รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ครั้งที่ ๑ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง)
วันพฤหัสบดีที่ ๒๙ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๗
ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา
------------------------------
เรียนท่านสมาชิกรัฐสภา ทุกท่านนะครับ ขณะนี้มีสมาชิกรัฐสภามาลงชื่อเพื่อเข้าประชุม จำนวน ๓๕๘ ท่านแล้วนะครับ ครบองค์ประชุม ผมขออนุญาตเปิดการประชุมและดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระต่อไป นะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม🔗
เรื่องแรก รับทราบคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ เรื่อง ประธานรัฐสภาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ วรรคหนึ่ง (๒)🔗
ตามที่ประธานรัฐสภาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ วรรคหนึ่ง (๒) กรณีมีปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา ในการเสนอ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจหน้าที่และมีอำนาจ พิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ วรรคหนึ่ง (๒) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗ (๒) และมาตรา ๔๔ ซึ่งปัญหาดังกล่าวต้องเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว การบรรจุระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เป็นหน้าที่และอำนาจของประธานรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๐ และข้อบังคับ ข้อ ๑๑๙ กรณีไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา คำร้องมีสาระสำคัญเป็นเพียงข้อสงสัย และข้อหารือให้ศาลรัฐธรรมนูญอธิบายเกี่ยวกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยโดยละเอียดและชัดเจนแล้ว ไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจ ของรัฐสภาที่เกิดขึ้น ไม่ต้องด้วยเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ วรรคหนึ่ง (๒) ประกอบ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗ (๒) และมาตรา ๔๔ จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย จึงแจ้งมาให้ที่ประชุมทราบ🔗
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม🔗
- รับรองรายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ ๑ (สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่สอง) วันศุกร์ที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๗🔗
ซึ่งได้วางไว้ให้ท่านสมาชิกตรวจดูแล้วก่อนจะให้รัฐสภารับรองนะครับ ถ้าหาก ไม่มีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่าที่ประชุมนี้รับรองรายงานการประชุมร่วมกัน ของรัฐสภาในครั้งดังกล่าวนะครับ ขอบคุณครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มีนะครับ🔗
ต่อไปนี้เป็นวาระการพิจารณาเรื่องด่วนนะครับ🔗
๑. ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (ยกเลิกมาตรา ๒๗๒) (นายชัยธวัช ตุลาธน กับคณะ เป็นผู้เสนอ)🔗
เชิญคุณพริษฐ์ครับ🔗
เรียนประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคประชาชน อดีตพรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ขออนุญาตเป็นตัวแทนของคุณชัยธวัช ตุลาธน ในการมาชี้แจงแล้วก็หารือที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้เกี่ยวกับเรื่องด่วน เรื่องที่ ๑ นั่นก็คือ ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... เกี่ยวกับการยกเลิกมาตรา ๒๗๒ ซึ่งต้องย้ำว่าเป็นการชี้แจงและหารือเกี่ยวกับเรื่องด่วนที่ ๑ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องด่วนที่ ๓ เรื่องด่วนที่ ๔ เรื่องด่วนที่ ๕ ซึ่งเป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมที่ผมแล้วก็เพื่อนสมาชิก จากอดีตพรรคก้าวไกลเราร่วมเสนอเช่นกันนะครับ🔗
ในส่วนของเรื่องด่วนที่ ๑ ครับท่านประธาน ต้องขออนุญาตชี้แจงเช่นนี้ เพราะว่าทางคุณชัยธวัชอย่างที่เราทราบกันดี ไม่ได้มีโอกาสเข้ามาชี้แจงด้วยตนเองนะครับ ว่าเราได้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๖๖ สาระสำคัญก็เรียบง่ายครับ เป็นการยกเลิกมาตรา ๒๗๒ ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ซึ่งเป็นมาตราที่ไปให้อำนาจของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง มาร่วมเลือก นายกรัฐมนตรีกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง🔗
เหตุผล ก็เรียบง่ายครับ เป็นความพยายาม ณ เวลานั้นในการทำให้การเลือก นายกรัฐมนตรี แล้วก็การจัดตั้งรัฐบาลหลังจากการเลือกตั้งในวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ปี ๒๕๖๖ นั้น เป็นไปตามครรลองของประชาธิปไตยแบบปกติตามระบบรัฐสภา นั่นก็คือใครก็ตามที่สามารถ รวบรวมเสียงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่มาจากการเลือกตั้งได้เกินกึ่งหนึ่ง ก็จะมีสิทธิ ในการตั้งรัฐบาล แล้วก็มีบุคคลไปดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ถ้านับจากวันที่เรา เสนอร่างมาถึงวันนี้ครับ ที่เรากำลังเข้าสู่ระเบียบวาระเกี่ยวกับร่างดังกล่าว ก็นับเป็นเวลา ๔๑๔ วัน ก็ล่วงเลยเวลามายาวนานพอสมควรนะครับท่านประธาน เหตุการณ์ที่ผ่านมา เป็นไปตามครรลองประชาธิปไตยหรือไม่ อันนี้คงให้พี่น้องประชาชนที่รับชมอยู่เป็นผู้วินิจฉัย แต่ข้อเท็จจริงที่สำคัญครับ นั่นก็คือมาตรา ๒๗๒ ในเมื่ออยู่ในบทเฉพาะกาล ได้หมดอายุ แล้วก็สิ้นสภาพไปเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นเพื่อประหยัดเวลาของที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ครับ ผมจะขออนุญาตอาศัยอำนาจตามข้อบังคับ ข้อ ๓๗ ในการถอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับดังกล่าวออกจากระเบียบวาระ แต่ถอนด้วยการตั้งข้อสังเกตพ่วงไปด้วย ๒ ข้อสังเกต ด้วยกันนะครับ🔗
ข้อสังเกตที่ ๑ นั่นก็คือ ถึงแม้ว่ามาตรา ๒๗๒ จะสิ้นสภาพแล้ว ผมก็หวังว่า จะไม่มีใครในอนาคตที่จะเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญใด ๆ ที่ทำให้ใครก็ตามที่ไม่ได้มาจาก การเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน มีอำนาจในการมาร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งขัดกับหลัก ประชาธิปไตยสากล🔗
ข้อสังเกตที่ ๒ ครับท่านประธาน ต้องยอมรับว่าถึงแม้มาตรา ๒๗๒ จะสิ้นสภาพแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ก็ยังมีปัญหาอยู่อีกหลายจุด ที่ไม่เป็นไปตาม มาตรฐานประชาธิปไตยสากล แล้วก็นำมาสู่ปัญหาทางการเมืองที่เราเห็นกันอยู่หลายเรื่อง ณ ปัจจุบัน ซึ่งแน่นอนครับการจะแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรือว่าพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง ก็ต้องทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาแห่งนี้ ผมก็ขอ ตั้งข้อสังเกตข้อที่ ๒ ไว้ว่า ถ้าเราย้อนไปดูนับตั้งแต่วันที่เรามีการแต่งตั้งรัฐบาลชุดแรก หลังจากการเลือกตั้ง และมีการแถลงนโยบายต่อที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ในวันที่ ๑๑-๑๒ กันยายน เรามีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ผมนั่งนับใน Website แค่ ๑ ครั้งเท่านั้น ดังนั้นถ้าเราอยากจะเดินหน้าในการแก้ไขบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ หรือว่า พ.ร.ป. ที่มันเป็นปัญหา เราก็จำเป็นครับท่านประธานที่จะต้องมีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา บ่อยขึ้นและถี่ขึ้น ดังนั้นก็เป็นข้อสังเกตที่ ๒ ที่อยากจะหารือกับท่านประธาน แล้วก็หารือ กับท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกรัฐสภา แล้วก็ตัวแทนวิปจากทุกฝ่ายด้วยเช่นกันครับ ก็ขอมติจากที่ประชุมรัฐสภา เพื่ออนุมัติการถอนร่างด้วยเหตุผลดังกล่าว และด้วยข้อสังเกต ดังกล่าวด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณคุณพริษฐ์มากครับ โดยข้อเสนอของคุณพริษฐ์นั้น ขอถอนเรื่องด่วนที่ ๑ เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๗๒ ตามเหตุผลที่คุณพริษฐ์ได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบ แต่เนื่องจากระเบียบวาระได้บรรจุลงในวาระการประชุมร่วมกันของรัฐสภาแล้ว การถอนญัตติ ออกไปจากวาระต้องได้รับอนุญาตจากที่ประชุมนะครับ มีผู้ใดขัดข้องไหมครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายอดิศร เพียงเกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนที่จะอภิปรายเรื่องนี้ผมขออนุญาตด้วยความจริงใจ ขอต้อนรับ บรรดาสมาชิกวุฒิสภาทั้ง ๒๐๐ ท่าน ที่ได้มีโอกาสมานั่งร่วมประชุมร่วมกัน และขอต้อนรับ สหายผมนะครับ ที่นั่งเป็นรองประธานรัฐสภา ท่านมีชีวิตที่โชกโชนอยู่เขาบรรทัด แต่ผมอยู่ที่จังหวัดน่าน ยินดีต้อนรับสหาย ท่านได้ทำหน้าที่เป็นประธานของพวกผมต่อไป เพราะชื่อเป็นมงคล จึงพาตนเองเป็นประธาน เบื้องหน้าคือการงาน เบื้องหลังบ้านคือราษฎร ท่านประธานครับ ต่อกรณีที่จะถอนวาระตามที่คุณพริษฐ์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ได้พูดไป ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีครับ สมาชิกวุฒิสภาชุดก่อนตามบทเฉพาะกาล ท่านได้ล้มเสียหาย ตายเสียจากไปเรียบร้อยแล้ว เหตุการณ์ลักษณะอย่างนี้ผมคิดว่าในอนาคตจะไม่เกิดขึ้นอีก อย่างแน่นอน ทุกอย่างต้องมาจากเสียงของพี่น้องประชาชนครับ พรรคเพื่อไทยก็เห็นอย่างนั้น หวังว่าในอนาคตเราจะเห็นความร่วมมือในรัฐสภาแห่งนี้ ในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่เป็นอุปสรรคในการพัฒนาประชาธิปไตยไปพร้อม ๆ กัน จึงไม่ขัดข้องที่รัฐสภาจะถอนวาระ ดังกล่าวออกไป และขออนุญาตย้ำอีก ขอต้อนรับสมาชิกวุฒิสภาครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณคุณอดิศรครับ ก็ไม่ขัดข้องนะครับ มีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ เมื่อไม่มีผู้ใดขัดข้อง ตามที่คุณพริษฐ์ขอถอน ก็ถือว่าที่ประชุมนี้อนุญาตให้ถอนระเบียบวาระเรื่องด่วนที่ ๑ ออกไปได้ ส่วนข้อสังเกตของคุณพริษฐ์นั้นเจ้าหน้าที่ก็จะบันทึกไว้นะครับ เพราะว่าการถอน เราไม่จำเป็นต้องขอมติข้อสังเกต แต่ว่าจะถูกบันทึกไว้ทั้งหมดนะครับ ต่อไปก็เป็น การพิจารณาเรื่องด่วนที่ ๒🔗
๒. ร่างกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้าน ระหว่างสหภาพยุโรปและรัฐสมาชิกฝ่ายหนึ่งกับราชอาณาจักรไทยฝ่ายหนึ่ง (Framework Agreement on Comprehensive Partnership and States, of the one part, and the Kingdom of Thailand, of the other part) (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)🔗
ด้วยคณะรัฐมนตรีได้เสนอ ร่างกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วน และความร่วมมือรอบด้านระหว่างสหภาพยุโรปและรัฐสมาชิกฝ่ายหนึ่งกับราชอาณาจักรไทย ฝ่ายหนึ่ง (Framework Agreement on Comprehensive Partnership and States, of the one part, and the Kingdom of Thailand, of the other part) ต่อรัฐสภา เพื่อพิจารณา ให้ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๘ ในการพิจารณากรอบความตกลงดังกล่าวนี้ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๘ ประกอบข้อบังคับ ข้อ ๑๑๒ กำหนดให้รัฐสภาพิจารณา ให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบหนังสือสัญญาให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วัน นับตั้งแต่ วันที่ได้รับเรื่อง หากรัฐสภาพิจารณาไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ถือว่ารัฐสภา ให้ความเห็นชอบ ซึ่งรัฐสภาได้รับเรื่องเมื่อวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ซึ่งต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน วันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๖๗ ผมขอเชิญรัฐมนตรีที่จะชี้แจง พร้อมกันนี้ผมขออนุญาตให้ผู้แทน จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมตามข้อบังคับ ข้อ ๕๒ คือบุคคลดังต่อไปนี้ ๑. คุณเอกสิริ ปิณฑะรุจิ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ๒. คุณบุษฎี สันติพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ๓. คุณครองขนิษฐ รักษ์เจริญ อธิบดีกรมยุโรป ๔. คุณสมฤดี พู่พรอเนก รองอธิบดีกรมยุโรป ๕. คุณวรมน สินสุวรรณ ผู้อำนวยการ กองสหภาพยุโรป ๖. คุณอังกูร กุลวานิช รองอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ๗. คุณพักตร์วิภา อาวิพันธุ์ ผู้อำนวยการกองสนธิสัญญา ๘. คุณจิตวิภา เบญจศีล ผู้อำนวยการกองการสังคม ทั้งหมด ๘ ท่านนั้นจากกระทรวงการต่างประเทศนะครับ🔗
ต่อไปเป็นรายชื่อจากกระทรวงพาณิชย์ ๙. คุณรัชวิชญ์ ปิยะปราโมทย์ รองอธิบดีกรมการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ๑๐. คุณจิรัตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักยุโรป ๑๑. คุณสุปราณี ก้องเกียรติกมล ผู้อำนวยการส่วนยุโรป ๑ และมีผู้แทนจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ๑๒. คุณวันทนี ละลี ผู้อำนวยการกลุ่มอนุสัญญาและความร่วมมือระหว่างประเทศ กรมการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ๑๓. คุณภคมน สุภาพพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักรับรองธุรกิจ คาร์บอนต่ำ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก และท่านสุดท้าย คุณบุญสุธีย์ จีรวงค์พานิช ผู้อำนวยสำนักกิจการป่าไม้ กรมป่าไม้ ขอเชิญทุกท่านนะครับ ถ้าพร้อมแล้ว ก่อนที่ท่านรัฐมนตรีจะชี้แจงผมขอเรียนอีกนิดหนึ่งเพิ่มเติมครับ ก่อนที่จะพิจารณาวาระนี้ ผมได้เชิญผู้แทนคณะรัฐมนตรี ผู้แทนของวิปทั้ง ๓ ฝ่าย คือวุฒิสมาชิก วิปฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้านแล้ว เราได้ตกลงว่าการอภิปรายทั้งหมดนี้จะใช้เวลาประมาณ ๓ ชั่วโมง โดยฝ่ายรัฐบาล และ สส. ฝ่ายรัฐบาลใช้เวลา ๑ ชั่วโมงนะครับ สส. ฝ่ายค้านจะใช้เวลา ๑ ชั่วโมง และวุฒิสมาชิกจะใช้เวลา ๑ ชั่วโมงครับ อันนี้ได้ตกลงแล้ว แล้วรายชื่อบางส่วน ก็ได้ส่งมาแล้ว เราก็จะดำเนินการตามนี้ ส่วนรายชื่อเพิ่มเติมท่านก็ส่งมาที่หน้าบัลลังก์นี้ได้ครับ เชิญคณะรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ และสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้รับมอบหมาย PCA ระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรปต่อรัฐสภา เพื่อพิจารณา ให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๗๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ ดังนี้🔗
เรื่องแรก ความเป็นมาของกรอบความตกลง เมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้กระทรวงการต่างประเทศ เป็นเจ้าภาพในการเจรจา เพื่อจัดทำกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้านระหว่าง สหภาพยุโรปและรัฐสมาชิกกับราชอาณาจักรไทยฝ่ายหนึ่ง หรือกรอบความตกลง PCA เพื่อให้กรอบความตกลงนี้เป็นเอกสารที่จะกำหนดทิศทางการดำเนินความสัมพันธ์ และความร่วมมือในรูปต่าง ๆ บนพื้นฐานของผลประโยชน์ และค่านิยมร่วมกันของ ประเทศไทยและสหภาพยุโรป ไทยและสหภาพยุโรปได้เริ่มการเจรจาเรื่องนี้มาตั้งแต่ ปี ๒๕๔๗ จนสามารถบรรลุข้อสรุปได้ทั้งหมดภายในปี ๒๕๕๖ อย่างไรก็ดีเนื่องจาก สถานการณ์การเมืองในประเทศไทย เมื่อปี ๒๕๕๗ จึงไม่มีการลงนามกรอบความตกลง PCA อย่างเป็นทางการ จนต่อมาเมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ปี ๒๕๖๒ หลังจากที่ประเทศไทย จัดการเลือกตั้งทั่วไป และมีรัฐบาลใหม่เริ่มบริหารประเทศ สหภาพยุโรปจึงมีมติขยายปฏิสัมพันธ์ กับประเทศไทยในทุกด้าน ทั้ง ๒ ฝ่ายจึงได้รื้อฟื้นกระบวนการเจรจากรอบความตกลง PCA โดยมีการปรับเนื้อหาสาระบางส่วนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และเน้นการบรรลุ วาระการพัฒนาที่ยั่งยืนให้มากยิ่งขึ้น เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบร่างกรอบเจรจาความตกลง PCA และให้คณะผู้แทนไทยสามารถใช้ร่างกรอบ เจรจาดังกล่าวกำหนดท่าทีในการเจรจา รวมถึงรับทราบองค์ประกอบคณะผู้แทนไทย ในการเจรจา โดยในช่วง พ.ศ. ๒๕๖๔-๒๕๖๕ ฝ่ายไทยได้มีการประชุมเตรียมการ ๙ ครั้ง มีการประชุมกับฝ่ายสหภาพยุโรปเพื่อเตรียมการเจรจา PCA ในระดับเทคนิค ทั้งหมด ๘ รอบ และมีการแลกเปลี่ยนความเห็นเชิงสารัตถะ ๕ รอบ รวมทั้งมีการเจรจาอย่างเป็นทางการ จำนวน ๒ รอบ จนสามารถได้ข้อสรุปในวันที่ ๒๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ ดังนั้นเมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ กระทรวงการต่างประเทศ จึงได้เสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ ร่างกรอบความตกลง PCA และต่อมาเมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๖๕ ฝ่ายไทยและสหภาพยุโรป ได้ลงนามร่างกรอบความตกลง PCA ในห้วงการประชุมสุดยอด ASEAN สหภาพยุโรป (สมัยพิเศษ) ที่กรุงบรัสเซลส์ ราชอาณาจักรเบลเยียม โดยที่ในช่วงปี ๒๕๖๖ มีการยุบสภา ผู้แทนราษฎร และมีการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป จึงทำให้ ไม่สามารถส่งร่างกรอบความตกลงที่ลงนามแล้ว ให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบได้ กระผมขอเรียนเพิ่มเติมว่า พันธกรณีภายใต้กรอบความตกลง PCA นี้มีความสอดคล้อง กับกฎหมายที่เกี่ยวข้องของไทยในปัจจุบัน และหน่วยงานต่าง ๆ สามารถดำเนินการได้ โดยไม่มีความจำเป็นต้องแก้ไข หรือออกกฎหมายภายในเพิ่มเติมอีก โดยภายหลัง กระบวนการภายในของไทยแล้วเสร็จ กรอบความตกลง PCA นี้จะมีผลบังคับใช้ภายในเวลา ๓๐ วัน ซึ่งไทยและสหภาพยุโรป สามารถเริ่มดำเนินการตามสาขาความร่วมมือในส่วนที่อยู่ ในอำนาจที่สหภาพยุโรปมีเหนือรัฐสมาชิกไปพลางก่อนได้ โดยไม่ต้องรอกระบวนการภายใน ของรัฐสมาชิกสหภาพยุโรป ทั้งหมด ๒๗ ประเทศแล้วเสร็จ🔗
เรื่องที่ ๒ สาระสำคัญของกรอบความตกลง PCA PCA เป็นกรอบความตกลง รอบด้านที่ไทยจัดทำร่วมกับสหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ทั้ง ๒๗ ประเทศ เพื่อเป็นพื้นฐานในการเพิ่มพูน การหารือ และขยายความร่วมมือระหว่างกันในสาขาต่าง ๆ ให้มีทิศทาง และแบบแผนในระยะยาวบนหลักการที่ทั้ง ๒ ฝ่ายมีความเห็นร่วมกัน ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม โดยมีเนื้อหาครอบคลุมทั้งในส่วนของหลักการ ที่ยึดถือปฏิบัติ เช่น การเคารพหลักการสากลต่าง ๆ ด้านประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน นิติรัฐ และนิติธรรม เศรษฐกิจที่เปิดเสรี และสาขาความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมต่าง ๆ อาทิเช่น การค้า การลงทุน การพัฒนาที่ยั่งยืน และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ รวมไปถึงสิ่งแวดล้อม กรอบความตกลง PCA ประกอบด้วย ๘ หัวข้อ ๖๔ ข้อบท กระผมขอเรียนสรุปสาระสำคัญของกรอบความตกลง PCA ระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรป ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น ๗ ส่วนสำคัญ ได้แก่🔗
ส่วนที่ ๑ ส่วนอารัมภบท ได้กล่าวถึงเหตุผลของการจัดทำกรอบความตกลง PCA ฉบับนี้🔗
ส่วนที่ ๒ คือ ลักษณะและขอบเขต ๖ ข้อ ว่าด้วยหลักการที่ทั้ง ๒ ฝ่าย ให้ความสำคัญ และเป็นพื้นฐานด้านนโยบาย🔗
ส่วนที่ ๓ เป็นส่วนของความร่วมมือ ประกอบด้วย การกำหนดกรอบ การดำเนินความร่วมมือระดับทวิภาคี ภูมิภาค และระหว่างประเทศ จำนวน ๒ ข้อ ความร่วมมือว่าด้วยประเด็นการค้าและการลงทุน จำนวน ๑๑ ข้อ ความร่วมมือด้านเสรีภาพ ความมั่นคง และการยุติธรรม จำนวน ๑๐ ข้อ ความร่วมมือในภาคส่วนอื่น ๆ ซึ่งครอบคลุม ประเด็น และรูปแบบความร่วมมือที่หลากหลาย เช่น สิทธิมนุษยชน ความร่วมมือทางด้าน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสมุทราภิบาล จำนวน ๒๐ ข้อ🔗
ส่วนที่ ๔ ได้กำหนดเครื่องมือสำหรับการดำเนินความร่วมมือ จำนวน ๒ ข้อ ที่ระบุให้คู่ภาคีจัดสรรทรัพยากร รวมทั้งงบประมาณมาใช้ในการดำเนินความร่วมมือ อย่างเหมาะสม เท่าที่ทรัพยากรและระเบียบของแต่ละฝ่ายจะอำนวย และการดำเนิน ความร่วมมือด้านการพัฒนาในประเทศที่ ๓🔗
ส่วนที่ ๕ เป็นเรื่องของกรอบการดำเนินงานของคณะกรรมการร่วม ๑ ข้อ ซึ่งกำหนดรูปแบบและกลไกที่จะจัดตั้งขึ้น เพื่อติดตามความร่วมมือในแต่ละสาขา🔗
ส่วนที่ ๖ บทบัญญัติสุดท้าย ๑๒ ข้อ ว่าด้วยประเด็นทางกฎหมายของกรอบ ความตกลง🔗
ส่วนสุดท้ายเป็นปฏิญญาร่วม ๒ ฉบับ ได้แก่ ปฏิญญาร่วมว่าด้วย ข้อ ๕ อาชญากรรมร้ายแรงตามข้อห่วงกังวลระหว่างประเทศ และปฏิญญาร่วมว่าด้วย ข้อ ๒๓ ความร่วมมือทางกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม🔗
รูปแบบความร่วมมือภายใต้กรอบความตกลง PCA แบ่งออกเป็น ๓ ลักษณะ กว้าง ๆ ได้แก่🔗
ข้อ ๑ การปรึกษาหารือ และการหารือด้านนโยบาย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ด้านนโยบายที่สำคัญระหว่างกัน🔗
ข้อ ๒ การแบ่งปันองค์ความรู้ และการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ โดยอาจเป็นการจัดทำโครงการกิจกรรม สัมมนา Workshop ต่าง ๆ ร่วมกันในสาขา ที่ทั้ง ๒ ฝ่ายให้ความสำคัญ🔗
ข้อ ๓ ความร่วมมือด้านการวิจัย การพัฒนา และการเพิ่มขีดความสามารถ ซึ่งหน่วยงานไทย ทั้งภาครัฐ และเอกชนสามารถที่จะใช้ประโยชน์ได้จากข้อกำหนดข้อนี้🔗
เรื่องที่ ๓ ประโยชน์ของกรอบความตกลง ท่านประธานสภา และท่านสมาชิก รัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ภายใต้กรอบความตกลง PCA นี้ ประเทศไทยจะได้รับ การสนับสนุนจากสหภาพยุโรปและประเทศสมาชิก โดยฝ่ายสหภาพยุโรปจะจัดสรรบุคลากร เวลาและงบประมาณในการดำเนินความร่วมมือกับประเทศไทยในลักษณะต่าง ๆ ตามที่กล่าวมาข้างต้น ความตกลงนี้จึงมีประโยชน์ในการช่วยยกระดับความสำคัญ ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ ตลอดจนมาตรฐาน และการบริหารจัดการในด้านต่าง ๆ ของไทยไปอีกระดับหนึ่ง โดยขอยกตัวอย่าง ดังนี้🔗
ด้านการเมือง และความมั่นคง กรอบความตกลง PCA จะมีส่วนช่วยให้ไทย เตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยใช้การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับฝ่ายสหภาพยุโรป เพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น การหลอกลวงผ่านแก๊ง Call Center ซึ่งเป็นปัญหาที่สร้างผลกระทบต่อประชาชน ในปัจจุบัน นอกจากนี้หน่วยงานไทย ด้านความมั่นคงยังสามารถเข้าถึงทรัพยากร และแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ และฐานข้อมูลภายใต้โครงการต่าง ๆ ของสหภาพยุโรป อาทิเช่น โครงการ Enhancing Security Cooperation in and with Asia หรือ ESIWA และ Critical Maritime Routes Indo-Pacific ระยะที่ ๒ หรือ CRIMARIO II ซึ่งเป็นโครงการที่เน้นการแบ่งปันข้อมูล และฝึกฝนบุคลากร พัฒนา HR เพื่อรับมือกับภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ ๆ ได้🔗
ด้านเศรษฐกิจการค้า และการลงทุน กรอบความตกลง PCA จะช่วยยกระดับ สภาพแวดล้อม และมาตรการด้านการค้า การค้า Digital การส่งออกสินค้า และผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ลดอุปสรรคทางด้านการค้า เพื่อรองรับการเจรจาความตกลง FTA หรือความตกลงว่าด้วย การเปิดเสรีทางด้านการค้าระหว่างประเทศไทยและสหภาพยุโรป และยังช่วยให้ประเทศไทย สามารถเตรียมความพร้อมในการปรับตัวกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม การบูรณาการทางเศรษฐกิจ และการอำนวยความสะดวกแก่ภาคเอกชนของทั้ง ๒ ฝ่าย ในการดำเนินธุรกิจร่วมกัน หรือระหว่างกัน🔗
ด้านสังคม วิทยาศาสตร์ และทรัพยากรมนุษย์ กรอบความตกลง PCA จะช่วยส่งเสริมความร่วมมือทางด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ระหว่างกัน รวมถึงให้ไทยเข้าถึงแหล่งเงินสนับสนุนต่าง ๆ ภายใต้โครงการทั้งหลาย ของสหภาพยุโรป อาทิเช่น โครงการ Global Gateway เพื่อนำมาใช้พัฒนาด้านสาธารณูปโภค พื้นฐาน และโครงการ European Community Action Scheme for Mobility of University Students Plus หรือ ERAMUS+ เพื่อพัฒนาศักยภาพ และขีดความสามารถของเยาวชน ของไทย🔗
นอกจากนี้กรอบความตกลง PCA ยังมีประโยชน์เพิ่มเติมอีก ๓ ประการ ได้แก่🔗
๑. เป็นการเปิดช่องทางให้มีการจัดการหารือเชิงนโยบายในมิติต่าง ๆ ได้มากยิ่งขึ้น อันจะเป็นโอกาสให้ประเทศไทยสามารถผลักดันประเด็นที่ไทยต้องการได้รับ การสนับสนุนจากสหภาพยุโรป เช่น การขอยกเว้นการตรวจลงตราข้ามเขตแดน Schengen สำหรับหนังสือเดินทางธรรมดาของไทย🔗
๒. การเจรจาความตกลงเฉพาะด้านอื่น ๆ ได้แก่ การจัดทำความตกลง เขตการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป🔗
๓. เป็นการแบ่งปันแนวปฏิบัติที่ดี ในประเด็นที่ไทยมีบทบาทนำ เช่น ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า การปกป้องสิทธิสตรีและเด็กหญิง อันจะเป็นการส่งเสริม ภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศอีกด้วย🔗
๔. ผลกระทบ และมาตรการรองรับ ข้อ ๕๕ ของกรอบความตกลง PCA ได้ระบุว่า กรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามหลักการที่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่ง Essential Elements ของกรอบความตกลง ๒ ข้อ ได้แก่ ข้อที่ ๑ ว่าด้วยการเคารพ ในหลักการประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และเสรีภาพขั้นพื้นฐาน และข้อที่ ๓ ว่าด้วย การไม่เผยแพร่อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง อันนำมาซึ่งการระงับความตกลง เฉพาะด้านอื่น ๆ รวมถึงความตกลงการค้าเสรี โดยฝ่ายสหภาพยุโรปยืนยันว่า ไม่สามารถ ประนีประนอมได้ และได้ระบุเงื่อนไขนี้ในความตกลงที่สหภาพยุโรปจัดทำกับประเทศ ASEAN อื่น ๆ เช่น สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และมาเลเซียเช่นกัน อย่างไรก็ดีในข้อ ๕๕ ของความตกลงนี้ กำหนดให้ทั้ง ๒ ฝ่าย สามารถใช้กลไกคณะกรรมการร่วม หรือ Joint Committee เป็นกลไกระงับข้อพิพาทไว้โดยให้ทั้ง ๒ ฝ่ายหารือ และหาทางออกร่วมกัน ภายในเวลา ๓๐ วันก่อนดำเนินมาตรการใด ๆ🔗
๕. การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ ส่วนเสีย กระผมขอเรียนว่า นอกจาก การหารืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวม ๕๕ หน่วยงาน ตั้งแต่เริ่มการเจรจาแล้ว กระทรวงการต่างประเทศ โดยกรมยุโรปได้จัดสัมมนา เพื่อให้ข้อมูลและแลกเปลี่ยน ข้อคิดเห็นกับผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียของกรอบความตกลง จำนวน ๓ ครั้ง ในช่วงปี ๒๕๖๕-๒๕๖๖ โดยมีผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคมเข้าร่วม และแสดง ข้อคิดเห็นต่อเนื้อหาสาระของกรอบความตกลง และเสนอแนวทางการนำไปปฏิบัติรวมถึง ประโยชน์ ข้อควรระวัง และข้อจำกัดของฝ่ายไทย ในมิติความร่วมมือต่าง ๆ อย่างรอบด้านแล้ว นอกจากนี้เมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๖๖ กระทรวงการต่างประเทศ ยังได้เพิ่มเนื้อหาเกี่ยวกับ กรอบความตกลง PCA ไทย สหภาพยุโรป บนหน้า Website ของกรมยุโรปและกระทรวง การต่างประเทศ เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถเข้าไปศึกษาข้อมูล และให้ข้อคิดเห็น ได้อีกทางหนึ่งด้วย🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ จากสาระสำคัญ และประโยชน์ของความร่วมมือที่จะได้รับจากสหภาพยุโรป กรอบความตกลง PCA นี้ จึงเป็นบูรณาการการทำงาน และความสำเร็จของภาคราชการทุกกระทรวง รวมทั้งสิ้น ๕๕ หน่วยงาน ในการร่วมกันเจรจา และกำหนดท่าทีไทย สำหรับการเจรจาความตกลง ที่ยาวนานมาเป็นเวลากว่า ๒๐ ปี ทั้งนี้ หลังจากที่กรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วน และความร่วมมือรอบด้านนี้ ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว กระทรวงการต่างประเทศ จะแจ้งหน่วยงานรัฐสภารับทราบ และแสดงเจตนาให้มีผลผูกพันกับสหภาพยุโรปต่อไป🔗
สุดท้ายนี้ กระผมขอเรียนว่า กรอบความตกลง PCA ถือเป็นความตกลง ของคนไทยทุกคน และเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะส่งเสริมความร่วมมือ และการเรียนรู้ ประสบการณ์ แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ และเพิ่มโอกาสในการถ่ายทอดองค์ความรู้จากสหภาพยุโรป ในประเด็นที่สหภาพยุโรป รวมทั้งประเทศสมาชิกมีความเชี่ยวชาญ เพื่อมาใช้ในการพัฒนา เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตของคนไทย ระบบการจัดการให้ประเทศไทยมีความทันสมัย เป็นประโยชน์แก่ประเทศไทย และประชาชนชาวไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม🔗
ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น กระผมหวังอย่างยิ่งว่า รัฐสภาจะพิจารณา ให้ความเห็นชอบกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้านระหว่าง ประเทศไทยกับสหภาพยุโรป หรือ PCA ที่เสนอมาในวันนี้ เพื่อให้ความตกลงมีผลบังคับใช้ โดยเร็ว เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน และต่อประเทศชาติครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศครับ ต่อไปจะเป็นการอภิปรายของสมาชิก ซึ่งวิปทั้ง ๓ ฝ่ายได้ส่งชื่อ มาแล้วนะครับ จากฝ่ายค้าน ๗ ท่าน ซึ่งตามเวลาที่ท่านให้มา ๕๗ นาที คือตามเวลาก่อน ๑ ชั่วโมง ฝ่ายรัฐบาลเสนอมา ๕ ท่าน ใช้เวลา ๓๘ นาที ซึ่งต้องนับรวมของคณะรัฐมนตรีด้วย จะได้ครบ ๑ ชั่วโมง ฝ่ายวุฒิสมาชิกเสนอมา ๗ ท่าน ผู้จะอภิปรายเวลาทั้งหมด ๕๖ นาที ก็เป็นไปตามนี้นะครับ ผมจะเรียกเรียงตามลำดับสลับกันไปนะครับ ท่านแรกจากฝ่ายค้านก่อน คุณณัฐวุฒิ บัวประทุม เชิญครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน คนจังหวัดอ่างทอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในนามของพรรคประชาชน ต้องขออนุญาตที่จะต้อนรับ และแสดงความยินดีกับท่านสมาชิกวุฒิสภาทั้ง ๒๐๐ ท่าน ที่ได้มีการประชุมร่วมกันเป็นครั้งแรกในวันนี้ครับ สำหรับประเด็นเรื่องของการอภิปราย ต่อร่างกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้านระหว่างไทย กับสหภาพยุโรป หรือ EU นั้น ในส่วนของเนื้อหารายละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทั้งหมดประเด็น ๖๔ ข้อนั้น เพื่อนสมาชิก จากพรรคประชาชน ที่ได้รับมอบหมายจะเป็นผู้อภิปรายในรายละเอียดต่อไปครับ แต่สำหรับผมเองที่เป็นคนแรกของพรรคประชาชนในการอภิปรายนั้น ผมมีประเด็น ที่เกี่ยวข้องกับการยกร่างความตกลงต่าง ๆ ตลอดจนผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น และสถานะ ของประเทศไทยในความตกลงนั้นอยู่ทั้งหมด ๓ ประการด้วยกัน🔗
ประการที่ ๑ ท่านประธานครับ เวลาที่เราอ่านร่างความตกลงเหล่านี้ เราจะเห็นได้ว่า เป็นความตกลงระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป แน่นอนครับเวลาที่เราพูดถึง สหภาพยุโรปนั้น ก็มีอีก ๒๗ ประเทศ ที่เป็นผู้ที่จะมีความเกี่ยวข้องในการทำความตกลง มีรายละเอียดว่า อย่างน้อยวันนี้มี ๑๒ ประเทศ ของสหภาพยุโรปที่กำลังทำกระบวนการ แบบประเทศไทยในวันนี้ ก็คือกระบวนการที่ผ่านขั้นตอนภายในของประเทศเหล่านั้น ว่าจะทำความตกลงร่วมกันในความตกลงเหล่านี้หรือไม่ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อสักครู่ ฟังรายงานจากท่านรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็ตรงกับประเด็น ที่ผมเคยถามในวิปฝ่ายค้าน และผมคิดว่ายังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนนัก และควรจะเป็นคำตอบ ที่ตอบต่อพี่น้องประชาชน วันนี้เราในฐานะ ๑ ใน ๑๐ ประเทศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการรวมตัวกันเป็นสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือที่เรียกกันย่อว่า ASEAN แต่เพราะเหตุใด หรือเพราะอะไรครับ เราถึงไม่ใช้สถานะเรื่องของความเป็น ASEAN ซึ่งมีถึง ๓ เสาหลัก ไม่ว่าจะเป็นทางการเมือง การเศรษฐกิจ การสังคม วัฒนธรรม ในการเจรจา ท่านเองก็บอกว่า มีการลงนามบางประการของข้อตกลง มีการพูดคุยกัน ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ผมคิดว่าสถานะ หรือความเป็น ASEAN เป็นเรื่องที่เรา จำเป็นต้องมีการยกระดับขึ้นมาให้มีสถานะ หรือความเท่าเทียมกันในระหว่างประชาคม ระหว่างประเทศ แน่นอนครับ เราต้องยอมรับว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเล็ก ๆ ฉะนั้น เวลาที่เราทำความตกลงกับสหภาพยุโรป ซึ่งมีถึง ๒๗ ประเทศ และล้วนเป็นประเทศ ขนาดใหญ่นั้น ผมไม่มั่นใจเรื่องสถานะ หรือความเท่าเทียมกันในการทำข้อตกลง และถึงแม้จะทราบว่า วันนี้มีแล้วถึง ๖ ประเทศ ใน ASEAN ที่มีการทำความตกลงในลักษณะ เดียวกัน แต่คำถามก็ยังอยู่บนพื้นฐานที่ว่า เพราะเหตุใดเราถึงไม่ใช้กรอบความเป็น ASEAN ในการเจรจา และการทำความตกลง หรือเป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะยกระดับความตกลงนี้ เป็นระดับ ASEAN กับสหภาพยุโรป ด้วยความเป็นศักดิ์ศรีอย่างเท่าเทียมกัน นั่นเป็น ประการที่ ๑🔗
ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ อย่างที่ผมนำเรียนว่า ในเนื้อหารายละเอียด ทั้ง ๖๔ ข้อนั้นเอง จะมีเพื่อนสมาชิกเป็นผู้อภิปรายต่อครับ แต่ผมไม่มั่นใจถึงการแปล หรือความเข้าใจต่อประเด็นที่เรียกว่า Joint Declaration ในเอกสารประกอบในรัฐสภา แห่งนี้นะครับ เอกสารเล่มฟ้า ส่วนหนึ่งกรมยุโรปก็แปลคำว่า Joint Declaration นั้น เป็นเรื่องของแถลงการณ์ร่วม แต่พอเป็นเอกสารที่เป็นทางการ มีทั้งฉบับภาษาอังกฤษ ฉบับภาษาไทย ฉบับภาษาต่างประเทศ ถึง ๑๐ กว่าประเทศ ท่านใช้คำว่า ปฏิญญาร่วม ว่าด้วยข้อตกลง จะเป็นข้อ ๕ จะเป็นข้อ ๒๓ ก็แล้วแต่ ผมเองเรียนมาไม่มากครับ แต่ผมเข้าใจว่า เวลาเราพูดถึง Joint Declaration นั้น ชัดเจนว่าเป็นแถลงการณ์ร่วม แต่เวลาเขาพูดถึงคำว่า ปฏิญญา นั้น ก็สุดแล้วแต่ที่จะมีการแปล บางท่านก็บอกว่า มาจากคำภาษาอังกฤษว่า International Covenant บางท่านก็บอกว่า มาจากคำอื่น ๆ ตกลงสถานะของ Joint Declaration ที่อยู่ท้ายข้อตกลงนี้ มีสถานะเป็นแถลงการณ์ร่วม ซึ่งพูดกันภาษาบ้าน ๆ จะทำหรือไม่ทำก็ได้ หรือเป็นปฏิญญา เพราะมันมีความผูกพัน ในกฎหมายระหว่างประเทศที่ไม่เหมือนกันครับ และหากยกระดับเป็นปฏิญญา มี ๒ ข้อ ที่ผมคิดว่าสำคัญยิ่งก็คือ สถานะของประเทศไทยในธรรมนูญกรุงโรม ท่านอย่าลืมว่า เวลาที่เราพูดถึง Crime Against Humanity อาชญากรรมระหว่างประเทศ เราพูดถึง Genocide การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งทั่วโลกเห็นตรงกันว่า เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ เราก็ไปเขียน จะเรียกว่า Joint Declaration ข้อตกลงปฏิญญาใด ๆ ก็แล้วแต่ เราบอกว่าเรารับรอง การลงนามในธรรมนูญกรุงโรม แต่วันนี้เราชัดเจนหรือไม่ว่าเราจะนำไปสู่การ Ratification หรือการให้สัตยาบันต่อธรรมนูญกรุงโรม และนำไปต่อเรื่องของการเป็นภาคีสมาชิก ของศาลอาญาระหว่างประเทศ แน่นอนครับ ประเทศไทยมีเงื่อนไขเป็นการเฉพาะที่จะต้อง ระมัดระวังในการเป็นภาคีสมาชิกของศาลอาญาระหว่างประเทศ แต่ผมคิดว่าอยากจะทราบ เจตจำนง หรือความมุ่งหมายของท่านในการไปลงนามใน Joint Declaration ในประเด็นข้อ ๕ ในขณะเดียวกันครับ ในการลงนามเรื่องของแถลงการณ์ร่วมในข้อ ๒๓ ท่านก็บอกว่า ประเทศไทยนั้นจะรับประกันว่า บุคคลจะไม่ต้องโทษประหารชีวิต แล้วท่านก็แถลงเอง บอกจะไม่มีการปรับแก้กฎหมายต่าง ๆ แต่โทษประหารชีวิตนี้มันอยู่ในประมวลกฎหมาย อาญา อย่างน้อยที่สุดมาตรา ๑๘ อย่างน้อยที่สุดในมาตรา ๒๘๘ และมาตราอื่นอีกเยอะแยะ ไปหมดครับ ผมก็ต้องถามรัฐไทยถึงความมุ่งมั่น หรือเจตจำนงในการที่เราจะรับประกัน สิทธิความเป็นพลเมืองทั่วโลกร่วมกันว่า สถานะของประเทศไทยต่อการยกเลิกในกฎหมาย ไม่ใช่ทางปฏิบัติต่อโทษประหารชีวิตนั้นจะเป็นอย่างไร นั่นเป็นประการที่ ๒ ครับ🔗
ผมใช้เวลาสั้น ๆ ท่านประธานครับ ในการถามประการที่ ๓ ผมไม่ติดใจ เรื่องเนื้อหา แต่ติดใจเรื่องเงื่อนไขครับ มีหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญที่ท่านบอกว่า การเข้าเป็น ภาคีสมาชิก หรือการไปทำข้อตกลง หรือความตกลงนี้จะนำไปสู่การได้รับการสนับสนุน ให้มีที่นั่งในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ด้วยความเคารพครับ ผมคิดว่า ถ้าประเทศไทยจะมีที่นั่งในคณะมนตรีเหล่านั้น ก็เพราะเราให้ความคุ้มครองต่อบุคคลที่อยู่ ในประเทศไทยในประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่มิใช่เพราะการที่เราเข้าไปเป็นความตกลงใด ตกลงหนึ่ง ฉะนั้นรบกวนท่านได้ตอบคำแถลงของผม และตอบคำชี้แจงเหล่านี้ที่เป็นข้อสงสัย ของผมด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปครับ ขอเชิญคุณแนน บุณย์ธิดา ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพค่ะ แนน บุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย จังหวัดอุบลราชธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ว่าด้วยประเด็นการทำข้อตกลง ที่เราเรียกกันว่า PCA สั้น ๆ นะคะ ดิฉันมีประเด็นคำถามต่อเนื่อง อาจจะมีบางข้อที่คล้าย ๆ กับท่านณัฐวุฒิ ซึ่งต้องบอกว่าทางเราก็ได้พิจารณาประเด็นนี้ในฝั่งของวิปรัฐบาล วิปฝ่ายค้านเอง ตั้งแต่ประมาณ ๓ เดือนที่แล้วในเนื้อหาส่วนนี้ ดิฉันอาจจะไม่ได้ก้าวล่วงไปในเนื้อหาลึก ๆ แต่ก็มีบางข้อที่เป็นข้อห่วงใย และหลาย ๆ อย่างไม่ว่าจะเป็น PCA ของวันนี้ หรือในอนาคต ที่เราต้องประชุมร่วมกันของ FTA อีกหลาย ๆ ฉบับที่ท่านจะนำเข้ามา หลัก ๆ ที่ต้องพูดค่ะ ท่านประธาน สิ่งหนึ่งในการที่ท่านมาขอความเห็นจากสมาชิกรัฐสภา ในการไปทำข้อตกลงร่วม ไม่ว่าจะกับประเทศใดหรือกลุ่มประเทศใดก็ตามแต่ หลาย ๆ ครั้งค่ะในฐานะสมาชิกรัฐสภา พวกเรารู้สึกว่า เนื้อหาหลาย ๆ อย่าง ข้อตกลงหลาย ๆ อย่าง ไม่ได้เอื้อให้แก่คนไทยค่ะ ไม่ได้เอื้อให้แก่ภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ แล้วยิ่งเนื้อหาในวันนี้ของ PCA ถ้าดูหลัก ๆ แล้วเป็นลักษณะในเรื่องของนามธรรมมากกว่ารูปธรรม เมื่อสักครู่ท่านณัฐวุฒิ ขออนุญาตที่ได้เอ่ยนาม ก็ได้พูดไปแล้วในเรื่องที่มีข้อตกลงอะไรบางอย่างในเรื่องของที่นั่ง แต่ใด ๆ ก็ตามแต่ ดิฉันอยากจะพูดในเรื่องประเด็นที่มีข้อห่วงใยที่ท่านได้เขียนเอาไว้ ซึ่งจริง ๆ ก็มีการติติงกันในวิปมาแล้ว ๑ ครั้ง ในเรื่องของปฏิญญาร่วมว่าด้วย ข้อ ๒๓ ในเรื่องของความร่วมมือทางกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม ซึ่งเมื่อสักครู่นี้ท่านณัฐวุฒิ ก็ได้พูดไป ซึ่งตัวนี้เป็นคำถามว่า ทำไมเราต้องเขียนรายละเอียดถึงขั้นเพียงนี้เลยหรือ ดิฉันทราบดีค่ะว่า ตัว PCA ท่านดำเนินการทำมาเป็นระยะเวลานานแล้ว เราเคยมีการเซ็น มาแล้ว ๑ ครั้ง อันนี้เป็นการเหมือน Rewrite กันใหม่อีกรอบหนึ่ง แต่ทีนี้ประเด็นที่ต้องบอกว่า ในเมื่อตัวนี้เป็นการทำขึ้นอีกรอบหนึ่ง เป็นการกลับมาเซ็นกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง ในข้อบางข้อ ที่สมาชิกรัฐสภาได้ท้วงติงไป ที่สมาชิกรัฐสภาได้รู้สึกถึงว่ามีความไม่เป็นธรรมแก่ประเทศ ของเรา ทำไมท่านถึงไม่รับข้อสังเกตนั้นเป็นการปรับแก้ หรือเป็นการเจรจาเพิ่มเติมขึ้น ไม่ใช่เพียงแต่บอกว่า เราต้องเอาเข้ามาผ่านรัฐสภา เพียงเพื่อว่าเราต้องรีบเซ็น เพียงเพื่อว่า เราต้องรีบอนุมัติให้ท่านไปทำข้อตกลงตัวนี้ แล้วอย่างที่บอกค่ะ เปิดมาหลายหน้าซึ่งจริง ๆ ดิฉันแทบจะจำเนื้อหาไม่ได้ เพราะว่าได้พิจารณาเรื่องของท่านเมื่อประมาณเดือนมิถุนายน ไปแล้ว แต่หลัก ๆ ก็คืออย่างที่บอกตั้งแต่ตอนต้นค่ะ เนื้อหาใน PCA ทั้งหมด ก็คือนามธรรม ไม่มีสิ่งใดที่จะต่อยอดไปเป็นรูปธรรมเพื่อแก้ปัญหาได้ ดิฉันเคยถามคำถามหนึ่งว่า การเซ็น PCA ตัวนี้ที่เรากลับมาเซ็นอีกรอบหนึ่ง จะแก้ปัญหา IUU ของเราได้ไหม ที่เกี่ยวข้อง กับประมงของประเทศ ท่านก็เพียงแต่บอกว่า ก็จะมีการเพิ่ม เป็นเหมือนหนทางในการ เปิดโต๊ะเจรจาเพิ่มขึ้นอีก ๑ ที่ เพียงเท่านั้นเอง แต่ถามว่าเราจะมีผลสัมฤทธิ์อะไรหลังจากนี้ ในประเทศเราที่จะได้ประโยชน์มากขึ้น แน่นอนค่ะ ท่านอาจจะมองว่า เรามีการส่งออกสิ่งนั้นสิ่งนี้ไปสหภาพยุโรปได้ เมื่อเซ็นตัวนี้แล้วสิทธิต่าง ๆ ที่เราจะได้ แต่ถามว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศที่เขาทำมาค้าขาย ไม่ว่าจะเป็นระดับบนสุด ไปถึงล่างสุด ไม่ว่าระดับใดก็ตามแต่ การเซ็นตัวนี้มันจะทำให้เขาสามารถพัฒนาอาชีพของเขา เพื่อจะส่งต่อยอดโดยไม่โดนกีดกันทางการค้าในรูปแบบไหนได้บ้าง ดิฉันถามเรื่องประเด็น IUU เกี่ยวกับเรื่องประมง ดิฉันไม่มั่นใจว่า มีหน่วยงานไหนตอบในวันนั้น แต่ว่าประเด็นหลัก ๆ ก็คือว่า คำตอบก็คือ เป็นคำตอบที่เราสมาชิกรัฐสภาที่เราพูดคุยกับพี่น้องประชาชนโดยตรง เราก็หาคำตอบให้เขาไม่ได้ว่า ท่านมีหลายฉบับไปเซ็นกับประเทศ หรือกลุ่มประเทศต่าง ๆ แต่หลาย ๆ ฉบับที่เซ็นนั้น เหมือนมาเป็นตัวบีบให้กับของเราว่า ถ้าเราไม่ยอมตกลงตัวนี้ เราไม่ยอมเซ็นฉบับนี้ เราดึงเรื่องหรือล่าช้าเอาไว้เราก็จะมีปัญหาในเรื่องฉบับต่อ ๆ ไป ถึงบอกว่าทำไมเราถึงอยู่ในสถานะที่เราจะต้องยื่นอะไรมาแล้วพร้อมเซ็น พร้อมอนุมัติไปหมด ประเทศขับเคลื่อนไปด้วยทุกส่วน ไม่ใช่ระบบราชการอย่างเดียว เราถึงอยากเห็นว่า เสียงของประชาชนที่มีปัญหาอยู่ขณะนี้ ไม่ว่าในเรื่องใดก็ตามแต่ที่อนุมัติไปให้รัฐบาลเซ็น กับประเด็นต่าง ๆ มันจะแก้ปัญหาในประเทศได้อย่างไร ในบางเรื่องอนุมัติไปแล้วมีปัญหา กับพี่น้องประชาชน แต่ท่านก็ไม่สามารถให้คำตอบได้ว่า ท่านจะเอาในการเซ็น ไม่ว่าจะเป็น PCA หรือ FTA หรือเรื่องใด ๆ ก็ตามแต่ของท่านนำกลับมาแก้ปัญหา หรือเปิดโต๊ะเจรจา แก้ไขอย่างจริงจัง หลายเรื่องท่านฟังมาหลายปีค่ะ เราก็ยังแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนไม่ได้ เพราะฉะนั้นบอกตรง ๆ ว่าสภาแห่งนี้ แน่นอนท่านมาขออนุมัติ เราไม่มีปัญหาหรอกค่ะ เพราะนี่มันคือเรื่องที่มันทำต่อเนื่องกันมา เพียงแต่ว่าในเนื้อหาหลาย ๆ อย่างที่เกี่ยวข้อง กับพี่น้องประชาชนของเรา มันมีข้อผูกพันที่เขาเสียประโยชน์หลาย ๆ อย่าง ก็อยากให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลาย ๆ อย่างที่เราได้ติติงไป ขอให้ท่านได้นำไปพิจารณาในอนาคตว่า จะเป็นอย่างไรต่อไป และยิ่งที่สำคัญที่สุดในเรื่องประเด็นข้อกฎหมายต่าง ๆ เราก็มี ความห่วงใยในการใช้คำหรือแปลคำมาเป็นภาษาไทยเช่นกันว่า เอ๊ะ มันจะเป็นการผูกมัด หรืออย่างไรหรือเปล่า ที่ดิฉันพูดเมื่อสักครู่นะคะ เรื่องปฏิญญาว่าร่วมด้วย ข้อ ๒๓ นี้นะคะ ท่านประธาน ก็จะขออนุญาตใช้สั้น ๆ เพียงเท่านี้ค่ะท่านประธาน ขอบพระคุณค่ะ🔗
ต่อไปขอเชิญคุณวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ ๑ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ในวันนี้ถือเป็น การประชุมร่วมกันครั้งแรกของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งประกอบกัน เป็นสมาชิกรัฐสภา ซึ่งเป็นองค์กรผู้ใช้อำนาจด้านนิติบัญญัติของประเทศ ตามบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย สำหรับสมาชิกวุฒิสภาชุดนี้นั้นมาจากการเลือก กันเองของบุคคลในกลุ่มอาชีพ หรือบุคคลที่มีลักษณะเฉพาะร่วมกัน จำนวน ๒๐ กลุ่ม รวม ๒๐๐ ท่าน จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า พวกเราจะได้ทำงานร่วมกันในฐานะผู้แทนปวงชน ชาวไทย โดยใช้ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ของพวกเราทุกคน เพื่อรักษาไว้ ซึ่งประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ และความผาสุกของประชาชนชาวไทย🔗
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๗๘ ได้กำหนดว่าฝ่ายบริหารคือคณะรัฐมนตรี จะไปลงนามให้มีผลผูกพันประเทศไทยในหนังสือ สัญญา ๕ ประเภท ดังที่กระผมจะกล่าวต่อไปนี้ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา เสียก่อน ได้แก่ ๑. หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย ๒. หนังสือสัญญาที่มี บทเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย ๓. หนังสือสัญญา ที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจ ตามหนังสือสัญญา หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ ๔. หนังสือสัญญาที่จะต้องออกพระราชบัญญัติ เพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา และ ๕. หนังสือสัญญาอื่น ๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการค้า การลงทุนของประเทศอย่างกว้างขวาง การที่คณะรัฐมนตรีได้เสนอ ร่างกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือ รอบด้านระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปและรัฐสมาชิกฝ่ายหนึ่งกับราชอาณาจักรไทยฝ่ายหนึ่ง หรือกรอบความตกลง PCA ซึ่งเป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศ และเป็นหนังสือสัญญา ที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการค้า การลงทุนของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ถือเป็นหน้าที่ และอำนาจสำคัญที่สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา จะได้ตัดสินใจเรื่องที่มีความสำคัญต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน โดยสมาชิกวุฒิสภาถือเป็นตัวแทนทางความคิด ความต้องการของประชาชนตามกลุ่มอาชีพ หรือบุคคล ซึ่งมีคุณลักษณะเฉพาะในการสะท้อนมุมมองในแง่ต่าง ๆ อย่างรอบด้าน รวมทั้ง ข้อดี ข้อเสีย ประเด็นที่ฝ่ายบริหารจะต้องชี้แจงให้กระจ่าง ตลอดทั้งการตั้งข้อสังเกต ให้ข้อเสนอแนะอันเป็นประโยชน์ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการพิจารณาว่า จะอนุญาตให้ฝ่ายบริหารไปดำเนินการผูกพันในกรอบความตกลง PCA หรือไม่🔗
กระผมขออนุญาตกล่าวถึง ร่างกรอบความตกลง PCA เพื่อสร้างความเข้าใจ ในภาพรวม สำหรับในส่วนการอภิปรายเจาะลึกในแต่ละด้าน หรือรายประเด็นนั้นจะมีท่าน สมาชิกวุฒิสภาที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในด้านต่าง ๆ หรือประเด็น ในแต่ละประเด็นมาอภิปรายในรายละเอียดเป็นลำดับตามคิวการอภิปรายต่อไป สำหรับ ร่างกรอบความตกลง PCA ประกอบด้วย ๘ หัวข้อ ๖๔ ข้อบท และยังประกอบด้วยส่วนของ อารัมภบท ซึ่งกล่าวถึงเหตุผลของการจัดทำกรอบความตกลงและปฏิญญาร่วม ๒ เรื่อง ได้แก่ ปฏิญญาร่วม ข้อ ๕ อาชญากรรมร้ายแรง และข้อห่วงกังวลระหว่างประเทศ และปฏิญญาร่วมว่าด้วย ข้อ ๒๓ ความร่วมมือทางกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม โดยมีโครงสร้างของแต่ละหัวข้อ ดังนี้🔗
ข้อที่ ๑ เป็นเรื่องของอารัมภบท กล่าวถึงเหตุผลของการจัดทำกรอบความตกลง🔗
ข้อที่ ๒ ลักษณะและขอบเขตหัวข้อว่าด้วยหลักการที่ทั้ง ๒ ฝ่ายให้ความสำคัญ และเป็นพื้นฐานด้านนโยบาย🔗
ข้อที่ ๓ ความร่วมมือระดับทวิภาคี ภูมิภาค และระหว่างประเทศ🔗
ข้อที่ ๔ ความร่วมมือว่าด้วยประเด็นการค้าการลงทุน🔗
ข้อที่ ๕ ความร่วมมือด้านเสรีภาพ ความมั่นคง และการยุติธรรม🔗
ข้อที่ ๖ ความร่วมมือในภาคส่วนอื่น ๆ ซึ่งครอบคลุมประเด็นและรูปแบบ ความร่วมมือที่หลากหลาย เช่น สิทธิมนุษยชน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสมุทราภิบาล🔗
ข้อที่ ๗ เครื่องมือสำหรับความร่วมมือ ๒ ข้อ ว่าด้วยทรัพยากรที่แต่ละฝ่าย จะใช้ดำเนินการร่วมมือ🔗
ข้อที่ ๘ ก็จะเป็นเรื่องของการดำเนินงาน และคณะกรรมการร่วมกำหนด รูปแบบ กลไกติดตามความร่วมมือ🔗
ข้อที่ ๙ จะเป็นเรื่องของบทบัญญัติ สุดท้าย ๑๒ ข้อว่าด้วยประเด็น ทางกฎหมายของกรอบความตกลง🔗
ข้อที่ ๑๐ เป็นปฏิญญาร่วมด้วย ข้อ ๕ อาชญากรรมร้ายแรงตามข้อห่วงกังวล ระหว่างประเทศ และปฏิญญาร่วมว่าด้วย ข้อ ๒๓ ความร่วมมือทางกฎหมายและทางอาญา🔗
จากการที่กระผมได้กล่าวถึงภาพรวมของกรอบความตกลง PCA มาตามลำดับ กระผมอยากขอให้ฝ่ายบริหารได้ชี้แจงให้กับสมาชิกรัฐสภา ตลอดจนพี่น้องประชาชน ที่ติดตามรับฟังการประชุมร่วมกันของรัฐสภาอยู่ทางบ้าน ได้มีความเข้าใจและมั่นใจได้ว่า การเข้าผูกพันตามร่างกรอบข้อตกลง PCA จะทำให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์ทั้งทางด้าน การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม อันเป็นประโยชน์ของส่วนรวมและประเทศชาติ ก่อให้เกิด ประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง🔗
สุดท้ายนี้กระผมขอตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับปฏิญญาร่วม ๒ ฉบับ🔗
ข้อที่ ๑ ปฏิญญาร่วมว่าด้วยข้อ ๕ อาชญากรรมร้ายแรงตามข้อห่วงกังวล ระหว่างประเทศ ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับธรรมนูญกรุงโรม ว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อน และปัจจุบันประเทศไทยก็ยังไม่ได้ให้สัตยาบัน ในการเป็นภาคีของธรรมนูญกรุงโรม การเข้าผูกพันตามกรอบร่างความตกลง PCA จะทำให้ ประเทศไทยขาดความเป็นอิสระ ในการตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร อันนั้นคือ ประเด็นคำถามที่ ๑🔗
ประเด็นคำถามที่ ๒ ก็จะเป็นเรื่องของปฏิญญาร่วมว่าด้วย ข้อ ๒๓ เป็นความร่วมมือทางกฎหมาย และทางอาญา ซึ่งเนื้อหาเกี่ยวกับโทษประหารชีวิตในระบบ กฎหมายของประเทศไทย ยังกำหนดให้มีโทษประหารชีวิต ซึ่งประชาชนยังมีความคิดเห็น ที่แตกต่างกันในประเด็นดังกล่าวอยู่ กระผมใคร่ขอสอบถามว่า ถ้าหากประเทศไทยยังไม่ได้ ให้สัตยาบันการเป็นภาคีธรรมนูญกรุงโรม และยังมีโทษประหารชีวิตในระบบกฎหมาย จะกลายเป็นเงื่อนไขให้สหภาพยุโรป และสมาชิกรัฐสภาใช้เป็นมาตรการกีดกัน หรือลดระดับ ความสัมพันธ์ในด้านต่าง ๆ หรือไม่ อย่างไร ก็ฝากกราบเรียนให้ทางท่านผู้เกี่ยวข้องช่วยตอบ คำถาม ๒ ข้อนี้ด้วยนะครับ กราบขอบพระคุณครับท่านประธานครับ🔗
รัฐสภาขอต้อนรับ คณะผู้เข้าร่วมโครงการเสริมสร้างบ้านเมืองทุจริตภายใต้ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ กิจกรรมเสริมสร้าง บ้านเมืองสุจริต หัวใจการพัฒนาประชาธิปไตย ซึ่งกำลังนั่งฟังการประชุมอยู่บนชั้น ๔ ขอต้อนรับทุกท่านครับ ต่อไปขอเชิญคุณจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเริ่มต้นด้วยการกราบเรียนท่านประธานว่า วันนี้กระผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้มีโอกาสประชุมร่วมกับท่านวุฒิสมาชิกชุดใหม่ เป็นครั้งแรก สิ่งหนึ่งที่ขออนุญาตกราบเรียนเบื้องต้น สำหรับวาระการประชุมในวันนี้ก็คือว่า กระผมเห็นชอบกับกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้าน ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป หรือที่เรียกย่อ ๆ ง่าย ๆ กันว่า PCA Thai-EU ฉบับนี้🔗
เหตุผลที่กระผมเห็นชอบก็เพราะเหตุว่า วันที่ ๖ เดือนธันวาคม ปี ๒๕๖๕ กระผมนั่งอยู่ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในฐานะรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ในขณะนั้น และได้ให้ความเห็นชอบกับกรอบความตกลงที่กำลังพิจารณา อยู่ขณะนี้ ซึ่งนำไปสู่การลงนามในที่สุดเมื่อวันที่ ๑๔ เดือนธันวาคม ปี ๒๕๖๕ อีกประมาณ ๑ สัปดาห์ในเวลาต่อมา โดยท่านดอน ปรมัติถ์วินัย ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น เป็นผู้แทนไทยไปลงนาม ที่บรัสเซลส์ ความจริงร่างกรอบความตกลงฉบับนี้ ภาษาไทยก็เขียนไว้ชัดจะได้เข้าใจง่าย ๆ ว่า เป็นความร่วมมือรอบด้าน คำว่า รอบด้าน หมายความว่า เกือบจะเรียกว่าทุกด้าน ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่แน่นอนกรอบ ความร่วมมือนี้มันเป็นแค่เสมือนทิศทาง หรือแผนแม่บท การที่จะมีข้อตกลงเพิ่มเติมเข้ามา มันก็จะเป็นข้อตกลงเฉพาะรายละเอียดที่จะตามมาจาก PCA ฉบับนี้ในอนาคตต่อไป ปัจจุบันนี้ ที่ผมติดตามโดยใกล้ชิดก็พบว่า PCA ฉบับนี้มีความคืบหน้า ก็คือว่าเฉพาะในกลุ่มประเทศ สมาชิก ASEAN ๑๐ ประเทศ ได้มีการลงนามไปแล้ว ๕ ประเทศ คือ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เวียดนาม แล้วก็มาเลเซีย สำหรับสมาชิกสหภาพยุโรป หรือ EU ได้มีการ ให้สัตยาบันกับประเทศไทย เฉพาะกับเรานะครับ ไปแล้ว ๑๒ ประเทศ จาก ๒๗ ประเทศ นี่ก็คือข้อเท็จจริงทั้งหมดที่ขออนุญาตกราบเรียนเบื้องต้นกับท่านประธาน กระผมเห็นว่า PCA ฉบับนี้ในภาพรวมจะเป็นประโยชน์กับทั้งประเทศไทย และคนไทยทั่วทั้งประเทศในระยะยาว ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า🔗
ประการที่ ๑ PCA ฉบับนี้มันเป็นเสมือนการยิงปืนด้วยกระสุนนัดเดียว แต่ได้นก ๒๗ ตัว เพราะสหภาพยุโรปมีสมาชิก ๒๗ ประเทศ นั่นก็คือ เราทำสัญญาฉบับเดียว แต่ได้ยกระดับความร่วมมือ และความสัมพันธ์กับประเทศต่าง ๆ ถึง ๒๗ ประเทศ นี่คือประโยชน์ที่ได้รับง่าย ๆ เห็น ๆ ชัด ๆ🔗
ประการที่ ๒ ก็คือว่า PCA ฉบับนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญอีกอัน ในการที่ จะช่วยให้ประเทศไทย สามารถสร้างดุลยภาพด้านภูมิรัฐศาสตร์ในเวทีโลก ที่ผมเรียนว่า สามารถสร้างดุลยภาพของไทยทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ในเวทีโลก เพราะว่าขณะนี้ทุกท่าน ทราบดี โลกกำลังถูกแบ่งขั้ว แบ่งค่ายทางการเมืองโดยมหาอำนาจ แล้วก็ไม่ได้แบ่งค่าย แบ่งขั้วเฉพาะการเมือง แต่เอาเศรษฐกิจมามัดรวมกันกับการเมืองด้วย กลายเป็นการแบ่งขั้ว แบ่งค่ายทางเศรษฐกิจและการเมือง เพราะฉะนั้นประเทศไทยมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง กำหนดท่าที รักษาดุลยภาพในการเดินหน้าเศรษฐกิจการเมืองในเวทีโลก เพื่อประโยชน์สูงสุด ของประเทศของเรา ที่ผ่านมาเราถึงเดินหน้าได้อย่างถูกต้อง ที่กระผมขออนุญาต กราบเรียน เพราะผมก็มีส่วนสำคัญคนหนึ่งเช่นเดียวกัน เช่น เราขับเคลื่อน RCEP จนกระทั่ง ประสบความสำเร็จ ปัจจุบันมีสมาชิก ๑๕ ประเทศ มีจีนเป็นพี่เบิ้ม พูดตรง ๆ นี่ก็คือ กลไก เครื่องมือทางเศรษฐกิจการเมืองอันหนึ่งของจีนที่เป็นมหาอำนาจปัจจุบัน แต่ขณะเดียวกัน เราก็ไม่ได้เป็นเฉพาะสมาชิก RCEP แต่เรายังไปเป็นผู้สนับสนุน IPEF หรือความร่วมมือ ความเป็นหุ้นส่วนอินโด-แปซิฟิก ที่สหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าภาพใหญ่ นี่คือการสร้างความสมดุล หรือดุลยภาพสำหรับประเทศไทย ขณะเดียวกันเราก็เป็นสมาชิก APEC ที่ในอนาคต มีเป้าหมายในการที่จะพัฒนาไปเป็น FTA ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แล้ว APEC ก็มีทั้งไทย มีทั้งสหรัฐอเมริกา มีทั้งจีน มีรัสเซีย มีออสเตรเลีย มีนิวซีแลนด์ มียุโรป มีญี่ปุ่น มี ASEAN ของเราด้วย เป็นต้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมขออนุญาตกราบเรียนก็คือว่า PCA ฉบับนี้จะเป็น อีกก้าวสำคัญในการสร้างดุลยภาพความสัมพันธ์ของไทยในเวทีโลก และคงความมีดุลยภาพ ทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ของไทยต่อไปอย่างเป็นทางการ ถ้ามีผลบังคับใช้🔗
ประโยชน์ประการที่ ๓ ที่ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธาน ก็คือว่า PCA ฉบับนี้จะเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้การเจรจา FTA ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป บรรลุผล โดยราบรื่น รวดเร็วขึ้น ที่กระผมกล้าพูดตรงนี้อย่างนี้ก็เพราะเหตุว่า กระผมมีส่วนสำคัญ ในการเริ่มต้นรอบใหม่ในการทำให้ FTA ไทย-สหภาพยุโรป เดินหน้าไปได้ ขณะดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า การเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป ชะงักมาเกือบ จะเรียกว่า ๑๐ ปี แล้วนับ ๑ ใหม่ไม่ได้อีกต่อไป จนกระทั่งผมเดินทางไปสหภาพยุโรป ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรองนายกรัฐมนตรี ไปพบกับท่านรองประธาน กรรมาธิการสหภาพยุโรป หรือตำแหน่งง่าย ๆ ก็คือ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ของสหภาพยุโรปนั่นเอง แต่เขาเรียกคนละชื่อกันกับเรา ไปพบกับท่านวัลดิส โดมโบรฟสกิส (Mr. Valdis Dombrovskis) แล้วก็นำมาซึ่งความสำเร็จในการที่ตกลงกันว่า จะเริ่มต้น การเจรจา FTA Thai-EU อีกครั้งหนึ่งหลังจากค้างคามานานนับสิบปี วันที่ ๑๕ มีนาคม ปี ๒๕๖๖ จึงเป็นที่มาที่ได้มีการลงนามประกาศแถลงการณ์ร่วมกันว่า ถัดจากนี้ไปเราจะนับ ๑ การเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป ซึ่งขณะนี้ที่ผมติดตามก็คือว่า เราเจรจาไปแล้ว ๓ รอบ ซึ่งขอถือโอกาสนี้ ขอบคุณเพื่อนข้าราชการจากกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะเป็นเจ้าภาพหลัก และเพื่อนข้าราชการจากทุกกระทรวง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่มีส่วนสำคัญในการช่วยผลักดัน ทำให้เกิดความคืบหน้าในเรื่องนี้ แต่แน่นอนยังมีปัญหาอุปสรรคอีกมากมายครับ ที่จะตามมาจากการเจรจา เพราะเขาก็ต้องรักษาผลประโยชน์ของเขา เราก็ต้องรักษา ผลประโยชน์ของเรา ไม่มีใครได้ทั้งหมด และไม่มีใครเสียทั้งหมด แต่นี่คือการที่เราจะต้องใช้ ศักยภาพและความสามารถของเรา แล้วถ้าเราให้ความเห็นชอบ PAC วันนี้ PAC ฉบับนี้ จะเป็นตัวช่วยที่จะทำให้การเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป สำเร็จราบรื่นได้มากขึ้นในอนาคต ที่สำคัญจะทำให้ FTA ที่เรามีกับประเทศต่าง ๆ ที่เราชอบเปรียบเทียบกับเวียดนาม เราจะไล่หลัง เวียดนามใกล้ขึ้น ขณะนี้เวียดนามมี FTA มากกว่าเรา เพราะขณะนี้เรามี FTA แค่ ๑๕ ฉบับ กับ ๑๙ ประเทศ ขณะที่เวียดนามมี ๑๖ ฉบับก็จริง แต่กับ ๕๔ ประเทศ แต่ถ้า FTA Thai-EU ประสบความสำเร็จเราจะเพิ่มจาก ๑๕ ฉบับ เป็น ๑๖ ฉบับเท่าเวียดนาม และจำนวน ประเทศจะเพิ่มจาก ๑๙+๒๗ ประเทศทันที กลายเป็น ๔๖ ประเทศ ไล่หลังเวียดนามที่มี ๕๔ ประเทศ นิดเดียวครับ นี่ก็คือประโยชน์สำคัญที่ผมขออนุญาตที่จะกราบเรียน ให้ท่านประธานได้เห็น นอกจากนี้เรายังมีการขับเคลื่อน FTA Thai-EFTA ระหว่างไทย กับ ๔ ประเทศ ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ ที่ผมก็นำคณะไปเจรจา ในยุคนั้น แล้วก็กับดูไบ หรือ U.A.E ถ้าสำเร็จเราก็จะสามารถสร้างแต้มต่อในการค้าขาย การลงทุน และด้านการบริการให้กับไทยได้มากขึ้น กล่าวโดยสรุปก็คือว่า FTA Thai-EU จะสำเร็จราบรื่นได้ PCA ที่เราพิจารณากันอยู่วันนี้จะมีส่วนสำคัญในการที่จะช่วยขับเคลื่อน🔗
สุดท้ายครับ ที่ขออนุญาตฝากรัฐบาลชุดต่อ ๆ ไปที่จะเป็นผู้บังคับใช้ PCA ฉบับนี้ ให้คำนึงถึงสิ่งที่พวกเราก็ได้ถามกันในสภาเมื่อสักครู่บางท่าน ซึ่งสิ่งที่จะต้องคำนึงถึงนี้ เพื่อป้องกันปัญหาที่จะติดตามมาในการบังคับใช้ภาคปฏิบัติ นั่นก็คือว่า PCA ฉบับนี้ ได้กำหนดเงื่อนไขไว้ว่า ประเทศไทยในฐานะคู่สัญญาจะต้องไม่มีการละเมิดกรอบความตกลง ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญยิ่ง หรือที่เรียกว่า Essential Elements ซึ่งมีเงื่อนไขอยู่ ๔ ข้อ ในภาพรวม ๆ นั่นก็คือว่า เมื่อ PCA บังคับใช้แล้วประเทศไทยต้องไม่มีการละเมิดการเคารพ หลักการประชาธิปไตย ประการที่ ๑ ประการที่ ๒ สิทธิมนุษยชน ประการที่ ๓ เสรีภาพ ขั้นพื้นฐาน และประการที่ ๔ ก็คือ การไม่เผยแพร่อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ซึ่งเราก็ยังห่างไกลในเรื่องนี้ อันนี้คงไม่เป็นไร คือเป็นไรแต่เราคงไม่ถึงกับจะไปทำเรื่องนี้ แต่หลักการสำคัญ ๓ ข้อแรก คือสิ่งที่ผมคิดว่ารัฐบาลชุดต่อ ๆ ไปต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะไม่เช่นนั้นสหภาพยุโรปอาจจะระงับการบังคับใช้ความตกลง FTA ไทย-สหภาพยุโรป ที่อาจจะมีผลบังคับใช้ในอนาคตทั้งหมด หรือบางส่วนได้ นี่ก็คือสิ่งที่ขอฝากรัฐบาลไว้🔗
ในภาพรวมผมขอใช้เวลาสั้น ๆ ว่า ผมสนับสนุน PCA ไทย-สหภาพยุโรป ฉบับนี้ เพื่อประโยชน์ของประเทศไทยในภาพรวม และคนไทยในระยะยาวครับ ขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ รัฐสภา ขอต้อนรับ คณะผู้นำชุมชน และประชาชนเทศบาลตำบลบ่อทอง อำเภอหนองจิก จังหวัด ปัตตานี ซึ่งกำลังนั่งฟังการประชุมอยู่ชั้น ๔ ขอต้อนรับทุกท่านครับ ยินดีครับ ต่อไปขอเชิญ คุณณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เขตเลือกตั้งที่ ๗ อำเภอนาทวี อำเภอสะบ้าย้อย ตำบลลำไพลของอำเภอเทพา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เราเรียกย่อ ๆ เรื่องที่กำลังอภิปรายว่า PCA ร่างฉบับนี้ หลายคนบอกเป็นร่างจริง หลายคนบอกมันเป็นร่างหลอก ท่านประธานครับ ได้มีการลงนาม กรอบความตกลง PCA อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๖๕ ในการประชุม ที่กรุงบรัสเซลส์ แต่กระบวนการ PCA ยังไม่สมบูรณ์ครับท่านประธาน เพราะอะไรครับ เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๑๗๘ ได้ระบุไว้ชัดเจน จะต้องได้รับความเห็นชอบ จากคณะรัฐมนตรี และที่สำคัญครับ ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแห่งนี้ สรุป PCA ฉบับนี้มีอายุ ๒๐ ปีแล้ว ครับท่านประธาน กว่าจะเข้าสู่การพิจารณาแต่ละครั้งอุปสรรคมากมาย อุปสรรคสำคัญ คืออะไรครับ รัฐประหาร อุปสรรคสำคัญคืออะไรครับ ความไม่เป็นประชาธิปไตย เลยไม่มี การลงนาม ท่านประธานครับ ด้วยเวลาอันจำกัดวันนี้หนังสือสีฟ้าถ้าท่านสมาชิกได้อ่าน มันมีความละเอียดชัดเจน ผมขอพูด ๓ ข้อ🔗
ข้อ ๒๓ ความร่วมมือทางกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม ท่านประธานครับ ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่สำคัญครับ เพราะว่านอกจากเป็นข้อที่เป็นกรอบแล้ว ยังเป็น เรื่องของการลงปฏิญญาในข้อ ๒๓ เขียนว่าอย่างไรครับ ประเทศแห่งราชอาณาจักรไทย จะดำเนินการทุกวิถีทางที่สอดคล้องกับกฎหมายของตน เพื่อรับประกันว่า บุคคล จะไม่ต้องโทษประหารชีวิต และหากตัดสินให้บุคคลผู้นั้นได้รับโทษประหารชีวิต รัฐบาล แห่งราชอาณาจักรไทย จะถวายคำแนะนำเพื่อขอพระราชทานอภัย เห็นไหมครับ กรอบเขียนไว้ อีกแบบหนึ่ง แต่มีการลงปฏิญญาไว้เรียบร้อยแล้วครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมจะอภิปรายวันนี้ นี่ก็คือสิ่งที่สมาชิกรัฐสภาต่างคิดร่วมกันว่า วิธีการแก้กฎหมายเป็นเรื่องที่สำคัญ ปรากฏว่า วันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๗ ที่ผ่านมาครับท่านประธาน มีอดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ อดีตประธานาธิบดีมองโกเลีย เดินทางมาพบคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ซึ่งผมเป็นสมาชิก มาเรื่องอะไรครับ มาเรื่องกรรมาธิการระหว่างประเทศ เพื่อต้านการประหารชีวิต สิ่งที่วันนั้นอดีตประธานาธิบดี ๒ คนตั้งคำถามกับพวกผม คำถามแรก ๑. ประเทศไทยเมื่อไรที่จะยกเลิกโทษประหาร ประเทศไทยไม่มีความตั้งใจ ที่จะยกเลิก ผมเองในฐานะสมาชิกลุกขึ้นบอกว่า มันไม่ใช่เราไม่ได้ตั้งใจ แต่เป็นกระบวนการ กฎหมายครับท่านประธาน วันนี้กรอบที่ท่านได้เขียนไว้ได้ลงปฏิญญา แล้วโทษประหาร ท่านจะทำอย่างไรครับ เมื่อเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ ข้อที่ ๒ และเป็นข้อที่ ๓ ของกรอบ เรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ท่านไม่อยู่ในพื้นที่ท่านไม่รู้ว่า ผลกระทบในกรอบที่ท่านเขียนมันจะกระทบกับใครครับ ก็กระทบกับชาวสวนยางพี่น้องบ้านผม กระทบกับชาวสวนปาล์ม กระทบกับชาวสวนทุเรียน กระทบกับเกษตรกรอีกหลายสาขาอาชีพ เพราะกรอบที่ท่านไปเซ็นไว้ ผมยกตัวอย่างนะครับ ประเทศเพื่อนบ้านปลูกปาล์มน้ำมัน ปรากฏว่ายุโรป Sanction ไม่นำเข้า เขาโต้ตอบอย่างไร ครับท่านประธาน ไม่ซื้อฝูงบิน ๑ ฝูง เพราะฉะนั้นวันนี้กรอบที่ท่านไปเขียนไว้ ท่านไม่ลง ในรายละเอียด โดยเฉพาะกรมยุโรป เคยไปบ้านผมไหมครับ เคยรู้ไหมครับว่า วันนี้ถ้ากฎหมาย ฉบับนี้ออกจะกระทบกับชาวสวนยางอย่างไร จะกระทบกับการนำเข้าปาล์มไปยังยุโรป ต่างประเทศอย่างไร นี่คือคำถาม🔗
ท่านประธานครับ ข้อ ๔๕ เกี่ยวโยงกันเลยครับ การเกษตร ปศุสัตว์ การประมง และการพัฒนาชนบท สินค้าเกษตรเหมือนที่ผมพูดวันนี้ กรอบที่ท่านเขียนไว้ ท่านไม่ได้ลงในรายละเอียด แต่สิ่งที่จะเกิดกระทบกับเกษตรกร และรัฐบาลในอนาคต นี่คือ สิ่งที่ท่านต้องรับผิดชอบ เพราะฉะนั้นวันนี้สัตว์ที่ส่งออก และประมงที่เจ๊งไปใครจะรับผิดชอบ🔗
สุดท้ายครับท่านประธาน ข้อสังเกตของสมาชิกล้วนเป็นประโยชน์กับรัฐบาล ประเทศชาติแน่นอนครับ สิ่งที่ผมอยากเห็นจากกรอบ PCA โดยเฉพาะยุโรป ๒๗ ประเทศ ก็คือความร่วมมือในระยะยาว ในเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ที่มีความยุติธรรมทุกฝ่าย ผมเห็นด้วยกับกรอบนี้ แต่ขอให้ท่านนึกถึงพี่น้องประชาชนอีกหลายคนที่ไม่มีสิทธิมาพูด ในสภาแห่งนี้ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ รัฐสภา ขอต้อนรับ คณะผู้บริหาร สมาชิกสภา เจ้าหน้าที่ พนักงานส่วนตำบล และประชาชน จากองค์การบริหารส่วนตำบลกรงปินัง อำเภอกรงปินัง จังหวัดยะลา ซึ่งกำลังนั่งฟัง การประชุมอยู่ชั้น ๔ ขณะนี้ครับ ขอต้อนรับทุกท่านนะครับ ต่อไปขอเชิญคุณอังคณา นีละไพจิตร ครับ🔗
ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันต้องขอขอบคุณทางรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศ สำหรับการริเริ่มและผลักดันกรอบความตกลงว่าด้วย ความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้านระหว่างสหภาพยุโรปและรัฐสมาชิกฝ่ายหนึ่ง กับราชอาณาจักรไทย ที่เรียกชื่อย่อว่า PCA ซึ่งริเริ่มมาตั้งแต่ปี ๒๐๑๒ แต่ว่าได้เว้นช่วงไป ในช่วงที่ประเทศไทยมีการรัฐประหาร และมาเริ่มต้นในการพูดคุยกันต่อเมื่อปี ๒๕๖๐ วันนี้ดิฉันมีความเห็น แล้วก็ข้อสังเกตบางประการที่จะเสนอต่อท่านประธาน สมาชิกรัฐสภา แล้วก็คณะรัฐมนตรี ดังนี้🔗
ประการแรก ดิฉันจะเห็นว่าที่ผ่านมาสหภาพยุโรป และประเทศสมาชิก มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทั้งความร่วมมือในการสร้างธรรมาภิบาล การส่งเสริมประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยได้มีการพัฒนาทั้งด้านการปรับปรุงกฎหมาย และมาตรฐานในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแก้กฎหมาย การค้ามนุษย์ การต่อต้านการแสวงประโยชน์จากเด็ก เรื่องของการพัฒนาสิทธิแรงงาน แรงงานข้ามชาติ กรณีของผู้อพยพย้ายถิ่นที่ประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างการจัดทำระบบ คัดกรองผู้ย้ายถิ่น แล้วก็รวมถึงการยุติการกักเด็กที่ติดตามผู้ปกครองในการย้ายถิ่น นอกจากนั้นยังรวมถึงเรื่องของสุขภาพอนามัย การเข้าถึงบริการสุขภาพแบบถ้วนหน้า แล้วก็เรื่องของสุขภาพทางเพศ และอนามัยเจริญพันธุ์ด้วย นอกจากนั้นที่สำคัญก็คือ ในเรื่องของการดำเนินธุรกิจ ประเทศไทยเองก็ได้รับรองแนวทางสหประชาชาติด้วยเรื่องของธุรกิจ กับสิทธิมนุษยชน ซึ่งวันนี้ประเทศไทยก็อยู่ในระหว่างการปฏิบัติตามแผนสิทธิมนุษยชน ระยะที่ ๒ อยู่ในระหว่างปี ๒๕๖๖-๒๕๗๐ แต่ก็ยังมีปัญหาอย่างมากในทางปฏิบัติ🔗
ประการที่ ๒ ดิฉันเชื่อว่า PCA จะเสริมพลังให้ประเทศไทยในการปฏิบัติตาม อนุสัญญาด้านสิทธิชุมชนของสหประชาชาติทั้ง ๘ ฉบับ ที่ประเทศไทยให้สัตยาบัน และมีผล บังคับใช้ ไม่ว่าจะเป็นกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง หรือ ICCPR อนุสัญญาได้สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เรื่องของการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิง การส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศ รวมถึงการปฏิบัติตามข้อมติคณะมนตรีความมั่นคง สหประชาชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้อมติการลดอาวุธ และการไม่แพร่ขยายอาวุธทำลายล้าง นอกจากนั้นอีกข้อมติหนึ่งที่มีความสำคัญมาก ก็คือข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ ที่ ๑๓๒๕ เรื่อง Women Peace and Security ซึ่งประเทศไทยอยู่ระหว่างการจัดทำแผน ยุทธศาสตร์ในการส่งเสริม และคุ้มครองผู้หญิงในพื้นที่ขัดแย้งให้มีส่วนร่วมในกระบวนการ สันติภาพอย่างเปิดเผย ทั้งในฐานะผู้เสียหาย ผู้หญิงในกองกำลังติดอาวุธทุกฝ่าย หรือผู้หญิง ในฐานะผู้รักษาสันติภาพ โดยสหประชาชาติให้ความสำคัญในเรื่องของการสร้างผู้นำหญิง การส่งเสริมให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมในทุกระดับของกระบวนการตัดสินใจ การมีส่วนร่วมทางการเมือง การกำกับนโยบาย รวมถึงกระบวนการมีส่วนร่วมในการร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิง และการไม่อดทนต่อการคุกคามและการล่วงละเมิดทุกรูปแบบ ในช่วงของความขัดแย้ง และหลังความขัดแย้ง ซึ่งดิฉันก็เชื่อว่าประเทศไทยจะเห็นความสำคัญของข้อมตินี้ แล้วก็ พัฒนาให้มีแผนปฏิบัติการชาติในอนาคต ท่านประธานคะ แม้การอนุวัติอนุสัญญาระหว่างประเทศจะเป็น Non-Legal Binding แต่ดิฉันเชื่อว่า PCA จะเพิ่มพลังให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการนำพันธกรณีต่าง ๆ มาปฏิบัติให้เกิดขึ้นจริง ผ่านการปรับปรุงกฎหมายต่าง ๆ เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน ทุกคน อย่างเช่น ที่ประเทศไทยได้แก้กฎหมาย ป.วิอาญา ให้สอดคล้องกับข้อบทที่ ๙ (๓) ของ ICCPR ในเรื่องของการจับกุม ควบคุมตัวประชาชน หรือว่าในเรื่องของการนำข้อบทที่ ๑๔ เรื่องของการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม มาบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ และรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน นอกจากนั้นประเทศไทยก็ยังให้ความสำคัญ กับการต่อต้านการก่อการร้าย และการป้องกันอาชญากรรมร้ายแรงระหว่างประเทศ โดยการ ออกกฎหมายป้องกันการบังคับบุคคลให้สูญหาย ซึ่งถือว่าเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ในเรื่องของกรอบข้อตกลง PCA ดิฉันได้คุยกับเพื่อนสมาชิก แล้วก็รับทราบความกังวล ของหลายท่าน อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้พูดไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโทษประหารชีวิต ซึ่งปรากฏในข้อบทที่ ๖ ของ ICCPR อย่างไรก็ดีเราพบว่า แม้ประเทศไทยจะมีโทษ ประหารชีวิต แต่ประเทศไทยก็ไม่เคยประหารชีวิตเด็กที่อายุต่ำกว่า ๑๘ ปี หรือหญิงมีครรภ์ ตามข้อบทที่ ๖ (๕) ของ ICCPR🔗
อีกประการหนึ่ง ที่มีหลายท่านกังวลคือ ข้อบทที่ ๑ ของ ICCPR ที่กล่าวถึง สิทธิในการกำหนดใจตนเอง ซึ่งเรื่องนี้ประเทศไทยได้มีถ้อยแถลงตีความ โดยไม่ให้ตีความว่า อนุญาตหรือสนับสนุนการกระทำใด ๆ ที่เป็นการแบ่งแยกดินแดนตามปฏิญญาเวียนนา อย่างไรก็ดีเราคงทราบกันว่า ในวันนี้มีเยาวชนที่จัดการเสวนา แล้วพูดคุยเรื่องของสิทธิในการ กำหนดใจตนเองถูกกล่าวหา แล้วถูกขู่ว่าจะฟ้องร้องดำเนินคดี กรณีนี้ดิฉันไม่ทราบว่า ทางรัฐบาลมีแนวทางอย่างไรที่จะไม่ให้มีการใช้กฎหมายเพื่อที่จะคุกคาม หรือว่าเพื่อที่จะปิดปาก คนที่ต้องการที่จะใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น นอกจากนั้นดิฉันยังเห็นว่า ประเทศไทย ยังอาจต้องเผชิญกับข้อท้าทายอีกหลายประการ ในการนำมาตรฐานสากลมาปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมสาธารณะ หรือที่เรียกกันว่า ฟ้องปิดปาก รวมถึงปัญหาการคุกคามและปกป้องสิทธิมนุษยชน และการลอยนวลพ้นผิด ซึ่งเรื่องนี้สหภาพยุโรปให้ความสำคัญมาก หรือการประกาศใช้ พระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งตามข้อบทที่ ๔ ของ ICCPR กำหนดให้ประเทศสมาชิกสหประชาชาติ ต้องแจ้งรัฐภาคีประเทศสมาชิกอื่น โดยผ่าน เลขาธิการสหประชาชาติ ซึ่งเมื่อช่วงที่มีการระบาดของโควิด-๑๙ และประเทศไทย ได้ประกาศพระราชบัญญัติสถานการณ์ฉุกเฉิน ประเทศไทยก็ได้แจ้งต่อเลขาธิการ สหประชาชาติ อย่างไรก็ดีในการประกาศใช้พระราชบัญญัติสถานการณ์ฉุกเฉินในจังหวัด ชายแดนภาคใต้ ที่รัฐบาลได้ประกาศใช้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ๒๕๔๘ และขยายการบังคับใช้ ทุก ๆ ๓ เดือน จนปัจจุบันเป็นเวลา ๑๙ ปีเศษ กรณีนี้เท่าที่ทราบประเทศไทยยังไม่ได้แจ้ง สมาชิกสหประชาชาติ ซึ่งเป็นข้อกังวลของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติเช่นกัน เนื่องจากว่ามีการร้องเรียนเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากการใช้กฎหมายดังกล่าว🔗
สุดท้ายแล้วค่ะ ดิฉันก็หวังอย่างยิ่งว่ากรอบข้อตกลง PCA จะเสริมพลัง การวางรากฐานประชาธิปไตย และธรรมาภิบาลของประเทศไทยให้เท่าเทียมกับสากล จะเคารพสิทธิ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลทุกคน โดยไม่ละทิ้งใครไว้ข้างหลัง รวมถึงการเคารพความเสมอภาคทางเพศ และขจัดการเลือกปฏิบัติต่าง ๆ ยุติการลอยนวล พ้นผิด ดิฉันเชื่อว่า PCA จะนำไปสู่การตั้งคณะทำงานเฉพาะระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป โดยประชาชนจะมีส่วนร่วมอย่างเปิดเผย ในการแสดงความห่วงใยต่อผลกระทบใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นต่อประชาชน และประชาชนสามารถให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ ต่อคณะทำงานได้ ดิฉันหวังว่า ๑ ในคณะทำงานที่จะมีการจัดตั้งก็จะมีคณะทำงาน ด้านสิทธิมนุษยชนและธรรมาภิบาลอยู่ด้วยนะคะ เพื่อเป็นการคุ้มครองบุคคลทุกคน ในประเทศไทย และเพื่อแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยยึดมั่นและสนับสนุนค่านิยมพื้นฐาน ทางการเมือง และเศรษฐกิจที่เป็นสากล พร้อมกับเคารพคุณค่าและประโยชน์สูงสุด ของประชาชน ตามแนวทางของสหประชาชาติและสหภาพยุโรปค่ะ ขอบพระคุณค่ะ ท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ในนามของรัฐสภา ผมยินดีต้อนรับ คณะสมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสื่อมวลชนกัมพูชา จำนวน ๓ ท่าน ที่ได้เข้าฟังการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ในวันพฤหัสบดีที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๗ เวลา ๑๐.๓๐ นาฬิกา ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญท่านจุลพงศ์ อยู่เกษ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม จุลพงศ์ อยู่เกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ กรอบความตกลง Thai-EU มีทั้งหมด ๖๔ ข้อ ๒ ปฏิญญา แต่ผมจะอภิปรายในบางข้อเท่านั้น ๔-๕ ข้อ แสดงถึงความกังวลว่า ประเทศไทยเราจะทำตาม ข้อตกลงที่ไปสัญญากับเขาไว้ได้หรือไม่ ท่านผู้ชี้แจงนั่งสบาย ๆ เลยนะครับ เพราะว่าความกังวล ของผมนี้ นอกเหนือจากขอบเขตอำนาจหน้าที่ของท่านที่ท่านจะตอบ ท่านประธานครับ ตามข้อตกลง PCA นี่นะครับ การไม่ปฏิบัติตามกรอบความตกลงเป็นเรื่องที่สหภาพยุโรป ระบุว่า ไม่สามารถประนีประนอมได้ แปลว่าอะไร ถ้าไปสัญญิงสัญญาเขาไว้กรอบตามนี้ แล้วทำไม่ได้นี่นะครับ ข้อตกลงต่าง ๆ ก็เป็นแค่กระดาษแผ่นหนึ่งเท่านั้น ในแง่ของสหภาพยุโรป เช่นเรื่องอะไรบ้าง ในอารัมภบทคือ เจตจำนงของคู่สัญญา ภาษาอังกฤษเขาเรียก Preamble แต่ผมไม่รู้ว่า สนธิสัญญาต่างประเทศเขาจะเรียกอะไร🔗
เรื่องแรก คือยืนยันการยึดมั่นในหลักประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ทุกคนทราบดีครับ เมืองไทยมีการปฏิวัติรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ มากเป็นอันดับ ๑ ใน ๓ ของโลก จริง ๆ บันทึกนี้ ความน่าอายระดับโลกไม่น่าจะต้องพูดถึง ๑๐ ปี มี ๒ ครั้ง ครั้งสุดท้ายปี ๒๕๕๗ ท่านประธานเชื่อไหมครับ ใช้กำลังทหารเพียง ๑๕๐ คน สามารถจะฉีกรัฐธรรมนูญได้ แล้วก็ไม่มีใครยืนยันได้ว่า ต่อไปจะไม่มีการปฏิวัติรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญกันอีก ผมเรียนตรง ๆ ถ้ามีอีก EU เขาก็ถือว่า ข้อตกลงนี้เป็นเพียงกระดาษเปล่า ๆ เท่านั้น🔗
เรื่องที่ ๒ ในอารัมภบทบอกว่า เรายืนยันยึดมั่นในหลักนิติธรรม หลักธรรมาภิบาล นอกจากเน้นย้ำในอารัมภบทแล้ว ยังไปยืนยันในข้อ ๑ และข้อ ๒๐ ของ PCA นี้อีก ท่านประธานครับ ผลการสำรวจ Rule of Law Index ทั่วโลก การมีหลักนิติธรรมทำมาแล้ว ประมาณ ๑๕ ปี ประเทศไทยได้คะแนนตกครับ คือ ๔.๕ จากคะแนนเต็ม ๑๐ รวมทั้งหมด ๑๒๕ ประเทศ ปีก่อน ๆ ก็อันดับดีกว่านี้ แต่ปีนี้ได้คะแนนตกไป อีกกรณีหนึ่งที่เห็นได้ชัด เมื่อเร็ว ๆ นี้ คดีตากใบมีการปล่อยให้จนเกือบจะขาดอายุความ ๒๐ ปีแล้ว ในปลายเดือน ตุลาคมนี้ ถ้าไม่ได้ฟ้องและนำตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลภายในวันที่ ๒๕ ตุลาคมนี้ คดีเป็นขาดอายุความครับ ถึงแม้ศาลจะรับมีมูลและมีการไต่สวนมูลฟ้องว่า คดีนี้มีมูล เมื่อ ๒ วันก่อนก็ตาม มันเป็นความท้าทายของรัฐบาลที่จะนำตัวจำเลยมายังศาลภายในอายุความ ไม่เช่นนั้นหลักนิติธรรม หลักพื้นฐานธรรมาภิบาลของประเทศไทยจะป่นปี้หมดครับ แล้วเราไปสัญญิงสัญญากับเขาใน PCA ได้อย่างไร🔗
กรณีที่ ๓ การยึดมั่นหลักธรรมาภิบาล และการต่อต้านการทุจริตในทุกระดับ อยู่ในข้อ ๔ ในเอกสารสีฟ้านี้ ผมเข้าใจว่าไม่ได้แจกให้ท่านเพื่อนสมาชิกวุฒิสภา คือแจก เฉพาะเอกสารประกอบการพิจารณา ในข้อ ๔ ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล และการต่อต้าน การทุจริตคอร์รัปชัน อีกแล้วครับ ในอันดับคอร์รัปชันของประเทศไทย เมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว อยู่อันดับ ๗๕ ของโลก ปีที่แล้วอยู่ในอันดับ ๑๐๑ ของโลก ยิ่งมีอันดับสูงแปลว่ายิ่งแย่ลง แล้วเราจะไปสัญญิงสัญญาเขาอย่างไรว่าเราจะยึดมั่น เราจะต่อต้านการทุจริตในทุกระดับ คำว่า ทุกระดับนี่ผมไม่ได้เขียนเองนะครับ มันอยู่ใน PCA🔗
กรณีที่ ๓ ในหัวข้อที่ ๓ เรื่องความร่วมมือว่าด้วยประเด็นการค้า และการลงทุน ผมจะไม่อภิปรายในเรื่องการเจรจาเพื่อนำไปกรอบ FTA ในประเด็นการค้าและการลงทุน มีทั้งหมด ๑๐ ข้อ ตั้งแต่ข้อ ๙ ถึงข้อ ๑๘ ผมจะขออภิปรายเล็กน้อยในข้อ ๑๖ ในเรื่องการแข่งขันทางการค้า ทุกคนทราบดีครับ กฎหมายแข่งขันทางการค้าบ้านเรานี่ ผมอยากจะขออนุญาตท่านประธานพูดว่า เป็นเศษกระดาษเท่านั้นเอง ไม่มีการบังคับใช้จริง คณะกรรมการแข่งขันทางการค้าไม่เคยผ่านมติว่า มีการผูกขาดทางการค้าหรือไม่ แล้วอย่างนี้ เราจะทำตามกรอบข้อตกลงนี้ได้อย่างไรครับ ถ้าเรายังเหมือนเดิม ยังบังคับใช้กฎหมาย การค้าเหมือนเดิม🔗
เรื่องสุดท้ายครับท่านประธาน เรื่องความร่วมมือทางกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกบางท่านได้พูดไปแล้ว ปฏิญญาร่วมว่าด้วย ข้อ ๒๓ ไทยต้องรับประกันบุคคลจะไม่ต้องโทษประหารชีวิต ท่านประธานเชื่อไหมครับ ประเทศไทยยังมีโทษ ประมวลกฎหมายอาญามีโทษประหารชีวิตเกือบ ๒๐ มาตรา ในประมวลกฎหมายอาญาลักษณะหนึ่ง ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงในราชอาณาจักร หมวด ๑ ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการ แทนพระองค์ มี ๔ มาตรา หมวด ๒ ความผิดต่อความมั่นคงในราชอาณาจักร มาตรา ๑๑๓ ใช้กำลังล้มล้างรัฐธรรมนูญ ที่เป็นความผิดนะครับ ที่เป็นความผิดที่มีคนทำมากที่สุด ในหมวดนี้ คือ ใช้กำลังล้มล้างรัฐธรรมนูญ เราไม่เคยสามารถจะบังคับได้เลย แม้กระทั่ง มีโทษถึงประหารชีวิต ความผิดต่อความมั่นคงนอกราชอาณาจักร มีอยู่ ๕ มาตรา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมยังไม่มั่นใจว่า ประเทศไทยเราเองสามารถจะทำตามพันธะนี้ ได้หรือไม่ อย่างไรก็ตามแม้ผมจะตั้งข้อสังเกต และข้อกังวลในส่วนประเทศไทยที่อภิปราย มาแล้ว ผมในฐานะรองประธานกรรมาธิการการต่างประเทศ และรองประธานกรรมาธิการ การพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญาของสภาผู้แทนราษฎร ก็ยังคงสนับสนุนครับ กรอบความตกลงครั้งนี้นะครับ แต่อย่างไรก็ตามถ้าประเทศไทยไปเซ็นแล้ว ก็หวังว่า ประเทศไทยจะยึดมั่นตามกรอบนี้นะครับ อย่างน้อยที่สุดที่ยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย โดยจะไม่มีการปฏิวัติรัฐประหารอีกต่อไป ขอบคุณครับ🔗
เชิญท่านปรเมษฐ์ จินา ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม ปรเมษฐ์ จินา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรครวมไทยสร้างชาติ จังหวัด สุราษฎร์ธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ วันนี้ก็คงจะลงในภาพเล็ก ๆ เพื่อที่จะสื่อ ให้พี่น้องทางบ้านได้เข้าใจว่า เราทำกรอบความตกลงความร่วมมือฉบับนี้แล้ว พี่น้อง ประชาชนจะได้อะไรบ้าง ซึ่งจริง ๆ แล้วในส่วนของการดำเนินงาน ก็คงจะเหมือนที่หลายท่าน ได้นำเรียนมาแล้วในเรื่องของระยะเวลา กระบวนการ ขั้นตอน และปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ แต่ทีนี้ถามว่า ถ้าให้ลงมติวันนี้ผมก็พร้อมที่จะลง เนื่องจากว่า ณ วันนี้เรามีความจำเป็น ที่จะต้องดำเนินการให้รวดเร็ว เนื่องจากว่าประเทศชาติเราต้องการในเรื่องของความร่วมมือ แล้วก็ในเรื่องของการค้า การลงทุน แล้วก็ในส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่ง ก็คงจะเป็นในเรื่องของ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งถามว่าประเทศในสหภาพยุโรปน่าคบหรือไม่นะครับ ก็ขอเรียนว่า เป็นประเทศที่มีคุณภาพ ๒๗ ประเทศนี้ ไม่มีมหาอำนาจไหนในโลกนี้ระหว่าง ๒ ขั้วที่จะเข้าไปแทรกแซงหรือทำลายได้เลย เนื่องจากว่าเขามีความเข้มแข็ง ยกตัวอย่าง ก่อนหน้านี้ผมได้เข้าไปศึกษาดูงาน แล้วก็อยากจะไปเปิดตลาดทุเรียน เนื่องจากว่าเราอาจจะ ไม่มีปัญหาในวันนี้ แต่เราต้องมองไปข้างหน้าว่าวันนี้เราจะขายกับประเทศจีน ๑,๔๐๐ ล้านคน หรือว่าจะไปอินเดียอีก ๑,๔๐๐ ล้านคน น่าจะเพียงพอนะครับ แต่ถามว่าในกลุ่มสหภาพยุโรปได้มีทางกระทรวงการต่างประเทศ แล้วก็กลุ่มงานที่เกี่ยวข้อง เขาไปจัดเรื่องของ Thai festival แล้วก็พาทุเรียนไปลองจำหน่ายดู เขาไปจำหน่าย ๓ เม็ด ทางใต้เรียกว่า ๓ ยุม ๑,๐๐๐ บาท ๓ ยุมก็ ๒๕ ยูโร ยูโรละ ๓๙ บาทกว่า ๆ ก็เฉลี่ยแล้ว ๔๐ บาท ๓ ยุม ๑,๐๐๐ บาท เขาก็ประทับใจ แล้วก็ถามว่ามีโอกาสไหมที่จะให้ประเทศไทย ส่งออก แล้วก็นำเข้าทุเรียนจากประเทศไทยไปยังสหภาพยุโรป ตอนนั้นผมไปเยอรมันครับ เขาก็บอกว่า เขาไม่สามารถตัดสินใจได้นะครับ นอกจากให้ประธานสหภาพยุโรปเห็นชอบ แล้วก็เปิดตลาดทั้ง ๒๗ ประเทศ อันนี้เขาให้ความสำคัญกับในเรื่องของกลุ่มของเขามาก อันนี้ก็เป็นส่วนที่สำคัญ แล้วก็การเดินทางแต่ละประเทศใน ๒๗ ประเทศ เขาไม่ต้องมี กระบวนการ ขั้นตอนในเรื่องของหนังสือลงตรา หรือว่าการผ่านด่าน หรือว่าการตรวจนะครับ สามารถจะขี่ทะลุทะลวงไปได้เลย อันนี้ก็คือความเข้มแข็งของสหภาพยุโรป ทีนี้ก็อยากจะฝาก นำเรียนว่าในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศ โดยเฉพาะงานนี้ถ้าเป็นเรื่องของสหภาพยุโรป ก็คงจะเป็นกรมยุโรปที่รับผิดชอบเรื่องนี้ ผมมองว่าอยากจะให้ท่านเป็นเจ้าภาพ แล้วก็ เชิญเอกอัครราชทูต หรืออุปทูตใน ๒๗ ประเทศ เท่าที่ประเทศไทยเรามีสถานทูตอยู่ ในประเทศนั้น ๆ ท่านเชิญมา แล้วก็เชิญกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องต่าง ๆ ผมว่า เกือบทุกกระทรวง ยกตัวอย่าง ถ้าเป็นกระทรวงพาณิชย์ก็ในเรื่องของการค้า แล้วก็ในส่วนของ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ณ วันนี้เราให้ความสำคัญของ Climate Change ให้ความสำคัญของ Carbon Credit ให้ความสำคัญของการลดก๊าซเรือนกระจก ก็มีความจำเป็นที่ต้องให้มีส่วนร่วมตรงนี้ด้วย ในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศ แน่นอนว่า เป็นเจ้าภาพโดยตรงอยู่แล้วนะครับ กระทรวงแรงงานก็เช่นกัน ขอนำเรียนในที่ประชุมว่า ยกตัวอย่าง ประเทศเดียวที่ได้ไปแล้วเขามีความต้องการแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ คนขับรถ Bus ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล หรือว่าในส่วนของคนที่จะไปดูแลผู้ป่วย หรือผู้ป่วยติดเตียง เป็นต้นว่าผมไปติดต่อกับนายกเทศมนตรีในพื้นที่เป็นเมืองเล็ก ๆ นะครับ เขาว่าถ้าท่าน สส. สามารถทำได้ ส่งมาเลยให้ผ่านกระบวนการ อันนี้เป็นจุดเล็ก ๆ ถ้าในส่วนของกระทรวงเป็นเจ้าภาพ แล้วก็จัดตรงนี้ แต่ว่าในส่วนของเยอรมันเขาจะมี กฎเหล็กของเขา ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน ไม่ว่าจะเป็นเด็กเสิร์ฟ ไม่ว่าจะเป็นกุ๊ก เขาต้องเข้า Course เรียนภาษาเยอรมันก่อน อันนี้จุดแข็งของเขาที่เขาจะไม่ใช้ภาษาอื่น ก็ต้องมีการปรับ ประยุกต์ใช้อีกทีหนึ่งนะครับ ในส่วนของอุดมศึกษาก็เช่นกัน ณ วันนี้หลายประเทศ ในยุโรป ที่นักเรียนทุน นักเรียนไทยเข้าไปศึกษาเยอะมาก แต่ว่าค่าใช้จ่ายตรงนั้นเขามองว่า เขาต้องเสียค่าใช้จ่ายเยอะ ถ้าเขาสามารถมาเปิดเป็น Campus หรือว่าวิทยาเขตในประเทศไทย เป็นความร่วมมือระหว่างอุดมศึกษา ก็อยากจะให้แทรกไปดูในส่วนของกรอบข้อตกลง ความร่วมมือตรงนี้ว่า สามารถที่จะทำได้หรือไม่ แล้วก็ในส่วนของกิจกรรมหนึ่งที่น่าสนใจ ในเรื่องของพลังงานสะอาดของเขาไปดูแล้ว ในเรื่องของการกังหันใช้พลังงานลม ในส่วนของแผง โซลาเซลล์ใช้แสงพลังงานแสงอาทิตย์ แล้วก็ในส่วนของเขื่อนใช้พลังงานน้ำ เขาสามารถ ที่จะปล่อยน้ำผลิตพลังงานไฟฟ้า เสร็จแล้วเขาย้อนกลับสูบมาแล้วก็หมุนเวียนแบบนี้ ไม่ต้องใช้น้ำเป็นปริมาณเยอะ แต่ว่าใช้ระบบหมุนเวียน มีหลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ อย่าง มองว่า ถ้าเป็นประโยชน์กับประเทศไทย แล้วก็ตอนนี้อย่าคำนึงในเรื่องของใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ เอายึด Win Win ก่อน ของเรามีสินค้าเยอะ ของเขาไม่มีก็ตกลงไปเลย ของเขามีเยอะ ของเราไม่มีก็ตกลงไปเลย ก็ขอความร่วมมือว่า เมื่อทำข้อตกลงฉบับนี้แล้ว ให้เร่งแปลงจากเอกสารสู่การปฏิบัติ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปครับ ท่านวราภัสร์ ไพพรรณรัตน์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน วราภัสร์ ไพพรรณรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา ตามกรอบความร่วมมือ PCA ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป และภาคีเครือข่ายสมาชิกนั้น สหภาพยุโรปเป็นกลุ่มประเทศ ที่มีความสำคัญต่อไทย เพราะนอกจากจะเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ ตลาดสินค้า และบริการ ของโลกแล้ว สหภาพยุโรปก็ยังเป็นกลุ่มประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม รวมถึงเทคโนโลยีสีเขียวด้วย และเป็นผู้กำหนดเกณฑ์มาตรฐานโลก ในหลายด้าน ถ้าหากกรอบความตกลง PCA มีผลบังคับใช้ก็จะเพิ่มโอกาสแก่ประเทศไทย ในการขยายการค้า การลงทุน ความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ การดึงดูดเม็ดเงินลงทุน จากประเทศในสหภาพยุโรป และภาคีสมาชิกอีก ๒๗ ประเทศ รวมถึงจะได้รับการถ่ายทอดความรู้ ความร่วมมือรอบด้าน ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ที่เติบโตมีความสามารถในการแข่งขันได้มาตรฐานสากล เพื่อยกระดับการค้าและการลงทุน ทางด้านการค้า และการลงทุนตามกรอบความตกลงของ PCA ซึ่งมีข้อที่เกี่ยวข้อง กับการส่งเสริมการค้า การลงทุนระหว่างกันจำนวนหลายข้อ ในประเด็นการค้า การลงทุน เพื่อส่งเสริมการเข้าสู่ตลาด ส่งเสริมความโปร่งใส รวมทั้งการหารือเพื่อหาทางออกสำหรับ ปัญหาทางการค้าอีกด้วย และความร่วมมือกันในด้านมาตรฐาน กฎระเบียบ เทคนิค กระบวนการตรวจสอบรับรอง ให้มีการเสริมขีดความสามารถทางเทคนิค และความร่วมมือ นอกจากนี้ยังมีข้อบทอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือ ด้านการอำนวยความสะดวก ทางการค้า การลงทุน และนโยบายด้านการแข่งขัน ประการสำคัญนะคะ กรอบความตกลง PCA นี้ จะเป็นบันไดนำไปสู่การเปิดการเจรจาการค้าเสรี FTA ระหว่างไทยกับ EU และอีกระดับหนึ่ง เนื่องจากกรอบ PCA มีความสำคัญกับทวิภาคี ทราบว่ารัฐบาลไทย ได้มีการประชาสัมพันธ์ให้ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคประชาชนได้ทราบถึง ผลประโยชน์ไปบ้างแล้ว ที่จะได้รับในสนธิสัญญา PCA มาอย่างต่อเนื่อง และเมื่อสหภาพยุโรป มีมติให้เราฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับ EU ขึ้น ดิฉันจึงมองว่า เป็นโอกาสที่ดี ของประเทศไทยที่จะสร้างความเชื่อมั่นในด้านการค้า การลงทุนกับนานาประเทศ โดยภาครัฐต้องมีความพร้อม เช่น การปรับกฎระเบียบของประเทศให้ทันสมัย ทันเวลา ซึ่งจะทำให้ภาคเอกชนได้รับประโยชน์ในการสร้างมาตรการของประเทศไทยในเรื่องต่าง ๆ ไปด้วยกัน🔗
แต่ดิฉันก็มีข้อสังเกต ในการนี้ที่ได้รับฟังจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ ที่ได้ให้เกียรติมาชี้แจงในประเด็นที่ว่า เมื่อกรอบ PCA มีผลบังคับใช้แล้วนั้น ประเทศไทยเราไม่ต้องออกกฎหมายเพิ่มเติม เนื่องจากการดำเนินการด้านต่าง ๆ ของประเทศเรามีความสอดคล้องกับ PCA เป็นพื้นฐานอยู่แล้ว ดิฉันจึงมีข้อห่วงใย ในภาคอุตสาหกรรมขนาดเล็ก หรือผู้ประกอบการขนาดย่อม อาจได้รับผลกระทบ จากการยกระดับมาตรฐานการค้า ในเรื่องของกฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้อง ทำให้เกิดปัญหาอุปสรรค อยู่บ้าง ดิฉันขอฝากให้รัฐบาลช่วยพิจารณาในส่วนของกฎ ระเบียบให้มีความเอื้ออำนวย กับภาคอุตสาหกรรมดังกล่าว ท่านประธานคะ จากปรากฏการณ์ที่ผ่านมา EU ในฐานะ ผู้นำเข้าสินค้าประมงรายใหญ่ของโลก ได้หันมาเข้มงวดกับการทำประมงผิดกฎหมาย ของประเทศทวิภาคีต่าง ๆ ซึ่งประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับผลโดยตรง จึงเป็นที่มา ในภาคของการประมงของไทย ทั้งฝ่ายรัฐบาล ชาวประมง และผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ประมง ต้องปรับตัว แล้วร่วมกันแก้ไขปัญหาปฏิรูปภาคการประมง ซึ่งรวมถึงแนวทางการ จัดการประมงที่ผิดกฎหมาย เพื่อให้สอดคล้องกับความร่วมมือว่าด้วยประเด็นการค้า และการลงทุนในด้านระบบอาหารที่ยั่งยืน จึงเห็นได้ว่าการสร้างความเข้าใจให้ กับภาคประชาชน เพื่อให้ตระหนักถึงมาตรการสากลอย่างรอบด้าน รัฐบาลเพิ่มช่องทาง ในการสื่อสารประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนได้รับรู้ในเหตุผลที่ประเทศไทยจะเข้าสู่ความผูกพัน ตามกรอบความตกลง PCA กับสหภาพยุโรปและภาคีสมาชิก ดิฉันหวังว่า กรอบความตกลง ว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้าน หรือกรอบความตกลง PCA ซึ่งรัฐสภา กำลังจะพิจารณาในวันนี้ เมื่อมีผลผูกพันกับประเทศภาคีแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อนโยบาย ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อันจะนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ และสร้างความผาสุกให้กับประเทศได้ยั่งยืนต่อไป ขอบคุณค่ะ🔗
ต่อไปขอเชิญท่านภัณฑิล น่วมเจิม ครับ🔗
เรียนท่านประธานวันนี้ ผม ภัณฑิล น่วมเจิม ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตวัฒนาและเขตคลองเตย พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอร่วมอภิปรายสนับสนุน พร้อมตั้งข้อสังเกต เกี่ยวกับร่างกรอบความตกลงความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้าน Thailand-EU Comprehensive Partnership and Cooperation Agreement หรือเรียกสั้น ๆ ว่า Thai-EU PCA ซึ่งเป็นข้อตกลงที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและสหภาพยุโรป ในหลายมิติ และมีความสำคัญยิ่งต่ออนาคตเศรษฐกิจไทย หลายคนมองว่านี่เป็นโอกาส ของประเทศไทยที่จะได้เข้าสู่ตลาดโลก จากการได้รับผลประโยชน์จากการค้าขายกับประเทศ ที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก รวมถึงปูพรมไปสู่การเปิดการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป ความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราเข้าเขต Schengen หรือแม้กระทั่ง การร่วมมือทางการศึกษา อย่างเช่น โครงการ Erasmus ซึ่งผมเองก็ได้เคยเข้าร่วม เป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนขณะที่ศึกษาในประเทศสหภาพยุโรป แต่คำถามคือ มันใช่เป็นแบบนั้น จริงหรือที่มันจะมีแต่ข้อดี รัฐบาลไทยมีเจตจำนงทางการเมืองหรือไม่ ทั้งในเรื่องการเคารพ หลักประชาธิปไตย ให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมหลักนิติรัฐ นิติธรรม ค่านิยมพื้นฐานในเรื่อง ความเท่าเทียม ความเสมอภาคระหว่างเพศ อีกหลายกรณีตัวอย่าง เช่น ประเด็นนักโทษ คดีทางการเมือง รายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชน ด้วยสหภาพยุโรปเขาติดตามสถานการณ์ การเมืองในไทยอย่างใกล้ชิดนะครับ ท่าทีของรัฐบาลไทยที่ผ่านมาในประเด็นรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งสหภาพยุโรปเขาให้ความสำคัญ เราก็เฉย ไม่ได้มีท่าทีที่ชัดเจน ความพร้อมของประเทศไทย ในเรื่องกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ข้อกฎหมายในการนำเข้าสินค้าที่มีส่วนในการตัดไม้ ทำลายป่า EUDR Deforestation Regulation รวมถึงสินค้าหลัก ๆ ของเราหลายตัว สินค้ายางพารา น้ำมันปาล์ม เขาดูไปตลอดจนถึงห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดว่า Source Origin มันมาอย่างไร เราได้เตรียมการเรื่องนี้อย่างดีหรือยัง ไม่ใช่เราก็อยากจะไปลงนาม มันมี ข้อดีละครับ สนับสนุนในเรื่องหลักการที่จะไปลงนามปฏิญญาตัวนี้ แต่ว่าความพร้อมของเรา มาตรการ การปรับลดคาร์บอนก่อนผ่านแดน CBAM : Carbon Border Adjustment Mechanism ซึ่งสหภาพยุโรปเขาเข้มงวด แล้วเอาจริงเอาจังในการใช้เป็นมาตรการกีดกันทางการค้า ผู้ประกอบการไทยเราจะรับมืออย่างไร มันมีหลายเรื่องเลยที่อยู่ในสรุปตัวรายงาน การต่อต้านการทุ่มตลาด Anti-dumping ซึ่งยังไม่ได้พูดถึง ยกตัวอย่าง กรณีการนำเข้าสินค้า เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ผ่านมา ซึ่งเราโดนกระทำ แต่คราวนี้ถ้าเกิด เราจะส่งออกไปยุโรป แล้วเขามีมาตรการเหล่านี้เรามีมาตรการที่จะ Counter อย่างไร การส่งเสริมการเข้าสู่ตลาด ส่งเสริมการลงทุนที่โปร่งใส ส่งเสริมนโยบายการแข่งขัน ทางการค้าที่มีประสิทธิภาพ นี่คือปัจจุบันเรื่องแข่งขันทางการค้าเรายังมีการผูกขาด ในประเทศ แล้วเราไปลงนามในเรื่องพวกนี้เราจะมั่นใจได้อย่างไร เราจะ Ensure ประเทศคู่ค้าเราได้อย่างไรว่า การลงทุนเข้ามาเขาจะสามารถแข่งขันได้อย่าง Fair and Free ยังไม่ได้พูดถึงทางเรื่องภาษี คือถ้าเกิดเป็นผู้ประกอบการจากยุโรปเข้ามาลงทุน เขาก็อยากจะ เสียภาษีถูกต้อง แต่ในประเทศของเรา SMEs ผู้ประกอบการไทย เข้าสู่ระบบภาษีมากน้อยแค่ไหน อย่างไร มาตรการต่อต้านการทุจริตด้านศุลกากร ปัจจุบันนี้ยังเต็มไปหมดเลยครับ ทั้งเรื่องหมูเถื่อน เรื่องรถนำเข้าอิสระ กรมศุลกากรเราก็มีปัญหาเยอะ ต่อต้านการปลอมแปลง สินค้าและการละเมิดลิขสิทธิ์ ท่านไปเดินสิครับ ย่านสุขุมวิท อโศก นานา ยังเต็มไปด้วย ของที่ละเมิดลิขสิทธิ์ คือเราสัญญาว่าจะทำอย่างโน้น อย่างนี้ แล้วในประเทศเรา เราทำได้ หรือเปล่าจริง ๆ มิติด้านการคุ้มครองผู้บริโภคในการค้า Digital ดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ ก็ยังมีปัญหาอีกหลายมิติเลยนะครับ สัดส่วนนวัตกรรมพลังงานหมุนเวียนทางเลือกที่สะอาด เช่น พลังงานชีวภาพ ชีวมวล ลม แสงอาทิตย์ ความร้อนใต้พิภพ บริการด้านพลังงานที่มีราคา ที่ยอมรับได้ อันนี้เราทำได้หรือเปล่า โครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งที่สามารถเข้าถึงได้ อย่างเท่าเทียม การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ สารเคมี ปัญหาอีกเยอะเลยนะครับ ก่อนอื่น ต้องยอมรับครับ EU เป็นเจ้ากฎระเบียบที่กำหนดกรอบกติกาด้วยมาตรฐานที่เข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อม แรงงาน ความปลอดภัยของอาหาร ตัวอย่างเช่น Farm to Fork Strategy ที่ควบคุมด้วยการคำนวณภาษี การปล่อยก๊าซ หรืออัตราการทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนมีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตามกรอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ปี ๒๐๓๐ ที่กำหนดโดยองค์การ UN สหประชาชาติ หากไทยต้องร่วมมือและเข้าสู่ตลาด EU เราจำเป็นต้องปรับตัว เราพร้อมที่จะสอดคล้องกับกติกาเหล่านี้ หากทำตามไม่ได้ ใครจะรับผิดชอบครับ เราอาจจะต้องเผชิญความเสียหายทางเศรษฐกิจนะครับ รวมถึง การกีดกันทางการค้า อย่าลืมนะครับ ในทุกข้อตกลงจะมีผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียทางผลประโยชน์ การเจรจาต้องละเอียดรอบคอบ เข้าใจว่าทำกันมานาน กว่าจะมาผ่านมติ ครม. เมษายน นี่ก็ผ่านมาเนิ่นนาน ต้องคำนึงถึงจุดแข็ง จุดอ่อนประเทศเราเอง ยกตัวอย่าง เกษตรกร ผู้เลี้ยงโคนมซึ่งอาจจะเป็นผู้เสียผลประโยชน์ก็ได้ เมื่อพบว่าผู้เลี้ยงโคนมจำนวนมาก หลายหมื่นคนอาจต้องเจอปัญหารายได้ที่ลดลงหลักพันล้าน เพราะว่า Productivity ของประเทศที่เราลงนามด้วยเขาสูงกว่า เขาก็จะสามารถส่งเข้ามาในราคาที่ต่ำลง และใกล้เคียงมากขึ้น ซึ่งก็เป็นความท้าทายที่เราต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน🔗
อีกประเด็นหนึ่งครับ เรื่องสิทธิบัตรยา ประเทศไทยได้ตอบรับข้อตกลง เรื่องขององค์การค้าโลก WTO ว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้อง เมื่อปีที่แล้ว ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของยาในประเทศเป็นยานำเข้า ๙๕ เปอร์เซ็นต์ของผู้ขอจด สิทธิบัตรยา เป็นบริษัทต่างชาติจากอเมริกาและยุโรป ข้อกังวลเมื่อมี FTA ขึ้นจะมีการ เรียกร้องที่เข้มงวดมากขึ้น อาจจะส่งผลต่อการผูกขาดสิทธิบัตรยา มีความยาวนานถึง ๒๐ ปี ซึ่งทำให้ประชาชนเข้าถึงยาได้ยากขึ้น ราคายาอาจสูงขึ้น โดยเฉพาะในประเทศไทย ที่ประชากรหลายสิบล้านคน พึ่งพาระบบประกันสุขภาพ สปสช. ซึ่งใช้งบประมาณหลัก แสนล้านบาทต่อปี กว่าครึ่งของงบนี้ใช้ไปกับค่ายา หากมีการผูกขาดยาเข้มงวดมากขึ้น ประชาชนต้องเผชิญกับภาระที่หนักหน่วงมากขึ้น ในขณะที่เรามุ่งเน้นเรื่องประโยชน์ ทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในการเปิดเสรีทางการค้า เราต้องไม่ลืมว่า การปรับปรุง ตัวกฎหมาย กฎระเบียบภายประเทศเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยเฉพาะการปรับปรุงกฎหมาย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ซึ่งภาครัฐและสภาผู้แทนราษฎรต้องทำความเข้าใจ แล้วก็ปรับเปลี่ยนข้อกำหนดกฎหมายให้สอดคล้อง หากทำได้อย่างรวดเร็ว ประสิทธิภาพ โอกาสในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของ Supply Chain ระหว่างไทยกับ EU จะมี มากมาย แต่หากล่าช้าโอกาสนี้อาจจะตกไปอยู่กับประเทศอื่น ๆ ที่เป็นคู่แข่งเรา อย่างเช่น เวียดนามหรือสิงคโปร์ที่มีความพร้อมมากกว่านะครับ การเปิดเสรีทางการค้าเป็นดาบสองคม ไม่ใช่มีแต่ข้อดีนะครับ แม้ว่ามันจะเปิดโอกาสให้เราส่งออกสินค้าไปยุโรปได้โดยไม่ต้อง เสียภาษี แต่ในทางกลับกันมันก็เปิดประตูสินค้าจากยุโรปเข้ามาแข่งขันกับประเทศเราได้ การค้าระหว่างประเทศไทย สหภาพยุโรป มีมูลค่าถึง ๔๔ พันล้านยูโร ซึ่งหมายความว่า เมื่อเปิดสินค้าและสินค้าคุณภาพสูงยุโรปจะสามารถแข่งขันกับประเทศไทยได้ทันที ซึ่งสินค้าไทยที่มีต้นทุนต่ำกว่ามันไม่ได้หมายถึงว่า เราจะได้เปรียบนะครับ บางทีเราต้องเจอ แรงกดดันเกี่ยวกับ Trade barriers ต่าง ๆ ซึ่งไทยอาจจะเสียเปรียบในเวทีการค้าโลก หากปรับตัวไม่ทัน เราก็อาจจะมีปัญหา เพราะว่ามันก็มีคนที่ไปเซ็น FTA กับยุโรปก่อนหน้าเราแล้ว ตั้งหลายเขตเศรษฐกิจนะครับ🔗
สุดท้ายครับ ข้อตกลงนี้ไม่ใช่เป็นเพียงข้อตกลงร่วมมือทางการค้า แต่เป็นการ เปิดโอกาสให้เราพัฒนาตัวเอง ให้มีความพร้อมกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป เราต้องหา จุดที่เราแข็ง ทำให้เราสามารถใช้ประโยชน์จากตรงนี้ได้ ประโยชน์ในการแลกเปลี่ยนความรู้ ด้านต่าง ๆ เช่น การกำหนดให้มีการจัดประชุม Dialog ในประเด็นวาระต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ ลดจุดอ่อนของประเทศเรา หาสมดุลในเรื่องของผลประโยชน์จากข้อตกลงฉบับนี้นะครับ อย่างไรก็ตามหากกฎหมายนโยบายไทยไม่สามารถปรับตัวทันเวลาได้ โอกาสเหล่านี้อาจจะ เป็นของประเทศอื่น ๆ การเจรจาระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรปอาจจะต้องทำด้วย ความรอบคอบและรอบด้านมากที่สุด ขอบคุณครับ🔗
เชิญท่านอดิศร เพียงเกษ ครับ🔗
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายอดิศร เพียงเกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดขอนแก่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้มีโอกาสอภิปราย และมีประธานวุฒิสภาเพื่อนรักขึ้นนั่งเป็นประธานในที่ประชุม โอกาสอย่างนี้ในอดีตคิดอย่างไรก็ไม่น่าจะเกิดขึ้น จึงยินดีต้อนรับอีกคำรพหนึ่งนะครับ ขอให้ท่านสุขภาพแข็งแรงมากกว่าผมต่อไป ท่านประธานครับ เรากำลังอภิปรายเรื่อง กรอบความตกลงความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือรอบด้านระหว่างสหภาพยุโรปกับ ประเทศไทยเรา ย้อนอดีตไปครับประเทศที่มีรายชื่อ ๒๗ ประเทศของสหภาพยุโรป เคยเป็นประเทศที่ล่าอาณานิคม ไม่เอ่ยชื่อครับ เขามาตักตวงผลประโยชน์จากประเทศ ที่ถูกล่าอาณานิคม เราก็ได้รับผลกระทบกระเทือนต้องเฉือนทางใต้ เฉือนแถวทางขวาทางซ้าย ทรัพยากรที่มีค่าในอดีตเขาเอาไป ผมก็อยากจะฝากงานหนัก ๆ ให้รัฐมนตรีต่างประเทศ สิ่งไหนที่คุณสูบเลือดสูบเนื้อ หรือเอาทรัพยากรไปคืนให้แก่ประเทศเขาได้ไหม ก่อนที่จะมา ตกลงเรื่องนี้วันนี้ครับ เป็นเรื่องใหญ่นะครับ ไม่ใช่ว่า ณ ปัจจุบันนี้ เราจะต้องเอาตามฝรั่งมังค่า ไปหมด เดี๋ยวนี้สหภาพยุโรปก็ไม่ใช่จะมีความสมานสามัคคีอะไรกัน วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๓ ประเทศสหราชอาณาจักร ประเทศอังกฤษ เขาก็ออกจากสหภาพยุโรป Unity ความสามัคคี ของสหภาพยุโรปส่งผลต่อเราไหม ถ้าเราคบกับสหภาพยุโรปแล้วสหราชอาณาจักร เราจะเอาไว้ไหนคิดนะครับ เราจะค้าขายอะไรกับเขา เยอรมันส่งรถ Benz มาขายคันเดียว แม่ใหญ่ศรี พ่อใหญ่จันทาผมต้องทำนา ๒๐ ปีนะครับ ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นประเทศไทยได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์หรือเปล่า เสียเปรียบเขาอีกไหม เหมือนถูกล่าอาณานิคมอีกไหม หรือเรา ถือโอกาสว่าเป็น Tradition คนนั้นเซ็นเราก็เซ็น ๔-๕ ประเทศใน ASEAN เซ็นไปแล้ว เหลือประเทศไทย ประเทศไทยก็เซ็น อย่าไปคิดว่ายุโรปเขาจะเหนืออะไรเรานะครับ เรามี สินค้าการเกษตรที่ผลิต ผลิตแทบตายมีทุเรียน กว่าจะได้ BMW มาคันหนึ่ง Peugeot มาคันหนึ่ง ผมฝากท่านรัฐมนตรีได้ทราบข่าวว่า จะอยู่ต่ออยู่ ก็ขอแสดงความยินดีล่วงหน้า ท่านครับ สหภาพยุโรปส่วนมากทั้งหมดในสงครามยูเครนกับรัสเซีย ไทยจะเอาอย่างไร EU เขาค่อนข้าง จะไปทางอเมริกา เขารวมเป็นสหภาพยุโรปเพื่อจะสู้กับอเมริกากับเงิน U.S. Dollar เราจะเข้าข้างทางยูเครน หรือจะเข้าทางรัสเซีย จะนำพาประเทศไทยไปเกี่ยวกับความมั่นคง ของเขาหรือไม่ น่าเป็นห่วงนะครับ ผมไม่อยากให้เราเสียเอกราชอีกครั้งหนึ่งให้แก่ฝรั่งมังค่า ซึ่งก็ไม่ได้เหนืออะไรเรามากมาย ตอนแรกผมจะไม่พูดหรอกครับ แต่บังเอิญท่านอดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านนพดล ปัทมะ มา ซึ่งเป็นหน้าที่ของท่าน ผมนี่ถ้ามีกระทรวงให้เลือกนะครับ ถ้ากระทรวงการต่างประเทศมีลาวประเทศเดียว ผมอาสาจะเป็น แต่นี่มันมากมายเหลือเกิน ขอให้การตกลงครั้งนี้ประสบความสำเร็จ และใช้วิจารณญาณรอบด้าน อย่าเสียเปรียบเขานะครับ หัวไทยใจแกวแอวลาว หัวไทย ประดิษฐ์คิดสร้าง ใจเวียดนามสู้ตลอดกับจักรพรรดินิยม ลาวเราสนุกสนาน จึงฝากรัฐมนตรี ฝากท่านประธาน สหายรักขอให้ทำหน้าที่รักษาความเป็นไทย อย่าเสียเปรียบเขาในอนาคตครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณท่านอดิศร เพียงเกษ ที่ให้เกียรติครับ ในนามของรัฐสภา ยินดีต้อนรับคณะนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕ และคณะครู โรงเรียนหนองจอกพิทยานุสสรณ์มัธยม เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร จำนวน ๘๗ คน ได้เข้าฟังการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ในวันพฤหัสบดีที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๗ เวลา ๑๑.๑๐ นาฬิกา ต่อไปขอเชิญท่านเปรมศักดิ์ เพียยุระ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มอาชีพสาธารณสุข อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๖๗ ที่ผ่านมา ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีท่านเศรษฐา ทวีสิน ได้ไปลงนามสมัครเข้าร่วม OECD หรือ Organization For Economic Corporation And Development ซึ่งมีประเทศเป็นสมาชิก อยู่แล้ว ๓๘ ประเทศ ด้วยหวังว่าเราจะเป็นประเทศที่ ๓๙ ที่จะเข้าไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว จะมีผลอย่างไรท่านประธานครับ มีผลเนื่องจากว่าถ้าวันนี้เรามีกรอบความร่วมมือตกลงกัน หรือ PCA ก็จะเป็นตัวช่วยให้เราเข้า OECD ได้เร็วขึ้น และอีกประเด็นหนึ่ง ก็คือจะทำให้ ขั้นตอนต่อไปก็คือขั้นตอนที่เราจะเข้าสู่ FTA ก็จะได้เร็วขึ้นเช่นเดียวกัน จะมีผลทำให้เรา แก้ปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจที่หมักหมมมานานได้สำเร็จ วันนี้เราจึงได้มาพิจารณา PCA ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนที่จะไปสู่ OECD อย่างที่กระผมกราบเรียนเบื้องต้น ก่อนที่จะไปถึงว่า เราจะเซ็นหรือไม่เซ็นอย่างไร มีคำถามซึ่งท่านรัฐมนตรีมาริษ ท่านจะต้องตอบผมก่อน ประเด็นสำคัญก็คือ เรื่องของการสาธารณสุข เพราะทุกท่านที่ขึ้นมาอภิปรายเน้นเรื่อง เศรษฐกิจ เน้นเรื่องการลงทุน แต่ท่านทั้งหลายครับ ถ้าไม่มีชีวิตของมนุษย์ การลงทุน ก็สูญเปล่า ดังนั้นการบรรลุข้อตกลงข้อ ๔๖ ที่ว่าด้วยการสาธารณสุขนั้นผมให้ความสำคัญมาก ได้เขียนไว้อย่างนี้ครับท่านประธาน คู่ภาคีตกลงที่จะร่วมมือกัน และแบ่งปันประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศในสาขาสาธารณสุข โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง ในกิจการด้านการวิจัย ในการรับมือกับภัยคุกคามจากโรคไม่ติดต่อ และโรคติดต่อร้ายแรง รวมถึงการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ และเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง ในการให้บริการสาธารณสุขถ้วนหน้า ตลอดจนการบริการด้านสาธารณสุข รวมถึงการบริการ ด้านสุขภาพทางเพศ และอนามัยเจริญพันธุ์ คู่ภาคียังตกลงจะแลกเปลี่ยนความเห็น และแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศเกี่ยวกับกฎระเบียบเกี่ยวข้องกับตัวยา และเครื่องมือแพทย์ ท่านรัฐมนตรีครับ ถ้าทำได้จริง ๆ ผมอนุโมทนาสาธุด้วยนะครับ เพราะเราขาดดุลการค้า อย่างมากเรื่องการแพทย์กับยุโรปมานานแล้ว ไม่ว่าจะเรื่องวัคซีน เรื่องเครื่องมือแพทย์ หรือเรื่องยาก็ตาม ยาไทยก็ผลิตได้ แต่ปรากฏว่าถูกยานอกตีตลาดประจำ วัคซีนเราสูญเสีย งบประมาณจำนวนมากในช่วงวิกฤติโควิดที่ผ่านมา ถ้าท่านรัฐมนตรีจะไปเซ็นตรงนี้ ท่านจะมี ส่วนแลกเปลี่ยนกับเขาได้อย่างไรให้เราไม่เสียเปรียบในเรื่องวัคซีน เรื่องตัวยา และเครื่องมือแพทย์ เพราะโรคต่าง ๆ เกิดขึ้นยังไม่จบครับ โควิดก็ไม่ใช่เสร็จสิ้นไปแล้ว ยังจะมีโรคฝีดาษวานร เกิดขึ้นอีก ถ้าท่านประธานได้พิจารณาตามข่าว วัคซีนฝีดาษวานร Dose ละเกือบหมื่น นะครับท่านประธาน แล้วคนยากคนจนเอาเงินที่ไหนมาจ่ายครับ แต่ถ้าข้อตกลงนี้สำเร็จ ท่านสามารถที่จะดูแลให้คนยากคนจนในประเทศไทยได้มีวัคซีนราคาถูกได้อย่างไร อันนี้ ขอฝากท่านรัฐมนตรีมาริษได้ตอบคำถามผมด้วย🔗
ท่านประธานครับ นอกจากเรื่องสาธารณสุขแล้ว ผมขอไปถึงเรื่องทรัพย์สิน ทางปัญญา ในข้อ ๑๘ เขาบอกว่า คู่ภาคีจะต้องให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคแก่กัน ในด้านทรัพย์สินทางปัญญา และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อพัฒนาการคุ้มครองการบังคับใช้ การใช้ประโยชน์ และการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ในเชิงพาณิชย์ โดยอ้างจากประสบการณ์ ของยุโรป และเสริมสร้างการเผยแพร่ความรู้ดังกล่าว นี่เราก็เสียเปรียบมานานครับ ท่านประธาน ถ้าการแลกเปลี่ยนครั้งนี้ PCA ครั้งนี้จะนำมาซึ่งเราลดการเสียเปรียบน้อยลง และถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เรา ไม่ใช่เอาเทคโนโลยีที่เลิกใช้แล้วมาให้เรา ท่านประธาน เห็นไหมครับ วันนี้เรามีขยะทางอิเล็กทรอนิกส์มากเหลือเกิน ที่ทิ้งไหนก็ไม่ได้ อันเนื่องมาจาก ความเจริญทางเทคโนโลยีที่เราก้าวไม่ทันเขา แล้วเขาก็เอาของเสียที่เลิกใช้แล้วมาให้กับเรา ท่านรัฐมนตรีช่วยตอบคำถามนี้ด้วยนะครับ🔗
แล้วคำถามสุดท้ายท่านประธานครับ คือมาตรา ๔๔ ที่เราจะเซ็นในเรื่องของ สมุทราภิบาล สมุทราภิบาล แปลเป็นก็คือ การดูแลท้องทะเลและมหาสมุทร ท่านประธานครับ เมื่อก่อนหน้านี้เรามีพระราชบัญญัติประมง ปี ๒๔๙๐ ได้ทำการประมงออกนอกน่านน้ำ และขาดการควบคุมทำให้เราถูกตำหนิจาก EU จนได้ใบเหลืองมาแล้ว ต่อมารัฐบาลก่อนหน้านี้ ก็ได้ปลดใบเหลืองสำเร็จ โดยให้มีเรื่องของการแก้ไขการควบคุมการประมงนอกน่านน้ำ ให้อยู่ในพื้นที่ที่ไม่ถูกเขาให้ใบเหลือง ทีนี้ท่านประธานครับ ทำไมผมถึงพูดเรื่องนี้ ผมเป็นคนจังหวัด ขอนแก่นครับ แต่ว่าลูกเรือประมงออกไปน่านน้ำต่าง ๆ คนอีสานทั้งนั้นครับ โครงกระดูก ของคนอีสานตายที่อินโดนีเซียก็เยอะ ตายที่โซมาเลีย ตายที่ดินแดนที่ไปทำประมงมากมาย ผมจึงขอพูดเพื่อคนอีสานว่า เราจะแก้ปัญหาตรงนี้ให้เกิดความอยู่รอดของประมง รวมทั้ง ลูกเรือได้อย่างไร ท่านประธานครับ หลังจากที่ได้ออกกฎหมาย คือพระราชกำหนด การประมง เมื่อปี ๒๕๕๘ EU ได้ปลดใบเหลืองเรา และทำให้ประมงชายฝั่งหรือประมง พื้นบ้านได้ฟื้นฟูขึ้นมา และเกิดระบบที่มีอาหารทางทะเลอุดมสมบูรณ์ แต่ในขณะนี้ ท่านประธานครับ ทาง EU ได้มาประเทศไทย และได้เห็นว่าเรากำลังจะแก้กฎหมาย พระราชกำหนดการประมง ปี ๒๕๕๘ ซึ่งตรงนี้ต้องกราบเรียนท่านประธานครับ ถ้าแก้การประมงตรงนี้มันจะกลับไปเป็นเหมือน พ.ร.บ. ปี ๒๔๙๐ ท่านรัฐมนตรีช่วยตอบ หน่อยครับ เขามาพบท่านภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นประธานกรรมการประมงแห่งชาติ ท่านอยู่รัฐบาลด้วยกันไหมครับ ทำไมนอนเตียงเดียวกันแล้วฝันคนละเรื่องครับ ท่านจะเซ็น PCA แต่อีกด้านหนึ่งเรา กลับจะปล่อยให้การประมงขาดการควบคุมเหมือนอย่างในอดีต ตรงนี้ท่านต้องตอบให้ที่ประชุม ได้เกิดความกระจ่างแจ้ง ก่อนที่จะให้ความเห็นชอบหรือไม่ในเรื่องสำคัญอย่างนี้ ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะจบการอภิปราย ผมขอบพระคุณที่เพื่อนสมาชิกวุฒิสภา ถึงแม้ว่าเราได้เข้ามา ร่วมในการประชุมครั้งแรก ก็พยายามทำหน้าที่เป็นปากเสียงแทนประชาชน โดยเรื่องที่สำคัญ ระดับนี้เป็นเรื่องที่ทางวุฒิสภาให้ความสำคัญ แล้วก็ได้มีเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายในแต่ละ มุมมอง แล้วก็ขอนำมุมมองต่าง ๆ นั้นให้ท่านรัฐมนตรีได้นำไปพิจารณา และตอบข้อซักถาม ในวันนี้ด้วยนะครับ ขอขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญ ท่านต่อไปครับ ท่านกัณวีร์ สืบแสง🔗
เรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม นายกัณวีร์ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมคงจะขอใช้เวลาไม่เต็มเวลาที่จะมาอภิปราย ในการสนับสนุนร่างกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้าน หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า PCA ท่านประธานครับ วันนี้จริง ๆ แล้วผมก็คงไม่กล้าที่จะไปแก้ต่าง ให้กับทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อนข้าราชการกระทรวง การต่างประเทศ และเพื่อนข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ว่า ทำไมรัฐสภาเราจำเป็นจะต้อง ยอมรับในเรื่องเกี่ยวกับกรอบ PCA แต่ผมขออนุญาตยกในเรื่องเกี่ยวกับข้อดี ซึ่งมากกว่า ข้อสังเกต ข้อสังเกตของผมไม่ใช่ข้อเสียนะครับ เป็นข้อสังเกต ข้อดีจริง ๆ ของตัว PCA นี้ ถ้าเราทราบกันดีครับ คนที่ทำงานในเวทีระหว่างประเทศ คนที่ทำงานทางด้านการทูต จะทราบดี ความร่วมมือ การอยู่กันของสมาชิกประเทศต่าง ๆ เป็นสิ่งที่ดี จะทำให้เรามีพลังมากยิ่งขึ้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นการถ่วงดุลอำนาจของประเทศไทยที่มีกับต่าง ๆ ประเทศที่เข้ามา มีอิทธิพลในรอบประเทศไทย ในอนุภูมิภาคของเรา ในภูมิภาคของเรา และในเวทีระหว่างประเทศ ที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกภาพ ดังนั้นข้อดีในการถ่วงดุลอำนาจนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้า การลงทุน อุตสาหกรรม นวัตกรรม เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ที่เขียนไว้อยู่ในตัว PCA นั้นเป็นสิ่งที่ดี ครับท่านประธาน และสิ่งที่ดีที่สุดที่เราเห็นนวัตกรรมใหม่ ๆ จริง ๆ ของกรอบความร่วมมือ PCA ตรงนี้ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิมนุษยชน และเรื่องมนุษยธรรม เราเห็นครับว่าความต้องการสิ่งที่รอบโลก สิ่งที่เวทีระหว่างประเทศมองมาที่ประเทศไทยว่า อยากจะเห็นประเทศไทยเราทำอะไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการโยกย้ายถิ่นฐานทั้งปกติ และไม่ปกติ ทั้งเรื่องเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ ซึ่งเป็นกระดูกไขสันหลังของการสร้าง กลุ่มชุมชนต่าง ๆ และสร้างขึ้นมาเป็นประเทศ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้รับการถ่ายทอดเข้าไป ในกรอบ PAC ตรงนี้อย่างดี🔗
อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญจริง ๆ ที่ยังไม่มีใครอภิปรายก็เป็นเรื่องแหล่งเงินทุน สนับสนุน Global Gateway ซึ่งอยู่ในตัว PCA นี้ ประเทศไทยเราจะมีโอกาสที่จะร่วมมือ กับประเทศกลุ่มสหภาพยุโรป ในการดูในเรื่องเกี่ยวกับแหล่งเงินทุนต่าง ๆ นานา ผมเห็นว่า มีความตั้งใจจริง จริง ๆ ตัวดัชนีชี้วัด สนับสนุนค่านิยม หุ้นส่วนรอบด้าน พันธมิตรที่ใกล้ชิด แบบยั่งยืน เสริมค่านิยมพื้นฐานทางการเมือง เศรษฐกิจที่เป็นระดับสากล เป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ ผมคงไม่ลงลึกในรายละเอียดเกี่ยวข้องกับตัว PCA ตรงนี้ แต่ข้อสังเกตข้อเดียวที่ผมจะมี แล้วฝากไปถึงท่านผู้มาชี้แจง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผู้มาชี้แจง และรัฐบาลไทยก่อนที่จะมีการลงนามในตัว PCA นี้ คือค่านิยมพื้นฐานสากลที่เขาถือว่า เป็นบรรทัดฐานสำคัญในการเซ็นสัญญาตรงนี้ ข้อตกลงตรงนี้ กรอบความตกลง จริง ๆ ครับ ต้องเรียนตรง ๆ ว่า กรอบความตกลงก็คือแค่กรอบ เพราะฉะนั้นรายละเอียดมันจะต้อง มีการพูดคุยหารือกันต่อไป แต่ค่านิยมพื้นฐานสากลตรงนี้คงไม่สามารถที่จะบิดเบือนได้จริง ๆ มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านครับท่านประธาน ได้มีการอภิปรายในเรื่องกรอบค่านิยมพื้นฐาน สากลตรงนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนิติธรรม นิติรัฐ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพัฒนาแบบยั่งยืน และสุดท้าย การเป็นโลกาภิวัตน์ อันนี้คือ Backbone อันนี้คือบรรทัดฐานสำคัญที่เราจะไปลงนาม PCA กรอบความร่วมมือกับกลุ่มสหภาพยุโรป ๒๗ ประเทศ เรามั่นใจได้แค่ไหนในเรื่อง ความชัดเจนของเรา ในการที่เรามีหลักนิติธรรมและนิติรัฐ เรามีประชาธิปไตยในประเทศไทย ท่านประธานครับ เรื่องนี้ต้องขอพูดในรัฐสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เมื่อ ๒-๓ อาทิตย์ที่ผ่านมา การยุบพรรคการเมือง การถอดถอนนายกรัฐมนตรี สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่แสดงสะท้อนออกไปให้ทางโลกเห็น ให้กลุ่มสหภาพยุโรปเห็นครับ พรรคก้าวไกลผมพูดได้ ขออนุญาตที่ต้องเอ่ยนามพรรคที่โดนยุบไปแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ท่านนายกรัฐมนตรี คนที่ ๓๐ ของประเทศไทยที่โดนถอดถอนไป สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ มันขัดหลักบรรทัดฐาน ขัดหลักค่านิยมสากลที่เราจะไปลงนามกับเขา เราจะตอบชาวโลก เขาอย่างไร เราจะตอบกลุ่มสหภาพยุโรป ๒๗ ประเทศอย่างไรว่า ไทยเราจะสามารถยึดมั่น ในค่านิยมสากลตรงนี้ ในการเป็นประชาธิปไตยและที่จะใช้สิทธิมนุษยชน สิทธิขั้นพื้นฐาน ของการเป็นมนุษย์ ที่เป็นสิทธิตามธรรมชาติที่เราจะยึดหลักตรงนี้ไว้อย่างดี ท่านประธานครับ การตระบัดสัตย์ในประเทศไทย เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าเราไปตระบัดสัตย์ในเวที ระหว่างประเทศมันหนักกว่านี้ครับท่านประธาน เราเป็นสมาชิกโลกเราจะสามารถตอบโลก เขาได้อย่างไรว่า เราไปลงนามกรอบความตกลงที่จะเป็นหุ้นส่วนที่ดี มีความร่วมมือ แบบรอบด้าน PCA ตรงนี้ แต่เราข้อแรก กลัดกระดุมเม็ดแรกเรายังทำผิด แล้วเราจะสามารถ ไปลงนามกับเขาได้อย่างไร ข้อนี้เราต้องตอบให้ได้ว่า เราจะยึดมั่นให้ได้ในค่านิยมพื้นฐานสากล ก่อนที่เราจะไปลงนามกับเขา ถ้าเราไม่สามารถตอบได้อย่าไปลงนามครับ เสียเวลา ๒๐ ปี ที่ผ่านมากระบวนการเริ่มต้นตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ ปีนี้ ๒๕๖๗ ๒๐ ปีใช้ระยะเวลานานมาก ผู้มาชี้แจงที่ทำงานกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ หลายท่านบางท่านทำงาน ตั้งแต่ตอนแรก และหลายท่านเพิ่งเข้ามาตอนหลังการเกิดมาของ PCA กว่าจะมาถึงตอนนี้ประเทศไทย สหภาพยุโรปเขามองอย่างไรบ้างกับประเทศของเรา เพราะฉะนั้นสิ่งนี้เป็นสิ่งจำเป็นจริง ๆ ที่เราต้องยึดมั่นให้ได้ ก็ขอถามท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศว่า ก่อนที่ท่านจะไปลงนาม ท่านจะให้คำมั่นในเรื่องนี้ต่อกลุ่ม สหภาพยุโรป ๒๗ ประเทศอย่างไร ว่าเราจะยึดมั่นในค่านิยมพื้นฐานสากลต่าง ๆ ขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านต่อไป ท่านฐิติมา ฉายแสง ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาที่เคารพ ดิฉัน ฐิติมา ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา เขต ๑ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ดิฉันรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ร่างกรอบความตกลง ว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้าน หรือเรียกว่า Comprehensive Partnership and Cooperation Agreement ตัวย่อว่า PCA ได้เข้าสู่สภานะคะ แต่เป็นที่น่าเสียดายค่ะ ท่านประธาน สิ่งที่น่าเสียดายก็คือว่า ดิฉันเสียดาย โอกาสที่ประเทศไทยควรจะมีร่างกรอบ ความตกลงใด ๆ กับ EU มานานแล้ว แต่เราไม่มีเพราะว่ามันเกิดรัฐประหาร เบื้องหลัง ของเอกสารประกอบก็บอกแล้วว่า ในอดีตตอนที่เรามีรัฐประหาร ปี ๒๕๕๗ เกิดรัฐประหาร เขาเลยไม่คบด้วย พอไม่คบด้วยมาจนถึงปี ๒๕๖๗ ๑๐ ปีที่เราเสียโอกาสไปท่านประธาน น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง แทนที่เราจะได้โอกาสในการทำมาค้าขาย ได้โน่น ได้นี่ ดิฉัน เป็นประธานกลุ่มมิตรภาพไทย-เยอรมัน ดิฉันเดินทางไปเยอรมัน ไปพบกับประธาน กลุ่มมิตรภาพเยอรมัน-อาเซียน เขาก็บอกเองว่าเขาไม่คบ ไม่ปรึกษาหารือด้วย เพราะว่า มีรัฐประหารนี่น่าเสียดาย แล้วก็เสียดายโอกาสที่ว่า ๑๐ ปีนี้แทนที่เราจะได้มีการค้าการขายที่ดี ยกตัวอย่างท่านประธาน เวียดนามมี FTA กับยุโรป ท่านละออง ติยะไพรัช เป็น สส. ท่านเคยทำธุรกิจเลี้ยงกุ้งและส่งออกกุ้ง ท่านบอกเลยว่า FTA เวียดนามมี เพราะฉะนั้น การนำเข้าทางยุโรป ทางเยอรมัน ๐ เปอร์เซ็นต์ เขาได้ราคาถูกกว่าเรา ในขณะที่ไทยเราต้องส่ง กุ้งไปเสีย ๒๐ เปอร์เซ็นต์ มันจะสู้กันได้อย่างไรราคา เพราะฉะนั้นเราเสียดายโอกาสและเสียดาย โอกาสในอนาคตด้วยว่า เวียดนามจะเอากุ้ง เอาข้าว เอาอะไรก็แล้วแต่ไปจับจอง Shelf หรือจับจองชั้นวางของไปหมดแล้ว วันนั้นข้าราชการจากกระทรวงพาณิชย์มาที่คณะกรรมาธิการ การเกษตรและสหกรณ์ ดิฉันก็บอกว่า เอ๊ะ ถ้าอย่างนั้นเขาจับจองไปหมด เราจะทำอย่างไร เราก็เสียโอกาสสิ ทางข้าราชการบอก ใช่เลย เราเสียโอกาสอย่างนี้ไปมาก เพราะฉะนั้น เราจึงน่าเป็นห่วง แล้วก็เป็นห่วงอย่างนี้ด้วยว่า ถ้าไทยเรานี้ไม่มีกลยุทธ์ทางการค้าที่ดี ไม่มีกลเม็ดเด็ดพราย ไม่มีความระแวดระวัง ไม่รู้เขารู้เรา ไม่มีการบริหารจัดการที่ดี ไม่สร้างภาพพจน์ของประเทศให้ดี ไทยจบเห่อีกครั้งหนึ่งแน่ท่านประธาน🔗
ทีนี้มีอีกเรื่องหนึ่งค่ะ ท่านประธานที่น่าเป็นห่วงก็คือว่า ไทยต้องพร้อมรับ EUDR เมื่อสักครู่ท่านภัณฑิล น่วมเจิม ท่านก็พูด EUDR EU เตรียม Ban สินค้าที่เข้าข่าย ทำลายป่า EUDR ย่อมาจากอะไร ย่อมาจากว่า EU Deforestation Regulation มาตรการ ภายใต้กฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๖๖ และมีผลในทางปฏิบัติ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๖๗ สิ้นปีนี้แล้วท่านประธาน มาตรการ EUDR ครอบคลุม ๗ กลุ่มสินค้า โกโก้ กาแฟ ถั่วเหลือง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน โค ไม้ รวมถึง ผลิตภัณฑ์แปรรูปต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเหล่านี้ เรามีทางตั้งรับอย่างไร สินค้าที่เรากำลังทำ มีการตัดไม้ทำลายป่าไหม สิ้นปีนี้แล้วเราจะทำอย่างไรต่อไป คือฝากเอาไว้ด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ดิฉันขอให้กำลังใจค่ะ ขอให้กำลังใจข้าราชการไทยเรา ที่ท่านทำมาจนบัดนี้และมีกรอบ ความตกลงมาถึงตอนนี้ ขอขอบคุณมาก พวกท่านก็คงทำงานหนักนะคะ ขอให้กำลังใจ เพราะว่าท่านมีทั้งคณะกรรมการร่วมคือ Joint Committee ใช่ไหมคะ ท่านมีคณะทำงาน เฉพาะด้าน เรียกว่า Specialize Working Group ไม่ว่าจะด้านไหน ด้านสิทธิมนุษยชน ธรรมาภิบาล การค้า การลงทุน การพัฒนาที่ยั่งยืน การเปลี่ยนผ่านสีเขียว การพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์ งานโยกย้ายถิ่นฐาน เชื่อมโยง Digital วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม เต็มไปหมดหลายด้านมาก ท่านก็คงเหนื่อยมากนะคะ อย่างไรก็ตามหากพวกท่านทำงานได้ดี ทำงานได้รอบคอบ ประเทศไทยมันก็จะสามารถ อยู่กันได้ต่อไป หากไม่ได้พวกท่านดิฉันก็คิดว่า พวกเราก็คงจะไม่สามารถมาถึงขั้นนี้ได้ ดังนั้นกรอบความตกลง PCA ที่เข้าสู่รัฐสภาวันนี้ ดิฉันหวังว่าทุกท่านจะเห็นด้วย เห็นชอบ เพื่อให้เป็นก้าวต่อไปให้กับประเทศไทยได้ประโยชน์อีกหลายประการ ขอบพระคุณค่ะ🔗
เชิญท่านสุทนต์ กล้าการขาย ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม สุทนต์ กล้าการขาย สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัด อุทัยธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือ รอบด้านระหว่างสหภาพยุโรปและรัฐสมาชิกฝ่ายหนึ่งกับราชอาณาจักรไทยอีกฝ่ายหนึ่ง หรือที่เรียกย่อ ๆ ว่า PCA ที่คณะรัฐมนตรีได้เสนอต่อรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ ตามมาตรา ๑๗๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เป็นการยกระดับความร่วมมือ ไทย-สหภาพยุโรป ให้ใกล้ชิด เข้มข้นและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น รวมทั้งกลไกหารือรอบด้าน ระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ในประเด็นที่มีความสนใจร่วมกัน สำหรับประเทศไทยจะได้รับ ประโยชน์ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับเศรษฐกิจของไทยให้มีความสอดคล้อง กับมาตรฐานสากล และกระแสการพัฒนาของโลก ภายใต้บริบทโลกที่เปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็ว ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ และภูมิเศรษฐศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับ EU ในฐานะคู่ค้าอันดับ ๕ ของ ASEAN ที่รองจากจีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และมีนักลงทุนสะสม เป็นอันดับที่ ๒ ของไทย กำลังสู่ยุคใหม่ที่ทั้ง ๒ ฝ่ายมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกันอย่างรอบด้าน เพื่อที่จะยกระดับความเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญ และไว้วางใจในบริบทของโลก การเจรจา กรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้านระหว่างสหภาพยุโรป และรัฐสมาชิกกับราชอาณาจักรไทยอีกฝ่ายหนึ่งในครั้งนี้ จะเป็นเครื่องมือที่สำคัญ ในการที่จะบรรลุเป้าหมาย โดยจะจัดระเบียบความสัมพันธ์กับ EU ให้มีแบบแผน และมีการลงรายละเอียดในแต่ละประเด็น ให้ความร่วมมือกรอบทางกฎหมายรับรอง และมีทิศทางชัดเจน เพื่อมุ่งไปสู่การยกระดับเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือที่ครอบคลุม ทุกประเด็น ทำให้ประเทศและคนไทยได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเรียนรู้ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจไทย และส่งเสริมความเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของไทย ของประชาคม ASEAN เป็นการพัฒนา คุณภาพชีวิตของคนไทย เป็นการยกระดับความสัมพันธ์ไทย-สหภาพยุโรปไปสู่ ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างกัน ตลอดจนพัฒนาระบบการจัดการในประเทศ ให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น การขยายความร่วมมือทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นองค์ประกอบสำคัญของวิถีชีวิตสมัยใหม่ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายและระเบียบ ข้อบังคับทางด้านการสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการบริการแบบสากลให้มีสิทธิและการอนุญาตให้เป็นการทั่วไป การคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคล และความเป็นอิสระ และความมีประสิทธิภาพของหน่วยงานกำกับดูแล การเชื่อมโยงความสามารถในการทำงานร่วมกันระหว่างเครือข่าย การสร้างมาตรฐาน และการเผยแพร่เทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสารใหม่ รวมถึงความร่วมมือด้านระบบรัฐบาล อิเล็กทรอนิกส์ Program บนโทรศัพท์มือถือ Animation และ Multimedia ทางด้าน ความมั่นคงที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวมถึงการส่งเสริม ความปลอดภัยทาง Online การต่อต้านอาชญากรรม Cyber การจงใจบิดเบือนข้อมูล การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการสื่อสารที่ผิด ล่าสุดซึ่งเราก็ได้เห็นว่า ทาง EU นั้นได้เสนอ เข็มทิศในการพัฒนาระบบ Digital โดยมีเป้าหมาย Digital สำหรับปี ค.ศ. ๒๐๓๐ โดยแบ่งเป็น ๔ ด้าน ทั้งนี้ ประชาชนคนไทยก็จะมีทักษะด้าน Digital และมีความเชี่ยวชาญด้าน Digital ที่สูงขึ้น เป็นความร่วมมือที่จะประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง เพราะมีการกำหนดเป้าหมาย ซึ่งทาง EU ก็ได้กำหนดว่า ผู้ใหญ่อย่างน้อยภายใน ๔ ปีข้างหน้าจะมีความรู้ด้าน Digital ถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ควรมีทักษะด้าน Digital ขั้นพื้นฐาน แล้วควรจ้างงานผู้เชี่ยวชาญด้าน ICT อย่างน้อย ๒๐ ล้านใน EU รวมถึงควรมีการเพิ่มสัดส่วนของผู้หญิงในสายงานด้าน ICT โครงสร้าง พื้นฐาน Digital ที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพที่ยั่งยืน โดยกำหนดเป้าหมายทุกครัวเรือน มีระบบเชื่อมโยงทางอินเทอร์เน็ตที่ใช้ความเร็วสูง ๑ Gigabit ซึ่งในพื้นที่ที่มีประชากรอาศัยอยู่ ควรมีการควบคุมโดยระบบเครือข่าย 5G EU ควรจะผลิต Semiconductor ที่ทันสมัย และยั่งยืนได้ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ โดยจะผลิตทั่วโลก และที่สำคัญอย่างยิ่งการพัฒนาระบบ อิเล็กทรอนิกส์ที่ปลอดคาร์บอนและมีความปลอดภัยสูงถึง ๑๐,๐๐๐ ชิ้นใน EU และ EU ควรมีคอมพิวเตอร์ Quantum เครื่องแรก การเปลี่ยนแปลงด้าน Digital ทางภาคธุรกิจ โดยกำหนดเป้าหมายบริษัท ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ควรมีระบบบริการ Cloud ข้อมูลขนาดใหญ่ หรือที่เราเรียกว่า Big Data และปัญญาประดิษฐ์ด้าน AI บริษัท SMEs มากกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ควรมีศักยภาพด้าน Digital ในระดับพื้นฐาน และควรเพิ่มบริษัท Unique ของ EU เอง เป็น ๒ เท่า เรื่องนี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจ เป็นการเปลี่ยนผ่านระบบ Digital ภาครัฐ โดยกำหนด เป้าหมายการบริการภาครัฐที่สำคัญทั้งหมด ควรมีการเปิดให้บริการ Online ประชาชนทุกคน สามารถที่จะเข้าถึงประวัติการรักษาทางอิเล็กทรอนิกส์ของตนเองได้ โดยประชาชน ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ควรจะมีระบบ eID หรือว่าในประเทศไทยที่เรียกว่า บัตรประชาชน อิเล็กทรอนิกส์ ความร่วมมือทั้งสองนี้จะทำให้มีความเข้มแข็ง มีความยั่งยืนอย่างยิ่งนะครับ ทั้งนี้ EU จะสนับสนุนเปิดตัวโครงการร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก โดยการรวบรวมเงินทุน จากงบประมาณของ EU งบประมาณของประเทศสมาชิกในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมถึง งบประมาณฟื้นฟูเศรษฐกิจของ EU ที่ประเทศสมาชิกได้ตกลงที่จะจัดสรร ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณ สำหรับโครงการด้าน Digital เช่น โครงการสร้างศูนย์ประมวลผลที่เชื่อมต่อ ระหว่างประเทศสมาชิกใน EU หรือโครงการพัฒนา Professor รุ่นใหม่ที่เชื่อมต่อและเชื่อถือได้ และประหยัดพลังงาน ส่วนในหลักการด้าน Digital EU ได้เสนอให้มีการพัฒนากรอบ การทำงานของหลักการ Digital อาทิ การเข้าถึงเชื่อมต่อที่มีคุณภาพสูง ทักษะด้าน Digital เพียงพอบริการภาครัฐ Online ตลอดจนให้บริการ Online ที่มีความเป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ และอื่น ๆ เพื่อที่ให้เกิดความเชื่อมั่นกับประชาชน สามารถใช้สิทธิ Online อย่างเต็มที่ เสมือนหนึ่งโลก Offline ซึ่งทาง EU ระบุหลักเกณฑ์ด้าน Digital ในคำประกาศระหว่าง สภายุโรป คณะมนตรีแห่งยุโรป และกรรมาธิการยุโรป ซึ่งจะสอดคล้องกับการทำงาน ของยุโรปในมิติความร่วมมือระหว่างประเทศ EU จะเสนอการดำเนินงานความส่งเสริมวาระ Digital เพื่อเน้นมนุษย์ที่เป็นศูนย์กลางในองค์การระหว่างประเทศ และสร้างความร่วมมือ ด้าน Digital ระหว่างประเทศที่มีความแข็งแกร่ง บรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกันระดับโลก โดย EU ได้เสนอให้มีการจัดตั้งสภาการค้าและเทคโนโลยีระหว่าง EU และสหรัฐอเมริกา สุดท้ายเข็มทิศ Digital จะช่วยส่งเสริมให้ EU สามารถบรรลุเป้าหมายได้ ซึ่งไทยเราเอง ที่จะมีกรอบความร่วมมือดังกล่าวด้วย ดังนั้นผลประโยชน์ที่ไทยจะได้รับ ก็เป็นยิงปืนนัดเดียว ได้นก ๒ ตัวประมาณนี้นะครับ สุดท้ายเข็มทิศก็จะทำให้ประเทศไทยสามารถที่จะลด ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก เช่น การประชุม Online ผ่าน Video Conference ช่วยลดการปล่อยมลพิษที่เกิดจากการคมนาคม ทั้งด้านอากาศ ทางบก เทคโนโลยี Digital มีบทบาทสร้างแนวทางปฏิบัติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทั้งในภาคเกษตร การใช้ พลังงานในอาคารและผังเมืองยั่งยืนยิ่งขึ้น สุดท้ายการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อเสริมสร้างการปกครองที่ดี เช่น การใช้ระบบ Digital บริการงานภาครัฐ ทำให้ข้อมูลภาครัฐเข้าถึงได้ง่าย และการสนับสนุนระบบเลือกตั้งที่โปร่งใส จะช่วยความเป็นธรรม และความโปร่งใสในการบริหารภาครัฐได้อย่างดีเยี่ยม ด้วยเหตุผล ดังกล่าว กระผมขอสนับสนุนกรอบความตกลง PCA ระหว่างไทยและ EU เพื่อจะเป็น รากฐานสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจ และสังคมที่มีความมั่นคงและยั่งยืน เพื่อประโยชน์สูงสุด ของประเทศชาติและประชาชนไทยครับ ขอขอบคุณครับ🔗
เชิญท่านสหัสวัต คุ้มคง ครับ🔗
เรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ ผม สหัสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายร่างกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วน และความร่วมมือรอบด้านระหว่างราชอาณาจักรไทยและสหภาพยุโรป หรือที่เรียกว่า Thai-EU PCA ก่อนอื่น กรอบความตกลงนี้หลาย ๆ คนก็ยังเข้าใจว่า นี่คือ FTA ระหว่างไทย กับ EU หรือเป็นข้อตกลงการค้าเสรี จริง ๆ แล้วไม่ใช่ครับ นี่คือกรอบความร่วมมือฉบับนี้ เป็นความร่วมมือรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสังคม นิติรัฐ นิติธรรม สิทธิแรงงาน และสิทธิมนุษยชนที่จะนำทางเราไปสู่ FTA อีกต่อหนึ่ง ท่านประธานครับ ร่างกรอบความตกลงนี้เป็นกรอบการตกลงที่ดี เพราะจะช่วยยกระดับทางด้านความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศ ระหว่างไทยกับ EU และยกระดับคุณภาพชีวิต ศักยภาพต่าง ๆ ของคน ในชาติเราและ EU ไปพร้อม ๆ กันครับ สิ่งที่สำคัญท่านประธานครับ คือเมื่อเราลงนาม ในกรอบความตกลงนี้แล้ว เราต้องพยายามปฏิบัติตามสิ่งที่อยู่ในกรอบความตกลงนี้ให้ได้ครับ ซึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจว่า ตั้งแต่เราลงนามไป เราได้ปฏิบัติตามกรอบนี้ไปมากน้อยแค่ไหนได้ครับ🔗
ขอพูดถึงรายหัวข้อเลยแล้วกันนะครับ หัวข้อแรกที่ผมอยากจะพูดถึงครับ หัวข้อที่ ๔ คือความร่วมมือด้านเสรีภาพความมั่นคง และการยุติธรรม และหัวข้อที่ ๕ คือ ความร่วมมือในภาคส่วนอื่น ๆ สำหรับหัวข้อที่ ๔ ข้อแรก ที่ผมอยากจะพูดถึงคือ ข้อ ๒๐ คือเรื่องหลักนิติธรรม ในกรอบความตกลงนี้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า คู่ภาคีจะต้องร่วมมือกัน อย่างเต็มที่ เพื่อให้สถาบันด้านการบังคับใช้กฎหมาย และการบริหารงานยุติธรรม ปฏิบัติหน้าที่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลที่เท่าเทียมกันสำหรับทุกคน และเพื่อผลประโยชน์ ร่วมกันครับ คู่ภาคีจะต้องร่วมมือกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้สถาบันด้านการบังคับใช้กฎหมาย ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิผล ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับหัวข้อที่ ๕ ข้อ ๓ เรื่องสิทธิมนุษยชน และหัวข้อที่ ๓ ข ระบุว่าการร่วมมือ และการประสานงานเพื่อเสริมสร้างหลักการ ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรม รวมถึงความเสมอภาคทางกฎหมาย สิทธิ จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม กระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมาย และการเข้าถึง ความยุติธรรมครับ ๒ ข้อนี้ท่านประธานครับ เป็นข้อกำหนดในเรื่องเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน และกระบวนการยุติธรรมที่ประเทศไทยเองต้องปฏิบัติตาม แต่จนถึงวันนี้ผมเองก็ไม่แน่ใจว่า เราทำเรื่องเหล่านี้ไปถึงไหนแล้ว ปัจจุบันเรายังมีนักโทษการเมืองถูกคุมขังอยู่หลายสิบคน เรามีนักโทษจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะคดีการเมืองที่ไม่ได้รับสิทธิการประกันตัว ซึ่งเป็นสิทธิ พื้นฐานที่ควรจะได้ นักโทษการเมืองเรามีอยู่หลายสิบคดีครับ มีอยู่เป็นร้อยคนครับ เราจะแก้ไข เรื่องนี้กันอย่างไร เราจะรับรองความยุติธรรมให้กับทุกคนได้อย่างไร ถ้าคนจำนวนมากไม่ได้ สิทธิประกันตัว นี่คือไม่ต้องพูดถึงหลักนิติธรรมเลย ที่ระบุไว้อีกนะครับ ทั้งการยุบพรรค การเมือง การถอดถอนนายกรัฐมนตรี โดยองค์กรที่อ้างตัวเองว่า เป็นตุลาการ มันตั้งอยู่ บนหลักนิติธรรมตรงไหนครับ ใครช่วยอธิบายความชอบธรรมของเรื่องนี้บนหลักนิติธรรมได้ไหม ใครอธิบายได้อธิบายให้ผมฟังทีครับ องค์กรเหล่านี้ไม่มีความชอบธรรมใด ๆ เลยครับ มีแต่ตัวเขาเองที่วินิจฉัยว่า ตัวเองมีอำนาจ และความชอบธรรมเท่านั้นเอง ในอนาคต ถ้าเราตั้งใจที่จะปฏิบัติตามร่างกรอบความตกลงนี้ เราต้องจัดการกับองค์กรเหล่านี้ อย่างจริงจังครับ เราต้องมีการแก้รัฐธรรมนูญใหม่ให้เป็นประชาธิปไตย และรับรองสิทธิ ทุกคนมากขึ้น ให้ทั้งองค์กรเหล่านี้หมดอำนาจ หรือหายไปเลย หรืออาจต้องพิจารณาเพิ่มเติม เรื่องการให้สัตยาบันรับขอบเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC ครับ เพื่อจะได้ สอดคล้องกับกรอบความร่วมมือตามข้อตกลงนี้นะครับ🔗
ต่อมาข้อที่ผมอยากพูดถึงครับ คือข้อ ๒๕ ความร่วมมือด้านการโยกย้าย ถิ่นฐานครับ ทีนี้ในข้อตกลงมีทั้งเรื่องการรับรองผู้ลี้ภัย การปฏิบัติตามหลักการสากลต่าง ๆ และการป้องกันการค้ามนุษย์ ซึ่งที่ผ่านมาไทยเองก็มีผู้อพยพลี้ภัยเข้ามาจำนวนหนึ่ง ทั้งจากภัยสงครามในเมียนมา และภัยการเมืองประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ เช่น เวียดนาม กัมพูชา แต่ท่านประธานครับ ทั้ง ๆ ที่เรายินยอมรับกรอบความร่วมมือนี้แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้น คือยังมีการผลักดันส่งผู้ลี้ภัยเหล่านี้กลับประเทศ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าถ้าส่งกลับไปก็จะเป็นอันตราย แก่ชีวิตของเขา เมื่อไม่กี่วันมานี้เราก็มีการส่งผู้ลี้ภัยชาวเวียดนามที่หนีคดีการเมืองมา กลับประเทศเขาไปนะครับ หรือการที่ไทยเองปัจจุบันไม่กล้ายอมรับสถานะผู้ลี้ภัย ของชาวเมียนมา ที่ทะลักเข้ามาจำนวนมากด้วยซ้ำครับ เราหลีกเลี่ยงการใช้คำว่า ผู้ลี้ภัย แล้วก็บอกเขาว่า เขาเป็นผู้หนีภัย ไม่ยอมตรวจสอบสถานะ หรือให้สถานะทั้ง ๆ ที่เราทำได้ และยังพบกรณีละเมิดสิทธิมนุษยชน ละเมิดสิทธิแรงงานต่อผู้ลี้ภัยเหล่านั้นแทบจะทุกวัน ขั้นแรกครับท่านประธาน เราต้องยอมรับความจริงกันเลยว่า ผู้ลี้ภัยชาวเมียนมา คือ ผู้ลี้ภัย ถ้าแค่ยอมรับความจริงข้อนี้ไม่ได้ ก็ไม่มีทางทำตามกรอบความร่วมมือเหล่านี้ได้เลยครับ🔗
และอีกเรื่องหนึ่งที่ผมกังวลมากครับท่านประธาน คือเรามีอดีตรัฐมนตรี และข้าราชการระดับสูงที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีค้ามนุษย์ จากประเทศหนึ่งในคู่ภาคีของเรา ที่เราลงนามร่วมกันคือ ประเทศฟินแลนด์ เราจะทำอย่างไรให้คดีนี้มีความชัดเจนมากขึ้น หรือมีแนวทางของคดีจะเป็นอย่างไร นี่คือเรื่องร้ายแรงนะครับ ที่รัฐมนตรีของเรา หรือข้าราชการของเราถูกตั้งข้อสงสัย ในความเกี่ยวข้องกับคดีค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นคดีค้ามนุษย์ ในประเทศคู่สัญญาของเราเองครับ เราต้องเร่งจัดการปัญหานี้ทันทีครับ🔗
ข้อ ๔๗ ครับท่านประธาน เรื่องการจ้างงาน และกิจการด้านสังคม ท่านประธานครับ ถ้าเราเทียบมาตรฐานการจ้างงาน การคุ้มครองแรงงาน การรวมตัว ของแรงงาน ความเข้มแข็งของระบบการต่อรองของแรงงาน ไปจนถึงกฎหมายทุกฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับการจ้างงานแล้ว เราต้องยอมรับกันอย่างตรงไปตรงมาว่า ร่างกฎหมาย ทุกฉบับที่เกี่ยวข้องกับแรงงาน ไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากลครับ โดยเฉพาะถ้าเทียบกับ มาตรฐานของประเทศใน EU ปัจจุบันสิทธิแรงงานของไทยอยู่ในระดับที่ต่ำมาก การจ้างงาน ก็มีแต่จะเอาเปรียบแรงงานคนทำงานไทยเพิ่มขึ้นทุกวัน ๆ ทั้งที่ประเทศไทยเอง ก็เป็นสมาชิก ในองค์การแรงงานระหว่างประเทศมานานมากแล้ว แต่การให้สัตยาบันของประเทศไทยเอง ในข้อตกลงอนุสัญญาต่าง ๆ ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ILO ก็น้อยเหลือเกิน เมื่อเทียบกับระยะเวลาที่ไทยอยู่ใน ILO ถ้าไทยจะรับ Thai-EU PCA ฉบับนี้ ความชัดเจน ในการรับอนุสัญญาต่าง ๆ ของ ILO ก็ต้องชัดเจนด้วยครับ จะรับอนุสัญญาฉบับไหนบ้าง เรื่องนี้สำคัญนะครับ อย่างอนุสัญญาฉบับที่ ๘๗ และฉบับที่ ๙๘ เป็นอนุสัญญาว่าด้วย การรวมกลุ่มและการเจรจาต่อรอง ซึ่งเป็นอนุสัญญาที่สำคัญมาก ๆ ของ ILO ที่ขบวนการ แรงงานไทยเรียกร้องให้รับอนุสัญญา ๒ ฉบับนี้มาหลายสิบปี ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่า จะรับหรือไม่รับ รับอะไร อย่างไร ฉบับไหนบ้าง อันนี้ต้องมีความชัดเจนครับ ทั้งต่อคู่สัญญา แรงงานไทย และผู้ประกอบการไทยเองครับ ทำไมอนุสัญญา ๒ ฉบับนี้จึงมีความสำคัญมาก ๆ อนุสัญญาฉบับที่ ๘๗ รับรองสิทธิการรวมตัว ปัจจุบันประเทศไทยของเรามีการรวมตัวกัน ของแรงงานต่ำมาก เรามีสัดส่วนสหภาพแรงงานทั้งหมดเมื่อเทียบกับสถานประกอบการ ราว ๆ ๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเองครับท่านประธาน น้อยมากครับ เพราะกลไกการตั้งสหภาพ แรงงานของเรานั้นยากเหลือเกิน อนุสัญญาฉบับที่ ๘๗ นี้จะเปิดโอกาสให้แรงงานรวมตัวกัน เป็นสหภาพได้ และอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องต่อมาคือ ฉบับที่ ๙๘ สิทธิการเจรจาต่อรองในปัจจุบัน ซึ่งตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ การรวมตัวต่อรองตามกฎหมายนั้นยากเหลือเกิน ทำให้ สิทธิแรงงานของไทยต่ำมากครับ🔗
สุดท้ายท่านประธานครับ ถ้าขอความชัดเจนเรื่องนี้ เราต้องพิจารณากฎหมาย แรงงานทุกฉบับที่บังคับใช้อยู่ในประเทศเราตอนนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับข้อตกลง ๒ ฉบับ ข้อตกลงที่เรากำลังจะทำนี้ด้วยนะครับ แล้วก็ขอความชัดเจนอย่างยิ่ง เรื่อง ILO ฉบับที่ ๘๗ และฉบับที่ ๙๘ ถ้าแค่รับอนุสัญญา ๒ ฉบับนี้ไม่ได้ ก็ไม่ต้องไปพูดถึงกรอบความร่วมมืออะไร ทั้งนั้นเลยครับ ขอบคุณครับ🔗
เชิญท่านนพดล ปัทมะ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นพดล ปัทมะ สมาชิกรัฐสภา ที่จริงเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ผมมีเวลาขออนุญาตเพิ่มเวลาไปเล็กน้อยแล้ว จะได้อภิปรายอย่างต่อเนื่อง ความจริงเรื่องของ PCA หรือกรอบความร่วมมือว่าด้วย ความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้านระหว่างสหภาพยุโรปและรัฐสมาชิกนี่นะครับ เริ่มเจรจาเมื่อปี ๒๕๔๗ มีกรอบเบื้องต้นปี ๒๕๕๖ แล้วก็จะลงนามในปี ๒๕๖๗ เป็นเรื่องที่ น่าแปลกว่านายกรัฐมนตรีในขณะปี ๒๕๔๗ ก็คือ ทักษิณ ชินวัตร ปี ๒๕๕๖ ก็คือ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แล้วก็ปี ๒๕๖๗ ก็คือ แพทองธาร ชินวัตร ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องที่อาจจะ โดยบังเอิญก็แล้วแต่นะครับ เราเสียเวลาไปประมาณ ๒๐ ปี ในแง่ของการผลักดันเรื่องนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นแรกในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภา ผมอยากจะฝากกราบเรียนไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งท่านนั่งอยู่ ณ ที่นี้ด้วย แล้วก็เพื่อนข้าราชการ งานหลายงานที่เป็นงานด้านต่างประเทศ หลายเรื่องผมว่า ข้าราชการประจำนี้สามารถผลักดันในระหว่างที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้ ก็ฝากเพื่อนข้าราชการซึ่งหลายคนก็เคยร่วมงานกันมา แต่ก่อนยังซี ๘ อยู่เลยนะครับ ตอนนี้ เป็นปลัดกระทรวงแล้ว ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งนะครับ ท่านประธานที่เคารพ อันนี้ ก็เลยฝากว่าการสะท้อนการผลักดันงานด้านต่างประเทศจะต้องเร่งรัด เพราะว่าประเทศเรา เสียโอกาสทุกวันที่ผ่านไป ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมสนับสนุนกรอบความตกลงในเรื่องนี้ ตั้งแต่เมื่อวานแล้วครับท่านประธาน ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีจริง ๆ น่าจะให้มาเร็ว มากกว่านี้ด้วยซ้ำไป สำหรับเนื้อหาของกรอบ หรือ Framework ในเรื่องนี้ ท่านรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการต่างประเทศท่านได้กรุณาสรุปให้สมาชิกรัฐสภาฟังไปบ้างแล้ว ซึ่งทุกอย่างเป็นเรื่องที่น่ายินดีครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประชาธิปไตย เรื่องสิทธิมนุษยชน เรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เรื่องของการป้องกันอาชญากรรมร้ายแรง เรื่องของการป้องกันอาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างสูง หรือแม้กระทั่งเรื่องของความยั่งยืน ซึ่งเป็นแนวคิดใหม่ทั้งนั้น แล้วเป็นแนวคิดที่เป็นประโยชน์ มันมีคำกล่าวครับท่านประธานว่า การสร้างความเชื่อมั่นของประเทศที่ลงทุนน้อยที่สุด คือการเป็นประชาธิปไตย และมี Rule of Law หรือมีหลักนิติธรรม ซึ่ง ๒ ประเด็นนี้ก็บรรจุอยู่ในเรื่องนี้แล้ว เป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่เราจะได้นำมาตรฐานของประเทศที่เจริญแล้วมาใช้กับเราบ้าง เราจะมีการแลกเปลี่ยน ที่เรียกว่า การปฏิบัติที่เป็นเลิศ หรือ Best Practice มาใช้ในประเทศไทย ประเทศไทยเรา นำเข้ารถยุโรปมาเยอะนะครับ BMW Benz Audi เป็นมาตรฐานยุโรป นั่นไม่สำคัญเท่ากับ การส่งเข้ามาซึ่งคุณค่าที่เป็นประโยชน์ทางด้านประชาธิปไตย ด้านสิทธิมนุษยชน ด้านเสรีภาพ แล้วก็ด้านการจัดการเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศ ซึ่งเรื่องนี้ จะเป็นประโยชน์โดยตรง ได้เวลาที่เราจะได้ศึกษาคุณค่าของประเทศที่พัฒนาแล้วมาใช้ กับประเทศเรา ทีนี้เพื่อนสมาชิกรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็นท่าน สว. ซึ่งมีโอกาสได้ประชุมร่วม กับท่านในครั้งนี้ และท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานที่เคารพครับ ถามว่า ใครจะได้อะไรจากการเจรจา หรือการไปลงนาม PCA ในครั้งนี้🔗
ประเด็นแรกผมว่าชัดเจนครับ ประเทศไทยจะได้ประโยชน์จากการกอบกู้ เกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของประเทศกลับคืนมา หลังการทำรัฐประหารในปี ๒๕๕๗ เขาไม่คุยกับเรา มา ๔ ปี EU มารื้อฟื้นจะคุยกับเราประมาณปี ๒๕๖๐ แต่หลังจากเลือกตั้ง ปี ๒๕๖๒ มาปี ๒๕๖๖ ก็คืบหน้าน้อยมาก จนกระทั่งมาปี ๒๕๖๗ ดังนั้นได้เวลาที่เราจะกอบกู้ เกียรติภูมิของประเทศที่เป็นจริงครับ ไม่ใช่การพูดเท่านั้น ความสัมพันธ์กับ EU อย่างที่ หลายท่านพูดไปครับ ความสัมพันธ์กับ EU เป็นความสัมพันธ์ที่พิเศษ ระหว่างประเทศ มันมีความสัมพันธ์ระหว่างเป็นพันธมิตร คือ Allied แล้วก็ยกมาเป็น Partner เป็นหุ้นส่วน ยกขึ้นมาเป็น Strategic Partner เป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ แต่นี่เราจะยกระดับ ความสัมพันธ์กับ EU เป็น Key Strategic Partner เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ดังนั้นผมขอแสดงความยินดีและขอชื่นชม งานนี้เป็นงานของกระทรวงการต่างประเทศ การเจรจา Framework เรื่องนี้ PCA เป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศ แต่การเจรจา FTA เป็นเรื่องของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่จะดำเนินการต่อไป🔗
ประเด็นที่ ๒ อันนี้เป็นกุศโลบายที่แยบยลมาก ในสภาวะการเปลี่ยนแปลง ของสภาพภูมิรัฐศาสตร์โลก ประเทศไทยต้องดำเนินนโยบายต่างประเทศที่สมดุล เราต้องมี เพื่อนค่อนข้างเยอะ เรามีมหาอำนาจใกล้เคียงเรา ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีกับจีน เรามีพันธมิตร ที่เก่าแก่ที่สุด ๑๙๐ ปี คือสหรัฐอเมริกา แต่ EU คือกลุ่มประเทศสำคัญที่เราจะต้องสร้าง ความสัมพันธ์ สานความสัมพันธ์เพิ่มมากขึ้น ในสภาวะโลกที่แบ่งขั้วเลือกข้าง การมีเพื่อนเยอะ ดีกว่าไม่มี ท่านประธานที่เคารพครับ เพิ่มเติมจากยุทธศาสตร์ที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศหรือท่านประธานก็คงทราบ การไปลงนามใน OECD หรือการไปขอเป็น สมาชิก BRICS ไม่ใช่ BRIC นะครับ BRICS เป็นเรื่องที่น่ายินดีครับ ขอสนับสนุน แล้วอันนี้ ก็เป็นบันไดหรือว่าเป็นขั้นตอนเพิ่มเติมจากการที่เราสร้างมิตร กลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา และกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ๔๐ กว่าประเทศ หรือ OECD การลงนาม PCA ก็เป็นจุดเริ่มต้น ที่จะปูทางไปสู่การเจรจา FTA ในอนาคตนะครับ FTA นั้นข้อตกลงเขตการค้าเสรีมันนานเกินไปในความรู้สึกของผม ท่านประธานที่เคารพ ในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภา เรารู้ว่า FTA นั้นมันเรื่องของการสร้างขีดความสามารถ ให้ประเทศ ประเทศเราขีดความสามารถเรายังแย่อยู่ เวียดนามเจรจาหลังเรา แต่ลงนาม ก่อนเรา เรารู้ว่า FTA กับ EU นั้น ถ้าเซ็นแล้วจะเพิ่มความเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ประมาณ ๑.๒๘ เปอร์เซ็นต์ อันนี้เรารู้นะครับ แต่เรารู้แล้วถามว่าเราทำอะไรที่รวดเร็ว ให้ทันเวลาบ้างหรือไม่ อันนี้ขอฝากนะครับ ผมไม่ได้มาตำหนิ มาให้กำลังใจท่าน แล้วขอให้ท่าน ตระหนัก เห็นโผท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อาจจะอยู่ในตำแหน่งต่อ ผมยิ่งยินดีครับท่านประธาน ท่านจะได้ผลักดันต่อเรื่องของ FTA การสร้างขีดความสามารถ ระหว่างประเทศ รีบทำครับ ฝากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศด้วยครับ ไม่ได้มีอารมณ์ เจรจานะครับ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศฝากท่านรีบเร่งด้วย เห็นประชุมมา หลายรอบแล้วนะครับ🔗
ทีนี้มาประเด็นต่อไปท่านประธานครับ FTA ผมเรียนไปแล้ว ขออีกสัก ๑ นาที ท่านประธานครับ รัฐบาลพรรคเพื่อไทยมีแนวคิดหลายเรื่อง การเจรจากับ EU เพื่อที่จะให้ เรามี Schengen Visa ขอ Visa เดียวแล้วก็หลายประเทศ การปูทางไปสู่ FTA การเจรจา PCA มันเป็นกระสุนหลายนัดที่เราต้องการพุ่งไปสู่เป้าเดียวกัน ก็คือการเพิ่มศักยภาพ ของประเทศ แล้วท้ายที่สุดท่านประธานครับ มาข้อสุดท้ายก็คือว่า แล้วใครได้ประโยชน์ อะไรบ้าง ประเทศได้อยู่ชัดเจนอยู่แล้วที่ผมเรียนไป ภาคเอกชนได้ไหมครับ ได้เยอะเลยครับ การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว ประเทศไทยก็จะต้องมาปรับกฎระเบียบภายในประเทศ เพื่อที่ให้ทันสมัย ประชาชนคนเดินดินกินข้าวแกงอย่างพวกเรา หรือหลาย ๆ คน ก็จะได้ประโยชน์จากการค้า การลงทุนที่มากขึ้น ได้ผลพวงจากการสร้างงาน สร้างรายได้ และเม็ดเงินไหลมาประเทศไทย เพราะฉะนั้นผมในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภา ยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่จะสนับสนุนกรอบความร่วมมือในประเด็นนี้ครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณมากครับ ต่อไป ขอเชิญคุณเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ วุฒิสมาชิกจากจังหวัดสมุทรปราการ กลุ่มสิ่งแวดล้อมและพลังงาน กระผมขออนุญาตอภิปรายสนับสนุน และตั้งข้อสังเกต ต่อ Thai-EU PCA ฉบับนี้ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิ่งแวดล้อม แล้วก็การเปลี่ยนแปลง สีเขียว ที่ในความตกลงอันนี้เราจะเน้นความร่วมมือที่จะรับมือกับภัยการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ และการรักษาสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติของโลก ซึ่งเราเข้าใจว่า ทั้งโลกเราก็เน้นเรื่องนี้ และก่อนจะทำสัญญาทุกคนก็อยากจะรู้ว่า เรื่องนี้เรามีการปฏิบัติ อย่างไร ซึ่งในรายละเอียดจะอยู่ในข้อ ๓๘ กับข้อ ๓๙ ของกรอบข้อตกลงนี้นะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในกรอบข้อตกลงนี้ให้ความสำคัญอย่างมาก แล้วก็ระบุชัดเจนว่า EU กับไทยจะยอมรับว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมันเป็นภัยคุกคามต่อมนุษยชาติ ที่ยังมีชีวิตอยู่นะครับ ที่กำลังหวังว่าลูกเราจะอยู่ต่อและส่งเสริมความยั่งยืน เพื่อสร้าง ความเข้มแข็งร่วมกันในโลก โดยเฉพาะ EU กับเรา เพื่อจะรับมือกับภัยและความเสี่ยงนี้ ซึ่งในความจริงประเทศไทย ในการประชุม COP26 ที่กรุงกลาสโกว์ เราได้มีการประกาศ เจตนารมณ์ของเราว่า เราจะร่วมที่จะทำเรื่องนี้โดยตั้งเป้าที่จะไปสู่ความเป็นกลาง ทางคาร์บอนใน ค.ศ. ๒๐๕๐ แล้วก็จะลดก๊าซเรือนกระจกในทุกชนิดให้ได้ภายใน ค.ศ. ๒๐๖๕ ซึ่งการประกาศเจตนารมณ์อันนี้เอง ก็ทำให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับในระดับหนึ่ง แต่ในการประกาศคราวนั้นเราได้มีข้อแม้เหมือนกันว่า การจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว เราจำเป็นจะต้องได้รับความร่วมมือจากนานาชาติอย่างเข้มแข็ง และตัว Thai-EU PCA ฉบับนี้ก็มีส่วนร่วมอย่างมาก ที่ทำให้เกิดแนวทางความร่วมมือที่จะเป็นประโยชน์ในการที่เรา จะบรรลุเป้าหมายอันนี้โดยได้ประโยชน์ ประเด็นสำคัญที่มีการระบุชัดเจนในความร่วมมือ🔗
อันที่ ๑ ก็คือเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถ และศักยภาพของบุคลากร จริง ๆ ในเรื่องนี้คนไทยมีความรู้เรื่องนี้ไม่มาก เพราะฉะนั้นถ้าเกิดมีประเด็นที่เราร่วมมือกัน ในการพัฒนาศักยภาพของคน เพื่อให้เข้าใจและมีความเชี่ยวชาญในการจัดการ ไม่ว่าจะเป็น การวางนโยบาย กำหนดมาตรฐาน ทำแผนปฏิบัติการ ทำรายงานในรูปแบบต่าง ๆ ที่สอดรับ กับสากล อันนี้จำเป็นจะต้องมีการร่วมมือในเรื่องคน🔗
เรื่องที่ ๒ สำคัญมากเลย คือว่าพวกนี้ไม่เกิดหรอกครับ ถ้าไม่มีการปรึกษาหารือ ในเรื่องเงิน ที่เรียกว่า Finance Support ต่าง ๆ กลไกการสนับสนุนทางด้านการเงิน ซึ่งเรื่องนี้ ลึก ๆ จริง ๆ ประเทศเราจำเป็นจะต้องได้รับการสนับสนุนทางด้านการเงิน เพราะทั่วโลก มีกองทุน ไม่ว่าจะเป็น Climate Action Fund ในรูปแบบต่าง ๆ หรือจะเป็น Adaptation Fund เราจำเป็นจะต้องมีการสนับสนุนตัวนี้ ถ้าเราสามารถใช้ประโยชน์จากข้อตกลงนี้ ทำให้เราได้การสนับสนุนด้านการเงินในทุกรูปแบบ อันนี้รวมถึงเรื่องการลงทุนด้วย ในการสนับสนุน ในเรื่องของการให้เปล่าด้วย ก็จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย🔗
ประการที่ ๓ เป็นประการสำคัญมากอีกอันหนึ่งก็คือ เรื่องของการร่วมมือ ในส่วนของการวิจัยและพัฒนา หรือการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับ การลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่สำหรับเรา และเป็นการลงทุนที่มีต้นทุนครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถที่จะบูรณาการ และเรียนรู้ระหว่างกันได้ก็จะเป็นประโยชน์ ยกตัวอย่าง ประเทศไทยจำเป็นต้องใช้แก๊สธรรมชาติ ต้องใช้พลังงานที่เป็น Fossil อยู่ระดับหนึ่ง เทคโนโลยีหนึ่งที่จะต้องพิจารณานำมาใช้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของเรา คือ เทคโนโลยี ที่จะกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาไหม้ พวกพลังงาน Fossil เช่น ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน หรือน้ำมันให้กักเก็บไว้ในอ่าวไทยของเราได้ เรื่องนี้เราได้มีการศึกษาและคิดว่า ถ้าเกิดเรามีการร่วมมือ เทคโนโลยีนี้ก็อาจจะถูกถ่ายทอดเป็นงานใหม่ และการลงทุนใหม่ ของประเทศไทย เป็นต้น นอกจากนั้นก็จะมีเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการผลิตไฟฟ้าสะอาด ที่มีการปล่อยคาร์บอนในระดับต่ำ หรือมีการไม่ปลดปล่อยคาร์บอนในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งปัจจุบันนี้การลงทุนของต่างประเทศ ก็เรียกร้องที่จะแสวงหาพื้นที่ที่มีพลังงานไฟฟ้าสะอาด กันทั้งนั้น ซึ่งเรื่องนี้ถ้าเรามีการร่วมมือ เราก็จะได้ประโยชน์จากการถ่ายทอดเทคโนโลยี จากกรอบอันนี้ นอกจากนั้นประเทศไทยเป็นประเทศเกษตร เชื้อเพลิง ชีวภาพ ชีวมวล ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ขณะเดียวกันก็สามารถพัฒนาไปเป็นพลังงาน หรือเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ได้ จากเทคโนโลยีที่ EU ได้มีการทำ สามารถร่วมไม้ร่วมมือ ที่จะทำเรื่องนี้ได้🔗
และอีกประการหนึ่งที่เรากำลังผลักดันมากก็คือ เรื่องของเทคโนโลยีการผลิต ไฟฟ้าจากแสงแดด จากลม จากความร้อนใต้พิภพ จากน้ำ เป็นต้น พวกนี้ EU มีประสบการณ์มาก ถ้าเราได้มีการเอื้อประโยชน์ในการที่จะเรียนรู้และถ่ายทอด🔗
อันนี้เราก็คงต้องการการสนับสนุนต่าง ๆ ๓ ประเด็น ซึ่ง ๓ เรื่องนี้เป็นเรื่อง ที่เป็นเงื่อนไขสำคัญในการที่จะบรรลุเป้าหมาย ขณะเดียวกันจะสร้างโอกาสใหม่ให้กับคนไทยด้วย ท่านประธานครับ นอกจากความร่วมมือที่จะช่วยลดก๊าซเรือนกระจกแล้วนำไปสู่การลด ผลกระทบ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกและประเทศไทย จะเห็นว่าประเทศไทย วันนี้ ทางภาคเหนือที่เจอภัยพิบัติวันนี้ก็เกิดจากภัยตัวนี้ละครับ ถ้าเราไม่ร่วมกันแล้วก็ เอาประโยชน์จากการที่จะร่วมมือกับ EU เราก็จะเผชิญกับปัญหานี้อย่างลำพัง นอกจากนั้น ในตัวความร่วมมือตัวนี้ มันมีประเด็นเหมือนกันใน EU เอง มีมาตรการกีดกันการค้าที่กระทบ ต่อเรา ที่สำคัญที่สุดก็คือ เรื่องของที่เรียกว่ามาตรการ Carbon Border Adjustment Mechanism หรือเรียกว่า CBAM ก็ได้นะครับ ซึ่งเป็นมาตรการเก็บภาษีคาร์บอนข้ามแดน ในกรณีที่ประเทศเราไม่มีกฎหมายในการที่จัดเก็บ หรือจัดการกับผู้ผลิตที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในระดับสูงเทียบเท่ากับที่ EU ใน EU เองสมาคมการผลิตของเขา ก็ปกป้องการผลิตของเขา เพราะเขาเสียภาษี เขามีค่าใช้จ่ายสูง เขาก็เลยปกป้องว่า ผู้ที่ส่งออกและไม่มีมาตรการ ทางกฎหมายแบบเขาจะต้องมาเสียภาษีที่ประเทศเขา ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากซึ่งจะมีผล ในปี ๒๕๖๙ ส่งผลต่อผลิตภัณฑ์หลายตัว ไม่ว่าจะเป็นปูนซีเมนต์ เหล็ก อลูมิเนียม ปุ๋ย พลังงาน และไฮโดรเจน แต่ที่กระทบเรามาก คือ เหล็ก อลูมิเนียม และคิดว่าผลิตภัณฑ์ตัวนี้ จะเพิ่มตัวบังคับขึ้นมาเรื่อย ๆ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เขาทำกับทุกประเทศครับ ถ้าเราปรับตัว ไม่ทันเราก็จะยุ่ง เพราะฉะนั้นเราจำเป็นจะต้องใช้กรอบ PCA อันนี้เพื่อทำให้เรามีความพร้อม ในการที่จะรับมือตัวนี้อย่างเป็นธรรม และต้องเจรจาเพื่อลดผลกระทบของผู้ผลิตของเรา อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการประเมินตัวการปล่อยของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด แต่ละ Unit จำเป็นจะต้องทำ อย่างก้าวหน้า เพราะฉะนั้นตัวนี้ถ้าเรามี PCA ฉบับนี้มันจะช่วยได้ นอกจากนั้นมี สส. หลายท่าน พูดถึงเรื่องของ EUDR เรื่องนี้ก็เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์อีก ๗ ตัวที่เราส่งออกไปแล้วเกี่ยวข้อง กับการตัดไม้ทำลายป่า ถ้าเราอาศัย PCA ฉบับนี้ในการที่จะเจรจาว่า วิธีประเมินสินค้าต่าง ๆ อย่างเป็นธรรม และไม่เสียเปรียบกับผู้ผลิต และเกษตรกรของเรา เราจะต้องบูรณาการ แล้วร่วมไม้ร่วมมือกับเขาเป็นอย่างดี ซึ่งไม่ใช่หมายความว่า จะสยบยอมนะครับ แต่จะต้อง เจรจาอย่างชาญฉลาด เพื่อให้เราไม่เสียเปรียบ🔗
สุดท้ายนี้ผมสนับสนุนกรอบข้อตกลงตัวนี้ PCA ฉบับนี้ แน่นอนชั่งน้ำหนัก แล้วมีผลดีมากกว่าผลเสีย แต่เมื่อลงนามแล้วเราจำเป็นจะต้องบูรณาการกันทุกภาคส่วน ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับงานในแต่ละประเด็นจำเป็นต้องบูรณาการกัน อย่าปล่อยเวลา ให้ผ่านไป เราจะต้องมีการตอบรับเชิงรุก หลายเรื่องจะต้องสร้างกฎหมายขึ้นมาเพื่อจะให้ สอดรับ สุดท้ายขอสนับสนุนครับ ขอบคุณครับ🔗
รัฐสภาขอต้อนรับ คณะผู้เข้าร่วม โครงการเสริมสร้างบ้านเมืองทุจริตภายใต้ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ กิจกรรมเสริมสร้าง บ้านเมืองสุจริต หัวใจพัฒนาประชาธิปไตย ซึ่งกำลังมานั่งฟังการประชุมบนชั้น ๔ ขณะนี้ ขอต้อนรับทุกท่าน ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคุณชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ครับ🔗
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมขออภิปราย สนับสนุนร่างกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้านระหว่าง ประเทศไทยกับสหภาพยุโรป หรือ PCA ท่านประธานครับ กรอบความตกลง PCA นี้ มีที่มาอันยาวนานกว่า ๒๐ ปีแล้วครับ และเป็นความร่วมมือที่รอบด้านจริง ๆ คือมีทุกด้าน แต่ผมจะขอ Focus ไปที่ด้านพื้นฐานที่สุดครับ ก็คือด้านการเสริมและการสร้างความเจริญ ทางด้านประชาธิปไตย และด้านเศรษฐกิจให้ยั่งยืน โดยมีเหตุผลจำเป็นที่จะต้องสนับสนุน PCA นี้ ๔ ข้อครับ🔗
เหตุผลที่ ๑ เพื่อเสริมสร้างประชาธิปไตยของไทยให้ก้าวหน้า ท่านประธานครับ ประเทศไทยได้เริ่มเดินทางบนถนนแห่งประชาธิปไตยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ปัจจุบันผ่านมา ๙๒ ปีแล้วครับ เป็นการเดินทางที่ยาวนานเกือบจะถึง ๑ ศตวรรษแล้ว มีการก่อรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญไปถึง ๑๓ ครั้ง แม้จะเดินทางมาไกล แต่ว่าประชาธิปไตยของไทยก็ยังไม่ถึง จุดที่จะบอกกับชาวโลกได้ว่า เรามีประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง ประชาชนคนไทยได้เรียกร้อง ต่อผู้มีอำนาจมาโดยตลอด ให้เสริมสร้างความแข็งแกร่งของเสาหลักทั้ง ๓ ด้าน ทั้งด้านนิติบัญญัติ ด้านบริหาร ด้านตุลาการให้มีความเป็นประชาธิปไตยที่แข็งแรง ซึ่งกรอบความร่วมมือ PCA นี้ ก็ได้ให้การสนับสนุน และให้ความสำคัญอย่างมากกับหลักการของประชาธิปไตย ความตกลงนี้ ยืนยันความมุ่งมั่นของไทยต่อหลักการของประชาธิปไตย มีการระบุในข้อแรกของหัวข้อแรก ว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญยิ่งยวดของความตกลงนี้ ระบุถึงหลักการที่ทั้งไทยและ EU ให้ความเคารพในหลักการประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และเสรีภาพขั้นพื้นฐาน รวมทั้ง การเคารพในหลักนิติธรรม อันเป็นรากฐานการดำเนินนโยบายทุกประการ ระหว่างไทย และยุโรป ไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือระหว่างประเทศ ความตกลง PCA นี้ส่งเสริมและเปิดโอกาส การแลกเปลี่ยน เรียนรู้เกี่ยวกับการพัฒนาระบอบการปกครองให้มีธรรมาภิบาลที่ดี หรือว่า Good Governance Practice เช่น ระบบบริหารจัดการการเลือกตั้ง กระบวนการตรากฎหมาย นิติบัญญัติ การปรับปรุงระบบกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมผ่านช่องทางการแลกเปลี่ยน อย่างเป็นทางการ ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้กำหนดนโยบายต่าง ๆ นักวิชาการ รวมถึงสมาชิก รัฐสภาของไทยและ EU การสร้างความร่วมมือกับ EU ซึ่งเป็นกลุ่มรัฐที่ยึดมั่นในค่านิยม ประชาธิปไตย ย่อมช่วยพัฒนาขีดความสามารถของไทย ในการพัฒนาสถาบันประชาธิปไตย ให้เข้มแข็ง แข็งแรง ยั่งยืน และสนับสนุนการปฏิรูปทางการเมืองที่ไทยกำลังเผชิญอยู่ ในตอนนี้ให้เหมาะสมกับบริบท และความต้องการของประชาชนคนไทยครับ🔗
เหตุผลความจำเป็นที่ ๒ เพื่อเสริมสร้างหลักนิติธรรม หรือว่า Rule Of Law คือการปกครองรัฐโดยใช้กฎหมายอย่างมีคุณธรรม มีความเป็นธรรม และยุติธรรม ต่อผู้ถูกปกครอง ท่านประธานครับ การเน้นย้ำหลักนิติธรรมใน PCA นั้น เป็นการช่วยส่งเสริม โดยตรงในการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ชาติของประเทศไทย ในด้านกฎหมายและกระบวนการ ยุติธรรม PCA จะช่วยวางกรอบความร่วมมือระหว่างฝ่ายตุลาการของไทยและ EU ทางด้าน การพัฒนาบุคลากร การพัฒนาระบบบริหารจัดการคดี กระบวนการยุติธรรม ซึ่งจะช่วยให้ไทย พัฒนาประสิทธิภาพ และความเป็นธรรมของระบบกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม ให้ดียิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นความตกลงนี้จะช่วยส่งเสริมขีดความสามารถของไทยในการต่อต้าน การคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมไทยและประชาชนคนไทยถวิลหาเป็นอย่างยิ่ง ผ่านความร่วมมือ ทางด้านเทคนิค การสืบสวน สอบสวนคดี การดำเนินคดีเกี่ยวกับการคอร์รัปชัน แล้วจะทำให้ มีแผนดำเนินการความร่วมมือต่อไปร่วมกันอย่างจริงจัง การยกระดับด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนคนไทยแล้ว ยังเป็นประโยชน์ ทางด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากนักลงทุนรายใหญ่ นักลงทุนระดับสถาบัน กองทุนต่าง ๆ ให้ความสำคัญ ในความแข็งแรงเชิงโครงสร้างอันนี้มาก ถ้าหากประเทศไทยมีหลักนิติธรรม มีการบริหาร จัดการเกี่ยวกับเรื่องคอร์รัปชัน จะเพิ่มความน่าสนใจในการลงทุนให้กับประเทศไทย ในสายตา ของนักลงทุนต่างประเทศ ช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเข้าไทยให้มากยิ่งขึ้นด้วย🔗
เหตุผลที่ ๓ เพื่อเพิ่มการพัฒนาเศรษฐกิจ ความตกลงนี้ส่งเสริมความร่วมมือ ในด้านนวัตกรรม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเศรษฐกิจ Digital รวมทั้งอุตสาหกรรม เทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เป็น เศรษฐกิจมูลค่าสูง เปิดโอกาสให้คนไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง สนับสนุน ให้คนไทยบรรลุเป้าหมายที่ไทยจะก้าวเป็นประเทศที่มีรายได้สูงภายในปี ๒๕๘๐ ผ่านความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยี ดังนั้น PCA จึงเป็นการ ก้าวหน้าไปสู่การเจรจาทางการค้ามากขึ้น เสริมการอำนวยความสะดวก เพิ่มปริมาณการค้า การลงทุน กับ EU ซึ่งเป็นคู่ค้าที่สำคัญอันดับต้น ๆ ของไทยครับ🔗
เหตุผลที่ ๔ ยกระดับสถานะประเทศไทย ในระดับภูมิภาคและระดับโลก ท่านประธานครับ PCA นอกจากจะส่งเสริมด้านเศรษฐกิจแล้ว ยังส่งเสริมสถานะของไทย ในฐานะผู้เล่นสำคัญใน ASEAN ด้วยนะครับ ความตกลงนี้ได้ระบุชัดเจนถึงความสำคัญ เชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในกลุ่ม ASEAN ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างบทบาทของไทย ให้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ในกรอบ PCA ก็จะเพิ่มพื้นที่ในการมีส่วนร่วม ในการต่อรอง การอภิปราย การหารือ การเจรจาของไทยในเวทีระดับโลก เกี่ยวกับปัญหาต่าง ๆ รวมทั้ง ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ หรือว่า Climate Action และการพัฒนา อย่างยั่งยืนที่กำลังเป็นหัวข้อที่ทั้งโลกให้ความสนใจในปัจจุบันนี้ ก็จะทำให้ไทยมีตัวตน มากยิ่งขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ ความตกลงระหว่าง EU กับไทยฉบับนี้ไม่ใช่แค่เอกสาร ทางการทูต แต่เป็นโอกาสเชิงกลยุทธ์สำหรับประเทศไทยครับ ความตกลงนี้ก็ได้สอดคล้อง กับยุทธศาสตร์ของประเทศไทย ในเรื่องการพัฒนาประชาธิปไตย ส่งเสริมการเติบโต ทางเศรษฐกิจ ดังนั้นการเห็นชอบกับข้อตกลงนี้ของรัฐสภา ไม่เพียงจะช่วยยกระดับ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับ EU แต่กำลังลงทุนในอนาคตของประเทศไทย กำลังมุ่งมั่น ต่อเส้นทางที่เสริมสร้างประชาธิปไตย แล้วก็หลักนิติธรรมของสังคมไทย ด้วยเหตุผลที่กล่าวมา ผมจึงขอสนับสนุนให้สมาชิกรัฐสภานะครับ สนับสนุนความตกลง PCA นี้ และที่สำคัญครับ ท่านประธาน ในช่วงที่ผ่านมาหลังการเลือกตั้งปี ๒๕๖๖ มีเหตุการณ์ที่สมาชิกสหภาพยุโรป ออกแถลงการณ์ความกังวลเกี่ยวกับประชาธิปไตย และหลักนิติธรรมของประเทศไทย ออกมาเป็นระยะ ล่าสุดก็ได้แก่ กรณีการยุบพรรคก้าวไกล แล้วก็การถอดถอนนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมาครับ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ การปฏิบัติตามความตกลงนี้ ให้ได้ ผมจึงจำเป็นที่จะต้องตั้งคำถามผ่านท่านประธานไปยังรัฐบาล ถึงการเตรียมตัว ของรัฐบาลว่า มี Action Plan หรือแผนการปฏิบัติการอย่างไรต่อไป เพื่อที่จะปรับปรุง พัฒนาให้ไทยเป็นที่ยอมรับต่ออารยประเทศ ในการปฏิบัติตามหลักการ ความตกลงฉบับนี้ โดยเฉพาะหลักพื้นฐานสุด ๆ ก็คือ เรื่องของการยึดมั่นในประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และหลักนิติธรรมตามปฏิญญาสากล ถ้าไทยลงนามไปแล้วว่าจะเป็นหุ้นส่วนกับ EU ไทยก็ต้องทำให้ได้ครับ ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นการตระบัดสัตย์ ผิดสัญญาประเทศไทยจะเสียหาย อย่างประเมินราคาไม่ได้ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ต่อไปขอเชิญคุณอนุชา บูรพชัยศรี ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม อนุชา บูรพชัยศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา วันนี้รัฐสภากำลังพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องของร่างกรอบความตกลงว่าด้วย ความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้านระหว่างสหภาพยุโรปและรัฐสมาชิก กับราชอาณาจักรไทย ภาษาอังกฤษก็คือ Thailand-EU Comprehensive Partnership and Cooperation Agreement เราเรียกกันย่อ ๆ ว่า PCA วันนี้ตั้งแต่เช้าเรามีการพูดคุยกันอยู่ แล้วก็มีการนำเสนอในข้อกังวลหลาย ๆ ส่วน สิ่งที่ผมมีโอกาสได้มีส่วนร่วมกับร่างกรอบตรงนี้ ก็อยากที่จะเน้นไปด้วยเวลาที่จำกัดตรงนี้ก็คือว่า ประเทศไทยและคนไทยจะได้ประโยชน์ อะไรจากร่างกรอบตรงนี้ในการตกลงกับทางด้าน EU🔗
เริ่มแรกเลยครับ ก็จะเป็นการเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ ที่เราเรียกกันว่า Best Practice ซึ่งเราไม่สามารถที่จะเรียนรู้ จากใครได้เลย ถ้าเขาไม่ให้ความร่วมมือในการที่จะถ่ายทอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งของทางด้าน สหภาพยุโรป ในการที่จะนำมาใช้ที่สำคัญตอนนี้ก็คือ เรื่องของการพัฒนาเศรษฐกิจไทย แน่นอนครับ เป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนกำลังอยากที่จะทราบว่า รัฐบาลที่กำลังจะตั้งขึ้นมาใหม่ จะทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้าง เป็นการส่งเสริมความเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของไทย แล้วก็ประชาคม ASEAN ด้วยเช่นเดียวกันในฐานะสมาชิกของเราที่เป็นอยู่ จะเป็นการพัฒนา คุณภาพชีวิตของคนไทย ตลอดจนพัฒนาระบบจัดการในประเทศให้มีความทันสมัย แล้วก็ มีความเป็นสากลมากขึ้น จะนำไปสู่โครงการความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมมากมายหลายอย่าง โดยทั้ง ๒ ฝ่าย มี PCA เป็นกรอบในการที่จะเดินหน้ากันไปในการที่จะรองรับการดำเนินการ ต่าง ๆ จากการประชุมในครั้งนี้ที่ทางรัฐสภากำลังจะได้เห็นชอบ จะเป็นการยกระดับ มาตรฐานการดำเนินนโยบายด้านต่าง ๆ ของไทย เพื่อที่จะเพิ่มโอกาสในการถ่ายทอด เรื่องขององค์ความรู้ ซึ่งสำคัญมากในโลกเทคโนโลยี และโลก AI ในปัจจุบัน จะเป็นการ แลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติอย่างที่ว่า เป็นเลิศในทุก ๆ ด้าน ทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เรื่องของการที่จะมีการพัฒนาเกี่ยวกับเรื่องของการสื่อสาร การพัฒนาที่จะเป็น เรื่องของ Development Sustainable หรือไม่ ประเด็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม สภาพภูมิอากาศ แล้วก็เรื่องของการประมง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พลังงาน สิทธิและเสรีภาพ ขั้นพื้นฐาน ทุกอย่างนี้คือกรอบที่ประเทศไทยจะเข้าไปเพื่อที่จะเจรจาพูดคุยกันตั้งแต่บัดนี้ เพื่อที่จะให้มีการถ่ายทอดองค์ความรู้จากทางด้านสหภาพยุโรปมาถึงประเทศไทย เพราะฉะนั้นสิ่งที่คนไทยจะได้รับแน่นอนครับ หลาย ๆ สิ่ง หลาย ๆ ส่วนที่รัฐบาลจากนี้ไป หลังจากที่วันนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ซึ่งก็เป็นเรียกว่า Handle สุดท้ายหรือว่าเป็นเครื่องมือสุดท้ายที่เราจะให้กับทางด้านรัฐบาลได้เดินหน้า อย่างเต็มที่ ให้กับทางด้านข้าราชการได้ไปพูดคุยในกรอบอย่างที่ว่านี้ เพราะฉะนั้น ความร่วมมือมากเลยครับ หลาย ๆ ท่านพูดไปแล้วเรื่องของการค้า การลงทุน เรื่องของ ความมั่นคง รวมถึงแหล่งเงินสนับสนุน และทุนการศึกษาที่จะมาจากทางด้านสหภาพยุโรป ในหลาย ๆ ส่วนด้วย ด้านสิทธิมนุษยชน เรื่องของสิ่งแวดล้อม เมื่อสักครู่นี้ที่ได้กล่าวไป ทั้งหมดแล้ว แต่เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันว่า เรื่องนี้มันมี Timeline มาตั้งแต่เมื่อประมาณสัก ๒๐ ปีที่แล้ว สิงหาคม ๒๕๔๗ ผมไม่แน่ใจว่า บังเอิญวันนี้เรากำลังพิจารณาเดือนสิงหาคม ๒๕๖๗ ผ่านมา ๒๐ ปีครับ ขออนุญาตขอสไลด์ด้วยครับ🔗
ต้องบอกว่าที่ผ่านมา รัฐบาลภายใต้การนำของท่านอดีตนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ให้ ความสำคัญกับเรื่องนี้มา โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ช่วงปี ๒๕๖๒ ปลายปีแล้ว มีการพูดคุย ตลอดว่า ทำอย่างไรที่เราจะเร่งการดำเนินงาน ผลักดันให้เกิดความร่วมมืออย่างเร็ว สไลด์ต่อไปครับ นี่คือที่มาครับ จริง ๆ วันนี้มันเป็นการที่ทางรัฐสภาให้ความเห็นชอบร่าง ซึ่งได้เซ็นสัญญาไปแล้วนะครับ ได้มีการเซ็นลงนามกันไปแล้ว เมื่อประมาณเดือนธันวาคม ๒๕๖๕ โดยท่านอดีต รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านดอน ปรมัตถ์วินัย ในขณะนั้นทางด้านอดีตนายกรัฐมนตรี ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ไปในนาม ของการที่เป็นสักขีพยาน และแน่นอนก็คือในส่วนของที่เกี่ยวกับทางด้านผู้ที่ให้ความเห็นชอบ ในขณะนั้นก็คือ ผู้บริหารสูงสุดของสหภาพ EU แล้วก็มีการพูดคุยกันครับ ให้ความเห็นชอบ กันอย่างดีมาก บรรยากาศเป็นไปด้วยดี ผมเองมีโอกาสได้พูดคุยในที่ประชุมที่เรียกว่า ผู้นำสูงสุด นั่งอยู่ตรงนั้นได้ยินกับหูถึงเรื่องของการที่เขาชื่นชมประเทศไทย ชื่นชมความเป็นผู้นำ ใน ASEAN ของประเทศไทย ชื่นชมในเรื่องของการที่เรามีจุดยืนที่ชัดเจน ผมมีโอกาสที่จะได้เห็น การทำงานด้วยในหลาย ๆ ส่วนของทางด้านข้าราชการประจำ ซึ่งวันนี้ผมก็ต้องบอกครับว่า ผมอยากที่จะขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่งในส่วนของข้าราชการที่ทำงานมาตลอด ๒๐ ปีที่ผ่านมา ด้วยความอดทนอดกลั้น แล้วก็ด้วยความรู้ ความสามารถที่ท่านได้ไปเจรจาในเรื่องของ กรอบความร่วมมือตรงนี้ ในสิ่งที่สำคัญร่างกรอบความตกลงนี้ต้องบอกว่า ณ วันนี้มีหลายส่วน ที่จะเป็นประโยชน์ อย่างที่ผมบอกกับทางด้านประเทศไทย แล้วสิ่งที่สำคัญก็คือว่า รัฐบาล ที่ผ่านมาจนถึงรัฐบาลที่ผมหวังว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต จะยึดมั่นผลประโยชน์ของประเทศ และพี่น้องชาวไทยในการที่จะไปเจรจาเรื่องอื่น ๆ หลังจากที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบในวันนี้ แล้วก็มุ่งยกระดับความสัมพันธ์กับมิตรประเทศให้ก้าวหน้า ซึ่งในส่วนของที่ลงนามไปแล้ว ในส่วนของ PCA ที่ผมพูดถึงว่ามีการลงนามไปแล้วเกือบ ๒ ปีกับสหภาพยุโรป นอกจาก ที่จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ และความร่วมมือที่ใกล้ชิดกับสหภาพยุโรปแล้วยังจะช่วย เพิ่มโอกาส เพิ่มช่องทางการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว รวมถึงบทบาทของไทยในเวที ระหว่างประเทศอีกด้วย เพราะฉะนั้นผมในวันนี้จากที่ได้มีโอกาสได้เคยร่วมงานอยู่ในส่วนของ การที่มีการบริหารฝ่ายรัฐบาล ณ วันนี้มีโอกาสได้มาทำหน้าที่ครบ Loop ในการที่จะลงมติ อนุมัติให้เกิดความเห็นชอบอย่างสมบูรณ์แบบในรัฐสภาแห่งนี้ ก็ต้องบอกว่าขอบคุณ อีกครั้งหนึ่งครับ หน่วยงานทุกหน่วยงานของไทยที่เกี่ยวข้องที่เราเรียกว่า ทีม Thailand ทีมประเทศไทย โดยการนำของกระทรวงการต่างประเทศ แล้วก็ความร่วมมือจากทุก ๆ กระทรวง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวง ความมั่นคงต่าง ๆ ในความพยายามตลอดระยะเวลากว่า ๒๐ ปีที่ผ่านมา จนสามารถ ก้าวผ่านอุปสรรคและความท้าทายนำไปสู่การดำเนินงานกับทางด้านความร่วมมือ ที่เราจะเดินหน้าจากนี้ไป ด้วยข้อตกลงของ PCA กับสหภาพยุโรปได้ในที่สุดครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านสุดท้าย ของสมาชิกที่จะอภิปรายวันนี้ เชิญครับ คุณชิบ จิตนิยม ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ผม ชิบ จิตนิยม สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ เท่าที่ฟังมีหลายท่านพูดถึงแถลงการณ์ข้อ ๒๓ ซึ่งว่าด้วยความร่วมมือทางกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และการส่งผู้ร้ายข้ามแดน รวมถึงเรื่องของสิทธิมนุษยชนด้วยนะครับ สาระสำคัญก็คือ รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย จะดำเนินการทุกวิถีทางที่สอดคล้องกับกฎหมายของตน เพื่อรับประกันว่าบุคคลจะไม่ต้องโทษ ประหารชีวิต รวมถึงผู้ที่ไทยได้ขอให้มีการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนที่ต้องไม่รับโทษประหารชีวิต ในไทยเช่นกันนะครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่แล้วเป็นประเด็นสำคัญที่ทางสหภาพยุโรป ให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด แล้วก็จะเห็นได้ว่าสหภาพยุโรปเองนั้น ก็ถือว่าเป็นตัวตั้งตัวตี หรือเป็นหัวหอกสำคัญในเรื่องนี้เป็นอย่างมากนะครับ ถ้าจะดูข้อมูลที่เป็นรูปธรรม มีรายงาน ขององค์การนิรโทษกรรมสากล ซึ่งเปิดเผยว่าปีที่แล้วปรากฏว่า คดีความซึ่งมีการประหาร ชีวิตนั้น เพิ่มสูงสุดในรอบเกือบ ๑๐ ปี ตั้งแต่มีการบันทึกเมื่อปี ๒๕๕๘ ซึ่งก็แสดงให้เห็นว่า โทษประหารชีวิตยังมีอยู่เยอะ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง แล้วก็มีหลายประเทศนะครับ ถ้าจะเรียงลำดับก็คือ จีน อิหร่าน ซาอุดิอาระเบีย โซมาเลีย รวมถึงสหรัฐอเมริกาด้วยครับ ในขณะที่ไทยนั้นก็ยังเป็น ๑ ใน ๕๕ ประเทศ ที่ยังคงโทษการประหารชีวิตไว้ อันนี้เป็นข้อมูล ที่น่าสนใจนะครับ โดยส่วนใหญ่โทษประหารชีวิตของไทยก็จะเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติดด้วย ถ้าถามว่าปัญหานี้จะแก้อย่างไร ผมอยากเชิญชวนท่านสมาชิกทุกท่านลองถามดูว่า ถ้าท่าน จะแก้จะเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย อยากให้มีหรือให้ยกเลิกโทษประหารชีวิตนะครับ มีผลการวิจัยที่น่าสนใจจากนิด้าโพล สำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง โทษประหารชีวิต ควรหยุดหรือไปต่อ ก็ปรากฏว่ามีการถามว่า โทษประหารชีวิตนั้นจะทำให้คดีอาชญากรรม ลดลงหรือไม่ คนไทยส่วนใหญ่บอกว่า ๗๙ เปอร์เซ็นต์ จะทำให้คดีอาชญากรรมลดลง ร้อยละ ๑๕.๘ บอกว่า อาชญากรรมเท่าเดิมครับ ถ้าถามว่าโทษประหารชีวิต ควรมีต่อหรือว่า ควรจะยุติลง ปรากฏว่าคนไทยร้อยละ ๙๒ บอกว่า ควรมีโทษประหารชีวิตต่อไปเพื่อให้เกิด ความสงบเรียบร้อย ให้เกิดความเกรงกลัว ในขณะที่ร้อยละ ๗.๕ เท่านั้นเองที่บอกว่า ไม่ควร มีโทษประหารชีวิตต่อไป เพราะว่าไม่เชื่อว่าจะทำให้อาชญากรรมลดลง ซึ่งอันนี้ก็สอดคล้อง กับการวิจัยของนานาประเทศ ซึ่งบอกว่าการประหารชีวิตนั้น ไม่ได้มีนัยสำคัญในการที่ทำให้ อาชญากรรมลดลงเลยนะครับ ทางที่ดีก็คือจะเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิตน่าจะเหมาะสมกว่า ด้วยซ้ำไปนะครับ ถ้าหากดูข้อมูลเรื่องของการประหารชีวิตในไทย ตั้งแต่ปี ๒๔๗๘ จะพบว่า มีการลงโทษประหารชีวิตไปแล้ว ๓๐๐ กว่าคน ข้อมูลล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคมปีนี้ มีโทษตัดสินประหารชีวิตอยู่รวม ๓๙๐ คน น่าเสียดายครับว่าเมืองไทยเรามีการลงโทษ ประหารชีวิตด้วยการฉีดยา ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๖๑ เป็นครั้งแรกในรอบ ๙ ปี ที่เสียดายก็เพราะว่า ถ้าหากว่าเราไม่มีการประหารชีวิตครบ ๑๐ ปี เราก็จะเข้าเกณฑ์ ของประเทศที่ไม่มีโทษประหารชีวิตโดยปริยาย อันนี้ก็น่าสนใจนะครับ คราวนี้ผมพูดถึงว่า ขณะนี้คนที่สนับสนุนไม่ให้มีการประหารชีวิตเขามองอย่างไร เขาบอกอย่างที่ผมเรียน ให้ทราบว่า เขามีความเกรงกลัวกันว่า บางครั้งการตัดสินประหารชีวิตนั้น อาจจะเป็นการ ตัดสินที่ผิดพลาด แล้วเราก็ไม่สามารถเรียกคืนชีวิตให้กับผู้ที่ถูกประหารชีวิตได้นะครับ EU ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ถึงกับบอกว่า ถ้าหากจะมีการรับสมาชิกใหม่ สมาชิกประเทศนั้น ต้องยอมรับว่า จะไม่มีการประหารชีวิตในประเทศของตน จึงรับเข้าเป็นสมาชิกได้นะครับ ถ้าพูดถึงใน ASEAN บ้างว่า มีประเทศไหนที่ยังมีโทษประหารชีวิตหรือไม่มี กัมพูชา ฟิลิปปินส์ ยกเว้นโทษประหารชีวิตไปแล้วทุกประเทศนะครับ ส่วนลาว เมียนมา และบรูไนนั้น ยกเลิก ประหารชีวิตในทางปฏิบัติ เพราะไม่มีการประหารชีวิตมา ๑๐ ปีแล้วติดต่อกัน ส่วนไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนามยังใช้อยู่ครับ คราวนี้มาพูดถึงข้อเกี่ยวเนื่อง ซึ่งเป็นข้อกังวลของทาง EU เช่นเดียวกัน นั่นคือเรื่องของการก่อการร้าย และการส่งผู้ร้าย ข้ามแดน ก็ปรากฏว่าขณะนี้เมืองไทยเรายังมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับทั้งหมด ๑๖ ประเทศ แล้วก็อย่างที่ทราบว่าถ้าหากท่านติดตามข่าวจะเห็นว่า เมืองไทยก็มีกรณี การส่งผู้ร้ายข้ามแดนค่อนข้างบ่อย วันนี้ไม่มีเวลาที่จะอธิบายมาก แต่ถ้าหากว่าท่านเพียง Search คำว่า การก่อการร้าย หรือผู้ร้ายข้ามแดน เข้าไปใน Website ต่าง ๆ จะเห็นว่า มีอีกเยอะจนที่อาจจะเรียกว่า คาดไม่ถึงเลยนะครับ คราวนี้ขอแตะเรื่องของการก่อการร้าย เช่นเดียวกันว่า ประเทศไทยนั้นความจริงแล้วเขามองกันว่า ไม่ใช่เป้าหมายของการก่อการร้าย แต่ก็อาจจะหนีไม่พ้นนะครับ เพราะว่ามีผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงให้ข้อคิดที่น่าสนใจ เขาบอกว่าประเทศไทยนั้น เข้าออกง่าย การตรวจตราไม่เข้มงวด แล้วก็นโยบายส่งเสริม การท่องเที่ยวก็เป็นปัจจัยหนึ่งเหมือนกันที่ทำให้ไทยกลายเป็นเส้นทางผ่าน และเป็นแหล่ง พักผ่อนของคนที่อาจจะเป็นสมาชิกก่อการร้ายด้วย และเจ้าหน้าที่ไทยบางส่วน น่าสนใจครับ เขาบอกว่า ขึ้นชื่อเรื่องการให้สินบนและเงินใต้โต๊ะอยู่แล้ว อุปกรณ์การตรวจจับ เช่น Biometric ก็ไม่มีการลงทุนอย่างจริงจัง ครอบคลุมไม่เพียงพอ ที่สำคัญข้อมูลหมายจับ Online ที่เชื่อมโยงด่านชายแดน ด่านพรมแดนทุกด่าน เพิ่งจะครบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เมื่อไม่กี่ปี ที่ผ่านมานี้เองครับ มีข้อมูลหลายอย่าง เสียดายที่เวลาอาจจะน้อยไปหน่อย แต่ว่าข้อมูล จากสำนักข่าวกรองแห่งชาติเองก็มีการยอมรับว่า ประเทศไทยนั้นอาจจะเป็นเส้นทางที่กลุ่ม ก่อการร้ายใช้เป็นเส้นทางไปยังพื้นที่เป้าหมาย รวมถึงกลับภูมิลำเนาด้วย เป็นแหล่งพักพิง แล้วก็เป็นฐานระดมเงินทุนสนับสนุนความเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อการร้ายต่าง ๆ แล้วโอกาส ที่ไทยจะถูกใช้เป็นพื้นที่ในการก่อการร้ายก็มีอยู่เยอะทีเดียว โดยเฉพาะผลประโยชน์ของชาติอื่น อย่างเช่น สหรัฐอเมริกา จีน ฝรั่งเศส และอิสราเอล เป็นต้น ที่สำคัญมากกว่านั้นก็คือว่า ทางสำนักข่าวกรองแห่งชาติเองก็ยอมรับว่า ยังมีจุดอ่อนในเรื่อง การเชื่อมโยงฐานข้อมูลอย่างครอบคลุม มีเครื่องมือทางเทคนิคสำหรับการข่าวกรอง ที่ยังไม่ทันสมัยเพียงพอ อัตรากำลังนั้นไม่สอดคล้องกับภารกิจที่เพิ่มขึ้น ขาดเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีทักษะเฉพาะด้าน อย่างเช่น ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา เป็นต้น แม้แต่สำนักข่าวกรอง แห่งชาติเอง ก็มีความเสี่ยงต่อการถูกโจมตีทาง Cyber ด้วย วิธีการแก้ไขจะทำอย่างไรครับ ถ้าหากท่านดูตั้งแต่แรก ๆ จะพบว่า ทางสหภาพยุโรปนั้นมีเงินทุนมหาศาลในการที่จะช่วย ทั้งงานวิจัย และงานพัฒนา งานความมั่นคง เบ็ดเสร็จตั้งเป้าไว้กว่า ๔ ล้านยูโร ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านยูโรด้วยกันทั้งหมด เพราะฉะนั้นเราสามารถที่จะหาทางออกโดยการที่ หากเราไม่มีความเชี่ยวชาญด้านใด สหภาพยุโรปก็พร้อมที่จะให้เงินทุนสนับสนุนจำนวน มหาศาลอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผมถือว่าการทำข้อตกลงร่วมกับสหภาพยุโรปครั้งนี้ จะเป็น ตัวกระตุ้นสำคัญที่เราจะสามารถไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการค้าเสรี เรื่องของสิทธิมนุษยชน นี่เป็นโอกาสทองหลังจากที่เราเสียเวลามานานถึง ๒๐ กว่าปี อย่างที่หลายท่านแสดง ความกังวล เพราะฉะนั้นผมหวังว่า ความเชื่อมโยง ความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นประตูสำคัญ ในการที่จะทำให้ประเทศไทยมีความโดดเด่น มีมาตรฐานอย่างที่สหภาพยุโรปเขาต้องการ ก็หวังว่าหลายท่านจะให้ความสนับสนุนกับร่างข้อตกลงนี้ครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ สมาชิก ได้อภิปรายไปหมดแล้วนะครับ ต่อไปท่านรัฐมนตรี หรือผู้ชี้แจงจะขอชี้แจงหรือสรุป เชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กราบเรียนท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่านนะครับ ก่อนอื่น ผมขออนุญาตขอบพระคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ได้ให้คำแนะนำ ข้อคิดเห็น แล้วก็ข้อเสนอแนะ ผมน้อมรับในข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะของทุกท่าน แล้วก็ต้อง ขอกราบขอบพระคุณสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ ที่ให้การสนับสนุนและเห็นประโยชน์ ของกรอบความตกลง PCA ครั้งนี้ ผมขออนุญาตกราบขอบพระคุณ และผมมีความเชื่อมั่น ในความเป็นมืออาชีพของข้าราชการทุกท่าน ทุกกรม และทุกหน่วยราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ในการร่วมเจรจากรอบความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรป หรือที่เรียกว่า PCA ทุกท่าน แล้วก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า กรอบความร่วมมือตรงนี้จะเป็นกรอบที่จะนำไปสู่ การยกระดับของการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรปต่อไป ในอนาคต ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานและสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ในกรอบกว้าง ๆ ส่วนรายละเอียดหรือข้อกฎหมายที่อาจจะมีขึ้น ผมจะขออนุญาตมอบให้ท่านปลัดกระทรวง แล้วก็ข้าราชการผู้ที่มีส่วนร่วมในการเจรจากรอบความร่วมมือ PCA เป็นผู้ชี้แจง ในรายละเอียดต่อไป🔗
ขออนุญาตเรียนว่า การลงนาม PCA และการรับรองของสภาในครั้งนี้ มีความสำคัญ ซึ่งจะเน้นความร่วมมือ และเป็นการพัฒนาศักยภาพที่จะนำไปสู่การเจรจา ระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรปในเรื่องของการค้าเสรี ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ในการส่งเสริมให้เกิดการค้า การลงทุน ระหว่างประเทศไทยและกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป กระบวนการนี้เป็นกระบวนการที่มีการเจรจามาอย่างยาวนาน แต่ก็เป็นไปด้วยความรอบคอบ ทั้งนี้ ก็เพื่อผลประโยชน์ที่สำคัญ แล้วก็เป็นเรื่องที่จะเป็นประโยชน์กับประชาชน ขอเรียนว่า การที่สหภาพยุโรป ต้องการที่จะมีความร่วมมือกับประเทศไทยในกรอบการเจรจา PCA ครั้งนี้ แสดงให้เห็นเด่นชัดว่า สหภาพยุโรปให้ความสำคัญกับประเทศไทยอย่างที่ สส. ท่านสมาชิก สภาผู้ทรงเกียรติหลายท่านได้พูด เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่า สหภาพยุโรปเห็นคุณค่า ของประเทศไทย และต้องการที่จะเห็นประเทศไทย มีความร่วมมือกับสหภาพยุโรปอย่างเป็นรูปธรรม เป็นระบบ เป็นมืออาชีพ มีคำถามเรื่องเกี่ยวกับ ASEAN ขออนุญาตเรียนว่า กลุ่มประเทศ ASEAN กับสหภาพยุโรปมีความร่วมมือกัน แต่ไม่ใช่ความร่วมมือ PCA ตรงนี้ และหลายประเทศ ก็มีความแตกต่างกัน สหภาพยุโรปเองก็ไม่ได้ต้องการให้ประเทศสมาชิกของ ASEAN หรือประเทศสมาชิกทุก ๆ ประเทศในโลก ทำความตกลง PCA กับสหภาพยุโรป ดังนั้น ผมขออนุญาตยืนยันว่า สิ่งนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า สหภาพยุโรปให้ความสำคัญกับประเทศไทย และต้องการที่จะมีความร่วมมือ ยกระดับความร่วมมือระหว่างสหภาพยุโรปกับประเทศไทย ให้สูงมากยิ่งขึ้น หรือเป็นความร่วมมือในกรอบของยุทธศาสตร์ร่วมกัน เพื่อผลประโยชน์ ของทั้งสหภาพยุโรปและประเทศไทย ผมขออนุญาตเรียนว่าที่ความห่วงกังวลของท่านสมาชิก สภาผู้ทรงเกียรติหลายท่าน ที่เกี่ยวข้องกับการกีดกันทางด้านการค้า เมื่อเราไม่สามารถ ปฏิบัติตามพันธกรณีที่เรามีอยู่ได้ ขออนุญาตเรียนว่า แม้จะไม่มีกรอบของความร่วมมือ PCA ก็ตาม สหภาพยุโรปสามารถใช้มาตรการฝ่ายเดียวบีบบังคับกับประเทศไทยได้ ดังนั้น กรอบความร่วมมือ PCA อันนี้จะนำมาสู่กลไกที่สำคัญที่ผมได้กราบเรียนไปแล้วในช่วงต้นว่า กรอบความร่วมมือ PCA จะกำหนดให้ประเทศไทย และสหภาพยุโรปมีองค์กรร่วมที่เรียกว่า Joint Committee เพื่อหาทางออก เมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีข้อจำกัด หรือมีปัญหาที่เกิดขึ้น การที่เรามี Joint Committee เป็นการนำเอาความคิดเห็นที่แตกต่างทั้งหมดที่มีอยู่ใน ส่วนต่าง ๆ นี้ขึ้นมาสู่โต๊ะการเจรจา เพื่อทำความเข้าใจและสามารถที่จะลดแรงกดดัน หรือภาระที่ประเทศไทยจะต้องถูกสหภาพยุโรปกดดัน กลไกคณะกรรมการร่วมตรงนี้จะเป็น ช่องทางสำคัญที่ประเทศไทยกับสหภาพยุโรปจะใช้ในการสื่อสารในประเด็นที่มีความห่วงกังวล หรือประเด็นที่มีความขัดแย้งเพื่อหาทางออกที่ทั้ง ๒ ฝ่ายมี ในกรณีที่มีโทษของการละเมิด ที่ทุกท่านอาจจะให้ความสำคัญคือ Essential Elements และนำไปสู่การลงโทษ เช่น การระงับความตกลง ก็จะเป็นมาตรการชั่วคราวนะครับ แล้วก็จะพยายามเจรจาเพื่อให้เกิด ผลกระทบน้อยที่สุด และเมื่อเหตุการณ์ที่มีปัญหาผ่านไปแล้ว ก็สามารถที่จะเจรจาเพื่อให้ มีความร่วมมือต่อไปได้อีกเช่นกัน ขออนุญาตเรียนด้วยว่า กรอบความตกลงอันนี้ รวมทั้ง การที่มีคณะกรรมการร่วม ผมมองว่าเป็นองค์กรหรือเป็นกลไกที่สำคัญ หลายท่านพูดถึง เรื่องค่านิยมของสหภาพยุโรป มาตรฐานของสหภาพยุโรป ผมเชื่อมั่นว่าประเทศไทยเอง ก็มีค่านิยม และมีวัฒนธรรมในการปฏิบัติที่ควรได้รับการยอมรับด้วยเช่นกัน ดังนั้นผมมองว่า คณะกรรมการร่วม หรือ Joint Committee จะเป็นโอกาสที่สำคัญที่จะทำให้ทั้งประเทศไทย และสหภาพยุโรปสามารถที่จะมาเจรจาหารือ เพื่อแลกเปลี่ยนค่านิยมระหว่างกัน นำไปสู่ การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ และอย่างเป็นรูปธรรม ผมมองด้วยว่าในการใช้ช่องทาง ของกรอบความร่วมมือ PCA ตรงนี้ จะเป็นเครื่องยืนยันอย่างที่ผมได้กราบเรียนไปแล้วว่า สหภาพยุโรปให้ความสำคัญกับประเทศไทย ดังนั้นผมเชื่อว่ากรอบความร่วมมือตรงนี้ จะเป็นกรอบความร่วมมือที่ให้โอกาสประเทศไทยได้ทำงานร่วมกันกับประเทศสหภาพยุโรป รวมทั้งหาทางแก้ไขปัญหาทุกสิ่งทุกอย่างบนพื้นฐานของความเท่าเทียมกัน มีศักดิ์ศรี และมีเกียรติภูมิเสมอเช่นเดียวกัน อย่างที่ผมได้กราบเรียนไปแล้ว ผมต้องการใช้เวทีตรงนี้ เป็นการเจรจา เพื่อให้สหภาพยุโรปเองได้เห็นถึงค่านิยม เกียรติภูมิ ศักดิ์ศรีของประเทศไทย ด้วยเช่นกัน ขอขอบพระคุณครับ ส่วนในรายละเอียด หรือในข้อกฎหมายขออนุญาตให้ทาง ท่านปลัด แล้วก็ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการเจรจาเป็นผู้ชี้แจงต่อไปครับ ขอบคุณครับ🔗
กราบขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศครับ ต่อไปขอเชิญท่านปลัดกระทรวง หรือท่านอื่นจะชี้แจงขอเชิญครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ขออนุญาตกราบเรียนเป็นรายประเด็น ในรายละเอียด ในส่วนที่มีคำถามจากท่านสมาชิกต่าง ๆ นะคะ🔗
ในส่วนแรกนั้น ขออนุญาตกราบเรียนภาพรวมย้ำถึงความสำคัญ ของสหภาพยุโรปต่อประเทศไทย ในสิ่งที่นำมาสู่การที่ไทยเราต้องการจัดทำ PCA กับสหภาพยุโรป เนื่องจากสหภาพยุโรปนั้นเป็นกลุ่มระหว่างประเทศที่ใหญ่ที่สุด แล้วก็มีความก้าวหน้ามากที่สุด และเป็น ๑ ใน ๓ ศูนย์กลางเศรษฐกิจของโลกที่มี GDP เป็นอันดับ ๓ ของโลกรองจาก สหรัฐอเมริกาและจีน และเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือแก่ต่างประเทศรายใหญ่ที่สุดของโลก ไม่นับถึงค่านิยม แล้วก็มาตรฐานระดับโลกที่ไทยเรามุ่งมองที่จะยกระดับประเทศตัวเอง ให้มีมาตรฐานที่ทัดเทียมในระดับระหว่างประเทศ EU นั้นถือว่า เป็นประเทศยุทธศาสตร์ เป้าหมายที่สำคัญของไทย ในการที่ต้องการจะยกระดับความเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนา ความสัมพันธ์ และความร่วมมือด้วย เพื่อส่งเสริมการพัฒนาและความเชื่อมโยง และความสัมพันธ์ในมิติต่าง ๆ อย่างรอบด้าน แล้วเรามองว่า PCA นี้จะเป็นพื้นฐานของ ความร่วมมืออย่างรอบด้านที่เป็นประโยชน์ระหว่างกันต่อไปค่ะ🔗
สำหรับคำถามของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติในเรื่องต่าง ๆ นะคะ ขออนุญาต เรียนตอบในคำถามเกี่ยวกับปฏิญญาร่วมว่าด้วย ข้อ ๒๓ เรื่องความร่วมมือทางกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม ซึ่งระบุว่า รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยจะดำเนินการทุกวิถีทาง ที่สอดคล้องกับกฎหมายของตน เพื่อรับประกันว่าบุคคลจะไม่ต้องโทษประหารชีวิต และหาก ตัดสินให้บุคคลเหล่านั้นได้รับโทษประหารชีวิต รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย จะถวาย คำแนะนำเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษนั้น ขออนุญาตเรียนว่า การระบุประเด็นนี้นั้น เป็นการเจรจาต่อรอง เพื่อที่จะให้ได้ถ้อยคำที่ประเทศไทยมองว่า เราจะสามารถดำเนินการได้ เนื่องจากคำว่า จะดำเนินการทุกวิถีทางที่สอดคล้องกับกฎหมายของตน ไม่ได้เป็นการ รับรองว่า ผลที่เกิดขึ้นนี้จะเป็นผลในทางใด แต่เป็นการดำเนินการตามกฎหมายของไทย ที่เราทำได้ และประเทศไทยเราสามารถดำเนินการได้ตามกรอบกฎหมายที่เรามีอยู่กล่าวคือ มาตรา ๒๙ ของ พ.ร.บ. ผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. ๒๕๕๑ และมติ ครม. เมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๒ ซึ่งได้เคยรับรองไว้ว่า ไทยจะดำเนินการทุกวิถีทางที่จะไม่ใช้โทษประหารชีวิต ชาวต่างชาติที่เป็นผู้ร้ายข้ามแดน นอกจากนี้ขอกราบเรียนเพิ่มเติมว่า คำรับรองในเรื่องนี้ เกี่ยวข้องกับเฉพาะกรณีผู้ร้ายข้ามแดนที่มาดำเนินคดีในประเทศไทยเท่านั้น ในนโยบาย ในแง่ภาพรวมนั้น ขอกราบเรียนว่าประเทศไทยเราได้มีการดำเนินการ เพื่อที่จะนำไปสู่ การเปลี่ยนแปลง และการยุติโทษประหารชีวิตเป็นลำดับ ซึ่งแนวความคิดนี้ได้บรรจุอยู่ ในแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ ๒ ฉบับที่ ๓ ในด้านกระบวนการยุติธรรมด้วย และในแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ ๕ วาระปี ๒๕๖๖-๒๕๗๐ ยังระบุว่า รัฐควรมี การศึกษาและทบทวนกฎหมาย เพื่อเปลี่ยนแปลง ยกเลิกโทษประหารชีวิต สำหรับความผิด ที่ไม่เข้าข่ายเป็นอาชญากรรมร้ายแรงที่สุด และพิจารณาศึกษาความพร้อมในการเข้าเป็นภาคี พิธีสารเรื่องลับ ฉบับที่ ๒ ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิ ทางการเมืองว่าด้วยการยกเลิกโทษประหารชีวิตด้วยค่ะ🔗
สำหรับคำถามที่เกี่ยวกับข้อบทที่ ๓๐ ที่ว่าด้วยเรื่อง PCA จะมีส่วนเกี่ยวข้อง อย่างไรกับเรื่องของการสมัครเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ของท่านณัฐวุฒิ ขอกราบเรียนว่าเป็นความพยายามในการยกระดับ แล้วก็ความมุ่งมั่น ของไทยในการปรับปรุงความสามารถของไทยในการให้ความคุ้มครอง แล้วก็ปกป้องสิทธิ มนุษยชน เป็นการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างไทย แล้วก็สถาบันด้านสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ ให้มีความคืบหน้ามากขึ้น ซึ่งไม่ได้รับประกันว่า เราจะได้รับเป็นสมาชิกสิทธิมนุษยชนหรือไม่ แต่ขึ้นอยู่กับความพยายามของไทย แล้วก็ภาคส่วนต่าง ๆ ในการที่จะดำเนินการ เพื่อเข้าเป็น สมาชิกของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนค่ะ🔗
สำหรับคำถามของท่านบุณย์ธิดา ท่านวราภัสร์ ท่านเปรมศักดิ์ แล้วก็ท่านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของ PCA ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นการประมง IUU ขอกราบเรียนว่า ที่ผ่านมาไทยและสหภาพยุโรป มีความร่วมมือในการต่อต้านการประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดรายงาน แล้วก็ไร้การควบคุมที่เข้มแข็ง หลังจากที่เราได้รับการปลดใบเหลืองแล้ว ไทยกับสหภาพยุโรปได้ร่วมมือกัน ผ่านกลไกการประชุมคณะทำงานร่วมระหว่างไทย กับสหภาพยุโรปด้านการต่อต้านการประมง IUU มาอย่างต่อเนื่อง แล้วก็มีการประชุม มาแล้วทั้งสิ้น ๗ ครั้ง ครั้งล่าสุดเมื่อเดือนมิถุนายน ปี ๒๕๖๗ ที่ผ่านมา ซึ่งทั้ง ๒ ฝ่ายได้หารือ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการ การเฝ้าระวัง การทำประมง IUU การติดตาม การบริหารจัดการกองเรือ ทรัพยากร การตรวจสอบย้อนกลับ เรื่องใบรับรองการจับสัตว์น้ำ การบังคับใช้กฎหมาย แล้วก็ไทยได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับระบบ IT-CAT ของสหภาพยุโรปด้วย ซึ่งจะบังคับให้ประเทศที่ส่งออกสินค้าประมงไปยังสหภาพยุโรปตั้งแต่วันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๙ เป็นต้นไป จะใช้บังคับกับประเทศต่าง ๆ ล่าสุดสหภาพยุโรปมีข้อห่วงกังวลเกี่ยวกับการแก้ไข พระราชกำหนดประมงของไทย ซึ่งมีข้อกังวลว่าจะนำไปสู่การลดความเข้มงวด ซึ่งฝ่ายไทย ก็ได้หารือกับฝ่ายยุโรปอย่างใกล้ชิด แล้วก็สร้างความเข้าใจว่า การแก้ไขกฎหมายดังกล่าวนั้น เป็นไปเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการดูแลวิถีอาชีพของชาวประมงไทย แล้วก็การทำ ประมงอย่างยั่งยืนที่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ แล้วก็มีกระบวนการรับฟัง ความเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบด้าน และที่สำคัญก็คือ กลไกของ PCA นี้ ไม่ได้ เป็นการสร้างเงื่อนไขที่เพิ่มขึ้นให้กับไทยในเรื่องของ IUU กรอบ PCA จะเป็นตัวที่ช่วย สนับสนุนความร่วมมือระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปในการอนุรักษ์ และการบริหารจัดการ ทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน และเป็นเวทีที่ทำให้ไทยกับ EU สามารถหารือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ไขปัญหาหรือความเข้าใจที่เห็นต่างกัน ให้มีช่องทางในการสื่อสาร เพื่อลดข้อห่วงกังวล ระหว่างกัน ในขณะเดียวกันก็เสริมสร้างขีดความสามารถระหว่างกันได้ ทั้งนี้ สหภาพยุโรป ยังเป็นตลาดสินค้าประมงที่สำคัญของไทย มูลค่ากว่าปีละ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีด้วย ซึ่งไทยเราคงต้องให้ความสำคัญอยู่ค่ะ🔗
สำหรับประเด็นต่อไป คำถามของท่านอังคณานะคะเกี่ยวกับเรื่องของ การปฏิบัติตามพันธกรณี ICCPR ในกรณีที่เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขอเรียนว่า โดยที่มีความจำเป็นที่จะต้องมีการใช้มาตรการเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ในพื้นที่ ที่ผ่านมาไทยไม่ได้มีการแจ้งการใช้กฎหมายพิเศษในสถานการณ์ดังกล่าว เช่น ในช่วงที่มีกรณีสถานการณ์ฉุกเฉินสาธารณสุข โควิด-๑๙ รวมถึงกรณีที่มีช่วงปฏิวัติด้วย อย่างไรก็ดีไทยมีการใช้กฎหมายความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในทุกจังหวัด ไม่ใช่เพียงแค่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งรวมถึงจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเป็นเหตุผล ความจำเป็นในเรื่องของความมั่นคง ทั้งนี้ อย่างไรก็ตามเรามีความพยายามในการทบทวน สถานการณ์ แล้วก็ปรับใช้กฎหมายพิเศษอย่างระมัดระวัง แล้วก็คำนึงถึงการได้สัดส่วน ความพอดี และความละเอียดอ่อน และดุลยภาพในมิติความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และสังคม และผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนนะคะ ที่ผ่านมาได้มีการปรับพื้นที่อำเภอและจังหวัด ที่ใช้เป็นระยะ พยายามที่จะปรับลดการใช้กฎหมายอย่างได้สัดส่วน โดยเฉพาะพื้นที่ ที่มีสถานการณ์ดีขึ้นแล้ว โดยได้มีการลดไปแล้วถึง ๙ อำเภอ เช่น อำเภอเบตง อำเภอกาบัง จังหวัดยะลา อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส เป็นต้น ทั้งนี้ ไทยยังได้สื่อสาร กับสหประชาชาติผ่านช่องทางต่าง ๆ ซึ่งให้ความสนใจ แล้วก็ติดตามรายละเอียดในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้เป็นประจำอยู่ด้วยค่ะ🔗
สำหรับมาตรการในเรื่องของด้านสาธารณสุข ที่ท่านเปรมศักดิ์สอบถามนะคะ เกี่ยวกับเรื่องของยา วัคซีน ว่า PCA จะส่งผลกระทบต่อไทยเราหรือไม่อย่างไร ทำให้เรา เสียเปรียบหรือไม่ อย่างไรนะคะ ขออนุญาตเรียนว่าประเด็นเรื่องของยา เวชภัณฑ์อาจจะ เป็นเรื่องของการเปิดตลาด รวมถึงเรื่องของการเปิดตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ อาจจะเป็น เรื่องที่มีความท้าทายในการเจรจา ซึ่งอยู่ในกรอบของ FTA ต่อไป ซึ่งเราจะต้องมีเวลาที่จะต้อง มีการหารือเรื่องเกี่ยวกับมาตรการคุ้มครองชั่วคราว เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมของไทย ในด้านต่าง ๆ ซึ่งจะต้องมีการพูดคุยกันโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการเจรจาอย่างเข้มข้น ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการเจรจาโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป ซึ่งเดี๋ยวจะขออนุญาต ให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ กระทรวงพาณิชย์ได้นำเสนอต่อไปค่ะ🔗
ในส่วนของข้อที่เกี่ยวข้องกับข้อบท ในเรื่องของอาชญากรรมร้ายแรงนะคะ Joint Declaration ในข้อ ๕ เรื่องอาชญากรรมร้ายแรงใน ICC ขออนุญาตเรียนว่า ข้อที่ระบุไว้นั้น เป็นเพียงการระบุข้อเท็จจริงว่า ไทยและสหภาพยุโรปต่างเป็นผู้ลงนามในธรรมนูญกรุงโรม เท่านั้น โดยแม้ว่าไทยลงนามในธรรมนูญกรุงโรมนั้น ในข้อเท็จจริงนั้นไทยยังไม่ได้เข้าเป็นภาคี จึงไม่ได้ส่งผลให้ไทยต้องให้สัตยาบันในธรรมนูญกรุงโรม ในชั้นนี้ขออนุญาตให้ทางท่านผู้แทน กระทรวงพาณิชย์ นำเสนอในประเด็นที่เกี่ยวข้องต่อไปค่ะ เชิญค่ะ🔗
ก่อนที่ผู้แทนกระทรวง พาณิชย์จะขอชี้แจง ผมอยากจะให้ชี้แจงโดยสรุปสั้น ๆ หน่อยนะครับ เพราะว่าเดี๋ยวเราจะมี การประชุมสภาผู้แทนราษฎรในห้องนี้ต่อครับ ขอให้สรุปครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม นายรัชวิชญ์ ปิยะปราโมทย์ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศนะครับ ผมขอตอบประเด็นที่ท่านภัณฑิล และท่านเปรมศักดิ์ได้เอ่ยมานะครับ🔗
ขอไปประเด็นแรก เรื่องของมาตรการเก็บคาร์บอนที่ชายแดนของสหภาพยุโรป หรือว่ามาตรการ CBAM มาตรการ CBAM จะเริ่มใช้บังคับในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๙ ก็จะเก็บกับภาษี ๖ กลุ่มสินค้า มีเหล็ก เหล็กกล้า อลูมิเนียม ไฟฟ้า ปุ๋ย และไฮโดรเจน ประเทศไทยเราส่งออกสินค้า ๖ กลุ่มไปสหภาพยุโรป คิดเป็นมูลค่าประมาณ ๒๖,๓๐๐ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๓.๔ ของสินค้าที่ไทยส่งออกไปสหภาพยุโรปทั้งหมด แล้วก็ประมาณร้อยละ ๔.๘ ของสินค้าที่ไทยส่งออกไปโลก ปัจจุบันทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนะครับ ก็อยู่ระหว่างการหารือกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องในการยกร่างกฎหมาย รวมถึงร่วมมือกับองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก ออกแบบร่างกฎหมาย แล้วก็ให้ความรู้เกี่ยวกับมาตรการ CBAM แล้วก็การรองรับ CBAM อันนี้กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรมก็ร่วมด้วยนะครับ เพื่อให้ความรู้กับภาคเอกชนในการปรับตัว แล้วเราร่วมกับทางคณะผู้แทนสหภาพยุโรป ประจำประเทศไทย หรือผู้เชี่ยวชาญของสหภาพยุโรปเดินทางมาให้ความรู้ด้วยนะครับ ในการปรับตัวเข้ากับมาตรการของทางสหภาพยุโรป🔗
ในเรื่องของมาตรการ EUDR ก็จะใช้บังคับในวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๖๗ ก็จะใช้บังคับกับสินค้า ๖ กลุ่ม จะมีโค โกโก้ กาแฟ น้ำมันปาล์ม ยางพารา ถั่วเหลือง ไม้ และผลิตภัณฑ์ไม้ ก็ใช้กับสินค้าต้นน้ำและปลายน้ำ สำหรับโทษถ้าเผื่อว่ามาตรการ EUDR ก็คือกำหนดว่า ผู้นำเข้าจะต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับผลิตภัณฑ์ ๖ กลุ่มนี้ว่า ไม่ก่อให้เกิด การทำลายป่าไม้ที่เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอน โทษอาจจะมีการเก็บค่าปรับไม่น้อยกว่า ๔ เปอร์เซ็นต์ ของรายได้ของบริษัทที่เกิดจากในสหภาพยุโรป ในปัจจุบันทางหน่วยงานทั้งทางกระทรวง การต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แล้วก็การยางแห่งประเทศไทย เราก็ร่วมมือกับทางคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ที่เป็นเจ้าของมาตรการ ให้ความรู้กับเกษตรกร แล้วก็ผู้ประกอบการไทยในเรื่องนี้ ทางการยางแห่งประเทศไทย ก็ได้พัฒนาระบบฐานข้อมูล Thai Rubber ไทยเป็นฐานข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อขายยางนะครับ รวมถึงการตรวจสอบย้อนกลับด้วยนะครับ🔗
ประเด็นในเรื่องของ Anti-Dumping รวมถึง Competition เรื่องของภาษี ตอบโต้การทุ่มตลาด เรื่องของการแข่งขันที่เป็นธรรม ใน PCA เป็นกรอบความร่วมมือ เรื่องของการตอบโต้การทุ่มตลาด ยืนยันว่าทั้งไทยกับสหภาพยุโรปก็จะปฏิบัติตาม แล้วก็ รักษาสิทธิของทั้ง ๒ ประเทศภายใต้ข้อตกลงว่าด้วยการตอบโต้การทุ่มตลาดขององค์การ การค้าโลกที่ทั้ง ๒ ประเทศเป็นสมาชิกอยู่นะครับ ที่มีเพิ่มเติมมาก็คือ ให้มีความร่วมมือ ในเรื่องเกี่ยวกับการตอบโต้การทุ่มตลาด ตามที่ทั้ง ๒ ฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน เรื่องของการแข่งขัน ก็กำหนดว่า ให้ทั้ง ๒ ฝ่ายมีกฎหมายเกี่ยวกับการแข่งขัน แล้วก็มีการเผยแพร่ รวมถึง มีการให้ความรู้ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายของตัวเองให้อีกฝ่ายหนึ่งด้วย ก็เป็นเรื่องที่ ทั้ง ๒ ฝ่ายสามารถปฏิบัติได้แน่นอนนะครับ🔗
เรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เรื่องยาในกรอบ PCA เน้นย้ำถึงสิทธิของทั้งไทย กับสหภาพยุโรปนะครับ ในเรื่องความยืดหยุ่นภายใต้ความตกลงว่าด้วยการค้าและทรัพย์สิน ทางปัญญา หรือว่าความตกลง TRIPS ในส่วนที่เกี่ยวกับมาตรการการบังคับใช้สิทธิ หรือสิทธิบัตร หรือว่าที่เราเรียกสั้น ๆ เป็นภาษาอังกฤษว่า CL Compulsory Licensing การบังคับใช้สิทธิบัตรยา อันนี้ก็ยืนยันว่าสามารถที่จะทำได้ ก็เป็นการยืนยันสิทธิในการเข้าถึงยา ของผู้ป่วยตามกฎเกณฑ์ กติกาขององค์การการค้าโลก สำหรับการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป เรื่องยาก็เป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่ทางสหภาพยุโรปผลักดัน ทางคณะเจรจาประกอบไปด้วย ทั้งทางผู้แทนจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงสาธารณสุข แล้วก็ อย. รวมถึงภาควิชาการ แล้วเราก็มีการหารือกับผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพราะว่าเราตระหนักถึงความสำคัญที่ว่า ประเทศไทยจะต้องสามารถพึ่งพิงตัวเองได้ ในเรื่องของการสาธารณสุข แล้วก็เรื่องยา รวมถึงเรื่องสิทธิในการเข้าถึงยาของผู้ป่วย ก็ขอให้ ท่านประธาน แล้วก็ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านมั่นใจได้ว่า คณะเจรจาจะทำการเจรจา ต่อรอง แล้วก็ตัดสินใจบนพื้นฐานทั้ง ๒ เรื่อง แล้วก็จะดูแลผลประโยชน์ของคนไทยทุกคน อย่างสมดุลนะครับ แล้วก็จะมีการมาหารือ ขออนุญาตปรึกษาหารือกับทางท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ ผ่านทางคณะกรรมาธิการต่าง ๆ ด้วยในการเจรจา เป้าหมายในเบื้องต้น FTA ไทย-สหภาพยุโรป กำหนดไว้ว่าอย่างเร็วก็คือ ภายในปลายปีหน้า เพราะฉะนั้นเราก็จะทำการ Outdish แล้วก็ปรึกษาหารือทางท่านผ่านคณะกรรมาธิการต่าง ๆ ด้วยนะครับ เพื่อขอรับฟัง ความเห็น ข้อกังวล ข้อเสนอแนะจากทุกท่านด้วยครับ กราบขอบพระคุณทุกท่านมากครับ🔗
ขอบคุณท่านปลัดกระทรวง การต่างประเทศ แล้วก็ผู้แทนจากกระทรวงพาณิชย์ที่ได้มาชี้แจงนะครับ ท่านสมาชิกครับ ต่อไปผมก็จะถามที่ประชุมว่า จะให้ความเห็นชอบร่างกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็น หุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้านระหว่างสหภาพยุโรปและรัฐสมาชิกฝ่ายหนึ่ง กับราชอาณาจักรไทยอีกฝ่ายหนึ่งหรือไม่ครับ ก่อนที่จะลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุมครับ ขอเชิญท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกกรุณาเข้ามาลงมติครับ🔗
ขอเชิญท่านสมาชิกที่อยู่ ข้างนอกกรุณาเข้ามาลงมติ แล้วก็ท่านสมาชิกที่เข้ามาแล้วกรุณาเสียบบัตรและกดแสดงตนด้วยครับ ท่านที่เข้ามาแล้วกรุณากดบัตรแสดงตนด้วย ถ้ามีปัญหาเรื่องบัตรแสดงตนก็แจ้งมาได้ครับ🔗
ท่านประธานครับ รัฐ คลังแสง ๓๐๕ แสดงตนครับ🔗
๓๐๕ แสดงตนครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม ปริญญา วงศ์เชิดขวัญ สมาชิกวุฒิสภา ๘๗ ขอแสดงตนครับ🔗
วุฒิสภา ๘๗ แสดงตนครับ ท่านที่เข้ามาแล้วนะครับ มีท่านผู้ใดยังไม่ได้แสดงตนไหมครับ แสดงตนทุกท่านแล้วนะครับ ผมขอปิดการแสดงตนครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลด้วยนะครับ มีผู้เข้าประชุม ๕๖๗ ท่าน บวก ๒ ท่าน เป็น ๕๖๙ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗
ต่อไปผมก็จะให้ท่านสมาชิก ได้ลงคะแนน เพื่อจะให้ความเห็นชอบกับกรอบความร่วมมือฉบับนี้นะครับ การลงคะแนน ผมจะถามดังนี้ ถ้าท่านผู้ใดเห็นชอบกับกรอบความร่วมมือฉบับนี้กรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นชอบกรุณากดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงกรุณากดปุ่ม งดออกเสียง ลงมติได้นะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม นิรัตน์ อยู่ภักดี สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดภูมิ หมายเลข ๐๗๐ ลงมติ เห็นชอบครับ🔗
สมาชิกวุฒิสภา ๐๗๐ ครับ เห็นชอบนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดสมุทรสาคร ๘๗ เห็นด้วยครับ🔗
เห็นชอบนะครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ จักรัตน์ พั้วช่วย เห็นด้วยครับ สส. ๔๗ ครับ🔗
๔๗ นะครับ🔗
ท่านประธานครับ สส. สรวีย์ ๔๐๒ เห็นด้วยครับ🔗
สส. ๔๐๒ เห็นด้วยนะครับ เชิญครับ มีท่านผู้ใดยังไม่ได้ลงคะแนนบ้างครับ ลงคะแนนทุกคนแล้วนะครับ ขอให้เจ้าหน้าที่ ได้แสดงผลด้วยครับ🔗
ท่านประธานครับ ๓๔๑ เห็นด้วยครับ🔗
๓๔๑ เห็นด้วย ต้องบันทึก เห็นด้วยนะครับ ตอนนี้แสดงผลมาแล้วนะครับ มีผู้เห็นชอบ ๖๐๙ ท่าน แล้วก็บวกคะแนน ที่ลงโดยเสียงอีก ๔ ท่าน ขอแจ้งอีกครั้งนะครับ จำนวนผู้มาลงมติ ๖๐๙ ท่าน เห็นชอบ ๖๐๗ ท่าน ไม่เห็นชอบ ไม่มี งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนน ไม่มี เมื่อสักครู่ผมบวกไปแล้วนะครับ ๖๐๗ ท่าน บวกกับ ๔ ท่าน เป็น ๖๑๑ ท่าน เพื่อความถูกต้องนะครับ เห็นชอบ ๖๑๑ ท่าน ไม่เห็นชอบ ไม่มี งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๒ ท่าน บวก ๕ ท่าน ๖๑๒ ท่าน🔗
ก็เป็นอันว่า ที่ประชุมรัฐสภา ให้ความเห็นชอบกับกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้าน ระหว่างสหภาพยุโรปและรัฐสมาชิกฝ่ายหนึ่งกับราชอาณาจักรไทยฝ่ายหนึ่งนะครับ จบการลงมติในวาระนี้ ท่านสมาชิกที่เสียบบัตรแล้ว ต่อไปจะเป็นการประชุมบ่ายสองโมง เฉพาะสภาผู้แทนราษฎร อย่าลืมครับ สำหรับ สส. บ่ายสองโมงจะมีการประชุมต่อ เพราะฉะนั้นสมาชิกที่เสียบบัตรเดี๋ยวประชุมท่าน สส. อาจจะเปลี่ยนที่นั่ง ท่านกรุณา ดึงบัตรออกก่อนครับ กรุณาดึงบัตรครับ วันนี้หมดระเบียบวาระแล้ว ขอขอบคุณท่านสมาชิก รัฐสภาทุกท่านครับ ผมขออนุญาตปิดประชุมครับ🔗