รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๖ ปีที่ ๑
ครั้งที่ ๒๓ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง)
วันพุธที่ ๖ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๗
ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา
------------------------------
ท่านสมาชิกครับ ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมขออนุญาตให้ท่านสมาชิกได้หารือตาม ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๒๔ ให้ปรึกษาหารือตามลำดับ รายชื่อ ใช้เวลาท่านละ ๒ นาที ท่านแรก เชิญท่านฐากร ตัณฑสิทธิ์🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม ฐากร ตัณฑสิทธิ์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยสร้างไทย คนกาฬสินธุ์ครับ ผมขออนุญาตปรึกษาหารือท่านประธานเกี่ยวกับข้อห่วงใยของสภาวะ เศรษฐกิจของประเทศครับ ขึ้นสไลด์ด้วยครับ🔗
จากคำแถลงของเลขาธิการสภา พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม เกี่ยวกับสภาวะเศรษฐกิจของ ประเทศไทยในไตรมาสที่ ๔ ของปี ๒๕๖๖ พบว่าประเทศไทยเป็นหนี้ครัวเรือนอยู่ ๑๖.๒ ล้านล้านบาทของ GDP ครับ เฉลี่ยคนไทยในวันนี้เป็นหนี้ครัวเรือนอยู่เฉลี่ยคนละ ประมาณ ๒๔๕,๐๐๐ บาทต่อคน ครอบครัวผมมีอยู่ ๕ คน ปัจจุบันนี้เป็นหนี้ครัวเรือนอยู่ ๑,๒๔๕,๐๐๐ บาท สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาสภาพคล่องทางการเงินของครัวเรือน อย่างรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ส่วนที่ ๒ ที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินำเสนอ ก็คือรายได้ของประชาชนลดลง ส่วนที่ ๓ ก็คือค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนเพิ่มสูงขึ้น ขอสไลด์ต่อไปด้วยครับ ส่วนที่ ๔ หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเราเรียกกันว่าหนี้เน่าในขณะนี้ เพิ่มขึ้นเป็น ๑.๕๒ แสนล้านบาท เพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มวัยทำงาน ก็คือกลุ่มใน ๒๕-๔๐ ปี แบ่งออกเป็น ๔ ส่วน สินเชื่อที่อยู่อาศัย หนี้ส่วนบุคคล หนี้ผ่อนรถ หนี้บัตรเครดิต คนกลุ่มนี้ ไม่สามารถที่จะชำระหนี้ดังกล่าวได้ ปัจจุบันนี้ถูก Blacklist ของเครดิตบูโร ไม่สามารถทำ ธุรกรรมที่เป็นทางการที่จะกู้เงินกับธนาคารได้ ในอนาคตข้างหน้าคนกลุ่มนี้จะกลายเป็น บุคคลล้มละลายของประเทศ ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมที่เราเรียกกันว่า รวยกระจุก จนกระจาย มากยิ่งขึ้นกว่าเดิมอีก ความเหลื่อมล้ำในสังคมนับวันที่จะแตกต่างกันมากยิ่งขึ้น จนไม่รู้ว่าจะจบสิ้นลงในวันไหน ฝากท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นักบริหารมืออาชีพและนักเศรษฐศาสตร์ ฝากท่านดูแลทำให้ประเทศไทยเป็นรวยกระจาย จนกระจุก ให้สำเร็จในรัฐบาลของท่านด้วยครับ ฝากขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านประเสริฐ บุญเรือง เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ประเสริฐ บุญเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาฬสินธุ์ เขตเลือกตั้งที่ ๖ พรรคเพื่อไทย คนกาฬสินธุ์เหมือนกันครับ ขอปรึกษาหารือรูปแบบการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและการแก้ไข ปัญหาน้ำแล้งอย่างยั่งยืน ด้วยลำน้ำลำพะยังที่มีต้นกำเนิดอยู่ที่บ้านดงหมู ตำบลคุ้มเก่า ไหลผ่านอำเภอเขาวง อำเภอนาคู อำเภอห้วยผึ้ง อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ผ่านไป ลงพื้นที่อำเภอโพนทอง อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด และไปสิ้นสุดอยู่ที่บ้านแจ้งน้อย ตำบล ค้อเหนือ จังหวัดยโสธร ซึ่งมีระยะทางอยู่ทั้งหมด ๒๒๕ กิโลเมตร กลุ่มนี้เขาเรียกว่า กลุ่มลุ่มน้ำชี ขอภาพถ่ายด้วย🔗
ท่านประธานครับ ถ้าเป็นหน้าฝน น้ำจากต้นน้ำระยะทางใน ๒๒๕ กิโลเมตรนี้ จากอำเภอเขาวงที่เป็นบ้านผม จะไหลแรงมาก จนไปถึงเสลภูมิ โพนทอง และไปสิ้นสุดอยู่ที่จังหวัดยโสธร ใช้เวลาแค่ ๒ วันเท่านั้น เวลา ฝนตกมาก ๆ เหมือนกับยกทะเลไปไว้ที่อำเภอเสลภูมิ เพราะว่าน้ำมูลก็ไหลหลั่งอัดเข้ามา น้ำชีเข้าไปเติม ลำน้ำยังก็ยังไม่เห็นใจไหลไปรวมกันน้ำท่วมมหาศาล ทีนี้ปัญหาที่จะเสนอ เข้าไปก็คือปัญหาการเก็บกักน้ำในลำน้ำลำพะยัง ๒๒๕ กิโลเมตรนี้ ถ้าเราสร้างฝายเข้าไป ถ้าสร้างฝายเป็นตอน เป็นตอน เป็นตอนเข้าไปแล้วจะเห็นลุ่มน้ำลักษณะนี้ จะเห็นลำน้ำเป็น เป็นลำน้ำที่กักเก็บได้มาก แต่ละหน้าฝายอยู่ประมาณเกือบล้านลูกบาศก์เมตร ถ้าท่านทำเป็นช่วง เป็นช่วง เป็นช่วง จะเป็นการชะลอน้ำไม่ให้ไหลแรง เวลาถึงฤดูแล้ง น้ำพวกนี้ก็สามารถที่จะนำขึ้นมาใช้ได้ สูบน้ำด้วยไฟฟ้าขึ้นไปให้พี่น้องเกษตรกรใช้น้ำ คือการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน อยากให้หน่วยงานที่เรียกว่า สทนช. ต้องพิจารณาความเป็นจริง ที่เกิดขึ้นและศึกษาความเป็นไปได้ ๒๒๕ กิโลเมตร ทำเป็นช่วง เป็นช่วง เป็นช่วงเพิ่มเติม เข้าไป ผมว่าลงทุนต่ำ แต่ว่าผลคุ้มค่าสูงมาก จึงเรียนฝาก สทนช. ไปถึงกรมชลประทานและ กรมทรัพยากรน้ำเข้าไปดำเนินการแก้ไขปัญหารูปแบบอย่างที่ไหลรวมกัน ท่านประธาน ดูรูปจะเห็นน้ำท่วมทั้งหมด นี่คืออำเภอเสลภูมิ ฝากไว้ด้วยนะครับท่านประธาน กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม ปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต ๑ พรรคก้าวไกล วันนี้ผมขอปรึกษาหารือทั้งหมด ๓ ประเด็นครับ ท่านประธาน🔗
ประเด็นแรก เป็นประเด็นปัญหาระดับประเทศเลย ตอนนี้ปัญหา ยาเสพติดระบาดหนักในพื้นที่ชุมชนในเขตที่ผมดูแล หลังจากประกาศใช้นโยบายยาบ้า ๕ เม็ด มีเรื่องร้องเรียนมาที่ผมเกี่ยวกับการใช้สารเสพติดในพื้นที่เป็นจำนวนมาก ซึ่งนโยบาย ดังกล่าวสร้างความสับสนให้กับประชาชนอย่างเห็นได้ชัด แต่ผมจะไม่ขอวิจารณ์ในเนื้อหา ของนโยบายดังกล่าว จริง ๆ ปัญหานี้ระบาดทั่วทั้ง ๕ เขตที่ผมดูแล แต่เบื้องต้นจะขอฝากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปตรวจสอบพื้นที่ต่อไปนี้อย่างเคร่งครัด เนื่องจากผมได้รวบรวมพื้นที่ที่ได้รับเรื่องร้องเรียน มาเป็นจำนวนมาก ๑. บ้านมนังคศิลา ถนนวัดสุคันธาราม ๒. ชุมชนวัดญวน คลองลำปัก ๓. ท่าน้ำราชวงศ์มังราย ตลาดเช้ามืด ๔. จอมสมบูรณ์ ๕. ตรอกขุนนาวา ฝากหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบอย่างเคร่งครัดด้วยครับ🔗
ประเด็นถัดมาครับ ปัญหาไฟดับในพื้นที่ รอบนี้ดับกันยาวทั้งเส้นเลยครับ ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปแก้ไขในพื้นที่ดังต่อไปนี้ด้วย ๑. ริมคลองมหานาค ฝั่งมัสยิดมหานาคทั้งแถบเลย ๒. แยกสะพานขาวฝั่งตลาดมหานาค และฝั่งหน้ากระทรวง พม. ๓. ถนนลูกหลวง ช่วงซอยลูกหลวง ๗ ถึงสะพานเทวกรรมรังรักษ์ ๔. ริมคลองผดุง กรุงเกษม ตั้งแต่บริเวณหน้าวัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหารจนถึงบริเวณหน้าวัดโสมนัส ราชวรวิหาร ขอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเข้าไปดำเนินการด้วยครับ🔗
ประเด็นสุดท้ายครับ เดือนหน้าจะมีเทศกาลวันสงกรานต์ ก่อนหน้านี้ผมได้ ลงพื้นที่และได้หารือกับผู้ว่า กทม. ผอ. เขตพระนครและผู้กำกับ สน. เรื่องการยกระดับ ความปลอดภัยในพื้นที่ถนนข้าวสาร ผมฝากไปทางหน่วยงาน กทม. ให้เร่งรัดติดตาม มาตรการเรื่องการยกระดับความปลอดภัยในพื้นที่ถนนข้าวสารด้วยครับ ขอให้มีการทำเสา ป้ายบอกทางฉุกเฉินที่ชัดเจนและระบบ Sensor เรื่องความหนาแน่นในพื้นที่ เพื่อความ ปลอดภัยของนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ ปัจจุบันทางออกไม่ชัดเจนครับ หากเกิด เหตุการณ์ไม่คาดฝันจะสร้างความเสียหายให้กับการท่องเที่ยวของประเทศไทยอย่างสาหัส แน่นอน เราจะพลาดอีกไม่ได้แล้วครับ ส่วนตัวผมเองไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบอิแทวอน ประเทศเกาหลีใต้ เราต้องทำงานเชิงรุกในการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่ทำงาน แบบวัวหายแล้วล้อมคอก ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ต่อไปท่านสุวรรณา กุมภิโร เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายสุวรรณา กุมภิโร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบึงกาฬ เขต ๒ พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ ผมได้รับการร้องเรียนปัญหาเดิม ๆ ที่รอรับการแก้ไขเกี่ยวกับเรื่อง เอกสารสิทธิที่อยู่อาศัยและที่ทำกินทั้งที่พี่น้องของผมอาศัยอยู่และทำกินมาหลาย ช่วงอายุคน แต่ไม่สามารถครอบครองได้ตามกฎหมาย พี่น้องชาวจังหวัดบึงกาฬกว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ครับที่เจอปัญหานี้ และตอนนี้พี่น้อง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของจังหวัดบึงกาฬ ที่ประกอบอาชีพด้านการเกษตร เวลาประสบภัยทางด้านธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นปัญหา น้ำท่วม ปัญหาภัยแล้ง คนกลุ่มนี้ก็จะถูกทอดทิ้ง ไม่สามารถเข้าถึงการช่วยเหลือการเยียวยา จากภาครัฐ เมื่อผลผลิตเสียหาย ไม่ได้รับการเยียวยา ทำให้เกิดการขาดทุน ไม่มีเงินทุนสำรอง ต่อไป จะเอาที่ดินไปค้ำประกันเงินกู้ดอกเบี้ยถูกก็ไม่สามารถทำได้ ต้องพึ่งพิงเงินกู้นอกระบบ ที่ดอกเบี้ยแพงเท่านั้น เป็นการซ้ำเติมให้พี่น้องเราต้องพบกับความยากลำบากมากขึ้น นี่คือ ปัญหาหนี้สินครัวเรือนของจังหวัดบึงกาฬที่เพิ่มขึ้นตลอดมา ท่านประธานครับ นี่คือปัญหา ความเดือดร้อนของพี่น้องบึงกาฬที่ได้รับมาโดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่ล่าสุดปัญหา ความเดือดร้อนยิ่งเพิ่มเท่าเป็นทวีคูณ เพราะว่าล่าสุดชาวตำบลโคกกว้าง อำเภอบุ่งคล้า และ ชาวตำบลท่าดอกคำ อำเภอบึงโขงหลง โดนแจ้งความดำเนินคดีบุกรุกป่าในขณะที่เขาทำงาน ในพื้นที่ของตัวเอง โดยการกรีดยางแล้วก็ทำสวนไร่นา ท่านประธานครับ วันนี้การทำหน้าที่ ของสภาแห่งนี้คือการเสนอกฎหมาย การแก้ไขกฎหมายแล้วก็อนุมัติกฎหมาย พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ มันล้าหลังเกินไป เป็นปัญหาอุปสรรคที่ทำให้ พี่น้องของเราประสบปัญหาอยู่ในขณะนี้ เราควรจะปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้ชาวบ้านมีที่ดิน ทำกินที่ถูกกฎหมาย ผมจึงขอให้รัฐบาลเข้ามาดูแล และแบ่งปันแนวเขตอย่างชัดเจนและ ออกเอกสารสิทธิ เพื่อให้ชาวบ้านได้รับประโยชน์ในที่ดินทำกินอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างโอกาส สร้างความเสมอภาค ลดความเหลื่อมล้ำในสมัยรัฐบาลชุดนี้ จะถือว่าเป็นคุณูปการที่สำคัญ เป็นผลงานชิ้นโบแดงที่ประชาชนจะไม่มีวันลืมรัฐบาลชุดนี้ครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปท่านวิทวัส ติชะวาณิชย์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม นายวิทวัส ติชะวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๕ ตัวแทนจากพี่น้องชาวคันนายาวและบึงกุ่ม จากพรรคก้าวไกลครับ วันนี้ครับ ท่านประธาน ผมมีเรื่องอยากปรึกษาหารือท่านประธาน ๔ เรื่องดังนี้🔗
เรื่องแรก ผมขอฝาก ท่านประธานประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยมอบหมายเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ชุมชน บางเตยกลางเพื่อ ๑. ปรับปรุงสะพานทางเดินเลียบลำรางสาธารณะให้ปลอดภัยได้มาตรฐาน ๒. ขุดลอกลำรางเพื่อเป็นการป้องกันน้ำท่วมในหน้าฝน ๓. เพิ่มเสาไฟฟ้าพร้อมติดตั้งไฟฟ้า ส่องสว่างเนื่องจากไม่มีไฟฟ้าส่องสว่างบริเวณทางเดินเลียบคลองทำให้มีความเสี่ยง เกิดอันตรายครับ ยังมีทางเดินสะพานเลียบริมน้ำสาธารณะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร อีกมากมายที่เป็นแบบนี้ ผมจึงขอฝากถึงท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครช่วยเร่งหาทาง แก้ไขจุดดังกล่าวทั่วทั้งกรุงเทพมหานครให้ได้ตามมาตรฐานได้หรือไม่🔗
เรื่องที่ ๒ ซอยนวมินทร์ ๗๐ ไปเกือบถึงซอยนวมินทร์ ๗๔ หลอดไฟฟ้า LED ที่เพิ่งเปลี่ยนยังไม่ติดครับ จากวงกลมรูปด้านขวามือ พี่น้องประชาชนข้ามถนนบริเวณ ดังกล่าวเป็นประจำผมเกรงว่าจะเกิดอันตราย🔗
และเรื่องสุดท้ายครับ ผมเคยแจ้งเรื่องเหล่านี้ให้ทาง กทม. รับทราบเมื่อ เดือนกันยายนที่ผ่านมา รวมถึงได้นำมาหารือในครั้งที่แล้วในเรื่องไฟฟ้าป้ายรถเมล์ดับ ในบริเวณพื้นที่ ๑. หน้าคอนโดมิเนียมลุมพินี กม.๘ ๒. ตรงข้ามโรงพยาบาลพญาไทนวมินทร์ ๓. ตรงข้ามหมู่บ้านวังทองเฮ้าส์ เสียมาเกิน ๖ เดือนแล้วครับ ปัจจุบันก็ยังคงเสียอยู่เช่นเดิม โปรดเร่งแก้ไขให้พี่น้องประชาชนในเขตการดูแลของกระผมเสียทีเถอะครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปท่านกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด มหาสารคาม เขต ๑ พรรคเพื่อไทย ขอหารือท่านประธานปัญหาความเดือดร้อนพี่น้อง ประชาชนชาวจังหวัดมหาสารคามดังนี้🔗
ข้อ ๑ ผมได้รับการร้องเรียนจากนายระวี ไชยศักดิ์ นายก อบต. แวงน่าง นายประเด็น พลเหลา นายก อบต. แก่งเลิงจาน นายภิรัช ภูวนาท อบต. เม่นใหญ่ ด้วยลำห้วยเครือซูด ตำบลแวงน่าง และลำห้วยปอปิด ตำบลแก่งเลิงจานเป็นแหล่งน้ำ ธรรมชาติที่อยู่ในความรับผิดชอบของทั้ง ๒ อบต. มีสภาพทรุดโทรม โดยเฉพาะช่วงน้ำท่วม เมื่อปี ๒๕๖๒ ปี ๒๕๖๔ และปี ๒๕๖๕ ที่ผ่านมาทำให้สภาพมีความตื้นเขิน ช่วงหน้าฝน น้ำก็ไหลเอ่อเข้าท่วมไร่นาทรัพย์สินพี่น้องประชาชน ช่วงหน้าแล้งก็ไม่มีน้ำให้พี่น้องประชาชน ได้อุปโภคและบริโภค ด้วย อบต. ทั้ง ๒ แห่งมีงบประมาณไม่เพียงพอ จึงขอให้ทาง กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้พิจารณาทำฝายชะลอน้ำ และกักเก็บน้ำเพื่อแก้ไขความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชน🔗
ข้อ ๒ ผมได้รับการประสานงานจากผู้นำท้องที่ท้องถิ่นขอให้ทางการประปา ส่วนภูมิภาคสนับสนุนงบประมาณของการประปาส่วนภูมิภาคให้กับทางการประปา มหาสารคามดำเนินการแก้ไขความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ซึ่งได้ขอสนับสนุน งบประมาณ ๒ ปีที่ผ่านมาแล้วไม่รับการสนับสนุน และในงบประมาณปี ๒๕๖๘ ผมได้ติดตาม ไปที่สำนักงานประปา การประปาส่วนภูมิภาคเขต ๖ ได้ทำเรื่องสนับสนุนงบประมาณอีกครั้ง ดังนี้ ๑. ขยายเขตบริการน้ำประปาบ้านหม้อ หมู่ที่ ๑๑ ตำบลเขวา ๒. ขยายเขตบริการ น้ำประปาบ้านทุ่งนาเรา หมู่ที่ ๘ บ้านเจริญสุข หมู่ที่ ๑๒ ตำบลเกิ้ง ๓. ขยายเขตบริการ น้ำประปาบ้านเม่นใหญ่ หมู่ที่ ๔ ตำบลแก่งเลิงจาน เพื่อแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนที่ เดือดร้อนครับ🔗
ข้อ ๓ เรื่องน้ำดิบ ก็ขอให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติและสำนัก งบประมาณสนับสนุนเรื่องของการทำประปาหมู่บ้าน เรื่องของน้ำดิบ ๑. บ้านเลิงบ่อ บ้านป่าจั่น ตำบลลาดพัฒนา ๒. บ้านจำนัก บ้านหนองคู ตำบลหนองปลิง ๓. บ้านเซียงเหียน ตำบลเขวา ๔. บ้านหนองบัวโนนมี้ ตำบลบัวค้อ ๕. บ้านกุดแคน บ้านนานกเขียน ตำบลหนองโน ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านวีรนันท์ ฮวดศรี🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วีรนันท์ ฮวดศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น ขอหารือปัญหาพี่น้องประชาชนในเขต พื้นที่จังหวัดขอนแก่นดังนี้ครับ🔗
เรื่องแรก ถนนประชาสโมสร ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ช่วงจุดตัดรางรถไฟ ชุมชนเทพารักษ์ ๕ พบปัญหาเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนว่า ผิวถนนเป็นคลื่น เป็นหลุม ส่งผลให้การสัญจรไม่สะดวก ผู้ใช้รถใช้ถนนได้รับความเดือดร้อน เป็นจำนวนมาก ซึ่งถนนเส้นนี้เป็นเส้นทางหลัก ผู้ใช้ถนนได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก ซึ่งถนนเส้นนี้เป็นเส้นทางหลักที่พี่น้อง ประชาชนใช้สัญจรผ่านไปผ่านมา จึงขอเรียนผ่านท่านประธานไปยังเทศบาลนครขอนแก่น ให้ช่วยตรวจสอบปัญหาดังกล่าวข้างต้น และเร่งดำเนินการแก้ไขตามอำนาจหน้าที่ด้วยครับ🔗
เรื่องต่อมา จากข้อร้องเรียนของพี่น้องชาวบ้านพระคือ ตำบลพระลับ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ที่พักอาศัยอยู่บริเวณริมห้วยพระคือจากวัดท่าประทาย จนถึงประตูระบายน้ำ D8 เป็นระยะทางกว่า ๓ กิโลเมตร ไม่มีไฟฟ้าใช้ในครัวเรือน ย้ำว่านี่ อำเภอเมือง จำนวนกว่า ๒๐ หลังคาเรือน ซึ่งพี่น้องในพื้นที่ดังกล่าวเคยทำเรื่องร้องเรียน ไปกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นระยะเวลานานแล้ว แต่ยังไม่เคยได้รับการอนุมัติจนมาถึง ปัจจุบัน จึงขอเรียนผ่านท่านประธานไปยังการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดขอนแก่น รับเรื่อง ดังกล่าวไปพิจารณาเรื่องการขยายเขตไฟฟ้าตามอำนาจหน้าที่โดยเร็วที่สุด เพื่อให้พี่น้องได้มี ไฟฟ้าส่องสว่างใช้ในครัวเรือน🔗
เรื่องต่อมา ข้อห่วงกังวลเรื่องการเพิ่มจำนวนของสุนัขจรจัดในพื้นที่รับผิดชอบ ของเทศบาลนครขอนแก่น โดยเบื้องต้นได้มีการร่วมมือระหว่างเทศบาลแล้วก็การ ประสานงานกับกลุ่มเครือข่ายของผู้รักสุนัขลงพื้นที่ตรวจสอบและหาทางออก เพื่อให้สุนัข ได้อยู่ในพื้นที่อย่างดีที่สุดแล้ว แต่ว่าในปัจจุบันนี้แม้จะมีการจัดสถานที่รองรับให้กับสุนัข จรจัดแล้ว แต่ปัญหาที่พบเจอในการจัดการดูแลสุนัขที่พบเห็นคือ ๑. เรื่องของการขาด การสนับสนุนด้านการแพทย์ ได้แก่ การฉีดวัคซีน การผ่าตัด การทำหมันซึ่งไม่มีงบประมาณ ในการบริหารจัดการที่เพียงพอ อีกทั้งงบประมาณสำหรับการบริหารจัดการภาพรวมของ สุนัขจรจัดในพื้นที่เป็นศูนย์พักพิงถาวรนี้ยังไม่มีมาตรฐานเพียงพอจึงขอเรียนผ่าน ท่านประธานไปยังเทศบาลนครขอนแก่นและกรมปศุสัตว์จังหวัดขอนแก่นในการช่วย ตรวจสอบปัญหาดังกล่าวครับ🔗
ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน เรื่องการพิจารณาจุดกลับรถบริเวณ จุดโฮมโปรและอู้ฟู่อีกครั้งหนึ่งที่ถนนมิตรภาพ เนื่องจากปัจจุบันมีการปิดจุดกลับรถและ พี่น้องที่สัญจรผ่านไปผ่านมาต้องใช้ระยะทางไปกลับกว่า ๓ กิโลเมตรในการกลับรถ จึงเรียนให้แขวงทางหลวงพิจารณาดูอีกครั้งเรื่องของการปิดแล้วก็เปิดจุดกลับรถว่า จะมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด แล้วก็เรื่องความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสุทธิชัย จรูญเนตร เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพกระผม นายสุทธิชัย จรูญเนตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทยวันนี้ขออนุญาตที่จะได้หารือท่านประธานในความเดือดร้อนของพี่น้อง เกษตรกรผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิในการเข้าร่วมโครงการพักชำระหนี้เกษตรกร ๓ ปี ตามรายละเอียด ดังนี้ครับ ท่านประธานครับ ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบโครงการพักชำระหนี้ เกษตรกร ๓ ปี โดยมีหลักเกณฑ์ว่าเกษตรกรผู้ที่จะได้เข้ารับสิทธิในการพักหนี้จะต้องเป็น ลูกค้ารายย่อย ธ.ก.ส. และมียอดหนี้รวมกันไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ณ วันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๖ และมีสถานะเป็นหนี้ปกติ หนี้คงค้างไม่เกิน ๓ เดือน กรณีลูกหนี้ NPL ต้องได้รับ การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามมาตรการของ ธ.ก.ส. แล้วนั้น ทำให้หลักเกณฑ์นี้มีผู้ที่จะ ได้รับสิทธิทั่วประเทศกว่า ๒,๖๐๐,๐๐๐ ราย รวมเป็นยอดหนี้ ๒๘๓,๐๐๐ ล้านบาท แต่ท่านประธานครับจากการลงพื้นที่ปรากฏว่าผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องเกษตรกร กลุ่มที่เขาไม่ได้รับสิทธิในการพักชำระหนี้ครั้งนี้เป็นจำนวนมาก เหตุเพราะว่าเขามีหนี้เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ถามว่าเขามีความประสงค์ที่จะเข้าร่วมโครงการนี้ไหม มีครับ และเขาเป็น ผู้ที่มีความเดือดร้อนไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าผู้ที่ได้รับสิทธิไปก่อนหน้านั้นแล้ว ผมเข้าใจ ผมเห็นใจ ในความเดือดร้อนของพวกเขา จึงขออนุญาตที่จะนำมากราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรีท่านคณะรัฐมนตรีได้โปรดพิจารณาหาแนวทางเพื่อให้กลุ่มเกษตรกรที่เขา มีหนี้เกินกว่า ๓๐๐,๐๐๐ บาท ได้มีโอกาสพักชำระหนี้ในครั้งนี้ด้วย อย่างน้อยจะเป็นการบรรเทา ภาระหนี้สินที่เขามีอยู่ จะเป็นการสร้างโอกาสในการลงทุนเพื่ออนาคตในวันข้างหน้าของพวกเขา อีกครั้งหนึ่งผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความอนุเคราะห์และให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี จึงขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ ขอบคุณมากครับ🔗
ต่อไปท่านสาธิต ทวีผล เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม สาธิต ทวีผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๒ พรรคก้าวไกลครับ ผมมีเรื่อง หารือท่านประธานดังนี้ครับ ขอสไลด์ด้วยครับ🔗
ขอบคุณครับ ตรงนี้เป็นภาพในอดีตของ อ่างเก็บน้ำห้วยส้มครับท่านประธาน ตรงนี้ถือว่าเป็นจุดชมวิว นั่ง Chill พักผ่อนของ นักท่องเที่ยวในพื้นที่ที่มีความสนใจเข้ามาเที่ยวบริเวณอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ครับ แล้วก็พี่น้อง ประชาชนในบริเวณนั้นก็ได้ถือโอกาสได้นำของมาตั้งขายบริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยส้มแห่งนี้ แต่ปัจจุบันนี้ได้มีการสั่งห้ามขายจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่รับผิดชอบดูแลในพื้นที่ ตรงนี้ เข้าใจครับท่านประธานว่าอาจจะผิดหลักเกณฑ์ ผิดเงื่อนไข แต่อยากจะให้หน่วยงานที่ เกี่ยวข้องนั้นได้เห็นใจและเข้าใจชาวบ้าน จึงขอฝากปัญหานี้ผ่านท่านประธานไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ตรงนี้จะเป็นบริเวณ หมู่ที่ ๓ ตำบลป่าตาล ซอยดวงเดือน ตรงนี้ จะเป็นจุดทิ้งขยะครับ จะเห็นตามภาพครับว่ามีเศษวัสดุก่อสร้างจากผู้รับเหมาก่อสร้าง นำมาทิ้ง แล้วก็ทางหน่วยงานของเทศบาลไม่ได้เก็บไปครับท่านประธาน คือปล่อยรกไว้ อย่างนี้นานแล้วครับ แล้วก็ทำให้ที่ทิ้งขยะบริเวณดังกล่าวนั้นเต็มครับ ต้องเลื่อนถังขยะ ออกมาอยู่แทบจะกลางถนนครับ จึงขอฝากปัญหานี้ผ่านท่านประธานไปยังเทศบาลตำบล ป่าตาลด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมได้หารือปัญหาเกี่ยวกับไฟฟ้าเพื่อการเกษตรในสภา แห่งนี้หลายครั้ง แต่ยังไม่ได้ดำเนินการให้กับพี่น้องประชาชน ทางการไฟฟ้าออกไปสำรวจ ก็บอกว่าไม่มีงบประมาณ ไปหา อบต. อบต. ก็บอกว่าไม่มีงบประมาณ จะให้ประชาชน ไปพึ่งใครครับประชาชนไม่มีที่พึ่งแล้ว ฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย🔗
เรื่องที่ ๒ ผมได้รับการร้องเรียนจาก นายไชยา จันตี กำนันตำบลโนนสัง อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ เรื่องถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก บ้านหนองโอง หมู่ที่ ๕ สายบ้านหนองโองถึงบ้านโนนผึ้ง ถนนเส้นนี้เป็นถนนที่เชื่อมหลายหมู่บ้านและถนนเป็นหลุม เป็นบ่อ หน้าฝนถนนเส้นนี้จะสัญจรไม่ได้ หน้าแล้งก็เป็นฝุ่น ชาวบ้านเดือดร้อนมาก จึงขอ ฝากท่านประธานผ่านไปยังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๓ เรื่องโครงการติดตั้งประปาด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ท่านประธานครับ ได้มีกลุ่มคนบางกลุ่มเข้าไปพบตัวแทนกองทุนหมู่บ้านและได้แจ้งชาวบ้านเกี่ยวกับการติดตั้ง ประปาด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ โดยเข้าไปหาประธานกองทุนหมู่บ้านและแจ้งเกี่ยวกับ ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งโดยใช้งบประมาณในการติดตั้ง จำนวน ๓๙๐,๐๐๐ บาท และยังแจ้ง อีกว่าถ้าหมู่บ้านไหนมีการวางท่อประปา แล้วก็จะดำเนินการได้เลย และหมู่บ้านไหนที่ยังไม่มี การวางท่อประปาก็จะล่าช้าออกไป แล้วยังแจ้งชาวบ้านให้ทำประชาคม เก็บสำเนาบัตร ประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านอีกด้วย ผมขอให้รัฐบาลสั่งการไปยังกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และจังหวัดศรีสะเกษให้ไปตรวจสอบว่ามี โครงการดังกล่าวจริงหรือไม่ และให้เจ้าหน้าที่แจ้งกับประธานกองทุนหมู่บ้านทุกหมู่บ้าน ด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๔ ผมได้รับการประสานจาก นายลพบุรี สังลา นายกองค์การบริหาร ส่วนตำบลละเอาะ ขอประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจัดงานของดีเผ่ากูย ประเพณีบุญผะเหวด เทศน์มหาชาติ ประจำปี ๒๕๖๗ ณ องค์การบริหารส่วนตำบลละเอาะ อำเภอน้ำเกลี้ยง จังหวัดศรีสะเกษ งานจัดขึ้นวันที่ ๒๑ ถึงวันที่ ๒๔ มีนาคม ภายในงานจะมีการจัด Booth แสดงสินค้า ๑ ตำบล ๑ ผลิตภัณฑ์ OTOP การประกวดธิดาเผ่ากูยและการประกวด สาวประเภทสอง ชมของดีตำบลละเอาะและการเชิญผะเหวดเข้าเมืองด้วยขบวนช้าง และชม ขบวนฟ้อนรำ นางรำจำนวนมาก จึงขอฝากเชิญชวนพี่น้องประชาชนไปร่วมงานสืบทอด ประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามด้วยครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านปกรณ์ จีนาคำ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ปกรณ์ จีนาคำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแม่ฮ่องสอน เขต ๑ พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ผมมีเรื่องหารือเกี่ยวกับผลกระทบจากประกาศของกรมปศุสัตว์ เรื่องของการชะลอ การนำเข้าหรือนำผ่านราชอาณาจักรซึ่งโค-กระบือ หรือซากโค ซากกระบือจากประเทศ เมียนมา ในช่วงปีที่ผ่านมานั้นกรมปศุสัตว์ได้ประกาศดังกล่าวมากว่า ๔ ฉบับ ๔ ฉบับนี้ ฉบับละ ๙๐ วัน รวมทั้งสิ้น ๓๖๐ วัน ตั้งแต่วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๖๖ จนถึงวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันโรคปากเท้าเปื่อยที่จะเข้ามาจากประเทศ เพื่อนบ้าน แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น ต้องขอบคุณกรมปศุสัตว์ที่มีการป้องกันและดูแลเป็น อย่างดี โดยเฉพาะสัตว์ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงนั้นต้องกักกว่า ๓๐ วัน แต่เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ที่ ผ่านมานั้นได้มีประกาศฉบับที่ ๕ ขึ้นมา ซึ่งอีก ๙๐ วัน ซึ่งรวมแล้วประกาศ ๕ ฉบับนั้นเป็น เวลาทั้งสิ้น ๔๕๐ วัน หรือ ๑ ปี ๒ เดือน กับอีก ๒๕ วันซึ่งทำให้ผู้ประกอบการที่นำเข้าโค- กระบือในจังหวัดแม่ฮ่องสอน และจังหวัดใกล้เคียงได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก เพราะ หลายคนนั้นต้องกู้หนี้ยืมสินมาเพื่อลงทุนในการทำคอกกักกันวัวเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานของ กรมปศุสัตว์ และหลายคนก็ได้นำเงินบางส่วนนั้นไปมัดจำค่าโค-กระบือที่ประเทศเพื่อนบ้าน ไว้แล้ว และผู้ประกอบการขนส่งก็ได้รับผลกระทบ ตกงาน ไม่มีงานทำ เป็นหนี้เป็นสินกัน หลายราย รวมถึงพี่น้องชาวนาที่ต้องการขายฟางให้กับผู้ประกอบการก็ขายไม่ได้ ก็ส่งผลให้มี การเผาทิ้ง ส่งผลให้มีมลภาวะตามมา และสิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือเรื่องของการลักลอบ การนำเข้าอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นการสุ่มเสี่ยงมากที่จะทำให้เกิดโรคปากเท้าเปื่อยนั้นเข้ามา ในประเทศไทยของเรา ถ้าไม่ได้ผ่านการกำกับดูแลจากกรมปศุสัตว์เป็นอย่างดี เรื่องนี้ท่าน สส. ภาคภูมิ บูลย์ประมุข สส. ตาก เขต ๓ ก็ได้เคยหารือในสภาแห่งนี้มาถึง ๒-๓ ครั้งแล้ว แล้วก็เป็น พื้นที่หนึ่งที่ได้รับผลกระทบเหมือนกัน ผมขอฝากท่านประธานถึงท่านอธิบดีกรมปศุสัตว์ เพื่อทบทวนคำสั่ง และยกเลิกคำสั่งดังกล่าวด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสุรวาท ทองบุ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ ผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขอปรึกษาหารือท่านประธานผ่านไปยังนายกรัฐมนตรีให้ได้เร่งรัดให้มี การประชุมคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา นับตั้งแต่รัฐบาลนี้ก่อตั้งมา เริ่มบริหารประเทศมาถึง ๖ เดือน ยังไม่มีการประชุมคณะกรรมการนี้ ชื่อย่อว่า ก.พ.อ. ท่านประธานครับ จากสาเหตุจากที่ไม่มีการประชุมทำให้มีปัญหาความล่าช้าอยู่ ๓ เรื่อง และมีเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่เรื้อรังมาหลายรัฐบาล🔗
เรื่องที่ ๑ คือเรื่องการที่อาจารย์ได้รับอนุมัติจากสภามหาวิทยาลัยให้มีผลงาน วิชาการในระดับผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์ เหล่านั้น ร่วม ๕-๖-๗ ปีก็มี ยังไม่ได้รับเงินค่าตอบแทนตำแหน่งทางวิชาการ เนื่องจากว่า ก.พ.อ. ไม่มี การประชุม มาล่าช้าอีก ๖-๗ เดือนผ่านมา🔗
แล้วก็มีอีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่เป็นส่วน ราชการที่เป็นพนักงานในสถาบันอุดมศึกษา ไม่มีกฎหมายเป็นของตัวเอง จึงขอให้ ก.พ.อ. ได้ พิจารณาและให้การสนับสนุนเรื่องนี้🔗
เรื่องที่ ๓ ที่มีความสำคัญมาก คือเรื่องเยียวยาเงินเดือนให้กับข้าราชการ ในสถาบันอุดมศึกษาซึ่งได้มีความเหลื่อมล้ำมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ ถึง ๘ เปอร์เซ็นต์ เหลื่อมล้ำ จากข้าราชการครูที่ได้ขึ้นเงินเดือน ๘ เปอร์เซ็นต์ และวันนี้ข้าราชการครูจะขึ้นแล้ว วันที่ ๑ พฤษภาคมนี้อีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ วันที่ ๑ ตุลาคมอีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นจึง ขออนุญาตท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีได้ช่วยเร่งรัดกระทรวง อว. ให้มีการ พิจารณาทั้ง ๓ เรื่องด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับต่อไปท่านองอาจ วงษ์ประยูร เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายองอาจ วงษ์ประยูร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระบุรี พรรคพลังประชารัฐ ขอหารือท่านประธานปัญหาท้องถิ่น ๓ เรื่องครับ ทุกเรื่องต้องการความช่วยเหลือจาก กรมชลประทานโดยด่วนครับท่านประธาน🔗
เรื่องแรกครับ ทางนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ลัดดาวัลย์ อินทรวิเชียร นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านยาง อำเภอเสาไห้ ขอให้ชลประทานช่วยแก้ไขปัญหา เดือดร้อนกรณีสะพานข้ามคลองชลประทาน MD3 ในการดูแลของโครงการส่งน้ำ และบำรุงรักษาเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ขณะนี้ชำรุดกำลังจะพัง โครงสร้างหลักปริแตก รอยร้าว จำนวนมากทั้งสะพานครับ อบต. บ้านยางติดป้ายห้ามรถบรรทุกหนักวิ่งมากว่า ๓ ปีแล้ว ไม่ว่าทั้ง อบต. บ้านยาง ทางจังหวัดโดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ทาง อบจ. โดยท่านนายก อบจ. ได้ลงพื้นที่พร้อมจะดูแลช่วยเหลือในทุก ๆ ทางอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะเรื่อง งบประมาณ ติดขัดตรงที่ว่าเจ้าของพื้นที่เป็นของชลประทาน จะอนุมัติหรืออนุญาตก็ต้องรีบ ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขตรงนี้ครับ สะพานแห่งนี้จะพังเสียหายก่อนจะได้ซ่อมสร้างหรือว่า จะได้ซ่อมสร้างทันการก็ขึ้นอยู่กับชลประทานครับท่านประธาน🔗
ปัญหาข้อที่ ๒ ครับ ปัญหาทำนองเดียวกัน ทางท่านนายกเทศบาลตำบล นิรมล ทิมพิทักษ์ นายกเทศบาลตำบลท่าลาน อำเภอบ้านหมอ ฝากเรื่องขออนุญาตใช้พื้นที่ ชลประทานเพื่อปรับปรุงซ่อมแซมถนนเลียบคลองคอนกรีตฝั่งขวา บริเวณหมู่ที่ ๒ ตำบลบ้านครัว พร้อมติดตั้งไฟถนน LED พลังงานแสงอาทิตย์ และอีกท่านหนึ่งครับ ท่านนายกเทศบาล ศุภลักษณ์ อรรถพันธ์ นายกเทศบาลตำบลเมืองเก่า อำเภอเสาไห้ ขออนุญาตเจ้าของพื้นที่คือชลประทาน เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของ พี่น้องประชาชน ก่อสร้างถนน ๒ สาย คือถนนคอนกรีตบริเวณถนนเลียบคลองส่งน้ำ คลองซอย ๒ ขวา หมู่ที่ ๒ หมู่ที่ ๘ หมู่ที่ ๙ เมืองเก่า เชื่อมต่อตำบลเสาไห้ และอีกเส้นหนึ่ง ถนนคอนกรีตบริเวณถนนเลียบคลองส่งน้ำ คลองซอย ๑ ของหมู่ที่ ๑ หมู่ที่ ๓ หมู่ที่ ๔ เมืองเก่า เชื่อมต่อตำบลม่วงงาม ถนนดังกล่าวท้องถิ่นไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ได้ครับ ติดขัดชลประทาน ฝากท่านประธานประสานไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นท่านผู้อำนวยการ โครงการส่งน้ำบำรุงรักษาคลองเพรียว-เสาไห้ และผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำบำรุงรักษา เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ให้ช่วยขจัดปัญหาดังกล่าวนี้ด้วยโดยเร่งด่วนครับ กราบขอบคุณครับท่าน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านชัยชนะ เดชเดโช เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ชัยชนะ เดชเดโช วันนี้จะขอหารือท่านประธาน ๒ เรื่องด้วยกันครับ สืบเนื่องจากผมได้รับหนังสือร้องเรียนจากนายวิฑูรย์ หม่อมปลัด นายกองค์การบริหาร ส่วนตำบลร่อนพิบูลย์ และนายสัญชัย แซ่ลิ่ม สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด นครศรีธรรมราช เขตอำเภอร่อนพิบูลย์ นายพิชิตชัย เดชเดโช สมาชิกสภาองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราชเขตอำเภอร่อนพิบูลย์ สืบเนื่องจากถนนทางหลวงแผ่นดิน ทล.๔๐๓ ช่วงระหว่างสี่แยกร่อนพิบูลย์ถึงบ้านม่วงงาม ขณะนี้ไฟฟ้าแสงสว่างดับตลอดช่วง ก็ฝากเรื่องนี้ไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ถึงอธิบดีกรมทางหลวงช่วยดำเนินการ แก้ไขให้เร่งด่วน เพราะเกิดอุบัติเหตุมากครับ มีรถสัญจรไปมาวันละไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ คัน ครับท่านประธาน🔗
เรื่องที่ ๒ ผมได้รับหนังสือร้องเรียนจากนายยงยศ แก้วเขียว นายกสมาคม กำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย เนื่องจากว่ากำนันผู้ใหญ่บ้านได้มีอัตราขาดแคลน ในตำแหน่งของผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ หรือว่า ผรส. ขาดอยู่ทั้งหมด ๔๑,๐๐๐ ตำแหน่ง และค่าตอบแทนของ ชรบ. ทุกหมู่บ้าน ซึ่งในจริง ๆ แล้วทั้ง ผรส. และค่าตอบแทน ชรบ. นั้น กำนัน ผู้ใหญ่บ้านได้เป็นองค์กรหลักด่านหน้าในการทำงานให้กับ ประเทศชาติมากมาย ไม่ว่าจะเรื่องสถานการณ์โควิด เรื่องผู้ป่วยติดยาเสพติด คนเสพ ยาเสพติด เหตุคลุ้มคลั่ง ก็เป็นหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่เข้าไประงับเหตุ เพราะฉะนั้น ใน ๒ อย่างนี้ยังขาดแคลนอยู่ และอีก ๑ อย่าง ที่ชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านได้ฝากเรื่องนี้มายัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็คืออุปกรณ์สื่อสารวิทยุที่ใช้การสื่อสารในการทำงาน ขณะนี้ยังขาดอยู่ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ เครื่อง ผมอยากส่งเสียงนี้เป็นตัวแทนของพี่น้อง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทั้งประเทศไทย ส่งไปถึงท่านประธานสภา ไปยังรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยให้ดำเนินการในสิ่งที่ผมได้หารือไปด้วยครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป ท่านเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร เชิญครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตกรุงเทพมหานคร ธนบุรี คลองสาน บางปะกอก พรรคก้าวไกลครับ ผมนำเรื่องหารือท่านประธาน ๓ เรื่องด้วยกันครับ เอาเรื่องซอฟต์ ๆ ก่อนครับท่านประธาน ตามหลักประเพณีนิยมที่เราทำกันคือเรื่องพื้นที่ครับ🔗
เรื่องแรก เขตคลองสาน บริเวณถนนลาดหญ้ามีการตีเส้นจักรยานอยู่ แต่จักรยานอย่างผมปั่นมาสภาวันนี้ไม่เคยได้ใช้เลยครับ พี่น้องหลายคนก็ร้องเรียนมาว่าไม่ได้ใช้ เลยเนื่องจากมีรถจอดอยู่ ทั้งรถผู้สัญจรไปมา ทั้งรถที่หลาย ๆ คนได้มาจอดเป็นอู่ซ่อมก็มี อันนี้ก็ต้องฝาก สจส. ในการไปควบคุมจราจรด้วย🔗
เรื่องที่ ๒ เขตธนบุรี มีเรื่องที่ผมหารือไปหลายรอบ ไฟกลางถนนแยกมไหสวรรย์ ตอนนี้ติดอยู่ ๘ ดวง ดับอยู่ ๑๑ ดวงด้วยกัน ก็อยากให้การไฟฟ้านครหลวงประสานกับ กทม. และทางเขตเข้าไปแก้ไขด้วย🔗
เรื่องสุดท้าย อาจจะพูดไปเตรียมจอดรถทัวร์ได้ แต่ผมว่าจำเป็นต้องพูดเพื่อ เตือนสติคนในชาติ รัฐบาล แล้วก็เพื่อน ๆ สมาชิกสภากันทุกคน เรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตั้งแต่ภาคใต้เราที่เกิดขึ้นเรื่องชาวต่างชาติทำร้ายคนไทยที่ภูเก็ต จนมากระทั่งเรื่องของ การทะเลาะวิวาทที่สุขุมวิท ซอย ๑๑ มีความพยายามครับ ที่ผมเห็นหลายครั้งมันกลายเป็นว่า ประเด็นที่เป็นปัญหาจริง ๆ ก็คือการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่ไม่ตรงไปตรงมา การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐที่เลือกปฏิบัติ แม้กระทั่งเพศสภาพ หรือฐานะความร่ำรวย ซึ่งไม่ใช่แค่ ๒ เรื่องนี้ มันคือเรื่องอื่นในประเทศไทยด้วย จะถูกกลบโดยการบอกว่าอันนี้เป็น ชาวต่างชาติที่มาหาประโยชน์อะไรต่าง ๆ ในประเทศไทย ซึ่งจริง ๆ แล้วเอาล่ะครับเขาผิด จริง ๒ เคสนี้เขาผิด แต่สุดท้ายอย่าให้เส้นผมบังภูเขา อยากให้รัฐบาลช่วยตั้งสติให้กับสังคม ด้วยครับว่าเราไม่ควรนำประเด็นระหว่างประเทศอย่างนี้มาเล่นในเรื่องที่จริง ๆ แล้วเป็น ความผิดของทางรัฐบาลเองครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปท่านทศพร เสรีรักษ์ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายทศพร เสรีรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ พรรคเพื่อไทย เรื่องแรกที่จะขอหารือท่านประธานก็คือ เรื่องจุดเชื่อมต่อถนนเข้า-ออกหมู่บ้านร่องแค หมู่ที่ ๗ และหมู่ที่ ๒ ตำบลน้ำชำ ซึ่งเป็นจุดที่ เชื่อมกับทางหลวง ๑๐๑ ที่จังหวัดแพร่มีอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ก็ขอรับการสนับสนุนให้ก่อสร้าง ช่องทางจราจรเพื่อลดอุบัติเหตุครับ ได้รับเรื่องร้องเรียนจากคุณสำราญ กองโกย นายก อบต. น้ำชำ สมาชิก ส.อบต. แล้วก็ ส.อบจ. เจริญ จังหวัดแพร่🔗
เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องของชาวกรุงเทพมหานครครับ เป็นเรื่องของส่วนเบญจกิติระยะ ๒-๓ สร้างเสร็จไปเมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๖๕ ประชาชน ได้มีพื้นที่สาธารณะที่มีคุณภาพอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน กรมธนารักษ์ได้สานต่อโครงการสวน เบญจกิติ สวนน้ำ เสนอต่อคณะกรรมการบริหารโครงการเชื่อมกับสวนลุมพินี ซึ่งท่าน นายกรัฐมนตรีเป็นประธานได้อนุมัติโครงการเมื่อปี ๒๕๖๕ ๕๐๐ กว่าล้านบาท แต่ตอนนี้ ไม่ทราบว่ามีปัญหาอะไร อย่างไร ล่าช้าแล้วก็ชะงักอยู่ จึงขอเรียนผ่านท่านประธานไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลัง ให้ได้เร่งรัดด้วยเพื่อชาวกรุงเทพฯ จะได้มีปอดเพิ่มขึ้นอีกครับ🔗
เรื่องที่ ๓ เป็นเรื่องในสภาของเราเอง เมื่อวันพุธที่ผ่านมาอาหารที่นำมาให้ พวกเราได้ทานกันเป็นเมนูชั้นเลิศเลยก็คือหูฉลาม หูฉลามเป็นครีบของฉลาม จับปลาฉลาม ขึ้นมาแล้วก็ตัดครีบแล้วก็ปล่อยฉลามลงไปในทะเลให้ตาย ซึ่งเป็นการทารุณต่อสัตว์มาก ซึ่งหูฉลามนี้ก็ไม่ได้มีคุณค่าทางอาหารมากมายอะไร ฉลามที่เราเอามากินกันอยู่ในเมืองไทย ตรวจ DNA แล้วก็พบว่าเป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ มีผลกระทบต่อระบบนิเวศต่อความ อุดมสมบูรณ์ในทะเล ซึ่งมีผลต่อมนุษย์ต่อพวกเราทุกคน ก็ขอท่านประธานช่วยกำชับว่า อย่าให้มีเมนูอย่างนี้ในสภาอีก แล้วก็ขอเรียกร้องไปยัง สส. ทั้ง ๕๐๐ คนต้องไม่สนับสนุน ไม่บริโภคหูฉลาม สุดท้ายอาหารวันนั้นก็เหลือบานเบอะ น่าเสียดายหัวละ ๑,๐๐๐ บาท ต่อวัน ก็เรียกร้องให้ยกเลิกอาหารเลี้ยง สส. สว. เถอะครับ ไปเพิ่มอาหารกลางวันให้เด็ก นักเรียนที่ได้ทานกันแค่วันละ ๓๐ บาทเท่านั้นเอง🔗
ผมหารือจบแล้วครับ แต่ขออนุญาตรายงานท่านประธานนิดหนึ่ง เรื่อง ระบบเสียงในสภา ซึ่งเมื่อวันศุกร์ที่แล้วผมได้เชิญอาจารย์กานต์ซึ่งเป็น Sound Engineer จากมหาวิทยาลัยมหิดลมาช่วยดู ท่านก็มาตรวจสอบเป็นเบื้องต้นแล้ว แล้วก็จะขออนุญาต เข้ามาตรวจสอบโดยเอาเครื่องวัดเสียงเข้ามาวัดอีกครั้งหนึ่งในวันศุกร์และวันอังคารที่จะถึงนี้ แล้วก็จะได้ผลสรุปรายงานให้ท่านประธานสภาทราบ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ เรื่องอาหาร เรามีสมาชิก ๕๐๐ ท่าน หลากหลายความคิด ยึดถือความเป็น กลางไว้ก่อนแล้วกันท่านทศพรครับ ต่อไปท่านนพดล ปัทมะ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นพดล ปัทมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธาน ที่เคารพครับ วันนี้ผมใส่ชุดดำมาขออนุญาตมาคารวะดวงวิญญาณของผู้บริสุทธิ์ ปีละ ๑๐,๐๐๐ กว่าคน ล่าสุดครอบครัวชาวมาเลเซียขับรถที่บริเวณ Motorway มีรถย้อนศร เข้ามาแล้วก็ชนกับรถของชาวมาเลเซียผู้บริสุทธิ์ คุณแม่อายุ ๓๐ กว่าเสียชีวิต กอดลูกอายุ ๒ เดือน แล้วก็ลูกเสียชีวิตด้วยเช่นกัน และขณะเดียวกันก็มีลูกอายุ ๕ ขวบ ซึ่งเข้า โรงพยาบาลแล้วตื่นขึ้นมาคงจะกำพร้าแม่ ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องอุบัติเหตุบน ท้องถนนนี้เป็นเรื่องใหญ่ เราพูดกันหลายครั้ง สภาอภิปรายมาหลายครั้งว่าเสียหายปีละ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คนบาดเจ็บปีละเป็น ๑๐๐,๐๐๐ คน ตายปีละเกือบ ๒๐,๐๐๐ คน ประเทศไทยยังติดลำดับอันดับที่ ๑ ของอาเซียนที่มีอุบัติเหตุทางท้องถนนสูงสุด แล้วติด ลำดับที่ ๘ ของโลก เราพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกครับ แต่ปัญหานี้ยังดำรงอยู่ ผู้บริสุทธิ์ยังต้องตาย ทุกวันผมไม่อยากให้ความตายเป็นความเคยชินของสังคมไทยครับ วันนี้ขออนุญาตลุกขึ้นมา เพื่อทวงความเป็นธรรมให้คนที่ไม่ควรตายจากอุบัติเหตุ ท่านประธานที่เคารพครับเราไม่ควร จะรอให้เป็นญาติของเรา ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา รัฐสภาช่วยได้ รัฐบาลช่วยได้ หน่วยงาน ของรัฐช่วยได้ ผมมาย้ำเตือนอีกครั้งหนึ่งวันนี้โดยมีข้อเสนออยู่ ๕ ข้อ ในเวลาแค่ ๒๕ วินาที เรื่องแรก อันเดียวที่ต้องทำเร่งด่วนก็คือการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่มีประเทศใด ในโลกที่ย่อหย่อนกฎหมายแล้วประเทศเจริญครับท่านประธาน สิงคโปร์ สวิตเซอร์แลนด์ ญี่ปุ่น อังกฤษ บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดทั้งนั้นครับถึงเจริญ เพราะฉะนั้นก็ฝาก ท่านนายกรัฐมนตรี ฝากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ฝากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ไปบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อปกป้องคุ้มครองชีวิตผู้บริสุทธิ์ด้วยครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ เรื่องอุบัติภัยบนท้องถนน ตอนนี้ประเทศเราได้มีการตั้งคณะกรรมการ ลดอุบัติเหตุบนท้องถนนที่รัฐสภาของเราเป็นเจ้าภาพ ระดับชาติประสานกับระดับโลก ก็กำลังเริ่มต้นอยู่ ก็คิดว่าจะลดอัตราการตายจากอุบัติเหตุบนท้องถนน อย่างไรถ้าท่านนพดล สนใจก็ยินดีนะครับ สภาเราเป็นเจ้าภาพ ต่อไปท่านกฤษฎิ์ ชีวะธรรมานนท์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ กฤษฎิ์ ชีวะธรรมานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตำบลบางพระสุรศักดิ์ ทุ่งสุขลา ศรีราชา และ เกาะสีชังค่ะ วันนี้มีประเด็นมาปรึกษาหารือท่านประธานดังนี้ค่ะ ฝากท่านประธานไปยัง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมช่วยแก้ไขปัญหาจราจรและลดอุบัติเหตุให้กับคนถิ่น ศรีราชาโดยมีรายละเอียดดังนี้ค่ะ🔗
จุดที่ ๑ ขอขยายถนนหลวง หมายเลข ๓๒๔๑ สายอำเภอศรีราชาบรรจบทางหลวงหมายเลข ๓๑๑ ตั้งแต่ กม.๒+๕๐ จนถึง กม.๔+๑๐๐ เป็นระยะทางกว่า ๒ กิโลเมตร ซึ่งพื้นที่ผิวจราจรกว้างเพียง ๑๒ เมตร ต่างจากเส้นที่มาจาก ๓๑๑ บรรจบถึงบริเวณดังกล่าวถนนกว้างถึง ๓๐ เมตรตลอดเส้นทาง จึงทำให้ระยะทาง ๒ กิโลเมตรดังกล่าว เป็นคอขวดทำให้เกิดปัญหาจราจรติดขัดค่ะ🔗
จุดที่ ๒ ขอให้สร้างอุโมงค์ทางลอดใต้ถนนสุขุมวิทจากถนนสุรศักดิ์ ๑ ไปยัง ซอยสุขุมวิท ๓๒ โรงเป็ด บริเวณจุดตัด กม.๑๑๗+๗๗๐ โดยประมาณ เพราะเป็นประโยชน์ กับคนถิ่นกว่า ๑๐,๐๐๐ หลังคาเรือนที่จะได้ใช้เป็นเส้นทางหลักในการเชื่อมจากฝั่งสุรศักดิ์ ไปยังศรีราชาซึ่งเป็นฝั่งทะเล เพื่อติดต่อสถานที่ราชการและโรงพยาบาล โรงเรียน และ ศูนย์การค้า🔗
จุดที่ ๓ ขอให้สร้างอุโมงค์ลอดใต้สุขุมวิทที่หน้าแยก State เพื่อให้รถมาจาก โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา ลอดไปทางแหลมฉบัง-พัทยา บริเวณจุดตัดที่ กม.๑๑๘+๙๖๓ โดยประมาณ ซึ่งปัจจุบันเกิดอุบัติเหตุจำนวนมาก เพราะประชาชนฝ่าฝืนกฎจราจรในการขับขี่ข้ามทาง จึงใคร่ขอความอนุเคราะห์ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมช่วยพิจารณาทั้ง ๓ โครงการดังกล่าวเพื่อประโยชน์ ของคนถิ่นและอำนวยความสะดวกให้กับคนจรในการแก้ไขปัญหา ลดจำนวนอุบัติเหตุ การจราจรในอำเภอศรีราชาด้วยค่ะ ท่านประธานคะ อุบัติเหตุนั้นไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ค่ะ แต่สามารถหลีกเลี่ยงการเสียชีวิตได้โดยการแก้ไขปัญหาจราจร ขอบคุณมากค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านศักดินัย นุ่มหนู เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ศักดินัย นุ่มหนู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตราด พรรคก้าวไกล ผมมีเรื่องสำคัญที่จะ หารือท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการกำชับอย่างเข้มข้นในเรื่องของผลไม้เพื่อการส่งออกครับท่านประธาน โดยเฉพาะเรื่องของทุเรียน เงาะ มังคุด แล้วก็ลำไย อยากให้มีการเอาจริงเอาจังในเรื่องของ คุณภาพของการส่งออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุเรียนครับท่านประธาน ทุเรียนนี้สร้างรายได้ นับแสนล้านให้กับพี่น้องชาวภาคตะวันออก ดังนั้นเขาจะต้องควบคุมในเรื่องของคุณภาพ ที่จะต้องไม่ให้มีผลผลิตที่ด้อยคุณภาพไปยังตลาดปลายทางหรือตลาดในต่างประเทศ ผลผลิต ทุเรียนของภาคตะวันออกอีกประมาณสัก ๒ เดือนนี้ก็จะเข้าสู่ฤดูของการเก็บเกี่ยว ฉะนั้น จึงอยากให้รัฐบาลกำชับอย่างเข้มงวดที่จะไม่ให้มีการตัดทุเรียนอ่อน แล้วก็จะไม่ให้มี การสวมสิทธิ ในเรื่องของเอกสารสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นใบ GAP GMP หรือ DOA เพราะว่าหาก เราปล่อยให้มีการตัดทุเรียนอ่อนด้อยคุณภาพนั้นเราจะสร้างความเสียหายให้กับประเทศ เพราะว่าประเทศเพื่อนบ้านเขามีการพัฒนาคุณภาพตามหลังของเรามาติด ๆ🔗
เรื่องที่ ๒ ครับท่านประธาน เป็นเรื่องที่มีความสำคัญและมีความคาบเกี่ยวกัน นั่นก็คือเรื่องของแรงงาน เรามีปัญหาเรื่องของแรงงานอยู่ ๒ ประเด็นหลัก ๆ ด้วยกัน เรื่องแรก ก็คือมีการขาดแคลนแรงงาน ไม่เพียงพอต่อปริมาณผลผลิตที่จะมีการเก็บเกี่ยว ทำให้เกิดความเสียหาย เรื่องที่ ๒ ก็คือกฎหมายแรงงานที่มีความเข้มงวดมากเกินไป แล้วก็มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานค่อนข้างสูง จะมีการผ่อนผันได้หรือไม่ครับท่านประธาน ที่จะให้แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในราชอาณาจักรสามารถที่จะใช้บัตรผ่านแดน หรือบัตรอื่นใดที่ได้รับการอนุญาตให้ทำงานตามมาตรา ๖๔ สามารถที่จะมีการเคลื่อนย้าย แรงงานข้ามจังหวัดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานในพื้นที่ของทางภาคตะวันออก จึงอยากจะเรียนผ่านท่านประธานไปยังกระทรวงการต่างประเทศได้มีการเจรจากับประเทศ เพื่อนบ้านเพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องแรงงานนี้โดยเร่งด่วนครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสรรเพชญ บุญญามณี เชิญครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสรรเพชญ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ นกน้ำ เพลินตา สมิหลาเพลินใจ เมืองใหญ่สองทะเล เสน่ห์สะพานป๋า ศูนย์การค้าแดนใต้ วันนี้ กระผมขออนุญาตหารือท่านประธาน ๓ ประเด็นครับ🔗
เรื่องที่ ๑ กระผมได้รับข้อร้องเรียนจากนายรอเซ็ง ไหรเจริญ นายกเทศมนตรี เทศบาลตำบลเกาะแต้วเพื่อขอความอนุเคราะห์ให้ประสานไปยังการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เนื่องจากทางเทศบาลไม่มีงบประมาณเพียงพอในการที่จะขยายเขตไฟฟ้าให้แก่พี่น้อง ประชาชนบริเวณถนนสายบ้านบ่ออิฐ บ่อบำบัดน้ำเสีย หมู่ที่ ๘ ตำบลเกาะแต้ว จึงขอ ประสานไปยังการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่กระทรวงมหาดไทยได้กำกับดูแลอยู่ได้อนุเคราะห์ สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการขยายเขตไฟฟ้าให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ กระผมได้รับข้อร้องเรียนจากนายนราเดช คำทัปน์ นายกเทศมนตรี เมืองเขารูปช้างเพื่อส่งเรื่องผ่านไปยังกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย โดยขอให้สนับสนุนโครงการพัฒนาพื้นที่และปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณสวนสาธารณะตลอด ชายหาดจากหมู่ที่ ๓ ไปจนถึงหมู่ที่ ๗ ตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา เพื่อ พัฒนา เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวและกีฬา อีกทั้งเป็นการพักผ่อนหย่อนใจของพี่น้อง ประชาชนในพื้นที่ รวมถึงการบริการที่ได้มาตรฐานเพื่อจะให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้รับ ประโยชน์สูงสุด🔗
เรื่องที่ ๓ ขอให้กระทรวงมหาดไทย กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมเจ้าท่า กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาช่วยกันสนับสนุนบูรณาการร่วมกัน เกี่ยวกับการปรับปรุงฟื้นฟูคลองสำโรง เพราะว่าคลองสำโรง ในสภาพปัจจุบันนั้นมีสภาพที่เสียหาย เปรียบเสมือนผู้ป่วยหนักเลย จึงขอให้ท่านประธานประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ช่วยกันบูรณาการแก้ไขปัญหา ดังกล่าวด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป ท่านฐากูร ยะแสง เชิญครับ🔗
กราบเรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายฐากูร ยะแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย เขตเลือกตั้ง ที่ ๓ พรรคก้าวไกล อำเภอแม่สรวย อำเภอแม่ลาว อำเภอเวียงป่าเป้า วันนี้ผมขอร่วม อภิปรายหารือกับท่านประธาน มี ๓ ประเด็นปัญหาครับ🔗
ปัญหาแรก คือปัญหาบ้านแม่โมงเย้า ขอสไลด์ด้วยครับ🔗
ปัญหาบ้านแเม่โมงเย้า ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ไม่มีไฟฟ้าใช้ทำให้การเดินทางสัญจรในเวลาค่ำคืน เดินทางอย่างยากลำบากเป็นอันตรายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ส่งผลให้เด็กนักเรียน ขาดซึ่งโอกาสเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ กลุ่มผู้ประกอบการกิจการชาในหมู่บ้านต้องเสียต้นทุน มากกว่าหมู่บ้านข้างเคียง ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยประสานเพื่อแก้ปัญหาให้กับพี่น้อง ชาวบ้านและนักเรียนได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและได้รับการศึกษาที่เท่าเทียมครับ🔗
ปัญหาที่ ๒ ปัญหาสะพานในหมู่บ้านของบ้านโป่งนก ตำบลสันสลี อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ชำรุดทำให้ชาวบ้านสัญจรไปมาในหมู่บ้านอย่าง ยากลำบาก เพราะสะพานนี้เป็นสะพานไม้ บางจุดผุพังสภาพเก่าไม่มั่นคงแข็งแรง สัญจร ได้เพียงรถจักรยานยนต์และการเดินเท้าเท่านั้น รถที่จะขนส่งพืชผลทางการเกษตรไม่สามารถ สัญจรผ่านได้ สะพานนี้มีอายุการใช้งานมาอย่างยาวนาน ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วย เร่งรัดและแก้ปัญหาให้กับพี่น้องอย่างเร่งด่วน เพราะชาวบ้านต้องการสะพานที่มีคุณภาพครับ🔗
ปัญหาที่ ๓ ปัญหาสะพานข้ามแม่น้ำลาว บ้านหนองคึก หมู่ที่ ๘ ตำบลบัวสลี อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย ชำรุดมีรอยแตกหักจนเห็นเหล็ก มีความเสี่ยงสูงและเป็น อันตรายต่อการสัญจร ชาวบ้านใช้เส้นทางนี้เป็นเส้นทางหลักในการเข้าออกจำนวนมาก ที่เป็นเส้นทางสัญจรเชื่อมของหลายหมู่บ้าน ชาวบ้านกังวลถึงความปลอดภัย ขอให้หน่วยงาน เกี่ยวข้องช่วยประสานแก้ปัญหาให้กับชาวบ้านอย่างเร่งด่วนครับขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไป ท่านปรเมษฐ์ จินา เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ปรเมษฐ์ จินา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี เขต ๕ พรรครวมไทย สร้างชาติ ขอหารือท่านประธานนำเรียนไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๓ ประเด็น🔗
ประเด็นที่ ๑ ในเรื่องของการบริหารจัดการราคาสุกร เนื่องจากว่าตอนนี้ เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูได้สะท้อนมาว่าในเรื่องของราคาด้วย แล้วก็ในเรื่องของการต้องเว้นวรรค จากการที่ฟาร์มของเขามีการเป็นโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ซึ่งในส่วนของคำแนะนำของ นักวิชาการก็บอกว่าจะต้องเว้นในช่วงในการที่จะเลี้ยงต่อไประยะหนึ่งซึ่งเป็นระยะเวลา ยาวนานพอสมควร ก็อยากจะหารือว่าให้ทางกรมวิชาการเกษตรหรือว่ากรมปศุสัตว์ได้ตั้งทีม เชิงรุกลงไปแนะนำให้ประชาชนได้มีทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการที่จะเปลี่ยนจาก การเลี้ยงสัตว์ที่มีเท้ากีบมาเป็นอาจจะเป็นสัตว์ปีกก็ได้ เช่นยกตัวอย่างว่าเลี้ยงไก่งวง ก็จะพอ เป็นไปได้ เนื่องจากว่าปัจจุบันต่างชาติเขาได้รับซื้อ เพื่อไปทำเป็นอาหารของสุนัขด้วย ทางหนึ่ง นอกจากการบริโภคโดยตรงแล้ว🔗
เรื่องที่ ๒ ก็คงจะเป็นเรื่องของการเลี้ยงโค สืบเนื่องจากว่าปีนี้เราก็ทราบกัน อยู่แล้วว่ามีภัยแล้ง แล้วชาวบ้านเขาก็เตรียมการไว้บ้างพอสมควรแล้ว แต่ว่าที่สำคัญก็คือ คนที่เป็นเกษตรกรรายย่อย เขาต้องไปตัดหญ้าข้างถนน หรือว่าตัดหญ้าในสวนปาล์มน้ำมัน สวนยางพารา แต่ ณ วันนี้หญ้ามันตายหมด เพราะฉะนั้นในเรื่องของการแก้ปัญหาเฉพาะ หน้าก็อยากจะให้ทางกรมปศุสัตว์ได้มีฟางหรือว่าอาหารสำเร็จรูป อาหารแห้งไปช่วย เกษตรกรให้พอลืมตาอ้าปากด้วย ก่อนที่ราคาเขาจะโดนกดตกต่ำไปมากกว่านี้🔗
เรื่องสุดท้าย ก็คงจะเป็นประเด็นที่เป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากว่าช่วงนี้เวลาผม ลงไปในพื้นที่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เขาเข้าใจว่าผมเป็นเจ้าพนักงานที่ดินแห่งชาติแล้ว เพราะว่ามีปัญหาทุก ๆ เรื่อง ในเรื่องของการที่ดิน อยากจะให้การใช้คำสั่งแก้ปัญหาของ ที่ดินเขาใหญ่ ประกาศไปเลยทั่วทั้งประเทศให้ใช้ Model ถ้ายังไม่มีคนดำเนินการนั้นก็อยากจะให้สุราษฎร์ธานีเป็น Model เนื่องจากว่า One Map ผมลงไปพูดหลายครั้งแล้ว เขาพร้อมที่จะทำแล้ว มีข้อมูลประกอบพร้อมแล้ว เพียงแต่ว่า ได้รับการสั่งการจากผู้มีอำนาจแล้วเขาก็จะสามารถจะดำเนินการได้ทันทีในเรื่องของ One Map ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านพิมพกาญจน์ พลสมัคร เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน พิมพกาญจน์ พลสมัคร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี เขต ๓ พรรคเพื่อไทยรวมพลัง วันนี้ดิฉันมีเรื่องเรียนปรึกษาหารือท่านประธานเกี่ยวกับข้อร้องเรียน จากนายปรีชา นิกพิมพ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองเมือง อำเภอม่วงสามสิบ บอกว่าพี่น้องประชาชนที่ใช้รถใช้ถนนสาย อบ.๓๐๒๔ เริ่มจากแยกทางหลวงหมายเลข ๒๑๒ อำเภอม่วงสามสิบไปบ้านกุงชัย อำเภอลืออำนาจ ได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากถนนสายนี้ มืดแล้วก็เปลี่ยวมากค่ะท่านประธาน กลางคืนเวลาพี่น้องประชาชนสัญจรไปมาเกิดอุบัติเหตุ เป็นประจำ ดิฉันจึงอยากฝากท่านประธานไปยังกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม ได้จัดสรรงบประมาณติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่างให้กับพี่น้องประชาชนที่ใช้รถใช้ถนนสาย อบ.๓๐๒๔ เพื่ออำนวยความสะดวกและลดอุบัติเหตุให้กับพี่น้องประชาชนด้วย ดิฉันหวัง อย่างยิ่งว่าจะได้รับความอนุเคราะห์จากกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม เพื่อพี่น้อง ประชาชนในเขตพื้นที่จะได้รับความปลอดภัย กราบขอบพระคุณท่านประธานค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านพันธ์ศักดิ์ บุญแทน ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายพันธ์ศักดิ์ บุญแทน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี เขต ๔ พรรครวมไทยสร้างชาติ วันนี้ผมจะหารือท่านประธานสภาไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง🔗
ถนนสาย ๔๑๑๓ ระหว่าง กม.๑๙ ไปยังอำเภอเคียนซา ซึ่งไม่มีไหล่ทางทำให้ เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ขอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งดำเนินการก่อสร้างไหล่ทางโดยด่วนครับ🔗
ถนนสาย ๔๐๑ สถานีรถไฟอำเภอพุนพินเข้าตัวเมืองสุราษฎร์ธานีเส้นนี้ พอฝนตกทำให้น้ำท่วม ขอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งดำเนินการช่วยเหลือแนวทางก่อสร้าง แบบไหนก็ให้เร่งดำเนินการโดยด่วนครับ🔗
ขอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งติดตั้งไฟแดงซอยเข้าถนนธราธิบดี ๒๕ หรือว่าเจริญลาภ ถนนเส้นตัดอำเภอพุนพินเข้าตัวเมืองสุราษฎร์ธานี เส้นนี้ประชากร อยู่หนาแน่นทำให้เข้าออกลำบาก แล้วก็เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ขอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ เร่งติดตั้งไฟแดงโดยด่วนครับ ช่วงนี้จังหวัดสุราษฎร์ธานีเดินทางลำบากมากครับ เพราะว่า สายการบินตอนนี้มีน้อยมาก แล้วก็ชาวสุราษฎร์ธานีเดินทางใช้ราคาที่สูงขึ้น ขอให้หน่วยงาน ที่รับผิดชอบเร่งเปิดเที่ยวบินเพิ่มขึ้น ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสุไลมาน บือแนปีแน เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม สุไลมาน บือแนปีแน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัด ยะลา อำเภอเมืองยะลา อำเภอยะหา🔗
ก่อนอื่นผมในฐานะพี่น้องชาวจังหวัด ยะลา ในนามพี่น้องจังหวัดยะลาต้องขอขอบคุณทางนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน และ คณะรัฐมนตรีเป็นอย่างยิ่งครับ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสลงพื้นที่ใน ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้เพื่อที่จะไปส่งเสริม Promote การท่องเที่ยวก็ดี ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ก็ดี และ วัฒนธรรมพื้นที่ เพื่อที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่เพื่อให้มีความมั่นคงทางด้าน เศรษฐกิจ เพื่อให้สอดคล้องกับสิ่งที่รัฐบาลกำลังพยายามที่จะทำอยู่ ฉะนั้นแล้วเพื่อเป็นการ รองรับนักท่องเที่ยวก็ดี รองรับผู้เดินทางก็ดี และการเจริญเติบโตของเมืองยะลาก็ดี ฉะนั้น แล้วโครงสร้างพื้นฐานก็ถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ท่านประธานครับ วันนี้ผมเองก็ได้รับ เรื่องข้อเสนอจากผู้นำท้องถิ่นและพี่น้องประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเอกชน อยากจะให้ท่านประธานมีหนังสือไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและกรมทางหลวง เพื่อให้เร่งรัด เนื่องจากว่าถนน Bypass ถนนเลี่ยงเมืองเส้นนี้ได้มีการศึกษา ออกแบบมา เรียบร้อยแล้ว ฉะนั้นก็อยากให้เร่งรัดในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณเพื่อก่อสร้างถนน เลี่ยงเมืองยะลา (ด้านตะวันตก) ซึ่งมีการออกแบบเสร็จเรียบร้อยแล้วเพื่อเป็นการลดการจราจร ที่ติดขัดของเมืองยะลา ท่านประธานครับ ในปี ๒๕๖๘ ข้างหน้าที่จะถึงนี้อย่างน้อยที่สุดจะมี ห้างสรรพสินค้าห้างใหญ่ ๆ ๒ ห้าง ฉะนั้นแล้ว ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งเราคาดการณ์ว่าจะมี Traffic แล้วก็ปริมาณการจราจรที่ติดขัดในเมืองยะลา ฉะนั้นแล้วการสร้างถนนเลี่ยงเมืองนี้ จะช่วยลดปัญหา และที่สำคัญก็จะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในเรื่องของความสะดวกรวดเร็ว ในการขนส่งสินค้า เพราะถนน Bypass เส้นนี้จะเป็นเส้นที่จะเชื่อมกับถนนสาย ๔๑๐ ซึ่งจะ เชื่อมมาจากทางเบตงแล้วก็ไปทางปัตตานีฉะนั้นแล้วทางเลี่ยงเมืองนี้ถือว่าเป็นถนนโครงสร้าง พื้นฐานจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่มันจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่อีกด้วยครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทย สร้างชาติผมขอหารือท่านประธานไปยังบริษัท การท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ที่ดูแล เกี่ยวกับเรื่องที่จอดรถของสนามบิน ขอสไลด์ด้วยครับ🔗
ท่านจะเห็นว่าที่จอดรถของ สนามบินนั้นมีไม่เพียงพอ แออัดแล้วก็แน่น จอดซ้อน จอดขวางด้านหน้า ไม่มีเจ้าหน้าที่ไป คอยอำนวยความสะดวกเลย ต้องเข็นเอง บางที่จอดขวางหน้า ๓-๔-๕ คัน ซึ่งเป็นภาระของผู้ จะเดินทางไปใช้สายการบิน ซึ่งในเรื่องนี้ก็ได้เคยบอกกล่าวกันแล้วแต่ว่าไม่มีความคืบหน้า นอกจากนั้นเรื่องค่าจอดเป็นค่าจอดที่แพงมาก ชั่วโมงแรก ๆ ท่านดูว่า ๓ ชั่วโมง ๒๐ บาท ๔ ชั่วโมง ๔๐ บาท ๕ ชั่วโมง ๖๐ บาท ๖ ชั่วโมง ๘๐ บาท ๗ ชั่วโมง ๑๐๐ บาท พอ ๘-๒๔ ชั่วโมงคิดเหมา ๒๕๐ บาท ซึ่งราคาที่เป็นจริงแล้ว ๘ ชั่วโมงถ้าคิดตาม Rate ก็คงอยู่ประมาณ ๑๒๐ บาท ถึง ๑๐ ชั่วโมง ๑๕๐ บาท แต่บริษัท การท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) คิดราคาค่าเหมาไปเลย ๒๕๐ บาท ท่านเทียบเคียงกับคอนโดมิเนียมที่มี ที่พักประมาณ ๒๘-๓๐ ตารางเมตร ค่าเช่าเดือนหนึ่งประมาณ ๘,๐๐๐ บาท เฉลี่ยวันหนึ่งแค่ ๒๐๐ กว่าบาทเอง ปัจจุบันนี้ที่จอดรถสนามบินแพงกว่าค่าเช่าที่คอนโดมิเนียมแล้วครับ คอนโดมิเนียมมีห้องน้ำ มี Keycard มี Fitness มีที่จอดรถ นี่เกิดอะไรขึ้นกับที่จอดรถของ ประเทศไทยเรา ผมดูแล้วฝากทาง สคบ. ได้ไปตรวจสอบด้วยว่าจอดรถมันแพงเกินจริงหรือไม่ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านเฉลิมพงศ์ แสงดี เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต เขต ๒ พรรคก้าวไกล ผมขอนำ เรื่องความเดือดร้อนของประชาชนมาหารือต่อสภาเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก้ไข ดังนี้🔗
เรื่องแรก นโยบายฟรี Visa ที่เปิดประตูเมือง ต้อนรับนักท่องเที่ยวกลับกลายเป็นช่องโหว่ให้ชาวต่างชาติบางกลุ่มลักลอบเข้ามาทำงาน ในจังหวัดภูเก็ต แฝงตัวในคราบนักท่องเที่ยวเช่าห้องพักอาศัยระยะยาว ลักลอบทำงานอาชีพ ต่าง ๆ ที่สงวนไว้สำหรับคนไทย ไม่ว่าจะเป็นมัคคุเทศก์ ช่างตัดผม คนขับรถรับส่ง แย่งงาน คนไทย สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่ จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้ กฎหมายอย่างจริงจัง กวาดล้างแรงงานผิดกฎหมายเพื่อป้องกันสิทธิของคนไทยและรักษา ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตให้คงอยู่ต่อไปครับ ฝากท่านประธานหารือไปยัง กระทรวงแรงงานและสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองภูเก็ตครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ชายหาดเป็นทรัพย์สินสาธารณะของแผ่นดิน ตามกฎหมายที่ดิน มาตรา ๔๕ ระบุชัดครับ ที่ดินริมทะเลทั้งแนวน้ำลงต่ำสุดจรดแนวน้ำท่วมปกติย่อมเป็น ของรัฐ แต่ทว่า ณ ชายหาดจังหวัดภูเก็ตกลับมีเอกชนบางรายแอบอ้างสิทธิก่อกำแพง ขวางกั้น ปิดกั้นประชาชนและนักท่องเที่ยวไม่ให้ไปใช้ อาทิเช่น หาดแหลมสิงห์ ตำบลกมลา หาดแหลมกา ตำบลราไวย์ หาดแหลมหงา ตำบลรัษฎา และหาดยามู ตำบลป่าคลอก ล้วนตกเป็นสภาพเดียวกัน จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบและดำเนินการปกป้อง ชายหาด คืนทรัพย์สินของแผ่นดินให้กลับมาเป็นพื้นที่สาธารณะของประชาชน เพื่อประโยชน์ ของทุกคน ฝากท่านประธานหารือไปยังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตครับ🔗
เรื่องสุดท้ายครับ ๓๐ กว่าปีที่ชุมชนกะหลิม ซอย ๘ ตำบลป่าตอง มีผู้มีชีวิต อาศัยอยู่ ๒๐๐ กว่าชีวิต ๕๐ หลังคาเรือน เข้าไม่ถึงระบบสาธารณูปโภค เหตุมาจาก ตกสำรวจของรัฐ สร้างอุปสรรคใหญ่ต่อการดำรงชีวิต หลายครอบครัวต้องพึ่งพาไฟฟ้าจาก การพ่วงต่อแบกรับความเสี่ยงและอัคคีภัยอยู่ทุกค่ำคืน อีกทั้งยังคงไม่เข้าถึงแหล่งน้ำที่สะอาด เป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐาน ชาวบ้านต้องควักเงินซื้อน้ำกันเอง สร้างภาระค่าใช้จ่ายสูง ชาวชุมชน กะหลิมเฝ้ารอคอยและขาดการเหลียวแลจากภาครัฐนานเกินไปแล้ว ขอความอนุเคราะห์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการเพื่อให้ประชาชนมีน้ำ มีไฟฟ้าใช้ ฝากท่านประธานหารือ ไปยังการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและสำนักงานการประปาส่วนภูมิภาคด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านพลากร พิมพะนิตย์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายพลากร พิมพะนิตย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมมีเรื่องขอหารือกับท่านประธาน ๒ เรื่องด้วยกันครับท่านประธาน🔗
เรื่องแรกครับท่านประธาน ตัวผมเองได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาของ ถนนทางการเกษตรจากชาวบ้านหัวงัว หมู่ที่ ๗ หมู่ที่ ๘ และชาวนาในพื้นที่ ซึ่งได้รับ ผลกระทบความเดือดร้อนจากปัญหาดังกล่าว เดิมทีถนนเส้นนี้เป็นทางเกวียนซึ่งเป็นทาง สาธารณประโยชน์ แต่ในปัจจุบันเส้นทางดังกล่าวไม่สามารถใช้สัญจรไปมาได้ เนื่องจาก มีสภาพเป็นหลุม เป็นบ่อ รถไถนาหรือรถเกี่ยวข้าวไม่สามารถผ่านได้ มีชาวบ้านประชาชน ผู้ได้รับผลกระทบกว่า ๒๐๐ ครัวเรือน ชาวบ้านในพื้นที่ได้เคยทำหนังสือร้องทุกข์ถึงเทศบาล ตำบลอุ่มเม่า อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อขอให้ช่วยสร้างทางแก้ไขปัญหาความ เดือดร้อนตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ แต่ไม่ได้รับการแก้ไขหรือช่วยเหลือแต่อย่างใดครับ จึงขอฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยครับ🔗
ถัดมาเรื่องที่ ๒ ครับท่านประธาน เป็นเรื่องเกี่ยวกับการขอขยายเขตไฟฟ้า พร้อมไฟส่องสว่าง เนื่องจากปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนจากถนนลูกรังเป็นถนนคอนกรีต เสริมเหล็ก จากปากทางถนน ๔ เลน สายกันทรวิชัยถึงสะพานดอนกลอยถึงคลองซอยได้มี การขาดช่วงการขยายเขตไฟฟ้าพร้อมไฟฟ้าส่องสว่างตามถนนสายชลประทานสายใหญ่ฝั่ง ขวา ประชาชนชาวบ้านพื้นที่บ้านดอนยูง อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้รับความ เดือดร้อนกว่า ๒๐๐ ครัวเรือน จึงอยากขอความอนุเคราะห์ช่วยดำเนินการและประสานงาน กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ดำเนินการขยายเขตไฟฟ้าพร้อมไฟส่องสว่างตามสายชลประทาน สายใหญ่ฝั่งขวาบ้านดอนยูงถึงบ้านดอนกลอย ระยะทาง ๒ กิโลเมตร และคลองซอยสายใหญ่ ฝั่งขวาระยะทาง ๑.๕ กิโลเมตร เพื่อความสะดวกและปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของพี่น้อง ประชาชน ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคยางตลาดลงมาดูแลและ จัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาในส่วนนี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปท่านนพพล เหลืองทองนารา แทนใช่ไหมครับ ข้ามนะครับ เป็นท่านศักดิ์ ซารัมย์ ก่อนนะครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม ศักดิ์ ซารัมย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย จังหวัดบุรีรัมย์ครับ ก่อนอื่น ก็ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธาน ที่ได้นำเรื่องหารือของกระผมในงวดที่แล้วที่ผม นำข้อหารือมาให้ท่านได้ทราบ แล้วก็สำนักงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นกรมทรัพยากร น้ำบาดาล จังหวัดนครราชสีมา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เข้า ดำเนินการแก้ไขตรวจสอบในเรื่องหารือที่ผ่านมา ในเรื่องของการขาดแคลนน้ำบริโภค สาธารณูปโภคของโรงพยาบาลหนองหงส์ ฉะนั้นกระผมก็ขอกราบขอบพระคุณ มา ณ โอกาสนี้🔗
อีกเรื่องครับ ได้รับการร้องขอจากท่าน สจ. ลำไย ภาษี ผมได้ร่วมกับท่าน สส. พรชัย ศรีสุริยันโยธิน ในพื้นที่อำเภอหนองหงส์ โดยเฉพาะตำบลไทยสามัคคี ตำบลสระทอง ตำบลเสาเดียว อำเภอหนองหงส์ จังหวัดบุรีรัมย์ ได้รับแจ้งว่ามีการขยายเขตไฟฟ้า เพราะว่า ครัวเรือนได้ขยายออกไปนอกเขตไฟฟ้าทำให้ห่างไกลในการบริการประชาชน ฉะนั้น จึงร้องขอไปยังที่สำนักงานไฟฟ้าอำเภอหนองหงส์ได้เข้าไปตรวจสอบดูแลทำการขยาย แนวเขตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้น🔗
อีกเรื่องหนึ่งที่ประชาชนมีความจำเป็นในเรื่องของไฟฟ้า โดยเฉพาะตำบล สระทอง ตำบลเสาเดียว มีประชากรอยู่จำนวน ๑๑๐ ครัวเรือนที่ยังขาดแคลนไฟฟ้าที่ผ่านมา ก็ยังอาศัยการต่อเข้าไปเอง ฉะนั้นประชาชนมีความเดือดร้อนอยู่ประมาณ ๔๐๐ กว่า ครัวเรือน จึงเรียนผ่านท่านประธานไปยังสำนักงาน🔗
อีกเรื่องหนึ่ง จากการที่ผมได้เฝ้าติดตามข้อหารือของสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรในช่วง ๓ เดือนที่ผ่านมา ข้อหารือเข้าสู่สภาแห่งนี้ประมาณพันกว่าเรื่อง แต่ปรากฏว่า ได้ดำเนินการแล้วเสร็จไม่ถึง ๒ เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นเราใช้เวลาในรอบ ๓ เดือนอยู่ที่ประมาณ ๓๐ ชั่วโมง ผมว่าการใช้เวลาในครั้งนี้ ประสิทธิภาพในการใช้เวลาของสภาค่อนข้างจะต่ำ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ฉะนั้นผมหารืออย่างนี้ว่า ถ้าในอนาคตน่าจะมีการปรับเปลี่ยนเวลา เพิ่มขึ้น แล้วก็ช่องหารือไปเป็นช่องทางอื่น จะได้เอาเวลาที่ยังเหลืออยู่ โดยเฉพาะเรื่อง พ.ร.บ งบประมาณ พ.ร.บ. อะไรก็ตามที่ทำอยู่นั้นชักช้า ฉะนั้นก็คงจะได้หารือว่าควรจะปรับลดเวลา ในช่วงหารือลงไปอีก กราบขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ตามด้วยท่านนพพล เหลืองทองนารา เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ดิฉันขอหารือความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนค่ะ🔗
เรื่องที่ ๑ สะพานข้ามคลองประเวศบุรีรมย์ ช่วงบริเวณวัดสังฆราชา ดิฉัน ได้รับเรื่องร้องเรียนมาว่ามีขนาดที่แคบเกินกว่าที่รถจะสามารถสัญจรกันได้อย่างปลอดภัย ความจริงแล้วในปัญหานี้ดิฉันได้เคยนำเรียนทางท่านประธานผ่านไปถึงกรุงเทพมหานครแล้ว ๑ ครั้ง แต่ยังไม่ได้รับสัญญาณตอบกลับที่จะมีการแก้ไขหรือดำเนินการ ดิฉันทราบดีว่า สะพานที่ดิฉันกล่าวถึงนั้นมีการก่อสร้างมาเป็นเวลาช้านานในสมัยก่อนที่รถของเรายังมีขนาด ที่เล็กอยู่ แต่ในวันนี้เมื่อรถหรือว่าการสัญจรเป็นไปอย่างหนาแน่นเพิ่มมากขึ้น ดิฉันคิดว่า การปรับเปลี่ยนแล้วก็ปรับปรุงเพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนจึงเป็นสิ่งจำเป็น ดิฉัน จึงขอประสานไปทางกรุงเทพมหานคร สำนักการโยธา สำนักงานเขตลาดกระบัง ได้โปรด ดำเนินการแก้ไขให้กับพี่น้องประชาชนโดยด่วนค่ะ🔗
อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องการลอกคลองลำไส้ไก่ในเคหะร่มเกล้า เขตลาดกระบัง ที่เป็นความดูแลร่วมกันระหว่างการเคหะแห่งชาติและสำนักงานเขตลาดกระบัง ในขณะนี้ ต้องใช้กำลังคนเป็นจำนวนมาก กำลังของพี่น้องในชุมชนเองนั้นไม่เพียงพอค่ะ ดิฉันจึงขอให้ ทั้ง ๒ หน่วยงานได้โปรดทำงานร่วมกันเพื่อที่จะลอกคลองลำไส้ไก่บริเวณเคหะชุมชนร่มเกล้า Zone 5 จากการประสานงานโดยพี่ต้อยที่ผ่านมาโดยด่วนค่ะ ขอบคุณท่านประธานค่ะ🔗
ในเรื่องที่ ๓ เรื่องลานจอดรถ Airport Link ดิฉันต้องขอบพระคุณทาง กรมทางหลวงที่ได้เข้าไปลาดหินคลุกตามที่ดิฉันได้เคยหารือไว้ และทางเจ้าหน้าที่ก็บอกว่า เมื่อครบ ๑ เดือนจะไปลาดแอสฟัลท์ให้เพื่อที่จะให้ไม่มีฝุ่นควันฟุ้งกระจาย ในขณะนี้ เลยกำหนดเวลาแล้ว ดิฉันจึงขอประสานไปทางกรมทางหลวงอีกครั้งหนึ่งได้โปรดดำเนินการ ให้พี่น้องประชาชนบริเวณ Airport Link เขตลาดกระบังด้วยค่ะ ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านล้ำเลิศ พัวพัฒนโชติ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ล้ำเลิศ พัวพัฒนโชติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ เขต ๖ พรรคภูมิใจไทย จากการลงพื้นที่สำรวจปัญหาความเดือดร้อน ความต้องการของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ประสบปัญหาเรื่องภัยแล้ง ปัญหาเรื่องแหล่งน้ำตื้นเขิน กักเก็บน้ำไว้ใช้ไม่เพียงพอต่อความ ต้องการของประชาชน นำมาหารือต่อท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานในวันนี้🔗
เรื่องที่ ๑ จากนายอภิวัฒน์ พัวภัทรพงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลดม ปัญหาคลองห้วยเสน หมู่ที่ ๙ ตำบลดม ซึ่งเป็นคลองต้นกำเนิดน้ำมาจากเทือกเขาพนมดงรัก เขตชายแดนไทย-กัมพูชา ไหลสู่ตำบลตาตุม ตำบลเทพรักษา ตำบลบ้านดง ตำบลบ้านชบ อำเภอสังขะ ไหลสู่ห้วยทับทัน อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ ปัจจุบันไม่สามารถ เก็บกักน้ำไว้ทำการอุปโภคบริโภคและทำการเกษตรได้ ความต้องการของประชาชนในพื้นที่ อยากให้หน่วยงานชลประทานที่กำกับดูแลจัดสรรงบประมาณขุดลอกและก่อสร้างฝายน้ำล้น เพื่อทดแทนเก็บกักน้ำไว้ประกอบอาชีพในช่วงฤดูแล้ง🔗
ประเด็นที่ ๒ ปัญหาหนองตาแดง ปัญหาหนองตาไม ปัญหาแก้มลิง หนองตาตีบ โดยท่านนายกธนจักร นายกสมศักดิ์ มีสิทธิ์ ๒ ตำบลในพื้นที่ประสบปัญหา ความเดือดร้อนเรื่องแหล่งน้ำ ราษฎรผู้ประกอบอาชีพทำไร่ทำนา ทำการเกษตร หลังช่วงฤดู เก็บเกี่ยวไม่มีน้ำใช้ เนื่องจากหนองน้ำแก้มลิงดังกล่าวตื้นเขินไม่สามารถรองรับน้ำไว้ใช้ ในฤดูแล้ง กรมชลประทานได้ลงสำรวจหลายรอบแล้ว อยากฝากท่านประธานไปยัง กรมชลประทานได้เร่งรัดจัดสรรงบประมาณในการขุดลอกเพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชนต่อไป🔗
ประเด็นที่ ๓ ได้รับการประสานงานจากนายกเทศบาลตำบลผักไหม ให้ช่วยเหลือติดตามโครงการขุดลอกหนองรูง เพื่อทำการขุดลอกและพัฒนาเมือง ปรับปรุง ภูมิทัศน์เป็นแหล่งท่องเที่ยวและฟื้นฟูผังเมือง ปรับปรุงภูมิทัศน์หนองน้ำเพื่อเป็นสวนสุขภาพ ระดับตำบล ฝากทางกรมโยธาธิการและผังเมืองซึ่งได้ลงสำรวจเบื้องต้นแล้ว ได้เร่งรัดช่วย จัดสรรงบประมาณในการแก้ไขปัญหาเพื่อให้พ่อแม่พี่น้องได้รับประโยชน์และเพื่อเป็นการ กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวต่อไป ขอขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านนพพล เหลืองทองนารา เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม นพพล เหลืองทองนารา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคเพื่อไทย คนพรหมพิราม ท่านประธานครับ วันนี้ผมมีความหนักใจตั้งแต่เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมา โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องปัญหาของน้ำ เป็นครั้งแรกที่ผม หนักใจมาก ในความหนักใจของผมนั้นก็คือว่าในปีมังกร ปี ๒๕๖๗ มันเป็นปีแห่ง การเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศของโลก NASA ได้ตรวจอุณหภูมิที่มีจุดวัดอุณหภูมิอยู่ ทั่วโลกนับหมื่นแห่ง รวมทั้งของเราด้วย กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศ หรือแม้แต่ กรมใหม่ที่ยังไม่ค่อยคุ้นชื่อกัน คือกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ผมเองต้องขออภัย ทั้งหมดมีคำตอบคำเดียวก็คือว่า สิ่งที่เราเป็นห่วงกันตั้งแต่เมื่อกลางปี ที่แล้ว จนสภาเราก็ยังต้องตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อศึกษาในเรื่องของภัยแล้งจากสภาวะ El Nino แต่ไป ๆ มา ๆ แล้วตอนนี้ El Nino มันจวนจะหายไปแล้ว และมันก็จะเข้าสู่สภาวะ น้ำมาก ก็คือ La Nina ผมเองอยากจะสื่อสารไปถึงกรมชลประทาน ท่านเองท่านได้มีการออก ประกาศว่า ให้งดทำข้าวนาปรังในฤดูนี้ นาปรังครั้งที่ ๒ ผมเอง ณ สถานการณ์ตอนนั้นที่ว่า เรายังภัยแล้งอยู่ ผมไม่มีปัญหาครับ แต่ในเมื่อตอนนี้ สถานการณ์ทุกอย่างเปลี่ยนไป ครึ่งปีแรกน้ำค่อนข้างจะน้อยจริง แต่หลังจากนั้นแล้วหลาย ๆ ที่ทุกแห่งเลย ลงเอยเหมือนกัน ก็คือว่า ในเดือนสิงหาคมจะมีน้ำฝนตกลงมาในประเทศไทยของเรามากเทียบเท่ากับปี ๒๕๕๔ เพราะฉะนั้นผมอยากจะขอเรียกร้องให้กรมชลประทานนั้นได้ทบทวนในมาตรการหลาย ๆ อย่างเกี่ยวกับภัยแล้งที่กรมได้กำหนดมา แล้วก็ต้องบอกให้ชาวนาอย่างชัดเจนว่าจะปลูกข้าว ได้อย่างไร อะไรอย่างไร น้ำจะมาเมื่อไร จะส่งน้ำเมื่อไร ถ้าน้ำจะมาภายในเดือนสิงหาคม กรมชลประทานควรต้องส่งน้ำตั้งแต่บัดนี้ในข้าวนาปี มิฉะนั้นแล้วพี่น้องจะเสียหาย เพราะว่า ตอนช่วงที่ข้าวกำลังออกรวงนั้น น้ำทางเหนือก็จะไหลบ่าลงมาท่วม ทำให้พี่น้องเกษตรกรนั้น เสียหาย ผมขอเรียกร้องไปยังกรมประชาชนให้ประชาสัมพันธ์และทำความเข้าใจกับชาวบ้าน นับแต่บัดนี้ ในเรื่องสภาวะอากาศที่จะเปลี่ยนไปอีกไม่นานนี้ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ต่อไปท่านอานุภาพ ลิขิตอำนวยชัย เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่าน ประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอานุภาพ ลิขิตอำนวยชัย สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจังหวัดสมุทรสงคราม พรรคก้าวไกล วันนี้ผมขอนำเรื่องปรึกษาหารือท่านประธาน เพื่อให้ท่านประธานประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้ครับ ขอสไลด์ด้วยครับ🔗
เรื่องแรก ขอให้ ท่านประธานประสานงานไปยังกรมทางหลวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ช่วยดูแลรักษา ต้นไม้ รดน้ำปรับภูมิทัศน์บริเวณเกาะกลางถนนของทางหลวงหมายเลข ๓๐๙๒ ถนนเอกชัย สมุทรสงคราม-ลาดใหญ่ ระยะทาง ๒ กิโลเมตร และถนนทางเข้าเมืองสมุทรสงคราม ซึ่งตอนนี้ต้นไม้แห้งเหี่ยวยืนต้นตายก็มี ถนนสายนี้เป็นถนนที่อยู่ใจกลางเมือง เป็นหน้าเป็นตาของจังหวัด เป็นถนนที่ผ่านหน่วยงานราชการ ผ่านศาลหลักเมือง ผ่านสถานที่สำคัญ ๆ มีประชาชนใช้งานเป็นจำนวนมาก แต่สภาพไม่สมกับเป็น ๑๐๐ เส้นทางถนนปลอดภัยและ สวยงามของกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ที่ติดป้ายไว้ใหญ่โตเลยครับ กระผมจึงขอให้ ท่านประธานประสานงานให้ด้วยครับ🔗
เรื่องต่อมาครับ พื้นที่ใต้สะพานข้ามแม่น้ำแม่กลองฝั่งวัดใหญ่ของกรม ทางหลวง ปัจจุบันใช้เป็นที่กองวัสดุ มีเศษปูน มีขยะ มีหญ้าและวัชพืชขึ้นรกตาไม่ชวนมอง ประชาชนอยากให้ใช้พื้นที่ตรงนี้ให้เกิดประโยชน์ โดยสร้างเป็นสวนสาธารณะที่มีพื้นที่สำหรับ จัดกิจกรรม มี Zone ออกกำลังกายได้หลากหลายประเภท เมื่อสร้างเสร็จแล้วจะมีภูมิทัศน์ ที่สวยงามและจะเป็นการใช้พื้นที่ในเมืองอย่างคุ้มค่า ให้ประชาชนได้มีที่พักผ่อนหย่อนใจครับ ผมจึงขอฝากท่านประธานไปยังกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ให้พิจารณาจัดสรร งบประมาณในเรื่องนี้ด้วยครับ🔗
เรื่องสุดท้ายครับท่านประธาน มีประชาชนแจ้งกระผมมาว่าบริเวณสามแยก ซอยบางจะเกร็ง ๓ ตำบลแม่กลอง อำเภอเมือง เกิดอุบัติเหตุบ่อย มีผู้ได้รับบาดเจ็บ เสียชีวิต อยู่เป็นประจำ จึงขอให้ท่านประธานประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ปรับปรุงถนน ไม่ว่าจะเป็นการทำ Rumble Strips หรือ Red Anti Skid รวมถึงการติดตั้งกล้องวงจรปิด เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนนด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านพีระเดช ศิริวันสาณฑ์ เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ พีระเดช ศิริวันสาณฑ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ พรรคภูมิใจไทย วันนี้มีเรื่องมา หารือท่านประธาน ๓ เรื่องครับ🔗
เรื่องแรก ที่อำเภอตาคลีมีศาลเจ้าแม่ทับทิมซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เลื่อมใส สักการะของพี่น้องประชาชนหลายที่ จัดงานประเพณีมาประมาณ ๗๐ ปี มีจัดงาน ทุกปี ขอสไลด์ด้วยครับ🔗
หลาย ๆ ปีได้มีการขอสนับสนุน งบประมาณจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม และ ททท. แต่ไม่ได้ รับการสนับสนุนเลย ปีนี้ก็ขอเหมือนเดิมครับ จริง ๆ แล้วงานประเพณีงานเจ้าแม่ทับทิมของ ตาคลีเป็นงานใหญ่พอสมควร ใช้งบประมาณในการจัดงานค่อนข้างสูงมาก น้อง ๆ งานตรุษจีนของนครสวรรค์เลยก็ว่าได้ ผมจึงอยากจะขอสนับสนุนงบประมาณจากกระทรวง ต่าง ๆ ในทุกปี และที่สำคัญคืออยากจะขอบรรจุในปฏิทินการท่องเที่ยวจังหวัดนครสวรรค์ ด้วยครับ🔗
เรื่องต่อไปเป็นเรื่องของน้ำบาดาลเพื่อการอุปโภคบริโภค มีความเดือดร้อน หลายพื้นที่ครับ ผมได้รับการประสานงานจากวัดเขาตอง เจ้าอาวาส อาจารย์กิ่งกิตติวัณโณ เจ้าอาวาสได้ขุดน้ำบาดาลไป ๑๐๐ เมตร ๒-๓ ปีที่ผ่านมาน้ำแห้งจริง ๆ ครับ น้ำขาด เดือดร้อนมาก และยังมี อบต. สุขสำราญ หมู่ที่ ๔ บ้านเขากา หมู่ที่ ๑๒ บ้านทุ่งทอง ขุดไป ลึกประมาณ ๒๔-๖๐ เมตร มีประชากรใช้น้ำประมาณร้อยกว่าหลังคาเรือนครับ บางพื้นที่ เป็นที่ราชพัสดุปรากฏว่ากระทรวงทรัพยากรน้ำบาดาลไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากไม่มี เอกสารสิทธิ🔗
เรื่องที่ ๓ มีนายเพทาย ยะติพร อายุ ๖๒ ปี ได้ปรึกษาผ่าน DJ โชคชัย วิทยุชุมชนคนรักเมืองตาคลี FM 88.5 ว่าได้ครอบครองไม้พะยูง ซึ่งแก่นไม้มีเส้นรอบวง ประมาณ ๑ เมตร อายุเกือบ ๑๐๐ ปี ประมาณ ๑๙ ต้น มีคนมาขอซื้อเป็นหลักหลายสิบล้าน แต่เขาไม่ขาย ก็มีความปรารถนาอยากจะทูลเกล้าถวายสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เพราะทราบว่าจะมีการสร้างพิพิธภัณฑ์ไม้มีค่า แต่ไม่รู้ จะติดต่อผ่านหน่วยงานไหน ผมก็เลยขออนุญาตใช้เวทีสภาแห่งนี้เพื่อประสานงานหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบเผื่อจะได้เป็นสมบัติของชาติต่อไป ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านพิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ดิฉัน พิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ เขต ๑ พรรคพลังประชารัฐ ดิฉันขอหารือเรื่องการพัฒนาคุณภาพน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคของ ประชาชนในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ค่ะ ท่านประธานคะ เป็นที่เข้าใจกันดีอยู่แล้ว ว่าน้ำเป็นปัจจัยหลักสำคัญต่อการดำรงชีวิตประจำวัน ประชาชนจะต้องมีน้ำสะอาดสำหรับ ใช้อุปโภคและบริโภคตลอดเวลา คุณภาพของน้ำเพื่ออุปโภคและบริโภคจึงเป็นปัจจัยหลัก ที่สำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพและชีวิตของประชาชน แต่เนื่องด้วยข้อจำกัดของ ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการบริหารกิจการและการบำรุงรักษาประปาหมู่บ้าน พ.ศ. ๒๕๔๘ ระเบียบนี้บังคับใช้กับทุกเทศบาลและ อบต. ให้ต้องปฏิบัติตาม เมื่อมี การก่อสร้างระบบผลิตน้ำประปาเสร็จแล้วก็ต้องยกให้หมู่บ้านและตั้งคณะกรรมการขึ้นมา บริหาร ซึ่งส่วนใหญ่แล้วหมู่บ้านก็ไม่สามารถรับไปบริหารจัดการได้หรือบริหารจัดการได้ อย่างไม่เข้าใจระเบียบไม่เข้าใจว่าการผลิตน้ำประปาให้ได้คุณภาพและแหล่งน้ำดิบไม่สมบูรณ์ อบต. และเทศบาลไม่ได้สนับสนุนส่งเสริมการดำเนินการของคณะกรรมการได้อย่างเต็มที่ ปัญหาที่ตามมาก็คือน้ำมีคุณภาพที่ไม่ได้มาตรฐาน มีสีขุ่น มีกลิ่นเหม็น มีหินปูน สนิมเหล็ก อันเกิดจากการขาดปรับปรุงพัฒนาระบบท่อส่งน้ำที่ชำรุดเสียหาย ดิฉันขอฝากเรื่องไปยัง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ให้ช่วยดำเนินการสนับสนุน งบประมาณเพื่อพัฒนาแหล่งน้ำ ตลอดจนปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ระเบียบปฏิบัติเพื่อเพิ่ม ศักยภาพให้ อบต. และเทศบาลให้ปฏิบัติงานได้อย่างครอบคลุมและคล่องตัว ตลอดจนขอให้ มีการบูรณาการร่วมกันกับกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เพื่อพิจารณากำหนดระดับ คุณภาพน้ำเพื่อประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชนต่อไปค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสกุณา สาระนันท์ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน สกุณา สาระนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทยค่ะ ท่านประธานคะ เรื่องที่ดิฉันจะนำมาหารือต่อท่านประธานในครั้งนี้เป็นเรื่องปัญหายาเสพติดที่ยังคงระบาดหนัก สร้างความทุกข์อย่างแสนสาหัสให้กับประชาชนทุกหมู่เหล่า อย่างที่เห็นปรากฏในข่าว ไม่เว้นแต่ละวัน จากลักเล็กขโมยน้อยไต่ระดับเรื่อยมาจนปล้นฆ่า แม้แต่คนในครอบครัว พ่อแม่ลูกก็ยังทำร้ายกันเองค่ะ🔗
ปัญหายาเสพติดเข้ามาแทรกซึมอยู่ ในทุกวงการ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาก็มีข่าวที่เป็นเรื่องสะเทือนอารมณ์ของคนในสังคม นั่นก็คือ ผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นผู้ปฏิบัติการค้ายาบ้าเสียเองค่ะ ดิฉันทราบดีว่ารัฐบาลให้ ความสำคัญและตั้งใจที่จะแก้ปัญหานี้ และผลจากการทำงานอย่างจริงจังก็ได้เห็นผลงาน อย่างเป็นรูปธรรม ดังที่เราเห็นข่าวการตรวจจับยาเสพติดรายใหญ่ขึ้นหน้าสื่อทุกวันค่ะ อันนี้ ก็ต้องขอชื่นชมแล้วก็ต้องขอบคุณที่ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นได้สบายใจขึ้นมาระดับหนึ่งค่ะ อย่างไรก็ตามสกลนครก็ยังคงเป็นพื้นที่ที่มีความรุนแรงของปัญหายาเสพติดในลำดับต้น ๆ ของภูมิภาคนี้ สกลนครเป็นพื้นที่ที่อยู่ในระดับสีแดง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นผู้ค้า นั่นหมายความว่า คนเสพ ๑๐ คน มี ๙ คน ที่ค้าไปด้วยค่ะ และจำนวนผู้ป่วยจิตเวชก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงไม่แปลกที่ทุกครั้งในการลงพื้นที่ของดิฉันก็จะได้รับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้าน รวมถึง การแจ้งเบาะแสเครือข่ายผู้ค้า ผู้เสพ หากไม่อยู่ในเครือข่ายผู้ทรงอิทธิพลก็จะมีการ สร้างสถานการณ์ป้ายความผิดคุกคามอย่างโหดเหี้ยมไร้คุณธรรมไร้มนุษยธรรมค่ะ ท่านประธานคะ สรุปโดยรวมสกลนครยังเป็นพื้นที่ที่มีความรุนแรงของปัญหายาเสพติด พี่น้องประชาชนจึงย้ำกับดิฉันให้นำมาหารือผ่านท่านประธานไปยังนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ขอให้กำหนดสกลนครเป็นพื้นที่เป้าหมายแรก ๆ ในการปราบปราม ต้นตอและเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดให้หมดไปโดยเร็วค่ะ พี่น้องชาวสกลนครขอเป็นกำลังใจ แล้วก็พร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐอย่างเต็มที่ เพื่อให้ปัญหานี้หมดไปโดยเร็ว ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขณะนี้มีสมาชิกมาลงชื่อประชุมจำนวน ๓๒๓ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้วผมขอเปิด การประชุมและดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระ🔗
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี🔗
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี🔗
ท่านมีอะไรครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ขอใช้อำนาจตามข้อบังคับ ข้อ ๕๔ (๒) ขอเปลี่ยนระเบียบวาระการประชุม ผมขอเสนอให้เลื่อนระเบียบวาระการประชุม ผมขอเสนอให้เลื่อนระเบียบวาระที่ ๕.๑๓ ร่างพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... นายอดิศร เพียงเกษ กับคณะ เป็นผู้เสนอ และ ระเบียบวาระที่ ๕.๑๕ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... นายณัฐวุฒิ บัวประทุม และคณะ เป็นผู้เสนอ ขึ้นมาพิจารณาต่อหลังจาก ระเบียบวาระที่ ๕.๓ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
มีผู้รับรองถูกต้อง ด้วยมีสมาชิกเสนอญัตติตามข้อบังคับ ข้อ ๕๔ (๒) ขอเปลี่ยนระเบียบวาระที่ ๕.๑๓ และระเบียบวาระที่ ๕.๑๕ ขึ้นมาพิจารณาต่อจากระเบียบวาระที่ ๕.๓ โดยให้มี ผลบังคับในการประชุมครั้งต่อไป จะมีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ เชิญท่านณัฐวุฒิ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัด อ่างทอง ในฐานะตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้าน ท่านประธานครับ ก่อนอื่นต้องขอบพระคุณ ท่านศรัณย์ ทิมสุวรรณ เพื่อนสมาชิกที่ได้กรุณาเลื่อนระเบียบวาระซึ่งเป็นเรื่องการแก้ไข ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประเด็นเรื่องของประเทศนี้ไม่ตีเด็กที่ผมและคุณภัสริน รามวงศ์ เพื่อนสมาชิกจากพรรคก้าวไกลเป็นผู้เสนอขึ้นมาต่อในลำดับหนึ่งด้วย อันนี้ต้อง ขอบพระคุณนะครับ ถือว่าเป็นกฎหมายที่ดีครับ แล้วก็สอดคล้องกับวันสตรีสากลที่จะถึง ในวันที่ ๘ มีนาคมนี้ สำหรับกรณีกฎหมายเรื่องของการประกอบกิจการกระจายเสียงและ กิจการโทรทัศน์ เนื่องจากผมเองเป็นกรรมาธิการที่พิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ในสมัยที่แล้ว สมัยที่ ๒๕ จริง ๆ ครั้งที่แล้วก็เสียดายว่าประเด็นเรื่องวิทยุชุมชนไม่ได้ถูกใส่มาในการแก้ไข ไม่ได้อยู่ในหลักการ ฉะนั้นร่างของท่านอดิศร เพียงเกษ มีประเด็นเรื่องของวิทยุชุมชน ทางพวกผมเองก็เห็นว่าเป็นประเด็นสำคัญ แล้วก็คิดว่าถ้าจะได้มีการตั้งกรรมาธิการพิจารณา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปิดสมัยประชุมเราก็จะได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์ กฎหมายก็จะได้ กลับเข้ามาในการประชุมสมัยหน้าทั้ง ๒ ฉบับ แต่อย่างไรก็ตามหากเห็นว่าเป็นการแก้ไม่ได้ เยอะมากนักก็อาจจะพิจารณา ๓ วาระในสภาก็ได้ อันนี้ก็สุดแล้วแต่ครับ ฉะนั้นในหลักการ ทางพรรคร่วมฝ่ายค้านเห็นด้วยครับ แต่ผมอยากจะนำเรียนท่านประธานผ่านไปยังพี่น้อง ประชาชนนิดเดียวครับว่า ก่อนหน้านี้มีความเข้าใจของพี่น้องประชาชนที่คลาดเคลื่อนว่า การเลื่อนกฎหมายต่าง ๆ ไม่อาจทำได้ในสภา เขาก็จะมองกันว่าเดี๋ยวพรรคนั้นเอามาปาดหน้า พรรคนี้เอามาปาดหน้า ฉะนั้นวันนี้เป็นสิ่งที่ดีว่าจริง ๆ แล้วการเลื่อนวาระต่าง ๆ ในสภาทำได้ครับ แล้วก็พรรคร่วม ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็จะคุยกันอย่างมีวุฒิภาวะ คุยกัน ด้วยเหตุและผลว่าแต่ละครั้งความจำเป็นในการเลื่อนเป็นอย่างไร ฉะนั้นอันนี้เป็นนิมิตหมาย ที่ดี แล้วก็กฎหมายทั้ง ๒ ฉบับเป็นสิ่งที่มีความสำคัญในสมัยประชุมนี้ที่อาจจะเหลือ อีกประมาณ ๑ เดือนเศษ โดยทั้งหมดทั้งมวลนั้นทางพวกผมเองก็เห็นด้วย แล้วก็ ขออนุญาตนำเรียนท่านประธานเพื่อที่จะได้ไม่จำเป็นต้องมีการลงมติในประเด็นนี้ แล้วก็จะได้ เข้าสู่วาระการพิจารณาเรื่องอื่น ๆ ต่อไป ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ถ้าไม่มีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นถือว่าที่ประชุมเห็นชอบให้เปลี่ยน ระเบียบวาระตามข้อบังคับ ข้อ ๘๘🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ🔗
มีอะไรครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไชยวัฒนา ติณรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดมหาสารคาม ก่อนที่ ท่านประธานจะดำเนินการประชุมตามวาระ ผมขออนุญาตท่านประธานอย่างนี้ครับ ผมขออนุญาตท่านประธานว่าด้วยเรื่องการทำหน้าที่ของประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ🔗
ท่านจะหารือใช่ไหมครับ🔗
สุดแท้แต่ท่านประธาน จะกรุณาครับ เพราะว่านี่คือศักดิ์ศรีของสภา เหตุการณ์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา วันที่ ๑ มีนาคม นี่คือสิ่งที่กระผมจะขออนุญาตท่านประธานจะว่าหารือก็ได้ ถ้าไม่พูด เกียรติยศศักดิ์ศรี ของสภาแห่งนี้จะเกิดความเสียหายหรือไม่ผมไม่ทราบ แต่โดยส่วนตัวผมนั้นต้องพูดกัน ในบ้านเราคือสภาแห่งนี้ ท่านประธานจะอนุญาตหรือไม่🔗
สัก ๕ นาที ท่านมีเรื่องอะไรเชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผมกำลัง จะบอกว่าตั้งแต่ผมเป็นสมาชิกผู้แทนราษฎรมา เข้าสภาแห่งนี้มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ จนกระทั่ง ปัจจุบันนี้ผมได้เฝ้ามองสภาแห่งนี้ของพวกเราด้วยความศรัทธาและความเชื่อมั่นที่จะนำสิ่งที่ สูงที่สุดในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ ท่านประธานครับ ผมขอพูดสั้น ๆ ว่าจากกรณีที่ประมุข ฝ่ายนิติบัญญัติ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง สื่อมวลชนบอกว่าบุกทำเนียบ ท่านจะขออนุญาตหรือทำหนังสือแจ้งล่วงหน้า ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนั้นครับ แต่ประเด็นผมจะบอกว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๑๙ ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภามีหน้าที่ และอำนาจดำเนินกิจการของสภานั้นให้เป็นไปตามข้อบังคับ โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง มาตรา ๑๑๙ ของรัฐธรรมนูญ ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภามีหน้าที่และอำนาจดำเนิน กิจการของสภานั้น ๆ ให้เป็นไปตามข้อบังคับ มีหน้าที่และอำนาจเท่านี้ครับท่านประธาน วรรคสอง ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภา และผู้ทำหน้าที่แทนต้องวางตน เป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ ท่านประธานที่เคารพ จากวันศุกร์ที่ ๑ มีนาคม ผมได้เห็นข่าว ผมก็ตกใจ ผมมั่นใจว่าคนที่อยู่ที่นี่นาน เฝ้ามอง ไม่เคยมีปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นที่ประมุข ฝ่ายนิติบัญญัติ อย่าปฏิเสธเลยครับ ท่านไปในฐานะส่วนตัวหรืออะไรก็แล้วแต่ สลัดไม่ออกคือ ท่านเป็นประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติ ผมบอกท่านประธานว่านี่คือสิ่งที่สลัดไม่ออก จะเหมาะควร หรือไม่เหมาะควร ผมถึงลุกขึ้นมาส่งเสียงติเตือนดัง ๆ ว่าไม่เหมาะควร ถึงแม้ว่าหลายท่าน ขออนุญาตเอ่ยนามจะให้สัมภาษณ์ อย่างท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ให้สัมภาษณ์ว่า การที่ ปดิพัทธ์ สันติภาดา เดินทางบุกทำเนียบในวันนั้น เข้าไปอยู่ในทำเนียบในวันนั้นไม่เหมาะสม ตรงไหน ท่าน สส. พิธาก็อยู่ที่นี่ครับ ตอบผู้สื่อข่าวว่า การที่รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง บุกทำเนียบไม่เหมาะสมตรงไหน ผมอยากให้ท่านมาตอบด้วยว่า นี่คือเกียรติยศ นี่คือศักดิ์ศรี นี่คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันทรงเกียรติแห่งนี้ ถ้าผมไม่ลุกขึ้นมา ผมเดิน กลับพื้นที่ผมไม่ได้ มันคือเกียรติยศ มันคือศักดิ์ศรีของสภาแห่งนี้ อู่ทองในสภาเก่าเรา สภาใหม่ เราสัปปายะสภาสถานแห่งนี้ศักดิ์สิทธิ์ ใครทำอะไรไว้ในสภาแห่งนี้ ผมแลเห็นหมด โยนเก้าอี้ ทุ่มเก้าอี้กลางสภาก็มี ขว้างแฟ้มก็มี ลากเก้าอี้ประธานสภาก็มี ผมไม่ได้ก้าวล่วงใครนะครับ สภาแห่งนี้ศักดิ์สิทธิ์ครับ กลับเข้ามาในสภาสักคนไหม กรรมมันติดจรวดนะครับ ที่ผมพูดนี้ ผมพูดเพื่อที่จะปกป้องเกียรติยศศักดิ์ศรีของสภาแห่งนี้ สภาผู้แทนราษฎรที่พวกเรามาจาก การเลือกตั้ง ท่านประธานที่เคารพ คำสุดท้ายที่ผมอยากจะบอกว่าในรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยนั้น มาตรา ๑ มาตรา ๓ รัฐธรรมนูญอยู่ในมือผมไม่ต้องอ่าน แบ่งอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ เราไม่ก้าวล่วงกัน เราเคารพซึ่งกันและกัน เกิดมาผมก็เพิ่งเคยพบเคยเห็นนี่ละครับ ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติบุกฝ่ายบริหาร ท่านครับ ถ้าผมจะลงลึกอีกนิดหนึ่งไม่เสียเวลานาน ที่ท่านไปนี้ผมรู้เลยครับมันเป็นรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๓ การเสนอร่างพระราชบัญญัติ มันเข้ากับ (๒) กับ (๓) ครับ ในกรณีที่ร่าง พ.ร.บ. ใน (๓) และ (๒) นั้นเป็นร่างเกี่ยวกับการเงิน🔗
ท่านประธาน ประท้วงครับ🔗
จะเสนอเป็นระเบียบวาระได้ ก็ต่อเมื่อมีคำรับรองของท่านนายกรัฐมนตรี กว่าจะถึงนายกรัฐมนตรีขั้นตอนต่าง ๆ ท่านก็รู้🔗
ขออนุญาตครับ มีผู้ประท้วงนะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมประท้วงท่านประธานในข้อบังคับ ข้อ ๙ ครับ เมื่อสักครู่ท่านประธานได้กรุณาอนุญาตให้ท่านผู้หารือ ซึ่งผมเองก็ยังไม่รู้ว่าท่าน จะหารืออย่างไร ได้หารือในกรอบระยะเวลา ๕ นาที บัดนี้ครบ ๕ นาทีแล้ว ฉะนั้น ท่านประธานต้องควบคุมเรื่องเวลาครับ แต่ถ้าท่านเห็นว่าท่านประธานสภาใช้อำนาจล้นเกิน หรือจริง ๆ อาจจะมีองค์กรอื่นอีกนะครับ เช่น องค์กรอิสระบางองค์กรที่ใช้อำนาจล้นเกิน สภาแห่งนี้ ผมอยากให้ท่านเสนอเป็นญัตติครับ พวกผมจะได้ช่วยกันรับรอง แล้วก็พิจารณา กันเลย ว่ากันทั้งวันก็ยินดีครับ เดี๋ยวผมจะได้ตามเพื่อนสมาชิกลงมารับรองญัตติ ถ้าเป็นแบบนั้น ผมเห็นด้วยครับ แต่ครบ ๕ นาทีแล้ว ผมไม่อยากจะโต้มากกว่านี้ ผมไม่ชอบที่จะมาบอกว่า ใครอยู่มาก่อน ใครอยู่มาหลัง ประชาชนจะเป็นคนตัดสินเองครับ ท่านประธานได้กรุณา ควบคุมตามเวลาที่ท่านประธานได้ให้ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ไม่เป็นปัญหาครับท่านประธาน นี่ละครับ พวกผมหวานก็ต้องอม ขมก็ต้องกลืน เพราะว่าอยู่ฝ่ายประชาธิปไตยด้วยกัน🔗
เดี๋ยวขออนุญาตวินิจฉัยก่อน ผมฟังแล้วท่านพูดถึงศักดิ์ศรีของสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็ อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ แล้วก็อำนาจนิติบัญญัติ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เป็นเรื่องที่ สังคมตั้งข้อสังเกตไว้ ก็ให้ท่านพูดให้จบ ถ้าท่านจะมีข้อโต้แย้งก็เชิญนะครับ🔗
จบแล้วครับ คำสุดท้ายผมจะ บอกว่าให้บันทึกในรายงานการประชุมว่า นายไชยวัฒนา ติณรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บ้านนอกจากมหาสารคาม พรรคเพื่อไทยคนนี้ไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมของประมุข ฝ่ายนิติบัญญัติ ชื่อ ปดิพัทธ์ สันติภาดา ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
เดี๋ยวถ้าท่านรองประธานขึ้นมาทำหน้าที่ท่านก็จะได้ชี้แจง🔗
ท่านประท้วงหรือว่าพาดพิงหรืออย่างไรครับ🔗
จริง ๆ แล้วผมอยากจะขอหารือ ท่านประธานสักเล็กน้อย🔗
ทางนี้หารือแล้ว ท่านหารือนะครับ เชิญท่านธีรัจชัยครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล เขตหนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง ขออนุญาตหารือท่านประธาน เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้กรุณาหารือ ท่านประธานในเรื่องกรณีของท่านรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ที่ได้ไปพบกับ ท่านนายกรัฐมนตรีเพื่อติดตามในส่วนร่าง พ.ร.บ. เกี่ยวกับการเงิน ๓๑ ร่าง เรื่องดังกล่าว ถ้าท่านจะอ้างในส่วนของมาตรา ๑๙ ก็คือให้ปฏิบัติตามข้อบังคับ ในส่วนของประธาน สภาผู้แทนราษฎรซึ่งปฏิบัติตามข้อบังคับ ข้อ ๙ นั้นต้องดูแลความเรียบร้อยในการประชุม และกิจการของสภาผู้แทนราษฎร การเสนอร่างกฎหมายที่ทางฝ่ายนิติบัญญัติได้เสนอไปให้ ฝ่ายบริหารในการที่จะลงนาม โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีใน พ.ร.บ. เกี่ยวกับการเงินนั้นจำเป็น ที่จะต้องได้รับการวินิจฉัยแล้วก็ลงนามหรือเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ในเวลาที่รวดเร็วพอสมควร มิใช่ว่าปล่อยไว้ประมาณสัก ๖-๗ เดือน ปล่อยไว้แล้วไม่มีกำหนดเลย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่เสนอกฎหมายนั้นมาจากประชาชน การเสนอกฎหมายคือเป็นอำนาจโดยตรงของ นิติบัญญัติ ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้นร่างใดเกี่ยวกับการเงินในระบบการตรวจสอบ ถ่วงดุลระหว่างฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายนิติบัญญัติ ก็คือจะต้องดูว่างบตรงไหนพอ ไม่พอ ก็จำเป็น ต้องให้เวลาพอสมควร ตามที่ท่านรองประธานสภาผู้แทนราษฎรท่านได้ไปติดตามก็เป็น หน้าที่ที่สมควรอยู่แล้วครับ ที่ติดตามว่าทำไมร่างกฎหมายที่เสนอไปทั้งหมด ๓๑ ฉบับ ถ้าจำ ไม่ผิดนะครับ ทำไมมันถึงนานเกิน ๖ เดือน ทำไมถึงไม่รับการลงนามเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ซึ่งมันไม่ใช่ร่างของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง โดยมีพรรคการเมืองทุกพรรคนั้นทำ ผมเชื่อว่าในการทำงาน อย่างท่านรองประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้นเป็นการทำโดยชอบ และเป็นหน้าที่ที่พึงกระทำด้วยซ้ำครับ หน้าที่ที่พึงกระทำเพราะว่าต้องติดตามกฎหมายของ ประชาชนด้วย ดังนั้นเรื่องนี้ไม่ควรที่จะมาพูด หรือพูดในเชิงตำหนิ หรือพูดในเชิงที่กล่าวว่า การกระทำไม่ชอบโดยรัฐธรรมนูญ ผมเชื่อว่าเป็นการทำที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญทั้งหมด ตามข้อบังคับทั้งหมด ผมคิดว่าท่านรองประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้นทำสมควรแล้ว และถ้าเกิดว่าทางฝ่ายท่านสมาชิกที่อยากจะให้มีการศึกษาถึงอำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร หรือองค์กรอิสระ หรือองค์กรฝ่ายตุลาการอื่นว่าอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติควรจะ เป็นอย่างไร ในขณะนี้อำนาจสูงสุดในประเทศ นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ มีเฉพาะ อำนาจนิติบัญญัติที่เป็นอำนาจโดยตรงจากประชาชน อำนาจบริหารก็สืบเนื่องมาจากของ นิติบัญญัติเลือกไปในส่วนนี้ แต่อำนาจอื่นนั้นการยึดโยงประชาชนไม่มี เราเอาสักครั้งไหม ท่านเสนอเข้ามาเลยว่าให้ศึกษาไหมในบทบาทอำนาจเพื่อจะทรงอำนาจสูงสุดของประชาชน ในที่นี้ให้เด่นชัดขึ้นมา การตามกฎหมายว่าให้ทำในเวลาเหมาะควรไม่ใช่เรื่องผิดหรือเรื่องถูก แต่เป็นเรื่องที่พึงกระทำครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ มี ๒ ท่าน ผมให้โอกาสนะครับ เดี๋ยวผมจะสรุป เชิญท่านธีระชัย แสนแก้ว ก่อนครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายธีระชัย แสนแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ด้วยความ เคารพท่านประธาน ไม่ว่าจะเป็นท่านวันมูหะมัดนอร์ มะทา ท่านปดิพัทธ์ รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ท่านพิเชษฐ์ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ซึ่งสภา แห่งนี้ได้เลือกตั้งมาเป็นผู้นำของเรา ก็คือเป็นหัวหน้าพวกเราที่เราเคารพ โดยส่วนตัวของผม ผมก็ชื่นชมในการปฏิบัติหน้าที่ของท่านปดิพัทธ์มาโดยตลอด เพราะว่าท่านมาจากการเลือกตั้ง เป็น สส. เขตเหมือนกันกับผม ได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนในระบบเขต แล้วก็ พี่น้องประชาชนก็เห็นพ้องต้องกันเลือกท่านเข้ามา แล้วพวกเราก็ให้เป็นรองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ท่านประธานครับ การที่จะเสนอกฎหมาย ผมจะยกตัวอย่าง ให้ฟังว่าสมัยที่แล้วผมในฐานะเป็นผู้นำเกษตรกรชาวไร่อ้อยเสนอกฎหมายพระราชบัญญัติ อ้อยและน้ำตาลทราย แก้กฎหมายพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย ซึ่งเป็นกฎหมาย ฉบับ iLaw ฉบับแรกเสนอมาตอนชุดที่ ๒๕ ตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ ก่อนที่ท่านนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะลงนามเพื่อที่จะกลับมาสภานั้นก็เป็นเวลาเกือบ ๒ ปีครับ เป็นเวลา เกือบ ๒ ปีเพราะท่านก็ดูแล้วดูอีก กลับไปกลับมาระหว่างสภา ตอนนั้นผมติดตามครับ และได้มีการติดตามในฐานะเป็นผู้นำในการติดตามกฎหมายฉบับนี้ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับที่ เกี่ยวข้องกับเรื่องการเงิน แล้วได้ติดตามและมีการประสานงาน ตอนนั้นผมเป็นที่ปรึกษา รองประธานสภา🔗
มีผู้ประท้วง เชิญครับ🔗
คือไม่ต้องประท้วง ผมอธิบาย🔗
ไม่เป็นอะไรครับ เดี๋ยวให้เขาประท้วงก่อน ประท้วงข้อไหน อย่างไรครับ🔗
เรียนท่านประธาน ผม นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับการประชุม ข้อ ๙ เนื่องจากว่าเมื่อสักครู่ก็มีการพูดถึง ในประเด็นเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของรองประธานท่านหนึ่ง แล้วก็มีการพูดทั้ง ๒ ฝั่งจบไปแล้ว ทีนี้ผมคิดว่าท่านประธานควรจะให้ยุติเรื่องนี้สักทีครับ หรือว่าจะมีความพยายามจะถ่วงไม่ให้ ญัตติเรื่องแรงงานเข้าในสภานี้หรือไม่ ผมก็อยากให้ท่านวินิจฉัย จะได้จบเรื่องนี้แล้วเข้าสู่ เรื่องกฎหมายด่วน ๆ เลยครับ เรื่องนี้สำคัญมากกว่าที่จะมาโต้ตอบกันครับ ขอบคุณครับ🔗
เดี๋ยวผมวินิจฉัย ท่านธีระชัยสรุปเพราะว่ามันยาวไป🔗
ไม่ ก็คือความหมายอยากจะให้ได้เห็นว่า มัน ๒ ปีถึงได้ เพราะฉะนั้นที่ท่านปดิพัทธ์ สันติภาดา ที่ว่าผมได้กล่าวมาเบื้องต้นนั้นผมว่า ลาออกเถอะครับ มันเสียศักดิ์ศรี ถ้าหากว่าท่านเข้าไปตามตรอกออกตามประตู ท่านเข้าไปนั้น ได้รับการต้อนรับอย่างดีในการประสานงาน นี่มันเสียศักดิ์ศรีสถาบันรัฐสภา ไปแบบคนจร ไม่มีใครต้อนรับ มีเจ้าหน้าที่ระดับไหนไม่รู้มาต้อนรับ ผมไปตอนนั้นท่านนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์เลี้ยงกาแฟครับ ผมบอกเลยครับ ตอนไปกับสหายแสง🔗
ท่านประธานครับ ประท้วงครับ🔗
เพราะฉะนั้นอันนี้นายกรัฐมนตรี ก็ไม่ได้มา ไม่มีใครต้อนรับ อย่างน้อยก็ต้องรอนายกรัฐมนตรีมาต้อนรับ🔗
เอาละท่านธีระชัย ไม่เป็นอะไร พอสมควรแล้ว ท่านนั่งลง ผมไม่อนุญาตท่านครูมานิตย์แล้ว พอแล้วครับ คือท่านจะฟังผมไหม ท่านจะฟังผมไหม เจ้าหน้าที่ครับ ท่านจะหยุดไหม ท่านธีระชัย จะหยุดพูดไหม ท่านหยุดพูดไหม ท่านจะหยุดพูดไหม ท่านนั่งลงครับ ผมไม่อนุญาต ท่านครูมานิตย์แล้วนะครับ ท่านสมาชิกครับ เดี๋ยวผมจะเชิญประชุมวิปรัฐบาล วิปฝ่ายค้าน แล้วก็ทางตัวแทนของรัฐบาล ๓ ฝ่าย มาคุยกัน ก็คงเป็นอาทิตย์หน้า จะได้ดูว่าเรื่องไหน ที่เร่งด่วน เรื่องไหนที่จำเป็น การทำหน้าที่ของแต่ละท่านก็แล้วแต่ดุลยพินิจของท่านประธาน ตามรัฐธรรมนูญก็แล้วแต่ว่าท่านจะปฏิบัติหน้าที่อย่างไร เดี๋ยวถ้าท่านขึ้นมาก็ให้ท่านชี้แจง พอสมควรแล้ว ผมไม่อนุญาตนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมจะไม่พูดโต้ตอบ ทั้ง ๒ ฝ่ายครับ🔗
ผมไม่อนุญาตท่านแล้วครับ🔗
นิดเดียวท่านประธานครับ🔗
พอแล้วครับ🔗
นิดเดียวท่านประธาน ผมจะไม่สร้าง เงื่อนไขต่อ เพียงแต่ว่าผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ ผม ครูมานิตย์ รองประธานวิป ซึ่งเรื่องนี้มันเกี่ยวพันกับวิปด้วย🔗
ท่านพูด ในนามวิปใช่ไหมครับ ผมถามท่านครูมานิตย์ว่าท่านจะพูดในนามวิปใช่ไหม🔗
ถ้าท่านประธานบอกว่าจะให้ท่านรอง ปดิพันธ์เป็นคนชี้แจง ฉะนั้นบรรยากาศขณะนี้ผมกลัวว่าน้อง ๆ อีกฝ่ายหนึ่ง ท่านผู้แทน อีกฝ่ายว่าจะเตะถ่วงเรื่องร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน ผมก็ไม่อยากจะใช้เวลานี้ให้มัน เสียเวลา แต่ผมขอสงวนไว้ว่าถ้าท่านรองปดิพันธ์ขึ้นมานั่งจะให้ท่านชี้แจงก่อนก็ได้ หรือให้ผม พูดก่อนก็ได้ ผมขอใช้สิทธิตอนนั้นเพราะว่าตอนนี้ท่านไม่ได้นั่ง ผมไม่อยากให้คนอื่นชี้แจงแทน ผมอยากให้ท่านปดิพันธ์ชี้แจงเอง แล้วจะได้เคลียร์กันในห้องประชุมแห่งนี้ครับ ขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะผู้บริหารสมาชิกเทศบาล พนักงานเทศบาล คณะกรรมการชุมชน อาสาสมัครท้องถิ่นรักษ์โลก และแกนนำกลุ่มต่าง ๆ ในชุมชนจาก เทศบาลตำบลปริก อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่ค้างพิจารณา🔗
๕.๑ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... นายเซีย จำปาทอง กับคณะ เป็นผู้เสนอ🔗
เนื่องจากมีร่างพระบัญญัติทำนองเดียวกันซึ่งยังไม่ได้บรรจุระเบียบวาระ อีกจำนวน ๒ ฉบับ คือ🔗
๑. ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... นางสาววรรณวิภา ไม้สน กับคณะ เป็นผู้เสนอ🔗
๒. ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ🔗
ซึ่งผมเห็นว่าทั้ง ๓ ร่างสามารถพิจารณาร่วมกันได้ แต่เนื่องจากร่างฉบับของ ท่านวรรณวิภา ไม้สน และท่านวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ ยังไม่ได้บรรจุในระเบียบวาระและ ข้อบังคับ ข้อ ๒๘ กำหนดให้ที่ประชุมต้องพิจารณาเฉพาะเรื่องที่มีอยู่ในระเบียบวาระ การประชุม เว้นแต่ที่ประชุมจะลงมติเป็นอย่างอื่น ดังนั้นขอปรึกษาหารือที่ประชุมเพื่อนำ ร่างพระบัญญัติทั้ง ๓ ฉบับมาพิจารณาพร้อมกันตามข้อบังคับ ข้อ ๕๕ (๒) และข้อ ๒๘ แยกลงมติในวาระที่ ๑ ทีละฉบับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑๗ วรรคสาม จะมีสมาชิกท่านใด เห็นเป็นอื่นหรือไม่ครับ ถ้าไม่มีถือว่าที่ประชุมเห็นชอบ ผมขอดำเนินการตามนี้🔗
ด้วยผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๓ ฉบับ ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติ ทั้ง ๓ ฉบับมายังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๓๓ (๒) โดยร่างฉบับของนายเซีย จำปาทอง กับคณะ และร่างฉบับของ นางสาววรรณวิภา ไม้สน กับคณะ🔗
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น และรายงานผลการวิเคราะห์ผลกระทบซึ่งอาจเกิดขึ้นจากร่างพระบัญญัติเสร็จแล้วตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ และประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการการรับฟัง ความเห็นและการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากร่างพระราชบัญญัติที่เสนอโดย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๒ รายละเอียดปรากฏตาม เอกสารที่ได้จัดวางให้ท่านสมาชิกแล้ว สำหรับร่างฉบับของนายวศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ กับคณะ สำนักงานได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น เนื่องจากเป็นร่างที่มีหลักการทำนองเดียวกันกับ ร่างที่ดำเนินการรับฟังความเห็นไปแล้ว ตามประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง หลักเกณฑ์และ วิธีการรับฟังความเห็นและการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากร่างพระราชบัญญัติ ที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๒ สำหรับร่างที่ยัง ไม่ได้บรรจุระเบียบวาระขอเชิญเจ้าหน้าที่แจกเอกสารประกอบการพิจารณาด้วย เชิญผู้เสนอ แถลงหลักการและเหตุผลตามลำดับ เชิญท่านเซีย จำปาทอง กับคณะก่อนครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม เซีย จำปาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สัดส่วน เครือข่ายผู้ใช้แรงงาน ท่านประธานครับ วันนี้ถือเป็นวันที่ดีมาก ๆ ที่สภาแห่งนี้จะได้มีโอกาส อภิปรายถึงปัญหาของพี่น้องผู้ใช้แรงงาน ซึ่งที่ผ่านมาทราบว่ามีการพูดถึงปัญหาชีวิต ความเป็นอยู่ของพี่น้องแรงงานน้อยมากในสภาแห่งนี้ แม้ว่าแรงงานจะเป็นคนกลุ่มใหญ่ และมีความสำคัญในการพัฒนาประเทศนี้ก็ตาม ท่านประธานครับ ผมจะขอนำเสนอข้อสรุป สาระสำคัญการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับนี้ต่อท่านประธานผ่านไปยัง ท่านสมาชิกทุกท่านเพื่อให้ทุกท่านได้เห็นสาระ ความสำคัญ และร่วมลงมติสนับสนุน ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฉบับที่ผมและคณะได้ยื่นต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อที่จะยกระดับ คุณภาพชีวิตพี่น้องแรงงานให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าปัจจุบัน เราเรียกกฎหมายฉบับนี้ว่า กฎหมายเปลี่ยนชีวิตคนทำงาน🔗
ขออนุญาตนะครับ เอกสารที่ท่านเอามาโชว์นี้ได้ขออนุญาตทางเจ้าหน้าที่หรือยังครับ ทางเจ้าหน้าที่ลองดูว่าเอกสารที่โชว์นี้จะมีผลอย่างไรบ้าง คือวันหลังต้องขออนุญาต ทางเจ้าหน้าที่ด้วย เดี๋ยวให้เขาไปตรวจสอบก่อนครับ เดี๋ยวค่อยโชว์ เชิญต่อครับ🔗
เป็นเอกสารชุดเดียวกันที่อยู่ใน สไลด์ครับ ขอสไลด์ด้วยครับ🔗
ท่านเอามาให้เจ้าหน้าที่อันหนึ่ง🔗
เชิญครับ ขอทีมงานส่งให้🔗
เชิญต่อครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธาน เราเรียกกฎหมายฉบับนี้ว่ากฎหมายเปลี่ยนชีวิตคนทำงาน คือทำงานพักผ่อน ใช้ชีวิต ผมขอ ย้ำอีกครั้งว่าการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายฉบับนี้ก็เพื่อที่จะให้พี่น้องผู้ใช้แรงงานมีคุณภาพชีวิต ที่ดีขึ้น ท่านประธานครับ ปัจจุบันประชากรไทยมีประมาณ ๖๖ ล้านคน เป็นผู้ที่อยู่ใน วัยแรงงาน ๕๘ ล้านคน ผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงาน ๔๐ ล้านคน ขอสไลด์ด้วยครับ ขออนุญาต ไปแล้ว ผมส่งตั้งแต่ประมาณ ๙ โมงครับ เป็นผู้ที่มีงานทำ ๓๙ ล้านคน ท่านประธานครับ แรงงานเป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศ แรงงานเป็นผู้สร้างโลก ประติมากรรมบนโลก ใบนี้ล้วนเกิดจากพลังงานทั้งสิ้น ตึกรามบ้านช่องใหญ่โต ถนนหนทางสวยหรู สะอาดตา รวมถึงสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ล้วนเกิดจากแรงงานทั้งสิ้น แต่แรงงานกลับถูกลืม ไม่ได้รับ การดูแลจากรัฐบาลที่ผ่าน ๆ มาปัญหาจึงสะสมมาอย่างยาวนาน ปัจจุบันก็ยังไม่ได้รับการ ดูแลเยียวยาจากรัฐบาล อันนี้คือข้อเท็จจริง ท่านลองไปเปิดอ่านคำแถลงนโยบายของรัฐบาล แต่ละชุดที่ผ่านมาก็ได้ว่าได้กำหนดเนื้อหาสาระที่สำคัญเกี่ยวกับการแก้ปัญหาของพี่น้อง แรงงานไว้มากน้อยเพียงไร ท่านประธาน สไลด์ยังไม่มาครับ เบื้องต้นผมจะขอพูดถึง ปัญหาหลักของพี่น้องแรงงานของผมว่ามีปัญหาอะไรบ้าง ส่วนรายละเอียดต่าง ๆ จะมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคก้าวไกลหลายท่านจะได้ร่วมอภิปรายลงรายละเอียด ในเนื้อหาของกฎหมายฉบับนี้ ท่านประธานครับ ปัญหาค่าจ้างไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ เป็นปัญหาสำคัญลำดับต้น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อปัญหาด้านอื่น ๆ อีกมากมาย🔗
เมื่อวันที่ ๑ มกราคมที่ผ่านมา มีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ๒-๑๖ บาท ค่าจ้างต่ำสูงสุด ณ ปัจจุบันอยู่ที่จังหวัดภูเก็ต อยู่ที่ ๓๗๐ บาท ค่าจ้างขั้นต่ำที่ต่ำที่สุดอยู่ที่จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส อยู่ที่ ๓๓๐ บาท ล่าสุดเมื่อวันที่ ๑ มกราคมที่ผ่านมาปรับขึ้นแค่ ๒ บาท กรุงเทพมหานครและ ปริมณฑลอยู่ที่ ๓๖๓ บาท ค่าจ้างขั้นต่ำ ๓๐๐ กว่าบาทไม่พอใช้จ่ายในแต่ละวันหรอกครับ ท่านประธาน แค่ปัจจัย ๔ ในการดำรงชีวิตก็ไม่พอแล้วครับ ล่าสุดเมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา คณะกรรมการค่าจ้างแถลงว่าจะมีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำอีก ๑๐ จังหวัด แต่ก็ยัง ไร้วี่แววว่าจะปรับค่าจ้างให้ถึง ๔๐๐ บาทต่อวัน การปรับค่าจ้างขั้นต่ำในลักษณะนี้ต้องปรับ อีก ๒๔ ครั้ง ท่านประธานครับ ถ้าปรับค่าจ้างขั้นต่ำในลักษณะนี้ต้องปรับอีก ๒๔ ครั้ง ค่าจ้าง ขั้นต่ำถึงจะเท่ากับ ๖๐๐ บาทต่อวันในปี ๒๕๗๐ เท่ากับต่อจากนี้ไปจะมีการปรับค่าจ้าง ขั้นต่ำอย่างน้อยปีละ ๘ ครั้ง ลองจินตนาการดูก็แล้วกันว่าจะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร ท่านประธานและท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านลองคิดดูว่าถ้าท่านทำงานแล้ว ท่านได้รับค่าจ้างวันละ ๓๖๓ บาท ท่านจะใช้ชีวิตอย่างไรในแต่ละวัน ผมจะลองพาท่านไปใช้ ชีวิตด้วยเงินเท่ากับค่าจ้างขั้นต่ำดูว่าจะใช้กันอย่างไร ผมจะเริ่มจากปัจจัย ๔ ปัจจัยที่จำเป็น สำหรับมนุษย์ทุกคน คืออาหาร เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย แล้วก็ยารักษาโรค ปัจจัยที่ ๑ อาหาร อาหาร ๑ มื้อ ข้าวผัดกะเพรานี่ละครับท่านประธาน ข้าวผัดกะเพรา ๑ จาน ทุกวันนี้ ตกอยู่ที่ราคาจานละ ๖๐ บาทแล้ว น้ำดื่ม ๑ ขวด ๑๐ บาท เท่ากับ ๗๐ บาทแล้ว ค่าผลไม้ หรือนมอีก ๑ กล่อง ๑๕ บาท เท่ากับมื้อหนึ่ง ๘๕ บาทแล้ว วันหนึ่งเราต้องรับประทาน อาหารวันละ ๓ มื้อ ตกเท่ากับวันละ ๒๕๕ บาทแล้ว ปัจจัยที่ ๒ เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม เราจำเป็นต้องมีเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มสวมใส่เพื่อป้องกันอากาศหนาว อากาศร้อน จำเป็นต้องมี เสื้อผ้า กางเกง ชุดชั้นใน กางเกงอยู่บ้าน ถุงเท้า ผ้าเช็ดตัว ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เฉลี่ยตกวันละ ประมาณ ๒๕ บาทต่อวัน ปัจจัยที่ ๓ ที่อยู่อาศัย สำหรับแรงงานค่าเช่าห้องเล็ก ๆ ราคาถูก ๆ ก็ตกเดือนละประมาณ ๒,๐๐๐ บาทต่อเดือน รวมค่าน้ำ ค่าไฟที่แพงขึ้นทุกวัน คิดว่าประมาณ เดือนละ ๗๐๐ บาท รวมแล้วเท่ากับ ๒,๗๐๐ บาท ๒,๗๐๐ บาทเฉลี่ยอยู่ ๒ คน สามี ภรรยา ก็แล้วกัน ตกวันละ ๙๐ บาท ๙๐ บาทเฉลี่ยต่อคนก็เท่ากับ ๔๕ บาทต่อวัน ปัจจัยที่ ๔ ยารักษาโรค ท่านประธานครับ แรงงานเป็นคนกลุ่มเดียวที่ต้องใช้จ่ายเงินรักษา ตนเอง คือจ่ายเงินเข้ากองทุนประกันสังคม ในช่วงที่เกิดสถานการณ์โควิดที่ผ่านมาแรงงาน ต้องรับภาระมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ต้องซื้อ ATK ตรวจเพื่อจะให้ทราบว่าติดเชื้อหรือยัง ต้องซื้อ ฟ้าทะลายโจร กระชาย ตะไคร้ สมุนไพรต่าง ๆ อันนี้เป็นค่าใช้จ่ายที่เฉลี่ยรวมกับการจ่ายเงิน เข้ากองทุนประกันสังคมและตกวันละ ๒๕ บาท ค่าอาหาร ๓ มื้อที่ผมคำนวณเมื่อสักครู่ ตกวันละ ๒๕๕ บาท ค่าเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มเฉลี่ยวันละ ๒๕ บาท ค่าที่อยู่อาศัยเฉลี่ยวันละ ๔๕ บาท ค่ายารักษาโรคเฉลี่ยวันละ ๒๕ บาท แค่ปัจจัย ๔ รวมไปแล้ว ๓๕๐ บาทแล้วครับ ท่านประธาน ค่าจ้างขั้นต่ำ ๓๐๐ บาทหมดแล้ว ค่าจ้างขั้นต่ำไม่พอใช้ แล้วก็ในชีวิตประจำวัน ของแรงงาน ท่านประธานลองจินตนาการดูว่าถ้าท่านได้รับค่าจ้างขั้นต่ำ ๓๐๐ กว่าบาท ท่านจะมีชีวิตอยู่อย่างไร มนุษย์ทุกคนมีความจำเป็นพื้นฐานเพื่อที่จะให้ตนเองมีชีวิตอยู่รอด เหมือนกัน แต่ที่ผ่านมาแรงงานไม่ได้รับการดูแลจึงเกิดปัญหาหนี้สินมากมายตามมาอย่างตลอด และต่อเนื่อง นอกจากปัจจัย ๔ ที่ผมกล่าวอ้างไปเมื่อสักครู่ยังมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่จำเป็นอีก ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ผมก็เชื่อว่าท่านประธานก็มีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่นเดียวกับแรงงาน และแรงงาน ก็มีค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไม่ได้แตกต่างจากท่านประธาน ผมจะขอเรียนท่านประธานและท่าน สมาชิกแห่งนี้ว่าเรายังมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีก เช่น ค่าพาหนะไปทำงาน ค่าใช้จ่ายทางสังคมหรือ เราเรียกว่าภาษีสังคม เช่น กฐิน ผ้าป่า งานบุญ งานบวช งานขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น ค่าเลี้ยงดู บุตร ค่าดูแลพ่อแม่ ถ้าเราไม่เลี้ยงดูบุตรแล้วจะมีแรงงานเกิดขึ้นในอนาคตที่จะมาทำงานได้ อย่างไรครับท่านประธาน พ่อแม่เราก็ต้องเลี้ยงดู นี่ก็เป็นค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นอยู่ภายใต้ ค่าจ้างขั้นต่ำที่ทุกคนจำเป็นที่จะต้องใช้ ค่าใช้จ่ายในการศึกษาอบรม เรียนรู้ พัฒนาตนเอง ปัจจุบันวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีพัฒนาไปไกล เราแรงงานก็จำเป็นที่จะต้องพัฒนาตนเอง ศึกษาหาความรู้ให้ทันวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีที่พัฒนาไปข้างหน้า ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเทอร์เน็ตขาดได้ไหมครับ ทุกวันขาดไม่ได้ แฟ้บ สบู่ ยาสีฟัน แก๊ส กะปิ น้ำปลา นี่คือสิ่งจำเป็นสำหรับแรงงานและท่านประธานก็มีความจำเป็นต้องใช้สิ่งเหล่านี้ เช่นเดียวกัน เพราะค่าจ้างที่ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพจึงทำให้แรงงานต้องทำงานอย่างหนัก ผมอยากจะเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกทุกท่านว่าในปัจจุบันแรงงานทั้งที่ทำงานอยู่และ กำลังหางานทำ หากว่างานที่ทำอยู่ไม่มี OT เขาไม่ทำครับ เขาลาออกไปหางานใหม่ เขาไปหา งานที่มี OT ทำ เพราะอะไรครับ เพราะว่าทำแล้วค่าจ้างมันไม่พอต่อการดำรงชีพ มันไม่พอ เลี้ยงชีพในแต่ละวัน เพราะว่าต้องหาเงินให้ได้มากเพื่อพอค่าใช้จ่ายในครอบครัวของพวกเขา ท่านประธานครับ ท่านยังจำข่าวที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ได้หรือไม่ ข่าวที่มี พนักงานอาวุโสทำงานในวงการสื่อทำงานหนักจนเสียชีวิตคาโต๊ะทำงาน ในเดือนมิถุนายน ๒๕๖๖ ก็เช่นเดียวกัน มีพนักงานร้านสะดวกซื้อทำงานหนักจนเสียชีวิตหลังร้านสะดวกซื้อ นอกจากที่กล่าวมาแล้วยังมีข้อมูลยืนยันว่าแรงงานไทยทำงานอย่างหนัก ยกตัวอย่างเช่น บริษัทด้านการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับสภาวะการทำงานซึ่งได้เผยแพร่ข้อมูลผลสำรวจ ปี ๒๕๖๕ ชี้ว่า กรุงเทพมหานครเป็นเมืองรั้งท้ายโลกด้านสมดุลการใช้ชีวิตครับท่านประธาน นี่เป็นแค่ตัวอย่างส่วนหนึ่งเท่านั้นที่แรงงานทำงานหนักเพื่อให้มีรายได้มาก เพราะรายได้ปัจจุบันไม่พอใช้จ่ายครับท่านประธาน ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฉบับนี้ จึงกำหนดปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้นทุกปี โดยปรับไม่น้อยกว่าอัตราการขยายตัวของ เศรษฐกิจที่ประกาศโดยคณะกรรมการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรืออัตรา เงินเฟ้อตามประกาศของกระทรวงพาณิชย์ ตามแต่อัตราใดมากกว่าเพื่อให้แรงงานมีค่าจ้าง ที่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นทุกปี หลักการส่วนนี้แบบง่าย ๆ ครับ ถ้าเราทำงาน เท่าเดิมเราต้องไม่จนลง แรงงานทำงานเท่าเดิมต้องไม่จนลง ถ้าข้าวผัดกะเพราปรับเพิ่มขึ้น ราคา ๕ บาท ค่าแรงขั้นต่ำก็ปรับเพิ่มขึ้น ๕ บาทด้วย ปรับตามอย่างสม่ำเสมอไม่ให้ ทิ้งห่างจากกันจนเกินไปครับ สำหรับพี่น้องประชาชนผู้เป็นเจ้าของธุรกิจ พูดถึงธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ไม่ต้องห่วงเขาครับ รวยล้นฟ้าอยู่แล้ว ธุรกิจขนาดเล็ก ผมขอบอกว่าไม่ต้องกังวลใจ เพราะการปรับค่าจ้างขั้นต่ำแบบนี้จะมีความชัดเจนกว่าเดิม และคาดการณ์ได้ง่าย ในเมื่อ บอร์ดค่าจ้างต้องปรับอยู่แล้ว เราขอให้มีการปรับเป็นกิจวัตร ไม่มีการปรับแบบฉุดกระชาก ไม่ต้องมานั่งลุ้นว่าปรับค่าจ้างขั้นต่ำแต่ละครั้งจะปรับขึ้นเท่าไร ส่วนมาตรการการช่วยเหลือ ต่าง ๆ ของรัฐบาล รัฐบาลไม่ทิ้งท่านอยู่แล้วครับ โดยเฉพาะรัฐบาลชุดต่อไปที่พรรคก้าวไกล จะเป็นรัฐบาลไม่ทิ้งพี่น้องธุรกิจขนาดเล็กอยู่แล้ว วันนี้หากแรงงานมีค่าจ้างขั้นต่ำที่มากพอ เศรษฐกิจจะดีขึ้นแน่นอน เพราะพี่น้องแรงงานก็จะเอาเงินที่มีไปซื้อของกินของใช้ จะมีเงิน หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจเติบโตขึ้น แต่วันนี้แรงงานไม่มีเงิน ในกระเป๋าครับ เศรษฐกิจจึงซบเซาเหมือนที่ท่านประธานเห็น ท่านประธานครับ นอกจากนี้ ยังมีแรงงานอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิความคุ้มครองทางกฎหมายคุ้มครอง แรงงานในปัจจุบัน เช่น ลูกจ้างที่ทำงานบน Platform พี่น้อง Rider แม่บ้าน หมอนวด หรือ คนทำงาน Freelance อย่างนักวาดภาพ นักออกแบบ นักเขียน และศิลปินต่าง ๆ เป็นต้น พี่น้องแรงงานเหล่านี้ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิการจ้างงานที่เป็นธรรมได้ และไม่สามารถเข้าถึง สิทธิประกันสังคมในมาตรา ๓๓ และมาตรา ๓๙ ได้ ยกตัวอย่างพี่น้องทำงาน Rider ขณะที่ พวกเขาไปส่งอาหารบ่อยครั้งที่เกิดอุบัติเหตุ หลายครั้งที่บางคนถึงกับต้องสูญเสียอวัยวะ ที่ซ้ำร้ายกว่านั้นมีบางคนถึงขั้นเสียชีวิต แต่ทุกวันนี้พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงสิทธิในกองทุน เงินทดแทนได้เลย เขาไม่มีสิทธิเข้าถึงกองทุนเงินทดแทนได้ และกองทุนเงินทดแทนนี้ถ้าเป็น ลูกจ้างภายใต้ความคุ้มครองตามกฎหมายจะดูแลลูกจ้างทุก ๆ คนเมื่อเกิดอุบัติเหตุจาก การทำงาน ดังนั้นแล้วกฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับที่มีการแก้ไขอยู่นี้จะขยาย ความคุ้มครองดูแลครอบคลุมแรงงานเหล่านี้ด้วย ผมเรียนท่านประธานไปยังสมาชิกทุกท่าน นอกจากนี้แล้วกฎหมายฉบับนี้ยังมีการเสนอการปรับเปลี่ยนการจ้างงานจากรายวันเป็น รายเดือน และนิยาม ๑ เดือนเท่ากับ ๓๐ วันสำหรับลูกจ้างที่มีลักษณะงานเป็นประจำและ ทำงานเต็มเวลา เพราะที่ผ่านมามีปัญหาเลือกปฏิบัติในการจ้างงาน แม้ลูกจ้าง ๒ คน จะทำงานในสถานประกอบการเดียวกัน มีลักษณะงานเหมือนกัน แต่การจ้างงาน ไม่เหมือนกัน ลูกจ้างรายวันจะมีค่าจ้างและสวัสดิการที่น้อยกว่าลูกจ้างรายเดือน แม้จะนั่ง ทำงานติดกัน อยู่ใกล้กัน แต่ค่าจ้างและสวัสดิการไม่เหมือนกัน ท่านประธานครับ ลูกจ้าง รายวันทุก ๆ วันอาทิตย์ที่เขาต้องหยุดงานตามกฎหมายเขาจะไม่ได้รับค่าจ้าง แม้ในวันหยุด หรือวันที่เขาเจ็บป่วยไม่สบาย ทุกคนจำเป็นต้องกินต้องใช้เช่นเดียวกันครับ จำเป็นต้องกิน ต้องใช้เหมือนเดิม ภาพนี้แตกต่างไปจากท่านประธานและเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และลูกจ้าง ที่รับค่าจ้างรายเดือน แม้ไม่ได้ทำงานก็ได้รับค่าจ้างในวันนี้ไม่ได้มาทำงาน การจ้างงาน แบบรายเดือนในร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฉบับนี้จะยืนยันสิทธิในวันหยุดต่าง ๆ ของ คนทำงาน รวมถึงทำให้แรงงานมีรายได้ที่แน่นอน สามารถวางแผนการจัดการทางด้าน การเงินของตนเองได้ดียิ่งขึ้นด้วยครับท่านประธาน นอกจากนี้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน ฉบับนี้ยังเสนอแก้ไขการเลือกปฏิบัติต่อแรงงาน ต่อไปนี้ต้องเลิกแสดงออกถึงการกีดกัน แบ่งแยก จำกัดสิทธิ โดยเหตุแห่งความแตกต่างทางถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะทางบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม ความเชื่อทางศาสนาและความคิดเห็นทางการเมือง เพื่อคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของ ทุกคนที่เป็นคนทำงาน ที่มีความหลากหลายและมีความเชื่อที่ต่างกัน ท่านประธานครับ การแก้ไขเวลาการทำงานสัปดาห์หนึ่งต้องไม่เกิน ๔๐ ชั่วโมง มีอยู่ในร่าง พ.ร.บ. คุ้มครอง แรงงานฉบับนี้ จากฉบับเดิมที่กำหนดไว้สัปดาห์หนึ่งไม่เกิน ๔๘ ชั่วโมง ให้ลูกจ้างมีวันหยุด ไม่น้อยกว่า ๒ วันต่อสัปดาห์ โดยวันหยุดประจำสัปดาห์ต้องห่างกันไม่เกิน ๕ วันเพื่อให้ ลูกจ้างมีเวลาพักผ่อน มีเวลาอยู่กับครอบครัว มีเวลาพบปะเพื่อนฝูง มีเวลาออกกำลังกาย มีเวลาศึกษาหาความรู้ยกระดับตนเอง หากแรงงานทำงานเกินกว่านี้ ต้องได้รับเงินค่าล่วงเวลา ครับท่านประธาน ควบคู่กับการกำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิลาพักผ่อนประจำปี ๑๐ วันต่อปี สามารถสะสมได้ในปีต่อไปเป็นอย่างน้อย เพิ่มจากเดิมที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับ ปัจจุบันกำหนดไว้อย่างน้อย ๖ วัน ข้อสำคัญอีกอย่างที่ผมจะยกขึ้นมาก็คือร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฉบับนี้จะบัญญัติข้อใหม่ให้ลูกจ้างสามารถลาไปดูแลบุคคลในครอบครัวได้ หรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดที่พักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลในฐานะผู้ป่วยในหรือ ผู้ป่วยที่มีความต้องการดูแลทางร่างกายและจิตใจปีหนึ่งไม่เกิน ๑๕ วันทำงาน นอกจากนี้ยังมี การแก้ไขเพิ่มเติมให้มีสถานที่เหมาะสมและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จำเป็นเพื่อให้ลูกจ้างสามารถ ให้นมบุตรหรือบีบเก็บน้ำนมในที่ทำงานไม่น้อยกว่า ๒ ครั้งต่อวัน ครั้งละประมาณ ๓๐ นาที ในช่วงระยะเวลา ๘ ชั่วโมงในการทำงาน ตลอดระยะเวลา ๑ ปีหลังจากที่คลอดบุตรเพื่อให้ลูก ได้กินนมของแม่ นมของแม่เป็นนมที่มีประโยชน์สูงสุดนะครับ ท่านประธานครับ ที่ผมกล่าว มานี้เป็นส่วนหนึ่งของร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานที่ผมและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกลได้ยื่นร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ต่อสภาแห่งนี้ เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๖ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้เปิด โอกาสให้แสดงความคิดเห็นในกฎหมายดังกล่าวตั้งแต่วันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๖๖ ถึงวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๖ โดยมีผู้สนใจเข้าไปเปิดอ่านกฎหมายฉบับนี้ ๕,๐๐๐ กว่าคน ณ ปัจจุบัน และมีผู้ที่ระบุว่าเห็นด้วยเกือบทั้งหมดครับ ท่านประธาน ต่อไปนี้จะต้องไม่มีใครทำงานหนัก แต่ตนเองจนลง สภาพร่างกายทรุดโทรมก่อนเวลาอันสมควรหรือมีเวลาใช้ชีวิตน้อยลง แต่ปัจจุบันนี้แรงงานส่วนใหญ่ไม่เคยมีทางเลือกจริง ๆ ครับท่านประธาน เมื่อท้องหิวก็ต้อง หางานทำ แม้จะรู้ว่างานที่ทำนั้นจะถูกกดขี่ ขูดรีด เอาเปรียบอย่างหนักก็ต้องทำเพื่อให้ได้เงิน มาซื้อข้าวกินประทังชีวิตของตนเองและครอบครัว แรงงานไม่มีทางเลือกจริง ๆ ครับ ดังนั้นวันนี้เป็นโอกาสที่ดีที่เราจะร่วมกันกำหนดกฎหมายการจ้างงานที่เป็นธรรมเพื่อให้ มาตรฐานเป็นแรงผลักดันพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องแรงงาน เป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิต พี่น้องคนทำงานซึ่งก็คือคนส่วนใหญ่ของสังคม ร่างกฎหมายที่ผมอยากเชิญชวน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านร่วมกันยกมือสนับสนุนกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้อง ผู้ใช้แรงงานซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ และกฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับนี้ จะปกป้องสิทธิของพี่น้องแรงงาน ยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องแรงงานให้มีคุณภาพชีวิต ที่ดีขึ้น ท่านประธานครับ กฎหมายเปลี่ยนชีวิตคนทำงานฉบับนี้จะทำให้แรงงานมีเวลาทำงาน พักผ่อน ใช้ชีวิต ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฉบับนี้จะพิทักษ์ไว้สำหรับสิทธิคนทำงานทุก ๆ อาชีพ แรงงานต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จริง ๆ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะนักศึกษาหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชา การบริหารการจัดการท้องถิ่นและการบริหารพัฒนา คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม อำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม สภายินดีต้อนรับ ต่อไปท่านผู้เสนอญัตติท่านที่ ๒ ท่านวรรณวิภา ไม้สน กับคณะ ก็พยายามกระชับหน่อย เชิญครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน วรรณวิภา ไม้สน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ เครือข่ายแรงงาน พรรคก้าวไกล ดิฉันขออภิปรายเสนอร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งฉบับนี้เป็นร่างการเงินที่นายกรัฐมนตรีเพิ่งเซ็นรับรองมาหมาด ๆ สด ๆ ร้อน ๆ เลย อย่างไรก็ต้องขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี เพราะนี่น่าจะเป็นร่างการเงินฉบับแรกของสภา ชุดที่ ๒๖ หลังจากนี้ก็หวังว่าท่านจะเซ็นรับรองฉบับที่เหลือที่อยู่ในมือท่านด้วย🔗
โดยเนื้อหาสาระของ ร่างฉบับนี้แก้ไขทั้งหมด ๒ ส่วนด้วยกัน ส่วนที่ ๑ คือการแก้ไขมาตรา ๔ ที่เดิมนั้นไม่คุ้มครอง ภาครัฐ แก้เป็น ให้กฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับนี้บังคับใช้รวมไปถึงราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่น ๆ ของรัฐด้วย ในกรณีที่หน่วยงานเหล่านี้มีร่างพระราชบัญญัติหรือกฎกระทรวง ระเบียบ ประกาศ รองรับ ให้ใช้กฎหมายนั้น แต่ถ้าหากมีบทบัญญัติใดที่กำหนดสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานของ ผู้ปฏิบัติงาน แรงงาน ข้าราชการหรือพนักงานราชการ ลูกจ้าง ที่ต่ำกว่ามาตรฐานของ กฎหมายคุ้มครองแรงงานก็ให้ใช้ร่างพระราชบัญญัตินี้แทน และการตราพระราชบัญญัติ กฎกระทรวง ระเบียบ ประกาศ หรือการออกกฎหมายอื่นใดต้องไม่ต่ำกว่ากฎหมายคุ้มครอง แรงงานฉบับนี้ ท่านประธานคะ เราหลายคนมักถูกสอนไว้ว่าให้เรียนเก่ง ๆ จบสูง ๆ โตไป จะได้เป็นเจ้าคนนายคน พ่อแม่จะได้เอาไปอวดข้างบ้านได้ว่ามีลูกหลานรับราชการอยู่ ดิฉันเองก็เคยถูกสอนมาแบบนั้นค่ะ แต่หารู้ไม่ว่าเมื่อเราโตขึ้นมาแล้วเผชิญโลกแห่งความ เป็นจริงแล้วมันไม่ได้สวยหรูเหมือนอย่างทุ่งลาเวนเดอร์ขนาดนั้น แม้แต่วงการข้าราชการ ด้วยกันเองถ้าไม่มีเส้นสายด้วยแล้วยิ่งยากเข้าไปใหญ่ ดิฉันต้องเรียนท่านประธานแบบนี้ว่า ในหน่วยงานราชการนั้นก็ยังมีความเหลื่อมล้ำอยู่ โดยเฉพาะคนที่ทำงานให้กับภาครัฐที่มี การแบ่งลูกจ้างเป็นหลายประเภทเยอะแยะเต็มไปหมดเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว พนักงานมหาวิทยาลัยหรือพนักงานจ้างเหมา ลูกจ้างเหมาเอกชน นอกจากชื่อจะไม่เหมือนกันแล้ว สิทธิสวัสดิการต่าง ๆ ก็ยังไม่เหมือนกัน อีกด้วย จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้มาจากมติ ครม. เมื่อปี ๒๕๔๑ เรื่อง การปฏิรูประบบข้าราชการ โดยให้ส่วนราชการยุบตำแหน่งลูกจ้างประจำหมวดแรงงาน แล้วถ่ายโอนไปให้เอกชนดูแล และดำเนินการแทนเพื่อปรับลดอัตรากำลังของภาครัฐ นอกจากนั้นในปี ๒๕๔๘ กรมบัญชีกลางก็ได้มีหนังสือเวียนถึงกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ แจ้งส่วนราชการว่าให้ทำความเข้าใจการจ้างงานเอกชนดำเนินงานของราชการไม่ถือเป็น การจ้างลูกจ้างของส่วนราชการ และไม่ถือเป็นการจ้างแรงงานในส่วนของราชการและเอกชน จะไม่มีสถานะเป็นลูกจ้างและนายจ้าง ทำให้ไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานและ กฎหมายประกันสังคม เข้าใจค่ะว่าท่านต้องการลดงบประมาณ แต่วิธีการของท่านนั้น มันไม่ได้ลดแค่งบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการลดทอนสิทธิประโยชน์พื้นฐานที่ลูกจ้าง หลายคนควรจะได้รับไปด้วย แล้วก็เป็นปัญหาสะสมมาจนถึงทุกวันนี้จนเกิดลูกจ้างส่วนที่ แย่ที่สุด นั่นก็คือลูกจ้างในหมวดพนักงานจ้างเหมาที่เป็นลูกจ้างตามโครงการหรือทำสัญญาจ้าง แบบจ้างทำของนี่ละค่ะ เป็นการจ้างเหมาด้วยจำนวนเท่านั้นเท่านี้ ถ้าหมดสัญญา หรือไม่ได้รับงบประมาณก็จะไม่จ้างต่อ อย่างที่ผู้ชี้แจงในห้องงบประมาณชี้แจงว่าถ้าท่านตัด โครงการนี้ก็จะเลิกจ้างคนงานอะไรอย่างนั้นค่ะ ทำให้ไม่มีความมั่นคงเลย ได้แต่ค่าจ้าง ไม่มีสิทธิประโยชน์ใด ๆ เลย ไม่อยู่ในสถานะลูกจ้าง นายจ้างกับหน่วยงานราชการ เพราะไม่ได้ ทำสัญญาด้วยสัญญาจ้างแรงงาน จนมีลูกจ้างกลุ่มนี้ที่ทำงานให้ส่วนราชการมากขึ้น ๆ ปัจจุบันน่าจะอยู่ที่ ๗๐๐,๐๐๐-๘๐๐,๐๐๐ คนเข้าไปแล้วค่ะท่านประธาน ดิฉันยกตัวอย่าง ให้ท่านประธานได้เห็นภาพค่ะ ท่านไม่ต้องไปดูที่ไหนไกลเลย ในสภาผู้แทนราษฎร อันทรงเกียรติของพวกเรานี่ล่ะ ท่านทราบไหมว่าแม่บ้าน ๒๔๐ กว่าชีวิตที่อยู่ในสภา และดูแลเรา ทำความสะอาดห้องให้เรา ขัดจนมันวับนี้ได้แต่ค่าแรงขั้นต่ำ แม้จะหยุดตามที่ สภาหยุด แต่ถ้าเดือนไหนหยุดเยอะนี่แทบไม่มีเงินใช้จ่ายเลยค่ะ ยกตัวอย่างที่เดือนไหน มีวันหยุดราชการเยอะ ๆ สมมุติเดือนกรกฎาคมอะไรแบบนี้ หากทั้งเดือนหยุด ๑๕ วัน มาทำงานแค่ ๑๖ วัน ก็ได้ค่าจ้างรายวันแค่มาทำงานแค่ ๑๖ วันเท่านั้น คือหยุดได้ แต่ไม่ได้เงิน แต่จะไม่หยุดไม่ได้ค่ะ เพราะราชการหยุดกันหมด เป็นเพราะเขาไม่มีวันหยุดตามประเพณี หยุดวันปีใหม่ วันสงกรานต์ก็ได้ แต่ก็ไม่ได้ค่าจ้างอยู่ดี อีกทั้งยังไม่มีวันหยุดพักร้อน จะป่วยทั้งที ก็เบิกยากเบิกเย็น ต้องมีใบรับรองแพทย์ ก่อนหน้านี้ที่ดิฉันเป็น สส. สมัยที่แล้ว ไม่ได้ค่าจ้าง ด้วยซ้ำ ทั้ง ๆ ที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานก็ระบุว่าลาป่วย ๓ วันขึ้นไปถึงต้องมีใบรับรอง แพทย์ ซ้ำร้ายกว่านั้นค่ะท่านประธาน หากเกิดตั้งท้องขึ้นมา พอใกล้คลอดก็ให้ลาออกไปก่อน เลยค่ะ คลอดเสร็จอยากมาทำใหม่ค่อยมาสมัครใหม่ นี่เราจะอยู่กันแบบนี้จริง ๆ หรือคะ ท่านประธาน ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าทั้งหมดนี้ผิดกฎหมายคุ้มครองแรงงานอย่างชัดเจนแต่ก็ทำอะไร ไม่ได้มาก เนื่องจากมาตรา ๔ เขียนไว้ใน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานว่ากฎหมายนี้ไม่ได้บังคับ ใช้กับลูกจ้างในส่วนราชการ ส่วนภูมิภาคหรือส่วนงานอื่นของรัฐ ดูย้อนแย้งไหมคะ จนมีคน ไปร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในการ ปฏิบัติงาน ไม่ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมายกำหนด และไม่ได้รับสวัสดิการใด ๆ เลย ทั้ง ๆ ที่ทำงานเช่นเดียวกับข้าราชการและลูกจ้างชั่วคราว กสม. เองก็เคยมีข้อเสนอแนะไปยัง รัฐบาลตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ ว่าให้หามาตรการคุ้มครองสิทธิแรงงานขั้นพื้นฐาน แต่มาจนถึง ทุกวันนี้เรื่องก็ยังเงียบค่ะท่านประธาน ไม่มีการแก้ไขใด ๆ เลย จึงเป็นที่มาให้ดิฉันและเพื่อน สส. ของพรรคก้าวไกลขอเสนอแก้ไข พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานในมาตรา ๔ นี้ เพื่อให้ลูกจ้าง ของราชการ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนอื่น ๆ ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่ได้รับ ความคุ้มครองตามกฎหมายพื้นฐานขั้นต่ำให้ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานฉบับนี้ด้วย เพื่อให้อย่างน้อยพวกเขาได้รับสิทธิขั้นต่ำอย่างที่ควรจะเป็น ไม่ใช่โดนเอารัดเอาเปรียบแล้วก็ อ้างระเบียบอย่างที่ผ่านมา🔗
ในส่วนที่ ๒ ในการแก้ไขร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฉบับนี้ก็คือเรื่องวันลาคลอด ที่ปัจจุบันอยู่ที่ ๙๘ วัน เปลี่ยนเป็น ๑๘๐ วัน โดยได้รับค่าจ้างจากนายจ้าง ๙๐ วันและ ประกันสังคมอีก ๙๐ วัน อีกทั้งยังสามารถให้สิทธิบิดาลาได้ด้วย ต้องเรียนท่านประธาน แบบนี้ว่าเรื่องวันลาคลอดถูกถกเถียงกันมาอย่างยาวนาน ผ่านการต่อสู้กันมาอย่างเข้มข้น และมีวิวัฒนาการที่ค่อนข้างล่าช้า ดิฉันจะเริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ เรามีวันลาคลอดอยู่ที่ ๖๐ วัน โดยได้ค่าจ้างจากนายจ้างเพียงแค่ ๓๐ วัน บางที่พอรู้ว่าท้องก็ไล่ออก จนทำให้แม่ที่เพิ่ง คลอดลูกต้องรีบกลับมาทำงานก่อน ๓๐ วัน ส่งผลให้เด็กที่เกิดมาไม่ได้กินนมแม่ แถมยังต้องถูกส่งไปต่างจังหวัดเพื่อให้ปู่ย่าตายายเลี้ยงอีก จากนั้นต่อมาในปี ๒๕๓๕ ก็มี หลายองค์กรรณรงค์เรียกร้องกฎหมายลาคลอดให้เป็น ๙๐ วัน จนในที่สุดรัฐก็อนุมัติให้ลาคลอด ๙๐ วันโดยได้รับค่าจ้างเต็ม แต่เฉพาะข้าราชการเท่านั้น นั่นจึงเป็นเหตุให้แรงงานภาคส่วน อื่น ๆ ไม่พอใจที่รัฐบาลในสมัยนั้นเลือกปฏิบัติ จากนั้นก็มีการรณรงค์กันอย่างเข้มแข็งค่ะ มีการรวมตัวกันมากขึ้น จนปี ๒๕๓๖ แรงงานนับพันคนพากันเดินขบวนไปบ้านคุณชวน หลีกภัย ที่เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยนั้น ท่านน่าจะจำเหตุการณ์ได้ดี เพราะคนที่มารับเรื่องก็คือ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จนมาถึงวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๓๖ เกิดการชุมนุมยืดเยื้อ หน้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อเรียกร้องกฎหมายลาคลอด ๙๐ วัน แกนนำถึงกับต้องประกาศ อดข้าว ลุกลามบานปลายไปจนถึงคนท้องที่มาร่วมเดินขบวนประกาศที่จะกรีดเลือด อดข้าว ตอบโต้ไปอีก เพราะมีหลายคนกล่าวอ้างว่าผู้มาชุมนุมไม่ได้ท้องจริง จนในที่สุดรัฐบาลก็ออก กฎหมายให้แรงงานหญิงลาคลอดได้ ๙๐ วันโดยที่นายจ้างจ่าย ๔๕ วัน และประกันสังคม จ่ายอีก ๔๕ วัน หลังจากนั้นก็ไม่มีการแก้ไขเพิ่มวันลาคลอดอีกเลย จนผ่านมาถึง ๒๖ ปี ในปี ๒๕๖๒ ในรัฐบาลคุณประยุทธ์ก็แก้ไขอยู่ค่ะ ไม่ใช่ไม่แก้ จาก ๙๐ วันเป็น ๙๘ วัน แต่ปัญหาคืออีก ๘ วันไม่ได้ระบุว่าใครจ่ายค่าจ้าง แล้วอย่างนี้ใครจะลา กลายเป็นแก้ก็เหมือน ไม่ได้แก้ จะเห็นได้ว่าวิวัฒนาการเรื่องวันลาคลอดผ่านการต่อสู้กันอย่างเข้มข้น และท้ายที่สุด ก็ไม่ได้เดินหน้าไปไหน ถูกแช่แข็งนิ่ง ๆ ไม่มีการปรับมาถึง ๓๐ ปี เพราะปี ๒๕๖๒ ปรับก็เหมือนไม่ได้ปรับ และสาเหตุที่ดิฉันยื่นแก้ไขเป็น ๑๘๐ วันนี้ก็มีคำถามเหมือนกันว่า ทำไมต้อง ๑๘๐ วัน ไม่ใช่ดิฉันนอนฝันเห็นตัวเลขและตื่นขึ้นมานำเสนอต่อพรรคก้าวไกล ไม่ใช่ แบบนั้น ข้อเท็จจริงที่หลายคนทราบกันดี คือองค์การอนามัยโลกและ UNICEF ก็แนะนำว่า ทารกควรได้รับนมแม่เพียงอย่างเดียวหลังคลอดอย่างน้อย ๖ เดือน เพราะจะช่วยในการ พัฒนาการเจริญเติบโตทางสมองของทารกอย่างเต็มที่และได้รับสารอาหารที่จำเป็น อย่างเหมาะสม เติบโตสมวัย มีภูมิต้านทาน ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและลดโอกาส เจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ นอกจากนี้ในหลายประเทศยังค้นพบว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ช่วยลด ค่าใช้จ่ายในด้านสาธารณสุขของประเทศอีกด้วยเพราะการเจ็บป่วยในเด็กลดลง จึงเป็นที่มาว่า ลาคลอดควรเป็น ๑๘๐ วัน หรือ ๖ เดือน และมีการรณรงค์กันอย่างกว้างขวาง รวมไปถึง ประเทศไทยของเราด้วย ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นวันสตรีสากล วันแรงงาน วันงานที่มีคุณค่า เหล่าองค์กรแรงงานต่างจะออกมาเรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายลาคลอดเป็น ๑๘๐ วันเสมอ แต่จนทุกวันนี้ก็ยังไม่ถูกแก้ไขค่ะ จะว่าไม่มีเลยก็ไม่ใช่ค่ะท่านประธาน ล่าสุดมีมติ ครม. เมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๖๕ เห็นชอบให้ลาคลอดเต็มคาราเบลไปเลยค่ะ ๑๘๘ วัน โดย ๙๘ วันแรกจ่ายค่าจ้างเต็ม แต่ ๙๐ วันหลังจ่ายค่าจ้าง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เฉพาะลูกจ้าง ข้าราชการเท่านั้น อีกแล้วค่ะ Timeline คุ้น ๆ ไหมคะ และให้ข้าราชการชายลาไปดูแล ภรรยาและลูกหลังคลอดได้อีก ๑๕ วัน ซึ่งถือเป็นเรื่องดีที่นำร่องไปแล้ว แต่จะดีกว่านี้ไหมคะ ถ้าจะแก้ไข พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฉบับนี้ไปด้วย ท่านประธานคะ ทุกครั้งที่เราพูดถึง เรื่องการเพิ่มสิทธิประโยชน์ของคนทำงานให้มากขึ้นทีไรก็มักจะมีบางกลุ่ม บางคน หรือนายจ้างออกมาบอกว่าไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะวันลาคลอด ถ้าหากเพิ่มวันลาคลอดเป็น ๑๘๐ วันแล้วลูกจ้างหญิงจะโดนเลิกจ้างบ้าง จะย้ายฐานการผลิตบ้าง เดี๋ยวก็แห่พากันท้อง เต็มไปหมดบ้าง เรื่องเหล่านี้เมื่อปี ๒๕๓๖ ตอนขอลาคลอด ๙๐ วันก็เป็นแบบนี้ค่ะ ท่านประธาน คำพูดเดียวกันเลย เหมือนกันเป๊ะ แต่พอประกาศใช้แล้วกลับไม่มีหรอกค่ะ ที่คนจะแห่กันลาคลอด เต็มที่ครอบครัวหนึ่งก็มีลูกไม่เกิน ๒ คน และส่วนใหญ่ไม่ได้คิดจะมี ลูกด้วยซ้ำ ดิฉันในฐานะแม่คนหนึ่งเจอคำพูดแบบนี้เข้าไปเหมือนโดนดูถูกเลยค่ะ การที่ผู้หญิง คนหนึ่งจะมีลูกนั้นไม่ใช่แค่เพิ่มวันลาคลอดแล้วจะแห่กันลา แห่กันมีลูกค่ะท่านประธาน การที่ เราจะตัดสินใจมีลูกสักคนต้องประกอบไปด้วยปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความพร้อม เศรษฐกิจ การงาน การเงิน ครอบครัวกว่าจะเลี้ยงลูกจนโตไม่ใช่เรื่องง่าย จนแม่หลายคน มีภาวะซึมเศร้าหลังคลอดเลยด้วยซ้ำ ต้องมีคนดูแล นี่ก็เป็นอีกสาเหตุให้การแก้ไขกฎหมาย ฉบับนี้ครอบคลุมไปถึงสามารถมอบสิทธิให้สามีลาไปช่วยดูแลภรรยาและลูกไม่เกิน ๙๐ วัน อีกด้วย เพราะที่ผ่านมาการดูแลลูกถูกผลักให้ตกไปเป็นภาระของแม่แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ก็น่าจะมีคุณพ่อหลายคนที่อยากจะช่วยดูแล แต่ก็ไม่สามารถที่จะลางานมาดูแลได้ หรือกลายเป็นปล่อยให้คุณแม่ดูแลจนชินไปเลย นี่ถือเป็นการสร้างความเสมอภาคไปพร้อมกัน ด้วยค่ะ จากสิ่งที่ดิฉันพูดมาข้างต้นการเพิ่มวันลาคลอดไม่ได้เป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจ มีลูกเลยค่ะ เป็นแค่องค์ประกอบหนึ่งเท่านั้น แล้วก็มีหลายบริษัทที่นำร่องไปแล้วด้วย แถมทำ ได้ดีด้วย ขออนุญาตเอ่ยนามค่ะ ไม่เสียหาย เช่น บริษัท ศรีจันทร์ หรือกลุ่มบริษัทในเครืออาร์บี และยังมีอีกหลายบริษัทค่ะ รวมไปถึงแสนสิริด้วยที่ท่านนายกรัฐมนตรีคุ้นเคยเป็นอย่างดี นี่ก็นำร่องไปเกินกว่ากฎหมายแล้ว อันนี้ต้องชื่นชม แล้วก็ไม่เห็นมีข่าวเลยว่าคนจะแห่กัน ลาคลอด สถิติท่านก็เห็นว่าเด็กเกิดใหม่ลดลงทุกปี ๆ จนท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง สาธารณสุขต้องออกมาเชิญชวนให้คนไทยมีลูกแล้วปั๊มลูกกันจนผลักดันเป็นวาระแห่งชาติ รวมถึงขยายเวลาคลอดด้วย นี่เป็นนิมิตหมายที่ดีแล้วค่ะที่สภาจะริเริ่มด้วยการแก้ไขกฎหมาย ฉบับนี้เพื่อนำไปสู่สิทธิขั้นพื้นฐานต่าง ๆ รวมถึงฉบับที่เพื่อนสมาชิกนำเสนอไปก่อนหน้า ดิฉันด้วย ท่านประธานคะ วันมะรืนที่จะถึงนี้คือวันที่ ๘ มีนาคม หรือวันสตรีสากล เป็นอีกวัน ที่เหล่าพี่น้องแรงงานของดิฉันจะออกมาเรียกร้องต่อรัฐบาลให้ปรับปรุงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ให้กับคนทำงานไม่ว่าจะเป็นเพศใดก็ตามให้มีสิทธิเสมอภาคอย่างเท่าเทียมกัน ดิฉันหวังว่า วันสตรีสากลปีนี้พวกเราในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะมอบสิ่งเหล่านี้ให้ประชาชน และนี่ไม่ใช่ของขวัญค่ะ แต่เป็นการให้สิทธิขั้นพื้นฐานที่พวกเขาควรจะได้รับอยู่แล้ว ถ้าท่าน เข้าใจ เคารพ และผลักดันสิทธิสตรีจริง ๆ การรับร่าง พ.ร.บ. ทุกฉบับที่ในส่วนหนึ่งมีเนื้อหา เกี่ยวกับการส่งเสริมคุ้มครองแรงงานสตรีจะเป็นคำตอบได้ดีว่าท่านเข้าใจและผลักดันสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ในวันสตรีสากลมากน้อยแค่ไหน พิสูจน์ด้วยการกระทำ ไม่ใช่แค่คำพูด แล้ววันสตรีสากล รวมถึงวันแรงงานจะไม่ใช่แค่การเดินขบวนแล้วจบอีกต่อไป ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสตูล พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ วันนี้ผมและเพื่อนสมาชิกพรรคภูมิใจไทยได้เป็นตัวแทนในการยื่นแก้ไขพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งในร่างก็จะมีการแก้ไขอยู่ทั้งหมด ๕-๖ เรื่องด้วยกัน🔗
ข้อที่ ๑ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้บุคคลที่ทำงานกับส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และหน่วยงานของรัฐที่ได้รับค่าตอบแทนการทำงานมีวันหยุด ประจำสัปดาห์ มีวันหยุดตามประเพณี วันหยุดพักผ่อนประจำปี วันลาป่วย วันลาคลอด วันและเวลาทำงาน เวลาพัก ไม่น้อยกว่าที่กฎหมายแรงงานฉบับนี้กำหนด นั่นหมายความว่า ลูกจ้างหรือใครก็แล้วแต่ที่ทำงานตามที่ส่วนราชการจ้าง หรือว่าหน่วยงานข้างต้นที่กล่าวไป ที่ยังไม่ได้รับสิทธิหรือได้รับสิทธิน้อยกว่า ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็จะออกมาแก้ไขให้เขาได้รับสิทธิ เทียบเท่าจากที่บัญญัติไว้🔗
ข้อที่ ๒ เป็นการเพิ่มเติมบทบัญญัติให้คดีที่เกิดข้อพิพาทระหว่างส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และหน่วยงานของรัฐ กับบุคคลผู้รับจ้างงานอันเกี่ยวกับสิทธิ และหน้าที่ ถ้ามีข้อพิพาทเหล่านี้ก็ให้อยู่ในขอบเขตของศาลแรงงาน🔗
ข้อที่ ๓ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องของการลาคลอดบุตรของผู้หญิง สามารถลาคลอดบุตรได้ไม่เกิน ๙๘ วัน หรือตามจำนวนที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา ที่เราบอกว่าตามจำนวนที่ประกาศไว้ในพระราชกฤษฎีกา นั่นหมายความว่าเราเปิดช่องให้มี การปรับปรุงให้มีการเสนอให้เป็นไปตามความเหมาะสมได้ในอนาคตโดยที่เราไม่ต้องมาแก้ ร่าง พ.ร.บ. เหล่านี้อีก ยิ่งไปกว่านั้นแก้ไขเพิ่มเติมให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างที่เป็น หญิงมีครรภ์ในวันลาคลอดเท่ากับค่าจ้างในการทำงานตลอดระยะเวลาไม่เกิน ๔๙ วัน หรือตามที่จำนวนพระราชกฤษฎีกากำหนด นี่ก็เช่นเดียวกันครับ เรามีการเปิดช่องให้มี การเพิ่มเติมได้ในอนาคตตามความเหมาะสมที่มันควรจะเป็น🔗
ข้อที่ ๔ เป็นการกำหนดเพิ่มสิทธิให้ลูกจ้างชายสามารถที่จะลาเพื่อ ไปช่วยเหลือภรรยาในการเลี้ยงบุตรได้ ซึ่งอันนี้เราเปิดช่องว่าตามสัญญาจ้างและการพูดคุย การตกลงกันระหว่างลูกจ้างกับนายจ้าง ที่เราบอกว่าเป็นแบบนี้เพราะว่าแต่ละสภาพงาน แต่ละวิธีการทำงาน มันมีความแตกต่างกันครับ เพราะฉะนั้นทั้งหมดทั้งสิ้นก็อยู่ที่ ความเหมาะสม อยู่ที่การพูดคุยกันระหว่าง ๒ ฝ่าย นายจ้างและลูกจ้าง เพื่อให้การทำงาน มันมีประสิทธิภาพมากที่สุด รวมไปถึงทางฝั่งลูกจ้างผู้ชายเองก็สามารถที่จะลาเพื่อที่จะ ไปช่วยภรรยาดูแลบุตรได้🔗
ในส่วนข้อสุดท้าย เป็นการกำหนดให้นายจ้างสามารถยื่นแบบแสดงสภาพ การจ้างและสภาพการทำงาน หรือว่าแบบ คร. ๑๑ ที่พวกเรารู้จักกัน โดยพนักงาน ตรวจแรงงานไม่ต้องส่งแบบแสดงสภาพการจ้างและสภาพการทำงานเป็นหนังสือให้กับ นายจ้าง ซึ่งก็จะเป็น ๕-๖ ข้อที่เราได้ยื่นแก้ไขไป ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ขณะนี้ผู้เสนอกฎหมายหมดแล้ว ต่อไปก็จะเป็นการอภิปรายของท่านสมาชิก ตอนนี้มีสมาชิก ได้ลงชื่อเพื่อจะขออภิปรายจำนวน ๓๘ ท่าน ใช้เวลาเยอะอยู่ ถ้าจะให้อภิปรายก็จะให้ ฝ่ายค้านทั้งหมด ๓๓ ท่าน ฝ่ายรัฐบาล ๖ ท่าน ก็จะให้เป็น ๓ ต่อ ๑ จะให้ฝ่ายค้าน ๓ ท่าน แล้วก็รัฐบาล ๑ ท่าน🔗
ท่านสมาชิกครับ สภาผู้แทนราษฎรขอต้อนรับคณะผู้บริหาร สมาชิก เจ้าหน้าที่ อิหม่าม คอเต็บ บิหลั่น และผู้นำศาสนาจากองค์การบริหารส่วนตำบลกาบัง อำเภอกาบัง จังหวัดยะลา จำนวน ๙๐ ท่าน ซึ่งกำลังนั่งฟังการประชุมสภาอยู่ชั้น ๓ เรียบร้อยแล้วครับ ขอบคุณครับ🔗
ผมจะให้จากรัฐบาลก่อน ๑ ท่าน แล้วก็จะมาที่ฝ่ายค้าน ๓ ท่าน เนื่องจากว่า คุณขัตติยา สวัสดิผล มีภารกิจที่ต้องไปแถลงที่คณะกรรมาธิการงบประมาณ ทุกท่าน ๗ นาที เพราะว่ามีผู้ขอยื่นขออภิปรายถึง ๓๘ ท่าน ท่านแรกขอเชิญคุณขัตติยา สวัสดิผล ก่อน เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยค่ะ ท่านประธานคะ แรงงานสร้างชาติ แต่สิทธิและสวัสดิการของแรงงานในชาติกลับยัง ไม่เพียงพอต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของแรงงานทั้งหลายค่ะ ที่ผ่านมากฎหมายแรงงานสำคัญ ต่าง ๆ เช่น กฎหมายเงินทดแทน กฎหมายประกันสังคม แล้วก็กฎหมายคุ้มครองแรงงาน ก็ได้มีการกำหนดถึงสิทธิแล้วก็สวัสดิการของแรงงานไว้ แต่มันก็ไม่ได้มากไปกว่าระดับพื้นฐาน และนั่นทำให้การคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการของแรงงานนั้นยังคงมีอยู่อย่างจำกัด ไม่รอบด้าน แล้วก็ไม่ได้มีเจตนารมณ์ที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานอย่างจริงจัง แต่ทำได้เพียงแค่ ประกันไม่ให้ตกต่ำไปกว่าที่เป็นอยู่ แล้วก็มุ่งให้ประโยชน์แก่นายจ้างและลูกจ้างไปพร้อม ๆ กัน โดยที่ไม่ได้สนใจความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่ได้มีอย่างเท่าเทียมกันตั้งแต่แรกระหว่างนายจ้าง แล้วก็แรงงานลูกจ้าง แล้วก็ไม่ได้คำนึงว่าแรงงานลูกจ้างไม่ได้มีสถานะที่เท่าเทียมกับนายจ้าง แต่เป็นกลุ่มที่มีอำนาจในการต่อรองต่ำกว่าตามโครงสร้างของระบบทุนนิยมค่ะ ท่านประธาน ที่เคารพ จากอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างแรงงานกับนายจ้างตามโครงสร้างนี้ รัฐบาล ที่มาจาก ๑ สิทธิ ๑ เสียงของประชาชนก็ได้รับความไว้วางใจมาจาก ๑ สิทธิ ๑ เสียงของ แรงงานและนายจ้างเท่า ๆ กัน เราจึงยิ่งต้องให้ความสำคัญในการทำหน้าที่เป็นกลไกเพื่อที่จะ คุ้มครองสิทธิของแรงงานเพื่อที่จะขจัดความไม่เท่าเทียมนี้เพื่อประโยชน์สูงสุด ของประเทศ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานจะต้องโอบอุ้ม แล้วก็ให้ ความสำคัญกับแรงงานลูกจ้างมากกว่านายจ้าง กฎหมายแรงงานจึงต้องเน้นสิทธิประโยชน์ไป ที่แรงงานลูกจ้างเป็นสำคัญค่ะ รวมถึงต้องขยายสิทธิและสวัสดิการของแรงงานที่ไม่ควรจะยึด โยงกับแค่ระบบ ๒ เพศเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงความเท่าเทียม แล้วก็ความหลากหลายทาง เพศด้วย ขอสไลด์ค่ะ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน มาดูสถิติของประชากรผู้ใช้แรงงานในประเทศไทย ข้อมูลจากสำนักงานสถิติเปิดเผยว่า เฉลี่ยกำลังแรงงานรวมทั้งหมดในประเทศที่มีอายุ ๑๕ ปีขึ้นไปในปี ๒๕๖๖ นั้นมีจำนวนรวม ๔๐.๒๘ ล้านคน จากจำนวนประชากร ๕๘.๘ ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน ๖๘.๕ เปอร์เซ็นต์ ในที่นี้มีแรงงานหญิงจำนวน ๑๘.๗๔ ล้านคน จากจำนวนประชากรหญิง ๓๐.๗๗ ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน ๖๐.๙ เปอร์เซ็นต์ และมีแรงงานชาย จำนวน ๒๑.๕๔ ล้านคน จากจำนวน ประชากรชาย ๒๘.๐๓ ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน ๗๖.๘๕ เปอร์เซ็นต์ จากสถิติที่ดิฉันกล่าวไป จะเห็นได้ว่าแม้จำนวนประชากรหญิงจะมีมากกว่าแต่จำนวนแรงงานหญิงกลับมีน้อยกว่า แรงงานชาย ซึ่งสถิตินี้จะเป็นเครื่องมือที่ชี้ให้เห็นถึงปัญหาแล้วก็สะท้อนถึงการกดทับของ โครงสร้างทางสังคมและกฎหมายที่มีต่อแรงงานโดยเฉพาะแรงงานหญิง เนื่องจากผู้หญิง ไม่ควรสูญเสียโอกาสในหน้าที่การงานเพราะต้องเลี้ยงลูก เพราะว่าผู้ชายไม่สามารถใช้สิทธิ ในการลาเลี้ยงลูกได้ ผู้หญิงไม่ควรถูกมองข้ามในภาวะการมีประจำเดือน และไม่ควร มีกฎหมายที่ยังกำหนดว่าผู้หญิงอ่อนแอและมีทักษะทางร่างกายด้อยกว่าผู้ชาย จากสถิติ ที่ดิฉันกล่าวไปเป็นสิ่งยืนยันถึงความจำเป็นที่ต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างกฎหมายแรงงาน เช่น ควรมีการแก้ไขกฎหมายคุ้มครองแรงงานเรื่องวันหยุดเพื่อสิทธิของแรงงาน🔗
ข้อแรก การขยายสิทธิให้แรงงานลูกจ้างสามารถลาไปเลี้ยงลูกควบคู่ไปกับ การลาคลอดลูกได้ และสิทธิในการลาเลี้ยงลูกบุญธรรมเป็นเวลา ๑๘๐ วัน ท่านประธานคะ ภายใต้หลักการที่ว่าการเลี้ยงลูกไม่ใช่หน้าที่ของผู้หญิงเท่านั้น หากแต่เป็นหน้าที่ของผู้ชายด้วย การกำหนดวันลาคลอดเพื่อให้แรงงานหญิงมีโอกาสเลี้ยงลูกเท่านั้น จึงเป็นการผลักภาระ ไปให้ผู้หญิงซึ่งเป็นประชากรที่เกิดมาเพื่อเป็นแรงงานของประเทศเช่นกัน แล้วก็สามารถเป็น การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้ แต่กลับให้กลายเป็นผู้ที่ต้องเลี้ยงเด็กแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งในปัจจุบันก็มีหลายประเทศที่คำนึงถึงความเท่าเทียมทางเพศ แล้วก็คำนึงถึงคุณภาพของ เด็กที่เกิดใหม่จึงได้มีการขยายสิทธิในวันลาคลอด แล้วก็ให้สิทธิแรงงานชายในการที่จะ ลาเลี้ยงลูกด้วย รวมถึงสิทธิในการลาเลี้ยงลูกบุญธรรมที่รับมาดูแลเพื่อที่จะให้ครอบคลุมกับ คู่สมรสหรือคู่ชีวิตที่มีเพศเดียวกันค่ะ🔗
ข้อ ๒ ดิฉันกำลังจะพูดถึงการขยายสิทธิในการลาปวดประจำดือนที่โดยทั่วไป ระยะเวลาเฉลี่ยของการมีประจำเดือนคือประมาณ ๕-๗ วัน ซึ่งอาการปวดประจำเดือนของ ผู้หญิงอาจจะเริ่มปวดเมื่อใกล้ ๆ มีประจำเดือนหรือว่าปวดในระหว่างที่มีประจำเดือน ซึ่งผลการวิจัยของ University College London ที่ตีพิมพ์เมื่อปี ๒๐๒๐ ระบุว่าอาการ ปวดประจำเดือนเลวร้ายพอ ๆ กับอาการหัวใจวาย แต่ว่าอาการที่เกี่ยวข้องกับการมี ประจำเดือนนั้นถูกประเมินต่ำไปอย่างมาก หรือบางทีก็ถูกมองข้ามไปเลยด้วยซ้ำ และมองว่า สิ่งนี้เป็นเงื่อนไขส่วนบุคคลอันทำให้ความเจ็บปวดจากการมีประจำเดือนนั้นไม่ถูกให้ ความสำคัญในระดับสวัสดิการ ในขณะที่เมื่อเทียบกับการเจ็บไข้ได้ป่วยจากโรคระบาด หรืออุบัติเหตุกลับได้รับความคุ้มครองจากภาครัฐหรือภาคเอกชนมากกว่า ท่านประธาน ที่เคารพ หากเรามองการลาเมื่อปวดประจำเดือนเป็นการลาประเภทเดียวกับการลาป่วย นั่นเท่ากับว่าผู้หญิงมีวันลาเนื่องจากสุขภาพน้อยกว่าผู้ชาย และนั่นเป็นการตระหนักถึง ประจำเดือนในฐานะที่เป็นความเจ็บป่วยมากกว่าเป็นเรื่องเงื่อนไขของทางร่างกายอันเป็น การเลือกปฏิบัติทางเพศในสถานที่ทำงานค่ะ🔗
ข้อ ๓ ดิฉันเห็นว่าเราควรมีการแก้ไขหมวด ๓ เรื่องการใช้แรงงานหญิง ในมาตรา ๓๘-๔๓ เรื่องการกำหนดอัตราน้ำหนักที่นายจ้างลูกจ้างทำงานได้ พ.ศ. ๒๕๔๗ เพื่อเป็นการยุติการเลือกปฏิบัติ ท่านประธานคะ หมวดนี้เกิดขึ้นมาด้วยสำนึกปิตาธิปไตยค่ะ ที่มีมายาคติว่าเพศหญิงมีสุขภาพอ่อนแอ แรงน้อย มีทักษะความสามารถน้อยกว่าเพศชาย เปราะบาง และได้รับการกระทบกระเทือนได้ง่ายกว่าเพศชายโดยธรรมชาติ นำไปสู่การเลือก ปฏิบัติในการทำงานและรูปแบบงานตามมาตรา ๓๘ ซึ่งด้วยสำนึกเช่นนี้มันก็ไม่ต่างไปจากครั้งหนึ่งที่แรงงานหญิงได้รับค่าแรงน้อยกว่าเพศชาย หรือที่นายจ้างเลือกที่จะจ้างลูกจ้างชายมากกว่าลูกจ้างหญิง รวมทั้งการปฏิบัติตาม ILO ว่า ด้วยแรงงานหญิงที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานว่า แรงงานหญิงเสี่ยงต่อการถูกเอารัดเอาเปรียบมากกว่า ซึ่งอันที่จริงประเภทงานตามมาตรา ๓๘ ในกรณีที่เป็นงานอันตรายหรือสุ่มเสี่ยงก็จำเป็น ต้องมีกฎหมายออกมาคุ้มครอง ปกป้อง ปลอดภัย โดยเฉพาะอยู่แล้วโดยที่ไม่เลือกปฏิบัติ ทางเพศ ในกรณีของการยก แบก หาม หาบ ทูน ลาก หรือเข็นหนัก กรณีที่ของหนักเกิน อัตราตามที่กฎหมายกำหนด ให้นายจ้างจัดให้มีและให้ลูกจ้างใช้เครื่องทุ่นแรงที่เหมาะสม และไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้าง ท่านประธานที่เคารพ สุดท้ายนี้ นอกจากการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้แล้วดิฉันอยากให้รัฐบาลพิจารณาถึง ความเป็นไปได้ในการลงนามเพื่อให้สัตยาบันในอนุสัญญา ILO ฉบับที่ ๘๗ และฉบับที่ ๙๘ ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ลูกจ้างเป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสรีภาพในการสมาคม และสิทธิในการรวมตัวและเจรจาต่อรองร่วมกัน ถือเป็นอนุสัญญาที่เป็นหลักการพื้นฐาน ด้านสิทธิมนุษยชนที่สำคัญที่สุดของ ILO ที่ดิฉันเชื่อว่าจะเป็นการสร้างหลักประกันสำคัญ ให้กับคนทำงานและสร้างช่องทางในการพูดคุยอย่างเท่าเทียมค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ต่อไป ๓ ท่าน พรรคร่วมฝ่ายค้าน ท่านแรก ขอเชิญคุณสุเทพ อู่อ้น ซึ่งขอเป็นพิเศษเพิ่มอีก ๓ นาที รวมเป็น ๑๐ นาทีครับ เชิญคุณสุเทพครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุเทพ อู่อ้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เครือข่าย แรงงาน วันนี้กระผมต้องขอขอบคุณสภาผู้แทนราษฎรที่ได้นำกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ต้องขอขอบคุณพรรคการเมืองที่มีนโยบาย PowerPoint ขึ้นให้ดูด้วย นะครับ🔗
ที่จะส่งเสริม สนับสนุน ไม่ว่าจะเป็น พรรคเพื่อไทยที่มีนโยบายที่จะมีค่าแรงขั้นต่ำ ๖๐๐ บาท ปริญญาตรี ๒๕,๐๐๐ บาท และเรื่องของการใช้จ่ายในวงการธุรกิจอีก ๒๐ ล้านบาท แล้วก็อีกพรรคการเมืองหนึ่งซึ่งก็มี นโยบายไว้ในสมัยที่แล้ว นั่นก็คือเรื่องของพรรคพลังประชารัฐที่มีนโยบาย Surprise นโยบาย เรื่องของการมีค่าจ้าง ๔๐๐-๔๒๕ บาท ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพเงินเดือน ให้สูงขึ้นเป็น ๒๐,๐๐๐ บาท เรื่องของการจบมา การเก็บภาษี ไม่เก็บภาษี ๕ ปี เรื่องของ การที่จะมีการเพิ่มงานค้า Online ให้ช่องว่างเรื่องภาษี ๒ ปี รวมทั้งลดภาษีบุคคลธรรมดา นี่คือสิ่งที่เห็นได้จากพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคที่ได้ขึ้น PowerPoint พรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชารัฐ และมาดูพรรคก้าวไกลที่มีนโยบายแรงงานไทยจะไม่เหมือนเดิม แล้วก็ อีกหลาย ๆ พรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทย ที่มีการนำเสนอกฎหมายเข้าสู่สภาในวันนี้และพรรคอื่น ๆ ในรัฐบาล ส่วนพรรคฝ่ายค้าน ไม่ว่าจะเป็นพรรคก้าวไกล พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคไทยสร้างไทยรวมทั้งพรรคอื่น ๆ ก็มี นโยบายเกี่ยวกับด้านแรงงาน วันนี้จึงเป็นคำถามที่ผมในฐานะคนใช้แรงงานได้รับฉันทามติ ให้มาเป็นผู้แทนคนใช้แรงงาน ถามว่าทำไมต้องมีการปรับค่าจ้างขึ้นทุกปี ค่าครองชีพขึ้นทุกปี GDP CPI แต่ว่าที่ผ่านมาการปรับค่าจ้างไม่ได้มีการกำหนดให้ปรับล้อกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทำให้ภาระของแรงงานที่จะต้องทำงานหนัก หาเงินเพิ่ม นี่คือสิ่งที่อยากจะสะท้อนให้เห็น และมาดูต่อไปครับ ทำไมต้องทำงานสัปดาห์ละ ๕ วัน หรือ ๔๐ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เห็นได้ ชัดเจน สากลกำหนดไว้ ภาครัฐเองก็ชัดเจน กำหนดไว้ในการทำงานของข้าราชการ แล้วคนใช้แรงงาน ไม่ว่าจะแรงงานในระบบ ทำงานในโรงงาน บริษัทห้างร้าน หรือแม้แต่ แรงงานนอกระบบ มอเตอร์ไซค์วิน แท็กซี่ หาบเร่ แผงลอย และอีกหลาย ๆ หน่วยงาน เกษตรกรต่าง ๆ เราต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีของการเป็นประชาชนคนไทยคนใช้แรงงาน จึงจำเป็นต้องมีกฎหมายที่คุ้มครองไว้ ทำไมต้องจัดเวลาให้มีการพักผ่อน ชัดเจนครับ เมื่อสักครู่พูดแล้ว ต้องทำงานหนัก ทำ Overtime แล้วเวลาพักผ่อนเพื่อที่จะ ดูแลตัวเองและครอบครัวจะอยู่ตรงไหน จึงเกิดปัญหาภาวะสังคมที่ทุกท่านทราบกันดี ทำไมต้องมี สัญญาจ้างที่เป็นธรรม วันนี้ความเหลื่อมล้ำในสัญญาการจ้างมีมากมาย จึงจำเป็นต้องมี กฎหมายออกมาเกี่ยวกับควบคุมสัญญาการจ้างงาน ทำไมถึงมีการเลือกปฏิบัติในการจ้างงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความหลากหลายทางเพศ ไม่ว่าการศึกษา ชนเผ่าต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่อง ของการแสดงความคิดเห็นการเมือง เราต้องมีกฎหมายคุ้มครองสิทธิต่าง ๆ ให้กับพี่น้อง ประชาชน ทำไมจะต้องให้ทุกอาชีพตั้งสหภาพแรงงานได้ พี่น้องครับ เมื่อสักครู่ท่าน สส. ได้นำเสนอแล้วว่าอนุสัญญา ILO ฉบับที่ ๘๗ และฉบับที่ ๙๘ ประเทศไทยเข้าร่วมมาร้อยกว่าปี แต่ยังไม่รับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ ๘๗ และฉบับที่ ๙๘ ทำไมละครับ เดี๋ยววันนี้คงได้ดูกันว่า ผู้แทนที่มา ๕๐๐ กว่าคนจะทำอย่างไรกับกฎหมายฉบับนี้ ทำไมประเทศไทยจึงจะต้องมีลาคลอด ๑๘๐ วัน วันนี้ประเทศไทยผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ วัยทำงานน้อยลง วัยแรกเกิดยิ่งน้อยลง เข้าไปอีก มันมีปัจจัยหลายอย่างในเรื่องของการดูแล ไม่ว่าที่จะขอ ๑๘๐ วันเพราะว่าชัดเจน งานวิจัย เด็กที่จะมีการเจริญเติบโตต้องได้รับการดูแลจากคุณพ่อคุณแม่อย่างใกล้ชิดจะทำให้ เรื่องของการพัฒนาการที่ดี ทำไมแรงงานจึงต้องมีการขอเบิกค่าเดินทางไปหาหมอเพื่อรักษา ตัวเอง นี่คือสิ่งที่จะต้องมาพูดคุยและนำเสนอในสภาผู้แทนราษฎร แรงงานทำไมถึงจะต้อง ได้รับการส่งเสริมการเรียนและเรียนฟรีให้จบสายอาชีพ อย่างน้อย ปวส. จบมาแล้วมีงานทำ และมีคุณภาพชีวิตดี ทำไมต้องจัดให้มีการเรียนรู้เพิ่มเติมในช่วงของการทำงาน เพื่อพัฒนา ตนเอง เพื่อที่จะได้มีรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากทักษะการทำงานและการเรียนรู้ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น จากเราได้มีการนำเสนอกฎหมายเพื่อจะให้มีการคุ้มครองแรงงานทั้งในระบบ ๑๐ กว่า ล้านคน นอกระบบอีก ๒๔ ล้านคน รวม ๆ แล้ว ๓๔ ล้านกว่าคน นั่นคือคนส่วนใหญ่ที่ออกไป ใช้สิทธิเลือกตั้งตามนโยบายของพรรคการเมืองที่บอกว่าจะดูแลพี่น้องแรงงานให้ได้รับ การจ้างงานที่มั่นคง พี่น้องครับ วันนี้เป็นวันหนึ่งที่สภาผู้แทนราษฎรจะได้มีการลงมติเรื่อง กฎหมายคุ้มครองแรงงาน เมื่อเช้ามาแต่เช้าครับท่านประธาน ก็พยายามเดินประชาสัมพันธ์ ให้กับพี่น้องผู้แทนราษฎรในสภาให้เห็นชอบกับกฎหมายฉบับนี้ เพราะทุกท่านได้ลงไปหาเสียง ในการเลือกตั้งที่ผ่านมากับพี่น้องประชาชนไว้อย่างไร ท้ายที่สุดถ้ามีการลงมติตามเสียงกระซิบ ไม่รู้ว่าจิ้งหรีดในสภาจะเยอะขนาดไหนว่าจะมีการคว่ำกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ผมก็ไม่ทราบว่า ฉบับไหน เดี๋ยวต้องมาดูกันครับพี่น้องประชาชน พี่น้องผู้ใช้แรงงานว่าผู้แทนของท่าน ที่ได้ไปหาเสียงกับท่านไว้ ผู้แทนของท่านที่ได้ไปบอกว่าจะทำให้มีการจ้างงาน มีค่าจ้างที่ดี มีกฎหมายที่คุ้มครอง ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นรัฐวิสาหกิจ ไม่ว่าจะเป็น ภาคเอกชน รวมทั้งแรงงานนอกระบบ พี่น้อง Rider ต่าง ๆ ตอนนี้เกิดความเดือดร้อน อย่างมหาศาล แต่กฎหมายเรายังไม่ออกไปเพื่อคุ้มครองเขาเหล่านั้น กระผมเองจึงจำเป็น จะต้องขึ้นมาอภิปรายเพื่อชักชวนผู้แทนราษฎรทั้งหลายในการลงมติเห็นชอบกฎหมายทุก ๆ ฉบับ นั่นก็คือ ๓ ฉบับที่จะเข้าสู่การพิจารณาในวันนี้ เพราะท้ายที่สุดแล้วเมื่อทุกท่านลงมติ กลับไปสู่พื้นที่จะได้ตอบคำถามกับประชาชน จะได้ตอบคำถามกับพี่น้องผู้ใช้แรงงานว่าทำไม ถึงต้องลงมติเห็นชอบ เพราะเราได้มีนโยบายและหาเสียงไว้กับพี่น้องประชาชน แต่ผู้แทนราษฎรที่ลงมติไม่เห็นชอบก็ต้องเตรียมตัวอธิบายกับพี่น้องประชาชนว่าสิ่งเหล่านั้น ตอนที่ท่านไปหาเสียงไว้กับประชาชน กับคนใช้แรงงานว่าจะทำให้ประเทศนี้เศรษฐกิจดี มีกิน มีใช้ ร่ำรวยกันทั้งประเทศ แล้วไฉนถึงไม่ลงมติเห็นชอบกับกฎหมายที่มีการเสนอเข้าสู่สภา เพื่อให้เข้าสู่วาระที่ ๒ นี่คือสิ่งที่ผู้แทนราษฎรจะได้แสดงออกถึงสิ่งที่ตัวเองได้กระทำในการ หาเสียงไว้กับพี่น้องประชาชน และสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้จะได้มีการผ่านกฎหมายดี ๆ ออกไปคุ้มครองคนส่วนใหญ่ของประเทศให้ได้รับการดูแลที่เท่าเทียมเป็นธรรม ไม่เลือก ปฏิบัติ ขอขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ คุณสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ขอ ๑๐ นาทีนะครับ เชิญครับ🔗
เรียนประธานสภาที่เคารพ ผม สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สมาชิกผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ผมขอ ร่วมอภิปรายเพื่อสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานทุกฉบับที่เสนอต่อสภาแห่งนี้ โดยเฉพาะของเพื่อนสมาชิก คุณเซีย จำปาทอง และ คุณวรรณวิภา ไม้สน ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะอภิปรายเพื่อให้เหตุผลสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ผมขอเรียนทุกท่าน ในที่นี้ว่าการคุ้มครองแรงงานกับการเติบโตของเศรษฐกิจคือเรื่องเดียวกัน ทุกท่านครับ กฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับก้าวไกลเป็นการแก้ไขกฎหมายคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ที่ใช้มานาน กฎหมายที่ครั้งหนึ่งเคยเหมาะกับยุคสมัย แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายอย่าง เปลี่ยนแปลง กฎหมายไม่ทันยุคสมัยก็จำเป็นต้องปรับปรุงครับ นอกจากนี้หลายท่าน อาจเข้าใจหรือถูกทำให้เข้าใจว่ากฎหมายนี้มุ่งแต่พี่น้องแรงงาน ไม่สนใจผลกระทบต่อ ภาคธุรกิจต่อเศรษฐกิจ หามิได้ครับ พรรคก้าวไกลอยากยืนยันต่อท่านประธาน เพื่อนสมาชิก และประชาชนที่ติดตามฟังอยู่ว่าแนวคิดพรรคก้าวไกลต่อกฎหมายฉบับนี้คือการให้ ความสำคัญกับแรงงานและเศรษฐกิจไปพร้อม ๆ กันทั้ง ๒ มิติ🔗
มิติแรก คือการยืนยันว่าคนเท่ากัน ยืนยันสิทธิของคนทำงานทุกคนว่าทุกคน ควรมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีรายได้ที่เหมาะสม สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป🔗
มิติที่ ๒ คือการยกระดับเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ก้าวหน้า ไม่มี ใครตกหล่น หรือถูกทิ้งไว้ข้างหลังจริง ๆ พาประเทศไทย เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ตลาดการค้า ห่วงโซ่อุตสาหกรรม และเศรษฐกิจโลกสมัยใหม่ได้ ดังนั้นหัวใจของกฎหมายฉบับนี้ หลักการ หรือคุณค่าของกฎหมายฉบับนี้คือการประกาศว่าคุณภาพชีวิตและความมั่นคงของพี่น้อง แรงงานกับการเติบโตของเศรษฐกิจคือเรื่องเดียวกัน ย้ำนะครับ คุณภาพชีวิตและความมั่นคง ของพี่น้องแรงงานกับการเติบโตของเศรษฐกิจคือเรื่องเดียวกัน🔗
ในส่วนเหตุผลเพื่อสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้มีอย่างน้อย ๓ ประการ🔗
ประการที่ ๑ เพื่อความทันสมัยและครอบคลุมจากเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และ รูปแบบการจ้างงานที่เปลี่ยนแปลงไป ต้องยอมรับนะครับ เพื่อให้ครอบคลุมรูปแบบการจ้างงาน สมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Rider Freelance แรงงานอิสระ กฎหมายจึงเปลี่ยนนิยามลูกจ้างให้ ครอบคลุมการจ้างงานทุกรูปแบบเพื่อให้แรงงานทุกคนอยู่ภายใต้การคุ้มครองของกฎหมาย ฉบับนี้ เราเชื่อว่าไม่ควรมีพี่น้องแรงงานคนไหนที่ตกหล่นจากการคุ้มครอง สุดท้ายเพื่อ ให้การคุ้มครองแรงงานมีประสิทธิภาพเราจะได้แรงงานที่มีคุณภาพ คำว่า คุณภาพ ในที่นี้ หมายถึงทั้งคุณภาพชีวิตของพี่น้องแรงงานและคุณภาพในการทำงานที่เพิ่มขึ้นจากคุณภาพ ชีวิตที่สูงขึ้น🔗
และนี่นำมาสู่ประการที่ ๒ กฎหมายนี้ยังดีต่อภาคธุรกิจ แรงงานที่มีคุณภาพ ชีวิตที่ดีส่งผลบวกต่อผู้ประกอบการ ต่อภาคธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ งานวิจัยหลายชิ้น ผลสำรวจ หลายชิ้นเก็บข้อมูลจำนวนมาก ทั่วโลกพบว่าเมื่อแรงงานมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น ช่วยให้ผลประกอบการของธุรกิจดีขึ้น ผมยกตัวอย่างมาสัก ๒ งาน งานแรกทำโดยนักวิชาการ จากมหาวิทยาลัย Oxford ร่วมกับ MIT และมหาวิทยาลัย Erasmus พบว่าคุณภาพชีวิตหรือ ความสุขของลูกจ้างสัมพันธ์กับประสิทธิภาพหรือผลประกอบการในการทำงาน ถ้าลูกจ้างหรือ คนทำงานมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นช่วยให้งานออกมาดีขึ้นมากกว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ หรืออีกงานหนึ่งโดย มหาวิทยาลัย Warwick เปรียบเทียบลูกจ้างที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีที่มีความสุขกับลูกจ้าง ที่มีคุณภาพชีวิตที่ไม่ดี พบว่าผลิตภาพหรือผลประกอบการของภาคธุรกิจต่างกันสูงสุดได้ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ คำว่า คุณภาพชีวิตของลูกจ้าง ในที่นี้คืออะไร ท่านประธานครับ ถ้าพ่อแม่ป่วยสามารถลาพา พ่อแม่ไปหาคุณหมอได้ เป็นลูกจ้างชั่วคราวเป็น Freeland เป็น Rider ได้รับการคุ้มครอง ชีวิตมีความมั่นคง มีลูก มีเวลาอยู่กับลูกกับครอบครัว หรือสุดท้ายมีเวลาเหลือเอาไปพัฒนา ตัวเอง เพิ่มทักษะ หาความรู้🔗
และสุดท้ายจึงนำไปสู่ข้อ ๓ กฎหมายนี้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวม ในมิติเศรษฐกิจกฎหมายฉบับนี้นำเสนอเรื่องกลไกค่าแรงขั้นต่ำให้เกิดกลไกการกำหนดค่าแรง ที่คาดการณ์ได้ ไม่กระชาก ไม่ทำให้เศรษฐกิจเกิดช็อกหรือผันผวนรุนแรง ต่อไปไม่ต้องเถียง กันแล้วค่าแรงควรอยู่ที่เท่าไร ปรับโดยอัตโนมัติ เป็นไปตามการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือเงินเฟ้อ ทำเช่นนี้เกิดประโยชน์กับใครครับ เกิดประโยชน์กับทั้งลูกจ้างและนายจ้าง ลูกจ้างก็ดูแลตัวเองได้ ได้รับค่าจ้างสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง ในขณะที่ นายจ้างก็ประเมินต้นทุนได้ สิ่งสำคัญสำหรับผู้ประกอบการคือวางแผนได้ครับ ไม่กระชาก ในแต่ละครั้ง ระดับที่เพิ่มก็ไม่ได้ไม่มีเหตุผล เป็นไปตามผลประกอบการในแต่ละปี ทั้งหมดนี้ กฎหมายไม่ได้แข็งตัวขนาดเปลี่ยนไม่ได้ ร่างกฎหมายยังระบุว่าถ้าปีใดประเทศเกิดวิกฤติ เศรษฐกิจคณะรัฐมนตรีสามารถมีมติยกเว้นหลักเกณฑ์เหล่านี้ได้ ทั้งหมดนี้เพื่ออะไรครับ เพียงเพื่อรับประกันสิทธิพื้นฐานขั้นต่ำให้กับพี่น้องแรงงานเท่านั้นเอง นอกจากนี้ถ้าพี่น้อง แรงงานซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศมีฐานะมั่นคง สมาชิกในครอบครัวเขาก็มีความมั่นคง ไปด้วย มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นไปด้วยย่อมช่วยลดปัญหาใหญ่ ๆ ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นปัญหา สังคม ปัญหาเยาวชน ปัญหาครอบครัว ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของประเทศ งานวิจัยพบนะครับ ถ้าลูกจ้างไม่มีความสุข ไม่มีคุณภาพชีวิต โดยเฉลี่ยส่งผลกระทบต่อ GDP ประเทศ ถึง ๙ เปอร์เซ็นต์ หลายคนในที่นี่คุ้นเคยกับ Competitiveness Index หรือที่เรียกว่า ดัชนี อันดับความสามารถในการแข่งขัน เราได้ฟังทุกปีเราอยากมีอันดับดี ๆ World Economic Forum ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดอันดับสำรวจและให้ข้อสรุปว่าประเทศไหนที่ให้ความสำคัญกับ การคุ้มครองสิทธิแรงงาน สุดท้ายประเทศนั้นมีอันดับความสามารถในการแข่งขันดีขึ้นครับ ดังนั้นคุณภาพชีวิตของลูกจ้างที่เราพูดกันอยู่จึงไม่แค่ประโยชน์ที่ตกกับลูกจ้างเท่านั้น แต่หมายถึงผลประกอบการของนายจ้าง ของบริษัท ของภาคเอกชน ของภาคธุรกิจ และ การเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวม ในระยะยาวการคุ้มครองแรงงานจึงเป็นการสร้างทุนมนุษย์ ที่มีคุณภาพให้กับประเทศนี้ครับ การลงทุนในคุณภาพชีวิตแรงงานไทย การมีกฎหมาย รับประกันคุณภาพชีวิตของพวกเขาจึงเป็นการรับประกันการเติบโตของภาคธุรกิจและ เศรษฐกิจไทยไปพร้อม ๆ กัน ท่านประธานครับ การดูแลชีวิตพี่น้องแรงงานภายใต้ พระราชบัญญัติหรือกฎหมายฉบับนี้เป็นเพียง Jigsaw หนึ่งภายใต้ภาพใหญ่ของเศรษฐกิจไทย ที่ผมและพรรคก้าวไกลอยากเห็น และอยากผลักดันร่วมกับรัฐบาลรวมถึงทุกท่าน ณ ที่แห่งนี้ นอกจากเรื่องคุ้มครองแรงงานแล้ว Jigsaw อื่นที่อยากฝากถึงรัฐบาลเพื่อทำไป พร้อม ๆ กันที่จะช่วยสนับสนุนกลไกการคุ้มครองแรงงานให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ช่วยเศรษฐกิจให้เติบโตขึ้น เช่น ทำให้ SMEs เข้มแข็งขึ้น ทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการ รายย่อยเข้มแข็งขึ้น เพราะนั่นหมายถึงแรงงานก็จะได้ประโยชน์ไปด้วย ตัวอย่าง สนับสนุน SMEs ด้วยมาตรการภาษี เช่น ข้อเสนอในการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือการนำค่าใช้จ่าย ด้านนวัตกรรมมาลดหย่อนได้มากขึ้น หรือตัวอย่างนโยบายที่พรรคผมเสนอตลอดมา เช่น หวยใบเสร็จที่จะช่วยเพิ่มแต้มต่อเพิ่มตลาดให้ SMEs และสุดท้ายอยากฝากทางรัฐบาลที่ พี่น้อง SMEs ซึ่งเกี่ยวข้องกับแรงงานโดยตรงฝากมาก็คือประเด็นร้อนตอนนี้ที่เขากำลังรู้สึก ไม่เป็นธรรมจากโครงสร้างภาษีที่สินค้านำเข้าบน Platform จำนวนมากไม่ต้องจ่ายภาษี แต่ผู้ประกอบการไทยต้องจ่ายภาษีทุกเม็ด อันนี้ก็เป็นตัวอย่าง หรืออีกเรื่องหนึ่งที่รัฐบาล สามารถทำได้ไปพร้อม ๆ กันเพื่อทำให้เศรษฐกิจเติบโต เช่น การกระจายอำนาจให้แก่ท้องถิ่น มากขึ้น สุดท้ายถ้าเศรษฐกิจท้องถิ่นสามารถเติบโตกว่าที่เป็นอยู่ เกิดการจ้างงานมากกว่าที่ เป็นอยู่ก็จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องแรงงาน หรือข้อเสนอในการนำปัญหาใหญ่ ๆ ปัญหา สำคัญของประเทศมาแปลงเป็นอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เพื่อสร้างโอกาส น้ำประปาก็ดี ขนส่ง มวลชนก็ดี ถ้าเราสามารถแปลงไปเป็นอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เกิดงานที่มีคุณภาพสูง งานที่มี รายได้สูง สุดท้ายก็เกิดประโยชน์กับภาคเอกชนและเกิดประโยชน์กับพี่น้องแรงงาน ตัวอย่าง ที่เสนอตลอดมา ทำน้ำประปาดื่มได้ สร้างอุตสาหกรรมมิเตอร์อัจฉริยะ ทำขนส่งมวลชนใน ต่างจังหวัด สร้างอุตสาหกรรม EV สิ่งเหล่านี้ช่วยสร้างงานคุณภาพสูงและเพิ่มรายได้ให้กับ ภาคเอกชนและพี่น้องแรงงาน หรืออีกตัวอย่างหนึ่งสิ่งที่รัฐบาลควรทำในแง่การลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการและประชาชน ก็คือการเอาจริงเอาจังในการปรับโครงสร้างตลาดพลังงานให้เสรีและเป็นธรรม ซึ่งเป็น การลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการอย่างยั่งยืน🔗
สุดท้ายข้อเสนอที่ทำไปพร้อม ๆ กันกับการคุ้มครองแรงงาน คือรัฐบาล จำเป็นต้องมีกลไกพัฒนาทักษะแรงงานตลอดช่วงชีวิตเพื่อตอบโจทย์รายได้ ทำให้แรงงาน สามารถแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ ขณะเดียวกันก็ช่วยให้ภาคธุรกิจตอบโจทย์ความต้องการ แรงงานที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกครับ ทั้งหมดนี้ คือภาพประเทศ ภาพเศรษฐกิจไทยที่ผมและพรรคก้าวไกลอยากให้เพื่อน สส. และพี่น้อง ประชาชนเห็นร่วมกัน นี่คือเศรษฐกิจไทยที่พรรคก้าวไกลอยากสร้างขึ้นร่วมกับทุกท่านในที่นี้ ดังนั้นผมขอเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานทุกฉบับที่เข้าสู่ สภาแห่งนี้เพื่อยืนยันสิทธิให้พี่น้องแรงงานไทยทุกคน ตลอดจนผลักดันเศรษฐกิจไทย ให้เติบโต ก้าวหน้า และมีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ คุณจรัส คุ้มไข่น้ำ ๗ นาที🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายจรัส คุ้มไข่น้ำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขต ๘ พรรคก้าวไกล วันนี้ ขออนุญาตร่วมอภิปรายสนับสนุนร่างแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่เพื่อนสมาชิกพรรคก้าวไกลได้เสนอเข้าสู่สภา ท่านประธานที่เคารพ พระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ได้บังคับใช้มาแล้วกว่า ๒๕ ปี และได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม มาแล้ว ๘ ฉบับ แต่บทบัญญัติที่แก้ไขยังไม่ได้ครอบคลุมและคุ้มครองคุณภาพชีวิตของ พี่น้องผู้ใช้แรงงานทุกคน ซึ่งพรรคก้าวไกลเคยยื่นร่างแก้ไขเข้าสู่สภามาแล้วครั้งหนึ่ง สมัยสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ แต่ก็โดนปัดตกไป โดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น เนื่องจากเห็นว่าเป็นร่างแก้ไขที่เกี่ยวข้องกับการเงินจึงไม่มีโอกาส ได้เข้าสู่สภา แต่มาวันนี้ร่างแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานได้เสนอเข้าสู่สภาอีกครั้ง โดยเฉพาะร่างแก้ไขของพรรคก้าวไกล ซึ่งดูแล้วมีความก้าวหน้าที่พี่น้องผู้ใช้แรงงานทุกสาขา อาชีพต่างจะได้รับประโยชน์โดยถ้วนหน้ากัน ภายใต้การใช้บังคับของร่างแก้ไขฉบับนี้จึงทำให้ พวกเรารู้สึกว่ามีความหวังหลังจากที่เฝ้ารอมานานกว่า ๔ ปี ท่านประธานที่เคารพ ท่ามกลาง เศรษฐกิจที่ถดถอยพี่น้องผู้ใช้แรงงานกว่า ๓๘ ล้านคนทั่วประเทศต่างกำลังเผชิญกับ ความท้าทายที่ไม่เป็นธรรมจากสภาพการจ้างที่ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ ไม่มีความมั่นคง การกำหนดค่าจ้างที่ต่ำกว่ามาตรฐาน การทำงานเกินเวลา โดยไม่จ่ายค่าชดเชย สภาพ การทำงานที่ไม่ปลอดภัยเป็นอันตราย ซึ่งพี่น้องผู้ใช้แรงงานต่างได้รับผลกระทบจากลูกจ้าง หรือยุติการทำงานโดยการเลิกจ้างอันเนื่องมาจากการถูกทดแทนด้วยระบบ AI การถูก ลอยแพจากนายจ้างที่ปิดสถานประกอบกิจการ อีกทั้งหน่วยงานและกลไกของรัฐที่ยังขาด ประสิทธิภาพในการสนับสนุนดูแลพี่น้องผู้ใช้แรงงานอย่างจริงจังและจริงใจ เช่น การฝึกอบรมพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานเพื่อรับรองการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หรือการแก้ไขปัญหา เยียวยาความเดือดร้อนจากการถูกเลิกจ้าง การถูกลอยแพจากนายจ้าง ที่ปิดสถานประกอบกิจการโดยไม่จ่ายค่าชดเชยใด ๆ ผู้ประกอบการนายจ้างก็หลบหนี ลอยนวลอีกตามเคย นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องกับพี่น้องผู้ใช้แรงงาน แต่ภาครัฐเอง ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้เลยครับท่านประธาน จากการติดตามข้อมูลเรื่อง ร้องเรียนร้องทุกข์ที่กระผมเคยนั่งกรรมาธิการการแรงงานมา ๒ สมัย ปัญหาเหล่านี้ ก็ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีเข้ามายังกรรมาธิการอยู่เหมือนเดิม ถัดมาครับท่านประธาน ขอพูดถึงความเหลื่อมล้ำในการจ้างงานของภาครัฐ พระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงานสามารถคุ้มครองได้เฉพาะแรงงานในระบบที่มีนิติสัมพันธ์ระหว่างนายจ้าง ลูกจ้างตามสัญญาจ้างเท่านั้น ส่วนแรงงานนอกระบบ แรงงานรัฐวิสาหกิจ แรงงาน ส่วนราชการไม่ได้รับการคุ้มครองครับท่านประธาน🔗
ประเด็นสำคัญคือพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน มาตรา ๔ ได้บัญญัติ ยกเว้นเอาไว้ว่า ห้ามมิให้ใช้บังคับกับลูกจ้างราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการ ส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๔๐ ถึง พ.ศ. ๒๕๔๔ มติ ครม. เมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๔๑ ได้มีมติเห็นชอบ ให้ลดกำลังคนภาครัฐ ลูกจ้างประจำ ซึ่งมีสาระสำคัญให้ยุบเลิกตำแหน่งลูกจ้างประจำที่ว่างลง และให้ส่วนราชการเร่งรัดการจ้างเหมาบริการตามระเบียบและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง หรือระเบียบการจ้างแบบพัสดุ นี่คือที่มาของรูปแบบการจ้างงานของส่วนราชการที่สามารถ นำไปใช้งานได้ทุกประเภทงานในส่วนราชการ ดังนั้นลูกจ้างภาครัฐกว่า ๘๐๐,๐๐๐ คน ทั่วประเทศ ไม่ได้อยู่ภายใต้การคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานและ พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหาร พัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ ได้นิยามลูกจ้างเหมาบริการหรือผู้รับจ้าง หมายถึง ลูกจ้างรายเดือน รายวัน และรายชั่วโมงที่ส่วนราชการจ้างไว้ปฏิบัติงานที่มีลักษณะชั่วคราวหรือกำหนดเวลาจ้าง แต่ทั้งนี้เวลาจ้างต้องไม่เกิน ๑ ปีงบประมาณ ลูกจ้างเหมาบริการมีฐานะเป็นผู้รับจ้างทำงาน ไม่ถือว่าเป็นบุคลากรของรัฐ จะไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ สวัสดิการที่พึงได้จากทางราชการ เช่นเดียวกับข้าราชการ ลูกจ้างราชการ และลูกจ้างประจำ เป็นเพียงผู้รับจ้างทำของ จึงไม่มี นิติสัมพันธ์กับรัฐในฐานะนายจ้าง ลูกจ้าง ตามนัยมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ หน่วยงานหรือส่วนราชการผู้ว่าจ้างจึงไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องนำส่งเงินสมทบ ในส่วนของผู้ว่าจ้างเข้ากองทุนประกันสังคม แต่ถ้าหากลูกจ้างเหมาบริการมีความประสงค์ ที่จะได้รับสิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันสังคมก็สามารถสมัครเข้าเป็นผู้ประกันตน ตามมาตรา ๔๐ ได้ครับท่านประธาน นี่คือความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจนในการจ้างงาน ในภาครัฐที่ลูกจ้างไม่ได้รับความเป็นธรรม เทียบเท่าและเท่าเทียมกับลูกจ้างแรงงาน ในระบบที่มีกฎหมายคุ้มครองแรงงานและกฎหมายประกันสังคมตามมาตรา ๓๓ ดังนั้น กระผมจึงขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน และขอให้มีการแก้ไขยกเลิก บทบัญญัติในมาตรา ๔ เพื่อปลดปล่อยพี่น้องผู้ใช้แรงงานภาครัฐจะได้รับการคุ้มครองด้วย ขอกราบขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ต่อไปขอเชิญ คุณธีระชัย แสนแก้ว ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายธีระชัย แสนแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย กระผม ขออนุญาตท่านประธานเพื่อที่จะอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ทั้ง ๓ ฉบับนี้ ท่านประธานที่เคารพ ตัวกระผมเองก็เคยเป็นผู้ใช้แรงงาน และผู้ประกอบการมาแล้ว เพราะฉะนั้นทุกวันนี้อยากจะขอเรียนกับท่านประธานว่าค่าครอง ชีพข้าวของต่าง ๆ แพงขึ้นทุกวัน ๆ เพราะฉะนั้นเราต้องมาคิดกันอย่างจริงจังในการที่จะต้อง ดำเนินการอย่างนี้ ผู้ประกอบการรายย่อยหรือเขาเรียกว่า SMEs และร้านค้าบริการเล็ก ๆ ก็มีปัญหาขาดทุน เงินไม่คล่องมาหลายปีแล้ว หลายรายน่าสงสารครับท่านประธาน ทั้งขาดทุน ปิดกิจการ เจ๊ง เป็นหนี้เป็นสิน แล้วตอนนี้ก็ยังไม่สามารถชำระหนี้เงินกู้ แล้วก็ แก้ปัญหาเรื่องทุนได้เลย และความทุกข์ของผู้ประกอบการทุกวันนี้มันก็เป็นแบบนี้ เช่นเดียวกัน เพราะก่อนที่จะมาอภิปรายเราก็ดูทั้ง ๒ ฝั่ง ทั้งผู้ใช้แรงงานด้วย ท่านประธาน ในส่วนของพี่น้องภาคแรงงานก็มีความทุกข์ ความเดือดร้อนไม่ต่างกันครับ ทุกวันนี้พี่น้อง แรงงานในอัตราค่าจ้างที่เรียกว่าไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตเลยครับ ในปัจจุบันแม้กระทั่ง ค่าจ้างที่จะปรับเมื่อปลายปีที่แล้วก็ปรับขึ้นไม่มากนัก เพราะต้องมีการเจรจาไตรภาคี ตามกฎหมายเก่า มีสูตรคำนวณ มีการปรับเพิ่มค่าจ้างการคิดที่เป็นธรรมต่อพี่น้องแรงงาน และไม่เหมาะสมพอที่จะอยู่ได้ การดำเนินธุรกิจก็ไม่สามารถที่จะต่อไปได้ แล้วก็ไม่มี ผลกระทบต่อผู้บริโภคอย่างรุนแรง และอีกประการหนึ่งพี่น้องแรงงานก็กำลังเกิด ปัญหาใหญ่ก็คือว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนครับ ตอนนี้พี่น้องแรงงานประมาณ ๙๗ เปอร์เซ็นต์ ของประเทศเรามีปัญหาหนี้ครัวเรือน นั่นก็คือจะมีแรงงานเพียง ๓ คนเท่านั้นที่ไม่เป็นหนี้ เป็นสิน แต่ละท่านเป็นหนี้ ๒๐๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป หนี้ครัวเรือน ถ้าหากแรงงาน ๓๐๐ บาท ไม่มีทางหรอกครับที่แรงงานจะอยู่ได้ เพราะว่าจะมีเงินมาชำระหนี้ครัวเรือนอะไรต่าง ๆ ก็ไม่สามารถทำได้เพราะว่าค่าใช้จ่าย ค่าใช้สอยอะไรต่าง ๆ ก็มีปัญหามากมาย อีกมุมหนึ่ง ท่านประธานครับ สำหรับตอนนี้เรากำลังส่งเสริมให้มีการประกอบกิจการ SMEs แล้วพี่น้อง ประชาชนมีงานทำ มีรายได้ในส่วนของ SMEs มีการจ้างแรงงานในภาคแรงงานรัฐเพิ่มขึ้น ตั้ง ๑๓ ล้านคนทั่วประเทศเลยท่านประธาน ทำให้พี่น้องผู้ประกอบการรายย่อยหรือธุรกิจ SMEs เป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจของประเทศนี้ ยิ่งระบบเศรษฐกิจ SMEs จำนวนมาก ย่อมหมายถึงระบบเศรษฐกิจจะต้องมีการแข่งขันกันสูงขึ้นเป็นระดับ แล้วก็มีการเพิ่ม นวัตกรรม มีการบริการใหม่ ๆ มากขึ้น ทำให้พี่น้องประชาชนเลือกซื้อสินค้าหลากหลายที่มี คุณภาพ คุ้มค่าต่อพี่น้องประชาชน แต่ถ้าเรามีกฎหมายให้มีการปรับเปลี่ยนลดวันเพิ่มค่าแรง ที่ระบบก้าวกระโดดเกินไป พี่น้องอีกฝ่ายหนึ่งก็คือผู้ประกอบการ ทั้งผู้ประกอบการรายย่อย ผู้ประกอบการ SMEs ของเขาจะเกิดความกังวล เพราะทั้งค่าแรงของลูกจ้างและวันเปิด-ปิด ร้านของพวกเขาก็คือต้นทุนและค่าใช้จ่ายของพวกเขาเหมือนกันครับ เพราะค่าใช้จ่าย แรงงานก็มีผลโดยตรงต่อทุนของธุรกิจ นี่ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง กฎหมายบังคับมีการลด วันทำงานจาก ๖ วันเป็น ๕ วัน ประกอบกับจากที่เปิดร้านขายของหรือประกอบธุรกิจ จาก ๖ วันก็จะเหลือวันที่เปิดร้านขายของหรือประกอบธุรกิจเพียง ๕ วันเท่านั้นเอง แล้วอีก ๒ วันร้านเขาก็ต้องปิด นั่นคือเขาจะไม่มีรายได้ในวันนั้นเลย เปรียบเทียบง่าย ๆ นี่ก็สามารถแก้ได้ครับ เพียงแต่ว่าชี้ให้เห็นเฉย ๆ แล้วบางรายอาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยน ต้องจ้างลูกจ้างเพิ่มขึ้นมาอีก เพิ่มขึ้นอีก ๑ คนเพื่อที่จะมาทำงานในวันหยุด นั่นก็คือ เป็นต้นทุนในค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น แล้วก็ไม่ได้ผล เมื่อพี่น้องผู้ประกอบการมีต้นทุนที่สูงขึ้น เขาก็ต้องหาวิธีทำให้ร้านค้าของเขา ธุรกิจของเขาเดินต่อไปได้ นั่นก็คือไม่เจ๊ง นั่นก็คือ เพิ่มในการบริการอีก เพิ่มราคาสินค้าอีก ในขณะที่ผู้บริโภคอย่างเรา พี่น้องประชาชนต้อง จับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าที่ราคาสูงมากขึ้นทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นสินค้าในการดำรงชีพ ข้าวปลา อาหารทุกอย่างต้องกินทุกวัน นี่คือมุมมองของพี่น้องผู้ประกอบการ พี่น้องแรงงาน และ พี่น้องผู้บริโภคครับ กระผมอยากจะขอกราบเรียนว่าเพื่อนสมาชิกของท่านเซีย ในมุมมอง ส่วนตัวของกระผมว่านอกจากกระผมกล่าวมาเบื้องต้นของทุน SMEs จะต้องเพิ่มขึ้นแล้ว พี่น้องประชาชนผู้ประกอบการรายเล็ก ๆ ก็ต้องมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นอีกมากมาย แล้วยังจะสร้าง ผลกระทบให้ความสามารถในการแข่งขันพี่น้องผู้ประกอบการภายในประเทศของเราลดลง พี่น้องประชาชนกำลังอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ ลงทุนน้อย ๆ เขาก็ทำทั้งนั้นครับ แต่รายเก่า ก็อาจจะย้ายถิ่นฐานออกไปต่างประเทศ หรือประเทศเราก็มีรายได้น้อยลงตามไปด้วย ส่วนร่างของท่านวรศิษฎ์ที่ผมได้ดูมาว่า ท่านเสนอให้เพิ่มวันลาคลอดและให้สิทธิแก่สามี พี่น้องแรงงานให้สามารถใช้สิทธิในการลาคลอดได้ด้วยเพื่อช่วยเหลือดูแลลูกและภรรยา ของเขา นี่เป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ ครับท่านประธาน เพราะสิทธิในการลาคลอดไม่ได้เป็นเรื่องของ ผู้หญิงเท่านั้นครับ ยิ่งปัจจุบันหลาย ๆ ประเทศก็เริ่มหันมาให้ความสำคัญในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงกฎหมายและนโยบายในการทำงานให้ผู้ชายสามารถลาคลอดมาเลี้ยงลูกอีกด้วย เป็นการส่งเสริมสนับสนุนความอบอุ่นในครอบครัวแล้วก็ช่วยกัน เพราะว่าถ้าหากห่างกัน ออกไป เมียอยู่ที่หนึ่ง ผัวอยู่ที่หนึ่ง ทำงานเดี๋ยวมีกิ๊กมีกั๊กขึ้นอีก เพราะฉะนั้นต้องลาด้วยกัน เพราะฉะนั้นอยากจะขอกราบเรียนท่านประธานว่า ดังนั้นการลาคลอดของคุณพ่อเป็นเรื่องที่ มีความสำคัญต่อสังคมตั้งแต่หน่วยเล็กที่สุดนั่นคือครอบครัว แล้วจะมีผลไปถึงหน่วยใหญ่ที่สุด สังคมและประเทศชาติ กระผมขออนุญาตยกตัวอย่างประเทศสวีเดน ประเทศสวีเดนเป็น ประเทศที่นานาชาติเขายอมรับในเรื่องของสวัสดิการ และยอมรับในเรื่องครอบครัวว่าสังคม ดีมาก เรื่องสิทธิในการลาคลอด เขาลาคลอดได้ตั้ง ๔๘๐ วัน ท่านประธานครับ ดังนั้น ร่างของท่านวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ กระผมคิดว่าพ่อมีสิทธิในการลา ช่วยทำให้เกิด ความสำคัญระหว่างสามีภรรยา เพราะฉะนั้นผมก็เห็นด้วยในเรื่องประเด็นนี้ ในส่วนทั้ง ๓ ฉบับผมก็เห็นด้วยทั้งหมด แล้วถ้าหากมีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาพิจารณาแล้วผมก็จะ สนับสนุน ส่วนจะเป็นอะไร อย่างไรนั้นก็สุดแท้ว่าจะอันไหนเป็นร่างหลัก อันไหนเป็นร่างรอง ค่อยว่ากันไป เราก็สามารถที่จะปรับ Tune เข้าหากันได้ ขอขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ต่อไปขอเชิญ คุณพริษฐ์ วัชรสินธุ ครับ🔗
กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายจากพรรคก้าวไกลครับ ท่านประธานครับ ขออนุญาตมีส่วนร่วมในการอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ทั้ง ๓ ฉบับครับ โดยประเด็นที่ผมอยากจะอภิปราย สนับสนุนเป็นพิเศษคือประเด็นเรื่องของระบบค่าแรงขั้นต่ำ ท่านประธาน ค่าแรงขั้นต่ำนั้น เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่ถูกใช้กันใน ๑๖๐ กว่าประเทศทั่วโลก แต่หากเรามองมาที่ ประเทศไทยครับ ผมคิดว่า ๒ คำที่อธิบายได้ดีถึงปัญหาเรื่องของการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ในประเทศเราที่ผ่านมานั้นคือคำว่า ไม่เป็นธรรม กับคำว่า ไม่แน่นอน ไม่ว่าท่านประธาน จะมองย้อนไปที่อดีต มองมาที่ปัจจุบันหรือมองไปสู่อนาคต ก็ต้องยอมรับว่าการปรับขึ้น ค่าแรงขั้นต่ำในประเทศเรานั้นไม่เป็นธรรมต่อแรงงาน และมีส่วนในการทำให้หลายปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนี้สินครัวเรือน เรื่องความเหลื่อมล้ำ หรือแม้กระทั่งวิกฤติเด็กเกิดน้อยนั้น หนักหนาสาหัสขึ้นกว่าเดิม🔗
หากท่านประธานจะลองมองย้อน ไปที่ข้อมูลในอดีตเราก็จะเห็นว่าค่าแรงขั้นต่ำในประเทศเรานั้นถูกปรับขึ้นในอัตราที่น้อยกว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจมาโดยตลอด ถ้าท่านประธานลองขจัดแล้วก็ตัดผลกระทบของอัตรา เงินเฟ้อออกไปก่อน เราจะเห็นว่าในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมานั้นรายได้โดยรวมของประเทศ หรือ GDP เพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำนั้นแทบจะไม่เพิ่มขึ้นเลย นั่นหมายความว่า ๑๐ ปีที่แล้วค่าแรงขั้นต่ำซื้อไข่ได้กี่ฟอง มาถึงวันนี้ก็ยังซื้อไข่ได้จำนวนฟอง ที่เท่าเดิม ทั้งหมดนี้หมายความว่าแม้เศรษฐกิจในภาพรวมที่เราทุกคนร่วมกันทำงาน ร่วมกัน ขับเคลื่อนนั้นเติบโตขึ้น แต่กลับมีแรงงานบางคนที่ไม่ได้รับดอกผลหรือส่วนแบ่งจาก การพัฒนาดังกล่าวแม้แต่นิดเดียว หรือหากท่านประธานจะลองมองมาที่สภาพความเป็นอยู่ ณ ปัจจุบันครับ ท่านประธานก็จะค้นพบว่าค่าแรงขั้นต่ำปัจจุบันนั้นไม่เพียงพอต่อ การดำรงชีวิต คณะกรรมการค่าจ้างเคยชี้แจงในประกาศเมื่อปี ๒๕๖๒ ว่าค่าแรงขั้นต่ำนั้น ควรจะต้องคำนวณจากฐานคิดที่ว่าค่าแรงระดับไหนที่จะเพียงพอต่อการทำให้คนทำงาน ๑ คนดำรงชีวิตอยู่ได้ แต่ท่านประธานก็ทราบดีว่าคนทำงาน ๑ คนนั้นมักจะไม่ได้ดูแล แค่ตนเอง แต่ต้องดูแลอีกหลายคนในครอบครัว ดังนั้นหากเราจะคำนวณค่าแรงขั้นต่ำด้วย ฐานคิดใหม่ โดยการคิดว่าค่าแรงขั้นต่ำระดับไหนที่จะเพียงพอต่อการทำให้คนทำงาน ๑ คน สามารถเลี้ยงดูทั้งตนเองและครอบครัวได้ ซึ่งเป็นแนวคิดที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่าค่าจ้าง เพื่อชีวิตหรือว่า Living Wage เวลาเราค้นพบว่าค่าแรงขั้นต่ำที่เพียงพอสำหรับคนทำงานนั้น ในการดูแลทั้งตนเองหรือว่าลูก ๒ คน หากจะยกเป็นตัวอย่างจะต้องเพิ่มขึ้นอีกเกือบเท่าตัว หรือหากท่านประธานจะลองฝากความหวังไว้กับการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในอนาคตก็ต้อง เรียนตามตรงว่าคงจะฝากความหวังไว้ได้อย่างยากลำบาก ตราบใดที่คณะกรรมการค่าจ้างนั้น ยังคงจะใช้สูตรคำนวณเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ ซึ่งเป็นสูตรคำนวณที่นักวิชาการ หลายสำนักแล้วก็คณะกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจของสภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า มีการฝังความไม่เป็นธรรมเข้าไปอยู่ในสูตรจนทำให้ค่าแรงขั้นต่ำนั้นถูกปรับขึ้นน้อยกว่าที่ควร จะเป็น แต่นอกจากความไม่เป็นธรรมที่ผมเกริ่นไว้เมื่อสักครู่แล้วเรายังเห็นว่าการปรับขึ้น ค่าแรงขั้นต่ำที่ผ่านมานั้นเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนสูงเช่นกัน หากเราย้อนไปดูสถิติตลอด ๒๐ ปีที่ผ่านมาเราจะเห็นว่ามีถึง ๑๒ ปี เกินครึ่งที่ค่าแรงขั้นต่ำนั้นแทบจะไม่ถูกปรับขึ้นเลย หรือว่าน้อยกว่า ๒ เปอร์เซ็นต์ มี ๖ ปีที่ค่าแรงขั้นต่ำนั้นถูกปรับขึ้นอยู่ที่ประมาณ ๒-๑๐ เปอร์เซ็นต์ และมีเพียงแค่ ๒ ปีเท่านั้นที่ค่าแรงขั้นต่ำนั้นถูกปรับขึ้นเกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ผมเข้าใจดีครับท่านประธานว่าหากค่าแรงไม่ถูกปรับขึ้นมานาน การปรับขึ้นแบบก้าวกระโดด ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากหากเราจะย้อนไปแก้ไขความไม่เป็นธรรมในอดีต แต่ความจริงแล้ว ความผันผวนและความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นจากการที่ค่าแรงนั้นสลับไปมาระหว่างช่วงที่ ไม่ขึ้นเลยกับช่วงที่ขึ้นแบบก้าวกระโดดไม่ส่งผลดีต่อใครเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นแรงงานที่ต้องมา นั่งลุ้นทุกปี หรือผู้ว่าจ้างที่วางแผนธุรกิจได้ยาก ท่านประธานครับ ปัญหาเรื่องความไม่เป็น ธรรมและความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการปรับขึ้นค่าแรงในประเทศเรานั้นมีสาเหตุสำคัญมาจาก การเปิดให้ผู้ที่เกี่ยวข้องนั้นมีพื้นที่ในการใช้ดุลยพินิจมากเกินไปในการกำหนดค่าแรงขั้นต่ำ หากปีไหนที่กลุ่มทุนใหญ่ออกโรงกันเต็มที่เพื่อพยายามจะ Lobby แล้วก็แทรกแซง กระบวนการกำหนดค่าจ้าง คณะกรรมการค่าจ้างก็อาจจะอ่อนข้อและตัดสินใจไม่ปรับขึ้น ค่าแรงหรือปรับขึ้นน้อยกว่าที่ควรจะเป็น แต่หากปีไหนเกิดมีการเลือกตั้งและพรรคต่าง ๆ ก็มาเกทับกันด้วยตัวเลขเรื่องนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ คณะกรรมการค่าจ้างก็อาจจะถูกรัฐบาล บีบให้ต้องขึ้นค่าแรงแบบกระชากเพื่อให้รัฐบาลนั้นสามารถรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับพี่น้อง ประชาชน ดังนั้นหากจะกล่าวโดยสรุปเพื่อพยายามจะแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมและ ความไม่แน่นอนของการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ สิ่งที่ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานที่ถูกเสนอโดย คุณเซีย จำปาทอง พยายามจะทำนั้นคือการลดดุลยพินิจที่มีอยู่และกำหนดหลักเกณฑ์และ หลักประกันให้ชัดเจนว่าค่าแรงขั้นต่ำนั้นจะต้องปรับขึ้นโดยอัตโนมัติอย่างน้อยกี่เปอร์เซ็นต์ ต่อปี โดยใช้สูตรคำนวณที่อ้างอิงตัวชี้วัดสำคัญ ๆ ทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการเติบโต ทางเศรษฐกิจหรือไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอัตราเงินเฟ้อซึ่งเป็นสูตรที่เราสามารถปรับปรุงแก้ไข เพิ่มเติมกันได้ในชั้นกรรมาธิการ จะว่าไปแล้วแนวคิดเรื่องการมีระบบที่ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ โดยอัตโนมัตินั้นก็ไม่ได้เป็นแนวคิดที่ใหม่ครับ แต่เป็นแนวคิดที่เคยถูกเสนอโดยสถาบัน วิชาการหลายสำนัก แล้วก็ถูกใช้ในหลายประเทศทั่วโลก เป็นระบบที่เราเชื่อว่าหากนำมาใช้ ในประเทศไทยนั้นจะเป็นประโยชน์สำหรับทุกฝ่าย แรงงานก็ไม่ต้องลุ้นปีต่อปีว่ารายได้จะ โตทันค่าครองชีพหรือไม่ ผู้ประกอบการก็สามารถคาดการณ์ต้นทุนไปได้ในอนาคต วางแผน ธุรกิจไปข้างหน้าได้ แล้วระบบเศรษฐกิจของเราก็จะเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ แล้วก็เติบโต สำหรับทุกคน ส่วนสำหรับใครที่กังวลว่าการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทุกปีนั้นอาจจะทำให้เกิด การจ้างงานที่ลดน้อยลง ผมก็ต้องเรียนกลับไปว่าความจริงแล้วนักเศรษฐศาสตร์หลายสำนัก กลับคาดการณ์ว่าผลกระทบดังกล่าวอาจจะไม่แรงมากนักในบริบทของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากว่าโดยรวมนั้นผู้ว่าจ้างในประเทศไทยมีอำนาจเหนือแรงงาน ไม่ว่าจะเพราะ โครงสร้างเศรษฐกิจที่ผูกขาดหรือมีการแข่งขันที่ไม่สมบูรณ์ หรือไม่ว่าจะเพราะการรวมตัวของ แรงงานที่อาจจะยังอ่อนแออยู่ สะท้อนผ่านสัดส่วนแรงงานที่ยังคงเป็นสมาชิกของสหภาพ แรงงานที่น้อยกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก หรือสำหรับใครที่กังวลว่าการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทุกปีนั้น อาจจะส่งผลกระทบต่อ SMEs มากกว่าทุนใหญ่ ก็ต้องยืนยันกลับไปว่าเพราะพรรคก้าวไกล ให้ความสำคัญกับ SMEs เราเลยเสนอให้ใช้ระบบปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแบบอัตโนมัติ เพราะ เรารู้ดีว่าสิ่งที่น่ากลัว น่ากังวลที่สุดสำหรับ SMEs ไม่ใช่การที่ค่าแรงนั้นค่อย ๆ ทยอยเพิ่มขึ้น ทีละปี ทุก ๆ ปี แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการที่ค่าแรงขั้นต่ำนั้นถูกปรับขึ้นแบบกระชาก ในปีเดียว แล้วผมก็ต้องยืนยันเหมือนที่คุณสิทธิพลเพื่อนสมาชิกของผมได้พูดไว้ก่อนหน้านี้ว่า พรรคก้าวไกลเราไม่ได้ต้องการจะทำเรื่องค่าแรงแบบโดด ๆ แต่เราต้องการจะทำควบคู่กับ การเติมทุน เติมตลาดและเติมแต้มต่อให้ SMEs นั้นสามารถต่อกรและแข่งขันกับทุนใหญ่ได้ ดังนั้นการลงมติเห็นชอบกับระบบปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแบบอัตโนมัติที่อยู่ในร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานที่เสนอโดยคุณเซีย จำปาทอง และเพื่อน ๆ สมาชิกจากพรรคก้าวไกลในวันนี้ ไม่ใช่การเลือกข้างระหว่างแรงงานกับผู้ประกอบการ แต่เป็นการเลือกระบบเศรษฐกิจ ที่แรงงานกับผู้ประกอบการนั้นสามารถเติบโตร่วมกันได้ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ต่อไปขอเชิญ คุณกมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล ครับ🔗
เรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร ดิฉัน กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง เขต ๑ พรรคก้าวไกล วันนี้ดิฉันขอร่วมอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่เสนอโดย สส. เซีย จำปาทอง และคณะ รวมถึงร่างกฎหมายที่เสนอทุกฉบับ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฉบับนี้เป็นการแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ที่มีการบังคับใช้มาแล้วถึง ๒๖ ปี ซึ่งบริบทด้านแรงงานในวันนี้ได้เปลี่ยนแปลง ไปมากแล้วค่ะ ดังนั้นการนิยามความหมายของคนทำงานจึงไม่ได้หมายความเพียงแค่ลูกจ้าง เท่านั้น แต่ต้องคุ้มครองไปถึงคนทำงาน Freelance Rider และคนทำงานอื่น ๆ ให้ได้รับ ความคุ้มครองจากกฎหมายแรงงานฉบับนี้ด้วยเหมือนกัน หรือไม่ว่าจะเป็นการลดชั่วโมง การทำงานจาก ๔๘ ชั่วโมง เหลือ ๔๐ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ การเปลี่ยนการจ้างงานรายวัน ให้เป็นการจ้างงานรายเดือนในสถานที่ประกอบการที่มีการจ้างงานแบบรายเดือน หรือ จะเป็นการกำหนดให้ที่ทำงานมีพื้นที่ปั๊มนม พื้นที่สำหรับให้นมบุตร การกำหนดให้ลูกจ้าง สามารถลาหยุดได้อย่างน้อย ๑๐ วันต่อปี รวมไปถึงให้ลูกจ้างได้มีสิทธิลาไปดูแลบุคคล ในครอบครัวได้ไม่เกินปีละ ๑๕ วัน จะเห็นได้ว่าการแก้ไขกฎหมายในครั้งนี้เป็นการยกระดับ คุณภาพชีวิตของคนทำงานให้ได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ แต่กลับกันค่ะ คำถามที่เกิดขึ้นกับ ผู้ประกอบการมักจะถามว่าการแก้ไข พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฉบับนี้ผู้ประกอบการ จะได้อะไร การลดชั่วโมงทำงานจาก ๔๘ ชั่วโมง เหลือเพียง ๔๐ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ลูกจ้าง ทำงานน้อยลง แต่นายจ้างยังต้องจ่ายเงินเท่าเดิม แล้วนายจ้างจะได้อะไร ดิฉันจะขออนุญาต ยกตัวอย่าง ย้อนกลับไปในปี ๑๙๒๖ เฮนรี ฟอร์ด (Henry Ford) ผู้ก่อตั้งและเจ้าของบริษัท Ford Motor บริษัทผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลกได้ทำสิ่งที่ท้าทายและสร้างความฮือฮา ในขณะนั้น โดยการประกาศลดการทำงานลงเหลือเพียงแค่ ๕ วัน วันละ ๘ ชั่วโมง รวม ๔๐ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จากเดิมที่แรงงานในยุคนั้นต้องทำงานหนัก ๖๐-๑๐๐ ชั่วโมง ต่อสัปดาห์ ด้วยความเชื่อว่าการให้พนักงานมีเวลาพักผ่อนมากขึ้น สามารถใช้เวลากับ ครอบครัวได้มากขึ้น มีเวลามากพอที่จะหาความรู้ใหม่ ๆ พัฒนาตัวเอง จะเป็นการเพิ่ม ประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานในโรงงานให้ดียิ่งขึ้น ภายใต้เสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า ไม่น่าจะไปได้รอด แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับตรงกันข้ามค่ะท่านประธาน ผลประกอบการของ บริษัท Ford Motor ในช่วงเวลานั้นกลับพุ่งสูงขึ้น ประสิทธิภาพการผลิตสูงขึ้น ความ ผิดพลาดในการผลิตน้อยลง เพราะแรงงานได้มีการโฟกัสกับงานมากขึ้น ทำให้หลาย ๆ บริษัททั้งในยุโรปและประเทศสหรัฐอเมริกาเริ่มหันมาทำตาม เป็นที่มาของตัวเลขการทำงาน ๔๐ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ที่ทั่วโลกให้การยอมรับกันค่ะ ท่านประธานคะ หลัก Work-Life Balance นอกจากจะเป็นผลดีกับคนทำงาน ให้เขาได้ทำงาน พักผ่อน และใช้ชีวิตอย่างสมดุล และมีคุณภาพแล้ว ยังจะเกิดผลดีกับผู้ประกอบการในแง่ของการแข่งขันทางเศรษฐกิจด้วยค่ะ ในขณะที่ Trend เศรษฐกิจของโลกเป็นไปในทิศทางของ Digital และ Green Economy มากขึ้น การเพิ่มศักยภาพภาคแรงงานให้สามารถแข่งขันกับตลาดโลกจึงจำเป็นอย่างยิ่ง กฎหมายคุ้มครองแรงงานจึงควรสนับสนุนให้ผู้ประกอบการได้เปิดโอกาสให้ลูกจ้าง ให้คนทำงานได้ Upskill Reskill รวมไปถึงการเพิ่มศักยภาพให้สามารถทำงานในยุค AI ได้มากขึ้นด้วย เป็นการเพิ่มแต้มต่อให้กับผู้ประกอบการได้มากยิ่งขึ้น ผลดีอีกเรื่องหนึ่งของการลดการทำงานจาก ๖ วัน เหลือ ๕ วัน นั่นก็คือการช่วย ผู้ประกอบการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายค่าบริหารจัดการในสำนักงาน ลดค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่ารถ รับส่งพนักงาน ที่สำคัญยังช่วยลด Carbon Footprint ต้นเหตุสำคัญของสภาวะโลกร้อนได้ด้วย ข้อสำคัญที่สุดของการที่เรามีกฎหมายแรงงานที่ทันสมัย เป็นไปตามหลักสากลก็คือ การช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับประเทศ สร้างความน่าเชื่อถือให้กับนักลงทุนต่างชาติ ดึงดูด Brand ชั้นนำของโลกให้มาลงทุนที่ประเทศไทย รวมไปถึงจ้างผู้ประกอบการ จ้างบริษัท OEM ในประเทศไทยในการผลิตมากขึ้นด้วย หลาย ๆ Brand ชั้นนำระดับโลก ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากเลยค่ะ ภาพลักษณ์ของ Brand เป็นเรื่องสำคัญ มีหลาย ๆ กรณี ที่บริษัท OEM ละเมิดสิทธิแรงงานถึงกับต้องมีการเปลี่ยนบริษัท หรือถึงกับต้องย้ายฐาน การผลิตไปประเทศที่มีกฎหมายแรงงานที่ก้าวหน้ากว่า จากเหตุผลข้างต้นที่กล่าวมาดิฉัน ขอฝากถึงเพื่อนสมาชิกทุก ๆ ท่านร่วมกันสนับสนุนกฎหมายที่จะยกระดับความเป็นอยู่ของ พี่น้องแรงงาน ยกระดับมาตรฐานของกฎหมายแรงงานไทยให้เป็นไปตามหลักสากล เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและเพิ่มแต้มต่อให้กับผู้ประกอบการของเรา ดิฉันจึงขอสนับสนุน ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานที่เสนอโดย สส. เซีย จำปาทอง และเพื่อน สส. ทุก ๆ ท่าน ขอบพระคุณค่ะ🔗
เนื่องจากเรามีผู้ ขออภิปรายอีกหลายท่าน ผมจะขอปิดการเสนอชื่อที่จะอภิปรายในเวลา ๑๓.๐๐ นาฬิกา เหลือเวลาอีก ๑๐ กว่านาที ท่านสมาชิกที่ประสงค์จะขออภิปรายก็มาลงชื่อที่หน้าบัลลังก์ ประธานได้ ต่อไปขอเชิญคุณณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ ครับ🔗
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ สมาชิกผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ประเวศ สะพานสูง พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ วันนี้ผมเองขอมีส่วนร่วมในการที่จะอภิปรายในส่วนของการ สนับสนุนในการแก้ไขในส่วนของร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ฉบับของเพื่อนสมาชิกเครือข่ายแรงงานของพรรคก้าวไกลทั้ง ๒ ฉบับครับท่านประธาน ที่ผ่านมาต้องบอกว่าผมเองในฐานะของบุคคลที่เรียนจบในด้านผังเมืองมาก็มักที่จะได้รับ คำถามจากรุ่นน้องหรือว่าหลาย ๆ ท่านว่าจบทางด้านผังเมืองแล้วสามารถที่จะไปทำงาน อะไรได้บ้าง ผมเองก็ขอใช้โอกาสนี้ในการที่จะให้คำตอบว่าจบทางด้านผังเมืองแล้วจะทำงาน อะไรได้บ้าง แล้วจะได้รับประโยชน์อะไรจากการแก้ไข พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานครั้งนี้ครับ ท่านประธาน🔗
เริ่มจากสไลด์แรกนะครับ ท่านประธาน ในส่วนของการจบทางด้านผังเมืองมาแล้วทำงานอะไร ก็ต้องบอกอย่างนี้ครับ การเรียนทางด้านผังเมืองก็อาจจะมีงานที่หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นส่วนของการที่เป็น นักผังเมืองโดยตรงก็ดีครับท่านประธาน เข้าไปทำงานในส่วนของกรมโยธาธิการและผังเมือง หรือว่าในส่วนของหน่วยงานต่าง ๆ ที่ทำงานเกี่ยวกับเรื่องของผังเมือง หรือว่ายังมีในส่วนของ หน่วยงานอื่น ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องในส่วนของงานนโยบายอย่างเช่นสภาพัฒน์ หรือว่าการแก้ไข ปัญหาในส่วนของที่อยู่อาศัยอย่างการเคหะแห่งชาติหรือว่า พอช. บางท่านอาจจะชื่นชอบ ในส่วนของการที่จะไปทำในส่วนของงานวิชาการก็อาจจะอยากจะมาเป็นนักวิจัยในส่วนของ สถาบันวิจัยเชิงนโยบายต่าง ๆ หรือว่าเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยก็ได้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ ก็ต้องบอกว่าจริง ๆ อาชีพก็อาจจะมีความหลากหลายมาก ๆ ตั้งแต่นักเขียน ผู้เชี่ยวชาญ ต่าง ๆ นานา Content Creator ต่าง ๆ เยอะแยะมากมาย หรือว่าอสังหาริมทรัพย์ก็เช่นเดียวกัน ซึ่งแน่นอนว่าอาจจะรวมไปถึงการเข้ามาทำงานการเมืองกับพรรคก้าวไกลหรือว่ากับ พรรคการเมืองอื่น ๆ ก็ได้ว่าการเป็นผู้ช่วย สส. หรือว่าการมาทำงานเป็นผู้แทนในสมัยนี้ ก็อาจจะไม่ใช่งานที่เข้าถึงยากเหมือนสมัยก่อนแล้ว ทีนี้ผมเองก็ต้องบอกอย่างนี้ครับว่าในส่วน ของงานถ้าหากว่าผมเองจะลงรายละเอียดทั้งหมดเวลาอาจจะไม่เพียงพอ ทีนี้ผมเองก็จะต้อง ขอ Group ในส่วนของงานที่อาจจะมีความคล้ายคลึงกันออกมาเป็นงานทั้งหมด ๓ ประเภท ในที่นี้ก็เป็นการยกตัวอย่างในส่วนของงานตรงสายของนักผังเมือง ในส่วนของงานก้อนแรก ก็จะเป็นงานที่เรียกว่าเป็นนักผังเมืองที่มาทำงานราชการ น้อง ๆ ที่สนใจสามารถจะเข้าไป เป็นนักผังเมืองในกรมโยธาธิการและผังเมืองหรือว่าท้องถิ่นที่สามารถที่จะจัดทำผังเมืองเองได้ ในส่วนของการที่จะเข้าไปไม่ว่าจะด้วยวิธีการในการสอบบรรจุเข้าไปก็ดี หรือว่าจะเป็นการที่ เข้าไปโดยการสมัครเป็นลูกจ้างภาครัฐก็ดีเช่นเดียวกัน ซึ่งในส่วนนี้ก็จะเป็นการทำหน้าที่ในส่วนของการที่จะไปตรวจรับอะไรต่าง ๆ ที่บริษัท ที่ปรึกษาก็อาจจะมีการทำงานมา เราก็มีหน้าที่ในการควบคุมคุณภาพงานให้ดียิ่งขึ้น อันนี้ เป็นส่วนของงานราชการ ซึ่งแน่นอนว่าก็อาจจะมีการแบ่งออกมาเป็นข้าราชการ เป็นพนักงานราชการ หรือลูกจ้างชั่วคราวต่าง ๆ ซึ่งขณะเดียวกันงานก้อนที่ ๒ ก็เป็นส่วนของ การทำงานในภาคเอกชน ในส่วนของนักผังเมืองที่ทำงานในภาคเอกชนก็สามารถที่จะเข้าไป ทำงานในบริษัท Consult หรือว่าบริษัทที่ปรึกษา ก็คือการทำงานในลักษณะที่ว่าเป็นการ รวบรวม วิเคราะห์ข้อมูล ทำรายงานต่าง ๆ วิเคราะห์ต่าง ๆ แล้วก็จัดทำรูปเล่มนำเสนอต่อ กรมโยธาธิการและผังเมืองหรือว่าหน่วยงานอื่น ๆ ครับท่านประธาน ในขณะเดียวกันก็ยังมี งานอีกสายหนึ่งก็คือการที่เป็นนักผังเมืองในส่วนของการทำงาน Freelance ก็มี ก็คือว่า อาจจะเป็นการทำงานในลักษณะที่คล้าย ๆ กับงานเอกชน แต่ว่าเป็นการรับงานเองโดยตรงกับ การที่ไปทำสัญญากับผู้ว่าจ้างโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่ปรึกษาซึ่งอาจจะเป็นการทำ สัญญาเป็นรายโครงการก็ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งแน่นอนว่าทั้ง ๓ กลุ่มนี้ก็จะมีความแตกต่างกัน ในแง่ของสิทธิที่ได้รับตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานในปัจจุบัน ถ้าหากเป็นในส่วนของลูกจ้าง ภาครัฐหรือว่าในส่วนของ Freelance ในส่วนของเจ้าหน้าที่ที่จะทำงานอิสระปัจจุบันยังไม่ได้รับ การคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน ในขณะที่ในส่วนของพนักงานบริษัทก็จะได้รับการคุ้มครอง ในลักษณะหนึ่ง อย่างเช่นมีเรื่องของการลาพักร้อน ๖ วันเป็นต้น ทีนี้นอกจากนักผังเมือง ผมเองก็อยากจะขยายให้กว้างขึ้น ก็คือว่านอกจากนักผังเมืองแล้วก็อาจจะมีอาชีพอื่น ๆ เยอะแยะมากมายที่เราพบในชีวิตประจำวัน ซึ่งแต่ละท่านก็อาจจะมีการทำงานค่อนข้างที่จะ หลากหลาย ทีนี้จากการที่ผมแบ่งออกมาเป็น ๓ ก้อนเมื่อสักครู่นี้ถามว่าคนแต่ละกลุ่มนี้ ได้รับประโยชน์อย่างไรใช่ไหมครับ แน่นอนว่าในกลุ่มของลูกจ้างภาครัฐหรือว่ากลุ่มของ Freelance ที่แต่เดิมนี้ไม่ได้รับการอยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับนี้ แต่ว่าเมื่อมี การแก้ไขกฎหมายของเพื่อนสมาชิกจากพรรคก้าวไกลก็จะทำให้คน ๒ กลุ่มนี้จะได้รับสิทธิ การคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเซ็นสัญญาว่าจ้างต่าง ๆ ให้มีความเป็นธรรมหรือว่าเรื่องของการที่ได้รับประกันภัยในการที่จะไปทำงานที่เสี่ยงภัย อย่างเช่น Rider ที่มีการขับรถต่าง ๆ ซึ่งเดี๋ยวทาง สส. ศิริโรจน์เองก็น่าจะมาลงในรายละเอียด เพิ่มเติม ในส่วนนี้ก็จะเห็นว่าแต่ละอาชีพจะได้รับสิทธิในการคุ้มครองแรงงานเพิ่มมากขึ้น ทีนี้ในส่วนของงานเอกชน เจ้าหน้าที่พนักงานบริษัทหรือว่าพนักงานโรงงานในปัจจุบัน ซึ่งรวมถึงนักผังเมืองหรือว่าอาชีพอื่น ๆ ที่เป็นมนุษย์เงินเดือนด้วย ปัจจุบันที่เราได้รับการลา พักร้อน ๖ วัน แถมหลายครั้งสะสมไม่ได้ กลายเป็นว่าพอหมดเดือนธันวาคมปุ๊บกลายเป็น ไม่มีคนทำงานเพราะทุกคนพยายามที่จะลาแล้วก็ใช้สิทธิให้มันครบ เนื่องจากว่ามันไม่สามารถ สะสมได้ ทีนี้เราก็จะมีการเปลี่ยนแปลงให้เป็นการที่จะลาพักร้อนขั้นต่ำ ๑๐ วัน และสะสมไป ปีหน้าได้ด้วย นอกจากนี้ยังรวมถึงเรื่องของการที่พวกเขาจะได้รับสิทธิประโยชน์มากขึ้น ในเรื่องของการที่จะได้รับ OT เนื่องจากว่าในส่วนของการกำหนดชั่วโมงการทำงานจะมีการ ลดลงจากเดิมตามกฎหมายคือ ๖ วัน ๔๘ ชั่วโมง ของเราเป็น ๔๐ ชั่วโมงจะเหลือ ๕ วัน ซึ่งมากกว่านั้นก็ควรที่จะได้ค่าล่วงเวลา เช่นเดียวกันก็อาจจะมีเรื่องของการลาในส่วนของ การไปดูแลผู้ป่วยหรือว่าห้องปั๊มนมแม่ต่าง ๆ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่สำคัญที่คิดว่าสุภาพสตรี แต่ละท่านก็น่าจะพบปัญหาแบบนี้เช่นเดียวกัน ท่านประธานครับ ดังนั้นผมเองก็คงจะต้อง ฝากท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้ ก็ขอให้ทุกท่านให้ความสำคัญกับ เรื่องของการให้กฎหมายคุ้มครองแรงงานสามารถที่จะคุ้มครองแรงงานทุกกลุ่มได้จริง ๆ ไม่ใช่เพียงแค่คนกลุ่มที่มีอยู่ในบริษัทหรือว่าอยู่ในโรงงานเท่านั้นท่านประธาน เนื่องจากว่า คนกลุ่มนี้ทุก ๆ คนได้รับผลกระทบจากเรื่องของกฎหมายคุ้มครองแรงงานมาก ๆ แล้วปัจจุบันนี้สิทธิในการคุ้มครองแรงงานอาจจะน้อยเกินไปสำหรับพวกเขา ดังนั้นก็ขอให้ ทุกท่านเอาประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นตัวตั้ง ก็ช่วยกันสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงานฉบับนี้ของเพื่อนสมาชิกจากพรรคก้าวไกลครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ คุณนิพนธ์ คนขยัน ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นิพนธ์ คนขยัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบึงกาฬ เขตเลือกตั้งที่ ๓ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ขออนุญาตร่วมอภิปรายที่เพื่อนสมาชิกได้ยื่นร่างพระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงานทั้ง ๓ ฉบับครับ ก็อยากกราบเรียนท่านประธานว่าวันนี้ในอดีตตั้งแต่วัยหนุ่ม ก็เป็นกรรมกรรับจ้างตลอด ลงเรืออวนดำที่หลังสวนเดือนละ ๖๐๐ บาท ๒ ปี ไปทำงาน ต่างประเทศก็โดนหลอกครับ ประเทศสิงคโปร์ เพราะฉะนั้นวันนี้ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านที่อยู่ชนบทคงได้รับ เรื่องราวร้องเรียนจากพี่น้องผู้ใช้แรงงานมากมาย ยกตัวอย่างครับท่านประธาน มาทำงาน ที่ต่างจังหวัดโดนเอาเปรียบ บริษัทบางบริษัทนะครับ นายจ้างบางคนเอาเปรียบ จ่ายค่าแรงบ้าง ไม่จ่ายบ้าง อันนี้มากมาย ๒. แม้แต่สวัสดิการคุ้มครองแรงงาน ประกันสังคม เวลาลูกจ้างโดน ยกตัวอย่างนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้าง ไปร้องกรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงาน บางจังหวัด บางคนบางท่าน ในอดีตที่ผ่านมาไม่ขอลงลึกรายละเอียด ผมทราบหมดว่าอะไร เป็นอะไร แต่วันนี้ถึงเห็นด้วยกับกฎหมายฉบับนี้ที่จะแก้ ประกันสังคมก็เหมือนกันครับ ท่านประธานที่เคารพ เวลาคนงาน ลูกจ้างจะใช้สิทธิประกันสังคม ขอโทษครับท่านประธาน พูดอาจจะไม่เพราะ ประกันสังคมบางท่านเหมือนเราจะไปคุยกับเจ้านาย ทั้ง ๆ ที่กินภาษีของ พี่น้องประชาชน บางท่านนะครับท่านประธานที่เคารพ ดังนั้นวันนี้กฎหมายฉบับนี้ที่เพื่อน สมาชิกเสนอมาผมว่าทุกคนไม่ขัดข้องหรอก แต่เรื่องค่าจ้างใครอยากได้ อย่างที่ผมเรียน ท่านประธาน ในอดีตผมได้เดือนละ ๖๐๐ บาทลงเรืออวนดำ วันนี้รัฐบาลชุดนี้ก็ประกาศ พรรคเพื่อไทยผมนี่ล่ะ ค่าแรงขั้นต่ำ ๖๐๐ บาทอยากให้ครับ แต่วันนี้ต้องมองความเป็นธรรม ทุกคนว่าตรงไหนได้ดีถ้ารัฐบาลมีสตางค์จ่ายเถอะ นายจ้างมีเงินให้เถอะ อย่างที่เพื่อนสมาชิก เล่าเมื่อเช้าว่าจ่ายค่านั่นค่านี่เกือบหมด ใช่ครับ เพราะว่าค่าครองชีพมันแพง แต่วันนี้ผมก็ยัง เชื่อมั่นว่าเราทุกคนที่อยู่สภาแห่งนี้ที่เป็นผู้แทนราษฎรต้องการเห็นพี่น้องผู้ใช้แรงงานได้อยู่ แบบภาคภูมิทุกแรงงาน ไม่ใช่ว่าเป็นกวาดถนน เก็บขยะอะไรก็แล้วแต่ รับจ้าง ก่อสร้าง แต่สิ่งสำคัญอยากฝากท่านประธาน ถ้ามีคณะกรรมาธิการฝากว่าข้าราชการ อย่างที่ผมเรียน ต่อไปนี้ถ้ากฎหมายฉบับนี้ออกมาแล้วฝากด้วยว่าต้องเอาจริงครับ เช่น กรมสวัสดิการและ คุ้มครองแรงงานเวลาแรงงานไปร้องเรียนต้องใส่ใจครับ อันแรก ๒. กองทุนประกันสังคมที่ใช้ สิทธิของเขาก็ต้องใส่ใจให้สิทธิของเขาเต็มที่ ไม่ใช่ไปเข้าข้างนายจ้าง มีครับข้าราชการ บางคนวันนี้ก็ยังมีครับท่านประธานที่เคารพ ประสบกับผมด้วยครับท่านประธาน อย่างที่ ผมกราบเรียน รับจ้างมาทั้งชีวิตตั้งแต่อดีต เพิ่งได้มาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๒-๓ สมัย กับเขานี่ล่ะ ดังนั้นวันนี้เห็นด้วยอย่างยิ่งกับเพื่อนสมาชิกที่เสนอร่างพะราชบัญญัตินี้ ที่จะได้แก้ไขต่อไปนี้ ผู้ใช้แรงงานจะได้รับความเป็นธรรม ผู้ใช้แรงงานจะได้รับค่าจ้าง ที่เป็นธรรม เถ้าแก่ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ใช้แรงงาน ผู้ใช้แรงงานก็ต้องเห็นใจเถ้าแก่ มันถึงจะอยู่ด้วยกันได้ อย่างวันหยุด วันหยุดนักขัตฤกษ์ ขออนุญาตท่านประธานครับ ไปอยู่ประเทศสิงคโปร์ใหม่ ๆ OT เขาไม่ให้ผมเพราะถูกหลอกไป เพื่อนสิงคโปร์มาถาม พวกคุณทำงานหลัง ๖ โมงคุณได้เท่าไร เท่าเดิมครับ ขนาดต่างประเทศสมัยนั้นนะครับ ท่านประธาน เขาบอกว่าไม่ได้ค่าล่วงเวลาต้องจ่ายอีกเท่าหนึ่ง อ้าว ไม่รู้ ต่อไปนี้ประเทศไทย อย่ามีอย่างนี้ ที่ผมพูดเพราะมันมีอยู่แล้วในอดีต ปัจจุบันยังมีครับท่านประธานที่เคารพ ดังนั้นร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จบเมื่อไร ฝากเถ้าแก่ทั้งหลายต้องเห็นใจผู้ใช้แรงงาน หากไม่มี ผู้ใช้แรงงานท่านก็ไม่ได้เป็นเถ้าแก่ครับ เพราะท่านทำเองไม่ได้หรอก แต่ผมก็เห็นใจเถ้าแก่ที่ดี แต่เถ้าแก่ไม่ดีก็ต้องเปลี่ยนนิสัยใหม่ ข้าราชการไม่ดีอย่างที่ผมกราบเรียนเมื่อสักครู่นี้ต้อง เปลี่ยนได้แล้วระบบนี้มันทันสมัยแล้ว ต้องเห็นใจซึ่งกันและกัน แล้วผมก็เชื่อมั่นว่ารัฐบาล ก็ต้องการหาเงินให้ได้มากที่สุดเพื่อให้ผู้ใช้แรงงาน เศรษฐกิจมันดีขึ้น บริษัทเจริญขึ้น ผมก็เชื่อมั่นว่าเจ้าของบริษัทนั้นก็ต้องมีความเมตตาและมีความสงสารผู้ใช้แรงงาน ลูกจ้าง หรือว่าลูกน้องเองเหมือนกัน ดังนั้นวันนี้ท่านประธานที่เคารพ สนับสนุนเต็มที่ครับ โดยเฉพาะเพื่อนสมาชิกพูดไปแล้ว เมียคลอดลูก สามีลาได้ยิ่งชอบครับ จะได้มาดูลูกน้อย ช่วยภรรยา ช่วยแม่ยาย ชอบมากเลยครับ ผู้ชายลาได้ ก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง ดังนั้นวันนี้สิ่งไหนดีสนับสนุนเต็มที่ สิ่งไหนไม่ดี กฎหมาย ที่มันล้าหลังไม่ทันสมัยแก้ให้มันถูกต้อง ทันสมัย เจริญรุ่งเรือง ก็ขออนุญาตสนับสนุนด้วย อย่างยิ่งครับท่านประธาน กราบขอบคุณครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ คุณสกล สุนทรวาณิชย์กิจ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม สกล สุนทรวาณิชย์กิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี เขต ๔ พรรคก้าวไกลครับ วันนี้ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งครับท่านประธานที่ได้ร่วมอภิปรายสนับสนุน ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ฉบับของ สส. เซีย จำปาทอง และ สส. วรรณวิภา ไม้สน เพื่อนสมาชิกจากพรรคก้าวไกล ซึ่งผมเห็นว่าร่าง พ.ร.บ. นี้จะยกระดับคุณภาพชีวิต ของพี่น้องแรงงานในทุกระดับ โดยในวันนี้ผมในฐานะกรรมาธิการการสาธารณสุขก็จะมา สะท้อนปัญหาการทำงานของบุคลากรในวงการสาธารณสุข เพื่อให้สมาชิกทุกท่านได้เห็นว่า มีปัญหาที่มีอยู่และโหวตสนับสนุนผ่านร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ โดยในเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กลุ่มลูกจ้างและพนักงานกระทรวงสาธารณสุข ๔ ภาคเพิ่งเข้ามายื่นหนังสือต่อ คณะกรรมาธิการการสาธารณสุขให้พิจารณาบรรจุบุคลากรสายสนับสนุนเป็นลูกจ้างประจำ เหตุเพราะค่าแรงไม่เพียงพอ เขาใช้ชีวิตอยู่ไม่ได้ เมื่อพิจารณาจากรายละเอียดแล้วก็พบว่า มีจำนวนถึง ๑๒๐,๐๐๐-๑๓๐,๐๐๐ คนทั่วประเทศที่ยังเป็นลูกจ้างรายเดือน และทั้ง ๆ ที่ บางคนเคยทำงานมาเกือบ ๒๐ ปีแล้ว แต่ได้เงินเดือนเพียง ๗,๐๐๐-๑๓,๐๐๐ บาทต่อเดือน และทุกเดือนก็ถูกหักเงินส่งประกันสังคมทำให้เงินเดือนไม่พอใช้ เขาจะบรรจุเป็นข้าราชการ ก็บรรจุไม่ได้เพราะว่าไม่มีวุฒิ เขาขอให้อย่างน้อยบรรจุเป็นอัตราของลูกจ้างประจำก็ยังดี เพราะถ้าเปรียบเทียบกับลูกจ้างประจำที่อายุงาน ๒๐ ปีก็จะมีรายได้ ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ บาท ต่อเดือน จะเห็นว่าความลำบากต่างกันมากเลยครับ ทุกวันนี้ค่าครองชีพของคนไทย ก็โตขึ้นทุก ๆ ปี มีทั้งอัตราเงินเฟ้อและค่า GDP ที่สูงขึ้น แต่ถ้าค่าแรงของบุคลากรของเรา โตไม่ทันก็จะเท่ากับว่าเขาจะจนลงโดยอัตโนมัติ เพราะว่ารายรับไม่พอกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น ในทุกปีครับ ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกจากฝั่งพรรคร่วมรัฐบาลเองก็ควรจะต้องสนับสนุน ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ให้ผ่านวาระ ขอสไลด์ครับ🔗
ท่านลองไปเปิด Website ของ พรรคเพื่อไทยที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลตอนนี้ดูก็ได้ จะพบว่ามีนโยบายด้านเศรษฐกิจว่า นโยบายเพิ่มรายได้ภาคแรงงานและการจ้างงานตามหลักทุนนิยมที่มีหัวใจ หลักการเพิ่ม ค่าแรงขั้นต่ำจะพิจารณาจาก ข้อ ๑ การเติบโตทางเศรษฐกิจหรือ GDP ข้อ ๒ ผลิตภาพ แรงงาน และข้อ ๓ อัตราเงินเฟ้อ ซึ่งทั้ง ๓ สิ่งนี้มีครบอยู่ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้แล้วครับ ที่มาตรา ๑๓ ได้กล่าวว่า ให้ยกเลิกความในมาตรา ๘๗ แล้วใช้ข้อความต่อไปนี้แทน ในร่างนี้ นะครับ มาตรา ๘๗ ในการพิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำและอัตราค่าจ้างขั้นต่ำพื้นฐาน ให้คณะกรรมการค่าจ้างกำหนดอัตราค่าจ้างโดยอัตราการเพิ่มประจำปีไม่น้อยกว่าอัตรา การขยายตัวทางเศรษฐกิจตามประกาศของสำนักงานสภาพัฒน์หรืออัตราเงินเฟ้อ ตามประกาศของกระทรวงพาณิชย์ตามแต่ว่าอัตราใดมากกว่า และย่อหน้ารองสุดท้ายในร่าง ของฉบับนี้ ในการพิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานและค่าจ้างตามแต่ ประสบการณ์ ให้คณะกรรมการค่าจ้างกำหนดให้ค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานเพิ่ม ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๑ ต่ออายุงาน ๑ ปีของค่าจ้างขั้นต่ำที่ประกาศในปีนั้น และในกรณีที่ ลูกจ้างรับค่าจ้างในอัตรามากกว่าค่าจ้างขั้นต่ำให้ลูกจ้างรับค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน เพิ่มไม่น้อยกว่าร้อยละ ๑ ต่ออายุงาน ๑ ปี โดยคำนวณจากอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ประกาศ ในปีนั้น ๆ นี่ครบทั้ง ๓ องค์ประกอบตามหลักการใน Website ทั้ง GDP ผลิตภาพแรงงานและอัตรา เงินเฟ้อ แถมยังปรับขึ้นในทุกปีโดยอัตโนมัติด้วย และหากพิจารณาตามมาตรา ๓ ของ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่ให้นิยามนายจ้างครอบคลุมถึงภาครัฐ ในข้อ ๓ เหล่าลูกจ้าง รายเดือนของข้าราชการทุกกระทรวง ไม่ใช่เฉพาะกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น แต่ยังรวม ไปถึงครู ทหาร ตำรวจ ข้าราชการก็จะได้รับการคุ้มครองในทันทีครับ มีขวัญกำลังใจในการ ทำงานรับใช้พี่น้องประชาชน ทำให้เรามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจริงหรือไม่ครับ อีกประเด็นหนึ่ง ที่จะคุ้มครองก็คือเหล่าคุณหมอทั้งหลายและเหล่าพยาบาลที่เป็นแรงงานด้านสุขภาพ ดูแลรักษาคนไข้ทั่วประเทศ บรรจุเป็นข้าราชการในปัจจุบันด้วย ทุกวันนี้มีแพทย์จำนวนมาก ที่ทำงานหนัก ๘๐-๑๐๐ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือตก ๑๔ ชั่วโมงต่อวัน หรือแม้กระทั่งสมัยที่ ผมเรียนหนังสือเพื่อนผมเป็นแพทย์เขามาเล่าให้ฟังว่าเขาโดนควงเวรแพทย์ Intern ๓๖ ชั่วโมงบ้าง ๔๘ ชั่วโมงบ้าง เราฟังแล้วก็ตกใจ เหนื่อยแทนเลยครับว่าทำงานขนาดนี้ลงไป ได้อย่างไร การทำงานต่อเนื่องยาวนานแบบนี้ก็จะทำให้เกิดความเหนื่อยล้าและความเครียด สะสมต่อสุขภาพ คุณหมอเองที่เป็นอาจารย์ด้านสุขภาพของคนไทยทั่วประเทศให้คนไทย มีอายุยืนยาว แต่ตัวเองกลับต้องมาอายุสั้นเพราะทำงานหนักจนหลายท่านก็ลาออกจาก ระบบไปแล้ว หรือไม่ก็เสียชีวิตจากหัวใจล้มเหลวบ้าง หรือหลับในขณะขับรถบ้างจนรถชน เกิดอุบัติเหตุ ถ้าเกิดได้รับความคุ้มครองจากร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฉบับนี้ รวมถึง ลูกจ้างภาครัฐก็จะได้รับค่าตอบแทนถ้าทำงานหนักเกินกว่า ๔๐ ชั่วโมงตามมาตรา ๗ ที่ทำให้ ผู้บริหารต้องจัดกำลังคนให้เหมาะสมกับสถานภาพทางการเงินของสถานพยาบาลนั้น ๆ ก็จะทำให้ชั่วโมงการทำงานแสนหนักนั้นลดน้อยลง ทำให้สุขภาพกาย สุขภาพใจของหมอ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ทุก ๆ ท่านดีขึ้น เขาก็จะได้อยู่กับครอบครัวที่เขารักไปอีกนาน ๆ มีอารมณ์แจ่มใสด้วย ท่านประธานครับ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในวันนี้ร่างกฎหมายฉบับนี้ เพื่อนสมาชิกพรรคก้าวไกลได้เสนอไปนั้นจะได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร แห่งนี้ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ คุณศิริโรจน์ ธนิกกุล ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ศิริโรจน์ ธนิกกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรสาคร เขต ๒ จากพรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ วันนี้ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายร่างแก้ไข พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หรือร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฉบับก้าวไกลที่เสนอโดย สส. เซีย จำปาทอง สส. วรรณวิภา ไม้สน สส. บัญชีรายชื่อจากพรรคก้าวไกล สัดส่วนผู้ใช้แรงงานครับ ถ้าท่านประธานจำผมได้ในการอภิปรายในสมัยที่ท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน เข้ามา แถลงนโยบายต่อรัฐสภาแห่งนี้ และยังมีท่านพิพัฒน์ รัชกิจปราการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง แรงงาน ก็นั่งฟังอยู่ด้วย วันนั้นผมคือคนที่สวมใส่เสื้อ Rider อภิปรายในประเด็นแรงงาน อิสระ🔗
ท่านประธานครับ ในวันนั้นผมพูดถึง นโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีว่าด้านแรงงานที่พวกท่านมาแถลงกันเนื้อหายังไม่มี ความชัดเจนแล้วก็ครอบคลุมไปถึงปัญหาแรงงานในทุก ๆ กลุ่ม โดยเฉพาะของแรงงาน นอกระบบ แรงงาน Platform หรือ Rider ในวันนั้นท่านรัฐมนตรีก็รับปากเองว่าจะออก มาตรการมาช่วยเหลือแล้วก็แก้ไขปัญหาให้กับพี่น้อง Rider แต่ผมและพี่น้อง Rider ก็รอ ร้อ รอ รอนานมาก นี่ผ่านไปแล้วจะ ๖ เดือนแล้ว หรือจะครึ่งปีแล้วก็ยังไม่ได้มีมาตรการอะไรออกมา เพื่อช่วยเหลือปัญหาให้กับพี่น้อง Rider เลย ท่านประธานครับเมื่อปัญหามันไม่ถูกแก้ไข ปัญหามันก็มีแต่จะเพิ่มขึ้นและหนักขึ้นเรื่อย ๆ วันนี้ผมจะมาเล่าให้ท่านประธานฟังครับ ก่อนอื่นผมขออนุญาตใช้อุปกรณ์เสริมในการอภิปรายเพื่อทำให้เห็นภาพชัดเจนมากยิ่งขึ้น ท่านประธานครับ ที่ท่านประธานเห็นนี้คือกล่องใส่ของ ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือพัสดุ ที่หลาย ๆ คนจะคุ้นชินตากันตามท้องถนน ซึ่งจะอยู่ท้ายรถมอเตอร์ไซค์คู่ใจของ Rider แต่ท่านประธานทราบไหมครับว่านอกจากจะต้องแบกรับอาหาร แบกรับพัสดุที่จะต้องเอา ไปส่งลูกค้าแล้ว ในกล่องใบนี้ยังต้องแบกรับปัญหาอีกหลากหลายตัวมากมาย ผมจะเล่าให้ฟังว่า ในนี้ต้องแบกรับอะไรบ้าง🔗
๑. ปัญหาเรื่องของสภาพการจ้างงานครับท่านประธาน ปัญหานี้เป็นปัญหาหลัก ที่ทำให้ Rider นั้นไม่ได้เป็นลูกจ้างตามกฎหมาย บริษัท Platform มอง Rider เป็นแค่ Partner เท่านั้น กฎหมายคุ้มครองแรงงานในปัจจุบันก็ตามไม่ทันรูปแบบการจ้างงานผ่าน Platform ที่ถูกเปลี่ยนไปอยู่ในรูปของ Application Rider จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตาม กฎหมาย เมื่อ Rider รู้สึกถูกเอารัดเอาเปรียบก็เรียกร้องได้เพื่อสิทธิของตัวเอง ทำได้ นะครับ แต่ก็ไม่ได้มีสภาพบังคับบริษัท Platform อยู่ดี ทำให้เหมือนกับว่าบริษัทได้ ผลประโยชน์อยู่เพียงฝ่ายเดียว เวลา Rider เดือดร้อนก็ไม่ได้สนใจใยดีอะไรเลย เหลี่ยมทุกดอก แต่บอกว่าเป็น Partner กัน🔗
๒. ปัญหาเรื่องค่ารอบ ท่านประธานครับ ปัญหาเรื่องค่ารอบเป็นปัญหาที่ ค่ารอบถูกลดลงอย่างต่อเนื่องและ Rider ไม่มีสิทธิเรียกร้องใด ๆ จะเห็นได้จากสไลด์ ๕ ปี ย้อนหลังที่ผ่านมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ ถึงปี ๒๕๖๖ ค่ารอบของ Rider ลดลงและลดลง อย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้จากลูกศรสีแดง มากกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์มีการปรับลดลงและต่ำสุด ตอนนี้อยู่ที่รอบละแค่ ๑๕ บาทเท่านั้นในพื้นที่ต่างจังหวัด นั่นอาจหมายความว่าการที่ลูกจ้าง ออกไปเรียกร้องเกี่ยวกับการถูกลดค่ารอบไม่ได้มีการตอบสนองใด ๆ เลย บางทีก็จะมีแค่ ค่า Incentive ที่มาปลอบใจให้กับ Rider ซึ่ง Rider ก็จะต้องแลกกับความเสี่ยงบนท้องถนน ที่เพิ่มขึ้นแล้วก็รอบวิ่งงานที่เพิ่มขึ้นครับ🔗
ปัญหาต่อไป ปัญหาในการทำงาน ท่านประธานครับ เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ เมื่อไม่ถูกแก้ไขปัญหาเหล่านี้ก็จะหนักขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก่อนนี้ Rider รับ ๑ งานต่อ ๑ รอบ แต่ปัจจุบันเพิ่มเป็น ๒ งาน ๓ งานหรือ ๔ งานต่อรอบเลยด้วยซ้ำ นั่นก็ทำให้เกิดปัญหาที่ต้อง เสียเวลาในการรับงานเพิ่ม เกิดความล่าช้าในการไปส่งลูกค้า บางรายนี่หนักเลยครับ พอไปถึง ลูกค้า โดนขว้าง ขว้างอาหาร ขว้างน้ำใส่ ความหิวไม่ปรานีใครนะครับท่านประธาน🔗
อีกอันหนึ่งก็คือเรื่องของการประสานงานเจ้าหน้าที่ของบริษัท Platform หรือว่า CS Customer Service ที่ค่อนข้างล่าช้า บางทีเมื่อเกิดปัญหาหน้างาน Rider ไม่สามารถตัดสินใจเฉพาะหน้าเองได้ จะต้องรอ CS ตัดสินใจ ซึ่ง CS ทำงานล่าช้ามาก Rider จะต้องทำงานแข่งกับเวลา🔗
ต่อมาปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายหรือต้นทุน ปัญหานี้เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ทำให้ รายได้ของพี่น้อง Rider จะต้องมาใช้จ่ายกับสิ่งเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นกล่องใบนี้ที่มูลค่าหลักพัน กว่าบาท หรือเสื้อ Jacket มูลค่าหลักหลายร้อยบาท ค่าน้ำมัน ค่าเสื่อมรถ ค่ามอเตอร์ไซค์ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าโทรศัพท์หรืออุปกรณ์เสริมต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมด ที่ Rider จะต้องแบกรับไว้เองโดยที่บริษัท Platform ไม่ได้มีส่วนร่วมแม้แต่บาทเดียว เงินที่ ได้จากการวิ่งงานก็จะต้องมาเสียกับพวกนี้ครับ🔗
ต่อมาปัญหาในการรวมตัวครับท่านประธาน สถิติ ๕ ปีย้อนหลังบอกไว้ว่า พี่น้อง Rider มีการรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องถึง ๑๑๓ ครั้ง แต่สำเร็จเพียงแค่ ๗ ครั้งเท่านั้น นั่นหมายความว่าการรวมตัวเพื่อเรียกร้องถึงสิทธิหรือความรู้สึกถูกเอารัดเอาเปรียบของ พี่น้อง Rider นั้นไม่ได้มีผลอะไรเลย เพราะ Rider ไม่ใช่ลูกจ้างที่ถูกต้องตามกฎหมายจึงไม่ได้ มีสภาพบังคับบริษัท Platform นั่นเอง🔗
สุดท้ายปัญหาที่ถูกแบกรับไว้ในกล่องไปนี้ก็คือเรื่องของความตายครับ ท่านประธาน สิ่งที่แลกมากับค่าจ้าง รวมไปถึงการทำงานที่หลากหลายชั่วโมงอย่างหนักหน่วง บวกกับสภาพอากาศทุกรูปแบบ ความเสี่ยงบนท้องถนนที่ Rider ต้องเจอ การที่จะได้มา ซึ่งสวัสดิการด้านสุขภาพหรือประกันอุบัติเหตุช่างยากเหลือเกินครับท่านประธาน ต้องแลก กับจำนวนรอบวิ่งที่เพิ่มมากขึ้น ความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้น บางคนเกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน เจ็บป่วยจากการทำงาน หรือบางคนแย่ที่สุดถึงขั้นเสียชีวิต ตายจากโลกนี้ไปแล้ว ดีหน่อย ก็อาจจะได้รับพวงหรีดจากบริษัท Platform หรือแย่เลยบริษัทก็ไม่รับรู้อะไรเลย ไม่ได้อะไร ทดแทนเลย จริง ๆ มีปัญหายิบย่อยอีกหลายอย่างมาก ๆ ของพี่น้อง Rider รวมไปถึงพ่อค้า แม่ค้าที่อยู่ในระบบของบริษัท Platform ที่ต้องแบกรับการจ่ายค่า GP หรือว่า Gross Profit ที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ รวมไปถึงส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนที่ใช้บริการที่ต้องเจอกับราคาของ สินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น ก่อนเข้ามาทำหน้าที่ สส. ครับท่านประธานผมก็เคยเป็น Rider มาก่อน ซึ่งผมเจอกับปัญหาที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นมาหมดแล้วครับ วันนี้จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมแล้วที่เรา จะต้องใส่ใจถึงปัญหานี้และป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย ร่างแก้ไข พ.ร.บ. ฉบับนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ทุกคนที่เป็นแรงงานเป็นแรงงานได้อย่างเท่าเทียมกันโดยไม่ถูกเอารัด เอาเปรียบจากผู้จ้างงาน แก้ปัญหาทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องของ สภาพการจ้างงาน ปัญหาการถูกลดราคารอบ ปัญหาในการทำงาน ปัญหาเรื่องสวัสดิการ ด้านสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุ ปัญหาในการรวมตัวต่าง ๆ รวมไปถึงต้นทุนในการทำงาน เราจะแก้นิยามจากคำว่า ลูกจ้าง ให้เป็นคนทำงานเพื่อให้ครอบคลุมและคุ้มครองคนทำงาน ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น Rider Freelance หรือลูกจ้างอิสระ หรือแรงงานในรูปแบบใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาสภาพการจ้างงานที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย และแก้ไขปัญหาสภาวะที่กฎหมายตามไม่ทัน สภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอีกด้วย ท่านประธานครับ ผมจะภูมิใจมากกว่านี้ในการทำหน้าที่ สส. หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือผู้แทนของประชาชน ถ้าปัญหาที่ถูกเอามาพูด เอามาบอก เอามาอภิปรายในสภาแห่งนี้ ถูกแก้ไขอย่างจริงจังและจริงใจให้กับพี่น้องประชาชนโดยใช้กลไกต่าง ๆ ในรัฐสภาแห่งนี้ ผมจะเสียดายมาก ๆ ครับถ้าวันนี้เพื่อน สส. จะคว่ำร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานที่เสนอโดย พรรคก้าวไกล ผมเสียดายครับ ตอนเราเลือกตั้งเราไปขอเสียงพี่น้องผู้ใช้แรงงานกันมา มากมาย ใช้ทุกกลยุทธ์วิธีในการได้มาซึ่งคะแนนเสียง วันนี้พี่น้องประชาชน พี่น้องผู้ใช้ แรงงานในทุกกลุ่มอาชีพรอเราอยู่ครับ ครั้งที่แล้วผมใส่เสื้อ Rider ครั้งนี้ผมเอากล่อง Delivery เข้ามา ครั้งหน้าอย่าให้ผมต้องขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาเลยครับท่านประธาน ดังนั้น วันนี้ผมจึงขอสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฉบับก้าวไกลฉบับนี้ที่เสนอโดย สส. เซีย จำปาทอง และ สส. วรรณวิภา ไม้สน และขอเชิญชวนเพื่อน สส. ทุกพรรค ทุกฝ่ายร่วมกัน สนับสนุนร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานทุกฉบับในวันนี้เพื่อให้พี่น้องประชาชน เพื่อให้พี่น้อง ผู้ใช้แรงงานได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทำงาน พักผ่อน ใช้ชีวิต หยุดเอาเปรียบ Rider ขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗
ขอเชิญ คุณปิยชาติ รุจิพรวศิน ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ปิยชาติ รุจพรวศิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนครราชสีมา เขต ๒ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ วันนี้เป็นอีก ๑ วันสำคัญที่ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฉบับก้าวไกลทั้ง ๒ ฉบับได้เข้าสู่สภา เพื่อให้เพื่อนสมาชิกได้ร่วมรับฟังเพื่อพิจารณาและร่วมลงมติกันในวันนี้ครับ ท่านประธาน ผมในฐานะ สส. ที่เป็นตัวแทนของประชาชน วันนี้ผมขอเป็นตัวแทนของกลุ่มพี่น้องนักดนตรี DJ รวมไปถึงคนที่ทำงานกลางคืนทั่วประเทศ ผมรู้ว่าพวกท่านนอนดึก แต่ว่าวันนี้หลายคน กำลังเฝ้าดูการถ่ายทอดประชุมสภาในวันนี้อยู่ ท่านประธานครับ นอกจากนี้ยังรวมไปถึง พี่น้องที่ทำงานอยู่ในเขตอุตสาหกรรม จังหวัดนครราชสีมาที่ร่วมลุ้นกันอยู่ในตอนนี้ ร่วมดูการถ่ายทอดสดอยู่ที่โรงงานในตอนนี้ ในส่วนของกลุ่มนักดนตรี DJ แรงงานสร้างสรรค์ และคนทำงานกลางคืนที่ผมได้ทำงานมากว่า ๑๕ ปี ผมเห็นทั้งกลุ่มนักดนตรี DJ พี่น้อง พนักงานเสิร์ฟ บาร์น้ำ พ่อครัว แม่ครัว ที่ต้องทำงานเพื่อแลกกับเงิน บางหน้าที่รับค่าแรง เป็นรายเดือน บางหน้าที่รับค่าแรงเป็นรายวัน ซึ่งอาจจะได้น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำในปัจจุบัน หากไม่รวม Tip ที่พวกเขาได้ อีกทั้งปัญหาที่เจอจากการทำงานสถานบันเทิงยามค่ำคืน จะโดนมองว่าเป็นอาชีพที่ไม่มั่นคง อาจโดนมองข้ามในเรื่องของการซื้อผ่อนทรัพย์สินต่าง ๆ วันนี้ผมขอพูดอีกครั้งเนื่องจากแรงงานเหล่านี้ยังไม่ได้รับการปรับโครงสร้างใด ๆ จากทาง ภาครัฐ ผมขอพูดในแง่มุมของพนักงานประจำที่ทำงานกลางคืน อาทิเช่น กลุ่มพนักงานเสิร์ฟ ซึ่งส่วนใหญ่เขาจะได้รับค่าจ้างเป็นรายวัน ซึ่งร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานทั้ง ๒ ฉบับ ที่พรรคก้าวไกลได้ยื่นเข้ามาเพื่ออยากจะสนับสนุนให้มีการเปลี่ยนแปลงจากการจ้างเป็น รายวันรับเป็นรายเดือน มีการเซ็นสัญญาจ้างที่ถูกต้อง การเปลี่ยนการจ้างงานรายวันเป็นราย เดือนในที่นี้หมายถึงการที่พวกเขาได้ค่าจ้างในวันที่ทำงาน ได้ค่าจ้างในวันหยุด ได้สิทธิลาป่วย สิทธิประกันสังคม รวมไปถึงสวัสดิการอื่น ๆ ตามกฎหมายที่พวกเขาควรจะได้รับ ซึ่งถ้าหาก จ้างเป็นรายวันนั้นผู้ถูกจ้างจะไม่ได้รับค่าแรงในวันหยุด ทั้งที่จริงการที่เขาได้ทำงานอย่าง เต็มที่ในทุกวันที่ได้ทำงานมันก็คุ้มแล้วที่เขาจะได้รับวันหยุดและได้เงินเดือนอย่างเหมาะสม ท่านประธานครับ ผมในฐานะที่เป็นนักดนตรี เป็นแรงงานสร้างสรรค์ที่เคยทำงานกับพี่น้อง ทุกกลุ่มอาชีพ รวมไปถึงพี่น้องคนทำงานกลางคืน และมีโอกาสได้ร่วมงานกับพนักงานที่อยู่ ในร้านต่าง ๆ จึงทราบดีว่าพวกเขาเหล่านั้นไม่ได้รับสวัสดิการใด ๆ ที่ควรจะได้รับเลย ผมจึง ขออาสามาทำหน้าที่เป็นตัวแทนของพวกเราในวันนี้ และหากท่านประธานและทุกท่าน ยังจำกันได้เมื่อตอนเกิดวิกฤติโรคระบาดเมื่อปี ๒๐๑๙ ที่ผ่านมาก็เป็นกลุ่มนักดนตรี DJ กลุ่มคนทำงานกลางคืนไม่ใช่หรือครับที่ถูกสั่งให้หยุดงานเป็นกลุ่มแรกสุด แล้วก็เป็นกลุ่ม นักดนตรี DJ กลุ่มคนทำงานกลางคืนไม่ใช่หรือครับที่เป็นกลุ่มที่แทบจะสุดท้ายที่จะได้รับการ เยียวยา ณ ขณะนั้น มันจะดีกว่าไหมหากเรามีพระราชบัญญัติ หรือ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานที่จะ คุ้มครองคนทำงานทั่วประเทศที่จะคุ้มครองคนทำงานทุกคน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานรายเดือน ลูกจ้างภาครัฐ กลุ่มนักดนตรี กลุ่มแรงงานกลางคืน กลุ่มแรงงานสร้างสรรค์ และ ทุกกลุ่มอาชีพอิสระทั้งหมด รวมไปถึงแรงงานรูปแบบใหม่ในอนาคต ผมจึงอยากขอเชิญชวน เพื่อนสมาชิกในรัฐสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ได้โหวตเห็นชอบรับหลักการ กับร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานทุกฉบับที่ถูกยื่นเข้ามาในสภาในวันนี้ เรามาร่วมกันมอบสวัสดิภาพและ สิทธิซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนและแรงงานทุกคนควรจะได้รับ ทั้งหมดนี้เพื่อให้พวกเขาได้ทำงาน พักผ่อน และใช้ชีวิต ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ คุณจิรัชยา สัพโส ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวจิรัชยา สัพโส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย วันนี้ ดิฉันขออภิปรายแสดงความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในวาระที่ ๑ ค่ะ จากที่เพื่อนสมาชิกได้ยื่นร่าง พ.ร.บ. เข้ามา ตัวดิฉันก็มีทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย เพราะการยื่นร่าง พ.ร.บ. เข้ามาในสภาแห่งนี้ก็จะต้องเกิดประโยชน์กับทั้ง ๒ ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายลูกจ้างหรือฝ่ายนายจ้างเองก็ตาม ซึ่งมีหลายประเด็นในร่าง พ.ร.บ. บางร่างที่มีการระบุถึงสิทธิในวันลาคลอดของลูกจ้างฝ่ายหญิงที่ไม่เกิน ๙๘ วัน หรือจำนวนวัน ตามที่กำหนดตามพระราชกฤษฎีกา ซึ่งตัวดิฉันก็เห็นด้วยค่ะ แต่ฝ่ายชาย ลูกจ้างชาย ที่ภรรยาเพิ่งคลอดบุตรก็มีสิทธิลาตามสัญญาจ้าง ซึ่งก็ยังไม่ชัดเจน ถ้าหากเราอ้างอิงตาม ต่างประเทศที่มีการระบุกฎหมายที่คล้ายคลึงกันก็มีการระบุวันที่ชัดเจน หรือมีการระบุถึง กรณีคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว กรณีที่ตัวคุณแม่ไม่สามารถเลี้ยงบุตรเองได้หรือต้องการโอนสิทธิวันลา ให้กับทางฝ่ายชาย ดิฉันจึงขอฝากนะคะ ถ้าหากร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เข้าไปสู่ในขั้นตอนของ กรรมาธิการก็อยากให้พิจารณาตรงจุดนี้อย่างถี่ถ้วน และในร่าง พ.ร.บ. บางฉบับก็มีการระบุ ถึงการเพิ่มสิทธิต่าง ๆ ให้กับทางลูกจ้าง ซึ่งตัวดิฉันก็เห็นด้วยค่ะ การเพิ่มสิทธิต่าง ๆ ก็เป็น การยกระดับคุณภาพชีวิตและรายได้ให้กับลูกจ้างหลายล้านคนในประเทศไทย แต่การเพิ่ม สิทธิต่าง ๆ ก็ต้องอยู่ในกรอบ ตัวดิฉันเองก็ผ่านมาทั้งการเป็นลูกจ้าง เป็นทั้งนายจ้าง จึงเข้าใจ หัวอกและปัญหาของทั้ง ๒ ฝ่าย แต่วันนี้ตัวดิฉันมาในฐานะของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จึงต้องอยู่ตรงกลางแล้วมองประโยชน์ของทั้ง ๒ ฝ่ายอย่างเท่าเทียม ในร่าง พ.ร.บ. บางร่าง มีการระบุถึงการบังคับจ้างรายเดือน ขึ้นค่าจ้างทุกปี หรือลดชั่วโมงการทำงาน เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่ดี แต่เราต้องนึกถึงผลกระทบที่ตามมาหลังจากนั้น ผลกระทบต่อธุรกิจ ระดับเล็ก ธุรกิจระดับกลาง หรือธุรกิจระดับ SMEs เพราะเราต้องเข้าใจว่าผู้ประกอบการ บางรายหรือธุรกิจเหล่านี้สภาพการเงินก็อาจจะไม่ได้คล่อง สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ก็อาจจะมีไม่เท่าอุตสาหกรรมใหญ่ ๆ หรือเท่าบริษัทใหญ่ ๆ จึงต้องมองถึงผลกระทบตรงนี้ และรวมถึงอาจจะมีผลกระทบในเรื่องของการลงทุนจากบริษัทต่างประเทศ เพราะเรา ต้องยอมรับว่าตอนนี้การแข่งขันในเรื่องของฐานผลิต ประเทศเพื่อนบ้านกับประเทศเรา ก็ค่อนข้างสูง ประเทศไทยก็อาจจะสูญเสียโอกาสตรงนี้ไป และในยุคสมัยนี้ในอีกประเด็นหนึ่ง ในการเปลี่ยนจากแรงงานคนให้กลายเป็นเครื่องจักรซึ่งก็อาจจะส่งผลต่ออัตราการจ้างงาน ของคนไทย ซึ่งประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ตัวดิฉันก็อยากฝากถ้าหากร่าง พ.ร.บ. เข้าไปสู่ขั้นตอน ของกรรมาธิการให้พิจารณา ดิฉันขอเสนอ อาจจะมีการพูดคุยกันก่อนของทั้ง ๒ ฝ่าย ทั้งฝ่ายนายจ้าง ฝ่ายลูกจ้าง ให้พึงพอใจทั้ง ๒ ฝ่ายก่อนจะเซ็นสัญญาการจ้างงาน เพราะการ พูดคุยก็จะมีความยืดหยุ่นมากกว่าการบังคับใช้กฎหมาย เพราะบริบทของแต่ละบริษัท ของแต่ละผู้ประกอบการก็ไม่เท่ากัน ถ้าหากสัญญาการจ้างงาน หรือเกิดความไม่เป็นธรรม หรือเกิดการเลิกจ้าง ทางลูกจ้างก็สามารถไปฟ้องในศาลแรงงานได้ แต่อย่างไรก็ตามตัวดิฉัน ก็อยากเห็นคุณภาพชีวิตของลูกจ้าง ของผู้ใช้แรงงานกว่า ๔๐ ล้านคนในประเทศไทยนี้มีชีวิต ที่ดีขึ้นค่ะ ดิฉันจึงขอวอนเพื่อนสมาชิกทุกท่านให้เห็นด้วยกับหลักการร่างพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อที่จะเป็นประโยชน์สูงสุดให้กับผู้ใช้แรงงานทุกคน ในประเทศไทย ขอบพระคุณค่ะ🔗
ต่อไปขอเชิญ คุณภูริวรรธก์ ใจสำราญ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ภูริวรรธก์ ใจสำราญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตบางเขน เขตสายไหม และเขตลาดพร้าว พรรคก้าวไกล วันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของ แรงงานในทุกอุตสาหกรรม ท่านประธานครับ ผมเป็นคน Event Exhibition เคยใช้ชีวิต ทั้งกินทั้งทำงานอยู่ข้ามคืน นอนในสถานที่จัดงานทุกอาทิตย์ เปลี่ยนสถานที่จัดงานไปเรื่อย ๆ เป็นแบบนี้มาตลอดเกือบ ๒๐ ปี สมัยก่อนนั้นวัสดุการก่อสร้าง เทคโนโลยีต่าง ๆ ไม่เหมือน ทุกวันนี้ทำให้การก่อสร้าง การเตรียมงาน ต้องใช้ทั้งแรงงานสมอง แรงงานร่างกาย และ ด้านต่าง ๆ ตลอดจนต้องแข่งขันกับเวลาที่จำกัด ถึงแม้ว่าทุกวันนี้เทคโนโลยีจะทันสมัยแล้ว🔗
แต่ว่าแรงงานทางด้าน อุตสาหกรรมนี้ก็ยังคงจะต้องใช้การทำงานที่หนักหน่วงเช่นเดียวกับในอดีต อุตสาหกรรม การจัดนิทรรศการและการจัดประชุมในแต่ละปีนั้นสามารถสร้างแรงงานเข้าสู่ตลาดของเรา ประมาณ ๙๕,๓๑๔ อัตรา รวมไปถึงสายงานด้าน Graphic Design Content Creator Light and Sound AV Equipment หรือว่า Food and Beverage Service หรือสายงาน ทางด้าน Incentive Tour ด้วย แล้วก็รวมถึงแขนงอื่น ๆ สามารถสร้างแรงงานเข้าสู่ระบบใหญ่ ได้ประมาณ ๓๑๖,๙๗๗ อัตรา มันคือ Crossing Industry ครับ แต่หลาย ๆ อย่าง เปลี่ยนไป เมื่อโรคระบาด ตลอดจนเทคโนโลยี Disruption ค่าเงิน เศรษฐกิจโลก รวมไปถึงสถานการณ์ ทางการเมืองมันทำให้เกิดแรงงานด้านนี้ลดน้อยลงเช่นเดียวกัน คน Event Exhibition แบบเรา ๒๔ ชั่วโมงนั้นสำคัญมาก แรงงานต้องตื่นตั้งแต่ตีห้า ๖ โมงเช้าออกไปยัง Site งาน บางคนที่ต้องออกไปกับรถบรรทุกนั้นถ้าออกช้ากว่า ๘ โมงรถบรรทุกจะติดเวลาแล้วก็ Late ยาวไปจน ๑๐ โมง ทำงานก็ไม่ทัน งานส่วนใหญ่จะเริ่มตั้งแต่เช้าไปจบตามสถานที่จัดประชุม นั้นปิด เช่น ๔ ทุ่มบ้าง เที่ยงคืนบ้าง ถ้างานเสร็จก็ต้องต่อเวลา เรารอไม่ได้ เรารอเก็บงาน พรุ่งนี้ไม่ทัน เพราะว่า Event ต่าง ๆ นั้นจะเริ่มในเช้าวันถัดไป บางทีกลับมานอนไม่กี่ชั่วโมง ตีห้าก็ต้องตื่นขึ้นแล้วก็ที่ใหม่ วนไปแบบนี้เรื่อย ๆ บางงานที่จัดในห้างสรรพสินค้ากลางวันมัน ทำไม่ได้ครับท่านประธาน ต้องเข้าทำงานตอนกลางคืน แรงงานบางคนนั้นเป็นแรงงาน ก่อสร้างก็ต้องลากยาวตั้งแต่กลางวันวันหนึ่งไปยังรุ่งเช้าอีกวันหนึ่ง ไปอีกฟากหนึ่งของคน นั่งโต๊ะทำงานออฟฟิศดุเดือดไม่แพ้กัน ดีไซเนอร์คนหนึ่งไม่มีทางรับงานได้ในช่วงเวลาหนึ่ง เพียง ๑ งานเท่านั้น บางคนรับงานออกแบบ ๓-๔ งาน ยังไม่รวมถึงงานแก้ไขการทำ Detail ก่อสร้าง พวกเราชาว Designer อดหลับอดนอนเป็นเรื่องปกติ ปัญหาหมอนรองกระดูก ออฟฟิศ ซินโดรมก็ถามหา ดังนั้นแรงงานในด้านนี้ส่วนใหญ่ใช้เวลาในการทำงานมากกว่า ๘ ชั่วโมง ต่อวัน โดยเฉพาะแรงงานที่ใช้แรงกายนั้นส่วนใหญ่จะทำงานล่วงเวลาจนถึงเที่ยงคืน แต่ขณะเดียวกันสายออฟฟิศนั่งโต๊ะก็เฉลี่ยแล้วประมาณ ๘-๑๐ ชั่วโมงต่อวัน ทุกวันนี้จริง ๆ แล้วมันเพิ่มถึง ๑๙ ชั่วโมงต่อสัปดาห์เลยทีเดียว นอกจากนี้ปัจจุบันแนวโน้มของการเป็น Multi-skill เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในแรงงานสายนี้ การทำงานใน ๑ วันนั้นผลของงานต้องได้ มากกว่า ๑ แผนก ผลที่ตามมาคือการปรับตัว แล้วก็ต้องสร้างความพร้อมในการทำงาน หลายด้าน ซึ่งแน่นอนผู้ที่ปรับตัวไม่ได้นั้น ผู้ที่รับสถานการณ์เช่นนั้นไม่ได้ก็ต้องออกจาก วงการนี้หรือไม่ก็เกิดความเครียด ความล่าช้า ความเหนื่อยล้า แล้วเป็นปัญหาทางด้าน คุณภาพชีวิต สุดท้ายก็หมด Passion ในการทำงาน ท่านประธานครับ บริษัทของ ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมประเภทนี้มีทั้งผู้ประกอบการที่จดทะเบียนในรูปแบบของบริษัท แต่ก็มีจำนวนมากไม่ได้จดทะเบียนในรูปแบบบริษัท ทำอยู่ในรูปแบบบุคคล อาจจะรู้สึกว่า ง่ายต่อการจัดการ ช่างบางคนนั้นทำเป็นงานช่างมานาน อยากเป็นผู้ประกอบการบ้างแต่ว่า ไม่มีความเข้าใจในการจัดการในรูปแบบบริษัท ส่วนหนึ่งก็เลยมีการจ้างลูกน้องแบบเป็นค่าจ้าง รายวัน จริงอยู่มีการกำหนดค่าแรงนอกเวลา แต่บางรายจะไม่มีสวัสดิการ เช่น ประกันสังคม ประกันชีวิต ประกันรักษาพยาบาลในกรณีเจ็บป่วย รวมไปถึงประกันอุบัติเหตุที่เกิดจาก การทำงานในลักษณะเสี่ยง การได้รับความคุ้มครองจากภาครัฐก็ลดน้อยตามลงไป นอกจากนี้ ประเด็นวันทำงานตารางส่วนใหญ่นั้นวันชนวัน อาทิตย์ชนอาทิตย์เลยทีเดียว การจัดงาน ก่อสร้างหรือการรื้อถอนนั้นไม่เป็นเวลาตายตัว วันเสาร์ วันอาทิตย์ วันหยุดนักขัตฤกษ์เป็นไปได้ หมด เมื่อทุกฝ่ายในสายงานด้านนี้มันเชื่อมกัน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสะดุดทุกอย่าง ก็จะสะดุดตาม การหยุดลาบ่อยหรือการหยุดยาวส่งผลต่อคุณภาพของงาน ลูกจ้างบางที ถูกยกเลิกได้ง่าย ๆ ทำให้อัตราการ Turn Over ในวงการนี้ค่อนข้างสูง บางครั้งมันก็กระทบ ถึงการพัฒนาคุณภาพฝีมือแรงงานในองค์กรนี้หรืออุตสาหกรรมประเภทนี้ ส่วนใหญ่แล้วจะไป ไม่ต่อเนื่อง บางทีก็ต้องนับหนึ่งใหม่เสมอ การจ่ายเงินรางวัลอยู่ที่พื้นฐานแรงงานขั้นต่ำก็จริง แต่ท่านลองไปดูได้แรงงานส่วนใหญ่ได้มากกว่าแรงงานขั้นต่ำเยอะ แต่กระนั้นการรับเงิน แบบนั้นก็ไม่เอื้ออำนวยต่อการประเมินคุณภาพแรงงานเพื่อเป็นรากฐานในการตัดสินใจเพิ่ม เงินเดือนและผลประโยชน์ ผลเสียอีกด้านหนึ่งก็คือข้อมูลทางด้านนี้ไม่ถูกบันทึกลงไปในระบบ ต่อภาครัฐ มันทำให้จำนวนภาษีรายได้บุคคลธรรมดานั้นลดลงไป การเข้าถึงหลักประกัน สุขภาพของคนในอุตสาหกรรมนี้ก็อ่อนด้อยลงไป🔗
อีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าในสมัยก่อนแรงงานในวงการนี้มาจากทุกภาคของ ประเทศไทย แต่ว่าระยะหลังเมื่อมีการเข้ามาของแรงงานต่างด้าวทำให้ค่าจ้างรายวันต่ำกว่าเกณฑ์ แล้วทำให้เกิดการแย่งงานกันจนมาตรฐานค่าจ้างเฉลี่ยนั้นอยู่เพียงแค่ ๑๓,๙๕๘ บาทต่อเดือน เท่านั้นเอง ยังไม่รวมถึงค่าล่วงเวลา ค่าเฉลี่ยโบนัสเหล่านี้ลดลงมาตามกัน เมื่อเกิดวิกฤติ โควิด อุตสาหกรรมจัดนิทรรศการและการประชุมก็เป็นอุตสาหกรรมแรกที่ได้รับผลกระทบ หลายคนเลือกกลับบ้านต่างจังหวัด กลับไปหาโอกาสที่บ้านเกิด บางคนก็ไม่ได้กลับมา แม้ว่าวิกฤติโรคนั้นจะผ่านไป จริง ๆ แล้วเราและรัฐบาลต่างมองเห็นอุตสาหกรรม MICE และการท่องเที่ยวมีความสำคัญ เพราะว่าเป็นรายได้หลักของประเทศ เราสามารถวางแผนกระจายอุตสาหกรรมนี้ไปยังเมืองหลัก ไปยังเมืองรองได้ กลับมาสร้างงาน แล้วก็รักษาแรงงานอุตสาหกรรมนี้ได้ แรงงานไม่ต้องมุ่งหน้าเข้าเมืองกรุง อยู่อาศัยกับบุคคล ที่รักได้ตลอดเวลา ซึ่งต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาแรงงานของไทยนั้นฝีมือดี ผมเคยมีลูกค้าที่อยู่ ต่างประเทศโดยเฉพาะแถบ Southeast Asia ต้องเอาแรงงานจากบ้านเราไป ลูกค้าก็ Request แต่ทุกวันนี้รอบบ้านเราอุตสาหกรรม MICE Industry บางประเทศเท่าเราแล้วครับ บางประเทศก้าวหน้าไปกว่าเราเยอะ นั่นคือว่าเราเดินทางมานานครับ แต่ว่าเราเดินเป็นก้าว ที่ช้า ทุกวันนี้แรงงานหลายคนผละออกจากอุตสาหกรรมเช่นนี้ ลงทุนอะไรก็ไม่เท่ากับลงทุน ทรัพยากรบุคคล จริง ๆ แล้วรัฐร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มันเป็นประโยชน์มากสำหรับพวก เราชาว MICE แล้วก็ Event Exhibition เราอยากเห็นการ Balance ชีวิต การกำหนด จำนวนวันลา การกำหนดระยะเวลาทำงานในแต่ละวันในแต่ละสัปดาห์ จริง ๆ ผมอยากพูด ถึงเงินเดือนในสาย Designer เสียด้วยซ้ำ เพราะว่าทุกวันนี้มันกดทับด้วยหลายปัจจัยครับ เหลือช่องว่างให้เราเพียงนิดเดียว บางคนมีอาชีพนี้เป็นอาชีพที่ ๒ เพราะว่าเงินจากอาชีพ หลักนั้นไม่พอกับค่าใช้จ่ายในทุกวันนี้ ทั้ง ๆ ที่สายงานของเราก็สร้างคุณค่ามากมายไม่ แตกต่างกับสายงานทางด้านวิทยาศาสตร์ ดังนั้นการมองเห็นคุณภาพแรงงานด้านนี้จึงเป็น การเริ่มติดกระดุมเม็ดแรกที่ถูกต้อง ผมจึงสนับสนุนร่างหลักการนี้ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอเชิญคุณสรพัช ศรีปราชญ์ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สรพัช ศรีปราชญ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระบุรี เขต ๑ พรรคก้าวไกล วันนี้ขออภิปราย สนับสนุนร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฉบับพรรคก้าวไกล ที่เสนอโดยท่านเซีย จำปาทอง และท่านวรรณวิภา ไม้สน ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะได้รับความไว้วางใจจากพี่น้อง ชาวสระบุรีเลือกให้มาเป็นผู้แทนราษฎร ผมเองก็เคยเป็นแรงงานคนหนึ่งที่ประกอบอาชีพ วิศวกรโยธา ทำหน้าที่ควบคุมงานก่อสร้างที่เราเห็นกันอยู่ทั่วไปนี่ละครับ ผมขอสะท้อน ปัญหาในการทำงานและสวัสดิการต่าง ๆ ในสภาแห่งนี้ครับ ท่านประธานครับ ในสาขาอาชีพ ของพวกเราเมื่อจบมามีช่องทางเลือกไปปฏิบัติงานมากมาย ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน ซึ่งถ้าใครได้นายจ้างดีก็ถือว่าเป็นโชคดีที่ดี แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นคือปัญหาเวลาในการทำงาน ที่มันมากเกินกว่าสัญญาจ้าง จากที่ผมได้ข้อมูลจากเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ รวมถึงประสบการณ์ ที่พบเจอมาด้วยตัวเองก็พบว่ามีนายจ้างอยู่หลายรายที่ไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างที่ถือว่า เป็นข้อตกลงกันไว้แต่แรก ในงานก่อสร้างเกือบทุกโครงการจะมีการเร่งรัดงานอยู่เสมอครับ เนื่องจากงานก่อสร้างเป็นเป็นงานกลางแจ้ง ไม่สามารถควบคุมฝนฟ้าอากาศได้ รวมถึงสัญญา ก่อสร้างก็มีการระบุระยะเวลาก่อสร้างไว้ชัดเจน หากเกินกว่านั้นก็จะถูกปรับ ทำให้ต้องมี การเร่งรัดงานกันอยู่เสมอ ผลของการเร่งรัดงานทำให้เวลาในการทำงานจึงไม่จบที่ ๘ ชั่วโมง ต่อวัน ต้องทำงานล่วงเวลากันอยู่ตลอดเวลา จนบางวันเลิกงานกันตีหนึ่งตีสองก็มีให้เห็นกัน อยู่เป็นประจำ แต่มีนายจ้างบางรายที่ไม่ยอมจ่ายค่าล่วงเวลา โดยอ้างว่าเป็นความรับผิดชอบ ที่มันอยู่ในหน้าที่อยู่แล้ว ช่วงเวลา OT พอไหมค่าล่วงเวลาก็เลยกลายเป็นโอฟรี ท่านประธาน ครับ หากถามว่าแล้วทำไมไม่ยอมเลิกงานกลับบ้านไป จะมาอยู่ทำงานทำไม ในเมื่อเขาไม่ได้จ่ายค่าล่วงเวลาให้ เราก็อยากกลับครับ แต่ในเมื่อนายจ้างไม่ได้สั่งให้เลิกงาน และยังมีการทำงานอยู่ในโครงการก่อสร้าง ด้วยความรับผิดชอบในหน้าที่และจรรยาบรรณ ของวิชาชีพของวิศวกรทำให้ไม่สามารถทิ้งให้มีการทำงานโดยไม่มีวิศวกรควบคุมงานได้ ทุกงานที่กำลังดำเนินงานในโครงการก่อสร้างมีความอันตรายและสามารถเกิดอุบัติเหตุ ได้ตลอดเวลา ถ้าการก่อสร้างมีการปฏิบัติงานที่ผิดพลาดเกิดขึ้นก็จะเกิดความเสียหายต่อชีวิต และทรัพย์สินอีกมากมาย ท่านประธานครับ ยังมีวิศวกรบางท่านที่ถูกบังคับให้เซ็นควบคุม งานก่อสร้างเพื่อขออนุญาตก่อสร้างตามกฎหมาย หากการก่อสร้างมีปัญหาเกิดเสียหายเขา จะต้องรับผิดชอบเป็นคนแรก แล้วจะกลับไปพักผ่อนได้อย่างไรครับ นอกจากเรื่อง OT ที่มัน กลายเป็นโอฟรีแล้ว ยังมีเรื่องของสิทธิในการลา ไม่ว่าจะเป็นลากิจหรือลาพักร้อนก็ไม่เคย ได้ลาจริง ๆ ครับ อย่าเพิ่งไปพูดถึงวันลาเลยครับ วันหยุดที่มีเพียง ๑ วันต่อสัปดาห์นี้ให้มัน ได้ลาให้ได้ก่อนเถอะครับ หลังจากที่ผมได้รวบรวมข้อมูลจากเพื่อนพี่น้องในสายอาชีพนี้แล้ว พบว่าเมื่อถึงวันหยุดก็ไม่ได้หยุด เมื่อมีการเร่งงานจะมีคำขอจากนายจ้างว่าให้ช่วยกันก่อน เดี๋ยวมาสลับวันหยุดกันทีหลัง ช่วยไปช่วยมา ๑ เดือนก็แล้ว ๒ เดือนก็แล้ว สรุปกลายเป็น ไม่ต้องหยุดครับ เมื่อถึงสิ้นปีวันหยุดที่สะสมไว้ก็จะมลายหายไปทันที ถ้าหากแย่กว่านั้น -วันหยุด วันลาเหล่านี้ไม่ได้ถูกแปลงกลายเป็นค่าชดเชยเลย🔗
- - - - - - - - โดยจะถูกอ้างว่าไม่ใช้กันเองแล้วมาเรียกร้องอะไร เริ่มปีใหม่เราก็มาเริ่มกันใหม่ วนเวียน ซ้ำซากแบบนี้ไปทุกปี การที่พวกเราทำงานอย่างหนักกันแบบนี้เป็นเวลานาน หากยังปล่อยไว้ แบบนี้จะเกิดอะไรขึ้นครับ ประสิทธิภาพในการทำงานมันจะลดลง เป็นการทำให้มาตรฐาน ก่อสร้างมันลดลงไปด้วย ซึ่งงานก่อสร้างหากทำงานอย่างไม่มีมาตรฐานก็เห็นอยู่ทั่วไป เพราะว่ามันเกิดอะไรขึ้น ตึกถล่ม ตึกพัง สะพานพังก็จะมาโทษวิศวกรครับว่าไม่ควบคุมงาน ไม่ดูงาน โดยไม่ได้ดูเลยว่าเขามีเวลาหยุดงานเพียงพอหรือเปล่า ท่านประธาน หากวันนี้ สภาผู้แทนราษฎรผ่านร่างในวาระแรกให้จะดีอย่างไร ผมสรุปมาให้ดังนี้ การที่ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานเสนอให้ทำงาน ๔๐ ชั่วโมง หรือ ๕ วันต่อสัปดาห์ หากเกินต้องได้ OT ได้ค่า ล่วงเวลา จะทำให้นายจ้างไม่กล้าที่จะเอาเปรียบลูกจ้างอีกต่อไป จะมาอ้างความรับผิดชอบนั้น ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ และการกำหนดให้มีวันหยุด ๒ วันต่อสัปดาห์ นอกจากเป็นการคุ้มครอง แรงงานแล้วยังเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในอีกทางหนึ่ง ให้คนทำงานได้มีเวลาไปจับจ่าย ใช้สอยท่องเที่ยวในที่ต่าง ๆ เพราะทุกวันนี้วันหยุดลำพังเพียงแค่วันเดียว ซักผ้า ทำงานบ้าน ก็หมดเวลาแล้วครับ จะเอาเวลาไหนไปเที่ยวพักผ่อนใช้เงินครับ🔗
สุดท้ายนี้ผมจึงเห็นด้วยกับการเสนอกฎหมายฉบับนี้ที่จะทำให้ผู้ใช้แรงงาน ได้มีเวลาสมกับความเป็นมนุษย์ที่ต้องทำงาน ไม่ว่าจะทำงาน ๕ วันต่อสัปดาห์ การจ้างงาน เป็นรายเดือน วันหยุดพักผ่อนที่เพิ่มขึ้นเป็น ๑๐ วันต่อปี มีสิทธิลาคลอดที่ครอบคลุมทั้ง คู่สมรส มีรายได้ค่าแรงที่เหมาะสมกับการใช้ชีวิตประจำวัน และมีความมั่นคงในอนาคต ท่านประธานครับ ผมอยากให้ผู้ใช้แรงงานนั้นคิดว่าการทำงานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่ไม่ใช่ ทั้งหมดของชีวิตคือการทำงาน ขอบคุณครับ🔗
ขอเชิญ คุณกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ ครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม อ.เอท กันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต เขตมีนบุรีและ เขตสะพานสูง พรรคก้าวไกล วันนี้ขอร่วมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... วันนี้ อ.เอทขอมาใน Model ของ Labour เพราะ Labour แปลว่า แรงงาน L-A-B-O-U-R และเป็นแรงงานที่เป็นตัวแทนจากคุณครูครับ เพราะ อ.เอทก็เป็น คุณครูมากว่า ๒๐ ปี ทีนี้เรามาดูกันว่าคุณครูที่ อ.เอทหมายถึงนี้คือคุณครูที่สอนอยู่ ในศูนย์เด็กเล็กเราเรียกสั้น ๆ ว่า ศพด. เป็นศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ซึ่งจะมีเด็ก ๆ ที่เรา ดูแลประมาณตั้งแต่ ๓ ขวบจนถึง ๕ ขวบ ศูนย์เด็กเล็กทั่วประเทศมีอยู่ประมาณสัก ๑๗,๐๐๐ กว่าศูนย์ จะมีเด็กที่ ๆ เราต้องดูแลประมาณ ๔๕๐,๐๐๐ คน ถ้าเอาเฉพาะ ในกรุงเทพมหานครจะมีศูนย์อยู่ประมาณ ตัวเลขเดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลงนะครับ แต่ล่าสุดที่ อ.เอท Check มาประมาณสัก ๒๗๐ กว่าศูนย์ มีเด็ก ๆ ที่เราต้องดูแลตั้งแต่ ๓-๕ ขวบ ประมาณ ๑๗,๒๐๐ กว่าคน มีคุณครูประมาณสัก ๒,๐๐๐ ท่าน ถ้าเป็นคุณครูทั่วประเทศอีก ๔๐,๐๐๐ กว่าท่าน ฉะนั้นท่านจะเห็นว่าสิ่งที่ อ.เอทกำลังที่จะสะท้อนให้ท่านเห็นนี้กระทบ กับเยาวชนของเรา กระทบกับทุกภาคส่วนจริง ๆ เพราะนี่คืออนาคตของประเทศไทยครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากจะเกริ่นหรืออยากที่จะเล่าให้ท่านฟังในวันนี้ก็จะเข้าสู่ Model L-A-B-O-U-R L ตัวแรกก็คือคำว่า Leave คำว่า Leave ในที่นี้คือการลาได้ คุณครู ศพด. บอกกับ อ.เอทว่าการลาของเขาคือการตายเลยครับ คือไม่มีโอกาสได้ลาครับ หยุดก็ไม่ได้ อย่าลืมนะครับ คุณครูที่เป็นโรงเรียนประถม มัธยมมีปิดเทอม แต่คุณครูศูนย์เด็กเล็กไม่มี แม้กระทั่งปิดเทอม ลาก็โดนหักเพราะเขาได้เป็นแบบรายวัน เขาเรียกตัวเองว่าอาสา ฉะนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นนี้คือเขาทุกข์ทรมานจูงใจมาก เพราะฉะนั้นจะดีกว่าไหมครับถ้าเขาได้มีโอกาสลา ปีหนึ่งสัก ๑๐ วัน ไปทำธุรกรรมส่วนตัวของเขา หรือจะลา ๑๕ วันเพื่อไปดูแลพ่อแม่พี่น้อง หรือญาติเขาที่ป่วย นี่คือสิ่งที่ อ.เอทอยากที่จะสะท้อนท่านเห็นในตัว ๑ ตัวที่ ๒ คือตัว A A คือ Allowance แปลว่าเบี้ยเลี้ยง คุณครูเหล่านั้นถ้าจบ ปวช. ได้เงินประมาณสัก ๘,๖๐๐ บาท ถ้าจบ ปวส. หรืออนุปริญญาได้ ๑๐,๐๐๐ บาท และที่สำคัญถ้าจบ ป. ตรี ๑๕,๐๐๐ บาท ท่านลองหาร ๓๐ ดูครับ เฉลี่ยแล้วก็วันละ ๔๐๐-๕๐๐ บาท ซึ่งถ้าเกิดจบ ป. ตรี หรือต่ำกว่านั้น ยิ่งไม่ถึงครับ นี่คือสิ่งที่สะท้อนครับ และสิ่งที่สำคัญ Allowance หรือเงิน หรือเบี้ยเลี้ยงของเขา ไม่เคยได้มีการปรับขึ้นมาเลย อยู่มา ๕ ปี อยู่มา ๑๐ ปีก็เท่าเดิมครับ เพราะเขาก็คือคนที่เป็น แค่อาสามาสอนหนังสือ ท่านเห็นไหมครับว่ามุมนี้สะท้อนมาก ๆ เขาบอกเขาไม่มีกำลังใจที่จะ มาทำงานจริง ๆ ทั้ง ๆ ที่เขาดูแลลูกหลานของเรากว่า ๕,๐๐๐,๐๐๐ ชีวิตในประเทศของเรา ต่อมาครับ สิ่งที่เกิดขึ้น อ.เอทอยากจะบอกท่านไปถึงตัวที่ ๓ คือตัว B B ในที่นี้คือ Breastfeeding หรือห้องให้นม หรือห้องที่เลี้ยง Baby ท่านครับ ในประเทศเราถ้าเราไปดู จากระดับโลก World Breastfeeding ประเทศที่เป็น WBT ซึ่ง WBT นี้เขาเป็นองค์กร ที่ทำขึ้นเพื่อที่จะบอกเลยว่าประเทศของเราหรือประเทศที่มีสมาชิกอยู่ประมาณ ๙๗ ประเทศ ใส่ใจกับการที่ให้พ่อแม่มีการให้นมบุตรมากแค่ไหน ตัวเลขนี้สะท้อนมาชัดเจนครับ เขาแบ่งเป็นคะแนนเต็ม ๑๐ ประเทศเราได้ประมาณ ๔ แต้ม เต็ม ๑๐ แสดงว่าอะไร เราไม่เน้นครับ เพราะว่าการที่เราจะลาคลอดเราให้กันแค่ ๙๐ กว่าวัน ถ้าเป็น ๑๘๐ วัน จะมากไปกว่านี้ไหม หรือสถานที่ที่ทำงานต่าง ๆ ควรจะมีห้องให้นมเด็กไหม ควรจะมี การ Break Time หรือเป็นช่วงเวลาพัก Break ให้เด็ก ๆ ให้พ่อแม่ได้มีโอกาสให้นมกันไหม นี่คือสิ่งที่ประเทศเรายังขาด ประเทศเอสโตเนียเขาอันดับหนึ่ง เขาประมาณ ๘ คะแนน ๙ คะแนนเต็ม ๑๐ ของเราได้ประมาณ ๔ คะแนน น้อยมากจริง ๆ ดังนั้น อ.เอทขอวิงวอน เลยครับ เราควรที่จะมีการใส่ใจกับเรื่องนี้มากขึ้นกับเยาวชนของเรา กับเด็ก ๆ น้อย ๆ ของเรา ต่อมาเป็นตัว O O คืออะไรครับ O ในที่นี้ อ.เอทขอใช้คำว่า Overtime ก็คือเงินนอกเวลา ตอนนี้ไม่ต้องพูดถึงครับ แค่หยุดยังโดนตัดเลยครับ Overtime ในที่นี้ไม่มีโอกาส ที่จะเกิดขึ้นได้เลย ดังนั้น อ.เอทขอแค่อย่างน้อย ๆ เขาหยุดงานก็ไม่โดนหักเงิน อย่างน้อย ควรจะเป็นสวัสดิการให้กับเขาในเบื้องต้น พวกเราหยุดงานเรามีเงินถูกไหมครับ เรามีวันหยุด ถูกไหมครับ เรายังมีหยุดสมัยประชุม แต่เขาไม่มี ดูแลเด็กตั้งแต่กี่โมง บางคนบอก ๘ โมงถึง ๓ โมงเย็น ไม่มีทางหรอกครับ ส่วนมากก็ต้องเริ่มตั้งแต่ ๖ โมงเช้ายัน ๖ โมงเย็น นี่ครับคือ เสียงสะท้อนจากเขา อยากบอกว่าเขาทำงานหนักมากจริง ๆ แต่ไม่ได้ผล หรือการที่เราจะไป จ่ายเงินให้เขามันน้อยมากจริง ๆ ฝากท่านประธานครับ ดังนั้นตรงนี้คือสิ่งที่บอกครับ อย่างน้อยเขาไม่มี Overtime แต่ให้เขาหยุดเพื่อไปทำธุรกรรม ธุรการของเขาแล้วก็ไม่โดนหัก เงิน อย่างนี้ก็ถือว่าดีมากสำหรับพวกเขาแล้ว เป็นสวัสดิการเบื้องต้นครับ ต่อมาครับ ตัว U U คืออะไรครับ U คือ Unfair Unfair คือไม่เป็นธรรม เพื่อน อ.เอทพูดไปเยอะมากครับ คำว่า ไม่เป็นธรรม ในที่นี้คือชายหญิงก็เงินไม่เท่ากัน ถ้าอาชีพไหนที่เราไปควบคุม เช่น จบปริญญาตรีทำงานประเภทนี้เหมือน ๆ กัน เงินเดือนย่อมไม่ต่าง แต่เรากำลังพูดถึงอาชีพ ที่ไม่ได้ควบคุม ผู้ชาย ๑ คน สมมุติ ๑ ชั่วโมงได้ ๑ บาท ผู้หญิงทำงานแบบเดียวกัน ของประเทศไทยล่าสุดเลยครับ เขามาจากตัว World Economic Forum เขาชัดเจนครับ ประเทศไทยเราอยู่ลำดับ ๗๙ จาก ๑๕๖ ประเทศ หมายความว่าอย่างไร หมายความว่า ถ้าผู้ชายได้เงิน ๑ บาทต่อชั่วโมง ผู้หญิงทำแบบเดียวกันทุกอย่างเลยครับ ได้ประมาณ ๗๑ สตางค์ เห็นไหมต่างกันถึง ๓๐ สตางค์ นี่คือความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นระหว่างชายกับหญิง อ.เอทขอพูดในนามเราเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนทุกคน เราอยากจะให้ทุกอย่างมันดีขึ้น ในประเทศของเรา อย่างน้อยลำดับลดลงมาก็ยังดี ให้ความเหลื่อมล้ำมันลดลง และเรา ก็มาถึงตัวสุดท้ายคือตัว R ตัว R ในที่นี้คือคำว่า Reform คำว่า Reform ก็คือการปฏิรูป แรงงานไทยทั้งระบบเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของค่าจ้างที่เหมาะสม สวัสดิการที่ดี เป็นการ Upskill หรือทำให้เขามีเรื่องของความเชี่ยวชาญที่มากขึ้นเพื่อให้เขามีสิ่งที่ดีเกิดขึ้นกับเขา เพราะเราอยากจะให้เขามีคำว่า Work-Life Balance ซึ่งก็แปลว่า ทำงาน พักผ่อน แล้วก็ ใช้ชีวิต สุดท้ายนี้ อ.เอทอยากที่จะเห็นแรงงานไทยก้าวไกลทั่วโลก ต้องไม่เหมือนเดิมครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ Respect ครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ คุณบัญชา เดชเจริญศิริกุล ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม บัญชา เดชเจริญศิริกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคท้องที่ไทย ผมขออภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่กำหนด หลักการให้การแก้ไขเพิ่มเติมคำนิยามว่า นายจ้าง เพื่อให้ครอบคลุมกับการจ้างงานเพิ่มเติม จากเดิมซึ่งจะเป็นการขยายสิทธิประโยชน์ในการคุ้มครองแรงงานที่เพิ่มขึ้น และในส่วนของ การแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา ๓๙ ที่จะกำหนดให้นายจ้างต้องจัดสถานที่เหมาะสมและอุปกรณ์ ต่าง ๆ ที่จำเป็นให้ลูกจ้างสามารถให้นมบุตร หรือบีบน้ำนมในที่ทำงานไม่น้อยกว่า ๒ ครั้ง ครั้งละอย่างน้อย ๓๐ นาที ในช่วงเวลา ๘ ชั่วโมงของการทำงานตลอดเวลาอย่างน้อย ๑ ปี หลังคลอด ซึ่งจะเป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตของแรงงานและครอบครัว ด้วยความเชื่อตามโบราณที่เคยสั่งสอนกันมาว่าการเลี้ยงดูบุตรด้วยนมของมารดาจะสร้าง ความอบอุ่นในครอบครัวแล้วก็บุตรหลานให้เชื่อฟังมารดา อีกทั้งได้แก้ไขเพิ่มเติมร่าง พ.ร.บ. ที่เสนอโดยท่าน สส. วรรณวิภา ไม้สน ขออนุญาตที่ต้องเอ่ยนาม ที่ให้ใช้สิทธิลูกจ้างเพศชาย มีการลาไปช่วยภรรยาเลี้ยงดูบุตรในทำนองเดียวกับสิทธิของข้าราชการชาย ผมมีข้อสังเกต อย่างนี้ครับท่านประธาน จริง ๆ แล้วกฎหมายเรื่องแรงงานควรทำมานานแล้ว แต่สิ่งที่ห่วง อีกอย่างหนึ่งก็คือคนตกงานมากกว่า ช่วงนี้มาก ๆ เลย วันนี้เราต้องมามองความเป็นจริงกัน นิดหนึ่งว่าตั้งแต่สมัยที่หาเสียงกัน ประกาศค่าแรงขั้นต่ำ ๔๕๐ บาทบ้าง ๖๐๐ บาทบ้าง ๗๐๐ บาทบ้าง ผมดูว่ามันฝืนกับความเป็นจริงในสังคมปัจจุบัน ปัจจุบันทุกวันนี้ร้านก๋วยเตี๋ยว ข้างทางไม่มีเด็กเสิร์ฟแล้ว ผัวขายเมียเสิร์ฟ เมียขายผัวเสิร์ฟ ลูกค้าก็ต้องตักน้ำกินกันเอง เนื่องจากค่าแรงขั้นต่ำที่ลำบากอยู่แล้ว ๓๐๐ กว่าบาทในแต่ละจังหวัดก็ลำบากอยู่แล้ว ในการประกาศที่จะเพิ่มเท่าโน้น เท่านั้น เท่านี้ ผมก็ไม่รู้จริง ๆ แล้วเป็นแค่ความฝันหรือเปล่า ในความเป็นจริงมันไม่ใช่แบบนั้น จริง ๆ เราต้องให้ความยุติธรรมทั้ง ๒ ฝั่ง หมายถึงฝั่งผู้ใช้ แรงงานแล้วก็ฝั่งผู้ประกอบการด้วย จากที่เห็นในข่าวเป็นมาตลอด หยุดการจ้างงานบริษัท ใหญ่ ๆ เยอะแยะมากมาย นั่นก็คือปัญหาแรงงาน เนื่องด้วยเศรษฐกิจที่ผ่านมานี้ย่ำแย่ แล้วก็ ยังแย่อยู่ ในภาวะปัจจุบันนี้ผู้ประกอบการทั่ว ๆ ไปได้แค่ประคองธุรกิจ ประคองธุรกิจ ทำแม้กระทั่งว่าลดเวลางานจาก ๑ สัปดาห์ ๗ วัน จะเหลือแค่ ๕ วันก็มี หยุดวันอาทิตย์ก็มี จากที่เคยทำงานล้น ๆ ต้องทำ OT ปัจจุบันได้แค่ประคองเท่านั้นเองครับ ก็เป็นเรื่องที่ดีครับ ที่มีกฎหมายคุ้มครองแรงงานทั้ง ๓ ฉบับนี้ ผมเองก็ขอสนับสนุนหลักการการร่างพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอเชิญ คุณประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกล จังหวัด ปทุมธานี เขต ๗ อำเภอลำลูกกา อำเภอธัญบุรี และอำเภอหนองเสือ วันนี้ผมขอมีส่วนร่วม อภิปรายสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานทั้ง ๓ ฉบับเลย โดยขอเน้นฉบับของคุณเซีย จำปาทอง สส. แบบบัญชีรายชื่อของพรรคก้าวไกล เหตุที่เน้นของคุณเซียเพราะเป็นกฎหมาย ที่ครอบคลุมหลายประเด็นมาก ๆ ที่น่าสนใจ อย่างเช่นห้ามทำงานเกิน ๔๐ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือว่าให้แรงงานต่าง ๆ รายวันให้เปลี่ยนเป็นรายเดือน แล้วก็ยังมีอีกหลายประเด็นที่ น่าสนใจ ซึ่งผมจะพูดต่อไปนี้🔗
ประเด็นแรก ก็คือว่าห้ามเลือกปฏิบัติ หรือ Discrimination ในที่ทำงาน อันนี้ไม่ว่าจะเป็นเลือกปฏิบัติในเรื่องของเพศ เชื้อชาติ ภาษา อายุ รูปร่างหน้าตา ความพิการ ความเชื่อหรือสถานะทางเศรษฐกิจถือเป็นกฎหมายที่ก้าวหน้ามาก เพราะว่าผมเคยทำงาน อยู่ที่นิวยอร์ก ๑๐ กว่าปี เป็นทั้งพนักงาน เป็นทั้งผู้จัดการ แล้วก็เปิดบริษัทเองด้วยที่นั่น ในตำแหน่งของผู้จัดการแผนก IT ผมก็เคยประกาศหางาน แล้วก็ระบุลักษณะงาน คุณสมบัติ ชายหรือหญิงก็ได้อายุไม่เกิน ๓๕ ปี ผมได้เอาใบนี้ไปคุยกับ HR แล้วทาง HR เขาบอกว่า คุณระบุแบบนี้ไม่ได้ ผิดกฎหมาย ผมก็สงสัยมาก ๆ ถือเป็น Culture Shock ครั้งแรกเลย ที่ระบุอายุลงไปแล้วผิดกฎหมาย เพราะว่าในประเทศสหรัฐอเมริกามีกฎหมายอยู่ ๒ ฉบับ อย่างน้อย ๆ ๒ ฉบับ ฉบับแรกคือ Age Discrimination in Employment Act ซึ่งเป็น กฎหมายของรัฐบาลกลางที่ใช้ทั่วประเทศ คือห้ามการกระทำใด ๆ ที่เป็นการลดโอกาส คนทำงานที่มีอายุ ๔๐ ปีขึ้นไปครับ เพราะไม่อย่างนั้นทุกคนก็จะประกาศหางานว่าห้ามคน อายุเกิน ๔๐ ปีมาสมัคร อย่างนี้เป็นการลดโอกาสคนเหล่านั้น อันนี้เป็นการทำที่ผิดกฎหมาย อีกกฎหมายหนึ่งครับ The New York State Human Rights Law เป็นกฎหมายระดับรัฐ ในมหานครนิวยอร์กเท่านั้น ก็คือการห้าม Discrimination หรือการเลือกปฏิบัติจากลักษณะ ของบุคคล ซึ่งรวมถึงอายุด้วย ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงาน การขับออก การไล่ออก การ Promote หรือการเลื่อนตำแหน่ง หรือการเลื่อนการให้เงินเดือน ห้าม Base on อายุ อันนี้ผิดกฎหมาย ทั้งสิ้น แล้วก็มีครั้งหนึ่งที่มีผู้สมัครเข้ามา ผมเชิญเข้ามาสัมภาษณ์ ปรากฏว่าเขาเป็นใบ้แล้วก็ หูหนวก ก็มานั่งสัมภาษณ์กันโดยการพิมพ์คุยกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องระบุในใบสมัคร ของผู้สมัครว่าเป็นคนพิการ อันนี้คือการเปิดโอกาสให้กับคนพิการได้มาสัมภาษณ์ แล้วถ้า มีคุณสมบัติครบก็ได้ทำงานตามปกติ ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่ก้าวหน้ามาก ๆ แต่ที่นิวยอร์ก ที่อเมริกา เขามีแล้ว แล้วผมก็อยากให้ประเทศไทยของเราโอบรับความหลากหลาย โอบรับ กลุ่มเปราะบางเหล่านี้ให้เขามีโอกาสเท่ากับทุกคนในสังคม ให้เขาได้มีงานปกติทำเหมือน ทุกคนในสังคม โดยเฉพาะงาน IT การเป็นใบ้หรือหูหนวกไม่ใช่ประเด็นสำคัญเลยถ้าเขาทำงานได้ ผมจึงสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของคุณเซีย จำปาทอง เป็นอย่างยิ่ง และผมก็ได้รับทราบมาจากจิ้งจกในสภาว่าร่างนี้จะถูกคว่ำ เนื่องจากว่าสภา แห่งนี้เห็นว่าเป็นกฎหมายที่ก้าวหน้าเกินไป ให้สิทธิแรงงานมากเกินไปจนอาจจะทำให้ นายจ้างต้องใช้เงินเยอะ ต้องขาดทุนกำไร สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นในประเทศไทย นายจ้างกำไรอยู่แล้ว เพียงลดกำไรลงมานิดหนึ่งเพื่อจัดสรรให้กับแรงงานน่าจะเป็นเรื่องที่ดี และแรงงานทุกวันนี้เราก็เห็นอยู่แล้วว่ารายได้ของเขาไม่ได้เยอะเลย อันนี้คือเรื่องแรกของเรื่อง Discrimination ที่ผมจะพูดถึง สังคมไทยด้วยตอนนี้เป็นสังคมผู้สูงวัย ท่านประธาน น่าจะทราบแล้วว่าเราเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยเรียบร้อยแล้ว แล้วก็ประชากรไทยปัจจุบันนี้เกินครึ่ง ของประชากรไทยมีอายุมากกว่า ๔๐.๒ ปี นั่นหมายถึงว่าคนไทยกว่าครึ่งถ้าถูกขับออกจากงานแล้ว ตกงานแล้ว จะไปหางานทำยากมาก ๆ อันนี้คือกฎหมายที่ควรจะต้องเกิดขึ้น เหมือนกับที่ สหรัฐอเมริกาเขาก็เห็นปัญหาเหมือนกันว่าคนอายุ ๔๐ กว่าปีหางานทำยาก เพราะฉะนั้น เขาจึงออกกฎหมายนี้มา Age Discrimination ซึ่งจะทำให้คนอายุ ๔๐ ปีสามารถสมัครงาน ได้เท่ากับคนอื่นทั่วไป ทั้ง ๆ ที่เขามีความสามารถที่จะทำงานได้ต่อจนถึงอายุ ๖๕ ปี หรือ ๗๐ ปี ด้วยซ้ำแต่กลับถูกตัดสิทธิตรงนี้ สูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ แล้วก็ภาคแรงงานจะต้องสูญเสีย คนมีความสามารถอย่างน่าเสียดาย ซึ่งในจังหวัดปทุมธานีของผมเองก็มีคนวัยมากกว่า ๔๐ ปี จำนวนมาก นอกจากนี้เรื่องต่อไปก็คือคนปทุมธานีอีกเช่นกัน Platform Rider ก็มีจำนวนมาก อยู่เช่นกัน Rider ในประเทศไทยมี ๓๐๐,๐๐๐-๔๐๐,๐๐๐ คน แล้วที่ออกมาประท้วงกันบ่อย ๆ ที่เป็นข่าว รวมถึงมายื่นหนังสือถึงสภาของเรา อันนี้คือประเด็นที่ ๒ ที่ผมจะพูดถึงร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของคุณเซียก็คือประเด็นของ Rider ถ้าร่างกฎหมาย ของคุณเซียได้รับการรับรอง Rider ต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะได้รับการคุ้มครอง ได้รับชื่อว่า เป็นลูกจ้างเช่นเดียวกัน ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายแรงงาน ปัจจุบันนี้เกิดอะไรขึ้นครับ บริษัท Platform ให้ Rider บอกว่าเป็น Partner บอกว่าเป็น Partner เป็นผู้ร่วมงานกัน ทั้งนี้การที่บอกว่าเป็น Partner เพื่ออะไร ก็เพื่อที่จะไม่ต้องให้เขาอยู่ในฐานะลูกจ้าง ไม่ต้อง ให้ความคุ้มครองใด ๆ แล้วก็ทำสัญญาที่อาจจะไม่เป็นธรรม ที่ Rider มาร้องเรียนเพราะว่า เขาถูกลดค่ารอบ แล้วก็ต้องบริการพ่วง ต้องบริการ ๒-๓ รายการถึงจะได้ค่ารอบ ซึ่งตรงนี้คือ สัญญาจ้างที่อาจจะไม่เป็นธรรมที่เขามายื่นถึงสภา แล้วถ้าเราปัดกฎหมายฉบับนี้ตก Rider ๓๐๐,๐๐๐-๔๐๐,๐๐๐ คนอาจจะมาประท้วงท่านได้อีกรอบหนึ่ง การที่เราเป็นผู้แทนของ ประชาชน เป็นผู้แทนราษฎร ใช่ครับเราต้องเป็นผู้แทนของทั้งนายจ้างและลูกจ้าง แล้วเรา ต้องทำงานเต็มที่ แล้วเราต้องจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้กับทุกฝ่ายอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่จัดสรรให้แต่นายจ้างอย่างเป็นธรรม แล้วลูกจ้างไม่เป็นธรรม อย่างนี้ก็ไม่ถูกต้อง เช่นเดียวกัน🔗
เรื่องสุดท้าย ขออีกนิดเดียวนะครับ อัตราค่าแรงขั้นต่ำของเราปัจจุบันนี้ ก็น้อยอยู่แล้ว แล้วร่างของคุณเซียก็จะให้มีการเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำทุกปีอย่างอัตโนมัติ อย่างน้อยคือว่าเท่ากับการขยายตัวของเศรษฐกิจหรืออัตราเงินเฟ้อ ซึ่งทำให้นักการเมือง จะเอาเรื่องนี้ไปหาเสียงไม่ได้อีก นักการเมืองเราเอาเรื่องนี้มาหาเสียงกันตลอดเวลา แล้วคนที่ รับกรรมก็คือประชาชน ไม่ว่านโยบายจะทำได้หรือไม่ได้ประชาชนก็รับกรรมอยู่เหมือนกัน ขอบคุณมากครับ🔗
ขอเชิญคุณปรีติ เจริญศิลป์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ปรีติ เจริญศิลป์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี เขต ๕ ครับ วันนี้ผมขอสนับสนุน การแก้ไขร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของคุณวรรณวิภา ไม้สน ในประเด็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิลาคลอด ๑๘๐ วันครับ ผมเชื่อว่าประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ประชาชน ทั่วประเทศเขารับทราบ แล้วเขารอกฎหมายฉบับนี้เพื่อจะให้ผ่านครับ เมื่อปีที่แล้วมันเป็น นโยบายหนึ่งที่สมาชิกผมเชื่อว่ากว่า ๑๕๐ คนไปบอกกับประชาชนทั่วประเทศ เราจะเพิ่ม สิทธิลาคลอด ๑๘๐ วัน พ่อแม่แบ่งกันได้ เป็นป้ายที่ติดอยู่ทั่วประเทศ ผมเองเข้าใจปัญหาของ คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็ก เพราะนี่คือการให้เวลา ให้ความอบอุ่นกับลูก ๑๘๐ วันมีคุณค่ามาก ในการที่จะต้องดูแลลูกหลังจากการคลอด ผมขอบอกที่ไปที่มาของปัญหาครับ จากข้อมูล สถิติปี ๒๕๖๕ ทราบไหมครับ อัตราการเกิดของเด็กไทยต่ำที่สุดในรอบ ๗๑ ปี ยิ่งไปดูข้อมูล ยิ่งกว่านั้นครับ อัตราเด็กเกิดใหม่มีน้อยกว่าเด็กที่เสียชีวิต ท่านลองนึกถึงปัญหานี้ที่จะเกิดขึ้น ในอนาคต หากประเด็นนี้ผ่านไปอีกประมาณ ๒๐-๓๐ ปี จะเกิดผลกระทบอะไรขึ้น ประชากรจะน้อยลงเรื่อย ๆ ในประเทศไทย และส่งผลกระทบต่อจำนวนแรงงานที่จะเกิดขึ้น และกระทบต่อ GDP ในประเทศไทยอย่างแน่นอน ในอนาคต GDP ไทยอาจจะสูงไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ก็ได้ถ้าหากไม่มีประชากรเพิ่มขึ้น แต่สาเหตุอะไรที่ทำให้คนมีลูกน้อยไม่ค่อย อยากเกิด อย่างแรกเรื่องฐานะทางการเงิน พ่อแม่ผู้ปกครองหลายท่านก็กังวลเรื่องนี้ว่ามีลูก เกิดมาจะต้องดูแลให้ดี ต้องมีเงิน ต้องมีเวลาดูแล ถ้าหากดูแลได้ไม่ดี สู้ไม่มีดีกว่า หลายคน คิดอย่างนี้ คุณพ่อคุณแม่คิดอย่างนี้จึงไม่มีประชากรเกิดขึ้นมาตามเป้าหมายที่รัฐจะสนับสนุน วันนี้กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายให้เพิ่มประชากรเป็นวาระแห่งชาติเพราะเด็กเกิดน้อย แต่ทำไมรัฐถึงไม่สนับสนุนกฎหมายที่เอื้ออำนวยให้มีประชากรมากขึ้น เอื้ออำนวยให้พ่อแม่ ผู้ปกครองเขาอยากจะมีบุตร วันนี้เราจึงมาเสนอกฎหมายฉบับนี้ครับ อยากจะให้เพิ่มสิทธิ ลาคลอดเป็น ๑๘๐ วัน และคุณพ่อคุณแม่แบ่งกันได้ด้วย หลักการนี้คงไม่ใช่แค่ประเทศไทย ที่เราจะจัดทำขึ้นครับ มันสอดคล้องกับหลักการขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO ที่เขา บอกว่าบุตรควรได้รับนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย ๖ เดือนแรกหลังจากคลอดด้วย นี่คือ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เราจะต้องมาปรับแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับหลักการที่ทั่วโลก เขาใช้กัน วันนี้ผมจึงมาเรียนขอเพื่อนสมาชิกทุกท่านช่วยกันสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้ ให้มีการให้สิทธิลาคลอดได้ ๑๘๐ วัน แล้วก็คุณพ่อคุณแม่แบ่งกันได้ โดยการแก้ไขร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานของคุณวรรณวิภา ไม้สน ครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอเชิญคุณนพดล ทิพยชล🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นพดล ทิพยชล สมาชิกผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี เขต ๔ อำเภอปากเกร็ด เฉพาะตำบลบางพูด ตำบลบ้านใหม่ ตำบลคลองเกลือ และตำบลบางตลาด จากพรรคก้าวไกลครับ วันนี้ผมขอ มีส่วนร่วมในการอภิปรายสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานทุกร่างเลยครับท่านประธาน ที่เข้าสู่สภาของเราในการพิจารณาในวันนี้ ท่านประธานครับ วันนี้มีเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่าน ได้นำเสนอในหลากหลายประเด็นแล้ว ผมคงจะใช้เวลาไม่มาก เพียงจะอภิปรายเสริม เพื่อนสมาชิกในบางประเด็นในฐานะที่ผมเคยทั้งวิศวกรในโรงงานแล้วก็เป็นพนักงานออฟฟิศ ผมเคยทำงานในระบบประกันสังคมมาโดยตลอดเกือบ ๒๐ ปี ตั้งแต่เรียนจบการศึกษามา จนกระทั่งวันสุดท้ายก่อนที่จะมาเป็นผู้แทนราษฎรของคนจังหวัดนนทบุรีครับ ผมขอร่วม อภิปรายเพื่อเป็นปากเป็นเสียงสะท้อนปัญหาแทนพี่น้องคนทำงานใน ๔ ประเด็นดังนี้ครับ ท่านประธาน🔗
ประเด็นที่ ๑ เรื่องสวัสดิการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ท่านประธานครับ ความท้าทายที่สำคัญอย่างหนึ่งของคนทำงานคือความมั่นคงในชีวิตทางการเงิน หลังเกษียณอายุ ดังนั้นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแทบจะเป็นความหวังเดียวของคนทำงาน ที่เขาวางแผนอยากจะมีความมั่นคงทางการเงินเมื่อถึงวัยเกษียณ ๕๕ ปีครับ แต่ในปัจจุบัน กลับพบว่ามีนายจ้างเพียง ๒๒,๘๒๑ ราย หรือคิดเป็นเพียงแค่ ๔.๓ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น จากนายจ้างทั้งหมดที่มีการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้กับพี่น้องคนทำงาน นั่นหมายความว่าคนทำงานอีกกว่า ๑๒ ล้านคนที่ยังไม่มีความมั่นคงทางการเงินหลังจาก เกษียณ ต้องพูดกันตรงไปตรงมาครับท่านประธาน เงินบำนาญหรือบำเหน็จที่ได้รับจาก ประกันสังคมนั้นไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพหลังเกษียณแน่นอนครับ ท่านประธานครับ ประเทศเรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุครับ Aging Society นี่คือความท้าทายที่สำคัญของ ประเทศเรา หากว่าผู้สูงอายุมีเงินใช้ไม่เพียงพอจะกระทบกับเศรษฐกิจเราทั้งระบบ ลูกหลาน วัยทำงานที่เขาควรจะเก็บเงินไว้สร้างครอบครัวและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ ต่อไปในอนาคตก็จะต้องมีภาระมาเลี้ยงดูผู้สูงอายุ ผมจึงขอเป็นตัวแทนพี่น้องคนทำงาน เรียกร้องให้รัฐสร้างแรงจูงใจ เช่น การลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมให้กับผู้ประกอบการเพื่อสร้าง แรงจูงใจให้ผู้ประกอบการได้จัดให้มีสวัสดิการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้กับพี่น้องคนทำงาน ทุกคนครับ🔗
ประเด็นที่ ๒ การจัดหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับคนทำงานในระบบ คนทำงานในระบบมักจะบ่นกันบ่อย ๆ ครับท่านประธาน ด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจว่า คนทำงานในระบบเสียภาษีถูกต้องตามกฎหมายโดยหักจากบัญชีเงินเดือนตรงเป๊ะ ตรงเวลา ทุกเดือน เข้าใจครับว่าการเสียภาษีคือภาระหน้าที่อันพึงกระทำของคนทำงานทุกคน เหมือนที่เบนจามิน แฟรงคลิน (Benjamin Franklin) บิดาผู้ร่วมสร้างชาติของสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวไว้ว่า ๒ สิ่งที่มนุษย์เราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ๑. คือความตาย กับ ๒. คือภาษี แต่นโยบายจากภาครัฐในอดีตที่ผ่านมาคนทำงานในระบบแทบจะไม่ได้รับผลประโยชน์เลย คนทำงานต้องการทำอาชีพเสริม เช่น เปิดร้านกาแฟ หรืออยากจะเปิดร้าน Franchise ต่าง ๆ แต่พอจะขอกู้เงินจากสถาบันทางการเงินกลับได้รับอัตราดอกเบี้ยสูงที่เป็นแบบสินเชื่อ ส่วนบุคคลครับ ไม่ใช่อัตราดอกเบี้ยในระดับ SMEs ดังนั้นรัฐควรจะช่วยหาแนวทางให้ คนทำงานในระบบได้รับดอกเบี้ยเช่นเดียวกับของ SMEs เช่นกัน อย่างเช่นผมยกตัวอย่าง หากผมมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่ ๑ ล้านบาท ซึ่งผมไม่สามารถนำออกมาใช้ได้ เพราะตาม กฎบริษัทส่วนใหญ่หากลาออกจากกองทุนแล้วจะไม่สามารถกลับมาใหม่ได้อีกครั้ง ดังนั้นเงิน ๑ ล้านบาท ที่ผมมีอยู่ในกองทุนนี้ควรจะสามารถนำไปค้ำประกันกับสถาบันการเงินเพื่อให้ได้ อัตราสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำระดับเดียวกับ SMEs นี่คือ ๑ ประเด็นที่คนทำงานฝากผม เป็นตัวแทนสะท้อนปัญหาให้เขาผ่านสภาแห่งนี้ครับ🔗
ประเด็นที่ ๓ เพิ่มทางเลือกในการรับเงินเกษียณเมื่อส่งเงินสมทบเกิน ๑๘๐ งวดครับ เรื่องนี้เข้าใจว่าเป็นปัญหาค้างมาตั้งแต่รัฐบาลชุดที่แล้วครับท่านประธาน ปัจจุบันคนทำงานได้ส่งเงินสมทบประกันสังคม ๑๘๐ งวด แล้วก็มีอายุครบ ๕๕ ปีด้วย มีทั้งหมดประมาณ ๑,๘๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งเขาจะได้รับเงินเกษียณเป็นแบบบำนาญ คือได้รับ เป็นรายเดือนเท่า ๆ กันทุกเดือน แต่มีคนทำงานจำนวนไม่น้อยครับท่านประธานที่เขา เกษียณจากงานประจำแล้วแต่อยากได้เงินก้อนเพื่อไปลงทุนต่อ เพื่อความมั่นคงทางเงินให้กับ ครอบครัวของเขาในวัยหลังเกษียณ จะให้เขาไปกู้จากสถาบันการเงินดอกเบี้ยก็โหดร้าย ทารุณกับเขาเกินไปครับท่านประธาน ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่รัฐต้องแก้ระเบียบการจ่ายเงิน เกษียณสำหรับผู้ที่สมทบครบ ๑๘๐ งวด เพิ่มทางเลือกให้เขาสามารถวางแผนทางการเงิน ได้เองว่าจะรับเป็นเงินก้อนเลยเพื่อนำไปลงทุนต่อหรือว่าจะรับเป็นบำนาญรายเดือนแบบเดิม ก็ได้เช่นกันครับท่านประธาน🔗
ประเด็นที่ ๔ ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน อัตราค่าจ้างลูกจ้างรายวัน ที่ไม่เป็นธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผมยกตัวอย่างกรณีของทางหลวงชนบทในจังหวัดนนทบุรี เรื่องที่นอกจากจะเป็นปัญหาของคนทำงานแล้วยังเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน ทุกคนที่ใช้ท้องถนนยามวิกาลด้วยครับท่านประธาน หน้าที่ของกรมทางหลวงชนบทนอกจาก จะบริการประชาชนในเรื่องของถนนแล้ว ยังมีระบบแสงสว่างที่ต้องดูแลให้กับพี่น้องประชาชน ที่ใช้ท้องถนนในยามวิกาลด้วยครับ แต่ปัญหาเหล่านี้คือไฟฟ้าถนนของกรมทางหลวงติด ๆ ดับ ๆ เพราะอะไรครับ เนื่องจากเขาขาดแคลนเจ้าหน้าที่ในการซ่อมบำรุง สาเหตุก็เนื่องจาก ค่าแรงและสวัสดิการที่ไม่เป็นธรรมและไม่สร้างแรงจูงใจให้คนมาทำงานให้กับกรมทางหลวงชนบท ท่านประธาน อย่างในจังหวัดนนทบุรีพื้นที่ของผมนั้นไฟฟ้าของกรมทางหลวงชนบท มีปัญหาบ่อยและใช้เวลาในการแก้ปัญหานานมาก ผมได้เคยหารือกับทาง ผอ. กรมทางหลวงชนบท ของจังหวัดนนทบุรีถึงสาเหตุว่ามันเกิดจากอะไร ท่าน ผอ. บอกผมว่าเพราะว่าค่าแรงลูกจ้าง รายวันตามระเบียบของกรมทางหลวงชนบทจ้างได้แค่วันละ ๓๗๗ บาท วันไหนหยุดไม่ได้เงิน เฉลี่ยแล้วเขาได้รับเงินเดือนประมาณ ๙,๐๐๐ บาทต่อเดือน แถมยังเป็นลูกจ้างรายวันด้วย อย่างนี้ใครจะมาสมัครเป็นช่างไฟฟ้าให้กรมทางหลวงครับ ถึงเวลาที่รัฐต้องทบทวนค่าจ้าง ให้เป็นธรรม เปลี่ยนจากลูกจ้างรายวันให้เป็นรายเดือน พร้อมทั้งให้เขาได้รับสวัสดิการ ที่เหมาะสมให้เป็นคนที่ทำงานอย่างมีศักดิ์ศรีได้แล้วครับ🔗
สุดท้ายครับท่านประธาน ไม่นานมานี้สภานิติบัญญัติของประเทศออสเตรเลีย เตรียมออกกฎหมายให้ลูกจ้างสามารถเมินเฉยต่อนายจ้างหลังจากเวลางานได้ ไม่ว่าจะเป็น ทางโทรศัพท์ LINE หรือว่า e-Mail ก็เช่นกัน ประเทศออสเตรเลียเขาเริ่มแล้วในการให้ ความสำคัญกับชีวิตของคนทำงานทุกคน เพราะเขาเชื่อว่าผลของงานจะออกมาดีได้อย่างไร หากคุณภาพชีวิตของคนทำงานนั้นยังไม่ได้รับการดูแลที่ดีเพียงพอจากภาครัฐ แล้วเราละครับ ท่านประธาน ประเทศเราจะวาง Position ของเราไว้ตรงไหนในเรื่องของแรงงานตรงนี้ ดังนั้นผมหวังว่าสภาแห่งนี้จะรับร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานจากเพื่อนสมาชิกของทุกพรรค การเมือง ผมเน้นย้ำนะครับ ของทุกพรรคการเมือง ถึงเวลาแล้วที่ความฝันและความหวัง ของคนทำงานทุกคนจะได้ทำงานพักผ่อน Balance และใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗
ขอเชิญคุณกรวีร์ ปริศนานันทกุล ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม กรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ต้องขอบคุณ เพื่อนสมาชิกที่ได้นำเสนอกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องของการปรับปรุงแรงงานเข้ามาถึง ๓ ฉบับ ด้วยกัน เราเห็นตรงกันครับ และผมก็ฟังเพื่อนสมาชิกมาตั้งแต่ช่วงสายจนมาถึงช่วงบ่าย ผมเชื่อว่าทุกพรรคการเมืองเห็นไม่ต่างกัน เราเชื่อไม่ต่างกันในฐานะของผู้แทนราษฎรว่า เราอยากจะเพิ่มการคุ้มครองสิทธิ เราอยากเห็นสวัสดิการของแรงงานที่ดีมากขึ้น เราอยากเห็น คุณภาพชีวิตของพี่น้องแรงงานให้ดีมากกว่านี้ เราอยากเห็นความเป็นธรรมให้มันเกิดขึ้น ระหว่างผู้ประกอบการกับคนใช้แรงงาน และเช่นเดียวกันคงไม่มีใครปฏิเสธผมนะครับ ถ้าผม จะบอกว่าเพื่อนสมาชิกทุกคนที่นั่งอยู่ในสภาตรงนี้ไม่ว่าฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล ทุกคนอยาก เห็นเหมือนกันนั่นก็คือการออกกฎหมายที่เป็นธรรม ที่มันได้สมดุล และที่สำคัญก็คือ มันยอมได้จากทุก ๆ ฝ่าย ที่ต้องบอกแบบนี้ผมและเพื่อนสมาชิกพรรคภูมิใจไทยต้องกล่าว ตรงนี้เลยครับว่าผมฟังเหตุผลในการเสนอหลักการต่าง ๆ ทั้ง ๓ ฉบับ ผมยินดีครับ แล้วก็ เห็นด้วยกับการเพิ่มสวัสดิการของพี่น้องแรงงาน แต่ต้องบอกให้ชัด ๆ ตรงนี้ว่ามีบางร่างครับ ก็คือร่างของเพื่อนสมาชิกท่านเซีย ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน มีหลักการหลายอย่างที่เราไม่อาจ ที่จะรับหลักการในชั้นวาระรับหลักการ ในวาระที่ ๑ นี้ได้ ผมจะได้อธิบายด้วยเหตุผล ว่าเพราะอะไร ผมอยากจะย้ำเตือนถึงเพื่อนสมาชิกทุกคนว่าเรากำลังพิจารณาพระราชบัญญัติ นั่นก็คือกฎหมายที่มีความสำคัญ และกฎหมายนี้จะออกมีสภาพใช้บังคับทุกคนในประเทศไทย เราต้องไม่ลืมครับ หลักการสำคัญของการตรากฎหมายหลักหนึ่งเขาเรียกว่าหลักแห่ง ความได้สัดส่วนของกฎหมาย หรือภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Principle of Proportionality กล่าวคือในกฎหมายนั้นมันมีความสมเหตุสมผลไหม กฎหมายนั้นมันได้สัดส่วน มันได้สมดุล ระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายไหม กฎหมายนั้นมันไปเพิ่มสิทธิให้กับบางคนและมันไปกระทบ กับสิทธิของคนบางกลุ่มมากเกินไปหรือเปล่า กฎหมายที่ดีคือการออกกฎหมายให้มันได้ข้อสมดุลเพื่อที่จะให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องนั้น เขาสามารถที่จะใช้กฎหมายนั้นได้ด้วยความเป็นธรรมครับ ผมต้องย้ำตรงนี้เพราะเรากำลัง พิจารณาออกกฎหมาย เราจึงไม่สามารถมองแบบคนสายตาสั้นได้ครับ มองแบบคนสายตาสั้น ก็คือมองแต่เพียงระยะสั้น เสนอกฎหมายขึ้นมาเพียงเพื่อสร้างความนิยมเพียงชั่วคราว โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่มันจะเกิดขึ้นต่อประเทศของพวกเราในระยะยาวได้ เราอยู่ ในระบอบประชาธิปไตยครับ เราอยู่ในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม เสรีนิยม หน้าที่ของรัฐ มีหน้าที่ในการสนับสนุน ในการกำกับ ในการดูแลเพื่อที่จะให้หน่วยงานต่าง ๆ นั้น มันขับเคลื่อนและเดินไปตามกลไกของตลาด เราไม่ได้อยู่ในระบบสังคมนิยมที่รัฐนั้นเป็น เจ้าของและเป็นผู้รับผิดชอบผลกำไรหรือขาดทุนของการผลิตทั้งหมดอยู่แต่เพียงรัฐเดียว สุดท้ายถ้าเราอยู่ในระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม แบบทุนนิยมเสรี ผู้ประกอบการครับ ผู้ที่ลงทุนคือคนที่รับผิดชอบแบกรับผลกำไรของการลงทุนด้วยตัวเขาเอง ด้วยเหตุนี้รัฐจึง ไม่ควรไปก้าวก่าย ไม่ควรไปแทรกแซง ไม่ควรไปควบคุมจนเกินความจำเป็น และควรที่จะ เป็นผู้สนับสนุนกลไกให้มันเกิดขึ้น ไม่ใช่ใช้อำนาจรัฐ ไม่ใช่ออกกฎหมายไปทำลายกลไกของ ตลาดด้วยตัวเราเอง ผมจึงไม่แน่ใจว่ากฎหมายที่เราพิจารณากันอยู่ตั้งแต่เช้ามานี้บางฉบับนั้น มันเป็นไปตามหลักการที่ผมได้กล่าวมาหรือไม่ ถ้ามันได้สมดุลจริง ถ้ามันได้สมดุลของ กฎหมายในระดับที่รับได้ ทำไมวันนี้เราจึงเห็นเสียงที่คัดค้านอย่างมากออกมาจากอีกฝั่งหนึ่ง ของคนที่เขาได้รับผลกระทบละครับ ประเด็นที่ถกเถียงกันมาก ผมฟังมาตั้งแต่เช้า ฟังดูแล้ว เป็นประโยชน์และเป็นเจตนารมณ์ที่ดีของเพื่อนสมาชิกที่อยากจะไปคุ้มครองแรงงาน ที่อยากจะไปเพิ่มสวัสดิการแรงงาน อยากจะเห็นคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของพี่น้องชาวแรงงาน ซึ่งผมไม่ปฏิเสธหรอกครับ ไม่ว่าจะเป็นการลดชั่วโมงการทำงานต่อสัปดาห์ให้เหลือไม่เกิน ๔๐ ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นการบังคับให้เพิ่มอัตราเงินเดือนขั้นต่ำให้เป็นไปตามการเติบโตของ GDP ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนลูกจ้างรายวัน ลูกจ้างชั่วคราว ต่อไปนี้ให้เป็น ลูกจ้างรายเดือน ให้เป็นพนักงานประจำ หรือไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มสิทธิในการพักร้อน ลาป่วย ลาเจ็บ รวมไปถึงลาป่วยที่จะไปเฝ้าญาติพี่น้อง พ่อแม่ที่ป่วยด้วย ทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นจาก เจตนาที่ดีครับ ฟังแล้วดูดี เป็นประโยชน์กับลูกจ้างทั้งประเทศ แต่ข้อกังวลของผมก็คือ มันเป็นลูกกวาดที่อาบยาพิษไว้ข้างในหรือเปล่า นั่นเป็นเพียงมุมเดียว ฝั่งเดียวของเหรียญ หรือเปล่า เราต้องดูอีกด้านของเหรียญครับ ผมจึงอยากจะเสนออีกด้านหนึ่งของเหรียญ ให้สภาชุดนี้ได้พิจารณาก่อนที่เราจะลงมติกัน อะไรจะเกิดขึ้นครับ อะไรจะเกิดขึ้นกับ ผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อย SMEs ร้านอาหาร โรงแรม สถานบันเทิง ที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า มาตรการเหล่านี้มันออกมามันจะเป็นภาระ เป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ถ้าเขาไปต่อไม่ไหวแล้ว ถ้าเขาต้องปิดกิจการละครับ ถ้ากิจการเขาเสียหายแล้วเขาไม่สามารถที่จะจ้างแรงงานได้เลย แม้แต่คนเดียวละครับ และอะไรจะเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการขนาดใหญ่ อะไรจะเกิดขึ้นกับ โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ต้องเจอกับสถานการณ์ต้นทุนของแรงงานที่มีแต่จะสูงขึ้น สูงขึ้น ในขณะที่ต้นทุนทางเทคโนโลยีมีแต่จะถูกลง ถูกลง เรากำลังพูดถึงอย่างมากครับ ในเรื่องของการถูก Disruption จากสถานการณ์โควิดในช่วง ๒-๓ ปีที่ผ่านมา ท่านประธาน จะเห็นนะครับ การควบคุมสถานการณ์โควิดของประเทศไทยนั้นได้รับคำชื่นชมจากทั่วทั้งโลก แต่ถึงแม้ว่าจะได้รับการชื่นชมจากคนทั้งโลกนั้น เรามาถามคนภายในประเทศสิครับ เรายัง รู้สึกว่าประเทศไทยนั้นรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันหรือว่าการ Disruption นั้น ยังดีไม่พอเลยครับ นั่นขนาดเรามีเวลาในการเตรียมตัว นั่นขนาดเราได้รับคำชื่นชมจากทั่ว ทั้งโลกเรายังทำได้ไม่ดีพอเลย ผมขอเวลาอีกสักครู่นะครับท่านประธาน ขอบคุณครับ อะไร จะเกิดขึ้นถ้าหากว่าผู้ประกอบการเหล่านั้นเขาคิดว่าการลงทุนกับเทคโนโลยี การลงทุนกับ หุ่นยนต์ที่จะมาแทนแรงงานนั้นมันเป็นภาระที่ต่ำกว่าในการจ้างแรงงานจากกฎหมายที่เรา กำลังจะเขียนขึ้น มันจะไม่เป็นตัวเร่งให้อนาคตที่พวกเรากังวลกันอยู่นั้นมาถึงปัจจุบันให้เร็ว มากขึ้นอย่างนั้นหรือครับ แล้วแบบนี้ผลกระทบสุดท้ายถ้าเขาทนไม่ไหวเขาต้องปิดกิจการ เขาต้องเลิกจ้าง เขาต้องย้ายฐานการผลิต สุดท้ายใครรับผิดชอบครับ ไม่ใช่พี่น้องแรงงาน ที่ทำงานอยู่ทุกวันนี้จะต้องตกงานหรือครับ และอะไรจะเกิดขึ้นกับความสามารถในการ แข่งขันของประเทศ ถ้าหากว่าต้นทุนทางแรงงานของพวกเราสูงขึ้น ๆ ทุกปี ๆ การลงทุนใหม่ ๆ จากต่างชาติเขาจะมาที่ไทยหรือครับ ทุกวันนี้เราก็แข่งขันกับต่างประเทศ ด้วยต้นทุนทางด้านแรงงาน ด้วยต้นทุนการผลิตที่สูงมากกว่าต่างประเทศมากมายอยู่แล้ว และที่สำคัญที่สุดอะไรจะเกิดขึ้นกับค่าครองชีพของสินค้าต่าง ๆ ที่มันเป็นผลกระทบจาก ต้นทุนที่สูงขึ้น ไม่มีผู้ประกอบการเจ้าไหนโง่มากพอครับ ไม่มีผู้ประกอบการเจ้าไหนใจดีมาก พอที่จะแบกรับต้นทุนเหล่านั้นเอาไว้เอง เขาก็จะผลักภาระนั้นให้กับลูกค้า สุดท้ายก็ พี่น้องประชาชนแรงงานไม่ใช่หรือครับที่ต้องไปซื้อข้าวของที่มันแพงขึ้นจากท้องตลาด จากแรงงานที่เขาผลิตได้เอง ด้วยผลกระทบเหล่านี้ผมและเพื่อนสมาชิกจากพรรคภูมิใจไทย จึงอดสงสัยและต้องตั้งคำถามดัง ๆ ตรงนี้ว่า นี่คือการเปลี่ยนแปลงอนาคตของประเทศไทย ที่จะไม่เหมือนเดิมที่พวกเราอยากเห็นจริง ๆ หรือครับ ที่บอกว่าทำงาน พักผ่อน ใช้ชีวิต ผมกลัวว่ามันจะเป็นการพักผ่อนเหมือนตอนโควิดครับ เพราะไม่มีงานจะทำ และที่สำคัญ สุดท้ายมันจะไม่มีชีวิตให้ใช้🔗
สุดท้ายครับท่านประธาน ผมย้ำอีกครั้งว่าอยากเห็นกฎหมายแรงงาน ที่คุ้มครองสิทธิ ดูแลสวัสดิภาพของลูกจ้างให้ดีมากขึ้น อยากเห็นกฎหมายที่ออกแล้ว พูดแล้ว ทำได้จริง ๆ กฎหมายที่เป็นธรรมกับทุกกลุ่มได้สมดุลกับทุกฝ่ายมากกว่าจะออกกฎหมาย ที่เอาใจเพียงคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงชั่วครั้งชั่วคราวและเกิดความเสียหาย หายนะระยะยาว ให้กับประเทศ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ คุณอภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล ครับ🔗
ท่านประธานขออนุญาตนะครับ เมื่อสักครู่ทางวิปได้ประสานที่หน้าบัลลังก์ว่าทางพรรคภูมิใจไทยเนื่องจากคนอภิปรายเรามี ไม่กี่ท่านก็เลยจะขออนุญาตเป็นอภิปรายติดต่อกันครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ไม่แน่ใจว่า วิปทั้ง ๒ ฝ่ายเห็นตรงกันหรือเปล่า เพราะผมประกาศไปแล้วว่าเป็น ๑ : ๓ เพราะว่า ทางฝ่ายรัฐบาลเหลืออีกไม่กี่คน แต่ว่าฝ่ายค้านเหลืออีกเยอะเลย เหลืออีกประมาณ ๒๐ ท่าน ก็เลยต้องเป็น ๓ : ๑ เดี๋ยวจะเหลือฝ่ายเดียว แต่ถ้าวิปทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลเห็นตรงกัน ไม่ใช่ฝ่ายเดียว เห็นตรงกันผมก็ยินดีที่จะปฏิบัติครับ🔗
ได้มีการหารือกันแล้วครับ ท่านประธาน เรียนท่านประธานให้ทราบครับ🔗
ยังไม่ได้รับ การยืนยัน เดี๋ยวเอาทางนี้อีกสักคนหนึ่ง เดี๋ยวให้วิปยืนยันมา แล้วก็ผมยินดีจะเปิดอีก ๒ คน ผมต้องรักษาความเป็นกลางที่ได้ยื่นตกลงไว้แล้ว ทางวิปฝ่ายค้านยืนยันไหมครับว่าจะให้ ทางนี้ ๓ คน🔗
ยืนยันให้ท่านประธานด้วยครับว่า ได้มีการหารือแล้วก็ไม่ได้ขัดข้อง🔗
เชิญครับ ถ้าอย่างนั้น ก็จะได้ให้ทางนี้ เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม นนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ ท่านอภิสิทธิ์ก็กำลังมา เดี๋ยวให้ทางพรรคภูมิใจไทยอภิปรายต่อเนื่อง อีกท่านหนึ่งก็ได้ครับ🔗
ต่อเนื่องอีก ๒ ท่าน นะครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ก็ต้องขอบคุณตัวแทนจากฝ่ายค้านด้วย ที่ให้โอกาสพรรคภูมิใจไทยได้อภิปรายต่อเนื่องกัน ๓ ท่าน เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายธนยศ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคภูมิใจไทย วันนี้ผมขออนุญาตร่วมอภิปรายต่อร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ก่อนอื่นต้องขอบคุณผู้เสนอร่างทั้ง ๓ ท่านที่ตั้งใจแล้วก็นึกถึง เห็นใจ เห็นความสำคัญของ พี่น้องแรงงานทุกคน ผมเองเห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๓ ฉบับ แต่อย่างไรก็ดีผมเอง ก็มีข้อสังเกตที่จะชวนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกร่วมกันวิเคราะห์ถึงผลกระทบที่จะ เกิดขึ้นถ้าเรารับร่างพระราชบัญญัติของคุณเซีย จำปาทอง ขอสไลด์ด้วยนะครับฝ่ายโสต ไปหน้า ๓ เลยครับ🔗
ประการแรก ผลกระทบต่อนักลงทุน ไม่ว่าจะ เรื่องค่าแรงหรือว่าผลิตภาพของแรงงานในประเทศ หรือการลงทุนจากต่างประเทศ รวมถึง ผลกระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศเองเช่นกัน ท่านประธานครับ ตารางนี้แสดงถึง วันทำงานตามกฎหมายตามพระราชบัญญัติที่บังคับใช้อยู่เปรียบเทียบกับร่างแก้ไข ซึ่งจะเห็น ได้ว่าวันทำงานรวมทั้งหมด จากเดิม ๒๘๙ วัน ถ้าเป็นร่างพระราชบัญญัติที่แก้ไขใหม่จะเหลือ รวมวันทำงานทั้งหมด ๒๑๘ วัน ซึ่งก็โดยหลักใหญ่ใจความก็จะเพิ่มขึ้นจากวันหยุดประจำ สัปดาห์จาก ๕๒ วัน เป็น ๑๐๔ วัน แล้วก็การเพิ่มวันลาไปดูแลบุคคลอื่นอีก ๑๕ วัน ให้เห็น ถึงว่าวันทำงานจะลดลงไปกว่า ๓๒ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างไร ผมจะเสนอต่อไป ข้อมูลชุดต่อมาจะเป็นข้อมูลที่แสดงถึงค่าแรงขั้นต่ำรายเดือนตามกฎหมายเดิมที่ให้ทำงาน ได้ถึง ๔๘ ชั่วโมง หรือว่าประมาณ ๖ วันทำงาน ก็จะอยู่ที่ประมาณ ๑๐,๘๙๐ บาท แต่กฎหมายที่จะแก้ไขใหม่ให้ทำงานได้ไม่เกิน ๔๐ ชั่วโมง หรือว่า ๕ วันทำงาน ถ้าท่าน ประธานเป็นนายจ้างก็คงมีไม่กี่ทางเลือกครับ ถ้าไม่ลงทุนเพิ่มก็ผลิตสินค้าได้น้อยลง แต่ว่า ถ้าท่านประธานต้องการจะคงกำลังการผลิตไว้ให้ได้เท่าเดิมก็ต้องจ่ายค่าแรงรวมค่าล่วงเวลา ที่เพิ่มมากขึ้นถึง ๑๓,๐๖๘ บาท หรือกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ นี่ยังไม่นับแรงงานลูกจ้างรายวัน ที่ต้องโดนบังคับให้จ้างงานเป็นรายเดือน ในกรณีนั้นสูงถึง ๓๘ เปอร์เซ็นต์ สิ่งที่ผมพยายาม จะอภิปรายไม่ใช่เพื่อต้องการที่จะปกป้องนายจ้าง แต่ผมพยายามปกป้องผลประโยชน์ของ พี่น้องประชาชนทุกคน ผมเห็นด้วยที่เราจะเพิ่มค่าแรง ให้แรงงานได้ทำงานน้อยลง พักผ่อน มากขึ้น รวมถึงได้ใช้ชีวิตตามต้องการ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องเพิ่มศักยภาพ เพิ่มผลิตภาพ ของแรงงานเพื่อที่จะแข่งขันกับเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน จากผลวิจัยของมหาวิทยาลัย หอการค้าแสดงให้เห็นว่าอัตราค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นเพียงแค่ ๑ บาท จะส่งผลต่อเม็ดเงินในการ ลงทุนของต่างชาติกว่า ๕.๔ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ท่านประธานทราบไหมว่าปัจจุบัน ASEAN ของเราเป็นเขตเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดอันดับ ๔ ของโลก ซึ่งทำให้นักลงทุนต่างชาติอยากเข้ามา ลงทุนเป็นจำนวนมาก ข้อมูลชุดนี้เป็นข้อมูลของสภาอุตสาหกรรมที่ชี้ให้เห็นถึงผลิตภาพ แรงงานประเทศต่าง ๆ ใน ASEAN ในช่วงปี ๒๕๖๐-๒๕๖๑ ค่าเฉลี่ยของผลิตภาพต่อชั่วโมง ASEAN อยู่ที่ ๓.๖ ส่วนในประเทศไทยอยู่ที่ ๓.๘ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย แต่การคาดการณ์ ในปี ๒๕๖๓-๒๕๖๘ ผลิตภาพต่อชั่วโมงของแรงงานไทยจะต่ำกว่าหลายประเทศใน ASEAN รวมถึงค่าเฉลี่ยใน ASEAN ด้วยครับ และยิ่งมากไปกว่านั้นถ้าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ได้ผ่านไป แน่นอนครับ ผลิตภาพแรงงานของเรายิ่งต่ำลงไปอีก และแบบนี้เราจะดึงดูด นักลงทุนได้อย่างไรครับท่านประธาน นอกเหนือจากผลกระทบต่อนักลงทุนชาวไทยและ ชาวต่างชาติ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนทุกคนครับ ไม่ว่าจะเรื่องสินค้า และบริการที่ราคาสูงขึ้นสืบเนื่องมาจากภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ และยิ่งส่งผลกระทบ ต่อกำลังการซื้อของพี่น้องประชาชนที่จะลดน้อยลงทำให้เกิดการชะลอตัวของเศรษฐกิจ อีกทั้งถ้าผู้ประกอบการไม่สามารถแบกรับต้นทุนจากวันลาที่เพิ่มมากขึ้นก็ต้องหันไปพึ่งพา เทคโนโลยี หุ่นยนต์ ลดกำลังการผลิต หรือแม้กระทั่งลดจำนวนแรงงาน ซึ่งก็จะทำให้แรงงาน จำนวนมากต้องตกงานครับ ธุรกิจจำนวนมากที่ชาวต่างชาติมาลงทุนเมื่อต้องพบกับต้นทุนที่มากขึ้นก็อาจจะย้ายฐาน การผลิตไปที่อื่นที่คุ้มค่ามากกว่าบ้านเราครับ จดหมายต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเพียงองค์กร ส่วนหนึ่ง ไม่ว่าจากฝั่งนายจ้าง เช่น สภาอุตสาหกรรม หอการค้า หรือจะเป็นฝั่งลูกจ้างที่ผม ได้มีโอกาสได้พูดคุยด้วยก็เห็นถึงผลกระทบมหาศาลต่อสภาพสังคม เศรษฐกิจ ที่จะเกิดขึ้น หาก พ.ร.บ. ฉบับนี้บังคับใช้ ขอเวลาอีกนิดหนึ่งครับท่านประธาน เราจะทำอย่างไร ถ้านายจ้างหันไปใช้เทคโนโลยี ไม่ว่าจะ AI หุ่นยนต์แทนแรงงาน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้สะท้อน ให้เห็นว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่เพียงแต่ไม่ครอบคลุมและไม่รอบด้าน แต่ไม่เท่าเทียม ไม่ยุติธรรม และไม่ยั่งยืนครับ สุดท้ายนี้เราไม่ใช่ตัวแทนของนายจ้าง เราไม่ใช่ตัวแทนของ ลูกจ้างเพียงอย่างเดียว แต่เราคือตัวแทนของพี่น้องประชาชน เราคือผู้แทนราษฎรซึ่งมีหน้าที่ ตรากฎหมายเพื่อผลประโยชน์อันสูงสุดของพี่น้องประชาชนทุกคน ด้วยผลกระทบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเรื่องแรงงานที่อาจจะตกงานมากขึ้นหรือสินค้าและค่าครองชีพที่จะเพิ่มมากขึ้น ผมจึง ไม่อาจรับร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของนายเซีย จำปาทอง ได้ ขอบคุณครับ🔗
เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพงศ์ จากพรรคก้าวไกลครับ🔗
ประท้วง🔗
มิได้ครับ ต้องขอประทานโทษ เนื่องจากเราอยู่สภาเดียวกันก็จะอะลุ่มอล่วยกันครับ ท่านผู้แทนจากพรรคภูมิใจไทย จะอภิปรายเป็นท่านสุดท้าย แล้วหลังจากนั้นคงเป็นคิวของพรรคก้าวไกลคือคุณอภิสิทธิ์ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ก็เป็นไปตามนี้ คุณธนาอีกท่านเดียว แล้วก็จะเป็นของพรรคก้าวไกลอีก ๓ ท่าน เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ธนา กิจไพบูลย์ชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขต ๓ พรรคภูมิใจไทย ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยกระผมเห็นด้วยกับทั้ง ๒ ร่างของท่าน สส. วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ จากพรรค ภูมิใจไทย แล้วก็ของท่าน สส. วรรณวิภา ไม้สน จากพรรคก้าวไกล แต่ผมขออนุญาต ไม่เห็นด้วยกับร่างของท่าน สส. เซีย จำปาทอง โดยส่วนตัวผมเห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมาย เพื่อเพิ่มผลประโยชน์ให้แก่ลูกจ้างและแรงงานที่เขาจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่กับ วันหยุดที่มากจนเกินไป ต้นทุนการผลิตที่มากขึ้น อย่างเช่นท่าน สส. ธนยศ ทิมสุวรรณ ได้กล่าวอ้างมาก่อนหน้านี้ วันนี้ผมจำเป็นต้องลุกขึ้นมาอภิปรายก็เพราะด้วยความรัก และความห่วงใยที่มีต่อพี่น้องผู้ใช้แรงงานทุกท่าน และรวมไปถึงกลุ่มที่กำลังจะเข้าสู่ ตลาดแรงงานในอนาคตครับ เนื่องจากตลาดแรงงานนั้นไม่ได้มีแต่เพียงฝั่งนายจ้างหรือลูกจ้าง หากแต่เราในฝ่ายนิติบัญญัติจะเทความสำคัญในด้านใดด้านหนึ่งมันเป็นไปไม่ได้ครับ ท่านประธาน เราควรแก้ไขพระราชบัญญัติให้เกิดความสมดุลระหว่างลูกจ้างและนายจ้าง ซึ่งมันจะส่งผลดีต่อแรงงานของไทย ทุกท่านลองคิดตามผมว่าถ้าต้นทุนต้องเพิ่มขึ้นถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ SMEs ในประเทศไทยจะกระทบแค่ไหน ถ้ามีการเลิกจ้าง SMEs หรือโรงงาน มันจะกระทบเศรษฐกิจแบบลูกโซ่ครับ ไม่ว่าจะเป็นแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง ไม่ว่าจะเป็น การเก็บภาษีซึ่งมันจะกระทบต่อฐานเศรษฐกิจในประเทศอย่างมาก ผมมีข้อมูลที่น่าสนใจครับ ท่านประธานและเพื่อนสมาชิก ท่านทราบไหมว่า SMEs ที่มีอัตราส่วนเป็น ๙๙.๕ เปอร์เซ็นต์ ของประเทศในปี ๒๕๖๖ ที่ผ่านมากรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ มีรายงานไว้ว่า SMEs ในประเทศปิดกิจการไปแล้วกว่า ๑๗,๕๘๕ ราย ซึ่งมันกระทบและสร้างความเสียหาย เป็นมูลค่าถึง ๑๐๗,๗๒๘.๙ ล้านบาท โดย ๓ ภาคธุรกิจที่ถูกเลิกกิจการมากที่สุดได้แก่ ก่อสร้าง ธุรกิจร้านอาหาร และอสังหาริมทรัพย์ ตามลำดับครับ เราทุกคนทราบอยู่แล้วว่าสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันเราได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์โลก หรือสงครามในภูมิภาคยุโรปและตะวันออกกลาง มันส่งผลกระทบกับประเทศไทยมากน้อยแค่ไหน เรามีการส่งออกและการท่องเที่ยว เป็นเศรษฐกิจหลัก ถ้าสมมุติวิกฤติในเศรษฐกิจโลกยังไม่มีท่าทีว่าจะหยุดมันจะยิ่งฉุดรั้ง ให้เศรษฐกิจของโลกแย่ขึ้นไปอีกครับ และเมื่อเศรษฐกิจไทยฝืดเคืองพี่น้องประชาชนย่อม เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบริโภคโดยหันมารัดเข็มขัด ใช้จ่ายน้อยลง SMEs ไทยที่มีการแข่งขัน สูงอยู่แล้วก็ถูกบีบให้ยอดขายลดลงจนปิดกิจการตามตัวเลขที่ผมได้กล่าวอ้างไว้ก่อนหน้านี้ ทุกท่านคงจะเห็นว่าหากร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานของท่าน สส. เซีย จำปาทอง ประกาศใช้ จะส่งผลกระทบให้ต้นทุนในการผลิตมากขึ้นถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ผมจึงฝากถามไปยังพี่น้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในห้องนี้ ทุกท่านจะเลือกซ้ำเติม SMEs ไทยภายใต้วิกฤติเศรษฐกิจ แบบนี้อีกหรือครับ ผมเองรู้ครับ รู้ถึงความรู้สึก เพราะผมเคยเป็นทั้งนายจ้างและลูกจ้าง มาก่อน รู้ถึงความยากลำบากของพี่น้องแรงงานทุกท่าน แต่ทุกท่านต้องเข้าใจว่าเรากำลังจะ เผชิญกับวิกฤติ Digital Disruption แล้วทุกสายอาชีพครับ ไม่เว้นแม้แต่ สส. ในสภาแห่งนี้ เรากำลังจะถูกทดแทนโดยเทคโนโลยีหุ่นยนต์ AI แต่ร่างที่เสนอมานั้นกำลังจะเป็นตัวเร่ง เร่งให้เกิดเหตุการณ์ Digital Disruption เหตุการณ์นี้จะเกิดอะไร มันจะทำให้คนตกงาน มากขึ้นครับ ในระหว่างที่พวกเราในสภาแห่งนี้อยากเห็นนักลงทุนต่างชาติ อยากเห็นนักธุรกิจ ขนาดใหญ่เข้ามาลงทุนในประเทศเรา เราเชิญครับ เราไปเชื้อเชิญนักลงทุนต่างชาติ แล้วก็ นักลงทุนในประเทศให้ขยายการผลิตและย้ายการผลิตมาที่ประเทศไทยเพื่ออะไรครับ เพื่อจะได้ เพิ่มการสร้างงานให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชนชาวไทย พวกเราในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ เราเองที่จะเป็นฝ่ายสกัดการลงทุนในประเทศและต่างประเทศที่จะเข้ามาในประเทศด้วยการ เขียนกฎหมายที่จะทำให้ต้นทุนของเขาเพิ่มขึ้นถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ผมเองได้มีโอกาสพูดคุยกับ เจ้าของแรงงาน เจ้าของแรงงานเขาบอกผมว่าอย่างไรรู้ไหมครับ เขาเองได้มีการวางแผน ใช้แรงงานหุ่นยนต์และเทคโนโลยี AI มากขึ้นเรื่อย ๆ อยู่แล้ว เนื่องจากเครื่องจักรไม่รู้จัก เหน็ดเหนื่อย ไม่ต้องพัก เสียก็เปลี่ยนได้ทันที แต่จะมีเพียงแค่ ๒ เหตุผลที่เขายังจะจ้าง แรงงานที่เป็นมนุษย์ คือ ๑. ทักษะแรงงาน และ ๒. ความยืดหยุ่นในการทำงานครับ ท่านประธาน ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนั้นแสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเราควรจะใส่ใจกับการสร้าง งานที่มีคุณภาพ ยกระดับฝีมือแรงงาน เพิ่มทักษะด้านความสามารถ ทุกท่านคิดว่ามันจะ ไม่ดีกว่าหรือครับ การที่มีวันหยุดมากจนเกินไปมันกระทบต้นทุนถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ๒๐ เปอร์เซ็นต์นี้เจ้าของธุรกิจอาจถึงขั้นล้มละลายเลย เลิกกิจการไป จากต้นทุนที่สูงขึ้นถึง ๑ ใน ๕ ทำให้พี่น้องตกงาน แถมยังสร้างเงื่อนไขให้เงินทุนทั้งในและนอกประเทศ ไม่สนใจ เข้ามาลงทุนในประเทศ เนื่องจากต้นทุนการผลิตในประเทศอื่น ๆ ผมย้ำว่าประเทศเราตอนนี้ สู้ประเทศอื่นไม่ได้ แล้วลูกหลานเราจะมีงานทำหรือครับ สุดท้ายนี้ครับท่านประธาน ผมขอเห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานของท่าน สส. วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ และท่าน สส. วรรณวิภา ไม้สน เพราะผมมีความมั่นใจว่าผลประโยชน์ที่พี่น้องแรงงาน จะได้รับ เขาจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี แต่มันจะไม่กระทบต่อภาระค่าใช้จ่ายของฝ่ายนายจ้าง จนเกินไป และสร้างความสมดุลที่เหมาะสมกับตลาดแรงงานของไทยครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะนักศึกษาสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เขตดุสิต จำนวน ๕๙ ท่าน ยินดีต้อนรับ ต่อไปเชิญ ฝ่ายค้าน ๓ ท่าน เชิญท่านอภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม อภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ก่อนอื่นผมต้องขอชื่นชม กับร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๓ ฉบับที่นำเสนอในครั้งนี้ เพราะเนื่องจากว่าเป็นการช่วยเหลือ ในกลุ่มที่ใช้แรงงานซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในร่างพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงานของการท่านเซีย จำปาทอง กับคณะ เนื่องจากว่ามีเนื้อหาหลายอันที่กระทบ กับใจผม โดยเฉพาะงานในกลุ่มที่เราทำงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ก็คือแรงงานสร้างสรรค์ ในประเด็นเนื้อหาของแรงงานในส่วนอื่น ๆ ผมเชื่อว่าเราหลายท่านได้เห็นได้ฟัง กับที่ เพื่อนสมาชิกได้พูดไปแล้ว แต่ในเฉพาะตัวแรงงานสร้างสรรค์เองซึ่งมันเป็นอาชีพใหม่ มันเป็น อาชีพที่มีวิธีการทำงานที่แตกต่างจากคนอื่น เราเห็นโลกพัฒนาไปกับอาชีพที่เรามักจะใช้ คำว่า Freelance หรือคนที่เขาเป็นคนทำงานอิสระ ซึ่งเป็นอาชีพที่ทั่วโลกบอกว่ามันจะโตขึ้น เรื่อย ๆ กับคนที่ทำงานประจำจากเช้าจนถึง ๕ โมงเย็น แต่คนที่ทำอาชีพอิสระนี้เขาจะ ไม่ทำงานตามเวลา ไม่ทำงานตามสถานที่ แล้วก็วิธีการจ้างก็ต่างจากคนอื่น เราลองกลับมาดู ในตัวเลขสิครับ ผมขอสไลด์ที่ ๑ ขึ้นครับ🔗
ในสไลด์นี้เราจะเห็นตัวเลขว่า ในประเทศไทยเราเองมีแรงงานสร้างสรรค์อยู่เป็นจำนวนถึง ๕๐๐,๐๐๐ คน จากจำนวนแรงงาน ที่เรามีกว่า ๑ ล้านคนเป็นแรงงานสร้างสรรค์เสียเกือบครึ่ง ๔๗ เปอร์เซ็นต์ เป็นแรงงาน สร้างสรรค์ แล้วก็สัดส่วนของแรงงานสร้างสรรค์หรือแรงงานที่ทำไม่ตามเวลานี้เพิ่มขึ้น มากเรื่อย ๆ นับจากปี ๒๕๖๑ จนมาถึงปี ๒๕๖๓ สัดส่วนของแรงงานสร้างสรรค์นี้สูงขึ้น เรื่อย ๆ ถึงแม้ว่าจำนวนแรงงานภาพรวมจะลดน้อยลง เหตุผลเพราะว่าเนื่องจากเรามี เทคโนโลยีอื่น ๆ เพิ่มมากขึ้น อันนี้เป็นทิศทางอันหนึ่ง เป็นทิศทางที่สำคัญว่าวิธีการคิดในการ จัดการกับแรงงานนี้มันอาจจะต้องเปลี่ยนแปลงใหม่ เพราะเนื่องจากเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้น โอกาสของคนที่ทำงานมันเป็นโอกาสใหม่ ๆ วิธีการใหม่ ๆ เรายังมีแรงงานสร้างสรรค์ที่อยู่ ในระบบและนอกระบบ ดูในสไลด์ถัดไปเราจะเห็นได้ว่าสัดส่วนแรงงานที่ทำงานนี้มันไม่ได้อยู่ ในระบบอย่างเดียว แล้วก็สัดส่วนมันก็จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จากเมื่อก่อนตัวเลขอยู่ที่ ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ ในวันนี้ตัวเลขที่ทำงานกลุ่มสร้างสรรค์นี้ผมค้นตัวเลข ล่าสุด คือปี ๒๕๖๑ ก็เพิ่มขึ้นมาเป็น ๒๗ เปอร์เซ็นต์ ถ้ามันเป็นตามบัญญัติไตรยางค์ของ ตารางนี้สัดส่วนมันจะเพิ่มสูงมากขึ้น ผมเชื่อว่าตอนนี้แตะ ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ไปแล้ว ส่วนแรงงานสร้างสรรค์ที่ทำงานในอุตสาหกรรม แล้วก็ทำงานไม่เต็ม ๓๕ ชั่วโมง คือมาตรฐาน ของ DCMS บอกว่าถ้าเผื่อเราทำงานเกิน ๓๕ ชั่วโมงถือว่าเป็นแรงงานที่ทำงานเต็มเวลา แต่เรามีคนที่ทำงานที่ต่ำกว่า ๓๕ ชั่วโมง คือในเส้นสีฟ้าตัวเลขมันเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับ ปี ๒๕๖๒ กับปี ๒๕๖๓ เป็น ๔ เท่าตัว เพราะฉะนั้นในความหมายของร่าง พ.ร.บ. ของท่าน สส. เซีย จำปาทอง ได้เขียนไว้ ในมาตรา ๔ ก็คือแก้ความหมายของลูกจ้าง ให้เปลี่ยนนิยามลูกจ้างครอบคลุมทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการจ้างที่เป็นแบบที่เรียกว่าเป็นพวก Freelace เป็นแรงงานอิสระ คนที่ Self Employment คือจ้างตัวเองในการทำงานเพื่อให้ได้รับผลประโยชน์ ได้รับการคุ้มครอง ในระหว่างที่ป่วย ในระหว่างที่ตกงาน ในระหว่างที่เมื่อหมดอายุการทำงานได้ เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่เราเตรียมการในการตอบโจทย์กับโลกปัจจุบันเพิ่มมากขึ้น และประเด็นที่สำคัญในสไลด์ต่อไปเราจะเห็นได้ว่าในกลุ่มนี้มันมีหลายอาชีพในแรงงาน สร้างสรรค์ที่ต้องการความปลอดภัยในการทำงาน เช่น ในกลุ่มนักแสดงที่เราเรียกว่า Stuntman เราต้องการชั่วโมงทำงานที่มันตอบคุณภาพของชีวิตทำงาน ๘ ชั่วโมง แต่เมื่อเขา ทำงานในภาวะที่จำเป็นที่จะต้องทำงานเกิน ๘ ชั่วโมงเป็น ๑๒ ชั่วโมง บางครั้งเป็น ๑๖ ชั่วโมง มันจะต้องมีกฎหมายเข้ามาควบคุมเพื่อชดเชยกับวิธีการทำงานที่ยอมรับว่า ใช้เวลานานมากกว่า หรือการทำงานในเด็กและเยาวชนในกลุ่มนักแสดง ในสไลด์ต่อไป เราจะเห็นได้ว่าใน พ.ร.บ. อันนี้มันจะต้องช่วยสร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพของ คนทำงานสร้างสรรค์ เพราะว่าในคนทำงานสร้างสรรค์นี้ที่ทำงานต่ำกว่า ๒๔ ชั่วโมง ในบางส่วนมันเหมือนกับใกล้กับคนที่รายได้แทบจะเหมือนกับคนที่ว่างงาน เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อเราสามารถที่จะแก้ไขสิทธิประโยชน์บางอย่างให้เขาได้เพื่อให้ในช่วงที่เขามีรายได้น้อย ได้มีผลชดเชยจากการทำงานอื่น ๆ จากรายได้ใน พ.ร.บ. สิ่งที่มันเป็นอันตรายในอันสุดท้าย ลองดูสไลด์สุดท้ายท่านจะเห็นตัวอย่างว่ามันมีอุบัติเหตุในกองถ่ายจนถึงการเสียชีวิต ในต่างประเทศ หรือแม้กระทั่งในประเทศไทย นักแสดง Stuntman หลายคนที่เป็น อัมพฤกษ์ อัมพาต แล้วประเด็นสุดท้ายจริง ๆ ก็คือแรงงานที่เป็นแรงงานอิสระ ปัญหาเขา ก็คือเขาถูก Treat ในระบบซึ่งแตกต่างกับคนอื่น เวลาไปกู้เงินก็ดี เวลาจะไปจำนองของ จำนองบ้านก็ดี เวลาจะไปทำบัตรอะไรก็ดีเขาไม่มีเอกสารต่าง ๆ ที่จะไปโชว์ ไม่มี Slip เงินเดือน เพราะฉะนั้นผมอยากให้ตัว พ.ร.บ. นี้มันควบคุมถึงในแง่ของประสิทธิภาพ ทางสังคมให้ด้วยครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านธิษะณา ชุณหะวัณ ครับ ใช้เวลา ๑๐ นาที🔗
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน ธิษะณา ชุณหะวัณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขต ๒ พรรคก้าวไกลค่ะ ดิฉันขอร่วมอภิปรายสนับสนุนร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. คุ้มครอง แรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่ถูกเสนอโดยเพื่อนสมาชิกพรรคก้าวไกล คุณเซีย จำปาทอง และคุณวรรณวิภา ไม้สน การแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีสาระสำคัญอยู่ ทั้งหมด ๑๐ ประเด็น ซึ่งเพื่อนสมาชิกหลายท่านก่อนหน้านี้ก็ได้พูดไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ประเด็นเรื่องการทำงานเกินเวลาโดยที่ไม่ได้รับ OT การลาหยุดได้ ๑๐ วันต่อปี การลาดูแล ผู้ป่วย การทำสัญญาจ้างแบบรายเดือนแทนรายวัน แล้วก็เรื่องรวมแรงงานนอกระบบเข้ามา อยู่ข้างในระบบค่ะ ครั้งก่อนหน้านี้ดิฉันก็คงได้อภิปรายสนับสนุนเรื่องดังกล่าวกัน อย่างครบถ้วนแล้ว แต่ประเด็นที่ดิฉันต้องการให้ความสำคัญก็คือมาตรา ๑๕ ของ พ.ร.บ. ดังกล่าวหรือการเลือกปฏิบัติในพื้นที่ทำงานกับท่านประธาน พระราชบัญญัติเดิม มาตรา ๑๕ ให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างและหญิงเท่าเทียมกันในการ จ้างงาน เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพของงานไม่อาจปฏิบัติเช่นนั้นได้ ร่างแก้ไขใหม่ มาตรา ๑๕ ให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่เลือกปฏิบัติ ไม่แสดงออกถึงการกีดกัน แบ่งแยกจำกัดสิทธิโดยเหตุผลความแตกต่างทางเชื้อชาติ ภาษา เพศสภาพ ความทุพพลภาพ สภาพร่างกาย สถานะทางเศรษฐกิจ ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือการเห็นต่าง ทางการเมือง ผู้อื่นที่ไม่ได้รับสิทธิที่เขาพึงจะได้ตามกฎหมายตามความในวรรคหนึ่ง ครอบคลุมถึงการสรรหา คัดเลือก และการทำงานในสถานประกอบการ การเพิ่มค่าจ้าง การเลื่อนตำแหน่ง ตลอดจนสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ที่ลูกจ้างพึงจะได้รับสิทธิ ตามกฎหมายทั้งชายและหญิงโดยเท่าเทียมกันในการจ้างงาน เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพ ของงานไม่อาจปฏิบัติเช่นนั้นได้ อย่างที่ระบุในรายละเอียดเบื้องต้นของร่างรายงานประกอบ พิจารณาร่างกฎหมายนี้จนถึงปัจจุบัน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานถูกบังคับใช้มากว่า ๒๐ ปี แล้วค่ะท่านประธาน มีการแก้ไขอยู่หลายครั้ง แต่ก็ยังไม่มีครั้งไหนเลยที่ยังยืนยันและปกป้อง สิทธิของแรงงานได้อย่างเท่าเทียมกัน และไม่มีครั้งไหนเลยที่จะยืนยันถึงการเคารพของ ความแตกต่างและหลากหลายและไม่เลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะในเรื่องของอัตลักษณ์ทางเพศ ร่างแก้ไขเพิ่มเติมของ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฉบับนี้จะเป็นการแก้ไขครั้งแรกที่ยืนยันถึง หลักการของความเท่าเทียมบนพื้นฐานของความแตกต่างในโลกใบนี้ค่ะท่านประธาน ตั้งแต่ อดีตจนถึงปัจจุบันมนุษย์เราไม่ได้มีเพียงเพศชายและหญิงตาม Bible แต่เรามีวิถีชีวิตและ อัตลักษณ์ที่หลากหลายจนเราไม่จำเป็นต้องนิยามความเป็นเพศลงในตัวบุคคลด้วยซ้ำ นอกเหนือจากเหตุผลด้านสุขภาพ และประเทศไทยเราก็เคยโฆษณาว่าเป็นประเทศ ที่เปิดรับความหลากหลายค่ะท่านประธาน บุคคลข้ามเพศโด่งดังไปทั่วโลก เป็นที่ยอมรับ ระดับประเทศ ดึงนักท่องเที่ยวมากมาย มีนักแสดง นักกฎหมาย นักการเมืองและอีกหลาย สาขาอาชีพที่มาจากบุคคลข้ามเพศและกลุ่มเพศหลากหลายค่ะ กลับมาดูร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญที่เกี่ยวกับการประกอบอาชีพและกิจกรรม ทางเศรษฐกิจ กฎหมายสำคัญที่ใช้ในการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์กลับระบุเป็น เพียงเพศชายและเพศหญิงเพียงเท่านั้น นอกเหนือจากนั้นดิฉันยังไม่เคยรับทราบมาก่อน ซึ่งในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรู้สึกละอายใจเป็นอย่างยิ่งค่ะ จากรายงานของ Trans Talents พบว่ากว่า ๗๗ เปอร์เซ็นต์ของบุคคลข้ามเพศถูกปฏิเสธการจ้างงานมากกว่า Gay Lesbian และ Bisexual เสียอีกค่ะเมื่อเปรียบเทียบกับบุคคลที่มีอัตลักษณ์ทางเพศ ตรงกันข้ามกับเพศสภาพแล้ว กลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศต้องพบปัญหาและ อุปสรรคในการเข้าทำงานมากกว่าถึง ๓ เท่าค่ะท่านประธาน จากรายงานของ Trans Talents ดังกล่าวที่ดิฉันพูดถึง นี่คือคำพูดของคุณนิกกิ ภิญญาปิญชาน์ หนึ่งในบุคคลข้ามเพศ และผู้ก่อตั้ง Trans Talents ค่ะ เช่นเดียวกันกับรายงานของ World Bank หรือธนาคารโลก ในปี ๒๐๑๗ สรุปชัดเจนว่าการถูกเลือกปฏิบัติของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศเกิดขึ้น มากที่สุดในสถานที่ทำงาน และรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ตามระดับความเข้มข้นของการข้ามเพศ ทางกายสภาพ ซึ่งคนข้ามเพศจะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงมากที่สุดในบรรดากลุ่มผู้ได้รับ ความหลากหลายทางเพศค่ะ ทั้งนี้การแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๕ ของพระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงานยังเป็นไปเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการในรัฐธรรมนูญซึ่งระบุไว้ในมาตรา ๒๗ ซึ่งระบุว่า การเลือกปฏิบัติไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ไม่ว่าด้วยเหตุผลแตกต่างทางถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางร่างกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจ หรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรมหรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัด ต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือเหตุอื่นใดจะกระทำมิได้ ประกอบกับในปี ๒๕๕๘ สภานิติบัญญัติก็ได้มีการผ่าน พ.ร.บ. ความเท่าเทียมระหว่างเพศออกใช้บังคับ ซึ่งก็ได้เน้นย้ำ ให้กำหนดในการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมทางเพศจะกระทำมิได้เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะ ทางตรงหรือทางอ้อมจะเป็นความผิด ต้องชดเชยให้กับผู้เสียหายถ้ามีการเลือกปฏิบัติ ดังนั้น การแก้ไขมาตรานี้จึงสำคัญเป็นอย่างยิ่งเพื่อทำให้สอดคล้องกับระบบกฎหมายทั้งในส่วนของ รัฐธรรมนูญและในส่วนของพระราชบัญญัติค่ะ อีก ๑ ประเด็นสำคัญที่ดิฉันอยากชวน ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกทุกคนพิจารณาในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วค่ะ ซึ่งล้วนมีการ ระบุถึงการขจัดการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมทางเพศในที่ทำงานในบางประเทศถึงขนาด มีระบุออกมาเป็นกฎหมายเฉพาะ เช่น พระราชบัญญัติความเท่าเทียมในการจ้างงาน The Employment Equity Act ของประเทศไอซ์แลนด์ซึ่งมีการบังคับใช้ในระหว่าง ปี ค.ศ. ๑๙๙๘-๒๐๑๕ พ.ร.บ. ความเท่าเทียมทางเพศของสหราชอาณาจักรออสเตรเลีย แคนาดา สวีเดน สเปน เดนมาร์ก และอีกหลายสิบประเทศก็ล้วนมีตรากฎหมายเพื่อยืนยันถึง หลักการนี้แล้วทั้งสิ้น หากประเทศไทยอยากพัฒนาตนเองไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว และให้ ความสำคัญกับความเท่าเทียม สิ่งนี้ก็คือเงื่อนไขสำคัญที่เราจะต้องเร่งมือทำอย่างจริงใจ และจริงจัง และพวกเรายังหวังว่าจะลงสมัครในตำแหน่งคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่ง สหประชาชาติจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้ายังไม่มีความเคารพในความแตกต่างทางเพศ โดยสรุปแล้ว ดิฉันขอเน้นย้ำไปยังท่านประธานและเพื่อนสมาชิกในสภาทุกท่านว่าการแก้ไขมาตรา ๑๕ ของ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานเพื่อหลักการไม่เลือกปฏิบัติและขยายขอบเขตการคุ้มครอง แรงงานให้ชัดเจน สอดรับบริบทบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ ผู้เห็นต่างทางการเมือง ผู้มีความทุพพลภาพ และความเชื่อทางศาสนาที่หลากหลายซึ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้น ซึ่งกำลัง ได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสกับระบบแรงงานของพวกเรา ปัญหานี้ถ้าไม่แก้ไขตอนนี้ ก็คงไม่รู้ว่าจะไปแก้ตอนไหน ไม่มีเหตุผลไหนเลยที่เราจะไม่ช่วยกันรับรองสิทธิเสรีภาพและ คุ้มครองสิทธิของแรงงานให้ได้เท่าเทียมกับพวกเรา ผลประโยชน์ที่เราได้รับคือผลประโยชน์ ต่อประเทศนี้ ต่อระบบเศรษฐกิจและต่อสังคมของพวกเรา พวกเราไม่มีอะไรจะต้องสูญเสีย มีแต่จะได้ประโยชน์ ดิฉันจึงขอให้เพื่อนสมาชิกได้เห็นชอบในร่างแก้ไขนี้ทั้ง ๒ ร่างของ พรรคก้าวไกลเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นและผลักดันสิทธิของแรงงาน ให้คนไทยได้รับความเคารพ และอยู่เหนืออำนาจเงินตรา ถูกปฏิบัติเยี่ยงมนุษย์ในที่ทำงานค่ะท่านประธาน เราปฏิเสธ ไม่ได้ว่าเราอยู่ในระบอบทุนนิยมที่มีความเหลื่อมล้ำค่อนข้างสูง เช่น ความเหลื่อมล้ำระหว่าง นายทุนและลูกจ้าง เพราะมันเป็นธรรมชาติของระบบทุนนิยมอยู่แล้ว เนื่องจากทฤษฎีของ การประกอบธุรกิจระบบทุนนิยมเราต้องเอากำไรและลดค่าใช้จ่ายถูกไหมคะ การพัฒนา ทางเทคโนโลยีก็ทำให้เกิดการทดแทนของมนุษย์และแรงงานด้วยเครื่องจักรกลที่จะลด การจ้างงานในประเทศ ค่าแรงขั้นต่ำ และการแทนที่ของเครื่องจักรกับแรงงานก็มากขึ้น ลดต้นทุนการผลิตใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นการได้รับสวัสดิภาพที่เท่าเทียมของแรงงาน การพัฒนาทักษะทางเทคโนโลยีของแรงงานก็เป็นเรื่องที่เราจะต้องสนใจ เนื่องจากประเทศ ของเรามีความเหลื่อมล้ำและช่องว่างความมั่งคั่งสูงที่สุดในโลก ตามรายงานของ Credit Suisse รายงานว่าความมั่งคั่งทั่วโลกตาม Databook เขียนไว้ว่า ๑ เปอร์เซ็นต์ของคนที่ ร่ำรวยในประเทศไทยควบคุมความมั่งคั่งของประเทศได้มากถึง ๖๗ เปอร์เซ็นต์ การที่มี ความเหลื่อมล้ำสูงทำให้ชนชั้นแรงงานไม่สามารถขึ้นไปอยู่บนยอดของพีระมิดของประเทศ ได้เลย หรือเป็นเพราะการผูกขาดทางการค้า หรือในระดับของชนชั้นกลางก็ยิ่งยาก และความอยุติธรรมทางการแข่งขันทางการค้าภายในประเทศบวกกับไม่มีสวัสดิการที่ดีให้กับ ชนชั้นแรงงาน ให้ทุกคนมีสิทธิในการตั้งตัว เงินบำนาญต่าง ๆ การสนับสนุนธุรกิจรายย่อย หรือสิทธิของแรงงานที่กำหนดอยู่ใน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานของพรรคก้าวไกล อย่างไรก็ดี อย่าลืมว่าถ้าเราจะยึดหลักของระบบสังคมนิยมประชาธิปไตยอย่างในประเทศยุโรป ตอนเหนือหรือสแกนดิเนเวีย คือการที่รัฐกำหนดนโยบายที่ส่งเสริมด้านความยุติธรรมในการ แข่งขันทางการค้า ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจภายใต้ระบอบทุนนิยม กระจายรายได้ ควบคุมเศรษฐกิจเพื่อประโยชน์โดยรวม และการต่อสู้กับระบอบทุนนิยมที่ตามธรรมชาติ มีความเหลื่อมล้ำสูงให้มีความเท่าเทียมมากยิ่งขึ้น เราไม่สามารถปฏิเสธระบบทุนนิยมเสรีได้ ถูกต้อง เพราะเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องแข่งขันและประเทศมหาอำนาจต่าง ๆ ก็สนับสนุนระบบนี้ในการค้าเสรีหรือ Free Trade ค่ะ แต่เราสามารถที่จะลดความเหลื่อมล้ำ ให้กับพี่น้องแรงงานได้โดยสร้างสวัสดิการที่เท่าเทียมและสิทธิของแรงงานอย่างเท่าเทียมตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานของพรรคก้าวไกลค่ะท่านประธาน และการพัฒนาทักษะของพี่น้อง แรงงานให้เข้ากับเทคโนโลยี นวัตกรรม การเข้าถึงการศึกษาที่เท่าเทียม เพราะแรงงานคือ ผู้สร้างชาติ ไม่ใช่ทรราชตนใด ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านธีรัจชัย พันธุมาศ ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตหนองจอก เขตมีนบุรี เขตลาดกระบัง พรรคก้าวไกล ขออนุญาตท่านประธานในการอภิปรายร่างกฎหมายของ ท่านวรรณวิภา ไม้สน กับท่านเซีย จำปาทอง ส่วนที่ผมติดตามมาตลอดก็คือในเรื่องของการจ้างเหมางานภาครัฐ ซึ่งสร้างความไม่เป็นธรรม กับแรงงานหรือพี่น้องประชาชนซึ่งเป็นคนทำงานเหมือนกัน แต่ได้รับการคุ้มครอง ไม่เหมือนกัน ทั้งที่ประเทศเรานั้นมีกฎหมายคุ้มครองแรงงานมาตั้งนานแล้ว ในส่วนของ จุดเปลี่ยน สืบเนื่องจากวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๑๑ คณะรัฐมนตรีได้มีความเห็นชอบกับ มาตรการปรับขนาดกำลังคนภาครัฐ ลูกจ้างประจำ โดยให้ส่วนราชการยุบตำแหน่ง ข้าราชการที่เกษียณอายุราชการ ลูกจ้างประจำหมวดแรงงานที่ว่างลง ให้ทบทวนงาน ที่สามารถถ่ายโอนให้เอกชนรับไปดำเนินการแทน และให้ส่วนราชการเร่งดำเนินการจ้างเหมา บริการ ท่านประธานครับ จุดตรงนี้เป็นจุดเปลี่ยนทำให้หน่วยราชการนั้นไม่ต้องจ้างงาน และไม่ต้องรับผิดชอบในลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว จุดสำคัญคือสถานะของคนที่ถูก จ้างงานในภาครัฐก็คือ ๑. ข้าราชการ ๒. คือพนักงานของรัฐ ๓. คือลูกจ้างประจำ ๔. ลูกจ้าง ชั่วคราว แต่มีอีกส่วนหนึ่งลูกจ้างเหมาบริการเกิดเมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ปี ๒๕๔๑ นี้เอง นั่นหมายความว่าเขาได้จ้าง ลูกจ้างเหมาบริการหรือจ้างเหมาภาครัฐนั้นมีจำนวนไม่น้อยกว่า ๘๐๐,๐๐๐ คนในประเทศไทย แต่การจ้างนั้นไม่ได้ระบุว่าเป็นฝ่ายการจ้างบุคลากร แต่เป็น การจ้างด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและบริการพัสดุภาครัฐ นั่นเขาไม่ได้ตีเรื่องของเป็นคน แต่เรื่อง ของการจ้างบริการ การจ้างภาครัฐนั้นมีทั้ง ๒ แบบ แบบที่จ้างโดยบริษัทหรือนิติบุคคล หรือคณะบุคคล หรือการจ้างโดยตรง เฉพาะโดยตรงนั้น ๘๐๐,๐๐๐ คน คนเหล่านี้ พี่น้อง เหล่านี้ที่เป็นลูกจ้างเหมาภาครัฐลำบากครับ เวลาป่วยไม่สามารถได้รับสวัสดิการ เจ็บป่วย รักษาเอง ไม่มีสวัสดิการอะไรให้เลย มันต่างจากลูกจ้างอื่น เวลาขาดงานถูกหักเงินจาก ค่าเหมาบริการออกไป เวลาเกษียณไม่มีบำเหน็จบำนาญ เวลาตายไม่มีเงินชดเชยใด ๆ ทั้งสิ้น และการประกันสังคมบางทีก็ไม่ได้เหมือนกับลูกจ้างเหมาบริการ หรือลูกจ้างเอกชน ซึ่งได้รับ การคุ้มครองแรงงานตามกฎหมายแรงงาน นี่คือความเหลื่อมล้ำมากที่สุดที่มันเกิดขึ้นกับ ประเทศนี้สำหรับคนทำงานเหมือนกัน ประเด็นอยู่ที่ว่าหน่วยราชการซึ่งควรจะเป็นแบบอย่าง ที่ดีในการจ้างงานแต่มิได้กระทำ ผมอ้างตัวเลขนิดหนึ่ง ข้าราชการที่หน่วยราชการ สังกัด ฝ่ายบริหารมีทั้งหมด ๒,๖๖๙,๐๓๙ คน ส่วนท้องถิ่นมีประมาณ ๔๘๖,๕๕๖ คน นอกฝ่าย บริหารมีทั้งหมด ๔๓,๕๑๑ คน นั่นหมายถึงว่าสภาผู้แทนราษฎร องค์กรอิสระ ศาล องค์กร อื่น ๆ ที่ไม่ได้อยู่กับอำนาจของฝ่ายบริหาร ซึ่งรวมทั้งหมดมีประมาณ ๓ ล้านกว่าคน แต่มี อีกส่วนหนึ่งก็คือการจ้างเหมาบริการที่เกิดมาวันที่ ๖ พฤษภาคม ปี ๒๕๔๑ นั่นก็คือ มีอีกประมาณ ๘๐๐,๐๐๐-๑,๐๐๐,๐๐๐ คน ตรงนี้เป็นแค่การจ้างพัสดุจ้างเหมางาน และ สวัสดิการเขาไม่ได้ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่แก้ไขมาตรา ๔ ของท่านวรรณวิภา ไม้สน ก็ระบุไว้ชัด ระบุว่าให้หน่วยราชการ ภูมิภาค ท้องถิ่น ส่วนกลาง รัฐวิสาหกิจ หน่วยงาน ของรัฐที่ตั้งโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา ในหน่วยงานข้างต้นได้มี พระราชบัญญัติ กฎกระทรวง ระเบียบ ประกาศ หรือหลักกฎหมายอื่น ๆ ได้บังคับแล้ว ให้กฎหมายนั้นหากมีบทบัญญัติให้ดำเนินสิทธิประโยชน์ของผู้ปฏิบัติงาน แรงงาน ข้าราชการ พนักงานราชการและลูกจ้าง หรือมาตรฐานในการคุ้มครองแรงงานต่ำกว่ากำหนด ในพระราชบัญญัตินี้ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน อันนี้คือจุดสำคัญนะครับ หมายความว่า ถ้ามีกฎหมายฉบับนี้ แล้วก็ผ่านสภาแห่งนี้ออกบังคับใช้ นั่นคือในส่วนของผู้ปฏิบัติงาน นั่นคืออาจจะเป็นลูกจ้างเหมาภาครัฐจะได้รับการคุ้มครองนี้ สิ่งที่ระบุว่าต่ำกว่ากฎหมาย แรงงาน นั่นคือไม่มีสวัสดิการต่าง ๆ ก็จะมีขึ้น ในส่วนของการรักษาพยาบาลต่าง ๆ ที่ไม่เคยมี ก็จะมีขึ้น คุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน วันหยุด วันลาต่าง ๆ ก็จะมีในส่วนนี้ให้ แล้วก็ ในส่วนของการที่จะพ้นตำแหน่งจะมีเงินสะสม มีประกันสังคม มีอะไรขึ้นมาโดยไม่น้อยกว่า พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน ตรงนี้เป็นมิติใหม่ของการร่างกฎหมายก้าวหน้าขึ้นในการคุ้มครอง กฎหมายภาครัฐ ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ ที่ร่างนี้อาจจะไม่ได้ครอบคลุมทั้งหมด แต่มันสามารถ ที่จะเข้าไปในวาระที่ ๒ สามารถปรับให้คุ้มครองแรงงานทั้งหมดได้ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผม ได้ต่อสู้มาตลอด ๔ ปี ตอนเป็น สส. สมัยแรก ผมยื่นกระทู้ไปประมาณ ๔ ครั้ง และสอบถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมาตอบแต่ละครั้งก็ไม่สามารถตอบได้ แต่เมื่อล่าสุด ผมประชุมวิปฝ่ายค้าน เขาบอกว่าที่ผมได้กระทู้ไป ๔ ครั้งนั้น ตอนนี้เขาได้ร่างเป็นร่าง มาประกบร่างนี้ด้วย ก็ต้องขอแสดงความยินดีกับพี่น้องเป็นผู้จ้างเหมาแรงงานภาครัฐ ประมาณ ๘๐๐,๐๐๐-๑,๐๐๐,๐๐๐ คนที่จะได้กฎหมายฉบับนี้ และขอให้ท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรทุกท่านได้โหวตรับร่างนี้ นอกจากนั้นในส่วนของร่างของท่านเซีย จำปาทอง ไม่ว่าการเปลี่ยนเงินรายวันเป็นรายเดือน เดือนหนึ่งเท่ากับ ๓๐ วัน ค่าแรงขั้นต่ำต้องขึ้นทุกปี การลาดูแลผู้ป่วย พื้นที่ปั๊มนมในที่ทำงาน ทำงาน ๔๐ ชั่วโมง หรือ ๕ วันต่อสัปดาห์ ลาหยุด ๑๐ วันต่อปีสะสมได้ และห้ามเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน สิ่งเหล่านี้เป็นอีกร่างหนึ่งที่จะคุ้มครอง แรงงานของพี่น้องแรงงานของประเทศนี้ให้ได้รับการคุ้มครองแรงงานตามมาตรฐานสากล ของประเทศที่พัฒนาแล้ว ดังนั้นผมจึงขอกราบเรียนท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้โปรด ช่วยกันให้ผ่านทั้ง ๒ ร่าง ทั้งร่างของท่านเซีย จำปาทอง และท่านวรรณวิภา ไม้สน และหวังว่า เราคงได้ทำในวาระ ๒ และทุกร่างด้วย หมายถึงร่างของรัฐบาล ร่างของพรรคภูมิใจไทยด้วย หวังว่าจะได้ทำร่วมกัน แล้วก็สร้างกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่ดีที่สุดเท่าที่มีในประวัติศาสตร์ครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านนพพล เหลืองทองนารา ครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอเรียกฝ่ายรัฐบาลต่อ เชิญท่านธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ครับ🔗
เรียนท่านประธาน ที่เคารพดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ดิฉันขอร่วมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่สภาของเรา กำลังอภิปรายกันในขณะนี้ ถือเป็นความน่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน นั้นได้เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เพราะว่าในสิ่งที่พวกเราได้ดำเนินการไม่ว่า จะเป็นในเรื่องของการรับฟังความคิดเห็น การขึ้นเวทีเสวนาต่าง ๆ ที่มีพี่น้องผู้ใช้แรงงาน มาร่วมกันเสนอความคิดเห็นกันอย่างมากมาย เราได้รอโอกาสที่จะเห็นถึงสวัสดิการที่ดี เห็นถึงการดูแลจากทางภาครัฐที่ดีมาอย่างยาวนาน แล้ววันนี้ดิฉันคิดว่าเป็นอีกก้าวหนึ่งที่เรา จะประสบความสำเร็จไปอีกขั้นหนึ่งในการเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับพี่น้องที่ใช้แรงงาน อยู่ในขณะนี้ด้วย ท่านประธานคะ ดิฉันคิดว่าในวันนี้ถือว่าเป็นอีกจุดหนึ่งที่สะท้อนถึง ความจริงใจของทางรัฐบาลที่อยากจะแก้ไขปัญหานี้ค่ะ ทั้งที่ทางรัฐบาลนั้นได้นำเสนอ นโยบายต่าง ๆ มากมายที่เกี่ยวกับทางผู้ใช้แรงงาน แต่ดิฉันก็ต้องเรียนว่าอาจจะมีปัญหาติดขัด ที่ยังไม่สามารถปฏิบัติได้ ดิฉันขอยกตัวอย่างว่าดิฉันได้เคยมีโอกาสเข้าร่วมเดินขบวนพร้อมกับ ผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศในวันที่ ๑ พฤษภาคมของทุก ๆ ปีที่ถือเป็นวันแรงงาน ในวันนั้น จะเป็นการรวมตัวของผู้ใช้แรงงานมากมายที่จะมีข้อเรียกร้องต่าง ๆ เสนอเข้ามา แล้วก็เป็น พลวัตที่สำคัญ เป็นสิ่งที่ทุกคนจะมามีส่วนร่วมกันในการที่จะร่วมกันเสนอความคิดเห็น จนมาเป็นร่าง พ.ร.บ. ที่เราได้พิจารณากันในวันนี้ ในปี ๒๕๕๔ ในสมัยที่ดิฉันได้ดำรงตำแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในครั้งแรก ซึ่งในขณะนั้นท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แล้วก็ได้เคยประกาศนโยบายในการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น ๓๐๐ บาททั่วประเทศ ท่านประธานทราบไหมคะ หลังจากการดำรงตำแหน่งเพียงแค่ ๓ เดือน เท่านั้น รัฐบาลในสมัยนั้นก็สามารถที่จะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ๓๐๐ บาททั่วประเทศได้เลย ภายใต้ หลักคิดที่ว่าทุก ๆ คนมีความเท่าเทียมกัน ทุก ๆ คนต้องเท่ากัน ฉะนั้นสิ่งที่ทางพรรคเพื่อไทย ได้ดำเนินการมาโดยตลอดในเรื่องของการนำเสนอและการประกาศนโยบายเราคิดค้นภายใต้ หลักคิดนี้ค่ะ เราอยากที่จะให้ทุกคนนั้นได้รับการดูแลจากทางภาครัฐอย่างเท่าเทียม จนเป็น ที่มาของการประกาศนโยบายของพรรคเพื่อไทยในปี ๒๕๖๖ นี้ที่มีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ในระยะเวลาที่เราได้ประกาศเอาไว้ ดิฉันมั่นใจว่าถ้าหากเราเองมีเสียงที่เพียงพอ มีเสียง ทั้งในสภาแล้วก็การทำงานร่วมกันกับฝ่ายบริหาร การขึ้นค่าแรงให้กับพี่น้องประชาชนก็คงจะ ไม่ไกลเกินเอื้อม สามารถที่จะร่วมมือกันที่จะสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับพี่น้องผู้ใช้แรงงานได้ ท่านประธานคะ ในพื้นที่เขตลาดกระบังดิฉันขออนุญาตยกตัวอย่างให้ฟังว่ามีนิคมอุตสาหกรรม ลาดกระบัง ในพื้นที่ติดกันที่จังหวัดสมุทรปราการมีหลาย ๆ นิคมอุตสาหกรรมค่ะ เป็นการ รวมตัวกันของพี่น้องจากหลาย ๆ พื้นที่เข้ามา ต่างคนต่างที่มา ถ้าหากว่าเขาเองได้มาทำงาน แล้วก็อยากที่จะสร้างครอบครัวขึ้น ถ้าหากว่าเขาต้องไกลบ้าน ไกลคุณพ่อคุณแม่มา ในการที่เขาจะสร้างครอบครัวหรือการที่จะวางแผนครอบครัว ได้มีบุตรในการสืบทอดทายาท หรือว่าอยู่ในวงครอบครัวนั้นก็คงจะเป็นเรื่องยากถ้าหากว่าไม่มีใครที่จะมาดูแลบุตรหลาน ของเขาถ้าหากเขาให้กำเนิดเด็กขึ้นมา ในเรื่องนี้ดิฉันจะชี้ว่ามันมีความสอดคล้องกับนโยบาย ในการเพิ่มจำนวนประชากรของทางรัฐบาลในขณะนี้ พวกเราได้รับรู้สถานการณ์ที่วิกฤติอยู่ ในขณะนี้ว่าการเกิดของเด็กมีจำนวนน้อยในปัจจุบันมาก ๆ แล้วก็ในอนาคตนั้นก็เป็นที่ น่าเป็นห่วงว่าจำนวนจะน้อยลงเรื่อย ๆ ฉะนั้นถ้าหากว่าเราสามารถปรับปรุงกฎหมายให้บิดา หรือมารดาที่สร้างครอบครัวแล้วก็ให้กำเนิดบุตรนั้นสามารถที่จะมีวันลาคลอด แล้วก็ ได้ค่าตอบแทน ได้เงินเดือนกลับมาด้วย ดิฉันคิดว่าจะเป็นสิ่งหนึ่งที่จะทำให้คนเป็นพ่อเป็นแม่ ได้คิดแล้วว่าเมื่อลูกออกมาแล้วเขาสามารถที่จะมีเวลาที่เพียงพอในการมาดูแลบุตรหลาน ในการที่จะมาทำให้ลูกของเขาได้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ทั้งหมดทั้งมวลคือแนวคิดที่มี ความสอดคล้อง มีความประสานกันได้อย่างเหมาะสมและลงตัวที่สุด ฉะนั้นถ้าหากว่า เราสามารถที่จะปรับปรุงในเรื่องของวันลาคลอดของมารดาได้ แล้วก็ให้บิดาสามารถที่จะลา วันทำงานเพื่อที่จะมาร่วมกันดูแลบุตรหลานของเขาได้ ดิฉันคิดว่าเป็นสิ่งที่เราต้องช่วยกัน สนับสนุนให้ประสบความสำเร็จแล้วก็เป็นไปได้จริงค่ะ ดิฉันยังมีความเข้าใจในเรื่องของ ความเดือดร้อนของพี่น้องชาว Rider ที่ทำงานอยู่ในขณะนี้ หรือแม้แต่อาสาครูพี่เลี้ยงเด็ก ขณะที่อาจจะไม่ได้รับสวัสดิการอย่างดีพอจากทางภาครัฐเพราะว่าเขาอาจจะถูกจัดในส่วน ของผู้ที่อาสาเข้ามาหรือว่าต้องรับสภาพในเงื่อนไขที่ถูกกำหนดไว้แล้ว แต่ถ้าหากว่า มีกฎหมายใด ๆ ที่จะทำให้เขานั้นได้รับสวัสดิการจากทางภาครัฐได้เท่าเทียมกับกลุ่มคนผู้ใช้ แรงงานไทยที่ถูกต้องตามกฎหมาย ดิฉันคิดว่าท่านก็น่าจะเป็นโอกาสอันดีที่เราจะร่วมทำกัน ในครั้งนี้เลย จากตารางที่ทางสภาได้กำหนดให้ ที่ดิฉันถืออยู่ในมือนี้ที่จะมีการแก้ไข มาตรา ๖ ให้เพิ่มความในมาตรา ๔๑/๑ ที่ระบุไว้ว่า ให้ลูกจ้างชายมีสิทธิลาเพื่อช่วยเหลือภรรยา ซึ่งคลอดบุตรได้ตามที่ตกลงในสัญญาจ้างหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน นี่ก็เป็นอีกมาตราหนึ่ง ที่ดิฉันขอสนับสนุนว่ามีความเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งในการที่จะระบุให้ถึงความชัดเจนว่า ทางบิดาก็สามารถที่จะลาเพื่อจะไปช่วยเหลือภรรยาในการดูแลบุตรได้เช่นเดียวกัน และเอกสาร ที่ทางสภาได้จัดไว้ให้หน้า ๓-๒๔ รายงานเรื่อง Working Time and Work-Life Balance Around the World ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือว่า ILO ที่เราได้พูดกันถึง ในขณะนี้ ระบุว่าการลดชั่วโมงการทำงานให้มีความยืดหยุ่นสามารถช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ องค์กร และประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานให้ดีขึ้นได้ รวมถึงช่วยให้พนักงานและ ครอบครัวสามารถมีสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตและการทำงาน นี่คือเรื่องหนึ่งที่อยู่ในวงสนทนา ของน้อง ๆ ที่กำลังจบการศึกษาในขณะนี้ พวกเขาอยากที่จะมีเวลาที่ดีในการทำงาน รวมถึง มีความสมดุลในการที่จะทำให้ชีวิตของเขานั้นได้พักผ่อน ได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพด้วย ถ้าหากว่ามีการตั้งกรรมาธิการชุดนี้ขึ้นดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าก้าวสำคัญที่จะทำให้เกิด การเปลี่ยนแปลงในคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงานนั้นก็จะประสบความสำเร็จได้ในที่สุดค่ะ ท่านประธานคะ ที่ดิฉันจะได้กล่าวก็คืออยากจะเห็นการทำงานร่วมกันทั้งพี่น้องประชาชน ทั้งผู้แทนราษฎร แล้วก็ฝ่ายบริหารให้ได้รับรู้ถึงทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชนอย่างดีที่สุด แล้วก็นำมาปรับปรุงเป็นกฎหมายที่จะบังคับใช้ต่อไป ดิฉันขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่เรากำลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้ด้วย ขอบคุณ ท่านประธานค่ะ🔗
ขอบคุณครับ มีเปลี่ยนแปลงรายชื่อ ๓ ท่าน ต่อไปจะเป็นท่านปารมี ไวจงเจริญ ท่านกฤษฐ์หิรัญ เลิศอุฤทธิ์ภักดี แล้วก็ท่านฐากร ตัณฑสิทธิ์ เชิญท่านปารมีครับ🔗
กราบเรียนประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน ปารมี ไวจงเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ดิฉันขอร่วมอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของคุณเซีย จำปาทอง และคณะ เป็นผู้เสนอ ในฐานะที่ดิฉันเป็นบุคคลข้ามเพศ ดิฉันขออาสาเป็นตัวแทนของกลุ่มบุคคลเพศสนับสนุนเป็นอย่างยิ่งต่อมาตรา ๑๕ ในร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฉบับคุณเซีย จำปาทอง มาตรา ๑๕ ที่กล่าวไว้ว่า ให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่เลือกปฏิบัติ ไม่แสดงออกถึงการกีดกัน แบ่งแยก จำกัดสิทธิโดยเหตุความแตกต่างทางถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพร่างกายหรือสุขภาพ🔗
ประเด็นนี้สำคัญมากนะคะ เพราะว่าในสังคมไทยเรานั้นกลุ่มบุคคลข้ามเพศยังไม่เสมอภาคและยังถูกเลือกปฏิบัติอยู่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากข้อมูลงานวิจัยของธนาคารโลกเมื่อปี ค.ศ. ๒๐๑๘ ที่ได้ทำแบบสำรวจ ประชากรชาวไทย ๒,๕๐๒ คน พบว่าประเทศไทยยังมีการเลือกปฏิบัติอยู่สูงมากทั้งในด้าน ของการทำงานไปจนถึงการเข้าถึงบริการของรัฐและในด้านการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่ม Transgender หรือบุคคลข้ามประเทศเป็นอันดับต้น ๆ ที่ถูกเลือกปฏิบัติมากที่สุด ในรายงานธนาคารโลกฉบับนี้ระบุไว้อีกว่า ๗๗ เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มบุคคลข้ามเพศถูกปฏิเสธ การรับเข้าทำงาน เพียงเพราะพวกเขาเป็นบุคคลข้ามเพศโดยที่ยังไม่ทันพิจารณาศักยภาพ ในการทำงานของพวกเขาเลย จึงทำให้ดิฉันต้องสนับสนุนมาตรา ๑๕ ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็น อย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นจากงานวิจัยของธนาคารโลกอาจกล่าวได้ว่าบุคคลข้ามเพศเผชิญกับ ปัญหาการเหยียดเพศมากที่สุดค่ะท่านประธาน ทั้งจากประเด็นทางกฎหมายที่ไม่สามารถ เปลี่ยนคำนำหน้านามหรือนำคำหน้านามออกไปจากชื่อตัวเองได้ ร่วมกับค่านิยมของสังคมด้วย ทำให้โอกาสในการเข้าถึงการทำงานในตำแหน่งระดับสูงของบุคคลข้ามเพศยังเป็นภาพ ที่เราไม่ค่อยได้เห็นนักในสังคมไทย เพราะฉะนั้นร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ของคุณเซีย จำปาทอง จึงสำคัญมาก โดยเฉพาะมาตรา ๑๕ ที่ดิฉันกล่าวไปข้างต้นถึงการที่นายจ้าง ต้องปฏิบัติต่อลูกจ้างอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ เพราะมาตรานี้จะเป็น การรับรองหลักการและสิทธิขั้นพื้นฐานในการทำงานที่สำคัญมาก นับเป็นจุดเริ่มต้นของ การเปลี่ยนแปลงที่ดีที่เราจะทำให้กลุ่มบุคคลข้ามเพศทุกคนได้เข้าถึงอาชีพที่พวกเขาต้องการ ที่ตรงกับสมรรถนะ ทักษะ และความเชี่ยวชาญของตนเอง พวกเขาจะได้ใช้ชีวิตอย่างมี ความสุขและสามารถดำรงอยู่ในสังคมในฐานะพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศที่จะเป็น อีกหนึ่งกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า สิ่งเหล่านี้ดิฉันไม่ได้พูดลอย ๆ นะคะท่านประธาน มีงานวิจัยหลายชิ้นยืนยันในเรื่องนี้ว่าการสร้างความเสมอภาคขจัด การเลือกปฏิบัติในที่ทำงานจะช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพและศักยภาพของแรงงานทุกเพศ ทุกวัย ทุกกลุ่มได้ดีอย่างยิ่ง โดยเฉพาะดิฉันนำมาจาก Website สถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นงานวิจัยในประเทศจีนของศาสตราจารย์ปีเตอร์ คูห์ (Peter Kuh) แห่งมหาวิทยาลัย California Santa Barbara ที่ได้ไปทำวิจัยในประเทศจีน ประเทศ ร่วมทวีปเอเชียเดียวกับเราค่ะท่านประธาน งานวิจัยนี้จะเกี่ยวกับเรื่องการยุติการเลือกปฏิบัติ ในการประกาศรับสมัครงานจะช่วยเพิ่มความเสมอภาคในตลาดแรงงานโดยใช้กรณีศึกษา เป็น Platform รับสมัครงาน Online ในประเทศจีนที่มีชื่อ Platform ว่า SMRC Platform รับสมัครงานนี้ได้ยกเลิกการระบุเพศสภาพของผู้สมัครงานที่ต้องการในใบประกาศรับสมัครงาน โดยไม่ได้แจ้งทั้งนายจ้างและผู้สมัครให้ทราบล่วงหน้า ซึ่งก็คือเขาทดลองยุติการเลือกปฏิบัติ นั่นเองค่ะท่านประธาน ผลการวิจัยชิ้นนี้แสดงให้เห็นว่าการยุติการเลือกปฏิบัติในการ ประกาศรับสมัครงานจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ตลาดแรงงานของผู้สมัครงาน โดยเฉพาะ กลุ่มที่ถูกเลือกปฏิบัติได้เป็นอย่างดีค่ะ หรืออย่างนโยบายที่หลายองค์กรชั้นนำของโลก ให้ความสนใจและปฏิบัติกันมามากแล้ว คือนโยบาย Workforce Diversity หรือ ความหลากหลายในองค์กรที่มีหลายองค์กรชั้นนำในโลกหันมาให้ความสำคัญกับ ความหลากหลายทั้งด้านเพศ เชื้อชาติ และศาสนาของแรงงานทุกคนในองค์กรเพราะนโยบาย Workforce Diversity จะช่วยลดต้นทุนแฝงและเพิ่มกำไรให้กับองค์กรได้จริง เหตุผล เพราะว่าแรงงานเหล่านั้นไม่ต้องปิดบังตัวตนหลบซ่อน ทำให้พวกเขามีอิสระในการคิด ในการ แสดงออก ช่วยลดความเครียด และยกระดับสุขภาพจิตของแรงงานในองค์กร รวมถึงส่งเสริม ให้ความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานและหัวหน้าเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น Show Me the Business Case ซึ่งทำการศึกษาบริษัทในสหรัฐอเมริกา พบว่าการเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มหลากหลายทางเพศโดยเฉพาะการปฏิเสธกลุ่มหลากหลาย ทางเพศให้เข้าทำงานจะทำให้องค์กรต่าง ๆ สูญเสียแรงงานขนาดใหญ่ แรงงานขนาดใหญ่ ที่สูญเสียไปนี้ล้วนเต็มไปด้วยประสิทธิภาพ แต่ถ้าองค์กรต่าง ๆ เหล่านั้นหันมาใช้นโยบาย Workforce Diversity หรือนโยบายความหลากหลายในองค์กรจะช่วยกระตุ้นภาพรวม เศรษฐกิจของประเทศได้มากขึ้น โดยเฉพาะในตัวอย่างงานวิจัยนี้ที่ทำตัวอย่างในประเทศ สหรัฐอเมริกา นโยบาย Workforce Diversity ช่วยกระตุ้นภาพรวมเศรษฐกิจของอเมริกา ได้มากขึ้นถึง ๙,๐๐๐ ล้านดอลลาร์ต่อปี หรือประมาณ ๓.๑ แสนล้านบาท เหล่านี้จึงเป็นเหตุผล สำคัญที่มาตรา ๕ ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้มีความสำคัญมาก เราจะต้องมาร่วมยุติการเลือกปฏิบัติ ให้หมดสิ้นไปจากประเทศไทย ดิฉันจึงขอวิงวอนเพื่อน สส. ผู้ทรงเกียรติในสภาแห่งนี้ มาร่วมกันสนับสนุน พ.ร.บ. ฉบับนี้ด้วยกันเถอะค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านกฤษฐ์หิรัญ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา กระผม กฤษฐ์หิรัญ เลิศอุฤทธิ์ภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ เขตเลือกตั้งที่ ๑ คนปากน้ำโพ พรรคก้าวไกล ขอสไลด์ด้วยนะครับ🔗
กระผมขอมีส่วนร่วมในการ อภิปรายเพื่อสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หรือที่เรียก กันว่ากฎหมายคุ้มครองแรงงานเปลี่ยนชีวิตคนทำงานได้ทำงาน พักผ่อน ใช้ชีวิต ผมขอเริ่ม จากปัญหาและที่มา กฎหมายคุ้มครองแรงงานในปัจจุบันมีบางบทบัญญัติที่ไม่เหมาะสม กับสถานภาพ มีผู้ใช้แรงงานจำนวนมากต้องเผชิญปัญหาไม่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ กระทบต่อคุณภาพชีวิตและสวัสดิการโดยรวม ทำให้แรงงานไม่มีอำนาจต่อรองและเวลาเพื่อ เรียนรู้พัฒนาตนเองอย่างเพียงพอครับ ก่อนเป็นผู้แทนราษฎรผมได้เป็นส่วนหนึ่งของระบบ แรงงาน ประกอบอาชีพตามที่ร่ำเรียนมาเป็นสถาปนิก เป็นช่างเขียนแบบ เป็นผู้ประกอบการ ธุรกิจรับสร้างบ้าน จึงเข้าใจดีถึงความยากลำบากของพี่น้องประชาชนที่ใช้หยาดเหงื่อแรงงาน จากสไลด์นี้เป็นข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่ามูลค่าการลงทุนก่อสร้างรวม คือรวมรัฐ และเอกชน ปี ๒๕๕๖ จะอยู่ที่ประมาณ ๑.๓๔ ล้านล้านบาท ข้อมูลจาก Builk.com ที่เป็น Platform ควบคุมต้นทุนของผู้ประกอบการก่อสร้างไทยกว่าหมื่นรายได้เก็บสถิติเฉลี่ย แรงงานในการก่อสร้างอาคาร อาทิ บ้าน สำนักงาน โรงงาน คอนโดมิเนียม อยู่ที่ประมาณ ๑๑ เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าก่อสร้าง จึงอาจจะกล่าวได้ว่าแรงงานในอุตสาหกรรมต่อปีมีมูลค่า การจ้างงานถึง ๑๔๗,๐๐๐ ล้านบาท คำถามคือพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานนี้จะทำให้ แรงงานมีชีวิตดีขึ้นหรือไม่ จากภาพเป็นภาพที่อาจจะคุ้นเคยกันดี แรงงานก่อสร้าง ท่านนี้ใน ภาพคือน้าประทีป เป็นน้าเขยของผมเอง ทำงานร่วมกันมาหลายสิบปี แกเป็นอดีตทหารเรือ รับจ้างมาแทบทุกอาชีพครับ จนมาทำงานก่อสร้าง ปัจจุบันเขาได้รับเบี้ยผู้สูงอายุแล้ว ๖๐๐ บาท แต่ว่า ๒๐ บาทต่อวันคงไม่เพียงพอกับการดำรงชีพ ทำให้เขายังต้องทำงาน หาเลี้ยงชีพโดยการฝืนร่างกายใช้แรงงานก่อสร้างต่อไป หัวใจของ ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน ฉบับนี้ผมขอหยิบยกมาเพียง ๓ หัวข้อที่อาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องงานก่อสร้าง ข้อที่ ๔ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมให้เวลาการทำงานของลูกจ้าง สัปดาห์หนึ่ง ให้ทำงานไม่เกิน ๔๐ ชั่วโมง หรือ ๕ วันต่อสัปดาห์ โดยทั่วไปอาจจะเป็นวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ๘ โมงเช้าถึง ๕ โมงเย็น เฉกเช่นข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐอื่น ข้อที่ ๕ เป็นเรื่องของการเพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับ สถานประกอบการที่มีการจ้างงานรายวัน รายเดือน ให้นายจ้างจะต้องจ้างรายเดือนทั้งหมด ไม่เลือกปฏิบัติ เว้นแต่จะมีลักษณะการจ้างงานที่มีแบบเฉพาะ ได้แก่ งานในภาคการเกษตร งานก่อสร้าง หรืองานที่ไม่มีความต่อเนื่องที่ใช้แล้วเสร็จไปครับ อีกข้อหนึ่ง ข้อที่ ๑๐ เป็นการ แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การพิจารณาปรับค่าจ้างให้เหมาะสมต่อค่าครองชีพ เพียงพอต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตครับ หากเรานับว่าทุกคนคือแรงงาน เราทุกคนในที่นี้ ล้วนคือแรงงาน และได้ผลประโยชน์จากร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฉบับนี้ไม่ทางใด ก็ทางหนึ่ง อีกอาชีพหนึ่งเป็นอาชีพของครูอัตราจ้างหรือว่าพนักงานอัตราจ้าง ภาพนี้ร้องเรียน มาถึงผมว่ามีครูโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดนครสวรรค์ใช้สัญญาจ้างที่ไม่เป็นธรรม บีบบังคับ ให้ครู ครูผู้ช่วยอยู่เวรหรือที่เขาเรียกว่าพนักงานสอนอัตราจ้างให้อยู่เวร ทั้ง ๆ ที่มีมติ ครม. ให้ยกเลิกเวรรักษาการ และคำสั่ง สพฐ. ในวันที่ ๒๖ มกราคม ในข้อที่ ๓ เขียนอย่างชัดเจนว่าให้สถานศึกษายกเลิกคำสั่งอยู่เวรรักษาการที่สั่งไว้เดิมโดยทันที ผมได้ สอบถามถึงผู้บริหารโรงเรียนแห่งนี้ ได้แจ้งมาว่าได้ประกาศยกเลิกแล้วจริง แต่ก็ยังให้ พนักงานที่เป็นครูอัตราจ้างอยู่เวรอยู่เช่นเคย ลองมาดูในข้อที่ ๕ ผมได้รับสัญญาจ้างฉบับนี้ สัญญาจ้างในข้อที่ ๕ บอกว่าปฏิบัติหน้าที่สอนและปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ได้รับมอบหมาย นั่นก็คือข้อมูลที่บอกว่าไม่ใช่ครู แต่สรุปท้ายก็คือให้ครูมาเป็นคนที่อยู่เวร ผมยืนยันว่าเรื่องนี้ ต้องส่งให้ผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาต่อไป ท้ายนี้พูดถึงการเปรียบเทียบกฎหมาย นะครับ กฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับนี้เทียบกับ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานที่ใช้อยู่ปัจจุบัน ปี ๒๕๔๑ เทียบกับร่างของกระทรวงแรงงานและร่างของพรรคภูมิใจไทยจะพบว่า ๑๐ ข้อ ที่เป็นหัวใจหลักกลับมีเพียง ๒ ข้อเท่านั้นที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกันก็คือหมวดในเรื่องของ ขอบเขตการบังคับการทำงานของภาครัฐที่เป็นเจ้าหน้าที่เหมาบริการให้ไม่น้อยกว่า พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานและสิทธิลาคลอดที่พรรคภูมิใจไทยและกระทรวงแรงงานเสนอที่ ๙๘ วัน ในขณะที่ พ.ร.บ. ฉบับพรรคก้าวไกลเสนอให้มีสิทธิลาคลอดได้ ๑๘๐ วัน แบ่งให้คู่สมรสได้ ท้ายนี้ข้อสรุป ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานของพรรคก้าวไกลอาจจะแบ่งได้ประมาณ ๙ ข้อ ในการเปลี่ยนแปลง ข้อแรกคือเปลี่ยนนิยามของลูกจ้างให้ครอบคลุมทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น การจ้างงาน เช่น Rider Freelance แรงงานอิสระ ๒. คือเปลี่ยนค่าแรงรายวัน รายเดือน ๓. คือเปลี่ยนค่าแรงรายเดือนคือเท่ากับ ๓๐ วัน กล่าวคือค่าแรงคูณ ๓๐ โดยไม่ต้องหัก วันหยุดประจำสัปดาห์ เปลี่ยนในเรื่องการทำงานเป็น ๔๐ ชั่วโมง หรือ ๕ วันต่อสัปดาห์ เปลี่ยนในเรื่องให้ลาหยุดได้ ๑๐ วัน สะสมได้ต่อปี เปลี่ยนให้ค่าแรงขั้นต่ำขึ้นทุกปี ขยายตาม อัตราเศรษฐกิจและภาวะเงินเฟ้อ เปลี่ยนให้ห้ามเลือกปฏิบัติในพื้นที่ทำงาน เปลี่ยนให้ สามารถลาเพื่อดูแลผู้ป่วยบุคคลในครอบครัวได้ไม่เกิน ๑๕ วันต่อปี และเปลี่ยนให้มีพื้นที่ ปั๊มนมในที่ทำงานและอุปกรณ์ที่จำเป็นให้นมบุตรหรือบีบเก็บน้ำนมในที่ทำงาน ท้ายนี้ ผมขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หรือที่เรียกกฎหมาย คุ้มครองแรงงาน เปลี่ยนชีวิตคนทำงานได้ทำงาน พักผ่อน ใช้ชีวิต ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านฐากร ตัณฑสิทธิ์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ฐากร ตัณฑสิทธิ์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยสร้างไทยครับ วันนี้ ผมขออนุญาตอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ทั้ง ๓ ฉบับที่นำเสนอโดยพรรคก้าวไกลแล้วก็พรรคภูมิไทยในวันนี้ ผมเห็นด้วยทั้ง ๓ ฉบับ ในวันนี้ครับท่านประธาน ขออนุญาตเรียนอย่างนี้ครับท่านประธาน ทั้ง ๓ ฉบับนี้ผมศึกษาแล้ว มีทั้งข้อดี ข้อเสีย เพียงแต่ว่าส่วนใหญ่จะเป็นร่างที่มีข้อดีมากยิ่งกว่าข้อเสีย ดังนั้นผมอยากจะ เห็นภาพของสภาผู้แทนราษฎรเรามีความสมานฉันท์พร้อมกันว่าสิ่งไหนที่จะนำไปปรับปรุง แก้ไขในชั้นของกรรมาธิการที่เราตั้งขึ้นมา สิ่งไหนที่เป็นข้อวิตกกังวลต่าง ๆ ก็นำไปปรับปรุง แก้ไขในชั้นของกรรมาธิการ อยากจะเห็นภาพนี้เพื่อที่จะช่วยแรงงานของเราในการที่จะช่วย ยกระดับต่าง ๆ ในการที่จะช่วยปรับปรุงในสิ่งนี้ให้เกิดขึ้นครับท่านประธาน ข้อห่วงใยต่าง ๆ ที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้มีการอภิปรายขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง AI IoT Blockchain ที่จะต้องทำให้คนทำงานจะต้องตกงาน ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ AI IoT ไม่ว่าจะเป็น Blockchain ต่าง ๆ มันเป็นเทคโนโลยีอย่างหนึ่ง ถามว่าทำให้คนตกงานจริงไหม ตกงานจริงครับ ท่านประธาน แต่เพียงแต่ว่าทุนมนุษย์ของเราก็ต้องปรับเปลี่ยนไปทำงานใหม่ ปรับเปลี่ยนไปทำงานใหม่ ก็คือ AI IoT Blockchain ไม่สามารถที่จะทำงานด้วยตนเองได้ถ้าไม่ใช่สมองของมนุษย์ครับ สมองของมนุษย์เท่านั้นที่จะเป็นคนสั่งงานให้ AI IoT ทำงานได้ เพราะฉะนั้นผมเรียน ท่านประธานครับ ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่จะฉลาดเกินมนุษย์ของเรา มนุษย์ของเราเป็นคนสร้าง เพราะฉะนั้นมนุษย์ของเราต้องสามารถที่จะกำกับ AI IoT Blockchain ที่กำลังเป็นเทคโนโลยีใหม่ ที่ทำให้เราตกงานลงไปได้ สิ่งที่สำคัญมากยิ่งกว่านั้นเราจะต้องเปลี่ยนทุนมนุษย์ของเราย้ายจาก ที่เราเคยทำงานอีกส่วนหนึ่งจะต้องไปทำงานอีกอย่างหนึ่ง เพื่อที่จะไม่ให้ข้อวิตกกังวลต่าง ๆ ของเราที่จะต้องตกงาน ในวันนี้โจทย์เป็นของรัฐบาลที่จะต้องสร้างทุนมนุษย์ขึ้นมาในการ ที่จะปรับเปลี่ยน โยกย้ายงานของเรา รองรับเทคโนโลยีที่จะต้องเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า ใน วันศุกร์ที่ ๘ มีนาคมนี้จะเป็นวันสตรีสากล อยากจะเห็นพวกเราร่วมแรงร่วมใจกันผ่าน กฎหมายร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานทั้ง ๓ ฉบับให้เป็นของขวัญกับวันสตรีแรงงาน สากลเพื่อยกสิทธิของสตรีต่าง ๆ ของเราที่เป็นแรงงานต่าง ๆ ให้เข้ามามีบทบาท มีส่วนสำคัญ แล้วก็ที่สำคัญที่สุดในชั้นตั้งกรรมาธิการอยากจะให้มีผู้แทนของนายจ้าง ลูกจ้าง เข้ามามี ส่วนร่วมในการดูกฎหมายทั้ง ๓ ฉบับนี้ เพื่อสร้างความสมดุลให้กับกฎหมายที่กำลังจะออก ฉบับใหม่นี้ให้มีความเป็นประโยชน์แล้วก็สมกับที่รัฐสภาเราในการที่จะเดินหน้าต่อไปครับ ท่านประธาน กราบขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งครับ🔗
ขอบพระคุณครับ เชิญท่านพลากร พิมพะนิตย์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายพลากร พิมพะนิตย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมร่วมลงชื่ออภิปรายในร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ท่านประธานครับ แรงงาน ถือเป็นหัวใจสำคัญหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ในฐานะผู้แทนของ พี่น้องประชาชน การตระหนักถึงความสำคัญของแรงงานในประเทศไทยนับเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ช่วยกำหนดทิศทางและอนาคตเศรษฐกิจของประเทศไทยได้ อย่างที่ทราบกันดีว่าแรงงาน คือรากฐานของการพัฒนาและเติบโต ไม่เพียงแต่เป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ แต่ยังเป็นหัวใจ และนวัตกรรมของการสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ แต่นอกเหนือจากที่เป็นกำลังหลักของทาง เศรษฐกิจแล้ว ต้องอย่าลืมว่าแรงงานหลาย ๆ คนเองยังคงเป็นพ่อหรือแม่ของลูก ๆ ของพวกเขาด้วย ด้วยเหตุนี้ผมเองจึงเห็นด้วยและสนับสนุนอย่างยิ่งกับการแก้ไข ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานให้มีใจความสำคัญมุ่งไปที่การปรับปรุงกฎเกณฑ์และ จำนวนวันในการลาคลอดของแรงงานหญิง และการลาเพื่อดูแลบุตรของสามีให้เหมาะสม เนื่องจากการลาคลอดเป็นสิทธิพื้นฐานและมิติสำคัญที่สะท้อนถึงความเป็นมนุษย์ และเอื้ออาทร ในสังคม ไม่เพียงแต่ให้เวลาแก่แม่ในการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจหลังจากการคลอดบุตร แต่ยังเป็นโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและมอบความรักความเอาใจใส่ให้กับลูก ซึ่งตรงนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เด็กมีพัฒนาการที่ดี และยังช่วยให้แม่ได้ฟื้นฟูสุขภาพจิตใจ ลดความเครียด ปรับตัวเข้ากับบทบาทความเป็นแม่ได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้การมีนโยบาย ลาคลอดที่ดียังเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมที่เท่าเทียมและยุติธรรม ทำให้ผู้หญิงสามารถ รักษาตำแหน่งทางสังคมและอาชีพของตนได้โดยไม่ต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติ หรือความเสียหายทางอาชีพเนื่องจากการเป็นแม่ครับท่านประธาน นอกเหนือไปจากประเด็น เรื่องการลาคลอดแล้วยังมีประเด็นสำคัญอื่น ๆ อีกมากมายที่เราจำเป็นต้องให้ความสนใจ ในการแก้ไขในร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ตัวอย่างเช่นเรื่องของค่าจ้างที่เป็นธรรม ซึ่งหมายถึงการจ่ายค่าตอบแทนที่สอดคล้องกับปริมาณและคุณภาพของงานที่ได้รับ รวมถึงต้องมีความเหมาะสมกับค่าครองชีพในพื้นที่นั้น ๆ ไปจนถึงสิทธิในการทำงาน ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและมีสุขภาวะที่ดี อีกทั้งยังมีเรื่องของวันลา ทั้งลากิจ ลาป่วย ที่ควรมีปริมาณที่เพียงพอและมีหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม โดยรวมแล้วร่างแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานทุกฉบับในวันนี้ถือเป็น จุดเริ่มต้นสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทำงานและ คุ้มครองสิทธิของลูกจ้างในประเทศไทย ในหลักการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและรายได้ของ ลูกจ้างไปจนถึงยกระดับมาตรฐานคุ้มครองแรงงานให้สูงขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่น่ายกย่องและ ควรได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ดีท่ามกลางความตั้งใจที่ดีนี้ยังมีความจำเป็น อย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณาถึงผลกระทบอื่น ๆ ที่อาจตามมาอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลกระทบต่อภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก หรือ SMEs ที่อาจจำเป็นต้องแบกรับภาระ ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น สิ่งสำคัญคือเราไม่ควรทำให้กฎหมายใหม่เป็นภาระที่หนักเกินไปจนอาจ ทำให้นายจ้างรายเล็ก ๆ หรือธุรกิจรายย่อยไม่สามารถรับไหวและต้องปิดตัวลง ซึ่งอาจทำให้ การจ้างงานลดลง นำไปสู่ปัญหาการว่างงานจนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่จำเป็นต้องไปพูดคุยกันต่อระหว่างการแปรญัตติในชั้นกรรมาธิการคือ ในการ แก้ไขกฎหมายเราต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการคุ้มครองแรงงานกับความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศเพื่อให้นายจ้างและลูกจ้างได้รับประโยชน์สูงสุดจากกฎหมายนี้ ซึ่งควรจะรวมถึงการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคมผ่านกระบวนการการรับฟัง ความคิดเห็นซึ่งมีปัจจัยความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีความหลากหลายและครอบคลุม มากขึ้น ให้ได้รับความเห็นจากผู้มีส่วนร่วม ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม สุดท้ายครับท่านประธาน สรุปว่าการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานครั้งนี้ถือเป็นโอกาสอันดีในการส่งเสริม สิทธิและความยุติธรรมในที่ทำงาน แต่การดำเนินการควรคำนึงถึงผลกระทบที่อาจจะตามมา ที่เกิดขึ้นกับทุกภาคส่วนของสังคมเพื่อความยั่งยืนและการพัฒนาที่ครอบคลุมทั้งประเทศ🔗
อีกประเด็นหนึ่งผมขอฝาก ตอนนี้เราคำนึงถึงเรื่องการลาของพ่อและแม่ครับ ท่านประธาน แต่ผมอยากให้มองไปถึงตรงที่ว่าถ้าสมมุติเกิดสิ่งที่ไม่คาดฝันขึ้นกับพ่อแม่ แล้วคนที่เป็นผู้ปกครองที่เลี้ยงดูเด็กทารกในอนาคตอาจจะเป็นพี่ป้าน้าอาหรือปู่ย่าตายาย ที่ยังทำงานเป็นลูกจ้างอยู่ เราจะให้สิทธิในการลาของบุคคลเหล่านี้อย่างไรถ้ามีเหตุจำเป็น ในฐานะผู้แทนราษฎรของพี่น้องประชาชน ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าถัดจากนี้จะมีการพิจารณา คำนึงถึงทุกมิติ และมีการหารือกับทุกภาคส่วนเพื่อค้นหาแนวทางที่ดีที่สุดเพื่อปรับปรุง กฎหมายนี้ด้วยความหวังว่าเราจะสามารถพัฒนาปรับปรุงคุณภาพชีวิต และคุณภาพ การทำงานของแรงงานไทยให้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งส่งเสริมเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืนและ มีการแข่งขันที่เป็นธรรม ขอบคุณครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ต่อไปเป็นฝ่ายค้าน ๓ ท่าน และผมชี้แจงเพื่อนสมาชิกอย่างนี้ครับ เมื่อเช้า มีท่านไชยวัฒนาหารือใช่ไหมครับ ประเด็นที่ผมไปที่สำนักนายกรัฐมนตรี หลังจากที่ทาง ฝ่ายค้าน ๓ ท่านได้อภิปรายแล้วเดี๋ยวผมจะมีโอกาสได้ตอบคำถามท่าน ขอบคุณครับ เรียนเชิญ ท่านวีรนันท์ ฮวดศรี ท่านฉัตร สุภัทรวณิชย์ และท่านกฤช ศิลปชัย🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วีรนันท์ ฮวดศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขต ๑ พรรคก้าวไกล ตัวแทนตำบล ในเมือง ตำบลเมืองเก่า ตำบลพระลับ วันนี้ขอร่วมอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงานทั้ง ๓ ฉบับ ไม่ว่าจะเป็นของคุณเซีย จำปาทอง พร้อมคณะ คุณวรรณวิภา ไม้สน พร้อมคณะ แล้วก็ร่างของพรรคภูมิใจไทย🔗
ท่านประธานครับ นับตั้งแต่ประเทศไทยเรา มีการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงานมาอย่างยาวนานกว่า ๒๐ ปีจนถึงปัจจุบัน แต่ว่า กฎหมายฉบับดังกล่าวยังคงมีช่องว่างและเอื้อประโยชน์ต่อนายจ้างแทนที่จะคุ้มครองลูกจ้าง คุ้มครองแรงงานตามชื่อกฎหมาย ทุกวันนี้เราก็คงเห็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างนายจ้างและ ลูกจ้างขึ้นอยู่เป็นประจำ โดยสาเหตุประเด็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นมีมากมายหลายสาเหตุครับ เนื่องจากอำนาจในการต่อรองของลูกจ้างที่มักจะถูกนายจ้างกำหนดเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรม อยู่บ่อยครั้งทำให้เกิดสัญญาจ้างที่ไม่เป็นธรรม การให้ค่าตอบแทนที่ไม่เหมาะสมกับบทบาท หน้าที่ ชั่วโมงการทำงานที่เกินกว่ากฎหมายกำหนด สวัสดิการที่ไม่ได้รับอย่างเท่าเทียม ค่าตอบแทนกรณีลูกจ้างใช้สิทธิลาตามกฎหมายกำหนดให้การถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมต่อ นายจ้างอันเนื่องมาจากความแตกต่างทางความคิด เชื้อชาติ การศึกษา การเมือง ท่านประธานครับ เมื่อปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นกับลูกจ้างแม้จะมีกฎหมายบัญญัติคุ้มครองไว้ แต่ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้นเนื่องจากลูกจ้างนั้นไม่มีอำนาจต่อรองกับนายจ้าง ทำให้มี ความไม่กล้ามากพอที่จะฟ้องคดีต่อนายจ้าง หรือว่าการที่ลูกจ้างจะฟ้องคดีกับนายจ้างนั้น มันมีต้นทุนสูง อีกทั้งในสังคมไทยยังมองสถานะของลูกจ้างในลักษณะที่ถูกกดทับต่ำกว่า นายจ้าง เป็นปัญหาในลำดับต่อมาว่าลูกจ้างเปรียบเสมือนคนที่ต้องขอเงินเดือนเพื่อแลกกับ การทำงาน ทั้งที่นายจ้างเองก็ไม่สามารถขับเคลื่อนงานได้หากขาดลูกจ้าง ด้วยความกลัวที่จะ ถูกนายจ้างเลิกจ้าง หากสร้างข้อต่อรองให้เป็นธรรมกับตัวเองทั้งที่ลูกจ้างควรที่จะได้รับสิทธิ และอำนาจในการต่อรองอย่างเป็นธรรมครับท่านประธาน ด้วยสภาวะทางสังคมที่เปลี่ยนไป ความก้าวหน้าและการตื่นรู้ทางความคิด การตระหนักถึงสิทธิของตนเอง การเข้าใจถึงปัญหา ของสังคมในหลากหลายมิติ และด้วยสภาวะการทำงานในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปจาก ในอดีตทำให้กฎหมายที่เราบังคับใช้อยู่ในปัจจุบันตามไม่ทันสภาพการวิวัฒนาการของสังคม ต้องได้รับการแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัยใหม่และสอดคล้องกับมาตรฐานการคุ้มครอง แรงงานเหมือนกับหลาย ๆ ประเทศ ผมจึงขอยกตัวอย่างปัญหาที่เรามักพบเจอในตัวบท กฎหมายฉบับปัจจุบันที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์การทำงานในสังคมปัจจุบันและควรที่จะ มีการแก้ไข🔗
ประการแรก ใน พ.ร.บ. ที่เราใช้กันอยู่ปัจจุบันเรื่องของการกำหนดคุ้มครอง แรงงานเพียงเฉพาะแรงงานในระบบเท่านั้น ไม่รับรองแรงงานนอกระบบ เช่น Freelance Rider ส่งอาหาร ค้าขาย Online ช่างฝีมือ หรือแรงงานประเภทอื่น ๆ ที่เพื่อนสมาชิก หลายท่านได้กล่าวไปแล้ว และรวมถึงแรงงานภาคเกษตรและการประมง ซึ่งเรามีแรงงาน ประเภทนี้มากกว่า ๕๒ เปอร์เซ็นต์ที่เป็นแรงงานนอกระบบ และพวกเขาเหล่านี้ไม่ได้ทำงาน น้อยไปกว่าแรงงานในระบบเลยครับ อีกทั้งพวกเขาเหล่านี้กลับไม่ได้รับการคุ้มครองตาม กฎหมายแรงงานเท่าที่กำหนด แม้การที่แรงงานเหล่านี้เป็นตัวขับเคลื่อน เป็นจักรกลสำคัญ ในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ และพวกเขาเหล่านี้ก็ไม่ได้อยู่ในระบบการประกันสังคม ไม่ได้มีสิทธิได้รับการคุ้มครองหากถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้างหรือหากถูกเลิกจ้าง หรือหากทำงานเกินเวลาก็ไม่ได้รับค่าตอบแทนที่เท่าเทียมและเป็นธรรม ท่านประธานครับ ผมขอยกตัวอย่างแรงงานนอกระบบในจังหวัดขอนแก่น จากข้อมูลเมื่อปี ๒๕๖๕ ต่อปี ๒๕๖๖ ที่ผ่านมา ในจังหวัดขอนแก่นมีแรงงานนอกระบบสูงถึง ๕๗๔,๙๓๙ คน จากผู้ใช้กำลังแรงงานทั้งหมด ๙๔๓,๗๑๐ คน โดยส่วนใหญ่นั้นทำงานอยู่ในภาคเกษตร จำนวนมากถึง ๓๒๐,๐๐๐ คน คิดเป็นร้อยละ ๕๕.๘๕ และนอกภาคการเกษตรมีอยู่ประมาณ ๒๕๐,๐๐๐ คน ซึ่งถือว่าเป็นส่วนใหญ่ของผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงานทั้งหมดซึ่งควรจะได้รับ การคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานเฉกเช่นเดียวกับแรงงานในระบบครับ🔗
ประเด็นต่อมา พ.ร.บ. ฉบับเดิมกำหนดอัตราชั่วโมงการทำงานสูงกว่าที่ควร จะเป็น ในปัจจุบันกฎหมายกำหนดให้นายจ้างกำหนดเวลาการทำงานรวมกันทั้งสัปดาห์ ต้องไม่เกิน ๔๘ ชั่วโมง เว้นแต่งานที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้าง สัปดาห์หนึ่งต้องไม่เกิน ๔๒ ชั่วโมง และกำหนดให้มีวันหยุดประจำสัปดาห์เพียงไม่น้อยกว่า ๑ วัน แต่ถ้าเราลองเปรียบเทียบอัตราการทำงานของกฎหมายประเทศเรากับประเทศอื่น ๆ อย่างเช่น สหรัฐอเมริกา จีน เกาหลี ญี่ปุ่น นอร์เวย์ ที่กำหนดให้เวลาทำงานในสัปดาห์หนึ่ง รวมกันไม่เกิน ๔๐ ชั่วโมง ประเทศเหล่านี้ก็ไม่ได้ประสบปัญหาแล้วก็ไม่ได้ล่มสลายทางระบบ เศรษฐกิจแต่อย่างใด อีกทั้งยังเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงานให้มีเวลาไปทำ อย่างอื่น ใช้เวลากับครอบครัว ใช้เวลากับคนที่เรารัก หรือได้ใช้เวลาในการพักผ่อนในแต่ละวัน ดังนั้นสภาของเราจึงควรต้องมาพิจารณากันใหม่อีกครั้ง เพราะยังมีแรงงานบางกลุ่มซึ่งถือว่า เป็นจำนวนไม่น้อยเลยนะครับท่านประธานที่ต้องทำงานเกินกว่า ๑๐ ชั่วโมงต่อวันเพื่อให้ได้ ค่าตอบแทนตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ บางคนไม่มีแม้กระทั่งวันหยุดประจำสัปดาห์เพราะว่า ยังไม่ได้ตามที่ตัวเองตั้งเป้าหมายไว้ นอกจากนี้ในจังหวัดขอนแก่นพบว่ามีแรงงานกว่า ๙๗,๐๐๐ คน ที่ต้องทำงานในสัปดาห์หนึ่งรวมกันถึง ๕๐ ชั่วโมงขึ้นไป ซึ่งพวกเขาเหล่านั้น ได้ทำงานเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่พวกเขาเหล่านี้ไม่ได้มีเวลาทำ ในสิ่งที่ต้องการ และเวลาที่จะได้พักผ่อน และเวลาที่ได้อยู่กับครอบครัวและคนที่เรารัก🔗
สุดท้าย ด้วยปัญหาข้อจำกัดทางอำนาจของแรงงานไทยกับบทบัญญัติ ที่ล้าสมัยไม่ได้รับการแก้ไขมาอย่างยาวนาน มันจึงถึงเวลาแล้วที่สภาของเราต้องเร่ง ดำเนินการแก้ไขกฎหมายที่เป็นการตีกรอบ สร้างข้อจำกัดและลดทอนคุณภาพชีวิตของ แรงงานไทย เราไม่ควรจะมาแบ่งแยกว่าแรงงานและลดทอนคุณภาพชีวิตของแรงงานไทย เราไม่ควรจะมาแบ่งแยกว่าแรงงานใดเป็นแรงงานในระบบ แรงงานประเภทใดเป็นแรงงาน ที่อยู่นอกระบบ เราไม่ควรตีกรอบการทำงานที่มากเกินควร แรงงานไทยควรมีคุณภาพชีวิต ที่ดีกว่านี้ มีเวลาการทำงานที่สมดุลมากกว่านี้ ลูกจ้างต้องมีสิทธิและอำนาจในการต่อรอง กับนายจ้าง ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายที่เป็นธรรมเท่าเทียม ผมจึงขอสนับสนุนร่างกฎหมาย ทั้ง ๓ ฉบับ และขอเป็นเสียงแทนพี่น้องชาวแรงงานทุกคนผ่านไปยังท่านประธานสภา ถึงเพื่อนสมาชิกทุก ๆ ท่านว่าเราทุกคนคือแรงงาน และอย่าได้หันหลังเพิกเฉยต่อพี่น้อง ชาวแรงงานที่ยากลำบาก ขอให้สภาแห่งนี้เป็นแรงขับเคลื่อนผลักดันให้พี่น้องชาวแรงงาน ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่านี้ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านฉัตร ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ฉัตร สุภัทรวณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขต ๑ แม่ย่าโม ขออนุญาตท่านประธานร่วมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ครับ ผมเป็นเสียงหนึ่งที่อยากจะสนับสนุนทั้ง ๓ ร่างที่เรากำลังอภิปรายกัน ในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นร่างของท่านเซีย จำปาทอง และคณะ ร่างของท่านวรรณวิภา ไม้สน แล้วก็ร่างของพรรคภูมิใจไทย แต่ผมมีรายละเอียดที่น่าสนใจเพิ่มเติมในส่วนของร่างท่านเซีย จำปาทอง ที่มาร่างของท่านเซีย จำปาทอง นั้นผมได้มีโอกาสติดตามการทำงาน ตลอดจน สัปดาห์ที่แล้วเราได้ไปที่สวนอุตสาหกรรมสุรนารีซึ่งเป็นย่านที่มีโรงงานอุตสาหกรรมไปลง พื้นที่ ไปพูดคุยกับพี่น้องแรงงานที่เลิกงานมาเดินตลาด เราได้อธิบายประชาสัมพันธ์สิ่งที่ จะเกิดขึ้นหากมีการรับร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฉบับก้าวไกล มันมีแนวความคิด ที่ผมอยากจะนำเสนอท่านประธาน ๒ ประการ🔗
ประการแรก เรามักจะพูดว่าการที่จะเพิ่มสวัสดิการ เพิ่มค่าแรง สิ่งเหล่านี้ จะกระทบกระเทือนต่อต้นทุนของ SMEs จะทำให้ SMEs เกิดปัญหา นั่นก็เป็นข้อเท็จจริง และข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งก็ต้องยอมรับว่าเกิดการปิดกั้น เกิดการกังวล แล้วก็ไม่ได้ มีการที่จะปรับค่าแรงหรือคุ้มครองแรงงานอย่างที่ถูกที่ควร ข้อเท็จจริง ๒ ข้อนี้ไม่ควรเอามา ต่อต้านซึ่งกันและกัน เราควรหาจุดที่สมดุลร่วมกัน ทีนี้กฎหมายที่เรานำเสนอในวันนี้ ไม่ใช่เพียงแค่สำหรับกลุ่มคนเล็ก ๆ ครับท่านประธาน กฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับนี้ จะช่วยคนหมู่มาก จะช่วยแรงงานต่าง ๆ อีกมากมาย ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมามีโรงงาน อุตสาหกรรมเยอะ แล้วก็อยู่ในหลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นสวนอุตสาหกรรมสุรนารี นวนคร ๒ นวนครใหม่ แล้วก็ยกตัวอย่างในพื้นที่เขตเมือง ตำบลในเมืองก็มีแรงงานแฝงซึ่งเข้ามาทำงาน รูปแบบต่าง ๆ ในตัวเมืองโคราช ว่ากันว่ามีถึง ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ คนทีเดียว แล้วถ้าเรา มองไปจุดอื่น ๆ อีกละครับ ที่เขาใหญ่ ที่ปากช่อง ยังจะมีแรงงานแฝงที่เข้ามาทำมาหากิน อีกมากมายขนาดไหน ผมอยากจะชวนเพื่อน ๆ ทุกคนมาดูว่าคนทำงานทุกวันนี้ขาดทุนครับ ค่าตอบแทนไม่ว่าจะสูงขนาดไหน มาตรฐานอย่างไร การทำงานแต่ละชิ้นมีต้นทุนที่สูง คืนต้นทุนยาก ต้นทุนที่ว่านี้ก็คือต้นทุนทางใจ แล้วก็ต้นทุนทางกาย เราปฏิเสธไม่ได้ว่าการใช้ ร่างกายและจิตใจของเราในการทำงานทุกวันสิ่งเหล่านี้เป็นต้นทุน การฟื้นฟูต้นทุนเหล่านี้ เช่น ออกไปเติมทุนด้วยพลังบวก หยุดพัก Recovery Recharge Retreat ออกไปเที่ยว หรือแม้กระทั่งบำบัดด้วยการ Shopping มันคือส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตครับ ร่าง พ.ร.บ. ของท่านเซียมี Keyword ที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือการใช้ชีวิต การคุ้มครองแรงงาน สิ่งที่ผมเห็นทุกวันนี้คือแรงงานไทยทำงานหนักแต่ไร้วันพัก บางทีที่ไม่มี OT แต่โอฟรีเท่านั้น ทำงานกันขนาดนี้แล้วตรงไหนละครับคือเวลาใช้ชีวิต มีข่าวที่ออกมาแล้วสะเทือนใจข่าวหนึ่ง ก็คือทำงานหนักจนเสียชีวิตคาโต๊ะ ทั้งทำงานควบ ทำงานเกิน ๕ วัน ทะลุไปเป็นอาทิตย์ต่อเนื่องกัน ไหนจะช่วยพนักงาน อีกข่าวหนึ่งก็คือ พนักงานทำงานหนักสลบเหมือดไปเลย ๓ วัน สาเหตุมาจากโหมงานหนัก พักผ่อนน้อย กินอาหารไม่ตรงเวลา ไม่ดูแลสุขภาพ นี่ละครับการลงทุนที่ขาดทุน จากข่าวเราจะเห็นว่า ทั้ง ๒ กรณีพวกเขาใช้ต้นทุนทางกายและทางใจไปเยอะมากจนลืมที่จะออกไปใช้ชีวิต เพราะการทำงานบีบรัดเอาไว้ มีอีกเคสหนึ่งครับท่านประธาน เกิดขึ้นที่โคราชเมื่อหลายเดือนก่อน หัวข้อคือ ขอลางานไปดูใจแม่ ผมเชื่อว่าหลายท่านเห็นข่าวนี้สะเทือนใจไม่ต่างจากผม สิทธิที่ จะลาไปดูแลผู้ป่วย คนใกล้ชิด มันต้องถูกนำมาใช้ มันเป็นสิทธิที่คนทำงานพึงต้องได้ นี่ผมยัง ไม่ได้กล่าวถึงคนทำงานนอกระบบ คนทำงานนอกระบบไม่ว่าจะเป็น Freelance พี่ ๆ น้อง ๆ Rider พนักงานจ้างเหมา พวกเขาไม่ได้รับการคุ้มครอง ไม่มีสวัสดิการ ไม่มีสถานะแรงงาน ด้วยซ้ำ หากินกันเลือดตาแทบกระเด็น จะพักยังไม่กล้าพักเพราะว่ากลัวเงินไม่พอใช้ แล้ว เจ้านายก็ไม่ให้ลา แต่บางท่านที่ไหนก็ไม่ทราบ ณ ที่แห่งหนึ่ง พักนานจนลืมไปเลยว่า เคยมีงานหรือเปล่า พ.ร.บ. นี้จะมีผู้ที่ได้รับผลประโยชน์มากมาย ไม่เว้นแม้กระทั่งท่าน หรือท่าน หรือท่าน ทุกคนที่เป็นมืออาชีพ สุดท้ายนี้ผมขอสะท้อนถามท่านทั้งหลาย ตัวท่านเอง ยังอยากจะพัก เหตุไฉนแรงงานผู้ขับเคลื่อนประเทศนี้จึงไม่สามารถพักและรับการคุ้มครอง ตามสิทธิได้ละครับ คนทำงานต้องได้รับสิทธิคุ้มครองแรงงานฉบับนี้ และฝากถึงประชาชน ที่ฟังนะครับ หากท่านกำลังโหมงานหนักขอให้ออกไปใช้ชีวิตบ้าง พักผ่อนให้เพียงพอ ฟูมฟัก ถนอมทุนทางใจและกายของท่านให้ดี และร่วมกันสนับสนุนกฎหมายคุ้มครองแรงงงานฉบับนี้ไป ด้วยกัน ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่าน กฤช ศิลปชัย ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม กฤช ศิลปชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคก้าวไกล วันนี้ผมขอบคุณ ท่านประธานที่ให้โอกาสผมได้อภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่ท่าน สส. เซีย จำปาทอง และ สส. วรรณวิภา ไม้สน ได้เสนอ รวมถึงร่างของเพื่อน สมาชิกฝั่งรัฐบาลด้วยครับ ท่านประธานครับ วันนี้ผมขอพูดในฐานะตัวแทนผู้ประกอบอาชีพ อิสระ Freelance พนักงานกลางคืน เด็กเสิร์ฟ DJ รวมถึงนักดนตรี ซึ่งผมเป็นผู้แทนอีกคน หนึ่งที่เคยประกอบอาชีพในฐานะนักดนตรีกลางคืนครับ ท่านประธานครับ ตัวอย่าง ที่ชัดที่สุด คือเราย้อนกลับไปสมัยยุคโควิด-๑๙ ระบาดในหลาย ๆ ระลอกที่มีการสั่งปิดกิจการ มากมาย หนึ่งในนั้นก็คือสถานประกอบการบันเทิง ธุรกิจบันเทิง ร้านอาหาร ผับบาร์ ร้าน เหล้าต่าง ๆ ปิดก่อนเปิดทีหลัง ซึ่งแน่นอนว่าพี่น้องนักดนตรีเดือดร้อนทันทีตั้งแต่วันแรกที่ปิด แล้วก็เป็นกลุ่มสุดท้ายที่ได้ผ่อนคลายจากสถานการณ์ ระลอกแรกมาปุ๊บก็ปิดก่อน เปิดทีหลัง พอทำงานไปได้สักหน่อย ระลอก ๒ มา ปิดก่อน เปิดทีหลัง ระลอก ๓ มาอีกครับ ก็ปิดก่อน เปิดทีหลัง ซึ่งการสั่งปิดเหล่านี้นำมาซึ่งปัญหาความเดือดร้อนอย่างมาก นักดนตรี คนกลางคืนขาดสภาพคล่อง ไม่มีเงินใช้ หลายคนหัวใจสลายเพราะต้องขายเครื่องดนตรี เครื่องไม้เครื่องมือทำมาหากินของพวกเขาที่พวกเขารักที่สุดที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขา แต่ก็ไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้ นอกจากผลกระทบเรื่องไม่มีงานทำและขาดรายได้แล้ว แรงงาน ภาคกลางคืนยังต้องแบกรับความรู้สึกที่ถูกตีตราว่าเป็นต้นเหตุของการระบาดของโควิดในแต่ละ ระลอกด้วย จริง ๆ แล้วทุกอาชีพก็มีความเสี่ยงที่จะติดโควิดเหมือนกันหมดครับ ติดกันได้ ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนทำงานกลางวัน คนทำงานกลางคืน ทุกคนติดเชื้อได้หมดถ้าไม่ป้องกัน ตัวเอง วันนี้ผมในฐานะตัวแทนของพวกเขา ผมต้องพูดแทนพวกเขาว่าคนกลางคืน เหล่าพี่น้อง นักดนตรี DJ เด็กเสิร์ฟ ก็อยากจะให้สังคมเข้าใจว่าอย่ามองพวกเขาเป็นแพะเลยครับ ทุกคนต้องทำมาหากิน อาชีพของพวกเขาเหล่านี้ก็เป็นอาชีพที่สุจริตเหมือนกัน ท่านประธานครับ พอมาดูการเยียวยาเมื่อเกิดเหตุระบาด แรงงานภาคกลางคืนเหล่านี้เสมือนต้องไปเสี่ยงชิงโชคไม่มีมาตรการที่ชัดเจน ไม่มีมาตรการ ที่ช่วยเหลือ บางคนได้ บางคนไม่ได้ ไม่มีหลักเกณฑ์ ที่ผ่านมาไม่มีใครเคยเห็นพวกเขาว่า พวกเขามีตัวตนบ้างหรือไม่ การที่สภาผู้แทนราษฎรของเราจะผ่านร่างกฎหมายทั้ง ๒-๓ ฉบับนี้ จะเป็นการช่วยปลดล็อกให้ผู้ประกอบอาชีพอิสระ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนทำงานกลางคืน นักดนตรี DJ จะกลายเป็นคนที่มีตัวตนในสังคม มีแหล่งในการประกอบอาชีพที่ชัดเจน ซึ่งจะส่งผลทำให้พวกเขาที่ไม่เคยมีตัวตนในระบบแรงงานได้รับการคุ้มครองและได้รับสิทธิ ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานที่พวกเรากำลังพิจารณาอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการดูแล รักษาพยาบาล สิทธิในการดูแลจากภาครัฐในช่วงวิกฤติต่าง ๆ สิทธิในการลาต่าง ๆ ไม่ว่า จะเป็นการลาไปดูแลบุคคลในครอบครัวหรือบุคคลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดโดยที่ไม่ต้องกลัวว่า จะถูกไล่ออกแต่อย่างใด และที่สำคัญการมีตัวตน มีแหล่งรายได้ที่ชัดเจนแบบนี้พวกเขาจะได้ มีโอกาสในการเข้าถึงระบบสินเชื่อต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถ หรือสินเชื่อบัตรเครดิตก็แล้วแต่ที่จะเข้ามาช่วยในการดำรงชีวิตของเขาได้ ให้เหมือนกับอาชีพ อื่น ๆ ที่เป็นอาชีพในระบบซึ่งจะสร้างความมั่นคงให้กับพวกเขาได้ ท่านประธานครับ นักดนตรี DJ วงการธุรกิจสถานบันเทิงคนกลางคืนนั้นสร้างรายได้ให้กับประเทศชาติมหาศาล ปีหนึ่งนับหลายแสนล้านบาท แต่การดูแลบุคลากรในแวดวงเหล่านี้กลับไม่มีมาตรฐาน ในการดูแล ไม่มีมาตรฐานในการที่จะ Support แรงงานที่มีความมั่นคงเพียงพอ ไม่สมกับที่ แรงงานเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศเลย สุดท้าย ผมอยากจะขอร้องให้สภาผู้แทนราษฎรของเราได้ผ่านร่างพระราชบัญญัติทุกฉบับเพื่อให้ พวกเขาเหล่านี้ได้รับสิทธิในฐานะแรงงานตามกฎหมาย มีตัวตนในการเข้าถึงสิทธิต่าง ๆ เฉกเช่นเดียวกับแรงงานในระบบประเภทอื่น ๆ สร้างความสมดุลในชีวิต สร้างสวัสดิภาพ ในการทำงานให้แก่บุคคลที่ทำงานในแวดวงกลางคืนหรือในแวดวงธุรกิจบันเทิง ไม่ว่าจะเป็น นักดนตรี DJ เด็กเสิร์ฟ และ Freelance อื่น ๆ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบพระคุณครับ สมาชิกครับผมขอใช้เวลาสักครู่หนึ่ง ท่านวรวงศ์ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานครับ พอเข้าใจว่า เมื่อเช้ามีปัญหา ใช้คำว่า เป็นเรื่องปรึกษาหารือดีกว่า ครับ ผมนายวรวงศ์ วรปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี ก็เป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจแล้วก็ ด้วยความเคารพอย่างสูงต่อท่านประธาน เดี๋ยวท่านประธานคงจะมีโอกาสชี้แจง แต่ผมเห็นว่า ตลอดการอภิปรายวันนี้เป็นไปได้อย่างราบรื่น และทางฝั่งรัฐบาลเองหรือวิปรัฐบาลไม่ได้มี เจตนาอะไรที่ไม่ดีเลย แต่ผมไม่สบายใจคำพูดของเพื่อนสมาชิกที่ได้บอกว่า หรือว่ามีความ พยายามที่จะไม่ให้มีการอภิปรายเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานในวันนี้ที่จะเกิดขึ้น ผมขอให้เพื่อนสมาชิก ท่านประเสริฐพงษ์ ขอให้ถอนคำพูดครับ รักษาคำพูดแล้วก็ให้เกียรติ เพื่อนสมาชิกในสภาด้วยครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
ท่านประเสริฐพงษ์ไม่อยู่ในห้องประชุมใช่ไหมครับ เดี๋ยวรอท่านประเสริฐพงษ์มานะครับ และเดี๋ยวผมหารือกับทางท่าน เรียนท่านสมาชิกครับ เมื่อเช้ามีข้อห่วงใยของท่านสมาชิก โดยท่านไชยวัฒนา ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ผมเคารพท่าน แล้วก็มีท่านธีระชัย ท่านครูมานิตย์ แล้วผมคิดว่าอันนี้ก็ต้องชี้แจงให้ทางสภาของเราเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของผมด้วย ขอเชิญ สไลด์ขึ้นครับ🔗
ประเด็นแรกก็คือไม่ได้เป็นการบุกนะครับ ท่านใดที่คิดว่าผมบุกทำเนียบ บุก นี้เป็นคำพูดที่ ทางสื่อมวลชนใช้เอง ผมทำเรื่องขอเข้าพบ หนังสือฉบับแรกที่ผมขออนุญาตถามรายละเอียด เรื่องของ พ.ร.บ. การเงินนี้เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ ๑๙ มกราคม เพราะผมอยากทราบว่าเริ่มต้น ปีใหม่นี้ทางสภาของเราจะพิจารณากฎหมายได้กี่ฉบับ เป็นร่างรัฐบาลกี่ฉบับ ร่างการเงิน กี่ฉบับ ไม่เป็นการเงินกี่ฉบับ วันที่ ๑๙ มกราคม ผมก็เลยมีโอกาสได้สอบถามสถานะของ กฎหมายทั้งหมด เพราะว่ารอหน่วยงานในการให้ความเห็นนี่ ผมไม่ทราบรายละเอียดว่า หน่วยงานไหนให้แล้ว หน่วยงานไหนยังไม่ให้ ก็เลยมีโอกาสสอบถามไปทั้งหมด ๓๕ ร่าง ถัดมาวันที่ ๒๖ มกราคมก็มีหนังสือจากเลขาธิการนายกรัฐมนตรีตอบกว้าง ๆ ว่ากำลังรอ ความเห็นจากหน่วยงานอยู่ วันที่ ๓๑ มกราคม ทางเลขาธิการก็เลยทำหนังสือไป อีกรอบหนึ่งเพื่อสอบถามในรายละเอียดว่าตกลงแล้ว คำว่า รอความคิดเห็นหน่วยงาน นั้น เป็นไปตามที่ทางผมต้องการรายละเอียดหรือไม่ วันที่ ๗ กุมภาพันธ์ผมก็ทำหนังสือขอเข้าไปดู ขั้นตอน เพราะผมคิดว่าสำนักเลขาธิการทั้ง ๒ สำนักนี้ควรมีโอกาสต้องประสานงานกัน ก็เลย อยากทราบว่ากระบวนการในการรับฟังความคิดเห็นหน่วยงานนั้นเป็นอย่างไร แล้วเราจะมี ตัวชี้วัดหรือเรามีกรอบเวลาให้กับหน่วยงานต่าง ๆ อย่างไรบ้าง อันนี้เป็นวันที่ ๗ ถัดไปครับ ก็มีหนังสือตอบกลับวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ แล้วก็ยังไม่ได้ให้รายละเอียดตามเดิม แต่ให้กรอบ กว้าง ๆ เป็นกรอบดังสไลด์ต่อไปครับ ว่ากฎหมายการเงินนั้นต้องพิจารณาอย่างไรบ้าง ซึ่งก็ยัง ไม่ใช่คำตอบที่ผมถาม คำตอบที่ผมถามคือติดค้างอยู่ที่หน่วยงานใด จำนวนเท่าไร และมี กรอบเวลาในการติดตามอย่างไรบ้าง แต่ท่านก็ตอบมาเป็นกรอบกว้าง ๆ วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ผมจึงทำหนังสืออีกรอบหนึ่ง เพราะผมแสดงว่าผมจำเป็นต้องเข้าพบเลขาธิการ สำนักเลขาธิการของทางทำเนียบเพื่อจะจัดการปัญหาเรื่องนี้ให้มีความโปร่งใสให้ได้ เพราะผมผลักดันในเรื่องของสภาโปร่งใส และเราโปร่งใสในฝั่งของสภาแล้ว เราก็อยากจะเห็น ความโปร่งใสในฝั่งของฝ่ายบริหารด้วย แล้วก็วันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ก็เป็นวันที่มีหนังสือส่ง กลับมา ถ้าใจความก็คือไม่ต้องไปแล้ว เดี๋ยวเขาจะมาชี้แจงเอง ผมคิดว่าผมจำเป็นต้องปกป้อง ผลประโยชน์ของสมาชิก เพราะว่าร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการเงินทั้งหมดนี้เป็นกฎหมายของ ทุกพรรคการเมือง มีทั้งของพรรคก้าวไกล ของพรรคเพื่อไทย ของพรรคภูมิใจไทย ของพรรค ประชาธิปัตย์ แล้วก็ของพรรคประชาชาติ ผมเองก็เลยตัดสินใจเดินทางไปที่ทำเนียบครับ ทีนี้ตอนไปถึงทำเนียบผมก็ให้เลขากับตำรวจไปประสานงานก่อนในช่วงเช้าว่าผมมา ตามคำยืนยัน มีตอบ Chat LINE ด้วยว่าตำรวจรับทราบแล้ว จะมีคนมาต้อนรับผม ชื่ออะไรบ้าง ตำแหน่งใดบ้าง แต่เมื่อผมไปถึงสถานที่จริงก็ไม่ได้รับการปฏิบัติแบบที่ ประสานงานไว้ครับ เพราะฉะนั้นภาพอาจจะดูทุลักทุเลไปสักนิดหนึ่ง แต่ผมยืนยันว่าเป็น การเข้าพบโดยกระบวนการที่ถูกต้องและมีการประสานงานล่วงหน้า ไม่ได้เป็นการบุก ไม่เข้า ไปก้าวล่วงหรือก้าวล้ำเข้าไปในการตัดสินใจของท่านนายกรัฐมนตรี อันนี้ก็อยากเรียน ท่านสมาชิกในข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงดังนี้ครับ มี ๒ ท่านยกมือ ท่านครูมานิตย์ขอก่อนนะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ตอนเช้าเป็นเงื่อนไขที่ผมได้คุยไว้ในสภาแห่งนี้ ตอนเช้าท่านรองพิเชษฐ์นั่งเป็น ประธานอยู่บนบัลลังก์ผมก็เลยไม่อยากจะถาม เพราะว่าผมอยากให้โอกาสท่านประธานได้ทำ การชี้แจงเพื่อความเข้าใจในสภาแห่งนี้ เพราะว่าประธานก็ถือว่าเป็นประธานของผม ประธานไม่ได้เป็นประธานของคนใดคนหนึ่ง ท่านนั่งเป็นประมุขบนบัลลังก์ แล้วที่สำคัญ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมก็ ๑ เสียงที่เป็น Voter เลือกให้ท่านประธานมาเป็นรองประธาน แล้วก็ทำหน้าที่เป็นประธานบนบัลลังก์ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วท่านประธานจะเห็นว่าผมไม่เคย ออกมาก้าวล่วงท่านเลยแม้แต่เรื่องเดียว ที่ท่านมีข่าวเยอะแยะมากมาย เรื่องเชียร์เบียร์ เรื่องเชียร์อะไรผมถือว่าเป็นเรื่องของท่าน เรื่องหมูกระทะท่านก็แก้ไขปัญหาของท่านเอง ผมไม่ก้าวล่วงอยู่แล้ว เรื่องท่านไปสิงคโปร์ผมก็ไม่ว่า ท่านจัดกิจกรรมอยู่ชั้น ๑ แล้วเมื่อสักครู่ ท่านบอกว่าโปร่งใส ตรงนี้มันก็ยิ่งทำให้ผมมองว่ามันใช่ไหม ท่านจัดต้นกล้าบ้าง อะไรบ้าง ท่านเป็นประธานเปิดงาน แล้ววิทยากรท่านเชิญใครมาละครับ ผมก็ไม่อยากไปเปิดประเด็น เพราะเดี๋ยวจะมีการประท้วงกันอีกเยอะ ใครมาเป็นวิทยากรที่ชั้น ๑ โครงการต่าง ๆ แต่ผม ถือว่าเป็นความสวยงาม เป็นความให้ความรู้ ถึงแม้นว่าวิทยากรอาจจะไม่มีพรรคเพื่อไทย ไม่มี พรรคภูมิใจไทย ไม่มีพรรคอื่น ๆ ที่ไปเป็นวิทยากรให้ความรู้กับเด็ก ผมก็ถือว่า🔗
ครูมานิตย์ขอโทษครับ ผมขออยู่ในเรื่องที่หารือเมื่อเช้าเท่านั้นก่อน ถ้าไม่อย่างนั้นเราคุยกัน ยาวแน่ ๆ เพราะว่ามีหลายเรื่อง ขออยู่ในประเด็นเมื่อเช้านี้ในการกระทำหน้าที่ของผมตามที่ ท่านไชยวัฒนาหารือ🔗
ไม่ใช่ท่านประธาน ผมกำลังจะเกริ่นว่า เมื่อสักครู่ถ้าท่านประธานไม่พูดว่าท่านประธานโปร่งใส ผมก็จะไม่พูดประเด็นเหล่านี้ แต่ท่านประธานบอกว่าท่านต้องการทำให้โปร่งใส ซึ่งจริง ๆ ผมจะถามเลยว่าที่ท่านไป ทำเนียบมันเป็นหน้าที่ตามข้อบังคับข้อไหน นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ เพราะว่าหน้าที่ของคนที่มา เป็นประธานนี้ในหมวด ๒ ข้อ ๙ มันเขียนไว้ชัดเจน แล้วตัวท่านเองนั้นฐานันดรจริง ๆ ถ้าท่านนั่งอยู่ข้างล่างท่านมี ๒ สถานะ ก็คือเป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรกับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่พอท่านนั่งอยู่บนบัลลังก์ท่านคือประมุขที่พวกผมจะต้องรับฟัง เวลาท่านวินิจฉัย ท่านสั่งให้ลุกขึ้นยืน ท่านสั่งให้นั่ง เราต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ พ.ศ. ๒๕๖๒ และแก้ไข พ.ศ. ๒๕๖๕ ทีนี้มันก็จะมีข้อ ๙ ข้อ ๑๐ ของหมวด ๒ ในข้อบังคับเขียนไว้ชัดเจน เลยว่า รองประธานสภามีหน้าที่และอำนาจช่วยประธานสภาในกิจการอันเป็นหน้าที่และ อำนาจของประธานสภาหรือปฏิบัติการตามที่ประธานสภามอบหมาย อันนี้ไม่ทราบว่า ประธานสภาได้มอบหมายให้ท่านหรือไม่ ถ้าประธานสภามอบหมายผมก็จะได้กราบเรียนถาม อาจารย์วันมูหะมัดนอร์ต่อ🔗
ข้อที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพ ท่านประธานนั่งอยู่บนบัลลังก์ ท่านประธาน เป็นคนรุ่นใหม่ ท่านประธานมีภูมิรู้ ผมไม่เชื่อว่าท่านประธานจะไม่อ่านกฎหมายรัฐธรรมนูญ ผมไม่เชื่อว่าท่านประธานจะไม่อ่านข้อบังคับ กฎหมายที่เขาส่งมาในสภานี้ โดยเฉพาะ เรื่องการเงิน การคลัง ซึ่งบางครั้งรัฐบาลส่งมาประกบน้อย อันนี้ผมยอมรับครับ บางครั้ง คุณปกรณ์วุฒิ ขออภัยที่เอ่ยนาม ไม่ได้เสียหายหรอก ในฐานะที่เป็นประธานวิปหรือ รองประธานวิปฝ่ายค้านลุกขึ้นตำหนิติเตียน ผมก็นั่งฟังด้วยการตั้งสติ ยืนอยู่บนข้อเท็จจริง ท่านประธานเห็นไหมผมไม่เคยลุกขึ้นสวนปกรณ์วุฒิ แต่บังเอิญวันนี้ แล้วก็เป็นประวัติศาสตร์ ของการเมืองไทยที่ฝ่ายนิติบัญญัติขับรถ มีตำรวจนำ เปิดไฟโล่ไปบนถนนเพื่อไปทำเนียบ แล้วไปสอบถาม ผมอยากทราบเจตนา แล้วหวนกลับมาอีก ทั้ง ๆ ที่ผมได้กราบเรียน ท่านประธานว่ากฎหมายนี้มันเขียนไว้ชัดเจนในกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๓ ของ เจตนาในการทำกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเงิน การคลัง ผมขออนุญาต นิดเดียวครับท่านประธาน ไม่เสียเวลาอ่าน ผมจะสรุปอ่านนะครับ ในมาตรา ๑๓๓ ของ รัฐธรรมนูญในเรื่องของการทำกฎหมายการเงิน เนื่องจากฝ่ายบริหารเป็นผู้มีหน้าที่ในการหา รายได้ให้แก่ประเทศและบริหารจัดการงบประมาณของประเทศ และเพื่อให้ฝ่ายบริหาร ได้ตรวจสอบถึงความจำเป็น ความเหมาะสม และความพร้อมด้านงบประมาณก่อนที่จะเสนอ ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินต่อรัฐสภา โดยฝ่ายนิติบัญญัติเป็นผู้พิจารณา ให้ความเห็นชอบและประกาศใช้เป็นกฎหมาย นอกจากนี้เมื่อกฎหมายมีผลบังคับแล้วคนที่ จะไปรับสนองพระบรมราชโองการก็คือท่านนายกรัฐมนตรี จริง ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ มันไม่มีความจำเป็นจะต้องเป็นกฎหมายทางการเงินหรอกครับ ถึงแม้ว่าจะเป็นกฎหมาย ทั่วไป แต่คนที่มาบังคับใช้ก็คือคณะรัฐมนตรี แล้วผู้ที่รับผิดชอบในการที่จะนำเสนอกฎหมาย คือท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็รับพระบรมราชโองการประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาก็คือ ท่านนายกรัฐมนตรี แล้วกฎหมายเขาก็ไม่ได้บังคับว่าจะต้องให้นายกรัฐมนตรีทำ เพียงแต่ว่า เมื่อครบ ๓๐ วันแล้วไม่สามารถที่จะสมบูรณ์แบบได้เพราะกฎหมายบางฉบับ ผมยกตัวอย่าง กฎหมายของพรรคก้าวไกลมาฉบับหนึ่งที่เงินนอกงบประมาณ ถ้าจำไม่ผิดของคุณวิโรจน์ ขออภัยที่เอ่ยนามนะครับ ไม่ได้เสียหาย ให้ดูเงินนอกงบประมาณ มันเกี่ยวข้องกับ ๒๐ กระทรวงเลยครับ พวกเราก็เห็นด้วยกับวิโรจน์ในฐานะที่ผมเป็นรองประธานวิปรัฐบาล แต่จะให้มาทำเป็นพระราชบัญญัติทันทีทันใดไม่ได้ ก็ต้องถามไปกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงยุติธรรม ทุกกระทรวงว่ามีเงินนอกงบประมาณอยู่เท่าไร สภาอยากรู้ ฝ่ายนิติบัญญัติอยากรู้ว่าที่เขาพูดกันมาทุกยุคทุกสมัยว่ามีอยู่ ๕ ล้านล้านบาท มันมีจริงไหม อันนี้ของคุณคุณวิโรจน์ด้วยที่ตั้งประเด็นนี้ เพราะสภาเราจะได้รู้ว่าประเทศนี้ มันไม่ได้มีเฉพาะเงินงบประมาณอย่างเดียว🔗
ครูมานิตย์ครับ พอสมควรแล้วนะครับ🔗
ท่านประธาน ยังไม่จบครับ🔗
ถ้าอย่างนั้นขอเป็นประเด็นที่ถามผมนะครับ🔗
ทีนี้ท่านประธานให้ผมพูดสิครับเพราะว่า ผมก็ไม่เกเรกับท่านประธาน พูดด้วยความนอบน้อม พูดด้วยความให้เกียรติ🔗
ท่านประธานครับ🔗
ไม่ต้องประท้วงหรอกครับ🔗
อย่าประท้วงเลย ไม่มีประโยชน์หรอกน้อง เอาความจริงมาพูด นั่งเถอะไอ้หนู นั่งเถอะ ๆ🔗
ขออนุญาตท่านคุณครูมานิตย์ครับ ผมขอประท้วงท่านประธาน ขอให้ควบคุมการประชุมครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๙ ครับ🔗
ผมต้องดำเนินการประชุม ผมไม่ได้เบรกครูมานิตย์นะครับ แค่ให้กระชับเวลาเท่านั้นเอง🔗
ประธานที่เคารพครับ ผมบอกแล้ว ผมไม่เคยก้าวล่วงท่านประธานเลย ไม่ว่าเรื่องอะไรก็แล้วแต่ แต่เที่ยวนี้ท่านประธานได้เอา องค์กรไป เพราะว่าท่านประธานไปในฐานะรองประธานสภาผู้แทนราษฎร หนังสือที่ท่าน ชี้แจงผมก็อ่านทั้ง ๓ ฉบับครับ แล้วสำนักนายกรัฐมนตรีเขาก็ตอบมาทั้ง ๓ ฉบับก็อยู่ในมือผม ผมไม่ได้ขึ้นมากล่าวตำหนิท่านประธานแบบลอย ๆ และหลายคนบอกว่า ตอนเช้าตั้งญัตติ ได้ไหม ผมบอกว่าอย่าตั้งเลยญัตติ เพราะว่าถ้าเป็นญัตตินั้นเราก็ไม่สามารถที่จะสรุปกันได้ มีอย่างเดียวเท่านั้น ถ้าอยากรู้ว่าปัญหานี้มันก้าวล้ำหรือไม่ มันล่วงละเมิดหรือไม่ ก็ยื่นให้ ศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น ให้เขาวินิจฉัยตีความ แต่ผมไม่อยากให้ทำถึงขั้นนั้นหรอกครับ เพียงแต่ว่ามาหารือกัน แล้วก็ไม่อยากให้บรรยากาศอย่างนี้ของท่านประธานที่ทำไป เพราะไม่อย่างนั้นเดี๋ยวท่านประธานก็จะไปองค์กรโน้นไปองค์กรนี้ ถ้าไม่ได้ดังใจของ ท่านประธาน ท่านประธานอยู่ตรงนี้เถอะครับ ท่านประธานไม่พอใจท่านประธานก็ตำหนิ แบบปกรณ์วุฒิตำหนิเลยครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมขอประท้วง อีกครั้งหนึ่งครับ🔗
ผมก็จะฟังเลยครับ ขอบคุณมากครับ ท่านประธาน🔗
ผมขอประท้วงท่านประธานตาม ข้อบังคับ ข้อ ๙ ให้การควบคุมการประชุมครับ ตอนนี้มีเพื่อนสมาชิกรออยู่อีกหลายท่าน ที่จะอภิปรายมากเลยกับกฎหมายที่เรากำลังอภิปรายกันอยู่ แล้วทางครูมานิตย์ ขออภัยที่ เอ่ยนามนะครับ ได้มีการพูดไปพอสมควรแล้วก็เริ่มพาดพิง🔗
อันนี้ครูมานิตย์ก็จบแล้วครับ🔗
เรื่องพาดพิงผมคงไม่อะไรครับ แต่จริง ๆ เมื่อสักครู่ท่านพาดพิงท่านหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยที่ขึ้นไอ้เลย อย่างไรอยากจะให้ ถอนเรื่องนี้ ผมว่าไม่เป็นการสมควรครับ ขอบคุณครับ🔗
ผมขอชี้แจงเลยดีกว่า เราใช้เวลาเยอะพอสมควร ประเด็นที่ ๑ ก็คือไปโดยได้รับอนุญาตจาก ท่านประธานหรือไม่🔗
ท่านประธานครับ ในประเด็นเดียวกัน ขอพูดก่อนได้ไหมครับ🔗
เชิญท่านวรวัจน์ครับ แต่ขอใช้เวลาสั้น ๆ นะครับ เดี๋ยว พ.ร.บ. เราไม่ได้พูดต่อนะครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมก็เป็นกรรมาธิการ งบประมาณ ผมขออนุญาตมีข้อสังเกตในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องที่ท่านประธานไปตามเรื่องของ กฎหมายทางการเงิน ซึ่งจริง ๆ แล้วต้องขออนุญาตอธิบาย ผมเป็นทั้ง สส. ด้วย เคยเป็น ฝ่ายบริหารด้วย แล้วก็เป็นกรรมาธิการงบประมาณมาหลายสมัย ผมต้องเรียนท่านประธาน ทำไมกฎหมายถึงกำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้พิจารณากฎหมายเกี่ยวกับการเงิน ท่านประธานครับ วันนี้หลายกฎหมายเราไปออกกฎหมายจนกระทั่งเงินงบประมาณที่มีอยู่ รายได้ที่มีอยู่กลายเป็นรายได้ของหน่วยงาน วันนี้ท่านไปดูเลยครับ เม็ดเงินนอกงบประมาณ มีมากกว่างบประมาณหลายเท่า มีถึง ๕.๙ ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่ก็มาจากตรงนี้ การไปออก กฎหมายฉบับนั้นฉบับนี้ จนกระทั่งวันนี้เงินออกไปนอกระบบหมด เงินที่จะมาอัดฉีด หมุนเวียนอยู่ในระบบนี้หายไป สิ่งนี้ผมขอเรียนท่านประธานครับ ผมก็เป็น สส. มานาน อยู่ฝ่ายนิติบัญญัตินี้เราแยกหน้าที่กัน วันที่เราอยู่นิติบัญญัติเราเคารพในการทำหน้าที่ของ ฝ่ายบริหาร เราไม่ก้าวก่าย เราไม่แตะต้อง ท่านตัดสินใจอย่างไรเป็นของท่าน แต่เมื่ออยู่ใน นิติบัญญัติเราทำหน้าที่ของเราเต็มที่ แต่ว่าอะไรที่กำหนดเป็นหน้าที่ของท่านนายกรัฐมนตรี เราอย่าไปยุ่งครับ เราทำภายใต้อำนาจนิติบัญญัติ เราแยกอำนาจกันเด็ดขาด ก็ต้องเรียน ท่านประธานบางครั้งกฎหมายทางการเงินเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารที่เขาจะดูว่าควรไหม ที่จะเพิ่มกฎหมายเหล่านี้ และไม่ได้เพียงแค่ให้ท่านดูเองครับ ท่านต้องสอบถามไปยัง หน่วยงานต่าง ๆ ว่ามีความจำเป็นแค่ไหน เห็นควรหรือไม่เห็นควร ตรงนี้ให้เป็นอำนาจของ ท่านนายกรัฐมนตรีและอำนาจของฝ่ายบริหารเถอะครับ เราเสนอกฎหมายไปก็จริง แต่เรา ไม่ควรไปก้าวก่ายอำนาจแบบนั้น ขอให้มันหยุดอยู่แค่นี้ ก็ขออนุญาตเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพว่าผมเป็น สส. มานาน เป็นกรรมาธิการงบประมาณหลายสมัย เห็นงบประมาณที่เหลืออยู่วันนี้ผมเหนื่อยใจ ก็เลยเรียนท่านประธานว่าไม่อยากให้เราไป ก้าวก่ายอำนาจของฝ่ายบริหาร🔗
ท่านประธาน ผมประท้วงครับ เป็น สส. ไม่นาน แต่ขอประท้วงครับ🔗
ขอให้เราอยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติจะเป็น การที่ดีที่สุดครับ ก็ขออนุญาตมีข้อสังเกตและความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ในส่วนนี้ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณท่านวรวัจน์ครับ🔗
ประท้วงท่านประธานครับ ข้อบังคับ ข้อ ๙ ควบคุมการประชุมครับ ตอนนี้เราอภิปรายร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานกันอยู่ แล้วตอนนี้ก็มี ผู้รออภิปรายเยอะมากเลยนะครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญของพี่น้องแรงงาน คิดว่าเราควร กลับเข้าสู่วาระการประชุม🔗
ท่านสมาชิกครับ เมื่อเช้าผมโดนไล่ให้ไปลาออกเลยนะครับ เรื่องนี้สำคัญผมต้องชี้แจง ผมใช้ เวลาชี้แจงไม่นานแน่นอน เชิญท่านณัฐวุฒิ ประท้วงนะครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลครับ อย่างไรก็ต้องประท้วงท่านประธาน ตามข้อ ๙ ครับ ท่านประธานครับ เมื่อเช้านี้ท่านประธาน ณ ขณะนั้นวินิจฉัยไว้บอกว่าขอให้ พูดอย่างจำกัด แล้วก็มีท่านที่หารือคือท่านธีระชัย แสนแก้ว ท่านไชยวัฒนา ติณรัตน์ ซึ่งท่าน พูดไปแล้วครับ แล้วผมเข้าใจว่าท่านประธานเองก็จดประเด็นไว้ ในขณะเดียวกันครูมานิตย์ ท่านสงวนไว้ว่าท่านจะขอพูดเมื่อท่านประธานขึ้นบัลลังก์ ซึ่งอันนี้ผมก็ไม่ติดใจ ก็ถือว่า ท่านประธานเมื่อเช้าอนุญาต ฉะนั้นเมื่อท่านประธานขึ้นบัลลังก์ท่านประธานจะอนุญาต ผมอยากให้อนุญาตเฉพาะท่านที่ขอไว้เมื่อเช้า แต่ท่านอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง ถ้าพูดแบบนี้ เดี๋ยวพวกผมก็จะขอชี้แจงบ้างว่าตกลงญัตติด่วนของพวกผมเรื่องการใช้อำนาจล้นเกินของ องค์กรอิสระ เอาเลยไหมครับ เอาเป็นญัตติด่วนด้วยวาจาเลยไหมครับ จะได้นับองค์ประชุม กันไปเลย ทุกวัน ทุกนาทีแบบนี้ครับ ท่านประธานครับ ผมประท้วงท่านประธาน ไม่ได้ ประท้วงผู้อภิปราย แต่ขอให้ท่านประธานพอแล้วครับ แล้วเพื่อนที่รอกฎหมายแรงงาน ท่านประธานวันมูหะมัดนอร์บอกให้ปิดลงชื่อบ่ายโมง ท่านวรวัจน์ไปลงชื่อตอนไหนครับ ถ้าแบบนี้ผมก็ขออภิปรายกฎหมายแรงงานต่อได้ครับ ฉะนั้นผมประท้วงท่านประธานครับ ต้องควบคุม ท่านประธานอยากจะชี้แจงให้ท่านประธานชี้แจงในส่วนของท่าน แต่ต้องไม่ให้ บุคคลใดใช้อำนาจสภาแห่งนี้มาบอกว่าตัวเองอยู่มานาน แล้วคนอื่นที่อยู่ใหม่ ๆ ไม่มีสิทธิ จะพูด แบบนี้ไม่ถูกต้องครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ท่านรังสิมันต์ประท้วงนะครับ🔗
ประท้วงท่านประธานครับ ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อยู่ด้านนอกต้อง รีบมาเพราะเมื่อสักครู่ท่านประธาน ขออนุญาตที่เอ่ยนาม คุณครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ได้ขึ้น อภิปรายแล้วก็ตอบโต้ท่านประธาน เรื่องนี้จะตอบโต้อย่างไรเป็นเรื่องหนึ่ง แต่เมื่อมีผู้ประท้วง สิ่งที่ท่านประธานต้องวินิจฉัยก่อนเลยคือต้องให้เขาได้ประท้วง และเมื่อประท้วงไปแล้วต้อง วินิจฉัย ซึ่งท่านประธานไม่ได้วินิจฉัย นี่คือประเด็นที่ ๑ ประเด็นที่ ๒ ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม เมื่อสักครู่ท่านพูดถึง สส. หลายสมัย ท่านใช้คำว่า ไอ้หนู กับเพื่อน สส. ในห้องประชุมนี้ ได้อย่างไร ผมพูดจริง ๆ นะ ผมให้ความเคารพ ผมรู้จักกับครูมานิตย์มานาน แต่การมาใช้ คำว่า ไอ้หนู แบบนี้มันเป็นการไม่เคารพกัน สส. จะ ๑ สมัย จะ ๕ สมัย จะ ๑๐ สมัย เราเท่ากันครับ ท่านจะมาใช้คำพูดหยาบคายแบบนี้เพื่อด้อยค่าในเรื่องของคุณวุฒิ ทำแบบนี้ ไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ท่านประธานต้องวินิจฉัยและต้องบอกให้ครูมานิตย์ถอน นี่คือสิ่งที่ผมรอคอย และอยากเห็น ส่วนท่านประธานจะชี้แจงผมเข้าใจครับ ข้อกล่าวหาที่ท่านประธานถูก อภิปรายรุนแรง เข้าใจ และท่านประธานควรมีสิทธิอธิบาย แต่การปล่อยให้เพื่อนสมาชิก ใช้คำพูดแบบนี้เป็นสิ่งที่ใช้ไม่ได้และไม่เคารพกัน ถ้าท่านจะทำหน้าที่กันแบบนี้มันเกินไปแล้ว🔗
ท่านรังสิมันต์ครับ ต้องพูดกับผมนะครับ แล้วก็คิดว่าประเด็นในการประท้วงครบแล้วครับ มี ๒ ประเด็น ขออนุญาตวินิจฉัย ประเด็นแรก ผมเข้าใจว่าเรื่องนี้ผมไม่ได้มาฟังด้วยตัวเอง ตอนเช้าก็เลยจะฟังจากครูมานิตย์ให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง แล้วท่านวรวัจน์ก็ยกมือ อันนี้ผมคิดว่า เราจำกัดในเวลาที่พอสมควรแล้ว ประเด็นที่ ๒ ก็เป็นประท้วงเรื่องการใช้คำไม่สุภาพ เรื่อง ไอ้หนู ครูมานิตย์ครับ ยินดีถอนไหมครับ🔗
ผมรอจะถอนอยู่ครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ🔗
ต้องกราบขออภัยคุณรังสิมันต์ โรม และ คณะด้วยครับ ถอนครับ ขออภัยจริง ๆ ครับ ถอนครับ ผมรอลุกขึ้นถอนอยู่แล้วครับ ท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ไม่ต้องมีใครอภิปรายแล้ว ผมขอชี้แจงเลย ไม่อนุญาตแล้วครับ🔗
ท่านประธาน ขอนิดเดียวครับ🔗
ไม่ได้ครับ วินิจฉัยแล้วครับ ประเด็นที่ ๑ ประเด็นเรื่องของการบุกไป ไม่ได้บุกไปนะครับ ก็เป็นตามที่ เอกสารได้ชี้แจง แล้วไม่เป็นการกดดันให้เซ็นหรือไม่เซ็น เป็นการติดตามความคืบหน้า ของการให้ความเห็นของหน่วยงานครับ อันนี้เป็นประเด็นที่ต้องเข้าใจตรงกัน ผมไม่มีอำนาจ ในการกดดันให้ท่านนายกรัฐมนตรีพิจารณาหรือไม่พิจารณา แต่ผมไปขอดูความคืบหน้าของ หน่วยงาน เพราะเป็นไปได้ไหมครับ ถ้าหน่วยงานไม่สามารถที่จะให้ความเห็นได้เลยตลอด ระยะเวลา ๔ ปี กฎหมายที่เพื่อน สส. เสนอมาก็จะไม่ได้รับการพิจารณาถึงโต๊ะนายกรัฐมนตรี แน่นอน ผมต้องการทราบความชัดเจนในเรื่องนี้ อันนี้ผมต้องการทราบความชัดเจนในเรื่องนี้ แล้วไม่ได้เป็นความโปร่งใสในเรื่องอื่น ๆ เป็นความโปร่งใสในกระบวนการตรากฎหมายครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ก็คือผมได้รับอนุญาตจากท่านอาจารย์วันมูหะมัดนอร์หรือไม่ ประเด็นที่ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรมอบหมายให้ผมคือดูแลกิจการของสภาในเรื่องของ การตรากฎหมายและการบรรจุกฎหมาย เพราะฉะนั้นผมทำตามข้อบังคับ ข้อ ๙ (๒) กำกับ ดูแลการดำเนินงานกิจการของสภา ท่านอาจจะไม่เห็นด้วยกับผมได้ แต่ว่าอันนี้ผมยืนยันว่า ผมทำตามข้อบังคับ และด้วยเจตนาที่อยากให้กฎหมายของทุกคนได้รับการพิจารณาอย่าง เท่าเทียมกัน มีแค่ ๒ ประเด็นนี้เท่านั้นเองครับที่ต้องการชี้แจง ขอบคุณนะครับ เราใช้เวลา พอสมควร ผมขออนุญาตไปต่อ ท่านนพพล เหลืองทองนารา พร้อมไหมครับ อย่างนั้นผมขอ ไปที่ฝ่ายค้าน ๓ ท่าน ท่านสว่างจิตต์ เลาหะโรจนพันธ์ เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ เข้าใจว่าท่านสว่างจิตต์ถอนชื่อ ไปแล้ว น่าจะผิดพลาดครับ🔗
ถ้าอย่างนั้นขอเชิญท่านศุทธสิทธิ์ พจน์ฐศักดิ์ ครับ🔗
กลับเข้าสู่วาระนะครับ ท่านประธาน ผม ศุทธสิทธิ์ พจน์ฐศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๓ จังหวัดนครราชสีมา ขออภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานทั้ง ๓ ฉบับเลย ทั้งของพรรคก้าวไกล แล้วก็พรรคภูมิใจไทย เพื่อนสมาชิกได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ไปแล้ว หลายมิติ ผมขออภิปรายในส่วนของแรงงานสร้างสรรค์ ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ก่อนหน้านี้ ก่อนจะมาเป็นผู้แทนราษฎรผมก็ทำงานในส่วนแรงงานสร้างสรรค์ เป็นผู้กำกับเป็นนักแสดง เป็นนักเขียนบท แล้วก็ทำงานในวงการบันเทิงมาก่อน เคยทำงานทั้งเป็นบริษัทที่ทำงาน ประจำแล้วก็เป็น Freelance ด้วย ตอนที่เป็น Freelance จะบอกว่าไม่สามารถ ทำนิติกรรมเกี่ยวกับเรื่องไปขอกู้ ขอสินเชื่ออะไรยากมาก คราวนี้ด้วยความที่ทุกวันนี้เรากำลัง จะทำให้ Soft Power มันกระจาย ทำให้แพร่หลายออกไปให้คนทั่วโลกได้รับรู้ รู้จักกับ วัฒนธรรมของประเทศไทย คนที่มีความสำคัญในอุตสาหกรรม Soft Power เลยก็คือแรงงาน สร้างสรรค์ แล้วแรงงานสร้างสรรค์เหล่านี้เป็นคนที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของ ประเทศนี้ แล้ว พ.ร.บ. ฉบับนี้กำลังจะดูแลสิทธิต่าง ๆ ให้พวกเขา เศรษฐกิจสร้างสรรค์และ แรงงานสร้างสรรค์ แนวคิดของเศรษฐกิจสร้างสรรค์นี้เกี่ยวข้องกับปฏิสัมพันธ์ระหว่าง ความคิดสร้างสรรค์ Creativity กับ Idea ทรัพย์สินทางปัญญา ความรู้ และเทคโนโลยี ทั้งนี้ แล้วเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไม่มีคำนิยามที่ตายตัว ยกตัวอย่างเช่น จอห์น ฮอว์กินส์ (John Howkins) นิยามคำว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในหนังสือแต่ The Creative Economy How People Make Money From Idea ว่าระบบการผลิตการแลกเปลี่ยนและใช้ผลิตภัณฑ์ สร้างสรรค์ โดยผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์จำนวนมากมีคุณสมบัติเข้าข่ายเป็นทรัพย์สินทางปัญญา เช่น ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร และเครื่องหมายทางการค้า การประชุมประชาชาติว่าด้วยการค้าและ การพัฒนานิยามเศรษฐกิจสร้างสรรค์ว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่อยู่บนฐานของความรู้ ซึ่งประกอบด้วยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เกี่ยวข้องกับสาขาเชิงวัฒนธรรม เช่น หัตถกรรม การพิมพ์ ศิลปะการแสดง ดนตรี สาขาเทคโนโลยีเข้มข้น เช่น ภาพยนตร์ วิดีทัศน์ Software เกมคอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ วิทยุ และสาขาบริการคือ โฆษณา การออกแบบ สถาปัตยกรรม ทั้งนี้กิจกรรมต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ล้วนใช้ทักษะสร้างสรรค์ทั้งนั้น และสร้าง รายได้ และเป็นสาขาที่มีพลวัตสูงมากที่สุดในเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาส ใหม่ ๆ ให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาได้ก้าวสู่ประเทศที่มีความเติบโตในทางเศรษฐกิจ ทำไมผมถึงพูดอย่างนี้ เพราะว่าจากที่เห็นยกตัวอย่างเช่น ประเทศเกาหลีเขาเติบโตด้วย Soft Power เขาพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เขาวางแผนนโยบายของเขามาเป็น ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปี จนวันนี้เขาประสบความสำเร็จ เขาสามารถทำรายได้มากกว่ายอดขายรถยนต์และมีคนรู้จัก ไปทั่วโลก วัฒนธรรมเกาหลี อาหารเกาหลี ภาษาเกาหลี สิ่งเหล่านี้ถูกส่งออกไปทั่วโลก และคนทุกคนล้วนอยากเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องของประเทศเกาหลี และอยากไปเที่ยวประเทศ เกาหลี ทำให้เศรษฐกิจของประเทศเกาหลีเติบโตขึ้นอย่างมหาศาล ของไทยเองก็ได้นิยาม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนพื้นฐานของการใช้องค์ความรู้ การศึกษา การสร้างสรรค์งานและใช้ทรัพย์สินทางปัญญาที่เชื่อมโยงกับพื้นฐานทางวัฒนธรรม ส่งเสริม ความรู้ของสังคมและเทคโนโลยีนวัตกรรมสมัยใหม่ ในฐานะที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์อยู่บน พื้นฐานของความรู้ หัวใจของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ก็คือ แรงงานสร้างสรรค์นี่ละครับ แล้วพวกเขา จะสร้างสรรค์ได้อย่างไรถ้าพวกเขายังต้องทำงานเกินเวลา ถ้าพวกเขาต้องดิ้นรนและหิวอยู่ การทำงานด้วยการสร้างสรรค์นี่มันไม่ใช่เรื่องง่าย เวลาทำงาน ๔๐ ชั่วโมงที่เรานำเสนอไปนี้ ให้เวลาพวกเขาไปทำงาน ๔๐ ชั่วโมง แต่นอกเหนือจากนั้นแล้วพวกเขาต้องใช้เวลาในการ เติมความรู้ ในการไปหาวัตถุดิบใหม่ ๆ ในการที่จะเอามาใช้ทำงานสร้างสรรค์ งานหัตถกรรม ก็เป็นงานส่วนหนึ่งที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ซึ่งเป็นแรงงานสร้างสรรค์เช่นกัน ทุกวันนี้ แรงงานสร้างสรรค์ที่เกี่ยวกับเรื่องหัตถกรรมเริ่มลดน้อยลงเรื่อย ๆ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของคน ที่จบปริญญาตรีในสาขาสร้างสรรค์ คือ ๗๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ ส่วน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้จบในสาขาด้านแรงงานสร้างสรรค์ แต่ในปัจจุบันแรงงานสร้างสรรค์เรียนจบปริญญาตรีมา มีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ปีหนึ่ง ๔๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ คน พวกเขากำลังเข้ามาในสนามของ แรงงานสร้างสรรค์และต่อสู้กันอย่างเต็มที่ คนที่เป็นแรงงานที่เรียกว่า Freelance ไม่มีสิทธิ ใน พ.ร.บ. แรงงาน คือไม่มี ไปกรอกเอกสารอะไรก็ต้องบอกว่า Employee ครับ เมื่อก่อน ผมเป็นนักแสดง ผมไม่สามารถกรอกเอกสารได้ว่าเป็นนักแสดง ต้องเป็นลูกจ้าง เป็นคน เขียนบท เป็นผู้กำกับ ก็ต้องกรอกเหมือนกันว่าลูกจ้างเช่นกัน ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จะช่วยให้ แรงงานสร้างสรรค์ได้ทำงานได้อย่างตรงจุด สัญญาจ้าง จ้างว่าอย่างไร ไม่ใช่สัญญาจ้างว่า อย่างนี้ แต่พอไปถึงหน้างานเป็นอีกแบบหนึ่ง ไม่ทำก็ไม่ได้ มันเป็นสัญญาใจใช่ไหมครับ ก็อยากให้เพื่อน ๆ สมาชิกได้เห็นใจว่าแรงงานสร้างสรรค์ คือถ้าไม่ทำตามสัญญาจ้างก็ตกงาน ทันที เพราะมันคือเหมือนสัญญาใจ ไม่มีอำนาจต่อรองกับนายจ้างได้เลย ถ้าเอ็งไม่ทำ เอ็งก็ ไม่ต้องทำ ให้คนอื่นมาทำ แล้วผมเชื่อว่าลูก ๆ หลานๆ ของเพื่อนสมาชิกที่อยู่ที่นี่ครับ ท่านประธานก็มีหลายคนที่กำลังเข้าสู่อุตสาหกรรมแรงงานสร้างสรรค์เช่นกัน อนาคตของ พวกเขาจะเป็นอย่างไร เขากำลังเข้าสู่สนามที่มีการแข่งขันสูงมาก ผมก็ขอให้เพื่อน ๆ สมาชิก ได้สนับสนุนร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฉบับนี้ ไม่ว่าจะของเพื่อน ๆ ที่มาจากพรรคก้าวไกล หรือว่าพรรคภูมิใจไทยก็ตาม ผมเองก็จะขอสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. นี้เช่นกัน ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านเทียบจุฑา ขาวขำ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางเทียบจุฑา ขาวขำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ท่านประธาน ดิฉันขอร่วมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่เพื่อนสมาชิกได้เสนอร่างทั้ง ๓ ฉบับ ซึ่งก็นับว่าเป็นสิ่งที่ดี แล้วก็มีสาระที่สำคัญ เป็นประโยชน์กับผู้ใช้แรงงาน จากผู้ที่เสนอก็ได้พูดถึงหลักการและเหตุผลนำเสนอสาระ ที่สำคัญในเรื่องของการคุ้มครองแรงงานของผู้ใช้แรงงานไปแล้ว ดิฉันขอจังหวัดอุดรธานีเป็นตัวอย่างสักนิดหนึ่ง ท่านประธาน จังหวัดอุดรธานีมีพี่น้อง ประชาชน ๑,๕๐๐,๐๐๐ คน แล้วก็มีผู้ที่ใช้แรงงานประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ กว่าคน ขณะเดียวกัน มีภาคเกษตรกรรม ๓๐๐,๐๐๐ กว่าคน และนอกจากนั้นก็ยังเป็นแรงงานที่นอกระบบอีก ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน นี่ละค่ะปัญหาของพี่น้องแรงงานทั้งหลายที่ไม่ได้มีกฎหมายคุ้มครอง แรงงาน หรือมีแล้วไม่ค่อยปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ดิฉันได้สถิติแรงงานจาก จังหวัดอุดรธานีมา มันเยอะนะคะ ดิฉันก็คงจะไม่พูดถึงรายละเอียด ก็จะบอกว่าข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้มาเป็นอัตราการถูกปฏิบัติอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานเยอะค่ะ และการถูกปฏิบัติอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมายความปลอดภัยในการทำงานของสถาน ประกอบการก็พบว่ามีนายจ้างที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายมีจำนวนมากย่อมส่งผลกระทบต่อ ลูกจ้างจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งผู้ใช้แรงงานเป็นผู้ที่มีรายได้น้อยก็จะส่งผลถึงคุณภาพชีวิตของผู้ใช้ แรงงาน ซึ่งดิฉันก็คิดว่าการปฏิบัติอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานของสถาน ประกอบการในจังหวัดอุดรธานีเพิ่มขึ้นกว่าปี ๒๕๖๕ ซึ่งทำให้เห็นว่าอัตราเพิ่มขึ้น ปี ๒๕๖๕ แค่ ๑๖ เปอร์เซ็นต์ พอปี ๒๕๖๖ เพิ่มขึ้นมา ๒๙.๙๓ เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นอัตราที่เพิ่มขึ้น ดิฉัน มีความรู้สึกว่าเป็นห่วงพี่น้องแรงงานในจังหวัดอุดรธานีที่ได้รับการปฏิบัติการคุ้มครอง แรงงานอย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งส่งผลให้คุณภาพชีวิตของเขาต่ำลงในการปฏิบัติอย่างไม่ถูกต้อง ในเรื่องของการคุ้มครองแรงงานส่วนใหญ่เป็นเรื่องวันลา วันหยุด เกี่ยวกับกฎหมายกำหนดไว้ ของสถานที่ประกอบการที่บังคับ เช่น กำหนดวันทำงาน วันพักผ่อน วันหยุดราชการ วันหยุด นักขัตฤกษ์ให้กับลูกจ้างหยุด แต่ว่าส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยแจ้งให้กับลูกจ้างเท่าไร ในด้านสวัสดิการ และคุ้มครองแรงงานการประชาสัมพันธ์ดิฉันคิดว่าคงอาจจะไม่ทั่วถึงก็ได้ ในเรื่องของการ ปฏิบัติอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมายนี้เป็นเรื่องใหญ่ ดิฉันก็ขอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาแรงงาน ในเรื่องของความปลอดภัยในการทำงาน เพื่อเป็นการลด อุบัติเหตุต่อชีวิตและทรัพย์สิน ต่อร่างกายของพี่น้องที่ใช้แรงงานได้อย่างดี ดังนั้นก็ขอฝาก ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลพี่น้องแรงงานด้วย ท่านประธานคะ ร่างกฎหมายฉบับที่ เพื่อนสมาชิกได้นำเสนอมานี้ก็สามารถแก้ไขปัญหาในการถูกปฏิบัติอย่างไม่ถูกต้องได้ตาม กฎหมายคุ้มครองแรงงาน แล้วก็แก้ไขปัญหาการถูกปฏิบัติอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ความปลอดภัยในการทำงานของสถานประกอบการได้ อย่างไรก็ตามดิฉันก็เห็นว่าการสร้าง ความเป็นธรรมต่อพี่น้องผู้ใช้แรงงานสำคัญค่ะ เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงาน เพื่อให้เกิดความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจของครอบครัวของเขาเอง แล้วก็คุ้มครองศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ได้ดีค่ะ เพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรองแล้วก็สามารถเพิ่มเวลาการเรียนรู้สำหรับ แรงงาน เป็นการพัฒนาตนเอง สร้างให้เกิดความเท่าเทียมกันมากยิ่งขึ้น แต่การแก้ไขปัญหา การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้อาจจะต้องไปปรับแก้บทบัญญัติในกฎหมายอื่น ๆ ที่ว่าด้วย การคุ้มครองสวัสดิการลูกจ้าง แล้วก็ประโยชน์การทดแทนควบคู่กันไปให้ได้อย่างมีระบบ แล้วยังจะต้องประสานงาน ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ที่มีส่วนร่วม จะต้องปรับปรุงให้รอบคอบ ให้ละเอียดมากยิ่งขึ้นกว่านี้ อย่างน้อยก็ต้องไปรับฟัง ความคิดเห็นจากทุก ๆ ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นทั้งนายจ้าง ลูกจ้าง ภาครัฐ ให้รอบคอบมากกว่านี้ เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องผู้ใช้แรงงาน ในส่วนร่างของท่านวรศิษฎ์ดิฉันเห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ โดยเฉพาะมีการแก้ไขเพิ่มเติมวันลาคลอดของลูกจ้างหญิง แล้วก็ให้ลูกจ้างชายมีสิทธิลา เพื่อช่วยเหลือภรรยาในการเลี้ยงดูบุตรที่คลอดออกมาใหม่ เพราะฉะนั้นเชื่อว่าการที่พ่อมีสิทธิ ลาคลอดจะมาช่วยทำการเลี้ยงดูลูกก็เป็นการสร้างสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสามีภรรยาให้ดีขึ้น มันดีมาก ๆ สร้างความรักความอบอุ่นในครอบครัว ในเรื่องนี้ดิฉันเห็นด้วย มีความจำเป็นมาก เป็นการให้ความสำคัญทางด้านจิตใจด้วยว่าไม่ได้ถูกโดดเดี่ยวเดียวดายหลังคลอด ท่านประธานคะ มีงานวิจัยหลายชิ้นพบว่าการที่พ่อได้มีส่วนร่วมในการเลี้ยงดูลูกน้อยนี้ จะเป็นการช่วยเหลือลดอาการซึมเศร้าหลังคลอดของคุณแม่ได้อย่างดีค่ะ ในทางกลับกัน การขาดการมีส่วนร่วมของพ่อเป็นตัวแปรสำคัญทำให้คุณแม่เกิดภาวะซึมเศร้าได้ แล้วผลดี ของการแก้ไขในร่างฉบับนี้จะช่วยให้วางรากฐานในบทบาทของพ่อแม่ ของครอบครัว เป็นการสร้างครอบครัวที่ดี สร้างความผูกพันกับลูก เป็นการกระตุ้นให้สังคมนี้ตื่นตัวขึ้น ตระหนักถึงความสำคัญสถาบันครอบครัว ทำให้ทุกฝ่ายจะต้องมีส่วนร่วมช่วยกัน ไม่ยึดติด อยู่ในกรอบต่าง ๆ ดังนั้นดิฉันจึงขอสนับสนุนทั้ง ๓ ร่าง ฝากถึงคณะกรรมาธิการได้พิจารณา อย่างละเอียดรอบคอบ ให้มีผู้ที่มีส่วนได้เสียเข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาคราวนี้ด้วย ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านชัชวาล แพทยาไทย ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ และเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นายชัชวาล แพทยาไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดร้อยเอ็ด เขต ๗ พรรคไทยสร้างไทย ลูกอีสานดินแดนทุ่งกุลาร้องไห้ อำเภอเกษตรวิสัย อำเภอปทุมรัตต์ และอำเภอเมืองสรวงครับ ท่านประธานครับ ท่านคงเคยได้ยินคำกล่าว เป็นภาษาอีสานที่ว่า สู้เขาเด้อ บ้านเฮามันแล้ง คำนี้ครับท่านประธาน เป็นคำปลอบประโลม จิตใจผู้ใช้แรงงานคนอีสานที่จำใจต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองเข้ามาใช้แรงงาน ในหัวเมืองใหญ่ ๆ เพราะว่าอีสานถ้าหมดฤดูทำนา รายได้ที่จะจุนเจือครอบครัวและใช้ชีวิต อยู่ท่ามกลางโลกแห่งทุนนิยม การย้ายถิ่นฐานมาทำงานในหัวเมืองใหญ่ ๆ จึงเกิดขึ้น โดยเฉลี่ย พี่น้องชาวอีสานเข้ามาทำงานในภาคกลางกว่า ๒.๗ ล้านคน และจำนวนนี้อยู่ในพื้นที่ของ กรุงเทพมหานครกว่า ๑.๒ ล้านคน นี่คือตัวเลขที่มีการสำรวจ ซึ่งอาชีพโดยส่วนมากเป็นกลุ่ม ลูกจ้างในภาคการผลิต ภาคบริการ การก่อสร้าง ซึ่งหลายครั้งเรามักจะเห็นพี่น้องแรงงาน เหล่านี้ถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้างอยู่เป็นประจำ ผมจึงมีข้อสังเกตที่จะฝากไปยัง คณะกรรมาธิการในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๓ ฉบับ ๓ ประการดังนี้ครับ ท่านประธาน🔗
ประเด็นแรก ผมขออนุญาตยกตัวอย่างอาชีพพนักงานรักษาความปลอดภัย รปภ. หรือที่เราเรียกกันว่า ยาม หลังจากนี้มีพระราชบัญญัติธุรกิจรักษาความปลอดภัย ปี ๒๕๕๘ มีข้อบังคับว่า ใครที่จะเป็น รปภ. ต้องมีใบอนุญาต ทำให้นายจ้างบางคนอาศัย ช่องโหว่นี้หักค่าจ้างจากข้อตกลงโดยอ้างว่า เป็นการหักค่าฝึกอบรม ทั้งที่หากมอง ชั่งน้ำหนัก ประโยชน์ของการอบรมควรที่จะตกเป็นของนายจ้างครับ เพราะจะได้ ไม่ต้องมีความผิดตาม พ.ร.บ. ธุรกิจรักษาความปลอดภัย อีกทั้งตัว รปภ. เขาก็ยังทำงานให้ บริษัทตามสัญญาจ้างงานอยู่แล้ว หากเขาเบี้ยวลาออกกลางคันก็เท่ากับเขาทำผิดสัญญา ในตัวร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฉบับนี้ควรที่จะบรรจุตัวหลักการให้ชัดเจนเลยครับ ท่านประธาน ในส่วนเรื่องของค่าอบรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานหรือตามสัญญาจ้างงาน ต้องเป็นหน้าที่ของนายจ้าง เพราะท้ายที่สุดผู้ได้ประโยชน์จากแรงงานคือนายจ้างครับ นายจ้างได้งาน แรงงานได้เงิน พ่วงด้วยแรงงานมีกำลังใจ ประสิทธิภาพของงานย่อมออกมาดี ที่สำคัญเราจะสามารถช่วยปิดช่องโหว่ทางกฎหมายที่ทำให้พี่น้องแรงงานไม่ต้องโดนกดขี่ จากนายจ้างบางคน🔗
ประเด็นที่ ๒ การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ โดยเฉพาะการให้ อำนาจคณะกรรมการจ้างที่จะต้องมีการกำหนดอัตราจ้างเพิ่มประจำปีไม่น้อยกว่าอัตรา การขยายตัวของเศรษฐกิจหรือเงินเฟ้อ ซึ่งเดิมทีมีเพียงอำนาจแค่ศึกษาพิจารณาข้อเท็จจริง อีกทั้งไม่ได้มีการระบุห้วงเวลาในการประกาศอย่างชัดเจน ทำให้การขึ้นค่าจ้างในบางปี ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ เราจึงมักได้ยินคำบ่นจากพี่น้องผู้ใช้แรงงานมักบ่นว่า ของแพง ค่าแรงถูก เกิดมามีค่าครับ ไม่ว่าจะเป็นค่าอยู่ ค่ากิน ค่าอินเทอร์เน็ต และอีกหลายค่า ที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ ปีตามอัตราเงินเฟ้อ มีแค่ค่าเดียวที่ยังไม่เพิ่มก็คือค่าจ้าง🔗
ประเด็นสุดท้าย ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่าอนาคตไทยมีแนวโน้ม ที่จะขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะภาคการเกษตร ภาคธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง ธุรกิจการผลิต โดยในปีที่ผ่านมาเราขาดแคลนแรงงานกว่า ๖๒ เปอร์เซ็นต์ ปัจจัยหนึ่งเกิดจากวัยทำงาน มีอัตราลดลง ผนวกกับสวัสดิการแรงงานที่พึงได้รับที่ผ่านมาไม่เหมาะสม ในด้านกลับกันครับ ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ประเทศสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ในตัวบทกฎหมายนี้เรามี การแก้ไขบทบัญญัติที่ส่งเสริมสวัสดิภาพแรงงาน ในส่วนนี้ผมเห็นด้วยครับ แต่ถ้าหากจะให้ สมบูรณ์ควรที่จะมีการบัญญัติหลักการว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานที่เป็นผู้สูงอายุด้วยครับ ประการหนึ่งก็เพื่อเป็นการจัดสภาพแวดล้อมให้สามารถรองรับผู้สูงอายุในอนาคต ผู้สูงอายุ หลายคนมีศักยภาพ มีความรู้ที่สำคัญอันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศชาติ อีกทั้ง องค์ความรู้ ประสบการณ์ ทรัพยากรบุคคล สิ่งเหล่านี้จะไม่เสียเปล่าครับ เพราะกฎหมาย ฉบับนี้จะเข้าไปส่งเสริมผู้สูงอายุที่อยากจะทำงานให้มีงานทำ เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพียงเพราะเลขของอายุครับ ท่านประธานครับ ก่อนผมจะมาเป็นผู้แทนผมเป็นช่างมาก่อน ตึกรามบ้านช่องมั่นคงได้เพราะเสาเข็ม ประเทศไทยจะมั่นคงได้ก็เพราะแรงงาน ในวันนี้ ผมกับสมาชิกได้อภิปรายถึงตัวบทกฎหมายฉบับนี้ถือเป็นวาระที่สำคัญที่เราจะได้ร่วมกัน ออกแบบเสาเข็มของประเทศไทย ได้ร่วมกันสร้างกฎหมายที่จะนำพาให้พี่น้องผู้ใช้แรงงาน มีสวัสดิการมากกว่าที่เป็นอยู่ เป็นสิ่งที่ผมเชื่อว่าจะนำพาประเทศชาติของเราให้เกิด การพัฒนาในมิติอื่น ๆ ในอนาคต หากสวัสดิการดี เศรษฐกิจดี ภาพการอพยพก็จะไม่เกิดขึ้น ครับท่านประธาน🔗
เพราะสวัสดิการแรงงานดี ตลาด ขับเคลื่อนเต็มที่เศรษฐกิจก็ย่อมดี ความเจริญจะกระจายสู่ต่างจังหวัด คนมีงานทำ เป็นใคร ก็ไม่อยากอพยพจากบ้านเกิดเมืองนอนตัวเองเพื่อเข้ามาทำงานต่างจังหวัดครับ ผมจึงขอ สนับสนุนและเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานทั้ง ๓ ฉบับ ด้วยความเคารพ ครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านชลธิชา แจ้งเร็ว ครับ🔗
เรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร ดิฉัน นางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี พรรคก้าวไกลค่ะ ท่านประธาน ปัจจุบันประเทศไทยเรามีแรงงาน ๓๘ ล้านคน แล้ววันนี้ดิฉันขอใช้โอกาสนี้ ในการพูดถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของจำนวนนั้น นั่นคือแรงงานข้ามชาติจากประเทศเมียนมา กัมพูชา ลาว และเวียดนาม หรือที่บางคน บางองค์กรกลับไปมองว่าพวกเขาคือแรงงานที่ ไร้ทักษะ ทั้ง ๆ ที่ทุกอาชีพก็ล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยทักษะในการทำงานทั้งสิ้น ท่านประธานคะ ตามรายงานของเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ ไทยเรามีแรงงานข้ามชาติจาก ๔ ประเทศเพื่อนบ้านข้างต้นที่ได้รับใบอนุญาตในการทำงานในประเทศไทยแล้วทั้งสิ้น ๒,๔๙๔,๑๖๖ คน เป็นจำนวนที่มากมหาศาล แต่ว่าเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ว่าประเทศไทยเรา ในปัจจุบันยังขาดกลไกในการคุ้มครองสิทธิของพี่น้องแรงงานข้ามชาติอยู่หลายประการ และวันนี้ดิฉันคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องยอมรับความจริงว่าในปัจจุบันประเทศไทยเรา มีงานจำนวนหนึ่งที่คนไทยไม่ทำกันจริง ๆ นั่นก็คืองานประเภทที่เป็นงานสกปรก งานอันตราย แล้วก็งานที่มีความยาก ดิฉันเองเป็นผู้แทนราษฎรในเขตเทศบาลเมืองท่าโขลง ของอำเภอ คลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ซึ่งมีตลาดไท ตลาดค้าสดสินค้าขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ผู้ประกอบการ ชาวไทยหลายคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันกับดิฉันในช่วงที่ลงพื้นที่หาเสียงว่าพวกเขาเองต่าง ก็ต้องพึ่งพาพี่น้องแรงงานข้ามชาติในการทำงานในส่วนที่คนไทยไม่ทำกัน เห็นได้ชัดว่าการที่ เรามีพี่น้องแรงงานข้ามชาติมาทำงานเหล่านี้ให้กับพวกเราเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งแค่นี้ก็มีเหตุผลมากมายเพียงพอแล้วที่เรา จะต้องคุ้มครองแรงงานข้ามชาติ พวกเขาในฐานะของคนทำงานแบบเดียวกับที่เราคุ้มครอง พี่น้องแรงงานคนไทย เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทย ได้เข้าพบกับเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เพื่อขอให้สหรัฐอเมริกา ได้ทบทวนการต่อสิทธิพิเศษทั่วไปทางภาษีศุลกากร หรือว่า GSP ซึ่งสหรัฐอเมริกาได้ตัดสิทธิ สำหรับสินค้าบางประเภทจากไทย จำนวน ๕๗๓ รายการไปเมื่อกลางปี ๒๕๖๓ แล้วก็เหตุผล ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในการตัดสิทธิเหล่านั้น ก็คือการที่ประเทศไทยไม่สามารถที่จะคุ้มครอง สิทธิแรงงานตามมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากลได้ รวมไปถึงการคุ้มครองเสรีภาพ ในการสมาคม แล้วก็การเจรจาต่อรองด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาคแรงงานในภาคอุตสาหกรรม ประมงแล้วก็การเดินเรือ การตัดสินใจของสหรัฐอเมริกาก็ได้อ้างอิงข้อร้องเรียนจาก American Federation of Labor and Congress of Industrial Organizations ซึ่งได้พูดถึง การเลือกปฏิบัติต่อแรงงานข้ามชาติในไทยไว้ว่า แรงงานข้ามชาติในประเทศไทยมักจะถูก ข่มขู่ บังคับขู่เข็ญ Blackmail และทำร้ายร่างกายโดยเฉพาะจากนายจ้าง นายหน้าจัดหางาน ผู้ค้ามนุษย์ และที่น่าเศร้ารวมไปถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐไทยด้วย แต่แรงงานข้ามชาติจำนวนมาก โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบไม่สามารถที่จะร้องเรียนอะไรได้ เพราะพวกเขาก็กลัวว่า หากร้องเรียนไปแล้วจะถูกจับ แล้วก็ถูกส่งกลับประเทศ ซึ่งยิ่งทำให้นายหน้าในประเทศไทย เกิดการละเมิดสิทธิพวกเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ร่ำไป แรงงานข้ามชาติในประเทศไทยจึงมักจะ ตกเป็นเหยื่อของการถูกเลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนายจ้าง ทั้งการเลิกจ้างแบบไม่มี เหตุผล ได้ค่าแรง ค่าล่วงเวลาที่ไม่เท่ากับแรงงานไทย ทั้ง ๆ ที่อยู่ในบริษัทเดียวกัน อย่างกรณี ล่าสุดที่ดิฉันเองได้ทราบข้อมูลจากกลุ่มเครือข่ายสหภาพแรงงานย่านรังสิตและใกล้เคียง เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้วนายจ้างบริษัทแห่งหนึ่งในย่านรังสิต จังหวัดปทุมธานี ไม่ยอมจ่าย โบนัสให้กับแรงงานข้ามชาติสัญชาติเมียนมากว่า ๑๘ คน โดยอ้างว่าลูกจ้างเซ็นข้อตกลง MOU ไว้ว่าการได้รับการให้โบนัสแล้วก็การปรับขึ้นค่าแรง แต่เมื่อเรามีการสอบถามว่า เอกสารดังกล่าว ข้อตกลงดังกล่าวอยู่ที่ใดกลับไม่ได้รับการชี้แจงกลับมา นอกจากนี้ก็ยังมี หลายบริษัทในจังหวัดชลบุรีที่ไม่ยอมส่งประกันสังคม แล้วก็รวมถึงการให้สวัสดิการอื่น ๆ แก่พี่น้องแรงงานข้ามชาติเช่นเดียวกัน หรืออีกกรณีหนึ่งที่สำคัญก็คือกรณีการเข้าถึงบริการ ด้านสุขภาพของพี่น้องแรงงานข้ามชาติในจังหวัดสมุทรสาคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มี การแพร่ระบาดโควิดที่ผ่านมา โดยนายจ้างหลายคนไม่ยอมออกมารับผิดชอบค่ารักษาพยาบาล บางคนก็ปัดความรับผิดชอบในการดูแล ทำให้ภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลนั้นตกไป อยู่ที่แรงงานข้ามชาติ และทำให้การควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิดในพื้นที่เป็นไปได้ อย่างยากลำบากเช่นเดียวกัน นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของตัวอย่างมากมายเรื่องของการเลือกปฏิบัติต่อพี่น้องแรงงานข้ามชาติ และกล่าวได้ว่ากว่าครึ่งหนึ่งของพี่น้องแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยยังเข้าไม่ถึงสิทธิ สวัสดิการด้านสุขภาพทั้งระบบประกันสังคมและหลักประกันสุขภาพ ส่งผลให้แรงงาน ข้ามชาติจำนวนมากต้องเผชิญกับปัญหาทางด้านสุขภาพแล้วก็ปัญหาคุณภาพชีวิต ท่านประธานคะ ดิฉันคิดว่า ณ วันนี้ประเทศไทยเราถึงเวลาแล้วที่เราต้องการกฎหมายที่จะ ช่วยกันคุ้มครองแรงงานทุกกลุ่มบุคคล โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติเพียงเพราะเขาเชื้อชาติอะไร เกิดที่ไหน และร่างพระราชบัญญัติของพรรคก้าวไกลจะบัญญัติหลักการไม่เลือกปฏิบัติไว้ อย่างชัดเจนเพื่อให้แรงงานทุกกลุ่ม ทุกชีวิต สามารถทำงานได้อย่างมีศักดิ์ศรี และมีเครื่องมือ ทางกฎหมายในการคุ้มครองพวกเขาในวันที่แรงงานถูกละเมิด แล้วดิฉันอยากจะฝากว่าในชั้น ของการพิจารณากฎหมายฉบับนี้ในชั้นกรรมาธิการอาจจะพิจารณาครอบคลุมไปถึงการไม่เลือก ปฏิบัติในเรื่องของสัญชาติเช่นเดียวกัน ดิฉันจึงขอร่วมสนับสนุนร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ของพรรคก้าวไกล และหวังว่าเราจะมีกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่ยุติการเลือกปฏิบัติสักที เพราะว่าแรงงานทั้งผองล้วนเป็นพี่น้องกัน ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านกัณตภณ ดวงอัมพร🔗
สวัสดีครับ กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายกัณตภณ ดวงอัมพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตัวแทน ของพี่น้องชาวพญาไท ดินแดง กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกลครับ วันนี้ผมขอร่วมอภิปราย เพื่อสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานที่จะช่วยยกระดับชีวิตของแรงงานพี่น้อง ชาวไทยทุกคนครับ ก่อนที่ผมจะเป็น สส. ผมเองเคยทำอาชีพเป็น Freelance เป็น Trainer สอนออกกำลังกาย ผมเองให้บริการสอนและแนะนำการกำลังกาย ดูแลโภชนาการให้กับ ลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายยก Weight เล่นอก เล่นหลัง ไหล่ แขน Cardio หรือว่าตารางการกินอาหารเพื่อให้เป้าหมายทางด้านสุขภาพของลูกค้าผมดีขึ้น แต่การทำงาน ของผมนั้นไม่ได้อยู่ในสารบบหรือเข้าข่ายในการคุ้มครองแรงงานแต่อย่างใดครับ สำหรับ หลายคนแล้วอิสรภาพและความยืดหยุ่นที่มาพร้อมกับการทำงานแบบ Freelance ถือว่า เป็นข้อดี เพราะความสามารถในการทำงานจากที่ทำงานได้ กำหนดเวลางานของตัวเองได้ หรือการเป็นเจ้านายตัวเองครับ เป็นความฝันอันยิ่งใหญ่สำหรับผู้ที่รักที่จะมีอิสรภาพครับ แต่ Freelance ที่ต้องรับต้นทุนความเสี่ยงหลาย ๆ อย่างที่อาจจะเกิดขึ้นในการทำงาน เช่น การเจ็บป่วยจากการทำงาน การถูกเท การถูกบิดไม่ได้รับค่าจ้าง แล้วส่วนนี้ต้องทำอย่างไร ต้องฟ้องศาลใช่ไหมครับ แล้วศาลที่ต้องขึ้นคือศาลอะไร ศาลแพ่งครับ การดำเนินคดีทางแพ่ง กว่าจะจบอีกนานแค่ไหนถึงจะได้เงิน บางคนถึงต้องยอมปล่อยไปเพราะคิดว่าค่าเสียหาย ไม่คุ้มกับการไปฟ้องร้องจึงยอมให้ถูกกดอยู่อย่างนี้ เพราะ Freelance ก็ถือเป็นมือปืนครับ งานใครไม่รับก็หาใหม่ได้ เพราะแบบนี้ Freelance เลยต้องดิ้นรนกับการที่เขาไม่ได้รับ การคุ้มครองใด ๆ ขออนุญาตท่านประธานที่จะหยิบยกตัวอย่างอาชีพ Freelance อีกอาชีพหนึ่ง ที่โดนบิดโดนเทบ่อยมาก ๆ คืออาชีพ Video Editor มือตัดต่อ ไม่ว่าจะเป็นภาพและเสียง อาชีพนี้ลงทุนเยอะครับ ไม่ใช่น้อย ๆ เลย ทั้งค่าอุปกรณ์ที่จะต้องสามารถรองรับการตัดต่อ วิดีโอได้ดี ไหนจะต้องการฝึกฝนทักษะต่าง ๆ การหา Sourcing ต่าง ๆ ที่เอามาประกอบใช้ เพื่อให้คลิปวิดีโอดูสวยงาม ไหนจะต้องใช้เทคนิคขั้นสูงในการที่ทำให้ File ดิบของลูกค้าที่ นำมาดูดีก่อนที่จะพร้อมตัดงานจริงครับ ไม่รวมถึงที่จะต้องซื้อภาพ เสียง ที่มีลิขสิทธิ์ มีค่าใช้จ่ายมาประกอบในการทำคลิปวิดีโอให้เสร็จสัก ๑ ตัวครับ แต่หลายครั้งผู้จ้าง Brief งาน คนรับจ้างก็ทำงานตาม Brief มือตัดก็ทำตาม Brief สุดท้ายตัวผู้จ้างเองก็มา เปลี่ยนใจเปลี่ยน Brief ดื้อ ๆ เทงาน มือตัดคนนี้ต้องเสียอะไรบ้างครับ เสียทั้งเงิน เสียทั้ง เวลา สุขภาพจิต และทรัพยากรต่าง ๆ แล้วแบบไหนครับ ใครจะช่วยเหลือเขาในฐานะที่เขา ก็เป็นลูกจ้างคนหนึ่ง เป็นแรงงานคนหนึ่งครับ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานที่ผ่านมาปี ๒๕๔๑ ไม่ได้เอื้อหรือช่วยเหลือลูกจ้างในรูปแบบการทำงานแบบ Freelance แต่อย่างใด ผมถาม ถ้าวันหนึ่งผมสอนลูกค้าออกกำลังกายอยู่ กำลัง Save ลูกค้าด้วยท่า Dumbbell Overhead ขึ้นไปแล้ว Dumbbell กระแทกคางผมสลบคา Gym ใครจะดูแลรับผิดชอบตรงนี้ครับ ไม่มี เพราะที่ผ่านมา พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานไม่ได้ช่วยเหลือในส่วนนี้เลยครับ สำหรับร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานที่เสนอต่อสภาในวันนี้ผมอ่านแล้วก็ต้องขอขอบคุณนะครับ ขอบคุณมาก ๆ เพราะถ้าผ่านสภาแล้ว ได้ประกาศใช้จริง ๆ กฎหมายฉบับนี้จะช่วยเหลือ คนที่ทำงานเป็น Freelance แบบผมที่เคยทำมา อย่างน้อยก็มีราว ๆ เกือบ ๒ ล้านคน ๑.๙ ล้านคนที่จะได้รับประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ ท่านประธานครับ สำนักปลัดกระทรวง แรงงานได้จัดทำดัชนีชี้วัดคุณภาพแรงงานนอกระบบ ในกลุ่มอาชีพ Freelance และอาชีพ อิสระนะครับ สำรวจเมื่อปี ๒๕๖๔ ร้อยละ ๗๒.๑๘ เปอร์เซ็นต์ มีปัญหาไม่ได้รับสวัสดิการ เป็นปัญหาที่เกิดจากการประกอบอาชีพ และมีถึง ๙.๓๔ เปอร์เซ็นต์ ตีง่าย ๆ ๑๐ คน มี ๑ คน ที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนตามที่ตกลงกันไว้ ท่านประธานครับ ความลำบากของคนทำงาน ในกลุ่มอาชีพ Freelance มีเยอะมาก การที่เราจะสามารถแก้ไขกฎหมายเพื่อสร้างสังคมที่ดีขึ้น สังคมที่เป็นธรรมขึ้น กับการทำงานของแรงงานทุก ๆ กลุ่มจะทำให้คุณภาพชีวิตของแรงงาน ดีขึ้นครับ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จากที่ผมได้ศึกษาและทำความเข้าใจผู้ร่างมีเป้าประสงค์จะ ส่งเสริมสวัสดิการให้เกิดขึ้นอย่างเหมาะสมกับผู้ใช้แรงงาน รวมไปถึงคุ้มครองแรงงานจาก การทำงาน ทั้งเรื่องสวัสดิการทางกายและสวัสดิการในการจ้างงานให้เกิดความเป็นธรรม เมื่อแรงงานทุกคนอยู่ภายใต้ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานแล้ว แรงงานทุกคนก็จะมีการคุ้มครอง การจ้างงาน ได้รับสวัสดิการที่ดีจากการทำงาน เช่น การจ้างงานของ Freelance เป็นต้น ที่ไม่เคยได้รับการคุ้มครองก็จะได้รับการคุ้มครอง หากมีกรณีนายจ้างบิดก็จะมีการคุ้มครอง สามารถที่จะขึ้นศาลแรงงานได้ รวมไปถึงการคุ้มครองด้านสุขภาพของลูกจ้างจาก การปฏิบัติงาน ทำให้แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และไม่เพียงแค่ความปลอดภัยที่จะได้รับ ความเป็นธรรมจากร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เท่านั้น พ.ร.บ. ฉบับนี้จะมอบสวัสดิการที่ดีให้เกิดขึ้น กับแรงงานทุก ๆ คนอย่างแน่นอน ในอนาคตพวกเราชาว Freelance จะมีชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งนักเขียน Content Creator มือตัดต่อทั้งภาพและเสียง นักพากย์เสียง คนรับทำโฆษณา Tutor หรือแม้แต่ Graphic ออกแบบภาษา การแปลภาษา เป็นล่ามต่าง ๆ หรือแม้แต่กระทั่ง Programmer ก็ดีก็จะมีชีวิตที่ดีขึ้น ผมเชื่อว่าเรื่องสวัสดิการต่าง ๆ สส. หลายท่านอภิปรายแล้ว ผมเองก็เชื่อว่าทุกคนก็ควรที่จะเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ผมคิดว่าสภาแห่งนี้ ทุกคนคงจะอยากช่วยเหลือให้คุณภาพชีวิตของพี่น้องแรงงานซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ ดีขึ้น ท่านประธานและเพื่อน ๆ สส. ทุกท่านครับ เรามาร่วมกันผ่านกฎหมายฉบับนี้ ไปด้วยกัน เพราะไม่ว่าอาชีพใดก็จะได้รับผลประโยชน์เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านกัลยพัชร รจิตโรจน์ ครับ🔗
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน กัลยพัชร รจิตโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ดิฉันขออภิปรายสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานทุกฉบับ โดยเฉพาะร่างของ คุณเซีย จำปาทอง ที่มีประเด็นที่ดิฉันกำลังจะพูดต่อไปจากนี้ค่ะ ยังมีสิทธิคุ้มครองแรงงาน สิทธิหนึ่งที่ยังไม่ได้รับการกล่าวถึงเลย ไม่เคยปรากฏในหน้ากฎหมายฉบับใด คือสิทธิการลา ไปดูแลผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยใน ผู้ป่วยที่ขาดการดูแลทั้งทางร่างกายและจิตใจ รวมไปถึงผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่กำลังจะเสียชีวิตและเตรียมจัดงานศพ โดยอนุญาตให้ลาได้ ไม่เกิน ๑๕ วันต่อปี สามารถลาเพิ่มได้จากสิทธิการลาชนิดอื่น ๆ ต่างประเทศมีกฎหมายนี้ มานานมากแล้ว และการลาชนิดนี้เรียกว่า Compassionate Leave สิทธิในการลา เพื่อไปดูแลหรือไปบอกลานี้ทวีความสำคัญมากขึ้นทุกวัน ๆ ในสังคมสูงวัยดังเช่นปัจจุบัน ดิฉันมั่นใจว่าคนวัยทำงานมากมายอย่างดิฉันจะต้องเคยประสบปัญหานี้กันมาบ้าง จากประสบการณ์ตรงทำให้ดิฉันเห็นความสำคัญในการกลับไปดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย และได้บอกลาเป็นอย่างมาก มันเป็นการทำหน้าที่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์โดยการกลับไป ดูแลคนที่เคยดูแลเรามา เป็นการแสดงความรักครั้งสุดท้ายที่ตรงไปตรงมาและเรียบง่าย อย่างที่สุด ในฐานะแพทย์ดิฉันพบผู้สูงอายุจำนวนมาก รวมถึงผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่มาพบ แพทย์คนเดียว ไม่เคยมีคนดูแลมาด้วย ดิฉันไม่เคยกล่าวโทษลูกหลานเขาว่าทำไมไม่มาดูแล เขาอกตัญญูไหมคะ หรือเขารักการทำงานมากกว่าหรือคะ เกินกว่าจะสละเวลามาดูแล คนที่เรารัก ไม่ใช่ค่ะ เป็นเพราะเขาลาไม่ได้ค่ะ เป็นเพราะเขาไม่มีสิทธินั้นค่ะ เป็นเพราะรัฐไม่ให้สิทธินั้น แก่เขา และกฎหมายไม่คุ้มครองสิทธิในการดูแลต่างหาก จากประสบการณ์การลงพื้นที่ดิฉัน ยังพบผู้ป่วยภาวะพึ่งพิง ผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และผู้ป่วยระยะสุดท้ายจำนวนมาก ที่ต้องอยู่บ้านอย่างโดดเดี่ยวเพียงลำพัง ถ้าเกิดโชคดีหน่อยอยู่ในชุมชนที่เข้มแข็งก็อาจจะมี เพื่อนบ้านใจดี อสส. อสม. หรือจิตอาสาเข้ามาช่วยเปลี่ยน Pampers เข้ามาช่วยล้างแผล กดทับหรือเข้ามาพลิกตัวให้ แต่ทุกคนไม่ได้โชคดีแบบนั้น การผ่านร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ จะเติมคนดูแลกลับไปสู่แต่ละบ้าน กลับไปสู่แต่ละครอบครัว เพิ่มช่องว่างให้พวกเขาได้หายใจ ก่อนที่จะรับกับวิกฤติและภาระอันหนักอึ้งที่จะตามมาจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก รัฐพูดอยู่เสมอ ๆ ว่าเรากำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัวแล้ว และทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน ดิฉันคิดว่าโอกาสนี้เป็นโอกาสที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันผ่านกฎหมายฉบับนี้ไปด้วยกัน เพื่อรับสังคมผู้สูงวัยอย่างจริงจังกันเสียที ท่านประธานที่เคารพ การห้ามไม่ให้ผู้ทำงานกลับไป ดูแลคนที่เขารักนั้นมิได้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานแต่อย่างใด กลับส่งผลในทางตรงกัน ข้ามเสียด้วยซ้ำ ความเครียดสะสม ความรู้สึกผิด ความกังวลว่าจะกลับไปลาไม่ทัน ย่อมทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง มิหนำซ้ำยังส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างลูกจ้าง และนายจ้างอย่างแน่นอน ท่านประธานคะ ธรรมชาติของมนุษย์คือการดูแลกันและกัน เราย่อมรู้สึกเติบโตขึ้นทุกครั้งที่เราได้ดูแลใครสักคน เราย่อมรู้สึกมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น มีวุฒิภาวะมากขึ้นเมื่อเราได้ดูแลคนที่เรารักให้หายดี หรือถ้าหากเขาไม่หายเราก็ได้อยู่ เคียงข้างเขาในวาระสุดท้ายของชีวิตให้เขาจากไปอย่างสงบ การพลาดโอกาสการทำหน้าที่ ของความเป็นมนุษย์ครั้งนี้ดิฉันถือว่าเป็นความใจร้ายของสังคม เป็นการลดโอกาสกระทั่ง สังคมที่มีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลต่อกัน เมตตากรุณาต่อกัน หากท่านต้องการเห็นสังคมที่มีความ เอื้อเฟื้อเกื้อกูลต่อกันท่านเริ่มด้วยการผ่านกฎหมายฉบับนี้ ด้วยการเอาใจเขามาใส่ใจเรา ดิฉันเป็นคนหนึ่งขณะที่ไม่ได้บอกลาคุณพ่อของดิฉันก่อนที่ท่านจะจากไป ดิฉันเป็นแพทย์ มาก่อนค่ะ พ่อของดิฉันก็เป็นแพทย์มาก่อน แพทย์คือแรงงานนะคะ เราทุกคนคือแรงงาน แรงงานของแพทย์คือใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตไปกับการดูแลผู้อื่นจนแทบไม่มีเวลาดูแล คนใกล้ตัวหรือคนที่เรารักเลย ซึ่งบางครั้งพอหันกลับมาก็มักจะสายไปเสียแล้ว ดิฉันจำได้ ถึงวันที่คุณพ่อของดิฉัน ร้องไห้หนักที่สุดในชีวิตได้ วันนั้นคุณพ่ออยู่เวรที่กรุงเทพมหานคร และมีสายจากต่างจังหวัดมาว่าอากงกำลังอะไรจากไป คุณพ่อรับสาย ฟังเสียงอากงอยู่เป็น เพื่อนกันจากทางไกลแบบนั้น ฟังเสียงหายใจของอากงค่ะ จนค่อย ๆ เงียบไป อากงจากเรา ไปในคืนนั้นอย่างสงบ พร้อม ๆ กับหลายอย่างที่คุณพ่อของดิฉันที่หายไปด้วยจากการจากไป ของวันนั้น ไม่ว่าจะเป็นความมีชีวิตชีวา ความสดใส หรือความรู้สึกผิด ส่วนกรณีที่เกิดกับดิฉัน มันเป็นวันศุกร์ธรรมดา ๆ วันหนึ่ง คุณพ่อดิฉันเปิดคลินิกตามปกติ ปิดคลินิก ๒ ทุ่ม ขับรถกลับ บ้าน นอนปกติ แต่จากเราไปอย่างกะทันหันในตอนเช้ามืดของวันรุ่งขึ้น เราอยู่กันคนละ จังหวัดค่ะ เราไม่เคยได้บอกลากันเลย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันช่างซ้ำซ้อนกันอย่างน่าใจหาย เรากำลังสร้างผู้ใหญ่ที่มีแผลเป็นในจิตใจ สร้างผู้ใหญ่ที่เจ็บปวด เป็นวัฏจักรไม่สิ้นสุดหรือเปล่า เพราะการเป็นแรงงานและคนทำงานในประเทศไทยเราไม่เคยได้รับสิทธินี้เลยไม่ว่าเวลา ผ่านมานานสักเพียงใดก็ตาม ดิฉันขอพูดตรงนี้ว่าดิฉันเข้าใจทุกความรู้สึก ทุกความว่างเปล่า ที่เกิดขึ้นในจิตใจของทุกท่านที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปโดยไม่ได้บอกลา ดิฉันเข้าใจ ความรู้สึกผิดที่ไม่ได้กลับไปดูแลเขาอย่างดีเท่าที่ควรเนื่องจากติดภาระการงาน และดิฉัน เข้าใจอย่างยิ่งถึงการใช้ชีวิตต่อไปอย่างมีคำถามมากมายที่ไม่มีคำตอบ มันเจ็บปวดแล้ว ทรมานมากนะคะ ดิฉันหวังว่าคนรุ่นหลังจากพวกเราจะไม่ต้องเจ็บปวดกับเรื่องราวเหล่านี้กันอีกต่อไป แด่คุณพ่อ ของดิฉันผู้เสียสละทุกอย่างเพื่อให้ลูกมีวันนี้ ลูกเดินทางมาไกลมากแล้ว ทุก ๆ เย็นพ่อจะถาม ทุกวันว่าคนไข้เยอะไหม ตอนนี้หนูอยากบอกพ่อว่าหนูไม่มีคนไข้แล้วค่ะ แต่หนูมีประชาชน ที่อยู่เคียงข้างแล้วเฝ้ามองเราอยู่ หนูมีเพื่อนร่วมทางที่มีฝันเดียวกัน ที่แม้ว่าอนาคตของเรา จะดูสิ้นหวังสักเพียงไหนเราก็ไม่เคยหมดหวังที่จะเห็นประเทศไทยที่ดีกว่านี้ และคุณภาพชีวิต ของแรงงานไทยที่ดีกว่านี้ค่ะ อยากบอกพ่อที่สุดว่าภูมิใจที่สุดที่ได้เกิดมาเป็นลูกของสามัญชน คนธรรมดา ประกอบอาชีพสุจริต ทำงานเป็นแรงงานสุจริตจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านพชร จันทรรวงทอง ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายพชร จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขต ๑๓ พรรคเพื่อไทย วันนี้กระผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เนื่องจากร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ถือว่าเป็นกฎหมายที่มี ความสำคัญเกี่ยวกับการให้ความคุ้มครองแก่แรงงาน เพราะมีเนื้อหาสาระครอบคลุมตั้งแต่ มาตรฐานขั้นต่ำในการใช้แรงงาน การจ่ายค่าตอบแทน ไปถึงสวัสดิการต่าง ๆ ซึ่งใน ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติต่าง ๆ ที่มุ่งเน้นในการที่จะยกระดับ คุณภาพชีวิตของสิทธิแรงงานโดยคำนึงถึงคุณค่าความเป็นมนุษย์ รวมถึงมิติทางสังคม ที่หลากหลายเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มสิทธิและสวัสดิการ ของแรงงาน การกำหนดเวลาในการทำงาน จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่สำรวจ ชั่วโมงทำงานของผู้ที่มีงานทำต่อสัปดาห์ในเดือนธันวาคม ๒๕๖๖ พบว่าแรงงานส่วนใหญ่ มีชั่วโมงการทำงานตั้งแต่ ๓๕-๔๙ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยกลุ่มนี้มีจำนวน ๒๖.๔ ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ ๖๕.๘ ของผู้ที่มีงานทำทั้งหมด ในขณะที่ยังมีแรงงานอีกบางส่วนที่ต้อง ทำงานมากกว่าชั่วโมงในการทำงานที่กฎหมายกำหนด คือมีชั่วโมงการทำงานตั้งแต่ ๕๐ ชั่วโมงขึ้นไปต่อสัปดาห์ โดยจำนวนแรงงานในกลุ่มนี้มีถึง ๖.๖๗ ล้านคน หรือคิดเป็น ร้อยละ ๑๖.๖ ดังนั้นการแก้ไขกฎหมายเพื่อลดชั่วโมงในการทำงานจะสามารถแก้ไขปัญหา ให้กับผู้ใช้แรงงานที่ต้องทำงานเกินกว่าชั่วโมงที่กฎหมายกำหนดได้จริงหรือไม่ หรือควร กำหนดแนวทางหรือมาตรการใดเพื่อให้ความคุ้มครองแก่ผู้ใช้แรงงานให้ทั่วถึงและสามารถ แก้ปัญหาในเรื่องนี้ได้จริง จากการที่ประเทศไทยประสบปัญหาเด็กเกิดน้อยมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี ๒๕๖๕ มีจำนวนเด็กเกิดใหม่เพียง ๔๘๕,๐๐๐ ราย ซึ่งน้อยที่สุดในรอบ ๗๐ กว่าปี และจำนวนการเกิดยังน้อยกว่าการตาย ทำให้จำนวนประชากรลดลงตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๔ และหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป คาดการณ์ว่าในประเทศของเราอีก ๖๐ ปีข้างหน้า จำนวนประชากรไทยจะลดลงกว่าครึ่งหนึ่ง เหลือเพียง ๓๓ ล้านคนเท่านั้น ซึ่งจะเสี่ยงต่อ การขาดแคลนแรงงาน แล้วก็ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคงของประเทศ ในอนาคตด้วย ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงมีนโยบายในการส่งเสริมการมีบุตร และได้กำหนดให้เป็น วาระแห่งชาติ โดยมีสาระสำคัญคือมาตรการส่งเสริมการมีบุตร ทั้งเรื่องความสมดุลในการ ทำงานกับการดูแลครอบครัว การแบ่งเบาค่าใช้จ่ายและภาระในการเลี้ยงดูบุตร ดังนั้น การเพิ่มสิทธิในการลาคลอดให้กับมารดาและเพิ่มสิทธิให้บิดาสามารถลาไปช่วยเลี้ยงดูบุตร น่าจะเป็นการจูงใจให้ภาคแรงงานตัดสินใจมีบุตรมากขึ้น อันเป็นหนทางหนึ่งในการแก้ปัญหา สังคมผู้สูงอายุเนื่องจากอัตราการเกิดที่ลดลง อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ในการส่งเสริมและ สนับสนุนสถาบันครอบครัวให้มีความมั่นคง แข็งแรง มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้การเพิ่มเติม บทบัญญัติให้นายจ้างต้องมีสถานที่ที่เหมาะสมและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จำเป็นเพื่อให้ลูกจ้าง สามารถให้นมบุตรหรือบีบเก็บน้ำนมในที่ทำงาน ถือเป็นการส่งเสริมสิทธิมารดาในเรื่องสิทธิ การให้นมบุตรของลูกจ้างในที่ทำงาน โดยน้ำนมแม่เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและ ประโยชน์สูงสุดสำหรับเด็กต่อการพัฒนาทั้งด้านร่างกายและสติปัญญา ตลอดจนส่งเสริม สร้างภูมิคุ้มกัน ด้วยเหตุนี้องค์การอนามัยโลก WHO จึงมีการรณรงค์สนับสนุนให้เลี้ยงลูก ด้วยนมแม่ ซึ่งส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ ได้มีบทบัญญัติรับรองและคุ้มครองสิทธิการให้นมแม่ เอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร อาร์เจนตินาและฟิลิปปินส์ หรือประเทศอื่น ๆ ที่ได้ให้ความสำคัญเรื่องการจัดพื้นที่สำหรับการให้นมบุตรหรือปั๊มนม ในสถานประกอบการโดยได้มีการบัญญัติไว้เป็นกฎหมายเพื่อให้ผู้ประกอบการหรือนายจ้าง เพื่อให้ผู้ประกอบการหรือนายจ้างต้องปฏิบัติตาม เมื่อนำมาพิจารณากฎหมายของประเทศไทย ที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันพบว่ายังไม่มีบทบัญญัติในเรื่องนี้ไว้ ด้วยเหตุนี้การแก้ไขเพิ่มเติม ในประเด็นดังกล่าวถือเป็นการเพิ่มความคุ้มครองเกี่ยวกับสิทธิและสวัสดิการของแรงงาน แต่ถึงอย่างไรก็ดีในการแก้ไขดังกล่าวจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคำนึงถึงความแตกต่างของ สถานประกอบการ ทั้งในเรื่องของเนื้อที่และขนาดของสถานประกอบการ จำนวนลูกจ้าง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเป็นภาระอันเกินควรต่อนายจ้าง หรือผู้ประกอบการมากเกินไป ดังนั้น การแก้ไขกฎหมายเพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนผู้ใช้แรงงานจำเป็น อย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณาให้ครบถ้วนทุกมิติเพื่อให้กฎหมายมีความครอบคลุมและมี ความเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจของสังคมไทย และสามารถให้ความคุ้มครองและแก้ไข ปัญหาให้กับผู้ใช้แรงงานได้จริง ฉะนั้นผมจึงขอเสนอให้กรรมาธิการวิสามัญที่กำลังจะตั้ง ขึ้นมาในวันนี้ช่วยพิจารณาอย่างถี่ถ้วนครบทุกมิติ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างทั้งฝั่งลูกจ้าง และนายจ้าง เพื่อพี่น้องประชาชนทุกคนด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านกัณวีร์ สืบแสง ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายกัณวีร์ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตอภิปรายในการรับหลักการทั้ง ๓ ร่าง พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานครับ การรับหลักการของผมอยู่บนพื้นฐาน ๒ หลักการ แล้วก็ ๔ เหตุผลด้วยกัน🔗
SDGs ของสหประชาชาติพูดชัดเจนเรื่องงานที่มีคุณค่าหรือที่เรา เรียกว่า Decent Work งานที่มีคุณค่านี้จริง ๆ แล้วมันมีคำอธิบายของมัน แต่คำอธิบาย ที่ง่ายก็คือว่าเราไม่ได้ทำงานเพื่อเสริมคุณค่าของงาน แต่จริง ๆ แล้วงานที่เราทำต่างหาก ที่จะมาเสริมคุณค่าของการเป็นมนุษย์ อันนี้เป็นสิ่งสำคัญที่เราจำเป็นจะต้องเสริมหลักการ ตรงนี้งานที่มีคุณค่าให้ได้ในการคุ้มครองแรงงานของเรา โอกาสในการทำงานในประเทศไทยเรา ถึงแม้ว่าจะมีรัฐบาลหลายชุดในการที่สร้างโอกาสการทำงานตรงนี้ออกมาให้กับคนไทย ให้กับ คนแรงงานต่าง ๆ ที่อยู่ในประเทศไทย แต่โอกาสของความเท่าเทียม โอกาสในการเข้าถึง ความเท่าเทียมนี้ยังไม่มี ร่าง พ.ร.บ. ทั้ง ๓ ร่างนี้จะช่วยทำให้โอกาสในความเท่าเทียมของการ ทำงานที่จะสร้างความเป็นมนุษย์ตรงนี้เกิดขึ้นมา อันนี้คือหลักการแรก🔗
หลักการที่ ๒ เป็นหลักการสำคัญที่เราจำเป็นจะต้องเคารพในเรื่องเกี่ยวกับ ธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ก็คือ Business and Human Rights เรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่ได้รับ การยอมรับอย่างมากมายในเวทีระหว่างประเทศ หากประเทศไทยเรายังไม่สามารถยกระดับ คุณภาพของแรงงานของเรา ไม่ยอมยกระดับของการเข้าถึงสวัสดิการต่าง ๆ ทางด้านแรงงาน อันนี้จะถูกครหาและมีข้อติฉินนินทาในเวทีระหว่างประเทศอย่างมาก ร่าง พ.ร.บ. ทั้ง ๓ ร่างนี้ จะทำให้หลักการ Business and Human Rights หรือธุรกิจและสิทธิมนุษยชนจะได้รับ การคุ้มครอง🔗
เหตุผลทั้ง ๔ เหตุผล เหตุผลแรกครับท่านประธาน ที่ทั้ง ๓ ร่างนี้ได้พูดไว้คือ การครอบคลุมที่เกี่ยวกับการแรงงานผ่านการขยายนิยามของคำว่า นายจ้าง ลูกจ้าง และรวมถึงสัญญาต่าง ๆ เพื่ออีกบุคคลได้รับค่าตอบแทน พูดง่าย ๆ ในอดีตการทำสัญญา ระหว่างนายจ้าง ลูกจ้าง อาจจะไม่มีความชัดเจนอย่างมากมาย การทำสัญญาด้วยวาจา ต่าง ๆ ยังไม่ถือว่าเป็นการทำงาน เพราะฉะนั้นการที่จะอุดช่องว่างตรงนี้จะทำให้เหตุผล ในเรื่องเกี่ยวกับการขยายคำนิยามตรงนี้ได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น🔗
เหตุผลข้อที่ ๒ มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้พูดถึงเรื่องเหตุผลในเรื่อง การไม่เลือกปฏิบัติ การไม่เลือกปฏิบัตินี้ชัดเจนที่เรื่องเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิ ไม่ว่าจะเป็น สัญชาติ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งกำเนิด ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพ ทางร่างกาย ร่าง พ.ร.บ. ทั้ง ๓ ร่างนี้จะช่วยอุดช่องว่างตรงนี้ในเรื่องเหตุผลของการไม่เลือก ปฏิบัติ🔗
เหตุผลข้อที่ ๓ เรื่องความชัดเจนในการใช้ชีวิต ในอดีตเราไม่ทราบหรอกครับ แรงงานรายวันเราไม่ทราบหรอกว่าภายในสิ้นเดือนนี้เราจะมีเงินในกระเป๋าเราสักเท่าไร ตอนนี้ร่าง พ.ร.บ. โดยเฉพาะร่างของคุณเซียที่ระบุชัดเจนว่ามันจำเป็นจะต้องแก้ไข การจ้างงานให้สถานประกอบการ ให้เป็นรายเดือนทั้งหมดโดยไม่เลือกปฏิบัติ เว้นแต่ เรื่องการทำงานบางลักษณะเท่านั้น เพราะฉะนั้นอย่างน้อยก็ตามเราจะทราบว่าสิ้นเดือนนี้ เงินจะเข้ามาในกระเป๋าของเราสักเท่าไร เราจะได้สามารถกำหนดชีวิตของเราได้ว่า แต่ละเดือนการวางแผนชีวิตครอบครัว การวางแผนชีวิตตัวเองจะเป็นอย่างไร🔗
เหตุผลข้อสุดท้าย จะเป็นเหตุผลในเรื่องครอบครัว เหตุผลนี้สำคัญมาก ๆ เราได้ยินการอภิปรายจากเพื่อนสมาชิกไปแล้วในเรื่องเกี่ยวกับการดูแลครอบครัวต่าง ๆ ในการลาไปดูแลครอบครัว สมาชิกในครอบครัว หรือบุคคลใกล้ชิดที่ต้องเข้าโรงพยาบาล อันนี้เป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับสถานที่ที่จะทำให้มีการให้นมบุตร อีกอันหนึ่ง ที่สำคัญจริง ๆ ที่ยังไม่มีการพูดคุยในตัว ๓ ร่างนี้ก็คือ อย่างเช่นในรัฐสภาของเราที่นี่เรามี ลูกหลานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เรามีลูกหลานของพี่น้องเจ้าหน้าที่สภาของเราที่มาอยู่ ในรัฐสภา แต่เรายังมีสถานที่ที่เขาเรียกว่า Child Friendly Space พื้นที่ที่เอาเด็ก ๆ เข้ามา อยู่ได้และได้มีการดูแล เพราะฉะนั้นร่าง พ.ร.บ. ทั้ง ๓ ร่างนี้จะช่วยอุดช่องว่างในเหตุผล ทั้ง ๔ ข้อนี้ ขอสรุปดังนี้ครับท่านประธาน การรับหลักการในวาระแรกของร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานนี้จะเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน เราต้องยอมรับว่าทุกสิ่งทุกอย่าง รอบตัวเราที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ก็เกิดจากแรงงานทั้งนั้น และทุกคนที่อยู่ที่นี่ ในสภาอันทรงเกียรติ แห่งนี้ก็ล้วนแต่เป็นแรงงานทั้งนั้น พวกเราประกอบอาชีพทำงานตามเป้าหมายขององค์กร ทำงานตามเป้าหมายของร้านค้า ห้าง บริษัท รวมถึงประเทศชาติโดยรวม แต่ในขณะเดียวกัน ท่านประธานครับ แรงงานก็คือมนุษย์เช่นกัน มนุษย์ที่มีคุณค่าในมิติอื่น ๆ นอกจาก การทำงานตามหน้าที่ ดังนั้นการทำงานของมนุษย์ไม่ควรที่จะตอบสนองเพียงแค่วัตถุประสงค์ ขององค์กร แต่ต้องเป็นงานที่ตอบสนองถึงคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของแรงงาน แต่ละคนเช่นกัน ตามแนวคิดเรื่อง Decent Work หรืองานที่มีคุณค่า ก็คืองานที่สามารถ ตอบสนองคุณค่าของคนทำงานได้ สิทธิแรงงานตามร่าง พ.ร.บ. แก้ไขฉบับนี้ เป็นการคุ้มครอง ทางสังคมที่รัฐมีหน้าที่ที่จัดสรรและอำนวยความสะดวกให้เกิดขึ้นในทุกการจ้างงาน ผ่านการ ออกกฎหมาย ซึ่งจะทำให้แรงงานทุกคนได้รับการคุ้มครองและปกป้องสิทธิมนุษยชน ของตนเอง ท่านประธานครับ สิทธิแรงงานคือสิทธิมนุษยชนเพื่อปกป้องคุ้มครองคนทุกคน ร่าง พ.ร.บ. ฉบับแก้ไขจะทำให้ทุกคนเข้าถึงงานที่มีคุณค่ามากยิ่งขึ้น มีสภาพแวดล้อมในการ ทำงานที่เป็นมิตร ปลอดภัย เป็นธรรม และได้รับการพัฒนาไปพร้อมกัน การเติบโตที่ดีไม่ใช่ แค่เราทำงานแล้วเจ้าของบริษัทเติบโตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเติบโตอย่างทั่วถึง หรือที่เรา เรียกว่า Inclusive Growth หากเรายึดถือกับมุมมองแรงงานเดิม ๆ ก็จะมีแต่การดูดเลือด ดูดเนื้อแรงงานไปใช้โดยไม่มีพื้นที่ให้คนหรือมนุษย์ได้มีคุณค่าและเติบโตในมิติอื่น ๆ อีกเลย ด้วยหลักการและเหตุผลอย่างนี้ผมจึงขอยืนยันในการรับร่างหลักการ ๓ ฉบับนี้พร้อมกันครับ ท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
ขอเชิญท่านชวาล พลเมืองดี ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ชวาล พลเมืองดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขต ๓ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ วันนี้ผมขออนุญาตอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของพรรคก้าวไกลทั้ง ๒ ฉบับเพื่อคืนสิทธิความเป็นมนุษย์ให้กับพี่น้องแรงงาน ให้เขามีสิทธิที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้น มีสิทธิที่จะสามารถนับถือศาสนาใดก็ได้ มีสิทธิที่จะเลือกทำงาน ที่ตัวเองชอบ ให้พวกเขามีเวลาในการค้นหาตัวเอง มีเวลาทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ท่านประธานครับ หลายคนอาจจะคิดว่าหลักการที่ตรงไปตรงมาอย่าง No Work No Pay หรือไม่ทำงานก็ไม่ต้องจ่ายเงิน เป็นหลักการที่ดูแล้วก็สมเหตุสมผลดี แต่ท่านประธานครับ ท่านประธานรู้ไหมว่าในสถานประกอบการหนึ่งมีพนักงานเหมือนกัน ทำงาน ๒๖ วันต่อเดือน เท่า ๆ กัน เวลาเข้า-ออกงานก็พร้อมกัน มีลักษณะงาน มีหน้าที่ มีความรับผิดชอบไม่ต่างกัน หรือแม้กระทั่งยืนทำงานอยู่ข้าง ๆ กัน แต่คนหนึ่งได้ค่าจ้างถ้าคิดตามอัตราค่าแรงขั้นต่ำ ตกเดือนละ ๑๐,๘๓๐ บาท แต่อีกคนกลับได้ค่าจ้างตกเดือนละ ๙,๓๘๖ บาทเท่านั้นเอง ต่างกันถึง ๑,๔๔๔ บาท คำถามคือเป็นอย่างนี้เพราะอะไร เพราะว่าคนที่ได้เดือนละ ๑๐,๐๐๐ นายจ้างเขาจ้างแบบรายเดือน ในขณะที่อีกคนนายจ้างเขาจ้างแบบรายวัน คนที่ นายจ้างจ้างแบบรายเดือน ได้สวัสดิการ ได้วันหยุด ได้วันลาครบตามที่กฎหมายกำหนด แต่อีกคนที่ถูกจ้างงานแบบรายวันสวัสดิการเขาก็ไม่ได้ จะลางานตามสิทธิที่กฎหมายแรงงาน ก็ไม่ได้ หรือแม้กระทั่งป่วยก็ต้องคิดแล้วคิดอีกว่าจะไปทำงานหรือหยุดพักผ่อนรักษาตัวดี เพราะเขากลัวว่าจะสูญเสียรายได้นั้นไป รวมไปถึงหน้าที่การงานก็ไม่ได้มีความมั่นคงเพียงพอ ที่จะทำมาหากินในสังคมที่ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าน้ำมันแพงขึ้น ๆ อย่างในทุกวันนี้ นี่เป็นปัญหาของ พี่น้องแรงงานหลาย ๆ คนในนิคมอมตะชลบุรี รวมไปถึงพนักงานร้านสะดวกซื้อ พนักงาน ร้านอาหาร Brand ดัง ๆ ที่สะท้อนผ่านตัวผมมาครับ และสิ่งที่จะตอบสนองข้อเรียกร้องของ พี่น้องผู้ใช้แรงงานเหล่านี้ได้ก็อยู่ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้แล้วครับท่านประธาน ซึ่งสรุป ใจความง่าย ๆ คือ ร่างกฎหมายตัวนี้จะทำให้ลูกจ้างรายวันที่ต้องทำงานทั้งเดือนได้รับค่าจ้าง สิทธิประโยชน์ หรือสวัสดิการอื่น ๆ ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานเทียบเท่ากับการจ้างงาน แบบรายเดือน รวมไปถึงทุกวันนี้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน ก็ไม่ได้ระบุคำนิยามความหมายของการจ้างงานแบบรายเดือนไว้เลยว่าการจ้างงาน แบบรายเดือนมีความหมายว่าอย่างไร ต้องทำงานกี่วันถึงจะเรียกว่ารายเดือน หรือต้องนับ วันหยุดตามที่กฎหมายได้กำหนดด้วยหรือไม่ ซึ่งนำไปสู่การต้องใช้ระยะเวลา ใช้ดุลยพินิจ และกระบวนการตุลาการในการตีความบทบัญญัติของกฎหมายเมื่อเกิดข้อพิพาท ด้านแรงงานขึ้น นายจ้างที่มีต้นทุนและทรัพยากรมากกว่าลูกจ้างอาจใช้ช่องว่างช่องโหว่ ทางกฎหมายในการเอาเปรียบลูกจ้างได้ กฎหมายตัวนี้ก็จะมาเพิ่มคำนิยามคำว่า การจ้างงาน รายเดือนเป็นการจ้างงานที่มีลักษณะงานประจำ ทำเต็มเวลา โดยลูกจ้างจะต้องได้รับค่าจ้าง เป็นรายเดือน อันรวมถึงค่าจ้างในวันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี วันหยุด พักผ่อนประจำปี และวันลาป่วยตามที่กฎหมายกำหนดด้วยครับ โดยกำหนดให้ ๑ เดือน หมายถึงเวลา ๓๐ วันเพื่อเป็นการกำหนดแนวทางให้ชัดเจนในการวินิจฉัยบทบัญญัติ ทางกฎหมายเกี่ยวกับการจ้างงานรายเดือนให้เกิดความมั่นคงในการจ้างงานและสถานภาพ ของลูกจ้างและเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนผู้ใช้แรงงานโดยรวมด้วยครับ ท่านประธาน สิ่งเหล่านี้ที่ผมพูดมาล้วนเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาด้านแรงงาน จากอีกหลาย ๆ ปัญหาที่กำลังกดทับความเป็นมนุษย์ของพวกเขา หลักการทำงาน พักผ่อน ใช้ชีวิต หรือ Work-Lift Balance ของแต่ละคนก็มีความหมายที่แตกต่างกันไป บางคนต้องการมีเวลา ทำงานที่ยืดหยุ่นเพื่อที่จะใช้เวลาได้อยู่กับครอบครัวมากขึ้น บางคนต้องการลา แต่ได้ค่าจ้าง ตามที่กฎหมายกำหนดเพื่อมีเวลาทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ การที่เราเสนอสิ่งเหล่านี้ต่อท่านผู้มี อำนาจ ไม่ใช่จะทำให้แรงงานมีสิทธิเหนือหรือเป็นต่อนายจ้างแต่อย่างใด แต่สิทธิเหล่านี้ เป็นสิทธิอันชอบธรรมตามหลักปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน มันคือการคืนความเป็น มนุษย์ให้กับพี่น้องแรงงาน ผลที่ได้ก็ยิ่งจะเป็นประโยชน์ต่อนายจ้างเองเสียด้วย เพราะการเพิ่ม คุณภาพชีวิต ลดชั่วโมงการทำงานสามารถส่งผลให้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของ พวกเขาได้ดีขึ้น ท่านประธานครับ ผมเป็นผู้แทนของพี่น้องผู้ใช้แรงงานในระบบกว่า ๓๐๐,๐๐๐ คน และที่ไม่ได้อยู่ในระบบอีกนับไม่ถ้วน ซึ่งที่พี่น้องเหล่านี้กำลังเผชิญปัญหาอยู่ ในทุก ๆ วันนี้ พวกเขาต้องตื่นเช้าเวลา ๖-๗ โมงไปทำงาน กว่าจะกลับถึงบ้านก็ ๒ ทุ่มถึง ๓ ทุ่มเพื่อมีเวลาอยู่กับครอบครัว แล้วก็ไม่ได้มีเวลาที่จะมาพัฒนาตัวเองหรือค้นหาตัวเอง แต่ท่านก็เอาแต่บอกว่าการที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้นต้อง Reskill Upskill ต้องเพิ่มทักษะอย่างโน้น อย่างนี้ถึงจะมีค่าแรงเพิ่ม ถ้าพูดกันตามตรงมันค่อนข้างจะย้อนแย้งกันอย่างสิ้นเชิงครับ ท่านประธาน พวกเขาต้องทำงานอย่างยากลำบากเพื่อสร้างผลกำไรอันใหญ่หลวงให้กับ นายจ้างของเขาเพื่อแลกกับค่าแรงเพียงน้อยนิด แถมนายจ้างบางกลุ่มพร้อมที่จะใช้ กลเล่ห์เพทุบายทางกฎหมายอีกสารพัดในการกดขี่พี่น้องแรงงานเพียงเพื่อหวังตัวเลขของ ผลทางกำไร นี่มันไม่ยุติธรรมเลยกับการปล่อยให้นายจ้างปฏิบัติกับประชาชนของเราเยี่ยง หุ่นยนต์เช่นนี้ วันนี้ผมจึงขอเป็นตัวแทนของพี่น้องผู้ใช้แรงงานที่ไม่ใช่เพียงแค่พื้นที่ของผม พื้นที่เดียว แต่รวมถึงผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศ โหวตเห็นชอบหลักการของร่างกฎหมายที่จะ เพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงานทั้ง ๒ ฉบับของพรรคก้าวไกลในวันนี้ ขอบพระคุณมากครับ ท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านสิริลภัส กองตระการ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน สิริลภัส กองตระการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตบางกะปิ เขตวังทองหลาง พรรคก้าวไกลค่ะ ดิฉันขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน จากพรรคก้าวไกล วันนี้อยากจะอภิปรายในประเด็นเรื่องของมิติของการทำงานของ คนกองถ่ายค่ะ ในปัจจุบันนี้กองถ่ายภาพยนตร์ ละคร หรือว่า Series เราเรียกได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมได้แล้ว ซึ่งในการทำงานนี้เราก็สามารถแบ่งได้เป็น ๒ ส่วน นั่นก็คือคนทำงานในด้านของความคิด สร้างสรรค์ กับคนที่ทำงานในด้านของแรงงาน การผลิตหนัง ละคร หรือ Series ผลงาน สร้างสรรค์เหล่านี้ที่จะได้ออกมาเป็น ๑ ผลงานให้กับคุณผู้ชมที่จะได้รับชมกันนี้เราปฏิเสธ ไม่ได้เลยว่านอกเหนือจากผู้อำนวยการสร้าง ผู้อำนวยการผลิต คนเขียนบท ผู้กำกับ หรือว่า นักแสดงแล้ว ทีมงานที่เป็นเบื้องหลังก็เป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการทำให้กระบวนการ การทำงานนั้นออกมาอย่างสมบูรณ์แบบค่ะ จากงานวิจัยของคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย เรื่องของการสำรวจปัญหาและแนวทางพัฒนานโยบายเพื่อส่งเสริมคุณภาพ ชีวิตของแรงงานอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยก็ได้แบ่งเส้นลำดับชั้นในกองถ่ายภาพยนตร์ ที่รวบรวมโดยผู้วิจัย ตามสไลด์ ขอสไลด์ขึ้นด้วย🔗
ที่ปรากฏจะเป็น Above the Line On the Line และ Below the Line ก็จะประกอบไปด้วยตำแหน่งต่าง ๆ ในสไลด์ถัดไปที่จะได้เห็นกัน ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้ในกองถ่ายหลาย ๆ กอง ในเส้นแบ่งต่าง ๆ มันอาจจะเลือนรางลงไปแล้ว เพราะว่าเราถือว่าทุกคนคือคนที่ทำงานเหมือนกันหมด แต่ว่า เราก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทีมงาน Below the Line หรือว่าในกรอบสีแดงที่ขึ้นอยู่ในสไลด์นี้ ก็ยังมีการปฏิบัติที่แตกต่างกับทีมงานที่เป็น Above the Line หรือว่าทีมงานเหนือเส้น🔗
ประเด็นที่ดิฉันอยากจะนำเสนอก็คือเรื่องของชั่วโมงการทำงานค่ะ ท่านประธานเชื่อหรือไม่ว่า ๘ ชั่วโมงต่อวันการทำงานของกองถ่ายนั้นไม่เคยมีอยู่จริงค่ะ ในการถ่ายทำ ๑ วันเรานับกันเป็น ๑ คิว ใน ๑ คิวเราจะเริ่มนัดกองประมาณ ๖ โมงเช้า แต่ว่า ๖ โมงเช้านี้ต้องมีฝ่ายที่มาถึงก่อนค่ะ นั่นก็คือฝ่ายสวัสดิการที่จะต้องมาตั้งแต่ตีสี่ตีห้า เพื่อมาเตรียมน้ำ เตรียมอาหารให้กับคนในกอง เรายังมีฝ่าย Location ที่จะต้องมาจัดแจง เรื่องของพื้นที่ ห้องแต่งหน้า ห้องทำผม ห้องแต่งตัว หรือว่าจัดการเรื่องที่จอดรถให้กับทีมไฟ ทีมกล้อง ทีมงานต่าง ๆ แล้วให้กับนักแสดงด้วยซ้ำ เมื่อทีมงานทุกฝ่ายมาถึงแล้ว แต่ก่อนก็จะ เริ่มกินข้าวกันแล้วก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของแต่ละตัวเอง ก็คือนักแสดงก็ไปแต่งหน้า ทำผม ท่องบทกันไป ทีมฉาก ทีมกล้อง ทีมไฟก็จะไปทำการ Set ฉากเพื่อเริ่มถ่ายทำฉากแรก ของวัน ถึงเวลาพักเที่ยง เราได้เวลาพักเที่ยงคนละประมาณ ๑ ชั่วโมง แล้วก็จะถ่ายทำกัน ต่อไปถึงฉากสุดท้ายของวันซึ่งจะไปจบอยู่ที่ประมาณ ๔ ทุ่ม การทำงานของเรานั้นนับโดยรวม สิริรวมแล้วอย่างน้อย ๑๖ ชั่วโมง ไม่นับว่าถ้ามีฉากไหนหรือว่า Location ไหนที่เราเรียกว่า การปิด Location ก็คือการต้องถ่ายทำทุกฉากให้จบได้ที่สถานที่นั้น บางทีอาจจะต้องต่อ เวลาไปจนถึงเช้าด้วยซ้ำ สรุปแล้วอย่างที่ดิฉันบอกค่ะ ๑ วัน ๑ คิวเราทำงานกันอย่างน้อย ๑๖ ชั่วโมง ในส่วนของนักแสดง ในความคิดเห็นของดิฉันก็เป็นการใช้แรงงานเช่นเดียวกัน แต่ว่าเป็นการใช้แรงงานที่บวกกับศิลปะแล้วก็ความคิดสร้างสรรค์ในด้านของการแสดง เรื่อง ของค่าตอบแทนเราก็จะได้มากกว่าแรงงานในส่วนอื่น ๆ แต่ว่าเราต้องไม่ลืมว่าในกองถ่ายนั้น ยังมีคนที่ทำงานหนักเช่นเดียวกับเรา แล้วก็แทบจะไม่ได้พักเลย อย่างนักแสดงอาจจะยัง ได้พักบ้างในช่วงที่จัดฉาก จัดไฟ จัดกล้องใช่ไหมคะ แต่ทีมผู้ช่วยกล้อง ทีมฉาก ทีมจัดไฟ อุปกรณ์ประกอบฉากทั้งหลายแหล่เขาได้พักตอนไหนรู้ไหมคะ ได้พักตอนที่นักแสดงกำลัง ถ่ายทำอยู่ นั่นคือช่วงเวลาพักหายใจของเขาแค่นั้นเอง เพราะเมื่อสั่ง Cut ปุ๊บทุกกระบวนการ จะกลับเข้ามาใหม่ค่ะ ย้ายกล้อง ย้ายไฟ ย้ายฉากทุกอย่างวนกลับมาอย่างนี้ตั้งแต่ฉากแรก จนถึงฉากสุดท้ายเลยค่ะ ทีมงานเหล่านี้ทำงานมากกว่า ๘ ชั่วโมงอยู่แล้วค่ะ แต่ว่าแน่นอน การออกกองถ่าย ๑ ครั้ง ผู้จัดก็ต้องจัดการให้มันคุ้มค่ามากที่สุด มีทั้งถ่ายทำฉากกลางวัน กลางคืน เพราะฉะนั้นการออกกอง ๘ ชั่วโมงไม่คุ้มค่าแน่นอน ซึ่งดิฉันเข้าใจได้ แต่ว่าสิ่งที่ แรงงานเหล่านี้ควรที่จะได้รับความคุ้มครองที่เหมาะสมนั่นก็คือการให้ค่าล่วงเวลาให้คุ้มค่ากับ การทำงานของพวกเขาเหล่านี้โดยทำให้เป็นบรรทัดฐาน แล้วก็มีกฎหมายที่ครอบคลุม ให้ชัดเจนเพื่อไม่ให้แรงงานเหล่านี้โดนเอาเปรียบจากผู้จ้างงาน หรือว่าเราสามารถเปลี่ยน Freelance มาเป็นลูกจ้างโดยให้เขาได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายตามกฎหมายแรงงานค่ะ🔗
ประเด็นต่อไปนั่นก็คือเรื่องของสวัสดิการของคนกองถ่าย เช่น การทำประกัน อุบัติเหตุให้กับทีมงานทุกคน เน้นย้ำว่าทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติค่ะ เราคงไม่อยากให้เกิด อุบัติเหตุเกิดขึ้นในกองถ่าย แต่เราปฏิเสธไม่ได้ค่ะว่าในทุก ๆ กองถ่ายมันมีความเสี่ยงที่จะเกิด อุบัติเหตุเกิดขึ้นอยู่เสมอ ทีมไฟที่จะต้องลงไป Set ไฟในน้ำเสี่ยงต่อการถูกไฟช็อต หรือทีมกล้อง ที่จะต้องขึ้นไป Set กล้องอยู่บนต้นไม้หรือว่าต้องขึ้นที่สูงเพื่อที่จะได้ให้กล้องมุมสูงก็เสี่ยง อันตรายในการพลัดตกลงมาเช่นเดียวกัน สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นความเสี่ยงในชีวิตทั้งสิ้น นี่ไม่นับกองถ่ายที่เป็นกองถ่าย Action ที่ต้องมีอาวุธปืน มีระเบิด ซึ่งการถ่ายทำที่ต่างประเทศเคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้มาแล้ว คำถามคือถ้าเกิดว่าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ในกองถ่ายในประเทศไทย ความมั่นคงปลอดภัย ในการทำงานของพวกเขานั้นอยู่ตรงไหน ถ้าผู้โชคร้ายคนนั้นไม่ได้มีกฎหมายแรงงาน ที่คุ้มครองเขาจะได้รับเงินชดเชยหรือความคุ้มครองอะไรหรือไม่ บางกองโชคดีหน่อยมีผู้จัด ที่ใจดีก็จะได้รับการจัดการดูแลให้ครบถ้วนเหมาะสมแก่ทุกคน แต่ว่าเราคงไม่ต้องมารอลุ้นค่ะ มันควรจะต้องเป็นมาตรฐานที่ชัดเจนว่าทุกกองควรจะได้รับสวัสดิการแบบนี้เช่นเดียวกัน การให้แรงงานอิสระเหล่านี้ได้เปลี่ยนเข้ามาเป็นลูกจ้างโดยมีร่างพระราชบัญญัติที่เพื่อน สส. คุณเซีย จำปาทอง ได้นำเสนอเข้าสภาก็จะช่วยสนับสนุนคุ้มครองคนแรงงานที่จะเป็น ฟันเฟืองสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานเช่นเดียวกับทีมส่วนอื่น ๆ ในประเทศไทยเรามี ภาพยนตร์ Series โด่งดังมากมายสามารถเป็น Soft Power ได้ บุคลากรที่ทำงานก็เต็ม ไปด้วยผู้ที่มีความรู้ความสามารถที่จะสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นหน้าเป็นตาให้กับประเทศไทย ถ้ารัฐบาลอยากจะส่งเสริมอุตสาหกรรมนี้ให้ได้เจริญเติบโต สิ่งที่ท่านต้องไม่ลืมเลยคือ การคุ้มครองแรงงานที่เป็นทีมงานเบื้องหลังเหล่านี้ที่เขาทำงานกันอย่างหนักเพื่อสร้างสรรค์ ผลงานเช่นเดียวกัน ดิฉันอยากให้ผู้ใช้แรงงานทุกท่านได้ชมการอภิปรายนี้แล้วก็ส่งกำลังใจ ให้กับผู้ร่าง พ.ร.บ. นี้ด้วย เพราะว่าจะเป็นที่น่าเสียดายเหลือเกินถ้าร่าง พ.ร.บ. นี้ถูกคว่ำไป สิทธิ สวัสดิการ และสิ่งที่จะเป็นสิ่งคุ้มครองทางกฎหมายอื่น ๆ ที่พวกเขาควรจะได้ก็อาจจะ ไม่ได้แบบสมน้ำสมเนื้อตามที่ควรจะเป็น และดิฉันก็มีความหวังว่าร่าง พ.ร.บ. ที่นำเสนอ เข้าสภาทุกฉบับ เน้นย้ำว่าทุกฉบับนะคะ จะได้รับความเห็นชอบจากเพื่อนสมาชิกทุกท่าน เพื่อให้ สิทธิ สวัสดิการ และความคุ้มครอง ไม่ต้องเฉพาะกับคนในกองถ่ายค่ะ แต่ให้สิทธิ ความคุ้มครองให้กับพี่น้องแรงงานในประเทศไทยทุกคนค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านนพพล เหลืองทองนารา ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม นพพล เหลืองทองนารา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก คนพรหมพิราม พรรคเพื่อไทย ท่านครับ ผมเองก็มีความยินดีอย่างยิ่งแล้วก็ยินดีที่จะร่วมเป็น ส่วนหนึ่งในการที่จะขออภิปรายสนับสนุนในเรื่องของร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่ได้มีเพื่อน สส. โดยเฉพาะของท่าน สส. วรรณวิภา ไม้สน แล้วก็ของท่านวรศิษฎ์ ที่ได้ยื่นร่าง พ.ร.บ. นี้เข้ามา ผมเองจริง ๆ แล้วผมอยากจะเริ่มต้นใน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานนี้ พวกเรายังจำกันได้ไหมว่ากว่าจะได้วันแรงงานมา วันที่ ๑ พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันแรงงานสากล มีผู้ใช้แรงงานที่ในอดีตท่านต้องต่อสู้อะไรบ้างเพื่อแรงงานที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน ถ้าไม่ได้ วันนั้น ถ้าไม่ได้บุคคลเหล่านี้ที่เริ่มต้นเมื่ออดีต วันนี้ผมคิดว่าในเรื่องของสวัสดิการแรงงาน ทั้งหลายยังคงเตาะแตะ ๆ ยังคงเดินไหนได้ไม่ไกล ท่านครับ อันนั้นคือวันแรงงาน กว่าจะได้ ในเรื่องของสหภาพแรงงานเป็นสิ่งที่กว่าจะได้มานั้นยากเย็นแสนเข็ญ อย่างที่เราได้ทราบข่าว กันมาในประเทศต่าง ๆ กว่าเขาจะก่อตั้งสหภาพแรงงานได้ซึ่งเป็นสิ่งที่จะให้ผู้ใช้แรงงาน ทั้งหลายได้มีความมั่นคงในชีวิตการทำงาน ทั้งในเรื่องของเวลาทำงานก็ตาม ในเรื่องของ สวัสดิการก็ตาม เรื่องของค่าจ้างก็ตามได้รับการต่อต้านจากทั้งกลุ่มนายจ้างบ้าง หรือแม้แต่ บางทีก็เป็นกลุ่มลูกจ้างด้วยกัน แต่ว่ามีความคิดเห็นตรงกันกับทางนายจ้าง ผมเองต้องขอ เชิดชู ลำดับแรกเลยก่อนที่ผมจะเข้าไปพูดในส่วนของร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานที่เพื่อน สส. เราทั้ง ๒ ท่านที่ผมได้กล่าว ท่านได้ยื่นร่าง พ.ร.บ. นี้เข้ามา ในเรื่องของสิทธิทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในเรื่องของการลาคลอดของสตรีก็ตาม สิทธิในเรื่องของการได้ค่าจ้าง ที่เหมาะควร เหมาะสม แล้วก็ในเรื่องของอัตราค่าจ้างที่จะต้องมีความก้าวหน้าต่อไป ในอนาคต ผมเองก็คิดว่าถึงเวลาที่จะต้องมีการปรับปรุงในกฎหมายเหล่านี้ เพราะจริง ๆ แล้ว ในกฎหมายที่เราได้ใช้กันมาใน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน ตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ แล้วก็มีการแก้ไขเรื่อยมาทั้งหมดประมาณ ๗ ฉบับ จนกระทั่งถึง พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งเป็นฉบับที่ ๗ ในการแก้ไขนี้ก็ยังมีข้อบกพร่องอีกมากพอสมควร เพราะฉะนั้นเที่ยวนี้ผมเองต้องขอสนับสนุนในการให้มีร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานซึ่งเป็น การปรับปรุงอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็ถือว่าปรับปรุงในสิ่งที่ขาดตกบกพร่องไป ผมเองอาจจะไม่ได้ กล่าวรายละเอียดมากนัก เพราะว่าที่ผ่านมาท่าน สส. ทั้งหลาย ๔๐-๕๐ ท่านก็ได้กล่าว ไปแล้ว ส่วนใหญ่แล้วผมก็ยอมรับว่าก็ซ้ำ ๆ กันหมด อยู่ในประเด็นที่เหมือน ๆ กันหมด เพราะฉะนั้นผมเองก็ไม่ขอที่จะกล่าวในรายละเอียดนั้นนัก เพียงแต่ว่าอยากจะขอพูด ในภาพรวม แล้วก็อยากจะสดุดีผู้นำแรงงานในอดีตที่ได้พยายามที่จะตั้งสหภาพแรงงานก็ตาม หรือแม้แต่อย่างที่ผมบอกคำว่า วันแรงงานแห่งชาติ วันแรงงานสากล ผมเองก็ขอสดุดีไว้ด้วย แล้วผมก็ขอสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานของท่าน สส. วรรณวิภา ไม้สน แล้วก็ ของท่านวรศิษฎ์ ในร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานครั้งนี้ด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านการณิก จันทดา ครับ🔗
เรียนประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน การณิก จันทดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต ๒ พรรคก้าวไกล และในฐานะประชาชนผู้ใช้แรงงานในวัยทำงานค่ะ เมื่อสักครู่ได้ยินเพื่อนสมาชิกบางท่าน จากพรรคหนึ่งที่อภิปรายเรียงกันติดต่อกัน ๓ ท่าน ดิฉันนึกว่าเรากำลังพูดถึง พ.ร.บ. คุ้มครอง นายจ้าง พ.ร.บ. กดขี่แรงงานค่ะ แต่ว่าวันนี้ขณะนี้เรากำลังพูดถึง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน เมื่อไม่นานมานี้ดิฉันเชื่อว่าหลายท่านคงจะได้ยินได้เห็นข่าวรัฐมนตรีกระทรวงหนึ่ง ที่ออกมาส่งเสริมชักชวนคนไทยให้มีบุตร มีลูกเพื่อชาติ เพราะ Mindset ที่ว่าการเกิด เป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่ และผู้ให้กำเนิดคือผู้ที่มีคุณค่า หากท่านคิดจะส่งเสริมให้การมีบุตร เป็นวาระแห่งชาติ แต่ว่าทำไมคุณภาพชีวิตของคนวัยทำงานในประเทศไทยกลับไม่มีช่องว่าง ให้พวกเขาเหล่านี้ได้พักผ่อน ได้ใช้ชีวิต คนวัยทำงานหลายชีวิตแทบไม่มีเวลาดูแลตัวเองค่ะ ส่วนเรื่องที่จะไปสร้างครอบครัวไม่ต้องพูดถึง มนุษย์เงินเดือนหลายรายไม่มีแม้กระทั่งวันลา ที่จะไปดูแลคนในครอบครัวที่เขาป่วย หรือแม้กระทั่งไม่สามารถขอลาเพื่อกลับไปดูใจ คนใกล้ชิดในวาระสุดท้ายค่ะ ดิฉันคิดว่าความเป็นจริงมันช่างย้อนแย้งกับคำแนะนำในการ เพิ่มประชากรของท่านเป็นอย่างมาก ดิฉันไม่เห็นด้วยกับคำว่า ทำงาน ทำงาน ทำงาน เพราะว่าดิฉันเชื่อว่าผู้ใช้แรงงานไทยเขาก็มีสิทธิที่จะต้องใช้ชีวิต เขามีสิทธิที่จะต้องไปพักผ่อน ไปเที่ยว มีวันหยุดเพื่อเติมไฟให้กับชีวิต เพิ่ม Passion ให้กับตนเอง ใช้เวลาอยู่กับครอบครัว ในวันหยุดแล้วค่อยกลับมาเริ่มทำงานในวันใหม่เพื่อให้งานที่ทำนั้นกลับมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่ ใช้วันหยุดวันเดียวในการซักผ้า ตากผ้า รีดผ้า แล้วก็หมดวัน วน Loop ทำงาน ทำงาน ทำงาน อย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ค่ะท่านประธาน กฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับปัจจุบันระบุให้ ลูกจ้างมีวันลาหยุดไม่น้อยกว่า ๖ วันต่อปี แต่ลูกจ้างจะต้องทำงานเกิน ๑ ปีถึงจะได้รับ วันหยุดนั้น แต่กฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับพรรคก้าวไกลเรากำหนดให้แรงงานสามารถ ลาหยุดได้ ๑๐ วันต่อปี แล้วยังสามารถสะสมวันหยุดได้เพื่อเพิ่ม Passion ในการทำงาน การเพิ่มวันหยุดหรือว่าการลดชั่วโมงทำงานของลูกจ้าง การที่ลูกจ้างควรจะได้รับ OT หากว่า วันนี้ทำงานเกิน ๘ ชั่วโมงต่อวันไปแล้ว มันไม่ได้จะทำให้ภาคธุรกิจเจ๊ง หรือว่ามันไม่ได้จะทำให้ นักลงทุนหนีหาย แต่ดีเสียอีกมันเป็นการเพิ่มการแข่งขันภาคธุรกิจในการที่ธุรกิจเองจะต้อง พัฒนาคุณภาพสินค้า พัฒนาคุณภาพการให้บริการของภาคธุรกิจเอง และที่สำคัญลูกค้า อย่างเรา ๆ นี้ หรือว่าผู้รับบริการก็จะได้รับการบริการที่ดี ได้รับสินค้าที่ดี ภาคธุรกิจก็จะมี การปรับตัว มีการปรับกลยุทธ์ให้พัฒนาสินค้าอยู่เสมอค่ะ ท่านประธาน คนจะลาพักร้อนที ต้องรู้สึกผิดค่ะ ผิดต่อนายจ้าง ผิดต่อเพื่อนร่วมงาน ผิดต่อตนเอง จะไปเที่ยวทีไม่วายต้องแบก คอมพิวเตอร์พร้อมกับสาย Charge บางทีต้องตอบ LINE ส่ง e-Mail เรื่องงานค่ะ นี่ไปเที่ยวนะคะ บางคนทำงานจนป่วยไม่กล้า ที่จะเอ่ยขอลาค่ะ นี่พูดถึงลูกจ้างรายเดือนนะคะ ยังไม่ได้พูดถึงรายวันที่เขาทำงานวันไหน หยุดไม่ได้เงินนะคะ เขาไม่มีเวลาแม้กระทั่งมาเลือกสีรถว่าวันนี้เขาอยากได้รถ Super Car รุ่นไหน สีอะไร ท่านประธานคะ เราจะอยู่ในสังคมแบบนี้กันไปถึงเมื่อไรคะ ทุกวันนี้คนไทย ทำงานหนัก ทำงานหนักมาก ทำงานหนักเหมือนกำลังเป็นหนี้ก้อนโต ใช่ค่ะท่านประธาน คนไทยทำงานหนักเพราะเป็นหนี้ก้อนโต บางคนไม่มีต้นทุนในชีวิต ต้องเป็นหนี้ตั้งแต่กู้เรียน บางคนจะเดินทางไปเรียน จะเดินทางไปทำงานไม่สะดวก ไม่มีขนส่งสาธารณะก็ต้องผ่อนรถ ผ่อนมอเตอร์ไซค์ ต้นทุนการเริ่มต้นชีวิตของแต่ละคนไม่เท่ากัน และลูกจ้างส่วนใหญ่ เขาทำงานหนักมากค่ะ วันหนึ่ง ๑๐-๑๒ ชั่วโมงต่อวัน แต่เขาได้รับเพียงค่าจ้างขั้นต่ำ บางคน ต้องยอมเซ็นสัญญาโอฟรีนะคะท่านประธาน โอฟรีที่ไม่ใช่ OT นะคะ มันผิดกฎหมายแรงงาน ปัจจุบันเป็นอย่างยิ่งค่ะ ดังนั้นสิ่งนี้มันหมายถึงว่าต่อให้คนไทยจะทำงานหนักมากขนาดไหน เขาก็ไม่มีทางที่จะใช้หนี้ได้หมด และเขาก็ไม่สามารถที่จะก้าวข้ามผ่านเส้น ความยากจนได้ค่ะ เพราะว่าระบบของประเทศเรามันไม่ได้เอื้อให้คนทุกคนมีโอกาสที่เท่ากัน ดิฉันจึงขอเชิญชวนเพื่อนสมาชิกทุกท่านในสภาที่ทรงเกียรติแห่งนี้ตระหนักถึงความสำคัญ ในการให้โอกาสคนวัยทำงานเพื่อที่จะเพิ่มคุณภาพชีวิตของคนทำงานคนไทยรับรองการผ่าน ร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ๒ ฉบับจากพรรคก้าวไกลทั้งร่างการเงินและร่างไม่การเงิน และอีกฉบับจากพรรคภูมิใจไทยให้คนวัยทำงานเขาได้มีโอกาสค้นหาความฝันที่หายไป ของพวกเขาค่ะ ให้พวกเขาได้มีเวลาค้นหาหาตัวเอง Hashtag ทำงาน พักผ่อน ใช้ชีวิต ขอบคุณค่ะ ท่านประธาน🔗
ต่อไปขอเชิญ คุณเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแข่งเขต กรุงเทพมหานคร ธนบุรี คลองสาน บางปะกอก พรรคก้าวไกล ขออธิบายในฐานะมัคคุเทศก์บัตรสีบรอนซ์เงิน ท่านประธานครับ ผมเองก่อนมาเป็นผู้แทนราษฎรอาชีพสุดท้ายที่โด่งดังที่ทุกคนทราบก็คือ ทำเบียร์ เปิดร้านเบียร์ ก็ยังเป็นมัคคุเทศก์ไปด้วย เป็นเวลากว่า ๕ ปี อบรมเป็น ๑๐ เดือน กว่าจะได้ใบอนุญาตมา ผมเองอยากพูดแทนบุคคลที่เป็นมัคคุเทศก์และคนที่อยู่ในอุตสาหกรรม ท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก พวกเราเป็นอาชีพบริการครับ ขายเวลา ขายแรงงาน ขายความสุข บางครั้งไม่มีความสุขหรอกครับ แต่เราต้องมอบความสุขให้คนอื่น เพื่อนสมาชิกพรรคผม ท่านการณิกได้อภิปรายเกี่ยวกับวันหยุดที่จะเพิ่มขึ้นในร่าง พ.ร.บ. นี้ เรามัคคุเทศก์ทราบดีว่า เมื่อวันหยุดที่มันเพิ่มขึ้นมันหมายความว่าวันที่เราทำงานมากขึ้นซึ่งเป็นผลดีครับ เพราะปกติแล้ว มัคคุเทศก์จะเป็นอาชีพอิสระ น้อยคนมากที่จะมีสังกัดเป็นบริษัทได้เงินเดือนแบบเขา บางครั้งผมจะกล่าวอย่างนี้ก็ไม่ผิด บอกว่ามัคคุเทศก์ไม่ต่างอะไรกับชาวนาเลยครับ ท่านประธาน หน้า High Season ก็เหมือนหน้าที่เราต้องลงดำนา หว่าน ไถ พอหน้า Low Season เราก็นั่งตบยุงกันอยู่บ้าน บางครั้งฟ้าฝนไม่ดีเกิดเหตุการณ์ทางการเมืองบ้าง อะไรบ้าง ชุมนุมในกรุงเทพมหานคร ผมเคยเจอครับท่านประธาน ไม่มีงานเลย บริษัทที่ผมทำงานด้วย บ่อย ๆ ๒-๓ บริษัทก็ไม่ได้ดูแลอะไรผมเลยครับ ต้องไปหางานอย่างอื่นทำ ไปเป็น English Camp Trainer อะไรต่าง ๆ ดิ้นรนกันไป ไม่มีสวัสดิการใด ๆ ทั้งสิ้น ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ผมว่า ตอบโจทย์เป็นอย่างยิ่งครับ ผมเคยคุยกับไกด์อาวุโสมากมายที่พยายามผลักดัน พ.ร.บ. สภามัคคุเทศก์ ผมก็ถามว่าทำไมเราต้องมีสภามัคคุเทศก์ด้วยครับ เขาบอกว่าอยากให้มาดูแลเรื่องสวัสดิการ สวัสดิภาพของมัคคุเทศก์ ซึ่งผมเห็นด้วยครับ แต่ผมเองเป็นนักกฎหมายมาก่อน ผมก็คิดว่าถ้าอย่างนั้นแล้วถ้าเราจะต้องมีสภามัคคุเทศก์ สภาของคนขายไอศกรีม สภาของอย่างนี้เยอะไปหมดกฎหมายมันจะรกสภาไปหมด หรือเปล่าครับ ดังนั้นวันนี้ผมได้คำตอบที่จะไปตอบกับไกด์อาวุโสท่านนั้นที่ผลักดันเรื่องนี้แล้ว ว่าร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานของท่านเซีย จำปาทอง นี่ล่ะคือคำตอบ ไม่เฉพาะพี่น้องไกด์ แต่ทุกคนครับ รวมถึงคนที่อยู่บริการนักท่องเที่ยวด้วย เพราะร่าง พ.ร.บ. นี้แม้คุณจะทำงาน Freelance คุณก็สามารถได้สิทธิประโยชน์มากมายไม่ต่างจากคนทำงานรายเดือน เป็นอย่างไรครับ ปกติแล้วประกันสังคมพวกผมส่งมาตรา ๔๐ ส่งกันเองครับ ไม่มีใครสมทบ ทั้งนั้น แต่ในร่างฉบับนี้สมมุติผมทำงานบริษัทนี้ ๑๐ วัน บริษัทนี้ ๑๐ วัน บริษัทนั้นก็ต้องส่ง สมทบตามสัดส่วน และผมยังได้สิทธิ ๗ ประการในการคุ้มครองอีก อาชีพไกด์เป็นอาชีพเสี่ยง มากครับ นั่งรถ นั่งเรือ ขึ้นเขาลงห้วย ไม่มีหลักคุ้มครองประกันใด ๆ ทั้งสิ้น บางบริษัททำถูก กฎหมายก็โชคดี ทำประกันให้นักท่องเที่ยวแล้วก็เผื่อไกด์ไปด้วย บางบริษัทก็ทำแต่ แค่นักท่องเที่ยวเพราะกฎหมายในการท่องเที่ยวก็ไม่ได้ชัดเจนอย่างนี้ครับ ร่าง พ.ร.บ. นี้ ก็จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องไกด์เป็นอย่างมาก รวมถึงอย่างที่พูดไปเมื่อสักครู่ว่าการเพิ่ม วันหยุด ท่านประธาน ชีวิตมัคคุเทศก์เศร้าครับ ปีใหม่ สงกรานต์ ตั้งแต่ประมาณ ๑๐ ปีแล้ว ผมไม่เคยได้ไปเที่ยวเหมือนคนปกติเลยครับ เป็นมัคคุเทศก์ ๕ ปีก่อน ไม่ต่างจาก สส. ครับ วันสงกรานต์ก็ต้องทำงาน ไปพบปะชาวบ้าน เป็นมัคคุเทศก์ก็ต้องไปดูแลลูกค้าต่างชาติ ต่าง ๆ นานา แต่ค่าตัวได้เท่าเดิม ไม่มี OT ไม่มีเงินพิเศษทั้งนั้น ผมว่าการที่จะมามอบ ความสุขให้กับคนในวันหยุดนี้ การทำงานในวันหยุดต้องได้ค่าตอบแทนที่เพิ่มขึ้นเหมือน อาชีพอื่นด้วย ไม่เพียงแค่มัคคุเทศก์ครับ คนที่เป็นพนักงานสปา นวดเอย อะไรเอย ส่วนใหญ่ การจ้างงานไม่ต่างจากมัคคุเทศก์เลย อาศัยว่าเป็น Contact อยู่ตรงนี้ มีงานก็ได้แบ่งกันไป ต่าง ๆ นานา ตรงนี้ก็จะได้ผลประโยชน์ด้วย เรามีแรงงานนอกระบบเช่นนี้เยอะมากครับ เราบอกว่าเราอยากเป็นประเทศที่โด่งดังเรื่องการท่องเที่ยว แต่พอเรามาดูครับ เราก็อยาก ดูแลนักท่องเที่ยวดีเหลือเกิน มองไปข้างหน้า เป็น Hub เป็นโน่นเป็นนี่ Soft Power แต่สุดท้ายไม่เคยมองคนข้างหลังคนอย่างพวกผมเลยครับ ที่บริการเอาใจใส่ ท่านประธาน คิดไหมครับว่าถ้าวันหนึ่งคนอย่างพวกเราไม่มีความสุขกับการทำงาน เราจะส่งมอบคุณภาพ การบริการและความสุขให้นักท่องเที่ยวต่างชาติให้ประทับใจอย่างทุกวันนี้ได้อย่างไร ร่าง พ.ร.บ. คือคำตอบครับท่านประธาน แล้วผมอยากวิงวอนเพื่อนสมาชิกทุกท่านเห็นใจมัคคุเทศก์ อย่างพวกผมบ้าง เห็นใจคนที่นวดให้ท่านตอนที่ท่านนั่งประชุมนาน ๆ แล้วปวดหลังบ้าง คนเหล่านี้เขาไม่มีความมั่นคงเลยครับ จะบอกว่าเขาได้ Tip เขาได้อะไร มันเป็นสิ่งที่เขาทำเองได้ แต่รัฐไทยอย่าละเลยเขา ต้องดูแลเขาด้วยครับท่านประธาน ผมจึงขออนุญาตอภิปรายเพื่อ สนับสนุนร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานของเพื่อนสมาชิกทุกฉบับเลยครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอเชิญ คุณยอดชาย พึ่งพร ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายยอดชาย พึ่งพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้แทนเมืองพัทยา ผู้แทนเมืองท่องเที่ยว จังหวัดชลบุรีครับ วันนี้ผมจะขออภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของคุณเซีย จำปาทอง และคุณวรรณวิภา ไม้สน ผู้แทนราษฎรของพี่น้อง ผู้ใช้แรงงาน และร่างของเพื่อนสมาชิกพรรคภูมิใจไทยด้วยครับ ทุกร่างที่ยื่นมาล้วนแล้วแต่ เป็นร่างที่ดี เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของท่านเซีย จำปาทอง จะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องผู้ใช้แรงงาน ภาคบริการเป็นอย่างยิ่งครับ เมืองพัทยา ภูเก็ต เกาะสมุย และกรุงเทพมหานคร เป็นเมืองที่มีรายได้มาจากการท่องเที่ยว เป็นหลัก เป็นเมืองที่มีแรงงานภาคบริการหลั่งไหลเข้ามาทำงาน มาใช้แรงงานกันเป็นจำนวนมาก และที่ผมจะบอกกับท่านประธานและเพื่อนสมาชิกวันนี้คืออาชีพหนึ่งที่โดนมองข้าม โดนดูถูก ดูแคลน ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน และพยายามจะบอกว่าอาชีพนี้ไม่มีอยู่จริงในประเทศนี้ เหมือนกับ รัฐบาลที่ผ่านมาที่บอกว่าประเทศไม่มีการขายบริการทางเพศ พอพูดจบก็มีการสนธิกำลัง ตรวจแหล่งท่องเที่ยว เช่น Walking Street ในเมืองพัทยา โดยอดีตรองผู้การท่านหนึ่ง จังหวัดชลบุรีเมื่อปี ๒๕๖๒ ลงไปตรวจก็บอกว่าไม่พบผู้ขายบริการทางเพศ สมัยนั้นผมเห็น ข่าวนี้ในฐานะพลเมืองเต็มขั้น แล้วเป็นคนพัทยาโดยกำเนิด ทำธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ก็ได้แต่ออกคำอุทานเป็นภาษาอังกฤษ ท่านลองไปดูว่าเป็นคำอุทานประมาณไหน อาชีพ สาวบาร์ Sex Worker หรือแล้วแต่ใครจะเรียก อาชีพนี้มีอยู่จริง และเป็นอาชีพที่สร้างบ้าน สร้างเมือง สร้างเศรษฐกิจ ทำเงินให้กับภาคการท่องเที่ยวให้กับประเทศมากมาย เป็นอาชีพ ที่สร้างอีกหลาย ๆ อาชีพ เป็นอาชีพที่ทำให้เด็ก ๆ ในต่างจังหวัดมีเงินไปโรงเรียน มีเงิน จ่ายค่าเทอม เป็นอาชีพที่ทำให้พ่อแก่แม่เฒ่าต่างจังหวัดมีเงินในการซื้ออาหารที่ดีมีประโยชน์ มีเงินที่จะจ่ายค่ารถไปหาหมอจนถึงค่ารักษาพยาบาล แต่ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกรู้ไหม ว่าแรงงานภาคบริการเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในระบบ มีค่าแรงเดือนละ ๖,๐๐๐ บาท ๗,๐๐๐ บาท บ้างก็ ๙,๐๐๐ บาท ทั้งที่ค่าแรงขั้นต่ำจังหวัดชลบุรีอยู่ที่วันละ ๓๖๑ บาท และเชื่อไหมครับ ว่าพวกเขาเหล่านั้นมีวันหยุดแค่ ๒ วันต่อเดือน และในแต่ละวันเขาต้องทำงานมากกว่าวันละ ๘ ชั่วโมงครับ และอย่าไปนึกถึงวันหยุดนักขัตฤกษ์ วันหยุดประจำปี ลากิจ ไม่มีครับ ที่ผม กล่าวมาไม่ใช่แค่สาวบาร์ แต่ยังมีแรงงานภาคบริการในส่วนของสถานบันเทิง พนักงานเสิร์ฟ ที่รายละเอียดไม่ได้ต่างกัน และท่านประธานหรือเพื่อนสมาชิก หรือเจ้าหน้าที่รัฐหน่วยงานไหน ก็แล้วแต่ที่ยังไม่เชื่อว่าอาชีพนี้มีอยู่จริงบอกผมได้ครับ คลิปเพียบเลย ดังนั้นผมในฐานะผู้แทน พัทยาจึงอยากเรียกร้องต่อผู้มีอำนาจในประเทศนี้ได้โปรดเห็นใจและยอมรับ หยิบยื่นสิทธิ หยิบยื่นไมตรี หยิบยื่นสวัสดิการ และให้ตัวตนกับพวกเขาผ่านทางร่างพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงานฉบับของท่านเซีย จำปาทอง ผู้แทนของผู้ใช้แรงงาน ที่เข้าใจพี่น้องผู้ใช้ แรงงานได้ดีที่สุดคนหนึ่งในประเทศนี้ เพราะก่อนท่านจะมาเป็นผู้แทนท่านก็เป็นผู้ใช้แรงงาน ในโรงงานสิ่งทอมาทั้งชีวิต สุดท้ายนี้ผมจึงขอสนับสนุนทุกร่าง โดยเฉพาะร่างพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงานของท่านเซีย จำปาทอง เพราะจะทำให้คุณภาพชีวิตของพี่น้องผู้ใช้แรงงาน ภาคบริการ พนักงานเสิร์ฟสถานบันเทิง สาวบาร์ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่พวกท่านจะเรียกกัน แต่ผมผู้ที่พวกเขาส่งมาให้อยู่ในห้องนี้ สภาแห่งนี้ ขอเรียกอาชีพนี้ว่า ผู้ให้ความสุขแก่ นักท่องเที่ยว Barmaid ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
ขอเชิญ คุณอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตที่จะอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และต้องขอส่งกำลังใจไปยังเจ้าของร่างทุกร่าง เพราะผมเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่า พวกเราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ผมนั่งฟังการลุกขึ้น อภิปรายตั้งแต่ต้นจนมาถึงผม ผมสัมผัสได้ถึงความตั้งใจจริง ผมเห็นถึงความปรารถนา อันแรงกล้าของเพื่อนสมาชิกทุกคนที่จะร่วมด้วยช่วยกันในการผลักดันร่างพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... นี้ ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนนั้นอยากเห็นความเป็นธรรม อยากเห็นพี่น้องประชาชนผู้ใช้แรงงานได้รับสวัสดิการที่ดี ได้รับการคุ้มครอง เกิดดุลยภาพ ระหว่างผู้ประกอบการและพี่น้องประชาชนที่เป็นลูกจ้าง เป็นผู้ใช้แรงงาน ถามว่าวันนี้ เราตรวจสุขภาพพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานซึ่งเป็นเครื่องมือที่จะไปดูแลคุ้มครอง สวัสดิภาพ สวัสดิการให้กับพี่น้องประชาชนผู้ใช้แรงงาน ถามว่าเราอยู่ตรงไหนของโลก คำตอบคือเราอยู่ในระดับมาตรฐานของโลก นี่ไม่ใช่ว่าลุกขึ้นมามโนหรือพูดเองเออเองครับ เพราะ ILO หรือ International Labour Organization องค์การแรงงานระหว่างประเทศ เขาเคยชื่นชมประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญหลายครั้งว่าประเทศไทยนั้นดูแลโครงสร้างระบบ แรงงานได้ดี อยู่ในเส้นมาตรฐานของโลก คำถามต่อว่าเมื่อมีมาตรฐานแล้วเราจะหยุดตรงนั้น หรือเราจะไปต่อ ผมก็เห็นด้วยว่าเราควรจะไปต่อแล้วก็ยกระดับมาตรฐานให้สูงขึ้นไปอีก จากมาตรฐานของ ILO ILO บอกว่าไทยดูแลแรงงานได้ดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจัด แรงงานสัมพันธ์ เรื่องของสถานภาพการทำงาน คุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงาน หลักประกัน ความมั่นคงด้านกฎหมาย หลักประกันการทำงานของผู้ใช้แรงงาน เราไม่ต้องยกรายงานทั้ง ILO เราก็พอเห็นครับท่านประธาน เพราะเพื่อนบ้านผู้ใช้แรงงานจากหลายประเทศ ประเทศไทย ก็กลายเป็น Destination เป็นเป้าหมายที่ควรจะต้องมาที่นี่ ประเทศเพื่อนบ้านก็พอดีพึ่งพา อาศัย เพราะ ILO ยืนยันว่าระเบียบการหรือมาตรฐานในการปฏิบัติต่อแรงงานไม่ว่าจะเป็น ชาวไทยหรือแรงงานประเทศเพื่อนบ้านนั้นระบบโครงสร้างแรงงานไทยนั้นมาตรฐานระดับ โลก มีคำอยู่ ๒ คำครับ คือคำว่า สวัสดิการ และคำว่า พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน ผมไปที่คำว่า สวัสดิการ ก่อน สวัสดิการคือการดำเนินการใด ๆ ไม่ว่าจะโดยนายจ้าง โดยสหภาพแรงงาน ลูกจ้าง หรือโดยรัฐบาลที่มีความมุ่งหมายเพื่อให้ลูกจ้างสามารถมีระดับความเป็นอยู่ ที่ดีพอสมควร ทำให้ลูกจ้างมีความผาสุกทั้งกายและใจ สวัสดิการแบ่งเป็น ๒ แบบครับ คือสวัสดิการพื้นฐานที่กฎหมายกำหนดอันนี้ไม่ทำไม่ได้ สวัสดิการอันที่ ๒ คือสวัสดิการ แรงงานนอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนด จึงมีคำกล่าวว่าความรับผิดชอบต่อแรงงานบางครั้ง อยู่เหนือกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย หลายองค์กร โดยเฉพาะองค์กรชั้นนำระดับโลก เขาให้สวัสดิการกับพนักงาน เช่น เขาบอกว่าใน ๑ วันทำงาน ๒๐ เปอร์เซ็นต์พอ ที่เหลือ ก็เปิดพื้นที่ความคิดสร้างสรรค์ องค์กรชั้นนำของโลกบางองค์กรให้พนักงานทำงานเชิงลุก ไม่ใช่เชิงรุกนะครับ ทำงานเชิงลุกคือลุกไปกินกาแฟ ลุกไปพักผ่อน และเขาก็ส่งเสริมให้ พนักงานมีพื้นที่ปลอดภัย มีพื้นที่สร้างสรรค์ นี่คือความหมายของคำว่า สวัสดิการ คำที่ ๒ คือ คำว่า พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน ในอดีตเราก็มีการปรับปรุง ล่าสุดคือปี ๒๕๖๖ เป็นกฎหมาย กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำ แปลว่าไม่ทำไม่ได้ เป็นกฎหมายที่มีโทษสามารถบังคับเอาผิดได้ กฎหมายคุ้มครองแรงงานปัจจุบันเราได้รับการพัฒนามาโดยลำดับและมีมาตรฐานที่ ILO ยอมรับ เป็นมาตรฐานระดับโลกอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกลไกการกำหนดค่าจ้าง กลไก ค่าจ้างขั้นต่ำ เรื่องของการกำหนดวันหยุด วันลา ชั่วโมงทำงาน เรียกว่ามาตรฐาน ผมได้เห็น ร่างของพรรคภูมิใจไทยเพื่อนสมาชิกเสนอมา ผมยกตัวอย่างนี่เป็นนิมิตหมาย เป็นสัญญาณ อันดีที่ถือว่าเป็นนัยสำคัญที่จากนี้ไปถ้าเรายกระดับขึ้นมาผู้ใช้แรงงานจะได้รับการคุ้มครองที่ดีขึ้น เช่น ให้ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์มีสิทธิลาเพื่อคลอดบุตร แล้วก็มาตรา ๔๑/๑ ให้ลูกจ้างชายมีสิทธิลาเพื่อไปช่วยเหลือภรรยาซึ่งคลอดบุตรได้ตามที่ ตกลงในสัญญาจ้างหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน มาตรา ๕๙ ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์ในวันลาเพื่อคลอดบุตรตามมาตรา ๔๑ เท่ากับค่าจ้างในการทำงาน ตลอดระยะเวลา นี่เป็นเพียงตัวอย่างที่เราได้เห็นว่าเรากำลังจะช่วยกันยกระดับมาตรฐาน ทั้ง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานและทั้งสวัสดิการของผู้ใช้แรงงาน ท่านประธานที่เคารพ จากทั้ง ๓ ร่างผมต้องเรียนว่าผมเห็นความปรารถนาดี เห็นความจริงใจในทุกร่าง แต่ใน ๓ ร่างนี้ ผมคิดว่ามีบางร่างที่อาจจะมุ่งเน้นในการนำเสนอสิทธิประโยชน์ที่อาจจะมากเกินควร จนผู้ประกอบการอาจจะไม่สามารถรับต่อเงื่อนไขนี้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเรามีมาตรฐาน ที่สูงมาก ๆ ผู้ประกอบการไม่สามารถอยู่ได้ค่าจ้างแรงงานที่ได้จากการบังคับนั้นมันจะ ไม่มั่นคงและมันจะไม่ยั่งยืน เพราะฉะนั้นวันนี้ผมยืนยันว่าเรื่องของการคุ้มครองแรงงานไทย เรื่องของสวัสดิการแรงงานไทยนั้นเราไม่ได้ด้อย เราอยู่ในเส้นค่ามาตรฐานที่ ILO ยอมรับ แต่บางครั้งถ้าเรามุ่งเน้นในการนำเสนอหรือแก้ไขกฎหมายที่มันดีเกินไป ในดีมันมีเสียครับ เพราะบางครั้งคำว่า ดีเกินไป ก็อาจถูกใช้เป็นข้ออ้างเพียงเพื่อเขาจะเดินจากไปเท่านั้นเอง ขอให้กำลังใจเจ้าของร่างทุกร่างครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ คุณพิมพ์กาญจน์ กีรติวราปกรณ์ ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธาน เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดที่กำลัง รับชมการทำงานของพวกเราอยู่ในขณะนี้ ดิฉัน พิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรเขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล ท่านประธานคะ เป็นเวลานานมากแล้วที่ประเทศอันเป็นที่รักยิ่งของพวกเรานั้นตกอยู่ในกับดักของประเทศ กำลังพัฒนา ประเทศที่มีรายได้ปานกลาง และสภาวะเศรษฐกิจที่พ่อแม่จะต้องดิ้นรนออกไป ทำงานกันทั้งคู่ ได้พรากโอกาสที่เด็ก ๆ จะได้ใช้ชีวิตร่วมกับพ่อแม่ของเขามากมายเหลือเกิน หลายครอบครัวต้องเดินทางข้ามถิ่นฐานเพื่อแลกกับค่าแรงที่น้อยนิดด้วยความหวังว่า หยาดเหงื่อแรงงานของพวกเขาจะสามารถเปลี่ยนเป็นเงิน และเงินนั้นจะจุนเจือให้ทุกคน ในครอบครัวของเขามีคุณภาพชีวิตที่ดี ลูกหลานของเขาจะสามารถเข้าถึงการศึกษา แล้วไขว่คว้าโอกาสในชีวิตที่มันดีกว่ารุ่นของพวกเขาได้ เมื่อสักครู่มีเพื่อนสมาชิกที่ได้กล่าว แสดงความกังวลว่าวันหยุด ๒ วันนี้มันออกจะมากเกินไปหน่อย แล้วให้ความเห็นว่า แรงงานไทยอาจจะต้องเอาเวลามา Upskill Reskill เพิ่มศักยภาพในการสู่บนเวทีโลกได้ ดิฉันเห็นด้วยครึ่งหนึ่ง ก็คือดิฉันเห็นด้วยว่าเราจะต้องมีการ Upskill ให้กับแรงงานของเรา เพื่อที่จะต่อสู้บนเวทีโลกได้อย่างสมศักดิ์ศรี แต่ดิฉันก็ขอตั้งคำถามเหมือนกันว่านโยบาย ของรัฐมีการสนับสนุนพวกเขามากน้อยแค่ไหน แม้กระทั่งท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติก็ได้บอกเอง ว่าหยุด ๒ วันนี้มันมากเกินไป แล้วท่านจะให้เขาเอาเวลาที่ไหนไป Upskill ดิฉันว่าท่านคงลืม ไปแล้วว่าการใช้ชีวิตแบบประชาชนธรรมดามันเป็นอย่างไร ดิฉันทราบดีว่าสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรทุกท่านมีภารกิจที่ยิ่งใหญ่ แล้วก็ยุ่งวุ่นวายมากเพียงไหน แต่ในชีวิตของ แรงงานเขาไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างพวกเรา พวกเขามีชีวิตทำงานเพื่อจะลุกขึ้นไปทำงานอีกวัน ท่านนึกไม่ออกหรือคะว่าชีวิตที่เมื่อทุกเปิดเทอมจะต้องหิ้วทีวี หิ้วพัดลม เดินไปที่โรงจำนำ กลับมายังไม่ทันเช็ดหมึกแดง ๆ หมึกน้ำเงิน ๆ ที่ติดอยู่ที่นิ้วโป้ง ยังไม่ทันจะเช็ดออก ยังไม่ทัน จะล้างออกเลยค่ะ มีเจ้าหน้าที่การไฟฟ้ารอถอดหม้อแปลงไฟฟ้าที่บ้านอยู่ คืนนั้นเด็กทั้งบ้าน คนทั้งบ้านต้องใช้ชีวิตอยู่ในความมืดมน อบอ้าว เราไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นเลยค่ะท่านประธาน ในประเทศที่หนังสือดี ๆ เล่มหนึ่งมันราคาแพงกว่าค่าแรงขั้นต่ำ เรายังต้องมาพูดกันอีก หรือคะว่าแรงงานในประเทศเรามันพยายามไม่มากพอ เรายังต้องมาพูดกันเรื่องนี้อีกหรือ ว่าพวกเขายังทำงานไม่หนักพอ ยังเก่งไม่พอ ท่านประธานเคยได้ยินประโยคนี้ไหมว่า ถ้าการทำงานหนักมันทำให้คน ๆ หนึ่งร่ำรวย ป่านนี้ทาสที่ทำงานหนักที่สุดนี้มันรวยมานานแล้ว ดิฉันเห็นด้วยกับประโยคนี้อย่างมาก🔗
๑๐๙/๑ ท่านประธานคะ เกิดเป็นคนจนมันเจ็บปวด และนี่คือเหตุผลที่ในรัฐสภาแห่งนี้จะต้องมี ตัวแทนของประชาชนที่หลากหลายมากขึ้นเพื่อให้เราเข้าใจความเจ็บปวดของสมาชิก ในสังคมมากขึ้นกว่านี้ ดิฉันขอย้อนกลับไปที่ประเด็นของเด็ก ๆ ของพวกเรา เมื่อสภาพสังคม ที่ดิฉันกล่าวไปแล้วมาบังคับ มันทำให้เด็ก ๆ ของพวกเราต้องห่างไกลจากการมีพ่อแม่ คอยประคับประคอง ขาดที่พึ่งพิง ขาดที่ปรึกษาในเวลาที่เขาต้องการ ช่วงเวลาที่เราเรียกกันว่า ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดและอาจจะกำหนดอนาคตของพวกเขาไปตลอด แบบนี้ มันไม่ได้มีญาติผู้ใหญ่ที่คอยประคองเขาได้ตลอด แล้วสังคมของเราต้องช่วยกัน ในประเด็นนี้ค่ะท่านประธาน ดิฉันขอกล่าวไปถึงการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่ช่วงนี้ เราดูใส่ใจมันมากเหลือเกิน เวลาที่เราพูดถึงการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่ตกต่ำลง เรื่อย ๆ เรามักจะพูดกันถึงเรื่องหลักสูตรทางการศึกษา เรามักจะพูดถึงเรื่องการพัฒนาครู เรามักจะพูดถึงเรื่องงบประมาณที่ใช้ไปอย่างมีประสิทธิภาพ แต่สิ่งหนึ่งที่เราไม่ค่อยมอง แล้วมันซ่อนอยู่ลึกเข้าไปในปัญหาเหล่านี้คือปัจจัยเรื่องสิ่งแวดล้อมค่ะ ท่านประธาน ทราบไหมว่าผลวิจัยของสำนักงานส่งเสริมสุขภาพ สสส. ได้ระบุไว้ว่าเด็กไทยนั้นมีจำนวน ที่จะต้องลาออกจากการเรียนกลางคันถึงประมาณ ๙๐๐,๐๐๐ กว่าคนต่อปี และมีแนวโน้ม ที่จะเพิ่มขึ้นตามสภาวะปัญหาทางเศรษฐกิจของครอบครัวของพวกเขา และเด็กจำนวนนี้ กว่า ๓๐๐,๐๐๐ คนเลยทีเดียวที่เลือกทำอาชีพผิดกฎหมายเพื่อที่เขาจะหาค่าเล่าเรียน เพื่อที่ เขาจะหาค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพ มิติทางเศรษฐกิจก็แตกร้าว มิติทางสังคมก็ล้มเหลวค่ะ น่าตกใจไปกว่านั้นเด็กไทยกว่าร้อยละ ๘๗ เลยค่ะที่มีเวลาพูดคุยกับพ่อแม่ของเขาไม่ถึง ๑๐ นาที นี่สอดคล้องกับข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตที่ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าสถานการณ์ โรคซึมเศร้าของประเทศไทยตอนนี้กลุ่มเยาวชนนั้นมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงขึ้นเรื่อย ๆ ที่ดิฉัน ต้องพูดเรื่องเหล่านี้ก็เพราะดิฉันต้องการจะตอกย้ำว่าในมิติความมั่นคงของแรงงานนั้น มันสำคัญมากแค่ไหน ความมั่นคงของแรงงานนั้นมันสามารถสั่นสะเทือนไปถึงหน่วยเล็ก ๆ ในสังคมที่เรียกว่า สถาบันครอบครัว รวมถึงในแง่มุมของการศึกษา และการปกป้องเยาวชน ของเราด้วยเช่นกัน สาระสำคัญหนึ่งในการแก้ไขร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานคือการคืน ชั่วโมงการพักผ่อนเพื่อให้พวกเขาเหล่านี้ได้กลับไปพักผ่อน มีเวลา ได้ใช้เวลาคุณภาพ กับครอบครัว กับลูกหลานของพวกเขา การที่ร่าง พ.ร.บ. แรงงานทุกฉบับจะได้รับ การรับหลักการแล้วกลายเป็นกฎหมายในอนาคตจะสร้างหลักประกันให้พ่อแม่ได้มีเวลา พักผ่อนจากงาน แล้วสามารถกลับไปทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ดิฉันจะ ไม่พูดถึงประเด็นซ้ำกับเพื่อน ๆ ที่พูดมาแล้ว เพราะว่าเพื่อนสมาชิกของดิฉันได้พูดถึงข้อดี มากมายจากร่าง พ.ร.บ. นี้ ดิฉันขอย้ำว่านี่ไม่ใช่หลักประกันเฉพาะแรงงานค่ะท่านประธาน นี่คือหลักประกันของคนทั้งสังคม นี่คือหลักประกันว่าอนาคตของประเทศของเรานั้นยังไม่ สิ้นหวัง นี่คือร่าง พ.ร.บ. ที่จะเป็นทางออกให้กับปัญหาสังคมมากมายที่รอการแก้ไขอยู่ และไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่เราจะไม่รับร่างหลักการนี้ จะไม่คืนเวลาให้พี่น้องแรงงานได้มีเวลา ทำหน้าที่พ่อแม่ผู้ปกครองที่ดีให้กับเด็กไทย ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่เราจะไม่คืนเวลาเหล่านี้ ให้พ่อแม่พี่น้องพวกนี้เขาไปรับฟังเสียงของลูก ๆ หลาน ๆ ของเขา ให้ความรักและให้กำลังใจกัน และกันในวันที่ยากลำบาก ท่านประธานคะ ดิฉันหวังว่าเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ได้รับมอบอำนาจมาจากประชาชนในเขตเลือกตั้งของท่านทุกคน จากความไว้วางใจ ต่อพรรคของท่านในการส่งพวกท่านเข้ามาตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน และกำหนด ทิศทางในการพัฒนาประเทศ จะให้ความสำคัญกับประชาชน จะร่วมกันสร้างการเมือง ที่มีความหวังโดยการรับหลักการทุกร่าง ท่านประธาน ก่อนที่ดิฉันจะมาเป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรในที่นี้ดิฉันก็คือหนึ่งในประชาชนมีสิทธิเลือกตั้ง และดิฉันจำได้แม่นเลยว่า พรรคการเมืองไหนบ้างที่ได้ให้คำสัญญากับแรงงานไทยไว้ ดิฉันจำได้อย่างแน่นอนว่า พรรคไหนที่ได้สัญญาว่าจะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ขึ้นเท่าไร พรรคไหนสัญญาว่าจะปรับอัตราค่าจ้าง ให้เหมาะกับค่าครองชีพ พรรคไหนที่กำหนดสิทธิลาคลอดให้แก่มารดาเป็นระยะเวลา อย่างน้อย ๖ เดือน พรรคไหนจะให้สิทธิบิดาในการลาหยุดเพื่อร่วมดูแลบุตรโดยที่ยังได้รับ เงินเดือนอยู่ พรรคไหนสัญญาว่าจะลดความเหลื่อมล้ำด้านการจ้างงานและสัญญาจ้างงาน ที่ไม่เป็นธรรม คำสัญญาเพื่อยกระดับชีวิตแรงงานเหล่านี้พวกท่านทุกคนในที่นี้ได้ให้คำมั่นไว้ กับประชาชนค่ะ และท่านสัญญากับพวกเขาว่าท่านจะผลักดันอย่างเต็มที่ นโยบายดี ๆ นอกสนามเลือกตั้งมันหอมหวานเสมอ แต่ผลโหวตวันนี้ต่างหากที่จะเป็นหลักฐานว่าพวกท่าน และพรรคการเมืองที่ท่านสังกัดอยู่ให้ความสำคัญกับสัญญาประชาคมอย่างแท้จริง หรือว่า มันเป็นเพียงแค่การพูดการรณรงค์เพื่อให้ได้มาเพื่อคะแนนเสียงโดยไม่ใส่ใจจะเคารพและ รักษาสัญญาต่อประชาชนผู้มอบอำนาจนั้นให้ท่าน ดิฉันขอจบการอภิปรายแต่เพียงเท่านี้ แล้วจะเฝ้ารอผลการโหวตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทุกท่าน ทั้งในฐานะเพื่อนสมาชิกผู้แทนราษฎร และในฐานะประชาชนและผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ขอบคุณค่ะ🔗
ต่อไปขอเชิญ คุณศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ครับ🔗
ขอบคุณท่านประธาน ดิฉัน ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ทนายความแจม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๑ พรรคก้าวไกล คุณแม่ลูกสองที่ต้องการสร้างสังคมที่ดีให้กับลูก ๆ ผ่านการเมืองค่ะ ท่านประธานคะ มีคำกล่าวเอาไว้ว่า เวลาเราคลอดลูก ๑ คนเหมือนเราไปออกศึกสงคราม ๑ ครั้ง เจ็บยิ่งกว่าคลอดลูกคือการให้นมลูกหรืออาการเต้านมอักเสบ หรือความลำบาก ตอนท้องคือมายา ความลำบากหลังคลอดนี่ละค่ะของจริง คำกล่าวเหล่านี้ไม่เกินจริงนะคะ ท่านประธาน ดิฉันในฐานะของคุณแม่ลูกสองที่ผ่านช่วงเวลาอันแสนยากลำบากนั้นมาแล้ว ตอนนี้ก็แขวนเต้าแล้ว เข้าใจเป็นอย่างดี เพราะช่วงเวลาหลังคลอดนี้คือช่วงเวลาที่จะทดสอบ ชีวิตได้ดีที่สุด เพราะอะไรคะ เพราะว่าหลังคลอดความแม่ ความ Mum กว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ของเราต้องเผชิญสภาวะที่เรียกว่าซึมเศร้าหลังคลอด ไม่ใช่แค่เพราะฮอร์โมนที่ควบคุมไม่ได้ แต่รวมถึงความบอบช้ำของร่างกาย ความเครียด ความวิตกกังวล กว่าร่างกายจะฟื้นตัว กว่าจะปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงของชีวิตได้ต้องใช้เวลาค่ะ🔗
งานวิจัยระบุเอาไว้ว่า วันลาคลอดต่ำจะมีผลต่อโรคซึมเศร้าของแม่ ๒๒ เปอร์เซ็นต์ การเพิ่มวันลาคลอดนี้ จะสามารถลดความเครียดของแม่ได้ ๑๓ เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้นเรื่องนมแม่ก็เป็นอีกเรื่อง ที่เป็นมหากาพย์สำคัญของชีวิต เป็นที่ยอมรับโดยนานาประเทศว่านมแม่เป็นอาหารที่มี คุณค่าทางโภชนาการและมีประโยชน์สูงสุดสำหรับเด็ก องค์การอนามัยโลก UNICEF หรือ กรมอนามัยเองก็ได้บอกว่าเด็กทุกคนควรได้กินนมแม่อย่างเหมาะสมตามหลัก เขาเรียกว่า หลัก ๑-๖-๒ หลัก ๑-๖-๒ คืออะไร หลัก ๑-๖-๒ คือ ๑ ชั่วโมงทันทีหลังคลอด อันนี้ สธ. เอาไปใช้ได้เลย อันดับที่ ๒ ก็คือหมายเลข ๖ ก็คืออย่างน้อย ๖ เดือนแรกของชีวิต หมายเลข ๒ คือให้ควบคู่ไปกับอาหารปกตินานกว่านั้น ๒ ปีหรือกว่านั้นก็ได้ ๑-๖-๒ และมีรายงานบอกอีกว่า ว่าการลงทุนเพื่อส่งเสริมให้เด็กได้กินนมแม่อย่างเหมาะสมทุก ๆ ๑ U.S. Dollar จะก่อให้เกิดความคุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจคืนมาสูงถึง ๓๕ U.S. Dollar ในทางตรงกันข้าม ถ้าเราสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ที่ไม่เหมาะสมอาจส่งผลให้เกิดความสูญเสียทาง เศรษฐกิจจากการเจ็บป่วยของเด็ก ค่ารักษาพยาบาล ปัญหาที่เกิดมาตามหลัง ปัญหา ความรุนแรง ปัญหาต่าง ๆ ที่มีปัญหาในปัจจุบัน ยาเสพติดก็ตาม ก็จะเสียโอกาสในการ พัฒนาของเด็กไม่ต่ำกว่า ๓ ล้านล้าน U.S. Dollar ต่อปี ด้วยงานวิจัยเหล่านี้ก็เลยส่งผลให้ กฎหมายประเทศต่าง ๆ ได้มีการบัญญัติรับรองคุ้มครองสิทธิในการให้นมแม่เอาไว้ในประเด็น ที่สำคัญ รวมถึงการลาคลอด ๑๘๐ วัน และอีกหลาย ๆ อย่างที่ปรากฏในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ อันนี้มาดูว่าในงานวิจัยบอกเอาไว้ว่า Rate อัตราการให้นมแม่ในประเทศไทยคือตัวสีส้ม เราต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำของโลกมาก ๆ ๑ ชั่วโมงหลังคลอดเราแค่ประมาณ ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ได้รับนมแม่ ๖ เดือนก็ ๒๐ เปอร์เซ็นต์เหมือนกัน ในขณะที่แบบทั่วไปมาตรฐานโลก อยู่ที่ตัวสีเทาแล้วก็ตัวสีฟ้า นมแม่ ๑-๒ ปีเรายิ่งน้อยเลยค่ะ ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้น เราตก อันดับมานานหลายปีมาก ๆ นอกจากนั้นเรื่องของการให้นมแม่ในสถานประกอบการยังเป็น อีกประเด็นหนึ่งที่หลายประเทศให้ความสำคัญ โดยในหลายประเทศมีการกำหนดบทบัญญัติ ของกฎหมายให้สถานประกอบการมีห้องให้นม ท่านประธานคะ มีผลสำรวจจากกรมอนามัย บอกว่าปัจจัยที่จะให้ประเทศไทยเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ไม่สำเร็จมี ๓ ข้อ ๑. คือแม่ต้องกลับไป ทำงาน ๒. ก็คือความเชื่อมั่นในน้ำนมแม่นี้กลัวมีความกังวลว่าตัวเองจะน้ำนมไม่พอ ๓. คือ ความรู้เรื่องนมแม่ไม่เพียงพอ ต้องอาศัยการให้ความรู้จากทุกภาคส่วน นอกจากนั้นยังเป็น ในเรื่องของความเครียด ความซึมเศร้าหลังคลอด การที่สามีไม่สามารถลามาช่วยเลี้ยงลูกได้ เราต้องตื่นมาให้นมลูกทุก ๆ ๒-๓ ชั่วโมงไม่ได้พักผ่อน คลอด ๓ เดือนกลับไปทำงานก็ต้องปั๊ม เพื่อให้ลูกได้ทานนมแม่ถึง ๖ เดือน อันนี้ดิฉันเอง ก็สร้างภาระมหาศาลให้กับคุณแม่ให้นมค่ะ การปั๊มนมก็หาที่ยากค่ะ ภาพซ้ายมือของดิฉันนั่นคือห้องน้ำค่ะ ปั๊มนมในห้องน้ำค่ะ นึกแล้วก็ รู้สึกสงสารตัวเอง แต่ไม่เป็นอะไรวันนี้อยู่ในสภาแห่งนี้ก็อยากจะผลักดันเรื่องห้องปั๊มนม ได้พยายามขอคะแนนเสียงจากเพื่อนสมาชิกหลายคนขอห้องปั๊มนมให้ดิฉันเถอะนะคะ แล้วก็ น้ำนมจะต้องผลิตออกมาทุก ๆ ๒-๖ ชั่วโมงตามรอบปั๊ม ถ้าเราไม่สามารถให้นมลูกได้ ตามรอบปั๊มนมก็จะอักเสบอุดตัน หนักเข้าก็เป็นฝี ทรมานต้องไปผ่าตัด ผ้าคลุมให้นม ก็อาจจะใช้ได้กับการปั๊มนมค่ะ แต่ให้ลูกกินนมภายใต้ผ้าคลุมก็ไม่สะดวก ท่านประธานคะ ประเทศเรากำลังเผชิญกับวิกฤติเด็กเกิดต่ำ สังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์ และอาจจะเกิด การขาดแคลนแรงงานในอนาคต เพื่อนสมาชิกบางคนกังวลมากเรื่องว่าจะไม่มีการจ้างงาน ถ้าเราไม่มีสวัสดิการที่ดี ไม่ผ่านร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้แรงงานก็จะไม่พอในอนาคต เพราะคน ไม่ได้อยากมีลูกค่ะ คนไม่ได้อยากมีลูกจากการที่เราเฝ้าบอกปาว ๆ ว่ามีลูกกันเถอะ แต่คน จะอยากมีลูกจากการที่มีสวัสดิการที่ดี มีโครงสร้างทางสังคมที่ดีค่ะ หนังสือของคุณหนุ่ม เมืองจันท์ บอกว่าให้ความสุขตามหาเรา อยากให้หลังบ้านมีผีเสื้อ เราต้องปลูกดอกไม้ ให้ผีเสื้อบินมา ไม่ใช่จับผีเสื้อเข้ามา เช่นเดียวกันค่ะ อยากให้ประชากรมีลูกก็ต้องมีสวัสดิการ ที่ดีและผ่านร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ไปด้วยกัน ในประเทศที่เจริญแล้วเขาบอกว่ารัฐมองเด็กทุกคน ที่เกิดมาเป็นทรัพยากรบุคคลของรัฐ ต้องมีการ Support ให้เขาเลี้ยงเด็กคนหนึ่งใน ๗ ขวบปีแรก เป็นอย่างดี เป็นช่วงเวลาที่ทำให้อนาคตของประเทศนี้ไปในทิศทางไหน ขึ้นอยู่กับว่าเราให้ ความสำคัญกับสวัสดิการของคนในประเทศแบบไหน เรื่องการลาคลอดก็สำคัญเหมือนกัน เห็นเพื่อน ๆ สมาชิกหลาย ๆ ท่านโดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยค่ะ ยินดีมาก ๆ Happy มาก ๆ ที่ท่านอภิปรายเสมือนหนึ่งว่าจะร่วมกันผ่านทั้ง ๓ ฉบับ พูดถึงนมแม่กันหลายคนเลย การทำ ห้องให้นมไม่ได้ยาก งบประมาณไม่ได้เยอะ อันนี้เป็นตัวอย่างที่ไปที่ประเทศต่าง ๆ มีห้อง ให้นมแบบเคลื่อนย้ายได้ หรือว่าเป็นมุมให้นมง่าย ๆ มีโต๊ะ ๑ ตัว มี Sofa เล็ก ๆ ๑ อัน มีฉากกั้นแค่นี้เอง ไม่ใช้งบประมาณเยอะเท่าไร และเรื่องนี้เองภาคเอกชนที่มีวิสัยทัศน์ค่ะ บริษัท แสนศิริ ก็มีนโยบายเรื่องนี้จนได้รางวัลเป็นแบบมุมแม่ยอดเยี่ยมเลย ดิฉันก็ดีใจมาก ๆ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีมาจากบริษัทนี้ คิดว่าจะมีการนำนโยบายนี้มาใช้เพื่อให้ทุก ๆ คน ได้เข้าถึงเรื่องนี้โดยเท่าเทียมกันค่ะ เราก็มาดูว่าประโยชน์ที่ผู้ประกอบการจะได้รับจากการ มีห้องปั๊มนมมีอะไรบ้าง การมีห้องปั๊มนม การมีสวัสดิการที่ดี การให้สามารถไปลาปั๊มนมได้ อย่างน้อย ๆ ๒ ครั้ง ครั้งละ ๓๐ นาทีช่วยให้พนักงานหยุดงานน้อยลง ไม่ได้หยุดเพิ่มขึ้น ถ้าสวัสดิการดีเขาจะหยุดน้อยลงด้วย แล้วก็ลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของพนักงาน ของบุตรพนักงาน การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ๖๒ เปอร์เซ็นต์ รักษาพนักงานที่มี คุณภาพและทักษะที่ดีไว้ไม่ต้องลาออกค่ะ มีลูกก็มาปั๊มนมที่ทำงานต่อได้ สร้างภาพลักษณ์ที่ดี ให้กับบริษัทด้วย แล้วก็ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนที่คุ้มค่า คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพราะฉะนั้นร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฉบับก้าวไกลหรือฉบับของคุณเซีย จำปาทอง ที่มีห้องให้นมซ่อนอยู่ ห้องให้นมจะเป็นบันไดขั้นแรกเพื่อสิทธิมารดาและการเจริญเติบโต อย่างมีคุณภาพของเด็กทุกคนค่ะ วิกฤติเด็กเกิดต่ำเราก็ต้องแก้ไขด้วยร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ด้วย🔗
สุดท้ายค่ะ ไม่ให้เป็นการเสียเวลา ดิฉันในฐานะของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอเป็นกระบอกเสียงเล็ก ๆ ให้กับแม่ ๆ อีกหลายคน แม่ให้นมด้วย สามารถ Scan เข้าไปลงชื่อสนับสนุนเรื่องห้องให้นมได้ ช่วยกันนะคะ แม่ให้นมที่เป็นกลุ่มที่รัฐหลงลืม มาโดยตลอดขอเชิญชวนสมาชิกทุกท่านมาช่วยกันผลักดันเรื่องนี้โดยการผ่านร่างกฎหมาย ทั้ง ๓ ฉบับ แล้วก็ดีใจที่เห็นทุกคนพูดถึงเรื่องนมแม่และห้องให้นม โดยเฉพาะของคุณเซีย จำปาทอง ที่ไม่ได้เป็นการร่างออกมาเพื่อกระแส แต่ถูกรวบรวมถักทอมาจากประชาชนผู้ใช้ แรงงานที่อยากเห็นสวัสดิการที่ดีในประเทศของเรา อยากเห็นประเทศไทยของเรามีกฎหมาย ที่คุ้มครองชีวิตการทำงานของบุคลากรในประเทศนี้ ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่เป็นความหวัง ที่ทุกคนอยากเห็นสังคมที่ดีขึ้น ขอขอบคุณทุกเสียงล่วงหน้ามา ณ โอกาสนี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
ขอเชิญคุณพนิดา มงคลสวัสดิ์ ครับ🔗
เรียนประธานที่เคารพ ดิฉัน พนิดา มงคลสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ เขต ๑ อำเภอเมือง ตำบลปากน้ำ ตำบลท้ายบ้าน ตำบลบางเมือง ตำบลบางโปรง ตำบลบางด้วน พรรคก้าวไกล ท่านประธานคะจากที่ดิฉันได้ฟังอภิปรายมาทั้งวัน ดิฉันมั่นใจว่าเพื่อน ๆ สมาชิกได้อภิปราย หลักการ เหตุผล และความจำเป็นของการผ่านร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ไปหลายต่อหลายคนแล้ว แต่ดิฉันมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีส่วนร่วมในการอภิปรายวาระนี้เพื่อสนับสนุน พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานทั้ง ๓ ร่าง โดย ๒ ร่างเสนอโดยเพื่อนสมาชิกจาก พรรคก้าวไกลสัดส่วนแรงงานทั้ง สส. เซีย จำปาทอง และ สส. วรรณวิภา ไม้สน และอีกร่าง จากเพื่อนสมาชิกพรรคภูมิใจไทยค่ะ เพราะนอกจากการที่ดิฉันจะเป็นผู้แทนราษฎรในเขต จังหวัดที่มีผู้ใช้แรงงานอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากแล้ว อีกเหตุผลหนึ่งคือครอบครัวของดิฉันเอง ก็เป็นผู้ใช้แรงงาน ตัวดิฉันเองก่อนที่จะเคยได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนเข้ามา เป็นผู้แทนราษฎรในรัฐสภาแห่งนี้ก็เคยประกอบอาชีพเป็นหนึ่งในผู้ใช้แรงงานในภาคบริการ คือพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหรือที่หลาย ๆ ท่านเรียกกันติดปากว่า Air Hostess ดิฉัน จึงอยากมั่นใจว่าปัญหาของอาชีพผู้ใช้แรงงานในภาคบริการจะถูกมองเห็นและถูกให้ ความสำคัญ เพราะแรงงานในภาคบริการเป็นสัดส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของ ประเทศที่แข็งแกร่งอย่างมากเลย เป็นสัดส่วนแรงงานกว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด ทั้งในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น พนักงานต้อนรับในโรงแรม Bellboy พนักงานเสิร์ฟในร้านอาหาร คนขับรถรับส่งพนักงาน ร้านนวด Caddy ในสนามกอล์ฟ แม่บ้านทำความสะอาด อย่างในสภาแห่งนี้ก็จะเห็นพี่ ๆ แม่บ้านในสภาเป็นกำลังสำคัญที่ทำให้รัฐสภาแห่งนี้มีความเรียบร้อยสะอาดสะอ้าน พร้อมให้ พวกเราได้มาใช้งานกัน กลุ่มคนเหล่านี้คือแรงงานในภาคบริการทั้งหมดค่ะ แต่ท่านประธาน แม้เราจะเห็นเขาเหล่านี้มีทักษะที่ดีขนาดไหน แม้ว่าจะมุ่งมั่นตั้งใจทำงาน แอบซ่อน ความขมขื่นไว้ภายใต้รอยยิ้มเพื่อมอบให้กับผู้รับบริการต่าง ๆ ได้อย่างดีเยี่ยมเพียงใด หากแต่ คุณภาพชีวิตของพี่น้องแรงงานในภาคบริการจำนวนมากกลับไม่มีความมั่นคง ไม่มีรายรับ สิทธิและสวัสดิการอย่างที่ควรจะเป็นค่ะ เพราะปัญหาแรงงานในภาคบริการที่สำคัญมาก ๆ เรื่องหนึ่งคือสภาพของการจ้างงานที่ไม่ได้ถูกจ้างเป็นพนักงานประจำ พี่น้องกลุ่มนี้มักได้รับ การจ้างงานเป็นลูกจ้างรายวัน ซึ่งจำนวนมากมีรายได้ที่ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ แล้วพอจ้างเป็น รายวันอธิบายง่าย ๆ ถ้าพวกเขาไม่ทำงานก็จะไม่ได้เงิน วันไหนป่วยคือขาดรายได้เลย แต่ท่านประธานคะ ความเจ็บป่วยบางครั้งมันคาดเดาไม่ได้ มันห้ามกันไม่ได้ แต่การเป็น ลูกจ้างรายวัน ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามลา ห้ามขาด ท่านประธานคะ ถ้าป่วยหายไป อาทิตย์หนึ่ง ๗ วัน เงินขาดไป ๒,๕๐๐ กว่าบาท พี่น้องกลุ่มนี้จะเดือดร้อนขนาดไหน และความชอกช้ำซ้ำร้ายกว่านั้นคือเขาแทบจะไม่ได้รับสวัสดิการอะไรเลยค่ะ ซึ่งหาก ท่านประธานสงสัยว่าพี่น้องแรงงานในภาคบริการมีจำนวนมากขนาดไหน ดิฉันขออ้างอิงตาม สถิติจำนวนแรงงานในปี ๒๕๖๕ จากสำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน เอาแค่ที่ทำงาน ด้านที่พักแรมและการบริการด้านอาหาร มีพี่น้องที่ทำงานอยู่ในระบบประมาณ ๑,๑๖๗,๓๐๐ คน และอยู่นอกระบบ ๑,๗๖๕,๒๐๐ คน หมายความว่าอะไร หมายความว่าประเทศนี้มีคนที่ ทำงานในภาคบริการอย่างน้อย ๑,๗๐๐,๐๐๐ คน ที่เป็นลูกจ้างรายวัน ไม่มีสวัสดิการ ไม่มี การคุ้มครองใด ๆ จากรัฐและนายจ้าง ปัญหาที่ดิฉันว่ามาเป็นสาเหตุสำคัญคือกฎหมาย แรงงานคุ้มครองแรงงานในปัจจุบันของเราไม่ได้ครอบคลุมให้คนกลุ่มนี้มีสถานะเป็นลูกจ้าง ตามกฎหมายจนต้องเผชิญกับสภาวะที่ดิฉันได้กล่าวไป แรงงานในภาคบริการจำนวนมาก ไม่มีความมั่นคง ไม่มีความคุ้มครองใด ๆ ไม่มีสิทธิลาป่วย ไม่มีสิทธิลากิจ ไม่มีประกันสังคม ไม่มีสิทธิลาคลอด ไม่มีแม้แต่ตาข่ายบาง ๆ มารองรับคุณภาพชีวิตของพวกเขาเลยค่ะ ซึ่งที่ผ่านมาไม่ว่าจะกี่ยุค กี่สมัย กี่รัฐบาล ปัญหานี้ก็ดูเหมือนจะถูกละเลยอย่างตั้งใจ นี่ชีวิตคน เป็น ๆ ๑,๗๐๐,๐๐๐ กว่าคน เป็นล้านเลยนะคะท่านประธาน ดิฉันขอสนับสนุนการเปลี่ยน จากการจ้างรายวันเป็นรายเดือนเพื่อเป็นการสร้างความคล่องตัวทางการเงิน เสริมความมั่นคง ให้กับผู้ใช้แรงงาน อีกทั้งทำให้ทุกคนเข้าถึงสวัสดิการสิทธิต่าง ๆ ได้มากขึ้น เรื่องนี้ทำได้และ ทำสำเร็จมาหลายหน่วยงานแล้วค่ะ ยกตัวอย่าง เช่น คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ปัจจุบันเปลี่ยนสถานะจากลูกจ้างรายวันเป็นรายเดือนแล้ว ทั้งหมด อีกหลักการสำคัญของร่างคือการเปลี่ยนนิยามคำว่า ลูกจ้าง ตามกฎหมายเพื่อขยาย ขอบเขตความครอบคลุมของ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานให้ครอบคลุมการจ้างงานทุกรูปแบบ ครอบคลุมถึงแรงงานนอกระบบ Freelance Rider อย่างที่เพื่อนสมาชิกคนก่อน ๆ ได้อภิปรายไป หรือแรงงานรูปแบบใหม่ ๆ ที่เราอาจจะไม่เคยรู้จักที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตเพื่อป้องกันไม่ให้ ผู้ใช้แรงงานคนไหนถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกทำนาบนหลังคนจากช่องโหว่ทางกฎหมาย อีกต่อไป และอย่างที่เอ่ยไปข้างต้นค่ะท่านประธานว่าดิฉันเองก็เคยเป็นแรงงานคนหนึ่ง ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศนี้ เป็นเจ้าของปัญหา เป็นผู้เห็นปัญหา และในอีกสถานะหนึ่ง ดิฉันเป็นผู้สัมผัสความเจ็บปวดกับระบบกดขี่นี้โดยตรง คือการที่ดิฉันเป็นลูกสาวของ ครอบครัวที่พ่อแม่เป็นผู้ใช้แรงงานที่ทำงาน ๖ วันต่อสัปดาห์ มีวันอาทิตย์วันเดียวที่ดิฉัน จะได้เจอหน้าพ่อแม่ ได้ใช้เวลาร่วมกัน ในวันเสาร์ที่ดิฉันไม่ได้ไปโรงเรียนแล้วพ่อแม่ ต้องออกไปทำงาน ทำอย่างไรคะท่านประธาน คุณพ่อคุณแม่ก็จะล็อกห้อง Apartment เล็ก ๆ ล็อกประตูจากข้างนอกเอาไว้ให้ดิฉันอยู่ข้างในเพื่อที่เขาจะมั่นใจว่าดิฉันปลอดภัย แล้วก็เป็นเช่นนั้นตลอดมา นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับดิฉัน แล้วก็อีกหลายครอบครัวแรงงาน จำนวนมากในประเทศนี้ ประเด็นนี้ถือเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของปัญหาในสังคม ดิฉันคิดว่า หลายคนอาจจะโชคดีที่อยู่รอดปลอดภัยอย่างดิฉัน เติบโตมาได้แม้คุณพ่อคุณแม่ไม่มีเวลาให้ แต่ในความเป็นจริงยังคงมีเด็กและเยาวชนอีกมากมายที่เสี่ยงจะเติบโตมาในเส้นทางที่ผิด เพราะพ่อแม่ไม่มีเวลาให้ ไม่มีเวลาดูแลในช่วงวัยอยากรู้อยากลอง หรือพ่อแม่ก็อาจจะส่ง ไปอยู่กับคุณตาคุณยายที่ต่างจังหวัด เพราะเขาต้องเปลี่ยนตัวเองเป็นเครื่องจักรผลิตเงิน ทำงานทุกวันหาเลี้ยงครอบครัว ซึ่งนี่ก็อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาชญากรรมในเด็ก และเยาวชนเป็นจำนวนมากในช่วงเวลาที่ผ่านมาตามที่เราเห็นในหน้าข่าว แม้หลาย ๆ คน จะบอกว่านี่เป็นปัญหาส่วนบุคคล เป็นปัญหาเฉพาะแต่ละครอบครัว แต่ปัญหาปัจเจกเช่นนี้ เมื่อมันเกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่ในประเทศ ดิฉันมองว่ามันคือรากฐานของปัญหาเชิงระบบ ที่ส่งผลกระทบต่อสังคมโดยรวม แต่ดิฉันเชื่อว่าเราแก้ได้ ดิฉันขอสนับสนุนในหลักการทำงาน ๔๐ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ที่จะกำหนดเวลาทำงานรวมทั้งสิ้นของลูกจ้างต้องไม่เกิน ๔๐ ชั่วโมง หรือ ๕ วันต่อสัปดาห์ หากเกินต้องได้ OT เพราะนี่คือการคืนเวลาในชีวิตของแรงงานไทย ให้กับครอบครัวเขา ให้กับตัวเขาเอง แล้วก็ให้กับคนที่พวกเขารัก ให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันถือว่าหลักการของร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานในฉบับที่เสนอโดย เพื่อนสมาชิก เซีย จำปาทอง ทั้งเปลี่ยนลูกจ้างรายวันเป็นรายเดือน เปลี่ยนคำนิยามคำว่า ลูกจ้างให้ครอบคลุมทุกคนเพราะเราทุกคนคือแรงงาน การลดชั่วโมงเวลาทำงานเป็น ๔๐ ชั่วโมงต่อสัปดาห์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานไทย แต่จะเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังอย่างยิ่งหากเพื่อนสมาชิกไม่เห็นด้วยในหลักการโหวตไม่รับ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ดิฉันขอให้ทุกท่านไตร่ตรองให้ดี อย่าให้มีแรงงานไทยคนไหนต้องใช้ชีวิต อยู่ด้วยความรู้สึกต่ำต้อยด้อยค่า เป็นดอกหญ้าในป่าปูน เงยหน้าก็อายฟ้า ก้มหน้าก็อายดิน ขอให้การโหวตครั้งนี้ของเพื่อนสมาชิกทุกท่านเป็นไปเพื่อคืนชีวิตและศักดิ์ศรีให้กับพี่น้อง แรงงานไทยทุกคน🔗
สุดท้ายแล้วค่ะท่านประธาน ดิฉันขอฝากท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิก ทุกท่านว่าไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัย สิทธิและสวัสดิการที่ดีขึ้นไม่เคยได้มาด้วยความเห็นใจ หรือความสงสารของผู้มีอำนาจ นายทุน หรือขุนศึกคนใด แต่มันได้มาจากการเรียกร้องและ ผลักดันของเจ้าของปัญหาแบบเรา ๆ ที่เป็นคนธรรมดาที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง และดิฉันเชื่อว่าผู้แทนราษฎรในรัฐสภาแห่งนี้เคยสัมผัสกับความเจ็บปวดของพี่น้องแรงงานไทย ตัวจริง ๆ ไม่มากก็น้อย เพราะแม้แต่ดิฉันเองเข้ามาเป็นผู้แทนสมัยแรกก็ได้เห็นหยดน้ำตา จากความทุกข์ยากของพี่น้องแรงงานไทยมามากพอ หูของดิฉันเองก็ได้ยินเสียงเรียกร้อง ของพี่น้องแรงงานมานับไม่ถ้วนแล้วเหมือนกัน ดังนั้นในวันนี้ดิฉันอยากจะเชิญชวนให้ เพื่อนสมาชิกลงมติรับร่างหลักการพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานทุกฉบับอย่างเป็นเอกฉันท์ เพื่อยุติวัฏจักรการกดขี่แรงงานที่มีมาอย่างยาวนานให้มันจบที่รุ่นเรา ขอบคุณค่ะ🔗
ต่อไปขอเชิญ คุณภัสริน รามวงศ์ ครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน ภัสริน รามวงศ์ ผู้แทนคนบางซื่อ ดุสิต พรรคก้าวไกล วันนี้ขอร่วมอภิปรายรับหลักการ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... แล้วก็โดยเฉพาะของคุณเซีย จำปาทอง และคณะ สส. พรรคก้าวไกลค่ะ วันนี้ดิฉันอยากจะผลักดันประเด็นแรงงานเข้าสู่ สภา และอีก ๒ วันที่จะถึงนี้ทั่วโลกก็เฉลิมฉลองเป็นวันสตรีสากลในวันที่ ๘ มีนาคมของทุกปี ในโอกาสนี้ดิฉันขอสรรเสริญแรงงานหญิงและแรงงานผู้มีความหลากหลายทางเพศทุกท่าน ต่อสู้เพื่อผลักดันให้เกิดสิทธิสวัสดิการแรงงานมาโดยตลอด จากวันที่เริ่มลุกขึ้นสู้จนสามารถ ผลักดันให้เกิดกฎหมายลาคลอด ๙๐ วันได้สำเร็จ ในวันนี้ผู้หญิงเหล่านี้มีอายุ ๕๐-๖๐ ปีแล้ว แต่ลูกของพวกเธอก็ยังต้องเผชิญวงจรเดิม ๆ ยังมีภาระหนี้สิน การทำงานหนัก ส่งเงินกลับไป ยังบ้านเกิดจุนเจือพ่อแม่ ลูกหลานที่ต้องส่งกลับไปเรียนที่ต่างจังหวัด ในขณะที่ตัวเองได้แต่ Video Call โทรหาตายายให้คลายคิดถึง นอกจากนี้ปัจจุบันปัญหาการเลือกปฏิบัติยังคงมีอยู่ ในสังคมไทย โดยมองว่าผู้หญิงไม่เท่ากับผู้ชาย หลายครั้งจึงเกิดปัญหาในที่ทำงาน เช่น ไม่มีการเลื่อนตำแหน่ง การได้รับค่าจ้าง การได้รับสิทธิสวัสดิการต่ำกว่าแรงงานชาย บางกรณี ไม่มีแม้กระทั่งโบนัสประจำปี ด้วยเหตุผลที่ว่านายจ้างมองว่าแรงงานหญิงวันหนึ่งอาจจะ ตั้งครรภ์และคลอดบุตร ซึ่งนายจ้างมองว่าเป็นอุปสรรคต่อโรงงาน บางกรณีการตั้งครรภ์ นายจ้างจ้างให้ออกจากงานโดยมองว่าไม่ใช่ภาระที่ต้องจ่าย แต่เป็นภาระทางธรรมชาติที่คน มีมดลูกต้องรับผิดชอบเอง มิติของรัฐแทบจะไม่มีนโยบายหรือมาตรการในการพัฒนาแรงงาน หญิงเลยค่ะ แต่กลับเรียกร้องให้พวกเธอเป็นผู้รับผิดชอบต่อการมีบุตร เมื่อรัฐต้องการ ประชากรจำนวนมาก แล้วก็แก้ไขสถานการณ์สังคมสูงวัย กระตุ้นให้ผู้หญิงมีลูกกันเยอะ ๆ แต่กลับไม่คำนึงถึงภาระงานที่พวกเธอต้องแบกรับค่ะ รวมถึงสถานะในบ้านที่ต้องเจอ ไม่ว่า การเป็นลูกสาว การเป็นแม่ การเป็นเมีย ถ้าเศรษฐกิจภายในครัวเรือนยังไม่ดีขึ้น ไม่มีค่าแรง ที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ไม่มีสวัสดิการที่เหมาะสมต่อการมีบุตร เราจะเอาเรี่ยวเอาแรง ที่ไหนไปมีลูกคะท่านประธาน ในขณะที่รัฐมนตรีก็ยังเอาแต่กล่าวโทษผู้หญิงไม่ยอมมีลูก แต่ก่อนที่จะโยนภาระให้ผู้หญิงดิฉันคิดว่าเราต้องมีการปรับเปลี่ยนนโยบายกันก่อน นโยบาย ที่เราสามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้งบประมาณ อย่างเช่นการให้สิทธิการลาเพื่อการดูแลบุตร การให้สิทธิการลาของพ่อ การเพิ่มจำนวนวันสิทธิลาคลอดซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ ๙๘ วันเป็น ๑๘๐ วัน และยังแบ่งให้คู่สมรสได้ ๙๐ วัน ต้องเกิดขึ้นได้จริง และสามารถมีโอกาสได้วันลา เพิ่มขึ้นในอนาคตได้ด้วย ต้องเริ่มที่นโยบายเช่นนี้เป็นลำดับแรกค่ะท่านประธานถึงจะ แสดงออกให้เห็นว่ารัฐบาลจริงจัง จริงใจกับนโยบายสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ ให้สมกับที่ รัฐมนตรียกเป็นวาระแห่งชาติการส่งเสริมการเกิดค่ะ ดิฉันขออนุญาตเอ่ยนาม คุณหมอ ชลน่านได้เคยพูดไว้ว่าต้องเปลี่ยนทัศนคติและค่านิยมของคนรุ่นใหม่ให้เข้าใจว่าการเกิด คือการให้ที่ทรงคุณค่าที่สุด แต่ท่านประธานคะ สิ่งที่การให้นั้นอาจจะดีไม่แพ้กันคือการให้ คุณภาพชีวิตที่ดีกับผู้หญิง การให้คุณภาพชีวิตที่ดีกับเด็ก กับผู้สูงอายุแก่คนในครอบครัวค่ะ หากรัฐบาลมีความจริงใจต่อการแก้ไขปัญหานี้ดิฉันมั่นใจว่ารัฐบาลจะกล้าชนกับนายทุนเพื่อ พี่น้องผู้ใช้แรงงานที่รัฐบาลได้เคยหาเสียงและกำหนดนโยบายด้านแรงงานเอาไว้ในอดีตค่ะ ชีวิตคนจะมีคุณภาพมากแค่ไหนคะท่านประธาน หากทำงานหัวถึงหมอนก็หลับ ไม่มีเรี่ยว ไม่มีแรง นอนเท่าไรก็ไม่เคยพอ กินเท่าไรก็ไม่เคยอิ่มค่ะ จะวางแผนการเงินในระยะยาว ได้อย่างไร ทั้งค่าเทอมลูก ค่าอยู่ ค่ากิน ดังนั้นดิฉันขอสนับสนุนการผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้ ที่ไม่เพียงแต่ให้ความสำคัญกับชีวิตการทำงาน แต่ยังรวมไปถึงชีวิตที่อยู่นอกเหนือจาก การทำงาน ต่อยอดไปถึงสิทธิสวัสดิการที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ เช่น การมีประจำเดือน เป็นการให้ ความสำคัญกับผู้ใช้แรงงานค่ะ ให้ความเข้าใจที่ครอบคลุมที่ดูเหมือนแล้วว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่มันไม่เคยเล็กน้อยสำหรับคนมีมดลูกเลยค่ะท่านประธาน การให้ความสำคัญเรื่องดังกล่าว ในระดับสวัสดิการภาครัฐจึงจำเป็นอย่างยิ่ง สานต่อเจตนารมณ์ของแรงงานหญิง นักต่อสู้เพื่อ สิทธิแรงงานหญิงมากว่า ๓๐ ปีที่แล้วค่ะ ดิฉันประชาสัมพันธ์กฎหมายนี้ในพื้นที่เขตบางซื่อ เขตดุสิตค่ะ เห็นแววตาของประชาชนมีความคาดหวัง ประชาชนคาดหวังว่ากฎหมาย ฉบับนี้จะทำให้ชีวิตเขา ลูกหลานเขามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีเวลากินข้าวเย็นร่วมกัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน การกดปุ่มโหวต ๑ ครั้งของท่านมีอำนาจในการกำหนด ชะตาของชาวบ้านค่ะ ดิฉันจึงขอสนับสนุนร่างทั้ง ๓ ร่างเพื่อพี่น้องผู้ใช้แรงงานทุกคน ขอบคุณค่ะ🔗
ขอเชิญ คุณอนุสรณ์ แก้ววิเชียร ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม อนุสรณ์ แก้ววิเชียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี อำเภอบางกรวย ตำบลบางไผ่ พรรคก้าวไกลครับ วันนี้ผมขออนุญาตอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของเพื่อนสมาชิกทั้ง ๓ ท่าน โดยผมขอเริ่มอย่างนี้ครับ ท่านประธาน ผมเริ่มจากประวัติศาสตร์แรงงานก่อน ในสมัยแรกที่ยังมีไพร่ มีทาสอยู่ แรงงาน จะต้องสังกัดเจ้าขุนมูลนาย เป็นการเกณฑ์แรงงาน ในช่วงเวลาต่อมาเมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๙๘ ประเทศไทยได้ลงนาม ในสนธิสัญญาเบาว์ริงกับประเทศอังกฤษ มีการค้าขายในระบบเสรีเข้ามา มีแรงงานรับจ้าง ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่กุลีจีน ส่วนแรงงานไทยนั้นก็ยังเป็นไพร่ ทาส สังกัดมูลนายอยู่ จนมาถึง ปี ๒๕๔๘ มีการยกเลิกระบบไพร่ ระบบทาส แรงงานไทยทุกคนกลายเป็นแรงงานอิสระ ต่อมาจนถึงวันที่ ๒๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๕ มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีการ ประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองหรือรัฐธรรมนูญ มีการกำหนดสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ โดยเนื้อหานั้นการกำหนดสิทธิเสรีภาพสามารถถูกจำกัดได้โดยข้อกฎหมาย แต่ผมให้ข้อสังเกตนะครับท่านประธาน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่ถูกรับรองขึ้นมานี้ ไม่สามารถถูกจำกัดได้แม้กระทั่งการออกเป็นกฎหมาย เหตุผลที่ผมพูดกับท่านประธาน ในลักษณะแบบนี้เนื่องจากว่าผมต้องการชี้ให้เห็นว่าในประวัติศาสตร์แรงงานนั้นแรงงาน เกิดขึ้นมาตั้งแต่ก่อนที่รัฐธรรมนูญของประเทศไทยจะใช้บังคับ คำถามของผมคือแล้วอะไร คือการคุ้มครองแรงงานในช่วงที่ยังไม่มีพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน หลักนั้นก็คือ หลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์นั่นเอง นับจากปี ๒๔๗๕ เรื่อยมาจนถึงพุทธศักราช ๒๕๔๑ เราจึงเกิดพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานขึ้นมา ระยะเวลาเกือบ ๗๐ ปีนะครับท่านประธาน จึงมีพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน สิ่งที่ผมเน้นตรงนี้คือเพื่อต้องการให้เห็นว่าตั้งแต่ ปี ๒๔๗๕-๒๕๔๑ นั้นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ยังถูกใช้บังคับกับผู้ใช้แรงงานอยู่ ขออนุญาต เท้าความถึงตัวผมเองสักเล็กน้อยนะครับ ผมมีประวัติการทำงาน ๒๒ ปี ใน ๒๒ ปีของผมนั้น ผมรับราชการ ผมทำงานบริษัทเอกชน แล้วผมประกอบวิชาชีพอิสระ ผมขออนุญาตพูด ลงรายละเอียดในเรื่องของการรับราชการ ผมเคยเป็นพนักงานอัตราจ้างหรือลูกจ้างรายวัน ในส่วนราชการ ผมไม่เคยได้รับเงินเดือนเต็มเดือนเหมือนเพื่อนข้าราชการคนอื่นเพราะผม เป็นเพียงพนักงานอัตราจ้าง ทุกครั้งที่มีวันหยุดราชการผมจะไม่ได้รับเงิน ตรงนี้ที่ผมต้องการ ชี้ให้เห็นคือผมต้องการสนับสนุนร่างพระบัญญัติของท่านเซีย จำปาทอง ที่มีนิยามคำว่า ลูกจ้าง ครอบคลุมไปถึงทั้งข้าราชการ ทั้งผู้รับจ้าง เหตุผลที่ผมพูดตรงนี้เนื่องจากมีการใช้ ข่าวปลอมทำลายนิยามคำว่า ลูกจ้าง ของร่าง พ.ร.บ. ท่านเซีย โดยไประบุว่า การจ้างทำของ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กับร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงานฉบับนี้จะขัด หรือแย้งกัน ผมเรียนอย่างนี้ครับ ถ้ากฎหมายใหม่เป็นกฎหมายเฉพาะ กฎหมายใหม่ ย่อมไม่มีผลเป็นการยกเว้นกฎหมายทั่วไป กฎหมายทั้ง ๒ ประเภทนี้ย่อมไม่ขัดกัน ตามกฎหมายใหม่ การตรากฎหมายใหม่ขึ้นมาจะมีผลเพียงว่าในเรื่องเฉพาะที่กฎหมาย ตราขึ้นนั้นกฎหมายเฉพาะย่อมมาก่อนหลักกฎหมายทั่วไป กฎหมายคุ้มครองแรงงาน เป็นกฎหมายที่ให้สิทธิกับผู้ใช้แรงงาน การบัญญัตินิยามคำว่า ลูกจ้าง ให้ครอบคลุมถึง ผู้รับจ้าง เป็นเพียงกฎหมายให้สิทธิ ไม่ได้ไปบังคับ หรือขัด หรือแย้งกับประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ตามที่มีการกล่าวอ้างกันแต่อย่างใด ผมย้อนกลับมาถึงคำว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่ผมอภิปรายในขั้นต้นนะครับท่านประธาน นี่คือเหตุผลของคำว่า ทำงาน พักผ่อน และ ใช้ชีวิต ผมไม่สบายใจอย่างยิ่งที่ได้ยินเพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้บางท่านพูดถึงผู้ใช้แรงงานว่า ให้มีมิติในการทำงานแต่เพียงด้านเดียว ท่านลืมไปหรือเปล่าครับว่าสิทธิความเป็นมนุษย์ ของเขาเกิดมาตั้งแต่ก่อนพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานใช้บังคับ ผมถามเพื่อนสมาชิก ในที่ประชุมแห่งนี้ว่า คำว่า มนุษย์ ของท่าน ท่านนิยามเขาว่าอย่างไร ท่านนิยามเขาว่า เกิดขึ้นมามีหน้าที่แค่ทำงานอย่างเดียวเพราะเขาเป็นผู้ใช้แรงงานอย่างนั้นหรือ ผมขออนุญาต ลงรายละเอียดในเรื่องของการทำงาน มีการปล่อยข่าวปลอมอีกแบบหนึ่งว่าทางพรรคก้าวไกล เสนอร่างกฎหมายยกเลิกลูกจ้างรายวัน ซึ่งไม่เป็นความจริง ในเนื้อหาของร่างกฎหมายฉบับนี้ เราระบุว่าถ้าสถานประกอบการใดมีทั้งการจ้างรูปแบบรายเดือนและแบบรายวันคู่กันไป ให้ปรับลูกจ้างรายวันนั้นเป็นรายเดือน อีกกรณีหนึ่งครับท่านประธาน คือปรับลดจำนวน ชั่วโมงทำงานจาก ๔๘ ชั่วโมงต่อสัปดาห์เหลือ ๔๐ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ตรงนี้ผมตั้งคำถาม ดัง ๆ ครับ เพราะว่าผมรับราชการมาก่อน ราชการเห็นชัดครับว่าเราทำงานวันจันทร์ถึง วันศุกร์ และหยุดวันเสาร์-อาทิตย์ ถ้าการบอกว่าการทำงาน ๔๐ ชั่วโมงต่อสัปดาห์มันทำให้ ระบบของการทำงานเสียหาย ระบบราชการพังไปแล้วครับ ในส่วนของการพักผ่อน ในร่างของท่านเซียให้เพิ่มวันพักผ่อนจาก ๖ วัน เป็น ๑๐ วันต่อปี ในสมัยที่ผมรับราชการบางตำแหน่งผมมีสิทธิลา ๑๕ วัน ๒๐ วัน หรือ ๓๐ วัน ยังไม่รวม ลากิจ เพราะฉะนั้นสิทธิของผู้ใช้แรงงานขยับจาก ๖ วัน เป็น ๑๐ วัน มันเทียบไม่ได้หรอกครับ กับข้าราชการในส่วนของคำว่า พักผ่อน ในส่วนของคำว่า ใช้ชีวิต คือสิทธิในการลาคลอดและ ดูแลบุตร หลาย ๆ ท่านอาจจะพูดถึงแต่เพียงคำว่า ลาคลอด ๑๘๐ วันมันเยอะไป แต่ผม อยากขยายความให้ชัดเจนครับท่านประธานว่ามันเป็นสิทธิลาคลอดและดูแลบุตรที่สลับกันได้ ระหว่างพ่อและแม่ หลักในการเลือกห้ามปฏิบัติ ตัวกฎหมายฉบับปัจจุบันพูดแต่เพียง ชายและหญิง การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมไม่ได้ถูกระบุอยู่ในกฎหมายฉบับเดิม หลักของ การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมคือไม่ปฏิบัติต่อบุคคลที่มีสาระสำคัญแตกต่างกันให้มัน เหมือนกัน และไม่ปฏิบัติต่อบุคคลที่มีสาระสำคัญเหมือนกันอย่างแตกต่างกัน ส่วนต่อไป ในการใช้ชีวิตคือพื้นที่ในการปั๊มนม เมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิกของพรรคก้าวไกลได้อภิปราย ไปแล้วนะครับท่านประธาน เรื่องของการปั๊มนมกับสิทธิในการได้รับนม ผมพูดสั้น ๆ ง่าย ๆ ว่าทุกอย่างในเรื่องของการทำงาน พักผ่อน แล้วใช้ชีวิตมันสรุปรวมอยู่คำว่า ศักดิ์ศรีความเป็น มนุษย์ ครับท่านประธาน วันนี้เป็นวันที่จะวัดใจเพื่อนสมาชิกในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ว่า ท่านเคยพูด ท่านเคยหาเสียง ท่านเคยกำหนดนโยบายกับผู้ใช้แรงงานไว้อย่างไร ผมฝาก พี่น้องผู้ใช้แรงงานทั้งในภาครัฐ ภาคเอกชน และวิชาชีพอิสระหรือ Freelance ต่าง ๆ เฝ้าดู มือของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสภาแห่งนี้ครับว่าเขามองท่านเป็นมนุษย์และเขามอง ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของท่านอย่างไรผ่านการโหวตกฎหมายฉบับนี้ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ คุณพุธิตา ชัยอนันต์ ครับ🔗
เรียนท่านประธาน ดิฉัน พุธิตา ชัยอนันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคก้าวไกล วันนี้ดิฉันขออภิปราย สนับสนุนหลักการของร่างกฎหมายทั้ง ๓ ฉบับ โดยจะขอลงลึกรายละเอียดไปที่ร่าง พ.ร.บ. ฉบับของคุณเซีย จำปาทอง กับคณะ เป็นผู้เสนอค่ะ ท่านประธานคะ เราเข้าสู่สังคมสูงวัย อย่างเต็มรูปแบบแล้ว เรากำลังขาดแคลนวัยแรงงานและเด็กเกิดใหม่ นี่เป็นข้อเท็จจริง ที่ทุกท่านทราบกันดี แต่เรามีบำนาญถ้วนหน้าหรือยัง เรามีสวัสดิการถ้วนหน้าครอบคลุม ทุกช่วงวัยหรือยัง กฎหมายคุ้มครองแรงงานที่มีอยู่ก็ล้าหลัง ปัญหาเหล่านี้หมุนวนกันไป เป็นวงกลมหากรัฐจะไม่เข้าไปช่วยอะไรเลย ระบบเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนไทย ก็จะตายกันหมด นี่คือหน้าที่ของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติที่จะต้องช่วยกันแก้ไข ดิฉันได้ฟังเพื่อนสมาชิกฟังรัฐบาลที่ให้เหตุผลจะไม่สนับสนุนร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้แล้ว ดิฉัน ก็งงค่ะว่าสรุปแล้วท่านคือผู้แทนของประชาชนคนไทยหรือตัวแทนของนักลงทุนต่างชาติ กันแน่ ตอนแรกอ้างว่าเป็นห่วง SMEs ผู้ประกอบการรายเล็ก พูดไปพูดมากลับเป็นห่วง นักลงทุนต่างชาติเสียอย่างนั้น บางท่านอ่านรายละเอียดแต่ละมาตราก็บอกว่าดี ชม บอกว่า อยากให้แรงงานเรามีคุณภาพชีวิตที่ดี แต่ท่านกลับไม่เห็นด้วยกับการผลักดันกฎหมายฉบับนี้ ในวันนี้ บางท่านบอกว่าร่างฉบับนี้มีวันหยุดที่มากเกินไป ดิฉันถามค่ะ ทำงานไม่เกิน ๔๐ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ มีวันหยุดสัปดาห์ละ ๒ วัน นี่มันมากเกินไปหรือคะ ท่านประธานคะ วันลาพักร้อนของประเทศมาเลเซียกำหนดไว้ ๘ วันต่อปี ญี่ปุ่น ๑๐ วัน อินโดนีเซีย ๑๒ วัน แต่ไทยเราปัจจุบันมีวันลาเพียงแค่ ๖ วันต่อปี นี่น้อยนะคะ อะไรที่จะมาบอกว่ามันมาตรฐาน ท่านประธานค่ะ เมื่อคนในครอบครัวป่วยก็ควรที่จะมีสิทธิลาไปดูแลคนในครอบครัว นี่คือเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องที่มากเกินไป ดิฉันจะยกตัวอย่างให้ฟัง ดิฉันลงพื้นที่ไปคุยกับพ่อแม่ พี่น้องประชาชนและพบเจอข้อเท็จจริงว่ามีอยู่ครอบครัวหนึ่งที่พวกเขาจะต้องออกจากงาน เพราะลูกที่ยังเล็กของเขาแขนหักทำให้เขาต้องลาออกจากงานกันทั้งคู่ ดังนั้นพวกท่านไม่ต้องเป็นห่วงเลยว่าเมื่อมีกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิเหล่านี้ของแรงงานแล้ว จะทำให้แรงงานของเราตกงาน การไม่มีกฎหมายที่จะมาช่วยคุ้มครองสิทธิเหล่านี้ ของพวกเขาต่างหากที่ทำให้พวกเขาตกงานและเกิดขึ้นจริงแล้วอย่างเคสที่ดิฉันได้เล่าให้ฟัง การทำงานที่หนักติดต่อกัน สิทธิลาพักผ่อนประจำปี ๑๐ วันต่อปี ปีหนึ่งมี ๓๖๕ วัน ๑๐ วันนี้มากแล้วหรือคะ สิ่งที่ร่างกฎหมายฉบับนี้เสนอไม่ใช่เรื่องที่มากเกินไป ไม่ใช่เรื่อง ที่ผิดปกติเลย เรากลัว ท่านกลัวว่าจะมีหุ่นยนต์ AI มาทำงานแทนมนุษย์ ทางแก้คืออะไร ทางแก้คือเพิ่มทักษะแรงงาน เราอยากให้แรงงานของเรามีทักษะ เพิ่มศักยภาพของแรงงาน แต่เราไม่มีเวลาให้พวกเขาได้พักผ่อนเรียนรู้ เราอยากให้แรงงานไทยมีความคิดสร้างสรรค์ แต่เราไม่ได้ให้เวลาให้พวกเขาได้มีความคิดสร้างสรรค์เลย สุดท้ายแล้วดิฉันท้าเลยนโยบาย Soft Power ของรัฐบาลก็จะกลายเป็นเพียงแค่นโยบายการจัด Event เท่านั้น ท่านประธาน ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นที่ทุกท่านฝั่งรัฐบาลได้ให้เหตุผลมา ต้นทุน ๒๐ เปอร์เซ็นต์นี้ส่งผลต่อรายได้ ของผู้ประกอบการ แต่ค่าจ้างและคุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่ของแรงงานไทยในตอนนี้กำลังจะตาย กันหมดแล้วค่ะ คนเรามาทำงานนี่เรามาทำงานเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว ทุกคนมีภาระ ทุกคน มีหน้าที่ ทุกคนมีบทบาทอื่น นอกจากเป็นคนงานของนายจ้างหรือเครื่องจักรกลของรัฐบาล และนักลงทุน วันนี้เรามาพูดถึงการคืนชีวิตและคืนเวลา คืนความเป็นมนุษย์ให้กับแรงงาน ของพวกเรา นี่ไม่ใช่การ Take Side นะคะ บางท่านพูดออกมาว่านี่คือการ Take Side ฝั่งแรงงานไม่คำนึงถึงผู้ประกอบการเลย ไม่ใช่นะคะ เราเสนอระบบเศรษฐกิจที่แรงงานและ ผู้ประกอบการจะสามารถไปด้วยกันได้ เพราะ SMEs ที่พวกท่านกำลังอ้างกันอยู่นี้ก็จะได้ ประโยชน์กับร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เช่นเดียวกันตามที่เพื่อนสมาชิกของดิฉันได้เสนอไปแล้ว หลายคน เพื่อให้มันหนักแน่นขึ้นมากกว่านี้ เมื่อเราพูดถึงความเท่าเทียมทางเพศ ท่านประธานทราบไหมคะว่าผู้หญิงไทยหลายคนต้องเผชิญกับสภาวะ Dilemma ที่จะต้อง เลือกระหว่างเป็นแม่บ้านอยู่บ้านเลี้ยงดูลูก เลี้ยงดูครอบครัว กับออกมาทำงานเพื่อมาหาเงิน เลี้ยงดูลูก แต่การทำงานนี้ก็ไม่ได้ทำให้พวกเขามีเวลาที่มากพอในการเลี้ยงดูลูกอีก สุดท้ายเวลานี้คือการพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับหลักการค่ะ หลักการที่ว่านี่คืออะไร หลักการที่ว่านี้คือหลักการที่จะสนับสนุนให้ยกระดับคุณภาพชีวิตของพ่อแม่พี่น้อง ประชาชน ท่านเห็นด้วยหรือไม่ หลักการที่จะคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ท่านเห็นด้วยหรือไม่ หลักการเพื่อที่จะเพิ่มความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่จะต้องมาจากฐานราก ท่านเห็นด้วยหรือไม่ เท่านั้นเอง แค่นี้เองค่ะท่าน เอาให้มันชัด ๆ คนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นแรงงานค่ะ แต่คนเรา เกิดมาเพื่อที่จะมีชีวิตที่ดี ไม่มีหรอกค่ะกฎหมายที่ดีเกินไป มีกฎหมายที่ดีหรือไม่ดี หรือกฎหมายที่เขียนขึ้นมาเพื่อใคร เอาจริง ๆ นะคะท่านประธาน ขออีกนิดเดียวค่ะ สส. หรือรัฐมนตรีก็เป็นผู้ใช้แรงงานเหมือนกัน เว้นเสียแต่ว่าที่ผ่านมาพวกท่านไม่ได้ทำงาน กันหนักมากพอจนไม่รู้สึกว่าตัวเองก็เป็นผู้ใช้แรงงาน พวกท่านไม่มีความรู้สึกร่วมสุขร่วมทุกข์ กับประชาชนผู้ใช้แรงงาน ดังนั้นวันนี้ก็ขอให้พี่น้องประชาชนจับตาดูไว้เลยค่ะ ใครพูดอย่าง ทำอย่าง พูดอีกอย่าง โหวตอีกอย่าง ขอบคุณค่ะ🔗
ต่อไปขอเชิญ คุณภัณฑิล น่วมเจิม ครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม ภัณฑิล น่วมเจิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตวัฒนา เขตคลองเตย ก็ขอร่วม อภิปรายในวาระนี้ด้วยนะครับ ปัจจุบันแรงงานในประเทศไทยจำนวนมากไม่มีความมั่นคง เวลาเราพูดถึงคำว่า แรงงาน หลายคนอาจจะนึกถึงแต่ผู้ที่ทำงานในโรงงานหรือผู้ที่ทำงาน แบบหาเช้ากินค่ำ แต่ในความเป็นจริงแล้วคนทำงานทุกคนคือแรงงาน พ.ร.บ. คุ้มครอง แรงงานจึงมุ่งหวังที่จะคุ้มครองให้ความมั่นคงกับคนทำงานทุกคน รวมไปถึงพนักงานบริษัท หรือ Freelance แรงงานอิสระ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานจะสร้างความมั่นคงต่อแรงงาน ได้อย่างไร ตัวอย่างนะครับ คือมันมีมายาคติมากเลยจากนายจ้าง ผมเองก็ขออภิปราย ในฐานะผู้บริหารอดีตนายจ้างว่าระบบรายวันมันจะช่วยลดต้นทุน มันทำให้นายจ้างได้เปรียบ แต่จริง ๆ แล้วผมผ่านมาแล้วว่าระบบลูกจ้างแบบรายวัน มันไม่มีประสิทธิภาพ มันไม่มี ประสิทธิผลครับ เพราะคนเขาทำงานเขาหวังความมั่นคง ถ้าเผื่อแบบรายวันเขาก็ทำงานไป แบบวัน ๆ แล้วก็พร้อมที่จะเปลี่ยนงานได้ตลอดเวลา ผมก็เปลี่ยนเลยครับ ไม่เอาแล้วครับ ระบบรายวัน จ้างเป็นระบบรายเดือน ปรากฏ Retention Rate คือการทำงานอยู่องค์กร นานขึ้น ทำงานมีผลิตผลและมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พอกันทีครับ ยกเลิก ระบบรายวัน เราทุกคนต่างมาทำงานเพื่อหาความมั่นคง ปัจจุบันนายจ้างจำนวนมากจ้าง ลูกจ้างรายวันก็เพียงเพราะไม่ต้องการให้สิทธิวันหยุดตามประเพณี วันหยุดพักผ่อนประจำปี แม้กระทั่งลาป่วย คือลาแล้วก็หักครับ แต่การยกเลิกระบบรายวันทำให้ลูกจ้างได้รับค่าใช้จ่าย เป็นรายเดือน ได้รับสิทธิตามที่กฎหมายกำหนด ลูกจ้างก็จะได้รับความมั่นคงในชีวิต เมื่อลูกจ้างมั่นคง องค์กรหรือนายจ้างก็จะได้รับความมั่นคงเช่นกัน เพราะลูกจ้างก็อยาก ทำงานให้ต่อไป จุดนี้จะสร้างประโยชน์ให้ทุกฝ่าย ท่านดูประเทศที่เจริญแล้วสิครับ ดูองค์กร ระดับชั้นนำของโลกสิครับ มีแต่ระบบสวัสดิการดี ๆ ทั้งนั้น ผมยกอีกตัวอย่างหนึ่ง ลูกจ้าง ชั่วคราวอัตราจ้าง กทม. เจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความสะอาดที่กวาดถนนอยู่ต้องใช้เวลา อย่างน้อย ๗-๘ ปีกว่าจะบรรจุ ก็เห็นได้ชัดเลยเขาทำงานเพื่อจะอยากได้สวัสดิการอย่าง เต็มเม็ดเต็มหน่วยในบั้นปลายชีวิต🔗
เรื่องต่อมา ลาคลอดจากปัจจุบัน ๓ เดือน ๙๘ วัน ขยายเป็นร้อยละ ๑๘๐ วัน ผมในฐานะที่เป็นสามี เป็นพ่อผ่านมาก่อน ลูก ๒ คน ผมเคยทำงานในบริษัทข้ามชาติเขาก็ใจดี ให้ ๒ อาทิตย์ ให้ตัวสามี ให้พ่อได้ ๒ อาทิตย์ ภรรยาผมบ่นมากเลยครับ ใครจะมาช่วยดูแล เลี้ยงลูก แล้ว ๓ เดือนก็ต้องกลับไปทำงาน ก็ต้องทิ้งไว้ให้คุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยายเลี้ยงลูก ลูกที่เล็กนี้สำคัญมาก ๆ ที่เราจะต้องดูแลเขาอย่างใกล้ชิด ในประเทศที่เจริญแล้ว ๑-๒ ปี ที่เขาให้สิทธิทั้งสามีหรือคุณพ่อแบ่งเบาภาระของภรรยา ของคุณแม่ในการเลี้ยงดูลูกที่เพิ่ง เกิดมา ถ้ากฎหมายไม่ช่วยตรงนี้มันก็ไม่ยุติธรรมกับทั้งพ่อ แม่ และลูก🔗
อีกประเด็นหนึ่งที่อยากจะอภิปรายคือ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานเสนอให้ ลูกจ้างไม่ควรทำงานเกิน ๘ ชั่วโมงต่อวัน หรือ ๖ วันต่อสัปดาห์ การให้ลูกจ้างทำงาน ติดต่อกันเป็นเวลานานมากกว่า ๑ กะติดต่อ เขาเรียกควงกะ ควบกะ มันไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลร้ายต่อตัวลูกจ้างเอง เสียสุขภาพทั้งกายและใจ องค์กรผู้ว่าจ้างที่ได้งานที่ไม่มี ประสิทธิภาพ ผมจึงเห็นด้วยให้ลูกจ้างไม่ควรทำงานเกิน ๘ ชั่วโมงต่อวันเพื่อให้เกิดประโยชน์ กับทั้งนายจ้างและลูกจ้าง ยกตัวอย่างให้เห็นชัด ผมก็เป็นนายจ้างมาก่อน จ้าง รปภ. มีการ ควงกะทำงาน ๑๐ ชั่วโมง ๑๒ ชั่วโมง พอไปตรวจดูก็ไปนอนอยู่ในป้อมยามครับ มันไม่มี ประโยชน์อะไรที่จะไปบังคับให้เขาทำงานเกินที่ร่างกายเขาจะสามารถทำได้ครับ ไม่ Work หรอกครับ เชื่อผมสิครับ ผมลองมาหมดแล้วในฐานะนายจ้าง สุดท้ายก็ไม่มีประสิทธิภาพ ขโมยก็มาอยู่ดี พนักงานรักษาความปลอดภัยก็ไปหลับอยู่ในป้อมยามเมื่อไปบังคับให้เขา ทำงานเกินเวลาที่เขาสามารถทำได้ ต่อมาลูกจ้างต้องมีสิทธิในการรวมตัวแสดงออก ทางการเมือง ไม่ใช่องค์กรสั่งห้ามไปม็อบเพราะทุกคนย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งเป็นสิทธิที่สากลรับรองตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ในประเทศไทยมีข่าวมาโดยตลอดว่าลูกจ้างถูกไล่ออกเพราะไปม็อบเพราะแสดง ความคิดเห็นทางการเมืองต่างจากนายจ้าง ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก อย่างชัดเจน มันคนละเรื่องกันครับ เขาอยู่ในที่ทำงานคุณจะว่าอย่างไร แต่เขาออกมา ข้างนอกมันก็สิทธิของเขา กฎหมายจึงควรคุ้มครองลูกจ้างในจุดนี้เพื่อสังคมที่ทุกคนสามารถ มีเสรีภาพในการแสดงออกทางความคิดได้อย่างอิสระ🔗
สุดท้ายนี้ เพื่อให้คนทำงานทุกคนได้รับความมั่นคงในชีวิต ได้รับสิทธิต่าง ๆ อย่างที่สมควรได้รับตามที่กล่าวไป ประเทศไทยจึงควรมีร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฉบับนี้ เพื่อปรับปรุง เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตของคนทำงานทุกคน เพื่อความมั่นคง เพิ่มประสิทธิภาพ ในการทำงาน นายจ้างก็ได้ประโยชน์จากตรงนี้เช่นเดียวกัน ด้วยร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ผมเชื่อว่า ชีวิตของแรงงาน ของลูกจ้าง ของคนทำงานทุกคนในประเทศนี้เราจะดีขึ้นและส่งผลประโยชน์ ต่อสังคมต่อไปครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอเชิญคุณมานพ คีรีภูวดล ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ และชนเผ่าพื้นเมืองครับ ท่านประธานครับ บุคลากรของราชการก็จะมีหลายประเภท เป็นข้าราชการ เป็นพนักงานราชการ เป็นลูกจ้างตามภารกิจ แล้วก็จ้างเหมา ร่าง พ.ร.บ. ที่เพื่อนสมาชิกได้เสนอในสภาวันนี้ทั้งของพรรคก้าวไกลแล้วก็ทางพรรคภูมิใจไทยผมคิดว่า ตรงประเด็นกับลูกจ้างที่เราเรียกว่าจ้างเหมา ประเด็นสำคัญอย่างนี้ครับ กฎหมายเดิมกรณี ที่เป็นลูกจ้างเหมาไม่ได้อยู่ในระบบที่เป็นลูกจ้างของรัฐ ผมเคยเป็นลูกจ้างเหมา ไม่มี ประกันสังคมครับ ที่สำคัญท่านประธานทราบไหมครับว่าเวลางบประมาณจะออกมา ผมไม่รู้ว่าเขาเอางบที่ไหน เขาบอกว่าของพวกคุณเงินเดือนยังไม่เข้านะ เดือนตุลาคม เดือนพฤศจิกายน เดือนธันวาคมนี้ ตกเบิกครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นกลุ่มนี้ก็คือนอกจาก จะไม่มีสวัสดิการแล้วจะเป็นกลุ่มที่ได้รับเงินเดือนช้ากว่าคนอื่นอย่างน้อย ๓ เดือน อันนี้คือ เป็นจำนวนข้าราชการ บุคลากรในราชการจำนวนไม่น้อยเลยครับ ผมไปเจอกับเพื่อน ๆ ที่เป็นลูกจ้างเหมาของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชและกรมป่าไม้ ที่เราเห็นอยู่ ในพื้นที่อุทยานก็ดี ที่ใส่ชุดลายพราง จำนวนไม่น้อยเป็นลูกจ้างเหมาครับ การจ้างเหมา เราลองนึกภาพครับ สวัสดิการที่ปกติที่ราชการเขามีอยู่แล้ว เช่น พนักงานราชการเขาจะมี ประกันสังคม แต่กลุ่มนี้เขาไม่มี และทุกคนก็ต้องการว่าป่าของประเทศนี้ต้องสมบูรณ์ ฝากผี ฝากไข้ ฝากความหวังไว้กับลูกจ้างจ้างเหมา ผมคิดว่ามันไม่มีความเป็นธรรมกับบุคลากรของ ราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ในถิ่นทุรกันดาร แล้วก็อยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงอันตราย โดยเฉพาะ การดูแลป่า ลูกจ้างโดยเฉพาะกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ผมไปเจอ ท่านประธานครับ บางทีเขาต้องนอนในป่า เขาต้องไปตรวจป่า เขาต้องไปเจอกับประชาชน เขาก็มีกิจกรรมตลอดนะครับ สิ่งที่เราพบว่าความจำเป็นที่กฎหมายจะต้องคุ้มครอง จะต้อง ทำให้นายจ้างก็คือกรม กระทรวงต่าง ๆ ต้องรับผิดชอบชีวิตของพวกเขา บางคนอาจจะสอบ เข้าราชการได้ บางคนอาจจะไต่เต้ามาเป็นพนักงานราชการก็ว่ากันไป แต่มีจำนวนไม่น้อย ที่เราเรียกว่าจ้างเหมา จะเป็นปัญหาในแง่ของประสิทธิภาพในการทำงาน จะเป็นปัญหาในแง่ ของกำลังใจของผู้ปฏิบัติงานในบุคลากรภาครัฐประเภทนี้ ท่านประธานครับ ประเด็นที่ผม อยากจะนำเรียนท่านประธานว่าหากว่ากฎหมายฉบับนี้ อันเดิมที่ไม่ได้คุ้มครอง ไม่ได้คุ้มครอง ว่าบุคลากรของรัฐที่เราเรียกว่าลูกจ้างเหมานี้ไม่ได้อยู่ในการคุ้มครอง กฎหมายฉบับนี้ที่กำลัง แก้กันนี้ ที่สภาผู้แทนราษฎรกำลังจะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่จะปกป้องลูกจ้างที่ระดับล่างที่สุดของ กระบวนการของราชการ เขาจะได้มีสิทธิ เขาจะได้มีโอกาส เขาจะได้เข้าถึงสิทธิต่าง ๆ ที่กฎหมายแรงงานคุ้มครอง นายจ้างที่เป็นรัฐ ไม่ว่าจะเป็นระดับหัวหน้าอุทยาน หัวหน้าส่วน หัวหน้าสำนัก รวมถึงอธิบดีหรือปลัดกระทรวงเขาสามารถที่จะดำเนินการภายใต้กฎหมาย ตัวนี้ได้ครับ ท่านประธานลองนึกภาพนะครับ มีบุคลากรจ้างเหมาในประเทศ ผมไม่ทราบ จำนวนที่ชัดเจน แต่ที่ผมเจอนี้ครับ โดยเฉพาะกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมป่าไม้มีจำนวนไม่น้อย เขาจะต้องพิทักษ์ป่าให้พวกเรา สิ่งที่ผมคิดว่าเขาควรจะได้รับสิทธิในแง่ของแรงงานในระบบ ของราชการตรงนี้ อย่างน้อยที่สุดคือเขาต้องมีประกันสังคมครับ ผมเคยไปสอบถามผู้บริหาร ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ของกรมป่าไม้ ผมบอกว่าถ้าเขาทำงานแล้วก็ เกิดอุบัติเหตุ ทำงานแล้วไม่สามารถที่จะทำงานต่อได้จะทำอย่างไร เขาบอกว่าต้องแก้ปัญหา ไปทีละอุทยาน ต้องแก้ปัญหาไปทีละหน่วยงาน ผมถามว่าทำอย่างไรครับ เขาบอกว่าต้องซื้อ ประกันหมู่ หมายความว่าลูกจ้างที่เป็นจ้างเหมาในหน่วยงาน ในองค์กรของตัวเองจะต้อง ออกเงิน ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าเอาเงินมาจากไหน ต้องเก็บจากลูกจ้างเหมาหรือเปล่า หรือมี งบประมาณที่อื่นมาให้ ซื้อประกันหมู่รายปีครับท่านประธาน ประกันหมู่รายปีผมไม่แน่ใจว่า คุ้มครองอย่างไร อันนี้คือเป็นการแก้ปัญหาของผู้บริหารระดับพื้นที่ เราไม่อยากจะเห็นสภาพ ของคนทำงานในระบบราชการที่เราเรียกว่าลูกจ้างเหมาจะต้องรับสภาพแบบนี้ครับ ความพยายามของคนเหล่านี้ในฐานะผู้บริหารก็คือว่าสวัสดิการ ก็คือใช้สวัสดิการของ กองทุนอุทยานบ้าง กองทุนสำนักงานบ้าง เราไม่อยากเห็นสภาพของคนทำงานในบุคลากร ข้าราชการที่เป็นคนระดับล่างเจอกับสภาพแบบนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. ทั้ง ๒-๓ ท่านได้นำเสนออย่างเต็มที่ เพราะว่านิยามความหมายคำว่า ลูกจ้าง ในที่นี้ คือหมายถึงว่าลูกจ้างทุกประเภท มันจะไม่มียกเว้น มันจะต้องไม่มีชนชั้นว่าด้วยเรื่องของ แรงงาน กฎหมายฉบับจะทำหน้าที่ในการคลี่คลายความเป็นลูกจ้าง ความเป็นคน ความเป็น บุคลากรในราชการที่เขากำลังทำหน้าที่ ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าในรัฐสภาของพวกเรามีประเภท ลูกจ้างของราชการประเภทจ้างเหมาหรือไม่ เท่าที่ผมจำไม่ผิดท่าน สส. ธีรัจชัยเคยอภิปราย กรณีแม่บ้านที่นี่ไม่ได้รับสิทธิเหมือนกับบุคลากรคนอื่นเหมือนกัน ผมไม่แน่ใจว่าตรงนี้ เกี่ยวข้องด้วยหรือไม่🔗
สุดท้ายครับ เจ้าหน้าที่บุคลากรของราชการที่เราเรียกว่า ลูกจ้างเหมา ทุกกระทรวง ทุกหน่วยงาน ทุกกรม มีจำนวนไม่น้อย เราได้ละเลย ทิ้งเขา ไม่ให้ความสำคัญเขา นานมาแล้ว เพราะฉะนั้นก็คือว่าเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผมคิดว่าท่านเป็น สส. เขต ท่านอยู่ในพื้นที่ท่านก็จะทราบปัญหาเรื่องนี้ หน้าที่ของเราก็คือแก้ปัญหาที่มันมีปัญหา ทำปัญหาที่มันอยู่ใต้โต๊ะขึ้นมาบนโต๊ะ ทำความผิดให้มันถูก วันนี้เรากำลังจะทำหน้าที่ ที่ยิ่งใหญ่ วันนี้เราจะทำหน้าที่ให้ข้าราชการที่เราเรียกว่า ลูกจ้างเหมา พนักงานราชการตรงนี้ เขาจะได้มีพื้นที่ มีสิทธิมีเสียง เข้าถึงหลักประกันชีวิต ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็ไม่มีอะไรครับ ทั้งหมดนี้เพื่อให้คนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่ากันครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ต่อไปขอเชิญ คุณสหัสวัต คุ้มคง ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม สหัสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขต ๗ พรรคก้าวไกล ผมขอ มีส่วนร่วมในการอภิปรายร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานทั้ง ๓ ฉบับที่เสนอโดยเพื่อนสมาชิก ท่านประธานครับ ขอเริ่มอย่างนี้ครับ หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า ทุกคนคือผู้ใช้แรงงาน ผมอยากจะย้ำคำนี้อีกสักครั้งครับ ผมเชื่อเหลือเกินว่าสมาชิกทุกท่านที่นั่งอยู่ในสภาแห่งนี้ ถ้าหากไม่ได้เป็นเจ้าของกิจการทุกคนก็เป็นแรงงานมาก่อนทั้งนั้นครับ ไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ หมอ ครู อาจารย์ พนักงานแบงก์ Freelance พนักงานในภาคบริการ ทุกอาชีพ คือแรงงาน สิ่งที่พวกเราพรรคก้าวไกลทำในวันนี้คือเราอยากจะย้ำว่ากฎหมายคุ้มครอง แรงงานฉบับนี้ต้องคุ้มครองทุกคนครับ ไม่ใช่แค่แรงงานในภาคอุตสาหกรรม แต่คือทุกคน จะต้องรับความคุ้มครองตามกฎหมายฉบับนี้ พนักงานราชการต่าง ๆ เช่น แม่บ้านในรัฐสภา แห่งนี้ที่ก็ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานเหมือนที่ท่านวรรณวิภาได้พูด กฎหมาย ฉบับนี้ก็จะให้เขาได้รับความคุ้มครองครับ กฎหมายฉบับนี้พวกเราพรรคก้าวไกลตั้งใจให้นี่คือ การปกป้องคนทำงาน เป็นมาตรฐานขั้นต่ำที่สุดที่คนทำงานทุกคนควรจะได้ เป็นการคุ้มครอง ขั้นต่ำที่สุดที่คนทำงานพึงได้รับ นี่ไม่ใช่การเรียกร้องอะไรที่เกินเลย นี่คือบรรทัดฐานที่เรา อยากจะสร้างให้กับคนทำงานทุกคนครับ ทำงาน พักผ่อน ใช้ชีวิต พวกเราใช้คำนี้ในการประชาสัมพันธ์ครับ เราถูกค่อนขอดว่าวิธีคิด แบบนี้เป็นวิธีการคิดของคนขี้เกียจ คนที่ไม่รู้จักขยัน ประหยัด อดออม แต่ท่านครับ วิธีคิด แบบนี้ไม่ใช่วิธีคิดที่ใหม่เลยครับ หลายคนที่ทำงานด้านแรงงานคงเคยได้ยินคำว่า ๘-๘-๘ คือทำงาน ๘ ชั่วโมง พักผ่อน ๘ ชั่วโมง แล้วก็ใช้ชีวิตไปศึกษาหาความรู้ใด ๆ อีก ๘ ชั่วโมง ๘-๘-๘ นี้มันมีมาเป็นร้อย ๆ ปีแล้วครับ นี่ไม่ใช่ความคิดใหม่เลยครับ การทำงานหนัก เป็นเรื่องที่ถ้าเราอยากจะสร้างฐานะ อยากจะมีความมั่นคง มันก็ควรเป็นทางเลือกครับ ไม่ใช่ ข้ออ้างในการกดขี่แรงงานครับ แล้วถ้าทำงานหนักแล้วรวยป่านนี้แรงงานแบกหาม แรงงาน ในภาคประมงก็คงเป็นมหาเศรษฐีกันไปหมดแล้ว อย่าเอาการทำงานหนักมาเป็นข้ออ้างให้ คนไม่เติบโต ผมเคยพูดหลายครั้งแล้วที่สภาแห่งนี้ว่าถ้าคนไม่ได้พักผ่อน ไม่ได้ใช้ชีวิตจะเอา เวลาที่ไหนไปพัฒนาฝีมือแรงงาน ไปพัฒนาให้ตัวเองมีรายได้เพิ่มครับ ผมอยากจะใช้เวลา ตรงนี้ตอบข้อกังวลของเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านที่ตั้งข้อสังเกตหรือมีข้อกังวลเข้ามา ไม่ว่า จะเป็นเรื่องการลงทุนจากต่างประเทศ ผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล หลายต่อหลายคน ก็ชอบเอาเรื่องนี้มาเป็นประเด็นตลอด เวลาจะมีการแก้ไขกฎหมายให้ชีวิตแรงงานดีขึ้นก็จะมี คนมาบอกว่าเดี๋ยวจะย้ายฐานการผลิต เขาจะไปประเทศอื่น ต่างชาติไม่มาลงทุน ผมขอเรียน อย่างนี้ครับ ประเทศที่เจริญแล้วเช่นกลุ่มประเทศในยุโรปเขาให้ความสนใจเรื่องสิทธิแรงงาน ไม่ได้มีปัญหาเลยกับการลงทุนในประเทศที่กฎหมายแรงงานดี ไม่ได้มีปัญหาเลย จะมีปัญหา กับประเทศที่พร้อมจะกดขี่แรงงานแค่นั้นเลยครับ สิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีกำลังจะทำ และทำได้โอเคแล้วคือการพยายามเป็น Salesman ชวนต่างชาติมาลงทุน ผมก็จะเสนอ ให้ท่านไปชวนประเทศที่เขามีธรรมาภิบาลแบบนี้ให้มาลงทุนมากขึ้นครับ ประเทศที่มันกดขี่ คนงาน คนทำงานของเราก็ไม่ต้องไปชวนมาก็ได้ครับ และที่สำคัญคือการพัฒนาฝีมือแรงงาน ต้องทำควบคู่กันไปด้วยเพื่อให้แรงงานของเราพร้อมที่จะทำงานให้กับบริษัทชั้นนำ รวมไปถึง แก้ระบบกฎหมายต่าง ๆ ให้ต่างประเทศเข้ามาลงทุนได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่เลือกมาบล็อกกฎหมาย ฉบับนี้ครับ🔗
อีกประเด็นคือเรื่อง SMEs เรื่องนี้ก็เป็นเกราะป้องกันชั้นดีของนายทุน ขนาดใหญ่เวลาที่จะมีการเรียกร้องค่าแรงหรือเรียกร้องสิทธิประโยชน์ของแรงงาน ก็จะมี นายทุน มี สส. บางคนหลบมุดหัวอยู่หลัง SMEs เอา SMEs เป็นเกราะกำบัง แล้วบอกว่า ทำไม่ได้ เพราะ SMEs จะมีต้นทุนที่สูงขึ้น ข้าวของก็แพงขึ้น ผมไม่ปฏิเสธว่าต้นทุนแรงงาน ของ SMEs สูงขึ้นจริง แต่ผมถามกลับครับ พวกที่อ้าง SMEs นักหนา เคยไปช่วยเหลือเขา จริง ๆ จัง ๆ กันไหมครับ เคยมีการต่อแขนต่อขาให้ SMEs เติบโตไหมครับ มีมาตรการใด ที่ช่วยเหลือหรือลดต้นทุนด้านอื่นให้เขาไหม ค่าไฟก็แพง วัตถุดิบก็แพง ตัวอย่างที่หลายคน พูดคือร้านก๋วยเตี๋ยวครับ ชอบบอกว่าร้านก๋วยเตี๋ยวเล็ก ๆ จะอยู่อย่างไร แล้วต้นทุนในการทำ ธุรกิจมีแค่ต้นทุนแรงงานหรือครับ ราคาแก๊ส ค่าไฟ ราคาหมู ลูกชิ้น พวกนี้เคยคุมราคาไหม แล้วใครเป็นคนขายวัตถุดิบเหล่านี้ให้ SMEs ทุนใหญ่ทั้งนั้นครับ เวลาจะขึ้นราคาหมู ราคา ลูกชิ้นก็แอบ ๆ ขึ้น ไม่เห็นมาถามพ่อค้าแม่ค้าเลย พอจะขึ้นค่าแรงกลับมาพูดว่าแล้วถาม คนเหล่านี้แล้วหรือยัง น่ารังเกียจครับ ต้นทุนอื่นในการทำธุรกิจไม่เคยมีการคุมราคา แต่จะมา คุ้มกับค่าจ้าง วันลา แบบนี้จะอยู่กันอย่างไร มากกว่านั้นเราไปดูประเทศที่ SMEs เข้มแข็ง ไม่ต้องไปถึงญี่ปุ่น ยุโรปก็ได้ครับ เอาใกล้เคียงเราเลยครับ มาเลเซียกับอินโดนีเซียครับ ค่าแรงเขาสูงกว่าเรา สิทธิแรงงานสูงกว่าเรา แต่เขาก็มีธุรกิจที่เป็น Unicorn ไปหลายบริษัท แล้วครับ ถ้าวันนี้เรายังไม่ต่อแขนต่อขาให้มีมาตรการช่วยเหลือ SMEs แบบนี้พัฒนาไม่ได้ คุมราคาสินค้าไม่ได้คุมร้านสะดวกซื้อยังไม่ได้เลยครับ ตอนจะขึ้นราคาสินค้าไม่ถามผู้บริโภค แต่พอขึ้นค่าแรงต้องถามนายทุน พอครับ เลิกหลบอยู่หลัง SMEs นะครับ แล้วนายทุนใหญ่ เหล่านี้ที่กินรวบ เตะตัดแขนตัดขา SMEs ไม่ให้โต พอ SMEs ขายของดีก็ไป Copy สินค้า SMEs ไปขึ้น Shelf นี่มันแย่มาก เลิกสร้างความกลัวให้กับประชาชนครับ เพราะสิ่งเดียว ที่ท่านกลัวคือกลัวจะเสียผลประโยชน์ กลัวนายทุนจะเสียประโยชน์ใช่ไหมครับ ถ้าท่าน อยากจะสนับสนุน SMEs จริง เรื่องที่จำเป็นต้องทำก็คือการสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้ แข็งแรง เลิกอุ้มทุนใหญ่ออกมาตรการที่คนได้ประโยชน์มากที่สุดคือนายทุนใหญ่ได้แล้ว แล้วปรับ โครงสร้างประเทศ SMEs สามารถแบ่ง Market Share จากนายทุนได้ ขณะเดียวกันก็เลิก มุดหัวหลบอยู่หลัง SMEs กดหัวแรงงานไม่ลืมตาอ้าปาก ทำกับแรงงานเหมือนเป็นบอนไซ ไม่ให้ตายแต่ก็ไม่ให้โตแบบนี้ครับ🔗
ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะพูดคือเรื่องของความสมดุลของตลาดแรงงาน ของประเทศไทย ข้อกล่าวหาหนึ่งที่พูดถึงพรรคก้าวไกลเสมอคือข้อกล่าวหาที่ว่าดื้อรั้น เอาแต่ผลักดันร่างกฎหมายที่ได้ความนิยมแต่ส่งผลเสีย ผมขอโทษนะครับ ผมก็นั่งไล่ List ประเด็นที่มีแต่ละท่านโจมตีร่างของท่านเซีย จำปาทอง มีอยู่ประมาณนี้ครับ บางท่านบอกว่า สิทธิต้องไม่ละเมิดกัน ลูกจ้างเรียกร้อง อย่าละเมิดนายจ้าง ท่านประธานครับ สิทธิในการ สร้างกำไรไม่สามารถอยู่เหนือสิทธิในการดำรงชีพครับ กฎหมายฉบับนี้รับรองสิทธิในการ ดำรงชีพความเป็นมนุษย์ สิทธิที่ได้ทำงาน พักผ่อน ใช้ชีวิต เรื่องที่บอกว่าถึงเวลา ผู้ประกอบการแบกความเสี่ยงอยู่แค่คนเดียว แรงงานไม่ได้เสี่ยงกับผู้ประกอบการ ท่านครับ ผู้ประกอบการจำนวนมากครับ ความเสี่ยงก็แค่เจ๊งครับ แต่ผู้ใช้แรงงานความเสี่ยงหลังจาก บริษัทเจ๊งคือไม่มีจะกิน ความเสี่ยงคนละเรื่อง ประเด็นของผลิตภาพแรงงานผมอยากจะเรียน อย่างนี้ครับ ตัวเลขที่เพื่อนสมาชิกเอามาบอกว่าผลิตภาพแรงงานไทยนั้นต่ำ ผมถามอย่างนี้ แล้วที่ผลิตภาพแรงงานไทยต่ำเพราะอะไร ผมพูดเรื่องนี้ในสภาแห่งนี้หลายครั้งว่าผลิตภาพ แรงงานนั้นแปรผกผันกับชั่วโมงการทำงาน ทุกวันนี้กฎหมายเราทำงาน ๔๘ ชั่วโมง หรือ ๖ วันต่อสัปดาห์ วันละ ๘ ชั่วโมง แต่โดยความเป็นจริงพี่น้องแรงงานเราทำงานเกินกว่า ๑๒ ชั่วโมงครับ คนเราบางคนทำงานไม่ได้พักผ่อน แล้วใครมันจะทำงานได้มีประสิทธิภาพ อ้างตัวเลขเดียวมาว่าต่ำ แต่ท่านได้ดูรายงาน ดูงานวิจัยจำนวนมากที่เพื่อนสมาชิก พรรคก้าวไกลนำมายืนยันไหมว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องลดเวลาทำงานเพื่อเพิ่มผลิตภาพ แรงงานครับ ทำงานเน้นผลลัพธ์ ไม่ใช่ลากยาวให้ตัวเองเหนื่อยล้าจนไม่สามารถทำงานได้ อย่างมีประสิทธิภาพ แล้วพอพูดเรื่องประสิทธิภาพแรงงานวันลาท่านก็มาโยงเรื่องใช้ เครื่องจักรมาแทน กลัวจะมีเครื่องจักรมาแทนมนุษย์ ก็ไม่มีเวลาไปพักผ่อน พัฒนาฝีมือ มันจะพัฒนาอย่างไรครับ ทำงานวันละ ๑๒ ชั่วโมง หยุดสัปดาห์ละ ๑ วัน กวาดบ้าน ซักผ้า ล้างจาน หมดแล้วครับ พัฒนาอย่างไรครับ พวกท่านนั่นเองที่กำลังสกัดการลงทุนเพราะไม่ยอม ให้มีการพัฒนามนุษย์ ให้คนอยากมาลงทุนในประเทศไทย เพราะประเทศเราจะได้มี ความพร้อมด้านแรงงาน มีแรงงานที่มีทักษะฝีมือเพิ่มขึ้น หลายท่านบอกว่าลาเป็นเวลา ๑๕ วันทำให้นายจ้างเสียประโยชน์ ผมถามอย่างนี้ครับ ถ้าพ่อแม่ท่านป่วยท่านมีกำลังใจ ทำงานไหม แรงงานไม่ได้มีเงินไปจ้างคนดูแลนะครับ🔗
อีกประเด็นครับ ที่เราบอกว่ากฎหมายไม่คำนึงถึงความเป็นจริง หวังแค่ กระแส ไม่ฟังเสียงเอกชน คำถามผมคือเอกชนของท่านคือใคร เอกชนของประเทศนี้คือ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยอย่างนั้นหรือ แรงงาน ไม่ใช่เอกชนหรือครับ ที่ท่านยกมามีแต่เรื่องนายจ้างคัดค้าน ลองหาข่าวที่แรงงานสนับสนุน ดูบ้างไหมว่ามีมากแค่ไหน ผมยืนยันว่าท่านผู้เสนอร่างและพรรคก้าวไกลไม่ได้ทำกฎหมาย เพียงเพราะต้องการกระแส แต่การทำกฎหมายของเราทำเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคน ทุกคน ไม่ใช่แค่ยกระดับชีวิตในระดับปัจเจก แต่เป็นการยกระดับสังคมทั้งสังคมให้มีการทำ ธุรกิจที่เป็นธรรม ดึงนักลงทุนที่มีธรรมาภิบาลเข้ามา ไม่ใช่เอานายทุนหน้าเลือดมาขูดรีด คนของเราภายใต้หน้าฉากว่ากำลังพัฒนาเศรษฐกิจ เราทุกคนที่นี่ต้องการสังคมแบบนั้นไม่ใช่ หรือครับ ถ้าเราอยากยกระดับสังคมเราต้องเริ่มจากยกระดับกฎหมาย ยกระดับจิตใจ ทำให้ เรื่องเหล่านี้เป็นปกติมันก็จะปกติเอง ทุกประเทศก็เป็นแบบนี้ เราจะต้องแข่งเรื่องค่าแรง อีกนานแค่ไหน ค่าแรงถูกคนถึงจะมาลงทุนหรือครับ เราแข่งแบบนี้มา ๔๐ ปีแล้ว แรงงาน จะต้องเสียสละอีกนานแค่ไหน ทุกวันที่ ๑ พฤษภาคมถึงเวลาก็มาเชิดชูแรงงานกัน จะเชิดชู ทำไมครับ ถ้าเราเอาชีวิตแรงงานมาบูชายัญให้นายทุนสุขสบาย เราขอให้แรงงานเสียสละ มาตลอด ทุกวันนี้นายทุนและประเทศนี้🔗
ขอให้สรุปได้แล้ว ตอนนี้เกินมาเกือบ ๓ นาทีแล้วครับ ผมให้เวลาท่าน ๑๐ นาที แล้วก็เกริ่นมา ผมว่าสหัสวัต สรุปเลยไหมครับ🔗
ได้ครับ สิ่งที่ผมอยากยืนยันเป็นครั้งสุดท้าย คือเรากำลังเรียกร้องสิทธิในการทำงาน พักผ่อน และใช้ชีวิต ซึ่งเป็นสิทธิที่มีมาแต่กำเนิดของ เราทุกคน เป็นสิทธิที่เป็นเรื่องที่คนเขาเรียกร้องกันมาเป็นร้อย ๆ ปีแล้วในต่างประเทศครับ ถ้าวันนี้พวกท่านขวางกฎหมายฉบับนี้ พวกท่านก็กำลังขวางให้ประเทศนี้ล้าหลังกว่าชาวบ้าน ไปเป็น ๑๐๐ ปี ขวางไม่ให้แรงงานได้อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี ให้แรงงานต้องอยู่กับโซ่ตรวนของ นายทุนต่อไป ในขณะที่วันนี้เรากำลังจะปลดโซ่ตรวนนั้นซึ่งเพียงเพราะแค่ว่าท่านกลัว การทำงาน ๕ วัน ๘ ชั่วโมง แล้วการขึ้นค่าแรงตามตราเงินเฟ้อหรือครับ การทำแบบนี้ไม่ทำให้ ระบบทุนนิยมที่พวกท่านรักนักรักหนาล่มสลายครับ ระบบทุนนิยมที่ท่านรักมันไม่ได้อ่อนแอ ขนาดนั้น ซึ่งถ้ามันเปราะบางแล้วมันทำง่ายขนาดนั้นก็ปล่อยให้มันพังไปเถอะครับ ระบบทุน นิยมที่ไร้หัวใจแบบนี้ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ คุณณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เขตเลือกตั้งที่ ๗ อำเภอ นาทวี อำเภอสะบ้าย้อย ตําบลลําไพลของอำเภอเทพา พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ การอภิปรายวันนี้เพื่อนสมาชิกต้องโน้มน้าวให้มีการโหวตไปในทิศทางเดียวกัน แต่วันนี้ ผมเริ่มเคลิ้มแล้วครับ มาฟังนะครับ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานมีหลายคนท้วงติง บอกว่าเป็นร่างพระราชบัญญัติไปคุ้มครองนายจ้าง ท่านประธานครับ วันนี้ ๓ ฉบับ ฉบับที่ ๑ ฉบับที่ ๒ ของพรรคก้าวไกล และฉบับที่ ๓ ของพรรคภูมิใจไทย โดยนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ และคณะ เป็นผู้ยื่น เพราะฉะนั้นพูดถึงประโยชน์ที่แรงงานจะได้รับในสภา แห่งนี้เพื่อให้เพื่อนโหวต สาระสำคัญของร่างฉบับนี้ ๑. กำหนดราชการส่วนกลาง ภูมิภาค ท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจให้อยู่ในอำนาจของกฎหมายศาลแรงงาน นี่คือข้อที่ ๑ ครับท่านประธาน ๒. กำหนดให้ลูกจ้างผู้หญิงที่ตั้งครรภ์มีสิทธิลาคลอดบุตรตามพระราชบัญญัตินี้ ๓. กำหนด ลูกจ้างชาย เมื่อสักครู่หญิงแล้ว คนคลอด อันนี้ชายคือสามี มีสิทธิลาช่วยเหลือภรรยา ที่คลอดบุตรครับ ข้อต่อไปก็คือกำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าแรงสำหรับหญิงมีครรภ์คลอดบุตร ข้อ ๕ ก็คือนายจ้างมีลูกจ้างตั้งแต่ ๑๐ คนขึ้นไปยื่นต่ออธิบดี สรุปแล้วครับท่านประธาน พ.ร.บ. ฉบับนี้ให้สิทธิกับแรงงานขณะนี้และอนาคตอันใกล้ ปัญหาเรื่องแรงงานมีอยู่ไม่กี่ด้าน ที่กระทบรุนแรง ก็คือ ๑. ภาคเกษตร ซึ่งพวกเรารับทราบกันดี ๒. ภาคอุตสาหกรรม ๓. ภาค SMEs ๔. แรงงานท่องเที่ยวและบริการ ท่านประธานครับพูดวันนี้กันทั้งวันปัญหา โลกแตกคืออะไร มันมีอยู่ ๒ ประเด็น แรงงานอยากได้ค่าตอบแทนสูงที่สุดครับท่านประธาน พูดง่าย ๆ ว่าค่าแรงอยากได้แพงที่สุด แต่มาดูอีกส่วนหนึ่ง ผู้ประกอบการต้องการจ่ายค่าแรง ให้น้อยที่สุด มันสวนทางครับท่านประธาน แต่คนที่ลำบากใจที่สุดคือใคร รัฐบาลครับ ไม่อยากให้เกิดความขัดแย้งระหว่างลูกจ้างกับนายจ้างเพราะอะไร เพราะพร้อมจะประทุ ทุกเวลาในเรื่องของค่าจ้าง ก่อนสถานการณ์โควิดครับท่านประธาน โควิด-๑๙ ปัญหาแรงงาน มันมีเกือบทั่วโลก เศรษฐกิจตกต่ำ แต่บังเอิญโควิดเข้ามาช่วงจังหวะพอดี ๓ ปีที่ผ่านมา แต่หลังจากสถานการณ์โควิด-๑๙ ถือว่าเป็นการ Set Zero แรงงานของโลก ผมเองในฐานะ สส. อยากจะออกกฎหมายเหมือนเพื่อนสมาชิกครับ ออกพระราชบัญญัติเอื้อประโยชน์ ให้กับแรงงานครับ เอาให้แบบสุดขั้วไปเลย แต่มันไม่สามารถทำได้ เพราะมันมีเงื่อนไข ประกอบมากกว่าที่ท่านคิดครับ เพราะฉะนั้นปัญหาแรงงานของมนุษย์ ผู้ประกอบการ แก้ด้วยการใช้อะไรครับ วันนี้มีการพูดบอกว่าเมื่อมีปัญหาแรงงานของมนุษย์ก็แก้ด้วยเครื่องจักร เราไปดูว่าเขาแก้กันอย่างไร เพราะเครื่องจักรเขาไม่ลาป่วย เครื่องจักรไม่ได้ลาคลอด เขาเลยเลือกเครื่องจักรครับ เพราะอะไร เพราะว่าเครื่องจักรไม่ลากลับบ้านหน้าเทศกาล เพราะเครื่องจักรทำงานไม่ขอ OT เพราะเครื่องจักรไม่ต้องมีสวัสดิการอื่น ๆ และที่สำคัญเครื่องจักรไม่ขอขึ้นเงินเดือน นี่คือปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลกับแรงงานของพวกเรา ในวันนี้ ทั้ง ๓ ร่างโดยเฉพาะเรื่องของแรงงานผมเชื่อมั่นว่าเจ้าของร่างทั้ง ๓ ร่างเจตนาดี กับแรงงานเพื่อสวัสดิภาพและประโยชน์ของแรงงานถ้วนหน้า สิ่งที่ผมกังวลมากที่สุดก็คือ อะไรครับ แรงงานภาคเกษตร วันนี้เพื่อนสมาชิกพูดบ้างแต่น้อยครับ ผมยกตัวอย่างในพื้นที่ ภาคใต้บ้านของท่านประธาน ปัญหาเรื่องของยางพารา ปาล์ม น้ำมัน ทุเรียน อีก ๑๐ ปี ข้างหน้าเรามีการประเมินว่าแรงงานภาคเกษตร ๓ ส่วนนี้จะมีปัญหา จะไม่มีแรงงาน ไปกรีดยาง แรงงานไปแทงทลายปาล์ม แรงงานดูแลเรื่องทุเรียน เพราะอะไรครับ เพราะว่า แรงงานประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นประเทศเมียนมา ประเทศลาว ประเทศกัมพูชา เขาจะเดินทางไป เพราะวันนั้นมีการประเมินว่าสิ่งที่เราต้องเตรียมในอนาคตก็คือแรงงาน ภาคเกษตร นอกจากแรงงานในเรื่องของอุตสาหกรรมแล้ว เพราะฉะนั้นผมฝากไปยัง คณะกรรมาธิการวิสามัญพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานขอให้แก้ไขมาตราที่สำคัญที่เป็น ประโยชน์ภาพรวมของประเทศ อย่าเน้นทำเพื่อหาเสียงครับ อย่าเน้นทำเพื่อหามั่นคงให้กับ ชาวบ้านอย่างเดียว เพราะฉะนั้นการแก้กฎหมายอย่างเดียว โดยเฉพาะ ๓ ร่างมันไม่ใช่ คำตอบครับท่านประธาน วันนี้ ๓ ร่างนี้ผ่านสภาเราไปแก้กฎหมาย มันก็ไม่ใช่คำตอบสูงสุด แต่การแก้ปัญหาแรงงานรัฐบาลต้องกำหนดนโยบายเรื่องของภาพรวม ให้นึกถึงใครบ้างครับ ให้นึกถึงคนจน ให้นึกถึงคนรวย ให้นึกถึงแรงงาน ให้นึกถึงผู้ประกอบการ สนับสนุนบน พื้นฐานความเป็นจริง ทำให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง ผู้ประกอบการอยู่ได้ แรงงานมั่นคง เพราะฉะนั้นในเวลาอันจำกัด ผมเองในฐานะตัวแทนของพรรคภูมิใจไทย พวกเราเอง ไม่อยากจะแยกว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับร่างไหน แต่สิ่งที่เราต้องทำวันนี้ผมเองก็ลุกขึ้น ในฐานะคนหนึ่งที่ลงนามในร่างของท่านวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ เพื่อจะบอกเพื่อนสมาชิก ทั้ง ๕๐๐ คนว่าช่วยสนับสนุนร่างของพวกผมเพื่อตั้งคณะกรรมาธิการไปแก้ไขปัญหาให้กับ แรงงานที่เราตั้งความหวังไว้ เพราะฉะนั้นฝากทุกท่านนะครับ อย่าลืมร่างของพรรคภูมิใจไทย ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สำหรับการอภิปราย ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฉบับนี้ผมคิดว่าต้องมีอารัมภกถาสักเล็กน้อยครับท่านประธาน ว่าสำหรับเรื่องแรงงานนั้นต้องคิดเป็นระบบ แล้วก็ต้องคิดเป็นภาพรวม จากประสบการณ์ หลังจากที่เลือกตั้งเสร็จใหม่ ๆ ผมเดินทางพบกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาพันธ์ SMEs สมาคมนายจ้าง ก็เห็นว่ามีความกังวล เรื่องเกี่ยวกับนโยบายแรงงาน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน ก็ต้องอธิบายให้ทุกท่านเห็นในสภา แห่งนี้ด้วย เหมือนอย่างที่ผมได้อภิปรายให้กับสภานายจ้าง สภาอุตสาหกรรมแห่งชาติ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย แล้วสมาพันธ์ SMEs ได้เข้าใจว่าเรื่องของนโยบายแรงงานนั้น เป็นส่วนหนึ่งของทั้งองคาพยพที่เราต้องคิดเป็นระบบให้ได้เพื่อที่จะเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศ🔗
เวลาเราพูดเรื่องแรงงาน เราไม่สามารถแยกแล้วพูดเรื่องแรงงานได้อย่างเดียวครับ ถ้าคนที่เป็นรัฐบาล คนที่เป็น ผู้บริหารต้องรู้ว่าเรื่องแรงงานในการดูแลลูกจ้างต้องควบคู่ไปกับนโยบาย SMEs ที่ดูแล นายจ้างด้วยและรวมถึงวงกลมที่ ๓ นั่นก็คือเรื่องของการศึกษา เรื่องของการส่งเสริมอาชีวะ เพราะเขาจะเป็นอาจารย์ที่ส่งแรงงานเข้าสู่ระบบแรงงาน แล้วให้ SMEs จ้าง เพราะฉะนั้น เวลาเราคุยกันพวกนี้ อันนี้ต้องขอเป็นอารัมภบทไว้ก่อนเลยว่าเราไม่เคยคิดว่ามันจะเจาะไป แค่เรื่องแรงงานอย่างเดียวครับ แรงงานต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีผลิตภาพแรงงานที่ดี มีสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี ในขณะเดียวกัน SMEs ก็ต้องมีได้รับการดูแลการส่งเสริม การใช้เทคโนโลยีเครื่องจักร การรองรับมาตรการการเปลี่ยนผ่าน มาตรการทางด้านภาษีที่จะ ช่วยเขา มาตรฐานในการที่จะช่วยให้เขาไม่ต้องจ่ายค่าประกันสังคมในช่วงที่ค่าแรงขึ้น เรื่องเกี่ยวกับช่วยเขาในเรื่องของมาตรการ Soft Loan ดอกเบี้ยต่ำเพื่อให้เขาสามารถอยู่ ด้วยกันเป็นระบบนิเวศ ในขณะเดียวกันเรื่องของการศึกษาเราก็มีนโยบายส่งเสริมอาชีวะ แล้วก็พูดกันเรื่องของ Upskill Reskill ต่อ เพราะทั้งหมดนี้มันคือการเพิ่มสิทธิแรงงาน ปฏิรูปแรงงานซึ่งเป็น ส่วนหนึ่งของการสร้างเศรษฐกิจฐานราก มันคือ Bottom up Economics มันไม่ใช่เศรษฐกิจ น้ำหยด หรือ Waterfall Economic ที่คิดจากบนลงล่างเหมือนอย่างที่ Trickle Down Economic อย่างที่เคยมีมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นเราอยากเห็นการเจริญเติบโตที่เศรษฐกิจ โตด้วยแต่ความเหลื่อมล้ำลดลงด้วย เพราะฉะนั้นแรงงานเป็นแค่วงกลมวงหนึ่งใน ๓ วงกลม ที่เราจะต้องคิดควบคู่กันไป สิ่งที่เราคิดอย่างนี้เพื่อที่จะให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยไม่ใช่แค่เป็น เศรษฐกิจที่หัวโตแต่ตัวลีบ แขนลีบ ขาลีบ เราต้องการให้เศรษฐกิจโตอย่างสมดุล ลดความ เหลื่อมล้ำไปด้วย ซึ่งแรงงานเป็นแค่หนึ่งในนั้น ถ้าจะให้สรุปสั้น ๆ ว่าภาพของแรงงานที่เรา อยากจะเห็นเป็นอย่างไร ตอนนี้ไทยต้องเปลี่ยนจาก ๒ ต่ำให้เป็น ๒ สูงครับ เป็นค่าแรงสูง และผลิตภาพสูงเพื่อที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ตอนนี้มันเป็น ๒ ต่ำอยู่ ซึ่งตรงนี้ เป็นข้อคิดเห็นที่คิดตรงกันกับภาคเอกชน ทางสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยก็เห็นด้วย แม้กระทั่งนักธุรกิจชั้นนำของประเทศ แม้กระทั่ง เจ้าสัวชั้นนำของประเทศก็เคยพูดเรื่องนี้ว่าประเทศไทยเป็น ๒ ต่ำต่อไปไม่ได้แล้ว ต้องเปลี่ยนเป็น ๒ สูง ในขณะเดียวกันมันจะแย่ที่สุดถ้าเรามีผลิตภาพทางแรงงานสูง แต่ค่าแรงต่ำ อันนี้รับไม่ได้ แต่จะแย่ไปอีกระดับหนึ่งถ้าค่าแรงก็ต่ำ ผลิตภาพต้องต่ำ เราจะทำ อย่างไรให้มันขึ้นไปอยู่ขวาบนเป็นวงกลมสีส้มอันใหญ่ ๆ ให้ผลิตภาพทางแรงงานก็สูงด้วย ค่าแรงก็สูงด้วย อันนี้มันเป็นไก่กับไข่ คุณจะบอกว่าผลิตภาพสูงก่อนค่าแรงค่อยขึ้น คุณพูด อย่างนี้ก็ไม่ยุติธรรม ในขณะเดียวกันขึ้นค่าแรงแต่ไม่ส่งเสริมให้ผลิตภาพทางแรงงาน สูงด้วยก็ไม่ยั่งยืนเช่นเดียวกัน ในขณะเดียวกันในวงกลมตรงนั้นก็คือ Workforce ของ ประเทศไทยมันจะลดลงเรื่อย ๆ อย่าลืมว่าเราเข้าสู่สังคมสูงวัยแล้ว เพราะฉะนั้นในการที่จะ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับประเทศต้อง ๒ สูง ไม่ใช่ ๒ ต่ำ แต่ความเป็นจริงของ เศรษฐกิจไทยตอนนี้เป็นเช่นนั้นไม่ครับท่านประธาน ถ้าท่านประธานดูว่าปัญหาเศรษฐกิจไทย มันมีปัญหาโครงสร้างทั้งระดับมหภาคและจุลภาค ทางฝั่งขวาของท่านประธานเห็นเลยว่า GDP ไทยโต ๒ เปอร์เซ็นต์ ๓ เปอร์เซ็นต์มาเป็นเวลานาน ในขณะเดียวกันทางอีกฝั่งหนึ่ง เรื่องค่าแรงขั้นต่ำก็ดี เรื่องดัชนีผลิตภาพแรงงานต่อคนก็ดี ย้อนหลังไป ๕ ปีเป็นแนวราบ เส้นตรง ไม่มีการเจริญเติบโตใด ๆ ซึ่งผมคิดว่าถ้าไม่มีรัฐบาลที่พร้อมที่จะแตะโครงสร้าง ในเรื่องแบบนี้มันไปต่อไม่ได้ มันจะไปเป็นเส้นตรงนี้ตลอดเวลาอีกหลายปีที่จะถึงนั้น คราวนี้ ถ้าเราอยากจะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ อยากจะมีอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เข้ามาในประเทศมันก็ ต้องปรับโครงสร้างของแรงงานไทยด้วยเช่นเดียวกัน มันก็ต้องให้เขาสามารถที่จะ Upskill Reskill หรือเพิ่มขีดความสามารถของพวกเขาได้เช่นเดียวกัน แต่คำถามคือเขาจะเอาเวลา มาจากไหนในการที่จะเพิ่มพูนศักยภาพของตัวเองแค่เวลาพักผ่อนยังไม่มี เวลาจะใช้ชีวิตกับ ครอบครัวยังไม่มี ความเหลื่อมล้ำ ความครอบคลุมยังไม่มี มันก็ไม่สามารถที่จะแก้ปัญหา ไก่กับไข่อันนี้ได้ เพราะฉะนั้นเราไม่สามารถให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย อยู่ที่การกดค่าแรงขั้นต่ำของเพื่อนในประเทศเราแค่นั้น อย่างนั้นเขาไม่เรียกว่าเป็น ขีดความสามารถในการแข่งขันแล้ว คุณต้องคิดหาวิธีอื่นให้ขีดความสามารถในการแข่งขัน ของไทยไม่ใช่แค่การกดค่าแรงคนในประเทศนี้ เพราะมันเป็นแบบนั้นไม่ได้ ๔๐ ปีที่ผ่านมา Trickle Down Economic เศรษฐกิจน้ำหยดเป็นอย่างนั้นได้ เอาต่างชาติเข้ามา เอาคนไทย ไปขายเหงื่อเสร็จ แล้วหวังว่าเศรษฐกิจมันจะโตตามมา ๔๐ ปีผ่านไปมันไม่ใช่อย่างนั้น เศรษฐกิจไทยโตจริงแต่เหลื่อมล้ำมาก เพราะฉะนั้นถ้าจะเปลี่ยนเป็นเศรษฐกิจฐานราก Bottom up Economics มันก็ต้องให้เขาสามารถที่จะลืมตาอ้าปาก ให้รู้สึกว่ามีความสุขกับ การใช้ชีวิตและพร้อมที่จะเรียนรู้ไปสู่อนาคต คราวนี้ถ้าจะพัฒนาเศรษฐกิจแบบนี้ต้องดูว่า เป้าหมายหลัก ๓ เสานั้นมีอะไรบ้าง🔗
อันที่ ๑ ก็คือต้องมีค่าตอบแทนแล้วก็ความครอบคลุมเรื่องเกี่ยวกับ การพัฒนาของตลาดแรงงานให้ตามกับตลาดของเศรษฐกิจ ผ่านมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ จนถึง ตอนนี้มีทั้งแรงงานนอกระบบ มีทั้งแรงงาน Platform มีทั้งแรงงาน Freelance มากมาย กฎหมายตามไม่ทันหรอกครับ มันต้องปรับ🔗
อันที่ ๒ เรื่องของสภาพในการทำงานเช่นเดียวกันที่ส่งเสริมให้สามารถที่จะลาได้ ดูแลผู้ป่วยได้ ไม่มีการเลือกปฏิบัติสถานที่ทำงานได้ ปลอดภัยได้ สามารถดูแลครอบครัว ดูแลบุตรได้🔗
อันที่ ๓ เรื่องเกี่ยวกับสมดุลในการทำงาน สามารถที่จะมีสมดุลตรงนี้ให้มีเวลา ได้พัก มีเวลาใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว ใช้เวลาในการพัฒนาตนเองให้ได้ ซึ่งตรงนี้ก็ทำงาน ๔๐ ชั่วโมง ๕ วันต่อสัปดาห์ แล้วก็ลาหยุด ๑๐ วันต่อปีน่าจะเป็นสิ่งที่เหมาะสม🔗
สุดท้ายครับท่านประธาน ตอนนี้ที่รัฐสภาของประเทศเพื่อนบ้านเราใกล้ ๆ กัน ที่สิงคโปร์ก็คุยกันเรื่องแรงงานอยู่ครับ เขาคุยกันว่ารัฐบาลสิงคโปร์ประกาศว่าคนสิงคโปร์ ทุกคนที่มีอายุ ๔๐ ปีขึ้นไปจะได้รับ Credit Skill Future มูลค่า ๔,๐๐๐ ดอลลาร์สิงคโปร์ ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ บาทในเดือนพฤษภาคมนี้เพื่อที่จะศึกษาการใช้ชีวิตคู่กับ AI เรื่องที่ ต่างประเทศคุยกันตอนนี้คือพูดกันเรื่องแรงงานว่าเราจะเพิ่ม Productivity ในยุค ปัญญาประดิษฐ์นี้ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นต้องยืนยันว่าเราต้องอนุญาตให้คนของเราได้มี โอกาสพักผ่อน ได้มีโอกาสหาความรู้เพิ่มเติม และพัฒนาแรงงานไทยไปสู่อนาคตเพื่อจะให้ ประเทศของเราไม่ใช่เป็นประเทศ ๒ ต่ำ แต่กลายเป็นประเทศ ๒ สูงในอนาคตครับ ท่านประธาน ขอบพระคุณมากครับ🔗
ต่อไปจะเป็น ท่านสุดท้ายครับ ท่านไชยชนก ชิดชอบ ซึ่งขอเวลามา ๑๒ นาที เชิญครับ🔗
ขอบพระคุณท่านประธานครับ เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายไชยชนก ชิดชอบ จังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ในวันนี้จะมาอภิปรายในประเด็นที่ผมมองว่าเป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่งต่อการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. ทั้ง ๓ ฉบับที่เราได้พูดถึงในวันนี้ แต่สำคัญกว่านั้นครับท่านประธาน ผมมองว่า ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับโลกปัจจุบัน แล้วควรจะนำไปสู่การพิจารณาในหลาย ๆ พ.ร.บ. หลังจากนี้ด้วยครับ สิ่งที่ผมจะพูดถึงนั้นเป็นประเด็นที่หลายท่านได้พูดถึงแล้ว แต่ผมยังรู้สึกว่าไม่ได้ให้ความสำคัญและน้ำหนักกับมันมากเพียงพอ นั่นก็คือเรื่องของ Disruption ครับ คำว่า Disruption นั้นถ้าเราพูดถึงใน Generation ที่แล้ว ๒ Generation ที่แล้วอาจจะเป็นศัพท์ที่ไม่คุ้นหู แต่ในยุคทุกวันนี้ที่เราเติบโตมาผ่านการ Disruption หลากหลายมากมาย ผมเชื่อว่าทุกท่านเข้าใจครับ แต่เพื่อให้พวกเราเข้าใจตรงกัน ผมขออนุญาตอภิปรายนิยามและความเข้าใจของผม ของคำว่า Disruption สักนิดหนึ่งครับ สำหรับผม Disruption จริง ๆ แล้วเป็นอะไรก็ได้ที่มันก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของ ความคิด ทัศนคติ และส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของการใช้วิถีชีวิตประจำวันอย่างไม่มีวัน หวนกลับคืนมา มันจะเกิดขึ้นในบริบทของรายบุคคล รายอุตสาหกรรม ระดับประเทศ หรือระดับโลกก็ได้ จะเกิดขึ้นโดยเป็นสิ่งที่เป็นผลกระทบโดยตรงหรือทางอ้อมของมนุษย์ หรือโดยธรรมชาติก็ได้ ขออนุญาตยกตัวอย่างเพิ่มเติมนะครับท่านประธาน ย้อนไปใน ยุคมนุษย์หิน ในวันที่มนุษย์เราค้นพบไฟหรือวิธีการทำไฟครั้งแรก เป็น Disruption ครั้งแรก ที่นำไปสู่วิวัฒนาการหลากหลายอย่างที่นำมาสู่ Civilization ในทุกวันนี้ ทำไมใช่ไหมครับ ก่อนที่เราค้นพบไฟมนุษย์ต้องพึ่งพระอาทิตย์เพื่อการมองเห็นและความอบอุ่น พอเราค้นพบปุ๊บ ในเวลาที่พระอาทิตย์ตกดินเราก็สามารถที่จะมองเห็นและพึ่งกองไฟเพื่อความอบอุ่น ทำอาหารและหลายสิ่งหลายอย่างอีกมากมายครับ ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้มีหลากหลาย Disruption ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้นพบ Fossil Fuels Industrial Revolution นำไปสู่เรื่องการใช้พลังงานไฟฟ้า น้ำมัน ยานพาหนะ รถยนต์ และเครื่องบิน ที่ล้วนแล้วแต่ทำ ให้เราใช้ชีวิตไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปครับ อินเทอร์เน็ตครับท่านประธาน ในวันแรกที่เกิดขึ้น น้อยคนที่เข้าใจ แต่ในทุกวันนี้เราแทบที่จะเข้าถึงโลกทั้งใบผ่านโทรศัพท์มือถือแค่เพียง เครื่องเดียว แล้วมันซึมซับไปในทุกบริบทของการใช้ชีวิตของเราจนแทบจะขาดไม่ได้ครับ อีกหนึ่ง Disruption ที่ใกล้ตัวพวกเราที่เราเพิ่งร่วมทุกข์ร่วมสุขผ่านมันมาได้แม้กำลังเผชิญ กับมันอยู่แต่ต้องบอกว่าเรารับมือกับมันได้แล้วก็คือสภาวะวิกฤติโควิด ผมเชื่อว่าทุกคนเข้าใจ ผลกระทบของมันดีครับ ไม่ว่าจะเป็นการใส่ Mask การ Working From Home เรื่องของ การตรวจโควิด Curfew และผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจและในทุก ๆ บริบท อีก ๒ ตัวอย่าง ในเรื่องของ Disruption ที่ผมไม่พูดถึงไม่ได้ มันเป็น Disruption ที่กำลังเกิดขึ้นแล้วเรากำลัง เผชิญอยู่ในทุกวันนี้ แล้วจะส่งผลกระทบมากขึ้น แล้วมากขึ้นในอนาคตอันใกล้ครับ ท่านประธาน เรื่องแรกก็คือสภาวะโลกร้อน ไม่ใช่สิ อย่างที่หลาย ๆ ท่านได้อภิปรายอย่าง ดุเดือดในสมัยประชุมที่แล้วคือสภาวะโลกเดือด แม้เราไม่ได้พูดถึงมันครับ โลกร้อนขึ้นทุกวัน แล้วผมเชื่อว่าเราทุกคนในห้องนี้สัมผัสได้ ร้อนขึ้นจนถึงระดับที่ว่าเกิดปรากฏการณ์หลายแห่งในโลกที่อุณหภูมิสูงที่สุดที่ได้สัมผัสมา ในรอบหลายปี แน่นอนครับ เรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อทุกบริบทของการใช้ชีวิตของเราแบบที่ เราคาดการณ์ไม่ได้เลยครับ แต่ประเด็นนี้คงเป็นประเด็นที่ต้องพูดถึงมากขึ้นในวาระอื่น สุดท้ายมาสู่ในปรากฏการณ์หรือ Disruption ที่น่าจะเกี่ยวข้องและคล้องจองกับ พ.ร.บ. ที่เราจะพูดถึงในวันนี้มากที่สุด นั่นก็คือ Disruption ที่สืบเนื่องมาจาก Decentralization วิวัฒนาการของเทคโนโลยี นั่นก็คือ AI Disruption ท่านประธานทราบไหมครับว่าทำไม AI Disruption นั้นถึงน่ากลัว เพราะในช่วงเวลาที่ผ่านมาทุก ๆ Disruption ทุก ๆ Invention ที่ก่อให้เกิด Disruption มักจะมาจากการที่มนุษย์ต้องการทำอะไรสักอย่างเพื่อให้สะดวก มากขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานหรือในการผลิต แต่ส่วนใหญ่แล้วมันมักจะส่งผล กระทบแค่เพียงการกระทบ Manual Labour หรือสิ่งที่กระทบในการใช้แรงงานของมนุษย์ แต่ในโลกทุกวันนี้ที่เราอยู่ในยุคของ Decentralization AI สามารถที่จะคิดและประมวลผล ฐานข้อมูลที่เป็น Mass Data ทั้งหมดได้เร็วกว่า รอบคอบกว่าสมองมนุษย์ด้วยซ้ำไป ทุกวันนี้ เราสามารถที่จะเห็น AI ผลิต Logo ทำโฆษณา แม้กระทั่งทำหนังที่แต่ก่อนใช้เวลาหลายปี แล้วเงินหลายล้านเพียง Key เข้าไปใน Keyboard ใช้เวลาไม่กี่วินาที AI สามารถมาทดแทน Skill Labour ได้ครับ แค่เฉพาะในวันนี้เท่านั้น แล้วถ้าเราใช้มันเป็น สามารถแม้กระทั่ง Plan Trip ท่องเที่ยว สามารถแม้กระทั่งที่จะแก้ไขปัญหาของบริษัท วางนโยบายและทิศทาง หรือวาง Plan ที่เราควรจะทำ นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่สิ่งที่ผมอยากให้ทุกท่านได้เห็น ในทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมพูดขึ้นมาคือ Correlation ของวิวัฒนาการของมนุษย์ที่มาควบคู่กับ Disruption ยิ่งเวลาผ่านไป ยิ่งเรามีทรัพยากรมากขึ้น บุคลากรมากขึ้น มีปัญญามากขึ้น แล้วมีอุปกรณ์ที่ล้ำมากขึ้น เรายิ่งสามารถที่จะสร้างสิ่งที่สามารถก่อให้เกิด Disruption ได้เยอะขึ้นแล้วถี่ขึ้นในทุกวัน Disruption เหล่านี้จะเกิดขึ้นบ่อยขึ้น แล้วบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ แต่ทุก ๆ การเปลี่ยนแปลงมาพร้อมกับโอกาสและการเสียโอกาส โอกาสจะสามารถคว้าได้ แค่เพียงคนที่พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลง หรือไม่ Step ต่อไปคือคนที่ปรับตัวทันกับ การเปลี่ยนแปลง แต่สำหรับกลุ่มคนที่ไม่พร้อมและปรับตัวไม่ทันจะมีแต่ความสูญเสียครับ ทั้งหมดที่ผมได้พูดไปนั้นถ้าเราเอามาโยงแล้ว Link ถึงร่าง พ.ร.บ. ๓ ฉบับที่เราพูดถึงในวันนี้ แน่นอนถ้าเราพูดถึงในเรื่องของแรงงานก็ต้องมีนายจ้าง มีนายจ้าง มีลูกจ้าง มันก็ต้อง มีองค์กรหรือมีบริษัท แน่นอนเป้าหมายของบริษัทก็ต้องมีเรื่องของผลกำไร ส่วนในประเด็น ของความเหมาะสมของปริมาณของกำไรนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนส่วนรวม เหมาะสม ไม่เหมาะสม คงเป็นอีกเรื่องที่เราต้องพูดกันในอีกวาระหนึ่ง แต่ Profit Maximization ถ้าเรามาดูสมการง่าย ๆ เลยครับ การลดต้นทุนและการเพิ่มรายได้ เราปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้ ในประเทศไทยสัดส่วนของต้นทุนของบริษัทในประเทศไทยนั้นมีแรงงานเป็นเปอร์เซ็นต์หลัก อยู่ในนั้น จริง ๆ การเปลี่ยนแปลงหรือ Disruption ของสิ่งที่ผมได้อธิบายไปนั้นมันกำลัง เกิดขึ้นอยู่รอบตัวเราในทุกวันนี้ ไม่ว่าเราจะรู้ตัวแล้วสังเกตเห็นมันหรือไม่ วันก่อนผมไป ทานสุกี้ ขออนุญาตไม่เอ่ยนามร้าน แต่เชื่อว่ามีหลายสาขา แล้วมีหลายร้านที่ทำแบบนี้ มีหุ่นยนต์มาเสิร์ฟอาหาร มีหุ่นยนต์ทำความสะอาด แต่เราไม่ต้องพูดถึงเรื่อง Technological Advancement หรือพูดถึง Robotic หรือ AI ก็ได้ แค่ Profit Driven Mind Indeed ของ เจ้าของบริษัทก็ก่อให้เกิด Disruption นี้ได้แล้วครับ ร้านจิ้มจุ่ม ร้าน Hotpot ที่เราเห็น เกิดขึ้นทั่วประเทศ ขออนุญาตยกตัวอย่างร้านอาหาร ผมยังไม่ได้ทานข้าวครับท่านประธาน ทำไมทุกวันนี้ถึงมีสายพานครับ เพราะว่าลดเวลาในการที่ลูกค้าไปถึงปุ๊บต้องนั่งอ่าน Menu ลดเวลาที่ต้องไปรับ Order ส่ง Order ทำให้เพิ่ม Maximum Capacity ในการรับลูกค้า ต่อวัน แล้วลดการสูญเสียของทรัพยากรอาหาร ทั้งหมดล้วนเป็น Concept ง่าย ๆ ที่ส่งผล กระทบต่อการลดต้นทุนแล้วเพิ่มรายได้ครับท่านประธาน ผมได้ฟังเพื่อน ๆ สมาชิกหลายท่านอภิปราย ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ. ๓ ฉบับนี้ ผมขออนุญาตฝากเป็นข้อคิดครับท่านประธาน ทุกคนทำการบ้านมาดี เตรียมข้อมูล มีหลักการ แต่หลาย ๆ สิ่ง หลาย ๆ อย่างที่พวกท่านพูดนั้นเต็มไปด้วย Variable ที่เรา ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผลกระทบจะเป็นแบบนี้จริงไหม แล้วมันจะเกิดขึ้น ใน Scale ที่หนักขนาดนี้หรือไม่ เราพูดไม่ได้เลยครับ แต่สิ่งที่ผมเพิ่งเล่าให้ทุกท่านได้รับฟังไป เมื่อสักครู่นี้มันกำลังเกิดขึ้นอยู่ครับ มันมาถึงเราแล้ว แล้วผลกระทบมันจะเยอะขึ้น แล้วหนัก ขึ้นเรื่อย ๆ และเราต้องยอมรับนะครับท่านประธานว่าเรื่องนี้เราล้าหลังมาก ๆ เราไม่ได้ เตรียมตัวอย่างเพียงพอที่จะรับมือกับผลกระทบของมันเลย นี่ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องของ แรงงานต่างด้าวและอื่น ๆ นานาที่จะส่งผลกระทบนะครับ ท่านประธานครับ ท่านลอง จินตนาการดู สถานการณ์ที่ผมพูดถึงไปปัจจุบันนี้มีแรงงานกี่ท่านแล้วที่ต้องตกงาน เพราะสถานการณ์ที่ผมเพิ่งเล่าให้ฟัง มีกี่สายงาน สายอาชีพที่เราเคยมองว่ามันเป็นอาชีพ ที่มั่นคงและยั่งยืนที่ทุกวันนี้สั่นคลอนเพราะการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เราตามไม่ทัน แล้วห้ามไม่ได้ พนักงานธนาคาร ไม่ต้องพูดถึงแรงงานตาม Chain การผลิตเลย หมอก็ได้ครับ ทุกวันนี้เรายังไม่รู้เลยว่าในอนาคตอันใกล้หรือไกลแค่ไหนที่จะมีเทคโนโลยี และ AI สามารถ มาทดแทนการผ่าตัดในทุกกระบวนการที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยกว่าการที่มีหมอผ่าตัด ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมพูดไปนั้นเป็นเพียงสถานการณ์โลกปัจจุบันที่เรากำลังเผชิญอยู่ และหลาย ๆ ประเทศกำลังเผชิญอยู่ ที่เปลี่ยนไม่ทันกาลเวลา ทั้งหมดที่ผมพูดไปนั้นยังไม่ได้แม้แต่พูดถึง ผลกระทบของร่าง พ.ร.บ. ทั้ง ๓ พ.ร.บ. ที่เราเสนอในวันนี้ ยังไม่ได้เอาเข้าไปใส่ในสมการเลย แน่นอนครับ ทุก ๆ ฉบับส่งผลกระทบในเชิงของการเพิ่มคุณภาพชีวิตของแรงงานทุกฉบับ และทุก ๆ ฉบับส่งผลกระทบในเชิงของการเพิ่มภาระให้กับนายจ้าง แต่ท่านประธานครับ ผมได้ยินเพื่อน ๆ สมาชิกหลายท่านพูดไม่ว่าผ่าน Social Media ส่วนตัวของตัวเอง หรือว่า อภิปรายในวันนี้ บางท่านพูดว่าใครก็ตามที่โหวตไม่เห็นด้วยกับหนึ่งใน พ.ร.บ. ที่ถูกเสนอ ในวันนี้เท่ากับว่าไม่เห็นถึงผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนและแรงงาน เท่ากับว่าคุณเอาใจ และอวยนายทุน บางท่านพูดว่าเพื่อนสมาชิกผม ๓ คนพูดกันไม่แน่ใจว่าอภิปรายร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองนายจ้างหรือแรงงาน ท่านประธานครับ ผมเคารพความคิดของทุกท่าน แต่ผมขอ อนุญาตเห็นต่างครับ เพราะผมเชื่อเหลือเกินครับ ทุก ๆ บริษัทไม่ว่าจะเป็นขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ ในปัจจุบันหากเขามีกำลัง ถ้าไม่ได้เริ่มทำไปแล้วตอนนี้มันอยู่ใน Pipeline ของเขาหมด ที่จะเปลี่ยนจากการใช้แรงงานที่เป็นมนุษย์ไปสู่การใช้เทคโนโลยีและ AI ทำไมครับ ท่านประธาน ผมขออนุญาตรบกวนเวลาอีกสักนิดเดียวครับ วันนี้เราต้องยอมรับว่า ประสิทธิภาพในการทำงานของมนุษย์มีปัจจัยหลายสิ่งหลายอย่างเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด สุขภาพ แค่ผมทะเลาะกับแฟน ผมไม่มีสมาธิทำงานแล้ว วันถัดไป แต่ผมยังโสดอยู่นะครับ ในโลกทุกวันนี้ที่โรคซึมเศร้า และโรค Insomnia การนอน ไม่หลับแทบจะเป็นเรื่องปกติของสังคมทั่วโลก แค่นอนไม่หลับเราก็ทำงานได้ไม่มี ประสิทธิภาพเท่าแล้วครับ แล้วทำไมละครับท่านประธาน ทำไมนายจ้างหรือเจ้าของกิจการ ต่าง ๆ ที่เขามีศักยภาพ มีกำลังที่จะเปลี่ยนให้เท่าทันโลกเขาจะไม่ทำ เรื่องพวกนี้ล้วนเป็น สิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้วมันจะเกิดขึ้นอยู่แล้วครับ ผมเพียงอยากจะเสนอเป็นข้อคิดให้ ทุกท่านที่รับฟังอยู่ในวันนี้ ผมเชื่อว่าทุกคนเห็นว่า ทุก ๆ ร่างจะเร่งเรื่อง Disruption ที่เรายัง ไม่พร้อมจะรับมือ แต่ ณ เวลาเดียวกันผมก็เชื่อว่าทุกคนเล็งเห็นความสำคัญและความจำเป็น ที่จะเพิ่มคุณภาพชีวิตของพี่น้องแรงงาน อยากให้ทุกท่านพิจารณาให้ดีว่าอะไรที่มันจะส่งผล กระทบในแบบที่เรารับได้และเป็นประโยชน์🔗
ท่านประธาน สุดท้ายแล้วครับ ทั้งนี้ทั้งนั้นถึงแม้ผมจะพูดในหลาย ๆ สิ่ง หลาย ๆ อย่าง อยากจะบอกว่าผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกทุกท่านที่เสนอร่าง พ.ร.บ. ไม่ว่าจะเป็น ในอดีต ในปัจจุบัน หรือในอนาคตข้างหน้าล้วนทำด้วยเจตนาที่ดี และล้วนทำด้วยความตั้งใจ และความต้องการที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ โดยตรงจาก พ.ร.บ. นั้น ๆ แต่ในวันที่เรารับตำแหน่งแล้วมาอยู่ในสภาแห่งนี้ และเรามีสิทธิ ที่จะยกมือโหวตเปรียบเทียบเสมือนมีสิทธิที่จะกำหนดทิศทางของประเทศชาติในฐานะ ฝ่ายนิติบัญญัติ เราไม่สามารถที่จะมองแค่เพียงมุมใดมุมหนึ่งได้อีกต่อไปครับท่านประธาน เราต้องตระหนักและรู้ซึ้งถึงว่าการที่เรามาอยู่ตรงนี้ได้นั้นเพราะว่าความเชื่อมั่น ความศรัทธา ของพี่น้องประชาชนทุกเพศ ทุกวัย ทุกกลุ่ม และทุกสายงาน ท่านประธานครับ ผมไม่อยาก ให้ทุกท่านเข้าใจผิด พวกผมเห็นด้วยกับความเท่าเทียม แต่มันต้องมาพร้อมกับความยุติธรรม ความเหมาะสม และมองให้ครบทุกมิติ และพวกผมเห็นด้วยและคิดว่ามันเป็นเรื่องที่จำเป็น อย่างยิ่งที่เราต้องมีการเปลี่ยนแปลง แต่มันต้องอยู่บนพื้นฐานของความมั่นคงและความยั่งยืน ครับท่านประธาน ขอบพระคุณมากครับ🔗
ตามข้อบังคับ ข้อ ๗๕ เมื่อผู้อภิปรายได้จบสิ้นแล้ว ผู้เสนอร่างสามารถจะสรุปได้อีก ผมจะถามทีละคนว่า ท่านผู้ใดจะสรุปหรือไม่สรุปครับ ฉบับแรกของคุณเซีย จำปาทอง คุณเซียจะสรุปไหมครับ ถ้าจะสรุปเชิญได้เลยครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เซีย จำปาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สัดส่วน เครือข่ายผู้ใช้แรงงาน ผมจะขอใช้สิทธิอภิปรายสรุปครับท่านประธาน🔗
เชิญเลยครับ คุณเซีย เป็นการสรุป ไม่ได้เป็นการเสนอซ้ำนะครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธาน เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เซีย จำปาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สัดส่วนเครือข่ายผู้ใช้แรงงาน ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณ ท่านประธานผ่านไปยังสมาชิกทุก ๆ ท่านที่ร่วมกันอภิปรายแสดงความคิดเห็นในเนื้อหา ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายคุ้มครองแรงงานทั้ง ๓ ฉบับ มีทั้งท่านที่อภิปรายเห็นด้วย และหลายท่าน ที่ตั้งข้อสังเกตและมีข้อกังวลใจต่อร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีทั้ง ท่านที่อภิปรายลงในเนื้อหาของรายละเอียดของกฎหมาย แล้วก็อภิปรายเห็นด้วยกับหลักการ ของกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ในขณะเดียวกันก็มีสมาชิกหลายท่านที่มีข้อกังวลต่อเนื้อหา ของกฎหมายร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานที่นำเสนอโดยผมและคณะ ซึ่งผมเองก็ยินดีที่ได้ รับฟังความคิดเห็น มุมมองที่แตกต่างของท่านสมาชิกต่อปัญหาพี่น้องแรงงานของผม ผมขอ เรียนท่านประธานผ่านไปยังสมาชิกทุกท่านว่าผมและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกล ไม่ได้เสนอกฎหมายตามกระแสหรือเป็นกฎหมายอาบยาพิษ แก้กฎหมายเพื่อเอาใจ คนบางกลุ่มชั่วครั้งชั่วคราวเหมือนที่ท่านกรวีร์ ปริศนานันทกุล จากพรรคภูมิใจไทยกล่าวอ้าง แต่อย่างใด ต้องขออภัยที่เอ่ยนาม เนื้อหาของกฎหมายฉบับนี้มาจากข้อเสนอของ พี่น้องแรงงานผ่านเวทีต่าง ๆ ซึ่งเป็นปัญหาของพี่น้องแรงงาน ซึ่งพวกเราทราบว่ามีปัญหา อะไรบ้าง หรือหากจะพอมีเวลาท่านลองประสานไปถึงรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานซึ่งเป็น คนพรรคเดียวกับท่าน แล้วขอดูข้อเรียกร้องของขบวนการแรงงานที่ยื่นต่อรัฐบาลในแต่ละปี ไม่ว่าจะเป็นวันกรรมกรสากลหรือวันแรงงานแห่งชาติ วันสตรีสากล วัน Decent Work หรือวันงานที่มีคุณค่าแต่ละปีว่าข้อเรียกร้องตรงกับประเด็นที่เราได้เสนอกฎหมายหรือไม่ ถ้าท่านขอดูแล้วจะพบว่าประเด็นที่เราได้นำเสนอกฎหมายในวันนี้เป็นประเด็นเดียวกันกับ ข้อเรียกร้องของผู้ใช้แรงงานทั้งหมดทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่นเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำมีขึ้นทุกปีครับ ท่านประธาน เพราะอะไรครับ เพราะว่าค่าจ้างขั้นต่ำในประเทศไทยมันไม่เพียงพอต่อ การดำรงชีพ ท่านประธานครับ พรรคก้าวไกลได้เล็งเห็นว่าแรงงานเป็นคนส่วนใหญ่ของ ประเทศนี้ เหมือนที่ผมได้กล่าวก่อนหน้านี้ แรงงานเป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศ แรงงานเป็นผู้สร้างโลก ประติมากรรมบนโลกใบนี้ล้วนเกิดจากพลังแรงงานทั้งสิ้น ตึกรามบ้านช่อง ใหญ่โต ถนนหนทางสวยหรูสะอาดตา รวมถึงสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ล้วนเกิดจากพลัง แรงงานทั้งหมดทั้งสิ้น แต่แรงงานกลับถูกลืมไม่ได้รับการดูแลจากรัฐบาลที่ผ่าน ๆ มา ปัญหา จึงสะสมมาอย่างยาวนานเช่นปัจจุบันครับท่านประธาน เราจึงได้นำข้อเสนอเหล่านั้น มากำหนดเป็นนโยบายหาเสียง และเมื่อเราได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องแรงงานจำนวนมาก เราจึงได้ดำเนินการเสนอแก้ไขกฎหมายตามเจตนารมณ์ของพี่น้องแรงงานเพื่อยกระดับ คุณภาพชีวิตของพี่น้องแรงงานให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม เมื่อแรงงานมีคุณภาพชีวิต ที่ดีขึ้นกว่าเดิมจะทำให้งานที่ผลิตออกมามีคุณภาพดีขึ้น ผลประโยชน์ก็จะตกอยู่กับนายจ้าง และประเทศซึ่งเป็นผลประโยชน์โดยรวม ท่านประธานครับ บางทีผมก็ยากที่จะเข้าใจว่า ที่หลายท่านอภิปรายว่าเข้าใจปัญหาพี่น้องผู้ใช้แรงงานนั้น แต่อภิปรายไม่เห็นด้วยที่จะมี การแก้ไขกฎหมายคุ้มครองแรงงานเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตพี่น้องแรงงาน คิดไปคิดมา ก็พอจะเข้าใจได้ว่าบางพรรคการเมืองนโยบายด้านแรงงานสักข้อยังไม่มี แต่บอกว่าเข้าใจ ปัญหาด้านแรงงาน บอกว่าเห็นใจพี่น้องแรงงาน อันนี้พอจะเชื่อได้หรือไม่ครับท่านประธาน ผมขอฝากคำถามท่านประธานไปถึงท่านจิรัชยา สัพโส พรรคเพื่อไทย ต้องขออภัย ที่เอ่ยนามท่าน ที่เป็นห่วงเรื่องการปรับค่าจ้างขั้นต่ำทุกปี จะทำให้นักลงทุนต่างประเทศไม่มา ลงทุนในประเทศไทย ผมอยากเรียนถามท่านว่าเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำที่พรรคเพื่อไทยหาเสียงไว้ ๖๐๐ บาทต่อวันคืออะไรครับ ท่านห่วงนักลงทุนบอกว่าจะไม่มาลงทุนที่ประเทศไทย ท่านลืมแล้ว หรือครับว่าท่านหาเสียงไว้ที่ ๖๐๐ บาทต่อวัน ท่านประธานครับ วันนี้หากประเทศไทยไม่มี สภาพการจ้างที่มั่นคง ค่าจ้างเท่ากันทั่วประเทศที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ มีสวัสดิการ ที่มั่นคง ไม่มีใครอยากจากพ่อจากแม่ จากพี่จากน้อง ย้ายถิ่นฐานมาทำงานในเมืองหลวง หรอกครับ ไม่มีแรงงานคนไหนอยากจะข้ามน้ำข้ามทะเลไปทำงานที่ต่างประเทศ ไปทำงานที่ อิสราเอล ไปทำงานที่เกาหลี ไปทำงานที่ไต้หวัน หรือไปทำงานที่ประเทศอื่น ๆ แน่นอนครับ ผมและพี่น้องสมาชิกพรรคก้าวไกลเชื่อมั่นอย่างนั้น ผมอยากจะเรียนท่านประธานผ่านไปยัง สมาชิกทุกท่าน และอยากให้ท่านเห็นความสำคัญในการแก้ไขปัญหาของพี่น้องแรงงานว่า ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงานที่เปลี่ยนจากรายวันเป็นรายเดือน การจ้างงานที่มีความเท่าเทียมกัน ในทุกด้าน ให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างอย่างเท่าเทียมกัน สัปดาห์หนึ่งต้องทำงานไม่เกิน ๔๐ ชั่วโมง ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างมีวันหยุดประจำสัปดาห์ไม่น้อยกว่า ๒ วัน จัดวันหยุด พักผ่อนประจำปี ปีหนึ่งไม่น้อยกว่า ๑๕ วัน ให้ลูกจ้างมีสิทธิลาไปดูแลบุคคลในครอบครัวหรือ บุคคลอื่นใดที่มีความใกล้ชิดปีละไม่เกิน ๑๕ วัน ให้มีสถานที่ที่เหมาะสม อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จำเป็นเพื่อให้ลูกจ้างสามารถให้นมบุตรหรือบีบเก็บน้ำนมในที่ทำงาน การปรับค่าจ้างขั้นต่ำ เพิ่มขึ้นทุกปีในอัตราไม่ต่ำกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยการประกาศของคณะกรรมการ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรืออัตราเงินเฟ้อของกระทรวงพาณิชย์ ขยายขอบเขต บริบท คำนิยามให้มีความครอบคลุมมากขึ้น เพราะยังมีแรงงานอีก จำนวนมากที่ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิความคุ้มครองของกฎหมายแรงงานในปัจจุบัน เช่น ลูกจ้างที่ทำงานบน Platform Rider แม่บ้าน หมอนวด คนทำงาน Freelance อย่างนักวาด นักออกแบบ นักเขียน ศิลปินประเภทต่าง ๆ เป็นต้น ผมอยากจะบอกท่านว่าทุกประเด็นนี้ ล้วนเป็นประโยชน์กับพี่น้องแรงงานทั้งสิ้น ผมจึงขอวิงวอนท่านประธานผ่านไปยังสมาชิก ทุกท่านช่วยลงมติรับหลักการร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานทั้ง ๓ ฉบับนี้ในวาระแรกเพื่อจะได้ พิจารณาในรายละเอียดในชั้นต่อไป เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องแรงงานให้มีคุณภาพ ชีวิตที่ดีขึ้น กฎหมายเปลี่ยนชีวิตคนทำงานฉบับนี้จะทำให้แรงงานมีเวลาทำงาน พักผ่อน ใช้ชีวิต ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฉบับนี้จะพิทักษ์ไว้สำหรับสิทธิคนทำงานทุก ๆ อาชีพ แรงงานต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จริง ๆ สักที ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ฉบับต่อไปขอเชิญ คุณวรรณวิภา ไม้สน ครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน วรรณวิภา ไม้สน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ เครือข่ายแรงงาน พรรคก้าวไกล ในฐานะผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ดิฉันขอใช้เวลาไม่นานในการสรุป เพราะเท่าที่ฟังผู้อภิปรายมากกว่า ๕๐ คนนั้นส่วนใหญ่ เห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าถึงเวลาแล้วที่เราควรแก้ไขกฎหมายฉบับนี้เสียที ฟังแล้วก็ชื่นใจค่ะ แล้วรู้สึกมีความหวังมาก ๆ ว่าพรรคแกนนำรัฐบาลคงให้การสนับสนุนทุกร่างแน่ ๆ ก่อนอื่น ดิฉันก็ต้องขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกทุกท่านที่อภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ รวมไปถึงข้อเสนอแนะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวันลาปวดประจำเดือนโดยไม่ถือเป็นวันลาป่วย อันนี้เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ ก้าวหน้ากว่าเดิมอีก หรือการเขียนกฎหมายให้รัดกุมไปถึงพ่อแม่ ที่เลี้ยงเดี่ยวอีกด้วย นี่ถือเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้นำร่างกฎหมาย ฉบับนี้มาพิจารณาร่วมกันในวาระที่ ๑ ขั้นรับหลักการ ในวันนี้ดิฉันจึงรู้สึกปลาบปลื้ม เป็นอย่างมาก ต้องเรียนประธานแบบนี้ค่ะ ก่อนหน้านี้ดิฉันเป็นผู้นำแรงงานมาก่อน ในทุกวัน สำคัญของแรงงาน อย่างเช่นวันสตรีสากลที่ใกล้จะถึงนี้ รวมถึงวันแรงงาน หรือวันงานที่มี คุณค่า พวกเราก็จะประชุมกันหลากหลายองค์กรเพื่อรวบรวมปัญหาของเหล่าพี่น้อง แรงงานที่สะสมมานานแล้วนำมาสรุปเพื่อยื่นเป็นข้อเสนอ ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลในทุกยุค ทุกสมัย ในแต่ละครั้งที่ดิฉันยื่น ยื่นเสร็จก็แยกย้าย เพราะท้ายที่สุดแล้วเหล่าผู้มีอำนาจไม่เคย ได้นำไปแก้ไขหรือแก้โครงสร้างแต่อย่างใด ยังคงปล่อยให้คนทำงานโดนเอารัดเอาเปรียบ ไปเรื่อย ๆ จนต่ำกว่ามาตรฐานสากล จนในวันนี้ดิฉันได้มาเป็นตัวแทนของคนเหล่านั้นในสภา แห่งนี้จึงไม่ลังเลเลยที่จะยื่นแก้ไขกฎหมายนี้ทันทีที่มีโอกาส แค่เปลี่ยนจากผู้ที่เคยยื่น ข้อเรียกร้องแล้วกลายเป็นกระดาษเปล่าที่โดนทิ้งในวันนั้นมาเป็นผู้เสนอร่างแล้วลงมือทำ ด้วยตัวเองในวันนี้ เพราะมันคือความฝันเดียวที่ทำให้ดิฉันมีความทะเยอทะยานที่จะแก้ โครงสร้างที่ถูกกดทับมานานผ่านสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ ท่านประธานคะ ทุกครั้งที่เราขอ ยื่นเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตแรงงานให้ดีขึ้นทีไรก็มักจะมีข้อครหาที่คิดแทนเรามาตลอดว่า เดี๋ยวข้าวของจะแพง เดี๋ยวนายจ้างจะอยู่ไม่ได้ วนเวียนอยู่อย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนดิฉัน ไม่แน่ใจและอยากจะตั้งคำถามดัง ๆ เช่นกันว่าข้อเสนอของเรานั้นสุดโต่งหรือเราปล่อยให้ พวกเขาถูกละเมิดและละเลยจนเคยชิน เพราะหลายมาตราตั้งแต่มีกฎหมายฉบับนี้มา ยังไม่เคยมีการแก้ไขด้วยซ้ำ ที่ผ่านมากว่าจะมีกฎหมายแต่ละฉบับในการคุ้มครองสิทธิของ คนทำงานนั้นล้วนแล้วต้องผ่านความเจ็บปวด ความสูญเสีย ผ่านหยดน้ำตามาแล้วทั้งนั้น ท่านทราบไหมว่ากว่าเราจะมีกฎหมายประกันสังคม เราต่อสู้กันมาตั้งแต่ปี ๒๔๙๗ จนท้ายที่สุดกฎหมายประกันสังคมก็ถูกประกาศใช้ในปี ๒๕๓๓ เราใช้เวลาถึง ๓๖ ปี กว่าเรา จะมีกฎหมายความปลอดภัยเราต้องสังเวย ๑๘๘ ชีวิตจากกรณีไฟไหม้โรงงานผลิตตุ๊กตา บริษัท เคเดอร์ อินดัสเทรียล (ไทยแลนด์) ในปี ๒๕๓๖ และต่อสู้เรียกร้องจนมีกฎหมายคุ้มครองความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อม ในการทำงาน กว่าจะได้บังคับใช้ก็ตกในปี ๒๕๕๔ รวมแล้ว ๑๘ ปี ว่าเราจะได้วันลาคลอด ๙๐ วันในปี ๒๕๓๖ แรงงานหญิงตั้งท้องต้องรวมตัวอดข้าวประท้วง รวมไปถึงร่างกฎหมาย คุ้มครองแรงงานทั้ง ๓ ฉบับที่เรากำลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้ เรามีประกาศแรงงานกฎหมาย ฉบับแรกก็คือ พ.ร.บ. แรงงาน พ.ศ. ๒๔๙๙ ที่ประกาศใช้ ณ วันที่ ๑ มกราคมปี ๒๕๐๐ ถือเป็นกฎหมายฉบับแรกที่กำหนดเรื่องชั่วโมงการทำงาน วันหยุดประจำสัปดาห์ การรวมตัว รวมไปถึงสิทธิในการหยุดลาคลอด แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายเมื่อเกิดการรัฐประหาร ในปีเดียวกันนั้น ก็มีประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๙ ให้ยกเลิก พ.ร.บ. แรงงาน พ.ศ. ๒๔๙๙ ทั้ง ๆ ที่ เพิ่งประกาศใช้ไปได้ไม่นาน และกว่าจะมีกฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ในปี ๒๕๔๑ ก็กินเวลาไปถึง ๔๑ ปี จนบังคับใช้มาจนถึงทุกวันนี้ และหลายข้อก็ยังคงล้าหลังอยู่ค่ะ จะเห็นได้ว่าแต่ละเรื่องนั้นกว่าจะได้มาล้วนแล้วมาจากการต่อสู้เสมอ ท่านประธานคะ ในสภาวะที่ปัจจุบันนี้เราอยู่ในสังคมสูงวัยที่มีอัตราการตายมากกว่าอัตราการเกิด เราคง ปฏิเสธไม่ได้ว่าในอนาคตนั้นเราจะเกิดวิกฤติในการขาดแคลนแรงงานในหลาย ๆ ประเภท มากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วทำไมเราไม่ใช้โอกาสนี้ปฏิรูปกฎหมายคุ้มครองแรงงานให้สอดคล้องกับ สภาวะปัจจุบัน ชื่อพระราชบัญญัติเองก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน และหลายข้อก็ใช้มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ และยังไม่เคยถูกแก้ไขเลยด้วยซ้ำ นี่ถือเป็นนิมิตหมาย ที่ดีในการพูดคุยและเป็นผลงานของสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๖ นี้ด้วย ดิฉันจึงอยากจะ เชิญชวนเพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้โหวตรับหลักการทั้ง ๓ ร่าง เพราะในรายละเอียด เราสามารถที่จะแก้ไขให้รัดกุมในชั้นกรรมาธิการได้ และทั้ง ๓ ร่างนี้ล้วนแล้วแต่เป็น ร่างพระราชบัญญัติที่มีสาระสำคัญเกี่ยวกับสตรีทั้งสิ้น ในวันสตรีสากลที่จะถึงนี้ผลการโหวต ของพวกเราทุกคนจะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าที่เราบอกว่าเห็นอกเห็นใจผู้ใช้แรงงาน แล้วเราปฏิบัติกับพวกเขาแบบไหน มาพิสูจน์ผ่านการกระทำไปด้วยกันว่าวันสตรีสากลหรือ วันแรงงานรอบนี้จะไม่ใช่แค่วันที่แรงงานออกมาเดินขบวนแล้วยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล เสร็จแล้วก็แยกย้าย แล้วปีหน้ามายื่นกันใหม่เหมือนทุกครั้ง แต่ขอให้เป็นปีที่แรงงาน ทั่วประเทศจะออกมาเฉลิมฉลองและรำลึกถึงวีรชนที่ต่อสู้เพื่อคนทำงานมาอย่างยากลำบาก สุดท้ายนี้ดิฉันอยากจะขอเชิญชวนเพื่อนสมาชิกให้มาเป็นส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์นี้ ไปด้วยกันเพื่อให้ลูกหลานของเราที่กำลังจะเติบโตมาเป็นผู้ใช้แรงงานในอนาคตพูดถึง พวกเราว่าได้ทำและทิ้งอะไรไว้ให้กับพวกเขาบ้างโดยไม่ต้องมีการรวมตัวหรือสูญเสีย อีกต่อไป สุขสันต์วันสตรีสากลค่ะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗
ฉบับสุดท้าย ขอเชิญคุณวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสตูล พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ ผมฟังเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายในมุมมองต่าง ๆ ทั้งในส่วนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เกี่ยวกับทั้ง ๓ ร่าง พ.ร.บ. ที่ทางผู้เสนอได้เสนอไป โดยส่วนตัวผมเองผมอยากที่จะขอบคุณ แล้วก็อยากจะชื่นชมผู้เสนอร่างทุกท่าน เพราะว่าวันนี้เรามีเป้าหมายเดียวกันก็คืออยากจะให้ แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่ในการพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับร่างใด อยากจะบอกว่า เราต้องมองให้ครบทุกด้านให้ละเอียด มองไปถึงเรื่องผลกระทบที่มันกำลังจะเกิดขึ้นด้วย เพราะเราเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนทุกคน ไม่ใช่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ท่านประธานครับ ถ้ามันมีผลกระทบในเชิงลบกับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากเกินไปก็เท่ากับว่ากฎหมายที่พวกเรา ออกนี้มันก็จะเป็นกฎหมายที่ไม่มีประสิทธิภาพทันที เมื่อสักครู่ผมนั่งฟังเพื่อนสมาชิก ได้อภิปรายหลายท่านแล้วมีประเด็นหนึ่งที่ผมชอบและผมค่อนข้างสนใจก็คือเรื่องของ AI Disruption หรือว่าเรื่องของการแทรกแซงของ AI ในโลกปัจจุบัน ผมอยากให้ทุกคน Set Zero ครับ เอาความคิดเห็นของทุกคนออกไปก่อน อยู่บน Fact อยู่บนสถานการณ์เดียวกันก็คือวันนี้ AI มาแล้ว และมันกำลังขยายตัว รวมไปถึงผลกระทบนี้ ออกไปเป็นวงกว้างเรื่อย ๆ หลายธุรกิจเริ่มนำ AI เข้ามาทดแทนในสายงานที่สามารถทำได้ เพื่อปรับตัวเองให้เปลี่ยนไปตามโลกที่มันวิ่งไปเร็วขึ้น รวมไปถึงเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ในกลุ่มธุรกิจ เมื่อนำมาผูกกับร่าง พ.ร.บ. ทั้ง ๓ ฉบับที่เรากำลังจะพิจารณา แน่นอนครับ ทุกร่างล้วนแล้วแต่มีจุดประสงค์ที่อยากจะให้พี่น้องแรงงานมีสวัสดิการที่ดีขึ้น แต่ก็ต้อง ยอมรับว่าทุกร่างเพิ่มภาระให้กับผู้ประกอบการเช่นกัน รวมทั้งร่างของผมเองด้วย ไม่มาก ก็น้อยไป ภาระตัวนี้ที่จะมาเป็นตัวเร่งทำให้ AI มันขยายตัวได้เร็วและกว้างมากขึ้น ผมเชื่อ แบบนี้ว่าในทุกธุรกิจ ทุกกิจการ ทุกนายจ้างจะ Support ให้กับลูกน้องตัวเอง ให้ลูกจ้าง ตัวเองมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดถ้าเขาสามารถทำได้ คำถามต่อไปก็คือแล้วถ้าภาระค่าใช้จ่าย ที่เขาต้องรับเพิ่มขึ้น เขารับไม่ไหวละครับ หลายคนบอกว่าคนที่ไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ. ไม่ว่าฉบับไหนก็ตามคุณกำลังอุ้มนายทุน แต่ผมอยากจะบอกว่านี่แหละมันจะเป็นข้ออ้าง ข้ออ้างให้บริษัทที่เขาสามารถที่เขาจะปรับตัว ที่เขาจะเปลี่ยนแปลงได้ขยับไปใช้ AI มากขึ้น นี่คือสิ่งที่พวกเราต้องคิดให้ดี บริษัทใหญ่ ๆ ถ้าเกิดว่ามันมีค่าใช้จ่ายที่เขาต้องแบกรับ มากเกินไปมันจะมีอยู่ ๒ กรณี กรณีที่ ๑ ถ้าเป็นบริษัทที่สามารถปรับตัวได้เขาก็จะ Shift ไปใช้ AI มากขึ้น ไปใช้เทคโนโลยีมากขึ้น สิ่งที่ตามมาจากตรงนี้ก็คือพี่น้องก็จะตกงาน มีบริษัทใหญ่ ๆ หลายที่ที่ผมได้ไปคุย เขาก็มี Plan อยู่แล้วที่จะเอา AI เข้ามา แล้วไปเร่ง เข้าไปอีก มันก็จะมีคนตกงานเพิ่มขึ้นในระยะเวลาอันสั้นแล้วเราจะปรับตัวไม่ทัน ในส่วนของ บริษัทหรือธุรกิจที่เขารับไม่ได้เขาก็จะไปเพิ่มราคาสินค้าหรือบริการเพื่อให้มัน Cover กับ ต้นทุนที่เขาจะต้องรับเพิ่มขึ้น สุดท้ายผลกระทบมันก็ตกลงมาสู่ผู้บริโภคอีกนั่นล่ะ ผู้บริโภค ก็คือพวกเราทุกคนที่นั่งอยู่ในนี้ รวมไปถึงพี่น้องแรงงานทุกคน และคนทุกคนในประเทศไทยด้วย ท่านประธานครับ สิ่งที่เราต้องคิดต่อไปก็คือแล้วเราพร้อม พร้อมที่จะรับผลกระทบที่กำลังจะ เกิดขึ้นนี้แล้วหรือยัง และเรามีแผนที่จะรองรับการเปลี่ยนแปลงนี้แล้วหรือยัง นี่คือสิ่งที่ทุกคน ต้องคิดให้ดี ผมชอบคำพูด ชอบประโยค ๆ หนึ่งที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้พูดไว้ในวันนี้ แล้วผมก็อยากจะเห็นมันในสักวันหนึ่ง ก็คือว่าทำงาน พักผ่อน ใช้ชีวิต แต่ถ้าเกิดมันมี ผลกระทบในเชิงลบมากเกินไปผมกลัวครับ กลัวว่ามันจะกลายเป็นทำงาน พักผ่อน ใช้ชีวิต (ถ้าไม่ตกงาน) ท่านประธานครับ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องแรงงานเป็นสิ่งที่ สำคัญมากและพวกเราต้องทำ แต่ในการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เราจะต้องพิจารณาแล้วจะต้องทำ ให้มันเกิดขึ้นก็คือในการเปลี่ยนแปลงนี้จะต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อยเป็นค่อยไปเพื่อให้ ส่วนที่ได้รับผลกระทบได้มีเวลาในการปรับตัว การเปลี่ยนแปลงนี้จะต้องเป็นการเปลี่ยนแปลง ที่ยั่งยืนและคำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมาไม่ว่าจะเป็นในทางตรงและในทางอ้อม และการ เปลี่ยนแปลงนี้จะต้องเท่าเทียม เท่าเทียมที่ต้องยุติธรรมครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ขณะนี้ก็ได้มีการสรุปทั้ง ๓ ฉบับแล้ว ต่อไปก็จะมีการลงมติว่าจะรับหลักการแห่ง ร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๓ ฉบับหรือไม่ ก็มีผู้เสนอว่าเห็นควรจะลงมติแต่ละฉบับหรือจะลงมติ รวมกันทั้ง ๓ ฉบับครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย เนื่องจากว่าร่างทั้ง ๓ ฉบับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งร่างของคุณเซีย จำปาทอง มีหลักการที่ ไม่เหมือนกับเพื่อนครับ ส่วนร่างของคุณวรศิษฎ์กับร่างของคุณวรรณวิภานี้มีหลักการ และเหตุผลไปในทิศทางทำนองเดียวกัน ผมจึงเห็นว่ามันจำเป็นที่เราจะต้องแยกลงมติ เป็นรายร่าง ก็เสนอให้แยกลงมติครับ ขอผู้รับรองครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้องครับ เสนอเป็นอย่างอื่นไหมครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน วรรณวิภา ไม้สน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ เครือข่ายแรงงาน พรรคก้าวไกล ดิฉันเห็นว่าเพื่อนสมาชิกหลายคนเห็นพ้องต้องกันว่ากฎหมายฉบับนี้ควรที่จะมี การแก้ไขและเห็นใจพี่น้องแรงงานไปด้วยกันว่าสมควรที่จะปรับปรุงแก้ไขได้แล้ว ดิฉัน จึงเห็นควรว่าให้มีการลงมติทั้ง ๓ ร่างในคราวเดียวกัน ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗
มีผู้รับรองถูกต้อง นะครับ ตกลงมีผู้เสนอ ๒ ประเด็น ประเด็นแรก คือให้ลงมติแยกทีละฉบับ ซึ่งสามารถ จะลงมติเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยทั้ง ๓ ฉบับก็ได้ แต่ว่าทีละร่าง ๆ ส่วนประเด็นหลัง ที่คุณวรรณวิภา ไม้สน เสนอว่าให้ลงมติทีเดียวเลยทั้ง ๓ ฉบับว่าจะเห็นสมควรรับหลักการ หรือไม่รับหลักการทั้ง ๓ ฉบับ ตรงประเด็นนะครับ เพราะฉะนั้นผมก็จะถามมติจากที่ประชุม ก่อนว่าจะให้แยกลงมติหรือลงมติทีเดียวทั้ง ๓ ร่าง เข้าใจประเด็นนะครับ ก่อนจะลงมติ รวมกันหรือแยก ขอตรวจสอบองค์ประชุมครับ🔗
ขอเชิญ ท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกเข้ามาลงมติในการจะรับหลักการแยกหรือรวม ท่านสมาชิก ที่เข้ามาแล้วก็โปรดกรุณากดบัตรแสดงตนครับ🔗
มีผู้ใดยังไม่ได้ แสดงตนบ้าง หรือเครื่องขัดข้องกรุณาบอกเลยนะครับ🔗
ลิณธิภรณ์ ๓๑๓ แสดงตนค่ะ🔗
๓๑๓ แสดงตน🔗
๔๓๒ แสดงตนครับ🔗
๔๓๒ แสดงตน นะครับ ถ้าไม่มีแล้วก็ขอให้เจ้าหน้าที่ได้แจ้งจำนวนผู้แสดงตนครับ ขณะนี้ขอปิดการแสดงตน แจ้งมาเลยครับ ขณะนี้มีผู้แสดงตนในบัตร ๓๙๖ แต่มีผู้ขานชื่อทีหลังอีก ๒ ชื่อ ตรงกันนะครับ เป็น ๓๙๘ ถือว่าครบองค์ประชุม🔗
ต่อไปก็จะถาม ประเด็นว่าจะแยกหรือจะรวม ก็ต้องถามญัตติหลังก่อน ญัตติหลังคือให้รวมกันทั้ง ๓ ร่าง ลงมติทีเดียวว่าจะรับหรือไม่รับหลักการ ผมจะถามญัตติที่ ๒ เลยว่าจะให้มีการลงมติรวมกัน ทั้ง ๓ ฉบับทีเดียวเลย ขอกรุณาสมาชิกแสดงตนครับ พร้อมกดบัตรแสดงตน แล้วต่อไปก็จะ ถามมติเลยว่า ถ้าท่านผู้ใดเห็นว่าควรจะพิจารณารวมกันก็ขอให้กดบัตรเห็นด้วย ผมสับสน นิดหน่อย ต้องขออภัยนิดหนึ่ง จะถามทีเดียวเลยได้ไหม ก็ไม่ได้อีก เพราะเวลาแยกก็ต้องถาม แยกทีละอัน เข้าใจตรงกัน🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยาก ให้ท่านประธานได้เริ่มต้นใหม่ครับ ล้างอันเก่าออกเสียก่อน ไม่อย่างนั้นสับสนครับ🔗
ก็ได้ครับ ลบออก ก่อนก็ได้ครับ แต่ว่าการแสดงตนคงไม่ต้องแล้ว เพราะว่าไม่มีใครออกแล้ว อยู่ในที่ประชุม พร้อมกันที่แสดงตนเมื่อสักครู่นี้ ๓๙๘ คนแล้ว ถือว่าตอนนี้ครบองค์ประชุมแล้ว พร้อมที่จะ ลงมติแล้ว ลงมติในประเด็นหลังที่ผมถามว่าจะลงมติรวมกัน ใครเห็นด้วย กดปุ่ม เห็นด้วย ใครไม่เห็นด้วยว่าจะต้องลงมติรวมกัน กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย และถ้าใครงดออกเสียง กดปุ่ม งดออกเสียง ผมจะทวนอีกทีเพื่อไม่ให้สับสน ถ้าผู้ใดเห็นว่าควรจะลงมติรวมกันก็กดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าผู้ใดไม่เห็นด้วยก็กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย แล้วถ้าต้องการงดออกเสียงก็กดปุ่ม งดออกเสียง เข้าใจตรงกันครับ🔗
ท่านประธาน ๔๓๒ ไม่เห็นด้วย🔗
๔๓๒ ไม่เห็นด้วย🔗
ท่านประธานครับ อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ภูมิใจไทย ศรีสะเกษ ๔๙๒ ไม่เห็นด้วยครับ🔗
๔๙๒ ไม่เห็นด้วย ท่านสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ลงคะแนนออกเสียงบ้าง ไม่มีนะครับ เพราะฉะนั้นก็ขอให้ เจ้าหน้าที่ได้แสดงคะแนนเลย มีผู้ลงมติทั้งหมด ๔๐๓ คน เห็นด้วย ๑๔๙ คน ไม่เห็นด้วย ๒๕๓ คน แต่มีลงคะแนนด้วยเสียงมาเพราะว่าเครื่องขัดข้องอีก ๒ คน ก็เป็น ๒๕๕ คน งดออกเสียง ๑ คน เพราะฉะนั้นจึงมีผู้ไม่เห็นด้วยกับที่จะต้องลงมติรวมกัน ๑๔๙ คน ถือว่าเป็นเสียงข้างน้อย🔗
เพราะฉะนั้น ที่ประชุมก็จะต้องถามต่อไปทีละร่างนะครับ ต่อไปจะเป็นการลงมติแยกทีละร่าง ท่านสมาชิก คงเข้าใจ ผมจะถามร่างฉบับแรกก่อน ฉบับของคุณเซีย จำปาทอง นะครับ ไม่มีผู้ใดออกจาก ห้องถือว่าองค์ประชุมครบ ขอความกรุณาจากท่านทั้ง ๓ ฉบับ ขอความกรุณาท่านสมาชิก ไม่ต้องออกไปข้างนอก ก่อนที่จะลงคะแนนฉบับของคุณเซียว่าจะเห็นชอบกับหลักการหรือไม่ ขอสมาชิกกรุณาแสดงตนก่อนครับ🔗
ท่านผู้ใดยังไม่ได้ แสดงตนบ้างครับ แสดงตนทุกท่านแล้วขอแจ้งผลเลยครับ มีผู้เข้าประชุม ๓๙๒ คน ถือว่า ครบองค์ประชุม🔗
ต่อไปจะลงมติ เฉพาะฉบับของคุณเซีย จำปาทอง ก่อนนะครับ ท่านผู้ใดเห็นว่าควรจะรับหลักการกรุณา กดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นว่าไม่ควรรับหลักการ กรุณากดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นว่า ควรงดออกเสียง กรุณากดปุ่ม งดออกเสียง🔗
มีสมาชิกท่านใด ยังไม่ลงคะแนนบ้าง ลงคะแนนทุกท่านแล้วขอให้แจ้งผลครับ จำนวนผู้ลงมติ ๔๐๒ คน เห็นด้วย ๑๔๙ คน ไม่เห็นด้วย ๒๕๒ คน เพราะฉะนั้นถือว่าที่ประชุมแห่งนี้ไม่เห็นชอบ กับหลักการร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฉบับของคุณเซียนะครับ🔗
ต่อไปจะถามมติ ฉบับที่ ๒ ของคุณวรรณวิภา ไม้สน กับคณะ ก่อนจะลงมติว่าเห็นชอบกับหลักการ ร่างพระราชบัญญัติของคุณวรรณวิภา ไม้สน กับคณะหรือไม่ ขอตรวจสอบองค์ประชุม ก่อนครับ ท่านสมาชิกที่เข้ามาแล้วกรุณาเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ🔗
มีท่านใดยังไม่ได้ แสดงตนบ้างครับ ถ้าไม่มีผู้ใดที่ยังไม่ได้แสดงตนก็แจ้งผลเลยครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๓๙๗ คน ถือว่าครบองค์ประชุมครับ🔗
ต่อไปจะถามว่า จะเห็นชอบกับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติของคุณวรรณวิภา ไม้สน กับคณะหรือไม่ ท่านสมาชิกท่านใดเห็นว่าสมควรจะรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติของคุณวรรณวิภา ไม้สน กับคณะ กรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าท่านเห็นว่าไม่สมควรรับหลักการกรุณากดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ถ้าท่านเห็นว่างดออกเสียง กรุณากดปุ่ม งดออกเสียง เชิญครับ🔗
มีท่านสมาชิก ท่านใดยังไม่ได้ลงคะแนนบ้างครับ ไม่มีนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงคะแนนได้ครับ มีผู้เข้าลงมติ ๓๙๖ คน เห็นด้วย ๓๙๔ คน งดออกเสียง ๑ คน ไม่ลงคะแนน ๑ คน เพราะฉะนั้นถือว่า ที่ประชุมแห่งนี้เห็นชอบหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติที่เสนอโดย คุณวรรณวิภา ไม้สน กับคณะนะครับ🔗
ต่อไปเป็น ฉบับสุดท้ายของคุณวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ ขอให้ท่านสมาชิกที่เข้ามาโปรดแสดงตนเพื่อ ตรวจสอบองค์ประชุมครับ ท่านสมาชิกที่เข้ามาแล้วก็กรุณากดปุ่มแสดงตน🔗
มีท่านใดยังไม่ได้ กดปุ่มแสดงตนบ้างครับ แสดงตนทุกท่านแล้วเจ้าหน้าที่แจ้งผลเลยครับ ท่านใดยังไม่ได้ แสดงตน แสดงตนหมดแล้วนะครับ🔗
ท่านประธานปิดไปแล้ว ท่านประธานกรุณาประกาศด้วยครับ🔗
ท่านประธานยังไม่ได้โชว์นะครับ🔗
ท่านประธานปิดไปแล้ว ท่านได้พูดคำนั้นไปแล้วครับ🔗
ขอให้เจ้าหน้าที่ ได้แสดงผลของจำนวนผู้เข้าห้องประชุมด้วย เชิญครับ อันนี้แสดงตนแล้ว มีผู้แสดงตน ๒๕๗ ถือว่าครบองค์ประชุม🔗
ต่อไปผมจะถาม ที่ประชุมว่าท่านสมาชิกท่านใดเห็นชอบกับหลักการร่างพระบัญญัติของคุณวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ กรุณาลงคะแนนด้วยนะครับ🔗
ท่านประธานครับ ผม วรวงศ์ วรปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ไม่แน่ใจว่าระบบมีปัญหาหรือเปล่า เพราะว่าเห็นองค์ประชุมหายไปพอสมควร เราไม่มาทำงานกันหรืออย่างไรครับท่านประธาน🔗
ท่านประธานครับ🔗
เชิญครับ🔗
ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ประธาน วิปฝ่ายค้านครับ ระบบไม่ได้มีปัญหาครับ ฝ่ายค้านไม่ได้แสดงตนเพราะอยากรู้ว่ารัฐบาล เห็นความสำคัญกับร่างกฎหมายนี้มากขนาดไหนครับ🔗
กรุณาอย่าใช้เสียง🔗
ท่านประธาน ผมประท้วงท่านประธาน ข้อ ๙ ควบคุมการประชุมด้วยนะครับ เป็น สส. กันมากี่สมัยแล้ว โห่ฮาในสภานี้ ผมขอให้ท่านผู้ชมทางบ้านตัดสินใจว่าวุฒิภาวะของ สส. ที่ท่านเลือก🔗
ขอความกรุณาครับ เราจะจบกันสุดท้ายขอให้จบด้วยดี ตอนนี้องค์ประชุมครบเรียบร้อย🔗
แสดงว่าฝ่ายค้านไม่ได้ให้ความสำคัญครับ🔗
กรุณาอย่าต่อว่า นะครับ เพราะว่าเราต้องรักษากติกา กฎ ข้อบังคับ ไม่โห่แล้วก็ไม่ส่งเสียงข้างนอก ตอนนี้ จะลงมติแล้วครับ อยู่ในระหว่างการลงมติอันสุดท้ายแล้วครับ🔗
ท่านประธานครับ🔗
เชิญครับ🔗
อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานวิป พรรคภูมิใจไทย ต้องกราบเรียนเพื่อนสมาชิกว่ากฎหมายฉบับนี้มีความสำคัญมาก วันนี้เรามีเพื่อนสมาชิก อภิปรายตั้งแต่เช้า🔗
ผมไม่ต้องการ ให้อภิปรายแล้วเพราะว่าเป็นการลงคะแนนแล้ว ถ้าจะอภิปรายเอาไว้ลงคะแนนจบแล้ว อาจจะขอหารือได้ครับ แต่ว่าตอนนี้อยู่ในขั้นลงคะแนนแล้วต้องลงคะแนนก่อนนะครับ ต่อไป ก็จะถามมติที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานที่เสนอโดย คุณวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ กับคณะ หรือไม่ ท่านผู้ใดเห็นว่าสมควรจะรับหลักการกรุณา กดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นว่าไม่สมควรรับหลักการกรุณากดปุ่ม ไม่เห็นด้วย และท่านผู้ใด เห็นว่างดออกเสียง กรุณากดปุ่ม งดออกเสียงด้วยครับ กรุณาลงคะแนนได้ครับ🔗
๔๓๒ เห็นด้วยครับ🔗
๔๓๒ เห็นด้วย เชิญครับ ท่านผู้ใดที่ยังไม่ได้ลงคะแนนครับ ไม่มี ก็ถือว่าลงคะแนนครบทุกท่านแล้วขอให้ เจ้าหน้าที่ได้แจ้งผลคะแนนครับ เพราะฉะนั้น ๔๐๐ บวก ๑ เห็นด้วย ๔๐๐ คน แล้วก็บวก กับ ๑ คน แต่ว่าปิดการลงคะแนนแล้วต้องแจ้งผล ไม่เป็นอะไรถ้ามีก็บันทึกทีหลังได้ ถือว่า เห็นด้วย ๔๐๑ คน งดออกเสียง ๑ คน ไม่ออกเสียง ๒ คน🔗
ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ ผม กฤดิทัช แสงธนโยธิน พรรคใหม่ครับ เมื่อสักครู่นี้ผมกดคะแนนไม่ทันครับ🔗
บันทึกไว้ก็แล้วกัน บันทึกไว้ว่ากดปุ่มไม่ทัน🔗
ท่านประธานคะ ๓๐๗ ก็ไม่ทันค่ะ🔗
ก็บันทึกไว้ แต่ว่า เอาคะแนนตามนี้ เพราะว่าปิดการลงคะแนนแล้ว ก็ถือว่าที่ประชุมแห่งนี้เห็นชอบกับหลักการ ร่างพระราชบัญญัติที่คุณวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ เชิญครับ🔗
ท่านประธาน ขออนุญาตครับ ผม กรวีร์ สาราคำ จังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย พอดีอยากให้ท่านประธาน Check ระบบหน่อย เพราะว่าเมื่อสักครู่นี้แสดงตนมีแค่ ๒๕๐ กว่าคน แต่ลงคะแนนมี ๔๐๐ คนครับ รบกวน ท่านประธานช่วย Check ระบบให้ด้วยนะครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗
ได้ครับ Check ภายหลังได้ครับ แต่ว่าถูกต้องแล้ว ทางนี้ก็แจ้งแล้วว่าเหตุผลเพราอะไร ตกลงเห็นชอบกับ ๒ ร่างนะครับ ก็ต้องถามจากที่ประชุมว่ามีร่างที่เห็นชอบ ๒ ร่าง🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เนื่องจากว่าร่างของคุณวรรณวิภา ไม้สน มีหลักการ มีรายละเอียดที่กว้างกว่าครับ ผมเสนอร่างของคุณวรรณวิภา ไม้สน เป็นร่างหลัก ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
เดี๋ยวครับ อย่าเพิ่งครับ🔗
ท่านถามแล้วนะครับ ผมฟัง ท่านตลอดครับ🔗
เอาเรื่องของ กรรมาธิการก่อนครับ เสร็จแล้วจะถามตอนสุดท้ายว่าเมื่อตั้งกรรมาธิการเสร็จแล้วก็จะถาม เรื่องระยะเวลาการพิจารณา แล้วก็เรื่องของจะใช้ร่างฉบับใดเป็นหลัก เอาไปตามขั้นตอน ไม่ต้องรีบ เพราะฉะนั้นขอเชิญท่านสมาชิกเสนอจำนวนกรรมาธิการซึ่งจะไปพิจารณา ๒ ร่าง ที่เราได้รับหลักการเมื่อสักครู่ไปแล้ว เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้ มีผู้เสนอใช้ร่างของคุณวรรณวิภาเป็นหลัก ผมขอเสนอใช้ร่างของคุณวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ เป็นหลักครับ ขอผู้รับรองครับ🔗
ผมได้แจ้งแล้ว ขออนุญาตให้เสนอทีหลัง ไม่มีปัญหา เพราะว่าอยากให้เป็นไปตามขั้นตอนที่ได้เตรียมไว้ คือให้จบกรรมาธิการของแต่ละพรรคเสร็จแล้ว อ่านรายชื่อกรรมาธิการจบแล้วก็จะได้ บอกว่าให้ใช้ร่างใดเป็นหลัก แล้วก็จะให้เวลากรรมาธิการไปพิจารณากี่วัน เอาไปตามหลักการ จะได้บันทึกง่าย ไม่เป็นอะไร เดี๋ยวถามทีหลัง จะถามทั้ง ๒ ร่างนะครับ ตอนนี้ก็ขอให้ ที่ประชุมเสนอจำนวนกรรมาธิการ อันนี้เป็นกรรมาธิการวิสามัญนะครับ จำนวนกี่ท่าน เชิญครับ เอาจำนวนเต็มก่อนว่าจะใช้กรรมาธิการวิสามัญจำนวนกี่ท่าน🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ขอเสนอจำนวนกรรมาธิการ ๓๖ ท่าน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
มีผู้รับรองถูกต้อง แต่เนื่องจากร่างกฎหมายฉบับนี้มันเกี่ยวกับสตรีอยู่ด้วย ซึ่งตามมาตรา ๑๒๘ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ ประกอบกับข้อบังคับ ข้อ ๑๒๑ กำหนดให้มีกรรมาธิการวิสามัญนั้นต้องมี สัดส่วนของสตรีเข้าร่วมเป็นกรรมาธิการไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ ของกรรมาธิการวิสามัญ ทั้งหมด แล้วก็ให้มีกรรมาธิการที่คณะรัฐมนตรีเสนอไม่เกิน ๑ ใน ๖ ของคณะกรรมาธิการ อันนี้เป็นไปตามหลักการ ถ้าเป็นไปตามนี้ไม่ทราบจะถูกต้องไหม เดี๋ยวช่วยตรวจทานดูด้วย ถ้าเป็นไปตามนี้มีผู้เสนอแล้วจำนวน ๓๖ ท่าน ซึ่งจะมีสตรีอยู่ด้วย สัดส่วนของกรรมาธิการ ของคณะรัฐมนตรี ๖ ท่าน สัดส่วนของกรรมาธิการแต่ละพรรคการเมือง ๑๘ ท่าน สัดส่วน ของผู้แทนองค์กรเอกชนที่เกี่ยวกับสตรี ๑๒ ท่าน เป็นไปตามนี้นะครับ ต่อไปขอให้ คณะรัฐมนตรีเสนอก่อน ๖ ท่าน เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
ท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน มนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมขอเสนอรายชื่อ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนของคณะรัฐมนตรี จำนวน ๖ ท่าน ดังนี้ ๑. นางสาวกาญจนา พูลแก้ว ๒. นายณรงฤทธิ์ วรรณโส ๓. นายชนิสร์ คล้ายสังข์ ๔. นายอนรรฆ พิทักษ์ธานิน ๕. นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ ๖. ว่าที่พันตรี สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ของคณะรัฐมนตรีครบแล้วครับ ต่อไปเป็นของพรรคก้าวไกล เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวแอนศิริ วลัยกนก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญในสัดส่วนพรรคก้าวไกล ดังนี้ สัดส่วน พรรคการเมือง ๑. นางสาววรรณวิภา ไม้สน ๒. นายเซีย จำปาทอง ๓. นายสุเทพ อู่อ้น ๔. นายจรัส คุ้มไข่น้ำ ๕. นายสหัสวัต คุ้มคง สัดส่วนผู้แทนสตรี ๑. นายบัณฑิต แป้นวิเศษ ๒. นางสาวสุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง ๓. นางสาวชนฐิตา ไกรศรีกุล ๔. นายปรารถนา โพธิ์ดี ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗
ผู้รับรองถูกต้อง ต่อไปขอเชิญพรรคเพื่อไทยครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ณณัฏฐ์ หงษ์ชูเวช สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ขอเสนอรายชื่อ กรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย จำนวน ๕ ท่าน ๑. นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ๒. นายภัทร ภมรมนตรี ๓. นายสมชาย กระจ่างแสง ๔. นางสาวสิริพัชระ จึงธีรพานิช ๕. นายอดิศร เกิดมงคล และขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการผู้แทนองค์กรเอกชนที่เกี่ยวกับสตรี ภาคประชาชนในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย จำนวน ๓ ท่าน ๑. นางสาวกรกช แก้วไพฑูรย์ ๒. นายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ๓. นายสุภรธรรม มงคลสวัสดิ์ ขอผู้รับรองครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ประดิษฐ์ สังขจาย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พรรคภูมิใจไทย ขออนุญาตเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญสัดส่วนพรรคภูมิใจไทย ๓ ท่าน สัดส่วนพรรคภูมิใจไทย ๓ ท่าน ๑. นางมุกดาวรรณ เลื่องสีนิล ๒. นางปทิดา ตันติรัตนานนท์ ๓. นายอรรถยุทธ ลียะวณิช และขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการสัดส่วนผู้แทนองค์กรเอกชน เกี่ยวกับสตรี สัดส่วนพรรคภูมิใจไทย ๒ ท่าน ๑. นางนาที รัชกิจประการ ๒. นางณัฏฐา มหัทธนา ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้อง ต่อไปขอเชิญพรรคพลังประชารัฐครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม อัคร ทองใจสด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ ในสัดส่วนของ พรรคพลังประชารัฐ จำนวน ๒ ท่าน ขอเสนอชื่อ นายวิริยะ ทองผา และ นางสาวกาญจนา จังหวะ และกรรมาธิการ ในส่วนของผู้แทนองค์กรในสัดส่วนของสตรี ๑ ท่าน คือ นายซาการียา บิณยูซูฟ ขอผู้รับรอง ด้วยครับ🔗
มีผู้รับรองถูกต้อง ต่อไปขอเชิญพรรครวมไทยสร้างชาติครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ปรเมษฐ์ จินา พรรครวมไทยสร้างชาติ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เขต ๕ ข้อเสนอชื่อในสัดส่วน ของพรรครวมไทยสร้างชาติ จำนวน ๑ ท่าน คือ นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู และขอเสนอ ชื่อสัดส่วนของผู้แทนองค์กรที่เกี่ยวข้องกับสตรี จำนวน ๑ ท่าน นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้อง ต่อไปขอเชิญพรรคประชาธิปัตย์ครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ร่มธรรม ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ กระผม ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานในสัดส่วน ของพรรคประชาธิปัตย์ ๑ ท่าน คือ ท่านกาญจน์ ตั้งปอง และข้อเสนอรายชื่อกรรมาธิการ วิสามัญผู้แทนสตรีในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ๑ ท่าน คือ ผู้ช่วยศาตราจารย์รัชดา ธนาดิเรก ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้อง ต่อไปพรรคชาติไทยพัฒนาครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม เสมอกัน เที่ยงธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา ขอเสนอ นายโกไสย เดชรุ่งเรือง ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้อง ต่อไปขอเชิญท่านเลขาธิการกรุณาอ่านชื่อกรรมาธิการครับ🔗
รายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ๑. นางสาวกาญจนา พูลแก้ว ๒. นายณรงค์ฤทธิ์ วรรณโส ๓. นายชนิสร์ คล้ายสังข์ ๔. นายอนรรฆ พิทักษ์ธานิน ๕. นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ ๖. ว่าที่พันตรี สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม ๗. นางสาววรรณวิภา ไม้สน ๘. นายเซีย จำปาทอง ๙. นายสุเทพ อู่อ้น ๑๐. นายจรัส คุ้มไข่น้ำ ๑๑. นายสหัสวัต คุ้มคง ๑๒. นายบัณฑิต แป้นวิเศษ ๑๓. นางสาว สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง ๑๔. นางสาวชนฐิตา ไกรศรีกุล ๑๕. นายปรารถนา โพธิ์ดี ๑๖. นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ๑๗. นายภัทร ภมรมนตรี ๑๘. นายสมชาย กระจ่างแสง ๑๙. นางสาวสิริพัชระ จึงธีรพานิช ๒๐. นายอดิศร เกิดมงคล ๒๑. นางสาวกรกช แก้วไพฑูรย์ ๒๒. นายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ๒๓. นายสุภรธรรม มงคลสวัสดิ์ ๒๔. นางมุกดาวรรณ เลื่องสีนิล ๒๕. นางปทิดา ตันติรัตนานนท์ ๒๖. นายอรรถยุทธ ลียะวณิช ๒๗. นางนาที รัชกิจประการ ๒๘. นางสาวณัฏฐา มหัทธนา ๒๙. นายวิริยะ ทองผา ๓๐. นางสาวกาญจนา จังหวะ ๓๑. นายซาการียา บิณยูซูฟ ๓๒. นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู ๓๓. นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ๓๔. นายกาญจน์ ตั้งปอง ๓๕. ผู้ช่วยศาสตราจารย์รัชดา ธนาดิเรก และ ๓๖. นายโกไสย เดชรุ่งเรือง🔗
กรรมาธิการครบ ทั้ง ๓๖ คนแล้วนะครับ ต่อไปขอเชิญเสนอระยะเวลาของการแปรญัตติครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ขอเสนอระยะเวลาแปรญัตติ ๑๕ วัน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้อง เสนอแปรญัตติ ๑๕ วัน มีผู้ใดเสนออย่างอื่นไหมครับ ถ้าไม่มีเสนอเป็นอย่างอื่นก็ถือว่า ระยะเวลาแปรญัตติ ๑๕ วัน ต่อไปเนื่องจากว่ารับหลักการ ๒ ฉบับ ในการพิจารณานั้นจะให้ กรรมาธิการใช้ฉบับใดเป็นหลักในการพิจารณาในวาระที่ ๒ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทอง ผมขอเสนอ ร่างพระบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งคุณวรรณวิภา ไม้สน กับคณะ เป็นผู้เสนอ เป็นร่างหลักในการพิจารณาในวาระที่ ๒ ครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้อง มีผู้ใดจะเห็นเป็นอย่างอื่น🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตจากจังหวัดอ่างทองครับ ผมขอเสนอใช้ร่างของคุณวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ เป็นร่างหลักในการพิจารณาในชั้น กรรมาธิการ ขอผู้รับรองครับ🔗
มีผู้รับรองถูกต้อง ตกลงมีความเห็นเป็น ๒ ฝ่าย คือเห็นว่าควรจะใช้ร่างของคุณวรรณวิภาเป็นหลักกับร่างของ คุณวรศิษฎ์เป็นหลัก ตกลงทั้ง ๒ ฝ่ายไม่มีผู้ใดขอถอนก็ถือว่าเสนอเป็น ๒ ร่าง ผมจึงจะต้องให้ ที่ประชุมได้ลงมติว่าจะใช้ร่างใดเป็นหลัก ก่อนที่จะลงมติก็ขอให้สมาชิกกดบัตรแสดงตนก่อนครับ🔗
ท่านสมาชิกที่อยู่ ในห้องประชุมนี้แล้วขอให้แสดงตนด้วย กดบัตรแสดงตนด้วยเพื่อตรวจสอบองค์ประชุม มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ลงคะแนนบ้างครับ ขอให้ท่านสมาชิกกรุณาได้กดบัตรแสดงตนด้วย นะครับ🔗
มีผู้ใดยังไม่ได้ แสดงตนครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ขณะนี้มีตัวเลขอยู่ที่ ๒๔๙ ผมขอแสดงตนครับ🔗
คุณณัฐวุฒิ แสดงตน มีผู้ใดยังไม่ได้แสดงตนครับ ถ้าแสดงตนกันหมดแล้วขอให้เจ้าหน้าที่ได้แสดงคะแนน ด้วยครับ ขณะนี้มีผู้แสดงตนที่อยู่ในห้องประชุมนี้จำนวน ๓๐๐ คน ถือว่าครบองค์ประชุมแล้ว เมื่อสักครู่คุณณัฐวุฒิแสดงอีกท่านหนึ่งใช่ไหมครับ กดปุ่มแล้วนะครับ ก็ถือว่า ๓๐๐ นะครับ ๓๐๐ ก็ถือว่าครบองค์ประชุม🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ประทานโทษครับ ผม สนอง เทพอักษรณรงค์ เสียงของท่านประธานข้างล่างไม่ได้ยินเลยครับ🔗
ผมพยายามพูด เสียงดังแล้วแต่ว่าระบบเสียงอาจจะไม่ดี ตอนนี้ได้ยินไหมครับ ขณะนี้มีผู้ได้แสดงตนอยู่ ในห้องประชุมครบองค์ประชุมแล้ว ผมก็จะถามต่อไปว่าท่านจะให้ใช้ฉบับใดเป็นหลักในการ ให้กรรมาธิการพิจารณาในวาระที่ ๒ ก็จะถามเป็นมติดังนี้ กรุณาฟังให้ดีนะครับ ท่านผู้ใด เห็นว่าให้ใช้ร่างของคุณวรรณวิภา ไม้สน กับคณะ เป็นหลัก กรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าท่าน เห็นว่าควรจะใช้ร่างของคุณวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ กับคณะ เป็นหลัก กรุณากดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ถ้าจะงดออกเสียงกรุณากดปุ่ม งดออกเสียง ผมทบทวนอีกครั้งหนึ่งเพื่อไม่ให้สับสน ท่านผู้ใด เห็นว่าควรจะใช้ร่างของคุณวรรณวิภา ไม้สน กับคณะ เป็นหลัก กรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าท่าน เห็นว่าให้ใช้ร่างของคุณวรสิทธิ์ เลียงประสิทธิ์ กับคณะ เป็นหลัก ขอให้กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ถ้างดออกเสียง กรุณากดปุ่ม งดออกเสียง ลงคะแนนได้ครับ🔗
ท่านประธานครับ อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ไม่เห็นด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ไม่เห็นด้วย บันทึกด้วยครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานครับ ขออนุญาตหารือเล็กน้อยครับ🔗
เดี๋ยวลงคะแนนก่อน ถ้าเรื่องลงคะแนน ลงคะแนนได้หรือไม่ได้🔗
เกี่ยวข้องกับการลงมติ ครับท่านประธาน🔗
กำลัง จะลงคะแนนใช่ไหมครับ🔗
ใช่ครับ เกี่ยวข้องกับ การลงมติครับ🔗
เชิญครับ🔗
ท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชี รายชื่อ พรรคก้าวไกลครับ ผมคิดว่าวันนี้เราเดินมาถึงจุดนี้ได้ในการประชุมวันนี้ก็ด้วย ความร่วมมือกันด้วย ในกรณีที่ท่านณัฐวุฒิเมื่อสักครู่ก็ได้แสดงตนเป็นองค์ประชุมด้วย แล้วผมก็คิดว่าทั้ง ๒ ร่างพระราชบัญญัตินี้ที่ผ่านหลักการทั้งคู่ก็คงจะไม่ผิดวิสัยอะไรถ้าวันนี้ เราพร้อมจะลงมติถ้าฝั่งรัฐบาลเองก็อยากจะให้เราเดินไปด้วยกันได้ก็อยากจะสนับสนุนให้ ฝั่งรัฐบาลใช้ร่างของท่านวรรณวิภาเป็นร่างหลัก พวกเราก็พร้อมจะลงมติด้วยกัน ขอบคุณครับ🔗
ประเด็นของมัน อยู่ตรงนี้เพื่อความเข้าใจตรงกันสำหรับบุคคลข้างนอกด้วย ถึงแม้ว่าจะใช้ฉบับใดเป็นหลัก แต่อีกฉบับหนึ่งก็สามารถจะใช้พิจารณาร่วมกันได้เพราะว่าเห็นชอบในหลักการแล้ว หลักการ ทั้งสองนั้นก็สามารถจะใช้ร่วมในการพิจารณา แต่ฉบับหลักคือฉบับใดที่ท่านจะต้องลงมติ ซึ่งจะต้องลงมติฉบับใดฉบับหนึ่ง ขณะนี้ผมได้ถามว่าท่านผู้ใดจะเห็นชอบกับร่างของ คุณวรรณวิภาก็กรุณากดปุ่ม เห็นด้วย แล้ว ส่วนถ้าจะใช้ฉบับของคุณวรสิทธิ์ก็กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย งดออกเสียงก็กดปุ่ม งดออกเสียง แต่ไม่ได้หมายความว่าฉบับใดที่ไม่รับแล้วถือว่า ตกนะครับ เพราะว่ารับทั้งสองแล้ว เพียงแต่ว่าจะใช้ฉบับใดเป็นหลัก คงเข้าใจแล้ว คงเข้าใจ ตรงกันครับ มีท่านผู้ใดยังไม่ได้ลงคะแนนเสียงบ้างครับ ถ้าไม่มีผู้ใดยังไม่ได้ลงคะแนนเสียง แล้วขอให้เจ้าหน้าที่ได้แสดงคะแนนด้วยครับ มีผู้ลงคะแนนเสียงทั้งหมด ๓๙๘ คน เห็นด้วย คือให้ใช้ร่างของคุณวรรณวิภา ไม้สน ๑๔๘ คน ไม่เห็นด้วย ๒๔๘ คน คือขอให้ใช้ร่างของ คุณวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ กับคณะ เป็นหลัก🔗
เพราะฉะนั้น ในการพิจารณาในวาระที่ ๒ ก็จะใช้ร่างของคุณวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ กับคณะ เป็นหลัก ในการพิจารณา ขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่ดำเนินการด้วยดี บัดนี้หมดวาระของวันนี้แล้ว วันพรุ่งนี้ประชุมตามปกติ ผมขออนุญาตปิดประชุมครับ🔗