รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ครั้งที่ ๔ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง)
วันอังคารที่ ๒๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๖
ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา
------------------------------
ขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่านนะครับ ขณะนี้มีสมาชิกมาลงชื่อเข้าประชุมครบองค์ประชุมแล้ว ตอนนี้ยอดผู้เข้ามาเซ็นชื่อเรียบร้อยแล้ว ๕๐๖ ท่าน เกินครึ่งแล้ว ซึ่งครึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกรัฐสภาที่มีอยู่ ๓๗๔ ท่าน ผมจะขออนุญาตเปิดประชุมและดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระต่อไปครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม🔗
๑.๑ รับทราบผลการพิจารณาตามข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. ....🔗
ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มติรับทราบข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. .... และที่ประชุมร่วมกัน ของรัฐสภาได้ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นหน่วยงานหลักรับข้อสังเกตดังกล่าว ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย สำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงาน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานอัยการสูงสุด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางความเหมาะสม ของข้อสังเกตดังกล่าว และสรุปผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินงานในภาพรวม เสนอต่อคณะรัฐมนตรี ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๖ รับทราบ รายงานผลการพิจารณาที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอ เพื่อคณะรัฐมนตรีได้รับทราบข้อพิจารณาดังกล่าว จึงเรียนมาให้สมาชิกทราบครับ🔗
ท่านประธานครับ ประเด็นนี้ครับ🔗
อันนี้เสนอเพื่อรับทราบนะครับ🔗
แต่ว่ามีประเด็น ที่เกี่ยวข้องกับสภาผู้แทนราษฎรที่ผมคิดว่าจำเป็นอภิปรายครับท่านประธาน🔗
เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผมณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ แม้จะเป็นเรื่องรับทราบเกี่ยวกับการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ต่อข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. .... ซึ่งพวกเราที่ประชุมรัฐสภาได้ผ่านกฎหมายฉบับนี้ไปครับ แต่เนื่องจากข้อสังเกต ของคณะรัฐมนตรีในข้อ ๖ ครับ ในข้อ ๖ นั้นเป็นประเด็นที่ทางพวกผมเองพรรคก้าวไกล โดย สส. ณัฐพงศ์ เรืองปัญญาวุฒิ ก็ผลักดันมาโดยตลอดครับ เป็นประเด็นเรื่องของ การศึกษาระบบการลงโทษปรับตามสถานะทางเศรษฐกิจที่เรียกว่า Day Fine เพื่อเกิด ความเป็นธรรมระหว่างผู้มีฐานะเศรษฐกิจดีและผู้ด้อยฐานะ ท่านประธานครับ มีข้อสังเกต จากคณะรัฐมนตรีมาอยู่ในหน้า ๓ ผมขออนุญาตอ่านเพื่อทำความเข้าใจ แล้วก็ต้องสอบถาม ท่านประธานว่าจะเอาแบบนี้ใช่หรือไม่ครับ ในหน้า ๓ บอกว่ากรณีที่มีการถามมายังรัฐสภานั้น สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นต้องศึกษาในประเด็นนี้ ผมขีดเส้นใต้ ๓ บรรทัดเลยนะครับ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเห็นว่า ยังไม่มีความจำเป็นต้องศึกษาในประเด็นนี้ เดี๋ยวท่านประธานต้องวินิจฉัยว่าเอาอย่างไร ส่วนสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภามีความเห็นว่าการศึกษาระบบการลงโทษตามฐานะ ทางเศรษฐกิจหรือ Day Fine เป็นกรณีที่สมควรให้ศาลและในองค์กรในกระบวนการยุติธรรม พิจารณาศึกษา อันนี้ขีดเส้นใต้บรรทัดเดียวไม่ติดใจ เพราะท่านบอกว่าไม่เป็นไร แต่ว่าวุฒิสภาอาจจะไม่ศึกษานะ จะส่งให้ศาลหรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ดำเนินการ แต่กรณีของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรที่เห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นนี่ครับ ผมคิดว่าต้องติดใจครับ ท่านประธานครับ ถึงแม้เราตั้งข้อสังเกตไป ครม. ตอบมาแบบนี้ ซึ่งเข้าใจว่าก็ต้องมีผู้แทนสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรไปร่วมด้วย ก็ต้องให้ ท่านประธานวินิจฉัยครับว่าสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรว่าอย่างนี้ แต่ถ้าพวกผม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรติดใจ เห็นว่าสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรควรจะศึกษา แล้วอยู่ในอำนาจการวินิจฉัยของท่านประธานก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร ก็น่าจะศึกษาครับ เพื่อนำไปสู่การปรับแก้ในอนาคต เพราะว่าเรื่อง Day Fine เป็นเรื่องใหญ่ครับ เป็นเรื่อง ที่จะก่อให้เกิดความเป็นธรรมในการลงโทษต่อผู้กระทำความผิดที่ไม่ใช่อาชญากรโดยแท้ ต้องขออนุญาตเรียนท่านประธานด้วยความเคารพอย่างยิ่ง ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณคุณณัฐวุฒิมากครับ มีผู้ใดจะให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมไหมครับ ถ้าไม่มีผู้ใดให้ข้อสังเกตเพิ่มเติม ผมจะให้สำนักงาน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้ชี้แจง ถ้ามีประเด็นที่จะชี้แจงได้ ถ้าไม่มี อันนี้ได้รับแจ้งจาก สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรแจ้งว่า ไม่มีงบประมาณรองรับสำหรับการวิจัยในเรื่องนี้ ก็คงจะได้มีการแก้ไขต่อไป ก็เป็นประเด็นสำคัญครับ คุณณัฐวุฒิได้เสนอ ขอบคุณมากครับ ต่อไปเป็นการรับทราบเรื่องที่ ๒ ครับ🔗
๑.๒ รับทราบรายงานผลการพิจารณาตามข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ....🔗
ด้วยสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีหนังสือแจ้งว่าคณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๖ รับทราบรายงานผลการพิจารณาตามข้อสังเกต ของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. .... ของรัฐสภาตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอ และให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติส่งรายงาน ผลการพิจารณาในเรื่องนี้ต่อสภาเพื่อทราบ รายละเอียดตามเอกสารที่ได้วางให้สมาชิกทราบ แล้วนะครับ จึงเรียนมาเพื่อทราบครับ🔗
๑.๓ รับทราบคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญกรณีผู้ตรวจการแผ่นดินขอให้พิจารณา วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓🔗
ตามที่ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ กรณีที่รัฐสภามีมติตีความว่าการเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควร ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบในรอบ ๒ เป็นญัตติทั่วไป ต้องห้ามนำเสนอซ้ำอีกตามข้อบังคับ ข้อ ๔๑ หรือขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ และขอให้กำหนดมาตรการวิธีการชั่วคราวก่อนที่จะวินิจฉัย โดยให้มีคำสั่งยุติการเลือก นายกรัฐมนตรีไว้ก่อนจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยนั้น เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๖ ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้องดังกล่าวและมีมติเป็นเอกฉันท์ มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย เมื่อคำสั่งไม่รับคำร้องวิจัยแล้วคำร้องอื่นก็เป็นอัน ตกไปด้วย จึงเรียนมาให้ที่ประชุมรับทราบครับ🔗
ก็เป็นเรื่องที่สืบเนื่องเนื่องจากว่าการประชุมเมื่อวันศุกร์ที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๖ คุณรังสิมันต์ โรม สมาชิกรัฐสภาได้เสนอญัตติด่วนด้วยวาจาตามข้อบังคับ ข้อ ๓๒ (๑) ขอให้สภาพิจารณาทบทวนเรื่องที่เราได้พิจารณาเมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๖๖ โดยพิจารณาตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ นั้น คุณรังสิมันต์ โรม ขอให้มีการพิจารณาทบทวน เมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๖ ซึ่งในขณะนั้นผมเห็นว่าเรื่องที่จะทบทวนนั้นมันยังเกี่ยวข้องกับ เรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังจะวิจัย ซึ่งโดยปกติแล้วถ้าเรื่องอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล สภาจะยังไม่พิจารณาจนกว่าเรื่องนั้นจะพิจารณาแล้วเสร็จ ประกอบกับผมเห็นว่า ถ้ามีการพิจารณาไปในช่วงนั้นอาจจะมีบางช่วงบางตอนอาจจะเป็นการละเมิดศาลได้ ผมจึงอาศัยอำนาจประธานสภา ข้อ ๒๒ ให้เลื่อนการประชุมไปก่อนโดยยังไม่ได้พิจารณา ข้อเสนอของคุณรังสิมันต์ โรม ฉะนั้นในวันนี้ถ้าคุณรังสิมันต์ โรม ยังติดใจก็อยากให้ นำเสนอได้ครับ🔗
เรียนท่านประธาน ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิก รัฐสภา เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ตามที่ท่านประธานได้ชี้แจงต่อที่ประชุมว่า ในการเสนอญัตติของพวกเราของผม แล้วก็มีผู้รับรองถูกต้องในครานั้น จริง ๆ ต้องเรียน ต่อท่านประธานด้วยความเคารพนะครับว่ามันได้เป็นญัตติที่จะต้องมีการพิจารณา ในที่ประชุมของรัฐสภา ซึ่งนอกจากตัวผมแล้วที่มีการเสนอญัตติดังกล่าวก็มีอีกท่านหนึ่ง ต้องขออนุญาตที่เอ่ยนามท่านนะครับ ไม่เสียหาย คือท่านสมชาย แสวงการ ก็มีผู้รับรอง ถูกต้องเช่นกัน แต่เป็นในลักษณะญัตติที่ไม่เห็นด้วยกับที่ผมเสนอ ประเด็นปัญหาก็คือว่า เมื่อเสนอไปแล้วโดยหลักการก็คือในที่ประชุมของรัฐสภาจะต้องมีการพิจารณา ซึ่งปรากฏว่า ในเอกสารที่เป็นระเบียบวาระการประชุมร่วมกันของรัฐสภาไม่ปรากฏว่าจะมีการพิจารณา ญัตติของผมเลยแม้แต่น้อยครับ จึงอยากจะเรียนสอบถามท่านประธานเบื้องต้นว่า เพราะเหตุใดถึงไม่มีการบรรจุระเบียบวาระในเรื่องของญัตติที่ขอให้มีการทบทวนมติ ของที่ประชุมของรัฐสภา ที่ห้ามเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีเป็นบุคคลที่ผ่านการเสนอไปแล้ว ขอความชัดเจนจากท่านประธานด้วยว่าเพราะเหตุใดท่านประธานถึงไม่บรรจุญัตติดังกล่าว ในวาระการประชุม ขอบคุณครับ🔗
เรื่องนี้ได้สอบถาม ทางเจ้าหน้าที่ที่ออกระเบียบวาระแล้วนะครับ เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าเนื่องจากเป็นวาระ ที่ยังไม่พิจารณาเสร็จสิ้นไป แล้วก็ให้ประธานนำเสนอในที่ประชุมว่าได้มีการเสนอ ที่ประชุมแล้ว แล้วเดี๋ยวประธานก็จะมีข้อวินิจฉัยต่อไปตามที่ได้แจ้งให้ Whip ๓ ฝ่ายแล้ว แต่ตอนนี้ผมก็อยากให้คุณรังสิมันต์ โรม ได้เสนอญัตติที่เสนอในวันนั้นโดยมีวัตถุประสงค์ ต่าง ๆ ก็อนุญาตให้นะครับ ก็ถือว่าได้เข้าสู่ระเบียบวาระที่ให้นำไปพิจารณา แต่จะพิจารณา ได้หรือไม่เดี๋ยวเราจะวินิจฉัยกันต่อไป ซึ่งอันนี้คุณรังสิมันต์ก็คงทราบเป็นการภายในแล้วว่า ในการประชุม Whip ๓ ฝ่ายเราได้ชี้แจงเรื่องนี้ไปบ้างพอสมควร แต่วันนี้เป็นการประชุมใหญ่ ของสมาชิกรัฐสภา ก็อยากให้คุณรังสิมันต์ โรม ได้เสนออีกสักครั้งหนึ่ง ก็ถือว่าเป็น การพิจารณาอยู่ในขั้นตอนอยู่นะครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องเรียนต่อท่านประธานนะครับว่า หลังจากผมเสนอจะมีเพื่อนสมาชิกอีก ๒ ท่านจากพรรคก้าวไกล จะนำเสนอเนื้อหาสาระว่าเพราะเหตุใดถึงควรที่จะมีการทบทวน ซึ่งก็คงจะใช้เวลาของสภา ไม่นาน เราคาดว่าคงจะแล้วเสร็จอาจจะใช้เวลาอยู่สักประมาณไม่เกินครึ่งชั่วโมงนะครับ ท่านประธานครับ🔗
ผมจะนำเสนอต่อเนื้อหาสาระนะครับท่านประธาน จากการประชุม ที่เราได้มีการลงมติ แล้วนำไปสู่การที่ผมได้มีการเสนอญัตติด้วยวาจาเมื่อการประชุมครั้งที่แล้ว เพื่อให้ที่ประชุมของรัฐสภาได้ทบทวนและเพิกถอนมติที่ได้เคยลงไว้ เมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๖๖ ในการตีความข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๔๑ ที่กำหนดว่าญัตติใดเมื่อตกไปแล้ว ห้ามนำญัตติซึ่งมีหลักการเช่นเดียวกันขึ้นเสนออีกในสมัยประชุมเดียวกันนั้น ให้หมายความ รวมถึงการเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีด้วย เรื่องที่มาที่ไป ผมคงไม่ขอลงรายละเอียด เพราะทุกท่านก็คงจะทราบดีถึงผลของการตีความข้อบังคับ การประชุมรัฐสภา ข้อ ๔๑ ที่ที่ประชุมได้มีมติเมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคมที่ผ่านมา อันที่จริง ข่าวเรื่องการเสนอให้มีการตีความดังกล่าวมีออกมาก่อนหน้าวันประชุมจริงสักระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งก็ปรากฏว่ามีนักวิชาการด้านกฎหมายที่เป็นผู้เชี่ยวชาญหลายท่านออกมาท้วงติงว่า การตีความดังกล่าวไม่ถูกต้อง และภายหลังจากที่รัฐสภามีมติออกมาแล้ว เสียงคัดค้าน ที่ดังออกมาก็ยิ่งหนักแน่นมากขึ้นกว่าเดิม กรณีสำคัญที่ผมต้องขอกล่าวถึง ได้แก่ แถลงการณ์จาก ๑๑๕ คณาจารย์นิติศาสตร์ จาก ๑๙ มหาวิทยาลัย หลายคนก็เป็นคนที่สอนนิติศาสตร์ให้กับผมและผมก็เชื่อว่า สอนนิติศาสตร์ให้กับเราอีกหลาย ๆ คน ปรากฏว่าแถลงการณ์ออกมาชัดเจนไม่เห็นด้วย กับมติของรัฐสภาที่ให้ข้อบังคับการประชุมของรัฐสภาใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ โดยให้เหตุผลว่า การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นกระบวนการที่บัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ เป็นการเฉพาะ ต่างจากญัตติทั่วไปตามข้อบังคับการประชุม ซึ่งตามที่บัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญนั้นก็มิได้กำหนดไว้แต่ประการใดว่าการเสนอชื่อ Candidate นายกรัฐมนตรี คนเดิมจะกระทำไม่ได้ เมื่อรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดบัญญัติไว้เพียงเท่านี้ การตีความ ข้อบังคับการประชุมรัฐสภาซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ที่ลำดับต่ำกว่ารัฐธรรมนูญจะตีความข้อบังคับ ให้มีผลเหนือกว่ารัฐธรรมนูญไม่สามารถกระทำได้ และไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะให้การตีความ เช่นนี้กลายเป็นบรรทัดฐานต่อไปในอนาคต หาไม่แล้วการเรียนการสอนนิติศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในเรื่องลำดับชั้นของกฎหมายและหลักการปกครองโดยกฎหมาย ที่มีหลักรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดจะยากที่จะดำเนินการโดยปกติในประเทศไทยต่อไปได้🔗
อีกกรณีหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ คือกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้พิจารณาคำร้องที่มีผู้ยื่นในประเด็นการตีความดังกล่าวของรัฐสภา พิจารณาแล้วเห็นว่า การเสนอชื่อและลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นการกระทำตามขั้นตอนที่รัฐธรรมนูญ กำหนดไว้ ไม่ใช่เป็นกรณีที่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับการประชุมของรัฐสภา ข้อ ๔๑ จึงมีมติ เมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยต่อไป ซึ่งแม้ในเวลาต่อมา ศาลรัฐธรรมนูญจะได้มีคำสั่งไม่รับคำร้องดังกล่าว แต่ก็เป็นการไม่รับด้วยเหตุผลว่าผู้ร้อง ไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะยื่นคำร้องได้ ไม่ได้เป็นการยกคำร้องหลังจากพิจารณาในเนื้อหาสาระ แต่อย่างใด ความสำคัญจริง ๆ ของกรณีผู้ตรวจการแผ่นดินคือมันแสดงให้เห็นว่าในภาคส่วน ที่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องต่าง ๆ ก็ยังมีความเห็นแย้งกับการตีความที่รัฐสภา ได้เคยมีมติไปแล้วต่างหาก ผมและพรรคก้าวไกลเราเห็นด้วยกับแนวของการตีความ ของ ๑๑๕ คณาจารย์นิติศาสตร์และผู้ตรวจการแผ่นดิน อย่างไรก็ตามเราไม่เห็นด้วยว่า ประเด็นปัญหาข้อนี้จะต้องลงเอยด้วยการไปฝากฝังให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ตัดสินชี้ขาด ในทุกสิ่งทุกอย่าง ทีนี้ประเด็นที่อยู่ในข้อบังคับการประชุมของรัฐสภา พูดง่าย ๆ ก็คือ ข้อบังคับดังกล่าวคือคู่มือสำหรับการใช้ปฏิบัติงานเฉพาะสมาชิกรัฐสภาเท่านั้นแท้ ๆ ถ้าจะมีข้อพิพาทกันเกี่ยวกับข้อบังคับการประชุม ถ้าจะมีมติใด ๆ ที่ตัดสินใจออกไปแล้ว เห็นได้ในภายหลังว่าสมควรแก้ไขใหม่ให้ถูกต้องก็สมควรที่เราจะหาข้อยุตินี้ในที่ประชุมแห่งนี้ นั่นจึงเป็นเหตุผลครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ที่พวกเราและเพื่อนสมาชิกจากพรรคก้าวไกล เสนอญัตติดังกล่าว ซึ่งพวกเราเห็นว่าเป็นประเด็นที่ควรได้รับการพิจารณาเป็นเรื่องด่วน ให้เสร็จสิ้นก่อนที่จะมีการเสนอชื่อและลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีตามวาระที่ได้ลงกันต่อไป เพื่อให้เกิดความชัดเจนหากจะต้องมีการเสนอชื่อ Candidate นายกรัฐมนตรีเกิดขึ้นอีก ก็สามารถเสนอกันได้ ไม่เข้าเงื่อนไขของข้อบังคับการประชุม ข้อ ๔๑ แต่อย่างใด ทั้งนี้ ท่านประธานครับ อาจจะมีบางผู้บางนายเสนอว่าโต้แย้งว่า การตีความข้อบังคับ ข้อ ๔๑ เมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคมนั้นทำโดยอาศัยอำนาจตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ ซึ่งระบุว่า เมื่อที่ประชุมรัฐสภาได้ลงมติวินิจฉัยเป็นประการใด ให้ถือว่าคำวินิจฉัยนั้นเป็นเด็ดขาด ดังนั้นจะมาทบทวนมติที่ลงไปแล้วอีกไม่ได้ ผมต้องอธิบายกับท่านประธานอย่างนี้ว่า คำว่า เป็นเด็ดขาด ที่ว่านี้ไม่ได้หมายความว่า ต่อแต่นี้ไป🔗
เดี๋ยวผมขออนุญาตนิดหนึ่งครับ คุณรังสิมันต์ เพราะว่าเรื่องนี้คุณรังสิมันต์ก็ได้ชี้แจงในคราวที่แล้ว คราวนี้ก็ให้อนุญาต นำเสนอเพื่อจะได้เข้าใจ คงจะไม่ลึกลงไปมากซ้ำไปอีกนะครับ แล้วก็เป็นที่เข้าใจครับ เป็นความคิดเห็นที่ผมก็เข้าใจ จึงให้มาอธิบายเพื่อให้คนข้างนอกได้เข้าใจว่าทำไมคุณรังสิมันต์ ได้เสนอเรื่องนี้ ผมอยากให้ได้สรุปไปเลยครับ เพราะว่ามันอยู่ในประเด็นเดิมอยู่แล้ว ก็คืออยากจะทบทวนสิ่งที่ได้ลงมติตามมาตรา ๑๕๑ ไปแล้วครับ เป็นที่เข้าใจ กรุณาสรุป ได้ไหมครับ🔗
ครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผมจะสรุปอย่างรวดเร็ว แต่ต้องเรียนกับท่านประธานด้วยความเคารพนะครับ พวกเราเองก็พยายามที่จะทำให้การเดินหน้าของสภาเป็นไปอย่างราบรื่น ผมจะขออธิบาย นิดเดียวครับท่านประธาน แล้วเดี๋ยวผมก็จะจบนะครับ🔗
ผมขออนุญาตนะครับ เริ่มว่าคำว่า เป็นเด็ดขาด ที่อยู่ในข้อบังคับการประชุม ข้อ ๑๕๑ ไม่ได้หมายความว่าต่อแต่นี้รัฐสภาจะต้องถือตามคำวินิจฉัยที่มีขึ้นตลอดไป โดยที่ไม่อาจทบทวนได้อีกเลย ความเป็นเด็ดขาดหมายความว่าเมื่อรัฐสภาได้วินิจฉัยแล้ว ไม่มีองค์กรใดที่อยู่สูงกว่านั้นที่จะให้อุทธรณ์เพื่อให้วินิจฉัยแตกต่างไปจากรัฐสภาได้ แต่หากว่าองค์กรที่ชื่อว่ารัฐสภาจะมีการทบทวนสิ่งที่ได้เคยวินิจฉัยออกไปด้วยตัวของรัฐสภาเอง การเช่นนั้นย่อมทำได้ เฉกเช่นเดียวกันกับที่ศาลฎีกาก็ยังเคยมีคำพิพากษาที่เป็นการกลับหลัก จากคำพิพากษาของตัวเองที่เคยมีในอดีตอยู่ร่ำไป หรือสมาชิกบางท่านอาจสงสัยว่า ที่ผมกำลังเสนออยู่นี้เป็นความพยายามที่จะเอาคุณพิธากลับมาถูกเสนอชื่อเป็น Candidate นายกรัฐมนตรีอีกครั้งให้ได้อย่างนั้นใช่หรือไม่ ผมก็ขอให้ท่านเหล่านั้นได้ดูในสถานการณ์ ตอนนี้เสียก่อน การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้พรรคก้าวไกลก็ไม่ได้ อยู่ในฐานะที่จะเสนอใครเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งหากได้รับเสียงเห็นชอบจากที่ประชุมแห่งนี้ ก็จบไป พวกท่านไม่ต้องกังวลอะไรอีกแล้ว แต่หากยังไม่ได้ก็ไม่ใช่ว่าเดี๋ยวจะเอาชื่อคุณพิธา มาเสนออีกครั้งได้เลย เพราะตอนนี้ ๘ พรรคร่วมก็แยกย้ายกันไปแล้ว ถ้าจะเสนอชื่อใคร ก็คงต้องมาคุยกันอีกยาว การที่ผมเสนอญัตตินี้ ท่านประธานครับ มันจึงไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากต้องการทบทวนมติที่เคยมีกันไปเพื่อให้กลับมาสู่ลู่ทางที่ถูกที่ควรเท่านั้นเอง🔗
สุดท้ายนี้ท่านประธานครับ ผมขอย้ำอีกครั้งถึงสิ่งที่ผมได้อภิปรายไป เมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ขอให้ทุกท่านลองคิดตามให้ดีว่าตามรัฐธรรมนูญก็ระบุไว้ อย่างชัดเจนแล้วว่าการเลือกนายกรัฐมนตรีให้เลือกจาก Candidate ตามรายชื่อ ที่พรรคการเมืองระบุมา เฉพาะจากพรรคที่มี สส. ในสภาไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๕🔗
คงพอแล้วครับ🔗
สรุปแล้วครับท่านประธาน จะจบแล้วครับ🔗
เกือบครึ่งชั่วโมง ผมคิดว่า น่าจะเพียงพอเข้าใจแล้วครับ🔗
มัน ๑๒ นาทีเอง ท่านประธานครับ🔗
สัก ๑ นาที เชิญครับ🔗
และแม้ว่าจะเสนอชื่อ บุคคลใดก็ตามไปแล้ว ถ้าลงมติไม่ผ่านก็ไม่มีตรงไหนเลยในรัฐธรรมนูญที่ระบุว่าบุคคลนั้น ไม่นับเป็น Candidate นายกรัฐมนตรีอีกต่อไป นั่นหมายความว่าสถานะของการเป็น Candidate นายกรัฐมนตรีไม่ว่าจะใครก็แล้วแต่จะยังคงมีต่อไปเรื่อย ๆ ดังนั้น ท่านประธานครับ เรากลับมาสร้างบรรทัดฐานที่ถูกต้องที่ควรเถอะครับ พวกท่านอาจจะไม่ต้องการให้คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่อย่าถึงต้องขนาดเผาบ้านเพื่อไล่หนูตัวเดียวเลยครับ เราจะทำลายหลักการของรัฐสภา สร้างบรรทัดฐานกันแบบนี้จริง ๆ หรือครับ ท่านประธานครับ🔗
คุณรังสิมันต์ครับ ผมก็อนุญาตด้วยความเห็นใจ แล้วก็อยากจะให้ได้ชี้แจงให้เข้าใจ ผมคิดว่าเข้าใจแล้ว และเวลาท่านใช้ไป ๒๐ กว่านาทีแล้ว ผมขออนุญาตว่ายุติการอภิปรายของคุณรังสิมันต์ โรม ด้วยความเคารพนะครับ ด้วยความเคารพจริง ๆ🔗
ท่านประธาน จริง ๆ ผมจบแล้วครับ🔗
ขอบคุณมากครับ🔗
แต่ว่าท่านประธานอาจจะ ต้องพิจารณาจากเจ้าหน้าที่ครับ เวลาที่ผมใช้จริงไปแค่ ๑๓ นาที ท่านประธานครับ มันขึ้นอยู่หน้าจอเมื่อสักครู่ครับ ๑๓ นาที🔗
ไม่เป็นไร เราไม่ได้ กำหนดเวลา แต่ว่าอภิปรายพอสมควรได้เห็นว่าได้ประเด็นแล้วที่เราจะต้องวินิจฉัย จากที่ประชุมนี้ได้ก็เลยอยากจะให้ขอยุติ🔗
คือท่านประธานที่เคารพ ผมไม่ได้ต้องการตีรวนอะไร🔗
เข้าใจครับ🔗
จริง ๆ เมื่อสักครู่ผม อภิปรายจบถ้าท่านประธานเบรกผมหลังจากนั้นสัก ๕ วินาทีผมก็จบครับ🔗
ที่ผมให้คุณรังสิมันต์ชี้แจง ผมเข้าใจว่าไม่ใช่ประเด็นที่จะเถียง แต่เพื่อความเข้าใจ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ขออนุญาตครับ🔗
เชิญครับ🔗
ผมขอประท้วง ท่านประธานครับ ท่านประธานครับ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตหนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านประธาน ในข้อบังคับ ข้อ ๕ นะครับ ก็คือท่านประธานจะต้องเป็นประธานของที่ประชุมรัฐสภา และต้องวางตัวเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ แต่ที่ผ่านมาท่านประธานพยายามที่จะขัดขวาง การอภิปรายของท่านรังสิมันต์ โรม ไม่ให้แสดงเหตุผลของการเสนอญัตติที่จะให้ทบทวนญัตติ เดิมที่ผ่านเมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคมนี้ เหมือนกับท่านประธานมีธงอยู่แล้วว่าจะไม่ให้ และพยายามตัดตลอด ขนาดเวลานี่นะครับ เวลามีแค่ ๑๓ นาที ท่านก็บอกว่าครึ่งชั่วโมง ผมอยากจะให้ท่านให้โอกาส และให้สมาชิกได้มีการอภิปรายเต็มที่ครับ🔗
ขอบคุณครับคุณธีรัจชัย ได้ทราบประเด็นที่ประท้วงแล้ว ประเด็นที่ผมอยากชี้แจงคุณรังสิมันต์ว่าไม่ได้มีการขัดขวาง เพราะได้มีการตกลงกันแล้วว่าอยากจะให้มาชี้แจงในสภา และผมเห็นว่าได้เนื้อหาสาระ ที่สมาชิกสภาเข้าใจที่จะวินิจฉัยต่อไปแล้ว ให้โอกาสแล้วก็ให้คุณรังสิมันต์ โรมได้แสดง ความคิดเห็น ก็ด้วยความเคารพจริง ๆ ก็อยากจะขออนุญาตว่าน่าจะเพียงพอแค่นี้นะครับ เชิญครับ มีประท้วงประเด็นอะไร🔗
ต้องขออนุญาตประท้วง ท่านประธานครับ🔗
เชิญครับ🔗
ผมจบการอภิปรายครับ แต่ว่าผมอยากให้ท่านประธาน เพราะเนื่องจากพี่น้องประชาชนทั่วประเทศเขาติดตาม การประชุม แล้วผมไม่ได้ใช้เวลาไปครึ่งชั่วโมงอย่างที่ท่านประธานว่า คือเวลาของการบันทึก ของที่ประชุมแห่งนี้เขาบันทึกเอาไว้ตรงหน้าจอที่เราทุกคนใช้กันมาเป็นสรณะนี่ ๑๓ นาทีกว่า ๆ ถ้าท่านประธานกรุณาแก้ไขในเรื่องเวลาให้ถูกต้องผมยอมจบครับ🔗
ครับ ขอแก้ไข ต้องขอโทษ ด้วยนะครับ ก็อย่างที่ตามเวลา แต่ผมเห็นว่าเป็นเวลาที่สมควรครับ🔗
ท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านครับ ความเห็นที่คุณรังสิมันต์ โรม จะเสนอ ญัตติด่วนด้วยวาจา เมื่อวันที่ ๔ สิงหาคมนั้น และผมได้ให้เลื่อนการประชุมออกไป วันนี้ก็ให้นำเสนอเข้ามา แต่ก่อนหน้าที่จะมีการประชุมในวันนี้ และก่อนหน้าที่จะมีการประชุม Whip ๓ ฝ่าย เมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคมนั้น ผมได้ให้ฝ่ายกฎหมายและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้นำข้อเสนอมาเพื่อที่จะเสนอที่ประชุม ๓ ฝ่าย และผมได้พิจารณาด้วยว่าข้อเสนอด้วยวาจา ของคุณรังสิมันต์ โรม นั้นจะรับมาพิจารณาอย่างไรต่อไป ที่ประชุมของฝ่ายกฎหมาย และที่เกี่ยวข้องให้ความเห็นว่าญัตติที่เสนอนั้นเป็นญัตติซ้อนที่ได้มีการลงมติไปแล้ว ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ ถ้าหากว่าสามารถจะเสนอญัตติอย่างนี้เข้ามาทบทวนซ้อนไปเรื่อย ๆ หรือไม่จำเป็นต้องเรื่อย ๆ ครับ ญัตติที่ลงไปแล้ว และถือว่าเด็ดขาดไปแล้วนั้นถึงแม้จะเป็น ความเห็นว่าเด็ดขาดอย่างไร เป็นความเห็นที่จะรับพิจารณาแสดงความเห็นได้ แต่เมื่อ มีข้อบังคับอย่างนั้นแล้วและสภาทบทวน ความเชื่อถือของมติสภานั้นอาจจะลดลงไปว่า เดี๋ยวจะมีการทบทวนอีกต่อไปแล้วจะเชื่ออันไหน อย่างไร อันนี้เป็นความเห็นนะครับ คุณรังสิมันต์และพวกเรา เป็นความเห็น ด้วยความเคารพจริง ๆ และเจตนาคุณรังสิมันต์ โรม ก็พูดชัดเมื่อสักครู่ว่าไม่ได้เจตนาจะตีรวน หรือเสนอชื่อคุณพิธาเข้ามาขัดกับข้อบังคับนี้ หรือไม่ อย่างไร แต่อยากให้สภาได้ทบทวนว่าญัตติที่ลงไปแล้วนั้นทบทวนได้หรือไม่ ฝ่ายกฎหมายเห็นว่า ไม่ควรจะให้มีการทบทวน เพราะจะสร้างบรรทัดฐานความไม่น่าเชื่อถือกับเรื่องอื่น ๆ อีกนะครับ แต่ความเห็นมันแตกต่างกันได้นะครับ ซึ่งผมได้แจ้งให้ที่ประชุม Whip ๓ ฝ่ายแล้วนะครับ คือจะกลายเป็นว่าถ้าทบทวนไปมันไม่ใช่เฉพาะเรื่องนี้ครับ รัฐสภาของเราคนจะเกิดความลังเล ด้วยความเคารพจริง ๆ แต่ความเห็นของคุณรังสิมันต์ด้วยความบริสุทธิ์ใจ หรือความเห็น คนข้างนอกตอนนี้อาจจะเป็นเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่ผมก็ขอใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๐ ว่า ให้ประธานดำเนินกิจการของสภาให้เป็นไปตามข้อบังคับ ผมก็จะถือว่าข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ ประกอบกับมาตรา ๕ แล้วก็ข้อกฎหมายของรัฐธรรมนูญนั้นเห็นว่าควรจะไม่รับข้อเสนอที่ว่า เป็นญัตติด่วน ซึ่งเป็นอำนาจของประธานสภาตามที่อ้างโดยได้มีการหารือกันแล้ว แล้วก็ ที่ประชุมของ Whip ๓ ฝ่ายนั้น ด้วยความเคารพว่าส่วนใหญ่ก็เห็นด้วย เพราะฉะนั้น ผมจึงขอวินิจฉัยว่าไม่รับญัตติด่วนที่เสนอด้วยวาจาของคุณรังสิมันต์ โรม ด้วยความเคารพ จริง ๆ แล้วก็ให้โอกาสมาชี้แจงในวันนี้เพื่อคนจะได้เข้าใจว่าทำไมไม่รับ และในวันเดียวกันนั้น คุณสมชาย แสวงการ ก็เสนอไม่เห็นด้วยกับญัตติที่คุณรังสิมันต์ โรม เมื่อเป็นญัตติ เกี่ยวเนื่องกัน และผมไม่ขอนำญัตติดังกล่าวเป็นญัตติด่วน แล้วคิดว่าคุณสมชายคงไม่ติดใจนะครับ ขออนุญาตให้ดำเนินการประชุมต่อไปนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ใช้สิทธิประท้วงครับ🔗
เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมขอใช้สิทธิประท้วงท่านประธานตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๐ ที่ท่านอ้างนะครับ แล้วก็ ข้อบังคับการประชุมรัฐสภาในข้อ ๕ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าประเด็นมีหลายประเด็นที่ท่านประธาน ไม่อาจที่จะทำความเข้าใจหรือเคลียร์ต่อสาธารณะชนได้ และผมคิดว่าเพื่อความสง่างาม ของท่านประธาน ที่ทางคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นคนเสนอชื่อท่านประธานเป็นประธาน สภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภา และที่ประชุมให้การรับรอง เราปล่อยผ่านแบบนี้ไม่ได้ครับ🔗
ประการที่ ๑ ท่านประธานครับ ในกรณีของญัตติของคุณสมชาย แสวงการ ท่านสมาชิกวุฒิสภา ด้วยความเคารพครับ เมื่อสักครู่ตอนแรกผมเข้าใจว่าท่านจะไม่กล่าวถึง แต่เมื่อท่านกล่าวถึงแล้วบอกว่าคุณสมชาย แสวงการ ไม่ติดใจ ผมเองยังหันไป ยังไม่เห็น คุณสมชาย แสวงการ แต่ผมเชื่อมั่นว่าท่านมาแล้วนะครับ ท่านเป็นคนที่รับผิดชอบการทำหน้าที่ ได้เป็นอย่างดี ผมเองยังไม่เห็นครับว่าคุณสมชาย แสวงการ ได้แถลงต่อที่ประชุมว่า จะถอนญัตติของตนเอง ผมเองยังไม่เห็นเลยว่าคุณสมชาย แสวงการ แสดงเหตุและผล แบบที่คุณรังสิมันต์แสดงแบบใด ประการใด ผมคิดว่าท่านประธานวินิจฉัยได้ แต่เมื่อท่าน ใช้เกณฑ์เดียวกันแล้วอยากจะฟังว่าคุณสมชายไม่ติดใจก็ควรจะได้ยินจากเสียงของคุณสมชาย แสวงการ ด้วยตัวท่านเอง เพราะเรื่องอื่นท่านพูดทุกเรื่องเลยครับ เรื่องอื่นท่านอภิปรายยาว แต่เรื่องนี้แค่คำว่า ถอน หรือ ไม่ติดใจ ผมยังไม่ได้ยินเสียงท่านเลย นั่นเป็นประการที่ ๑ ครับ ท่านประธานครับ🔗
ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๐ ที่ท่านใช้นี่ผมคิดว่า ทางฝ่ายกฎหมายสภาต้องทบทวนนะครับ เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๐ เป็นเรื่องของ การทำหน้าที่ครับท่านประธาน รอบนี้อาจจะต้องประท้วงยาว เพราะว่าเพื่อความสง่างาม ของตำแหน่งประธานครับ เป็นเรื่องการทำหน้าที่ไม่ได้บอกว่าสิ่งที่จะนำไปสู่รายละเอียด ของการปฏิบัติซึ่งข้อบังคับมีบทบัญญัติเฉพาะต่าง ๆ นั้นถูกหรือผิด ผมยกตัวอย่าง เพราะท่านอ้าง รัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๐ วรรคสี่ ที่บอกว่า ประธานรัฐสภามีหน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญ และดำเนินกิจการของสภาให้เป็นไปตามข้อบังคับ แต่วรรคห้าเองก็บอกว่าท่านต้องวางตัวเป็นกลาง ในการปฏิบัติหน้าที่ ถ้าท่านชัดเจนตั้งแต่วันนั้น เพราะเหตุใดละครับ ฝ่ายกฎหมายสภา ถึงไม่บอกท่านเลยตั้งแต่วันนั้นว่า ญัตตินั้นไม่สามารถบรรจุได้ แล้วก็หยิบยกกรณีของมาตรา ๒๗๒ รัฐธรรมนูญที่เรากำลังพิจารณาในวันนั้นขึ้นมาพิจารณาต่อ แต่ท่านก็ไม่ได้ทำ เพื่อนสมาชิก พรรคก้าวไกลไปลงรายละเอียดนะครับว่าการเลื่อนการประชุมทีส่งผลกระทบต่องบประมาณ วันละกี่ล้านบาท ผมเองไม่อยากพูดถึงตัวเลข แต่ผมคิดว่าอย่าใช้รัฐธรรมนูญในกรณีของ การปฏิบัติหน้าที่มาเป็นบทบัญญัติที่ตีความ แล้วนำไปสู่การตีความเลยไปถึงข้อบังคับ การประชุมที่ไม่มีความเกี่ยวเนื่องสอดคล้องกัน นั่นเป็นประการที่ ๒ ครับ🔗
ประการที่ ๓ ท่านประธานครับ ประการที่ ๓ ซึ่งผมคิดว่าเป็นประเด็น สำคัญยิ่งครับ ท่านประธานพยายามจะอ้างว่าฝ่ายกฎหมายเขาสรุปมา มีการหารือ มีการพูดคุยในที่ประชุม Whip ๓ ฝ่าย แต่ท่านต้องยืนยันผ่านสาธารณชนครับว่า ใน Whip ๓ ฝ่ายไม่ได้มีมติว่าเห็นด้วยกับสิ่งที่ฝ่ายกฎหมายทำมา ผมไม่อยากลงรายละเอียด ความจริงผมยังติดใจอยู่ ๒ คำด้วยกันนะครับ คำหนึ่งท่านถอนไปแล้ว ผมไม่ลงรายละเอียด กรณีที่กล่าวพาดพิงไปถึงคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ความจริงยังอยากได้เอกสารฝ่ายกฎหมาย ที่ตีความว่าตกลงท่านถอนไปจริงหรือไม่ แต่ในเอกสารที่ฝ่ายกฎหมายสรุปยังมีอีกคำหนึ่ง ที่สำคัญนะครับ จะไม่พูดเสียก็คงไม่ได้ เพราะท่านอ้างว่าศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยมาแล้วว่า การเสนอบทบัญญัติดังกล่าวนั้นไม่อาจทำได้ ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่อยากเอ่ยชื่อตุลาการว่า ชื่ออะไร อย่างไรบ้าง องค์ประชุมเป็นใคร หลายคนก็เป็นอาจารย์ของผม เขาไม่ได้วินิจฉัยเลยว่า การเสนอทำได้ ไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้รับเรื่องตั้งแต่ต้น ผมถึงบอกอย่างไรครับว่าท่านต้อง ไปทบทวนว่าเอกสารฝ่ายกฎหมายของท่านเองมีปัญหาไหม แต่ไม่เป็นไรครับ เอาเป็นว่า ท่านต้องยืนยันผ่านที่ประชุมครับว่า ในที่ประชุม Whip ๓ ฝ่าย หรือหลายฝ่ายก็แล้วแต่ เพราะว่าก็ยังไม่รู้ว่าฝ่ายไหนเป็นฝ่ายไหนนี่นะครับ วันนี้จัดเก้าอี้ผมแบบนี้ วันหน้า อาจจะกลับไปฝั่งโน้น วันโน้นอาจจะกลับไปฝั่งนั้น หรือ ๒ ปีข้างหน้าอาจจะกลับมาอีกฝั่งก็ได้ ไม่มีใครรู้ แต่ท่านต้องเอาให้ชัดว่าถ้าไม่ได้มีมตินะครับ เป็นแค่ความเห็น พวกผมก็รับทราบไว้ ไม่เป็นไรครับ นั่นเป็นประการที่ ๓🔗
ประการที่ ๔ ท่านประธานครับ ผมคิดว่านี่ต้องฝากอนาคตไว้ให้ลูกหลาน เพราะว่าสิ่งที่พูดในที่ประชุม เรื่องเด็ดขาดครับท่านประธาน🔗
เดี๋ยวประเด็นนี้คุณณัฐวุฒิ ใช้ประเด็นประท้วง ซึ่งต้องบอกข้อบังคับแล้ว ไม่ใช่อภิปราย🔗
อ๋อ ผมบอกตั้งแต่ต้น แล้วครับ ท่านประธานย้อนชวเลขดูได้ครับ🔗
ถ้าอภิปรายผมจะยัง ไม่อนุญาตให้อภิปราย ถ้าประท้วงผิดข้อบังคับ ผมอนุญาต🔗
ผิดข้อบังคับ ข้อ ๕ ท่านประธานครับ การทำหน้าที่ที่ต้องวางตนเป็นกลาง แล้วก็เป็นการปฏิบัติหน้าที่ ในการควบคุมการดำเนินการต่าง ๆ นะครับ และรวมถึงอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ที่บัญญัติไว้ใน (๗)🔗
ได้🔗
คืออะไรท่านประธานครับ🔗
ก็ไม่ต้องอภิปรายแล้ว แล้วผมจะวินิจฉัย🔗
ประเด็น เด็ดขาด ครับท่านประธาน เพราะว่าการพูดเรื่องการตีความว่า เด็ดขาด นี่ท่านต้องยืนยันในฐานะ ประธานรัฐสภา ซึ่งมีไม่น้อยคนที่ได้มีโอกาสนั้นในการทำหน้าที่ว่า เด็ดขาดนี้เด็ดขาดแค่ แต่เพียงเรื่องการบังคับใช้ในสมัยปัจจุบันนี้เท่านั้น🔗
ใช่ครับ🔗
ต้องขอให้บันทึกไว้ครับ ท่านประธาน อย่างนี้นะครับ เพราะว่าที่ประชุม Whip ไม่เหมือนที่ประชุมรัฐสภานะครับ ลูกหลานในอนาคตมาทำวิทยานิพนธ์อีก ๕๐ ปีก็จะได้บอกว่าสภาแห่งนี้วินิจฉัยแบบนี้ แต่วันนั้นลูกหลานของเราวินิจฉัยไม่ได้เป็นไปตามแบบนี้ เพราะเขายืนหยัดหลักการที่ถูกต้อง แบบนี้คือความสง่างามที่สุดของตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ท่านประธาน วินิจฉัยทั้งหมดด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณคุณณัฐวุฒิมากครับ เป็นการประท้วงเหมือนกันใช่ไหมครับ🔗
ครับ🔗
เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ อรรถกร ศิริลัทธยากร พลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตประท้วงท่านประธานนะครับ ในข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๕ เพราะว่า ผมคิดว่าตอนนี้ การประชุมรัฐสภาของเราเริ่มที่จะเยิ่นเย้อนะครับ ผมเรียนท่านประธาน และที่ประชุมด้วยความเคารพนะครับว่าในการประชุม ไม่ใช้คำว่า Whip ๓ ฝ่ายแล้วกันครับ ตัวแทนพรรคการเมืองและตัวแทนสมาชิกวุฒิสภานี่ ท่านประธานวันนั้นท่านประธาน ก็ทำหน้าที่ในที่ประชุม ท่านประธานก็ได้ให้เกียรติสมาชิกทุกคนที่เข้าประชุม โดยเฉพาะ เพื่อนของผมนะครับ เพื่อนสมาชิกจากพรรคก้าวไกล ผมคาดว่าแน่นอนครับว่าการประชุม ตัวแทนพรรคการเมืองและตัวแทนสมาชิกวุฒิสภาไม่ได้มีมติที่ชัดเจน แต่ผมว่าคนที่อยู่ ในที่ประชุมนั้นก็เข้าใจทั้งหมดว่าวันนี้จะเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นเองท่านประธานครับ ผมจึงอยากเรียนว่า ท่านประธานก็มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๐ แล้ว ท่านประธานก็เดินหน้าต่อเลยครับ เพราะว่าวันนี้ระเบียบวาระการประชุมรัฐสภาก็ยังมีเรื่องที่สำคัญรออยู่นะครับ ผมว่าพี่น้อง ประชาชนหรือว่าสมาชิกรัฐสภาก็อยากเดินหน้าต่อ ดังนั้นผมกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ🔗
ขอบพระคุณมากครับ ประเด็นของคุณณัฐวุฒิในข้อบังคับ ข้อ ๕ ว่าผมไม่เป็นกลางนะครับ เรียนด้วยความเคารพว่า ผมทำหน้าที่ตามที่ผมได้พูดไว้ทำตัวเป็นกลาง ถ้าหากว่าไม่เป็นกลางผมก็ใช้มติที่ฝ่ายกฎหมาย เสนอให้ผมใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๐ ไปแล้ว แต่ความเห็นอาจจะไม่ตรงกันว่า รัฐธรรมนูญนี้ใช้ไม่ได้หรือใช้ได้ เป็นความเห็นครับ แต่ว่าเราต้องปฏิบัติตามนั้น จึงเห็นว่า ผมได้ปฏิบัติตามหน้าที่และให้ความเป็นกลางนะครับ แล้วก็เห็นว่าอยากจะให้คุณรังสิมันต์ ได้ชี้แจง ก็ได้ชี้แจง ก็เห็นว่าควรจะได้เดินหน้าการประชุมต่อไป แล้วก็อยากจะเรียนให้ทราบว่า การตีความหมายคำว่า เด็ดขาด ที่คุณณัฐวุฒิพูดถึงก็เป็นไปตามข้อบังคับ แล้วก็ไม่ใช่ว่า ใช้ได้ตลอดไป ในประชุมสมัยหน้าข้อยุติที่ตกลงตามข้อ ๑๕๑ เกี่ยวข้องกับข้อ ๔๑ ก็ถือว่า สามารถจะเสนอชื่อซ้ำได้แล้ว อันนี้เป็นเรื่องข้อบังคับแล้วก็ข้อกฎหมาย ความเห็น แตกต่างกันได้ ผมขอดำเนินการประชุมต่อไป🔗
สำหรับคุณธีรัจชัยประท้วง ประเด็นไหนครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตหนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตประท้วงท่านประธานในข้อบังคับ ข้อ ๕ ประธานต้องวางตัวเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ เมื่อสักครู่ที่ผมลุกขึ้นประท้วง🔗
คุณธีรัจชัยครับ ข้อที่คุณ ได้ประท้วงแล้ว แล้วก็ข้อเดียวกับคุณณัฐวุฒิ🔗
ผมจะอธิบายนิดหนึ่ง🔗
คุณฟังผมสักนิดหนึ่ง ก่อนนะครับ🔗
เมื่อสักครู่ประท้วง ในกรณีของท่านรังสิมันต์ โรม ที่อภิปราย ท่านไปขัดขวางไม่เป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ แต่คราวนี้ผมจะประท้วง🔗
ผมได้อธิบายแล้วนะครับ ขอความกรุณา ด้วยความเคารพนะครับว่าเป็นข้อเดียวกับที่คุณณัฐวุฒิได้ประท้วงแล้วว่า ประธานวางตัวไม่เป็นกลาง ผมได้อธิบายไปแล้ว🔗
แต่เหตุผลไม่เหมือนกันนะครับ🔗
ถ้าให้อธิบาย ประท้วง ข้อเดียวกันซ้ำผมเห็นว่าควรจะยุติได้ แล้วก็ในเรื่องนี้ก็ได้พูดกันมาพอสมควรครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ด้วยความเคารพท่านประธาน เหตุผลจะไม่เหมือนกันนะครับ เมื่อสักครู่ผมประท้วง ที่ท่านขัดขวางท่านรังสิมันต์ โรม ไม่ให้อภิปราย🔗
ผมได้อธิบายแล้ว🔗
ทีนี้คราวนี้ผมอภิปราย ว่าท่านวางตัวไม่เป็นกลาง🔗
ผมได้อธิบายไปแล้ว ทุกคน คงได้ยินว่าไม่ได้ขัดขวาง ถ้าขัดขวางคงไม่ให้อย่างนี้ แล้วได้พูดทั้งข้างในนี้ แล้วพูดข้างนอก ด้วยกับคุณรังสิมันต์บอกว่าผมให้โอกาส ผมอยากฟัง และให้ประชาชนได้รับฟังด้วย อันนี้แสดงให้เห็นว่าประธานไม่ได้ขัดขวางนะครับ ก็เปิดให้คุยกันไม่ว่าจะเป็นสิบกว่านาที ก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นด้วยความเคารพจริง ๆ คุณธีรัจชัยครับ เราพูดอย่างเป็นกลางอีกครั้งหนึ่งว่า ผมวางตัวเป็นกลาง แล้วก็พยายามให้โอกาสกับทุกท่าน แต่เมื่อมีผู้ประท้วงว่าควรจะได้ เดินหน้าไป แล้วก็ให้ผมใช้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๐ ซึ่งเดี๋ยวจะมีคนไม่เห็นด้วย ความเห็นแตกต่างกันได้ แต่รัฐธรรมนูญมีอยู่🔗
มันไม่ใช่ ผมไม่ใช่ ประท้วงประเด็นนั้นนะครับ แต่มีกระบวนการที่ท่านวางตัวไม่เป็นกลางในกรณีของ เกิดประเด็นปัญหาการลงมติเรื่องญัตตินี้ มันเป็นเรื่องที่ผมอธิบายชี้แจงประชาชนอยู่เหมือนกัน🔗
ผมให้สั้น ๆ นะครับ ผมให้ สั้น ๆ เชิญครับ🔗
OK ครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนที่ผมประท้วงที่ไม่เป็นกลางนั้นสืบเนื่องจากท่านปฏิบัติ หน้าที่ตั้งแต่ต้น อันเป็นที่มาของญัตติตามข้อบังคับ ข้อ ๔๑ และข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ ที่บอกว่าการเสนอญัตติซ้อนไม่ได้ เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีไม่ได้ กรณีอย่างนี้มันมีร่องรอย ตั้งแต่ในส่วนของการประชุม Whip รัฐบาล เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๖ นั่นก็คือ มีบอกว่า ก่อนเริ่มพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา ๒๗๒ ของรัฐธรรมนูญ ประธานรัฐสภาจะเปิดโอกาสให้สมาชิกได้อภิปราย ประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับข้อหารือดังกล่าวเพื่อหาข้อยุติร่วมกันให้ถือเป็นมติเห็นชอบ ในที่ประชุมเป็นผู้พิจารณาและลงมติต่อไป เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประชุม Whip และเป็นเรื่องที่มี การตกลงโดยเสียงข้างมากและท่านประธานไม่ได้โต้แย้งเลย ความจริงเรื่องนี้ถ้าเกิดท่าน ประธานใช้อำนาจไม่ให้มีการตั้งเป็นญัตติขึ้นมาเรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นครับ การลงมติ ที่อาจารย์ทั้งหมด ๑๕๑ คนที่บอกว่ามันทำให้ข้อบังคับใหญ่ต่อรัฐธรรมนูญนั้นไม่เกิดขึ้น นั่นคือท่านประธานนั้นมี ๒ กรณีเท่านั้น อันแรกคือท่านประธานไม่กล้าที่จะใช้อำนาจ ประธานสภาในการตัดสินในหลักการที่ถูกต้อง ๒. คือท่านรู้เห็นเป็นใจกับกรณีจะทำให้ เสียงข้างมาก เนื่องจากเสียงข้างมากคือวุฒิสภา ๒๕๐ บวกกับ ๑๘๘ โหวตอย่างไร ทางผม ไม่มีทางชนะได้🔗
ผมอยากจะให้คุณธีรัจชัย ถอนคำว่า ผมไปรู้เห็นเป็นใจ ผมไม่รู้เห็นเป็นใจจริง ๆ เพราะมีการเสนอ🔗
ท่านฟังให้จบได้ไหมครับ ขออนุญาตด้วยความเคารพครับ🔗
ขอให้ถอนประเด็นนี้ก่อน ถ้าไม่จบผมไม่ให้พูดต่อไปแล้วครับ เพราะคุณต้องถอน คุณกล่าวหาอย่างรุนแรงว่า ผมรู้เห็นเป็นใจกับเสียงข้างมาก ผมไม่รู้เลยว่าเสียงข้างมากจะเป็นอย่างไร ไม่อยากจะให้พูดซ้ำ ถ้าพูดซ้ำก็มีหลายประเด็น วันนั้นตอนที่ก่อนจะลงมติก็ไม่มีใครคัดค้านว่าจะลงมติตาม ข้อ ๑๕๑ นะครับ จนกระทั่งอภิปรายหมดคนอภิปรายไปแล้วก็ลงมติ ไม่มีใครประท้วงเลยว่า ประธานกำลังจะให้เสียงข้างมากลงมติ ผมไม่รู้ว่าเสียงข้างมากจะไปอย่างไรครับ ถ้าคุณไม่ถอนประเด็นนี้ผมไม่พูดต่อไป ไม่อนุญาต ไม่อนุญาตครับ ประเด็นนี้ผมไม่อนุญาต เพราะคุณกล่าวหาผมรุนแรงว่าผมรู้เห็นเป็นใจ ประธานรู้เห็นเป็นใจเสียงข้างมากได้อย่างไร เพราะเสียงข้างมากลงมติ วันนั้นโดยที่ไม่รู้ว่าเสียงข้างมากจะเป็นอย่างไร แล้วผม ด้วยความสัตย์จริงผมไม่รู้เลยว่าเสียงข้างมากจะเป็นอย่างไร ผมยังนึกด้วยว่าเสียงข้างมาก จะไม่เห็นด้วยด้วยซ้ำไป แต่ก็เมื่อมีการเสนอญัตติ พอเสนอเข้ามาก็ต้องพิจารณาตามนั้น คุณธีรัจชัยต้องเข้าใจนะครับ เราต้องมีความซื่อสัตย์ต่อตนเองซึ่งกันและกัน ผมซื่อสัตย์ ต่อตัวเอง แล้วคุณธีรัจชัยก็นั่งประชุมในวันนั้นก็ไม่มีการพูดประเด็นนี้ขึ้นมา ถ้าไม่ถอน ประเด็นนี้ผมถือว่าผมเสียหาย คนข้างนอกก็มองว่าประธานรู้เห็นเป็นใจ ถ้าไม่ถอนผมไม่ให้พูด นั่งลงครับ ไม่เดี๋ยวหรอกครับ นั่งลง จะนั่งลงไหม ๆ จะนั่งลงหรือเปล่า คุณกล่าวหา คุณไม่ถอนไม่ได้ครับ คำสั่งของประธานถือว่าเด็ดขาดครับ การให้ถอน ให้นั่ง เด็ดขาด คุณถอนก่อนก็ไม่ต้องนั่ง แต่ถ้าคุณไม่ถอนผมให้นั่งนะครับ🔗
ผมขอถอน แต่ผมต้อง อธิบายนะครับ🔗
ไม่ต้องอธิบายครับ🔗
ไม่ได้ครับท่าน ผมอธิบายว่า ที่ผมบอกผมไม่ได้กล่าวหาท่าน ผมบอกว่ามีอยู่ ๒ กรณี ลองถอดเทปได้นะครับ คือ ๑. ท่านไม่กล้า ๒. ท่านรู้เห็นเป็นใจ ผมไม่ได้กล่าวหาท่านนะครับ ไม่ได้กล่าวหานะครับ ๒ อย่างนะครับ ตรงนั้นนะครับ ซึ่งตรงนี้ถ้าเกิดว่าเป็นอันใดอันหนึ่งมันก็ถือว่าท่านไม่เป็นกลาง ในการปฏิบัติหน้าที่🔗
ท่านประธานครับ ประท้วงครับ🔗
เชิญผู้ประท้วงครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ อรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกรัฐสภา พรรคพลังประชารัฐ ผมก็ขอใช้ข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อเดิมครับ ท่านประธานครับ มันไม่จบครับ มันไม่จบจริง ๆ ครับ และ ณ ขณะนี้ ท่านประธานครับ ผมเรียนว่าเพื่อนสมาชิกเมื่อสักครู่นี้ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านจริง ๆ เคารพท่านนะครับ สิ่งที่ท่านได้กล่าวก็คือว่ามีการประชุม Whip รัฐบาลในปี ๒๕๖๖ ก่อนที่จะมีการเลือกนายกรัฐมนตรี เพื่อนสมาชิกผมเข้าใจผิดนะครับ ถ้าท่านประธานสังเกต ผมไม่เคยใช้ว่าตอนนี้มี Whip ฝ่ายค้าน ตอนนี้มี Whip ฝ่ายรัฐบาล แม้แต่การประชุมผมยังใช้เป็นการประชุมตัวแทนของพรรคการเมือง ตัวแทนวุฒิสภา ดังนั้นเองท่านเข้าใจผิดนะครับ แล้วผมเรียนด้วยความเคารพนะครับว่า วันนั้นเสียง ก็ออกมาเห็นชัดเจนว่าเสียงส่วนใหญ่ในสภาเลือกแบบไหน ขอความกรุณาเคารพ เสียงส่วนใหญ่ของสภาเลือกแบบไหน ขอความกรุณาเคารพเสียงส่วนใหญ่ของสภา แล้วเดินหน้าต่อด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗
คุณธีรัจชัยครับ ด้วยความเคารพนะครับ เมื่อคุณถอนคำพูดแล้ว แล้วคิดว่าคุณได้ใช้สิทธิประท้วงในหลายประเด็นแล้ว ผมอนุญาต ได้แค่นี้ครับ🔗
ขออนุญาตนิดเดียวครับ ให้เสร็จ เดี๋ยวจะเข้าใจคลาดเคลื่อนกันนะครับ ผมพูดถึงเปรียบเทียบว่า ๒ กรณีอย่างนี้ มันเป็นการไม่เป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ แล้วมันก่อให้เกิดปัญหาในการวางบรรทัดฐาน🔗
คุณพูดซ้ำ ไม่อยากให้ชี้แจงว่า กล้าหรือไม่กล้า🔗
ที่พอมาเปิดการโหวต แล้วเป็นบรรทัดฐานแบบนี้อาจารย์จะสอนกฎหมายยากในมหาวิทยาลัย🔗
เป็นความเห็น🔗
ก็ขอให้โอกาสนิดหนึ่ง ท่านประธาน ถ้าเกิดไม่สิ้นกระแสความจะเข้าใจคลาดเคลื่อนเลย ท่านประธานครับ ดังนั้น การที่ท่านรังสิมันต์ โรม ได้เสนอขึ้นมาเป็นเหตุอันหนึ่งที่ให้สภามีโอกาสทบทวน ในสิ่งที่อาจจะคลาดเคลื่อนได้ และสภามีอำนาจเท่ากันนะครับ🔗
คุณธีรัจชัยครับ เมื่อสักครู่ ก็มีผู้ประท้วงแล้ว แล้วคุณก็ไม่ฟังเลยนะครับ ขอคุณรังสิมันต์ โรม🔗
เดี๋ยวผมพอแล้วครับ ท่านประธานขอนิดเดียวครับ พอแล้วครับ คืออย่างนี้ ผมก็เลยบอกว่าอยากจะให้ท่าน ใช้อำนาจในการที่ให้โอกาส ไม่ใช่มาตัดแบบนี้ นี่คือสาเหตุของการที่ผมบอกว่าท่านอาจจะ ไม่เป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ครับ ไม่ใช่มีการกล่าวหาอย่างนั้นเลย เปรียบเทียบแบบนี้นะครับ🔗
เข้าใจนะครับ คิดว่าเมื่อสักครู่ คุณธีรัจชัยแล้วก็หลายท่านพูดถึงคุณสมชาย ผมคิดว่าคุณสมชายคงไม่ติดใจ แล้วก็ในตอน ที่ประชุม Whip ก็ไม่ติดใจ ส่วนการประชุม Whip ๓ ฝ่ายนั้นขอเรียนว่าเป็นการแจ้งให้ทราบ มตินั้นเพื่อนำมาสู่การปฏิบัติ ที่ประชุมใหญ่จะไม่ปฏิบัติก็ได้ ผมจึงขออนุญาตนะครับว่า เราได้มาทบทวนเรื่องนี้ไปพอสมควร ผมก็ขอใช้อำนาจของประธานสภาซึ่งคนอาจจะ เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย แต่ว่าเมื่อเป็นประธานที่ประชุมผมก็ขอใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๐ ประกอบกับข้อบังคับ ข้อ ๕ และข้อ ๑๕๑ ไม่เห็นสมควรว่าจะให้มีการทบทวนตามเหตุผล ที่ว่านั้น เป็นความเห็นที่แตกต่างกันได้ แต่ผมต้องปฏิบัติตามข้อบังคับนี้ครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ท่านประธานขอรับทราบ ๓๐ วินาที นิดเดียวครับ ขอกล่าวทิ้งท้ายนิดเดียวครับ🔗
เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธาน ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล🔗
ไม่ใช่ว่าพอผมขออนุญาตแล้ว ไปยาวเลย สั้นก็สั้นจริง ๆ นะครับ นี่ผมก็ให้เกียรตินะครับ🔗
สั้นจริง ๆ ครับ เรียนท่านประธานครับ ก็เคารพต่อท่านประธาน เห็นท่านประธานมาตั้งแต่สมัยผมยังเด็ก ก็ไม่นึกเหมือนกันว่าจะได้มาทำหน้าที่วันนี้ร่วมกันกับท่านประธาน แล้วก็ไม่นึกเหมือนกันว่า วันนี้เราจะมีบรรทัดฐานของสภาแบบนี้ แต่ก็เคารพ แล้วก็คงไม่อยากให้มีกระบวนการใด ๆ ในการที่จะใช้ในข้อญัตติที่ผมเสนอเป็นเงื่อนไขในทางการเมืองเพื่อให้การโหวตนายกรัฐมนตรี ไปต่อไม่ได้ ดังนั้นแม้จะไม่เห็นด้วยอยู่เต็มอกต่อคำวินิจฉัยของท่านประธาน แต่พวกเรา ก็พร้อมที่จะทำหน้าที่เพื่อเดินหน้าสู่วาระต่อไป ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณคุณรังสิมันต์ โรม และพวกเราทุกคนครับ เราก็พยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุดนะครับ ผมจะขอเข้าระเบียบวาระ ต่อไปนะครับ🔗
เรื่องด่วนที่ ๑🔗
พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา ๒๗๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย🔗
เนื่องจากรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ วรรคหนึ่ง กำหนดให้ในระหว่าง ๕ ปีแรก นับแต่วันที่รัฐสภาชุดแรกให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็น นายกรัฐมนตรีให้กระทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาและข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๑๓๖ และข้อ ๑๓๗ กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการในการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลไว้แล้ว ผมจึงขอนำข้อบังคับ ข้อ ๑๓๖ และข้อ ๑๓๗ มาปฏิบัติเป็นขั้นตอนต่อไปนะครับ🔗
ในขั้นตอนแรกนั้นคือเรื่องการเสนอชื่อบุคคลสมควรได้รับแต่งตั้ง เป็นนายกรัฐมนตรี อันนี้ข้อบังคับได้กำหนดว่า ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น เป็นผู้มีสิทธิเสนอชื่อ ซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่ละคนมีสิทธิเสนอได้เพียงคนละ ๑ ชื่อ จากบุคคลที่มีคุณสมบัติ ไม่มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา ๑๖๐ ของรัฐธรรมนูญ และตามรายชื่อที่พรรคการเมืองได้แจ้งไว้ตามมาตรา ๘๘ ของรัฐธรรมนูญ โดยทั้งนี้ เมื่อมีการเสนอชื่อแล้วก็ต้องให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้นเป็นผู้รับรอง ซึ่งจะต้อง มีจำนวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ ของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่น้อยกว่า ๕๐ คน แล้วการรับรองนั้นจะใช้วิธีการยกมือเหมือนญัตติปกติทั่วไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมจึงไม่ใช้วิธียกมือ แต่จะใช้วิธีให้กดปุ่มของสมาชิก โดยให้กดปุ่มแสดงตน ถ้าครบหรือไม่ครบก็ถือว่าเป็นจำนวนที่รับรองโดยใช้วิธีกดปุ่ม ไม่ยกมือ เพราะข้อบังคับ ห้ามไม่ให้มีการยกมือ แต่เฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้นที่รับรอง สมาชิกวุฒิสภา ไม่ต้องเสนอชื่อและไม่ต้องรับรอง ขอทำความเข้าใจอย่างนี้ ไม่ทราบว่าเข้าใจตรงกันนะครับ ในตอนนี้ก็เลยอยากจะให้เอาขั้นตอนแรกก่อนให้เสนอชื่อแล้วก็รับรอง แล้วก็จะถามว่า เสนออีกบ้างไหม ที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ และมาตรา ๘๘ ส่วนการลงคะแนน ผมไม่อยากจะชี้แจงให้มันสับสนตอนนี้ เอาเรื่องเสนอชื่อก่อนและมีการรับรอง การลงคะแนน จะชี้แจงเมื่อตอนลงคะแนนภายหลังนะครับ เชิญครับ ท่านชลน่านครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย สมาชิกรัฐสภา ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่ง ตามข้อบังคับการประชุมร่วมกัน ของรัฐสภา ข้อ ๑๓๖ ซึ่งได้บัญญัติไว้ว่า การพิจารณาให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา ๒๗๒ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญ ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอชื่อบุคคล ซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีต่อที่ประชุมของรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยได้รับมอบหมาย จาก ๑๑ พรรคการเมือง ซึ่งจะเป็นพรรคการเมืองที่จะร่วมจัดตั้งรัฐบาล ขอเสนอชื่อ นายเศรษฐา ทวีสิน ซึ่งเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติ ไม่มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา ๑๖๐ ของรัฐธรรมนูญ และเป็นผู้ที่พรรคเพื่อไทยได้เสนอรายชื่อเป็นบุคคลซึ่งสมควร จะได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๘ นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมแห่งนี้ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานขอผู้รับรอง ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่จะแสดงตนโดยการเสียบบัตรเป็นผู้รับรอง ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ขอให้สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรเท่านั้นเสียบบัตรแล้วก็กดปุ่มแสดงตน ไม่สามารถจะยกมือได้นะครับ ตามข้อบังคับ ขอให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้นเสียบบัตรแล้วก็กดแสดงตนนะครับ เสียบบัตร แล้วก็กดแสดงตน มีใครที่ยังขัดข้องบ้าง ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งครับ ท่านวุฒิไม่ต้องรับรอง ท่านผู้ใดยังมีปัญหาเรื่องเสียบบัตร แล้วก็กดปุ่มแสดงตนเพื่อให้เห็นว่ารับรองคุณเศรษฐา ทวีสิน เป็นบุคคลที่จะถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม จักรวาล ชัยวิรัตน์กุล จังหวัดสุโขทัย ขอแสดงตนเห็นชอบด้วยครับ🔗
เพิ่ม ๑ คนนะครับ มีสมาชิก ท่านใดที่อยู่ข้างนอกแล้วก็ยังไม่ได้เข้ามาแสดงตน ถ้าประสงค์อยากจะแสดงตนเพื่อรับรอง ผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี เชิญเข้ามาแสดงตนได้ครับ🔗
ณพล เชยคำแหง แสดงตนครับ🔗
ซึ่งจะสมบูรณ์ได้ก็คือต้องมี ผู้รับรอง ๕๐ คน กำลังทยอยเข้ามาครับ🔗
ทรงศักดิ์ มุสิกอง ๑๔๕ ขอยกเลิกครับ🔗
ขอยกเลิกแสดงตนนะครับ🔗
ท่านประธานครับ พัฒนา สัพโส ๒๔๕ แสดงตนครับ🔗
ผม สมยศ พลายด้วง ๓๙๒ ยกเลิกครับ🔗
ท่านประธานครับ ๒๑๗ ประเสริฐ บุญเรือง แสดงตนครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม บัญชา เดชเจริญศิริกุล ๑๙๓ แสดงตนครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม พลตำรวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่ ๔๔๘ แสดงตนครับ🔗
มีท่านผู้ใดที่ประสงค์ จะแสดงตนครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพนะครับ กระผม นายวิวรรธน์ แสงสุริยะฉัตร สมาชิกวุฒิสภา วันนี้จะขออนุญาต อภิปรายสำหรับผู้เป็น Candidate ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีนะครับ โดยทางพรรคเพื่อไทย ได้มีการส่งคุณเศรษฐา ทวีสิน มาเป็น Candidate นะครับ สำหรับ สว. นี่ผมอยากจะ ขออนุญาตอย่างนี้ก่อนนะครับว่า ตามอำนาจหน้าที่ของ สว. แล้ว ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ได้กำหนดให้มีหน้าที่ในการเลือกบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้แล้ว ยังต้องกำหนดถึงคุณสมบัติด้วยว่าคนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีนี้จะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร ตามมาตรา ๑๙๕ และมาตรา ๑๖๐ (๔) ผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้จะต้องมีความซื่อสัตย์ สุจริต แล้วก็เป็นที่ประจักษ์ของประชาชน และจะต้องมีจริยธรรมตามมาตรา ๑๖๐ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่ง ที่สำคัญ ดูแลบริหารบ้านเมืองทั้งประเทศ ดูแลปากท้องประชาชนทั้งประเทศ ดูแลสถาบัน เกือบทุกสถาบัน ขับเคลื่อนประเทศ ทำให้ประเทศเจริญหรือตกต่ำได้โดยผู้นำของประเทศ เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นตำแหน่งที่สำคัญขนาดนี้ต้องได้รับการคัดสรรและคัดเลือกจากสมาชิก ทั้งวุฒิสภา แล้วก็ทั้ง สส. ต้องได้รับการรับรองเสียงกึ่งหนึ่งคือ ๓๗๕ นะครับ เพราะฉะนั้น กรณีดังกล่าวจึงเป็นเรื่องสำคัญของทางผู้ที่จะต้องมาเลือก ในเมื่อ สว. มีหน้าที่จะต้อง คัดสรรบุคคลที่มาเลือก ผมก็จะขอเข้าประเด็นเลยนะครับ🔗
ประเด็นของทาง สว. นี่นะครับ ต้องเลือกคุณเศรษฐา ทวีสิน ทางพรรคเพื่อไทย ได้มีการเสนอมา ก็เพิ่งเสนอมาในช่วงระยะเวลาสักไม่เกินอาทิตย์กว่า ๆ ซึ่งเป็นการทราบข่าวกันมา เราก็พยายามจะติดตามนะครับว่าเศรษฐา ทวีสิน เขาทำอะไร อยู่ที่ไหน ประวัติเป็นอย่างไร ผมได้สอบถามเพื่อน สว. ด้วยกันเลยหลาย ๆ ท่านถามว่ารู้จักท่านเศรษฐาไหม ท่านเศรษฐา ทวีสิน รู้จักไหม บางคนก็บอกอ๋อรู้จักเป็นนักธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ เป็นเจ้าของ โครงการแสนสิริต่าง ๆ แต่ถามว่ารู้จักตัวตนท่านจริง ๆ ไหมว่าท่านทำอะไร อย่างไร ที่ไหน ท่านมีประวัติอย่างไร ส่วนใหญ่จะบอกว่าไม่ทราบ ถามว่าท่านเป็นคนดีไหม หรือคนไม่ดีอะไร อย่างไรไหม คุณทราบกันไหม สว. พรรคพวกผมตอบว่าไม่ทราบเหมือนกัน ไม่รู้เหมือนกัน เพราะว่าส่วนใหญ่เราไม่ได้เข้าไปคลุกคลี มันก็เลยเกิดคำถามขึ้นมาคำถามแรกเลยว่า คนที่จะมาเป็นนายกที่ สว. เราทุกคนจะต้องเลือกเรายังไม่รู้จักเขาเลยว่าเขาเป็นคนดีหรือไม่ดี เขาทำธุรกิจดีหรือไม่ดี แล้วเขามีความสามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญได้หรือไม่ เราไม่รู้จัก ถามผมว่าแล้วผมจะเลือกอย่างไร ผมก็ถามพรรคพวกที่เป็นสมาชิก สว. หลาย ๆ ท่านที่เข้ามานี่ส่วนใหญ่ก็ไม่รู้จักเหมือนกัน ก็เกิดคำถามในใจกันทุกคนว่า มันเป็นตำแหน่งสำคัญนะ ประเทศจะเดินต่อไปได้ไม่ได้นี่มันอยู่ที่นายกรัฐมนตรี เพราะหลังจากนี้ท่านจะต้องไปตั้งทีมรัฐบาลบริหารประเทศ นโยบายท่านอีก อะไรอีก เยอะแยะไปหมดเลย แล้วเรายังไม่รู้เลยว่าท่านเป็นใคร มาจากไหนใน พรรคเพื่อไทย ก็ไม่ได้ทำเอกสารมาเสนอกับทาง สว. ให้ สว. ทราบเลยว่า OK ทางคุณเศรษฐา ทวีสิน เดิมเป็นอย่างไร ประวัติเป็นอย่างไร อะไรเป็นอย่างไร ไม่มีเลย เราก็พยายามติดตามข่าว จากทางด้านการเมือง ทางด้านสื่อ ทางด้านอะไร ก็เจอแต่ด้านลบตลอด ด้านลบที่ผมว่า ก็มีบางท่านมากล่าวหาท่านเศรษฐาว่าใช้วิธีการเลี่ยงภาษี ทำธุรกิจไม่ถูกต้อง ไม่ซื่อสัตย์สุจริต ผิดจริยธรรม แล้วก็ยื่นเอกสารมาเยอะแยะไปหมดเลย เราก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่เขายื่นเอกสารมา ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง บริษัท แสนศิริ ก็มีเอกสารยื่นมาโต้ตอบ แต่ว่าไม่เคยเอามาชี้แจง ให้กับทาง สว.หรือส่งให้ สว. ทราบเลย เวลา สว. จะเลือกนายกรัฐมนตรีต้องเป็นไป ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ ซึ่งระบุไว้ว่าผู้ที่จะต้องถูกเลือกจะต้องมี ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ตั้ง ต้องมีจริยธรรมเป็นเลิศ ในขณะนี้คุณเศรษฐาถูกโจมตีตลอด ส่งเอกสารเข้ามาทำการค้าขายมาไม่ถูกต้อง เลี่ยงภาษีบ้างอะไรบ้าง ซึ่งทางเราก็พยายาม จะหาข้อมูลว่ามันเป็นจริงหรือเปล่า มันเป็นอย่างนั้นหรือเปล่าหรือว่าท่านถูกกล่าวหา หรือจริง ๆ ท่านเป็นคนดี พวกผม สว. ผมพูดตรง ๆ ว่าผมไม่ทราบกันจริง ๆ ส่วนใหญ่ก็ไม่ทราบ ถามเกือบทุกคน ทุกคนก็บอกไม่ทราบ ถ้าไม่ทราบแล้วผมจะไปเลือกกันได้อย่างไร ผมจะเอา ประเทศมาเสี่ยงในการจะเลือกคนคนหนึ่งที่เราไม่รู้ว่าคนนั้นเป็นคนอย่างไร มาปกครอง ประเทศเอาประชาชนมาเป็นตัวประกัน เอาเศรษฐกิจ เอาประเทศชาติ เอาความเจริญ เอาทุกอย่างมาเป็นประกัน แม้แต่สถาบันพระมหากษัตริย์มาประกันหรือ ผมฟังแล้ว ผมก็มีความรู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง แต่ในฐานะว่าเราต้องเลือกเราก็ต้องหาข้อมูลในส่วนของ ทาง สว. ผมก็ไปตามเอกสารมาได้หลายชิ้นนะครับ คุณเศรษฐา ทวีสิน ถูกกล่าวหา เรื่องแรก คือเรื่องซื้อที่จากบุคคล ๑๒ คนเพื่อทำธุรกิจ เราก็ดูนะครับว่าเอกสารที่เขากล่าวอ้างว่า เขาซื้อที่มาตัวนี้เป็นอย่างไร คุณชูวิทย์ก็มาแฉว่าไปแบ่งที่ดินเป็น ๑๒ ส่วน แล้วก็เพื่อจะมา เลี่ยงภาษีในนามคณะบุคคล แต่ถ้าเป็นการเสียภาษีในนามบุคคลแล้วถ้าเลี่ยงเป็น ๑๒ คน แล้วจะทำให้เสียภาษีน้อยลง ทำให้ต้นทุนในการซื้อขายของแสนสิริถูกลง ตรงนี้เราก็ไปค้น ทั้งกฎหมาย ทั้งข้อเท็จจริง ทั้งได้จากหน้าข่าว ทั้งได้จากประมวลกฎหมายเกี่ยวกับ เรื่องภาษีอากร เราก็ไปดูทุกอย่างมาผมขอสรุปคร่าว ๆ อย่างนี้นะครับว่า มีการซื้อขายจริง ระหว่าง บริษัท แสนสิริ กับ บริษัท ประไพทรัพย์ บริษัท ประไพทรัพย์ มีผู้ถือหุ้น ๑๒ ราย ทั้ง ๑๒ รายถือหุ้นในที่ดินแปลงเดียว มีการตกลงซื้อขายกัน ๑,๕๐๐ กว่าล้านบาท สำหรับที่ดินแปลงนี้กับทางแสนสิริ แต่ปรากฏว่าผู้ถือหุ้นทั้ง ๑๒ ราย ไม่ว่าคุณประไพก็ดี หรืออีก ๑๑ คนก็ดี เข้ามาถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแปลงเดียว เจตนาเพื่ออะไร ผมก็ไปดูกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องของภาษีนะครับ ถ้าซื้อในนามกลุ่มบุคคลและจะซื้อตรงไปตรงมาซื้อที่ดินแปลงเดียว แปลงใหญ่แปลงเดียว ซื้อในนามคณะบุคคล เพราะว่าเขาเป็นคณะบุคคลมีบุคคลตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป ขายเพื่อ ทางการค้า ฐานภาษีในการเสียภาษีนี่มันจะเสียได้สูง แต่ถ้าแยกย่อยเป็นสัก ๑๒ คน แล้วเขาเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในนั้นแล้วก็เอามาเสียภาษีฐานภาษีมันจะเล็กลง ผมก็ตาม ต่อไปอีกสิว่าถ้าอย่างนั้นนี่มันจะทำให้รัฐเสียหายอย่างไรก็ไปดูต่อ ก็ปรากฏพบว่าเมื่อขยาย ไปแล้วเขาไปถือตามสัดส่วนผู้ถือหุ้น ๑๒ คนนี่ใครมีหุ้นเท่าไรก็ถือสัดส่วนตามนั้นในที่ดิน ไปใส่ชื่อลงหลังโฉนดไว้ เพื่ออะไร เพื่อทำให้มูลค่าที่ดินตรงนี้ในการถือสัดส่วนนี่ มันราคาน้อยลง เมื่อราคามันต่ำลงเวลาคำนวณภาษีมันก็น้อยลงไปด้วย เพราะเขามีการ Rate เขามีอัตราภาษีอยู่นะครับ เดี๋ยวผมมีเอกสารในการอัตราภาษีที่ในการเสียภาษีนี่มันจะมีอัตราภาษี🔗
เดี๋ยวขออภัยนิดหนึ่ง คุณวิวรรธน์ครับ เราได้ตกลงกันว่าให้อภิปรายคนละ ๗ นาที แล้วเราจะให้ไปถึง ๑๐ นาที เพราะฉะนั้นตอนนี้ก็ ๑๐ นาที ก็อยากให้คุณวิวรรธน์ได้สรุปเลย ผมเข้าใจครับนี่เป็นเรื่องสำคัญ แต่ว่าอยากให้ได้สรุปครับ ไม่อย่างนั้นเราดูแลเวลาไม่ได้ครับ เชิญครับ ถ้าสรุปได้ ก็จะเป็นการดีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญท่านครับ เป็นประเด็นสำคัญ ตอนนี้ถ่ายทอดสด ประชาชนทั้งประเทศ ต้องรู้ท่านครับ แล้วท่านก็กำหนดเวลาแล้วบอกว่าทางฝ่าย สว. ได้กี่นาที ๆ ถ้าเกิดมันเกินบ้าง จะขาดบ้าง ผมเชื่อว่าจะมี สว. บางท่านนี่จะเสียสละเวลาให้แก่กัน แต่จะไม่เกินเวลาที่ท่าน กำหนดแน่นอนนะครับ ท่านครับ ขอประทานอนุญาตท่านเถอะครับ วันนี้ขอให้ได้พูด ในสิ่งที่เราค้นมาหามานะครับ🔗
ได้ ก็อนุญาต คุณวิวรรธน์ ขอชี้แจงนิดหนึ่ง เวลาที่กำหนดก็ทางฝ่าย สว. เป็นคนกำหนด แต่ถ้าจะเกินไปเดี๋ยวก็กิน เวลาท่าน ก็ขออนุญาตให้ แต่ว่าอย่าเกินไปมากเดี๋ยวจะกินเวลาของพวกเรากันเองนะครับ🔗
พยายามจะรักษาเวลาครับ🔗
เชิญครับ🔗
กราบขอบพระคุณท่านมาก เราก็ไปตรวจสอบครับ ปรากฏว่าทั้ง ๑๒ รายนี่เข้าไปถือหุ้นตามสัดส่วนของผู้ถือหุ้น ก็เป็นเรื่องของบุคคลถือหุ้น ก็เป็นเรื่องของกลุ่มของบุคคลถือหุ้น แล้วก็ทาง บริษัท แสนสิริ ก็มาซื้อที่ดินแปลงนี้ บริษัท แสนสิริ มีรายงานการประชุมในการซื้อที่ดินแปลงนี้ คนที่เซ็น รายงานการประชุมผมเอาย่อ ๆ แล้วกัน เดี๋ยวใครอยากทราบรายละเอียดมาเอาจากผมได้ ผมมีวันที่ มีรายงาน มีอะไรปรากฏอยู่ในนี้หมด ปรากฏว่าคนที่เซ็นชื่อก็คือคุณเศรษฐา ซึ่งตอนนั้นก็เป็น CEO หรือกรรมการผู้จัดการ แล้วการซื้อที่ทั้ง ๑๒ ส่วนที่มีการแบ่งไปแล้ว ซื้อคนละวันกัน เจตนาจะให้เห็นว่ามันเป็น ๑๒ แปลง ซื้อคนละวัน เพื่ออะไร เพื่อเวลาคิด ก็คิดทีละแปลง ๆ ราคาจำนวนมันน้อยลง แล้วก็มีการกำหนดราคาของที่ดินนี่ก็กำหนดราคา ไม่เท่ากัน ต่างกันนิดหน่อยบ้าง ห่างกันบ้าง อะไรบ้าง เพื่อจะบ่งชี้ให้เห็นว่านี่มันเป็นที่ดิน คนละแปลง ๆ ท่านครับ ลักษณะแบบนี้เวลาเสียภาษีเขาก็มาคิดภาษีทีละแปลง ผมคำนวณ มาให้เรียบร้อยแล้วท่านครับ ที่ดินแปลงนี้ตกลงซื้อกันในราคา ๑,๕๗๐,๐๐๐,๘๒๑ บาท ก็คือเกือบ ๑,๖๐๐ ล้านนะครับ ปรากฏเมื่อแยกแปลงออกเป็นอย่างนี้แล้วเสียภาษีเท่าไร ท่านทราบไหมครับ เสียภาษีเพียง ๕๙ ล้านบาท แต่ถ้าแสนศิริตรงไปตรงมาซื้อที่ดินแปลงนี้ ทั้งแปลงโดยไม่ต้องมาแยก หรือว่ามาใส่สัดส่วนแบบนี้จะเสียภาษีที่ดินอยู่ประมาณ ๕๘๐ ล้านบาท หายไปเท่าไรท่าน ๕๐๐ กว่าล้านบาทนะครับ แทนที่ ๕๐๐ กว่าล้านบาทนี้จะเสียภาษี เพื่อที่จะให้รัฐบาลมีเงินเข้าหลวง เป็นอย่างไร อันนี้เป็นข้อมูลที่ทางคุณชูวิทย์ แล้วก็เป็น เอกสารบางส่วนที่เราเอามาจากสรรพากรเพื่อมาประมูลเรื่องดูว่าเป็นอย่างไร แล้วยังมี เรื่องร้องเรียนอีกหลายเรื่องนะครับ ตอนนี้เมื่อมันปรากฏข้อเท็จจริงอย่างนี้เกิดขึ้นแล้ว คุณเศรษฐาก็ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องการวางแผนภาษีของทางบริษัท ผมไม่เข้าใจเรื่องการวางแผนภาษีของบริษัท ถ้าการวางแผนภาษีของบริษัททำให้รัฐเสียหาย เสียภาษีแทนที่จะได้รับเงินจากภาษี กลับเสียภาษีเสียเอง มันไม่ใช่เป็นเรื่องการวางแผนภาษี หรอกครับ ถ้าเป็นเรื่องการวางแผนภาษีจริง ๆ ก็เช่นคุณไปซื้อหุ้น ไปซื้อประกัน ไปซื้ออะไร เพื่อจะลดหย่อนภาษี อันนี้เป็นเรื่องการวางแผนภาษี แต่ถ้าเป็นกรณีอย่างนี้มันน่าจะเป็น การเลี่ยงภาษีทำให้รัฐเสียหายหรือเปล่า อันนี้ผมตั้งข้อสังเกตให้ไปคิดกันนะครับ🔗
คุณวิวรรธน์พอจะสรุป ได้แล้วครับ🔗
ขออนุญาตครับ ผมสรุปแล้ว ท่านครับ🔗
ได้ครับ🔗
กราบขอบพระคุณท่านมากครับ ที่จริงยังมีอีกหลายเรื่องนะครับ แต่เอาเป็นว่าเรื่องนี้มันชัดเจน มันมีพยานหลักฐานมีอะไรอยู่ ก็ขออนุญาตว่าการเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งนี้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ประเทศชาติจะเจริญได้ จะไปได้ต้องเลือกคนที่ซื่อสัตย์สุจริตและมีจริยธรรม ผมเชื่อว่า สว. ทุกคนในที่นี้ ที่จะมีสิทธิเลือกมีจริยธรรมทุกคน ถ้ารู้ข้อเท็จจริงเหล่านี้ผมเชื่อว่าเขาพิจารณาได้ว่า เขาจะเลือกหรือไม่เลือก แล้วอย่าลืมว่าเวลาท่านให้คำปฏิญาณตนต่อหน้าพระพักตร์ว่า จะมาทำหน้าที่นี้ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต คือผมได้ยินข่าวมาไม่ดีว่ามีการไปแจกกล้วย แจกอะไรกันให้กับ สว. ผมขออนุญาตพูดตรง ๆ เลยว่าเป็นคนดี ๆ ไม่ชอบ อยากจะเป็นลิง อยากจะไปกินกล้วยชาวบ้านเขา ผมว่าผิดคำสาบานต่อไปจะโดนลงโทษนะครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณคุณวิวรรธน์ครับ ต่อไปท่านสุรทิน พิจารณ์ ตามเวลาที่กำหนดมา ๗ นาที เชิญคุณสุรทินครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ สส. แบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ มาวันนี้ก็สงสัยเหมือนกับท่านผู้มีเกียรติที่พูดอภิปราย ไปเมื่อสักครู่ เราไม่รู้จักท่านเศรษฐาเลย แล้วเราก็จะมอบอำนาจให้ท่านไปบริหารบ้านเมือง อำนาจที่เราได้มาวันนี้คืออำนาจที่พี่น้องประชาชนมอบให้มาในมือเรา พี่น้องก็มาถามว่า คนชื่อเศรษฐา ทวีสิน คือใคร ภาษาอีสานว่าเจ้าเป็นไผ ผมก็ไม่รู้ใช่ไหมครับ เราจะเลือก นายกรัฐมนตรีเหมือนกับซื้อของ Online ได้ไหม มันไม่รู้จริง ๆ ถ้าหาก ฯพณฯ เศรษฐา ได้ฟังอยู่เมตตาเรียกผมไปบอกก็ได้ว่าท่านคือใคร บ้านอยู่ตรงไหน บ้านอยู่หม่องได๋ มีลูกมีเมียไหม มีครอบครัวไหม เราก็ไม่รู้จัก รู้จักอย่างเดียวว่าสร้างบ้านขาย ผมเป็นคนบ้านนอก รู้จักอย่างนี้ยังดี กราบเรียนท่านประธานไปที่ว่าที่นายกรัฐมนตรีชื่อเศรษฐาด้วยว่าพรรคประชาธิปไตยใหม่ ซึ่งได้รับเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชน ๓๐๐,๐๐๐ กว่าคะแนนอยากถามคำถามว่า ท่านเป็นใคร เจ้าเป็นผู้ได๋ พี่น้องที่เคารพครับ ท่านประธานที่เคารพครับ อันนี้ข้อที่ ๑ ที่ถามว่าที่นายกรัฐมนตรี🔗
ข้อที่ ๒ กระผม สุรทิน พิจารณ์ อยากกราบเรียนถามในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผ่านท่านประธานไปที่ว่าที่นายก เงิน Digital Wallet ๕๖๐,๐๐๐ ล้านบาทมันมีที่มาอย่างไร เป็นงบประมาณแผ่นดินไหม ถ้าเป็นงบประมาณแผ่นดินไปยืมมา เดี๋ยวนี้ทุกคนก็รู้ว่า เงินในประเทศไทยมันเหมิดแล้ว หมดแล้ว ๓-๔ ปีมานี่โควิดเอาไปกินหมด คนจนอย่างพวกผม อยู่บ้านนอกคอกนามันไม่ได้เห็นหรอก แต่ว่าอยู่ ๆ จะมีเงินเข้ามา ๕๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ใช่เงินก้อนเล็กเลยท่านประธานที่เคารพ เพราะฉะนั้นคำถามก็คือว่า ท่านไปเอามาจากไส ถ้าไปยืมมาจะใช้หนี้อย่างไร หรือมันจะตกแก่ลูกหลานเราอีก กราบเรียนท่านประธานครับ🔗
ข้อที่ ๓ ครูทินเป็นผู้นำ Mob ล้อมทำเนียบทุกปี ก่อนโควิดจะมาปี ๒๕๖๒ มาเที่ยวนี้นะครับ Mob หนี้สิน Mob ที่ดิน Mob ป่าไม้ Mob เขื่อน Mob คอมมิวนิสต์ ๕ Mob คนเป็นแสน ท่านประธานครับ ๔-๕ ปีแล้วเราไม่ได้เดินขบวน เพราะว่าติดโรคโควิด รัฐบาลก็ไม่มีสตางค์ เพราะไปรักษาโรค แต่มาบัดนี้เรามีนายกรัฐมนตรีใหม่ โรคร้ายโควิด ก็ซาลงไป พี่น้องประชาชนเตรียมพร้อมแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ เดือนพฤศจิกายน เดือนธันวาคม อย่างไร Mob ๕ Mob ก็ต้องเคลื่อนขบวนมาล้อมทำเนียบแน่นอนครับ ขอฝากท่านประธานไปที่ว่าที่นายกรัฐมนตรีว่า Mob เรามาเป็น Mob ที่สุภาพเรียบร้อย ไม่เหมือน Mob อื่น เพราะฉะนั้นเรามาทุกครั้งเพราะว่าเราเป็น Mob วิชาชีพ ถ้าไม่มา รัฐบาลบางรัฐบาลก็ไม่ได้รับการแก้ไข ก็ไม่ได้แก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน แต่เที่ยวนี้ ว่าที่นายกซึ่งเป็นนักธุรกิจ เป็นตัวใหญ่เข้ามาแก้ปัญหาบ้านเมืองเที่ยวนี้ ผมก็อยากกราบเรียนถาม ฯพณฯ ผ่านท่านประธานว่า ปัญหา ๕ ปัญหานี้คือ ๑. ปัญหาหนี้สินของพี่น้องประชาชน ที่มีอยู่เต็มแผ่นดินเลย ๒. หนี้สิน ที่ดิน ป่าไม้ เขื่อน คอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะปัญหาคอมมิวนิสต์ หรือ ผรท. จ่อที่จะมาอีก เดี๋ยวนี้ก็นั่งฟังอยู่ครับ นั่งฟังว่าวันนี้จะได้นายกรัฐมนตรีคนใด ท่านประธานที่เคารพ เพราะฉะนั้นวันนี้ขอฝากท่านประธานไปถึงพี่น้องประชาชน กลุ่ม Mob ต่าง ๆ ว่าเดือนพฤศจิกายน เดือนธันวาคม ถ้าหากว่าที่นายกรัฐมนตรีไม่แก้ปัญหา ให้พวกเราเราจำเป็นต้องมาล้อมทำเนียบ นี่คือวิถีของคนจนพี่น้องที่เคารพครับ เพราะฉะนั้น ๓ คำถามฝากไปที่ว่าที่นายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน นะครับ ขอฝากไปอีกว่า ฯพณฯ ถ้าหาก ได้ฟังอยู่หรือมาชี้แจงในสภาก็ได้ อยากจะฟัง ฯพณฯ ท่านจะแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน อย่างไร ฝากท่านประธานครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมตั้งใจจะให้มีรัฐบาลอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าผมไม่ตั้งใจ ๒-๓ วันก็ไม่ได้ไปแถลงร่วมจัดตั้งรัฐบาล แต่ตั้งใจจะให้เกิดรัฐบาลให้ได้เพราะว่าพี่น้องเดือดร้อนมาก เดี๋ยวนี้ทุกเช้าต้องเจอพี่น้องมายืนอยู่หน้าบ้านว่า ตอนใด๋สิมีรัฐบาล เวลาไหนจะมีรัฐบาลเสียที ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องพุทธ พี่น้องมุสลิม ถ้าหากท่านประธานไม่เชื่อให้ลองไปเดินอยู่ ที่ตลาดหนองจอกดู เขาจะถามทันทีว่าเดี๋ยวนี้บ้านเราว่างจากเลือกตั้งมาพอสมควรนะครับ ขนาดประเทศเพื่อนบ้านเขาเลือกตั้งก่อนเขามีนายกรัฐมนตรีไปเรียบร้อยแล้ว บ้านเรา มันเสียเวลาอยู่ เสียขั้นตอนอยู่ แต่ก็ไม่เป็นไรท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยเวลาที่ให้เวลา มาน้อยนิด ผมขอนิดหนึ่งท่านประธานครับ ฝากไปที่ ฯพณฯ ว่าที่นายกรัฐมนตรีเศรษฐาว่า ถ้าหากท่านเมตตาจะเรียกผมไปให้ความรู้ก็ได้ว่าท่านจะทำ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ผมจะได้สื่อไปหา พี่น้องประชาชนได้ถูกต้องครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณมากครับ ต่อไป ผมจะเรียกทาง สว. แต่ว่าก่อนที่จะเรียก ผมอยากจะแจ้งให้ทราบว่าตอนที่ลงมติรับรอง ผู้ที่จะเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อสักครู่ท่าน สว. ก็มีคนกดรับรอง กดผิดไปนะครับ ๖ ท่าน จึงขออนุญาตตัดชื่อที่รับรอง ๖ ท่านนี้ออกนะครับ แต่ว่าอย่างไรก็ตามคะแนนรับรอง ก็ยังเกินจำนวน ๕๐ อยู่ ก็แจ้งให้ทราบเท่านั้นครับ ต่อไปขอเชิญคุณวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ ขอมา ๗ นาทีครับ เชิญครับ🔗
ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานรัฐสภานะครับ กราบเรียนเพื่อนสมาชิกรัฐสภาที่เคารพทุกท่าน กระผม นายวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขอขอบคุณท่านประธานที่กรุณาให้โอกาส กระผมใช้เวลาสักเล็กน้อยได้สะท้อนทัศนะความคิดเห็นต่อวาระการลงมติเลือกบุคคล ที่เหมาะสมให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนกลไกการบริหาร ราชการแผ่นดิน ซึ่งเป็นวาระที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตประเทศชาติและความผาสุก ของประชาชน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกรัฐสภาที่รักทุกท่านครับ นับจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๔ พฤษภาคม เป็นต้นมา จนถึงวันนี้วันเวลา หมุนผ่านไปแล้วครบ ๑๐๐ วันพอดิบพอดี แต่น่าเสียดายที่ผ่านไปแล้ว ๑๐๐ วัน เรายังไม่บรรลุการลงมติเลือกบุคคลที่เหมาะสมให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปทำหน้าที่ ประมุขฝ่ายบริหาร ซึ่งทำให้กลไกการใช้อำนาจอธิปไตยตามครรลองแห่งระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ขาดความครบถ้วนสมบูรณ์ และเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้ประเทศชาติตกอยู่ในวังวน ความวังเวง ประชาชนต้องเคว้งคว้าง ผมหวังอยากให้ เพื่อนสมาชิกรัฐสภาทุกท่านได้ร่วมกันทำหน้าที่เพื่อพาประเทศออกจากวังวน ความวังเวง และพาประชาชนให้หลุดพ้นจากความเคว้งคว้างด้วยการใช้สัมมาสติและวิจารณญาณ อย่างสมเหตุสมผลบนผลประโยชน์ประเทศชาติและบนความสามัคคีปรองดอง ของประชาชนในการออกเสียงลงมติเลือกบุคคลที่เหมาะสมให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตามหลักการแห่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ เพื่อนสมาชิกรัฐสภาที่เคารพรักทุกท่านนะครับ เราต้อง ตระหนักว่าความล่าช้าของกระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีคือต้นทุนที่สูญเปล่าของประเทศ ที่ประเมินค่ามิได้ ซึ่งต้องร่วมมือร่วมใจกันยุติความสูญเสียไม่ให้เรื้อรังต่อไป และเหนือสิ่งอื่นใด ความเนิ่นช้าของการเลือกนายกรัฐมนตรีคือความรับผิดชอบร่วมกันของพวกเราครับ สมาชิกรัฐสภาที่เคารพทุกคน ผมขอใช้เวลาเพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณคุณวุฒิพันธุ์มากครับ ต่อไปอยากจะเชิญคุณชัยธวัธ ตุลาธน เป็นผู้อภิปรายคนต่อไป ซึ่งขอเวลามา ๑๕ นาที เข้าใจว่าคงตกลงภายในแล้วนะครับว่าเป็นของพรรคก้าวไกลที่ขอมา ๓๐ นาที คุณชัยธวัธ ขอเวลา ๑๕ นาที เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม ชัยธวัธ ตุลาธน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตเป็นตัวแทนเรียนประธานรัฐสภาว่าในการโหวตรับรอง ให้แก่ผู้ที่จะถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคก้าวไกล ไม่สามารถที่จะเห็นชอบได้ เหตุผลไม่ใช่เป็นเพราะว่าเราไม่รู้จักหรือไม่มีข้อมูลอย่างที่ ท่านสมาชิกบางท่านได้ลุกขึ้นอภิปรายและซักถาม ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าพี่น้องประชาชน ได้รับทราบข้อมูลอย่างครบถ้วนแล้วตั้งแต่ก่อนวันเลือกตั้ง แล้วผมก็หวังว่าสมาชิกรัฐสภา ของพวกเราทุกคนก็ควรจะให้ความสำคัญกับข่าวสารบ้านเมืองก่อนการเลือกตั้ง แล้วก็คิดว่า ท่านน่าจะได้ใช้สิทธินั้นใช้วิจารณญาณนั้นไปแล้วในวันเลือกตั้งพร้อมกับประชาชนทุกคน แล้วก็เหตุผลที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคก้าวไกลไม่สามารถที่จะเห็นชอบได้ในวันนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องคุณสมบัติของผู้ถูกเสนอชื่ออย่างที่มีการกล่าวหากันผ่านสื่อมวลชน หรืออย่างที่ มีผู้นำส่งเอกสารให้กับสมาชิกรัฐสภาทุกคนในวันนี้นะครับ เหตุผลที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของพรรคก้าวไกลไม่สามารถโหวตเห็นชอบได้นั้นเป็นเหตุผลง่าย ๆ นะครับ เพราะเราเห็นว่า การจัดตั้งรัฐบาลที่เป็นอยู่ในขณะนี้เป็นการจัดตั้งรัฐบาลที่ขัดต่อเจตจำนงของพี่น้อง ประชาชนที่ได้แสดงออกไปแล้วตรงไปตรงมาในวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๖ ว่าประชาชน ส่วนใหญ่ต้องการยุติรัฐบาลและระบบการเมืองที่สืบทอดอำนาจมาจากรัฐประหาร ของ คสช. ท่านประธานครับ พวกเราพรรคก้าวไกลยังเห็นด้วยว่าการจัดตั้งรัฐบาลที่เป็นอยู่ ในขณะนี้ไม่ใช่การพยายามที่จะสลายขั้วความขัดแย้งเพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อ แต่มันคือการต่อลมหายใจให้กับระบบการเมืองที่ระบอบ คสช. วางไว้และต้องการ ดำเนินสืบไป ท่านประธานครับ หลายคนบอกว่าการจัดตั้งรัฐบาลแบบพิเศษที่กำลัง ดำเนินการอยู่นี้เป็นความจำเป็นทางการเมืองที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ พรรคการเมือง และนักการเมืองจำเป็นต้องกลืนเลือด จำเป็นต้องจ่ายต้นทุนทางการเมืองมหาศาล โดยมีวาระของประชาชนและวาระของประเทศเป็นตัวตั้ง แต่ผมอยากจะชวนท่านประธาน ลองคิดใหม่นะครับว่า แล้วอะไรคือราคา อะไรคือต้นทุน ที่ประชาชนและสังคมไทยจะต้องจ่ายบ้าง ให้แก่การจัดตั้งรัฐบาลแบบพิเศษที่เป็นอยู่ในขณะนี้🔗
ประการแรก ผมเห็นว่าราคาที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องจ่ายคือความหวัง ท่านประธานครับ การเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ที่ผ่านมาเคยเป็นวันแห่งความหวัง ของประชาชน พวกเขาหวังนะครับว่าเสียงของพวกเขาจะทำให้การเมืองไทยออกจากระบบ ที่เป็นมรดกของคณะรัฐประหารได้ในที่สุดโดยสันติ พวกเขาหวังว่าเสียงของพวกเขาจะทำให้ การเมืองของไทยเดินหน้าไปสู่อนาคต ไม่ใช่เดินวนกลับไปสู่อดีตอย่างที่พวกเขารับรู้กันอยู่ ในขณะนี้🔗
ประการที่ ๒ ผมเห็นว่าราคาที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องจ่ายให้กับการจัดตั้ง รัฐบาลแบบพิเศษในขณะนี้คืออำนาจครับ ท่านประธานครับ พี่น้องประชาชนเคยเชื่อ จริง ๆ ว่าในระบอบประชาธิปไตยอำนาจสูงสุดนั้นคืออำนาจของประชาชน แต่เมื่อพวกเขา ออกไปใช้อำนาจด้วยตนเองแล้วในวันเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคมที่ผ่านมาปรากฏว่า การจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งกลับกลายเป็นการจัดตั้งรัฐบาลแบบพิเศษที่อนุญาต ให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิใช้เสียงในการเลือกตั้งได้พอเป็นพิธี แต่จะไม่มีวันยอมให้อำนาจ เป็นของประชาชนจริง ๆ นั่นคือราคาที่พี่น้องประชาชนต้องจ่าย ปรากฏว่าประชาชน เพิ่งค้นพบว่าตอนนี้ระบอบประชาธิปไตยของบ้านเรากลายเป็นระบอบประชาธิปไตย อันมีประชาชนเป็นไม้ประดับ ไม่ใช่เจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง🔗
ประการที่ ๓ ราคาที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องจ่ายคือความศรัทธาครับ ท่านประธานครับ การจัดตั้งรัฐบาลแบบพิเศษกำลังทำให้พวกเราสูญเสียต้นทุนทางสังคม ที่สำคัญ นั่นคือความศรัทธาของประชาชนในระบบรัฐสภา ความเชื่อมั่นศรัทธา ของประชาชนเป็นพื้นฐานสำคัญในระบอบประชาธิปไตย และเมื่อไรที่ประชาชนหมดศรัทธา ต่อระบบการเมือง หรือสถาบันทางการเมืองใด ๆ แล้วนั่นย่อมเป็นอันตราย เป็นสัญญาณ อันตรายต่อการเมืองของเราในอนาคต ท่านประธานครับ ผมอยากจะฝากความหวังดี ผ่านไปยังท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่านว่าหัวใจของปัญหาความขัดแย้งในทางการเมือง ในช่วง ๒ ทศวรรษที่ผ่านมาคือการปะทะขัดแย้งกันระหว่างอำนาจของประชาชนที่แสดงออก ผ่านการเลือกตั้งกับอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชน ท่านประธานครับ จนถึงวันนี้ เรายังหาทางออกจากการเมืองอันนี้ไม่ได้ และเราเห็นว่าทางออกจากความขัดแย้ง ทางการเมืองที่ยืดเยื้อนี้ไม่ใช่การสลายขั้วความขัดแย้งอย่างผิวเผินด้วยการจัดตั้งรัฐบาล ผสมพันธุ์ข้ามขั้ว แต่ทางออกที่พวกเราต้องช่วยกันแสวงหาคือระบบการเมืองที่จะกลายเป็น ฉันทามติใหม่ โดยวางอยู่บนหลักการพื้นฐานสำคัญที่ว่าอำนาจสูงสุดต้องเป็นของประชาชน แล้วเมื่อไรที่เรายังสยบยอมหรือต่อลมหายใจให้กับระบบที่เราเรียกกันว่า ประชาธิปไตย แต่ตอบไม่ได้ว่าประชาชนอยู่ตรงไหนในระบบนี้ เราจะไม่มีทางหาทางออกหรือสลาย ความขัดแย้งได้ครับ เมื่อไรเรายังสยบยอมและต่อลมหายใจให้กับระบอบการเมืองที่บอกว่า เป็นประชาธิปไตย แต่ไม่ยอมเคารพอำนาจประชาชน เมื่อนั้นประชาชนจะสูญสิ้นศรัทธา ต่อระบบการเมืองของเราในที่สุด และมันสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรง ในทางการเมืองได้ในอนาคต นี่คือความหวังดีที่ผมเองในฐานะผู้แทนของพรรคก้าวไกล อยากจะเรียนฝากไปยังท่านสมาชิกรัฐสภาทุกคนว่าเราเองก็ไม่ได้อยากเห็นอนาคตแบบนี้🔗
สุดท้ายครับ ผมอยากจะเรียนประธานสภาผ่านไปยังพี่น้องประชาชนว่า แน่นอนครับ ผมทราบดีว่าพี่น้องประชาชนจำนวนมากนับล้านคนกำลังผิดหวัง กำลังโกรธ หรือกำลังคับข้องใจกับการเมืองที่เกิดขึ้น แต่ผมอยากจะเรียนพี่น้องประชาชน ผ่านประธานรัฐสภาอย่างนี้ว่า การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมามันได้สะท้อนแล้วว่าสังคมไทย ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว แต่มันอาจจะยังเปลี่ยนไม่มากพอ ดังนั้นแม้ว่าท่านจะไม่พอใจ ท่านจะผิดหวัง ท่านจะคับข้องใจ แต่ขออย่าให้หันหลังให้กับการเมือง เราต้องช่วยกัน คนละไม้คนละมือเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองและเปลี่ยนแปลงมันให้ได้ ทำให้การเมือง ของเรา ทำให้ระบอบประชาธิปไตยของเราเป็นประชาธิปไตยจริง ๆ ทำให้อำนาจสูงสุด ในประเทศนี้เป็นของประชาชนจริง ๆ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณคุณชัยธวัธมากครับ ต่อไปขอเชิญ พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม ขอไว้ ๑๕ นาที เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จะขออภิปรายแสดงความเห็นเหตุผลประกอบการพิจารณาลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีดังนี้ ท่านประธานครับ การพิจารณาลงมติให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรี กระผมยึดหลัก การพิจารณา ๒ ประการ🔗
ประการแรก หน้าที่และอำนาจที่ได้รับมอบตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ ที่จะต้องพิจารณาถึงคุณสมบัติ จริยธรรม คุณธรรมของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ประกอบกับนโยบายของพรรคการเมืองที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลว่าจะต้อง ไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาตินั้นเป็นประการแรก🔗
อีกประการหนึ่ง เป็นสิ่งที่ผมจะต้องนำมาพิจารณาประกอบกัน คือผลการเลือกตั้งทั่วไปและการรวบรวมเสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกินกึ่งหนึ่ง ของสภาผู้แทนราษฎรของพรรคที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล จากผลการลงมติเห็นชอบ นายกรัฐมนตรีของรัฐสภา เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๖๖ ที่ผ่านมา กระผมลงมติ ไม่เห็นชอบนายกรัฐมนตรีจากพรรคก้าวไกล เนื่องจากเห็นว่านโยบายของพรรคก้าวไกล มีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติอย่างร้ายแรง ซึ่งกระผมจะไม่ขอกล่าวรายละเอียดในที่นี้ หลังจากการลงมติเห็นชอบนายกรัฐมนตรีในวันนั้น กระผมมีความตั้งใจมาโดยตลอดว่า เมื่อกระผมไม่เห็นชอบนายกรัฐมนตรีจากพรรคก้าวไกล ผมจำเป็นจะต้องให้ความเห็นชอบ นายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย เพราะผลของการเลือกตั้งที่ผ่านมาประชาชนลงคะแนนเสียง เลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคก้าวไกล ๑๕๐ เสียง จากพรรคเพื่อไทย ๑๔๑ เสียง ทั้ง ๒ พรรค มีคะแนนรวมกันถึง ๒๙๐ เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร ในการจัดตั้ง รัฐบาลเสียงข้างมากเพื่อให้รัฐบาลมีความเข้มแข็งที่จะบริหารประเทศต่อไป จึงจำเป็นจะต้อง มีพรรคใดพรรคหนึ่ง ระหว่างพรรคก้าวไกลหรือพรรคเพื่อไทยเป็นแกนจัดตั้งรัฐบาล หรือทั้ง ๒ พรรคร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล เมื่อกระผมไม่เห็นชอบให้พรรคก้าวไกลเป็นแกนนำ จัดตั้งรัฐบาล ผมก็มีความจำเป็นจะต้องให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย เพื่อจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศตามที่ประชาชนรอคอย เพราะผลของการเลือกตั้ง เสียงของประชาชนบังคับให้กระผมจะต้องลงมติเช่นนั้น แม้กระผมจะไม่มีความเชื่อมั่น ในพรรคเพื่อไทยเลยว่าจะมีอิสระในการบริหารประเทศ ดำเนินนโยบายพรรคการเมือง ของตนเองหรือเปล่า แต่กระผมไม่มีทางเลือกที่จะมีความเห็นเป็นอื่น กระผมจึงคิดว่า นี่เป็นเหตุผลที่สมเหตุสมผลที่กระผมจะสามารถชี้แจงต่อสังคมได้ว่าเหตุใดผมจึงเลือก นายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ทันทีที่พรรคเพื่อไทยได้เสียงสนับสนุน จากพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทยแถลงทันทีว่าจะเสนอให้ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่โดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งแรก โดยอ้างว่า เป็นวิกฤติรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๆ ที่พรรคภูมิใจไทยมิได้มีเงื่อนไขนี้แต่ประการใด จึงเกิดคำถามขึ้นว่าทำไมพรรคเพื่อไทยจึงให้ความสำคัญต่อการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นวาระเร่งด่วนมากกว่าการรีบเร่งในการจัดตั้งรัฐบาลเข้าไปแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัญหาปากท้องสร้างความอยู่ดีกินดี อันเป็นปัญหาเร่งด่วนของประชาชน ทำไม พรรคเพื่อไทยจึงกล่าวอ้างว่าวิกฤติรัฐธรรมนูญเกิดจากประชาชน ไม่มีเสรีในการออกเสียง ลงประชามติ หากรัฐบาลในขณะนั้นใช้อำนาจไม่เป็นธรรม ทำให้ประชาชนไม่มีเสรี ออกเสียงได้จริง ทำไมจึงปล่อยให้พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งภายใต้กติกาของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาแล้วถึง ๒ ครั้ง ดังนั้นคำกล่าวอ้างว่าการออกเสียงประชามติไม่เป็นธรรม ประชาชนไม่มีเสรีในการออกเสียงลงประชามติจึงไม่เป็นความจริง จึงเป็นเพียงวาทกรรม ที่จะสร้างความชอบธรรมในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เท่านั้น และเกิดคำถามต่อไปอีกว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เป็นปัญหา อุปสรรคอะไรของพรรคเพื่อไทยหรือ จึงจำเป็นจะต้องรีบเร่ง ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นกรณีเร่งด่วนเช่นนี้🔗
ท่านประธานครับ จากประสบการณ์ทางการเมืองของผม ผมพบว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มีกลไกสำคัญ ๆ อย่างน้อย ๓ กลไกที่นักการเมืองทุจริตคดโกงไม่ต้องการและเห็นว่า เป็นอุปสรรค ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ไม่สุจริตของเขาเหล่านั้น กลไกแรก คือการให้สมาชิก วุฒิสภามีหน้าที่และอำนาจในการเห็นชอบนายกรัฐมนตรี ประเด็นนี้กระผมไม่ติดใจ เพราะอำนาจนี้จะหมดสิ้นภายในระยะเวลาอันใกล้ ตามวาะการดำรงตำแหน่งของสมาชิก วุฒิสภาในเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๗ ที่จะมาถึง กลไกที่ ๒ คือการให้ศาลและองค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐให้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สุจริต และเที่ยงธรรม กลไกที่ ๓ กลไกนี้มีความสำคัญเกี่ยวข้องกับนักการเมืองที่ทุจริตคดโกง โดยตรง มีกลไกที่จะป้องกัน ตรวจสอบ และขจัดการทุจริตประพฤติมิชอบที่เข้มงวดเด็ดขาด ไม่ให้นักการเมืองที่ทุจริตคดโกงเข้าไปมีอำนาจในการบริหารบ้านเมือง นักการเมืองที่ทุจริตคดโกง จะถูกลงโทษอย่างรุนแรงเด็ดขาดด้วยการตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ไม่ให้นักการเมืองเหล่านั้น ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตลอดชีวิต นอกจากนี้คดีต่าง ๆ ยังไม่มีอายุความสำหรับ นักการเมืองที่ทุจริตคดโกง หลบหนีคดีอาญาไปเสวยสุขยังต่างประเทศ🔗
ท่านประธานครับ จะเป็นด้วยกลไก ๒ ประการนี้ ของรัฐธรรมนูญนี้หรือเปล่า คือศาล องค์กรอิสระ และมาตรการป้องกันนักการเมืองที่ทุจริตคดโกงที่เข้มงวดเด็ดขาด กลไกนี้หรือเปล่าที่พรรคเพื่อไทยไม่ต้องการ ทำไมกระผมจึงคิดเช่นนั้น เพราะการบริหาร ประเทศของพรรคเพื่อไทยที่ผ่านมามีเรื่องกล่าวหาการทุจริตคดโกงเกิดขึ้นอย่างมากมาย จนปรากฏเป็นข้อเท็จจริงว่า นักการเมืองจากพรรคเพื่อไทยหลายคนต้องถูกศาลพิจารณา ลงโทษจำคุก ตัดสิทธิทางการเมือง หลายคนอยู่ระหว่างการหลบหนีคดี และบางคน ที่เป็นคนสำคัญของพรรคเพื่อไทยก็ยังหลบหนีคดีอยู่ซึ่งไม่มีอายุความ ด้วยเหตุของ การไม่มีอายุความนี่แหละจึงทำให้บุคคลสำคัญบางคนของพรรคเพื่อไทยจำเป็นที่จะต้อง เดินทางกลับเข้ามาประเทศไทยเพื่อรับโทษตามกระบวนการยุติธรรม มิฉะนั้นเขาจะต้อง หนีออกจากประเทศไทยที่เป็นแหล่งที่มีความสงบสุขเป็นความสุขที่สุดของคนไทยไม่สามารถ มาใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยได้ หากมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กลไกที่ขจัดนักการเมือง ที่ทุจริตคดโกงจะหายไป จะเปิดโอกาสทำให้นักการเมืองที่ทุจริตคดโกงเข้ามามีบทบาท ในการบริหารประเทศได้อีกครั้งหนึ่ง หากเป็นเช่นนั้นจริงเท่ากับว่าพรรคเพื่อไทยต้องการ เป็นรัฐบาล มีภารกิจเร่งด่วนสำคัญที่จะต้องร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อแก้ไขปัญหา ให้กับนักการเมืองที่ทุจริตคดโกงมากกว่าการต้องการเป็นรัฐบาลเพื่อบริหารประเทศ เพื่อเข้าไปแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชน นอกจากนี้การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยังไปสอดคล้องกับความต้องการของพรรคการเมืองพรรคหนึ่งที่ต้องการจะร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ทุกหมวด ทุกมาตรา ไม่เว้นแม้แต่การแก้ไขความเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว ของประเทศไทยที่จะแบ่งแยกมิได้ ไม่เว้นแม้แต่หมวดคุ้มครองสถานะขององค์พระมหากษัตริย์ ให้ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ท่านประธานครับ ปัจจุบันสถานการณ์ทางการเมืองของไทย สังคมไม่ไว้วางใจกัน ประชาชนมีความขัดแย้ง แตกแยกทางความคิดอย่างรุนแรง การแตกแยกทางความคิดเหล่านี้ลุกลามเข้าไป ถึงครอบครัวซึ่งเป็นสังคมขนาดเล็ก โดยการปลุกปั่นของนักการเมืองผู้สูญเสียอำนาจ ทุกวิถีทางไม่ว่าฝ่ายใด ผมไม่ได้ตำหนิทุกฝ่าย โดยเฉพาะการใช้สื่อทาง Online ที่เข้าไปถึง ความคิดของเยาวชนผู้เยาว์วัยได้ง่าย สิ่งนี้เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติเป็นอย่างยิ่ง เมื่อการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงจะเป็นการเพิ่มประเด็นความขัดแย้งในสังคม ให้มากยิ่งขึ้น ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าทุกรัฐบาลไม่ว่ารัฐบาลใดก็ตาม หลักการสำคัญ ในการบริหารประเทศที่รัฐบาลจะต้องดำรงอยู่เสมอก็คือ ประเทศมั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง ผมเชื่อว่าไม่มีรัฐบาลใดต้องการบริหารประเทศท่ามกลางความขัดแย้งของประชาชน ปัจจุบัน ตามที่ได้เรียนแล้วว่าปัญหาความขัดแย้งของประชาชนนั้นมีอยู่มากมาย เหตุใดรัฐบาลเพื่อไทย จึงราดน้ำมันเข้าไปในกองไฟแห่งความขัดแย้งให้ลุกโชนมากยิ่งขึ้นด้วยการทำประชามติ เพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นการเพิ่มความขัดแย้งมากขึ้น แล้วเช่นนี้รัฐบาลเพื่อไทย จะมีเวลาพลังความคิดไปแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่รอคอยอยู่ข้างหน้า ได้อย่างไร🔗
ท่านประธานครับ การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ผมเชื่อว่าเป็นช่องทางของการล้มล้าง อำนาจของศาลและองค์กรอิสระต่าง ๆ ให้ไม่สามารถตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐของ นักการเมืองที่ไม่สุจริตและเป็นการลบล้างความผิดให้นักการเมืองที่ทุจริตคดโกง นอกจากนี้ ยังเป็นการเพิ่มประเด็นความขัดแย้งเข้าไปในสังคมของไทยที่มีอยู่แล้วให้มากยิ่งขึ้น ผมจึงมีความเห็นว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ อย่างร้ายแรง ร้ายแรงเสียยิ่งกว่าการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ อีก เมื่อเกิดผลกระทบต่อความมั่นคง ของชาติอย่างร้ายแรงเช่นนี้ ผมที่ยึดหลักการ ๒ ประการตามที่กล่าวไว้เบื้องต้น จะให้การสนับสนุนนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยได้อย่างไร🔗
ท่านประธานครับ แต่ยังไม่ถึงทางตัน ยังไม่สิ้นหนทาง เพราะตัวผมเอง ก็มีความต้องการที่จะให้การมีการจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็ว เพื่อเข้าไปแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ของประชาชนที่ประชาชนรอคอยอยู่ ผมจึงขออนุญาตกราบเรียนผ่านท่านประธานรัฐสภา ไปยังแกนนำของพรรคเพื่อไทยว่าท่านได้เสียสัตย์เพื่อประเทศชาติมาแล้วหลายครั้ง เพื่อต้องการให้การจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้สำเร็จ โดยอ้างเหตุของการเข้าไปแก้ไขปัญหา ความเดือดร้อนของประชาชน ผมเข้าใจและเห็นใจหากท่านจะได้เสียสัตย์เพื่อความสงบสุข ของประเทศชาติและประชาชนอีกครั้งหนึ่งด้วยการยืนยันในสภาแห่งนี้ว่า ท่านจะไม่เสนอ ร่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญในทันที แต่จะไปเสนอในห้วงเวลาที่เหมาะสม เมื่อสังคมเกิด ความสงบสุข ไม่มีความขัดแย้ง ไม่มีความแตกแยกและไว้วางใจกัน การเสียสัตย์ของท่านครั้งนี้ ผมเชื่อว่าจะได้รับคำสรรเสริญว่าเป็นการเสียสัตย์เพื่อความสงบสุขของประเทศชาติ และประชาชนอย่างแท้จริง มิใช่เป็นการเสียสัตย์เพื่อรักษาไว้ซึ่งประโยชน์ของพรรคการเมือง ของท่าน หากท่านยืนยันต่อรัฐสภาเช่นนี้ ผมในฐานะสมาชิกรัฐสภาจะเป็นผู้หนึ่ง ที่จะสนับสนุนนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย แม้ว่ากระผมจะมีเครื่องหมายคำถามติดใจ เกี่ยวกับคุณสมบัติ จริยธรรม คุณธรรมของนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย ซึ่งผมคิดว่า ประเทศชาติรอคอยไม่ได้ ประเด็นนี้เป็นปัญหาของพรรคเพื่อไทยที่พรรคเพื่อไทย จะต้องไปแก้ไขเองในข้างหน้า ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณ พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม ต่อไปขอเชิญคุณกัณวีร์ สืบแสง ท่านจุลพันธ์ต้องการประท้วงหรืออย่างไรครับ🔗
ขอใช้สิทธิ ในการหารือท่านประธานต่อกระบวนการครับ🔗
เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้เป็นญัตติในการประชุมของพวกเรา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ ในการให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้ง เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านประธานครับ แต่ในช่วงเช้าที่ผ่านมาก็ด้วยความเคารพนะครับ เป็นการนำเสนอที่เป็นประโยชน์ของเพื่อนสมาชิก แต่เราอยากจะให้มีกลไกในสภา เป็นไปตามกรอบ เป็นไปตามในสิ่งที่เราได้ตกลงกันไว้ และเป็นไปตามญัตติของเรา คือการเสนอชื่อบุคคล ก็อยากจะให้พูดในเรื่องของเหตุและผลในการที่จะเลือกหรือไม่เลือกบุคคล ไม่ใช่เรื่องของอื่น ๆ โดยเฉพาะในเรื่องของนโยบาย ในเรื่องของวิสัยทัศน์ต่าง ๆ ผมต้องเรียน ด้วยความเคารพ สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นผ่านกระบวนการของการเลือกตั้งมาแล้ว ไม่ใช่สิ่งที่ พวกเราที่อยู่ในห้องนี้จะใช้ในการวินิจฉัย กลไกของพวกเรามันจะรองรับเองด้วยตัวของมัน ตามรัฐธรรมนูญที่กำหนด เพราะหลังจากนี้หากผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว กลไกต่อไปก็จะมีเรื่องของการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นกลไกมันรองรับ เพื่อที่จะให้พวกเราได้ถกแถลง ได้อภิปรายกันอย่างเต็มที่อยู่แล้ว วันนี้อยากจะให้เดินหน้า สู่เรื่องของกรอบการพิจารณาก็คือเรื่องของบุคคล เป็นเรื่องของการเลือกบุคคล เพื่อดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีซึ่งพวกผมก็พร้อมที่จะให้คำชี้แจงแล้วก็ตอบในประเด็น ที่มีการพาดพิงมาถึง Candidate เพราะว่า Candidate นี้เป็น Candidate ที่มาจาก พรรคเพื่อไทยเราก็พร้อมที่จะชี้แจงทำความเข้าใจ ก็ขอกราบเรียนท่านประธานได้โปรด กำกับการประชุมให้อยู่ในกรอบด้วยครับ🔗
ขอบคุณคุณจุลพันธ์มากครับ ผมก็นั่งฟังอยู่ว่าก็ยังอยู่ในประเด็น อาจจะออกกว้างไปหน่อยก็ยังไม่เป็นไรเราก็เปิดใจกว้าง เพราะว่าเป็นการเลือกนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นบุคคลสำคัญของประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม เดี๋ยวพรรคเพื่อไทยคงจะใช้โอกาสชี้แจงในบางประเด็นที่ท่านต้องการจะชี้แจงได้นะครับ ต่อไปขอเชิญคุณกัณวีร์ สืบแสง ครับ🔗
เรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม นายกัณวีร์ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตอภิปราย ท่านประธานครับ ในหลักการ เหตุผล และตรรกะในการตัดสินใจที่ไม่สามารถที่จะรับรองคุณเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ ๓๐ ของประเทศไทยได้ ผมได้มีโอกาสครับท่านประธาน ได้มีการพูดคุยกับ ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน และนักวิชาการ เรามีความเห็นตรงกันว่าการเลือกตั้ง ที่ผ่านมาไม่ได้เป็นเพียงการเลือกผู้แทนของพี่น้องประชาชนมาเพื่อเปรียบเสมือนผู้รับเหมา ที่ทำการแทนประชาชนในรัฐสภาเท่านั้น แต่ประชาชนจำนวนมากได้ตัดสินใจเลือกว่า จะอยู่กับโครงสร้างเดิมหรือจะเป็นเสียงส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงประเทศเรา ให้เป็นประชาธิปไตยให้มากขึ้น ท่านประธานครับ และนี่คือวาระที่หลายพรรคการเมือง ใช้ในการรณรงค์หาเสียงไว้กับประชาชนเอาไว้ในช่วงการเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ขอเรียนว่า ๑ เสียงของประชาชนล้วนเป็นเสียงที่ศักดิ์สิทธิ์ที่พวกเราที่อยู่ในรัฐสภาแห่งนี้ ต้องเคารพต่อพี่น้องประชาชนว่าพวกเราไม่ใช่ผู้รับเหมาอำนาจจากประชาชนแล้วมากำหนด โครงสร้างอย่างไรก็ได้ ประชาธิปไตย คือ การปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ไม่ใช่การปกครองของพวกท่าน ของพวกเรา แค่จำนวนเล็กน้อย แล้วอ้างว่าการกระทำการทั้งหมดนี้พวกเราที่อยู่ในรัฐสภาแห่งนี้ทำเพื่อประชาชน มันฟังไม่ขึ้นครับ ท่านประธานครับ พวกเราจะต้องใช้เหตุผลอย่างสุดความสามารถและตรงไปตรงมา วินิจฉัยให้ได้ ถึงเจตนารมณ์ในการลงคะแนนเสียงของประชาชน ซึ่งคะแนนเลือกตั้งโดยรวมและส่วนใหญ่ สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าประชาชนโดยส่วนมากปรารถนาการเปลี่ยนแปลงมากกว่า การคงโครงสร้างเดิมของระบบการเมืองเดิม ๆ เอาไว้ ดังนั้น ท่านประธานครับ ผมจึงไม่สามารถเห็นชอบกับแนวทางการจัดตั้งรัฐบาลที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ฝ่ายบริหารไปจากช่วง ๘ ปีหรือ ๙ ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะกับความพยายามในการจัดตั้ง รัฐบาลชุดนี้ที่ใช้ประโยชน์จากคำว่า ประชาธิปไตย และโดยเฉพาะการแสวงประโยชน์ จากความปรารถนาของประชาชนที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงไปในช่วงการรณรงค์หาเสียง โดยไม่ได้จริงจังและจริงใจอย่างเพียงพอที่จะยึดมั่นในเสียงศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนไว้วางใจ และมอบให้ ท่านประธานครับ ทุกท่านที่เป็นสมาชิกสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ทราบกันดีว่า การโหวตสวนมติพรรคการเมืองเป็นเรื่องใหญ่เพียงใด แต่ในกรณีนี้ที่ท่านพยายามทำกันอยู่นี้ คือการโหวตสวนมติของมหาชนโดยส่วนมาก ย่อมเป็นเรื่องที่ใหญ่หลวงยิ่งกว่าการโหวต สวนมติของพรรคการเมือง และผมคงไม่สามารถที่จะยอมลดเกียรติของผมเองที่ได้รับ ความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนให้ความเห็นชอบกับคุณเศรษฐาเป็นนายกรัฐมนตรีได้🔗
ท่านประธานครับ นี่ไม่ใช่ว่าผมมีข้อกังขาในตัวคุณเศรษฐานะครับ ปัญหานี้ ไม่ใช่ปัญหาตัวบุคคล ผมยังให้ความเชื่อถือและเชื่อใจว่าพรรคที่เสนอชื่อ Candidate แต่ละท่าน ย่อมกลั่นกรองอย่างดีแล้ว เป็นแง่มุมที่ผมให้ความเคารพและไม่ขอก้าวล่วง แต่ปัญหา ของประเด็นมันอยู่ตรงนี้ครับ เป็นเรื่องหลักการที่จะได้มาซึ่งอำนาจฝ่ายบริหาร ที่แม้ กรอบกฎหมายจะเปิดทางให้กระทำได้ แต่กรอบของคุณค่าประชาธิปไตยตามมาตรฐานสากล สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ในรัฐสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้เป็นเรื่องที่ผิดปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งครับ ท่านประธาน เมื่อการทำให้การรณรงค์หาเสียงเป็นเพียงการใช้ประโยชน์เพื่อการโฆษณา เท่านั้น สิ่งนี้เป็นการกระทำที่ด้อยค่าการรณรงค์หาเสียงในกระบวนการประชาธิปไตย ซึ่งทำให้การรณรงค์หาเสียงดังกล่าวเหลือไว้แค่เพียงการทำการตลาดทางการเมือง ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วการรณรงค์หาเสียงนี้เป็นขั้นตอนสำคัญในการประมวล เจตนารมณ์ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้กลายเป็นเสมือนหางเสือในการกำหนดทิศทาง ของประเทศชาติร่วมกัน ผมยืนยันนะครับท่านประธาน แนวทางที่เหมาะสมที่สุดที่เคยเสนอไว้การรอเวลา ตั้งแต่ที่สังคมถกแถลงกันว่ารอปิดสวิตช์ มาตรา ๒๗๒ รอกันได้ไหม นานไปไหม ตอนนั้น จากรอ ๑๐ เดือน เผลอแผล็บเดียวตอนนี้เหลือ ๘ เดือนแล้ว ๘ เดือนในการยืนยัน มติมหาชนส่วนใหญ่ เทียบไม่ได้หรอกกับ ๙ ปีที่ไม่เคยเห็นหัวพี่น้องประชาชนเลย ท่านประธานครับเจตนารมณ์ของเสียงส่วนใหญ่ประสงค์จะเห็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ที่ไม่เป็นธรรมในทุกด้าน แต่สิ่งที่ประชาชนกลับได้ ณ ปัจจุบันที่เราเห็นอยู่คือตัวแสดง กลุ่มต่าง ๆ ที่เคยแข่งขันกัน ขัดแย้งกันแทบเป็นแทบตาย ที่ผ่านมาสุดท้ายกลายเป็นว่า มันเป็นเพียงการต่อสู้เพื่อแย่งกันปีนขึ้นไปอยู่บนยอดพีระมิดของโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมนั่นเอง พูดให้แรงหน่อยประเทศชาติเราเสียโอกาสไปเป็นสิบ ๆ ปีกับความขัดแย้งที่ไม่ได้เปลี่ยน โครงสร้างอันผูกขาดและกดทับประชาชนมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นการจัดตั้งรัฐบาล ร่วมกับโครงสร้างเก่าทางการเมืองจึงเป็นสิ่งที่ผมไม่อาจเห็นชอบได้ การจัดตั้งรัฐบาล โดยสวนมติมหาชนส่วนมากตามที่เคยรณรงค์หาเสียงกับพี่น้องประชาชนไว้จึงเป็นสิ่งที่ผม ไม่อาจเห็นชอบได้ด้วยเช่นกัน และผมยังยึดถือและเห็นชอบในมติมหาชนส่วนมาก ตามครรลองระบอบประชาธิปไตยอันสะท้อนโดยชัดเจนอย่างยิ่งผ่านการเลือกตั้งที่ผ่านมา และเป็นเหตุผลเดียวการตัดสินใจในการลงมติครั้งนี้ด้วยการไม่เห็นชอบให้คุณเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ ๓๐ ของประเทศไทย เพราะไม่ชอบด้วยหลักการประชาธิปไตยสากล ด้วยประการทั้งปวง ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณคุณกัณวีร์ครับ ต่อไปขอเชิญคุณกิตติ วะสีนนท์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายกิตติ วะสีนนท์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขออนุญาตกล่าวถึง ที่ท่านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ที่ท่านเป็นคนมีเหตุมีผล จะขอให้การอภิปรายจำกัดอยู่ที่ตัวบุคคล แล้วก็พูดถึงว่านโยบายนั้นผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว แต่ต้องเรียนตามตรงว่าหลายคน ที่ผมได้พูดคุยด้วยก็เสียดายบุคคลที่ทางพรรคเพื่อไทยได้เสนอชื่อขึ้นมาให้ได้การรับรอง เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ได้มีโอกาสมาแถลงแสดงวิสัยทัศน์หรือว่ามาตอบคำถามโดยตรง ฉะนั้นมันก็คงจะเลี่ยงไม่ได้ และที่ท่านอ้างว่านโยบายท่านผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว ผมเข้าใจว่าพรรคเพื่อไทยได้มา ๑๔๑ เสียง ยังไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร และท่านก็ต้องการเสียงสนับสนุนจากอีก ๑๐ พรรคการเมืองที่ประกาศไปเมื่อวานนี้ ฉะนั้น ก็เข้าใจว่าเรื่องนโยบายแน่นอนถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะถามผู้ได้รับการเสนอชื่อ แต่เมื่อผู้ได้รับ การเสนอชื่อไม่ได้อยู่ในที่นี้และไม่ได้รับการเปิดโอกาสให้มาชี้แจง ผมก็คงจะต้องเรียนถาม ซึ่งผ่านท่านประธานไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในที่นี้ก็อาจจะต้องเป็นพรรคเพื่อไทยที่อาจจะได้รับ ความกรุณาจากท่านหัวหน้าพรรคหมอชลน่านในการพิจารณาให้คำชี้แจงให้ความกระจ่าง กระผมมีข้อที่อยากจะขอความกระจ่าง ๒ ข้อ ท่านประธานครับ ที่จริงถ้าได้ยินจากปาก ของท่านผู้ได้รับการเสนอชื่อก็จะดีคือ🔗
ข้อแรก เรื่องความชัดเจนในเรื่องนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันหรือการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ อันนี้ก็โดยบังเอิญสอดคล้องกับที่ท่าน พลเอก สมเจตน์ได้กล่าวไปถึงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ท่านพูดถึงกลไกต่าง ๆ ที่มีไว้เกี่ยวกับเรื่องนี้ เท่าที่ฟังมันยังไม่มีความชัดเจนจากพรรค และพรรคร่วมที่จะจัดตั้งรัฐบาลในการที่จะเอาเรื่องการต่อต้านคอร์รัปชัน การป้องกัน และปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบขึ้นมาเป็นนโยบายหลัก การแก้รัฐธรรมนูญ ก็ไม่พูดชัดว่าจะแก้อย่างไรและมีวัตถุประสงค์อย่างไร แน่นอนรัฐธรรมนูญอย่างที่ท่าน พลเอก สมเจตน์ได้กล่าวถึง ขออนุญาตเอ่ยนามไม่เสียหาย ก็มีบทบัญญัติมากมาย ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้นะครับ เช่นนอกเหนือจากที่ท่านได้กล่าวไปแล้วก็มีหมวด ๙ การขัดแย้ง แห่งผลประโยชน์ เป็นต้น และนอกจากนั้นรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ นี้ก็นำไปสู่กฎหมายลูก ซึ่งล้วนแล้วแต่ สร้างขึ้นมาเพื่อประกอบแล้วก็เสริมมาตรการการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ถ้ามีการแก้เข้ามาผมก็ชักสงสัยเหมือนกัน เพราะว่าท่าน พลเอก สมเจตน์ ได้พูดถึงเรื่องอายุความ ผมก็ลองพลิก ๆ ดูก็ปรากฏว่าอยู่ในพระราชบัญญัติกรอบรัฐธรรมนูญของ ป.ป.ช. ซึ่งเป็น การยกร่างตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ในมาตรา ๗ กำหนดว่าในการดำเนินคดีอาญา ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ถ้าผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีไปในระหว่าง ถูกดำเนินคดีหรือระหว่างการพิจารณาของศาลมิให้นับระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหา หรือจำเลยหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ และถ้าจำเลยหลบหนีในระหว่าง การต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ ก็มิให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลอาญา มาตรา ๙๘ มาใช้บังคับ มาตรา ๙๘ ก็คือกำหนดเวลาให้เป็นอันล่วงเลยการลงโทษผู้นั้น ซึ่งจะมีช่วงเวลา ๕-๒๐ ปี อันนี้ก็ไปสอดคล้องกับหลักการระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสนธิสัญญา สหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตประพฤติมิชอบ หรือ UNCAC ซึ่งเป็นหมวดของ อายุความคดี หรือ Statute of Limitation ซึ่งก็มีความพยายามอย่างมากที่จะให้บทบัญญัตินี้ อยู่ในกฎหมายไทย แล้วก็สำเร็จแล้ว แล้วก็หวังว่าจะไม่หลุดหายไป เรื่องนี้ก็เป็นประเด็น ที่อยากจะขอความกระจ่างและอาจจะต้องขอการพิจารณาของทางพรรคเพื่อไทยช่วยชี้แจง แทนท่านผู้ที่ได้รับเสนอชื่อด้วยว่าท่านจะให้ความสำคัญกับเรื่องต่อต้านคอร์รัปชัน อย่างไรบ้างนะครับ🔗
ประเด็นที่ ๒ ก็คือการขอความชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องการดำเนินนโยบาย ประชานิยม คือมีหลายเรื่องนะครับ ผมไม่ย้อนไปถึงตอนหาเสียง เพราะมีหลายพรรคที่เสนอ แนวลักษณะนั้น ทางฝ่ายวิชาการก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันมากพอสมควร แต่ที่พูดกัน มากที่สุดก็คือนโยบาย Digital ซึ่งเมื่อวานนี้ผมจำได้ว่าท่านหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ท่านก็กล่าวถึงแบบสั้น ๆ คือดั้งเดิมนี่เป็นการแจกเงิน Digital ๑๐,๐๐๐ บาทให้ทุกคน ที่มีอายุตั้งแต่ ๑๖ ปีขึ้นไป ซึ่งก็มีการคำนวณก็กว่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในนโยบาย ประชานิยมเหล่านี้เป็นที่ทราบดีว่าสร้างปัญหาในหลาย ๆ ประเทศ แม้แต่ประเทศตะวันตก หรือประเทศที่พัฒนาแล้ว ประเทศในยุโรปใต้กับประเทศในลาตินอเมริกาก็ยังมีปัญหากันอยู่ แล้วก็เป็นปัญหาที่เรื้อรัง สำหรับของเรานั้นก็มีท่านผู้หลักผู้ใหญ่ทางวงการเงิน ทางด้านเศรษฐศาสตร์มหภาคออกมาย้ำเตือนว่าเราอาจจะไม่ต้องการนโยบายเหล่านั้น เราผ่านวิกฤติ COVID-19 มา และกำลังฟื้นตัว การที่จะเข้าไปช่วยเหลือคงไม่ใช่การช่วยเหลือ แบบ Quantitative Easing ก็คือเอาเงินอัดเข้าไป แต่เป็นการช่วยตามจุดที่เห็นว่ายังมี ความต้องการอยู่ ซึ่งการทำลักษณะนั้นทำการลักษณะที่ไม่เป็นการเจาะจงมันอาจจะ สร้างปัญหาทั้งในแง่ของความมั่นคงแล้วก็วินัยทางด้านการคลังและการเงินซึ่งก็น่าเป็นห่วง ก็อาจจะมีปัญหาอื่นตามมาซึ่งหลายประเทศก็กำลังเจอปัญหาอยู่หลังจากที่ใช้สิ่งที่เรียกว่า นโยบาย Quantitative Easing นี่ก็คือปัญหาเงินเฟ้อ เนื่องจากว่าตอนนี้เราจะไปสร้าง อุปทานหรือ Supply เทียมขึ้นมา ซึ่งถ้าเกิดทำเช่นนั้นจะมีมาตรการอะไรที่จะป้องกัน ผมได้รับคำบอกเล่าเบื้องต้นนะครับว่าสิ่งที่ท่านจะสร้างขึ้นนี่อาจจะไม่ได้อยู่ในระบบการเงิน การคลังปกติ จะเป็นเงิน Digital ที่จะไปอยู่ในกระเป๋าหรือเป๋าตังที่สร้างขึ้นมาเหมือนกรณี ที่ใช้ Blockchain แล้วก็ใช้ลักษณะเงินคล้าย ๆ Bitcoin ไม่มีตัวตน ไม่มีเงินสำรองมารองรับ แต่ก็เป็นที่เข้าใจกันดีว่าใครจะไปถือเงิน Digital นั้นไว้เฉย ๆ หรือใช้เวียนอยู่ในระบบเฉย ๆ คนไทยเป็นที่ทราบกันดีอยู่เงิน ๑๐,๐๐๐ บาทก็พร้อมที่จะแลกเงินสด เงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ได้ ๘,๐๐๐ บาทก็เอา เพราะเขามีเจตนาที่จะไปใช้ที่ไม่ได้อยู่ในระบบของสิ่งที่นโยบาย อาจจะหวังไว้นะครับ สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ฝากเรียนผ่านท่านประธานไปยังพรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมรัฐบาลว่าอาจจะลองพิจารณาปรับการที่จะอัดฉีดเงินให้เป็นกลุ่มเฉพาะเจาะจง มากขึ้น คือด้านสังคมก็คือกลุ่มด้อยโอกาสทั้งหลายนะครับ ส่วนทางด้านเศรษฐกิจแน่นอน ก็มีกลุ่มที่ต้องการการพลิกฟื้นหลังจากวิกฤติโควิด เช่น กลุ่มที่เรียกว่า S Curve หรือการที่ต้องการการพัฒนาอย่างเร่งด่วน กลุ่มรถยนต์อิเล็กทรอนิกส์ EV หรือกลุ่ม Robot ที่จะสร้างหุ่นยนต์หรือ AI อะไรต่าง ๆ ที่เราต้องการวิทยาการมาก ๆ ซึ่งต้องการ ความช่วยเหลือจากทางรัฐมาก ๆ นะครับ สิ่งเหล่านี้ผมก็มี ๒ ประเด็นหลัก ๆ ที่ผมอยากจะฟัง จากทางพรรคเพื่อไทยครับท่านประธานว่า เรื่องที่ ๑ ก็คือความชัดเจนในเรื่องนโยบาย การต่อต้านทุจริต และขอความชัดเจน เรื่องที่ ๒ ก็คือนโยบายประชานิยม โดยเฉพาะ นโยบายแจกเงิน Digital ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณ คุณกิตติ วะสีนนท์ ต่อไปขอเชิญคุณเชาวฤทธิ์ ขจรพงศ์กีรติ ขอไว้ ๗ นาที เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผมนายเชาวฤทธิ์ ขจรพงศ์กีรติ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังสังคมใหม่ คนจังหวัดน่าน ตามที่ผมได้ฟังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติหลาย ๆ ท่านได้อภิปรายเกี่ยวกับ คุณเศรษฐา ทวีสิน Candidate นายกของพรรคเพื่อไทย บางคนก็บอกว่าไม่เคยรู้จัก บางท่านก็บอกว่าคุณเศรษฐานี่หลีกเลี่ยงการเสียภาษี ผมจะขออภิปรายว่าการเป็นผู้บริหาร ของบริษัทเอกชนนี้มีวัตถุประสงค์การจดทะเบียนเพื่อทำหลาย ๆ อย่างแล้วก็แสวงหาผลกำไร ไม่เหมือนการบริหารงานของภาครัฐที่เป็นนายกรัฐมนตรี การตรวจสอบขององค์กรต่าง ๆ มีหลากหลาย เช่น ป.ป.ช. สตง. สภา นิติบัญญัติ ทั้ง สส. และ สว. และองค์กรตรวจสอบต่าง ๆ ที่จะตรวจสอบของนายกรัฐมนตรีผู้บริหารประเทศ ผู้บริหารประเทศนี่ ไม่หวังผลกำไรอยู่แล้ว เพราะว่าผลกำไรที่นายกหรือผู้บริหารประเทศนี้ได้คือความอยู่ดีกินดีของพี่น้องประชาชน ไม่เหมือนกับการบริหารของบริษัท การบริหารบริษัทนี่คือแสวงหาผลกำไร บริษัทห้างร้าน อะไรต่าง ๆ ที่จดทะเบียนมาหวังผลกำไรทั้งนั้นครับ มันไม่ใช่ว่าจดทะเบียนมาแล้ว มาทำการค้าไม่หวังผลกำไรผมว่าไม่มีใครทำหรอกครับ ยกเว้นแต่องค์กรสาธารณะประโยชน์ เช่น สโมสรโรตารี่ สโมสรไลออนส์ อันนี้เขาจดทะเบียนมาไม่หวังผลกำไรแน่นอนครับ การที่ บริษัท แสนสิริ ได้ซื้อที่ดินแล้วก็มีการเสียภาษี บางท่านว่าเสียภาษีไม่ถูกต้อง การเสียภาษีระหว่างการโอนที่ดินของ บริษัท แสนสิริ กับ บริษัท ประไพทรัพย์ ในข้อคำสั่ง ของกรมสรรพากร ที่ ๑๐๐/๒๕๔๓ ได้กำหนดไว้ว่า ถ้าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนโอนที่ดิน บริษัท ก กับ บริษัท ข โอนที่ดินด้วยกันจะต้องเสียภาษีอีกอย่างหนึ่งนะครับ แต่ว่า ใน บริษัท ประไพทรัพย์ มีผู้ถือหุ้นอยู่ ๑๒ คนก็เลยแยกการโอน จากจะโอนเป็นผืนเดียว ทั้งหมดมันจะเสียภาษีประมาณ ๔๐๐-๕๐๐ ล้านบาท ถ้า บริษัท ประไพทรัพย์ มาแยกโอน เป็นรายบุคคล ๑๒ คน คนละ ๑ วัน อันนั้นจะเสียภาษีลดลงมาเหลือประมาณ ๗๐ กว่าล้านบาท คือในการที่ลดภาษีต่างกันประมาณ ๕๐๐ ล้านบาทนี่มันไม่ได้ผิดกฎหมาย มันเป็นระเบียบ ของกรมที่ดินที่จะต้องเสียภาษีตามนั้น ผมจึงเห็นว่าคุณเศรษฐา ทวีสิน Candidate ของพรรคเพื่อไทยเหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ ๓๐ ในนามพรรคพลังสังคมใหม่ ก็ขอสนับสนุนพรรคเพื่อไทยที่ได้เสียงการเลือกตั้งมา ๑๐ กว่าล้านเสียง คุณเศรษฐา ทวีสิน ก็ได้การยอมรับกับพี่น้องประชาชนมาประมาณ ๑๐ กว่าล้านเสียงเหมือนกัน ถือว่าผ่านการตรวจสอบการเลือกตั้งเข้ามา ส่วนที่ว่าคนที่ไม่รู้จักท่านเศรษฐา ทวีสิน มันเป็นไปไม่ได้ครับ การเลือกตั้งมีเวลาตั้ง ๔๕ วัน แล้วก็ Candidate นายกแต่ละพรรค ก็แสดงวิสัยทัศน์กันทุกพรรค ๆ ทุกท่านก็น่าจะได้ยินและได้เห็นแล้วว่าประวัติของ คุณเศรษฐาเป็นอย่างไรครับ ผมจึงขอสนับสนุนคุณเศรษฐาเป็นนายก คนที่ ๓๐ ครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณคุณเชาวฤทธิ์ครับ ต่อไปขอเชิญคุณคำนูณ สิทธิสมาน ขอไว้ ๑๕ นาที เชิญคุณคำนูณครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ หลักคิดในการปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ ของกระผมมีดังนี้ครับ🔗
กระผมเชื่อโดยบริสุทธิ์มาโดยตลอดว่าการกำหนดให้ สว. ร่วมให้ความเห็นชอบ บุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี แม้จะเป็นหน้าที่และอำนาจ ตามรัฐธรรมนูญ แต่ก็เป็นการชั่วคราวตามบทเฉพาะกาล และด้วยความที่เป็นบทบัญญัติ ที่ไม่เคยมีมาก่อนในระบบรัฐธรรมนูญไทย แม้รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะจัดทำขึ้นในยุครัฐบาล ที่มาจากการรัฐประหาร และต้องมีการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับอยู่แล้ว จึงยังต้องมีการลงประชามติเป็นคำถามเพิ่มเติมเป็นการเฉพาะ สอบถามประชาชนว่า จะเห็นชอบหรือไม่กับบทบัญญัติพิเศษนี้โดยให้เหตุผลว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศ เกิดความต่อเนื่อง ซึ่งแม้จะได้รับความเห็นชอบในการลงประชามติ เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๙ บทบัญญัตินี้ก็ยังคงกำหนดให้ สว. มีหน้าที่และอำนาจในการร่วมให้ความเห็นชอบเท่านั้น ไม่มีสิทธิเสนอชื่อ Candidate นายกรัฐมนตรี ไม่มีสิทธิรับรองชื่อ Candidate นายกรัฐมนตรีนั้น ๆ ด้วยเหตุนี้หลักคิดในการร่วมให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็น นายกรัฐมนตรีของ สว. ในความเห็นของกระผมจึงควรจะต้องมีความแตกต่างจาก สส. กล่าวคือ สว. ควรจะใช้หน้าที่และอำนาจที่มีอยู่เฉพาะการนี้อย่างมีเหตุผล อย่างมีขอบเขต และอย่างจำกัด เหมือนกรณีพิจารณาบทยกเว้นตามรัฐธรรมนูญและตามกฎหมายอื่น ทั้งนี้กระผมแบ่งเป็น ๒ ช่วงเวลาครับ🔗
ช่วงที่ ๑ คือช่วงเวลาก่อนวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๕ อันเป็นช่วงระยะเวลา ที่แผนการปฏิรูปประเทศทุกด้านมีผลใช้บังคับ สว. ควรพิจารณาถึงเหตุผลพิเศษ ตามที่ปรากฏในคำถามเพิ่มเติมในการลงประชามติเมื่อ ๗ ปีก่อนหน้านี้ คือความต่อเนื่อง ในการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาล ภายใต้แผนการปฏิรูปประเทศ นี่คือหลักในการพิจารณา ในช่วงระยะเวลานั้น แล้วผมก็เคยได้อภิปรายในที่ประชุมแห่งนี้ในคราวเลือกนายกรัฐมนตรี เมื่อปี ๒๕๖๒🔗
ช่วงที่ ๒ คือช่วงเวลาหลังจากวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๕ อันเป็นช่วง ระยะเวลาที่แผนการปฏิรูปประเทศทุกด้านเสมือนสิ้นสุดลงแล้วตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๙ โดยมติของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๕ และคณะรัฐมนตรีได้มีมติรับรองทุกประการในเวลาต่อมา โดยกำหนดให้ยกเลิกบทบัญญัติ กฎหมายและหน่วยงานที่ทำหน้าที่เฉพาะเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศคืนกลับไปให้หน่วยงาน ปกติทำหน้าที่ต่อ ทำให้ไม่อาจพิจารณาเหตุผลพิเศษตามคำถามประชามติเพิ่มเติมได้ ดังนั้นการให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งเหมาะสมจะเป็นนายกรัฐมนตรีในช่วงเวลานี้ของรัฐสภา สมัยนี้ ผมจึงแบ่งออกเป็น ๒ กรณี หากเป็นกรณีทั่วไปตามปกติผมเห็นควรให้ตัดสินใจ ให้ความเห็นชอบตามเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎรเป็นหลัก เพื่อสะท้อน ผลการเลือกตั้งทั่วไป และการตกลงทางการเมืองระหว่างพรรคการเมืองต่าง ๆ ในสภาผู้แทนราษฎร เพราะในการบริหารราชการแผ่นดินและการกำกับตรวจสอบ การบริหารราชการแผ่นดินทุกขั้นตอนหลังจากการให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ซึ่งเหมาะสม จะเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วต้องอาศัยเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเกือบทั้งสิ้น ไม่มี สว. เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย อนึ่ง กระผมเห็นว่าการที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ การลงมติให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นไปโดยเปิดเผย แตกต่างกับการให้ความเห็นชอบบุคคลในกรณีอื่น ๆ ที่ให้กระทำ เป็นการลับ ก็เป็นมาตรการที่แสดงให้เห็นถึงความต้องการให้การลงมติสะท้อน ผลการเลือกตั้งทั่วไปและการตกลงทางการเมืองของพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร มากที่สุด ท่านประธานครับ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่า สว. จะต้องตัดสินใจให้ความเห็นชอบ ตามเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเสมอไปทุกกรณี เพราะไม่เช่นนั้นก็ไม่จำเป็น ต้องมีบทบัญญัติพิเศษมาตรา ๒๗๒ นี้แต่ประการใด สว. ย่อมสามารถใช้วิจารณญาณ ตัดสินใจให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีแตกต่าง ไปจากเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎรได้ แต่ควรจำกัดเฉพาะในกรณีที่เห็นว่าสำคัญที่สุดจริง ๆ มิอาจหลีกเลี่ยงได้เท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีสำคัญที่สุดในระดับที่เห็นว่าอาจเป็น ภยันตรายใหญ่หลวงต่อรัฐธรรมนูญและต่อระบอบการปกครองของประเทศ เสมือนเป็น การใช้สิทธิยับยั้งในฐานะสภาที่ ๒ ท่านประธานครับ การตัดสินใจไม่ให้ความเห็นชอบ Candidate นายกรัฐมนตรี ที่ได้รับการเสนอชื่อเมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ตามเสียงข้างมาก ในสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้นก็เพราะ Candidate ท่านนั้นและพรรคต้นสังกัดท่าน ยังคงมีนโยบายแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ในสารัตถะที่กระทบ ต่อบทบัญญัติคุ้มครองสถานะอันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้ของ องค์พระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญ เปรียบเสมือนเป็นการแก้รัฐธรรมนูญบทหลัก ของหมวดพระมหากษัตริย์ทางประตูหลัง และเสมือนเป็นการนิรโทษกรรมผู้กระทำความผิด ตามมาตรา ๑๑๒ ทั้งหมดที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมทุกระดับทางประตูหลัง กระผมเห็นว่าถือเป็นภยันตรายต่อรัฐธรรมนูญและต่อระบอบการปกครอง และ Candidate นายกรัฐมนตรีท่านนั้นท่านก็มิได้ถอยนโยบายนี้ แม้ว่าจะมีเสียงอภิปรายคัดค้านสักเพียงใด ท่านประธานที่เคารพครับ แต่ในการให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้ง ให้เป็นนายกรัฐมนตรี ในวันนี้ก็เป็นที่ชัดเจนจากการแถลงต่อสาธารณะว่า Candidate นายกรัฐมนตรีที่ได้รับการเสนอชื่อไม่มีนโยบายที่อาจจะเป็นภยันตรายต่อรัฐธรรมนูญ และต่อระบอบการปกครองในลักษณะดังกล่าว รวมทั้งไม่มีพรรคการเมืองเจ้าของนโยบาย เช่นว่านั้นเข้าร่วมในการจัดตั้งรัฐบาล กระผมเห็นควรกลับคืนสู่หลักการทั่วไป คือตัดสินใจ ลงมติให้เป็นไปตามเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎร อันเป็นหลักคิดของกระผมที่ว่า สว. ควรปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๒๗๒ อย่างไร อย่างไรก็ดีครับท่านประธาน จะมีการอภิปราย หรือแม้กระทั่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในทางสาธารณะขึ้นมาว่า ถ้าอย่างนั้นนโยบายที่จะให้ คณะรัฐมนตรีมีมติในการประชุมครั้งแรกให้มีการออกเสียงประชามติสอบถามประชาชนว่า เห็นควรให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่นั้นถือเป็นภยันตรายต่อรัฐธรรมนูญ และต่อระบอบการปกครองหรือไม่ มีเสียงบางท่านบอกว่าอันนี้ร้ายแรงกว่าการแก้ไข มาตรา ๑๑๒ เสียอีก กระผมได้นำมาใคร่ครวญและขออนุญาตอภิปรายบันทึกไว้ ณ ที่นี้ว่า กระผมเห็นต่างครับ เพราะไม่ว่าพวกเราทุกคนจะเห็นด้วยหรือเห็นต่างกับการจัดทำ รัฐธรรมนูญใหม่ กระผมโดยส่วนตัวก็ไม่เห็นด้วย เห็นว่าการแก้ไขรายมาตรานั้น สามารถจะกระทำได้ แต่อย่างไรก็ตามแต่นโยบายเรื่องนี้เป็นนโยบายของทุกพรรคการเมือง เกือบทุกพรรคการเมืองที่เราต้องยอมรับตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ แล้ว แล้วก็ได้มีการศึกษา มีการตั้งกรรมาธิการ แล้วที่สุดก็ได้มีร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๒๕๖ เพิ่มเติมหมวดใหม่ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เสนอเข้าสู่ที่ประชุมร่วมกัน ของรัฐสภาแห่งนี้เมื่อปี ๒๕๖๓ จากพรรคการเมือง ๒ กลุ่ม ๒ ขั้ว พูดแล้วก็คือเกือบทั้ง สภาผู้แทนราษฎร และแม้จะมีการตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณาก่อนลงมติในวาระที่หนึ่ง แต่เมื่อถึงการลงมติในวาระที่หนึ่งก็ผ่านวาระที่หนึ่ง สมาชิกวุฒิสภาพวกกระผมนี้ก็ลงมติเห็นชอบด้วยเกิน ๑ ใน ๓ เกินเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๖ กำหนดไว้ ร่างนั้นก็ผ่านการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ ผ่านวาระที่สอง รอลงมติ ในวาระที่สาม เผอิญมีผู้ไปร้องศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๑๐ (๒) ในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีคำวินิจฉัย ที่ ๔/๒๕๖๔ เดือนมีนาคม ๒๕๖๔ คำวินิจฉัยที่เป็นกุญแจคำสำคัญนั้น ก็คือท่านบอกว่า รัฐสภามีหน้าที่และอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ โดยต้องให้ ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อนว่าประชาชนประสงค์ จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และเมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ต้องให้ประชาชนลงประชามติเห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นที่ท่านจะให้คณะรัฐมนตรีมีมติให้จัดทำประชามติในวาระแรกของการประชุม ครม. นั้นกระผมเห็นว่าทำได้ครับ แต่อย่างไรก็ตามแต่เราจะต้องยอมรับความเป็นจริงว่า กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นแม้จะผ่านการออกเสียงประชามติครั้งแรกนั้น ยังต้องใช้ขั้นตอนและระยะเวลาอีกไม่ต่ำกว่า ๒ ปี ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาแห่งนี้ อีก ๑-๒ ครั้ง ผ่านเงื่อนไขเดิม ๆ ทุกอย่าง และผ่านการออกเสียงประชามติ รวมทั้งสิ้น ๓ ครั้ง ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเราเคารพผลการประชามติเมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๙ ผมก็ไม่มีเหตุผลใดที่เราจะบอกว่าไม่เคารพผลการลงประชามติในอีก ๓ ครั้งข้างหน้า แต่อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน เพื่อความสบายใจของสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ เพื่อความสบายใจของพี่น้องประชาชน มันมีประเด็นที่พรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมดโดยเฉพาะ พรรคเพื่อไทยหากจะได้กรุณาชี้แจงให้ชัดเจน และที่ผมจะขออนุญาตตั้งเป็นข้อสังเกตไว้ว่า ในเมื่อประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ภูมิรัฐศาสตร์ทางการเมืองใหม่ที่มีพรรคเพื่อไทย เป็นหนึ่งในขั้วสำคัญ ท่านก็ควรจะใช้โอกาสนี้สร้างความสบายใจให้เกิดขึ้น ๑. หากจะมี คำถามประชามติ คำถามประชามตินั้นควรจะต้องตรง และไม่เกินไปจากคำวินิจฉัยศาล รัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ๒. ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๒๕๖ ที่คณะรัฐมนตรี จะเสนอเข้าสู่สภาควรจะรับฟังความคิดเห็นจากทุกพรรคการเมือง จากสมาชิกวุฒิสภา ผ่านการพูดคุยให้มากที่สุด และ ๓. ควรจะคำนึงถึงสารัตถะสำคัญในร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๒๕๖ นั้น ก็คือรูปแบบของ สสร. ที่จะเกิดขึ้น และเมื่อ สสร. ร่างเสร็จแล้ว จำเป็นจะต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภาก่อนเป็นครั้งสุดท้าย🔗
และสุดท้ายครับ หากเป็นไปได้ถ้าท่านจะกรุณาทบทวนระยะเวลา ของการจัดทำประชามติก็จะเป็นประโยชน์ ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมาในเชิงหลักการ การพิจารณาการใช้อำนาจ หน้าที่ตามมาตรา ๒๗๒ ในฐานะ สว. ซึ่งแตกต่างไปจาก สส. ในครั้งนี้ กระผมจะให้ความเห็นชอบ Candidate นายกรัฐมนตรีตามเสียงข้างมากของ สภาผู้แทนราษฎร กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ พรรคชาติไทยพัฒนา เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้กระผมขออนุญาตท่านประธานและท่านสมาชิกรัฐสภา ผู้ทรงเกียรติที่เคารพรักทุกท่านครับ ขอนำเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริง หรือ Real World ๓ ประการ เพื่อประกอบการพิจารณาลงมตินายกรัฐมนตรีครับ🔗
โลกแห่งความเป็นจริงประการแรก ผู้นำพรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเสียง เลือกตั้งสูงสุดมิใช่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีเสมอไปครับ วันนี้ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ อาจมีมติเลือกนายกรัฐมนตรีเกินกึ่งหนึ่งซึ่งมาจากพรรคการเมืองที่เคยประสบความสำเร็จ ในการบริหารประเทศสูงสุดมาแล้วครั้งหนึ่ง รัฐบาลที่เกิดขึ้นในอนาคตจะเรียกว่าอะไรก็ตาม รัฐบาลสลายขั้ว รัฐบาลพิเศษ สิ่งเหล่านี้เคยเกิดขึ้นเสมอ ๆ ในทางการเมืองไทยตามระบอบ ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ครับ ผมเป็นห่วงอย่างนี้ ท่านประธานที่เคารพครับว่า คำพูด ของนักการเมืองทั้งในการหาเสียงเลือกตั้งและเหตุการณ์หลังเลือกตั้งในระหว่างการรวบรวม พรรคการเมืองเพื่อให้ได้เสียงข้างมากเป็นรัฐบาลนั้นได้ทำลายความเชื่อถือต่อคำพูด ของนักการเมืองจนประชาชนเสื่อมศรัทธาอย่างรุนแรง วัดได้จากอะไรครับ วัดได้จากเดี๋ยวนี้ การไปงานในพิธีต่าง ๆ ของชาวบ้านนี่นะครับ เขาจะไม่เชิญนักการเมืองขึ้นเวทีกล่าว อีกต่อไปแล้วครับ หรือกล่าวน้อยลง เพราะอะไรครับ คำกล่าวของนักการเมืองไม่ได้นำไปสู่ การปฏิบัติ ไม่ได้รับความเชื่อถืออีกต่อไป ยกเว้นนักการเมืองจังหวัดสุพรรณบุรี ยกเว้นเพราะอะไรครับ เพราะนักการเมืองจังหวัดสุพรรณบุรียึดมั่นเสมอในคำสอนของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีบรรหาร ศิลปอาชา สัจจะ กตัญญู ท่านประธานที่เคารพครับ ดังนั้นนายกรัฐมนตรีที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้จะแก้ไขความเป็นห่วงเป็นใยของผมได้อย่างไร ต้องนำนโยบายต่าง ๆ ที่จะแก้ไขปัญหาให้กับประเทศชาติ ให้กับประชาชน ไม่ว่าจะเป็น เรื่องพลังงานราคาแพง เรื่องหนี้สินครัวเรือน เรื่องภัยแล้งที่กำลังจะเกิดขึ้นนำไปแก้ไข ให้สำเร็จให้จงได้ ความศรัทธา ความเชื่อถือจะกลับมาครับ🔗
โลกแห่งความเป็นจริงประการที่ ๒ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก่อให้เกิดปัญหา วิกฤติการเลือกนายกรัฐมนตรี ๓ เดือนเศษยังเลือกไม่ได้เลยครับท่านประธาน และยังมีอีก หลายประการ ดังนั้นจำเป็นต้องมีการแก้ไขโดยด่วน จึงเห็นด้วยกับผู้นำพรรคที่เป็นแกนนำว่า ในวาระที่มีการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งแรกจะมีการเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เริ่มต้นทันทีครับ แล้วแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยยึดถือ การปฏิรูปการเมืองในปี ๒๕๓๙ ของท่านนายกรัฐมนตรีบรรหาร ศิลปอาชา นั่นก็คือ ได้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ สสร. มาดำเนินการแก้ไข แล้วเป็นจริงครับ เป็นจริงเรื่องอะไร เป็นจริงที่ว่าเราได้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่ดีที่สุดฉบับหนึ่ง เพราะอะไรครับ เพราะว่าการร่างรัฐธรรมนูญนั้นยึดถือหลักการประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ที่ว่าอำนาจเป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนครับท่านประธาน🔗
ประการที่ ๓ โลกแห่งความเป็นจริง หรือประการสุดท้ายนายกรัฐมนตรี ต้องรู้บริบทนี้ครับ บริบทพลวัตในการเปลี่ยนแปลงหลีกหนีไม่พ้นครับ ในอนาคต ที่มีหลายท่านกล่าวถึง Wind of Change เกิดขึ้นอย่างแน่นอนครับ สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง เกิดขึ้นแน่โดยเฉพาะในคนหนุ่มสาว เพียงแต่ว่าขอให้นายกรัฐมนตรีคำนึงถึงเสมอว่า การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นนั้นต้องเป็นการ Taking of Soft Landing ด้วยครับท่านประธาน ผมต้องขอชื่นชมนะครับว่านายกรัฐมนตรีที่จะมาถ้าเกิดได้ในวันนี้ต้องคำนึงอยู่เสมอว่า ท่านจะประสบกับผู้นำหรือตัวแทนที่จะมาดูแล กำกับ ควบคุมที่เข้มแข็งครั้งหนึ่ง ในประวัติศาสตร์ของรัฐสภาแห่งนี้ แล้วประโยชน์ได้ทั้งหมดจะตกอยู่กับประเทศชาติ และประชาชน แล้วเราหวังว่าคนหนุ่มสาวที่กำลังทำหน้าที่อยู่ในขณะนี้เขาจะไม่ต้องกล่าว เหมือนกับรัฐบุรุษอาวุโสท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า เมื่อข้าพเจ้ามีอำนาจข้าพเจ้ายังไม่มี ประสบการณ์ เมื่อข้าพเจ้ามีประสบการณ์ข้าพเจ้าก็ไม่มีอำนาจเสียแล้ว เราอยากจะให้ท่าน ถึงทั้งมีอำนาจและมีประสบการณ์ในคราวเดียวกันครับ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะถึงวันนั้น🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ สุดท้ายขออนุญาตสรุปอย่างนี้ครับ วันนี้ยินดี กับอดีตผู้นำที่กลับประเทศ แต่จะยินดีสูงสุดและมากที่สุดนั่นก็คือ Real World ที่โลกแห่งความเป็นจริง โลกแห่งความขัดแย้งในประเทศจะสิ้นสุดเสียทีครับ จะก้าวเข้าสู่ยุค Dream World หรือโลกแห่งความฝันที่เราปรารถนาสูงสุดคนในประเทศ นั่นก็คือโลก หรือประเทศของเราเข้าสู่ยุคพระศรีอาริย์ ประเทศเจริญรุ่งเรือง สันติ สงบสุขนิรันดร์กาล ขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ท่านณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ต่อไปเป็นท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สว. ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา วาระนี้ เป็นการให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี บุคคลที่ได้รับ การเสนอชื่อวันนี้คือคุณเศรษฐา ทวีสิน ซึ่งเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จในการบริหารธุรกิจ เป็นอย่างมาก แต่ในวันนี้กำลังได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะต้องเป็นบุคคล ที่มีความสามารถในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งแตกต่างไปจากการบริหารธุรกิจ กระผมขออนุญาตท่านประธานกล่าวถึงนโยบายเศรษฐกิจบางเรื่องเชื่อมโยงไปถึงทักษะ ในการบริหารของผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ ผมขออภิปราย เรื่องนโยบาย Digital Wallet หรือนโยบายกระเป๋าเงิน Digital ซึ่งกำหนดให้เงิน ๑๐,๐๐๐ บาท กับผู้ที่มีอายุเกิน ๑๖ ปี และให้ใช้จ่ายในเวลา ๖ เดือน ในรัศมี ๔ กิโลเมตร นโยบายเช่นนี้ ถือว่าเป็นนโยบายของการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในช่วงเวลาที่ออกนโยบายนี้ขณะนั้นเศรษฐกิจ กำลังฟื้นตัว ในปี ๒๕๖๓ นั้นเศรษฐกิจติดลบอยู่ที่ ๖.๒ และฟื้นตัวมาในปี ๒๕๖๔ ที่ขยายตัว ที่ร้อยละ ๑.๕ และในปี ๒๕๖๕ ขยายตัวร้อยละ ๒.๖ นโยบายนี้ออกมาในขณะที่เศรษฐกิจ กำลังฟื้นตัว ซึ่งไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะว่าในการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นต้องคำนึงถึง จังหวะเวลา หรือ Timely แต่ ณ วันนี้ไตรมาสแรกความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ของปี ๒๕๖๖ นั้น ขยายตัวร้อยละ ๒.๖ เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมา แต่ในไตรมาสที่ ๒ นั้นการขยายตัวลดลงเหลือร้อยละ ๑.๘ เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา ของปีที่แล้ว ที่เป็นเช่นนี้ก็เป็นไปได้ว่าอยู่ในช่วงของการรอการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เพราะว่า จากตัวเลขนั้นปรากฏว่าตัวเลขที่ด้อยลงไปก็คือตัวเลขของการใช้จ่ายภาครัฐ ตัวเลขของ การบริโภคภาครัฐ แม้กระทั่งตัวเลขของการส่งออกก็ลดลงไป มีเพียงแต่ตัวเลข ของการท่องเที่ยวเท่านั้นที่เติบโตขึ้นมา เพราะฉะนั้นในจังหวะนี้ก็จะเห็นว่าเศรษฐกิจ เริ่มจะชะลอตัว ก็เป็นช่วงจังหวะเวลาที่ใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจได้🔗
หลักการประการที่ ๒ ของการกระตุ้นเศรษฐกิจก็คือต้องเป็นการชั่วคราว หรือ Temporary เรื่องนี้ชัดเจนว่าเป็นการชั่วคราว เพราะว่าจะดำเนินการให้เสร็จสิ้น ในเวลา ๖ เดือน🔗
เรื่องที่ ๓ สำคัญก็คือ เรื่องของเป้าหมาย หรือ Target ซึ่งเรื่องของเป้าหมาย ในการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นอาจจะมองเป็น ๓ เรื่อง🔗
เรื่องแรก ก็คือเรื่องบุคคลที่จะได้รับประโยชน์ ผมอยากจะเรียนว่านโยบาย กระตุ้นเศรษฐกิจนั้นสามารถที่จะทำควบคู่ไปกับการลดความเหลื่อมล้ำ เพราะฉะนั้น การให้เงิน ๑๐,๐๐๐ บาทนี้อาจจะคิดในกรอบเดิมที่เรียกว่า Helicopter Money ก็คือ โปรยเงินไปทั่ว แจกเงินให้ครบทุกคน แต่ในช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เรามีฐานข้อมูล ของคนจนอย่างเพียงพอที่สามารถจะแจกเงินให้ตรงเป้าไปกับคนจนเหล่านั้นได้ ก็หวังว่า ทักษะในการบริหารของคุณเศรษฐาในเชิงบริหารธุรกิจจะได้นำเรื่องนี้เข้าไปพิจารณา ในการบริหารเศรษฐกิจ เพราะว่าในการบริหารเศรษฐกิจนั้นนอกจากคำนึงถึงความเติบโต ก็ยังคำนึงถึงการกระจายความเจริญ ลดความเหลื่อมล้ำอีกด้วย🔗
Target หรือเป้าหมายประการที่ ๒ ก็คือ ร้านค้า หวังว่านโยบายนี้ คุณเศรษฐาจะได้พิจารณาว่าจะให้ไปซื้อของในร้านค้าที่เป็นร้านค้าชุมชนจริง ๆ ไม่ใช่ร้านค้า ที่เป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ที่ไปตั้งรกรากอยู่ในชุมชน มิเช่นนั้นแล้วประโยชน์ที่จะได้กับชุมชน ก็จะน้อยกว่าที่ควรจะเป็น แต่ถ้าหากว่าจำกัดขอบเขตเฉพาะร้านค้าชุมชนแท้ ๆ แล้ว นอกจากกระตุ้นเศรษฐกิจก็ยังกระจายเศรษฐกิจไปอีกด้วย🔗
เป้าหมายประการที่ ๓ ก็คือสินค้า สินค้าที่กำหนดในการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ควรจะเป็นสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ มิใช่สินค้าเป็นการทั่วไป มิเช่นนั้นแล้วก็อาจจะไป ใช้เงินนี้ด้วยสินค้าที่ฟุ่มเฟือย ด้วยสินค้าที่เป็นอบายมุข ซึ่งอาจจะสอดประสงค์กับการกระตุ้น เศรษฐกิจแต่ไม่ตอบรับกับเรื่องของการกระจายความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ไม่ตอบรับ กับการลดความเหลื่อมล้ำ🔗
ประการถัดไป ในเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นก็คือต้องมีความโปร่งใส เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ แล้วก็ต้องชมผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีที่ได้นำมิติใหม่ ของความโปร่งใสมาใช้ในการบริหารเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้ นั่นก็คือนำระบบ Blockchain มาใช้ เพราะว่าการบริหารเศรษฐกิจด้วยการแจกเงินที่โปร่งใสนั้นจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องใช้ระบบ Digital และระบบ Digital จนถึงทุกวันนี้ที่ถึงขั้นสูงสุดคือระบบ Blockchain ผมขอกราบเรียนท่านประธานสภาว่า Blockchain นั้นเป็น World Wide Web รุ่นที่ ๓ World Wide Web รุ่นที่ ๑ ก็คือ World Wide Web รุ่นที่อ่านอย่างเดียว หรือ Read only World Wide Web รุ่นที่ ๒ นั้นก็คือรุ่นที่อ่านได้ตอบได้ รุ่นที่ Read and Respond ส่วน World Wide Web รุ่นที่ ๓ ขยับไปอีกขั้นหนึ่งก็คือเป็นเรื่องที่กระจายในเรื่องของ ข้อมูลออกไปและทุกคนเป็นเจ้าของข้อมูลของตัวเอง ไม่มีตัวกลางที่เป็นเจ้าของข้อมูล เหมือนกับ Web ที่ ๒ เพราะเรื่องนี้ก็จะมีความโปร่งใสมาก แต่ผมก็อยากจะเรียนว่าประสบการณ์ในการบริหารธุรกิจของผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น น่าจะต้องพิจารณาให้ละเอียดรอบคอบถึงการวางโครงสร้างพื้นฐาน Blockchain อันนี้ ที่จะต้องรอบคอบในเรื่องเทคโนโลยี ที่จะต้องระมัดระวังในเรื่องของกระบวนการต่าง ๆ ที่จะต้องพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้ที่ใช้ระบบ Blockchain นี้ให้มีความเข้าใจ อย่างแท้จริง เพราะระบบ Blockchain นั้นมีอยู่คำหนึ่งเรียกว่า Private key หรือทั่วไป เรียกว่า Password ถ้าทำ Private key นี้หายทุกอย่างที่อยู่ใน Digital wallet ก็จะหายไปด้วย นี่ผมกำลังพูดถึงโครงสร้างพื้นฐาน ถ้าหากว่าจะวางโครงสร้างพื้นฐานของ Blockchain ให้ใช้ในเรื่องอื่น ๆ ด้วย ก็ฝากไว้ด้วยว่าคงจะต้องพิจารณาเรื่องของการวางโครงสร้างพื้นฐาน ของ Blockchain นี้ให้ดี และเชื่อว่าทักษะในการบริหารธุรกิจของคุณเศรษฐา ทวีสิน นั้น สามารถที่จะนำมาปรับใช้ด้วยความระมัดระวังในการวางโครงสร้างพื้นฐานครั้งสำคัญ ของ Digital Money ในครั้งนี้🔗
ผมขออนุญาตกล่าวถึงเรื่องในทางการเมืองว่า เมื่อพรรคใดพรรคหนึ่ง หรือพรรคการเมืองหลายพรรคได้รวมตัวกันเป็นเสียงข้างมากเกินกว่ากึ่งหนึ่ง ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ก็แสดงว่าได้เป็นตัวแทนของคนไทยเกินกึ่งหนึ่งของ ผู้ที่ลงคะแนนเสียงทั้งหมด จึงมีความชอบธรรมที่พรรคที่รวมตัวกันเกินกว่ากึ่งหนึ่งนั้น จะได้เสนอชื่อบุคคลที่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี และเมื่อพิจารณาถึงคุณสมบัติของ การเป็นนักบริหารธุรกิจที่ประสบความสำเร็จที่เชื่อว่าสามารถปรับทักษะในการบริหาร ให้มาบริหารเศรษฐกิจของประเทศชาติได้แล้ว ผมจึงคิดว่าผู้ได้รับการเสนอชื่อ เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้คือคุณเศรษฐา ทวีสิน สมควรที่จะได้รับความเห็นชอบ เป็นนายกรัฐมนตรี ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านปรีดา บุญเพลิง พรรคครูไทยเพื่อประชาชน เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายปรีดา บุญเพลิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน การศึกษานำการเมือง ครูพัฒนาคน ประชาชนพัฒนาชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังผู้ทรงเกียรติและผู้ถูกเสนอชื่อ เป็นนายกรัฐมนตรี และสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ ผมได้เฝ้าติดตามบรรยากาศ และสถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลของพรรคการเมืองที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ในครั้งนี้และที่ผ่านมา วันนี้เราคงต้องมาร่วมด้วยช่วยกันจะทำอย่างไรให้พี่น้องประชาชน คนไทยทั้งแผ่นดินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความเป็นอยู่ที่ดี กินดี มีความมั่นคงในชีวิต สังคมไทย มีความรัก สามัคคี ประเทศชาติมีความมั่นคง เจริญรุ่งเรืองสืบไป ทัดเทียมกับอารยประเทศ ควรถึงเวลา และเป็นนิมิตหมายที่ดีในการสรรหานายกรัฐมนตรีในครั้งนี้เพื่อการจัดตั้ง รัฐบาลต่อไป ครั้งนี้ถ้านายกรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบจากที่ได้รับความเห็นชอบจาก สมาชิกรัฐสภาจะนำพาประเทศไปสู่ความมั่นคงด้านการศึกษา ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านการเมือง และวัฒนธรรม ผมอยากทราบว่านโยบายของพรรคการเมืองที่ร่วมกันจัดตั้ง รัฐบาลว่าอย่างไร โดยเฉพาะด้านการศึกษา ว่าที่นายกรัฐมนตรีควรจะนำเรื่องการศึกษา เป็นนโยบายหลักในการพัฒนาประเทศ เช่น หลักสูตรครู ระบบบริหารจากการจัดการ ควรได้รับการปฏิรูปอย่างเร่งด่วน ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล พรรคร่วมรัฐบาลทำได้อย่างนี้ ผมเชื่อมั่นว่าประเทศไทย พี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน จะมีความสุข ร่มเย็น ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง มีความมั่นคง พรรคครูไทยเพื่อประชาชน พร้อมที่จะสนับสนุนอย่างเต็มที่ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านวันชัย สอนศิริ สว. นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กระผมเองนั้นได้ประกาศแสดงเจตจำนงมาตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งและหลังเลือกตั้งว่า ใครรวมเสียงข้างมากได้ สว. วันชัย สอนศิริ จะโหวตให้กับนายกรัฐมนตรีจากพรรคการเมือง เหล่านั้น และผมขออนุญาตกราบเรียนเพิ่มเติมว่า สิ่งที่ผมประกาศเจตจำนงทั้งก่อนและหลัง เลือกตั้งว่าสนับสนุนกับพรรคการเมืองที่รวมเสียงข้างมากนั้น ด้วยเหตุผลว่า ๑. เป็นไปตาม หลักประชาธิปไตย ซึ่งแน่นอนบ้านเมืองเรากำลังเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย แม้อาจจะ ยังไม่เต็มใบเต็มที่นัก และจะต้องเต็มใบต่อไป ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งก็สนับสนุนให้ กับเสียงส่วนใหญ่อันเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย และเมื่อรวมเสียงข้างมากได้ ก็ถือว่าเป็นความต้องการของพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศที่ใช้สิทธิเลือกตั้ง🔗
และประการที่สำคัญครับท่านประธาน เป็นการลดความขัดแย้งในสังคม ในบ้าน ในเมือง และเป็นสิ่งหนึ่งที่อยากจะกราบเรียนเพิ่มเติมว่าการตัดสินที่จะให้ ใครเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นอยู่ที่สมาชิกรัฐสภา ๗๕๐ คนนี้ มิใช่ว่าใครคนใดคนหนึ่งกล่าวอ้างขึ้นมา ว่าคนนั้นไม่ดี คนนี้ไม่ถูกต้อง คนนั้นไม่มีคุณสมบัติใช้ไม่ได้ แล้วคน ๗๕๐ จำเป็นต้องเชื่อ คนคนนั้นซึ่งไม่ใช่สมาชิกรัฐสภาหรือ เพราะฉะนั้นเสียง ๗๕๐ ส่วนใหญ่นั้นจะเป็นเสียงชี้ขาดว่า ใครเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่งกล่าวอ้างแล้วเราก็ตัดสิทธิคนคนนั้น นี่คือหลักการที่ผมถือเป็นแนวปฏิบัติ ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐบาลที่จัดตั้งในครั้งนี้ ๓๑๔ เสียง จาก ๑๑ พรรคการเมืองที่ประกาศกันเมื่อวานนี้ ผมดูแล้วเห็นว่าเป็นรัฐบาล ที่ก้าวข้ามความขัดแย้งจริง ๆ เป็นรัฐบาลที่สลายขั้ว สลายสี สลายความเห็นต่าง และจะนำมาซึ่งความปรองดองสมานฉันท์ที่เป็นรูปธรรมจริง ๆ ครับ ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานดูในรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูปประเทศในมาตรา ๒๕๗ เขาเขียนไว้ อยู่ใน (๑) ว่า การปฏิรูปประเทศนั้นประเทศชาติมีความสงบเรียบร้อย มีความสามัคคี ปรองดอง เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญเลยนะครับท่านประธาน และในมาตรา ๒๕๘ อยู่ใน (๕) บอกว่าในการปฏิรูปนั้นจะต้องมีกลไกแก้ไขความขัดแย้ง ทางการเมืองโดยสันติวิธีภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ท่านประธานจะเห็นว่าเรื่องความขัดแย้งในสังคมนั้นเป็นปัญหาในประเทศเรามา ๒๐ ปี สร้างความเสียหาย สร้างความย่อยยับกับประเทศเรามาเป็นเวลานานแล้ว ก่อให้เกิด ความขัดแย้ง แตกแยกแม้กระทั่งในครอบครัว แบ่งฝักแบ่งฝ่าย แบ่งคน แบ่งจังหวัด ถึงกับบางจังหวัดบางคนเดินทางไปไม่ได้ ถ้าก่อให้เกิดความเสียหายนี่ประเมินค่ามิได้เลยครับ ท่านประธาน ทั้งชีวิต ทั้งจิตใจ ทั้งร่างกาย ทั้งทรัพย์สินของรัฐ ของเอกชน ทั้งมีการเผา มีการฆ่ากัน เป็นทุกที่ ทุกแห่ง แม้แต่สื่อก็แบ่งฝักแบ่งฝ่ายเข้าประหัตประหารกัน บางครั้ง ถึงขนาดต้องปฏิวัติรัฐประหารกันเกิดขึ้นทั้งในสภานี้แล้วก็ลามมานอกสภา ลามไปท้องถนน ไปในตำบล ในหมู่บ้าน ในอำเภอ ในจังหวัด แล้วทุกคนก็เรียกร้องว่าเราจะต้องปรองดอง สมานฉันท์ ผมเองนั้นเป็นทั้งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เป็นทั้งสมาชิกสภาขับเคลื่อน เป็นทั้งสมาชิกวุฒิสภา ท่านประธานครับ ในการปฏิรูปมีหัวข้อใหญ่อยู่ ๑ หัวข้อ คือการสร้าง ความปรองดองสมานฉันท์ มีแผน มีเอกสารเป็นตั้ง ๆ เป็นปึก ๆ เป็นห้อง ๆ เป็นตู้ ๆ ลัง ๆ ครับ ตั้งคณะกรรมาธิการกันไม่รู้กี่ชุด กี่คณะ เคยปฏิรูปเรื่องการปรองดองสมานฉันท์หรือทำให้ คนรักกัน มีความสมัครสมานสามัคคีกันมีได้ไหมครับ ผมที่เป็นกรรมการปฏิรูป เป็นสมาชิก สภาขับเคลื่อน สมาชิกสภาปฏิรูป ยังมองว่ามันสูญเปล่าเป็นไปไม่ได้เลยครับ แต่พอเห็น รัฐบาล ๓๑๔ เสียงจาก ๑๑ พรรคการเมือง เป็นเรื่องที่บรรจงลงตัวเหมาะเจาะพอดีเลยครับ ท่านประธาน สลายขั้ว สลายสี สลายพรรค สลายบุคคล เรามีทั้งเหลือง มีทั้งแดงอยู่ในนั้น มีทั้ง กปปส. มีทั้ง นปช. มีทั้งพรรคการเมืองที่ผู้นำเป็นทหารก็มี แปลว่ามาร่วมกันเป็นรัฐบาล ในการบริหารประเทศ เป็นการปรองดองสมานฉันท์ที่เป็นรูปธรรมที่แท้จริงครับท่านประธาน เพราะที่เราทะเลาะเบาะแว้งกันนั้นเกิดจากการแก่งแย่งอำนาจกัน เริ่มจากการขัดแย้งกัน ในสภานี่ละครับอย่างที่ผมเรียน แล้วก็ลามไปข้างนอก ตอนนี้ บัดนี้ และเดี๋ยวนี้แม้จะมี การโหวตนายกรัฐมนตรีต่อไปในเวลาข้างหน้านี่ ถ้าทุกพรรคการเมืองได้เป็นรัฐบาลจริง ๆ ผมเชื่อเหลือเกินว่ายิ่งกว่าแผนการปฏิรูปใด ๆ ยิ่งกว่าการเสียเงินเสียทองใด ๆ ที่เราทำมาทั้งสิ้น เพราะทุกพรรคทุกคนเข้าใจในปัญหาของความขัดแย้งเหล่านี้ ผมจึงเชื่อเลยว่ารัฐบาลชุดนี้ถ้าลด ละ ไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ไม่ทะเลาะเบาะแว้งในการแก่งแย่ง อำนาจในการเป็นรัฐบาล เอาประเทศชาติ และประชาชนเป็นตัวตั้งผมว่าความหวัง ของประชาชนที่เราขัดแย้งแบ่งแยกกันมา ๒๐ กว่าปีนั้นอยากให้ปีนี้และโหวตนายกรัฐมนตรี วันนี้เป็นการนับ ๑ ของการปรองดองสมานฉันท์ ผมสนับสนุนให้ประเทศเดินหน้า และให้มีรัฐบาลโดยเร็ว และจะดีหรือไม่ดีผมว่าผลงานนั้นจะเป็นเครื่องพิสูจน์พรรคการเมือง จาก ๑๑ พรรคที่เป็นรัฐบาล ขอเวลาอีกนิดเดียวท่านประธานจะจบแล้วครับ เมื่อได้ รัฐบาลที่มาจาก ๑๑ พรรคการเมืองแบบสลายขั้ว สลายสี ปรองดองแล้ว สิ่งที่มีในสภานี้ ท่านประธานครับ เรามีพรรคฝ่ายค้านจากพรรคก้าวไกลซึ่งจะเป็นพรรคฝ่ายตรวจสอบที่เข้มแข็ง และที่สำคัญที่สุด ท่านประธานครับ ตัวนายกรัฐมนตรีที่มีปัญหาที่มีการกล่าวหากันในเรื่องโน้นเรื่องนี้ โดยหลักการที่ผมเองนั้นเป็นทนายความเป็นนักกฎหมายใช้หลักว่า ตราบใดก็ตาม ถ้ายังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด หรือยังไม่มีองค์กรหรือหน่วยงานใดวินิจฉัยข้อกล่าวหา ของบุคคลนั้นต้องถือว่าบุคคลนั้นเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ เพราะฉะนั้นใครจะถูกกล่าวหาอะไร เรื่องอะไร อย่างไรที่พูดกันอยู่ผมว่ายังมีหน่วยงาน องค์กร องค์กรอิสระต่าง ๆ ที่จะต้อง ตรวจสอบต่อไป หน่วยงานทางราชการที่จะต้องตรวจสอบต่อไป และเมื่อเป็นรัฐบาลแล้ว การอภิปรายไม่ไว้วางใจก็จะเป็นการตรวจสอบคนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ด้วยเหตุนี้ ผมจึงสนับสนุนพรรคการเมืองที่รวมเสียงข้างมากแล้วเสนอบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ สว. วันชัย สอนศิริ สนับสนุนเต็มที่ในหลักการดังที่กล่าวแล้ว หวังว่าสิ่งนี้จะทำให้บ้านเมือง เดินได้ต่อไปและเป็นความหวัง เป็นความต้องการของพี่น้องประชาชน พูดถึงคำว่า ความรัก ความสามัคคีที่จะเกิดขึ้นก็ชื่นใจแล้วนะครับท่านประธาน หวังว่าจะเกิดขึ้นจากรัฐบาลนี้ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านวันชัย ต่อไปขอเรียนเชิญท่านบัญชา เดชเจริญศิริกุล พรรคท้องที่ไทย ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม บัญชา เดชเจริญศิริกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคท้องที่ไทย ส่วนตัว Candidate นายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยนั้น ผมไม่ขอกล่าวถึง เพราะผมเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยได้คัดสรรมาแล้วเป็นอย่างดี เชื่อว่าองค์กรต่าง ๆ ก็คงได้ตรวจสอบแล้วนะครับ ส่วนวันนี้ผมอยากให้ทุกพรรคการเมืองถอยหลังกันคนละก้าว ได้ไหมครับ ประชาชนรออยู่นะครับ เพราะว่าทุกคนก็พูดแต่ว่าประชาชน ๆ แต่อยากให้ ทำเพื่อประชาชนสักครั้งหนึ่งครับ สีที่มีอยู่ขอให้สีที่เป็นเกมกีฬาสีได้ไหมครับ เรามาร่วมกัน สร้างความดี ช่วยกันสร้างความดีเพื่อประเทศไทยไปสู่ความเจริญก้าวหน้าให้ดียิ่งขึ้นต่อไป ก็อยากให้ทุกคนคิดและตระหนัก ประเทศไทยอยู่ตรงนี้ไม่ไหวแล้วนะครับ เพราะว่าพี่น้อง ประชาชนตอนนี้แย่มาก ๆ เช่นเดียวกับภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นกับพืชเศรษฐกิจต่าง ๆ ตอนนี้จะยืนต้นตายกันหมดแล้วรอการแก้ไขจากรัฐบาลนะครับ ก็อยากให้มีรัฐบาลเร็ววัน แล้วก็เร่งด่วนนะครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปกลับมาที่ท่านมณเฑียร บุญตัน นะครับ สว. เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธาน ที่เคารพครับ ในการพิจารณาลงมติเห็นชอบผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ ผมจะใช้สิทธิในการทำหน้าที่ในลักษณะทำนองเดียวกับที่ผมได้ใช้สิทธิไปในวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๖๖ โดยมีหลักการพื้นฐานซึ่งผมได้เปิดเผยต่อสาธารณะมาอย่างต่อเนื่องว่า ในระบบการเมืองที่เป็นปกติของระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา ซึ่งของไทยเรานั้น เป็นระบบรัฐสภาที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข โดยปกติแล้วนายกรัฐมนตรีนั้น มาจากการเลือกของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก็เกิดจากการรวมเสียงข้างมาก ของพรรคการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชน แต่กรณีที่เราอยู่ในห้วงเวลา พิเศษนี้รัฐธรรมนูญได้กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภาทำหน้าที่ร่วมกับสภาผู้แทนราษฎร ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อลงมติเห็นชอบ เพราะฉะนั้นเราก็จำเป็นต้องทำหน้าที่ เพียงแต่ว่าผมเห็นแล้วว่าการทำหน้าที่ในครั้งนี้นั้นเป็นการทำหน้าที่ในสถานการณ์การเมือง ที่เป็นประชาธิปไตยที่ปกติแล้ว เราไม่ได้อยู่ในระหว่างการเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลรักษาการ หลังการยึดอำนาจไปสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่เราอยู่ในระหว่างการเปลี่ยนผ่าน จากรัฐบาลประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งชุดหนึ่งไปยังอีกชุดหนึ่ง เพราะฉะนั้น ผมจึงเห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่สมาชิกวุฒิสภาจะทำหน้าที่วินิจฉัยผิดแผกแตกต่างไปจาก เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร นั่นเป็นหลักการเดิมที่ผมใช้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอเรียนว่าผมเองไม่ค่อยสบายใจเท่าไรนักต่อเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ข้อกล่าวหา ต่าง ๆ นานา การเปลี่ยนขั้ว เปลี่ยนฝ่าย สลายขั้ว จริง ๆ โดยหลักการมันก็ไม่ได้เป็น สิ่งที่เสียหายอะไรหรอกครับ เพราะว่าในระบบรัฐสภาในประเทศไหนก็มีการจับคู่ เปลี่ยนขั้ว สลายขั้วระหว่างซ้ายขวา กลางกับขวา กลางกับซ้ายอยู่ตลอดเวลา ในประเทศยุโรปก็เห็นกันบ่อย เพียงแต่ว่าของเรานั้นวิวัฒนาการเพิ่งจะใหม่ ๆ หมาด ๆ ประชาชนมีความคาดหวังสูงว่า พรรคการเมืองที่กลุ่มกันตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งมาจนถึงการเลือกตั้งเสร็จก็ถูกเข้าใจแล้วว่า ได้มีการกำหนดยุทธศาสตร์อุดมการณ์ทางการเมืองร่วมกันไปแล้ว ครั้นสะดุดหยุดลง แล้วมีปัญหาถึงขั้นต้องมีการเปลี่ยนก็จะต้องทำให้เกิดความผิดหวังเป็นธรรมดา แต่แม้จะมี ความไม่สบายใจขนาดไหนก็ตาม และแม้ว่าจะมีข้อกล่าวหาใด ๆ ต่อบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อ ขนาดไหนก็ตามก็ไม่อาจไปลบล้างหลักการที่ผมได้เคยแถลงต่อสาธารณะไปแล้วว่า สำหรับผมแล้วสมาชิกวุฒิสภาในสถานการณ์ทางการเมืองที่เป็นปกติเหมือนเช่นปัจจุบัน ไม่ควรเป็นอุปสรรคต่อการจัดตั้งรัฐบาล เพราะฉะนั้นก็จึงไม่มีเหตุผลใดที่ผมจะใช้ ความไม่สบายใจ หรือความรู้สึกนึกคิด หรือความเข้าใจต่อพรรคการเมือง ต่อจุดยืน ทางการเมืองของพรรคเหล่านั้น หรือต่อทัศนะที่มีต่อบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อแต่ประการใด🔗
ประการต่อมาครับท่านประธาน แม้ว่าผมจะได้ใช้สิทธิในฐานะประชาชน ในวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ซึ่งผมก็เป็นคนหนึ่งที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลง ต้องการเห็น การปรับปรุงโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน แต่เป็นความเห็นโดยสุจริต และผม ก็ได้ทำหน้าที่ของประชาชนไปแล้ว พูดอย่างตรงไปตรงมาว่าผมไม่ได้เลือกพรรคใดเลย ที่ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลในวันนี้ แต่ความรู้สึกนึกคิดและการใช้สิทธิในวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ก็ไม่อาจลบล้างหลักการที่ผมได้พูดไปแล้วว่า ในสถานการณ์ทางการเมืองที่เป็นปกติ ไม่ใช่หน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาที่จะไปวินิจฉัยว่าใครสมควรเป็นนายกรัฐมนตรี ดังนั้นผม จึงได้วางความรู้สึกชอบ ไม่ชอบส่วนตัว ความรู้สึกชอบ ไม่ชอบต่อพรรคการเมือง ความรู้สึกชอบ ไม่ชอบต่อผู้ได้รับการเสนอชื่อ เพื่อให้กลไกในการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล สามารถดำเนินต่อไปได้ และประเทศไทยเราจะได้เข้าสู่สภาวะอันเป็นปกติมีการจัดตั้งรัฐบาล มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ท่านประธานที่เคารพครับ อย่างไรก็ตามแม้ว่าผมจะได้ ตัดสินใจไปแล้ว แต่ผมก็เหมือนกับสมาชิกหลายท่าน เหมือนกับพี่น้องประชาชนหลายท่าน ที่ใคร่อยากจะรับฟังคำชี้แจงการแสดงจุดยืนบางประการของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ หรือตัวแทนผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแก้ไข หรือปรับปรุง หรือยกร่างรัฐธรรมนูญก็ดี ซึ่งผมแม้ว่าจะมีความสงสัยกังขาต่อการแก้ไขทั้งฉบับ ไม่ใช่ โดยเนื้อหานะครับ แต่โดยความห่วงใยว่าในสภาวะที่สังคมไทยยังไม่มีความเห็นพ้องต้องกัน ไม่มีฉันทามติ การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับอาจนำไปสู่ความขัดแย้งโดยไม่จำเป็น แต่ผม ก็พร้อมที่จะยกมือให้แล้วก็ได้ยกมือให้มาโดยตลอดครับท่านประธาน ไม่ว่าจะเป็นแก้ทั้งฉบับ ไม่ว่าจะเป็นแก้ มาตรา ๒๗๒ ผมก็ยกมือให้มาโดยตลอด แต่ผมก็อยากจะฟังคำชี้แจงว่า ท่านจะใช้ศิลปะ ท่านจะใช้เทคนิค วิธีการใดที่จะเสนอให้มีการลงประชามติอันจะนำไปสู่ การยกร่างรัฐธรรมนูญโดยปราศจากความขัดแย้งอย่างรุนแรง นำพาสังคมไทยไปสู่สังคม ที่มีสันติสุข มีสันติภาพ มีความสร้างสรรค์ต่อไป🔗
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะทราบ เผอิญผมพอจะมีความรู้อยู่เล็กน้อยมาก แต่ก็สนใจในเรื่องนี้ เมื่อสักครู่ท่านอาจารย์สถิตย์ได้พูดไปแล้วถึงเรื่องของ Digital Wallet ซึ่งผมไม่มั่นใจว่า Digital Wallet ของท่านนี่เงินที่ได้มานั้นมันเป็นเงิน Fiat ก็คือเงินตรา ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย มันเป็น Version Digital ของเงินบาทที่มีอยู่แล้ว มันไม่ใช่ของใหม่ หรือว่ามันเป็นเงิน Digital โดยกำเนิด ถ้ามันเป็น Digital โดยกำเนิด ท่านจะใช้ Blockchain ในการเก็บรักษา Blockchain นั้นมีลักษณะไม่เป็นศูนย์กลาง เป็น Decentralize นะครับ ท่านจะกำกับควบคุมการใช้เงินที่เป็น Decentralize อย่างไร เพราะว่ามันย้อนแย้งกับการใช้กฎระเบียบ การใช้ระยะเวลา แล้วก็การควบคุม การไหลบ่า ของเงิน ผมเข้าใจว่าอันนี้ท่านคงมีความในใจอยู่แล้วล่ะ มันเป็นเงิน Fiat ที่เป็น Version Digital มันเป็น Centralize Bank Digital Currency หรือว่ามันเป็นเงิน Digital โดยกำเนิด ที่มันมีค่าในตัวของมันเอง🔗
ในท้ายที่สุดผมก็ขอยืนยันในหลักการเดิมว่า ในฐานะสมาชิกวุฒิสภา ที่เห็นชอบต่อการแก้ไข มาตรา ๒๗๒ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาโดยตลอดผมก็จะโหวต สนับสนุนพรรคการเมืองที่เสนอชื่อผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีที่สามารถรวบรวม เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณมากครับ ท่านมณเฑียร บุญตัน ต่อไปเชิญ ท่านกฤดิทัช แสงธนโยธิน ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายกฤดิทัช แสงธนโยธิน สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคใหม่ และในฐานะเป็นสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ ก่อนอื่นผมเองก็ต้องแสดงความยินดีนะครับ ในวันนี้ ที่เวียนมาถึงได้มีการเสนอ Candidate นายกรัฐมนตรี เพื่อที่จะมีการเลือกนายกรัฐมนตรีต่อไป เพราะที่ผ่านมานับตั้งแต่มีการเลือกตั้ง ๑๔ พฤษภาคม จนถึงวันนี้ ๑๐๐ วัน ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด เรายังไม่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเข้ามาบริหารกิจการบ้านเมืองต่อจากรัฐบาล ชุดรักษาการ ปัญหาต่าง ๆ มากมายที่รอการแก้ไข วันนี้ต้องการรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาจัดการ ผมเองไม่ได้ติดขัดข้องหมองใจตรงไหนที่ใครจะเป็น Candidate นายกรัฐมนตรี แต่ผม ยังยืนยันในหลักการที่ว่าถ้าคนที่ได้รับการเสนอชื่อผ่านกระบวนการตั้งแต่ตามรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่มีการลงสมัครรับเลือกตั้งหาเสียงผ่านกระบวนการเหล่านั้นมา ผมถือว่าคุณสมบัติ เหล่านั้นจะต้องมีการถูกตรวจสอบเป็นอย่างดี แล้วก็พรรคการเมืองที่มีการเสนอชื่อ Candidate นายกรัฐมนตรีแต่ละท่านผมเชื่อว่าคงผ่านกระบวนการคัดกรอง แล้วก็ตรวจสอบ คุณสมบัติมาเป็นอย่างดี หากพรรคการเมืองใดตรวจสอบไม่ดีหรือมีปัญหาผมเชื่อว่า พรรคการเมืองนั้นก็คงต้องรับผิดชอบในส่วนนี้ไป แต่วันนี้มันเป็นวันที่เราเข้าสู่กระบวนการ ที่จะโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นผมเองผมเชื่อว่าในเมื่อพรรคเพื่อไทย ขออนุญาต ที่กล่าวถึงชื่อพรรคท่าน เพราะว่าท่านเป็นพรรคลำดับที่ ๒ ที่ได้รับโอกาสในการที่จะเข้ามา เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ผมเองเชื่อว่าสิ่งที่ท่านทำหรือสิ่งที่ท่านเสนอมาน่าจะเป็น เรื่องที่ดีสำหรับพี่น้องประชาชนแล้วก็ประเทศไทย แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะฝากกราบเรียน ท่านประธานไปยังผู้ที่จะได้รับการโหวตในครั้งนี้ว่าปัญหาเศรษฐกิจ สิ่งสำคัญที่สุดที่อยากจะ ให้ท่านตระหนักถึงภาระหน้าที่ที่ท่านจะต้องเข้ามารับผิดชอบ นำพาประเทศชาติที่จะ ก้าวเดินต่อไปข้างหน้า เพื่อให้สู้กับประเทศที่อยู่รอบข้างเรา วันนี้เศรษฐกิจเขาก้าวล้ำหน้า เราไปมากมาย แต่บ้านเมืองเรานี่ยังถดถอย หรืออยู่กับที่นะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่ง ที่ผมอยากจะฝากก็คือปัญหาเรื่องปากท้องพี่น้องประชาชน วันนี้ทุกหย่อมหญ้าเดือดร้อน ในเรื่องของภาระหนี้สิน ยุคข้าวยากหมากแพง วันนี้รัฐบาลยังไม่ได้มีการเข้าไปเยียวยา หรือแก้ไขในสิ่งเหล่านี้ และที่สำคัญปัญหาที่ดินทำกินสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้รอรัฐบาลชุดใหม่ เข้าไปจัดการแก้ไข พี่น้องประชาชนคนไทยอีกมากมายที่ยังขาดที่ดินทำกิน ผมเองก็หวังว่า ถ้ามีรัฐบาลชุดใหม่แล้วปัญหาเรื่องที่ดินทำกินจะได้รับการแก้ไขเยียวยาให้ชาวบ้าน ได้มีที่ดินทำกิน🔗
ประเด็นต่อมา ในเรื่องของสิ่งที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้นของพี่น้องซึ่งเป็นชาวรากหญ้า ก็คือปัญหาเรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินทุน วันนี้ต้องยอมรับอย่างหนึ่งครับว่าประเทศไทยเรามีหนี้ ภาคครัวเรือนสูงมาก เพราะฉะนั้นรัฐบาลมีหน้าที่ในการที่จะต้องจัดการเรื่องปัญหา แหล่งเงินทุนให้กับพี่น้องที่ต้องการแหล่งเงินทุนเอาไปประกอบสัมมาอาชีพหรือแก้ไข ปัญหาเรื่องหนี้สินที่เขามีอยู่ เพราะฉะนั้นอันนี้คือหน้าที่ของรัฐบาลที่จะเข้ามารับผิดชอบ ผมไม่ได้กังวลว่าคนที่จะถูกเสนอชื่อจะเป็นใคร แต่ผมเชื่อว่าถ้าท่านเข้ามาทำหน้าที่ในฐานะ เป็นรัฐบาลแล้วผมอยากเห็นท่านนำพาประเทศนี้ไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและลดปัญหา ความขัดแย้ง ผมไม่อยากให้ผู้แทนที่ได้รับการเลือกตั้งมาจากพี่น้องประชาชนคนไทย ทั้งประเทศในวันนี้เรารอความหวังอยู่ครับ รอการจัดตั้งรัฐบาล เพราะฉะนั้นใครก็แล้วแต่ ที่ได้รับการเสนอชื่อถ้าเป็นไปตามครรลองและหลักการของรัฐธรรมนูญ ผมยินดี และสนับสนุนในการที่จะโหวตให้ แต่นโยบายของท่านจะต้องไม่ก่อให้เกิดปัญหา หรือความขัดแย้ง ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ท่านกฤดิทัช ต่อไปเชิญ พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร สว. ครับ🔗
เรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตท่านประธานพูดในนามที่ผมเป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่ง แล้วก็มีความรักบ้าน รักเมืองไม่ต่างจากท่านประธานและเพื่อนสมาชิกทุกคน ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกไม่ว่า จากพรรคการเมืองใดก็ตามถ้าตัดไปซึ่งผลประโยชน์ส่วนตน เอาผลประโยชน์ของ ประเทศชาติ ผมว่าประเทศไทยจะศิวิไลซ์เป็นอย่างยิ่ง ความรู้สึกของผมตั้งแต่จำความได้ ผมก็เห็นการเมืองกว่า ๘๐ ปีก็วนเวียนอยู่อย่างนี้ ท่านประธานครับ เลือกตั้งโดยใช้ปัจจัย อย่างอื่น ถ้าจะขออนุญาตเรียกว่าเป็นธุรกิจการเมืองก็อาจจะพูดได้ ในรุ่นใหม่ใหม่ ๆ ก็ใช้นโยบายในเรื่องของการหาเสียงเพื่อให้พี่น้องประชาชนเลือกก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง แต่อย่างไร ท่านประธานครับ ผมเองนี่สนับสนุนให้มีรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลร่วมแรงร่วมใจกันทำเพื่อ ผลประโยชน์ของชาติของแผ่นดินโดยแท้ ถ้าผมไม่ได้พูดวันนี้ผมจะนอนตายตาไม่หลับหรอก เพราะผมเองไม่ใช่นักการเมือง แล้วก็คงไม่เล่นการเมือง แต่อย่างน้อยในชีวิตของผม ได้มาทำหน้าที่ตรงนี้ ผมขอทำหน้าที่ของผมเพื่อปกป้องคุ้มครองชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และพี่น้องประชาชน จริง ๆ นะครับ ไม่มีเหตุอื่นใดเลย รักกันชอบกันทุกคนในสภาแห่งนี้ เป็นพี่เป็นน้องกันหมด ท่านประธานครับ ในการเลือกผู้ที่มาเป็นผู้นำของเราหรือนายกรัฐมนตรี ผมเองก็เฝ้าดูว่าจะมีการเสนอชื่อใครเอ่ย เพราะมีหลากหลาย ที่จริงผมเองนี่ในพรรคการเมือง ที่ร่วมกันก่อตั้งมีคนที่มีคุณสมบัติที่เป็นที่ยอมรับนับถือหลายคน อย่างพรรคการเมืองหนึ่ง แม้แต่หัวหน้าพรรคการเมืองบางพรรคผมไม่ขอเอ่ยชื่อท่าน คุณหมอชลน่าน รู้จักกันดีครับ ทำงานมาตั้งแต่ผมเป็นผู้กำกับอยู่เวียงสา ท่านเป็นคนดี ท่านก็ไม่ได้รับการเสนอชื่อขึ้นมา หรือท่านอื่น ๆ ที่อยู่ร่วมรัฐบาลแห่งนี้ ผมไม่พูดถึงพี่เสรี เตมียเวส ในอดีตท่านใช้ชื่ออย่างนี้ หรือท่านอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นท่านพีระพันธุ์ หรือท่านอื่น ๆ ก็แล้วแต่ แม้แต่คุณท็อปก็ดี คนเหล่านี้ก็อาจจะมีอะไรที่ให้เพื่อนสมาชิกได้พินิจพิจารณาได้อย่างสะดวกสบาย ผมเองในฐานะที่มาทำหน้าที่ตรงนี้ นี่คือสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทำไมถึงมี สว. ผมยืนยัน สว. ทุกท่าน ทุกคนไม่ได้เคยใช้เงินซื้อเสียงเข้ามาครับ ไม่ได้ออกนโยบาย ประชานิยมมากมายครับ เรามาทำงานเพื่อบ้านเพื่อเมืองไม่ได้ประสงค์อย่างอื่นเลย ผมอภิปรายหลายครั้งว่าผมพอแล้วได้ทำหน้าที่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นท่านไม่ต้องกังวลครับ ท่านไม่ต้องรังเกียจพวกผมหรอกครับ ผมมีหน้าที่กลั่นกรองไม่ว่าจะบุคคลที่จะมาดำรง ตำแหน่งในองค์กรอิสระ ซึ่งก็ทำอย่างเข้มข้น ล่าสุดก็เกือบจะไม่ได้เหมือนกันคนที่พวกเรา ได้ช่วยกันกลั่นกรอง นี่คือการทำงานอย่างเข้มข้น เพราะเราไม่มีผลประโยชน์ครับ เรามีผลประโยชน์ของชาติอย่างเดียว ทีนี้วกมาท่านประธานครับ มาถึงในเรื่องของคน ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีประเทศไทยนี่ผมอยากให้เป็นข้อสังเกตครับ เพื่อนสมาชิกช่วยกัน พินิจพิจารณา🔗
ประเด็นที่ ๑ ท่านประธานครับ ที่ผมอยากให้เป็นข้อสังเกตคือ การได้มา ซึ่งสมาชิกรัฐสภาเพื่อเป็นเสียงข้างมาก ผมไม่พูดหรอกครับว่าได้มากันอย่างไร ก็ขอให้ พวกเราพิจารณาว่า ถ้ามีการลงทุนจะมีการถอนทุนต่อไปอีกหรือไม่ ถ้าไม่มีการถอนทุน ผมจะอนุโมทนาสาธุ แล้วยก ๑๐ มือเลยครับ เพื่อเลือกท่านเป็นนายกรัฐมนตรี🔗
ประเด็นที่ ๒ ในเรื่องของนโยบาย นโยบายพรรค นโยบายในการบริหาร ราชการแผ่นดิน นโยบายพรรคนำไปสู่นโยบายของรัฐบาล มีอะไรที่เราสงสัยกันพอสมควร แต่ที่สงสัยมากที่สุดก็คือ ในเรื่องของงบประมาณที่ท่านจะนำมาสู่การดำเนินการ ท่านประธานเชื่อไหมครับ TDRI ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางที่ทุกคนยอมรับ TDRI ว่าอย่างไรครับ ท่านประธาน เขาบอกว่านโยบายประชานิยมอาจใช้งบประมาณกว่า ๓.๑๔ ล้านล้านบาท หากไม่มีงบประมาณเพียงพอก็ต้องกู้ การกู้จะส่งผลต่อหนี้สาธารณะต่อ GDP ๖๑ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งปกติเขาแค่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง เป็นภาระแก่กระทรวงการคลัง เป็นภาระ แก่การเงินการคลังของประเทศหรือไม่ อันนี้คือสิ่งหนึ่งที่อยากจะฝากไว้ในเรื่องของ ประชานโยบาย สิ่งสำคัญอีกอันหนึ่งท่านประธานครับ ผมสบายใจขึ้นมานิดหนึ่ง ท่านบอกว่า ท่านจะไม่แก้หมวด ๑ หมวด ๒ แต่ท่านจะตั้ง สสร. ครับ สสร. นี่เหมือนตีเช็คเปล่าหรือเปล่า ที่จริง ๆ ในหมวดของพระราชอำนาจมีมากมาย ผมยกตัวอย่างหมวด ๘ ท่านลองไปดู ก็แล้วกันเป็นเรื่องเกี่ยวกับพระราชอำนาจ มีตั้งแต่ มาตรา ๑๕๑ จนถึง มาตรา ๑๘๐ ท่านก็ไปดูเอา แล้วยังมีเรื่องอื่น ๆ มาตรา ๑๔๔ เรื่องท่านจะตัดงบประมาณเอาไปไว้ จังหวัดท่าน หรือ มาตรา ๑๘๕ แทรกแซงการแต่งตั้ง โยกย้าย ท่านให้ความมั่นใจกับผม ได้ไหมว่าท่านจะไม่แก้เหล่านี้ แล้วผมจะยกมือให้ท่าน🔗
สุดท้าย ท่านประธานครับ ก็คือในเรื่องของคุณสมบัติของผู้ที่จะมาเป็น ผู้นำของเรานี่ ท่านประธานครับ อาจจะไม่ขัดกับมาตรา ๑๖๐ แห่งรัฐธรรมนูญในเรื่องของ คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม แต่ในเรื่องของจริยธรรม ท่านประธานครับ ผู้นำของเราต้อง ไม่ขัดกับจริยธรรม มาตรฐานจริยธรรม ซึ่งมีอยู่ ๒ ส่วน มาตรา ๒๑๙ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญก็เป็นมาตรฐานจริยธรรมอีกส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็คือในส่วนของ มาตรา ๗๖ วรรคสาม ก็คือมาตรฐานจริยธรรม มาตรา ๒๑๙ เขียนไว้ตั้งแต่ร้ายแรง ปกติ ผมจะขอยกมันมี ๒๘ ข้อ ข้อสำคัญก็คือมาตรฐานมีอยู่ ๕ ข้อ ข้อ ๑ ยึดมั่นในประชาธิปไตย ข้อ ๖ พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ข้อ ๗ ถือผลประโยชน์ของชาติ มากกว่าผลประโยชน์ส่วนตน ข้อ ๘ ท่านประธานครับ ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่แสวงหาผลประโยชน์ โดยมิชอบเพื่อตนเอง หรือผู้อื่น หรือมีพฤติการณ์ที่รู้เห็น หรือยินยอมให้ใช้ตำแหน่งหน้าที่ ของตนแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ ผมไม่แน่ใจว่าท่านที่เพิ่งถูกเสนอชื่อนี่ท่านมีจริยธรรม อย่างนี้มากมายหรือไม่ เมื่อไม่กี่วันมานี้ก็มีคนพูดถึงการซื้อที่ดินซึ่งก็ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน แต่มีประเด็นหนึ่งที่ผมสงสัยอยากให้ท่านตอบด้วยนะครับ หรือเพื่อนสมาชิกที่เป็นผู้เสนอนี่ เขาเรียกว่า สะพานแสนสำราญ ผมนี่ข้องใจจริง ๆ ทำไมต้องไปเก็บเงินกับพี่น้องประชาชน จักรยานยนต์ ๑๐ บาท รถยนต์ ๒๐ บาท อันนี้ทำไมต้องไปเก็บเงินกับพี่น้องประชาชน มันก็เป็นประเด็นที่ผมสงสัย🔗
โดยสรุป ท่านประธานครับ ผมลุกขึ้นมาเพื่อให้เพื่อนสมาชิกได้พินิจพิจารณา ด้วยความเหมาะสม ใจจริงผมอยากให้ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อรวมเสียงข้างมากในสภา ได้มาเป็นผู้นำ ได้มาเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อปกครองบริหารบ้านเมืองของเราให้เจริญรุ่งเรือง ให้มีความมั่งคั่ง ประชาชนมีความมั่นคง แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเราจะให้คนที่มันยังไม่ชัดเจน ในหลาย ๆ ประเด็นเท่าที่ผมกราบเรียนไปแล้ว แล้วมันจะเกิดการซ้ำเติมหรือไม่ ท่านประธานครับ ซ้ำเติมประเทศชาติของเราให้ไม่ก้าวหน้าไปเท่าที่ควร เพราะฉะนั้นผมเอง จึงขออนุญาตท่านประธานเพื่อให้บันทึกไว้ในสภาว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตผมนี่เกิดมาแล้ว ได้ตอบแทนคุณแผ่นดินด้วยใจอันบริสุทธิ์อย่างแท้จริง ขอบคุณท่านประธานอย่างสูงครับ🔗
ขอบคุณ ท่าน พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร นะครับ ต่อไปเรียนเชิญท่านประพันธุ์ คูณมี สว. นะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายประพันธุ์ คูณมี สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมไม่นึกว่าผมจะถึงเร็ว นึกว่าจะอยู่คิวท้าย ๆ แต่ก็ต้องขอบคุณท่านประธานที่ให้เวลา ผมกราบเรียนท่านประธาน อย่างนี้ครับ การประชุมในวันนี้ของรัฐสภานั้นผมคงไม่ต้องไปพูดซ้ำอีกแล้วว่ามีความหมาย และความสำคัญอย่างไรกับบ้านเมือง และการที่ ๑๑ พรรคการเมืองได้ร่วมกันเสนอชื่อ นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นจะมีความสำคัญอย่างไรต่อบ้านเมือง และต่อประเทศชาติรวมทั้งพี่น้องประชาชนด้วย เพราะการเสนอชื่อคุณเศรษฐามานั้น ก็เพื่อให้มาดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะในปัญหาเรื่องนี้ผมมีเวลาอยู่เพียงไม่มากนัก สัก ๑๕ นาที ผมจำเป็นต้องพูดโดยรวบรัดว่า ผมมีจุดยืน และหน้าที่แตกต่างจาก เพื่อนสมาชิกท่านอื่น ๆ ที่ได้อภิปรายไปแล้วบางท่านว่าบทบาทและหน้าที่ของ สว. นั้น ตามรัฐธรรมนูญและตามที่พี่น้องประชาชนให้ลงประชามติมานั้นก็เพื่อให้พวกเรา มาทำหน้าที่ในการกลั่นกรองบุคคลเพื่อเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุนี้ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ และ มาตรา ๑๕๙ จึงได้ระบุไว้ชัดเจนครับว่า วันนี้เรามา พิจารณาบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี นี่เป็นหน้าที่และเป็นภารกิจ โดยตรงของสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกรัฐสภาทุกท่านครับ ผมจึงไม่ได้ให้น้ำหนักกับการว่า พรรคการเมืองที่จะไปร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลนั้นประกอบไปด้วยพรรคใดบ้าง เพราะไม่ใช่หน้าที่ ของพวกผมครับ เป็นสิทธิของท่าน ของพรรคการเมือง ของแกนนำพรรคจัดตั้งรัฐบาล มีสิทธิที่จะรวบรวมเสียงจากพรรคการเมืองใดก็ได้เป็นหน้าที่ของท่านที่มาจากการเลือกตั้ง ด้วยกัน แต่หน้าที่ของพวกผมตามรัฐธรรมนูญก็คือเขาให้พวกผมมาพิจารณาว่า บุคคล ที่พรรคการเมืองเสนอชื่อมานั้นสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ นี่ต่างหากครับ ที่เป็นหน้าที่ของผมที่จะต้องทำหน้าที่ เพราะฉะนั้นวันนี้ที่พรรคร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลเสนอคุณเศรษฐาเข้ามานั้นผมจะละเลย ไม่ทำหน้าที่ตรงนี้ก็ไม่ได้ ส่วนเพื่อนสมาชิกรัฐสภาฟังแล้วจะมีความเห็นอย่างไร จะลงมติ อย่างไรนั้นเป็นสิทธิโดยอิสระของท่าน เช่นเดียวกันผมก็มีสิทธิโดยอิสระที่จะลงมติว่า จะควรให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบ นี่คือจุดยืนที่แตกต่างกัน ไม่ได้หมายความว่า พรรครวมเสียงมาได้เสียงข้างมากแล้วเราก็จะต้องโหวตให้โดยไม่พิจารณาบุคคลนั้น ว่ามีคุณสมบัติและคุณลักษณะต้องห้าม มีความเหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงเป็นจุดยืนที่แตกต่างกันผมจึงจำเป็นต้องทำหน้าที่ตรงนี้ และต้องกราบเรียน ผ่านท่านประธานไปถึงพี่น้องประชาชนที่ฟังการอภิปรายอยู่ด้วยเช่นกันว่าการพิจารณาบุคคล ซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นหน้าที่โดยชอบของสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน เพราะกระบวนการเลือกตั้งนั้นไม่ใช่กระบวนการที่ได้ตรวจสอบประวัติของผู้ที่จะได้ดำรง ตำแหน่ง ในเชิงลึกประชาชนเลือกเพราะอาจจะนิยมในเรื่องนโยบาย ประชาชนเลือก อาจจะเพราะนิยมในบุคลิกภาพ หน้าตาหล่อเหลา ประชาชนอาจจะเลือกเพราะมีบุญคุณ แต่เมื่อมาเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วเราต้องตรวจสอบในเชิงลึกว่าบุคคลผู้นั้นมีคุณสมบัติไหม เพราะแม้กระทั่ง กกต. เองก่อนจะประกาศว่าบุคคลใดมีคุณสมบัติในการเลือกตั้ง ยังไม่ได้ตรวจสอบเลยครับ ถึงได้มีคนเล็ดลอดว่าต้องคดีติดคุกก็ยังมาสมัครเป็นผู้แทน เพราะฉะนั้นการตรวจสอบบุคคลซึ่งสมควรเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง และเป็นหน้าที่🔗
ทีนี้กล่าวถึงกรณีของคุณเศรษฐา ทวีสิน ผมเองไม่ได้รู้จักเขาเป็นส่วนตัวครับ ท่านประธาน แต่ว่าทันทีที่บุคคลผู้นี้ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีในบัญชี ของพรรคเพื่อไทย และมีแนวโน้มว่าจะได้รับการเสนอชื่อมาให้สภาพิจารณา ผมก็ต้อง ทำการบ้านครับ แล้วก็ต้องศึกษาประวัติรู้ว่าชาติตระกูลมาอย่างไร ประกอบธุรกิจ ทำอาชีพ อย่างไร และเขาสมควรจะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ อันนี้เป็นหน้าที่ครับ เราไม่ได้ทำ เพราะมีอคติอย่างไร ทีนี้ในประเด็นที่ท่านอื่น ๆ ได้อภิปรายมาแล้วก็ดี หรือที่มี บุคคลภายนอกเปิดโปงพฤติกรรมของเขาเกี่ยวกับการทำมาหากิน ประกอบธุรกิจอาจจะมี ลักษณะส่อไปในความไม่โปร่งใสนั้นก็เป็นเรื่องของบุคคลภายนอก ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เราจะต้อง รับฟังประกอบการพิจารณาเท่านั้น แต่ในส่วนของผมที่ผมอยากจะพูดถึงนั้นเป็นประเด็น ที่ผมเกี่ยวข้องและเห็นพฤติกรรมและการกระทำของเขา ซึ่งผมเห็นว่าควรที่จะต้องปรับปรุงแก้ไข และควรที่จะต้องทำเสียให้ถูกต้อง เพราะหากยังเป็นอยู่เช่นเดิมนั้นก็ไม่น่าจะเหมาะสม ซึ่งในประเด็นนี้ผมก็ใช้หลักการเช่นเดียวกับที่ผมตรวจสอบผู้ได้รับการเสนอชื่อท่านอื่นที่ผ่านมา นั่นคือผมยังเห็นว่าคุณเศรษฐา ทวีสิน ยังมีคุณสมบัติและลักษณะที่ต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๔) และ (๕) ส่วนท่านสมาชิกท่านอื่นจะเห็นว่าเป็นเช่นนั้นหรือไม่ท่านก็ลองฟัง เรื่องที่ผมจะพูดต่อไปนี้แล้วกันครับ เรื่องที่ผมเห็นว่าท่านน่าจะมีคุณสมบัติขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๔) และ (๕) ก็คือเรื่องกรณีสะพานแสนสิริ ซึ่งผมอยากนำเสนอข้อมูล ให้ท่านสมาชิกรัฐสภาได้นำไปพิจารณาก่อนจะโหวต ผมขอ Slide ภาพสะพานครับ🔗
เพราะผมเป็นคนที่ติดตาม และเกาะติดเรื่องนี้มาเป็นคนแรกตั้งแต่แรก นี่ครับโครงการ โครงการนี้มันเกิดขึ้นเพราะว่า แสนสิริเริ่มโครงการ THE Base สุขุมวิท ๗๑ สีเขียว ๆ ทางด้านซ้ายเห็นไหมครับ กับโครงการ Blocs 77 ที่ซอยอ่อนนุช สุขุมวิท ๗๗ แยกซอย ๑ เข้าไปในซอยประมาณนี้ ไม่เกิน ๒๐๐-๓๐๐ เมตร ๒๐๐ เมตรก็จะเห็นโครงการนี้ขึ้นมา นี่คือโครงการเริ่มแรกของ บริษัท แสนสิริ พอเริ่มโครงการนี้เสร็จปีต่อมาครับ Slide ต่อไปเห็นไหมครับ เขาก็มี การพัฒนาโครงการเพิ่มขึ้นโดยข้ามมาซื้อที่ตาบอด เห็นไหมครับฝั่งขวามือติดกับทางด่วน ติดกับทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา ท่านไปซื้อที่ดินตาบอดฝั่งนี้ไว้ใต้ทางด่วนเห็นไหมครับ แต่มันจะพัฒนาและทำโครงการขึ้นมาไม่ได้ เพราะมันไม่มีทางครับ ทางที่จะออกไปก็คือ ออกไปทางพระโขนงถนนกว้างไม่ถึง ๔ เมตร เขาทำอย่างไรละครับเพื่อจะพัฒนาที่ฝั่งนี้ ที่เป็นที่ตาบอดที่ซื้อมาในราคาถูก เห็นไหมครับมันมีสะพานข้ามคลองพระโขนง เขาให้ไปจ้าง บริษัททำ EIA ศึกษาหมดแล้วก็ขออนุญาตสร้างสะพานข้ามคลองพระโขนง ภาพต่อไป จะชัดเจนเห็นไหมครับ สะพานข้ามคลองพระโขนงตรงกลางครับ คลองพระโขนงเป็นทางน้ำ เป็นทางเดินเรือ เป็นที่สาธารณะ เขาขออนุญาตสร้างสะพานข้ามคลองมาฝั่งนี้จึงได้ถนน กว้าง ๑๒ เมตร พอที่จะสามารถอนุญาตขึ้นโครงการ The Base Park West The Base Park East โครงการ Garden Square Hasu Haus แล้วก็ยังมีโครงการ Habito ซึ่งเป็น Minimall และมีโรงเรียนนานาชาติอยู่ฝั่งนี้อีกนะครับ รวมแล้ว ๓,๒๐๐ Unit ท่านประธานครับ ถ้าไม่มีสะพานข้ามคลองพระโขนงนี้เขาพัฒนาโครงการฝั่งนี้ไม่ได้ เห็นไหมครับ เขาทำอย่างไรครับ เขาก็ไปทำ EIA และขออนุญาตสร้างสะพาน โดยนำที่ดิน ๖ แปลง ภาพต่อไปเห็นไหมครับ ๖ แปลงก็คือที่ดินของ บริษัท แสนสิริ ที่ดินของบริษัทในเครือ ที่ดินที่เขาได้สิทธิภาระจำยอมมา รวมแล้วเป็น ๘ แปลง บอกว่าถ้าเขาได้สร้างโครงการนี้เขาจะสร้างสะพานข้ามคลองพระโขนง และเขาจะเอาที่ดิน ๘ แปลงนี้มาเป็นทางให้บุคคล ยินยอมให้บุคคลทั่วไปสามารถ เข้าใช้ประโยชน์ และถนนภาระจำยอมครับท่านประธาน นี่คือ EIA ที่จะขออนุญาต แล้วทุกคนก็ต้องทำหนังสือยินยอมหมดครับว่ายกให้เป็นประโยชน์สาธารณะ และให้ ประชาชนทั่วไปใช้เป็นทางร่วมด้วยได้ ซึ่งเป็นภาพเปิดไปเรื่อย ๆ นะครับ ภาคผนวก ๑ ภาคผนวก ๒ ด้วยครับ เป็นหนังสือที่เจ้าของที่ดินจะต้องลงบันทึกยืนยันกับทางกรุงเทพมหานคร จึงจะขออนุญาตสร้างอันนี้ได้ครับ ต่อไปเลยครับภาพรวม มาจนถึงแบบสะพาน ที่จะขออนุญาตนะครับ ผมผ่านไปเรื่อย ๆ เลยครับ แบบสะพานเห็นไหมครับ ฝั่งพระโขนง ฝั่งอ่อนนุช นี่คือแบบขออนุญาตสร้างสะพาน สะพานนี้ข้ามคลองพระโขนงนะครับ ซึ่งไม่ใช่ สมบัติส่วนตัว ไม่ใช่ที่ดินส่วนตัวของ บริษัท แสนสิริ แน่นอน หนังสือขออนุญาตก่อสร้างครับ หน้าต่อไปครับท่านประธาน ใบอนุญาตก่อสร้าง ดัดแปลง และรื้อถอนเลขที่นี้ออกเมื่อ วันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ เห็นไหมครับ ในหนังสืออนุญาตข้อ ๔ ผู้ได้รับอนุญาต ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้ เห็นไหมครับ ที่สำคัญคือต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขแนบท้าย ๑๖ ข้อ ก่อนที่ กทม. เขาจะอนุญาต รายละเอียด ๑๖ ข้อ ผมเอามาให้ดูเฉพาะข้อสำคัญ เห็นไหมครับ ข้อที่ ๓ ผู้ได้รับอนุญาตต้องยินยอมยกสะพานที่ก่อสร้างให้เป็นที่สาธารณประโยชน์ และมีหน้าที่บำรุงรักษาสะพานดังกล่าวให้มีความมั่นคง แข็งแรง และสามารถใช้งานได้สะดวก ข้อ ๑๐ ผู้ได้รับอนุญาตต้องยินยอมให้ประชาชนใช้สะพานที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้าง เป็นสะพานสาธารณะ ไม่ใช่มาตั้งชื่อว่า สะพานแสนสำราญ เป็นสมบัติส่วนตัว ซึ่งหาก กรุงเทพมหานครจำเป็นจะต้องใช้สถานที่หรือแจ้งให้รื้อถอนสะพานดังกล่าวเมื่อใด ผู้รับอนุญาตต้องยินยอมจะแก้ไขหรือรื้อถอนสะพานดังกล่าวภายใน ๓๐ วัน นับแต่ วันรับหนังสือแจ้งให้ดำเนินการ โดยไม่เรียกร้องค่าเสียหายหรือค่าทดแทนใด ๆ ทั้งสิ้น เห็นไหมครับนี่คือเงื่อนไข และข้อสำคัญข้อ ๑๕ ผู้ได้รับอนุญาตต้องเปิดโอกาสให้เจ้าของที่ดิน ที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างสะพาน สามารถเชื่อมต่อ และใช้สะพานที่ได้รับอนุญาต เพื่อใช้เป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะได้ ประชาชนที่อยู่รอบบริเวณนั้นที่จะสามารถ เชื่อมทางเข้ามาใช้กับทางสาธารณะนี้ได้ด้วย มันชัดเจนไหมครับว่าถ้าหาก กทม. ไม่มีเงื่อนไขนี้ แล้ว กทม. ไปอนุญาตให้ บริษัท แสนสิริ สร้างสะพานข้ามคลองพระโขนง ตั้งแต่ผู้ว่าราชการ ปลัด ติดคุกกันระนาวละครับ อนุญาตไม่ได้ เพราะมันขัดต่อระเบียบกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๔๙ ขัดต่อกฎหมาย เพราะฉะนั้น บริษัท แสนสิริ ขออนุญาตเรื่องนี้แล้วก็นำที่ดิน ภาระจำยอมทั้งหมดนี้มายินยอมให้บุคคลทั่วไปใช้ ซึ่งสอดคล้องกับ ข้อ ๑๔ ของระเบียบ กรุงเทพมหานครทุกประการ เขาจึงได้รับอนุญาตให้ก่อสร้าง บริษัทที่ร่วมกับเขา บริษัทลูก ของเขาต้องทำหนังสือยินยอมหมดครับ ในหน้าต่อไปนะครับ ต้องยินยอมหมด บริษัท เมจิก บริษัท พระโขนง อ่อนนุช บริษัทในเครือของเขาทั้งนั้นนะครับ นี่คือระเบียบกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๔๙ ภาพต่อไปเลยครับผมไปเร็ว ก็จะเป็นภาพโฉนดที่ดินที่เขาเอามายื่นประกอบ ขออนุญาต ผมไม่ได้มากล่าวหาท่านแบบพล่อย ๆ หรือว่าไม่มีหลักฐาน ทุกอย่าง มันมีข้อเท็จจริง มีเอกสาร มีประจักษ์พยาน โฉนดที่ดินเป็น ชื่อบริษัท แสนสิริ ทั้งนั้น ท่านประธานครับ เวลารู้สึกมันจะเร็วไปนะครับ อันนี้ก็ OK ผมข้ามไปเลยครับ เห็นไหมครับ ได้รับอนุญาตสร้างสะพานเสร็จท่านดูสิครับ แล้วมาตั้งด่านเก็บเงิน ทำแข็งแรงใหญ่โตเลย เห็นไหมครับ มีป้อมยาม มีด่านไม้กั้นขึ้นลง นี่ทางขึ้นลงด้านอ่อนนุช ขึ้นสะพานไปลงฝั่งโน้น ก็มีป้อมยามแบบเดียวกันนี้รอเก็บเงินประชาชน มอเตอร์ไซค์ ๑๐ บาท รถเก๋ง ๒๐ บาท วันหนึ่งรถผ่านขึ้นผ่านลงเป็นหมื่น ๆ เที่ยว ท่านลองคิดดูสิครับว่าเป็นเงินเท่าไร แล้วก็ มีการตรวจสอบของสื่อมวลชน ของพี่น้องประชาชนที่ตั้งชื่อสะพานว่าเป็นสะพานแสนรำคาญแล้ว เพราะว่าทำให้เขาเดือดร้อน แทนที่เขาจะได้ใช้ทางสาธารณะกลายเป็นว่าต้องมาเสียเงินให้ บริษัท แสนสิริ ผมเป็นคนเขียนบทความนี้คนแรกตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ เพราะผมเห็นสะพานตรงนี้ ครั้งแรกคือปี ๒๕๖๑ เดือนธันวาคม ผมก็เลยเขียนบทความลงฐานเศรษฐกิจในคอลัมน์ ข้าพระบาท ทาสประชาชน เตือนเขาว่า กทม. ไปยกที่สมบัติสาธารณะให้เอกชน มาหาประโยชน์ได้อย่างไร แล้วก็บอกควรไปทำเสียให้ถูกต้อง แล้วก็เสนอทางออกด้วย ให้ยกที่นี้ให้เป็นที่สาธารณะตามระเบียบกรุงเทพมหานคร และมันก็เคยมีตัวอย่าง คำพิพากษาศาลปกครองตัดสินไว้แล้ว ผมผ่านไปเลยครับ นี่มีคำพิพากษาผมเขียนเตือนไว้ หมดแล้วตั้งแต่ธันวาคม มกราคม นี่รูปแบบสะพานชัดเจนนะครับ คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด บอกว่าชี้ให้ดู จนกระทั่งมาถึงปัจจุบันนี้เขาเก็บเงินมานี่มัน ๘-๙ ปีแล้วเขายังไม่เลิกครับ จนกระทั่งนายศรีสุวรรณมาเอาข้อมูลจากที่ผมเขียนนี้ไปยื่นกระทุ้งกับผู้ว่าราชการ กทม. ปลัด กทม. จึงมีคำสั่งเมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคมนี้ให้ บริษัท แสนสิริ เปิดทางให้ประชาชนใช้ เป็นทางสาธารณะ ห้ามเก็บเงินประชาชน หากไปเก็บเงินประชาชนก็จะถูกดำเนินคดีอาญา ปลัด กทม. ก็ออกคำสั่ง แต่ท่านครับ ผมแปลกใจมาก บริษัท แสนสิริ แทนที่จะรู้ว่า นี่มันไม่ถูกต้อง ไม่ถูกกฎหมาย มันผิดจริยธรรม กลับมาชี้แจงแบบดื้อด้าน ผมจึงตั้งชื่อสะพานนี้ว่า ดื้อด้าน ผมไม่อยากใช้คำว่า หน้าด้าน เดี๋ยวจะไม่เหมาะสม ว่าเรียกเก็บเงินสะพานนี่ตัวเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่เกี่ยวข้องได้อย่างไรล่ะครับขออนุญาตสร้าง ขออนุญาตสร้างสะพานในนามบริษัทตัวเองทั้งนั้น ด้วยเหตุนี้ครับผมจึงกราบเรียน ท่านประธานและท่านสมาชิกว่า เรื่องนี้ผมเห็นว่าเป็นเรื่องประพฤติผิดจริยธรรม อย่างร้ายแรง และไม่ซื่อสัตย์กับประชาชน ไม่ซื่อสัตย์กับแผ่นดินนะครับ ได้ประโยชน์ สาธารณะแล้วยังมาเบียดบังสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน ผมจึงอยากจะฝากเตือน ไปถึงพรรคที่เสนอชื่อคุณเศรษฐาว่า คุณช่วยตอบและยืนยันเรื่องนี้ได้ไหมว่าจะไม่มีพฤติกรรม อย่างนี้ จะเลิกและจะปฏิบัติตามกฎหมาย ถ้าคุณยืนยันว่าคุณจะไม่ทำสิ่งเหล่านี้อีกต่อไป แล้วถ้าท่านได้มาเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วท่านจะไม่เอาอำนาจความเป็นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของท่านไปเบียดบังเอาสมบัติสาธารณะของแผ่นดินไปหากินเป็นผลประโยชน์ของตัวเอง และพวกพ้องผมจะยินดีโหวตให้ครับ แล้วถ้าท่านไม่ทำตามที่ผมแนะนำนี่นะครับ ท่านไปดู คำพิพากษาคดีคุณกนกวรรณสิครับ ศาลฎีกาตัดสินไปแล้วครับว่าครอบครองที่สาธารณะ เป็นอย่างไรครับ ต้องถูกหยุดปฏิบัติหน้าที่ แล้วก็ถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองไปตลอดชีวิต คุณปารีณาก็โดนไปแล้ว เพราะฉะนั้นด้วยเหตุนี้ที่ผมพูดมานี่ก็โดยย่อ โดยรวบรัด เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า ท่านประธานครับ ผมจำเป็นต้องตรวจสอบและจำเป็นต้องพิจารณาว่า บุคคลผู้นี้สมควรได้เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ แล้วผมจะพิจารณาดูว่าท่านจะตอบอย่างไร แล้วท่านควรจะหยุดและเลิกเสียครับ สภาพปัจจุบันนี่ของตรงนี้ท่านไม่เก็บเงินครับ แต่ท่านยังไม่รื้อ Barrier ออกไป ยังไม่ได้รื้อทางที่ท่านทำประตูทำซุ้มอะไรต่าง ๆ นี้ออกไป จากทางสาธารณะ เพราะฉะนั้นผมจึงอยากให้ท่านไปทำเสียให้ถูกต้องครับ ไปทำเสีย ให้ถูกต้องตามกฎหมาย แล้วก็ผมคิดว่าสมาชิกรัฐสภาคงไม่อยากจะเห็นผู้นำประเทศ เป็นคนที่มีความคิดเช่นนี้ วันก่อนท่านเป็นนักธุรกิจท่านทำมาหากินอย่างไรผมไม่ว่าครับ แต่ถ้าท่านจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้แล้วกรุณาอย่าทำพฤติกรรมแบบนี้ต่อไปอีก ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ท่านประพันธุ์ พอแล้วนะครับ ผมอยากจะเรียนท่านสมาชิกนะครับ เดี๋ยวผมเรียนก่อนได้ไหมครับ ท่านจุลพันธ์จะประท้วงอะไรครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมไม่ได้ประท้วงครับท่านประธาน ผมนั่งและยกมือครับท่านประธาน🔗
ครับ🔗
ผมใช้สิทธิในฐานะ ของพรรคการเมืองในการหารือกับท่านในเรื่องของกรอบเวลานะครับ ผมเรียนให้ ท่านประธานทราบในเรื่องของกรอบเวลาว่าตามข้อตกลงที่ทางสมาชิกวุฒิสภาได้มีการร้องขอ ในที่ประชุมระหว่างตัวแทนพรรคการเมืองกับทาง Whip ของวุฒิสภาได้ขอเวลามา ๒ ชั่วโมงขณะนี้ครบแล้วนะครับ พวกผมเห็นในรายชื่อครั้งแรกนี่ผมเห็นว่าเกินอยู่ ๒ ท่าน ราวครึ่งชั่วโมง พวกผมไม่ได้ติดใจ ก็อยากจะให้ท่านใช้สิทธิเพื่อรักษาบรรยากาศ แต่คราวนี้ มีการมาลงเพิ่มอีก ๒ ท่านตอนนี้จะกลายเป็นเกือบ ๕๐ นาที ก็ยินดีแต่ว่าอยากจะให้กำหนด กรอบเวลาให้ชัดเจนและอย่าให้เกินมากไปกว่านี้ เพราะว่าที่ประชุมเรามีการตกลงกันว่า เราอยากจะลงมติราว ๓ โมงเศษ เพราะพรรคเพื่อไทยต้องเรียนต่อท่านประธานครับ เราขออนุญาตใช้สิทธิในช่วงท้ายในการชี้แจงถึงข้อเท็จจริงราว ๓-๔ ท่าน ก็คงใช้เวลา ไม่นานมาก ก็เรียนต่อท่านประธานครับ🔗
ตรงกับเวลา ที่ผมกำลังจะปรึกษาท่านสมาชิกทุกท่านนะครับ เพราะว่าแบ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กับสมาชิกวุฒิสภาเท่านั้นไม่ได้แบ่งเป็นพรรคนะครับ ดังนั้นทาง สว. จะเหลืออีก ๒ ท่าน แค่นั้นใช่ไหมครับ ๔ ท่านก็คงจะอนุญาตสัก ๒๐ นาที พอไหวไหมครับ ท่านจุลพันธ์🔗
ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานจะบริหารอย่างนั้นผมยินดีครับ จริง ๆ แล้วเวลาของ สส. ยังพอมีครับ ให้ครึ่งชั่วโมงเลยก็ได้ ๔ ท่านนี้ครับ เพื่อความราบรื่นของงานครับ🔗
และทางผู้เสนอ จะใช้เวลาอีกเท่าไรครับ🔗
ราว ๔๐ นาที ไม่เกิน ๔ ท่านครับ🔗
หลังจากนั้น ผู้เสนอจะใช้เวลา ๔๐ นาที ส่วนพรรคอื่นไม่มีแล้วนะครับ🔗
เราจะได้ลงมติกัน ราว ๓ โมงครึ่ง ถึง ๓ โมง ๔๕ นาทีครับท่านประธาน🔗
เป็นสิ่งที่จะ กำหนดไว้อย่างนั้นครับ ถูกต้อง ขอบคุณนะครับ ดังนั้นทาง สว. จะอภิปรายติดต่อกันไป ๔ ท่าน ท่านละ ๘ นาที ท่านสิงห์ศึกยกมือ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม พลเอก สิงห์ศึก สิงห์ไพร สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็ต้อง ขอขอบคุณทางผู้แทนของพรรคที่ได้กรุณาให้เวลากับสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งสมาชิกวุฒิสภานั้น ก็มีผู้ประสงค์จะอภิปรายมาก แต่ก็ทราบดีว่ากรอบเวลานั้นอยู่ในเวลา ๒ ชั่วโมง แต่ว่าท่าน ได้กรุณาให้เวลานั้นต้องขอขอบพระคุณนะครับ แล้วเดี๋ยวผมจะบริหารเวลาคนที่เหลืออยู่ ในกรอบ ๓๐ นาทีใช่ไหมครับท่านประธาน ๔๐ นาทีใช่ไหมครับท่านประธาน🔗
๓๐ นาที แต่ผมขอความกรุณาว่าเราเคยใช้ ๘ นาที ปกติ สว. จะใช้ ๘ นาที ดังนั้นอนุญาตท่านละ ๘ นาทีนะครับ🔗
ได้ครับ ๘ นาที ๔ ท่านนะครับ ขอบคุณครับ🔗
ส่วนการสรุป ของพรรคที่เสนอก็จะใช้เวลาประมาณ ๔๐ นาที แล้วก็จะจบนะครับ ขอบคุณ ตามนี้ครับ อย่างนั้นเชิญ สว. ต่อนะครับ ผมอ่านรายชื่อเรียงตามลำดับนะครับ ท่านดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม แล้วก็ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ท่านละ ๘ นาที เชิญครับ🔗
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาต อภิปรายเรื่องสำคัญมาก เพราะว่าวันนี้เราจะอภิปรายเพื่อให้เกิดการลงมติไว้วางใจ หรือไม่ไว้วางใจให้บุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีของเรานะครับ ผมมีความเห็นว่านายกรัฐมนตรี ต้องไม่ใช่นายกรัฐมนตรีของเสียงข้างมากเท่านั้น แต่ว่าท่านต้องเป็นนายกรัฐมนตรี ของคนทั้งประเทศ ท่านต้องเป็นนายกรัฐมนตรีของผม ของพี่น้องประชาชนในต่างจังหวัด และกรุงเทพฯ ทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นผมเรียนอย่างนี้ครับ การที่เราจะใช้เกณฑ์ ในการพิจารณาเลือกนายกรัฐมนตรี ผมได้ให้ความเห็นซึ่งเพื่อน สว. ของผมหลายท่าน จำนวนมากก็เห็นด้วย แน่นอนเรามีแค่เพียง ๓ เกณฑ์เท่านั้นเอง🔗
เรื่องแรก ก็คือว่ามี สส. ข้างมากสนับสนุนแล้วก็เสนอชื่อมา ตอนนี้ก็ได้ข่าวว่า มี ๓๑๔ จาก ๑๑ พรรคการเมือง ก็เข้าข่ายครับ เราก็จะต้องสนับสนุนท่านแน่นอน เพราะว่า เราไปเลือกเสียงข้างน้อยไม่ได้ เสียงข้างน้อยไม่มีเสถียรภาพ พัฒนาประเทศไม่ต่อเนื่อง แน่นอน🔗
เรื่องที่ ๒ ก็คือต้องมีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ ไม่มีลักษณะต้องห้าม กรณีคุณเศรษฐา ทวีสิน ที่ได้เสนอมา ก็ยินดีครับไม่มีเรื่องค้างศาล ไม่มีเรื่องค้างองค์กรอิสระ ที่เราจะต้องรอให้เกิดการวินิจฉัยเข้ามา อย่างไรก็ดีก็มีประเด็นเรื่องผู้นำประเทศคนที่จะเป็น นายกรัฐมนตรีของคนทั้งประเทศจำเป็นจะต้องมีคุณสมบัติเป็นที่ประจักษ์ คุณธรรม จริยธรรม ซื่อสัตย์สุจริตอย่างเห็นได้ชัด เพราะฉะนั้นประเด็นนี้แน่นอนครับ มีประชาชนกล่าวหา มีประชาชนร้องเรียน ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีแล้วก็ต้องรับฟัง ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามเมื่อเขา เห็นชื่อบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีของพวกเราเขาก็เสนอข้อมูลพร้อมหลักฐานมา ผมก็คิดว่าเรื่องนี้ก็จำเป็น สมาชิกรัฐสภาก็มาขยายความได้ มาถามให้เกิดความชัดเจนได้ เพื่อที่จะได้นายกรัฐมนตรีผู้มีคุณสมบัติที่เหมาะสม🔗
เรื่องที่ ๓ เป็นเรื่องสุดท้ายในหัวข้อก็คือว่า ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีของคน ทั้งประเทศ ท่านต้องขับเคลื่อนรัฐบาล พาคนทั้งประเทศไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ กับประชาชน ในเรื่องนโยบายที่ท่านหาเสียงมา รณรงค์ทั้งประเทศแล้วก็มีประชาชน เลือกท่านมาเป็นจำนวนมาก เป็นพรรคเสียงข้างมากนะครับ พรรคเพื่อไทยได้เป็นอันดับ ๒ ตรงนี้ผมไม่ติดใจในเรื่องนโยบายส่วนใหญ่ที่ประชาชนเลือกมา ท่านต้องขับเคลื่อนครับ เพราะว่าเป็นพันธกรณี เป็นพันธสัญญาที่มีต่อประชาชน อย่างไรก็ดีผมมีเรื่องหนึ่งที่จำเป็น จะต้องขออภิปรายเพิ่มเติม เพื่อขอความชัดเจน นั่นก็คือสิ่งที่ท่านไม่ได้ประกาศเป็นนโยบาย ไว้แต่แรก แล้วก็เมื่อมีการให้สัมภาษณ์คุณเศรษฐา ทวีสิน ท่านบอกว่าถ้าได้เป็น นายกรัฐมนตรีประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งแรกท่านจะให้มีการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้งฉบับ คำคำนี้มันแปลว่าอะไร มันแปลว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ดี ไม่ดีทั้งหมดเลยนะครับ เพราะว่าถ้าไม่ดีบางส่วนท่านก็ขอแก้บางส่วนได้ แต่เพราะว่ามันไม่ดีทั้งฉบับท่านเลยต้อง เขียนใหม่ทั้งฉบับ แล้วก็ประเด็นก็คือว่าผู้ที่จะให้มาเขียนท่านบอกว่า ให้มี สสร. สมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรเฉพาะกิจขึ้นมาทำเฉพาะเรื่อง เอาอำนาจรัฐสภาที่มีหน้าที่ แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้มอบอำนาจให้มี สสร. ไปร่างขึ้นมาใหม่ ตรงนี้ละครับ มันเป็นปัญหาทั้งในเรื่องเนื้อหาและวิธีการ ผมมีข้อกังวล แล้วก็เพื่อนสมาชิกวุฒิสภากังวล หลายท่าน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นท่านคำนูณ สิทธิสมาน ท่านก็ได้ให้เหตุผลรายละเอียดไปบ้างแล้ว พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม ได้ให้ข้อห่วงใยแล้วก็ได้เสนอแนะเอาไว้แล้ว ผมเองก็อยากจะ ขยายความตรงนี้ครับ เมื่อท่านได้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้วหรือไม่ก็ตาม เมื่อได้เป็นก็น่าจะทำ เรื่องเหล่านี้ให้ชัดเจน🔗
ประการแรก การที่จะเสนอให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ สสร. มายกร่างนี่ มีคำถามที่ต้องช่วยกันตอบให้ชัดเจนอยู่ ๖ ข้อ🔗
ข้อ ๑ คือทำไมต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ท่านจะต้องแก้เรื่องอะไรที่มันสำคัญ แก้เรื่องเหล่านั้นเพื่อให้ใครได้ประโยชน์อะไร เรื่องนี้ต้องชัดเจนนะครับ ท่านต้องเขียนให้ชัด ในเชิงเนื้อหา เนื้อหาในรายละเอียดที่จะต้องแก้นั้นมันมีมากแค่ไหนครับ มันมีมาก ที่จะต้องทำทั้งฉบับหรือไม่ตามที่ผมได้กล่าวไว้ บางมาตราคนที่อยู่ในแวดวงการเมือง คนที่มีประสบการณ์ในรัฐสภา สว. หลายท่านท่านก็บอกไว้ว่าอันตรายนะครับ นอกจากเรื่อง สถาบันหลักของชาติแล้วก็ยังมีเรื่องอื่น ๆ บางคนยกขึ้นมาว่า มาตรา ๑๔๔ เรื่องแทรกแซง งบประมาณ โดย สส. สว. เรื่องของมาตรา ๒๓๕ เรื่องจริยธรรม ประพฤติมิชอบทุจริต ที่ให้เกิดคดีนักการเมืองทุจริตแล้วต้องขึ้นศาลอาญา แผนกคดีอาญานักการเมือง ตรงนี้ ท่านจะเอาอย่างไร แล้วก็ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตย ไม่ว่าจะเป็น ฝ่ายนิติบัญญัติโดยสภา จะมี ๒ สภา สภาเดียว ฝ่ายบริหารมีขอบเขตอะไร อย่างไรนะครับ นโยบายจะกว้างขวางแค่ไหน เลือกอะไรมาทำก็ได้ใช่หรือไม่ การปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ ไม่ดี ไม่จำเป็น ต้องยกเลิกใช่หรือไม่ อย่างไรนะครับ เรื่องเหล่านี้จำเป็นจะต้องขยายความ🔗
อันต่อไปก็คือว่า วิธีการที่จะทำตามรัฐธรรมนูญมันจะทำได้อย่างไรในเมื่อ มาตรา ๒๕๖ ที่ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญทำได้เฉพาะการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญก็มีคำวินิจฉัยแล้วในคราวที่แล้วที่มีคณะ สส. ได้เสนอมานะครับ เรื่องนี้ก็เป็น ประเด็นปัญหา เพราะฉะนั้นแล้วการที่จะให้ทำประชามติท่านต้องมีรายละเอียดที่ชัดเจน ไม่อย่างนั้นท่านจะเอาคำถามอะไรไปถามประชาชน การที่มีมติ ครม. ท่านจะให้ทำประชามติ เพื่อปรึกษาหารือประชาชนทั้งประเทศใช่ไหมครับว่า ควรจะทำอย่างไรกับรัฐธรรมนูญ อย่างกว้าง ๆ หรือต้องมีรายละเอียด ผมคิดว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ🔗
สุดท้าย ในเรื่องรัฐธรรมนูญเราจะต้องเปรียบเทียบนะครับว่า สิ่งที่เราจะได้มา จากการแก้แบบของท่านที่ท่านเสนอ กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยวิธีการอื่นอะไรจะต้อง เสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายมากกว่ากัน และอะไรที่จะเกิดประโยชน์ต่อประชาชน ผมคิดว่าเรื่องนี้ ต้องพูดให้ชัดนะครับ แล้วก็เรื่องนี้ทั้งเรื่องคุณสมบัติ ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ความสามารถในการนำพาประเทศแล้วเรื่องรัฐธรรมนูญก็เป็นเรื่องสำคัญ ๒ เรื่องนี้ครับ ถ้าอธิบายไม่ได้ชัดเจนท่านก็จะได้รับเสียงสนับสนุนที่น้อยลง ขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไป เป็นท่านเสรี สุวรรณภานนท์ แล้วตามด้วย พลเอกเลิศรัตน์ รัตนวานิช เชิญท่านเสรีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จริง ๆ ตั้งใจว่า จะพูด ๓๐ นาที ต่อมาก็เหลือ ๑๕ นาที ตอนนี้ก็ได้พูดเหลือ ๘ นาที ก็พยายามจะใช้เวลา ให้คุ้มค่าที่สุดนะครับ คือในส่วนที่จะพิจารณาเห็นชอบคุณเศรษฐาเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ จริง ๆ ตอนแรกฟังเสียงเหมือนจะไม่ผ่าน แต่ปรากฏตอนเช้าสื่อมวลชนมาถามบอก จะผ่านไหม เห็นท่าน สว. กิตติศักดิ์บอกว่าจะผ่าน ๑๐๐ คน ผมก็บอกไม่แน่ใจ แต่ในสภา นี่นะครับมันย่อมจะฟังเสียงกันออกว่าผ่านหรือไม่ผ่าน ก็เชื่อได้นะครับว่าแนวโน้ม ของคุณเศรษฐาในส่วนวุฒิสภานี้มีแนวโน้มสูงที่จะผ่าน แต่อย่างไรก็ตามท่านประธานครับ ก็ยังไม่ทราบนะครับว่าคะแนนจะเป็นอย่างไร ก็คงด้วยความรู้สึกว่าสิ่งที่อยากกราบเรียน ต่อที่ประชุมว่าถ้าหากว่าผมตัดสินใจให้ผ่านมันง่ายมันก็ตามน้ำไป แต่ด้วยความรู้สึกว่า การจะพิจารณาบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นต้องเป็นความรับผิดชอบของสมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมก็พยายามให้เหตุผลกับตัวเองว่าสิ่งที่จะตัดสินใจนั้น มันจะมีเหตุผลอย่างไรในการที่จะเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ จริง ๆ แล้วผมก็อยากจะฟังเสียง คุณเศรษฐาในที่ประชุมแห่งนี้ แต่ท่านก็ไม่นำเสนอให้มาตอบสมาชิก หรือมาแสดงวิสัยทัศน์ จริง ๆ ผมก็มีหลายเรื่อง เพราะว่าการจะพิจารณานั้นไม่ใช่แค่คุณสมบัติลักษณะต้องห้าม อย่างเดียว เพราะรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่าสมควรจะเป็นไหม สมควรจะเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ เห็นแล้วจะชอบหรือไม่ ควรหรือไม่ควร ซึ่งมีหลายเรื่องครับท่านประธาน จริง ๆ ก็อยากจะถามว่าการจะแก้ปัญหา Digital ที่พูดถึงนี่นะครับ แจกเงิน Digital ดังกล่าว เอาเงินจากไหน แจกคนละ ๑๐,๐๐๐ บาท คนร่ำรวยมหาเศรษฐีก็ได้เช่นเดียวกัน ทำไม ไม่แจกตรงเสียเลย ทำไมต้องไปผ่านกระบวนการ ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะเป็นบริษัทที่ได้ถือครอง เงิน Digital หรือเปล่า หรือว่าจะต้องตั้งบริษัทมาบริหารจัดการหรือเปล่า มันก็มีคำถาม เยอะนะครับ แต่อย่างไรก็ตามการแจกเงินให้ประชาชนผมก็ไม่ขัดข้อง แต่ห่วงว่า เงินที่แจกนั้น ๕๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเอามาจากที่ไหน แล้วถ้าหากเอามาแจกแล้ว จะกระทบกับการเงินการคลังหรือไม่ แล้วส่วนราชการบริหารส่วนอื่นจะเอาเงินจากที่ไหน มันจะเป็นปัญหากับประเทศหรือไม่ อันนี้ก็อยากฟังจากปากนะครับ🔗
ส่วนที่ ๒ ท่านประธานครับ ผมก็อยากจะฟังเสียงคนมาบริหารประเทศว่า จะแก้ปัญหาน้ำมันอย่างไร ประชาชนจะมีกินมีใช้อย่างไร จริง ๆ แถลงนโยบาย มันก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ตอนนี้มันต้องเป็นเรื่องที่ควรหรือไม่ควร มีความรู้ความสามารถไหม ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจอะไร อย่างไร ก็เป็นคำถามที่อยากถาม แต่อย่างไรก็ตาม ท่านประธานครับ ผมว่าสิ่งที่ทั้งพรรคร่วมไปแถลงไว้ผมก็มีคำถามอยู่ ส่วนหนึ่งซึ่งน่าจะสำคัญ พวกเราก็ยึดถืออยู่ตลอดนะครับว่า การจะแก้รัฐธรรมนูญ ที่จะไปกระทบกับหมวดสถาบันพระมหากษัตริย์เราจะไม่เห็นด้วย ซึ่งท่านก็แถลงไว้ ในส่วนสุดท้ายนะครับว่า และยังคงไว้ในส่วนของหมวดที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ นั่นหมายว่าท่านจะแก้รัฐธรรมนูญ เมื่อจะแก้แล้วก็คงส่วนในหมวด เพราะฉะนั้นคำว่า คงส่วนในหมวด ท่านจะเอาหมวดไว้แล้วสาระไปแก้หรือเปล่า ก็ขอให้พูดให้ชัดว่า ถ้าจะคงหมวดไว้นั่นหมายความว่าต้องไม่ไปแก้สาระ เนื้อหาที่บัญญัติไว้อยู่เดิมก็คือ ต้องยกเว้นหมวด ๑ หมวด ๒ พูดให้ชัด ถ้าพูดแบบนี้เขียนแบบนี้มันหลอก หลอกชาวบ้านได้ นึกว่าไม่แตะแล้ว แต่จริง ๆ แล้วท่านแฝงไว้นะครับ🔗
ประการสำคัญ ท่านประธานครับ ในระยะเวลาที่เหลืออยู่ ผมว่าสิ่งหนึ่ง ที่เราไม่ได้พูดถึงเลยก็คือ เรื่องของที่คุณชูวิทย์เขาได้นำเสนอในเรื่องที่ท่านเศรษฐา ได้เป็นผู้บริหารบริษัทมหาชน และบริษัทนี้มีข้อครหาหลายเรื่อง ในเรื่องแรกคณะกรรมาธิการผม ไปตรวจเป็นเรื่องที่ท่านมีการโอนซื้อที่ดินมาจากคนที่มาโอน ๑๒ ชื่อ แต่ทำคนละวันกัน อันนี้มันก็เป็นคำถามว่าใน ๑๒ ชื่อดังกล่าวทำไมไม่โอนเสียวันเดียวกัน มันมีเหตุอะไร ทำไมต้องไปแยกโอน แต่ก็ให้ความเป็นธรรมครับ เพราะว่าในส่วนเดิมแต่ละคน ๑๒ คน เขาก็รับมาคนละวันอยู่แล้ว ก็ได้รับโอนจากการแบ่งสรรหุ้นอะไรนี่นะครับ แต่พอมาโอนขาย มันก็มีคำถาม แต่เรื่องแรกไม่เท่าไรครับท่านประธาน เรื่องที่ ๒ เรื่องที่ ๓ ที่คุณชูวิทย์ เขานำออกมาเอามานำเสนอนี่นะครับผมว่าท่านต้องตอบให้ชัด เพราะว่า บริษัท แสนสิริ มาแถลง ผมเรียนตามตรงว่ามันยังไม่สามารถตอบสิ่งที่คุณชูวิทย์เขานำเสนอได้ ผมไม่ได้ดู ตัวบุคคลที่นำเสนอนะครับ อาจจะมีคนชอบ ไม่ชอบ อาจจะดูคุณสมบัติคุณชูวิทย์ ไม่น่าเชื่อถือหรือจะรังเกียจอะไรก็ตาม แต่ผมดูที่เนื้อหา เนื้อหาที่เขานำเสนอมันก็เป็น เรื่องน่าห่วงว่าในบริษัทมหาชน คือบริษัทที่ประชาชนไปถือหุ้นจำนวนมหาศาล มีกระบวนการ การซื้อที่ดินโดยซื้อในราคาที่ระบุว่าเป็นราคาท้องตลาด แต่พอไปดูตอนขายเป็นขายในราคาถูก แต่พอเวลาจะซื้อท้องตลาดก็ไปมีบริษัทมาอยู่ตรงกลางเป็น Nominee เป็นตัวแทน ไปซื้อราคาถูกแล้วก็เอาไปขายราคาแพงมันก็มีส่วนต่างอย่างที่ว่า เพราะฉะนั้นในเรื่องเหล่านี้ครับ ท่านประธาน ๒ เรื่องที่นำเสนอมานั้นเป็นเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจว่ามีเรื่องเหล่านี้ แล้วคนที่เป็น Nominee ก็มาจากบริษัทของมหาชนนี้ทั้งนั้น ดังนั้นผมว่าในกระบวนการการซื้อขายที่ดิน มันเป็นเรื่องของการกระทำก็จริง แต่มันเป็นเรื่องบุคคลที่ไปบริหารองค์กร ก็ห่วงว่าถ้าหาก นำเรื่องเหล่านี้มา ใช้วิธีการเหล่านี้มาบริหารประเทศมันจะมีเงินทอนกันตลอดไหม มันก็เป็นคำถาม แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่ ๓ เรื่องที่ ๓ นั้นเป็นเรื่องพอบริษัทที่ได้เงิน มาแล้วปรากฏว่าไปเปลี่ยนผู้ถือหุ้นเป็นคนต่างชาติ แล้วก็เอาเงินโอนไปต่างประเทศ มันก็เป็น คำถามที่ผมอยากให้ตอบให้ชัดเจนหรือตอบให้ได้ แต่หลักฐานของคุณชูวิทย์ผมเรียนตามตรง ผมพยายามดูหลายรอบมันเป็นหลักฐานที่น่าเชื่อถือนะครับ เพราะฉะนั้นคนที่จะมา บริหารประเทศถ้าหากว่าไม่สามารถจะแก้ปัญหาในเรื่องเหล่านี้ได้มันก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่ง ที่เป็นตัวอย่างว่าในส่วนอื่น ๆ บริษัทนี้เวลาซื้อที่ดินใช้บริษัท Nominee มากระทำการเช่นนี้ อยู่หลายเรื่อง หรือจำนวนมากหรือเปล่ามันเป็นคำถาม แต่อย่างไรก็ตาม ท่านประธานครับ ส่วนสุดท้ายจะกราบเรียนว่าการเป็นนายกรัฐมนตรีถ้าหากว่ายังมีเรื่องเหล่านี้มันเป็น ทุกขลาภ ถ้าหากว่าท่านยังมีพฤติกรรมหรือการกระทำเหล่านี้มาก่อนมันกลายเป็นเรื่องของ การที่จะต้องถูกกล่าวหาว่าไม่ซื่อสัตย์สุจริต หรืออาจจะถูกกล่าวหาว่าผิดจริยธรรม แต่อย่างไรก็ตามมันก็มีกระบวนการอีก ที่บอกว่าเป็นทุกขลาภคือ ถ้าหากว่าท่านผ่านไป ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ ท่านก็ถูกตรวจสอบในคุณสมบัติลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา ๑๖๐ ของรัฐธรรมนูญอีกไม่จบไม่สิ้น แล้วก็อาจจะสู่ศาลรัฐธรรมนูญอีก เพราะฉะนั้นสุดท้ายก็คือว่า ในกรณีที่ถ้าจะเป็นบุคคลมาบริหารประเทศถ้าหากว่า มีเรื่องเหล่านี้ผมเป็นห่วงเป็นห่วงบ้านเมือง เป็นห่วงว่าท่านอาจจะไปประสบเคราะห์กรรมอีก ในอนาคตข้างหน้าซึ่งไม่เป็นผลดีกับบ้านเมือง ผมไม่มีอคตินะครับ ไม่รู้จัก ไม่เคยคุย ไม่เคยพบ แม้สักครั้งเดียวก็ด้วยความเป็นห่วงในความรับผิดชอบ ภาระหน้าที่ในฐานะบุคคลที่ต้อง มาทำหน้าที่ในการกลั่นกรอง หรือคัดกรองบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ในส่วนที่จะ เป็นประโยชน์หรือรักษาผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศนะครับ ก็จะต้อง นำเสนอในเรื่องเหล่านี้เพื่อให้สมาชิกรัฐสภาได้พิจารณาครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช แล้วก็ท่านถวิล เปลี่ยนศรี เป็นคนสุดท้ายนะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอขอบพระคุณท่านประธาน และขอขอบพระคุณทางพรรคการเมืองที่ได้ให้เวลากับ ทางสมาชิกวุฒิสภาเพิ่มขึ้น กระผมก็ได้รับฟังการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกวุฒิสภา และเพื่อน สส. ได้พูดถึงผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย ก็ใคร่ขอเพิ่มเติมด้วยเวลาที่จำกัด🔗
ประการแรก ถ้าเราดูส่วนผสมของรัฐบาลชุดนี้จาก ๑๑ พรรค ๓๑๔ ก็ต้องเห็นว่าได้เกิดขึ้นจากความพยายามในการที่จะให้หลาย ๆ พรรค ซึ่งบางท่านก็เรียกว่า พรรคฝ่ายเสรีประชาธิปไตยร่วมกับพรรคฝ่ายรัฐบาลเดิม หรือบางท่านบอกว่าฝ่ายอนุรักษ์นิยม มารวมกันเป็นรัฐบาลพิเศษ อันนี้ก็ต้องเป็นความเสียสละของทั้ง ๒ ฝั่ง ถ้าฝั่งฟากของรัฐบาลเดิม ๒-๓ พรรคไม่มารวมด้วย โอกาสจะตั้งรัฐบาลได้สำเร็จก็ไม่มี เหมือนกับที่เราผ่านไปในครั้งแรก ที่มี ๒ พรรค รวมเป็น ๘ พรรคพยายามจะจัดตั้งรัฐบาล ส่วนพรรคแกนนำคือพรรคเพื่อไทย ก็ต้องถือว่ามีส่วนเสียสละ อย่างเช่นที่ท่านผู้นำของพรรคได้พูดหลายครั้งว่า เป็นความลำบากใจ ที่จะจัดตั้งรัฐบาลผสมชุดนี้ท่ามกลางข้อจำกัดที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญ ผมก็มีความชื่นชม ในความเสียสละของทั้ง ๒ ส่วน แล้วก็หวังว่ารัฐบาลที่เกิดจากการผสมกันทั้ง ๒ ฝั่ง ๒ ขั้ว จะเป็นรัฐบาลที่ทำเพื่อประชาชนจริง ๆ เพื่อแก้ปัญหาที่ค้าง ๆ อยู่หลายประการ ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาเศรษฐกิจ เราได้ฟังสภาพัฒน์แถลงแล้วว่า GDP ของเราใน ๓ เดือนที่ผ่านมาโตเพียง ๑.๘ เปอร์เซ็นต์ และทั้งปีจะโตแค่ ๒.๕ เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ เท่านั้นซึ่งถือว่าต่ำมาก นี่ไม่นับรวมถึงหนี้ครัวเรือนของพี่น้องประชาชนซึ่งท่วม GDP ของประเทศไปแล้ว ก็ด้วยความเชื่อมั่นว่าฝ่ายค้าน ถ้าหาก ๑๑ พรรคได้เป็นรัฐบาล ฝ่ายค้านที่เหลืออยู่ ก็เป็นพรรคที่มีคุณภาพ และจะสามารถเป็นฝ่ายค้านที่ทำหน้าที่ได้อย่างดียิ่งในการที่จะ ติดตาม ตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาล🔗
ในส่วนตัวบุคคลซึ่งได้รับการเสนอชื่อนั้นก็มีเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาหลายท่าน ได้อภิปรายถึงข้อด้อย ข้อดีต่าง ๆ ไปแล้วหลายประการ ผมเองก็ยอมรับในความสามารถ ของท่านในฐานะนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ได้ติดตามการชี้แจงอภิปรายของท่านหลายครั้ง ก็รู้สึกว่าท่านมีความสามารถในระดับน่าพอใจ แต่อย่างไรก็ดีตัวท่านเองและพรรคเพื่อไทย ก็ต้องพยายามชี้แจงและทำความเข้าใจให้กับสาธารณะได้มีความกระจ่างแจ้งในความสามารถ ในความบริสุทธิ์ใจจากข้อกล่าวหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งทางฝ่าย สว. เองก็ได้พยายามติดตาม ในเรื่องนี้นะครับ ก็ยังคิดว่ามีบางเรื่องที่ท่านจะต้องชี้แจงและทำความเข้าใจ และบางเรื่อง ก็จะผ่านการตรวจสอบของหน่วยงานของรัฐตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป🔗
กระผมมีประเด็นที่อยากจะกราบเรียนว่า ในช่วงของการที่มีการติดตาม การเสนอชื่อของพรรคเพื่อไทยให้เป็นนายกรัฐมนตรีก็มีกระแสข่าวที่สื่อพยายามจะชี้นำ ซึ่งก็เป็นปกติ เพราะตอนนี้สื่อแข่งขันกันมาก มีการกล่าวหาว่ามีการแจกกล้วย ซึ่งปกติ ก็ไม่เคยเกิดขึ้นในฝั่งฟากของสมาชิกวุฒิสภา พอสื่อชี้นำก็มีสมาชิกวุฒิสภาบางท่านที่ผมได้ยิน ในวันนี้นำมาอภิปรายมาพูดถึง ผมขอยืนยันด้วยเกียรติยศ ศักดิ์ศรีของความเป็นสมาชิก วุฒิสภาว่า ผมไม่เชื่อว่าจะมี สว. แม้แต่ท่านเดียวไปรับสิ่งตอบแทนที่หลายท่าน ใช้คำว่า กล้วย จากผู้หนึ่งผู้ใดนะครับ แล้วก็ยังไม่คิดว่าจะมีใครที่จะนำกล้วยเหล่านี้มาแจก ให้กับ สว. เพื่อที่จะลงมติให้กับผู้ได้รับการเสนอชื่อจากพรรคเพื่อไทย จึงอยากจะกราบเรียน ไว้ในที่นี้เพื่อบันทึกไว้ว่า การชี้นำ การกล่าวหาของสื่อมวลชนเราต้องระมัดระวังนะครับ มีปัญหาค่อนข้างมาก แข่งขันกัน แล้วก็ไม่ได้คำนึงถึงความรับผิดชอบในการที่จะนำเสนอ มีการใช้ชื่อย่อ ใช้วิธีการต่าง ๆ ที่ทำให้การทำงานของสมาชิกรัฐสภาเองเป็นไปด้วย ความยากลำบาก🔗
ในประเด็นสุดท้ายก็อยากจะกราบเรียนว่า กระผมไม่ขัดข้องที่จะสนับสนุน ผู้ได้รับการเสนอชื่อของพรรคเพื่อไทยให้เป็นผู้นำรัฐบาล เพื่อให้การเมือง ให้ประเทศสามารถ เดินต่อไปได้ในการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจและปัญหาทางด้านการเมือง ด้านสังคมต่าง ๆ ในส่วนนโยบายของพรรคร่วมที่จะเกิดขึ้นนั้นก็มีเพื่อน สว. หลายท่านได้ตั้งข้อสังเกตนะครับ ที่ยังเป็นประเด็นปัญหา รวมทั้งนักวิชาการหลายท่านก็ได้พูดถึง ไม่ว่าจะเป็นเงิน Digital ต่าง ๆ ที่ท่านจะนำมาใช้ เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อในฐานรากนะครับ กับประเด็นเรื่องการแก้ไข รัฐธรรมนูญ มีเพื่อน สว. หลายท่านได้พูดถึง ผมเองก็เคยเป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญอยู่ ๑ ฉบับ ก็คิดว่าความเป็นห่วงของเพื่อน สว. ต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องที่อยากจะ ฝากให้พรรคร่วมรัฐบาลได้พิจารณาให้รอบคอบว่า จะต้องดำเนินการอยู่บนพื้นฐานของ การรักษาไว้ซึ่งสถาบันหลักของประเทศ และยิ่งการที่จะรักษาไว้และเทิดทูนสถาบัน พระมหากษัตริย์ให้อยู่ในสถานะเช่นเดียวกันกับที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้มีบัญญัติไว้ ไม่ใช่เฉพาะหมวด ๑ หมวด ๒ เท่านั้น กับอีก ๓๘ มาตราในหมวดต่าง ๆ ก็มีความสำคัญ เช่นเดียวกัน กระผมเห็นด้วยว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ถ้าจะมานั่งแก้ทีละมาตรา ทีละหมวด ทำไม่ได้ครับ เพราะล็อกที่ใส่ไว้นี่กุญแจ ๓-๔ ชั้น ในมาตรา ๒๕๖ แต่ละมาตรา ที่เราจะไปแก้บางครั้งก็ต้องไปทำประชามติก่อน เช่น การแก้ไขคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่ง ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทุกคนเลย ทุกประเภทเลยต้องไปถามประชามติ เพราะฉะนั้น จึงเห็นด้วยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยการแก้ไขทั้งฉบับนั้นเป็นสิ่งที่สามารถดำเนินการได้ แล้วก็ถ้ามีการดำเนินการอย่างรัดกุมให้ผู้ร่างที่มีความรู้ แล้วก็มีความหวังดีต่อประเทศ เราก็จะสามารถได้รัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ขอขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านถวิล เปลี่ยนศรี ครับ🔗
ถวิล เปลี่ยนศรี สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ เหตุผลที่ผมแล้วก็พวกผม มาทำหน้าที่ในวันนี้ก็เพราะว่ารัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ให้พวกผมมาทำหน้าที่ และพวกผม ก็มีเหตุผลที่แตกต่างไปจากสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นในการพิจารณาก็คงจะใช้ หลักเดียวกันไม่ได้ จะให้พวกผมโหวตตามน้ำไปตามสภาล่างโดยไม่คิดอย่างอื่นเลย ก็คงจะทำไม่ได้ ในฐานะของสมาชิกวุฒิสภา แน่นอนละครับว่าพวกเราย่อมจะมีเหตุผล ที่แตกต่างกันออกไป แล้วก็มีเหตุผลอยู่หลายเรื่องด้วยกันที่จะนำมาสู่การพิจารณา ความจำเป็นที่หลายท่านได้พูดถึงที่จะต้องมีรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศโดยเร็ว เพื่อแก้ไข ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม ที่พี่น้องประชาชนรออยู่นั้นก็เป็นเหตุผลที่สำคัญ เหตุผล ที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามฉันทามติของพี่น้องประชาชนที่ได้ออกเสียงเลือกตั้ง ก็เป็นเหตุผลที่สำคัญ ผมในฐานะสมาชิกวุฒิสภาเราไม่ได้ปฏิเสธเหตุผลเหล่านั้น หรือความจำเป็นเหล่านั้น แต่ว่าอย่างไรก็ตามเรามีเรื่องอื่น ๆ ที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติมอีกนะครับ ที่สำคัญก็คือว่าเราควรจะมีนายกรัฐมนตรีที่มีคุณสมบัติอย่างไร จะต้องมีภาวะผู้นำแบบไหน จะต้องมีความรู้ความสามารถ หรือประสบการณ์ที่จะนำประเทศไปสู่อนาคตที่ดีได้หรือไม่ มีนโยบายต่าง ๆ ที่ดีที่เหมาะสมกับสถานการณ์และปัญหาของบ้านเมืองหรือไม่ รวมไปถึง สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ความประพฤติ คุณธรรมจริยธรรมของตัวนายกรัฐมนตรีเอง ว่ามีความเหมาะสม เหมาะควรหรือไม่ เหตุที่พูดอย่างนี้ก็เพราะว่าผู้ที่เสนอชื่อเข้ามาในวันนี้ ไม่ได้มาเป็นหัวหน้าครอบครัว ไม่ได้มาเป็นแค่ประธานกรรมการบริษัทอสังหาริมทรัพย์ หรือบริษัทเอกชนแค่บริษัทหนึ่ง แต่ว่าเขามาเป็นหัวหน้าของประเทศนี้ เป็นผู้นำ ของประเทศนี้ โดยเฉพาะเหตุผลเรื่องของคุณธรรมจริยธรรม ผมไม่ได้พูดขึ้นเอง หรือ สว. เรากำหนดขึ้นเอง แต่กำหนดชัดอย่างที่หลายท่านได้พูดแล้ว ในมาตรา ๑๖๐ ของรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ชัดเจนใน (๔) ซื่อสัตย์สุจริตให้เป็นที่ประจักษ์ คือไม่ใช่สุจริต แบบธรรมดานะครับ สุจริตแค่ว่าเหมือนปุถุชนธรรมดาทั่วไป มีเรื่อง มีคดี เอกสาร พยานหลักฐานไปไม่ถึง กฎหมายเอื้อมไม่ถึงก็ถือว่าสุจริตแล้วนั่นไม่ใช่ ไม่ใช่คุณสมบัติ ของผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ต้องเป็นที่ประจักษ์แจ้งว่าสุจริตจริง โปร่งใสจริงนะครับ (๕) ในมาตรานี้ไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม อย่างร้ายแรง อันนี้ก็เป็นเรื่องที่สำคัญนะครับ สรุปแล้วก็คือว่า โดยเหตุผลของพวกผมที่เป็น สมาชิกวุฒิสภาที่ต้องพิจารณา ประกอบในการลงคะแนนต้องพิจารณาหลาย ๆ เหตุผล ประกอบกันนะครับ🔗
สำหรับเรื่องอื่น ๆ นั้นผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกได้พูดไปแล้วนะครับ ในเรื่องของ วิสัยทัศน์ นโยบาย แนวทาง เรื่องของการจะแจกเงิน Digital ๑๐,๐๐๐ บาท แก่คนที่อายุ ๑๖ ปีขึ้นไป เงินเดือนปริญญาตรี ๒๕,๐๐๐ บาท ค่าแรง ๖๐๐ บาท อันนั้นก็ว่ากันไปครับ เรื่องของการที่จะเข้าไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือยกร่างรัฐธรรมนูญโดยมี สสร. ขึ้นมายกร่าง เรื่องพวกนั้นสำคัญนะครับ ผมไม่ได้คิดว่าไม่สำคัญ แต่ว่ามันก็ยังพอที่จะปรับเปลี่ยน ตกแต่ง อะไรกันไปได้ เรื่องรัฐธรรมนูญก็ยังไม่แน่ ผมอ่านนโยบาย อ่านแถลงการณ์แล้วก็ยังไม่ทราบว่า ท่านจะแก้ไขทั้งฉบับ จะแก้ไขทั้งหมด หรือจะแก้ไขบางมาตรา หรือจะยกร่างกันมา ทั้งฉบับ จะมี สสร. มาด้วยวิธีการไหน แล้วจะแก้ไขกันอย่างไรในข้างหน้า ซึ่งเรื่องพวกนี้ ผมขอยกเว้นนะครับ เพื่อนสมาชิกได้พูดและให้ข้อสังเกตมามากแล้ว ผมขอกลับมา เรื่องคุณธรรมจริยธรรมตามมาตรา ๑๖๐ ว่าด้วยคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี ผมอยากจะ เรียนอย่างนี้ครับ เรื่องของนโยบาย เรื่องของวิสัยทัศน์ เรื่องแนวทางความคิดในการบริหาร ประเทศนั้น ตัวคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นถึงแม้ว่าจะมีความคิดอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เมื่อ ถึงเวลาจริง ๆ ในการที่จะทำนโยบาย ทำแนวทางออกมาเขายังมีโอกาสที่จะไปปรึกษาหารือ ยังมีโอกาสที่จะไปปรับแต่งนโยบายความคิดพวกนั้นให้รอบคอบ รัดกุมมากยิ่งขึ้น แต่สิ่งที่ผมเน้นก็คือว่าคุณธรรมจริยธรรม ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์อันนี้ไม่มีที่ไหน ที่จะตกแต่งได้ มันติดมาในตัวตน มันอาจจะอยู่ใน DNA อยู่ใน Gene อยู่ในอุปนิสัย ที่เป็นอยู่แล้วหรืออย่างไร เพราะฉะนั้นที่ผ่านมาผมและบรรดาเพื่อนสมาชิกต่างก็ได้รับทราบข้อมูล ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อขึ้นมาจากสาธารณะ จากมีผู้มายื่นเอกสารให้ จากผู้ที่ส่งข้อมูลเข้ามา ทางจดหมาย แล้วก็มีการเปิดเผยในทางสาธารณะต่อสื่อมวลชนมาเป็นลำดับในเรื่องของ ความซื่อสัตย์สุจริตการทำธุรกิจของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อในวันนี้ว่าอาจจะเป็นการใช้ เล่ห์เหลี่ยม ช่องว่างของกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีค่าธรรมเนียม หรืออาจจะเป็นการใช้ การกระทำที่ยอกย้อน ซับซ้อนผ่านบริษัท หรือกลุ่มบุคคลที่เป็นตัวแทนเป็น Nominee เพื่อให้ได้ประโยชน์ที่ไม่ควรจะได้ หรือจะเข้าข่ายฉ้อโกงผู้ถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ด้วยซ้ำไป อันนี้เราก็ได้หลักฐาน ได้ข้อมูลมาตลอด ผมฟัง ผมใคร่ครวญ ผมคิด ผมกลับไปวิเคราะห์ โดยรอบคอบ แล้วก็เห็นข้อเคลือบแคลงสงสัยอยู่หลายประการ และที่สำคัญก็คือยังไม่เคย เห็นผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อหรือพรรคการเมืองที่เป็นผู้เสนอชื่อขึ้นมานั้นได้เอาหลักฐาน พยานต่าง ๆ มาชี้แจงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ว่าไม่ได้เป็นข้อเท็จจริง เพราะฉะนั้นหลายท่าน บอกผมว่าอย่าไปสนใจเลยเรื่องพวกนั้น ในที่สุดแล้วเขาก็จะได้รับการตรวจสอบด้วยกลไก ของสภา การอภิปรายไม่ไว้วางใจ การไปร้ององค์กรต่าง ๆ ที่จะลงโทษเขาทีหลัง หรือแม้แต่ กระบวนการทางกฎหมายในที่สุดเองนะครับ ผมมาพิจารณาโดยบทบาทหน้าที่ของผมเองแล้ว ในฐานะที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาในการที่เราปฏิญาณตนเข้ามาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ บ้านเมืองนะครับ เมื่อรับทราบแล้ว รู้แล้ว สาธารณชนก็ทราบในเรื่องพวกนี้แล้ว และผม ยังไม่ทำหน้าที่ตรงนี้ เมื่อทำในบริษัท ทำในเอกชนได้แล้วจะมั่นใจได้อย่างไรว่าถ้าข้อกล่าวหา เหล่านั้นที่เป็นจริงนั้นจะไม่สร้างความเสียหายมากขึ้นเมื่อเข้าไปมีอำนาจในทาง บริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ทั้งตามกฎหมาย ทั้งทางตรง และทางอ้อม อีกมากมายที่จะทำอะไรให้เกิดขึ้นได้นะครับ เรื่องแบบนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ไม่รู้ไม่เห็นมาก่อนก็แล้วไป ก็ปล่อยวางให้กลไกต่าง ๆ ทำหน้าที่ต่อไปภายหลังนะครับ แต่นี่ผมทราบแล้ว พี่น้องประชาชนทราบแล้ว เพราะฉะนั้นคงจะมองข้ามหรือไม่ให้ ความสนใจไม่ได้นะครับ ก็ขอเรียนว่าแม้ว่าผมเองจะมีแค่ ๑ เสียงในรัฐสภาแห่งนี้ ก็จะขอทำหน้าที่ในการกลั่นกรองอย่างเข้มข้น อย่างเอาจริงเอาจัง เพื่อไม่ให้เกิด ความเสียหายแก่ชาติบ้านเมืองในวงกว้างออกไปในภายหลัง ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ท่านถวิล เปลี่ยนศรี เชิญท่านจุลพันธ์จะมีอะไรเสนอ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ขณะนี้ผู้อภิปรายในส่วนของสมาชิกวุฒิสภา และในส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ค่อนข้างครบถ้วนครับ ทางพรรคเพื่อไทยจะใช้สิทธิ ในการชี้แจงตอบข้อสงสัยในนามของ Candidate ที่พรรคเพื่อไทยเป็นผู้เสนอ โดยจะขอใช้สิทธิ ๑ ท่าน โดยนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ใช้เวลา ๑๕ นาทีก็จะจบการอภิปราย ก็ขอท่านประธาน ได้โปรดแจ้งเพื่อนสมาชิกเพื่อเตรียมการตรวจสอบองค์ประชุมครับ เพราะว่าเราจะต้องลงมติกัน ในราว ๓ โมง ๑๐ นาที ขอบพระคุณครับ🔗
ตอนแรก ผมเข้าใจว่าจะมีผู้อภิปรายสรุป ๓ ท่าน แต่ตอนนี้เหลือท่านชลน่านคนเดียวใช่ไหมครับ🔗
ใช่ครับ ท่านครับ🔗
เรียนเชิญ ท่านชลน่าน ศรีแก้ว อภิปรายสรุป และตอบข้อซักถามของสมาชิกนะครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา กระผมต้องขออนุญาตท่านประธานในนามของพรรคเพื่อไทย ในฐานะหัวหน้า พรรคเพื่อไทยที่ได้เป็นผู้เสนอชื่อผู้ซึ่งสมควรจะได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ของพรรคเพื่อไทยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๘ ในวันนี้ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติหลายท่าน ทั้งทางส่วนของสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้กรุณาแสดงความคิดเห็นในวาระ ที่เราจะให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีตามที่เสนอ ในที่ประชุมแห่งนี้ ในนามพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมที่จะจัดตั้งรัฐบาลทั้ง ๑๑ พรรค ต้องกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกรัฐสภาที่เคารพทุกท่านที่ได้ให้ความเห็น ได้มีข้อห่วงใย ซักถามในข้อสงสัย แม้ในสิ่งที่เรากำลังพิจารณากันอยู่เป็นเรื่องของการให้ความเห็นชอบ บุคคล ซึ่งตัวรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ ก็ดี มาตรา ๒๗๒ ก็ดี ก็ให้ความสำคัญเกี่ยวกับ ตัวบุคคลในเรื่องของคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม แต่ก็เป็นความสวยงามของสภาแห่งนี้นะครับ ท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่านในฐานะที่เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยก็ย่อมจะมีสิทธิทำหน้าที่แทน พี่น้องประชาชนในการที่จะสอบถาม ในการที่จะแสวงหาข้อเท็จจริงก่อนที่ทุกท่าน จะตัดสินใจเลือกบุคคลที่จะมาเป็นผู้นำของประเทศ มาเป็นนายกรัฐมนตรีของทุกคน ของคนไทยทุกคน ท่านประธานครับ ผมมีประเด็นที่จะกราบเรียนอยู่ ๓ ประเด็น ในฐานะ ที่เป็นพรรคการเมืองที่เสนอชื่อ จะขอใช้สิทธิตรงนี้ได้กราบเรียนผ่านท่านประธาน ไปยังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน🔗
ประเด็นที่ ๑ เป็นข้อสงสัย เป็นข้อซักถามเกี่ยวกับเรื่องของคุณสมบัติลักษณะ ต้องห้ามของผู้ที่ถูกเสนอชื่อ หรือเป็นผู้ซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีที่ชื่อว่า นายเศรษฐา ทวีสิน ในเรื่องที่หลายท่านให้ความสนใจเป็นประเด็นเกี่ยวกับเรื่องของ ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เรื่องของมาตรฐานจริยธรรม ปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติ ตามมาตรฐานจริยธรรมที่ทุกท่านเห็นว่ามันน่าจะเกี่ยวโยงเกี่ยวข้องไปในเรื่องของพฤติการณ์ พฤติกรรมของการประกอบอาชีพในขณะที่ดำรงตำแหน่งเป็นภาคเอกชน ในบริษัทมหาชน ที่ประกอบกิจการเกี่ยวกับเรื่องของอสังหาริมทรัพย์ได้ยกกรณีตัวอย่างขึ้นมาหลายกรณี และที่สำคัญเป็นประเด็นที่ถกเถียง เป็นประเด็นที่เผยแพร่ในสังคมอย่างแพร่หลาย สังคมโดยรวมก็มีความรับรู้ มีความสนใจ ก็เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากมาย มีการให้เหตุให้ผลกันในมิติของเชิงสังคมมาเยอะแยะ วันนี้ผมเองต้องขออนุญาตท่านประธาน ในประเด็นนี้จะกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ ในฐานะของพรรคเพื่อไทย เป็นผู้ที่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๘ ในการตรวจสอบคุณสมบัติลักษณะต้องห้าม ที่เราเห็นว่ามีเรื่องสำคัญเป็นเรื่องประเด็นที่สำคัญที่สุดที่จะเสนอชื่อบุคคลนั้นให้มาเป็นผู้นำ ของประเทศ เรื่องนี้เราให้ความสำคัญครับ ทางฝ่ายกฎหมายของเรา บุคคลที่เกี่ยวข้อง ทุกภาคส่วนได้เข้ามาร่วมไม้ร่วมมือกันในการที่จะตรวจสอบคุณสมบัติลักษณะต้องห้าม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ อย่างถี่ถ้วน ครบถ้วน ยืนยันกับท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิก ท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้ละเลยในเรื่องนี้ เพราะถือเป็น เรื่องความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่มากของพรรคต่อพี่น้องประชาชน และต่อประเทศชาติ บ้านเมือง ข้อกล่าวหาหรือข้อสงสัยหลาย ๆ เรื่องเกี่ยวกับเรื่องประเด็นข้อกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการหลีกเลี่ยงภาษีการจัดซื้อขายที่ดินที่มีการกล่าวหา กล่าวอ้างว่า มีการแต่งตั้งบุคคล ตัวแทน หรือ Nominee ขึ้นมารองรับ มีการดำเนินการในสิ่งที่ไม่ชอบ เช่นมีเรื่องของสะพานอะไรต่าง ๆ ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ ในมุมของพรรคเพื่อไทยไม่ได้ละเลยทั้งก่อนหน้า และขณะที่มีการนำเรื่องนี้มาพูดคุยในสังคม ต้องขอบคุณคนที่เขานำเรื่องนี้มาเปิดเผย ถ้ามองในแง่ดีพี่น้องประชาชนได้ประโยชน์ คุณเศรษฐา ทวีสิน ได้ประโยชน์ และพรรคเพื่อไทยได้ประโยชน์ แล้วที่สำคัญเรื่องนี้เข้าสู่สภา ผมขอยืนยันกับท่านประธานด้วยความเคารพครับ เราได้ตรวจสอบในข้อกฎหมายทุกอย่าง ล่วงเลยไปถึงเรื่องของจริยธรรม เรื่องของความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เราไม่ได้นิ่งนอนใจ นำเรื่องนี้มาตรวจสอบ ยืนยันกับท่านประธานครับ ไม่มีเรื่องใด ๆ ที่เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย ไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ ไม่มีข้อเท็จจริงที่บ่งชี้ว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย กราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพ รายละเอียดผมอาจจะมีเวลาไม่มากครับ แต่ว่าเราสามารถ จะชี้แจงพูดคุยกันได้เยอะมากในมิติของสื่อสังคมทั่วไป ท่านประธานครับ ยืนยันกับท่านประธานครับ ไม่มีข้อเท็จจริงใด ๆ หรือหลักฐานใด ๆ ที่บ่งชี้ว่า นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นผู้ที่ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีแต่ข้อกล่าวหา ที่โน้มเอียง เอาหลักฐานในการประกอบธุรกิจมาเป็นตัวกล่าวอ้าง เป็นลักษณะการเชื่อมโยงกัน แต่ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ ท่านประธานด้วยความเคารพครับ เป็นเพียงข้อกล่าวหา ไม่สามารถ พิสูจน์ได้ว่ามีความผิดเช่นนั้นก็ยังถือว่าคุณเศรษฐา ทวีสิน หรือนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นผู้ที่มีความบริสุทธิ์ เป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ในประเด็นที่ ๑ ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานนะครับ🔗
ประเด็นที่ ๒ เป็นที่พูดคุยกันเยอะในสภาแห่งนี้ สมาชิกหลายท่านอาจจะ แสดงความเห็นในฐานะพรรคการเมืองด้วย ได้แสดงเหตุผลว่า ไม่สามารถให้ความเห็นชอบ บุคคลซึ่งได้ถูกเสนอชื่อ คือ นายเศรษฐา ทวีสิน มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของประเทศไทยได้ ด้วยเหตุผลที่ไม่ใช่เรื่องของคุณสมบัติลักษณะต้องห้าม เป็นเรื่องของ จุดยืนทางการเมือง เป็นพฤติการณ์พฤติกรรมในการจัดตั้งรัฐบาล ผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานในประเด็นนี้นะครับ เพราะมีหลายท่านเองก็ให้ความสนใจ พรรคเพื่อไทยเอง เคารพในเสียงของพี่น้องประชาชนทุกเสียงครับ ผมขีดเส้นใต้ว่า ทุกเสียง ประเทศเรา ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข จริงอยู่ครับในพฤติการณ์พฤติกรรม ในอุดมการณ์ ในการแสดงออก ในบ้านนี้เมืองนี้หลายคนอาจจะมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายว่า กลุ่มนั้นเป็นเสรีนิยม กลุ่มนี้ เป็นอนุรักษ์นิยม แต่ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ ไม่ว่าจะเป็นเสรีนิยม เป็นอนุรักษ์นิยมล้วนแต่เป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ขีดเส้นใต้นะครับ มุ่งเน้นด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยเอง ได้ยึดมั่นยึดถือก็คือระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข สำคัญที่สุดคือระบบรัฐสภา สส. ที่ถูกเลือกมาในสภาแห่ง ในขณะนี้ ๔๙๘ คน ๔๙๙ คนล้วนมาจากการเลือกของพี่น้องประชาชนที่ทุกคนก็ถือว่าเป็นปวงชนชาวไทย มีอำนาจอธิปไตยตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ เขาเหล่านั้นเป็นผู้ให้สิทธิให้เสียงกับตัวแทน เขาเข้ามาในระบบตัวแทน เขาเป็นประชาชนในระบอบประชาธิปไตย เขาไม่ได้เป็นเผด็จการ จริงอยู่พฤติการณ์พฤติกรรมที่ผ่านมาเรามีเรื่องของการแบ่งแยกความเห็น การแตกต่างความคิด แม้จะเป็นประชาธิปไตยในระบอบการปกครองที่มีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ความคิดความเห็นของคนในชาตินี้ ในบ้านนี้เมืองนี้ใน ๒ ทศวรรษที่ผ่านมามีความแตกต่างกัน อย่างสิ้นเชิง กลุ่มที่อ้างเป็นเสรีประชาธิปไตยก็มีแนวคิด วิธีการไปอีกรูปแบบหนึ่ง กลุ่มที่อ้าง เป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยมก็มีแนวคิดวิธีการไปอีกอย่างหนึ่ง ๒ แนวนี้ใน ๒ ทศวรรษที่ผ่านมา ท่านประธานครับ มีความแตกต่าง มีความขัดแย้ง มีการต่อสู้เชิงอุดมการณ์ทางการเมือง มาตลอด พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย มีประสบการณ์ในเรื่องนี้มา อย่างเจ็บปวด คนที่เจ็บปวดที่สุดครับท่านประธานคือพี่น้องประชาชนคนไทย ถามว่าเราขัดแย้งกันเราสู้กันแล้วได้อะไรขึ้นมา นี่คือจุดยืนและอุดมการณ์ของพรรคเพื่อไทย เราเห็นความย่อยยับ เห็นความสูญเสีย เห็นโอกาสของพี่น้องประชาชนที่เสียหายไป เพราะเพียงแต่มีความคิดต่างกัน และมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน แต่แยกกันเดินบนพื้นฐาน ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน แน่นอนครับ ถ้ามีความเชื่ออย่างนี้ฝ่ายที่บอกว่าต้องการ ปกป้องรักษาเอกราชประเทศชาติบ้านเมืองสถาบันหลักของชาติเขาก็ต้องปกป้อง เขาก็ต้อง แสดงออกเต็มที่ ถ้าคุณมีพฤติการณ์พฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยงไปที่จะเป็นอันตรายต่อสถาบันหลัก ของชาติก็ย่อมมีการต่อสู้ ย่อมมีการทำลายล้าง นั่นคือเหตุการณ์ที่ผ่านมาครับ แล้วเรา จะปล่อยให้เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นต่อไปหรือท่านประธานครับ นี่คือจุดยืนของพรรคเพื่อไทย เราต้องนำเรื่องนี้มาคิดหนักครับ จริงอยู่ครับเรายินดีและส่งเสริมในสิ่งที่เป็นอำนาจประชาชน เราเห็นด้วยอย่างยิ่งที่พรรคก้าวไกลเป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล เราเป็นพรรคอันดับ ๒ ๑๔๑ เสียงเรายินดีครับได้จับมือร่วมจัดตั้งรัฐบาล ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพท่านประธานจริง ๆ ครับ ถ้าไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมบอกกับท่านประธานเลยก็ได้ว่า พรรคเพื่อไทยไม่มีทางจับมือกับพรรคก้าวไกล ในการจัดตั้งรัฐบาล เรารอครับ เราเป็นพรรคอันดับ ๒ เราสามารถที่จะแย่งชิงจัดตั้งรัฐบาล ได้ถ้ากลไกการเมืองและรัฐธรรมนูญมันเป็นปกติ แต่ด้วยสภาพบังคับของรัฐธรรมนูญอย่างนี้ เราไม่ร่วมมือกันไม่ได้ แต่เราก็คิดผิดครับ เราคิดผิดว่ายิ่งเราจับมือกันยิ่งจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน เราเอาหัวชนฝามาเราเจ็บครับ เราเกิดก่อน เรามีประสบการณ์ครับ แล้วเราจะเอาหัวชนฝาทำให้ประเทศชาติและพี่น้องประชาชน เสียหายไปเราไม่ทำแล้วครับ สิ่งที่ดีที่สุดเราหันหน้ามา ฐานอำนาจ ดุลอำนาจที่มีอยู่ในประเทศนี้ ดีที่สุดคือจับมาดุลอำนาจ มาประนีประนอมอำนาจ และให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ บ้านเมืองให้สูงสุด ผมว่านั่นน่าจะเป็นแนวคิดที่ดีที่สุดในโอกาสนี้ ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ เราต้องปกป้องคุ้มครองสถาบันหลักของชาติ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ท่านประธานครับ ทุกคน พูดเหมือนกัน แต่วิธีการทำไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะวิธีการที่มีความคลางแคลงสงสัยในชาตินี้ มันทำให้เกิดความขัดแย้ง เพราะฉะนั้นพรรคเพื่อไทยอาสาเข้ามาสลายความขัดแย้งตรงนี้ จัดตั้งรัฐบาลในนามของทุกฝ่ายที่สามารถร่วมมือกันได้ ขณะนี้เราได้ ๑๑ พรรค และมั่นใจ ๑๒ ๑๓ ๑๔ ๑๕ พรรคก็จะตามมา เพื่อสร้างความเข้มแข็ง ความแข็งแรงของการเป็นรัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ นี่คือจุดยืนของพรรคเพื่อไทย ในการจัดตั้งรัฐบาล เราเชื่อมั่นครับว่าแนวทางการจัดตั้งรัฐบาลเราต้องการแก้วิกฤติ ของประเทศ ถ้าไม่ทำอะไรเลยจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ เกิดวิกฤติความขัดแย้ง ท่านอาจจะ มีสมมติฐานว่าการตั้งรัฐบาลอย่างนี้จะก่อให้เกิดความขัดแย้ง ซึ่งสมมติฐานนั้นมันตรงข้าม กับสมมติฐานของพรรคเพื่อไทย และพรรคที่ร่วมจัดตั้งรัฐบาล ๑๑ พรรค ถ้าจะสลาย ความขัดแย้งได้ต้องใช้กลไกนี้เท่านั้น ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพท่านประธาน นี่คือเหตุผลข้อที่ ๒🔗
เรื่องที่ ๓ ข้อห่วงใยเรื่องของนโยบาย ขอเวลาอีกนาทีเดียวครับ หลายท่าน มีความห่วงใยเรื่องนโยบาย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ด้วยข้อเท็จจริง ขณะนี้เป็นเพียงนโยบายที่เราใช้ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง นโยบายของรัฐบาล จะเกิดการร่วมมือกันจัดทำเป็นนโยบายรัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา ตรงนั้นท่านสามารถ วิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างเต็มที่ เพราะจะต้องถูกนำไปใช้ แต่ก็เป็นข้อดีที่ท่านได้สะท้อน มาในขณะนี้ มันจะเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การไปเขียนนโยบายรัฐบาลในสิ่งที่ท่านมีข้อกังวล มีข้อห่วงใย ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลายท่านอาจจะมีความคลางแคลงสงสัยเข้าใจผิด เราปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ปฏิบัติตาม คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญทุกเรื่องครับ วิกฤติหนึ่งคือรัฐธรรมนูญที่ทำให้บ้านเมืองเรา เป็นอย่างนี้ ผมเข้าใจครับว่าฝ่ายที่เขาเขียนรัฐธรรมนูญมาอย่างนี้เขาต้องการที่จะปกป้อง คุ้มครองในสิ่งที่เขาเห็นว่ามีความสำคัญ แต่ถึงระยะหนึ่งรัฐธรรมนูญที่ใช้ในการปกป้องคุ้มครอง ในช่วงเวลาหนึ่งต้องถูกสลายออกไป มันจะเป็นการดุลอำนาจที่ดี เพราะฉะนั้นการแก้ไข รัฐธรรมนูญมันเป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญ ผมกราบเรียนด้วยความเคารพบนพื้นฐานที่เรา จะไม่ทำให้เกิดความขัดแย้ง แน่นอนครับ เราแก้รัฐธรรมนูญเพื่อไปจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมพูดชัด ๆ แก้รัฐธรรมนูญเพื่อไปจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งการที่จะทำอย่างนี้ได้ ต้องผ่านกระบวนการทำประชามติ เพราะฉะนั้นเราเลยประกาศว่าถ้าเราเป็นรัฐบาล ๒ เรื่องที่เราจะทำควบคู่พร้อมกันไป เร่งด่วนคือด้านเศรษฐกิจ แก้ไขปัญหาปากท้อง แต่เรื่องที่จำเป็นต้องทำควบคู่กันไปเพราะต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า ๒ ปีขึ้นไปเราเนิ่นช้าไม่ได้ ก็เริ่มทำประชามติ เพื่อถามพี่น้องประชาชนว่าจะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เพราะคำถามตรงนี้ก็จะเป็นรายละเอียดที่ต้องไปคุยกัน ทำ ทำโดยใคร เขาจะทำเป็นคำถาม ในประชามติ ถ้าได้รับมติจากพี่น้องประชาชนก็เข้าสู่กระบวนการการแก้รัฐธรรมนูญ เขียนรายละเอียดไปในสิ่งที่เราต้องการแก้ และไปจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ความตั้งใจเราครับ เราจะมีสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา ซึ่งรายละเอียดเราค่อยไปคุยกันอีกทีว่ามาอย่างไร จำนวนเท่าไร ให้มีดุลยภาพที่ดี มีความมั่นใจทุกฝ่ายว่าเราสามารถทำงานร่วมกันได้ ประเด็นนี้ผมเลย กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับว่า บนพื้นฐานที่เราจะเริ่มต้นเป็นรัฐบาล แห่งความปรองดอง เป็นรัฐบาลแห่งความสมัครสมานสามัคคี เห็นคนในชาติทุกคนมีค่า มีคุณค่าเท่ากัน ไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย เราหันหน้าเข้ามาหากันครับ มาเริ่มต้นตรงนี้ แล้วผม ก็เชื่อว่าทุกคน โดยเฉพาะทุกท่านเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนอยู่แล้ว มีจิตปรารถนาดี ต่อประเทศชาติบ้านเมืองและพี่น้องประชาชนอย่างแน่นอนครับ ไม่แตกต่างครับ หรือไม่เป็นประเด็นอะไรที่จะมีความเห็นต่างกัน ความเห็นต่างเป็นสีสันที่สวยงามในระบอบ ประชาธิปไตย โดยเฉพาะในระบบเสียงข้างมากภายใต้องค์พระมหากษัตริย์ที่เป็นประมุข ต้องมีความเห็นต่างครับ แต่เราจะแปลงความเห็นต่างตรงนั้นมาเป็นความเห็นร่วมอย่างไร นั่นคือขึ้นกับพวกเรา ๗๕๐ คนที่อยู่ตรงนี้ โอกาสนี้ละครับ ถ้าทุกท่านได้มอบความไว้วางใจ ให้กับนายเศรษฐา ทวีสิน ผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นบุคคลซึ่งสมควรที่จะได้รับแต่งตั้งเป็น นายกรัฐมนตรีจากมติของพวกเรา ๗๕๐ ท่านในวันนี้ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของการนำ ความเห็นต่างมาเป็นความเห็นร่วม เพื่อหันหน้าเข้าหากัน มาทำงานร่วมกัน ท่านประธาน ที่เคารพครับ สิ่งที่ผมกราบเรียนมาทั้งหมดในนามของพรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมจัดตั้ง รัฐบาลทั้ง ๑๑ พรรค ขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิก ผ่านไปยัง พี่น้องประชาชน ทุกอย่างเราหวังว่าจะได้สิ่งที่ดีที่สุดครับ แต่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนที่หวัง มันไม่เคยเกิดขึ้น โดยเฉพาะในมิติของสังคมไทยที่มีความแตกต่างหลากหลายมาอย่างนี้ เราต้องรับความแตกต่างหลากหลาย และนำสิ่งที่เป็นอยู่ในขณะนี้มาทำหน้าที่ในการบริหาร จัดการให้เป็นโอกาส และความหวังที่ดีของพี่น้องประชาชนให้มากที่สุด ผมกราบขอบคุณ ผ่านท่านประธานไปยังสมาชิกที่เคารพทุกท่านที่กรุณาจะขานชื่อให้ความเห็นชอบ นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ ๓๐ ของประเทศไทย กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณคุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว มากครับ ท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านครับ เนื่องจากสมาชิกได้อภิปรายคุณสมบัติ ของบุคคลที่จะถูกเสนอชื่อเพื่อพิจารณาแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีครบทุกฝ่ายแล้ว ตามระยะเวลาที่เราได้กำหนดไว้ ผมต้องขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่งที่เราสามารถจะเข้าประชุม โดยพร้อมเพรียงตรงเวลา และกำหนดการอภิปรายก็เสร็จสิ้นตามกรอบเวลาครับ ผมจึงขอปิดการอภิปรายและดำเนินการตามขั้นตอนในการออกเสียงลงคะแนนต่อไปนะครับ🔗
การลงคะแนนออกเสียงนั้นจะกระทำโดยเปิดเผยครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๕๖ (๒) โดยการเรียกชื่อสมาชิกรัฐสภาตามลำดับอักษรและให้ออกเสียงลงคะแนนเป็นรายคน ซึ่งผมจะได้เชิญสมาชิกรัฐสภาจำนวน ๖ คน เพื่อเป็นผู้ตรวจสอบการนับคะแนน ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๓๗ ต่อไป ซึ่งผมจะบอกเป็นขั้นตอนเพื่อไม่สับสน แต่คิดว่าสมาชิกคงไม่สับสน เพราะว่าเราเพิ่งกระทำได้เมื่อคราวที่แล้วแล้วนะครับ รายชื่อผู้ที่จะมาเป็นกรรมการ เพื่อตรวจสอบการนับคะแนน ท่านแรกก็คือท่านธัญธร ธนินวัฒนาธร จากพรรคก้าวไกล อยู่นะครับ ท่านที่ ๒ นางสาวศรีโสภา โกฏคำลือ จากพรรคเพื่อไทย ท่านที่ ๓ นางสาวผกามาศ เจริญพันธ์ จากพรรคภูมิใจไทย ท่านที่ ๔ คือคุณอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ จากพรรคพลังประชารัฐ ท่านที่ ๕ พลเอก พหล สง่าเนตร จากวุฒิสมาชิกครับ ท่านที่ ๖ คือคุณดวงพร รอดพยาธิ์ จากวุฒิสมาชิกครับ ทั้งหมด ๖ ท่านอยู่ครบทุกคนนะครับ เดี๋ยวสักครู่ค่อยเชิญขึ้นมา ด้านหน้าเพื่อทำหน้าที่ในการเป็นกรรมการนับคะแนนครับ🔗
มติที่จะเห็นชอบการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นจะต้องมีเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง ของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่คือ ๓๗๔ คะแนน เป็นต้นไป ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ วรรคหนึ่ง ข้อบังคับ ข้อ ๑๓๗ นะครับ ก่อนที่จะดำเนินการให้มีการขานชื่อนับคะแนน ผมจะขอ ตรวจสอบองค์ประชุมก่อนครับ ขอเชิญท่านสมาชิกที่อยู่ด้านนอกกรุณาเข้ามาในห้องประชุมครับ เพื่อเราจะได้ตรวจสอบจำนวนผู้เข้าประชุมครับ🔗
ท่านที่เข้ามาแล้วกรุณา กดบัตรแสดงตนด้วยครับ🔗
๔๑๒ แสดงตนครับ🔗
๔๑๒ แสดงตนนะครับ เชิญครับ สมาชิกที่อยู่ด้านนอกหรือเข้ามาแล้วมีปัญหาเรื่องการเสียบบัตรแสดงตน กรุณาแจ้งด้วยครับ สมาชิกกำลังทยอยเข้ามาครับ เชิญท่านสมาชิกที่กำลังเดินเข้ามา เสียบบัตรแล้วก็แสดงตนด้วยครับ ถ้ามีปัญหากรุณาแจ้งด้วยครับ🔗
๔๐๒ แสดงตนครับ🔗
ช่วยกรุณาแจ้งให้ชัด ด้วยครับ ยังมีสมาชิก ไม่เป็นไรครับเดี๋ยวจะรอครับ🔗
ท่านประธานครับ🔗
เชิญครับ🔗
๑๖๐ ธนยศ ทิมสุวรรณ แสดงตนครับ🔗
๑๖๐ แสดงตนครับ สมาชิก ที่แสดงตนแล้วก็อย่าเพิ่งออกไปไหนครับ เดี๋ยวจะต้องมีการลงมตินะครับ มีท่านผู้ใด ที่ยังไม่ได้แสดงตนบ้างที่เข้ามาแล้วนะครับ ที่เข้ามาแล้ว มีท่านผู้ใดยังไม่ได้แสดงตนครับ ไม่มีแล้ว ขอให้เจ้าหน้าที่แจ้งผลด้วยครับ ตอนนี้จำนวนผู้เข้าประชุมที่เสียบบัตร ๖๘๘ คน มีผู้แจ้งเพิ่มเติมไหมครับ🔗
ขออภัย ท่านครับ ๑๕๖ แสดงตนครับ🔗
แสดงตนเพิ่ม เดี๋ยวเจ้าหน้าที่ ขอจำนวนเพิ่มขึ้น🔗
ไชยามพวานครับ🔗
ท่านประธานครับ วิวรรธน์ แสงสุริยะฉัตร ๑๖๘ แสดงตนครับ🔗
ผมขอเชิญท่านสมาชิก ที่ได้รับการเลือกให้เป็นกรรมการนับคะแนน กรุณามาประจำที่ข้างหน้าเลยครับ🔗
ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ🔗
เชิญครับ🔗
สมเดช นิลพันธุ์ ๑๙๗ แสดงตนครับ🔗
๑๙๗ แสดงตนครับ🔗
ขออนุญาตครับ เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส แสดงตนครับ🔗
เรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม ปรีดา บุญเพลิง ๒๒๑ แสดงตนครับ🔗
ขออนุญาตท่านประธานครับ ผม ประพันธุ์ คูณมี ๒๑๗ ขอแสดงตนครับ🔗
๒๑๗ ขอแสดงตนครับ เดี๋ยวรอสักครู่ครับ เจ้าหน้าที่กำลังรวบรวม🔗
ท่านประธานครับ ปนัดดา ดิศกุล ๐๙๗ ขอแสดงตนครับ🔗
ท่านประธานครับ ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ๐๕๙ แสดงตนครับ🔗
ขอบคุณมากครับ🔗
ขออนุญาตครับท่านประธาน ๒๔๕ ประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ แสดงตนครับ🔗
๒๔๕ ครับ🔗
ท่านประธานครับ อำพล จินดาวัฒนะ สมาชิกวุฒิสภา ๒๔๓ แสดงตนครับ🔗
ตอนนี้มีผู้ที่อยู่ในห้องประชุม ได้แสดงตนทั้งหมด ๗๐๑ ท่านครับ🔗
๔๐๘ แสดงตน ท่านประธานครับ🔗
บวกอีก ๑ ท่าน ๔๐๘ ครับ ๗๐๒ ท่านครับ🔗
ท่านประธานครับ🔗
เชิญครับ🔗
ผม ๑๒๔ แสดงตนครับ🔗
คิดว่าคงไม่ซ้ำแล้วนะครับ เป็น ๗๐๓ ท่าน🔗
เรียนท่านประธาน ๒๓๓ แสดงตนครับ🔗
๒๓๓ แสดงตนครับ บวกอีก ๑ ท่าน🔗
เรียนท่านประธาน ๐๓๘ แสดงตนครับ🔗
เชิญครับ ตอนนี้ก็มี ผู้แสดงตนทั้งหมด ๗๐๕ ท่านนะครับ ๗๐๕ ท่านถือว่าครบองค์ประชุมแล้วนะครับ🔗
เมื่อสมาชิกครบองค์ประชุมแล้ว ต่อไปผมจะให้เลขาธิการอ่านรายชื่อสมาชิกเรียงตามลำดับอักษร เพื่อให้ท่านออกเสียง ลงคะแนนเป็นรายบุคคล ท่านกดก็ออกเสียงเลยครับ โดยจะลงคะแนนตามข้อบังคับ ข้อ ๕๖ (๒) เมื่อเลขาธิการอ่านรายชื่อสมาชิกท่านใดขอให้สมาชิกท่านนั้นยืนขึ้น แล้วออกเสียงลงคะแนนดังนี้ ถ้าท่านเห็นชอบกับบุคคลที่เสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี คือท่านเศรษฐา ทวีสิน ถ้าท่านเห็นชอบขอให้ท่านกล่าวคำว่า เห็นชอบ ไม่ต้องเอ่ยชื่อท่าน แล้วนะครับ ถ้าท่านเห็นชอบกับชื่อที่ถูกเสนอชื่อก็ให้ท่านกล่าวคำว่า เห็นชอบ ถ้าท่าน ไม่เห็นชอบก็กล่าวคำว่า ไม่เห็นชอบ ถ้าท่านต้องการงดออกเสียงให้กล่าวคำว่า งดออกเสียง เมื่อมีการลงคะแนนแล้ว ระบบการลงคะแนนของเราจะใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์มาสนับสนุน การลงคะแนนด้วย เพื่อให้สมาชิกได้เห็นชัดเจนว่าการออกเสียงของท่านกับคะแนนที่ออกมา ตรงกันหรือไม่ อย่างไร เมื่อท่านออกเสียงลงคะแนนแล้ว ผลการลงคะแนนของท่าน จะปรากฏภาพจอข้างหน้านี้ ถ้าท่านเห็นว่าเสียงที่ท่านขานออกไปนั้นไม่ตรงกับคะแนน ที่ปรากฏในจอ ท่านสามารถจะยกมือคัดค้านชี้แจงต่อไปได้ก็จะได้แก้ไข แต่เมื่อท่านขานชื่อแล้ว และคะแนนปรากฏต่อไปแล้ว ท่านก็ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงได้ เพราะถือว่าได้ตรวจสอบ เรียบร้อยแล้วนะครับ และเมื่อปิดการลงคะแนนแล้วสำหรับท่านสมาชิก เมื่อเลขาธิการ อ่านชื่อครบแล้ว แต่มีท่านสมาชิกที่ยังไม่ได้ลงคะแนนเดี๋ยวผมจะอ่านต่อไปว่า ท่านจะมาขานชื่อข้างหน้านี้อย่างไร เอาไว้เป็นขั้นตอนนั้น ตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ว่าท่านสมาชิก ที่อยู่ในห้องประชุม แล้วท่านเลขาธิการก็จะอ่านรายชื่อตามลำดับอักษร ผมขอเชิญ คณะกรรมการทั้ง ๖ ท่านได้กรุณาออกมาก่อนครับ เพื่อท่านจะได้ตรวจสอบได้นะครับ ออกมาพร้อมแล้ว ขอบคุณครับ🔗
คณะกรรมการทั้ง ๖ ท่าน ครบแล้วนะครับ แล้วก็พร้อมแล้ว อย่างนั้นขอเชิญท่านเลขาธิการครับ🔗
๑. นางสาวกมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๒. นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓. นายกรรณภว์ ธนภรรคภวิน ๔. นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕. นายกรวีร์ สาราคำ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖. นายกระแสร์ ตระกูลพรพงศ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗. นายกรุณพล เทียนสุวรรณ🔗
ไม่เห็นชอบ🔗
๘. นายกฤช ศิลปชัย🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๙. นายกฤดิทัช แสงธนโยธิน🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๐. นางสาวกฤษฎิ์ ชีวะธรรมมานนท์🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๑๑. นายกฤษฐ์หิรัญ เลิศอุฤทธิ์ภักดี🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๑๒. นางสาวกฤษณา สีหลักษณ์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๑๓. พลตรี กลชัย สุวรรณบูรณ์ ขออนุญาตออกเสียงอีกครั้งค่ะ ไม่ได้ยินค่ะ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๔. นายกล้านรงค์ จันทิก🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๕. นายกษิดิศ อาชวคุณ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๑๖. นางกอบกุล อาภากร ณ อยุธยา🔗
นางกอบกุล อาภากร ณ อยุธยา (สมาชิกวุฒิสภา) เห็นชอบค่ะ🔗
๑๗. นายกันตภณ ดวงอัมพร🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๑๘. นายกัณวีร์ สืบแสง🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๑๙. นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์🔗
ไม่เห็นชอบ🔗
๒๐. นางสาวกัลยพัชร รจิตโรจน์🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๒๑. นายกาญจน์ ตั้งปอง ๒๒. นางสาวกาญจนา จังหวะ🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๒๓. ศาสตราจารย์พิเศษ กาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๒๔. นางสาวกานสินี โอภาสรังสรรค์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๒๕. นางสาวการณิก จันทดา🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๒๖. นายกำพล เลิศเกียรติดำรงค์ ๒๗. นายกิตติ กิตติธรกุล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๘. นายกิตติ วะสีนนท์🔗
เห็นชอบ🔗
๒๙. นายกิตติ สมทรัพย์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๐. นางสาวกิตติ์ธัญญา วาจาดี🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๓๑. นายกิตติภณ ปานพรหมมาศ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๓๒. นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๓. นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ๓๔. นางสาวกุลวลี นพอมรบดี🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๓๕. นายกูรดิสถ์ จันทร์ศรีชวาลา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๖. นายเกรียง กัลป์ตินันท์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๗. นายเกรียงไกร กิตติธเนศวร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๘. นายเกรียงยศ สุดลาภา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๙. นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๐. นายเกษม อุประ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๑. นายเกียรติคุณ ต้นยาง🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๔๒. นายเกียว แก้วสุทอ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๓. นายโกศล ปัทมะ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๔. ศาสตราจารย์เกียรติคุณไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๕. นายขวัญชาติ วงศ์ศุภรานันต์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๖. นางขวัญเรือน เทียนทอง🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๔๗. นางสาวขัตติยา สวัสดิผล🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๔๘. นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๙. นายคริษฐ์ ปานเนียม🔗
ไม่เห็นชอบ🔗
๕๐. นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๑. นายคอซีย์ มามุ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๒. นายคำนูณ สิทธิสมาน🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๓. นายคำพอง เทพาคำ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๕๔. นายคุณากร มั่นนทีรัย🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๕๕. นายจเด็จ อินสว่าง🔗
ไม่เห็นชอบ🔗
๕๖. นายจตุพร กมลพันธ์ทิพย์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๗. นายจรยุทธ จตุรพรประสิทธิ์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๕๘. นายจรัส คุ้มไข่น้ำ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๕๙. นายจรินทร์ จักกะพาก🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๖๐. พันตำรวจเอก จรุงวิทย์ ภุมมา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๑. พลโท จเรศักณิ์ อานุภาพ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๒. นายจักพันธ์ ปิยพรไพบูลย์ ๖๓. นายจักรกฤษณ์ ทองศรี🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๔. นายจักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๕. นายจักรัตน์ พั้วช่วย🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๖. นายจัตุรงค์ เสริมสุข🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๖๗. นายจาตุรนต์ ฉายแสง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๘. นายจำลอง ภูนวนทา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๙. นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๐. นางจินตนา ชัยยวรรณาการ🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๗๑. นายจิรชัย มูลทองโร่ย🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๒. นางจิรดา สงฆ์ประชา🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๗๓. พลเอก จิรพงศ์ วรรณรัตน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๔. นายจิรวัฒน์ ศิริพานิชย์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๕. นายจิรวุฒิ สิงห์โตทอง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๖. นางสาวจิรัชยา สัพโส🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๗๗. นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๗๘. นางสาวจิราพร สินธุไพร🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๗๙. นายจีรเดช ศรีวิราช🔗
เห็นชอบครับ🔗
๘๐. พลเอก จีระศักดิ์ ชมประสพ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๘๑. นายจุติ ไกรฤกษ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๘๒. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๘๓. นายจุลพงศ์ อยู่เกษ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๘๔. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๘๕. นางจุฬาลักษณ์ ขันสุธรรม🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๘๖. นายเจตน์ ศิรธรานนท์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๘๗. นายเจน นำชัยศิริ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๘๘. นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๘๙. นายเจษฎา ดนตรีเสนาะ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๙๐. นายฉกาจ พัฒนกิจวิบูลย์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๙๑. นายฉลาด ขามช่วง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๙๒. นางฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๙๓. นายฉัตร สุภัทรวณิชย์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๙๔. พลเอก ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข🔗
เห็นชอบครับ🔗
๙๕. พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๙๖. นายเฉลา พวงมาลัย🔗
เห็นชอบครับ🔗
๙๗. ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง ๙๘. นายเฉลิมชัย กุลาเลิศ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๙๙. พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๐๐. ผู้ช่วยศาสตราจารย์เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๐๑. นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๐๒. นายเฉลิมพงศ์ แสงดี🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๑๐๓. พลเอก เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ๑๐๔. นายเฉลียว เกาะแก้ว🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๐๕. นางสาวชญาภา สินธุไพร🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๑๐๖. นางสาวชนก จันทาทอง🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๑๐๗. นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๐๘. นายชยพล สท้อนดี🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๑๐๙. พลเอก ชยุติ สุวรรณมาศ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๑๐. หม่อมหลวงชโยทิต กฤดากร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๑๑. นายชริน วงศ์พันธ์เที่ยง🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๑๑๒. นายชลธานี เชื้อน้อย🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๑๑๓. นางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๑๑๔. นายชลน่าน ศรีแก้ว🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๑๕. นายชลิต แก้วจินดา ๑๑๖. นายชวน หลีกภัย🔗
ไม่เห็นชอบ🔗
๑๑๗. นายชวาล พลเมืองดี🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๑๑๘. นายชัชวาล แพทยาไทย🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๑๙. นายชัชวาล อภิรักษ์มั่นคง🔗
บ่เห็นชอบครับ บ่เห็นด้วยครับ บ่รับรองครับ🔗
๑๒๐. พลตำรวจเอก ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๒๑. นายชัชวาลล์ คงอุดม🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๒๒. นายชัยเกษม นิติสิริ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๒๓. นายชัยชนะ เดชเดโช ๑๒๔. นายชัยทิพย์ กมลพันธ์ทิพย์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๒๕. นายชัยธวัช ตุลาธน🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๑๒๖. นายชัยมงคล ไชยรบ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๒๗. นายชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๒๘. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๑๒๙. พลเรือเอก ชัยวัฒน์ เอี่ยมสมุทร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๓๐. นายชาญวิทย์ ผลชีวิน🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๓๑. นายชาดา ไทยเศรษฐ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๓๒. นายชาตรี หล้าพรหม ๑๓๓. พลเอก ชาตอุดม ติตถะสิริ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๓๔. นายชิตวัน ชินอนุวัฒน์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๑๓๕. นายชิษณุพงศ์ ตั้งเมธากุล🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๑๓๖. นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๑๓๗. นางสาวชุติมา คชพันธ์🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๑๓๘. นายชูกัน กุลวงษา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๓๙. นายชูชัย มุ่งเจริญพร🔗
เห็นด้วยครับ🔗
๑๔๐. นายชูศักดิ์ คีรีมาศทอง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๔๑. พลเอก ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๔๒. นายชูศักดิ์ แม้นทิม🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๔๓. รองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๔๔. นายเชตวัน เตือประโคน🔗
ไม่เห็นชอบ🔗
๑๔๕. พลเอก เชวงศักดิ์ ทองสลวย🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๔๖. นายเชวงศักดิ์ เร่งไพบูลย์วงษ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๔๗. นายเชาวฤทธิ์ ขจรพงศ์กีรติ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๔๘. พลเรือเอก เชิงชาย ชมเชิงแพทย์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๔๙. นายเชิงชาย ชาลีรินทร์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๕๐. ว่าที่ร้อยตรี เชิดศักดิ์ จำปาเทศ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๕๑. นายเชิดศักดิ์ สันติวรวุฒิ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๕๒. นายโชติวุฒิ ธนาคมานุสรณ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๕๓. นายไชยชนก ชิดชอบ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๕๔. นายไชยวัฒนา ติณรัตน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๕๕. นายไชยา พรหมา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๕๖. นายไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๑๕๗. นายซาการียา สะอิ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๕๘. นายซากีย์ พิทักษ์คุมพล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๕๙. นายซูการ์โน มะทา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๖๐. นายเซีย จำปาทอง🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๑๖๑. นางสาวญาณธิชา บัวเผื่อน🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๑๖๒. นางญาณีนาถ เข็มนาค🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๑๖๓. พลเรือเอก ฐนิธ กิตติอำพน🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๖๔. นายฐากร ตัณฑสิทธิ์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๖๕. นายฐากูร ยะแสง🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๑๖๖. นายฐิติกันต์ ฐิติพฤฒิกุล🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๑๖๗. นางฐิติมา ฉายแสง🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๑๖๘. นายณกร ชารีพันธ์🔗
บ่เห็นชอบครับ🔗
๑๖๙. นายณพล เชยคำแหง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๗๐. พลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัย🔗
งดออกเสียง🔗
๑๗๑. นายณรงค์ รัตนานุกูล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๗๒. นายณรงค์ สหเมธาพัฒน์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๗๓. นายณรงค์ อ่อนสอาด🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๗๔. พลเอก ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ๑๗๕. นายณรงค์เดช อุฬารกุล🔗
ไม่เห็นชอบ🔗
๑๗๖. นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๗๗. พลตำรวจโท ณัฏฐวัฒก์ รอดบางยาง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๗๘. นางสาวณัฐจิรา อิ่มวิเศษ🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๑๗๙. นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๑๘๐. นายณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๑๘๑. นายณัฐพงษ์ พิพัฒน์ไชยศิริ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๑๘๒. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๑๘๓. นายณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๘๔. นายณัฐพงษ์ สุมโนธรรม🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๑๘๕. นายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๑๘๖. นายณัฐวุฒิ บัวประทุม🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๑๘๗. นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๘๘. พลเอก ดนัย มีชูเวท🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๘๙. นายดนุพร ปุณณกันต์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๙๐. นางดวงพร รอดพยาธิ์🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๑๙๑. รองศาสตราจารย์พิเศษดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๙๒. นางสาวดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๑๙๓. พลตำรวจเอก ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๑๙๔. นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๙๕. นายดุสิต เขมะศักดิ์ชัย🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๙๖. พลตำรวจเอก เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๑๙๗. นายเดชอิศม์ ขาวทอง ๑๙๘. นายตรัยวรรธน์ อิ่มใจ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๑๙๙. พลตำรวจโท ตรีทศ รณฤทธิวิชัย🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๐๐. พลอากาศเอก ตรีทศ สนแจ้ง🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๒๐๑. นางสาวตรีนุช เทียนทอง🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๒๐๒. นายตวง อันทะไชย🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๒๐๓. นางสาวตวงทิพย์ จินตะเวช🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๒๐๔. นายไตรเทพ งามกมล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๐๕. รองศาสตราจารย์ พลเอก ไตรโรจน์ ครุธเวโช🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๐๖. นายถนอมพงศ์ หลีกภัย🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๐๗. นายถนัด มานะพันธุ์นิยม🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๒๐๘. นายถวิล เปลี่ยนศรี🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๒๐๙. นายถาวร เทพวิมลเพชรกุล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๑๐. พลอากาศเอก ถาวร มณีพฤกษ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๑๑. นายถิรเดช ตั้งมั่นก่อกิจ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๑๒. นายทรงเดช เสมอคำ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๑๓. นายทรงยศ รามสูต🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๑๔. นายทรงศักดิ์ ทองศรี🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๑๕. นายทรงศักดิ์ มุสิกอง ๒๑๖. นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๑๗. นายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๒๑๘. พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๑๙. นายทวี สุระบาล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๒๐. พลเอก ทวีป เนตรนิยม🔗
งดออกเสียง🔗
๒๒๑. นายทวีวงษ์ จุลกมนตรี🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๒๒๒. นายทศพร เสรีรักษ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๒๓. นางทัศนา ยุวานนท์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๒๒๔. นายทินพล ศรีธเรศ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๒๕. ศาสตราจารย์ ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๒๒๖. นางทิพา ปวีณาเสถียร🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๒๒๗. นางสาวทิสรัตน์ เลาหพล🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๒๒๘. พลเอก เทพพงศ์ ทิพยจันทร์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๒๙. นายเทอดชาติ ชัยพงษ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๓๐. นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๒๓๑. นางเทียบจุฑา ขาวขำ🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๒๓๒. พลเอก ธงชัย สาระสุข🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๓๓. นายธนกร วังบุญคงชนะ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๓๔. เรืออากาศโท ธนเดช เพ็งสุข🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๒๓๕. นายธนพัฒน์ ศรีชนะ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๓๖. นายธนยศ ทิมสุวรรณ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๓๗. พลเอก ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๓๘. นายธนา กิจไพบูลย์ชัย🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๓๙. นายธนาธร โล่ห์สุนทร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๔๐. นายธเนศ เครือรัตน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๔๑. นายธรรมนัส พรหมเผ่า🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๔๒. พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร🔗
เพื่อให้ประเทศเดินได้ เห็นชอบครับ🔗
๒๔๓. นายธัญธร ธนินวัฒนาธร🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๒๔๔. นางสาวธัญธารีย์ สันตพันธุ์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๒๔๕. นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๒๔๖. นายธานินท์ นวลวัฒน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๔๗. นายธานี สุโชดายน🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๔๘. นายธานี อ่อนละเอียด🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๔๙. นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๒๕๐. นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๒๕๑. พลเอก ธีรเดช มีเพียร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๕๒. นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๒๕๓. นายธีระชัย แสนแก้ว🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๕๔. นายธีรัจชัย พันธุมาศ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๒๕๕. นายนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๒๕๖. พลเรือเอก นพดล โชคระดา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๕๗. นายนพดล ทิพยชล🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๒๕๘. นายนพดล ปัทมะ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๕๙. นายนพดล มาตรศรี🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๖๐. พลเอก นพดล อินทปัญญา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๖๑. นายนพพล เหลืองทองนารา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๖๒. นายนรเสฎฐ์ ศิริโรจนกุล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๖๓. นายนรากร นาเมืองรักษ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๖๔. นายนรินทร์ คลังผา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๖๕. นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๖๖. พลเอก นาวิน ดำริกาญจน์🔗
ไม่เห็นชอบ🔗
๒๖๗. นายนิกร โสมกลาง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๖๘. นายนิคม บุญวิเศษ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๖๙. นางสาวนิตยา มีศรี🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๒๗๐. นายนิติพล ผิวเหมาะ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๒๗๑. นายนิติศักดิ์ ธรรมเพชร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๗๒. นายนิพนธ์ คนขยัน🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๗๓. นายนิพนธ์ นาคสมภพ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๒๗๔. นายนิยม วิวรรธนดิฐกุล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๗๕. พลเอก นิวัตร มีนะโยธิน🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๗๖. ศาสตราจารย์นิสดารก์ เวชยานนท์🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๒๗๗. นายนิอาแซ ซีอุเซ็ง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๗๘. นางนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๒๗๙. นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๒๘๐. นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๒๘๑. นายบรรชา พงศ์อายุกูล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๘๒. นายบัญชา เดชเจริญศิริกุล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๘๓. นายบัญญัติ บรรทัดฐาน🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๒๘๔. นายบุญแก้ว สมวงศ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๘๕. นายบุญชัย กิตติธาราทรัพย์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๘๖. พลเอก บุญธรรม โอริส🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๘๗. นายบุญมี สุระโคตร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๘๘. นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๒๘๙. นายบุญเลิศ แสงพันธุ์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๒๙๐. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ บุญส่ง ไข่เกษ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๒๙๑. พลเอก บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๒๙๒. นางเบญจรัตน์ จริยธาราสิทธิ์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๒๙๓. นางสาวเบญจา แสงจันทร์🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๒๙๔. นายปกรณ์ จีนาคำ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๙๕. นายปกรณ์ มุ่งเจริญพร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๒๙๖. นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๒๙๗. นายปดิพัทธ์ สันติภาดา🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๒๙๘. นางปทิดา ตันติรัตนานนท์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๒๙๙. หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๓๐๐. นายปรเมษฐ์ จินา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๐๑. พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๐๒. นายประดิษฐ์ สังขจาย🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๐๓. นายประดิษฐ์ เหลืองอร่าม🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๐๔. นายประพันธุ์ คูณมี ๓๐๕. นายประภัตร โพธสุธน🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๐๖. นางสาวประภา เฮงไพบูลย์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๓๐๗. นางสาวประภาพร ทองปากน้ำ🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๓๐๘. นางประภาศรี สุฉันทบุตร🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๓๐๙. นายประมนต์ สุธีวงศ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๑๐. นายประมวล พงศ์ถาวราเดช🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๓๑๑. นายประมาณ สว่างญาติ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๑๒. นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๑๓. ร้อยเอกประยุทธ เสาวคนธ์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๓๑๔. นางประยูร เหล่าสายเชื้อ🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๓๑๕. พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ๓๑๖. นางสาวประวีณ์นุช เลิศจิตติสุทธิ์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๓๑๗. นายประสาท ตันประเสริฐ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๑๘. พลเอก ประสาท สุขเกษตร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๑๙. นายประสิทธิ์ ปทุมารักษ์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๓๒๐. นายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๓๒๑. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๒๒. นายประเสริฐ บุญเรือง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๒๓. รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๒๔. นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์🔗
ไม่เห็นชอบ🔗
๓๒๕. พลตำรวจตรี ปรัชญ์ชัย ใจชาญสุขกิจ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๒๖. นางสาวปรัชญาวรรณ ไชยสืบ🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๓๒๗. นายปริญญา ฤกษ์หร่าย🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๒๘. พลเอก ปรีชา จันทร์โอชา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๒๙. นายปรีชา บัววิรัตน์เลิศ ๓๓๐. นายปรีดา บุญเพลิง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๓๑. นายปรีติ เจริญศิลป์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๓๓๒. นางสาวปวิตรา จิตตกิจ🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๓๓๓. นายปัญญา งานเลิศ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๓๔. นางปัญญารัตน์ นันทภูษิตานนท์🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๓๓๕. พลเอก ปัฐมพงศ์ ประถมภัฏ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๓๖. นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๓๓๗. นายปารมี ไวจงเจริญ🔗
ไม่เห็นชอบ🔗
๓๓๘. นายปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๓๓๙. นางสาวปิยฉัฏฐ์ วันเฉลิม🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๓๔๐. นายปิยชาติ รุจิพรวศิน🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๓๔๑. นายปิยพันธุ์ นิมมานเหมินท์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๓๔๒. นายปิยรัฐ จงเทพ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๓๔๓. นางสาวปิยะนุช ยินดีสุข🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๓๔๔. นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๓๔๕. พลเอก โปฎก บุนนาค🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๔๖. นางสาวผกามาศ เจริญพันธ์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๓๔๗. นางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๓๔๘. นายไผ่ ลิกค์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๔๙. นายพงศ์พันธ์ ยอดเมืองเจริญ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๓๕๐. นายพงษ์มนู ทองหนัก🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๕๑. นายพชร จันทรรวงทอง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๕๒. นายพนม โพธิ์แก้ว🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๕๓. นางสาวพนิดา มงคลสวัสดิ์🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๓๕๔. นายพรชัย ศรีสุริยันโยธิน🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๕๕. คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ๓๕๖. นายพรเทพ พูนศรีธนากูล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๕๗. นายพรเทพ ศิริโรจนกุล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๕๘. ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๓๕๙. นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๓๖๐. นายพริษฐ์ วัชรสินธุ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๓๖๑. นายพลเดช ปิ่นประทีป🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๖๒. นายพลพีร์ สุวรรณฉวี🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๖๓. นายพลากร พิมพะนิตย์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๖๔. พลเอก พหล สง่าเนตร🔗
งดออกเสียง🔗
๓๖๕. พลเรือเอก พะจุณณ์ ตามประทีป🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๓๖๖. นายพัฒนา สัพโส🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๖๗. นายพันธ์ศักดิ์ บุญแทน🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๖๘. พลเรือเอก พัลลภ ตมิศานนท์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๖๙. นายพาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๗๐. นางพิกุลแก้ว ไกรฤกษ์🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๓๗๑. นางพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๓๗๒. นายพิชัย แจ้งจรรยาวงศ์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๓๗๓. นายพิชัย ชมภูพล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๗๔. นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๗๕. นายพิทักษ์ ไชยเจริญ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๓๗๖. นายพิทักษ์เดช เดชเดโช ๓๗๗. นายพิบูลย์ รัชกิจประการ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๗๗. นายพิบูลย์ รัชกิจประการ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๗๘. นายพิพิธ รัตนรักษ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๗๙. นางสาวพิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๓๘๐. นางพิมพกาญจน์ พลสมัคร🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๓๘๑. นางสาวพิมพ์พร พรพฤติพันธุ์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๓๘๒. นางสาวพิมพ์พิชชา ชัยศุภกิจเจริญ🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๓๘๓. นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๓๘๔. นางสาวพิมพ์พฤดา ตันจรารักษ์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๓๘๕. พลเอก พิศณุ พุทธวงศ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๘๖. นายพิศาล มาณวพัฒน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๘๗. พลเอก พิศาล วัฒนวงษ์คีรี🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๘๘. พลตำรวจโท พิสัณห์ จุลดิลก🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๘๙. พลเอก พิสิทธิ์ สิทธิสาร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๙๐. นายพีระเดช ศิริวันสาณฑ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๙๑. นายพีระศักดิ์ พอจิต🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๓๙๒. นางสาวพุธิตา ชัยอนันต์🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๓๙๓. นายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๓๙๔. นายเพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๙๕. นางสาวเพชรรัตน์ ใหม่ชมภู🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๓๙๖. นางเพ็ญพักตร์ ศรีทอง🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๓๙๗. พลเอก ไพชยนต์ ค้าทันเจริญ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๙๘. นายไพฑูรย์ หลิมวัฒนา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๓๙๙. นายไพโรจน์ พ่วงทอง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๐๐. พลเอก ไพโรจน์ พานิชสมัย🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๐๑. นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๐๒. นางสาวภคมน หนุนอนันต์🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๔๐๓. นายภราดร ปริศนานันทกุล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๐๔. นายภัณฑิล น่วมเจิม🔗
ไม่เห็นชอบ🔗
๔๐๕. นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๐๖. นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์🔗
ไม่เห็นชอบ🔗
๔๐๗. นางสาวภัทรกร วรามิตร🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๔๐๘. นางสาวภัสริน รามวงศ์🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๔๐๙. นายภาคภูมิ บูลย์ประมุข🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๑๐. นายภาควัต ศรีสุรพล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๑๑. นายภาณุ พรวัฒนา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๑๒. นายภาณุ อุทัยรัตน์ ๔๑๓. นายภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๑๓. นายภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๑๔. นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๑๕. นายภูริวรรธก์ ใจสำราญ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๔๑๖. นายมณเฑียร บุญตัน🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๑๗. นายมณเฑียร สงฆ์ประชา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๑๘. นางมนพร เจริญศรี🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๔๑๙. นายมนัสนันท์ หลีนวรัตน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๒๐. นายมหรรณพ เดชวิทักษ์ ๔๒๑. นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๔๒๒. นายมานพ คีรีภูวดล🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๔๒๓. นายมานพ ศรีผึ้ง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๒๔. พลเอก มารุต ปัชโชตะสิงห์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๔๒๕. นางมุกดาวรรณ เลื่องสีนิล🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๔๒๖. พันตำรวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๔๒๗. นายยศวัฒน์ มาไพศาลสิน🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๒๘. นายยอดชาย พึ่งพร🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๔๒๙. พลเอก ยอดยุทธ บุญญาธิการ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๓๐. พันตำรวจเอก ยุทธกร วงเวียน🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๓๑. ว่าที่ร้อยโท ยุทธการ รัตนมาศ ๔๓๒. นายยุทธนา ทัพเจริญ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๓๓. นายยูนัยดี วาบา ๔๓๔. นายรชตะ ด่านกุล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๓๕. นายรณวริทธิ์ ปริยฉัตรตระกูล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๓๖. นางสาวรภัสสรณ์ นิยะโมสถ🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๔๓๗. นายร่มธรรม ขำนุรักษ์🔗
งดออกเสียง🔗
๔๓๘. นายรวี เล็กอุทัย🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๓๙. นายรอมฎอน ปันจอร์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๔๔๐. นางสาวรักชนก ศรีนอก🔗
ไม่เห็นชอบ🔗
๔๔๑. นายรังสรรค์ มณีรัตน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๔๒. นายรังสิกร ทิมาตฤกะ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๔๓. นายรังสิมันต์ โรม🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๔๔๔. นายรัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๔๔๕. นางสาวรัชนก สุขประเสริฐ🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๔๔๖. นางรัชนี พลซื่อ🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๔๔๗. นายรัฐ คลังแสง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๔๘. นายราชิต สุดพุ่ม ๔๔๙. นางรำพูล ตันติวณิชชานนท์🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๔๕๐. นายรุ่งโรจน์ ทองศรี🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๕๑. นายเรืองวิทย์ คูณวัฒนาพงษ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๕๒. นายฤกษ์ อยู่ดี🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๕๓. นายลักษณ์ วจนานวัช🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๕๔. นายลัทธชัย โชคชัยวัฒนากร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๕๕. นายล้ำเลิศ พัวพัฒนโชติ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๕๖. นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๔๕๗. นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๔๕๘. พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๕๙. พลเอก เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์ ๔๖๐. นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๖๑. ว่าที่ร้อยตรี วงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๖๒. นางสาววชิราภรณ์ กาญจนะ🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๔๖๓. นายวรโชติ สุคนธ์ขจร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๖๔. นายวรท ศิริรักษ์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๔๖๕. พลเอก วรพงษ์ สง่าเนตร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๖๖. นายวรภพ วิริยะโรจน์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๔๖๗. นายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล🔗
เห็นชอบ🔗
๔๖๘. นางสาววรรณวิภา ไม้สน🔗
ไม่เห็นชอบ🔗
๔๖๙. นางสาววรรณิดา นพสิทธิ์🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๔๗๐. นายวรวงศ์ วรปัญญา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๗๑. นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๗๒. ผู้ช่วยศาสตราจารย์วรวิทย์ บารู🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๗๓. นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๗๔. นายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๗๕. นายวรายุทธ ทองสุข🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๔๗๖. นางวรารัตน์ อติแพทย์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๔๗๗. นายวราวุธ ศิลปอาชา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๗๘. พลเอก วราห์ บุญญะสิทธิ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๗๙. พลเอก วลิต โรจนภักดี🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๔๘๐. พลเอก วสันต์ สุริยมงคล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๘๑. นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๘๒. นายวัชระ ยาวอหะซัน🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๘๓. นายวัชรพล ขาวขำ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๘๔. พลเอก วัฒนา สรรพานิช🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๘๕. นายวันชัย สอนศิริ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๘๖. นายวันนิวัติ สมบูรณ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๘๗. นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๔๘๘. นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๔๘๙. นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๔๙๐. นายวาโย อัศวรุ่งเรือง🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๔๙๑. นายวารุจ ศิริวัฒน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๙๒. นายวิชัย ทิตตภักดี ๔๙๓. นายวิชัย สุดสวาสดิ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๙๔. พลเอก วิชิต ยาทิพย์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๙๕. นายวิทยา แก้วภราดัย🔗
เห็นชอบครับ🔗
๔๙๖. นายวิทยา ผิวผ่อง🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๔๙๗. นายวิทวัส ติชะวาณิชย์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๔๙๘. นายวิทวิสิทธิ์ ปันสวนปลูก🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๔๙๙. นายวินัย ภัทรประสิทธิ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๐๐. พลเอก วินัย สร้างสุขดี🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๐๑. พลตำรวจโท วิบูลย์ บางท่าไม้🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๐๒. นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๕๐๓. นางสาววิภาณี ภูคำวงศ์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๕๐๔. นายวิรัช พิมพะนิตย์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๐๕. นายวิรัตน์ เกสสมบูรณ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๐๖. นายวิริยะ ทองผา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๐๗. พลตำรวจโท วิโรจน์ เปาอินทร์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๐๘. นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๕๐๙. นางสาววิลดา อินฉัตร🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๕๑๐. นางสาววิไลลักษณ์ อรินทมะพงษ์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๕๑๑. นายวิวรรธน์ แสงสุริยะฉัตร🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๑๒. นางสาววิสาระดี เตชะธีราวัฒน์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๕๑๓. นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๑๔. นายวีรนันท์ ฮวดศรี🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๕๑๕. นายวีรภัทร คันธะ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๕๑๖. นายวีรวุธ รักเที่ยง🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๕๑๗. นายวีระพล จิตสัมฤทธิ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๑๘. นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล ๕๑๙. นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๒๐. นายวีระศักดิ์ ภูครองหิน🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๒๑. พลเอก วีรัณ ฉันทศาสตร์โกศล🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๒๒. นายวุฒินันท์ บุญชู🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๕๒๓. นายวุฒิพงศ์ ทองเหลา🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๕๒๔. นายวุฒิพงษ์ นามบุตร ๕๒๕. นายวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๒๖. นางสาวศนิวาร บัวบาน🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๕๒๗. นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๒๘. นายศรีศักดิ์ วัฒนพรมงคล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๒๙. นางสาวศรีโสภา โกฏคำลือ🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๕๓๐. นางสาวศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๕๓๑. นายศักดิ์ ซารัมย์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๓๒. นายศักดิ์ชัย ธนบุญชัย🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๓๓. นายศักดิ์ชาย ตันเจริญ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๓๔. นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๓๕. รองศาสตราจารย์ศักดิ์ไทย สุรกิจบวร🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๓๖. นายศักดินัย นุ่มหนู🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๕๓๗. นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๓๘. นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง ๕๓๙. พลเรือเอก ศักดิ์สิทธิ์ เชิดบุญเมือง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๔๐. พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๔๑. นายศาสตรา ศรีปาน🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๔๒. นายศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๔๓. นายศิรสิทธิ์ สงนุ้ย🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๕๔๔. นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๕๔๕. นางศิรินา ปวโรฬารวิทยา🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๕๔๖. นายศิริโรจน์ ธนิกกุล🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๕๔๗. นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๔๘. นายศิวะ พงศ์ธีระดุลย์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๔๙. พลเรือเอก ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ ๕๕๐. นายศุทธสิทธิ์ พจน์ฐศักดิ์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๕๕๑. นายศุภชัย สมเจริญ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๕๒. นายศุภโชค ศรีสุขจร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๕๓. นายศุภโชติ ไชยสัจ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๕๕๔. นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๕๕๕. นายศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๕๕๖. พลเอก ศุภรัตน์ พัฒนาวิสุทธิ์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๕๗. นายษฐา ขาวขำ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๕๘. พลเอก สกนธ์ สัจจานิตย์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๕๘. พลเอก สกนธ์ สัจจานิตย์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๕๙. นายสกล สุนทรวาณิชย์กิจ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๕๖๐. นางสาวสกุณา สาระนันท์🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๕๖๑. หม่อมหลวง สกุล มาลากุล🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๖๒. นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๖๓. นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๖๔. พลเรือโท สนธยา น้อยฉายา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๖๕. พลเอก สนธยา ศรีเจริญ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๖๖. นายสนอง เทพอักษรณรงค์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๖๗. พลเอก สนั่น มะเริงสิทธิ์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๕๖๘. พลเอก สนิธชนก สังขจันทร์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๖๙. ศาสตราจารย์พิเศษสม จาตุศรีพิทักษ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๗๐. นายสมเกียรติ ตันดิลกตระกูล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๗๑. พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๕๗๒. นายสมเจตน์ แสงเจริญรัตน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๗๓. ว่าที่ร้อยตรี สมชาติ เตชถาวรเจริญ🔗
ไม่เห็นชอบ🔗
๕๗๔. นายสมชาย ชาญณรงค์กุล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๗๕. นายสมชาย เสียงหลาย🔗
งดออกเสียง🔗
๕๗๖. นายสมชาย แสวงการ🔗
ไม่เห็นชอบ🔗
๕๗๗. นายสมชาย หาญหิรัญ🔗
เห็นชอบนะครับ🔗
๕๗๘. นายสมดุลย์ อุตเจริญ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๕๗๙. นายสมเดช นิลพันธุ์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๘๐. พลตำรวจโท สมบัติ มิลินทจินดา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๘๑. นายสมบัติ ยะสินธุ์ ๕๘๒. นายสมบูรณ์ งามลักษณ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๘๓. นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๘๔. นายสมพล เกียรติไพบูลย์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๘๕. นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๘๖. นายสมยศ พลายด้วง🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๘๗. นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๘๘. นายสมศักดิ์ เทพสุทิน🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๘๙. พลเอก สมศักดิ์ นิลบรรเจิดกุล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๙๐. นายสมศักดิ์ บุญประชม🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๙๑. พลตำรวจโท สมหมาย กองวิสัยสุข🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๙๒. พลเอก สมหมาย เกาฏีระ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๙๓. นายสยาม เพ็งทอง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๙๔. นายสยาม หัตถสงเคราะห์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๙๕. นายสรชัด สุจิตต์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๙๖. นายสรพัช ศรีปราชญ์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๕๙๗. นายสรรพภัญญู ศิริไปล์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๕๙๘ นายสรรเพชญ บุญญามณี🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๕๙๙ นายสรวงศ์ เทียนทอง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๐๐. นายสรวีย์ ศุภปณิตา🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๖๐๑. นางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๖๐๒. พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๖๐๓. นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๐๔. นายสฤษดิ์ บุตรเนียร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๐๕. นายสวัสดิ์ สมัครพงศ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๐๖. นางสว่างจิตต์ เลาหะโรจนพันธ์🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๖๐๗. พลเอก สสิน ทองภักดี🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๐๘. นายสหัสวัต คุ้มคง🔗
ไม่เห็นชอบ🔗
๖๐๙. นายสะถิระ เผือกประพันธุ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๑๐. นายสังคม แดงโชติ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๑๑. นายสังศิต พิริยะรังสรรค์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๑๒. นายสัญชัย จุลมนต์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๖๑๓. นายสัญญา นิลสุพรรณ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๑๔. นายสันต์ แซ่ตั้ง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๑๕. นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๑๖. นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๑๗. นายสาธิต ทวีผล🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๖๑๘. นายสาธิต เหล่าสุวรรณ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๑๙. นายสาเหะมูหามัด อัลอิดรุส🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๒๐. นายสำราญ ครรชิต🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๒๑. พลเอก สำเริง ศิวาดำรง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๒๒. นายสิงหภณ ดีนาง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๒๓. พลเอก สิงห์ศึก สิงห์ไพร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๒๔. นายสิทธิชัย หล่อประสงค์สุข🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๒๕. นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๖๒๖. พันโท สินธพ แก้วพิจิตร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๒๗. นายสิริน สงวนสิน🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๖๒๘. นางสาวสิริลภัส กองตระการ🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๖๒๙. นางสุขสมรวย วันทนียกุล🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๖๓๓. พลอากาศเอก สุจินต์ แช่มช้อย🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๓๑. นายสุชัย บุตรสาระ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๓๒. นายสุชาติ ชมกลิ่น🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๓๓. นายสุชาติ ตันเจริญ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๓๔. นางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๖๓๕. นางสาวสุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๖๓๖. นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๖๓๗. นายสุทธิชัย จรูญเนตร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๓๘. นายสุทิน คลังแสง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๓๙. นายสุเทพ อู่อ้น🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๖๔๐. นายสุธรรม จริตงาม🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๔๑. นายสุธรรม แสงประทุม🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๔๒. นายสุธี มากบุญ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๔๓. นางสุนี จึงวิโรจน์ ๖๔๔. นายสุพล จุลใส🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๔๕. นางสุพัชรี ธรรมเพชร ๖๔๖. นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๔๗. นายสุภกร ตันติไพบูลย์ธนะ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๖๔๘. นางสาวสุภาพร กำเนิดผล ๖๔๙. นางสุภาพร สลับศรี🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๖๕๐. นายสุรเกียรติ เทียนทอง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๕๑. นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๕๒. นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๕๓. พลเอก สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์🔗
งดออกเสียง🔗
๖๕๔. นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๖๕๕. นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๕๖. นายสุรทิน พิจารณ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๕๗. พลเอก สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๕๘. นายสุรพจน์ เตาะเจริญสุข🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๕๙. พลตำรวจตรี สุรพล บุญมา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๖๐. นายสุรพันธ์ ไวยากร🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๖๖๑. นายสุรวาท ทองบุ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๖๖๒. พลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๖๓. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๖๔. นายสุรสิทธิ์ ตรีทอง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๖๕. พลตำรวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๖๖. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๖๗. นายสุไลมาน บือแนปีแน🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๖๘. นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ🔗
งดออกเสียง🔗
๖๖๙. นายสุวรรณ เลิศปัญญาโรจน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๗๐. นายสุวรรณา กุมภิโร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๗๑. นางสุวรรณี สิริเวชชะพันธ์🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
๖๗๒. นายสุวัฒน์ จิราพันธุ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๗๓. นายเสมอกัน เที่ยงธรรม🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๗๔. นายเสรี สุวรรณภานนท์🔗
ไม่เห็นชอบ🔗
๖๗๕. พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๗๖. นายโสภณ ซารัมย์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๗๗. นางหทัยรัตน์ เพชรพนมพร🔗
เห็นชอบ🔗
๖๗๘. นายหรั่ง ธุระพล🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๖๗๙. พลเอก อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๘๐. นายองค์การ ชัยบุตร🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๖๘๑. นายองอาจ ฉัตรชัยพลรัตน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๘๒. นายองอาจ วงษ์ประยูร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๘๓. นายอดิพงษ์ ฐิติพิทยา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๘๔. นายอดิศร เพียงเกษ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๘๕. พลอากาศเอก อดิศักดิ์ กลั่นเสนาะ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๖๘๖. นายอดิศักดิ์ แก้วมุงคุณทรัพย์🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๖๘๗. พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๘๘. นายอนันต์ ปรีดาสุทธิจิตต์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๘๙. นายอนันต์ ผลอำนวย🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๙๐. พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๙๑. นายอนุชา นาคาศัย🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๙๒. นายอนุชา บูรพชัยศรี🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๙๓. นายอนุชา สะสมทรัพย์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๙๔. นายอนุทิน ชาญวีรกูล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๙๕. นายอนุพร อรุณรัตน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๙๖. นายอนุรักษ์ จุรีมาศ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๙๗. นายอนุรัตน์ ตันบรรจง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๖๙๘. นายอนุศักดิ์ คงมาลัย🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๖๙๘. นายอนุศักดิ์ คงมาลัย🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๖๙๙ นายอนุศาสน์ สุวรรณมงคล ๗๐๐.นายอนุสรณ์ แก้ววิเชียร🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๗๐๑. นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๐๒. นายอนุสิษฐ คุณากร🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๗๐๓. นายอภิชา เลิศพชรกมล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๐๔. จ่าอากาศเอก อภิชาติ แก้วโกศล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๐๕. นายอภิชาติ ตีรสวัสดิชัย🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๐๖. นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๐๗. นายอภิชาติ ศิริสุนทร🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๗๐๘. นางอภิรดี ตันตราภรณ์🔗
งดออกเสียงค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ๗๐๙. นายอภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๗๑๐. นายอมร นิลเปรม🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๑๑. นายอมรเทพ สมหมาย🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๑๒. ว่าที่ร้อยตรีหญิง อรพรรณ จันตาเรือง🔗
บ่าหันตวยเจ้า🔗
ไม่เห็นด้วยนะครับ ท่านออกเสียงอีกครั้งนะครับ ขออภัยครับ🔗
บ่าหันตวยเจ้า บ่าเห็นชอบค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ไม่เห็นชอบครับ ๗๑๓. นายอรรถกร ศิริลัทธยากร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๑๔. นายอรรถพล ไตรศรี🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๑๕. นายอรรถพล วงษ์ประยูร🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๑๖. นายอลงกต มณีกาศ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๑๗. พลอากาศเอก อลงกรณ์ วัณณรถ🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๗๑๘. นางอวยพรศรี เชาวลิต🔗
เห็นชอบค่ะ🔗
๗๑๙. นายออน กาจกระโทก🔗
งดออกเสียงครับ🔗
๗๒๐. พลเอก อักษรา เกิดผล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๒๑. นายอัคร ทองใจสด🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๒๒. นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๒๓. นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๒๔. นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๒๕. นายอับดุลอายี สาแม็ง🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๒๖. นายอับดุลฮาลิม มินซาร์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๒๗. พลเอก อาชาไนย ศรีสุข🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๒๘. นายอาทิตย์ หวังศุภกิจโกศล🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๒๙. นายอานุภาพ ลิขิตอำนวยชัย🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๗๓๐. นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๓๑. นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๓๒. นายอำนาจ วิลาวัลย์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๓๓. พลโท อำพน ชูประทุม🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๓๔. นายอำพล จินดาวัฒนะ🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๓๕. พลเรือเอก อิทธิคมน์ ภมรสูต🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๓๖. นายอิทธิพล ชลธราศิริ🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๗๓๗. นายอุดม วรัญญูรัฐ🔗
เห็นชอบครับ🔗
เดี๋ยวนะครับ ไม่ทราบมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น🔗
ท่านประธาน ขอความกรุณาให้เพื่อนออกห่างนิดหนึ่งครับ🔗
เดี๋ยวพัก การขานชื่อนิดหนึ่งนะครับ🔗
คุณหมอทศพร อยู่ครับท่านประธาน🔗
ไปห้องพยาบาล เรียบร้อยหรือยังครับ🔗
ยังครับท่านประธาน ขอรอนิดหนึ่งครับ แต่รบกวนเพื่อนออกห่างนิดหนึ่งครับ พอดีมีคุณหมอทศพร แล้วก็ ทีมช่วยดูอยู่ครับท่านประธาน🔗
อนุญาต ให้พยาบาลเข้ามานะครับ มีหมอไหมครับ มีแพทย์ไหมครับ เดี๋ยวช่วยพาไปห้องพยาบาล🔗
ขอความกรุณาช่างภาพ ด้านนอกอย่าถ่ายนะครับ เพราะว่ามันเป็นภาพที่ไม่อยากให้ออกไปด้านนอกขอความกรุณา นักข่าวนะครับ🔗
ปฏิบัติตามนี้ แล้วก็อย่าไปมุงนะครับ อย่าไปมุงคนไข้🔗
ขอท่านประธาน ชะลอการลงมติสัก ๒-๓ นาทีครับท่านประธาน🔗
ผมชะลอ อยู่แล้วจนกว่าจะออกไปให้เรียบร้อย อย่ามุงนะครับ แพทย์ถ้าจำเป็นก็พาไปห้องพยาบาล คุณหมอไปช่วยด้วยก็ได้นะครับ🔗
ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมขอให้ ท่านประธานใช้อำนาจอีกรอบหนึ่งขอความร่วมมือสื่อมวลชนว่าไม่ถ่ายผู้ป่วย ถ้ายังถ่ายอยู่ ผมขอให้ท่านประธานเชิญสื่อออกไปก่อนนะครับ ขอบคุณครับ🔗
สื่อมวลชน อย่าถ่ายนะครับ ขอความกรุณานะครับ เตรียมรถพยาบาลไว้ด้วยเพื่อไปที่โรงพยาบาลได้ คุณหมอที่สามารถรักษาได้ช่วยไปด้วยนะครับ พวกเราอย่าไปมุงมากนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตครับ ผมขอให้ท่านประธานเชิญสื่อมวลชนออกไปจากจุดถ่ายรูปก่อนได้ไหมครับ🔗
ขอสื่อมวลชน กรุณาออกไปอย่าถ่ายภาพนะครับ ขอเราออกไปแล้วใช่ไหมครับ สื่อมวลชนไม่ต้องถ่ายภาพ แล้วนะครับ🔗
ขอให้ ท่านประธานแจ้งสื่อมวลชนด้วยว่าห้ามเผยแพร่ภาพที่ได้ออกไปแล้วด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขออย่าเผยแพร่ภาพนะครับ ไม่มีอะไรดีขึ้นนะครับ ไม่มีอะไรที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้นะครับ เดี๋ยวจะส่งโรงพยาบาลแล้วให้ดำเนินการเรียบร้อย สมาชิกของเราก็รู้สึกอออยู่บ้างนะครับ ระวังหน่อย เรียกรถพยาบาลไม่ได้หรือครับ ผมได้สั่งดำเนินการให้ใช้รถพยาบาลไปส่งนะครับ แล้วถ้าท่านใดเป็นเพื่อนเขาก็ไปด้วยกันก็ได้จะได้ดูแล รวมทั้งคุณหมอท่านใดไปสักคนหนึ่ง ไปโรงพยาบาลที่ใกล้🔗
ท่านสมาชิกครับ ทางแพทย์และพยาบาลที่ช่วยได้ช่วยนำรถท่านสมาชิก ที่เกิด Stroke ขึ้นมาก็เลยไปที่โรงพยาบาล เข้าใจว่าโรงพยาบาลวชิระนะครับ ดังนั้นเมื่อครู่นี้ ถามแล้วก็ปั๊มขึ้นได้แล้วนะครับหัวใจ ดังนั้นถ้าไปใช้เวลาโดยเร่งด่วน รีบไปโรงพยาบาล ถ้าโรงพยาบาลวชิระใกล้ก็จะช่วยได้อย่างดีที่สุด เมื่อสักครู่นี้คุณหมออีกท่านหนึ่ง ก็มารายงานผมแล้ว ก็ต้องระวังของพรรค์นี้มาไม่ทันทราบนะครับ เดียวก็ไปเยี่ยมกันได้ แต่ไม่ต้องเยี่ยมเยอะเดี๋ยวจะแน่นโรงพยาบาล คิดว่าถ้าไปถึงโรงพยาบาลแล้วเขาจะมี เครื่องมือเยอะนะครับ ดังนั้นขอดำเนินการต่อนะครับ เมื่อครู่นี้ถึงท่านอะไร เชิญครับ🔗
ก่อนจะเริ่ม ผมขออนุญาตท่านประธานอีกรอบหนึ่งนะครับ🔗
เชิญครับ🔗
ขอบคุณ ท่านประธานครับ ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องขออนุญาตท่านประธานอีกรอบหนึ่งในกรณีเมื่อสักครู่ที่ผ่านไป ผมต้องขอความร่วมมือขอสื่อมวลชนผ่านท่านประธานไปยังสื่อมวลชนว่ารูปภาพ ที่ได้ไปทั้งหมด ถ้าใครถ่ายไปแล้วผมขอความร่วมมือที่จะไม่เผยแพร่ออกทางช่องใด ๆ โดยเด็ดขาดนะครับ แล้วก็ขอขอบคุณสื่อมวลชนทุกท่านที่ให้ความร่วมมือแล้วก็เคารพสิทธิ ของผู้ป่วยด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ครับ เดี๋ยวผมมอบให้ท่านเลขาธิการและคณะช่วยดำเนินการว่า ขอให้อย่านำภาพออกไป เผยแพร่ ต่อไปก็เชิญอีกนิดหนึ่งนะครับ เมื่อครู่นี้ถึงท่านใดครับ🔗
พลเอก อุดมชัย ครับ🔗
ครับ ขานชื่อ🔗
๗๓๘. พลเอก อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๗๓๙. นายอุปกิต ปาจรียางกูร ๗๔๐. พลเอก อู้ด เบื้องบน🔗
งดออกเสียง🔗
๗๔๑. นายเอกธนัช อินทร์รอด🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๔๒. นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๔๓. นายเอกราช ช่างเหลา🔗
เห็นชอบครับ🔗
๗๔๔. นายเอกราช อุดมอำนวย🔗
ไม่เห็นชอบครับ🔗
๗๔๕. นางสาวแอนศิริ วลัยกนก🔗
ไม่เห็นชอบค่ะ🔗
๗๔๖. นายโอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย🔗
เห็นชอบครับ🔗
และ ๗๔๗. พลตรี โอสถ ภาวิไล🔗
เห็นชอบครับ🔗
ครับ ครบตามที่แจ้งไว้นะครับ คงมีสมาชิกหลายท่านยังไม่ได้ลงคะแนนนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ๓๗๖ พิทักษ์เดช เห็นชอบครับ🔗
เดี๋ยวครับ ทำอย่างนั้นไม่ได้ครับ เดี๋ยวต้องจัดระบบก่อนครับ สมาชิกที่ยังไม่ได้ลงคะแนนนะครับ เพื่อความถูกต้องและเป็นระเบียบ ขอให้ท่านเดินออกมาที่ข้างหน้าไม่ต้องรีบนะครับ มี ๓ จุด จะบริการท่านนะครับ สำหรับท่านที่ไปโรงพยาบาลแล้วนี่นะครับ ลงคะแนนแล้ว ดังนั้น ท่านใดที่ยังไม่ได้ลงคะแนนขอความร่วมมือให้มาแสดงตนที่ ๓ จุดนะครับ ๑ ๒ ๓ ด้านหน้าบัลลังก์มีเจ้าหน้าที่จะมายืนประจำ แล้วก็จะออกเสียงลงคะแนนเสียงทีละท่านนะครับ ก็คงไม่นานเท่าไร เชิญครับท่านที่ยังไม่ได้ลงคะแนน ยืนเลยครับ มาก่อนยืนก่อนนะครับ ๓ ช่องจะได้ไม่แออัดกัน ทางนี้เริ่มก่อนแล้วก็เริ่มไปเรื่อย ๆ นะครับ แยกกันอย่าอัดกัน เจ้าหน้าที่บอกเลขที่นะครับ🔗
เดชอิศม์ ขาวทอง เห็นชอบครับ🔗
รอเขาขึ้น ทีละขั้นนะครับ เจ้าหน้าที่ครับ บอกเลขที่นะครับ🔗
เดชอิศม์ ขาวทอง เห็นชอบครับ🔗
ต้องให้ เจ้าหน้าที่อ่าน ขึ้นจอแล้วรอฟัง ท่านเลขาต้องอ่านใช่ไหม ไม่ต้องอ่านเลยหรือ ต่อเลยได้นะ🔗
วีระศักดิ์ ฟูตระกูล ไม่เห็นชอบครับ🔗
๑๒๓ ชัยชนะ เดชเดโช เห็นชอบครับ🔗
บันทึก ไว้นะครับ บันทึกหรือยัง🔗
วีระศักดิ์ ฟูตระกูล ไม่เห็นชอบครับ🔗
วีระศักดิ์ ฟูตระกูล ไม่เห็นชอบนะครับ ๕๑๘🔗
๑๑๕ นายชลิต แก้วจินดา เห็นชอบครับ🔗
๑๑๕ นายชลิต แก้วจินดา เห็นชอบ เชิญท่านต่อไปครับ🔗
ชัยชนะ เดชเดโช เห็นชอบครับ🔗
ชัยชนะ เดชเดโช เห็นชอบครับ🔗
๔๓๑ ว่าที่ร้อยโท ยุทธการ รัตนมาศ เห็นชอบครับ🔗
๔๓๑ ว่าที่ร้อยโท ยุทธการ รัตนมาศ เห็นชอบครับ🔗
๓๗๖ พิทักษ์เดช เดชเดโช เห็นชอบครับ🔗
๓๗๖ พิทักษ์เดช เดชเดโช เห็นชอบครับ🔗
๖๒ จักพันธ์ ปิยพรไพบูลย์ เห็นชอบครับ🔗
๖๒ จักพันธ์ ปิยพรไพบูลย์ เห็นชอบครับ🔗
สุพัชรี ธรรมเพชร เห็นชอบค่ะ🔗
สุพัชรี ธรรมเพชร หมายเลข🔗
๖๔๕ ค่ะ🔗
๖๔๕ ท่านสุพัชรี ธรรมเพชร เห็นชอบ🔗
๕๓๘ ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง เห็นชอบครับ🔗
๕๓๘ ท่านศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง เห็นชอบครับ ขอบคุณครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ หมายเลข ๔๓๓ ยูนัยดี วาบา เห็นชอบครับ🔗
๔๓๓ ยูนัยดี วาบา เห็นชอบครับ🔗
๑๓๒ ชาตรี หล้าพรหม เห็นชอบครับ🔗
๑๓๒ ท่านชาตรี หล้าพรหม เห็นชอบครับ🔗
๒๑๕ ทรงศักดิ์ มุสิกอง เห็นชอบครับ🔗
๒๑๕ ทรงศักดิ์ มุสิกอง เห็นชอบครับ🔗
๕๘๑ สมบัติ ยะสินธุ์ เห็นชอบครับ🔗
๕๘๑ สมบัติ ยะสินธุ์ เห็นชอบครับ🔗
๖๔๘ สุภาพร กำเนิดผล เห็นชอบค่ะ🔗
๖๔๘ สุภาพร กำเนิดผล เห็นชอบครับ🔗
๐๒๑ กาญจน์ ตั้งปอง เห็นชอบครับ🔗
๐๒๑ ท่านกาญจน์ ตั้งปอง เห็นชอบครับ🔗
๕๒๔ วุฒิพงษ์ นามบุตร เห็นชอบครับ🔗
๕๒๔ วุฒิพงษ์ นามบุตร เห็นชอบครับ มีท่านใดยังไม่ได้ลงคะแนนไหมครับ เชิญตอนนี้นะครับ เดี๋ยวผม จะปิดการลงคะแนนแล้วนะครับ มีข้อสงสัยประการใดก็ถามได้ก่อน เชิญเลยครับ เชิญที่ไมโครโฟนเลยนะครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ปูอัด ไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตจอมทอง ท่าข้าม บางขุนเทียน ขอให้ตรวจสอบในรายงานที่ออกมาบ่งบอกว่าผมนั้นโหวตให้เศรษฐา ซึ่งผมโหวตไม่เห็นชอบนะครับ ขอเน้นย้ำฝากทางรัฐสภาด้วยครับ ฝากท่านประธานด้วยครับ🔗
Check หน่อย Check ขึ้นที่จอหน่อย ท่านช้า ๆ หน่อยนะครับ เมื่อครู่นี้ท่านเบอร์อะไรครับ ประทานโทษ ท่านเร็วไปนิดหนึ่ง เจ้าหน้าที่ได้เลขถูกต้องหรือยัง ๑๕๖ ไม่เห็นชอบ ถูกต้องแล้วใช่ไหมครับ ถูกต้องแล้วนะครับ มีอีกไหมครับ ท่านใดสงสัยก็ขึ้นมาถามผมจะได้ Check ให้เลยนะครับ ดังนั้นก็ขอให้ตรวจนับคะแนนเพื่อที่จะรายงานผล ลงคะแนนกันครบถ้วนแล้ว ผมขอปิด การลงคะแนนนะครับ และขอให้ผู้ตรวจนับคะแนนเพื่อทราบผลนะครับ🔗
ก็มีรายงานข่าวจากเพื่อนของเรานะครับ ได้ไปโรงพยาบาลวชิรพยาบาล เรียบร้อยแล้ว แล้วก็อาการของหัวใจก็เต้นเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องพักฟื้นตัวอยู่ที่โรงพยาบาลก่อน จึงเรียนให้ทราบนะครับ🔗
ท่านสมาชิกครับ บัดนี้ผู้ตรวจนับคะแนนได้รายงานผลการตรวจนับคะแนน เสร็จแล้วนะครับ ผมขอประกาศมติที่ประชุมทราบ ตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ และ ข้อ ๓๗ ผลการลงคะแนนเสียงมีดังนี้ เห็นชอบ ๔๘๒ เสียง ไม่เห็นชอบ ๑๖๕ เสียง งดออกเสียง ๘๑ เสียง🔗
เป็นอันว่า นายเศรษฐา ทวีสิน ได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ของทั้ง ๒ สภา ดังนั้นจึงถือได้ว่ามติของที่ประชุมเห็นชอบการแต่งตั้งนายเศรษฐา ทวีสิน ให้เป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ วรรคหนึ่ง🔗
ท่านสมาชิกครับ วันนี้เราได้พิจารณาเป็นเวลาพอสมควรแล้ว ระเบียบวาระ ที่เหลือขอเลื่อนไปก่อน ท่านประธานรัฐสภาจะกำหนดวันประชุมนี้ต่อไป ขอขอบคุณสมาชิก ทุกท่านที่มาประชุม ผมขอปิดประชุมนะครับ🔗