unknown · · 657 lines

(นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ได้ขึ้น บัลลังก์ เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา)
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

การหารือจะเริ่มจากท่านณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ตามด้วยท่านปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ เชิญท่านณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ครับ🔗

นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สุพรรณบุรี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี พรรคชาติไทย พัฒนา🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สุพรรณบุรี

วันนี้ผมจะหารือเรื่องอื่น ไม่ได้เลย นอกจากเรื่องโศกนาฏกรรมที่โรงงานผลิตพลุ ดอกไม้ไฟ ลูกไข่ไล่นกระเบิดที่ หมู่ที่ ๓ ตำบลศาลาขาว ติดกับตำบลสวนแตง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ความเสียหายครั้งนี้ รุนแรงมากกว่า ๒ ครั้งที่ผ่านมา เกิดเหตุที่อำเภอดอยสะเก็ด เมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ที่เชียงใหม่ และวันที่ ๔ สิงหาคมที่ตลาดมูโนะ อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส แต่ครั้งนี้ รุนแรงมากกว่า ๒ ครั้งที่ผ่านมาในแง่ของชีวิตที่สูญเสียในครั้งนี้ ทราบมาว่าขณะนี้ ๒๒ ราย ด้วยกัน เป็นชาย ๘ ราย หญิง ๑๒ ราย และยังอยู่ระหว่างการพิสูจน์อีก ๒ ราย เป็นเรื่องที่ น่ารันทดเศร้าเสียใจอย่างยิ่ง เพราะว่าทุกสรีระผู้รับเคราะห์กรรมกระจายเกลื่อนกลางทุ่งนา โรงงานพังราบเรียบเป็นหน้ากลอง ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งก็คือนักเรียน ๓ ครอบครัวครับ ท่านประธาน สูญเสียทั้งบิดา มารดา ผมเชื่อว่าคนไทยร่วมชาติ ร่วมจังหวัด หรือทั่วโลกคงมี ความรู้สึกไม่ต่างจากผม ทั้งสงสาร เสียใจ จุกอกจนน้ำตาตกใน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมต้องขอขอบคุณทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีต่าง ๆ หน่วยราชการ ต่าง ๆ เข้าไปช่วยเหลืออย่างดีเยี่ยมเลยครับ เพราะฉะนั้นครั้งนี้ขอให้เป็นวัวคอกสุดท้าย ที่จะล้อม เป็นการถอดบทเรียนสุดท้ายที่จะถอด ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเถอะครับว่า พลุนั้นเป็นสวยสังหาร เป็นอาวุธสงครามอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นขอให้เข้มงวดในการ ออกใบอนุญาต การฝึกอบรมผู้ประกอบการ การตรวจสอบทุกระยะ อย่าให้มีการผลิตรวมกัน อยู่ในที่เดียว อย่าประมาทละเลยเป็นเด็ดขาด ขอบพระคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านปารเมศครับ🔗

นายปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม ปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต ๑ พระนคร ป้อมปราบ สัมพันธวงศ์ บางรัก ดุสิต พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ วันนี้ผมมีเรื่องปรึกษาหารือทั้งหมด ๓ ประเด็นครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ กรุงเทพมหานคร

ประเด็นแรก เป็นเรื่อง ของสายสื่อสารรุงรัง ไม่ใช่แค่ในเขตผมนะครับ แต่เป็นทั้งกรุงเทพฯ จึงขอให้หน่วยงานที่ เกี่ยวข้องเข้ามาจัดการปัญหาเรื้อรัง เนื่องจากพื้นที่ของผมเป็นเขตท่องเที่ยวใจกลางเมือง มีความกังวลมากมายเรื่องความปลอดภัย และยังเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อประเทศ เพราะเรา เป็นเมืองท่องเที่ยวครับ ควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกประกาศระเบียบเลยครับ ให้บริษัท เจ้าของสายสื่อสารเหล่านี้เข้ามาจัดการสายสื่อสาร มิเช่นนั้นจะต้องมีบทลงโทษนะครับ รูปนี้คือภาพถ่ายที่ผมถ่ายเองตรงถนนเยาวราช ถนนเส้นนี้ขึ้นชื่อถือว่าเป็นถนน Street Food ระดับโลก สร้างเม็ดเงินจำนวนมากมหาศาลให้กับประเทศไทย แต่สายสื่อสารพันกัน เต็มไปหมดเลยครับ ผมว่าดูแล้วไม่เจริญหูตา เอาลงดินได้แล้วครับ ถนนเส้นนี้ทำให้มัน เรียบร้อยเถอะ ยิ่งช้ายิ่งเสียโอกาส เสียภาพลักษณ์ เสียชื่อหมดครับ🔗

ประเด็นถัดมา เป็นเรื่องไฟดับจำนวนมากในกรุงเทพฯ เขต ๑ ผมได้รับแจ้ง ล่าสุดมากว่า ๒๐ เคสในเร็ว ๆ นี้ ตามที่ขึ้นบนสไลด์ แต่ทำเสร็จไปแค่ ๔ เคสเท่านั้น ฝาก การไฟฟ้านครหลวงและ กทม. รีบเข้ามาจัดการ ประชาชนบอกผมมาแจ้งไปหลายรอบแล้ว แต่ยังนิ่งเฉย เช่น ซอยสุจริต เขตดุสิต เป็นซอยแคบทางโค้ง ดึก ๆ มีมอเตอร์ไซค์ขับเข้ามา ชนบ้าน ชุมชนหลายครั้ง สร้างความเสียหายและความไม่ปลอดภัยแก่พื้นที่ชุมชน🔗

ประเด็นสุดท้าย เป็นเรื่องของป้ายรถประจำทางสาธารณะ เนื่องจากพื้นที่ผม เป็นเขตท่องเที่ยวคนสัญจรเป็นจำนวนมาก จึงอยากให้เปลี่ยนป้ายรถเมล์เก่าให้เป็น ป้ายรถเมล์ใหม่ที่ครอบคลุมกว่าเดิม แล้วก็เสนอแนะให้มี QR Code บริการภาษาอื่น ๆ แล้วก็ทำให้มันสวยเป็นอัตลักษณ์ตามพื้นที่ท่องเที่ยวในเขตด้วยครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช ครับ🔗

นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย เขต ๒ อำเภอ แม่จัน อำเภอเวียงชัย อำเภอเวียงเชียงรุ้ง และอำเภอเมือง ๓ ตำบล พรรคเพื่อไทยค่ะ ท่านประธานคะ วันนี้ดิฉันมีเรื่องปรึกษาหารือของพ่อแม่พี่น้องเขต ๒ จังหวัดเชียงราย ทั้งหมด ๒ เรื่อง🔗

ในเรื่องแรกเป็นเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องตำบลนางแล อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ที่ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค ปัญหานี้เกิดจากการผลิตน้ำประปาของ สาขาเชียงรายไม่เพียงพอ แรงดันน้ำก็ไม่เพียงพอ มาไม่ถึงตำบลนางแล อาจจะเกิดจากการ ขยายตัวของหมู่บ้านจัดสรร โดยหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในฝั่งทิศตะวันออก มี ๓ หมู่บ้าน บ้านป่าห้า หมู่ที่ ๑ บ้านสันต้นขาม หมู่ที่ ๑๖ และบ้านดาวดึงส์ หมู่ที่ ๑๑ โดยหมู่ที่ ๑๑ นี้ได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากหมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่บนเนินเขา ซึ่งการประปาส่วนภูมิภาคสาขาเชียงรายแจ้งว่าไม่มีงบประมาณเพียงพอในการขยายเขต การให้บริการได้อย่างเต็มที่ ดิฉันจึงอยากฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานการประปา ส่วนภูมิภาคให้เร่งสำรวจความต้องการของประชาชน และเร่งทำโครงการเพื่อนำเสนอทำการ อนุมัติอย่างเร่งด่วนค่ะ🔗

ส่วนความเดือดร้อนของประชาชนในเขต ๒ จังหวัดเชียงราย เรื่องที่ ๒ ก็คือ พวกเราชาวตำบลดงมหาวัน อำเภอเวียงเชียงรุ้ง จะขอความกรุณากระทรวงคมนาคม ช่วยปรับปรุงและขยายผิวจราจรในพื้นที่ของตำบลดงมหาวัน อำเภอเวียงเชียงรุ้ง จังหวัด เชียงราย เนื่องจากปัจจุบันมีสภาพชำรุดเป็นหลุมเป็นบ่อ และบางช่วงแคบทำให้เกิดอุบัติเหตุ ต่อชีวิตประชาชนและทรัพย์สินของประชาชนหลายต่อหลายครั้ง โดยพื้นที่ที่จำเป็นที่ต้อง มีการขยายผิวจราจรและปรับปรุงถนนคือถนนทางหลวงชนบทสาย ชร.ถ ๖๖-๐๑๘ บ้านป่าเลา- บ้านสันทรายงาม เส้นที่ ๒ คือทางหลวงชนบทสาย ชร.ถ ๖๖-๐๑๖ บ้านสันทรายงาม- บ้านป่าสักงาม เส้นที่ ๓ คือทางหลวงชนบท ชร.ถ ๖๖-๐๐๑ บ้านป่าสักงาม-แยกดอยหลวง นอกจากจะป้องกันอุบัติเหตุทางด้านชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวตำบลดงมหาวันแล้ว ยังสามารถเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเพื่อพัฒนาด้านการค้า การท่องเที่ยว และการ บริการของอำเภอเวียงเชียงรุ้งและจังหวัดเชียงรายอีกด้วยค่ะ ทั้ง ๒ เรื่องขอฝากท่านประธาน ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วนที่สุด ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านทินพล ศรีธเรศ ครับ🔗

นายทินพล ศรีธเรศ กาฬสินธุ์

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ทินพล ศรีธเรศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาฬสินธุ์ เขตเลือกตั้งที่ ๕ พรรคเพื่อไทย วันนี้มีเรื่องปรึกษาหารือกับท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายทินพล ศรีธเรศ กาฬสินธุ์

เรื่องที่ ๑ ก็คือได้รับร้องเรียนจากนายก องค์การบริหารส่วนตำบลเจ้าท่า อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ถึงความเสียหายของถนน บ้านเหมือดแอ่ ตำบลเจ้าท่า อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ บ้านเหมือดแอ่ถูกน้ำท่วม ทั้งหมู่บ้านเมื่อปี ๒๕๖๕ เนื่องจากพนังกั้นลำน้ำชีได้ขาดไหลทะลักเข้าท่วมหมู่บ้านแล้วก็ ท่วมถนนในหมู่บ้านตั้งแต่ปี ๒๕๖๕ ถนนได้รับความเสียหายมาก จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ก็ยัง ไม่ได้รับการแก้ไข ทางนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเจ้าท่าก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ก็ทำหนังสือ ของบประมาณจากองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น แต่ถึงป่านนี้ก็ยังไม่ได้งบประมาณในการ ซ่อมแซมดูแล ก็เลยอยากฝากท่านประธานไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยอนุมัติงบประมาณ ในการซ่อมแซมถนนเส้นนี้ ซึ่งเป็นถนนกลางหมู่บ้านที่ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนมาก🔗

เรื่องที่ ๒ ก็คือเป็นเรื่องที่กระผมเคยปรึกษาหารือกับท่านประธานไป ครั้งหนึ่งแล้วเมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๖๖ สืบเนื่องประกาศจากกระทรวงมหาดไทยกำหนด จังหวัดที่จะทำการสำรวจรังวัดแผนที่เพื่อออกโฉนดที่ดินประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๗ ซึ่งในหนังสือฉบับนี้ไม่มีจังหวัดกาฬสินธุ์ของกระผมอยู่ด้วย ในหนังสือฉบับนี้มีทั้งหมด ๖๘ จังหวัด มีจังหวัดไหนบ้างที่ยังไม่มีผมก็ไม่ทราบ แต่ว่าจังหวัดกาฬสินธุ์ไม่มีแน่ ๆ กลับบ้านไปก็ให้คำตอบกับชาวบ้านไม่ได้ เคยปรึกษาหารือกับท่านประธานไปแล้วรอบหนึ่ง จนป่านนี้ก็ยังไม่มีคำตอบนะครับ ชาวกาฬสินธุ์ก็เลยกลัวจะตกสำรวจ ก็เลยฝากมายัง ท่านประธานอีกรอบหนึ่งครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านธีรัจชัย พันธุมาศ ครับ🔗

นายธีรัจชัย พันธุมาศ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๘ หนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง พรรคก้าวไกล ขออนุญาตหารือท่านประธานดังนี้ครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายธีรัจชัย พันธุมาศ กรุงเทพมหานคร

การจัดการศึกษาปฐมวัยในแบบ ศูนย์เด็กเล็กก่อนวัยเรียน หรือ ศพด. ในกรุงเทพฯ มีทั้งหมด ๒๗๔ ศูนย์ ในเขต ๑๘ กรุงเทพฯ เขตผม หนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง มีทั้งหมด ๒๑ ศูนย์ มีทั้งเล็กทั้งใหญ่ มีมัสยิด วัด บุคคล ชุมชน ช่วยอุปถัมภ์ หากชุมชนเข้มแข็ง สนับสนุนการเงินดี อาคารก็จะดี อุปกรณ์ การเรียนการสอนก็จะดี หากชุมชนนั้นมีรายได้น้อยก็จะเบาบาง แล้วคุณภาพจะไม่ดี เปรียบเทียบกับศูนย์เด็กเล็กในต่างจังหวัดจะสู้ศูนย์เด็กเล็กที่ดูแลโดยท้องถิ่นไม่ได้ ทั้งที่อยู่ใน เมืองหลวงของประเทศนะครับ🔗

ในเรื่องหลักสูตรปัจจุบัน ศพด. ในกรุงเทพฯ นั้นไม่ได้มีหลักสูตรที่แน่นอน ชัดเจน แต่ละศูนย์นั้นจัดการกันเอง งบประมาณอาหารกลางวันไม่เพียงพอ ค่าไฟ ค่าน้ำ ต้องจัดการเอง ศูนย์จะต้องมีการเรียกจากผู้ปกครอง ในส่วนค่าตอบแทนครูเป็นแบบ จ้างเหมาครับท่านประธาน ไม่มีเงินเดือน สวัสดิการ ไม่มีการขึ้นเงินเดือน หากวันไหนหยุด ก็จะต้องโดนหักรายวัน การบรรจุครูมีเกียรติมีศักดิ์ศรีเทียบเท่าครูในสังกัดอื่น ๆ ไม่มี แม้จะทำการเรียนการสอนมาทั้งหมด ๒๐ ปีแล้วก็ตาม ผมได้ลงสำรวจร่วมกับคุณครูทั้ง ๒๑ ศูนย์ในเขตของผมตามรายชื่อที่แนบนี้ ทำรายงานอย่างละเอียดถึงปัญหา ทั้งสถานที่ อุปกรณ์ การเรียนการสอนที่ไม่ได้มาตรฐาน หลักสูตร และการจ้างของครู ทำรายงานอย่าง ละเอียดเรียบร้อยแล้ว ขอให้ท่านประธานได้โปรดผ่านไปยังผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้โปรดช่วยการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กให้มีมาตรฐานสากลตาม แนวทางที่กระผมได้ศึกษาอย่างละเอียดแล้ว ขอบคุณมากครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านผกามาศ เจริญพันธ์ ครับ🔗

นางสาวผกามาศ เจริญพันธ์ สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวผกามาศ เจริญพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๓ จังหวัดสุรินทร์ พรรคภูมิใจไทย วันนี้ดิฉันมีประเด็นหารือผ่านท่านประธาน ๑ เรื่องค่ะ🔗

คือเรื่องปัญหาน้ำท่วมขังในตัวเทศบาลจอมพระเป็นประจำ ในแต่ละปี ที่ผ่านมานั้นในพื้นที่อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์ มักจะมีน้ำท่วมขังเป็นประจำทุกปีในช่วง ฤดูฝน โดยมักจะท่วมถนนทางเข้าอำเภอจอมพระและท่วมตัวเทศบาลจอมพระ ตลาด ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของอำเภอจอมพระ รวมทั้งสถานที่ราชการหลายแห่ง เช่น ที่ว่าการอำเภอจอมพระ สถานีตำรวจจอมพระ โรงพยาบาล สำนักงานเทศบาล อบต. รวมถึง บ้านพักข้าราชการ ซึ่งจุดที่ท่วมเป็นประจำนั้นเป็นถนนสายหลักเข้าตัวอำเภอจอมพระ โดยมี ระดับน้ำท่วมสูงถึง ๑ เมตร รถไม่สามารถสัญจรผ่านไปได้ ต้องเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่น ดิฉันขอเสนอแนะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้ร่วมบูรณาการเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม อย่างยั่งยืน คือ ๑. กรมชลประทาน จัดการในพื้นที่ห้วยลึก ซึ่งเป็นห้วยที่พาดผ่านตัวเมือง จอมพระ ๒. กรมทรัพยากรน้ำ จัดการในพื้นที่ห้วยย่าเลาที่อยู่ทางทิศใต้ของเมือง โดยขอ สนับสนุนงบประมาณในการขุดลอกห้วยย่าเลาในจุดที่ตื้นเขิน เช่น จากบ้านว่านถึงบ้านตาบอด เมื่อถึงฤดูฝนจุดนี้น้ำมักจะล้นคันเป็นประจำ ๓. กรมโยธาธิการและผังเมือง ให้ช่วยจัดการ แก้ไขและวางระบบป้องกันน้ำท่วมในตัวชุมชน อำเภอจอมพระ หากได้รับการอนุเคราะห์ ในการบูรณาการร่วมกัน รวมทั้งงบประมาณก็จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพ่อแม่ พี่น้องประชาชนชาวจอมพระและประชาชนที่สัญจรไปมาในช่วงที่เกิดน้ำท่วมได้เป็นอย่างมาก ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านสรพัช ศรีปราชญ์ ครับ🔗

นายสรพัช ศรีปราชญ์ สระบุรี

เรียนประธานสภาที่เคารพ ผม สรพัช ศรีปราชญ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระบุรี เขต ๑ พรรคก้าวไกล วันนี้มีเรื่องมา ปรึกษาหารือดังนี้ครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายสรพัช ศรีปราชญ์ สระบุรี

เรื่องที่ ๑ ได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้อง ประชาชนชาวอำเภอเฉลิมพระเกียรติว่าเจ็บป่วยแต่ละครั้ง การไปรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาล ยากลำบาก และหลายครั้งมีญาติพี่น้องอันเป็นที่รักต้องเสียชีวิตในขณะที่กำลังเดินทาง ไปโรงพยาบาล เนื่องจากไม่มีโรงพยาบาลประจำอำเภอ ชาวอำเภอเฉลิมพระเกียรติ ต้องไปรักษาที่โรงพยาบาลพระพุทธบาทหรือต้องเข้าไปรักษาที่โรงพยาบาลสระบุรี ซึ่งทั้ง ๒ โรงพยาบาลมีสภาพแออัด เนื่องจากมีผู้ป่วยมารักษาต่อวันเป็นจำนวนมาก หากดู จากประชากรในอำเภอเฉลิมพระเกียรติแล้ว ประชากรในอำเภอก็ไม่ได้มีจำนวนน้อยที่สุด ในจังหวัด ท่านประธานครับ จังหวัดสระบุรีมีทั้งหมด ๑๓ อำเภอ ซึ่งในแต่ละอำเภอมี โรงพยาบาลประจำอำเภอกันหมดแล้ว มีเพียงอำเภอเฉลิมพระเกียรติเพียงอำเภอเดียว เท่านั้นที่ยังไม่มีโรงพยาบาลประจำอำเภอ ฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยพิจารณาให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนชาวอำเภอเฉลิมพระเกียรติด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ได้รับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่ม Rider อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี เกี่ยวกับการถูกปรับลดค่าเที่ยวในการส่งสินค้า จากเดิมเที่ยวละ ๒๒ บาท เป็น ๑๕ บาท ซึ่งนอกจากกลุ่ม Rider อำเภอเมืองสระบุรีที่ได้มาส่งหนังสือที่ผมแล้ว ยังได้รวมตัวเดินทาง ไปยื่นหนังสือที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสระบุรีแล้วอีกด้วย ซึ่งผมทราบมาว่าจะมีการปรับลด ค่าเที่ยวในการส่งสินค้าอีกหลายจังหวัด ฝากท่านประธานผ่านไปถึงกระทรวงแรงงานช่วยดูแล เรื่องค่าตอบแทน รวมถึงสวัสดิการต่าง ๆ ที่ควรจะมีให้พี่น้องกลุ่ม Rider ทั่วประเทศ ด้วยครับ🔗

เรื่องสุดท้าย มีพี่น้องประชาชนที่ใช้จักรยานยนต์ในการเดินทาง ฝากช่วยดูแล เศษหินตามไหล่ทาง ทั้งทางราบและทางต่างระดับ เนื่องจากเศษหินตามไหล่ทางทำให้ลื่น และเสี่ยงได้รับอุบัติเหตุ ฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาทางแก้ไข และดำเนินการให้ประชาชนด้วยครับ🔗

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณแขวงทางหลวงสระบุรีที่ตอนนี้ได้เข้าดำเนินการซ่อมแซม ผิวจราจรบริเวณทางต่างระดับสนามยิงปืนใหญ่รถถังตามที่พี่น้องประชาชนชาวสระบุรี ได้ฝากแจ้งเข้ามาแล้ว ขอขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านธนพัฒน์ ศรีชนะ ครับ🔗

นายธนพัฒน์ ศรีชนะ ยโสธร

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ธนพัฒน์ ศรีชนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยโสธร เขต ๓ พรรคภูมิใจไทย กระผม ขอหารือท่านประธานเกี่ยวกับปัญหาความเดือดร้อนของพ่อแม่พี่น้องจังหวัดยโสธร มีอยู่ ๓ เรื่องดังนี้ ขอสไลด์ด้วยนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายธนพัฒน์ ศรีชนะ ยโสธร

ขอให้จัดตั้งสำนักงานขนส่งจังหวัดยโสธร สาขาอำเภอกุดชุม ตั้งอยู่ที่บ้านโสกน้ำขาว ตำบลห้วยแก้ง อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร มีพื้นที่ ๓๙ ไร่เป็นพื้นที่สาธารณะประโยชน์ของชุมชนติดถนนทางหลวงหมายเลข ๒๑๖๙ ปัญหาที่พบคือสำนักงานขนส่งเดิมตั้งอยู่ไกล ชาวบ้านเดินทางไปมาลำบาก และเดินทาง ไปมาหลายครั้ง ส่งผลให้เกิดปัญหาการเดินทางที่ไม่สะดวกและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการ เดินทาง จึงได้ทำการประชาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีมติเห็นด้วย และอนุญาตให้ใช้ ที่ดินผืนนี้เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ชาวบ้านอำเภอกุดชุม พื้นที่ใกล้เคียง เพื่อจัดตั้ง สำนักงานขนส่งต่อไป🔗

๒. ทางหลวงหมายเลข ยส.๔๐๐๔ เป็นทางหลวงเส้นจากบ้านโพงไปตำบล ห้องแซง อำเภอเลิงนกทา ซึ่งอยู่ในความดูแลของกรมทางหลวงชนบท ปัญหาที่พบคือถนน มีความชัน คดเคี้ยวและไม่มีไหล่ทาง ส่งผลให้รถบรรทุกหนักเกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง🔗

๓. อ่างเก็บน้ำห้วยลิงโจน ตั้งอยู่ที่บ้านหนองบึง ตำบลห้องแซง อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร มีพื้นที่ ๑๔,๐๐๐ ไร่ ปริมาณกักเก็บน้ำ ๒๒ ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งอยู่ในการ ดูแลของกรมชลประทาน ระบบส่งน้ำเพื่อการเกษตรผ่าน ๓ ตำบล ได้แก่ ห้องแซง สามัคคี กุดเชียงหมี เป็นสถานที่ท่องเที่ยวและมีร้านขายอาหารแพลอยน้ำของคนในชุมชน ปัญหา ที่พบคือถนนทางเข้าอ่างเก็บน้ำห้วยลิงโจนมีพื้นที่ชำรุดเป็นหลุมเป็นบ่อมากกว่า ๑๐ ปี ส่งผลให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้รับความเดือดร้อนในการสัญจรไปมา เกิดอุบัติเหตุ อยู่บ่อยครั้ง จึงทำให้นักท่องเที่ยวมาท่องเที่ยวน้อยลง🔗

สุดท้ายกระผมขอฝากท่านประธานไปยังกระทรวงคมนาคมและกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ให้เร่งผลักดันงบประมาณเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและพัฒนา แหล่งชุมชนสู่พ่อแม่พี่น้องจังหวัดยโสธรสืบต่อไป ขอขอบพระคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านศิริโรจน์ ธนิกกุล ครับ🔗

นายศิริโรจน์ ธนิกกุล สมุทรสาคร

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม ศิริโรจน์ ธนิกกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรสาคร เขต ๒ จาก พรรคก้าวไกล วันนี้มีเรื่องจะปรึกษาหารือผ่านท่านประธานไปทั้งหมด ๔ เรื่องด้วยกัน🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายศิริโรจน์ ธนิกกุล สมุทรสาคร

เรื่องแรก คือเรื่องของปัญหารถถังครับ ไม่ใช่รถถังของกองทัพนะครับ แต่เป็นรถบรรทุกถังที่วิ่งกันให้ว่อนเลยครับ โดยบรรทุกจนเลย ตัวรถออกมายาวมาก ไม่มีผ้าใบคลุม ไม่มีธงแดงติด ชาวบ้านร้องเรียนเข้ามา วิ่งกันเยอะมาก โดยเฉพาะเส้นถนนพุทธสาคร อำเภอกระทุ่มแบน อย่างไรฝากเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงผู้ประกอบการช่วยกำชับด้วยนะครับ🔗

๒. ปัญหาน้ำเน่าเสียทั้งคลองสายหลักและคลองสาขาเกือบจะทุกคลอง ในพื้นที่อำเภอกระทุ่มแบน ณ ตอนนี้น้ำเน่าเสียหมดแล้วครับท่านประธาน อยากจะฝากเรื่อง ไปยังกระทรวงอุตสาหกรรมให้เข้าไปดูปัญหานี้หน่อย🔗

๓. ปัญหาไฟส่องสว่างบริเวณแยกอ้อมน้อย ตำบลอ้อมน้อย ชาวบ้าน ร้องเรียนมาหลายครั้งแล้วครับว่าตกดึกทีไรตรงนี้มืดมาก ๆ ไฟข้างทางก็ไม่มี ไฟสัญญาณ จราจร ไฟบนสะพานลอยก็ไม่ซ่อมแซมแก้ไข เกิดอุบัติเหตุหลายต่อหลายครั้งก็ยังนิ่งเฉย ฝากไปถึงหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงเร่งแก้ไขปัญหานี้หน่อยนะครับ🔗

สุดท้าย ปัญหาการทำงานของกระทรวงแรงงานที่พี่น้องแรงงานโดยเฉพาะ พี่น้อง Rider ฝากมาว่าทำงานกันได้ช้า ช้า ช้ามาก ๆ นะครับ วันนั้นที่มีการแถลงนโยบาย ท่านรัฐมนตรีได้มีการรับปากว่าจะรับปัญหาของพี่น้อง Rider ไปเพื่อแก้ไข แต่ปัจจุบัน ยังไม่ได้มีมาตรการออกมาที่ชัดเจน จนวันนี้พี่น้อง Rider กำลังจะถูกลดค่ารอบ ต่ำสุด เหลือแค่รอบละ ๑๕ บาทเท่านั้นครับท่านประธาน อย่างไรฝากท่านประธานส่งเรื่องไปให้ถึง กระทรวงแรงงาน ถึงท่านรัฐมนตรีให้บริษัท Platform เหล่านี้หยุดเอาเปรียบ Rider นะครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ครับ🔗

นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ ปัญหาของพี่น้องประชาชนมากมายจริง ๆ เลยนะคะ🔗

เรื่องแรกที่ดิฉันจะขออนุญาตหารือค่ะ เรื่องเกี่ยวกับรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่วิ่ง อยู่บนถนนในเวลาเร่งด่วนค่ะ ซึ่งดิฉันขออนุญาตยกตัวอย่างในพื้นที่เขตลาดกระบังนะคะ เราประกอบไปด้วย ๔ สน. บางเส้นทางที่ใกล้กับสถานที่ ICD หรือคลังกักเก็บสินค้าจะมีการ อนุโลม แต่หลาย ๆ เส้นทางที่อยู่ในพื้นที่ชุมชน พี่น้องประชาชนมาอยู่ก่อน แล้วก็อยู่อาศัย กันเป็นจำนวนมาก แต่ยังมีรถบรรทุกเข้ามาวิ่งในเวลาที่เด็กนักเรียนต้องเดินทางไปโรงเรียน หรือสัญจรกันด้วยความยากลำบาก เป็นปัญหาของท่านผู้ปกครองจริง ๆ ดิฉันจึงขอประสาน ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทุก สน. ได้โปรดออกไปเข้มงวดกวดขัน ไปดูความเป็นระเบียบเรียบร้อย เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนค่ะ ในส่วนที่มีการอ้างว่าเป็น พ.ร.บ. ปรับพินัย ที่อาจจะทำให้ยากต่อการไปปรับหรือว่าบังคับใช้กฎหมาย แต่ดิฉันมั่นใจว่าถ้าหากว่าเจ้าหน้าที่ ออกไปสอดส่องดูแล ผู้กระทำผิดก็ไม่กล้าที่จะกระทำผิดมากไปกว่านี้แล้วนะคะ ดิฉันจึงขอให้ ทางเจ้าหน้าที่ให้ความจริงใจแล้วก็ดูแลพี่น้องประชาชนด้วยค่ะ🔗

อีกเรื่องหนึ่งคล้ายคลึงกัน นั่นก็คือรถเทรลเลอร์ที่มีตู้บรรทุกคลังสินค้า อยู่บนรถ แทบจะ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลยไม่ใส่สลัก อย่าให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอยอีกนะคะ หลาย ๆ ครั้งที่รถพ่วงหล่นลงมาจากตัวรถ ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูญเสียมากมาย และขอให้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้มงวดทางเรื่องนี้ด้วย🔗

อีกเรื่องหนึ่ง ดิฉันขอขอบคุณการไฟฟ้านครหลวงค่ะ ตอนนี้ชาวลาดกระบัง มีปัญหาเรื่องของไฟฟ้าส่องสว่างน้อยลงแล้วค่ะ ด้วยการทำงานอย่างเข้มแข็ง แล้วก็เต็มกำลัง ของเจ้าหน้าที่ทุก ๆ คน ดิฉันขอกราบขอบพระคุณ ณ โอกาสนี้🔗

อีกเรื่องหนึ่ง รถเมล์ในขณะนี้มีการเปลี่ยนเลขที่วิ่งใหม่ สร้างความสับสน ให้กับประชาชน ดิฉันขออนุญาตให้ทาง ขสมก. ได้ประสานประชาสัมพันธ์เรื่องนี้เพิ่มเติม รวมถึงบางสายนำรถเมล์เก่ามาวิ่ง เนื่องจากบอกว่าคันใหม่พังแล้ว ตรงนี้พี่น้องประชาชน รู้สึกอึดอัดแล้วก็ไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะในขณะที่ราคาเพิ่มมากขึ้นแต่บริการ กลับลดน้อยลง ก็อยากให้ทางเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการในเรื่องนี้ด้วย ขอบคุณท่านประธานค่ะ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านศุทธสิทธิ์ พจน์ฐศักดิ์ ครับ🔗

นายศุทธสิทธิ์ พจน์ฐศักดิ์ นครราชสีมา

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ศุทธสิทธิ์ พจน์ฐศักดิ์ เขต ๓ จังหวัดนครราชสีมา ผมมีเรื่องหารือกับท่านประธาน เรื่องปัญหาหมาแมวจรจัด ปัจจุบันประเทศไทยมีหมาแมวทั้งหมดประมาณ ๑๒,๖๔๗ ล้านตัว มีเจ้าของ ๓,๑๘๐,๐๐๐ ตัว ไม่มีเจ้าของ ๑๕๐,๐๐๐ กว่าตัว มีถิ่นที่อยู่ ๑๒,๐๐๐ ล้านตัว นั่นหมายความว่ามีถิ่นที่อยู่นี่ไม่ได้หมายความว่ามีเจ้าของนะครับ มีถิ่นที่อยู่อาจจะเป็นสุนัข หรือแมวจรจัดก็ได้ ปัจจุบันรัฐบาลมีแนวทางในการแก้ไข โดยความร่วมมือของกระทรวง มหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แล้วก็กระทรวงสาธารณสุขที่สำรวจประชากร หมาแมวเพื่อฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า ทำหมัน หรือสร้างศูนย์พักพิงให้สุนัข แต่ว่ามัน ไม่เพียงพอ ที่ศูนย์พักพิงสุนัขนครชัยบุรินทร์ จังหวัดนครราชสีมา สามารถรับสุนัขได้แค่ ๔,๐๐๐ ตัวเท่านั้น ซึ่งตอนนี้เต็มโควตาเรียบร้อย ยกตัวอย่างปี ๒๕๖๖ กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ตั้งเป้าโครงการไว้ว่าจะจัดการเรื่องสุนัขปีละ ๘๐,๐๐๐ ตัว จาก ๑๒,๐๐๐ ล้านตัว ซึ่งมันไม่เพียงพอจริง ๆ ตอนนี้สุนัขก็กำลังขยายพันธุ์เพิ่มขึ้น เรื่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แมวก็เช่นกัน ยกตัวอย่างเคสในตำบลโคกกรวด จังหวัดนครราชสีมา มีผู้ใจบุญ ๒ ท่าน คนหนึ่งเลี้ยงสุนัขไว้ ๑,๐๐๐ ตัว อีกท่านหนึ่งเลี้ยงไว้ ๔๐๐ กว่าตัว โดยการ ที่เป็นผู้ใจบุญที่จะเอาหมาแมวจรจัดมาเลี้ยงและมาดูแล แต่ว่ามันไม่เพียงพอ เงินที่เขามี เขาใช้เขาต้องเอาไปใช้จ่ายกับค่าอาหารและค่าทำหมันสุนัข ขอเงินสนับสนุนจาก อปท. ก็ไม่เพียงพอนะครับ ก็เลยอยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย แล้วก็กระทรวงสาธารณสุขเข้ามาจัดการเรื่องนี้ อย่างเป็นรูปธรรมด้วย ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านสรัสนันท์ อรรณนพพร ครับ ขออนุญาตข้ามนะครับ มีสมาชิก แจ้งว่าท่านศนิวารก็ยังมาไม่ถึงนะครับ ท่านอัคร ทองใจสด พร้อมไหมครับ🔗

นายอัคร ทองใจสด เพชรบูรณ์

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายอัคร ทองใจสด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ เขตอำเภอศรีเทพ อำเภอวิเชียรบุรี ท่านประธานครับ ผมได้รับการร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมาก เนื่องจากถนนสาย ๒๒๗๕ จากบ้านนาสนุ่น ตำบลนาสนุ่น อำเภอศรีเทพถึงบ้านคลองม่วง หมู่ที่ ๑๕ ตำบลบ่อรัง อำเภอวิเชียรบุรี ซึ่งมีขนาด ๒ ช่องทางจราจรชำรุดทรุดโทรม เป็นหลุมเป็นบ่อตลอดเส้นทางกว่า ๑๐ กิโลเมตร ทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง รถจักรยานยนต์ รถยนต์เล็ก ได้รับความเสียหาย มีผู้บาดเจ็บจำนวนนับไม่ถ้วน ประชาชน เกษตรกร และนักเรียน นักศึกษา ใช้ถนนเส้นนี้เป็นประจำทุกวันได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักครับ จึงขอให้กรมทางหลวงเร่งปรับปรุง ซ่อมสร้าง ผิวทางลาดยาง เพิ่มจุดท่อระบายน้ำ ติดตั้ง ไฟส่องสว่าง เพื่อความสะดวก ปลอดภัย ของผู้ใช้เส้นทางและพี่น้องประชาชนโดยเร็วครับ🔗

ปัญหาถัดไป เนื่องด้วยประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหนองย่างทอย แจ้งว่าชาวบ้านหมู่ที่ ๕ และหมู่ที่ ๑๒ บ้านทุ่งนางาม ตำบลหนองย่างทอย จำนวน กว่าร้อยครอบครัวได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เนื่องจากการแบ่งแนวเขตการปกครอง ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๖๐ เรื่อง กำหนดแนวเขตตำบล ในอำเภอศรีเทพ จากการสำรวจเพื่อแบ่งแนวเขตนั้นชุมชนและหมู่บ้านไม่ทราบถึง การดำเนินการดังกล่าว จนเป็นเหตุให้ราษฎรหลายครัวเรือนมีชื่อในทะเบียนตำบล หนองย่างทอย แต่บ้านกลับอยู่ในเขตตำบลศรีเทพ ทำให้พื้นที่ทับซ้อนนี้ไม่ได้รับการพัฒนา และขาดโอกาสเรื่องที่จะได้รับความช่วยเหลือต่าง ๆ จากทางราชการมาโดยตลอด จึงขอฝาก กระทรวงมหาดไทยหาข้อยุติการแบ่งแนวเขตพื้นที่การปกครองหมู่ที่ ๕ และหมู่ที่ ๑๒ ตำบลหนองย่างทอย อำเภอศรีเทพ ด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะผู้บริหารสมาชิกสภาและพนักงานเทศบาลจากเทศบาล ตำบลนาสีทอง อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา ยินดีต้อนรับนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านพรชัย ศรีสุริยันโยธิน ครับ🔗

นายพรชัย ศรีสุริยันโยธิน บุรีรัมย์

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม พรชัย ศรีสุริยันโยธิน พรรคภูมิใจไทย เขตเลือกตั้งที่ ๗ จังหวัดบุรีรัมย์🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายพรชัย ศรีสุริยันโยธิน บุรีรัมย์

ท่านประธานครับ เมื่อวันที่ ๑๕ ที่ผ่านมามีการ Kick Off มอบโฉนด ส.ป.ก. ต้องขอขอบพระคุณไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบที่อำเภอโนนสุวรรณ เขตผม บ้านผม พี่น้องที่ได้รับมอบโฉนด ส.ป.ก. ในวันนั้น ๓๘๖ ราย ๔๗๗ แปลง ๓,๘๘๔ ไร่ นี่คือ ความภาคภูมิใจเป็นที่สุดสำหรับพี่น้องชาวจังหวัดบุรีรัมย์ ของขวัญปีใหม่ที่มอบให้พี่น้อง บ้านผมในวันนั้น พี่น้องยังพูดจนถึงปัจจุบัน บอกวันนี้ต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรี ท่านธรรมนัส พรหมเผ่า พร้อมคณะ ขอบคุณไปยังท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ท่าน ส.ป.ก. จังหวัด ที่ร่วมมอบ ในวันนั้น แต่ยังมีเกษตรกรบ้านผมซึ่งถือครอง ส.ป.ก. ๔-๐๑ ยังไม่ได้รับแปลงเป็นโฉนด ทั้งที่เขาทำโครงการในโครงการพระราชดำริโคกหนองนา ไร่นาสวนผสม เศรษฐกิจพอเพียง เพราะฉะนั้นฝากท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีด้วย อนุเคราะห์ทั้งที ขอให้ฝนตกทั่วฟ้า ให้พี่น้องบ้านผมจังหวัดบุรีรัมย์ซึ่งมี ส.ป.ก. ๔-๐๑ นับพัน ๆ รายให้ได้รับ การแปลงจาก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ให้เป็นโฉนด ก็ฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านสรรเพชญ บุญญามณี ครับ🔗

นายสรรเพชญ บุญญามณี สงขลา

เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสรรเพชญ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ พรรคประชาธิปัตย์ครับ วันนี้ กระผมขออนุญาตหารือท่านประธานดังต่อไปนี้ครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายสรรเพชญ บุญญามณี สงขลา

เรื่องที่ ๑ ขอหารือไปยังกรมส่งเสริม การปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ผ่านองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา โดยขอให้บูรณะถนนลาดยางสายท่าสะอ้าน ตำบลเขารูปช้าง ถึงบ้านน้ำกระจาย ตำบลพะวง ซึ่งมีระยะทางกว่า ๓ กิโลเมตร เพื่อแก้ปัญหาถนนขรุขระ เลี่ยงอุบัติเหตุซึ่งจะเป็นอันตราย ต่อพี่น้องประชาชน🔗

เรื่องที่ ๓ ขอหารือไปยังกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย โดยขอให้พิจารณาก่อสร้างระบบระบายน้ำในการแก้ไขและบรรเทาปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ในพื้นที่เขตอำเภอเมือง จังหวัดสงขลา เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้มีความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน🔗

เรื่องที่ ๔ ขอหารือไปยังกระทรวงสาธารณสุข ขอให้ท่านได้พิจารณาเปิดศูนย์ สุขภาพชุมชนเมืองสงขลาหรือโรงพยาบาลสงขลาแห่งเดิม เพื่อให้บริการทางด้านสาธารณสุข อย่างครบวงจร แล้วก็ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มศักยภาพของศูนย์สุขภาพชุมชน เมืองสงขลาในการรักษาพยาบาลและด้านสาธารณสุขให้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง🔗

เรื่องที่ ๕ ขอหารือไปยังกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดยขอให้พิจารณาจัดชุดขุดเจาะแหล่งน้ำบาดาลในพื้นที่ภูเขาซึ่งอยู่ในพื้นที่ ของสำนักทรัพยากรน้ำบาดาล เขต ๑๒ ตำบลพะวง จังหวัดสงขลา เพื่อแก้ไขปัญหาให้พี่น้อง ประชาชนได้เข้าถึงแหล่งน้ำครับ🔗

เรื่องที่ ๖ กระผมได้รับข้อร้องเรียนจาก นายรอเซ็ง ไหรเจริญ นายกเทศมนตรี ตำบลเกาะแต้ว ถึงปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้อง ซึ่งยังเข้าไม่ถึงแหล่งจ่ายกระแสไฟฟ้า ขาดไฟฟ้าในการดำรงชีวิตในพื้นที่เขตเทศบาลตำบลเกาะแต้ว บริเวณถนนสายบ่ออิฐ ถึงบ่อบำบัด หมู่ที่ ๘ ตำบลเกาะแต้ว อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ซึ่งขอหารือผ่าน ท่านประธานไปยังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ขอให้จัดสรร งบประมาณในการขยายเขตไฟฟ้าเพื่อจ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่พี่น้องประชาชนในบริเวณ ดังกล่าวเพื่อลดความร้อนด้วยครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านอลงกต มณีกาศ ครับ🔗

นายอลงกต มณีกาศ นครพนม

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์อลงกต มณีกาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคภูมิใจไทย ขออนุญาตเสนอปัญหาจากพื้นที่ ๕ เรื่องครับท่านประธาน🔗

เรื่องแรก ขอให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาจัดระเบียบการเก็บค่าเช่าขายของหรือขายดอกไม้ในบริเวณวัดพระธาตุพนม รวมถึงพื้นที่สาธารณะทางหลวงหน้าวัดพระธาตุพนมครับ ซึ่งช่วงนี้จะมีการจัดงานนมัสการ องค์พระธาตุพนม ในระหว่างวันที่ ๑๗-๒๕ กุมภาพันธ์ ยิ่งต้องจัดระเบียบเพื่อป้องกัน การฉวยโอกาสและการแสวงผลประโยชน์จากกลุ่มนายทุนครับ🔗

เรื่องที่ ๒ เรื่องถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อแล้วก็เป็นฝุ่น สายทางแรกเป็นสายทาง บ้านดงบาก ตำบลโพนทอง อำเภอเรณูนคร ไปยังบ้านหนองหญ้าม้า ตำบลนาถ่อน อำเภอ ธาตุพนม ความยาวประมาณ ๕ กิโลเมตร อีกสายทางหนึ่งเป็นสายทางบ้านศรีบุญเรือง อำเภอเรณูนคร ไปยังบ้านโนนสวรรค์ ตำบลนางาม อำเภอเรณูนคร เช่นกันครับ ความยาว ประมาณ ๒ กิโลเมตร🔗

เรื่องที่ ๓ ทางเยาวชนอำเภอธาตุพนมสอบถามผมมาตลอดว่าเมื่อไรที่อำเภอ ธาตุพนมจะมีสนามกีฬามาตรฐานของอำเภอ เพราะว่าอำเภอธาตุพนมเป็นอำเภอใหญ่ เป็นอันดับ ๒ รองจากอำเภอเมือง จังหวัดนครพนม แต่ยังไม่มีสนามกีฬามาตรฐานครับ ฝากไปยังกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๔ บ่อขยะของเทศบาลธาตุพนมซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านโป่งหนองเปง ตำบล ฝั่งแดง อำเภอธาตุพนม ตอนนี้ชาวบ้านไม่ได้เรียกว่าบ่อขยะแล้ว เป็นภูเขาขยะ มีแมลงวัน มีกลิ่น แล้วขยะนี้ล้นกองเป็นภูเขาเลากา จึงฝากจังหวัดนครพนมเข้าไปดูแลด้วย🔗

เรื่องสุดท้าย ลิ้นจี่ นพ ๑ ซึ่งปลูกมากกันที่บ้านขามเฒ่า อำเภอเมืองนครพนม ตอนนี้เริ่มออกดอกแล้ว ใกล้ที่จะได้เก็บเกี่ยวแล้ว แต่ว่าทุกปีจะเกิดปัญหาในเรื่องของราคา ตกต่ำ ไม่ทราบว่าจังหวัดนครพนม โดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัด สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานพาณิชย์จังหวัด ได้เตรียมการอย่างไรบ้างในเรื่องของราคาตกต่ำแล้วก็ไม่ให้พ่อค้า ได้กดราคาถึงสวน กราบขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร ยังไม่พร้อมนะครับ ท่านศนิวารพร้อมไหม เชิญท่านศนิวาร บัวบาน ครับ🔗

นางสาวศนิวาร บัวบาน แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน ศนิวาร บัวบาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลค่ะ วันนี้มีเรื่องจะมาปรึกษาหารือท่านประธานทั้งหมด ๒ เรื่องด้วยกันค่ะ เป็นปัญหาในพื้นที่ อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์🔗

เรื่องแรก มีจดหมายน้อยจากประชาชนในพื้นที่มาถึงทางทีมงานเครือข่าย พรรคก้าวไกล อำเภอหนองไผ่ ว่ามีปัญหาเรื่องยาเสพติดหรือยาบ้าขายกันเกลื่อนเลย ในอำเภอหนองไผ่ โดยเฉพาะในตำบลนาเฉลียง ตำบลยางงาม ตำบลบ่อไทย แล้วก็ตำบล ท่าด้วง ราคาถูกมากค่ะ ประมาณเม็ดละ ๒๐-๓๐ บาทเองค่ะ ทั้งนี้ทั้งนั้นพื้นที่ขายก็คือ ไม่ห่างไกลกับสถานีตำรวจเลยนะคะ จึงฝากหารือไปยังทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้วก็ กระทรวงมหาดไทยช่วยสั่งการหน่วยงานที่รับผิดชอบให้ดูแลในเรื่องยาเสพติดด้วยค่ะ🔗

เรื่องที่ ๒ ทางเครือข่ายพรรคก้าวไกล อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ใช้รถใช้ถนนว่าถนนทางหลวงหมายเลข ๒๑ สายสระบุรี-หล่มสัก มีไหล่ทางยุบตัวฝั่งขาเข้าอำเภอหนองไผ่ บริเวณบ้านเนินมะค่าถึงบ้านคลองศรีเทพ ผู้ใช้รถ ใช้ถนนเกิดอุบัติเหตุกันหลายราย ก็ได้ทำการประสานงานไปยังหมวดทางหลวงหนองไผ่แล้ว แต่ว่ายังไม่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขแต่อย่างใด ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขอฝากไปยังกระทรวงคมนาคม ช่วยสั่งการดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วนเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนนในการสัญจร ไปมาด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านจีรเดช ศรีวิราช🔗

นายจีรเดช ศรีวิราช พะเยา

กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ กระผม นายจีรเดช ศรีวิราช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพะเยา เขต ๓ พรรคพลังประชารัฐ ขออนุญาตหารือท่านประธานผ่านไปยังกรมท่าอากาศยาน กระทรวงคมนาคม ถึงเรื่อง การก่อสร้างสนามบินพะเยา🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายจีรเดช ศรีวิราช พะเยา

เนื่องจากในสมัยรัฐบาลที่ผ่านมา ผมได้ อภิปรายในสภาแห่งนี้มา ๒ ครั้ง จนมาถึงวันนี้เรามีรัฐบาลชุดใหม่ ผมจึงแบกความตั้งใจของ พี่น้องประชาชนคนพะเยาเข้ามาทวงถามในสภาแห่งนี้อีกครั้งเป็นครั้งที่ ๓ และจะติดตาม ต่อไปจนกว่าโครงการนี้สำเร็จ ท่านประธานครับ การคมนาคมขนส่งถือว่าเป็นหัวใจสำคัญ ต่อการพัฒนาในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการสัญจร การขนส่งสินค้า ตลอดจนถึงการท่องเที่ยว ซึ่งสร้างเม็ดเงินให้กับประเทศอย่างมากมายมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดพะเยา ของผมนั้นหากมองให้ดีจะมีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อยู่ตรงกลางของ ๘ จังหวัดภาคเหนือตอนบน ซึ่งสามารถเชื่อมโยงไปยังจังหวัดต่าง ๆ และประเทศเพื่อนบ้านได้เป็นอย่างดี ที่ผ่านมา โครงการนี้ได้ทำการศึกษาหาข้อมูลไปแล้ว ทั้งการออกแบบก่อสร้างอาคาร ตลอดจนทำการ สำรวจหาพื้นที่ที่เหมาะสมซึ่งจบลงที่ตำบลดอนศรีชุมเชื่อมตำบลบ้านถ้ำ อำเภอดอกคำใต้ โดยใช้งบประมาณเพียง ๔,๔๐๐ ล้านบาท บนเนื้อที่ประมาณ ๒,๘๐๐ ไร่ ขณะนี้เหลือเพียง รอการตัดสินใจจากรัฐบาลที่จะอนุมัติงบประมาณในการก่อสร้างเท่านั้น ตลอดระยะเวลา หลายปีที่ผ่านมาพี่น้องชาวพะเยาได้ออกมาเรียกร้องต้องการมาโดยตลอด เพราะเรารู้ดีว่า หากมีสนามบินจะสามารถยกระดับเศรษฐกิจจังหวัดของเราทั้งระบบให้เติบโตกว่านี้อีก มากมาย จังหวัดพะเยาเป็นเมืองเก่าแก่กว่า ๙๐๐ ปี เรามีแหล่งท่องเที่ยว ทางวัฒนธรรม เรามีความงดงามของธรรมชาติ และเรามีมหาวิทยาลัยซึ่งมีคณะครูและนักศึกษาที่เดินทาง มาจากทั่วทุกจังหวัดนับหมื่นคน ในนามตัวแทนของพี่น้องประชาชนคนพะเยาเมือง ๑ ใน ๘ จังหวัดภาคเหนือตอนบนที่ยังไม่มีสนามบิน ขอฝากท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลว่าขณะนี้ ประชาชนคนพะเยากว่า ๔๘๐,๐๐๐ คนรอการตัดสินใจและฝากความหวังไว้กับท่านอยู่ครับ ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านนิคม บุญวิเศษ ครับ🔗

นายนิคม บุญวิเศษ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กระผมขอนำเรื่องเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมาหารือท่านประธาน ๒ เรื่อง🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายนิคม บุญวิเศษ แบบบัญชีรายชื่อ

เรื่องที่ ๑ เนื่องจากได้รับการ ร้องเรียนจากนายวัง สาริคา รองนายก อบต. โพนสูง หมู่ที่ ๒ พร้อมประชาชนจำนวนมาก ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวได้รับความเดือดร้อนอย่างมากจากการสัญจรไปมา เนื่องจากถนน ชำรุดเป็นหลุมเป็นบ่อตลอดสาย ทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง อีกทั้งยังเกิดฝุ่นละอองจำนวนมาก บนถนนสาย สน.๒๐๐๔ แยกทางหลวงหมายเลข ๒๒ บ้านหนามแท่ง บ้านกุดจิก ซึ่งอยู่ใน ความรับผิดชอบของทางหลวงชนบทสกลนคร ประชาชนขอให้ทำการซ่อมแซมถนนที่ชำรุด ดังกล่าวอย่างเร่งด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว🔗

เรื่องที่ ๒ ตามที่ผมได้รับเรื่องร้องทุกข์จากผู้นำ อบต.บ้านดงเย็น เรื่องที่ ประชาชนในเขตพื้นที่บ้านดงเย็น และผู้ใช้ถนนสายสี่แยกป่าเป้า-ดงเย็น และถนนสาย สี่แยกดงสวรรค์-หนองหิน ไม่ได้รับความปลอดภัยในชีวิต เนื่องจากถนนดังกล่าวเกิดอุบัติเหตุ บ่อยครั้งครับท่านประธาน ซึ่งถนนดังกล่าวมีความคับแคบ อีกทั้งไม่มีไหล่ทางและยังเป็นเส้น ที่ตั้งอยู่ระหว่างโรงเรียนพิทยาคาร เป็นที่สัญจรของนักเรียน ผู้นำหมู่บ้านและนายก อบต. ได้แจ้งเรื่องดังกล่าวไปยังแขวงทางหลวงอุดรธานีที่ ๒ หนองหาน เพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหา ดังกล่าว แต่ในระยะเวลาที่รอคอยรอการพิจารณานั้นอุบัติเหตุก็ยังเกิดขึ้นจนถึงปัจจุบันนี้ ประชาชนได้รับความเดือดร้อนและมีความวิตกกังวล จึงขอความกรุณาท่านประธาน สั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหาด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านสมเกียรติ ตันดิลกตระกูล ครับ🔗

นายสมเกียรติ ตันดิลกตระกูล นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายสมเกียรติ ตันดิลกตระกูล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา เขต ๕ พรรคเพื่อไทย วันนี้กระผมขออนุญาตหารือท่านประธาน เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายสมเกียรติ ตันดิลกตระกูล นครราชสีมา

ในเรื่องที่ ๑ ด้วยโรงพยาบาล โนนสูง อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา เป็นโรงพยาบาลชุมชนระดับ F1 ขนาด ๖๐ เตียง มีประชากรผู้รับบริการประมาณ ๑๒๖,๐๐๐ คน ในแต่ละวันมีผู้ป่วยนอกมาใช้บริการ ๖๐๐-๘๐๐ ราย หนาแน่นทุกวัน ซึ่งอาคารผู้ป่วยนอกหลังนี้ได้ทำการก่อสร้างมาเป็นระยะเวลา เกือบ ๓๐ ปี มีสภาพเก่าทรุดโทรม เสื่อมสภาพเป็นอย่างมาก ห้องตรวจก็ไม่เพียงพอ ต่อการให้บริการ ปัจจุบันสำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้มีมติให้โรงพยาบาลโนนสูง ปรับระดับศักยภาพเป็นโรงพยาบาลระดับ M2 เมื่อปี ๒๕๖๖ และโรงพยาบาลโนนสูงยังผ่าน การประเมินเป็นอันดับ ๑ ของจังหวัดนครราชสีมา ในการมีความพร้อมที่จะมีอาคารผู้ป่วยนอก แต่ปรากฏว่ายังไม่ได้รับงบประมาณในการก่อสร้างอาคาร ผมจึงอยากขอฝากท่านประธาน ไปถึงกระทรวงสาธารณสุขโปรดช่วยจัดสรรงบลงทุนโครงการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยนอก ๕ ชั้น ให้กับโรงพยาบาลโนนสูงเพื่อเพิ่มพื้นที่การให้บริการที่มีความเหมาะสม ลดความแออัด รวดเร็ว และให้บริการที่มีคุณภาพดี มีความปลอดภัยและทันสมัย สามารถรองรับผู้มาใช้บริการ ในเขตอำเภอโนนสูง เขตพื้นที่ใกล้เคียง และยังพัฒนาต่อไปเป็นโรงพยาบาลแม่ข่ายต่อไปครับ🔗

ส่วนในเรื่องที่ ๒ ที่บริเวณสามแยกตลาดแค อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา ตรงข้ามกับหมวดการทาง ได้เกิดการระเบิดของสายไฟฟ้าเคเบิ้ลแรงสูงขนาด 22KV มีประกายไฟเกิดขึ้น ทำให้มีไฟไหม้บริเวณหญ้าที่ไหล่ข้างทาง อยากให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ได้ดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนสายไฟฟ้าซึ่งเก่าและชำรุดเสียหายเป็นอย่างมาก เป็นสายไฟฟ้า หลักที่ส่งไปที่โรงงานอุตสาหกรรมเกลือพิมายและโรงงานอุตสาหกรรมน้ำตาลพิมาย จึงอยาก ฝากเรียนท่านประธานถึงการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคโปรดได้ดำเนินการแก้ปัญหาในความเดือดร้อน ให้กับพี่น้องประชาชนด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร ครับ🔗

นางนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร ศรีสะเกษ

เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นุชนาถ จารุวงษ์เสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขต ๙ พรรคเพื่อไทย วันนี้ดิฉันมีข้อหารือท่านประธานดังนี้ค่ะ🔗

๑. ดิฉันได้รับการร้องเรียนจากผู้นำชุมชน กรรมการบริหารสถานศึกษา และผู้ปกครองโรงเรียนบึงบูรพ์ ตำบลบึงบูรพ์ อำเภอบึงบูรพ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร ด้วยโรงเรียนบึงบูรพ์ได้รับผลกระทบจากพายุโนรู ทำ ให้เกิดน้ำท่วม ต้นไม้โค่นทับอาคารอเนกประสงค์ ทำให้หลังคา เสา และโครงสร้างของอาคาร อเนกประสงค์เกิดความเสียหาย เสี่ยงต่อความปลอดภัยของนักเรียน ท่านประธานคะ เวลา ผ่านไป ๑ ปีสภาพอาคารยังเหมือนเดิม ดิฉันขอฝากท่านประธานไปยังหน่วยงาน ที่รับผิดชอบขอให้ลงมาช่วยดูแลด้วยค่ะ🔗

เรื่องที่ ๒ ดิฉันได้รับการร้องเรียนจากผู้นำชุมชน อำเภอยางชุม ๔ ตำบล ๑. ตำบลยางชุมใหญ่ ๒. ตำบลบึงบอน ๓. ตำบลคอนกาม ๔. ตำบลลิ้นฟ้า ชาวบ้าน ส่วนใหญ่เป็นอาชีพเกษตรกร แต่ขาดไฟฟ้าเกษตร ขอให้ขยายไฟฟ้าเพื่อการเกษตรด้วยค่ะ ดิฉันขอฝากท่านประธานผ่านไปยังผู้รับผิดชอบให้ลงมาช่วยเหลือพี่น้องด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านการณิก จันทดา ครับ🔗

นางสาวการณิก จันทดา เชียงใหม่

เรียนประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน การณิก จันทดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากคนเชียงใหม่ เขต ๒ พรรคก้าวไกล ดิฉันได้นำ เรื่องเดือดร้อนจากพี่น้องประชาชนมาด้วยกันดังนี้🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นางสาวการณิก จันทดา เชียงใหม่

เรื่องแรก เนื่องจากว่าดิฉันเคยหารือ ผ่านท่านประธานไปเมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคมที่ผ่านมา เรื่องไฟส่องสว่างถนนทางหลวง หมายเลข ๑๑๔๗ วันนี้ก็เลยอยากจะมาลงรายละเอียดให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง ดิฉันได้รับการ ประสานจากชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตำบลแช่ช้าง อำเภอสันกำแพง เรื่องการขอให้ กรมทางหลวงพิจารณาติดตั้งไฟส่องสว่างบนถนนทางหลวงหมายเลข ๑๑๔๗ ช่วงที่มืด ก็คือช่วงบริเวณหน้าร้านเฮือนไม้ในสวน หมู่ ๖ ตำบลแช่ช้าง บ้านป่าไผ่ หลักกิโลเมตรที่ ๒๙ ยาวไปจนถึงก่อนถึงสี่แยกดอยยาว หมู่ ๑ ตำบลแช่ช้าง ก่อนที่จะตัดกับถนนหมายเลข ๑๓๑๗ ระยะทางก็แค่ประมาณ ๒.๗ กิโลเมตร🔗

เรื่องถัดมา ดิฉันได้รับการขอประสานงานจากคณะผู้บริหารเทศบาลตำบล หนองผึ้ง เรื่องขอติดตามความคืบหน้าการขอรับการสนับสนุนงบประมาณโครงการปรับปรุง ทางเพื่อความปลอดภัย ถนน ชม ๓๐๒๙ สมโภชน์เชียงใหม่ ๗๐๐ ปี บริเวณทางลอดสารภี ตำบลหนองผึ้ง ที่จะเชื่อมกับบริเวณจุดเชื่อมซอย ๓ ซอย ๔ ของบ้านหนองผึ้ง ตำบลหนองผึ้ง เข้ามายังถนนหมายเลข ๑๐๖ หรือว่าเส้นต้นยาง หรือว่าถนนเชียงใหม่-ลำพูน เนื่องจากว่า ปากทางซอยที่เข้าออกเชื่อมกับถนนดังกล่าวมีความคับแคบ เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง แล้วก็มี ประชาชนผู้ใช้ถนนบ่อยมาก ๆ ในรูปที่วงกลมก็จะเป็นผู้ใช้ถนนจริง อันนี้ดิฉันเอารูปมาจาก Google Street ก็จะเห็นว่ามีคนใช้ถนนจริง ก็เลยอยากจะขอความอนุเคราะห์หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องหรือว่าแขวงทางหลวงได้พิจารณาศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำโครงการ ดังกล่าว โดยยึดหลักความปลอดภัยและความสะดวกของผู้ใช้รถใช้ถนนค่ะ🔗

อีกเรื่องนะคะ สี่แยกกองทรายมีประชาชนใช้ถนนบริเวณแยกนี้ค่อนข้างเยอะ อยากจะขอทางกรมทางหลวงพิจารณาติดตั้งตัวนับเวลาถอยหลังบริเวณสี่แยกนี้ด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ครับ🔗

นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สงขลา

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เขตเลือกตั้งที่ ๗ อำเภอ นาทวี อำเภอสะบ้าย้อย ตำบลลำไพลของอำเภอเทพา พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ วันนี้ราคายางทะลุที่กิโลกรัมละ ๖๐ บาทแล้ว เพราะฉะนั้นขอบคุณทุกส่วนนะครับ ไม่ว่า จะเป็นรัฐบาล กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กยท.🔗

ข้อที่ ๒ อยากให้รัฐบาลวางแผนนโยบายสนับสนุนชาวสวนทุเรียนในระยะยาว เพราะว่าในขณะนี้มีพื้นที่ปลูกทุเรียน ๑,๑๐๐,๐๐๐ ไร่ ปีที่แล้ว ๒๕๖๖ เรามีรายได้จาก ส่งออกทุเรียนประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปีนี้ก็เช่นกันครับ เป้าหมายรัฐบาลตั้งเป้าไว้ ไม่ต่ำกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมเองเมื่อสมัยที่แล้วได้ประกาศ ๕ อำเภอ อำเภอสะเดา จะนะ เทพา นาทวี สะบ้าย้อย ให้เป็นศูนย์กลางทุเรียนของจังหวัดสงขลา แต่ปัญหาอุปสรรค ในจังหวัดสงขลา ๑. ขาดทุเรียนพันธุ์ดี ๒. ระบบแหล่งน้ำ ๓. ราคาปุ๋ยและยาบำรุงทุเรียน แพงมาก ๔. ก็คือล้งทุเรียนที่ในพื้นที่มีน้อยมาก ๕. เอกสารสิทธิในที่ดินทำกินในพื้นที่ ปลูกทุเรียนมันจะมีผลกับการออกใบอนุญาตในการส่งออก ผมจึงอยากให้รัฐบาลแก้ปัญหา ทุเรียนโดยภาพรวม ๑. กรมวิชาการเกษตรต้องกำหนดเปอร์เซ็นต์ให้ชัดเจนครับว่า เปอร์เซ็นต์ทุเรียนสุกเท่าไรกันแน่ ๒. ให้ความรู้กับเกษตรกร พ่อค้าทุเรียนให้ตัดทุเรียนที่มี คุณภาพ อย่าตัดทุเรียนอ่อน ๓. รัฐบาลหาตลาดเพิ่ม นอกจากประเทศจีนเรามีอีกหลาย ประเทศ โดยเฉพาะประเทศอินเดีย ๑,๐๐๐ ล้านคน เป็นอีก ๑ เป้าหมาย ๔. กรมวิชาการเกษตร ควรให้ความรู้เกษตรกรในการกำจัดหนอน นี่คืออุปสรรคในการส่งออก ๕. กรมวิชาการเกษตร เร่งออกใบรับรอง GAP เป็นพื้นที่ในภาคใต้ ผมก็จะสนับสนุน พ.ร.บ. ทุเรียนในอนาคต ในการยื่นในสภาแห่งนี้ ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านนพดล ทิพยชล ครับ🔗

นายนพดล ทิพยชล นนทบุรี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นพดล ทิพยชล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี เขต ๔ อำเภอปากเกร็ด พรรคก้าวไกล วันนี้ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนมาปรึกษาหารือกับท่านประธานอยู่ ๓ เรื่อง🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายนพดล ทิพยชล นนทบุรี

เรื่องที่ ๑ ขณะนี้ทาง รฟท. สายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรีได้เปิดให้ประชาชนเข้าใช้บริการเต็มรูปแบบแล้ว แต่ถนนแจ้งวัฒนะ ตั้งแต่สถานีเลี่ยงเมืองปากเกร็ดถึงสถานีศรีรัช มีการคืนพื้นผิวถนนให้แต่ว่ายังไม่เรียบร้อย ดังสภาพเดิม จากสไลด์ที่ปรากฏได้มีการซ่อมแซมพื้นผิวถนนด้วยวิธีการนำลาดยางมาปะ บนพื้นผิวถนนเพื่อปิดหลุมที่ขรุขระ แต่ว่ายังทำให้ถนนเป็นคลื่นไม่เรียบร้อยดังสภาพเดิม ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้รถและถนนเป็นอย่างมากนะครับ ผมจึงเรียนท่านประธานผ่านไป ยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับปรุงสภาพถนน แจ้งวัฒนะให้เรียบดังเดิมด้วยนะครับท่านประธาน🔗

เรื่องที่ ๒ การเผาขยะ เศษใบไม้ พลาสติก ล้อรถยนต์ในยามวิกาล เรื่องนี้ เป็นปัญหาเรื้อรังมานาน ยังไม่เคยได้รับการแก้ไข เหตุเกิดขึ้นในช่วงเวลากลางคืนที่บริเวณ ซอยบ่อปลาแสงจันทร์หลังโรงเรียนพิชญศึกษา ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัด นนทบุรี จากภาพสไลด์และวิดีโอที่ปรากฏจะเห็นได้ว่ามีการเผาขยะเป็นประจำในช่วงเย็น และกลางคืนทำให้เกิดฝุ่นควันดำจำนวนมาก ส่งผลกระทบให้กับประชาชนที่พักอยู่อาศัยใน บริเวณใกล้เคียงได้รับกลิ่นเหม็นและแสบจมูก บางรายมีอาการแพ้ผื่นขึ้นตามตัวนะครับ ผู้สูงอายุและเด็กไม่สามารถทำกิจกรรมนอกที่พักอาศัยได้นะครับ ผมจึงขอฝากท่านประธาน ไปยังกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย และเทศบาลนครปากเกร็ด ให้เข้าไปตรวจสอบและดำเนินการตักเตือน ห้ามมิให้กระทำการเผาขยะเพื่อป้องกันฝุ่นควันดำรบกวนประชาชนด้วยครับท่านประธาน🔗

เรื่องที่ ๓ เรื่องสุดท้าย การติดตั้งไฟกระพริบสัญญาณเตือนบริเวณทาง กลับรถบนถนนติวานนท์ บริเวณแยกวัดโพธิ์ทองบน ซึ่งบริเวณนี้เป็นจุดที่มีทั้งชุมชน โรงพยาบาลและโรงเรียนหลายแห่ง จากภาพสไลด์และวิดีโอที่ปรากฏจะเห็นว่าแยกนี้ เป็นแยกวัดใจครับ บริเวณนั้นจะมีทั้งป้ายรถประจำทาง จุดกลับรถ รวมถึงทางแยกให้ รถเลี้ยวขวาวิ่งตามถนนติวานนท์เข้า-ออกมาจากซอยวัดโพธิ์ทองบนอีกด้วย ผมจึงฝาก ท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมถึงกรมทางหลวงนนทบุรีนะครับ แขวงทางหลวงนนทบุรีช่วยติดตั้งไฟกระพริบและป้ายสัญญาณเตือนให้ลดความเร็ว เพื่อให้ประชาชนได้ใช้รถใช้ถนนด้วยความระมัดระวังมากขึ้นด้วยครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ ครับ🔗

นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ เพชรบูรณ์

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ดิฉัน นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ เขต ๕ อำเภอบึงสามพัน อำเภอหนองไผ่ และอำเภอวิเชียรบุรี พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ดิฉัน ขอหารือความเดือดร้อนเรื่องการใช้รถใช้ถนนของพี่น้องประชาชนในจังหวัดเพชรบูรณ์ ในเขตพื้นที่ดิฉันรับผิดชอบซึ่งเป็นภารกิจของทางหลวงชนบท ซึ่งดูไม่ค่อยได้ใส่ใจในส่วนของ การปรับผิวการจราจร โดยเฉพาะใน ๒ เส้นทางที่ดิฉันจะกล่าวถึงก็คือ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ เพชรบูรณ์

เส้นทางที่ พช.๒๐๐๓ จากแยก ทางหลวงหมายเลข ๒๑ ตรงตำบลบ้านโภชน์เข้าไปหาตำบลเพชรละครไปทะลุออกทางหลวง หมายเลข ๒๒๗๕ ไม่ได้รับการปรับปรุงผิวจราจร ปัจจุบันแตกเป็นหลุมเป็นบ่อ เป็นคลื่น ตรงนั้นเนื่องจากเด็กนักเรียนแล้วก็ผู้สูงอายุที่จะไปทำบุญในช่วงเทศกาลสำคัญอะไรพวกนี้ ลำบากในการใช้รถใช้ถนนเป็นอย่างยิ่ง ก็ขอให้ทางหลวงชนบทได้ปรับปรุงเส้นทางสายนี้ ให้ด้วย ผิวการจราจรมันหมดอายุแล้ว ยางแตกหมดแล้ว และอีกเส้นทางหนึ่งก็คือทางหลวง ชนบทหมายเลข พช.๐๒๙ อยู่ที่อำเภอบึงสามพัน เป็นเส้นทางจากหัวสะพานบึงสามพันล่าง ไปสามแยกทุ่งนางงาม ระยะทางประมาณ ๔ กิโลเมตร อันนี้ทางอำเภอเรามีโครงการที่จะ ร่วมกับทางท้องถิ่นในการที่จะทำเป็นจุดท่องเที่ยว จุดพักผ่อนของพี่น้องประชาชนในเขตนั้น เนื่องจากเรามีแหล่งน้ำดิบอยู่ตรงนั้น แล้วตอนนี้เราก็เริ่มสร้างเศรษฐกิจให้กับพ่อแม่พี่น้อง ในอาณาบริเวณใกล้เคียงในการที่จะมาพักผ่อนแล้วก็ทำมาค้าขายในส่วนตรงนั้น ก็ขอให้ช่วย ปรับปรุงในพื้นที่ตรงนี้ให้กับพี่น้องประชาชนด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านภคมน หนุนอนันต์ ครับ🔗

นางสาวภคมน หนุนอนันต์ ระนอง

เรียนประธานสภาค่ะ ดิฉัน ภคมน หนุนอนันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล วันนี้ดิฉันมีเรื่องเร่งด่วนที่อยากหารือ กับท่านประธานผ่านไปยังนายกรัฐมนตรีค่ะ ขอสไลด์นะคะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นางสาวภคมน หนุนอนันต์ ระนอง

ท่านประธานคะ ภาพที่อยู่ในสไลด์นี้ เป็นภาพที่ถูกพูดถึงในสังคม Online ค่ะ ในภาพเด็ก ๆ ที่เกาะพยาม จังหวัดระนอง พยายาม จะช่วยกันต่อแพเพื่อใช้เป็นยานพาหนะในการเดินทางไปโรงเรียน ซึ่งสะพานข้ามคลอง ที่เกาะพยาม จังหวัดระนอง ปัจจุบันได้หยุดก่อสร้างและค้างอยู่แบบนี้มานานนับสิบปีแล้ว เหตุเพราะเจ้าของโครงการไม่ได้ดำเนินการขออนุญาตอย่างถูกต้องจากเจ้าของพื้นที่ ซึ่งเป็น พื้นที่ป่าชายเลนที่ดูแลโดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง อย่างไรก็ตามสิ่งที่ดิฉันอยาก หารือผ่านท่านประธานไปยังนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ปัญหาที่คาราคาซังมานานนับสิบปีนี้ ให้สามารถคลี่คลายได้และเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษาของเด็กในพื้นที่ ชนบทค่ะ โดยขอให้นายกรัฐมนตรีสละเวลาเพียง ๑๐ นาทีในภารกิจ ครม. สัญจรที่ท่านจะ เดินทางไปจังหวัดระนองอยู่แล้วในวันที่ ๒๓ มกราคมนี้ ท่านจะไปดูพิจารณาแหล่งท่องเที่ยว ที่ใหม่ เพิ่มศักยภาพของจังหวัดที่อยู่ริมชายฝั่งอันดามัน พร้อมดูโครงการแลนด์บริดจ์ ดิฉันขอให้ท่านเพิ่มภารกิจ ดูสะพานข้ามคลองนี้เข้าไปด้วยค่ะ ดิฉันเชื่อว่าหากท่านเห็นสภาพ ความเหลื่อมล้ำนี้กับตาของท่านเอง ท่านคงไม่สามารถที่จะดูดายได้กับคนที่เขารอคอย การพัฒนามานานนับสิบปี ดิฉันขอสื่อสารไปยังนายกรัฐมนตรี ท่านในฐานะผู้นำ ท่านอย่า พัฒนาประเทศแบบโลกคู่ขนาน อย่าเอาใจนายทุนแล้วทิ้งประชาชนไว้ข้างหลัง ขอบคุณค่ะ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านรำพูล ตันติวณิชชานนท์ ครับ🔗

นางรำพูล ตันติวณิชชานนท์ อุบลราชธานี

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางรำพูล ตันติวณิชชานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี เขต ๙ ซึ่งประกอบด้วยอำเภอนาจะหลวย อำเภอบุณฑริก อำเภอสิรินธร ตำบลโนนก่อ พรรคไทยสร้างไทย ดิฉันมีข้อหารือท่านประธานดังนี้ค่ะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นางรำพูล ตันติวณิชชานนท์ อุบลราชธานี

ดิฉันได้รับการร้องเรียนจาก ท่านวรพจน์ บุตรมาตย์ นายกเทศมนตรีตำบลบุณฑริก นางกัณหา โพธิ์ธธารินทร์ ประธาน สภาเทศบาลตำบลบุณฑริก สมาชิกสภาเทศบาลบุณฑริก กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แล้วก็ชาวบ้าน ในเขตเทศบาลชุมชนตำบลบุณฑริกว่ามีขยะใจกลางเมือง ซึ่งเป็นทำเลเจริญที่สุดของชุมชน อำเภอบุณฑริก ขยะดังกล่าวเป็นสถานที่ราชการ ท่านประธานดูภาพไปเรื่อย ๆ นะคะ มีที่ทำงาน บ้านพัก เสาธงชาติ สวน ต้นไม้ ปล่อยปละละเลยมานานนับสิบปี บ้านพักก็ร้าง สำนักงานก็ผุพังค่ะ ไม่มีการปรับปรุงและซ่อมแซม กลายเป็นแหล่งอบายมุขในเขตชุมชน เทศบาลบุณฑริก เป็นแหล่งชุมชนที่ไม่น่าดูเลย อยู่ในเขตเทศบาล ขยะใจกลางเมืองนี้ก็คือ สำนักงานของ อบ. ๑๑ เดิม ปัจจุบันเป็นของกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม ทำให้ประชาชนชาวอำเภอบุณฑริกขาดความเชื่อถือในหน่วยงาน ชาวบ้าน ต้องการ🔗

๑. ขอให้ปรับปรุง ซ่อมแซม ใส่ใจพัฒนาทั้งสำนักงาน บ้านพัก สวน ต้นไม้ และปรับปรุงภูมิทัศน์ ทำให้ประชาชนเข้าไปพักผ่อนหย่อนใจได้🔗

๒. ลดอบายมุขต่าง ๆ โดยป้องกันแนวเขตไม่ให้ใครเข้าไปบุกรุกสำนักงาน และมีมิจฉาชีพ🔗

๓. หากไม่มีงบประมาณที่จะปรับปรุงหรือว่าพัฒนาก็ขอคืนให้ราชพัสดุ แล้วให้ทางเทศบาลตำบลบุณฑริกจะได้จัดสรรงบประมาณพัฒนาเป็นสวนสาธารณะ เป็นที่ ออกกำลังกายพักผ่อนหย่อนใจแก่ประชาชนทั้งอำเภอบุณฑริก ดิฉันก็ขอฝากท่านประธานสภา ถึงท่าน พลตำรวจเอก พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอบคุณท่านประธานค่ะ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านสุไลมาน บือแนปีแน ครับ🔗

นายสุไลมาน บือแนปีแน ยะลา

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม สุไลมาน บือแนปีแน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดยะลา พรรคประชาชาติ ซึ่งประกอบไปด้วยอำเภอเมืองยะลา และอำเภอยะหา วันนี้ผมมีเรื่อง จะขอหารือผ่านท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังนี้ครับ ขอสไลด์ด้วยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายสุไลมาน บือแนปีแน ยะลา

เรื่องแรก ก็คือเรื่องปัญหาน้ำกัดเซาะ บริเวณถนนสายบ้านต้นพิกุล บ้านต้นหยี ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างตำบลลำใหม่กับตำบล ลำพะยา เรื่องนี้ผมได้มีโอกาสหารือผ่านสภาของเราแห่งนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง แล้วก็ต้อง ขอขอบคุณทางโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดยะลาด้วยที่ได้ลงพื้นที่เพื่อสำรวจ ออกแบบ เพื่อดำเนินการแก้ไขให้กับพี่น้อง แต่เนื่องจากว่าอุทกภัยที่ผ่านมาทำให้บริเวณดังกล่าวนั้นรุนแรงมากยิ่งขึ้น นั่นหมายความว่า ถนนมันเริ่มเซาะไปมากยิ่งขึ้น ฉะนั้นแล้ววันนี้ผมก็จึงอยากที่จะให้ท่านประธานมีหนังสือ ส่งไปยังจังหวัด เพื่อให้ใช้งบอุทกภัยเพื่อเป็นการบรรเทาภัยให้กับพี่น้องที่สัญจรผ่านไปมา บริเวณดังกล่าวด้วย เพราะเนื่องจากว่าเวลากลางคืนก็จะอันตรายมาก ๆ ครับ🔗

เรื่องต่อมา ก็คือในเรื่องของการขอให้มีการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ในเขตเทศบาลตำบลยะหา ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องในเขตเทศบาลตำบลยะหา เนื่องจากว่าในช่วงฝนตกช่วงของถนนพิทักษ์ธานีช่วงปลายก็จะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่อยู่บริเวณ ตีนเขา ฉะนั้นแล้วเวลาฝนตกก็จะมีน้ำไหลลงมาอย่างแรงแล้วก็มาก ทำให้ล้นบริเวณถนน แล้วก็การสัญจรของพี่น้องประชาชนเป็นที่ลำบากอย่างยิ่ง ฉะนั้นแล้วคูระบายน้ำตอนนี้ ที่มีอยู่ก่อสร้างมานานแล้วและไม่เพียงพอในการที่จะระบายน้ำดังกล่าว ฉะนั้นแล้วก็อยากให้ ท่านประธานมีหนังสือส่งไปยังโยธาธิการและผังเมือง เพื่อดำเนินการออกแบบเพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพในการระบายน้ำบริเวณดังกล่าว ให้กับพี่น้องประชาชนในเขตเทศบาล ตำบลยะหาและพี่น้องที่สัญจรผ่านไปมาบริเวณดังกล่าวด้วย ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านพงศธร ศรเพชรนรินทร์ ครับ🔗

นายพงศธร ศรเพชรนรินทร์ ระยอง

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พงศธร ศรเพชรนรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง เขต ๓ อำเภอแกลง อำเภอเขาชะเมา พรรคก้าวไกล ผมมีเรื่องหารือ ๒ เรื่อง ขอสไลด์ด้วยนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายพงศธร ศรเพชรนรินทร์ ระยอง

เรื่องที่ ๑ สถานการณ์น้ำและ ภัยแล้ง ผมได้รับร้องเรียนจากชาวบ้านเรื่องการปล่อยน้ำในพื้นที่ชลประทาน อำเภอแกลง และอำเภอเขาชะเมา ที่ผมดูแลอยู่ ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรม พี่น้องชาวบ้านทำสวนผลไม้ เป็นหลัก โดยเฉพาะสวนทุเรียนที่มีมูลค่ามหาศาล ทำให้ต้องการน้ำไปรดสวนผลไม้ ผมและ สส. ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ ได้เข้าพบ ผอ. อ่างเก็บน้ำประแสร์เพื่อติดตามการปล่อยน้ำ และการบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนซึ่งต้องขอขอบคุณท่าน ผอ. อรุษ เทียนสว่าง ที่ส่งน้ำไปช่วยพี่น้องเกษตรกรและประชาชนที่กำลังได้รับความเดือดร้อนแล้ว โดยการใช้โรงสูบน้ำอีกแห่งไปพลางก่อน และได้เร่งรัดกับทาง กฟผ. ดำเนินการให้โรงสูบน้ำ ที่เสียกลับมาใช้ได้โดยเร็ว และทาง ผอ. อรุษ ก็ได้แจ้งว่าจะสามารถบริหารจัดการน้ำดูแล ประชาชนในพื้นที่ชลประทานได้ตลอดฤดูแล้งของปีนี้ ทั้งนี้ต้องขอฝากท่านประธานไปยัง กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยติดตามสถานการณ์ความเดือดร้อนเรื่อง ภัยแล้งของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่นอกพื้นที่ชลประทานด้วยนะครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ฝายเก็บกักน้ำพัง ผมได้รับร้องเรียนจากชาวบ้านว่าฝายตาด้ง ในพื้นที่บริเวณหมู่ ๗ ตำบลทุ่งควายกิน อำเภอแกลง พังลง เก็บกักน้ำไม่ได้ ตรงนี้เดิมที ฝายเก็บกักน้ำดูแลชาวบ้านหมู่ ๗ หมู่ ๑๐ และหมู่ ๒ ตำบลทุ่งควายกิน พังลง ใช้การไม่ได้ ทั้งนี้ผมได้ลงพื้นที่กับท้องถิ่นและท้องที่ ต้องขอขอบคุณทางท่านนายกศักดิ์สิทธิ์ กุมภะ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งควายกิน ที่ได้จัดสรรงบของทาง อบต. มาทำฝายดินและ ช่องทางระบายน้ำชั่วคราว บรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าอย่างทันท่วงที ขอบคุณทาง กำนันปัญญา ผาสุข และผู้ใหญ่บ้านที่ติดตามมาโดยตลอด เดิมทีฝายนี้เป็นงบของ อบจ. ระยอง ซึ่งผมได้ประสานงานไปยังรองนายก อบจ. คุณกิตติ เกียรติ์มนตรี ได้ให้กองช่างลงไป สำรวจหน้างานแล้ว พบว่าไม่สามารถซ่อมแซมได้ อยู่ระหว่างสำรวจออกแบบเพื่อตั้ง งบประมาณทำฝายใหม่ ขอฝากท่านประธานไปยัง อบจ. ระยองให้ช่วยเร่งรัดดำเนินการ จัดสรรงบประมาณทำฝายใหม่โดยเร็ว ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านรังสรรค์ มณีรัตน์ ครับ🔗

นายรังสรรค์ มณีรัตน์ ลำพูน

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายรังสรรค์ มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำพูน พรรคเพื่อไทย ผมต้องขอขอบคุณกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ ที่มีคำสั่ง ที่ ๑๑๑๑/๖๖ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดนโยบาย การบริหารจัดการผลผลิตลำไยคุณภาพ โดยมีอำนาจหน้าที่อยู่ ๗ ข้อ ข้อที่สำคัญที่สุดคือ ข้อที่ ๑ คือให้คณะกรรมการชุดนี้จัดทำนโยบายเสนอรูปแบบบริหารจัดการการเพาะปลูก ลำไยในประเทศ และการบริหารจัดการผลผลิตลำไยที่จะออกสู่ท้องตลาด ขณะนี้จังหวัด ลำพูน เชียงใหม่ เชียงรายและ ๘ จังหวัดภาคเหนือ ลำไยในฤดูปี ๒๕๖๗ เริ่มแทงช่อ ออกดอกแล้ว ดังนั้นผมจึงขอให้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยท่านรัฐมนตรีมีคำสั่ง ให้คณะกรรมการชุดนี้ดำเนินการประชุมเพื่อสำรวจปริมาณลำไยในฤดูปี ๒๕๖๗ ซึ่งจะออก ในเดือนกรกฎาคม สิงหาคม กันยายน ที่จะถึงว่ามีปริมาณลำไยเท่าไร แล้วส่งข้อมูลเหล่านี้ ไปให้กระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้กระทรวงพาณิชย์ได้ประเมินว่าในฤดูกาลนี้จะมีพ่อค้าลำไย เข้ามาซื้อลำไยปริมาณเท่าไร และปริมาณลำไยที่เหลือนั้นจะดำเนินการอย่างไรกับมัน ในเมื่อไม่มีคนซื้อ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ราคาลำไยตกต่ำเหมือนอย่าง ๔ ปีที่ผ่านมา ปีนี้ลำไยนอกฤดูซึ่งกำลังออกในช่วงนี้ เกษตรกรฝากขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ที่ผลักดัน ตอนนี้ลำไยราคาดีมาก เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้พี่น้อง เกษตรกร จึงขอทางรัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ ช่วยบูรณาการ คุยกันและหารือกันว่าลำไยในฤดูปี ๒๕๖๗ จะบริหารจัดการอย่างไร เพื่อให้ เกษตรกรได้มีรายได้พอที่จะเลี้ยงดูตัวเองได้ ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านชิตวัน ชินอนุวัฒน์ ครับ🔗

นายชิตวัน ชินอนุวัฒน์ เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายชิตวัน ชินอนุวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย เขต ๑ อำเภอเมือง เชียงราย จากพรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายชิตวัน ชินอนุวัฒน์ เชียงราย

พี่น้องประชาชนในอำเภอเมืองเชียงราย โดยเฉพาะตำบลท่าสายประสบปัญหาน้ำประปาไม่ไหล ล่าสุดไม่มีน้ำประปาใช้ตั้งแต่วันที่ ๒๒ ธันวาคมถึงวันที่ ๕ มกราคม กว่า ๒ อาทิตย์ที่ประชาชนไม่มีน้ำประปาใช้ ย้ำอีกครั้งนะครับ พื้นที่เป็นพื้นที่ชานเมืองแต่ห่างจากอำเภอเมืองเพียงแค่ ๕ กิโลเมตรเท่านั้น มีการร้องเรียน ทั้งทาง ๆ เทศบาลตำบลท่าสายมาเกือบทุกอาทิตย์ แก้ไขโดยการนำน้ำอุปโภคไปให้ใช้ โดยพลาง ๆ ก่อนนะครับ อีกทั้งยังมีการร้องเรียนผ่าน Social Network เป็นวงกว้าง ผมได้ มีโอกาสเข้าไปพบกับการประปาส่วนภูมิภาคจังหวัดเชียงราย ทราบว่าปัจจุบันอุปกรณ์ จ่ายน้ำหลักยังใช้ระบบมือหมุนอยู่ ระบบท่อน้ำเก่าก็ไม่มีแรงดันพอที่จะจ่ายน้ำไปได้ ทั่วจังหวัดเชียงราย ทุกวันนี้ทำได้เพียงแค่ปรับปรุงซ่อมแซมเท่านั้น เนื่องจากขาดงบประมาณ ในการสร้างใหม่ ก็ขอฝากไปยังสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติแล้วก็กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาพิจารณาพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย แล้วก็อำเภออื่น ๆ ในจังหวัดเชียงรายด้วยนะครับ ฝากเสนอต่อคณะรัฐมนตรี สุดท้ายนี้ประเทศจะพัฒนา เป็นประเทศที่ศิวิไลซ์ได้ แต่ท่อประปาบางเหมือนเปลือกไข่ แตะปุ๊บแตกปั๊บ กลับมาพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานประเทศให้ดีก่อนไหมครับ ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านชัชวาล แพทยาไทย ครับ🔗

นายชัชวาล แพทยาไทย ร้อยเอ็ด

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชัชวาล แพทยาไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด เขต ๗ พรรคไทยสร้างไทย วันที่ ๑๖ มกราคมที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมวันครูในพื้นที่ อำเภอเกษตรวิสัย อำเภอปทุมรัตต์ และอำเภอเมืองสรวง จังหวัดร้อยเอ็ด ต้องขอคารวะ และสดุดีครูผู้เสียสละทุกท่าน และในโอกาสนี้ครับท่านประธาน ครูหลายท่านได้สะท้อน ปัญหาด้านการศึกษา โดยเฉพาะปัญหาของโรงเรียนขนาดเล็ก จากข้อมูลของกระทรวง ศึกษาธิการมีโรงเรียนประถมศึกษาในสังกัด สพฐ. ทั้งสิ้น ๓๐,๐๐๐ กว่าแห่ง ในจำนวนนี้ มีโรงเรียนที่มีนักเรียนน้อยกว่า ๑๒๐ คน หรือที่เรียกว่าโรงเรียนขนาดเล็กอยู่ราว ๆ ๑๕,๐๐๐ แห่ง ให้บริการนักเรียนกว่า ๑ ล้านคน ที่สำคัญเรามีโรงเรียนขนาดเล็กที่วิกฤติ มีนักเรียนไม่ถึง ๔๐ คนกว่า ๓,๐๐๐ แห่ง ท่านประธานครับ กระทรวงศึกษาธิการตั้งเกณฑ์ในการจัดสรรงบประมาณและสนับสนุน บุคลากรให้โรงเรียนในสังกัดตามจำนวนรายหัวของนักเรียน โรงเรียนที่มีนักเรียนมาก ได้งบประมาณและบุคลากรเยอะ ส่วนโรงเรียนที่เล็กมีนักเรียนน้อยได้งบประมาณและ บุคลากรก็น้อยตามไปด้วย ด้วยงบประมาณที่จำกัดทำให้การจัดการเรียนการสอนเป็นไป ด้วยความลำบาก และยังมีปัญหาอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย เช่น ปัญหาเรื่องอาคารเรียน ที่ชำรุดทรุดโทรม ปัญหาของครูที่ต้องทำหน้าที่มากกว่าครูผู้สอน ปัญหาสภาพแวดล้อม ที่ไม่เหมาะต่อการเรียนรู้ โรงเรียนขนาดเล็กเหล่านี้กำลังถูกบีบให้หมดลมหายใจ มาตรการ ในการแก้ไขปัญหาของกระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะนโยบายควบรวมก็ไร้ห้วงเวลาที่ ชัดเจน นำมาซึ่งการสูญเสียโอกาสทางการศึกษาของน้อง ๆ ลูกหลาน ผมขอหารือผ่าน ท่านประธานไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการว่า จากปัญหาข้างต้นเพื่อความชัดเจน ท่านมีมาตรการใดบ้างในการแก้ปัญหาของโรงเรียนขนาดเล็กที่เผชิญอยู่ วิกฤติเรื่อง ทรัพยากรมนุษย์รอไม่ได้ครับท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านยูนัยดี วาบา ครับ🔗

นายยูนัยดี วาบา ปัตตานี

เรียนประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายยูนัยดี วาบา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ ๔ จังหวัดปัตตานี พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขออนุญาตขอหารือท่านประธานในส่วนการช่วยเหลือหลังน้ำลด ในส่วนของโรงเรียนที่ประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ใน ๓ จังหวัดภาคใต้นั้น🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายยูนัยดี วาบา ปัตตานี

โรงเรียน นักเรียน ควรได้รับการช่วยเหลือ อย่างเร่งด่วน เนื่องจากเกิดความเสียหายอย่างมาก ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณจิตอาสาทุกท่าน ที่ลงไปช่วยในวิกฤติครั้งนี้ จากที่ผมได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนหลังน้ำลดร่วมกับ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี เขต ๓ นายสุวิทย์ เจ๊ะโซะ และผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนอำเภอสายบุรี นางซาเกะเลาะ เร่งหวัง ปรากฏว่า โรงเรียนได้รับความเสียหายและต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนดังต่อไปนี้ โรงเรียน สังกัด สพฐ. เขต ๓ จำนวน ๒๕ โรง มูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น ๑๖,๑๘๗,๗๑๐ บาท มาตรการในการช่วยเหลือระยะยาว ขอสนับสนุนอาคารเรียน สพฐ. ๑๐๕/๒๙ ปรับปรุงอาคาร ๒ ชั้น ๔ ห้องเรียนใต้ถุนโล่ง เพื่อป้องกันความเสียหายจากน้ำท่วมในพื้นที่ที่มีน้ำไหลผ่าน ซึ่งจะท่วมทุกปี จำนวน ๑๒ โรง โรงเรียนเอกชนในระบบสังกัด สช. อำเภอสายบุรี เสียหาย จำนวน ๕ โรงเรียน โรงเรียนเอกชนนอกระบบสถาบันการศึกษาปอเนาะจำนวน ๒๒ โรงเรียน โรงเรียนเอกชนนอกระบบตาดีกา จำนวน ๖๓ โรงเรียน ขอฝากท่านประธานสภาเร่งรัด ความช่วยเหลือโดยด่วน ตอนนี้น้ำลดแล้วแต่น้ำตายังคงท่วมอยู่ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านอภิชาติ แก้วโกศล ครับ🔗

จ่าอากาศเอก อภิชาติ แก้วโกศล เพชรบุรี

เรียนท่านประธานสภา ผม จ่าอากาศเอก อภิชาติ แก้วโกศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ ขอปรึกษาหารือท่านประธานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนะครับ ซึ่งในปีงบประมาณ ๒๕๖๗ นั้นได้ผ่านการประชุมในวาระแรกไปแล้วเมื่อวันที่ ๓ วันที่ ๔ วันที่ ๕ มกราคมที่ผ่านมา และยังต้องมีวาระประชุมวาระสอง วาระสามในช่วงเดือนเมษายน ซึ่งผมได้ลงพื้นที่พูดคุยกับผู้นำท้องถิ่นหลายแห่ง ทุกท่านเป็นห่วงในการพิจารณาในการใช้ งบประมาณของปี ๒๕๖๗ เกรงว่าจะใช้งบประมาณไม่ทันนะครับ อยากให้ท่านประธานสภา ได้ประสานกับกระทรวงการคลังได้เร่งรัดพิจารณาในการจัดซื้อจัดจ้างของปีงบประมาณ ปี ๒๕๖๗ ให้มีความรวดเร็ว โดยพิจารณานำแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างตามหนังสือสั่งการ ของกรมบัญชีกลาง ที่ กค (กวจ) ๐๔๐๕.๒/ว ๘๙ ลงวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๔ ที่เคยเป็น แนวทางนำมาพิจารณาใช้ในปีงบประมาณปี ๒๕๖๗ เพราะการบริหารงานของแต่ละท้องถิ่นนั้น คือการนำปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านในแต่ละพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นด้านพัฒนา ด้านคุณภาพชีวิต พัฒนาด้านสาธารณูปโภค ถนน หนทาง น้ำ ไฟ มาแก้ไขให้รวดเร็วขึ้น เพื่อให้ชาวบ้านได้รับความสะดวกสบายในทุกด้าน ถ้าการแก้ไขเรื่องต่าง ๆ ล่าช้าผลเสียก็จะ เกิดกับประชาชน หมู่บ้าน ตำบล จะถูกพัฒนาช้าลง ผมขอฝากท่านประธานและกระทรวง การคลัง หรือผู้เกี่ยวข้อง ช่วยพิจารณาในเรื่องดังกล่าวด้วยครับ ขอบพระคุณมากครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านปรีดา บุญเพลิง ครับ🔗

ขอบคุณครับ เชิญท่านปรีดา บุญเพลิง ครับ🔗

นายปรีดา บุญเพลิง แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายปรีดา บุญเพลิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน การศึกษานำการเมือง ครูพัฒนาคน ประชาชน พัฒนาชาติ รากฐานของตึกคืออิฐ รากฐานของชีวิตคือการศึกษา ขอหารือท่านประธาน ผ่านไปยังนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากครู และผู้ปกครองนักเรียนที่ไม่สนใจการเรียน ขาดเรียน หนีเรียน ทำให้ผลการเรียนติด ๐ ติด ร ติด มส. เพิ่มมากขึ้นทุกปี ปัญหาหลักมาจากปัญหานักเรียนติดยาเสพติด เช่น ยาบ้า กัญชา น้ำกระท่อม บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า สุรา เล่นโทรศัพท์ ทำให้นอนดึก ตื่นสาย ไม่สนใจ การเรียน จากการสุ่มตรวจสุขภาพนักเรียนกลุ่มที่ติด ๐ ติด ร ติด มส. คือไม่สอบ ส่วนมาก พบสารเสพติดกัญชา กระท่อม ยาบ้า บุหรี่ สุรา พรรคครูไทยเพื่อประชาชนเป็นห่วงสุขภาพ นักเรียน ซึ่งเป็นเหยื่อของผู้ค้ายาเสพติด จึงอยากจะให้นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลนี้ ปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง เด็กที่ติดยาเสพติดแล้วสมองถูกทำลาย เมื่อเด็กโตขึ้น คุณภาพชีวิตของเด็กจะเป็นอย่างไร ทุกท่านก็คงจะมองเห็นทิศทางของการดำรงชีพของ เยาวชนคนไทยในอนาคตเป็นอย่างดี เยาวชนทำร้ายร่างกายปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า น้า อา ที่เลี้ยงมา สุดท้ายก็ถึงขั้นเสียชีวิต พรรคครูไทยเพื่อประชาชนขอให้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการในฐานะเป็นผู้กำกับดูแลการศึกษาของชาติใส่ใจหาทางแก้ไขปัญหา เรื่องนี้โดยเร่งด่วนก่อนที่เยาวชนและนักเรียนจะตกเป็นทาสกับสิ่งเหล่านี้ คุณภาพการศึกษาไทย จะตกต่ำไปมากกว่านี้ และจะนำไปสู่การล่มสลายของประเทศไทยในอนาคต ขอบคุณมากครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ ครับ🔗

นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ผมขอหารือท่านประธานไปยังกระทรวงสาธารณสุข สำนักงาน คุ้มครองผู้บริโภค เกี่ยวกับโรงพยาบาลของรัฐและโรงพยาบาลเอกชน ขอสไลด์ด้วยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ แบบบัญชีรายชื่อ

จากการที่โรงพยาบาลของรัฐ ที่มีความแออัดของผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมาก ต้องรอคิวหลายชั่วโมง ทำให้ผู้ใช้บริการ ที่พอมีกำลังจ่ายได้ก็ไปใช้บริการที่โรงพยาบาลเอกชน ซึ่งปัจจุบันนี้มีอยู่แทบทุกจังหวัด แต่ค่ารักษาพยาบาลมีราคาแพงมาก เช่น ราคาห้องพิเศษราคาห้องละ ๓,๐๐๐-๑๐,๐๐๐ บาท ซึ่งแพงกว่าโรงแรมห้าดาวอีกในปัจจุบันนี้ ค่าห้อง ICU ๕,๐๐๐ บาท ถึง ๑๕,๐๐๐ บาท ยังมีค่าเครื่องมือแพทย์ ค่าพยาบาล ค่าหมอรักษา ค่ายาที่มีราคาแพงมากเช่นกัน ซึ่งเครื่องมือแพทย์นั้นถ้าในทางบัญชีแล้วถ้าหักค่าเสื่อมแล้วบางเครื่องอาจจะเหลือเป็น ๐ ได้ แต่ก็ยังคิดราคาค่าเครื่องมือแพทย์ในราคาเท่าเดิม ก็ขอให้กระทรวงสาธารณสุขได้ไปขึ้นบัญชี เหล่านี้ด้วยนะครับ และขอให้สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคไปดูแลให้ราคาที่เหมาะสม แล้วให้ กระทรวงสาธารณสุขไปเพิ่มจำนวนโรงพยาบาลของรัฐทุกจังหวัดให้เพียงพอ เพื่อลดความ แออัดของผู้ใช้บริการ และขอให้ขยายอายุพยาบาลและหมอจาก ๖๐ ปี เป็น ๖๕ ปี เพื่อจะ ได้ลดความขาดแคลนของบุคลากรทางการแพทย์ และในระหว่างนี้ที่ระหว่างรอดำเนินการ ก็ขอให้มีแพทย์ไปประจำที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อลดความแออัดของ โรงพยาบาลหลัก ท่านจะดูได้จากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่ด่านท่าตะโก อำเภอ จอมบึง ราชบุรี ที่นั่นมีเจ้าพนักงานทันตแพทย์สาธารณสุขอยู่ด้วย ก็มีพี่น้องไปใช้บริการเป็น จำนวนมาก ตั้งแต่อุดฟัน ถอนฟัน ขูดหินปูน ซึ่งเหล่านี้ชาวบ้านเขาเรียกว่า หมอแทน ก็ฝาก กระทรวงสาธารณสุขได้ไปเพิ่มเติมสิ่งเหล่านี้ด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ ครับ🔗

นายศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา อำเภอปากช่อง พรรคเพื่อไทย🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ นครราชสีมา

ท่านประธานครับ ด้วยตำบล จันทึก อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา มีถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒๒๔๗ เชื่อมต่อจังหวัดสระบุรี ลพบุรี โคราช ถนนคับแคบเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ปีที่แล้วได้จัดสรร งบประมาณในการขยายสะพาน ตอนนี้ก่อสร้างเสร็จสิ้นแล้ว ต้องขอกราบขอบพระคุณ ทางพรรคเพื่อไทยที่ร่วมประสานโครงการให้ แต่ตอนนี้ยังไม่ได้รับงบประมาณในการขยาย ถนนให้กว้างขึ้นเพื่อลดอุบัติเหตุ ซึ่งอุบัติเหตุเกิดขึ้นเป็นประจำ อีกทั้งพี่น้องประชาชน ต้องการที่จะให้มีการก่อสร้างวงเวียนบริเวณสามแยกบ้านป่าไผ่ เยื้อง ๆ กับ อบต. จันทึก จุดนี้มักเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ทั้ง ๒ ปัญหานี้ นำเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคม เพื่อจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือพี่น้องประชาชนชาวปากช่องโคราชด้วย🔗

เรื่องต่อมา ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจาก สจ. นงนุช เลิศด้วยลาภ และนายก มิชา พงษ์สว่าง ว่าถนน อบจ. นครราชสีมา หมายเลข ๒๑๓๐๑ ซึ่งอยู่ในความดูแลของ อบจ. นครราชสีมา บริเวณบ่อทอง บ้านคลองยาง ตำบลหนองสาหร่าย เชื่อมต่อไปยังตำบล คลองม่วง ถนนแคบชำรุดทรุดโทรมมาก มักเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ต้องการที่จะให้มีการ บำรุงถนนลาดยางกว้าง ๖ เมตร มีไหล่ทาง ๑ เมตร และขอให้มีงานอำนวยความปลอดภัย ตามที่จังหวัดนครราชสีมากำหนด จึงเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวง คมนาคม ท่านสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และท่านนายก อบต. นครราชสีมา ท่านดอกเตอร์ยลดา หวังศุภกิจโกศล ให้จัดสรรงบประมาณลงมาแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ชาวปากช่อง โคราชด้วย🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

สมาชิกท่านสุดท้ายที่จะหารือนะครับ ท่านสรัสนันท์ อรรณนพพร เชิญครับ🔗

นางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร ขอนแก่น

เรียนท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน สรัสนันท์ อรรณนพพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขต ๙ พรรคเพื่อไทย วันนี้ดิฉันมีข้อร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ทั้งหมด ๓ เรื่อง นำเรียนต่อสภาดังนี้ค่ะ🔗

เรื่องแรก ดิฉันได้รับการร้องเรียนจาก นายธนกร พงษ์ศิลา นายกองค์การ บริหารส่วนตำบลโสกนกเต็น อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น เนื่องจากรถเก็บขยะที่ใช้งาน ให้บริการประชาชนในพื้นที่อยู่นั้นชำรุดทรุดโทรมอยู่บ่อยครั้ง ไม่สะดวกอย่างยิ่งต่อการทำงาน ได้ของบประมาณไปอยู่หลายครั้ง แต่ไม่ได้รับการตอบสนองแต่อย่างใด จึงใคร่ขอ สำนักงบประมาณและกระทรวงมหาดไทยกรุณาจัดสรรอนุมัติงบประมาณเพื่อปรับปรุง และช่วยเหลือการทำงานขององค์การบริหารส่วนตำบลโสกนกเต็น มา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ🔗

เรื่องที่ ๒ ดิฉันได้รับการร้องเรียนจากนายประเสริฐ สีสุวอ นายกองค์การ บริหารส่วนตำบลเพ็กใหญ่ อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น เนื่องจากประชาชนหมู่ที่ ๒ บ้านนายาง หมู่ที่ ๓ บ้านนาคสะดุ้ง หมู่ที่ ๗ บ้านโคกกลาง และหมู่ที่ ๑๐ บ้านโนนแต้ ตำบลเพ็กใหญ่ อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น ไม่มีน้ำประปาใช้สอยในชีวิตประจำวัน น้ำที่ใช้อยู่ เป็นน้ำที่เค็มและขุ่น จึงอยากใคร่เรียนไปถึงการประปาส่วนภูมิภาคและหน่วยงานที่ รับผิดชอบให้เร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ🔗

เรื่องที่ ๓ ดิฉันได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านตำบลเก่างิ้ว อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น เนื่องจากต้องการให้จัดสรรงบประมาณก่อสร้างถนนลาดยางจาก บ้านคึมชาดลัดเข้าตัวเมืองพล ซึ่งปัจจุบันถนนเส้นนี้เป็นหินคลุก หน้าแล้งเป็นฝุ่น หน้าฝน เป็นบ่อ น้ำขัง ชาวบ้านได้สัญจรไปมาใช้ร่วมกันอยู่ ๕ หมู่บ้าน มีประชาชนอยู่ประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าคน เพื่อความสะดวกต่อการเดินทางแล้วก็ประหยัดเวลา ที่สำคัญเพิ่มความ ปลอดภัยให้กับผู้ปกครองเวลาส่งลูกหลานไปโรงเรียนตอนเช้า จึงอยากใคร่ขอหน่วยงานที่ รับผิดชอบกรุณาจัดสรรงบประมาณเพื่อบรรเทาและตอบสนองความต้องการของประชาชน ในพื้นที่ด้วยค่ะขอบคุณค่ะ🔗

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๔๖๘ คน
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ วันนี้เรารักษาเวลาได้ยอดเยี่ยมนะครับ เรียนท่านสมาชิกครับ ขณะนี้มีสมาชิก มาลงชื่อมาประชุมทั้งหมด ๒๙๖ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ ผมขอเปิดการประชุมและ ดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระ🔗

ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม🔗

เรียนท่านสมาชิกครับ ก่อนที่จะมีการถามตอบกระทู้ถามตามระเบียบวาระ กระทู้ถาม ผมขอเรียนให้ที่ประชุมทราบนะครับ สำหรับการพิจารณากระทู้ถามแยกเฉพาะ ให้ไปดำเนินการถามและตอบในห้องกระทู้ถามแยกเฉพาะบริเวณชั้น ๑ ควบคู่กันไป เริ่มตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป🔗

๑.๑ กระทู้ถามสดด้วยวาจา🔗

๑. นางสาวศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม🔗

ด้วยสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมได้มีหนังสือแจ้งว่ากระทู้ถามเรื่องนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วย ว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านมนพร เจริญศรี เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทนครับ ทางผู้ถามและ ผู้ตอบเข้าประจำที่พร้อมแล้ว ขอเชิญท่านศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ใช้สิทธิถามในรอบที่ ๑ ครับ🔗

นางสาวศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชี รายชื่อ พรรคเพื่อไทย นับจากวันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ รัฐบาลท่านนายกเศรษฐา คณะรัฐมนตรี ได้รับหลักการโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง เพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน ที่เราเรียกว่าโครงการแลนด์บริดจ์ โดยกำหนดบทบาทของโครงการให้เป็นการเชื่อมประเทศไทย เข้าสู่เส้นทางการเดินเรือของโลก ในระดับ Global เป็นประตูการค้า Gateway ศูนย์กลาง การถ่ายลำ Transshipment รวมทั้งการตั้งเขตพื้นที่เศรษฐกิจเสรี พัฒนาอุตสาหกรรมหลัง ท่าภายใต้ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ Southern Economic Corridor SEC ครอบคลุมพื้นที่ จังหวัดชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ซึ่งจะมีการพัฒนาท่าเรือน้ำลึก ๒ ฝั่งทะเล ท่าเรือน้ำลึกฝั่งอ่าวไทยในจังหวัดชุมพร และฝั่งอันดามันในจังหวัดระนอง โดยมี เส้นทางเชื่อมโยงระยะทางประมาณ ๙๐ กิโลเมตร และทางรถไฟจำนวน ๔ ทาง Metre Gauge ๒ ทาง Standard Gauge ๒ ทาง และมีการเตรียมพื้นที่การทำระบบขนส่งทางท่อ ไว้สำหรับผู้ลงทุนในอนาคต มีการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ พื้นที่พัฒนานิคมอุตสาหกรรม และกำหนดสิทธิประโยชน์ให้กับผู้สนใจลงทุนใน SEC ด้วย เพื่อเป็นการพัฒนาเป็นศูนย์กลาง ของภาคใต้ เชื่อมโยงการค้าและ Logistics ทั้ง EEC และประเทศภูมิภาคฝั่งอันดามันที่เรา เรียกว่า BIMSTEC มีดังเช่นบังคลาเทศ ศรีลังกา อินเดีย เนปาล ภูฐาน เมียนมา เป็นฐาน การพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพและการแปรรูปเกษตรมูลค่าสูง ยกระดับมาตรฐาน การท่องเที่ยวสู่นานาชาติ ต่อยอดประโยชน์ที่ประเทศไทยตั้งอยู่ใจกลางของคาบสมุทร อินโดจีน ทำให้โครงการแลนด์บริดจ์เป็นที่สนใจและติดตามจากพี่น้องประชาชนเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นคำถามแรกของดิฉันในวันนี้ การที่ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง คมนาคมได้เดินทางไป Roadshow โครงการแลนด์บริดจ์มีผลตอบรับเป็นอย่างไร และประเทศต่าง ๆ มีความสนใจมากน้อยเพียงใด ขอบคุณค่ะ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน มนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม วันนี้ ดิฉันได้รับมอบหมายจากท่านสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้มา ตอบกระทู้ถามของท่านสมาชิก เนื่องจากท่านเดินทางไปทำ Roadshow แล้วก็ไปประชุม ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์🔗

คำถามแรกของท่านสมาชิก ดิฉันต้องขอบคุณท่านสมาชิกเป็นอย่างยิ่งค่ะ ซึ่งคำถามดังกล่าวเป็นคำถามที่อยู่ในความสนใจของสื่อมวลชนและพี่น้องประชาชนคนไทย ถึงความคืบหน้าของการทำ Roadshow และสิ่งต่าง ๆ ที่ประเทศไทยจะได้รับโอกาสในเรื่อง ของโครงการก่อสร้างแลนด์บริดจ์ จากที่ท่านสมาชิกได้ถาม โครงการ Roadshow ครั้งแรก ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปก็คือที่เมืองคุนหมิง สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ ๑๗ ถึงวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๖๖ ที่ผ่านมา และต่อมาที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ในวันที่ ๑๘ ธันวาคม ปรากฏว่ามีบริษัทชั้นนำของประเทศญี่ปุ่นเกือบ ๓๐ บริษัท เรามีห้องประชุม ที่เชิญชวนบริษัทเข้ามา ปรากฏว่าวันนั้นบริษัทต่าง ๆ ที่ลงทะเบียนแล้วก็ไม่สามารถเข้าร่วม ประชุมได้ยังต้องนั่งรอนอกห้อง นั่นก็คือสิ่งหนึ่งที่นักธุรกิจของประเทศญี่ปุ่นให้ความสนใจ นอกจากนั้นท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้พูดถึงของประเทศญี่ปุ่นให้ความสนใจนะคะ นอกจากนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้พูดถึงว่าความจำเป็นของการที่จะต้องมีโครงการแลนด์บริดจ์นั่นคือ เราจะลดความแออัดของการจราจรขนส่งทางน้ำที่จะต้องผ่านช่องแคบมะละกา ปัจจุบันนี้ ช่องแคบมะละกาถ้าเรามีเรือที่จะขนส่งผ่านแดนตรงนี้ เราจะใช้สัดส่วนจะให้มีเรือขนส่งตรงนี้ ได้ถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ พบว่ามีความหนาแน่นนะคะ แล้วก็นอกจากนั้นจากความหนาแน่น ดังกล่าวก็ส่งผลให้มีการขนส่งสินค้าล่าช้า นั่นก็คือส่งผลถึงต้นทุนที่มีราคาสูงขึ้น แล้วก็ ในขณะที่การจราจรทางน้ำหนาแน่นก็เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางน้ำ ดังนั้นโครงการ แลนด์บริดจ์เป็นโครงการที่ส่งเสริมธุรกิจเป็นอีกทางหนึ่งในเรื่องของระบบการขนส่ง Logistics ทางน้ำ นอกจากนั้นในการที่ไป Roadshow ที่ประเทศญี่ปุ่นยังให้ความสนใจ และรายงานมาว่าอยากต้องการที่จะพบกับท่านนายกรัฐมนตรีแล้วก็ท่านสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม อีก ๑๐-๒๐ ราย นอกจากนั้นหลังจากที่ท่านไป Roadshow ที่ประเทศจีนก็ตาม ญี่ปุ่นก็ตาม และอเมริกาก็ตาม ดิฉันขออนุญาตว่าในช่วงที่ ท่านนายกรัฐมนตรีเดินทางไปที่ซานฟรานซิสโก อเมริกา ช่วงวันที่ ๑๒ ถึงวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ก็ได้มีนักลงทุนของกลุ่มประเทศสหรัฐอเมริการ่วมหารือถึง ๒๐ บริษัท และมีนักลงทุน ในภาคของทั่วยุโรปแล้วก็ในภาคของอเมริกาบอกว่าโครงการนี้ไม่คิดว่าประเทศไทยจะมี โครงการดังกล่าว เพราะขณะนี้สายการเดินเรือต่าง ๆ ทั่วประเทศต้องการที่จะนำสินค้า เหล่านั้นเข้ามาสู่ประเทศ ASEAN แต่ยังมีปัญหาเรื่องของการจราจรขนส่งที่มีความหนาแน่น ในทางทะเล ดิฉันต้องขออนุญาตตอบคำถามของท่านสมาชิกนะคะว่าจากที่ล่าสุดนอกจาก ไปอเมริกาแล้ว ขณะนี้ท่านนายกรัฐมนตรีอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ที่กรุงดาวอส ร่วมกับท่านรัฐมนตรี ก็ได้มีการเสนอโครงการดังกล่าวให้กับกลุ่มสหภาพยุโรป ซึ่งได้รับ เสียงตอบรับเป็นอย่างดี ซึ่งดิฉันเห็นว่าวันนี้โครงการแลนด์บริดจ์ได้รับความสนใจแล้วก็ได้รับ การตอบรับจากนักธุรกิจในเชิงบวก นั่นคือแสดงให้เห็นถึงความสนใจดังกล่าว ถึงแม้ว่า จะไม่เป็นการเริ่มต้น แต่เราก็ได้ขยายความคิด ขยาย Project เหล่านี้ให้กับนักลงทุนต่างชาติ ดิฉันเข้าใจคำว่า โอกาส ประเทศไทยต้องการโอกาสค่ะ ให้มีโครงการดี ๆ Megaproject นี้ เกิดขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้การลงทุนของประเทศไทยและภูมิภาค ASEAN นี้เกิดขึ้นในเร็ววันค่ะ ดิฉันขอตอบคำถามแรกของท่านสมาชิกค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอเชิญผู้ถามใช้สิทธิในรอบที่ ๒ ครับ🔗

นางสาวศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ แบบบัญชีรายชื่อ

คำถามต่อไปค่ะ กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ พรรค เพื่อไทย ประเด็นที่ทางสภาผู้แทนราษฎรได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อทำการศึกษา โครงการแลนด์บริดจ์ และมีประชาชนบางส่วนที่คัดค้าน ทางรัฐบาล กระทรวงคมนาคม มีแนวทางต่อประชาชนเหล่านั้นอย่างไรคะ ขอบคุณค่ะ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

ท่านประธานสภาที่เคารพคะ ดิฉัน มนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในประเด็นคำถามที่ ๒ นะคะ ขณะนี้ดิฉันเข้าใจค่ะว่าทุก ๆ โครงการที่เป็นโครงการ Megaproject ขนาดนี้จะต้องมีฝ่ายที่เห็นด้วยแล้วก็ไม่เห็นด้วยในโครงการ ซึ่งดิฉันยอมรับ ว่าความที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยต่าง ๆ จากการที่เรามีโครงการดังกล่าว ทุก ๆ โครงการ ก็จะต้องได้ฟังความเห็น ได้มีการออกกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงคมนาคมจึงได้เสนอ ให้ทางสภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นเพื่อทำการศึกษาโครงการ แลนด์บริดจ์ ซึ่งดิฉันเองก็เป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญดังกล่าวนะคะ ในคณะกรรมาธิการวิสามัญก็ได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ทั้งส่วนราชการ ภาคธุรกิจ ภาคเอกชน รวมทั้งประชาชนในพื้นที่ ทั้งกลุ่มผู้เห็นด้วยแล้วก็ผู้เห็นต่างมาให้ข้อมูลกับ กรรมาธิการวิสามัญ นอกจากนั้นการศึกษาในกระบวนการของฝ่ายนิติบัญญัติเราก็มี การศึกษาทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นมิติของทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มิติทางด้านของความมั่นคง มิติทางด้านอุตสาหกรรม มิติทางด้านต่างประเทศ รวมทั้ง มิติรับฟังความคิดเห็นทางภาครัฐแล้วก็ภาคเอกชน รวมทั้งกระบวนการมีส่วนร่วมของพี่น้อง ประชาชนและพื้นที่ใกล้เคียงที่จะต้องได้รับผลการดำเนินการก่อสร้างโครงการแลนด์บริดจ์ อย่างไรก็ตามการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของโครงการแลนด์บริดจ์หรือว่าเขตเศรษฐกิจ พิเศษภาคใต้ย่อมมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและพี่น้องประชาชนบางส่วน ซึ่งเป็น ความท้าทายของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่นเดียวกันว่าเราจะต้องมีการรองรับ แล้วก็วางแผนต่อปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมทั้งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนที่อาศัย อยู่ในบริเวณดังกล่าว ซึ่งเราจะมีการดำเนินการโครงการ แล้วก็แนวทางที่จะมีการเวนคืน ที่ดินในราคาที่เหมาะสมในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ซึ่งการดูแลสวัสดิการของพี่น้องประชาชน ที่อาศัยในพื้นที่นั้นมาอย่างยาวนาน เราเข้าใจว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะต้องส่งผลกระทบต่อ พี่น้องประชาชน ส่งผลต่อลูกหลานที่พี่น้องประชาชนบางกลุ่มได้สะท้อนปัญหาต่อดิฉัน รวมทั้งที่ดินทำกิน สวน ไร่นา สวนทุเรียน สวนมังคุด นอกจากนั้นในวันที่ ๖ วันที่ ๗ ที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการวิสามัญได้ลงไปในพื้นที่ รับฟังความเห็นที่อำเภอหลังสวน จังหวัด สุราษฎร์ธานี ที่อำเภอพะโต๊ะ แล้วก็ที่จังหวัดระนอง จะเห็นว่าเสียงของพี่น้องประชาชน ส่วนหนึ่งคัดค้าน เสียงคัดค้านทุกเสียงของพี่น้องประชาชน รัฐบาลไม่ละเลย รัฐบาลกลับ สดับตรับฟังมากกว่าเสียงเล็ก ๆ ที่บอกว่าต้องการแลนด์บริดจ์ เพราะนั่นคือปัญหาและ ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่เราต้องตระหนัก ความเจริญ ความเปลี่ยนแปลง ย่อมนำไปสู่สิ่งที่ดีเสมอค่ะ เราจะเห็นว่าในการเสวนาในวันนั้นมีทั้งนักธุรกิจ สภาอุตสาหกรรม หอการค้า สมาคมการท่องเที่ยว เห็นด้วยค่ะ แต่ก็มีพี่น้องประชาชนที่แสดงถึงความห่วงใย ของการสูญเสียที่ดิน บางท่านบอกว่าที่ดินนี้เขาอยู่ตั้งแต่เกิดจะต้องมาสูญเสียเพราะโครงการ แลนด์บริดจ์ จึงขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านสมาชิกและพี่น้องประชาชนว่า โครงการใด ๆ ก็ตามรัฐบาลเราตระหนักเรื่องนี้เป็นอย่างดี ซึ่งการเวนคืนที่ดินดังกล่าวเราก็มี นโยบายที่จะทำกฎหมาย เขาเรียกว่ากฎหมาย SEC หรือ Southern Economic Corridor เป็นกฎหมายระเบียงเขตเศรษฐกิจทางใต้ เช่นเดียวคล้าย ๆ กับกฎหมาย EEC ซึ่งกฎหมาย EEC ซึ่งเราก็ได้มีการเวนคืนกับพี่น้องประชาชนในกลุ่มของจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ความกังวลใจเหล่านี้รัฐบาลก็จะดำเนินการตามแนวทางที่พี่น้องประชาชนได้แสดงความเห็นไว้ ความเห็นของพี่น้องประชาชนในเวทีเสวนาวันนั้นพูดถึงการสูญเสียของกรรมสิทธิ์ ที่ดินทำกิน ความต้องการบ้านเรือน แล้วก็พูดถึงทรัพยากรธรรมชาติในเรื่องของการ ทำประมงพื้นบ้าน เราก็จะเห็นว่าการทำประมงพื้นบ้านที่เราจะต้องสร้างท่าเทียบเรือไปนั้น เราเห็นถึงความจำเป็นและเดือดร้อน แต่การถมทะเลออกไปจากที่เราไปดูในพื้นที่ ซึ่งในภาพ พอได้พูดคุยกับชาวประมงจริง ๆ เขากลับภูมิใจเสียอีกว่าการสร้างท่าเรือออกไปนั่นไม่ได้ กระทบของอาชีพการหากุ้งหรืออาชีพประมงของเขาแต่อย่างใด เขากลับดีใจเสียอีกว่า ความเจริญเหล่านั้นมาถึงเขาก็จะได้ขยายภาคธุรกิจของการประมงให้มีมากขึ้น แล้วก็ มีคมนาคมขนส่งที่ไม่ต้องส่งปลา ส่งกุ้ง ส่งหอยของเขาไปสู่พ่อค้าคนกลางที่ถูกกดทับราคา ครั้งแล้วครั้งเล่า นี่คือเสียงจากพี่น้องประชาชน พี่น้องของชาวประมงพื้นบ้านค่ะ ส่วนประเด็นต่าง ๆ ที่พี่น้องประชาชนมีความห่วงใยเราเองอยู่ในระหว่างของการศึกษา ความเป็นไปได้ EIA เราก็พร้อมที่จะรับฟังความเห็นทุก ๆ ความเห็น ดิฉันขอตอบคำถามที่ ๒ ของท่านสมาชิกค่ะ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ทางผู้ถามยังมีสิทธิอีก ๑ ครั้ง แล้วก็เหลือเวลาอีก ๑๑ นาที ขอเชิญครับ🔗

นางสาวศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรี ท่านมนพรเป็นอย่างสูงนะคะ ตอนที่ไปภาคใต้ก็ได้มีโอกาสลงไปพร้อมกับท่านรัฐมนตรี แล้วก็สิ่งที่ได้ลงพื้นที่กันก็เป็น อย่างที่ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงในสภานะคะ ทีนี้ในส่วนของความเป็นห่วงพี่น้องประชาชน เนื่องจากโครงการนี้เป็นโครงการขนาดใหญ่ เป็นโครงการที่จะต้องมีการขับเคลื่อนทั้งฝั่ง รัฐบาลแล้วก็ทั้งฝั่งของสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ พ.ร.บ. SEC ซึ่งในอนาคต จะต้องมีการจัดแจงให้เกิดขึ้นหลังจาก Roadshow ไม่ว่าจะเป็นสำนักงาน SEC หรือ Proposal สำหรับในกรณีที่จะมีการลงทุนของนักลงทุนในอนาคต การประกวดราคา การเวนคืน การก่อสร้าง แล้วก็เปิดบริการ ซึ่งตาม Plan ถ้าฟังดูจาก Plan จากที่ สนข. เราก็ ให้กำลังใจท่านนายกค่ะว่าถ้าเราได้นักลงทุนเร็วเราก็คงจะได้มีโอกาสได้ใช้ท่าเทียบเรือ พี่น้องประชาชนคนไทยก็ได้ไปชมท่าเรือแล้วก็แลนด์บริดจ์ในระยะเวลาอันสั้น ในแผนก็จะ อยู่ที่ประมาณปี ๒๕๗๓ ดังนั้นดิฉันจึงขออนุญาตถามคำถามสุดท้ายว่า ความก้าวหน้าของ โครงการแลนด์บริดจ์ในการศึกษานี้ไปถึงไหนแล้ว เพราะว่าในสื่อต่าง ๆ ก็จะมีพูดถึง เรื่องการศึกษาของโครงการนี้อยู่ค่อนข้างมากนะคะ แล้วก็มีบางส่วนก็ยังบอกว่าไม่ครบถ้วน กราบเรียนถามท่านรัฐมนตรี ขอบคุณค่ะ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

ท่านประธาน สภาที่เคารพ ดิฉัน มนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม สำหรับคำถาม สุดท้ายของท่านสมาชิกนะคะ ซึ่งเป็นคำถามที่หลายคนคงแสดงความห่วงใย หลายคน ได้ถกถามกันในส่วนของท่านสมาชิกเองก็ตาม ดิฉันเดินไปในสภาท่านสมาชิกภาคใต้ หลายท่านก็เป็นห่วงและให้กำลังใจว่าอยากให้โครงการแลนด์บริดจ์นี้เกิดขึ้น แต่พอติดตาม ทางสื่อมวลชน สื่อมวลชนบางช่องก็อาจจะเห็นด้วย บางช่องก็อาจจะไม่เห็นด้วย นั่นก็ เพราะว่าเรายังมีการศึกษายังไม่เสร็จสิ้นกระบวนการ แล้วก็ตั้งข้อสงสัย ซึ่งข้อสงสัย ความกังวล ความห่วงใยของท่านสมาชิกหรือหลายท่านดิฉันมองว่าเป็นโอกาสดีเสียอีกค่ะ ที่ทางกระทรวงคมนาคมได้ลุกขึ้นชี้แจงว่าขั้นตอนดังกล่าวได้ดำเนินการไปถึงไหนแล้ว แล้วเราก็จะได้มาช่วยกันว่าความเห็นต่าง ๆ หรือผลกระทบต่าง ๆ จะทำให้พี่น้องประชาชน ได้รับผลกระทบหรือว่าประเทศไทยจะได้อะไรจากโครงการแลนด์บริดจ์แห่งนี้นะคะ ขณะนี้ โครงการแลนด์บริดจ์ซึ่งเป็นโครงการ Megaproject และอย่างที่ดิฉันได้กราบเรียนแต่แรก ว่ามันเป็นโอกาส ประเทศไทยตั้งอยู่ในภูมิศาสตร์ที่ได้เปรียบ เพราะประเทศไทยเปรียบเสมือน ประเทศที่เป็นด้ามขวาน ในฝั่งซ้ายมีทั้งประเทศที่มีทั้งทะเลอ่าวไทยแล้วก็ทะเลอันดามัน ศักยภาพเหล่านี้เรามองไปถึงกลุ่มประเทศ ASEAN ไม่มีประเทศไหนที่มีภูมิศาสตร์ตั้งแบบ ทำเลที่ดีที่สุดเท่ากับประเทศไทยอีกแล้ว แล้วเราละเลยโอกาสนี้ไปได้อย่างไรคะท่านสมาชิก สำหรับความคืบหน้าที่ท่านสมาชิกได้ถาม ดิฉันขอสรุปสั้น ๆ นะคะว่าเรามีโครงการศึกษา ของแลนด์บริดจ์นี้ ๓ ส่วน🔗

ส่วนแรกเป็นการศึกษาความเหมาะสมของโครงการ ซึ่งเป็นการออกแบบ ท่าเรือ ก็จะมีการศึกษาในเรื่องของด้านสิ่งแวดล้อมของงานก่อสร้างท่าเรือ รวมถึงศึกษา รูปแบบของการลงทุน งานในส่วนนี้เป็นความรับผิดชอบของสำนักนโยบายและแผน การขนส่งและจราจร ซึ่งความก้าวหน้าขณะนี้ สนข. ได้ออกแบบของท่าเรือเสร็จแล้ว และอยู่ในระหว่างการศึกษา EIA ซึ่งเราก็เริ่มต้นในการศึกษาได้มาเกือบปีแล้วค่ะ แต่ที่ผ่านมา ที่ยังไม่ได้ศึกษาเพราะว่าอยู่ในช่วงของสถานการณ์โควิด แล้วก็เราจะต้องใช้ระยะเวลาศึกษา EIA นี้อีก ๑๒ เดือน ส่วนความคืบหน้า EIA ในเรื่องของการก่อสร้างท่าเรือคืบหน้าอย่างไร ดิฉันจะได้มีโอกาสมาชี้แจงให้ท่านสมาชิกทราบเป็นระยะ ๆ นะคะ🔗

ส่วนสำหรับความศึกษาเรื่องของแนวทางที่ ๒ เป็นการศึกษาในเรื่องของ สิ่งแวดล้อมทางด้านรถไฟ ด้านแรกจะเป็นของ สนข. เราจะแบ่งเป็นหน่วยงาน ๆ ด้านแรก จะเป็นเรื่องของ สนข. ด้านที่ ๒ จะเป็นภาระความรับผิดชอบของการรถไฟ เนื่องจาก โครงการดังกล่าวมีการก่อสร้างรางรถไฟในการขนส่งสินค้าด้วยค่ะ ขณะนี้ รฟท. ได้ ดำเนินการจ้างที่ปรึกษาแล้วค่ะ อยู่ในระหว่างการเตรียมพื้นที่ทำการสำรวจแนวเส้นทาง วางหมุดเพื่อเวนคืน รวมถึงกระบวนการรับฟังความเห็นของพี่น้องประชาชนหลังจากได้ ดำเนินการวางหมุดแล้ว ทำเรื่องของเวนคืนที่ดินแล้ว ฟังความคิดเห็นของประชาชนแล้ว ทั้งหมดทุกกระบวนการก็จะมีการก่อสร้างรางรถไฟต่อไปค่ะ🔗

งานในส่วนที่ ๓ เป็นงานการศึกษา EIA ในเรื่องของการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ ซึ่งเรื่องนี้เป็นความรับผิดชอบของกรมทางหลวงของกระทรวงคมนาคม ก็อยู่ในช่วงระหว่างนี้ ล่ะค่ะที่เราเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณในกรอบงบประมาณปี ๒๕๖๗ ซึ่งจะเป็น การจ้างที่ปรึกษาในการออกแบบเบื้องต้น เราก็จะมีการศึกษา EIA รับฟังความคิดเห็นของ พี่น้องประชาชนในพื้นที่ นอกจากนั้นหากกรมทางหลวงได้รับการจัดสรรงบประมาณ ปี ๒๕๖๗ ขอความร่วมมือสมาชิกให้ผ่านงบประมาณนี้ด้วยค่ะ เราจะได้เริ่มต้นโครงการนี้ โดยกรมทางหลวงในการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษานะคะ หลังจากได้งบประมาณเรียบร้อยแล้ว เราถึงจะดำเนินการจ้างที่ปรึกษาในการศึกษาในเรื่องของมอเตอร์เวย์ต่อไป ทั้ง ๓ กระบวนการ ในการศึกษาของโครงการไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ สนข. ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรถไฟ ไม่ว่า จะเป็นเรื่องของกรมทางหลวง ดิฉันจึงขออนุญาตว่าความคืบหน้าอย่างไรดิฉันจะขออนุญาต มากราบเรียนท่านสมาชิกอีกครั้งหนึ่งค่ะ ขอบคุณทุกคำถามของท่านสมาชิก ขอบคุณค่ะ🔗

นางศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ แบบบัญชีรายชื่อ

ก็ต้องกราบขอบพระคุณ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านมนพร เจริญศรี นะคะ ครบประเด็นที่พี่น้อง ประชาชนสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ การเยียวยา การรายงานการศึกษาที่ยังเป็นประเด็นสับสนบ้างในบางส่วน แล้วก็ท่านก็ได้ ชี้แจงในส่วนของการศึกษาที่เป็นหลัก ทำให้พี่น้องประชาชนเข้าใจค่ะ แล้วดิฉันก็ฝาก ท่านประธานไปยังเพื่อน ๆ สมาชิกทุกท่านว่าวันนี้มันเป็นการอธิบายโครงการแลนด์บริดจ์ แบบเต็มรูปแบบนะคะ แล้วก็ท่านรัฐมนตรีก็ชี้แจงได้ค่อนข้างชัดเจน ในประเด็นปัญหา บางอย่างก็อยากจะให้พี่น้อง เพื่อน ๆ ในสภาผู้แทนราษฎรได้นำข้อมูลนี้ไปบอกพี่น้อง ประชาชนค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ ทางผู้ถามก็ได้ใช้สิทธิครบ ๓ คำถามแล้วนะครับ ขอบคุณท่านรัฐมนตรี นะครับ🔗

๒. นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม🔗

ด้วยสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมได้มีหนังสือแจ้งว่ากระทู้ถามเรื่องนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านมนพร เจริญศรี เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทนครับ แล้วก็ได้รับการวินิจฉัยแล้วว่าไม่ได้เป็น กระทู้ที่มีเนื้อหาซ้ำกัน เพราะฉะนั้นก็จะอนุญาตให้มีการถามได้ครับ🔗

ก่อนที่จะเริ่มกระทู้ สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะอาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา สาขาวิชารัฐศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ สุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ยินดีต้อนรับนะครับ ตอนนี้ผู้ถามและผู้ตอบประจำที่แล้วนะครับ พร้อมแล้ว ขอเชิญท่านสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ใช้สิทธิถามในรอบที่ ๑ ครับ🔗

นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาที่เคารพ ผม สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ผมขอตั้งกระทู้ถามสดเพื่อสอบถามท่านประธานผ่านไปยังท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมถึงความชัดเจนของข้อมูลในโครงการแลนด์บริดจ์ หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า โครงการสะพานเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทยและ อันดามัน โครงการนี้ก็เป็นโครงการที่อยู่ในความสนใจของประชาชนจริงครับ เพราะว่าเป็น อภิมหาโครงการร่วมทุนที่ใหญ่ที่สุดด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า ๑ ล้านล้านบาท พูดง่าย ๆ ว่า ใหญ่กว่า Flagship ทั้ง ๕ Project ของ EEC รวมกันอีกนะครับ นายกรัฐมนตรีเศรษฐา ก็พาแลนด์บริดจ์ไป Roadshow โฆษณาทั่วโลกมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นจีน ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐ มาเลเซีย ญี่ปุ่น และล่าสุดก็ไปที่สวิสเซอร์แลนด์ ผมเข้าใจดีครับถึงการที่ท่าน นายกรัฐมนตรีแล้วก็ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมอยากขายโครงการนี้ อยากเห็น การพัฒนาประเทศ อยากเห็นการพัฒนาภาคใต้ แล้วผมก็อยากเห็นการพัฒนาเช่นกันนะครับ แต่เราต้องแยกแยะระหว่างความฝันกับความจริง ไม่ใช่แค่อยากอย่างเดียว เราต้องมาดู รายละเอียดกันด้วยข้อมูลและเหตุผลอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ฝันลอย ๆ พูดไปเรื่อย แล้วกล่าวหาว่าอีกฝ่ายไม่อยากเห็นการพัฒนาบ้างล่ะ ไม่รักชาติบ้างล่ะ ถือหางสิงคโปร์ บ้างล่ะ อย่างนั้นไม่สร้างสรรค์เลยครับ ผมว่าเรามาคุยกันด้วยเหตุด้วยผลดีกว่า ก่อนอื่นผมอยากให้พวกเราคิดถึงคำ ๒ คำที่หลายคนมักจะเข้าใจผิดเวลาพิจารณาถึงโครงการ โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ คำแรกคำว่า อยากได้หรือไม่อยากได้ กับคำที่ ๒ ควรทำหรือ ไม่ควรทำ ๒ คำนี้อาจฟังดูคล้ายกัน แต่ความหมายแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คำว่า อยากได้ หรือไม่อยากได้ อันนี้ตัดสินใจไม่ยากครับ ใช้ความรู้สึกส่วนบุคคลว่าเราจะได้ประโยชน์ จากโครงการนั้นไหม แต่คำว่า ควรทำหรือไม่ควรทำ อันนี้ต้องพินิจพิเคราะห์ให้ดีนะครับ ต้องมองอย่างรอบด้าน ทั้งในเชิง Benefit หรือว่าผลประโยชน์จากโครงการ แล้วก็เชิง Cost หรือว่าต้นทุนจากการทำโครงการ โดยเอาประโยชน์ของประเทศไทยนี่ล่ะครับเป็นที่ตั้ง แล้วก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ไม่ใช่ฝันไปเรื่อย โฆษณาไปเรื่อย เพราะฉะนั้น การจะตอบว่าโครงการแลนด์บริดจ์ควรทำหรือไม่ควรทำมันจึงไม่ง่าย ผมเข้าใจดีนะครับ นี่คือเหตุผลที่รัฐต้องจ้างที่ปรึกษาเพื่อรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ออกแบบ หาทางแก้ไขปัญหา ต่าง ๆ ทั้งในแง่วิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน สิ่งแวดล้อม อาจต้องใช้เงินจ้างที่ปรึกษาบ้าง แต่ว่าไม่มากหรอกครับเมื่อเทียบกับงบลงทุนที่จะเกิดขึ้นในโครงการ อย่างโครงการนี้ เรากำลังพูดถึงเงิน ๑ ล้านล้านบาท แต่หากไม่จ้างแล้วลุยเลยโดยไม่มีรายละเอียดอันนี้ น่ากลัวมากนะครับ สำคัญก็คือการจ้างที่ปรึกษาผู้ที่รับจ้างจะต้องมีความรู้และมีจรรยาบรรณ ในวิชาชีพ ศึกษาอย่างจริงจังและเป็นกลาง ไม่ใช่ปั้นตัวเลขเพื่อตอบโจทย์ตามธงของ ผู้มีอำนาจที่สั่งการด้วยอาจที่ความไม่รู้ แต่อยากเห็นประเทศพัฒนา แค่อยากนะครับ เพราะฉะนั้นที่ปรึกษานี้สำคัญมากต่อการทำข้อมูลสนับสนุนที่ศึกษามาอย่างจริงจัง และเป็นกลาง เพราะการตัดสินใจว่าจะลงทุนในโครงการระดับ ๑ ล้านล้านบาทแบบนี้ มันควรทำหรือไม่ควรทำต้องมีรายละเอียดมากพอ แล้วก็ต้องเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ใส่ใจในรายละเอียด จะฝันเอาอย่างเดียวว่าทำแล้วจะเกิดโน่น นี่ นั่นคงไม่ได้ เวลาเราศึกษา เรื่องของแลนด์บริดจ์แก่นกลางของเรื่องก็คือเวลาและค่าใช้จ่ายของสายการเดินเรือ เพราะอะไรครับท่านประธาน เพราะว่าสายการเดินเรือเป็นลูกค้าหลักที่จะหันมาใช้เส้นทาง แลนด์บริดจ์แทนที่จะใช้ช่องแคบมะละกา เพราะฉะนั้นรัฐบาลจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า แลนด์บริดจ์จะก่อให้เกิดการลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายได้จริงอย่างมีนัยสำคัญ มิเช่นนั้น ก็ยากนะครับ ยากที่จะเชื่อว่าสายการเดินเรือจะเปลี่ยนใจหันมาใช้บริการแลนด์บริดจ์ ในปริมาณที่มากพอที่จะก่อให้เกิดความคุ้มค่าต่อการลงทุน วิธีการทางวิทยาศาสตร์สำหรับ การแก้ปัญหาในโจทย์ลักษณะนี้ก็คงหนีไม่พ้นการใช้ Logit Model ซึ่งเป็นแบบจำลอง ทางคณิตศาสตร์ที่ใช้ในการประมาณการเปรียบเทียบกรณีไม่มีเมื่อเทียบกับมีโครงการ แลนด์บริดจ์นะครับ แต่หากท่านบอกว่าไม่มีการใช้แบบจำลองมาประมาณการก็คือท่านฝัน เอาอย่างเดียว ผมว่าการศึกษานี้กลวงมาก แบบนั้นไม่ต้องจ้างที่ปรึกษาหรอก ฝันไปเรื่อย ใครก็ฝันได้ครับ แต่ผมก็เชื่อว่าหน่วยงานก็คงไม่กล้าฝันลอย ๆ อย่างนั้น เพราะฉะนั้น ผมยังเชื่ออยู่นะครับ ยังเชื่ออยู่ว่าเขาคงจะต้องมีแบบจำลองที่เป็นวิทยาศาสตร์ ก็อยากให้ ท่านรัฐมนตรีช่วยยืนยันว่ามีการใช้ Logit Model ในการทำ Discredit Choice Analysis เพื่อเลือกระหว่างแลนด์บริดจ์กับช่องแคบมะละกา มิเช่นนั้นท่านก็ต้องตอบให้ได้ว่าท่าน จินตนาการตัวเลขมาอย่างไร มันล่องลอยแค่ไหน Assume อะไรไปบ้าง แต่หากท่านมี Logit Model หรือจะเป็นวิธีการอื่นใดในการประมาณการมาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ก็ควร จะต้องเปิดเผยเพื่อมาถกเถียงกันด้วยเหตุด้วยผล พวกเราพร้อมที่จะช่วยตรวจการบ้าน ที่ท่านไปจ้างที่ปรึกษามาแล้วมาทำตัวเลข เพราะว่าการที่จะดูว่ามันคุ้มค่าจริงหรือไม่มันต้อง ดูว่าอะไรที่มันอยู่ใน Discredit Choice ที่สมมุติขึ้นมาในแต่ละคู่ OD ก็คือจาก Origin ประเทศหนึ่งไป Destination อีกประเทศหนึ่งอะไรคือเวลาและค่าใช้จ่าย อันนี้ถือว่าเป็น ตัวแปรสำคัญอย่างแน่นอนที่จะวิเคราะห์ว่าคนที่จะเปลี่ยนมาใช้เส้นทางนี้มีมากขนาดไหน ค่าต่าง ๆ ในปีฐานแล้วก็ปีอนาคตต่าง ๆ ซึ่งปกติก็พยากรณ์ทุก ๕ ปีล่วงหน้าไป ๓๐ ปีก็ควร จะต้องถูกเปิดเผยเพื่อให้เห็นว่าฝันที่ท่านกำลังฝันอยู่นั้นเป็นจริงได้หรือไม่ หรือว่ามันฝันใหญ่ แบบเว่อร์วังอลังการเกินไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยู่ในรายงานของ สนข. ตอนนี้มันมีแต่ตัวเลขผลลัพธ์แบบเว่อร์วังอลังการ เราจึงต้องตามไปตรวจสอบวิธีการประมาณการกัน เพราะว่ามีหลายสิ่งที่ปรากฏออกมาแล้ว น่าประหลาดใจ ผมยกตัวอย่างให้ท่านประธานฟัง อย่างเช่นคู่ OD จากแอฟริกาไปเอเชียใต้ ก็คือแถวอินเดีย ศรีลังกา หรือว่าจากตะวันออกกลางไปเอเชียใต้หรือจากยุโรปมาเอเชียใต้ เขาจะมีโอกาสมาใช้ท่าเรือระนองจริง ๆ หรือครับ คือเขาจะมาทำไม และที่ประมาณการมา จะมามากน้อยแค่ไหนก็ต้องไปดูกัน หรือว่าคู่ OD จากออสเตรเลียซึ่งไปตะวันออกไกล ๆ ของเราที่จะไปทางฟาร์อีสท์หรือว่าจีนฝั่งตะวันออก เซี่ยงไฮ ปักกิ่ง หรือว่าไปเกาหลี ญี่ปุ่น อะไรแถว ๆ นั้น เขาจะแวะมาใช้ท่าเรือชุมพรทำไมครับ ท่านรัฐมนตรีต้องสั่งการให้หน่วยงาน มีใจที่จะเปิดเผยข้อมูลในรายละเอียด แล้วก็หากพวกผมในฐานะฝ่ายค้านได้ดูรายละเอียด พวกนั้นแล้วไม่เห็นความปกติก็คงไม่มีเหตุผลอะไรให้คัดค้าน ค้านแบบไม่มีเหตุผลก็แย่ เช่นเดียวกับการหนุนไปเรื่อยหรือว่าอวยไปเรื่อยนะครับ คือเราต้องเอาข้อมูลมากางดูกัน ผมเชื่อว่าท่านมีของนะครับ เราจึงต้องมาไตร่ตรองมาลงละเอียดกัน แล้วมาถกเถียงกัน ด้วยเหตุผล เพราะว่าผลลัพธ์ที่ประมาณการออกมาอยู่ในรายงานเล่มนี้มันสูงเกินจริงครับ ท่าเรือที่จะทำมันเป็นท่าเรือยักษ์ ขนาด ๒๐ ล้านตู้ใน ๒ ฝั่ง ฝั่งละ ๒๐ ล้านตู้ ผมให้ Sense ท่านคร่าว ๆ ง่าย ๆ ว่าท่าเรือแหลมฉบังที่เปิดให้บริการแล้ว แล้วเราเห็นได้ด้วยตาว่า ใช้การอยู่จริง แล้วก็มีฐานการผลิตมี EEC อยู่ตรงนั้นจริง มันอยู่ที่ประมาณ ๘ ล้านตู้ครับ ท่านประธาน ทีนี้เราจะทำ ๒๐ ล้านตู้นะครับ ในอนาคตที่กำลังขยายอยู่ก็คือจะขยาย แหลมฉบังให้เป็น ๑๘ ล้านตู้ แต่นี่เราจะทำ ๒ ฝั่ง ฝั่งละ ๒๐ ล้านตู้ มันฝันใหญ่ไปไหม ส่วนตัวเลขที่ร่ำลือกันว่าทำแลนด์บริดจ์จะประหยัดได้ ๒-๓ วัน นี่มันก็เป็นไปไม่ได้เห็น ๆ เราไม่ได้พูดถึงโครงการคลองไทยซึ่งอาจจะประหยัดเวลาได้จริง แต่ว่าในส่วนของโครงการ คลองไทยก็ต้องไปลงลึกรายละเอียดกันว่ามันลงทุนเยอะกว่ามันจะคุ้มค่าจริงหรือไม่ แต่เวลา เราพูดถึงแลนด์บริดจ์ระยะทางสั้นลงนิดหน่อย ย้ำว่าแค่นิดหน่อยนะครับ เพราะมันไม่ได้ ลัดมากแบบคลองปานามาหรือคลองสุเอซ แต่ว่ามันจะต้องเสียเวลาในการยกของ ยกตู้ขึ้น ยกตู้ลง แล้วก็ขนส่งทางบกซึ่งค่าใช้จ่ายก็สูงแล้วเสี่ยงต่อสินค้าหายหรือว่าเสียหายต่าง ๆ อีก แล้วก็ต้องไปยกขึ้นยกลงอีกรอบท่าเรืออีกฝั่ง แล้วเรากำลังพูดถึงเรือยักษ์ขนาด ๒๐,๐๐๐ ตู้ ที่ไม่ได้ว่างมากมาจอดรอทั้ง ๒ ฝั่ง ไปถึงแล้วมันทันการณ์พอดี คือมันต้องใช้ลานเยอะมาก ต้องมีการบริหารจัดการซึ่งสายการเดินเรือเขาก็บอกว่ามันนานขึ้นและแพงขึ้นแน่นอน ต้องเสียเวลามากขึ้นราว ๗-๑๐ วันในการทำงานจริง เขาบอกว่าจะก่อให้เกิดปัญหาการ จัดการลานตู้ในท่าเรือทั้ง ๒ ฝั่ง ทำให้เรืออาจเทียบท่าใช้เวลาในการขนถ่ายประมาณ ๗-๑๐ วัน ในแต่ละฝั่ง สำหรับการยกตู้ขึ้นฝั่งแล้วก็ยกตู้สินค้าในแต่ละเที่ยวกลับ ซึ่งจะก่อให้เกิด สายการเดินเรือจะต้องเพิ่มเรืออีกอย่างน้อย ๑.๕ ลำโดยเฉลี่ยขึ้นไป ฉะนั้นการศึกษาที่ดี ต้องคิดในแง่ของ Operation ด้วยว่าตู้เป็นของบริษัทไหน ตู้ไหนหนัก ตู้ไหนเบา มันไม่ง่าย ที่จะจัดเรียงสินค้า ๒๐,๐๐๐ ตู้ แล้วก็ต้องหาเรือยักษ์มาจอดรอ ๒ ฝั่ง แม้ท่านจะบอกว่า มีระบบ Automation แต่ก็หนีไม่พ้นในเรื่องของเวลาและค่าใช้จ่ายเมื่อเทียบกับการใช้ ช่องแคบมะละกานะครับ คือมันต้องดูเรื่องของการแข่งขัน นอกจากนั้นยังมีช่องแคบซุนดา ช่องแคบลอมบอกที่เป็นทางเลือกอีกด้วยนะครับ รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าสายการเดินเรือ จะสามารถประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้อย่างมีนัยสำคัญที่จะทำให้การเดินเรือส่วนหนึ่ง หันมาใช้แลนด์บริดจ์ในปริมาณที่มากพอที่จะก่อให้เกิดความคุ้มค่า ผลการศึกษาจากสภาพัฒน์ เมื่อ ๒ ปีที่แล้วก็ชี้ชัดว่าไม่คุ้มค่าในการลงทุนทั้งเศรษฐกิจและการเงิน แล้วก็ข้อเสนอแนะ ในรายงานของสภาพัฒน์ก็คือควรปรับ Business Model โดยลดขนาดของโครงการลง เหลือเพียงบทบาทสนับสนุนการผลิตและการค้าของไทยภายใต้การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจ ภาคใต้ ซึ่งจะส่งผลให้สามารถลดขนาดโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนไปได้อย่างมาก ลดความเสี่ยงจากผลกระทบสิ่งแวดล้อมและลดผลกระทบต่อชุมชนและการเวนคืน แต่ตอนนี้ ที่กำลังทำอยู่นี้รัฐบาลกำลังเดินไปในทิศทางตรงกันข้ามคือจะเพิ่มขนาด แถม Business Model ก็ไม่ได้ชัดเจนนะครับ แต่จะเร่ขายไปทั่วโลกจะขายได้หรือขายหน้าก็คงต้องติดตาม กันต่อไปว่าจะมีคนมาลงทุนจริงหรือไม่ สำหรับวันนี้กระทู้สดผมขอถามนะครับ ถามเอาเป็นรูปธรรมเลยว่า โครงการแลนด์บริดจ์จะ ลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายได้เท่าไร ขอให้ท่านรัฐมนตรีอธิบายมาชัด ๆ เอาสัก ๑ เส้นทาง ที่สำคัญก็คือเส้นทางฟาร์อีสท์จากจีนตะวันออกไปยุโรป เพราะว่าแลนด์บริดจ์คาดว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้คือสินค้าประเภท Transshipment ท่านประธานต้องให้ท่านรัฐมนตรี ตอบนะครับว่ากรณีไม่มีโครงการ คือไปใช้ช่องแคบมะละกาใช้ระยะเวลาและระยะทางเท่าไร ในสายการเดินเรือสายนี้ และถ้ามีโครงการหากสายการเดินเรือที่ไปใช้ช่องช่องแคบมะละกา จะใช้ระยะเวลาและค่าใช้จ่ายเท่าไร เมื่อเทียบกับหากมาใช้แลนด์บริดจ์จะใช้ระยะเวลาและ ค่าใช้จ่ายเท่าไร ขอบคุณครับท่านประธานในคำถามแรก🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน มนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม วันนี้ ดิฉันได้รับมอบหมายจากท่านสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ในการมาตอบกระทู้ถามของท่านสมาชิก เนื่องจากท่านได้เดินทางไปที่สวิตเซอร์แลนด์ร่วมกับท่านนายกรัฐมนตรีค่ะ ต้องขอบคุณ คำถามจากท่านสมาชิก ท่านสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ จากพรรคก้าวไกล ซึ่งดิฉันชื่นชอบท่าน ตั้งแต่อยู่ฝ่ายค้านด้วยกัน เพราะว่าเวลาท่านนำเสนอข้อมูลในประเด็นของงานโครงสร้าง พื้นฐานของคมนาคมต้องยอมรับว่าท่านเป็น Expert จริง ๆ ค่ะ แล้วก็เป็นคำถามที่ยอดฮิต เพราะว่ามีกระทู้ทั้งจากฝั่งของรัฐบาลและจากฝั่งของฝ่ายค้านที่ให้ความสนใจเรื่อง แลนด์บริดจ์ เราจะใช้เวทีของสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ในการเผยแพร่ข้อมูลบางส่วนที่เรา ได้รับอยู่แล้วให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยได้รับทราบนะคะ จากคำถามของท่านสมาชิก ในเรื่องของประเด็นคำถามที่ท่านบอกว่า อยากได้หรือไม่อยากได้ ควรทำหรือไม่ควรทำ ฝันนั้นจะเป็นจริงหรือไม่ ท่านประธานที่เคารพค่ะ ทุก ๆ คนล้วนมีความฝัน ถ้าเราไม่ลงมือ ทำเลยความฝันเหล่านั้นคงไม่เป็นจริง เฉกเช่นเดียวกันค่ะ พวกเราทุกคนมาจากพี่น้อง ประชาชนเราก็ฝันว่าเรามาเป็นตัวแทนพี่น้องประชาชน เราอยากให้ประเทศมีการพัฒนา ให้พี่น้องประชาชนได้รับความเท่าเทียมจากนโยบายของภาครัฐ ให้พี่น้องประชาชนอยู่ดีกินดี จากโครงการต่าง ๆ ที่รัฐบาลได้ชักชวนนักลงทุนมาลงทุน เพราะฉะนั้นความฝันของเราจะ เป็นจริงหรือไม่ย้อนกลับถามตัวเองค่ะว่าวันนี้เรามาทำหน้าที่ในฐานะตัวแทนของพี่น้อง ประชาชน ข้อมูลที่ท่านสุรเชษฐ์ได้ถามดิฉันขอตอบว่าดิฉันเองก็จะเป็นส่วนหนึ่งของ การผลักดันความฝันของแลนด์บริจด์นี้ให้เป็นจริงร่วมกับท่านสมาชิก รวมทั้งการที่จะต้อง มาแชร์ข้อมูลที่เป็นความจริงแล้วก็ได้ลงมือทำค่ะ🔗

ประเด็นคำถามในเรื่องของระยะทาง ก็จะขออธิบายในภาพรวมว่าปัจจุบัน โครงการแลนด์บริดจ์เราคาดการณ์ว่าจะมีการขนส่งตู้สินค้าที่จะส่งไปที่เอเชียใต้ที่จะมา ที่ท่าเรือระนอง เนื่องจากตู้สินค้าที่มาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ออกไปที่ออสเตรเลีย ก็จะมาขึ้นที่ท่าเรือชุมพร หรือตู้สินค้าที่ส่งในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จะมาที่ แลนด์บริดจ์นี้ ทำไมในเมื่อมีท่าเรือช่องแคบมะละกาแล้วจะลดระยะทางนี้อย่างไร เนื่องจาก โครงการแลนด์บริดจ์ดังนี้ได้ถูกออกแบบไว้เพื่อลดระยะเวลาและลดต้นทุนในการขนส่ง เนื่องจากปัจจุบันนี้ปัญหาความคับคั่งของการขนส่งสินค้าทางเรือของช่องแคบมะละกานี้ ทำให้ความหนาแน่นมีมากขึ้น เรือจึงต้องลดความเร็วในการที่จะเข้าจอดช่องแคบนะคะ นอกจากนั้นปัญหาของการถูกปล้นดังที่หลายท่านได้ทราบข่าว เรือสินค้าถูกปล้นในช่องแคบ มะละกาก็มีข้อมูลและสถิติการปล้นเรือขนส่งสินค้ามากขึ้นทุก ๆ ปี ดังนั้นการขนส่งสินค้า ในเส้นทางยุโรปเอเชียใต้ ซึ่งปัจจุบันก็มีตู้สินค้าบางส่วนถูกส่งมาที่ท่าเรือในช่องแคบมะละกา ก่อนส่งต่อเรือ ขึ้นเรือก็คือ Feeder กลับไปในประเทศของเอเชียใต้ เช่น อินเดีย ด้านตะวันออก บังคลาเทศ แล้วก็เมียนมานะคะ นอกจากนั้นเส้นทางสำหรับเอเชียตะวันออกที่จะไปประเทศออสเตรเลียปัจจุบันมีการขนส่ง สินค้าจากประเทศจีนไปออสเตรเลียทางเรือ แต่ว่าประเทศจีนมีขนาดพื้นที่ใหญ่มาก หลายพื้นที่ของประเทศจีนไม่ได้ติดทะเล เช่น จีนตอนใต้ ก็จะเห็นว่าผ่านมาที่ประเทศ บังคลาเทศ ผ่านมาที่ทาง สปป. ลาว และก็ถึงจะเชื่อมเข้ามาในฝั่งของประเทศไทย ทำให้ การขนส่งตู้สินค้าจากจีนตอนใต้ออกไปทางทะเล จะทำให้ร่นระยะเวลาได้เร็วขึ้น ซึ่งถ้าเรา มีโครงการแลนด์บริดจ์ดังกล่าวตู้สินค้าจากจีนตอนใต้ก็จะมีโอกาสอย่างมากที่จะมาออกที่ ท่าเรือฝั่งระนองแล้วก็ท่าเรือที่ชุมพร นอกจากนั้นประเด็นตู้สินค้าที่จะมาแลนด์บริดจ์ว่าทำไม ต้องมาที่แลนด์บริดจ์ เพราะว่าท่าเรือหลายท่าในช่องแคบมะละกาจะมีการขนส่งสินค้า หลาย ๆ ประเภท มีทั้งเรือขนาดใหญ่ เรือขนาดกลาง หรือเรือ Feeder ซึ่งประเภทของเรือ ดังกล่าวเราก็ทำการศึกษาอยู่ แล้วก็ประมาณการเรื่องตู้สินค้าว่าในเรือขนาดนี้ควรจะเป็น เส้นทางขนาดไหน แล้ว Feeder จะต้องใช้เรือ Size ไหนที่จะเข้าสู่ Feeder ของการขนส่ง สินค้าในร่องทะเลลึก ๆ ในร่องทะเลลึกแต่ละร่องเหล่านั้น นอกจากนั้นปริมาณตู้สินค้าก็จะ เป็นเส้นทางที่จะประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย ไม่ใช่ทุกเส้นทางที่มาใช้แลนด์บริดจ์ที่จะ ประหยัดเวลา แต่จากการศึกษาข้อมูลที่ขณะนี้เราทำการศึกษาอยู่ว่าการขนส่งโดยเรือ ขนาดใหญ่ไม่ประหยัดกว่าทั้งหมด ดังนั้นเราจึงเอากลับมาศึกษาอีกว่าเอาเฉพาะเส้นทางที่ ขนส่งสินค้าที่ใช้เรือ Feeder เท่านั้นที่จะประหยัดในช่วงแรก แต่ว่าในระยะยาวหากจำนวน ตู้สินค้านี้มีเข้ามาเพิ่มมากขึ้น ๆ โอกาสที่เรือใหญ่จะเข้ามารับตู้สินค้าในฝั่งเรือระนองก็จะมี ความเป็นไปได้ เนื่องจากระนองอยู่ไม่ไกลจากเส้นทางเดินเรือในปัจจุบันนี้ แต่สำหรับ ประเด็นคำถามในเรื่องของสินค้าที่ยังบอกว่าเรามีสินค้าในการคุ้มไหม ในเรื่องของตู้สินค้า ก็จะมีสินค้าอีกประเภทหนึ่งเขาเรียกว่า สินค้าเทกอง เช่น สินค้าประเภทปูนซีเมนต์หรือไม้ ปัจจุบันสินค้าทั้งสองนี้ก็เอาใส่ตู้มา ซึ่งสินค้าเหล่านี้ถ้าเราเข้ามาที่ท่าเรือระนองก็จะเป็นการ ลดต้นทุนสินค้า นอกจากนั้นเราก็ยังได้ประมาณการว่าเมื่อมีโครงการดังกล่าวเกิดขึ้น ปริมาณ ของการเติบโต🔗

แล้วก็ทุกประเด็นที่ท่านสมาชิกได้ถามถึงหลักวิชาการว่าการจ้างที่ปรึกษานั้น มีความคุ้มค่าหรือไม่ แล้วเราจะทำโครงการขนาดใหญ่ขนาดนี้หรือจะเป็นเพียงแค่ความฝัน ท่านประธานที่เคารพคะ โครงการดังกล่าวไม่ว่าการจ้างที่ปรึกษา ทางกระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐแล้วก็หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เราก็หวังว่าบริษัทที่ปรึกษาเหล่านั้น จะศึกษาความเห็น แล้วก็ความเหมาะสมในทุกมิติ เฉกเช่นเดียวกันเมื่อเราทำการศึกษาแล้ว กลุ่มประเทศที่เขาต้องการลงทุนเขาก็ต้องมีบริษัทที่ปรึกษาของเขามาศึกษาในแบบแผน ของการศึกษาว่าประเทศไทยเราที่จ้างที่ปรึกษานั้นมีมาตรฐานไหม มีการ Fake ตัวเลข เข้าไปไหม ถ้าบริษัทเหล่านั้นไม่เชื่อว่าผลการศึกษาของประเทศไทยเป็นไปได้ บริษัททั่วโลก เขาก็ไม่มาลงทุน แต่นี่คือโอกาสค่ะว่าเราได้เริ่มต้นศึกษาแล้ว ประเด็นไหนที่คิดว่าเป็นไปไม่ได้ เราก็ต้องกลับมาทบทวน นี่คือคำถามแรกของดิฉันต่อคำถามของท่านสมาชิกค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ทั้งผู้ถามและผู้ตอบมีเวลาเหลือค่อนข้างน้อย แต่เนื่องจากมันยังเป็นประเด็น ที่ยังได้สาระอยู่ ถ้าจะเกินเวลาสักเล็กน้อยก็จะอนุญาต แต่อย่ารบกวนนานเกินไป เชิญ ท่านสุรเชษฐ์คำถามที่ ๒ ครับ🔗

นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับท่านประธาน จะพยายามถามสั้น ๆ นะครับ สรุปคำถามแรกก่อน เมื่อสักครู่ที่ฟังมาท่านบอกว่าไม่ประหยัด โดยเฉพาะในเส้นทางการเดินเรือหลัก ซึ่งในรายงานท่านทราบไหมว่าเขาบอกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ คือสินค้าประเภท Transshipment แต่ท่านตอบว่าไม่ประหยัดก็ขอโน้ตไว้นะครับ แล้วก็ ท่านชี้แจงในเรื่องของสินค้าเทกอง อันนี้ก็ขอถามให้ชัด ๆ เหมือนกันนะครับ ในคำถามที่ ๒ ว่าตกลงโครงการนี้รองรับสินค้าเทกองหรือไม่ และจะมีท่อน้ำมันหรือไม่ มีโรงกลั่นด้วย หรือไม่ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพค่ะ ในคำถามที่ ๒ ดิฉันคิดว่าที่ดิฉันตอบว่าไม่ประหยัด ถ้าเรา มีการศึกษาโครงการแล้วพบว่าโครงการหรือว่าเส้นทางเดินเรือไม่ประหยัดเราก็ต้องเอา สิ่งเหล่านั้นกลับมาทบทวน แล้วดูเส้นทางที่ว่าไม่ประหยัดอะไรที่คุ้มค่าแล้วประหยัด อะไรที่ คุ้มค่าแล้วทำให้ผู้ประกอบการพอใจว่าจะสามารถลดต้นทุนของเขาได้จริง ๆ นะคะ🔗

ส่วนประเด็นคำถามที่บอกว่าสินค้าเทกองหรือสินค้าที่เป็นโรงกลั่นน้ำมัน ท่านประธานคะ นี่คือการศึกษาค่ะ เราไม่ได้บอกว่าเราจะก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันหรือว่า จะเอาสินค้าประเภทบรรทุกผลผลิตประเภทใด ๆ เข้าสู่ นั่นก็คือเป็นปลายทางของ ผู้ประกอบการหรือบริษัท เรากำลังมองว่านี่คือศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ สิ่งที่ท่าน สมาชิกได้เรียนถามก็คือรายละเอียดที่ลงไปว่าประเภทของสินค้านั้นควรจะเป็นประเภทไหน โรงกลั่นก็เช่นเดียวกันค่ะ เคยมีสมาชิกถามในขณะที่ดิฉันลงพื้นที่ว่าชาวบ้านห่วงว่าจะมี โรงกลั่นน้ำมันต่อไป แล้วมีท่อน้ำมันหรืออะไร อย่างไร ทาง สนข. ก็ได้ตอบว่าการจะมี โรงกลั่นน้ำมันหรือว่าอะไรนี้ปกติแล้วบริษัทเดินเรือขนาดใหญ่เราจะต้องมีการวางท่อไว้ สำรอง เพราะเป็นการใช้น้ำมันของบริษัทที่ต้องใช้น้ำมันเป็นปริมาณมาก ๆ นี่คือสิ่งหนึ่ง ที่เป็นความห่วงใยแล้วก็ต้องขอบคุณท่านสมาชิกว่า ขณะนี้เราอยู่ในระหว่างการศึกษา ถ้าจะ ลงไปในรายละเอียดของประเภทสินค้า ของเรือประเภทใด จะคืบหน้าอย่างไร ขณะนี้ผลของ การศึกษายังไม่เสร็จสิ้นค่ะ อยู่ในกระบวนการเพิ่งเริ่มต้น แต่ถ้าผลการศึกษาได้เสร็จสิ้น กระบวนการทุกอย่าง ดิฉันก็จะนำมาชี้แจงให้ท่านสมาชิกแล้วก็รายงานความคืบหน้าในทุกมิติ ของการลงทุนแล้วก็การศึกษาค่ะ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านสุรเชษฐ์ครับ🔗

นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ แบบบัญชีรายชื่อ

ได้คำตอบนะครับ ผมถามในคำถามที่ ๒ ไปว่ามีท่อน้ำมันหรือไม่ โรงกลั่นหรือไม่ รับสินค้าเทกองหรือไม่ ทุกอย่างคือไม่ชัดเจน แล้วที่สำคัญก็คือตกลงจะประหยัดเวลาหรือไม่ ท่านก็บอกว่าไม่รู้ แต่ถ้ามันไม่ประหยัดจริงก็เดี๋ยวจะทบทวน แต่ท่านไปเร่ขายทั่วโลกแล้วนี้สิครับ อย่างไร ก็ตามผมยังอยากเห็นประเทศพัฒนา แต่ท่านก็ควรจะต้องศึกษาให้มันดี ให้มันถ่องแท้นะครับ🔗

คำถามที่ ๓ เรามาดูอีกมิติหนึ่ง ซึ่งต้นทุนส่วนหนึ่งที่สำคัญของโครงการก็คือ จะหาสร้างโครงการใหญ่ ๆ Motorway ๖ ช่องจราจร ๑๒๕,๐๐๐ ล้านบาท รถไฟทางคู่ ๑ เมตร ๔๗,๐๐๐ ล้านบาท รถไฟอีกคู่หนึ่งคือจะทำจาก ๑ เป็น ๔ ๕๗,๔๖๔ ล้านบาท คือมันตลกไหมครับ คืออะไรก็ยังไม่ชัดเจนแต่จะสร้างไว้ก่อน แล้วก็สร้างใหญ่มากอย่างนี้ คือมันเดือดร้อนครับ แล้วท่านลงทุนมหาศาลอย่างนี้แล้วจะอ้างว่า EAR ๑๖.๑๘ เปอร์เซ็นต์ เอาตัวเลขมาจากไหนครับ อันนี้ต้องพิสูจน์กันหน่อยว่าปั้นตัวเลขกันมาอย่างไร คือมันสูง เกินจริง แล้วหลาย ๆ โครงการก็เห็น ๆ กันอยู่ว่าปั้นตัวเลขมาสูงเกินจริง FIRR บอกว่า ๔.๖๗ แล้วก็จะทำ PPP Net Cost ๑.๔ ล้านล้านบาท แน่ใจนะครับว่าก็จะเดินแบบนี้ ขอคำยืนยัน ด้วยว่าจะทำ PPP Net Cost ๑.๔ ล้านล้านบาท คือรัฐคำถามง่าย ๆ เลยนะครับ ต้องยกที่ ให้นายทุนกี่ไร่ นานแค่ไหน ขอความชัดเจนด้วยนะครับ ไม่ใช่ว่าไม่ชัดเจนอีกนะครับ ว่า PPP Net Cost ๑.๔ ล้านล้านบาทจะยกที่ให้สัมปทานกี่ไร่ นานแค่ไหน ผมเข้าใจดีว่าหลายท่าน อยากได้ แต่อย่างที่ผมเรียนขอให้ไตร่ตรองให้ดีว่าควรทำหรือไม่ควรทำ เอาเหตุผล เอาตัวเลข มาถกเถียงกันอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ทุกอย่างมี Benefit ก็มักมี Cost ตามมาด้วย หลายคน คิดว่าช่างมันเถอะก็ต่างชาติเขาจะมาลงทุน แต่อย่าลืมว่ามันมีต้นทุนที่เกิดขึ้นแน่นอน ไม่ว่า จะเป็นการที่ประชาชนสูญเสียที่ดินแบบมากเกินจำเป็น ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่มากขึ้น โดยเกินจำเป็น มลพิษทางชายฝั่งทะเลที่สร้างความเดือดร้อนให้ชาวประมงและธุรกิจ ท่องเที่ยว นี่ยังไม่นับรวมการชักศึกเข้าบ้านในปัญหา Geopolitics นะครับ เพราะฉะนั้น รัฐบาลควรเปิดเผยข้อมูลแล้วมาถกเถียงกันให้ตกผลึกก่อน ไม่ใช่ไปเร่ขายฝัน เพราะว่า สุดท้ายหากจะทำท่านก็มีอำนาจทำครับ แต่ว่าผมและพรรคก้าวไกลก็มีหน้าที่ติดตาม และตรวจสอบ พวกเราอยากเห็นการพัฒนาเช่นกันนะครับ แต่ว่าเรื่องนี้ควรเอาแนวคิดการพัฒนาพื้นที่เป็นตัวตั้ง ไม่ใช่จะหาทำแต่โครงสร้างคมนาคม ขนาดใหญ่โต แต่สุดท้ายแทบไม่มีคนมาใช้ ตัวอย่างความล้มเหลวในภาคใต้ที่ขายฝันใหญ่ เกินจริงมีมามากมายนับไม่ถ้วนนะครับ แลนด์บริดจ์เดิมก็มีไปแล้วในเส้นทางกระบี่-ขนอม แต่ล้มเหลวแล้วพับไปในที่สุด ด่านสะเดาทำไปแล้วไม่มีคนมาใช้ ท่าเรือระนองก็มีอยู่แต่โล่งมาก คือสูญเสียทั้งเงิน เวลา แต่ผู้รับเหมารวยไปแล้วบนความทุกข์ร้อนของประชาชน สุดท้าย ขอให้พวกเราทุกคนไตร่ตรองให้ดีนะครับว่าโครงการนี้ควรทำหรือไม่ควรทำ ไม่ใช่แค่อยากได้ หรือไม่อยากได้ ต้องไตร่ตรองให้ดี ดูผลการศึกษาให้ดี ลงในรายละเอียดว่าโครงการนี้ควรทำ หรือไม่ควรทำเพื่อประเทศชาติของเรา ความคุ้มค่าและโปร่งใสสำคัญยิ่งต่อการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ รวมถึงโครงการแลนด์บริดจ์ด้วยครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพค่ะ ในประเด็นคำถามที่ ๓ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังท่านสมาชิกนะคะว่า โครงการแลนด์บริดจ์เป็นโครงการ Megaproject ของ ประเทศไทย หน่วยงานนิติบัญญัติคือเป็นฝ่ายผู้ออกกฎหมาย หน่วยงานบริหารก็คือบริหาร งบประมาณที่สภาได้อนุมัติงบประมาณไป จะเห็นว่าโครงการใด ๆ ที่จะมีผลกระทบต่อพี่น้อง ประชาชน เราจึงมีการเสนอญัตตินี้ต่อสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งสมาชิกหลายท่านก็เสนอญัตติ แล้วเราก็นำมาสู่การตั้งกรรมาธิการวิสามัญ การตั้งกรรมาธิการวิสามัญก็ประกอบไปด้วย พรรคการเมืองทุกพรรค ไม่ว่าจะเป็นพรรคฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล องค์กรภาคเอกชน หน่วยงาน บุคคลภายนอก ในขณะที่กรรมาธิการพิจารณาศึกษาถึง ๑๐ ครั้ง เชิญหน่วยงานมาถึง ๕๐ หน่วยงาน ท่านสมาชิกก็แสดงความคิดเห็นกันอย่างหลากหลาย ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แล้วกรรมาธิการวิสามัญก็ลงไปพื้นที่ไปดูว่าที่ศึกษากันในวิชาการในห้องแอร์ชาวบ้านได้รับ ผลกระทบจริงไหม นอกจากนั้นยังเชิญผู้ได้รับผลกระทบเดินทางมาจากระนอง ชุมพร หลังสวน เพื่อมาให้ความเห็น นี่คืออำนาจนิติบัญญัติ แล้วเมื่อสรุปในชั้นของกรรมาธิการ วิสามัญเสร็จแล้วก็นำมาให้สภาพิจารณาว่าจะรับผลของการศึกษากรรมาธิการนี้หรือไม่ ตอนนั้นท่านสมาชิกก็สามารถให้ความเห็นที่หลากหลายได้นะคะ ซึ่งยังไม่ได้เสร็จสิ้น ถ้าสมาชิกส่วนใหญ่เห็นชอบส่งเรื่องนี้ไปยังรัฐบาล รัฐบาลก็จะมาดูว่าร่างดังกล่าวมีเนื้อหา สาระที่สามารถที่จะไปทำโครงการเหล่านี้หรือไม่ ถ้ารัฐบาลตั้งโครงการดังกล่าวเริ่มขึ้น รัฐบาลก็กลับมาขอเงินจากสภาแห่งนี้เช่นเดียวกันค่ะท่านสมาชิกบอกไม่เห็นด้วยท่านก็กด ไม่เห็นด้วย แต่ท่านสมาชิกว่าเห็นด้วยท่านก็กดเห็นด้วย นี่คืออำนาจนิติบัญญัติและ อำนาจบริหาร สิ่งที่ท่านสมาชิกท่านสุรเชษฐ์ได้พูดถึงดิฉันคิดว่านี่คือความสวยงามของ ระบอบประชาธิปไตยที่สมาชิกทุกคนได้มีความห่วงใยต่อประเทศชาติ ที่แสดงความคิดเห็น อย่างหลากหลาย เพราะว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ล้วนมาจากเงินภาษีอากรของประชาชน คนไทย ในประเด็นที่บอกว่ามีการตั้งตัวเลขที่สูงเกินจริง ถ้าร่างดังกล่าวเข้าสู่สภาท่านก็ สามารถอภิปรายแล้วก็ตัดงบได้เลยค่ะว่ามันตั้งสูงเกินกว่าความเป็นจริง ส่วนเรื่องของ โครงการ PPP ๑.๔ ล้านล้านบาทนั้น ดิฉันจะรับข้อเสนอดังกล่าวของท่านสมาชิก แล้วก็ ไปประสานในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงคมนาคมที่กำลังทำ EIA อยู่ขณะนี้นะคะ🔗

นอกจากนั้นประเด็นของขั้นตอนต่าง ๆ ดิฉันขอได้เพิ่มเติมประเด็นว่าขั้นตอน ต่าง ๆ ที่จะครบกระบวนการของการศึกษาขณะนี้จะมีส่วนงานอยู่ทั้งหมด ๑๐ ส่วน ขออนุญาตในเวลาที่เหลือนะคะ เพื่อท่านจะได้ไม่เป็นกังวลว่าเราจะมีการหมกเม็ดของ ความคิดเห็นในโครงการหรือเปล่า ในงานส่วนที่ ๑ จะเป็นงานเรื่องของการพัฒนาระบบ Logistics ขณะนี้ได้รายงานการศึกษาก็คือกรรมาธิการวิสามัญที่พิจารณาไป ในงานเรื่องของ ยุทธศาสตร์ระบบ Logistics ในการเชื่อมโยงการขนส่งสินค้า ขณะนี้อยู่ในสถานะที่กำลัง ศึกษาอยู่ นอกจากนั้นในส่วนงานที่ ๓ เป็นการคัดเลือกทำเลที่ตั้งโครงการที่ท่าเรือที่เชื่อมโยง กับการขนส่ง ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่ดำเนินการเสร็จแล้ว คือโครงการแลนด์บริดจ์จะประกอบ ไปด้วย ๔ จังหวัด ก็คือจังหวัดระนอง จังหวัดชุมพร จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัด สุราษฎร์ธานี ในส่วนของจังหวัดที่เกี่ยวข้องในขั้นตอนส่วนนี้ดำเนินการเสร็จแล้วนะคะ🔗

ต่อมาเรื่องของแนวคิดของการออกแบบและศึกษาความเหมาะสมทางด้าน เศรษฐกิจ การเงิน วิศวกรรมและสิ่งแวดล้อม อยู่ในระหว่างของการศึกษา ขณะนี้ศึกษาไปได้ ประมาณ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ในส่วนงานที่ ๕ เป็นการวิเคราะห์รูปแบบของการลงทุนหรือว่า Business Development Model ก็อยู่ในระหว่างการศึกษา ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ แต่อย่างใด ซึ่งประเด็นที่ท่านสมาชิกได้กล่าวสักครู่ดิฉันจะนำข้อมูลดังกล่าวเข้าไปในกรณีของ Business Model ด้วยนะคะ นอกจากนั้นส่วนที่ ๖ เรื่องของการออกแบบรายละเอียด เบื้องต้นของท่าเรือก็อยู่ในระหว่างการศึกษา เสร็จประมาณร้อยละ ๘๔ ในงานส่วนที่ ๗ เรื่องของสถานะ ประเมินผลสิ่งแวดล้อมก็กำลังทำอยู่ค่ะ ไม่ว่าจะลงไปถามความเห็น เรื่องของประมงพื้นบ้าน เรื่องของเจ้าของสวนมังคุด สวนทุเรียน ที่อำเภอพระโต๊ะ ที่พี่น้อง ประชาชนยังมีความกังวลอยู่ นอกจากนั้นในเรื่องของโครงการ PPP ของท่าเรือก็อยู่ใน สถานะที่ดำเนินการอยู่เช่นเดียวกัน ในงานส่วนที่ ๙ เป็นการสร้างกระบวนการความเข้าใจ การสร้างการเรียนรู้ใน ๔ จังหวัด ซึ่งขณะนี้เองเพิ่งลงไปแค่จังหวัดชุมพรแล้วก็ระนอง สุราษฎร์ธานีที่หลังสวน นครศรีธรรมราชยังไปไม่ถึงเลยค่ะ สุราษฎร์ธานียังไปไม่ถึงเลยค่ะ ในงานส่วนที่ ๑๐ เป็นแผนการขับเคลื่อนแล้วก็เป็นรายงานของการร่วมทุน ทั้งหมดนี้คือ กระบวนการแต่ละส่วนที่ดิฉันขอใช้เวลาสภาแห่งนี้ได้นำเรียนต่อท่านสมาชิกนะคะ🔗

และท้ายที่สุดทุกประเด็นของความห่วงใยของท่านสุรเชษฐ์ ดิฉันขอน้อมรับ แล้วก็นำประเด็นต่าง ๆ ที่ท่านมีความห่วงใยไปใส่ไว้ในกรณีของการศึกษาทุก ๆ มิติ ขอบพระคุณทุกคำถาม ทั้งซีกของฝ่ายค้านและซีกของรัฐบาลที่ให้ความสนใจในเรื่องของ โครงการแลนด์บริดจ์ค่ะ ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ก็เป็นอันเสร็จสิ้นในกระทู้ถามสดด้วยวาจา ๑.๑.๒ ขอบคุณทางผู้ถามแล้วก็ รัฐมนตรีที่ให้เกียรติมาตอบกระทู้ในสภานะครับ ผมขอเข้าสู่กระทู้ที่ ๑.๑.๓🔗

๓. นายปารมี ไวจงเจริญ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม🔗

ด้วยสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการได้มีหนังสือแจ้งว่ากระทู้ถาม เรื่องนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายเพิ่มพูน ชิดชอบ ได้มอบหมายให้รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน ตอนนี้ท่านผู้ถามและผู้ตอบก็พร้อมที่บัลลังก์แล้วนะครับ ขอเชิญท่านปารมี ไวจงเจริญ ครับ🔗

นายปารมี ไวจงเจริญ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน ปารมี ไวจงเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ดิฉันตั้งใจตั้งแต่เมื่อคืนว่าจะได้พบท่านรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านเพิ่มพูน ชิดชอบ แต่เอาล่ะในเมื่อท่านไม่มาตอบ ส่งท่าน รัฐมนตรีช่วยมาดิฉันก็ดีใจแล้ว เพียงแต่ว่าอาจจะขอตั้งข้อสังเกตสักเล็กน้อยว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการท่านไม่ค่อยได้มายังสภาอันทรงเกียรตินี้เลยนะคะ แต่ไม่เป็นไรในเมื่อ วันนี้ท่านอาจจะติดภารกิจท่านเลยไม่ได้มา เราเพิ่งผ่านวันเด็กแล้วก็ผ่านวันครูกันไปหมาด ๆ ในวันเด็กแห่งชาติที่ผ่านมาเราได้ยินคำขวัญวันเด็กสวยหรูแปลกใหม่จากท่านนายกรัฐมนตรี และเราได้ยินนโยบายสำคัญของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการตั้งแต่ท่านรับ ตำแหน่งใหม่ ๆ ท่านให้นโยบายสำคัญไว้ว่า เรียนดี มีความสุข ดิฉันฟังแล้วขนลุกเลยค่ะ ฟังแล้วขนลุก แล้วก็มีความหวัง มีความฝัน ฝันอย่างสูงสุด ฝันทุกวันเลยว่าอยากให้เด็กไทย เรียนดี มีความสุข ตามนโยบายที่ท่านประกาศ แต่ดิฉันคิดว่าดิฉันคงฝันค้าง เพราะอะไรหรือคะ ด้วยความเคารพนะคะ จะเรียนดี มีความสุขได้อย่างไรคะ ในเมื่อครูไทย นักเรียนไทย ยัง Pain Point หรือมีความเจ็บปวดในหลายเรื่อง ได้ยินข่าวกันทุกวัน จึงเป็นที่มาที่ดิฉันต้อง ตั้งกระทู้ในวันนี้ค่ะท่านประธาน ไม่กี่วันมานี้เองก็มีข่าวใหญ่ปรากฏเป็นคลิปเด็กนักเรียน โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๒๑ อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน แชร์ลง Social Media ให้เห็นเมนูอาหารที่แท้จริงของโรงเรียนเขาที่ช่างแตกต่างอย่างมากกับอาหารในวันที่ มีผู้หลักผู้ใหญ่ไปตรวจเยี่ยม ผักชีเยอะเลยค่ะท่านประธาน แต่ดิฉันไม่ได้หมายถึงผักชีที่ใส่แกงจืดนะคะ แต่หมายถึงผักชีโรยหน้าค่ะ ผักชีโรยหน้า เต็มไปหมด อาหารในวันที่ผู้หลักผู้ใหญ่ไปตรวจเยี่ยมเขาจะแบบหนึ่ง แต่พอไปดูวันจริง ๆ อาหารจริง ๆ ที่เขารับประทานอีกแบบหนึ่ง จึงบอกว่า ผักชีเต็มไปหมด เราทุกคนก็คงเห็น ตามภาพข่าวแล้วที่นักเรียนโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๒๑ แม่ฮ่องสอนแชร์กันมา อาหาร จริง ๆ ที่เขากินแตกต่างจากวันที่ผู้บริหาร ผู้หลักผู้ใหญ่ไปตรวจเยี่ยม อาหารจริง ๆ ที่เขากิน มีแค่ข้าวสวย ๑ ทัพพี มีไข่ต้ม ๑ ฟอง น้ำพริกตาแดง ๑ ถุงพลาสติกเล็ก ๆ แล้วอย่างนี้ เด็กจะเรียนดี มีความสุข ได้ตามนโยบายของท่านเพิ่มพูนได้อย่างไร ด้วยความเคารพนะคะ ดิฉันยิ่งสลดมากขึ้น และคนเป็นครูทั่วประเทศก็คงยิ่งสลด จากการที่นักเรียนโรงเรียน ราชประชานุเคราะห์ ๒๑ ถ่ายรูปลง Social Media ผลปรากฏว่า ผอ. โรงเรียนนี้แจ้งความ จับลูกศิษย์ตัวเอง คนเป็นครูคงสลดกันถ้วนหน้า แล้ว ผอ. คนดังกล่าวตามข่าวก็ไม่รู้ว่า ย้ายมาดำรงตำแหน่งที่ใหญ่ขึ้นได้อย่างไร ตามประวัติก็มีว่ามีประวัติที่อาจจะไม่ค่อยจะดีนัก จากโรงเรียนเดิม เอาล่ะท่านประธานคะ กรณีโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๒๑ สุดท้าย เป็นข่าวดัง เพราะได้พลัง Social Media ผู้ใหญ่ในกระทรวงจึงมีคำสั่งย้าย ผอ. ออกนอก พื้นที่เป็นการชั่วคราว แต่ด้วยความเคารพนะคะ ดิฉันอยากจะฝากท่านประธานถามถึง ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการว่า ท่านจะให้ความมั่นใจกับคดีนี้อย่างไร จะให้ ความมั่นใจกับนักเรียน ครู ผู้ปกครองและกับสังคมไทยว่า กรณีนี้จะเป็นกรณีที่ตัดสิน บนความถูกต้อง ไม่ช่วยเหลือกันเองระหว่างข้าราชการด้วยกัน เพราะจริง ๆ แล้วข่าวทุจริต อาหารกลางวันในโรงเรียนจนเด็กทานไม่อิ่มหรืออาหารด้อยคุณภาพ เป็นปัญหาซ้ำซากมาก ก ล้านตัว ได้ยินข่าวกันทุกวัน และพอมีข่าวก็ตั้งกรรมการสอบสวน สอบสวน สอบสวน สอบสวนกันอยู่นั่นล่ะ แต่จริง ๆ แล้วการทุจริตเป็นโทษวินัยร้ายแรงของข้าราชการต้อง ไล่ออกสถานเดียว ขนาดโทษร้ายแรงไล่ออกนะคะ บทลงโทษจะรุนแรงแล้ว แต่ก็ยังมีกรณี ทุจริตเกิดขึ้นทุกวัน เพราะอะไรล่ะคะ ก็เพราะว่าคนที่ทุจริตรอดแทบทุกกรณี แสดงให้เห็นถึง การมีช่องโหว่หรือช่องว่างทางกฎหมายที่เอื้อให้ผู้บริหารและครูที่เขาฮั้วกัน โดยเฉพาะ ถ้า ผอ. กับฝ่ายการเงิน ฝ่ายพัสดุฮั้วกัน จะทุจริตได้เสมอ🔗

(นายสนอง เทพอักษรณรงค์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสนอง เทพอักษรณรงค์ บุรีรัมย์

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม สนอง เทพอักษรณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทยครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ประท้วงเรื่องอะไรครับ🔗

นายสนอง เทพอักษรณรงค์ บุรีรัมย์

ผมประท้วงผู้ที่กำลังตั้งกระทู้ถาม กระทู้ถามนี้ต้องสอบถามให้ตรงประเด็น ท่านบรรยายมาเกือบ ๑๐ นาทีแล้ว ยังไม่ได้ถาม กระทู้ครับ ผมอยากทราบว่าท่านจะถามเรื่องอาหารกลางวันของโรงเรียนจะถามว่าอย่างไร จะให้ทางกระทรวงได้ติดตามแก้ไขอย่างไร พี่น้องประชาชนอยากจะรู้ครับ ฟังท่านบรรยาย ใช้โวหารมากเกินไปครับ ท่านประธานช่วยพิจารณาด้วยครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผมวินิจฉัยนะครับ ผู้ถามยังมีสิทธิอยู่ใน ๑๕ นาทีของผู้ถามนะครับ แล้วก็บริบทของการถาม คำถามแรก ถ้าเราสังเกตใน ๒ กระทู้แรกก็จะยาวเสมอ ผมคิดว่าเดี๋ยวทางท่านผู้ถามก็จะ บริหารเวลาของตัวเองได้ แล้วก็ทุกอย่างยังอยู่ในประเด็นของการทุจริตอาหารกลางวัน อยู่ครับ ขอเชิญผู้ถามต่อครับ🔗

นายปารมี ไวจงเจริญ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบขอบพระคุณท่านประธาน ด้วยความเคารพนะคะท่านเพื่อนสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ดิฉันใช้เวลาไป ๕ นาที ๗ วินาทีค่ะ และจริง ๆ แล้วในการที่จะตั้งกระทู้ถามมันต้องเล่าเนื้อหาเกริ่นนำ เล่าถึงสถานการณ์ ที่นำไปสู่ปัญหาก่อน ด้วยความเคารพนะคะ แล้วจริง ๆ พอท่านถามขึ้นมาดิฉันสะดุดเลย จริง ๆ ดิฉันกำลังจะเข้าคำถามเมื่อวินาทีนี้แล้ว กำลังจะเข้าเลยค่ะ แต่ไม่เป็นไร ดิฉันจะ ตัดเข้าคำถามที่ ๑ ถามท่านรัฐมนตรีเลยนะคะว่า กรณีโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ รวมถึงโรงเรียน สพฐ. ต่าง ๆ มีปัญหาเรื้อรังเรื่องทุจริตค่าอาหาร ท่านทราบบ้างไหมคะว่ามีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น กี่โรงเรียน และตั้งแต่ท่านมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีท่านจะมีมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ไข อย่างไรโดยที่ไม่ใช่การทำแบบวัวหายล้อมคอก แต่อยากให้ท่านแก้ไขปัญหาที่ได้ผลอย่าง ยั่งยืน เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ท่านคะด้วยความเคารพ ฝากท่านประธานถึงท่านรัฐมนตรี ดิฉันขอคำตอบที่เป็นรูปธรรมเนื้อ ๆ เน้น ๆ เลยนะคะท่าน🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ ได้รับมอบหมายจากท่าน พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ ท่านติดภารกิจ อันที่จริงแล้วหน่วยงาน สพฐ. ซึ่งก็เป็นหน่วยงาน ที่รัฐมนตรีช่วยกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ท่านผู้ทรงเกียรติได้ตั้งกระทู้ถาม ต้องขอบคุณนะครับในคำถาม เข้าใจครับ เป็นคำถามที่ความห่วงใยของท่านปารมี ซึ่งท่านมี หัวใจการเป็นคุณครูด้วย แล้วก็ห่วงใยในลูกศิษย์ แล้วก็ผมก็เชื่อว่าพี่น้องประชาชนที่อยู่ ที่บ้านทุกคนก็ให้ความสำคัญในประเด็นนี้ครับ🔗

เริ่มต้นจากกรณีของโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๒๑ ที่เกิดประเด็นขึ้น ในการที่นักเรียนได้มีการ Post แล้วก็ตามข่าวครับว่าเป็นเรื่องมื้ออาหารที่ดูแล้วจะ ไม่เหมาะสมกับการจัดสรรงบประมาณในแต่ละมื้อ ซึ่งอันนี้ขออนุญาตที่จะนำเรียนเรื่องนี้ นิดหนึ่งนะครับว่า การสืบสวนนี่แน่นอนครับตั้งแต่เริ่มเป็นข่าวตั้งแต่วันที่ ๑๐ มกราคม ที่ผ่านมาในช่วงเย็น ทางสำนักงานพื้นที่การศึกษา รวมทั้ง สพฐ. เอง ทางกระทรวงเอง ก็มอบหมายให้ประธานเครือข่ายผู้อำนวยการภาคเหนือ ท่าน ผอ. โสตศึกษาอนุสารสุนทร ได้ไปร่วมในการสังเกตแล้วก็ดูถึงปัญหา เสร็จแล้วก็วันที่ ๑๒ ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการก็สั่งการให้ทางเลขานุการ กพฐ. ได้ตามข่าวอย่างที่ท่านผู้ทรงเกียรติ ทราบครับว่าให้ออกจากพื้นที่ แล้วก็มาเป็นปฏิบัติหน้าที่ในกระทรวงศึกษาธิการ ผมขอ อนุญาตนำเรียนเรื่องนี้ก่อนนะครับนิดหนึ่งว่า ตอนนี้เองก็ได้ตั้งคณะกรรมการสืบความจริง แล้วก็ภายในวันที่ ๑๙ นี้คณะกรรมการต้องสรุป ถ้าสืบแล้วมีมูลก็จะต้องตั้งคณะสอบสวน วินัยร้ายแรงเพื่อจะสอบสวนเรื่องนี้ต่อ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราอุ่นใจครับในกรณีนี้ ต้องขอบคุณทาง ป.ป.ช. ได้เข้าไปตรวจสอบร่วมกับเราด้วย แล้วอีกทั้ง ป.ป.ท. ก็เข้ามาสังเกตการณ์ครับ หลายหน่วยงานในพื้นที่ได้เข้ามาร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการในการที่จะตรวจสอบความจริง สิ่งที่เราก็สบายใจด้วยว่ามีบุคคลข้างนอก นอกจากคณะกรรมการที่กระทรวงแต่งตั้งเอง มาช่วยเราในการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อความเป็นธรรมทุกฝ่ายนะครับ ก็เพื่อความสบายใจ ของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติแล้วก็พี่น้องประชาชนที่ท่านได้เกริ่นมาว่าหลาย ๆ คดี หรือหลาย ๆ เหตุการณ์ผู้ที่กระทำความผิดอาจจะไม่ได้รับโทษหรือว่าไม่ได้โดนตัดสิน ในสิ่งที่ถูกต้องนะครับ อันนี้ก็อยากให้ท่านสบายใจ แน่นอนครับเรื่องโครงการอาหารกลางวัน ที่มีข่าวบ่อยมากครับ ในเรื่องของการจัดสรรอาหารกลางวันของโรงเรียนต่าง ๆ อาจจะ ไม่สมเหตุสมผลกับงบประมาณที่ได้มา อย่างที่ท่านทราบครับว่างบประมาณของเรื่องอาหาร กลางวันเองก็ตามมันเป็นงบที่จำกัด แต่ก็ทำได้ในหลาย ๆ พื้นที่ในที่เหมาะสม ส่วนการ ให้ความสำคัญของเรื่องนี้เกี่ยวกับการตรวจสอบเรื่องทุจริตและการป้องกันที่กระทรวงทำ จริง ๆ แล้วแนวทางแน่นอนครับเนื่องจากงบประมาณที่จำกัดในอาหารกลางวันแต่ละมื้อ ที่โรงเรียนได้รับการจัดสรรไปนั้น การประกอบอาหารก็มีข้อจำกัด เพราะฉะนั้นกระทรวง ก็เลยออกเป็น Application ชื่อว่า Thai School Lunch เพื่อเป็น Application แนะนำ ในการทำเมนูอาหารให้กับโรงเรียนต่าง ๆ ในการประกอบอาหารให้อยู่ในลักษณะที่ใกล้เคียง นะครับ เมนูนั้นหลากหลาย รวมทั้งแยกตามภูมิภาค อาหารเหนือ อาหารอีสาน อาหารภาคใต้ ก็จะมีอยู่ ใน Application นั้น เพื่อเป็นการแนะนำของการทำอาหารกลางวันให้กับโรงเรียนต่าง ๆ ซึ่งต่อไปนี้ท่านรัฐมนตรีเองบอกว่าจำเป็นจะต้องบังคับอย่างเคร่งครัดว่าเมนูต่าง ๆ จำเป็น จะต้องใช้ Thai School Lunch ตามเมนูที่แนะนำ แน่นอนครับบางโรงเรียนไปทำเอง ถ้าทำดีกว่าไม่ว่าครับ แต่ถ้าทำต่ำกว่านั้น อย่างเช่นภาพไข่ต้ม ๑ ฟองอะไรก็ตาม อันนั้น พิสูจน์แล้วครับว่าไม่ได้ทำตามคำแนะนำของกระทรวงศึกษาธิการที่ได้มี Application เหล่านั้นไป นี่คือการกำกับเบื้องต้นถึงมาตรฐานคุณภาพของอาหารในแต่ละมื้อที่โรงเรียนเอง จะต้องปฏิบัติและดำเนินตามกับทางกระทรวงศึกษาธิการ ส่วนเรื่องของการตรวจสอบต่าง ๆ ตอนนี้เองทางกระทรวงศึกษาธิการร่วมมือกับ ป.ป.ช. ที่ทำ MOU ร่วมกัน ที่จะร่วมกันสร้าง เครือข่ายในการตรวจสอบในแต่ละจังหวัดภูมิภาคนะครับ ผมเองก็ได้มีโอกาสรับเชิญจาก ป.ป.ช. จังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่ในวันศุกร์นี้จะเดินทางไปเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรงครับ เรื่องความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการกับ ป.ป.ช. ในเรื่องการตรวจสอบอาหาร กลางวันและนมโรงเรียน ซึ่งทาง ป.ป.ช. เองจะมีทั้งหลักสูตรอบรมของนักเรียนและบุคลากร ที่เตรียมจะรับเข้าสู่ระบบราชการในเรื่องของครูนะครับ ก็จะเป็นสิ่งที่เกิดประโยชน์ และจะช่วยกันป้องกันเป็นแนวทาง แต่แน่นอนครับเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งอดีตที่ผ่านมา แล้วก็เราจะป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต เป็นสิ่งที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญอย่างมากยิ่ง ในเรื่องของการปราบปรามการทุจริต ไม่ใช่เรื่องอาหารกลางวัน อย่างเดียวครับ ทุกเรื่องในโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการ อันนี้ต้องเรียนด้วยจากหัวใจ จริง ๆ ครับว่าท่านให้ความสำคัญที่จะปราบปรามเรื่องเหล่านี้ให้อย่างเต็มที่ แล้วคนผิด จะต้องได้รับผิดอย่างแน่นอน ไม่มีการปกป้องคนผิดแน่นอนครับ เพราะว่าพวกเราเองก็ หัวอกของผู้เป็นพ่อเป็นแม่ ผู้ที่อยากให้เด็กไทยได้มีคุณภาพ มีอาหารกลางวัน มีการศึกษาที่ดี เช่นเดียวกับทุกท่าน เช่นเดียวกันครับ ขออนุญาตตอบคำถามข้อที่ ๑ เท่านี้ก่อนนะครับ ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านปารมีใช้สิทธิในรอบที่ ๒ ครับ🔗

นายปารมี ไวจงเจริญ แบบบัญชีรายชื่อ

ฝากขอบคุณท่านรัฐมนตรี ที่ตอบนะคะ ฝากท่านประธานขอบคุณไปด้วย ท่านประธานคะ แต่ว่ากรณีที่ท่านตอบเรื่องว่า ท่านใช้ Application School Lunch คือตัวดิฉันก็เป็นคนส่งเสริมเทคโนโลยีนะคะ ดิฉัน ก็ชื่นชอบแล้วก็เห็นว่าเด็กยุคใหม่ต้องมีการใช้เทคโนโลยี แต่ดิฉันกังวลนะคะท่านประธาน เรื่องความเหลื่อมล้ำ เด็กในหลายโรงเรียนน้ำไฟยังไม่มีเลยค่ะ น้ำไฟยังเข้าไม่ถึงเลย แล้ว Application School Lunch มันจะใช้ได้อย่างไรคะ ฝากข้อสังเกตสักเล็กน้อยนะคะ แล้วชั่วโมงอินเทอร์เน็ตที่ครูจะเอามาใช้ใน Application นี้เพื่อบันทึกภาพอาหารกลางวัน ต่าง ๆ ทางกระทรวงศึกษาธิการก็ไม่ได้สนับสนุนชั่วโมงอินเทอร์เน็ต อันนี้ฝากเป็นข้อสังเกต ถึงท่านประธานด้วยนะคะ แล้วกรณีเรื่องทุจริตดิฉันดีใจมากที่ท่านรัฐมนตรีตั้งใจจริงที่จะแก้ เพราะว่าเพื่อนสมาชิกดิฉันให้ข้อมูลว่าจากข้อมูล ป.ป.ช. กรณีทุจริตในแวดวงการศึกษา เป็นอันดับ ๒ ของประเทศรองจาก อปท. มีถึง ๕,๐๐๐ กว่าเคสทั่วทุกสังกัดทั่วประเทศ ก็ฝากให้ท่านทำอย่างจริงจังในการจะปราบทุจริตนะคะ🔗

ทีนี้มาถึงคำถามที่ ๒ เกี่ยวเนื่องกับคำถามแรก ดิฉันขอย้อนข่าวที่เก่าไป สักเล็กน้อย กรณีเรื่องราวสะเทือนใจแวดวงการศึกษาอีกแล้วนะคะ แต่เก่ากว่าข่าว ราชประชานุเคราะห์ ๒๑ คือครูท่านหนึ่งในอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ที่ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดทุจริตวัตถุดิบอาหารกลางวันจนสำนักงานเขตพื้นที่นี่มีคำสั่งปลดครูท่านนี้ ออกจากราชการ เอาล่ะเรื่องคดีดิฉันจะไม่ก้าวล่วง ให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม แต่ที่ดิฉันสนใจคือการให้ครูต้องมาตรวจรับวัตถุดิบอาหารกลางวัน ครูมีหน้าที่สอนนะคะ ครูไม่ได้มีความรู้เรื่องวัตถุดิบอาหารกลางวัน อาหารสด อาหารแห้ง และยังเรื่องงานพัสดุ งานจัดซื้อจัดจ้าง งานจัดซื้อจัดจ้างนี่เป็นปัญหามากค่ะท่านประธาน เพราะว่าปัจจุบันนี้กระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะ สพฐ. ใช้ระบบขั้นบันไดใช้เกณฑ์นักเรียน ๔๐ คน แล้วมันเกิดความไม่ยุติกรรมในการคำนวณรายหัวค่าอาหารกลางวัน ดิฉันอยากให้ เปลี่ยนเกณฑ์ตรงนี้ และนอกเหนือจากระบบจัดซื้อจัดจ้างที่ต้องดึงครูออกจากห้องเรียน ไปรับงานพัสดุ งานจัดซื้อจัดจ้าง แล้วทำให้เกิดเป็นคดีเหมือนครูที่อำเภออมก๋อย เชียงใหม่ ต้องมารับโทษ แต่ครูท่านนี้ไม่ใช่คนแรกและคงจะไม่ใช่คนสุดท้าย อยากจะให้ท่านเร่งแก้ไข แล้วก็ไม่ใช่แก้ด้วยการโยนหน้าที่กลับไปที่ ผอ. เขตพื้นที่ เพราะว่าไม่กี่วันมานี้ สพฐ. ออกคำสั่งให้ ผอ. เขตมีอำนาจในการจัดซื้อจัดจ้างโรงเรียนขนาดเล็ก แต่เป็นแรงกดดันให้ ผอ. เขตอึดอัดมากค่ะ ผอ. เขตอึดอัดบ่นกันมาที่พรรคก้าวไกล และบ่นกันมาที่ตัวดิฉัน เป็นจำนวนมากที่จะต้องมาทำภาระเรื่องงานจัดซื้อจัดจ้าง และบางเขตพื้นที่ก็ให้ครู แต่ละโรงเรียนทำเหมือนเดิมก็ไม่ได้เกิดมรรคผลอะไรขึ้นมาเลย ท่านทราบหรือไหมคะว่า เกิดอะไรกับระบบจัดซื้อจัดจ้างที่มันเละเทะตุ้มเป๊ะเช่นนี้ ดิฉันจึงขอฝากท่านประธานถามไป ยังท่านรัฐมนตรีเป็นคำถามที่ ๒ ว่าการที่ท่านให้ครูมารับผิดชอบตรวจรับและทำระบบจัดซื้อ จัดจ้างวัตถุดิบอาหารกลางวันมันไม่ถูกต้อง ควรเป็นหน้าที่ของฝ่ายพัสดุโดยตรง โรงเรียนต้อง มีฝ่ายพัสดุ รวมไปถึงฝ่ายธุรการ ฝ่ายการเงิน ปัญหานี้เรื้อรังมานาน อยากจะขอทราบ วิธีแก้ไขที่เป็นรูปธรรมจากท่านรัฐมนตรี ขอบคุณค่ะ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ท่านประธานครับ ขออนุญาตตอบคำถามข้อที่ ๒ ส่งต่อไปยังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ ในความห่วงใยเกี่ยวกับประเด็นของการจัดซื้อจัดจ้าง ขอนำเรียนเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง สักนิดนะครับ ที่เกิดเหตุการณ์ขึ้นที่อมก๋อยที่ท่านผู้ทรงเกียรติได้กล่าว นั่นคือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ต้องยอมรับว่ามีหลายกรณีเป็นลักษณะเช่นนั้น โดยเรื่องของการขาดความรู้บางประเด็น ที่บุคลากรทางการศึกษานั้นต้องไปทำหน้าที่เหนือกว่าหน้าที่การสอน ลดภาระครูและ บุคลากรทางการศึกษาเป็นนโยบายหนึ่งของกระทรวงศึกษาธิการ ครูวันนี้อย่างที่ท่านบอก ไม่ใช่เพียงแค่สอน ต้องมาทำธุรการ ต้องมาตรวจรับพัสดุ ต้องมาทำงานนักการภารโรง และ อีกหลาย ๆ หน้าที่ที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการภายใต้การนำของท่านรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ ท่านเล็งเห็นความสำคัญ และพยายามที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ เพื่อจะลดภาระของคุณครูให้มากที่สุด อะไรที่ไม่ใช่ เนื้องานที่เป็นความรับผิดชอบของครูผู้สอนโดยตรงก็อยากที่จะแบ่งเบาให้ได้เยอะที่สุด ผมขออนุญาตพูดถึงเรื่องธุรการเกี่ยวกับการตรวจรับนะครับ ต้องยอมรับจริง ๆว่าวันนี้ บุคลากรทางด้านธุรการเราขาดแคลนครับ ขาดแคลนทุกเขตพื้นที่และหลาย ๆ โรงเรียน ตอนนี้ก็อาศัยเพียงแค่ว่าครูธุรการ ๑ คนอาจจะต้องทำงานมากกว่า ๑ โรงเรียน เพื่อจะช่วย โรงเรียนที่ไม่มี เพราะต้องยอมรับว่างานธุรการตอนนี้ด้วย Application ด้วยโปรแกรมต่าง ๆ ทำให้งานธุรการนั้นทำได้ง่ายขึ้น แต่นั่นก็เป็นภาระที่กระทรวงให้ความสำคัญและพยายาม ที่จะเอาคืนคุณครูธุรการ แล้วก็ผู้ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับงานพัสดุโดยตรงให้กับโรงเรียน ซึ่งแน่นอนครับ เงื่อนไขของงบประมาณ เงื่อนไขของกรอบอัตรากำลังที่กระทรวงเองไม่ได้เป็น คนกำหนด แต่เป็นคนเสนอได้ครับ แต่ก็อาจจะไม่ได้รับการจัดสรรตามที่กระทรวงต้องการ แม้ว่าวันนี้กระทรวงกำลังทำเรื่องที่จะของบกลางที่จะจ้างนักการภารโรงด้วยนะครับ เพื่อจะ คืนนักการภารโรงให้กับโรงเรียน ๑๒,๐๐๐ กว่าโรงเรียนที่ขาดแคลน ที่คุณครูเองต้องมา ทำงานประเภทตัดต้นไม้ ซ่อมอาคารหรืออะไรต่าง ๆ ซึ่งตอนนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการเองก็ทำ ในเรื่องที่จะของบกลางมาจ้างนักการภารโรง ๑๒,๐๐๐ กว่าตำแหน่ง เพื่อเป็นการลดภาระ ของการสอนให้กับคุณครู แม้แต่เรื่องครูธุรการ ครูเจ้าหน้าที่พัสดุ ก็เป็นสิ่งที่กระทรวง กำลังจะทำ เพื่อจะขอให้ได้อย่างน้อยในการบริหารใช้งานร่วมกัน ถึงจะไม่ได้ครบทุกโรงเรียน แต่ให้ได้ เยอะที่สุด แล้วก็ให้ผู้ที่มีความรู้ในการจัดซื้อจัดจ้างมาเป็นกลุ่มงานแล้วมาช่วย ก็จะเป็นสิ่งที่ เกิดประโยชน์ กระทรวงก็คิดเช่นเดียวกับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับที่แนะนำเข้ามา ส่วนเรื่องของทั้งการจ้างภารโรง เรื่องอาหารกลางวัน โรงเรียนที่อมก๋อยที่เกิดเหตุการณ์ขึ้น เข้าใจครับ ด้วยการบริหารจัดการแล้วก็ในเรื่องของโรงเรียนขยายโอกาสที่มีชั้นประถมและ มัธยมรวมกัน ตอนนี้การสนับสนุนค่าอาหารกลางวันที่กระทรวงศึกษาธิการทำได้คือ เด็กระดับชั้นประถม ตั้งแต่อนุบาลยันประถม ๖ ซึ่งเด็กมัธยมไม่ได้รับการจัดสรร ซึ่งโรงเรียน ขยายโอกาสนั้นมีทั้งมัธยมและประถมปนกัน ทำให้หลาย ๆ โรงเรียนพี่ต้องดูน้องทานข้าว เพราะพี่ไม่ได้รับเงินอุดหนุนค่าอาหารกลางวัน ตอนนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ทำเรื่องถึงท่านนายกรัฐมนตรีเรียบร้อยครับ เพื่อจะขอการสนับสนุนค่าอาหารกลางวัน นักเรียนชั้น ม. ๑ ถึง ม. ๓ ให้กับโรงเรียนขยายโอกาสทั่วประเทศ จำนวนเงิน ๒,๙๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณที่มากไหม ก็ดูเหมือนมาก แต่ผมเชื่อว่าทุกคนเห็นด้วยครับ ที่จะเพิ่ม ขยับ เพื่อให้การบริหารจัดการของโรงเรียนที่เป็นโรงเรียนขยายโอกาส แล้วถ้า มีโอกาสในโรงเรียนที่เป็นมัธยมล้วนก็ต้องมีการเขยิบกันต่อไปเพื่อจะขอให้การสนับสนุน ค่าอาหารกลางวันเกิดขึ้น นั่นก็เป็นเรื่องที่ขออนุญาตจะตอบท่านผู้ทรงเกียรติในความห่วงใย เหล่านั้น ขออนุญาตตอบคำถามที่ ๒ เท่านี้ครับ ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านปารมีใช้สิทธิถามในรอบสุดท้าย มีเวลาเหลือ ๕ นาที เชิญครับ🔗

นายปารมี ไวจงเจริญ แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณนะคะท่านรัฐมนตรี ที่เรื่องเกี่ยวกับอัตรานักการภารโรง ๑๒,๐๐๐ อัตราที่ท่านจะคืนให้กับโรงเรียน แล้วดิฉัน อยากจะขอฝากท่านอีกสักเล็กน้อยว่ายกเลิกเรื่องนอนเวรของครูเถอะค่ะ เพราะว่าครูเขามี ความเจ็บปวดเรื่องนี้กันมาก อาจจะใช้นักการภารโรงร่วมเป็น รปภ. เฝ้าโรงเรียน หรือใช้ เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น กล้องวงจรปิด หรืออาจจะทำความตกลงกับตำรวจพื้นที่ให้วนเวียน มาดูนะคะ ถ้าท่านเลิกได้จะเป็นการช่วยลดภาระครูอย่างใหญ่หลวงเลยค่ะ ฝากเรื่องนอนเวร ด้วยนะคะ🔗

ทีนี้มาถึงคำถามที่ ๓ ดิฉันขอเกริ่นนำสักเล็กน้อยเป็นข่าวเก่าและไม่นานนี้เอง เกี่ยวกับเรื่อง รอง ผอ. โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๕๕ จังหวัดตาก กระทำการคุกคามทางเพศ ลูกศิษย์ในโรงเรียนตัวเอง ล่อลวงด้วยอำนาจที่เหนือกว่า ทั้งอำนาจในโรงเรียนและอำนาจ เงิน และด้วยตำแหน่งแห่งที่เป็นถึงรอง ผอ. และในโรงเรียนราชประชานุเคราะห์เป็นโรงเรียน ประจำ นักเรียนโดยส่วนใหญ่จะเป็นนักเรียนชาติพันธุ์ที่เขามีอำนาจต่อรองน้อยกว่าอยู่แล้ว และการที่ ผอ. โรงเรียนที่มีอำนาจเหนือกว่าทำการคุกคามทางเพศเช่นนี้ ทำให้นักเรียน ไม่กล้าแจ้งความ และดิฉันทราบมาว่านักเรียนเขามีหลักฐาน แล้วเขาแจ้งผู้บริหารโรงเรียนไป แต่ผู้บริหารก็ไม่ดำเนินการลงโทษทางวินัย ตั้งใจปล่อยเบลอช่วยเหลือรอง ผอ. คนนั้น เพราะว่าคนนั้นพอได้ยินมาว่ารอง ผอ. คนนี้ทำแบบนี้การเด็กนักเรียนมาหลายปี ไม่มีใคร จัดการ จนกระทั่งนักเรียนช่วยหาหลักฐานที่ชัดเจนเป็นหลักฐาน Chat ทาง LINE ที่ชัดเจน แต่ต่อมาก็โดนครูและผู้บริหารบางคนสั่งให้เงียบอีก ไม่ให้เอาเรื่อง แต่สุดท้ายเรื่องมันแดง เพราะว่า Social Media อีกแล้วค่ะที่ช่วยกันขุดคุ้ยเรื่องนี้ขึ้นมา แล้วเคสนี้ตอนนี้ก็ย้าย รอง ผอ. ออกนอกพื้นที่เป็นการชั่วคราว ตั้งกรรมการสอบสวนนะคะ แต่ดิฉันก็ขอความมั่นใจ จากท่านประธานฝากไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าจะให้ความมั่นใจกับสังคม กับนักเรียน กับครูไทย ได้อย่างไรว่ากรณีนี้จะตัดสินบนความถูกต้อง ไม่ช่วยเหลือกันเองระหว่างข้าราชการด้วยกัน เพราะว่ากรณีราชประชานุเคราะห์ จังหวัดตาก ผู้บริหารโรงเรียนช่วยเหลือปกป้องรอง ผอ. มาก่อนหน้านี้ตลอด แล้วอีกเคสหนึ่งดิฉันไปรับเคสมากับเพื่อน สส. ในพรรคก้าวไกลของดิฉัน เป็นเคสที่จังหวัดนนทบุรี ที่ครูพละคุกคามทางเพศนักเรียนอายุ ๑๔ เท่านั้น ส่งภาพอวัยวะเพศ ให้กับนักเรียน มีหลักฐานทุกอย่างครบ เหมือนเดิม ย้ายครูพละออกนอกพื้นที่และตั้งกรรมการ สอบสวน แต่จนทุกวันนี้ยังไม่เห็นทางกระทรวง และ สพฐ. ดำเนินการอะไรที่เด็ดขาด หรือจะรอให้ข่าวมันเงียบ เพราะคิดว่าคนไทยลืมง่ายนะคะ ก็อยากจะฝากท่านประธานเกี่ยวกับเรื่องกรณีการคุกคามทางเพศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดิฉันคิดว่า มันเป็นเรื่องที่รุนแรงมาก คนที่เป็นครูและบุคลากรทางการศึกษาไม่ควรมีพฤติกรรมเช่นนี้ และถ้าเกิดมีขึ้นมาต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดและรวดเร็ว ดิฉันจึงขออนุญาตท่านประธาน ฝากถามไปถึงท่านรัฐมนตรีว่า กรณีตัวอย่างกรณีคุกคามทางเพศที่เรื้อรัง ยาวนาน รุนแรง และยาวนาน ท่านจะมีวิธีแก้ไขอย่างไรที่เป็นรูปธรรม และอีกส่วนหนึ่งในคำถามนี้ดิฉัน ขอจากท่าน ท่านจะแสดงความรับผิดชอบอย่างไรที่ผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านคุกคามทางเพศ ฝากตราบาปไว้กับนักเรียนหญิงเหล่านี้ที่เขาจะมีรอยแผลลึกในใจตลอดต่อไปทั้งชีวิต ท่านจะ รับผิดชอบอย่างไรคะ ขอบคุณค่ะ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นายสุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ขออนุญาตที่จะตอบกระทู้ถามสดด้วยวาจา ในข้อ ๓ นะครับ ที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ คำถามเรื่องของการคุกคามของบุคลากร ทางการศึกษา ตามข่าวทั้งโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ที่เกิดขึ้นโดยรองผู้อำนวยการ อันนั้นขออนุญาตที่จะตอบเคสนั้นนิดหนึ่งก่อนนะครับ เคสนั้นในกรณีที่รอง ผอ. โรงเรียน ดังกล่าวตามที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้ให้ข้อมูลว่าตอนนี้ก็ได้โดนย้ายออกนอกพื้นที่ แล้วก็คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงก็มีมติแล้วว่ามีมูล ตอนนี้เราได้ตั้งคณะ เรียกว่า คณะสอบวินัยร้ายแรง ขึ้นมาอีก ๑ คณะ แน่นอนครับตอนนี้คณะนั้นได้ทำการสอบสวน แล้วสิ่งที่สำคัญก็อยากจะแจ้งถึงเรื่องของ ตอนนี้ ก.ค.ศ. เองได้ออกระเบียบ ใน ว ๑๗/๖๖ แนวทางการพิจารณาโทษข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากระทำผิดวินัย กรณี กระทำการล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้เรียน นักศึกษา ไม่ว่าจะอยู่ในความดูแลของตนหรือไม่ ว ๑๗/๖๖ นั้นมีใจความสรุปเป็นภาษาง่าย ๆ ว่า ต่อไปนี้แค่มีเจตนาเพียงแค่อนาจารก็ถือว่า เป็นความผิดร้ายแรงมาก และให้ถือเป็นกรณีทุจริตในหน้าที่ราชการด้วย ไม่ต้องก่อให้เกิด การกระทำครับ หมายถึงว่า อย่างที่ท่านบอกแค่ส่งรูปที่ไม่สมควรส่ง มีข้อความทาง Chat LINE หรือข้อความอะไรก็ตามที่ส่อเห็นถึงแนวไปในทางที่อนาจารหรือว่าส่อถึงความ ไม่ประสงค์ดี เหล่านี้หลักฐานเพียงพอที่จะใช้มาตรา ว ๑๗/๖๖ ได้แล้วครับ และแน่นอนครับ อย่างกรณีที่กำลังเกิดขึ้น ถ้าเกิดตามที่หลักฐานชัดก็อยู่ในแนวของ ว ๑๗/๖๖ แน่นอนครับ นั่นคือเป็นการกระทำความผิดร้ายแรงแล้วก็เป็นการทุจริตในหน้าที่ด้วย ว ๑๗/๖๖ ที่ออกมา นั้นก็เป็นแนวที่จะป้องกัน เป็นการปรามผู้กระทำความผิดเหล่านั้น แล้วก็แน่นอนครับตอนนี้ มีทั้งนักจิตวิทยาประจำพื้นที่เข้าไปดูแลน้อง ๆ ที่ประสบการคุกคาม แล้วเราก็มีศูนย์ จริง ๆ แล้ว ขณะนี้ทางกระทรวงศึกษาธิการโดย สพฐ. ตั้งศูนย์ความปลอดภัยที่จะรับแจ้ง เราจะมีทั้ง หน่วยแนวหน้าที่จะเข้าพื้นที่โดยรวดเร็วหลังจากได้รับการแจ้ง แล้วการแจ้งเข้ามาไม่ว่าจะ เป็นทาง LINE ทาง Website ทาง Youtube และช่องทางต่าง ๆ ก็จะถูกบันทึกครับ ว่าได้รับแจ้ง แล้วเหล่านั้นก็จะเป็นข้อมูลที่จะบันทึกไว้ว่าถ้าเกิดเราไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ ไม่ให้ความสนใจตาม บันทึก นั่นก็เป็นสิ่งที่ศูนย์นั้นก็ทำงานบกพร่อง ต่อไปนี้แนวความคิดของท่านรัฐมนตรีว่าการ จะยกจากศูนย์เป็นสำนักความปลอดภัย เพื่อจะดูแลความปลอดภัยทั้งการคุกคามของมนุษย์ ภัยธรรมชาติ และความปลอดภัยด้านอื่น ๆ ของนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษาตาม โรงเรียนต่าง ๆ ต้องขอบพระคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านปารมีที่ตั้งคำถามแล้วก็ฝากความห่วงใย ในหลาย ๆ กรณี ไม่ว่าจะเรื่องของนักการภารโรง การอยู่เวรของคุณครู สิ่งเหล่านี้ผมเอง ได้ฟังแล้วก็จะขอน้อมรับ แล้วก็ไปพูดคุยเพื่อจะปรับหาช่องทางที่ทำให้คุณครูนั้นมีเวลา ในการสอนมากขึ้น ลดภาระคุณครู และสร้างความสุขให้กับคุณครูและนักเรียนตามนโยบาย เรียนดี มีความสุข กราบขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบพระคุณครับ ท่านปารมีมีอะไรอีกไหมครับ เหลือเวลาเล็กน้อย แต่ไม่ให้ถามแล้วนะครับ🔗

นายปารมี ไวจงเจริญ แบบบัญชีรายชื่อ

ขอเสนอแนะนิดเดียวค่ะ จริง ๆ คำถามที่ ๓ เมื่อสักครู่ดิฉันมีส่วนหนึ่ง ก็คืออยากจะขอการแสดงความรับผิดชอบจากทาง กระทรวงศึกษาธิการต่อบรรดานักเรียนผู้เสียหาย ขอให้ท่านขอโทษอย่างจริงใจต่อนักเรียน และครอบครัวที่เขาจะต้องอยู่กับตราบาปและรอยแผลลึกนี้ไปอีกตลอดชีวิต ดิฉันขอแค่ คำขอโทษอย่างจริงใจจากผู้บริหารกระทรวงที่ผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านกระทำผิดคุกคาม ทางเพศ ดิฉันต้องการแค่นี้ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗

(นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

อันนี้ จบแล้วนะครับ🔗

นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ศรีสะเกษ

ท่านประธานขออนุญาตครับ อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านประท้วงอะไรครับ🔗

นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ศรีสะเกษ

ขอประท้วงท่านผู้ตั้งกระทู้สด เมื่อสักครู่ครับ เนื่องจากว่าตามข้อบังคับได้ถามไปครบหมดแล้ว แล้วท่านประธานยังอนุญาต ถึงแม้จะมีเวลาเหลือ ผมก็คิดว่าเป็นการผิดข้อบังคับการประชุม🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ถ้าอย่างนั้นต้องประท้วงผมนะครับ ผมทำผิด🔗

นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ศรีสะเกษ

ประท้วงท่านประธานด้วยครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ก็คิดว่าในลักษณะเมื่อสักครู่นี้เวลาที่ผมอนุญาตก็ไม่ได้เป็นลักษณะของการถามเพิ่มนะครับ แล้วก็เป็นการที่ผมอนุญาตกับทุก ๆ พรรคเหมือนกันหมดนะครับว่าเวลาที่เรามีเวลาเหลือ ก็สามารถใช้เวลาในการสื่อสารได้เล็กน้อยครับ อนุญาตนะครับ ไม่มีเวลาต่อแล้วครับ ท่านประเสริฐพงษ์มีอะไรครับ🔗

(นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอประท้วงท่านประธานครับ ท่านทำผิดข้อบังคับเรื่องท่านไม่เป็นกลาง ข้อ ๙ เพราะว่าท่านก็ไม่ได้ถามผู้ประท้วงทั้ง ๒ ท่านเลยนะครับ ก่อนหน้านี้ก็มี แล้วก็ไม่ยอมบอกว่าผู้ตั้งกระทู้ผิดข้อบังคับข้อไหน เพราะฉะนั้นท่านต้องจี้ถามเขานะครับ ผมก็คิดว่าจริง ๆ แล้วผู้มีประสบการณ์จริง ๆ น่าจะ บอกข้อบังคับด้วยนะครับว่าผิดข้อไหน อะไร อย่างไร ซึ่งไม่ตรงกับริ้วรอยบนใบหน้าของท่าน ผู้ประท้วงเลยครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านประเสริฐพงษ์ครับ เรื่องเมื่อสักครู่ต้องขอถอนนะครับเป็นคำพูดที่เสียดสีนะครับ🔗

นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ แบบบัญชีรายชื่อ

ขอถอนครับ ยินดีครับ ถอนนะครับ ถอนว่าริ้วรอยบนใบหน้ามีเยอะครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ถอนนะครับ เพื่อนสมาชิกครับผมว่ามันก็จบด้วยดีแล้วนะครับทั้งคำถามและคำตอบ ไม่เป็น อะไรนะครับอันนี้ ขอบคุณนะครับ เราเสร็จสิ้นกระทู้ใน ๑.๑.๓ ของท่านปารมี ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีที่ให้เกียรติทางสภานะครับ แล้วก็สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะครูและ นักเรียนโรงเรียนอรุณศาสน์วิทยาจากอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี จำนวน ๘๕ ท่าน ยินดี ต้อนรับนะครับ นักเรียนแล้วก็บุคลากรจากปัตตานีมาเยี่ยมสภาบ่อยที่สุดเลย ขอบคุณ ที่เดินทางไกลมานะครับ ผมขอเข้าสู่ระเบียบวาระที่ ๑.๒ นะครับ กระทู้ถามทั่วไป🔗

๑.๒ กระทู้ถามทั่วไป🔗

๑. เรื่อง ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากที่ไม่ได้รับการแก้ไขและเป็นปัญหาอย่าง ยาวนาน นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย🔗

กระทู้นี้เป็นกระทู้ที่เลื่อนมาจากการประชุมในครั้งที่ ๔ วันพฤหัสบดีที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๖๖ ด้วยสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย ได้มีหนังสือแจ้งว่ากระทู้ถาม เรื่องนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ได้มอบหมายให้รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านทรงศักดิ์ ทองศรี เป็นพูดตอบกระทู้ถามแทนครับ ขอเชิญท่านอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ ใช้สิทธิในการถามครับ🔗

นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ กาญจนบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัด กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่นต้องขอบคุณท่านประธานครับที่บรรจุกระทู้ที่ ๐๗๕ ให้กับ กระผม แล้วก็ต้องขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีทรงศักดิ์ ทองศรี ที่เสียสละเวลามาตอบกระทู้ ถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนชาวกาญจนบุรีด้วยตนเอง ท่านครับ ผมเป็น สส. กาญจนบุรีสมัยแรก สิ่งแรกที่ประชาชนเข้ามาหาผมแล้วก็พูดอยู่เสมอ ก็คือน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่ของเขตเทศบาล เมืองกาญจนบุรีครับ ท่านครับกาญจนบุรีมี M81 ซึ่งเพิ่งเปิดทดลองใช้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา การจราจรติดขัดมากครับ หนำซ้ำยังมีน้ำท่วมเกิดขึ้นในจังหวัดกาญจนบุรี🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ กาญจนบุรี

ซึ่งผมเองในฐานะที่เป็น สส. แล้วก็เป็นคนเมืองกาญจน์เห็นความลำบากของพี่น้องประชาชนมาตลอด ๒๐ ปี น้ำท่วม ในเขตเทศบาลเมืองไม่เคยได้รับการแก้ไขสักครั้งเดียวครับท่านประธาน อปท. ที่เกี่ยวข้อง ก็ไม่มีงบประมาณที่เข้าไปแก้ไขปัญหาให้กับคนเมืองกาญจน์ ผมทราบครับว่ากรมโยธาธิการ และผังเมืองได้จ้างบริษัทที่ปรึกษาสำรวจและออกแบบเรียบร้อยแล้ว แล้วก็ทราบด้วยครับว่า งบประมาณที่ใช้เกือบ ๒,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งปัญหาน้ำท่วมจะถูกรับการแก้ไขก็คือการที่ รัฐบาลแล้วก็กระทรวงมหาดไทยให้การสนับสนุนงบประมาณให้เกิดรูปธรรมที่ชัดเจน กระผม จึงอยากจะสอบถามท่านรัฐมนตรีครับว่ากระทรวงมหาดไทยมีการจัดสรรงบประมาณในการ แก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากให้กับพี่น้องคนเมืองกาญจน์โดยเฉพาะเขต ๑ อย่างไร และหาก งบประมาณไม่เพียงพอ หน่วยงานที่รับผิดชอบจะมีการดำเนินการเพิ่มเติมงบประมาณ อย่างไร ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายทรงศักดิ์ ทองศรี ในฐานะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย จะทำหน้าที่ตอบกระทู้ถามของท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ ต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ ท่านเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดกาญจนบุรี ก่อนอื่นนั้นผมต้องกราบ ขอบพระคุณท่านแทนพี่น้องชาวกาญจนบุรีด้วยที่ท่านได้มีความห่วงใยพี่น้องในความเป็นอยู่ โดยเฉพาะเรื่องของน้ำซึ่งถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต แต่เรื่องน้ำวันนี้เป็น เรื่องน้ำที่มีผลกระทบกับความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ชุมชนของกาญจนบุรี🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ผมขอ อนุญาตกราบเรียนท่านประธานถึงท่านสมาชิกอีกครั้งครับว่าสำหรับชุมชนเมืองกาญจนบุรี ในเขตเทศบาลเมืองกาญจนบุรีนั้น ไม่ว่าจะเป็นเทศบาลตำบลท่ามะขาม เทศบาลเมือง ปากแพรก อำเภอเมืองกาญจนบุรี และเทศบาลตำบลท่าล้อ อำเภอท่าม่วง ตั้งอยู่บนบริเวณ จุดบรรจบของแม่น้ำแควใหญ่กับแม่น้ำแควน้อย ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำแม่กลอง โดยตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือของเขื่อนแม่กลอง ประมาณ ๑๐ กิโลเมตร ปัจจุบันมีพื้นที่ชุมชน กาญจนบุรีทางฝั่งทิศเหนือของแม่น้ำแม่กลอง และแม่น้ำแควใหญ่ประสบปัญหาน้ำท่วมใน ฤดูฝนเป็นประจำทุกปี ตามที่ท่านสมาชิกได้พูดถึงได้กล่าวถึง แล้วก็เป็นพื้นที่น้ำท่วมที่เรียกว่า ซ้ำซาก ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ตามแนวถนนแสงชูโต ถนนพัฒนาการทางรถไฟ ถนนเลี่ยงเมือง และพื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณทุ่งท่าล้อ โดยมีสาเหตุของน้ำท่วมเกิดจากปริมาณน้ำไหลหลาก ที่ไหลมาจากเขาพัง เขาใหญ่ แล้วก็เขาหัวล้านทางด้านทิศเหนือของพื้นที่ ซึ่งปริมาณน้ำ ไหลหลากดังกล่าวนี้มีแนวการระบายน้ำลงไปสู่แม่น้ำแควใหญ่ทางด้านทิศใต้ และบางส่วน ระบายลงไปถึงทางทุ่งท่าล้อทางทิศตะวันออก โดยแนวการระบายน้ำลงไปในแม่น้ำแควใหญ่ ตัดผ่านถนนเมืองกาญจนบุรี แต่ไม่มีทางระบายน้ำเป็นสายหลัก และมีทางรถไฟและทางถนน แสงชูโตขวางแนวเป็นอุปสรรคของการระบายน้ำตามธรรมชาติ จึงทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขัง ตามแนวถนนชูโตและถนนพัฒนาการ ซึ่งเป็นแนวเลียบทางรถไฟตลอดแนว ส่วนแนวการระบายน้ำไปทางทุ่งท่าล้อ มีห้วยน้ำใสเป็น ทางระบายน้ำสายหลัก ระบายน้ำผ่านถนนทางเลี่ยงเมือง ๒ ครั้ง หมายความว่ามีสิ่งกีดขวาง การระบายน้ำที่เป็นถนนเลี่ยงเมืองขวางทางน้ำ ๒ ครั้ง ในการระบายน้ำก่อนลงไปสู่ ทุ่งน้ำท่าล้อทางทิศตะวันออก โดยมีพื้นที่ที่ไม่สามารถระบายน้ำลงในแม่น้ำแม่กลองเป็นพื้นที่ ลุ่มต่ำด้วย อันนี้ผมเรียนท่านประธานเป็นข้อมูลเบื้องต้นที่เป็นความห่วงใยของท่านสมาชิก ซึ่งท่านเป็นผู้แทนราษฎรที่ได้รับการเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่ของท่านด้วย ผมเรียนท่านประธานว่าจากปัญหาดังกล่าวนี้ กระทรวงมหาดไทยโดยกรมโยธาธิการและ ผังเมืองจึงได้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายการละเอียดระบบการป้องกัน น้ำท่วม ในพื้นที่ชุมชนเมืองกาญจนบุรีตั้งแต่ปี ๒๕๖๔ เป็นแผนภายใต้โครงการพัฒนา กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง ๑ ซึ่งผลการศึกษาในโครงการดังกล่าวได้เสนอโครงการย่อย เพื่อแก้ไขบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในเขตพื้นที่ชุมชนเมืองกาญจนบุรีอย่างเป็นระบบ มีทั้งหมด ๑๑ โครงการ โดยแนวคิดหลักในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมประกอบไปด้วยการก่อสร้าง ท่อระบายน้ำสายหลักเพื่อระบายน้ำลงสู่แม่น้ำแควใหญ่ การปรับปรุงอาคารระบายน้ำหลัก คลองระบายน้ำสายหลักให้เพียงพอกับการระบายน้ำไหลหลากแบบมีคุณภาพ ซึ่งบางส่วน เราจะเข้าสู่คลองน้ำชลประทาน รวมทั้งการก่อสร้างท่อระบายน้ำและสถานีสูบน้ำเพื่อผันน้ำ จากทุ่งท่าล้อไประบายน้ำลงแม่น้ำแม่กลอง โดยโครงการที่เสนอแนะจากการสำรวจออกแบบ เราจะต้องดำเนินการในพื้นที่ซึ่งหลายหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น กรมทางหลวง การรถไฟแห่งประเทศไทย และกรมชลประทาน ซึ่งจะต้องดำเนินการเป็นแบบบูรณาการร่วมกันในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของการดำเนินการ เหล่านี้ในเขตพื้นที่เมืองอย่างต่อเนื่อง ป้องกันน้ำขัง ซึ่งผมเรียนท่านประธานถึงท่านสมาชิก ว่าความจริงในระดับจังหวัดเองเคยมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง ในการแก้ไขปัญหา น้ำท่วมอย่างเป็นระบบ ซึ่งขออนุญาตเอ่ยนามท่าน เมื่อก่อนท่านเป็นนายกองค์การบริหาร ส่วนจังหวัด คือท่านสุรพงษ์ ปิยะโชติ ซึ่งวันนี้ท่านดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงคมนาคม เป็นประธานในการศึกษาในการเตรียมความพร้อมในการที่จะดำเนินการ เพื่อการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างเป็นระบบนะครับ🔗

สำหรับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการตั้งกระทู้ของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ได้ ถามขึ้นมาเป็นประเด็นที่ข้อที่ ๑ นั้น ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานไปถึงท่านสมาชิกด้วย ว่ากระทรวงมหาดไทยเอง โดยกรมโยธาธิการและผังเมืองมีการจัดสรรงบประมาณในการ แก้ไขปัญหาน้ำท่วมทั่วประเทศ ซึ่งหากมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีงบประมาณไม่เพียงพอ อันนี้ ก็สามารถที่จะขอรับการสนับสนุนงบประมาณได้ โดยส่งรายละเอียดและข้อปัญหาต่าง ๆ ผ่านผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หมายความว่าพื้นที่ของปัญหานี้ส่วนใหญ่จะอยู่ในเขต พื้นที่ของ อปท. กรมโยธาธิการและผังเมืองเองจะดำเนินการอย่างไรนั้นต้องมีคำขอจากพื้นที่ ในการที่จะให้เขาใช้พื้นที่ ในการที่จะดำเนินการในโครงการเรื่องการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ในพื้นที่ตามโครงการที่เคยมีการศึกษาไว้แล้ว ซึ่งผมเรียนท่านประธานและสมาชิกว่า หลายหน่วยงานด้วยกันที่เกี่ยวข้องที่ต้องให้ความเห็นชอบในการลงไปในพื้นที่ในการ ดำเนินการเพื่อจัดสรรงบประมาณ แล้วก็ลงไปทำโครงการตามที่ออกแบบไว้ที่สำรวจไว้ใน ๑๑ โครงการต่อไป ในเบื้องต้นขออนุญาตตอบเพียงเท่านี้ก่อนครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านอัครนันท์ใช้สิทธิถามในรอบที่ ๒ ครับ🔗

นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ กาญจนบุรี

ผมอัครนันท์ครับ คำถามที่ ๒ กระทรวงมหาดไทย โดยกรมโยธาธิการและผังเมือง จริง ๆ ได้ออกแบบเรียบร้อยแล้ว แต่มัน ติดปัญหาที่งบประมาณครับ แล้วก็กระทรวงมหาดไทยจะมีแนวการเร่งรัดการดำเนินการ เรื่องนี้ได้อย่างไรครับ เพราะว่าปัญหาเรื่องน้ำท่วมเป็นมาหลาย ๑๐ ปีแล้ว ซึ่งผมเองอยากให้ กระทรวงมหาดไทยช่วยเข้ามาเร่งรัดในการจัดสรรงบประมาณเรื่องนี้ครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายทรงศักดิ์ ทองศรี ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นผู้ตอบกระทู้ของท่านสมาชิก สำหรับคำถามในข้อที่ ๒ ผมเรียนอย่างนี้ว่า กระทรวงมหาดไทย โดยกรมโยธาธิการและผังเมือง ขอเรียนให้ทราบว่าโครงการ ๓ โครงการ ที่เป็นโครงการที่คิดว่าจะเป็นโครงการที่จะสามารถที่จะดำเนินการได้ แล้วก็สามารถที่จะ บรรเทาความเดือดร้อนเรื่องปัญหาน้ำท่วมได้🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

เราได้มี การตั้งงบประมาณไว้เบื้องต้นในการที่จะดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งในปี ๒๕๖๗ ก็คืองบประมาณที่เรากำลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้ เรามีการตั้งชื่อโครงการไว้ว่า โครงการ พัฒนาพื้นที่ชุมชนตามผังเมืองรวมของเมืองกาญจนบุรี อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัด กาญจนบุรี ในวงเงินประมาณ ๒๐๐ ล้านบาทเศษ เป็นการก่อสร้างองค์ประกอบโครงการที่มี ความจำเป็นเร่งด่วนบางส่วนของโครงการตามที่มีการศึกษา เป็นระบบระบายน้ำห้วยนาล่าง ความจริงผมมีภาพประกอบเป็นหมายเลข ๔ ตามผลการศึกษาโดยดำเนินการในเขตเทศบาล เมืองกาญจนบุรี ประกอบด้วยโครงการก่อสร้างระบบระบายน้ำใต้ผิวทางจราจรและท่อระบายน้ำ ท่อลอดถนนและทางรถไฟ แล้วก็อาคารชลศาสตร์ นั่นก็เป็นโครงการที่ ๑🔗

สำหรับในปีงบประมาณ ๒๕๖๘ ซึ่งในขณะนี้ทุกหน่วยงานก็เตรียมทำ โครงการส่งเพื่อนำไปสู่การพิจารณางบประมาณในปีถัดไป เราก็ตั้งใจว่าแผนที่เราศึกษาไว้แล้ว ทั้งหมด ๑๑ โครงการ ถ้าเราได้มีโอกาสได้ทำในส่วนที่คิดว่าเป็นการบรรเทา แล้วก็ดำเนินการ ตามแผนให้เกิดความรวดเร็วก็สามารถที่จะแบ่งเบาความทุกข์ของพี่น้องประชาชนได้ สำหรับงบประมาณปี ๒๕๖๘ โดยใช้ชื่อโครงการพัฒนาพื้นที่ชุมชนตามผังเมืองรวม กาญจนบุรี อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ระยะที่ ๒ ในวงเงินงบประมาณ ๒๖๕ ล้านบาทเศษ เป็นการก่อสร้างองค์ประกอบทั้งหมดของโครงการระบบระบายน้ำ บริเวณโค้งทางรถไฟ อันนี้ก็หมายเลข ๒ ด้วย และโครงการระบบระบายน้ำบ้านเขาใหญ่ถึง บ้านพุร่างนิมิต อันนี้หมายเลข ๓ ที่เราจะทำ ตามผลการศึกษาโดยดำเนินการในเขตเทศบาล เมืองกาญจนบุรี เทศบาลเมืองปากแพรก และเทศบาลตำบลท่ามะขาม ประกอบด้วยงาน การก่อสร้างท่อระบายน้ำใต้ผิวทางจราจรท่อระบายน้ำท่อลอดถนนแล้วก็ทางรถไฟ หมายถึง ท่อลอดทางรถไฟ แล้วก็อาคารชลศาสตร์ ซึ่งผมเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกว่าสำหรับ โครงการทั้ง ๒ ข้างต้นนี้จะครอบคลุม ๒ โครงการตามที่ท่านได้มีโอกาสได้ถามกระทู้เป็น หนังสือมาก่อน เป็นโครงการระบายน้ำท่วมถนนพัฒนาการและโครงการพัฒนาพื้นที่ชุมชน เทศบาลเมืองกาญจนบุรี บริเวณถนนพัฒนาการ อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี สำหรับโครงการน้ำท่วมบริเวณห้างสรรพสินค้า Robinson Lifestyle กาญจนบุรีนั้น เป็นส่วนหนึ่งของโครงการปรับปรุงระบบระบายน้ำถนนเลี่ยงเมืองตามผลการศึกษาด้วย ตามหมายเลข ๗ แต่เนื่องจากว่าโครงการดังกล่าวนั้นเป็นโครงการที่อยู่ในพื้นที่ของกรมทางหลวง อันนี้ทางกรมโยธาธิการและผังเมืองได้มีการออกแบบแล้วก็ส่งแบบที่ออกแบบแล้วเป็นแบบ เบื้องต้นที่จะให้ทางกรมทางหลวงนำไปใช้ประกอบในการออกแบบเพิ่มเติมในการก่อสร้าง เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมต่อไป ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ ผู้ถาม ผู้ตอบได้ใช้สิทธิครบ ๒ ครั้งแล้ว ท่านมีอะไรเพิ่มเติมไหมครับ🔗

นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ กาญจนบุรี

ในฐานะ สส. กาญจนบุรีครับ ต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรี ท่านทรงศักดิ์ ทองศรี ที่มาตอบกระทู้ด้วยตัวเอง แล้วผม ขอขอบคุณแทนพี่น้องชาวเมืองกาญจนบุรีที่ได้ฟังแบบนี้แล้วก็รู้สึกว่าการแก้ปัญหาของ พี่น้องคนเมืองกาญจนบุรีจะได้ถูกรับการแก้ไขในสมัยของท่าน ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบพระคุณครับ ผมเข้าสู่ระเบียบวาระต่อไป กระทู้ที่ ๑.๒.๒🔗

๒. เรื่อง การดำเนินการตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้กับประชาชน ว่าที่ร้อยตรี สมชาติ เตชถาวรเจริญ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม นายกรัฐมนตรี🔗

ด้วยสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งว่า กระทู้ถามเรื่องนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ตอบกระทู้ถาม แทนครับ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย ท่านทรงศักดิ์ ทองศรี เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน ขอเชิญท่านสมชาติ เตชถาวรเจริญ ครับ🔗

ว่าที่ร้อยตรี สมชาติ เตชถาวรเจริญ ภูเก็ต

เรื่องประธานสภาที่เคารพ ผม ว่าที่ร้อยตรี สมชาติ เตชถาวรเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต เขต ๑ พรรคก้าวไกล ผมขออนุญาตตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรีดังต่อไปนี้ ขอสไลด์แผนที่ ๑ ครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ฝ่ายโสตทัศน์ช่วยตรวจสอบด้วยครับ สไลด์ของท่านสมชาติครับ ท่านสามารถอภิปราย ถามก่อนได้ไหม หรือว่าต้องรอสไลด์เท่านั้นครับ🔗

ว่าที่ร้อยตรี สมชาติ เตชถาวรเจริญ ภูเก็ต

ต้องรอสไลด์ครับท่านประธาน🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวรอสักครู่นะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
ว่าที่ร้อยตรี สมชาติ เตชถาวรเจริญ ภูเก็ต

ขอบคุณครับ ภาพที่ท่านเห็น อยู่ตรงหน้านี้ คือเด็ก ๆ ที่เกาะพยาม จังหวัดระนอง ต้องเดินข้ามน้ำเพื่อไปโรงเรียน ด้านข้าง จะเห็นว่ามีแต่ตอม่อแต่ไม่มีสะพาน ผมเชื่อว่าไม่ใช่เฉพาะเด็ก ๆ ที่กำลังเดินข้ามสะพาน เหล่านี้ แต่ยังมีพี่น้อง ผู้ปกครอง ปู่ย่า ตายายของเด็ก ๆ เหล่านี้ต่างก็ต้องเดินข้ามน้ำแบบนี้ เพื่อไปโรงเรียนเช่นกัน เหตุใดครับท่านประธาน ปัญหาของประชาชนจึงไม่ได้รับการแก้ไข และประชาชนต่างก็ได้รับความเดือดร้อนจากรุ่นสู่รุ่น เมื่อผมได้ตรวจสอบที่มาของปัญหา ที่เกาะพยามว่าทำไมเด็ก ๆ ยังต้องเดินลุยน้ำกันแบบนี้ ก็พบว่าเพียงแค่จะทำสะพานง่าย ๆ เพื่อให้เด็ก ๆ ไม่ต้องลุยน้ำไปโรงเรียน แผ่นสไลด์ที่อยู่ตรงหน้า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมได้แจ้งกระทรวงมหาดไทยไปตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๓ ว่ามันมีขั้นตอนที่จะต้อง ไปขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรีในการขอใช้พื้นที่ป่าชายเลน วันนี้ปี ๒๕๖๗ ผ่านมากว่า ๔ ปี แล้วเด็ก ๆ ก็ยังไม่ได้สะพาน ทั้ง ๆ ที่สะพานเพียงแค่นี้ควรที่จะสามารถอนุมัติงบประมาณ และอนุมัติการใช้ที่ดินในการก่อสร้างสะพาน🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านสมชาติครับ ขออนุญาตนะครับ พอดีมีการตรวจสอบเอกสารที่ท่านส่งกระทู้ถาม ซึ่งกระทู้ถามที่ ๐๘๔ ได้ระบุไว้ว่าเป็นการตั้งกระทู้ถาม เรื่องของรัฐบาลในการบริหารรูปแบบ การกระจายอำนาจ หรือว่าผู้ว่า CEO ยังเป็นเรื่องนี้อยู่ใช่ไหมครับ เพราะว่าเท่าที่เกริ่นมานี้ ยังเป็นเรื่องของพื้นที่ระนอง ก็ขอให้ถามตรงกับกระทู้ที่ได้ส่งให้กับทางรัฐมนตรีนะครับ🔗

ว่าที่ร้อยตรี สมชาติ เตชถาวรเจริญ ภูเก็ต

กำลังจะเข้าประเด็นแล้วครับ ตามที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศนโยบายกระจายอำนาจด้วยการหาเสียงไว้กับประชาชนไว้ว่า กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นจัดการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดในจังหวัดนำร่อง แต่ปรากฏว่า รัฐบาลกลับแถลงนโยบายไว้ว่า รัฐบาลจะใช้การบริหารในรูปแบบของการกระจายอำนาจ ผู้ว่า CEO เพื่อสร้างประสิทธิภาพในการบริหารงานในแต่ละจังหวัดและในแต่ละองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น จึงขอเรียนถาม🔗

ข้อที่ ๑ ท่านนายกรัฐมนตรีมีความจริงใจในการกระจายอำนาจและงบประมาณ ตามที่ได้เคยประกาศไว้ก่อนเลือกตั้งว่าจะจัดการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดในจังหวัดนำร่อง หรือไม่ หรือมันเป็นแค่เทคนิคในการหาเสียงเท่านั้น🔗

ข้อที่ ๒ ผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้งที่ท่านนายกรัฐมนตรีเคยใช้ หาเสียง มีอำนาจหน้าที่และได้รับงบประมาณอย่างไร ขอทราบรายละเอียดด้วยครับ คำถาม ข้อที่ ๓ ครับท่านประธาน🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านสมชาติมีสิทธิแค่ ๒ ครั้ง จะเก็บไว้ถามต่อไหมครับ หรือว่าจะใช้สิทธิในรอบเดียวเลย🔗

ว่าที่ร้อยตรี สมชาติ เตชถาวรเจริญ ภูเก็ต

เดี๋ยวขออนุญาตใช้สิทธิถาม ในรอบที่ ๒ ครับท่าน🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผม นายทรงศักดิ์ ทองศรี ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งจะทำหน้าที่ในการตอบกระทู้ถาม ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ซึ่งท่านได้ให้ความกรุณาถามเป็นกระทู้ แล้วก็ต้องขออนุญาต เอ่ยนามท่าน ท่านว่าที่ร้อยตรี สมชาติ เตชถาวรเจริญ ท่านเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล จังหวัดภูเก็ต ท่านได้กรุณาถามในเรื่องการดำเนินการตามนโยบายที่ได้หาเสียง ไว้กับประชาชน เป็นกระทู้ถามที่ ๐๘๔ ผมเรียนท่านประธาน ครั้งแรกก็ยังนึกสงสัยอยู่ ว่าที่ท่านถามกระทู้นี้ไปถามเรื่องที่กำลังเป็นข่าวอยู่ เรื่องของการก่อสร้างในพื้นที่ป่าชายเลน แล้วก็เป็นโครงการซึ่งยังทำค้างไว้อยู่ แล้วก็มีประเด็นปัญหาเรื่องความเห็นไม่ตรงกัน หลายหน่วยงานด้วยกัน สำหรับในเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี ผมเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกไว้ก่อนนะครับว่าการบริหารราชการแผ่นดินต้องเป็นไป ตามรัฐธรรมนูญ ๑๖๒ รัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินได้นั้นต้องแถลงนโยบายต่อ รัฐสภาเสียก่อน หมายความว่า การบริหารราชการแผ่นดินนั้นต้องเป็นไปตามคำแถลง นโยบายที่กระทำไว้ต่อรัฐสภา แล้วก็เรียนท่านประธานว่าสำหรับรัฐบาลนี้มีพรรคการเมือง หลายพรรคด้วยกันเป็นพรรคร่วมรัฐบาล การที่จะเอานโยบายของพรรคการเมืองหนึ่งที่เคย ไปพูดไว้ในช่วงการเลือกตั้งนั้นเป็นเรื่องช่วงนั้น แต่เวลาที่จะมาบริหารประเทศแล้วก็ต้องเป็น แนวนโยบายร่วมกันของหลายพรรคการเมืองที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน อันนี้เป็น เบื้องต้นที่ผมต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน เพราะว่าท่านได้พูดถึงเรื่องของมีการ ไปหาเสียงอะไรประมาณนั้น ผมก็ไม่ทราบนะครับ ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่ว่าเราก็จะพูด ในเรื่องของการบริหารตามนโยบายของรัฐบาลที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา สำหรับเรื่องที่ท่าน มีความกังวล แล้วก็เห็นเป็นแนวทางว่ามันควรจะเป็นอย่างที่ท่านได้พูดถึงเรื่องของการ เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดแบบโดยตรง แล้วพูดถึงเรื่องที่จะมีจังหวัดนำร่องอะไรหรือไม่ อย่างไรนั้น ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานในส่วนที่เป็นกระทรวงมหาดไทย ซึ่งผม รับผิดชอบมีท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยด้วย คือท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน สำหรับกระทรวงมหาดไทยนี้ตามกระแสข่าวที่ได้พูดถึง เรื่องการเลือกตั้งอะไรต่าง ๆ ที่เป็น เรื่องของการกระจายอำนาจด้วยนั้น เราก็ไม่ได้มีการนิ่งนอนใจ มีการประชุมเสนอแนะ แนวทางเป็นประเด็นต่าง ๆ ว่าเราจะมีการดำเนินการเรื่องของการส่งเสริมการปกครอง ท้องถิ่นแบบกระจายอำนาจ เรื่องของการเลือกตั้งผู้ว่าโดยตรงนี้ก็มีการเชิญหลายหน่วยงาน มาประชุมหารือร่วมกัน เพราะว่าเรื่องการปรับเปลี่ยน เรื่องการบริหารราชการ ไม่ว่าจะเป็น ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค หรือส่วนท้องถิ่นมันเป็นเรื่องใหญ่ แล้วก็ได้เชิญผู้คนมาร่วมกัน ศึกษาวิเคราะห์ประเด็นปัญหาการศึกษามากมาย จนในที่สุดมีประเด็นที่คุยกันแล้วก็พบว่า ยังมีข้อกังวล แล้วก็มีข้อสังเกตหลายประการ ในแนวทางที่จะดำเนินการตามที่เป็นไปตาม กระแสดังกล่าวนั้น เช่น ควรมีการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนท้องถิ่นเพื่อเป็นพื้นฐานในการสร้างความ เข้มแข็งให้กับประเทศก่อน โดยให้มีการเปลี่ยนแปลงบทบาทของชุมชนท้องถิ่นจากผู้รับ ผู้ปฏิบัติไปเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง อันนี้เป็นข้อกังวลที่มีการพูดคุยกันในการประชุม เสวนากันนะครับ สำหรับเรื่องการกระจายอำนาจเป็นเรื่องที่จำเป็น แต่อาจยังไม่เพียงพอ โดยยังคงต้องมีการปรับโครงสร้างเชิงระบบ การจัดความสัมพันธ์ที่เหมาะสมระหว่างราชการ ส่วนกลางกับราชการบริหารส่วนท้องถิ่นให้เป็นไปตามหลักการรวมอำนาจกับการกระจาย อำนาจไปด้วย ๓. ระบบการบริหารราชการแผ่นดินมีการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ราชการ ส่วนกลางมากจนเกินไป โดยยังไม่มีการถ่ายโอนภารกิจให้แก่ราชการบริหารส่วนท้องถิ่น เท่าที่ควร และเมื่อมีการยุบเลิกราชการบริหารส่วนภูมิภาคแล้วจะทำให้ราชการบริหาร ส่วนกลางมีอำนาจใหญ่ขึ้น โดยจะมีเพียงหน่วยงานสาขาในระดับจังหวัดแทน ซึ่งจะทำให้ เกิดการขาดแคลนกลไกการเชื่อมโยงการบูรณาการระหว่างราชการส่วนกลางกับราชการ ส่วนท้องถิ่น อันนี้เป็นข้อกังวลที่มีการประชุมหารือกัน ๔. รัฐบาลจะขาดกลไกในการ ยกระดับองค์กรปกครองท้องถิ่นให้มีความเข้มแข็งและสามารถให้บริการสาธารณะแทน ราชการส่วนกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ ๕. อาจต้องมีการยกเลิกหรือแก้ไขปรับปรุง หรือ การจัดระเบียบกฎหมายขึ้นอีกหลายฉบับ ซึ่งอาจจะต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการ ประกอบกับต้องมีการกำหนดหน้าที่และอำนาจหน้าที่ที่สอดคล้องแล้วก็เหมาะสมกับ ผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้ง เช่น กระบวนการจัดทำและเสนอของบประมาณ อำนาจในการจัดเก็บภาษีประเภทต่าง ๆ อันนี้เป็นข้อที่มีการประชุมหารือกันเบื้องต้นในช่วง ที่มีกระแสในแนวทางว่ามีหลายผู้คนอาจจะมีความต้องการว่าน่าจะมีการเลือกตั้งผู้ว่าโดยตรง ที่มาจากประชาชน กระทรวงมหาดไทยเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ก็มีการหารือกันกำหนดแนวทาง ว่าอะไรที่เป็นไปได้ อะไรที่เป็นไปไม่ได้ อันนี้เป็นแนวทางในการที่จะดำเนินการเพื่อให้เป็น ประโยชน์กับพี่น้องประชาชน อันนี้เป็นกรอบหนึ่งที่เราดำเนินการอยู่นะครับ ทั้งนี้ การกำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการเลือกตั้งจำเป็นต้องมีการแก้ไขกฎหมายและ การบริหารราชการแผ่นดินทั้งระบบด้วย ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วน จะต้องมี การศึกษาและดำเนินการอย่างรอบคอบ โดยต้องคำนึงถึงความพร้อมและเจตนารมณ์ของ ประชาชนเป็นสำคัญ รวมถึงต้องมีการรับฟังความคิดเห็นแล้วก็ข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน ภาควิชาการ แล้วก็สิ่งสำคัญ คือประชาชนซึ่งอาจจะต้องมีการจัดทำประชามติรับฟังเสียงจากประชาชนตามมาตรา ๑๖๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ รวมทั้งต้องมีการรับฟัง ความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการตรากฎหมายตามมาตรา ๗๗ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ เพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนให้ ผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการเลือกตั้งด้วย อันนี้ผมเรียนท่านประธานในเบื้องต้นก่อนว่า จากสิ่งที่ท่านได้ถามมานั้น กระทรวงมหาดไทยเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจก็ดำเนินการไป แต่ผม เรียนเบื้องต้นก่อนว่าเป็นเรื่องที่มีประเด็นที่ต้องทำให้เกิดความรอบคอบ เพื่อให้การ ดำเนินการนั้นยึดประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นหลักในการดำเนินการต่อไป ขอบคุณครับ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม)
นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ เชิญครับ🔗

ว่าที่ร้อยตรี สมชาติ เตชถาวรเจริญ ภูเก็ต

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ว่าที่ร้อยตรี สมชาติ เตชถาวรเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต เขต ๑ พรรคก้าวไกล ขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่ตอบคำถามในรอบที่หนึ่ง มีคนเคยพูดว่า ประเทศนี้ขับเคลื่อนด้วยการก่นด่าของประชาชน คิดว่าเป็นเรื่องจริง แต่มันไม่ใช่ความผิด ของรัฐบาล มันผิดที่ระบบรวมศูนย์ของรัฐบาลครับท่านประธาน ถ้าระบบยังรวมศูนย์ อยู่แบบนี้ ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลกี่ยุค กี่สมัย กี่รัฐบาล ก็จะถูกก่นด่าอยู่แบบนี้เรื่อยไป ท่านทราบหรือไม่ครับ ยังมีอีกหลายปัญหาที่คาราคาซังและยังต้องรอการอนุมัติจากพวกท่าน เช่น เทศบาลขออนุญาตใช้ที่ดินจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อทำ โรงน้ำประปาให้กับชาวบ้าน เลือกตั้งนายกเทศมนตรีมากี่สมัยแล้วก็ยังไม่ได้รับการอนุมัติ หากท่านมีความจริงใจในการกระจายอำนาจเพื่อการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้อง ประชาชน โดยไม่ต้องรอให้เป็นข่าวดังแล้วจึงมาเต้นแร้งเต้นการีบลงมาแก้ไขเหมือนกับกรณี เด็ก ๆบนเกาะพยาม จังหวัดระนองที่ผมได้ฉายสไลด์ให้ท่านดูไปเมื่อสักครู่นี้ ผมขอถามในรอบที่ ๒ ดังต่อไปนี้ครับ ท่านมีแผนและเงื่อนเวลาในการกระจายอำนาจและ งบประมาณ ผมย้ำนะครับ ท่านมีแผนและเงื่อนเวลาที่จะกระจายอำนาจและงบประมาณ ไม่ใช่กระจายแต่อำนาจแต่ไม่กระจายงบประมาณนะครับ ให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดและ ท้องถิ่นอย่างไร เพื่อให้การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของประชาชนนั้นจบที่ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือกระทั่งว่าจะจบที่นายก อบต. ก็ยิ่งดีครับท่านประธาน โดยการทำลายขั้นตอนที่ต้อง ขออนุญาตในระดับกรม กระทรวง หรือคณะรัฐมนตรี คำถามข้อที่ ๑ ในรอบที่ ๒ นี้ผมขอ ทราบรายละเอียดแผนงานและเงื่อนเวลาที่จะกระจายอำนาจและงบประมาณจากท่าน รัฐมนตรีด้วยครับ🔗

คำถามถัดมา ท่านทราบหรือไม่ครับว่าวันนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั่วทั้งประเทศมีปัญหาบริหารงานการบริหารบุคลากรท้องถิ่น เชื่อหรือไม่ครับท่านประธาน ว่าวันนี้ไม่ว่าจะเป็นเทศบาลก็ดี อบต. ก็ดีทั่วทั้งประเทศ เราขาด ผอ. กองช่าง ไม่ว่าจะเป็น กองช่าง กองคลัง ปลัด ขาดหัวหน้าส่วนเยอะแยะมากมาย เฉพาะ อบต. ไม่น้อยกว่า ๑,๐๐๐ ตำแหน่ง และเทศบาลอีกไม่รู้เท่าไร รวมกันแล้วเบ็ดเสร็จแตะหลัก ๑๐,๐๐๐ ครับ ท่านประธาน ฉะนั้นแล้วคำถามต่อมาต่อท่านรัฐมนตรี ก็คือว่าคำสั่ง คสช. ที่ ๘/๒๕๖๐ ที่มัน บอนไซองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มันทำให้ท้องถิ่นไม่เติบโต ขออนุญาตถามท่านว่า กระทรวงมหาดไทยหรือนายกรัฐมนตรีมีนโยบายที่จะยกเลิกคำสั่งฉบับดังกล่าวหรือไม่ อย่างไร แล้วก็เมื่อไร🔗

คำถามสุดท้าย จริง ๆ มันอยู่ในชุดแรก แต่ผมก็ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน จากท่านรัฐมนตรีว่าตกลงแล้วที่ท่านบอกว่าการกระจายอำนาจนั้นจะต้องมีการแก้ไข กฎหมายหลายฉบับ จะต้องมีการทำประชามติ จะต้องมีการทำความเข้าใจกับหน่วยงาน หลายกระทรวง ทบวง กรม ผมขอถามและขอให้ท่านตอบนะครับว่า ตกลงท่านจะให้ ผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการเลือกตั้งหรือไม่ แล้วจังหวัดนำร่องท่านใช้หลักเกณฑ์ใดในการ พิจารณาว่าสมควรเป็นจังหวัดนำร่องที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการเลือกตั้ง ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่านรัฐมนตรีตอบครับ🔗

นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเป็น ผู้ตอบกระทู้ของท่าน ผมเรียนท่านประธานนะครับว่าท่านสมาชิกท่านก็กังวลเยอะ คำถาม ก็เป็นเรื่องที่ท่านก็ทราบดีอยู่แล้วว่าในเบื้องต้นรัฐบาลก็แถลงนโยบายในเรื่องของการกำหนด เรื่องของผู้ว่าราชการจังหวัดว่ายังไม่ได้กำหนดเป็นแนวทางเรื่องของการเลือกตั้งแบบ ผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง เป็นเรื่องของการเป็นแบบผู้ว่าแบบ CEO ซึ่งในขณะนี้โดย กระทรวงมหาดไทยก็ได้มีแผนดำเนินการเตรียมรองรับ ความจริงเรื่องนี้เป็นเรื่องมีอยู่แล้ว เรื่องการบริหารงานเชิงพื้นที่ของผู้ว่าราชการจังหวัด ได้มีการตรากฎหมายสำคัญ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายและเป้าหมายการพัฒนาจังหวัด คือมีพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๖๕ ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่ วันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๖๕ โดยมาตรา ๗ แห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ มีหลักการบริหาร เชิงพื้นที่ที่สำคัญ คือการพัฒนาแบบองค์รวมเพื่อให้เกิดการพัฒนาขึ้นในทุกด้านพร้อมกัน แบบยั่งยืน ทั้งในระยะสั้นแล้วก็ระยะยาว ครอบคลุมในมิติคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ความเหลื่อมล้ำและความสงบเรียบร้อย ด้วยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ในพื้นที่ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน ประชาสังคม ภาคประชาชน ผ่านกระบวนการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดที่มาจากปัญหาและความต้องการของพื้นที่นะครับ ซึ่งได้ร่วมกันคิดร่วมกันทำและร่วมกันให้ความเห็นตั้งแต่ระดับแผนพัฒนาหมู่บ้าน ชุมชน อำเภอ ท้องถิ่น จนนำไปสู่การจัดทำแผนจังหวัดภายใต้กลไกการประสานแบบ เรียกว่า One Plan ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดทำแผน แล้วก็ประสานแผนพัฒนาพื้นที่ ในระดับอำเภอและระดับตำบลตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๖๒ อันนี้คือแผนที่กระทรวงมหาดไทยเตรียม ให้เกิดความคล่องตัวในการที่จะตัดสินใจในการที่จะดำเนินการให้มันสามารถลุล่วงไปได้ ที่ระดับจังหวัด โดยเราอาจจะยังไม่ถึงกับการมีการเลือกตั้งผู้ว่าโดยตรง อันนี้เป็นเรื่องที่ กำหนดในแนวทาง ซึ่งความจริงแล้วเมื่อการประชุม ครม. ที่ผ่านมาที่จังหวัดหนองบัวลำภู ก็มีการนำเรื่องนี้เข้าสู่การประชุม กำหนดแนวทางของผู้ว่าราชการจังหวัดให้สามารถที่จะ ทำงานให้เกิดความคล่องตัวมากขึ้น ไม่ว่าเรื่องของงบประมาณทุกส่วน หน่วยงานต้องผ่าน แผนพัฒนาจังหวัด เรื่องการดูเรื่องความดีความชอบของหัวหน้าส่วนราชการทุกส่วนที่อยู่ ในจังหวัด ซึ่งแนวทางอย่างนั้นก็จะทำให้จังหวัดมีความคล่องตัวแล้วก็สามารถที่จะบริหาร จัดการเรื่องปัญหาที่เกิดขึ้นในจังหวัดแล้วก็เร็วมากยิ่งขึ้นนะครับ🔗

ส่วนเรื่องงบประมาณก็เป็นเรื่องที่ต้องสอดคล้องกับแผนการพัฒนาจังหวัด ไม่ใช่ว่าหน่วยงานแต่ละหน่วยงานต่างคนต่างทำ อันนี้ก็เป็นแนวทางหนึ่งที่ทำให้จังหวัดนั้น สามารถที่จะบริหารราชการพื้นที่ได้สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น แต่ว่าปัญหาที่ท่านได้พูดถึง เรื่องของการพิจารณาอนุญาตอะไรต่าง ๆ อันนั้นเป็นเรื่องที่ต้องคุยกัน เพราะว่าบางเรื่อง มันมีกฎหมายมีข้อจำกัดอะไรมากมายที่ต้องให้ทุกกระทรวง ทบวง กรม อาจจะมอบอำนาจ ไปให้ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ทุกเรื่องที่สามารถทำได้ที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย หรือกฎหมายให้ทำได้ อันนั้นเป็นเรื่องที่เราสามารถทำให้พื้นที่ทั้งหลายสามารถที่จะบูรณาการกันแล้วก็กำหนด แนวทางในการทำงานร่วมกันได้เร็วมากยิ่งขึ้น อันนี้เป็นแนวทางหนึ่งที่กระทรวงมหาดไทยเอง ก็ดำเนินการอยู่ในช่วงที่ยังไม่ผ่านไปถึงการที่จะมีการเลือกตั้งผู้ว่าโดยตรง อันนี้ผมเรียนว่า เรายังไม่มี ไม่ใช่ว่าไม่มีเลย แต่ว่าเป็นแนวทางที่ต้องศึกษากันเพื่อให้เกิดความรอบคอบ เสียก่อนในการที่ทำให้สิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงนั้นมันต้องมาจากความต้องการของพี่น้อง ประชาชน โดยเฉพาะที่ผมเรียนเบื้องต้นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มันกำหนดหลายเรื่องว่าการจะ ทำอะไรนั้นมันก็ต้องฟังเสียงประชาชนเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่ว่าใครก็คิดเองได้ จะทำอะไรเองก็ได้ ไม่ใช่นะครับ เพราะว่าบ้านเมืองมันมีกฎหมายในการใช้บังคับกันอยู่นะครับ มีหลายคำถาม ผมฟัง ๆ อยู่ปัญหาเรื่องบุคลากรในท้องถิ่นที่ขาดแคลนที่ว่าไม่พอ อันนี้ก็เกิดจากปัญหาเรื่อง ของคำสั่ง คสช. ที่ ๘/๒๕๖๐ เป็นคำสั่งซึ่งกำหนดให้ท้องถิ่นทั้งหลายต้องมาหาวิธีการที่ ส่วนกลาง โดยเฉพาะที่ ก มี ก. กลาง ก. อบจ. ก. อบต. ก. เทศบาล แล้วก็ที่ ก.สถ. กำหนดให้เป็นผู้ดำเนินการในการจัดหาเรื่องการสอบแข่งขันในภาพรวม ซึ่งในขณะนี้ผมก็ เรียนให้ทราบว่าทางส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นก็ได้มหาวิทยาลัยในการที่จะจัดสอบ ในตำแหน่งที่ว่าง ๆ ทั้งหลายในการดำเนินการเพื่อที่จะให้ท้องถิ่นมีบุคลากรในการที่จะ ดำเนินการให้สอดรับกับการทำงานในพื้นที่ แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ผมต้องกราบเรียนท่านประธาน ถึงท่านสมาชิกด้วยนะครับว่าในขณะนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นในท้องถิ่น ก็คือว่าท้องถิ่นเองมีรายจ่าย ประจำมาก ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่าบาง อปท. ในพื้นที่อีสานมีงบประมาณในภาพรวม ประมาณสัก ๕๐ ล้านบาท เป็นงบลงทุนเพียง ๕ ล้านบาทเอง ที่เหลือเป็นงบรายจ่ายประจำ ไป ๔๕ ล้านบาทเศษ อันนั้นเป็นข้อกังวล ข้อคิดอย่างหนึ่งว่าเรื่องของการกำหนดทิศทางใน การที่จะกำหนดให้ท้องถิ่นทั้งหลายมีบุคลากรในการทำงานมันต้องให้สมดุลกับงานที่เขาต้อง รับผิดชอบด้วย บางทีบางครั้งเราเปิดตำแหน่งอัตราลงไปมาก ๆ ทางท้องถิ่นเองก็ไปหาบุคคล เข้ามาทำงานก็ไปเป็นรายจ่ายประจำเสียส่วนใหญ่ รายจ่ายเพื่อการลงทุนเองเหลือจำกัด อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราต้องพึงระวังในการที่กำหนดทิศทางเรื่องของบุคลากรในการทำงาน ในแต่ละพื้นที่ให้มันสอดรับกันด้วยเรื่องของรายได้ที่มีขึ้นในแต่ละท้องถิ่นต่อไป ขอบคุณ ท่านประธานครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบพระคุณครับ ขอบคุณท่านรัฐมนตรี กระทู้ถาม เรื่อง การดำเนินการตามนโยบายที่ได้ หาเสียงไว้กับประชาชนเรียบร้อยนะครับ🔗

๓. เรื่อง แนวทางแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานและการยกระดับ ทักษะฝีมือแรงงาน นายธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม นายกรัฐมนตรี🔗

แต่เนื่องจากวันนี้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งว่ากระทู้ถาม เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นผู้ตอบกระทู้แทน แต่เนื่องจากว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้มีภารกิจเดินทางไปราชการจังหวัดสงขลา จึงขอเลื่อนตอบกระทู้ออกไปเป็นวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑🔗

๔. เรื่อง ปัญหายาเสพติดที่แพร่ระบาดและปัญหายาเสพติดที่ส่งออก ไปยังต่างประเทศ โดยระบบการขนส่งของประเทศไทย จ่าอากาศเอก อภิชาติ แก้วโกศล เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม ท่านนายกรัฐมนตรี🔗

ท่านนายกรัฐมนตรีมีหนังสือแจ้งว่าเรื่องนี้มอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรมเป็นผู้ตอบแทน แต่เนื่องจากว่าวันนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมี ภารกิจเป็นประธานการประชุมความร่วมมือเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและประสบการณ์ การป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ที่จังหวัดเชียงใหม่ จึงขอเลื่อนการตอบกระทู้ถามไป เป็นวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ ตามข้อบังคับข้อ ๑๕๑ นะครับ🔗

กระทู้ถามเฉพาะก็ได้ดำเนินการถามตอบที่ห้องกระทู้แยกเฉพาะเรียบร้อย แล้วนะครับ🔗

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่ประธานในห้องกระทู้ถามแยกเฉพาะ)
นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ก่อนที่จะดำเนินการถามและตอบกระทู้ ขอชี้แจงต่อที่ประชุม การถามและตอบกระทู้ แยกเฉพาะแต่ละกระทู้ ให้ถามตอบได้ไม่เกิน ๒ ครั้ง และต้องถามและตอบให้แล้วเสร็จ ภายใน ๒๐ นาที ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๗๒ และข้อ ๑๗๓ ประกอบข้อ ๑๖๗ มีการอนุญาต ให้ประชาชนเข้าร่วมรับฟัง ก็ขอความร่วมมือผู้ที่ได้รับอนุญาตกรุณาปฏิบัติตามระเบียบ สภาผู้แทนราษฎรว่าด้วยการอนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าฟังการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔ และข้อ ๕ กำหนดให้ผู้ได้รับอนุญาตต้องรักษามารยาท ประพฤติตน ให้เหมาะสม อยู่ในความสงบ ห้ามแสดงกิริยาเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย หรือกล่าววาจาหรือ ส่งเสียงใด ๆ กระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวน ขัดขวางการประชุม และห้ามใช้เครื่องมือ วัสดุ หรืออุปกรณ์สื่อสารใด ๆ เพื่อบันทึกภาพ บันทึกเสียง หรือกระทำการใด ๆ ที่เป็นการ ถ่ายทอดการประชุมสู่ภายนอก หากฝ่าฝืนก็จะให้ออกจากห้องประชุม จึงแจ้งให้ทราบ กระทู้ถามแยกเฉพาะวันนี้เพื่อประโยชน์ในการถามและตอบกระทู้ตามผู้ตั้งกระทู้ถาม แล้วก็ ขอให้ท่านรัฐมนตรีและขอสลับลำดับการถามและตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะดังนี้🔗

ลำดับที่ ๑ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๑๔๕ ว่าที่ร้อยตรี สมชาติ เตชถาวรเจริญ🔗

ลำดับที่ ๒ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๑๕๑ นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล🔗

ลำดับที่ ๓ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๑๔๙ นายพลากร พิมพะนิตย์🔗

ลำดับที่ ๔ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๑๕๒ นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ🔗

ลำดับที่ ๕ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๑๔๘ นายภูพิพัฒน์ พชรทรัพย์ อันนี้ ก็เลื่อนไปก่อน🔗

ลำดับที่ ๖ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๑๕๐ นายภูพิพัฒน์ พชรทรัพย์ ก็ขอเลื่อน ไปก่อนนะครับ🔗

๑.๓ กระทู้ถามแยกเฉพาะ🔗

๑. เรื่อง การดำเนินการตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลด้านการท่องเที่ยว ว่าที่ร้อยตรี สมชาติ เตชถาวรเจริญ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม นายกรัฐมนตรี🔗

ด้วยสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งว่า กระทู้ถามเรื่องนี้ พิจารณาแล้วมีบัญชามอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบให้รัฐมนตรีช่วย ท่านสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล เป็นผู้ตอบกระทู้ แทน เพื่อประโยชน์ผมได้อนุญาตให้ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมสนับสนุนข้อมูล ในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะดังนี้ ๑. ท่านพัชรางศุ์ ประพฤติธรรม ผู้อำนวยงานแผนงาน กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ๒. ท่านเสกสรรค์ ง้าวสุวรรณ ผู้อำนวยการ กองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬา ได้มาเป็นผู้ช่วยให้ข้อมูล และอนุญาตให้ประชาชนผู้มีส่วนร่วมเข้ารับ ฟังตอบกระทู้ ท่านที่ ๑.นายจรูญ แก้ววจีทรัพย์ ท่านที่ ๒. นายวรพล อึ้งตระกูล เชิญท่าน ว่าที่ร้อยตรี สมชาติ เดชถาวรเจริญ เชิญครับ🔗

ว่าที่ร้อยตรี สมชาติ เตชถาวรเจริญ ภูเก็ต

เรียนประธานสภาที่เคารพ ผม ว่าที่ร้อยตรี สมชาติ เตชถาวรเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต เขต ๑ จากพรรคก้าวไกล วันนี้ผมขออนุญาตตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้ครับ🔗

ตามที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายอย่างเร่งด่วนต่อรัฐสภาว่า รัฐบาลจะ ผลักดันการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว เพราะการท่องเที่ยวจะเป็นกุญแจดอกแรก ในการสร้างรายได้ที่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นและสร้างงานให้กับประชาชน เป็นจำนวนมาก เราตั้งเป้าว่าจะเปิดประตูรับนักท่องเที่ยวด้วยการอำนวยความสะดวก ปรับปรุง ขั้นตอนการขอ Visa และการยกเว้นการเก็บค่าธรรมเนียม Visa สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยว ในกลุ่มประเทศเป้าหมาย รวมไปถึงการจัดทำ Fast Track Visa สำหรับผู้เข้าร่วมงานแสดง สินค้านานาชาติ หรือที่เรียกว่า MICE และเพื่อเป็นการกระตุ้นค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว ในช่วงสิ้นปี รวมถึงนโยบายปลดล็อกกฎหมาย สร้างโอกาสให้กับประชาชน ดังที่ได้แถลงไว้ว่า การเปลี่ยนบทบาทของรัฐที่เคยเป็นผู้กำกับดูแลที่เต็มไปด้วยกฎ ระเบียบ และข้อบังคับ ให้เป็น ผู้สนับสนุนที่ปลดล็อกข้อจำกัดของประชาชน สร้างโอกาสให้กับประชาชนในการสร้างรายได้ และการเจริญเติบโต อาทิการยกเลิกและปรับปรุงกฎหมายที่ไม่จำเป็น ขอสไลด์แผ่นที่ ๑ ครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ว่าที่ร้อยตรี สมชาติ เตชถาวรเจริญ ภูเก็ต

ในปี ๒๕๖๕ ประเทศไทย มีนักท่องเที่ยวต่างชาติชาวมาเลเซียเข้ามาท่องเที่ยวมากเป็นอันดับ ๑ จำนวน ๑,๙๔๘,๕๔๙ คน ซึ่งส่วนใหญ่นั้นเข้ามาทางด่านบก ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายกสมาคมท่องเที่ยวจังหวัด พัทลุงว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาได้ออกประกาศจังหวัดสงขลา เรื่อง การนำรถโดยสาร ที่จดทะเบียนต่างประเทศเข้ามาในพื้นที่จังหวัดสงขลา ประกาศ ณ วันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๗ โดยในข้อ ๓ ระบุว่า กรณีที่รถยนต์โดยสารที่จดทะเบียนในต่างประเทศ เฉพาะรถโดยสาร ที่นำนักท่องเที่ยวเข้ามาในจังหวัดสงขลา มีความประสงค์จะนำรถโดยสารที่จดทะเบียนใน ต่างประเทศและพาผู้โดยสารเดินทางไปยังเขตจังหวัดอื่น ๆ ไกลกว่าจุดที่กำหนดไว้ตามข้อ ๑ จะต้องยื่นขอรับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบกตามแบบที่ ๒ เป็นการล่วงหน้า และเมื่อ ได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบกแล้วจึงจะนำรถนั้นออกเดินทางได้ โดยให้สามารถ ดำเนินการได้จนถึงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๗ เท่านั้น ตามข้อตกลงของชมรมผู้ประกอบการ รถบัสปรับอากาศภาคใต้ และกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวเมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๗ พบว่าหลังจากวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๗ รถนำเที่ยวจากประเทศมาเลเซีย ไม่สามารถทำการท่องเที่ยวเชื่อมโยงไปยังจังหวัดใกล้เคียงได้อีกจนถึงทุกวันนี้ ส่งผลให้ ประเทศไทยเสียโอกาสจากการท่องเที่ยวสูงมาก จึงขอสอบถามว่า🔗

ข้อ ๑ ประกาศจังหวัดสงขลา ณ วันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๗ ในข้อ ๓ ที่ให้ กรมการขนส่งทางบกอนุญาตให้รถต่างประเทศเดินทางออกจากจังหวัดสงขลาได้จนถึงเพียง วันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๗ เท่านั้น เป็นการออกประกาศโดยชอบหรือไม่ เนื่องจากอำนาจของ ศูนย์ดำรงธรรมตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องไม่สามารถออกประกาศแก้ไขการปฏิบัติงานของ กรมการขนส่งทางบกเช่นนี้ได้ ถ้าหากว่าผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถออกประกาศสั่งการ อธิบดีข้ามกระทรวงได้แบบนี้เราจะมีตำแหน่งปลัดกระทรวงและรัฐมนตรีไว้ทำไม🔗

ข้อ ๒ เพื่อให้เป็นไปตามคำแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ว่า เราตั้งเป้า ว่าจะเปิดประตูรับนักท่องเที่ยวด้วยการอำนวยความสะดวก และรัฐบาลจะปลดล็อกข้อจำกัด ของประชาชน สร้างโอกาสให้กับประชาชนในการสร้างรายได้และการเจริญเติบโต นายกรัฐมนตรี สามารถสั่งการให้ยกเลิกประกาศจังหวัดสงขลา เรื่องการนำรถโดยสารที่จดทะเบียน ต่างประเทศเข้ามาในพื้นที่จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๗ เพื่อให้เป็นไปตาม นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาได้หรือไม่🔗

ข้อ ๓ สามารถสั่งการให้ยกเลิกขั้นตอนการขออนุญาตกรมการขนส่งทางบก ในประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่อง การนำรถโดยสารที่จดทะเบียนต่างประเทศเข้ามาใน ประเทศไทยเมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๒๘ ผมย้ำนะครับ เป็นการสั่งการให้ยกเลิกขั้นตอน เพื่อเป็นการผ่อนคลายมาตรการห้ามรถนำเที่ยวจากต่างประเทศเดินทางออกจากจังหวัดสงขลา เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายที่ประกาศว่า ประตูรับนักท่องเที่ยวด้วยการอำนวยความสะดวก ได้หรือไม่🔗

คำถามทั้ง ๓ ข้อนี้หากท่านรัฐมนตรีตอบว่าไม่ทราบ เพราะอยู่คนละกระทรวง ผมขออนุญาตท่านประธานได้โปรดเชิญท่านนายกรัฐมนตรีมาตอบคำถามด้วย ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่านรัฐมนตรีสุดาวรรณ ต้องขอโทษนะครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการมีรัฐมนตรีเดียว นึกว่ากระทรวงคมนาคม เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา

เรียนท่านประธานที่เคารพและสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ดิฉัน นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา วันนี้ดิฉันได้รับมอบหมาย จากท่านนายกรัฐมนตรีให้เดินทางมาชี้แจงตอบกระทู้ถามของท่านนะคะ เนื่องด้วยท่าน นายกรัฐมนตรีติดภารกิจที่ต่างประเทศค่ะ ดิฉันขอชี้แจงท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติดังนี้นะคะ ดิฉันขอไล่ไปทีละข้อ🔗

คำถามข้อที่ ๑ ที่ท่านได้ถามว่า ประกาศของจังหวัดสงขลา ณ วันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๗ ที่ให้กรมการขนส่งทางบกอนุญาตให้รถต่างประเทศเดินทางออกจากจังหวัด สงขลาได้เพียงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๗ เท่านั้น เป็นการออกประกาศโดยชอบหรือไม่ ประกาศจังหวัดสงขลาข้างต้น จังหวัดสงขลาได้ออกประกาศโดยอาศัยประกาศคณะรักษา ความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๙๖/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๗ เรื่อง การจัดตั้งศูนย์ ดำรงธรรมเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และประกาศกรมการขนส่งทางบก ฉบับที่ ๗/๒๕๒๘ ลงวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๘ เรื่อง การนำรถโดยสารที่จดทะเบียนจาก ต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย ในข้อนี้ค่ะ🔗

คำถามข้อที่ ๒ จากท่านสมาชิก สามารถสั่งการให้ยกเลิกประกาศจังหวัด สงขลา เรื่อง การนำรถโดยสารที่จดทะเบียนต่างประเทศเข้ามาในพื้นที่จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๗ เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่แถลงไว้ต่อ รัฐสภาได้หรือไม่ ประกาศจังหวัดสงขลา ลงวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๗ เรื่อง การนำรถโดยสาร ที่จดทะเบียนต่างประเทศเข้ามาในพื้นที่จังหวัดสงขลา จังหวัดสงขลาสามารถพิจารณา ดำเนินการยกเลิกประกาศได้ หากเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวและเกิดประโยชน์แก่ ประชาชน ทั้งนี้ต้องให้เป็นไปตามระเบียบและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และหากมีการยกเลิก ประกาศจังหวัดสงขลาฉบับดังกล่าวนี้จำเป็นที่จะต้องพิจารณาในภาพรวม โดยคำนึงถึง ผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ และต้องคำนึงถึงความเท่าเทียมกันทั้ง ๒ ฝ่าย เพราะว่า ปัจจุบันนี้ประเทศมาเลเซียไม่อนุญาตให้รถจากประเทศไทยเข้าไปสู่ประเทศมาเลเซียได้ รวมทั้งผลกระทบที่อาจจะก่อมาสู่ความขัดแย้งระหว่างผู้ประกอบการท่องเที่ยวด้วย อย่างไร ก็ตามเพื่อเป็นการแก้ปัญหาในระยะยาวเห็นควรว่าควรจะผลักดันให้ประเทศมาเลเซียและ ประเทศไทยเจรจากันเพื่อทำ MOU ด้านการขนส่งข้ามพรมแดนระหว่างไทย-มาเลเซีย จะได้ ทำให้การท่องเที่ยว ๒ ประเทศไปมาหาสู่กัน แล้วก็มีความทัดเทียมกันในการที่จะมีการ เดินทางทั้งจากมาเลเซียเข้าไทยและจากไทยไปที่มาเลเซียค่ะ🔗

คำถามข้อที่ ๓ ที่ท่านสมาชิกถามมาว่า จะสามารถสั่งการให้ยกเลิกประกาศ กรมการขนส่งทางบก เรื่อง การนำรถโดยสารที่จดทะเบียนต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๒๘ เพื่อเป็นการผ่อนคลายมาตรการห้ามนำรถนำเที่ยวจาก ต่างประเทศเดินทางออกจังหวัดสงขลาได้หรือไม่ ในประเด็นนี้ประกาศกรมการขนส่งทางบก ฉบับที่ ๗/๒๕๒๘ ลงวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๒๘ เรื่อง การนำรถโดยสารที่จดทะเบียน ต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยนั้น เป็นการออกประกาศโดยมติคณะรัฐมนตรี ให้อนุญาต ให้นำรถโดยสารต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยได้โดยการอนุโลมเท่านั้น แต่หากมีการ ยกเลิกประกาศข้างต้นจะทำให้รถโดยสารจากต่างประเทศไม่สามารถเดินทางเข้าประเทศไทย ได้เลยนะคะ ซึ่งจะผิดกฎหมายมาตรา ๒๕ และมาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัติการขนส่ง ทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ขอบคุณค่ะ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เป็นอย่างไรครับ คำถามที่ ๒🔗

ว่าที่ร้อยตรี สมชาติ เตชถาวรเจริญ ภูเก็ต

ขอบคุณมากครับท่านรัฐมนตรี ที่ตอบคำถามที่ ๑ จากที่ท่านได้ชี้แจงผมอยากจะสอบถามท่านรัฐมนตรีต่อไปว่า ต้องขอบคุณ ที่ท่านบอกว่าประกาศนี้สามารถยกเลิกได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังไม่ทราบว่าเมื่อไร ถูกต้อง ใช่ไหมครับ เพราะจะต้องเป็นไปตามระเบียบ ขั้นตอน และการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อันนี้ข้อ ๑ นะครับ ส่วนข้อ ๒ ที่ท่านรัฐมนตรีตอบว่าจะต้องผลักดันให้มีการทำ MOU ร่วมกันระหว่างไทยและมาเลเซีย ตรงนี้ก็ยังไม่รู้ ยังไม่มี Timeline ว่าจะเป็นเมื่อไรตามที่ ท่านรัฐมนตรีตอบเมื่อสักครู่🔗

อยากจะถามท่านรัฐมนตรีว่าขอทราบกรอบระยะเวลาได้ไหมครับว่าประกาศ ตัวนี้เอาคร่าว ๆ ก็ได้ครับว่า Timeline มันน่าจะสักเมื่อไร เพราะนี่ผ่านมา ๑๐ ปีแล้ว รถออก จากสงขลาไม่ได้เลย รถนำเที่ยว ผมคิดว่าจังหวัดข้างเคียงไล่ตั้งแต่พัทลุงมาจนถึงภูเก็ต ได้รับ ผลกระทบค่อนข้างมาก แล้วอย่าลืมว่าตอนนี้ว่าเมื่อท่านรัฐมนตรีได้เห็นตัวเลขนักท่องเที่ยว แล้วว่ามันเกือบ ๒ ล้านคน ปี ๒๕๖๕ ก็อยากจะถามท่านรัฐมนตรีว่าเมื่อมีตัวเลขโชว์ให้เห็น ว่ามีนักท่องเที่ยวเข้ามาตั้ง ๑,๙๐๐,๐๐๐ กว่าคนทางด่านบก แต่วันนี้ยังไม่สามารถที่จะทำ โปรแกรมเชื่อมโยงไปยังจังหวัดอื่น ๆ ได้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ ๆ จังหวัดสงขลา ผมก็ อยากจะถามท่านรัฐมนตรีว่านอกจากการแก้ไขระเบียบกฎหมาย นอกจากแผนการทำ MOU ผลักดันการทำ MOU กับประเทศเพื่อนบ้านเราแล้ว ยังมีวิธีอื่นอีกไหมครับในระหว่างนี้ ใน ระหว่างที่เราจะต้องรอการแก้ไขกฎหมาย ในระหว่างที่เราจะต้องรอว่าเมื่อไรรัฐบาลจะพร้อมที่ จะทำ MOU กับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะผมเชื่อว่ามันต้องผ่านขั้นตอน ผ่านหลายกระทรวง ทั้งนี้ทั้งนั้นขอทราบ ตั้งคำถามกับท่านรัฐมนตรีว่าในระหว่างที่เรารอสิ่งที่ท่านกำลังจะผลักดัน ถามรัฐมนตรีว่ามีวิธีอื่นในการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวจากมาเลเซียในระหว่างนี้หรือประเทศอื่น เพื่อมาทดแทนนักท่องเที่ยวจีน ที่วันนี้ก็ยังไม่ฟื้น ยังไม่รู้ชะตาว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป ขอทราบ รายละเอียดจากท่านรัฐมนตรีด้วย ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เดี๋ยวขออนุญาตท่านรัฐมนตรีสักครู่นะครับ คำที่ว่ารถท่องเที่ยวออกสงขลาไม่ได้หมายความว่า ถ้ามาเลเซียเข้ามาก็ต้องเอามาจอดที่สงขลา จากนั้นก็ใช้รถของไทยใช่ไหม🔗

ว่าที่ร้อยตรี สมชาติ เตชถาวรเจริญ ภูเก็ต

ใช่ครับ ก็คือเป็นรถนำเที่ยว ก็คือออกไม่ได้เลยครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

คือต้องใช้รถของไทยใช่ไหมครับ🔗

ว่าที่ร้อยตรี สมชาติ เตชถาวรเจริญ ภูเก็ต

ใช่ครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มันก็เป็นอย่างนี้นะ ท่านรัฐมนตรีเชิญครับ🔗

นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา

กราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกนะคะ ขอตอบในส่วนของการทำ MOU ตอนนี้ต้องเรียนอย่างนี้ว่าปัจจุบันนี้อย่างที่เรียนไปแล้วว่าทางมาเลเซียสามารถเข้าไทยได้ แต่ว่าทางไทยยังไม่สามารถเข้าไปสู่มาเลเซียได้ ส่วนนี้ก็จะมีการเท่าเทียมกันระหว่าง ๒ ประเทศ ดังนั้นก็มีการหารือกันอยู่บนพื้นฐานของความเท่าเทียม ๒ ประเทศ ได้มีการจัดทำ ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนระหว่างไทย-มาเลเซีย และร่าง บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการขนส่งผู้โดยสารข้ามพรมแดนระหว่างไทย-มาเลเซีย เพื่อให้สิทธิ ซึ่งกันและกัน โดยปัจจุบันมาเลเซียอยู่ในระหว่างการพิจารณาร่างสุดท้ายของบันทึก ความเข้าใจดังกล่าวอยู่ค่ะ แต่หากมีความคืบหน้าอย่างไรเดี๋ยวจะแจ้งให้ท่านสมาชิกทราบ อีกครั้งหนึ่ง แล้วก็อย่างที่ท่านสมาชิกกล่าวไว้เลย นักท่องเที่ยวมาเลเซียเป็นนักท่องเที่ยว ที่สำคัญมากต่อประเทศไทย อย่างที่ท่านทราบว่าปีที่แล้วถึงแม้ว่านักท่องเที่ยวจากประเทศจีน จะมาไม่ได้ตามเป้า แต่นักท่องเที่ยวมาเลเซียเป็นนักท่องเที่ยวอันดับ ๑ ที่เข้ามาประเทศไทย ดังนั้นทางรัฐบาลไทยเอง ไม่ว่าจะเป็นทางกระทรวงหรือทางรัฐบาลให้ความสำคัญเป็น อย่างมาก แล้วก็ในการท่องเที่ยวมีมาได้หลายทาง จริง ๆ ตอนนี้ก็จะแบ่งเป็นหลายกลุ่ม กลุ่ม Niche บางกลุ่มของทางมาเลเซียก็จะมีการนำคาราวาน Sport Car เข้ามาค่ะ จากมาเลเซีย ขึ้นมาจนถึงกรุงเทพฯ หรือว่าตอนนี้เราเปิดการท่องเที่ยวในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะ นั่งรถไฟจากทางตอนใต้ของจีนผ่านลาวเข้ามาทางด้านภาคอีสาน เราเน้นในหลากหลาย เส้นทาง รวมถึงการ Promote เมืองรองด้วยเพื่อจะเพิ่มเส้นทางให้กับนักท่องเที่ยวเพิ่ม มากขึ้น นอกจากจะมาเยี่ยมครั้งแรกแล้วอาจจะไปเมืองหลัก เราเพิ่มเส้นทางเพื่อให้เขา กลับมา Revisit อีกครั้งหนึ่ง แล้วเราก็ไม่ได้เน้นเฉพาะจำนวนตัวเลขนักท่องเที่ยว ตอนนี้เรา อยากจะให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวแล้วก็มีการใช้จ่ายต่อหัวเพิ่มมากขึ้น อยู่เมืองไทย นานขึ้น แล้วก็จะได้ช่วยกันผลักดันไปสู่เมืองรองแล้วก็กระจายรายได้ด้วยค่ะ ตอนนี้อีก นิดหนึ่งในส่วนของนักท่องเที่ยวจีน อยากชี้แจงค่ะ ตอนนี้กำลังกลับมาแล้วก็ดูมีตัวเลขที่ดีขึ้น เพราะจากปีใหม่จนถึงปัจจุบันตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนเข้าประเทศไทยเป็นอันดับ ๑ และ อันดับ ๒ เป็นมาเลเซีย แล้วหลังจากนั้นก็จะมีเกาหลีใต้ อินเดีย รัสเซีย ตามลำดับนะคะ ขอบคุณค่ะ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เข้าใจนะ ก็เสริมนิดหน่อยนะครับว่าเรื่องรถบัสเขาก็กีดกันเรา ฉะนั้นเราก็ต้องรอเจรจา ที่ลาวก็เหมือนกัน เวลาขนส่งจะต้องเอารถเราไปจอดที่ชายแดน เวลาจะไปจีนก็ต้องเอา รถลาวขน มันเป็นเรื่องของธุรกิจ เรื่องของการค้า ฉะนั้นต้องเจรจากันต่อไป ขอบคุณท่านนะครับ ขอบคุณท่านรัฐมนตรีนะครับ🔗

๒. เรื่อง การสนับสนุนให้มีสนามกีฬาประจำจังหวัดเลยที่ได้ มาตรฐานสากล นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬา🔗

ในการนี้เพื่อประโยชน์ในการตอบกระทู้ถาม ผมได้อนุญาตให้ผู้แทนจาก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมสนับสนุนข้อมูลในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ดังนี้ ๑. นายโปรดปราณ สมานมิตร รองผู้ว่าการฝ่ายส่งเสริมกีฬาและการกีฬาแห่งประเทศไทย ๒. นายก้องภพ โพธิสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาภูมิภาค การกีฬาแห่งประเทศไทย ท่านถามได้ ๒ คำถาม ภายใน ๒๐ นาทีทั้งถามทั้งตอบ เชิญท่านเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เชิญครับ🔗

นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล เลย

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ขอใช้สิทธิ ในการตั้งกระทู้ถามเกี่ยวกับสนามกีฬาของจังหวัดเลยไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งก่อนอื่นต้องขอถือโอกาสนี้ในนามคนไทยคนหนึ่งครับ ต้องขอ ขอบคุณทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ท่านสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ที่ได้ช่วยผลักดันให้คนไทยได้ดูฟุตบอล การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลเอเชียนคัพ ในนัดที่ประเทศไทยของเราลงทำการแข่งขัน ซึ่งก็ได้ชมกันไปเมื่อวันก่อนนี้แล้วก็ ประสบชัยชนะ ก็เป็นความสุขของคนไทย ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่ได้กรุณาผลักดัน ให้มีการถ่ายทอดสดครับ แล้วก็ขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่กรุณามาตอบคำถามนี้ ซึ่งเป็นคำถาม สำคัญที่คนเมืองเลยก็รอคอยมาเป็นเวลานาน ต้องเรียนท่านประธานว่าเรื่องของกีฬา เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเมือง เป็นส่วนหนึ่งของการมีเมืองน่าอยู่ กีฬา ดนตรี ศิลปะ ถ้าเมืองที่เจริญแล้วก็จะต้องมีองค์ประกอบนี้อยู่ในเมือง ปัญหาสำคัญของจังหวัดเลยตอนนี้ เป็นเมืองที่ขนาดเล็ก เป็นเมืองท่องเที่ยว เป็นเมืองที่น่าอยู่ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือเรื่องของ โครงสร้างพื้นฐานด้านกีฬาที่ยังด้อยมาก ณ ขณะนี้มีสนามกีฬาที่เป็นสนามกีฬากลางจังหวัด อยู่ ๑ สนาม ผมขออนุญาตให้ท่านประธานได้ดูภาพในจอนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล เลย

สนามกีฬาที่มีอยู่ปัจจุบันนี้ที่เรียกว่า สนามกีฬาจังหวัด ที่มีการถ่ายโอนไปให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดดูแล สนามกีฬาแห่งนี้ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเลย อยู่กลางเมืองครับ แต่ทุกปีจะมีน้ำท่วม แล้วก็ท่วมซ้ำซากครับ ไม่ได้ท่วม แค่ครั้งเดียวแล้วก็จบไป ปีหนึ่งก็จะท่วม ๓ ครั้ง ๔ ครั้ง ท่วมทีหนึ่งก็เข้าสนามกีฬา ตรงนี้คือ บริเวณสนามฟุตบอลที่ทุกปีก็จะมีข่าวว่าสนามฟุตบอลกลายเป็นสระน้ำ นี่คือสภาพของ สนามฟุตบอล นี่คือโรงรถของสำนักงานของหน่วยงานกีฬาของจังหวัด ก็คือสำนักงาน การกีฬาแห่งประเทศไทย แล้วก็สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเลย ตอนนี้เวลาเดินเข้าไป ในสำนักงานของการกีฬาแห่งประเทศไทยหรือสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเลย เขาจะไม่ทำงานอยู่ชั้นล่างกันครับ เดินเข้าไปจะไม่เจอใคร เพราะว่าน้ำท่วมทุกปี ท่วมแล้ว ข้าวของเครื่องใช้เสียหายหมด นี่คือสภาพของสนามกีฬา แล้วก็หน่วยงานกีฬาจังหวัด ที่สถานที่ตั้งมันอยู่ริมแม่น้ำแล้วก็น้ำท่วมเป็นประจำทุกปี ทำให้การพัฒนาสนามไม่มี การพัฒนามาเป็นเวลานานแล้ว ส่วนอีกสนามหนึ่งก็มีอยู่ที่ในส่วนของมหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ซึ่งเป็นสนามปิด แล้วก็มีค่าใช้จ่ายในการเข้าใช้สนามค่อนข้างแพงมาก เมื่อโครงสร้างพื้นฐาน ด้านกีฬาของจังหวัดเลยเป็นอย่างนี้มันส่งผลต่อการพัฒนาจังหวัด มันส่งผลต่อการพัฒนาคน ในจังหวัดด้วย ผมเรียนอย่างนี้ว่าล่าสุดมีการแข่งขันกีฬาแห่งชาติรอบคัดเลือกภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งการกีฬาแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ โดยมีจังหวัดเลยขอเป็นเจ้าภาพ ปรากฏว่าจังหวัดเลยเป็นเจ้าภาพ ใช้สนามแข่งขันในจังหวัดเลยไม่กี่ประเภทกีฬาครับ ต้องไป ใช้ที่อุดรธานี ไปใช้ที่หนองบัวลำภู ไปใช้ขอนแก่น และไปใช้ที่นครราชสีมา กรีฑาต้องไปแข่ง ที่อุดรธานี เพราะว่าจังหวัดเลยไม่มีสนามที่มีมาตรฐานใช้แข่งขันได้ สระว่ายน้ำไม่มีครับ ต้องไปใช้ที่อุดรธานี และกีฬาหลาย ๆ ประเภทก็ไม่ได้ใช้ในการแข่งขันที่นี่ แล้วก็เรียนอย่างนี้ ครับว่าเมื่อไม่สามารถจัดการแข่งขันกีฬาในระดับประเทศได้ก็ไม่มีคนเข้ามา เพราะฉะนั้นถ้ามี สนามกีฬาที่มีมาตรฐาน สามารถจัดการแข่งขันกีฬาได้ ดึงคนเข้ามาจังหวัดได้ มาท่องเที่ยวได้ ก็จะเกิดประโยชน์กับจังหวัดเลยครับ🔗

ส่วนในเรื่องของผลงานของนักกีฬาหรือการพัฒนาศักยภาพคน เมื่อไม่มี สนามฝึกซ้อม ไม่มีสนามแข่งขัน ไม่มีสนามที่จะให้นักกีฬาได้ประลองความสามารถด้านกีฬา ของจังหวัดเลยก็ด้อยลงครับ ในรอบระยะเวลา ๑๐ ปีที่ผ่านมานี้จังหวัดเลยเข้าแข่งขันกีฬา ระดับเยาวชนแห่งชาติ ระดับกีฬาแห่งชาติ เหรียญรางวัลส่วนใหญ่จะอยู่ลำดับท้าย ๆ ของ ประเทศไทย เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผลเหล่านี้ทำให้ผมต้องกราบเรียนว่ามันมีความจำเป็นแล้ว หรือยังที่จะต้องมีการลงทุนในการพัฒนาในการสร้างสนามกีฬาที่จังหวัดเลย ผมติดตาม การทำงานของจังหวัดมาหลายปี ว่าการทำสนามกีฬามันมีพื้นที่ พื้นที่ต้องมีที่ที่ได้รับ การอนุญาตแล้ว แล้วมาขอให้ทางการกีฬาแห่งประเทศไทยลงทุนสร้าง ปรากฏว่าใช้เวลา พิจารณานานมาก แล้วก็ไปเลือกพื้นที่ที่อาจจะไม่เหมาะสม แต่เท่าที่ทราบแล้วถ้าผมเห็นมัน มีพื้นที่หนึ่งที่มีความเหมาะสมแล้วก็สวยงามมาก ถ้าการกีฬาแห่งประเทศไทยมีการลงทุน พัฒนาศูนย์ฝึกกีฬาหรือสนามกีฬา พื้นที่ตรงนี้ล่ะครับจะเป็นพื้นที่ที่มีสภาพภูมิประเทศเป็น ภูเขา อันนี้ขออนุญาตนะครับ ในภาพเป็นสนามกีฬาปัจจุบันหลังจากน้ำลดแล้ว ก็จะอยู่อย่างนี้ ไปทั้งปี ขออีกภาพหนึ่งครับ อันนี้คือตัวส่วนของสำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทยที่อยู่ใน บริเวณเดียวกัน สถานที่ที่เหมาะสมที่หนึ่งก็คือบริเวณที่เขาเรียกว่าเรือนจำโพนเหล็ก ขออีกภาพ ที่เป็นภาพเปรียบเทียบครับ เป็นเอกสารเปรียบเทียบ นี่ครับตอนนี้มันมีสถานที่ที่เขาเสนอมา เท่าที่ผมทราบมีอยู่ ๓ ที่ แล้วก็ตรงพื้นที่แรกก็คือที่ของเรือนจำชั่วคราวโพนเหล็ก พื้นที่ตรงนี้ เนื้อที่ทั้งหมด ๒๕๐ ไร่ แล้วก็เป็นที่ของราชพัสดุ สามารถขออนุญาตใช้งานได้ทันที ปรากฏว่า ด้านหลังตรงนี้เป็นโครงการเขื่อนน้ำลายในพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ ๙ แล้วภูมิประเทศ เป็นภูเขาสวยงาม เหมาะที่จะใช้ในการสร้างศูนย์ฝึกกีฬา ในขณะเดียวกันสภาพภูมิอากาศ ที่จังหวัดเลยก็มีอากาศหนาวเย็น แล้วก็มีแหล่งท่องเที่ยว แล้วก็พื้นที่ตรงนี้อยู่ห่างตัวเมือง เพียงแค่ ๕ กิโลเมตร ห่างสนามบินเพียงแค่ ๖ กิโลเมตร นั่นหมายความว่าการเข้าถึงการ ใช้งานของคนในพื้นที่สร้างไปแล้วรับรองได้ว่ามีคนไปใช้บริการ มีการจัดการแข่งขันก็จะมี คนใช้บริการเป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้นผมเลยมองว่าด้วยสภาพตอนนี้ที่จังหวัดเลยน่าจะมี ความพร้อมในการจะขอให้ทางภาครัฐได้ช่วยกันในการพิจารณาในการสร้างสนามกีฬา ก็เลย ได้เรียนข้อมูลพื้นฐานเบื้องต้น ผมขออนุญาตตั้งคำถามผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีครับ🔗

คำถามแรก เรียนถามว่านโยบายของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยเฉพาะ อย่างยิ่งการกีฬาแห่งประเทศไทยมีนโยบายในการพัฒนาสร้างสนามหรือศูนย์ฝึกกีฬาไว้ที่ จังหวัดหรือไม่ มีหรือไม่ แล้วถ้ามีทิศทางของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านกีฬาของ จังหวัดเลยเป็นอย่างไรบ้างที่นโยบายต่อจังหวัดเลย และเดี๋ยวผมจะมีคำถามต่อเนื่องว่า ลำดับต่อไปทางกระทรวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกีฬาแห่งประเทศไทยมีแผนงานอย่างไร ก็ขออนุญาตถามเป็นข้อมูลในเบื้องต้นก่อนว่านโยบายด้านการพัฒนาศูนย์ฝึกกีฬาหรือสนามกีฬา ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาโดย กกท. เป็นอย่างไรบ้างครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา

กราบเรียนท่านประธานและสมาชิกผู้ทรงเกียรติค่ะ ดิฉัน นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ขอตอบข้อซักถามของ ท่านสมาชิกดังนี้นะคะ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาโดยการกีฬาแห่งประเทศไทย มีนโยบายในการส่งเสริมให้แต่ละจังหวัดมีสนามหรือศูนย์กีฬาที่มีมาตรฐานหรือไม่ ขอเรียนว่า ในการดำเนินงานก่อสร้างสนามกีฬาจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไข หลักเกณฑ์ สนับสนุนการ ก่อสร้างสนามกีฬา ดังนี้🔗

๑. ต้องดำเนินการภายใต้แผนยุทธศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทย🔗

๒. ต้องเตรียมการเป็นเจ้าภาพการจัดการแข่งขันกีฬาตั้งแต่ระดับเยาวชน แห่งชาติ กีฬาแห่งชาติ จนถึงระดับนานาชาติ ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามมติของคณะรัฐมนตรี🔗

๓. ดำเนินการขอตั้งงบประมาณการก่อสร้างสนามกีฬาจังหวัดภายใต้การ ดูแลของการกีฬาแห่งประเทศไทย🔗

๔. มีความจำเป็นเร่งด่วน เช่น สนามกีฬาชำรุดอันเนื่องจากได้รับผลกระทบ จากภัยธรรมชาติ🔗

๕. พิจารณาจากการลงทุนร่วมระหว่างจังหวัดกับการกีฬาแห่งประเทศไทย🔗

๖. ต้องมีความพร้อมของพื้นที่ก่อสร้าง🔗

๗. ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลค่ะ🔗

โดยจะต้องทำรายละเอียดตามแบบฟอร์มคำขอ และเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จต้อง ถ่ายโอนภารกิจการดูแลสนามกีฬาตามพระราชบัญญัติการกระจายอำนาจ ส่วนในรายละเอียด ของพระราชบัญญัติค่อนข้างละเอียด ท่านสมาชิกน่าจะทราบแล้วค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญ คำถามที่ ๒ ครับ🔗

นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล เลย

ท่านประธานที่เคารพครับ อีกคำถามหนึ่ง ในขณะนี้ถ้าเปรียบเทียบระหว่างจังหวัดเลยกับหลาย ๆ จังหวัด บางจังหวัดมีสนามครบ ทุกรูปแบบ มีสนามกีฬาจังหวัด มีศูนย์ฝึกกีฬาประจำจังหวัด มีสนามกีฬาภายในมหาวิทยาลัย การกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตของพลศึกษา มีสนามกีฬาในโรงเรียนกีฬา มีสนามกีฬาที่อยู่ใน มหาวิทยาลัยประจำจังหวัด นั่นคือบางจังหวัดมีครบจริง ๆ ครับ ผมไม่ได้ว่ามีการให้จังหวัดไหน มากกว่าจังหวัดไหน แต่อาจจะเป็นด้วยศักยภาพในการขอรับการสนับสนุน แต่จังหวัดเลย ไม่มีจริง ๆ ครับ ครั้งนี้ตามที่ท่านรัฐมนตรีได้กราบเรียนถึงเงื่อนไขต่าง ๆ กระผมคิดว่าเงื่อนไข ที่ท่านรัฐมนตรีกล่าวมานี้ตอนนี้ทางจังหวัดเลยมีครบครับ ไม่ว่าจะเป็นสนามเดิมที่มีการชำรุด เสียหาย หรือแผนในการจัดการแข่งขันกีฬา ซึ่งก็มีการจัดการแข่งขันกีฬาระดับกีฬาแห่งชาติ เยาวชนแห่งชาติ แต่เป็นรอบคัดเลือก ก็ทำมาตลอดนะครับ แต่ว่าความพร้อมในสนามมันไม่มี แล้วก็แผนงานทางจังหวัดทราบว่าก็ได้ดำเนินการเสนอแผนไปหมดแล้ว แล้วก็ที่สำคัญที่สุด คือความพร้อมเรื่องที่ดิน ความพร้อมที่ดินแปลงนี้ ๒๕๐ ไร่ พื้นที่มีความเหมาะสม และ ที่สำคัญเป็นที่ราชพัสดุ สามารถใช้งานได้เลย และที่สำคัญอีกอันหนึ่งก็คือว่าพื้นที่ตรงนี้ มีส่วนราชการไปขอใช้เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นศาลหรือเป็นสำนักงานบังคับคดี เพราะฉะนั้น ไม่ใช่เป็นพื้นที่ร้างแล้วก็ไปใช้แล้วจะไม่เกิดประโยชน์อย่างแน่นอนครับ ก็เลยถามท่านประธาน ผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่ามีแผนในการตั้งงบประมาณหรือสนับสนุนให้มีการก่อสร้าง ศูนย์ฝึกกีฬาที่จังหวัดเลยอย่างไรบ้าง จะมีการศึกษาไหม มีการลงทุนการก่อสร้างปีไหน เมื่อไรครับ ก็ขออนุญาตถามท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา

กราบเรียนท่านประธานค่ะ ในข้อซักถามเกี่ยวกับสนามกีฬาจังหวัดเลยนะคะ ก็ขอเรียนว่าทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาโดยการกีฬาแห่งประเทศไทยได้มี การประชุมกัน แล้วก็จริง ๆ แล้วมีพื้นที่ ๓ แห่งที่ได้มีการพูดคุยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรือนจำ ชั่วคราวที่เป็นที่ราชพัสดุ หรือว่าที่สาธารณประโยชน์แปลงโคกสร้างทราย ตำบลปากปวน แล้วก็ที่ดิน ส.ป.ก. พุทธมณฑลจังหวัดเลย แต่ว่ามติที่ประชุมก็เห็นชอบที่ใช้ที่ราชพัสดุ เรือนจำชั่วคราวโพนเหล็ก ตำบลนาอาน อำเภอเมือง ซึ่งเป็นประโยชน์ คุ้มค่า ทั้งด้านการ คมนาคม ขนส่ง และการหาแนวทางร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการดำเนินงาน โดยพื้นที่ อยู่ห่างจากศาลากลางเพียงแค่ ๖ กิโลเมตร ซึ่งทั้งนี้คณะกรรมการกีฬาจังหวัดเลย โดยสำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัดเลย ได้มีหนังสือไปถึงผู้บัญชาการเรือนจำ จังหวัดเลยเพื่อขอใช้พื้นที่จำนวน ๒๕๐ ไร่แล้ว ซึ่งขณะนี้เรือนจำจังหวัดเลยได้นำเรื่อง ดังกล่าวเสนอต่อกรมราชทัณฑ์ และตอนนี้อยู่ระหว่างการรอพิจารณาอนุมัติ แต่เบื้องต้นได้มี การคุยกับการกีฬาแห่งประเทศไทย ทราบว่าในปีนี้จะมีการเข้าดำเนินการศึกษาและวิเคราะห์ ความเป็นไปได้ ความคุ้มค่า ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเอาผลดังกล่าวนี้มาดำเนินงาน ในขั้นตอนต่อ ๆ ไปค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ฝากใช่ไหม🔗

นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล เลย

สุดท้ายนะครับ เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ก็ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธาน ผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีที่น่าจะเป็นคำยืนยันได้ว่ามีการตั้งงบประมาณในการศึกษา สำรวจ ใช่ไหมครับ แล้วก็เพื่อที่จะเดินหน้าต่อในการตั้งงบประมาณในการก่อสร้างถ้าหากทุกอย่าง มีความพร้อมทั้งหมด ถ้าอย่างนี้ก็ถือว่าพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดเลยก็จะมีความหวัง ต้องขอบคุณทางการกีฬาแห่งประเทศไทย ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและ กีฬา แล้วก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าในอนาคตเด็ก เยาวชน แล้วก็ประชาชนในจังหวัดเลยเราจะได้ มีสนามกีฬาดี ๆ ไว้เพื่อฝึกซ้อม แข่งขัน แล้วก็ได้จัดการแข่งขันระดับกีฬาเยาวชนแห่งชาติ กีฬาแห่งชาติ ที่จังหวัดเลย และที่สำคัญก็คือด้วยสภาพของจังหวัดที่มีความสวยงาม มีความ พร้อมทางด้านภูมิอากาศก็จะมีนักกีฬาจากหลาย ๆ ประเทศ หรือทั่วประเทศมาฝึกซ้อม ที่ศูนย์ฝึกกีฬาของจังหวัดเลยที่ทางการกีฬาแห่งประเทศไทยจะสร้างขึ้น เพราะฉะนั้นต้องขอ ถือโอกาสนี้ขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีแล้วก็ขอบคุณทางท่านผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย ขอให้เป็นไปตามที่ท่านรัฐมนตรีพูดจะเป็นความหวังสูงสุดของคนเมืองเลย กราบขอบคุณ ท่านประธานเป็นอย่างสูงครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่ได้ให้เกียรติมาตอบ ขอบคุณมากครับ ขอบคุณท่าน สส. ครับ🔗

๓. เรื่อง การขาดแคลนน้ำภาคการเกษตร นายพลากร พิมพะนิตย์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์🔗

ด้วยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีหนังสือแจ้งว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ติดภารกิจสำคัญ จึงมอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ ท่านอนุชา นาคาศัย เป็นผู้มาตอบกระทู้ถามแทน ในการนี้เพื่อประโยชน์ ในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ผมได้อนุญาตให้ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม สนับสนุนข้อมูลในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะดังนี้ ๑. นายสำรวย อินพิทักษ์ ผู้อำนวยการ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ๒. นายไพโรจน์ เตชะเจริญสุขจีระ ผู้อำนวยการส่วนวางโครงการที่ ๒ สำนักบริหารโครงการ กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผมได้อนุญาตให้ประชาชนผู้มีส่วนร่วม รับฟังการตอบกระทู้ ดังนี้ นายแววปราชญ์ อุลิศ นายอนุรักษ์ สุภานนท์ ท่านนิตยา ตรีศิริ ท่านนิศานาถ เจือทอง แล้วยินดีต้อนรับท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้สนใจ เชิญ ท่านพลากร พิมพะนิตย์ ท่านถามได้ ๒ คำถาม แล้วก็ถามตอบ ๒๐ นาที เชิญครับ🔗

นายพลากร พิมพะนิตย์ กาฬสินธุ์

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายพลากร พิมพะนิตย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่นก็ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ได้บรรจุกระทู้ถามแยกเฉพาะในเรื่องของการ ขาดแคลนปัญหาน้ำสำหรับภาคการเกษตรในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ และต้องกราบขอบพระคุณ ท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านอนุชา นาคาศัย เป็นอย่างยิ่งที่ได้สละเวลามาตอบกระทู้ของผมในวันนี้ ท่านประธานครับ ตัวผมเองได้รับเรื่อง ร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนใน ๓ ตำบล ได้แก่ ตำบลอิตื้อ ตำบลหัวนาคำ ตำบลโนนสูง อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งได้รับผลกระทบจากปริมาณน้ำที่ไม่เพียงพอต่อการ ทำการเกษตร เนื่องจากเป็นพื้นที่นอกเขตบริการส่งน้ำของเขื่อนลำปาว ในส่วนของ เขื่อนลำปาวนั้นนอกเหนือจากที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดกาฬสินธุ์แล้ว ยังถือเป็นโครงการพื้นที่สำคัญในการทำปศุสัตว์และทำการส่งน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร จากข้อมูลกรมชลประทานระบุว่าในปัจจุบันการบริการของเขื่อนลำปาวประกอบด้วยคลอง ส่งน้ำฝั่งซ้ายและฝั่งขวา มีคลองซอยและยังมีคลองแยกจำนวน ๑๑๒ สาย รวมทั้งหมด ๑๑๔ สาย รวมความยาวประมาณ ๖๑๑ กิโลเมตร เพื่อส่งน้ำให้กับพี่น้องประชาชนในการ เพาะปลูก ทั้งอำเภอยางตลาด อำเภอเมือง อำเภอกมลาไสย อำเภอฆ้องชัย จังหวัดกาฬสินธุ์ และอำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม รวมพื้นที่รับน้ำชลประทานรวม ๓๖๐,๙๖๓ ไร่🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายพลากร พิมพะนิตย์ กาฬสินธุ์

ซึ่งจากภาพนี้เป็นภาพที่แสดงพื้นที่ เขตบริการส่งน้ำของเขื่อนลำปาว จะเห็นเลยว่าทั้ง ๓ ตำบลได้รับความเดือดร้อนคือตำบลอิตื้อ ตำบลหัวนาคำ และตำบลโนนสูง ตั้งอยู่นอกเขตบริการส่งน้ำเขื่อนลำปาว ส่งผลให้ในช่วง หน้าแล้งพี่น้องประชาชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่ ๓ ตำบลมีปริมาณน้ำไม่เพียงพอในการใช้ ทำการเกษตร และปัญหานี้เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตพี่น้องประชาชนจริง ๆ จากข้อมูล ของ ๓ ตำบลระบุว่า ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวมีพื้นที่ทำการเกษตรร้อยละ ๗๐ ของ ประชากรทั้งหมด ซึ่งโดยส่วนใหญ่ในนั้นปลูกข้าว อ้อย มัน นอกจากนี้พื้นที่ดังกล่าวยังถือเป็น ตำบลที่มีพื้นที่ทำการเกษตรมากเป็นอันดับต้น ๆ ของอำเภอยางตลาดทั้งสิ้น โดยจากข้อมูล ของกรมพัฒนาที่ดินระบุว่าในพื้นที่ตำบลอิตื้อ ตำบลหัวนาคำ และตำบลโนนสูง มีเขตพื้นที่ เกษตรกรรมกว่า ๙๐,๐๐๐ ไร่ หรือคิดเกือบ ๑ ใน ๓ ของพื้นที่การเกษตรทั้งหมดในอำเภอ ยางตลาด ด้วยเหตุนี้ทำให้ในประเด็นดังกล่าวเป็นปัญหากับปากท้องของพี่น้องประชาชน ในพื้นที่โดยตรง สำหรับเกษตรกรแล้วการขาดน้ำเหมือนกับการขาดรายได้และขาดโอกาส ไม่เพียงส่งผลกับประชาชนใน ๓ ตำบลเท่านั้น ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบเชื่อมโยงไปยัง ภาพรวมเศรษฐกิจของอำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อเป็นการช่วยเหลือและผลักดัน ให้การนำไปสู่การแก้ปัญหาดังกล่าวให้กับประชาชนในพื้นที่ ผมจึงอยากถามท่านรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านอนุชา นาคาศัย ว่า🔗

ข้อที่ ๑ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีแนวทางการพัฒนาเพื่อให้ประชาชน ที่อยู่นอกเขตการส่งน้ำของเขื่อนลำปาวมีน้ำใช้อย่างเพียงพอหรือไม่ และกระทรวงเกษตร และสหกรณ์มีแผนที่จะบริหารจัดการน้ำทางการเกษตรของเขื่อนลำปาวมาให้พื้นที่นอกเขต บริการ เช่น การขยายพื้นที่คลองหรือการส่งน้ำระบบท่อหรือไม่อย่างไร ขอทราบรายละเอียด ด้วยครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่านรัฐมนตรีตอบครับ🔗

นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ ซึ่งได้รับมอบหมายจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้มาเป็นผู้ตอบกระทู้ถามของท่านพลากร พิมพะนิตย์ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย ผู้ทรงเกียรติ ผมมีความรู้สึกดีใจที่ได้เห็นสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรของจังหวัดกาฬสินธุ์เป็นห่วงเป็นใยพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พี่น้องประชาชนที่ได้รับความลำบากในเรื่องของการใช้น้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการที่จะทำให้ พี่น้องนั้นดำรงชีพและดำรงวิถีชีวิตตามครรลองที่ควรจะเป็น ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้เกี่ยวข้องโดยตรงในการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งสิ่งที่ท่านเป็นห่วงกังวลพี่น้องประชาชนนั้น นับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งที่จะส่งสิ่งเหล่านี้ไปถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรมชลประทานที่ได้ดูแล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขื่อนลำปาวที่มีการก่อสร้างมาตั้งแต่ปี ๒๕๐๖ เสร็จสิ้นปี ๒๕๑๑ มีความจุประมาณ ๑,๙๘๐ ลูกบาศก์เมตร ซึ่งความจุเก็บน้ำในปี ๒๕๕๔ จากเดิมได้แค่ ๑,๔๓๐ ลูกบาศก์เมตร เป็น ๑,๙๐๐ กว่าลูกบาศก์เมตร ซึ่งมีพื้นที่ชลประทาน ตามที่ท่านได้เรียนมาแล้วว่าได้รับน้ำประมาณ ๓๐๖,๙๖๓ ไร่ ซึ่งครอบคลุม ๔ อำเภอของ จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งได้แก่ อำเภอยางตลาด อำเภอฆ้องชัย อำเภอกมลาไสย และอำเภอเมือง ซึ่งถือว่าก็ยังเป็นข้อจำกัดในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำที่จะทำให้ได้ครอบคลุมถึง เพราะว่าในข้อจำกัดของเขื่อนลำปาวนั้นสิ่งที่ต้องกราบเรียนว่าต้นทุนของน้ำนั้นมีปริมาณที่ สามารถที่จะบริหารจัดการได้ในขีดจำกัดเท่านี้อยู่ เพราะว่าหากว่าในการบริหารจัดการน้ำ เพิ่มเติมจากนี้จะทำให้เกิดปัญหายิ่งขึ้น เพราะว่าพื้นที่ที่ได้รับน้ำจะกลายเป็นว่ามีพื้นที่ ที่เสียหายจากการที่ขาดแคลนน้ำเพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้นกรมชลประทานไม่ได้นิ่งนอนใจ จากสิ่งที่ท่านได้กล่าวมานั้น กรมชลประทานได้พยายามที่จะหาน้ำเพิ่มเติมก็คือแหล่งน้ำ ต้นทุนก่อน เพราะว่าแหล่งน้ำต้นทุนเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งที่จะนำมาบริหารจัดการน้ำ ซึ่งในส่วนของ ณ ปัจจุบันนี้เป็นระยะเวลาเร่งด่วนก็ได้มีโครงการทำหนองของแก้มลิง หนองหัวนาดำ ซึ่งใช้งบประมาณประมาณ ๑๐ ล้านบาท ขุดลอกเพื่อเพิ่มปริมาณการใช้น้ำ ซึ่งมีปริมาณการใช้น้ำเพิ่มขึ้นประมาณ ๒.๕ แสนไร่ ซึ่งของเดิมมีอยู่ประมาณ ๙๐๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร ก็เพิ่มขึ้นอีก ๒๕๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร ซึ่งจะได้เป็นการชั่วคราว เป็นเหตุการณ์ เฉพาะหน้า แต่เหนืออื่นใดทางกรมชลประทานจะเร่งรัดตามที่ท่าน สส. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผมขอเอ่ยนามครับ ท่านพลากรเป็นห่วงนั้นกรมชลประทานจะพยายามเร่งด่วนในการศึกษา ใน ๓ ตำบลนี้ว่าจะทำอะไรได้เพิ่มมากขึ้นจากนี้🔗

ในส่วนของการแก้ไขปัญหาระยะยาวก็ต้องรอโครงการโขง ชี มูล ที่กำลังอยู่ ในขั้นตอนของ EIA ซึ่งก็คาดว่าจะเสร็จปี ๒๕๖๘ แล้วก็จะเริ่มลงมือได้ในการสำรวจออกแบบ หรืออะไรต่าง ๆ ก็ประมาณปี ๒๕๖๙ โครงการก็จะแล้วเสร็จปี ๒๕๗๐ ก็จะสามารถบริหาร จัดการน้ำมาสู่ ๓ ตำบลนี้ เพื่อที่จะได้ใช้ในระยะยาวต่อไป ส่วนในระยะเร่งด่วนกรมชลประทาน รับปากกับท่านสมาชิกว่าจะไปดูแลอย่างเร่งด่วน ณ เวลานี้ เพื่อไปทำการศึกษาในการแก้ไข ปัญหาในเบื้องต้น จึงกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

คำถามที่ ๒ ครับ🔗

นายพลากร พิมพะนิตย์ กาฬสินธุ์

คำถามที่ ๒ เพื่อเป็นการช่วยเหลือ และผลักดันให้นำไปสู่การแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้กับประชาชนในพื้นที่ ไปจนถึงการหยิบยื่น โอกาสทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรหรือชาวนาผู้เป็นกระดูกสันหลังของชาติ ผมจึงอยากถาม คำถามที่ ๒ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีโครงการศึกษาการนำน้ำจากเขื่อนลำปาวมาใช้ใน พื้นที่นอกเขตบริการหรือไม่ และสามารถใช้ในพื้นที่ใดได้บ้าง ขอทราบรายละเอียดด้วยครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญ ท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีช่วย ว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็อยากเรียนต่อท่านสมาชิกท่านพลากรว่าในส่วนของ การศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของการใช้น้ำของเขื่อนนั้นได้มีการทำการศึกษา และอย่างที่กราบเรียน ไปแล้วว่าขีดจำกัดของการใช้น้ำมันใช้เต็มของขีดจำกัดของเขื่อน เพราะฉะนั้นการศึกษาที่จะ ทำการเพิ่มเติมก็อย่างที่กราบเรียนให้ท่านแล้วว่าทางกรมชลประทานจะพยายามที่จะหา แหล่งน้ำต้นทุนเพิ่มเติม บวกกับแหล่งน้ำที่มีอยู่จะได้รับการพัฒนาในส่วนของพื้นที่ของ ๓ ตำบล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ๓ ตำบลที่ท่านได้กล่าวถึง แล้วก็นอกเขตชลประทานอื่น ๆ ของ จังหวัดกาฬสินธุ์ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของระยะยาวอย่างที่กราบเรียนไปแล้วว่า โครงการโขง ชี มูล นั้นจะมีปริมาณจำนวนน้ำมหาศาลอีกหลายพันล้านลูกบาศก์เมตรที่จะได้ เข้ามาสู่ระบบชลประทานขนาดใหญ่ที่จะกระจายไปสู่พี่น้องประชาชนในเขตที่ขาดแคลนน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขตที่อยู่นอกชลประทาน และมีหลายสิ่งหลายอย่างที่กรมชลประทาน กำลังจะพิจารณาทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเกิดท่านได้เป็นกังวลก็ขอให้ท่านประสานมายังผม แล้วก็กรมชลประทานอย่างเร่งด่วน เพื่อที่จะได้แก้ไขปัญหาตรงนี้ทั้งที่เฉพาะหน้าและเป็น การวางแผนระยะยาว กรมชลประทานและตัวผมเองยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้รับคำเสนอแนะ จากท่านในเรื่องของการศึกษาหารือกันเพื่อแก้ไขปัญหาพี่น้องประชาชนในโอกาสข้างหน้า ต้องกราบของคุณท่านแทนพี่น้องประชาชนด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีอะไรจะฝากท่านรัฐมนตรีไหม เวลาเหลือ🔗

นายพลากร พิมพะนิตย์ กาฬสินธุ์

ต้องกราบขอบพระคุณท่านรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านอนุชา นาคาศัย ผ่านท่านประธานครับ ก็ขอบคุณ แทนพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดกาฬสินธุ์ที่ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ ท่านอนุชา นาคาศัย ได้ให้ความสำคัญและเห็นกับปัญหาของพี่น้องประชาชน ชาวจังหวัดกาฬสินธุ์ ก็ต้องกราบขอบพระคุณมากครับ ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่ให้เกียรติมาตอบกระทู้ของท่านสมาชิก ขอบคุณท่านสมาชิกนะครับ ท่านผู้ชี้แจงด้วยครับ🔗

๔. เรื่อง ขยะอุตสาหกรรมและการลักลอบฝังกลบ นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม🔗

ในการนี้เพื่อประโยชน์ในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ผมได้อนุญาตให้ ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมสนับสนุนข้อมูลในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ดังนี้ ๑. นายศิรกาญจน์ เหลืองสกุล ผู้อำนวยการกองบริหารจัดการกากอุตสาหกรรม กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ๒. นายอัฏฐพล นิธิสุนทรวิทย์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายยุทธศาสตร์ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กระทรวงอุตสาหกรรม และได้ อนุญาตให้ประชาชนผู้มีส่วนร่วมในการเข้ารับฟังการตอบกระทู้ถาม ดังนี้ ๑. ท่านวุฒิชัย สุชีพ ๒. ท่านราม พรพิทักษ์ เชิญท่านชุติพงศ์ พิภพภิญโญ ถามตอบได้ ๒๐ นาที ถามได้ ๒ คำถาม เชิญครับ🔗

นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ ระยอง

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคก้าวไกล จังหวัดระยอง อำเภอบ้านค่าย ปลวกแดง วังจันทร์ วันนี้ขอกราบขอบคุณท่านประธานที่ได้บรรจุกระทู้ถาม ปัญหาเกี่ยวกับมลพิษของจังหวัดระยอง แล้วก็ขอขอบคุณไปยังรัฐมนตรีที่กรุณามาตอบ คำถามเพื่อช่วยแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนด้วยนะครับ ในจังหวัดระยองเป็นจังหวัดที่มี อุตสาหกรรมตั้งอยู่จำนวนมาก สร้างงานสร้างรายได้และมูลค่าเศรษฐกิจให้กับประเทศ เป็นจำนวนมากกว่า ๑.๔ ล้านล้านบาท แต่ผลพวงของการลงทุนด้านอุตสาหกรรมก็นำมา ซึ่งสิ่งที่ตามมาคือด้านขยะ และขยะอุตสาหกรรมก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา รวมถึงการ Tracking ขยะอุตสาหกรรมเองก็มีปัญหาเช่นกัน เพราะว่ามีการเคลื่อนที่ของขยะอุตสาหกรรม และการลักลอบฝังกลบเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก เมื่อปี ๒๕๖๖ ที่ผ่านมาผมลงพื้นที่ตรวจสอบ การลักลอบฝังกลบขยะอุตสาหกรรมในอำเภอบ้านค่ายหลายครั้ง อย่างเช่นที่หมู่ที่ ๙ ตำบล หนองละลอก พบขยะหลายประเภทถูกฝังอยู่ใต้ดินนับสิบปี บริเวณจุดที่จะมีการขุดสระน้ำ ขนาดใหญ่ หรือในนิคมอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งที่หนองละลอกก็มีการฝังกลบกากอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นสารอันตรายในพื้นที่ ๒๑ ไร่ มากกว่า ๑๖ ปี วันนี้ผมจึงขอเรียนถาม🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ ระยอง

คำถามที่ ๑ เกี่ยวกับแนวทางการ ดำเนินการแก้ปัญหาลักลอบฝังขยะอุตสาหกรรมในอำเภอบ้านค่าย ซึ่งตามสถานการณ์ ในภาพที่เห็นอยู่ในสไลด์ ตรงส่วนนี้เบื้องต้นทาง อบต. หนองละลอกมีความพยายามจะสร้าง โครงการกักเก็บน้ำในพื้นที่ แต่พอขุดขึ้นมาด้านใต้ขยะอุตสาหกรรมเหล่านี้ผมคงเอาสไลด์ ขึ้นไม่ได้ว่าเห็นเป็นอะไรบ้าง แต่คือภายในมีเอกสารว่าเดินทางมาจากท่าเรือแห่งหนึ่งใน ภาคตะวันออก และไม่ทราบว่ามาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร เมื่อไร และผมไม่ทราบว่ามีอีกกี่ที่ ในเขตพื้นที่ของผมที่มีปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้น ดังนั้นวันนี้เพื่อเป็นการวางมาตรการร่วมกัน แล้วก็หาคำตอบว่าทางท่านรัฐมนตรีจะมีมาตรการอย่างไรต่อการ Tracking ขยะอุตสาหกรรม และจัดการกับปัญหาเหล่านี้ เวลาที่มีปัญหาจะได้เกิดการตอบคำถามประชาชนได้ จึงขอถาม เป็นคำถามว่ากับเหตุการณ์การลักลอบฝังกลบที่เกิดขึ้นทั้ง ๒ เหตุการณ์ ทางรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงอุตสาหกรรมมีแนวทางอย่างไรในการแก้ปัญหาดังกล่าวต่อไปทั้งครั้งนี้และใน อนาคตครับ เป็นคำถามที่ ๑ ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ก่อนอื่นต้องกราบขอบคุณท่านสมาชิกที่ใส่ใจพื้นที่แล้วก็มีความกังวลถึงปัญหาในพื้นที่ เป็นตัวแทนของชาวบ้านนำเรื่องร้องทุกข์ดังกล่าวมาเสนอในกระทู้ถามแยกเฉพาะผ่าน ท่านประธาน แล้วดิฉันนอกจากมีโอกาสมาตอบกระทู้ท่านแก้ปัญหาแล้ว ได้มีโอกาสใช้ ช่องทางนี้ในการสื่อสารไปยังทั้งผู้ประกอบการและพี่น้องประชาชนให้เข้าใจถึงกระบวนการ การจัดการกากขยะของเสียของกระทรวงอุตสาหกรรม ก่อนอื่นดิฉันขออนุญาตท่านประธาน นำสไลด์ขึ้นเพื่อชี้แจงให้เข้าใจตรงกัน🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

ประการแรกเลยค่ะท่านประธาน จริงอยู่ค่ะเหมือนที่ท่านสมาชิกได้บอกเมื่อสักครู่ว่าวันนี้ ขยะต้องมีการ Tracking กลับไปให้ได้ว่าเกิดขึ้นจากที่ไหน อย่างไร เดิมทีก่อนหน้านี้ การรับผิดชอบเรื่องของกากขยะของเสียเป็นการรับผิดชอบเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่กรมโรงงานเราเจอปัญหามาหลาย ๆ ครั้ง เราก็พยายามปรับเปลี่ยนกฎกระทรวงมา ก็หลายรอบ ตอนนี้ขยะของเสียต้องมีความรับผิดชอบร่วมกัน ๓ ส่วนด้วยกัน ทั้งโรงงาน ผู้ก่อให้เกิดของเสีย ผู้ขนส่งของเสีย แล้วก็โรงงานที่รับกำจัดของเสีย ก่อนหน้านี้ทางโรงงาน เมื่อมีการให้บริษัทมาประมูลรับกากของเสียไปแล้ว เท่ากับเสร็จสิ้นกระบวนการ ไม่ต้อง รับผิดชอบใด ๆ ค่ะ แต่หลังจากนี้ไม่ได้แล้วค่ะ ทั้งโรงงาน ผู้ขนส่ง และบริษัทที่รับกากขยะ ของเสียไปกำจัดต้องรับผิดชอบร่วมกัน หมายความว่าอย่างไรคะ อย่างกรณีดังกล่าวที่ ท่านสมาชิกได้พูดเมื่อสักครู่ จากนี้ไปเราได้กำหนดไว้แล้วว่าโรงงานผลิตของเสียจำนวนเท่าไร ก็ต้องมีการแจ้ง แจ้งไปที่ไหนคะ แจ้งไปที่กรมโรงงานโดยรายงานปีละ ๑ ครั้ง ปีละ ๑ ครั้ง สำหรับโรงงาน สำหรับผู้ขนส่งของเสียต้องมีการขอใบอนุญาตกำกับการขนส่ง ซึ่งตอนนี้ เราสามารถทำออนไลน์ได้เรียบร้อยแล้ว ในขณะเดียวกันโรงงานกำจัดของเสียก็เช่นเดียวกัน จะรับจะส่งไปไหนตอนนี้ต้องมีการขออนุญาตและรายงาน รายงานให้ทราบเดือนละ ๑ ครั้ง วันนี้ต้องนำเรียนท่านประธานว่ากระบวนการต่าง ๆ เหล่านี้เราได้ทำการปรับเปลี่ยนเพื่อที่จะ ป้องกันให้คนที่ขาดความรับผิดชอบรู้จักรับผิดชอบต่อสังคม แม้แต่พื้นที่ ใครก็ตามให้พื้นที่ หรือปล่อยให้พื้นที่ของตัวเองเป็นพื้นที่ลักลอบการเอาของเสียมาทิ้งโดยไม่ได้รับอนุญาตและ ไม่ทำให้ถูกต้อง ถูกวิธี คนที่อนุญาตใช้หรือเราตรวจสอบได้แล้วว่ามาทิ้งในพื้นที่นี้เจ้าของ พื้นที่ก็ต้องรับผลเช่นเดียวกัน คือต้องหาให้ได้ว่าขยะตัวนี้มาจากไหน เป็นการรับผิดชอบร่วมกัน ของสังคม ที่สำคัญที่สุดวันนี้กรมโรงงานอุตสาหกรรมเราไม่ได้อยู่เฉย กระทรวงอุตสาหกรรม เราไม่ได้อยู่เฉย เดิมโทษใครทำผิดมีแค่โทษอาญาก็คือปรับ ๒๐๐,๐๐๐ บาท แต่หลังจากนี้ไป เรากำลังแก้กฎหมายเรื่องนี้ว่าให้มีทั้งจำคุกด้วย เพราะแค่โทษปรับ คนที่ลักลอบอาจจะรู้สึก ว่ามันเบาไป ใคร ๆ ก็ทำได้ ไม่ได้แล้วค่ะ หลังจากนี้เราจะเพิ่มโทษในการจำคุกเข้าไปด้วย สำหรับพื้นที่ของท่านสมาชิกที่ได้เรียนมาเมื่อสักครู่ ทางกระทรวงอุตสาหกรรมเองเราก็ ไม่ได้อยู่เฉย ตั้งแต่เราได้รับเรื่องมาวันที่ ๒๔ กรกฎาคมว่ามีผู้ร้องเรียนมาว่ามีการลักลอบ ทิ้งกากอุตสาหกรรมขึ้นในพื้นที่หนองละลอก อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ทางกระทรวง อุตสาหกรรมเอง กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ประสานไปยังท่านอุตสาหกรรมจังหวัดให้ลงไป ในพื้นที่ โดยวันที่ ๘ สิงหาคมทางอุตสาหกรรมจังหวัดระยองก็ได้ลงไปพื้นที่ แล้วก็ไปตรวจดู พื้นที่ก็เป็นจริง ได้ไปเจอค่ะ เจอ ๒ ครั้งด้วยกันค่ะท่านประธาน คือเจอว่ามีการลักลอบ การทิ้งกากขยะของเสียอยู่ Lot แรกจำนวน ๖๐,๐๐๐ ตัน ในวันที่ ๒๕ กันยายน ครั้งที่ ๑ เราพบ ๖๐,๐๐๐ ตัน แล้วก็ทางอุตสาหกรรมจังหวัดระยองเองก็ได้ดำเนินคดีเปรียบเทียบปรับ แล้วก็ให้จัดการกากของเสียอันนี้ อันนี้คือครั้งที่ ๑ ค่ะ วันที่ ๒๗ ทางอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง ทางการนิคมอุตสาหกรรม แล้วก็บริษัท พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรมระยอง ไทย-จีน จำกัด ที่เป็นเจ้าของพื้นที่ตรงนั้นก็ได้ลงพื้นที่เพิ่มเติมแล้วก็เจออีกประมาณ ๕๐,๐๐๐ ตัน อันนี้ทางอุตสาหกรรมจังหวัดเองก็ได้เก็บตัวอย่างเพื่อทำการส่งวิเคราะห์ เพื่อที่จะดูแล้วก็ติดตามว่าน้ำดำ สีดำ คุณภาพน้ำได้มาตรฐานไหม ก็ไปดูพารามิเตอร์ต่าง ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด หลังจากนั้นมาวันที่ ๖ และวันที่ ๗ พฤศจิกายนอุตสาหกรรมจังหวัด ระยองก็มีหนังสือแจ้งไปทางการนิคมอุตสาหกรรมเพื่อไปถึง บริษัท พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เพื่อการอุตสาหกรรมระยอง ไทย-จีน จำกัด ให้ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายที่กรมโรงงาน อุตสาหกรรมได้กำหนดไว้ แล้วก็แจ้งให้ระบุว่าทำให้แล้วเสร็จในวันที่เท่าไร วันที่ ๑ ธันวาคม ก็ได้มีการออกคำสั่งให้เอากากตรงนี้ไปกำจัดให้ถูกต้องตามกระบวนการ แล้วก็ได้กำหนดว่า ให้ทำให้แล้วเสร็จภายในวันที่ ๘ มกราคม วันที่ ๑๔ หลังจากนั้นมาอีก ๒ อาทิตย์ บริษัท จี สตีล จำกัด (มหาชน) ก็ได้ยื่นแผนการจัดการกากไปยังอุตสาหกรรมจังหวัดเพื่อที่จะ รายงานให้ทราบว่าจะต้องทำการกำจัดกากที่เราพบให้ถูกต้องตามกระบวนการ ให้ถูกต้อง ตามวิธีการ ต้องทำอย่างไรบ้าง แล้วก็ขอว่าขยายเวลา เพราะคิดว่าถ้าเดิมวันที่ ๘ มกราคม ขอขยายเป็นวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ขอขยายไปอีก ๑ เดือน แล้วก็ล่าสุดเมื่อวันที่ ๒๒ ธันวาคม ทางบริษัท พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรมระยอง ไทย-จีน จำกัด ก็ยื่นอุทธรณ์ ขอให้ได้เวลา คือเดิมเป็นวันที่ ๘ มกราคม ทีนี้ขอยื่นอุทธรณ์ไปเป็นวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ แล้วเราก็จะรอจนถึงวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ และทางอุตสาหกรรมจังหวัดก็จะเข้าไปตรวจพื้นที่ อีกครั้งหนึ่งว่าได้กระทำการตามแผนที่ได้ยื่นกับทางอุตสาหกรรมจังหวัดโดยที่ทาง ผู้ว่าราชการจังหวัดได้รับรู้รับทราบหรือไม่ นี่คือขั้นตอนคร่าว ๆ ที่กระบวนการการจัดการ เป็นอย่างนี้ค่ะ แต่มันยังมีเพิ่มเติมอีกว่าจริง ๆ แล้วถ้าสมมุติว่าเราไปเจอแล้ว แล้วบริษัทเอง ไม่ปฏิบัติตามที่กรมโรงงานอตุสาหกรรมได้กำหนดไว้ ทางกรมโรงงานอุตสาหกรรมเองก็มี มาตรฐานที่จะต้องไปบังคับหลายอย่างด้วยกัน อย่างเช่นถ้าไม่ทำก็ต้องมีการสั่งให้หยุดกิจการ หยุดเพื่อปรับปรุงก่อน ถ้าหยุดแล้วปรับปรุงเสร็จแล้วยังไม่ทำอีกก็ต้องหยุดกิจการ คือมันจะ มีลำดับความรุนแรงของกฎหมายเพื่อบังคับใช้ถ้าไม่ทำตามที่เราได้กำหนดไว้ เพราะฉะนั้น ตัวดิฉันเองเข้าใจนะคะ ท่านสมาชิกที่มาส่งต่อความห่วงใย แล้วก็เข้าใจดีว่าพื้นที่ที่เกิดเหตุ แบบนี้ยังมีอีกหลายพื้นที่ด้วยกัน แต่อยากให้ท่านมั่นใจว่าด้วยกระบวนการที่เราพยายาม วางไว้ด้วยกฎกระทรวงหรือแม้แต่กฎหมายที่ทางกรมโรงงานมีไว้ ถ้าอันไหนที่ไม่ทันสมัย อันไหนที่ดูแล้วว่ามันเป็นอุปสรรค ทางกรมโรงงานเองตอนนี้พยายามปรับปรุงกฎหมายดังกล่าว เพื่อให้ชุมชนแล้วก็บริษัท และที่สำคัญที่สุดสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน ขอบคุณมากค่ะ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ คำถามที่ ๒ เชิญครับ🔗

นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ ระยอง

ขอบคุณท่านประธาน แล้วก็ขอบคุณ ทางท่านรัฐมนตรีที่ให้คำตอบทั้งในเชิงการแก้ปัญหาเชิงพื้นที่ แล้วก็การแก้ปัญหาในเชิง นโยบาย ซึ่งตอนนี้เวลาผมน่าจะเหลือเยอะพอสมควร ถ้าจำเป็นต้องเกินเวลาในการตอบผมก็ ยินดีให้ใช้เวลาของผม และผมจะพยายามประหยัดเวลาให้เต็มที่ครับท่านประธาน อย่างแรก ก็ขอขอบคุณกับคำตอบเบื้องต้นเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาและความเร่งรัด แล้วก็ตามมาตรการ ที่มี ตอนนี้ก็รับทราบ สามารถแจ้งไปยังพื้นที่ได้แล้ว แต่ว่าอาจจะมีตรงส่วนหนึ่งที่อาจจะไม่ใช่ คำถาม แต่อาจจะขอโน้ตไว้ว่าอาจจะเป็นคำตอบเพิ่มเติมในอนาคต ก็คือที่บอกว่าพื้นที่ แล้วใครต้องเป็นผู้รับผิดชอบร่วมกัน อาจจะมีการขออนุญาตเพิ่มเติมว่าหลังจากนี้อาจจะมี เวลาหาคำตอบร่วมกันเพิ่มเติมว่าผมจะได้รับทราบว่าใครต้องรับผิดชอบ เป็นใครบ้างในพื้นที่ เป็นผู้รับผิดชอบ🔗

ผมขออนุญาตเข้าสู่คำถามที่ ๒ เป็นพื้นที่ใกล้เคียงกันครับ เป็นปัญหาในเขต อำเภอบ้านค่ายแล้วก็ตำบลหนองละลอกเช่นกันครับ ที่นิคมอุตสาหกรรม WHA RIL ที่ตำบล หนองละลอก มีโรงงานอยู่ ๑ โรงงาน มีพฤติกรรมปล่อยควันที่มากแปลก ๆ ครับ ในภาพ จะเห็นได้ว่าเป็นภาพถ่ายจากโรงงานบริเวณโดยรอบ ภาพแรกคือไม่ใช่ภาพเบลอหรือกล้อง ไม่ชัดนะครับ ก็เป็นภาพควันที่ออกมาจากโรงงานนั้น ซึ่งโรงงานนี้มีปล่องควันสูงครับ แต่ควัน ไม่ออกทางปล่อง ควันออกทางข้าง ๆ ถ้าดูในภาพที่ ๒ จะเห็นว่าควันจะออกมาจากที่เป็น ซอกที่อยู่ข้าง ๆ หลังคากับผนัง ปัญหาคือโรงงานนี้ผ่านการประเมินตลอดเลยครับ ซึ่งผมงง มากว่าตรวจแบบใดหรือหน่วยงานใดไปเกี่ยวข้องถึงได้ปล่อยให้โรงงานที่ทำแบบนี้ผ่าน การประเมินได้ แล้วไม่ได้ออกมาแค่ควันครับ บางครั้งรถที่จอดอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมของ โรงงานรอบ ๆ บางทีหลอมเหล็กกันอยู่ มีเศษเหล็กปลิวออกมาชนรถ ทะลุเป็นรูเลย ไม่ใช่ครั้งเดียว มีอยู่บ่อยครั้ง คำถามคือถ้าเกิดปล่อยให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นเรื่อย ๆ อนาคตถ้ามีคนบาดเจ็บ เสียชีวิตจากการกระทำที่ไม่ได้มาตรฐาน ผมทราบมาว่าใช้เครื่องจักร ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ในประเทศต้นทาง ก็เลยจะมาใช้ที่นี่แทน ที่บ้านเราครับ ใช้อย่าง ไม่มีมาตรฐาน ปล่อยมลพิษ ปล่อยเศษโลหะกระเด็นออกมาอย่างนี้ และมีแผนจะขยาย โรงงานที่ ๒ ด้วย และเท่าที่ผมพยายามสืบทราบมาโรงงานนี้ Promote ตัวเองว่าผลิตเหล็ก ได้ถูก แข่งขันแล้วทำให้ปัญหาเหล็กในประเทศเรามีปัญหาเหมือนกัน ผู้ประกอบการ ในประเทศเองก็มีปัญหา คำถามคือกระบวนการใดในโครงสร้างของรัฐปล่อยให้เกิดเรื่อง พวกนี้ขึ้น ให้ผู้ประกอบการต่างประเทศเข้ามาใช้พื้นที่ปล่อยมลพิษ สร้างมลพิษ สร้างปัญหา ทำกำไรให้ตัวเอง ทิ้งปัญหาให้ประเทศเรา เรื่องนี้ผม Serious เป็นอย่างมาก เพราะว่าไม่รู้ มันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่คำถามสำคัญคือหลังจากนี้เราจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นที่เห็นนี้กันได้ อย่างไร เรื่องนี้ก็เลยเป็นคำถามที่ ๒ ครับท่านรัฐมนตรี ถามท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรี ว่าเราจะดำเนินการอย่างไรกับสิ่งที่เห็นอยู่ในภาพดังนี้ครับ กับโรงงานที่เปิดไปแล้วมีปัญหา และจะเปิดต่อที่ถัดไปในอำเภอข้าง ๆ ในเขตผมเช่นกันครับท่านประธาน ขอฝากเป็นคำถาม ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพค่ะ พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อุตสาหกรรม คือจริง ๆ ถ้าเป็นพื้นที่น่าจะเข้าใจตรงกันนะคะ ในคำถามเขียนว่า การนิคม อุตสาหกรรม WHA ระยอง ที่ตำบลหนองละลอก อำเภอบ้านค่าย ซึ่งพอเราไปตรวจจริง ๆ ตรงนี้เป็นพื้นที่เขาเรียกว่าเป็นเขตประกอบอุตสาหกรรม น่าจะเป็นที่เดียวกัน ซึ่งเขตประกอบ อุตสาหกรรมดังกล่าวจะมีโรงงานอยู่ทั้งหมดประมาณ ๔๗ โรงงานด้วยกัน ๔๗ โรงงานมันก็มี หลากหลายโรงงาน ไม่ว่าจะเป็นแก้ว กระจก หรือแม้แต่ผลิตเหล็ก หรือโรงงานผลิตหรือ ขนส่งของพลังงานไฟฟ้า ทีนี้ใน ๔๗ โรงงานทั้งหมด มีโรงงานที่อนุญาตที่ให้ใช้ปล่องจำนวน ๕ โรงด้วยกัน ก็คือจุด Spot สีเหลือง ใน ๕ โรงนี้ตอนนี้ทางกรมโรงงานได้เข้าไปตรวจแล้วก็ ร่วมกับอุตสาหกรรมจังหวัดไปดู ปรากฏว่าใน ๕ โรงนี้ตอนนี้สามารถติดตั้งตัวเครื่องตรวจวัด คุณภาพทางอากาศ หรือที่เราเรียกสั้น ๆ ว่า CEMs (Continuous Emission Monitoring System) ตัว System นี้ได้สามารถรายงานผลออนไลน์เข้ากระทรวงเลยอยู่ ๒ โรงงาน ทีนี้ อีก ๓ โรงงานอยู่ในกระบวนการขั้นตอน เพราะว่าบางโรงงานเขาจะต้องเปิดทำการตลอด ๒๔ ชั่วโมง ไม่สามารถ Shutdown Plant แล้วก็ติดตัวเครื่องนี้ได้ ก็อยู่ในกระบวนการที่จะ ติดตั้ง ซึ่งมันจะมีผลบังคับใช้อยู่กลางปีนี้แล้วที่โรงงานทุกโรงจะต้องติด ทีนี้ประเด็นปัญหา ที่ดิฉันคิดว่าตัวรายงานผลออนไลน์พอเราดูสอบกลับย้อนหลังมันไม่เกินคุณภาพตามที่ กระทรวงกำหนดจริงค่ะ แต่ที่ท่านกังวลดิฉันเข้าใจดีว่าน่าจะเป็นการกังวลตัวฝุ่นควันที่ไม่ได้ ออกจากปล่อง ซึ่งเมื่อสักครู่จากภาพดิฉันเข้าใจว่าออกจากบริเวณด้านข้าง ซึ่งด้านข้างเอง เราไม่ได้วัดคุณภาพแค่ตัวโรงงานเท่านั้น ถ้าท่านประธานเห็นจะมีจุด Spot แดง ๆ อยู่จำนวน ๔ จุดด้วยกันรอบ ๆ อันนี้ก็เป็นที่วัดคุณภาพอากาศเหมือนกันนะคะ เป็นไปตามที่ EIA ได้กำหนด ก็คือเราต้องระมัดระวังชุมชนและบริเวณรอบ ๆ ดังกล่าวเช่นกัน เพราะฉะนั้น ก็มั่นใจได้ว่าพอเราไปดูย้อนหลังก็ไม่มีผลเช่นกัน ไม่เกินค่ามาตรฐาน ดิฉันเข้าใจดีค่ะ การที่มี ควันออกมาไม่ได้หมายความว่ามันเกินมาตรฐาน เราตกใจได้ มันอาจจะเป็นฝุ่นควัน ไอน้ำ หรืออะไรก็ตามแต่ สีของควันก็ไม่ได้บอกว่าเกินมาตรฐาน อยากให้เข้าใจตรงกันตรงนี้ก่อนนะคะ แต่สิ่งสำคัญก็คือว่าวันนี้ประเทศไทยอยากดึงดูดนักลงทุนเข้ามาลงทุนจริงค่ะ แต่ใครก็ตาม มาตั้งฐานการผลิตต้องเป็นไปตาม ต้องกระทำตามกฎหมายที่เราวางไว้แล้วก็กำหนด โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่ามาตรฐานน้ำ อากาศ ต้องเป็นไปตามที่กำหนดค่ะ ถ้าไม่สบายใจว่ามันมี เหตุการณ์อย่างนี้ เดี๋ยวดิฉันจะพยายามกำชับอุตสาหกรรมจังหวัดให้ไปดูโรงงานดังกล่าว เป็นกรณีพิเศษ กราบขอบพระคุณค่ะ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ เชิญครับ🔗

นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ ระยอง

ขอบคุณท่านประธาน แล้วก็ขอขอบคุณ ไปยังท่านรัฐมนตรีด้วยนะครับ คือตรงส่วนนี้ผมอาจจะขออนุญาตใช้เวลาส่วนที่เหลือในการ ย้อนกลับไปถึงวิธีการทำงานสภา แล้วก็ขอฝากไปทางท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการ ตอบคำถามแรกของเราคือการตอบเพื่อหามาตรการในอนาคตตามขั้นตอนที่มีและอุดจุดโหว่ ที่มีอยู่ แล้วก็ถ้าเกิดยังคงมีจุดโหว่ที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์แบบที่ว่าแล้วทำให้ต้องตอบ คำถามของผู้ร้องว่าไม่ได้มีปัญหา ผมว่าอันนี้ผมเองก็คิดว่าเราได้เวลามาหาทางที่จะทำให้ ตามกฎเกณฑ์ต่าง ๆ มีพัฒนาการที่ดีขึ้น เพื่อให้ประเทศของเราสร้างการลงทุน ดึงดูด นักลงทุนได้โดยที่ไม่ทิ้งมลภาวะไว้ ตรงนี้ก็อยากจะขอฝากทางท่านรัฐมนตรีด้วยนะครับว่า นอกจากการกำชับตรวจสอบตามขั้นตอนหลังจากนี้เราอาจจะต้องมาดูทิศทาง แนวทาง ในการแก้ปัญหาร่วมกัน ตรงส่วนนี้คิดว่าน่าจะเป็นส่วนถามคำถามแล้ว แต่จริง ๆ ผมมีคำถาม ส่งไป ๓ คำถาม ผมก็เลยขออนุญาตส่ง ผมจะใช้เวลาให้ไม่เกินครับท่านประธาน ผมรักษา เวลาด้วยดีมาเสมอ🔗

ก็ขออนุญาตเป็นคำถามที่ ๓ ครับ ที่ตำบลหนองตะพาน อำเภอบ้านค่าย มีหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่ง เป็นหมู่บ้านชื่อ เดอะ เดคโค่ ครับ เป็นหมู่บ้านที่เรียกว่าตกสำรวจ โดยที่มีการก่อสร้างนิคมติดกับหลังหมู่บ้าน ส่งผลกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันของพี่น้อง ประชาชน ลูกบ้าน เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะฝุ่นควันจากการก่อสร้าง ประสานงานไป หลายหน่วยงานแต่ไม่ได้รับการแก้ไข วันนี้ก็เลยเป็นโอกาสอันดีที่ได้ถามทางท่านรัฐมนตรี ว่าเราจะดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาให้หมู่บ้านที่ตกสำรวจได้กลับเข้าไปอยู่เป็นหมู่บ้านที่ได้รับ ผลกระทบจากการก่อสร้างอย่างไร ท่านประธานดูในรูปนะครับ รูปแรกเราจะเห็นว่าพื้นที่ ที่วงสีส้มไว้คือพื้นที่ของหมู่บ้านจัดสรร พื้นที่วงสีน้ำเงินคือพื้นที่การก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรม คำถามก็คือตกสำรวจได้อย่างไรครับ ดูในรูปเราเห็นได้เลยนะครับ ติดกันอย่างนี้ ผมไปยืนอยู่ ตรงนั้นครับ ที่เห็นดินถม ๆ ขึ้นมาเหนือกำแพงข้าง ๆ คือนิคมอุตสาหกรรม แต่กระบวนการ ที่ตกหล่นอย่างไรไม่ทราบได้ ส่งหนังสือไม่ถึงหรืออะไรก็ตามแต่ที่มีการพูดคุยถกเถียงกัน ในพื้นที่ ไม่ได้รับหนังสือ ไม่จัดกระบวนการ และปล่อยผ่าน พื้นที่รอบ ๆ เป็นพื้นที่ได้รับ ผลกระทบจากการก่อสร้างทั้งหมด ยกเว้นพื้นที่ที่ติดกันไม่ได้รับผลกระทบเหมือนไม่มี หมู่บ้านนี้อยู่ โดยส่วนตัวผมเองไม่ได้มีข้อสงสัยว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะผมเชื่อว่า ถ้าเกิดเราในฐานะสภาผู้แทนราษฎรและผมในฐานะผู้แทนราษฎรในพื้นที่นำปัญหาเข้ามา ผมก็เชื่อว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเห็นภาพนี้แล้วปล่อยผ่านไม่ได้หรอกครับ การที่จะทำให้ หมู่บ้าน ๑ หมู่บ้านหายไปจากแผนที่ประเทศไทยเมื่อมีการก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรม สภาของเราคงไม่ปล่อยให้เกิดเรื่องนี้ขึ้น ดังนั้นจึงฝากคำถามผ่านท่านประธานไปยัง ท่านรัฐมนตรีว่ากระบวนการนี้เราจะมีแนวทางอย่างไรในการทำให้หมู่บ้านที่ตกสำรวจ กลับเข้าไปอยู่ในพื้นที่การสำรวจและอยู่ในพื้นที่ได้รับผลกระทบครับ เป็นคำถามที่ ๓ ครับ ท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

อันนี้ก็ฝากท่านรัฐมนตรีไปดูด้วยกันก็แล้วกันนะครับ ให้เจ้าหน้าที่ไปประสานกับท่าน สส. ไปดูดีกว่า เพราะว่าไปดูความจริงดีกว่าว่าเป็นอย่างไรก็ค่อยแก้ปัญหา ฝากไปครับ เชิญท่านรัฐมนตรี🔗

นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อุตสาหกรรม ต้องกราบขอโทษท่านประธานอาจจะกินเวลาไปสัก ๑ นาที พยายามตอบ ให้จบภายใน ๑ นาที กระบวนการนี้เป็นกระบวนการในการทำประชาพิจารณ์ในการรับฟัง ความคิดเห็น จริง ๆ พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในพื้นที่ที่รับฟังความคิดเห็น เอกสารดังกล่าวที่เชิญชวน พี่น้องในหมู่บ้าน เดอะ เดคโค่ กว่า ๑๕๓ ครัวเรือนมีการส่งถึง แล้วก็มีจดหมายลงรับ เรียบร้อยว่าถึงปลายทาง ก็คือนิติบุคคลบริเวณป้อมยามของหมู่บ้าน แล้วไม่ได้ส่งครั้งเดียว ส่ง ๒ ครั้งนะคะ เพราะเราทำฟังความคิดเห็น ๒ ครั้ง มีคนลงรับเรียบร้อย เพราะฉะนั้น ท่านไม่ต้องกังวลว่าทางบริษัท พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรมระยอง ไทย-จีน จำกัด จะไม่ได้ทำตามกระบวนการ เพราะว่าทางเราจะต้องทำตามกระบวนการที่กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้วางกำหนดไว้ว่าจะต้องฟังความคิดเห็นของหมู่บ้าน ที่อยู่รอบ ๆ ในระยะ ๕ กิโลเมตร ซึ่ง เดอะ เดคโค่ อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว มีจดหมายส่งถูกต้อง รับเรียบร้อยค่ะ แต่ประเด็นสำคัญก็คือว่าทำไม ๑๐๐ กว่าครัวเรือนถึงไม่ได้สามารถรับรู้ ข้อมูลเลย โอเคเราไม่สามารถแก้ปัญหาที่มันเกิดมาแล้วได้ค่ะ แต่ดิฉันสามารถยืนยันได้ว่า เราทำตามกระบวนการที่ถูกต้อง วันนี้เราต้องมาหาว่าเราจะเดินหน้าเยียวยาหมู่บ้านตรงนั้น อย่างไร ดิฉันเองก็คุยกับทางการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยให้ไปคุยกับบริษัท พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรมระยอง ไทย-จีน จำกัด พื้นที่ดังกล่าว ให้ลงไป รับฟังความคิดเห็น เพราะเข้าใจดีว่าเขาคือผู้เดือดร้อนที่สุดค่ะ นี่คือทางออกของปัญหานี้ค่ะ ท่านประธาน🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

โอเค นะครับ ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ🔗

๑.๓.๔ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๑๕๐ เรื่อง ขอให้แก้ไขปัญหาการจำหน่าย สลากกินแบ่งรัฐบาล นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ท่านภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ ก็ขอถอนกระทู้นี้ไปนะครับ🔗

๑.๓.๒ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๑๔๘ เรื่อง ขอให้รัฐบาลพิจารณาจัดทำ โครงการส่งเสริมการลงทุนเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ห่างไกล นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม นายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีปานปรีย์ พหิทธานุกร เป็นผู้ตอบกระทู้แทน แต่เนื่องจากท่านรัฐมนตรีช่วยติดภารกิจสำคัญนะครับ ขอเลื่อนตอบกระทู้ไปวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ นะครับ🔗

สำหรับวันนี้จบการพิจารณากระทู้ถามแยกเฉพาะ ผมขอปิดการประชุมครับ🔗

ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๒🔗

ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มีนะครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มีครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มีนะครับ🔗

เรื่องด่วน ไม่มีครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่ค้างพิจารณา🔗

๕.๔ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาและหาแนวทางการแก้ไขปัญหากรณีผู้ลี้ภัยจากการสู้รบในพื้นที่พักพิงชั่วคราว ๙ แห่ง ในประเทศไทยและผู้หนีภัยจากการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-พม่า นายมานพ คีรีภูวดล และ นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ เป็นผู้เสนอ🔗

จากการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่ผ่านมาที่ประชุมเห็นชอบให้รวม พิจารณาญัตติทำนองเดียวกันอีก ๒ ฉบับ โดยผู้เสนอได้แถลงเหตุผลตามลำดับเสร็จสิ้นแล้ว จากนั้นประธานของที่ประชุมได้สั่งปิดการประชุมเพื่อพิจารณาต่อในการประชุมคราวต่อไป ดังนั้นในวันนี้ผมขอดำเนินการต่อนะครับ เนื่องจากญัตติเรื่องนี้มีผู้เสนอมาเพื่อขอตั้ง กรรมาธิการวิสามัญพิจารณา แต่จากการที่ได้รับฟังการอภิปรายต่อจากครั้งที่แล้วจะมี ผู้ขออภิปรายในญัตตินี้ ท่านที่ ๑ ท่านธิษะณา ชุณหะวัณ ท่านที่ ๒ ท่านภาคภูมิ บูลย์ประมุข ท่านที่ ๓ ท่านปิยรัฐ จงเทพ ท่านธิษะณาพร้อมหรือยัง ยังไม่มานะครับ ท่านภาคภูมิ บูลย์ประมุข เชิญครับ🔗

นายภาคภูมิ บูลย์ประมุข ตาก

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ กระผม นายภาคภูมิ บูลย์ประมุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตาก พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ผมขอร่วมอภิปรายในญัตติการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาและหาแนวทางแก้ไขปัญหากรณีผู้ลี้ภัยจากการสู้รบในพื้นที่พักพิงชั่วคราว ๙ แห่งในประเทศไทยและผู้หนีภัยจากสงครามสู้รบตามแนวชายแดนไทย-พม่า ซึ่งสาเหตุ ที่ผมต้องลุกขึ้นอภิปราย เนื่องจากว่าจังหวัดผมคือจังหวัดตากเป็นแนวพื้นที่ชายแดนติด ประเทศเพื่อนบ้านเมียนมาเป็นระยะทางยาวกว่าหลายร้อยกิโลเมตร มีการสู้รบตามแนว ชายแดนบ่อยครั้ง แล้วเป็นสถานที่ตั้งของพื้นที่พักพิงผู้หนีภัยจากการสู้รบประเทศเมียนมา หรือ ผภร. จำนวน ๓ แห่งด้วยกัน มีประชาชนที่อาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงนั้นเกือบ ๕๐,๐๐๐ คน จาก ๗๐,๐๐๐ คน อยู่ที่จังหวัดตากแล้ว ๕๐,๐๐๐ คน ค่อนของผู้ลี้ภัยทั้งหมด ที่ผ่านมา มีทั้งปัญหา มีทั้งข้อเสนอแนะ มีทั้งเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในจังหวัดตาก โดยเฉพาะในเรื่องของ ผู้ลี้ภัยเหล่านี้ ผมขอแยกเป็น ๒ เรื่อง🔗

เรื่องแรก คือผู้หนีภัยจากการสู้รบจากประเทศเมียนมาหรือ ผภร. ทั้งทั่วประเทศ มีการตั้งไว้ทั้งหมด ๙ แห่ง ศูนย์พักพิงชั่วคราว ๙ แห่ง จังหวัดตากมี ๓ แห่ง มีที่ตำบลแม่หละ อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก มีที่บ้านอุ้มเปี้ยม อำเภอพบพระ จังหวัดตาก มีที่บ้านนุโพ อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ๓ แห่งนี้มีคนอยู่ทั้งหมด ๔๙,๐๐๐ คน ซึ่งตำบลแม่หละใหญ่สุด ในประเทศไทยอย่างที่ผมบอก ที่ผ่านมามีการก่อตั้งของจังหวัดตากเริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๓๘ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๔๑ แต่การอพยพของคนพม่าเข้ามาประเทศไทยเมื่อปี ๒๕๒๗ นี่ก็ปาไป ๔๐ ปีแล้ว เรามีการตั้งศูนย์ได้อยู่ประมาณสัก ๒๐ กว่าปี ที่ผ่านมาก็มีการหมุนเวียนเข้าออก ของคนประเทศเมียนมา มีทั้งการส่งตัวไปที่ประเทศที่สาม ไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย ยุโรป สหรัฐอเมริกา เกือบ ๖๐,๐๐๐ คนในระยะเวลาหลายปี มีผลักดันกลับประเทศเมียนมา เชื่อไหมครับท่านประธานที่ผ่านมาไปอยู่แค่ ๘๖๓ คน คนเป็นแสนกลับพม่าแค่ ๘๐๐ กว่าคน ไปประเทศสหรัฐอเมริกา ยุโรปอยู่ประมาณ ๖๐,๐๐๐ คน ตอนนี้ที่เราดำเนินการผลักดัน กลับไปยังประเทศเมียนมาแค่ ๒๓๖ คน ตอนนี้ประชากรอยู่ที่ศูนย์พักพิงแม่หละ ศูนย์พักพิง นุโพ ศูนย์พักพิงอุ้มเปี้ยม ทั้งหมดเกือบ ๕๐,๐๐๐ คนรอการจัดการอยู่ ซึ่งก็ได้ข่าวดีว่า UNHCR ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่ดูแลคู่กับ IOM ของศูนย์พักพิงต่าง ๆ แล้วก็มี NGO อีก ๑๐ องค์กร พยายามจะมีการผลักดันไปยังประเทศที่สาม ในเร็ว ๆ นี้ ผมก็อยากจะฟังข่าวดี เพราะว่าหลายคนที่อยู่ในศูนย์พักพิงที่ย้ายไปมีภูมิลำเนาอยู่ประเทศที่สามค่อนข้างที่จะไป แล้วมีความสุข พี่น้องที่อยู่ฝั่งไทยอยู่ฝั่งเมียนมาก็ได้รับประโยชน์ มีฐานะดีขึ้น มีอาชีพการงาน ที่มั่นคง ถ้าพวกเขาเหล่านี้ได้ไปก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ระหว่างที่ยังไม่ไปปัญหาที่มันเกิดขึ้น ของจังหวัดตาก ที่ผ่านมาเมื่อ ๒ ปีที่แล้วท่านจะได้ทราบว่ามีการก่อจลาจลในศูนย์พักพิง แม่หละ Camp หลาย ๆ ฝ่ายก็เกิดมาจากการเก็บส่วยของเจ้าหน้าที่ มีการเอารัดเอาเปรียบ แต่จริง ๆ แล้วมีเรื่องเยอะกว่านั้นครับ มีขบวนการก่อตัว มีขบวนการของฝั่งชาวพม่าเข้ามา ร่วมด้วย มีขบวนการภายในกันเองที่จะเลื่อยขาเก้าอี้กันเองเยอะแยะครับ แต่ข่าวก็ออกมาว่า มีการเรื่องนี้ แต่ผมยืนยันว่าชาวบ้านแถวนั้นไม่ค่อยกังวลใจเรื่องนี้ ชาวบ้านแถวนั้นจะกังวล ใจเรื่องเดียว คือรัฐของไทยหน่วยงานที่รับผิดชอบให้ความสำคัญคนพื้นที่พักพิงมากกว่า ผมยอมรับในเรื่องหลักมนุษยธรรม แต่ว่าการที่คุณจะให้พวกเขาเหล่านั้น หมู่บ้านคนไทย ต่าง ๆ ที่อยู่ล้อมรอบศูนย์ต่าง ๆ ทั้ง ๓ ศูนย์อยู่ได้คุณต้องให้ความสำคัญกับเขาด้วย โดยเฉพาะ หน่วยงาน NGO ทั้งหลาย หน่วยงานขององค์กรระหว่างประเทศ ไม่ว่า UNHCR หรือ IOM ควรจะไปสนับสนุนกิจกรรมของเขาเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโรงเรียน สร้างกลุ่มต่าง ๆ จัดกีฬาจัดอะไร สนับสนุนงบประมาณให้เขาไปใช้ในหมู่บ้าน ผมอยากจะฝากเรื่องนี้ด้วย เพราะว่าเขาเหล่านั้นก็เสียสละให้คนต่างประเทศมาอยู่ตั้งนานแล้วน่าจะได้รับการตอบแทน นี้บ้าง ที่ผ่านมาก็มีแต่ถือว่าน้อยมาก ส่วนกลุ่มที่ ๒ คือกลุ่มผู้หนีภัยความสงบชาวเมียนมา หรือว่า ผภสม. ที่ผ่านมาก็มีการเข้าออกตลอดเพราะเนื่องจากสถานการณ์ชายแดนของ ประเทศเมียนมาสู้รบมีอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้ก็ยังสู้รบอยู่ โดยเฉพาะชายแดนของจังหวัดตาก ๕ อำเภอชายแดน ตั้งแต่อุ้มผาง พบพระ แม่สอด แม่ระมาด ท่าสองยาง ก็ยังสู้รบอยู่ ก็มี ชาวเมียนมาที่หนีการสู้รบมาอยู่ฝั่งไทยหลายต่อหลายครั้ง เมื่อปีที่แล้วเกือบหมื่นคนอพยพมา หลายรอบ ทางจังหวัดตากโดยเฉพาะท่านผู้ว่าราชการจังหวัดตาก นายกเหล่ากาชาดจังหวัดตาก องค์กรปกครองท้องถิ่น ตลอดจนประชาชนพี่น้องก็ให้ความช่วยเหลือตามมนุษยธรรม อย่างเต็มที่ องค์กรภาค NGO ก็เข้ามาช่วยกันเต็มที่ แล้วส่วนใหญ่จะมีการบริจาคของ อะไรต่าง ๆ อย่างมากมาย ซึ่งผมว่ามันเป็นการจัดการที่ไม่เป็นระบบ ผมอยากจะให้ หน่วยงานความมั่นคงซึ่งผมทราบว่าก็มีการประชุมกันอย่างต่อเนื่อง จัดมาตรการที่มันเป็น ระเบียบรูปแบบมากกว่านี้ เช่น มอบหมายให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งรับผิดชอบ อาจจะ เป็นจังหวัดหรือความมั่นคงฝ่ายทหารก็ได้ มอบหมายทุนสนับสนุนมายังองค์กรปกครอง ท้องถิ่นที่มีประวัติการการเข้าออกของผู้อพยพมาเป็นการชั่วคราว ตั้งงบเป็นพิเศษไว้ หรือ ท่านอาจจะสนับสนุนไปที่หน่วยงานกาชาดซึ่งเป็นหน่วยงานหลักอยู่แล้วของจังหวัดตาก ที่คอยสนับสนุนงบประมาณ จัดให้เป็นระบบในการเข้าออกทุกครั้ง ผมยืนยันว่าชาวบ้านไทย ไม่ได้เดือดร้อนเท่าไร เพราะว่ามีศูนย์ชัดเจนที่กักไว้ชัดเจน ในการเข้าออกระบบชัดเจน คนที่ จะไปบริจาคของก็ไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่ โดยระบบของพื้นที่เขาทำเป็นปกติ แต่ระบบ ข้างนอกอาจจะดูว่ามันวุ่นวาย แต่ผมยืนยันว่าชาวบ้านไม่ได้เดือดร้อนมากเท่าไร แต่ผม สงสารผู้ปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายปกครอง ฝ่ายความมั่นคง สาธารณสุข เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น หรือหน่วยงานต่าง ๆ ที่คุณต้องรับผิดชอบ ท่านต้องคิดดูว่าต้องมาตรวจโรค ต้องมากักกัน ต้องมาห้าม ต้องมาเข้าเวรอยู่เวร ซึ่งเหล่านี้แม้กระทั่งเบี้ยเลี้ยงเขาก็ยังไม่ได้เลยครับ ก็อยาก ให้จัดการเป็นระบบ เพราะอย่างไรผมก็เชื่อว่าการสู้รบของประเทศเมียนมานี้ ผมว่าไม่ต่ำกว่า ๕ ปีก็ยังไม่สงบ อย่างไรท่านต้องเตรียมการเรื่องนี้ โดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคง โดยเฉพาะ เลขาสภาความมั่นคงแห่งชาติน่าจะเป็นหน่วยงานหลักที่ท่านจะต้องมาจัดระบบในเรื่องผู้หนีภัย จากประเทศเมียนมา โดยญัตตินี้ผมเห็นด้วยที่จะมีการศึกษา ไม่ว่าท่านจะไปตั้งคณะกรรมาธิการ หรือไม่ว่าท่านจะไปมอบหมายให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หรือกรรมาธิการหนึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับ ผมสนับสนุนญัตตินี้ครับ ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ท่านปิยรัฐ จงเทพ มาแล้วใช่ไหมครับ เชิญครับ🔗

นายปิยรัฐ จงเทพ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ผม ปิยรัฐ จงเทพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตพระโขนง-บางนา พรรคก้าวไกล วันนี้ ขออนุญาตนำเสนอสนับสนุนญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษา แนวทางการแก้ไขปัญหาผู้ลี้ภัยจากการสู้รบในพื้นที่พักพิงชั่วคราว ๙ แห่ง ประเทศไทย ซึ่งญัตตินี้แน่นอนครับมีความจำเป็นและสำคัญในห้วงเวลาสถานการณ์นี้ หลายท่านติดตามข่าวสารก็จะทราบว่าในเวลานี้มีการสู้รบกันเป็นสงครามภายใน ในประเทศ เมียนมาหรือประเทศเพื่อนบ้านของเรา ซึ่งอยู่ฝั่งตะวันตกของประเทศไทย ปัจจุบันนี้ประเทศไทย มีผู้ลี้ภัยหรือผู้หนีภัย หลายหน่วยงานของภาครัฐ Sensitive เรื่องนี้มาก หรือละเอียดอ่อนต่อเรื่องนี้มาก ในฐานะกรรมาธิการความมั่นคงเขาก็จะระมัดระวังว่า ไม่อยากให้ใช้คำว่า ผู้ลี้ภัย เพราะประเทศไทยยังไม่ได้ลงอนุสัญญาว่าด้วยเรื่องผู้ลี้ภัย จึงขอให้ หน่วยงานของรัฐทั้งหลายพยายามใช้คำว่า ผู้หนีภัย ดังนั้นผมก็จะพยายามใช้คำว่า ผู้หนีภัย เป็นหลัก ซึ่งผู้หนีภัยกว่า ๘๐,๐๐๐-๙๐,๐๐๐ คนที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านของเรานี้อยู่ตาม ตะเข็บชายแดนฝั่งตะวันตกของประเทศไทย ใน ๔ จังหวัด จำนวน ๙ ค่ายพักพิง ถ้ามีสไลด์ รบกวนสไลด์ขึ้นด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายปิยรัฐ จงเทพ กรุงเทพมหานคร

ซึ่งแน่นอนครับ ข้อมูลที่ผมนำมานี้ ตัวเลขอาจจะไม่ได้เป็นตามเวลาที่ชัดเจน เนื่องจากว่ามีทั้งการเข้ามาแล้วออกไปอยู่ตลอด ไม่ใช่ว่าอยู่นานแล้วจะอยู่ตลอดก็มี ซึ่งบางครั้งเขาเข้ามาในช่วงที่เกิดการสู้รบ แล้วเมื่อสิ้นสุด การสู้รบเขาก็กลับเข้าไปเหมือนเดิม ฉะนั้นตัวเลขก็จะวิ่งขึ้นวิ่งลงอยู่ประมาณนี้ ซึ่งแน่นอน ครับว่าก็จะมีทั้งอยู่แบบกึ่งถาวร แล้วก็อยู่แบบไป ๆ กลับ ๆ ซึ่งกรณีอยู่แบบกึ่งถาวรนี้นำมา ซึ่งปัญหาที่รัฐไทยจะต้องช่วยกันในการดูแล โดยเฉพาะเด็กซึ่งเกิดจากค่ายผู้ลี้ภัยหรือผู้พักพิง ชั่วคราวในประเทศไทยทั้ง ๙ แห่งนี้ ซึ่งเด็กเกิดถ้าเกิดไม่มีสัญชาติ ไม่สามารถขอได้ทั้ง สัญชาติไทยและสัญชาติเมียนมา ซึ่งแน่นอนครับที่ขอไม่ได้เพราะอะไร อาจจะสาเหตุหลัก ก็คือเขาไม่ได้มีทะเบียน เขาไม่ได้มีเอกสารสิทธิหรือเขาไม่ได้มีการแจ้งเกิดตามกฎหมายของไทย ตามมาคือปัญหาเรื่องอะไรครับ เรื่องการดำเนินการทางสาธารณสุข การดูแลบริหารจัดการ ในเรื่องของทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งประเทศไทยไม่ได้มีงบประมาณเพียงพอที่จะดูแลบุคลากร จำนวนหลายหมื่นคน หรือประชาชนจำนวนหลายหมื่นคน ซึ่งไม่มีในระบบทะเบียนราษฎร์ ของประเทศไทย แน่นอนครับข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติบอกว่าตอนนี้เรามีจำนวน ผู้พักพิงมากกว่า ๙๐,๐๐๐ คนที่อยู่ในข่ายพักพิงของประเทศไทย เราจะเห็นว่าจำนวนของ งบประมาณในการดูแลผู้ป่วยหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุความรุนแรง หรือผู้ที่ได้รับ การติดโรคหรือมีเชื้อโรคที่ต้องเข้ารับการรักษา โดยต้องอาศัยหน่วยงานของโรงพยาบาลของ รัฐไทยแบกรับภาระนี้อยู่ ซึ่งแน่นอนครับโรงพยาบาลเหล่านั้นก็เป็นโรงพยาบาลรัฐที่จะต้อง ใช้งบประมาณของแผ่นดินในการรักษาหรือดูแล ปรากฏว่าหน่วยงานรัฐเหล่านี้ไม่สามารถ ที่จะไปเบิกจ่ายงบประมาณจากภาครัฐได้เนื่องจากว่างบประมาณรายหัวไม่สามารถเบิกได้ ในสิทธิการรักษาตามสวัสดิการของคนไทย เพราะ ๑. เขาไม่ได้มีสัญชาติไทย เขาไม่ได้เป็น ผู้ที่หนีภัยอย่างถูกต้อง หรือไม่ได้มีกฎบัตรที่ถูกต้องตามกฎหมายบัญญัติของประเทศไทย ทำให้โรงพยาบาลเหล่านั้นแบกรับหนี้สินต่อปีเป็นจำนวนมาก อย่างเช่นกรณีบางโรงพยาบาล แบกรับหนี้สินปีหนึ่ง ๆ รวมกัน ๕ โรงพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลอุ้มผาง โรงพยาบาล แม่สอด โรงพยาบาลท่าสองยาง โรงพยาบาลพบพระ และโรงพยาบาลแม่ระมาด รวมกัน ปี ๆ หนึ่ง เป็นร้อย ๆ ล้านครับ เราก็ต้องหาเงินมาโดยเฉพาะโรงพยาบาลจะต้องเป็นผู้แบกรับ คำถามของผมคือว่าผมยังไม่เห็นว่าปัญหาเหล่านี้จะได้รับการแก้ไข ผมไปดูงบประมาณ ปี ๒๕๖๗ ก็ไม่ได้มีการเบิกจ่ายในการอุดหนุนในส่วนนี้เข้าไป ในการชดเชยให้กับโรงพยาบาล เหล่านี้ แน่นอนครับรัฐไทยก็จะอ้างว่าเราไม่มีกฎหมาย เราไม่ได้มีบทบัญญัติที่จะให้ดูแล รับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องของปัญหาของผู้ลี้ภัยที่ได้รับผลกระทบด้านสุขภาพ แต่เราอย่าลืม ว่าประเทศไทยของเรามีรัฐธรรมนูญรับรองเรื่องสิทธิของการรักษาบุคคลผู้ยากไร้ ย่อมมีสิทธิ ได้รับการบริการสาธารณสุขของรัฐตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๗ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ตามที่กฎหมายบัญญัติ หรือแม้กระทั่งตัวบทบัญญัติที่รัฐไทยได้ให้กติการะหว่างประเทศ เรื่องสิทธิเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม หรือ ICESCR ตามข้อ ๑๒ ประเทศไทยมีพันธกิจ ผูกพันเรื่องนี้ไว้ เพราะว่าประเทศไทยได้ลงนามไว้ รับรองสิทธิของทุกคนที่มีสุขภาพกาย สุขภาพจิตตามมาตรฐานสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นั่นคือสิ่งที่รัฐไทยได้ให้ไว้กับกฎหมาย หรือว่ากติการะหว่างประเทศ ผมจึงเกิดข้อเสนอแนะขึ้นมาว่า ๑. นอกจากเรื่องการขอ สนับสนุนญัตตินี้ให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาเพื่อศึกษา ผมยังมีข้อเสนอแล้วก็ ข้อห่วงใยไปที่กระทรวงสาธารณสุขในการดูแลเรื่องงบประมาณ เพราะว่าไม่อยากให้โรงพยาบาลต้องแบกรับภาระหนี้สิน รวมถึงไม่มีทางออกให้กับเรื่องนี้ เราต้องมีการตั้งกองทุนหรือไม่ เราต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในการประสานงานกับหน่วยงาน กาชาดระหว่างประเทศหรือไม่ในการสนับสนุนงบประมาณเหล่านี้ ในการดูแลชดเชยให้กับ โรงพยาบาลที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่าย รวมถึงตัดตอนปัญหาการคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่ ส่วนหน้าคือเจ้าหน้าที่ที่ดูแลผู้ลี้ภัยเหล่านี้ ผมทราบมาในฐานะที่ต้องไปลงพื้นที่ชายแดน อยู่ตลอดเกือบทุกเดือนในฐานะกรรมาธิการความมั่นคงและชายแดน เรื่องรับร้องเรียน ส่วนใหญ่ของผู้ลี้ภัยหรือผู้หนีภัยสงครามนี้มักจะมาเล่าให้ฟังว่าไม่ใช่พวกเขาไม่มีเงินจ่าย ไม่ใช่พวกเขาไม่มีเงินที่จะไปรักษาตัว แต่ระหว่างทางที่พวกเขาจะไปถึงโรงพยาบาลนั้นมักจะ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงไปโบกรถเขา ไปจับเขา แล้วก็รีดไถเขา เงินที่เขาจะมาจ่ายค่าดูแลรักษาพยาบาลก็ถูกรีดไถไปแล้วในส่วนเจ้าหน้าที่ที่คอยมาจับมาดัก เพราะเขาไม่มีเอกสารสิทธิยืนยันตัวตนในการเข้าประเทศ นี่คือปัญหาที่ตามมาครับ ท่านประธาน ฉะนั้นผมจึงขอฝากท่านประธานครับว่าเรื่องนี้ผมเห็นด้วยและสนับสนุนญัตตินี้ ขอฝากให้กรรมาธิการถ้ามีการตั้งวิสามัญก็ให้ดำเนินการศึกษาเรื่องนี้อย่างรอบคอบครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ท่านคริษฐ์ ปานเนียม มาหรือยังครับ เชิญครับ🔗

นายคริษฐ์ ปานเนียม ตาก

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม คริษฐ์ ปานเนียม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตาก เขต ๑ พรรคก้าวไกล ผมขอแสดงความ คิดเห็นในญัตติผู้หนีภัยในฐานะผู้แทนราษฎรจังหวัดตาก จังหวัดที่มีผู้ลี้ภัยมากกว่าครึ่งแสน รวมไปถึงแม่หละ ๔๐,๐๐๐ กว่า อุ้มเปี้ยมกว่าหมื่น แล้วก็นุโพเป็นหมื่นเช่นกัน บ้านเมือง ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย บ้านเมืองที่ผู้มีอำนาจใช้อำนาจทางการทหารปราบปรามประชาชน ผู้บริสุทธิ์ บาดเจ็บ ล้มตาย ถูกยิง ถูกฆ่า ถูกกักขัง บ้านเรือนถูกเผา ถูกระเบิด จนกลายเป็น คนไร้ราก มีถิ่นเกิด มีสัญชาติ มีเชื้อชาติ แต่ปราศจากแผ่นดินอยู่ สุดท้ายครับในเสี้ยววินาที เขาคงต้องคิดเอาชีวิตรอดเพื่อรักษาชีวิตลูก เมีย พ่อ แม่ สามี เพื่อให้ครอบครัวอยู่รอด ปลอดภัย หลายประเทศที่พัฒนาแล้ว มิใช่การพัฒนาด้านวัตถุอย่างเดียว แต่สิ่งที่เขาพัฒนา นั้นคือการพัฒนาจิตใจครับ ในฐานะรัฐบาลที่กล้าพอที่จะคว่ำบาตรทางการค้า คว่ำบาตร ทางการทูตแก่ประเทศที่เป็นต้นเหตุของสงครามการเมือง และการก่อรัฐประหาร คำว่า โลกไร้พรมแดน ไม่ใช่เพียงการสื่อสารที่เรียกว่าอินเทอร์เน็ตที่เปิดกว้างเท่านั้น แต่หมาย รวมถึงความเห็นอกเห็นใจ ความเข้าใจในหลักสิทธิมนุษยธรรม สิทธิมนุษยชน โดยปราศจาก เชื้อชาติ ชนชาติ ชนชั้น ปราศจากเส้นแบ่งแยกดินแดนระหว่างประเทศ ผมขอยกตัวอย่าง ภาพยนตร์เรื่องสาละวินของหม่อมเจ้าชาตรี เฉลิมยุคล ภาพที่ทหารไทยเล็งปืนไปยังพี่น้อง ประเทศเพื่อนบ้าน ยิงขู่ไม่ให้เข้ามา สุดท้ายต้านทานน้ำตาที่โหยหาอิสรภาพไม่ได้ ก็ต้อง ปล่อยเข้ามา🔗

อีกเรื่องครับ Schindler’s List ที่เป็นหนังประวัติศาสตร์เลย เจ้าของโรงงาน ยอมแลกทรัพย์สินทุกอย่างเพื่อให้พี่น้องชาวยิวรอดพ้นจากสงครามนาซี การแสวงหาอำนาจ ของผู้กระหายสงครามคือชะตากรรมของประชาชนที่ต้องลี้ภัย สิ่งที่รัฐบาลในฐานะบริหาร ประเทศที่อยู่ในสังคมโลกและกลุ่มประเทศ ASEAN ต้องตระหนักรู้ถึงหลักสิทธิมนุษยชน ขั้นพื้นฐาน ต้องบริหารจัดการศูนย์พักพิงอพยพอย่างมีมนุษยธรรม เพราะหากท่านปล่อยปละ ละเลยแล้ว สิ่งที่จะตามมาคือขบวนการค้ามนุษย์ แหล่งธุรกิจสีเทา แหล่งฟอกเงิน แหล่งกำเนิด มาเฟีย แหล่งทุจริตคอร์รัปชันในวงการราชการ แหล่งซ่องสุมยาเสพติด แหล่งผิดกฎหมาย ต่าง ๆ มากมายครับ ผมขอสไลด์ครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายคริษฐ์ ปานเนียม ตาก

นี่คือเหตุการณ์ตอนที่เกิดการจลาจลที่แม่หละ หรือที่เราเรียกว่า แบเกราะ ก็มีข้อความในเนื้อข่าวว่า ก่อเหตุจลาจลประท้วงเจ้าหน้าที่ กองอาสารักษาดินแดน ชาวบ้านจังหวัดตากรับรู้เหตุผลดี และรู้ว่าเหรียญมีสองด้านเสมอ เวลาเกิดปัญหาข้าราชการทำตัวเป็นมาเฟียเสียเอง โดยการจัดให้ผู้ลี้ภัยออกจากศูนย์พักพิงได้ ออกไปรับจ้างไปทำงาน ไปทำไร่ ไปทำสวนต่างอำเภอมันเป็นการกดขี่ข่มเหงและเป็นการ เรียกรับหัวคิวจากการจัดสรรผลประโยชน์ครับท่านประธาน พอกดขี่เขามาก ๆ เรามักจะ ได้ยินข่าวเลวร้ายแบบนี้ละครับ เราไม่เคยทราบเลยครับว่าคนที่เขาเอาชีวิตมาฝากไว้กับเรา ต้องเผชิญหน้ากับความอยุติธรรมและกดขี่ข่มเหงรังแกเช่นไร คนในจังหวัดผมเป็นคนใกล้ชิด กับสถานการณ์เหล่านี้ อย่างที่พูดไปเหรียญมีสองด้านครับ เราเห็นใจผู้ลี้ภัยครับ ตลอดจน เสียใจกับการบริหารจัดการศูนย์พักพิงที่ล้มเหลวไม่เป็นท่าของรัฐบาลที่ผ่านมา แล้วผมเชื่อว่า ประเทศไทยมีศักยภาพมากกว่านี้ แล้วก็เชื่อด้วยว่ารัฐบาลในการนำของท่านเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและพรรคเพื่อไทยตระหนักดีถึงการต้องลี้ภัยพิษทางการเมือง รู้ซึ่งในโชคชะตา ของประชาชนจากเหตุการณ์สถานการณ์ชุมนุม ๙๙ ศพ บาดเจ็บ ๒,๐๐๐ ที่พยายามนำคดี สู่ศาลโลกในปี ๒๕๕๓ และยังมีคนไทยที่ลี้ภัยจากเหตุการณ์เหล่านั้น วันนี้เขายังหาทาง กลับบ้านไม่เจอ และยังต้องพึ่งพิงประเทศที่ขอลี้ภัยทางการเมือง หากเรามองคนเท่ากัน วิธีการปฏิบัติต่อผู้ลี้ภัยให้เกียรติให้ศักดิ์ศรีในฐานะพลเมืองของโลกที่ไร้ซึ่งพรมแดนครับ ศูนย์พักพิงที่โปร่งใส มอบสิทธิตามหลักมนุษยชนด้วยความเข้าอกเข้าใจ แม้ประเทศไทย จะเป็นประเทศกำลังพัฒนา แต่การพัฒนาจิตใจโดยการยกสถานะศูนย์พักพิงตามหลักสากล จะเป็นตัวชี้วัดว่าเราคือประเทศที่เจริญแล้วทางด้านจิตใจครับท่านประธาน ผมสนับสนุน ญัตตินี้ครับ ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ พรรคเพื่อไทย ๙ นาทีครับ🔗

นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ขออภิปรายญัตติเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาและหาแนวทางแก้ไขปัญหากรณีผู้ลี้ภัยและการสู้รบ ในพื้นที่พักพิงชั่วคราว ๙ แห่งในประเทศไทย และผู้ลี้ภัยจากการสู้รบตามแนวชายแดน ไทย-พม่าค่ะ ดิฉันเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกผู้เสนอญัตติและสะท้อนสภาพปัญหาเกี่ยวกับ ผู้ลี้ภัยและการสู้รบในพื้นที่พักพิงชั่วคราวทั้ง ๙ แห่ง ซึ่งจากข้อมูลจากส่วนกิจการชายแดน และผู้อพยพได้รายงานว่าพื้นที่พักพิงชั่วคราวทั้ง ๙ แห่ง ไม่ว่าจะในจังหวัดราชบุรี แม่ฮ่องสอน กาญจนบุรี และจังหวัดตากเหล่านี้ มีผู้ลี้ภัยไม่ต่ำกว่า ๗๐,๐๐๐ คน และกลุ่มนี้อาศัยอยู่ใน ประเทศไทยมาไม่น้อยกว่า ๓๐ ปีแล้วค่ะ โดยปราศจากสถานะทางกฎหมายรองรับ เพราะ ประเทศไทยหวังว่าสักวันหนึ่งคลื่นมนุษย์กลุ่มนี้จะสามารถกลับไปยังบ้านเกิดเมืองนอนได้ แต่เหตุการณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้นเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาชาวโลก ทั้งชาว ASEAN เองและ ชาวโลก การสู้รบในสถานการณ์เมียนมาไม่ได้ยุติลงเลย ตลอด ๓๐ ปีที่ผ่านมา แต่ยังคงทวี ความรุนแรงยิ่งขึ้น ภายหลังเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ จนทำให้ เกิดความตึงเครียดและความรุนแรงระหว่างกองทัพ Tatmadaw ของรัฐบาลสภาบริหาร แห่งรัฐหรือเราใช้ตัวย่อว่า SAC กับกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์หลาย ๆ กลุ่ม ทั่วประเทศ จนเป็นเหตุให้เกิดความไม่สงบภายในรัฐ ดังนั้นระยะหลังจึงพบว่ามีผู้ลี้ภัย ความไม่สงบชาวเมียนมา หรือตัวย่อที่เราจะเรียกก็คือ ผภสม. ข้ามพรมแดนเข้ามาใน ประเทศไทยเป็นระยะตั้งแต่เหตุการณ์รัฐประหารเมียนมาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เหตุการณ์ การปะทะกันระหว่างพรมแดน หนึ่งในรายงานล่าสุดสะท้อนผ่าน นายพืชภพ มงคลนาวิน รองอธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศของกระทรวงการต่างประเทศค่ะ ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๖ ว่าตั้งแต่เกิดเหตุการณ์รัฐประหารใน เมียนมานั้นมีผู้ลี้ภัยความไม่สงบชาวเมียนมาเข้ามาประมาณ ๕๑,๒๘๐ คน บางส่วนเข้ามา เพียง ๒-๓ วันแล้วก็กลับเมื่อสถานการณ์สงบ เพราะว่าห่วงบ้านและทรัพย์สินที่ตนเองมีอยู่ แต่บางส่วนก็กระจายตัวและกระจุกตัวอยู่ตามจุดชายแดนไม่ต่ำกว่า ๗,๐๐๐ คน เมียนมา จึงเป็นกรณีตัวอย่างที่สำคัญที่ชี้ให้เห็นว่าเหตุการณ์การต่างประเทศไม่ใช่เรื่องไกลตัวค่ะ แต่มันเป็นเรื่องใกล้ตัวถึงขนาดที่พวกคนนับหมื่นจากต่างถิ่นต่างแดนต้องตรากตรำเข้ามา เพื่อแสวงหาความปลอดภัยในผืนแผ่นดินไทยนี้ เนื่องด้วยข้อเท็จจริงเราปฏิเสธไม่ได้ว่าเรามี พรมแดนติดต่อกับประเทศพม่ายาวที่สุด คือกว่า ๒,๔๐๐ กิโลเมตร และมีจุดผ่านแดนถาวร ๕ แห่ง นอกจากนี้ยังมีสันลำน้ำและแหล่งน้ำตามธรรมชาติต่าง ๆ ที่จะทำให้มีการลักลอบ เข้ามาได้ เพราะพวกเขาไม่ได้อยากจากภูมิลำเนาที่อยู่ แต่เขาต้องจากมาเพราะบ้านเรือน ถูกทำลายและข้าวของที่เสียหาย แม้หากชีวิตก็ตกอยู่ในความเสี่ยง ดังนั้นพวกเขาจึงเดินทาง ข้ามแดนเพื่อแสวงหาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตนเองและครอบครัวค่ะ อันนี้ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่บุคคลพึงมีในการรักษาไว้ซึ่งชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งรองรับโดยปฏิญญา สากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติค่ะ ถัดจากความร่วมมือระดับโลกเราลองมาดู ความร่วมมือระดับภูมิภาค เราจะเห็นได้ว่าประเทศไทยที่ผ่านมาเรายึดหลักการไม่แทรกแซง กิจการภายในมาตลอดค่ะ ซึ่งเป็นหลักการที่สำคัญของสมาคมประชาคมแห่งชาติเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้หรือว่า ASEAN ยึดร่วมกัน โดยไม่แทรกแซงระหว่างกัน เราไม่ก้าวก่าย เขาไม่ก้าวก่ายเราเช่นไรเราไม่ก้าวก่ายเขาเช่นนั้น นี่จึงทำให้ ASEAN ดำรงอยู่ได้ภายใต้กรอบ ความร่วมมือที่หลากหลายและมีมาอย่างต่อเนื่องค่ะ จนกระทั่งมีการประชุมผู้นำสุดยอด ASEAN นัดพิเศษเมื่อเดือนเมษายน ๒๕๖๔ โดยผู้นำและผู้แทนชาติ ASEAN ก็ได้ระบุฉันทามติ ที่สำคัญ ๕ ข้อเกี่ยวกับสถานการณ์ในเมียนมา ได้แก่🔗

๑. จะต้องยุติความรุนแรงในเมียนมาโดยทันที และทุกฝ่ายต้องให้ความยับยั้ง ชั่งใจกันอย่างเต็มที่🔗

๒. ในฉันทามติคือมีการเจรจาที่จะสร้างสรรค์ระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จะเริ่มต้นขึ้นเพื่อหาทางออกอย่างสันติเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน🔗

๓. ทูตพิเศษของประธาน ASEAN จะอำนวยความสะดวกในการเป็นสื่อกลาง ของกระบวนการเจรจาโดยความช่วยเหลือของเลขาธิการ ASEAN🔗

๔. ASEAN จะให้ความร่วมมือช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมผ่านศูนย์ประสานงาน ASEAN เพื่อความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ด้านการจัดการภัยพิบัติ🔗

และสุดท้าย ทูตและคณะผู้แทนพิเศษจะเดินทางไปเยือนเมียนมาเพื่อพบปะ พูดคุยกับทุกฝ่าย🔗

อย่างไรก็ตาม แม้จากการประกาศเวลาที่ผ่านมากว่า ๒ ปี แต่เหตุการณ์ ความไม่สงบก็ไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงเลยค่ะ ดิฉันไม่เห็นด้วยกับการแปรเปลี่ยนจุดยืนเรื่อง หลักการการไม่แทรกแซงกิจการภายใน แต่เราก็อาจใช้โอกาสนี้ในการสร้างโอกาสและ แสวงหาความหวังผ่านวิสัยทัศน์การต่างประเทศของรัฐบาลใหม่นี้ได้ค่ะ นำโดย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีมายกระดับการแก้ไขปัญหาในภูมิภาคนี้กันค่ะ ท่านนายกรัฐมนตรี เศรษฐาเคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในหลายบริบท ทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศว่า ประเทศไทยเห็นความสำคัญอย่างยิ่งของประเด็นสิทธิมนุษยชน ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๖ ท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐาก็ย้ำจุดยืนของไทยในความเป็นกลางว่าเรา เป็นมิตรกับทุกฝ่าย แต่ไม่ไร้จุดหมาย นั่นคือการปรับวิธีการวางตัวและการวางจุดยืนของ ประเทศให้เหมาะสม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศและมีโอกาสในการสร้างให้เกิดการค้า และการลงทุนร่วมกัน นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีเศรษฐายังได้มอบหมายให้นายปานปรีย์ รองนายกรัฐมนตรีที่ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศด้วย ให้ยกระดับการ ดำเนินนโยบายต่างประเทศของไทย โดยรองนายกรัฐมนตรีปานปรีย์ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่าเมียนมาเป็นประเทศ เพื่อนบ้านของเรา สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศเมียนมาถือเป็นปัญหาภายในของเขาที่ควรแก้ไข ด้วยกระบวนการของเมียนมาเอง และควรได้รับกลไกของ ASEAN เข้าไปช่วยเหลือ ซึ่งไทย ควรเคารพในการตัดสินใจของ ASEAN ดังนั้นภายใต้รัฐบาลของเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี จึงยึดถือมติร่วมกันของ ASEAN ๕ ข้อ และยังทำงานร่วมกับ ASEAN อย่างเต็มที่เพื่อช่วย ให้เกิดสันติภาพในเมียนมาให้เร็วที่สุด ด้วยเหตุนี้ดิฉันเห็นว่าเมื่อรัฐบาลใหม่ที่นำโดย นายเศรษฐา ทวีสิน และนโยบายการต่างประเทศใหม่ที่ท่านนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ รองนายกรัฐมนตรีปานปรีย์เป็นผู้ขับเคลื่อนนั้น กำลังยกระดับให้ไทยมีบทบาทสำคัญ ที่สอดคล้องกับหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในและมุ่งสู่เป้าหมายการสนับสนุนยับยั้ง วิกฤติด้านมนุษยธรรม และช่วยเหลือผู้ลี้ภัยในฐานะประเทศเพื่อนบ้านอย่างสร้างสรรค์ ดิฉันจึงสนับสนุนให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา แนวทางแก้ไขปัญหากรณีผู้ลี้ภัยจากการสู้รบในพื้นที่พักพิงทั้ง ๙ แห่งในประเทศไทย และ ผู้ลี้ภัยจากการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-พม่า เพื่อให้เกิดผู้เชี่ยวชาญหน่วยงานหารือในการ แก้ไขสภาพปัญหาที่ถ่องแท้ ประเด็นที่สำคัญที่อยากให้ตั้งก็เพราะว่าพื้นที่เหล่านี้สอดคล้อง กับการเชื่อมติดกับพรมแดนไทย และอย่างที่ ๒ อยากให้มีการศึกษาการยกระดับบทบาท ของรัฐบาลไทยในการเปิดช่องทางการสื่อสารระหว่างฝ่ายที่เกี่ยวข้องในสถานการณ์พม่า ทั้งในระดับรัฐ ระดับกองทัพ และระดับพรมแดน เพื่อให้การบูรณาการเกิดความร่วมมือ เพื่อบรรเทาวิกฤติ ทั้งนี้การดำเนินนโยบายการต่างประเทศของไทยหมดเวลาแล้วกับการ อยู่บนหอคอยงาช้าง เพื่อนบ้านไฟไหม้เป็นไปไม่ได้เลยที่เรามีบ้านติดกันแล้วเราจะไม่ได้รับ ผลกระทบ เราจะนิ่งเฉยต่อกองไฟที่โหมเข้ามาอยู่ติดประเทศได้อย่างไร ถึงเวลาของ การต่างประเทศเชิงรุกที่จับต้องได้ และขอสนับสนุนให้รัฐบาลสนับสนุนการช่วยเหลือผู้ลี้ภัย ในพม่า ขอบคุณท่านประธานค่ะ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ อีก ๓ ท่าน ท่านแรก ท่านวีรนันท์ ฮวดศรี ท่านที่ ๒ ท่านศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ท่านที่ ๓ ท่านสหัสวัต คุ้มคง ท่านวีรนันท์ ฮวดศรี เชิญครับ🔗

นายวีรนันท์ ฮวดศรี ขอนแก่น

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วีรนันท์ ฮวดศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขต ๑ พรรคก้าวไกล ผมขอใช้เวลาในสภาแห่งนี้เพื่ออภิปรายสนับสนุนขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาและหาแนวทางแก้ไขปัญหาผู้ลี้ภัยจากการสู้รบในพื้นที่พักพิง ๙ แห่ง ในประเทศไทย และผู้หนีภัยจากการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-พม่า รวมถึงญัตติหาแนวทาง บริหารจัดการรวมถึงแก้ไขปัญหาผู้ลี้ภัยความไม่สงบชาวเมียนมา รวมถึงญัตติของพรรค เพื่อไทย เหตุการณ์ความไม่สงบในประเทศเพื่อนบ้าน มีความยืดเยื้อยาวนานมากกว่า ๔๐ ปี เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ คือการรัฐประหารยึดอำนาจจากประชาชน ชาวเมียนมา เมื่อ ๒ ปีที่ผ่านมาของกองทัพทำให้ประชาชนจับอาวุธเพื่อสู้ในการทวงคืน ประชาธิปไตย ส่งผลให้เกิดสงครามกลางเมืองในประเทศ ผลของการสู้รบทำให้มีผู้ลี้ภัย อพยพเข้ามาในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ตามศูนย์พักพิงชั่วคราว ตามแนวชายแดน ระหว่างไทยและเมียนมามากยิ่งขึ้น ศูนย์พักพิงดังกล่าวนี้อยู่ตามแนวชายแดนมีทั้งหมด ๙ แห่ง ๔ จังหวัด ตั้งแต่ภาคเหนือลงมายังภาคตะวันตก แต่ศูนย์พักพิงดังกล่าวไม่ได้มีระบบ การบริหารจัดการที่ชัดเจน และคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างไม่เพียงพอ เช่น กรณี ผู้ลี้ภัยถูกเจ้าหน้าที่ทำร้ายแต่ไม่สามารถเอาผิดผู้ทำร้ายได้ การเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ว่า จะเป็นการเดินทาง อาหาร ที่พัก ระบบสาธารณูปโภค ซึ่งไม่ได้ครอบคลุมเหมือนกับเรา ทุกคนที่อยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ ที่จะมีข้าวกินทุกวัน มีบ้านให้กลับ ท่านประธานรู้หรือไม่ว่า ผู้ลี้ภัยเหล่านี้ได้รับการจัดสรรข้าวสารเพียงน้อยนิด ที่อยู่อาศัยเป็นสิ่งก่อสร้างใหม่ถาวร ใช้วัสดุตามธรรมชาติ ตามอัตภาพ ไม่ว่าจะเป็นใบตอง พลาสติก หรือวัสดุที่หาได้ บ้านเรือน สร้างด้วยไม้ไผ่ นี่คือสิ่งที่เขาได้รับจากรัฐบาลไทย ส่วนเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค การศึกษานั้นถูกจัดสรรจากองค์กรเอกชนและไม่เพียงพอ ด้วยปัญหาข้างต้นทำให้ผู้ลี้ภัย บางส่วนตัดสินใจหลบหนีออกจากสถานที่พักพิง จากปัญหาดังกล่าวมีผู้ลี้ภัยจำนวนมากที่ถูกแสวงหาประโยชน์ หลายคนตกเป็นเหยื่อ การค้ามนุษย์หรือขบวนการยาเสพติด เนื่องจากไม่มีทางเลือกครับ จะกลับประเทศก็ไม่ได้ จะเข้ามาประเทศไทยก็ไม่มีสถานะของผู้ลี้ภัยรองรับ จึงทำให้ผู้ลี้ภัยบางส่วนเข้าสู่ กระบวนการที่ผิดกฎหมาย แน่นอนครับในการกระทำผิดกฎหมายส่งผลกระทบและเกิด ปัญหาที่ตามมาอีกมาก ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศเมียนมาส่งผลกระทบ ต่อสถานภาพทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ต่อชาวเมียนมาโดยตรง ทำให้มีชาวเมียนมาต้องการ ออกจากประเทศของตน แต่ไม่สามารถเข้ามาเป็นผู้ลี้ภัยได้ จึงเข้ามาเป็นแรงงานข้ามชาติ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของตัวเอง ยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัว เช่น ในจังหวัด ขอนแก่นบ้านผม ซึ่งเป็นจังหวัดนำร่องในการพัฒนาหลายด้าน รวมถึงด้านอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ แห อวน ที่ต้องการแรงงานในตลาดแรงงานเป็นจำนวนมาก มีการเปิดรับ แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเมียนมาเองก็ถือเป็นประเทศต้น ๆ ที่เข้ามาทำงานใน จังหวัดขอนแก่น แต่แรงงานเหล่านี้ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน อีกทั้งยังไม่ สามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน เนื่องจากบางคนไม่มีสถานะเป็นพลเมือง นอกจากนี้ยังมี การกดขี่แรงงาน การละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อแรงงานข้ามชาติอีกด้วย ท่านประธานครับ มีปัญหาหลายประเด็นที่เราต้องศึกษาอย่างละเอียดรอบคอบเพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหา เรื่องของผู้ลี้ภัย เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้เข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ. ๑๙๕๑ ซึ่งประเทศไทยนั้นไม่ได้ยอมรับว่ามีผู้ลี้ภัยในประเทศ การลงนามในภาคีนี้ว่า ด้วยรัฐต้องปฏิบัติต่อผู้ลี้ภัย เปรียบเสมือนเป็นพลเมืองของประเทศตนเอง พูดง่าย ๆ ก็คือ มีสิทธิแล้วก็มีเสรีภาพทางการเมือง มีเสรีภาพในการรวมตัว อย่างเช่นพวกเรา ๆ แล้วก็พูด ง่าย ๆ ก็คือว่าการรับรองสถานภาพผู้ลี้ภัยนี้ต้องสมควรเกิดขึ้นในประเทศไทย ที่ปัจจุบัน ประเทศไทยไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ. ๑๙๕๑ แต่กลับใช้ระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการคัดกรองคนต่างด้าวที่เข้ามาภายในประเทศไทย แต่ไม่สามารถ กลับภูมิลำเนาได้ พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งในระเบียบนี้หลีกเลี่ยงการใช้คำว่า ผู้ลี้ภัย และให้ใช้คำว่า ผู้อยู่ระหว่างผู้คัดกรองสถานะ โดยมีคณะทำงานที่มีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธาน กรรมการพิจารณาคัดกรองบุคคลที่สมควรให้สถานะ จะเห็นได้ว่าระเบียบนี้รัฐบาลไทยเอง ไม่ยอมรับสถานะความมีอยู่ของผู้ลี้ภัย อาจกล่าวได้ไม่เกินจริงว่ารัฐไทยไม่เหลียวแลผู้ลี้ภัย เพราะประเทศไทยไม่มีผู้ลี้ภัยตามกฎหมาย มีข้อห่วงใยจาก TDRI สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนา ประเทศได้ตั้งข้อสังเกตในเรื่องนี้ไว้หลายประการด้วยกัน🔗

ประการแรก การให้สถานะผู้ลี้ภัยนั้นมีความเสี่ยงต่อความมั่นคงภายในประเทศ🔗

ประการที่ ๒ กลัวว่าผู้ลี้ภัยจะมีสิทธิทางกฎหมายดีกว่าผู้เข้าเมืองอย่าง ถูกกฎหมาย เนื่องจากประเทศไทยเองมีการตกลงกับประเทศต้นทางที่ส่งแรงงานข้ามชาติ เข้ามา🔗

ประการที่ ๓ ในเรื่องสิทธิทางเศรษฐกิจกลัวผู้ลี้ภัยมาแย่งการประกอบธุรกิจ ของคนต่างด้าวอื่น เนื่องจากทั่วประเทศไทยเองเรามีข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ ไม่ว่า จะเป็น WTO AEC หรือในเรื่องการประกอบธุรกิจอื่นของคนต่างด้าว🔗

ประการที่ ๔ กังวลว่าผู้ลี้ภัยจะมีสิทธิเท่าเทียมกับคนไทยในเรื่องของสิทธิ ประกันสังคม การที่เราให้ความสำคัญกับหลักกฎหมายว่าด้วยสิทธิมนุษยชน เรื่องของ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างมีมนุษยธรรมนั้นเป็นหลักสากลที่ประเทศพัฒนาแล้วพึงปฏิบัติ อีกทั้งแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาประชาธิปไตยที่ก้าวหน้าของประเทศไทยไปอีกขั้นหนึ่ง ครับท่านประธาน🔗

สุดท้ายนี้ผมจึงขอสนับสนุนในหลักการญัตติของเพื่อนสมาชิกที่ได้เสนอ ทั้ง ๓ ญัตติ และอยากส่งเสียงของผู้ลี้ภัยที่อยู่ตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา ของผู้ลี้ภัย ที่อยู่ตามศูนย์พักพิง เพื่อเป็นเสียงที่สะท้อนให้เห็นว่าไม่ว่าจะเป็นความหลากหลายทาง ชาติพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างทางเชื้อชาติ ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างทางศาสนา ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างทางอายุ ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างของระยะเวลาการเข้ามาใน ศูนย์พักพิงนั้น ควรได้รับการดูแลอย่างเป็นระบบและลบข้อครหาในเรื่องของการละเมิด สิทธิมนุษยชนของประเทศไทยต่อสังคมโลก ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ เชิญครับ🔗

นางสาวศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานคะ ทนายแจม ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๑ พรรคก้าวไกลค่ะ วันนี้ดิฉันขอมาอภิปรายเพื่อสนับสนุนญัตติการตั้งกรรมาธิการวิสามัญ เกี่ยวกับปัญหาผู้ลี้ภัยการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-พม่าในเรื่องนี้ค่ะ ปัญหาเรื่องผู้ลี้ภัย จริง ๆ สามารถเชื่อมโยงมาถึงปัญหาหนึ่งในประเทศไทยที่กำลังเผชิญอยู่เหมือนกัน ก็คือ ในเรื่องของวิกฤติเด็กเกิดต่ำ วิกฤติเด็กเกิดต่ำในประเทศไทยนอกจากประเทศไทยยังมีอีก หลายประเทศที่ประสบปัญหาในวิกฤติเดียวกัน วิกฤติปัญหาเด็กเกิดต่ำนี้ส่งผลให้เกิดการ ขาดแคลนแรงงานแล้วก็กระทบต่อสภาพเศรษฐกิจในอนาคต เพราะเดี๋ยวต่อไปในอนาคต เราจะไม่ได้ดูแล้วว่าแต่ละคนเป็นเชื้อชาติเป็นสัญชาติอะไร แต่ทุกคนคือพลเมืองโลก เพราะฉะนั้นในอนาคตก็จะมีการแย่งชิงแรงงาน แย่งชิงพลเมืองในแต่ละประเทศเพื่อให้ เข้ามาสู่ในประเทศของตัวเอง แน่นอนว่าสวัสดิการของคนในประเทศก็เป็นเรื่องสำคัญนะคะ การมีสวัสดิการให้กับคนในประเทศมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี แต่เราก็ไม่อาจที่จะละเลยได้ว่า อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือสิทธิของทั้งผู้ลี้ภัย แล้วก็อีกกลุ่มหนึ่งที่อาจจะมองเหมือนเป็น คนละเรื่อง แต่จริง ๆ ก็เป็นเรื่องเดียวกันคือในเรื่องของแรงงานข้ามชาติ ซึ่งในปัจจุบัน ประเทศไทยเราก็มีแรงงานข้ามชาติชาวพม่ามีจำนวนไม่น้อยเหมือนกัน เพราะฉะนั้น เมื่อประมาณสัปดาห์ที่แล้วดิฉันเองมีโอกาสได้ลงพื้นที่ที่จังหวัดภูเก็ตไปกับคณะกรรมาธิการ ก็เลยได้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ของแรงงานข้ามชาติชาวพม่า ซึ่งในนั้นก็จะมีทั้งคนที่มาอย่าง ถูกกฎหมายแล้วก็มาอย่างไม่ถูกกฎหมาย แล้วส่วนหนึ่งปัญหาก็มาจากการที่เขาหลบลี้หนีภัย มาจากประเทศพม่าเช่นเดียวกัน เพราะว่าจากเมื่อก่อนแรงงานพม่าเราอาจจะมีแค่คนหนึ่ง มาทำงานในประเทศไทยใช่ไหมคะ แล้วก็มาหาเงินส่งเงินกลับไป แต่พอสภาพปัญหาสงคราม หรือปัญหาความขัดแย้งในประเทศพม่าที่เกิดขึ้นนี้ส่งผลให้ เขาก็มีการโยกย้ายครอบครัว มาจาก ๑ เป็น ๒ จาก ๒ เป็น ๔ จาก ๔ เป็น ๘ จนมีปริมาณประชากรแรงงานข้ามชาติ ผู้ลี้ภัยจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ปัญหาที่เจอก็คือว่าพอเขามาอยู่ด้วยกัน มาอยู่นาน ๆ ไปมีการ คลอดบุตร มีการให้กำเนิดบุตร สิ่งที่สำคัญก็คือการให้สิทธิเกี่ยวกับการสาธารณสุข สิทธิ ในการเข้าถึงการศึกษา สิทธิในการเข้าถึงการเป็นแรงงานที่ถูกกฎหมายของแรงงานข้ามชาติ ที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทย แล้วก็เป็นกลไกสำคัญหนึ่งของระบบเศรษฐกิจในการขับเคลื่อน ประเทศไทย เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ากลุ่มแรงงานข้ามชาติเหล่านี้ หรือว่ากลุ่มผู้ลี้ภัยในอนาคต ที่อาจจะมาเป็นแรงงานในอนาคตจะมีผลสำคัญต่อสภาพเศรษฐกิจของเราเช่นเดียวกัน ถ้าเราให้ความสำคัญกับเขา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการศึกษา ในเรื่องของการรักษาพยาบาล อะไรก็ตาม เขาก็จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญของประเทศในการขับเคลื่อนประเทศเหมือนกัน ถ้าเขาเข้าถึงการศึกษาที่ดี ถ้าเขาเข้าถึงระบบพยาบาลที่ดี เขาก็จะเป็นกลุ่มแรงงานที่มี คุณภาพของประเทศไทยในอนาคต เพราะฉะนั้นมันเป็นเรื่องเดียวกันที่เราแยกออกจากกัน ไม่ได้ แล้วก็นอกจากนั้นการที่เรามีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญในครั้งนี้เราจะได้มีการ เอาปัญหาแต่ละอย่างมาพูดคุยกันอย่างเป็นระบบ แล้วก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการที่จะ ทำให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับคนทุกคนเท่ากันค่ะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่ในที่ประชุม)
นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านสหัสวัต คุ้มคง เชิญครับ🔗

นายสหัสวัต คุ้มคง ชลบุรี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม สหัสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขต ๗ พรรคก้าวไกล ผมขอมี ส่วนร่วมในการอภิปรายสนับสนุนการตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาและหาแนวทาง การบริหารจัดการ รวมถึงแก้ไขปัญหาผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมา ผมอยากจะเรียน อย่างนี้ครับท่านประธาน เหตุที่ต้องตั้งเรื่องนี้เป็นกรรมาธิการวิสามัญเพราะเป็นเรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน หลายกระทรวง ไม่สามารถจะใส่กล่องเดี่ยว ๆ ได้ครับ ต้องทำงานกันอย่างบูรณาการทั้งต่างประเทศ หน่วยงานความมั่นคง มหาดไทย แรงงาน ไม่สามารถแยกออกอย่างใดอย่างหนึ่งได้ครับ เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านก็คงได้พูดเกี่ยวกับ สิทธิมนุษยชน ความโหดร้ายของสงครามและผู้ที่หนีภัยสงครามไปกันบ้างแล้วนะครับ ผมอยากจะขอพูดถึงผู้ได้รับผลกระทบอีกด้านหนึ่ง คือผู้ใช้แรงงานครับ โดยเฉพาะแรงงาน ข้ามชาติครับ ผมขอเริ่มอย่างนี้นะครับ ปัญหาผู้ลี้ภัยนอกจากผู้ลี้ภัยสงครามที่หนีตายกันมา ผลกระทบจากสงคราม อีกส่วนหนึ่งคือทำให้คนจำนวนมากทำมาหากินไม่ได้ จึงเกิดการลี้ภัย ที่เรียกว่าเป็นผู้ลี้ภัยทางเศรษฐกิจ แล้วส่วนหนึ่งคนเหล่านี้ก็กลายมาเป็นแรงงานข้ามชาติในประเทศของเราในปัจจุบัน สถานการณ์แรงงานข้ามชาติในปัจจุบันเป็นอย่างนี้ครับ ในไทยมีการใช้แรงงานข้ามชาติ ๔ สัญชาติ มีรูปแบบการนำเข้ามาอยู่ ๓ รูปแบบ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายสหัสวัต คุ้มคง ชลบุรี

รูปแบบแรก คือ MOU คือกลุ่มแรงงาน ข้ามชาติที่เราไปทำสัญญาร่วมกับประเทศต่าง ๆ โดยทำงานได้ครั้งละ ๒ ปี และต่อได้อีก ครั้งละ ๒ ปี จากนั้นต้องกลับประเทศต้นทาง ๓๐ วันแล้วกลับมาทำงานใหม่ แต่โดยมติ ครม. เมื่อปีที่แล้วมีการผ่อนผันให้กลับเป็นเพียง ๑ วันก็กลับมาได้นะครับ🔗

รูปแบบที่ ๒ คือกลุ่มที่ได้รับอนุญาตตามมติ ครม. ที่ได้รับการผ่อนผัน รับจดทะเบียนให้อยู่และทำงานในประเทศชั่วคราว หรือที่เราเรียกกันว่าบัตรชมพู โดยคน เหล่านี้ได้รับอนุญาตเป็นครั้ง ๆ ครั้งละไม่เกิน ๒ ปี🔗

รูปแบบที่ ๓ คือประเภทของแรงงานข้ามชาติที่ทำงานแบบไปกลับบริเวณ ชายแดนหรือตามฤดูกาล ซึ่งจะเป็นแรงงานประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดกับประเทศไทย ทำงานได้ในเฉพาะพื้นที่ชายแดนเท่านั้น และทำงานได้ครั้งละไม่เกิน ๙๐ วันเท่านั้น🔗

ส่วนจำนวนแรงงานข้ามชาติก็ตามสไลด์ที่ปรากฏอยู่ เรื่องราวเป็นอย่างนี้ครับ ท่านประธาน หลังจากเกิดการรัฐประหารในประเทศเมียนมาเมื่อปี ๒๕๖๔ แรงงานข้ามชาติ ที่มาแบบ MOU ก็มีการต่อระยะเวลามาเรื่อย ๆ แต่พอรอบนี้เมื่อ MOU เขาจะหมดเวลา ตามระเบียบแล้วเขาก็ต้องกลับไปประเทศบ้านเกิดของเขาก่อนแล้วจึงเดินทางกลับมายัง ประเทศไทย ปัญหาที่เกิดขึ้นคือแรงงานจำนวนมากไม่สามารถที่จะกลับไปยังบ้านเกิดได้ เพราะเกรงว่าจะเกิดอันตราย มีพี่น้องแรงงานข้ามชาติหลายคนที่ในช่วงเกิดสงคราม กลางเมืองในประเทศเมียนมานั้นครอบครัวถูกจับกุมคุมขังหรือเสียชีวิตทั้งครอบครัว แรงงาน บางคนถูกมองว่าเป็นศัตรูกับรัฐ ทำให้คนเหล่านี้มีความเสี่ยงในการกลับไป ซ้ำร้ายกว่านั้น แรงงานบางคนถูกยกเลิก Passport เพราะรัฐบาลเผด็จการทหารพม่ามองว่าคนเหล่านี้ เป็นปฏิปักษ์กับรัฐโดยตรง เป็นคนที่ส่งเงินกลับไปช่วยอีกฝั่งจนนำไปสู่อีกปัญหา คือเรื่องของ การส่งเงินกลับของแรงงานเมียนมาที่ตอนนี้ก็ยังเป็นปัญหา ผมจะยังไม่ลงละเอียดเรื่องนี้ ในวันนี้นะครับ🔗

ปัญหาต่อไปที่จะเกิดขึ้น ด้วยความที่แรงงานเหล่านี้กลับบ้านไม่ได้ ด้วยสภาพ แบบนี้จะทำให้เกิดแรงงานถูกกฎหมายจำนวนหนึ่งที่จะกลายเป็นแรงงานเถื่อน ตอนนี้ปัญหา ที่เร่งด่วนที่สุด คืออีกไม่กี่วันในเดือนกุมภาพันธ์จะมีแรงงานตาม MOU และมติ ครม. ที่จะหมดอายุอีกประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ คน และในเดือนกุมภาพันธ์ปี ๒๕๖๙ จะเพิ่มเป็น ๒ ล้านคน และแน่นอนเมื่อเขาเหล่านี้กลับบ้านไม่ได้ก็ต่อสัญญาไม่ได้ ทางเลือกก็คงจะมี ไม่มาก เช่น คนเหล่านี้อาจจะถูกแอบจ้างงานต่อด้วยสภาพการทำงานที่ย่ำแย่กว่าเดิม ไม่มีสวัสดิการ ถูกกดค่าแรง หรืออาจโดนเรียกรับส่วยได้ ทั้งจากเจ้าหน้าที่ Agency หรือจาก นายจ้าง หรือซ้ำร้ายกว่านั้นคนเหล่านี้อาจจะกลายเป็นผู้หนีภัยไปโดยปริยาย และจะทำให้ เกิดปัญหาอย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้พูดไปแล้วนะครับ คนเหล่านี้ส่วนหนึ่งคือคนที่ หนีตายจากสงคราม โดยหลักการเราไม่สามารถส่งเขากลับได้อยู่แล้ว แต่ในทางหนึ่ง คนเหล่านี้เองก็เป็นคนที่ทำมาหากินในบ้านเรา สร้างเศรษฐกิจให้กับเราจำนวนมาก แต่เขา ต้องกลายเป็นคนผิดกฎหมายเพียงเพราะตอนนี้เขากลับบ้านตัวเองไม่ได้ เราจะไม่ช่วยเหลือ เขาหรือครับ🔗

นอกจากนี้อีกประเด็นหนึ่งในเรื่องของแรงงานคือเราต้องยอมรับว่าประเทศเรา กำลังขาดแคลนแรงงาน เราต้องนำเข้าแรงงานจำนวนมากจากประเทศเพื่อนบ้าน แล้วเรา กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จะเป็นไปได้ไหมครับที่จะให้คนเหล่านี้มาทำงานเพื่อเป็นส่วนหนึ่ง ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเราต่อไป โดยข้อเสนอคร่าว ๆ ของผมมีดังนี้ครับ🔗

ข้อ ๑ ให้มีการผ่อนผันแล้วต่ออายุชั่วคราวให้กับแรงงานที่กำลังจะหมด MOU ไปชั่วคราวก่อน🔗

ข้อ ๒ กระบวนการ MOU ให้คงไว้แบบเดิม แต่อาจมีการผ่อนผันให้กับ แรงงานที่เคยอยู่แล้วในประเทศสักปีหนึ่งก่อน โดยยังไม่ต้องเดินทางกลับไปยังประเทศ ต้นทาง🔗

ข้อ ๓ หากสถานการณ์ในเมียนมายังไม่ยุติ ให้มีการพิจารณาต่ออายุทีละ ๒ ปีโดยที่ไม่ต้องกลับประเทศ🔗

ข้อ ๔ สำหรับผู้ลี้ภัยที่อยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยต่าง ๆ อาจจะมีการพิจารณาอนุญาต ให้ทำงานได้ แทนที่เราจะต้องใช้ภาษีเพื่อเลี้ยงดูและจำกัดสิทธิของพวกเขาแค่เพียงอย่างเดียว แต่ให้เขามีอิสระรวมทั้งสร้างศักยภาพให้กับเขา โดยให้เขาทำงานให้ได้เข้าสู่ระบบประกันสังคม และทำงานสร้างเศรษฐกิจให้กับเราต่อไป ผมขอสนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญเพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าวครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านภัสริน รามวงศ์ เชิญครับ🔗

นางสาวภัสริน รามวงศ์ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน ภัสริน รามวงศ์ ผู้แทนจากพรรคก้าวไกล ผู้แทนคนบางซื่อ เขตดุสิต วันนี้ดิฉัน ขออภิปรายสนับสนุนญัตติให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณา ศึกษาและหาแนวทางแก้ไขปัญหากรณีผู้ลี้ภัยจากการสู้รบในพื้นที่พักพิงชั่วคราว ๙ แห่ง ในประเทศไทย และหนีภัยจากการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา พื้นที่พักพิงชั่วคราว ในประเทศไทยเกิดขึ้นมานานกว่า ๓๐ ปี เพื่อรับรองผู้หนีภัยจากการสู้รบในเมียนมา แล้วก็มี ทั้งหมด ๙ แห่ง ใน ๔ จังหวัด จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดตาก จังหวัดราชบุรี และจังหวัด กาญจนบุรี มีประชากรมากกว่า ๙๐,๐๐๐ คน ซึ่งเป็นผลพวงจากสงครามกลางเมือง ส่งผลให้ ประชาชนแล้วก็ครอบครัวชาวเมียนมาแสวงหาที่หลบภัยบริเวณชายแดนไทย ใต้การควบคุม ของกลุ่มชาติพันธุ์แล้วก็กองกำลังติดอาวุธเพื่อเอาชีวิตรอดจากสงคราม โดยประเทศไทย ให้เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศเพียงชั่วคราวแล้วก็ส่งกลับ เมื่อสถานการณ์การสู้รบในเมียนมา ดีขึ้น ผ่านมา ๓๐ ปี สถานการณ์สู้รบในประเทศเมียนมายังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง แล้วก็ กลับมาประทุเมื่อปี ๒๕๖๔ ที่ผ่านมานี้ รายงานจากองค์กร Human Rights Watch ระบุว่า มีผู้ลี้ภัยจากสงครามระลอกใหม่เข้ามาอีก ๔๕,๐๐๐ คน ในขณะที่ประเทศไทยอนุญาตให้ พำนักชั่วคราว แต่เมื่อเข้ามาชายแดนไทยพวกเขาก็อาจจะไม่ได้ปลอดภัย เนื่องจากประเทศไทย ยังไม่ได้ลงนามให้สัตยาบันในอนุสัญญาว่าด้วยสถานะผู้ลี้ภัยขององค์กรสหประชาชาติ ดังนั้น ผู้ที่กำลังจะต้องการลี้ภัยจึงต้องเผชิญกับการถูกส่งตัวกลับ เนื่องจากไม่มีเอกสารภายใต้ กฎหมายพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ และไม่มีกฎหมายรับรองผู้หนีภัยเป็น กิจจะลักษณะ กว่าครึ่งในค่ายอพยพเป็นเด็กที่ไร้พ่อแม่ พลัดพราก ไม่ทราบชะตากรรมชีวิต ของครอบครัว🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นางสาวภัสริน รามวงศ์ กรุงเทพมหานคร

ในขณะที่เด็กอีกหลายคนเกิด ในค่ายไม่สามารถใช้ชีวิตนอกค่ายได้ กลุ่มเช่นนี้เผชิญกับชีวิตที่เปราะบางมาก รวมถึงผู้หญิง ผู้พิการ คนชราก็ต้องเผชิญปัญหาที่มีลักษณะเฉพาะด้วย เช่น ความเจ็บป่วย ความเครียด สุขภาพในหญิงตั้งครรภ์ต้องเผชิญกับความเสี่ยงและแสวงหาผลประโยชน์จากความรุนแรง ทางเพศ รวมถึงปัญหาสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ จากรายงานองค์กร Fortify Rights ประเทศไทย เป็นประเทศที่ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กขององค์กรสหประชาชาติ นั่นหมายความ ว่ารัฐไทยมีพันธกรณีต้องคุ้มครองสิทธิเด็กทุกคนในประเทศไทย แต่รัฐบาลไทยก็มีข้อสงวน เพื่อลงนามในอนุสัญญานี้ โดยงดเว้นการปฏิบัติตามข้อ ๒๒ ของอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องกับ การคุ้มครองเป็นการเฉพาะต่อสิทธิต่อเด็กผู้หนีภัย ซึ่งกำหนดให้รัฐต้องดำเนินงานกับองค์กร สหประชาชาติเพื่อคุ้มครองสิทธิของเด็กผู้หนีภัย รัฐไทยเป็นประเทศเดียวจาก ๑๙๓ ประเทศ ที่ลงนาม แต่มีข้องดเว้นเป็นช่องโหว่ทำให้เด็กผู้หนีภัยไม่ได้รับการศึกษาเฉกเช่นพลเมืองไทย ในส่วนของวิกฤติด้านมนุษยธรรมต่อผู้หญิง สภาวะที่ไร้การคุ้มครองทางกฎหมายกลายเป็น ชีวิตที่เปลือยเปล่า ทำให้ผู้หญิงผู้หนีภัยไม่สามารถเข้าถึงการมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ โอกาส ในการทำงาน ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์และการค้าประเวณี บ้างต้องทำงานเป็นทักษะ ไร้ฝีมือ ถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้าง ทั้งในแง่ของค่าแรงที่ไม่เป็นธรรม การทำงานในสภาพ เสี่ยงสูง ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงทางเพศ ทั้งนี้ไม่สามารถเข้าถึงการคุ้มครองทาง กฎหมายได้เลย เพราะไม่มีเอกสาร และเมื่อตำรวจไทยมาจับกุมก็ต้องส่งตัวพวกเขากลับไป เผชิญต่อสงคราม นอกจากนี้ผู้หญิงยังต้องเผชิญกับปัญหาด้านสุขอนามัยเจริญพันธุ์ในค่าย ผู้ลี้ภัยอีกด้วย เช่น การวางแผนครอบครัว การคุมกำเนิด โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การเข้าถึงยารักษาโรค นอกจากนี้ผลกระทบต่อจิตใจส่งผลกระทบต่อสุขภาพทางกาย ความเครียดจากสถานภาพจากความยากจน การถูกกักขังในค่ายล้วนส่งผลกระทบต่อ สุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ รายงานจากองค์กร CARE ระบุถึงปัญหา ความรุนแรงทางเพศเกิดขึ้นกับผู้หญิงในทุกพื้นที่ ส่งผลให้ความรุนแรงผู้หญิงและเด็กเพิ่มมากขึ้น ๑ ใน ๕ ของผู้หญิงผู้ลี้ภัยตกเป็นเป้าของ การกระทำความรุนแรงทางเพศ เกิดจากการตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ การเอาเปรียบ จากผู้มีอำนาจจากผู้ช่วยเหลือ เป็นผลจากความไม่เท่าเทียมทางอำนาจ ผลประโยชน์และ มนุษยธรรมทางความรุนแรงจากชีวิตคู่ที่ถูกกระตุ้นจากความเครียด ความทุกข์ ความยากจน การขาดอาหารและการดื่มสุราค่ะ การล่วงละเมิดทางเพศในศูนย์พักพิงเนื่องจากแออัด ไม่ปลอดภัยและปราศจากความเป็นส่วนตัว มีรายงานพบว่าความรุนแรงทางเพศเกิดขึ้น ในช่วงเวลาที่ผู้หญิงและเด็กทำธุระส่วนตัว เช่น การขับถ่าย การอาบน้ำ รวมถึงการหาอาหาร หาน้ำ หรือไม้ฟืนเพื่อหุงหาอาหารในค่ายผู้ลี้ภัย ข้อมูลจาก Women’s Commission for Refugee Women and Children พบว่าอัตราการตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อัตราการยุติ การตั้งครรภ์ก็เพิ่มขึ้นด้วยค่ะ สะท้อนถึงปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ การเข้าไม่ถึง บริการอนามัยเจริญพันธุ์ การคุมกำเนิดและการวางแผนครอบครัว ในปี ๒๐๑๗ มีผู้ลี้ภัย จากการสู้รบชาวเมียนมาไปชายแดนบังกลาเทศ ผู้ลี้ภัยเป็นผู้หญิงได้รับผลกระทบทางจิตใจ อย่างรุนแรงค่ะ การใช้ความรุนแรงเป็นระบบถูกดำเนินโดยกองทัพทำให้ผู้หญิงเป็นเหยื่อ ในการข่มขืนและการค้ามนุษย์ แม้ประเทศไทยจะลงนามในสัญญาระหว่างประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน ในด้านอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิทางการเมือง ICCPR อนุสัญญา ว่าด้วยสิทธิเด็ก CRC แล้วก็อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ หรือ CEDAW และยังเป็นรัฐภาคีกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม การให้สวัสดิการและการเข้าถึงบริการสาธารณะของผู้หนีภัยย่อมครอบคลุม อยู่ในอนุสัญญาต่าง ๆ ที่ไทยได้ลงสัตยาบันไปแล้ว ดังนั้นพันธกรณีของรัฐไทยที่จะให้สิทธิ และการเข้าถึงบริการสาธารณะต่าง ๆ ต้องหมายรวมถึงประชากรทุกคนในประเทศนี้ ภายใต้ ขอบเขตอำนาจอธิปไตยโดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนาหรือสัญชาติ นอกจากนี้รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๕๑ ตราไว้ว่า บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการ สาธารณสุขที่เหมาะสมและได้มาตรฐาน และผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลและ สถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย นี่จึงไม่มีเหตุผลอื่นใดในการกีดกันและ ปฏิเสธการเข้าถึงการบริการสาธารณสุขและการให้การศึกษาแก่ผู้หนีภัยชาวเมียนมา ดิฉัน มีข้อเสนอถึงรัฐบาลไทยกรณีผู้หนีภัยจากชาวเมียนมาดังนี้ค่ะ🔗

๑. ประเทศไทยอำนวยความสะดวกให้เกิดการส่งความช่วยเหลือด้าน มนุษยธรรมที่ชายแดนไทย-เมียนมาให้แก่ผู้ที่ต้องหลบหนีลี้ภัยในค่ายต่าง ๆ ๙ แห่ง และให้ ผู้ลี้ภัยเข้าระบบคัดกรอง NSM ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี รวมถึงอนุญาตให้ข้าหลวงใหญ่ ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติดำเนินการให้สถานะผู้ลี้ภัยและลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยสถานะ ผู้ลี้ภัยเพื่อกอบกู้สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนที่ไทยสามารถทำได้ค่ะ🔗

๒. กระทรวงมหาดไทยควรให้มีการสำรวจและจดทะเบียนเกิดให้เด็กที่เกิด ในค่ายเพื่อป้องกันการไร้สัญชาติและสามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานในอนาคต ปฏิบัติตาม สิทธิที่รัฐธรรมนูญได้ตราไว้ ทั้งบริการสาธารณะและการเข้าถึงการศึกษาถึงปริญญาตรี เฉกเช่นเด็กในประเทศไทย🔗

๓. สิทธิการทำงานของผู้ลี้ภัยเพิ่มคุณค่าให้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แก้ไข ปัญหาแรงงานในภาคส่วนที่ไม่เป็นทางการหรือผิดกฎหมายของผู้ลี้ภัยให้เกิดการฝึกภาษา อาชีพ ช่วยเหลือด้านการจัดหางานและให้มีความคุ้มครองสิทธิด้านแรงงานต่อผู้ลี้ภัย นี่ไม่มีเหตุผลอื่นใดที่จะกีดกั้นปฏิเสธความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมต่อผู้หนีภัยที่ต้องเผชิญ สงครามในบ้านเกิด ดิฉันจึงขอสนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณา ศึกษาและหาแนวทางแก้ไขปัญหากรณีผู้ลี้ภัยจากการสู้รบในพื้นที่พักพิงชั่วคราว ๙ แห่ง ในประเทศไทย ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านชลธิชา แจ้งเร็ว ครับ🔗

นางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว ปทุมธานี

เรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร ดิฉัน นางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี พรรคก้าวไกล วันนี้ดิฉัน ขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายญัตตินี้นะคะ ท่านประธานคะ ดิฉันคิดว่าวันนี้เป็นโอกาสที่ดี อย่างมากที่เราจะหยิบยกประเด็นเรื่องของการอพยพลี้ภัยจากประเทศเมียนมาขึ้นมาพูดคุย กันอย่างจริงจังในรัฐสภาแห่งนี้ เพราะสถานการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น หลังรัฐประหาร เมื่อปี ๒๕๖๔ ที่ผ่านมาของพม่า ขอสไลด์ด้วยนะคะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว ปทุมธานี

ถ้าหากย้อนไปกว่า ๔๐ ปี ในช่วง พ.ศ. ๒๕๒๗ ที่ผ่านมาที่มีการจัดตั้งค่ายพักผู้ลี้ภัยจากเมียนมาเป็นครั้งแรกในประเทศไทย และจนถึงบัดนี้เรามีพื้นที่พักพิงชั่วคราวใน ๔ จังหวัดชายแดนอยู่ ๙ แห่งด้วยกัน ซึ่งรองรับ ผู้ที่หนีภัยจากการสู้รบ จากประเทศเมียนมาราว ๙๐,๐๐๐ คน ซึ่งในจำนวน ๙๐,๐๐๐ คน ที่ว่านี้นะคะท่านประธาน รวมไปถึงผู้คนที่เกิดและเติบโตขึ้นมาในผืนแผ่นดินประเทศไทย โดยถูกกักเก็บไว้ในรั้วลวดหนามของพื้นที่พักพิง โดยที่ไม่มีสิทธิในการออกไปทำงานหา เลี้ยงชีพ ต้องรอรับความช่วยเหลือด้านปัจจัย ๔ จากงบประมาณขององค์กรมนุษยธรรม ระหว่างประเทศซึ่งลดลงไปเรื่อย ๆ ในทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านอาหาร ซึ่งระบบบัตรอาหารหรือว่า Food Card System ให้มูลค่าเพียงแค่ ๒๐๐ บาท ถึง ๔๐๐ บาท ต่อคนต่อเดือนเท่านั้น ซึ่งปริมาณมูลค่าเท่านี้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพอย่างสมศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์นะคะ แล้วนอกจากค่ายพักพิงชั่วคราวที่ตั้งขึ้นมาหลายทศวรรษแล้ว ก็ยังมี สิ่งที่เรียกกันว่าพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว ซึ่งเป็นพื้นที่รองรับผู้ลี้ภัยใหม่จากเมียนมาที่อพยพ ลี้ภัยเข้ามาในช่วงรัฐประหารปี ๒๕๖๔ ที่ผ่านมา โดยในภาพนี้คือพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว ในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งควบคุมโดยทหารไทย แต่จากภาพที่ดิฉันได้โชว์บนสไลด์ ผ่านทางหน้าจอ สิ่งนี้ไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว แต่ควรจะต้องเรียกว่า เป็นคอกวัวด้วยซ้ำ เพราะไม่มีความปลอดภัยทั้งในเรื่องของสุขภาพจิต สุขภาพชีวิต และที่ สำคัญคือในเรื่องของการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ล่าสุดจากวิกฤติการเมืองและการ สู้รบในประเทศเมียนมามาตลอด ๓ ปีมีผู้ที่พลัดถิ่นลี้ภัยกลับไปกลับมาบน ๒ ฝั่งพรมแดน ไทย-เมียนมาอยู่ราวประมาณ ๕๐,๐๐๐ คนจากการประเมินโดยองค์กรมนุษยธรรม ระหว่างประเทศ อีกทั้งยังมีครอบครัวของผู้ที่ลี้ภัยจากการประหัตประหารด้วยเหตุผลทาง การเมือง ซึ่งมาพักอาศัยอยู่ในบริเวณเมืองชายแดนและเมืองใหญ่ของประเทศไทยประเมินได้ อีกก็หลายหมื่นคนเช่นกัน ดิฉันขอเรียนตามตรงว่าที่ดิฉันกล่าวมาทั้งหมดนี้ปัญหาไม่ใช่ผู้ลี้ภัย แต่ปัญหาคือการที่รัฐไทยยังขาดความเอาจริงเอาจังที่จะมีนโยบายและแนวทางในการบริหาร จัดการที่มียุทธศาสตร์ชัดเจน และตั้งอยู่บนหลักมนุษยธรรมและหลักสิทธิมนุษยชน ทำให้ การปฏิบัติในแต่ละพื้นที่ ในแต่ละครั้ง ในแต่ละกรณีนั้นไม่มีมาตรฐานขึ้นอยู่กับผู้ปฏิบัติในแต่ละ พื้นที่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ลี้ภัยอาจตกเป็นเหยื่อของการทุจริต การแสวงหาผลประโยชน์ และการก่ออาชญากรรมในบริเวณดังกล่าว และก่อนหน้านี้ในช่วงที่เรามีการอภิปรายร่าง พ.ร.บ. งบประมาณที่ผ่านมา เพื่อนสมาชิกก็ได้มีการนำเสนอข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการบริหารจัดการ การแก้ไขปัญหาสถานการณ์ในเมียนมา และในระหว่างที่มีการอภิปราย พ.ร.บ. งบประมาณทาง ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้รับปากว่าจะจริงจังกับการแก้ไขสถานการณ์ในประเทศเมียนมา โดยเฉพาะการแก้ไขสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับพรมแดนประเทศไทยด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้น ดิฉันจึงคาดหวังจำเป็นอย่างยิ่งว่าเพื่อนสมาชิกในที่นี้จะเห็นด้วยกับการตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญเพื่อให้เป็นพื้นที่ในการทำงานร่วมกันนะคะ โดยในวันนี้ดิฉันมีข้อเสนอแนะที่อยากจะ ฝากไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญดังนี้ค่ะ🔗

ประเด็นแรก คือการรับรองสถานะของผู้ลี้ภัย ดิฉันคิดว่าถึงเวลาแล้วที่รัฐไทย จะต้องยอมรับประชากรกลุ่มนี้ คือผู้ลี้ภัยไม่ใช่เพียงผู้อพยพหนีภัย แล้วดำเนินการให้ ประเทศไทยมีกฎหมายบัญญัตินิยามของคำว่า ผู้ลี้ภัย ตามอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพของ ผู้ลี้ภัยตามมาตรฐานสากล เพื่อให้เกิดการจัดการผู้ลี้ภัยอย่างถูกต้องเป็นระบบ อยู่บนหลัก มนุษยธรรมและหลักสิทธิมนุษยชน เพราะการขาดระบบการจัดการที่ดี ขาดกฎหมายรับรอง สถานภาพของพวกเขายิ่งทำให้เกิดผลกระทบต่อประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นในด้านสาธารณสุข อย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายคนได้อภิปรายไปแล้ว ตลอดจนการเติบโตของขบวนการทุจริต คอร์รัปชันในพื้นที่และอื่น ๆ อีกมากมาย ดังนั้นดิฉันจึงคิดว่าที่สำคัญ คือเราจะต้องเปลี่ยน มุมมองฐานความคิดในการจัดการเรื่องนี้จากมิติเรื่องของความมั่นคงของชาติมาสู่ความมั่นคง ของมนุษย์ค่ะ🔗

ประเด็นที่ ๒ คือการบริหารจัดการรองรับผู้ลี้ภัยใหม่หลังรัฐประหารเมียนมา ในช่วงปี ๒๕๖๔ ที่ผ่านมา ดิฉันคิดว่ารัฐบาลไทยจะต้องลงมือวางแนวทางในการบริหาร จัดการที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล เปิดช่องทางการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม หรือ Community-Based Organization (CBO) ตลอดจนหน่วยงานปกครองท้องถิ่นในพื้นที่ และรวมไปถึงการเปิดให้หน่วยงานอิสระสามารถ เข้าไปในพื้นที่เพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลไทยในพื้นที่ค่ายอพยพต่าง ๆ ได้ด้วย เพื่อความโปร่งใส และที่สำคัญดิฉันต้องขอย้ำว่า ณ เวลานี้ประเทศไทยเรามีกฎหมายป้องกัน การบังคับสูญหายและการทรมาน ซึ่งระบุชัดว่าการผลักดันบุคคลกลับไปสู่ภยันอันตราย ต่อชีวิตถือว่าเป็นการขัดต่อกฎหมายฉบับนี้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องมีการระบุ เงื่อนไขของการส่งกลับผู้ลี้ภัยที่ชัดเจน และที่สำคัญคือจะต้องสอดคล้องไปกับหลักการ ระหว่างประเทศและกฎหมายภายในประเทศ ที่สำคัญคือการทำให้เป็นแนวปฏิบัติ เช่นเดียวกันตลอดชายแดน🔗

ประเด็นที่ ๓ คือการรับรองสถานภาพทางกฎหมายของผู้ลี้ภัยและการ คุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานให้แก่พวกเขา ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความจำเป็นอย่างเร่งด่วน อย่างมากที่จะต้องยุติวิกฤติที่ครอบครัวของผู้ลี้ภัย โดยเฉพาะผู้ลี้ภัยทางการเมืองกำลัง เผชิญอยู่ เนื่องจากการที่เข้ามาในประเทศไทยแล้วกลายเป็นผู้ที่อยู่ในสถานะของคนเข้าเมือง แบบผิดกฎหมาย และสิ่งเหล่านี้จะเป็นอุปสรรคต่อพวกเขาในการเข้าถึงสิทธิในการศึกษา ในการรักษาพยาบาล ตลอดจนการทำงานหาเลี้ยงชีพ และที่สำคัญอย่างยิ่งอีกเช่นเดียวกัน คือตกเป็นเหยื่อของขบวนการทุจริตคอร์รัปชัน และอาชญากรรมการค้ามนุษย์🔗

ประเด็นที่ ๔ คือท่าทีและบทบาทของรัฐบาลไทยต่อสถานการณ์เมียนมา ท่านประธานคะจากสถานการณ์ความรุนแรงอันแผ่กว้างในประเทศเมียนมาในปัจจุบันนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในทุก ๆ ด้าน ดิฉันจึงขอเสนอว่ารัฐบาลไทยควรจะจริงจังกับ การลุกขึ้นมามีบทบาทนำในภูมิภาคของพวกเรา ในการคลี่คลายวิกฤติดังกล่าวในประเทศ เมียนมา ด้วยการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มิใช่แค่เพียงการดำเนินความสัมพันธ์ กับกองทัพหรือรัฐบาลสภาบริหารแห่งรัฐเท่านั้น แต่ว่ายังจะต้องรวมไปถึงการดำเนิน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศร่วมกับรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติหรือว่า NUG อันก่อตั้งมาจาก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้งและก่อรัฐประหารในประเทศเมียนมา ตลอดจน รวมไปถึงการสร้างความสัมพันธ์ร่วมกันระหว่างองค์กรร่วมกับองค์กรชาติพันธุ์ที่บริหาร จัดการพื้นที่ชายแดน และที่สำคัญก็คือภาคประชาสังคมตลอดแนวชายแดนไทยเมียนมา ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยนำไปสู่การแก้ไขปัญหาทั้งในระยะสั้นและในระยะยาวได้อย่างมั่นคง🔗

สุดท้ายดิฉันเชื่ออย่างยิ่งว่าปัญหาทุกอย่างนี้จะสามารถคลี่คลายได้ด้วยการ เริ่มต้นจากการยอมรับความจริง และลงมือบริหารจัดการปัญหาอย่างจริงจัง และเราจะต้อง เปลี่ยนการมองผู้ลี้ภัยว่าเป็นภัยและเป็นภาระของประเทศ มาเป็นการมองว่าพวกเขาคือ ทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าต่อสังคมไทย คือส่วนหนึ่งของประเทศไทย คือส่วนหนึ่งที่จะ ช่วยกันในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของสังคมไทย และที่สำคัญเขาคือ เพื่อนบ้านคือมิตรประเทศ ที่อยู่กับพวกเราในอนาคตค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านปารมี ไวจงเจริญ ไม่อยู่ก็สละไปก่อนนะครับ เพราะว่ามีผู้อภิปราย จำนวนมาก ต่อไปท่านศนิวาร บัวบาน ขอให้รักษาเวลาด้วยนะครับ🔗

นางสาวศนิวาร บัวบาน แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน ศนิวาร บัวบาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลค่ะ ดิฉันเป็นคนจังหวัดตาก บ้านดิฉันก็มีพื้นที่พักพิงชั่วคราวค่ะ กระจายตัว อยู่ตามชายแดนไทย-เมียนมา ดิฉันจึงขอมีส่วนร่วมอภิปรายสนับสนุนญัตตินี้ การสู้รบ ระหว่างทหารรัฐบาลเมียนมากับกองกำลังชนกลุ่มน้อยมีมานานแล้ว มีมามากกว่า ๔๐ ปีแล้ว เนื่องจากพื้นที่ชายแดนเต็มไปด้วยเขตป่าทึบ แล้วก็เทือกเขาทำให้ผู้หนีภัยสามารถเล็ดลอด เข้ามาได้ง่าย รัฐบาลไทยจึงได้ถือหลักการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้หนีภัย สงคราม ขอสไลด์ด้วยค่ะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นางสาวศนิวาร บัวบาน แบบบัญชีรายชื่อ

แรกเริ่มเดิมทีได้ตั้งศูนย์ แรกรับขึ้นในบริเวณชายแดนประเทศไทย-เมียนมา โดยมีองค์กรเอกชนระหว่างประเทศ เข้ามาให้ความช่วยเหลือด้านปัจจัย ๔ แก่ผู้หนีภัยเหล่านี้ ทั้งนี้ตามมาตรา ๓๓ แห่งอนุสัญญา ว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติ ผู้ลี้ภัยจะได้รับความคุ้มครองโดยไม่ส่งกลับไป ประเทศต้นทางตามหลักการของการไม่ส่งกลับนะคะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นรัฐบาลไทยไม่ยอมรับแล้วก็ปฏิเสธการปฏิบัติการใด ๆ ที่มีผลผูกพันถึงการให้ สิทธิต่าง ๆ ของผู้ลี้ภัยค่ะ จึงไม่ได้เข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาดังกล่าว แต่ก็ได้ให้การช่วยเหลือ ด้านมนุษยธรรม ก็คือให้อาหาร ให้ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค แล้วก็การศึกษา ให้พอเพียงต่อการดำรงชีวิต ทั้งนี้ทั้งนั้นรัฐบาลไทยได้มีการบริหารจัดการสำหรับศูนย์พักพิง โดยมีคณะกรรมการพิจารณาสถานภาพผู้หนีภัยระดับจังหวัดขึ้น มีการจัดตั้งศูนย์พักพิง เข้ามาทำการประเมินสถานะผู้ขอลี้ภัยจากเมียนมาก่อนที่จะทำการขึ้นทะเบียนผู้หนีภัย อย่างเป็นทางการ เพื่อที่จะสามารถอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงนั้นได้ โดยมีกระทรวงมหาดไทย แล้วก็คณะกรรมการศูนย์เป็นหน่วยงานที่คอยดูแลแล้วก็จัดการค่าย อีกทั้งมีองค์กรเอกชน แล้วก็หน่วยงานในระดับชุมชนได้ให้ความช่วยเหลือทางด้านอาหาร ที่พัก ยารักษาโรค แล้วก็ การศึกษาค่ะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นโดยหลักการสิทธิมนุษยชนของผู้ลี้ภัยตามหลักการของ UNHCR หรือสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ผู้ลี้ภัยมีสิทธิที่จะมีชีวิตความเป็นอยู่ ที่ดี มีอาหารที่เพียงพอ น้ำที่สะอาด และที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย หากแต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราวหลาย ๆ แห่งสำหรับผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมาที่ระบบ สาธารณูปโภคยังไม่เพียงพอนะคะ🔗

ประการแรกที่ดิฉันจะขออภิปรายในเรื่องของอาหารนะคะ ดิฉันตั้งคำถามว่า ปริมาณอาหารมีเพียงพอหรือไม่ อาหารมีคุณค่าหรือไม่ ทั้งนี้ทั้งนั้นอาหารที่ผู้ลี้ภัยได้รับไม่มี ความหลากหลายแล้วก็มีไม่มีความเพียงพอ เนื่องจากงบประมาณที่ได้รับการช่วยเหลือนั้น ลดลงนะคะ ต้องรอรับการช่วยเหลือผ่านการบริจาคของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน อีกช่องทางหนึ่ง ส่วนใหญ่ก็จะเป็นอาหารประเภทข้าวสารอาหารแห้งสำหรับศูนย์พักพิง ที่มีเด็กเล็กก็จะมีความต้องการนมผงหรือนมกล่องของเด็กเล็กอีกด้วย แต่สิ่งของที่ได้มานั้น ก็ไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้ลี้ภัย ทำให้ในบางพื้นที่ผู้ลี้ภัยจะต้องทำการปลูกผัก ปลูกข้าวกินเอง ก็มีส่วนที่จะต้องทำการแผ้วถางป่าเป็นเหตุเป็นข้อขัดแย้งกับภาครัฐในพื้นที่ด้วย🔗

ประการที่ ๒ เรื่องน้ำ คุณภาพน้ำ ดิฉันมีความห่วงกังวลเรื่องคุณภาพน้ำ ที่ใช้ในการอุปโภคและบริโภค เนื่องจากแหล่งน้ำที่มีอยู่ในพื้นที่มีค่อนข้างจำกัดไม่เพียงพอ ต่อการใช้งานของผู้ลี้ภัย ไม่ว่าจะเป็นน้ำสำหรับดื่มกินหรือสำหรับใช้เพื่อทำความสะอาด ร่างกายแล้วก็ซักล้าง จะต้องรอทั้งหน่วยงานรัฐหรือภาคเอกชนเข้าให้การช่วยเหลือ ซึ่งการบริจาคน้ำเข้ามานั้นก็เป็นเพียงการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยได้ในระยะเวลาหนึ่ง แต่จะดีกว่า ไหมคะถ้าเกิดมีมาตรการช่วยเหลือเรื่องน้ำให้มีน้ำดื่ม น้ำใช้อย่างยั่งยืนแล้วก็มีการสำรองน้ำ ไว้ใช้ต่อไปค่ะ🔗

ประการสุดท้ายในเรื่องของที่อยู่อาศัย จากภาพที่ท่านเห็นก็คือในส่วนของ บ้านเรือนในศูนย์พักพิงมีความไม่มั่นคงแล้วก็ส่วนใหญ่ก็คือสร้างด้วยวัสดุที่ทำมาจาก ธรรมชาติ อย่างเช่นใบตองตึง ใบจาก ไม้ไผ่หรือแผ่นไม้ มีสภาพแออัดแล้วก็ผุพังไปตาม ระยะเวลา เมื่อถึงหน้าแล้งมีโอกาสเสี่ยงสูงที่บ้านเรือนที่ทำด้วยวัสดุธรรมชาติจะติดไฟ ได้ง่าย ทำให้เกิดการลุกลามของไฟอย่างรวดเร็ว เราจะเห็นบ่อย ๆ ว่าศูนย์พักพิงเกิดเพลิงไหม้ ปัญหานี้เป็นปัญหาค่อนข้างใหญ่ที่มองข้ามไม่ได้เลย ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิต และทรัพย์สินของผู้พักพิงด้วยค่ะ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เสมือนว่าใครอยากเรียกผู้ลี้ภัยก็เรียกไป แต่รัฐบาลไทยไม่ยอมรับว่าประเทศไทยนั้นมีกลุ่มคนต่างด้าวหนีสงครามเข้ามาเพื่อหนีภัย หรือลี้ภัย และมีคำถามตามมาว่าเพราะเหตุใดทำไมรัฐบาลไทยไม่ยอมเข้าร่วมภาคีอนุสัญญา ผู้ลี้ภัย และพิธีสารดังกล่าว หรือสิ่งที่รัฐบาลทุกรัฐบาลที่ผ่านมาคิดก็คือรัฐบาลไทยไม่อยาก แบกรับภาระและเงื่อนไขการดูแลผู้ลี้ภัยตามกฎกติกามารยาทที่กำหนดไว้ในอนุสัญญานั้น หรือไม่ รวมทั้งหลักการการไม่ผลักดันกลับสู่ประเทศต้นทาง แล้วก็มีภาระในการคัดเลือกผู้หนีภัยที่มี คุณสมบัติการประสานงานกับประเทศที่สามที่จะส่งไป ทั้งนี้ทั้งนั้นหากประเทศไทยจะแสดง ความจริงใจต่อหลักสิทธิมนุษยชนสากล เราจะต้องเริ่มที่ขั้นตอนแรกในเรื่องของภาคี อนุสัญญาผู้ลี้ภัยเสียก่อนโดยรัฐบาลจึงจะสามารถพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าเรามีอารยชน ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ ผมจะขอแจ้งท่านสมาชิกว่า ๑. ขอให้รักษาเวลาที่กำหนด ๒. จากนี้ไปเราจะไม่สลับไปสลับมา ดูกระดาษนะครับ ท่านสลับจนประธานก็งงเหมือนกันว่า ท่านนั้นไปก่อน ท่านนี้มาหลัง ดังนั้นเมื่อท่านได้ลงชื่อแล้วมีคิวแล้วผมจะอ่านตามรายชื่อ ถ้าท่านมาไม่ทันจากนี้ไปก็ถือว่าสละสิทธินะครับ แต่ตอนนี้อนุโลม แต่ถ้าจากนี้ไปถ้ามีรายชื่อ ส่งมาแล้วตามนี้ ถ้าท่านมาไม่ทันก็ถือว่าสละสิทธิ ดังนั้นวิปของพรรคขอให้ประสานงานกับ สมาชิกว่าถึงคิวท่านแล้ว อีก ๒ ท่านจะถึงคิวท่านแล้วให้รีบมาในห้องประชุม เพราะว่า เราจะได้ดำเนินการประชุมไปอย่างเรียบร้อย ไม่กลับไปกลับมา อันนี้อนุโลมก่อนครับท่าน เชิญท่านปารมีครับ🔗

นายปารมี ไวจงเจริญ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน ปารมี ไวจงเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ดิฉันขอมีส่วนร่วมอภิปรายสนับสนุนญัตติการตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา แนวทางการจัดการปัญหาผู้ลี้ภัยในที่พักพิงชั่วคราว ๙ แห่ง ขอสไลด์ค่ะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายปารมี ไวจงเจริญ แบบบัญชีรายชื่อ

ดิฉันขออภิปรายในหัวข้อ การเข้าถึงการศึกษาและมาตรฐานการศึกษาของเด็ก เยาวชน ลูกหลานผู้ลี้ภัย ในฐานะที่ดิฉัน ทำงานด้านการศึกษา จะเห็นได้ว่าสภาพความเป็นอยู่หรือสภาพโรงเรียนหรือสถานที่ จัดการเรียนการสอนของบรรดาเด็กเยาวชนลูกหลานผู้ลี้ภัยนี้ต่ำกว่ามาตรฐานมาก ดังจะเห็น ได้ในสไลด์ต่อไป มาตรฐานและการเข้าถึงต่ำกว่าสากลต่าง ๆ และต่ำกว่าประเทศต่าง ๆ ทั่วไปมาก ปัจจุบันในประเทศไทยมีผู้ลี้ภัยมากกว่า ๑๐๐,๐๐๐ คน อาศัยอยู่ในค่ายพักพิง ๙ แห่งจังหวัดชายแดนไทยกับเมียนมา ผู้ลี้ภัยเหล่านี้ส่วนมากเป็นชนกลุ่มน้อยที่หนีตาย จากการสู้รบจากประเทศเพื่อนบ้าน ยังไม่นับรวมผู้ลี้ภัยในเขตเมืองที่พักพิงอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลอีกกว่า ๙,๐๐๐ คน อันนี้ดิฉันได้ข้อมูลจาก Website ของ Amnesty จำนวน ผู้ลี้ภัยในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เป็นปัญหาด้านความมั่นคงของประเทศเป็น อย่างมาก และประเทศไทยจำเป็นต้องแสดงความรับผิดชอบในการให้ความช่วยเหลือ ตามหลักมนุษยธรรมให้กับผู้ลี้ภัยเหล่านี้อย่างเร่งด่วน เพื่อให้ผู้ลี้ภัยสามารถเข้าถึงสิทธิขั้น พื้นฐานต่าง ๆ ในระหว่างการลี้ภัยได้อย่างปลอดภัยและอย่างมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ที่เสมอภาคกัน ท่านคงรู้จักอนุสัญญาปี ค.ศ. ๑๙๕๑ ว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย หรือบางคน เรียกสั้น ๆ ว่าอนุสัญญาผู้ลี้ภัย ซึ่งเป็นเอกสารทางกฎหมายที่กำหนดการทำงานขั้นพื้นฐาน ของ UNHCR หรือสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ อนุสัญญานี้กำหนดนิยาม ของคำว่า ผู้ลี้ภัย รวมถึงสิทธิของผู้ลี้ภัยตลอดถึงพันธกรณีของรัฐภาคีในการคุ้มครองผู้ลี้ภัย ก็คือหลักการสำคัญคือหลักไม่ผลักดันกลับ อันเป็นหลักการพื้นฐานที่จะได้ยืนยันสิทธิพื้นฐาน ในความเป็นมนุษย์ของผู้ลี้ภัยที่จะไม่ถูกผลักดันกลับไปยังประเทศที่เขาต้องเผชิญภัยร้ายแรง ต่อชีวิต หรือร้ายแรงต่อสิทธิเสรีภาพของพวกเขา จากผลการศึกษาข้อมูลดิฉันพบว่า ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายภายในประเทศที่เกี่ยวกับผู้แสวงหาที่ลี้ภัย หรือยังไม่มีมาตรการ ทางกฎหมายในการคุ้มครองผู้แสวงหาที่ลี้ภัย ซึ่งมาพำนักชั่วคราวในประเทศไทย เนื่องจาก ประเทศไทยยังไม่ได้เข้าร่วมเป็นรัฐภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพของผู้ลี้ภัย ค.ศ. ๑๙๕๑ และประเทศไทยยังไม่ได้เข้าร่วมภาคยานุวัติในพิธีสารเกี่ยวกับสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ. ๑๙๖๗ โดยประเทศไทยเลี่ยงบาลีไปใช้คำว่า ผู้หนีภัยความไม่สงบ แทนคำว่า ผู้ลี้ภัย เนื่องจากเหตุผล ทางรัฐศาสตร์ ดังนั้นผู้ลี้ภัยหรือผู้แสวงหาที่ลี้ภัยเข้ามาในประเทศไทยจึงตกอยู่ภายใต้ กฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองตาม พ.ร.บ. คนเข้าเมืองปี ๒๕๒๒ ส่งผลให้ผู้ลี้ภัยเหล่านี้มีสถานะ เป็นผู้เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ทำให้เสียสิทธิหลายอย่างไป จากข้อกฎหมายนี้เองที่ทำให้ ผู้ลี้ภัยเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ. คนเข้าเมืองปี ๒๕๒๒ ก่อให้เกิดการละเมิด สิทธิของคนต่างชาติซึ่งเป็นผู้แสวงหาที่ลี้ภัย ขัดกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศด้านสิทธิ มนุษยชน เพราะถึงแม้ว่าประเทศไทยจะไม่ได้เข้าเป็นรัฐภาคีในอนุสัญญาและพิธีสารที่ดิฉัน กล่าวไปข้างต้น แต่ประเทศไทยก็มีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ ด้านสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ โดยก่อนหน้านี้ประเทศไทยได้ไปลงนามให้สัตยาบันในกฎหมาย ระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ ถึง ๗ ฉบับ แต่ดิฉันจะขอกล่าวถึงฉบับที่เกี่ยวข้อง กับเด็กเยาวชนและเกี่ยวข้องกับประเด็นการศึกษาที่ดิฉันพูดถึง ก็คืออนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ซึ่งเป็นข้อตกลงด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ได้รับการรับรองมากที่สุดในโลก ๔ สิทธิ ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก คือ ๑. สิทธิในการอยู่รอด ๒. สิทธิในการได้รับการปกป้อง คุ้มครอง ๓. สิทธิได้รับการพัฒนา และ ๔. สิทธิในการมีส่วนร่วม ดิฉันขอเน้นสิทธิเด็กในข้อ ๓ สิทธิที่เด็กจะได้รับการพัฒนาเพราะเกี่ยวกับการเข้าถึงการศึกษา การศึกษาสำหรับเด็กผู้ลี้ภัย เหล่านี้สำคัญมาก สำคัญมากในการสร้างสันติภาพและพัฒนาที่ยั่งยืนให้กับประเทศที่ให้การ ดูแลพวกเขาก็คือประเทศไทยนั่นเอง และรวมไปถึงประเทศของพวกเขาเอง เมื่อพวกเขา มีศักยภาพ มีความสามารถ เดินทางกลับไปยังประเทศบ้านเกิดได้ในอนาคตเขาจะได้มี ศักยภาพในการดูแลตัวเองได้ แต่การศึกษาของบรรดาผู้ลี้ภัยในค่ายที่พักพิงปัจจุบันแย่มาก เกิดช่องว่างทางการศึกษาของเด็กผู้ลี้ภัย และช่องว่างนี้มีแต่จะขยายตัวกว้างขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน โอกาสในการเข้าถึงการศึกษาของเด็กเยาวชนลูกหลานผู้ลี้ภัย มีน้อยมาก พวกเขามีโอกาสน้อยมากค่ะ จากการสำรวจดิฉันพบว่าการจัดการศึกษาในค่าย ผู้ลี้ภัยทั้งหมดดำเนินการโดยองค์กรของผู้ลี้ภัยและองค์กรเอกชนระหว่างประเทศ สืบเนื่อง จากรัฐบาลไทยไม่ยอมรับสถานะผู้ลี้ภัยคนเหล่านี้ ทำให้เขาไม่มีทางเลือกด้านการศึกษา มากนัก ซึ่งการจัดการศึกษาในค่ายผู้ลี้ภัยจะมีอยู่ ๒ องค์กรใหญ่ ๆ ก็คือ องค์กรผู้ลี้ภัยคะเรนนี และองค์กรผู้ลี้ภัยกะเหรี่ยง โดยส่วนใหญ่ได้เงินสนับสนุนจากองค์กรการกุศลต่างชาติ อย่างเช่น JRS หรือ Jesuit Refugee Service เนื่องจากมีเยาวชนต้องการเรียนจำนวนมาก ดังนั้น การแข่งขันเข้าสถานศึกษาหรือโรงเรียนของบรรดาลูกหลานผู้ลี้ภัยจึงแข่งขันกันสูงมาก ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางและรายจ่ายอื่น ๆ พร้อมทั้งต้องขออนุญาตเดินทางออก นอกค่ายถ้าหากเขาไม่ได้พักพิงที่ค่ายนั้น เพราะฉะนั้นเขามีอุปสรรคมากมาย มีโอกาสได้ เข้ารับการศึกษาก็ต่ำ จากสถิติของ UNESCO พบว่าบรรดาเด็กเยาวชนลูกหลานผู้ลี้ภัย มีเพียงร้อยละ ๕๕ เท่านั้นที่มีโอกาสศึกษาต่อในระดับประถมศึกษา และผู้ลี้ภัยเหล่านี้พอโตขึ้น อุปสรรคก็มากขึ้นอีก ได้เข้าต่อมัธยมเพียงแค่ร้อยละ ๒๓ ปัญหาใหญ่ในการจัดการศึกษา ในค่ายผู้ลี้ภัยนั้นดิฉันสรุปมา ๔ ประเด็นดังนี้🔗

อันที่ ๑ เด็กเหล่านี้มีเป็นจำนวนมากเกิดในไทยและอยู่มายาวนาน พวกเขา ไม่มีจุดเกาะเกี่ยวกับประเทศบ้านเกิดคือเมียนมาเลย พวกเขาจึงไม่คิดจะกลับ และพอ สถานการณ์รุนแรงอย่างนี้ทำให้เสียโอกาส เขากลับไม่ได้แน่ ๆ ประเทศเราน่าจะใช้ต้นทุนทาง มนุษย์ โอกาสทางต้นทุนมนุษย์ในจุดนี้เพราะปัจจุบันประเทศไทยเราขาดแรงงานหลายระดับ🔗

อันที่ ๒ มาตรฐานการศึกษาไม่มีเลย มีแต่ขาดไปหมดทุกอย่าง ประเทศไทย เรามีค่ายพักพิง ๙ แห่ง ผู้ลี้ภัย ๑๐๐,๐๐๐ พวกเขาต้องการความช่วยเหลือมากในการสร้าง ศักยภาพ ในการเพิ่มโรงเรียน เขาขาดโรงเรียน ขาดอุปกรณ์การเรียน ขาดคุณครู ขาดเทคโนโลยี ทางการศึกษา🔗

อันที่ ๓ เขาขาดครูทั้งปริมาณและคุณภาพ ครูที่สอนในโรงเรียนตามค่าย เหล่านี้ล้วนเป็นผู้สำเร็จการศึกษาจากภายในค่ายผู้ลี้ภัย หรืออาจจะมาจากเมียนมาโดยได้รับ การฝึกฝนอบรมเพิ่มเติม แต่ครูเหล่านี้ส่วนใหญ่อายุน้อย ประสบการณ์การสอนก็ไม่พอ ค่าตอบแทนก็ต่ำมากเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท คุณภาพก็เลยไม่ได้สูง ทำให้เยาวชนรุ่นใหม่ ไม่อยากเป็นครูสืบเนื่องกันต่อ🔗

อันที่ ๔ ที่เขาขาดคือพ่อแม่ผู้ปกครองของเขาไม่เห็นโอกาสของชีวิตเมื่อสำเร็จ การศึกษา พวกเขารู้สึกว่าเรียนหนังสือไปก็ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ เพราะเขาไม่ได้รับ วุฒิการศึกษา หากต้องการศึกษาต่อ การศึกษาต่อก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก ทำให้หนุ่มสาว ลูกหลานผู้ลี้ภัยมักแต่งงานกันเร็ว มีบุตรตั้งแต่อายุ ๑๕ ปี ๑๖ ปี นอกจากนี้ผู้ปกครองยังมีความเห็นว่าครูที่เป็นผู้ลี้ภัยด้วยกันมาสอนมีอายุน้อย ไม่มี ความสามารถ ไม่มีทั้งประสบการณ์ จึงไม่อยากส่งเสริมให้ลูกเข้าเรียน เหล่านี้ล้วนเป็นปัญหา และอุปสรรคสำคัญในการจัดการศึกษาที่ดิฉันเห็นว่าสภาเราควรจะจัดตั้งกรรมาธิการวิสามัญ ขึ้นมาเพื่อพิจารณาหาแนวทางจัดการศึกษาของบรรดาลูกหลานผู้ลี้ภัย ขอบคุณค่ะ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ อีก ๒ ท่านสุดท้าย ท่านแรก ท่านร่มธรรม ขำนุรักษ์ ท่านที่ ๒ ท่านรังสิมันต์ โรม จากนั้นก็จะมีผู้สรุปอีก ๒ ท่าน เชิญท่านร่มธรรม ขำนุรักษ์ครับ🔗

นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ พัทลุง

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ร่มธรรม ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ กระผมขออภิปรายสนับสนุนญัตติเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษาและหาแนวทางแก้ไขปัญหากรณีผู้ลี้ภัยจากการสู้รบในพื้นที่พักพิงชั่วคราว ๙ แห่ง ในประเทศไทย และผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมาของท่านมานพ คีรีภูวดล ท่านธิษะณา ชุณหะวัณ และท่านกัณวีร์ สืบแสง ท่านประธานครับสถานการณ์ความไม่สงบและการสู้รบ ในเมียนมามีมาอย่างยาวนานหลายสิบปี โดยหลังจากการรัฐประหารในเมียนมาปี ๒๕๖๔ สถานการณ์ก็ได้รุนแรงขึ้น ซึ่งประเทศไทยเองในฐานะที่เป็นเพื่อนบ้านที่สำคัญเรามีชายแดน ติดกับเมียนมากว่า ๒,๐๐๐ กิโลเมตร ย่อมได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม สำหรับ ประเด็นในวันนี้คือเรื่องผู้หนีภัยจากการสู้รบและความไม่สงบชาวเมียนมาที่เข้ามาใน ประเทศไทย ซึ่งเราจำเป็นต้องรับมือในฐานะเพื่อนบ้านและในฐานะเพื่อนมนุษย์ตามหลัก สิทธิมนุษยชน สำหรับกลุ่มผู้หนีภัยความไม่สงบจากเมียนมากลุ่มเก่าที่เข้ามาในประเทศไทย ตั้งแต่ปี ๒๕๒๗ หรือว่า ๔๐ กว่าปีแล้วนะครับ ได้เข้ามาอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราว ๙ แห่ง ใน ๔ จังหวัด ก็คือ จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดตาก จังหวัดราชบุรี และจังหวัดกาญจนบุรี โดยมีผู้หนีภัยในค่ายเหล่านี้มากกว่า ๗๐,๐๐๐ คน หรืออาจมีมากถึง ๙๐,๐๐๐ คน ตลอด ที่ผ่านมาพวกเขาได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่าง ๆ แต่ก็ยังเผชิญ ปัญหาด้านความเป็นอยู่ ด้านสถานะ ด้านความมั่นคงทางทหาร ด้านการเข้าไม่ถึงบริการ สาธารณสุข ด้านการเข้าไม่ถึงโอกาสทางการศึกษา ขณะการผลักดันและการช่วยเหลือไปสู่ ประเทศต้นทาง แล้วก็ไปสู่ประเทศที่สามก็ยังมีอยู่อย่างจำกัดครับ ทำให้พวกเขาขาดโอกาส ในชีวิต สำหรับผู้หนีภัยอีกกลุ่มก็คือกลุ่มใหม่ ซึ่งมีการสู้รบหลังจากการรัฐประหารในเมียนมา เมื่อปี ๒๕๕๔ ซึ่งได้เข้ามาอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราวและพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศไทย โดยข้อมูลของรัฐบอกว่ามีอยู่ ๓,๐๐๐ คน แล้วก็อาจจะมีมากกว่านั้น และหากสถานการณ์ ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องก็มีแนวโน้มที่จะมีผู้หนีภัยจะเข้ามาเพิ่มมากขึ้นอีกจำนวนมากครับ ท่านประธานครับปัญหาการสู้รบในเมียนมาและปัญหาผู้หนีภัยไม่มีท่าทีจะบรรเทาลงครับ อาจจะทำให้สถานการณ์บริเวณชายแดนเลวร้ายลงไปอีก และจะยิ่งส่งผลกระทบต่อประเทศ ของเรามากขึ้นครับ กระผมจึงเห็นด้วยครับว่าเราควรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อมา ศึกษาหาแนวทางการบริหารจัดการผู้หนีภัยเมียนมาอย่างเป็นระบบ ทั้งเพื่อแก้ไขปัญหาเดิม ที่มีอยู่มายาวนานกว่า ๔๐ ปี ตลอดไปจนถึงการดำเนินการเชิงรุก การป้องกันและเตรียมพร้อม รับมือกับผู้หนีภัยที่อาจเข้ามาเพิ่มครับ โดยผมมีข้อเสนอแนะให้ทางคณะกรรมาธิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาดำเนินการดังต่อไปนี้🔗

๑. สำหรับสถานการณ์การสู้รบในเมียนมาขอให้พิจารณาว่าประเทศไทย ควรเพิ่มบทบาทและการทำงานร่วมกับชาติ ASEAN ให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น รวมทั้งควร ประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้านของเมียนมาอื่น ๆ เช่น จีน อินเดียและประเทศอื่น ๆ ที่มี ชายแดนติดกัน ให้ผลักดันการปฏิบัติตามฉันทามติ ๕ ข้อที่ ASEAN ได้มีความเห็นชอบไว้ ไม่ว่าจะเป็นด้านความพยายามในการยุติความรุนแรง การเจรจาร่วมกันทุกฝ่ายและการช่วยเหลือ ด้านมนุษยธรรม โดยประเทศไทยของเราอาจจะพิจารณาเปิดช่องทางการสื่อสารกับฝ่าย ต่าง ๆ ในเมียนมา ทั้งฝ่ายรัฐบาลและกลุ่มชาติพันธุ์ แต่ไม่เป็นการแทรกแซงกิจการภายใน และควรเพิ่มประสิทธิภาพในการเจรจาพูดคุยกับประเทศเมียนมา เป็นตัวแทนในการพูดคุย กับกลุ่ม ASEAN และผมคิดว่าประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในภูมิภาคของเราในการจัดการ กับปัญหาประเด็นนี้ครับ นอกจากนี้ประเทศไทยควรจะมีกลไกและหน่วยงานเพื่อทำหน้าที่ คอยติดตามสถานการณ์ หากมีผลกระทบข้ามไปยังฝั่งไทยเราก็จำเป็นที่จะต้องปกป้องและ รับมือให้เหมาะสม นอกจากนี้เราควรพิจารณาให้มีการเจรจาจัดตั้งพื้นที่ปลอดภัยจากการสู้รบในบริเวณ ชายแดนของไทยและเมียนมา เพื่อให้มีการช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมในพื้นที่ดังกล่าว แล้วก็เพื่อให้มีการสนับสนุนแล้วก็ระดมทรัพยากรจากหน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ ให้เข้ามา ช่วยเหลือ แล้วก็รับมือกับสถานการณ์ที่อาจรุนแรงขึ้น ซึ่งก็เป็นข้อเสนอของท่านผู้เสนอญัตติ🔗

ประเด็นที่ ๒ สำหรับผู้หนีภัยความไม่สงบและการสู้รบเมียนมาในระยะ เร่งด่วน ขอให้พิจารณาว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรดำเนินการสำรวจจำนวนผู้ลี้ภัยสงคราม ที่อยู่ในประเทศไทยปัจจุบัน แล้วก็ควรจะประเมินไปอีกว่าอาจจะมีเพิ่มเข้ามาอีกเท่าไร หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น เพื่อที่เราจะได้เตรียมตัวรับมือและบริหารจัดการให้ความช่วยเหลือ ด้านมนุษยธรรมอย่างเพียงพอและทั่วถึง ทั้งในเรื่องอาหารที่สำคัญสำหรับการดำรงชีวิต การแพทย์และสาธารณสุข แล้วก็ให้มีพื้นที่อาศัยชั่วคราว ซึ่งประเด็นนี้ก็อาจจะเกี่ยวข้องกับ เรื่องการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมของทั้งภาครัฐ แล้วก็การให้ความช่วยเหลือขององค์กร ระหว่างประเทศ โดยรัฐเองก็จำเป็นต้องอำนวยความสะดวกให้องค์กรเหล่านั้นอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาการช่วยเหลือให้ผู้หนีภัยเหล่านี้ สามารถกลับไปประเทศต้นทางหรือย้ายไปยังถิ่นฐานประเทศที่สามให้เหมาะสมนะครับ🔗

ประเด็นที่ ๓ สำหรับผู้หนีภัยความไม่สงบและการสู้รบเมียนมาในระยะยาว ควรพิจารณาให้มีกลไกให้มีหน่วยงานที่ดูแลเรื่องผู้หนีภัยและผู้ลี้ภัยโดยเฉพาะ เพื่อที่จะ บริหารจัดการอย่างรอบด้าน นอกจากนี้ยังควรมีการศึกษาแล้วก็การทบทวนกฎหมายเพื่อ การจัดการผู้ลี้ภัยให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลและตามกฎหมายระหว่างประเทศนะครับ รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดสถานะบุคคล สาธารณะผู้ลี้ภัยเพื่อเป็นการนำไปสู่ การช่วยเหลือการแก้ไขปัญหาการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย การค้ามนุษย์ และปัญหา แรงงานผิดกฎหมายอื่น ๆ ที่ตามมาด้วย โดยสำหรับผู้หนีภัยความไม่สงบเมียนมาที่มีมากกว่า ๗๐,๐๐๐ คน ในศูนย์พักพิง ๙ แห่งที่อยู่มานานกว่า ๔๐ ปีนี้เราควรจะพิจารณาได้แล้วครับ ควรจะบริหารจัดการช่วยเหลือดูแลพวกเขาบนพื้นฐานของมนุษยธรรม โดยพิจารณาให้ พวกเขามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในประเทศของเราครับ ทั้งการเข้าถึงระบบการศึกษา การฝึก ทักษะอบรมระบบสาธารณสุข ไปถึงควรที่จะประเมินสิทธิที่เขาจะทำงานให้พวกเขาสามารถ ดำรงชีวิตได้อย่างเหมาะสมและมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศของเรา นอกจากนี้ก็ควรจะ มีการพิจารณากฎหมายต่าง ๆ แล้วก็สนับสนุนให้เกิดโอกาสในการพัฒนาตนเองของเด็ก ๆ เยาวชนที่เกิดใหม่ในศูนย์พักพิงเหล่านี้ ซึ่งพวกเขาควรได้รับการศึกษาตามเกณฑ์ขั้นพื้นฐาน ของประเทศไทย แล้วก็เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กเหล่านั้นได้เติบโตอย่างมีคุณภาพ เลือกเส้นทาง การใช้ชีวิตได้ในอนาคตและไม่เป็นการซ้ำเติมปัญหาภายในศูนย์พักพิงผู้ลี้ภัยในอนาคต🔗

ประเด็นที่ ๔ ประเด็นสุดท้ายสำหรับพี่น้องคนไทยที่อยู่ในเมียนมา แล้วก็ พี่น้องคนไทยที่อาศัยในจังหวัดที่อยู่ในพื้นที่ชายแดนของประเทศไทย ขอให้พิจารณาติดตาม และศึกษาผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนจากการสู้รบที่เกิดขึ้นนี้ เพื่อที่เราจะได้ให้ความ ช่วยเหลือและลดผลกระทบอย่างเป็นระบบ ขออภัยครับท่านประธานครับใกล้จบแล้วครับ สุดท้ายนี้ผมคิดว่าเราในฐานะเพื่อนมนุษย์และที่สำคัญในฐานะเพื่อนบ้านของเมียนมาที่มี รั้วติดกันไม่สามารถนั่งดูเพื่อนมีปัญหาภายในบ้านอยู่เฉย ๆ ได้อีกต่อไป จึงขอสนับสนุนให้มี การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาพิจารณาหาแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ อย่างเป็นระบบครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านรังสิมันต์ โรม เชิญครับ🔗

นายรังสิมันต์ โรม แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานครับ ก่อนที่จะ เข้าสู่การอภิปรายผมจะขออนุญาตหารือท่านประธานสั้น ๆ นิดเดียวครับ ก่อนอื่นก็ต้อง ขออภัยที่อาจจะต้องเรียนท่านประธานนะครับว่ามันอาจจะมีความสลับซับซ้อนในเรื่อง ของการจัดการเวลาอยู่บ้าง แต่อยากจะเรียนท่านประธานนะครับว่าเราเองก็อยากให้ การทำงานในห้องประชุมแห่งนี้มันเป็นไปด้วยบรรยากาศที่เรียบร้อย ซึ่งเดี๋ยวก็คงจะต้อง ไปหารือกันระหว่างวิปฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลต่อไป แต่ว่าอยากจะเรียนท่านประธานว่า อย่างตัวผมเองซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดน ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ ด้านหนึ่งก็ต้องยอมรับว่ามันก็วิ่งวุ่นเหมือนกัน ก็ต้องกราบขออภัยท่านประธาน เดี๋ยวคราวหน้าเราจะไปพูดคุยเพื่อให้เกิดการประสานงาน ที่เป็นระเบียบเรียบร้อยมากยิ่งขึ้น แล้วก็ต้องขอบคุณท่านประธานที่อาจจะเรียกว่าครั้งนี้ อาจจะยังไม่ได้มีการเคร่งครัดในเรื่องของลำดับรายชื่อมากนัก ก็ต้องขอบคุณท่านประธาน เป็นอย่างยิ่งครับ ขออนุญาตเข้าสู่เนื้อหาของการอภิปราย เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ขอร่วมอภิปรายญัตติแก้ไข ปัญหาผู้หนีภัยการสู้รบในศูนย์พักพิงชั่วคราว ๙ แห่ง และผู้หนีภัยการสู้รบตามแนวชายแดน ไทย-เมียนมา ซึ่งผมเองก็ขออนุญาตอภิปรายสนับสนุนญัตติดังกล่าว ซึ่งเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อ มากว่า ๔๐ ปีแล้ว ผู้หนีภัยการสู้รบที่ได้มาอยู่ในศูนย์พักพิงทั้ง ๙ แห่งนั้นเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ที่หนีภัยการสู้รบมา โดยประเทศไทยเปิดให้เข้ามาพักพิงตั้งแต่ปี ๒๕๒๗ ปัจจุบันข้อมูลที่เรา ได้รับจะอยู่ที่ประมาณ ๗๐,๐๐๐-๑๐๐,๐๐๐ คน เอาแค่ข้อมูลตรงนี้ก่อน ท่านประธานครับ ผมนั่งอยู่ในกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดน ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูป ประเทศ มีการประชุมกันเรื่องนี้หลายครั้ง ท่านประธานทราบไหมเอาข้อมูลเป๊ะ ๆ แน่ ๆ เรายังไม่รู้เลย เป็นข้อมูลคร่าว ๆ ที่มีการคำนวณกว้าง ๆ เพราะเราไม่ได้ให้ความสนใจที่จะ แก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ทำให้สุดท้ายเราเลยไม่รู้ว่าปัญหาในการจัดการผู้ที่หนีภัยการสู้รบ ทั้ง ๙ แห่งนี้ตกลงแล้วเราจะต้องเตรียมการในเรื่องของทรัพยากรของการจัดการอย่างไร ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันเราใช้วิธีการในการแก้ปัญหาทั้ง ๙ แห่ง แคมป์ผู้ลี้ภัยทั้ง ๙ แห่งนี้ ด้วยการส่งพวกเขาไปที่ประเทศอื่น โดยเฉพาะอย่างสหรัฐอเมริกา วันนี้ผมได้มีการประชุม แล้วพบกับทางทูตออสเตรเลียก็ได้รับยืนยันว่าทางทูตออสเตรเลียก็บอกว่าทางออสเตรเลีย ก็กำลังทำงานร่วมกันกับสหรัฐอเมริกาเพื่อส่งคนเหล่านี้ไปอยู่ประเทศที่สามที่ปลอดภัย มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีกว่าปัจจุบัน ซึ่งต้องเรียนกับท่านประธานว่าข้อเท็จจริงที่เราได้รับ มันเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องยืนยันว่ากลุ่มที่หนีภัยสงครามเหล่านี้ยังต้องรอคอยเวลาต่อไป ซึ่งเร็วที่สุดที่เป็นไปได้ที่ ๗ ปี เขารอมาแล้ว ๔๐ ปี วันนี้เขาอาจจะต้องรอ ๗ ปี ซึ่งเป็นขั้นต่ำ ที่เป็นไปได้มากที่สุด แล้วถามว่าผู้ที่ต้องการที่ต้องหนีภัยแล้วไปอยู่ประเทศที่สาม ทุกคน ต้องการที่จะไปอยู่ตรงนั้นทั้งหมดไหม ไม่ใช่ครับ หลายคนไม่ได้ต้องการไป หลายคนมี ความรู้สึกว่าเขาอยากอยู่ประเทศไทย บางคนเกิดในแคมป์ทุกวันนี้เขาไม่รู้ ประเทศมาตุภูมิ ที่ครอบครัวเขาอพยพมามีสภาพอย่างไร วันนี้เขาแทบจะกลายเป็นคนไทยแล้ว มันติดอยู่แค่ อย่างเดียวคือระบบกฎหมายของเราไม่ได้ยอมรับ ไม่ได้สนับสนุน ไม่ได้ให้สิทธิ แล้วทำให้ พวกเขาต้องอยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ ถ้าจะไปทำงานก็ต้องไปแอบทำงาน นี่คือสภาพความเป็นจริง ที่เราจะยอมรับหรือไม่ยอมรับแต่มันได้เกิดขึ้นแล้ว ทั้งหมดที่ผมพูดมามันหมายความว่าอะไร มันหมายความว่าแม้เราจะสร้างทางเลือกของการย้ายพวกเขาไปอยู่ประเทศที่สามมันอาจจะ ไม่ได้เป็นทางออกที่ดีที่สุดของกลุ่มคนเหล่านี้ที่รอคอยอยู่ในทั้ง ๙ แคมป์ ผมคิดว่าวิธีการ ที่เราจะสามารถแก้ปัญหาได้ แล้วสอดคล้องกับปัญหาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ นั่นก็คือ เราต้องยอมรับว่าวันนี้เราเข้าสู่สิ่งที่เรียกว่า Aging Society เรากำลังเป็นสังคมผู้สูงอายุ เรากำลังขาดแคลนแรงงาน เรากำลังขาดแคลนทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในประเทศของเราคือ ทรัพยากรมนุษย์ ไม่กี่วันก่อนไม่กี่สัปดาห์ก่อนเราได้คุยกันเรื่องงบประมาณ แต่สิ่งหนึ่งที่เรา อาจจะลืมไปว่าถ้า ๑๐ ปีข้างหน้า ๒๐ ปีข้างหน้าทรัพยากรมนุษย์ของเรายังเป็นแบบนี้ ใครจะเสียภาษี เราจะเอาทรัพยากรจากไหนไปพัฒนาประเทศ เรายังต้องการทรัพยากร อีกจำนวนมาก ที่ผ่านมาเรามองกลุ่มคนที่หนีภัยการสู้รบด้วยวิธีคิดแบบความมั่นคงทางการ ทหาร เราไปมองเขาเป็นคนอื่น แต่เราลืมไปว่าจริง ๆ แล้วประเทศไทยเป็นประเทศของ ผู้อพยพ ผมคนหนึ่งและอีกหลาย ๆ คน วันนี้เราแทบไม่รู้ เราเลิกคุยกันแล้วว่าไทยแท้ คืออะไร เพราะหาข้อสรุปไม่ได้ ต้นตระกูลของเราหลาย ๆ คน เสื่อผืนหมอนใบเป็นแบบนั้น ดังนั้นถ้าเกิดเราคิดใหม่ เปลี่ยนวิธีคิดในเรื่องของความมั่นคง เราเปิดรับมากขึ้นแล้วมองให้ เห็นความเป็นจริงว่าสิ่งที่เราเรียกว่าวิกฤติมันคือโอกาสของประเทศนี้ นี่คือโจทย์ที่ ๑ ที่ผม อยากจะฝากเป็นการบ้านไปถึงรัฐบาล แล้วถ้ามีการตั้งกรรมาธิการซึ่งผมเชื่อว่าคงไม่มีการตั้ง กรรมาธิการ แต่จะส่งเข้ากรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดน ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี ผมคิดว่านี่คือโจทย์ที่ ๑ ที่เราต้องช่วยกันคิด และหาทางออก โจทย์ที่ ๒ วันนี้เราต้องยอมรับว่าสถานการณ์ในเมียนมามันมีความขัดแย้ง รุนแรงและมีผู้หนีภัยการสู้รบที่หลบหนีเข้ามาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อสภาชุดที่แล้วเราก็มีการ คุยกันว่าการหนีภัยการสู้รบแล้วไม่มีการจัดระบบที่โปร่งใส สิ่งที่เกิดขึ้นมีผล ๒ ประการ🔗

ประการที่ ๑ ก็คือทำให้ภาคเอกชน ซึ่งไม่ได้ไปรบกวนเงินภาษีอะไรของพี่น้อง ประชาชน เขาไม่สามารถไปช่วยเหลือกลุ่มคนเหล่านี้ได้ ภาคเอกชนจำนวนมาก หรือ NGO เขาออกมาพูดกับผมตรง ๆ ว่าบางครั้งก็ต้องจ่ายใต้โต๊ะ จ่ายใต้โต๊ะเพื่อช่วยสิทธิมนุษยชน มันเป็นแบบนั้นครับท่านประธาน มีการออกตั๋วเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ เพื่อให้รู้ว่าโอเคคนนี้ มันจ่ายส่วยแล้วนะ คนนี้มาจ่ายเงินแล้วนะ นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้น🔗

ประการที่ ๒ เมื่อเราไม่มีความโปร่งใส สิ่งที่มันเกิดขึ้นตามมาที่มันอาจจะมา พร้อมกับคนนี้คือมันเกิดสิ่งผิดกฎหมายจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการค้ามนุษย์ การขนของ ผิดกฎหมาย แล้วสุดท้ายทำให้ชายแดนของเราวันนี้กลายเป็นพื้นที่ที่อันตรายที่สุดในพื้นที่หนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมเทา ๆ ดำ ๆ จำนวนมาก เพราะเราไม่มีการจัดการเหล่านี้🔗

แล้วมากไปกว่านั้นท่านประธาน ข้อมูลที่เราได้รับจากกรรมาธิการความมั่นคง แห่งรัฐ กิจการชายแดน ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ ที่ผมนั่งเป็นประธาน เราพบว่าการสู้รบตรงนี้กำลังจะขยายขอบเขตอย่างกว้างขวาง และอาจจะส่งผลกระทบที่ทำ ให้คนนับล้านคนไม่มีที่อยู่อาศัย ท่านประธานคิดว่าคนนับล้านคนจะไปไหนครับ โอกาส มากที่สุดก็คือมาประเทศไทย แล้วท่านประธานทราบไหมครับ ข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทย เรามี Capacity หรือสามารถรองรับผู้หนีภัยการสู้รบได้เต็มที่ไม่เกิน ๗๕,๐๐๐ คน ถ้าเราไม่มี การเตรียมการอะไรเลย วันนั้นจะเป็นวิกฤติครับ แต่ถ้าเรามีการเตรียมการมันจะกลายเป็น โอกาส ทุกท่านอาจจะกังวลว่าเมื่อมีผู้หนีภัยการสู้รบอย่างนี้เราก็ต้องเตรียมเงินภาษีของ พี่น้องประชาชนชาวไทยใช่ไหม อย่างนี้เราต้องควักกระเป๋าจ่ายใช่ไหม ผมไม่ปฏิเสธว่ามัน อาจจะต้องมีบ้างท่านประธาน แต่ผมอยากให้เรามองเห็นโอกาสว่าประเทศไทยไม่ได้เป็น ประเทศเดียวที่ต้องการแก้ไขวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นในเมียนมาแค่เพียงลำพัง ท่านนายกรัฐมนตรี เดินทางไปหลายประเทศผมชื่นชมนะครับ ผมเห็นด้วย แต่สิ่งที่ท่านต้องมองให้รอบด้าน คือวิกฤติพม่านี้ถ้าเราเอาประเด็นเหล่านี้ไปพูดคุยหาทางออกแสวงหามิตร ผมเชื่อว่าเรา สามารถแก้ปัญหาสิ่งที่เกิดขึ้นในสถานการณ์เมียนมาได้อย่างแน่นอน ปัญหาคือที่ผ่านมานี้ ท่านนายกรัฐมนตรีได้มีการหยิบยกในประเด็นเหล่านี้มากแค่ไหน เราแทบไม่เห็นเลยครับ ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้มีความเข้าใจอะไรเลยกับทิศทางความมั่นคง แล้วก็ไม่ได้พูดถึง ไม่ได้ หยิบยก พวกเราผมในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการ ชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ เราพยายามทำงานเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่ก็ต้องยอมรับว่าเราได้ความร่วมมือจากฝ่ายรัฐบาลนี้น้อยมากครับ ผมไม่ขอนับฝั่งทหาร ผมไม่ขอนับฝั่งกระทรวงมหาดไทยที่เป็นระดับปฏิบัติการ ผมคิดว่าสิ่งที่ตอนนี้เราต้องการ มากที่สุด ผมเรียกว่า Political View หรือเจตจำนงทางการเมืองซึ่งรัฐบาลไม่มี การที่ไม่มี สิ่งเหล่านี้มันเลยกลายเป็นปัญหาตามมา วันนี้แก๊ง Call Center มีรัฐบาลคนไหนที่สามารถ ตอบได้ไหมว่าตกลงปัญหาชายแดนแก๊ง Call Center เราจะเอาอย่างไร ตอบไม่ได้ เพราะ ท่านไม่ได้คิดว่าจะแก้อย่างไร มันเหมือนกับกรณีคนไทยที่เล่าก์ก่ายกว่าท่านจะขยับมันก็ต้อง รอให้ชนกลุ่มน้อยเขาปิดล้อมเมือง ท่านแทบไม่ขยับอะไรเลย กว่าจะช่วยกันได้คือทุกฝ่าย ต้องช่วยกัน ผมขอพูดนิดหนึ่งในเมื่อพูดถึงคนไทยที่เล่าก์ก่าย เพราะหลังจากที่กรรมาธิการ ผมติดตามเรื่องนี้อย่างจริงจัง ก็มีคนไทยกลุ่มหนึ่งถูกส่งไปสนามกีฬาแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นพื้นที่ ของท่านธีระชัย ผมเองเข้าไปคุยกับพี่น้องผมไปเจอผู้ชายคนหนึ่งผมก็ถามว่าทำไมตัวเขาถึงไปตกอยู่ในสภาพ นั้นได้ เขาบอกกับผมว่าเขามีฐานะยากจนท่านประธาน เขามีฐานะยากจนแล้วเขาก็เห็น การประกาศรับสมัครงานที่ Facebook เขาและภรรยาของเขา ซึ่งอายุประมาณสักไม่เกิน ๒๐ ปี ตัดสินใจว่าเอาว่ะเดี๋ยวไปตายเอาดาบหน้า เพราะในการสมัครงานครั้งนี้ที่บอกว่า ให้ทำเกี่ยวกับ Marketing Online ให้กับบริษัทแห่งหนึ่ง เขาสัญญาว่าถ้าคุณไม่อยากทำ คุณจะออกมาเมื่อไรก็ได้ ก็เชื่อ สุดท้ายเขาตัดสินใจไปครับ แล้วตอนที่ไปเขาเอาคนไทย ๒ คนนี้ไปอยู่ใต้รถ ระหว่างทางที่เดินทางไปถึงเล่าก์ก่ายต้องดมกลิ่นควันตลอดเวลา ไปถึง รู้ไหมเกิดอะไรขึ้น กลุ่มคนจีนซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจเขาพบว่าผู้หญิงคนนี้กำลังตั้งครรภ์อ่อน ๆ เขาถามสามีคู่นี้ว่า🔗

(นางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร ขอนแก่น

ท่านประธานคะ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีอะไรครับ🔗

นางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร ขอนแก่น

ดิฉัน สรัสนันท์ อรรณนพพร สมาชิกสภาผู้แทนจังหวัดขอนแก่น เขต ๙ พรรคเพื่อไทยค่ะ ดิฉันขออนุญาตประท้วงค่ะ ต้องขออนุญาตท่านรังสิมันต์นะคะ ดิฉันขอประท้วงในข้อ ๖๙ ให้อยู่ในประเด็น เรากำลังพูด ถึงผู้ลี้ภัยผู้ที่อพยพมาที่เมืองไทยค่ะ ด้วยความเคารพค่ะ🔗

นายรังสิมันต์ โรม แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานผมขออนุญาตชี้แจง นะครับ อย่าเพิ่งจับเวลานะครับ🔗

นางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร ขอนแก่น

มันไปไกลมากแล้วค่ะ ไป Call Center ไปอะไรไม่เกี่ยวข้องกับญัตติที่เรากำลังพิจารณากันอยู่ค่ะ นำเรียนท่านประธาน ดิฉัน ประท้วงท่านประธานด้วยค่ะ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ผมวินิจฉัยนะครับ ก็กลับเข้าประเด็นก็แล้วกันนะครับ🔗

นายรังสิมันต์ โรม แบบบัญชีรายชื่อ

ถ้าท่านประธานบอกว่ากลับเข้า ประเด็น แสดงว่าท่านประธานกำลังวินิจฉัยว่าผมไม่อยู่ในประเด็นนะครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ก็นอก ๆ นิดหน่อย ก็เอาเข้ามาตรงนะครับ🔗

นายรังสิมันต์ โรม แบบบัญชีรายชื่อ

คือผมเล่าให้เห็นว่าจริง ๆ เรื่อง ทั้งหมดนี้มันเกี่ยวกันท่านประธาน🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญต่อครับ🔗

นายรังสิมันต์ โรม แบบบัญชีรายชื่อ

ผมจะจบแล้วนิดเดียวครับ แล้วท่านประธานทราบไหมครับว่าสองสามีภรรยานี้คนจีนเขาบอกว่า ถ้าอยากทำงานด้วยกัน ต้องเอาเด็กออก ถ้าไม่เอาเด็กออกให้แยกกันทำงาน สองสามีภรรยานี้ไม่ทันตัดสินใจ ก็มี คนไปลากภรรยาเขาแล้วไปทำแท้งครับ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ดังนั้นผมคิดว่าวันนี้เรื่องชายแดน มันใหญ่🔗

(นางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร ขอนแก่น

ท่านประธานคะ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

จะจบแล้วครับ🔗

นายรังสิมันต์ โรม แบบบัญชีรายชื่อ

มันใหญ่ แล้วผมคิดว่าผมมีข้อเสนอ ไม่ได้วิจารณ์อย่างเดียว ผมมีข้อเสนอ ๕ ข้อ ที่จะเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาให้กับรัฐบาล🔗

ข้อที่ ๑ เราต้องทำให้ผู้หนีภัยไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร มีโอกาสเข้ามาทำงาน ในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมาย เราต้องยอมรับว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย กำลังขาดแคลนแรงงาน เราสามารถนำพาให้เขามาช่วยกันสร้างชาติ สิ่งเหล่านี้คือโอกาส ที่ประเทศไทยต้องคว้าเอาไว้ โดยรับรองให้เขาสามารถทำงานในประเทศไทยได้อย่าง ถูกกฎหมาย ไม่ต้องมีการจ่ายสินบนให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อออกไปทำงานผิดกฎหมาย ให้เขา สามารถได้รับเงินอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยมีรายได้ที่เพียงพอ🔗

ข้อที่ ๒ ผมเสนอว่าเราต้องเปิดพรมแดนไทย-เมียนมา ยุติการสร้างคุกจำแลง ให้ผู้หนีภัยการสู้รบได้มีที่ปลอดภัยในเขตแดนประเทศไทย เปิดลงทะเบียนให้ถูกต้อง มีการ จัดการที่โปร่งใสปิดช่องว่างการคอร์รัปชัน และช่องทางการลักลอบนำสินค้าที่ผิดกฎหมาย เข้ามาสู่ประเทศไทย รวมไปถึงการเดินหน้าสร้างแนวร่วมกับประเทศต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือ ผู้หนีภัยการสู้รบ ผมเข้าใจดีครับว่าการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนให้กับกลุ่มคนเหล่านี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายและใช้ทรัพยากรมาก แต่ผมก็ยืนยันกับท่านประธานว่าถ้าเรามีนายกรัฐมนตรี ที่มีวิสัยทัศน์ การสร้างแนวร่วมเหล่านี้สามารถทำได้และเราสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ตรงนี้ได้🔗

ข้อที่ ๓ เราต้องจัดให้ผู้หนีภัยการสู้รบได้เข้าถึงการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการ สอนภาษาไทย การสอนในวิชาต่าง ๆ ให้เขาสามารถที่จะมีวิชาติดตัว ไม่ว่าจะเป็นวิชาชีพ หรือความรู้ทางวิชาการให้เขาหางานและช่วยกันพัฒนาประเทศได้ ในส่วนของเด็กที่เกิด ในศูนย์นี้ ผมมีข้อเสนอว่ารัฐบาลควรพิจารณาอย่างยิ่งว่าสมควรที่จะให้สัญชาติหรือไม่ ซึ่งอาจจะมีการวางหลักเกณฑ์เพื่อให้มั่นใจว่าจะสอดคล้องกับความมั่นคงต่าง ๆ ของเราด้วย แต่ถ้าเราทำตรงนี้สำเร็จเราจะมีทรัพยากรทั้งแรงงาน กลุ่มบุคคลที่จะไม่ไปทำในสิ่งที่ผิดกฎหมาย และนั่นจะเป็นการพัฒนาชายแดนอย่างยั่งยืน🔗

ข้อที่ ๔ เราควรจะพิจารณาถึงบทบาทของประเทศไทยในการแก้ปัญหาวิกฤติ เมียนมา ในฐานะประเทศที่มีส่วนได้เสียอย่างยิ่งจากการมีพรมแดนที่ติดต่อกันมากถึง ๒,๔๐๐ กิโลเมตร และเป็นประเทศที่ต้องแบกรับผู้หนีภัยการสู้รบมากว่า ๔๐ ปี และอาจจะ ต้องแบกรับแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ผมคิดว่าเราต้องส่งเสริมประชาธิปไตยในประเทศเมียนมา อย่างสร้างสรรค์ ประเทศไทยของเราที่ผ่านมาเราไม่ได้มีบทบาทอย่างชัดเจน ดังนั้นนี่คือ โอกาสที่เราจะเข้าไปมีบทบาทในการส่งเสริมให้เกิดสันติภาพในเมียนมาได้แล้ว🔗

ข้อสุดท้ายจะต้องมีการแก้ไข SOP ของ สมช. เสียใหม่ ปัจจุบันผมบอก ไปแล้วว่าเรารับผู้หนีภัยการสู้รบสูงสุดไม่มีทางเกินกว่า ๗๕,๐๐๐ ดังนั้นถ้าเกิดเรามีการ แก้ไขใหม่ เตรียมการให้พร้อม อย่าให้วันนั้นเมื่อมาถึงมันจะกลายเป็นวิกฤติ เราต้องไม่ลืมว่า คนนับแสนมีโอกาสที่จะอพยพหนีภัยการสู้รบมาประเทศไทย ถ้าเราไม่มีความพร้อมแบบนั้น มันจะกลายเป็นโศกนาฏกรรม แล้วชื่อเสียงของประเทศไทยจะป่นปี้มลายลง ขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณาจารย์และนิสิตจากภาควิชาคณิตศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี ยินดีต้อนรับครับ ท่านสมาชิกมีผู้เสนอ ขอใช้สิทธิสรุปญัตติอยู่ ๓ ท่าน ท่านแรก ท่านธิษะณา ชุณหะวัณ ท่านที่ ๒ ท่านกัณวีร์ สืบแสง ท่านที่ ๓ ท่านนพดล ปัทมะ เชิญท่านธิษะณา ชุณหะวัณ ครับ🔗

นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉันในฐานะผู้ยื่นญัตติแก้ไขปัญหาเรื่องผู้ลี้ภัย ขออนุญาตอภิปรายสนับสนุนญัตติขอให้ สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาและหาแนวทางแก้ไขปัญหา กรณีผู้ลี้ภัยจากการสู้รบในพื้นที่พักพิงชั่วคราว ๙ แห่งในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และอีก ๕ แห่งในอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอนในประเทศไทย และผู้หนีภัยจากการสู้รบ ตามแนวชายแดนไทย-พม่าค่ะท่านประธาน ขอสไลด์ด้วยค่ะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ กรุงเทพมหานคร

จากรายงานของ UNHCR ประเทศไทยมีผู้ลี้ภัยที่อยู่ตามแนวชายแดนทั้งหมด ๙๖,๐๐๐ คน จำนวน ๙๐,๓๓๗ คน อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูล ณ เดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ ผู้ลี้ภัยเหล่านี้ได้หนีจากความ ขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศพม่าที่เป็นความขัดแย้งติดอาวุธ และโดยส่วนมากเป็นชนกลุ่มน้อย ชาวกะเหรี่ยง กะเหรี่ยงแดง กะยา ที่อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยหรือพื้นที่พักพิงชั่วคราวอย่างที่ ดิฉันบอกไปเบื้องต้นนะคะ และมีผู้ลี้ภัยที่เรียกว่า Urban Refugee หรือในตัวเมืองอีกราว ๆ ๕,๐๐๐ คนจาก ๔๐ ประเทศทั่วโลก จากข้อมูลของ UNHCR ตั้งแต่การรัฐประหารของ ประเทศพม่าโดยมิน อ่อง หล่าย (Min Aung Hlaing) ในปี ๒๕๕๗ คนพม่าอย่างน้อย ๓๐,๐๐๐ กว่าคนต้องลี้ภัยมาอยู่ตามชายแดนไทยค่ะ และการเคารพสิทธิมนุษยชน ขั้นพื้นฐานไม่สามารถที่จะรอได้อีกต่อไปค่ะ ในวันนี้ดิฉันจึงอยากขออภิปรายเกี่ยวกับผู้ลี้ภัย ในไทย จากรายงานของ กสม. มีการดำเนินการเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐผู้ลี้ภัยก็คือ🔗

๑. การพิสูจน์ความกลัวที่มีมูลความจริงหรือว่า Well-Founded Fear คือ ผู้อ้างสิทธิของผู้ลี้ภัยต้องพิสูจน์ว่าพวกเขามีความหวาดกลัวต่อการประหัตประหารหากพวกเขา เดินกลับไปยังประเทศบ้านเกิดของตน และความกลัวของพวกเขาต้องมีพื้นฐานมาจาก ความรู้สึกที่เป็นกลาง มีหลักฐานและข้อเท็จจริง🔗

๒. ต้องเคารพในหลักการไม่ส่งกลับหรือเรียกว่า Non-Refoulement อย่างไรก็ดีในอนุสัญญาผู้ลี้ภัยปี ๑๙๕๑ ไม่มีช่องทางการร้องเรียนแม้แต่ประเทศที่ได้ลง สัตยาบันแล้ว🔗

๓. มีการอบรมเจ้าหน้าที่ชายแดนเกี่ยวกับกฎหมายมนุษยธรรมระหว่าง ประเทศ และการปฏิบัติเชิงมนุษยธรรม หลักการไม่ส่งกลับซึ่งเป็นกฎหมายจารีตประเพณี ระหว่างประเทศที่เป็นหลักการที่ปฏิบัติทั่วไปโดยสากล แล้วก็ Opinio Juris หรือว่า คำตัดสินของศาลโลกนั่นเอง แต่ในส่วนที่ยังพบปัญหาอยู่เมื่อมองในสถานการณ์ผู้ลี้ภัย ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยจะเน้นไป ๒ เรื่องหลัก ๆ ก็คือ การเคารพ Non-Refoulement หรือว่าการไม่ผลักดันผู้ลี้ภัยกลับประเทศและสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ลี้ภัย🔗

๔. ปัญหาการพิจารณาหลักการ Non-Refoulement แยกออกเป็น ๓ ข้อ ดังนี้ ๑. โครงสร้างกฎหมาย ระบบกฎหมายภายในของไทยอาจไม่ยอมรับให้สามารถ นำกฎหมายระหว่างประเทศมาปรับใช้โดยตรง โดยระบบกฎหมายในไทยเป็น Duelist ซึ่งการนำกฎหมายระหว่างประเทศได้ลงสัตยาบันมาใช้ต้องผ่านการอนุมัติ หรือเรียกว่า การบัญญัติลงไปในกฎหมายไทยเสียก่อน ทางนิติบัญญัติจึงจะมีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย และ ๒. หลักการ Non-Refoulement เป็นหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่มีลักษณะ อย่างกว้าง ถ้าไม่มีการบัญญัติกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษรในระบบกฎหมายของไทย เพื่อความมั่นคงและนิติศาสตร์ฐานะ เพื่อให้สามารถยึดเป็นหลักปฏิบัติที่ค่อนข้างชัดเจน อาจจะทำให้เกิดความสับสนของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานได้ ทั้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตระเวนชายแดน และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง กรณีตัวอย่างที่เห็นได้ชัด สำหรับข้อ ๒ ข้อนี้ ก็คือการส่งผู้ร้ายข้ามแดน นายฮาคีม อัล-อาไรบี (Hakeem Al-Araibi) ผู้ที่ได้รับสถานะผู้ลี้ภัยจากรัฐบาลประเทศออสเตรเลีย เป็นที่ต้องการตัวจากทางการบาห์เรนให้ ประเทศไทยส่งตัวกลับไปดำเนินคดีที่ประเทศบาห์เรน จำเป็นที่จะต้องพิจารณาหลักการ Non-Refoulement ประกอบการพิจารณาส่งตัวบุคคลดังกล่าวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนด้วย อย่างไรก็ดีในขณะนั้นในปี ๒๕๖๒ ยังไม่มีกฎหมายไทยที่ระบุการปรับใช้หลักการนี้ จึงได้มี การหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาประกอบการพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหารหรือฝ่าย ตุลาการ และเนื่องจากประเทศไทยไม่ได้อยู่ในภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสถานะผู้ลี้ภัย ๑๙๕๑ อันมีผลให้ต้องอนุวัติ หรือต้องตรากฎหมายภายในประเทศ หรือปรับแก้กฎหมายในประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องผู้ลี้ภัย ประเทศไทยจึงมีความพยายามในการผลักดันกฎหมายในระดับ รอง คือระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีหรือที่เรียกว่า National Screening Mechanism เพื่อ พยายามจัดการแก้ไขปัญหาผู้ลี้ภัยในกฎหมายระดับรองนั้น ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วก็มีปัญหา ในเรื่องการไม่มีส่วนร่วมของสภาผู้แทนราษฎร หรือว่าไม่ผ่านรัฐสภาล่างนั่นเอง ออกมาจาก ฝ่ายบริหารเพียงอย่างเดียว แล้วก็มีข้อบกพร่องหลายประการ มีสิทธิที่ว่าผู้ลี้ภัยในหลาย ๆ สัญชาติจะตกหล่นจากการขอสถานะได้เช่นเดียวกัน🔗

สุดท้ายการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ การที่ไม่มีกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษร ในขณะที่ประเทศไทยเป็น Civil Law ที่ต้องบัญญัติกฎหมายไปเป็นลายลักษณ์อักษร แล้วไม่ได้ตัดสินตามบรรทัดฐานของคำตัดสินศาล ก็อาจนำไปสู่การไม่ปฏิบัติตามหลักการ Non-Refoulement โดยไม่มีบทลงโทษใด ๆ กับเจ้าหน้าที่ที่ฝ่าฝืนหลักการดังกล่าว ซึ่งเป็น ที่ยอมรับทั่วโลก ซึ่งอาจก่อให้เกิดการละเมิดพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศหลายกรณี และถูกประณามโดยนานาชาติหรือประชาคมโลก เช่นกรณีการส่งชาวอุยกูร์ ๒๐๐ กว่าคน กลับประเทศไป หรือการขังลืมตอนนี้ ๕๘ คนใน ตม. จนเสียชีวิตไปแล้ว ๒ คน สิ่งเหล่านี้ ขัดต่อกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ๑๙๖๖ ซึ่งเป็น สนธิสัญญาที่ไทยเข้าร่วมเป็นภาคีแล้ว และมีผลบังคับใช้มาเกือบ ๓๐ ปีแล้วค่ะท่านประธาน ดิฉันขอสไลด์ที่ ๕ ดิฉันมองเห็นว่าทางออกของปัญหา ก็คือการออกกฎหมายที่ต้องไม่เลือก ปฏิบัติ รัฐต้องยึดมั่นการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมต่อหน้ากฎหมาย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ปัญหาด้านผู้ลี้ภัยและผู้อพยพ ไทยยังไม่ได้ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยผู้ลี้ภัย ดิฉันได้กล่าวไป ข้างต้น และเพื่อนสมาชิกหลายคนก็ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญในการลงสัตยาบันอนุสัญญา ว่าด้วยสถานะผู้ลี้ภัย ซึ่งทำให้เราไม่มีมาตรการหรือกลไกทางกฎหมายที่รับรองสถานะของ ผู้ลี้ภัย การออกช้ากว่า ๓ ปี ในเนื้อหาในลักษณะของกฎหมายที่ออกมาระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี การออกช้ากว่า ๓ ปี ตั้งแต่มีผู้ลี้ภัยเข้ามาหลังรัฐประหารถือว่าเสียหายมาก แล้วก็ล่าช้ามาก ๆ และยังพบว่ามีปัญหาหลาย ๆ ประการ อยากจะให้ Highlight ก็คือการกำหนดคุณสมบัติ ผู้ที่ดำเนินการคุ้มครองหรือลี้ภัยนั้นต้องเป็นคนต่างด้าวที่กระทรวงมหาดไทยมีมาตรการ หรือกระบวนการดำเนินการรับรองเป็นการเฉพาะ และต้องไม่เป็นแรงงานต่างด้าว สัญชาติ เมียนมา ลาว กัมพูชาและเวียดนามที่คณะรัฐมนตรีมีกำหนดมาตรการ หรือกระบวนการ รับรองเป็นการเฉพาะ หรือที่คณะรัฐมนตรีมีมติกำหนดเพิ่มเติม หมายความว่าเกณฑ์ดังกล่าว ได้ตัดสิทธิของผู้ลี้ภัยชาวเมียนมา กว่า ๙๐,๐๐๐ คนเรียบร้อยแล้วที่ลี้ภัยสภาวะสงคราม มาอยู่ตามแนวชายแดน จากระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีและหลักเกณฑ์ดังกล่าวยังมี ข้อบกพร่องอยู่อีกหลายประการ ซึ่งนอกจากจะ Exclude หรือว่าไม่รวมผู้ลี้ภัยที่เป็น ชาวเมียนมาแล้ว ดิฉันในเวลาอภิปรายนี้ก็คงจะไม่สามารถทำให้เห็นภาพทั้งหมด ดิฉัน จึงเห็นว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่สภาผู้แทนราษฎรจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง เพราะเครื่องมือที่เรามีอยู่คือคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีหรือ NSM นั้นมีข้อบกพร่องหลายประการ และจะไม่สามารถช่วยเหลือผู้ลี้ภัยกลุ่มใหญ่ที่สุด ในประเทศเราได้ ซึ่งเป็นจุดประสงค์ของการที่เราเขียนญัตตินี้ขึ้นมา และ ๒. ปัญหาก็คือ การเก็บส่วยจากเจ้าหน้าที่รัฐผ่าน Agent ต่าง ๆ จากข่าวของ Fortify Rights มีการเก็บส่วย จากผู้ลี้ภัยที่ขอใช้บริการสาธารณสุข ซึ่งการจะขอใช้บริการสาธารณสุขนั้นเป็นเรื่องความเป็น ความตายและเป็นเรื่องเร่งด่วนยังจะต้องผ่านการเก็บส่วยของเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อที่จะได้รับการ รักษาพยาบาล และการให้สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานต่าง ๆ เช่น สิทธิในการศึกษาของเยาวชน และเด็ก สิทธิในการทำงาน หรือเสรีภาพในการเคลื่อนย้าย สิทธิในบริการสาธารณสุขที่ดิฉัน ได้เอ่ยไปเบื้องต้น ตอนนี้ที่ผ่านมารัฐให้การสนับสนุนน้อยมาก มูลนิธิส่วนใหญ่ที่สนับสนุนคือ สหประชาชาติ และ Red Cross หรือว่ากาชาดนั่นเองที่ช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและแรงงานข้ามชาติ รวมถึงกลุ่มเปราะบางในกลุ่มผู้ลี้ภัย และใช้ทัศนคติความมั่นคงในการจัดการกับผู้ลี้ภัยตาม แนวชายแดนมาโดยตลอด ทั้งนี้ดิฉันได้มีโอกาสร่วมเสวนาที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ๕ ค่าย ซึ่งมี ทั้งหมด ๙,๐๐๐ คน และดิฉันได้รับทราบข้อมูลมาเกี่ยวกับสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น สิทธิ การศึกษาและการรักษาพยาบาล ความขาดแคลนในทรัพยากร เช่น แหล่งน้ำ ไฟฟ้า สาธารณูปโภค ข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ซึ่งยังขาดแคลนอยู่ เรื่องสิทธิในการรักษาพยาบาล หากเป็นโรคร้ายแรงหรือว่าเป็นโรคเรื้อรัง อย่างเช่น โรคมะเร็ง หรือว่าโรคเบาหวานก็จะ ไม่สามารถที่จะรักษาได้ ถือว่าไม่รวมอยู่ในสิทธิในการรักษาของผู้ลี้ภัย แต่ถ้าหากเกิดการ บาดเจ็บสาหัส อย่างเช่น การสูญเสียอวัยวะจากการเหยียบกับระเบิดหรือว่าการถูกยิง ก็สามารถที่จะรักษาได้ แต่ถ้าเกิดหนักจริง ๆ ก็ไม่มีอุปกรณ์ที่จะต้องรักษาตามแนวชายแดน ก็คือต้องขึ้นเฮลิคอปเตอร์เข้าไปในตัวเมืองจังหวัดแม่ฮ่องสอน หรือไม่ก็จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อที่จะรักษา ซึ่งอาจจะทำให้เกิดภยันอันตรายต่อชีวิตได้ เนื่องจากไม่สามารถที่จะรักษาได้ ทันท่วงทีและไม่มีอุปกรณ์การแพทย์ ไม่มีไฟฟ้าในการที่จะต้องใช้อุปกรณ์การแพทย์ในค่าย ของผู้ลี้ภัย และนอกจากนั้นดิฉันอยากจะเน้นย้ำเรื่องปัญหาจิตเวชของผู้ลี้ภัย ดิฉันได้ถาม นายอำเภอในอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีผู้ลี้ภัยจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่ม ผู้หญิง สตรี และเด็กที่มีโรค PTSD หรือที่เรียกว่าความผิดปกติที่เกิดหลังความเครียด ที่สะเทือนใจ หรือว่าภาวะความผิดปกติทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังพบเหตุการณ์ความ รุนแรง เนื่องจากส่วนมากสูญเสียสมาชิกในครอบครัว สามีต้องไปรบในสงคราม สูญเสียลูก สูญเสียคุณพ่อคุณแม่ จะมีอาการมีความกระวนกระวายใจ วิตกกังวล นอนไม่หลับ มีอาการ หวาดกลัวเมื่อได้ยินเสียงเครื่องบินรบข้ามผ่าน ดิฉันคิดว่าการดูแลด้านจิตเวชของผู้ลี้ภัยก็เป็น เรื่องที่สำคัญไม่น้อยไปนะคะ สิทธิของผู้หญิงและสิทธิของเด็กอย่างที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปราย ไปก่อนหน้านี้ ทั้งการทำคลอด การฝากครรภ์ ไม่มีสิทธิใด ๆ เลย รวมถึงการพัฒนาการของเด็ก เล็กด้วยเช่นเดียวกัน บางคนอยู่ในค่ายมากกว่า ๓๐-๔๐ ปีแล้วไม่เคยมีสิทธิในการศึกษา และจากที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปด้วยเรื่องเกี่ยวกับปัญหาเรื่องอัตราการเกิดของ ประเทศไทยและแรงงานที่จะน้อยลงในอนาคต เนื่องจากเราจะเข้าสู่สังคมสูงวัย การที่เรา มีผู้ลี้ภัยจำนวนมากที่มาจากทุกสาขาอาชีพ เพราะคนที่หนีสงครามมาเขามีทักษะจากทุกอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นหมอ พยาบาล เป็นทนายความ มีจากทุกสาขาอาชีพที่จำเป็นที่จะต้องออกจาก บ้านของเขาเพราะสภาวะสงครามนั่นเอง เราสามารถใช้ประโยชน์จากแรงงานตรงนี้ได้ มหาศาล ตอนนี้ในอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ก็ใช้คุณหมอและพยาบาลเป็น กลุ่มผู้ลี้ภัยคอยดูแลกันเอง เพราะเรามีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอยู่แค่ ๓ คน ดูแล ๙,๐๐๐ คน ที่อำเภอแม่สะเรียง สุดท้ายแล้วดิฉันขอบอกว่าการลงสัตยาบันกับอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องกับสถานะผู้ลี้ภัยเป็นเรื่อง สำคัญอย่างยิ่งค่ะ ตอนนี้มี ๑๔๖ ประเทศภายในภาคีอนุสัญญา และสนับสนุนให้ประเทศไทย ลงอนุสัญญาทั้ง ๒ ฉบับ ทั้งในปี ๒๕๑๐ และอนุสัญญาของปี ๒๕๖๓ ไม่มีกฎหมายในไทย ที่มีคำนิยาม ผู้ลี้ภัย เครื่องมือเดียวที่เรามีอยู่ก็คือคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีหรือ National Screening Mechanism ที่ไม่เคยผ่านการพิจารณาของสภาร่าง เพียงแต่ออกมาจากฝ่าย บริหาร มีข้อบกพร่องหลายประการนะคะ🔗

๕. ช่องทางการร้องเรียนสำหรับผู้ลี้ภัยหรือพัฒนาช่องทางการร้องเรียนถึง กสม. ให้เข้าได้ง่ายต่อผู้ลี้ภัย เช่น ร้องเรียนที่มีภาษาของผู้ลี้ภัยด้วย เช่น ภาษาพม่า หรือเจ้าหน้าที่ กสม. ที่สามารถเป็นล่ามแปลภาษาทำงานในเชิงรุกในค่ายของผู้ลี้ภัยได้ และหน่วยงานรัฐที่เป็นกิจจะลักษณะ มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลผู้ลี้ภัยอย่างเป็นระบบ แล้วก็ช่องทางการร้องเรียนถึงการละเมิดสิทธิของผู้ลี้ภัย อย่างเช่นการเก็บส่วยของผู้ลี้ภัย ที่ต้องการใช้บริการสาธารณสุข หรือว่าการลักลอบค้ามนุษย์อย่างผิดกฎหมายในกลุ่มผู้ลี้ภัย ที่เป็นกลุ่มเปราะบาง ในการที่จะถูกเอารัดเอาเปรียบและเข้าไปในวงจรขบวนการค้ามนุษย์ ดังกล่าวนะคะ🔗

๖. ความขาดแคลนในทรัพยากรการดำรงชีวิต เท่าที่ได้ไปตรวจสอบก็พบว่า ผู้ลี้ภัยได้ใช้แหล่งน้ำธรรมชาติในการประกอบกิจวัตรประจำวัน อย่างเช่นที่เพื่อนสมาชิก ได้อภิปรายไป ซึ่งนายอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ก็ได้แจ้งดิฉันว่ามีความกังวล ในหน้าแล้งเมื่อแหล่งน้ำไม่มีแล้วก็จะไม่สามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ในการพัฒนาที่ยั่งยืน เพราะเขาก็ใช้แหล่งน้ำนี้ในการทำเกษตรกรรมแล้วก็อยู่ได้ด้วยตัวเองด้วย เพราะไม่มี งบประมาณจากรัฐจัดสรรให้เลย จึงเป็นไปได้อย่างยากลำบากนะคะ🔗

๗. การละเมิดอำนาจอธิปไตยโดยกองทัพพม่า ในอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ดิฉันได้รับรายงานมาจาก สส. พรรคก้าวไกลในพื้นที่ มีชาวบ้านส่งคลิปวิดีโอของทหารพม่า ถืออาวุธสงครามเข้ามาในชายแดนฝั่งไทยในขณะที่มีการสู้รบระหว่าง KNU และกองทัพ SAC เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ท่านจะต้องจริงจังในการปกป้องรักษาชายแดนของประเทศไทยเรา เพราะ เป็นการละเมิดอำนาจอธิปไตยหรือที่เรียกว่า Sovereignty นั่นเองนะคะ🔗

๘. ประเทศในสหภาพยุโรปได้ทำการคว่ำบาตรบุคคลเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง รวมไปถึงผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและผู้ก่อรัฐประหารไปแล้วในวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๖๖ เพื่อกดดันรัฐบาลทหารพม่าที่ทำการประหัตประหารก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และอาชญากรรมสงครามต่อประชาชนมือเปล่าที่บัญญัติอยู่ในธรรมนูญกรุงโรม ปี ๑๙๙๘ ดิฉันขอเสนอแนะในการลงสัตยาบันธรรมนูญกรุงโรม และดำเนินบทลงโทษอย่างเด็ดขาด กับรัฐบาลเผด็จการ มิน อ่อง หล่าย (Min Aung Hlaing) ยกตัวอย่างเช่นการคว่ำบาตรบุคคล ซึ่งจะไม่ส่งผลกับการค้าขายทางเศรษฐกิจกับประชาชนในประเทศพม่า🔗

ดังนั้นดิฉันขอสนับสนุนให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาและหาแนวทางแก้ไขปัญหากรณีผู้ลี้ภัยจากการสู้รบที่พักพิงชั่วคราว ตามแนวชายแดนไทย-พม่า และตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านกัณวีร์ สืบแสง เชิญครับ🔗

นายกัณวีร์ สืบแสง แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายกัณวีร์ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมขออนุญาตที่จะต้องขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทุกท่านผ่านท่านประธานที่ลุกขึ้นมายืนอภิปรายสนับสนุนญัตติในการจัดตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการสถานการณ์ปัญหาเรื่องเกี่ยวกับผู้หนีภัย การสู้รบ และที่ผมจะเรียกว่า ผู้ลี้ภัย ผมขอเป็นตัวแทนให้กับผู้ลี้ภัยที่อยู่ในประเทศไทยมา เป็นเวลา ๔๐ กว่าปี ที่อยู่ในค่ายพื้นที่พักพิงชั่วคราวบริเวณชายแดนทั้ง ๙ แห่งใน ๔ จังหวัด ของประเทศไทย เพราะเขาเป็นคนไม่มีเสียง เขาเป็นคนไม่มีสิทธิที่จะออกมาเลือกตั้ง เราจะ ไม่ได้รับเสียงเลือกตั้งจากพวกเขาเลย วันนี้ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะมีมติอะไร ก็ตาม ว่าจะมีการจัดตั้งกรรมาธิการวิสามัญหรือไม่ หรือจะมีแค่การส่งไปต่อที่กรรมาธิการสามัญเพื่อพิจารณาเรื่องเกี่ยวกับการบริหารจัดการหา แนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยในประเทศไทย ผมขอยืนยันตามหลักการต่าง ๆ ตามเหตุผลต่าง ๆ ที่มีความจำเป็นในการจัดตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษา แนวทางการบริหารจัดการ เรื่อง สถานการณ์ปัญหาเรื่องผู้หนีภัยการสู้รบหรือผู้ลี้ภัยใน ประเทศไทยตามหลักการ ๖ ข้อ🔗

หลักการข้อแรก หลักความเท่าเทียมกันของมนุษย์ ท่านประธานครับ ๔๐ ปี แห่งการรอคอยของผู้ลี้ภัยที่อยู่ในพื้นที่พักพิงบริเวณชายแดนประเทศไทยกับประเทศ เมียนมา ๙ แห่ง ๔๐ ปีนี้เขาไม่สามารถจะทราบว่าชะตากรรมของเขาจะเป็นอย่างไร ๔๐ ปี แห่งความหวังว่าวันหนึ่งเขาจะได้กลับบ้าน วันหนึ่งเขาจะสามารถหาแนวทางการแก้ไขปัญหา แบบยั่งยืนให้เกิดขึ้นกับชีวิตของพวกเขา ลูกหลานของพวกเขาจะสามารถยืนหยัดด้วย ตัวเขาเองเหมือนพวกเราที่อยู่ในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ สามารถมีสิทธิในการกำหนดชะตา ชีวิต สามารถมีสิทธิในการกำหนดการพัฒนาชีวิตของพวกเขา กำหนดแนวทางการพัฒนา ทางด้านการเมือง แต่เขายังรอคอยอยู่ในพื้นที่พักพิงบริเวณชั่วคราวชายแดนของไทยกับ ประเทศเมียนมา พวกเขาจะทำอย่างไรในเมื่อสุญญากาศทางด้านกฎหมายของเรายังไม่สามารถ ให้เขามีสิทธิ สถานะ ที่อยู่ในประเทศไทยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ณ ปัจจุบันนี้ถ้าตาม หลักกฎหมายแล้วเขายังเป็นผู้หลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติตรวจคน เข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒🔗

หลักการข้อที่ ๒ หลักของความเป็นเพื่อนมนุษย์ที่เพื่อนมนุษย์ของเราไม่ว่า เขาจะเป็นคนใด ไม่ว่าเขาจะมีสัญชาติใด หนีการประหัตประหาร หนีความตายมาจากบ้าน กำเนิดของเขาเข้ามาในประเทศเรา แล้วคาดว่าจะมีเข้ามาเพิ่มเติม ตอนนี้เรามีประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ คน และกำลังจะเข้ามาอีกประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ คนติดกับบริเวณชายแดนไทย แต่เรามีความเตรียมพร้อมเพียงพอหรือไม่ เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านได้มีการพูดถึง ระเบียงมนุษยธรรมบริเวณชายแดน เรายังไม่ทราบเลยว่าคำนิยามของคำว่า Humanitarian Corridor หรือระเบียงมนุษยธรรมจะทำอย่างไร ทรัพยากรของประเทศไทยมีเพียงพอหรือไม่ ทรัพยากรขององค์การระหว่างประเทศ องค์การภาคประชาสังคม องค์การ CBO ต่าง ๆ มีมากน้อยขนาดไหน เรามีการเตรียมความพร้อมหรือไม่ อย่างไร คน ๓๐๐,๐๐๐ คนที่ เตรียมพร้อมในการที่จะลี้ภัยข้ามเขตแดนที่ติดกับฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศพม่า เข้ามาในประเทศไทยทุกวินาทีตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เรามีความพร้อมแค่ไหน เพียงใด🔗

หลักการข้อที่ ๓ หลักการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ มีเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่าน วันนี้มีการอภิปรายว่าประเทศไทยจะ เข้าสู่ Aging Society แบบเต็มรูปแบบ เราอีก ๔๐ ปีข้างหน้าประชากรของประเทศไทย จะไม่เหมือนเดิม ประชากรของประเทศไทยจะไม่สามารถที่จะเติมเต็มความต้องการแรงงาน ในประเทศไทยได้ หากเราตอนนี้ปัจจุบันนี้ยังไม่มองคาดการณ์อีก ๔ ทศวรรษข้างหน้า เราจะ ขาดแคลนแรงงานขนาดไหน การพัฒนาการเดินหน้าของประเทศไทยจะเดินไปอย่างไร หากเราสามารถเตรียมความพร้อมของเรา ณ ปัจจุบัน ดูสิครับว่าตอนนี้เรามีจำนวนประชากร ของผู้ลี้ภัยที่อยู่ในประเทศไทย ๑๐๐,๐๐๐ คนประมาณนั้น แล้วอาจจะเข้ามา ๓๐๐,๐๐๐ คน หากเรามีการพัฒนาศักยภาพของคนให้สามารถเข้ามาเติมเต็มแรงงานที่จะขาดหายไปได้ ตรงนี้จะเป็นการเตรียมความพร้อมที่ดีและมีประสิทธิภาพ🔗

หลักการข้อที่ ๔ ที่ผมเสนอในการสนับสนุนการจัดตั้งกรรมาธิการตรงนี้ คือหลักการเปลี่ยนจุดยืนทางการทูตของประเทศไทยที่มุ่งเน้นแต่กรอบอนุรักษ์นิยม ทวิภาคี เพียงอย่างเดียว มองเรื่องผู้ลี้ภัย มองเรื่องผู้ที่หนีการประหัตประหารข้ามเขตแดนเข้ามา คนที่มีสัญชาติแตกต่างกับเราที่เข้าเมืองผิดกฎหมายเป็นภัยความมั่นคง จุดยืนทางการทูต ของไทยจำเป็นต้องมีความเปลี่ยนแปลง จุดยืนทางการทูตของไทยจำเป็นต้องสามารถที่จะทำ ให้ประเทศไทยเป็นผู้นำในเวทีโลกและยืนอยู่ด้วยความสง่าผ่าเผย การทำงานทางด้าน มนุษยธรรม การทำงานทางด้านสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งจำเป็นที่ประเทศไทยจะต้องมี ความเปลี่ยนแปลง การดูแลผู้หนีภัยหรือผู้ลี้ภัยที่อยู่ในประเทศไทย หรือคนที่กำลังจะลี้ภัย เข้ามาในประเทศไทยเราไม่ได้เสียอะไรเลย หากเราสามารถพิจารณาเราเริ่มมีความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ในการนำศักยภาพของคนนั้นที่จะลี้ภัยเข้ามาในประเทศไทยเข้ามาร่วมพัฒนา ชาติไทยไปด้วยกัน เราจะมีจุดยืนที่สง่าผ่าเผยในเวทีโลก เราจะบอกชาวโลกได้ว่าเราเป็นผู้นำ ในเรื่อง Soft Approach หรือกระบวนการละมุนหรือที่ผมจะเรียกว่า สิทธิมนุษยชนและงาน ทางด้านมนุษยธรรม ผู้ลี้ภัยไม่ใช่ภัยครับ ผู้ลี้ภัยคือเรา ผู้ลี้ภัยคือคนที่มีชีวิตจิตใจที่ยังหายใจอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ที่เขา ยังมีความหวังที่อยากจะใช้ชีวิตเหมือนพวกเรา เพราะฉะนั้นเราต้องเปลี่ยนแปลงจุดยืน ทางการทูตของไทยในเวทีโลกโดยเร็ว หากเราอยากจะเป็นผู้นำในเวทีโลกเราต้อง เปลี่ยนแปลง นี่คือหลักการข้อที่ ๔🔗

หลักการข้อที่ ๕ หลักการ Guillotine กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการโยกย้าย ถิ่นฐานแบบไม่ปกติด้านผู้ลี้ภัยเพื่อมุ่งประโยชน์ทางด้านสิทธิมนุษยชน หลาย ๆ ครั้งเรามี การพูดคุย นักการเมืองทุกท่านพูดคุยเรื่องการ Guillotine กฎหมายเพื่อการพัฒนารูปแบบ ต่าง ๆ การพัฒนาของคนไทย ของเศรษฐกิจของไทย พอเรามองในเรื่องเกี่ยวกับงานทางด้าน สิทธิมนุษยชน งานทางด้านมนุษยธรรม เรามีกฎหมายหลายรูปแบบ เรามีกฎหมายหลายตัว ที่เกี่ยวข้องกับผู้ลี้ภัย ผมขออนุญาตอ่านนะครับ มีเรื่อง พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ร.บ. การทะเบียนราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๔ พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปราม การค้ามนุษย์ พ.ศ. ๒๕๕๑ พระราชกำหนดบริหารจัดการการทำงานคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๖๐ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. ๒๕๖๕ ยังมีมติคณะรัฐมนตรีหรือระเบียบต่าง ๆ อีกมากมาย กฎหมายต่าง ๆ ที่มากมายเหล่านี้ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเราใช้กฎหมายและกฎระเบียบต่าง ๆ เหล่านี้ปรับใช้กับคนที่หลบหนี เข้าเมืองผิดกฎหมายและรวมถึงกลุ่มผู้ลี้ภัย กฎหมายเหล่านี้เองไม่ใช่แค่เป็นสุญญากาศ ทางด้านกฎหมายที่ไม่มีอะไรที่มารองรับการทำงานทางด้านสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับ ผู้ลี้ภัย แต่กฎหมายต่าง ๆ เหล่านี้ใช้การบังคับใช้กฎหมายที่ทำให้เกิดการเก็บส่วย บังคับใช้ กฎหมายที่ทำให้ผู้ลี้ภัยซึ่งไม่สามารถยืนด้วยขาตัวเองอยู่แล้ว ต้องไปหาเงินมาจ่ายส่วยอยู่ ทุกเมื่อเชื่อวันเป็นเวลา ๔๐-๕๐ ปี กฎหมายต่าง ๆ เหล่านี้เราจำเป็นต้องมีการ Guillotine กฎหมาย กฎหมายไม่ใช่กฎหมายไม่ดีนะครับ แต่มันเหมาะสมหรือไม่ ณ สถานการณ์ปัจจุบัน ศตวรรษที่ ๒๑🔗

หลักสุดท้าย คือหลักความมั่นคงปลอดภัยของพี่น้องประชาชนชาวไทย บริเวณชายแดน หากเราไม่มีการบริหารจัดการในเรื่องเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยที่จะเข้ามาในประเทศไทย คนที่ได้รับผลกระทบสูงสุดคือพี่น้องชาวไทยที่อยู่บริเวณชายแดนไทยติดกับประเทศเมียนมา ๒,๔๑๖ กิโลเมตร ตั้งแต่จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี ราชบุรี และระนอง หากเราไม่เริ่มทำงานตั้งแต่ตอนนี้ หากเราไม่พูดถึงเรื่อง Humanitarian Corridor หากเราไม่พูดถึงเรื่อง Safety Zone พื้นที่ปลอดภัยในประเทศพม่า หากเราไม่ใช้ ความสัมพันธ์ทางด้านการทหาร พูดคุยกับทหารเมียนมา พูดคุยกับกองกำลังชาติพันธุ์ติด อาวุธที่อยู่บริเวณชายแดน พี่น้องบริเวณชายแดนของไทยจะได้รับผลกระทบทั้งหมดตลอด แนวชายแดน🔗

ท่านประธานครับ ๖ หลักการนี้เองที่ผมจะขอยืนยันถึงความจำเป็นเร่งด่วน และความสำคัญในการที่เราจำเป็นจะต้องมีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณา ศึกษาแนวทางการบริหารจัดการสถานการณ์ทางด้านผู้ลี้ภัยในประเทศไทย อันนี้จะเป็น เขาเรียกว่า Refugee Model Model เรื่องผู้ลี้ภัยที่ไม่ใช่จะปรับใช้เฉพาะเรื่องประเทศ เมียนมาเพียงอย่างเดียว และการที่จัดตั้งกรรมาธิการวิสามัญตัวนี้เป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากว่า กรรมาธิการสามัญ ๓๕ กรรมาธิการที่เรามีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรของเราไม่สามารถ พิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องผู้ลี้ภัยได้ ความมั่นคงอย่างเดียวไม่สามารถดูแลได้ งานการ ต่างประเทศเพียงอย่างเดียวไม่สามารถตอบโจทย์ที่ถูกต้อง ถ้าเรามองการต่างประเทศเราจะ มองเรื่องเกี่ยวกับการให้สัตยาบันทางด้านอนุสัญญาว่าด้วยเรื่องสถานะผู้ลี้ภัย และพิธีสาร ต่าง ๆ หากเรามองเรื่องความมั่นคงเราก็จะมองเรื่องการหลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมาย หากเรามองเรื่องสิทธิมนุษยชน หากเรามองทางด้านมนุษยธรรมเพียงอย่างเดียว เราก็จะเห็น แต่เรื่องการให้ การทำให้คนเข้าถึงหลักประกันสุขภาพต่าง ๆ จะทำอย่างไรให้คนมีความ เท่าเทียมกัน หากเรามองเรื่องแรงงาน เราจะเอาแรงงานต่าง ๆ เหล่านี้ จะเอาผู้ลี้ภัยต่าง ๆ เหล่านี้มาเป็นแรงงานให้กับประเทศไทยต่อไป เพื่อร่วมสนับสนุนประเทศไทยในการพัฒนา และตอบโจทย์ในเรื่องที่เราจะเป็น Aging Society สังคมสูงอายุแบบเต็มรูปแบบในอนาคต มันก็ไม่ตอบโจทย์ เพราะฉะนั้นกรรมาธิการใด ๆ ก็ตาม กรรมาธิการสามัญที่เรามีอยู่ตอนนี้ ๓๕ กรรมาธิการยังไม่เพียงพอครับท่านประธาน จำเป็นจะต้องมีการจัดตั้งกรรมาธิการ วิสามัญ และนำผู้รู้ ผู้รอบรู้ ทักษะความรู้ องค์ความรู้ต่าง ๆ ทฤษฎี การปฏิบัติต่าง ๆ มาปรับใช้ มาดูว่าคน ๙๑,๐๐๐ คนที่อยู่บริเวณชายแดนในพื้นที่พักพิง ๙ แห่ง เขาจะสามารถปรับจากการไม่มีสถานะที่อยู่ในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มาอยู่ ในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และสามารถไปเป็นแรงงานได้อย่างไร โดยที่ไม่ต้อง ไปพิสูจน์สัญชาติที่ประเทศต้นกำเนิด เขาจะสามารถเข้าถึงสวัสดิการต่าง ๆ ได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหลักประกันสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษาของลูกหลานต่าง ๆ ที่อยู่ ในประเทศไทย จะนำพวกเขามาอย่างไรในร่วมพัฒนาชาติไทยต่อไปในอนาคต ด้วยหลักการ ต่าง ๆ เหล่านี้ทั้ง ๖ หลักการผมขอเสนอให้กับทางสภาผู้แทนราษฎรผ่านท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรให้ช่วยพิจารณาเห็นชอบในการจัดตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณา ศึกษาแนวทางและการบริหารในเรื่องสถานการณ์ผู้ลี้ภัยในประเทศไทย ขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ท่านนพดล ปัทมะ เชิญครับ🔗

นายนพดล ปัทมะ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นพดล ปัทมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ผมคงไม่ได้มาอภิปรายเพื่อหารายละเอียดระหว่างคำว่า ผู้ลี้ภัยกับผู้หนีภัย วันนี้คงจะไม่รบกวนเวลาสภาเพื่อที่จะมาพูดเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศ อนุสัญญาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่วันนี้ลุกขึ้นมาเพื่ออภิปรายด้วยหัวใจที่หนักอึ้งครับท่านประธาน วันนี้เราอยากจะส่งสัญญาณไปยังพี่น้องที่อยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย ผู้หนีภัย ๙ แห่งในประเทศไทย ว่านับแต่วันนี้เป็นต้นไป ณ เวลานี้เป็นต้นไปชีวิตท่านจะต้องดีขึ้น ผมอยากจะส่งสัญญาณ ไปให้พี่น้องชาวเมียนมาได้ทราบว่ารัฐบาลขณะนี้รู้ปัญหาจริงครับ นายกรัฐมนตรีรู้ปัญหา เรื่องความมั่นคง เรื่องของความสัมพันธ์กับพม่า แล้วรู้ปัญหาเรื่องของผู้หนีภัยการสู้รบที่ แนวชายแดนอย่างดี และมีความมั่นใจว่าเราจะแก้ไขปัญหานี้ได้ ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้มันไม่ใช่เรื่องของกฎหมาย แต่มันเป็นเรื่องของมนุษยธรรม ในฐานะที่เป็นพ่อของเด็ก อายุ ๕-๖ ขวบ เวลาผมมองหน้าเด็กผมไม่ได้มองว่าเขาเป็นคนสัญชาติใด แต่ผมมองว่า เขามีสิทธิที่จะเติบโต มีชีวิตที่ดีและมีความสุขในโลกใบนี้ การแก้ไขปัญหาเรื่องผู้หนีภัย ในประเทศไทยนั้นเราต้องดูที่ต้นเหตุก่อนนะครับ ต้นเหตุก็คือเพื่อนบ้านเราเหตุการณ์ไม่สงบ จึงมีการสู้รบ เมื่อมีการสู้รบสัญชาตญาณของมนุษย์ก็ต้องไปหาที่ ๆ ปลอดภัยมากกว่า ซึ่งนั่น คือต้นเหตุ อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าแล้วแนวคิดของพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลนี้ ในการที่จะแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุในเรื่องของปัญหาเมียนมานั้นคืออะไร แนวคิดแรกครับ เราใช้นโยบายแนวคิดว่าเติบโตไปกับเพื่อนบ้าน มั่นคงไปกับเพื่อนบ้าน เพื่อนบ้านมีความสุข เรามีความสุข เพื่อนบ้านมั่นคง เรามีความมั่นคง นโยบายนี้เคยใช้สมัยพรรคไทยรักไทยคือ นโยบาย Prosper-Thy-Neighbour ใช้ได้ผลครับ แล้วก็ในขณะนั้นเราจะเห็นว่าไม่มีข้อขัดแย้ง กับประเทศเพื่อนบ้าน แล้วก็ทุกอย่างราบรื่น มีการประสานงานในทุกเรื่อง ท่านประธาน ที่เคารพครับ เราอยากเห็นเสถียรภาพ เอกภาพ แล้วก็ความมั่นคงในพม่า เราอยากเห็น สันติภาพในพม่าโดยเร็วที่สุด ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะแก้ไขได้ก็ต่อเมื่อเรามีแนวทางที่ชัดเจน ผมอยากจะให้ความมั่นใจกับท่านประธานและเพื่อนสมาชิกว่านายกรัฐมนตรีที่ชื่อเศรษฐา ทวีสิน และรัฐบาลนี้รู้ปัญหาพม่าดีครับ ในขณะที่ท่านไปประชุมที่ดาวอสที่สวิตเซอร์แลนด์ ในขณะนี้ผมเข้าใจว่ามีการประชุม Sideline ประชุมเคียงข้าง ประเด็นเรื่องพม่ากับหลาย ๆ ประเทศ ซึ่งผมหวังว่าเดินทางกลับมาท่านนายกรัฐมนตรีคงจะแถลงทันทีที่ท่านเดินทาง กลับมาว่ามีความคืบหน้าในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง ผมมีแนวคิดในฐานที่บังเอิญได้มีโอกาสได้รับ เกียรติจากพรรคเพื่อไทยให้ไปเป็นประธาน แล้วก็สภาแห่งนี้ไปเป็นประธานคณะกรรมาธิการ การต่างประเทศ เราเคยมีการศึกษาเรื่องพม่าแล้วก็แนวทาง แล้วก็ได้เสนอรัฐบาลไปแล้ว ๕ ข้อ แต่วันนี้ผมคงจะไม่มาพูดถึงข้อเสนอของกรรมาธิการ แต่จะเป็นข้อเสนอรวม ๆ ที่ฟัง เพื่อนสมาชิกมาด้วยนะครับ🔗

ประเด็นแรกเห็นตรงกันครับท่านประธาน ประเทศไทยเขาเรียกว่าอยู่ใน Unique Position คือมีสถานะที่พิเศษกับประเทศอื่น เราอาจจะไม่มีความหรูหราในเชิง ระยะทาง หลายประเทศใน ASEAN จะมีความเห็นเรื่องพม่าอย่างไรก็ได้เพราะเขาอยู่ห่างจาก พม่า แต่ประเทศไทยอย่างที่เพื่อนสมาชิกได้พูดไปเรามีชายแดนติดพม่า ๒,๔๐๐ กิโลเมตร น้ำหกที่พม่ามาเปียกคนไทยที่แนวชายแดนอันนี้เราทราบ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เราต้องติดต่ออย่างสร้างสรรค์กับพม่า โน้มน้าวให้พม่าได้แก้ไขปัญหาของตัวเอง ทำงานหนัก ขึ้นครับ ถ้าพูดครั้งเดียวไม่สำเร็จก็ต้องพูดหลาย ๆ ครั้ง การทูตอย่างที่ผมเคยเรียนไป มันไม่สำเร็จในการประชุมดื่มกาแฟครั้งแรก อาจจะต้องมีการติดตาม มีการโน้มน้าวหลายครั้ง จนกว่าเราจะสำเร็จ🔗

ประเด็นที่ ๒ ประเทศไทยจะต้องกลับเข้าสู่จอเรดาร์ของโลก เริ่มจากการเป็น ประเทศแกนนำและผู้นำใน ASEAN ฉันทามติ ๕ ข้อของ ASEAN หรือบางทีหลายคนได้พูด ดอกเตอร์ลิณธิภรณ์ ขอประทานโทษที่เอ่ยนามก็ได้พูดไป ฉันทามติ ASEAN ๕ ข้อหรือ Five-Point Consensus ได้มีการตกลงกันมานานพอสมควรแล้ว ชัดเจนในเนื้อหา แต่เบาบาง ในการนำไปก่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปล่อยนักโทษการเมือง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเรียกร้องให้มีการหยุดยิงหรือหยุดความรุนแรงในพม่า หรือไม่ว่า จะมีการให้มีการเลือกตั้งที่ Inclusive หรือรวมทุกภาคส่วน หรือแม้กระทั่งมีการผลักดัน การช่วยเหลือทางมนุษยธรรมให้เพิ่มมากขึ้น อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ผมว่าประเทศไทยจำเป็น จะต้องเข้าไปมีบทบาทแล้วก็ผลักดันในเรื่องนี้ต่อไป🔗

ประเด็นที่ ๓ เราต้องยอมรับว่าการทูตหรือการต่างประเทศมันขึ้นอยู่กับ อำนาจการต่อรอง และการหาพวกสนับสนุนในแนวทางที่เราคิดว่าถูกต้อง เรื่องนี้ผมทราบ จากทางรัฐบาลมาครับ และท่าทีก็ไม่แตกต่างจากท่าทีของกรรมาธิการการต่างประเทศ เราจำเป็นจะต้องไปติดต่อกับทางประเทศมหาอำนาจ เช่น ประเทศจีน ประเทศอินเดีย ซึ่งมีชายแดนติดกับพม่า เพื่อที่จะเข้ามาช่วยเหลือในการโน้มน้าวให้พม่าได้มีการแก้ไขปัญหา ในแนวทางที่เราคิดว่าจะเป็นประโยชน์ ซึ่งในเรื่องนี้ผมอยากจะกราบเรียนว่ากรรมาธิการ การต่างประเทศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้พบกับเจ้าหน้าที่การทูตระดับสูงของสถานทูตจีน ก็ได้ฝากความห่วงใยในเรื่องนี้ไป แล้วเขาก็เห็นด้วย ซึ่งจีนก็มีบทบาทอย่างสร้างสรรค์ใน ขณะนี้ในการที่จะเอาให้คู่ขัดแย้งในพม่า ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลกับกลุ่มชาติพันธุ์ได้มาพูดคุยกัน🔗

ประเด็นที่ ๔ อย่างที่ท่านกรรมาธิการการต่างประเทศท่านหนึ่งคือท่านร่มธรรม ได้อภิปรายไป การเปิดช่องทางสื่อสารระหว่างประเทศไทยกับฝ่ายรัฐบาล SAC กับฝ่าย ที่เป็นฝ่ายค้านก็คือ NUG แล้วก็ฝ่ายชาติพันธุ์ ๓ ฝ่ายจำเป็นจะต้องเปิดช่องทางการสื่อสาร เพื่อโน้มน้าวให้มีการพูดคุยและยุติการใช้ความรุนแรงและหวังว่าสันติภาพจะเกิด🔗

ประเด็นสุดท้าย เห็นด้วยกับท่านกัณวีร์ ท่านเน้นเรื่องของ Humanitarian ก็คือเรื่องของการช่วยเหลือ เดี๋ยวนี้มีศัพท์ใหม่ ๆ ทางการระหว่างประเทศ เช่น เขาเรียกว่า ระเบียงมนุษยธรรมหรือ Humanitarian Corridor ซึ่งผมเห็นด้วยครับ ประเทศไทยอยู่ใน สถานะที่จะผลักดันทั้งการช่วยในกรอบของ ASEAN และช่วยในฐานะที่ประเทศไทยเราเป็น ประเทศเพื่อนบ้าน🔗

อันนี้คือ ๕ ข้อที่ผมคิดว่าเราจำเป็นจะต้องผลักดันเพื่อแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ ให้เกิดสันติภาพ ให้เกิดเสถียรภาพ แล้วก็ให้เกิดเอกภาพในพม่า เพื่อไม่ให้มีการอพยพ ทีนี้ ย้อนกลับมาดูประเด็นปลายเหตุที่ในขณะนี้ที่เรากำลังอภิปรายนะครับท่านประธาน ผู้หนีภัย สงครามอยู่ ๆ เขาไม่ได้อยากจะอพยพนะครับ หนีร้อนมาพึ่งเย็น เพราะมันมีความไม่สงบ ทีนี้ ปลายเหตุที่เราจำเป็นจะต้องแก้ไขผมคิดว่าเราเอามือคลำที่หัวใจเราจะมีคำตอบว่าเราจะ แก้ไขปัญหาอย่างไร ไม่ต้องไปคลำที่หัวครับ อันนี้ใช้ Compassion หรือใช้ Imagination หรือใช้จินตนาการและใช้ความเมตตาปรารถนาดีต่อกันเราจะแก้ไขปัญหานี้ได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอเสนอนโยบาย 4 H ผมคิดว่าพี่น้องผู้หนีภัยสงครามที่อยู่ ในค่ายอพยพเขาทุกข์ทรมานนานเกินไปแล้วครับ เป็นหน้าที่ของรัฐบาลนี้ ของสภานี้ที่จะ ปลดทุกข์ให้เขา 4 H มีอะไรครับท่านประธาน🔗

H แรกคือ Humanitarian ไม่พูดซ้ำครับ การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม เราต้องมองมิติความมั่นคงเป็นความมั่นคงของมนุษย์ ไม่ใช่ความมั่นคงของรัฐอย่างเดียว พี่น้องเรามีความสุขเราก็มีความมั่นคง🔗

H ตัวที่ ๒ คือเรื่องของสิทธิมนุษยชน หรือ Human Rights เด็กต้องได้เรียน หนังสือ ผู้หญิงต้องเข้าถึงการฉีดวัคซีน คนที่เติบโตในวัยทำงานจะต้องมีสิทธิที่ได้ทำงาน เราต้องเปลี่ยนภาระเป็นพลังให้เขาได้มีโอกาสช่วยครอบครัวไปหางานทำได้ สามัญสำนึก ทำไม เราปล่อยให้คนต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศไทย แต่ผู้หนีภัยอยู่ในประเทศไทยแท้ ๆ กลับมีความยุ่งยากในการที่จะแสวงหาโอกาสในการทำงาน อันนี้มันขัดกับสามัญสำนึกซึ่งเรา ต้องแก้ไข🔗

H ตัวที่ ๓ คือ Health คือเรื่องของสุขภาพ กรรมาธิการหรือว่าสมาชิก หลายท่านได้อภิปรายไปว่าปัญหาสุขภาพเป็นเรื่องที่น่ากังวลมาก อยู่ในที่แคบ ๆ อยู่เป็นเวลา เกือบ ๔๐ ปีออกไปไหนไม่ได้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่เรายอมรับไม่ได้อีกต่อไปครับ เราจะต้อง ปรับปรุงให้ดีขึ้น🔗

H ตัวที่ ๔ คือ Home บางคนบอกว่าอยู่โดยอาศัยที่พักที่มีใบตองตึง ผมก็ ไม่ทราบใบตองตึงหน้าตาเป็นอย่างไร แต่คิดว่าคงไม่ดีเท่า Metal Sheet แน่ ๆ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นการที่คนเราควรจะได้อยู่อาศัยที่มีความสุขเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ผมคิดว่าเราต้อง เข้าไปดูแล🔗

H ตัวที่ ๕ คือ Hope เขาอยู่ต้องมีความหวัง ผมเห็นด้วยกับสมาชิกหลายท่าน ที่อภิปรายไปว่าสิทธิในการที่อพยพไปอยู่ประเทศที่สามจำเป็นจะต้องมีระบบการคัดกรอง มีการให้โอกาสเขา มีการสร้างระบบฐานข้อมูล เพื่อที่จะให้เขาได้มีโอกาสไปมีชีวิตที่ดี ๆ ที่อื่น ที่เขาเลือกนะครับ🔗

H ตัวที่ ๖ คือ Harmony ผมคิดว่าเขาอยู่ในประเทศไทย ๔๐ ปีมันได้เวลาแล้ว ที่เขาจะอยู่อย่างกลมกลืนกับพี่น้องคนไทย เปลี่ยนภาระให้เป็นพลัง และเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ที่เขาควรจะมีความสุข ท่านประธานที่เคารพครับ การศึกษาเรื่องนี้ไม่ว่าท่านจะมองในมิติ ความมั่นคง มิติทางสาธารณสุข มิติทางสิทธิมนุษยชน มิติทางด้านสิทธิของผู้ลี้ภัยก็ตาม จำเป็นที่จะต้องฟังความเห็นหน่วยงานหลายหน่วยงาน จะไปศึกษาเป็นกรรมาธิการวิสามัญ หรือไม่ ผมไม่ทราบ แล้วแต่มติที่ประชุม แต่ผมมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลมีคำตอบ อยู่แล้วในเรื่องนี้ แล้วผมให้ความมั่นใจว่าท่านนายกก็พร้อมที่จะรับฟังความเห็นหรือ ผลการศึกษาของท่านกรรมาธิการที่จะไปศึกษา รัฐบาลนี้พร้อมที่จะรับฟังความเห็นแล้วนำไป แก้ไขปัญหา ผมเชื่อว่ารัฐบาลนี้จะแก้ไขปัญหาประเด็นเรื่องเมียนมาทั้งต้นเหตุและปลายเหตุ อย่างครบวงจร ชีวิตชาวเมียนมาที่เป็นผู้หนีภัยในค่ายผู้อพยพ และชีวิตชาวเมียนมาที่ยังอยู่ ในเมียนมาในขณะนี้จะต้องมีชีวิตที่ดีขึ้น รัฐบาลนี้รู้ปัญหาของเมียนมาแล้วมีคำตอบครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม)
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบพระคุณครับ ก็ทางผู้เสนอญัตติได้อภิปรายสรุปครบถ้วนแล้วนะครับ แล้วก็เนื่องจาก ญัตติเรื่องนี้ผู้เสนอได้เสนอมาเพื่อขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา แต่เนื่องจาก การได้รับฟังการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกเห็นว่าประเด็นปัญหานี้แล้วก็ทางวิปสองฝ่ายได้ ตกลงกันว่าให้ส่งให้คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศพิจารณา ซึ่งผู้เสนอและสมาชิกจะมีอะไรขัดข้องไหมถ้าเรามีมติ แบบนี้🔗

นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ ระยอง

เรียนท่านประธานครับ ผม ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ พรรคก้าวไกล จังหวัดระยอง ในฐานะวิปฝ่ายค้านครับ ก็ยินดีรับเรื่องนี้เข้ามา พิจารณาในกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐในการพิจารณาต่อไปหลังจากนี้ แล้วก็อยากจะ ขอเรียนเชิญทางผู้เสนอญัตติคือท่านสรัสนันท์มาร่วมพิจารณาด้วย จะได้ทราบว่าสิ่งที่ท่าน ได้ประท้วงผู้อภิปรายว่าไม่เกี่ยวข้อง จริง ๆ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องแค่ไหน ก็ยินดีรับไว้ครับ ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

มีพาดพิงนิดหนึ่งนะครับ คงไม่ต้องชี้แจงอะไรนะครับ ทางวิปรัฐบาลตามนี้นะครับ🔗

นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ เลย

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ในประเด็นของการส่งไปที่ ห้องกรรมาธิการสามัญห้องมั่นคงเห็นตรงกัน วิปทั้งสองฝ่ายไม่มีประเด็นที่ต้องเห็นแย้งกัน ส่วนเรื่องประเด็นการขอให้ผู้เสนอญัตติเข้าร่วม ผมเชื่อว่าผู้เสนอญัตติทุกท่านก็เห็นปัญหา แล้วผมเชื่อว่าจะยินดีในการร่วมกันหาทางออกให้กับปัญหานี้ครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ถ้าอย่างนั้นผมขออาศัยอำนาจตามข้อบังคับ ข้อ ๘๘ ในการถามมติ แล้วก็ ถือเป็นมติให้สภานี้มีมติเห็นชอบให้ส่งไปที่กรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ ขอเชิญกำหนดระยะเวลาในการพิจารณาของ กรรมาธิการครับ🔗

นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ เลย

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ขอเสนอระยะเวลา ๙๐ วัน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ ระยะเวลา ๙๐ วัน ขอบคุณครับ เราเสร็จระเบียบวาระที่ ๕.๔ เรื่องค้างพิจารณา สภาของเรายินดีต้อนรับคณะผู้เข้าอบรมฝึกพัฒนาศักยภาพผู้นำในพื้นที่ จังหวัดปัตตานี ประจำปี ๒๕๖๗ จาก อบจ. ปัตตานี จำนวน ๙๐ ท่าน ยินดีต้อนรับนะครับ ต่อไปเป็นวาระต่อไปนะครับ🔗

๕.๕ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาการอยู่ร่วมกันของสังคมในยุคปัญญาประดิษฐ์และโลกาอัตโนมัติ นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร เป็นผู้เสนอ🔗

และเนื่องจากมีญัตติทำนองเดียวกันอีก ๒ ฉบับ ของท่านศรัณย์ ทิมสุวรรณ แล้วก็ท่านวันนิวัติ สมบูรณ์ ซึ่งยังไม่ได้บรรจุในระเบียบวาระ ของท่านศรัณย์ ทิมสุวรรณ เป็นญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการปรับปรุง กฎหมายและหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและ ปัญญาประดิษฐ์ ของท่านวันนิวัติเป็นญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญศึกษามาตรการในการส่งเสริมและควบคุมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งผมเห็นว่า เป็นเรื่องในทำนองเดียวกันสามารถรวมระเบียบวาระได้ตามข้อบังคับ ข้อ ๕๕ (๒) และ (๔) จะมีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ ถ้าไม่มีผมขอดำเนินการตามนี้นะครับ สำหรับ ญัตติของสมาชิกที่เสนอเป็นหนังสือแล้วยังไม่ได้บรรจุระเบียบวาระก็จะมีการแจกให้กับ สมาชิกทุกท่านเพื่อประกอบการพิจารณาครับ ขอเชิญเจ้าหน้าที่แจกเอกสารได้ครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการแจกเอกสาร)
นายวรวงศ์ วรปัญญา ลพบุรี

ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตหารือ ท่านประธานครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญครับ🔗

นายวรวงศ์ วรปัญญา ลพบุรี

ท่านประธานครับ ผม นายวรวงศ์ วรปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี เขต ๕ พอดีได้รับคำถามมาเกี่ยวกับญัตติที่เรากำลัง จะร่วมอภิปรายกัน ตรงคำว่า โลกาอัตโนมัติ มีความไม่ค่อยชัดเจนในคำศัพท์นี้เท่าไร ก็เลย อยากจะหารือว่าจะหาทางออกกับคำที่ชัดเจนกว่านี้นิดหนึ่งครับ ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

อันนี้ เดี๋ยวรอฟังท่านเท่าพิภพอภิปรายก็ได้นะครับ ตอนแรกผมก็นึกว่าผมอ่านผิดนะครับ แต่ก็หารือนอกรอบแล้วก็ถือว่าเป็นเรื่องเดียวกัน เป็นเรื่อง AI เหมือนกันนะครับ ก็ของ ท่านเท่าพิภพจะเป็นเรื่องของการอยู่ร่วมกันของสังคมซึ่งคงมีหลายมิติ แต่ของท่านศรัณย์จะ เจาะไปที่เรื่องของการปรับปรุงกฎหมายและกฎเกณฑ์นะครับ แล้วก็ท่านวันนิวัติก็จะเป็น เรื่องการศึกษามาตรการส่งเสริม ก็สามารถนำมาพิจารณารวมกันได้ ผมขอเชิญผู้เสนอแถลง เหตุผลตามลำดับ ผู้เสนอทั้ง ๓ ฉบับ ขอเชิญท่านแรก ท่านเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร🔗

นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร ธนบุรี คลองสาน บางประกอก พรรคก้าวไกล วันนี้ผมขอเสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการอยู่ร่วมกันของสังคมในยุคปัญญาประดิษฐ์ และโลกาอัตโนมัตินะครับ🔗

เหตุผลเนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และ เทคโนโลยีหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติต่าง ๆ ได้มีบทบาทเพิ่มขึ้นในสังคมทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมจนเริ่มเห็นการใช้งานจริงแพร่หลายมากขึ้นเรื่อย ๆ เกิดประโยชน์และผลดีมากมาย แต่อีกทางหนึ่งก็ทำให้เกิดความกังวลในสังคมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะปัญหาการแทนที่ แรงงานด้วยปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ ความรับผิดในการใช้เทคโนโลยีอัตโนมัติ หรือจริยธรรมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในทางทหาร รวมถึงปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน และสิทธิส่วนบุคคลที่ต้องมีกฎหมายควบคุม ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ ในอนาคตอันใกล้ จึงเป็นโอกาสให้สภาผู้แทนราษฎรของเราจะช่วยกันวางแผนการใช้งาน ใช้ประโยชน์ และวิธีการแก้ไขปัญหาไว้ก่อน ซึ่งเหตุผลประกอบญัตติผมขออภิปรายในลำดับ ถัดไป ก่อนอื่นครับท่านประธาน ก็อย่างที่เพื่อนสมาชิกถามผมว่าโลกาอัตโนมัติคืออะไร จริง ๆ แล้ว ผมทับศัพท์มาจาก คำว่า Fully Automated World ก็คือเป็นโลกที่เต็มไปด้วยหุ่นยนต์ การแทนที่แรงงานด้วยหุ่นยนต์ต่าง ๆ จริง ๆ แล้วไม่ใช่โลกอนาคตอันไกล และหุ่นยนต์ ไม่จำเป็นต้องรูปร่างหน้าตามีแขนมีขาแบบเรา หลายโรงงานในประเทศไทยก็มีการใช้ หุ่นยนต์เป็นหลัก หลายครั้งที่ผมได้อภิปรายเรื่อง EEC หรืออะไรไป เขตเศรษฐกิจใหม่ที่ หลายคนบอกว่าจะมีการจ้างงาน ผมบอกเสมอว่าไม่จริง คุณลองไปดูโรงงานสมัยนี้แทบจะ ไม่มีคนงานอย่างที่เรารู้จักทำงานแล้ว เป็นระบบสายพานทั้งสิ้น ก็ขออภัยนะครับ เพราะว่า หาภาษาไทยคำนี้ไม่เจอจริง ๆ ก็เลยขออนุญาตใช้ศัพท์นี้ หวังว่าจะเข้าใจกัน ท่านประธานครับ ผมขอเริ่มอธิบายเหตุผล ส่วนใหญ่จะเป็นคำถาม และอยากฝากท่านประธานไปถึงเพื่อน สมาชิกว่าช่วยกันตอบคำถามนี้ผมหน่อย ถ้าตอบผมได้ทุกคำถามผมจะถอนญัตตินี้ แล้วไม่ตั้ง เพราะว่าเราไม่มีความจำเป็นที่ต้องศึกษาอีกต่อไป เรื่อง AI มีหลายอย่างที่ความกลัว มีนักปรัชญาเมธีคนหนึ่งชาวสวีเดนที่เป็นอาจารย์สอนอยู่ออกซฟอร์ด ชื่อ นิค บอสตรอม เขาบอกว่ามันมีทฤษฎีหนึ่ง เขาเรียกว่า Paperclip Apocalypse หรือคลิปหนีบกระดาษ ถ้าเราป้อนข้อมูลให้ AI ทำคลิปหนีบกระดาษให้ดีที่สุด สุดท้ายผลหนึ่งในขั้นตอนคำตอบนั้นที่ AI จะทำให้มีประสิทธิภาพที่สุดคือการเอามนุษย์ออกไปจากสมการ ซึ่งตรงนี้ก็สร้างความกลัว ในสังคมมากมาย แต่แล้วคนก็หาวิธีการบอกว่าแล้วอย่างนั้นเราจะควบคุมไม่ให้เกิดสิ่งนั้น ได้อย่างไร ก็เป็นที่ถกเถียงกันทั่วโลกยังไม่มีคำตอบ รวมถึงในประเทศไทยด้วย นี่เป็นครั้งแรก ที่เราเอาเรื่องนี้ขึ้นมาถกเถียงกัน หลายคนบอกว่าอันนี้มันล้ำไปไหม คุณมาเสนออะไร ไม่ทำ เรื่องอื่นก่อน ผมต้องเรียนอย่างนี้ครับท่านประธาน ตอนที่ผมยื่นญัตตินี้ไปตอนแรก ๆ ที่เรา ตั้งสภาชุดนี้มา ผมคิดว่าอันนี้ล้ำครับ แต่ทราบไหมครับท่านประธาน ปีก่อนเราอยู่ในยุค AI ตอนนั้นเราอยู่ในยุค AI ตอนนี้เราไม่ได้อยู่ในยุค AI แล้ว เราอยู่ในยุคที่เรียกว่า AGI ครับ Artificial General Intelligence แต่ก่อนคือยุคที่ AI สามารถทำสิ่งเฉพาะอย่างได้ดี อย่างเช่น เล่นโกะได้ดีอย่าง AlphaGo เล่นหมากรุกได้ดี ทำอันโน้นได้ดี ทำศิลปะได้ดี แต่ต่อไปยุคนี้ คือยุคที่เราเริ่มต้น AI ที่คิดเหมือนคนครับ แล้วทำทุกอย่างได้หมดทุกอย่าง เขาเรียกว่า AGI สิ่งที่ผมอยากให้สภาแห่งนี้ได้ตอบคำถามผมหน่อย มีเป็น ๓ ประเด็นด้วยกันหลัก ๆ🔗

๑. คือเรื่องสิทธิ ผมยกตัวอย่างครับ ที่มาอันนี้ที่ผมเห็นถกเถียงกันใน Application X เรื่อง Digital Art การที่ AI สร้างศิลปะขึ้นมาชิ้นหนึ่ง หลายคนก็ถามครับว่า ลิขสิทธิ์นี้ของใคร ตอนนี้เป็นของเจ้าของบริษัท AI แต่มัน Fair ไหม เพราะว่าบริษัทนี้มันก็ เอาไปดูรูปทั้งโลกมาเป็น Reference ศิลปินเหล่านั้นไม่เห็นได้อะไรเลย อย่างนี้ถามว่า AI Generated Art ลิขสิทธิ์เป็นของใคร ใครตอบผมได้บ้าง🔗

๒. อันนี้ตอบง่ายหน่อย สิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลของเรา ที่ AI ใช้ข้อมูล ของเราในการวิเคราะห์ต่าง ๆ ว่าเราชอบอะไรหรือบางคนเรียกว่า Algorithm เอยอะไรเอย ต่อไปมันจะเป็นอีกขั้น ข้อมูลเหล่านี้ ความชอบเหล่านี้ ที่ออกมาจากข้อมูลเราทั้งหมด สังเคราะห์มาจากข้อมูลเราเป็นลิขสิทธิ์หรือเป็นทรัพย์สินของใคร อีกอย่างหนึ่งสิทธิหนึ่งที่ผม ว่าเห็นตัวอย่างง่าย ๆ เลยครับ สิทธิความรับผิดทางกฎหมายเมื่อเกิดความเสียหายที่เกิดจาก AI อย่างเช่นผมยกตัวอย่างกรณีรถยนต์ที่เขาเรียกว่ามี AI ควบคุมแล้วก็ขับ หรือว่า Fully Automated Car หรือ Self-Driving Car ที่ปัจจุบันก็มีหลาย Brand ดัง ซึ่งในอนาคต ท่านประธานเชื่อไหมว่าบริษัทที่ทำพวงมาลัยรถจะเจ๊งไป เพราะว่ารถมันไม่จำเป็นต้องมี พวงมาลัยแล้ว แต่ผมถามหน่อยว่าถ้ารถอย่างนี้อยู่ดีเกิดผิดพลาดไปชนคนตายใครจะ รับผิดชอบครับ ปัจจุบันจากงานวิจัยของนายณัฐชนน อักษรารัตนานนท์ ปี ๒๕๖๕ เรื่องเกี่ยวกับความรับผิด ทางอาญาเกี่ยวกับระบบปัญญาประดิษฐ์ ศึกษากรณีเฉพาะรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วย ปัญญาประดิษฐ์ พบว่าปัจจุบันประเทศไทยไม่มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เลย เกี่ยวกับ ความรับผิดนะครับ แต่ต่างประเทศยกตัวอย่างประเทศฝรั่งเศสบัญญัติกฎหมายว่า ผู้ใด มีหน้าที่ควบคุมระบบรถยนต์ผู้นั้นรับผิด หมายความว่าอย่างไรครับ ก็คือคนที่ทำ Software นั่นเองก็คือผู้ผลิตรถยนต์ คาดหมายว่าอย่างนั้น แต่มาดูอีกซีกโลกหนึ่งรัฐแอละแบมา ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งอเมริกาแต่ละรัฐก็มีกฎหมายไม่เหมือนกัน เขาบอกว่าผู้ใดเป็น เจ้าของรถผู้นั้นผิด ผู้สร้างรถไม่มีความผิด ซึ่งอันนี้เห็นไหมครับความแตกต่าง ในใจเรา เราก็เอ๊ะ เราเป็นเจ้าของรถก็จริงแต่เราไม่ได้เกี่ยวอะไรเลยกับรถนี้ไปชนคนตาย เราต้อง รับผิดชอบด้วยหรือ อันนี้เป็นเรื่องที่ถกเถียงครับ ฝากท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกถามว่า ปัจจุบันถ้าเกิดเคสขึ้นเราเอาอย่างไรดี ในมุมที่ ๒ ในแง่มุมของทางเศรษฐกิจ แน่นอนครับ หลายคนอาจจะมีความกลัวเป็นที่ตั้งว่า AI หรือเทคโนโลยีหุ่นยนต์ในวันหนึ่งจะมาแทนที่เรา ซึ่งไม่แปลกเลยครับ จากผลวิจัยตอนนี้เทคโนโลยีเมื่อ ๑ ปีก่อนจะมีการทดแทนงาน ๔๗-๕๘ เปอร์เซ็นต์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ งานต่าง ๆ อย่างคนขับรถยนต์ คนขับรถแท็กซี่ คนขับ วินมอเตอร์ไซค์ จะหายไปครับ มองในแง่ดีก็หลายคน ผมอยู่คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว ก็มีเขาบอกว่าไปโขกสับค่ารถกับนักท่องเที่ยว ปัญหานี้อาจจะหมดไปด้วยเทคโนโลยีนี้ครับ แต่ปัญหาใหม่อาจจะเกิดขึ้นว่าแล้วคนเหล่านี้เขาจะไปทำงานอะไรครับ คน Key ข้อมูลเอย หรือแม้กระทั่งผู้ช่วย เขาเรียกว่าผู้ช่วยทางกฎหมายหรือ Paralegal ก็จะไม่มีนะครับ เพราะว่าข้อมูลต่าง ๆ AI มันสามารถหามาได้หมด แล้วผมเชื่อจริง ๆ ครับว่าหลายคนที่พูด ในวงการบอกว่าอีก ๔๐ ปี ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ของงานทั้งโลกนี้ไม่จำเป็นต้องมีมนุษย์เป็น แรงงานแล้ว น่าตกใจไหมครับท่านประธาน ตอนแรกผมก็ตกใจ แต่ผมก็คิดมานะครับว่า แล้วอย่างนี้คนจะไปไหน แต่อีกทางหนึ่งก็คิดว่าเออก็ดี ถ้าไม่มีงานให้ทำก็ไม่ต้องทำงาน ก็สบาย ใช้ชีวิตอยู่ได้เฉย ๆ แต่วันนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้ารัฐไม่สามารถตั้งโครงสร้าง รัฐสวัสดิการหรือสังคมที่จะมาควบคุมนายทุนไม่ให้เอาคนออกจากงาน แล้วก็เอาหุ่นยนต์มา ปั๊มหุ่นยนต์ออกมา เอา AI มาคิดงานมาใหม่เรื่อย ๆ แล้วก็รวยอยู่คนเดียวใช่ไหมครับ วันหนึ่ง เราควรจะไม่ทำงาน วันหนึ่งรัฐควรจะเลี้ยงเรา ถ้าวันนั้นผลิตภาพมันมีไม่จำกัดแล้ว🔗

๓. ประเด็นสุดท้าย ประเด็นใหญ่ ๆ ที่ผมอยากจะยกขึ้นมา เรื่องของ ความมั่นคงและ Cyber Security ประเด็นนี้เป็นประเด็นใหญ่ และผมว่าเป็นประเด็นที่ ใกล้ตัวที่สุดที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต แล้วผมเป็นห่วงอย่างยิ่งจริง ๆ ปัจจุบันมีการใช้ AI ทางการทหารมากมาย ทั้งสงครามในยูเครนและสงครามความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและ กลุ่มฮามาส การใช้ AI ทางการทหาร โลกของสงครามต่อไปตัดสินกันด้วยเสี้ยววินาทีเท่านั้น ใครมี AI ที่คิดเร็วกว่า ปล่อยอาวุธได้เร็วกว่าคือผู้ชนะ สหรัฐอเมริกาได้ออกกฎหมายมาโดย คองเกรสหรือสภานิติบัญญัติของเขา บอกว่า AI สามารถ Identify Target หรือเป้าหมายได้ แต่จะไม่สามารถตัดสินใจในการกดปุ่มยิง Missile ได้ ซึ่งอันนี้เรียกว่าจริยธรรมของ AI แต่สิ่งนี้ ไม่ได้หมายความว่าประเทศอื่นที่เป็นศัตรูจัดทำ Protocol แบบนี้นี่ครับ วันหนึ่งถ้านายพล หรือ Chain of Command นายร้อยคนไหนก็ไม่สามารถตัดสินใจ วิเคราะห์สถานการณ์ ได้เท่า AI อีกต่อไปแล้ว🔗

อย่างที่ ๒ ผมว่าลำพังตอนนี้เรื่องของ Disinformation หรือ Misinformation การให้ข้อมูลผิด ๆ ไว้ในระบบอินเทอร์เน็ตก็เป็นปัญหาแล้ว ต่อไปเมื่อมีการใช้ AI อย่าง แพร่หลายนี้ AI ส่วนใหญ่บางครั้งก็คิดง่าย ๆ ปัญญาประดิษฐ์เหล่านี้ก็ไปเรียนรู้จาก อินเทอร์เน็ตบ้าง แต่เขามีการเรียนรู้เป็นล้านครั้งทั้งต่อ ๑ วัน เร็วกว่าพวกเราทุกคนบนโลกนี้ ถ้าเขาเรียนรู้ข้อมูลผิด ๆ ไป แล้วก็มาบอกข้อมูลเหล่านี้ให้คนที่สังคมตอนนั้นเราเชื่อ AI ไปหมดแล้วจะเกิดอะไรขึ้น มีทางป้องกันหรือยัง กฎหมายไทยมีอะไรไหมที่จะป้องกัน ในเรื่องนี้🔗

อันต่อมาใกล้ตัวเรามาอีกครับ เจาะข้อมูลของรัฐหรือการโจมตีทาง Cyber ข้อมูลส่วนตัวของเราทุกอย่างครับ การเขียน Code ต่อไป Computer Programming ก็จะ โดน AI แทนที่ เราจะมีการป้องกัน Hacker เหล่านี้ได้อย่างไร นี่ผมยังไม่แน่ใจเลยครับ ท่านประธาน ระหว่างผมทำเรื่องนี้อยู่ อยู่ดี ๆ อินเทอร์เน็ตสภาของเรา รหัสของอินเทอร์เน็ต สภาของเราถูกเปลี่ยนครับ ไม่แน่ใจว่าโดนโจมตีหรือเปล่า หรืออย่างไร🔗

อันต่อมาครับ อาชญากรรมทาง Cyber หรือ Call Center จะรุนแรงมากขึ้น ปัจจุบันนี้อย่างไรครับท่านประธาน โทรมาบอกว่าเป็นตำรวจอยู่โน่นอยู่นี่ เมื่อวานผมก็เจอ ตำรวจ สภ. ชุมพร ขอสายคุณเทาพิภพหน่อย ผมบอกไม่ได้ชื่อนี้ครับ โดนด่าเลย ตอนแรก ผมครับไปก่อน เขาบอกแล้วไปรับทำไม แต่ต่อไปครับ เขาจะไม่มาเป็นรูปแบบตำรวจครับ เขาจะมาเป็นรูปแบบคุณพ่อคุณแม่ของเราครับ มาเป็นรูปแบบเสียงของลูกเราครับ หรือ Video Call มาเป็นลูกเรา เพราะใช้เทคโนโลยี Deepfake ในการไปเปลี่ยนเป็นรูปของ ลูกหลานของเรา แล้วบอกว่าหนูโดนเรียกค่าไถ่โอนเงินให้หนูหน่อย เป็นเสียงของลูกของ ท่านประธานสมมุตินะครับ อย่างนี้เราจะอยู่กันอย่างไรครับ หรือแม้กระทั่งใช้เทคโนโลยี Deepfake กับผู้นำหรือทางการเมืองในการ Blackmail ต่าง ๆ ว่าเดี๋ยวคนนี้ไปทำอันโน้น อย่างนี้ เห็นเดินเข้าอันนี้โดยการตัดต่อภาพใช้ Deepfake และเสียงหรือเป็นวิดีโอประกาศให้ ทุกคนยอมแพ้สงครามในยูเครนก็เกิดขึ้นมาแล้ว อย่างนี้ถามว่าประเทศไทยเรา หน่วยความ มั่นคงต่าง ๆ อย่าง กอ.รมน. พร้อมไหมครับ หรือว่ามีแต่ Pegasus อย่างเดียวอยู่ตอนนี้ แต่วันหนึ่งท่านก็อาจจะโดนก็ได้ใช่ไหมครับ ดังนั้นถามว่าเราควรกลัวเทคโนโลยีเหล่านี้ไหม ท่านประธาน ผมว่าเราไม่ควรกลัว เรามองอย่างนี้ครับว่าเทคโนโลยี AI หรือเทคโนโลยี หุ่นยนต์อัตโนมัติเหล่านี้มันก็เหมือน Target หนึ่งในโลกใบนี้ครับ ๑๐๐ กว่าปีก่อนที่มันมีการ พาดเสาไฟฟ้า มีโคมไฟฟ้ามา มันก็มีคนออกมาบอกว่าเดี๋ยวโดนไฟช็อตตายกันหมดหรอก สุดท้ายเรื่องไฟฟ้าเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่เราขาดไม่ได้ ผมมองมันเป็นเครื่องมือครับ ผมมองเป็น สิ่งที่มันทำให้ชีวิตของพวกเรามันดีขึ้น อย่าทำให้เครื่องมือเหล่านี้ให้ประโยชน์แค่คนกลุ่มเล็ก กลุ่มน้อยครับ เรามาคิดหาทางออกกันว่าเครื่องมือเหล่านี้จะมีประโยชน์อย่างไรกับคน หมู่มาก และจุดที่จะเริ่มต้นมาคุยเรื่องนี้กันได้จริง ๆ ก็คือสภาผู้แทนราษฎรของเราแห่งนี้ครับ ในเมื่อผมอภิปรายมาหมดแล้วถ้าหากไม่มีใครตอบคำถามผมได้ และผมมองจริง ๆ ว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่มีประเด็นหลายอย่าง จะเข้ากรรมาธิการวิสามัญอันใดอันหนึ่งไม่ได้เลย เพราะมี ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ พัฒนาเศรษฐกิจ แรงงาน ความมั่นคง ต่าง ๆ นานามากมาย และเทคโนโลยี ดังนั้นผมไม่เห็นทางอื่นที่จะแก้ปัญหานี้ได้ นอกจากผมต้องขอเสียงเพื่อนสมาชิกทั้ง สองฟากฝ่าย ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านให้ตั้งกรรมาธิการเพื่อศึกษาการอยู่ร่วมกันของสังคม ในยุคปัญญาประดิษฐ์และโลกาอัตโนมัติครับ ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นผู้เสนอญัตติท่านที่ ๒ ท่านศรัณย์ ทิมสุวรรณ เชิญครับ🔗

นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ เลย

ท่านประธานที่เคารพ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ขอเสนอญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาปรับปรุงกฎหมายและหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ เนื่องด้วย ในปัจจุบันการแข่งขันในการพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในหลากหลาย ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นมหาอำนาจต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่นการพัฒนาระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ การแข่งขันพัฒนาปัญญาประดิษฐ์หรือ AI และการนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ในชีวิตประจำวัน มากขึ้น ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในการดำเนินชีวิตของประชาชน ทั้งในเรื่องทั่วไปและในเรื่อง ที่เกี่ยวกับการงาน ซึ่งในอนาคตก็จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง รวมถึง กฎหมายต่าง ๆ ที่อาจจะยังไม่ได้รับการปรับปรุงเพื่อรองรับในความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ครับ เราจึงสมควรที่จะต้องมีการพูดคุยและพูดถึงเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นเหล่านี้ ผมเรียนอย่างนี้ ครับท่านประธาน ในปัจจุบันนี้เป็นหัวข้อที่มีการพูดถึงมากที่สุดหัวข้อหนึ่งในการประชุม World Economic Forum และหลายคนเป็นห่วง ยังมีความเห็นที่ตรงข้ามกัน ฝ่ายหนึ่ง เห็นว่าเทคโนโลยีที่พัฒนาโดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์นั้นจะสามารถเพิ่มศักยภาพให้กับ การทำงาน เพิ่มศักยภาพให้กับการใช้ชีวิต ทำให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ แต่อีกมุมหนึ่ง ก็ยังมีการพูดถึงจริยธรรมในมุมมองของ AI ว่าการที่ AI เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นจากฐานข้อมูล ที่มีการรวบรวมมา เพราะฉะนั้น AI ที่ได้รับการพิจารณาแต่ละตัว แต่ละโปรแกรมนั้นก็จะมี ความแตกต่างกัน แต่สิ่งที่ยังเป็นคำถามอยู่ก็คือแล้วการตัดสินใจถ้าถึงวันนั้นที่ AI สามารถ ตัดสินใจด้วยข้อมูลที่ตนเองมีได้ จริยธรรม ศีลธรรม สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สอนกันได้หรือไม่ แล้วจะมีผลอย่างไร เพราะฉะนั้นในการประชุม World Economic Forum ถึงมีการพูดคุย กันอย่างเผ็ดร้อนเรื่องนี้ว่ามันเป็นทั้งโอกาสและเป็นทั้งความเสี่ยง สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ นอกจากที่เราจะมองในมุมด้านดีว่าจะเข้ามาช่วยทำงาน ช่วยให้ประชาชนสามารถทำงานได้ อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่อีกมุมหนึ่งคือความอันตรายและความเสี่ยงที่ประชาชน จะต้องได้รับจากการพัฒนาและเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ปัญญาประดิษฐ์นั้นก็ยัง เป็นสิ่งที่ถูกตั้งคำถามครับ อย่างที่เพื่อนสมาชิกก่อนหน้านี้ท่านเท่าพิภพ ขออนุญาตเอ่ยนาม ได้ชี้แจงกับสภาแห่งนี้ว่าในปัจจุบันเราเห็นความคิดเห็นที่แตกต่างมากมายว่าเทคโนโลยีใหม่ ๆ หรือโดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์เองนั้นจะมีผลอย่างไร และโลกเราเตรียมพร้อมมากน้อย แค่ไหนกับการที่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้น🔗

อีกประเด็นหนึ่งที่มีการพูดคุย ที่มีการพูดถึง ไม่ใช่แค่ในประเทศเราครับ แต่ทั่วโลก ก็คือเทคโนโลยีเหล่านี้ในปัจจุบันการแข่งขันในการพัฒนาที่ผมกล่าวไปก่อนหน้านี้ ตัวหลักหรือผู้ที่มีสิทธิมากกว่าคนอื่นก็คือกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีที่มีขนาดใหญ่ เพราะฉะนั้น อีกประเด็นที่เราจะต้องให้ความสำคัญคือเมื่อเทคโนโลยีเหล่านี้มีผลกับประชาชนมากขึ้น มีการแข่งขัน โดยเฉพาะในบริษัทใหญ่ ๆ ที่มีพลังและอำนาจมันจะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ที่มากขึ้นในด้านใดบ้าง ประชาชนที่เข้าถึง ประเทศที่เข้าถึง จะทำให้ประเทศเหล่านั้นมีความเสี่ยง หรือมีประโยชน์มากกว่าประเทศอื่นอย่างไร นี่คือสิ่งที่ประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมพร้อม โดยเฉพาะเมื่อในปัจจุบันกฎระเบียบต่าง ๆ ผมไม่ได้พูดถึงแค่กฎหมาย แต่พูดถึงข้อจำกัด ต่าง ๆ ที่เราใช้กันอยู่อาจจะยังไม่สามารถมีคำตอบให้กับปัญหาที่เราจะต้องเจอในอนาคตได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแข่งขันทางด้านแรงงาน เรื่องความเป็นส่วนตัว เรื่องการเข้าถึงข้อมูล หรือแม้กระทั่งเรื่องความเป็นเจ้าของในข้อมูลของประชาชนเอง ยังไม่รวมถึงความปลอดภัย ในการใช้ระบบต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เราควรจะต้องให้ความสำคัญ และสภาแห่งนี้ก็เป็น จุดหนึ่งที่จะสามารถช่วยกันปรับปรุงแก้ไขเรื่องเหล่านี้ให้ประเทศไทยเตรียมพร้อมสำหรับ ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับโลกทั้งใบได้ กฎระเบียบในปัจจุบันผมเชื่อว่าเราในฐานะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนทราบดีว่ายังต้องมีการปรับปรุงอีกมากมาย ไม่นับเฉพาะเรื่อง เทคโนโลยี เรื่องการ Update กฎหมายต่าง ๆ เรายังมีกฎหมายมากมายที่ยังขาดการปรับปรุง ดูแลให้ทันกับยุคปัจจุบัน เพราะฉะนั้นผมจึงเสนอเรื่องนี้ในสภาเพื่อที่เราจะได้มาช่วยกันดูว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้จุดใดบ้างที่อาจจะเป็นปัญหา จุดใดบ้างที่เราจะต้องปรับปรุงเพื่อ เตรียมความพร้อมรับกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น และเพื่อที่จะสามารถรับกับโอกาสต่าง ๆ ที่จะ เกิดขึ้นได้เช่นกัน โดยเฉพาะในปัจจุบันที่เราเห็นว่ารัฐบาล โดยเฉพาะท่านนายกเองพยายาม ออกไปเจรจา ออกไปเจอกับต่างประเทศเพื่อดึงการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการดึง Data Center ดึงบริษัทใหญ่ ๆ เข้ามาเพื่อที่จะสร้างงานให้กับคนในประเทศ สิ่งที่ตามมาครับ สิ่งที่จะทำให้บริษัทเหล่านี้พร้อมและทำให้กับคนไทยพร้อมที่จะรับมือกับ เทคโนโลยีที่เรากำลังจะได้รับการลงทุน คือเราต้องมีกฎระเบียบและข้อบังคับต่าง ๆ ที่เหมาะสม เพื่อที่สิ่งเหล่านี้จะไม่ทำให้คนไทยเสียโอกาส และทำให้เราสามารถตักตวง ผลประโยชน์จากสิ่งที่รัฐกำลังทำได้ ผมกลับมาเรื่องปัญญาประดิษฐ์ครับท่านประธาน ปัญญาประดิษฐ์ในปัจจุบันเรามีการพูดถึงและมีการใช้อย่างแพร่หลายในหลายวงการ เมื่อสักครู่มีการยกตัวอย่างวงการ Generate Art ในปัจจุบันไม่เพียงแต่งานศิลปะ งานศิลปะ รูปภาพ ดนตรี แม้แต่เสียง เสียงพูดนะครับ ไม่ใช่เสียงเพลง แม้แต่การ Generate เสียงพูด เราอยากให้ใครสักคนหนึ่งพูดประโยคใดด้วยข้อมูลที่เพียงพอเราสามารถทำปลอมขึ้นมาได้ สิ่งเหล่านี้คือความเสี่ยงที่ประชาชนต้องเจอ และสร้างไปถึงปัญหาอื่น ๆ ในปัจจุบัน เรื่อง Call Center เองก็ได้มีการพูดถึง เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่กลุ่มอาชญากรใช้ได้มากขึ้น ในปัจจุบัน เมื่อเทคโนโลยีสามารถเข้าถึงแวดวงต่าง ๆ ได้มากขึ้น การใช้ต่าง ๆ มันไม่ได้มี แต่ข้อดี อย่างที่ผมบอกครับ ความเสี่ยงที่ตามมากับเทคโนโลยีคือสิ่งที่เราต้องรับให้ได้ เราพร้อมหรือยังที่จะให้คำตอบกับคนไทยว่าเราสามารถป้องกันได้ เราสามารถตรวจสอบได้ ว่าเรื่องใดจริง เรื่องใดไม่จริง โดยเฉพาะในอดีตที่เรามีคดีมากมายที่เกิดขึ้นจากเสียงบันทึก ต่าง ๆ ซึ่งก็ไม่ทราบว่าเกิดจากใคร แล้วในปัจจุบันที่โปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือปัญญาประดิษฐ์ สามารถสร้างเสียงเลียนแบบเหล่านี้ขึ้นมาได้แทบจะเหมือนจริง เราจะจัดการกับปัญหา เหล่านี้ได้อย่างไร ภาครัฐของเราเตรียมพร้อมหรือยัง ถ้าเราต้องเจอกับปัญหานี้จะไม่กระทบ กับสิ่งที่ประชาชนต้องเจอใช่หรือไม่ นี่คือสิ่งที่ผมเชื่อว่าเราทุกคนจะต้องเป็นห่วง ส่วนเรื่อง ความเหลื่อมล้ำที่เราพูดถึง กลับมาที่กฎหมายเกี่ยวกับการดูแลข้อมูลส่วนบุคคลของ ประชาชน อย่างที่บอกครับท่านประธาน ปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะใน โลกปัจจุบันสิ่งที่แข่งขันกันมากที่สุดคือใครเข้าถึงข้อมูลได้มากที่สุด ยิ่งเข้าถึงข้อมูลได้ ยิ่งสามารถชี้นำสังคม ชี้นำคนที่ใช้โปรแกรมได้ ผมยกตัวอย่างอย่างนี้ครับ ในปัจจุบันไม่ว่า จะเป็นโปรแกรม Chat ต่าง ๆ ที่เราเห็น โปรแกรม AI ที่หลายคนอาจจะเคยได้ยิน ไม่ว่า จะเป็น Chat GPT เอง หรือจะเป็น Bard เอง ทั้งหมดเกิดขึ้นจาก AI เหล่านี้ต้องมีการ ฝึกซ้อมและเข้าถึงข้อมูล ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เราก็ยังไม่มีความพร้อมและยังไม่มีกฎหมายที่ดีพอ ในการควบคุมว่าบริษัทต่าง ๆ เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนใดได้มากน้อยเพียงใด เพราะฉะนั้นนี่คือ สิ่งที่จะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ไม่ใช่แค่เฉพาะกับประชาชน แต่แม้แต่บริษัทหรือผู้แข่งขัน ในการพัฒนาเทคโนโลยีเองก็ตาม สุดท้ายแล้วเมื่อเกิดความเหลื่อมล้ำในกลุ่มผู้แข่งขัน คนที่ ได้รับความเสี่ยงมากที่สุดก็คือประชาชน เพราะว่าถ้าวันใดวันหนึ่ง บริษัทใดบริษัทหนึ่ง สามารถเป็นเจ้าตลาดได้ เป็นคนที่สามารถเข้าถึงข้อมูลทั้งหมดของประชาชนได้ สามารถ สร้างปัญญาประดิษฐ์ที่วิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้ได้ มันอาจจะทำให้เขาสามารถชี้นำสังคมได้ ในระดับที่เราจำเป็นต้องให้ความสำคัญ ซึ่งทั้งหมดที่ผมกล่าวมาอาจจะยังไม่เกิดขึ้นจริง แต่เป็นสิ่งที่มีแนวโน้มและทุกประเทศก็ให้ความสำคัญ ในหลายประเทศไม่ว่าจะเป็น อเมริกาเอง ยุโรปเอง ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และผมว่าเมืองไทยเอง ประเทศไทยเอง เราก็ควรจะต้องให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน เราอาจจะไม่สามารถยกกฎหมายที่ต่างประเทศ ใช้มาใช้บังคับใช้ในไทยได้ทันที เนื่องจากความแตกต่างต่าง ๆ แต่อย่างน้อยเราควรจะต้องมี การศึกษาเพื่อให้ทราบว่าข้อใดที่สำคัญ ข้อใดที่เป็นจุดที่จะสามารถส่งเสริมการทำงานของ รัฐบาลและทำให้ประชาชนได้รับโอกาสที่เหมาะสม และยังสามารถปิดข้อเสียและจุดเสี่ยง ต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขโดยไม่ต้องกังวลว่าจะโดนหลอก เมื่อไร ระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ นี้กระทบถึงประชาชนโดยตรง เพราะฉะนั้นยิ่งมีการพูดคุย กันมาก ยิ่งเราร่วมมือร่วมใจกันก็จะยิ่งดี อีกทั้งการที่เราจะปรับปรุงเราจะยังสามารถใช้เป็นจุดแข็งในการดึงการลงทุนจากต่างชาติ มาได้ เราเห็นแล้วว่าในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมามีข่าวว่าบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ ๆ พยายาม มาลงทุนในไทยมากขึ้นและมากขึ้น การที่เราสามารถแสดงให้เขาเห็นว่าประเทศของเรา พร้อมทั้งในฝ่ายบริหารและในฝ่ายนิติบัญญัติจะยิ่งทำให้ประเทศของเราได้รับโอกาส และสามารถพัฒนาความเจริญและองค์ความรู้ต่าง ๆ ให้กับประชาชนและประเทศของเรา ได้มากขึ้น🔗

สุดท้ายครับท่านประธาน ถ้าเราทำอะไรช้าเกินไป หรือเราไม่สามารถออก กฎหมายเปลี่ยนแปลง หรือทำให้ประชาชนมีความพร้อมได้มากพอ มันจะไม่ใช่แค่ ความเสี่ยงที่เราจะช้า มันจะไม่ใช่แค่เรื่องที่เราจะเสียโอกาส แต่ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นเราจะ ไม่เพียงแค่ช้าในการพัฒนา แต่เราอาจจะโดนนำและสูญเสียอะไรอีกมากมาย เราพูดถึงข้อมูล ไปแล้ว ถ้าในอนาคตเราไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ การเข้ามาแทนที่ผลกระทบที่เกิดจาก เทคโนโลยีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นประชาชนที่ใช้หรือแรงงานต่าง ๆ ที่จะเข้ามาแทนแรงงานของ ภาคประชาชน ในปัจจุบันเราเห็นถึงการพยายามใช้เทคโนโลยีไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์หรือ AI ต่าง ๆ เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์โรคก็ดี หรือวิเคราะห์ภาพวิดีโอต่าง ๆ ก็ดี สิ่งเหล่านี้กำลัง Disrupt งานของประชาชน เพราะฉะนั้นนอกจากเราจะต้องแก้ไขข้อบังคับต่าง ๆ ให้ เหมาะสมแล้ว เรายังจะต้องทำให้ประชาชนทราบถึงความเสี่ยงต่าง ๆ และเตรียมพร้อม ให้ประชาชนสามารถก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคงในอนาคตที่กำลังจะมาถึง🔗

สุดท้ายครับ ผมหวังว่าในสภาของเราจะมีความเห็นและความเป็นห่วงถึง เรื่องเหล่านี้ และหวังว่าเราก็จะสามารถสร้างและปรับปรุงกฎหมายให้สามารถเดินไปข้างหน้า ทำให้ประเทศของเราได้รับทั้งโอกาสและปิดทุกความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในโลกอนาคตได้ ผมว่าสภาของเราครับ นี่คือหน้าที่ของเรา ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านวันนิวัติ สมบูรณ์ ครับ🔗

นายวันนิวัติ สมบูรณ์ ขอนแก่น

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม วันนิวัติ สมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ขออนุญาต ร่วมเสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษามาตรการ ในการส่งเสริมและควบคุมการใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI นะครับ🔗

หลักการและเหตุผล จากพัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ทำให้ ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในกิจกรรมด้านต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง หรือแม้กระทั่งด้านการศึกษา ซึ่งความสามารถของ AI นั้นได้ก้าวล้ำไปอย่างรวดเร็ว เกิดการแข่งขัน เกิดการพัฒนาในด้าน AI อย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวแม้จะเกิดประโยชน์ต่อมวลมนุษย์อย่างมหาศาล แต่หากไม่มีการ ส่งเสริม ไม่มีการควบคุมที่ดีแล้ว AI อาจถูกนำไปใช้ในทางที่จะก่อให้เกิดหายนะต่อมนุษยชาติ ได้เช่นกันครับ ขณะนี้ยังไม่มีมาตรการทางกฎหมายใด ๆ ที่จะเป็นแนวทางในการส่งเสริม หรือควบคุมด้าน AI ให้เกิดความเหมาะสมเพื่อที่จะป้องกันผลกระทบจากเทคโนโลยีดังกล่าว ซึ่งเรื่องดังกล่าวนับว่าเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยแล้วก็ผลประโยชน์ ของประเทศชาติและประชาชน ผมจึงขอเสนอญัตติดังกล่าวเพื่อให้ที่ประชุมได้ตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษามาตรการในการส่งเสริมและควบคุมการใช้ ปัญญาประดิษฐ์ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ และข้อ ๕๐ ส่วนรายละเอียดจะขออภิปรายถัดไปครับ🔗

ท่านประธานครับ โลกยุคใหม่หมุนไว ประเทศไทยเรายังต้องก้าวให้ทัน อย่างที่ผมได้เรียนเสนอไปนะครับ ปัจจุบันการพัฒนาระบบเป็นไปอย่างรวดเร็ว AI เข้ามา มีบทบาทในทุกภาคส่วน ด้านการศึกษานี้ก็จะเห็นชัด เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้ว ๒ ท่าน แล้วก็พูดมิติหลากหลายมิติ ทางด้านการศึกษา AI เข้ามามีบทบาทหลายเรื่องครับ ช่วยในการจัดการเรียนการสอน จัดการเรียนรู้ ช่วยอำนวยความสะดวกหลายสิ่งหลายอย่าง แต่เราจะกำหนดบทบาทให้ AI มาแทนครูหรือไม่ เป็นความกังวลทางด้านการศึกษาครับ ท่านประธาน ส่วนตัวผมเองยังเชื่อว่าครูที่เป็นมนุษย์ยังมีความสำคัญ AI เก่งกว่าครู วิเคราะห์ เก่งกว่า ประมวลผลเก่งกว่า แต่ในแง่ของจิตใจด้านจริยธรรมมนุษย์มีหัวใจครับท่านประธาน AI ไม่สามารถมาแทนที่ครูตรงนี้ได้ แต่จะมีส่วนอย่างมากในการพัฒนาบุคลากร ทรัพยากร มนุษย์ ถ้า AI เข้ามามีส่วนช่วยเป็นครูที่ช่วยสอนอำนวยความสะดวกในด้านต่าง ๆ อย่างที่ผม ได้กล่าว กฎหมายหลายข้อที่เกี่ยวกับ AI นี้ยังไม่มี ยังไม่เห็นเด่นชัดเป็นรูปธรรม ซึ่งจะมี ทั้งผลดีและผลเสียหากเรานำไปใช้ไม่ถูกต้องหรือว่านำไปใช้ไม่ถูกวิธี เพื่อให้มีความเข้าใจ แล้วก็ให้สามารถนำมาประยุกต์ใช้อย่างถูกวิธี มีประสิทธิภาพ เสริมสร้างกรอบแนวคิด ด้านจริยธรรมซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมในการใช้ จะทำให้สังคมไทย สามารถปรับตัวกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและ เกิดการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ที่สำคัญจะเป็นการเตรียมบุคลากรให้พร้อมสำหรับโลกที่ หมุนไปเร็วนี้ด้วย เป็นเครื่องมือในการเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันให้กับประเทศ🔗

สุดท้ายนี้ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเพื่อนสมาชิกจะร่วมกันทำงานตรงนี้ให้ได้ ศึกษาหาข้อเท็จจริง หาสิ่งที่ควรจะต้องกระทำต่อไป เพื่อให้เสียโอกาสต่อไปในอนาคตครับ กราบขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ผู้เสนอญัตติทั้ง ๓ ฉบับก็ได้แถลงหลักการเหตุผลและอภิปรายเสร็จเรียบร้อย แล้วนะครับ ต่อไปจะเป็นของท่านสมาชิกที่ลงชื่อตอนนี้นะครับ ตอนนี้รายชื่อที่ส่งมามี ฝ่ายค้าน ๖ ท่าน แล้วก็ฝ่ายรัฐบาล ๔ ท่าน ขอเชิญท่านแรก ท่านกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ ครับ🔗

นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม อ.เอท กันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตมีนบุรี สะพานสูง วันนี้ขออนุญาตอภิปรายร่วมเห็นด้วยกับการอยู่อย่างไรในยุคปัญญาประดิษฐ์หรือย่อว่า AI วันนี้ อ.เอท ขออนุญาตมานำเสนอ Model ง่ายสุดเลยครับ เพราะว่า AI มีแค่ ๒ ตัวอักษร ก็คือ A แล้วก็ I นะครับ A ในที่นี้อยากจะเน้นถึงข้อดีและข้อเสียครับ ขออนุญาตเริ่มที่คำว่า Advantages ซึ่งก็แปลว่าข้อดีของ AI ซึ่งมีอยู่หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำระบบ ที่เรียกว่า Streamlining เป็นการทำให้ระบบมีทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพราะจะลด เรื่องของสิ่งที่เรียกว่าสิ่งที่เป็นความคัดค้านต่าง ๆ หรือ Resistance ให้น้อยที่สุด ฉะนั้น AI ทำจุดนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม เราไม่เถียง เพราะเขาคือหุ่นยนต์นะครับ🔗

ข้อดีข้อที่ ๒ ที่เป็น Advantages ของ AI ก็คือเรื่องของ Saving Time มนุษย์เรากว่าจะทำอะไรบางอย่างก็จะใช้เวลา เพราะยิ่งถ้าเกิดไม่ได้กิน ไม่ได้นอน ก็จะเสียเวลา แล้วก็ทำไม่ไหว แต่ AI ทำได้ครับ เพราะฉะนั้นแน่นอนการที่เราจะรักษาเวลาหรือ Save เวลา AI ช่วยเราได้ครับ นี่คือข้อดีข้อที่ ๒ นะครับ🔗

ข้อดีข้อที่ ๓ อันนี้ อ.เอท พูดบ่อย ในสภาของเราก็พูดบ่อยครับ บางครั้ง ท่านประธานอาจจะต้องมีการใช้ดุลพินิจ อันนี้ลด Bias AI บางครั้งอาจจะมีตัวจับว่าสิ่งที่ พูดมาผิดข้อกฎหมาย หรือผิดข้อระเบียบ หรือผิดข้อที่เราเป็นเขาเรียกว่าการประชุมกัน ข้อไหนบ้าง AI แจ้งให้ ท่านประธานก็สามารถที่จะ Say Yes หรือ No ได้เลย อันนี้เป็นการ ลดอคติหรือลดไป Bias นะครับ อันนี้ดีมาก🔗

และอีกข้อหนึ่งก็คือ AI จะมาช่วยให้พวกเราทำงานด้านไหนครับ ก็คือทำงาน ด้านที่เป็น Repetitive Work หรือเป็นการทำงานที่ซ้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีกในโรงงานต่าง ๆ นี่คือข้อดีของ AI ครับ🔗

แต่แน่นอนครับ เมื่อมีข้อดีก็ต้องมีข้อเสีย ทีนี้เรามาดูอีกข้อเสียนะครับ ก็คือ ตัว I ของ อ.เอท นั่นเอง I ของ อ.เอท ขออนุญาตพูดช้า ๆ เพราะเดี๋ยวชวเลขจะจดไม่ทัน Impact ก็คือผลกระทบหรือข้อเสียต่าง ๆ ซึ่งมาเยอะเลยครับ🔗

ข้อเสียข้อที่ ๑ เรื่องของต้นทุนในการที่จะนำเอา AI เข้ามาร่วมในการที่จะผลิต อันนี้เป็นตัวดีเลยครับ เป็นตัวการที่ทำให้เกิดการเหลื่อมล้ำ ทำให้ธุรกิจบางธุรกิจไม่สามารถ ที่จะต่อสู้ได้ เพราะฉะนั้น SMEs จะมีปัญหาถ้ารัฐบาลยังไม่มีการเตรียมหรือเรายังไม่มีการ จัดระบบให้ดี เพราะฉะนั้นธุรกิจยิ่งล้มเข้าไปใหญ่ มันจะเป็นการเอื้อประโยชน์ไหม AI อาจจะ เอื้อประโยชน์คนที่เป็น Big Player หรือคนที่มีเงินเยอะ ๆ เพราะเขาสามารถลงทุนได้ นี่คือ ข้อเสียข้อแรก จะทำให้เกิดการทำไมครับ เสียโอกาสด้านการแข่งขัน🔗

ข้อเสียข้อที่ ๒ Jobless หรือไม่มีงานทำ AI มาเลยครับ เพราะว่าเมื่อมีการใช้ AI มีหุ่นยนต์เข้ามา เพื่อน ๆ สมาชิกพูดเยอะทำให้งานหลายอย่างนั้นลดลง ทั้งการว่างงาน ก็มีผลกระทบต่ออะไรครับ แน่นอนครับ สูตรของการว่างงานเกี่ยวข้องกับ GDP เพราะฉะนั้น อาจจะทำให้ GDP ลดลงครับ เพราะคนไม่มีงานทำ เห็นไหมครับก็เกี่ยวข้องกับระบบ Macro ระดับใหญ่ด้วย ต่อมาครับ🔗

ข้อเสียข้อที่ ๓ คือเรื่องของ Emotion อารมณ์ครับ AI ไม่มีอารมณ์ อันนี้ อาจจะเป็นข้อดีสำหรับเราถูกไหมครับ เพราะฉะนั้นอาชีพบางอาชีพ เพราะฉะนั้น อ.เอท ขออนุญาต อาจจะเป็นจุดเสียแต่กลายเป็นข้อดีของมนุษย์เรา เพราะคุณหมอถูกไหมครับ ถ้าไปหาหมอ AI ก็จะบอกคุณปวดหัว Check อุณหภูมิปุ๊บจ่ายยา แต่บางครั้งคนไข้ต้องการ คำว่า Feeling ต้องการ Emotion เพราะฉะนั้นจุดนี้ครับ เป็นจุดที่ AI ทำไม่ได้จะเป็นข้อดี ของเรา เพราะฉะนั้นคุณครู คุณหมอ และนักจิตวิทยามีโอกาสและอนาคตให้พวกเราช่วยกัน สนับสนุนให้มีนักจิตวิทยาเยอะ ๆ เพื่อที่จะมาแก้ไขปัญหาในอนาคต เพราะอาจจะมีปัญหา ที่เกิดจาก AI แล้วคนเป็นโรคจิต เพราะฉะนั้นวิธีการง่ายที่สุด เพิ่มนักจิตวิทยาเข้าไปเยอะ ๆ อันนี้จะเป็นข้อที่ดีอยู่ในข้อเสียครับ🔗

ต่อมาครับ AI ไม่สามารถทำได้ก็คือเรื่องของ Creativity ครับหรือความคิด สร้างสรรค์ ของบางอย่างที่ AI ทำไม่ได้ก็คือการวาดเป็นเรื่องของศิลปะ ฉะนั้นอันนี้จะ ก่อให้เกิด เมื่อคราวที่แล้วเราอภิปรายไปเยอะแล้ว เรื่องของ One Family ถูกไหมครับ One Soft Power ครับ OFOS นี่ล่ะครับ เพราะฉะนั้นเป็นโอกาสของพวกเราทุกคนที่ช่วย ผลักดันสิ่งนี้ เพราะจะไม่เกิดขึ้นถ้าไม่มี AI ต้องขอบคุณ AI นะครับ อันนี้เป็นข้อเสียของ AI แต่เป็นข้อดีของพวกเราชาวมนุษย์🔗

ต่อมาเรื่องของ Skill Lost นี่เป็นข้อเสียที่พอเราพึ่งพา AI เข้ามาก ๆ เราก็จะ ไม่ค่อยคุยกัน เพราะฉะนั้นอนาคตเลยครับ สิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศเราด้านแรกเราจะพูดกัน ไม่ค่อยรู้เรื่องเพราะเราจะอยู่ในโลกแห่งความเป็นส่วนตัว ในเรื่องของ Communication Skill หรือทักษะการสื่อสาร เรื่องของ Leadership อยู่กันเป็นกลุ่มไม่รู้ใครนำ ไม่รู้ใครตาม เพราะฉะนั้นการเป็นภาวะผู้นำก็จะเสียไปครับ เพราะฉะนั้นเราต้องมาช่วยกันเป็นอีกหนึ่ง ของ Soft Skill และที่สำคัญครับ การทำงานเป็นทีมอันนี้สำคัญเลย เพราะเราอยู่คนเดียว AI ทำหมด ฉะนั้นเราอาจจะไม่ใช่เป็นกลุ่มของสังคมมนุษย์ต่อไปแล้ว อาจจะต้องอยู่คนเดียว เห็นไหมครับ นี่คือสิ่งที่ข้อเสียเปรียบอย่างมาก แต่เราก็ต้องมีการทำไมครับ ส่งเสริมให้มีเรื่อง ของการ Soft Skill ด้าน Teamwork ด้านของ Leadership และแน่นอนครับ ด้านของการ สื่อสาร🔗

ต่อมาอีกอย่างหนึ่งที่เป็นผลเสียอย่างมากเลยครับ อันนี้ชัดเจน จะเกิดคำว่า Displacement ครับ เมื่อสักครู่นี้เราเพิ่งอภิปรายกันไปหยก ๆ เลย ผู้ลี้ภัยครับ พอ AI เข้ามา ทำงานเยอะ ๆ กทม. ไม่ต้องการใช้เรื่องของแรงงาน คนก็จะกลับไปต่างจังหวัดกันมากขึ้น ถูกไหมครับ หรือบางทีถ้าเกิดต่างจังหวัดอาจจะกลับไปและไม่มีงานทำ อาจจะเป็นการย้าย ประเทศกัน อันนี้ยิ่งเกิด เราอาจจะต้องป้องกันไว้ก่อน ทำอย่างไรกันดีครับ รัฐบาลต้องควร ที่จะมีการตั้ง วันนี้เลยโอกาสดีมากครับ เป็นวาระที่ดีมากที่ให้ถาม เอาวิสามัญมาจัดการกัน ตั้ง พ.ร.บ. กันอย่างไรดีให้คนที่จะรองรับในการ Displacement ของคนหรือการที่จะมีการ โยกย้ายตำแหน่งของบุคคลนะครับ นี่คือทั้งข้อดีและข้อเสียในระบบที่ อ.เอท บอกว่า A and I ทีนี้ขออนุญาตนำเสนอครับ🔗

สุดท้ายขออนุญาตนำเสนอประมาณ ๑ นาที ขออนุญาตเสนอ 4 L ในการ ที่จะแก้ไขปัญหา🔗

L ที่ ๑ คือต้องมีกฎหมายที่รองรับ AI ซึ่งเรากำลังจะมี พ.ร.บ. นี้ตั้งเป็น วิสามัญแล้ว ยอดเยี่ยมครับ อ.เอท ขอแสดงความยินดีล่วงหน้าเลย🔗

L ที่ ๒ ต้องมีคำว่า Link คำว่า Link คือ L i n k แปลว่าการอยู่ร่วมกันครับ เอาทุกอุตสาหกรรมครับ AI ปัญญาประดิษฐ์ต้องเอาอุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรม Music เพลงต่าง ๆ อุตสาหกรรมอาหาร ทุกอย่างต้องร่วมมือกัน ไปด้วยกันแล้วครับ ไม่มีใครคิด คนใดคนหนึ่งครับ ต้องร่วมกันคิด นี่คือ L ที่ ๒🔗

L ที่ ๓ คือ Learn to Live with AI ครับ ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับ AI เพราะเรา หลีกเลี่ยงไม่ได้หรอกครับ มันมาแน่ เมื่อก่อนเราบอกเราไม่มี iPhone เราใช้แต่ Samsung เราใช้แต่อะไรครับ Nokia ตอนนี้ AI ถูกไหมครับ Nokia เจ๊งหมดถูกไหมครับ อาจจะเป็น เรื่องของ iPhone เพราะมันเข้ามาแล้ว AI อนาคตหลีกเลี่ยงไม่ได้ มาแน่ เพราะฉะนั้นเราต้อง เรียนรู้ที่อยู่กับมันนะครับ🔗

สุดท้ายก็คือ Land of Smile เมื่อ AI เข้ามาต้องมีอัตลักษณ์ของประเทศเรา อัตลักษณ์ของประเทศเราคือดินแดนแห่งรอยยิ้มครับ อยู่แล้วมีความสุข Land of Smile AI จะทำอะไรไม่ได้ครับ ขอบพระคุณครับ Respect🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านวิรัช พิมพะนิตย์ ครับ🔗

นายวิรัช พิมพะนิตย์ กาฬสินธุ์

ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก กระผม วิรัช พิมพะนิตย์ สส. จากจังหวัดกาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมขอร่วมอภิปราย ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการอยู่ร่วมกัน ของสังคมในยุคปัญญาประดิษฐ์และโลกาอัตโนมัติหรือ AI โลกาอัตโนมัติคงศัพท์ใหม่ ของผม มันต้องโลกาภิวัตน์ ท่านประธานที่เคารพครับ ประโยชน์ของ AI มากมหาศาล มันเป็น ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานของเครื่องจักรอย่างราบรื่น และทำงานคล้ายคลึงกับมนุษย์ได้ จึงสามารถเรียกได้ว่าเป็นการสร้างสรรค์ยิ่งใหญ่สำหรับ การพัฒนาและความคืบหน้าของยุคต่อไป ซึ่งนำไปสู่ระบบอัตโนมัติแบบ End-to-End และการประสานงานของการดำเนินการที่ซับซ้อน ซึ่งลดข้อผิดพลาดได้ ประโยชน์คือ ข้อ ๑ ลดข้อผิดพลาดของมนุษย์ ประโยชน์อีกข้อหนึ่งคือทำงานกระบวนการที่ซ้ำซ้อนโดย อัตโนมัติ ข้อ ๓ คือดำเนินการในความเสี่ยงอันตรายอย่างมีประสิทธิภาพ ข้อ ๔ คือช่วย ปรับปรุงกระบวนการขั้นตอนในการทำงาน ข้อ ๕ คือพร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา วันนี้ คอมพิวเตอร์หรือ AI เข้ามามีบทบาทในชีวิตของมนุษย์มาก Safety City วันนี้ความเป็นอยู่ ของคน ของมนุษย์ ผมอยากให้รัฐบาลและผู้มีอำนาจเอาความปลอดภัยในเรื่องของการที่ AI ทำงานได้ Safety City มีกล้องทุกมุมสามารถจะดูได้ว่าแม้แต่คนงัดประตูของบ้านต่าง ๆ วันนี้เราทำไมไม่ใช้ ทำไมเราถึงไม่ทำ ผมอยากให้ท่านรัฐมนตรี ICT ท่านประเสริฐ จันทรรวงทอง ลองคิด ดี ๆ ลืม คิดแล้วก็ทำหน่อย ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ความปลอดภัย ของชีวิตมนุษย์ ทรัพย์สิน ถ้าเรามี AI ที่มีประสิทธิภาพสามารถช่วยได้ครับ แม้แต่การขนส่ง ความปลอดภัยบนท้องถนน ถ้า AI ทำงานรถต่าง ๆ ไฟแดงต่าง ๆ มีกล้องจับผิด ปรับ แล้วก็ ห้ามปราม วันนี้ความเป็นมนุษย์ ความเป็นอยู่จะดีขึ้นมากครับ ท่านประธานที่เคารพครับ อีกเรื่องหนึ่งคือยาเสพติด ถ้าเราใช้ AI เข้ามาดูแล เข้ามาควบคุมตามด่านชายแดนโดยให้ตำรวจ ตระเวนชายแดนมีกล้องและมีข้อต่อต้านใช้ Drone ใช้อะไรต่าง ๆ ผมว่าบ้านเมืองจะดีขึ้นกว่านี้ ท่านประธานที่เคารพครับ AI มีทั้งประโยชน์ มีทั้งโทษ แต่วันนี้เราพูดถึงเรื่องประโยชน์ ของเขา ผมบอกว่า สส. ต่างจังหวัดเห็นชาวบ้านที่ถูกกระทำแล้วจับไม่ได้มันเจ็บปวดครับ บนถนนเหมือนกันครับ ถ้ามีอุบัติเหตุเดี๋ยวนี้ชาวบ้านตายฟรีครับ เพราะว่ามันไม่มีกล้อง ตรงไหนที่จะรู้เลยว่าอุบัติเหตุตอนนี้ใครเป็นคนทำ ใครเป็นผู้ก่อเหตุ ผมอยากให้ใช้ AI ให้เป็น ประโยชน์ ใช้ AI เพื่อความดีและเพื่อความอยู่รอดของพี่น้องประชาชน วันนี้ถ้าเกิดมีการลักเล็ก ขโมยน้อยหรืองัด ผมเห็นข่าวที่ขึ้นบนหลังคา งัดหลังคาขึ้นไป เสร็จแล้วลงมาฆ่าข่มขืน ชาวบ้าน วันนี้ถ้าระบบ AI เรามีประสิทธิภาพ ตำรวจต่าง ๆ พอมีเรื่องอะไรมันก็จะไปเตือนที่ สถานีตำรวจ ก็จะทำให้ประชาชนอยู่อย่างมีความสุข ท่านประธานครับ ผมเป็นคนรุ่นเก่า แต่ก็ชอบที่จะมีเทคโนโลยีที่มันจะสามารถช่วยคนได้ ผมอยากให้กระทรวงต่าง ๆ เอา AI ไปใช้ให้เป็นประโยชน์ ลงทุนเถอะครับ ลงทุนเพื่อความ สงบสุขของประชาชน ลงทุนเพื่อประชาชนจะได้อยู่อย่างมีความสุข ผมก็กราบเรียน ท่านประธานว่าผมขอพูดในแค่นี้ เพื่อว่าอยากให้ประชาชนมีความสุข แล้วก็ประชาชนมี ความปลอดภัย เรื่องถนนหนทางเหมือนกันครับ ทุกแยก ทุกมุม ทุกถนนหนทางจะต้องมี กล้องที่สามารถจะจับความผิดและการเกิดอุบัติเหตุต่าง ๆ ได้ รถทุกคันจะต้องมี GPS ที่ สามารถจะบอกความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ได้ ต่างประเทศเขาทำแล้วครับ เมืองไทยยังทำอะไร กันอยู่ เพราะฉะนั้นผมเองก็ไม่ได้คิดอะไร คิดแต่ว่าวันนี้ยาเสพติดต้องหมดไป ความปลอดภัย ของประชาชนจะต้องอยู่ ก็ฝากท่านประธานที่เคารพว่าอย่างไรขอให้ประสานกับหน่วยงาน ราชการใช้ประโยชน์จากคอมพิวเตอร์ ใช้ประโยชน์จาก AI ให้เป็นประโยชน์ต่อไปในอนาคต ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปเป็น ท่านสหัสวัต คุ้มคง นะครับ ตามด้วยท่านนิพนธ์ คนขยัน หลังจาก ที่ท่านนิพนธ์อภิปรายเสร็จจะเป็นการปิดในการลงชื่ออภิปรายนะครับ เชิญท่านสหัสวัตครับ🔗

นายสหัสวัต คุ้มคง ชลบุรี

กราบเรียนท่านประธาน ผม สหัสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขต ๗ พรรคก้าวไกล ขอมีส่วนร่วมในการอภิปราย ญัตติเพื่อพิจารณาศึกษาการอยู่ร่วมกันของสังคมในยุคปัญญาประดิษฐ์และโลกาอัตโนมัติ ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงในสังคมจำนวนมากในตอนนี้ ทั้งในแง่บวกและ แง่ลบครับ ซึ่งก็ไม่ใช่แค่พูดถึงในประเทศเรา ในยุโรปหรืออเมริกาก็มีการถกเถียงเรื่องนี้ อย่างเป็นวงกว้างเหมือนกัน ก็คงเหมือน ๆ กับตอนที่มนุษย์ค้นพบวัคซีน ตอนที่มนุษย์ ประดิษฐ์เครื่องจักรไอน้ำ ตอนที่มนุษย์ประดิษฐ์เครื่องยนต์ดีเซลหรือรถยนต์ขึ้นมา AI คือ สิ่งที่เราเรียกว่านวัตกรรม เป็นเทคโนโลยีแบบหนึ่ง ซึ่งเดิมทีก็ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสร้างความ สะดวกสบายให้กับมนุษยชาติ เหมือนกับนวัตกรรมอื่น ๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมา เราจะใช้งานมัน อย่างจุดมุ่งหมายดั้งเดิมคือเพิ่มความสะดวกสบาย สนับสนุนการทำงานของมนุษย์ พัฒนา ศักยภาพมนุษย์ก็ได้ครับ หรือเราจะใช้มันให้ประโยชน์แก่คนกลุ่มเดียวในการเอาเปรียบ เพื่อนมนุษย์คนอื่น ๆ ก็ได้ครับ แต่ในฐานะผู้แทนราษฎรผมคงปล่อยเรื่องนี้ให้เกิดขึ้น โดยไม่ปกป้องผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ไม่ได้ครับ ท่านประธานครับ เรื่องที่เรากังวลและ ถูกพูดถึงในสังคมอย่างแพร่หลายคือเรื่อง AI จะมาแทนที่แรงงาน ซึ่งก็พูดกันตรง ๆ ถ้าเรา ยังปล่อยให้แนวทางการพัฒนาฝีมือแรงงานเป็นแบบนี้ สภาพการจ้างงานของแรงงาน จำนวนมากไม่มีความมั่นคงแบบนี้ สิทธิวันหยุด วันลาของแรงงานเป็นอย่างที่เป็นอยู่ AI จะมาแทนที่แรงงานแน่นอนครับ ปัจจุบันแรงงานไทยทำงานสัปดาห์ละ ๖ วันตามกฎหมาย ค่าแรงขั้นต่ำน้อยนิดเมื่อเทียบกับค่าครองชีพ ต้องทำ OT แทบทุกวัน เพราะไม่อย่างนั้น ก็ไม่พอกิน ไม่พอเลี้ยงดูพ่อแม่ ไม่พอจ่ายค่าเทอมลูก จะเอาเวลาที่ไหนไปพัฒนาตนเอง เพื่อพัฒนาฝึกทักษะการทำงานใหม่ ๆ ในโลกที่ AI กำลังจะมีบทบาทครับ แล้วหลักสูตร พัฒนาฝีมือแรงงานตอนนี้แทบไม่มีหลักสูตรไหนเลยที่จะพัฒนาแรงงานให้สามารถใช้ชีวิต ทำงานภายใต้โลกาอัตโนมัตินี้ได้ครับ การนำเครื่องจักรหรือปัญญาประดิษฐ์มาใช้ สิ่งที่ต้อง คำนึงเลยคือเราจะใช้เครื่องจักรแบบไหนหรือปัญญาประดิษฐ์แบบใดที่จะพัฒนาแรงงาน ใช้ทั้งตัวเครื่องจักรเหล่านี้และแรงงานได้พัฒนาศักยภาพไปพร้อมกันให้ได้ครับ เรื่องนี้ เป็นเรื่องเร่งด่วนที่เราต้องวางแผนรับมือและจัดการคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของแรงงาน ที่อยู่ในตลาดแรงงานไทยในปัจจุบัน ในอีกด้านหนึ่งกลุ่มคนที่เป็นอนาคตของชาติที่จะเป็น แรงงานในอนาคตอย่างเด็กและเยาวชนในทุกวันนี้ หลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ ในปัจจุบันเท่าที่ผมไปอ่านมา น้อยมากครับ มีไม่กี่แห่งเท่านั้นที่มีการจัดการเรียนการสอน ในวิชาที่จะสามารถนำไปใช้ได้จริงในยุคปัญญาประดิษฐ์ มิหนำซ้ำเรากำลังอยู่ไล่หลัง AI แทนที่ AI จะใช้ให้เป็นประโยชน์ทุกวันนี้ หลายวิชาที่มีการทำรายงาน เยาวชนของเราก็เริ่ม ถาม AI ถาม Chat GPT ให้ระบบเหล่านี้ทำงานให้ ทำรายงานออกมาให้ แล้วก็ Copy วาง โดยที่ไม่ได้เข้าใจ ไม่ได้ผ่านความรู้ความเข้าใจเลยครับ จะโทษเด็กอย่างเดียวก็ไม่ได้ เราต้องดู ด้วยว่าเราจะทำให้เด็กได้รับความรู้หรือพัฒนาศักยภาพของเด็กและเยาวชนอย่างไร ในสังคม แบบนี้ ในโลกที่มีเครื่องมือแบบนี้ออกมา เราใช้ประโยชน์ให้เกิดประโยชน์กับการพัฒนาการ และสมองของคน ไม่ใช่แค่ให้สอบผ่าน เราควรพิจารณาหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงในสถาบันอาชีวะต่าง ๆ ใหม่ ปรับให้มันทันโลกทันสมัย วิชาบังคับต่าง ๆ เช่น ลูกเสือ กระบี่กระบอง ที่แทบจะไม่มีประโยชน์ในโลกสมัยใหม่เลย เรายังจะให้เด็กยุคนี้เรียนอยู่หรือครับ เอาวิชาที่ใช้ได้จริงแล้วมีประโยชน์ในโลกปัจจุบัน เช่น การเขียนโปรแกรม การจัดการ AI Data Analysis อะไรก็ได้ หรือไปจนถึงช่างซ่อมดูแล เครื่องจักรอัตโนมัติที่เรียนแล้วจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ให้เด็กได้ เรียนดีกว่าครับ เพื่อไม่ให้เด็กและเยาวชนในยุคปัจจุบันนี้ต้องมาดิ้นรนพัฒนาฝีมือตัวเอง ต้องจ่ายเงินตัวเองไปลงเรียน Course นั่น Course นี่ ไม่อย่างนั้นจะไม่มีงานทำแบบคน วัยทำงานในยุคปัจจุบันครับ เราต้องดึง AI มารับใช้คน มาช่วยในการเรียนรู้พัฒนาการสร้าง ทักษะในการทำงานร่วมกันในเด็กและเยาวชนในปัจจุบันไปจนถึงแรงงานในปัจจุบันเองด้วย ท่านประธานครับ AI จะต้องถูกนำมาใช้เป็นตัว Upskill แรงงานให้แรงงานได้ทำงาน ให้ผลิตภาพแรงงานมากขึ้นทั้งที่ออกแรงน้อยลง ให้แรงงานใช้เวลาในการทำงานน้อยลงจะได้ มีเวลาไปพัฒนาตัวเอง มีเวลาได้อยู่กับครอบครัวดูแลพ่อแม่ ลูกหลานครับ ไม่ใช่ให้นายทุน มาใช้ AI มาแทนที่หรือกดขี่แรงงานเรียกร้องว่าเพราะแรงงานไม่พัฒนาฝีมือตัวเองก็ต้อง ถูกแทนที่ ทั้ง ๆ ที่แทบไม่มีปัจจัยไหนเลยที่เอื้อให้แรงงานได้มีโอกาสพัฒนาฝีมือเลย นายทุน หลายคนก็ใช้ AI ที่เป็นสิ่งที่สังคมพูดถึง สร้างความกลัว ขูดรีดแรงงานให้ทำงานมากขึ้น ไปบอกว่าคนทำงานปัจจุบันต้องเป็น Multi Skill ต้องทำงานได้หลายอย่าง ทำงานของ ๒ ตำแหน่ง ๓ ตำแหน่งในคนเดียว ทั้งที่ได้เงินเดือนเท่าเดิม เราเห็นพนักงานร้านสะดวกซื้อ ที่ต้องเป็นทั้ง Cashier คน Check Stock สินค้า แม่บ้าน ทำความสะอาด เรียงสินค้า บนชั้นวาง ไปจนถึงคนชงกาแฟ ทั้งที่ได้ค่าแรงน้อยนิด จนชินตาครับ นี่คือการฉวยโอกาสจาก ความกังวลว่าคนจะตกงานเพราะ AI บีบให้คนทำงานต้องถูกกดขี่เอาเปรียบครับ และมี อีกหลายอาชีพ หลายงาน ที่โดนเอาเปรียบแบบนี้ ถ้าให้พูดที่นี่ทั้งวันก็คงไม่จบครับ🔗

สุดท้ายครับท่านประธาน ผมยืนยันแบบนี้ว่า AI หรือปัญญาประดิษฐ์คือ เทคโนโลยี หรือเทคโนโลยีอะไรก็แล้วแต่ควรจะทำให้คุณภาพชีวิตของทุกคนดีขึ้น เทคโนโลยี นวัตกรรมต่าง ๆ ของมนุษยชาติถูกออกแบบมาเพื่อให้มนุษยชาติสบายขึ้น กินดีอยู่ดีขึ้น ปัญหาคือนายทุนจำนวนหนึ่งกลับถือครองกรรมสิทธิ์นี้และใช้ประโยชน์จากการครอบครอง เทคโนโลยีเพื่อแสวงหากำไรและฉวยโอกาสขูดรีดแรงงาน ทั้ง ๆ ที่เทคโนโลยีนวัตกรรมต่าง ๆ เป็นของมนุษยชาติ เราส่งต่อความรู้กันมารุ่นต่อรุ่น ก่อนจะมี AI เราก็มีอินเทอร์เน็ต เรามี คอมพิวเตอร์ เรามีไฟฟ้า มีทองแดง มีการถลุงแร่ ไปจนการใช้ไฟ นี่คือความรู้ที่ส่งต่อจาก คนรุ่นก่อน ๆ จนคนรุ่นปัจจุบันได้พัฒนาจนเกิดมาเป็น AI ขึ้น เพราะฉะนั้น AI ไปจนถึง เทคโนโลยีต่าง ๆ ต้องทำประโยชน์ให้กับมนุษยชาติทุกคน จะต้องไม่มีใครถูกเอาเปรียบ ขูดรีด หรือแทนที่เพราะ AI ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านนิพนธ์ คนขยัน ครับ🔗

นายนิพนธ์ คนขยัน บึงกาฬ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นิพนธ์ คนขยัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบึงกาฬ เขตเลือกตั้งที่ ๓ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตร่วมอภิปรายญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการอยู่ร่วมกันของสังคมในยุคปัญญาประดิษฐ์ เพื่อน ๆ สมาชิกหลายท่านได้พูดถึงเรื่องประโยชน์มากมายของยุคปัญญาประดิษฐ์หรือว่า AI ซึ่งวันนี้พัฒนาอย่างก้าวกระโดด นำหุ่นยนต์ต่าง ๆ มาใช้แทนแรงงานอย่างที่เราเห็น แต่ผม จะนำเรียนผ่านท่านประธานและท่านเพื่อนสมาชิกได้ช่วยพิจารณาว่าต่อไปนี้ที่มันทันสมัย แต่ข้อเสียคือประชาชนที่รู้ไม่ทัน มีปัญหา ยกตัวอย่างเช่นเราจะเห็นในข่าวคราวต่าง ๆ การจัดหาคู่ก็ดี โฆษณาสินค้าก็ดี บ้านผมเจอบ่อย ลงรูปสวยงามในโฆษณาทาง Online ขออนุญาตนะครับท่านประธาน รองเท้าสวย ราคาถูก ทุกสิ่งทุกอย่าง พอโอนเงินไปปุ๊บ ส่งมาปั๊บ เปิดดูไม่ได้ครับ พอเปิดดูไม่ได้หลังจากคนมาส่งกลับไปแล้ว โอ้ท่านประธาน ที่เคารพครับ คู่ละ ๕๐๐ บาท ซื้อตลาดไม่น่าจะเกิน ๒๐๐ บาทหรือ ๕๐ บาท นี่คือเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ส่งให้พี่น้องประชาชนแล้วก็เสียเงินโดยที่จะแก้อย่างไรครับ ท่านประธาน ฝากผู้รู้เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านครับ วันนี้เขาเอาเปรียบคนที่ รู้ไม่ทันครับ รู้ทันอยู่ในภาพ เป็นอย่างนี้ได้ไหมท่านประธานครับ เวลาส่งสินค้ามาปุ๊บเปิดดู ได้ไหมล่ะ ออกระเบียบให้หน่อยตรงนี้ฝากท่านประธานผ่านเพื่อนสมาชิก เปิดดูก่อน แกะดูก่อนตรง Spec ที่เราซื้อไหม ถ้าไม่ตรงตีกลับ แล้วเอาโทษคนส่งให้เราด้วย คนที่ต้นทาง ส่งสินค้ามาให้เรา ฉะนั้นวันนี้เราเสียเปรียบครับ ดังนั้นผมนำเรียนว่าข้อเสียที่พี่น้องประชาชน ในชนบท โดยเฉพาะบ้านผมมันบ้านนอกครับ วันนี้โทรศัพท์หรือว่าเห็นโทรศัพท์ขึ้นว่า ๐๒ ก็ตกใจแล้ว บางครั้งเป็นโทรศัพท์โทรหาจริงเราก็ไม่กล้า เพราะเทคโนโลยีมันพัฒนา ผมไม่รู้ ว่าเราจะป้องกันอย่างไร ก็ฝากท่านประธานผ่านไปเพื่อนสมาชิกก็แล้วกันว่าการป้องกัน สิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้นมากมายครับ เห็นข่าวต่าง ๆ ตามทีวี ตามสื่อหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ พี่น้อง โดนหรอกเสียเงินเสียทองเพราะเทคโนโลยีทันสมัยล่ะครับ คนบ้านผมตามไม่ทัน ก็เลย รู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็เลยต้องเสียเงินมากมายครับ ดังนั้นวันนี้เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะนำ AI อะไรต่าง ๆ มาใช้เพื่อเป็นการป้องกันหรือว่าให้ทันสมัยในการช่วยทำงาน แต่อยากฝากว่า เราจะป้องกันตัว AI หรือว่าทันสมัยเอาเปรียบคนรู้ไม่ทันจะทำอย่างไร ฉะนั้นวันนี้ก็นำเรียน ว่าเห็นด้วยอย่างยิ่งที่สภาแห่งนี้จะต้องพิจารณาว่าเราจะส่งเสริมด้านใด และเราจะป้องกัน การเสียหายในยุคปัญญาประดิษฐ์พัฒนาอย่างรวดเร็วให้กับพี่น้องคนไทยในชาติที่ตามไม่ทัน จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพดังที่เราเห็นในข่าวปัจจุบันครับ วันนี้ก็ขอเห็นด้วย อย่างยิ่งในการที่จะหาวิธีป้องกันไม่ให้กลุ่มมิจฉาชีพเอารัดเอาเปรียบและเห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่จะนำ AI หรือว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่จะมาพัฒนาแล้วเป็นประโยชน์ต่อสังคม ประเทศชาติ โดยส่วนรวม และประเทศไทยของเรา ก็ขอกราบขอบพระคุณท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ปิดการลงชื่ออภิปรายแล้วนะครับ ขอเชิญท่านประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ครับ🔗

นายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ปทุมธานี

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล จังหวัด ปทุมธานี เขต ๗ อำเภอลำลูกกา ธัญบุรีและหนองเสือครับ ท่านประธานครับ ผมขอร่วม อภิปรายญัตติขอเสนอตั้งกรรมาธิการวิสามัญในยุค AI และโลกาอัตโนมัติ ผมเป็นคนหนึ่ง ที่เหมาะจะอภิปรายเรื่องนี้มากที่สุดคนหนึ่ง เพราะว่าผมจบทางด้าน IT มา แล้วก็ทำงาน เกี่ยวกับ IT มา ๑๐ กว่าปี ทั้งในประเทศสิงคโปร์แล้วก็ในสหรัฐอเมริกา ผมยังเคยได้ทุนของ รัฐบาลไปเรียน AI ที่สหรัฐอเมริกา แต่ว่าผมสละสิทธิ์ในตอนนั้น เพราะฉะนั้นเรื่อง IT เรื่อง Software ผมมีประสบการณ์ทางด้านนี้พอสมควร เคยผลิต Software ให้กับบริษัท ยักษ์ใหญ่ในสหรัฐอเมริกาด้วยที่นิวยอร์ก แล้วก็เปิดบริษัทร่วมทุนกับเพื่อนที่นิวยอร์กนะครับ ท่านประธานครับ ประเทศไทยของเราเป็นประเทศเกษตรกรรมมาช้านานตั้งแต่ผมเกิดเลย ก็ได้ยินคำนี้ แล้วจนปัจจุบันนี้เราก็ยังได้ยินว่าประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมอยู่ คนมากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นเกษตรกร สิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นความภูมิใจของคนส่วนหนึ่ง แต่ว่า ปัญหาก็คือว่าเกษตรกรรมและผลผลิตทางด้านนี้มีราคาที่ไม่แพง ทำให้เกษตรกรของเรา ยากจนเป็นส่วนใหญ่ ผมอยากจะได้ยินคำว่าประเทศไทยเราเป็นประเทศเทคโนโลยีและ นวัตกรรมบ้าง ตรงนี้ไม่ว่าจะเป็นระบบปฏิบัติการ Software ระบบปฏิบัติการ Window หรือว่าพวก Word Processing Graphic Editor ต่าง ๆ เราก็เป็นแค่ผู้ใช้ เราไม่เคยเป็น ผู้ผลิตเลย ตรงนี้ด้าน AI ก็เช่นกันนะครับ AI มีมานานแล้วแต่เราก็ยังเป็นผู้ใช้อยู่ แล้วใน อนาคตข้างหน้าเทคโนโลยี Quantum ก็จะมาอีกนะครับ ซึ่งจะปฏิรูปวงการ IT ไปอย่าง หน้ามือเป็นหลังมือ เราก็จะเป็นผู้ใช้อีกเช่นเคย ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ผมหวังว่าสักวันหนึ่ง ประเทศไทยเราจะเป็นประเทศนวัตกรรมบ้าง เป็นประเทศที่เป็นผู้นำทางเทคโนโลยีบ้าง ทั้งนี้ทั้งนั้นหลายคนบอกว่าประเทศไทยยังไม่พร้อม คนไทยยังไม่พร้อม ผมไม่คิดอย่างนั้น ผมคิดว่าเป็นวิสัยทัศน์ของผู้นำที่เราไม่เคยมองด้านเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมเป็นวาระ แห่งชาติเลย ต่อไปผมจะมาพูดเรื่อง AI ของเรานะครับ AI ของเราเริ่มขึ้นตั้งแต่ประมาณ ปี ๑๙๕๐ ที่สหรัฐอเมริกา ช่วงนั้นคอมพิวเตอร์เพิ่งสร้างขึ้นมา คอมพิวเตอร์ตัวแรกใหญ่ขนาด ห้อง ๆ หนึ่งเต็ม ๆ เลยนะครับ ปัจจุบันก็เหลือเล็กขนาด Laptop แค่นี้หรือว่าเล็กกว่านี้ ๖๔ ปีที่แล้วสหรัฐอเมริกาให้ทุนวิจัยมหาศาลเลยทางด้าน AI ๖๔ ปีที่แล้ว AI ไม่ใช่เพิ่งเกิด เร็ว ๆ นี้ แต่เกิดมานานมากแล้ว แล้วปี ๑๙๙๐ ประเทศไทยก็เริ่มส่งคนไปเรียนด้าน AI ที่สหรัฐ เริ่มให้ทุนไป ทั้งนี้ทั้งนั้น AI เป็นระบบที่จะต้องมีการเรียนรู้และพัฒนา AI ไม่ใช่ระบบ ที่เขียนโปรแกรมมาแล้วจบตรงนั้น แต่ตัวของเขาเองจะพัฒนาเรื่อย ๆ โดยมีฐานข้อมูล สะสม ฐานข้อมูล แหล่งข้อมูลเรื่อย ๆ พัฒนาความรู้ความสามารถ มีการสามารถแก้ปัญหาเชิงลึกได้ ด้วยตัวเอง ตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง แล้วก็สามารถจำลองความฉลาดของมนุษย์ได้ เพราะฉะนั้น AI ต้องใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่มหึมา แล้วก็จะต้องใช้ระบบประมวลผลที่มีความสามารถสูง ดังจะเห็นเมื่อ ๖๐ ปีที่แล้วที่ให้ทุนไปการวิจัยทำได้ไม่มาก เนื่องจากว่าพลัง Processor ของ คอมพิวเตอร์ยังไม่มีกำลังมากพอนะครับ การเก็บข้อมูลยังไม่มีกำลังมากพอ ไม่มีการใช้งาน อย่างแพร่หลาย ก็จะเป็นแค่สถาบันที่สามารถที่จะวิจัยได้ ทำให้ไม่โตสักที แต่ปัจจุบันนี้ Hardware ของเรารองรับในการทำเรื่องเหล่านี้แล้ว ถ้าเราสนับสนุนคนไทยเราจะสามารถ เป็นผู้นำ เป็นผู้พัฒนาทางด้าน AI ได้เช่นกัน อย่าคิดว่าเราทำไม่ได้ คนไทยก็มีความสามารถ ส่วนเรื่อง Application ของ AI มีหลายด้านเลยทีเดียว ที่เราเห็นก็เรื่องของ Language Model อย่างเช่นระบบที่เป็น Chatbot อย่าง Google Bard แล้วก็เป็น Chat GPT หรือ ระบบที่เป็น Siri Alexa Google Assistant เหล่านี้เป็นเรื่องของภาษา การสร้างเนื้อหา ต่าง ๆ AI ในอนาคตจะสามารถที่จะแต่งบทกวีได้ เขียน Scrip คอมพิวเตอร์ได้เอง เขียน เนื้อเพลงได้เอง ทำสิ่งเหล่านี้ท่านอาจจะร้องเพลงที่เกิดมาจาก AI ก็ได้ ไม่ใช่คนแต่งแล้ว ในอนาคต นอกจากนี้ก็จะมีการแปลภาษา Google Translate แล้วก็มีการนำข้อมูลต่าง ๆ มาประมวลผลในเชิงลึกได้ดีกว่าคน ระบบคอมพิวเตอร์นอกจากนี้ก็ยังมีระบบการจดจำ ใบหน้าของ AI ที่จะสามารถปลดล็อกอุปกรณ์ต่าง ๆ หรือในร้านค้าพอใครเดินเข้ามา ก็สามารถจำได้ว่าลูกค้าคนนี้ลูกค้าประจำเคยซื้ออย่างนี้ไป โน่นนี่นั่นไป สามารถที่จะวิเคราะห์ ตามหน้าตาได้เลย แล้วก็นอกจากนี้ก็เรื่องของภาพวิดีโอสามารถที่จะ Edit รูปภาพ Edit วิดีโอได้ โดยอัตโนมัติ ใช้ในเชิงการแพทย์ก็ยังได้นะครับ วินิจฉัยโรค หน้าตาคุณมาอย่างนี้คุณเป็นโรค แบบนี้แน่นอน เอกซเรย์แบบนี้ออกมาคุณเป็นโรคแบบนี้แน่นอน AI จะวินิจฉัยแทนแพทย์ ได้เลย ในเรื่องของการดูแลสุขภาพไปแล้วก็เป็นเรื่องของการเงิน การเงิน AI ทำอะไรได้บ้าง จะไปแทรกแซงตลาดหุ้นตลาดทุนได้ สามารถที่จะไปปั่นหุ้น ทำอะไรได้มากกว่าที่เราคิดเลย ปัจจุบันนี้อาจจะยังไม่ได้มาก แต่ว่าในอนาคตมีการพัฒนา Algorithm ของ AI ขึ้นไปเรื่อย ๆ อย่าดูถูกว่า AI จะทำเหล่านี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำก็คือว่าเราจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ ว่า AI จะทำอะไรได้ในอนาคต แล้วก็หาทางป้องกันไว้ก่อน ซึ่งการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ครั้งนี้ก็เป็นสิ่งที่ดีที่จะทำให้เราสามารถที่จะมาถกประเด็นกัน แล้วก็เขียนกฎหมายรองรับ ไว้ก่อนหรือว่าหาทางป้องกันนะครับ ในเรื่องของ Cyber Crime ก็น่ากลัวไม่แพ้กัน AI สามารถ ที่จะ Hack ข้อมูลได้โดยอัตโนมัติ สามารถที่จะปลอมเสียง ปลอมหน้า ของคนในการ Hack ข้อมูล สามารถที่จะเก็บรวบรวมข้อมูลของคน ๆ หนึ่งได้ แล้วก็ประมวลผลว่าคน ๆ นี้จะคิด อะไรต่อไปในอนาคต อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ต้องป้องกันไว้ก่อน การพัฒนา AI ของเราไม่ใช่จะเป็น แค่กลัวอันตรายอย่างเดียว เราสามารถที่จะพัฒนา AI ให้ป้องกันอาชญากรรมได้ด้วยนะครับ การป้องกันของเราก็อย่างเช่นการวิเคราะห์ ประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าว่า Algorithm วิเคราะห์ตรงนี้ ระบุพื้นที่ว่าบุคคลนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะก่ออาชญากรรม มีการเฝ้าระวัง การจดจำใบหน้า เดินผ่านมาปุ๊บเรารู้เลยว่าคนนี้มีหมายจับ หรือว่าการตรวจจับทางด้าน Cyber AI ก็ไปค้นใน Social โฆษณาอันนี้มีแนวทางว่าจะมีการหลอกลวงก็สามารถบล็อกไป อัตโนมัติได้เลย สิ่งเหล่านี้ AI ก็มีประโยชน์เช่นกัน ไม่ใช่มีแต่โทษ และมีประโยชน์มาก ๆ ด้วย ถ้าเรานำมาใช้ได้ถูกที่ถูกทาง มีการวิเคราะห์ลายนิ้วมือ DNA สามารถที่จะจำลองสถานการณ์ในสถานที่เกิดอาชญากรรม หน้าตาเป็นแบบนี้มันเกิดเหตุการณ์อะไรก่อนหน้านี้ อันนี้คือการช่วยตำรวจในการแก้ไขคดี เพราะฉะนั้นผมก็จึงสนับสนุนให้เรามีคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะมาดูแลเรื่องนี้โดยตรง แล้วก็หาช่องทาง หาแนวทางในการป้องกัน แล้วก็สนับสนุนแนวทางของคนไทยให้เป็นผู้นำ ทางเทคโนโลยี ไม่ใช่ผู้ตามอย่างเดียว ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ ครับ🔗

นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่าน ประธานสภาที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ทุกวันนี้เราได้เห็นบทบาทของปัญญาประดิษฐ์หรือว่า AI เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ในสังคมไทยในหลาย ๆ อุตสาหกรรม หลาย ๆ หน่วยงาน ทั้งภาครัฐและ ภาคเอกชน มีการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน แน่นอนว่า ปัญญาประดิษฐ์เป็นเทคโนโลยีสำคัญสำหรับโลกในยุคปัจจุบันและโลกในอนาคต ประโยชน์ มีมากมายมหาศาลหากมีความรู้ความเข้าใจในการใช้ประโยชน์ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ จะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยยกระดับความสามารถในการพัฒนาเศรษฐกิจและการแข่งขัน ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิต ภาคการบริการ ภาคอุตสาหกรรมและแม้กระทั่ง ตลาดแรงงาน รวมถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตในด้านต่าง ๆ แต่ในขณะเดียวกันปัญญาประดิษฐ์ อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสังคม ความเป็นอยู่และความมั่นคง รวมถึงสิทธิเสรีภาพของ ประชาชนได้ในหลายรูปแบบ การพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา การอยู่ร่วมกันของสังคมในยุคปัญญาประดิษฐ์และโลกาอัตโนมัติในวันนี้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ สำหรับประเทศไทยอย่างมาก เพราะขณะนี้หลาย ๆ ประเทศทั่วโลกกำลังตื่นตัวกับ เรื่องปัญญาประดิษฐ์ ไม่ว่าอย่างไรก็ตามรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้นิ่งนอนใจและรู้ดีว่าเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์เป็นเครื่องมือที่สามารถนำพาประเทศไทยให้หลุดจากกับดักรายได้ปานกลางได้ ก่อนหน้านี้ท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ก็ได้มีการพบปะกับคณะผู้บริหาร Alphabet และ Google เพื่อหารือกับ Google ในการยกระดับเศรษฐกิจ Digital ให้ประเทศไทยนำไปสู่ การทำ MOU ร่วมกันใน ๔ เรื่อง ได้แก่ เรื่องที่ ๑ คือการต่อยอดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ด้าน Digital เรื่องที่ ๒ คือส่งเสริมการใช้ปัญญาประดิษฐ์และ Cloud อย่างมีความรับผิดชอบ และปลอดภัย เรื่องที่ ๓ คือการวางหลักการเกี่ยวกับการใช้ระบบ Cloud เป็นหลัก และเรื่องที่ ๔ ทำให้คนไทยสามารถเข้าถึงทักษะด้าน Digital ได้มากขึ้น สิ่งสำคัญในการ ยกระดับเศรษฐกิจไปสู่เศรษฐกิจ Digital ก็คือการวางโครงสร้างพื้นฐานด้าน Digital และ สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ในขณะเดียวกันรัฐบาลก็ได้ร่วมมือกับ Google ในการขยาย การลงทุน Data Center ในประเทศไทย รวมถึงลงนาม MOU ร่วมกับบริษัท Microsoft ในการวางแผนในการศึกษา Data Center ขนาดใหญ่ในประเทศไทย รวมถึง HUAWEI ที่จะ เข้ามาลงทุนเรื่อง Ecosystem ด้าน AI ในประเทศไทยด้วย ความร่วมมือเหล่านี้ระหว่าง รัฐบาลไทยกับบริษัทชั้นนำของโลกเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น AI เองก็ดี หรือ Cloud ก็ดี จะเป็น ความมั่นคงปลอดภัยทาง Cyber หรือช่วยพัฒนาขีดความสามารถและบุคลากรของ หน่วยงานภาครัฐให้สามารถทำงานรับใช้ประชาชนได้ดีขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการ นำเอาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ แต่อย่างไรก็ดีเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์จะเป็น ประโยชน์มากมายมหาศาลเพียงใด แต่เหรียญย่อมมี ๒ ด้านเสมอ ดังนั้นในต่างประเทศ จึงเริ่มมีคดีการฟ้องร้องการละเมิดลิขสิทธิ์ผู้ผลิต ผู้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ ไม่ว่าจะเป็นการ ลักลอบการใช้งานเขียน การขโมยลิขสิทธิ์เสียงและรูปภาพ เพื่อฝึกฝนปัญญาประดิษฐ์ โดยไม่ได้รับอนุญาตมากมายในหลายเคส และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ยังสร้างความกังวลในอนาคตด้วยว่าแรงงานมนุษย์จะถูกทดแทนด้วยแรงงานปัญญาประดิษฐ์ ทำให้คนตกงาน สูญเสียอาชีพ สูญเสียรายได้ และนำมาซึ่งปัญหาใหญ่ของสังคมต่อไป กรณี เหล่านี้ไม่ใช่เป็นการกล่าวอ้างเกินจริง ในปีที่แล้วของเดือนพฤษภาคมสหรัฐอเมริกาประกาศ ยกเลิกการจ้างงานพนักงานกว่า ๓,๙๐๐ คน โดยการนำเอาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ แทนที่ นอกจากนี้ธนาคารแห่งเกาหลีใต้ยังออกมารายงานว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์จะเข้ามา แทนที่ตำแหน่งงานในเกาหลีใต้กว่า ๔ ล้านตำแหน่ง หรือกว่า ๑๔ เปอร์เซ็นต์อีก ๒๐ ปี ข้างหน้า แม้กระทั่งกองทุนระหว่างประเทศ IMF การเงินระหว่างประเทศก็ยังรายงานด้วยว่า การจ้างงานทั่วโลกมีความเสี่ยงที่จะมีการนำเอาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาแย่งงานมนุษย์ สูงถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ทั่วโลกตื่นตัวในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และในหลาย ๆ ประเทศพัฒนากฎหมายและข้อบังคับเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ตั้งแต่ปี ๒๕๖๕ มี ๑๒๗ ประเทศทั่วโลกที่ออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับมือกับปัญญาประดิษฐ์ ในปลายปี ที่ผ่านมาล่าสุดสหภาพยุโรปบรรลุข้อตกลงในการออกกฎหมายกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ โดยตรงฉบับแรกของโลก หรือที่เรียกว่า AI Act เป้าหมายคือการควบคุมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ ให้มีความปลอดภัย เคารพสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ให้การใช้งานปัญญาประดิษฐ์ ในสหภาพยุโรปเป็นไปอย่างถูกต้องและมีจริยธรรม แต่มองมาในประเทศไทยเราไม่มี กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ในลักษณะนี้โดยตรงเลย แม้จะมีการศึกษาจาก หลายหน่วยงานแต่ก็เป็นเพียงแนวทางปฏิบัติ แต่กลับไม่มีผลทางกฎหมายค่ะ ดังนั้นวันนี้ หากประเทศไทยต้องการยกระดับเศรษฐกิจของประเทศไปสู่เศรษฐกิจ Digital การใช้ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงาน การผลิต และการบริการ เพื่อก้าวไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูงเพิ่มขึ้น เราจึงจำเป็นจะต้อง วางรากฐานโครงสร้างทางกฎหมายด้านปัญญาประดิษฐ์เสียก่อน ดิฉันจึงขอเสนอว่าหากจะ มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ตามญัตติที่ได้เสนอวันนี้ต่อสภาผู้แทนราษฎร อยากให้ มี ๒ ข้อที่อาจจะจำเป็นต้องพิจารณาร่วมกัน ข้อแรก คือตรวจสอบกฎหมายที่อาจเป็นภาระ ในการบังคับใช้กฎหมาย และข้อที่ ๒ คืออุดช่องโหว่ของกฎหมายที่ยังไม่ครอบคลุมประเด็น ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนคนไทย รักษาระดับการพัฒนาเศรษฐกิจ และการแข่งขันของประเทศ และรักษาความมั่นคงปลอดภัยของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ท่านประธานคะ สุดท้ายสิ่งที่อันตรายที่สุดในวันนี้คือการที่เรามองว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เป็นเรื่องไกลตัว มองว่าเรื่องของอนาคตและยังไม่จำเป็นต้องเตรียมความพร้อม เราต้อง ไม่รีบด่วนสรุปจนเกินไปว่าเราเข้าใจปัญญาประดิษฐ์อย่างดีพอ เพราะถึงแม้เวลานี้มนุษย์ ซึ่งเป็นผู้สร้างปัญญาประดิษฐ์เองก็ยังมีความเข้าใจต่อมันน้อยกว่าด้วยซ้ำ ดังนั้นการตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้จึงเป็นการทำให้เรามั่นใจได้ว่ามนุษย์จะเป็นเจ้านายของ ปัญญาประดิษฐ์อย่างที่ควรจะเป็น ไม่ใช่ถูกบงการทำให้สิ่งประดิษฐ์กลายมาเป็นนายเรา ในอนาคต ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านนพดล ทิพยชล ครับ🔗

นายนพดล ทิพยชล นนทบุรี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นพดล ทิพยชล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี เขต ๔ อำเภอปากเกร็ด พรรคก้าวไกล วันนี้ผมมาขอร่วมอภิปรายสนับสนุนญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรศึกษาตั้งกรรมาธิการ วิสามัญเพื่อศึกษาการอยู่ร่วมกันของสังคมในยุคปัญญาประดิษฐ์ และโลกาภิวัตน์ครับ ท่านประธานครับ ในอดีตยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมโลกเราเคยมีการคิดค้นเครื่องจักรไอน้ำ แล้วเครื่องจักรไอน้ำนี้ก็สามารถเปลี่ยนแปลงโลกเราจากสังคมหัตถกรรมเป็นอุตสาหกรรมได้ ในอีกหลายร้อยปีต่อมา แล้วอีกครั้งหนึ่งโลกเราได้มีการคิดค้นระบบอินเทอร์เน็ตขึ้นมา ถือกำเนิดขึ้นมาโลกเราก็เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาลอีกเช่นกัน จากสังคม Analog สู่สังคม Digital วันนี้โลกเรากำลังมี AI เข้ามาเป็นตัว Disrupter ที่สำคัญอีกครั้งหนึ่งครับ หากเรา ยังไม่เตรียมรับมือให้ดีกับ AI ที่จะมาเปลี่ยนแปลงโลกในครั้งนี้ ผมเชื่อว่าอีกไม่นานประเทศ ของเราก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างแน่นอน มีข้อมูลรายงานนะครับ เมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิก ก็ได้เกริ่นขึ้นมาแล้ว เป็นรายงานของการศึกษาของทาง IMF บ่งชี้ว่าผลกระทบจากการ Disrupt จากการนำ AI มาใช้ในภาคธุรกิจของประเทศ สำหรับประเทศที่ร่ำรวยก็จะหนักกว่า เราหน่อย ทาง IMF เชื่อว่าจะมีผลกระทบกับตำแหน่งงานอยู่ถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ส่วนของ ประเทศไทยที่เป็นตลาดเกิดใหม่เป็น Emerging Market แบบนี้จะได้รับผลกระทบกับ ตำแหน่งงานปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นมีคำถามต่อมาว่า AI จำเป็นแค่ไหนครับท่านประธาน มีผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลาย ส่วนงาน หลายภาคส่วน เชื่อเหมือนกันว่าจริง ๆ แล้ว AI เป็นเครื่องมือเป็น Tool ที่ไม่ได้ต่าง จากสิ่งพิมพ์หรือว่าเครื่องกำเนิดไอน้ำซึ่งเป็น ๒ นวัตกรรมที่เคยเปลี่ยนโลกของเราในอดีตเลย นั่นหมายความว่าวันนี้ AI จะเข้ามาพลิกโฉมวิถีชีวิตของมนุษย์ในรอบหลายร้อยปีเช่นกันครับ ถึงเวลาที่เราต้องยอมรับและร่วมเดินหน้าไปพร้อมกับ AI แน่นอนครับว่าการนำ AI มาใช้ อาจจะมีผลกระทบต่อตำแหน่งงานในระดับที่สูงแน่นอนนะครับ โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือน นักคณิตศาสตร์ แพทย์ หรือว่าแม้แต่นักเขียน ดังนั้นคำถามต่อมาแล้วเราจะทำอย่างไรดี ทักษะอะไรที่จะทำให้คนทำงานอยู่รอดได้ในยุค AI ในปัจจุบันนี้ โดยที่ผมมองว่ามนุษย์ เงินเดือนต้องมีการพัฒนาทักษะอยู่ ๒ ประการ เรื่องแรกเลยนะครับเรื่อง Critical Thinking หรือว่าการคิดเชิงวิเคราะห์ ทำไมทักษะนี้ผมถึงมองว่าเป็นทักษะที่จำเป็นมากในยุค AI เพราะว่า AI นั้นสามารถทำงานแทนแรงงานคนเราที่ทำงานแบบเดิม ๆ ได้ หรือที่เราเรียกกัน ว่าทำงานแบบ Routine ดังนั้นถ้าเราอยากอยู่เหนือ AI อยากอยู่ร่วมกับ AI หรือว่าใช้ AI ให้เป็นประโยชน์ในการทำงาน เราต้องคิดให้ซับซ้อนขึ้น คิดเชิงวิเคราะห์ เพราะว่า AI มันยัง ไม่สามารถทำแทนมนุษย์ได้ ซึ่งทักษะในการคิดเชิงวิเคราะห์หรือ Critical Thinking จะสามารถช่วยให้เรามีงานทำในยุค AI นั่นเองครับท่านประธาน แล้วอีกหนึ่งความสามารถ ที่ผมเชื่อว่าต้องมี แล้วก็สำคัญไม่น้อยกว่ากันเลย คือการเรียนรู้ ทักษะในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลา ซึ่งทักษะนี้เป็นสิ่งจำเป็นที่มนุษย์เงินเดือนทุกคนต้องมีเช่นกัน AI ก็เปรียบเสมือน เหรียญนะครับ เพื่อนสมาชิกก็บอกแล้วว่ามี ๒ ด้านเสมอ ด้านหนึ่งเป็นโอกาส พลิกไปอีก ด้านหนึ่งก็จะพบข้อที่เราต้องห่วงกังวลไม่น้อยเช่นกัน ความท้าทายที่สำคัญที่เราต้องร่วมกัน ออกแบบ กฎและกติกาเพื่อควบคุมไม่ให้เกิดความไม่เท่าเทียม ความเหลื่อมล้ำ ไม่เช่นนั้น ผู้ที่เข้าถึง AI จะเติบโตอยู่เพียงกลุ่มเดียว เนื่องจากสามารถนำ AI มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้ในการทำงานได้ แต่ผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึง AI ก็จะไม่สามารถแข่งขันได้ มีความเสี่ยงที่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง สืบเนื่องมาจากว่านอกจากจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ก่อนหน้านั้น เขาก็เดินตามหลังผู้ที่ใช้เทคโนโลยี AI พวกนี้อยู่แล้ว นี่คือข้อกังวลของทาง IMF เลยที่ฝากถึง ทุกประเทศในการเตรียมรับมือกับยุค AI🔗

สุดท้ายครับท่านประธาน ผมเชื่อว่า AI นั้นไม่ได้มาแทนคนทำงาน แต่ AI มาแทนคนที่ไม่ยอมใช้ AI นั่นเองนะครับ ดังนั้นผมจึงขอสนับสนุนขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการอยู่ร่วมกันของสังคมในยุคปัญญาประดิษฐ์ และโลกาอัตโนมัติของเพื่อนสมาชิกพรรคก้าวไกล คุณเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ครับ🔗

นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดศรีสะเกษครับ ท่านประธานครับ เกี่ยวกับเรื่องของ AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ ตลอดจนเทคโนโลยีดิจิทัลซึ่งกำลังมีผลกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของ มนุษย์ทั่วโลก รวมทั้งมีผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญนั้นก็เป็นสิ่งที่พวกเราก็คง จะไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้นะครับ เนื่องจากมันเป็น Trend ของโลก เป็นแนวโน้มของโลก AI หรือปัญญาประดิษฐ์นั้น หรือเทคโนโลยีดิจิทัลนั้นมีผลกระทบในวงกว้างจริง ๆ ครับ ตั้งแต่เกษตรกร แต่เดิมการทำการเกษตรพวกเราก็ทำการเกษตรโดยปกติ ชาวบ้านก็ทำไร่ ไถนา หลังจากนั้นก็หว่านพืชก็เป็นการดำเนินการโดยต้องพึ่งพาดินฟ้าอากาศเป็นสำคัญครับ แต่เมื่อมีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง การจะควบคุมปัจจัยในการผลิต การควบคุมเรื่องของ คุณภาพของสิ่งแวดล้อมที่จะมีผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรก็สามารถทำได้ดียิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่นการใช้เทคโนโลยี Precision Agriculture หรือการเกษตรแม่นยำ ในพื้นที่ ที่กว้างนั้นถ้าหากว่าเราใส่ปุ๋ยในทำนองเดียวกัน ใส่น้ำในปริมาณที่เท่า ๆ กัน ก็จะสังเกตเห็นได้ ว่าผลผลิตที่ได้ก็ไม่ได้ผลเท่าที่ควรครับ ในประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าในเรื่องของเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ อย่างเช่นประเทศ อิสราเอล เนเธอร์แลนด์ หรือประเทศที่ก้าวหน้าในด้านนี้ก็จะมีการแบ่งพื้นที่เป็นพื้นที่เล็ก ๆ ซึ่งเมื่อมีการแบ่งพื้นที่เป็นพื้นที่เล็ก ๆ แล้วมีการพิจารณาถึงคุณภาพของดินในเฉพาะพื้นที่ เล็ก ๆ นั้น แล้วมีการใส่ปัจจัยการผลิต ไม่ว่าจะปริมาณของปุ๋ย ปริมาณของน้ำ หรือความ ต้องการต่าง ๆ ของพืชในปริมาณที่เหมาะสม ผลผลิตที่ออกมาก็มีผลผลิตที่ดี บางครั้งเพิ่มขึ้น เป็น ๕ เท่า ๑๐ เท่าของการผลิตปกติที่พวกเราเคยเจอกัน ในเรื่องของโรงงานก็เช่นเดียวกัน โรงงานแต่เดิมใช้คนงานจำนวนมากในการผลิตสินค้าต่าง ๆ แต่เมื่อมีการใช้เทคโนโลยี มีการ ใช้ปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการผลิต การผลิตก็สามารถที่จะเพิ่มผลิตภาพ Productivity ขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ ไม่จำเป็นจะต้องใช้คนจำนวนมาก ๆ ในการผลิตสินค้าจำนวนเท่ากัน สามารถลดคนได้หลายเท่า ๕ เท่า ๑๐ เท่า แม้แต่ในวงการแพทย์ก็เช่นเดียวกัน ประเทศไทย ของเราก็เป็นประเทศหนึ่งที่มีปัญหาในเรื่องของบุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่เพียงพอ แต่เมื่อ เทคโนโลยีของ AI มีการพัฒนาให้มีความก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อย ๆ ในเรื่องของโรคปกติที่ คนเราต้องไปพบแพทย์ หลาย ๆ เรื่องก็สามารถที่จะใช้แพทย์ที่เป็น AI เป็น Telemedicine เป็นแพทย์ที่เกิดจาก Software ในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้อย่างไม่ยากเย็น เท่าไรนัก ดังนั้นเป็นโอกาสที่การรักษาพยาบาลจะสามารถเข้าไปถึงประชาชนอย่างทั่วถึงได้ โดยมีค่าใช้จ่ายไม่มากนัก ตลอดจนการวิจัยทางการแพทย์ ซึ่งแต่เดิมถ้าใช้มนุษย์ในการ ทำการวิจัย ในการเก็บข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูล อาจจะต้องใช้เวลานาน แต่เมื่อมีการใช้ เทคโนโลยีมาช่วยการดำเนินการต่าง ๆ ก็จะสามารถดำเนินการได้ในเวลาที่สั้นลงมากและมี ความแม่นยำยิ่งขึ้น เนื่องจากการทำงานของเทคโนโลยีนั้นสามารถทำงานได้ ๒๔ ชั่วโมง ๗ วันโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยถ้าหากว่ามีการ Maintenance ที่ดี หรือแม้แต่ในเรื่องของ การทหาร ในเรื่องความมั่นคงก็ตาม ในประเทศอิสราเอลก็มี Iron Dome เราก็เห็นในการรบ ระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์กับฮามาส เราก็จะเห็นว่าอิสราเอลก็มีระบบป้องกันภัยได้ อย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นจรวดหรือการโจมตีที่มาจากฝ่ายตรงข้ามก็สามารถป้องกันได้ อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเห็นได้อย่างชัดเจนว่าในเรื่องของเทคโนโลยีนั้นมีผลกระทบต่อการ ใช้ชีวิตของมนุษย์ มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ตลอดจนสภาวะสิ่งแวดล้อม ของมนุษย์อย่างมีนัยสำคัญจริง ๆ ประเด็นหนึ่งที่มีคนกังวลมาก ๆ ก็คือเรื่องว่า AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์นั้นจะสามารถมาแทนมนุษย์ได้หรือไม่ ซึ่งโดยส่วนตัวของผมนะครับ ผมมีความเชื่อมั่นอย่างหนึ่งว่า AI จะเป็นเครื่องมือของมนุษย์มากกว่าที่จะมาทดแทนมนุษย์ ถ้าหากว่าเรารู้จักการนำ AI หรือปัญญาประดิษฐ์มาใช้ให้เป็นประโยชน์ เราก็จะสามารถเพิ่ม ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ สามารถเพิ่มผลิตภาพได้ อย่างมีนัยสำคัญ แต่แน่นอนที่สุดครับ การปรับตัว การปรับปรุงกระบวนการศึกษา การใช้ ชีวิต การพัฒนา Reskill Upskill ของประชาชน ของแรงงาน เป็นสิ่งซึ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และประเทศไทยจะต้องพร้อมที่จะรับการเปลี่ยนแปลงนี้ ไม่เช่นนั้นเราจะไม่สามารถแข่งขัน ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็วนี้ได้นะครับ แต่ในทำนองเดียวกันโอกาสที่ ปัญญาประดิษฐ์ โอกาสที่เทคโนโลยีเปิดโอกาสให้กับประเทศไทยเรานั้นมีมากมายมหาศาล ขึ้นอยู่กับว่าพวกเราคนไทยจะสามารถนำโอกาสต่าง ๆ เหล่านี้มาใช้ประโยชน์ได้หรือไม่ เพียงใด ผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งนะครับว่ารัฐบาลซึ่งมีหน่วยงานซึ่งดูแลเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยี นี้หลายกระทรวง หลายส่วน จะได้ช่วยกันผลักดันให้มีการพัฒนา ให้มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ ในประเทศไทยอย่างกว้างขวาง เพื่อประโยชน์ของประเทศโดยรวม ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านธัญธร ธนินวัฒนาธร ครับ🔗

นายธัญธร ธนินวัฒนาธร กรุงเทพมหานคร

เรียนประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม ธัญธร ธนินวัฒนาธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตบางแคและเขตภาษีเจริญ พรรคก้าวไกล ผมขออภิปรายญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการอยู่ร่วมกันของสังคมในยุคปัญญาประดิษฐ์🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายธัญธร ธนินวัฒนาธร กรุงเทพมหานคร

โดยเมื่อเปรียบเทียบจำนวน ผู้เล่นในตลาดปัญญาประดิษฐ์ระหว่างไทยและต่างประเทศ ทั้งในมุมของนักพัฒนาและ ผู้ประกอบการที่เลือกใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจก็ค่อนข้างที่จะเป็นที่ชัดเจนว่า อุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ภายในประเทศไทยนั้นยังเติบโตได้ไม่เท่ากับในต่างประเทศเลย ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับตัวแปรทั้งในด้านของการแข่งขัน แรงจูงใจ ผลตอบแทน การต่อยอดของ นวัตกรรม และความต้องการของตลาดภายในประเทศเอง การใช้เวทีรางวัลเพื่อสร้างแรงจูงใจ ให้กับนักพัฒนาหรือ Developer ก็จะก่อให้เกิดการกระตุ้นการรับรู้และความต้องการ ในภาคเอกชนและหน่วยงานราชการให้หันมาสนใจ AI มากขึ้น ต่อยอดให้การพัฒนา AI เป็น อุตสาหกรรมที่น่าสนใจหนึ่งของประเทศ ขณะเดียวกันแล้วก็ยังสามารถใช้เวทีรางวัลดังกล่าว เป็นลู่ทางในการศึกษา ทำความเข้าใจปัญญาประดิษฐ์เพื่อรับมือผลกระทบต่าง ๆ ต่อไป ในอนาคต โดยผมขอแนะนำให้รู้จักกับรางวัล Loebner นะครับ โดยรางวัล Loebner เริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ๑๙๙๐ โดยนักประดิษฐ์และนักกิจกรรมด้านสังคม คือคุณฮิวจ์โลบเนอร์ (Hugh Loebner) และเริ่มจัดการแข่งขันชิงรางวัล Loebner Prize เป็นครั้งแรกในปี ๑๙๙๑ เป็นการแข่งขันที่ให้รางวัลกับนักประดิษฐ์ที่สามารถพัฒนา AI ให้ตอบโต้ได้ใกล้เคียงกับ มนุษย์จริงที่สุด โดยรางวัล Loebner ก็จะใช้แบบทดสอบ Turing Test ในการแข่งขัน โดยมี ที่มาของชื่อจาก อลัน แมธิสัน ทัวริง (Alan Mathison Turing) ผู้คิดค้นคอมพิวเตอร์ และ เป็นผู้ริเริ่มการทดสอบนี้เพื่อตอบคำถามว่าคอมพิวเตอร์นั้นสามารถที่จะมีสติสัมปชัญญะ เหมือนมนุษย์หรือไม่ โดย อลัน แมธิสัน ทัวริง (Alan Mathison Turing) ได้ตั้งชื่อ แบบทดสอบในตอนเริ่มต้นว่า Imitation Game แล้วเปลี่ยนมาเป็น Turing Test ในเวลาถัด มาครับ โดยการที่เราให้กรรมการมนุษย์โต้ตอบกับปัญญาประดิษฐ์ ถ้า AI สามารถหลอกได้ ว่าเป็นมนุษย์ ปัญญาประดิษฐ์นั้นก็จะผ่านแบบทดสอบนี้ ในมุมทดสอบด้านขวาจะเห็นว่า กรรมการมนุษย์ก็จะเผชิญกับบททดสอบทั้งจากปัญญาประดิษฐ์เองและเป็นมนุษย์ซึ่งเป็น Choice หลอก โดยรางวัล Loebner นั้นให้เงินรางวัลหลักพันเหรียญกับปัญญาประดิษฐ์ที่ดู คล้ายมนุษย์มากที่สุด แล้วก็ให้รางวัลถึง ๑๐๐,๐๐๐ เหรียญสำหรับปัญญาประดิษฐ์ ที่สามารถทำให้กรรมการกว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์เชื่อได้ว่าเป็นมนุษย์จริง ๆ และรางวัลสูงสุดนี้ ก็ยังไม่มีนักพัฒนาคนไหนสามารถทำได้สำเร็จในปัจจุบัน ผู้ชนะรางวัล Loebner ในปี ๑๙๙๖ คุณเจสัน ฮัตเชนส์ (Jason Hutchens) ได้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ที่ชื่อ Hex โดยการสนทนากับ กรรมการคนหนึ่ง Hex ก็สามารถตอบคำถามและเปลี่ยนหัวข้อคำถามไปในลักษณะชี้นำ ประเด็นเพื่อปิดช่องโหว่ฐานข้อมูลที่มีจำกัดของตัวเอง จนถึงปี ๒๐๑๙ ซึ่งเป็นปีสุดท้าย ที่มีการแข่งขันนี้ก่อนที่รางวัลจะยุติลง ผู้ชนะในปีดังกล่าวก็คือคุณสตีฟ วอร์สวิก (Steve Worswick) พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ชื่อ Mitsuku โดยชนะติดต่อกัน ๔ ปีรวด ตั้งแต่ ปี ๒๐๑๖-๒๐๑๙ แสดงให้เห็นถึงการประมวลฐานข้อมูลที่กว้างมาเป็นการสนทนาโต้ตอบ ที่เป็นธรรมชาติและดูใกล้เคียงกับมนุษย์มากที่สุดครับ ตลอดจนการแข่งขันรางวัล Loebner ในปี ๑๙๙๑-๒๐๑๙ นักพัฒนาจำนวนมากได้นำพาผลงานปัญญาประดิษฐ์ไปต่อยอดในเชิง พาณิชย์ ผู้ชนะจากการแข่งขันในปี ๒๐๐๘ คือคุณเฟร็ด โรเบิร์ตส (Fred Roberts) ก็พัฒนา ปัญญาประดิษฐ์ชื่อ Elbot เข้าใกล้ชัยชนะรางวัลสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ หรือเกือบทำให้ กรรมการร้อยละ ๓๐ เชื่อได้ว่าเป็นมนุษย์จริง ๆ ซึ่งไม่ได้ทำการแข่งขันในปีถัดมา ท่ามกลาง การคาดเดาว่าปัญญาประดิษฐ์ตัวดังกล่าวหากมีการแข่งขันก็จะสามารถเอาชนะรางวัลนี้ได้ เพราะหลังจากเสร็จสิ้นการแข่งขันนั้นแล้วบริษัทก็นำไปพัฒนาในเชิงพาณิชย์ รวมถึงคุณสตีฟ วอร์สวิก (Steve Worswick) ผู้ที่ชนะรางวัลติดต่อกัน ๔ ปีก็ต่อยอดปัญญาประดิษฐ์ดังกล่าว ไปใช้ในเชิงพาณิชย์เช่นกันครับ ในทางกลับกันก็มีหลายบริษัทในเชิงพาณิชย์ที่ขึ้นชื่อเรื่องเทคโนโลยี มีการพัฒนา ปัญญาประดิษฐ์ของตัวเอง และจัดการแข่งขันนี้ขึ้นเพื่อทดสอบระดับความฉลาดกับมนุษย์ เช่น บริษัท IBM พัฒนาปัญญาประดิษฐ์นักหมากรุก Deep Blue จากการแข่งขันได้ปี ๑๙๙๖ และเอาชนะมนุษย์ผู้เป็นแชมป์โลกหมากรุกได้ในปี ๑๙๙๗ ครับ บริษัท Google ก็ร่วมกับ DeepMind พัฒนาปัญญาประดิษฐ์นักหมากล้อม AlphaGo ซึ่งอาจจะเคยได้ยินชื่อกันใน หลายปีที่ผ่านมาจากการแข่งขันและชนะนักหมากล้อมอาชีพในปี ๒๐๑๕ และชนะผู้เล่น หมากล้อมมือวางอันดับหนึ่งของโลกในปี ๒๐๑๗ โดยในไทยเองก็มีโครงการประกวดแข่งขัน ด้านปัญญาประดิษฐ์อยู่จำนวนหนึ่งครับท่านประธาน เช่น ชุดโครงการ AI for All ซึ่งเป็น โครงการพัฒนากำลังคนด้านปัญญาประดิษฐ์ จัดโดย สอวช. แบ่งเป็น ๕ โครงการย่อย คือ AI Thai Smart AI at School Super AI Engineer Robotics for All แล้วก็ Smart Agricultural Robot Contest โดยชุดโครงการดังกล่าวมีลักษณะเป็นโครงการประกวดแข่งขัน ให้รางวัล หลากหลายด้าน แม้จะมีผู้ร่วมแข่งขันค่อนข้างมากแต่ก็ยังถูกจำกัดอยู่ในระดับการศึกษา อุดมศึกษาเท่านั้น การประชาสัมพันธ์ก็เป็นในวงจำกัด มีจำนวนผู้เข้าร่วมก็ค่อนข้างจำกัด เช่นกัน รวมถึงประเด็นสำคัญที่สุดนะครับ การต่อยอดหลังจากสิ้นสุดโครงการนี้ รัฐมีแนวทาง อย่างไรให้ผู้เข้าร่วมโครงการนี้สามารถต่อยอดความสามารถสู่การพัฒนาอุตสาหกรรม ปัญญาประดิษฐ์ภายในประเทศได้ ไม่ใช่เพียงความสำเร็จที่เป็นบันไดไปสู่อุตสาหกรรมใน ต่างประเทศเท่านั้น ซึ่งจะเป็นการปล่อยให้แรงงานบุคลากรคุณภาพไหลสู่ตลาดต่างประเทศ โดยหนึ่งในภารกิจที่สำคัญสำหรับการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญคณะนี้คือการศึกษา หาแนวทาง ๓ ทางครับ อันได้แก่🔗

๑. ก็คือแนวทางการสร้างแรงจูงใจให้นักพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ภายในประเทศ ไม่ไหลออกไปในต่างประเทศ🔗

๒. คือการนำปัญญาประดิษฐ์มาปรับใช้กับภาคธุรกิจเอกชนและหน่วยงาน ราชการเพื่อพัฒนาระบบ Ecosystem ของประเทศครับ หลายธุรกิจในประเทศก็เริ่มหันมา ลงทุนในปัญญาประดิษฐ์แล้ว เช่น การใช้ Chatbot ตอบโต้กับผู้บริโภค ไปจนถึงการใช้ เทคโนโลยี VR หรือ AR แต่ก็ยังไม่เป็นที่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะส่วนหนึ่ง ขาดการพัฒนาต่อยอดจากนักพัฒนาและการให้ความสนใจจากสังคม แตกต่างจากบริษัท อย่าง Google Microsoft หรือ Amazon ซึ่งพัฒนาความสามารถของ AI ตัวเองอย่างต่อเนื่อง กลับกันการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์มักเป็นการซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาปรับใช้ กับธุรกิจของตัวเองมากกว่าการพัฒนาในประเทศและเอาภูมิปัญญาในประเทศนี้มาใช้ในทาง AI เองนะครับ ขณะเดียวกันนอกเหนือจากภาคธุรกิจ การนำ AI มาปรับใช้กับหน่วยงานทาง ราชการก็จะสามารถช่วยลดขั้นตอน ลดภาระงานซ้ำซ้อนในหน่วยงาน และลดงบประมาณ ของส่วนราชการลงได้อีกด้วยครับ🔗

๓. คือการศึกษาผลกระทบจากปัญญาประดิษฐ์และสร้างข้อตกลงร่วมกับ นักพัฒนา โดยเราอาจจะทำการประกวดแข่งขันและทำข้อตกลงร่วมกับนักพัฒนาในการ เก็บข้อมูลเพื่อนำไปต่อยอดประมวลผล ศึกษาและคาดการณ์แนวโน้มต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น การแทนที่แรงงาน ผลกระทบต่อระบบการศึกษา ผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ เพื่อหา แนวทางพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ในทางที่เหมาะสมกับอนาคตต่อไป ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านชริน วงศ์พันธ์เที่ยง ครับ🔗

นายชริน วงศ์พันธ์เที่ยง พระนครศรีอยุธยา

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม ชริน วงศ์พันธ์เที่ยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขต ๒ อำเภอนครหลวง บางปะหัน มหาราช บ้านแพรก และท่าเรือ พรรคก้าวไกล ผมใคร่ขอ เสนอความคิดเห็นเพื่อสนับสนุนญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาการอยู่ร่วมกันของสังคมในยุคปัญญาประดิษฐ์และโลกาอัตโนมัติ ของคุณเท่าพิภพครับ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเมื่อ ๔๐ ปีที่ผ่านมาคนรุ่นผม ได้ยินคำว่า กระท่อมอิเล็กทรอนิกส์ ที่ทำนายว่าโลกในอนาคตผู้คนจะไม่จำเป็นต้องออกไป ทำงานนอกบ้าน สามารถทำงานในบ้านด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ มีการพูดถึงพัฒนาการของ คลื่น ๓ ลูกที่จะเปลี่ยนแปลงสังคม จากสังคมเกษตรสู่สังคมอุตสาหกรรม และสู่สังคม อิเล็กทรอนิกส์ ทุกวันนี้โลกเปลี่ยนไปเร็วมากครับ เป็นโลกาภิวัตน์ที่ไม่มีใครฉุดรั้ง จินตนาการ ของคนในยุคนั้นกลับกลายเป็นจริง ท่านประธานครับ ตอนนี้ผมอายุ ๕๘ ปี อีกไม่นานก็คงจะต้องจากไป แต่เป็นห่วงลูกหลาน ของเราว่าจะอยู่รอดในยุคโลกไร้พรมแดน ต้องแข่งขันกับผู้คนมากมายมหาศาล และรับมือ กับปัญหาที่ตามมาได้อย่างไร เป็นหน้าที่ของทุกท่านในที่นี้จะต้องศึกษา วางแผนให้พวกเขา เหมือนกับการสร้างมรดกให้เขาได้ใช้ในการดำรงชีวิตที่ต้องต่อสู้กับปัญญาประดิษฐ์ สู้กับ หุ่นยนต์ที่ชาญฉลาด สู้กับอนาคตที่แปลกไปจากสิ่งที่เราเคยพบเจอในปัจจุบัน บ้านผม อยู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาครับ เมื่อ ๓๐ ปีก่อนโรงงานอุตสาหกรรมตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก มีนิคมอุตสาหกรรม ศูนย์อุตสาหกรรมมากถึง ๕ แห่ง มีสถานประกอบการกว่า ๖,๕๐๐ แห่ง มีผู้ใช้แรงงานกว่า ๓๐๐,๐๐๐ คน เคยมีรายได้สูงเป็นอันดับ ๓ หรืออันดับ ๔ ของประเทศ แต่ในปัจจุบันเริ่มเปลี่ยนแปลงไป โดยโรงงานอุตสาหกรรมเริ่มย้ายไปยังประเทศอื่น เนื่องจาก มีค่าแรงที่ถูกกว่า หรือบางที่ก็ล้มเลิกกิจการเนื่องจากผลิตภัณฑ์ก้าวตามไม่ทันเทคโนโลยี ก็ยังไม่ทราบเลยครับว่าต่อไปลูกหลานของพวกผมจะประกอบอาชีพอะไร โรงงานอุตสาหกรรม ที่มีอยู่ก็ต้องปรับเปลี่ยนกรรมวิธีผลิต โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาทดแทนแรงงานเพื่อลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิต เช่น การใช้หุ่นยนต์แทนแรงงาน การใช้ระบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์มาแทน การบริหารจัดการโดยคน การขายที่ไม่ต้องใช้ฝ่ายการตลาด แต่มาใช้ระบบ Online แล้ว ต่อไปคงใช้คนน้อยลงไปเรื่อย ๆ แม้กระทั่งที่บ้านผมซึ่งเป็นร้านอาหารก็ยังต้องใช้หุ่นยนต์ เสิร์ฟอาหารแทนพนักงานเสิร์ฟเพราะขาดแคลนแรงงาน เนื่องจากหาพนักงานที่สนใจงาน บริการยากเต็มที แล้วไม่ต้องแปลกใจเลยว่าต่อไปเราจะเห็นหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ต่าง ๆ เข้ามาทำงานแทนคน นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตครับ ถ้าเราไม่มีการศึกษาและวางแผน รับมือตั้งแต่วันนี้เราคงปล่อยให้ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาที่สืบเนื่อง มาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่มาถึงเรา แล้วต่อไปจะยังถึงลูกหลานของเราอีกไม่ได้แล้วครับ โลกมัน เปลี่ยนแปลงไป จะเข้าป่าขุดเผือกขุดมันกินเหมือนเมื่อก่อนคงจะยากแล้ว ท่านประธานครับ ในโลก Digital ที่การสื่อสารของคนบนโลกนี้รวดเร็วและสะดวกมากขึ้น จะอยู่แบบตัวใครตัวมัน เหมือนเก่าไม่ได้ เราห้ามพัฒนาการของสังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีไม่ได้ เราหยุดมัน ไม่ได้ครับท่านประธาน แต่เราจะทำอย่างไรให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานของเราอยู่ได้ เราอาจจะ ไม่ถนัดในการสร้างหุ่นยนต์ ไม่มีเงินมากพอที่จะค้นคว้าวิจัยให้เป็นผู้นำทางเทคโนโลยีเหมือน ประเทศอื่น ๆ ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติที่เพียงพอ แต่เรามีคน ถึงแม้ว่าอัตราการเกิดน้อยลง แต่ถ้าคนรุ่นต่อไปของเรามีคุณภาพ สามารถใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารเรียนรู้เทคโนโลยี มีสติปัญญาเพียงพอที่จะแข่งขันกับฝรั่ง จีน ญี่ปุ่น หรือแขก ผมคงไม่พูดถึงเรื่องการพัฒนา ของเทคโนโลยีที่มีต่อไปในอนาคต แต่จะขอแสดงความห่วงใยว่าประชาชนในประเทศของเรา จะใช้และควบคุมเทคโนโลยีได้อย่างไร หรือเราจะปล่อยให้ลูกหลานของเราถูกเทคโนโลยี ควบคุม ดังนั้นปัญหานี้มันใหญ่เกินกว่าที่พวกเราจะมาพูดคุยกันเฉย ๆ แล้วปล่อยเลยไป สภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศจะต้องเข้ามาศึกษาและช่วยกัน วางแผนกันอย่างจริงจัง เราจะอยู่ร่วมกันได้ยุคโลกาภิวัตน์นี้ได้อย่างไร จึงขอสนับสนุนให้มี การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการอยู่ร่วมกันของสังคม ในยุคปัญญาประดิษฐ์ และโลกาอัตโนมัติเพื่อลูกเพื่อหลานของพวกเราครับ ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านพิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ ครับ🔗

นางสาวพิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ กรุงเทพมหานคร

เรียน ท่านประธาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดของประเทศที่ กำลังรับชมการทำงานของพวกเรา ซึ่งเป็นตัวแทนในการใช้อำนาจนิติบัญญัติแทนพวกท่าน อยู่ในขณะนี้ ดิฉัน พิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑๖ ผู้แทน ประชาชนจากเขตคลองสามวา พรรคก้าวไกล ท่านประธานคะดิฉันขอร่วมอภิปรายสนับสนุน การตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาการอยู่ร่วมกันของสังคมในยุคปัญญาประดิษฐ์ และโลกาอัตโนมัติ เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของดิฉันได้อภิปรายไปมากแล้วในประเด็น ของประโยชน์และโทษที่จะเกิดขึ้นจากการที่โลกของเราเข้าสู่ยุคที่มีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ มากที่สุดเท่าที่เคยมีมา ทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นระบบ Search Engine ที่เราใช้ในการค้นหา Website ต่าง ๆ ระบบควบคุมสายพานอัตโนมัติในร้านซูชิ การประมวลผลหน้า Feed TikTok ที่สามารถประเมิน Content ที่ผู้ใช้งานสามารถที่จะพอใจได้ เรียกได้ว่าตอนนี้การเติบโตของ ปัญญาประดิษฐ์ได้รุกคืบเข้ามาในชีวิตประจำวันของพวกเรา และพวกเราไม่สามารถปฏิเสธ มันได้อีกต่อไป แต่ว่าความพร้อมในการใช้ AI ในภาครัฐของพวกเรา ต้องเรียกว่ายังต้องการ การพัฒนาไปอีกมากเลยค่ะท่านประธาน🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นางสาวพิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ กรุงเทพมหานคร

จากสไลด์นี้ท่านจะ เห็นได้ว่าในหลาย ๆ ประเทศเลยที่ได้เตรียมความพร้อมสำหรับการนำ AI เข้ามาใช้งาน ในภาครัฐไปไกลแล้ว และบางประเทศก็เตรียมที่จะประกาศใช้กฎหมายในปี ๒๐๒๕ นี้แล้ว ด้วยซ้ำไป ในขณะที่ความพร้อมของประเทศไทยเรานั้นอยู่ในลำดับที่ ๖๐ และมีคะแนนดัชนี ความพร้อมไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำไป เรามาดูกันที่ประเด็นการศึกษาที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการ ใช้พัฒนาคน พัฒนาชาติกันบ้างนะคะ แน่นอนค่ะว่า AI จะมีประโยชน์อย่างมากในการเข้ามา เปลี่ยนแปลงการจัดการเรียนรู้ในห้องเรียนและมีด้านดีมากมายที่จะสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในการ เรียนรู้และพัฒนาทักษะเฉพาะด้านของนักเรียน และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือเป็นเครื่องมือ ที่มีประสิทธิภาพอย่างมากในการช่วยลดภาระซ้ำซ้อนของคุณครู แต่ในทุกการเปลี่ยนแปลง ก็จะมีสิ่งที่เราต้องเตรียมรับมือเช่นเดียวกัน ที่ท่านเห็นอยู่ในขณะนี้บนสไลด์คือแผนปฏิบัติการ ด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทยที่บูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวง ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เอกสารฉบับนี้มีเนื้อหา ๒๕๑ หน้า แต่ว่ามีประโยคที่พูดเกี่ยวกับด้านการศึกษาโดยตรงเพียงแค่ ๒ บรรทัดเท่านั้นเองค่ะ เห็นได้ชัดเลยว่าความพร้อมของรัฐในประเด็นของการเตรียมการศึกษา ที่จะตอบรับกับโลกยุคใหม่ยังล่าช้าอยู่มากขนาดไหน ท่านประธานคะถ้าเป้าหมายของการศึกษา คือการที่เราต้องการจะพัฒนาให้มนุษยชาติมีความงอกงามทั้งในทางภูมิปัญญาและในทาง มนุษยธรรม ในวันที่เราเลี่ยง AI และ Platform Digital ไม่ได้อีกต่อไป บทบาทของการให้ ความรู้กำลังจะเปลี่ยนไป บุคลากรทางการศึกษาต้องเรียนรู้ที่จะก้าวทันโลก รู้จักใช้เทคโนโลยี ให้เป็นประโยชน์ เป็นเครื่องมือในการเข้าถึงองค์ความรู้ที่มีอยู่ทั่วทุกมุมโลก พร้อมทั้งสอดแทรก ความรู้ใหม่ ๆ แล้วปรับมุมมองต่อการใช้เทคโนโลยี เราจะต้องเดินทางไปพร้อมกับเด็ก ๆ ของพวกเราในการเรียนรู้ และใช้ช่องทางเหล่านี้เป็นการเสาะหาความรู้ และใช้การคิดเชิง วิเคราะห์ให้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ในขณะเดียวกันเราก็ต้องเตรียมพร้อมกับปัญหา ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า AI จะมาพร้อมกับการตอกย้ำความเหลื่อมล้ำและความไม่เท่าเทียมจากการ เข้าถึงเทคโนโลยีไม่เท่ากัน ในโลกที่ความเท่าเทียมเป็นเป้าหมายและความเหลื่อมล้ำมีอยู่จริง เด็กที่มีสถานะทางสังคมที่ดีกว่าย่อมจะมีโอกาสที่จะได้รับประสบการณ์ที่ดีกว่าในด้านของ การเรียนรู้ ในขณะที่เด็กอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งพ่อแม่ของพวกเขามีรายได้น้อย เด็กกลุ่มนี้ต้องลุ้น ด้วยซ้ำว่าอาหารกลางวันของเขามื้อนี้จะถูกเบียดบังไปด้วยน้ำมือของผู้ใหญ่ที่ควรจะเป็นผู้ที่ ปกป้อง แล้วมอบความมั่นคงในทุกด้านให้พวกเขาหรือไม่ ท่านประธานคะ ในเรื่องของการ กระจุกตัว ในเรื่องของความเจริญโครงสร้างพื้นฐาน ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ และความ ไม่เท่าเทียมของประสบการณ์ทางการศึกษา อันเกิดจากการไม่สามารถครอบครองอุปกรณ์ ที่จะใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ได้ เป็นโจทย์สำคัญที่พวกเราในที่นี้จะต้องช่วยกัน และกรรมาธิการ ที่จะเกิดขึ้นนี้ดิฉันหวังเหลือเกินว่าสิ่งที่เราจะต้องทำกันในวันนี้ในฐานะผู้แทนราษฎร จึงควร เป็นการสนับสนุนการตั้งกรรมาธิการวิสามัญที่จะศึกษาออกแบบนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อให้ AI เข้ามาช่วยให้พวกเราสามารถไปถึงเป้าหมายทางการศึกษา โดยที่ระหว่างทางนั้นเราจะมี การบูรณาการร่วมกันระหว่างหลายสาขาอาชีพ เพื่อให้พวกเราสามารถค้นหาคำตอบที่ แท้จริงว่าเราจะสามารถใช้ AI ในทางที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติอย่างไร เราจะป้องกัน ความผิดพลาดและอันตรายร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วมันจะทำให้เราสามารถที่จะ ใช้ AI ไปสู่จุดเป้าหมายที่เราไม่เคยไปถึงได้อย่างไร ดิฉันขอจบการอภิปรายของดิฉันไว้เพียง เท่านี้ ขอบคุณค่ะ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านเอกราช อุดมอำนวย ครับ🔗

นายเอกราช อุดมอำนวย กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ ผม เอกราช อุดมอำนวย จอจาน ผู้แทนคนดอนเมือง พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ วันนี้ผมขออนุญาตอภิปรายเพื่อสนับสนุนญัตติที่เพื่อนสมาชิกได้เสนอ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยทีเดียว ปัจจุบันนี้ท่านประธานก็ทราบดีว่า AI มีส่วนในความสำคัญในการ ดำรงชีวิตประจำวันหลาย ๆ ด้านนะครับ ซึ่งเพื่อนสมาชิกก็ได้บอกไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ชีวิตประจำวัน การพัฒนา หรือการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านการศึกษา งานศิลปะ แล้วก็เป็นผู้ช่วยในสาขาเฉพาะด้าน ทั้งในการแพทย์ การประยุกต์ การที่ใช้ AI ในการ คัดกรองโรค หรือถ้ามองในแง่ดีก็เหมือนว่า AI จะมีบทบาทในการลดบุคลากรดังกล่าวนะครับ แต่ว่าในทางกลับกันก็ต้องไม่ลืมว่ามีการนำ AI ไม่ได้ใช้ในทางที่ดีเสมอไป แน่นอนว่ารัฐก็ควร จะมีแนวทางในการรับมือแล้วก็ในการป้องกันซึ่งเป็นกลไกทางกฎหมายหรือระเบียบของรัฐ ที่ชัดเจนมากขึ้น ผมก็เลยอยากชวนท่านประธานมาดูถึงสถานการณ์การใช้และการมีของ AI ในบริบทต่าง ๆ ของสังคมไทย🔗

อันแรก ก็คือเกี่ยวข้องกับการพยายามพัฒนาบุคลากร นักเรียน นักศึกษา ให้มีความรู้ด้าน AI ตั้งแต่พื้นฐานจนถึงการประยุกต์ใช้ พบว่ามีหลายหน่วยงานเข้ามาเป็น เจ้าภาพในการฝึกอบรมทั้งโครงการแข่งขันประเภท Hackathon หรือโครงการหลักสูตร Online ที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย เท่ากับว่าสถานการณ์ในการสร้างบุคลากรที่มีความรู้ด้าน AI ในประเทศไทยมีแนวโน้มทิศทางที่ดี ฉะนั้นเราจึงต้องกลับมาตั้งคำถามว่าแล้วข้อกังวลอาจจะ ไม่ใช่ประเด็นเรื่องของการพัฒนาความรู้ความสามารถของบุคลากร แต่ต้องควบคุมดูแล ทักษะเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์มากกว่าการกระทำผิดเอารัดเอาเปรียบแล้วก็ทำผิดกฎหมาย ผมอยากจะเสนอว่าใครก็ตามหรือว่ากรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นก็ควรจะรับฟังแนวทางในการ ป้องกันและเตรียมรับมือด้วยกลไกทางกฎหมายเช่นเดียวกับในหลาย ๆ ประเทศที่เขามีการ วางแผนเกี่ยวกับการพัฒนากฎหมายที่บังคับที่เกี่ยวข้องกับ AI มาแล้ว เช่น ในสหภาพยุโรป ก็มีการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดูแลข้อมูลส่วนบุคคล ขอบเขตการใช้งานของ AI กับข้อมูลส่วนบุคคล ก็คือต้องมาตกลงกันครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการห้ามใช้ระบบจดจำ ใบหน้าหรือ Biometric ในที่สาธารณะ รวมถึงเครื่องมือในการตรวจติดตามของตำรวจ ไม่รู้ว่าตอนนี้ตำรวจไทยหรือรัฐไทยของบประมาณไปมีบางส่วนแอบเอาไปใช้เรื่องพวกนี้ หรือเปล่า🔗

อันที่ ๒ มีตัวชี้วัดเกี่ยวกับเรื่องของการพัฒนาเครื่องมือเกี่ยวกับ AI โดยเฉพาะ การแบ่งระดับของ AI ที่มีความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงต่ำ ความเสี่ยงสูง หรือว่าความเสี่ยงที่ไม่สามารถที่จะยอมรับให้มันเกิดขึ้นได้ ผมชวนดูที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่เป็นแนวหน้าด้านเทคโนโลยี เขาก็มีการจัดระเบียบมาตรฐานความปลอดภัย และความมั่นคงที่อาจเกิดขึ้นและการมีอยู่ของ AI โดยเฉพาะในการป้องกัน ปกป้องความเป็น ส่วนตัวของพลเมือง อเมริกามีสาระสำคัญ ๖ ด้าน ๑. ก็คือมาตรฐานด้านความปลอดภัยของ เครื่องมือที่มีการสร้าง AI จะต้องมีการทดสอบระบบหรือเผยแพร่การตรวจสู่สาธารณะ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือก่อนเผยแพร่ หรือว่าการปล่อยใช้ ๒. ก็คือการป้องกันความเป็นส่วนตัว ของพลเมืองของเขา ๓. ก็คือเรื่องความเสมอภาคและสิทธิของพลเมืองจะต้องป้องกันไม่ให้ มีการใช้ AI ในการเลือกปฏิบัติหรือว่าละเมิดความยุติธรรม สุขภาพ และความปลอดภัย หรือว่า ๔. จะต้องมีบทบาทในเรื่องของการช่วยในมิติ เช่น ผู้บริโภค ผู้ป่วย นักเรียน นักศึกษา หรือว่าเพื่อยกระดับคุณภาพของพลเมือง และ ๕. การส่งเสริมนวัตกรรมและการแข่งขัน เพื่อสนับสนุนการสร้างการวิจัยและองค์ความรู้ เช่น การดูแลสุขภาพ สิ่งแวดล้อม ความก้าวหน้า ของบทบาทของการทำงานร่วมกันระหว่างประเทศก็เช่นเดียวกัน🔗

เพราะฉะนั้นที่ผมได้พูดไปมันเหมือนกว้างมาก แต่ว่าวันนี้มันต้องเริ่มจากการ ที่ประเทศไทยจะต้องมีกฎและระเบียบที่มีวิสัยทัศน์ที่มองไปข้างหน้าจะได้ปรับตัวนะครับ ระเบียบหลาย ๆ อย่างที่ออกมาของประเทศไทยถ้าเป็นระดับพระราชบัญญัติแน่นอน ใช้ระยะเวลานาน เพราะฉะนั้นต้องเริ่มที่จะศึกษาวันนี้ เริ่มที่จะคุยกันวันนี้แล้วว่าถ้าอนาคต จะต้องมี AI เข้ามาแทนคนเราจะทำอย่างไร ในอนาคตถ้าจะมี AI เข้ามาช่วยในการตรวจจับ อย่างเช่นเรื่องของการกีฬา เหมือนในเกมที่เราจะเห็นชัด ๆ ว่าการที่จะเลือกตัวผู้เล่นถ้าใช้ AI ใช้กล้อง Visual เข้ามาจับ พัฒนาผู้เล่นขึ้นมาให้คะแนนและคัดเลือกทีมแบบนี้เราควรจะมี กติการ่วมกันหรือไม่อย่างไร นี่ยกตัวอย่างให้เห็นภาพนะครับว่า AI แน่นอนว่าสามารถทำได้ และช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต แต่สิ่งที่จะตามไม่ทันคือกฎหมาย หรือแม้กระทั่ง Chat GPT บรรดานักวิชาการบางส่วนหรือใครก็ตามที่ไปใช้ Chat GPT ในทางที่ผิด เอาไปส่งการบ้าน เอาไปลอกการบ้าน เอาไปสอบถามสืบค้นข้อมูลก็โอเคเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ถ้าถูกนำไปใช้ โดยละเมิดต่อกฎหมายแบบนี้ก็ต้องมานั่งคิดนั่งใคร่ครวญ เพราะฉะนั้นกฎหมายและระเบียบ ระดับพระราชบัญญัติซึ่งเป็นรากฐานควรจะต้องออกมาก่อน แล้วก็เมื่อมีสังคมที่พัฒนาไป มากขึ้นแล้ว กฎหมายที่มีความชัดเจนว่าเรามองคือครอบคลุมในทุกมิติแล้ว ถ้ากรรมาธิการ ชุดนี้ได้ศึกษาก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งนะครับ แม้ว่าอาจจะออกในสภานี้ไม่ทัน แต่คิดว่า นี่คือจุดตั้งต้น นี่คือสารตั้งต้นที่จะทำให้เราไปถึงวันข้างหน้าได้ ขอบพระคุณมากครับ ท่านประธาน🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านอภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล ครับ🔗

นายอภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม อภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมคิดว่าในญัตติเรื่องนี้ที่เสนอมาขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญเพื่อพิจารณาเรื่องการอยู่ร่วมกันของสังคมในยุคปัญญาประดิษฐ์เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งเพื่อนสมาชิกหลายท่านก็ได้อภิปรายเรื่องนี้ในแง่ของทั้งข้อดี ข้อเสีย แต่ผมคิดว่าในอนาคต ข้างหน้ามันเป็นเรื่องที่หลีกหนีไม่พ้น เพราะเราจะเจอกับเรื่องใหม่ ๆ เกิดขึ้น แล้วก็จะมีภาษา ใหม่เกิดขึ้นในโลกอนาคตข้างหน้า เช่น เขาบอกว่าภาษาที่เราใช้ด้วยเสียงมันจะกลายเป็น คล้าย ๆ กับแขนขาเราในการที่จะสั่งงาน ในการที่จะทำงานต่อไปในอนาคต เราจะมี ภาษาสากลเกิดขึ้นก็คือภาษากายที่เราสามารถสื่อสารได้กับคนทั้งโลกด้วยภาษากาย ผมคิดว่า เงื่อนไขต่าง ๆ ในเรื่องของ AI ในตลาดปัจจุบันทุกคนก็ทราบดีแล้วว่ามีการทำธุรกิจที่ใช้จาก พื้นฐาน AI ซึ่งตัวเลขที่ผมลองค้นดูก็ตั้ง ๗๔,๐๐๐ ล้านยูเอส ซึ่งเป็นเงินไทยตั้ง ๒.๔๘ ล้านล้านบาท เพราะฉะนั้นในอนาคตข้างหน้าถึงแม้ว่าบริษัทใหญ่ ๆ นักธุรกิจใหญ่ ๆ หรือคน ที่มีชื่อเสียงของโลกก็ออกมาเตือนว่าเรื่อง AI มันอาจจะกลายเป็นปัญหาเกิดขึ้นในแง่ของ ความยุติธรรม ในแง่ของการควบคุมความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นอีลอน รีฟ มัสก์ (Elon Reeve Musk) ไม่ว่าจะเป็นมาร์ก เอลเลียต ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Elliot Zuckerberg) ก็พูดถึงเรื่องนี้ แต่หลายคนอีกฝั่งหนึ่งก็บอกว่าเรื่องนี้มันคงไม่สามารถที่จะทนแรงความเจริญของเทคโนโลยี ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราควรจะต้องทำกันข้างหน้าก็คือความตกลงกันว่าเราจะจัดการปัญหา เรื่อง AI ในสิ่งที่มันเป็นประโยชน์ ก็คือส่งเสริมทำให้มันเกิดขึ้น ส่วนข้อเสียก็คงต้องมาดู เงื่อนไขว่าเราจะทำเงื่อนไขอะไรเพื่อทำให้ความปลอดภัย เช่น ในเรื่องความปลอดภัยของ ความมั่นคงในเรื่องของทหาร ในเรื่องของข้อมูลข้อเท็จจริง เพราะเนื่องจากหลักการของ AI ก็คือการประมวลผลโดยดูจากข้อมูลที่ได้รับเข้ามาอยู่ตลอดระยะเวลา ซึ่งเป็นข้อมูลมหาศาล ซึ่งเขาบอกว่าในโลกอนาคต Quantum Computer มันเจริญขึ้นมาแล้วมันสามารถใช้ในการ พาณิชย์ได้ดี เพราะฉะนั้นการตัดสินใจบนข้อมูลมหาศาลนี้มันก็จะทำให้งานของ AI มัน ก้าวหน้าเพิ่มมากขึ้นไปได้อีกไกลมาก แต่ในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผมคิดว่า สภาแห่งนี้ควรจะต้องพัฒนาหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งเรื่องนี้ในยุโรปก็ออก AI Act ออกมาแล้ว ใน European Parliament ก็ออก AI Act ขึ้นมาแล้ว สิ่งที่เขาคำนึงถึงในแง่ของกฎหมายที่ ใช้ในการควบคุมเรื่อง AI เพื่อจะดูแล AI เพื่อทำให้สังคมมันอยู่กันได้ด้วยสันติ เพราฉะนั้นผม ฝากหลักการกับกรรมาธิการที่จะพิจารณาต่อไปในประมาณ ๕ ประเด็นที่จะพูดถึง🔗

เรื่องแรก ก็คือผมว่ามันต้องอยู่บน Principle ของความปลอดภัย เรามี AI เราส่งเสริม ทำให้สังคมมันปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เราไม่สามารถที่จะปล่อยให้ AI มันทำให้ คุณภาพชีวิตถดถอยลง🔗

เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องความโปร่งใส เพราะฉะนั้นตัว AI เองมันต้องสามารถที่จะ ตรวจสอบได้ว่าข้อมูลที่ใส่เข้าไปมัน Tracking ได้ว่ามาจากไหน แหล่งไหน มันเป็นข้อมูลจริง ข้อมูลเท็จ🔗

เรื่องที่ ๓ ก็คือเรื่องมันต้องไม่เลือกปฏิบัติ คือตัวข้อมูลจะต้องทำให้ข้อมูล มันไม่ถูกเลือกปฏิบัติว่าข้อมูลนี้ถูกไปใช้กับใคร เพราะผลสุดท้ายใน AI มันก็จะทำให้คำตอบ ออกมานี้มันถูกเลือกไปถูกใช้กับคนบางกลุ่ม บางเชื้อชาติ บางศาสนา บางเพศ บางอะไร🔗

สุดท้ายอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องมันต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพราะว่า ไม่อย่างนั้นเองมันจะทำให้ความได้เปรียบของข้อมูลเยอะ ๆ ทำให้ไปทำลายกับเรื่องสิ่งแวดล้อม เพราะฉะนั้น Environment Friendly เป็นเรื่องสำคัญ🔗

และสุดท้ายของประการทั้ง ๕ เรื่องมันต้องถูกควบคุมด้วยตัวเอง ที่ปล่อยให้ มันควบคุมด้วยตัวเองมันต้องเป็นถูกควบคุมด้วยมนุษย์ แล้วก็ AI ในยุโรป ในสหรัฐอเมริกาเอง ก็บอกว่าประเด็นเรื่อง AI ถือว่าเป็นระดับความเสี่ยงสูง แล้วก็เป็นสิ่งที่เราควรจะต้องคำนึงถึง ซึ่งในอเมริกาเองก็พยายามที่จะออกกฎหมาย ออกเรื่องเหล่านี้ มีประเด็นที่เขามองแล้ว ฝากถึง ผมคิดว่าเราคงฝากถึงคณะกรรมาธิการก็คือเรื่อง ๑. ก็คือมันต้องไม่ไปรบกวนกับ เรื่องสุขภาพ ๒. ก็คือเรื่องความปลอดภัย ๓. ก็คือเรื่องสิทธิพื้นฐานของประชาชน ทีนี้ข้อมูล ที่ใส่เข้าไปถ้ามันไม่เคารพสิทธิพื้นฐานความเป็นคน ท้ายที่สุดมันก็จะทำให้กฎหมายอื่น ๆ ที่จะต้องถูกแก้ไข เราคงไม่สามารถพูดกฎหมายเรื่องเฉพาะ AI เรื่องเดียวได้ มันมีกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องในเรื่องของประเด็น AI อีกหลายเรื่อง เช่น กฎหมายเกี่ยวกับเรื่องการคุ้มครอง ผู้บริโภค เพราะพอ AI เกิดขึ้น ท้ายที่สุดวิธีการมองกฎหมายของการคุ้มครองผู้บริโภคมันจะ เปลี่ยนไป มุมมองในการพิจารณาปัญหามันก็จะเปลี่ยนไป อย่างกฎหมายลิขสิทธิ์ก็ต้องถูก มองใหม่ เพราะเนื่องจากปัจจุบันเราก็คงจะเห็นรูปภาพแปลก ๆ ตาเกิดขึ้น แต่เนื่องจากว่า ฐานเดิมมันเป็นเรื่องของลิขสิทธิ์จากข้อมูลที่ถูกใส่เก็บไว้ เพราะฉะนั้น AI ถูกจัดให้เป็นเรื่องที่ เป็นประเด็นความเสี่ยงสูงในอนาคต เพราะฉะนั้นผมฝากท่านที่จะเป็นคณะกรรมาธิการ ในประเด็นต่าง ๆ อนาคตด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านสกล สุนทรวาณิชย์กิจ ครับ🔗

นายสกล สุนทรวาณิชย์กิจ ปทุมธานี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สกล สุนทรวาณิชย์กิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี เขต ๔ เขตพื้นที่ เทศบาลนครรังสิต เทศบาลคลองหลวง และตำบลสวนพริกไทย อำเภอเมือง พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายความหมายของ AI ปัญญาประดิษฐ์ ไปแล้ว ผมจะขอพูดถึงเรื่องของการนำไปใช้งานที่น่าจะเกิดขึ้น และเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ที่เราควรเตรียมตัวเพื่อให้ประเทศไทยก้าวทันเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่ผมเชื่อว่า ในต่างประเทศจะพัฒนามาเร็วมาก ไม่ว่าจะเป็นจีน ญี่ปุ่น หรือยุโรป อเมริกา AI ให้ทำงาน ในสิ่งที่คนไม่มีทางทำได้ เช่น งานดมยาเสพติดอย่างเช่นสุนัข ผมเชื่อว่าถ้าเราสามารถ ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยี Sensor ความไวสูง ที่ตรวจจับสารเคมีจากสารระเหยที่ตรวจจับได้ ให้ AI เรียนรู้สัญญาณที่เกิดจากยาเสพติดว่า อันนี้เป็นสัญญาณของยาบ้า หรือโคเคน หรืออะไรก็ดี แล้วลอยมาในอากาศ ถ้ามันประกอบ กับ Sensor ที่ความไวสูงก็ใช้ลักษณะคล้าย ๆ สุนัขดมยา ผมเชื่อว่าปัญญาประดิษฐ์นี้ จะนำไปสู่การจับกุมกวาดล้างยาเสพติดให้หมดไปจากสังคมไทยได้ครับ🔗

อย่างที่ ๒ ก็คือ AI เพื่อการเกษตรนำไปสู่การสร้างเศรษฐกิจที่ดี เมื่อถึง เวลานั้นผมเชื่อว่าคนเราอาจจะไม่ต้องปลูกพืชเอง เก็บเกี่ยวเอง เนื่องจากเครื่องจักรทันสมัยมาก แต่เกษตรกรอย่างไรก็ยังเป็นเจ้าของธุรกิจการเกษตร ไม่ใช่ AI เป็นเจ้าของ ดังนั้นเกษตรกร ก็สามารถใช้ AI วิเคราะห์ค่าองค์ประกอบในดินอุณหภูมิแสง เป็นต้น เพื่อดูผลผลิตให้การเกษตร ก้าวหน้า เกษตรกรใช้เวลาปลูกเท่าเดิมแต่ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นครับ🔗

อย่างที่ ๓ AI ใช้วิเคราะห์ข้อมูลที่มีความเสี่ยงว่าจะเกิดการทุจริต เช่น วิเคราะห์ งบประมาณที่ผิดปกติในงบลับ ก็ผลักดันให้เกิดรัฐโปร่งใส AI จับโกงเหล่านี้เป็นต้น แน่นอนว่า เรายังกังวลเรื่อง AI จะมาแย่งงานคน แต่สิ่งที่คนทำได้เหนือกว่า AI แน่นอนก็คือการตรวจสอบ AI แล้วก็การเรียนรู้ว่า AI นั้นถูกต้องหรือไม่ และแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ สร้างปัญหานวัตกรรม ใหม่ ๆ รวมถึงคนก็เป็นคนสร้าง AI ขึ้นมานั่นเองครับ ซึ่งการจะไปถึงจุดนั้นได้สำหรับ ประเทศไทยเราก็ต้องลงทุนการศึกษาให้มากขึ้น เราต้องตั้งเป้าหมายให้เด็กไทยในวันนี้ ก้าวนำหรือก้าวทันกับต่างประเทศในอีกหลายสิบปีข้างหน้า ไม่ใช่ยังก้าวตามอยู่อย่างในปัจจุบัน ดังนั้นการพัฒนาการศึกษาเด็กไทยเราต้องปฏิรูปการศึกษา ลดวิชาเรียนที่ไม่จำเป็น แล้วก็ อย่างเช่นยกเลิกเกณฑ์ทหาร เปลี่ยนไปใช้ทหารสมัครใจ แล้วให้เด็กไทยที่ไม่ได้อยากทำอาชีพ ทหารแต่มีความสนใจเทคโนโลยีมาพัฒนาเรียนรู้ที่เท่าทันต่อการอยู่อาศัยในโลกที่มี ปัญญาประดิษฐ์นะครับ รวมถึงส่งเสริมให้เด็กไทยไม่ใช่เป็นแค่ผู้ใช้ปัญญาประดิษฐ์ แต่เป็น ผู้พัฒนา ซึ่งการที่จะได้มานั้นเราต้องลงทุนพัฒนาครู อาจารย์มหาวิทยาลัย รวมถึงอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ เช่น คอมพิวเตอร์ในห้องเรียนให้ทั่วถึงด้วย ไม่แน่ว่าสุดท้ายปลายทางเรา อาจจะได้ผลผลิตจากการพัฒนา AI ในการป้องกันประเทศที่มีประสิทธิภาพมากกว่าในการ เกณฑ์ทหารก็ได้นะครับ นอกจากเด็ก ๆ แล้วผู้ใหญ่ไปจนถึงผู้สูงอายุเราก็ไม่ควรมองข้าม เช่นกัน เราต้องให้ความรู้แก่ผู้สูงอายุให้เท่าทันกับเทคโนโลยีที่กำลังจะเข้ามา ให้ท่านสามารถ ปรับตัวเข้ากับโลกปัญญาประดิษฐ์และโลกาอัตโนมัติได้ แต่ทั้งนี้เราเองก็ยังจำเป็นต้องสร้าง โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่ออนาคตที่มี AI เช่น การพัฒนา AI ข้อมูล Training Data Set จำนวนมหาศาล หรือ Big Data นั้นมันต้องใช้ Hardware ที่รองรับข้อมูล Training จำนวนมาก เราจึงควรต้องลงทุนในระบบ Cloud และพร้อมกับการวางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตครอบคลุม พื้นที่ให้มากยิ่งขึ้น🔗

โดยสรุปแล้วเราไม่สามารถหยุดกาลเวลาได้ แต่เราต้องก้าวให้นำหรือก้าว ให้ทันกับเทคโนโลยีที่กำลังจะเข้ามาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นะครับ ผมจึงขอสนับสนุนญัตติ ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาการอยู่ร่วมกันของสังคมในยุค ปัญญาประดิษฐ์และโลกาอัตโนมัติของคุณเท่าพิภพครับ ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ สำหรับสมาชิกที่ลงชื่ออภิปรายก็มีเพียงเท่านี้นะครับ ต่อไปจะเป็นการอภิปราย สรุปญัตติของทั้ง ๓ ท่าน ได้รับการประสานว่าของท่านเท่าพิภพจะเป็นทางท่านณัฐพงษ์ สรุปแทนนะครับ แล้วก็ของท่านศรัณย์อีกฉบับหนึ่ง ท่านวันนิวัติไม่ใช้สิทธิสรุปนะครับ ขอเชิญท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ครับ🔗

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตพูดสรุปแทนผู้เสนอญัตติ ท่านเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร แล้วก็อยากจะนำเรียนท่านประธานว่าผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกจาก ทุกพรรควันนี้ได้นำเสนอให้เห็นถึงทั้งความเสี่ยงแล้วก็โอกาสที่จะเกิดขึ้นจากการใช้เทคโนโลยี อัตโนมัติหรือว่า AI ในโลกแห่งอนาคต ผมว่าสิ่งที่พวกเราต้องหารือร่วมกัน ซึ่งตอนนี้เข้าใจว่า จากการประสานจากทางเพื่อนสมาชิก จากทางวิป ก็เข้าใจว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ทุกภาคส่วน ทุกส่วนอุตสาหกรรม ทุกส่วนราชการ แล้วก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคณะกรรมาธิการ สามัญชุดใดชุดหนึ่ง จะไปอยู่แค่คณะสามัญ DE ก็อาจจะไม่ครอบคลุม หรือว่าจะไปอยู่ใน เรื่องของการทดแทนแรงงาน ไปอยู่ในกรรมาธิการที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของแรงงานหรือ สวัสดิการก็อาจจะยังไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้นคิดว่าน่าจะเห็นเป็นข้อตกผลึกที่ตรงกันว่า เราควรจะต้องตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณาเพื่อให้เกิดความรอบด้าน สิ่งที่ผม อยากจะสรุปเน้นย้ำก็คือสิ่งที่เราจะต้องทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนราษฎรหรือภาครัฐครับ ท่านประธาน ในเรื่องที่ว่าหลาย ๆ คนบอกว่า AI กำลังจะมาทดแทนแรงงาน สิ่งที่ภาครัฐจะต้อง กลับเข้ามาคิดก็คือทำอย่างไรที่จะทำให้ภาคเอกชนต่าง ๆ หรือว่าแรงงานต่าง ๆ สามารถ ที่จะเอาเทคโนโลยี AI มาใช้ในการเพิ่มผลิตภาพ แล้วก็ทำให้เขาไปสามารถทำงานอย่างอื่น ที่มี Value Added หรือว่าเพิ่มมูลค่ามากขึ้นได้ โดยที่ไม่ถูกเลิกจ้างนะครับ ในภาคของ เศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อนสมาชิกจากพรรคก้าวไกลเองก็ได้นำเสนอแล้วว่าทำอย่างไร ที่ป้องกันไม่ให้ AI หรือผู้ผลิตเทคโนโลยีต่าง ๆ เหล่านี้กำลังจะลักลอบการใช้ผลงานสร้างสรรค์ ที่ผิดลิขสิทธิ์ แน่นอนที่สุดผมคิดว่าพวกเราเห็นตรงกันครับว่าถ้า AI กำลังจะเข้าไปเรียนรู้ แหล่งข้อมูลหรือว่าผลงานทางศิลปะที่ถูกเปิดเผยเป็นสาธารณะอยู่แล้วแบบเดียวกับที่มนุษย์ ทำได้ ผมเชื่อว่าไม่มีใครเห็นคัดค้าน แต่ทำอย่างไร เราจะรู้ได้อย่างไรล่ะว่าผู้ผลิต AI แต่ละเจ้า ทำถูกกฎหมายจริง เราจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้ผลิต AI แต่ละเจ้าไม่แอบที่จะไปลักลอบให้ AI ไปเรียนรู้เพลงที่มีลิขสิทธิ์ หรือว่ารูปภาพที่มีลิขสิทธิ์ที่พอ AI เอาไปผลิตผลงานต่อแล้วกลายเป็นว่าผลงานที่ถูกผลิตขึ้น จาก AI ไม่ได้ถูกแบ่งสันปันส่วนกลับมาให้เจ้าของลิขสิทธิ์ดั้งเดิม อันนี้ผมคิดว่าเป็นทั้งโอกาส แล้วก็ความเสี่ยงที่พวกเราจะต้องมาพิจารณาร่วมกัน ในเรื่องของการศึกษาเองทำอย่างไรให้ เยาวชนสามารถที่จะเข้าถึงเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ เหล่านี้โดยไม่เกิดความเหลื่อมล้ำนะครับ ผมคิดว่าทุกเทคโนโลยีที่มนุษย์ได้ผลิตขึ้นมา ใจความสำคัญอย่างหนึ่งของมันก็คือเราทำ อย่างไรให้เทคโนโลยีชิ้นนี้เป็นเทคโนโลยีสำหรับทุกคน ไม่ใช่เทคโนโลยีสำหรับกลุ่มคน บางกลุ่มที่มีทรัพยากรมากกว่าในการผลิต AI ขึ้นมาใช้ แล้วก็ยิ่งจะสร้างความได้เปรียบให้กับ พวกเขาด้วย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่าเพื่อน ๆ ทุกคนได้พูดมาจนตกผลึกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ว่าถ้าผมอยากจะสรุปให้ท่านประธานฟังรวมถึงเพื่อนสมาชิกทุกคนฟังว่ากรอบอำนาจ หน้าที่ของกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ ถ้าเราจะตั้งขึ้นมาเพื่อศึกษาผมคิดว่ามีอยู่ ๒ องค์ประกอบด้วยกันที่สำคัญ AI ทุกตัวบนโลกใบนี้จะฉลาดได้ประกอบไปด้วย ๒ สิ่ง เท่านั้น สิ่งแรกก็คือในเรื่องของตรรกะ Logic หรือว่าที่เราเรียกกันภาษาคอมพิวเตอร์ว่า Algorithm อีกส่วนหนึ่งที่จะทำให้ AI ฉลาดได้ก็คือในส่วนของข้อมูลที่ป้อนให้ AI เข้าไป เรียนรู้ ดังนั้นภาครัฐถ้าจะกำกับดูแลกฎหมายหรือกฎระเบียบเพื่อทำให้ AI เป็นเทคโนโลยี สำหรับทุกคน มีจริยธรรมและมีความโปร่งใส นั่นก็คือภาครัฐจะต้องออกกฎหมายมากำกับ ดูแลทั้ง ๒ ส่วน คือส่วนของ Algorithm และส่วนของข้อมูล ในส่วนของ Algorithm ผมพูดสั้น ๆ นิดหนึ่ง ยกเป็นตัวอย่างว่าในประเทศสหรัฐอเมริกาในปัจจุบันสภาคองเกรส กำลังมีการพิจารณากฎหมายฉบับหนึ่งที่เราเรียกชื่อเล่น Triple A ย่อมาจาก Algorithmic Accountability Act หรือแปลเป็นภาษาไทยว่าร่าง พ.ร.บ. ที่ทำให้เกิดความรับผิดรับชอบ ทางด้านการใช้ Algorithm ตามหน้าข่าวที่เราเคยเห็นว่าเจ้าของ Facebook เองเคยเข้าไป ชี้แจงกับสภาคองเกรสในแง่ที่ว่าทาง Feed Algorithm ของ Facebook กำลังจะ Favor ผู้สมัครรับเลือกตั้งรายใดรายหนึ่งหรือเปล่า กฎหมายฉบับนี้ที่จะเข้ามาทำให้รัฐมีอำนาจ ในการกำกับดูแลว่าผู้ผลิต Algorithm อย่าง Facebook หรือว่า AI ในอนาคตเขากำลังจะใส่ Logic หรือ Algorithm ต่าง ๆ ที่มีจริยธรรมเพียงพอหรือเปล่า ก็เป็นการทำให้ Logic หรือ Algorithm ตรงนี้มีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น ผมอยากนำเรียนทุกท่านครับว่ากฎหมายลักษณะ แบบนี้ไม่ได้เป็นการทำลายเรื่องของความลับทางการค้า บางท่านอาจจะมีข้อโต้แย้งว่า ก็ในเมื่อบริษัทเหล่านี้เขาวิจัยขึ้นมา เขาคิดค้นขึ้นมา แล้วภาครัฐจะเข้าไปมีส่วน พูดง่าย ๆ คือเข้าไปตรวจสอบเรื่องนี้ได้อย่างไรในเมื่อมันเป็นความลับทางการค้าของเขา ผมอยากจะ ย้อนกลับไปที่ต้นทางครับท่านประธาน AI จะฉลาดได้ก็คือต้องมีทั้ง Logic และ Algorithm เพราะฉะนั้นสิ่งที่สาธารณชนควรจะต้องรับทราบก็คือควรจะรับทราบว่าบรรดา Platform Big Tech ต่าง ๆ เขากำลังจะผลิตเครื่องมือที่มาควบคุมมนุษย์หรือเปล่า หรือจริง ๆ แล้วมนุษย์ ควรจะต้องตรวจสอบเครื่องมือเหล่านั้นได้ เพราะฉะนั้นวิธีการเดียวที่จะทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ มีจริยธรรมหรือมีความรับผิดรับชอบก็คือการเปิดเผยหรือให้องค์กรที่มาจากประชาชน สามารถเข้าไปตรวจสอบการผลิต Algorithm ของ Platform ต่าง ๆ เหล่านี้ได้ โดยที่เรา ไม่ได้เข้าไปเข้าถึงข้อมูลของ Platform ต่าง ๆ เหล่านั้น เพราะฉะนั้นตราบใดที่เรายัง ไม่สามารถถือครองข้อมูลได้แบบที่ Facebook ทำ หรือว่าแบบที่ทาง Google ทำ หรือ Big Tech ทำได้ เราเห็นแค่ตัว Logic หรือ Algorithm เพื่อยืนยันว่า Algorithm เหล่านั้น ไม่มีการฝัง Code ที่กระทำการผิดจริยธรรมของมนุษย์ เราเองก็ไม่สามารถที่จะไปผลิต AI ได้แบบ Facebook หรือ Google ได้ ตราบใดที่เรายังไม่มีข้อมูลแบบเขา อย่าลืมว่า AI จะฉลาดได้ต้องประกอบไปด้วย ๒ สิ่งด้วยกัน🔗

อีกสิ่งหนึ่งที่ภาครัฐควรจะต้องกำกับดูแลก็คือในส่วนของข้อมูล ข้อมูลเอง ถ้าเราดูตัวอย่างจากทางสหภาพยุโรปหรือ EU ทันทีที่เขามีการออกกฎหมายคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคล GDPR เขามีการออกกฎหมายอีก ๒ ฉบับที่ตอนนี้มีผลบังคับใช้แล้วชื่อว่า Data Act และ Data Governance Act แปลเป็นภาษาไทยก็คือ พ.ร.บ. ข้อมูล และ พ.ร.บ. ธรรมาภิบาลข้อมูล ประเทศไทยเราเองเรามี PDPA ที่คล้าย ๆ GDPR ของสหภาพยุโรป แต่เรายังไม่มีกฎหมายที่กำกับดูแลการใช้ประโยชน์ข้อมูลแบบที่สหภาพยุโรปมี แน่นอนที่สุด ภาครัฐจะต้องสามารถสอดส่องข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนได้ทั้งหมด ไม่ใช่แบบนั้น แต่ว่าข้อมูลบางอย่างที่เป็นประโยชน์สาธารณะ อย่างเช่นประวัติการรักษา การวินิจฉัยโรค ต่าง ๆ ที่ถอด ID ของคนไข้ ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร เราสามารถเอาข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้มากองอยู่ในถังกลาง ถ้าหน่วยงานที่อาจจะรับผิดชอบ โดยตรง เช่น BDI หรือว่าสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ที่ตอนนี้ในประเทศไทยก็มีอยู่แล้ว เรา สามารถให้หน่วยงานแบบนี้สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลสาธารณะแบบนี้ที่คุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคลของประชาชน ไม่ระบุว่าใครเป็นใคร แล้วเปิดเผยข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ให้ทุกภาคส่วน สามารถไปใช้ได้ ฝั่งของมหาวิทยาลัยเองก็สามารถเอาไปวิจัยได้ บริษัทเอกชนเองก็สามารถ เอาไปคิดค้นวิจัยผลิตยาใหม่ ๆ หรือว่าผลิต AI ที่ช่วยแพทย์ในการวินิจฉัยโรคได้ อันนี้ก็จะ เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ผมคิดว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ควรจะต้องมีกรอบในการพิจารณา เรื่องกฎหมายแบบนี้ด้วยว่าทำอย่างไรให้ข้อมูลที่เราอยู่กันบนโลกอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันไม่ได้ ถูกสร้างความได้เปรียบจากบริษัท Big Tech บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่เขาถือครองข้อมูล ไว้แค่คนเดียว ทำอย่างไรให้สาธารณะสามารถที่จะเข้าไปใช้ประโยชน์ข้อมูลจากส่วนต่าง ๆ เหล่านั้นได้ด้วยเช่นกัน ก็เป็นที่มาที่ผมคิดว่าวันนี้น่าจะตกผลึกแล้วว่าเราไม่สามารถที่จะ ทวนกระแสของเทคโนโลยี AI แบบนี้ได้ แต่ว่าหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรของเราก็คือ ทำอย่างไรให้พวกเราสามารถที่จะพิจารณาการตรากฎหมายให้เท่าทันกับโลกในอนาคต แล้วก็เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป แล้วก็อยากจะขอสรุปบอกท่านประธานว่าพวกเราเอง ก็พร้อมที่จะสนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ แล้วก็อยากจะส่งถึง ท่านศรัณย์ ก็ขอขอบพระคุณนะครับที่เดินเข้ามาหารือกัน แล้วก็คิดว่าประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นประเด็นที่เราสามารถทำงานร่วมกันได้ ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านศรัณย์ ทิมสุวรรณ ใช้สิทธิสรุปครับ🔗

นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ เลย

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ต้องขอบคุณสมาชิกทุกท่าน ในวันนี้ที่ร่วมอภิปราย ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทั้งข้อดีและสิ่งที่ท่านเป็นห่วง ไม่เพียง เฉพาะในประเด็นของปัญญาประดิษฐ์หรือ AI แต่รวมถึงประเด็นของการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่อาจจะมีผลกระทบต่อประชาชน ไม่ว่าจะเป็นภาคส่วนแรงงานหรือภาคส่วนอื่น ๆ เองก็ตาม การนำโปรแกรม การนำเทคโนโลยีและ AI มาใช้แทนมนุษย์นั้นกำลังเกิดขึ้น เป็นสิ่งที่ทุกคน ทราบกันดี แต่สิ่งที่เราพยายามคุยกันในวันนี้และพยายามที่จะทำให้เกิดขึ้น คือเราจะทำ อย่างไรให้ประโยชน์ที่เกิดนั้นเกิดกับประชาชนโดยมีผลกระทบน้อยที่สุด แน่นอนว่าเมื่อมี สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเราต้องมีการเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งเหล่านั้นคนที่มีส่วนมากที่สุดก็คือ ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติอย่างพวกเราทุกคนในสภาแห่งนี้ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมจึงคิดว่า เป็นนิมิตหมายอันดีที่เรามีความเห็นตรงกันว่า สิ่งเหล่านี้ที่จะเกิดขึ้นนั้นเราไม่สามารถห้ามได้ และสิ่งต่าง ๆ ที่เพื่อนสมาชิกร่วมกันอภิปราย ร่วมกันให้ความเห็นก็จะต้องถูกนำไปเป็น ส่วนหนึ่งที่เราจะนำไปศึกษาเพื่อปรับปรุงกฎหมายต่าง ๆ ปรับปรุงระเบียบต่าง ๆ ทำให้ ประชาชน รวมถึงภาครัฐ ภาคเอกชนเอง พร้อมที่จะรับกับผลกระทบต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น ในส่วนของกฎหมาย ในส่วนของกรอบหน้าที่ของคณะที่ผมเชื่อว่าเราจะมีความเห็นตรงกัน ให้ตั้งขึ้น อย่างที่ท่านณัฐพล ขออภัยที่เอ่ยนามนะครับ เราได้มีการพูดคุยกัน แล้วผมเชื่อว่า เราจะสามารถหาทางออกและทำรายงาน ทำเป็นข้อเสนอแนะที่มีประโยชน์ต่อรัฐบาล ต่อฝ่ายบริหารได้ โดยเรื่องทั้งหมดนี้เราก็หวังว่าจะเกิดการผลักดันให้มีการแก้ไขและ ทำให้ประเทศของเรา ประชาชนของเรา เตรียมพร้อมกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ปัญหาต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นต่อมาจากการดึงการลงทุนต่าง ๆ ของทางรัฐบาลเอง บริษัท Tech ใหญ่ ๆ ที่เริ่มมองเห็น เริ่มเล็งเห็นความสำคัญ และอยากที่จะมาลงทุนในประเทศของเรา มันเป็น ทั้งโอกาสและความเสี่ยงอย่างที่ผมได้พูดไปในตอนที่เปิดญัตตินี้ แล้วผมก็เชื่อว่าพวกเรา มีหน้าที่ที่จะต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่จะตามมา วันนี้เป็นนิมิตหมายอันดีจริง ๆ ที่เราได้ร่วมกัน อภิปรายและเห็นพ้องต้องกัน เห็นว่านี่เป็นเรื่องสำคัญและเป็นเรื่องที่ต้องให้ความใส่ใจ แล้วผมหวังว่าในอนาคตเราก็ยังสามารถทำงานแบบนี้ร่วมกันไปได้ตลอด เพื่อที่เราจะได้เป็น ตัวแทนของประชาชนที่ประชาชนภาคภูมิใจและไว้ใจพวกเราทุกคน วันนี้ผมขอบคุณทุกท่าน แล้วผมคิดว่าเรามีความเห็นตรงกันว่าเราควรที่จะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ผู้เสนอญัตติทั้ง ๓ ท่านก็ได้ใช้สิทธิในการสรุปเรียบร้อยแล้ว แล้วก็ดูเหมือน มีความคิดเห็นที่ตรงกันในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ แต่คิดว่าต้องการความพร้อม ในการสรรหาบุคลากรที่มีความเหมาะสม เพราะเรื่องนี้ต้องการความเข้าใจ แล้วก็ต้องการ ทักษะจำนวนมากที่จะมาประกอบกัน เพราะฉะนั้นก็จะมีการเสนอรายชื่อของกรรมาธิการ ในสัปดาห์หน้า ในการประชุมครั้งถัดไป ตรงนี้ทั้ง ๒ ฝ่ายไม่ติดใจนะครับ ทางฝ่ายค้าน โอเคนะครับ ก็ขอบคุณทุกท่านนะครับ สำหรับวาระการประชุมในวันนี้ก็มีเพียงเท่านี้ครับ แล้วก็อาทิตย์หน้าเรามาตั้งกรรมาธิการที่จะเตรียมความพร้อมสำหรับเรื่อง AI กันครับ ขอบคุณครับ ขอปิดประชุมครับ🔗

เลิกประชุมเวลา ๑๗.๔๐ นาฬิกา