของการประชุมร่วมกันของรัฐสภาครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปเชิญ ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ และตามด้วยท่านกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในประเด็นที่หารือกันอยู่นี้เรื่องที่จะต้องพิจารณาว่าเป็นญัตติหรือไม่ ต้องกราบเรียนว่าส่วนที่ ผมจะกราบเรียนท่านประธานนี้เป็นคนละเรื่อง คนละประเด็นกับที่ผมได้กราบเรียนเสนอไว้ว่า ข้อเสนอบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีที่เสนอคุณพิธาเป็นการเสนอชื่อซ้ำนั้น เป็นการไม่เป็นไปตาม รัฐธรรมนูญและขัดกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมขอยกไว้ก่อน มันจะได้ไม่ไปปนกันระหว่างที่ เรากำลังพิจารณาเรื่องญัตติตามข้อ ๔๑ หรือจะไปตีความตามข้อ ๑๕๑ ท่านประธานครับ ในส่วนเรื่องคำว่า ญัตติ นะครับ จริง ๆ แล้วคำว่า ญัตติ มันมีความหมายในตัวของมันเองแล้ว ผมว่าคนทั้งประเทศ ในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัย สถานศึกษาหรือแม้คนที่มีความรู้ ความเข้าใจ ผมว่ารวมถึงสมาชิกรัฐสภา รวมถึง สส. สว. ที่ผ่านมาในสภาเราทำหน้าที่ เปิดสภามาเป็น ๑๐๐ ปีท่านประธาน เกือบ ๆ นะครับ เป็นที่เข้าใจครับท่านประธานว่าคำว่า ญัตติ คืออะไร ญัตติก็คือเรื่องที่นำเข้ามาสู่การพิจารณาในสภาแล้วจะต้องลงมติ ทุกเรื่อง ท่านประธานครับ หากว่าเป็นเรื่องที่นำเข้าสู่สภาแล้วต้องลงมตินั้นมันเป็นญัตติหมด แต่มา ในวันนี้มันแปลกครับท่านประธาน สมาชิกเราก็มีผู้หลักผู้ใหญ่มีประสบการณ์เยอะ ในการทำงานในสภา ผมก็ได้ฟังความเห็นว่าญัตติที่เสนอมานั้น ตอนแรกบอกไปเลย ยืนยัน กันชัดเจนว่าเรื่องที่กำลังพิจารณานี้ไม่ใช่ญัตติ ยืนกันกระต่ายขาเดียว ตะโกนกันลั่นสภาว่า ไม่ใช่ญัตติ แต่พอเราเอาข้อบังคับ ข้อ ๑๓๘ ซึ่งอยู่ในหมวดเรื่องการพิจารณา ให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีว่าข้อบังคับ ข้อ ๑๓๘ บัญญัติไว้ชัดเจนว่าเป็นญัตติ เสียงเริ่มเปลี่ยนครับท่านประธาน เปลี่ยนเป็นว่าเป็นญัตติ แต่เป็นญัตติประเภทที่ไม่ใช่เป็น ญัตติทั่วไป เป็นญัตติที่เสนอเฉพาะการพิจารณาให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ซึ่งมันเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดนะครับ เราก็พยายามจะตีความกันครับท่านประธาน ตีความกันว่ามันไม่ใช่ญัตติตามข้อ ๔๑ แต่มันเป็นญัตติอื่น ๆ ทั่วไปที่เสนอเฉพาะ การพิจารณาให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ซึ่งจริง ๆ มันไม่ต่างกันเลยครับ ท่านประธาน สิ่งที่เรากำลังพิจารณาอยู่นี้นะครับ ถ้าเราพูดกันแบบตรงไปตรงมา คนทั้งประเทศได้ยิน นักเรียน นักศึกษาก็ทราบ คนที่มีความรู้ ความเข้าใจในอักษรภาษาไทย มีพจนานุกรมให้คำอธิบายไว้ว่าญัตติก็คือเรื่องที่นำเสนอในที่ประชุมสภาแล้วต้องมีมติ นี่คือคำว่า ญัตติ มันไม่ใช่มติที่อยู่นอกเหนือคำว่าไม่ใช่ญัตติทั่วไป นี่คือประการแรก ที่ผมกราบเรียนว่าเราพยายามอย่าไปเบี่ยงเบนเลยครับ เราพูดอย่างไรคนข้างนอกเขาฟัง เขาก็มีความรู้ความเข้าใจ ไม่ใช่เรามาถกเถียงกันด้วยถ้อยคำภาษาที่แตกต่างกันอย่างที่ทำ กันอยู่ ความจริงก็คือความจริง ความหมายก็คือความหมาย ญัตติมันก็คือญัตติ นี่คือ ความเป็นจริงที่เรากำลังพิจารณาอยู่ ท่านประธานครับ ในส่วนญัตติที่เรากำลังพิจารณา ข้อ ๔๑ มันเป็นญัตติจากเรื่องที่เราได้พิจารณาของการประชุม การเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ นายกรัฐมนตรีในคราวก่อนมาแล้ว แต่ปรากฏว่าก็มีการนำเสนอมาพิจารณาในที่ประชุม แห่งนี้ซ้ำเข้ามาอีก มันก็มีประเด็นที่สมาชิกเขาเห็นว่ามันก็เป็นญัตติทีไปเสนอซ้ำซึ่งมันขัดกับ ข้อบังคับ และข้อบังคับนั้นก็ไม่สามารถที่จะนำมาพิจารณาในสมัยประชุมนี้ได้ มันก็เป็น ประเด็นที่สมาชิกเขาไม่เห็นด้วยกับญัตตินี้ แต่อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน ส่วนท่านประธานรัฐสภาท่านก็อยากจะหาข้อยุติครับ ท่านก็เสนอว่าในการจะพิจารณาคำว่าญัตติตามข้อ ๔๑ ดังกล่าวนี้ มันต้องตีความหรือไม่ เพราะว่ามีสมาชิกส่วนหนึ่งไปตีความว่าไม่ใช่ญัตติเกิดขึ้น ผมเลยกราบเรียนว่าถ้าหากจะพูด ประเด็นนี้มันก็ถกเถียงแถลงกันแล้วก็จะมีประเด็นว่าสิ่งที่สภากำลังพิจารณานั้นเป็นข้อเสนอ ที่สมาชิกเขาเห็นว่ามันขัด มันเสนอซ้ำ ซึ่งเป็นไปตามข้อ ๔๑ จริง ๆ แล้วไม่มีความจำเป็น เลยว่าจะต้องไปตีความตามมาตรา ๑๕๑ เพราะสมาชิกส่วนที่เขาบอกว่าการเสนอชื่อซ้ำนั้น มันขัดตามข้อบังคับ ข้อ ๔๑ เขาไม่ได้สงสัยในข้อบังคับเลยนะครับท่านประธาน เพียงแต่ เขายืนยันว่ามันขัด แต่ส่วนท่านที่ไม่ขัดผมว่าประเด็นนั้นไม่มีแล้ว มันก็ไปมีประเด็นกับที่ ท่านประธานรัฐสภามีความประสงค์ต้องการที่จะให้ที่ประชุมแห่งนี้ตีความว่ามันเป็นข้อบังคับ ตามที่อีกฝ่ายหนึ่งเขาเห็นหรือไม่ ดังนั้นถ้าจะมีประเด็นมันก็ต้องมีประเด็นว่าการพิจารณา ลงมตินั้นเป็นไปตามท่านสมาชิกที่เสนอว่าข้อเสนอของบุคคลจะเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นขัดกับ ข้อบังคับ ข้อ ๔๑ หรือไม่ หรือมีเหตุอันจำเป็นที่จะต้องไปตีความตามมาตรา ๑๕๑ มันก็มี ข้อ ๔๑ กับ ข้อ ๑๕๑ นะครับ มันไม่ต้องไปตีความอันอื่นหรอกครับว่าเป็นคำวินิจฉัย ถึงขนาดว่าจะเป็นญัตติหรือไม่ มันไม่ได้ไปถึงขนาดนั้น มันก็จะมี ๒ ส่วนครับ ส่วนหนึ่ง สมาชิกเห็นว่าข้อ ๔๑ นั้นชอบแล้ว เสนอมาก็คือขัดกับข้อบังคับ ข้อ ๔๑ อีกส่วนหนึ่งก็คือ เป็นประเด็นที่ท่านประธานรัฐสภาเสนอไว้ว่าขอให้ตีความ มันก็มีประเด็นมันต้องตีความไหม หรือว่าจะดำเนินการไปเลยตามข้อ ๔๑ ที่สมาชิกเขามีความเห็นไว้ ผมอยากให้ประเด็นนี้ชัด มิฉะนั้นเจ้าหน้าที่ก็งง สมาชิกแต่ละคนก็อภิปรายไปแล้วก็ลึกไปจนถึงว่าสมควรที่จะเป็น นายกรัฐมนตรีได้อีกตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมรอจังหวะนั้นอยู่แล้ว ผมอยากให้ประเด็นนี้ มัน Clear ออกไปก่อนท่านประธาน แล้วเดี๋ยวผมจะว่าต่อไปว่าสิ่งที่ท่านกำลังเสนอชื่อบุคคล มาเป็นนายกรัฐมนตรีดังกล่าวนั้นเป็นการเสนอซ้ำ เป็นการขัดรัฐธรรมนูญที่ได้บัญญัติไว้ บางท่านอาจจะไม่ได้มองประเด็นนี้ แต่ผมเห็นประเด็นนี้ผมจึงอยากจะอภิปราย อยากจะ เสนอสิ่งที่ผมเห็นและคิดว่ามันถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ก็เลยกราบเรียนท่านประธานครับว่า ประเด็นนี้มันมีข้อ ๔๑ กับข้อ ๑๕๑ ถ้าจะตัดสินอย่างไรก็อยู่ในกรอบนี้เท่านั้น ขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗
ต่อไปเชิญ ท่านกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ และตามด้วยท่านจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ เชิญท่านกมลศักดิ์ก่อนครับ🔗
เรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๕ นราธิวาส พรรคประชาชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ตั้งแต่เช้ามาจนถึงบ่าย ๆ วันนี้ เราถกกันนานพอสมควร จุดประสงค์สุดท้ายก็คือต้องการผู้นำฝ่ายบริหารประเทศ ผู้นำฝ่ายบริหาร ก็คือต้องการนายกรัฐมนตรี เราเลือกตั้งมาตั้งแต่วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๖ ป่านนี้ปาเข้าไปเกือบ ๒ เดือนแล้วประเทศเรายังไม่ได้นายกรัฐมนตรี และผมเชื่อว่าพี่น้องทั่วประเทศกำลังรอวันที่เราจะมีผู้นำมาแก้ปัญหาปากท้อง แก้ปัญหา เศรษฐกิจ และหลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะในพื้นที่บ้านผม ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมกลับไปลงพื้นที่ คำถามมีมาโดยตลอดทุกครั้งที่ลงพื้นที่ ไม่ว่าจะวัยไหน วัยสูงอายุ หรือวัยเด็ก ถามว่าเมื่อไรจะได้นายกรัฐมนตรีเสียที เมื่อไรเขาจะมีนายกรัฐมนตรีของเขา แต่ผมก็พยายาม อธิบายว่าตอนนี้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มันมีกระบวนการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ขอให้ใจเย็น ๆ แต่ท้ายที่สุดเราก็มาถกในเรื่องของข้อกฎหมาย ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๒ ที่เรามีการเสนอชื่อ นายกรัฐมนตรีเพื่อให้ได้รับการเลือกจากรัฐสภาแห่งนี้ ท่านประธานที่เคารพ จริง ๆ ตามความเห็นของผมแล้ว ก่อนที่ผมจะอภิปรายในวันนี้ก็ได้มีการศึกษาพอสมควรว่า การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีมันไม่มีอะไรซับซ้อนเลยครับ มีกฎหมายเกี่ยวข้องอยู่ ๒ ฉบับ ก็คือกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แล้วก็ข้อบังคับของการประชุมรัฐสภา แต่มันมีประเด็น ที่เราไปตีความให้มันซับซ้อน ปัญหาใหญ่ก็คือไปตีความโดยมีธงอยู่ข้างหน้า ธงที่ผมว่านี้ก็คือ อะไรครับ จะทำอย่างไรไม่ให้ท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี นี่คือปัญหาใหญ่ ของการตีความ จริง ๆ การตีความของข้อกฎหมายผมไม่อยากให้เอาเสียงส่วนมากเป็นข้อสรุป ของการตีความข้อกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตามเมื่อทางรัฐสภาวันนี้เรามีปัญหาในเรื่องที่มี การเสนอชื่อบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี ก็คือท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แต่มีผู้ไม่เห็นด้วย อ้างว่าขัดกับข้อบังคับ ข้อ ๔๑ โดยเห็นว่าเป็นญัตติซ้ำอยู่ในหลักการเดียวกัน ซึ่งเพื่อนสมาชิก หลายท่านได้อภิปรายไม่เห็นด้วยในส่วนที่ไม่เห็นด้วยว่ามันเป็นญัตติ บางท่านฝ่ายที่เห็นว่า เป็นญัตติก็ได้อภิปรายกันไปหลายท่าน วาระที่เราถกเถียงกันตั้งแต่เช้าก็วนเวียนอยู่อย่างนี้ ผมในฐานะพรรคประชาชาติ เราได้ประชุมสรุปแล้วว่าการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีไม่ขัดต่อ ข้อบังคับ ข้อ ๔๑ ด้วยเหตุผลหลายประการอาจจะซ้ำกับเพื่อนสมาชิกหลายท่านที่ได้ อภิปรายก่อนหน้านี้ ผมขอเรียนเพิ่มเติมอย่างนี้ท่านประธานครับ ข้อบังคับในข้อ ๔๖ นี้ ได้ระบุว่าญัตติใดตกไปแล้วห้ามนำญัตติซึ่งมีหลักการเช่นเดียวกันขึ้นเสนออีกในสมัยประชุม เดียวกัน ผมตีความง่าย ๆ ไม่อยากตีความยาก ถามว่าหากเอาบุคคลชื่อเดียวกันเสนอซ้ำไม่ได้ ท่านบอกว่าต้องเสนอชื่อคนใหม่ ถ้าหากว่ามันขัดต่อข้อ ๔๑ ของข้อบังคับนี้แล้วเขาบอกว่า ห้ามนำญัตติซึ่งมีหลักการเช่นเดียวกัน คำถามมีอยู่ว่าถ้าไม่ใช่คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ชื่อนี้ หลักการในการเสนอก็คือหลักการเดียวกันเหมือนกันนะครับ เพราะว่าหลักการและเหตุผลในการเสนอชื่อบุคคลก็คือหลักการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ และมาตรา ๒๗๒ ไม่ใช่เฉพาะเพียงแต่ชื่อ นามสกุลเท่านั้น ดังนั้นการเสนอชื่อ นามสกุลเดียวกันจึงไม่ได้อยู่ในข้อบังคับ ข้อ ๔๑ เพราะไม่ใช่ญัตติ มันเป็นเรื่องที่มีการเสนอ พิจารณาในหมวด ๙ ของข้อบังคับ ข้อ ๑๓๖ และข้อ ๑๓๘ ส่วนจะเป็นญัตติหรือไม่ อย่างไร เพื่อนสมาชิกหลายท่านที่เห็นว่าไม่ใช่ญัตติได้อภิปรายก่อนหน้านี้แล้วว่าในส่วนการเป็นญัตติ ก็อยู่ในหมวด ๒ ส่วนที่ ๒ ซึ่งในหมวด ๒ ส่วนที่ ๒ ไม่ได้ระบุใด ๆ เลยกับการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี จะมีกรณีเดียว ที่ระบุว่าเป็นญัตติ ก็คือกรณีที่ไม่สามารถหาตัวบุคคลที่เป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๒๗๒ วรรคหนึ่ง นั่นหมายความว่ากรณีที่ต้องสรรหาบุคคลภายนอกที่ไม่ได้อยู่ใน Candidate ของพรรคการเมืองจำนวน ๕ พรรค ๒๕ เปอร์เซ็นต์นะครับ อย่างนั้นต้องเสนอเป็นญัตติ แต่การเสนอชื่อบุคคลที่อยู่ใน Candidate นายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๒๗๒ วรรคหนึ่ง ไม่ถือว่าเป็นการเสนอญัตติ แต่เป็นการเสนอชื่อจากสภาผู้แทนราษฎรโดยการรับรอง ตามรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอาจจะมีความเห็นต่างกับท่านเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา เมื่อสักครู่ท่านอภิปรายว่าในข้อบังคับ ข้อ ๑๓๘ ระบุชัดเจนว่าในส่วนของ วรรคสาม ข้อ ๑๓๘ วรรคสอง ท่านบอกว่าการพิจารณาญัตติตามวรรคหนึ่ง ระบุชัดเจน อันนี้คือญัตติ แต่ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ผมไม่อาจเห็นด้วยกับท่าน ด้วยความเคารพครับ เพราะว่าในการพิจารณาที่ระบุในข้อ ๑๓๘ วรรคสอง ที่บอกว่า เป็นญัตติตามวรรคหนึ่ง ต้องย้อนไปดูนะครับ เป็นกรณีที่มีการเสนอบุคคลภายนอก จึงต้องเสนอเป็นญัตติ แล้วมันก็ไปสอดคล้องกับข้อบังคับ ข้อ ๓๐ ของการประชุมรัฐสภา กรณีข้อ ๑๓๘ วรรคสอง เป็นญัตติเฉพาะกรณีที่หาบุคคลภายนอกให้สภาเลือก เป็นนายกรัฐมนตรี แต่กรณีการเสนอชื่อตามข้อ ๑๓๖ ไม่ใช่ญัตติ เพราะถ้าเป็นญัตติต้องมี การระบุในข้อ ๓๐ ของข้อบังคับการประชุมรัฐสภา เพราะข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๓๐ ได้ระบุไว้ชัดเจนกรณีที่จะเป็นญัตติก็คือในบรรทัดที่ ๓ ตอนท้าย กรณีที่ไม่ต้องมี ผู้รับรองก็คือญัตติขอให้รัฐสภามีมติยกเว้นเพื่อไม่ต้องเสนอรายชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่อ อยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา ๒๗๒ วรรคสอง นั่นก็คือกรณีที่ ไม่สามารถหาบุคคลเสนอชื่อตาม Candidate ของพรรคการเมืองที่เสนอตั้งแต่ต้น นี่อย่างไรครับ ถ้าดูตามข้อบังคับตามกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้ว ด้วยเหตุผลหลาย ๆ ประการ ตามที่เพื่อนสมาชิกที่เห็นว่าการเสนอรายชื่อบุคคลท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในวันนี้ไม่ผิด ข้อบังคับ ข้อ ๔๑ นั้น ผมและพรรคประชาชาติเราเห็นว่าการดำเนินการเสนอบุคคลซ้ำ ไม่ขัดต่อข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๔๑ อย่างที่ผมบอกนะครับ ถ้าสมมุติเสนอคนอื่น ที่ไม่ใช่ท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในข้อ ๔๑ บอกว่าในหลักการเดียวกัน ท่านลองบอกผมมา สิครับว่าถ้าเป็นบุคคลอื่น นามสกุลอื่น ชื่ออื่น จะใช้หลักการอะไร ก็ใช้หลักการเดียวกัน เหมือนกันนะครับ ก็คือหลักการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ แล้วก็มาตรา ๒๗๒ นั่นหมายความว่าการเสนอรายชื่อบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้อยู่ในความหมาย ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๑ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นท่านจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ แล้วก็จะกลับไปที่ท่านอรรถกร ศิริลัทธยากร เชิญท่านจิตติพจน์ก่อนครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดศรีสะเกษ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ประเด็นที่ ผมขออนุญาตให้ข้อมูลกับท่านประธานก็คือสิ่งที่เรากำลังพิจารณากันนะครับว่าการเลือก นายกรัฐมนตรีนั้นถือว่าการให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ กับมาตรา ๒๗๒ นั้นเป็นญัตติทั่วไปตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภาในหมวด ๒ ส่วนที่ ๒ ตั้งแต่ข้อ ๒๙ ถึงข้อ ๔๑ หรือไม่ อันนี้เป็นประเด็นที่มีการสงสัยกันมาก แล้วก็มีการโต้แย้งกันทั้งในสภาแห่งนี้ ตลอดจน ทั้งประชาชนที่อยู่ภายนอกก็มีความสงสัยเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งในการที่จะพิจารณาเรื่องนี้ให้เกิด ความชัดเจนนั้นต้องมีการพิจารณาใน ๒ มิติด้วยกัน มิติที่ ๑ ก็คือพิจารณาเฉพาะข้อบังคับว่า มีความหมายอย่างไร กับอีกมิติหนึ่งคือการพิจารณาไปถึงรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นบทบัญญัติ ที่สำคัญที่จะบอกว่าประเด็นเรื่องของการให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีนั้นจะต้อง ดำเนินการอย่างไร ในประเด็นของข้อบังคับนั้นผมมีความเห็นอย่างนี้ครับ ในข้อบังคับ ข้อ ๔๑ มีการระบุว่าญัตติใดที่มีการเสนอแล้ว แล้วตกไป ห้ามมิให้มีการเสนอซ้ำอีก ยกเว้น แต่ประธานจะอนุญาต เพราะเหตุการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป ในเบื้องต้นผมจะขออนุญาต สมมุติก่อนว่ากรณีเรื่องของการให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีเป็นญัตติ เป็นข้อสมมุติ เท่านั้นไม่ใช่ที่สิ้นสุดนะครับ ถ้าหากสมมุติว่าเป็นอย่างนั้น ถามว่าในช่วงที่ผ่านมา จากวันที่ ๑๓ ถึงวันที่ ๑๙ มีเหตุการณ์อะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง เท่าที่เราได้สอบถามจาก เพื่อนสมาชิกนะครับ เราก็พบว่าได้มีการติดต่อไปยังสมาชิกวุฒิสภา มีการติดต่อไปยัง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพิ่มเติมจำนวนมาก เพื่อที่จะโน้มน้าวให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคต่าง ๆ ที่นอกจาก ๘ พรรค หรือสมาชิกวุฒิสภาให้ร่วมมาลงชื่อเห็นชอบเพิ่มเติม รวมทั้งอีกประเด็นหนึ่งที่เห็นอย่างชัดเจนว่าเหตุการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งท่านประธาน สามารถใช้ดุลยพินิจอนุญาตให้มีการโหวตได้เลยถ้าสมมุติว่าเรื่องการเลือกนายกรัฐมนตรี เป็นญัตติ อันหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือจำนวนสมาชิกที่มาเข้าร่วมประชุมครับท่านประธาน สมาชิกที่เข้ามาร่วมประชุมในวันนี้ ท่านประธานก็เห็นชัดเจนว่าจำนวนสมาชิกที่เข้ามา ร่วมประชุมนั้นไม่เหมือนกับสมาชิกที่เข้ามาร่วมประชุมในวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ทั้งในจำนวน ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา และแม้แต่ยอดรวมของสมาชิกรัฐสภา ก็ไม่เหมือนเดิม ถ้าสมมุติเราถือว่าเรื่องการให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีเป็นญัตติ ก็มีพฤติการณ์ มีเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปมากเพียงพอที่ท่านประธานจะอนุญาตให้มี การโหวตได้โดยอาศัยข้อบังคับ ข้อ ๔๑ นั่นเอง แต่ความเป็นจริงแล้วผมใคร่ขออนุญาต ให้ความเห็นว่าในเรื่องของการให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นเรื่องที่มีการระบุ ชัดเจนอยู่ในอีกหมวดหนึ่งของข้อบังคับการประชุมของรัฐสภา กล่าวคืออยู่ในหมวด ๙ ในขณะที่ข้อ ๔๑ นั้นเป็นเรื่องที่อยู่ในส่วนที่ ๒ หมวด ๒ วิธีการประชุม ซึ่งเป็นเรื่องทั่วไป มิใช่เรื่องเฉพาะของการให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรี การใดที่มีการระบุโดยเฉพาะว่า ให้ดำเนินการอย่างไรก็ควรจะดำเนินการไปอย่างนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากดูข้อบังคับ ข้อ ๑๓๖ ประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ และมาตรา ๒๗๒ ท่านก็จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า การเสนอชื่อให้สภาแห่งนี้ให้ความเห็นชอบนั้นก็ดำเนินการได้แต่เพียงมีสมาชิก ๑ ท่าน ยกมือขึ้นแล้วก็เสนอชื่อผู้สมควรได้รับความเห็นชอบเป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าหากมี เพื่อนสมาชิกรับรองมากกว่า ๕๐ ท่าน ก็ถือว่าการเสนอชื่อนั้นครบถ้วนสมบูรณ์แบบแล้ว เมื่อกระบวนการเสนอชื่อครบถ้วนสมบูรณ์แบบแล้ว ถามว่าในเมื่อรัฐธรรมนูญบอกว่าให้มี การลงมติให้ความเห็นชอบ การที่สภาแห่งนี้จะไม่ลงมติให้ความเห็นชอบจะทำได้อย่างไร ในเมื่อรัฐธรรมนูญก็กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าหลังจากที่มีการเสนอชื่อ มีผู้รับรองถูกต้องแล้ว ก็จำเป็นต้องมีการลงมติ เพราะฉะนั้นกล่าวโดยสรุปก็คือผมเห็นว่าในกรณีนี้ไม่ว่า จะโดยข้อบังคับก็ดี จะโดยรัฐธรรมนูญก็ดี กระบวนการลงมติให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ ความเห็นชอบ ผู้ได้รับการเสนอชื่อให้โหวตเป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สมควรที่จะดำเนินการต่อไปตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา และตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ และมาตรา ๒๗๒ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นท่านอรรถกร เมื่อสักครู่ท่านจิตติพจน์ไปแล้วนะครับ ท่านอรรถกร ศิริลัทธยากร ผมอยากจะเรียนชี้แจงสักนิดนะครับ ตอนนี้ก็รู้สึกว่าเข้าประเด็นต่าง ๆ ที่เป็นปัญหาอยู่ ที่โต้เถียงกันอยู่ก็เพราะจะใช้ข้อ ๔๑ หรือจะใช้ข้อ ๑๕๑ ถ้าอภิปรายไปในลักษณะนี้ ให้ท่านสมาชิกเข้าใจก็คงจะลงมติได้ง่ายขึ้น เชิญท่านอรรถกร แล้วตามด้วยท่านรังสิมันต์ โรม🔗
ขอบพระคุณครับ กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ อรรถกร ศิริลัทธยากร พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ก่อนที่ผมจะเริ่มอภิปราย ผมยืนยันกับท่านประธานและที่ประชุมอีกครั้งหนึ่งว่า ในความรู้สึกลึก ๆ แล้วผมไม่เห็นด้วยกับกระบวนการในวันนี้ที่เราจะมาใช้ข้อ ๑๕๑ มาตัดสิน เพราะว่ามันมีความเหลื่อมล้ำสำหรับเพื่อนสมาชิกที่เสนอญัตติในวันนี้ ซึ่งไม่ว่าทางท่านประธาน ท่านจะกรุณาถามในทิศทางใดก็ตาม มันจะมีฝ่ายหนึ่งได้เปรียบและมีอีกฝ่ายหนึ่ง เสียเปรียบเสมอ เพราะฉะนั้นหลังจากนี้ไม่ว่าจะเป็นการประชุมร่วมกันของรัฐสภา หรือว่า จะเป็นการประชุมสภาผู้แทนราษฎร หรือแม้แต่กระทั่งการประชุมของวุฒิสภา ถ้ามี ความเห็นที่ไม่ตรงกันมันก็มีสิทธิที่หนึ่งในสมาชิกในห้องประชุมนั้นจะหยิบยกในเรื่องของ การตีความขึ้นมา ซึ่งในบางครั้งบางคราวอาจจะทำให้การประชุมไปสู่ถึงทางตันได้ ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้กระผมขออนุญาตอภิปรายให้ความเห็นต่อเรื่องที่รัฐสภา ของเรากำลังให้ความสนใจและมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณา กระผมทราบดีครับว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันคนทั้งประเทศให้ความสนใจว่าใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ ๓๐ ของประเทศไทย ซึ่งแน่นอนครับ กระบวนการการจัดสรรคงจะใช้เวลาอีกไม่นาน ผม ท่านประธาน เราในฐานะสมาชิกรัฐสภา พี่น้องประชาชนคนไทย คงจะทราบไปพร้อม ๆ กัน แต่อย่างไรก็ดีครับ ก่อนที่เราจะไปถึงจุดนั้น ก่อนที่ประเทศไทยเราจะมีนายกรัฐมนตรี คนต่อไป แน่นอนครับ มันก็ต้องผ่านกระบวนการในการจัดสรร ผ่านรัฐสภาของเรานี่ละครับ ต้องกราบเรียนท่านประธานว่าการตัดสินใจในครั้งนี้มันไม่ได้เป็นการตัดสินใจอยู่ในที่สภา แห่งนี้เท่านั้น มีความเห็นที่แบ่งแยกเป็น ๒ ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นความเห็นของสมาชิกรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็นความเห็นของนักวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นความเห็นของพี่ ๆ สื่อมวลชน หรือแม้แต่ กระทั่งในสภากาแฟของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศไทย ในเรื่องของการว่าเราสามารถ ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ลงมติให้คุณพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่ในการเสนอชื่อซ้ำ ในวันนี้ ซึ่งแน่นอนครับ ไม่ว่าใครจะให้ความเห็นเท่าไร ไม่ว่าใครจะให้ความเห็นอย่างไร ก็คงจะไม่สามารถหาข้อสรุปได้ ยกเว้นที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ที่จะสามารถตีความ เป็นลายลักษณ์อักษร ตีความกฎหมาย แล้วก็มาใช้เสียงของสภา เสียงของรัฐสภาแห่งนี้ ออกเสียง ในญัตติที่เพื่อนสมาชิกได้เสนอตีความญัตติการเสนอคุณพิธา ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านนะครับ ด้วยความเคารพ ได้ถูกเสนอ ได้ถูกรับรอง ได้ถูกผ่านการให้ความเห็น ได้ผ่าน การลงมติจากรัฐสภาแห่งนี้ เมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิกก็ได้บอกไปว่าท่านได้อธิบายว่า มีการเสนอชื่อ มีการลงความเห็น มีการลงมติ แต่ท่านไม่ได้ใช้คำว่ามันเป็นญัตติ แต่ด้วย คุณลักษณะที่เพื่อนสมาชิกได้เอ่ยไปเมื่อสักครู่นี้ รวมถึงผมได้ย้ำในวินาทีนี้ มันชัดเจนว่า การเสนอชื่อของท่านพิธาเป็นญัตติ ไม่ว่าท่านจะบอกว่าเป็นญัตติพิเศษ เป็นญัตติที่มี ความพิเศษ เป็นญัตติที่มีความสำคัญ สุดท้ายแล้วลักษณะรูปร่างของมันก็คือเป็นญัตติครับ ผมยืนยัน และพอผมสรุปได้ว่าการเสนอชื่อของท่านพิธาเป็นญัตติ ผมก็ขออนุญาตอ้างอิง ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๔๑ ผมไม่ต้องอธิบายครับ พวกเราทราบกันดีว่าข้อ ๔๑ คืออะไร ญัตติที่เสนอให้ท่านพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีมิได้รับเสียงเพียงพอจากสมาชิกรัฐสภา ในสัปดาห์ที่แล้วตามกฎหมาย กระผมจึงขออนุญาตนำเรียนต่อท่านประธาน และขอย้ำว่า พวกเราหลาย ๆ คนไม่ได้ปิดกั้นโอกาส พวกเราหลาย ๆ คนไม่ได้ที่จะพยายามผลักดัน ไม่ให้เกิดการเสนอชื่อขึ้นมา แต่ถ้าจำกันได้ครับ พอมีเพื่อนสมาชิกได้เสนอญัตตินี้ขึ้นมา เสนอท่านพิธาให้คัดสรรบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ไม่มีสมาชิกรัฐสภาท่านไหน แม้แต่คนเดียวที่ลุกขึ้นมาคัดค้าน ผมจึงสรุปอย่างนี้ว่าไม่มีคนคัดค้าน มีกระบวนการ การพิจารณาครบถ้วนแล้ว ญัตติตกไปตามข้อบังคับ และไม่สามารถเสนอใหม่ได้ในที่ประชุม สมัยนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ จากสัปดาห์ที่แล้วสู่วันนี้ กระผมมองว่าสถานการณ์ ยังเหมือนเดิม ผมขออนุญาตอ้างอิงนะครับ ถ้าอ้างอิงคำพูดเพื่อนสมาชิกท่านใดก็ต้องขออภัย ไว้ ณ ที่นี้ด้วย แต่ในการประชุมตัวแทนพรรคการเมืองที่เราใช้คำว่าประชุม Whip ทั้ง ๓ ฝ่าย ถึงแม้ว่าวันนี้อาจจะยังไม่มีการแต่งตั้ง Whip อย่างเป็นทางการ แต่คนที่เข้าร่วมประชุม เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาแต่ละคนก็เป็นตัวแทนของพรรคการเมืองเข้าไปร่วมหารือกันว่า เราจะทำอย่างไร ผมเรียนท่านประธานและที่ประชุมครับว่ามีความห่วงใยจากเพื่อนสมาชิก ที่อยากจะเห็นรัฐสภาเราสามารถเดินหน้าต่อไปได้ มีความห่วงใยที่อยากจะเห็นการลงมติ ในวันนี้แต่อ้างอิงข้อบังคับ สถานการณ์จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง เช่น เพื่อนสมาชิกบอกว่า บุคคลที่จะถูกคัดสรรและลงมติในวันนี้ท่านพอจะประกาศได้ไหมว่านโยบายที่ท่านหาเสียง มาโดยตลอด นั่นก็คือความพยายามในการจะแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ท่านสามารถประกาศออกมาได้ไหมว่าท่านจะยกเลิก นี่คือการเปลี่ยนแปลง หรือท่านสามารถ แสดงหลักฐานที่เป็นรูปธรรมได้ไหมว่าตลอดระยะเวลา ๑ สัปดาห์ที่ผ่านมาท่านไปขอ ความร่วมมือกับสมาชิกรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็น สส. หรือ สว. ก็ตาม มีสมาชิกท่านไหนต้องการ ที่จะเปลี่ยนใจกลับมาลงมติให้ท่าน ถ้าท่านสามารถแสดงหลักฐานตรงนี้เป็นรูปธรรม ต่อพวกเราสมาชิกรัฐสภาได้ ผมเชื่อว่านั่นคือเหตุผลที่ท่านจะสามารถลงมติใหม่ในวันนี้ได้ นั่นคือเหตุผลที่ท่านจะสามารถเสนอชื่อซ้ำบุคคลเดิมคือท่านพิธาเพื่อมาเป็นบุคคลที่จะถูก คัดสรรในวันนี้ได้ แต่ก็ไม่มีสัญญาณ ดังนั้นผมย้ำอีกครั้งหนึ่งครับ ผมมองว่าญัตติที่ตกไปแล้ว ไม่มีสถานการณ์เปลี่ยนแปลง ไม่สามารถถูกเสนอซ้ำใหม่ได้ หลายคนหลายท่านอาจจะ บอกว่ารัฐธรรมนูญใหญ่กว่าข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ผมมองอย่างนี้ครับ พอผมลองอ่าน บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๗๒ ระบุไว้เป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนนะครับว่า ในระหว่าง ๕ ปีแรกการให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ให้กระทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ย้ำนะครับ ให้กระทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา นอกจากนี้บางมาตราก็คือมาตรา ๑๕๗ ก็ระบุชัดเจนเป็นการตอกย้ำเข้าไปอีกครับ มีเนื้อหา ดังนี้ว่า การประชุมร่วมกันของรัฐสภาให้ใช้ข้อบังคับของการประชุมรัฐสภา รัฐธรรมนูญไม่ได้บอกครับว่าการเสนอชื่อซ้ำทำได้หรือไม่ได้ ท่านเข้าใจถูกแล้วครับ แต่รัฐธรรมนูญได้บอกเป็นนัยว่ากระบวนการในการประชุม กระบวนการในการดำเนินการ กระบวนการในการเลือกสรรบุคคลที่จะทำหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรี ให้คัดสรรผ่าน การดำเนินการภายใต้ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ดังนั้นเองครับ ทุกอย่างชัดเจนว่าพวกเราต้อง และมีความจำเป็นที่จะต้องเคารพข้อบังคับการประชุมของรัฐสภา ซึ่งถ้าผมตีความ อาจจะ ตีความไม่เหมือนกับเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่าน ในสภาของเราแห่งนี้ทุกคนมีสิทธิ ในการตีความแตกต่างกัน ผมก็ตีความว่ารัฐธรรมนูญส่งเจตนารมณ์ให้พวกเราปฏิบัติตาม ข้อบังคับ ดังนั้นเองจากความเห็นที่กระผมได้ขออนุญาตนำเสนอผ่านท่านประธานไปยัง ที่ประชุมนะครับ กระผมเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกบางท่านที่บอกว่าการเสนอชื่อของท่านพิธา ในวันนี้ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านครั้งสุดท้ายครับ ไม่สามารถทำได้ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไป เชิญท่านรังสิมันต์ โรม แล้วตามด้วยท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ นะครับ🔗
เรียนท่านประธาน ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ขออภิปรายต่อประเด็นที่มีท่านสมาชิกหยิบยกขึ้นมาว่าในกรณีที่คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ Candidate นายกรัฐมนตรีที่ถูกเสนอชื่อขึ้นมาในวันนี้ จะไม่ให้มีการเสนอชื่อคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เพื่อลงมติอีก โดยอ้างข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๔๑ ว่าเป็นญัตติที่ตก ไปแล้ว ห้ามนำญัตติซึ่งมีหลักการเช่นเดียวกันมาเสนออีกในสมัยประชุมนี้ ผมไม่เห็นด้วย อย่างเด็ดขาดกับข้อเสนอดังกล่าวซึ่งเป็นการตีความข้อบังคับที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ท่านประธานครับ ผมมีความเห็นว่าการพยายามตีความกฎหมายกันไปในลักษณะนี้ จะก่อให้เกิดปัญหากระทบต่อสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญในส่วนที่ว่าด้วยการลงมติเลือก นายกรัฐมนตรี พวกท่านเพียงแค่ไม่ต้องการให้คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ถึงขนาดทำลายหลักการทุกหลักการที่มีในรัฐธรรมนูญลงเสีย เผาบ้านเพื่อไล่หนู ซึ่งทั้งหมดนี้ ผมจะแจกแจงออกเป็น ๔ เหตุผลด้วยกัน🔗
เหตุผลข้อแรก ที่จะตอกย้ำถึงการเสนอญัตติที่ไม่ถูกต้องนี้ คือกระบวนการ พิจารณาที่เรากำลังดำเนินการนี้มันมีคำ ๒ คำท่านประธาน คำ ๒ คำที่ว่า คำแรกคือ การเสนอชื่อบุคคล หรือในภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Candidacy proposal และคำที่ ๒ คือคำว่าญัตติ หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Motion คำ ๒ คำนี้มีความหมายคนละเรื่อง ไม่อาจจะเอามาปนกันได้เลย เพราะการเสนอชื่อบุคคลเป็นการเสนอเพื่อขอความเห็นชอบ บุคคล ซึ่งในทางการเมือง การพิจารณาตัวบุคคลนั้นมันมีปัจจัยหลายอย่างที่จะต้องมา พิจารณาประกอบกัน ดังนั้นโดยทั่วไปหากเป็นกรณีที่มีความมุ่งหมายจะไม่ให้มีการเสนอ บุคคลซ้ำ ก็จะต้องมีการบัญญัติกฎหมายเอาไว้อย่างชัดแจ้ง เช่น ฟังให้ดีท่านประธาน กรณีการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มีการกำหนดเอาไว้ อย่างชัดแจ้งในมาตรา ๑๒ วรรคเก้า ว่าผู้ที่ไม่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาจะเข้ารับ การสรรหาหรือคัดเลือกครั้งใหม่นี้ไม่ได้ หรือแม้แต่ในการสรรหา กกต. ก็จะมีบทบัญญัติ ทำนองเดียวกัน กรณีเช่นนี้หากนำมาเทียบเคียงกับการเสนอบุคคลเพื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ก็จะพบว่าไม่มีบทบัญญัติใดที่ได้กำหนดเอาไว้อย่างชัดเจนว่าห้ามเสนอซ้ำอีก ตามข้างต้น ที่ผมได้กล่าวมา การหยิบยกเอาข้อบังคับ ข้อ ๔๑ มาโต้แย้งว่าการเสนอชื่อคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นการเสนอญัตติซ้ำ ไม่สามารถกระทำได้ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๑ จึงเป็นการพิจารณา เป็นการตีความกฎหมายที่ไม่ถูกต้อง เป็น สส. กันมากี่สมัยแล้วครับ ขอโทษเถอะครับ กฎหมายสูงสุดท่านไม่เข้าใจหรืออย่างไร🔗
ข้อ ๒ ท่านประธาน หลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ สำนึก กันบ้าง ที่มาอยู่กันตรงนี้เพราะเรามีรัฐธรรมนูญ หลักการนี้เป็นหลักการที่ยืนยันว่าไม่มี กฎหมายใดที่สามารถโต้แย้งรัฐธรรมนูญ จะขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญไม่ได้ ซึ่งเมื่อไปดู ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกนายกรัฐมนตรีในมาตราหลัก คือมาตรา ๑๕๙ ก็ระบุไว้ว่าการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีให้เลือกจาก Candidate ผู้ซึ่งอยู่ใน รายชื่อที่พรรคการเมืองเขาได้แจ้งเอาไว้ เฉพาะจากพรรคการเมืองได้รับเลือกเป็น สส. ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๕ ของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งการแจ้งรายชื่อที่ว่านั้นก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๘ ท่านประธาน ที่ให้พรรคการเมืองส่งชื่อบุคคลที่เขาอยากส่งเข้าชิงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีตั้งแต่ตอนที่สมัครรับเลือกตั้ง ไม่มีตรงไหนเลยที่ระบุว่า Candidate คนหนึ่ง ถ้าถูกเสนอชื่อมาลงมติไม่ผ่านห้ามเสนอซ้ำอีก ดังนั้นการอ้างเอากฎหมายระดับข้อบังคับ การประชุมซึ่งมีศักดิ์ที่ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญแล้วมาใช้บังคับขัดกับรัฐธรรมนูญ ฟังให้ชัด ผมไม่ได้ กำลังบอกว่าข้อบังคับข้อนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ข้อบังคับข้อนี้ผมเชื่อว่ามันสอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญ แต่ความมุ่งหมายที่ประสงค์ร้ายต้องการตีความข้อบังคับนี้ให้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพียงเพราะต้องการเตะขัดขาพิธา ลิ้มเจริญรัตน์🔗
ข้อ ๓ ท่านประธานครับ อย่างที่ผมได้กล่าวไปแล้วว่าการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ว่าจะเลือกใครก็ได้ทั้งนั้น แต่จะต้องเลือกจาก Candidate ผู้ซึ่งอยู่ในรายชื่อ ที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๘ เฉพาะจากพรรคการเมืองที่ได้รับเลือก เป็น สส. ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๕ ของสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น เมื่อเลือกตั้งแล้วพรรคใด ได้ สส. เข้ามาถึงร้อยละ ๕ บุคคลในรายชื่อที่พรรคนั้น ๆ ส่งมาก็ย่อมเป็น Candidate นายกรัฐมนตรีที่ซึ่ง สส. สามารถเสนอชื่อเพื่อลงมติได้เสมอ🔗
คำถามสำคัญท่านประธานครับ คำถามสำคัญ เมื่อมีการเสนอชื่อ Candidate คนใดคนหนึ่งเพื่อลงมติ เขาอาจได้รับความเห็นชอบจนเป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้ หรืออาจได้ คะแนนเสียงไม่มากพอที่จะผ่านเกณฑ์ ทำให้ต้องมีการลงมติใหม่ในรอบถัดไปก็เป็นไปได้ เช่นเดียวกัน แต่เพียงการที่เขาคนนั้นไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภาในการลงมติครั้งนั้น เขาสูญเสียสถานะของการเป็น Candidate นายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๘ ไปเลยอย่างนั้นหรือครับ คำตอบไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย ไม่มีตรงไหนในรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ อย่างนั้น และในเมื่อรัฐธรรมนูญเองก็ไม่ได้บัญญัติเอาไว้ จะให้อ้างข้อบังคับเพื่อให้เป็นโทษกับสถานะ ของ Candidate นายกรัฐมนตรีซึ่งรัฐธรรมนูญรับรองเอาไว้ ซึ่งเกี่ยวพันกับองค์กร ตามรัฐธรรมนูญได้แก่นายกรัฐมนตรี พวกท่านทำแบบนั้นไม่ได้เด็ดขาดครับ เช่นนั้นแล้ว การตีความข้อบังคับการประชุม ข้อ ๔๑ ให้มีผลเป็นการห้ามมิให้ Candidate นายกรัฐมนตรี ที่ได้รับเสียงไม่เพียงพอในการลงมติครั้งหนึ่งจะไม่สามารถถูกเสนอชื่อเพื่อลงมติในครั้ง ถัด ๆ ไปได้อีก เท่ากับว่าหลังจากการลงมติครั้งแรกบุคคลนั้นได้สูญเสียสถานะ Candidate ตามรัฐธรรมนูญไปโดยปริยาย จึงเป็นการตีความข้อบังคับโดยขัดต่อกฎหมายสูงสุด ของประเทศนี้🔗
ประการที่ ๔ เหตุผลข้อสุดท้าย ถ้าเราลองไปพิจารณามาตรา ๒๗๒ วรรคสองบ้าง เรื่องการปลดล็อกให้เลือกนายกรัฐมนตรีคนนอกได้เมื่อไม่สามารถเลือก Candidate จากรายชื่อที่พรรคการเมืองส่งมาได้แล้ว แต่ในมาตราและวรรคดังกล่าวก็ระบุ ไว้ด้วยว่าหลังจากการปลดล็อกจะยังเสนอชื่อ Candidate ตามรายชื่อของพรรคการเมือง ได้อีก นี่ก็เป็นอีก ๑ ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าในรัฐธรรมนูญเองก็ยังรับรองการเสนอชื่อ Candidate ซ้ำได้โดยไม่สนใจว่า Candidate คนนั้นจะเคยหรือไม่เคยได้รับความไว้วางใจ ความเห็นชอบจากสภามาก่อนหรือไม่ แต่อย่างใด และไม่ใช่แค่เท่านั้นท่านประธานครับ การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีไม่ได้มีแค่มิติของกระบวนการทางกฎหมายเท่านั้น แต่ที่สำคัญ มันคือกระบวนการประชาธิปไตย เพราะในการเมืองระบบรัฐสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คือกลไกลสำคัญในการถือเอาเสียงของประชาชนที่ได้เปล่งออกมาผ่านการเลือกตั้ง นำไปจัดตั้งรัฐบาลที่สอดคล้องกับเจตจำนงของประชาชนให้ได้อย่างดีที่สุด ซึ่งในความเป็นจริง มันไม่ใช่เรื่องง่ายครับท่านประธาน ในทางการเมืองมันไม่เคยเป็นเรื่องง่าย มันต้องพูดคุย มันต้องเจรจาเพื่อหาหนทาง หาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับพี่น้องประชาชน และหลายครั้งเมื่อมันเป็น แบบนี้ การจัดตั้งรัฐบาลบ่อยครั้งจึงไม่สามารถทำได้ นี่คือเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องอาศัย การพูดคุยทำความเข้าใจอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ แล้วก็มักจะมีอุบัติเหตุระหว่างทาง ให้คอยแก้ไขสม่ำเสมอเช่นเดียวกัน บางครั้งเสนอชื่อเข้าไปลงมติแล้วพบว่าเสียงไม่ครบ ก็ไม่ใช่จะสรุปได้แล้วว่าจะไม่มีทางรวมเสียงครบได้อีกในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ในครั้งต่อไป การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีจึงควรเป็นพื้นที่แห่งโอกาสที่ให้สภาผู้แทนราษฎร ได้เลือก ได้ลอง ได้พยายามหาทางในการตอบสนองต่อเจตจำนงของประชาชนที่เขาไป ใช้สิทธิใช้เสียง นี่ไม่ใช่พื้นที่ของการมาสรรหาโวหารใด ๆ เพื่อทำลายเสียงประชาชน เพื่อตัดสิทธิ คนที่เป็นความหวังของพี่น้องประชาชน พื้นที่แห่งนี้ควรจะเป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่เรา จะออกจากการเมืองที่เกิดขึ้น ย่ำอยู่กับที่ ผ่านการรัฐประหารตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ ท่านประธานครับ ผมขอย้ำเตือนกับทุกท่านในที่นี้ผ่านท่านประธานว่าเวลาที่เราคิดถึงประเด็นการตีความ ข้อบังคับ ที่ทำกันอยู่อย่างนี้อย่าแค่คิดกับเรื่องเฉพาะหน้า อย่างคิดแค่ว่านี่คือการแก้ปัญหา ของตัวเองต่อกรณี Candidate นายกรัฐมนตรีที่ชื่อว่าพิธา แต่ควรจะมองให้เห็นภาพกว้าง คิดถึงกรณีอื่น ๆ ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการตีความข้อบังคับนี้ด้วย ที่สำคัญซึ่งผมอยาก ฝากท่านประธานไปถึงเพื่อน สส. เป็นพิเศษ คือขอให้คิดเผื่อไปถึงอนาคตข้างหน้า ในวันที่บทเฉพาะกาล มาตรา ๒๗๒ สิ้นสุดลงแล้ว กลับไปใช้การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีโดยสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้นอีกครั้ง การจะปลดล็อก นายกรัฐมนตรีคนนอกก็ทำไม่ได้แล้ว จริงอยู่ที่การประชุม สส. กับการประชุมร่วมกัน ของรัฐสภาจะใช้ข้อบังคับคนละอย่างกัน แต่เนื้อหาแบบข้อ ๔๑ ที่อยู่ในข้อบังคับ ของการประชุมรัฐสภา ก็เหมือนกับข้อบังคับการประชุมของ สส. เช่นเดียวกัน ดังนั้นครับ พึงระลึกว่าบรรทัดฐานที่แปลกประหลาดที่พวกท่านได้ร่วมสร้างในวันนี้ วันหนึ่งข้างหน้า มันจะกลับมาสร้างความยากลำบากให้กับ Candidate นายกรัฐมนตรีของพวกท่านเอง หรือแม้แต่ในการเสนอบุคคลอื่น ๆ ในกรณีอื่น ๆ ที่จะสร้างความยุ่งยากและเสียหายให้กับ สถาบันต่าง ๆ ของบ้านเมือง พึงสังวรและระมัดระวังให้ดี สุดท้ายนี้ผมสรุปแบบนี้ ท่านประธานครับ การพยายามตีความข้อบังคับเพื่อตัดสิทธิ Candidate นายกรัฐมนตรี ไม่ให้ถูกเสนอชื่อเพื่อลงมติรอบที่ ๒ ได้นั้น เห็นได้ว่ามีข้อปัญหาที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ขัดต่อครรลองประชาธิปไตย ซึ่งผมไม่อาจเห็นด้วยกับการตีความแบบนี้ได้ และสุดท้าย ฝากเอาไว้ให้คิด พวกท่านทั้งหลาย พวกท่านหวาดกลัวยุคสมัยใหม่ขนาดนั้นเลยหรือครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ และตามด้วยผู้ช่วยศาสตราจารย์วรวิทย์ บารู ขอความกรุณาว่าอย่าเกินท่านละ ๑๐ นาทีนะครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้ผมได้ เป็นผู้ที่เสนอญัตติให้สภาแห่งนี้ได้พิจารณาว่าญัตติที่เสนอให้คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มาเป็น นายกรัฐมนตรีนั้นชอบด้วยข้อบังคับของสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ อย่างไร วันนี้ ทุกท่านคงได้มีการอภิปรายมาตั้งแต่วันที่ ๑๓ กรกฎาคม อยู่แล้วว่า คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สมควรที่จะนั่งในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือไม่ อย่างไร วันนี้เป็นวันที่เราจะมาอภิปรายว่า ขั้นตอนในการเสนอในครั้งที่ ๒ นั้นถูกกฎหมาย ถูกข้อบังคับหรือไม่ อย่างไร อันนี้ไม่ใช่ เป็นการอภิปรายเรื่องความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเหมือนเมื่อสัปดาห์ ที่ผ่านมาครับท่านประธาน เหตุผลที่ผมได้ขอยื่นญัตติในครั้งนี้ เป็นเหตุผลที่เราอยากจะได้ นายกรัฐมนตรีเพื่อให้กระบวนการที่ได้มาของนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นไปด้วยความถูกต้อง ตามรัฐธรรมนูญ ตามข้อบังคับของรัฐสภาซึ่งได้บัญญัติไว้ทุกประการ ท่านประธานที่เคารพครับ ข้อบังคับของรัฐสภา ข้อ ๔๑ ได้บัญญัติไว้ว่าญัตติใดตกไปแล้วห้ามนำญัตติซึ่งมีหลักการ เช่นเดียวกันขึ้นเสนออีกในสมัยประชุมเดียวกัน เว้นแต่ญัตติที่ยังมิได้มีการลงมติ ถึงตรงนี้ ก่อนนะครับท่านประธาน การลงมติเมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้มีการลงมติ เรียบร้อยแล้ว ก็คือคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไม่ได้เสียงถึงกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งเป็นไปตาม บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ ที่ได้บัญญัติไว้ ถามว่ากระบวนการในการเสนอ ที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายมาประมาณ ๓ ท่าน อภิปรายกันมาหลายนาที ก็คือกระบวนการ ในการเสนอคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งผมในฐานะสมาชิกรัฐสภาก็รู้ ก็ทราบ แล้วก็เข้าใจเป็นอย่างดีที่ท่านอภิปรายมา ไม่ว่าจะเป็นการอ้างรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นการอ้างข้อบังคับ ซึ่งเราได้ปฏิบัติมาแล้ว และได้ มีการลงมติมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่การมาประชุมวันนี้คือการพิจารณา ญัตติในการเสนอบุคคลมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีข้อคิดเห็นที่ต่างกัน ระหว่าง ฝ่ายที่เสนอก็บอกว่าการเสนอนั้นไม่เป็นญัตติ ฝั่งที่คิดว่าเสนอเป็นญัตติก็ลุกขึ้นมาทักท้วง แล้วก็ท้วงติงถึงกระบวนการในการพิจารณาระเบียบวาระในขณะนี้ของรัฐสภาเรา กระผมเอง ไม่ได้มีปัญหาอะไรส่วนตัวกับคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เจอกันก็ทักทายกันเพราะเป็นเพื่อน ผู้แทนราษฎรด้วยกัน แต่ด้วยความเคารพท่านประธานครับ กระบวนการในการได้มา ของนายกรัฐมนตรีนั้นจะต้องเป็นไปตามกฎหมาย จะต้องสามารถชี้แจงพี่น้องประชาชน ด้วยว่าฝั่งที่มีความสงสัยว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อย่างไร ผมเองก็เป็นฝั่งที่ได้ลงมติ ในครั้งที่แล้วไม่เห็นชอบให้คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แล้วครั้งนี้ ก็เห็นว่าญัตติที่เสนอเข้ามานั้นเป็นญัตติซึ่งซ้ำกับญัตติในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งขัดต่อข้อบังคับ ข้อ ๔๑ ที่ผมได้นำเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกไปเมื่อสักครู่นี้ ฉะนั้นญัตตินี้จะกลับมา พิจารณาได้อีกครั้งหนึ่งในข้อบังคับ ข้อ ๔๑ ของรัฐสภาก็ได้บัญญัติไว้ครับท่านประธาน ญัตติที่ประธานรัฐสภาจะอนุญาตให้กลับมาพิจารณาใหม่ได้ก็ต่อเมื่อเห็นว่าเหตุการณ์ ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว แต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยเฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งเมื่อวานนี้ได้มีการประชุมพรรคกัน มีการประชุม สส. ของพรรคกัน ก็ได้มีการอภิปรายแสดงความคิดเห็นในประเด็นนี้กันอย่างกว้างขวางแล้วก็ละเอียด แล้วเรา ก็มีหัวหน้าของพรรคเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย เป็นอดีตผู้พิพากษา แล้วก็มี ทีมกฎหมายเข้ามาหารือกัน เราก็มีความเห็นครับว่าญัตติที่เสนอมานั้น สถานการณ์ในปัจจุบันนั้น ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงเลยที่จะเป็นเหตุผลให้ประธานรัฐสภานั้นจะหยิบยกญัตตินี้ขึ้นมา พิจารณาซ้ำ เพราะอะไรครับ เพราะว่า ๘ พรรคการเมืองที่เสนอให้คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มาเป็นนายกรัฐมนตรีก็ยังเป็น ๘ พรรคเหมือนเดิม แล้วก็ยังเสนอบุคคลเดิมมาดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี นี่คือประเด็นที่ ๑ ครับ🔗
ประเด็นที่ ๒ วันที่มีการอภิปรายในวันแรกถึงความเหมาะสมของท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในการมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝั่งที่ ไม่เห็นชอบ แล้วก็ฝั่งที่งดออกเสียง ได้อภิปรายตั้งข้อสังเกตแล้วก็ข้อห่วงใยในนโยบาย ของท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แล้วก็พรรคก้าวไกล ในการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ซึ่งจะนำมาถึงความแตกแยกของพี่น้องประชาชน สมาชิกรัฐสภาฝั่งที่ ไม่เห็นชอบก็มีข้อห่วงใย แล้วก็ยื่นข้อเสนอว่าถ้าถอยในประเด็นดังกล่าว สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรในฝั่งนี้พร้อมที่จะสนับสนุนคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นั่งตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี เพราะนี่คือข้อห่วงใย แต่คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เองก็ยังยืนยันในสภาแห่งนี้ว่า พูดแล้วทำ แล้วก็ต้องทำ แล้วก็เพิ่มเพดาน ตรงนี้นำมาซึ่งความไม่สบายใจของเพื่อนสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรฝั่งที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ แล้วช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่านประธานได้ติดตามข่าว สมาชิกของพรรคก้าวไกลไม่ได้มี ทีท่าเลยที่จะลดเพดานหรือถอยในการแก้กฎหมายมาตรานี้ ท่านประธานครับ นี่คือเหตุผล ในสถานการณ์ปัจจุบัน🔗
ท่านประธานครับ ผมอนุญาตประท้วงท่านที่กำลังอภิปรายครับ🔗
เดี๋ยวก่อนครับ เชิญครับ🔗
คือผมขอประท้วง ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๕ เพราะว่าวันนี้ประเด็นคืออะไรครับ กำลังพูดกันในมาตรา ๑๕๑ ว่า ตกลงแล้วการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีให้รัฐสภาเห็นชอบนี้เป็นญัตติหรือไม่ เข้าข้อ ๔๑ หรือว่าข้อ ๑๓๖ กันแน่ แต่นี่กำลังจะมาอภิปรายมาตรา ๑๑๒ วาระที่หนึ่งหรือครับ จะเอาไหมครับ ถ้าเอา เดี๋ยวมี เพื่อนสมาชิกผมอยากจะ Jam เรื่องนี้อย่างมาก เอาไหม ผมถามผ่านท่านประธาน เอาหรือเปล่า ถ้าเอาเดี๋ยวจัดให้🔗
เอาสิครับ ท่านประธานครับ สส. ฝั่งทางนี้ ๓ พรรคการเมือง🔗
ยุตินะครับ อย่าเพิ่งพูด เดี๋ยวผมจะอนุญาตให้ท่านต่อนะครับ เชิญต่อครับ แล้วก็ให้อยู่ในหัวข้อ คือเกี่ยวกับเรื่องข้อบังคับเท่านั้น เรื่องที่ทำมาแล้วไม่ต้องพูดนะครับ ท่านวิโรจน์เดี๋ยวค่อย ถึงคิวท่านนะครับ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานครับ ผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ พรรครวมไทยสร้างชาติ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้ เพื่อนสมาชิกฝั่งพรรคก้าวไกลอภิปราย ท่านรังสิมันต์ โรม อภิปราย ผมก็ฟังอย่างให้เกียรติ แล้วก็ฟังด้วยการคิดพินิจพิเคราะห์ถึงเหตุผลที่เพื่อนสมาชิกอภิปรายมา แต่หลายครั้ง เวลาผมอภิปราย คุณวิโรจน์ก็จะขึ้นมาดุดัน ผมก็ไม่เข้าใจว่าต้องการสร้างให้บรรยากาศ ในการประชุมสภาของเราให้ราบรื่นหรือไม่ อย่างไร ท่านฟังสิครับว่าเหตุผลคืออะไร แล้วก็ เป็นเหตุผลที่ผมจะนำเสนอ ขออนุญาตท่านวิโรจน์ด้วยนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงเพราะว่าพูดชื่อผมแล้วผมเสียหายครับ คืออย่างนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา จริง ๆ แล้วผมไม่ได้อยากขัดท่านที่กำลังอภิปราย ถ้าเกิดอภิปรายอยู่ในร่อง ในรอย อยู่ในประเด็น แต่อยู่ดี ๆ ก็มาพูดถึงการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ แล้วอย่างนี้ผมก็กังวลครับ🔗
เมื่อสักครู่ เตือนแล้วครับ🔗
เพราะทาง เลขาธิการพรรคผมก็เตรียมจะชี้แจงอยู่แล้ว เดี๋ยวมันจะยืดยาวไปกันอีก🔗
ไม่ยืดยาว🔗
ท่านประธานครับ ผม เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ขอประท้วงท่านประธาน🔗
เพราะอย่างไร เราก็ยืนยันแล้วผมก็ชี้แจง พรรคเราก็ชี้แจงไปหลายครั้งแล้วว่ามันไม่ได้เป็น MOU ใน ๘ พรรคร่วม แล้วก็ยินดีที่จะใช้กระบวนการในการรับฟังความคิดเห็น กระบวนการ ทางรัฐสภา แล้วถ้าหากว่ามันต้องทอดระยะออกไป ใช้เวลามากขึ้น โอบรับความคิดตรง คิดต่างมากขึ้น เราก็ยินดียืดหยุ่น แต่นี่ก็พยายามจะทำให้ประเด็นนี้ไปเป็นประเด็นเร่งด่วน🔗
พอแล้วครับ กำลังจะเตือนครับ ขอร้องนะครับ ใจเย็น ๆ นิดหนึ่งครับ ท่านเอกนัฏอย่าประท้วงนะครับ พอแล้วครับ ท่านประธานรัฐสภามาแล้ว เมื่อสักครู่กำลังจังหวะเปลี่ยนผ่าน ดังนั้นก็เรียน ท่านประธานแล้วว่าจะใช้เวลาแต่ละท่านอย่าเกิน ๑๐ นาที ตอนนี้ก็เหลืออีก ๔ ท่าน เท่านั้นเองนะครับ ก็ขอความกรุณา แล้วเราอาจจะได้มีการลงมติกันต่อไป🔗
ท่านประธานครับ ขอประท้วงท่านประธานครับ ผม เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรครวมไทยสร้างชาติ สมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงการทำหน้าที่ของท่านประธาน ท่านประธานต้องหยุดให้เพื่อนสมาชิกคุณวิโรจน์ขึ้นมาขัดจังหวะสมาชิกที่กำลังอภิปรายอยู่ คือท่านอัครเดชได้แล้วครับ ผมฟังอยู่ตลอดครับ อยู่ในประเด็นทั้งหมด ท่านก็กำลัง อภิปรายอยู่ว่าการตีความของการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีเป็นญัตติ ซึ่งตามข้อบังคับ ข้อ ๔๑ ตกไปแล้วนำกลับมาพิจารณาอีกไม่ได้ เว้นแต่ว่ามีเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป🔗
ขอบคุณ ที่เตือนผม พอแล้วนะครับ🔗
ก็ได้ย้ำอยู่ว่ามันไม่มี เหตุการณ์อะไรเปลี่ยนครับ กรุณาฟังเพื่อนสมาชิกฝั่งเราด้วย ความเป็นประชาธิปไตย ต้องเคารพสิทธิและการแสดงออกซึ่งกันและกันนะครับ ขอบคุณครับ🔗
เดี๋ยวเชิญ ท่านประธานรัฐสภาต่อนะครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส. พรรครวมไทยสร้างชาติ ท่านประธานครับ ขออนุญาตอภิปรายต่อครับ แต่สถานการณ์สัปดาห์ที่ผ่านมา เหตุการณ์ ตรงนี้ในสิ่งที่ สส. ที่ไม่เห็นชอบในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นั้น ไม่ได้รับทราบหรือมีสัญญาณจากพรรคก้าวไกลเลยว่าจะถอยในเรื่องที่เราห่วงใย ฉะนั้น สถานการณ์ตรงนี้ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลยครับ เราจึงมีความคิดว่าท่านประธาน ก็สามารถใช้ดุลยพินิจได้โดยสุจริตว่าการที่จะนำญัตตินี้ขึ้นมาพิจารณาอีกครั้งนั้นไม่สามารถ กระทำได้ อันนี้คือสิ่งที่ผมนั้นจะอภิปรายให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกได้เห็นว่าทำไม ญัตตินี้จึงซ้ำซ้อนตามข้อบังคับ ข้อ ๔๑ ของรัฐสภา🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นต่อมาที่เราต้องพิจารณาว่าการที่เสนอ บุคคลเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นญัตติหรือไม่ อย่างไร ผมเรียนท่านประธานว่า ข้อบังคับรัฐสภานั้น ข้อ ๓๖ บัญญัติไว้โดยชัดเจนว่าการเสนอบุคคลเข้ามาดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีนั้นเป็นญัตติ เพราะข้อ ๓๖ ได้บัญญัติไว้ว่าญัตติที่ไม่ต้องเสนอล่วงหน้า เป็นหนังสือ ให้ผู้รับรองญัตติแสดงการรับรองโดยวิธียกมือขึ้นพ้นศีรษะ เว้นแต่การรับรอง การเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีตามข้อ ๑๓๖ หมายความว่า อย่างไรครับท่านประธาน ข้อบังคับ ข้อ ๓๖ นี้เห็นชัดแจ้งว่าการที่เสนอบุคคลเข้ามา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นมันคือญัตติครับ แต่การที่จะรับรองนั้นให้ไปดูข้อบังคับ ข้อ ๑๓๖ ซึ่งมีเพื่อนสมาชิกรัฐสภาได้อภิปรายกันไปแล้วว่าข้อ ๑๓๖ นั้นคืออะไร ก็คือ การเสนอบุคคลเข้ามาดำรงตำแหน่งแล้วก็มีรายละเอียด เพื่อนสมาชิกก็สามารถไปดูได้ เพื่อไม่ให้เสียเวลา ผมไม่ขอไปที่ข้อ ๑๓๖ แต่อยากจะเรียนกับท่านประธานครับว่า การเป็นญัตตินั้น ความหมายของคำว่า ญัตติ ที่ผ่านมานั้นศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลยุติธรรม เวลาตัดสินคดีอะไรก็ล้วนแล้วแต่ไปดูพจนานุกรมคำแปลของศัพท์นั้นว่าแปลว่าอะไร ผมก็เหมือนกันครับท่านประธาน ก่อนที่จะไปถึงศาลรัฐธรรมนูญว่าคำว่าญัตตินี้แปลว่าอะไร ผมก็ไปดูพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช ๒๕๕๔ ได้นิยามไว้ว่า ญัตติ คือข้อเสนอเพื่อให้มีการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดในกิจการของสภาที่ทำหน้าที่นิติบัญญัติ อีกอันหนึ่ง คำแปลครับ ญัตติคือข้อเสนอเพื่อลงมติ เช่นผู้แทนราษฎรเสนอญัตติเข้าสู่สภา เพื่อขอให้ที่ประชุมลงมติว่าเห็นชอบหรือไม่ ท่านประธานก็จะทราบว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว การที่เราได้มีการเสนอให้มีผู้มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นมีการลงมติครับ ฉะนั้นเมื่อมี การลงมติมันก็คือญัตติตามความหมายของพจนานุกรม มันแปลเป็นอย่างอื่นไม่ได้ครับ ท่านประธาน นี่คือสิ่งที่เราต้องเคารพที่กฎหมายได้ระบุไว้ เราเองถ้าท่านบอกว่าข้อบังคับนี้ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นตอนนี้ที่เรานั่งประชุมกันอยู่นี้มันประชุมต่อไม่ได้เลยครับ ก็ต้องปิด การประชุม แล้วก็ต้องให้กรรมาธิการไปร่างข้อบังคับรัฐสภาใหม่ครับท่านประธาน แต่มัน ไม่ใช่ครับ ข้อบังคับนี้ไม่ว่าจะเป็นข้อ ๓๖ หรือข้อ ๓๒ ที่ผมยื่นเพื่อให้มีญัตติในการพิจารณา เรื่องนี้ หรือข้อ ๑๓๖ มันคือข้อบังคับที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ไม่มีอันไหนขัดต่อรัฐธรรมนูญครับ ท่านประธาน แล้วที่สำคัญผมได้อภิปรายไปแล้วว่าข้อบังคับของรัฐสภา ข้อบังคับของ สภาผู้แทนราษฎรนั้นมีสถานะเทียบเท่าพระราชบัญญัติคือกฎหมาย เพราะอะไรครับ ท่านประธาน การออกข้อบังคับของรัฐสภา การออกข้อบังคับของสภาผู้แทนราษฎรนั้น ก็ต้องมีการตั้งกรรมาธิการ การจะแก้ข้อบังคับก็ต้องมีการผ่านวาระที่หนึ่งในการพิจารณา ของสภา ของรัฐสภา มีการพิจารณาวาระที่สองในการแปรญัตติ แล้วก็มีการลงมติ ในวาระที่สาม ทำเหมือนพระราชบัญญัติเลยครับท่านประธาน ฉะนั้นกฎหมายตรงนี้ไม่มี อะไรขัดต่อรัฐธรรมนูญครับ ทุกอย่างชอบด้วยรัฐธรรมนูญหมด ฉะนั้นผมจึงเห็นว่าญัตติ ที่เพื่อนสมาชิกเสนอเข้ามาในการเสนอคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นั้นเป็นญัตติตามข้อบังคับ และตามรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอนครับท่านประธาน🔗
ทีนี้เรื่องต่อมาท่านประธานครับ เมื่อช่วงเช้านี้ได้มีการอภิปราย ท่านประธาน นั่งอยู่บนบัลลังก์ ท่านประธานก็ได้ใช้ดุลยพินิจครับว่าญัตติที่ผมเสนอเป็นญัตติที่ซ้อนญัตติ หรือไม่ ท่านประธานก็ได้ใช้ดุลยพินิจแล้วว่าญัตติที่ผมเสนอชอบด้วยข้อบังคับที่เราจะต้อง พิจารณาต่อไป บังเอิญระหว่างที่ผมจะทักท้วงท่านประธานในการนำข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ มาบังคับใช้ ท่านประธานมีภารกิจ ก็เลยให้ท่านรองประธานมาทำหน้าที่ประธานแทน ผมก็อยากขอให้ท่านประธานได้ทบทวนครับว่าผมเองเป็นผู้ที่เสนอให้มีญัตติตามข้อบังคับ ข้อ ๓๒ (๑) เพื่อปรึกษาหารือเรื่องนี้ ก็อยากให้ท่านประธานได้พิจารณาว่าญัตติของผมนั้น ยังคงอยู่ รวมถึงของท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ด้วย ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน🔗
ส่วนที่ ๒ ครับ ญัตตินี้นะครับท่านประธาน ไม่ได้ทำให้คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เสียสิทธิในการที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีก เพราะข้อบังคับได้ระบุไว้ว่าสมัยนี้เสนอไม่ได้ ก็ยังสามารถเสมอในสมัยหน้าได้ นี่คือสิ่งที่ข้อบังคับนั้นได้บัญญัติไว้ ไม่ได้ทำให้เสียสิทธิ ตามรัฐธรรมนูญเลยว่าเมื่อโหวตครั้งนี้แล้วไม่สามารถโหวตได้อีก แต่สิ่งที่เราต้องเคารพ คือข้อบังคับที่ได้บัญญัติไว้ นี่คือสิ่งที่ผมได้แสดงเหตุผลให้ท่านประธานครับ ฉะนั้นสิ่งที่ผมได้ อภิปรายมาคือเป็นสิ่งที่ยืนยันครับว่าสมาชิกของพรรครวมไทยสร้างชาติเห็นว่าการเสนอให้มี การโหวตคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งไม่สามารถทำได้ เป็นการผิดข้อบังคับและผิดกฎหมายครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
คุณพิธายกมือ เชิญครับ🔗
ขออนุญาตครับ ท่านประธาน ณ ปัจจุบันตอนนี้ครับ มีเอกสารจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผมถูกหยุด ปฏิบัติหน้าที่ เพราะฉะนั้นคงจะขออนุญาตพูดกับท่านประธานว่ารับทราบคำสั่งนะครับ แล้วก็จะปฏิบัติตามอย่างที่เป็นคำสั่งจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยเป็นอื่น ขอใช้โอกาสนี้ในการอำลา ท่านประธานจนกว่าเราจะพบกันใหม่ แล้วก็ขอฝากเพื่อน ๆ สมาชิกในการใช้รัฐสภาดูแล พี่น้องประชาชน ผมคิดว่าประเทศไทยเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิมอีกแล้วครับ ตั้งแต่ วันที่ ๑๔ พฤษภาคม แล้วถ้าเกิดประชาชนชนะมาได้แล้วครึ่งทาง เหลืออีกครึ่งทาง ถึงแม้ว่า ผมจะยังไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ แต่ขอให้เพื่อนสมาชิกทุกคนช่วยกันดูแลประชาชนต่อไปครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณคุณพิธามากครับ ขอบคุณจริง ๆ ครับคุณพิธาที่ให้ความเคารพต่อกติกาของสภา เมื่อมีคำวินิจฉัยของศาล มาถึงสภาท่านก็ได้เคารพในกติกาของสภาคือไม่ขอปฏิบัติหน้าที่ในสภานี้จนกว่าคำสั่งวินิจฉัย จะเปลี่ยนแปลงไป ขอบคุณมากครับ ท่านก็ได้ทำหน้าที่เป็นสมาชิกของสภานี้ด้วยดี ตลอดมาครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ผู้ที่จะอภิปรายต่อไปคือผู้ช่วยศาสตราจารย์วรวิทย์ บารู และทางนี้ก็ขอ อีกท่านหนึ่ง ท่านรองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล แล้วก็จะไปทาง สว. นะครับ ท่าน สว. มีชื่อ อยู่ในนี้ลำดับถัดมาก็คือคุณสมชาย แสวงการ ที่รอ แล้วก็มีคุณเสรีเสนอมาอีกท่านหนึ่ง เดี๋ยวค่อยไปตามลำดับนะครับ ตอนนี้ก็ขอท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์วรวิทย์ บารู ครับ🔗
ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพครับ กระผม วรวิทย์ บารู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปัตตานี เขต ๑ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้ปัญหาที่เราพูดคุยที่มีการอภิปรายกันอยู่นี้ ก็คือการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา ๒๗๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยว่าเป็นญัตติหรือไม่ ผมมีความเห็นว่า การพิจารณาความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการพิจารณาแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นพันธกิจของรัฐสภา พันธกิจหลักนะครับ ซึ่งเราอาจจะละเลยไม่ได้เลย มันไม่ได้เป็นญัตติ ปกตินะครับ แต่เป็นพันธกิจที่เรามิอาจจะละเลยได้ บังคับให้สมาชิกรัฐสภา เป็นกระบวนการ ทางกฎหมาย กระบวนการทางรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย เป็นข้อกฎหมาย ไม่ได้เป็นไปในลักษณะของการเมือง จริง ๆ แล้วเหมือนเพื่อนสมาชิกที่ได้ พูดคุยกันอภิปรายไปแล้วว่าญัตตินั้นน่าจะตรงกับภาษาอังกฤษว่า Motion ส่วนข้อเสนอนั้น น่าจะตรงกับคำว่า Proposal ตามกระบวนการของรัฐธรรมนูญนั้นเขาให้เสนอบุคคล ในมาตรา ๘๘ มาตรา ๘๙ เสนอรายชื่อ เป็นการเสนอรายชื่อไม่ใช่เสนอญัตติ เพราะฉะนั้น ในรัฐธรรมนูญเองก็ไม่เคยใช้คำว่า ญัตติให้ความเห็นชอบผู้สมควรได้รับการแต่งตั้ง เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ใช้คำว่า เสนอชื่อ ซึ่งเป็นหลักการตามรัฐธรรมนูญ ผมย้ำว่า เป็นหลักการตามรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดเป็นหลักเกณฑ์ว่า เราจะเสนอบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นได้กี่ครั้ง แล้วก็เป็นอีก ประเด็นหนึ่งนะครับ มันก็เป็นหลักเกณฑ์และเป็นหลักการของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ด้วยเช่นเดียวกันว่าเราจะเสนอกี่ครั้งก็ได้ ผมยกตัวอย่าง เช่น ถ้าหากว่ามันเป็นญัตติแล้วก็ ตกไป ในการเสนอ Candidate เป็นนายกรัฐมนตรีในรอบนี้ หลังจากเลือกตั้งที่ผ่านมา มีทั้งหมด ๘ คน ถ้าเป็นเป็นญัตติมันก็จะหลุดไปเรื่อย ๆ เสนอคนแรกไม่ได้ก็คนนั้นหมดไป คนที่สองมาก็ไม่ได้ก็หมดไป ก็จะกลายเป็นว่าบุคคลที่อยู่สุดท้ายอาจจะโชคดีได้รับการแต่งตั้ง เป็นนายกรัฐมนตรีได้ อันนี้จะพบว่าหลักการเป็นการเสนอรายชื่อ ไม่ใช่ให้เสนอญัตติ เพื่อพิจารณาพูดคุยกันถึงผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านประธานครับ หากเรา ยึดว่าเป็นญัตติแล้วนะครับ เหมือนกับองค์กรอิสระ ผมเข้าใจว่าพี่น้องเรา เพื่อน ๆ ที่เป็น สมาชิกวุฒิสภาซึ่งเคยเป็นเพื่อน เคยอยู่ใน สว. ด้วยกัน ก็เคยทราบในประเด็นเหล่านี้ เป็นอย่างดีว่าเราไม่อาจจะให้ความเห็นชอบก็สามารถที่จะเสนอเข้ามาใหม่ได้ในลักษณะ เดียวกัน เพราะว่าเราต้องการบุคคลที่ดีที่สุด เราต้องการบุคคลที่สมควรที่สุด เพราะฉะนั้น ในลักษณะเช่นนี้แต่ถ้าเราละเลยในเรื่องของการเมืองไป เรายกเว้นไป ผมชื่นชมแล้วก็ ขออนุญาตเอ่ยชื่อเพื่อน สว. ของผมนะครับ ก็คือคุณสุรเดช จิรัฐิติเจริญ ผมดู Clip ของท่าน ที่ท่านให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในเรื่องการเคารพเจตนารมณ์ของประชาชนในการที่โหวตให้ คุณพิธา อันนั้นผมว่าเราในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภา สามารถที่จะทำให้การเมือง สามารถที่จะ ทำให้ประเทศนี้ก้าวไปข้างหน้า เจริญไปข้างหน้าได้ มีวุฒิภาวะในการที่จะให้ความเห็นในเรื่องของการเมืองในการที่จะทำให้ประเทศชาติเดินไป ข้างหน้าได้ เพราะฉะนั้นผมที่ตรงนี้จึงอยากจะเรียนให้เพื่อนสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน หน้าที่ ของท่าน พันธกิจของท่าน ณ วันนี้ที่สำคัญมากที่สุดก็คือการที่เราจะช่วยกันหาผู้นำประเทศ ในลักษณะที่ดีที่สุด ถ้าหากเรายึดเอาว่าญัตติมันก็จบกันครั้งเดียว แล้วอีกอย่างหนึ่งนะครับ Status ทางกฎหมาย ข้อกำหนด ข้อบังคับการประชุม ซึ่งเกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ โดยสถานะ แล้วก็โดยศักดิ์ของกฎหมายมันเทียบกันไม่ได้เลย มันอยู่ห่างไกลมาก เพราะฉะนั้นจะเอา ส่วนนี้มาสูงกว่ารัฐธรรมนูญย่อมเป็นไปไม่ได้ อีกอย่างหนึ่งที่เราจะต้องพิจารณาร่วมกัน ที่ตรงนี้ในการที่เราให้เวลามากเกินไปในทางการสรรหาผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็น นายกรัฐมนตรี อาจจะมีส่วนองค์ประกอบเป็น Factor มีองค์ประกอบทางด้านการเมือง ซึ่งจะบังคับให้เป็นไปตามที่กลุ่มใด บุคคลใดต้องการได้ ซึ่งตรงนี้เราจะต้องคิดร่วมกัน ในโอกาสต่อไป ผมยังยืนยันว่าโดยรัฐธรรมนูญนั้นเสนอรายชื่อและทำในลักษณะของ Proposal ไม่ใช่เป็นลักษณะของการที่เป็นญัตติ เพราะฉะนั้นขอยืนยันที่ตรงนี้ว่าเป็นเรื่อง ของเสนอรายชื่อ ไม่ใช่ญัตติ ขอขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบพระคุณท่านดอกเตอร์วรวิทย์ บารู ต่อไปขอเชิญท่านรองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล ท่านต่อไปเตรียมตัวไว้ก็คือท่านสมชาย แสวงการ ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ชูศักดิ์ ศิรินิล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชี รายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมว่าประเด็นที่เรา กำลังพูดคุยกันอยู่ในขณะนี้คงมีประเด็นสำคัญก็คือว่าการที่ดอกเตอร์สุทิน คลังแสง ได้เสนอ ชื่อบุคคลที่สมควรจะเป็นนายกรัฐมนตรี คือคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นั้น อยู่ภายใต้ข้อบังคับ การประชุมรัฐสภา ข้อ ๔๑ หรือไม่ หรืออาจจะแยกย่อยลงไปว่าเป็นญัตติหรือไม่ ถ้าเป็นญัตติ แล้วต้องห้ามตามข้อ ๔๑ หรือไม่ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผมพยายามเปิดดู ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ปี ๒๕๖๓ ไม่มีบทนิยามว่าญัตติคืออะไร แต่ว่าพอไปเปิดดู ข้อบังคับของสภาผู้แทนราษฎร ข้อ ๔๔ นิยามไว้ว่าญัตติคือข้อเสนอใด ๆ ที่มีความมุ่งหมาย ให้สภาลงมติหรือชี้ขาดว่าจะให้ปฏิบัติอย่างใด โดยรวมก็หมายความว่าของสภาผู้แทนราษฎรนั้น เขานิยามคำว่าญัตติไว้ ก็คงจะไม่ต้องเป็นที่ถกเถียงกันมากว่าอันนี้เป็นญัตติหรือไม่เป็นญัตติ แต่ของรัฐสภา ปี ๒๕๖๓ พอจั่วหน้ามาก็พูดถึงว่าญัตติจะเสนออย่างไร เช่น ข้อ ๒๙ บอกว่า ญัตติต้องเสนอล่วงหน้าโดยมีผู้รับรองไม่น้อยกว่า ๑๐ คน ข้อ ๓๐ ญัตติบางญัตติ ไม่จำเป็นต้องมีผู้รับรอง เช่น ญัตติที่เป็นกฎหมาย พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วก็ไปแตะไว้นิดหนึ่งบอกว่าญัตติที่ยกเว้นมาตรา ๒๗๒ วรรคแรก ไม่ต้องมีผู้รับรอง เหตุที่ เขียนไว้เช่นนี้เพราะว่ามาตรา ๒๗๒ วรรคสอง นั้นเขาให้เข้าชื่อกัน เช่นถ้าคุณจะเอา บุคคลภายนอกมาเสนอเป็นนายกรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภาต้องเข้าชื่อกันไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง รัฐสภาต้องลงมติไม่น้อยกว่า ๒ ใน ๓ ถึงจะโหวตคนนอกได้ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น โดยรวมแล้วก็หมายความว่าเขียนญัตติไว้ทำนองนั้นโดยไม่มีบทนิยาม ส่วนการเสนอชื่อบุคคล ที่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรี ก็เขียนไว้ในข้อ ๑๓๖ ประกอบกับมาตรา ๒๗๒ ของรัฐธรรมนูญ ข้อ ๑๓๖ จริง ๆ ก็ลอกรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ มาทั้งดุ้นเลย ไม่มีอะไรเพี้ยนกันไปเลย แต่ก็ขึ้นหัวว่าไม่ใช่การเสนอญัตติ แต่ใช้คำว่าการเสนอชื่อบุคคลที่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรี ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๑ คน เสนอได้ ๑ ชื่อ โดยมีผู้รับรองตามที่ข้อบังคับกำหนดไว้ ซึ่งเมื่อเช้าเราก็รับรองไปแล้วอย่างน้อย ๕๐ คนในชื่อนั้น ๆ ที่ผมพยายามพูดมาทั้งหมด ก็อยากจะกราบเรียนเป็นประเด็นให้เห็นว่าบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญก็ดี ข้อบังคับที่เราอ้างกัน ก็ดี ข้อสำคัญไม่ได้ห้ามมิให้เสนอบุคคลที่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรีได้กี่ครั้งกี่หน เพราะฉะนั้น ถ้าเสนอไปแล้วไม่ผ่านก็สามารถที่จะเสนอครั้งต่อไปได้ ข้อสำคัญเพียงว่าบุคคลที่เสนอนั้น ต้องเป็นบุคคลตามมาตรา ๘๘ ประเทศนี้ต้องมีนายกรัฐมนตรี การบริหารราชการแผ่นดิน ต้องมีนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นคุณเสนอไปโดยประการใดก็ตามที แล้วก็ขอให้โหวตกัน เลือกนายกรัฐมนตรีให้ได้ ถ้าเลือกนายกรัฐมนตรีไม่ได้ รัฐธรรมนูญเขียนว่าไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็มีทางออกโดยไปใช้มาตรา ๒๗๒ วรรคสอง กล่าวคือมีการเข้าชื่อกัน แล้วท้ายที่สุดเข้าชื่อ กันแล้วรัฐสภามีมติให้เอาคนนอก โดยเสียงที่จะให้เอาคนนอกนั้นต้องถึงขนาด ๕๐๐ เสียง ของทั้ง ๒ สภา แต่ข้อสังเกตครับท่านประธานที่เคารพ ข้อสังเกตของผมก็คือว่าแม้จะเสนอให้ เอาคนนอก แต่ข้อบังคับ รัฐธรรมนูญยังเขียนต่อไปอีกว่าจะเอาคนในที่เคยเสนอไว้แล้วก็ได้ แปลว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ข้อบังคับที่ใช้อยู่ในขณะนี้ ให้ความสำคัญกับบุคคลที่ถูกเสนอเป็น Candidate นายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๘๘ เหตุผลที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าเรามิใช่เลือก นายกรัฐมนตรีโดยตรง เคยมีข้อเสนอทำนองนี้ ท้ายที่สุดก็ไปโจมตีกันว่าคุณเอาระบบ ประธานาธิบดีมาใช้ ทั้ง ๆ ที่ปัจจุบันนี้เลือกนายก อบจ. ก็เลือกกันไปแล้ว เป็นการเลือก โดยตรง เราไม่ได้เลือกนายกรัฐมนตรีจากหัวหน้าพรรคการเมืองที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ได้เสียงข้างมากเหมือนในอดีต บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ ประกอบกับ มาตรา ๘๘ เลือกนายกรัฐมนตรีจากบุคคลที่พรรคการเมืองเสนอตามมาตรา ๘๘ โดยมี คุณสมบัติครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ เพียงแต่ว่าพรรคการเมืองมีหน้าที่ ไปเสนอบุคคลที่สมควรต่อ กกต. ผมเข้าใจว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญต้องการเช่นนี้ก็หมายความว่า อย่างน้อยเราไม่ได้เลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง ไม่ได้เลือกจากหัวหน้าพรรคการเมืองที่เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็ขอให้ประกาศชื่อให้ประชาชนทราบหน่อยว่า Candidate นายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองคุณ คือใคร อย่างน้อยก็เป็นองค์ประกอบที่ประชาชนได้รับรู้รับทราบว่าพรรคการเมืองนี้เสนอคนนี้ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็จะเป็นแรงกระตุ้นให้เขาเลือกพรรคการเมืองนั้น โดยเหตุนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพ เขาก็เขียนต่อไปอีกว่าไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตามทีหากเลือกไม่ได้ ก็มีทางออกที่กำหนดไว้ เลือกคนนอกโดยเสนอเป็นญัตติอย่างที่กล่าวมา แล้วท้ายที่สุด ก็ไปโหวตกันแล้วก็สามารถเลือกคนนอกได้ แต่ก็สามารถจะยังพิจารณาเลือกนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา ๘๘ ได้อีก ผมจึงกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาว่าบุคคลตามมาตรา ๘๘ จึงเป็น ความสำคัญอันดับต้นของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทำไมถึงเป็นความสำคัญอันดับต้น คำตอบคือว่า บุคคลเหล่านี้ถูกพิจารณาโดยประชาชนมาแล้วในการเลือกตั้ง ผมจึงอยากจะขอใช้คำพูดว่า บุคคลประเภทนี้ บุคคลที่ถูกเสนอตามมาตรา ๘๘ นี้ไม่ตายตกไปตามการเสนอญัตติทั่ว ๆ ไป ท่านประธานครับ ข้อสำคัญที่ผมอยากกราบเรียนฝากท่านหัวหน้าพรรคการเมือง ท่านพรรคการเมืองทั้งหลายก่อนที่เราจะโหวตเรื่องนี้กัน ลงมติเรื่องนี้กัน ผมขอให้ท่านระลึกว่า การพิจารณาวันนี้อาจจะเป็นบรรทัดฐานที่ไม่ดีสำหรับอนาคตของการเมืองไทย ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพครับ มาตรา ๒๗๒ มีโอกาสใช้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย เพราะมันจะครบ ๕ ปีแล้ว ไม่มีโอกาสใช้ได้อีกแล้ว ที่ไม่มีโอกาสใช้ได้อีกแล้วก็หมายความว่ามาตรานี้จะหมดสภาพบังคับไป เพราะเป็นบทเฉพาะกาล แต่อนาคตข้างหน้าถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังคงมีอยู่ ท่านประธาน รัฐสภาครับ เราจำเป็นต้องไปใช้มาตรา ๑๕๙ ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ ของรัฐธรรมนูญ ก็คือการเสนอ Candidate นายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๘๘ ต่อสภาผู้แทนราษฎร ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาว่าใครสมควรจะเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ที่ผมห่วงกังวล ที่กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาก็คือว่าผมไปเปิดดูข้อบังคับของสภาผู้แทนราษฎร มีเขียนไว้ ในข้อ ๖๕ เขียนเหมือนกันเป๊ะเลยกับข้อ ๔๑ ของรัฐสภา อะไรจะเกิดขึ้นครับท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ในอนาคตหากมีการเลือกนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๕๙ เกิดขึ้น ผมก็อาจจะมองในแง่ร้ายเกินไปก็ได้ แต่ท้ายที่สุดบางทีมันมองไม่ผิดครับ ยิ่งการเมืองไทย ของเรามันก็มีอะไรที่ฟ้องพวกเราให้เห็นอยู่บ่อย ๆ พรรค ก พรรค ข พรรค ค พรรค ง ปรากฏว่าได้รับเลือกตั้งมา พรรค ก ได้คะแนนมากที่สุด จัดตั้งรัฐบาล สมมุติสัก ๔ พรรค แล้วจะต้องเสนอนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๕๙ ปรากฏว่าอย่างไรครับ เกิดผิดใจกันขึ้นมา เกิดไม่พอใจกันขึ้นมา เกิดจัดสรรปันส่วนอะไรกันไม่ลงตัว ท้ายที่สุดที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ไม่รับข้อเสนอของพรรคเสียงข้างมากที่เสนอบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าเอา เรื่องนี้เป็นบรรทัดฐานมันจะเกิดอะไรครับท่านประธาน มันจะเกิดว่าในท้ายที่สุดคนนั้น ทั้ง ๆ ที่ได้เสียงข้างมากจากพี่น้องประชาชน กำลังจะเป็น Candidate นายกรัฐมนตรี ท้ายที่สุดอาจจะตกม้าตาย ตกม้าตายอย่างไรครับ เพราะว่าอะไร ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โหวตไม่ผ่าน แล้วคุณเสนออีกไม่ได้ คุณเสนออีกไม่ได้ถ้าเอาบรรทัดฐานวันนี้ ผมจะกราบเรียนท่านหัวหน้าพรรคการเมือง ท่านสมาชิกที่เคารพ ด้วยความเคารพจริง ๆ ว่าอย่าให้บรรทัดฐานการเมืองในวันนี้ โดยเฉพาะการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นบรรทัดฐานที่ไม่ดีต่อไปในอนาคต โดยสรุปครับ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผมเองเห็นว่าบทบัญญัติในมาตรา ๑๕๙ มาตรา ๒๗๒ ข้อบังคับ การประชุมรัฐสภา ข้อ ๑๓๖ เป็นบทบัญญัติเฉพาะว่าด้วยการเลือกนายกรัฐมนตรี จะนำเอา เรื่องข้อบังคับที่เป็นญัตติซึ่งเป็นบทบัญญัติโดยทั่ว ๆ ไปมาใช้บังคับไม่ได้ โดยรวมก็คือว่าเสนอ แล้วเสนออีกก็ได้ ไม่ได้มีอะไรห้าม แล้วก็ไม่ผิดรัฐธรรมนูญอะไร ตรงกันข้ามครับ เป็นไปตาม รัฐธรรมนูญ กราบเรียนด้วยความเคารพท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณท่านศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ต่อไปขอเชิญท่านสมชาย แสวงการ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา🔗
ประการที่ ๑ ที่ผมขออภิปรายในครั้งนี้ก็ด้วยความเห็นด้วยกับข้อคัดค้าน ในญัตติที่เสนอโดยท่านสุทิน คลังแสง เสนอว่าให้คุณพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นการเห็นด้วย กับข้อเสนอในญัตติของคุณอัครเดช และท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ซึ่งท่านประธานก็ได้กรุณาว่า ญัตติดังกล่าวได้รับการรับรองแล้วและไม่มีผู้ใดคัดค้าน ขณะเดียวกันก็มีข้อหารือว่า มีความเห็นแตกต่างในข้อ ๑๕๑ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าไม่ได้ขัดข้องว่าท่านประธาน ใช้ทั้ง ๒ ข้อ คือคัดค้านตามข้อบังคับ ข้อ ๔๑ ส่วนบางท่านก็เสนอข้อ ๑๕๑ แต่ไม่ได้เสนอ เป็นญัตติ เพราะฉะนั้นเราพิจารณาควบคู่กันไป ผมไม่ติดใจ แต่ว่าเดี๋ยวเวลาลงมติแล้วค่อย ขออนุญาตเสนอท่านประธานว่าต้องเรียงตามนี้ ประการแรก ก็คือว่าข้อบังคับการประชุม รัฐสภา ปี ๒๕๖๓ นี้ ต้องกราบเรียนไปยังพี่น้องประชาชนนะครับ ผมเชื่อว่าสมาชิกรัฐสภา แห่งนี้รู้และเข้าใจ เพราะมีข้อบังคับการประชุมวุฒิสภาก็ดี ข้อบังคับการประชุม สภาผู้แทนราษฎรก็ดี และข้อบังคับการประชุมรัฐสภาที่เราต้องใช้ร่วมกัน เหตุผลที่ต้อง อธิบายให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้านเข้าใจ เราอธิบายเรื่องเดียวกัน เราพูดเรื่องเดียวกัน แต่คนละมุม ไม่เป็นไรครับ ลำดับศักดิ์ชั้นชัดเจน กฎหมายรัฐธรรมนูญ รองลงมา พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ รองลงมาคือพระราชบัญญัติ แล้วถ้าไปใช้ ในส่วนราชการก็ใช้กฎกระทรวงก็ว่าไป ในส่วนของรัฐสภา เช่นกันครับ จากรัฐธรรมนูญ แล้วก็ต้องมาข้อบังคับรัฐสภา เป็นกฎหมายครับ ไม่อย่างนั้นประชาชนจะเข้าใจว่าเรามา ถกเถียงข้อบังคับรัฐสภาแล้วไปใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญได้อย่างไร ก็ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ออกตามรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นเวลาเราใช้ต้องใช้คู่กัน ถัดมาครับ การที่ท่านสมาชิก หลายท่านอภิปรายไปแล้ว ผมไม่ได้ขัดข้องว่าความเห็นชอบของวุฒิสภาซึ่งมามีส่วนร่วม ในมาตรา ๒๗๒ ตามที่ประชาชน ๑๕ ล้านเสียง เขาให้ความเห็นชอบมานั้น ต้องมาทำหน้าที่ ให้ความเห็นชอบตามที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอรายชื่อ ซึ่งเมื่อเช้าท่านสุทินก็เสนอ รายชื่อไปแล้วตามญัตติดังกล่าว แล้วที่ประชุมก็เขียนไว้อีกในข้อบังคับรัฐสภาว่าให้มี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรับรอง ซึ่งก็ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๑๐ ของจำนวนทั้งหมดที่มีอยู่ ของสภาผู้แทนราษฎรตามข้อ ๑๓๖ ท่านก็ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว ซึ่งก็อยู่ในหมวด ๙ การพิจารณาให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็ล้อมาส่วนใหญ่จากมาตรา ๒๗๒ แต่ผมกราบเรียนท่านประธานไปยังพี่น้องประชาชนเพื่อให้เกิดความเข้าใจว่าสภาเถียงอะไร กันอยู่ตั้งแต่เช้า จนบัดนี้ยังไม่สามารถลงมติที่จะเลือกหรือไม่เลือกนายกรัฐมนตรีได้ เหตุผลก็คือว่าข้อบังคับรัฐสภานั้นเรามีอยู่ทั้งหมดที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ถ้าพี่น้อง ประชาชนจะติดตามดูไปด้วยก็ได้นะครับ มีทั้งหมด ๑๓ หมวด จะต้องใช้หมวดต่าง ๆ ร่วมกัน ตั้งแต่หมวด ๑ อำนาจหน้าที่ของประธานรัฐสภา รองประธานรัฐสภา หมวด ๒ การประชุม รัฐสภา วิธีประชุม การเสนอญัตติ การอภิปราย การลงมติ ถ้าเราแยกหมวดหนึ่งหมวดใด แล้วบอกว่าขอใช้เฉพาะหมวด ๙ การพิจารณาให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีโดยไม่สนใจ หมวดอื่นเลย โดยไม่สนใจข้อบังคับส่วนอื่นเลย อันนี้ไม่ใช่การพิจารณาที่ถูกต้อง ตามรัฐธรรมนูญ และถูกต้องตามข้อบังคับ ผมไม่ขัดครับถ้าท่านสมาชิกรัฐสภาจะเสนอชื่อ หรือเสนอญัตติซ้ำ ท่านก็ขอใช้การยกเว้นข้อบังคับโดยต้องใช้มติเสียงข้างมากของรัฐสภา ในการยกเว้นข้อบังคับ แต่เมื่อท่านสมาชิกรัฐสภา ท่านอัครเดช ท่านเสรี และพวกผม เห็นว่าการเสนอรายชื่อเมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ที่คุณหมอชลน่านได้เสนอเป็นญัตติเสนอชื่อ คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นั้น เป็นญัตติที่ตกไปแล้ว เพราะมติออกมาแล้วนะครับว่า ๓๒๔ เสียง ไม่ถึง ๓๗๖ เสียง ไม่สามารถให้ความเห็นชอบเป็นนายกรัฐมนตรีเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิก รัฐสภาได้ ดังนั้นเมื่อเช้าเราก็รออยู่ครับว่าจะมีญัตติที่มีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ผมย้ำนะครับ เราไม่ได้เห็นต่างกันว่าญัตติเสนอชื่อคุณพิธาเสนอได้อีกหรือไม่ ๒ ประเด็น🔗
ประเด็นที่ ๑ ถ้าเป็นญัตติเหมือนเดิม เหตุการณ์ไม่ได้เปลี่ยนแปลง ต้องไป เสนอในสมัยประชุมหน้า สมัยประชุมนี้เสนอไม่ได้ เพราะเขียนว่าญัตติใดตกไปแล้วห้ามนำ ญัตติซึ่งมีหลักการเช่นเดียวกันขึ้นเสนออีกในสมัยประชุมเดียวกัน เว้นแต่ญัตติที่ไม่ได้มี การลงมติ ชัดเจนนะครับว่าลงมติไปแล้ว หรือญัตติที่ท่านประธานรัฐสภาอนุญาต ซึ่งท่านประธานก็ไม่สามารถอนุญาตได้ จึงขอความเห็นของที่ประชุมแห่งนี้ เพราะในเมื่อ พิจารณาเห็นว่าเหตุการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป ถ้าเมื่อเช้านะครับ ขออภัยนะครับ คุณพิธาไม่ได้ อยู่ในห้องประชุมนี้แล้ว พรรคที่เสนอเปลี่ยนใหม่เป็นเสนอคุณพิธาและพรรคการเมืองอื่น ๆ ไปรวมกับพรรคที่ไม่ใช่ ๘ พรรคเดิม ขออภัยนะครับ ยกตัวอย่าง อาจจะไปรวมกับ พรรคภูมิใจไทย พรรคพลังประชารัฐ อะไรก็แล้วแต่ เขาเรียกเปลี่ยนแปลงไป หรือกลับข้าง กันไปเสนอคุณเศรษฐา คุณอุ๊งอิ๊งอะไรก็แล้วแต่ เขาเรียกเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไป เราต้อง อธิบายให้ประชาชนเข้าใจว่าทำไมเราถึงต้องยึดข้อ ๔๑ เป็นหลัก ถ้าท่านไม่อยากใช้ข้อ ๔๑ ท่านขอยกเว้นข้อบังคับในที่ประชุมแห่งนี้ และที่ประชุมแห่งนี้ลงมติเห็นชอบให้ยกเว้น ข้อบังคับ ก็เดินได้ครับ ขณะนี้สรุปว่าตั้งแต่เช้าไปจนปัจจุบันญัตติดังกล่าวยังเป็นญัตติ ที่คุณสุทินเสนอมาก็คือเหมือนเดิมเมื่อ ๑๓ กรกฎาคม เสนอซ้ำในวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พวกกระผมจึงเห็นว่าเป็นญัตติที่ตกไปแล้ว เพราะมีการลงมติไปแล้ว🔗
ประเด็นถัดมาครับท่านประธาน ญัตติดังกล่าวเสนอถูกต้องไหม ถ้าเรา พูดเฉพาะข้อ ๑๓๖ ทั้งหมวดในเรื่องนี้โดยไม่ให้ความสำคัญกับข้อบังคับอื่นในหมวดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องมิได้ ผมยืนยันนะครับ ในข้อ ๑๓๖ ยังมีข้อ ๑๓๗ ข้อ ๑๓๘ ข้อ ๑๓๙ ที่เกี่ยวข้อง เดี๋ยวท่านเสรีคงอภิปรายต่อ ชัดเจนครับว่าแม้การล้อกันจากรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ ยังเขียนเลยว่าข้อ ๑๓๖ การเสนอดังกล่าวให้เสนอชื่อ แล้วก็ให้รับรอง ข้อ ๑๓๘ จริงอยู่ มันอาจจะเกี่ยวข้องกับการเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบจนสิ้นกระแสความในบัญชีรายชื่อที่มีอยู่ ๗-๘ ท่าน ที่ได้เสนอตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๘ มาตรา ๘๙ มาก็ตาม มันยังระบุเลยครับว่า ในการพิจารณาญัตติตามวรรคหนึ่ง ให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาและลงมติว่าจะเห็นชอบ กับญัตติดังกล่าวหรือไม่ ผมย้ำนะครับว่าข้อบังคับการประชุมรัฐสภาต้องใช้ทั้งเล่ม หากไม่อยากใช้ข้อใดข้อหนึ่งท่านต้องขอยกเว้น และญัตติดังกล่าวได้เสนอตามข้อ ๓๖ ไม่เสนอล่วงหน้าเป็นหนังสือ มีผู้รับรองถูกต้อง เว้นแต่การรับรองเสนอชื่อบุคคลซึ่งให้สมควร รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีตามข้อ ๑๓๖ ชัดเจนครับ เป็นอย่างอื่นไม่ได้ สภาผู้แทนราษฎรก็ดี วุฒิสภาก็ดี รัฐสภาก็ดี มีหน้าที่อะไรครับ พิจารณากฎหมาย ตั้งกระทู้ถาม พิจารณาญัตติ ท่านจะหาคำอะไรมาแปลกประหลาดไปกว่านี้ละครับ ให้ประชาชนสับสนว่าที่เสนอมานี้ ข้อ ๑๓ ก็ดี ข้อ ๑๙ ก็ดี และต่อ ๆ ไปไม่ใช่ญัตติ ท่านจะเรียกว่าอะไรครับ ท่านจะบัญญัติ ศัพท์ใหม่ในรัฐสภานี้หรือครับ ผมกราบเรียนเลยว่าอย่าทำให้พี่น้องประชาชนสับสน เราเห็นด้วยหรือเห็นต่างไม่เป็นไรครับ ความจริงผมพร้อมจะลงมติในทุกครั้ง ไม่ว่าจะเสนอ ผู้ใดเป็นนายกรัฐมนตรี โดยให้ความเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ หรืองดออกเสียง ตามครรลอง ประชาธิปไตย และตามที่ได้รับฉันทามติ ๑๕ ล้านเสียง ในการโหวตมาตรา ๒๗๒ มา ถัดมาท่านประธานครับ เมื่อท่านประธานพิจารณาแล้วว่าญัตติดังกล่าวชอบแล้วก็ชัดเจนว่า ไม่มีผู้ใดคัดค้าน กราบเรียนท่านประธานว่าเมื่อถึงเวลาในการพิจารณาญัตติที่จะต้อง ลงมตินั้นผมจะกลับมายืนยันอีกครั้งว่าต้องเรียงตามลำดับในการพิจารณาตามที่ท่านอัครเดช ท่านเสรี แล้วจึงไปเข้าสู่เรื่องข้อ ๑๕๑ ขออนุญาตเรียนตามนี้ก่อน🔗
ส่วนที่ ๒ ที่ขอชี้แจงเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความชัดเจนแล้วก็ไม่เกิดความสับสน ยังพี่น้องประชาชน ก็คือว่ามีการยกตัวอย่างในเรื่องนี้ว่าไม่จำเป็นต้องบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แล้วก็มีกรณีหลายครั้งพาดพิงไปถึงในระหว่างที่ผมทำหน้าที่เป็นเลขานุการสภานิติบัญญัติ แห่งชาติ ยกตัวอย่าง เช่น การเลือกกรรมการในองค์กรอิสระบางแห่ง เลือกหรือให้ ความเห็นชอบตุลาการศาลปกครองสูงสุดว่าทำซ้ำได้🔗
กราบเรียนประการที่ ๑ เลยนะครับ มีบางห้วงบางตอนเป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และบางห้วงบางตอนเป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ และบางห้วงบางตอน เกิดการสมัครซ้ำ เมื่อสภาไม่ผ่านแล้วจึงต้องมีคำสั่ง คสช. ให้หยุดยุติไป จริงอยู่ครับ เพื่อนสมาชิกบางท่านไปยกตัวอย่างว่ารัฐธรรมนูญจำเป็นต้องเขียนถึงจะชัดเจนว่า ห้ามกระทำ กระผมก็ตีความกฎหมายมหาชนต่างจากท่านอย่างชัดเจนครับ เพราะสมาชิก วุฒิสภามีหน้าที่ตามมาตรา ๒๗๒ ในการร่วมให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าเป็นนายกรัฐมนตรี เราถือปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตลอด โดยเฉพาะการประพฤติปฏิบัติ ๔ ปีที่ทำหน้าที่ ร่วมกับท่าน คือการพิจารณาตรวจสอบคุณสมบัติ ความประพฤติ และพฤติกรรม ทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ตามที่ท่านยกตัวอย่างนั่นละครับ แต่ขออธิบายให้พี่น้องประชาชนรัฐสภาแห่งนี้เข้าใจว่ามันตรงกันชัดเจนทั้งในเจตนารมณ์ ในรัฐธรรมนูญ มันตรงกันชัดเจนในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่ถูกยกร่างโดย กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย คณะกรรมการการเลือกตั้ง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกรรมการสิทธิมนุษยชน พระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกัน ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งคงไม่ลงรายมาตรานะครับ ท่านหาอ่านได้นะครับ ระบุว่า ในกรณีที่วุฒิสภาไม่ให้ความเห็นชอบผู้ได้รับการสรรหาหรือคัดเลือกรายใด ให้ดำเนินการ สรรหาหรือคัดเลือกบุคคลใหม่แทนผู้นั้นแล้วเสนอต่อวุฒิสภาเพื่อให้ความเห็นชอบต่อไป ผู้ซึ่งไม่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาในครั้งนี้จะเข้ารับการสรรหาในครั้งใหม่มิได้ ชัดเจนครับ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง ๖-๗ ฉบับ เป็นสิ่งที่วุฒิสภาถือปฏิบัติ สอดคล้องกับการทำหน้าที่ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบ ดังนั้นเมื่อวุฒิสภาต้องทำหน้าที่ ตามบทเฉพาะกาลในมาตรา ๒๗๒ ย้ำว่าเป็นบทเฉพาะกาล ไม่ใช่บทหลักในอนาคต กำลังจะหมดวาระไปแล้วในมาตรานี้ ท่านก็ไปดำเนินการในกระบวนการของท่านต่อไป เพราะฉะนั้นเรียนเพื่อให้เกิดความเข้าใจว่าวุฒิสภาก็ทำหน้าที่ เมื่อจะพิจารณา ให้ความเห็นชอบตามที่สภาผู้แทนราษฎรเสนอมาในห้องประชุมแห่งนี้ ถ้าจะเปลี่ยนบุคคล ก็ต้องไม่สามารถเสนอซ้ำได้ แต่ถ้าซ้ำจะต้องเข้าข้อ ๔๑ คือเหตุการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ตามที่ผมยกตัวอย่างนะครับ ผมกราบเรียนยืนยันแล้วก็มีความเห็นสอดคล้องกับอาจารย์ หลายท่าน เพียงแต่เรามองคนละมุมว่าเมื่อท่านเดินต่อไป ไม่ว่าจะเปลี่ยนท่านว่าที่ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่ยังเหลืออยู่ในบัญชีไปจนครบ จะเปลี่ยนสูตรอย่างไร ถือว่า มีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไป ขออภัยท่านอาจารย์ที่ผมเคารพเมื่อสักครู่ท่านอภิปรายว่าต่อไป มันจะเกิดบรรทัดฐานหรือไม่ มันเกิดขึ้นเฉพาะบทเฉพาะกาล ประการที่ ๑🔗
ประการที่ ๒ ท่านสามารถทำให้เกิดเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงได้ครับ ไม่ได้ หมายความว่านายกรัฐมนตรีที่จะเสนอชื่อนาย ก แล้วคราวต่อไปท่านสลับขั้วเปลี่ยนข้าง เอาพรรคโน้นออกพรรคนี้เข้าอะไรก็แล้วแต่ ผมไม่ได้มายุยงส่งเสริมนะครับ มันคือเหตุการณ์ เปลี่ยนแปลงไป เวลามองกฎหมาย เวลาอธิบายให้ประชาชน หรือมวลชนเข้าใจจำเป็นต้องอธิบายให้ครบถ้วน ไม่ได้หมายความว่าจะเสนอชื่อบุคคลใดซ้ำไม่ได้ แต่ย้ำว่าจะต้องมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไป หรือถ้าไม่เปลี่ยนแปลงไปต้องไปเสนอในสมัยประชุมหน้า กติกาเหล่านี้ยืนยันว่าเป็นหลัก อันมั่นคงมาตลอดที่มีสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา เราต้องเคารพกติกาที่เราใช้ ร่วมกันซึ่งมาจากรัฐธรรมนูญ ดังนั้นเราเป็นสภาที่ทำหน้าที่นิติบัญญัติต้องเป็นตัวอย่างครับ ถ้าท่านเห็นว่าข้อเสนอที่ท่านอยากจะยกเว้นข้อบังคับท่านก็เสนอ แต่วันนี้ไม่มีการเสนอ ยกเว้นข้อบังคับ เพียงแต่ว่ามีผู้เห็นต่างคือท่านอัครเดชกับท่านเสรีเห็นต่างว่าการเสนอญัตติ ดังกล่าวกระทำซ้ำไม่ได้เพราะเป็นญัตติซ้ำเดิม กระผมจึงมีความเห็นด้วยว่าเราจะต้องลงมติ ในช่วงนั้นว่าญัตติดังกล่าวนั้นตกไปแล้วไม่สามารถพิจารณาได้ เป็นการทำหน้าที่ของสมาชิก รัฐสภาในการคัดค้านการเสนอญัตติดังกล่าวได้ตามหน้าที่และอำนาจที่สภาได้รับมอบหมาย จากประชาชน กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณคุณสมชาย แสวงการ ครับ ผู้อภิปรายต่อไป ขอเชิญคุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แล้วคนที่ถัดจากคุณวิโรจน์ ก็เป็นคุณจาตุรนต์ ฉายแสง เชิญครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคงใช้เวลาไม่นานในการอรรถาธิบาย ในครั้งนี้ แต่เบื้องต้นผมระลึกอยู่เสมอว่าในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและในวันนี้ เป็นสมาชิกรัฐสภา ซึ่งเรามีภารกิจเกี่ยวข้องกับการตีความกฎหมาย แล้วผมคิดว่าพวกเรา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาก็ต้องมีสำนึกในการตีความกฎหมายเพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์ แล้วก็ให้ประเทศมีทางออกและมีทางไปต่อได้ ไม่ใช่ตีความกฎหมายเพื่อลิดรอนสิทธิเสรีภาพ อันพึงมีของประชาชนแล้วก็ผลักประเทศเข้าไปสู่ทางตัน ผมไม่หวังว่าเราจะต้องมาตีความ คำว่า ญัตติ โดยใช้พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ถ้าเราย้อนกลับไปเมื่อปี ๒๕๕๑ กับกรณีที่เกิดขึ้นกับท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ผมไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ อย่างนั้นที่วันนั้นต้องเอาพจนานุกรมมาตีความความหมายของคำว่า ลูกจ้าง แล้วสุดท้าย ก็เกิดความไม่เป็นธรรมในหัวใจของประชาชนที่เกิดขึ้นกับนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช แล้ววันนี้เรากำลังจะใช้พจนานุกรมตีความคำว่า ญัตติ อีกแล้ว เรายังไม่เข็ดกันอีกหรือครับ ผมคิดอย่างนี้ว่าการตีความข้อบังคับการประชุมรัฐสภานะครับท่านประธาน เราจะต้อง พิจารณารัฐธรรมนูญเป็นหลัก ต้องยึดรัฐธรรมนูญเป็นหลักครับ เพราะในมาตรา ๕ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ชัดว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใด ของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ หรือการกระทำใด ขัด หรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติ หรือการกระทำนั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้ ดังนั้นการจะตีความให้ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา จะเป็นไปในทางใด จะต้องไม่ตีความให้ขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ผมย้ำตรงนี้นะครับ ญัตติที่วันนี้เป็นข้อถกเถียงกันจนนำมาซึ่งการใช้ข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ จริงอยู่ญัตติเป็นข้อเสนอ เพื่อให้ที่ประชุมได้พิจารณาและลงมติชี้ขาดไปในทางใดทางหนึ่ง แต่โดยปกติแล้วญัตติต้องมี ผู้เสนอญัตติครับ ไม่ว่าจะเป็นคณะรัฐมนตรีก็ดี หรือสมาชิกแห่งสภานั้น ๆ ก็ดี โดยข้อบังคับ กำหนดให้ยื่นเป็นหนังสือและยื่นล่วงหน้า แต่ในกรณีที่ไม่ยื่นล่วงหน้า ไม่ยื่นเป็นลายลักษณ์ อักษร ไม่ทำเป็นหนังสือ ก็ต้องเป็นไปตามข้อบังคับเป็นเรื่อง ๆ ไป ซึ่งก็ต้องอ้างอิงข้อบังคับ ข้อ ๒๙ ข้อ ๓๒ แล้วก็ข้อ ๓๓ แต่อย่างนี้ท่านประธานครับ การเสนอบุคคลให้รัฐสภา ให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในข้อบังคับ ข้อ ๑๓๖ ตัวเลขข้อ ๑๓๖ ไม่ปรากฏในข้อบังคับ ข้อ ๓๒ แล้วเราจะเอาการเสนอชื่อบุคคลให้สภาเห็นชอบแต่งตั้งเป็น นายกรัฐมนตรีตีความเป็นญัตติได้อย่างไร ท่านสมาชิกลองดูได้เลยครับ ข้อ ๓๒ ในกรณีญัตติ ต่อไปนี้ ไม่ต้องเสนอล่วงหน้า ไม่ต้องเสนอเป็นหนังสือ มี (๑) (๒) (๓) (๔) ดูที่ (๔) ก็จะมีญัตติ ในข้อ ๓๓ บ้าง ข้อ ๕๕ บ้าง ข้อ ๕๖ บ้าง ข้อ ๕๗ บ้าง ข้อ ๕๘ บ้าง ข้อ ๑๕๐ บ้าง แต่ข้อ ๑๓๖ ไม่มี ดังนั้นเราจะตีความว่าการเสนอชื่อบุคคลให้รัฐสภาเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นญัตติไม่ได้ คำว่า ญัตติ ครับท่านประธาน ผมลองไปค้นในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ พบปรากฏอยู่จำนวน ๑๓ แห่ง และตำแหน่งทั้ง ๑๓ แห่ง ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับ กระบวนการในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีเลย โดยการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ในรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้จะใช้คำว่า ให้ความเห็นชอบ ผมถึงย้ำว่าในกรณีนี้ที่เรากำลังประชุมกันอยู่นี้ คือการประชุมเพื่อให้ความเห็นชอบ ไม่ใช่ญัตติครับ ในมาตรา ๑๕๙ ก็ระบุเอาไว้ครับว่า ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตรงนี้จึงเป็นหน้าที่ผูกพันประธานสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา ๑๕๙ ต้องบรรจุเป็นวาระ การประชุมโดยที่ไม่ต้องมีใครมาเสนอ เป็นหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ประธาน สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้บรรจุวาระ ดังนั้นการพิจารณาให้ความเห็นชอบให้บุคคลใดสมควร ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีย่อมไม่เป็นญัตติตามความหมายของข้อบังคับ แต่เป็น ข้อพิจารณาให้ความเห็นชอบที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้องค์กรตามรัฐธรรมนูญมีหน้าที่ผูกพัน ต้องกระทำตาม🔗
ในเรื่องต่อมา หากว่าเราตีความว่าการพิจารณาให้ความเห็นชอบเป็นญัตติ ลองไป Search เลยครับ ลองไปหาเลยครับ คำว่า ให้ความเห็นชอบ มีเต็มไปหมดครับ ทั้งเรื่องกฎหมาย เรื่องอะไรต่าง ๆ แล้วมันจะผูกพันแล้วก็จะทำให้การตีความบิดเบี้ยว และกระทบกับรัฐธรรมนูญเต็มไปหมด อันที่จริงครับท่านประธาน การให้ความเห็นชอบ ให้บุคคลใดได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี จริง ๆ เป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตรา ๑๕๙ ของรัฐธรรมนูญ เพียงแต่ในมาตรา ๒๗๒ กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภา ร่วมลงมติเห็นชอบด้วย แล้วเพื่อให้สอดคล้องกับคำถามพ่วงในการทำประชามติเมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๙ เขาเขียนอย่างนี้ครับ ในคำถามพ่วง ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่าเพื่อให้ การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติ สมควรกำหนดไว้ใน บทเฉพาะกาลว่าในระหว่าง ๕ ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้ง เป็นนายกรัฐมนตรี ดังนั้นมีการอ้างอยู่เสมอจากเพื่อนสมาชิกรัฐสภาว่ามีประชาชนมากถึง ๑๕ ล้านเสียงที่เห็นด้วยกับคำถามพ่วงนี้ ซึ่งผมก็ยอมรับใน ๑๕ ล้านเสียงว่า ๑๕ ล้านเสียงจริง แล้วตกลงที่ตีความตามข้อบังคับอยู่ ณ ขณะนี้เป็นไปตามเจตนารมณ์หรือวัตถุประสงค์ ในคำถามพ่วงที่บอกให้ประเทศได้รับการดำเนินการอย่างต่อเนื่องหรือไม่ ที่ผ่านมาจาก การเลือกตั้งของประชาชน ๓๙ ล้านเสียง จากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ๕๒ ล้านคน ณ วันนี้ที่เกิดขึ้น ประเทศเดินไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง หรือกระท่อนกระแท่นกันแน่ นี่คือขัดกับเจตนารมณ์ ในการตั้งคำถามพ่วง และขัดกับเจตนารมณ์ที่ ๑๕ ล้านเสียงให้ความเห็นชอบมาอย่างชัดแจ้ง🔗
กลับมาที่ข้อบังคับ ข้อ ๑๓๘ ครับท่านประธาน ที่มีสมาชิกบางท่านอ้างถึงว่า ในกรณีไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๒๗๒ วรรคหนึ่งได้ การที่จะให้รัฐสภามีมติ ยกเว้นไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากบัญชีตามมาตรา ๘๘ ของรัฐธรรมนูญ ข้อบังคับ ข้อ ๑๓๘ ก็เขียนไว้ว่ากำหนดให้สมาชิกทั้งสองสภารวมกันไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน สมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของทั้งสองสภาเข้าชื่อเสนอญัตติต่อประธานรัฐสภา หลายคนก็เชื่อครับ แสดงว่าการเสนอชื่อเป็นญัตติสิ ไม่ครับ ท่านอ่านเฉพาะข้อ ๑๓๘ ไม่ได้ ท่านต้องอ่าน ข้อ ๑๓๙ ด้วย แต่พอมาอ่านข้อบังคับ ข้อ ๑๓๙ ที่ถัดลงมานะครับ อีกบรรทัดเดียวเอง เขียนว่าอย่างนี้ครับ ได้กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา ๒๗๒ วรรคสอง เห็นไหมครับ โดยระบุว่า โดยจะเสนอชื่อผู้ที่อยู่ในบัญชีรายชื่อ ตามมาตรา ๘๘ หรือไม่ก็ได้ คำว่า ญัตติ หายไปแล้วครับ ในข้อบังคับ ข้อ ๑๓๙ แสดงว่า การเสนอให้ยกเว้นเป็นญัตติครับ เพราะมีการเสนอครับ ถ้ามีเสียงกึ่งหนึ่งของทั้ง ๒ สภา ก็เสนอเป็นญัตติไป แต่เมื่อไรที่ยกเว้นไปแล้ว กลับเข้ามาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้สมควร ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ก็กลับมาเป็นข้อพิจารณาให้ความเห็นชอบตามหน้าที่ ที่รัฐธรรมนูญกำหนดเหมือนเดิม และผมได้เข้าไปดูที่ความมุ่งหมาย และคำอธิบายประกอบ รายมาตราของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ด้วย ผมไม่ได้ดูแค่ ตัวรัฐธรรมนูญอย่างเดียว ผมเข้าไปดูหนังสือที่ระบุความมุ่งหมายไว้ด้วย ในมาตรา ๒๗๒ ผมขอเชิญท่านสมาชิกผ่านท่านประธานสภาลองเข้าไปดูเลยครับ ไม่มีเนื้อหาส่วนไหน ที่ระบุว่ารัฐธรรมนูญมีความมุ่งหมายที่ห้ามเสนอชื่อเดิมซ้ำ ไม่ได้มีการห้ามเสนอชื่อเดิมซ้ำ ในการให้รัฐสภาเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี และถ้ารัฐธรรมนูญมีความมุ่งหมายเช่นนั้น รัฐธรรมนูญก็ควรจะต้องเขียนห้ามไปเลย อย่างเช่นกรณีของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็ดี ผู้ตรวจการแผ่นดินก็ดี กกต. หรือ ป.ป.ช. ก็ดี ตามที่เพื่อนสมาชิกบางท่านได้อภิปรายไปแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าการเสนอชื่อบุคคลให้รัฐสภาเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นญัตติในข้อบังคับตามข้อ ๓๒ (๔) ก็ไม่ได้ครับ เพราะไม่มีตัวเลข ๑๓๖ อยู่ในนั้น ครั้นจะใช้ ข้อ ๓๒ (๑) ขอให้ปรึกษาหรือพิจารณาเป็นเรื่องด่วน ก็คงไม่ได้อีกครับ เพราะถ้าอย่างนั้น มีการประชุมรัฐสภา ถ้าเราตีความเป็นญัตติหมายความว่าอะไรครับ อนาคตประชุมรัฐสภา อยู่ดี ๆ เกิดมีสมาชิกท่านใดท่านหนึ่งยกมือขึ้นมาใช้ข้อบังคับ ข้อ ๓๒ (๑) เสนอชื่อ นายกรัฐมนตรีในที่ประชุมรัฐสภาดื้อ ๆ เลย อย่างนี้คงเป็นเรื่องที่พิลึกพิลั่นพอสมควร อย่างไร ก็ตามผมเห็นด้วยไม่ได้ครับว่าการเสนอบุคคลให้รัฐสภาเห็นชอบแต่งตั้ง เป็นนายกรัฐมนตรีจะเข้าข้อบังคับ ข้อ ๔๑ แต่อย่างไรก็ตามผมนั่งติดตามฟังกันมาครับ มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านก็พูดถึงข้อบังคับ ข้อ ๔๑ และพูดถึงเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป แม้ว่าผมไม่เห็นด้วยครับ แต่ผมอยากจะอภิปรายเสริมตรงนี้สักนิดหนึ่งว่าเหตุการณ์ ที่เปลี่ยนแปลงไปเราจะมองแต่ตัวบุคคลอย่างเดียวไม่ได้ครับ บุคคลคนเดียวกันแท้ ๆ พอเวลาเปลี่ยน สิ่งที่เคยพูดเอาไว้ก็เปลี่ยนได้ แม้ว่าการพูดนั้นจะพูดในรัฐสภาแห่งนี้ก็ตาม แม้ว่าในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๔ ๒ ปีก่อน จะมีการพูดเอาไว้ในสภาแห่งนี้บางประโยค แต่ปัจจุบันครับ คนคนเดิม สิ่งที่เคยพูดเอาไว้กลับเปลี่ยนแปลงไปครับ ผมขอท่านประธาน เปิด Clip ผมขออนุญาตไว้แล้ว เปิด Clip ดูครับ🔗
คุณวิโรจน์ครับ อยากให้ได้ ข้อสรุปเลยครับ เพราะว่าอภิปรายเกินมา เราตกลงว่า ๑๐ นาทีนะครับ ท่านอภิปรายไป ๑๒ นาทีครับ🔗
นิดเดียวครับ🔗
ผมว่าคงไม่ต้องเปิดอะไรครับ🔗
ไม่เป็นไรครับ เพื่อความสบายใจของท่านประธานครับ เดี๋ยว Clip นี้ผมฝากท่านประธานไปยังประชาชนว่า เดี๋ยวผมจะ Upload clip ใน Facebook แล้วก็ไปดูกันได้ครับ ๒-๓ ปี สมศรียังเปลี่ยนใจ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ท่านประธานครับ สมชาย แสวงการ Clip เมื่อสักครู่นี้ท่านประธานอนุญาต ท่านประธานให้ลบออก ถอนครับ จะอย่างไรก็ตาม ท่านประธาน ผมก็มี Clip คุณวิโรจน์เยอะเลยนะ แต่ผมคิดว่าสภาแห่งนี้เดินหน้าไปด้วย ดีแล้ว แต่อย่าทำแบบนี้เลยครับ ทำแบบนี้ไม่ค่อยสุภาพ แล้วก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรหรอกครับ ขออนุญาตท่านประธานช่วยกรุณาถอนครับ ด้วยความเคารพท่านประธานครับ🔗
คุณสมชายให้ถอนครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมขอใช้สิทธิพาดพิงครับ คืออย่างนี้ครับ ถ้าเกิดท่านสมชาย แสวงการ ถอนคำพูดที่ได้พูด เอาไว้ว่าถ้ามี ๒๗๐ เสียง มี ๓๐๐ เสียง ก็ไม่มีปัญหา ที่ท่านได้พูดไว้เองเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๔ ถ้าท่านถอนเมื่อ ๒ ปีก่อน ผมก็ถอนเหมือนกัน ถอนกับถอนแลกกันได้ ไม่เป็นปัญหา ผมสบาย ๆ อยู่แล้วครับ เพราะมัน Clip จริงครับ ผมไม่ได้ตัดต่อ เสียงก็ เสียงจริง ตัวจริงเลย แม้ว่าจะคาดหน้ากากผมก็เห็นว่าเป็นตัวจริง ถอนได้ครับ ท่านถอน คำพูดที่ท่านพูดไว้ตอนวันที่ ๒๔ มิถุนายนได้ แล้วตรงไหนจะฟังดูกันไหมครับ ท่านสมาชิก ทุกท่าน ผมขออนุญาต🔗
คุณวิโรจน์ครับ ขอความกรุณา เป็นอย่างนี้ครับ เนื่องจากว่า Clip เมื่อสักครู่คุณก็ไม่ได้ขออนุญาตต่อประธานก่อนที่จะเสนอ เข้าไป🔗
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ผมขออนุญาตท่านประธาน เรียบร้อยแล้วครับ ผมกรอกแบบฟอร์มแล้วขออนุญาตท่านประธานเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ ผมเสียหายครับ แต่ว่าท่านประธานอนุญาตให้ผมแล้ว แต่อยู่ดี ๆ ท่านประธานเปลี่ยนใจครับ มาไม่อนุญาตผมในภายหลังครับท่านประธาน อย่างนี้ผมเสียหาย🔗
ประทานโทษ ถ้าประธาน อนุญาตแล้วก็ OK ไม่ว่าจะเป็นผมหรือประธานที่ปฏิบัติหน้าที่แล้วก็ OK🔗
อย่างนั้นผมขอเปิด ได้ไหม ๓๘ วินาทีเองครับ จะได้พิสูจน์กันครับ ไม่อย่างนั้นผมเสียหายครับ🔗
เพราะเวลาก็เกิน ผมว่าวันนี้ เราได้อภิปราย คุณวิโรจน์ครับ🔗
แล้วอย่างนี้ ท่านประธานผมฝาก🔗
บรรยากาศเป็นไปด้วยดี แล้วนะครับ🔗
ท่านประธาน ผมฝากประเด็นไปทางท่านสมชายว่าท่านสมชายจะถอนที่ท่านพูดไว้วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๔ ไหมครับ🔗
OK ครับ ก็ถือว่าจบ บรรยากาศเป็นไปด้วยดีครับ🔗
บรรยากาศดีครับ ก็ผมเอาเรื่องจริงมาพูดนะครับ🔗
ขอความกรุณาว่าขอให้รักษา บรรยากาศอันนี้เอาไว้ดีกว่า🔗
ตกลงก็ให้ถอนครับ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๔🔗
ผมขอให้หยุดอภิปราย เลยนะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตประท้วงท่านประธานเพื่อควบคุมการประชุมสภานะครับ เมื่อสักครู่ผมขอให้ถอน แล้วท่านประธานโปรดตรวจดูว่าอนุญาตหรือไม่อนุญาต ประการที่ ๑🔗
ประการที่ ๒ ถ้าท่านประธานควบคุมการประชุมสภาไม่ได้ มันจะทำให้ การประชุมสภาเดินต่อยาก ท่านประธานได้สั่งห้ามผู้อภิปรายและขอให้ถอน Clip เมื่อสักครู่ ไปแล้ว อันนี้เป็นประการที่ ๒ ถ้าไม่อย่างนั้นผมก็อยากให้เดินหน้าไปสู่การที่จะต้องขอให้ การควบคุมสภาเป็นไปในลักษณะที่เข้มข้นขึ้นนะครับ🔗
ประการที่ ๓ เหตุการณ์คนละเหตุการณ์เลยครับ อย่าตีกินแบบนี้ครับ ผมไม่เห็นด้วยเลย คุณวิโรจน์ทำแบบนี้ไม่เป็นสุภาพบุรุษ แล้วก็ไม่มีปัญหาอะไรเลยครับ ที่ผมจะโหวตอย่างไร ที่ผมจะพูดอย่างไร คุณวิโรจน์ก็พูดตั้ง ๑๐ ครั้งไม่เหมือนกันเยอะแยะ มากมาย🔗
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตประท้วงครับ🔗
คุณวิโรจน์ โต ๆ หน่อยครับ อย่าเล่นเป็นเด็ก🔗
คุณวิโรจน์ครับ ทีละคน🔗
อย่าเล่นเป็นเด็กครับ โตแล้วครับ โตแล้ว โตสักทีเถอะ🔗
ท่านประธานครับ ให้หยุดเถอะครับแบบนี้ อย่าเป็นผู้ใหญ่ที่กลายเป็นเด็กครับ🔗
โตสักทีครับคุณวิโรจน์ ขอโทษทีครับ ท่านประธาน ผมขอถอนคำพูด🔗
แก่ให้เป็นสักที เถอะครับ แก่ให้เป็นด้วย อย่าแก่กะโหลกกะลาครับ🔗
อันนี้ต้องถอนคำพูดแล้วครับ ท่านประธาน🔗
อย่างนั้นท่านก็ต้อง ถอนก่อนครับ ก็ท่านบอกว่าท่านถอนวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๔ ผมก็ถอน แล้วเมื่อสักครู่ ท่านบอกว่าให้ผมโตให้เป็น ผมก็เลยสวนท่านว่าท่านก็ต้องแก่ให้เป็นเหมือนกัน ท่านก็ถอน ผมก็ถอน ก็ OK🔗
ผมแก่เป็น ไม่ต้องห่วง ไม่ต้อง ถอนเลย ผมแก่เป็นครับ ขอให้ถอน Clip เมื่อสักครู่ เพราะได้กระทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ท่านประธานอนุญาตหรือเปล่าล่ะครับ🔗
คุณวิโรจน์จะยอมไหมครับ ขอถอน Clip คือเสนอไปแล้ว อย่างไรท่านก็เสนอไปแล้ว แต่ว่าขอถอน ให้บันทึกว่าได้ถอน เอาไว้นะครับ ก็ได้บันทึกว่าได้ถอน Tape ไว้ ก็ไม่ต้องถอนคำพูด แต่ Clip เมื่อสักครู่ท่านก็ เปิดแล้ว แต่ว่าทางโน้นเขาขอ เป็นการบันทึกไว้ว่า Tape นี้ถอนออกไปนะครับ🔗
ท่านประธานครับ อย่างนี้ผมเสียหายครับท่านประธาน ขอประท้วงท่านประธานครับ คืออย่างนี้ครับ ท่านประธานช่วยวินิจฉัยก่อนครับว่า Clip นี้ผมขออนุญาตถูกต้องนะครับท่านประธาน แต่ท่านประธานไม่อนุญาต Clip ที่ผมขออนุญาตแล้วนะครับ ท่านประธานต้องสรุปอย่างนี้ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวคนจะเข้าใจผิดหาว่าผมเอา Clip แล้วเดี๋ยวมันจะพาดพิงถึงทาง กองโสตทัศนูปกรณ์ด้วย เพราะถ้าเกิด Clip ไม่ได้อนุญาตกองโสตทัศนูปกรณ์เขาขึ้นไปเปิด ไม่ได้ครับ เพราะผมไม่สามารถขึ้นไปที่ส่วนงานของเจ้าหน้าที่ได้ครับ แล้วเดี๋ยวจะปรากฏว่า ทางกองโสตทัศนูปกรณ์จะมีคนเข้าใจผิดว่าเปิด Clip โดยพลการครับท่านประธาน ท่านประธานต้องวินิจฉัยตรงนี้ ผมยืนยันนะครับ ผมต้องปกป้องเจ้าหน้าที่ครับ Clip ที่ผมเปิด นี้ผมขออนุญาตถูกต้องครับ ท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ🔗
เจ้าหน้าที่มีหลักฐาน ไหมครับว่าได้มีประธานอนุญาตแล้วครับ รอนิดเดียว ผมอยากให้เดินต่อ เราไม่อยากเสียเวลา เรื่องนี้🔗
ท่านประธานครับ🔗
ท่านรออันนี้ให้จบครับ มีการอนุญาตแล้ว บังเอิญไม่ได้ดู Clip แต่ว่าเสนอแล้ว อันนี้ก็ OK ครับ ผมได้อนุญาต เองครับ อย่างไรก็ต้องขอประทานโทษด้วยที่ผมบอกว่าไม่แน่ใจได้อนุญาตหรือเปล่า เพราะว่า ดูเอกสารแต่ว่าไม่ได้เปิดเวลาดูเมื่อสักครู่ ไม่เป็นไร ถ้าอย่างนั้นเมื่ออนุญาตแล้ว แต่ว่า Clip ที่เปิดเมื่อสักครู่ก็ไม่ได้ดูเหมือนกัน เพราะกำลังจะขอความกรุณาเพื่อให้มันเกิด ความเรียบร้อยเดินหน้าต่อไปได้นะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส. ราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงครับ เมื่อสักครู่นี้ท่านผู้อภิปราย🔗
เดี๋ยว อันนี้ยังไม่จบ เรื่องถอน ไม่ถอนก่อน เดี๋ยวนั่งสักครู่ เดี๋ยวท่านพาดพิงใช้สิทธินะครับ เชิญท่านณัฐวุฒิครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ เนื่องจากว่าด้วยความเคารพนะครับ ก็อาจจะมีความสับสนในเรื่อง ของเอกสาร ซึ่งเมื่อสักครู่ก่อนหน้าที่ท่านประธานจะได้อ่านเอกสารการได้รับอนุญาต ท่านประธานได้เอ่ยในลักษณะว่าอยากจะให้ถอน แต่ในเมื่อขณะนี้เอกสารยืนยันชัดเจน ในสิ่งที่คุณวิโรจน์พูดว่าได้มีการขออนุญาตเปิด Tape ทั้งหมดแล้ว ซึ่งระยะเวลาสั้นเองครับ เพียง ๓๘ วินาทีนะครับ ทีนี้เมื่อสักครู่ท่านไปตัดเสียก่อน ถ้าอย่างนั้นกระบวนการที่ ท่านวิโรจน์ขออนุญาตสมบูรณ์แล้ว ท่านประธานก็รับทราบแล้ว จะขออนุญาตเปิด Clip ๓๘ วินาทีเมื่อสักครู่อีกสักรอบหนึ่ง แต่ว่าเมื่อเปิดแล้วท่านสมชายจะถอนเมื่อปี ๒๕๖๔ หรือไม่ อันนั้นสุดแล้วแต่ท่านครับ แต่พวกผมไม่ถอน ขอยืนยันเปิด Clip ตามที่ได้รับอนุญาต จากท่านประธานครับ🔗
ผมเรียนท่านสมชายว่ายังติดใจ จะให้ถอนอีกหรือไม่ เรื่อง Clip นะครับ🔗
ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพ ท่านประธานครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกรัฐสภา🔗
ประการที่ ๑ ด้วยความเคารพท่านประธานนะครับ ท่านประธานเซ็นอนุญาต Clip โดยไม่ได้ตรวจ ผมไม่อยากก้าวล่วงนะครับว่าเป็นความรับผิดชอบท่านประธาน ซึ่งอันนี้ ไม่ถูกต้อง ขออนุญาตให้ความเห็นในฐานะสมาชิกรัฐสภา อยู่ที่นี่มา ๑๗ ปี ประธานต้องตรวจ Clip ครับ ขออนุญาตว่าผมยืนยันว่าต้องถอน ขอบคุณครับ🔗
คุณสมชายยังยืนยันที่จะให้ ถอนเรื่อง Clip แต่ส่วนที่ว่าผมไม่ได้ดูจริง ๆ ต้องสารภาพ ท่านคงจะทราบว่าเมื่อตอนที่ อภิปรายก็มีเรื่องที่ต้องฟังคำอภิปรายของท่านสมาชิกอยู่มาก ก็เห็นว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ถ้าจะเป็นความผิดที่ไม่ได้ดูก็รับว่าเป็นความผิด ต่อไปก็ต้องดู Clip โดยละเอียด จะเกิดปัญหา เช่นนี้ ในส่วนของผมครับ อันนี้ก็ไม่เป็นไร คนเราผิดก็ต้องรับผิดได้ ทีนี้ส่วนเรื่องของ คุณสมชายอยากให้ถอน เพื่อความเรียบร้อยของที่ประชุม ท่านวิโรจน์มีอะไรครับ🔗
ท่านประธาน ผมขออนุญาตหารือครับ Clip นี้ผมเอามาจากการประชุม TV รัฐสภา ไม่ได้เป็น Clip ส่วนตัว อะไร หรือว่าเป็น Clip อะไรเลยครับ เอามาจาก Facebook ของ TV รัฐสภา เท่านั้นเองครับ ทำไมจะเปิดไม่ได้ เพราะการถ่ายทอดการประชุมรัฐสภาก็เป็นการถ่ายทอดอย่างเปิดเผย ตามข้อบังคับอยู่แล้ว การที่จะเอามาเปิดซ้ำก็เป็นเรื่องปกติ มันไม่ได้มีความเสียหายอย่างไร แต่ว่าถ้าเกิดเปิดแล้วทางท่านสมชายอาจจะกล่าวหาว่าผมใช้ AI หรืออะไรก็ตามที ก็ได้ครับ แต่อย่ามากล่าวหาประธานครับ ไม่ได้ครับ ประธานท่านตรวจก็คือตรวจครับ แล้วทำไมครับ นี่คือโรคอาการกลัวความจริงหรือครับ นี่คือหลอนสิ่งที่ตัวเองเคยพูดเอาไว้หรือครับ ท่านประธาน นี่หรือครับคนที่แก่เป็น ไม่ใช่ครับท่านประธาน🔗
ท่านประธานครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ต้องกราบเรียนท่านประธานครับ ข้อที่ ๑ ผมว่าการประชุม ต้องให้เกียรติกัน การไม่พอใจแล้วก็ว่าคนโน้นแก่ คนนี้แก่ ผมว่าอีกหน่อยก็แก่ทุกคน เพราะฉะนั้นมันก็คือคำที่มาพูดแล้วก่อให้เกิดปัญหาขัดแย้งกัน ข้อที่ ๑🔗
ข้อที่ ๒ ท่านประธานครับ Clip ที่นำมาเปิดนั้น เมื่อท่านประธานเห็นแล้วว่า ไม่สมควรให้เปิดเพราะจะมีความขัดแย้งในสภา ผมว่าเมื่อท่านประธานวินิจฉัยมันก็ต้อง เป็นไปตามท่านประธาน🔗
ข้อที่ ๓ Clip ที่นำมาเปิดนั้นมันเป็นคนละเหตุการณ์ มันเป็นเรื่องในช่วง เวลาก่อน ซึ่งมันจะมีข้อมูลสถานการณ์อะไรต่าง ๆ มันก็ไม่ใช่เหตุการณ์ในเรื่องเดียวกับ การพิจารณาในครั้งนี้ทีเดียว ดังนั้นเราจะเอาเหตุการณ์หนึ่งแล้วก็มาแสดงว่าอีกคนหนึ่ง มีความเห็นในขณะนั้น เพื่อจะมาหักล้างกันหรือมาต่อสู้กันผมว่าไม่สมควร🔗
ข้อที่ ๔ ครับท่านประธาน แม้ว่า Clip เหล่านี้เป็น Clip ที่นำไปเปิดสาธารณะ ไปแล้ว แต่มันเลยช่วงนั้นไปแล้ว ตอนนี้มันเป็นเรื่องส่วนตัว เป็นเรื่องที่เป็นสิทธิที่เจ้าของ Clip ที่มีภาพอยู่ในนั้นเขามีสิทธิที่จะไม่อนุญาตก็ได้นะครับ ก็กราบเรียนท่านประธานว่า การดำเนินการประชุมก็ต้องเอาท่านประธานเป็นหลัก ไม่ใช่พอประธานกำลังพูดก็สวน พูดกันเองตลอดเวลาเลย ผมด้วยความเคารพครับ อยากให้ท่านประธานดำเนินการไปด้วย ความเรียบร้อย และสิทธิของท่านสมชาย ท่านสมชายก็มีสิทธิจะปกป้องตัวเองเต็มที่ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ท่านประธานครับ ขออนุญาตประท้วงท่านประธานครับ🔗
ขอสักครู่ครับ ผมเห็นว่า เรื่องมันยังไม่มี จะหาข้อยุติไม่ได้นะครับ เพื่อให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ผมขอใช้อำนาจ ของประธานในการขอให้ยุติทั้ง ๒ ฝ่าย Clip ก็ไม่ต้องเปิด แล้วการถอนของคุณสมชาย ก็ไม่ต้องถอน ใช้ข้อบังคับหรือว่าอำนาจของประธานที่จะดำเนินการให้การประชุม ด้วยความเรียบร้อย ผมต้องขอความกรุณาอย่างนี้นะครับ เพราะว่าเรากำลังพูดในเรื่องที่ จะทำให้เวลาของการประชุมเรื่องใหญ่ข้างหน้าไป ผมก็ใช้อำนาจของประธานครับ และเป็น การรักษาให้ดำเนินการด้วยความเรียบร้อย คุณรังสิมันต์ประท้วง เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธาน ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิก รัฐสภา เรียนท่านประธานด้วยความเคารพนะครับ ตามข้อ ๕ ท่านประธานจะต้องควบคุม และดำเนินกิจการของรัฐสภาด้วยความเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ แล้วก็จะต้องปฏิบัติ หน้าที่ไปตามข้อบังคับ ซึ่งเรียนตามตรง จริง ๆ ผมไม่ได้อยากจะประท้วงอะไรมาก แต่ว่า ณ สถานการณ์นี้มันผิดแปลกไปจากสิ่งที่เราปฏิบัติกันมา🔗
ผิดแปลกประการแรกครับ ปกติแล้วในการที่เรานำเสนอ Video ภาพเคลื่อนไหวก็แล้วแต่ จะต้องผ่านการวินิจฉัยของท่านประธานก่อน ซึ่งในทางข้อเท็จจริง ท่านประธานจะวินิจฉัยหรือไม่วินิจฉัยลึกแค่ไหน ละเอียดแค่ไหน อันนั้นเราไม่สามารถ ก้าวล่วงได้ แต่เมื่อวินิจฉัยอนุญาตเราแล้ว พวกเราสุจริตครับท่านประธาน พอเราสุจริตแล้ว เราไม่สามารถนำเสนอได้ แบบนี้สมาชิกเสียหายครับ ซึ่งโดยหลักการท่านประธานอาจจะมี แนวปฏิบัติในอนาคตที่จะต้องรายละเอียดอะไรต่าง ๆ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องของอนาคต แต่ ณ ตอนนี้การนำเสนอของท่านวิโรจน์ต้องสามารถทำได้ครับ🔗
ประการที่ ๒ แม้ว่าการนำเสนอวีดิทัศน์ดังกล่าวจะเป็นการพาดพิงถึงสมาชิก ท่านอื่นซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่ในที่ประชุมแห่งเดียวกัน รัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๒๔ ก็ได้วางหลักว่าตัวสมาชิกที่ถูกพาดพิงก็มีสิทธิที่จะชี้แจงได้อยู่แล้ว เรื่องนี้จริง ๆ ไม่เป็น ประเด็นปัญหาเลยครับ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ พวกเราทำหน้าที่โดยเฉพาะ ท่านประธานให้ผมจบ สัก ๑๐ วินาทีได้ไหมครับ พวกเราที่ทำหน้าที่ในสภารอบที่ผ่านมาเราก็วิพากษ์วิจารณ์ ก็ชี้แจงกันตามปกติ แล้วสังคมเขาก็ตัดสินเองเท่านั้น เดินหน้าไปอย่างที่ควรที่จะเป็น ผมเชื่อว่าเราหาทางออกได้ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณคุณรังสิมันต์ครับ คำวินิจฉัยของประธาน เพื่อความสงบเรียบร้อยในที่ประชุม ก็ถือว่าเป็นการวินิจฉัยที่เด็ดขาด ไปแล้วครับ ขอเชิญอภิปรายต่อไปเลยครับ🔗
ท่านประธานครับ สมชาย แสวงการ ครับ🔗
ผมไม่อนุญาตนะครับ เพราะว่าท่านก็ไม่ต้องขอแล้ว🔗
ผมจะขอบคุณท่านประธานครับ ว่าท่านวินิจฉัยโดยชอบแล้วครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณมากครับ🔗
ท่านประธานครับ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงครับ🔗
ใช้สิทธิพาดพิง เชิญครับ นิดเดียวพอนะครับ🔗
นิดเดียวครับ ท่านประธาน ผม อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ พรรครวมไทยสร้างชาติ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้ท่านผู้อภิปรายได้อภิปรายถึงพจนานุกรมนะครับ พจนานุกรมที่ผมได้อภิปรายไป เป็นพจนานุกรมที่ทางราชบัณฑิตได้บัญญัติศัพท์ขึ้นมา ซึ่งจะได้ไม่ต้องไปตีความนะครับ เป็นสิ่งที่วงการทางวิชาการหรือบุคคลทั่วไปใช้ในการอ้างอิง และที่ผ่านมาศาลก็ได้มีการเอา ไม่ใช่เฉพาะคดีทางการเมืองนะครับ ทั่ว ๆ ไป คดีทั่วไปก็ได้ใช้ตรงนี้ครับ ที่ราชบัณฑิต กำหนดไว้มาใช้ในการตัดสินคดี ฉะนั้นพอตัดสินคดีมาแล้วก็มีความรู้สึกว่าไม่ถูกใจตัวเอง ก็บอกว่าศาลไม่ยุติธรรม ถ้าถูกใจตัวเองก็รู้สึกว่าศาลยุติธรรม ฉะนั้นผมจึงมีความรู้สึกว่า การที่จะอภิปรายในสภาไม่อยากให้ไปพาดพิงศาล เพราะว่าการตัดสินคดีผมเชื่อ ในความยุติธรรมของทุกศาลที่มีอยู่ เลยขออนุญาตเรียนชี้แจงท่านประธานไปถึงท่านสมาชิก ที่ได้อภิปรายครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบพระคุณมากครับ ต่อไป ขอเชิญท่านจาตุรนต์ ฉายแสง ครับ ขอให้อภิปรายที่เรากำหนดไว้ ๑๐ นาทีนะครับ เพราะว่า มีผู้อภิปรายอีกหลายท่าน แล้วเราก็ดำเนินการประชุมต่อไป ผมเกรงว่ามันจะดึกมากไป ขอให้อยู่ในเวลาก็แล้วกัน ๑๐ นาทีครับ หลังจากท่านจาตุรนต์แล้ว ก็ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ แล้วก็จะกลับมาที่ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง เชิญคุณจาตุรนต์ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม จาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมไม่ได้มีโอกาสพูดในสภามาประมาณ ๒๐ ปี ในครั้งที่แล้ว ได้พูดครั้งแรกก็พูดคำเดียวว่าเห็นชอบ มาวันนี้เมื่อเช้าผมเข้าใจว่าวันนี้อาจจะไม่ได้พูดแม้แต่ คำว่าเห็นชอบ แล้วก็แยกย้ายกันกลับไป แต่ว่าก็เกิดมีการอภิปรายแสดงความคิดเห็นคัดค้าน โต้แย้ง ผมก็ดีใจที่จะได้ร่วมอภิปรายในเรื่องที่สำคัญ ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่สำคัญขนาดที่ จะเป็นบรรทัดฐานต่อไปในอนาคตในเรื่องที่เป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ ผมขออนุญาตซักซ้อม กับท่านประธานก่อน คือวันนี้เราพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี มีผู้แสดงความเห็นคัดค้านว่าการเสนอญัตตินั้นตกไปแล้ว ถกเถียงกัน ก็นำไปสู่การตีความ ข้อบังคับตามข้อ ๑๕๑ ว่าข้อ ๔๑ ใช้บังคับกับเรื่องการเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี ได้หรือไม่ ผมเข้าใจว่าญัตติที่เสนอก่อนหน้านั้น ในทางที่คัดค้านการพิจารณาญัตติต่อไป การลงมติน่าจะถูกรวบยอดควบรวมเข้ากับการตีความตามข้อ ๑๕๑ แล้ว เวลาเราจะลงมติ เข้าใจว่าเราก็คงจะต้องลงมติว่าเห็นว่าข้อบังคับ ข้อ ๔๑ ใช้บังคับกับการพิจารณาบุคคล เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ คงไม่ได้พิจารณา ๒-๓ ญัตติ ลงมติกันทีละญัตติไป ซึ่งมันจะเกิด ความลักลั่นและขัดแย้งกันเอง อันนี้เป็นความเข้าใจของผม เพราะฉะนั้นในประเด็นที่ผม จะอภิปรายต่อไปก็จะเป็นเรื่องว่าด้วยการตีความว่าข้อบังคับ ข้อ ๔๑ ใช้บังคับกับ การพิจารณาบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่ ท่านประธานครับ การตีความที่เรากำลังทำอยู่นี้ไม่ใช่เป็นเพียงการพิจารณาข้อกฎหมาย ไม่ใช่การพิจารณาเพียงว่าเรากำลังทำตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภาหรือไม่ ขัดกับข้อบังคับ หรือไม่ แต่เรากำลังพิจารณาว่ารัฐสภาจะเคารพเจตจำนงของประชาชนที่แสดงออก ในการเลือกตั้งที่ผ่านมาหรือไม่ เรากำลังจะพิจารณาที่อาจจะทำให้การตีความนี้นำไปสู่ บรรทัดฐานที่ไม่เป็นทางออก ไม่แก้ปัญหา แต่อาจจะนำไปสู่ความยุ่งเหยิง หรือกลายเป็น ทางตัน การพิจารณาของรัฐสภาในวันนี้อาจจะมีผลเป็นการไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ หรือไม่เคารพเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญก็ได้ถ้าหากว่าเราไม่พิจารณากันให้ดี โดยเฉพาะ ข้อบังคับที่เรากำลังพิจารณาอยู่นี้มาเชื่อมโยงกับรัฐธรรมนูญ ข้อบังคับใด ๆ ก็ตาม จะใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้ ถ้าข้อบังคับขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็ไม่สามารถใช้ข้อบังคับนั้นได้ อันนี้คือหลักง่าย ๆ ท่านประธานครับ วันนี้พูดกัน มีการยกประเด็นว่าการพิจารณาบุคคล เป็นนายกรัฐมนตรีเป็นญัตติหรือไม่ ญัตติคืออะไร ในข้อบังคับของรัฐสภาไม่มีเขียนไว้ แต่ในข้อบังคับสภาผู้แทนราษฎร บอกว่าญัตติคือข้อเสนอใด ๆ ที่มีความมุ่งหมายให้สภา ลงมติหรือชี้ขาดว่าจะให้ปฏิบัติหรือดำเนินการอย่างไรต่อไป ปัญหาก็มีว่าแล้วเราเห็นว่า การพิจารณาบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นญัตติหรือไม่ แล้วอะไรกันแน่คือญัตติ การพิจารณาเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าเราถือว่าเป็นญัตติ พิจารณาไปแล้ว เมื่อครั้งที่แล้ว แล้วไม่ได้บุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี ครั้งนี้เสนอซ้ำไม่ได้ ถ้าอย่างนี้หมายความว่า วันนี้เราพิจารณาอะไรไม่ได้ ต้องรอไปสมัยหน้าถึงจะพิจารณาบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีได้ นี่คือคำว่าญัตติอย่างกว้าง คืออะไรที่สภาพิจารณาอยู่ก็ถือเป็นญัตติ ถ้าอย่างนั้นก็พิจารณากัน ไม่ได้เลย ท่านสมาชิกก็เสนอมาแคบลงไปบอกว่าการเสนอคุณพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นการเสนอซ้ำดังนั้นจึงต้องตกไป ไม่สามารถเสนอได้ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๑ ท่านประธานครับ ข้อบังคับ ข้อ ๔๑ บอกว่าถ้าเสนอซ้ำญัตตินั้นต้องตกไป ญัตติที่ตกไปแล้วเสนอซ้ำอีกในสมัย ประชุมเดียวกันไม่ได้ แต่การพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี มันไม่ได้อยู่ ในหมวดเดียวกันกับข้อบังคับ ข้อ ๔๑ ข้อบังคับ ข้อ ๔๑ อยู่ในหมวด ๔ ส่วนที่ ๒ เป็นเรื่อง ว่าด้วยการเสนอญัตติ สมาชิกบางท่านเข้าใจว่าคุณวิโรจน์ก็ได้พูดไปแล้วว่าข้อ ๓๒ บ้าง ข้ออื่นบ้าง อยู่ในหมวดนั้น ไม่มีอะไรเกี่ยวกับข้อบังคับ ข้อ ๑๓๖ ข้อบังคับที่เกี่ยวกับ การพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีคือข้อบังคับ ข้อ ๑๓๖ ซึ่งเขียนตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ และมาตรา ๑๕๙ สอดคล้องกันทุกประการ ดังนั้นข้อบังคับ ข้อ ๔๑ จะมาทำให้เกิดอะไรที่เป็นการขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ ๒ มาตรานี้ ซึ่งอยู่ในข้อบังคับ ข้อ ๓๖ ไม่ได้ ทำไมผมจึงพูดอย่างนั้น ทำไมผมจึงพูดว่าขัดกับรัฐธรรมนูญไม่ได้ และถ้าหากว่า เอาตามนั้นว่าตอนนี้เสนอไม่ได้แล้ว เพราะเสนอไปคราวที่แล้วและตกไปแล้วมันจะคล้าย ๆ เป็นการแก้รัฐธรรมนูญครับ รัฐธรรมนูญพูดถึงการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคล เป็นนายกรัฐมนตรี เขาให้ สส. คนหนึ่งเสนอ มีผู้รับรอง เสนอใคร เสนอ Candidate Candidate คือใคร คือคนที่อยู่ในบัญชีของพรรคการเมือง ที่เสนอไว้ในช่วงเลือกตั้ง มีคุณสมบัติ มีลักษณะต้องห้ามกำหนดไว้ชัดเจนหมด เมื่อเสนอแล้ว มีคนรับรองแล้ว หน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาทำต่อจากท่านประธาน ท่านประธานมีหน้าที่จัดให้ มีการประชุม สมาชิกรัฐสภาก็จะต้องลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ หรือเลือกใครคนใด คนหนึ่ง แต่ถ้าหากเราบอกว่า Candidate คนไหนเสนอไปแล้ว พิจารณาไปแล้ว ตกไปแล้ว เสนออีกไม่ได้ หมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่าเวลาที่เราจะพิจารณา ให้ความเห็นชอบเกิดมีลักษณะต้องห้ามขึ้นอีกข้อหนึ่ง คือ Candidate คนนั้นเคยได้รับ การเสนอชื่อแล้วและไม่ได้รับการเห็นชอบจากรัฐสภา ดังนั้นจึงขาดคุณสมบัติหรือเข้า ลักษณะต้องห้ามที่จะเป็น Candidate และได้รับการพิจารณาจากสภาแห่งนี้ นี่คือการแก้ รัฐธรรมนูญ ดังนั้นการพิจารณาว่าข้อบังคับ ข้อ ๔๑ มาใช้กับการพิจารณาเห็นชอบบุคคล เป็นนายกรัฐมนตรีจึงทำไม่ได้ รัฐธรรมนูญเขาเขียนไว้ชัดเจน ไม่มีบอกว่า Candidate คนไหนได้รับการเสนอชื่อได้กี่ครั้ง ถ้าจะใช้กติกากันว่าเสนอแล้ว ผมขออนุญาตต่อเวลา อีกนิดหนึ่ง พูดสั้น ๆ แบบ Twitter ก็ยังไม่ค่อยถนัด🔗
ให้อีก ๑ นาทีนะครับ🔗
คือบอกว่าถ้าใครได้รับ การเสนอชื่อแล้วไม่ผ่าน ไม่ได้รับการเห็นชอบเป็นอันเสนออีกไม่ได้ ถ้าอย่างนี้มีการเสนอ บุคคลที่ ๒ บุคคลที่ ๓ แล้วก็ไม่ได้รับความเห็นชอบ สุดท้ายจะทำอย่างไรครับ ไม่ได้ นายกรัฐมนตรีในสมัยประชุมนี้ หรือไม่ก็ต้องไปหาคนนอก ไปหาคนนอกก็หมายความว่า เรากำลังส่งเสริมให้มีคนนอกมาเป็นนายกรัฐมนตรีกันได้ง่ายกว่า เพราะว่าการเสนอ คนนอกนั้นเสนอคนที่ ๑ เสนอคนที่ ๒ คนที่ ๓ ไปเรื่อย ๆ ไม่มีคุณสมบัติ ไม่มีลักษณะ ต้องห้ามกำกับเหมือนอย่าง Candidate ไม่ต้องเป็น Candidate นั่นเป็นปัญหาระยะที่ ไม่ไกลนัก ก็คือในระหว่างที่บทเฉพาะกาลยังมีผลอยู่ แต่ท่านประธานที่เคารพ เรื่องนี้ ที่จะเป็นปัญหามากไปกว่านี้อีกก็คือในอนาคต ในอนาคตเมื่อเลือกนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๕๙ โดยสภาผู้แทนราษฎร ถ้าใช้หลักการแบบนี้เราจะไปเจอสถานการณ์ที่สภาผู้แทนราษฎร อาจจะไม่สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้เลยแม้แต่คนเดียวในอายุในสมัยประชุมหนึ่ง ๆ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่รัฐธรรมนูญฉบับไหนจะมีเจตนารมณ์อย่างนั้น จะเขียนไว้อย่างนั้น รัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ย่อมต้องการให้มีรัฐบาล ให้มีนายกรัฐมนตรีโดยเร็ว🔗
ขอให้ท่านจาตุรนต์สรุป ได้เลยนะครับ🔗
เพราะฉะนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอสรุปว่าเราไม่อาจตีความในทางที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ไม่อาจ ตีความในทางที่จะเอาเสียงส่วนใหญ่ของรัฐสภาที่อาจจะประกอบด้วยผู้ที่ไม่ได้มาจาก การเลือกตั้งเป็นส่วนใหญ่มาหักล้างเจตนารมณ์ของประชาชนที่แสดงออกในการเลือกตั้ง มาหักล้างเจตจำนงของประชาชนทั่วประเทศที่ได้ประกาศไปชัดเจนแล้วในการเลือกตั้ง ครั้งที่ผ่านมา ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปคุณเสรี สุวรรณภานนท์ แล้วถัดจากคุณเสรีก็เป็น พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ครับ🔗
ขออนุญาตครับ ท่านประธานครับ🔗
เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ กระผม นิติศักดิ์ ธรรมเพชร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรครวมไทยสร้างชาติ เขต ๒ วันนี้ผมขอเสนอท่านประธานนะครับ ตั้งแต่ ๙ โมงเช้ายันถึงปัจจุบันนี้ยังเป็นการพูด วกไปวนมาในเรื่องของเดิม ๆ วันนี้ประชาชนที่บ้านส่วนคนพัทลุงเองด้วยซ้ำ ผมเลยอยากขอ ท่านประธานปิดอภิปรายนะครับ ขอเสียงรับรองครับ🔗
เราพิจารณาแล้วก็ยัง ไม่ลงมติ แต่ว่ารับไว้ขอให้ได้ใช้เวลาในการอภิปราย มีไม่กี่ท่านแล้วนะครับ เดี๋ยวจะจบ แล้วเราจะได้ลงมติกัน ขอความกรุณาก่อนครับ ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา🔗
ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ ผม นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิก คุณนิติศักดิ์ ธรรมเพชร ได้เสนอญัตติขอปิด อภิปราย มีผู้รับรองเรียบร้อยแล้วครับ ช่วยวินิจฉัยปิดอภิปรายด้วยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานครับ ท่านประธานเรียกชื่อผมแล้ว ผมขานประธานแล้ว ในระหว่างที่ผมอภิปรายมันไม่สมควร มาปิดในช่วงอภิปราย เพราะมันเข้ามาที่วาระผมแล้วนะครับ ท่านกรุณาอย่ามาปิดปาก ชาวบ้านเลยครับ ขอร้องครับ จะได้จบโดยง่ายครับ🔗
ก็จะพยายามให้จบเร็วนะครับ ขออนุญาตว่าอย่าเพิ่งดำเนินการตามนี้ เพราะว่าท่านเสนอปิดอภิปรายก็ต้องเสนอ มีผู้เปิดอภิปรายก็ต้องใช้เวลาอีกครับ เพราะฉะนั้นเหลือเวลาไม่มาก แต่จะอภิปรายว่าสมควร จะปิดหรือไม่ปิดก็ใช้เวลาอีก เพราะฉะนั้นตอนนี้ขอความกรุณาให้คุณเสรีพูดก่อนครับ เดี๋ยวมันต้องโหวตอยู่ดี ผมขอความกรุณาจริง ๆ ขอบคุณมากครับ เชิญคุณเสรีครับ🔗
เรียนท่านประธานครับ ผมขอถอนคำพูดเมื่อสักครู่นี้ครับ🔗
ขอบคุณมากครับ เหลืออีก ไม่กี่คนแล้วรายชื่อที่ผมมี เชิญคุณเสรีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานครับ ตั้งเวลาให้ผมใหม่ด้วยครับท่านประธาน🔗
ช่วยตั้งใหม่ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกรัฐสภา กราบเรียนในประเด็นที่เรากำลัง พิจารณานะครับ ผมขอตรงประเด็นเลยครับว่าข้อเสนอของท่านสมาชิกที่ให้ความสำคัญ ในข้อบังคับ ข้อ ๔๑ ว่าการเสนอชื่อคุณพิธานั้นเสนอซ้ำไม่ได้ ซึ่งจริง ๆ แล้วในข้อ ๔๑ ดังกล่าวมันไม่ได้ใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ แต่ข้อ ๔๑ ของข้อบังคับดังกล่าวนี้มาตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้นการเสนอชื่อของคุณพิธาที่เสนอซ้ำมานั้น ผมกราบเรียนว่าไม่อาจเสนอซ้ำได้ เนื่องจาก รัฐธรรมนูญนะครับ ถ้าท่านประธานได้กรุณาช่วยพิจารณาดู แล้วก็ฝากที่ประชุมพิจารณา ไปพร้อม ๆ กันว่าในมาตรา ๒๗๒ เป็นกระบวนการการเสนอชื่อบุคคลที่สมควรจะเป็น นายกรัฐมนตรีหรือไม่ ซึ่งจริงครับ ในวรรคหนึ่งไม่ได้กำหนดระยะเวลา กำหนดครั้งไว้ แต่ถามว่าแล้วทำไมจะเสนอชื่อไม่ได้ ท่านต้องไปดูวรรคสองครับ🔗
ท่านประธานครับ ขอประท้วงครับ ขอประทานโทษผู้อภิปรายนะครับ เรียนท่านประธาน ผม ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๔ จังหวัดระยอง พรรคก้าวไกล ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านประธานในข้อบังคับ ข้อ ๕ เรื่องการควบคุมการประชุม ณ เวลานี้ท่านผู้ที่กำลังอภิปรายได้ทำการอภิปรายไปเรียบร้อยแล้ว แล้วก็มีการใส่ชื่อตัวเอง ซ้ำเข้ามาในเวลาที่ท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านได้ทำการอภิปรายว่ามีการกินเวลาแล้วก็มี การซ้ำซ้อน วนเวียน ซึ่งกินเวลาเพื่อนสมาชิกในการพิจารณาญัตตินี้ก่อนที่จะเข้าสู่การลงมติ ดังนั้นผมขอให้ท่านประธานวินิจฉัยว่าการพูดซ้ำโดยคนคนเดิมสามารถทำได้หรือไม่ จึงขอให้ ท่านประธานพิจารณาครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมกราบเรียน เพื่อจะชี้แจงว่าผมไม่ได้ซ้ำนะครับ🔗
ทางนี้หมายถึงว่าคุณเสรี ได้อภิปรายไปแล้ว🔗
ผมอภิปรายแต่ในส่วนคำว่า เรื่องของญัตติ แล้วผมก็กราบเรียนท่านประธานไปแล้วว่าส่วนที่ขัดรัฐธรรมนูญ เดี๋ยวผม ขออภิปรายทีหลัง แล้วตอนนี้ผมกำลังเข้าเรื่องว่าที่ท่านได้อภิปรายกันมาเยอะแยะว่า เสนอซ้ำได้ ผมก็จะอภิปรายในส่วนนี้เท่านั้นครับ🔗
อันนี้คุณเสรีชี้แจงอีกครั้ง ก็ตรงกับที่คุณเสรีอภิปรายก่อนเข้าญัตติเรื่องนี้เป็นการนำเสนอเท่านั้น เมื่อเข้าญัตติข้อ ๑๕๑ แล้วคุณเสรียังไม่ได้อภิปราย แล้วอีกประการหนึ่งทางฝ่ายวุฒิสมาชิกขออภิปรายในตอนนี้ แค่ ๒ คนเท่านั้นเอง คุณเสรีกับคุณสมชาย เพราะฉะนั้นการขอพูดของคุณเสรีนั้นไม่ได้เป็น คนพูดซ้ำในญัตติเดียวกัน ในประเด็นเดียวกันนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ขอประท้วงครับ ประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ เอกสาร มีบันทึกอยู่นะครับว่าท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ได้อภิปรายไปแล้ว ๑ ครั้งเมื่อเข้าสู่ญัตติ เรียบร้อยแล้ว แล้วต่อด้วยท่านสมชาย แสวงการ แล้วตอนนี้ก็เป็นชื่อท่านเสรี สุวรรณภานนท์ รอบที่ ๒ เขียนอยู่ในบันทึกนะครับ ลองตรวจสอบได้ ขอบคุณครับ🔗
ขออนุญาตให้คุณเสรีพูด เพราะว่าวุฒิสมาชิกเขาขอ ๒ คนเท่านั้นใช่ไหมครับ พวกเราก็ใช้หลายคน แต่ว่าวุฒิสมาชิก ขอพูดเพียง ๒ คน แล้วบังเอิญผมไม่ได้นั่งตอนที่คุณเสรีพูด ก็อาจจะเป็นว่าผมเข้าใจเอาเองว่า คุณเสรีพูด ให้ผมพูดจบนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ในเรื่องของการควบคุมการประชุม🔗
ได้ ผมกำลังชี้แจง คุณวิโรจน์ ขอความกรุณาให้ผมพูดจบก่อน ผมเข้าใจว่าคุณเสรีพูดนั้นตอนก่อนเข้าญัตติ เป็นการจะเสนอ ญัตติในประเด็นว่าจะเสนออีกญัตติหนึ่งว่าการพิจารณาในวันนี้มันขัดกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งท่านอภิปรายตอนนั้นผมอยู่ครับ เป็นการจะเสนอ แต่ว่ายังไม่เสนอ ความจริงก็เสนอ ไปแล้วด้วย แต่ผมเห็นว่ามันเป็นญัตติเดียวกัน ก็เหมือนกับว่าอภิปรายรวม ๆ กันไป แต่ว่า ตอนนี้คุณเสรีกำลังจะอภิปรายในเรื่องข้อ ๑๕๑ ขอเชิญคุณเสรีครับ ขอความกรุณา จากคุณวิโรจน์เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ สั้น ๆ ด้วยความเคารพจริง ๆ ครับ ผมขออนุญาตประท้วงท่านประธานด้วยความเคารพ ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ในเรื่องของการควบคุมการประชุม ท่านประธานครับ ถ้าเราจะใช้ บรรทัดฐานอย่างนี้ คราวหน้าวิโรจน์ก็จะมีวิโรจน์ก๊อก ๑ วิโรจน์ก๊อก ๒ แล้วจะมีชัยธวัช ก๊อก ๑ ก๊อก ๒ แล้วทางฝ่ายโน้นนะครับ ทางท่านอัครเดชก็จะมีอัครเดชก๊อก ๑ อัครเดช ก๊อก ๒ อย่างนี้ครับ มันก็จะเป็นบรรทัดฐานที่เป็นอย่างนี้ แล้วโดยปกติเมื่อเข้าวาระ เข้าญัตติแล้ว ที่มีการถกเถียงทั้งฝ่ายที่เห็นด้วย ฝ่ายที่เห็นต่าง ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย แต่ละท่านก็ได้พูด ๑ รอบ ผมก็เคารพท่านเสรีเหมือนกัน ก็คือตอนนั้นพอเข้าวาระแล้ว แล้วท่านก็จะอ้างว่า ข้อ ๑๕๑ ท่านยังไม่พูด ท่านจะกั๊กไว้พูดก๊อก ๒ ถ้าอย่างนี้ในการประชุมรัฐสภาในครั้งถัดไป มันก็จะอยู่ในสภาพแบบนี้ แล้วผมคิดว่าอยากให้การประชุมเรียบร้อย อยากให้เป็น ธรรมเนียมปฏิบัติ แล้วผมคิดว่าอยากให้ท่านประธานวินิจฉัยจริง ๆ แล้วก็ขอความกรุณา จากทางท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ด้วยนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ท่านวิโรจน์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ก๊อก ๓ ก๊อก ๔ ไปแล้วครับ พูดซ้ำนี่นะครับ ผมเพิ่งจะพูดในประเด็น นี้นะครับ แล้วท่านประธานก็วินิจฉัยแล้ว🔗
ผมขอวินิจฉัยนะครับว่า ในรอบนี้คุณเสรีพูดก่อนเข้าวาระข้อ ๑๕๑ คุณเสรีพูดตอนที่เรากำลังเสนอเรื่องต่าง ๆ ว่า จะเอาเฉพาะข้อ ๔๑ หรือจะเอาเฉพาะเรื่องรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ได้มีวินิจฉัยว่าให้พิจารณา ข้อ ๑๕๑ ไปก่อนว่าจะสามารถใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๑ ได้หรือไม่ เพราะฉะนั้นตอนนี้ข้อ ๑๕๑ ก็อยากให้คุณเสรีได้พูดในประเด็นนี้สั้น ๆ หน่อยนะครับ เพราะเราจะได้สรุป เหลืออีก ๒ คน คุณเสรีผมอนุญาตครับ🔗
ท่านประธานครับ ยังขอใช้สิทธิประท้วงครับ🔗
เชิญนั่งได้เลยครับ ข้อ ๕ มันเป็นไปตามข้อบังคับให้อำนาจประธานใช้🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิก รัฐสภาครับ🔗
ผมก็ใช้เพื่อรักษาระเบียบ ของการประชุม🔗
ท่านประธานครับ🔗
ได้ครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ ด้วยความมเคารพครับ ขออนุญาตที่จะตัดประเด็นว่าบุคคลที่เข้ามา อภิปรายเป็นท่านใดนะครับ แต่อยากจะขอเรียนทำความเข้าใจแบบนี้ครับท่านประธาน ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ท่านได้ใช้สิทธิในรอบแรกตามการวินิจฉัยการพูดถึงญัตติการตีความ ในข้อ ๑๕๑ ครับ ไม่ใช่ประเด็นที่เป็นการอภิปรายก่อนที่จะเข้าญัตติข้อ ๑๕๑ ผมเข้าใจว่า ท่านเสรีก็เคารพและเข้าใจตรงกัน แต่ว่าอย่างไรก็ตามในรอบแรกนั้นเท่าที่เราตรวจสอบ ท่านเสรีท่านใช้เวลาน้อยมากครับ แค่ประมาณ ๖ นาทีเท่านั้นเอง เพราะว่าท่านเอง สงวนสิทธิ ซึ่งตามความเข้าใจของท่านว่าท่านเองสงวนสิทธิที่จะมาพูดถึงเรื่องของการตีความ รัฐธรรมนูญหรือบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมคิดว่ามีอยู่ ๒ ประเด็นด้วยกันครับ ท่านประธาน🔗
ในประเด็นที่ ๑ ก็คือถ้าท่านยังยืนยันว่าท่านยังจำเป็นที่จะต้องพิจารณา รัฐธรรมนูญ ซึ่งแตกต่างกับกรณีของการตีความข้อ ๔๑ ข้อ ๑๕๑ นั้น ผมคิดว่า ท่านอาจจะต้องแยกออกไปก่อนแล้วตั้งเป็นญัตติใหม่ แต่จะเป็นเมื่อใด อย่างไรไม่ทราบ แต่อย่างไรก็ตามถ้าท่านเห็นว่าในกรณีที่ท่านกำลังจะพูดนั้นอยู่ในประเด็นของญัตติ ตามข้อ ๑๕๑ ซึ่งผมคิดว่าเราอะลุ่มอล่วยกันครับ ท่านเสรีก็อาจจะพอใช้สิทธิได้ในตอนนี้ แล้วก็เป็นสิทธิที่ท่านพึงสงวนไว้ด้วยนะครับ แล้วท่านประธานก็อาจจะอนุญาตให้ แต่ว่า การอนุญาตเช่นนี้ต้องเป็นข้อยกเว้นครับ ไม่ใช่หลักการ ผมพยายามเพียงแต่ยืนยันว่า ที่ท่านประธานวินิจฉัยว่าท่านเสรีพูดก่อนที่จะเข้าญัตติ ไม่ใช่ครับ พูดตอนเข้าญัตติแล้ว แต่ท่านพูดสั้นแค่นิดเดียวครับ ประมาณ ๖ นาที ฉะนั้นการจะเปิดให้ท่านพูดรอบนี้เป็นเพราะท่านได้ขอสงวนไว้แล้วท่านประธานอนุญาต ซึ่งก็จะเป็นข้อยกเว้นที่จะใช้เฉพาะเรื่องนี้ แบบนี้พอรับได้ครับ แล้วก็จะได้เดินหน้าต่อครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณคุณณัฐวุฒิครับ ก็ขอให้คุณเสรีพูดในประเด็นที่เรากำลังพิจารณาข้อ ๑๕๑ แล้วก็คงไม่ใช้เวลามากนัก เชิญคุณเสรีครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ช่วยย้อนเวลา ให้ผมหน่อยครับท่านประธาน มันเปิดเลยไปครับ ช่วยให้เวลาผมให้ตรงนะครับ🔗
๑๐ นาทีเชิญครับ แต่ว่า อย่าซ้ำประเด็นอย่างที่คุณณัฐวุฒิพูดถึงครับ🔗
ไม่ซ้ำครับ🔗
เชิญเลยครับ เดี๋ยวปรับ เวลาให้ท่านหน่อย ๑๐ นาที🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมก็ขออนุญาต เมื่อสักครู่เข้าเรื่องไปว่าในส่วนของการเสนอญัตติตามข้อ ๔๑ นั้น จริง ๆ แล้วมันก็มาจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้เอง ดังนั้นการที่สมาชิกเสนอข้อ ๔๑ แล้วผมก็เห็นว่ามันสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ แล้วก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปตีความ ตามข้อ ๑๕๑ ด้วยเหตุผลที่ว่าในตัวรัฐธรรมนูญเองบัญญัติไว้ชัดเจน ที่มีท่านสมาชิก หลายท่านบอกว่าไม่มีรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่าเสนอชื่อซ้ำไม่ได้ เพราะฉะนั้นอาจจะเสนอ กี่ครั้งก็ได้ อันนี้คือประเด็นที่ท่านสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้แล้ว ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ ได้บัญญัติในวรรคหนึ่ง ไว้จริงครับท่านประธาน ว่าในการที่จะเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นไม่ได้กำหนด เวลาไว้ ไม่ได้กำหนดครั้งไว้ว่าจะทำได้กี่ครั้ง แต่กระบวนการในทางรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ มันเป็นเรื่องของข้อเสนอ แต่การเสนอแล้วจะได้กี่ครั้งท่านต้องดูวรรคสอง ท่านประธานครับ ในวรรคสองถ้าท่านดูข้อความนะครับ ในระหว่างเวลาตามวรรคหนึ่ง ก็คือใน ๕ ปี หากมี กรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ ตามมาตรา ๘๘ ท่านประธานครับ นี่คือเป็นคำสำคัญที่ผมบอกว่าท่านเสนอชื่อได้ครั้งเดียว จากถ้อยคำที่ว่าหากมีกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้ง เพราะฉะนั้นชื่อของคุณพิธาเป็นชื่อที่นำเข้าสู่ กระบวนการพิจารณาในรัฐสภา แล้วในสภาแห่งนี้ไม่แต่งตั้งไปแล้ว แต่ถ้าพูดแค่นี้ท่านอาจจะ แย้งได้นะครับ มันอาจจะแย้งได้ ผมก็เลยกราบเรียนว่าถ้าดูข้อความต่อไปที่ท่านพิธา เป็นบุคคลที่ไม่ได้แต่งตั้งหรือไม่อาจแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชี ที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา ๘๘ ท่านต้องไปดูมาตรา ๘๘ ท่านประธาน ในมาตรา ๘๘ ของรัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ชัดเจนว่าในการเสนอบัญชีรายชื่อของบุคคลที่จะเป็น นายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองแต่ละพรรคนั้น ท่านเสนอได้ไม่เกิน ๓ รายชื่อครับ นั่นหมายความว่าอะไร หมายความว่าในทุก ๆ พรรคที่ต้องการจะเสนอชื่อคนเป็น นายกรัฐมนตรีเขาให้แค่ ๓ ชื่อ ทำไมให้ ๓ ชื่อ ทำไมไม่ให้ชื่อเดียว สิ่งที่ให้ ๓ ชื่อ ก็จะได้ พิจารณา ๓ ครั้งครับท่านประธาน เพราะคน ๑ คนจะถูกพิจารณาจากมาตรา ๒๗๒ ที่ประชุมพิจารณาไม่เห็นชอบไปแล้ว ดังนั้นต้องไปดูบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง ตามมาตรา ๘๘ ว่าในแต่ละรายชื่อมีบุคคลอื่นที่นอกจากสภาเขาพิจารณาไปแล้ว และไม่เห็นชอบไปแล้วมีใครอีก ดังนั้นขออนุญาตเอ่ยเป็นตัวอย่าง ไม่เสียหาย ของพรรคเพื่อไทย เพราะพรรคท่านมีบุคคลที่ถูกเสนอในบัญชีรายชื่อ ๓ รายชื่อ ท่านประธานครับ ถ้าหากในหลักการเราบอกว่าให้เสนอซ้ำได้นั่นหมายความว่าอย่างไร หมายความว่าใน ๓ รายชื่อนี้เสนอชื่อคนที่ ๑ และถ้าสมมุติคนที่ ๑ ที่ประชุมไม่เห็นชอบ ท่านก็กลับมาเสนอคนที่ ๑ อีก แล้วก็เสนอคนที่ ๑ ไปเรื่อย ๆ ไม่ถึง ๒ ถึง ๓ เสียที มันจะขัด กับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญไหมครับที่ให้ ๓ รายชื่อ ส่วนที่ท่านเสนอมาชื่อเดียว หรือ ๒ ชื่อในแต่ละพรรค มันก็อยู่ที่เจตนารมณ์ความประสงค์ของแต่ละพรรคต้องการ จะเสนอกี่ชื่อ แต่ถ้ามีกี่ชื่อแล้วก็ต้องให้สิทธิของแต่ละพรรคดำเนินการตามรายชื่อที่เสนอ เมื่อสักครู่ยกตัวอย่างพรรคเพื่อไทย ขออนุญาตเอ่ยนามไม่เสียหาย ถ้ารายชื่อที่ ๑ ผ่านไปแล้ว ที่ประชุมเกิดไม่เห็นด้วยขึ้นมาท่านก็ต้องเอาชื่อที่ ๒ ขึ้นมาพิจารณา ชื่อที่ ๒ ไม่เห็นชอบ ก็ต้องเอาชื่อที่ ๓ ท่านจะเอาชื่อที่ ๑ ที่ ๒ กลับมาซ้ำนะครับ ไม่มีระยะเวลา เมื่อสักครู่ ท่านบอกนะครับ ไม่มีระยะเวลา ไม่มีครั้ง ท่านจะให้เสนออย่างนี้ไปนานเท่าไร หรือสักกี่ครั้ง ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ เขาถึงได้ให้ ๓ ชื่อครับท่านประธาน ถ้าเขาเจตนาจะให้ชื่อเดียวและซ้ำได้ เขาไม่ต้องให้ ๓ ชื่อหรอกครับ รัฐธรรมนูญให้เพียงชื่อเดียวเท่านั้นของแต่ละพรรคการเมือง เพราะอะไรครับ เพราะท่านสามารถเสนอซ้ำได้ นี่ละครับคือเหตุผลครับท่านประธานว่า การเสนอชื่อของแต่ละพรรคการเมืองมันจะต้องมีข้อชัดเจนว่าทำได้มากน้อยแค่ไหน ไม่ได้ทำ แบบไม่มีข้อจำกัด สิ่งสำคัญครับท่านประธาน การที่ลงมติไปแล้วมันก็จะปรากฏชื่อของคนที่ เห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ หรือคนงดออกเสียง เมื่อมันรู้ผลไปหมดแล้วเกิดเราไปเสนอชื่อซ้ำ แล้วเราให้ที่ประชุมพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ท่านประธานทราบไหมครับจะเกิดอะไรขึ้น มันก็เกิดกระบวนการที่ต้องการให้เสียงมากขึ้น อาจจะเกิดจากอะไร เกิดจากการให้ ผลประโยชน์มีไหม ให้กล้วยมีไหม หรือว่าไปข่มขู่ ไปคุกคาม หรือไปแสดงพฤติกรรมอะไร ที่เกิดความเกรงกลัวแล้วมาลงมติให้ เขาถึงได้บอกว่าอย่างนั้นต้องลงครั้งเดียวครับ ถ้าไปลง ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง มันรู้ชื่อไปแล้ว มันไม่ปลอดภัยแล้ว ถ้าไม่ลงคะแนนให้แล้วมันก็จะมีปัญหา ดังนั้นเจตนาสำคัญครับ เขาถึงได้ให้ ๓ รายชื่อในมาตรา ๘๘ ส่วนท่านที่เสนอชื่อเดียวก็เป็น ความประสงค์ เพราะรัฐธรรมนูญใช้คำว่าไม่เกินนะครับ ดังนั้นท่านประธานครับ กราบเรียน ด้วยความเคารพว่ารัฐธรรมนูญมีความชัดเจน ชัดเจนที่จะบอกว่าท่านสามารถลงได้ครั้งเดียว เพราะรายชื่อที่ท่านพิจารณาไปแล้วใช้ถ้อยคำว่า ไม่อาจแต่งตั้ง ท่านประธานครับ ในส่วน ของข้อเสนอดังกล่าวนี้ผมอยากจะกราบเรียนว่าถ้าหากเราไปปล่อยให้กระบวนการทำได้ซ้ำ หลายครั้ง ก่อให้เกิดแนวปฏิบัติ นี่ละครับคือปฏิบัติที่เราบอกว่าในอนาคตเราจะใช้แบบนี้ ต่อไป ก็จะทำให้เกิดเป็นกระบวนการที่ผิดพลาด คลาดเคลื่อน แล้วก็ไม่เป็นไปตามที่ รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ก็กราบเรียนท่านประธานครับว่าข้อเสนอที่เสนอให้พิจารณาซ้ำนั้น ถูกข้อบังคับการประชุมของรัฐสภาได้บัญญัติยืนยันในเรื่องเหล่านี้ ก็คือกลับมาในส่วนญัตติ ข้อ ๔๑ เขาถึงได้บอกว่าให้เสนอได้ครั้งเดียว ถ้าเสนอซ้ำในสมัยประชุมเดียวกันมันก็คือ ทำไม่ได้ นี่ละครับเหตุผลที่ว่าทำไมข้อ ๔๑ ที่หยิบยกขึ้นมาถึงไม่สามารถจะพิจารณาบุคคล ที่เสนอเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ซ้ำเป็นครั้งที่ ๒ ก็กราบเรียนด้วยความเคารพ ด้วยเหตุ ด้วยผลครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณคุณเสรีมากครับ เนื่องจากเวลาเราก็ใช้มาก แล้วประเด็นจะซ้ำแล้วนะครับ ระหว่างที่เสนอชื่อซ้ำได้ ส่วนเหตุผลก็คงจะแตกต่างกัน แต่ประเด็นมันก็อยู่ตรงนี้ว่าเสนอชื่อซ้ำได้ไหม แล้วเสนอชื่อ ซ้ำได้เพราะอะไร ซ้ำไม่ได้เพราะอะไร เดี๋ยวเราจะได้โหวตตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ ต่อไป ก็เหลือชื่ออีก ๓ ท่าน ผมขออนุญาตเอาจบ แค่นี้นะครับ เมื่อมีชื่อแค่ ๓ ท่านนี้ แล้วผมขอความกรุณาว่าทั้ง ๓ ท่านนี้ผมขอลดเวลา การอภิปรายหน่อยจาก ๑๐ นาที เป็น ๗ นาที เพราะว่าเดี๋ยวจะมีเกินอีก ถ้า ๗ เกินมา เป็น ๘ อย่างนี้ก็พออนุโลมได้นะครับ ขอความกรุณาเป็น ๗ นาที เพราะประเด็นมันจะซ้ำกัน แล้วครับ ต่อไป พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง แล้วท่านต่อไปก็เตรียมตัวเมื่อจบ พันตำรวจเอก ทวี แล้วก็คุณพริษฐ์ วัชรสินธุ และท่านสุดท้ายเลยนะครับ ท่านนพดล ปัทมะ ก็เอาเท่านี้นะครับ ผมทราบว่าอาจจะมีอยากจะพูดแต่ว่ามันจะซ้ำกันขอความกรุณา เพราะว่าเราก็จำเป็น จะต้องใช้เวลามากเหมือนกัน ผมว่า ๓ ท่านนี้ก็ ๒๐ กว่านาทีก็จะ ๕ โมงแล้วนะครับ ขอความกรุณาว่าพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง คุณพริษฐ์ วัชรสินธุ คุณนพดล ปัทมะ เป็น ๓ ท่านสุดท้าย ใช้เวลาคนละ ๗ นาทีครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ เพื่อนสมาชิกมีข้อโต้แย้งว่าไม่สามารถเสนอชื่อคุณพิธาให้รัฐสภาพิจารณาเห็นชอบแต่งตั้ง เป็นนายกรัฐมนตรีในครั้งที่ ๒ ได้ โดยไปอ้างข้อบังคับ ข้อ ๔๑ ข้อบังคับของรัฐสภา คือกระผมขอยืนยันว่าเป็นการแต่งตั้งและยื่นได้ เนื่องจากว่าภารกิจของสภาคือภารกิจ ที่จะต้องพิจารณาเลือกนายกรัฐมนตรี และจะต้องทำให้สำเร็จ โดยเฉพาะในรัฐธรรมนูญ เราได้เขียนไว้ชัดเจนเลยในมาตรา ๑๕๙ เขาสั่งให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบ บุคคลที่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ต่อมาเมื่อรัฐธรรมนูญนี้ร่างเสร็จได้ไปทำ ประชามติ แล้วก็ได้มีคำถามพ่วงขึ้นมาโดยเฉพาะใน ๕ ปีแรก ก็เลยได้มีรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ เกิดขึ้น ซึ่งถ้าพิจารณาก็คือหน้าที่ของรัฐสภาจะต้องไปพูดทำให้เกิด นายกรัฐมนตรี ซึ่งเรามีความสัมพันธ์ที่จะไปบริหารประเทศ นี่คือรัฐสภาได้รับภารกิจ จากรัฐธรรมนูญไว้ชัดเจน ท่านประธานที่เคารพครับ เพื่อให้ข้อมูลมีความรอบด้าน ท่านประธานทราบหรือไม่ว่าในการทำประชามติเสร็จแล้วก็จะต้องมีการส่งเรื่อง ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญดูถ้อยคำที่เราทำประชามติขึ้นมาว่าถ้อยคำที่ทำประชามติอันนั้น มีความขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญได้ทำการวินิจฉัยมาตรา ๑๕๙ และมาตรา ๒๗๒ ในคำวินิจฉัยที่ ๖/๒๕๕๙ ลงวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๙ คำวินิจฉัยดังกล่าว ดังนั้นในเมื่อเราจะไปดูเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในการร่างมาตรา ๒๗๒ เราพบว่าจะไม่มี ท่านประธานที่เคารพ ปรากฏว่าในการร่างรัฐธรรมนูญส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญนั้น ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาอย่างละเอียด เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปชี้แจง และได้มี การแก้ไขจากการที่ร่างไปเดิมนั้นการคิดเวลา ๕ ปี คิดหลังจากมีการเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรชุดแรก🔗
ในวรรคสอง การเห็นชอบบุคคลนอกจากที่กำหนดไว้ในมาตรา ๘๘ นั้น เดิมให้เป็นเสียงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีสภาเดี่ยว ของเราเป็นสภาคู่ โดยให้วุฒิสภามามีมติครึ่งหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ อันนี้คือ กระบวนการตามรัฐธรรมนูญ การที่มีหลายคนไปอ้างข้อบังคับ ข้อ ๔๑ แล้วมาอ้างว่า เราจะต้องเดินตามนั้น ผมอยากจะทำข้อมูลให้ครอบคลุมก็คือว่าข้อบังคับในการเลือก นายกรัฐมนตรีเป็นข้อบังคับหมวด ๙ และข้อบังคับในหมวด ๙ นี้ไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่ง ให้นำหมวด ๒ มาใช้โดยอนุโลม ถ้าท่านประธานได้โปรดพิจารณาในข้อบังคับทั้งหมด ทั้ง ๑๓ หมวด ไม่ว่าจะเป็นหมวดกฎหมายปฏิรูป หรือ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ถ้าต้องการที่จะให้เอาหมวด ๒ หรือหมวดอะไรมาใช้ เขาจะเขียนเชื่อมโยงกันให้นำมาใช้ โดยอนุโลม ท่านประธานที่เคารพครับ ในการที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ให้ความสำคัญ กับสภาผู้แทนราษฎร ศาลรัฐธรรมนูญได้เขียนไว้ในคำวินิจฉัยหน้า ๑๐ ว่า ในการเสนอ ชื่อบุคคลที่สมควรจะเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นตัวแทน ของประชาชน เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความไว้ใจของประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ เขาให้ ความสำคัญมากว่าผู้ที่เสนอชื่อต้องมาจากสภาผู้แทนราษฎร มีเพื่อนสมาชิกหลายท่าน บอกว่ากฎหมายเมื่อไม่ได้เขียนไว้แล้วสามารถที่จะเสนอซ้ำไม่ได้ อันนี้เป็นการตีความ ที่ขัดรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญเราเขียนไว้ชัดเจนในมาตรา ๒๕ ถ้าเราไม่มีกฎหมายเขียนไว้ เราถือว่าเป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่จะต้องมีและได้รับการคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญ คุณพิธาก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง เขาต้องมีสิทธิ เราไม่ควรจะเขียนกฎหมายข้ามไปอย่างนั้น และที่ซ้ำร้ายท่านประธานครับ วุฒิสภาเรามีหน้าที่รับรองบุคคลตามรัฐธรรมนูญ แล้วส่วนใหญ่ก็จะมีข้อความเหมือนกัน โดยเฉพาะมีกฎหมายเขียนไว้ว่าในกรณีวุฒิสภาไม่ให้ ความเห็นชอบในการสรรหาหรือคัดเลือก ให้ดำเนินการสรรหาหรือคัดเลือกผู้แทนใหม่ ให้เสนอต่อวุฒิสภาเห็นชอบต่อไป นี่กฎหมายวุฒิสภานะครับ โดยผู้ที่ไม่ได้รับความเห็นชอบ จากวุฒิสภาก็ไม่ให้เข้ามาสรรหาใหม่ ท่านประธานทราบไหมว่า กกต. ชุดนี้ ผมขอเวลา ๑ นาที ที่เป็น กกต. อยู่ปัจจุบัน เราก็พบว่าการสรรหาครั้งแรกพร้อมชุดท่านฐากร วุฒิสภาไม่รับทั้งหมด แล้วต่อมาก็มาสรรหาใหม่ซึ่งมีตัวแทนจากศาลยุติธรรม ๒ คน ก็เข้ามาได้ นี่คือการเสนอซ้ำ และที่ตามมาก็คือท่านเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก ซึ่งจะเป็น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองได้เสนอเข้ามาในปี ๒๕๖๔ นี้เอง ปรากฏว่าวุฒิสภา ไม่รับ เขาก็เสนอมาใหม่ นี่ขนาดเป็นแค่กฎหมายเล็ก แต่นี่เป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เขียนว่าต้องเสนอซ้ำหรือไม่ซ้ำ แล้วโดยหลักรัฐธรรมนูญต้องเสนอได้เพราะเป็นสิทธิ เสรีภาพ ดังนั้นการตีความเอาข้อ ๔๑ มาใช้จึงเป็นการขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญครับ ผมจึงเห็นว่ารัฐสภาเราไม่ควรจะก้มหัวให้กับสิ่งที่ไม่ถูกต้องโดยมาตัดสินกฎหมายเล็ก ใหญ่กว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ครับ ต่อไปขอเชิญคุณพริษฐ์ วัชรสินธุ เชิญครับ ขอ ๗ นาทีครับ🔗
เรียนท่านประธานครับ ผม พริษฐ์ วัชรสินธุ ครับ จะขออนุญาตปรึกษาหารือก่อนที่จะเริ่มนับเวลานะครับ🔗
ได้ครับ🔗
จะขอความกรุณา ท่านประธานนิดหนึ่งในความอะลุ่มอล่วยเกี่ยวกับระยะเวลาในการอภิปราย อย่างไรจะไม่ให้ เกิน ๑๐ นาทีอย่างแน่นอน แต่ที่ว่าต้องขอความอะลุ่มอล่วย เพราะว่าในฐานะผู้อภิปรายคนสุดท้ายของพรรคก้าวไกลนั้นมีหลายประเด็นที่ต้องโต้แย้ง แล้วประเด็นที่นำเสนอนั้นผมมั่นใจว่าเป็นประเด็นที่ไม่ได้ซ้ำซ้อนกับผู้อภิปรายก่อนหน้านี้ อย่างแน่นอน เลยขอความกรุณาท่านประธานแล้วก็สมาชิกรัฐสภาทุกท่านด้วย🔗
ก็ตั้งเวลาไว้ ๗ นาทีก่อน แต่ว่าผมจะอะลุ่มอล่วยอย่างที่ว่า แต่พอ ๑๐ นาที ก็ถือว่ายุติเลยนะครับ🔗
ได้ครับ กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานรัฐสภาครับ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมจะ ขออนุญาตใช้เวลาในการอภิปรายไม่เห็นด้วยกับการตีความข้อบังคับในลักษณะที่ทำให้ ไม่สามารถเสนอชื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีได้เกิน ๑ ครั้งในสมัยประชุม เดียวกัน ผมคิดว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สมาชิกจากพรรคก้าวไกลก็ได้พยายามอภิปราย สนับสนุนความเห็นดังกล่าวโดยการยกเหตุผลทางกฎหมายขึ้นมา ที่ผมขออนุญาตสรุปว่า มีเหตุผลหลัก ๆ นั้น ๓ ประการ ก่อนที่ผมจะข้ามไปเพิ่มเติมประเด็นใหม่ครับ🔗
เหตุผลทางกฎหมายข้อ ๑ คือการพยายามจะนำเสนอว่าการเสนอชื่อ นายกรัฐมนตรีนั้นไม่ใช่ญัตติโดยทั่วไปที่ถูกกำกับโดยข้อ ๔๑ ของข้อบังคับการประชุมรัฐสภา เพราะว่ามีองค์ประกอบที่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ของความแตกต่างนี้ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของสิทธิในการเสนอญัตติ เมื่อมาเปรียบเทียบกับสิทธิ ในการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี เพราะว่าในมุมหนึ่งการเสนอญัตตินั้นเป็นสิ่งที่สมาชิกรัฐสภา ทุกคนที่เป็นองค์ประชุมนั้นสามารถกระทำได้ ในขณะที่การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีนั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ วรรคสอง ที่ไม่ได้รับการยกเว้นโดยมาตรา ๒๗๒ นั้น จำกัดให้เป็น สิทธิเฉพาะสมาชิกรัฐสภาในส่วนที่เป็นสมาขิกสภาผู้แทนราษฎร แต่ไม่ได้เปิดกว้างให้กับ สมาชิกรัฐสภาทุกคนที่เป็นองค์ประชุมของที่ประชุมแห่งนั้น🔗
เหตุผลทางกฎหมายข้อ ๒ คือหากเราไปศึกษาการเขียนกฎหมาย ไม่ว่า จะเป็นในระดับรัฐธรรมนูญก็ดี ไม่ว่าจะเป็นข้อบังคับการประชุมรัฐสภาก็ดี จะเห็นว่า มีความพยายามในการแยกแยะระหว่างญัตติกับการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีอย่างชัดเจน ถ้าเราไปดูรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ และพยายามค้นหาคำว่า ญัตติ จะเห็นว่ามีคำว่า ญัตติ ปรากฏอยู่ ๑๓ ครั้ง โดยไม่มีครั้งไหนเลยที่ปรากฏในลักษณะที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณา บุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ในส่วนของข้อบังคับ การเขียนข้อบังคับนั้น ก็มีการแยกหมวดอย่างชัดเจนระหว่างสิ่งที่เป็นญัตติโดยทั่วไป กับสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ การพิจารณาเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี นั่นก็คือในส่วนที่ ๒ ที่อยู่ภายใต้หมวด ๒ การประชุม รัฐสภา กับหมวด ๙ ที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรี ยิ่งไปกว่านั้นครับ ถ้าเราพยายามจะค้นหาคำว่า ญัตติ ที่ปรากฏอยู่ในข้อบังคับการประชุม รัฐสภา เราจะเห็นว่าปรากฏอยู่ทั้งหมด ๑๐๖ ครั้ง มีเพียงแค่ ๓ ครั้งที่ปรากฏในหมวด ๙ ที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีอย่างที่ท่านเสรีได้อ้างถึง แต่พอไปดูใน ๓ ครั้งนะครับ ก็จะปรากฏชัดเจนว่าเป็นการพูดถึงการเสนอญัตติที่เกี่ยวข้อง กับการปลดล็อกให้สามารถเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีพรรคการเมืองได้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเสนอชื่อบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีแต่อย่างใด🔗
ส่วนเหตุผลประการที่ ๓ คือการเสนอชื่อบุคคล ไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งใด ๆ ก็ตามนั้น ผมเข้าใจครับว่าในทางทฤษฎีนั้นเราสามารถจำกัดจำนวนครั้งในการเสนอชื่อได้ แต่หากจะมีการจำกัดจำนวนครั้งนั้นก็ต้องมีบทบัญญัติที่ชัดเจนในกฎหมายว่าจะจำกัด อย่างไร บรรทัดฐานที่ชัดเจนที่สุดครับ อย่างที่เพื่อนสมาชิก คุณณัฐพงษ์ได้อภิปรายไว้ ก็คือบรรทัดฐานในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่ระบุไว้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.ป. ที่เกี่ยวข้องกับศาลรัฐธรรมนูญ กกต. หรือว่า ป.ป.ช. ที่เขียนไว้ชัดว่าในกรณีที่ วุฒิสภาไม่ให้ความเห็นชอบผู้ได้รับการสรรหารายใด ให้ดำเนินการสรรหาบุคคลใหม่ แทนผู้นั้นแล้วเสนอต่อวุฒิสภาเพื่อให้ความเห็นชอบต่อไป โดยผู้ซึ่งไม่ได้รับความเห็นชอบ จากวุฒิสภาในครั้งนี้จะเข้ารับการสรรหาในครั้งใหม่นี้ไม่ได้ อันนี้คือการสรุป ๓ เหตุผล ที่มีความสำคัญในเชิงกฎหมายครับท่านประธาน แต่นอกจากประเด็นทางกฎหมายแล้ว ผมอยากจะใช้เวลาที่เหลือในการเชิญชวนสมาชิกรัฐสภาทุกท่านนั้นมองปัญหานี้ไม่ใช่แค่ ในมุมมองของนิติศาสตร์ แต่มองมาในมุมมองของรัฐศาสตร์เช่นกัน การมองมาในมุมมอง ของรัฐศาสตร์คือการลองจินตนาการดูว่าหากเราตีความข้อบังคับตามที่ผู้เสนอได้เสนอ เข้ามานั้น แล้วตีความว่าไม่สามารถเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีคนเดียวกันได้มากกว่า ๑ ครั้ง ในสมัยประชุมเดียวกัน เราจะเจอสถานการณ์ทางการเมืองอย่างไรบ้าง แล้วจะนำไปสู่ ร ๒/๒๕๖๖ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) กมณฑ์มาศ ๘๖ ทางตันทางการเมืองอย่างไรบ้าง ซึ่งผมมั่นใจว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นคงไม่ได้ต้องการจะให้ เกิดขึ้น🔗
แต่ก่อนจะไปดู ๒ ฉากทัศน์ที่ผมอยากจะยกตัวอย่างขึ้นมานะครับ ก็อยากจะ เท้าความนิดหนึ่งว่าเงื่อนไขในการเลือกนายกรัฐมนตรีนั้นมี ๓ เงื่อนไขที่สำคัญ🔗
อย่างที่ ๑ คนที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีได้นั้นก็ต้องเป็น Candidate ของพรรคการเมืองที่มี สส. มากกว่า ๕ เปอร์เซ็นต์ หรือว่าคิดเป็น ๒๕ คน ถ้ามี สส. ทั้งหมด ๕๐๐ คน🔗
เงื่อนไขที่ ๒ หากใครที่ผ่านเงื่อนไขข้อที่ ๑ มาแล้วนั้น รัฐธรรมนูญก็เปิดให้มี การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีมาแข่งกันได้มากกว่า ๑ คน จะกี่คนก็ได้ในที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้🔗
ส่วนเงื่อนไขที่ ๓ คือใครได้รับความเห็นชอบเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ก็ต้องได้ เสียงข้างมากแบบเด็ดขาด ก็คือเกินกึ่งหนึ่ง หรือว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ของสมาชิกรัฐสภา ทั้งหมดที่มีอยู่🔗
อันนี้คือ ๓ เงื่อนไขที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการเลือกนายกรัฐมนตรี ทีนี้เราลองไปดูนะครับว่าภายใต้เงื่อนไขนี้ ผมอยากยกตัวอย่าง ๒ ฉากทัศน์ที่สะท้อน ให้เห็นชัดเลยนะครับว่าถ้าเกิดเราตีความข้อบังคับแบบที่ผู้เสนอได้เสนอเข้ามานั้น ประเทศ จะเดินหน้าไปสู่ทางตันทางการเมืองได้อย่างแน่นอน ขอ Slide ขึ้นเลยครับ🔗
ไปดูฉากทัศน์ที่ ๑ ครับ ถ้าไป Slide ถัดไป เป็นฉากทัศน์ที่มี ๔ พรรคการเมืองแข่งกันครับท่านประธาน ผลปรากฏว่า หลังจากการเลือกตั้งนั้นมีพรรค A พรรค B พรรค C ได้คะแนนใกล้เคียงกัน ๑๖๐ ๑๖๐ และ ๑๕๐ คะแนน ในขณะที่พรรค D นั้นได้เพียงแค่ ๓๐ คะแนน หรือว่ามี สส. เพียงแค่ ๓๐ คน แน่นอนครับว่าในเมื่อทั้ง ๔ พรรคนั้นได้จำนวน สส. เกิน ๒๕ คน ก็มีสิทธิ ในการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีได้ แต่สมมุติครับ ผลปรากฏว่าพรรค A พรรค B พรรค C ที่มี จำนวน สส. ใกล้เคียงกันไม่สามารถตกลงกันได้ว่าจะเสนอใครเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ก็มีความเป็นไปได้ครับว่าในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาทั้ง ๓ พรรคนั้น อาจจะเสนอชื่อ นายกรัฐมนตรี หรือว่า Candidate นายกรัฐมนตรีนั้นแข่งกัน ถ้าเราไป Slide ถัดไปครับ ท่านประธาน เป็นที่รู้ดีครับว่าในบทเฉพาะกาลนั้น สว. เข้ามีส่วนร่วมในการเลือก นายกรัฐมนตรี หากสมมุติปรากฏผลดังกล่าว ก็คือว่าคะแนนของ สส. พรรค A พรรค B พรรค C ก็สนับสนุนเห็นชอบ Candidate ของตนเอง คะแนน สส. ของงพรรค D ก็หันไป เห็นชอบกับ Candidate ของพรรค A ในขณะที่ ๒๕๐ เสียง ของสมาชิกวุฒิสภานั้น เป็นเสียงแตกครับ ไม่มีเอกภาพครับ กระจายกันไป ๑๐๐ ๑๓๐ แล้วก็ ๒๐ คน ผลปรากฏว่า มีการเสนอชื่อ ๓ คนนะครับ Candidate A B C แต่ไม่มีใครเลยที่ได้รับความเห็นชอบเกิน กึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา เราจะเดินหน้ากันต่ออย่างไรครับ แน่นอนครับ ตามสามัญสำนึก แล้วก็ถ้าเรายึดกับระบบเลือกตั้งเทียบเคียงที่เกิดขึ้นทั่วโลก อย่างเช่นการเลือกตั้ง ประธานาธิบดีที่ประเทศฝรั่งเศส ในลักษณะแบบนี้โดยธรรมเนียมปฏิบัติแล้ว Candidate ที่รับคะแนนน้อยที่สุดอย่าง Candidate C ก็จะถอยออกไปนะครับ แล้วก็ทำให้ Candidate A และ Candidate B นั้นเข้าชิงในรอบถัดไป แต่ถ้าเกิดว่าเราตีความข้อบังคับตามที่ผู้เสนอนั้น เสนอมาครับ ปรากฏว่า Candidate A กับ Candidate B นั้นจะไม่สามารถถูกเสนอชื่อได้ อีกเลยนะครับ ผมเข้าใจครับว่าท่านสมาชิกวุฒิสภา ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านสมชายอาจจะ บอกว่าอันนี้นับเป็นเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะว่าจำนวนผู้เสนอชื่อนั้นจาก ๓ คน อาจจะลดลงมาเหลือ ๒ คน แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่าท่านเชื่ออย่างนั้นจริง ๆ หรือเปล่า เพราะถ้าเกิดย้อนไปฟังคำอภิปรายของท่าน ท่านบอกว่าท่านเห็นด้วยกับข้อคัดค้าน ของคุณอัครเดช ขออนุญาตที่เอ่ยนาม แล้วถ้าเราย้อนไปดูการประชุมช่วงเช้า คุณอัครเดช คัดค้านการเสนอชื่อ หรือว่าคัดค้านเรื่องการเสนอชื่อซ้ำนั้นทันทีที่มีการเสนอชื่อคุณพิธา โดยที่ไม่รอดูด้วยซ้ำว่ามีคนอื่นที่ถูกเสนอชื่อหรือไม่ อันนี้คือฉากทัศน์ข้อที่ ๑🔗
ไปสู่ฉากทัศน์ข้อที่ ๒ เร็ว ๆ ครับ เพื่อไม่ให้เสียเวลา สมมุติผลเลือกตั้งปรากฏ เช่นนี้ครับ ปรากฏว่ามีพรรคหนึ่งที่ชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลายได้ ๓๖๐ สส. ในขณะที่ อีก ๑๔๐ สส. นั้นแบ่งกันเป็น ๗ พรรค พรรคละ ๒๐ คน ผลปรากฏคืออะไรครับ ท่านประธาน มีพรรคเดียวละครับที่เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีได้ ปรากฏว่าพรรค A สมมุติเสนอ ชื่อนายกรัฐมนตรีไปเข้าสู่ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา แล้วก็ไป Slide ถัดไป ปรากฏว่า ในสถานการณ์สมมุตินี้ สว. มีความประสงค์จะฝืนมติมหาชน และพร้อมเพรียงกันในการงด ออกเสียง ผลปรากฏก็คือว่าเราเจอทางตันครับท่านประธาน เพราะว่า Candidate ของพรรค A นั้นไม่ได้รับความเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา ในการประชุม ครั้งถัดไปปรากฏว่าไม่สามารถมี Candidate ในพรรคไหนถูกเสนอชื่อได้เลยครับ ท่านประธาน เพราะว่าถ้าเราตีความข้อบังคับตามที่ผู้เสนอเสนอมานั้น ไม่สามารถเสนอชื่อ Candidate A ด้วยซ้ำ และพรรคการเมืองอื่นก็ไม่มี สส. เกิน ๒๕ คน ที่จะสามารถเสนอ ชื่อบุคคลมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ แน่นอนครับบางท่านอาจจะเถียงกลับมาว่าถ้าอย่างนั้น เราก็สามารถใช้กลไกมาตรา ๒๗๒ วรรคสองได้ เพื่อปลดล็อกให้สามารถเสนอชื่อ นายกรัฐมนตรีที่อยู่นอกบัญชี แต่หากสมมุติว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรค A พร้อมเพรียงกันในการคัดค้านการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีคนนอก มติที่จะปลดล็อกให้เสนอ ชื่อนายกรัฐมนตรีคนนอกได้ที่ต้องอาศัยเสียง ๕๐๐-๗๕๐ เสียงนั้น ก็ไม่สามารถได้รับ ความเห็นชอบได้ อันนี้คือการตีความข้อบังคับที่สามารถสร้างสถานการณ์ให้ประเทศเดินไปสู่ ทางตันได้เลย เพราะจะไม่สามารถเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีไม่ว่าจะในบัญชีหรือนอกบัญชี ได้เลยในระยะเวลา ๑ สมัยประชุม เท่ากับว่าประเทศไทยเราอาจจะเจอสถานการณ์ที่ไม่มี นายกรัฐมนตรีคนใหม่เป็นระยะเวลายาวนานถึง ๔-๖ เดือน ดังนั้นครับท่านประธาน เพื่อสรุป หากเราพิจารณาจาก ๒ ฉากทัศน์นี้ เราก็จะเห็นว่าการตีความข้อบังคับตามที่ ผู้เสนอเสนอมานั้นจะนำไปสู่ทางตันทางการเมืองได้ ผมเข้าใจดีครับว่า ๒ ฉากทัศน์นี้ อาจจะเป็น ๒ ฉากทัศน์ที่คงไม่เกิดขึ้นง่ายนัก แต่เราก็ทราบกันดีครับในฐานะสมาชิกรัฐสภา ว่าการเขียนกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายที่มีความสำคัญอย่างรัฐธรรมนูญนั้น ก็จำเป็น ที่จะต้องคำนึงถึงทุกฉากทัศน์ แล้วก็เขียนกติกาอย่างรอบคอบเพื่อรองรับทุกความเป็นไปได้ เพราะฉะนั้นครับท่านประธาน ถึงแม้ผมอาจจะตั้งคำถามถึงจิตวิญญาณในความเป็น ประชาธิปไตยของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แต่ผมมั่นใจครับว่าพวกเขาคงไม่เขียน รัฐธรรมนูญที่เปิดช่องให้สามารถมีการตีความข้อบังคับที่นำไปสู่ทางตันทางการเมืองอย่างที่ ผมได้ฉายภาพให้เห็นได้ ดังนั้นครับ ขออนุญาตสรุปว่าผมไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของบางท่าน ที่เสนอให้มีการตีความข้อบังคับที่ห้ามไม่ให้มีการเสนอชื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เป็นนายกรัฐมนตรีมากกว่า ๑ ครั้งภายในสมัยประชุมเดียวกัน ทั้งเหตุผลเชิงนิติศาสตร์ และเหตุผลเชิงรัฐศาสตร์ ขอบคุณมากท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณคุณพริษฐ์ วัชรสินธุ ครับ ต่อไปขอเชิญท่านสุดท้าย คุณนพดล ปัทมะ ก็ ๗ นาทีนะครับ เชิญครับ คุณนพดลอยู่ จะใช้สิทธิไหมครับ หรือตอนนี้ยังไม่อยู่🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นพดล ปัทมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทยครับ ท่านประธานครับ ผมเป็น สส. สมัยแรกเมื่อ ๒๗ ปีที่แล้ว ท่านประธานทำหน้าที่แล้วให้เวลาผม ๗ นาทีนะครับ วันนี้ ก็เป็นอีกครั้งหนึ่ง ก็ได้เวลา ๗ นาทีเช่นกัน จะพยายามใช้เวลาอย่างคุ้มค่าที่สุด ท่านประธานครับ ผมคิดอยู่นานว่าจะลุกขึ้นมาอภิปรายในวันนี้หรือไม่ แต่มีความจำเป็น ที่จะต้องมาอภิปรายเพราะเป็นเรื่องของหลักการที่สำคัญ ผมจำเป็นจะต้องทำหน้าที่สมาชิก รัฐสภาในการปกป้องหลักการความสูงสุดของรัฐธรรมนูญ และปกป้องหลักนิติธรรม โดยเฉพาะเกี่ยวกับการตีความกฎหมาย🔗
ท่านประธานครับ ประเด็นในวันนี้มีอยู่ว่าญัตติตกไปหรือไม่ เสนอคุณพิธา อีกครั้งหนึ่งได้หรือไม่ ผมอยากจะกราบเรียนครับ ถ้าเราดูถ้อยคำญัตติกับการเสนอชื่อ ภาษาไทยก็แตกต่างกันแล้วครับท่านประธาน ญัตติและการเสนอชื่อตามมาตรา ๒๗๒ ของรัฐธรรมนูญ ถ้าดูภาษาอังกฤษคำว่า ญัตติ ใช้คำว่า Motion นะครับ การเสนอชื่อใช้คำว่า Nomination ก็ยิ่งแตกต่างกันไปอีก ดังนั้นผมจึงอยากจะกราบเรียนในเบื้องต้น เรื่องนี้ ไม่จำเป็นจะต้องตีความเลยครับ🔗
ถ้าขออนุญาตใช้ถ้อยคำว่าถ้าเราดูกฎหมายแทบจะไม่มีข้อสงสัยที่จะต้อง ตีความ แต่เอาละท่านประธานครับ การเสนอชื่อเพื่อให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบผู้ที่สมควร เป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๒๗๒ มันมีข้อบังคับซึ่งเป็นข้อบังคับของรัฐสภาที่เกี่ยวข้องอยู่ ๒ หมวด คือหมวด ๒ กับหมวด ๙ หมวด ๒ ว่าด้วยเรื่องมติ แต่หมวด ๙ ว่าด้วยเรื่อง การเสนอหรือพิจารณาให้ความเห็นชอบ หมวด ๙ ถือว่าเป็นบทบัญญัติพิเศษ หลักการ ตีความกฎหมายที่สอดคล้องกับหลักนิติธรรม บทบัญญัติพิเศษจะต้องมาก่อน หรือเขา เรียกว่า Override ใช้บังคับก่อนบทบัญญัติทั่วไป เพราะฉะนั้นถ้าเราดูบทบัญญัติ ของข้อบังคับ หมวด ๙ จะชัดเจนครับ ไม่มีคำว่า ญัตติ ในการเสนอชื่อให้ความเห็นชอบ ตัวนายกรัฐมนตรีในครั้งแรกในบัญชีของพรรคการเมือง เว้นแต่เป็นการให้ความเห็นชอบ ตัวนายกรัฐมนตรีนอกบัญชีพรรคการเมืองซึ่งอยู่ในข้อบังคับ ข้อ ๑๓๘ ถ้าจำเป็นจะต้อง เป็นญัตติ ในการเสนอครั้งแรกผมคิดว่าผู้ร่างก็น่าจะมีสติปัญญาที่จะใส่ข้อความนี้เข้าไป ตั้งแต่ต้น ดังนั้นจึงไม่เห็นว่าจะต้องใช้เป็นญัตติในการเสนอชื่อให้ความเห็นชอบ เพราะฉะนั้น ญัตติตามข้อบังคับ ข้อ ๔๑ จึงไม่ตกไป🔗
ประเด็นที่ ๓ ครับท่านประธาน การตีความกฎหมายเราตีความตามอำเภอใจ ไม่ได้ มันมีหลักการการตีความที่จะต้องเข้มงวด หลักการตีความก็คือถ้าบทบัญญัติ กฎหมายใดที่เป็นบทบัญญัติกฎหมายจำกัดสิทธิจะต้องตีความอย่างเคร่งครัด ถ้าเป็น กฎหมายที่ก่อให้เกิดสิทธิก็สามารถตีความอย่างกว้างขวางได้ อันนี้เป็นหลักกฎหมายทั่วไป ที่นักกฎหมายเรียนกฎหมายปี ๑ ก็ทราบกันดี ทีนี้พอมาดูกรณีของข้อบังคับ ข้อ ๔๑ ครับ ท่านประธาน มันเป็นกฎหมายจำกัดสิทธิ ดังนั้นเราจึงตีความอย่างกว้างขวางไม่ได้ จะตีความ ว่าญัตติที่ตกไปตามข้อ ๔๑ เป็นญัตติเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี จึงไม่สามารถตีความเช่นนั้นได้ การตีความว่าญัตติตกไปจึงเป็นการขัดกับหลักการตีความอย่างชัดเจน ไม่สอดคล้องกับ หลักนิติธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลและจะสร้างบรรทัดฐานที่ไม่ถูกต้อง🔗
ประเด็นที่ ๕ ครับท่านประธาน พวกเราต่างปฏิญาณตนว่าจะรักษาไว้ และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ ในมาตรา ๕ เขียนไว้ชัดเจนว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ดังนั้นมิพักต้องไปตีความเลย บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ ซึ่งต้องใช้บังคับเหนือกว่าข้อบังคับการประชุมของรัฐสภา ซึ่งในบทบัญญัติของ มาตรา ๒๗๒ มิได้มีข้อจำกัดมิให้เสนอชื่อมากกว่า ๑ ครั้ง หรือให้ทำเป็นญัตติ ดังนั้นกระผม จึงอยากจะกราบเรียนว่าเมื่อตีความว่าข้อบังคับอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เราจึงไม่มีบทบัญญัติ ใด ๆ เลยที่ห้ามในการเสนอชื่อมากกว่า ๑ ครั้ง การตีความว่าเสนอชื่อมากกว่า ๑ ครั้งไม่ได้ ไม่ใช่เป็นการตีความ แต่เป็นการเพิ่มบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐสภาทำเช่นนี้ไม่ได้🔗
ท่านประธานครับ ประเด็นสุดท้าย ผมอยากจะกราบเรียนว่าวันนี้เราจำเป็น ที่จะต้องใคร่ครวญ รัฐสภาซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติจำเป็นที่จะต้องผดุงไว้ซึ่งหลักนิติธรรม ในการตีความ ในอดีตตัวกระผมเองสมัยเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็มีการตีความในช่วงนั้น ซึ่งกระผมก็ไม่เห็นด้วยในหลายเรื่อง แต่ไม่อยากรื้อฟื้นกลับไป จึงขอสรุปอย่างนี้ครับ การตีความว่าญัตติตามข้อ ๔๑ ตกไปแล้วจึงเป็นการจำกัดอำนาจ ของสมาชิกรัฐสภาในการให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรี มีคำว่า รอนสิทธิ ผมอยากใช้คำว่า เป็นการรอนอำนาจครับท่านประธาน แล้วนอกจากนั้นเป็นการตีความซึ่งขัดกับ หลักนิติธรรม เป็นการเติมข้อความไปในรัฐธรรมนูญ เป็นการสั่นคลอนหลักนิติธรรม ถ้าหลักนิติธรรมสั่นคลอน ชีวิตของประชาชนจะสั่นคลอนไปด้วยครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
ก็เป็นอันว่าการอภิปราย ได้ยุติลงแล้ว ก็จะมีการลงมติตามข้อบังคับต่อไป เนื่องจากมีความเกี่ยวเนื่องกันในการเสนอ ญัตติของคุณอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ และคุณเสรี สุวรรณภานนท์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ที่ประชุม ต้องพิจารณาว่าจะเสนอชื่อนายพิธา เพื่อให้ที่ประชุมพิจารณาเป็นผู้สมควรได้รับแต่งตั้ง เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง คือซ้ำกันได้หรือไม่ ดังนั้นผมได้ขออาศัยอำนาจของประธาน ในการวินิจฉัยเรื่องดังกล่าว โดยให้ที่ประชุมลงมติตีความข้อบังคับ ข้อ ๔๑ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ ก่อนว่าการเสนอชื่อนายพิธา เพื่อให้ที่ประชุมพิจารณาเป็นผู้สมควรได้รับ การแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นการนำญัตติที่ตกไปแล้วและมีหลักการ เดียวกันมาเสนออีกในที่ประชุมสมัยเดียวกัน และต้องห้ามตามข้อบังคับ ข้อ ๔๑ หรือไม่ ก่อนลงมติผมก็ขอให้ท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมเพื่อ Check องค์ประชุมด้วยครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม มหรรณพ ขออนุญาตครับ🔗
เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายมหรรณพ เดชวิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ขอกราบเรียนถามท่านประธานได้โปรดกรุณาทวนคำถามอีกครั้งหนึ่งเพื่อป้องกัน ความสับสนว่าจะถามว่าอย่างไร เพื่อพวกเราจะได้ลงมติได้ถูกต้องตามคำถามนั้นครับ🔗
ผมยังไม่ได้ตั้งคำถามครับ เพียงแต่ตอนนี้ขอเชิญสมาชิกเข้าในห้องประชุมก่อนเพื่อ Check องค์ประชุมว่า ครบองค์ประชุม แล้วจะได้ลงมติต่อไป ก่อนจะลงมติผมก็จะอธิบายว่าลงมติอย่างไรตามที่ คุณมหรรณพได้ขอต่อไปครับ ตอนนี้ยังไม่ได้อธิบายอย่าเพิ่งกดการลงมติครับ เมื่อสมาชิก เข้าห้องประชุมพร้อมแล้วก็ขอให้กดบัตรแสดงตนครับ🔗
ท่านประธานครับ รอนิดเดียวครับท่านประธาน🔗
๕๗๕ สมเจตน์ แสงเจริญรัตน์ แสดงตนครับ🔗
เดี๋ยวเจ้าหน้าที่จด ด้วยนะครับ บอกช้า ๆ ทีละคนครับ🔗
๐๕๓ จิรัชยา สัพโส แสดงตนค่ะ🔗
๓๘๕ สมเกียรติ ตันดิลกตระกูล แสดงตนครับ🔗
๐๒๔ กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ แสดงตนครับ🔗
เชิญครับ ท่านผู้ใดยังไม่ได้ แสดงตนครับ ถ้าได้แสดงตนเรียบร้อยแล้ว ขอเจ้าหน้าที่ได้แสดงผลครับ🔗
ตอนนี้มีผู้ได้แสดงตนอยู่ใน ห้องประชุม ๖๘๕ ท่าน ได้แสดงตนที่ปรากฏ ๖๘๕ ท่าน บวกกับผู้ที่ได้แสดงตนภายหลัง ด้วยวาจาอีก ๔ ท่าน รวมผู้ที่ได้แสดงตนและอยู่ในห้องประชุม ๖๘๙ ท่านแล้ว กำลังเดินมา อีก ๒ ท่าน ผมยังไม่ปิดการแสดงตน ถ้าท่านอยากจะแสดงตน ขอเชิญใช้บัตรหรือว่า ขานชื่อได้ เดินอีกหลายคน เดี๋ยวให้โอกาสหน่อยครับ🔗
ท่านประธานครับ หมายเลขสมาชิก สส. ๑๒๘ แสดงตนครับ🔗
เจ้าหน้าที่บันทึกด้วยนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ๓๑๙ แสดงตน ขอบคุณครับ🔗
ท่านประธานครับ ขอความกรุณาท่านประธานรอเพื่อนสมาชิกสักครู่หนึ่งนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ๐๔๔ แสดงตนครับ🔗
เห็นว่าตอนนี้ก็ยังมี สมาชิกหลายท่านกำลังเดินมาที่นั่งของตัวเองครับ🔗
๑๓๖ เดชอิศม์ ขาวทอง แสดงตนครับ🔗
ผู้ที่อยู่ในห้องนี้แล้ว ก็แสดงตนได้ ก็จะรอนิดหนึ่งได้ครับ🔗
๑๙๒ สส. ค่ะ แนน บุณย์ธิดา สมชัย ขออนุญาตแสดงตนค่ะ เพราะไม่มั่นใจว่าเครื่องมันไม่ติดค่ะ ท่านประธาน ขอบพระคุณค่ะ🔗
ได้ครับ🔗
ท่านประธานครับ ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง ๓๖๗ แสดงตนครับ🔗
ชิตวัน ชินอนุวัฒน์ ๑๓๔ แสดงตนครับ🔗
ท่านประธานครับ ๑๗๙ ศานิตย์ แสดงตนครับ🔗
๐๙๙ แสดงตนครับ🔗
๔๓๗ แสดงตนค่ะ🔗
เชิญครับ กำลังเดินมา ๒ ท่าน🔗
ขออนุญาตท่านประธานครับ สว. ๐๒๗ เจน นำชัยศิริ แสดงตนครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม อำพล จินดาวัฒนะ สว. ๒๔๓ แสดงตนครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานคะ วิไลลักษณ์ อรินทมะพงษ์ ๑๖๗ แสดงตนค่ะ🔗
คนที่จะแสดงตนเพิ่งเดินมา แล้วก็ใช้เครื่องไม่ได้ หรืออยู่แล้วใช้เครื่องไม่ได้ก็แสดงตนโดยทางกดไมโครโฟนได้ครับ🔗
๐๓๕ เฉลียว เกาะแก้ว แสดงตนครับ🔗
ถ้าไม่มีผู้แสดงตนเพิ่มเติม ขอให้เจ้าหน้าที่แสดงผลนะครับ ที่มาภายหลังมีการแสดงตนด้วยเครื่องเพิ่มไหมครับ แล้วก็ ขอชื่อที่ขานชื่อด้วยครับ มีชื่อที่ขานชื่อเพิ่มอีก ๑๘ ท่าน รวมผู้ที่อยู่ในห้องประชุมนี้ ๗๐๓ ท่าน เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ นายแพทย์เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ บัตรกดแสดงตนไม่ได้นะครับ ขออนุญาตแสดงตนครับ🔗
เชิญแจ้งครับ ผมยังไม่ปิด การแสดงตน🔗
๐๓๓ นายแพทย์เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ ครับ🔗
ท่านประธานครับ พลเรือเอก ศักดิ์สิทธิ์ หมายเลข ๑๗๘ แสดงตนครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม พีระศักดิ์ สว. ๑๒๙ ครับ🔗
ท่านประธานครับ ๐๓๒ สว. พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม แสดงตนครับ🔗
ผม ๐๘๓ ชัชวาลล์ คงอุดม แสดงตนครับ🔗
เจ้าหน้าที่ ขอจำนวน ที่เพิ่มเติมครับ ขอที่มาแสดงตนภายหลังมีเพิ่มไหมครับ รวมเพิ่มทั้งหมด ๒๓ ท่าน จาก ๑๘ เพิ่มอีก ๗ ท่าน ขณะนี้มีผู้แสดงตนแล้วก็อยู่ในห้องประชุมนี้แล้ว ๗๐๘ ท่าน ผมขอปิด การเสนอชื่อแล้วนะครับ ถือว่าที่ประชุมครบองค์ประชุมนะครับ🔗
ผมจะได้แจ้งให้ท่านสมาชิก ได้รับทราบถึงวิธีการลงคะแนนในครั้งนี้ ท่านได้กดบัตรแสดงตนแล้วนะครับ ก็คือผู้ใดเห็นว่า ญัตติที่เสนอนี้ต้องห้าม ผู้ใดเห็นว่าเป็นญัตติต้องห้ามตามข้อบังคับ ข้อ ๔๑ คือเสนอชื่อ ท่านพิธาซ้ำไม่ได้ เอาให้ชัดอีกทีนะครับ เดี๋ยวจะผิด ท่านผู้ใดเห็นว่าเป็นญัตติต้องห้าม ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๑ คือเสนอชื่อท่านพิธาไม่ได้ ก็ให้กดปุ่มเห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นว่า ไม่เป็นญัตติต้องห้าม คือไม่อยู่ใต้ข้อบังคับ ข้อ ๔๑ ผมอ่านซ้ำนะครับ ท่านผู้ใดเห็นว่าญัตตินี้ที่ จะโหวตนี้ไม่อยู่ภายใต้ข้อบังคับ ข้อ ๔๑ คือเสนอได้ เสนอชื่อท่านพิธาได้ ก็ขอให้กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นว่าสมควรงดออกเสียง กรุณากดปุ่มงดออกเสียง ก็ดำเนินการได้ครับ ท่านผู้ใดที่ขัดข้องในการใช้บัตรนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ไม่เห็นด้วยครับ🔗
เพิ่มเติมได้นะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ๐๒๔ ไม่เห็นด้วยครับ🔗
๕๗๕ ครับ สมเจตน์ แสงเจริญรัตน์ ไม่เห็นด้วยครับ🔗
๐๕๓ จิรัชยา สัพโส ไม่เห็นด้วยค่ะ🔗
เชิญครับ ท่านผู้ใดที่ลงมติ แล้วมีปัญหาครับ🔗
๓๘๕ สมเกียรติ ตันดิลกตระกูล ไม่เห็นด้วยครับ🔗
ท่านประธานครับ พลเรือเอก ศักดิสิทธิ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ๑๗๘ เห็นด้วยครับ🔗
เชิญครับ ท่านผู้ใดที่ยังไม่ได้ ออกคะแนนเสียงครับ ถ้าไม่มีผู้ใดใช้สิทธิ ผมขอให้เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้ลงมติ ทั้งหมด ๗๑๕ ท่าน เห็นด้วย ๓๙๔ ภายหลังมาเพิ่มอีก ๑ เห็นด้วย ๓๙๕ ไม่เห็นด้วย ๓๑๒ งดออกเสียง ๘ มีผู้ไม่ลงคะแนนเสียง ๑🔗
เนื่องจากในขณะนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณามีมติให้คุณพิธางดปฏิบัติหน้าที่ เพราะฉะนั้นจำนวนสมาชิก กึ่งหนึ่งของที่ประชุมทั้ง ๒ สภาในวันนี้คือ ๓๗๔ คะแนนที่ออกมาจึงเห็นทั้งหมด ๓๙๕ ก็ถือว่าที่ประชุมนี้มีมติเกินกึ่งหนึ่งเห็นว่าการใช้มติตามข้อ ๔๑ ดำเนินการใช้ได้ ก็คือ ไม่สามารถจะเสนอชื่อคุณพิธาซ้ำได้ในสมัยประชุมนี้ เพราะฉะนั้นวันนี้ก็ถือว่าหมดระเบียบ วาระ ผมขออนุญาตปิดประชุมครับ🔗