รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๖ ปีที่ ๒
ครั้งที่ ๑๐ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง)
วันพฤหัสบดีที่ ๑ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๗
ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา
-------------------------------
จะให้สมาชิกหารือนะครับ ขอเชิญท่านแรกเลยครับ ท่านปารมี ไวจงเจริญ ครับ🔗
กราบเรียนประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน ปารมี ไวจงเจริญ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขอหารือฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคมที่ผ่านมา นักเรียน ป.๑ ในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เสียชีวิต จากการที่ถูกครูทำโทษให้วิ่งรอบสนามเพราะแต่งชุดลูกเสือมาไม่ถูกต้อง เป็นเรื่องที่น่าเสียใจมาก ที่ ๑ ชีวิตต้องมาแลกกับการแต่งเครื่องแบบ Mindset หรือชุดความคิดของครูในประเทศไทย ยังคงเป็นแบบนี้กันมาก ขอหารือว่าต้องเปลี่ยน Mindset กันได้แล้ว และดิฉันขอหารือไปยัง ท่านประธานขอให้กระทรวงศึกษาธิการ เร่งเยียวยาพ่อแม่นักเรียนที่เสียชีวิตและเร่ง กระบวนการสอบสวนให้รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และยุติธรรมกับทุกฝ่าย และนอกจากนี้ดิฉัน ขอหารือท่านประธานไปยังกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงมหาดไทยที่ดูแลโรงเรียน สังกัดท้องถิ่น ขอให้ทั้ง ๒ หน่วยงานและหน่วยงานที่ดูแลโรงเรียนในหน่วยงานอื่น ๆ ต้องป้องกันที่ต้นเหตุ ต้องทำให้โรงเรียนในประเทศไทยทุกโรงเรียนปลอดภัยทั้งกายและใจ ต้องยุติอำนาจนิยม ยุติความรุนแรง ยุติการลงโทษที่ไม่มีเหตุผลเกินกว่าเหตุ และถ้าเกิดกรณี เช่นนี้ขึ้นมาอีกดิฉันขอฝากท่านประธานไปยังต้นสังกัดโรงเรียนทุกโรงเรียนในประเทศไทย ต้องเร่งสอบสวนอย่างรวดเร็ว ไม่มีการใช้เส้นสาย และต้องสอบสวนอย่างรวดเร็วให้มี ประสิทธิภาพการสอบสวนไม่ควรเกิน ๓๐ วัน เพราะทุกวันนี้ช้ามากใช้เวลาหลายเดือน และนอกจากนี้ดิฉันขอหารือท่านประธานไปยังคุรุสภา เมื่อเกิดเหตุการณ์ครูทำรุนแรง เกินกว่าเหตุหรือเหตุการณ์อำนาจนิยมคุรุสภาต้องพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูคนนั้น ทันที และหลังจากนั้นถ้าสืบสวนว่าครูคนนั้นมีความผิดจริงต้องเพิกถอนใบอนุญาตประกอบ วิชาชีพครูคนนั้น เราต้องทำวงการครูให้ใสสะอาด ให้ครูที่ดี ๆ ยังมีกำลังใจอยู่ต่อไป ไล่น้ำเสีย ออกจากวงการครู ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านอลงกต มณีกาศ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์อลงกต มณีกาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคภูมิใจไทย ขออนุญาตเป็นตัวแทนของชาวจังหวัดนครพนมนำเสนอปัญหาสะท้อนความเดือดร้อน และความต้องการของพี่น้องประชาชนไปถึงรัฐบาลครับ🔗
เรื่องแรก ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ณ เวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นไข่ไก่ ไม่ว่าจะเป็น ราคาหมู ราคาซอส ราคาน้ำปลา แพงทุกอย่างนะครับ แต่ก่อนมีเงิน ๑๐๐-๒๐๐ บาท เข้าตลาดซื้อของกลับบ้านได้สบาย แต่ทุกวันนี้ชาวบ้านเล่าให้ผมฟังครับ มีเงิน ๑๐๐ บาท ไม่กล้าเดินตลาดสดครับท่านประธาน กลัวไปสะดุดแผงไข่ของแม่ค้า เตะไข่ของแม่ค้าแตก ไม่มีเงินจ่าย อย่างน้อยต้องมีเงินติดตัวเข้าตลาดไม่ต่ำกว่า ๕๐๐ บาท ฝากถึงกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ช่วยดูแลด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ค่าไฟแพงมากครับท่านประธาน ไม่ใช่แต่จังหวัดนครพนมครับ เป็นทั้งประเทศครับ ฝากถึงกระทรวงพลังงานในการที่จะดูแลแก้ปัญหาระยะยาว จะทำอย่างไรถึงจะตรึงราคาได้ครับ🔗
เรื่องที่ ๓ ชาวนครพนมเรียกร้องอยากจะให้มีการสร้างโรงพยาบาล ศูนย์แห่งใหม่ขึ้นมานะครับ เนื่องจากว่าโรงพยาบาลนครพนมบริการดีก็จริงครับ แต่ว่าไม่ว่า จะเป็นผู้ป่วยนอก หรือผู้ป่วยในล้นนะครับ ผู้มารับบริการนี้มาก ท่านนายกรัฐมนตรีเคยไป ที่นครพนมได้รับปากไว้ว่า คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนมก็ควรจะมีโรงพยาบาล ศูนย์แห่งใหม่ ต้องฝากถึงท่านนายกรัฐมนตรีช่วยผลักดันครับ🔗
เรื่องต่อไปครับ ชาวนครพนม โดยเฉพาะชาวไร่ชาวนาบอกว่าไม่อยากจะได้ โครงการปุ๋ยคนละครึ่งครับท่านประธาน อยากจะได้โครงการ ๑,๐๐๐ บาทต่อไร่เหมือนเดิม เหมือนกับชาวนาทั่วประเทศที่มีความต้องการคล้ายกัน เนื่องจากว่าราคาข้าวนั้นต้นทุน การผลิตสูงนะครับ การที่จะแบ่งเงินมาซื้อปุ๋ยคงไม่มี อย่างน้อยได้ไร่ละ ๑,๐๐๐ ก็ยังเป็น การดีครับ ไม่ว่าราคาข้าวจะถูกหรือจะแพงอยากจะให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนตรงนี้ด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านปรีติ เจริญศิลป์ ครับ🔗
เรียนประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม ปรีติ เจริญศิลป์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี เขต ๕ พรรคก้าวไกลครับ วันนี้มีเรื่องมาหารือท่านประธานเพื่อให้ประสานงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๕ เรื่อง ด้วยกัน ดังนี้ครับ🔗
เรื่องที่ ๑ พื้นที่เคหะชุมชนนนทบุรีมีเหตุ ไฟดับ ตั้งแต่วันที่ ๘ มิถุนายนแล้วครับ เกือบ ๒ เดือนแล้วครับ ไฟดับประชาชนไม่ได้ ใช้งาน จะฝากการเคหะแห่งชาติเข้ามาดูด้วยครับ เพราะไฟดับตั้งแต่ปากซอยวัดกู้จนถึง ซอย ๙ เลยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ในพื้นที่ของการเคหะแห่งชาติเช่นเดียวกันครับ เป็นปัญหาน้ำท่วม ขังครับ เวลาฝนตกเกือบทุกครั้งครับที่จะมีน้ำท่วมขัง แล้วก็รวมทั้งบ่อบำบัดน้ำเสียที่ไม่มีการ ใช้งานมาเป็นเวลานาน เท่าที่ผมได้ลงไปสำรวจพื้นที่ดูคือใช้การไม่ได้เลยฝากการเคหะแห่งชาติ ลงมาตรวจสอบด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๓ เรื่องเขื่อนวัดเชิงเลนที่พังทลายลง ตั้งแต่วันที่ ๙ มิถุนายน วันรุ่งขึ้น รัฐมนตรีธรรมนัสเข้ามาดูในพื้นที่ด้วยครับ แต่ปัจจุบันก็ยังไม่มีการซ่อมแซมใด ๆ นะครับ ฝากไปยังกรมชลประทานให้เร่งดำเนินการให้ด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๔ ไฟดับที่ถนนโยธาธิการนนทบุรี ๒๐๑๐ ในพื้นที่ของเทศบาลตำบล บางพลับ หมู่ที่ ๕ หน้าร้าน ร.เรือตัวอ้วนครับ อันนี้ได้รับแจ้งมาตั้งแต่วันที่ ๑๗ มิถุนายนครับ ไฟดับเป็นเวลานาน อยากให้เทศบาลบางพลับช่วยมาแก้ไขให้ด้วยครับ🔗
เรื่องสุดท้ายครับ พื้นที่รกร้างว่างเปล่าบริเวณใต้สะพานพระราม ๔ ใกล้กับ ท่าเรือวัชรีวงศ์ มีประชาชนในพื้นที่ได้ร้องเรียนมาว่าอยากจะได้ใช้พื้นที่ตรงนี้ครับ เพื่อให้ ทางท้องถิ่นได้ดูแลและใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ จึงอยากฝากไปยังกรมทางหลวงชนบท ได้ดำเนินการนำพื้นที่นี้มาใช้ประโยชน์ให้กับประชาชนตำบลบางตะไนย์ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอเชิญท่านนรินทร์ คลังผา ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายนรินทร์ คลังผา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี เขต ๔ พรรคภูมิใจไทย ตัวแทนประชาชนอำเภอโคกสำโรง อำเภอหนองม่วง อำเภอสระโบสถ์ และอำเภอโคกเจริญ นำเรื่องร้องเรียนจากประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อน จำนวน ๒ เรื่อง ดังนี้🔗
๑. โครงการแก้ไขปัญหาทางจราจร ถนนทางหลวง ๓๓๒๖ ของกรมทางหลวงนะครับ ปัจจุบันถนนเกิดความชำรุดเสียหาย การสัญจรไปมาลำบาก อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงและการสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน ของราษฎรได้ ถนนบางช่วงในเขตชุมชนตลอดเส้นทางตามภาพประกอบนะครับ มีชุมชน ตั้งอยู่ ๒ ข้างทาง ตั้งแต่หมู่ที่ ๑ ตำบลดงมะรุม จนถึงตำบลยางโทน อำเภอหนองม่วง มีเพียง ๒ ช่องทางจราจร ช่วงฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตอ้อยจะมีรถบรรทุกอ้อยวิ่งเข้าออกโรงงานน้ำตาล ซึ่งโรงงานน้ำตาลลพบุรีตั้งอยู่บนถนนเส้นนี้ อาจจะเกิดอุบัติเหตุนะครับ เพื่อเป็นการลด อุบัติเหตุ ขอเรียนฝากท่านประธานไปยังอธิบดีกรมทางหลวงให้ดำเนินการจัดสร้างถนน ๔ ช่องทางจราจรในเขตชุมชนและไฟส่องสว่างเพื่อลดอุบัติเหตุและลดการสูญเสียต่อไป🔗
๒. โครงการแก้ไขปัญหาไฟฟ้าส่องสว่างในเขตชุมชน ทางหลวง ๒๓๔๐ ซึ่งในช่วงเวลาค่ำคืนบริเวณ ๒ ข้างทาง ถนนเส้นนี้ไม่มีไฟฟ้าส่องสว่าง ซึ่งเป็นเขตชุมชน ของตำบลมหาโพธิ อำเภอสระโบสถ์ เกือบทั้งตำบลในช่วงกิโลเมตรที่ ๔๕-๕๐ ทำให้เกิด อุบัติเหตุบ่อยครั้ง ตามภาพประกอบนะครับ ซึ่งอุบัติเหตุเกิดหลายครั้งในช่วงแต่ละปี ราษฎรผู้ที่ใช้เส้นทาง ท่านนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ท่านกำนัน และผู้นำชุมชน จึงขอความอนุเคราะห์มายังท่านประธานผ่านไปยังอธิบดีกรมทางหลวงเพื่อดำเนินการติดตั้ง โครงการไฟฟ้าส่องสว่างในเขตชุมชนและถนนทางหลวง ๒๓๔๐ จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านเฉลิมพงศ์ แสงดี ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต เขต ๒ พรรคก้าวไกล วันนี้ ผมขอนำเรื่องความเดือดร้อนของพ่อแม่พี่น้องประชาชนมาหารือต่อรัฐสภาเพื่อให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องได้แก้ไขดังต่อไปนี้ครับ🔗
เรื่องแรกครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณเพจขยะมรสุมที่ช่วยเป็นหูเป็นตา ขอสไลด์ด้วยครับ🔗
แล้วพบว่าขณะนี้มีการขายปลาหมอคางดำ ออนไลน์ และมีการสั่งซื้อมายังจังหวัดภูเก็ต แม้ปลาที่จะส่งมาไม่ใช่ปลาเป็น แต่อย่าลืม นะครับว่าปลาหมอคางดำ Alien Species ที่ฟักไข่ในปาก และไข่ปลาหมอคางดำที่ฟัก ในปากมีอายุถึง ๒ เดือน ด้วยเหตุนี้ผมจึงกังวลว่าพี่น้องประชาชนเอาปลาหมอคางดำมาทำ ความสะอาดแล้วประกอบอาหาร ไข่ปลาที่ปนเปื้อนกับน้ำที่ทำความสะอาดถูกเททิ้งลงคูน้ำ แล้วไหลลงสู่ทะเลอาจเกิดการแพร่พันธุ์ใหม่ อาจส่งผลร้ายแรงต่อระบบนิเวศ จึงขอให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหามาตรการยับยั้งและเพิ่มบทลงโทษออกระเบียบห้ามเคลื่อนย้ายปลา ที่ตายแล้ว อย่าปล่อยให้ Alien Species มาทำลายระบบนิเวศในทะเลอันดามัน ฝากท่านประธาน หารือไปยังกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ สืบเนื่องจากวิกฤติขยะล้นเมืองในจังหวัดภูเก็ต เตาเผาไม่สามารถ รองรับปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นได้ ส่งผลให้การฝังกลบไม่ทันการ เกิดปัญหากลิ่นเหม็นรบกวน พื้นที่โดยรอบ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนและนักท่องเที่ยว แม้การแก้ไขด้วยวิธีฝังกลบยังติดขัดด้านงบประมาณที่จำกัด แม้ยังไม่มีข้อเสนอและ เพิ่มงบประมาณจากภาครัฐบาล ต่อมาคณะรัฐมนตรียังอยู่ในการพิจารณาว่า ให้ดำเนินการ จึงขอให้คณะรัฐมนตรีเร่งอนุมัติงบประมาณแก้ไขปัญหาโดยด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้ ส่งผลกระทบต่อพ่อแม่พี่น้องประชาชนและการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตครับ ฝากท่านประธาน หารือไปยังกระทรวงมหาดไทยครับ🔗
เรื่องสุดท้ายครับ เสาไฟ High Mast บริเวณหน้าโรงพยาบาลป่าตอง ไม่สามารถใช้งานได้เป็นระยะเวลาหลายเดือนแล้ว ซึ่งอาจจะส่งผลต่อความปลอดภัย ในการสัญจรและภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยว สืบเนื่องมาจากไม่ทราบชัดเจนว่าหน่วยงานใด เป็นผู้รับผิดชอบดูแลเสาไฟดังกล่าว จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหา โดยเร็ว อย่างน้อยก็ช่วยหาเสาไฟนี้ครับว่าเป็นของผู้ใดผู้รับผิดชอบชาวบ้านจะได้ ไปร้องเรียนถูก ฝากท่านประธานหารือไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านอดิศักดิ์ แก้วมุงคุณทรัพย์ ครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอดิศักดิ์ แก้วมุงคุณทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต ๖ อุดรธานี ลูกศรีธาตุ เขยวังสามหมอ พี่น้องไชยวาน หลานกู่แก้ว ขอนำหารือปัญหาของพี่น้องเขต ๖ ครับ ๒ เรื่อง🔗
เนื่องจากในพื้นที่ของผมมีถนน ๓ สายหลักซึ่งผมเคยหารือไปแล้ว ๑. ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒๒๗ ช่วงอำเภอวังสามหมอ แยกสมสวัสดิ์ ระยะทาง ประมาณ ๔๐ กิโลเมตร ๒. ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒๐๒๓ ช่วงอำเภอศรีธาตุ อำเภอวังสามหมอ ระยะทางประมาณ ๒๔ กิโลเมตร ๓. ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒๒๓๙ ช่วงอำเภอไชยวาน ถึงอำเภอศรีธาตุ ระยะทางประมาณ ๓๐ กิโลเมตร ซึ่งยังเป็นถนน ๒ เลน ไม่มีไหล่ทาง เป็นเส้นทางขนถ่ายสินค้าการเกษตรของรถบรรทุกขนาดใหญ่ ทำให้ถนนชำรุด เป็นช่วง ๆ และเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งมาก พี่น้องไม่มีความปลอดภัยในชีวิต ขอฝาก ท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีคมนาคม ท่านสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และกรมทางหลวง ให้รีบดำเนินการแก้ไขขยายผิวจราจรเพิ่มอีกข้างละ ๑ เมตร พร้อมปรับปรุงผิวจราจรที่ชำรุด แก้ไขโดยด่วนด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ อ่างเก็บน้ำลำพันชาด โครงการในพระราชดำริได้ก่อสร้างเสร็จ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ตั้งอยู่ตำบลหนองกุงทับม้า อำเภอวังสามหมอ สามารถจุน้ำได้ ๕๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ตำบลหนองกุงทับม้า มีหมู่บ้าน ๑๑ หมู่บ้าน ๒,๖๓๕ ครัวเรือน มีประชากร ๗,๙๗๐ คน มีอาชีพเกษตรกรรม ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่อ่างเก็บน้ำ จนถึงทุกวันนี้พี่น้องชาวตำบลหนองกุงทับม้ายังไม่สามารถได้ใช้น้ำจากอ่างเก็บลำพันชาดเลย ไม่ว่าจะเป็นด้วยการบริโภคอุปโภคหรือการเกษตรกรรม ผมนำเรียนฝากท่านประธานไปยัง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ท่านธรรมนัส พรหมเผ่า และเจ้าหน้าที่ กรมชลประทาน รีบเร่งแก้ไขนำความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านจรยุทธ จตุรพรประสิทธิ์ ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม จรยุทธ จตุรพรประสิทธิ์ ผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล กรุงเทพมหานคร เขต ๓ ยานนาวา บางคอแหลม ท่านประธานครับ วันนี้จะเป็นครั้งที่ ๔ แล้วนะครับที่ผมต้องมา หารือกับท่านประธานในเรื่องโรงงานคอนกรีตผสมเสร็จ ครั้งแรกตั้งแต่วันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๖๖ ซึ่งใกล้จะครบ ๑ ปีแล้วนะครับ ครั้งที่ ๒ วันที่ ๒๔ มกราคม ซึ่งก็เกือบ ๗ เดือนแล้วครับ และล่าสุดครั้งที่ ๓ เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งผมได้ถามท่านประธานไปว่า การสื่อสารของสภามีปัญหาหรือไม่ ระบบการทำงานของสภามีปัญหาอย่างไร ในครั้งนั้น ท่านประธานได้ให้เจ้าหน้าที่ตอบผมมาว่า การสื่อสารและระบบการทำงานของสภา ไม่ได้มีปัญหา หนังสือได้ส่งออกไปถึงครบทุกหน่วยงาน แต่ท่านประธานครับ จนถึงตอนนี้ ผมยังไม่ได้รับการตอบกลับจากหน่วยงานใด ๆ เลย คราวนี้ผมเลยอยากจะถามท่านประธานว่า สภาแห่งนี้มีความศักดิ์สิทธิ์แค่ไหน หนังสือของสภาที่ส่งออกไปมีความหมายกับหน่วยงาน ต่าง ๆ อย่างไร เพราะทุกวันนี้ปัญหาของ Plant ปูนเถื่อนเหล่านี้ยังคงอยู่ สร้างความเดือดร้อน ให้กับพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งปัญหามลพิษ ฝุ่นควัน ถนนผุพังจากการขนส่ง การดำเนินกิจการที่อาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายปราศจากการควบคุมดูแล ผมไม่รู้ว่ามันเป็น การปล่อยปละละเลย หรือการทุจริตคอร์รัปชันของคนบางกลุ่มหรือไม่ ถ้าหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมจะปฏิเสธว่า Plant ปูนเถื่อนเหล่านี้ไม่ได้ มีปัญหา ถ้าจะปฏิเสธก็กล้า ๆ ตอบหนังสือมาหน่อยครับ ถ้ายืนยันว่าแต่ละที่ไม่ได้ทำผิด กฎหมาย ใครหน้าไหนก็ทำอะไรท่านไม่ได้อยู่แล้วครับ ท่านประธานครับ ไม่เพียงเฉพาะ ในเขตของผมนะครับ แต่ทั้งกรุงเทพมหานครยังคงปรากฏพบเห็น Plant ปูนเถื่อนเหล่านี้ อยู่ทั่วไป เพราะฉะนั้นครับท่านประธาน เรามาทวงศักดิ์ศรีให้กับสภาของเราดีไหมครับ อย่าปล่อยให้คนอื่นมองว่าเราเป็นเสือกระดาษอีกต่อไปเลย หนังสือออกจากสภาจะเป็นปีแล้วครับ ท่านประธาน ยังไม่ได้รับคำตอบเลย คืนความศักดิ์สิทธิ์ให้กับสภา คืนความศรัทธาให้กับ ประชาชนไปด้วยกันนะครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านธนาธร โล่ห์สุนทร ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ธนาธร โล่ห์สุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำปาง พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมมี ข้อหารือที่จะส่งต่อไปยังท่านประธานใน ๒ เรื่องนะครับ🔗
เรื่องแรก ก็คือผมได้รับการแจ้งจากประชาชนในพื้นที่ตำบลวังแก้ว ตำบลทุ่งฮั้ว ตำบลวังเหนือ แล้วก็ตำบลวังซ้าย เพราะว่าประชาชนในพื้นที่เหล่านี้ได้รับความเดือดร้อน นะครับ เพราะว่าในพื้นที่ทำการเกษตรก็มักจะมีน้ำป่าไหลหลากเข้ามาทุก ๆ ปีนะครับ เกิดจากสาเหตุเพราะว่ามีวัชพืช แล้วก็มีสิ่งกีดขวางทางน้ำไม่ได้รับการแก้ไข ก็อยากจะขอ ฝากท่านประธานไปยังกรมเจ้าท่าในการที่จะเข้าไปแก้ไข เพราะว่าทางเทศบาลตำบลวังเหนือ ก็ได้ส่งหนังสือไปยังผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาเชียงใหม่ แต่ว่าเรื่องก็ยังเงียบ ก็ฝากท่านประธานที่จะส่งเรื่องไปด้วยนะครับ🔗
ส่วนเรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องของการท่องเที่ยวของจังหวัดลำปางนะครับ ในวัดพระพุทธบาทสุทธาวาสซึ่งเป็นสถานที่ Unseen ของลำปาง เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ที่มีชื่อเสียงนะครับ โดยได้รับการดูแลจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชในการ ที่จะคิดค่าบริการค่าเข้านะครับ แต่ว่าในวันที่ ๑ มีนาคมที่ผ่านมาก็ได้มีการปรับราคานะครับ โดยเป็นการปรับราคาที่ผมว่าไม่สมเหตุสมผลเป็นอย่างมากนะครับ เพราะว่าจากเดิม ชาวต่างชาติที่จะขึ้นไปข้างบนที่วัดก็จะเก็บที่ ๒๘๐ บาทนะครับ แต่ว่าก็มีการปรับขึ้นมาที่ ๔๙๐ บาท ส่วนคนไทยซึ่งประมาณปี ๒๕๕๗ อยู่ที่ ๖๐ บาท แล้วก็มีการปรับขึ้นมาเรื่อย ๆ เป็น ๑๐๐ บาท แล้วก็เป็น ๑๒๐ บาทนะครับ ซึ่งก็ทำให้นักท่องเที่ยวที่เคยมาอย่างหนาแน่น ก็หายไปเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ ผมได้รับการร้องเรียนจากผู้ประกอบการนะครับ ก็อยากจะขอฝากท่านประธานไปยังการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ทางจังหวัดลำปาง แล้วก็ รวมถึงทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่จะเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหานะครับ เพราะว่าถ้าเก็บค่าบริการกันมักง่ายแบบนี้ก็คงไม่มีใครมาเที่ยวครับ ขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านสุภกร ตันติไพบูลย์ธนะ ครับ🔗
เรียนประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายสุภกร ตันติไพบูลย์ธนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๒๒ พรรคก้าวไกล ตัวแทนพี่น้องประชาชนชาวสวนหลวง ประเวศ วันนี้ผมขอหารือ กับท่านประธานเกี่ยวกับปัญหาที่กระทบต่อพ่อแม่พี่น้องประชาชน ๖ เรื่องด้วยกันครับ🔗
เรื่องแรก เป็นเรื่องของ คนไร้บ้านที่กระจัดกระจายอยู่ราว ๘-๙ จุดในพื้นที่ถนนอ่อนนุชและถนนพัฒนาการ หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังจะเป็นปัญหาทางสังคมที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน ดังนั้น ผมจึงขอฝากไปยังกระทรวง พม. ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องของการขายบุหรี่ไฟฟ้า บุหรี่หนีภาษี น้ำกระท่อม และกัญชาให้กับเยาวชนอายุต่ำกว่า ๑๘ ปีในพื้นที่เขตสวนหลวงครับ มีการขายในพื้นที่ที่ใกล้ โรงเรียนบริเวณถนนพัฒนาการ ถนนอ่อนนุช ดังนั้นจึงขอฝากถึงสถานีตำรวจในพื้นที่นะครับ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาจัดการแก้ไขปัญหาเพื่อให้เยาวชนลูกหลานในพื้นที่ของผม โดยด่วนครับ🔗
เรื่องที่ ๓ เป็นเรื่องรถบรรทุกขนดินที่เข้าออกโครงการก่อสร้างที่อยู่อาศัย หลายแห่งในพื้นที่สวนหลวงและประเวศ ก่อสร้างไม่ตรงเวลาและทำดินร่วงหล่นบนถนน ดังนั้นขอฝากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดำเนินการกวดขันเพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชน ที่เดินทางสัญจรด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๔ เป็นเรื่องของเสาสื่อสาร TOT ที่เอียงใกล้ล้มจำนวน ๑ ต้น บริเวณ ตรงข้ามบ้านเลขที่ ๑๒ ในซอยอ่อนนุช ๑๗ แยก ๑๘ ซึ่งได้รับการแจ้งจากประธานชุมชน หมู่บ้านเกษมสันต์ ๒ จึงขอฝากไปยัง กสทช. เข้ามาตรวจสอบและแก้ไขปัญหา ดังกล่าวด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๕ เป็นเรื่องของน้ำท่วมรอการระบาย โดยเฉพาะบริเวณหน้า สถาบันมัจลิซ ๑ จุด และใต้สะพานกลับรถตลาดเอี่ยมสมบัติ เวลาที่ฝนตกหนักน้ำมักท่วมครับ ท่านประธาน ดังนั้นขอฝากไปยังสำนักการระบายน้ำ กทม. เข้ามาดำเนินการให้ด้วยครับ🔗
เรื่องสุดท้าย เป็นเรื่องของใบส่งตัวของคลินิกในเครือข่าย สปสช. ออกใบ ส่งตัวให้ครั้งละ ๑ โรคเท่านั้น ทำให้ประชาชนไม่ได้รับความสะดวก บ่อยครั้งนะครับ คลินิกดังกล่าวก็จ่ายยาพื้นฐานไม่ครบถ้วน ฝาก สปสช. แก้ไขปัญหาดังกล่าวให้ประชาชน กราบขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านชลธิชา แจ้งเร็ว ครับ🔗
เรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน นางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคก้าวไกล จังหวัดปทุมธานีค่ะ วันนี้ดิฉันมีเรื่อง ปัญหาในพื้นที่ท่านปรึกษาหารือกับท่านประธานดังนี้ค่ะ🔗
เรื่องแรก คือโครงการก่อสร้างทาง จักรยานและลู่วิ่งพร้อมปรับภูมิทัศน์ ในซอยเอราวัณ ๒๙ จนถึงซอยเอราวัณ ๓๗ ซึ่งประชาชนในพื้นที่ต่างก็มีความกังวลถึงความคุ้มค่าของโครงการดังกล่าว ดิฉันเองได้ส่ง หนังสือสอบถามไปยังเทศบาลเมืองท่าโขลงแล้วค่ะ แต่ว่าก็ยังไม่มีการตอบกลับมา จึงขอฝาก ทางท่านประธานผ่านไปยังเทศบาลเมืองท่าโขลงให้ช่วยทำหนังสือตอบชี้แจงข้อมูลดังกล่าว พร้อมกับมีกระบวนการรับฟังข้อคิดเห็นกับพ่อแม่พี่น้องในพื้นที่นะคะ🔗
เรื่องที่ ๒ คือเรื่องของบ่อบำบัดน้ำเสียบริเวณโรงเรียนวันครูในเขตเทศบาล เมืองท่าโขลงค่ะ ซึ่งประชาชนในพื้นที่ต่างก็แจ้งมาว่ายังคงได้รับกลิ่นเหม็นจากน้ำเน่าเสีย ในบริเวณดังกล่าว จึงมีการตั้งข้อสังเกตกันว่าบ่อบำบัดดังกล่าวจะได้มาตรฐานและมีคุณภาพ หรือไม่นะคะ ดิฉันจึงขอฝากทางท่านประธานไปยังเทศบาลเมืองท่าโขลงให้ช่วยชี้แจงเหตุผล และตรวจสอบสาเหตุของปัญหาดังกล่าว🔗
เรื่องที่ ๓ อุบัติเหตุบนท้องถนนเลียบคลองสามซึ่งเกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง แล้วก็ครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นก็เป็นเมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมีประชาชนเดินข้าม ทางม้าลายแล้วถูกชนด้วยรถที่ขับมาอย่างเร็วจนทำให้เสียชีวิตค่ะ ดิฉันจึงขอฝากทาง ท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สภ. คลองหลวง และ อบต. คลองสาม ให้เพิ่ม มาตรการในการป้องกันอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตนะคะ🔗
เรื่องที่ ๔ คือศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ในพื้นที่ของคลองสามค่ะ ซึ่งดิฉันได้มี โอกาสไปลงพื้นที่แล้วก็พบว่าในพื้นที่ดังกล่าวยังคงมีการขาดแคลนในเรื่องของงบประมาณ จากรัฐนะคะ ดิฉันจึงขอฝากทางท่านประธานไปยังกรมส่งเสริมการเรียนรู้ให้ช่วยพิจารณา เรื่องของงบประมาณ แล้วก็การผลักดันให้เจ้าหน้าที่ผู้สอนได้รับสวัสดิการอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบประมาณในการผลักดันเรื่องของการพัฒนาสถานศึกษาและอุปกรณ์ การเรียนรู้นะคะ🔗
เรื่องสุดท้ายค่ะ เรื่องของเส้นจราจรบริเวณแปดแยกบ้านเอื้ออาทร กม. ๔๔ ซึ่งเป็นจุดวัดใจที่เกิดอุบัติเหตุหลายครั้ง เนื่องจากไฟส่องสว่างไม่เพียงพอ ป้ายบอกทาง ก็ไม่ชัดเจนนะคะ ดิฉันจึงขอฝากไปยังเทศบาลท่าโขลงให้ช่วยเร่งรัดดำเนินโครงการนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตีเส้นจราจรไฟส่องสว่าง เพื่อลดอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านปิยะนุช ยินดีสุข ครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางสาวปิยะนุช ยินดีสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขต ๗ พรรคเพื่อไทย วันนี้ดิฉันมีข้อหารือทั้งสิ้น ๔ ประเด็น ขอสไลด์ด้วยนะคะ🔗
เรื่องแรก เป็นเรื่องของอ่างเก็บน้ำ บึงกระโตนค่ะ ซึ่งมีพื้นที่กว่า ๓,๕๐๐ ไร่ อยู่ในพื้นที่ของ ๓ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ เทศบาลตำบลประทาย อบต. ประทาย และ อบต. หนองพลวง ซึ่งในขณะนี้มีคันรอบบึง ที่แสนจะทรุดโทรม ทั้งหลุม ทั้งบ่อ ดินแตกดินแยก โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนค่ะ ถนนลื่นเละ ทำให้พี่น้องทั้ง ๓ ท้องถิ่นเดินทางไปมาได้อย่างยากลำบากมาก ๆ นะคะ ดิฉันจึงขอฝากไปยัง กรมชลประทานให้พิจารณาปรับปรุงคันดินรอบบึงกระโตนอย่างเร่งด่วน🔗
เรื่องที่ ๒ สไลด์ถัดไปนะคะ ขอขยายถนนทางหลวง ๒๐๒ ช่วงดอนตะหนิน- ตลาดไทร ท่านประธานจะเห็นได้จากเส้นสีส้ม นี่คือถนน ๔ ช่องจราจรทั้งหมด แต่ยังเห็นช่อง เล็ก ๆ ตรงกลางเป็นสีน้ำเงินเป็นถนน ๒ เลน ประมาณ ๙ กิโลเมตร ซึ่งเป็นเขตชุมชน มีปริมาณรถหนาแน่นถึง ๖,๙๕๑ คันต่อวัน ดิฉันขอฝากไปยังแขวงทางหลวง กระทรวง คมนาคม ให้เร่งจัดสรรพิจารณางบประมาณค่ะ🔗
เรื่องที่ ๓ สไลด์ถัดไป ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนถึงอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยมาก บนถนนทางหลวง ๒๐๗ สายบ้านวัดประทายช่วงอำเภอโนนแดงค่ะ เนื่องจากเป็นถนนทางตรง แล้วก็เป็นทางหลักที่ใช้ไปยังหลายจังหวัด แล้วก็ทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนขับกันด้วยความรวดเร็ว ยิ่งในเฉพาะชุมชนค่ะ ไม่มีไฟแดง ไม่มีไฟจราจรเพื่อชะลอความเร็วเลยนะคะ ดิฉันจึงขอฝาก ไปยังแขวงทางหลวง กระทรวงคมนาคม ให้พิจารณาสร้างสี่แยกไฟแดงตลาดโนนแดง หน้าโรงเรียนชุมชนโนนแดงเพื่อความปลอดภัยของพี่น้องนักเรียน และผู้ใช้รถใช้ถนนต่อไปค่ะ🔗
เรื่องสุดท้ายค่ะท่านประธาน ยังเป็นเรื่องของราคาวัว ราคาควายที่ตกต่ำ เป็นอย่างมากนะคะ ซึ่งพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงวัว เลี้ยงควายในเขตพื้นที่ของดิฉันค่ะ ร้องไห้ โอดครวญกันอย่างแสนสาหัส เพราะว่าราคามันถูกจนน่าใจหายแล้วนะคะท่านประธาน พวกเขาลำบากจนจะแบกรับค่าเลี้ยงวัว เลี้ยงควายกันไม่ไหวแล้วค่ะ ดิฉันต้องขอร้องนะคะ ขอร้องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพาณิชย์ กรมปศุสัตว์ กรมการค้า ภายใน ให้เร่งออกมาตรการ แก้ไขจัดการเรื่องเร่งด่วนนี้ให้กับพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงวัว เลี้ยงควายต่อไป ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านคำพอง เทพาคำ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม คำพอง เทพาคำ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ภาคอีสาน ท่านประธานครับ ได้รับการร้องเรียนจากทีมทำงานของพรรคก้าวไกลจังหวัดสุรินทร์ว่า จากกรณีที่ชาวบ้าน บ้านหนองหว้า บ้านไทร บ้านกระโพธิ์ บ้านหนองแคน ตำบลไผ่ล้อม อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ ได้ร้องเรียนกับท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ให้มีการตรวจสอบการที่ชาวบ้านจะออก เอกสารสิทธิจากที่ดินที่ได้รับจากบรรพบุรุษมา ปรากฏว่าท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ก็ได้ มีคำสั่ง ๑๓๒ ให้มีการตั้งคณะทำงานตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา แต่จนบัดนี้คณะทำงาน ชุดนั้นก็ยังไม่มีการทำงาน ไม่มีการประชุมแม้แต่ครั้งเดียว การดำเนินการแก้ไขก็ไม่มีความ คืบหน้า🔗
พี่น้องชาวอุบลราชธานีที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนลำโดมน้อย หรือเขื่อนสิรินธร ที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนตั้งแต่ปี ๒๕๑๖ ๕๐ปีผ่านไป วันนี้ได้เดินทางเข้ามา ทวงถามค่าชดเชยจากกระทรวงพลังงาน กระทรวงพลังงานต้อนรับด้วยการปิดประตู กระแทกหน้านะครับ บอกว่าไม่ยินดีต้อนรับ และมิหนำซ้ำยังให้ตำรวจมาแจ้งข้อหาชุมนุม ผิดกฎหมาย ก็ต้องขอความกรุณาจากกระทรวงพลังงานว่าให้ดูแลชาวบ้านด้วยว่าเขาได้รับ ผลกระทบจากการเสียหายที่สร้างเขื่อนนะครับ🔗
คุณคมกฤช ศรีบรม ทีมทำงานของพรรคก้าวไกล จังหวัดร้อยเอ็ด ก็มีแจ้ง เข้ามาว่า สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าที่บ้านมะบ้า ตำบลบึงงาม อำเภอทุ่งเขาหลวง จังหวัดร้อยเอ็ด ตอม่อชำรุดริมแม่น้ำชี สไลด์มีระยะทางประมาณสัก ๒๕๐ เมตร ถ้าพังลงจริง ๆ นา ๒,๐๐๐ ไร่ ที่บ้านนางาม บ้านเสาเล้า บ้านมะบ้า บ้านวังทอง บ้านนาไชยวาน ต้องได้รับความเสียหาย อย่างแน่นอนนะครับ การแก้ปัญหายาเสพติดที่โกสุมพิสัยครับ พี่น้องบอกว่าจะต้อง มีการทำงานอย่างบูรณาการ ทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน งบประมาณของทางราชการต้องไปช่วย เขาด้วยนะครับ ราคามันสำปะหลังที่จังหวัดเลยนอกฤดูไม่ถึง ๑ บาทครับท่านประธาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปแก้ไขด้วยครับ ขอบคุณมากครับท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านษฐา ขาวขำ ครับ🔗
กราบเรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายษฐา ขาวขำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคภูมิใจไทย ขอปรึกษาหารือท่านประธานเรื่องความเดือดร้อนของประชาชน เพื่อให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการ จำนวน ๒ เรื่อง ซึ่งกระผมเคยนำมาปรึกษาหารือ ท่านประธาน เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๖๗ แต่ยังไม่มีความคืบหน้า ประกอบกับทั้ง ๒ เรื่อง ครับท่านประธานมีความสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตของพี่น้องประชาชน ซึ่งจะต้อง ให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน กระผมจึงต้องนำเรื่องนี้มาปรึกษาหารือท่านประธาน อีกครั้งหนึ่งครับ🔗
เรื่องที่ ๑ การก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ คลองสังข์ ตำบลกรุงหยัน อำเภอทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งการก่อสร้างครั้งนี้ จะต้องอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ก่อสร้าง จำนวน ๔๓๖ ครัวเรือน โดยให้ไปอยู่ในพื้นที่ที่ กรมป่าไม้ได้จัดให้ จำนวน ๒,๑๐๗ ไร่ ขณะนี้น้ำเริ่มที่จะมีปริมาณสูงขึ้น ทั้งมีการรื้อถอน บ้านเรือนราษฎรไปบ้างแล้วนะครับ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน จึงขอให้กรม ป่าไม้ได้เร่งรัดจัดพื้นที่เพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัย ของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างอ่างเก็บ น้ำคลองสังข์โดยเร่งด่วนด้วย🔗
เรื่องที่ ๒ ครับท่านประธาน เรื่องของน้ำกัดเซาะตลิ่ง แม่น้ำตรัง ซึ่งอยู่ ในพื้นที่หมู่ที่ ๓ ตำบลวังหิน อำเภอบางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช มวลน้ำได้กัดเซาะตลิ่ง มากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ก็จะทำให้ถนนสายหลักของหมู่บ้านที่ประชาชนใช้สัญจรไปมาจะถูก ตัดขาดนะครับ ประชาชนจะได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก จึงขอให้ กรมโยธาธิการและผังเมืองได้เร่งรัดก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งโดยเร่งด่วนด้วยครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ เขต ๗ พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานครับ วันนี้ผมจะขอหารือถึงเรื่องแนวทางในการเพิ่ม ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเขื่อนลำประทาวทั้งเขื่อนบนและเขื่อนล่าง🔗
เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการ ของพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ อย่างที่เราทราบช่วงนี้เป็นช่วงฤดูน้ำหลากและ หลายจังหวัดได้เกิดวิกฤติน้ำท่วม อย่างเช่น จังหวัดตากและจังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดชัยภูมิ ถือเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีวิกฤติน้ำท่วมในรอบ ๓ ปีที่ผ่านมา ตามที่ปรากฏบนสื่อ และปีนี้คาดว่า มีปริมาณน้ำฝนสูงขึ้นตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคมจนถึงเดือนกันยายน หนึ่งในสาเหตุที่น้ำท่วม เทศบาลเมืองหนัก ๓ ปีติดต่อกัน เกิดจากวิกฤติน้ำล้นเขื่อนลำประทาวล่าง ผนวกกับน้ำ ที่ไหลมาจากอำเภออื่น ๆ มาบรรจบกัน จึงทำให้เกิดน้ำท่วมหนักส่งผลเสียต่อมูลค่า ทางเศรษฐกิจจำนวนมาก จากสถิติพบว่าช่วงฤดูน้ำหลากน้ำจะไหลเข้าเขื่อนบนราว ๔-๕.๔ ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ในส่วนของเขื่อนล่างน้ำจะไหลเข้าตั้งแต่ ๑.๖๙-๗.๖ ล้าน ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ในขณะที่ปริมาณน้ำที่สามารถพร่องออกไปได้สูงสุดอยู่เพียงแค่ ๓๐๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งที่จริงแล้วถ้าเราบริหารจัดการเขื่อนลำประทาวได้อย่างมี ประสิทธิภาพจะสามารถช่วยบรรเทาเหตุน้ำท่วมในเทศบาลเมืองและยังเพิ่มปริมาณน้ำให้กับ พื้นที่แห้งแล้ง เช่น อำเภอแก้งคร้อ ผมจึงมีข้อเสนออยากฝากท่านประธานนำเรียนไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและกรมชลประทาน รวมถึงจังหวัด ชัยภูมิ ดังนี้ครับ🔗
๑. ควรจัดตั้งคณะกรรมการบริหารน้ำเขื่อนลำประทาวร่วมกันหลายฝ่าย เพื่อบริหารน้ำสำหรับการเกษตร แล้วก็อุปโภคบริโภค รวมถึงการบรรเทาอุทกภัยน้ำท่วม ไม่ใช่แค่การผลิตกระแสไฟฟ้าเท่านั้น🔗
๒. การแก้ปัญหาระยะสั้นเขื่อนล่างควรเร่งพร่องน้ำก่อนฤดูน้ำหลากนะครับ🔗
๓. ควรติดตั้งระบบสูบจากเขื่อนล่างขึ้นเขื่อนบนนะครับ โดยเมื่อน้ำใกล้ล้น เขื่อนล่าง ให้สูบไปเก็บไว้ที่เขื่อนบน แล้วก็พร่องออกทางอำเภอแก้งคร้อให้มากขึ้น ซึ่งจะ บรรเทาน้ำในเทศบาลเมืองนะครับ น้ำท่วม รวมถึงเพิ่มปริมาณน้ำให้กับพื้นที่แห้งแล้ง ในอำเภอแก้งคร้อนะครับ🔗
สุดท้ายครับ ควรเพิ่มประตูระบายน้ำสำหรับเขื่อนล่างเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ในการพร่องน้ำ เพราะปัจจุบันพร่องได้แค่ ๓๐๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ในขณะที่ปริมาณน้ำ สามารถเข้ามาสูงสุดถึง ๗ ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ไม่ถึง ๓ วันน้ำก็ล้นเขื่อนล่างเข้าไปท่วม เทศบาลเมือง ก็ขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านชวาล พลเมืองดี ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ชวาล พลเมืองดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขต ๓ พื้นที่อำเภอเมือง อำเภอพานทอง และอำเภอบ้านบึง พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ผมมีเรื่องจะนำเรียนทางท่านประธาน ผ่านไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบอยู่ด้วยกัน ๓ เรื่องดังนี้ครับท่านประธาน🔗
เรื่องแรก เป็นปัญหาจุดตัดทางข้ามทางรถไฟ แต่ครั้งนี้ไม่ใช่จุดตัดทางข้าม ทางรถไฟตำบลบ้านเก่า🔗
ที่ผมเคยได้นำเรียนท่านประธานไปก่อนหน้านี้ ซึ่งทางการรถไฟแห่งประเทศไทยก็ได้มีการตอบกลับและรับปากว่าจะมีการจัดซื้อจัดจ้างมา ภายในเดือนกันยายน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างยิ่ง และต้อง ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วย แต่ทั้งนี้ครับท่านประธาน ยังมีอีกจุดตัดที่ยังมีปัญหาอยู่บริเวณถนน เลียบชลประทาน ตำบลบางนาง อำเภอพานทอง จุดตัดนี้มีสภาพชำรุดทรุดโทรม พื้นผิว มีลักษณะเป็นหลุมเป็นบ่อ ไม้กั้นมีความเก่า สนิมขึ้น บางครั้งไม้กั้นก็ทำงานเองโดยที่ไม่ได้มี รถไฟวิ่งผ่าน ประชาชนต้องรอนานหลายนาที เสียเวลาในการเดินทาง จึงอยากให้ท่านประธาน นำเรียนไปยังการรถไฟแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้ามาดำเนินการ แก้ไขด้วยครับ🔗
เรื่องต่อมาครับท่านประธาน พี่น้องตำบลคลองตำหรุ ได้เรียกร้องให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องสร้างสะพานกลับรถจักรยานยนต์บริเวณหน้าปากซอยทางเข้าไปวัดบุญญราศรี เพื่อข้ามถนนสุขุมวิท หมายเลข ๓๔ เนื่องจากพี่น้องมีความจำเป็นจะต้องไปกลับรถไกล และจะต้องใช้จุดกลับรถบนทางด่วนบูรพาวิถี ซึ่งเต็มไปด้วยรถยนต์และรถบรรทุกจำนวนมาก มีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายเป็นอย่างยิ่ง ผมจึงอยากให้ทางท่านประธานนำเรียนไปยัง กระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่ออนุเคราะห์โครงการสร้างสะพาน กลับรถจักรยานยนต์ให้กับพี่น้องชาวคลองตำหรุด้วยครับ🔗
เรื่องสุดท้ายครับท่านประธาน เป็นเรื่องเดือดร้อนของพี่น้องตลาดเก่า บ้านหนองยาง ตำบลหนองบอนแดง อำเภอบ้านบึง ที่ต้องจมอยู่กับปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก เวลามีฝนตกหนัก เนื่องจากคลองลำรางระบายน้ำด้านหลังตลาดเต็มไปด้วยดิน วัชพืช และสิ่งปฏิกูลอุดตัน ทำให้น้ำไม่สามารถระบายได้จึงทะลักเข้าไปท่วมบ้านเรือนในตลาด จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น อบจ. ชลบุรี อบต. หนองบอนแดงทำลำราง ระบายน้ำแบบคอนกรีต หรือถนนคอนกรีตข้ามลำราง เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวด้วย และยังมีปัญหา ของพี่น้องประชาชนอีก ๓ เรื่องที่ผมจะขอส่งเป็นหนังสือผ่านทางท่านประธานถึงหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านวิชัย สุดสวาสดิ์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม วิชัย สุดสวาสดิ์ พรรครวมไทยสร้างชาติจากจังหวัดชุมพร วันนี้นำเรียนท่านประธานด้วยกัน ๒ เรื่องนะครับ โดยเฉพาะเป็นปัญหาของพี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่อำเภอหลังสวน ได้รับเรื่องฝากมาจากท่าน สส. สุพล จุลใส สส. เขต ๓ จังหวัดชุมพร🔗
ในเรื่องของการที่พี่น้องชาวประมงเกิดปัญหา ร่องน้ำในพื้นที่ของอำเภอหลังสวน ปากน้ำหลังสวน ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากท่านกำนันปรีชา สุวีรานุวัฒน์ ท่านเป็นนายกสมาคมชาวประมงอำเภอหลังสวน แล้วก็ท่าน สจ. อำนาจ เกตากุล ในเรื่องของการที่พี่น้องประชาชน พี่น้องชาวประมง ติดขัดในเรื่องของร่องน้ำเดินทางของเรือ ที่ออกไปทำการประมง ในเรื่องนี้พี่น้องประชาชนคนหลังสวนเดือดร้อนเป็นอย่างมาก เพราะในเรื่องของด้านเศรษฐกิจด้วย พี่น้องประชาชนออกทะเลทำการประมงได้ปลามาที่จะ เอามาขึ้นก็ต้องรอน้ำให้เข้าทำให้เสียสินค้าในเรื่องของการประมง และอีกอย่างหนึ่งในเรื่องของ ประมงในจังหวัดอื่น ๆ ที่ได้นำเรือเข้ามาเพื่อขึ้นปลาที่ท่าเรือของปากน้ำหลังสวนนั้น ไม่มีร่องน้ำ เดินทางอย่างนี้ ทำให้พี่น้องประชาชนเสียผลประโยชน์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเศรษฐกิจ ในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการจับจ่ายใช้สอยของลูกน้องชาวเรือประมงที่ขึ้นมา พอไม่มีเรือเข้ามา ทางตลาดเองก็เงียบนะครับ เงียบมาประมาณ ๒ ปีแล้ว ก็ขอฝากนำเรียนถึงหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกรมเจ้าท่า ให้รีบแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องชาวหลังสวนโดยด่วน เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้เป็นปัญหาหลัก พอพี่น้องประชาชนเขานำเรียนไปก็ได้อ้างว่าไม่มี งบประมาณนะครับ🔗
อีกส่วนหนึ่งได้รับเรื่องร้องเรียนจากท่านมโน สว่างศรี ท่านสมาชิกสภา องค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร ในเรื่องของร่องน้ำเหมือนกันครับ ร่องน้ำของปากคลอง บางโหล ปากคลองพนังตัก ปากคลองดอนทรายแก้ว เป็นพื้นที่ที่ตื้นเขินเป็นอย่างมาก ก็ได้รับการประสานงานจากทุกภาคส่วนเพื่อให้แก้ไขปัญหาโดยเฉพาะกรมเจ้าท่าเหมือนกันครับ ก็ขอฝากท่านประธานถึงกรมเจ้าท่านิดหนึ่งว่าการดูแลพี่น้องประชาชนในเรื่องของ ความเดือดร้อนนั้น หลายที่หลายทางได้เอ่ยนามไปแล้ว ได้ประสานงานไปแล้ว ก็ขอให้ รีบดำเนินการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน เพราะพี่น้องชาวประมงนั้น ณ ปัจจุบันนี้ ลืมตาอ้าปากไม่ได้กับกฎหมายประมงอยู่แล้วยังมาเกิดการแก้ไขปัญหาอย่างนี้อย่างล่าช้า ก็ขอฝากนำเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านฐิติมา ฉายแสง ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ฐิติมา ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา เขต ๑ ท่านประธานคะ ขอหารือเรื่องที่ ๑ รองนายก อบต. คลองนครเนื่องเขต คุณนพดล ชื่นอุทัย ได้ร้องเรียนมาว่า🔗
ถนนสายหมู่ ๑๒ หมู่ ๑๓ หมู่ ๑๕ ตำบลคลองนครเนื่องเขต อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา เชื่อมหมู่ ๒ หมู่ ๓ หมู่ ๔ ตำบลโพรงอากาศ อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา อยู่ในความรับผิดชอบของ อบจ. ฉะเชิงเทรานะคะ พังเป็นหลุมเป็นบ่อหลายจุดมากมานานเป็นปีแล้ว ทาง อบต. คลองนครเนื่องเขตได้ทำหนังสือถึง อบจ. ฉะเชิงเทราให้เข้ามาทำการแก้ไข แต่ก็เงียบไม่มี อะไรคืบหน้า ยิ่งตอนนี้ช่วงหน้าฝนทำให้ถนนพังมากขึ้น และมีน้ำท่วมขัง บางทีมองไม่เห็น เป็นหลุมลึก หรือทำให้เกิดอุบัติเหตุได้🔗
เรื่องที่ ๒ ถนนหน้าซุ้มวัดคู้เกษมสโมสร หมู่ ๓ ตำบลคลองอุดมชลจร อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา พังเป็นหลุมเป็นบ่อขนาดใหญ่หลายจุด มีน้ำท่วมขัง ประชาชน ก็ร้องเรียนไปยัง อบต. คลองอุดมชลจรหลายครั้งแล้ว ทุกครั้งทาง อบต. คลองอุดมชลจร ก็นำหินคลุกมาโรยโปะไว้เท่านั้น ซึ่งขณะนี้หน้าฝน ไม่กี่วันหินที่โรยเอาไว้ก็จะหลุดออกหมด ก็จะเป็นหลุมเหมือนเดิม ท่านประธานคะดิฉันก็สงสัยว่าทำไมตำบลคลองอุดมชลจร จึงไม่ทำการซ่อมแซมโดยลาดยาง Asphaltic Concrete เสียเลยคะ🔗
เรื่องที่ ๓ ผู้ใหญ่บ้าน ไสว สรเดช หมู่ ๗ ตำบลคลองหลวงแพ่ง อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้ร้องเรียนมาว่าภายในหมู่บ้านเดอะเรสซิเดนท์มีเสาไฟฟ้าภายในหมู่บ้าน เอียงหลายต้น และมีวัชพืชขึ้นปกคลุมสายไฟเป็นจำนวนมาก เกรงว่าจะเกิดอันตราย ทางผู้ใหญ่ได้แจ้งไปยังการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคคลองเจ้าหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่ได้รับการแก้ไข แต่อย่างใด จึงนำเรียนท่านประธานฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้ช่วยเหลือพี่น้อง ประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านสว่างจิตต์ เลาหะโรจนพันธ์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน สว่างจิตต์ เลาหะโรจนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง เขต ๕ พรรคก้าวไกล ขอหารือท่านประธานเรื่องจุดชมวิวเขาโกรกตะแบก และการท่องเที่ยว เชิงศรัทธาในอำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยองค่ะ🔗
ด้วยสมาชิกชมรมบ้านฉาง ท่องเที่ยวศิลปะรักษ์สิ่งแวดล้อม และชมรมบ้านฉางคลาสสิค ได้ร่วมกันสำรวจเส้นทาง ธรรมชาติเขาโกรกตะแบก ระยะทางทั้งสิ้น ๔.๒ กิโลเมตร ณ จุดเริ่มที่ความสูงจาก ระดับน้ำทะเล ๖๖ เมตร จนถึงจุดที่เหมาะกับการทำเป็นจุดชมวิว ที่ระดับความสูง ๒๓๙ เมตร ในเวลากลางวันสามารถมองเห็นวิวทะเลไปจนถึงหมู่เกาะแสมสาร แล้วก็เห็นวิวรอบเมือง บ้านฉาง และยิ่งหากมองในตอนกลางคืนก็จะเห็นแสงไฟสวย ๆ ของโรงไฟฟ้าในนิคม อุตสาหกรรมมาบตาพุดอีกด้วย ทำเลของเขาโกรกตะแบกถือว่าเป็นทำเลที่เหมาะสมที่ควรจะ Promote ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว เพราะไม่ไกลจากสนามบินอู่ตะเภา พัทยา เกาะแสมสาร และการอยู่บนเส้นทางหลักทางหลวงหมายเลข ๓ ค่ะ ตัวอย่างจุดหมายสายศรัทธาของ บ้านฉาง ได้แก่ วัดชากหมาก มีเกจิอาจารย์ชื่อดังได้แก่หลวงพ่อหอม มีสิงห์หลวงพ่อหอม เป็นวัตถุมงคลที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก แล้วก็มีการเช่าในราคาแพงทีเดียว ในส่วนวัดคีรีภาวนาราม ก็เป็นวัดที่มีภูมิทัศน์สวยงาม มีประเพณีตักบาตรเทโวที่มีคนกล่าวขานกันว่าต้องมากันสักครั้ง ในชีวิต นอกเหนือจากสวนผลไม้และทุเรียนดินทรายอันเป็นเอกลักษณ์ของบ้านฉาง ผลิตภัณฑ์ชุมชนที่มีชื่อเสียงของบ้านฉางก็ได้แก่ เครื่องสำอางที่ทำจากมะหาดค่ะ คุณสมบัติ ทำให้ผิวขาว แล้วก็สอดคล้องกับคำว่า ห้วยมะหาด ซึ่งเป็นชื่อลำคลองในพื้นที่ เรื่องงานฝีมือทั้งผ้าบาติก ทั้งเทคนิคการยอมผ้าจากใบไม้ อย่าง Suit ที่ดิฉันใส่ก็เป็นงานฝีมือ ย้อมผ้าของชาวบ้านฉางค่ะ การท่องเที่ยวชุมชนช่วยสร้างความยั่งยืน แล้วก็ความแข็งแกร่ง ให้กับท้องถิ่น การพัฒนาการท่องเที่ยวในพื้นที่ก็ยังเป็นความท้าทาย แล้วก็ต้องการ การสนับสนุนจากทุกภาคส่วน จึงขอหารือท่านประธานไปยังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ในการอนุญาตให้ใช้พื้นที่ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อสนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาจุดชมวิวเขาโกรกตะแบก และส่งเสริมการท่องเที่ยว เชิงศรัทธาหรือสายมูเตลูให้กับอำเภอบ้านฉางต่อไป ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านถนอมพงศ์ หลีกภัย ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ถนอมพงศ์ หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดตรัง พรรครวมไทยสร้างชาติ ท่านประธานครับ วันนี้กระผมจะหารือเรื่องตึกอาคารผู้ป่วยนอก หรือว่าตึกอุบัติเหตุฉุกเฉิน ประจำจังหวัดตรังนะครับ ซึ่งได้ตั้งรกร้างมานานแล้วประมาณ ๑๒ ปีครับท่านประธาน🔗
จดทะเบียนทำสัญญาการก่อสร้างมาตั้งแต่ ถ้าผมจำไม่ผิดท่านประธานประมาณวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๕ โดยมีราคากลางอยู่ที่ ๔๑๗ ล้านบาท ผู้รับเหมาทิ้งงานครับท่านประธาน ผ่านผู้รับเหมาไป ๒ บริษัท ผ่านผู้ว่า ราชการจังหวัดตรังไป ๗ ท่าน ซึ่งตอนนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดคนปัจจุบันคือท่านทรงกลด สว่างวงศ์ ก็ได้ปรารภกับผมว่าโอกาสที่จะจัดจ้างใหม่มีบ้างไหมนะครับ เพราะอย่างไรเรื่องที่ผู้รับเหมา ทิ้งงานมันเป็นอดีตกาลไปแล้วท่านประธาน ผมเชื่อเหลือเกินว่าเราคิดอย่างไรว่าให้ตึกที่เป็น ประโยชน์ให้กับชาวบ้าน ลดความแออัดของชาวบ้านชาวจังหวัดตรังของผม อยากจะฝาก ท่านประธานไปถึงกระทรวงสาธารณสุขผู้รับผิดชอบโดยตรง โดยผ่านไปทางท่านรัฐมนตรี กระทรวงสาธารณสุข ท่านสมศักดิ์ เทพสุทิน ขออนุญาตนะครับที่เอ่ยนามท่าน อยากจะฝาก ท่านผู้หลักผู้ใหญ่ในกระทรวงสาธารณสุข ช่วยดูแล ช่วยฝากให้ตึกนี้ได้กลับมาใช้ประโยชน์ ให้กับพี่น้องชาวจังหวัดตรัง เพราะรัฐเสียผลประโยชน์มาแล้ว ๑๐๐ กว่าล้านบาท พี่น้อง ประชาชนจังหวัดตรังผ่านไปผ่านมาไม่ได้ใช้ตึกนี้ ซึ่งเป็นตึกก่อสร้างโดยกระทรวงสาธารณสุข🔗
สุดท้ายครับท่านประธานผมอยากจะฝากท่านประธานถึงผู้รับผิดชอบโดยตรง ไม่ว่าทางกระทรวงสาธารณสุข ไม่ว่าทางผู้รับผิดชอบในโรงพยาบาลว่าให้ช่วยกัน Active ให้ช่วยกันขับเคลื่อน โดยเฉพาะท่านผู้อำนวยการ โดยเฉพาะผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีหน้าที่ในการ จัดซื้อจัดจ้าง ไม่ใช่ท่านตอบอยู่ได้คำเดียว ไม่มีงบ ไม่มีงบ🔗
ขออีกนิดครับท่านประธานด้วยความเคารพครับ พอดีเพื่อนผมท่าน สส. วิชัย สุดสวาสดิ์ จากจังหวัดชุมพรยังติดค้างอยู่นิดหนึ่งเรื่องปลาหมอคางดำ ซึ่งตอนนี้ระบาดไปทั่ว ทุกระแหงแล้ว อยากฝากท่านประธานด้วย ด้วยความเคารพครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านประมวล พงศ์ถาวราเดช ครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายประมวล พงศ์ถาวราเดช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประจวบคีรีขันธ์ เขต ๓ พรรคประชาธิปัตย์ ผมได้รับการร้องเรียน จากพี่น้องประชาชนหมู่บ้านธรรมรัตน์ และใกล้เคียงของตำบลทองมงคลและตำบลช้างแรก อำเภอบางสะพาน และอำเภอบางสะพานน้อย ซึ่งกรมทางหลวงได้ทำการก่อสร้างเพื่อขยาย ถนนเพชรเกษม หมายเลข ๔ ที่กิโลเมตรที่ ๓๙๖ ถึงกิโลเมตรที่ ๔๐๐ ก่อนอื่นก็ขอบคุณ กรมทางหลวงที่ได้ดำเนินการโครงการดังกล่าว แต่โครงการที่กรมทางหลวงได้ดำเนินการ ก่อสร้างมีผลกระทบกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ เพราะทำไม่บรรลุความสำเร็จตามที่ กรมทางหลวงได้มีความประสงค์ อย่างเช่น ทางคู่ขนานทั้งซ้ายทั้งขวาไม่สามารถบรรลุด้วยกันได้ เพราะฉะนั้นผมขอให้กรมทางหลวงหางบประมาณเพิ่มเติมเพื่อให้ทางคู่ขนานไม่ว่าด้านซ้าย ด้านขวาของถนนสายหลักให้บรรลุสัญจรไปมาได้ พร้อมกับติดตั้งระบบไฟส่องสว่าง ตามความต้องการของพี่น้องประชาชน และสิ่งที่กรมทางหลวงได้สร้างสะพานบก หรือ Over Pass ซึ่งปิดบังทิวทัศน์และกีดกั้นการไปมา ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ก็อยากให้กรมทางหลวงเปลี่ยนแปลงรูปแบบตามความ ปรารถนาที่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้ร้องเรียนไปที่กรมทางหลวง ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้ การก่อสร้างยังไม่เสร็จ ปัญหาการสัญจรไปมาก็ไม่สะดวก และบางครั้งเกิดอุบัติเหตุ หรือบางครั้งรถหนาแน่นจราจรติดขัดเป็นระยะยาวหลายกิโลเมตร ทำให้ปัญหาเกิดขึ้นกับ พี่น้องประชาชนในพื้นที่และผู้สัญจรไปมา🔗
ส่วนเรื่องที่ ๒ ซึ่งได้พูดไปแล้วหลายครั้ง คือ กรมเจ้าท่า ได้รับการร้องเรียน จาก นายนันทชัย สุขเกื้อ นายกสมาคมชาวประมงอำเภอบางสะพาน ขอให้กรมเจ้าท่า ขุดลอกคลองแม่รำพึง ส่วนเรื่องที่ ๒ ขอให้กรมเจ้าท่าขุดลอกคลองฝั่งแดง อำเภอ บางสะพานน้อย🔗
เรื่องที่ ๓ ขอให้กรมเจ้าท่าขุดลอกคลองทุ่งประดู่ อำเภอทับสะแก ซึ่งได้ร้องเรียนไปครั้งหนึ่งแล้ว และได้แจ้งผ่านท่านประธานไปที่กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ขอบพระคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านชนก จันทาทอง ครับ🔗
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวชนก จันทาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย เขต ๒ จากพรรคเพื่อไทย🔗
วันนี้วันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๗ ดิฉัน ขอแสดงความยินดีกับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศด้วยค่ะ เป็นวันแรกในการลงทะเบียน ขอรับสิทธินโยบาย Digital Wallet ที่พี่น้องประชาชนทุกคนรอคอยค่ะ แบ่งเป็น ๒ กลุ่ม กลุ่มแรกสำหรับพี่น้องประชาชนที่มีโทรศัพท์ ตั้งแต่วันที่ ๑ สิงหาคม จนถึงวันที่ ๑๕ กันยายน สามารถดาวน์โหลด Application ทางรัฐ สร้างบัญชียืนยันตัวตนและลงทะเบียน ขอรับสิทธิ กลุ่มที่ ๒ เป็นกลุ่มที่พี่น้องประชาชนไม่มีโทรศัพท์ ตั้งแต่วันที่ ๑๖ กันยายน จนถึง ๑๕ ตุลาคม สามารถนำบัตรประชาชนของตัวเองไปยืนยันตนเพื่อขอรับสิทธิได้ตามจุด ที่รัฐบาลแจ้ง และในวันที่ใช้จ่ายสามารถนำบัตรประชาชนไปใช้จ่ายได้ เพียงแต่ว่าเวลาใช้จ่ายนั้น ต้องถ่ายรูปแสดงตัวตนเท่านั้นค่ะ🔗
เรื่องถัดไปเป็นปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เป็นปัญหาของตลิ่ง กันทรุดริมแม่น้ำโขงชำรุดเสียหาย ดิฉันได้รับการร้องทุกข์จากท่านนายกองค์การบริหาร ส่วนตำบลรัตนวาปีว่า ตลิ่งที่หมู่บ้านหนองแก้ว หมู่ที่ ๔ ตำบลรัตนวาปี อำเภอรัตนวาปี นั้น เกิดการชำรุดเสียหายตั้งแต่ปี ๒๕๖๕ ท่านนายกนั้นก็ได้นำเรื่องนี้แจ้งไปยังโยธาธิการ และผังเมืองจังหวัดหนองคายแล้ว แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่สามารถมาดูแลและแก้ไขได้ ดังภาพ ที่ท่านประธานเห็น ตอนนี้เหลือเสาแค่ตัวเดียวแล้วค่ะ แล้วก็การชำรุดเสียหายนั้นลุกลาม ประชิดถึงบ้านพี่น้องประชาชนแล้ว หากในวันนี้ยังไม่ได้รับการดูแลและแก้ไขนั้นจะเกิด ความเสียหายมากกว่านี้ ดิฉันจึงนำเรียนผ่านท่านประธานสภาไปยังสำนักงานโยธาธิการ และผังเมืองจังหวัดหนองคายให้เข้าไปดูแลและแก้ไขอย่างเร่งด่วน ขอบพระคุณค่ะ ท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านศุภโชค ศรีสุขจร ครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ ศุภโชค ศรีสุขจร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม เขตเลือกตั้งที่ ๑ พรรคชาติไทยพัฒนา ท่านประธานครับ วันนี้ผมมีเรื่องอยากจะขอปรึกษาหารือกับท่านประธานอยู่ด้วยกัน ๑ เรื่อง🔗
เนื่องจากในสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้ลงพื้นที่ ตำบลธรรมศาลา และได้รับเรื่องร้องเรียนจากท่านกำนันภูภณ ตั้งเอนกเจริญ ขออนุญาต เอ่ยนามถึงท่านนะครับ ท่านเป็นกำนันตำบลธรรมศาลา เกี่ยวกับปัญหาการจราจรบริเวณ สะพานข้ามทางรถไฟระหว่างตำบลธรรมศาลาและตำบลสามกระบือเผือก อยู่บนถนน ทางหลวงชนบท สาย นฐ. ๑๐๒๓ โดยทางลงช่วงตำบลสามกระบือเผือกมีช่องจราจร อยู่ด้วยกันถึง ๓ ช่องจราจร ทำให้บ่อยครั้งนั้นเกิดอุบัติเหตุ ประกอบกับอุปกรณ์ อำนวยความปลอดภัยนั้นมีการติดตั้งที่ไม่เพียงพอและชำรุดเสียหายครับ ทำให้บ่อยครั้ง เกิดอุบัติเหตุช่วงทางลงสะพาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางลงสะพานมีบ้านของพี่น้องประชาชน ที่ตั้งอยู่ครับ ล่าสุดเพิ่งมีรถสิบล้อพุ่งเข้าชนบ้านดังกล่าว โชคดีที่ไม่มีผู้เสียชีวิตครับ จนคุณป้าที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นต้องติดตั้งไฟสัญญาณเตือน ด้วยเงินของตัวเอง เพราะเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย อีกทั้งการจราจรบริเวณทางลงสะพาน มีการจราจรที่หนาแน่นครับ แล้วยังมีรถที่เรียกว่าฝ่าฝืนกฎจราจรตีวงกลับรถขึ้นสะพานทันที ทำให้รถมีการชะลอตัวและเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ ผมจึงอยากนำเรียนท่านประธาน ไปยังท่านผู้อำนวยการแขวงทางหลวงชนบทช่วยจัดสรรงบประมาณในการติดตั้งอุปกรณ์ อำนวยความปลอดภัยเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็น Guard Rail และ Barrier และอยากนำเรียน ท่านประธานไปยังท่านผู้กำกับ สภ. สามกระบือเผือกช่วยจัดเจ้าพนักงานช่วยมาดูแลเรื่อง การจราจร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชั่วโมงเร่งด่วน เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน ชาวนครปฐมครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านสมศักดิ์ บุญประชม ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายสมศักดิ์ บุญประชม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑๐ จังหวัดอุบลราชธานี พรรคไทยรวมพลัง วันนี้ผมมีเรื่องหารือท่านประธาน ๒ เรื่องครับ🔗
เรื่องที่ ๑ การขยายขนาดโรงพยาบาลอำเภอน้ำยืน โรงพยาบาลอำเภอน้ำยืน สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๕ เปิดให้บริการเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๖🔗
ปัจจุบันโรงพยาบาลอำเภอน้ำยืน เป็นโรงพยาบาลขนาด ๘๐ เตียง มีประชากรในเขตให้บริการ ๗๐,๐๐๐ กว่าคน และยัง รองรับผู้ป่วยจากประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งลาวและกัมพูชา ซึ่งในปี พ.ศ. ๒๕๖๘ จะขอขยาย เป็นโรงพยาบาลขนาด ๑๒๐ เตียง เพื่อให้สามารถรองรับผู้ป่วยในพื้นที่และเขตอำเภอ ใกล้เคียง และยังสามารถลดความแออัดของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี และเป็นส่วนหนึ่งของการลดค่าใช้จ่าย ของพี่น้องประชาชนในการเข้ารับการรักษาตัวและเยี่ยมผู้ป่วยด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ เรื่องบ่อบำบัดน้ำเสียของโรงพยาบาลอำเภอน้ำยืน สืบเนื่องมาจาก บ่อบำบัดน้ำเสียแห่งนี้ ก่อสร้างขึ้นตั้งแต่ตั้งโรงพยาบาลเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ซึ่งเป็นบ่อบำบัด น้ำเสียที่สามารถบำบัดน้ำได้แค่วันละ ๙๐ ลูกบาศก์เมตร และยังเป็นบ่อบำบัดน้ำเสีย ด้วยวัชพืชและบ่อดินทำให้การบำบัดน้ำเสียของโรงพยาบาลอำเภอน้ำยืนยังไม่ได้มาตรฐาน ตามที่ควร ปัจจุบันโรงพยาบาลอำเภอน้ำยืนได้เปิดคลินิกฟอกไตให้กับประชาชนวันหนึ่ง ๑๔-๒๐ เตียงต่อวัน ทำให้ต้องใช้น้ำประมาณ ๕,๐๐๐ ลิตร ซึ่งจะทำให้บ่อบำบัดน้ำเสีย ของโรงพยาบาลเกิดปัญหาได้ในภายภาคหน้า ทางโรงพยาบาลอำเภอน้ำยืนจึงอยากก่อสร้าง บ่อบำบัดน้ำเสียที่ได้มาตรฐานและสามารถบำบัดน้ำเสียได้วันละ ๑๕๐ ลูกบาศก์เมตร กระผมจึงอยากฝากท่านประธานไปถึงกระทรวงสาธารณสุขหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยจัดสรรงบประมาณไปก่อสร้างอาคารผู้ป่วยหลังใหม่และบ่อบำบัดน้ำเสียให้กับ โรงพยาบาลอำเภอน้ำยืน อำเภอน้ำยืนห่างไกลจากจังหวัดอุบลราชธานี ๑๑๐ กิโลเมตร เป็นอำเภอชายแดน แล้วก็เป็นอำเภอที่ติด ๓ ประเทศ คือสามเหลี่ยมมรกตครับ ขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านสรัสนันท์ อรรณนพพร ครับ🔗
เรียนท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน สรัสนันท์ อรรณนพพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขต ๙ พรรคเพื่อไทย วันนี้ดิฉันมี ๒ ข้อหารือ นำเรียนท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบดังนี้ค่ะ🔗
เรื่องแรก ดิฉันได้รับการประสานงานจาก นายไพฑูรย์ กิตติปัญจมาศ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลแวงน้อย อำเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น เนื่องจากตลอด แนวถนน ๒๐๖๕ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณเทศบาลที่เพิ่งก่อสร้างขยายเส้นทางแล้วเสร็จนั้น ได้เกิดปัญหาที่ตามมา คือท่อระบายน้ำข้างถนนที่ไม่สามารถระบายน้ำได้ ทำให้เกิดน้ำท่วมขัง ที่มากไปกว่านั้นน้ำเน่าเหม็นตลอดแนวถนน ตลอดหน้าร้านสถานบริการ แล้วก็ย่านที่เป็น ย่านเศรษฐกิจของชุมชน เหตุนี้เกิดจากการออกแบบการวางระดับท่อที่เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง จึงใคร่ขอให้กรมทางหลวง แขวง ๓ เร่งเข้ามาแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพราะช่วงนี้ฝนตก อย่างต่อเนื่อง มีน้ำท่วมขังแล้วก็เป็นอันตรายต่อการสัญจรของพี่น้องในพื้นที่เช่นเดียวกันค่ะ🔗
เรื่องที่ ๒ ดิฉันได้รับการร้องเรียนจาก นายประเสริฐ นาคุณ นายกองค์การ บริหารส่วนตำบลคอนฉิม อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น เนื่องจากหลายหมู่บ้านเกือบค่อน ตำบล ได้แก่ หมู่ ๕ บ้านหนองโจด หมู่ ๗ บ้านหนองคูรอง หมู่ ๘ บ้านลอมคอม หมู่ ๙ บ้านหนองดู่ หมู่ ๑๐ บ้านหนองสำโรง ตำบลลอมคอม อำเภอพล ไม่มีน้ำประปาเพื่ออุปโภค บริโภค ทั้ง ๆ ที่มีสายประปาพาดผ่านพื้นที่ค่ะ แต่ไม่สามารถได้รับประโยชน์แล้วก็เข้าถึง น้ำประปาที่สะอาดค่ะ จึงอยากใคร่ขอหน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งเข้าสำรวจช่วยเหลือ แล้วก็ติดตามเรื่องนี้ค่ะ ที่สำคัญตำบลลอมคอม อำเภอพล ขาดแคลนแหล่งน้ำธรรมชาติ ที่มีคุณภาพ แล้วก็มีเสถียรภาพ น้ำที่ใช้อยู่ก็ไม่พอค่ะ ที่สำคัญทั้งขุ่นทั้งเหม็น จึงใคร่ขอ สำนักงบประมาณ แล้วก็กระทรวงที่มีอำนาจจัดสรรในการดูแลเรื่องนี้ เช่น กรมชลประทาน เข้าไปจัดสรร แล้วก็อยากได้งบเพื่อที่จะขุดลอกแหล่งน้ำขนาดเล็ก ขนาดกลาง เพื่อกักเก็บ ในฤดูน้ำหลากนี้ ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านจำลอง ภูนวนทา ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผมได้หารือท่านประธานไปแล้วเมื่อวานนี้แต่ยังไม่จบกระบวนความ ผมให้เรื่องนี้ว่า Series เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ขอกราบเรียนเชิญท่านประธานได้โปรด ติดตามครับ ขอภาพสไลด์หน่อยครับ🔗
อันนี้โรคใบหงิกนะครับ ขออีกภาพครับ นี่คือการลงพื้นที่ไปดูนะครับท่านประธานว่าราคารับซื้อมันสำปะหลังตกต่ำที่สุดในรอบ ๙ ปี ท่านประธานทราบไหมครับว่าต้นทุนการผลิตของผู้ปลูกมันสำปะหลังมันไม่คุ้มกับทุน ปัจจุบันนี้ท่านสมาชิกจากจังหวัดเลยไม่ขอเอ่ยชื่อนะครับ ท่านได้พูดไปแล้วเมื่อสักครู่ว่าราคามัน ไม่ถึงบาท แต่บ้านผมบาทกว่าไม่ถึง ๒ บาท แต่ท่านประธานทราบไหมครับว่า ต้นทุน การผลิตจุดคุ้มทุนอยู่ที่ ๓ บาท ผมจะนำเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับว่า มีอะไรบ้าง ๑. ค่าไถ ๗๕๐ บาทต่อไร่ ค่าพันธุ์ ๕๐๐ บาทต่อไร่ ค่าปลูก ๘๐๐ บาทต่อไร่ ค่าดายหญ้า ๘๐๐ บาทต่อไร่ ค่าปุ๋ยค่าแรง ๑,๑๐๐ บาทต่อไร่ ค่าไถกลบไถเบิก ๕๐๐ บาท ต่อไร่ ค่ารักษาโรคใบด่าง โรคใบหงิกที่ท่านประธานได้เห็นเมื่อสักครู่ ๒๐๐ บาท ค่าโดรน ฉีดยาอีกไร่ละ ๑๐๐ บาท แล้วค่าเก็บผลผลิตไร่ละ ๖๐๐ บาท ค่าเช่าที่ธนารักษ์นี่สำคัญครับ ท่านประธาน ถ้าน้ำเขื่อนบ้านผม ห้วยเม็ก หนองกุงศรี ท่าคันโท อยู่ท้ายเขื่อนลำปาว ปีไหน ที่น้ำหลากเขาเก็บน้ำเยอะก็ปรากฏว่าน้ำท่วมแต่ไม่ได้รับการชดเชย เพราะฉะนั้นผมฝาก กราบเรียนท่านประธานว่าเรื่องนี้อยากให้รัฐบาลตระหนักว่าถ้าพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูก มันสำปะหลังท้ายเขื่อนถูกน้ำท่วมก็ให้ชดเชยด้วยครับ รวมเบ็ดเสร็จนะครับท่านประธาน ๗,๑๘๕.๖๕ บาท นี่คือต้นทุน ปัจจุบันนี้ถ้ากิโลละ ๒ บาท ไร่หนึ่งจะได้ประมาณ ๓ ตัน ๓ ตันก็ ๖,๐๐๐ บาท ก็ติดลบอยู่ ๑,๑๘๕.๖๕ บาท คือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังติดลบครับ ท่านประธาน ผมมีวิธีแก้นิดเดียวครับท่านประธาน ๑. ลดต้นทุนการผลิตและขอกราบเรียน นโยบายรัฐบาลที่แพลมออกมาว่าปุ๋ยครึ่งราคา ที่จริงแล้วมันเป็นประโยชน์นะครับ เป็นการลดต้นทุนปุ๋ย เมื่อก่อนปุ๋ยถุงหนึ่ง ๖๐ บาท ปัจจุบันนี้มันถุงละพันกว่าครับ ๒. ประกันราคามันสำปะหลังให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมัน ๓ บาทต่อกิโลกรัม ๓. ผมกราบเรียน ท่านประธานไปแล้วว่าพี่น้องกระทบต่อน้ำท่วมไม่ได้รับการชดเชยในการเช่าที่ธนารักษ์ เมื่อน้ำท่วมแล้วก็ควรจะชดเชยเพราะเอาค่าเช่าเขาไปแล้ว ท่านประธานครับ มันสำปะหลัง ถ้าท่านเท้าความถึงอดีตมีการปิดรัฐสภาที่ถนนอู่ทองใน รัฐสภาหลังเก่าครับ นั่นก็คือ จุดคุ้มทุนมาไม่ถึง อะไรก็ตามที่พี่น้องประชาชนเกิดความเดือดร้อนย่อมเกิดความวุ่นวาย ฉะนั้นกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ได้โปรด ช่วยเหลือเยียวยาในการประกันราคามันสำปะหลังให้กับพี่น้องเกษตรกรอย่างน้อยกิโลกรัม ละ ๓ บาท ถึงจะมีกำไรและจุดคุ้มทุนอยู่ตรงนั้นครับท่านประธาน ขอกราบเรียนด้วยความ เคารพครับ🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านพชร จันทรรวงทอง ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายพชร จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขต ๑๓ อำเภอสีคิ้ว พรรคเพื่อไทยนะครับ ท่านประธานครับ วันนี้กระผมขออภิปรายหารือติดตาม ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เรื่องของบประมาณขยายเขตประปาภูมิภาค ตำบลกุดน้อย ตำบลบ้านหัน แล้วก็ตำบลมิตรภาพ แต่ก่อนอื่นวันนี้ก็ต้องขอแสดงความยินดี กับพี่น้องประชาชนนะครับ ในวันนี้วันที่ ๑ สิงหาคม🔗
เป็นวันแรกที่เริ่มลงทะเบียน Digital Wallet ผ่าน Application ทางรัฐ แล้วก็พี่น้องประชาชนที่จะลงทะเบียนผ่านบัตร ประชาชนก็เป็นวันที่ ๑๖ กันยายน ท่านประธานครับ ปัญหาหารือที่ผมจะได้อภิปรายในวันนี้ นะครับ จริง ๆ แล้วผมได้อภิปรายไปเมื่อปีที่แล้วเดือนสิงหาคม ซึ่งวันนี้ก็ได้ล่วงเลยเป็นเวลา ๑ ปีแล้วแต่ก็ยังไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณดังกล่าว ปัจจุบันชาวบ้านต้องทนกับปัญหา ภัยแล้งนะครับ ถึงบางช่วงจะไม่แล้งแต่ก็ต้องทนใช้น้ำปนเปื้อนเป็นสีน้ำโอวัลติน แต่ก็ต้องทน ใช้อย่างเลี่ยงไม่ได้ ท่านประธานครับ วันนี้ผมจึงจะมาขอวิงวอนผู้ว่าการประปาภูมิภาค ผู้อำนวยการประปาภูมิภาค เขต ๒ ขอให้ท่านช่วยจัดสรรงบประมาณเพื่อขยายเขตประปา ให้กับพี่น้องประชาชนมาที่ตำบลกุดน้อย ตั้งแต่ฝั่งทางด้านหมู่บ้าน กม.๙ จนถึงฝั่งตัว บ้านกุดน้อย ไปจนถึงตำบลบ้านหันทั้งตำบล แล้วก็ตำบลมิตรภาพ บ้านหนองจอกและ บ้านทุ่งพนมวังครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๕ นราธิวาส พรรคประชาชาติ ประกอบด้วยอำเภอบาเจาะ อำเภอรือเสาะ และอำเภอศรีสาคร ท่านประธานครับ ผมมี ประเด็นหารือ ๒ เรื่องด้วยกันครับ🔗
เรื่องที่ ๑ สืบเนื่องมาจากว่าตอนนี้ทาง กยศ. แล้วก็ทางกระทรวงยุติธรรม โดยกรมบังคับคดีได้มีการลงพื้นที่เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้ กยศ. ใหม่ทั้งประเทศ นะครับ แต่ปรากฏว่าเมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ทางกรมบังคับคดีและ กยศ. ได้ลง พื้นที่เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้ที่จังหวัดนราธิวาส ปรากฏว่ามีลูกหนี้ที่สามารถ ลงทะเบียนและทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ได้เพียง ๒,๐๐๐ กว่าราย ยังค้างอีกหลาย หมื่นรายที่รอการปรับโครงสร้างหนี้เพื่อได้ประโยชน์จาก พ.ร.บ. กยศ. ฉบับใหม่นะครับ เพราะฉะนั้นอยากให้ทางกระทรวงยุติธรรม ทาง กยศ. ได้กำหนด วัน เดือน ในการลงไปรับ เรื่องในการปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้ กยศ. ในจังหวัดนราธิวาสใหม่เป็นรอบที่ ๒ หรือรอบ ที่ ๓ เพื่อให้หมดสิ้นแล้วก็หลุดพ้นของผู้ค้ำประกัน แล้วก็ได้ประโยชน์จากการคิดคำนวณ ดอกเบี้ยใหม่แล้วก็เบี้ยปรับใหม่นะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ ผมได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะนี้ในเรื่องของการตั้งด่านตรวจบัตรประชาชน แล้วก็ มีการถ่ายบัตรเป็นจำนวนมากที่ดูแล้วเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เพราะว่าถ้าดูตาม กฎหมายแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่แม้จะอยู่ที่ด่านตรวจสามารถเพียงขอตรวจสอบบัตรประชาชน ขอดูบัตรประชาชนว่าพกหรือไม่ อย่างไร ตาม พ.ร.บ. บัตรประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๖ แล้วก็ ประกาศของกระทรวงมหาดไทย ฉบับที่ ๑๔๙๖/๒๕๖๑ เป็นประกาศของกระทรวงมหาดไทย แต่ไม่ได้ให้อำนาจในการถ่ายบัตรประชาชน เพราะฉะนั้นอยากให้ท่านประธานมีหนังสือ ถึงผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค ๙ ถึง กอ.รมน. ภาค ๔ ส่วนหน้า แล้วก็ถึงฝ่ายปกครองให้ทำ ความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ว่าท่านมีอำนาจเพียงในการขอดูบัตรประชาชนเท่านั้น แต่ไม่ได้ ให้อำนาจในการถ่ายบัตรประชาชนของพี่น้องประชาชนที่ผ่านด่านนะครับ เพราะว่าเวลา ถ่ายแล้วเจ้าหน้าที่ก็นำโทรศัพท์ส่วนตัวแค่นั้นเองในการถ่ายบัตร ไม่ใช่เป็นโทรศัพท์ส่วนกลาง เพราะฉะนั้นอยากให้ดำเนินการทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่โดยเร็วด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านสมเกียรติ ตันดิลกตระกูล ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม สมเกียรติ ตันดิลกตระกูล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด นครราชสีมา เขต ๕ พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมขอหารือท่านประธานเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ดังนี้ครับ🔗
เรื่องที่ ๑ ผมได้รับ การร้องเรียนจากนายกองค์การบริหารส่วนตำบลลำมูล อำเภอโนนสูง ว่าสะพานข้าม ลำน้ำมูลของกรมทางหลวงชนบท จังหวัดนครราชสีมา หมายเลข ๐๑๕ จากบ้านโคกพระ ตำบลหนองพลวง อำเภอจักราช เชื่อมบ้านโนนทอง ตำบลลำมูล อำเภอโนนสูง ว่าเชิงลาด คอสะพานและถนนคอนกรีตบริเวณใกล้เคียงกับสะพานโคกพระ-ริมมูล ปัจจุบันนี้ได้ถูกน้ำ กัดเซาะริมตลิ่งจนเป็นสาเหตุให้เกิดการพังทลายของไหล่ทางข้างถนนดังกล่าวเป็นระยะทาง ยาวหลายสิบเมตร ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้จะทำให้ถนนเกิดการทรุดตัว รถยนต์ต่าง ๆ จะไม่สามารถ ผ่านสัญจรไปได้ ซึ่งถนนเส้นนี้เป็นถนนสายหลักในการสัญจรของพี่น้องประชาชน ทั้ง ๒ ตำบล จึงขอให้กรมทางหลวงชนบทได้เร่งรัดดำเนินการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน เพื่อความปลอดภัยของประชาชนทั้ง ๒ ตำบลด้วยครับ🔗
ในเรื่องที่ ๒ ผมได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนตำบลธารปราสาท อำเภอโนนสูง ว่าถนนทางหลวงชนบทหมายเลข นม. ทช. ๑๐๔๖ ที่บริเวณหลักกิโลเมตรที่ ๗ ถึงหลักกิโลเมตรที่ ๙ ระหว่างบ้านสระแทดไปบ้านวังม่วง ตำบลธารปราสาท อำเภอโนนสูง ระยะทางกว่า ๒ กิโลเมตร ถนนมีความโค้ง และในเวลากลางคืนไม่มีไฟฟ้าส่องสว่างเพียงพอ ทำให้เกิดอุบัติเหตุในเวลากลางคืนบ่อยครั้ง ซึ่งเส้นทางเส้นนี้พี่น้องประชาชนได้ใช้สัญจร ไปมาอยู่เป็นประจำหลายหมู่บ้าน จึงขอฝากท่านประธานไปถึงกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม ได้โปรดดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้กับพี่น้องประชาชนในเขต อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมาด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านปรีดา บุญเพลิง ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายปรีดา บุญเพลิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน การศึกษานำการเมือง ครูพัฒนาคน ประชาชนพัฒนาชาติ รากฐานของตึกคืออิฐ รากฐานของชีวิตคือการศึกษา กราบเรียน ท่านประธานสภาผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม🔗
เนื่องด้วยผมได้รับเรื่องร้องเรียน จากนายอธิพงษ์ บุญเพลิง กำนันตำบลท่านางแนว นายอัคคนิ รูปสูง นายกองค์การบริหาร ส่วนตำบลท่านางแนว เนื่องจากถนน ทล. ๒๒๓๓ จากบ้านหนองบัวเลิง หมู่ที่ ๓ ไปยังบ้านหนองหญ้าขาว หมู่ที่ ๕ ตำบลท่านางแนว ถนนชำรุดทรุดโทรมอย่างที่เห็นนะครับ เพราะว่าการสร้างถนนเส้นนี้ไม่ได้มาตรฐาน แล้วก็เกิดปัญหาเป็นหลุมเป็นบ่อนะครับ เพราะฉะนั้นก็อยากจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าไปดูแลให้ถนนเส้นนี้ การสัญจรไปมา ได้สะดวกยิ่งขึ้น จะไม่เกิดอุบัติเหตุ🔗
เรื่องที่ ๒ ผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายทองม้วน เปลี่ยนผึ้ง อดีตนายก สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ ธ.ก.ส. อำเภอแวงน้อย ซึ่งอยู่ตำบลท่าวัด ได้ร้องเรียนว่า ถนนเส้นระหว่างบ้านโคกล่าม หมู่ ๑ หมู่ ๑๐ ตำบลท่าวัด อำเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น ไปยังบ้านหลุบกุง ตำบลโนนจาน อำเภอบัวลาย จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นเส้นทาง ข้ามไปมาระหว่างจังหวัดไม่ได้รับการเหลียวแล ไม่ได้รับการดูแล เพราะฉะนั้นอยากให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูแลและปรับปรุงเส้นทางให้พี่น้องประชาชนได้เดินทางไปมา อย่างสะดวกแล้วก็ปลอดภัย นี่คือสิ่งที่อยากจะเรียน ๒ ข้อ ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไป ดำเนินการ แล้วผมก็จะได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้เกิดประเด็นปัญหาในโอกาส ต่อไป ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านกาญจน์ ตั้งปอง ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายกาญจน์ ตั้งปอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง เขตที่ ๔ จากพรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตหารือท่านประธานใน ๒ หัวข้อหลัก ๆ ดังนี้ครับ🔗
๑. ถนนทางหลวงชนบทหมายเลข ๔๐๔๖ ถนนเข้าสู่โครงการอ่างเก็บน้ำ บ้านห้วยต่อน้อย หมู่ที่ ๒ บ้านห้วยต่อน้อย ตำบลไม้ฝาด อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ระยะทางกว่า ๓.๕ กิโลเมตรครับท่านประธาน ได้รับการร้องเรียน จากชาวบ้าน และตัวกระผมเองก็ได้ลงพื้นที่ร่วมกับผู้นำท้องถิ่นท้องที่ลงไปตรวจสอบ ด้วยตัวเอง พบว่าผิวถนนมีความขรุขระ บางช่วงบางตอนมีเนินสูง มีหลุม มีบ่อเป็นจำนวนมาก ไม่ได้รับความสะดวกสบาย ยิ่งช่วงนี้ครับท่านประธาน เป็นช่วงหน้าฝนยิ่งทำให้การสัญจร ไปมาลำบากมากยิ่งขึ้น จึงอยากเรียนผ่านท่านประธานสภา ผ่านไปยังกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม ช่วยมาปรับปรุงผิวการจราจร และยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับพี่น้อง หมู่ ๒ บ้านห้วยต่อด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ครับท่านประธาน สืบเนื่องจากเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ผมได้หารือกับท่านประธานไปถึงโครงการอ่างเก็บน้ำบ้านเขาพลูอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง เมื่อเดือนมกราคมที่แล้ว จากมกราคมถึงตอนนี้ครับท่านประธาน ไม่มีความคืบหน้าของโครงการเลยครับ ชาวบ้านต่างพากันสงสัยว่าโครงการนี้ดำเนินงานไป ถึงไหนแล้ว ถามฝากมาทางผม ผมก็เลยนำเรื่องนี้มาผ่านท่านประธานสภาอีกทีหนึ่งครับว่า โครงการนี้มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะว่าถ้าโครงการนี้แล้วเสร็จทั้ง ๓ ตำบล ไม่ว่าจะเป็นตำบลบางสักก็ดี ตำบลนาเกลือก็ดี และบางส่วนของตำบลเกาะลิบงกว่า พันหลังคาเรือนครับท่านประธาน จะได้มีน้ำกินน้ำใช้อย่างยั่งยืน และอยากจะฝาก ท่านประธานสภาผ่านไปยังกรมชลประทาน กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ช่วยทำหนังสือชี้แจงถึงความคืบหน้าโครงการให้กับ ๓ หมู่บ้าน และเร่งดำเนินการโครงการ ให้แล้วเสร็จด้วย ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านรัชนก สุขประเสริฐ ครับ🔗
กราบเรียนประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรัชนก สุขประเสริฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒ จังหวัด สมุทรปราการ พรรคก้าวไกลค่ะ วันนี้ดิฉันมีเรื่องจะบอกว่าเป็นเรื่องเก่าก็ได้นะคะ ขอนำกลับมาหารือใหม่ค่ะ เพราะว่าหารือไปจำนวน ๕ ครั้งแล้ว ตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงปีนี้ ปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไข🔗
ถนนสุขุมวิทสายหลัก ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓ บางปู โครงการนำสายไฟลงดินของ กฟน. คือจากภาพ จะเห็นได้ว่าสภาพถนนค่อนข้างมีปัญหากับผู้ใช้รถใช้ถนนแล้วก็ไม่ปลอดภัย ถนนเส้นนี้ เกิดอุบัติเหตุมาแล้วหลายครั้งมาก ถึงขนาดที่รถดับเพลิงคว่ำก็มีมาแล้วนะคะ แต่พูดไปรอบนี้ ก็รอบที่ ๕ ปัญหาเหล่านี้ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข ดิฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าต้องให้ใครมาพูด ดิฉันเป็นตัวแทนของประชาชนชาวบ้านเขาร้องเรียนเรื่องนี้มาเป็นเวลานานมากแล้ว แล้วดิฉันก็ไม่ได้นิ่งดูดาย นำเรื่องนี้เข้ามาพูดตั้งแต่ตอนที่สภาเปิดสมัยประชุมครั้งที่แล้ว แต่ปัญหานี้กลับไม่ได้รับการแก้ไขและได้รับการเพิกเฉยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องค่ะ🔗
ต่อไปค่ะ หลังจากที่มีโครงการถนนสภาพนั้น ห่างจากถนนสุขุมวิท เพียงไม่กี่กิโลเมตร ก็มีโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแยกจุดตัดทางหลวงหมายเลข ๓ ตัดทางหลวงหมายเลข ๓๒๕๖ ตำหรุค่ะ โครงการนี้ห่างจากถนนสุขุมวิทเพียงแค่ ๓-๔ กิโลเมตร จากภาพสไลด์ถัดไปจะเห็นได้ว่ามีการปิดถนนเลนจราจร โครงการนี้เป็นโครงการสะพาน ข้ามแยก แต่ในภาพจะเห็นได้ว่า มีโครงการอีก ๑ โครงการ เป็นโครงการสร้างถนน ซึ่งโครงการสร้างถนนมุมขวาสุดในรูปนี้ก็ยังไม่เสร็จค่ะ หนำซ้ำเพิ่มโครงการไปอีก ๑ โครงการ สะพานข้ามแยกค่ะ ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนหนักหนาสาหัส รถติด ๐๗.๓๗ นาฬิกา รถติดชั่วโมงครึ่ง ๑๑.๑๕ นาฬิกา สไลด์ถัดไปได้เลยค่ะ ก็ยังคงติดเหมือนเดิม ๕ โมงเย็น ๕ โมงครึ่งจนถึงทุ่มหนึ่งก็ยังคงติด ระยะทางแค่ ๒ กิโลเมตรกว่าก็ยังติดค่ะ🔗
สไลด์สุดท้ายค่ะท่านประธาน จากโครงการก่อสร้างถนน สร้างสะพาน หลาย ๆ อย่างที่ดิฉันกล่าวมานะคะ ลงสำรวจวัดค่าฝุ่น PM ๒,๖๐๐ ค่ะ ดิฉันถามว่าค่าฝุ่น ขนาดนี้คือประชาชนเขาจะใช้ชีวิตอยู่กันอย่างไร ดิฉันวัดดิฉันตกใจก็เลยส่งไปให้ทางคนที่ เชี่ยวชาญด้านเครื่องวัดเขาตรวจสอบว่าเครื่องวัดอันนี้มันชำรุดเสียหายหรือเปล่าทำไมมันวัด ได้ค่าถึง ๒,๖๐๐ เป็นเรื่องที่น่าตกใจว่า เครื่องวัดปกติค่ะ แต่ค่าฝุ่นจำนวน ๒,๖๐๐ PM2.5 ค่ะ ฝากท่านประธานด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านอดิพงษ์ ฐิติพิทยา ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอดิพงษ์ ฐิติพิทยา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ เขตเลือกตั้งที่ ๓ อำเภอกระสัง อำเภอห้วยราช ตำบลป่าชัน ตำบลโคกขมิ้นของอำเภอพลับพลาชัย พรรคภูมิใจไทย กระผมขออนุญาตปรึกษาหารือเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ใน ๒ ประเด็นดังต่อไปนี้ครับ🔗
เรื่องที่ ๑ ได้รับแจ้งจากท่านสิริวัฒน์ สวัสดิกิจจานนท์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลศรีภูมิ อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ ว่าหนองสวายตั้งอยู่ที่หมู่ที่ ๓ บ้านโคกสูง มีพื้นที่กว้าง ๙๐ เมตร ยาว ๑๒๕ เมตร ลึก ๓ เมตร ปัจจุบันนั้นมีปริมาณน้ำไม่เพียงพอ หนองสวายนั้นน้ำลดลงเป็นจำนวนมาก มีลักษณะตื้นเขิน น้ำแห้งขอด น้ำไม่พอจะใช้ในการอุปโภคบริโภค ในช่วงฤดูแล้งไม่สามารถ ใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ประกอบกับหนองสวายนั้นไม่ได้รับการขุดลอกและพัฒนามาเป็น ระยะเวลานาน จึงสร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนที่อยู่อาศัยบริเวณรอบ หนองสวายเป็นอย่างมาก เพื่อการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชน จึงขอนำเรียนไปยังกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้โปรดให้ความช่วยเหลือสนับสนุนงบประมาณในการขุดลอก เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนด้วยครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ด้วยได้รับแจ้งจากท่านพิทยา ยุวดีนิเวศ นายกเทศมนตรีตำบล สองชั้น ว่าทางหลวงท้องถิ่น บร.ถ. ๓๙-๐๐๒ สายบ้านตาราม หมู่ที่ ๘ ตำบลสองชั้น ถึงบ้านจะเนียง หมู่ที่ ๕ ตำบลสูงเนิน อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ มีความกว้างประมาณ ๕ เมตร ความยาวประมาณ ๓,๕๙๐ เมตร หนา ๐.๐๕ เมตร ปัจจุบันนั้นมีสภาพชำรุด ทรุดโทรม ผิวจราจรแตกเป็นวงกว้าง ทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ส่งผลเสียหายต่อพืชผล ทางการเกษตร ซึ่งต้องใช้เงินงบประมาณจำนวนมากที่จะซ่อมแซม ทางเทศบาลตำบลสองชั้น มีงบประมาณไม่เพียงพอต่อการดำเนินการ ทำให้ประชาชนที่ใช้สัญจรไปมา ไม่ว่าหมู่ที่ ๘ ของบ้านตาราม หมู่ที่ ๑๑ ของบ้านติม และบ้านหนองปุ่น หมู่ที่ ๑๕ ได้รับความเดือดร้อน เป็นจำนวนมากที่จะอาศัยเส้นทางนี้ จึงขอนำเรียนไปยังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย กรมทางหลวงชนบทของกระทรวงคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้โปรดให้ความช่วยเหลือทำการปรับปรุงซ่อมแซมเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้อง ประชาชนด้วยครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านทิพา ปวีณาเสถียร ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ทิพา ปวีณาเสถียร ผู้แทนราษฎรจังหวัดลำปาง เขต ๑ พรรคก้าวไกลค่ะ ดิฉันมีปัญหา ในพื้นที่ที่จะหารือท่านประธาน ดังนี้ค่ะ🔗
ประเด็นที่ ๑ ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียน มีการขุดดินรุกล้ำที่ของกรมเจ้าท่า บ้านสบเฟือง หมู่ที่ ๒ ตำบลบ้านเอื้อม อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง โดยคณะกรรมการหมู่บ้านสบเฟืองแจ้งว่า มีผู้ประกอบการท่าทรายเอารถแบ็กโฮ แล้วก็รถดัมพ์มาขุดดินทรายตรงข้ามกับที่ดินสาธารณประโยชน์ของหมู่บ้านสบเฟือง และเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านได้ทำการประชาคมแล้วว่าห้ามขุด แต่พื้นที่ดังกล่าวคาบเกี่ยวกับ ที่ดินของเจ้าของท่าทรายบ้านหนองร่อง จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบ พื้นที่ดังกล่าว ทางคณะกรรมการหมู่บ้านมีข้อสงสัยว่าการขุดทรายครั้งนี้ถูกต้องตาม พ.ร.บ. การขุดและถมดินหรือไม่ โดยทาง อบต. บ้านเอื้อมได้ทำหนังสือไปยังกรมเจ้าท่า กรมที่ดิน เพื่อขอให้มีการสอบเขตที่ชัดเจนของที่ดินสาธารณะ และทางสาธารณประโยชน์ รวมถึง เขตกรรมสิทธิ์ของผู้ประกอบการท่าทราย เพื่อคลายข้อสงสัยในการอ้างสิทธิหรือการบุกรุก ในที่ดินสาธารณะดังกล่าวค่ะ แต่ปัจจุบันยังไม่มีการตอบรับจากหน่วยงานดังกล่าวนะคะ ดิฉันจึงฝากท่านประธานประสานงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยค่ะ🔗
ประเด็นที่ ๒ ดิฉันได้รับเรื่องปัญหาของการออกเอกสารสิทธิโฉนดที่ดินของ ท่าทรายอีกที่หนึ่งนะคะ ชาวบ้านมีเหตุสงสัยว่ามีการบุกรุกที่ดินขวางแนวการไหลของน้ำ ในคูคลองสาธารณะบริเวณฝายน้ำล้นบะแฮ่นะคะ เป็นชื่อภาษาเหนือค่ะ บะแฮ่ ลำน้ำแม่ตาล ในเขตตำบลเวียงตาล อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปางค่ะ มีการถมดินกีดขวางลำห้วยแม่ตาล และมีการออกเอกสารสิทธิทับพื้นที่บางส่วนของลำห้วยแม่ตาล โดยผู้ประกอบการท่าทราย ซึ่งส่งผลให้การไหลของน้ำนั้นผิดธรรมชาติ มีผลกระทบเป็นวงกว้าง ในช่วงฤดูฝนทำให้ น้ำหลากมีน้ำท่วมในจังหวัดลำปางในเขตของอำเภอห้างฉัตรเยอะมาก รวมถึงพื้นที่ การเกษตรของเกษตรกรโดยรอบนะคะ ดิฉันจึงมีการสอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ที่ดินจังหวัด สาขาห้างฉัตร ได้รับข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ว่าอยู่ในระหว่างการพิสูจน์พิกัดของการตรวจ เอกสารสิทธิโฉนดที่ดินว่ามีการรุกล้ำหรือไม่ มีขั้นตอนอยู่ด้วยกัน ๖ ขั้นตอนนะคะ เพื่อไม่ให้ เกิดการล่าช้า ดิฉันขอฝากเรื่องนี้ไว้กับท่านประธานด้วยค่ะ และทั้ง ๒ ประเด็นนี้ มีรายละเอียดปลีกย่อย ดิฉันจะรายงานเป็นเอกสารเพิ่มเติมให้ท่านด้วยค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะ ท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านกัณวีร์ สืบแสง ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายกัณวีร์ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ท่านประธานครับ วันนี้ผมขออนุญาตหารือท่านประธานเกี่ยวกับชีวิตคน ๆ หนึ่งที่ดูไม่มี ความสำคัญอะไรกับประเทศไทย เพราะเขาเป็นผู้ลี้ภัยชาวเวียดนาม ชื่อว่า อี ควินห์ บดัป (Y Quynh Bdap) แต่ว่ามีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงกับประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ ท่านประธานครับ ผู้ลี้ภัยคนนี้อยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ แล้วก็ได้รับสถานะผู้ลี้ภัยจาก องค์การสหประชาชาติเมื่อปี ๒๕๖๓ แล้วก็ตอนนี้เราได้มีการร้องขอจากรัฐบาลเวียดนาม เข้ามาถึงรัฐบาลไทยในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน แล้วก็ได้มีการดำเนินการส่งผู้ร้ายข้ามแดนอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ แต่ว่าจริง ๆ แล้วในการเกิด เหตุการณ์ในจังหวัดดั๊กลักของทางตอนใต้ของเวียดนามเกิดขึ้นเมื่อปี ๒๕๖๖ คือปีที่ผ่านมา ในช่วงระหว่างที่เขาได้อยู่ในประเทศไทยและลี้ภัยได้รับความคุ้มครองระหว่างประเทศ ที่อยู่ในประเทศไทย แต่เราจะไม่ก้าวล่วงนะครับว่าศาลที่ประเทศเวียดนามตัดสินอย่างไร ในการที่จะขอผู้ลี้ภัยคนนี้เดินทางกลับไปในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน แต่ปัญหามันอยู่ตรงนี้ครับ ท่านประธานครับ ขออนุญาตหารือท่านประธานผ่านไปยังนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ทั้งคณะ เนื่องจากว่า พ.ร.บ. ส่งผู้ร้ายข้ามแดนนี้จะเกี่ยวข้องกับตัวคณะรัฐมนตรี ณ ปัจจุบันนี้ อยู่ในศาลของไทย ศาลอาญา ท่านจะพิจารณาอย่างไรก็แล้วแต่ เพราะว่าตาม พ.ร.บ. การส่ง ผู้ร้ายข้ามแดนนั้นจำเป็นต้องมี ๒ องค์ประกอบที่สำคัญ คือองค์ประกอบแรกศาลต้องมี การตัดสินใจว่าจะส่งหรือไม่ส่ง อันที่ ๒ รัฐบาลไทยจำเป็นต้องพิจารณาว่าจะส่งหรือไม่ส่ง เพราะฉะนั้นศาลท่านจะตัดสินใจอย่างไรไม่เท่าไร แต่ว่ารัฐบาลไทยถ้าตัดสินใจส่งผู้ร้าย ข้ามแดนแล้วจะมีปัญหาทันทีจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ เพราะว่าตอนนี้สภาคองเกรสของสหรัฐอเมริกาก็ได้ส่งมาถึงนายกรัฐมนตรีว่าท่านจะพิจารณา อย่างไรในเรื่องนี้ เพราะว่าเป็นบนหลักของสิทธิมนุษยชนและหลักมนุษยธรรม ถ้าท่านส่ง ผู้ลี้ภัยกลับไปที่ประเทศที่เขาจะมีการถูกประหารเราจะทำผิดหลัก ๒ หลัก หลักที่เรามี คือ ๑. กฎหมายภายในประเทศไทย พ.ร.บ. ป้องกันการอุ้มซ้อมทรมาน เพราะมาตรา ๑๓ เราไม่สามารถส่งคนที่หนีการถูกประหารกลับไปประเทศต้นกำเนิดของเขาได้ อันนี้อันแรก เราจะผิดหลัก อันที่ ๒ กฎจารีตประเพณีระหว่างประเทศ คือ Non-Refoulement หลักการ ไม่ส่งกลับ เพราะฉะนั้นอยากจะเรียนปรึกษาท่านประธานผ่านไปยังนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีท่านต้องพิจารณาให้ดีว่าท่านจะไม่สามารถส่งผู้ลี้ภัยชาวเวียดนามคนนี้ กลับประเทศได้ เนื่องจากการประหัตประหารที่ยังมีอยู่ในประเทศต้นกำเนิด ถ้าท่านส่งไป ผลกระทบจะมีต่อประเทศไทยอย่างใหญ่หลวง ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านพิมพ์พิชชา ชัยศุภกิจเจริญ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวพิมพ์พิชชา ชัยศุภกิจเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคเพื่อไทยค่ะ🔗
วันนี้ดิฉันขอเสนอ ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในเรื่องของขอความอนุเคราะห์ก่อสร้างสะพานข้าม แม่น้ำน่านค่ะ ทดแทนกระเช้าเดิมที่ชำรุดทรุดโทรมนะคะบริเวณหน้าวัดโคกสลุด หมู่ที่ ๓ ตำบลบ้านไร่ อำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งมีความยาว ๑๕๐ เมตร ผ่านท่านประธาน ไปยังกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม เนื่องจากบริเวณหน้าวัดโคกสลุดที่ท่านประธาน ได้เห็น จะมีพระสงฆ์ พี่น้องประชาชน แล้วก็นักเรียนข้ามไปเรียนหนังสือไปวัดโคกสลุดด้วย และต้องใช้กระเช้านี้สัญจรข้ามแม่น้ำซึ่งเป็นเส้นทางลัด และกระเช้านี้สร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๒ ซึ่งมีอายุมากกว่า ๓๕ ปี ทำให้เกิดการชำรุดทรุดโทรมอย่างมากและเป็นอันตราย ต่อพี่น้องประชาชนที่ใช้กระเช้าข้ามแม่น้ำค่ะ ท่านประธานคะ กระเช้านี้ยังใช้เป็นเส้นทาง สัญจรเชื่อมไปยังอีกหลาย ๆ หมู่บ้าน แล้วก็ไปยังตัวเมืองอำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดพิจิตรอีกด้วยค่ะ ท่านประธานคะ พระสงฆ์ที่วัดโคกสลุดไปบิณฑบาตฝั่งตรงข้าม บางครั้งกระเช้าเกิดหยุดกะทันหันกลางแม่น้ำ พระสงฆ์ต้องฉันเช้าและฉันเพลอยู่บนกระเช้า หลาย ๆ ครั้งจนกว่ากระเช้านี้จะใช้งานได้ค่ะ กระเช้านี้มีพระสงฆ์เป็นผู้ควบคุมในการข้ามกระเช้า วันใดที่ท่านมีกิจของสงฆ์ก็ทำให้ขาดผู้ควบคุมกระเช้าค่ะ ประกอบกับรายได้ค่าโดยสารที่ได้รับ ไม่เพียงพอกับการซ่อมแซมบำรุงรักษาค่ะ เมื่อกระเช้าหยุด ใช้งานไม่ได้ ประชาชนต้องขับรถอ้อม เดินทางไกลกว่า ๒๐ กิโลเมตร เพื่อที่จะไปวัด แล้วก็ไปโรงเรียนนะคะ เพราะฉะนั้นแล้ว ดิฉันขอเรียนผ่านท่านประธานผ่านไปยังกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม เพื่อเร่งรัด ดำเนินการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำน่านบริเวณหน้าวัดโคกสลุด หมู่ที่ ๓ ตำบลบ้านไร่ อำเภอบางกระทุ่ม ความยาว ๑๕๐ เมตร เพื่อความสะดวกและปลอดภัยกับพี่น้องประชาชน ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านณพล เชยคำแหง ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายณพล เชยคำแหง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองบัวลำภู เขต ๓ พรรคเพื่อไทยครับ วันนี้กระผมมีเรื่องนำมาหารือท่านประธาน ๒ เรื่องนะครับ🔗
เรื่องแรก ก็เป็นปัญหาใหญ่ปัญหาสำคัญของพื้นที่ของผม ก็คือเรื่องของ ปัญหายาเสพติดครับ ปัญหายาเสพติดในพื้นที่นี้ เดี๋ยวขอสไลด์ด้วยครับ🔗
วันนี้มันมีมาถึงขั้นนี้แล้วนะครับ จากการจับผู้ค้าได้ ยาบ้าเม็ดละ ๗.๗๕ บาท ราคาถูกขนาดนี้มันย่อมแพร่ระบาดกันง่าย เหลือเกินครับ อันนี้ก็เป็นปัญหาใหญ่ ในขณะเดียวกันผู้บริหารของจังหวัดตั้งแต่ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านนายอำเภอ ซึ่งจังหวัดหนองบัวลำภูเป็นหนองบัวลำภูโมเดล มี ๕ เสือ ทำหน้าที่ควบคุมในเรื่องของผู้ติดยาและการนำไปบำบัดอย่างดีมาโดยตลอด แต่วันนี้ก็จะเป็นคอขวดนิดหนึ่งครับ ตรงที่ว่าปัญหามันมีเยอะ ผู้เสพมีมาก ผู้คลั่งก็เยอะ ปัญหาตามมาก็คือศูนย์พักคอยเราไม่มีครับ เราจะแยกปลาออกจากน้ำไม่ได้ครับ มันก็เลย กลายเป็นว่าวันนี้เมื่อศูนย์พักคอยไม่มีเราก็จึงอยากจะได้งบประมาณเพื่อมาทำศูนย์พักคอย ในจังหวัด เฉกเช่นเดียวกับจังหวัดขอนแก่นที่แทบจะมีศูนย์พักคอยทุกอำเภอ และจังหวัดบึงกาฬ ก็มีศูนย์พักคอยที่เป็นแบบอย่างก็คือ ศูนย์พักคอยนาคาล้อมรักษ์ ที่อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ เป็นที่น่าเสียดายครับว่าจังหวัดหนองบัวลำภูเราทำเป็นหนองบัวลำภูโมเดลมาตั้งแต่แรก วันนี้ยังไม่มีศูนย์พักคอยเลย ก็เลยอยากจะวิงวอนหางบประมาณจากผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ เพื่อจะดำเนินนโยบายลดยาเสพติด ๒๕ จังหวัด ของกระทรวงสาธารณสุขให้เสร็จสิ้นใน ๙๐ วัน ตามนโยบายของรัฐมนตรีสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นไปอย่างต่อเนื่องนะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ ครับ เป็นเรื่องที่ผมเคยพูดในสภานี้ไปแล้ว แต่ก็เหมือนกับว่า หน่วยงานยังทำงานไม่ทันใจกับชาวบ้าน วันนี้เป็นการร้องทุกข์ของชาวบ้าน พูดถึง ถนนสายบ้านหนองแต้ อำเภอนากลาง ที่จะมุ่งหน้าไปยังบ้านยางหลวง ตำบลกุดจิก อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู เป็นถนนที่เชื่อมต่อระหว่างเขตครับ แต่ตอนนี้กลับมีข่าว ออกโด่งดังในพื้นที่ว่า เราไม่ต้องไปไกลถึงดาวอังคารแล้วครับ วันนี้มาดูถนนนี้ก็พอครับ เพราะเป็นหลุมเป็นบ่อเหลือเกิน ขอฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรีบเร่งดำเนินการให้ไวที่สุด ขอบพระคุณมากครับ ท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ สมาชิกท่านสุดท้ายนะครับ ท่านสมดุลย์ อุตเจริญ ครับ🔗
กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ ผม สมดุลย์ อุตเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต ๗ อำเภอฝาง อำเภอแม่อาย อำเภอไชยปราการ พรรคก้าวไกลครับ วันนี้ผมมีเรื่องหารือท่านประธานดังนี้ คือมีประชาชน หมู่บ้านที่ ๑๕ บ้านโป่งถืบ ตำบลเวียง อำเภอฝาง ได้มาร้องเรียนเรื่องขอมีอ่างเก็บน้ำ แม่หลักหมื่น ซึ่งเป็นน้ำจะมาใช้ในการเกษตร ปกติหมู่บ้านนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นหมู่บ้านที่มีลิ้นจี่ พันธุ์จักรพรรดิดีที่สุดในโลก แต่ขณะนี้แทบจะไม่มีน้ำมาหล่อเลี้ยง จึงอยากจะขอท่านประธาน ไปยังหน่วยงานกรมชลประทาน เพื่อที่จะให้สร้างอ่างเก็บน้ำ แก้ไขปัญหาพื้นที่ซึ่งขาดแคลนน้ำ ประมาณ ๑๒,๐๐๐ ไร่ และที่สำคัญที่สุดก็คือน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค ซึ่งหมู่บ้านแห่งนี้ในฤดูฝน ก็จะมีน้ำที่แดง ไม่สามารถนำไปผลิตน้ำประปาใช้ในหมู่บ้านได้ครับ🔗
อีกเรื่องหนึ่ง คือหมู่บ้านแห่งนี้มีบ้านเลขที่ชั่วคราวเกือบทั้งหมู่บ้าน อยากจะขอให้ทางกระทรวงมหาดไทยจัดให้มีบ้านเลขที่ถาวร เพราะว่าในขณะเดียวกัน ก็จะมีมิเตอร์ไฟฟ้าชั่วคราวด้วย ซึ่งราคาค่อนข้างที่จะแพงอยากจะขอไปยังการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค อำเภอฝาง ช่วยดูแลแล้วก็ขอให้ติดมิเตอร์ถาวรด้วยครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗
ขอบพระคุณครับ สมาชิกวันนี้ทำเวลาได้ยอดเยี่ยมนะครับ กราบขอบพระคุณในการที่ช่วยกัน รักษาเวลาด้วยนะครับ🔗
ผมขอเข้าสู่ระเบียบวาระนะครับ ตอนนี้องค์ประชุมที่มาลงชื่อมาประชุมทั้งหมด ๒๙๐ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ ผมขอเปิดการประชุมและดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม🔗
๑.๑ กระทู้ถามสดด้วยวาจา🔗
๑. นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม🔗
ด้วยสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม ได้มีหนังสือแจ้งว่า กระทู้ถาม เรื่องนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงคมนาคม ท่านสุรพงษ์ ปิยะโชติ เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทนครับ ขอเชิญท่านสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ใช้สิทธิถามในรอบที่ ๑ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ ผมขอตั้งกระทู้สดนะครับ เรื่องที่คณะรัฐมนตรีเพิ่งมีมติอนุมัติไปเมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม เป็นเรื่องที่ รฟม. เพิ่งเซ็นสัญญาไปเมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม เพียง ๒ วัน หลังจากที่ ครม. อนุมัติ เป็นเรื่องที่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง คมนาคมเป็นผู้ชงเรื่องเข้า ครม. และยังไปเป็นประธานในพิธีลงนามในสัญญา แน่นอนครับ เป็นเรื่องอื่นใดไปไม่ได้นอกจากเรื่องของรถไฟฟ้าสายสีส้ม วันนี้ผมขอตั้งกระทู้สดนะครับ🔗
เรื่องของส่วนต่าง ๖๘,๖๑๓ ล้านบาท จากการประมูล ๒ ครั้ง เพื่อทำสิ่งเดียวกันความยาวเท่าเดิม สถานี เท่าเดิมไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญเลยครับท่านประธาน เรื่องนี้จริง ๆ ท่านรัฐมนตรีสุริยะควรจะต้องมาตอบด้วยตัวเองนะครับ แต่ท่านไม่มาก็ไม่เป็นไรนะครับ วันนี้ส่งมาทั้ง ๒ รัฐมนตรีช่วยนะครับ มีท่านสุรพงษ์กับท่านมนพรมาก็ขอขอบคุณท่านรัฐมนตรี ทั้ง ๒ ท่านนะครับ ที่จะมาตอบกระทู้ แล้วก็ถือว่าเหมาะสมนะครับ ท่านรัฐมนตรีช่วย สุรพงษ์ ปิยะโชติ ก็เป็นผู้ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลด้านของระบบรางโดยตรง ผมหวังว่า ท่านน่าจะเข้าใจเรื่องและตอบคำถามได้อย่างชัดเจนนะครับ เรามาไล่เลียงดูกันนะครับ และเดี๋ยวในสไลด์นี้นะครับ ผมโพสต์ไว้ในเฟซบุ๊กของผมนะครับ สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ท่านไปเปิดดูบนมือถือของท่านประกอบก็ได้นะครับ และถ้าตัวเลขใดไม่จริง ท่านแจ้งมา ได้เลยนะครับ ผมตรวจสอบ Check ข้อมูลมาอย่างดีแล้วว่าตัวเลขเหล่านี้ถูกต้อง แน่นอน แต่ท่านจะตอบได้หรือไม่เดี๋ยวเรามาดูข้อเท็จจริงกันนะครับว่าไส้ในของส่วนต่าง ๖๘,๖๑๓ ล้านบาท มันคืออะไร🔗
ไปสไลด์ต่อไปเลยนะครับ เรื่องของผลประโยชน์ชิ้นใหญ่ สายสีส้มนะครับ เรื่องของฝั่งตะวันออกรัฐอุดหนุนค่าก่อสร้างร้อยเปอร์เซ็นต์ สร้างไปแล้วเสร็จไปแล้วนะครับ รัฐอุดหนุนเงินไป ๘๒,๙๐๗ ล้านบาท ที่มีปัญหาก็คือฝั่งตะวันตกนะครับ ที่รัฐอุดหนุนไม่เกิน ๙๑,๙๘๓ ล้านบาท แล้วก็ให้เอกชนมาแข่งกันในการเดินรถของทั้งตะวันตก ตะวันออก เอามาพ่วงด้วยกันแล้วก็ไปหารายได้ แล้วมาดูว่าใครที่จะคืนให้รัฐได้มากกว่ากัน แต่ประเทศไทย มันมีเจ้าใหญ่อยู่ ๒ เจ้า คือเจ้า BTS กับเจ้า BEM อันนี้คือโดยข้อเท็จจริง ผู้ประกอบการ รายใหญ่มีอยู่ ๒ เจ้า ถ้า ๒ เจ้านี้ฮั้วกันติดน่ากลัวอยู่แล้วนะครับ แต่ในกรณีนี้เขาไม่ได้ ฮั้วกันนะครับ เขาแข่งกันจริงเมื่อปี ๒๕๖๓ ในการประมูลปี ๒๕๖๓ ทั้ง ๒ เจ้าใหญ่เข้าไป แข่งขันกันจริง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีกับประชาชนนะครับ เพราะว่ารัฐลงฝั่งตะวันตกไป บอกว่าไม่เกิน ๙๑,๙๘๓ ล้านบาท แล้วก็ลงฝั่งตะวันออกไปทั้งหมด ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพราะฉะนั้นพูดง่าย ๆ คือรัฐลงทุนทั้งหมด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นอย่าง BTS ที่เขา Operate สายสีเขียว นั่นก็เรื่องที่แย่มากที่จะขยายสัญญาสัมปทานนะครับ แต่อันนั้น อีกประเด็นหนึ่งนะครับ เดี๋ยวเวลาพูดถึงสายสีเขียวผมก็ต้องอัด BTS เหมือนกันที่จะขยาย สัญญาสัมปทาน แต่ในท่อนของสายสีส้มเขาก็เลยเห็นครับว่าโอกาสกำไรงาม เพราะสายสีเขียว เขาลงทุน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ สายสีส้มรัฐจะอุด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็มาดูกันว่าใครจะคืนให้รัฐ ได้มากกว่ากัน เพราะฉะนั้นตรงนี้ละครับ มันคือรูมมหาศาลของผลประโยชน์ มันถึงมีผลต่าง ได้ถึง ๖๘,๐๐๐ ล้านบาท เพราะที่ตั้งราคากันไปมันไม่ Make Sense หน่วยงานเองก็บอกว่า การเดินรถนะประกอบการเชิงพาณิชย์แล้วก็หารายได้นี่ น่าจะมีคืนรัฐ ๑๒๘,๖๐๕ ล้านบาท แต่ก็เข้าใจครับ มันเป็นการประมาณการในอนาคต แต่ถ้ามีการแข่งขันจริงก็พอยอมรับได้ ดูว่าใครมาคืนรัฐมากกว่ากัน แต่ถ้าไม่มีการแข่งขันจริงฮั้วกันติด อันนี้สิน่ากลัว มาดูกันนะครับ เรื่องนี้ผมเคยอธิบายในรายละเอียดถึงกลโกงส่วนต่าง ท่านกลับไปย้อนดูได้ตอนที่ผมอภิปรายไป เมื่อ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ มีเรื่องของการเตรียมเค้กชิ้นใหญ่เอาไว้นะครับ ล็อกเป้าเอาไว้ว่า จะให้ใคร พอเป้ามันไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง เพราะมีคนกระโดดเข้ามาแข่ง ก็ไปเตะตัดขาเขา แล้วก็ล้มประมูลไป เสร็จแล้วก็เปิดประมูลใหม่ตอนปี ๒๕๖๕ แล้วก็ มีการกีดกันการแข่งขัน เพราะว่าเราก็รู้กันอยู่มันมี ๒ เจ้า ถ้าเจ้าใดเจ้าหนึ่งไม่ได้เข้ามันก็ตั้งราคา เท่าไรก็ได้สิครับ แล้วก็อย่างที่เป็นข่าวในช่วงปีที่แล้วมันมีส่วนต่างเกิดขึ้นจริง ๖๘,๐๐๐ ล้านบาท แล้วเงินมันหายไปไหนครับ เพราะฉะนั้นปี ๒๕๖๕ ถ้าประมูลวันนั้นแล้วมันผ่านไปด้วยดี ไม่มีกลโกงอะไรต่าง ๆ BTS จะเป็นผู้ชนะ โดยรัฐจะอุดหนุนทั้งหมด ๙,๖๗๕ ล้านบาท แต่นี่ด้วย Tricky อะไรที่มันเกิดขึ้น กลโกงอะไรที่มันเกิดขึ้นทำให้การประมูลใหม่เพื่อทำสิ่งเดียวกันเลย กลายเป็นว่ารัฐต้องอุดหนุนมากถึง ๗๘,๒๘๘ ล้านบาท นี่คือส่วนต่างที่เกิดขึ้น ๖๘,๖๑๓ ล้านบาท และนี่คือไส้ใน อันนี้คือข้อเสนอของ BTS ตารางบนนะครับ ก็คือไล่ไปตั้งแต่ปีที่ ๑ ไปถึงปีที่ ๘ ตารางที่ ๒ ก็คือ ๑๓-๒๔ ตารางสุดท้ายคือ ๒๕ ถึงปีที่ ๓๔ อันนี้คือข้อเสนอที่ BTS เขายื่นมาว่า ปีแรก ๆ เขาต้องการเงินสนับสนุนค่าก่อสร้างเท่านั้นเท่านี้นะ ปีหลัง ๆ เขาจะคืนให้รัฐ เท่านั้นเท่านี้นะ โดยสรุปเมื่อคิดเป็นมูลค่าปัจจุบัน ค่าของเงินปัจจุบัน ก้อนแรกก็คือสิ่งที่ BTS ขอเงินรัฐ ๗๙,๘๒๐ ล้านบาท และก้อนที่ ๒ ก็คือ BTS บอกว่าจะจ่ายคืนรัฐ ๗๐,๑๔๕ ล้านบาท พูดง่าย ๆ รัฐอุดหนุน Net แล้วนี้ ๙,๖๗๕ ล้านบาทจาก Deal นี้ แล้วข้อเสนอ BEM ที่ท่านเพิ่งเซ็นสัญญาไปเมื่อเดือนกรกฎาคมนี่ละครับ ก้อนที่ ๑ ตารางนี้คล้าย ๆ กัน และอย่าง ที่บอกว่าถ้าตัวเลขไหนไม่จริงท่านบอกได้เลยนะครับ เพราะนี่ก็คือเอกสารที่ผมได้มา แต่ผมยืนยันว่ามันจริง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แน่นอน ก้อนที่ ๑ บอกว่าขอเงินรัฐไปก่อน ๘๑,๘๗๑ ล้านบาท แล้วจะคืนเงินให้รัฐ ๓,๕๘๓ ล้านบาท คือพูดง่าย ๆ รัฐอุดหนุนโดยรวม ๗๘,๒๘๘ ล้านบาท นี่เทียบให้ดูชัด ๆ เลยนะครับ BTS ขอเงินรัฐเมื่อปี ๒๕๖๓ ๗๙,๘๒๐ ล้านบาท BEM ขอเงินรัฐปี ๒๕๖๕ ๘๑,๘๗๑ ล้านบาท BTS บอกว่าจะคืนให้รัฐ ๗๐,๑๔๕ ล้านบาท BEM บอกว่าจะคืนให้รัฐ ๓,๕๘๓ ล้านบาท เพราะฉะนั้นโดยรวมแล้วรัฐจ่ายเงิน หากประมูล ปี ๒๕๖๓ เป็นไปอย่างเรียบร้อยถูกต้องโปร่งใสแข่งกันจริง รัฐจ่ายเงินเพียง ๙,๖๗๕ ล้านบาท แต่แข่งกันไม่จริงในปี ๒๕๖๕ นี่ครับ อย่างที่บอกผู้ประกอบการรายใหญ่มันมี ๒ เจ้า ถ้าเจ้าใด เจ้าหนึ่งโดนกีดกัน ก็คืออีกเจ้าตั้งราคาเท่าไรก็ได้ รัฐจึงต้องจ่ายเงินมากถึง ๗๘,๒๘๘ ล้านบาท และท่านไม่ต้องอ้างเลยนะครับว่าการก่อสร้างจะ Complicate โน่น นี่ นั่น อย่างไร นี่ผมเอามา เทียบให้ดู Side by Side เลยนะครับ ระหว่างข้อเสนอของ BTS กับข้อเสนอของ BEM ในส่วนของเงินสนับสนุนค่าก่อสร้าง คือแทบไม่ได้ต่างกันเลย ที่ต่างกันจริง ๆ ก็คือส่วนนี้ต่างหาก ที่จะคืนเงินให้รัฐนี่นะครับว่าต่างกันจริง ต่างกันมากมายมหาศาล BTS บอกว่าจะคืนเงินให้รัฐ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท BEM บอกว่าจะคืนให้รัฐเพียง ๓,๕๐๐ ล้านบาท มันต่างกันขนาดนี้ ได้อย่างไร มันเกิดอะไรขึ้นกับการประมูลในกระทรวงคมนาคมครับ แล้วท่านจะถือว่าข้อมูล ของ BTS ที่ประมูลปี ๒๕๖๓ ที่เปิดหน้าสาธารณชนเพื่อแฉสิ่งที่เกิดขึ้นในการล้มประมูล ปี ๒๕๖๓ เขามาเปิดต่อสาธารณชนชัดเจน มี Live สด มีสื่อมวลชนเยอะแยะ เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๖๕ หลังรู้ราคาว่า BEM ให้ข้อเสนอต่อรัฐเป็นเท่านี้ ของเขาถ้าชนะวันนั้น เป็นเท่านั้น มันต่างกัน ๖๘,๐๐๐ ล้านบาทครับ แล้วก็เกิดกระบวนการฟอกขาวอะไรต่าง ๆ ไม่ว่าเตรียมเค้กชิ้นใหญ่ ล็อกเป้าเอาไว้ เตะตัดขา ฆ่าตัดตอน แล้วก็ทอนส่วนแบ่งกัน มันคือกระบวนการที่ว่าถูกต้องโดยทุจริต นี่คือถูกต้องโดยทุจริต กระบวนการถูกต้อง แต่มันมีส่วนต่างเกิดขึ้นเห็น ๆ เพราะฉะนั้นนะครับท่านประธาน คำถามที่ ๑ ที่จะส่งไปทาง ท่านรัฐมนตรีที่มานั่งตอบ ก็คือส่วนต่าง ๖๘,๖๑๓ ล้านบาท หายไปไหน และอย่างที่เรียนนะครับ ตัวเลขใดไม่จริงท่านบอกมาได้เลยนะครับ มันจะหายไปแบบไร้ร่องรอย รัฐบาลไม่ออกมาแจกแจง ให้ประชาชนฟังนี่ไม่ได้นะครับ เพราะว่ามันคือเงินของประชาชนที่ต้องไปอุดหนุน โครงการเพิ่มแบบมากเกินจำเป็น เงินก้อนนี้หายไปไหนครับ กระเป๋าใครบวมครับ แล้วไม่ต้อง อ้างศาลนะครับ ศาลท่านตัดสินว่าที่เอกชนฟ้องกันนี่ท่านเห็นว่ามันเป็นอย่างไรใน Subset ในเรื่องนั้น ๆ ตามประเด็นที่เขาฟ้อง ท่านไม่ได้บอกว่าจะต้องปล่อยโครงการนี้ไปแบบมี ส่วนต่างมากถึง ๖๘,๖๑๓ ล้านบาท คืออำนาจอยู่ที่รัฐบาล อำนาจอยู่ที่ ครม. ในการตัดสินใจ ว่าราคาในการทำสีส้ม ซึ่งก็คงไม่มีใครเถียงนะครับว่าสายสีส้มสำคัญควรจะเกิด แต่ราคา นี่มันเหมาะสมแล้วหรือไม่ หรือท่านจะปล่อยไปแบบมีส่วนต่าง และแน่นอนครับสิ่งที่เกิดขึ้น ไปแล้วเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อกรกฎาคม ก็คือท่านเลือกที่จะปล่อยไปแบบมีส่วนต่าง ไม่ได้มีการเจรจา เพื่อประชาชน ก็ต้องรับผิดชอบทางการเมืองครับ อธิบายมาให้ได้ว่าส่วนต่าง ๖๘,๖๑๓ ล้านบาท หายไปไหน ไปลงกระเป๋าใครบ้างครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม วันนี้ได้รับมอบหมายจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมครับ ท่านสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ให้มาตอบกระทู้สดด้วยวาจาของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส. พรรคก้าวไกล🔗
ประเด็น เรื่องของสายสีส้มนะครับ ซึ่งตัวนี้ก็เป็นที่เข้าใจกันนะครับ เป็นเรื่องมหากาพย์มาตั้งแต่ ปี ๒๕๖๓ ขอเรียนอย่างนี้ครับ จากประเด็นคำถามของข้อที่ ๑ ในเรื่องของเงินส่วนต่าง ผมขอย้อนอดีตให้ดูเรื่องประวัติของสายสีส้มนะครับ ครั้งแรก ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๓ รฟม. ได้มีประกาศเชิญชวนสายสีส้มครั้งแรกเกิดขึ้นนะครับ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ รฟม. ก็ได้ยกเลิกการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุน ต่อมา ๔ เมษายน ปี ๒๕๖๕ รฟม. ได้ลงนาม ข้อตกลงคุณธรรมร่วมกับผู้สังเกตการณ์ ๔ พฤษภาคม ๒๕๖๕ รฟม. ได้ประกาศเชิญชวน สายสีส้มครั้งใหม่ อันนี้ละครับจะเริ่มเป็นประเด็นที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้ถามนะครับ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๖๕ รฟม. ได้รับซองข้อเสนอของผู้มีคุณสมบัติอยู่ ๒ ราย ประกอบด้วย BEM แล้วก็ ITD Group ต่อมามีการประเมินผลสรุปว่า BEM เป็นผู้ผ่านคุณสมบัติประเมินสูงสุด อันนี้ละครับวันนี้ต้องกลับไปเรื่องของเงินส่วนต่างนะครับ วันนี้มี Player ที่ผ่านกระบวนการ มาอยู่ ๒ คน คือ BEM กับ ITD Group ที่ท่านถามส่วนของ BTS วันนั้นไม่ได้ผ่านการคัดเลือก ก็ไม่ได้อยู่ในระบบที่จะนำมาเปรียบเทียบ แต่ว่าอันนี้คือเอกสารที่เป็น Official นะครับ แต่ส่วนวิธีการแข่งขันก่อนที่จะมาสู่ผู้เสนอชนะการประมูล อันนั้นเป็นอีกประเด็นหนึ่งนะครับ แต่วันนี้ในประเด็นของภาคราชการที่เป็นเอกสารของราชการเรามีผู้แข่งขันอยู่ ๒ รายนะครับ แล้วทาง BEM เป็นผู้ชนะ โดยที่เป็นผู้เสนอผลตอบแทนสูงสุดให้กับภาครัฐตามที่ได้ผ่าน การคัดเลือกเมื่อปี ๒๕๖๕ นะครับ ต่อมาเมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๖๕ รฟม. ได้มีหนังสือ ขอความอนุเคราะห์ อสส. ตรวจพิจารณาร่างสัญญาร่วมทุน และวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๖๕ ทาง อสส. ได้พิจารณาร่างสัญญาร่วมทุนและนำส่งให้ รฟม. พร้อมข้อสังเกต ๑ มีนาคม ๒๕๖๖ รฟม. ได้เสนอให้คมนาคมเห็นชอบผลการคัดเลือกเพื่อเสนอ ครม. วันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๖๖ กระทรวงคมนาคมได้เสนอเรื่องผลการคัดเลือกต่อ ครม. เห็นชอบนะครับ วันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๖๖ กระทรวงคมนาคมได้ถอนระเบียบวาระ เรื่อง ผลการคัดเลือกออกจากที่ประชุม ครม. นะครับ วันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๗ ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษายืนตามที่ศาลปกครองชั้นต้น ได้ยกฟ้องคดีหมายเลขที่ตามที่ปรากฏนะครับ โดยมีประเด็นแห่งคดีเกี่ยวกับการคัดเลือก เอกชนครั้งใหม่ จึงขอให้ข้อพิพาททางคดีปกครองทั้งหมดสิ้นสุด เพราะฉะนั้นมันก็จะไหลลื่น มาจนถึงรัฐบาลสมัยนี้นะครับ ก็คือรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน และท่านรัฐมนตรีว่าการนะครับ วันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ รฟม. ได้มีหนังสือถึงกระทรวง คมนาคมนำส่งผลการคัดเลือกเอกชนและร่างสัญญาร่วมทุนที่ผ่านการตรวจพิจารณาของ ทาง อสส. และเงื่อนไขสำคัญของสัญญาร่วมทุน โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงบางขุนนนท์- มีนบุรี (สุวินทวงศ์) เสนอต่อกระทรวงคมนาคมพิจารณาให้ความเห็นชอบ เพื่อนำเสนอ ครม. พิจารณานะครับ วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ครม. ได้มีมติเห็นชอบเงื่อนไขสำคัญของสัญญาร่วมลงทุน สายสีส้ม และวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗ รฟม. และ BEM ก็ได้มีการร่วมสัญญาลงนาม อันนี้ คือประวัติที่ผ่านมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ มาสิ้นสุดปี ๒๕๖๗ ๔ ปีที่ทุกคนทุกภาคส่วนก็รอคอย ที่จะให้มันออกมาทางใดทางหนึ่งนะครับ🔗
ประเด็นคำถามของท่านสมาชิกประเด็นที่ ๑ เรื่องส่วนต่างนะครับ วันนี้ ที่เป็น Official จริง ๆ ที่เป็นเอกสารจริง ๆ ที่ปรากฏอยู่ในระบบก็คือมีของ BEM กับ ITD Group อันนี้ก็เป็นคำตอบให้ท่านทราบนะครับ ส่วนก่อนที่รัฐบาลจะนำเข้า ครม. เพื่อลงนาม ในสัญญา ทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ก็ได้มีหนังสือ สอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ทาง รฟม. ได้ยืนยันเป็นเอกสารหลักฐานตามที่ปรากฏ อยู่ในระบบว่าได้ทำตามระเบียบ ขั้นตอน ตามที่คำแนะนำและข้อสังเกตการณ์ทั้งหมดหรือยัง ทาง รฟม. ก็ได้ตอบมาเป็นเอกสารว่า ทุกระเบียบ ทุกขั้นตอนได้ดำเนินการตามระเบียบแล้ว จึงเสนอผ่านเข้ามาเป็นขั้นตอน จนถึงท่านรัฐมนตรีว่าการได้นำเรื่องเข้าสู่คณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาแล้วก็ลงนาม อันนี้ก็ขอเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกถึงประวัติ แล้วก็ ที่มาที่ไปของคำถามครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ🔗
ท่านไชยวัฒนาประท้วงหรือครับ🔗
ถูกต้องครับ ข้อ ๙ ครับ🔗
เชิญครับ🔗
รบกวนท่านประธานนิดเดียว เพื่อในบริบทของการถามกระทู้สดนั้น ถ้าผมไม่ทักท้วงขึ้นมาจะเกิดเสียมาตรฐานของสภา พวกเรา ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไชยวัฒนา ติณรัตน์ ผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดมหาสารคาม ผมประท้วง ข้อ ๑๖๐ เพื่อที่จะติงเตือนว่าทั้งผู้ถามและผู้ตอบมีเวลา ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๖๐ คือ ๓๐ นาที ผู้ถามมีเวลา ๑๕ นาที ผู้ตอบก็เท่ากันคือ ๑๕ นาที ผู้ถาม ได้ลุกขึ้นยืน ผมจับเวลาในเวลา ๑๐ นาฬิกา ๓๔ นาที ๒๓ วินาที นั่งลงในเวลา ๑๐ นาฬิกา ๔๖ นาที แล้วก็เศษ ๆ แปลว่าท่านสุรเชษฐ์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านเป็นผู้ถาม ท่านมีเวลาอีก ๒ นาทีกว่า ๆ ผมไม่ประท้วงข้อ ๑๕๒ และข้อ ๑๔๗ ทั้ง ๘ วงเล็บ เพราะว่าผมเคารพ ท่านสุรเชษฐ์ อยากให้สิ้นกระบวนความทั้งหมดก่อนผมถึงจะท้วงติงท่านประธาน ขอให้ ท่านประธานโปรดได้แจ้งให้กับผู้ถามด้วยนะครับว่าท่านเหลือเวลาอีก ๒ นาที ตามมาตรฐาน ข้อบังคับการประชุมสภาใช้บังคับกับทุกฝ่าย ขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสครับ🔗
ขอบคุณครับ ขออนุญาตวินิจฉัยการประท้วงนะครับ🔗
ประเด็นที่ ๑ เรื่องของเวลา ผมเข้าใจว่าเรามีการจับเวลาของแต่ละท่านนะครับ แต่เวลาที่เรายึดถือจะเป็นเวลาที่ปรากฏบนหน้าจอเท่านั้น เพราะฉะนั้นตอนนี้ท่านสุรเชษฐ์ เหลือเวลาอีก ๓ นาที ๕๕ วินาทีนะครับ🔗
ประเด็นต่อมา ในข้อบังคับ ข้อ ๑๖๐ เป็นเรื่องจริงที่บอกว่าจะไม่เกิน ๓ ครั้ง และกำหนดไม่เกิน ๓๐ นาที ทีนี้ผมก็คิดว่าท่านสุรเชษฐ์ก็ยังบริหารอยู่ในเวลาของท่านได้ แต่ทีนี้ผมได้รับการประสานว่า กระทู้ถามที่ ๓ ของท่านเบญจา แสงจันทร์ นายกรัฐมนตรี มอบหมายท่านพีระพันธุ์ แต่ว่ามีการเลื่อนออกไปด้วย เพราะฉะนั้นถ้าข้อ ๑๖๐ ในส่วนท้ายนี้ บอกว่า เว้นแต่การประชุมครั้งใดมีกระทู้ถามสดด้วยวาจาน้อยกว่า ๓ กระทู้ ก็ให้ขยายเวลา ออกไปอีกตามสัดส่วนภายในเวลา ๖๐ นาที เพราะฉะนั้นถ้าเราบริหารตามนี้ เนื่องจาก เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการชี้แจงค่อนข้างมาก แล้วก็ยังบริหารอยู่ได้ใน ๙๐ นาที เพราะฉะนั้นยังสามารถที่จะเกินเวลาได้นะครับ อันนี้คือข้อ ๑๖๐ วรรคท้ายครับ🔗
ท่านประธานครับ ไชยวัฒนา จังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ขอบคุณท่านประธานครับ ผมไม่ได้ขัดขวางการถามตอบ กระทู้หรอกครับ เพียงแต่ผมจะลุกขึ้นมาขอบคุณท่านประธานที่ให้ความกระจ่างกับทุกฝ่าย ก็ขอเชิญพระเดชพระคุณทั้งหลายหาความสำราญได้เลยครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ถ้าอย่างนั้นของอาจารย์สุรเชษฐ์ผมให้เวลาเกินทั้งผู้ถามและผู้ตอบอีก ๒๐ นาทีนะครับ เชิญครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านประธาน สำหรับคำถามแรกนะครับ ที่เมื่อสักครู่นี้ท่านรัฐมนตรีได้ตอบมา คือต้องเรียน อย่างนี้ครับว่า ผมไม่ได้ถามในเรื่องของคู่เทียบหลอกในปี ๒๕๖๕ นะครับ อันนั้นก็เป็น อีกเรื่องยาว ๆ ระหว่างกรณีของ BEM กับ ITD Group แล้วก็กระบวนการทางกฎหมาย อะไรต่าง ๆ ที่ท่านชี้แจงมา ผมถามในเรื่องในของผลต่างระหว่างการประมูลในปี ๒๕๖๓ เมื่อเทียบกับปี ๒๕๖๕ แน่นอนอาจจะมีค่าของขึ้นอะไรนิด ๆ หน่อย ๆ ครับ แต่มันไม่ควร จะต่างมากถึง ๖๘,๐๐๐ ล้านบาท เลยอยากให้ท่านชี้แจงว่า ๖๘,๐๐๐ ล้านบาท มันหายไปไหน🔗
สำหรับประเด็นคำถามที่ ๒ ผมก็จะถามต่อเนื่องไปในเรื่องของค่าโดยสาร เพราะว่าผลการเจรจา โดยคณะกรรมการเจรจาก็ปรากฏออกมาว่าค่าโดยสารที่พี่น้อง ประชาชนจะต้องจ่ายในเรื่องของสายสีส้มก็คือค่าแรกเข้า ๑๕ บาท อย่างไรก็ตามก็จะคิด ตามสถานี คือพูดง่าย ๆ ถ้าเดินทางอย่างน้อย ๑ สถานี เพราะว่า ๑ สถานีก็คือจากจุด A ไปจุด B อย่างน้อยจะต้องจ่าย ๑๗ บาท คือค่าโดยสารจะอยู่ที่ระหว่าง ๑๗-๔๔ บาท โดยมี ค่าแรกเข้า ๑๕ บาท แล้วก็สูงสุดไม่เกิน ๔๔ บาท ในการคิดแค่เป็นท่อนระหว่างของสายสีส้ม โดยการเจรจานี้ก็จะคงราคานี้ไว้นับจากวันที่เปิดบริการ ก็คาดว่าจะเปิดปี ๒๕๖๙ แล้วก็จะปรับตามดัชนีราคาผู้บริโภคทุก ๆ ๒ ปี คือพูดง่าย ๆ นะครับ ตามที่แสดงในภาพ ก็จะมีการขึ้นราคา แต่ก็ขึ้นเล็กน้อยตามดัชนีราคาผู้บริโภค จากต่ำสุดคือ ๑๕ บาท แต่จ่ายจริง คือ ๑๗ บาท ถึงสูงสุด ๔๔ บาท แล้วก็คงเงื่อนไขไว้ถึงปีที่ ๑๐ แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ หลังปีที่ ๑๐ มันจะก้าวกระโดดเลย เพราะว่าที่ผลการศึกษากันมาเขาศึกษาอยู่บนอีกพื้นฐานหนึ่ง ก็คือพื้นฐานของค่าแรกเข้า ๑๗ บาท เดินทางขั้นต่ำคือ ๒๐ บาท ถึง ๖๒ บาท แล้วก็ มีการปรับตาม CPI เช่นกัน เพราะตรงนี้เปิดเกิดปัญหาแน่นะครับ อย่างไรก็ตามในมุมของ การเจรจาเนื่องจากมันมีส่วนต่าง ๖๘,๐๐๐ ล้านบาท ก็ยังถือได้ว่าตรงนี้เป็นการเจรจา ที่ได้ลดส่วนต่างมาบ้าง คือพี่น้องประชาชนได้ลดส่วนต่างของราคาตรงนี้คิดเป็นมูลค่า ประมาณ ๑๓,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าข้อมูลไม่ตรงท่านชี้แจงได้นะครับ ผลจากการเจรจาก็คือ ปรับราคาค่าผ่านทางเฉพาะใน ๑๐ ปีแรกได้ประมาณ ๑๓,๐๐๐ ล้านบาท แต่ก็เหลือส่วนต่างอีก ๕๕,๐๐๐ ล้านบาท ที่ผมยังคิดไม่ออกว่าไปลงกระเป๋าใครเท่าไร เพราะฉะนั้นทราบเพียงว่า ประชาชนได้ประโยชน์ไปบ้างจากการเจรจา ๑๓,๐๐๐ ล้านบาท จากการที่ลดลง โดยการเจรจาของรัฐบาลที่แล้ว ย้ำนะครับ เป็นการเจรจาช่วงรัฐบาลที่แล้ว แต่ปัญหาก็คือ หลังปีที่ ๑๐ อย่างที่ผมโชว์ในภาพ หลังปีที่ ๑๐ มันจะก้าวกระโดดเลยครับ มันจะก้าวกระโดด จากบริเวณนี้ประมาณสัก ๒๒ บาท ขึ้นจากประมาณสัก ๑๗ บาท เป็น ๒๒ บาท ไปที่ประมาณสูงสุด ๕๐-๘๓ บาท ประมาณนี้ครับ อันนี้คือคิดอยู่บนพื้นฐานว่า ดัชนีราคา ผู้บริโภคปรับประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์ ในทุก ๒ ปี มันเป็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน แน่นอนครับ ในปีที่ ๑๐ มันจะเกิดการกระโดดของค่าโดยสารอย่างรุนแรงมาก มันเหมือน เป็นการวางกับดักไว้ เพื่อการหาเรื่องขยายสัมปทานอีกอย่างแน่นอน แล้วก็แน่นอนครับ หาก Deal ไม่ดีขึ้น มีหรือครับที่นายทุนเขาจะยินยอมแก้ไขสัญญาสัมปทานอีก ประเด็นก็คือ ที่ผมชี้ให้เห็นว่าผมและพรรคก้าวไกลก็เคยชี้ให้เห็นปัญหานี้แล้วตั้งแต่ก่อนเซ็นสัญญา ท่านมนพรก็นั่งอยู่ในกรรมาธิการวิสามัญนะครับ นั่งอยู่ด้วยกัน ผมก็ชี้ว่ามันมีปัญหาที่ปีที่ ๑๐ แน่นอน ถ้าจะดื้อดึงเซ็นสัญญากันไปอย่างนี้ แต่ไฉนหน่วยงานรัฐและรัฐบาลไม่แก้ปัญหา ให้เสร็จก่อน แต่ดันเร่งเซ็นสัญญาภายใน ๒ วันหลังจากที่ ครม. อนุมัติ นี่ชี้ให้เห็นปัญหาแล้ว แล้วถ้าปัญหานี้ไม่ได้มีอยู่ในสัญญาที่เซ็นกันไปก็ชี้แจงได้นะครับ แต่ผมยืนยันครับว่า มันจะเกิดปัญหาในปีที่ ๑๐ อย่างแน่นอน หากปล่อยไปแบบนี้ ดังนั้นนะครับ🔗
คำถามที่ ๒ ก็คือรัฐบาลนี้ได้เจรจาอะไรเพิ่มเติมเพื่อรักษาผลประโยชน์ ให้พี่น้องประชาชนเพิ่มเติมจาก Deal มืดในรัฐบาลก่อนบ้างหรือไม่ อัตราค่าโดยสารตามสัญญา ที่เพิ่งเซ็นกันไปเมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ออกมาเป็น ๑๗ คือ ๑ สถานี ๑๗ บาท แล้วก็สูงสุดไม่เกิน ๔๔ บาท แล้วก็จะกระโดดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจะกระโดดขึ้นอย่างแรง ในปีที่ ๑๐ ใช่หรือไม่ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านรัฐมนตรีครับ ถ้าพร้อมแล้วเชิญตอบได้เลยครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผ่านไปยังท่านสมาชิก ท่านสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ อย่างที่ผมเรียน เรื่อง ๖๘,๐๐๐ ล้านบาท ว่าอยู่กระเป๋าใคร จริง ๆ วันนี้ถ้าเป็นทาง Official ผมบอกครับว่า วันนี้ด้วยระบบมันมีแค่ ๒ รายการ ที่ ๒ Player ที่มาประมูลกัน มันเหมือน วิ่งผลัด ๔ คูณ ๑๐๐ ว่าวันนี้มาไม้สุดท้ายแล้ว เพราะฉะนั้นดำเนินการต่อ ก็โครงการหนึ่ง เสร็จไปแล้ว เหลืออีกโครงการหนึ่งที่จะเป็นทั้งงาน Civil งานโยธาธิการ แล้วอีกส่วนหนึ่ง ก็เป็นงานของ ONM เพราะฉะนั้นการที่รัฐบาลต้องตัดสินใจต้องทำ ก็เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นหลักนะครับ ก็ขอบคุณท่านสมาชิกผ่านไปยัง ท่านประธานสภาที่มีความเป็นห่วง เหรียญนั้นก็มี ๒ ด้านนะครับ ด้านหนึ่งก็คืออย่างคำถาม ที่ท่านถามก็เป็น Question Mark ซึ่งผมก็เรียนไปแล้วว่าวันนี้ในระบบจริง ๆ มันมี Player อยู่ ๒ คน ส่วนเรื่องของที่เราต้องทำสิ่งที่เราสร้างเสร็จนะครับ ถ้าเราใช้ประโยชน์ได้มันก็จะมี มูลค่าในตัวของมันเองในการที่จะมาหักล้าง เพราะมันเหมือนวิ่งผลัด ๔ คูณ ๑๐๐ รัฐบาลมาไม้ที่ ๔ แล้ว เรากลับไปใหม่มันก็อย่างที่พี่น้องประชาชนทราบ ท่านทราบนะครับ ส่วนค่าโดยสารที่ท่านกังวล จริง ๆ แล้วมีการเจรจาจริงนะครับ จากค่าแรกเข้า ๑๗ บาท เหลือ ๑๕ บาท แล้วก็สถานีที่ ๑ ๒๐ บาท เหลือ ๑๗ บาท ก็เป็นเรื่องจริง ส่วนหลังจาก ปีที่ ๑๐ ท่านกังวลว่าพี่น้องประชาชนจะเดือดร้อนนะครับ มีอยู่ ๒ มิติ มิติที่ ๑ จริง ๆ แล้ว ระบบขนส่งของภายในกรุงเทพมหานครเราก็มีหลายแบบ มีทั้งรถไฟฟ้า มีทั้งรถ ขสมก. รถหลาย ๆ อย่างนะครับ รถ EV อีก ๑๐ ปีข้างหน้าการพัฒนาการขนส่งมวลชนมันก็จะเป็น ทางเลือกนะครับ ถ้าแพงคนก็ไม่ใช้บริการ ถ้าถูกเป็นประโยชน์คนก็จะเลือก อันนี้ เป็นธรรมชาติก่อนนะครับ Demand Supply ส่วนอีกอันหนึ่งถ้าใครได้ติดตามข่าววันนี้ เราจะได้ผลักดัน พ.ร.บ. ราง เข้าสู่การพิจารณาของสภานะครับ อีกอันหนึ่งคือ พ.ร.บ. ตั๋วร่วม เพื่อจะดำเนินการโครงการ ๒๐ บาทตลอดสาย ที่ทางพรรคเพื่อไทยได้หาเสียงไว้ ได้เป็นนโยบายดีกว่าครับ ก็ พ.ร.บ. ตั๋วร่วมผ่าน สิ่งที่ท่านกังวลก็จะถูก Balance ให้เท่ากันหมด คือ ๒๐ บาทตลอดสายนะครับ ซึ่งเดือนหน้านี้ พ.ร.บ. ๒ ฉบับจะถูกเสนอเข้าสู่การพิจารณา ของสภา ก็เรียนให้ทราบเบื้องต้นเรื่องของความกังวลหลังปีที่ ๑๐ นะครับ รัฐบาลจะต้องทำ ตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้กับพี่น้องประชาชนนะครับ ก็จะผลักดันนโยบาย ๒๐ บาทตลอดสาย คิดว่าภายในปี ๒๕๖๙ ทุกอย่างก็จะบรรลุผลนะครับ ก็ขอตอบเบื้องต้นครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านสุรเชษฐ์ใช้สิทธิในรอบสุดท้ายนะครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านประธาน เมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรีได้ออกมาชี้แจงในส่วนของคำถามที่ ๑ นะครับว่า ได้ตอบทาง Official ไปแล้วนะครับ แล้วก็รัฐบาลเป็นไม้ที่ ๔ แล้วมันทำได้แค่นี้ แต่ว่าผมจึงได้ ถามว่าแล้วมันได้ทำอะไรเพิ่มเติมจากไม้ที่ ๓ บ้างครับ ท่านได้เจรจาอะไรเพิ่มเติมที่มันเป็น ประโยชน์กับพี่น้องประชาชนบ้าง ในเมื่อมันเห็นอยู่ว่าส่วนต่าง ๖๘,๐๐๐ ล้านบาท แล้วผมก็พยายามมองบวกว่าที่มันเข้ากระเป๋าใครก็ไม่รู้อย่างน้อยมันมีประมาณสัก ๑๓,๐๐๐ ล้านบาท ที่มันไปถึงประชาชนจากการลดค่าผ่านทาง แม้ว่าวิธีลดค่าผ่านทางนี้ จะก่อให้เกิดปัญหาในอนาคตในปีที่ ๑๐🔗
สำหรับคำถามที่ ๒ ท่านก็เลยตอบซึ่งอันนี้ตรงกัน ท่านก็ตอบว่าใช่มันจะเกิด ปัญหาในปีที่ ๑๐ ท่านก็รู้อยู่แล้วว่ามันจะเกิดปัญหาในปีที่ ๑๐ แล้วท่านก็ให้ข้อมูลตรงกันอีก ว่าจะเก็บ ๑ สถานี ๑๗ บาท แล้วก็สูงสุดไม่เกิน ๔๔ บาท แต่อย่าลืมนะครับ เรามีส่วนต่าง ที่อย่างน้อยยังเหลืออีก ๕๕,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าท่านจริงใจกับนโยบาย ๒๐ บาทตลอดสาย ของท่าน ท่านก็เจรจาลดราคาสิครับ ไม่ใช่เซ็นไปไว้สำหรับราคาแพง ๆ แล้วถึงเวลา ก็จะเอาเงินมาอุด แล้วเงินที่จะเอามาอุดก็คือเงินของคนทั้งประเทศครับ🔗
แล้วมันก็ไม่ได้เป็นตามที่ ท่านหาเสียงไว้นะครับ ขออนุญาตเอาสไลด์ขึ้นนะครับ สำหรับประเด็นที่ ๓ ผมถามเรื่อง ๒๐ บาทตลอดสายนี่ก็ได้ครับ อันนี้คือสิ่งที่ผมเคยอภิปรายเตือนท่านไปแล้วตอนที่นโยบาย รัฐบาลเข้ามานะครับ ท่านประกาศไว้ว่าอะไรครับ ว่าจะเจรจาเพื่อลดราคา ท่านประกาศไว้ว่า จะทำทุกสายแล้วก็ข้ามสายได้ อย่างเช่นว่า สายสีเขียวไปต่อสายสีน้ำเงินจ่าย ๒๐ ไม่ใช่จ่าย ๔๐ ท่านประกาศท่านนายกบอกว่า ๓ เดือนนะครับ แต่อันนี้โอเคก็เข้าใจตอนหลังท่านก็มาเลื่อน ในสภาวันนั้น ว่าขอเป็น ๒ ปีแล้วกัน กันยายน ๒๕๖๘ แต่ท่านบอกว่าจะเจรจาเพื่อลดราคา แล้วถ้าจะเจรจาเพื่อลดราคาอย่างในสายสีส้มก็ต้องเจรจาก่อนเซ็นสัญญา แล้วมันก็มีส่วนต่าง ที่เกิดขึ้น ๖๘,๐๐๐ ล้านบาท แล้วอย่างน้อยที่สุดมันยังเหลืออีก ๕๕,๐๐๐ ล้านบาท แทนที่จะเอาไปลงกระเป๋าใครนี่อย่างน้อยมาลงกระเป๋าประชาชนยังดีกว่านะครับ แล้วจริง ๆ วันนั้นพรรคก้าวไกลก็เตือนแล้ว เมื่อสักครู่นี้ท่านชี้แจงเรื่องของจะยื่น พ.ร.บ. รางกับตั๋วร่วม เดือนหน้า ผมก็บอกแล้วว่า ๓ เดือนมันเป็นไปไม่ได้แน่นอนมันต้องมี พ.ร.บ. ราง พ.ร.บ. ตั๋วร่วม ผมก็เตือนตั้งแต่วันนั้นแล้วครับ แต่ก็ตรงกันนะครับว่ามันต้องมีกฎหมายในเรื่องของ พ.ร.บ. ราง แล้วก็ พ.ร.บ. ตั๋วร่วม แต่ไม่ใช่หาเสียงไปเรื่อยบอกว่าจะเจรจาเพื่อลดราคา แล้วถึงเวลา ก็ไม่ได้ทำอะไรนี่ครับ สายสีส้มไม่ได้ทำอะไรเลย แล้วก็จะเอาเงินพี่น้องประชาชนทั่วประเทศไปอุด แถมยังบอกอีกหลังปีที่ ๑๐ ก็มีทางเลือกนะ ใช้รถเมล์ได้ราคาถูก จริง ๆ ท่านจะทำค่าโดยสารร่วมนี่ ต้องคิดทั้งรถเมล์และรถไฟฟ้าไม่ใช่ละเลยรถเมล์ ทุกวันนี้รถเมล์เป็นอย่างไรบ้างครับ ท่านจะเอาเงิน ไปอุดหนุนแต่รถไฟฟ้าแล้วรถเมล์เป็นอย่างไรบ้าง รถเมล์ถูกกว่าเยอะครับ แล้ววันนั้น ผมก็เตือนแล้วว่าสายสีเขียวมันมีปัญหา มันมีความไม่ชอบมาพากล อันนี้โดย BTS เลยนะ ที่จะใช้มาตรา ๔๔ อะไรต่าง ๆ ผมบอกแล้วผมไม่ได้ช่วย BEM หรือช่วย BTS แต่ต้องการ ให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรมจริง ๆ และถ้าในปี ๒๕๖๓ มันเกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม รัฐประหยัดไปได้ ๖๘,๐๐๐ ล้านบาท และสายสีส้มผมก็เตือนแล้วว่ามีปัญหา แต่วิธีที่ท่านใช้ คืออะไรครับ วันนั้นผมจำได้เลยว่าหลังจากวันนั้น ๑-๒ วัน ท่านสุริยะก็แค่ไปถือแบงก์ ๒๐ แล้วบอกลดราคาแล้ว สายสีม่วง สายสีแดง ซึ่งสายสีม่วง สายสีแดงลดราคาเหลือ ๒๐ บาท ไม่ใช่เรื่องใหม่ รัฐบาลอื่นก็เคยทำมาแล้ว ๆ แล้วมันก็เอาหนี้ไปโปะไว้กับรัฐวิสาหกิจ มันไม่ได้ เป็นการแก้ปัญหา และที่สำคัญท่านหาเสียงไว้ว่าทุกสายแล้วก็ข้ามสายได้ แล้วนี่สายสีส้ม ท่านได้เจรจาอะไรไปบ้างนะครับ มันจะใช้เงินอุดแน่นอนนะครับ🔗
คำถามผมในส่วนของคำถามที่ ๓ นะครับว่ารัฐบาลนี้ได้มีการเจรจาตาม นโยบายที่หาเสียงไว้ ๒๐ บาทตลอดสายบ้างหรือไม่ ผมพูดถึงในส่วนของสายสีส้มนะครับ แล้วผมก็เตือนมาแล้วตั้งแต่ตอนท่านประกาศนโยบายว่าเรื่องนี้มันยาก แล้วมันก็มีส่วนต่าง อยู่เยอะ ถ้าท่านจะเจรจาเพื่อประชาชนจริง ๆ ต่อให้มันลดได้ไม่ถึง ๒๐ บาท มันก็ลดได้ถึง ระดับที่เป็นประโยชน์กับประชาชนมากกว่า แล้วผมก็เตือนแล้วด้วยว่าต้องคิดทั้งรถไฟฟ้า กับรถเมล์ร่วมกัน ไม่ใช่มองเป็นโลกคู่ขนานแล้วอุดหนุนแต่รถไฟฟ้าแล้วละเลยรถเมล์ อย่างไรก็ตาม ก็ขอเอกสารการประชุมที่มันแสดงได้ถึงการเจรจาให้เกิด ๒๐ บาท ตลอดสายในส่วนของ สายสีส้มนะครับ ไม่ใช่การพูดลอย ๆ ว่าทำแล้วนะ เพราะตัวเลขมันก็เห็นกันอยู่ว่าไม่ได้ มีการเจรจาอะไรเพิ่มเติมจากที่ท่านเรียกว่าไม้ที่ ๓ และท่านเป็นไม้ที่ ๔ ท่านนั่งนิ่ง ๆ หาเสียงไป โฆษณาไป ๒๐ บาทตลอดสาย แต่ก็ไม่ได้ทำด้วยซ้ำ เราพูดถึงสายสีส้มนะครับ ไหนบอกว่าจะ เจรจาเพื่อลดราคาครับ และสุดท้ายมันจะออกเป็นน่าว่าใช้เงินของคนทั้งประเทศไปอุด แล้วเรากำลังพูดถึงเงินปีละร่วม ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ในการรักษาหน้าเพื่อทำนโยบาย ๒๐ บาทตลอดสาย แล้วก็ไม่ได้ทำตามที่หาเสียงไว้อย่างที่ผมแสดงในสไลด์นี้ครับ หาเสียงไว้ ว่าทุกสายข้ามสายภายใน ๓ เดือนแล้วก็จะเจรจาเพื่อลดราคา จริง ๆ แล้วนโยบายท่าน คนเขียนนโยบายยังไม่เข้าใจเลยด้วยซ้ำ ท่านบอกว่าตั๋วร่วม ๒๐ บาทตลอดสาย แต่สิ่งที่ท่าน จะทำเขาเรียกว่าค่าโดยสารร่วม ๒๐ บาทตลอดทาง มันไม่ใช่ ๒๐ บาทตลอดสาย ไปคิดมาใหม่นะครับ เพราะฉะนั้นกล่าวโดยสรุปนะครับ หากท่านยังเดินตามวิธีอย่างนี้แล้ว ท่านจะใช้วิธีใช้เงินของคนทั่วประเทศมาอุดเพื่อรักษาหน้าให้เป็น ๒๐ บาทตลอดสาย มันจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า Induced Demand ซึ่งเป็นการเอื้อประโยชน์ให้นายทุนอีกรอบ สายสีส้มนี่เห็นชัดเลยครับ ก็ท่านเซ็นสัญญาอย่างที่ท่านก็ตัวเลขตรงกับผมว่า ๑ สถานี ๑๗ บาท สูงสุดไม่เกิน ๔๔ บาท เพราะฉะนั้นอยู่ ๆ จะไปปรับว่าสูงสุดแทนที่เป็น ๔๔ บาท ให้เป็นสูงสุดไม่เกิน ๒๐ บาท ใช้เงินอีกมหาศาล แล้วจะเกิด Induced Demand ไปเอื้อเอกชนเพิ่มเติมอีก ฉะนั้นกล่าวโดยสรุป เรื่องรถไฟฟ้าสายสีส้ม เป็น Mega deal ที่เพิ่งเซ็นกันไปเมื่อ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗ แล้วก็ เป็นอย่างที่ท่านรัฐมนตรีชี้แจง มันมีกระบวนการ มีอะไรต่าง ๆ ทางราชการอะไรเกิดขึ้น แต่มันผิดเห็น ๆ มันทุจริตเห็น ๆ มันมีเงินส่วนต่าง ๖๘,๐๐๐ ล้านบาท ผมถึงบอกว่าเรื่องนี้ มันถูกต้องโดยทุจริต ย้ำนะครับว่าเรื่องนี้ถูกต้องโดยทุจริต เกิดความเสียหายต่อรัฐ ๖๘,๖๑๓ ล้านบาท แต่สุดท้ายไม่มีใครผิดเลยใช่ไหมครับ เราจะอยู่กันอย่างนี้หรือครับ มันเกิดอะไรขึ้นกับการประมูลงานของรัฐในประเทศนี้ แบบนี้นะครับ คนอนุมัติรวย แต่ประชาชนซวยครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ไปยังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านสุรเชษฐ์ครับ ก็อย่างที่ ท่านทราบนะครับ การขนส่งมวลชน การขนส่งสาธารณะนะครับ จริง ๆ แล้ว🔗
อันดับแรกก็คือแบ่งเบาภาระของพี่น้องประชาชนนะครับ คงไม่ใช่องค์กรที่จะมุ่งแสวงหากำไร การที่เราออก พ.ร.บ. ตั๋วร่วมอย่างที่ท่านพูดนะครับ ก็เป็นเครื่องมืออันหนึ่ง เป็นกฎหมาย อันหนึ่ง พ.ร.บ. รางก็เป็นเครื่องมืออันหนึ่งเป็นกฎหมายอันหนึ่งที่จะมากำกับดูแลนโยบาย ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์นะครับ เพราะฉะนั้นการขนส่งมวลชนเพื่อพี่น้องประชาชนนะครับ ทางรัฐไม่ได้เป็นองค์กรที่มุ่งแสวงหากำไรอยู่แล้วครับ แล้วประเทศไทยเรา เรามีจุดขาย คือนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเข้ามา เพราะฉะนั้นรายได้ต่าง ๆ จากนักท่องเที่ยว รายได้ จากการเก็บค่าโดยสาร คือจริง ๆ แล้วที่ท่านพูดก็ไม่ได้ผิดนะครับ ก็ถือว่าถูก แต่เพื่อความเป็นอยู่ ของพี่น้องประชาชนนะครับ การทำ ๒๐ บาท ก็คือการแบ่งเบาภาระของพี่น้องประชาชน ก็คือเราต้องออก พ.ร.บ. เราก็ดำเนินการต่อ แล้วเราก็ไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะส่วนของรถไฟฟ้านะครับ ถ้าท่านสังเกตโครงการของรัฐบาลก็จะมีทั้งการปรับปรุงเรื่องของ ขสมก. การปรับปรุง เรื่องของ บขส. การจัดระบบเตรียมตัวที่จะเป็น Feeder เข้าสู่ระบบรางนะครับ ไม่ว่าจะเป็น รางมวลชนใน กทม. ไม่ว่าจะเป็นรางที่เป็นความเร็วสูงนะครับ ทางคู่ Standard gauge ไม่ว่าจะเป็นรางที่เป็นทางคู่ Metre gauge ของทั้งประเทศนะครับ ซึ่งก็จะแล้วเสร็จ ภายในปี ๒๕๗๒ ซึ่งส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะมาเชื่อมโยงกันเป็นภาพรวมของประเทศ ผมไม่ได้กังวลนะครับ รัฐบาลไม่ได้กังวลว่าจะต้องมีกำไรจากการขนส่งมวลชนกับพี่น้อง ประชาชนนะครับ เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องดูแลค่าครองชีพ ค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชน อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นโครงการต่าง ๆ ที่รัฐบาลได้ทำ ประโยชน์สูงสุดก็คือบำบัดทุกข์บำรุงสุข ของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นการลดค่าครองชีพ การลดค่าโดยสารก็เป็นส่วนหนึ่งที่พี่น้อง ประชาชนควรจะได้รับ เพราะเป็นการขนส่งมวลชนสาธารณะ รายได้ของรัฐบาลก็มีหลาย ๆ ทางที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อย่างเช่น นโยบายที่รัฐบาลมุ่งเน้นวันนี้ก็คือเรื่องของการท่องเที่ยว เป็นหลัก ส่งเสริมการส่งออกในธุรกิจที่เราถนัดนะครับ เปลี่ยนแปลงตามนวัตกรรมของโลก ก็มีทีมงานต่าง ๆ ก็พยายามทำเพิ่มจีดีพีขึ้นหลาย ๆ ส่วนนะครับ เพราะฉะนั้นผมเรียน ท่านประธานสภาผ่านไปยังท่านสมาชิก โครงการ ๒๐ บาท ถึงแม้จะทุกสายจะตลอดสาย แต่วันนี้เป็นความตั้งใจของรัฐบาลที่จะลดความเหลื่อมล้ำ ลดค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน แล้วก็ไม่ได้เป็นโครงการที่มุ่งหวังกำไรกับพี่น้องประชาชน วันนี้ถ้าเป็นพี่น้องประชาชน ที่เป็นคนไทยใช้ ๒๐ บาทได้ นักท่องเที่ยวเราก็ไม่จำเป็นต้องเก็บ ๒๐ บาท ถ้ารัฐบาลประสบ ความสำเร็จมีนักท่องเที่ยวเข้ามา ๔๐-๕๐ ล้านคนต่อปี ก็จะมาใช้บริการเหล่านี้ ซึ่งเราก็สามารถเก็บได้อีกอัตราหนึ่ง เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลเรื่องขาดทุน กำไร วันนี้ เป็นหน้าที่ของรัฐบาลทุกรัฐบาลนะครับ ไม่ว่าจะเป็นชุดไหนที่เข้ามาบริหารประเทศก็ต้องเข้ามา ดูแลพี่น้องประชาชนในเรื่องของการขนส่งสาธารณะ แล้วที่ต่าง ๆ ในโลกส่วนใหญ่แล้วก็ไม่ได้ มุ่งหวังกำไรจากการบริการขนส่งสาธารณะอยู่แล้วครับ เป็นการให้บริการพี่น้องประชาชน โดยตรง🔗
เรื่องส่วนต่างที่ท่านกังวลว่าจะไปอยู่ตรงไหน วันนี้ผมก็ขอยืนยันว่า ในส่วนของรัฐบาลชุดนี้เราได้ดำเนินการได้คำนึงหลาย ๆ มิตินะครับ ถ้าไม่ดำเนินการ ต่อการสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจ สูญเสียโอกาสในการดำเนินการก็สูง ดำเนินการต่อ ก็จะมีคำถามแบบที่ท่านถาม แต่กระบวนการทางที่เป็น Official ของราชการ Process ที่มันผ่านมามันจำเป็นต้องเดินหน้าต่อ อันนี้ก็คือขอตอบคำถามของท่าน ผ่านท่านประธานสภา แล้วก็ผ่านไปสู่พี่น้องประชาชน วันนี้รัฐบาลตั้งใจที่จะดูแลพี่น้องประชาชนด้วยโครงการ ๒๐ บาท ไม่ว่าจะทุกสายหรือตลอดสายเราก็ต้องทำ โดยใช้ พ.ร.บ. ตั๋วร่วมกับ พ.ร.บ. ราง ที่จะเกิดขึ้นก็จะนำสู่สภาเร็ว ๆ นี้ครับ ก็ขอความร่วมมือกับทางท่านสมาชิกลองช่วยพิจารณาว่า ถ้า ๒ พ.ร.บ. นี้ผ่านก็จะได้รับประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชนครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านสุรเชษฐ์ครับ ถามไม่ได้แล้วนะครับ หมดทั้ง ๓ ครั้งครับ🔗
สั้น ๆ ครับ จริง ๆ ก็ขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่มาชี้แจง ผมก็ชี้แจงสั้น ๆ นิดเดียวก็คือเรื่องของขนส่งสาธารณะ ขาดทุนผมเข้าใจแล้วผมก็พูดเรื่องนั้นมาตลอด แล้วก็ยินดีให้ขาดทุนเพื่อประชาชน เพียงแต่ว่า การขาดทุนมันต้องขาดทุนแบบสมเหตุสมผล ไม่อย่างนั้นทำไมท่านไม่ตั้งให้เหลือ ๕ บาท เลยล่ะครับ มันก็ต้องดูว่าราคาเท่าไรมันสมเหตุสมผล แล้วก็การกระจายไปอุดหนุนระหว่าง รถเมล์กับรถไฟฟ้ามันต้องสมเหตุสมผลกว่านี้ อย่างไรก็ตามคำตอบที่ผมได้ก็คือไม่มีการเจรจา เพิ่มเติมในเรื่องของ ๒๐ บาทตลอดสายในส่วนของสายสีส้ม ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ท่านรัฐมนตรีมีเวลาอีกนิดหนึ่งจะใช้ไหมครับ🔗
ขอบคุณ ท่านประธาน เรียนท่านประธาน แล้วก็ท่านสมาชิก การเจรจาต้องใช้ พ.ร.บ. ตั๋วร่วม ที่จะเจรจาเป็น Package ทั้งรถเมล์ ทั้งรถไฟฟ้าอย่างที่ท่านเข้าใจถูกแล้วครับ ก็คือทุกสาย ก็ดำเนินการในรัฐบาลชุดนี้ยืนยันนะครับ เพื่อพี่น้องประชาชนเป็นหลัก เป็นสิ่งที่เราคำนึงถึง มากที่สุด ด้วยค่าครองชีพ ด้วยหลาย ๆ อย่าง ก็ขอขอบคุณท่านสมาชิกผ่านท่านประธานสภา ที่มีความเป็นห่วงเป็นใย และข้อมูลบางส่วนก็ถือว่าเป็นประโยชน์สำหรับพี่น้องประชาชน ก็ขอขอบคุณแทนพี่น้องประชาชนที่ลุกขึ้นมาเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนด้วยความห่วงใย ทางรัฐบาลเองก็ไม่ได้คิดต่างจากท่านที่มีความเป็นห่วงเป็นใยพี่น้องประชาชน วันนี้ ก็ขอขอบคุณครับ🔗
ขอบพระคุณครับ เป็นอันเสร็จสิ้นกระทู้ถามสดที่ ๑ ขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่ให้เกียรตินะครับ ผมขอเข้าสู่กระทู้ถามสดด้วยวาจาที่ ๒ เลยครับ🔗
๒. นายวุฒิพงศ์ ทองเหลา เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม🔗
ด้วยสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมได้มีหนังสือแจ้งว่า กระทู้ถาม เรื่องนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ได้มอบหมายให้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม คือท่านมนพร เจริญศรี เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน ขอเชิญท่านวุฒิพงศ์ ทองเหลา ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วุฒิพงศ์ ทองเหลา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรี พรรคชาติพัฒนา วันนี้ ผมมีเรื่องหารือความเดือดร้อนอันเป็นเหตุจำเป็นเร่งด่วนครับท่านประธาน ที่จำเป็น ต้องยื่นกระทู้สดด้วยวาจาเพื่อถามท่านรัฐมนตรี วันนี้ผมอยากจะทวงถามครับท่านประธาน ถึงแผนพัฒนาทางหลวงหมายเลข ๓๐๔ เขาหินซ้อน-กบินทร์บุรี ที่เป็นเหมือนเส้นเลือดหลัก เชื่อมต่อระหว่างภาคอีสานและภาคตะวันออกเข้าด้วยกัน เนื่องจากในปัจจุบัน ในพื้นที่ ดังกล่าวเป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ถึงแม้ปราจีนบุรีเราจะไม่ได้เข้าสู่จังหวัด ที่เป็นอีอีซี แต่เราเลี่ยงตอบไม่ได้ครับว่าปราจีนบุรีเราเป็นจังหวัดที่สร้างจีดีพีให้ประเทศ เป็นอันดับ ๑ ใน ๕ มาตลอดในเรื่องของภาคอุตสาหกรรม ผมยกตัวอย่างครับ นิคมอุตสาหกรรม ขนาดใหญ่ในจังหวัดปราจีนบุรีมีอย่างน้อย ๕ แห่งที่ผมยกตัวอย่าง ซึ่งน่าจะรู้จักกันดี อย่างเช่น นิคมโรจนะที่ตั้งของ Honda Motor ที่ย้ายจากพระนครศรีอยุธยาไปตั้งฐาน การผลิตรวมกันอยู่ที่ปราจีนบุรี สวนนิคมอุตสาหกรรม ๓๐๔ ครับ เป็นสวนนิคมอุตสาหกรรม ที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI มานานไม่ต่ำกว่า ๒๕ ปีแล้ว นิคมอุตสาหกรรมไฮเทค หรือนิคมเครือสหพัฒน์ นิคมบ่อทอง แล้วก็นิคมบ้านโคกนะครับ โดยทั้งหมดในจังหวัดคร่าว ๆ อนุมานตัวเลขนะครับ มีมากกว่า ๗๐๐ โรงงานบริษัทขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ที่นั่นนะครับ ผมขออนุญาตขอสไลด์ด้วยครับ🔗
ผมจึงย่อสภาพปัญหา ซึ่งโลโกนี้ มันจะเป็นการโฆษณา ทางฝ่ายโสตก็ขออนุญาตผมเบลอ ซึ่งพอให้เห็นคร่าว ๆ นะครับว่า บริษัทขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ที่นั่นมีอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่ทำกระดาษขนาดใหญ่ ให้ประเทศไทยอย่าง Double A Honda หรือโรงงาน SIAM AISIN Western Digital ที่ผลิต Hard disk ส่งในระดับโลกนะครับ บริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นหรือยุโรปเยอะมากมายครับ🔗
ขอสไลด์ถัดไปครับ จากที่เห็นครับท่านประธาน อันนี้คือภาพถนนครับ เราจะเห็นว่าคนที่สัญจรเจอสภาพถนนทางหลวงหลัก ๓๐๔ ในช่วงประมาณ ๑ เดือนที่ผ่านมา Review กันเต็ม Social Media ทั่วประเทศไทยเลยครับ อย่างคนที่ขี่มอเตอร์ไซค์ต้องเจอ สภาพนี้ไปทำงาน สภาพถนนที่ทุกคนก็บอกว่าแย่ที่สุดของประเทศจุดหนึ่งเลย สภาพรถ ที่เดินทางสัญจรเพื่อที่จะกลับอีสานหรือเดินทางจากอีสาน เพื่อที่จะมาทำงานที่ฉะเชิงเทรา ระยองหรือชลบุรีครับ เจอสภาพนี้ ซึ่งต่อไปจะเป็นคลิปประมาณ ๕๐ วินาที จะตอบสิ่งที่ผม พูดทั้งหมดแล้วเราจะคุยกันในเรื่องต่อไปครับ ขออนุญาตคลิป ๕๐ วินาทีครับ🔗
ท่านประธานครับ ตัวคลิปนี้เป็นเพียง สั้น ๆ ครับ ที่ช่วงประมาณแค่ ๑ เดือนที่ผ่านมา ผมรวบรวมคลิปไม่ได้เอามาทั้งปีครับ ความจริงมันเยอะมาก คือเราจะเห็นเลยครับว่าในพื้นที่นอกจากที่มีรถของชาวบ้านสัญจร ก็คือเราจะเห็นว่ามีทั้งรถบ้าน แต่ที่เราเห็นหลัก ๆ คือรถบรรทุกครับ รถบรรทุกขนาดใหญ่ สภาพถนนของพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีเรายังออกแบบให้รถบ้านวิ่งอยู่ แต่ในความเป็นจริงแล้วกว่าครึ่งหนึ่งเป็นรถบรรทุก ซึ่งออกแบบมาอย่างไร ก็พังอีกครับ ขอเข้าสู่คำถามที่ ๑ ครับท่านประธาน หลังจากที่ท่านรัฐมนตรีได้เห็นสภาพปัญหาของ ทางหลวงจังหวัดปราจีนบุรี ทางหลวง ๓๐๔ เขาหินซ้อน-กบินทร์บุรี ทางกระทรวงคมนาคม มีนโยบายที่จะเร่งรัดให้เกิดขึ้นในการแก้ปัญหา ในปีนี้หรือปีหน้าถ้าท่านมีการดำเนินการ ก่อสร้างหรือแผนอย่างไร ผมอยากรบกวนให้ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจง ได้อธิบายให้ประชาชน ชาวปราจีนบุรีได้ทราบครับ🔗
ถามเสร็จแล้วนะครับคำถามที่ ๑ ขอบคุณครับ เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน มนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม วันนี้ดิฉันได้รับมอบหมายจากท่านสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้มาตอบกระทู้ถามสดของท่านสมาชิก ท่านวุฒิพงศ์ ทองเหลา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดปราจีนบุรี พรรคชาติพัฒนาค่ะ🔗
ท่านประธานคะ ประเด็นคำถามแรกของท่านสมาชิกที่พูดถึงถนนทางหลวงสาย ๓๐๔ ก็คือถนนทางหลวง ที่บ้านเขาหินซ้อน-กบินทร์บุรีว่ามีสภาพที่ท่านสมาชิกได้ฉายภาพนะคะ ดิฉันทราบดีว่า ถนนสายนี้เป็นถนนสายหลัก ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้มีการจัดแผนงาน แล้วก็ทำการขับเคลื่อน ที่จะทำการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภาพรวมของประเทศมาอย่างต่อเนื่องทั้งรูปแบบ ของการขนส่งนะคะ ไม่ว่าจะเป็นมิติของทางถนน ทางราง ทางน้ำ แล้วก็ทางอากาศ รวมถึง หน่วยงานที่ท่านสมาชิกได้ถามถึง นั่นคือแผนพัฒนาถนนหมายเลข ๓๐๔ ถนนบ้านเขาหินซ้อน- กบินทร์บุรี ซึ่งดิฉันขอนำเรียนว่าถนนสาย ๓๐๔ นั้นเริ่มต้นจากจังหวัดนนทบุรี ก็คือ ห้าแยกปากเกร็ด คิดถึงภาพไปพร้อมกันนะคะ นนทบุรีที่บริเวณห้าแยกปากเกร็ด เป็นจุดเริ่มต้นของถนนหมายเลข ๓๐๔ จากกรุงเทพมหานครไปที่แปดริ้ว หรือว่าจังหวัด ฉะเชิงเทรายาวไปที่ปราจีนบุรี ซึ่งไปบรรจบที่ถนนหมายเลข ๒ ดิฉันฉายภาพให้เห็นถึงผังนะคะ ถนนหมายเลข ๒ อยู่ที่จังหวัดนครราชสีมาค่ะ ซึ่งถนนเส้นนี้เป็นถนนสายหลัก อย่างที่ท่านสมาชิก นำเรียนว่าเป็นถนนสายหลักจากภาคตะวันออกไปสู่ภาคอีสาน ซึ่งเป็นถนนสายหลัก ที่เป็นเส้นทางของการขนส่งสินค้า ผลิตสินค้าแล้วก็ที่จะมีการขนส่งสินค้าจากนิคมอุตสาหกรรม หรือว่าจากทางหลวงที่มีการขนส่งสินค้าจากจุดของ EEC ก็คือ Eastern Economic Corridor ไปสู่ภาคอีสาน ซึ่งต้องยอมรับว่าการที่ถนนเส้นนี้เป็นสายหลักมีทั้งรถบรรทุกและรถบ้าน เป็นจำนวนมาก ซึ่งเรายอมรับค่ะว่าการเป็นถนนสายหลักปริมาณรถส่วนมากที่จะเป็น รถบรรทุกนั้นเราก็ได้มีแผนงานที่จะดำเนินการก่อสร้าง ดิฉันขอพูดว่าขณะที่เส้นทางนี้ เป็นเส้นทางที่ยาวมากค่ะท่านประธาน มีจนถึง ๓๐๐ กิโลเมตร ในปี ๒๕๖๗ กรมทางหลวง ได้รับงบประมาณรายจ่ายสำหรับดำเนินงานในการที่จะจ้างที่ปรึกษา เพื่อสำรวจและออกแบบ ในการแก้ไขปัญหาการจราจร ซึ่งเดิมทีเส้นทาง ๓๐๔ เป็นถนน ๔ ช่องจราจร เราก็จะขยาย จาก ๔ ช่องจราจร เป็น ๖ ช่องจราจร จำนวน ๒ ช่วงค่ะ ท่านประธานคะ ช่วงแรกก็คือ ช่วงของการปรับปรุงตัดทางแยกซึ่งเป็นสะพานข้ามแยกนะคะ เป็นระยะทางประมาณ ๓๖ กิโลเมตรค่ะ พร้อมทั้งการศึกษาผลกระทบอีไอเอ อยู่ในขณะนี้ ซึ่งการดำเนินการ ในประเด็นคำถามนี้นะคะ เมื่อทำอีไอเอเสร็จแล้วก็จะนำมาซึ่งการสำรวจออกแบบนะคะ เมื่อสำรวจออกแบบเรียบร้อยแล้วก็จะนำมาซึ่งการจัดหาผู้รับจ้างแล้วก็ดำเนินการ ตามโครงการในโอกาสต่อไปค่ะ ขณะตอนที่ท่านฉายภาพสักครู่นี้เป็นภาพคลิปที่อยู่ในช่วง ของการซ่อมแซมที่แก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนในงบประมาณปี ๒๕๖๗ เราจึงทราบว่า เมื่อถนนมีการใช้งานแล้วก็ชำรุดเราจึงมีการซ่อมแซม ท่านประธานที่เคารพคะ ตามระเบียบ ของกระทรวงคมนาคมโดยกรมทางหลวง เราจะมี ๓ ปีนะคะ เราจะได้รับงบซ่อมแซมทุก ๆ ปี หลายท่านถามว่าเวลาได้รับงบซ่อมแซมประชาชนเดือดร้อน ทำไมทำช่วงนี้ ท่านก็ทราบดีค่ะ ว่างบประมาณที่เราได้รับก็จะเป็นช่วงหน้าฝนทุก ๆ ครั้ง เพราะว่าการพิจารณางบประมาณปีนี้ ที่ผ่านมามีความล่าช้า เพราะฉะนั้นเมื่อเราได้งบประมาณล่าช้าท่านก็จะเห็นว่าความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ประจวบเหมาะกับภาวะเข้าสู่หน้าฝนจึงทำให้เดือดร้อน ก็ต้องขออภัยในความไม่สะดวกของ พี่น้องประชาชนในการสัญจรไปมา แต่ว่าเราก็เร่งรัดกำชับที่หน่วยงานที่กำกับดูแลว่า ให้เร่งรัดการดำเนินการซ่อมบำรุงแล้วก็ก่อสร้างให้แล้วเสร็จค่ะ ต้องขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานในคำถามแรกของท่านสมาชิกค่ะ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านสมาชิกครับ🔗
ขอบคุณครับ สำหรับคำถามแรก ท่านรัฐมนตรีครับ เรียนท่านรัฐมนตรีอีกครั้งครับ จากที่ผ่านมาผมพอที่จะหาข้อมูล ที่มีการศึกษาผลกระทบหรืออีไอเอ ผมทราบมาว่าในการศึกษาผลกระทบเกิดขึ้น ในปี พ.ศ. ๒๕๖๒ กรมทางหลวงได้จ้างวิศวกรออกแบบและปรับปรุงเพื่อแก้ไขปัญหา การจราจรบนทางหลวง หมายเลข ๓๐๔ บ้านเขาหินซ้อนถึงอำเภอกบินทร์บุรี ขออนุญาต ขอสไลด์ด้วยครับ🔗
โดยการออกแบบที่ผ่านมาตั้งแต่ ปี ๒๕๖๒ ถึงปัจจุบันระยะเวลาห่างกันประมาณ ๕-๖ ปีแล้วนะครับ ในพื้นที่การสำรวจ ออกแบบแบ่งเป็น ๒ ส่วน ในรูปขึ้นมามันจะเป็นเรื่องของการออกแบบโครงการแล้ว ซึ่งการสำรวจและออกแบบค่าสำรวจออกแบบต่อตอนหรือต่อพื้นที่แบ่งเป็น ๒ ช่วง ช่วงละ ประมาณ ๘ ล้านบาท รวม ๑๖ ล้านบาท ซึ่งมีการสำรวจออกแบบไปแล้วนะครับ ๕ ปีผ่านไป ในพื้นที่เองผมต้องเรียนอย่างนี้ว่า เราหวังแล้วเราก็รอ ประชาชนก็ค่อนข้างที่จะมีความห่วง กังวลในเรื่องของการเดินทางนะครับ จากการสำรวจปี ๒๕๖๒ จากแผนภาพในสไลด์ครับ แต่ว่าช่วงของโครงการที่มีการพัฒนาและประเด็นใจความสำคัญมันอยู่ที่สไลด์ต่อไปครับ ท่านรัฐมนตรี ขออนุญาตสไลด์ถัดไปครับ ตรงนี้เองผมกล่าวสั้น ๆ เพื่อที่จะไม่รบกวนมาก ก็คือในวงกลมด้านขวามือด้านบนที่เขียนว่า V/C Ratio คืออะไร V/C Ratio ตัวนี้คือถ้าหาก ตัวเลขที่ขีดเส้นใต้นั้นเข้าใกล้กับเลข ๑ นั่นคือค่าวิกฤติของการจราจรที่หนาแน่นครับ อันนี้ จะเป็นข้อมูลของทางวิศวกรรมหรือวิศวกรของทางกระทรวงคมนาคมทำขึ้นมานะครับ ซึ่งผ่านไปแล้ว ๕-๖ ปี ตอนนี้เองผมรู้สึกว่าประชาชนที่เขาออกมาแล้วมีปัญหา หรือว่า ภาคนิคมอุตสาหกรรมที่พยายามจะรวมตัวกัน แล้วก็อยากจะส่งหนังสือถึงกระทรวงคมนาคม ในพื้นที่ หรือผู้ที่เดินทางสัญจรในประเทศ เขาไม่รู้ครับว่ามันมีแผนตัวนี้เกิดขึ้นมาแล้วก็ มีการศึกษาไปแล้ว ผมยกตัวอย่าง ตัวที่ผมเห็นที่ขีดเส้นใต้อันแรกนี้เลยก็คือบริเวณส่วนของ นิคมโรจนะ ค่า V/C อยู่ที่ ๑ จุดกว่า อันนี้ก็เกิน ต่อมาบ้านระเบาะไผ่ก็เป็นจุดแยกใหญ่ ก็เป็นจุดที่ ๑ กว่าก็เกิน อันนี้จุดนี้ก็คือวิกฤติ จุดวิกฤติที่สุดก็คือแถวบ้านคลองรั้ง ซึ่งตรงนี้ ค่า V/C ทะยานขึ้นไป ๑.๒๑ เราจะเห็นว่าความจริงแล้วการควบคุมเรื่องการออกแบบถนน การสัญจรเป็นเรื่องสำคัญมากที่ค่า V/C ควรคุมให้ต่ำกว่า ๐.๖ หรือ ๐.๗ ก็ถือว่าเป็นค่า Average ที่ค่อนข้างน่าจะต้องเป็นห่วงและกังวลนะครับ🔗
ผมจึงอยากเรียนคำถามที่ ๒ ผ่านท่านประธานถึงท่านรัฐมนตรีว่า เมื่อมีแผน ในการปรับปรุงโครงการดังกล่าวแล้ว แล้วก็มีการสำรวจข้อมูลมาเป็นระยะเวลาใหญ่แล้ว บางครั้งผมเห็นแผนถูกดึงเข้ามาวางในงบประมาณขาวคาดแดง แล้วบางปีก็หายไป แล้วบางปี ก็โชว์ขึ้นมาให้เห็นใหม่ แต่มันจะเป็นอยู่อย่างนี้เรื่อย ๆ ไม่ได้ครับ ผมเลยอยากจะสอบถาม ท่านรัฐมนตรีว่า แผนปัจจุบันในการปรับปรุงโครงการดังกล่าวว่าในขณะนี้ท่านได้ข้อมูล จากการสำรวจไปแล้ว ได้ถูกนำไปเข้าในแผนการดำเนินการของกระทรวงคมนาคมที่จะเกิดขึ้น ในอนาคตหรือไม่ อันนี้เป็นคำถามครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพค่ะ ในประเด็นคำถามที่ ๒ ของท่านสมาชิกนะคะ ดิฉันต้อง ถือโอกาสขอบคุณท่านสมาชิกเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากท่านสมาชิกจบวิศวกรมา ท่านสมาชิก ก็เลยได้ใช้ภาษาศัพท์ทางเทคนิคของทางวิศวกร แต่ดิฉันขออนุญาตที่จะอธิบายให้ท่านสมาชิก แล้วก็พี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้านฟังง่าย ๆ แล้วก็เข้าใจว่า V/C ที่ท่านพูดถึงสักครู่เป็นเรื่องของอัตราส่วนความหนาแน่นของจราจร ที่มีการใช้รถใช้ถนนนะคะ ซึ่งถ้าบอกว่าถ้าเกินใน ๑ แปลงหรือว่าความหนาแน่นนั้น เราก็จะมี การขยายช่องจราจร แต่ถนนสาย ๔๐๓ นี้มีความหนาแน่นก็คือ V/C มีความหนาแน่นมาก เราจึงมีการขยายถนนช่องจราจรจาก ๔ ช่องจราจรเป็น ๖ ช่องจราจรนะคะ แล้วคำถาม สักครู่ที่ท่านถามว่าเมื่อปี ๒๕๖๓ ได้มีแผนการวิเคราะห์หรือทำอีไอเอไปแล้วทำไมขาดหายไป ทำไมถึงไม่ทำต่อ หรือไม่การพิจารณางบประมาณมีประเด็นไหน ซึ่งดิฉันนำเรียนค่ะว่า ในปี ๒๕๖๓ เป็นแค่แผนของการวิเคราะห์นะคะ ว่าในเมื่อสภาพการจราจรหนาแน่นเช่นนี้ เราควรจะมีการทำอีไอเอและสำรวจออกแบบหรือไม่ เพราะฉะนั้นขออนุญาตกราบเรียนว่า ในปี ๒๕๖๓ เป็นแค่แผนของการวิเคราะห์สภาพจราจรแล้วนำมาซึ่งการศึกษาอีไอเอ นำมาซึ่งการออกแบบค่ะ ซึ่งการออกแบบเราจะเริ่มต้นปี ๒๕๖๗ ค่ะ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพคะ ในคำถามที่ ๒ ก็ขออนุญาตนำเรียนว่าจังหวัดปราจีนบุรีเป็นจังหวัดที่มีนิคม อุตสาหกรรมนะคะ ไม่ว่าจะเป็นเขตอุตสาหกรรมการเกษตร อุตสาหกรรมในเรื่องของ อิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมต่าง ๆ ในกลุ่มของ EEC นะคะ แล้วก็เส้นทางดังกล่าว เป็นเส้นทางที่มีความสำคัญจากภาคตะวันออกไปสู่ภาคอีสาน ซึ่งจะเห็นว่าเส้นทางต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงกรุงเทพมหานครไปภาคตะวันออก และไปสู่ภาคอีสานนั้นจึงมีความสำคัญค่ะ ในแผนของการที่จะออกแบบ ดิฉันขออนุญาตนะคะว่ามีอยู่ ๒ ช่วง ช่วงแรก จากบ้านเขาหินซ้อน ไปจนบ้านลาดตะเคียนที่ท่านได้โชว์ภาพสักครู่นะคะว่า ปัจจุบันเราได้ดำเนินการที่จะออกแบบ เรียบร้อยแล้วหลังจากแผนการวิเคราะห์เมื่อปี ๒๕๖๓ ซึ่งจะกำหนดเสร็จประมาณ เดือนกันยายน ปี ๒๕๖๘ แล้วก็จะได้เริ่มการก่อสร้างปลายปี ๒๕๖๙ โดยจะขอรับการจัดสรร งบประมาณในกรอบงบประมาณปี ๒๕๗๐ ถึงตอนนั้นท่านสมาชิกยังคงอยู่กัน ๔ ปี ท่านก็จะได้เห็นภาพของการก่อสร้างถนนเส้นนี้นะคะ ต่อมาในช่วงที่ ๒ ก็เป็นช่วงของ บ้านลาดตะเคียนไปจนถึงสี่แยกกบินทร์บุรี ก็ได้เริ่มออกแบบรายละเอียดแล้วนะคะ พร้อมกัน กับช่วงที่ ๑ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวก็จะทำรายงานวิเคราะห์อีไอเอ ผลกระทบเรื่องสิ่งแวดล้อม ถนนในเส้นทางจากบ้านลาดตะเคียนไปสี่แยกกบินทร์บุรีก็จะได้เริ่มการก่อสร้างในปี ๒๕๗๐ แล้วก็เป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๗๑ แล้วกำหนดให้แล้วเสร็จ ๓ ปี ก็จะได้ใช้ถนน ในปี ๒๕๗๔ ค่ะ🔗
ท่านประธานที่เคารพคะ จากปัญหาความเดือดร้อนเรื่องของโครงสร้าง พื้นฐานกระทรวงคมนาคมเองก็พยายามที่จะจัดลำดับความสำคัญของโครงการนะคะ แต่ด้วยงบประมาณที่ได้รับจำกัด โดยเฉพาะกรมทางหลวง ทุก ๆ วัน ทั้งวันพุธ วันพฤหัสบดี ดิฉันก็จะเห็นสมาชิกได้หารือความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในการสัญจรไปมา แต่ด้วยกระทรวงคมนาคมที่ได้รับงบประมาณอย่างจำกัดเราจึงต้องมีการกระจายงบประมาณ ไปยังพื้นที่ที่พี่น้องประชาชนเดือดร้อนนะคะ แล้วก็กระจายพื้นที่ที่เหมาะสมและเป็นธรรม ให้กับพี่น้องประชาชนค่ะ นอกจากนั้นท่านประธานคะ อย่างที่ดิฉันนำเรียนว่ามีการศึกษาอีไอเอ มีการสำรวจออกแบบ แล้วเราเองก็ต้องรับฟังความเห็นของพี่น้องประชาชนทั้ง ๒ ข้างทาง พี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ รวมไปถึงการดำเนินการจัดหาผู้รับจ้างอย่างโปร่งใส แล้วก็ตรวจสอบได้ตามระเบียบของกรมบัญชีกลาง จึงจะนำมาซึ่งการดำเนินการก่อสร้าง ตามกระบวนการและขั้นตอนที่ดิฉันได้ทำตารางให้ท่านสมาชิกได้เห็นนะคะ ซึ่งดิฉันเชื่อว่า ถ้าถนนสาย ๓๐๔ นี้ได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จก็จะให้เกิดมิติของทางเศรษฐกิจ ไม่ว่ามิติ ของทางด้านเศรษฐกิจ ทางด้านสังคม แล้วก็ทางด้านสิ่งแวดล้อม แล้วก็อำนวยความสะดวก ให้พี่น้องชาวจังหวัดปราจีนบุรี แล้วก็ภาคตะวันออกไปสู่ภาคอีสานค่ะ ขอบคุณสำหรับ คำถามที่ ๒ ของท่านสมาชิกค่ะ🔗
ขอบคุณครับ สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับนักเรียนและครูจากโรงเรียนอุทัยธรรมานุวัตรวิทยา อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี ยินดีต้อนรับนะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิในรอบที่ ๓ ครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธาน ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีที่ชี้แจงได้ชัดเจนนะครับ ผมรู้สึกดีใจที่ได้รับฟังคำตอบนะครับว่า ในระยะเวลา ปี ๒๕๖๘ ปี ๒๕๖๙ แล้วก็ปี ๒๕๗๐ นอกจากแผนแล้วก็จะมีการเริ่มต้นโครงการนะครับ ซึ่งผมเชื่อว่าประชาชนชาวจังหวัดปราจีนบุรีที่รับชม Live นี้อยู่ไม่น้อยเลยก็คงดีใจ เพราะว่า รอกันมานานมากแล้ว ถนนเส้นนี้สร้างมาแล้วไม่ต่ำกว่า ๒๕ ปีครับ ซ่อมมาโดยตลอด แล้วก็ เป็นพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษด้วยนะครับ จังหวัดปราจีนบุรีผมขอเกริ่นก่อนเข้าสู่คำถามต่อไป คำถามสุดท้ายครับ จังหวัดปราจีนบุรีแม้จะไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ ภาคตะวันออกอย่าง ๓ จังหวัด ฉะเชิงเทรา ระยอง หรือทางชลบุรี แต่ก็อย่างที่เรียนนะครับ มีนิคมอุตสาหกรรมและโรงงานเป็นจำนวนมากครับ จังหวัดปราจีนบุรีเองสร้างจีดีพี ให้กับประเทศ ๑ ใน ๕ ตลอด ไม่นับรวมกรุงเทพมหานคร แต่จากข้อมูลงบประมาณจังหวัด ที่ผมเห็นและผมศึกษาดู ปีที่แล้วรั้งอยู่ประมาณท้าย ๆ ครับ เราได้งบประมาณอยู่อันดับที่ ๔๓ ของประเทศไทย ตอนนี้เรื่องปัญหาอื่น ๆ ไม่ว่าเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานอย่างถนน ทุกอย่าง ขนมารวมกันอยู่ที่จังหวัดปราจีนบุรี ขยะ มลพิษ หลายอย่างมาก ในปัญหาโครงสร้างของ การจัดสรรงบประมาณ ในการแก้ไขปัญหาปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการขยายตัว ของนักลงทุนต่างชาติ อย่างที่ทางท่านนายกรัฐมนตรีได้พยายามออกไปเชิญชวนนักลงทุน เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ก็พบว่าถ้ามันเป็นอยู่อย่างนี้ ก็ถือว่าเป็นข้อเสนอแนะของผมนะครับ การลงทุนไม่มีความพร้อม แล้วก็โครงสร้างพื้นฐานที่เป็นไปด้วยความล่าช้าหรือไม่เคยได้รับเลย เรียกว่าอย่างในจังหวัดปราจีนบุรีเองก็เป็นจังหวัดหนึ่งที่เป็นตัวอย่าง ว่าไม่เคยเข้าถึงเลยก็ว่าได้ ผมยกตัวอย่างนะครับ ประชากรในพื้นที่เขตรับผิดชอบของผมที่มีนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ประชากรในจังหวัดในเขตของผมที่มีอำเภอศรีมหาโพธิ อำเภอประจันตคาม และอำเภอนาดี อีก ๕ ตำบล รวม ๑๖๐,๐๐๐ คนนะครับ ประมาณ รวมกับประชากรแฝงที่เดินทางมาทำงาน และอาศัยอยู่ในพื้นที่ประมาณ ๖๐,๐๐๐ คน จากข้อมูลของกรมแรงงานนะครับ และประชากรต่างด้าวอีกต่างหากที่เป็นคนพม่า คนเขมร ที่มารับจ้างก่อสร้างในจังหวัด อีกประมาณ ๓๐,๐๐๐ คน ทั้งหมดรวมแล้วที่อาศัยทำงานในพื้นที่และใช้ชีวิตนะครับ ๒๕๐,๐๐๐ คนโดยประมาณ นี่คือเป็นตัวเลขที่เป็นข้อเท็จจริงอย่างหนึ่ง ว่าโครงสร้างพื้นฐาน ตอนนี้ไม่ว่าต่อให้ไม่ใช่เป็นภาคอุตสาหกรรมก็ไม่สามารถที่จะรองรับการเติบโตได้ แล้วยิ่งเป็น ภาคอุตสาหกรรมก็ยิ่งมีปัญหาว่าในโครงสร้างพื้นฐานแบบนี้ เราเชิญชวนนักลงทุน จากต่างประเทศเดินทางบินไปคุยให้หลาย ๆ บริษัทขนาดใหญ่เดินทางมาลงทุนในประเทศไทย รวมถึงปราจีนบุรี ล่าสุดอย่างที่ทราบครับ มีบริษัทตัว Semiconductor จากจีน เป็นอันดับ ๑ ใน ๓ ของประเทศนะครับ ลงทุนที่จังหวัดปราจีนบุรี สร้างโรงงานแล้วอีกประมาณ ๑ ปีจะเสร็จ และเดี๋ยวก็มีบริษัทที่เป็น Partner ที่เป็นลูกเดินทางมาอีก ในบริเวณพื้นที่ที่ถนนเส้นทาง หลวง ๓๐๔ มีปัญหานี่ละครับ ผมนึกไม่ออกเลยครับว่าการจราจรหลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร ตอนนี้ผมค่อนข้างที่จะมีความกังวลว่าจากปัญหานี้ตัวผมเองก็โดน Feedback เยอะ เพราะว่า ในจังหวัดปราจีนบุรีหรือจังหวัดอื่น ๆ ที่ผ่านมา เวลาที่เราขับรถไปแล้วผ่านทางหลวง หรือถนน แล้วผู้สัญจรแล้วเขาเกิดอุบัติเหตุ หรือตามภาพ ตามคลิปนะครับ เขาไม่ได้ว่า ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดครับ เขาว่า สส. ในพื้นที่ ผมเชื่อว่าสมาชิกหลายคนรับรู้ความรู้สึกนี้ ผมก็เป็นคนหนึ่งที่แบกรับเรื่องนี้🔗
คำถามสุดท้ายคำถามที่ ๓ ครับท่านประธาน ผมอยากทราบว่า อะไรคือปัญหา ที่ทำให้จังหวัดปราจีนบุรีไม่เคยเข้าถึงโครงการขนาดใหญ่ของกระทรวงคมนาคมอย่างง่ายดาย อย่างเช่น จังหวัดอื่น ๆ ที่ติดกับจังหวัดปราจีนบุรี ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัด สระแก้วที่ตัดถนนใหม่ ปริมาณรถน้อยแต่ก็มีสะพานข้ามถนน หรือแม้กระทั่งอย่างจังหวัด นครราชสีมา คือเข้ามาเขตปราจีนบุรีมันเป็นจุดเล็ก ๆ ที่รู้สึกว่ามันพัฒนาไม่เท่าเขา เขาวิ่งกันมา ๘ เลน ๖ เลนเป็นคอนกรีต พอเข้าปราจีนบุรีเป็น ๒ เลนสวนกัน เป็นยางมะตอยที่ซ่อมแล้ว ซ่อมอีก ผมก็เลยอยากถามว่าดุลยพินิจและหลักเกณฑ์ของกระทรวงคมนาคมในส่วนนี้ อยากถามท่านรัฐมนตรีครับว่า มีดุลยพินิจแบบไหนในการประกอบการพิจารณาการได้มาครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพค่ะ จากคำถามของท่านสมาชิกเป็นคำถามที่ ๓ นะคะ เรื่องของ การจัดสรรงบประมาณที่จังหวัดปราจีนบุรีถือว่าได้รับโอกาสน้อย ดิฉันขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกนะคะว่า จริง ๆ แล้วข้อมูลที่ท่านสมาชิกได้พูดสักครู่ ท่านก็คงต้องไปตรวจสอบย้อนหลังว่า จริง ๆ แล้วจังหวัดปราจีนบุรีได้รับงบประมาณ แล้วก็ ได้รับการบรรจุงบประมาณในส่วนของกระทรวงคมนาคม ซึ่งจังหวัดปราจีนบุรีไม่เคยถูกละเลย แล้วก็เป็นจังหวัดที่กระทรวงคมนาคมหรือว่ารัฐบาลให้ความสำคัญในอันดับต้น ๆ นะคะ ซึ่งปัจจุบันจังหวัดปราจีนบุรีมีประชากรตามสำเนาทะเบียนบ้านประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ คน มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตเลือกตั้ง ๓ เขต นอกจากนั้นข้อมูลที่กระทรวงคมนาคม ได้จัดสรรงบประมาณลงไป ดิฉันขออนุญาตย้อนหลัง ๕ ปีนะคะ ตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ ไปจนถึง ปี ๒๕๖๗ ท่านประธานคะ ได้รับงบประมาณจำนวน ๖,๖๒๒ ล้านบาท แต่ในปีงบประมาณ ๒๕๖๗ ได้รับการจัดสรรงบประมาณในการก่อสร้างขยายทางหลวงสาย ๓๓ ที่อำเภอปากพลี ไปที่อำเภอประจันตคาม ในเส้นทางนี้เป็นวงเงินงบประมาณ ๖๕๐ ล้านบาท และยังมี โครงการก่อสร้างทางหลวงสาย ๓๐๗๐ ศรีมโหสถไปจนถึงศรีมหาโพธิ ตอนช่วงที่หัวหว้า หนองโพรง ในวงเงินงบประมาณ ๒๕๐ ล้านบาท เพื่อขยายถนนจาก ๒ ช่องจราจร เป็น ๔ ช่องจราจร นี่ยกตัวอย่างในปีงบประมาณ ๒๕๖๘ นะคะ ในหน่วยงานของกระทรวง คมนาคม ไม่เพียงแต่กรมทางหลวง ยังมีงบประมาณของกรมทางหลวงชนบทที่ขยายเส้นทาง เหล่านี้ไปสู่ในตัวของอำเภอต่าง ๆ อีกเป็นจำนวนมากนะคะ แต่ในปีงบประมาณ ๒๕๖๘ ท่านประธานคะ ในภาพของโครงสร้างพื้นฐานของจังหวัดปราจีนบุรี ถ้ารวมโครงสร้างพื้นฐาน ในกรมทางหลวง จังหวัดปราจีนบุรีได้รับงบประมาณถึง ๑,๐๑๕ ล้านบาท ไม่ว่าจากการก่อสร้าง ขยายถนนทางหลวงสาย ๓๐๗๙ สายศรีมหาโพธิ ที่บอกว่า ๒ ช่องจราจร เป็น ๔ ช่องจราจร ซึ่งถ้าขยายตรงเส้นทางศรีมหาโพธินี้ ท่านประธานคะ จะช่วยให้พี่น้องประชาชนที่ใช้รถบรรทุก ใช้รถขนสินค้าการเกษตรก็จะทำให้การจราจรตรงนี้มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น แล้วก็ ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนในการขนสินค้าการเกษตร แล้วก็ขนสินค้า ไปสู่ตัวเมืองหลัก ๆ ไม่ว่าจะเป็นอีอีซีมาสู่กรุงเทพมหานคร ท่านประธานคะ ดิฉันขอยืนยัน อีกครั้งหนึ่งว่ากระทรวงคมนาคมเองเราได้มีการพัฒนาและกระจายงบประมาณไปในภาพรวม อย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะจังหวัดปราจีนบุรีเองก็อยู่ในอันดับต้น ๆ ท่านลองเปรียบเทียบ หลายจังหวัดที่มี สส. เขต ๓ ท่าน แต่หลายจังหวัดก็มีเท่ากับท่านแต่เขาก็ไม่ได้รับงบประมาณถึง ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาทนะคะท่านประธาน เพราะฉะนั้นทุกรัฐบาลเองเราพยายามที่จะลด ความเหลื่อมล้ำและสร้างความเท่าเทียมให้กับพี่น้องประชาชน เพราะเราเชื่อมั่นว่า ๑ คน ๑ สิทธิ ๑ เสียง พี่น้องประชาชนในทุก ๆ ๑ เสียงจึงมีความสำคัญต่อการพัฒนาดังที่นโยบาย ของท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ท่านสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ได้กำชับเรื่องของการขยายถนน โครงข่ายออกไปสู่หัวเมือง ออกไปสู่จังหวัดต่าง ๆ ให้ได้รับการพัฒนาอย่างทั่วถึง ให้มีความสะดวก และปลอดภัย ต้องบอกว่ามิติต่าง ๆ ของกระทรวงคมนาคม ๑ ในจังหวัดที่ได้เห็นความสำคัญ นั่นก็คือจังหวัดปราจีนบุรีของท่านสมาชิกนะคะ แล้วก็ต้องขอบคุณท่านสมาชิกเป็นอย่างสูงยิ่ง ที่ท่านได้ใช้ความรู้ในฐานะที่ท่านเป็นวิศวกร ได้ให้คำแนะนำต่อการทำงานของกระทรวง คมนาคม แล้วดิฉันจะเอาคำแนะนำของท่านและความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ที่ท่านสะท้อนในฐานะตัวแทนของพี่น้องประชาชนนำมาซึ่งการบรรจุแผนในการพัฒนา แล้วก็พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้กับพี่น้องชาวจังหวัดปราจีนบุรีและจังหวัดใกล้เคียงในโอกาส ต่อไป ขอบพระคุณท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกอีกครั้งหนึ่งค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบพระคุณครับ ท่านวุฒิพงศ์เสร็จสิ้นหรือยังครับ🔗
ผมขออนุญาตอีกนิดหนึ่งครับ ก็ถือว่า ผมก็เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่อาจจะเป็นลักษณะที่ไม่ได้มีในจังหวัดปราจีนบุรีบ่อย ๆ ที่ผ่านมาจังหวัดปราจีนบุรีเงียบนะครับ ไม่ค่อยมีเรื่องอะไร ช่วงที่ผ่านมาก็จะมีหลายเรื่องมาก ที่เกิดขึ้นที่จังหวัดนั้น ก็พยายามที่จะสะท้อนถึงหน่วยงานแล้วก็ร่วมกัน Compromise ในการทำงานกับทางกระทรวง วันนี้ผมต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรีเป็นอย่างสูงครับ ที่ท่านสละเวลา เดินทางเข้ามาชี้แจงผมด้วยตัวเอง และผมเชื่อว่าวันนี้หลาย ๆ ท่านที่จังหวัดปราจีนบุรี หรือประชาชนในจังหวัดปราจีนบุรีผู้ที่สัญจรได้รับคำตอบนี้ ก็ขอบคุณท่านรัฐมนตรีอีกครั้งครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบพระคุณครับ ขอบคุณท่านมนพรนะครับ ต่อไปเป็นกระทู้ถามสดด้วยวาจาที่ ๓ ครับ🔗
๓. นางสาวเบญจา แสงจันทร์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม🔗
ด้วยสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมีหนังสือแจ้งว่า กระทู้ถามเรื่องนี้ นายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว มีบัญชามอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทนครับ แต่ท่านรัฐมนตรีติดภารกิจในวันนี้ จึงขอเลื่อนการตอบกระทู้ออกไปก่อนครับ ท่านเบญจาจะใช้สิทธิในครั้งต่อไปไหมครับ🔗
ท่านประธานคะ ดิฉันอาจจะขออนุญาตใช้เวลาสักเล็กน้อยของสภาในการอธิบายหรือชี้แจงต่อประเด็นของ ความสำคัญของเรื่องนี้ค่ะท่านประธาน🔗
ทีนี้จะใช้สิทธิในรอบหน้าด้วยไหมครับ หรือว่า🔗
ถ้าใช้สิทธิในรอบนี้แล้ว ก็อาจจะไม่ได้ใช้สิทธิในรอบหน้าค่ะ แต่ว่าถ้าเกิดมีความจำเป็นที่จะต้องเสนอประเด็นนี้ ต่อสภาก็จะให้เพื่อนสมาชิกได้เป็นผู้เสนอต่อค่ะ🔗
เชิญคุณเบญจาครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ดิฉัน เบญจา แสงจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลค่ะ ท่านประธานคะ การตั้งกระทู้ถามของดิฉันในวันนี้ดิฉันตั้งใจจะตั้งคำถามกับท่านนายกรัฐมนตรี คุณเศรษฐา ทวีสิน เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลไทยโดยการนำของคุณเศรษฐา ทวีสิน เสนอตัวเข้ารับเลือกเป็นสมาชิกในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ท่ามกลางสถานการณ์สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของไทยที่ยังคงตกต่ำลงเรื่อย ๆ และข้อเรียกร้องจากนานาชาติที่ยังคงต้องการเห็นไทยแสดงท่าทีและจุดยืนให้ชัดเจน หยุดทำอะไรลับ ๆ ล่อ ๆ ที่ยังคงอ้ำอึ้งต่อเหตุการณ์และสถานการณ์การก่ออาชญากรรม สงคราม และการเข่นฆ่าประชาชนในประเทศเพื่อนบ้านของเราได้แล้ว ท่านประธานคะ แต่ดิฉันก็ไม่ได้ผิดคาดอะไรมากนักที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะไม่มาตอบ แล้วก็ต้องบอกว่าดิฉัน ก็รู้สึกผิดหวังต่อท่าทีของท่านนายกรัฐมนตรีต่อกรณีนี้ค่ะ เพราะว่าท่านนายกรัฐมนตรี เป็นผู้เดียวที่จะตัดสินใจ ต่อกรณีการดำเนินงานของกระทู้ถามที่ดิฉันจะถามที่เกี่ยวข้องกับ การที่ ปตท. และ ปตท. สผ. ซึ่งเป็นบริษัทรัฐวิสาหกิจไทยที่รัฐบาลไทยถือหุ้นอยู่มากกว่า ครึ่งหนึ่ง และถูกกล่าวหาว่ามีเอี่ยวในการสนับสนุนเงินทุนให้กับรัฐบาลทหารเมียนมา นำรายได้เหล่านี้ไปจัดซื้ออาวุธ และนำไปทำสงครามปราบปรามประชาชน และพื้นที่ สภาแห่งนี้ค่ะท่านประธาน จะเป็นพื้นที่ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ใช้ชี้แจงต่อประชาชนคนไทย ประชาชนชาวเมียนมาและสังคมโลก ท่านประธานคะ ดิฉันคงไม่ต้องอธิบายอะไรมากนัก ต่อกรณีของสถานการณ์ที่รัฐบาลทหารเมียนมาได้ทำสงครามประหัตประหารพลเมือง ผู้บริสุทธิ์ในประเทศของตัวเอง และวันนี้หากองค์กรระหว่างประเทศก็ได้ใช้ทุกวิถีทางค่ะ เพื่อร่วมหาแล้วก็แสวงหาสันติภาพระหว่างประชาธิปไตยในเมียนมา สหรัฐและสหภาพยุโรป ใช้มาตรการแข็งกร้าวและคว่ำบาตรรัฐบาลทหาร องค์การสหประชาชาติ มีมติประณาม การรัฐประหาร เรียกร้องให้กองทัพคืนอำนาจให้กับประชาชน ปล่อยนักโทษคดีการเมือง และขอร้องไม่ให้สมาชิกสหประชาชาติส่งอาวุธให้กองทัพเมียนมาไปใช้ประหัตประหาร ประชาชนอีก ท่านประธานคะ นานาชาติต่างแสดงท่าทีกดดันค่ะ คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ หยุดสนับสนุนการลงทุนในเมียนมา แต่ประเทศไทยซึ่งเป็นเพื่อนบ้านใกล้ชิดกันที่สุด ของเมียนมาทำอะไรอยู่ และทำอะไรบ้างหรือยังในวันนี้ ซ้ำร้ายสิ่งที่รัฐบาลไทยกำลังทำ อาจจะกำลังกลายเป็นการบั่นทอนความพยายามของนานาชาติและกลุ่มอาเซียนในการแก้ไข ปัญหานี้ด้วยค่ะ ท่านประธานคะ กลไกสำคัญที่ยังทำให้รัฐบาลทหารเมียนมายังคงสามารถ ทำสงครามเข่นฆ่าประชาชนได้ ไม่ใช่มีเพียงแต่ธนาคารพาณิชย์ไทยเท่านั้นที่ถูกกล่าวหาว่า กำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการผ่านเงินของรัฐบาลทหารเมียนมา เพื่อนำไปสนับสนุนการซื้อ อาวุธสำหรับทำสงครามปราบปรามประชาชน แต่การตั้งกระทู้ถามในวันนี้ค่ะท่านประธาน ดิฉันจะชี้ให้เห็นว่า ยังมีบริษัทรัฐวิสาหกิจไทยที่รัฐบาลไทยถือหุ้นอย่าง ปตท. และ ปตท. สผ. ถูกกล่าวหาว่า มีเอี่ยวในการสนับสนุนเงินทุนให้รัฐบาลทหารเมียนมาผ่านการจ่ายเงินค่าก๊าซจากการลงทุน รับซื้อก๊าซในโครงการยาดานาและซอติก้าที่ตั้งอยู่ในเมียนมา และดิฉันก็อยากจะฟังคำตอบ จากท่านนายกรัฐมนตรีค่ะว่าจะหยุดส่งเงินให้กับรัฐบาลทหารเมียนมาได้อย่างไร เพื่อป้องกัน ไม่ให้รายได้ทั้งหมดนี้รั่วไหลไปสนับสนุนคณะรัฐประหารและกลายเป็นเครื่องมืออาวุธ ในการใช้เข่นฆ่าประชาชน ท่านประธานคะ ดิฉันขอใช้เวลาสั้น ๆ อีกเล็กน้อยเท่านั้นค่ะ ในวันที่ดิฉันตั้งกระทู้อยู่นี้คือวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๗ ซึ่งก็อย่างที่ทุกท่านทราบกันเป็นอย่างดีว่า พรรคก้าวไกลเองก็มีคดีอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญและกำลังจะถูกตัดสินในวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๖๗ แม้ดิฉันแล้วก็พรรคก้าวไกลจะมีความเชื่อมั่นอย่างสุดใจในข้อต่อสู้ของพรรค และเชื่อมั่นว่า พรรคก้าวไกลจะไม่ถูกตัดสินยุบพรรคตามที่ศาลรัฐธรรมนูญหรือสังคมตราไว้ แต่ก็อย่างที่ พี่น้องประชาชนจำนวนมากในประเทศนี้รู้กันดีค่ะท่านประธานว่า ปัญหาเรื่องนี้ไม่ได้เกิดจาก ข้อกฎหมาย ดังนั้นอะไรก็อาจจะเกิดขึ้นได้ในประเทศนี้ และการอภิปรายในครั้งนี้ของดิฉัน ก็อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายในสภาแห่งนี้ก็เป็นไปได้ ท่านประธานคะ จนถึงวินาทีนี้🔗
ขออนุญาตครับ มีผู้ประท้วงนะครับคุณเบญจา🔗
ประท้วงท่านประธาน ข้อ ๙ ครับ ผมปรึกษาท่านประธานนิดหนึ่งครับ ในเมื่อผู้ตอบกระทู้ไม่ได้มา จะเลื่อนไปครั้งหน้าก็เลื่อน แต่ไม่ใช่ว่าในขณะที่พูดถ้าไม่มีผู้มาตอบคนที่ฟังก็จะเข้าใจผิด🔗
อีกประเด็นหนึ่ง ผมมองว่าการจะพูดพาดพิงไปถึงเพื่อนบ้าน ในยุคหนึ่ง เราจะประชุมไปทางลับเลยนะครับ เพราะมันจะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เราไม่ได้อยู่กลุ่มไหนนะครับ ประเทศไทยไม่ได้อยู่กลุ่มนั้นกลุ่มนี้ แต่ถ้าพูดถึงตำหนิติเตียนไปถึง ประเทศเพื่อนบ้าน ส่งเงินส่งทองอะไรมันทำให้คนฟังเข้าใจผิด ไม่มีใครมาตอบนะครับ ท่านประธานต้องวินิจฉัยเรื่องนี้ก่อนครับ🔗
ขอบพระคุณครับ ประเด็นแรกนะครับ ผมคิดว่าเรื่องของการอธิบายประเด็นที่จะถามกระทู้ คุณเบญจาก็ได้อธิบายเรียบร้อยแล้วนะครับ ส่วนท่าทีในการที่จะวิพากษ์วิจารณ์ประเทศ เพื่อนบ้านก็อย่างที่ท่านวิสุทธิ์พูดนะครับ ต้องระมัดระวัง แต่ว่าดูเหมือนคำถามจะไม่ได้ถาม ไปที่ท่าทีของรัฐบาลเมียนมานะครับ แต่ถามไปที่บริษัท ๒ บริษัทที่ครอบครองโดยรัฐบาลไทย อยากจะให้คุณเบญจาต้องระมัดระวังในเรื่องนี้ให้ดีนะครับ🔗
ได้ค่ะท่านประธาน ช่วงสุดท้ายนี้ดิฉันจะใช้เป็นข้อเสนออย่างเดียวค่ะ🔗
เชิญครับ🔗
ค่ะ ก็อย่างที่ดิฉันพูดไป เมื่อสักครู่นี้ค่ะว่าจนถึงวินาทีนี้ ดิฉันต้องขอกล่าวกับท่านประธานแบบนี้ว่า ดิฉันไม่ได้เสียดายเลย ที่อาจจะไม่ได้ทำหน้าที่ในสภาแห่งนี้ต่อไปค่ะ แต่ดิฉันจะเสียดายอย่างมากค่ะ ว่าในวินาที ที่ดิฉันยังสามารถที่จะทำหน้าที่อันทรงเกียรตินี้แทนพี่น้องประชาชนได้อยู่ แต่ดิฉันไม่สามารถ ที่จะหาหนทางเพื่อแสวงหาสันติสุขให้กับเพื่อนมนุษย์ได้ ไม่สามารถจะเป็นส่วนหนึ่ง ในการช่วยฟื้นฟูประชาธิปไตยในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านได้ ท่านประธานคะ ในชีวิตของพวกเราทุกคนจะมีโอกาสสักกี่ครั้งในชีวิตนี้ที่เราจะได้มีโอกาสได้ช่วยเหลือ เพื่อนมนุษย์ให้สามารถสร้างชาติ รอดจากความตาย และฟื้นฟูประเทศกลับมาได้ แต่ดิฉัน คิดว่านี่คือโอกาสนั้นค่ะ อยากจะขอเรียนท่านประธานในช่วงท้ายนี้ผ่านไปยังท่าน นายกรัฐมนตรี และหวังว่าท่านจะรับฟังเสียงนี้ค่ะ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้าน ของเราในเวลานี้ไม่ใช่เรื่องของเบญจา แสงจันทร์ ค่ะ ไม่ใช่เรื่องของท่านนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ค่ะ ไม่ใช่เรื่องของพรรคก้าวไกลค่ะ และนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของสภาแห่งนี้เท่านั้น นี่เป็นเรื่องที่ไปไกลกว่าพรรคก้าวไกล และนี่เป็นเรื่องของการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ต่อมวลมนุษยชาติ ดังนั้นดิฉันขอเรียกร้องด้วยใจจริงต่อรัฐบาลไทย อย่าปล่อยให้เงินทุกบาท ของประชาชนคนไทยกลายไปเป็นเครื่องมือ กลายไปเป็นอาวุธในการเข่นฆ่าประชาชน ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างไร้มนุษยธรรมอีกต่อไปเลยค่ะ ท่านประธานคะ ในวันที่ประเทศ เพื่อนบ้านของเรากำลังบ้านแตกสาแหรกขาด ในวันที่เพื่อนบ้านเราไม่มีความปลอดภัย ในชีวิตทรัพย์สิน เราทุกคนมีส่วนช่วยกันได้ค่ะ🔗
เชิญท่านไชยวัฒนาครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยความเคารพท่านผู้ทรงเกียรติ เบญจา แสงจันทร์ นะครับ ด้วยความเคารพจริง ๆ เลย เคารพท่านประธานด้วย ผมต้องใช้สิทธิลุกขึ้นประท้วงอีกครั้งหนึ่งนะครับ เหมือนที่ ท่านประธานวิปได้บอกกล่าวไว้แล้วนั่นละครับ คือเรื่องระหว่างประเทศมันเป็นเรื่อง ละเอียดอ่อนมาก ผมคิดว่าเราไม่ควรที่จะก้าวล่วง หรือถ้าอยากจะเอาเรื่องนี้จริง ๆ เราควร ที่จะประชุมลับกันก็ได้ การที่จะไปก้าวล่วงกล่าวหาคือเป็นเรื่องภายในของประเทศอื่น ผมเข้าใจว่าท่านประธานได้วินิจฉัยแล้วนะครับ ผมเคารพท่านเบญจาจริง ๆ นะครับ ที่ลุกขึ้นมานี่ด้วยความเกรงใจจริง ๆ เลย แต่ว่าไม่ลุกขึ้นมาทักท้วงก็ไม่ได้ ผมเข้าใจว่า กระทู้ถามสดจบลงไปแล้วนะครับ ๓ รอบ ๓ ครั้ง ผู้ถาม ผู้ตอบ แล้วก็ได้เกลี่ยเวลาเรียบร้อย ผมไม่ลุกขึ้นขัดจังหวะเลยนะครับ ท่านสุรเชษฐ์ก็บวกไปอีก ๗ นาทีครึ่ง ผมเข้าใจว่ากระทู้ถามสด จบลงไปแล้วนะครับ ท่านประธานครับ ขอให้ท่านวินิจฉัยด้วยครับ ขออภัยจริง ๆ ครับ ท่านเบญจา🔗
เชิญคุณเบญจาสรุปเลยนะครับ ขอสั้น ๆ ครับ🔗
ก็จบแล้วค่ะท่านประธาน ก็คือว่าดิฉันอยากจะมีข้อเสนอค่ะว่า ในวันที่เพื่อนบ้านเราบ้านแตกสาแหรกขาด ในวันที่ เพื่อนบ้านเราไม่มีความปลอดภัยในชีวิต เราทุกคนมีส่วนร่วมในการที่จะช่วยกันได้ค่ะ มีส่วนในการช่วยหาน้ำสะอาดให้พวกเขาดื่ม มีส่วนร่วมในการให้เขามีที่นอนที่ปลอดภัย และไม่มีอะไรดีไปกว่าการที่เขาจะได้อยู่ในอ้อมกอดที่อบอุ่นของคนในครอบครัว ดิฉันต้องฝากท่านนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีทุกท่าน พาประเทศไทยกลับไปยืนในเวทีโลก อย่างสง่างาม ธำรงไว้ซึ่งสิทธิในการดำรงชีวิตอย่างสันติของประชาชนในประเทศไทย และประเทศเมียนมา ขอรัฐบาลไทยและประชาชนคนไทย ช่วยกันแสวงหาแนวทางแก้ไข และคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและในเมียนมาในขณะนี้ เพื่อที่จะไม่ให้เกิดการสูญเสียชีวิต และช่วยแสดงท่าทีอะไรบางอย่างที่ให้เราทุกคนเห็นค่ะว่า รัฐบาลนี้สนับสนุนและฟื้นฟูประชาธิปไตยของทั้งไทยและประเทศเพื่อนบ้านของเราให้ สามารถกลับมายืนในเวทีโลกได้อย่างสง่างามค่ะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ก็เป็นอันว่าจบกระทู้ถามสดด้วยวาจานะครับ ต่อไปจะเป็นระเบียบวาระที่ ๑.๒ นะครับ🔗
๑.๒ กระทู้ถามทั่วไป🔗
๑. เรื่อง ปัญหาในการบริหารจัดการสารเคมีอันตรายในพื้นที่จังหวัด สมุทรสาคร นายศิริโรจน์ ธนิกกุล เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อุตสาหกรรม🔗
ซึ่งกระทู้นี้ก็เลื่อนมาจากการประชุมเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ท่านรัฐมนตรีพร้อมที่จะตอบแล้วนะครับ ขอเชิญคุณศิริโรจน์ ธนิกกุล ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม ศิริโรจน์ ธนิกกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรสาคร เขต ๒ จากพรรคก้าวไกล ในวันนี้ผมขอใช้สิทธิตั้งกระทู้ถามไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ท่านพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ในประเด็นเรื่องของการบริหารจัดการสารเคมีอันตรายแคดเมียม ในจังหวัดสมุทรสาครครับ เป็นเวลา ๔ เดือนแล้วนะครับ ตั้งแต่ที่พบสารแคดเมียมในพื้นที่ จังหวัดสมุทรสาคร ในพื้นที่ตำบลบางน้ำจืด อำเภอเมืองสมุทรสาคร และตำบลคลองมะเดื่อ อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร หรือจริง ๆ ระยะเวลาที่ชาวบ้านต้องทนสูดดม สารแคดเมียมในทุก ๆ วันอาจจะมากกว่านั้น เพราะตามรายงานจากการพูดคุยกับคน ในโรงงานพบว่า สารเคมีอันตรายนี้เข้ามาสู่โรงงานตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้ว น่าสงสาร ชาวบ้านมาก ๆ นะครับ ที่เหมือนตายผ่อนส่งโดยไม่รู้ตัว หรือบางทีรู้ตัวก็ไม่มีใครสามารถ ช่วยเหลือได้ จึงเป็นที่มาที่ผมต้องใช้สิทธิในฐานะผู้แทนประชาชนในวันนี้ ตั้งกระทู้ถามไปยัง ท่านรัฐมนตรีเพื่อตอบคำถามในสิ่งที่ประชาชนยังสงสัยเกี่ยวกับการบริหารจัดการ สารแคดเมียมก่อนที่จะถามคำถามแรกนะครับ ผมอยากจะอธิบาย Timeline ให้ท่านประธาน แล้วก็พี่น้องประชาชนที่กำลังรับฟังอยู่ได้เข้าใจถึงรายละเอียดและประเด็นนี้ที่มากยิ่งขึ้น🔗
นี่คือ Timeline ของ สารแคดเมียม ที่ถูกพบครับ อาจจะต้องขอพูดถึงในจังหวัดอื่น ๆ ด้วยที่พบ สารแคดเมียมแบบคร่าว ๆ นะครับ เพื่อให้เข้าใจในรายละเอียดที่มากยิ่งขึ้น เราพบสารแคดเมียมที่แรกในวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๖๗ นะครับ ที่บริษัท เจ แอนด์ บี ตำบลบางน้ำจืด อำเภอเมืองสมุทรสาคร ในจำนวนที่มากถึง ๖,๒๐๐.๖๒ ตัน ตามยอดขนย้าย ต่อมาครับที่ที่ ๒ ในวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๗ ที่ตำบลคลองกิ่ว อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี อีก ๔,๒๗๐.๒๗ ตัน ที่ที่ ๓ ในวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๖๗ พบสารแคดเมียมที่ บริษัท ซินหงส์เฉิง จังหวัดสมุทรสาคร อีก ๑,๐๑๓.๒๔ ตัน ๒ วันต่อมา พบที่ที่ ๔ ในวันที่ ๙ เมษายน พบสารแคดเมียมที่โกดังตำบลคลองมะเดื่อ อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร จำนวน ๕๕๒.๑๐ ตัน และในวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๖๗ พบ ๒ ที่พร้อมกัน ที่แรกก็คือที่ บริษัท ล้อโลหะ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร ในจำนวน ๑๔๑.๗๕ ตัน และอีกหนึ่งที่ก็คือ บริษัท เจ แอนด์ บี แต่เป็นโรงงาน ๒ ตำบลบ่อน้ำจืด อำเภอเมือง สมุทรสาคร อีก ๗๙๕.๔๘ ตัน รวมทั้งหมด ๖ ที่ ที่พบสารแคดเมียมมากถึง ๑๒,๙๗๓.๔๕ ตัน ครับท่านประธาน ปัจจุบันจำนวนแคดเมียมทั้งหมดนี้ได้กลับไปอยู่ที่จังหวัดตาก ซึ่งเป็น จังหวัดต้นทางตั้งแต่แรก ขนย้ายเสร็จแบบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่วันที่ ๓๐ มิถุนายน ที่ผ่านมา แต่จากการสอบถาม สส. คริษฐ์ นะครับ สส. จากจังหวัดตาก พรรคก้าวไกล ก็พบว่า ปัจจุบันแคดเมียมเหล่านี้ก็ยังไม่สามารถลงหลุมได้นะครับ เนื่องจากหลุมฝังกลบยังไม่มี ความพร้อมเพียงพอ และพื้นที่อาจจะไม่พอเพียงกับการใส่แคดเมียมกลับไปอีกครั้งด้วย ประสิทธิภาพในการฝังกลบแคดเมียมไม่ได้มาตรฐานก็อาจจะเป็นปัญหาในอนาคตอีก ถ้ายัง ยืนยันที่จะฝังกลบลงไปตรงส่วนนี้นะครับ พี่น้องชาวตากก็อาจจะยังรอฟังท่านรัฐมนตรี อยู่เช่นกันนะครับ จากวันที่พบวันแรกครับ ผ่านกระบวนการขนย้ายจนถึงวันนี้ซึ่งยังไม่ถือ เป็นการเสร็จสิ้นกระบวนการในการบริหารจัดการปัญหาแคดเมียมนี้ เพราะถ้าจะนับให้จบจริง ๆ กระบวนการจะต้องรวมไปถึงการ Clean Up หรือทำความสะอาดพื้นที่ที่พบสารแคดเมียม ไม่ว่าจะเป็นสมุทรสาครเองก็ดี หรือจังหวัดชลบุรีที่เป็นจุดใหญ่ ๆ ที่พบสารแคดเมียมครับ เสียดายนะครับที่การขนย้ายอาจจะไม่ทันในบางช่วงที่มีการฝนตก แล้วก็ไม่รู้ว่าแคดเมียมนั้น ไหลไปกับน้ำมากน้อยแค่ไหนแล้วนะครับ หรือจำนวนแคดเมียมที่สูญหายไปในหลักหลาย ร้อยตันก็พบว่ามีข้อมูลจากเว็บไซต์ของกระทรวงอุตสาหกรรมเองนะครับ ในการประชุม ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ที่ผ่านมา มีการแจ้งยอดนำออกของแคดเมียมอยู่ที่ ๑๓,๘๐๐ ตัน และเมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณแคดเมียมที่ตรวจพบในทุกพื้นที่ยอดรวม จะอยู่ที่ ๑๒,๙๔๘ ตัน ในเว็บไซต์มีการเปรียบเทียบค่าทั้งสอง ถึงความแตกต่างในระดับ ร้อยละออกมา ซึ่งค่าออกมาค่อนข้างน่ารักนะครับ อยู่ที่ร้อยละแค่ ๐.๒๘ ซึ่งมันดูน้อยจริง ๆ กับปริมาณแคดเมียมที่หายไป แต่เมื่อเทียบตัวเลขเป็นหน่วยตันแล้วมันหายไปถึง ๘๕๒ ตันครับ ท่านประธาน โดยทางอุตสาหกรรมให้เหตุผลทางด้านความชื้นจึงทำให้จำนวนหายไป นั่นอาจหมายความว่าถ้ายิ่งวางทิ้งไว้นาน ๆ วางไว้เรื่อย ๆ แคดเมียมก็จะลดลงไปเองหรือครับ ถ้าอย่างนั้นต้องบอกพี่น้องชาวจังหวัดตากแล้วนะครับว่า แคดเมียมไม่ต้องลงหลุมก็ได้ครับ วางไว้นาน ๆ เดี๋ยวมันก็ลดลงไปเอง หายไปเองนะครับ มันค่อนข้างที่จะดูแปลก ๆ ไปหน่อย นะครับ จากการที่ผมได้พูดไปข้างต้นจึงเป็นที่มาของคำถามแรกครับว่า ในวันนี้แนวทาง การบริหารจัดการสารแคดเมียมหลังจากขนย้ายแล้วจะทำอย่างไรต่อไป อีกทั้งด้านการทำ ความสะอาดในพื้นที่ที่พบแคดเมียม การติดตามประเมินผลการปนเปื้อนทางด้านสิ่งแวดล้อม และการดำเนินการต่อผู้กระทำความผิดตลอดทั้งกระบวนการ ณ วันนี้มีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง ช่วยตอบทีครับ🔗
ขอเชิญ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพค่ะ พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อุตสาหกรรมค่ะ ก่อนอื่นต้องกราบเรียนท่านประธาน กราบขอโทษไปยังท่านสมาชิกที่จำเป็น จะต้องเลื่อนการตอบกระทู้ครั้งที่ผ่านมานะคะ เนื่องจากไปชนกับการประชุมคณะกรรมการ ฮาลาลแห่งชาติ ซึ่งมีการประชุมเป็นครั้งแรก แล้วก็มีความตั้งใจที่จะทำประเทศไทยให้เป็น ศูนย์กลางฮับให้เป็นฮับฮาลาลของภูมิภาคนี้ จึงจำเป็นจะต้องแจ้งเลื่อนในการตอบกระทู้ครั้งที่ผ่านมา แล้วก็มาตอบกระทู้ในครั้งนี้ ซึ่งดิฉันเอง เข้าใจว่าเรื่องของสาระสำคัญ เรื่องของใจความ แล้วก็วิธีการจัดการก็มีการชี้แจง อย่างต่อเนื่อง แล้วก็แพร่หลายในหมู่ของข่าวสารต่าง ๆ เป็นไปด้วยดีอย่างต่อเนื่องตลอดมา ขออนุญาตท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกนะคะ ขอบคุณที่ท่านมีความกังวลแล้วก็ดูแล ใส่ใจ แล้วก็ห่วงใยกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ แล้วก็ไม่ใช่เฉพาะพื้นที่สมุทรสาครค่ะ เรื่องของการจัดการปัญหาแคดเมียมทางกระทรวงอุตสาหกรรมเอง ตัวดิฉันรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงอุตสาหกรรมเราได้ลงพื้นที่ตั้งแต่วันแรกที่เราได้รับแจ้งข่าวว่า ได้พบวัตถุซึ่งอาจจะ เป็นแคดเมียม ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครค่ะ ดิฉันเองลงไปในพื้นที่ก็ได้ไปเจอกับทาง ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดนะคะ ท่านผู้นำส่วนราชการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสาธารณสุข แล้วก็ ทางทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งในหลาย ๆ หน่วยงานก็มีการเข้าไปพูดคุยกัน สอบถามที่มาที่ไป สอบถามจำนวนที่เกิดขึ้น และที่สำคัญที่สุดหลังจากที่เราไปเจอกัน ณ จุดปลายทางก็คือจุดที่สมุทรสงครามที่แรก สิ่งที่เราได้ทำอย่างเร่งด่วนก็คือเรื่องของ การตรวจสอบนะคะ ตรวจสอบว่าที่มาของตัวกากตะกอนแคดเมียมมาจากที่ไหน จำนวนเท่าไร ตรวจสอบการปนเปื้อน ไม่ว่าจะเป็นปนเปื้อนในพื้นที่ ปนเปื้อนในพี่น้อง ประชาชน แล้วก็ปนเปื้อนในเจ้าหน้าที่ โดยการตรวจสุขภาพพี่น้องประชาชน ตรวจสุขภาพ เจ้าหน้าที่ที่เข้ามาทำงาน แล้วก็ตรวจสุขภาพคนงาน ที่สำคัญที่สุดค่ะ คือเราเร่งหาตะกอน แคดเมียมจากยอดที่แจ้งต้นทางนะคะว่า ปลายทาง ณ จุดแรกเมื่อสักครู่ที่ท่านบอก Timeline ทั้งหมด ๖ จุด เริ่มต้นเราเจอที่แรกก่อน หลังจากเจอที่แรกแล้วทาง บก.ปทส. กับกระทรวงอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดก็มานั่งประชุมกัน แล้วก็ หาที่เหลือทั้งหมดในระยะเวลา ๑ เดือนก็สามารถหาได้เกือบหมดนะคะ ทีนี้ต้องอธิบาย ท่านนิดหนึ่งค่ะ เรื่องของจำนวนนะคะ เริ่มต้นมีการแจ้งต้นทางตัวเลขกลม ๆ ที่ได้รับแจ้ง ก็คือประมาณ ๑๕,๐๐๐ นะคะ ทีนี้ถามว่าทำไมอยู่ ๆ ตัวเลขมันถึงหายไปได้ขนาดนั้นนะคะ ต้องนำเรียนก่อนว่าไม่ใช่อยู่ ๆ แล้วแคดเมียมมันจะหายไป สิ่งที่หายไปคือความชื้น ถ้าได้ไปดู กระบวนการที่เอาขึ้นมาก่อนนะคะ เป็นการขุดออกจากหลุมมานะคะ ในกระบวนการขุด อย่างที่ท่านบอกว่าอาจจะมาตั้งแต่เดือนสิงหาคมหรืออาจจะเดือนไหน ๆ ก็ตามแต่ เมื่อปีที่ผ่านมากระบวนการ ฤดูกาลมันล้วนแล้วแต่มีผลต่อน้ำหนักค่ะ ดิฉันไม่ได้หมายความว่า อยู่ ๆ กากตะกอนแคดเมียมอยู่ในอากาศแล้วแคดเมียมจะหายไป เพราะแคดเมียม มันอยู่ในส่วนผสมที่เรียกว่าดิน แล้วก็ส่วนผสมที่เขาได้ทำการลดความอันตรายจากต้นทาง มีส่วนผสมหลายอย่าง ทีนี้เมื่อส่วนผสมหลายอย่างเมื่อขุดขึ้นมาปุ๊บ ทั้งความชื้น ทั้งน้ำก็มีผล ต่อน้ำหนัก แน่นอนค่ะ จากต้นทางมาปลายทางด้วยระยะเวลา ๓ เดือน ๖ เดือน หรือ ๑ ปี ที่ท่านอาจจะคาดการณ์อยู่ มันจะมีผลต่อน้ำหนักโดยตรงค่ะ จริง ๆ แล้วตามหลักวิชาการ อาจจะมีผลถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ แต่ที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมออกมาชี้แจงตามตัวเลข ที่ท่านบอกก็เลยอยากให้เข้าใจตรงกันก่อนนะคะเรื่องของน้ำหนัก ดิฉันไม่ได้ปฏิเสธว่า มันจะไม่หายไป หรืออาจจะมีตรงอื่นอีกหรือไม่นะคะ แต่ดิฉันกำลังจะบอกว่าเรามี ความพยายามตามหาให้ได้มากที่สุด บก.ปทส. กระทรวงอุตสาหกรรม ตำรวจ เราทำงาน กันอย่างเต็มที่เพื่อหาทั้งหมดที่คาดว่าจะมี แล้วก็ได้มาเป็นตัวเลขสรุปผลล่าสุดนะคะ อันนี้เข้าใจให้ตรงกันก่อนเรื่องของตัวเลขจำนวนกากตะกอนแคดเมียมที่เกิดขึ้น กับความคลาดเคลื่อนที่หายไปนะคะ ส่วนเรื่องกระบวนการและการเอาผิด ทีนี้เรื่องของ กระบวนการนะคะ วันนี้เมื่อเราเจอว่ามันมีความผิดพลาดเกิดขึ้น ผิดพลาดเรื่องคน หรือผิดพลาดเรื่องกระบวนการก็ต้องไปแก้กันค่ะ วันนี้พอเราเจอเรื่องของการขนย้าย กากตะกอนแคดเมียมที่อาจจะไม่ถูกต้องเราก็เริ่มมีการพูดคุยกัน ดิฉันขอให้ทางปลัดกระทรวง อุตสาหกรรมได้เชิญทางอุตสาหกรรมจังหวัดตากเข้ามาประจำอยู่ที่สำนักงานปลัดก่อนนะคะ เพื่อที่จะให้มีการสอบข้อเท็จจริงได้เป็นธรรม แล้วก็ที่สำคัญที่สุดก็ต้องหาข้อเท็จจริง เพื่อที่จะตอบกับสังคมให้ได้ว่าเกิดกระบวนการที่เกิดขึ้นนี้ถูกต้องหรือไม่ อย่างไร อย่างแรกเลยก็คือ ขอให้อุตสาหกรรมจังหวัดได้มาประจำอยู่ที่สำนักปลัดก่อนค่ะ นี่คือเรื่องคน ส่วนเรื่องกระบวนการเราก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการนะคะ อย่างแรกเลยคือ ตั้งคณะกรรมการ ที่จะมาจัดการเรื่องของกากตะกอนแคดเมียมทั้งหมด เรื่องของการค้นหา🔗
จริงอยู่ใน Timeline อาจจะดูว่า ๖ ที่ มีระยะเวลาที่เกิดขึ้น แต่ว่าไม่ง่ายเลยค่ะ กว่าจะเค้น กว่าจะสอบ กว่าจะหากันเจอ เราต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ต้องอาศัยความร่วมไม้ร่วมมือ ไม่ว่าจะเป็นทางผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้งสมุทรสาครต้นทางนะคะ แล้วก็ไปยังเครือข่ายจังหวัดอื่น ๆ ทางอุตสาหกรรมจังหวัดในทุกจังหวัดก็มีการเร่งปูพรมดูพื้นที่เป้าหมายทั้งหมด พื้นที่ ที่อาจจะเป็นพื้นที่กักเก็บกากตะกอนแคดเมียมเราก็ไปลงพื้นที่ดู แล้วก็ที่สำคัญที่สุดก็คือ บก.ปทส. ที่เป็นหน่วยงานสำคัญในการหาจนครบทุกที่นะคะ นี่คือเรื่องของการค้นหาค่ะ🔗
เรื่องของการจัดการค่ะ การจัดการพอเจอปุ๊บก็ต้องมาถามกันต่อว่า แล้วจะจัดการเอาไปที่ไหน จัดการอย่างไร กระทรวงอุตสาหกรรมเราก็มีตั้งคณะกรรมการขึ้นมา โดยมีท่านเดชา จาตุธนานันท์ ท่านเป็นผู้ตรวจ มาเป็นประธานในการจัดการเรื่องของ การจัดการเอาตะกอนแคดเมียมกลับ แล้วก็ ๑ สัปดาห์ต่อมาท่านนายกรัฐมนตรีก็มีคำสั่งการ ผ่านคณะรัฐมนตรีเพื่อตั้งคณะกรรมการร่วมกันกว่า ๖ กระทรวง ทำงานร่วมกัน เพื่อที่จะ จัดการกากตะคอนแคดเมียมให้เป็นไปตามกระบวนการ เป็นไปตามอีไอเอที่สำคัญที่สุดก็คือ คำนึงถึงสุขภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนค่ะ ดังนั้นก็เลยจะบอกท่านประธานผ่านไปยัง ท่าน สส. ว่า การจัดการกากตะกอนแคดเมียมมันไม่ใช่แค่ความรู้สึกของคนในจังหวัด สมุทรสาครเท่านั้น แต่มันหมายถึงความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ต่อการจัดการ ของกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งเมื่อเราจัดการคนได้แล้วนะคะ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือเรื่องของ การจัดการกับคนที่คาดว่าก่อให้เกิดปัญหา ณ วันนี้เรามีการดำเนินการ ๒ อย่างด้วยกัน ก็คือ การดำเนินการทางปกครอง แล้วก็การดำเนินการในการร้องทุกข์กล่าวโทษทั้งต้นทาง และปลายทาง คำว่า ต้นทาง ก็คือจังหวัดตากค่ะ คำว่า ปลายทาง ก็คือจังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดชลบุรี กรุงเทพมหานครค่ะ การจัดการการดำเนินการทางการปกครองคือให้บริษัทต้นทาง เอากากตะกอนแคดเมียมทั้งหมดนี้กลับไปในพื้นที่ค่ะ เรื่องของการขนส่งทั้งหมด ต้องรับผิดชอบค่ะ เรื่องของการจัดการทั้งหมดต้นทางต้องรับผิดชอบ ปลายทางก็เช่นเดียวกัน ต้องรับผิดชอบร่วมกัน ที่สำคัญก็คือเรื่องของการร้องทุกข์กล่าวโทษ ดิฉันขอแยกออกเป็น การร้องทุกข์กล่าวโทษของผู้ประกอบการต้นทางก่อนค่ะ มีข้อหาที่วันนี้ที่เป็นคดีอาญา ที่เรากำลังดำเนินการคดีอาญาร่วมกับ บก.ปทส. แล้วนะคะ ของบริษัทต้นทางจะมี ๓ ข้อหา ด้วยกันก็คือ🔗
ข้อหาแรก ข้อหานำสิ่งปฏิกูลหรือสิ่งวัสดุที่ไม่ใช้แล้วออกนอกบริเวณโรงงาน โดยไม่ได้รับอนุญาต จำนวน ๕๒ กรรม🔗
ข้อหาที่ ๒ ก็คือเรื่องของตัวการร่วมครอบครองวัตถุอันตรายโดยไม่ได้รับ อนุญาตกับโรงงานที่จังหวัดสมุทรสาครที่รับกากตะกอนแคดเมียมไปดำเนินการ อันเป็น ความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. ๒๕๓๕ ค่ะ🔗
ข้อหาที่ ๓ แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าหน้าที่พนักงาน อันนี้คือเรื่องของ การจัดการต้นทางค่ะ🔗
ของปลายทางคดีอาญากว่า ๓ ข้อหาด้วยกันนะคะ ตามที่ได้ขึ้นไว้ ตรงแผ่นสไลด์นะคะ ดิฉันขอประหยัดเวลาสักนิดหนึ่งนะคะ แล้วที่สำคัญที่สุดเราไม่ได้ดำเนินการ แค่คดีอาญาเท่านั้นนะคะ เราดำเนินการเรื่องของคดีแพ่งด้วย เรื่องของการเรียกค่าเสียหาย ที่เกิดขึ้น เพราะอะไรคะ ค่าเสียหายที่เกิดขึ้น ณ วันนี้รัฐดำเนินการจ่ายค่าเสียหายไปก่อน เรื่องของการจัดการทั้งหมดค่ะ แต่ทั้งหมดก็จะรวบรวมแล้วก็ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย กับคนที่เป็นทั้งต้นทางและปลายทางให้มารับผิดชอบร่วมกันค่ะ ที่สำคัญที่สุดค่ะ หลังจาก ที่เราได้แก้ปัญหาไปแล้วกระทรวงอุตสาหกรรมกับหน่วยงานต่าง ๆ ก็จะรวบรวมทั้งหมด เพื่อให้หน่วยงานที่ก่อให้เกิดปัญหารับผิดชอบ แล้วก็ที่สำคัญมากไปกว่านั้นก็คือ การดำเนินการวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ชลบุรีศาลก็ได้ตัดสินเรียบร้อยแล้วนะคะ ได้มีการตัดสินพิพากษา เมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ได้มีการลงโทษผู้กระทำผิด จำคุก ๑ ปี ๖ เดือน นี่คือเรื่องของกระบวนการการเอาผิด ไม่ว่าจะเป็นบริษัทผู้ผลิตต้นทาง บริษัทปลายทาง แล้วก็คนที่เกี่ยวข้องหรืออาจจะเกี่ยวข้องตอนนี้ก็ตั้งคณะกรรมการสอบค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วันนี้ท่านปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมท่านมอบหมายให้ทางหัวหน้าผู้ตรวจราชการได้เร่ง ตรวจสอบหาข้อเท็จจริงร่วมกับทาง DSI และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องค่ะ จึงนำเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกให้ทราบเบื้องต้น ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุสาหกรรมครับ คุณศิริโรจน์ถ้ายังติดใจท่านสามารถจะถาม ได้อีกครั้งหนึ่งครับ เชิญครับ🔗
ขอบคุณท่านรัฐมนตรีนะครับ จริง ๆ มี ๒ ประเด็นที่ยังติดใจจากที่ท่านรัฐมนตรีตอบนะครับ คือเรื่องของการเรียก ท่านอุตสาหกรรมจังหวัดตากเข้าไปช่วยงานที่สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ก็ไม่แน่ใจว่า ณ วันนี้กระบวนการที่จะสอบสวนหรือตั้งคณะกรรมการสอบสวนเกี่ยวกับการปฏิบัติงาน ของเจ้าหน้าที่ด้วยไปถึงไหนแล้ว แล้วก็จะสิ้นสุดเมื่อไรก็ยังไม่ทราบรายละเอียด รวมไปถึง เรื่องของการฟ้องร้องคดีแพ่งก็ต้องบอกว่าไม่แน่ใจว่าระยะเวลานานแค่ไหน แล้วก็ ณ วันนี้ เราก็ต้องยอมรับว่าเราใช้ภาษีของพี่น้องประชาชนไปจ่ายในหลาย ๆ รายการที่เกี่ยวกับ การบริหารจัดการปัญหานี้ ต้องบอกว่าจากเหตุการณ์นี้ครับ ถือเป็นเหตุการณ์ที่เลวร้ายมาก ๆ สำหรับพี่น้องประชาชนคนบริสุทธิ์ที่ต้องมารับผลกรรมจากนายทุนที่ขาดความรับผิดชอบ ต่อสังคมส่วนรวมครับ ที่จ้องแต่จะหากำไรอย่างเดียว โดยไม่สนใจความเดือดร้อนของ ชาวบ้าน ถ้าทำได้อย่างที่ท่านชี้แจงมาผมเชื่อว่าเหตุการณ์แบบนี้ครับ จะไม่เกิดซ้ำแน่นอน แต่ถ้าเป็นการรับปากเฉย ๆ โดยที่ไม่มีมาตรการหรือว่าไม่มีการกระทำที่เป็นรูปธรรม อย่างชัดเจน ในอนาคตก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก มันจะต้อง ไม่เกิดเหตุการณ์ที่นายทุนทำผิดแล้วไม่ต้องรับผิดชอบอะไร แต่ประเทศเรากลับต้องเอาภาษี ประชาชนไปจ่ายเพื่อรับผิดชอบต่อสิ่งที่นายทุนพวกนั้นทำไว้ ตามที่รายงานครับว่า การสุ่มตรวจ ประชากรทั้งในโรงงานและผู้ที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงในพื้นที่ที่พบสารแคดเมียม ในจังหวัดสมุทรสาคร พบว่ามีผู้ที่เป็นภาวะแคดเมียมในร่างกายสูงเกินมาตรฐานถึง ๑๗ ราย ค่าไตผิดปกติ ๕ ราย ภาวะเลือดจางอีก ๔ ราย อย่างที่ผมบอกตั้งแต่ตอนต้นว่า การได้รับ สารเคมีอันตรายแคดเมียมนี้เป็นระยะเวลานาน ๆ มันก็เหมือนกับการตายผ่อนส่ง ผมจึง อยากจะถามคำถามสุดท้ายครับว่า นอกจากการรับผิดชอบเรื่องของการรักษาแล้ว มีการเยียวยาอะไรให้ประชาชนที่ได้รับสารเคมีอันตรายแคดเมียมเหล่านี้บ้าง รวมไปถึง ในฐานะที่ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมหรือว่าเป็นผู้บัญชาการสูงสุด ของกระทรวงนี้จะมีแนวทางการป้องกันปัญหานี้อย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดการลักลอบขนสารเคมี อันตรายแบบผิด ๆ แบบนี้อีกครับ🔗
ขอเชิญ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพค่ะ พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมค่ะ ก็ยังคงยืนยันผ่านท่านประธานไปยังท่านสมาชิกว่า ใครทำผิดต้องรับผิดชอบค่ะ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ นายทุน หรือข้าราชการ ดิฉันเอง มีหน้าที่เป็นคนถือกฎก็ต้องใช้กฎบังคับใช้ และที่สำคัญที่สุดเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ แต่เป็น เรื่องที่กระทบต่อความรู้สึกของคนทั้งประเทศ ดิฉันคงไม่เอาเกียรติศักดิ์ศรีของกระทรวง อุตสาหกรรมไปล้อเล่นกับเรื่องพวกนี้นะคะ และที่ท่านบอกว่าภาษีของประชาชนจะต้องไปใช้ แน่นอนค่ะ เรื่องของคดีแพ่งบอกไปแล้วว่าจะต้องฟ้องร้องให้คนที่ก่อให้เกิดความเสียหาย รับผิดชอบทั้งหมดนะคะ ส่วนเรื่องของคณะกรรมการการตรวจสอบ เมื่อสักครู่ดิฉันได้นำเรียน ไปแล้วว่า ท่านปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมได้มอบให้หัวหน้าผู้ตรวจราชการได้ตรวจสอบ หาข้อเท็จจริงร่วมกับ DSI เราไม่ได้ทำเฉพาะในกระทรวงอุตสาหกรรม เราเชิญหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องทั้งเรื่องของการทุจริตเข้ามาตรวจสอบค่ะ เพราะเรากังวลเรื่องความน่าเชื่อถือ เพราะท่านอาจจะบอกว่า ถ้ากระทรวงอุตสาหกรรมตั้งแต่คนในกระทรวงอุตสาหกรรม จะเชื่อถือได้อย่างไร เราจำเป็นจะต้องมีคนที่เป็นมืออาชีพเข้ามาเป็นคณะกรรมการ ตรวจสอบด้วย ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน ๓๐ กันยายนนี้ค่ะ🔗
ส่วนเรื่องของที่จะต้องให้อุตสาหกรรมจังหวัดตากเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ คือดิฉันใช้ภาษาสุภาพมากแล้วนะคะ คือจะต้องเอาท่านออกนอกพื้นที่ก่อนในขณะนั้นค่ะ อยากให้เข้าใจตรงกัน เพราะนี่คืออำนาจของท่านปลัดนะคะ ดิฉันสั่งการให้ท่านปลัด เอาคนที่คาดว่าจะเกี่ยวข้องกับปัญหานี้ออกนอกพื้นที่มาตั้งคณะกรรมการตรวจ และที่สำคัญที่สุด คณะกรรมการก็ไม่ใช่แค่เฉพาะในกระทรวงอุตสาหกรรม จึงอยากจะขอความเป็นธรรมให้กับ คณะกรรมการด้วยค่ะ แล้วระยะเวลาก็น่าจะเป็น ๓๐ กันยายนนี้ที่จะได้รับความชัดเจน เรื่องของการเยียวยา การดูแลพี่น้องประชาชน ไม่ใช่เฉพาะแค่พื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร และจังหวัดตากเท่านั้น เรื่องนี้เป็นการแก้ปัญหา แล้วก็เป็นการแก้ปัญหาทั้งเรื่องของคน แล้วก็เรื่องของระบบค่ะ วันนี้เรื่องของคน เรื่องของการอนุญาตนะคะ แน่นอนค่ะ กระบวนการนี้มีเขียนอยู่ถูกต้อง แต่ถ้าเมื่อไรก็ตามเกิดจากการวินิจฉัยแล้วคนวินิจฉัยนี้ วินิจฉัยไม่เป็นไปตามจริง ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้ต้องถูกลงโทษค่ะ นี่คือเรื่องที่ ๑🔗
เรื่องที่ ๒ คือเรื่องของกระบวนการค่ะ ก็ต้องไปดูกันค่ะ เรื่องของกระบวนการ ว่าจะต้องแก้ไขปัญหาอย่างไร อย่างเช่น การกำกับดูแลการประกอบโรงงานที่เป็นวัตถุ อันตรายต่าง ๆ ต้องมีการเข้มงวดมากยิ่งขึ้น แล้วก็ต้องมีการทำบัญชีประเภทโรงงานนะคะ เพื่อเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ที่สำคัญที่สุดเรื่องของการอนุญาตอนุมัติการขนย้ายค่ะ จริงอยู่ค่ะ ต้นทางรู้ ต้นทางทราบ ก็ต้องดูด้วยค่ะว่าปลายทางมี Capacity ที่สามารถรองรับได้หรือเปล่า ซึ่งอันนี้ก็จะเป็นเรื่องของกระบวนการที่วันนี้ทางกระทรวงอุตสาหกรรมนำไปปรับปรุงนะคะ แล้วก็จะไม่ให้เกิดปัญหาแบบนี้ซ้ำขึ้นมาอีก เพราะทราบดีว่าเรื่องของความบกพร่องนี้ เราไม่อยากให้มีคำว่า บกพร่องโดยสุจริต เราอยากเห็นว่าบกพร่องแล้วกระทรวงอุตสาหกรรม สามารถปิดข้อบกพร่องและแก้ไขปัญหาไม่ให้เกิดขึ้นใหม่ได้ค่ะ🔗
เรื่องของการดูแลพี่น้องประชาชนนะคะ เรามีการทำความร่วมมือกับทาง กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการตรวจสอบ สุขภาพของพี่น้องประชาชนนะคะ แล้วก็ไม่ได้ตรวจแค่เฉพาะเริ่มต้น จะมีการเฝ้าระวัง ๓๐ วัน ๖๐ วัน ๖ เดือน ๑ ปี ในการดูแลพี่น้องประชาชนที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนะคะ และที่สำคัญที่อยากจะนำเรียนท่านประธานผ่านไปยังพี่น้อง ประชาชนก็คือว่าทุก ๆ กระบวนการที่กระทรวงอุตสาหกรรมได้ทำค่ะ ไม่ว่าจะเป็น การขนย้าย ถ้าหน่วยงานวิชาการ ภาคประชาชนมีข้อเสนอหรือข้อคิดเห็นใด ๆ อาจจะบอกว่า กระทรวงอุตสาหกรรมทำไม่ถูกต้อง รถที่ใช้เปลี่ยนได้ไหม เราพยายามปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ให้เป็นไปตามอีไอเอกำหนด และเป็นไปตามหลักวิชาการที่ท่านท้วงติงมา อันไหนที่ท่าน ท้วงติงมาเราปรับปรุงแก้ไข และที่สำคัญที่สุดเราถือหลักว่าจะต้องเป็นไปตามกระบวนการ ที่อีไอเอกำหนดและต้องคำนึงถึงสุขภาพชีวิตของประชาชนเป็นหลักนะคะ ท่าน สส. ทั้งสมุทรสาคร และท่าน สส. ที่อยู่จังหวัดตากได้มีส่วนร่วมในทุก ๆ กระบวนการมาตลอดนะคะ ดิฉันลงพื้นที่เจอพวกท่าน ข้าราชการของกระทรวงอุตสาหกรรมลงพื้นที่จังหวัดตากก็เจอ ตัวแทนของจังหวัดตาก แล้วไม่ใช่แค่ตัวแทนที่เป็น สส. ค่ะ ตัวแทนภาคประชาชน ตัวแทนผู้นำ ที่สำคัญที่สุดประชุมร่วมกันมาโดยตลอดนะคะ วันนี้ปลายทางขนไปครบทุกเที่ยวแล้วจริงค่ะ ไปอยู่ที่หอพักคอยแล้วจริงค่ะ ทำไมถึงยังฝังกลบไม่ได้ เพราะเราอยากสร้าง ความมั่นใจว่า บ่อฝังกลบจะต้องปลอดภัยจริง ๆ ค่ะ ไม่อยากให้เกิดปัญหาอีกว่าฝังกลบไปแล้วเดี๋ยวเจอ ปัญหาว่าคุณภาพบ่อไม่ได้ตามกำหนด ทุกอย่างที่เราทำตามหลักวิชาการตามความกังวล ของคนในพื้นที่ และที่สำคัญที่สุดคือเราอยากแก้ปัญหาให้จบโดยเร็ว ที่สำคัญที่สุดก็คือ ต้องแก้ปัญหาให้จบค่ะ ไม่ใช่แก้ไปแล้วทีละเปลาะ ทีละเปลาะ แล้วจะเจอปัญหาว่าทำไม แก้ปัญหาไม่เสร็จสิ้นเสียที วันนี้กระบวนการตรวจสอบบ่อ แคดเมียมทั้งหมดไปอยู่ ในหอพักคอย วันนี้เราต้องมีการเตรียมบ่อให้พร้อมทั้ง ๒ ที่ เพื่อที่จะรองรับกากตะกอน แคดเมียมกลับไปฝังกลบ เพราะอะไรคะ ย้ายลงไปต้องตรวจสอบความคงทนถาวร ของคอนกรีต ของ HDPE ที่อยู่บริเวณบ่อ ทำแล้วต้องทำให้แล้วเสร็จและต้องปลอดภัยด้วยค่ะ นี่คือสิ่งที่กระทรวงอุตสาหกรรมเองและทางรัฐบาลเอง โดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรี ท่านมีดำริมาโดยตลอดว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาและเป็นความรู้สึกกังวลของคนทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นแล้วนี่คือหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องสร้างความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชน กลับคืนมาค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ🔗
ท่านประธานขออนุญาตครับ🔗
เชิญครับ🔗
ศิริโรจน์ ธนิกกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรสาคร เขต ๒ พรรคก้าวไกลครับ ขอใช้เวลาที่ยังเหลืออยู่นะครับ ต้องขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีที่ได้มาตอบกระทู้ของผมในวันนี้นะครับ เพื่อให้พี่น้องประชาชนที่รอฟังอยู่ได้รับ ความชัดเจนเกี่ยวกับประเด็นในการบริหารจัดการปัญหาแคดเมียมนะครับ แล้วก็เข้าใจครับว่า ท่านรัฐมนตรีนอกจากจะสวมหมวกในฝ่ายบริหารเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงตสาหกรรม ก็ยังสวมหมวกเป็น สส. เขตด้วย ดังนั้นจึงน่าจะเข้าใจ สส. เขตด้วยกันเองมาก ๆ นะครับว่า เวลาชาวบ้านเขามีปัญหา มีความเดือดร้อนเขาก็ต้องการความช่วยเหลือ แล้วก็ได้รับคำตอบที่จะทำให้พวกเขารู้สึกว่า อุ่นใจ หรือสบายใจที่ผู้แทนของพวกเขาสามารถทำงานและติดตามงานได้อย่างเต็มที่นะครับ ในอนาคตครับ ถ้ามีการเสนอกฎหมายที่เป็นการแก้ไขหรือเพิ่มเติมในประเด็นที่เกี่ยวกับ โรงงานหรือสารเคมีอันตรายต่าง ๆ นะครับ ไม่ว่าจะมาจากพรรคก้าวไกล พรรคฝ่ายค้าน พรรครัฐบาล หรือการเข้าชื่อร่วมกันของพี่น้องประชาชน ก็ฝากทุกท่านสนับสนุนร่างกฎหมาย ดังกล่าวด้วยนะครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ คุณศิริโรจน์ ขอเรียนเพื่อความเข้าใจตรงกันครับ กระทู้ถามทั่วไปเราไม่ได้จำกัดเวลานะครับ แต่ว่าถามได้ ๒ ครั้ง แต่ผมเห็นว่าเป็นกระทู้ที่มีประโยชน์ก็เลยให้ท่านถามครับ ต่อไป กระทู้ถามทั่วไปที่ ๒ ครับ🔗
เรื่อง ขอให้รัฐบาลเร่งรัดการแก้ปัญหาน้ำในจังหวัดเพชรบูรณ์ อย่างเป็นระบบ นายอัคร ทองใจสด เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม นายกรัฐมนตรี🔗
ด้วยสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งว่า กระทู้ถามเรื่องนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี ท่านภูมิธรรม เวชยชัย เป็นผู้ตอบกระทู้แทน ซึ่งในการนี้ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คุณจักรพงษ์ แสงมณี เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทนนะครับ แต่เนื่องจากวันนี้ท่านรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีติดภารกิจสำคัญ จึงขอเลื่อนการตอบกระทู้นี้ออกไปเป็น ในวันพฤหัสบดีที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๗ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ นะครับ🔗
๒. เรื่อง ปัญหาโรงพยาบาลไม่เพียงพอต่อสัดส่วนการใช้บริการ ของประชาชนในกรุงเทพมหานคร นายเอกราช อุดมอำนวย เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข🔗
ด้วยสำนักงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้มีหนังสือแจ้งว่า เนื่องจากวันนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขมีกำหนดการเป็นประธาน ในการประชุมรับฟังความคิดเห็นความคิดเห็นร่างแผนการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๘ ของกองทุนสนับสนุนสร้างเสริมสุขภาพ จึงขอเลื่อนตอบกระทู้นี้ไปเป็นในวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๗ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ นะครับ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานครับ ผม เอกราช อุดมอำนวย ผู้แทนคนดอนเมืองจากพรรคก้าวไกล ในฐานะผู้ตั้งกระทู้ ก็เรียกร้องไปยังท่านรัฐมนตรีนะครับว่าปัญหาของพี่น้องประชาชน ผู้แทนราษฎรรับเรื่อง ร้องเรียนจากพี่น้องมา ถ้าแก้ไขด้วยกลไกปกติได้มันเสร็จไปนานแล้วครับ ถ้ารัฐมนตรีไม่ให้ ความสำคัญต่อสภา ท่านเป็นผู้แทนเหมือนกันนะครับ อยากจะให้ความสำคัญนะครับ อยาก ให้ทางท่านประธานช่วยกำชับ ทำอย่างไรก็ได้ จะได้มีมาตรการครับ รัฐมนตรีที่ขาดสภา ขาดตอบกระทู้บ่อย ๆ ทำอย่างไรดีครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ🔗
ความจริงไม่ได้ แก้ตัวแทนท่านรัฐมนตรีนะครับ ท่านรัฐมนตรีสมศักดิ์ เทพสุทิน ผมสังเกตท่านมาตอบทุกครั้ง หรือเกือบทุกครั้ง แต่คราวนี้อาจจะมีภารกิจก็เป็นไปตามข้อบังคับนะครับ ก็ดูวันที่ ๑๕ สิงหาคมนะครับ ท่านจะมาหรือไม่ แล้วค่อยดำริอีกทีนะครับ🔗
๓. เรื่อง ขอให้เร่งรัดให้กองทุนประกันวินาศภัยจ่ายเงินเยียวยากับ ประชาชน นายกัณตภณ ดวงอัมพร เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง🔗
ด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มอบหมายให้ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง คุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เป็นผู้ตอบกระทู้แทน ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ ท่านรัฐมนตรีพร้อมที่จะตอบแล้วนะครับ ขอเชิญคุณกัณตภณ ดวงอัมพร ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาที่เคารพครับ ผม นายกัณตภณ ดวงอัมพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล ตัวแทนของพี่น้องชาวพญาไท ดินแดง ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการครับ ท่านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ที่มาตอบกระทู้ เรื่อง ขอให้เร่งรัด ให้กองทุนประกันวินาศภัยจ่ายเงินเยียวยาให้กับพี่น้องประชาชนครับ กระทู้ เจอ จ่าย จบ ในลักษณะนี้เคยถูกถามไปเมื่อประมาณ ๘ เดือนที่แล้วครับ โดยเพื่อน สส. ของผม สส. ปวิตราครับ แต่สถานการณ์ตอนนี้ยิ่งหนักกว่าเดิมครับ แล้วยังไม่มีทางออกชัดเจนให้กับ พี่น้องประชาชนแต่อย่างใด ท่านประธานครับ แปลกใจไหมครับที่ประชาชนตาดำ ๆ ต้องกลายมาเป็นเจ้าหนี้ของรัฐ และยอดหนี้มากกว่า ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่เกิดจากกรมธรรม์ เจอ จ่าย จบ ในช่วงโควิด-๑๙ ที่ผ่านมาครับ ผมขอใช้เวลาในช่วงแรกอธิบายถึงหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง ๔ หน่วยงานครับ เพื่อง่ายต่อการรับรู้ การเข้าใจของพี่น้องประชาชนโดยทั่วไปครับ ขอสไลด์ครับ🔗
หน่วยงานที่ ๑ บริษัท ประกันภัยมีหน้าที่อะไรครับ ออกกรมธรรม์ประกันภัยมาเสนอขายให้กับพี่น้องประชาชน ต่อมาหน่วยงานที่ ๒ คปภ. หรือสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบ ธุรกิจประกันภัย หน้าที่ตรงตัวครับ คือหน้าที่กำกับดูแลการทำงานของบริษัทประกันภัย ให้เป็นไปตามกฎหมายครับ อีกทั้งยังเป็นผู้ที่อนุมัติให้บริษัทออกประกันภัยใด ๆ มาขาย ให้กับพี่น้องประชาชนครับ ต่อมาหน่วยงานที่ ๓ กองทุน กปว. หรือกองทุนวินาศภัยครับ กองทุนมีหน้าที่คอยช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เมื่อบริษัทประกันภัยล้ม ไม่สามารถ ที่จะดำเนินกิจการต่อไปได้ ไม่สามารถเอาเงินมาจ่ายให้กับพี่น้องประชาชนได้ เรียกง่าย ๆ ก็คือจ่ายเงินแทนครับ หน่วยงานที่ ๔ กระทรวงการคลัง ทั้ง คปภ. และ กปว. ข้างต้น ล้วนเป็นหน่วยงานที่อยู่ใต้กระทรวงการคลังครับ ท่านประธานครับ ช่วงที่ผ่านมามีบริษัท ๕ บริษัทแล้วนะครับที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต ซึ่งสาเหตุมาจากการออกกรมธรรม์ประกันภัย เจอ จ่าย จบ ในช่วงโควิด-๑๙ ที่ผ่านมาครับ ตอนนี้มีผู้ได้รับผลกระทบประมาณมากกว่า ๑ ล้านคน เป็น ๑ ล้านคนที่แสดงตัวนะครับ อีกจำนวนมากที่ยังไม่แสดงตัว สร้างปัญหา สร้างภาระหนี้สินสูงถึง ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยขณะนี้ยังไม่มีทางออกเลยครับว่า เจอ จ่าย จบ จะจ่ายครบเมื่อไร ต้องรอไปอีก ๕๐ ปี ๖๐ ปี ๗๐ ปี หรือ ๘๐ ปีกว่าจะครบครับ เป็นที่ทราบดีครับว่าเงินกองทุนขาดสภาพคล่องครับ ครั้นที่จะไปกู้ก็ไม่สามารถที่ไปกู้ใครได้ ทั้งที่กฎหมายกองทุนก็สามารถที่จะออกพันธบัตรได้ แต่ตอนนี้เงินกองทุนไม่มีความสามารถ ที่จะทำรายได้ครับ มีแค่รายได้จากเงินสมทบปีละประมาณ ๑,๕๐๐ ล้านบาท ตีง่าย ๆ ๘๐,๐๐๐ หาร ๑,๕๐๐ ๕๓ ปีกว่าจะจ่ายครบหมดครับ ที่ผ่านมาที่ผมเห็นกระทรวงการคลัง ทำหน้าที่อย่างเป็นรูปธรรมครับ ผมเห็นแค่เพียงอย่างเดียวครับ คือท่านออกใบอนุญาต เพิกถอนบริษัทธุรกิจทั้ง ๕ บริษัทเท่านั้น มีนักกฎหมายหลายท่านที่ให้คำปรึกษาผม เห็นพ้อง ต้องกันและขอตั้งเป็นข้อสังเกตตรงนี้เลยว่า ถ้าเกิดดำเนินการแบบเดิมต่อ ๆ ไปครับ สุดท้าย เรื่องนี้อาจจะจบด้วยการหมดอายุความใช่หรือไม่ครับ ในตอนนี้หน่วยงานภายนอกที่เข้ามา ช่วยเหลือประชาชน ผมขอยกตัวอย่างเช่น Thai PBS ก็เป็นสื่อกลางที่ขยันขันแข็งครับ ในการที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชน แม้กระทั่งสภาทนายความไม่นานมานี้ประชาชน มากกว่า ๒๐๐ คน เข้ายื่น ๓๐๐,๐๐๐ รายชื่อ เพื่อขอความช่วยเหลือจากสภาทนายความครับ แล้วก็มีพี่น้องประชาชนรวมกลุ่มที่จะช่วยเหลือกันเอง ส่วนหน่วยงานของภาครัฐครับ ทั้ง คปภ. และ กปว. ก็ทำงานอย่างเต็มที่แล้วครับ แต่เมื่อเงินไม่พอก็ไม่มีเงินมาชำระหนี้ ได้อย่างรวดเร็วที่ควรจะเป็นครับ คนรอมันก็ท้อใจครับท่านประธาน จึงเป็นสาเหตุที่ผมถาม คำถาม ข้อที่ ๑ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะมีวิธีการแก้ไขปัญหาจ่ายเงินให้กับ ผู้เสียหาย ผู้เอาประกันภัยจากเหตุการณ์ทั้งหมดเสร็จสิ้นเมื่อไร ด้วยวิธีใด ขอแผนงาน และวิธีการอย่างละเอียดครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอเชิญ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้รับมอบหมายจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้มาตอบกระทู้ท่านสมาชิก ท่านกัณตภณ ในประเด็นเรื่องของกองทุนประกันวินาศภัย แล้วก็ในส่วนของ คปภ. ด้วยนะครับ ต้องเรียนด้วยความเคารพครับ ผมยังไม่ได้มีการพูดคุยกับท่าน แต่ว่าเมื่อราว ๕-๖ เดือนก่อน ได้เป็นตัวแทนของกระทรวงการคลังมาตอบในประเด็นนี้ใกล้เคียงกันนะครับ ซึ่งสถานการณ์ มีความเปลี่ยนแปลงไปในบางส่วนอย่างที่ท่านได้เรียน🔗
ในประการแรกเลยนะครับ จาก List จำนวนบริษัท ๔ บริษัทที่ถูกเพิกถอน ในช่วงรัฐบาลก่อนหน้า มีเงินค้างอยู่ในกองทุนที่จำเป็นจะต้องชำระให้กับประชาชนในวันนั้น ราว ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านนะครับ วันนี้มีการเพิกถอนอีก ๑ บริษัทนะครับ ซึ่งก็เอ่ยชื่อได้ เพราะว่ามันเป็นข้อเท็จจริงนะครับ คือในส่วนของบริษัท สินมั่นคงประกันภัย มีการเพิกถอน เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ซึ่งประเมินว่าเงินเบื้องต้นที่จะต้องเข้ามาเป็นภาระหนี้เพิ่มเติม อีกราว ๓๗,๐๐๐ ล้านบาท ยอดกลม ๆ ตอนนี้ถ้าให้กะประมาณหลังจากกระบวนการชำระ บัญชีเสร็จสิ้นนี่น่าจะตกอยู่ ๘๒,๐๐๐ ล้านบาท โดยประมาณนะครับ ๘๒,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างใหญ่ แล้วสถานการณ์ในปัจจุบันนี้ท่านก็ได้อภิปรายมาซึ่งถูกต้องครับ ในขณะนี้ Inflow ของตัวกองทุนเองนี่นะครับ มีราวปีละประมาณ ๑,๕๐๐ ล้านบาทเท่านั้น ๑,๕๐๐ ล้านบาท เกิดจากการที่เราปรับเรื่องของเงินนำส่งจากอัตรา ๐.๒๕ มาเป็น ๐.๕ ของเบี้ยประกันภัยที่ได้รับ ซึ่งมีการปรับเมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๖๖ อันนี้เป็นอัตราสูงสุด แล้วนะครับ ตาม พ.ร.บ. ประกันวินาศภัย ซึ่งอัตราสูงสุดคือ ๐.๕ เราไม่สามารถที่จะเก็บเงิน นำส่งได้มากกว่านี้ จากการประเมินอาจจะคลาดเคลื่อนเล็กน้อย ที่บอกว่าราว ๖๐-๗๐ ปีนี่ ไม่ใช่นะครับ ในข้อเท็จจริงตัวตลาดประกันเองก็จะขยายตัวโดยเฉลี่ยปีหนึ่งก็ ๓-๔ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจากการประเมินการขยายตัวของตลาดเองก็จะทำให้เงินนำส่งกองทุนนี้ปรับเพิ่มขึ้นไป ตามระยะ ตัวเลขที่จะเรียนต่อท่านก็คือตัวเลขประมาณการในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ ๓๕ ปี ในการที่จะชำระคืนทั้งหมด ไม่ได้ภูมิใจนะครับ ตอบไปก็เขินไปนะครับ แต่อันนี้เป็นตัวเลขจริง เพราะว่าเป็นสถานการณ์ที่เข้ามาสู่มือของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ในขณะที่เราเริ่มเป็นรัฐบาล สถานการณ์ทั้งหมดมันสุกงอมมาอยู่ในภาวะอย่างนี้อยู่แล้วนะครับ ซึ่งในขณะนี้ ตัวท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเองไม่ได้นิ่งนอนใจครับ ได้มีการเรียกประชุม ผมเข้าใจว่าหลายครั้งแล้ว ในการเรียกประชุมเกี่ยวกับเรื่องของ คปภ. กับตัวกองทุนเองนะครับ ซึ่งท่านเองก็ได้มีดำริแล้วก็มีข้อติติงบางส่วนนะครับ เพราะว่ามันควรจะต้องแก้ไขปัญหา ตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุการณ์ ด้วยการที่จะต้องมีการดำเนินการในการพูดคุยเพื่อประนอมหนี้ มีการพูดคุยเพื่อที่จะปรับโครงสร้าง อาจจะมีการเกลี่ยหนี้ตั้งแต่ในอดีตที่ผ่านมา แต่วันนั้น ก็ไม่ได้มีการประกาศออกไปอย่างเป็นทางการว่ากองทุนขาดความพร้อม เพราะว่าเราไม่มี จำนวนเม็ดเงินเพียงพอในการที่จะชำระ เจอ จ่าย จบ ให้กับประชาชนที่เป็นผู้เอาประกันนะครับ ในวันนี้เองท่านรัฐมนตรีซึ่งมีประสบการณ์ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาลักษณะนี้ค่อนข้างมาก ท่านก็ได้มีการเรียกเอาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาประชุมกันและมีการสั่งการนะครับว่า สิ่งที่ต้องเดินต่อจากนี้ไปในประการแรกเลยอย่าเพิ่งไปห่วงครับว่าเม็ดเงินจะมาจากไหน มันมีกลไกและช่องทางที่สามารถทำได้นะครับ แต่ในเบื้องต้นเลยสิ่งที่ต้องทำก็คือต้องหา Professional Health ก็คือตัวบริษัทที่มาประเมินในเรื่องของการเงินภายนอก เราจำเป็น จะต้องดึงเขาเข้ามาเพื่อที่จะเอามาทำการประเมินอย่างเป็นธรรมและถูกต้อง และเข้าสู่ กระบวนการในการวิเคราะห์ดูว่า เราจะสามารถสร้างกลไกในการไกล่เกลี่ยได้มากน้อยเพียงไร สิ่งที่บริษัทได้ทำในช่วงของการที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องหนี้สินนี่นะครับ ก็มีการเสนอกับพี่น้อง ประชาชนในกลุ่มที่เป็นผู้เอาประกันในกรณีว่าถ้าเกิดว่ายอมที่จะมาเจรจากันตัดลดเหลือ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ได้ไหมแล้วจ่ายเลย อันนี้มันเป็นกลไกปกติทางการเงินที่ทำได้นะครับ วันนี้ เมื่อมันมาสู่มือของ คปภ. และกองทุนเองเราก็คงจะจำเป็นจะต้องพิจารณาในกรณีนี้เช่นกัน หากประชาชนรอเราก็มีความพร้อมในการที่จะชำระ แต่ก็อย่างที่ได้เรียนเพราะว่าด้วยกลไก และข้อกฎหมาย หากสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้แก้กฎหมายให้พวกเราในการที่จะปรับเพิ่ม เม็ดเงินนำส่ง ซึ่งโดยหลักคิดเราก็ไม่อยากทำ ผมเชื่อว่าท่านเองก็ไม่ได้มีแนวความคิด ที่จะปรับเพิ่มเงินนำส่ง ฝ่ายรัฐบาลเองก็ไม่ได้มีครับ ตัวรัฐบาล ครม. เองก็ไม่มีแนวความคิด จะปรับเพิ่มเงินนำส่ง เพราะนั่นเท่ากับเราผลักภาระไปให้กับผู้เอาประกันที่ไม่ได้มีปัญหา ให้เขาจ่ายมากขึ้น เราไม่ต้องการเห็นเช่นนั้น เพราะฉะนั้นหากไม่มีการปรับแก้ตัวกฎหมาย สุดท้ายเงินนำส่ง มันก็ติดเพดานอยู่ที่ ๐.๕ เปอร์เซ็นต์อยู่นั่นเอง เพราะฉะนั้นเราก็สามารถชำระคืนได้ แต่ก็อย่างที่ได้เรียน ระยะเวลาไม่น่าจะเป็นที่พึงพอใจเพราะ ๓๐ กว่าปีนะครับ กลไกที่ต้องเดิน ไปสู่ก็คือการหาคนที่จะเข้ามาช่วยในเรื่องของการทำ Financial Analysis เรื่องของวิเคราะห์ ทางการเงิน เพื่อที่จะหาจุดลงตัว หาจุดที่เหมาะสม ซึ่งกลไกนี้ได้มีการสั่งการให้ทาง คปภ. เอง เป็นที่ปรึกษาให้กับคณะกรรมการกองทุน ให้กับบอร์ดกองทุนในการที่จะเดินหน้า ในการหาคน ที่จะเข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ด้าน Finance ด้านการเงิน เชื่อว่ากระบวนการทั้งหมด รวมถึง การวิเคราะห์นี้น่าจะไม่เกิน ๖ เดือนจากนี้ หลังจาก ๖ เดือนครบแล้ว เมื่อเขานำส่งในเรื่องของ รายงาน วันนั้นเราจะมาพบกันอีกทีหนึ่ง และผมก็คงจะได้นำเรียนต่อท่านว่า สรุปว่าหนทาง ที่เราเลือกนี้มี Option อะไรบ้าง มีตัวเลือกใดให้กับรัฐบาลในการเดินหน้า ในการแก้ไข ปัญหาเรื่องกองทุน ก็คงจะเห็นภาพกันชัดเจนว่าหลังจากนั้นเราจะสามารถแก้ไขปัญหา เม็ดเงิน ๘๒,๐๐๐ ล้านบาท ที่มันจะเกิดขึ้นปัจจุบันนี้ได้อย่างไร ก็คงจะเป็นคำชี้แจง ในคำถามแรกนะครับ ระยะเวลาอีก ๖ เดือนจะเห็นภาพครับ🔗
ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังครับ เชิญคุณกัณตภณถามเป็นครั้งที่ ๒ ครับ🔗
ขอบคุณท่านรัฐมนตรี ที่ตอบคำถามครับ แล้วก็ให้กรอบเวลามาด้วยว่าอีก ๖ เดือนจะมีคำตอบที่ชัดเจนมาให้ กับพวกเรา ให้กับพี่น้องประชาชนนะครับ ก่อนที่จะเข้าคำถามข้อที่ ๒ นะครับท่านประธาน การล้มของบริษัท ๕ บริษัทนี้ ผมมองว่ามันไม่ใช่สถานการณ์ปกติครับ เพราะการที่บริษัท จะออกกรมธรรม์มาเสนอขายต่อพี่น้องประชาชนควรต้องรอบคอบ และคำนึงถึงหลักที่เรียกว่า หลักคณิตศาสตร์ประกันภัย อีกทั้งตัว คปภ. เองซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำการอนุมัติให้บริษัทต่าง ๆ ออกประกันภัยใด ๆ มาขายได้ ก็ต้องวิเคราะห์พิจารณาให้ถ้วนถี่สมบูรณ์ ก่อนที่จะนำมาขาย ให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ซื้อประกันภัยอย่างที่ผ่านมาครับ เจอ จ่าย จบ ครับ ผมตั้งข้อสังเกตนะครับว่า มันเป็นการประกันภัยที่เสมือนเป็นการพนัน มากกว่าการประกัน ปี ๒๕๖๓ โควิดระยะแรก บริษัทกลุ่มแรกที่ออกประกันภัยลักษณะนี้มาครับ เก็บกำไรเป็นกอบเป็นกำครับ พอปี ๒๕๖๔ เลยออกกันมายกใหญ่ ซื้อง่ายขายคล่อง ร้านสะดวกซื้อ ๒๔ ชั่วโมงก็ยังมีขาย พอมาช่วงคาบเกี่ยวปี ๒๕๖๔ ปี ๒๕๖๕ ประชาชน ก็ติดโควิดกันมากขึ้น ติดทั้งประเทศครับ จึงมีการเรียกร้องค่าสินไหมตามสิทธิที่เขาควรจะได้ อย่างกะทันหันพร้อมกันมากมายครับ บริษัทประกันไม่มีเงินเพียงพอที่จะมาจ่ายค่าสินไหม จนเป็นเหตุให้เกิดปัญหาดังกล่าวขึ้นมา ท่านประธานครับ จากเหตุผลดังกล่าว ถ้า คปภ. ที่กระทรวงการคลังกำกับดูแลอยู่ไม่ปล่อยให้กรมธรรม์ลักษณะนี้ออกมาขาย ระบบการประกัน ของประเทศไทยคงไม่วุ่นวายและขาดความน่าเชื่อถือได้มากขนาดนี้ ประชาชนตาดำ ๆ ที่ต้องนั่งรอเงินในฐานะเจ้าหนี้รัฐ คนที่เสียหายจากการผิดพลาดครั้งนี้ก็คือประเทศชาติ ที่จะต้องหาเงินมาจ่ายหนี้กว่า ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท จากที่ผมกล่าวมาผมไม่ได้สรุปว่า คปภ. ไม่ได้ทำตามขั้นตอนครับ แต่ผมขอเสนอแนะว่าต่อจากนี้ไปมาตรการในการอนุมัติ การออกประกันใด ๆ ควรรัดกุมและมีกฎเกณฑ์ที่เข้มข้นมากยิ่งขึ้นครับ แม้ปัจจุบัน อย่างที่ท่านบอกว่าเพดานเงินสมทบเข้ากองทุนก็ปรับจาก ๐.๒๕ เป็น ๐.๕ แล้ว อย่างไรก็ดีครับ เงินรายได้ ๑,๕๐๐ ล้านบาท ซึ่งตอนนี้เป็นการหาเงินเข้ากองทุนโดยวิธีเดียว ก่อนจะเข้า คำถามข้อที่ ๒ ผมมีข้อเสนอแนะ ๔ ข้อ ก็ฝากให้ท่านไปพิจารณาด้วยนะครับ🔗
ข้อที่ ๑ พิจารณาการปรับเพดานการส่งเงินสมทบเข้ากองทุนตามความเหมาะสม โดยให้กระทบต่อพี่น้องประชาชนน้อยที่สุดครับ🔗
ข้อที่ ๒ ให้รัฐช่วยอุดหนุนเงินเข้ากองทุนให้มีสภาพคล่องที่เสถียรครับ🔗
ข้อที่ ๓ อันนี้เชิงป้องกันนะครับ เสนอแนะให้แก้กฎหมายครับ ให้ คปภ. มีอำนาจในการเข้าควบคุมบริษัทประกันที่มีความเสี่ยงที่จะไม่สามารถประกอบกิจการต่อไปได้ หรือล้มละลายได้ทันทีครับ ก่อนที่บริษัทจะหยุดดำเนินการ เพื่อเข้าควบคุมป้องกันความเสี่ยง ในการง่าย ๆ ครับ โอน ย้าย ถ่ายเททรัพย์สินหนีครับ เปรียบอำนาจเข้าควบคุมคล้าย ๆ กับ ของแบงก์ชาติที่สามารถที่จะเข้าควบคุมสถาบันทางการเงินได้ ข้อเสนอนี้จะให้ คปภ. โดยเลขาธิการ คปภ. หน่วยงานเดียวหรือจะให้ คปภ. ร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้ามามีอำนาจในการควบคุมบริษัทประกันภัยก็สามารถปรับได้ตามความเหมาะสม🔗
สุดท้ายครับ อันนี้ผมก็คิดว่าพี่น้องประชาชนก็รออยู่เร็ว ๆ นี้ครับ ในฐานะที่ ทั้ง คปภ. และ กปว. อยู่ใต้กระทรวงการคลังครับ ผมจึงอยากเสนอแนะให้กระทรวงการคลัง หรือรัฐบาลเป็นเจ้าภาพในการเปิดโต๊ะเจรจาร่วมกันกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอยู่ ณ ตอนนี้ เพื่อหาทางออกของปัญหาร่วมกันโดยเร็วครับ🔗
ขอเข้าสู่คำถามข้อที่ ๒ นะครับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีแผน ป้องกันการใช้เงินกองทุน การรับเงินเข้ากองทุน เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาแบบซ้ำเดิมอีก จะทำอย่างไร ขอทราบรายละเอียดครับ🔗
ขอบคุณ คุณกัณตภณครับ เชิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ฟังไปมีหลายคำถาม คือมีหลายคำถามอยู่ในคำถามเดียวนะครับ ต้องเรียนในเบื้องต้นอย่างนี้ ข้อเสนอของท่านนี่นะครับ🔗
ประเด็นแรกก่อน ประเด็นในเรื่องของการเพิกถอนใบอนุญาตของรายสุดท้าย ไม่เอ่ยอ้างชื่อแล้วนะครับ ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ค้างคามาตั้งแต่รัฐบาลก่อนหน้าจนมาถึง ปัจจุบันนะครับ ก็มีการเดินหน้าในเรื่องของการเตรียมการเพิกถอน แต่มีเรื่องของ การฟ้องร้องเช่นเดียวกัน ซึ่งมีการฟ้องร้องจากตัวบริษัทมาทางศาลปกครอง ในเรื่องของ การที่ คปภ. สั่งชะลอการยกเลิกกรมธรรม์ในขณะเกิดเหตุ ซึ่ง คปภ. สั่งการด้วยอำนาจหน้าที่ และเป็นไปตามกรอบของกฎหมายในเรื่องของการป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น กับประชาชนผู้เอาประกันนะครับ อันนี้คือมุมของ คปภ. แต่คดีความมันก็เดินหน้าของมันไป มีคำสั่งศาลปกครองมาเมื่อราวเดือนเศษ ๆ ที่แล้ว ในขณะนี้อยู่ในขั้นของการอุทธรณ์อีกนะครับ ก็อุทธรณ์ไปที่ศาลปกครองสูงสุด แต่เมื่อมีคดีความมาถึงจุดนี้นะครับ แล้วก็กระบวนการ ที่เป็นไปตามอำนาจของทาง คปภ. เองนะครับ เมื่อตัวบริษัทนี่มีปัญหาในเรื่องของ การค้างสินไหม ไม่มีสภาพในการประกอบกิจการในด้านของการทำธุรกิจประกันต่อไป ก็เป็นอำนาจตามกฎหมายเองในการที่จำเป็นจะต้องเพิกถอนสิทธิในการมีใบประกัน ซึ่งก็เป็น สิ่งซึ่งดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายและใช้เวลาค่อนข้างนานนะครับ สังเกตได้ว่า ๔ บริษัทแรกเกิดเหตุการณ์ตั้งแต่ปี ถ้าจำไม่ผิดน่าจะปี ๒๕๖๔ ปี ๒๕๖๕ ช่วงนั้น แต่ในขณะที่ บริษัทสุดท้ายมาจบขั้นตอนเอาประกันปี ๒๕๖๗ เมื่อรัฐบาลนี้เข้ามาสู่การเป็นรัฐบาลนะครับ เราก็ให้ความระมัดระวังว่ามันจะไม่กระทบกับสิทธิของผู้ใดและเป็นไปตามขั้นตอน ของกฎหมาย ก็เดินมาถึงจุดนี้ครับ ก็จบกระบวนการขั้นตอน ส่วนข้อเสนอของท่าน ๔ ข้อนี้ ก็รับไว้ครับ แต่อย่างที่ได้เรียนไปนะครับ หลาย ๆ ข้อนี้เป็นอำนาจของรัฐสภาที่จะต้อง พิจารณาในการปรับแก้กฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปรับเพดาน การนำส่ง แต่เมื่อสักครู่ ผมก็บอกไปแล้วว่าในมุมของรัฐบาลเราก็ค่อนข้างเป็นห่วง เพราะการปรับเพดานนี่นะครับ ภาระที่เกิดขึ้น เพิ่มขึ้น ไม่ได้เกิดกับบริษัทประกันที่อยู่ในปัจจุบัน แต่จะถูกผลักภาระไปยัง ผู้บริโภคคนสุดท้ายก็คือผู้เอาประกัน คือประชาชน หมายความว่าประชาชนที่เหลือที่เป็น ผู้เอาประกันอยู่ในระบบเป็นผู้ที่ต้องแบกภาระเพิ่มขึ้น ถ้าท่านปรับเพิ่มขึ้น ๕๐ สตางค์ ก็อยู่ที่เขา ปรับเพิ่มขึ้น ๑ บาท ก็อยู่ที่เขา เพราะฉะนั้นมันเป็นการผลักภาระไปยัง ผู้เอาประกันที่อยู่ในตลาดคนอื่น ๆ นะครับ เราก็เป็นห่วงในกรณีนี้เช่นเดียวกัน ในส่วนของ กลไกอื่น ๆ เรื่องของการอุดหนุนของรัฐหรือเปลี่ยนการควบคุม กำกับ การดำเนินงาน ของ คปภ. เองในปัจจุบันนี้เป็นไปตาม พ.ร.บ. จัดตั้ง เพราะฉะนั้นอำนาจหน้าที่ก็อยู่ในกรอบ หากจะมีการปรับกลไกอย่างที่ท่านว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการที่จะให้รัฐมาอุดหนุนเติมเงิน เข้าไปเลยหรืออะไรก็ตามมันติดในเรื่องของ พ.ร.บ. จัดตั้ง ก็ต้องไปปรับแก้กัน ซึ่งสภาเอง ก็มีสิทธิในการริเริ่มกฎหมายนะครับ หากเห็นว่าจะเป็นการแก้ที่เป็นประโยชน์และสามารถ โน้มน้าวความคิดเห็นของสมาชิกส่วนใหญ่ได้นะครับ ก็เป็นอำนาจหน้าที่ของท่านส่วนหนึ่ง ในการที่จะสามารถดำเนินการได้ ทางรัฐบาลเองรับข้อคิดเห็นท่านนะครับ แล้วเราก็จะไป พิจารณาในความเหมาะสมนะครับ🔗
ส่วนสุดท้าย ก็คือเรื่องของการที่ให้คลังเป็นเจ้าภาพนะครับ ผมก็เรียนว่า ทางกระทรวงการคลังเอง ท่านรัฐมนตรีว่าการได้มีการสั่งการเป็นที่เรียบร้อย เราทำงาน ใกล้ชิด ตัวท่านรัฐมนตรีว่าการเองทำงานใกล้ชิดกับ คปภ. และกองทุน และแน่นอนครับ เราก็มีการหารืออยู่เรื่อย ๆ กับสมาคมประกันวินาศภัยนะครับ ซึ่งทางตัวสมาคมเอง ซึ่งเป็นภาคเอกชนก็มีความประสงค์เช่นเดียวกัน ในการที่จะหาหนทางในการแก้ไขปัญหา คาราคาซังเรื่องนี้ เพื่อที่จะหวังว่าวันหนึ่งเมื่อเราแก้ไขปัญหาหนี้สินที่มันเกิดขึ้นในส่วนของ กองทุนได้นะครับ ตัวกองทุนจะกลับมาฟังก์ชันเป็นกลไกในการค้ำประกันในเรื่องของ ประกันภัยเพื่อให้ตลาดมีความเข้มแข็งอีกครั้งหนึ่งนะครับ ซึ่งจุดนี้เองผมเชื่อว่าท่านเอง ผม หรือว่าท่านรัฐมนตรีว่าการ และกลุ่มธุรกิจ กลุ่มทุกคนที่อยู่ในภาคประกันภัยมีความเห็น ตรงกันในการที่จะเร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และแน่นอนครับว่าท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังได้เน้นย้ำกับทาง คปภ. นะครับว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้อย่างหนึ่งก็คือ เราต้องยึดกรอบ เราต้องยึดในเรื่องของหลักคิด แนวความคิดในเรื่องของการบริหาร ความเสี่ยงในด้านธุรกิจประกันภัย เหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นมาเมื่อช่วงโควิดอาจจะเป็น ความเสี่ยงที่ไม่ควรตัดสินใจเข้าสู่การขายประกันในลักษณะนั้น ทั่วโลกเขาเรียกว่า Pandemic มันเป็นการระบาดอย่างทั่วโลก และเราคิดว่าเราจะสามารถบริหารจัดการ จนเอาอยู่ได้ ก็มีหลายบริษัทที่เดินหน้าเข้าไป แต่ความเสียหายของหลายบริษัทสามารถจำกัด วงแคบได้อยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการนะครับ บริษัทที่เกิดปัญหาขึ้นมา ๕ บริษัท คือเกินกว่าศักยภาพในการที่บริษัทจะสามารถรองรับกับเงินสินไหมที่เกิดขึ้นนะครับ ก็เป็นสภาพปกติของธุรกิจ เมื่อเกินกว่ากำลังความสามารถก็ต้องล้มไป แต่บริษัทที่เหลือ ในขณะนี้ต้องยืนยันอย่างนี้นะครับว่า ธุรกิจประกันภัยในประเทศไทยยังมีความแข็งแกร่ง และแข็งแรง วันนี้กรมธรรม์ที่ออกอยู่ภายใต้กำกับดูแลของรัฐบาลชุดปัจจุบันอย่างเข้มงวด และเป็นไปตามกรอบของหลักแนวคิดการบริหารความเสี่ยง อยู่ในกรอบซึ่งมีความมั่นคง และสามารถวางใจได้นะครับ สำหรับพี่น้องประชาชนที่จะเอาประกันต่อไป ก็ต้องขอบพระคุณ ท่านกัณตภณในความห่วงใย ผมเชื่อว่าเราคงได้คุยกันอีกหลายครั้ง เพราะเรื่องนี้อย่างที่ผม ได้เรียนไป กลไกในการที่เราจะเดินหน้าแก้ไข เราจะเห็นภาพมันอีกทีหนึ่งประมาณ ๕-๖ เดือนข้างหน้า เมื่อมีคำตอบที่ชัดเจนผมยินดีที่จะมาพบกับท่าน รวมถึงท่านสมาชิก ท่านอื่น ๆ ในการชี้แจงทำความเข้าใจกลไกที่เราจะเดินหน้าเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับธุรกิจ ประกันภัยต่อไป ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังนะครับ ต่อไปนะครับ🔗
๔. เรื่อง ด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ นายปิยรัฐ จงเทพ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง🔗
ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังติดภารกิจสำคัญ ได้มอบหมายให้ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง คุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน ตามข้อบังคับนะครับ ขอเชิญคุณปิยรัฐ จงเทพ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ผม ปิยรัฐ จงเทพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตพระโขนง บางนา พรรคก้าวไกล ผมมีประเด็นสำคัญครับท่านประธาน แล้วก็เป็นประเด็นที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องเสียหายของ ประเทศของเรา โดยเฉพาะเรื่องที่ต่อเนื่องมานานเรียกว่า มหากาพย์ ก็ได้ครับ ก็ขอถาม ผ่านท่านประธานสภาไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่ทราบว่าท่านรัฐมนตรี ติดภารกิจครับ ผมไม่ติดใจประเด็นนี้ครับ ถ้าจะให้ท่านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ในฐานะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังมาตอบแทน เพราะว่าท่านเองก็รับผิดชอบในงานของ กรมศุลกากรอยู่แล้วครับ เพราะว่าประเด็นวันนี้ผมได้ถามเรื่องประเด็นเกี่ยวกับด่านศุลกากร สะเดาแห่งใหม่ ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าผมไม่ใช่ ผู้แทนเขตอำเภอสะเดานะครับ ผมผู้แทนเขตพระโขนง บางนา เพียงแต่ว่าผมทำหน้าที่หนึ่ง ในฐานะคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศครับ ซึ่งรับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องชุมชนชาวบ้านด่านนอก ซึ่งอยู่ใน อำเภอสะเดา แล้วก็ทำมาหากินอยู่ในพื้นที่นั้น ก็ฝากเรื่องมาทางกรรมาธิการ ดังนั้น ผมขออนุญาตท่านประธานขึ้นสไลด์นะครับ🔗
เป็นหน้าของเว็บไซต์ของทาง กรมศุลกากรเองนะครับ ผมขออนุญาต Capture มานะครับ ก็เป็นโครงการด่านสะเดา หรือด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ครับ ก่อสร้างตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ แล้วก็มีงบประมาณก่อสร้างถึง ๑,๕๐๐ กว่าล้านบาทนะครับ อันนี้เป็นงบตั้งต้นก่อนนะครับ เดี๋ยวมันยังมีงบตัวอื่นอีก เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟัง ซึ่งผู้รับผิดชอบคือกรมศุลกากร ก่อสร้างเริ่มต้นสัญญาเมื่อปี ๒๕๕๙ ซึ่งอยู่ในสมัยของอดีตนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา🔗
สไลด์ต่อไปก็คือว่า ภาพนี้เป็นอาคารที่สร้างเสร็จแล้วนะครับ เห็นไหม ยิ่งใหญ่มาก ด่านสะเดาของเราใช้งบเป็นพันล้านบาทเลยนะครับ ก่อสร้างยิ่งใหญ่ กว้างใหญ่ ไพศาลมาก หลายร้อยไร่ และที่สำคัญคือว่าตัวอาคารสร้างเสร็จเกือบสมบูรณ์แล้ว มีบ้านพักข้าราชการ มีพื้นที่ ตม. ให้รับผิดชอบ ดีมากครับ ผมเดินทางลงไปดูหลายรอบแล้ว ติดตามเรื่องนี้ จะเห็นว่าก่อนจะเข้าสู่คำถามผมขออนุญาตเกริ่นไปถึงเรื่องที่ไปที่มา สักเล็กน้อยภายในเวลาแน่นอนครับ เนื่องจากว่าด่านศุลกากรแห่งนี้ตั้งอยู่ที่อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา จึงได้ชื่อว่า ด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ ทำไมต้องมีคำว่า แห่งใหม่ แปลว่า ปัจจุบันนี้ยังมีด่านศุลกากรสะเดาเดิมอยู่ ซึ่งอยู่ที่บ้านด่านนอก ตำบลสำนักขาม อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ปัจจุบันก็ยังเปิดทำการอยู่ ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับด่าน Bukit Kayu Hitam ของประเทศมาเลเซีย ด่านศุลกากรสะเดานี้ได้ชื่อว่าเป็นด่านที่มีการค้าที่สูงที่สุดในประเทศไทย เดิมทีเป็นพรมแดนทั่วไปเลยครับ มีอายุมาเป็นร้อยปีแล้วครับด่านนี้ สร้างเม็ดเงินมหาศาล ให้กับประเทศไทยนับ ๓๐๐,๐๐๐-๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ถือว่าสูงที่สุดในประเทศแล้วครับ ผมขออนุญาตเล่าถึง Story ที่ไปที่มาของด่านแห่งนี้สั้น ๆ ครับท่านประธาน ตัวหนังสือ อาจจะเล็กนิดหนึ่ง แต่ว่าเดี๋ยวฟังสรุปก่อนก็ได้ แผนการก่อสร้างมันมีมาตั้งแต่สมัยยุคอดีต นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ และมติ ครม. เดินหน้าโครงการนี้ในยุครัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเช่นเดียวกัน ในปี ๒๕๕๕ และผู้ลงนามก่อสร้างคือ ในสมัย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในปี ๒๕๕๙ และไทยกับมาเลเซียก็ได้พูดคุยกัน มาเลเซียก็เดินหน้าพัฒนาโครงการทางฝั่ง Bukit Kayu Hitam ของเขา ทางเราก็เดินหน้า ทางฝั่งสะเดา จังหวัดสงขลาต่อไป อนุมัติโครงการไปมิถุนายน ปี ๒๕๕๙ เสร็จสิ้นมิถุนายน ปี ๒๕๖๒ ใช้งบประมาณ ๑,๕๐๐ กว่าล้านบาท แต่ประเทศไทยกลับประสบปัญหาครับ ท่านประธาน ประสบปัญหาคืออะไรครับ มาเลเซียก็เข้าใจว่าเขาสร้างในพื้นที่ด่านเดิมของเขา ใช้ถนนเส้นเดิม ขยายเลนหน่อยหนึ่ง ขยายอาคารหน่อยหนึ่งเท่านั้นพอ แต่ประเทศไทย กลับไปสร้างในอีกที่ที่หนึ่ง ใช้ชื่อสะเดาเหมือนกัน ไปสร้างห่างจากจุดเดิมประมาณ ๕-๖ กิโลเมตร แล้วไม่พบมีทางเข้าออกครับ เหมือนเราสร้างบ้านแต่เราไม่รู้ว่าทางเข้าออก อยู่ตรงไหนครับท่านประธาน เราสร้างบ้านก่อนแล้วเดี๋ยวค่อยไปเอาทางมา ปรากฏว่าเราต้อง มาเวนคืนที่ครับ จ่ายค่าอาสินให้กับประชาชนอีกในการมาซื้อที่ดินเพิ่ม ในการก่อสร้างถนน ไปเชื่อมกับมาเลเซียอีก ๘๗๕ ล้านบาท ซึ่งปรากฏว่ามาเลเซียก็ประท้วงกลับมาว่า เขาไม่รู้เรื่องเลยว่าไทยจะไปสร้างจุดนั้นแล้วเขาไม่รู้ว่าจะสร้างทางมาเชื่อมเขาตรงไหน เขาไม่สามารถที่จะสร้างทางเชื่อมใหม่ไปหาไทยได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มากในพื้นที่ตั้งแต่ ปีที่ก่อสร้างครับ ท่านอดีตนายก อบต. สำนักขามก็ทำหนังสือไปถึง คสช. ในยุคนั้นว่า ถ้าท่าน ทำแบบนี้มาเลเซียไม่รับรู้แบบนี้มีปัญหาแน่ ทางกรรมาธิการของวุฒิสภาผมจำได้ว่า เป็นกรรมาธิการการต่างประเทศของวุฒิสภา ได้เรียกหน่วยงานมาสอบถามเรื่องนี้ กระทรวงการต่างประเทศก็ตอบว่าไม่ได้รับรู้เรื่องเลยในการก่อสร้าง จนกระทั่งสร้างเสร็จแล้ว ถึงเรียกกระทรวงการต่างประเทศไปช่วยเจรจากับทางมาเลเซียว่า เรามาหาทางเชื่อมกันเถอะ ปรากฏว่าไทยก็เลยเสนอแผนเข้าไปว่า ขอสร้างทางเชื่อมที่ ๒๓/๙ ถึง ๒๓/๑๐ พูดง่าย ๆ ว่า หมุด ๒ หมุดนี้เป็นหมุดที่อยากให้มาเลเซียสร้างมาเชื่อมกับเรา ปรากฏว่าชาวบ้านก็โวยวาย ว่าจะทำอย่างนั้นได้อย่างไรในเมื่อพื้นที่ก่อสร้างปัจจุบันนี้ไม่ได้ผ่านชุมชนด่านนอกแล้ว พูดง่าย ๆ ว่าไปเลาะตะเข็บชายแดนมาครับท่านประธาน แล้วก็ไปขอเข้ารั้วเขาอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งไม่ได้ผ่านชุมชนบ้านด่านนอก เกรงว่าจะประสบปัญหาเหมือนด่านที่ปาดังเบซาร์ ด่านขาวแดง ท่านประธานน่าจะรู้จักซบเซามากครับ ไม่มีผู้คนแล้วเหมือนแต่ก่อน ฉะนั้นชาวบ้านบ้านด่านนอกได้รับผลกระทบแน่นอนถ้ามีการก่อสร้างในลักษณะดังกล่าว เกิดขึ้น จึงเป็นคำถามต่อมา ไปสไลด์ต่อไปครับ ผมจะพาไปดูหมุดที่ว่าพื้นที่สีเหลือง ที่ Highlight ไว้ คือฝั่งไทย นั่นคือระหว่างหมุด ๒๓/๙ และ ๒๓/๑๐ พื้นที่สีฟ้านั่นคือ ด่านของมาเลเซียที่จะขอเขาทำถนนผ่านไป แต่ปรากฏว่าเขายังไม่ตอบว่าทำได้ เพราะว่า มันเป็นพื้นที่ที่ต้องไปผ่านค่ายทหารของเขา มันกระทบต่อความมั่นคงของเขา เขาไม่ยอม อันนี้คือสิ่งที่ผมได้รับข้อมูลมา ต่อไปจะเห็นว่านี่คือภาพมุมสูง เราจะเห็นว่าภาพมุมสูงนี้ จะเห็นถนนครับ สีเหลือง ๆ ที่เขา Highlight ไว้ นั่นคือไทยต้องไปเวนคืนที่ดินแล้ว สร้างงบประมาณเพิ่มอีก ๘๐๐ กว่าล้านบาท ไปทำถนนใหม่ มาเลเซียก็ขอให้เขาทำสีฟ้าเข้ามา ทั้ง ๆ ที่เขาบอกว่าเขามีถนนเดิมอยู่แล้ว แล้วเขาเพิ่งทำเสร็จ ก็ไปขอให้เขาทำเพิ่ม เขาก็บอกว่า อย่างนั้นยังไม่ตกลงกันนะครับ🔗
ต่อไปครับ ตามภาพนี้ท่านจะเห็นว่าทางเชื่อมที่ว่านี้ ไปดูครับ บ้านด่านนอก ที่เห็นด้วยกันนี้นะครับ ชุมชนบ้านด่านนอก Highlight สีชมพูอ่อน ๆ นั้น นั่นคือชุมชน ที่เติบโตมานับร้อยปีต่อเนื่องมา เป็นชุมชนที่ค้าขายทางด่านชายแดนและกิจการชายแดน มาตลอดนับร้อยปีครับท่านประธาน ท่านจะตัดถนนผ่านใหม่เป็นสีเหลือง ดูสิครับ ไม่ผ่าน ชุมชนบ้านด่านนอก แต่ไปขอให้มาเลเซียทำถนนตัดผ่านใหม่อีก เป็นภาระของทางมาเลเซียอีก นี่ก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยทำไว้ ผมก็เลยจะถามท่านรัฐมนตรีไปหลายครั้ง ผ่านทางกรรมาธิการ ท่านรัฐมนตรีตอบมานะครับ ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการนะครับ ตอบมา เป็นหนังสือผ่านกรรมาธิการ เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม ผมอ่านแล้วครับท่านรัฐมนตรี แต่ว่าผม ก็ยังมีคำถามอยู่ครับ🔗
คำถามแรกของผมนะครับท่านประธานว่า กระบวนการที่ท่านบอกว่า ท่านกำลังเจรจาอยู่นี้ แล้วเจรจากันหลายรอบ ตั้งคณะทำงานขึ้นมาหลายครั้ง ไม่รู้ว่ากี่รอบแล้ว ตั้งแต่หลายปีที่ผ่านมา ท่านบอกว่าตอนนี้ได้ข้อยุติแล้ว จะเอาตามแผนใหม่ที่ว่านี้ ผมอยากทราบว่าตกลงว่าแผนที่ว่านี้คือแผนเดิมอยู่ใช่ไหมครับ ว่าผ่านหมุดที่ ๒๓/๙ ถึงหมุดที่ ๒๓/๑๐ นี้ แล้วท่านจะเจรจากันอีกสักกี่รอบ แล้วจะได้คำตอบชัด ๆ อีกเมื่อไร และที่สำคัญคือมาเลเซีย หมายถึงว่า สรุปแล้วมาเลเซียตกลงกับเรา คุยกับเรารู้เรื่องแล้ว ใช่ไหมครับท่านประธาน นี่เป็นคำถามที่ ๑ ครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้รับมอบหมายจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้มาตอบกระทู้ของท่านปิยรัฐ ในประเด็นของด่านสะเดาที่จังหวัดสงขลานะครับ ต้องเรียนอย่างนี้ครับว่า ในขณะนี้ ความคืบหน้าในเรื่องของการเจรจา ท่านสอบถามมาประเด็นหลัก ๆ ว่าไปถึงไหนแล้ว ต้องเรียนด้วยความเคารพว่า วันที่เรามารับเป็นรัฐบาลเมื่อปีที่แล้ว มันมีปัญหาจริง ๆ นะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีน่าจะลงไปในพื้นที่ เพื่อที่จะไปดูตัวด่านเอง ในขณะนั้นดำรงตำแหน่งควบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังด้วย เมื่อประมาณช่วงปลายปีที่แล้ว มีการสั่งการ อย่างชัดเจนในหลายประเด็นนะครับ🔗
ประเด็นที่อยากจะฝากเรียนต่อท่านสมาชิกประเด็นแรกเลยนะครับ ก็คือ เรื่องของตัวด่านเอง เพราะว่าในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมามีการทำด่านชายแดนจำนวนมาก ของกรมศุลกากร แต่ละด่านต้องใช้คำว่า อลังการ นะครับ คือใหญ่โตมาก เรามาเห็นแล้ว บางครั้งมันก็เกินจากความจำเป็น ก็มีการสั่งการให้กำหนดว่า ต่อไปในกรณีที่ทาง กรมศุลกากรจะทำด่านเชื่อมชายแดนให้ดูตามขนาดและความเหมาะสม ให้ทำ Package ออกมาเป็น Size ที่เรียกว่า S M L ด่านขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ก็ว่ากันไป แต่ตัวสะเดานี้จำเป็นจะต้องมีขนาดใหญ่พอสมควร เพราะท่านก็ทราบดีว่ามีการเคลื่อนย้าย ของประชากรแล้วก็สินค้าจำนวนมหาศาล ในปี ๆ หนึ่งในตัวเลขเก่าประมาณปีละ ๕ ล้านคน ที่เอาแค่ประชากรที่เดินข้ามไปข้ามมาแล้วก็จะไปพื้นที่ที่อยู่ใกล้เคียง แต่ในช่วงปีนี้ที่ผ่านมา เพียงแค่ ๗ เดือน ตัวเลขแตะ ๔ ล้านกว่าแล้ว คือคาดว่าจะมากกว่าปีก่อนหน้าไม่ต่ำกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่เป็นประโยชน์กับการค้าขายกับตัวเลขของประเทศ ในเรื่องของทางด้านเศรษฐกิจนะครับ ในขณะนี้การเจรจาที่ได้ดำเนินการมา ผ่านมาแล้ว ๔ ครั้งครับ ครั้งแรกก่อนหน้าที่จะเป็นรัฐบาลชุดปัจจุบันนะครับ ตั้งแต่เดือนเมษายน ปี ๒๕๖๕ ก็มีการหารือกันเรื่องของ Conceptual Design ครั้งต่อมาพฤษภาคม ปี ๒๕๖๖ มีการเจรจาเกี่ยวกับการเชื่อมต่อที่หลักเขตแดน ที่ท่านเรียนเมื่อสักครู่ ผมคงไม่เอ่ยถึง ชื่อของหลักเขต ชื่อยาวนะครับ แล้วก็มีการพูดคุยกันถึงรายละเอียดต่าง ๆ แต่ครั้งต่อมาครับ เมื่อเดือนมกราคมปีนี้ ได้มีการกำหนดกรอบระยะเวลาในการดำเนินการก่อสร้างหลังจากที่ ท่านนายกรัฐมนตรีลงไปตรวจเยี่ยม แล้วก็มีการหารือกับท่านนายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย ในการไปพบปะกันในเรื่องของการแก้ไขปัญหาการเชื่อมต่อของด่านชายแดนที่สะเดา มันไม่เรียบร้อย ก็ได้ยินว่ามีการหารือที่เป็นประโยชน์นะครับ สุดท้ายก็มีการประชุมครั้งหนึ่งเมื่อเดือนมกราคม ปี ๒๕๖๗ กำหนดกรอบระยะเวลา การดำเนินการก่อสร้างโครงการ ซึ่งฝ่ายไทยเองจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างถนนส่วนที่ จะเชื่อมต่อกัน ซึ่งเป็นโครงการระยะที่ ๒ ในเดือนมิถุนายน ปี ๒๕๖๗ และจะเสร็จในเดือน กุมภาพันธ์ ปี ๒๕๖๙ นะครับ ซึ่งทางฝ่ายมาเลเซียจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในส่วนของเขา ในเดือนมิถุนายน ๒๕๖๗ และจะแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม ปี ๒๕๖๙ นะครับ เพราะฉะนั้น ๒ ฝั่งจะมาเชื่อมกันในช่วงต้นปีไตรมาสแรกของปี ๒๕๖๙ และเมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ที่ผ่านมานี้เองครับ ที่เมืองปีนัง มาเลเซีย ก็ได้มีการประชุม โดยยอมรับรายละเอียด ของทั้ง ๒ ฝ่าย ซึ่งจะเริ่มก่อสร้างจากจุดเชื่อมต่อบริเวณหลักเขตแดนไปยังด่านศุลกากร สะเดาแห่งใหม่และด่าน Bukit Kayu Hitam ซึ่งทั้ง ๒ ฝ่าย ถนนฝั่งมาเลเซียจะมีระยะทางอยู่ ๘๐๐ เมตร ได้รับการจัดสรรงบประมาณและมีผู้ดำเนินการก่อสร้างแล้ว เริ่มก่อสร้าง เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี ๒๕๖๗ ซึ่งจะเสร็จในเดือนตุลาคม ปี ๒๕๖๘ ถนนฝ่ายไทยยาวทั้งสิ้น ๘๗๕ เมตร โดยประมาณนะครับ ก่อสร้างระยะที่ ๑ เป็น ๔ ช่องจราจร ระยะทางเกือบ ๖๐๐ เมตร เสร็จเรียบร้อยแล้ว ระยะที่ ๒ เป็น ๖ ช่องจราจร ระยะทางประมาณ ๓๐๐ เมตร ใช้งบประมาณจากงบกลาง ปี ๒๕๖๗ ซึ่งทางสำนักงบประมาณได้จัดสรรให้เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งจะเริ่มดำเนินการในเดือนตุลาคม ปี ๒๕๖๗ แล้วเสร็จในเดือนมิถุนายน ปี ๒๕๖๘ ซึ่งจะสามารถเปิดใช้งานได้เมื่อการก่อสร้างถนนของฝ่ายมาเลเซียแล้วเสร็จ คือต้องเชื่อมกัน ผมเรียนด้วยความเคารพครับว่า จากที่ได้ตอบไปเมื่อสักครู่นี้นะครับ ในขณะนี้กระบวนการ ในการ Clearing พื้นที่ของการก่อสร้างเริ่มแล้วนะครับ การเจรจา ๒ ฝ่ายจบสิ้น ในพื้นที่ต่าง ๆ ที่ท่านเป็นห่วงได้จบกระบวนการเจรจานะครับ ถนนจะมีการเชื่อมต่อและแล้วเสร็จ ในระยะเวลาปี ๒๕๖๘ ที่จะถึงนี้นะครับ เราก็จะเห็นการใช้งานที่เป็นปกติของด่านสะเดา เชื่อมต่อไปยังประเทศมาเลเซียครับ ขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังครับ เชิญคุณปิยรัฐ จงเทพ ถามเป็นครั้งที่ ๒ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ผม ปิยรัฐ จงเทพ ผู้แทนราษฎรเขตพระโขนง บางนา พรรคก้าวไกลครับ ขออนุญาตขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีที่ได้ตอบคำถาม ก็ยังมีคำถามอีกสักคำถามหนึ่งครับท่านรัฐมนตรี คือเมื่อทราบว่า มีการเจรจากันลุล่วงแล้ว ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีครับ แต่ว่าก็ยังมีข้อสังเกต แล้วก็คำถาม จากพี่น้องประชาชนในพื้นที่มาอีกสักเล็กน้อยครับ ท่านจะเห็นสไลด์นะครับว่า บริเวณพื้นที่ ที่เรา Highlight ไว้นะครับ ไม่ว่าจะเป็นสีเขียวหรือสีชมพู ในภาพแรกก็จะเห็นว่ามีการเปลี่ยน ทิศทางในการเดินรถ ทราบว่ารถบรรทุกสินค้าหรือว่ารถที่จะนำผ่านสินค้าต่าง ๆ เข้ามายัง ประเทศไทยหรือออกจากประเทศไทยนี้นะครับ จะต้องผ่านด่านใหม่ แล้วก็เข้าใจว่า รถนักท่องเที่ยวและรถเล็กที่เดินทางผ่านด่านนอก คือผ่านชุมชนบ้านด่านนอก คือด่านเดิมนี้ ยังจะสามารถใช้งานได้ผ่านเส้นทางเดิมได้ อันนี้เป็นความเข้าใจที่ถูกต้องไหมครับ อันนี้ ฝากถามท่านรัฐมนตรีนะครับ แล้วก็อยากจะให้ท่านตอบขยายเพิ่มเติมอีกสักเล็กน้อยครับว่า ถ้าจะใช้การบริการการจราจรแบบนี้ การบริหารจัดการแบบนี้ จะมีการรับมืออย่างไร หรือท่านมีแผนการรับมือการจราจรอย่างไรว่า ไม่ให้เกิดปัญหาใหม่ก่อปัญหาเดิม ๑. คือเรื่อง การจราจรติดขัด ๒. คือเรื่องการสับสนของพี่น้องประชาชน และ ๓. ก็คือว่าทางมาเลเซียเข้าใจ ในทิศทางการเดินรถแบบนี้ถูกต้องใช่ไหมครับ ก็ฝากท่านประธานผ่านไปทางท่านรัฐมนตรีครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณ คุณปิยรัฐครับ ขอเชิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังครับ🔗
เรียนท่านประธานครับ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ขอบคุณท่านปิยรัฐนะครับ ท่านก็ให้ความสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องชุมชน อันนี้ตรงกันนะครับ ในประเด็นแรกเลยนะครับ เราเป็นห่วง มันมีปัญหาร้องเรียนเรื่องของการจราจร ในบริเวณนั้นมาโดยตลอดนะครับ ต้องเข้าใจว่าเป็นด่านชายแดน มี Traffic จำนวนมาก อย่างไรมันก็มีปัญหานะครับ วันนี้เราเริ่มทดสอบการวิ่งเข้าออกของสินค้า เราปล่อยสินค้า บางประเภท เช่น ไม้หรือยางแปรรูปให้เข้าออกผ่านทางด่านในเวลา ๐๙.๐๐-๑๔.๐๐ นาฬิกา ตั้งแต่วันที่ ๑ สิงหาคม วันนี้เลยครับ ถึงวันที่ ๓๐ กันยายน เราเริ่มเปิดเหมือนกับ เป็น Sandbox ทดสอบดูการ Flow ของรถ การไหลเวียนและดูการแก้ไขปัญหาเรื่องของ Traffic ต่าง ๆ อย่างที่ท่านได้นำเสนอภาพว่ายังวิ่งวนไปที่ด่านนอกใช่ไหม ถูกต้องครับ เพราะว่าอันนี้เป็นแนวความคิดของทางกระทรวงการคลังด้วย เราเป็นห่วงในเรื่องของชุมชน ด่านนอก เราไม่อยากที่จะให้ชุมชนซึ่งมีอายุมาอย่างยาวนานดั้งเดิมต้องตายไปนะครับ หากเราเปิดด่านใหม่แล้ว Operate ที่ด่านใหม่โดยทั้งหมด ชุมชนด่านนอกซึ่งเป็นแหล่งชุมชนใหญ่ และมีการค้าการขายจำนวนมากในปัจจุบัน จะไม่สามารถดำรงความเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ ได้อีกต่อไปนะครับ เราก็มีแนวความคิดว่า อย่างไรก็ตามพื้นที่ตรงจุดนี้อย่างที่ผมได้เรียน ในเบื้องต้นนะครับ การค้าขายรวมถึงการเดินทางผ่านข้ามแดนแค่ปีนี้ปีเดียวตัวเลข ๗ เดือน ๘ เดือนมาแตะอยู่ที่ ๔ ล้านคนแล้ว โดยปกติก็ ๕ ล้านกว่าทั้งปีนะครับ เพราะฉะนั้นปัจจุบันนี้ การค้า การขาย การเดินทางมันมี Volume ที่สูงกว่าเก่ามากนะครับ ในปัจจุบันนี้เอง ตัวด่านเก่าปัจจุบันที่ใช้อยู่ก็ไม่เพียงพอกับการรองรับ พี่น้องประชาชนข้ามด่านใช้เวลารอ เป็นชั่วโมงนะครับ ซึ่งตรงนี้เราก็เห็นถึงปัญหา เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะเดินหน้าทำในการต่อไป🔗
ประเด็นแรกเลยนะครับ ทางฝั่งมาเลเซียยืนยันว่าเขามีด่านเดียว แต่ทาง ฝั่งไทยเราจะรวม ๒ จุดเป็น Operation เดียวเพื่อให้เกิดประโยชน์ในเรื่องของการกระจาย ไม่ให้มันกระจุกตัวจนกระทั่งเกิด Jam เกิดความล่าช้าในการให้บริการกับพี่น้องประชาชน และการยืดพื้นที่ คือการใช้ ๒ ด่านพร้อมกันยังจะสามารถเพิ่มพื้นที่ทางเศรษฐกิจก็คือ ในบริเวณด่านใหม่ และรักษาพื้นที่ทางเศรษฐกิจคือชุมชนด่านนอกให้สามารถที่จะคงอยู่ได้ ต่อไปนะครับ อันนี้ก็เป็นแนวความคิดของทางกระทรวงการคลัง ซึ่งเรายืนยันว่าเราคำนึงถึง การเดินหน้าของโครงการลักษณะนี้ เราคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดกับพี่น้องประชาชน ในพื้นที่เป็นหลักครับ ซึ่งก็คงตรงกันกับใจของท่านปิยรัฐ ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน เช่นเดียวกันนะครับ ก็ยืนยันกับท่านเช่นนี้ครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังนะครับ สภาผู้แทนราษฎรขอต้อนรับคณะผู้นำ ศาสนา ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำเยาวชนและเจ้าหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล เนินงาม อำเภอรามัน จังหวัดยะลานะครับ ซึ่งกำลังนั่งฟังการประชุมอยู่ชั้น ๔ ของสภา ในขณะนี้นะครับ🔗
ต่อไปเป็นระเบียบวาระที่ ๑.๓ กระทู้ถามแยกเฉพาะ ซึ่งได้ดำเนินการที่ห้อง ประชุมกระทู้ถามแยกเฉพาะที่ชั้น ๑ อยู่แล้วขณะนี้นะครับ🔗
๑.๓ กระทู้ถามแยกเฉพาะ🔗
๑. เรื่อง การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น นายอิทธิพล ชลธราศิริ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวง มหาดไทย🔗
ด้วยสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยได้มีหนังสือแจ้งว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ได้มอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย ท่านชาดา ไทยเศรษฐ์ เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ แต่เนื่องจากทางท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอาการป่วย ทำให้ไม่สามารถ มาตอบกระทู้ถามได้ จึงขอเลื่อนการตอบกระทู้ถามออกไปเป็นวันพฤหัสบดีที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๗ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๗๐ วรรคสองนะครับ🔗
๒. เรื่อง การกราบบังคมทูลเพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอธิการบดีของ สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม🔗
ด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและ นวัตกรรม ท่านศุภมาส อิศรภักดี ได้มีหนังสือแจ้งว่าติดภารกิจ ทำให้ไม่สามารถมาตอบ กระทู้ถามได้ จึงขอเลื่อนการตอบกระทู้ถามออกไปเป็นวันพฤหัสบดีที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๗ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๗๐ วรรคสองนะครับ🔗
๓. เรื่อง วัคซีนไข้เลือดออก นายธัญธร ธนินวัฒนาธร เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข🔗
ด้วยสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขได้มีหนังสือแจ้งว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ท่านสมศักดิ์ เทพสุทิน มีภารกิจต้องเดินทางไปราชการ เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแผนการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ ของกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ จึงขอเลื่อนการตอบกระทู้ถาม ออกไปเป็นวันพฤหัสบดีที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๗ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๗๐ วรรคสองนะครับ🔗
๔. เรื่อง การขุดลอกคลองน้ำธรรมชาติ นายพลากร พิมพะนิตย์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย🔗
ด้วยสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยมีหนังสือแจ้งว่า รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ติดภารกิจราชการสำคัญ จึงได้มอบหมายให้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านทรงศักดิ์ ทองศรี เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ แต่เนื่องจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยติดภารกิจ ราชการสำคัญ ทำให้ไม่สามารถมาตอบกระทู้ถามได้ จึงขอเลื่อนการตอบกระทู้ถามออกไป เป็นวันพฤหัสบดีที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๖๗ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๗๐ วรรคสองนะครับ🔗
๕. เรื่อง ถนนในซอยวัชรพล ๔ ไม่ได้รับการพัฒนา นางสาวศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย🔗
ด้วยสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยมีหนังสือแจ้งว่า รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ติดภารกิจราชการสำคัญ จึงได้มอบหมายให้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านเกรียง กัลป์ตินันท์ เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ แต่เนื่องจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยติดภารกิจ ราชการสำคัญ ทำให้ไม่สามารถมาตอบกระทู้ถามได้ จึงขอเลื่อนการตอบกระทู้ถามออกไป เป็นวันพฤหัสบดีที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๗ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๗๐ วรรคสองนะครับ🔗
๖. เรื่อง ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ นายธีรัจชัย พันธุมาศ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย🔗
ด้วยสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยได้มีหนังสือแจ้งว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านชาดา ไทยเศรษฐ์ เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ แต่เนื่องจาก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอาการป่วย ทำให้ไม่สามารถมาตอบกระทู้ถามได้ จึงขอเลื่อนการตอบกระทู้ถามออกไปเป็นวันพฤหัสบดีที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๗ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๗๐ วรรคสองนะครับ🔗
เป็นข้อสังเกตนะครับว่าถ้าเกิดว่ากระทู้ถูกเลื่อนหมด คำสั่งเรียกกำลังเข้าสภาอยู่ ใช่หรือไม่ครับ ถ้าข้อบังคับของเราเรื่องคำสั่งเรียกถูกแก้ไขแล้วการที่ไม่มาตอบกระทู้ เลื่อน เลื่อน เลื่อน ก็คงจะมีมาตรการอื่นออกมานะครับ อันนี้เป็นข้อสังเกตนะครับ ถ้าเกิดเป็นอย่างนี้ตลอดไปประชาชนก็เสียผลประโยชน์ อย่างน้ำท่วมพอเลื่อนไป เลื่อนไป น้ำมันท่วมเสร็จหมดแล้ว แล้วความเดือดร้อนก็จบไปแล้ว มันทำให้ปัญหาไม่ถูกแก้ไขนะครับ🔗
เรื่องที่ ๒ อย่างเวลาถามซ้ำ เคยมีการถามพิธีฮัจญ์ที่ถามท่านชาดา ท่านชาดา ก็เคยมาตอบแล้วใช่หรือไม่ครับ อันนี้คนเดิมก็ถามอีก แล้วมันสามารถจะถามได้อีกหรือไม่ ติดตามความคืบหน้าก็ได้อยู่นะครับ อย่างนั้นสำหรับวันนี้การพิจารณากระทู้ถามแยกเฉพาะ เลื่อนหมด ก็ขอปิดการประชุมครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปเป็น ระเบียบวาระที่ ๒ นะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม🔗
ท่านสมาชิกครับ เนื่องจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่จะเข้าชี้แจงรายงานต่อสภา ตามกฎหมายในระเบียบวาระที่ ๒.๑-๒.๗ ได้มีหนังสือขออนุญาตเลื่อนการเข้าร่วมเพื่อชี้แจงนี้ ออกไปก่อนนะครับ ซึ่งได้แจ้งมาให้สภาทราบแล้วนะครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายอดิศร เพียงเกษ สส. บัญชีรายชื่อ จากพรรคเพื่อไทย กรณีที่จะเลื่อนดังที่ท่านประธาน ได้พูด ผมเป็นคนลุกขึ้นท้วงติงอยู่เป็นประจำ เรื่องรับทราบคราวนี้เลื่อนไป ๔-๕ เรื่อง ๕ หน่วยงานเลยครับ ที่นี่สภาผู้แทนราษฎรไม่ใช่สภาเลื่อน ผมอยากให้ทางสภากำชับนะครับ ไม่ใช่ทำเล่น อย่างกรณีเรื่องศาลยุติธรรมผมก็ติดใจอยากจะถามว่าเงินของคู่ความที่ฝากไว้ และดอกเบี้ยตกแก่ใคร มันมีหลายเรื่องหลายราวที่เราเตรียมการไว้ กสทช. ก็มีเรื่องผูกพัน ที่เสนอกฎหมายไปแล้ว กฎหมายหลักจะเข้ามาอย่างไร มันมีมากมายครับ ผมอยากให้ ทางสภาเราจะมีมาตรการอะไรที่มันเด็ดขาด เพราะมันอยู่ในระเบียบวาระนะครับ ท่านประธานครับ ผมเห็นใจประธาน ท่านเห็นเป็นเลื่อน ๆ แบบสภาผู้แทนง่าย ๆ กว่าจะเป็น ผู้แทนราษฎรได้แต่ละคนนี่มันไม่ต้องอธิบายครับ เพราะฉะนั้นผมจึงขออนุญาตพูดกับ ท่านประธานผ่านไปถึงองค์กรต่าง ๆ ที่ต้องยื่นเรื่องต่อสภา ได้โปรดเคารพสภาครับ ที่นี้เราให้ ความเคารพต่อท่าน วันนี้เสียใจหลายเรื่องที่ไม่ได้พูด เตรียมมา และวันต่อไปก็เลื่อน เลื่อน เลื่อนอีก กสทช. เลื่อนมาหลายครั้งครับ เพราะฉะนั้นถ้ามาผมก็จะถามว่ามีเหตุผล มีเรื่องอะไร ประธานไม่อยู่ รองประธานก็มี มันเยอะแยะครับ ก็สามารถทำได้ จึงขออนุญาต ที่จะลุกท้วงติงด้วยความเกรงใจที่สุดครับ หลายครั้งแล้วครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณ ท่านอดิศรมากครับ เรื่องนี้ทางสำนักการประชุม สภาผู้แทนราษฎร ก็ประสานกับหน่วยงาน เหล่านี้ ผมอยากเรียนว่าบางครั้งมีความจำเป็น คือผมทราบในขณะนี้นะครับ หน่วยงาน หลายหน่วยงาน ไม่ใช่ทั้งหมดนะครับ หลายหน่วยงานครับ ก็ติดพันเกี่ยวกับการชี้แจง งบประมาณต่อกรรมาธิการงบประมาณของเรา เขาก็ต้องไปรอทางโน้น รอแล้ววันนี้ไม่ได้ชี้แจง ก็ต้องรอไปเรื่อย ๆ คิวทางโน้นค่อนข้างที่จะยาว แล้วก็ถ้าเขาไม่เข้าไปทางคณะกรรมาธิการ บอกว่าต้องตัดหน่วยงานนี้ออกไปก่อน เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นบางหน่วยงาน ผมไม่ยืนยัน ทั้งหมดครับ แต่อย่างไรก็ตามเราได้พยายามประสานครับ ในสัปดาห์หน้าก็จะมีหน่วยงาน ของ ป.ป.ช. ได้แจ้งมาแล้วว่าจะเข้าชี้แจงในวันที่ ๘ สิงหาคม แล้วก็วันที่ ๑๕ และวันที่ ๒๒ ก็จะมีหน่วยงานเข้ามาชี้แจง วันที่ ๑๕ ก็เป็นกองทุนประกันสุขภาพแห่งชาติมาชี้แจงในวันที่ ๑๕ ก็คงจะมีหลายหน่วยงานมาชี้แจงตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป อันนี้ผมแจ้งให้ทราบทั้ง ๒ ฝ่าย คืออย่างไรก็ตามหน่วยงานก็ต้องรอชี้แจง แต่บางครั้งเราก็เห็นใจ เมื่อเขามารอที่นี่ บางที วาระเราต่อเนื่องกันไปเขาต้องกลับไปแล้วก็ต้องมาอีกครั้งหนึ่ง อันนี้ทั้ง ๒ ฝ่าย แต่สำคัญ ก็อย่างที่คุณอดิศรว่านะครับ สภาของเราก็จำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อบังคับและข้อกฎหมาย การมารายงานเขาก็ต้องเป็นการมารายงานตามกฎหมาย เราไม่ได้เรียกเพราะเราอยากจะเรียก อันนี้ตามกฎหมาย ไม่รายงานไม่ได้ครับ เป็นข้อกฎหมายในกฎหมายรัฐธรรมนูญและ กฎหมายนี้ด้วยครับ อันนี้ขอบคุณคุณอดิศรครับ ผมก็เป็นห่วงเรื่องนี้ ก็เลยชี้แจงให้รับทราบ ทั้ง ๒ ฝ่ายนะครับ ต่อไป🔗
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม วันนี้ไม่มีนะครับ เชิญครับ🔗
ขออนุญาตหารือท่านประธานครับ ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลครับ ในฐานะ วิปฝ่ายค้าน ต้องเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับว่า ในช่วงของการตั้งกระทู้ที่ผ่านมา เข้าใจว่าก็มีการถาม ซึ่งเป็นการถามที่มีความจำเป็นเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ และเนื่องจากว่าในการถามดังกล่าวถ้าเราเปรียบเทียบกับสภาชุดที่แล้วมันมักจะไม่ค่อย มีการประท้วงนะครับ เพราะถือว่าท่านรัฐมนตรีมาตอบ แต่ว่าในระยะหลังเราก็จะพบว่า มันมีการประท้วง ซึ่งต้องยอมรับว่าในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ การตั้งคำถามของท่านสมาชิก ก็อาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ไม่ว่าจะเป็นปัญหาข้ามพรมแดน แต่ทั้งหมดปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเกี่ยวพันกับประเทศต่าง ๆ นะครับ แต่ทั้งหมดมันก็จะเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ ของประเทศชาติทั้งสิ้น ทีนี้ถ้ามันมีการกล่าวกันหรือมีการสร้างมาตรฐานกันว่าห้ามไปถาม ห้ามไปพูดในเรื่องที่อาจจะไปพาดพิงถึงประเทศอื่น ผมคิดว่าเรื่องนี้จะทำให้เราสามารถ ปฏิบัติหน้าที่ได้ยากมากนะครับ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ ก็อยากจะเรียนท่านประธานไปถึงเพื่อนสมาชิกทุกท่านว่า การตั้งกระทู้ถามก็ดี การอภิปรายก็ดี ในเรื่องของการที่อาจจะเกี่ยวข้องกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ ของประเทศชาติ เป็นเรื่องที่สามารถทำได้นะครับ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่อยากจะให้เป็น มาตรฐานเป็นการทั่วกัน แล้วก็เข้าใจตรงกันว่าเราสามารถทำเรื่องเหล่านี้ได้ และผมเชื่อว่า ท่านสมาชิกทั้งหลายที่ตั้งกระทู้ถามหรืออภิปรายในเรื่องเหล่านี้ย่อมใช้วิจารณญาณ ของตัวเองเป็นอย่างดีแล้ว และหากมีผลเสียหายอะไรก็สามารถที่จะรับผลเสียหายนั้น ด้วยตัวเองได้ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณ ท่านรังสิมันต์ โรม ครับ ก็รับพิจารณาของคุณรังสิมันต์ โรม ครับ ก็เป็นไปตามข้อบังคับครับ การที่จะถามถึงประเทศที่สามก็ถามได้ แต่ต้องด้วยความระมัดระวังเรื่องความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศนะครับ อันนี้ต้องระมัดระวัง ไม่ได้ห้ามแต่ต้องระวัง ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้อง เอ่ยชื่อตรง ๆ ท่านสามารถจะเลี่ยงได้ เพราะว่าเป็นข้อบังคับว่าไม่ให้เอ่ยนามประเทศ หรือบุคคลที่สามโดยไม่จำเป็น พอมีการประท้วง ประธานก็มีหน้าที่ที่จะต้องช่วยดูแล ขอบคุณครับ🔗
ท่านสมาชิกครับ ก่อนที่จะเข้าพิจารณาตามระเบียบวาระต่อไป ผมจะขอหารือ เพื่อนำระเบียบวาระที่ ๗ คือเรื่องอื่น ๆ ซึ่งเป็นเรื่องสั้น ๆ เรื่องการตั้งกรรมาธิการเพิ่ม เข้ามาพิจารณาก่อนระเบียบวาระ ตามระเบียบวาระนะครับ ถ้าไม่มีสมาชิกท่านใดขัดข้อง ก็จะขอนำระเบียบวาระอื่น ๆ ระเบียบวาระที่ ๗ ขึ้นมาพิจารณาก่อนนะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๗ เรื่องอื่น ๆ🔗
เรื่อง การตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแนวทางการถ่ายโอนธุรกิจ ของกองทัพไปอยู่ในความดูแลของหน่วยงานอื่นหรือย้ายไปสถานที่อื่นที่เหมาะสม แทนตำแหน่งที่ว่างลง ๑ ตำแหน่ง เพราะลาออก (นายอาทิศักดิ์ ตั้งใจตรง)🔗
เพราะกรรมาธิการเดิม คุณอาทิศักดิ์ ตั้งใจตรง ลาออก เนื่องจากประธาน คณะกรรมาธิการ คุณจิรายุ ห่วงทรัพย์ ได้มีหนังสือแจ้งว่า คุณอาทิศักดิ์ ตั้งใจตรง พรรคภูมิใจไทย ได้พ้นจากตำแหน่งกรรมาธิการเพราะลาออก ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ (๓) จึงขอให้ที่ประชุมนี้ได้พิจารณาแต่งตั้งกรรมาธิการที่ว่างลงแทน ในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย ฉะนั้นก็ขอให้พรรคภูมิใจไทยเสนอชื่อกรรมาธิการแทนคุณอาทิศักดิ์ ตั้งใจตรง เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ผม นายนรินทร์ คลังผา พรรคภูมิใจไทย สัดส่วนของกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการถ่ายโอน ธุรกิจของกองทัพไปอยู่ในความดูแลของหน่วยงานอื่นหรือย้ายไปสถานที่อื่นที่เหมาะสม โควตาพรรคภูมิใจไทย ขอเสนอ นางสาวสุภารัตน์ ใช่วิวัฒน์ ครับ🔗
เสนอคุณสุภารัตน์ ขอผู้รับรองครับ🔗
ผู้รับรองถูกต้อง คุณสุภารัตน์ก็เป็นกรรมาธิการแทนคุณอาทิศักดิ์ ตั้งใจตรง ครับ จบระเบียบวาระเรื่องอื่น ๆ ครับ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกราบขออนุญาตนิดเดียวครับ กระผม นายชวน หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ กราบขออนุญาตท่านนิดเดียวครับ เพื่อประโยชน์ของสภา กรณีกระทู้ถาม ที่ขอให้ตอบในราชกิจจานุเบกษานั้น อยากขออนุญาตท่านประธานช่วยแจ้งเตือนรัฐบาล ช่วยกรุณาได้เร่งรัด เพราะเห็นว่าบางกระทู้นั้นได้ส่งไปประมาณครึ่งปีแล้วครับ ยังไม่ได้ตอบมา อย่างที่ผมได้ทำหนังสือกราบเรียนท่านประธานไป ขอถือโอกาสนี้กราบเรียนท่านประธานว่า ช่วยตามแล้วฝากเพื่อนสมาชิกพรรครัฐบาลด้วยครับ ช่วยตามกระทู้ถามที่ถาม ในราชกิจจานุเบกษาด้วย เพราะว่าเป็นประโยชน์เพื่อไม่ให้สิ้นเปลืองเวลาในสภานี้ และรัฐมนตรีมีเวลาในการพิจารณากระทู้แต่ละเรื่องเพื่อตอบได้โดยชัดเจน ไม่ต้องเสียเวลา ในการตอบในสภา แล้วก็มีเวลาในการพิจารณาข้อเท็จจริง ข้อมูลในการถาม กราบขออนุญาต ท่านประธานช่วยติดตามด้วยครับ🔗
ขอบพระคุณ ท่านชวน หลีกภัย มากนะครับ อันนี้เดี๋ยวสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจะได้ติดตาม ทวงถามต่อไป แล้วก็อย่างไรสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรช่วยแจ้งมาให้ผม ผมจะได้แจ้ง ให้ท่านทราบต่อไปครับ อันนี้ก็ฝากรัฐบาลด้วยนะครับ ตอบในราชกิจจานุเบกษาก็อยากให้ตอบ ในระยะเวลาอันสมควรที่ได้มีข้อมูลแล้วนะครับ เพราะว่าท่านผู้ถามและประชาชนก็กำลัง ติดตามเรื่องนี้เช่นเดียวกัน ไม่ใช่ตอบในราชกิจจานุเบกษาแล้วก็ไม่สำคัญ ตอบเมื่อไรก็ได้ครับ ผมว่าสำคัญทุกกระทู้ครับ ขอบพระคุณท่านมากครับ ต่อไปก็จะเป็นการพิจารณาตาม ระเบียบวาระครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว🔗
ท่านสมาชิกครับ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วมีทั้งหมด อยู่ ๖ เรื่อง ซึ่งอยากจะหารือเพื่อเปลี่ยนแปลงระเบียบวาระการประชุมในบางระเบียบวาระ เพื่อความพร้อมของผู้ที่จะนำเสนอรายงานต่อคณะกรรมาธิการ ซึ่งเข้าใจว่าวิปทั้ง ๒ ฝ่าย คงได้มีการประสานกันแล้วและเห็นตรงกันว่า จะขอเลื่อนระเบียบวาระที่คณะกรรมาธิการ พิจารณาเสร็จแล้ว เลื่อน ๒ ระเบียบวาระนี้ขึ้นมาพิจารณาก่อนระเบียบวาระที่เหลือนะครับ ถ้าหากที่ประชุมไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น ผมขออนุญาตขอเลื่อนระเบียบวาระ ๒ เรื่องขึ้นมา คือระเบียบวาระที่ ๔.๕ และ ๔.๖ ขึ้นมาพิจารณาก่อน ไม่มีผู้ใดขัดข้องนะครับ ก็ขอให้ เป็นไปตามนี้นะครับ🔗
๔.๕ รายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง ข้อเสนอในการส่งเสริม สถาบันพรรคการเมืองให้ยึดโยงกับประชาชน ซึ่งคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน พิจารณาเสร็จแล้วตามระเบียบวาระที่ ๔.๕🔗
ส่วนเรื่อง ๔.๖ ที่จะเลื่อนมาเป็นลำดับที่ ๒ คือรายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง ญัตติเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการแยกกัญชงออกจากกฎหมายว่าด้วยกัญชา และการควบคุมการใช้พืชกระท่อม ซึ่งคณะกรรมาธิการการสาธารณสุขพิจารณาเสร็จแล้ว ก็จะตามเป็นระเบียบวาระที่ ๒ ต่อไปนะครับ ต่อไปก็พิจารณาระเบียบวาระที่ ๔.๕ นะครับ🔗
๔.๕ รายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง ข้อเสนอในการส่งเสริมสถาบัน พรรคการเมืองให้ยึดโยงกับประชาชน ซึ่งคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชนได้พิจารณาเสร็จแล้ว ผมขอเชิญ คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่นะครับ และจะขออนุญาตให้ผู้ที่มีรายชื่อต่อไปนี้ ซึ่งเป็น อนุกรรมาธิการเข้ามาร่วมชี้แจงได้นะครับ ๑. คุณสติธร ธนานิธิโชติ ๒. คุณวรวุฒิ บุตรมาตร ๓. คุณวิจักษณ์ พฤกษ์สุริยา ซึ่งเป็นเลขานุการคณะอนุกรรมาธิการเข้ามาร่วมชี้แจงได้นะครับ ต่อไปขอเชิญประธานคณะกรรมาธิการครับ เชิญครับ🔗
เรียนประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วม ของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ ก็ขออนุญาตใช้เวลาในสภาแห่งนี้ เพื่ออภิปรายนำเสนอรายงานผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน เรื่อง ข้อเสนอในการส่งเสริมสถาบัน พรรคการเมืองให้ยึดโยงกับประชาชน โดยผมจะขออนุญาตอภิปรายหลักการในภาพรวม ก่อนจะส่งมอบให้กับทางประธานคณะอนุกรรมาธิการ แล้วก็อนุกรรมาธิการอีก ๒ ท่าน มานำเสนอในรายละเอียดเป็นประการถัดไป🔗
ท่านประธานครับ พรรคการเมืองนั้นเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของระบอบ ประชาธิปไตยที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน นโยบายของรัฐบาล จะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนในวงกว้างหรือเป็นไปเพื่อประโยชน์ของคนไม่กี่คน กฎหมายที่ถูกเสนอในสภาแห่งนี้จะแก้ปัญหาหรือสร้างปัญหา บุคคลที่เราส่งไปเป็น นายกรัฐมนตรีหรือว่ามาเป็นสมาชิกในสภาแห่งนี้จะมีความเหมาะสมหรือไม่ ล้วนมีต้นตอ มาจากการตัดสินใจและการดำเนินงานของพรรคการเมือง หากจะเปรียบเป็นภาพครับ ท่านประธาน พรรคการเมืองนั้นก็เปรียบเสมือนกับผู้เล่นในตลาดการเมืองที่มีประชาชน เป็นผู้บริโภคที่เลือกซื้อสินค้า หรือว่าแนวนโยบายจากพรรคต่าง ๆ ผ่านการลงคะแนนเสียง ในการเลือกตั้ง ดังนั้นครับท่านประธาน หากเราอยากให้ตลาดการเมืองดังกล่าว เป็นตลาด ที่มีประสิทธิภาพ เป็นตลาดที่ผลิตสินค้าและบริการที่มีคุณภาพให้กับผู้บริโภคหรือประชาชน เศรษฐศาสตร์ ๑๐๑ ก็สอนเราครับ ว่าตลาดดังกล่าวนั้นก็ต้องเป็นตลาดที่ไม่ผูกขาด แต่มีการแข่งขันกันสูงระหว่างผู้เล่นที่หลากหลายที่มีความยึดโยงและมีความเข้าใจ ในความต้องการของผู้บริโภค ตลาดดังกล่าวครับ ก็ต้องเป็นตลาดที่ผู้ชนะนั้นชนะกัน ด้วย Know how ไม่ใช่ Know who ชนะด้วยนวัตกรรมที่ดี ไม่ได้ชนะเพราะว่ารู้จักผู้มีอิทธิพล ในระบอบอุปถัมภ์ แล้วก็ต้องเป็นตลาดที่ผู้เล่นจะล้มหายตายจากไปต่อเมื่อสินค้านั้น ขายไม่ออก ไม่ใช่เพราะว่าถูกกีดกันจากตลาด โดยการฮั้วกันระหว่างคู่แข่งกับหน่วยงาน กำกับดูแลหรือว่า Regulator ด้วยเป้าหมายดังกล่าวครับท่านประธาน ทางคณะกรรมาธิการ การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน เมื่อเดือน กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จึงมีมติในการตั้งคณะอนุกรรมาธิการขึ้นมาเพื่อศึกษาและจัดทำข้อเสนอ ในการส่งเสริมสถาบันพรรคการเมืองให้มีความยึดโยงกับประชาชน ซึ่งก็แปรสภาพมาเป็น รายงานฉบับดังกล่าวที่รวบรวมทั้งข้อเสนอเชิงนโยบาย รวมไปถึงร่างแก้ไขพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองที่แนบท้ายอยู่ในรายงานฉบับนี้ ท่านประธานครับ ข้อเสนอที่ทางคณะอนุกรรมาธิการได้จัดทำขึ้นมานั้นอยู่ภายใต้กรอบของการพยายามจะทำให้ พรรคการเมืองนั้นเกิดง่าย อยู่ได้ ตายยาก🔗
มาเริ่มกันที่ส่วนที่ ๑ ครับท่านประธาน คือการเกิดง่าย ท่านประธานครับ หากระบบการเมืองของเรามันมีประสิทธิภาพ สิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นคือการที่ประชาชนคนหนึ่ง เดินเข้าคูหาเลือกตั้งและเกิดความรู้สึกว่าไม่มีพรรคการเมืองไหนที่มีอุดมการณ์ หรือแนวทาง ที่ตรงใจกับอุดมการณ์และแนวทางของตนเอง รายงานนี้จึงมีข้อเสนออยู่หลายประการ เพื่อพยายามจะส่งเสริมให้ประชาชนที่มีอุดมการณ์ตรงกัน ซึ่งอาจจะเป็นอุดมการณ์ ที่ยังไม่ตรงกับพรรคอื่น ๆ ที่มีอยู่ในตลาด ณ ปัจจุบัน สามารถจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา ได้ง่ายขึ้น ขออนุญาตยก ๓ ตัวอย่างครับ🔗
ตัวอย่างที่ ๑ ครับ ทางรายงานมีการเสนอให้เราลดอุปสรรคแล้วก็เงื่อนไข ที่กีดกันการจัดตั้งพรรคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขเรื่องของจำนวนผู้ร่วมจัดตั้ง ซึ่งตอนนี้อยู่ที่ ๕๐๐ คน ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขเรื่องทุนประเดิม ซึ่งตอนนี้อยู่ที่ ๑ ล้านบาท หรือไม่ว่าจะเป็น เงื่อนไขเกี่ยวกับเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ที่เรามองว่ามีมากเกินจำเป็นและยังไม่สามารถจัดทำ ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ทั้งหมด🔗
ตัวอย่างที่ ๒ ครับท่านประธาน คือเรามีการเสนอให้เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองนั้น มีความหลากหลายได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองที่อาจจะขับเคลื่อนเชิงประเด็น อย่างเช่น พรรคที่ขับเคลื่อนเรื่องของสิ่งแวดล้อมที่เราเห็นกันในหลายประเทศทั่วโลก หรือแม้กระทั่งพรรคที่อาจจะขับเคลื่อนเชิงภูมิภาคหรือเชิงพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันนั้นเกิดขึ้น ได้ยากมากนะครับ เพราะว่าข้อจำกัดของกฎหมายปัจจุบันกำหนดไว้ว่าทุกพรรคนั้นจะต้องมี สาขาในทุกภาคทั่วประเทศภายใน ๑ ปี หรือ🔗
ตัวอย่างที่ ๓ ครับท่านประธาน ในหมวดของการทำให้พรรคการเมืองนั้น เกิดได้ง่าย นั่นก็คือเราเสนอให้มีการสนับสนุนพรรคการเมืองให้สามารถขยายฐานสมาชิก ได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น โดยการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่อยากจะสนับสนุน พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งนั้น สามารถสมัครเป็นสมาชิกได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การปรับเรื่องคุณสมบัติสมาชิกพรรคให้เปิดกว้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลดเอกสารที่ต้องใช้ ในการสมัครสมาชิกพรรค หรือไม่ว่าจะเป็นการหยุดการบังคับพรรคการเมืองว่าจะต้องคิด ค่าสมาชิกทั้งหมดกี่บาท🔗
มาสู่ส่วนที่ ๒ ครับท่านประธาน นั่นคือการทำให้พรรคการเมืองนั้นสามารถ อยู่ได้ ปฏิเสธไม่ได้ครับว่าการจะทำพรรคการเมืองนั้นจำเป็นที่ต้องมีค่าใช้จ่าย แต่คำถาม ที่เป็นคำถามที่สำคัญในเรื่องนี้ครับ มันไม่ใช่คำถามที่ว่าพรรคการเมืองนั้นดำรงอยู่ได้ ทางการเงินหรือไม่ แต่คำถามที่สำคัญครับ คือคำถามที่ว่าพรรคการเมืองนั้นดำรงอยู่ได้ ทางการเงินเพราะอะไร หรือเพราะใคร เพราะหากเรามีระบบการเมือง ที่บีบให้พรรคการเมืองนั้น จะดำรงอยู่ได้ต่อเมื่อได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มทุนไม่กี่ราย หรือการสนับสนุนจากผู้มีอิทธิพล ที่ลงทุนเพื่อจะถอนทุน เราก็จะมีแต่พรรคการเมืองที่อาจจะไม่กล้าออกนโยบายที่เป็น ประโยชน์กับประชาชน หากไปขัดกับประโยชน์ของกลุ่มทุนดังกล่าว และเราก็อาจจะไม่มี พรรคการเมืองที่ไม่รู้เห็นเป็นใจหรือหลับตาข้างเดียวต่อการทุจริตคอร์รัปชัน🔗
รายงานนี้ครับท่านประธานจะมีข้อเสนออยู่หลายประการที่พยายามจะทำให้ พรรคการเมืองนั้นสามารถดำรงอยู่ได้จากการสนับสนุนของประชาชนในวงกว้าง ขออนุญาต ยกตัวอย่างขึ้นมา ๔ ตัวอย่าง🔗
ข้อเสนอตัวอย่างที่ ๑ ครับท่านประธาน คือเราเสนอให้มีการปรับกติกา ให้พรรคการเมืองนั้นสามารถระดมทุนจากพี่น้องประชาชนและผู้บริจาครายย่อยได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดคือการปลดล็อกให้พรรคการเมืองนั้นสามารถระดมทุนผ่านการขาย สินค้าออนไลน์ได้🔗
ข้อเสนอตัวอย่างที่ ๒ ครับท่านประธาน คือเราเสนอให้มีการปรับกติกา ให้พรรคการเมืองนั้น ในทางกลับกันคือระดมทุนจากกลุ่มทุนใหญ่หรือผู้บริจาครายใหญ่ ที่อาจจะมีผลประโยชน์ทับซ้อนได้ยากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันเงินบริจาคที่ไม่ชอบ ด้วยกฎหมาย หรือการป้องกันการครอบงำพรรคการเมืองโดยทุนใหญ่ที่อาจจะใช้วิธี ในการกระจายเงินบริจาคไปตามบริษัทย่อย ๆ ต่าง ๆ ในเครือของตนเอง🔗
ข้อเสนอตัวอย่างที่ ๓ ครับท่านประธาน คือเราเสนอให้มีการลดเงื่อนไข ที่ไปเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านธุรการโดยไม่จำเป็นกับพรรคการเมือง อย่างเช่น เงื่อนไขที่ไปกำหนด ว่าการประชุมใหญ่ของพรรคนั้นจะกระทำออนไลน์ไม่ได้ หรือว่าเงื่อนไขที่บอกว่าการแจ้ง กกต. ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแก้ข้อบังคับก็ดี การเปลี่ยนที่ตั้งสาขาพรรคก็ดี จะกระทำ ผ่านช่องทางออนไลน์ไม่ได้🔗
ส่วนข้อเสนอตัวอย่างที่ ๔ ครับท่านประธาน คือเรามีการเสนอให้ลดเงื่อนไข ที่ไปจำกัดความคล่องตัวในการใช้จ่าย โดยการไปกำหนดว่าพรรคการเมืองนั้นจะนำรายได้ จากส่วนไหนไปใช้กับกิจกรรมอะไรได้บ้าง หรือว่าห้ามไม่ให้ไปใช้กับกิจกรรมอะไร ในส่วนของเงินอุดหนุนครับ ที่ประชาชนอุดหนุนให้พรรคการเมืองผ่านระบบภาษีในทุกปี ทางอนุกรรมาธิการเสนอให้เรามีการส่งเงินอุดหนุนดังกล่าวไปที่พรรคการเมืองโดยตรง เสมือนกับเงินบริจาค แทนที่จะต้องส่งไปผ่านกองทุนเพื่อพัฒนาพรรคการเมืองของ กกต. ที่ไปกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมว่าพรรคจะใช้จ่ายกับอะไรได้บ้างจากรายได้ก้อนนี้ ในส่วนของ เงินอุดหนุนที่กองทุนของ กกต. นั้นสมทบให้กับพรรคการเมืองเพิ่มเติม อันนี้เราเข้าใจครับ ให้มีการผ่อนปรนเงื่อนไขดังกล่าว ที่เรามองว่าปัจจุบันนั้นอาจจะสร้างข้อจำกัดมากจนเกินไป ทำให้พรรคการเมืองนั้นไม่สามารถนำรายได้จากก้อนนี้ไปใช้สำหรับหลายกิจกรรม ทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการรณรงค์หาเสียงในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นหรือการสำรวจ ความเห็นของพี่น้องประชาชน เป็นต้น ว่าอาจจะเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ว่า กกต. นั้นอาจจะมี การกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม แต่เราก็เสนอครับ🔗
ในส่วนที่ ๓ ส่วนสุดท้ายครับท่านประธาน คือข้อเสนอในการทำให้ พรรคการเมืองนั้นตายยาก ท่านประธานครับ ตลอด ๑๗ ปีที่ผ่านมาเราเห็นพรรคการเมือง ที่มีตัวแทนในสภาผู้แทนราษฎรนั้นต้องถูกยุบไปรวมกันถึงอย่างน้อย ๕ พรรคการเมือง ซึ่งล้วนไม่ได้ถูกยุบโดยปากกาของประชาชนที่หยุดให้การสนับสนุนในคูหาเลือกตั้ง แต่ถูกยุบ โดยปากกาของศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยว่าพรรคการเมืองดังกล่าวนั้นได้กระทำผิดกฎหมาย ผมไม่ปฏิเสธนะครับว่าหากมีการกระทำผิดจริงที่ถูกพิสูจน์โดยองค์กรที่ปฏิบัติหน้าที่ อย่างเป็นกลาง ก็สมควรที่อาจจะต้องมีบทลงโทษ แต่บทลงโทษดังกล่าวครับท่านประธาน ก็ควรจะต้องบังคับใช้กับผู้กระทำผิดอย่างจำกัดวงและได้สัดส่วนกับฐานความผิด ดังนั้น รายงานนี้จึงมีข้อเสนออยู่หลายประการเพื่อจะทำให้โทษต่าง ๆ สำหรับพรรคการเมืองนั้น มีความเหมาะสม สมดุลและได้สัดส่วนมากขึ้น ผมขอยกตัวอย่าง ๓ ประการด้วยกัน🔗
ประการที่ ๑ ครับท่านประธาน คือเราเสนอให้มีการปรับมาตรการหลายด้าน ที่ความจริงแล้วมีเจตนาที่ดีในการส่งเสริมการเติบโตของพรรคการเมือง หรือความเป็น ประชาธิปไตยภายในของพรรคการเมือง อย่างเช่น ข้อกำหนดว่าพรรคนั้นจะต้องมีสมาชิกกี่คน หรือสาขาพรรคกี่สาขาภายในกี่ปี หรือแม้กระทั่งข้อกำหนดเกี่ยวกับการทำ Primary หรือการเปิดให้สมาชิกนั้นมีส่วนร่วมในการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง เราเสนอให้ปรับ มาตรการดังกล่าวจากปัจจุบันที่มีสภาพบังคับทางกฎหมาย จนทำให้พรรคนั้นจะต้อง สิ้นสภาพหากไม่ทำตาม เปลี่ยนมาเป็นมาตรการที่ไม่ได้มีสภาพบังคับทางกฎหมาย แต่ถูกส่งเสริมผ่านแรงจูงใจทางการเงิน ว่าหากพรรคไหนยิ่งทำเยอะ ยิ่งมีสาขาได้เยอะ ก็อาจจะได้รับเงินอุดหนุนจากกองทุนของ กกต. เยอะขึ้นตามมา🔗
ข้อเสนอที่ ๒ ครับท่านประธาน คือเราเสนอให้มีการทบทวนเงื่อนไขเกี่ยวกับ การยุบพรรคการเมือง เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสากล เพื่อให้สอดรับกับหลักการ ว่าพรรคนั้นใหญ่กว่าคน และให้เป็นมาตรการสุดท้ายสำหรับเฉพาะกรณีร้ายแรงเท่านั้น ไม่ได้เป็นมาตรการที่ใช้ในการกลั่นแกล้งกันทางการเมือง ยกตัวอย่างให้เห็นชัดครับ หากมี การทุจริตหรือว่าการกระทำผิดที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการพรรค ทางเราเสนอให้เปลี่ยน จากการลงโทษด้วยการยุบพรรค มาเป็นการลงโทษคณะกรรมการบริหารรายบุคคล หรือว่า รายคณะ หรือหากมีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับเรื่องการล้มล้างการปกครองครับ เราเสนอให้มี การพิจารณาเรื่องการยุบพรรคเฉพาะในกรณีที่พรรคการเมืองนั้นกระทำการล้มล้าง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่มีคำพิพากษา ถึงที่สุดว่าเป็นการกระทำผิดทางอาญาเกี่ยวกับการล้มล้างการปกครอง🔗
ส่วนข้อเสนอที่ ๓ ครับท่านประธาน คือเราเสนอให้มีการยกเลิกการมีอยู่ ของบทลงโทษเรื่องการเพิกถอนสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ซึ่งเรามองว่าควรเป็นสิทธิ ขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคนในระบอบประชาธิปไตย🔗
ทั้งหมดนี้ครับท่านประธาน โดยสังเขปเป็นภาพรวมของข้อเสนอที่อยู่ในรายงาน ของคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ฉบับดังกล่าว ผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งครับว่าแม้พรรคการเมืองต่าง ๆ นั้นย่อมมีชุดความคิด อุดมการณ์ นโยบายที่แตกต่างกันออกไปเกี่ยวกับการบริหารประเทศ แต่สิ่งหนึ่งที่จะอยู่ เหนือความแตกต่างนั้น คือจุดยืน หลักการ และความมุ่งมั่นที่เรามีร่วมกันในการพยายาม จะทำให้พรรคการเมืองทุกพรรคนั้นมีความยึดโยงกับประชาชน และถูกกำกับโดยกติกาที่เสรี เป็นธรรม ทันสมัยและสากล ที่ผ่านมาเราพยายามอย่างยิ่งในการทำให้ข้อเสนอในรายงาน ฉบับนี้ไม่ได้เป็นข้อเสนอของพรรคใดพรรคหนึ่ง เราจัดทำข้อเสนอผ่านกลไกของกรรมาธิการ ที่มีตัวแทนของหลายพรรค เรามีเวทีรับฟังความเห็นจากตัวแทนแทบจะทุกพรรคการเมือง ตลอดกระบวนการในการจัดทำข้อเสนอ และหลังจากเราได้รับฟังคำอภิปราย แล้วก็ ข้อเสนอแนะของเพื่อนสมาชิกในสภาวันนี้ ผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งครับ ว่าทุกพรรคนั้น จะมาร่วมกันลงชื่อเสนอร่างแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ฉบับกลางฉบับหนึ่ง โดยอาจจะมีบางพรรคที่เสนอร่างแก้ไข พ.ร.ป. พรรคการเมืองของตัวเอง เข้ามาประกบ เพื่อร่วมกันผลักดันข้อเสนอในรายงานดังกล่าวนี้ให้เกิดขึ้นจริงภายในสภาชุดนี้🔗
ท่านประธานครับ ผมอยากจะทิ้งท้ายแบบนี้ครับ ผมไม่รู้ว่าโชคชะตากำลัง เล่นตลกกับเราหรือไม่ ที่ทำให้รายงานฉบับนี้ที่มีข้อเสนอเกี่ยวกับการแก้ไข พ.ร.ป. พรรคการเมือง แล้วก็เกี่ยวกับเงื่อนไขของการยุบพรรค เข้าสู่การพิจารณาในสภาแห่งนี้ ไม่ถึง ๑ สัปดาห์ครับ ก่อนที่พรรคต้นสังกัดของผมนั้นจะถูกตัดสินในคดียุบพรรค ซึ่งแน่นอน เป็นการอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ป. พรรคการเมืองฉบับปัจจุบัน ผมเลยหวังครับท่านประธาน ว่าการที่ข้อเสนอในวันนี้ไม่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอะไรในเชิงกฎหมายได้ทัน คำวินิจฉัยเกี่ยวกับพรรคก้าวไกลในวันที่ ๗ สิงหาคมนี้ ก็จะทำให้ทุกท่านสบายใจ แล้วก็ ไว้วางใจ ว่าข้อเสนอในรายงานฉบับนี้ไม่ได้ถูกเสนอเพื่อผลประโยชน์ของพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่ถูกเสนอเพื่อพยายามจะยืนยันหลักการที่เราคิดว่าถูกต้องและเพื่อยกระดับสุขภาพ ของประชาธิปไตยในประเทศไทย ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณคุณพริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานคณะกรรมาธิการครับ ตอนนี้ก็จะเป็นการอภิปรายของท่านสมาชิกนะครับ ขณะนี้มีผู้ลงชื่อเพื่อจะขออภิปรายแล้วทั้งหมด ๑๗ ท่าน จากพรรคร่วมฝ่ายค้าน ๑๓ ท่าน พรรคร่วมรัฐบาล ๓ ท่าน ผมจะเปิดให้มาลงชื่อสำหรับผู้ที่ยังต้องการอภิปรายได้อีก ๒๐ นาที เวลา ๑๔.๒๐ นาฬิกา ก็จะปิดการลงชื่อ เพราะฉะนั้นผู้ที่ต้องการจะอภิปรายอีกก็มาลงชื่อ ที่หน้าบัลลังก์ประธานได้นะครับ การเรียกก็เพื่อให้เกิดความสมดุลนะครับ ก็จะเรียกจาก พรรคร่วมฝ่ายค้านสัก ๒ ท่าน แล้วพรรคร่วมรัฐบาล ๑ ท่าน เดี๋ยวจะดูรายชื่อไปตามลำดับไป ตอนนี้ขอเชิญกรรมาธิการก่อนครับ🔗
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพนะครับ ผม นายณัฐพงษ์ สุมโนธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรสาคร ในฐานะอนุกรรมาธิการครับ ผมไม่ใช่ประธานคณะอนุกรรมาธิการนะครับ เป็นรองประธานและเดี๋ยวทางท่านประธานคณะอนุกรรมาธิการและทางท่านเลขานุการ จะมาชี้แจงในรายละเอียดเพิ่มเติมนะครับ แต่เมื่อสักครู่ที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการ การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ได้นำเรียน ต่อเพื่อน ๆ สมาชิก ต่อที่ประชุมสภาแห่งนี้ไปนะครับว่า ทำไมภาพฝันที่เราอยากจะเห็น ที่จะทำให้เสถียรภาพของประชาธิปไตย ความเข้มแข็งของพรรคการเมืองจะเกิดขึ้น เราเห็น ในการเสนอแก้ไขอะไรนะครับ อันนั้นก็เป็นภาพที่อยากเห็นแล้วก็เป็นเรื่องของการที่มีผลว่า เราอยากเห็นอะไรนะครับ แต่แน่นอนว่ามีผลก็ย่อมมีเหตุนะครับ ผมอาจจะใช้เวลา ในที่ประชุมแห่งนี้ไม่นานในการบอกเหตุผลความจำเป็นนะครับ ว่าทำไมเราถึงได้ไปศึกษา เรื่องนี้ แล้วก็คิดว่าอาจจะต้องมีการเสนอแก้ไขกฎหมายเรื่องนี้ด้วยนะครับ จริง ๆ ต้องยอมรับ ว่าพอเราไปศึกษาดู เพื่อนสมาชิกทุกท่านครับ กฎหมายที่เกิดขึ้นเป็นกฎหมายที่ไม่ค่อยเอื้อ ให้พรรคการเมืองเข้มแข็งแล้วก็ทำให้การรวมกลุ่มต่าง ๆ ทำได้ยากมากนะครับ แล้วก็มีปัญหาเรื่องทางธุรการมากมายนะครับ สิ่งเหล่านี้เป็นภาระที่ทำให้พรรคการเมืองยาก ที่จะลงหลักปักฐานเป็นสถาบันทางการเมืองหรือแม้กระทั่งในการทำให้พรรคการเมืองอยู่ได้ แล้วก็บริหารจัดการได้ไม่ง่ายเลยนะครับ ก็ต้องยอมรับว่าเราหมดเวลาไปกับการทำธุรการ พรรคการเมืองทำธุรการเยอะมากนะครับ แล้วก็เงินกองทุนส่งเสริมพัฒนาการเมืองที่เกิดขึ้น งบประมาณที่ประชาชนบริจาคภาษีให้กับพรรคการเมืองก็มีเงื่อนไขต่าง ๆ มากมาย ล่าสุดที่ผมทราบมานะครับ บางพรรคการเมืองไปทำปฏิทินก็ยังจะต้องมาตามชี้แจง กับทางกรรมการเลือกตั้งนะครับว่ามันจะต้องเกิดอะไรขึ้นบ้างนะครับ สิ่งเหล่านี้ ก็เป็นอุปสรรค ความยืดหยุ่นที่เราเห็นก็มีน้อยมากนะครับ ก็ต้องบอกว่ามันก็ทำให้เรา เสียทรัพยากร เสียสมองไปกับเรื่องเหล่านี้ค่อนข้างมากนะครับ🔗
อีกเรื่องหนึ่งนะครับ จริง ๆ กฎหมายแบบนี้ต้องยอมรับว่าเป็นกฎหมายที่เป็น เหมือนตำรวจไล่จับผู้ร้ายครับ ก็คือทางผู้คุมกฎก็สามารถไปดูได้นะครับว่า รายละเอียด เรามีผิดอะไรบ้าง ผิดเล็กผิดน้อยมันก็มีอยู่บ้างนะครับ และแม้แต่การไปเสียเวลากับการทำ ธุรการต่าง ๆ นะครับ ก็ทำให้สิ่งเหล่านี้มันส่งผลต่อภูมิทัศน์ทางการเมือง ที่ทำให้ต่อไป มันก็ส่งผลให้พรรคการเมืองก็จะต้องไปนั่งดูรายละเอียดว่าทำเรื่องนี้ได้ ทำเรื่องนี้ไม่ได้นะครับ ก็เป็นผลที่ทำให้หลาย ๆ เรื่องกลายเป็นว่าเราก็ต้องกังวลไปหมดนะครับ ทำให้พรรคการเมือง ก็ต้องกลัวว่าทำเรื่องนี้ได้ ทำเรื่องนี้ไม่ได้ บ่อยครั้งนะครับ มีชนักปักหลังในการเสนอ ผิดรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือผิดอะไรต่าง ๆ ทำให้เกิดการว่าพรรคการเมืองก็ไม่กล้า ที่จะหือ ไม่กล้าที่จะอือนะครับ ต้องทำตามกับสิ่งที่ไม่กล้าแหลม ไม่กล้าก๋ากั่น ผมว่าสิ่งเหล่านี้ ก็ส่งผลต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองที่มีปัญหานะครับ และอย่างที่บอกตอนแรกนะครับ ว่าเหมือนตำรวจไล่จับผู้ร้าย ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้มันเป็นการที่กฎหมายมองนักการเมือง มองพรรคการเมืองที่ไม่ค่อยดีเท่าไร ก็ส่งผลออกมาเป็นกฎหมายที่เกิดขึ้นนะครับ เราเห็นว่า นี่ก็จะเป็นอุปสรรคในการส่งเสริมให้พรรคการเมืองยึดโยงกับประชาชนหรือพรรคการเมือง เข้มแข็งนะครับ แล้วก็ต้องยอมรับว่าในท้ายที่สุดปัจจุบันนี้มันเลยทำให้พรรคการเมืองตั้งยาก อยู่ยาก แล้วก็ยุบง่าย🔗
สุดท้ายอย่างที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสาร มวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชนบอกไปนะครับว่า พรรคการเมืองเป็นข้อต่อ ระหว่างประชาชนและอำนาจรัฐ ถ้าเกิดว่าเราทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็งไม่ได้ มันก็ยาก ที่ประชาธิปไตยของประเทศจะลงหลักปักฐานได้ แล้วก็ทำให้เสถียรภาพในทางการเมือง ก็ไม่เป็นผลดีด้วย หลายครั้งการยุบพรรคการเมืองก็เป็นเรื่องเอกสาร หรือแม้กระทั่ง การกลั่นแกล้งกันทางการเมืองนะครับ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็จะไม่เป็นผลดีต่อภาพการเมือง ของทั้งประเทศนะครับ จริง ๆ ก็อยากจะเชิญชวนทุกท่าน เพื่อน ๆ สมาชิก ชวนกันรับรอง รายงานการประชุมฉบับนี้ และมากไปกว่านั้นนะครับ ชวนมาเปลี่ยนภูมิทัศน์การเมือง ไปด้วยกันนะครับ ก็อย่างที่มีการเชิญชวนไปก่อนหน้านี้ เราก็สามารถที่จะเสนอกฎหมาย ตามข้อเสนอของอันนี้ก็ได้ หรือว่าพรรคการเมืองแต่ละพรรคก็สามารถยื่นประกบได้ เพื่อที่ทำให้การแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับพรรคการเมืองที่ยึดโยงกับประชาชน แล้วก็เป็นการสร้างเสถียรภาพทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง แล้วก็นำไปสู่เสถียรภาพ ให้ประชาธิปไตยลงหลักปักฐานในประเทศของเรา อย่างไรก็ฝากเพื่อนสมาชิกด้วยนะครับ ผมขออนุญาตนำเรียนเท่านี้ และเดี๋ยวจะมีทางท่านประธานอนุกรรมาธิการ แล้วก็ ทางเลขานุการจะมาชี้แจงเพิ่มเติมถึงข้อเสนอและลงลึกในรายละเอียดต่าง ๆ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายวิจักษณ์ พฤกษ์สุริยา เลขานุการคณะอนุกรรมาธิการครับ ผมขอสไลด์ ด้วยนะครับ🔗
วันนี้ก่อนที่ท่านประธาน คณะอนุกรรมาธิการจะชี้แจงถึงการแก้ในเชิงรายละเอียดนะครับ ผมขอที่จะพูดถึงประเด็น ของการศึกษากฎหมายฉบับนี้นะครับ อนุกรรมาธิการก็มีการศึกษาทั้งสิ้น ๑๕๐ วัน มีการประชุมทั้งสิ้น ๙ ครั้ง เมื่อเริ่มการประชุมเราก็ได้พูดคุยถึงปัญหาต่าง ๆ แล้วก็ออกแบบ แบบสอบถามออกมาทั้งหมด ๔๓ ข้อ แล้วก็ส่งให้กับพรรคการเมือง ได้รับการตอบกลับทั้งสิ้น ๖ พรรค แล้วก็หลังจากนั้นก็ได้มีการมาประชุมเพิ่มเกี่ยวกับแบบสอบถามฉบับนี้ รวมทั้งสิ้น ๑๐ พรรคการเมือง ก็ได้พูดคุยกันนะครับ นอกจากนั้นยังเชิญนักวิชาการและตัวแทน จากมูลนิธิต่างประเทศ ก็มาตอบแบบสอบถามกัน หลังจากนั้นเราก็ยังมีในการเดินทางไปพบ กับพรรคการเมืองเพื่อขอความเห็นเพิ่มเติม ก็มีทั้งสิ้นด้วยกัน ๓ พรรคที่สะดวก ที่พบกัน ก็คือพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ แล้วก็พรรคชาติไทยพัฒนา นอกจากนั้นเมื่อเราไปพบ กับพรรคการเมืองเรียบร้อยแล้ว เราก็ได้พูดคุยกันในกรรมาธิการแล้วก็ร่างออกมาเป็น พระราชบัญญัติ การแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ฉบับหนึ่งขึ้นมาแล้วก็นำเสนอในงานสัมมนา เพื่อให้พรรคการเมืองหรือนักวิชาการได้พูดคุย แล้วก็ได้ Comment ถึงร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ที่เราร่างขึ้นมาใหม่ มีทั้งสิ้นด้วยกัน ๑๒ พรรคที่เข้าร่วม แล้วก็มี ๓ มูลนิธิต่างประเทศ หลังจากนั้นเมื่อเราได้รับฟังความเห็นแล้ว เราก็นำมาปรับแก้ไขเป็นพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญที่แนบอยู่ในเล่มรายงานนี้ โดยกฎหมายมีทั้งหมด ๑๓๘ มาตรา เราก็มีการเสนอ แก้ไข ๗๒ มาตรา และเสนอยกเลิกถึง ๑๖ มาตรา รวมทั้งสิ้น ๘๘ มาตรา โดยแบ่ง กรอบแนวคิดหลักอย่างที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการพูดไว้นะครับว่า เรามี ๓ กรอบ แนวคิดหลัก ๑. คือเกิดง่าย ๒. คือดำรงอยู่ได้ และ ๓. คือสิ้นสุดยาก โดยเดี๋ยวจะมี ท่านประธานอนุกรรมาธิการจะมาเสนอรายข้อว่าแก้ไขอะไรที่เป็นข้อหลัก ๆ บ้าง โดยจะแบ่ง ก็คือแนวทางการแก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองให้เกิดง่าย แนวทางการแก้ไขกฎหมาย พรรคการเมืองให้ดำรงอยู่ได้ และสุดท้ายแนวทางการแก้ไขกฎหมายพรรคการเมือง ให้สิ้นสุดยากนะครับ เดี๋ยวเชิญท่านประธานอนุกรรมาธิการได้เลยครับ🔗
เชิญครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธาน เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พงศธร ศรเพชรนรินทร์ ประธานอนุกรรมาธิการนะครับ ผมขออนุญาตขยายความในเนื้อหาสักเล็กน้อยจากที่ท่านประธานได้กล่าวไปว่า เรามีแนวคิด ในการแก้ไขร่าง พ.ร.ป. พรรคการเมืองเพื่อให้เกิดง่าย ดำรงอยู่ได้และสิ้นสุดยาก มีอะไร ที่เป็นสาระสำคัญบ้างนะครับ🔗
เรื่องแรกครับ แนวทางแก้ไข กฎหมายให้พรรคการเมืองเกิดง่าย หมวดที่ ๑ เราแก้ทั้งหมด ๑๗ มาตรา สาระสำคัญ มีตรงนี้ครับว่า การที่พรรคการเมืองจะเกิดง่าย เราต้องเปิดโอกาสให้เกิดพรรคที่หลากหลาย ทั้งพรรคเชิงพื้นที่ เชิงอุดมการณ์ เชิงประเด็น หรือพรรคใด ๆ ที่ประชาชนประสงค์รวมตัวกัน ตั้งขึ้นตามที่ท่านประธานได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ โดยที่เราแก้ไขนะครับว่าผู้จะจัดตั้งพรรค จากเดิมใช้จำนวน ๕๐๐ คน เปลี่ยนเป็น ๒๕๐ คน ผู้จะจัดตั้งอายุเดิมทีตั้งไว้ที่ ๒๐ ปี เปลี่ยนเป็น ๑๘ ปี และทุนประเดิมจาก ๑ ล้านบาท แก้ไขเป็น ๒๕๐,๐๐๐ บาท เพื่อให้ พรรคการเมืองตั้งง่ายตามกลุ่มคนที่ประสงค์จะรวมตัวกันทำงานทางการเมืองนะครับ และมีการยกเลิกค่าธรรมเนียมสมาชิกขั้นต่ำ จากเดิม ๒๐ บาท ให้เป็นไม่มีขั้นต่ำ และให้สถานะเป็นสมาชิกพรรคแบบตลอดชีพ หรือให้เป็นไปตามข้อบังคับพรรค ตามแต่ละพรรค จะออกแบบด้วยตัวเอง โดยไม่ใช้กฎหมายไปบังคับกะเกณฑ์ให้พรรคการเมืองเป็นอย่างไร ให้เป็นไปตามวัฒนธรรมทางการเมืองของแต่ละพรรคดำเนินการกันเองได้ เพื่อเปิดโอกาส ให้มีเสรีภาพในการตั้งพรรคการเมืองมากขึ้นนะครับ รวมไปจนถึงแก้ไขคุณสมบัติสมาชิก พรรคการเมือง ซึ่งปัจจุบันนี้เราใช้คุณสมบัติเทียบเท่ากับ สส. ทำให้ประชาชนพลเมือง เสียสิทธิขั้นพื้นฐานในการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองไป ก็ให้เหลือแค่เพียง ประชาชนคนไทย ที่มีอายุไม่ต่ำกว่า ๑๘ ปี ก็สามารถเป็นสมาชิกพรรคการเมืองได้นะครับ แล้วก็ไปแก้ไข เพิ่มคุณสมบัติกรรมการบริหารพรรค ซึ่งจากเดิมคือให้เป็นสมาชิกพรรคที่มีอายุ ๒๐ ปี เมื่อเราปลดเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามเทียบเท่า สส. ออกไปจากสมาชิกพรรคแล้ว ก็เอามาเพิ่มให้กรรมการบริหารพรรคมีลักษณะเทียบเท่ากับ สส. โดยที่ให้มีอายุเป็นผู้บรรลุ นิติภาวะ🔗
ถัดไปครับ มีการแก้ไขเพื่อยกเลิกเรื่องการจูงใจเพื่อสมัครสมาชิกพรรค ตรงนี้ในทางปฏิบัติที่ผ่านมามีปัญหาในการตีความ มีปัญหาในการดำเนินการกับ พรรคการเมืองที่จะดำเนินการสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อสมัครสมาชิกพรรค ตรงนี้ก็ได้ มีการแก้ไขเพื่อยกเลิกโทษในการที่จูงใจสมัครสมาชิกพรรคออกไปทั้งหมดนะครับ เพื่อให้ พรรคการเมืองสามารถสร้างสรรค์กิจกรรมได้อย่างหลากหลายนะครับ รวมไปจนถึงยกเลิกโทษ เรื่องของการครอบงำพรรคจากบุคคลภายนอกนะครับ เรื่องนี้ก็มีปัญหาในเรื่องของการตีความ เช่นเดียวกัน รวมไปถึงเรื่องของการยินยอมให้บุคคลใดมีบทบาทใด ๆ ในพรรค ควรจะเป็นสิทธิ และเสรีภาพของพรรคนั้น ไม่ควรใช้กฎหมายไปจำกัดกะเกณฑ์ ซึ่งจะสร้างปัญหาในการตีความ และสร้างปัญหาทางการเมืองขึ้นมาได้นะครับ🔗
หมวดถัดไปครับ หมวดที่ว่าด้วยการแก้กฎหมายให้พรรคดำรงอยู่ได้นะครับ ตั้งขึ้นมาง่ายแล้วก็ให้ดำรงอยู่ได้โดยไม่มีข้อจำกัดมากเกินควรนะครับ เริ่มตั้งแต่การไม่บังคับ จำนวนสมาชิกและจำนวนสาขา ซึ่งจากเดิมได้มีการจำกัดว่าพรรคการเมืองจะดำรงอยู่ได้ จะต้องมีสมาชิกไม่น้อยกว่า ๕,๐๐๐ คนในปีแรก และไม่น้อยกว่า ๑๐,๐๐๐ คนภายใน ๔ ปี แล้วต้องมีสาขาให้ครบทุกภูมิภาคตามที่กำหนดไว้ก็คือ ๔ ภูมิภาค เราแก้ไขว่าไม่มีการจำกัด จำนวนสมาชิกอีกต่อไป มีกี่คนก็ได้ และให้มีสาขาเพียงแค่ ๑ สาขาก็ดำรงอยู่ได้ ไม่บังคับ ให้พรรคโต ให้เป็นไปตามธรรมชาติและวัฒนธรรมทางการเมืองของแต่ละพรรค🔗
ถัดไปครับ มีการยกเลิกตัวแทนพรรคประจำจังหวัด ให้มีเพียงแค่สาขาพรรค เพียงอย่างเดียว และให้สาขาพรรคตั้งง่ายขึ้น จากเดิมจะต้องมีสมาชิก ๕๐๐ คน จึงตั้งสาขาได้ ก็แก้ไขให้เป็นสมาชิก ๑๐๐ คน ก็สามารถตั้งสาขาพรรคได้แล้วนะครับ🔗
ถัดไปครับ เรื่องของ Primary Vote การคัดเลือก สส. นะครับ เรื่องนี้ก็มีปัญหา ในทางปฏิบัติในช่วงที่ผ่านมานะครับ พรรคการเมืองหลาย ๆ พรรคเห็นตรงกันว่า ไม่ควรบังคับ ให้มีการ Primary Vote ควรจะเป็นไปตามวัฒนธรรมของแต่ละพรรค พรรคใดประสงค์ ให้มีก็ให้มีตามความพร้อม ตามลักษณะและวิธีการที่พรรคนั้น ๆ พร้อม ไม่ต้องบังคับ ด้วยกฎหมายนะครับ🔗
ถัดมาครับ เรื่องเงินบริจาคพรรคการเมืองตามที่ท่านประธานได้กล่าวไว้ โดยเฉพาะเรื่องของเงินภาษีจากสรรพากรที่ประชาชนระบุพรรคชัดเจนว่า ประสงค์จะบริจาค ให้พรรคใด ก็ควรจะให้พรรคนั้นโดยตรง ไม่ต้องผ่านกองทุนพรรคการเมืองอีกต่อไป เราก็แก้ไขตรงนี้นะครับว่า ให้เงินที่ได้รับจากสรรพากรตามมาตรา ๖๙ เดิมอยู่ในหมวด กองทุนพัฒนาพรรคการเมือง ให้เปลี่ยนแปลงเป็นหมวดรายได้ และเปิดโอกาสให้ พรรคการเมืองสามารถระดมทุนได้ง่ายขึ้น ด้วยการแก้ไขข้อความจากเดิมที่บอกว่า พรรคการเมืองต้องไม่ดำเนินกิจการอันมีลักษณะเป็นการแสวงหากำไรมาแบ่งปันกันนะครับ เปลี่ยนเป็น พรรคการเมืองอาจจะดำเนินการแสวงหากำไรเพื่อประโยชน์ในการใช้จ่าย ของพรรคการเมืองตามหมวด ๗ ได้ แต่ต้องไม่มีลักษณะเป็นการนำกำไรมาแบ่งปันกัน ก็เพื่อเปิดกว้างให้พรรคการเมืองสามารถสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อระดมทุนมาดำเนิน กิจกรรมทางการเมืองได้อย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นการขายของออนไลน์ การขายสินค้า ของที่ระลึกได้ทุกพื้นที่ ตามที่จะสามารถทำได้ในแต่ละพรรค เพื่อเปิดกว้างและไม่ถูกจำกัด เหมือนที่ผ่านมานะครับ🔗
ถัดมาครับ เรื่องปัญหาการวินิจฉัยเรื่องเงินบริจาคที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ผ่านมาไม่ได้มีการระบุที่ชัดเจน เราก็แก้ไขให้ชัดเจนมากขึ้นว่าเงินบริจาคที่ไม่ชอบ ด้วยกฎหมายนั้น ให้เป็นเงินที่มีความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและ ปราบปรามการฟอกเงินนะครับ🔗
ถัดไปครับ เรื่องของการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง นโยบายต่าง ๆ ของ พรรคการเมือง ควรจะเป็นเรื่องสัญญาประชาคมระหว่างพรรคการเมืองกับประชาชน ไม่จำเป็นจะต้องส่งนโยบายการหาเสียงเลือกตั้งให้กับองค์กรใดมากลั่นกรองนโยบายนะครับ เป็นความรับผิดชอบทางการเมืองอยู่แล้วของพรรคการเมืองนั้น ๆ🔗
ถัดมาครับ ในเรื่องของเงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง ปัจจุบันคณะกรรมการ ที่ดูแลเงินก้อนนี้ไม่มีตัวแทนจากพรรคการเมืองเลย ทั้ง ๆ ที่ฉบับก่อนหน้านี้มีทั้ง ๒ ฉบับ ปัจจุบันมีกรรมการ ๗ คน ไม่มีสัดส่วนพรรคการเมือง เราก็แก้ไขใหม่นะครับว่า ให้มีกรรมการ ๙ คน โดยมีสัดส่วนจากพรรคการเมือง โดยที่มาจากฝ่ายรัฐบาล ๒ คน ฝ่ายค้าน ๒ คน และจากฝ่ายพรรคการเมืองที่ไม่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีก ๑ คน เพื่อให้ผู้ที่ได้ ใช้เงินกองทุนนี้ได้มีส่วนร่วมในการออกแบบจริง ๆ และที่สำคัญก็มีการจัดสัดส่วนการให้เงิน กับพรรคการเมืองใหม่ โดยพิจารณาจากคะแนนเสียงเลือกตั้ง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ จากเงิน ค่าบำรุงพรรคการเมือง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ และจากการที่มีสาขาพรรคการเมืองอีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เมื่อเรายกเลิกค่าบำรุงสมาชิกไปแล้ว ไม่จำกัดจำนวนสาขาที่มี แต่เราใช้วิธีนี้ ในการจูงใจให้พรรคการเมืองขยายสาขามากขึ้น ถ้าใครมีสาขามากก็ได้รับเงินสนับสนุนมาก ใครมีค่าบำรุงพรรคมากก็ได้รับเงินสนับสนุนมากขึ้นตามกันไป เพื่อส่งเสริมให้เกิดการมี ส่วนร่วมของประชาชนของสมาชิกพรรคการเมืองกับพรรคการเมืองนั้น ๆ นะครับ🔗
ถัดมาครับ อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นปัญหาทางธุรการเป็นอย่างมาก ที่ผ่านมา พรรคการเมืองทุกพรรคมีภาระค่าปรับกับทาง กกต. สูงมากนะครับ ซึ่งเราก็พบว่าปัญหา อยู่ที่ค่าปรับรายวัน เราก็ได้มีการแก้ไขยกเลิกลดค่าปรับรายวันจากข้อหาใดที่มีค่าปรับรายวัน วันละ ๑,๐๐๐ บาท เปลี่ยนเป็น ๑๐๐ บาท เรื่องใดที่มีค่าปรับรายวัน วันละ ๑๐,๐๐๐ บาท ก็เปลี่ยนเป็น ๑,๐๐๐ บาท เพื่อลดภาระของพรรคการเมือง🔗
และสุดท้ายครับ หมวดว่าด้วยการสิ้นสุดของพรรคการเมือง หมวด ๘-๑๐ มีทั้งหมด ๓๓ มาตราที่เราแก้ไข ซึ่งแน่นอนครับ ตามที่ท่านประธานได้กล่าวไป สาระสำคัญ ก็คือการสิ้นสุดของพรรคการเมือง เราและตัวแทนจากพรรคการเมืองหลากหลายพรรค เห็นตรงกันว่า พรรคการเมืองจะอยู่ได้หรือจะสิ้นสุดไป ก็ควรให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ไม่ควรมีองค์กรใดมาตัดสินชี้ขาดให้พรรคการเมืองนั้น ๆ ยุติสิ้นสุดลง ถ้าจะมี ควรจะมี กรณีเดียว ซึ่งเป็นหลักการในการป้องกันประชาธิปไตย ในการปกป้องรัฐธรรมนูญ ก็คือ การกระทำที่ชัดแจ้งในข้อหาล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุข และต้องมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นการกระทำผิดทางอาญาเกี่ยวกับ การล้มล้างการปกครองแล้วเท่านั้น ทาง กกต. จึงจะดำเนินการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ยุบพรรคได้ ตรงนี้ก็เพื่อไม่ให้มีการเปิดช่องให้ใช้ดุลยพินิจ ให้ใช้การคาดเดาหรืออนุมานเอาเอง จากคำที่บอกว่า อันเชื่อได้ว่า อันอาจจะ คำเหล่านี้ไม่ควรเกิดขึ้น ควรจะเป็นการกระทำ ที่ชัดเจนชัดแจ้งเท่านั้น เพื่อไม่ให้มีการบิดผันข้อเท็จจริง ให้พรรคการเมืองสถาปนาตัวเอง ขึ้นมาดำรงอยู่ได้ด้วยประชาชนอย่างแท้จริง🔗
และอีกเล็กน้อยครับ เมื่อมีการกระทำผิดใด ๆ แล้วมีความผิดนะครับ เราได้มี การยกเลิกการตัดสิทธิเลือกตั้งออกไปทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นความผิดฐานใด ประชาชนคนไทย ทุกคนควรมีสิทธิเลือกตั้ง โทษตัดสิทธิเลือกตั้งควรจะไม่มีอีกต่อไป และโทษการเพิกถอนสิทธิ สมัครรับเลือกตั้ง ในปัจจุบันไม่มีการกำหนดเพดานเอาไว้ มีได้ตั้งแต่ ๕ ปี ๑๐ ปี ไปจนถึง ตลอดชีวิต เราก็ได้มีการแก้ไขว่าไม่ว่าจะเป็นโทษใด ๆ โทษเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ให้มีเพดานสูงสุดไม่เกิน ๕ ปี ทั้งหมดนี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการตั้งพรรคให้ง่ายขึ้น การให้พรรคการเมืองดำรงอยู่ได้และให้พรรคการเมืองสิ้นสุดลงตามเจตจำนงของประชาชน คือหลักการพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่เราคณะอนุกรรมาธิการ และความเห็นจากหลากหลายพรรคการเมืองเห็นไปในแนวทางตรงกันเป็นส่วนใหญ่ ก็ขอเชิญชวนสมาชิกทุกท่านรับรองรายงานนี้และร่วมกันผลักดันแก้ไขพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในวาระถัดไป ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปเป็นการอภิปรายของท่านสมาชิกนะครับ ผมจะให้พรรคร่วมฝ่ายค้านอภิปราย สัก ๒ ท่าน แล้วก็มาพรรคร่วมรัฐบาล ๑ ท่าน เพราะว่าฝ่ายค้านตอนนี้ที่ลงชื่อแล้ว ๑๓ ท่านนะครับ ท่านแรกขอเชิญคุณสหัสวัต คุ้มคง ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สหัสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขต ๗ พรรคก้าวไกล ขอมีส่วนร่วมในการอภิปราย รับรายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง ข้อเสนอในการส่งเสริมสถาบันพรรคการเมือง ให้ยึดโยงกับประชาชน ของคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎรนะครับ จากรายงานฉบับนี้ผมก็ค่อนข้าง เห็นด้วยในหลักการครับ ที่ท่านผู้เสนอนำเสนอไว้เป็นหัวข้อหลัก คือพรรคการเมืองจะต้อง เกิดง่าย อยู่ได้ ตายยากครับ แต่ก็อาจจะมีบางเรื่องที่ผมอาจจะยังเห็นต่างอยู่เล็กน้อย ซึ่งจะขอค่อย ๆ ลงรายละเอียดต่อไปนะครับ ขั้นแรกครับ เราคงจะพอทราบความสำคัญ ของพรรคการเมืองกันดี เพราะอย่างน้อยเพื่อนสมาชิกทุกท่านที่อยู่ที่นี่ก็สังกัดพรรคการเมือง แต่ความสำคัญของพรรคการเมืองไม่ได้มีแค่ไว้ให้เราสังกัดครับ โดยหลักการแล้ว พรรคการเมืองเองต้องมีความยึดโยงกับประชาชนและต้องยึดโยงอย่างมากด้วย เพราะโดยหลักการพรรคการเมือง คือตัวแทนของผลประโยชน์ของประชาชน เป็นที่รวมกัน ของพลเมืองที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน ไม่ว่าจะทางเศรษฐกิจ สังคม ศาสนา อุดมการณ์ เพื่อมาผลักดันข้อเรียกร้องต่าง ๆ หรืออุดมการณ์ต่าง ๆ ของประชาชนที่ไว้วางใจพรรคนั้น พรรคการเมืองมีความสำคัญในแง่นี้ แล้วพรรคการเมืองแต่ละพรรคโดยปกติแล้วจะเติบโต หรือล้มหายตายจากก็เป็นเพราะจำนวนคนที่สนับสนุนครับ ไม่ว่าจะมีเยอะขนาดไหน ถ้าพรรคการเมืองเติบโตก็แปลว่าพรรคนั้นตอบสนองความต้องการของประชาชนหรือ เป็นตัวแทนของประชาชนได้อย่างดี ส่วนพรรคที่เสื่อมลงก็เพราะประชาชนไม่เอาด้วย ไม่เชื่อถือ ที่ผมกล่าวมานี้คือพรรคการเมืองในสภาวะปกติครับ สาเหตุที่พรรคการเมืองต้อง ตั้งง่าย เพราะพรรคการเมืองต้องเป็นพื้นที่ในการรวมตัวกันของกลุ่มอุดมการณ์ที่แตกต่าง หลากหลาย เป็นชุมชนทางการเมืองหรือที่เราเรียกกันว่า Political Community ให้คน ที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองเหมือนกันมาอยู่ร่วมกันและสะท้อนอุดมการณ์นั้นผ่านข้อเสนอ นโยบายต่าง ๆ ของพรรคการเมือง และกลุ่มอุดมการณ์เหล่านี้ต้องมีที่ยืนในสังคมครับ ต้องสามารถนำเสนอความคิดของตัวเองสู่สังคมได้ ไม่ว่าจะเป็นสุดขั้ว สุดโต่ง หรือไม่ตรงจริต ของเราขนาดไหนครับ เพราะท้ายที่สุดพรรคการเมืองจะอยู่ได้ก็เพราะเขาได้สื่อสารอุดมการณ์ ความคิด ความเชื่อของเขาออกไป แล้วจะมีประชาชนเห็นด้วยมากน้อยขนาดไหน มีคนที่พร้อม สนับสนุนขนาดไหน จะเอากับเขาด้วยขนาดไหน ก็เรื่องของเขาครับ จะเป็นพรรคขวาจัด พรรคศาสนา พรรคทหาร พรรคคอมมิวนิสต์ ก็ต้องสามารถให้เขาพูด ให้เขาเสนอความคิด สู่สังคมได้ครับ ถ้าคนไม่ซื้อพรรคก็เจ๊งครับ อุดมการณ์ที่คร่ำครึ ไม่ทันยุคทันสมัย มันตายไปเองครับ นั่นคือพัฒนาการของโลกครับ จินตนาการถึงการเมืองที่ดีของคน ไม่เคยหยุดนิ่งอยู่แล้ว เราผ่านสังคมยุคชนเผ่า ยุคราชาธิปไตย ยุคสาธารณรัฐ ยุคคอมมิวนิสต์ มาจนถึงประชาธิปไตย สารพัดแบบครับ ในอนาคตเราอาจจะมีจินตนาการทางการเมืองแบบใหม่ ๆ ขึ้นมาอีก ที่จะให้โอกาสคนส่วนน้อย ที่ไม่ถูกฟังเสียงครับ กลุ่มศาสนา ชาติพันธุ์ กลุ่มเพศหลากหลาย กลุ่มที่ทำพื้นที่รายประเด็น กลุ่มที่เป็นตัวแทนของชนชั้น เราต้องยอมรับความจริงครับว่า ในความเป็นจริงที่เรา อยู่ร่วมกันนี้ เราจะเขียนกติกาให้คนเหล่านี้ไม่มีที่ยืนอย่างนั้นหรือครับ มากไปกว่านั้นครับ ผมไม่เห็นด้วยเลยที่พรรคการเมืองนั้นถูกยุบได้ อย่างที่ผมพูดไปครับ การเกิดต้องเกิดง่าย อยู่ได้ ตายยากครับ ในเล่มนี้เราเห็นครับว่าเกิดง่าย เกิดจากประชาชนที่ดีมาก ๆ อยู่ได้ครับ เรื่องเกี่ยวกับการเงินต่าง ๆ ที่ว่าไปก็ทำให้อยู่ได้ดีครับ ตรงนี้ผมอาจจะเห็นต่างนิดหน่อยครับ คืออย่างเรื่องเพดานเงินบริจาค ผมคิดว่าไม่ต้องมีก็ได้นะครับ ใครอยากบริจาคเท่าไร บริจาค ไปเลยครับ ไม่ต้องกังวลครับ ปัจจุบันทำให้เป็นเรื่องปกติ เอาเรื่องที่มันเป็นการ Lobby อยู่ใต้ดินขึ้นให้มาอยู่บนดินครับ ให้มีหลักฐานไปเลยว่าพรรคไหน กลุ่มทุนไหน บริจาคให้ใคร เท่าไร ประชาชนจะได้รู้ไปเลยครับว่าพรรคการเมืองไหนรับเงินกลุ่มทุนไหน และอนาคต ทำนโยบายเอื้อหรือไม่ ให้รู้ไปเลยตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งครับ ไม่ต้องมาแอบแล้วให้เราไปจับผิด กันเองว่าคนนี้เชื่อมโยงคนนี้ ให้ทุกคนรู้ไปเลยครับว่าพรรคนี้เป็นพรรคนายทุนใหญ่ นายทุนน้อย พรรคชนชั้น พรรคความหลากหลาย พรรคทหาร เอาให้มันชัดไปเลยครับ ซึ่งจะนำไปสู่ เรื่องยุบยากนะครับ ถามว่าทำไมต้องยุบยากครับ เราต้องอย่าลืมว่าพรรคการเมืองเกิดมาจาก ประชาชนที่หลากหลาย เป็นตัวแทนของคนกลุ่มต่าง ๆ อุดมการณ์ต่าง ๆ ในสังคม ส่วนอื่น ๆ ที่เกินเลยไปสำหรับพรรคการเมืองก็มีกฎหมายตัวอื่นที่คอยป้องปราบอยู่แล้ว มีกฎหมาย อาญา มีรัฐธรรมนูญที่ยับยั้งการกระทำใด ๆ มากมายนะครับ ซึ่งจุดนี้ละครับ เป็นจุดอีกจุด ที่ผมจะเห็นต่างจากรายงานฉบับนี้ ในรายงานฉบับนี้บอกว่าพรรคการเมืองควรถูกยุบได้ เมื่อมีความผิดร้ายแรง ซึ่งจริง ๆ แล้วคำนี้ก็ยังเป็นคำที่หละหลวมและเลื่อนลอย แต่ถูกนำมาใช้ ในการประหัตประหารกันทางการเมืองตลอดเวลา เป็นอะไรที่ยังมีการใช้วิจารณญาณอยู่นะครับ รายงานฉบับนี้เราสามารถเห็นว่าเราจะเขียนกฎหมาย หรือแก้กฎหมายต่าง ๆ ได้อย่างไร แต่ข้อนี้ครับ ในเรื่องของศีลธรรมอันดีและความสงบเรียบร้อย ก็ยังยืนยันครับว่ามันเป็นคำ ที่มีปัญหาทางกฎหมายมากครับ ถูกนำมาเล่นงานพรรคการเมือง ถูกนำมาเล่นงานประชาชน มากมาย คำ ๆ นี้ไม่ควรปรากฏอยู่ในกฎหมายฉบับใดอีกแล้วนะครับ เราในฝ่ายนิติบัญญัติ ทุกท่านในฐานะผู้เขียนกฎหมายคงจะทราบกันดีนะครับว่า การเขียนกฎหมายที่ดีต้องเปิดให้มี วิจารณญาณน้อยที่สุด และคำนี้ก็เป็นคำในเชิงนามธรรมที่ต้องใช้วิจารณญาณส่วนตัว เต็มไปหมดครับ ไม่เคยมีการนิยามมันอย่างชัดเจนจริง ๆ ด้วยซ้ำ จุดนี้ยังเป็นปัญหา และพรรคการเมืองไม่ควรถูกด้อยค่าด้วยคำแบบนี้ครับ และอย่างที่ผมกล่าวมาตั้งแต่แรกครับ พรรคการเมืองนั้นเกิดขึ้นมาได้แปลว่ามีประชาชนสนับสนุนครับ พรรคนั้นยืนอยู่ บนอุดมการณ์บางอย่าง มันถึงเวลาแล้วที่ประชาธิปไตยต้องเบ่งบานครับ พรรคไหน อยากสนับสนุนยาเสพติดถูกกฎหมาย สนับสนุนการเล่นงานฝ่ายตรงข้าม พูดไปเลยครับ มีกฎหมายจัดการเรื่องเหล่านี้อยู่แล้วครับ พรรคไหนอยากสนับสนุนให้ใช้กฎหมายชะรีอะฮ์ อยากสนับสนุนให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ให้เขาพูดไปครับ มันเป็นสิทธิของเขา เวลาเราพูดถึงประชาธิปไตย เราต้องเปิดพื้นที่ในการถกเถียงให้คนที่มีจำนวนน้อยที่สุด ได้ยืนยันอุดมการณ์และความเชื่อของเขาครับ ในสังคมนี้การเมืองนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดครับ ที่อุดมการณ์ทุกอุดมการณ์จะต้องถูกพูดถึง และเปิดพื้นที่อุดมการณ์เหล่านั้นมีสิทธินำเสนอ ความเชื่อของตัวเองครับ การเติบโตและร่วงโรยของพรรคการเมืองล้วนเกิดจากฐาน อุดมการณ์ พรรคไหนถูกใจประชาชนเราก็จะเห็นเติบโตจากหลักสิบเป็นหลักร้อย เราเห็นมาแล้วนะครับ พรรคไหนที่ไม่ตอบสนองประชาชน เราก็จะเห็นว่าพรรคที่ไม่พัฒนา ตัวเอง ย่ำอยู่กับที่ไม่ได้สะท้อนอุดมการณ์ของประชาชนจากที่เคยเป็นพรรคใหญ่หลักร้อย ก็อาจเหลือหลักสิบ ไม่ถึงครึ่งร้อยก็มีครับ เต็มไปหมดครับ นี่คือวัฏจักรของพรรคการเมือง ผมอยากจะยืนยันอย่างนี้ครับ ในเมื่ออำนาจสถาปนาพรรคการเมืองมาจากประชาชน อำนาจเดียวที่จะยุบพรรคการเมืองได้ก็ต้องเป็นอำนาจของประชาชนครับ ถ้าพรรคมันแย่ พรรคมันไม่ดี พรรคมันไม่ตอบสนองอุดมการณ์ของประชาชน ประชาชนจะลงโทษ พรรคนั้นเองแล้วก็ไม่มีคนสนับสนุนเองครับ ยิ่งพรรคนั้นประชาชนเลือกมาแล้วห่วยแตก เราก็ต้องเชื่อครับว่ากระบวนการประชาธิปไตยมันเป็นแบบนี้ มันต้องเรียนรู้ร่วมกัน ต้องเคารพว่าประชาชนคิดได้ ตัดสินใจเองได้ อย่าให้ใครที่ไหนที่คิดว่าตัวเองเก่งกว่า ฉลาดกว่าประชาชน ดีกว่าประชาชน มาสั่งให้คนนั้นคนนี้หยุดการกระทำ แล้วก็มาบอกว่า เขาเซาะกร่อนบ่อนทำลายระบอบและกระบวนการประชาธิปไตย ทั้ง ๆ ที่ตัวเองไม่ได้มาจาก เสียงประชาชนเลยด้วยซ้ำ แล้วก็มาชูอุดมการณ์รักชาติมั่ว ๆ ซั่ว ๆ โดยที่ไม่ได้ต้องต่อสู้ อุดมการณ์อื่น ไม่มีหลัก ไม่มีเกณฑ์อะไรแบบนี้เลยครับ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ คุณวรายุทธ ทองสุข ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายวรายุทธ ทองสุข ผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี พรรคก้าวไกลครับ ในฐานะ ที่ผมเป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วม ของประชาชน ผมอยากย้ำว่ารายงานฉบับนี้ไม่ได้จัดทำขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของพรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่ง หรือผลประโยชน์ทางการเมืองของนักการเมืองคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นการสนับสนุนส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการมีส่วนร่วมทางการเมือง ผ่านสถาบันทางการเมืองที่เราเรียกว่า พรรคการเมือง ทั้งนี้เพื่อให้พรรคการเมืองสามารถ ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงทางความคิด ความฝันของประชาชนเท่ากับกลไกอำนาจรัฐ ซึ่งนับว่าเป็นหัวใจสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย🔗
ท่านประธานครับ ในรายงานฉบับดังกล่าวได้มีข้อเสนอแนะในการสนับสนุน ส่งเสริมพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชนไว้ ๓ ประการครับ ๑. พรรคการเมืองต้องจัดตั้งได้ง่าย ๒. พรรคการเมืองต้องดำรงอยู่ได้ และ ๓. พรรคการเมือง ต้องสิ้นสุดได้ยากครับ ที่ผ่านมาภายใต้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมืองฉบับปัจจุบัน พรรคการเมืองต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายในการจัดตั้งพรรค อยู่หลายประการ โดยผมขอยกตัวอย่างที่ตัวแทนจากหลายพรรคการเมืองได้สะท้อนไว้ครับ เช่น การกำหนดจำนวนผู้จดจัดตั้งพรรคการเมืองไม่น้อยกว่า ๕๐๐ คน ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่สร้าง ความยากลำบากให้กับพรรคการเมืองขนาดเล็กที่ต้องการเป็นพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทน พื้นที่บางพื้นที่หรือเป็นตัวแทนประเด็นเฉพาะ ด้วยเหตุนี้ในรายงานจึงเสนอให้ลดจำนวน ผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมืองให้เหลือเพียง ๒๕๐ คน และควรลดอายุของผู้ร่วมจัดตั้งพรรค ให้มีอายุไม่ต่ำกว่า ๑๘ ปีครับ และลดข้อจำกัดเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ร่วม จัดตั้งพรรคให้เป็นเพียงบุคคลที่มีสัญชาติไทยและอายุตามกำหนด เพื่อให้พรรคการเมือง ได้เกิดขึ้นได้ง่ายครับ การกำหนดทุนประเดิมครับ การจัดตั้งพรรคการเมืองไม่น้อยกว่า ๑ ล้านบาท ทำให้ประชาชนบางกลุ่มไม่สามารถร่วมกันจ่ายเงินเพื่อเป็นทุนประเดิม และส่งผลด้านกลับให้กับพรรคการเมืองต้องอยู่ภายใต้อิทธิพลกลุ่มทุนครับ ดังนั้นในรายงาน ของคณะกรรมาธิการจึงเสนอให้ลดจำนวนทุนประเดิมลงให้เหลือเพียง ๒๕๐,๐๐๐ บาท หรือควรพิจารณายกเลิกการมีทุนประเดิมไปด้วยเลยก็ได้🔗
สำหรับประเด็นถัดมาครับ คือพรรคการเมืองต้องดำรงอยู่ได้ ซึ่งพรรคการเมือง ควรจะดำรงอยู่ได้ด้วยแรงสนับสนุนจากภาครัฐและประชาชน ดังนั้นต้องมีกลไกในการสนับสนุน งบประมาณจากรัฐ และเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองสามารถดำเนินกิจกรรมที่แสวงหา ผลตอบแทนเพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ครับ ที่ผ่านมาภายใต้ พ.ร.ป. พรรคการเมือง ฉบับปัจจุบัน พรรคการเมืองต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายในการดำรงอยู่จากหลายปัญหาครับ ตัวอย่างเช่นครับท่านประธาน การบังคับหาสมาชิกและการจัดตั้งสาขาพรรคการเมือง โดยพรรคการเมืองต้องมีสมาชิก ๕,๐๐๐ คน ในระยะเวลา ๑ ปี และในระยะเวลา ๔ ปี ต้องมีสมาชิก ๑๐,๐๐๐ คนครับท่านประธาน การกำหนดเช่นนี้เป็นการกำหนดที่ไม่สอดคล้อง กับการดำรงอยู่ของพรรคขนาดเล็กครับ และการกำหนดให้เรื่องนี้เป็นเหตุในการสิ้นสภาพ ของพรรคการเมือง ยิ่งทำให้พรรคการเมืองขนาดเล็กต้องสิ้นสภาพได้ง่าย อีกทั้งทุกพรรคการเมือง ต้องเผชิญกับความยากลำบากในการหาสมาชิกพรรค เนื่องจากการกำหนดคุณสมบัติ หรือลักษณะต้องห้ามของสมาชิกพรรคไว้ในระดับเดียวกับการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครับ ซึ่งเป็นการสร้างข้อจำกัดและกีดกันประชาชนในการมีส่วนร่วมกับพรรคการเมือง ดังนั้น ในข้อเสนอของผมครับ คณะกรรมาธิการจึงเสนอให้แก้ไขเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ของสมาชิกของพรรคการเมือง และให้พรรคการเมืองสามารถรับสมัครหรือลาออก จากการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ได้🔗
สำหรับประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน คือการที่พรรคการเมืองต้องสิ้นสุด ได้ยาก เพราะการที่จะทำให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองครับ ต้องทำให้พรรคการเมือง มีความต่อเนื่อง ให้พรรคการเมืองมีความเชื่อมโยงระหว่างประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจ อธิปไตยกับผู้ใช้อำนาจอธิปไตยในฐานะตัวแทนประชาชน แต่ทว่าภายใต้ พ.ร.ป. พรรคการเมือง ฉบับปัจจุบันกลับมีเงื่อนไขมากมายที่นำไปสู่การยุบพรรคได้ง่าย ซึ่งหนึ่งในปัญหาสำคัญครับ ท่านประธาน คือกฎหมายมีปัญหาเรื่องขาดความชัดเจนและการตีความ และสุ่มเสี่ยง จะนำมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองครับ ผมขออนุญาตยกตัวอย่างนะครับ มาตรา ๙๒ พ.ร.ป. พรรคการเมืองครับ ที่ระบุเรื่องการกระทำ การล้มล้าง หรือกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยกฎหมายมาตรานี้ไม่มีการนิยามบทบัญญัติ อย่างชัดเจนครับ ว่าการกระทำใดบ้างเป็นการล้มล้างหรือเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเปิดช่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ใช้ดุลยพินิจได้อย่างอิสระตามความคิด ความเชื่อทางการเมืองของตนเอง ในการตัดสิน เจตจำนงทางการเมืองของประชาชน ดังนั้นในรายงานฉบับนี้จึงเสนอว่าการยุบพรรคการเมือง ต้องเป็นการกระทำความผิดร้ายแรง และมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นการกระทำผิด ทางอาญาเกี่ยวกับการล้มล้างการปกครองเท่านั้น🔗
สุดท้ายนี้ผมอยากย้ำอีกครั้งครับว่า รายงานฉบับนี้ไม่ใช่ข้อเสนอเพื่อปกป้อง พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง หรือสนับสนุนพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง แต่นี่คือข้อเสนอเพื่อปกป้องและสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยและอำนาจของประชาชน หากพรรคการเมืองถูกทำให้อ่อนแอ ก็แปลว่าอำนาจของประชาชนถูกทำให้อ่อนแอ หากอำนาจของประชาชนถูกสั่นคลอน ระบอบประชาธิปไตยก็ถูกสั่นคลอนไม่ต่างกันครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคุณนิพนธ์ คนขยัน ครับ คุณนิพนธ์ อยู่ไหมครับ🔗
ไปประชุมการยางครับ🔗
ท่านติดภารกิจ นะครับ ผมข้ามมาก่อนนะครับ ขอเชิญคุณจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดศรีสะเกษครับ เกี่ยวกับประเด็นเรื่องของพรรคการเมือง และประชาชนนั้น ตามหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากประชาชนทุกคน ทั้ง ๗๐ ล้านคนไม่สามารถที่จะบริหารประเทศได้ จึงต้องมีตัวแทน จึงต้องมีพรรคการเมือง แล้วพรรคการเมืองก็ส่งผู้แทนมาให้ประชาชนเลือกเพื่อที่จะทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติแล้วก็ อยู่ในฝ่ายบริหารนะครับ อันนี้ก็เป็นหลักการที่ใช้ในระบอบประชาธิปไตย เมื่อหลักการ การปกครองระบอบประชาธิปไตยเป็นเช่นนี้ พรรคการเมืองจึงต้องเป็นองค์กรที่มีความเข้มแข็ง การจะยุบพรรคการเมืองไม่สมควรที่จะกระทำได้โดยง่าย แต่ช่วงที่ผ่านมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ เป็นต้นมา มีพรรคการเมืองจำนวนมากที่ต้องถูกยุบลง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยครับ แต่อย่างไรก็ดีครับ ในวันนี้ผมก็ขออนุญาตให้ความเห็น ในลักษณะทางวิชาการครับท่านประธาน โดยการถอยหลังกลับมาสัก ๑ ก้าว แล้วมองมาที่ ประเทศไทยผ่านสายตาของสากลนะครับว่า ในระบอบสากลแล้วมองในเรื่องของ การยุบพรรคอย่างไร ผมก็ได้ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการยุบพรรคในหลาย ๆ ประเทศ ก็ขออนุญาตยกตัวอย่างกระบวนการหรือความเห็นเกี่ยวกับการยุบพรรคที่มีการศึกษากัน ในสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นต้นแบบของการปกครองระบอบประชาธิปไตยครับ มีหน่วยงานหนึ่ง ที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการยุบพรรค เรียกว่า Venice Commission เป็นหน่วยงาน ของสหภาพยุโรป ได้ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการยุบพรรคไว้ครับท่านประธาน ในปี ค.ศ. ๑๙๙๙ หรือประมาณปี พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งในขณะนั้นประเทศเรายังไม่มีประเด็นเรื่องการยุบพรรคนะครับ ประเด็นปัญหาทางการเมืองในปี ๒๕๔๙ ก็ยังไม่เกิดขึ้น ความเห็นที่เกิดขึ้นในรายงานฉบับนั้น จึงเป็นรายงานที่มองอย่างกลาง ๆ โดยไม่ได้มองสถานการณ์ของประเทศไทยแต่อย่างใดครับ ในรายงานฉบับนั้นมีจำนวนหลายหน้า แต่ขออนุญาตสรุปสั้น ๆ ประมาณ ๓ ประเด็นครับ🔗
ประเด็นที่ ๑ เรื่องการยุบพรรค รายงานฉบับดังกล่าวกล่าวไว้ว่า การยุบพรรค จะต้องกระทำเฉพาะในสถานการณ์ที่มีความร้ายแรงอย่างยิ่งยวด เช่น การใช้ความรุนแรง หรือสนับสนุนให้เกิดการใช้ความรุนแรงในการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย หรือทำให้การปกครองระบอบประชาธิปไตยได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง จึงจะเข้าข่ายถูกยุบพรรคครับ แต่ถ้าหากว่าเป็นการกระทำผิดในเรื่องอื่น ๆ ไม่สมควร ที่จะมีการยุบพรรค เนื่องจากการทำโทษนั้นต้องถือหลักการได้สัดส่วน หรือ Proportional จะต้องได้สัดส่วน โทษมากก็ทำโทษมาก โทษน้อยโทษก็ต้องเบาตามสัดส่วนครับ🔗
นอกจากนี้อีกประเด็นหนึ่งที่ได้มีการกล่าวในเรื่องของการยุบพรรคครับ ก็พูดถึงเรื่องของการพิจารณาในกระบวนการยุบพรรคที่จะต้องถือหลักการ Due Process หรือหลักนิติธรรม หรือหลักกระบวนการพิจารณาที่เป็นวิธีที่ถูกต้องตามกฎหมาย จะต้อง มีความเปิดเผย และจะต้องให้รับประกันว่ากระบวนการพิจารณานั้นจะต้องเป็นธรรม จึงจะมีการพิจารณาว่าจะยุบพรรคหรือไม่ กล่าวโดยสรุปก็คือ ในสายตาของสหภาพยุโรป ซึ่งมีประสบการณ์การปกครองในระบอบประชาธิปไตยมาเป็นเวลานานนั้น ได้วางหลักว่า ๑. ต้องรุนแรงจริง ๆ มีการใช้ความรุนแรง ๒. โทษต้องได้กับสัดส่วน และ ๓. ต้องมี กระบวนการพิจารณาที่ถูกต้องตามกฎหมายแล้วก็เป็นธรรมครับ สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น ก็เนื่องจากว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น พรรคการเมืองเป็นองค์กรที่สำคัญ การที่จะมีการยุบพรรคการเมืองบ่อย ๆ มันก็เหมือนกับการปลูกต้นไม้ครับท่านประธาน เราก็อยากจะให้ต้นไม้เจริญเติบโต มีดอก มีผล แต่ถ้าหากว่าปลูกไป ๒-๓ ปี ต้นไม้ขึ้นมา รูปทรงไม่ถูกใจเราก็โค่นทิ้ง แล้ว ๒-๓ ปีก็โค่นทิ้งทีหนึ่ง เมื่อไรต้นไม้จะกลายเป็นต้นไม้ใหญ่ มีดอก มีผลที่จะทำความร่มเย็นให้กับประชาชนโดยทั่วไป พรรคการเมืองก็เช่นเดียวกันครับ ท่านประธาน ถ้าหากว่ามีอะไรผิดพลาดหรือไม่ถูกต้องก็แก้ไขปรับปรุงไปครับ กิ่งไหนไม่ดี ก็ลิดกิ่งไป ตอนกิ่งไป แล้วก็เก็บต้นไว้เพื่อที่ต้นไม้ต้นนั้นจะได้ใหญ่โต ในที่สุดก็สามารถ สร้างร่มเงา มีดอก มีผล ยังประโยชน์ให้กับประชาชน ยังประโยชน์ให้กับสมาชิกพรรคการเมือง แล้วก็ยังประโยชน์ให้กับระบอบประชาธิปไตยมีความเจริญก้าวหน้า ท่านประธานครับ ในเรื่องของระบอบประชาธิปไตยนั้น พรรคการเมืองต้องเข้มแข็ง ในขณะเดียวกันรัฐบาล ก็ต้องเข้มแข็งด้วย และฝ่ายค้านก็ต้องมีความแข็งแรงที่จะถ่วงดุล รัฐบาลที่เข้มแข็งนั้น ประชาธิปไตยจึงเจริญก้าวหน้าได้ เช่นเดียวกับที่เราเห็นในอารยประเทศที่ปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นประเทศอังกฤษหรือประเทศต่าง ๆ ในโลก จะเป็นญี่ปุ่นก็ดี ประเทศต่าง ๆ เหล่านั้นล้วนแล้วแต่มีพรรคการเมืองที่เข้มแข็ง มีระบอบประชาธิปไตย ที่เข้มแข็ง ทำให้ประเทศมีการพัฒนาเจริญเติบโตก้าวหน้าตามลำดับ เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วได้ ประเทศไทยก็เช่นเดียวกันครับ ถ้าหากมีพรรคการเมืองที่เข้มแข็ง มีระบอบประชาธิปไตย ที่เข้มแข็ง ในที่สุดเราก็จะสามารถผลักดันให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้า ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองได้ครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคุณวรภพ วิริยะโรจน์ ครับ🔗
กราบเรียนประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม วรภพ วิริยะโรจน์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ผมขออภิปรายเสริมในเรื่องของรายงานของคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน เรื่องของพรรคการเมือง ในประเด็นใหญ่ ๆ ก็คือว่า ถ้าเราอยากจะเห็นพรรคการเมืองเข้มแข็ง ผมคิดว่าใจความสำคัญก็คือการทำให้ สมาชิกพรรคเป็นเจ้าของพรรคการเมืองตัวจริง ผมคิดว่าอันนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้พัฒนา ให้พรรคการเมือง แล้วก็ระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยมีความเข้มแข็งขึ้น ผมต้องเกริ่นอย่างนี้ก่อนครับว่า ในระบอบประชาธิปไตยนี้พรรคการเมืองเหมือนเป็นสถาบัน การเมืองหลักที่แข่งขัน เสนอทางเลือกให้พี่น้องประชาชนเลือกเข้าไปมีอำนาจปกครอง ก็คือไปเป็นรัฐบาลถูกไหมครับ แต่พรรคการเมืองปัจจุบันและกฎหมาย พ.ร.ป. พรรคการเมืองปัจจุบันนี้ยังไม่ได้เปิดช่องหรือรับรองสิทธิของสมาชิกพรรคการเมือง อย่างแท้จริง ผมจะขอขยายความในประเด็นเล็ก ๆ อย่างนี้ครับ คือถ้าเราไปดูข้อมูล จาก กกต. ก็ตาม สมาชิกพรรคการเมืองในประเทศไทยล่าสุดจะอยู่ที่ ๑.๔ ล้านคน จากผู้มีสิทธิ เลือกตั้งทั้งหมดประมาณ ๕๒ ล้านคน คำนวนออกมาแล้วก็คือ ๓ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ๑.๔ ล้านคนดูเหมือนจะเยอะ ใช่ครับ แต่ถ้าเทียบกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็คือ ๓ เปอร์เซ็นต์ ผมก็ยังคิดว่ายังเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างน้อย นั่นหมายความว่าประชาชนคนไทยผู้มีสิทธิ เลือกตั้งยังมีความสนใจที่เข้ามาเป็นสมาชิกพรรคการเมือง สนับสนุนพรรคการเมืองที่ตัวเอง ชื่นชอบ ในอุดมการณ์ที่ตัวเองอยากสนับสนุนยังเพียงแค่ ๓ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ดังนั้น หมายความว่ายังมีโอกาสอีกมากที่เราจะเพิ่มบทบาทของประชาชนเพื่อให้เขามาเป็นสมาชิก พรรคการเมือง แล้วก็มีบทบาทสนับสนุนในพรรคการเมืองที่เขาชื่นชอบ หรืออุดมการณ์ ทางการเมืองที่เขาอยากสนับสนุนต่อนะครับ ทีนี้ข้อจำกัดอะไรที่ทำผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เป็นสมาชิกพรรคการเมืองเพียงแค่ ๓ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แน่นอนครับ หนึ่งในนั้นก็คือเงื่อนไข ของข้อจำกัดทางด้านการเงินที่กฎหมายก็ยังกำหนดไว้ว่า การจะมาเป็นสมาชิก พรรคการเมืองนั้นจะต้องมีค่าใช้จ่าย ถึงแม้ว่าในกฎหมายมีการแก้ไขออกมา จะลดลงมาแล้ว ก็ตามนะครับ แต่ผมคิดว่าการที่ล็อกไว้ในกฎหมายเป็นข้อจำกัดอย่างหนึ่ง ที่ทำให้ประชาชน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอาจจะรู้สึกว่าไม่ได้มีความสนใจที่จะมาเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ดังนั้น จึงเห็นด้วยที่รายงานฉบับนี้มีการเสนอว่า การเอาเรื่องของค่าใช้จ่ายขั้นต่ำออกไปเลย คืออย่างน้อยก็ให้เป็นแต่ละพรรคการเมืองสามารถกำหนดค่าบำรุงรายปีของสมาชิก พรรคการเมืองได้ พูดง่าย ๆ ก็คือว่าพรรคการเมืองไหนที่อาจจะไม่กำหนดว่าไม่ต้องมี เงินค่าบำรุงเลยก็ได้ ดังนั้นการสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองก็คือเป็นได้โดยที่ไม่ต้อง มีค่าใช้จ่าย มันก็จะเกิดขึ้นได้จริงนะครับ ซึ่งอันนี้ต่างหากที่ทำให้ประชาชนคนไทยเข้ามาเป็น สมาชิกพรรคการเมืองได้มากขึ้น และเช่นเดียวกันนะครับ เมื่อบทบาทของสมาชิก พรรคการเมืองมีมากขึ้น มันก็จะมาสู่ต่อไปว่า แล้วอำนาจหรือบทบาทของสมาชิก พรรคการเมืองของพรรคการเมืองจะเป็นอย่างไร ในกฎหมายปัจจุบันนี้ต้องบอกว่า เรามีกำหนดไว้ครับว่าในการเลือก ผมคิดว่าอำนาจสำคัญที่สุดของพรรคการเมืองก็คือ การเลือกหัวหน้าพรรค ซึ่งในการเลือกหัวหน้าพรรค จริง ๆ มาตรา ๓๘ ก็กำหนดไว้ว่า จะต้องเลือกในที่ประชุมใหญ่ของพรรคการเมือง มาตรา ๓๙ มีการกำหนดแค่องค์ประชุม ขั้นต่ำว่าต้องไม่เกิน ๒๕๐ คน ต้องมีจากสัดส่วนสาขาพรรคอะไรบ้าง แต่ประเด็นก็คือว่า ในการลงมตินี่ละครับ อำนาจในการลงมติในที่ประชุมใหญ่ของพรรคการเมืองเป็นไปตาม ข้อบังคับของแต่ละพรรคการเมือง ซึ่งผมคิดว่านี่มีประเด็น นั่นหมายความว่าแต่ละพรรคการเมือง ก็สามารถกำหนดข้อบังคับพรรคที่ให้สัดส่วน น้ำหนัก ในการลงมติในที่ประชุมใหญ่ แตกต่างกันได้ตามแต่ละพรรคที่จะออกแบบไว้ ผมคิดว่าประเด็นมันอยู่ตรงนี้ ถ้าเราอยากจะให้ สมาชิกพรรคการเมืองเป็นเจ้าของพรรคการเมืองจริง ๆ คือการรับรองสิทธิของสมาชิก พรรคการเมือง ๑ สิทธิ ๑ เสียง One Man One Vote ในที่ประชุมใหญ่ของพรรคการเมืองนั้น ไปเลย อันนี้ต่างหากที่จะทำให้มั่นใจได้ว่าหัวหน้าพรรคการเมืองที่มีการเลือกจากที่ประชุมใหญ่ พรรคการเมืองนี้ครับ เป็นตัวแทนและได้ฉันทามติจากสมาชิกพรรคการเมืองที่แท้จริง และแน่นอนครับ เมื่อเลือกหัวหน้าพรรคไปแล้ว หัวหน้าพรรคของแต่ละพรรคการเมืองก็จะมี ความยึดโยงกับสมาชิกพรรคการเมืองมากขึ้น การทำงานทางการเมืองต่าง ๆ ตัดสินใจ ทางการเมือง ไม่ว่าจะส่งผู้สมัครคนใด ตัดสินใจในทางการเมืองระดับใหญ่ว่าจะเข้าร่วม รัฐบาลหรือไม่ จัดสรรโควตากระทรวงไหน จะต้องตอบคำถามกับสมาชิกพรรคการเมืองได้ ผมว่าอันนี้คือเป็นใจความสำคัญที่ทำให้พรรคการเมืองทุกพรรคการเมือง ทุกการตัดสินใจ จะต้องคิดถึงเสมอว่าจะต้องตอบคำถามกับสมาชิกพรรคการเมืองของตัวเองได้ พูดง่าย ๆ คือ ตอบคำถามกับผู้สนับสนุนพรรคการเมืองได้ และผมคิดว่าจะทำให้พรรคการเมืองทุกพรรค ก็จะมีการตัดสินใจที่ตรงไปตรงมากับประชาชนและสมาชิกพรรคการเมืองมากขึ้น และนี่ต่างหากที่ทำให้ทุกพรรคการเมืองต้องบอกว่าเจ้าของจริง ๆ คือสมาชิกพรรคการเมือง เจ้าของจริง ๆ ของอำนาจคือประชาชน ดังนั้นผมคิดว่าเป็นใจความใหญ่ที่ประเทศไทย ถ้าอยากจะมีการก้าวหน้าในประชาธิปไตย มากขึ้น ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ก็ต้องรับรองสิทธินี้ให้ชัดเจนนะครับ ไม่อย่างนั้น มันก็จะเกิดกรณีที่พรรคการเมืองสุดท้ายมีการเลือกหัวหน้าพรรคขึ้นมา โดยที่สมาชิก พรรคการเมืองไม่ได้เป็นคนตัดสินใจที่แท้จริง อาจจะบอกว่ามีส่วนร่วมได้ แต่ว่าไม่ได้เป็นคน กำหนด เป็นคนเลือกที่แท้จริง ดังนั้นการตัดสินใจทางการเมืองของพรรคการเมืองก็อาจจะ ไม่ได้ตอบคำถามหรือยึดโยงกับสมาชิกพรรคการเมืองนะครับ และแน่นอนที่สุด ถ้าจะเพิ่มให้ บทบาทของสมาชิกพรรคการเมืองมีความสำคัญมากขึ้น มันก็สามารถเชื่อมโยงไปกับ การสนับสนุนของรัฐต่อพรรคการเมืองได้ พูดง่าย ๆ คือเงินอุดหนุนพรรคการเมืองนี่ครับ มันก็สามารถแปรผันตามจำนวนสมาชิกพรรคการเมืองได้เลย ซึ่งแน่นอนมันก็จะทำให้ พรรคการเมืองก็ต้องทำงาน ทำหน้าที่รับใช้สมาชิกพรรคการเมืองได้อย่างชัดเจนขึ้น พูดง่าย ๆ คือถ้าทำไม่ดี วันรุ่งขึ้นสมาชิกพรรคการเมืองก็จะลาออกหรือเปลี่ยนไปเป็นสมาชิก พรรคการเมืองพรรคอื่นที่ตัวเองอยากสนับสนุนแทน และพรรคการเมืองนั้นก็ได้เงินสนับสนุน จากรัฐ เขาก็สามารถทำงานทางการเมือง บริหารทางการเมือง รณรงค์ประชาสัมพันธ์ ด้วยเงินอุดหนุนที่รัฐจัดหาให้ ตราบใดที่ยังมีสมาชิกพรรคการเมืองสนับสนุน ตราบใดที่ยังมี ประชาชนหนุนหลัง โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปพึ่งเงินจากทุนใหญ่ในการมาทำกิจกรรมทางการเมือง ในการมารณรงค์ ในการมาประชาสัมพันธ์ ในการมาแข่งขัน เพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจ อุดมการณ์ทางการเมืองของแต่ละพรรคการเมือง ดังนั้นผมจึงอยากขอเสริมจากรายงาน ของคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ฉบับนี้ครับ เพื่อให้พรรคการเมืองเรานี้ยืนยันว่าสมาชิกพรรคการเมืองจะได้เป็นเจ้าของ พรรคการเมืองที่แท้จริงครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคุณภัณฑิล น่วมเจิม ครับ🔗
เรียนท่านประธานครับ ผม ภัณฑิล ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตวัฒนาและเขตคลองเตยนะครับ ก็ขอสนับสนุน รายงานฉบับนี้นะครับ เพราะว่าก็เป็นการรวบรวมความคิดเห็นจากตัวแทนของ หลายพรรคการเมืองนะครับ เราพูดกันไปแล้วในเรื่องของการจัดตั้งได้ง่ายนะครับ มันเป็น เสรีภาพขั้นพื้นฐานในการรวมตัวกัน รวมถึงการลดอายุของผู้จัดตั้งพรรคการเมืองนะครับ จากเดิมบรรลุนิติภาวะมาเป็น ๑๘ ปี ผมขอพูดในหมวดของการดำรงอยู่ได้นะครับ จะดำรงอยู่ได้ได้อย่างไรครับ ทุกองค์กร ทุกสถาบันก็เป็นเรื่องของทรัพยากรทางเงินนะครับ เราไม่อยากจะให้พรรคการเมืองต้องไปอยู่ใต้นายทุน อยากให้ประชาชนสามารถร่วมเป็น เจ้าของกันได้อย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นเรื่องการขายสินค้าออนไลน์จำเป็นนะครับ เพราะเป็น ช่องทางในการหาเงินของพรรคการเมือง เพราะปัจจุบันการใช้งบประมาณที่เราต้อง ไปขอจากกองทุนพัฒนาการเมืองมีข้อจำกัดมากครับ ผมเองจัดกิจกรรมหลายครั้ง ไปขอ มีข้อจำกัดเยอะนะครับ ทำไมละครับ ประชาชนเขาอยากจะบริจาคให้พรรค ใช่ไหมครับ เขาก็มีเจตจำนงชัดเจนอยู่แล้วว่าจะให้พรรคการเมืองที่เขาติดตาม ที่เขาชื่นชอบ ที่เขาเป็นสมาชิก อยากจะไปดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ทำไมเราต้องให้ไปผ่านกองทุน พัฒนาการเมือง อันนี้ผมเห็นว่าสมควรแก้ไขนะครับ ระหว่างนั้นในการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ก็ควรจะอำนวยความสะดวกในการจัดประชุม ตั้งสาขาหรือทำอะไรก็แล้วแต่นะครับ สามารถ ทำผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ได้นะครับ หลายครั้งองค์ประชุมมีปัญหานะครับ เพราะต้อง มาประชุมกัน แล้วประชาชนก็ไม่ได้อยู่ในที่ที่เดียวกันตลอดเวลา บางทีทะเบียนบ้านเขาอยู่ ตรงนี้และเขาไปทำงานที่อื่น ไปทำธุระที่อื่น ไม่ว่างพร้อมกันหมดนะครับ ผมคิดว่าในสมัยนี้ เรายังประชุมออนไลน์กันได้เลย ทำไมเราจะไม่สามารถจัดดำเนินการผ่านช่องทาง อิเล็กทรอนิกส์ได้ในการประชุมนะครับ นอกจากนั้นก็จะลดภาระธุรการและภาระค่าใช้จ่าย ของพรรคการเมืองนะครับ เช่นเดียวกันครับ การสมัคร การลาออก ควรทำผ่านช่องทาง อิเล็กทรอนิกส์ได้นะครับ เพื่อลดภาระทางธุรการ มันต้องเป็น Paper ตลอดเวลาเลยหรือครับ มันต้องเป็นเอกสารตลอดเวลาหรือครับ เดี๋ยวนี้ทุกอย่างก็สามารถทำผ่านมือถือ ผ่านช่องทาง อิเล็กทรอนิกส์ได้นะครับ🔗
อีกประเด็นหนึ่ง ที่ผมอยากจะร่วมอภิปรายนะครับ ก็คือยกเลิกการกำหนด ให้พรรคการเมืองต้องส่งนโยบายให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ทำไมหรือครับ พรรคการเมืองก็รับผิดชอบต่อประชาชนอยู่แล้วนะครับ เสนอนโยบาย ทำไมคณะกรรมการ การเลือกตั้งไม่ได้มีหน้าที่หรือความเชี่ยวชาญมาจัดทำนโยบายสาธารณะนะครับ ควรเปิดโอกาส ให้พรรคการเมืองใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบนโยบายนำเสนอต่อประชาชน ก็ถือว่าเป็นสัญญาประชาคมที่พรรคการเมืองให้กับประชาชน แล้วเขาต้องรับผิดชอบ ต่อประชาชนอยู่แล้ว นโยบายไม่ดีคนก็ไม่เลือกนะครับ ไม่ควรเป็นหน้าที่ กกต. เลยที่จะมารู้ดีกว่า พรรคการเมือง ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งซึ่งผมขออภิปรายด้วยนะครับ รายได้ขยายความนิดหนึ่ง เมื่อสักครู่เราพูดถึงเรื่องรายได้ จริง ๆ พรรคการเมืองก็เป็นนิติบุคคลครับ สามารถกู้จาก บุคคลได้นะครับ ทำไมหรือครับ มันผิดตรงไหน แล้วก็ประเด็นที่ให้พรรคการเมืองสามารถ ประกาศรายชื่อผู้บริจาคเงิน ประโยชน์อื่นใด ทรัพย์สินตามที่ กกต. กำหนด จากเดิม ๕,๐๐๐ บาทก็ควรจะปรับขึ้นนะครับ ให้เป็นไม่น้อยกว่า ๑๐๐,๐๐๐ บาท การรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน ประโยชน์อื่นใด โดยผู้บริจาคนั้นประสงค์จะบริจาคให้เพื่อประโยชน์ในการดำเนิน กิจกรรมของพรรคการเมือง ก็ให้พรรคการเมืองจัดทำเอกสารหลักฐานในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ เขาก็มีเจตจำนงที่จะให้อยู่แล้ว มันก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรนะครับ🔗
พูดถึงเรื่องสินค้าออนไลน์นะครับ เราก็กลัวเรื่องการแสวงหากำไร คือมันไม่ใช่ อย่างนั้นครับ มันไม่ใช่มาจัดสรรกันเองระหว่างคณะกรรมการบริหาร มันก็เอามา เพื่อดำเนินการอยู่แล้ว แต่จะให้ขายราคาเท่าทุนนี่มันเป็นไปได้อย่างไรครับ เราต้องการ จะเอากำไรมาเพื่อเอามาประกอบกิจการของพรรคนะครับ เพราะฉะนั้นการขายสินค้า ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อนำรายได้มาทำประโยชน์ เพื่อมาจัดสรรให้กับการใช้จ่าย พรรคการเมืองก็น่าจะต้องทำได้นะครับ🔗
การกำหนดผู้เสียภาษีเงินได้ซึ่งไม่ใช่นิติบุคคล มีเจตนาในแบบแสดงรายการ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เราหักกับทางสรรพากร ก็ควรจะอุดหนุนเพิ่มได้นะครับ ให้รัฐนำเงินที่ตนได้เสียภาษีไว้อุดหนุนพรรคการเมืองที่ตนระบุพรรคใดพรรคหนึ่ง จากเดิมทีปีละ ๕๐๐ บาท เป็น ๑,๐๐๐ บาทนะครับ อันนี้ก็คิดว่าควรจะปรับนะครับ และให้กรมสรรพากร โอนเงินดังกล่าวให้พรรคการเมืองโดยตรงเลยนะครับ โดยไม่ต้องโอนเข้ากองทุนพัฒนา การเมืองก่อน อันนี้ก็เป็นประเด็นเรื่องของการให้ลดหย่อนภาษี แล้วก็กำหนดให้ผู้เสียภาษี สามารถแสดงเจตนาในแบบแสดงรายการเงินได้บุคคลธรรมดาที่ตัวเองต้องการจะอุดหนุน ก็เป็นเจตจำนงของเขานะครับ แล้วก็ไม่เป็นเงินและทรัพย์สินของกองทุนเพื่อพัฒนาการเมือง โดยให้กรมสรรพากรโอนเงินดังกล่าวให้แก่พรรคการเมืองโดยตรงเลย โดยไม่ต้องผ่านกองทุน พัฒนาการเมืองนะครับ ก็ขอฝากประเด็นไว้ในเรื่องของการดำรงอยู่ของพรรคการเมือง ซึ่งเรื่องเงิน เรื่องรายได้เป็นเรื่องสำคัญนะครับ ควรจะอำนวยความสะดวกให้พรรคการเมืองครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ต่อไปขอเชิญ คุณอดิศร เพียงเกษ ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายอดิศร เพียงเกษ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดขอนแก่น ก่อนอื่น ผมขออนุญาตชื่นชมรายงานผลการพิจารณาของคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ขอชมเชยตั้งแต่ท่านประธานกรรมาธิการ และอนุกรรมาธิการ ผมมีเวลาอ่านมากนะครับ สนใจเรื่องนี้มาก เห็นความพยายามของท่าน ที่จะรายงานตรงไปตรงมา อยากจะให้พรรคการเมืองยึดโยงกับพี่น้องประชาชน นั่นก็คือ อยากให้ประเทศนี้เป็นประชาธิปไตยโดยแท้จริง กว่าจะถึงวันนี้ครับ ตั้งแต่ ปี ๒๔๗๕ เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นต้นมา ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ก็คือพรรคการเมืองนี่ละครับ สมัยก่อน มันมีพรรคบนดินและพรรคใต้ดิน กระผมนี้สังกัดอยู่พรรคใต้ดินนะครับ มาอยู่บนดินก็ถูกจับ นั่นคือพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย มีพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการกระทำ การเป็นคอมมิวนิสต์ นายแคล้ว นรปติ สส. ขอนแก่นบ้านผมไปเยือนประเทศสาธารณรัฐ ประชาชนจีน ในฐานะเป็นผู้แทนราษฎร กลับมาเครื่องบินลงที่ดอนเมือง นายแคล้วกลายเป็น คอมมิวนิสต์เลยครับ จับไปอยู่ในคุกลาดยาว ๘ ปี นั่นคือใต้ดิน บางส่วนเราอยู่ที่นี่และบางส่วน ก็ไปอยู่ที่วุฒิสภา นั่นคือประธานวุฒิสภาทุกวันนี้ก็สังกัดพรรคคอมมิวนิสต์เหมือนกันครับ มีการฆ่ากัน ล้มตาย เสียหาย ตายจาก ต่อสู้สถานการณ์ต่าง ๆ ในทางการเมือง พรรคการเมือง ในอดีตผมก็พอจำชื่อได้บ้าง เช่น พรรคเสรีมนังคศิลา พรรคสหชีพ พรรคก้าวหน้า พรรคสหประชาไทย พรรคขบวนการไฮด์ปาร์ค สังคมนิยมแห่งประเทศไทย เยอะแยะนะครับ ลุ่ม ๆ ดอน ๆ บางสมัยสมัคร สส. ไม่ต้องสังกัดพรรคนะครับ อิสระ ขบวนการไฮด์ปาร์ค นายทวีศักดิ์ ตรีพลี ได้คนเดียว ขบวนการไฮด์ปาร์ค สมัยก่อนไปเลียนแบบไฮด์ปาร์ค จากต่างประเทศ ก็ใช้ชื่อนี้ละมาตั้งชื่อพรรคขบวนการไฮด์ปาร์คที่สนามหลวง ไม่ทราบว่า ท่าน สส. บางท่านเกิดทันหรือไม่ ปราศรัยสนามหลวงมันสนุกนะครับ สนุกมาก ไม่ต้อง ไปขนคนมาฟังอะไรมากมาย เขามาของเขาเอง แต่พรรคการเมืองที่เราน่าจะชื่นชม ที่มีอายุขัยนานที่สุดในประเทศไทย ก็คือพรรคประชาธิปัตย์ ๗๖ ปีแล้วครับ มีขึ้น มีเกิด แก่ มีธรรมดา มีขึ้น มีลง ผมอยากให้พรรคการเมืองเป็นสถาบัน เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนจริง ๆ ครับ ศรัทธาพรรคไหนไปอยู่พรรคนั้น เลือกพรรคไหนมาเป็นผู้แทนที่นี่ มีความเสมอกัน ไม่มีใครสูง ใครต่ำกว่ากัน ท่านครับ ผมฟังท่านประธานกรรมาธิการชุดนี้พูด รายงานช่วงแรก ๆ พรรคการเมืองเกิดง่าย ถูกต้องครับ แต่ต้องตายยาก ท่านพูดคล้าย ๆ จะกลั่นความรู้สึกว่า วันที่ ๗ สิงหาคมที่จะถึงนี้ ผมฟังแล้วผมสะเทือนใจ ผมไม่อยากให้มีองค์กรใด ๆ มายุบ พรรคการเมืองครับ ฟังด้วย คนที่จะยุบเขานี้ หวังว่าท่าน ๙ คน คงเปิดวิทยุฟังอยู่ ท่านไม่ได้ มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน ไม่ได้ยึดโยงกับชาวบ้าน ผมนี่โดนมาก่อน ท่านประธานครับ ท่านประธานกรรมาธิการครับ ผมเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ถูกรัฐประหาร คมช. ผมไม่ได้รับคำฟ้อง คำร้องเลย ไม่ได้เหยียบแม้ไปศาลที่ตุลาการ รัฐธรรมนูญแม้แต่ ๑ วินาทีครับ ตุลาการรัฐธรรมนูญสมัยนั้นไม่ได้ใส่ครุยนะครับ ยุบพรรค ไทยรักไทย ท่านจาตุรนต์ ฉายแสง แต่ก่อนเราอยู่พระราม ๓ ท่านชวนผมไปฟัง ผมบอก ไม่ละ ผมจะเป่าแคนอยู่ที่พระราม ๓ นี่ละ ปรากฏว่ายุบพรรคไทยรักไทย ตัดสิทธิกรรมการ ๑๑๑ คนครับ ผมก็ถูกตัดสิทธิ ๕ ปีนะครับ ทำอะไรไม่ได้เลย ในขณะที่จะมีอนาคตในทาง การเมืองนะครับ ถูกแช่เย็นไป ๕ ปี พอจะลงผู้แทนคนอื่นเขาก็ลงแทนแล้ว นี่กว่าจะเข้า สภาได้ ๑๗ ปีครับท่านประธาน ผมเลยคิดว่าสภาพวันที่ ๗ สิงหาคม ผมไม่อยากให้เกิดอย่างนั้น คนที่จะยุบพรรคการเมืองต้องยึดโยงกับประชาชน คือประชาชนเริ่มต้น ประชาชนต้องยุบ ถามหน่อยเดี๋ยวนี้พรรคกิจสังคมไปไหนครับ ถามหน่อยพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย ไปไหนครับ แนวร่วมพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทยไหนครับ พรรคกิจประชาคม เยอะแยะ หายไปเลยครับ เพราะประชาชนเขาไม่เลือก นั่นคือตุลาการผู้พิพากษาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในระบอบประชาธิปไตย ผมให้กำลังใจท่านนะครับ อยากจะไปฟังด้วย ยุบได้ยุบไป พวกผม พรรคไทยรักไทยถูกยุบ มาพรรคพลังประชาชนยุบอีก พรรคเพื่อไทยนี่ไม่รู้จะโดนหรือเปล่า ก็พยายามเลี่ยง ๆ อยู่ครับ พอยุบทีมันก็เจ็บปวดเหมือนกันนะครับ เจ็บปวด เพราะฉะนั้น เลิกเสียทีการยุบพรรคการเมืองโดยคำวินิจฉัยของใครบางคน ไม่ได้มีโอกาสไปศาลเลย วินาทีเดียว คำให้การก็ไม่ได้ยื่น ไม่ได้ถามว่าผมผิด ผมอยู่ตรงไหน ยุบเสียแล้ว ขออวยพร ให้วันที่ ๗ ท่านจงชนะนะครับ ด้วยความจริงใจ ส่วนใครจะได้รับเลือกตั้งในอนาคตเป็นเรื่อง ของการเลือกตั้งครั้งต่อไป ท่านทำดีท่านก็ได้รับเลือกมา ท่านทำไม่ดีท่านก็ไม่ได้รับเลือก ผมจึงอยากจะชื่นชมว่า ท่านพยายามที่จะแก้ไขในสิ่งข้อบกพร่อง ถูกต้องครับ พรรคการเมือง ต้องง่าย นี่บัตรผม บัตรพรรคไทยรักไทยนะครับ มันจะขาดแล้วครับ กล้อง Close มาหน่อย ผมเป็นสมาชิกตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๓ ผมยังเก็บไว้ครับ ง่ายเลยครับ มีสมาชิก ๑๔ ล้านคน ไม่ต้องเสียสตางค์อะไรเลย นี่พรรคเพื่อไทยครับ ตลอดชีพ ๒,๐๐๐ บาท แล้วรายปี เท่าไรไม่ทราบ ให้มันง่าย ๆ พรรคการเมืองไม่ใช่ส่วนราชการนะครับ จะให้มีเจ้านายชื่อ กกต. เดี๋ยวนี้ กกต. เปรียบเสมือนผู้บังคับบัญชาของพรรคการเมือง จะให้เงินพรรคการเมืองที เหมือนจะเป็นแบบขอทานครับ ตรวจแล้วตรวจอีก สมัครเป็นสมาชิกยิ่งกว่าสมัครเป็นตำรวจครับ มันอะไรกันนักหนา นี่สถาบันประชาชน สถาบันของแม่ใหญ่ศรีพ่อใหญ่จันทาครับ ไม่ใช่ สถาบันของดอกเตอร์ดอกแต้ทั้งหลาย ดอกเตอร์ไปสมัครผู้แทนสอบตกครับ สู้นายธีระชัย แสนแก้ว ไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น ผมจึงให้กำลังใจอยากจะให้กรรมาธิการสามัญทุกคณะครับ เอาการเอางานแบบท่านนี่ละ ผมอยู่คณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร ผมก็จะเอาการเอางาน มีหลายเรื่องที่จะมาสู่ สภาแห่งนี้ กรรมาธิการสามัญคือเราได้พูดละเอียดลออ ได้จับเข่าคุยกัน ไม่มีพรรคไหนนะครับ อย่ามองว่ากรรมาธิการชุดนี้อยู่ก้าวไกล ไม่ใช่นะ ของผมก็ยังมีอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด หลายคน ทุกพรรคการเมือง นี่คือผลผลิตของระบอบประชาธิปไตย ผมอยากจะเปิดเพลง ประชาธิปไตยของประชาชน ซึ่งผมเขียนเอง คุณวันชนะ เกิดดี ใช้เพลงนี้ต่อสู้จนถูกฟ้อง เป็นผู้ก่อการร้ายครับ ประเทศนี้สู้กันระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการกับรัฐประหารเท่านั้น นะครับท่านประธาน ยังจะมีอีกหรือเปล่าไม่รู้ จึงขออนุญาตพูดอยู่ในประเด็นและ นอกประเด็นบ้าง ขอให้กำลังใจกับคณะกรรมาธิการชุดนี้ ร่าง พ.ร.บ. ที่ท่านทำไว้โปรดกรุณา บรรจุ หาทางเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรให้เร็วที่สุด พรรคการเมืองยึดโยงกับประชาชนเมื่อไร นั่นคือประชาธิปไตยจะผลิ ประชาชนจะถูกปิดกั้นถ้าพรรคการเมืองมีระเบียบแบบแผน มากมาย ทำอะไรซ้ายขวาผิดหมด นั่นไม่ใช่พรรคการเมือง แต่เราถูกควบคุมไม่ต่างกับนักโทษ ทางการเมือง แต่เรียกว่าพรรคการเมือง จึงขอให้กำลังใจนะครับท่านประธาน ถ้าท่านประธาน สนใจเพลงที่ผมว่านี้ ไปเปิดใน YouTube ครับ เพลงประชาธิปไตยของประชาชน เรียบเรียง แต่งคำร้อง ทำนอง โดยอดิศร เพียงเกษ ครับ ขอบคุณครับ🔗
ผมก็ฟังอยู่บ่อยครับ ต่อไปขอเชิญคุณศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานค่ะ ดิฉัน ทนายแจม ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๑ พรรคก้าวไกลค่ะ ถึงดิฉันอาจจะเกิดช้าไปสักนิด แต่ก็พอจะทันท่านอดิศรอยู่นะคะ ท่านประธานคะ ในระบอบประชาธิปไตยพรรคการเมืองมีความสำคัญอย่างมากในการก่อร่าง สร้างประเทศนี้ และมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายสาธารณะ และการออกกฎหมาย ที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนค่ะ สิ่งที่ดิฉันจะอธิบายต่อไปนี้นะคะ ปลายทางไม่ได้ เพื่อพรรคก้าวไกลที่จะถูกตัดสินว่าจะถูกยุบพรรคหรือไม่ใน ๖ วันข้างหน้า และแน่นอนค่ะว่า ผลการตัดสินนั้นไม่ใช่ว่าไม่สำคัญนะคะ แต่ที่สำคัญคือว่าการตัดสินในครั้งนี้จะเป็น การปกป้องความผิดหวังของประชาชนหรือไม่ จะเป็นการตัดสินที่อาจจะขัดต่อเจตนารมณ์ ๑๔ ล้านเสียงของพี่น้องประชาชนหรือไม่ค่ะ วันนี้ดิฉันจะอภิปรายเกี่ยวกับความสำคัญ ในการที่พรรคการเมืองนั้นจะต้องอยู่ได้ค่ะ และความจำเป็นที่ต้องทำให้พรรคการเมืองนั้น ยึดโยงกับประชาชนอย่างมากที่สุด ดิฉันเชื่อเป็นอย่างยิ่งค่ะว่า สิ่งนี้จะเป็นการทำให้ พรรคการเมืองในอนาคตหลังจากนี้ยึดประชาชนเป็นหัวใจหลัก และยึดประชาชนเป็นหลักสำคัญ ในการกำหนดนโยบายทางการเมืองต่อไปในอนาคตค่ะ ดิฉันไม่สามารถ Guarantee ได้นะคะ ว่าปัญหาทุนใหญ่นั้นจะหมดไปหรือไม่ แต่จะตอบข้อเท็จจริงว่าหากพรรคการเมืองในอนาคต อยากมีอิสระในการทำการเมืองแบบยึดโยงประชาชน พรรคการเมืองจะมีทางเลือกมากขึ้น เพราะยังมีช่องทางในการหารายได้ เพื่อการดำรงอยู่ของพรรคการเมืองอย่างมั่นคง เป็นสถาบันทางการเมืองอย่างแท้จริงค่ะ ท่านประธานคะ ในปัจจุบันพรรคการเมือง ของประเทศไทยพึ่งพารายได้จากภาครัฐเพียงแค่ ๙ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นของรายได้ทั้งหมด ของพรรคค่ะ ดิฉันจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มช่องทางในการหารายได้ของพรรคการเมือง ให้เปิดกว้างมากขึ้น อย่างเช่น การเพิ่มช่องทางในการขายสินค้าของพรรคที่สามารถกระทำได้ ผ่านช่องทางออนไลน์ค่ะ ปัจจุบันเดี๋ยวนี้ใคร ๆ ก็ทำการซื้อขายผ่านออนไลน์แล้วนะคะ Digital Disruption ต่าง ๆ ใครไม่ขายออนไลน์นี้อยู่ไม่ได้แล้วนะคะ กฎหมายพรรคการเมือง ก็ต้องมีการแก้ไขให้ทันต่อสถานการณ์ ทันต่อโลกเช่นเดียวกันค่ะ ในฐานะพรรคการเมือง เราทำหน้าที่หลัก ๆ อยู่ ๓ ประการค่ะท่านประธาน ประการที่ ๑ คือการจัดทำนโยบาย ที่ตอบสนองต่อความหลากหลายของประชาชน ประการที่ ๒ คือการกำหนดทิศทางของรัฐ และประการสุดท้าย คือการคัดสรรตัวแทนทางการเมือง แต่ท่านประธานคะ การที่พรรคการเมืองเหล่านี้จะอยู่ได้จำเป็นที่จะต้องมีทุนค่ะ เราปฏิเสธ เรื่องทุนไม่ได้ เพื่อนำไปสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กร รวมถึงการจัดกิจกรรมต่าง ๆ และการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ของพรรคเพื่อศึกษาปัญหาค่ะ แล้วก็สร้างแนวทางในการทำงาน ร่วมกันกับพี่น้องประชาชนในอนาคต ปัจจุบันค่ะท่านประธาน ระเบียบ กกต. ว่าด้วย พรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ ระบุเอาไว้ว่า สถานที่จำหน่ายสินค้าและบริการ ได้แก่ ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของพรรคการเมือง หรือที่ตั้งสำนักงานสาขาพรรคการเมือง หรือบริเวณ สถานที่จัดกิจกรรมระดมทุน ซึ่งทาง กกต. เองก็เคยชี้แจงเอาไว้ว่า การจำหน่ายสินค้า และบริการตามเว็บไซต์ ตาม Application ตามสื่อออนไลน์ของพรรคการเมืองนั้น ไม่ใช่การขายสินค้าหรือบริการตามระเบียบของพรรคการเมือง ข้อ ๓๓ และไม่ถูกต้อง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา ๖๒ ซึ่งหมายความว่า การขายสินค้าออนไลน์ในพรรคการเมืองนั้นไม่สามารถทำได้ เพราะไม่เป็นไปตามระเบียบ ของ กกต. และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญค่ะ ด้วยระเบียบเหล่านี้เองค่ะท่านประธาน ทำให้พรรคการเมืองที่เป็นพรรคเล็กอาจจะไม่สามารถดำเนินกิจการของพรรคการเมืองได้ อย่างเต็มประสิทธิภาพเพราะติดปัญหาเรื่องทุน อย่างไรก็ตามค่ะท่านประธาน แหล่งทุน ที่พรรคการเมืองจะหามาได้นั้นย่อมมีผลต่อทิศทางการทำงานของพรรคการเมืองอยู่แล้วค่ะ หากพรรคที่มีรายได้ที่ยึดโยงกับประชาชนหมู่มาก พรรคก็จะพยายามทำหน้าที่ที่สอดคล้อง กับความคาดหวังของประชาชนค่ะ เราจะสามารถผลักดันนโยบายต่าง ๆ เพื่อคนหมู่มากได้ โดยไม่ต้องทำให้พรรคต้องขาดแคลนทรัพยากร แล้วก็อาจจะต้องรอ ต้องคิดว่าขัดผลประโยชน์ กับคนบางกลุ่มหรือไม่นะคะ หากพรรคเรามีรายได้จากกลุ่มทุนไม่กี่ราย พรรคการเมือง ก็อาจจะตัดสินใจเอนเอียงไปตามความคาดหวังของคนกลุ่มนั้นได้ ไม่กล้าที่จะผลักดัน นโยบายที่ขัดต่อผลประโยชน์ของผู้สนับสนุน ถึงแม้ว่านโยบายนั้นจะเป็นผลประโยชน์ที่ดี ต่อคนหมู่มากก็ตาม เพราะกลัวว่าพรรคจะขาดเงินแหล่งทุนในอนาคตค่ะ การปิดช่องทาง การหารายได้คือการสร้างข้อจำกัดทางรายได้ของพรรคการเมืองให้เหลือทางเลือกที่น้อยลง การที่พรรคการเมืองต้องพึ่งพิงกลุ่มทุนหรือว่ากลุ่มต่าง ๆ เป็นอุปสรรคสำคัญในการที่พรรค จะดันนโยบายให้ผลประโยชน์ต่อประชาชนในอนาคต พรรคการเมืองบางพรรคจึงต้องมี การกลืนเลือด กลืนอุดมการณ์ของตัวเองในบางครั้ง เพื่อปรับตัวให้พรรคการเมืองอยู่ได้ ท่านประธานคะ หากท่านสมาชิกหรือประชาชนที่ฟังอยู่ตอนนี้อาจจะเกิดความกังวลใจค่ะว่า ถ้าเรามีการเปิดช่องทางออนไลน์ใช่ไหมคะ หารายได้เพิ่มขึ้นของพรรคการเมือง อาจจะเป็น ช่องทางการทุจริตง่ายขึ้นหรือไม่ อย่างไร เรื่องนี้ไม่ถูกต้องทั้งหมด เพราะว่าในฐานะ ของคนทำงานทางการเมือง รายได้ของพรรคการเมืองนั้น ปัจจุบันไม่ได้มากไปกว่ารายจ่าย ที่พรรคการเมืองต้องแบกรับเลยค่ะ ซึ่งในรายงานของ กมธ. การพัฒนาการเมือง การสื่อสาร มวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชนฉบับนี้ ก็ได้คิดเรื่องนี้ไว้แล้วเช่นเดียวกันนะคะ โดยการกำหนดให้พรรคการเมืองนั้นสามารถแสวงหากำไรเพื่อนำมาใช้จ่ายในการดำเนินงาน ของพรรคการเมืองได้ค่ะ ซึ่งจะสามารถซื้อขายสินค้าผ่านทางออนไลน์ได้ ผ่านช่องทาง อิเล็กทรอนิกส์ Social Media ต่าง ๆ ได้ เพื่อประโยชน์สำหรับการใช้จ่ายของพรรคการเมือง ตามหมวด ๗ ว่าด้วยการใช้จ่ายของพรรคการเมืองค่ะ🔗
ท่านประธานคะ ผลเสียอีกอย่างหนึ่งที่ไม่สามารถมองข้ามได้เลยค่ะท่านประธาน คือการเสียโอกาสที่อาจจะทำให้เราพลาดโอกาสที่จะได้คนที่มีความรู้ความสามารถมาทำงาน การเมือง เพราะข้อจำกัดทางรายได้ของพรรคการเมืองนั่นเอง เรื่องนี้ในฐานะ สส. เขต จะเห็นได้ชัดเจนมาก เพราะว่าในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ดิฉันกล้าที่จะพูดด้วยความภาคภูมิใจว่า สส. พรรคก้าวไกลในสภาแห่งนี้ พวกเรานี้มาจากน้ำพักน้ำแรงของประชาชนอย่างแท้จริงค่ะ บรรยากาศในการซ่อมป้ายก็ตาม บรรยากาศในการลงเพลง ไม่เป็นรองต่าง ๆ การเป็น หัวคะแนนธรรมชาติ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น พวกเราทุกคนภูมิใจ และขอใช้พื้นที่นี้ ในการกล่าวขอบคุณประชาชนทุกท่านอีกครั้งหนึ่ง และสนับสนุนรายงานฉบับนี้ของ กมธ. การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชนค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านเชตวัน เตือประโคน ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม เชตวัน เตือประโคน สส. ก้าวไกล ปทุมธานี พื้นที่เทศบาลเมืองคูคต เมืองลำสามแก้ว และเมืองลาดสวาย ผมขอร่วมอภิปรายรายงานของคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่มีผลรายงานเล่มนี้ออกมา รวมถึง มีเรื่องของข้อเสนอในการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เข้ามาในที่นี้ด้วยนะครับ ผมพิจารณาแล้วในเล่มนี้ของท่าน ค่อนข้างที่จะเห็นด้วยกับเนื้อหา ส่วนใหญ่และยินดีอย่างยิ่งที่จะร่วมลงชื่อสนับสนุนร่างนี้ พร้อมมากครับ ปากกาในมือผม สั่นแล้วนะครับตอนนี้ ถ้าเสร็จแล้วก็สามารถเอามาให้ผมร่วมลงชื่อได้เลย ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกพูดถึงข้อจำกัด พูดถึงปัญหาไปแล้ว ผมจะสนับสนุนใน ๒ ประเด็นที่ผมคิดว่า สำคัญนะครับ นั่นก็คือเรื่องของการตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งและเรื่องการตัดสิทธิในการออกเสียง เลือกตั้ง รวมถึงอีก ๑ ข้อสังเกตที่ผมจะฝากไปกับทางกรรมาธิการนะครับ เดี๋ยวจะพูดต่อไป🔗
เริ่มที่เรื่องที่ ๑ ครับ เรื่องการตัดสิทธิการรับสมัครเลือกตั้ง ผมอยากจะยก ๓ ตัวอย่างความผิดที่ทำให้ถึงขั้นต้องตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของบุคคลตามสไลด์นี้นะครับ อันนี้คือข้อที่ ๑ เรื่องกรณีที่ผู้บริจาคให้พรรคการเมืองเอาเงินนี้ไปกระทำการที่บ่อนทำลาย ความมั่นคง หรือพูดง่าย ๆ คือไปก่อการกบฏอะไรนี่ละครับ แม้มีโทษปรับ มีโทษจำคุกแล้ว ยังมีการให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งด้วยนะครับ🔗
กรณีที่ ๒ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในพรรคไปสนับสนุน ส่งเสริม ให้มีการก่อกวนวุ่นวาย คุกคามความสงบเรียบร้อย ตรงนี้ก็มีโทษเช่นเดียวกันนะครับ ไม่ว่าจะปรับ ไม่ว่าจะโทษจำคุก แล้วก็มีเรื่องของการให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เหมือนกันครับ🔗
อีกกรณีหนึ่งที่ผู้เรียกรับยอมรับเงิน ทรัพย์สิน เพื่อไปแต่งตั้งคนให้มีตำแหน่ง ทางการเมือง เพื่อไปให้มีตำแหน่งทางด้านบริหารราชการแผ่นดิน หรือมีตำแหน่งกับ ในหน่วยงานรัฐนะครับ ตรงนี้ก็มีโทษจำคุก ๑๐-๒๐ ปี และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิ สมัครรับเลือกตั้งด้วย🔗
ท่านประธานครับ ทั้ง ๓ กรณี แม้จะมีโทษที่ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัคร รับเลือกตั้งไปแล้วนะครับ แต่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ปี ๒๕๖๐ นี้ ยังไม่ได้ระบุระยะเวลาว่านานเท่าไร ก็ต้องขอบคุณทางกรรมาธิการครับ ขอบคุณมากที่ท่านให้กรอบเวลาที่ชัดเจน คือทุก ๆ เรื่องถ้าจะมีการตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง คือไม่เกิน ๕ ปี ซึ่งก็ครอบคลุมระยะเวลาอายุสภา ๒ สมัย ก็ได้สัดส่วนอยู่ครับ นี่คือเรื่องที่ ๑ นะครับ🔗
เรื่องต่อมาครับ เรื่องของสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งของบุคคลที่ไม่ควร ต้องตัดสิทธิครับ คือสิทธิในการไปเลือกตั้งของคนมันไม่ควรถูกตัดครับ การใช้สิทธิออกเสียง เลือกตั้งของประชาชนเป็นการกำหนดอนาคตของเขาว่าอยากอยู่ในสังคมแบบไหน ภายใต้ นโยบายของพรรคการเมืองใดที่จะไปเป็นฝ่ายบริหารนะครับ ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของเขา ดีขึ้น จริงอยู่ครับ เขาอาจถูกตัดสิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งไป แต่ก็ไม่ควรถูกตัดสิทธิ ในการไปออกเสียงเลือกตั้งของเขาครับ จริง ๆ ถ้ามีเวลาผมอยากจะชวนคิดต่อนะครับว่า พูดจริง ๆ ก็คือว่ากรณีของพระสงฆ์ กรณีของผู้ต้องโทษ ควรจะมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งด้วย หรือไม่ เพราะสุดท้ายแล้วพูดกันตรง ๆ พูดกันในความเป็นจริงก็คือว่า สุดท้ายแล้วพระภิกษุ ก็กินข้าวบ้านของประชาชนที่ทำมาหากิน นักโทษก็ต้องอยู่ในเรือนจำที่รับนโยบายจาก กระทรวงยุติธรรม จากการบริหารของรัฐบาล กรณีนี้ผมก็มีอีก ๓ ตัวอย่างที่จะยกมาให้เห็น ด้วยครับ🔗
กรณีที่ ๑ กรณีนายทะเบียนไปรวมเอาคนที่สมัครสมาชิกพรรคต่าง ๆ มา โดยที่เจ้าตัวเขาไม่รู้เรื่องใช่ไหมครับ ไปเอาบัตรประชาชนเกณฑ์คนเข้ามาแล้วสมัครสมาชิกพรรค โดยเจ้าตัวไม่รู้เรื่อง ตรงนี้ไม่ควรมีการตัดสิทธิออกเสียงเลือกตั้งครับ มีโทษจำคุก มีโทษปรับ อยู่แล้ว ไม่ควรตัดสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง🔗
กรณีที่ ๒ ครับ กรณีที่บุคคลตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป น่าจะเคยได้ยินกันนะครับ ทำตัวเหมือนพรรคการเมือง อย่างที่มีคนไปร้องพรรคอะไรนะครับ พรรคก้าวล่วงใช่ไหมครับ พรรคไฟเย็นใช่ไหมครับ ที่ กกต. เองก็มีการตรวจสอบ แต่ก็ไปไม่ถึงความผิด แต่ถ้าจะมี ความผิดตรงนี้จริงก็ควรแค่โทษจำคุกและโทษปรับ ไม่ควรต้องมีโทษการตัดสิทธิไปใช้สิทธิ เลือกตั้งของเขา🔗
กรณีที่ ๓ กรณีพรรคการเมืองรับเงินบริจาคเกิน ๑๐ ล้านบาท ที่ไปตัดสิทธิ นะครับ ไปตัดสิทธิการออกเสียงเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคที่ไม่ได้รู้เรื่องเลย กรรมการ บริหารพรรคด้วยนะครับ แล้วตรงนี้นะครับ ทั้ง ๆ ที่มีโทษสูงถึง ๑ ล้านบาทแล้ว และเงินบริจาค ในส่วนที่เกินที่กำหนดนั้นให้ตกไปเป็นของกองทุนพัฒนาการเมืองนะครับ ยังจะไปตัดสิทธิ การเลือกตั้งของเขาอีก ก็ไม่ควรครับ ไม่ควรที่จะมีการตัดสิทธิเลือกตั้งตรงนี้🔗
ท่านประธานครับ อีก ๑ ข้อสังเกตของผมที่อยากฝากผ่านท่านประธานไปถึง ทางท่านกรรมาธิการที่พิจารณาในเรื่องนี้นะครับ และมีร่างแก้ไข พ.ร.บ. ประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองออกมานะครับ ผมอยากจะถามท่านว่า ท่านได้พิจารณา หรือไม่ครับว่า ร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ นั้น มีบางบทบัญญัติมันมีบางมาตราที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐ ดังนั้นแทนที่จะเป็นเพียง แค่การแก้ไข บางทีผมเห็นว่าท่านอาจต้องยกเลิกไปเลย ด้วยเหตุแห่งการขัดรัฐธรรมนูญนั้น ผมกำลังพูดถึงเรื่องการให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคการเมืองที่ปรากฏอยู่ใน พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐ นี้ครับ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ของประเทศ บทบัญญัติใดจะขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญมิได้ ในหมวดศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ พูดเรื่องหน้าที่และอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญไว้ ดังนี้🔗
(๑) พิจารณาวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายหรือร่างกฎหมาย🔗
(๒) พิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือองค์กรอิสระ และ🔗
(๓) หน้าที่และอำนาจอื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ🔗
จะเห็นว่าทั้ง ๓ ข้อนี้ไม่มีหน้าที่และอำนาจเรื่องยุบพรรคการเมืองที่ให้กับ ศาลรัฐธรรมนูญเลย และในข้อ ๓ ที่บอกว่า อำนาจอื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนะครับ พลิกดูรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ทุกมาตราแล้วก็ไม่มีเรื่องยุบพรรคการเมืองอยู่ในนั้น การมีคำสั่ง ยุบพรรคการเมืองจึงเกินขอบเขตอำนาจศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ นี้ ขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผมอยากให้ กรรมาธิการไปพิจารณาในเรื่องนี้ด้วย เพราะถ้าขัดครับ เราก็อาจต้องตัดบทบัญญัติที่ให้ อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในการยุบพรรคการเมืองนี้ออกไป ผมก็ไม่อยากที่จะคิดเสนอ ให้มีใครส่งเรื่องนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความนะครับ คงย้อนแย้ง คงแปลกพิลึก ศาลจะตีความ อย่างไรครับกับกฎหมายฉบับนี้ที่เคยสั่งยุบพรรคการเมืองมาแล้วถึง ๒ พรรค คือ พรรคไทยรักษาชาติและพรรคอนาคตใหม่ รวมถึงวันที่ ๗ สิงหาคมนี้ ท่านก็กำลังจะมี คำวินิจฉัยพรรคก้าวไกลด้วย หรือหากจะนับตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ ครับ มีการยุบพรรคการเมือง ไปแล้วทั้งหมด ๓๓ พรรค มีคนที่ถูก Ban ถูกตัดสิทธิทางการเมืองไปแล้วไม่ต่ำกว่า ๒๔๙ คน🔗
สุดท้ายแล้วครับท่านประธาน ผมก็อยากจะย้ำว่า ไม่ควรมีใครหรือองค์กรใด มายุบพรรคการเมืองที่มาจากเจตจำนงของประชาชนได้อย่างง่าย ๆ ถ้าจะมีนะครับ ถ้าจะมี การยุบพรรคการเมืองก็ควรเกิดจากการที่ไม่มีใครเลือกพรรคการเมืองนั้น ไม่มีคนสนับสนุน พรรคการเมืองนั้นอีกต่อไป ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เรานักการเมือง คนที่สังกัดพรรคการเมือง ต้องช่วยกันสนับสนุนรายงานฉบับนี้ ช่วยกันลงชื่อในร่างแก้ไข พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมืองที่ท่านอาจจะกลับไปแก้ไขในแบบที่ผมเสนออีกสักเล็กน้อยนะครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านธีระชัย แสนแก้ว ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายธีระชัย แสนแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมใคร่ขออภิปรายแสดงความเห็นเกี่ยวกับรายงานผลการพิจารณา เรื่อง ข้อเสนอในการส่งเสริม สถาบันการเมืองให้ยึดโยงกับประชาชน ผมต้องขอชื่นชม จะชื่นชมกี่ครั้งผมก็ต้องขอชื่นชม ในวันนี้ของคณะกรรมาธิการ โดยเฉพาะท่านประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ท่านได้อ่าน ได้พิจารณา ผมมาอ่านซ้ำอีก เพื่อพิจารณาแล้วทั้งหมด โดยข้อสรุปเท่านั้นเอง ในข้อสรุปทั้งหมดนี้ผมคิดว่าถ้าผู้ที่กำลัง จะยึดอำนาจหรือกำลังจะทำอะไรที่ตามนิสัยที่เขาทำมาตั้งแต่นานมาแล้ว เขาก็คงจะตาสว่าง แต่อย่างไรก็ตามแต่ครับ ถ้าพูดถึงการเมืองหรือพรรคการเมืองมันก็อดที่จะพูดถึงประวัติศาสตร์ ไม่ได้ ทุกครั้งหรือเกือบจะทุกครั้งด้วยซ้ำ คนเล่นไม่ได้ร่าง คนร่างไม่ได้เล่น ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ หลาย ๆ ฉบับนะครับ ที่ได้เกิดขึ้นในประเทศไทยมานี้ไม่ต้องเอ่ยอ้างหรอก เวลามันน้อย เพราะฉะนั้นกระผมติดตามเรื่องนี้ ผมคิดว่าช่วงที่ผมเกิด ผมอาจจะเกิดหลังท่านอดิศร ผมคิดว่าประชาธิปไตยมันจะเบ่งบานในช่วง ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ที่กระบวนการประชาธิปไตย ได้เกิดขึ้น พี่น้องประชาชนเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ในการยึดอำนาจจากเผด็จการกลับมา คือวันมหาวิปโยค และมีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเมื่อปี ๒๕๑๗ คือปี ๒๕๑๗ ผมคิดว่า แน่นอนที่สุดเราจะต้องได้เป็นประชาธิปไตย ตอนนั้นผมยังเรียนมัธยมอยู่ครับ เพราะฉะนั้น คำว่าอายุอานามอะไรต่าง ๆ ที่ท่านว่ามานี้ผมเห็นด้วยทั้งหมดเลยละ ทั้งหมดในกระบวนการ ที่ท่านว่ามานี้ เมื่อรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ ก็ใช้ได้ปีกว่า ๆ ครับ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ก็มายึด อำนาจอีก พอยึดอำนาจอีกแล้วแต่มันจะตั้งครับ มันจะตั้งคณะปฏิรูปอะไรก็แล้วแต่ ไม่เคยเห็นปฏิรูป สุดท้ายก็มีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๒๑ รู้สึกว่าจะยึด ๒ ครั้ง สงัด ชลออยู่ ตายไปแล้ว เอ่ยชื่อได้ครับ ยึดอำนาจเมื่อปี ๒๕๑๙ ปี ๒๕๒๑ ท่านเกรียงศักดิ์ยึดอำนาจอีกครับ ก็มาร่าง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๒๑ เพราะขณะนั้นเขาจะปฏิรูป ๒๐ ปีครับ ไม่รู้จะปฏิรูปอะไร อย่างไร ท่านเกรียงศักดิ์ก็เห็นว่าท่านอยากจะเป็นประชาธิปไตย ก็เลยร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา เมื่อปี ๒๕๒๑ เขาเรียกว่าเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ จากประชาธิปไตยที่มาจากประชาชน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ กลับมาเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบเมื่อปี ๒๕๒๑ ครับ และหลังจากนั้นมา ผมคิดว่าเราก็น่าจะตาสว่างอีกนะครับ เมื่อรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีบรรหาร ที่อยู่ในสภาได้สร้าง สสร. ขึ้นมาเมื่อปี ๒๕๔๐ ที่คิดว่าเป็นรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยมากที่สุด ฉบับหนึ่ง ผมได้เป็น สส. เมื่อปี ๒๕๔๔ ก็เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ สุดท้าย ปี ๒๕๔๐-๒๕๔๔ ก็ยึดอำนาจอีกครับ พอยึดอำนาจอีกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็เกิดขึ้นมาอีก ผมก็เจ็บใจไม่แพ้ท่านอดิศร ไม่แพ้พรรคการเมืองต่าง ๆ ที่ถูกยุบ ที่เขายึดอำนาจตอนนั้น เช่นเดียวกันพรรคพลังประชาชน ผมเป็นกรรมการบริหารพรรค ผมต้องถูกเว้นวรรค ๕ ปี ต่อไป ที่ท่านเขียนมามันไม่จำเป็นจะต้องมีถูกเว้นวรรคหรอก เสนอแนะเลย ผมอ่านไม่หมดนะครับว่า ไม่จำเป็นต้องถูกเว้นวรรค ๕ ปี คณะกรรมการบริหารถ้ามันยุบ ก็คนเล่นไม่ได้ร่าง คนร่างไม่เล่น อย่างไรครับ ความเจ็บปวดมันจะยึดโยงกับพี่น้องประชาชนได้อย่างไร ในเมื่อคณะกรรมการ บริหารเขาเลือกขึ้นมา เขาเรียกว่าพรรคการเมืองไม่ได้ตั้งมาเพื่อยุบนะครับ พรรคการเมือง มันจะต้องตั้งง่ายขึ้น เหมือนตั้งสมาคมชาวไร่อ้อยผมนี่ละครับ ไม่จำเป็นจะต้องมีถึง ๕๐๐ คน หรือ ๒๕๐ คนหรอกครับ ๙ คนก็ตั้งได้ แต่ถ้าพรรคการเมืองนั้นมีผู้นำดี ๆ มีสมาชิก คนชื่นชอบ ก็ให้เขาเลือกไปสิ ทำไมจะต้องตั้งยาก ๆ ทำไมจะต้องใช้อย่างนั้นอย่างนี้นะครับ แม้แต่กระทั่งที่ท่านบอกว่า Primary Vote Primary Vote ก็ไม่จำเป็นละครับ ถ้าจะจำเป็น ก็คือให้เป็นเรื่องของพรรคการเมือง อย่างพรรคการเมืองใหญ่ ๆ คนลงสมัครเยอะ แย่งกันลง ก็ Primary Vote สิครับ ว่าจะเลือกเอาใคร Primary Vote เลย แต่ถ้าพรรคการเมืองพรรคเล็ก พรรคน้อยหาคนลงไม่ได้ก็ให้เขาตามสบาย ไม่เห็นว่ามันจะเป็นอะไร อยู่ที่ข้อบังคับพรรค ท่านเสนอมาดีทั้งหมดครับ ตั้งแต่หมวด ๑ ทั้ง ๖ ข้อ ผมเห็นด้วยหมด หมวด ๒ ข้อ ๑-๑๘ ผมเห็นด้วยหมดครับ หมวด ๓ ข้อ ๑-๓ ผมเห็นด้วยครับ หมวด ๔ ข้อ ๑-๒ เห็นด้วยครับ หมวด ๕ รายได้พรรคการเมือง ๑-๘ เห็นด้วย แต่ต้องมีความโปร่งใสชัดเจน ตรวจสอบได้ กองทุนเพื่อพัฒนาการเมือง ๑-๖ ผมก็เห็นด้วย หมวด ๗ การใช้จ่ายของหมวดการเมือง ข้อ ๑ ข้อ ๒ ก็เห็นด้วยครับ พรรคการเมืองสิ้นสุดได้ยาก ก็เห็นด้วยครับ เพราะว่าจริง ๆ แล้ว เวลาเราร่างกฎหมายเราสิ้นสุดระยะ มีแต่พวกไม่ได้ร่างกฎหมายมันมายึดอำนาจ ใช้รัฐธรรมนูญ ๑๗ ข้อเท่านั้นละ ที่มันยึดอำนาจแล้วก็มายุบพรรคการเมือง เพราะฉะนั้นตรงนี้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เราก็มาเล่น ผมก็ไม่อยากจะไปให้ร้ายป้ายสีอะไร เท่าไร เรามากับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เขาไหวตัว ไหวตัวโดยใช้ อำนาจต่าง ๆ ที่กระทำกับพวกเราอยู่ ณ วันนี้ ก็คือผมไม่อยากเอ่ย เหมือนท่านอดิศรพูด หัวหน้าเราคือ กกต. นั่นละครับ นักการเมืองกลัว กกต. พ่อแม่ยังไม่กลัวเท่ากับ กกต. เลยครับ กลัวแต่จะทำความผิดโน่น นี่ นั่น อะไรต่าง ๆ มันก็ทำมาต่าง ๆ และอีกส่วนหนึ่ง ผมก็ไม่เอ่ยอ้างละครับ เพราะผมเจอมาแล้ว ก็เจอมาแล้ว เพราะฉะนั้นไม่อยากให้ท่านเจอ ผมให้กำลังใจนะครับ ให้กำลังใจอยู่สภาแห่งนี้ ส่วนเราจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล ก็เป็นเรื่องของเรา แต่กฎหมายที่ท่านได้ศึกษามาแล้ว เราจะต้องเอาความเป็นจริงเกิดขึ้นให้ได้ เริ่มต้นตั้งแต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ พอแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว หรือจะแก้ไขกฎหมาย พรรคการเมือง หรือ กกต. อะไรก็แล้วแต่ที่ท่านศึกษามาแล้ว ต้องเอาให้มันเป็นจริงให้ได้ เราต้องมาช่วยกัน ร่วมไม้ร่วมมือกันใน ๕๐๐ คนของสภาแห่งนี้ เอาให้เป็นประชาธิปไตยให้ได้ เราอย่าทะเลาะกัน เราอย่าเพิ่งลงถนนกันนะครับ เพราะถ้าลงถนนเมื่อไร มันจะเรียกพวกนั้น มาอีกครับ เราอยู่ในสภานี้ละ เอาให้แหลกลาญในสภานี่ละครับ เราจะต้องร่างรัฐธรรมนูญให้ได้ แก้ไขกฎหมายในสิ่งที่ยึดโยงกับพี่น้องประชาชนให้ได้ครับ ผมขอสนับสนุนตามที่ท่านได้ศึกษามา ขอขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ผมฟังท่านธีระชัยแล้วอยากลงไปอภิปรายบ้างเลยนะครับ เครื่องติดมาก ๆ เลย สุดยอด ขอบคุณครับ เชิญท่านต่อมานะครับ ท่านประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี เขต ๗ อำเภอลำลูกกา อำเภอธัญบุรีและอำเภอหนองเสือ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณคณะอนุกรรมาธิการที่ได้ศึกษา ทำงานอย่างหนักแล้วก็ได้รายงานชุดนี้มา ซึ่งผมมองเห็นว่าเป็นข้อดีมาก ๆ เลยที่ชี้ถึงจุดด้อย ของ พ.ร.ป. พรรคการเมือง ปี ๒๕๖๐ ฉบับที่เราใช้กันอยู่ปัจจุบันนี้ ประเด็นนี้น่าสนใจมาก ประเด็นหลัก ๆ ๓ ข้อ ก็คือว่าพรรคการเมืองต้องจัดตั้งได้ง่าย ต้องดำรงอยู่ได้ และต้องสิ้นสุด ได้ยาก ๓ ข้อ ตรงนี้ผมมองว่าอาจจะเป็นเส้นเลือดใหญ่ และผมก็จะขอเสริมนิดหนึ่งนะครับ เป็นเส้นเลือดฝอยเข้าไปอีก ๓ ข้อ ฝากไว้ให้พิจารณานะครับ ก็คือพรรคการเมืองต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม แล้วก็ต้องแทรกแซงได้ยาก ๓ ข้อ ครั้งนี้คงเป็น ครั้งที่ผมชู ๓ นิ้วในสภาและไม่โดนคดีนะครับ ในส่วนของเส้นเลือดฝอยผมอธิบายนิดหนึ่งนะครับ ผมอาจจะมีข้อเสนอที่เรียกว่ายังไม่มีใครพูดถึง ก็คือมีสภาประชาชนของแต่ละพรรคการเมือง พรรคการเมืองมีสภาที่สามารถตรวจสอบพรรค ตรวจสอบนักการเมือง เพราะเราเห็นแล้วว่า องค์กรอิสระปัจจุบันนี้ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ อาจจะเป็นเพราะว่าองค์กรเล็กหรือไม่ สามารถตรวจสอบได้ลึกซึ้ง แต่ถ้าเรามีสภาประชาชนของทุกพรรคการเมือง เราจะตรวจสอบ นโยบายพรรค ตรวจสอบนักการเมือง ใครซื้อเสียง ใครทุจริต คนข้างในเองนี่ละจะรู้แล้วก็ สามารถตรวจสอบ สามารถที่จะตัดสิทธินักการเมืองคนนั้น สามารถที่จะขับออกจากพรรคได้ ตรงนี้จะเป็นหูเป็นตาให้กับพี่น้องประชาชน แล้วก็ช่วยเหลืองานขององค์กรอิสระได้อย่างดี ซึ่งตรงนี้ก็ถือว่าเจ้าของพรรคก็จะไม่สามารถแทรกแซงได้ นายทุนพรรคก็ไม่สามารถ แทรกแซงได้ เพราะเรามีสภาประชาชนที่คอยตรวจสอบอยู่ แต่ถ้าเกิดสภาประชาชนจะไม่ดีเอง ก็แล้วแต่พรรคนั้นเลย เราก็ต้องปล่อยให้เป็นอย่างนั้น ตอนนี้กลับมาถึงเรื่องของ ๓ เสาหลัก เส้นเลือดใหญ่ของรายงานฉบับนี้ พรรคการเมืองต้องจัดตั้งได้ง่าย ผมอยากจะพูดถึงเรื่องของ การหาสมาชิกพรรคนะครับ ทุกท่านที่เป็นนักการเมืองแล้วเคยลงไปหาสมาชิกพรรค จะทราบได้ว่ามันยากมาก ๆ ขนาดที่ว่าพรรคก้าวไกลเป็นพรรคที่คนเลือกมาอันดับหนึ่ง คนรักเราจำนวนมาก เราก็ยังไม่สามารถดึงดูดให้มาสมัครสมาชิกพรรคได้เลยนะครับ อย่าว่าแต่เก็บสตางค์ ๑๐๐ บาทเลย ให้ฟรียังไม่เอาเลยครับ ถึงแม้เขาจะชอบพรรคนะครับ แต่เขามีเหตุผลร้อยแปดพันประการที่จะไม่สมัครเป็นสมาชิก ขอรักนะแต่ไม่แสดงออก เพราะมันมีปัญหามากมายนะครับท่าน มันไม่ง่ายเลย แล้วตรงจุดนี้จะบอกว่าปัญหาพรรค การเมืองตั้งใหม่ พรรคการเมืองที่ไม่มีคะแนนเสียงอย่างเรายิ่งยากไปกว่านี้หลายเท่านะครับ เราจึงได้ยินคำว่า มีการจ้างให้มาสมัครสมาชิก ๓๐๐ บาทบ้าง ๕๐๐ บาทบ้าง ๑,๐๐๐ บาทบ้าง อันนี้เกิดขึ้นนะครับ แต่เราจะไปว่าพรรคเล็กเหล่านั้นก็คงลำบาก เพราะว่าเขาไม่มีทางเลือก จริง ๆ มันไม่ใช่ง่าย ๆ เพราะฉะนั้นตรงจุดนี้เราอยากจะให้ตัดไปเลยนะครับ ไม่จำเป็น ต้องจ่ายค่าสมาชิก และเวลาสมัครแล้วก็ให้เป็นตลอดชีพไปเลย ไม่ต้องมาต่อสมาชิกภาพอีก เสียเวลามากเลยครับตรงนี้ แล้วถ้าเกิดประชาชนคนนั้นอยากจะเปลี่ยนพรรคก็ไปลาออก แล้วสมัครสมาชิกใหม่ก็เป็นตลอดชีพเหมือนกัน ไม่ต้องจ่ายเงินนะครับท่าน🔗
ข้อ ๒ พรรคการเมืองต้องดำรงอยู่ได้ เรื่องนี้หลายคนก็พูดไปแล้วนะครับ ทำไมถึงไม่ให้หาเงินโดยสุจริต ทำไมต้องไปหาเงินอย่างทุจริตละครับ การขายของออนไลน์ เป็นวิธีการหาเงินที่สุจริตและดีที่สุดแล้วนะครับ ก็ยังไม่ให้เราขายออนไลน์ แล้วคนที่อยู่ลำพูน ลำปาง เชียงใหม่ เขาต้องบินมากรุงเทพมหานครมาซื้อที่สาขาพรรคหรือครับ อันนี้เกิดขึ้น มีปัญหามากมายเลย เวลาเราไปออกกิจกรรมเอาของไปตั้งขาย ปรากฏว่าแถวยาวเฟื้อยเลย เพราะว่าเขาไม่สามารถซื้อออนไลน์ได้ แล้วเวลาซื้อก็ต้องขอบัตรประชาชนมาจด เลขบัตรประชาชนในใบเสร็จอีก แถวรอเป็นชั่วโมงเลยนะครับ ตรงนี้อยากให้ทำให้มันง่ายขึ้น การหาเงินแบบสุจริตเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้วไม่ใช่หรือครับ ท่านไม่ควรจะมาเจ้ากี้เจ้าการ หรือมามีกฎบังคับกับเรื่องเหล่านี้เลย ควรจะไปดูคนที่ทุจริตรับเงินนายทุน รับเงินใต้โต๊ะ จัดโต๊ะจีนโต๊ะละ ๓๓๐,๐๐๐ บาท อย่างนั้นดีกว่าไหมครับ กองทุนเพื่อการพัฒนาการเมือง ก็เช่นกัน คนบริจาคผ่านภาษีเขาต้องการบริจาคให้พรรคอยู่แล้ว ก็ยังต้องไปเบิกกับกองทุน ของ กกต. อีก และการจะจัดงานแต่ละครั้งต้องตั้งโครงการไว้ ๓ เดือน ๔ เดือนล่วงหน้า ถึงจะจัดได้ แล้ว กกต. ก็ต้องไปตรวจ Check อีกตามสถานที่จัดงานของเรา ก็สิ้นเปลือง ทรัพยากรทุกอย่าง ทั้ง กกต. ต้องนั่งรถไปหลาย ๆ เรื่อง ประชาชนที่เขาบริจาคเงินภาษี คนละ ๕๐๐ บาท ไม่ได้มากเลยนะครับ แล้วเขาก็ตั้งใจบริจาคให้อยู่แล้ว ควรจะโอน ให้พรรคการเมืองไปเลยนะครับ ไม่เช่นนั้นเท่ากับว่าท่านดูถูกประชาชนนะครับ ท่านดูถูกว่า ประชาชนบริจาคให้พรรคการเมืองที่ไม่มีประสิทธิภาพหรือครับ ท่านไม่ควรจะเก็บเงินไว้เอง แล้วก็มาคอยบังคับว่าพรรคการเมืองต้องเอาเงินไปใช้อะไรบ้าง เมื่อประชาชนบริจาคแล้ว ควรจะเป็นของประชาชนเลย🔗
ข้อ ๓ ก็คือส่วนของพรรคการเมืองต้องสิ้นสุดได้ยาก อันนี้คนทำผิดแต่ทำไม ไปยุบพรรค ทำไมไม่ลงโทษที่ตัวบุคคล หลายครั้งหลายคราวนะครับกรรมการบริหาร ยกตัวอย่างปี ๒๕๕๐ มีการยุบพรรคนะครับ ยุบพรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุด ตอนนั้นก็คือ พรรคไทยรักไทย มี สส. ๓๗๗ คน แล้วก็มีประชาชนเลือก สส. บัญชีรายชื่อในครั้งนั้นถึง ๑๙ ล้านคน แต่ท่านกลับให้ศาลรัฐธรรมนูญมาสั่งยุบพรรค ผ่านมาอีกไม่กี่ปี ปี ๒๕๕๑ ก็มีการยุบพรรคพลังประชาชนอีกครั้งหนึ่งนะครับ แล้วตอนนี้ท่านก็ยังมีการตัดสิทธิ นักการเมืองตลอดชีพ ซึ่งการตัดสิทธินักการเมืองตลอดชีพถือเป็นการประหารชีวิต นักการเมืองเลย หรือแม้แต่การตัดสิทธิ ๑๐ ปี ก็เท่ากับเป็นการจำคุกนักการเมืองนะครับ เขาทำอะไรไม่ได้ตอนนั้น คดีที่ร้ายแรงขนาดนี้ท่านไม่ควรปล่อยให้คนเพียง ๙ คนมาตัดสิน ชีวิตของนักการเมืองหรือชีวิตของพรรคการเมืองนะครับ โดยส่วนใหญ่ก็ใช้วิจารณญาณ คนที่กำลังทำผิดไม่รู้ตัวว่าทำความผิด คดีร้ายแรงขนาดนี้ควรจะต้องเขียนกฎหมายให้ชัดเจน ว่าอะไรผิด อะไรไม่ผิด ไม่ใช่ปล่อยให้ใช้วิจารณญาณมาตัดสินคนนะครับ และคนที่ตัดสินว่า ควรจะยุบพรรคหรือไม่ ควรจะเป็นประชาชน ไม่ควรจะเป็นองค์กรอิสระอย่างที่คุณเชตวัน เตือประโคน ได้พูดไปนะครับ ถ้าพรรคนั้นจะเสื่อมลง จะถูกยุบลง ก็เพราะประชาชนไม่เลือก ไม่ใช่เพราะคนเพียง ๙ คน มาบอกว่าต้องยุบนะครับ ท่านประธานครับ พรรคที่มีคน ๕๐๐ คน จัดตั้งขึ้นมา มีคน ๑๐๐,๐๐๐ คน สมัครเป็นสมาชิก และมีอีก ๑๔ ล้านเสียงเลือกเข้ามา แต่กลับถูกคนเพียง ๙ คนมาตัดสินนะครับ ผมตอนนี้เรียนหลักสูตร ปปร. อยู่ ของสถาบัน พระปกเกล้า มีหัวข้อหนึ่งนะครับ ศาลรัฐธรรมนูญกับการเมืองไทย ได้มีอาจารย์ท่านหนึ่ง ยกตัวอย่าง ท่านพูดว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีความยุติธรรมอยู่นะครับ ลองดูคำวินิจฉัย ที่ ๓๐/๒๕๖๓ เป็นคำวินิจฉัยที่เรียกอาจารย์ท่านหนึ่งมารายงานตัวแล้วไม่ยอมมา คสช. จึงสั่งฟ้องคดี และสุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยกฟ้อง เห็นไหมครับว่าศาลรัฐธรรมนูญ มีความยุติธรรม ผมยกมือถามเลยครับ ผมยกมือถามอาจารย์ อาจารย์ครับ ในที่ใด ๆ ในโลกนี้ ศาลใด ๆ ในโลกนี้ ถ้ามีความยุติธรรมจริง อาจารย์ไม่จำเป็นต้องยกตัวอย่างใดตัวอย่างหนึ่ง ขึ้นมาเลยครับว่ายุติธรรม ทุกคดีควรจะยุติธรรม ฝากไว้ให้คิดนะครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ อดีตอนาคตใหม่ ปัจจุบัน พรรคก้าวไกล ขอร่วมอภิปรายรายงานของกรรมาธิการที่นำเสนอต่อสภาในวันนี้ครับ ท่านประธานครับ รายงานฉบับนี้เป็นรายงานที่ตีแผ่ความจริงและเป็นเรื่องที่เอามาให้ สภาแห่งนี้ได้รับทราบถึงประโยชน์ คุณค่าของรายงานที่ผมเห็นแล้วว่ามีรูปเล่ม รายละเอียด เนื้อหาสาระที่สมบูรณ์ เพราะเราได้เห็นทัศนคติต่าง ๆ ได้เห็นมุมมอง ได้เห็นอคติ ท่านประธานครับ ร่าง พ.ร.ป. พรรคการเมืองประกอบที่ออกปี ๒๕๖๐ หรือในรายงานที่ระบุว่า ท่านเข้าไปศึกษาต่าง ๆ ท่านดูปี พ.ศ. สิครับท่านประธาน คือปี พ.ศ. ที่มาจากรัฐบาล เผด็จการทั้งสิ้น หรือส่วนใหญ่เลยครับท่านประธาน ไม่ได้มาจากช่วงเวลาของการเป็นรัฐบาล ประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นมันเหมือนกับคนที่มาเล่นการเมืองหรือมาลงเป็นนักการเมือง นั่นละครับ ซึ่งเขาไม่เคยเป็นนักการเมืองมาก่อน แต่มาออกกฎกติกากำกับนักการเมือง วันนี้ สังคมไทยนะครับท่านประธาน เวลาเราจะเล่นฟุตบอล คนที่ออกกติกาเล่นฟุตบอล ออกกติกามวย ต้องเป็นนักมวยมาก่อน ต้องเป็นนักฟุตบอลมาก่อนครับถึงจะรู้เรื่อง แต่วันนี้ คนมาออกกติกากำกับนักการเมืองสู่รู้จริง ๆ ครับ เป็นข้าราชการเก่า ๆ บ้างละ ทำตัวเป็น อำมาตย์ ทำตัววางมาด มองนักการเมืองในแง่ลบ ผมเสียดายครับว่ารายงานฉบับนี้ไม่ได้ ให้คำนิยามที่ชัดเจนว่าการเมืองคืออะไร นักการเมืองคืออะไร พรรคการเมืองคืออะไร ที่ชัดเจน แน่นอนครับ คำนิยามปรากฏอยู่ในรายงาน อาจจะเป็นรายงานฉบับอื่น หรือคำสอน ในมหาวิทยาลัย ปี ๑ ด้วยซ้ำครับ แต่ปรากฏว่าสังคมไทยถูกเบี่ยงเบนความคิด ผมยกตัวอย่าง ท่านประธานครับ ปรากฏว่า ณ วันนี้ถ้าเราจะไปจัดตั้งสมาคมนะครับ เวลาไปจดทะเบียนสมาคม จะมีข้อ ๆ หนึ่งในทุกสมาคมเลย ท่านประธานไปสังเกตได้เลย สมาคมนี้จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับ การเมืองใด ๆ ทำไมครับ มันน่ารังเกียจตรงไหนครับ ไปจัดตั้งชมรมนะครับ ไปดูข้อบังคับ ชมรมสิครับ ชมรมนี้จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง พรรคการเมือง หรือนักการเมืองใด ๆ กลายเป็นว่าสังคมกำลังรังเกียจนักการเมืองหรือ วันหนึ่งผมไปพูดจาปราศรัยกับพี่น้อง ประชาชน เอาผลงานไปเล่าให้ฟัง เสียงในเวทีบอกว่ามาห้าเสี้ยงแหล่วหลาว ผมก็ต้องบอกว่า นักการเมืองต้องหาเสียงสิครับ นักการเมืองต้องมาเล่าประสบการณ์ นักการเมืองต้องมารายงาน ประชาชน ถ้าไม่มาหาเสียงจะเป็นนักการเมืองไม่ได้ครับ การหาเสียงคือความปกติ ของการเป็นนักการเมืองและพรรคการเมืองครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นวันนี้ครับ ผมอยากมารณรงค์ภาคสังคมให้เข้าใจคำว่า นักการเมืองหรือพรรคการเมือง ให้มากขึ้นครับ วันหนึ่งพวกเราเป็น สส. ไปขออนุญาตหาเสียงทำความเข้าใจเรื่องประชาธิปไตย รณรงค์ นโยบาย ๓๐๐ นโยบายในโรงเรียน ในสถานศึกษา ในหน่วยงานราชการ แต่ถูกปฏิเสธครับ หาว่าเดี๋ยวจะไม่เป็นกลางทางการเมือง อ้าว ทำไมคิดอย่างนั้นละครับ สถานที่ราชการ สร้างจากภาษีประชาชน ทุกคนเป็นเจ้าของ ผอ. โรงเรียนเป็นเจ้าของไม่ได้นะครับ วันหนึ่ง ท่านก็เกษียณไป ทำไมครับ ทำไมต้องรังเกียจนักการเมืองเข้าไปหาเสียงไม่ได้ ท่านประธานเอง ก็ต้องยืนแจกใบปลิวหน้าโรงเรียน ผมจำได้นะครับ เข้าไปโรงเรียนไม่ได้ครับ เกิดอะไรขึ้น กับวงการศึกษาไทยครับ นี่คิดผิดนะครับแบบนี้ เพราะฉะนั้นวันนี้ต้องมารณรงค์ให้สังคมไทย ได้ตื่นตัวว่าการเมืองเป็นสิ่งที่ท่านหลีกเลี่ยงไม่ได้ ข้าราชการต่าง ๆ ต้องเปลี่ยนวิธีคิดครับ รพ.สต. ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหรือสถานที่ราชการต้องเปิดช่องให้นักการเมืองเข้าไป บรรยายหรือเข้าไปให้ความรู้ต่าง ๆ กับกลุ่มคนที่เขาสนใจ จะมาอ้างว่าไม่เป็นกลางทางการเมือง ผมไม่เห็นด้วยครับ ก็ในเมื่อถ้าเราเข้าไปขอใช้ได้ ทุกคนก็ต้องไปขอใช้ได้ แต่ในเมื่อพรรคอื่น ไม่ไปขอใช้เองท่านจะมาปฏิเสธแบบนี้ไม่ได้ วันนี้ผมจำเป็นต้องลุกขึ้นมาอภิปรายรายงาน เรื่องนี้ เพื่อจะแสดงมุมมองให้เห็นว่าการเมืองเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมจึงมีหลาย ๆ อย่างที่อยากจะนำเสนอว่า ถ้าสังคมวันนี้เต็มไปด้วย ความคิดเชิงลบนะครับ ไม่ได้เลยครับ การเมืองวันนี้เราเติบโตไม่ได้ เพราะฉะนั้นอยากให้ สังคมวันนี้คิดบวกกับพรรคการเมืองต่าง ๆ วันนี้ท่านอดิศรต้องขออนุญาตฝากกลอนด้วย นะครับ พรรคการเมืองคือเรื่องของประชาชน องค์กรอื่นอย่าสัปดนทำตนมีอำนาจ ถึงคราว วันนี้ประชาชนจะประกาศ เอกราชประชาธิปไตยเพื่อประชาชน นี่เป็นครั้งแรกที่ผมอ่านกลอน อยู่มาสมัยที่ ๒ แล้ว ท่านประธานครับ เรามาช่วยกันสร้างความถูกต้อง สร้างวิธีคิดเชิงบวก ให้สังคม ให้ภาคประชาชนได้ตื่นตัวถึงภาคการเมืองของเรา ผมจึงอยากเสนอแนะนะครับ วันนี้ผมคิดว่าการอภิปรายของเราถึงหู กกต. ถึงหูหน่วยงานหลายหน่วยงาน แต่ประเด็นคือ ท่านจะหน้าด้านฟังหรือเปล่า หรือเอาไปปรับปรุงแก้ไขหรือเปล่า ผมฝากไปถึงข้าราชการ มืออาชีพที่อยู่ในแต่ละองค์กรว่า ท่านโปรดแสดงความเป็นมืออาชีพของท่านนะครับ ยืนหยัดเป็นนักประชาธิปไตย ทบทวนว่าเวลาท่านเป็นนักศึกษาปริญญาตรี ปี ๑ เขาปลูกฝัง อะไรในหัวท่าน ทบทวนว่าเวลาท่านเข้าไปเรียนชั้นประถมศึกษา ชั้นมัธยมศึกษา เป็นประชาธิปไตยแบบไหน อย่างไร ท่านฝึกทบทวนด้วยนะครับ วันนี้ผมจึงต้องมาอภิปราย รายงานของท่าน ซึ่งผมขอไม่รับรายงานฉบับนี้ไม่ได้ครับ ต้องรับครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านฉัตร สุภัทรวณิชย์ ครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ฉัตร สุภัทรวณิชย์ ผู้แทนราษฎรนครราชสีมา เขต ๑ หน้าย่าโม พรรคก้าวไกลครับ ขอร่วมอภิปรายในรายงานการส่งเสริมสถาบันพรรคการเมืองให้ยึดโยงกับประชาชนครับ ท่านประธานที่เคารพครับ พรรคการเมืองควรจะเป็นสถาบันและร่วมกันสร้างให้เป็นสถาบัน อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้พูดกันย้ำ ๆ มา สถาบันทางการเมืองแห่งนี้ควรจะเกิดง่าย อยู่ได้ แล้วก็ตายยากครับ การทำงานของพรรคการเมืองไม่ใช่แค่ช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งนะครับ ผมได้ยินเพื่อน ๆ สมาชิกอภิปรายกันมาก็อยากจะเสริมเติมในส่วนของการดำเนินงาน การทำอย่างไรที่จะเป็นการส่งเสริมการทำงานของพรรคการเมือง ผมมีประเด็นมานำเสนอ สัก ๓ ประเด็นครับ🔗
ในส่วนแรกครับ ในเรื่องของกิจกรรมในพื้นที่ เรื่องของสมาชิกสัมพันธ์ ท่านประธานครับ พรรคการเมือง สส. คณะทำงาน เครือข่ายต่าง ๆ ต้องขยันลงพื้นที่ ต้องไปพบกับพี่น้องประชาชน แล้วไปเพื่ออะไรครับ เพื่อไปประชาสัมพันธ์กลับไปหาประชาชน และแน่นอนครับ ไปเชิญชวนให้ได้มาสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมือง การเป็นสมาชิก พรรคการเมืองนั้นคือการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน เราจะทำอย่างไรให้มีการอำนวย ความสะดวกในการที่พี่น้องประชาชนจะสมัครเป็นสมาชิก เราไปถึงแล้ว เราได้สร้าง ความไว้เนื้อเชื่อใจ เราได้ไปปักธงทางความคิดหรือไม่ ให้พี่น้องประชาชนได้มั่นใจ แล้วก็ สมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองของเรา เราได้อำนวยความสะดวกในการยื่นหลักฐาน ในการสมัครออนไลน์ แต่เราพบว่าระเบียบที่ผ่านมานั้นเป็นอุปสรรคหลายอย่าง ในรายงาน ได้เสนอแนวทางการแก้ไข ผมเห็นด้วยและยินดีเป็นอย่างยิ่ง แต่อยากจะนำเสนอเพิ่ม อีกอย่างนะครับว่า เวลาเราลงพื้นที่ไปจริง ๆ มันไม่ใช่แค่ความท้าทายที่เราจะไปสร้าง ความไว้เนื้อเชื่อใจ ชักชวนพี่น้องประชาชนให้มาสมัครเป็นสมาชิกพรรค สิ่งที่เราไปเจอคือ พี่น้องประชาชนหลายคนเขาเข้าใจโดยบริสุทธิ์ใจ แล้วก็รับรู้ว่าตัวหลาย ๆ คนนั้นไม่เคยเป็น สมาชิกพรรคการเมือง แต่พอเขาจะสมัครมาที่เราเพิ่งมาพบว่าไปเป็นสมาชิกพรรคอะไรก็ไม่รู้ อันนี้เป็นคำถามนะครับ และนำมาสู่ความยุ่งยากคืออะไร กว่าจะไปยกเลิกก็ต้องขอเอกสาร ต้องให้เจ้าตัวไปยกเลิกขั้นตอนต่าง ๆ ไปยื่น กกต. แล้วจึงจะมาสมัครพรรคใหม่ได้ แปลว่า ต้องไปยกเลิกของเก่าด้วย แล้วเราก็พบข้อมูลเชิงประจักษ์แท้จริงจากพื้นที่ว่า ทำไมพี่น้อง ประชาชนจำนวนมากไม่รู้ตัว แล้วก็ไปอยู่พรรคการเมืองอะไรก็ไม่รู้ ไปอยู่เมื่อไรก็ไม่รู้นะครับ ต่อมาครับ อยากจะบอกว่าเราควรจะสร้างแรงจูงใจในการเป็นสมาชิกให้กับพี่น้องประชาชน เพราะสมาชิกพรรคการเมืองทุกคนเราคือผู้คนและการเดินทาง🔗
ในประเด็นที่ ๒ ครับ อยากจะพูดถึงเรื่องเงินบริจาค ใช้ยากมาก ตรรกะอะไรครับ กฎระเบียบเพียบเลย หยุมหยิม ยุบยับ เวลาจะเบิกตั้งกฎเกณฑ์เอาไว้ ๑. สนับสนุนโครงการ และแผนงานแต่ละพรรค แต่เบิกยากมาก วัตถุประสงค์ดี ๆ ใด ๆ ถูกปัดตก เบิกไม่ได้ ทำได้เพียงกรอบแคบ ๆ ๒. สนับสนุนค่าไปรษณีย์อากร สาธารณูปโภค อาทิ ไฟฟ้า โทรศัพท์ น้ำประปา เราต้องส่งไปรษณีย์กี่ฉบับครับ ถ้าพรรคก้าวไกลได้รับเงินบริจาคสัก ๕๐ ล้านบาท โอ้ จ่ายกันสนุกเลยนะครับ ทีนี้ผมอยากจะชวนคิดอย่างนี้ครับว่า เงินบริจาคที่ผู้มีจิตศรัทธา จะส่งมอบให้กับผู้รับบริจาคซึ่งเป็นพรรคการเมืองแล้ว ควรจะเป็นสิทธิ เป็นเอกสิทธิ์ ของพรรคนั้นหรือไม่ที่จะได้รับเงินแล้วก็ไปดำเนินการ ตรรกะของความห่วงใยนี้ลองคิด ตามผมนะครับ สมมุติว่ามีการบริจาคให้สาธารณกุศล ไม่ว่าจะเป็นทางด้านศาสนา โรงพยาบาล สาธารณกุศล มูลนิธิต่าง ๆ ก็ดี แล้วมีความห่วงใยทำนองนี้ ตั้งเป็นคณะกรรมการ กองทุนตามไปดูแล ผมว่ามันก็ดี แต่มันคงดีพิลึกเลย แล้ววัดอื่น ๆ ศาสนสถาน โรงพยาบาล สาธารณกุศล มูลนิธิ จะได้สัมผัสครับว่า เวลาเบิกจ่ายตั้งโครงการมันเป็นอย่างไร รับรอง เสียงเรียกร้องให้เปลี่ยนเยอะเลยครับ ทีนี้มาพูดถึงคณะกรรมการกองทุนการพัฒนา พรรคการเมืองครับ ผมก็เห็นด้วยกับรายงานฉบับนี้ ณ ปัจจุบันทราบหรือไม่ครับว่า โครงสร้างของคณะกรรมการนี้ไม่ได้ยึดโยงกับพรรคการเมืองเลยครับ มีตัวแทนจาก พรรคการเมืองตรงไหนครับ จะดีไหมครับ ถ้ามีตัวแทน เช่น จากพรรคฝ่ายค้าน ๒ ท่าน พรรครัฐบาล ๒ คน แล้วก็มีตัวแทนจากพรรคการเมืองที่ไม่ได้มี สส. สัก ๑ ท่าน เข้าไปร่วม เป็นกรรมการ เพื่อให้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงมาจากส่วนที่มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าไปมีส่วนร่วม🔗
ต่อมาครับ ประเด็นที่ ๓ อยากจะพูดถึงเรื่องการระดมทุนของประชาชน กรุณาเถอะครับ ให้ทำง่ายขึ้น พรรคการเมืองเวลาเขามีรายรับ รายจ่าย เขาต้องลงบัญชี อย่างถูกต้อง มีหลักเกณฑ์ทางบัญชี ต้องทำงบประจำปีและต้องยื่นงบประจำปี เขามีกฎหมาย ทางบัญชีครอบคลุมอยู่นะครับ ทำซี้ซั้วไม่ได้ เพราะฉะนั้นนี่มีหลักมีเกณฑ์แล้วควรจะเปิดให้ ทำอย่างอิสระ เพราะมีกระบวนการทางบัญชีที่มีกฎหมายตรวจสอบแล้ว แล้วเราควรจะมี การป้องกันทุนใหญ่ ไม่ใช่ให้บริจาคเพดาน ๑๐ ล้านบาทแล้ว แต่กรรมการของบริษัทนั้น ไปอยู่บริษัทลูกอีกสัก ๑๐ บริษัท แล้วก็บริจาคเพิ่มอีกบริษัทละ ๑๐ ล้านบาท อันนี้เข้าข่าย ทุนใหญ่ครอบงำพรรคหรือเปล่าครับ🔗
โดยสรุปแล้ว ผมเองก็มีความประสงค์เหมือนเพื่อนสมาชิกว่า อยากจะให้ พรรคการเมืองนั้นเกิดง่าย อยู่ได้ แล้วตายยาก ๆ จะจากไปต้องจากไปเพราะพี่น้องประชาชน เขาไม่เอาแล้วครับ ส่งเสริมการดำเนินงานให้พรรคการเมืองนั้นยึดโยงกับประชาชน มีส่วนร่วม เปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้ ประชาชนเป็นเจ้าของครับ พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองใช้กฎระเบียบเพื่อส่งเสริมสนับสนุนพรรคการเมือง ไม่ใช่เป็นอุปสรรคขวากหนาม มีเจตนาแอบแฝงซ่อนเร้น ควบคุมกำเนิด Bonsai ไม่ต้องการ ให้เติบโต แล้วก็บดขยี้รังแกพรรคการเมืองเมื่อผู้ถืออำนาจต้องการ ผมสนับสนุนรายงาน ของอนุกรรมาธิการนี้ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านพนิดา มงคลสวัสดิ์ ครับ🔗
เรียนประธานที่เคารพ ดิฉัน พนิดา มงคลสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ เขต ๑ อำเภอเมือง ตำบลท้ายบ้าน ปากน้ำ บางเมือง บางโปรง บางด้วน พรรคก้าวไกลค่ะ วันนี้ดิฉัน ขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายสนับสนุนรายงานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาและจัดทำ ข้อเสนอในการส่งเสริมสถาบันพรรคการเมืองให้ยึดโยงกับประชาชน ของคณะกรรมาธิการ การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ท่านประธานคะ เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้ร่วมอภิปรายไว้ในหลายประเด็นอย่างน่าสนใจ ในวันนี้ดิฉัน จะขอโฟกัสในประเด็นที่ว่า พรรคการเมืองนั้นต้องสิ้นสุดได้ยาก เนื่องจากพรรคการเมือง เป็นตัวเชื่อมระหว่างประชาชนกับองค์กรที่ใช้อำนาจของรัฐ การที่พรรคการเมืองสิ้นสภาพ หรือยุบพรรคการเมืองย่อมกระทบต่อสิทธิในการเข้าถึงอำนาจรัฐของประชาชนโดยตรง การยุบพรรคการเมืองจึงควรมีเฉพาะกรณีร้ายแรงเพื่อเป็นมาตรการสุดท้ายในการควบคุม พรรคการเมืองเท่านั้น และต้องระลึกอยู่เสมอว่าการยุบพรรคคือการลิดรอนสิทธิของ ประชาชน ลิดรอนสิทธิในความเป็นพลเมืองที่เป็นศูนย์รวมเจตจำนงของมนุษย์ที่เกิดมา โดยเสรี ในระบบการเมืองไทยค่ะ การยุบพรรคการเมืองนั้นนำมาซึ่งปัญหา ถือเป็นการลดทอน ความหลากหลายทางการเมือง เป็นการกระทำที่สวนทางกับหลักสากลของรัฐประชาธิปไตย ที่มุ่งรักษาความหลากหลายในสังคม ปิดกั้นโอกาสในการมีส่วนร่วมทางการเมืองของ ประชาชนในฐานะผู้ที่มีอุดมการณ์และเจตนารมณ์ทางการเมืองตรงกันกับพรรคการเมืองนั้น ๆ เป็นการทำลายตัวกลางที่เชื่อมโยงระหว่างรัฐกับประชาชนที่เป็นหน้าที่สำคัญของ พรรคการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีการยุบพรรคการเมืองที่มีสมาชิกพรรค เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในรัฐสภา อีกทั้งยังเป็นการทำลายโอกาสที่พรรคการเมือง จะพัฒนาไปสู่การเป็นสถาบันในระบบการเมือง ส่งผลต่อพัฒนาการของระบอบประชาธิปไตย ทำให้พรรคการเมืองในระบบรัฐสภาอ่อนแอ ที่สำคัญค่ะ ยังเป็นชนวนบ่มเพาะปัญหา ความขัดแย้งทางการเมืองในสังคมไทยให้ลุกลามบานปลายยิ่งขึ้น กลายเป็นไฟลามทุ่งอย่างที่เรา ได้เห็นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ไม่เพียงเท่านี้ค่ะ การกำหนดบทลงโทษโดยการตัดสิทธิเลือกตั้ง การตัดสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้ง หรือการห้ามไม่ให้ดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมือง ก็สมควรจะได้รับการทบทวนถึงความจำเป็น เหมาะสมและได้สัดส่วน กำหนดโทษทางอาญา แก่พรรคการเมืองและประชาชนนั้นเฉพาะความผิดร้ายแรงที่มีผลกระทบต่อส่วนรวม ในกรณี ที่ไม่สามารถใช้มาตรการอื่นใด เพื่อบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะทำให้ ประชาชนปฏิบัติตามกฎหมายได้ หากการยุบพรรคการเมืองนั้นขัดแย้งต่อความรู้สึก ต่อประชาชนหมู่มาก ก็จะทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยในความสุจริตและเที่ยงธรรม ของทุกองค์กรที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะองค์กรที่มีอำนาจในการยุบพรรค สำหรับประเทศไทย องค์กรเดียวที่มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดนั่นคือศาลรัฐธรรมนูญ และหลายต่อหลายครั้ง ในประวัติศาสตร์การยุบพรรคการเมืองไทยเราก็มักจะได้ยินเสียงสะท้อนจากสังคม ด้วยคำถามที่ว่า ผู้มีอำนาจทางการเมืองไทยกำลังพยายามใช้กลไกการยุบพรรคการเมือง เป็นเครื่องมือกำจัดศัตรูคู่แข่งทางการเมือง โดยอาศัยช่องทางที่กฎหมายไทยกำหนดเหตุ แห่งการยุบพรรคการเมืองไว้อย่างกว้างขวาง พร้อมทั้งไม่มีกลไกทางวิธีพิจารณาที่เป็น หลักประกัน ไม่ให้เกิดการยุบพรรคการเมืองได้โดยง่ายหรือไม่ อะไรคือความชอบธรรม ในการยุบทิ้งเจตนารมณ์ของประชาชนที่ฝากไว้กับพรรคการเมือง ท่านประธานคะ จากการสืบค้น ข้อมูลดิฉันพบว่ารากฐานของการยุบพรรคการเมืองนั้นมาจากแนวคิดที่ว่าด้วย Militant Democracy แปลอย่างง่ายว่า แนวคิดประชาธิปไตยไม่ทน ประชาธิปไตยไม่จำเป็นต้องอดทน อดกลั้นต่อแนวคิดที่เป็นปฏิปักษ์ต่อตัวมันเองค่ะ พรรคการเมืองใดจัดตั้งและแข่งขัน ในระบอบประชาธิปไตยก็ต้องสมาทานอุดมการณ์ประชาธิปไตยด้วย การยุบพรรคการเมือง สามารถทำได้เฉพาะภายใต้เงื่อนไขที่เป็นไปเพื่อปกป้องสิทธิหรือเสรีภาพที่ใหญ่กว่า เช่น การใช้เสรีภาพทางการเมืองเพื่อทำลายระบบการเมืองทั้งหมดนั้นลง ย่อมทำไม่ได้ นั่นคือ คุณไม่สามารถใช้เสรีภาพเพื่อทำลายตัวเสรีภาพได้นั่นเองค่ะ อย่างไรก็ตามประเด็นที่ต้อง ทดไว้ในใจเสมอก็คือการยุบพรรคการเมืองเป็นมาตรการอำนาจนิยมที่เป็นการละเมิด เสรีภาพการรวมกลุ่มทางการเมือง ซึ่งเป็นเสรีภาพพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย วิธีนี้ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากและไม่เป็นที่นิยม ไม่ถูกใช้ในประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูง ในต่างประเทศค่ะ ตัวอย่างแนวคิดที่นำไปสู่การยุบพรรค ได้แก่ แนวคิดนาซีและคอมมิวนิสต์ ในเยอรมนี แนวคิดคอมมิวนิสต์ในกลุ่มประเทศอดีตสหภาพโซเวียต แนวคิดแบ่งแยกดินแดน เคิร์ดในตุรกี แนวคิดแบ่งแยกดินแดนบาสก์ในสเปน ท่านประธานจะเห็นว่าอุดมการณ์ การเมืองที่ถูกตีตราว่าเป็นอันตรายนั้น โดยหลักแล้วแนวคิดของพรรคการเมืองเป็นแบบ ที่ปฏิเสธระบอบประชาธิปไตย ปฏิเสธรูปแบบการปกครองปัจจุบันของรัฐ ที่สำคัญคือ พรรคการเมืองเหล่านั้นที่ถูกยุบไปสมาทานอุดมการณ์ดังกล่าวเป็นอุดมการณ์ของพรรค ไม่ใช่เพียงแค่สมาชิกคนใดคนหนึ่งของพรรคเท่านั้น และเมื่อกลับมามองที่ประเทศไทยค่ะ ตลอด ๑๗ ปีที่ผ่านมานับจากรัฐประหาร ปี ๒๕๔๙ เราได้เห็นพรรคการเมืองไทยถูกยุบกัน จนเป็นเรื่องชินตา นับเฉพาะพรรคการเมืองที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ในสภานะคะ ก็นับรวมได้ถึง ๕ พรรคด้วยกัน นำมาเปรียบเทียบกับแนวทางของต่างประเทศก็ทำให้เกิด คำถามค่ะว่า การกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งของพรรคการเมืองไทยที่ถูกยุบไปนั้นร้ายแรง เทียบเท่ากับการพยายามเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองของรัฐ การแบ่งแยกดินแดน หรือการเผยแพร่แนวคิดชาตินิยมนาซีแบบสุดโต่งหรือไม่ ในเมื่อทั้งพรรคไทยรักไทย พลังประชาชน ไทยรักษาชาติ ตลอดจนพรรคอนาคตใหม่ ล้วนแสดงออกว่าต้องการลงแข่งขัน ในระบอบประชาธิปไตย และไม่ได้มีการแสดงออกอย่างชัดเจนว่ามีอุดมการณ์ล้มล้าง การปกครองนี้ให้สิ้นรูปไป เหตุแห่งการยุบพรรคไม่ว่าจะเป็นการซื้อเสียง การจ้างพรรคเล็ก ลงสมัครรับเลือกตั้ง การกู้เงินที่ถูกตีความว่าเป็นรายได้ ต่อให้ผิดจริง ๆ แต่ไม่ใช่การกระทำและไม่ใช่อุดมการณ์ของพรรคการเมืองค่ะ ซึ่งจริง ๆ แล้วก็สามารถ ใช้การลงโทษบุคคลตามกระบวนการตามปกติได้ สิ่งนี้ชี้ให้เราเห็นได้ชัดว่ามาตรฐาน การยุบพรรคการเมืองภายใต้กฎหมายไทยขัดแย้งต่อหลักนิติธรรม ที่เราต่างก็ยอมรับร่วมกันว่า เป็นหลักการพื้นฐานของรัฐอย่างน้อย ๒ ประการด้วยกันคือ ๑. ความไม่ชัดเจนในถ้อยคำ ๒. ความไม่สอดคล้องกับหลักความได้สัดส่วนระหว่างบทลงโทษกับความผิด เหตุแห่ง การยุบพรรคการเมืองไทยส่วนมากเป็นเพียงเรื่องทางเทคนิค การผิดระเบียบทางธุรการ หรือความผิดเฉพาะบุคคล ซึ่งไม่เป็นไปตามหลักสากลที่มุ่งเน้นให้เหตุแห่งการยุบพรรคนั้น ต้องเป็นเรื่องร้ายแรงที่ส่งผลต่อการดำรงอยู่ของรัฐ หรือกระทบกระเทือนต่อระบอบ การปกครองในรูปแบบประชาธิปไตย🔗
สุดท้ายนี้ค่ะท่านประธาน ดิฉันขอขอบคุณคณะอนุกรรมาธิการทุกท่าน ที่ทุ่มเททำรายงานฉบับนี้ขึ้นมา และขอสนับสนุนร่างแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองที่แนบมาในรายงานฉบับนี้ด้วย นี่นับเป็นโอกาสสำคัญ ที่เราจะร่วมกันหาแนวทางทำให้พรรคการเมืองที่เป็นสถาบันทางการเมืองของพวกเรา ทุกคนที่นี่เกิดง่าย อยู่ได้และตายยาก ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งค่ะว่าเมื่อร่างกฎหมายฉบับนี้ ถูกยื่นเข้าสู่รัฐสภา จะได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน เพื่อมาร่วมกันสร้างสถาบันทางการเมืองให้เข้มแข็งและยึดโยงกับประชาชน เพราะการยุบ พรรคการเมืองคือการทุบทำลายเจตจำนงของผู้คน เซาะกร่อนกระบวนการทางประชาธิปไตย และบ่อนทำลายความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชนที่มีต่อกลไกรัฐสภา ดิฉันขอเน้นย้ำอีกครั้งนะคะ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยปัจจุบันไม่ใช่ความเป็นปกติธรรมดาค่ะ และหากมาตรการ การยุบพรรคการเมืองนั้นถูกมาใช้อย่างไม่สมเหตุสมผล ผู้มีอำนาจต้องตอบคำถามที่ว่า เมื่อเราอยู่ในระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน พรรคการเมืองเกิดขึ้น และดำรงอยู่ได้จากการสนับสนุนของประชาชน เหตุใดต้องถูกยุบไปด้วยองค์กรที่ไม่ได้ยึดโยง กับประชาชน ดิฉันอยากขอให้เราทุกคนในที่นี้ รวมถึงพี่น้องประชาชนที่รับฟังอยู่ทุกท่าน ให้ช่วยกันยืนยันในหลักการร่วมกันว่าพรรคการเมืองคือรูปธรรมที่สุดของหลักประกัน ในการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน ในการทำให้เจตจำนงของบุคคลนั้น เกิดขึ้นได้ในสังคมที่มีความแตกต่างหลากหลายและก่อให้เกิดเจตนารมณ์ร่วมกันบางอย่าง ความหลากหลายของพรรคการเมืองคือภาพสะท้อนความเข้มแข็งของระบอบประชาธิปไตย และเจตจำนงที่ทรงพลังของประชาชน ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ครับ🔗
ขอบคุณท่านประธานครับ เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ผู้แทนราษฎรฉะเชิงเทรา ในนาม ของพรรคก้าวไกลครับ ที่ก็อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมจะได้ยืนอภิปรายทำหน้าที่ ผู้แทนราษฎรในนามพรรคก้าวไกลนะครับ การยุบพรรคการเมืองครับ ซึ่งผมจะขออนุญาต ตอบคำถามของท่านพนิดาที่ถามเมื่อสักครู่ด้วยว่า เหตุใดทำไมพรรคการเมืองของประชาชน ถึงถูกทำลายโดยองค์กรที่ไม่ได้มาจากประชาชน การยุบพรรคการเมืองครับท่านประธาน มันไม่ใช่เรื่องปกติที่สากลโลกเขาทำกันอยู่แล้ว มันเกิดขึ้นกับประเทศที่เราเรียกว่าประเทศ ล้าหลังเท่านั้น เราจะไม่ได้เห็นการยุบพรรคการเมืองเกิดขึ้นในประเทศที่พัฒนาแล้วเลย ประเทศที่ยังมีการยุบพรรคการเมืองเพื่อที่ทำลายฝั่งตรงข้ามก็จะเหลืออยู่แค่ประเทศ แถบแอฟริกา แล้วก็เอเชียในบางประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกัมพูชา ฮ่องกง แล้วก็ประเทศไทยของเรา การยุบพรรคการเมืองในบ้านเรานี้มันก็เป็นสิ่งที่พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามกับผู้มีอำนาจ จะต้องเจออยู่เสมอ แน่นอนครับ ก่อนหน้านี้เราไม่ได้มีการยุบพรรคนะครับ ตอนที่เรายังไม่มี ศาลรัฐธรรมนูญ พอมีศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้นละครับ หลังรัฐประหาร ปี ๒๕๔๙ ก็ยุบพรรค เป็นว่าเล่น แต่เชื่อไหมครับท่านประธาน ไม่มีการยุบพรรคการเมืองครั้งใดที่สมเหตุสมผลเลย ไม่มีการยุบพรรคการเมืองครั้งใดที่ความผิดมันได้สัดส่วนกับสิ่งที่เขาทำเลย ผมคงไม่จำเป็น ต้องยกตัวอย่างนะครับว่ามีเหตุไหนบ้าง การยุบพรรคการเมืองจริง ๆ มันไม่ได้ต่างอะไร จากการประหารชีวิตกลุ่มการเมืองซึ่งมาจากเจตจำนงของประชาชน แล้วการทำลาย เจตจำนงของประชาชนมันก็ไม่ได้ต่างอะไรจากการยึดอำนาจ ผลลัพธ์มันเหมือนกันครับ ท่านประธาน เป้าหมายของการยึดอำนาจ เป้าหมายของการยุบพรรคการเมือง มันเป้าเดียวกัน นั่นก็คือการหยุดความเปลี่ยนแปลง แน่นอนครับ ยึดอำนาจเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดครับ เร็วที่สุด เห็นผลที่สุดในการหยุดยั้ง ความเปลี่ยนแปลง แต่ในสถานการณ์ที่ผู้มีอำนาจไม่สามารถที่จะสร้างความชอบธรรมให้กับ การยึดอำนาจด้วยวิธีการรัฐประหารโดยกองทัพได้ การยึดอำนาจด้วยวิธีการยุบพรรคก็จะถูก นำมาใช้แทน วันนี้เราต้องยอมรับครับว่าเราภูมิใจในความเป็นไทยของเรา เราภูมิใจในหลายสิ่ง หลายอย่างที่ทั่วโลกเขายกย่อง เขาชื่นชม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้นะครับว่าโครงสร้างการเมืองไทย การปกครองของไทย กฎหมายของเรามันล้าหลังแทบจะรั้งท้าย เราจัดอยู่ในกลุ่มประเทศ ด้อยพัฒนาด้วยซ้ำนะครับ แล้วก็จัดอยู่ในกลุ่มประเทศด้อยพัฒนาในทุกเวทีประชาธิปไตยโลกเลย แทบไม่เป็นที่รู้จักเลยในฐานะประเทศประชาธิปไตย ทำไมเป็นแบบนั้นครับท่านประธาน ประเทศไทยเราใช้รัฐธรรมนูญมาแล้ว ๒๐ ฉบับ แล้วก็ที่ต้องเปลี่ยนถึง ๒๐ ครั้ง ไม่ใช่ เพราะว่าของเก่ามันไม่ดีเลยต้องเปลี่ยนใหม่บ่อย ๆ แต่รัฐธรรมนูญหลายฉบับที่มันเกิดขึ้น มันเกิดขึ้นจากการพยายามทำลายก็เพื่อจะหยุดยั้งความเปลี่ยนแปลงนี่ละ มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วก็สืบเนื่องมาจากผลพวงของการทำรัฐประหาร การปกครองแบบเผด็จการเดิมก่อน ปี ๒๔๗๕ หลังจากที่ถูกเปลี่ยนมาให้เป็นการปกครองแบบใหม่ ซึ่งอำนาจในประเทศ ก็จะไม่ใช่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอีกต่อไป แต่อำนาจมันจะต้องเป็นของคนทุกคนในประเทศ ซึ่งบนโลกนี้เราก็มีคำเรียกหลากหลายแตกต่างกันแล้วแต่ภาษานะครับ แต่ภาษาไทยเราเรียก ประชาธิปไตย แน่นอนครับ มันไม่ได้รับความนิยมชมชอบจากผู้มีอำนาจเดิมอยู่แล้ว พวกเขา ไม่ต้องการเสียอำนาจที่ตัวเองมีอยู่ให้กับประชาชนตามระบอบใหม่ง่าย ๆ หรอก จะเห็นว่า ทุกครั้งที่ระบอบใหม่กำลังจะก้าวขาเติบโต ผู้มีอำนาจเดิมเหล่านี้ก็จะสกัดขัดขวางทุกวิถีทางเสมอ ตั้งแต่การขยับประชาธิปไตยด้วยการนำเสนอสมุดปกเหลืองของท่านปรีดี พนมยงค์ ในปี ๒๔๗๖ หลังจากประเทศไทยเพิ่งจะเปลี่ยนแปลงการปกครองได้ปีเดียว มีความพยายาม ยึดอำนาจรัฐประหารจากกลุ่มอำนาจเดิม จนเกิดเหตุการณ์เลื่องชื่ออย่างกบฏบวรเดช ทั้ง ๆ ที่สมุดปกเหลืองของท่านปรีดี มันเป็นเค้าโครงเศรษฐกิจที่ก้าวหน้า แล้วก็น่าเอามาใช้มาก ๆ เค้าโครงเศรษฐกิจของท่านปรีดีสร้างความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนทุกคน ตั้งแต่การกระจาย การถือครองที่ดิน การสร้างหลักประกันความสุขสมบูรณ์ให้กับประชาชน ทุกคนจะมีเงินเดือน เสมือนกับมีบำนาญตั้งแต่เกิดจนตาย ก้าวหน้าที่สุดเลยเท่าที่เคยเห็นมา แต่การกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจแบบสมุดปกเหลืองที่ว่านี้ มันเท่ากับไปดึงเอาผลประโยชน์ จากผู้มีอำนาจเดิมที่เขาถือครองอยู่ แล้วก็มากระจายแจกจ่ายให้กับคนทุกคน นั่นคือ เหตุของการพยายามยึดอำนาจครั้งนั้น หลังจากนั้นไม่นานท่านประธาน การประกาศใช้ รัฐธรรมนูญของปี ๒๔๘๙ ซึ่งก็จะเป็นอีกย่างก้าวสำคัญในการเติบโตของประชาธิปไตยไทย ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดให้ที่มาอำนาจอธิปไตยไม่ได้มาจากการแต่งตั้งอีกต่อไป แต่จะต้องมาจากการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมจากประชาชนเท่านั้น ก็ยังไม่ทัน ได้ยกขาเหมือนเดิมครับ รัฐประหารก็เกิดขึ้นในปีถัดไป เบรกการเจริญเติบโตประชาธิปไตยไทย อีกครั้งหนึ่ง แล้วก็ทำให้มันเกิดวุฒิสภาขึ้นมาจนถึงทุกวันนี้ แล้วเราก็ต้องมี ๒ สภา มาตลอดนะครับ หลังจากนั้นประเทศไทยเราก็ถูกวิธีแบบนี้ละครับ วิธีอำนาจนิยมแบบนี้ ในการยึดอำนาจ หยุดการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด ไม่ว่าจะวิธีทางกฎหมาย อย่างเช่น การงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา หรือด้วยวิธีการใช้กำลัง ใช้ความรุนแรงด้วยกองทัพ ท่านประธานครับ ๒๐ ครั้งครับ ความพยายามในการทำรัฐประหารยึดอำนาจ แล้วก็สำเร็จไปถึง ๑๓ ครั้ง มากที่สุดในโลก ผมย้ำอีกทีนะครับว่าประเทศไทยมีการยึดอำนาจทำรัฐประหาร สำเร็จมากที่สุดในโลก เราทิ้งห่างอันดับ ๒ เกือบเท่าตัว นี่ไม่ใช่หรือครับที่มาของปัญหา การเมืองไทย ทำไมการเมืองไทยไม่พัฒนาไปถึงไหน ทั้ง ๆ ที่เราเปลี่ยนแปลงการปกครอง มาแล้ว ๙๐ กว่าปี ท่านประธานครับ เหตุที่จะต้องหยุดความเปลี่ยนแปลงให้จงได้อยู่เสมอนี้ มันเกิดขึ้นจากความกลัว ทุกคนมีความกลัวครับ แม้แต่ผู้มีอำนาจเองก็มีความกลัว เหมือนกัน โดยเฉพาะความกลัวต่อศัตรูที่สู้ด้วยยากที่สุด ศัตรูที่ชื่อว่าความเปลี่ยนแปลง การประหัตประหารชีวิตพรรคการเมืองจึงเกิดขึ้น แต่การจะยุบพรรคแบบนี้มันเป็นการตอบโต้ ความกลัวด้วยวิถีทางที่มันไม่เห็นหัวประชาชนเลย มันทำลายอำนาจของประชาชน แบบไม่ไว้หน้าเลยนะครับ เห็น ๆ นะครับ เขาเพิ่งออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ออกไปใช้อำนาจ ของตัวเองในคูหาไม่ถึงปี นี่จึงไม่ใช่สิ่งที่เราประชาชนคนไทยควรจะยอมรับได้ครับ เราไม่ควรอนุญาตให้ใครหรือองค์กรใดทำตัวใหญ่กว่าประชาชน แล้วก็มาใช้อำนาจข้ามหัว ยุบพรรคการเมืองที่เป็นของประชาชนแบบที่ผ่านมาอีกแล้ว ถ้าจะมีใครกลัวการเปลี่ยนแปลงต้องไม่ให้ทางเลือกเขาครับ เพื่อให้เขายอมรับแล้วก็ปรับตัว ไปกับความเปลี่ยนแปลงนั้น ให้เขาได้ตัดสินใจว่าจะอยู่หรือจะไปเท่านั้นละครับ ผมสนับสนุน ให้ยกเลิกอำนาจยุบพรรคการเมืองในทุกกรณีนะครับ ถ้าเรายังเชื่อว่า อำนาจสูงสุดเป็นของ ประชาชน ถ้าเรายังเห็นหัวประชาชนอยู่ เราก็ต้องไว้ใจประชาชนและให้เกียรติเขา ให้เกียรติ การตัดสินใจของประชาชน เพราะทุกครั้งของการพยายามหยุดการเปลี่ยนแปลงด้วยการยึดอำนาจ ด้วยการยุบพรรคการเมือง มันเท่ากับการหยุดการพัฒนาของประเทศไทย ผมหวังว่ารายงานฉบับนี้ จะเป็นประโยชน์แล้วก็ถูกนำไปใช้นะครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านภคมน หนุนอนันต์ ครับ🔗
เรียนประธานสภาค่ะ ดิฉัน ภคมน หนุนอนันต์ ผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล ท่านประธานคะ ดิฉันขออภิปราย สนับสนุนรายงานการแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ให้ยึดโยงกับประชาชนค่ะ ก่อนอื่นดิฉันขอชื่นชมอนุกรรมาธิการนะคะ ที่เห็นความสำคัญ และความจำเป็นที่ประเทศไทยควรมีการศึกษาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับพรรคการเมือง เพื่อหาแนวทางให้พรรคการเมืองสามารถยึดโยงกับประชาชนได้จริง ๆ ท่านประธานคะ ดิฉันไม่ขออ้อมค้อมนะคะ ดิฉันลุกขึ้นอภิปรายวาระนี้ในฐานะ สส. ของพรรคก้าวไกลค่ะ นับจากนี้ไปอีก ๗ วัน จะเป็นการพิพากษาคดียุบพรรคก้าวไกล ดังนั้นการอภิปรายสนับสนุน รายงานฉบับนี้นะคะ เพื่อเป็นการยืนยันค่ะ ว่าพรรคการเมืองเป็นสถาบันที่เกิดขึ้น จากเจตจำนงของประชาชน ดังนั้นต้องเกิดขึ้นง่าย ดำรงอยู่ได้และสิ้นสุดยากค่ะ ตามที่ รายงานของอนุกรรมาธิการได้ศึกษาเอาไว้ ตามมาตรา ๙๒ ภายใต้บังคับมาตรา ๙๓ เมื่อพรรคการเมืองกระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ต้องพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นการกระทำความผิดทางอาญาเกี่ยวกับการล้มล้าง การปกครองก่อน ศาลรัฐธรรมนูญจึงอาจสั่งยุบพรรคการเมืองได้ และรายงานฉบับนี้ จะเป็นหมุดหมายสำคัญในการปกป้องเจตจำนงของประชาชนที่ส่งผ่านพรรคการเมือง เพราะไม่มีอะไรรับประกันว่าพรรคก้าวไกลจะเป็นพรรคสุดท้ายที่อาจถูกยุบโดยอำนาจ ของคนไม่กี่คน เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของพรรคก้าวไกลค่ะ แต่เป็นเรื่องของพรรคการเมือง ทุกพรรค เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับพรรคไหนก็ได้นะคะ เมื่อไรก็ตามที่คุณอาจจะไม่เป็น ที่พึงปรารถนาแล้ว ท่านประธานคะ วงจรการเมืองไทยวน Loop ไม่ไปไหนเลยนะคะ มีฉากทัศน์แค่ไม่กี่ฉากที่สลับผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปค่ะ สารตั้งต้นคล้าย ๆ กันค่ะ เมื่อมีพรรคการเมืองที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากประชาชน แต่บังเอิญไปขัดผลประโยชน์ กับกลุ่มผู้มีอำนาจ ชะตากรรมอาจลงเอยด้วยการถูกใช้อำนาจนอกระบบ ไม่ว่าจะเป็น การรัฐประหาร การใช้องค์กรอิสระแทรกแซง ไปจนถึงการยุบพรรคการเมือง🔗
กล่าวโดยสรุปค่ะ วงจรนี้คือการนำอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชนมาใช้ ทำลายอำนาจจากประชาชน และวงจรนี้ก็ดำเนินการต่อมาเรื่อย ๆ ค่ะ ในขณะเดียวกัน เราก็อ้างมาตลอดค่ะว่าประเทศไทยเป็นประเทศในระบอบประชาธิปไตย ท่านประธานคะ ไม่มีระบอบประชาธิปไตยในประเทศไหนบนโลกแห่งนี้ที่เขาไล่ยุบพรรคการเมืองกันเป็นว่าเล่น แบบนี้ แถมยังบิดเบือนหลักการของกฎหมาย หลักการประชาธิปไตย หลักนิติรัฐ และไม่สนใจเสียงคัดค้านของประชาชน ดังนั้นนะคะ ดิฉันขอตั้งคำถามว่า พรรคการเมือง มันจะเข้มแข็งได้อย่างไรคะ ถ้าพรรคการเมืองยังถูกยุบได้พร่ำเพรื่อแบบนี้ กลายเป็น ความเคยชินค่ะ เคยชินจนเชื่อว่าการยุบพรรคการเมืองสามารถทำได้อย่างปกติ ปกติอย่างไร ดิฉันขอยกตัวอย่างการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนนะคะ เมื่อมีคดีความเกี่ยวกับ พรรคการเมืองที่รอคำพิพากษา แนวทางการนำเสนอส่วนใหญ่ค่อนข้างสรุปว่าท้ายที่สุดแล้ว พรรคการเมืองนั้นอาจจะโดนยุบ ดิฉันคิดว่านี่ไม่ใช่ความผิดของสื่อมวลชนนะคะ แต่เพราะ บริบทการเมืองไทยที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เกิดขึ้นบ่อย ๆ เกิดขึ้นจนขนาดที่สื่อและสังคมสามารถ คาดเดาได้ล่วงหน้าโดยไม่มีใครสนใจข้อกฎหมายอีกต่อไปค่ะ เมื่อไรที่มีการพิพากษาคดี ของพรรคการเมืองที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับผู้มีอำนาจ ทุกคนก็เชื่อไปก่อนแล้วค่ะว่า ผลของมัน จะออกมาเป็นโทษสำหรับพรรคการเมืองนั้น ๆ สุดท้ายแทนที่สื่อต่าง ๆ สังคมจะวิเคราะห์ ไปถึงข้อต่อสู้ทางกฎหมาย ก็กลายเป็นการวิเคราะห์คดีในฐานะยุทธศาสตร์ทางการเมือง ของผู้มีอำนาจว่าจะชี้ไปในทิศทางไหนแทน รายงานฉบับนี้นะคะ สรุปเอาไว้ว่า การยุบพรรคการเมืองควรจะเป็นเครื่องมือในการปกป้องประชาธิปไตย ไม่ใช่ทำลาย ประชาธิปไตยเสียเองค่ะ ปกป้องจากการขึ้นสู่อำนาจของเผด็จการและระบอบการปกครองอื่น ที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยเท่านั้น และเป็นกรณีจำเป็นที่ต้องทำค่ะ ถ้าไม่ทำแล้วระบบอื่น ระบอบอื่น จะเข้ายึดปกครองและเปลี่ยนระบอบการปกครองไม่ให้เป็นประชาธิปไตย แต่ต้องทำสิ่งนี้ เป็นสิ่งสุดท้ายนะคะไม่ใช่สิ่งแรก ไม่เช่นนั้นอาจนำไปสู่การแทรกแซงขององค์กรอิสระอย่างที่ เป็นอยู่มายาวนานเกือบ ๒ ทศวรรษในการเมืองไทย และนี่เป็นประเด็นสำคัญหนึ่งค่ะ ที่อนุกรรมาธิการได้ศึกษาและรายงานเสนอความเห็นออกมาว่าควรมีการแก้ไขกระบวนการ ยุบพรรคการเมืองให้เป็นเช่นนั้น ท่านประธานคะ ประวัติศาสตร์การเมืองที่ผ่านมาไม่ถึง ๒๐ ปี อย่างน้อย ๆ มีการยุบพรรคการเมืองมาแล้วไม่ต่ำกว่า ๗ พรรคค่ะ สิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็น การยืนยันแล้วว่า ระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยมันเปราะบางแค่ไหน การยุบพรรค กลายเป็นเครื่องมือที่คนขี้ขลาด แต่อยากมีอำนาจ ใช้เพื่อเข้าสู่อำนาจโดยไม่ต้องแข่งขัน อะไรเลย ทางเดียวที่ดิฉันคิดว่าเราจะหยุด Loop วงจรเหล่านั้นได้คือรายงานฉบับนี้นี่ละค่ะ และหวังว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นในการทำนุบำรุงพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันที่เข้มแข็ง สามารถ ยึดโยงกับประชาชนได้จริง ๆ และยุติวงจรที่มักง่ายกับระบอบประชาธิปไตยลงได้ค่ะ🔗
สุดท้ายนี้ดิฉันขอตั้งคำถามค่ะ ว่าในประเทศที่การยุบพรรคการเมืองที่มาจาก ฉันทามติของคนเป็นล้าน ๆ เสียง ทำไมทำได้โดยง่าย จากความคิดเห็นของคนแค่ไม่กี่คนคะ แบบนี้เรายังเรียกว่าประชาธิปไตยได้เต็มปากอีกหรือไม่ ดิฉันคิดว่าวิญญูชนที่มีสามัญสำนึก ตอบคำถามนี้ได้ไม่ยากค่ะ และท่านประธานคะ ดิฉันไม่อยากรบกวนสภาแห่งนี้ไปมากกว่านี้ เพราะอย่างไรก็ตามก็เห็นด้วยกับรายงานฉบับนี้ เพียงแต่ว่าถ้าพี่น้องประชาชนที่รับชม อยู่ในขณะนี้อยากเห็นและเข้าใจวงจรการเมืองได้ชัดและลึกขึ้น ดิฉันมีบทความ ๆ หนึ่ง ที่อยากแนะนำให้ไปอ่าน ชื่อบทความว่า ทำไมชนชั้นนำไทยจึงหน้าด้าน ขอบคุณค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ปูอัด ไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ ผู้แทนราษฎรคนจอมทอง ท่าข้าม บางขุนเทียน พรรคไทยก้าวหน้าครับ รายงานนี้อย่างไรผมก็ต้องพูด เพราะว่าอันนี้ เป็นส่วนสำคัญในการที่จะมีส่วนที่จะพูดถึงวันที่ ๗ ที่จะถึงนี้ ท่านประธานครับ ที่ผ่านมา มีการยุบพรรคอยู่มากมาย วันนี้ผมอยากจะชวนพี่น้องประชาชนมาดูว่า เอ๊ะ ทำไม พ.ร.ป. พรรคการเมือง ประชาชนถึงต้องสนใจ เพราะว่านี่เป็นส่วนสำคัญที่เราจะผลักดันไปถึง ประเทศในฝั่งของเรา ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยแบบเต็มใบ ท่านประธานและพี่น้อง ประชาชนดูไปพร้อม ๆ กัน นะครับ ในส่วนของ พ.ร.ป. พรรคการเมือง มาตรา ๙๐ เขาเขียนว่า ศาลรัฐธรรมนูญสามารถสั่งยุบพรรคการเมืองตามมาตรา ๙๒ ได้ ทีนี้ผมจะอ่านไส้ในให้ฟัง นิดหนึ่งท่านประธานไส้ในนี้เขาเขียนว่า ประการที่ ๑ การทำการล้มล้างการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ ในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งไม่ได้เป็นไปตามวิถีตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ อ่านแบบนี้ก็เข้าใจง่าย ๆ นั่นก็คือคนที่รัฐประหารละ แต่เหมือนที่เราเห็นกันดี รัฐประหารเป็นอย่างไรครับ ๘ ปี ๙ ปี ๑๐ ปี วันนี้ยังได้ดีกันอยู่แทบทุกคน แต่กลับกัน พรรคการเมืองพยายามจะเสนอกฎหมาย กลับมาบอกว่านี่คือการล้มล้างการปกครอง ผมถามท่านประธานนิดหนึ่งครับ ถ้าไม่ให้พวกผมทำการเสนอแก้ไขกฎหมาย ท่านประธาน จะให้พวกผมไปทำอะไร ให้ไปนั่งจับปลาหมอคางดำหรือครับ มันก็ไม่ใช่ท่านประธาน วันนี้ ก็ช่วยกันจับเยอะแล้ว ผมถึงกำลังบอกว่าวันนี้ อีกไม่นานนี้ ผมฝากไปถึงผู้มีอำนาจ เหนือรัฐธรรมนูญ เราต้องการเพียงแค่ ๕ เสียง ถ้าท่านฟังอยู่ ผมฝากแบบนี้เถอะครับ ว่าการที่ท่านจะตัดสินในวันที่ ๗ นี้ ท่านอาจจะยุบยานพาหนะได้ แต่ท่านไม่มีทางยุบอุดมการณ์ ได้แน่นอน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมกำลังจะบอก ผมพูดตั้งแต่ยังไม่ได้เข้ามาสู่สภา และเป็นคำที่ ภาคประชาชน มวลชนพูดกันต่อมา และวันนี้ผมก็จะพูดในสภาว่า ยิ่งเด็ดอย่างไรพวกเรา ก็จะยิ่งบาน🔗
ท้ายสุดท่านประธานครับ ผมอยากจะฝากแบบนี้ ฝากถึงเพื่อน ๆ พี่ ๆ บ้านที่ผม เคยอยู่ บ้านที่ผมอย่างไรก็ยังรักเสมอ สิ่งที่ผมถูกสั่งสอนมา คือเรื่องของผู้คนและการเดินทาง วันนี้ยานพาหนะบางอย่างอาจจะไปต่อได้หรือไปต่อไม่ได้ แต่ผมอยากจะพูดแบบนี้ครับว่า ทุกคนมีประชาชนอยู่ข้างหลัง มีอุดมการณ์ที่พวกเขาเชื่อมั่น มีแรงศรัทธาที่เขามอบให้กับ ทุกคนได้มาอยู่ในสภาแห่งนี้ ผมเข้าใจครับ ผมเข้าใจอย่างสุดซึ้งว่า ผู้ที่ก่อตั้งพรรคมาก็พยายามสร้างพรรคนี้เพื่อไปสู่ ประเทศในฝัน และทุกคนเชื่อมั่นเสมอ และผมทราบดีว่าบางครั้งมันก็ใจหาย ว่าอีกนิดเดียว มันก็อาจจะถึงฝั่งฝันแล้ว ผมขอฝากเสียงของผมไปถึงครับว่า เจตจำนงเหล่านั้นมันจะคง เดินหน้าต่อ และผม ปูอัด ไชยามพวานอีก ๑ คน ก็ยังจะเดินหน้าต่อในเส้นทางนี้เหมือนกัน นี่คือสิ่งที่พี่ ๆ มอบให้ผมตรงนี้ เพราะฉะนั้นได้โปรดอย่าเพิ่งหมดหวังและหมดฝัน เพราะกลุ่ม อำนาจพวกนั้นจะเกรงกลัวครับ แต่จะชอบมากเมื่อไรที่เราก้มหัวและยอมรับ เขาจะแสยะยิ้ม ในความมืด แต่สิ่งที่เขาจะกลัวที่สุดคือมนุษย์ที่ไม่ว่าจะกดกี่ครั้งก็ตามแต่ยังเงยหน้าขึ้นมาเสมอ เงยหน้าเพื่อท้าทายอำนาจที่พวกเขาพยายามจะสร้างอยู่ เพราะฉะนั้นเราจะเป็นแบบนั้น และจะไม่หมดหวังที่จะสร้างประเทศในฝันต่อไป ขอให้ทุกคนเงยหน้าขึ้นมาเพื่อประชาชน ที่กำลังเดินไปกับพวกเรา ขอบคุณมากครับ ผมเป็นกำลังใจให้ครับ🔗
ขอบคุณครับ ทางฝั่งรัฐบาลมีเข้าชื่อเพิ่มมาท่านหนึ่งคือ ท่านทศพร เสรีรักษ์ นะครับ เดี๋ยวผม จะเรียกท่านในอันดับสุดท้ายของฝั่งรัฐบาล ก่อนท่านรอมฎอน ปันจอร์ เชิญท่านคำพอง เทพาคำ ครับ🔗
เรียนประธานที่เคารพครับ ผม คำพอง เทพาคำ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในภาคอีสานนะครับ ท่านประธานครับ ในสังคมการเมืองประชาธิปไตยนี้มันก็จะแบ่งออกเป็นสัก ๒ ประเภท คือการเมืองประชาธิปไตยประชาชนและการเมืองประชาธิปไตยเสรี พรรคการเมืองในสังคม ประชาธิปไตย ประชาชนเขาก็อาจจะมีประวัติศาสตร์หรือว่ามีพัฒนาการทางด้านการเมือง เขาสถาปนาพรรคการเมืองขึ้นมาเพื่อการต่อสู้ปลดปล่อยประเทศชาติ ปลดปล่อยสังคมเขา อย่างกรณีของ สปป. ลาวนี้นะครับ เขาก็มีพรรคการเมืองเดียว อุดมการณ์ที่เขาใช้ก็คือ อุดมการณ์ Marxism นะครับ แต่ว่าผมก็คงจะไม่อธิบายความให้ไปมากกว่านี้นะครับ เรามาพูดถึงประเทศไทยเราซึ่งมีพัฒนาการทางด้านการเมือง ประชาธิปไตยเสรีนะครับ ถึงแม้ว่าบางช่วงบางตอนซึ่งเป็นช่วงเวลาเสียส่วนมากเราอยู่ภายใต้การครอบงำของ กลุ่มเผด็จการทหารหรือกลุ่มเผด็จการคณาธิปไตยพลเรือน นักการเมืองหลายคนนะครับ ถูกสังหาร ถูกสั่งประหาร อย่างนายครอง จันดาวงศ์ อย่างนี้นะครับ เป็นผู้แทนราษฎร ของทางภาคอีสานก็ถูกอำนาจเผด็จการสั่งประหารนะครับ พอยุคหลัง ๆ นี้ผลพวง จากการก่อรัฐประหารเราจะเห็นว่ามันจุดจบนะครับ มันจุดจบสักจุดหนึ่งกระมัง อย่างกรณี ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ นี่ก็จากการฆ่ายิงเป้านักการเมือง ก็หันปากกระบอกปืนมาสังหาร ประชาชน หรือแม้แต่พฤษภาคม ๒๕๓๕ อย่างนี้นะครับ แต่ช่วงนี้นะครับเรารู้สึกว่าการเมือง ของเรานี้ จากการประหารผู้คนก็มาประหารพรรคการเมือง ซึ่งข้อหาก็วาทกรรมที่สร้างสรรค์ ขึ้นมา ก็คือกำหนดขึ้นมาเอง บัญญัติขึ้นมาเองนะครับ เซาะกร่อนบ่อนทำลายประมาณนี้นะครับ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าเรื่องของพรรคการเมืองถ้าในประเทศเสรีมันจะต้องให้โอกาส ของทุกคนนะครับ ซึ่งคนเราในสังคมมนุษย์มีความคิด มีอุดมการณ์ ศึกษาเรียนรู้ทฤษฎี มาแตกต่างกันมากนะครับ ผมยกตัวอย่างอย่างประเทศที่เขาเจริญแล้ว อย่างฝรั่งเศส การเมืองเขาเจริญแล้วนะครับ ลงตัวแล้วในสาระที่ ๕ ผู้คนของเขา พรรคการเมืองของเขา มีตั้งแต่โน่น ขวาตกขอบ อนาธิปไตย ขวา ขวากลาง ๆ กลาง ๆ ขวา ๆ ซ้าย ซ้ายตกขอบ คอมมิวนิสต์ มีหมด แต่สิ่งที่เขาสามารถที่จะนำพรรคการเมืองหรือให้พรรคการเมืองเข้าสู่ อำนาจได้ก็คือ อำนาจของราษฎร อำนาจของประชาชน ฝรั่งเศสเขาเลือกตั้งตั้ง ๒ รอบ ใช่ไหมครับ รอบแรกไม่มีใครมีเสียงส่วนมากเด็ดขาด เขาก็เลือกตั้งรอบ ๒ ให้มีเสียงเด็ดขาด ในประธานาธิบดีก็ดี ในสภาผู้แทนราษฎรก็ดี ฉะนั้นก็จะเห็นว่าอุดมการณ์ทางการเมือง หรือพรรคการเมืองใดก็แล้วแต่นะครับ ซึ่งมีคนชื่นชมหรือว่ามีคนมีส่วนร่วมเป็นสมาชิกน้อย เลือกกากบาทให้น้อย ก็มาหับมาหายไปในแต่ละยุคแต่ละสมัย แต่ว่าตายไปไหม ไม่ตาย สมัยหน้าเขาก็ลงใหม่ พรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศสเขาก็ยังลงอยู่แต่ว่าไม่มีโอกาสเข้าไปนั่ง ในสภา แต่ฝ่ายซ้ายก็เข้าไปบ้าง ฝ่ายขวาเข้าไปบ้างนะครับ เป็นเสียงเด็ดขาด ดังนั้นอำนาจรัฐ เขาถึงบอกว่ามันมาจากปลายปากกาครับ ชาวบ้านเขาเข้าคูหากากบาท เสียงส่วนมาก ก็เป็นผู้ที่กุมอำนาจรัฐไปนะครับ ส่วนเสียงส่วนน้อยก็เป็นฝ่ายค้าน เป็นผู้ที่ให้ความเห็น เล็ก ๆ น้อย ๆ ในสภาก็ว่ากันไปนะครับ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าเรื่องของพรรคการเมืองนี้ มันเป็นพื้นที่ในการบ่มเพาะสมาชิกด้วย มันไม่ใช่เฉพาะเรื่องว่าการเข้ามาทำพรรคการเมือง มันจะต้องเข้าไปเป็นผู้แทนราษฎร เข้าไปเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีเสมอไปใช่ไหมครับ สมาชิกพรรคการเมืองที่มันยึดโยง ที่มันเป็นพรรคมวลชนทุกคนมีบทบาทหน้าที่หมด อาจจะเป็นคณะทำงานจังหวัด เป็นสมาชิกเฉย ๆ เป็นอาสาสมัครในการรณรงค์หาเสียง หรือว่าอยากจะเป็นผู้แทนราษฎรก็อาสา มิตรสหาย พรรคพวก มวลชนทั้งหลาย สมาชิก ให้สรรหาเข้าสู่กระบวนการลงสมัครรับเลือกตั้งนะครับ แต่ว่ากว่าจะผ่านกระบวนการ สรรหาก็ต้องแสดงความเป็นผู้ที่มีความเสียสละ เป็นผู้ที่มีอุดมการณ์มุ่งมั่น ทำงาน เพื่อประชาชน ทำงานเพื่อผู้อื่น ไม่เห็นแก่ส่วนตัว เสียสละ จนเป็นที่ยอมรับของมวลสมาชิก จนเป็นที่ยอมรับ สุดท้ายก็ต้องเป็นที่ยอมรับของประชาชน ให้ประชาชนกากบาทถึงจะมี โอกาสได้เข้าไปเป็นผู้แทนราษฎรหรือเข้าไปเป็นผู้ที่มีอำนาจในรัฐ ซึ่งสุดท้ายประชาชน สมาชิกพรรคก็จะต้องจับจ้องการทำงานว่าไปทำอะไรรุ่มร่ามเสียหาย ไปอยู่ไปกิน กินบ้าน กินเมืองนะครับ ไปกินเล็กกินน้อย กินมาก กินเกินหรือเปล่านะครับ ก็ประชาชนหรือสมาชิก ก็ช่วยกันดูแลในฐานะพรรคการเมือง ในฐานะสมาชิกพรรคการเมือง หรือในฐานะ Voter ให้พรรคการเมืองนั้นได้มีอำนาจในสภา หรือในการบริหารราชการแผ่นดิน🔗
ท่านประธานครับ สิ่งที่คู่กับพรรคการเมืองอีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือเรื่องของ กลุ่มผลประโยชน์นะครับ กลุ่มผลประโยชน์เมื่อพรรคการเมืองทำงานควบคู่กันไปกับ กลุ่มผลประโยชน์ กลุ่มผลประโยชน์มันต้องมีตั้งแต่กลุ่มผลประโยชน์ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ไม่กี่บาทใช่ไหมครับท่านประธาน อาจจะไม่กี่บาท ไม่กี่ร้อย ไม่กี่พัน ไปถึงแสนล้าน ถ้าเข้าสู่ กระบวนการที่พรรคการเมือง สมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมอย่างหลากหลาย อย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะมีมูลค่าในกลุ่มผลประโยชน์มากน้อยแค่ไหน ก็จะมี ความเท่าเทียมกัน สามารถตรวจสอบกันได้ ทุกคนสามารถยกระดับทางเศรษฐกิจขึ้นได้ โดยผ่านกระบวนการกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งมีความเป็นธรรม เป็นเศรษฐกิจ ที่มีความเป็นธรรม ดังนั้นเรื่องของพรรคการเมืองกับกลุ่มผลประโยชน์มันถึงจะต้องเป็นของ คู่กัน ดังนั้นถ้าประชาชน ถ้าสมาชิกของพรรคการเมืองมีบทบาท มีส่วนร่วมในพรรคการเมือง ทุกอย่าง ทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่การเป็น Voter การเป็นสมาชิก ไปจนถึงการอาสา ลงสมัครรับเลือกตั้ง ก็จะสามารถเข้าไปตรวจสอบกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ แม้แต่ กลุ่มผลประโยชน์ของตนเองในทุกระดับได้ ดังนั้นเศรษฐกิจก็จะสามารถเชื่อมโยงกับ พรรคการเมือง กับกลุ่มผลประโยชน์ที่มีความสร้างสรรค์เศรษฐกิจที่มีความเป็นธรรม ดังนั้น ผมเห็นด้วยกับรายงานฉบับนี้นะครับว่า สถาบันพรรคการเมืองจะต้องยึดโยงกับประชาชน ไม่เฉพาะประชาชนที่เป็นสมาชิกนะครับ ก็เป็นประชาชนที่เป็น Voter ด้วย ขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านกฤดิทัช แสงธนโยธิน ครับ🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายกฤดิทัช แสงธนโยธิน สส. บัญชีรายชื่อ พรรคใหม่นะครับ ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายรายงานฉบับนี้ของคณะที่จัดทำรายงาน ก่อนอื่นก็ต้อง ขอขอบคุณและขอชื่นชมนะครับ เท่าที่ผมดูคร่าว ๆ จากรายงานฉบับนี้ ผมถือว่ามันเป็น จุดเริ่มต้นที่ดีในการที่จะนำพาประเทศเราไปสู่แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์หรือจะเรียกอย่างไร ก็แล้วแต่ เพราะผมมองว่าถ้าเราสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา อย่างง่าย ๆ แล้วก็สามารถดำรงอยู่ได้โดยที่ไม่ถูกลิดรอนสิทธิหรืออะไรก็แล้วแต่ที่จะถูกว่า เป็นการจำกัดสิทธิ การเติบโตของพรรคการเมืองได้ ผมถือว่ามันเป็นเรื่องที่ดี แม้การดำเนินการ ของพรรคการเมืองในปัจจุบันจะมีความยุ่งยากซับซ้อนหลายอย่าง เนื่องจากว่าผมเอง ก่อนที่พรรคใหม่จะเกิดขึ้นในสารบบประเทศไทยนะครับ ผมรู้ว่าการจดจัดตั้งพรรคการเมือง การทำพรรคการเมืองขึ้นมาพรรคหนึ่งมันมีความยุ่งยากซับซ้อนมากน้อยแค่ไหน และที่สำคัญ ต้องใช้ความพยายามและความอดทนในการที่จะปกปักษ์รักษาให้พรรคการเมืองนี้คงอยู่ต่อไป ให้ได้ มันมีเงื่อนไขมากมายเยอะแยะ เมื่อผมมาดูรายงานฉบับนี้แล้ว หลายเรื่องที่แก้ในวันที่มี คณะกรรมาธิการชุดนี้ ได้มีการสอบถามและเชิญตัวแทนพรรคการเมืองเข้าไปร่วม ในการแก้ไขหรือขอแสดงความคิดเห็น ผมไม่ได้เข้าไปด้วยนะครับ แต่ก็ได้มีการส่งตัวแทน เข้าไป แล้วก็มีการให้ความเห็นไว้ในหลากหลาย รวมทั้งของพรรคการเมืองอื่น ๆ ที่มี ความเห็นว่าตาม พ.ร.ป. พรรคการเมืองฉบับที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ มันมีความสลับซับซ้อน แล้วก็มีปัญหามากมาย เพราะฉะนั้นถ้าอยากจะให้พรรคการเมืองเติบโต เกิดขึ้นง่าย เติบโต มั่นคงถาวรและเป็นที่พึ่งของประชาชนในกลุ่มคนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน เพื่อให้จัดทำ พรรคการเมืองขึ้นมานี้ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมว่าท่านมาถูกทางแล้ว และผมก็จะสนับสนุน รายงานฉบับนี้ แล้วก็จะขอให้คณะกรรมาธิการไปพิจารณา ตามร่างที่ท่านทำมานี้ผมก็อ่านดู คร่าว ๆ แล้ว ก็เห็นประโยชน์หลายอย่าง แต่ในขณะเดียวกันสิ่งสำคัญที่สุดคือ วันนี้เราต้อง เปิดใจยอมรับอย่างกว้างขวางว่า เรามีระบบราชการที่มาควบคุมพรรคการเมือง เราโทษ องค์กรไม่ได้ครับ กกต. เราโทษท่านไม่ได้ เพราะกฎหมายเขียนให้ท่านบังคับมาให้กำกับดูแล พรรคการเมือง อันนี้เราไม่ว่ากัน เพราะกฎหมายเขียนไว้เช่นนั้น แต่วันนี้ถ้าเราจะแก้ กฎหมายเพื่อให้ กกต. ไม่ต้องมาจำกัด มาดูแลหรือมากำกับเรา อันนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี อยากให้การเมือง พรรคการเมือง เติบโตจากอุดมการณ์ของคนที่มีความรู้ความเข้าใจ หรือสิ่งที่เขาต้องการมารวมเป็นพรรคการเมืองตามอุดมการณ์ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ถ้าเกิดขึ้นมา มันจะอยู่ยั้งยืนยง แล้วมันจะช่วยพัฒนาประเทศชาติของเราให้เดินก้าวหน้าต่อไป แม้ประชาธิปไตยในบ้านเรามันจะมีปัญหามาโดยตลอดระยะเวลา ๗๐-๘๐ ปีที่ผ่านมา เนื่องจากว่ามีการปฏิวัติ รัฐประหารอะไรต่าง ๆ ก็แล้วแต่ แต่วันนี้คนไทยต้องตื่นตัว ถ้าเราจะต้องทำงานการเมืองหรือเราจะต้องทำให้ประเทศชาติเราเจริญ พี่น้องประชาชน สำคัญที่สุด ต้องเข้าใจระบบการเมือง วันนี้พี่น้องประชาชนยังไม่เข้าใจระบบการเมืองดี เท่าที่ควร เพราะท่านยังไม่รู้เลยว่าการมีพรรคการเมืองขึ้นมาพรรคหนึ่งนี้มีมาเพื่ออะไร แล้วก็การที่เราไปเลือกตั้ง สิทธิของประชาชนไม่ใช่มีเฉพาะวันที่กากบาทเลือกผู้แทนของท่าน อันนี้คือความเข้าใจของพี่น้องยังไม่ถ่องแท้ แต่ถ้าเราเข้าใจว่าบทบาทของพี่น้องประชาชน หลังจากที่เราเลือกนักการเมืองที่เป็นตัวแทนเขาแล้วนี้ ไปใช้สิทธิ ไปทำหน้าที่แทนพี่น้อง ประชาชน เขามีหน้าที่ต้องทำอะไร พี่น้องประชาชนที่กากบาทเลือกคนที่ไปเป็นตัวแทน ท่านจะต้องเข้าไปตรวจสอบ เข้าไปดูว่าสิ่งที่เขาหาเสียง ทำนโยบาย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ได้ทำตามเจตจำนงของพี่น้องประชาชนหรือไม่ นี่คือเหตุผลแนวทางในการที่เราจะต้อง มีพรรคการเมืองขึ้นมา และพี่น้องประชาชนจะต้องเข้าใจบทบาท หน้าที่ของตัวเอง พี่น้อง ประชาชนคนไทยไม่ใช่มีหน้าที่แค่วันไปกากบาทเลือกตั้ง ไม่ใช่ครับ ท่านมีหน้าที่ต้องกำกับ ดูแล ติดตามนโยบายของพรรคการเมือง ว่าที่ท่านได้สนับสนุนเขานี้ เขาได้ทำจริงหรือไม่ ได้ทำตามที่เขาหาเสียงไว้หรือไม่ ถ้าหาเสียงแล้วทำไม่ได้ พี่น้องประชาชนก็ต้องกลับไปคิดเหมือนกันว่าแล้วเราจะลงโทษ สั่งสอนนักการเมือง หรือคนที่เป็นตัวแทนอย่างไร สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้พี่น้องประชาชน จะต้องสำนึก แล้วก็ต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจน แล้วเรามีพรรคการเมืองว่าพรรคการเมือง ที่เราเป็นสมาชิกอยู่นั้น เราจะต้องมีความรู้สึกว่าเราต้องรักและหวงแหน เพราะฉะนั้น การมีพรรคการเมืองที่เกิดขึ้นง่าย แล้วก็สามารถดำรงอยู่ ไม่ถูกจำกัดด้วยเงินทุนหรือสาขา จำนวน ๔ สาขา ๓ ตัวแทน ซึ่งปัจจุบันนี้มันเป็นกรอบที่ทำให้การเมือง พรรคการเมืองที่มีอยู่ ดำรงอยู่อย่างยากเย็น และที่สำคัญปัจจัยสำคัญที่สุดคือเรื่องเงิน ๆ ครับ เงินคือปัจจัยสำคัญ ที่เป็นตัวขับเคลื่อนพรรคการเมือง ว่าพรรคการเมืองนั้นจะอยู่ยงคงต่อไปได้นานแค่ไหน ก็คือขึ้นอยู่กับการเมือง วันนี้มีกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองให้เป็นเงินทุนสนับสนุน กับพรรคการเมืองที่ทำกิจกรรม แต่นั่นมันไม่ได้เพียงพอที่จะทำให้พรรคการเมืองอยู่ได้ แต่สำคัญที่สุดคือพี่น้องประชาชนที่ท่านจะต้องสำนึกถึงพรรคการเมืองที่ท่านสังกัดอยู่ แล้วก็ จะต้องดำรงคงอยู่ แล้วก็ช่วยกันปกปักษ์รักษาให้พรรคการเมืองที่ท่านเป็นสมาชิก แล้วก็ จะให้พรรคการเมืองนั้นอยู่อย่างถาวร แล้วก็สามารถที่จะมีการปรับเปลี่ยนหมุนเวียนคน ที่จะเข้ามาเป็นผู้บริหารพรรคการเมืองได้ โดยไม่ต้องถูกจำกัดเรื่องของเงินทุน ของบทบาท ของผู้มีอิทธิพล หรือใครก็แล้วแต่ที่จะต้องเป็นผู้นำพรรค เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ถ้าพี่น้องประชาชนเข้าใจในบทบาทของพรรคการเมือง ในการที่จะนำพาพรรคการเมืองไปใช้ อำนาจแทนพี่น้องประชาชน ในการบริหารประเทศ ในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ในการตรวจสอบการใช้งบประมาณ หรือการทำอะไรก็แล้วแต่ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ถ้าพี่น้อง ประชาชนมีความรู้สึกสำนึกในการหวงแหนอำนาจของตัวเองนะครับ ว่าอำนาจของพี่น้อง ประชาชนมีอยู่อย่างไร และจำเป็นจะต้องใช้อำนาจนั้นอย่างไร การมีพรรคการเมืองที่ดำรง คงอยู่ได้อย่างถาวร อันนั้นคือสิ่งสำคัญที่สุด แล้วก็จะทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง และที่สำคัญพี่น้องประชาชนก็จะได้เป็นเจ้าของพรรคการเมืองนั้นอย่างแท้จริง และสามารถ นำพรรคการเมืองนั้นขับเคลื่อนให้พรรคการเมืองนั้นเป็นของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ เชิญท่านทศพร เสรีรักษ์ ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายทศพร เสรีรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ พรรคเพื่อไทย วันนี้ได้มาฟังรายงานผลการพิจารณา ศึกษาข้อเสนอในการส่งเสริมสถาบันพรรคการเมืองให้ยึดโยงกับประชาชนของคณะกรรมาธิการ การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นรายงาน เป็นอะไรที่มีคุณค่ายิ่ง ถ้าผมไม่ได้ลุกขึ้นพูดผมก็คงเสียดาย เรื่องของพรรคการเมืองที่ถูกยุบนี้ ถ้าใครไม่เจอกับตัวก็คงไม่รู้สึกอะไร ผมเจอกับตัวเองเมื่อ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๐ เป็นครั้งแรก ท่านที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ผมนี้ ตอนนั้นรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย แล้วพวกเราเรียกว่า เป็นกลุ่มในตำนานเลย คือกลุ่ม ๑๑๑ ถูกถอนสิทธิเลือกตั้งไปคนละ ๕ ปี ก่อนหน้านั้น ถ้ายังจำกันได้หรือลองไปศึกษาย้อนหลัง กฎหมายเกี่ยวกับพรรคการเมือง คือถ้าพรรคการเมือง ถูกยุบ กรรมการบริหารพรรคจะไม่สามารถไปตั้งพรรคใหม่ หรือว่าไปเป็นกรรมการบริหาร พรรคใหม่ ๕ ปีเท่านั้นเอง แต่พอทหารยึดอำนาจขึ้นมา เขาก็ออกประกาศคณะปฏิวัติ ประกาศทหารอะไรนี่ บอกว่าถ้ามีการยุบพรรคการเมืองเกิดขึ้น ให้ผู้บริหารพรรค คณะกรรมการบริหารพรรคต้องถูกถอนสิทธิเลือกตั้ง ๕ ปีด้วย คือมาออกเพิ่มเติมในภายหลัง เสร็จแล้ววันที่เขาตัดสินยุบพรรคไทยรักไทย ก็มีการต่อสู้ในประเด็นนี้ว่า กฎหมายสามารถ ย้อนหลังได้หรือไม่ ซึ่งตุลาการรัฐธรรมนูญในนั้นไม่ทราบว่าจะใช้คำว่า เอาข้างเข้าถู หรืออะไร มันจะหยาบคายหรือเปล่า ท่านก็บอกว่า การถอนสิทธิ ๕ ปีมันไม่ใช่การลงโทษ เป็นเพียง การจำกัดสิทธิ เพราะฉะนั้นก็เลยสามารถย้อนหลังกับเหตุที่เกิดขึ้นก่อนได้ ก็คือการที่เขาบอกว่า พรรคไทยรักไทยกระทำผิด พวกเราก็เลยถูกถอนสิทธิไป ๕ ปี พอมา ๗ มีนาคม ๒๕๖๒ อีกรอบครับ ผมลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคไทยรักษาชาติ ถูกยุบพรรคนะครับ คงมีไม่กี่ท่านในสภานี้หรือในประเทศนี้ที่โดน ๒ ครั้งซ้อน ๆ แต่ถ้าโดน ๓ ครั้งซ้อนเป็น Hat Trick นี้ก็คงต้องมีเรื่องอะไรกันแล้ว รายงานฉบับนี้ท่านได้ขมวดไว้ชัดเจนเลย ทำอย่างไรจะให้พรรคการเมืองจัดตั้งได้ง่าย ทำอย่างไรจะให้พรรคการเมืองดำรงอยู่ได้ และพรรคการเมืองต้องสิ้นสุดได้ยาก ร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการแก้ไข พ.ร.บ. พรรคการเมือง ก็เป็นอะไรที่มีคุณค่ายิ่ง และผมคิดว่าเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนต้องช่วยกัน ผลักดันให้เกิดขึ้น เมื่อ ๔-๕ ปีที่แล้วผมยังจำได้ ผมอยู่ที่ธรรมศาสตร์ ก่อนวันที่ศาลรัฐธรรมนูญ จะตัดสินยุบพรรคอนาคตใหม่ ผมหวังว่าปีนี้เราคงไม่เห็นภาพอย่างนั้นเกิดขึ้นอีก ขอยืนยันว่า ผมเชื่อว่า สส. ทุกคนในสภานี้คงไม่มีใครเห็นด้วยกับการยุบพรรค ไม่ว่าพรรคใด ๆ ทั้งสิ้น ขอบคุณครับ🔗
ขอบพระคุณครับ จริง ๆ ท่านประธานสภา ท่านวันมูหะมัดนอร์ปิดการอภิปรายแล้วนะครับ แต่ผมเห็นว่ายังมีหลายท่านที่ต้องการมีความประสงค์จะอภิปราย ผมก็อนุญาตเพิ่มเติมอีก ไม่เกิน ๔ ท่านนะครับ แล้วเราจะได้ไปในรายงานฉบับต่อไปกัน เชิญท่านรอมฎอน ปันจอร์ ครับ🔗
เรียนท่านประธาน ผม รอมฎอน ปันจอร์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลครับ ผมขออนุญาตใช้เวลาสักเล็กน้อยเติมตรงนี้ เติมความคิดเห็นต่อรายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง ข้อเสนอในการส่งเสริมสถาบัน พรรคการเมืองให้ยึดโยงกับประชาชน ของคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชนนะครับ ซึ่งคงต้องขอขอบคุณความมุ่งมั่น จริงจัง แล้วก็ละเอียดรอบคอบของทางกรรมาธิการนะครับ ในการผลิตรายงานชิ้นนี้ให้เห็น เป็นรูปธรรม ให้เห็นเป็นภาพครับ ต้องขอเรียนว่าในมุมของผมซึ่งติดตามสถานการณ์ ความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กระบวนการสันติภาพที่นั่น การมีข้อเสนออย่างนี้ ปรากฏขึ้นในสภาผู้แทนราษฎรทำให้เห็นโอกาส ทำให้เห็นความหวังบางอย่างที่ผมอยากจะ แบ่งปันให้กับเพื่อน ๆ ในสภาแห่งนี้รับทราบนะครับ ในความเห็นผม ในประเทศนี้ถ้าเรามี พรรคการเมืองที่ตั้งง่าย อยู่ได้ แล้วก็ยุบยาก อย่างที่เป็นข้อเสนอของกรรมาธิการนะครับ ถ้าเรามีระบบการเมืองที่อนุญาตให้ความคิดเห็นของประชาชนที่มีความหลากหลาย ในประเทศนี้ สามารถรวมตัวกันจัดตั้งเป็นพรรคการเมือง เป็นเครื่องมือ เป็นพาหนะ ในการนำพา Spirit จิตวิญญาณ ความคิด ความฝันของพวกเขาได้อย่างครอบคลุม ผมคิดว่า เราสามารถจะรักษาชีวิต พูดอย่างถึงที่สุดเลยนะครับ เราจะสามารถรักษาชีวิตของผู้คน ในอนาคตได้ ที่ผมกล้าพูดอย่างนี้ก็เพราะว่า ความขัดแย้งในทางการเมืองที่เล่นกันถึงตาย ที่ทำให้ผู้คนบาดเจ็บล้มตายในอดีตของเราในประเทศนี้ มันเป็นเพราะว่าเราไม่มีพื้นที่ ทางการเมืองที่มากพอครับ มันไม่แปลกที่คนจำนวนหนึ่งเห็นว่าการใช้เครื่องมือทางการเมือง ที่ขัดต่อกฎหมายหรือการใช้กำลัง การใช้ความรุนแรงนะครับ เป็นหนึ่งในเครื่องมือ เป็นทางเลือกของพวกเขา ถ้าผมนั่งฟังเพื่อน ๆ สมาชิกบางท่านได้อภิปรายถึงพัฒนาการ ของพรรคการเมืองในประเทศนี้ เรากำลังพูดถึงพรรคใต้ดิน พรรคบนดิน ครั้งหนึ่งในประเทศนี้ มีพรรคการเมืองที่จริง ๆ แล้วทรงพลังมาก แต่อยู่ใต้ดินครับ ไม่ได้ถูกอนุญาตให้ขึ้นมาอยู่บนดิน สามารถพูดถึง สามารถปรากฏตัว เสนอความคิดเห็น เสนอนโยบายได้ และพรรคใต้ดิน เหล่านั้นครับ เลือกที่จะใช้วิธีการแบบความรุนแรง สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เหมือนกันครับ ท่านประธานเชื่อไหมครับ แม้กระทั่งในบรรดาองค์กรติดอาวุธที่เป็นผู้เห็นต่าง ผู้ก่อความรุนแรงในสายตาของรัฐ เป็นศัตรู เป็นอริราชศัตรู ในปัจจุบันนี้พวกเขาเอง เรียกพวกตัวเองว่าไม่ใช่เป็นองค์กร ไม่ใช่เป็นกลุ่มขบวนการนั้น นี่นะครับ Barisan Revolusi Nasional เป็นพรรค BIPP เป็นพรรค PULO เป็นพรรคต่าง ๆ ก็เนื่องมาจากว่าพวกเขาเห็นว่าพื้นที่ในทางการเมือง ระบบของเรา ระบบการเมือง ในประเทศไทยไม่มีที่ไม่มีทางให้กับพวกเขาครับ และวิธีการที่พวกเขาเลือกใช้คือการใช้กำลัง ข้อเสนอของกรรมาธิการในรายงานชิ้นนี้ในความเห็นผมจึงน่าตื่นเต้นมากครับ เพราะว่า เป็นการเปิดโอกาสนะครับ ไม่ได้เปิดโอกาสให้กับอริราชศัตรูขึ้นมาใช้กำลังอาวุธอะไรนะครับ แต่เป็นการพยายามทำให้พรรคการเมืองในฐานะสถาบันทางการเมืองที่เข้ามาสู้กัน ในทางการเมืองอย่างสันติวิธีเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ การตั้งพรรคการเมืองควรตั้งได้ง่ายและโอบอุ้ม ความคิด ความฝันของผู้คน ที่จริง ๆ แล้วในประเทศนี้มีความคิดเยอะแยะมากมายครับ ที่ไหลเวียนอยู่ข้างนอกระบบการเมือง โอบกอดเอาความคิด ความฝันเหล่านั้นเข้ามาเป็น จุดกึ่งกลาง เป็นจุดรวมศูนย์ในการดึงผู้คนเข้ามานะครับ ที่ผมต้องบอกว่าเราสามารถรักษา ชีวิตในอนาคตได้ก็เพราะผมเห็นว่า ถ้าเรายังไม่มีพื้นที่แบบนี้ ไม่มีสถาบันทางการเมือง ที่แข็งแกร่งแบบนี้ ในอนาคตก็ยังมีคนที่ยังเชื่อมั่นว่าก็ต้องต่อสู้โดยการใช้กำลังครับ และผลกระทบก็ตกมาอยู่ที่ประชาชนคนธรรมดา อย่างที่เราเห็นแล้วก็เป็นประจักษ์พยาน มาตลอดเกือบ ๒๐ ปี หรือว่ากันตามตรงก็มากกว่านั้นนะครับ หลายสิบปีก่อนหน้านี้ ผมต้องขอเรียนว่าเรื่องนี้จึงสำคัญมากครับ ต่อกระบวนการสันติภาพ ต่อการหาฉันทามติ ที่จะอยู่ร่วมกันให้ได้ในประเทศนี้ หลายบทเรียนในต่างประเทศครับ กลุ่มกำลังติดอาวุธ ก็แปรสภาพตัวเองขึ้นมาเป็นพรรคการเมืองในยามที่พวกเขาเห็นว่าโอกาสทางการเมือง เอื้อต่อสิ่งที่พวกเขาคาดหวัง ข้อตกลงสันติภาพในหลายที่นำมาซึ่งข้อเสนอในการแบ่งสรร ปันอำนาจ การกระจายอำนาจ ทำให้กองกำลังที่เคยเป็นกบฏ เป็นกองกำลังติดอาวุธนี้ครับ เป็นโจร เป็นอาชญากรนี้นะครับ พวกเขาก็เริ่มปรับเปลี่ยนสถานะขององค์กรพวกเขา เป็นพรรคการเมือง ตั้งได้ง่ายครับ ผมยกตัวอย่าง อย่างขบวนการ MILF ในประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธมุสลิมที่สู้กับรัฐบาลฟิลิปปินส์มาอย่างยาวนาน ในปีหน้าจะมีการเลือกตั้ง ท้องถิ่นของเขาในภูมิภาคที่เรียกกันว่า Bangsamoro พรรค MILF เขาเปลี่ยนตัวเองเป็น United Bangsamoro Justice Party เพื่อลงประชันแข่งขันกัน หลังจากที่มีข้อตกลง สันติภาพนะครับ ในกรณีของ Gerakan Aceh Merdeka ขบวนการอาเจะฮ์เสรีเขาก็แปลงตัวเอง มาเป็น Partai Aceh พรรคอาเจะฮ์ แล้วก็แข่งขันต่อสู้ในทางการเมือง ๒ ประเทศนี้ เป็นบทเรียนใกล้ ๆ บ้านเราครับ ในหลายประเทศก็มีตัวอย่างแบบนี้ด้วยเหมือนกัน เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าถ้าเราจะแก้ปัญหาในทางการเมือง หาข้อยุติ มันต้องมีพื้นที่ให้กับ พวกเขาครับ ที่ผมพูดอย่างนี้ก็คงไม่ใช่เป็นเพราะประโยชน์ของพรรคที่เรามีอยู่ในสภานี้เท่านั้น เรากำลังมองไปในระยะไกล มากกว่านี้ถ้าเรามีการกระจายอำนาจ ถ้าเราสามารถที่จะเปิดโอกาส ให้พี่น้องประชาชนสามารถเลือกผู้นำของตัวเองในจังหวัดต่าง ๆ ในภูมิภาคต่าง ๆ ขึ้นมาได้ สิ่งที่ต้องเดินคู่กันไปคือการกระจายอำนาจ การเปิดโอกาสในทางการเมืองด้วย และนี่คือ ข้อเสนอที่ผมต้องขอแสดงความเห็นด้วยนะครับ ต่อข้อเสนอของกรรมาธิการครับ คือการเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถรวมตัวเป็นพรรคการเมืองได้ง่าย และนี่คือโอกาส ในการสร้างสันติภาพในอนาคตด้วยครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ขอเรียกฝ่ายรัฐบาล ๒ ท่านนะครับ ประสงค์จะอภิปรายต่อกันครับ ท่านจาตุรนต์ ฉายแสง และท่านเชิดชัย ตันติศิรินทร์ ครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม จาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ความจริง รายงานนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ผมเป็นผู้หนึ่งที่ถูกกระทำมาจากระบบกฎหมาย ที่ใช้กับพรรคการเมืองโดยตรง จะไม่พูดก็กระไรอยู่ แต่ว่าที่สำคัญกว่านั้นที่ผมคิดว่าควรจะพูด ก็เนื่องจากเห็นว่า รายงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการแก้ปัญหา การที่ระบบ กฎหมายของประเทศเราได้ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ ไม่สามารถเป็นเครื่องมือ ของประชาชนในการกำหนดนโยบายและความเป็นไปของบ้านเมืองได้อย่างที่ควรจะเป็น พรรคการเมืองมีความสำคัญอย่างมากในการปกครองระบอบประชาธิปไตย พูดง่าย ๆ แบบให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจก็คือว่า ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้ง ก็จะไม่มีที่ไหนหรอกครับที่ให้ต่างคนต่างสมัคร แล้วก็เป็นผู้แทนอิสระกันไปหมด ใครคิดอะไร ก็ว่าไป ไปเจอกันตอนลงมติแล้วก็ตัดสินแต่ละเรื่องไป แต่เขาจะให้มีการตั้งพรรคการเมือง ขึ้นมาเพื่อรวบรวมคนที่มีอุดมการณ์ในทางเดียวกัน ทำนองเดียวกันมาอยู่ด้วยกัน สังเคราะห์ เป็นนโยบายในแต่ละช่วง แต่ละตอนของประเทศ นำเสนอต่อประชาชน และผู้ที่อยู่ใน พรรคการเมืองนั้นก็ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ได้ประกาศไว้กับประชาชน พรรคการเมืองจึงเป็นเครื่องมือของประชาชนในการที่ไปรวบรวมเอาความคิดเห็น ความต้องการของประชาชนมาทำให้เป็นนโยบายและนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาล กำหนด นโยบายการบริหารประเทศ กำหนดความเป็นไปของประเทศให้เป็นไปตามความต้องการ ของประชาชน และนี่คือประโยชน์ หน้าที่ของพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย รายงานฉบับนี้ได้เสนอเรื่องต่าง ๆ แนวทางการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับพรรคการเมือง ในระยะหลังจนมาถึงปัจจุบันนี้อย่างตรงจุดมาก แก้ปัญหาสำคัญ ๆ ตั้งแต่เรื่องการตั้งพรรค การดำรงอยู่ของพรรค ซึ่งก็มีปัญหาทั้งนั้น การหาทุน การได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล และการสนับสนุนจากประชาชนหรือภาคเอกชน ไปจนถึงเรื่องของการยุบพรรคการเมือง ในส่วนของเรื่องการยุบพรรคการเมืองนั้นผมมีประสบการณ์โดยตรง แต่จะขอพูดถึง เป็นประเด็นสุดท้าย อยากจะพูดถึงเรื่องสำคัญ ๆ บางเรื่องที่รายงานนี้เสนอ เพื่อให้เห็นว่า ตรงจุด ตรงประเด็นอย่างไร ความจริงในสมัยก่อนพรรคการเมืองเป็นอะไรที่เป็นเรื่องที่ ผู้มีอำนาจในระบอบเผด็จการไม่ต้องการให้มี ไม่ต้องการให้มีบทบาทอะไร หรือไม่ต้องการ ให้มีเลยด้วยซ้ำ ยึดอำนาจในสมัยก่อน เขายุบพรรคการเมืองให้หายไปเลยนะครับ ต่อมาเวลา จะมาตั้งพรรคการเมืองกันใหม่ต้องมาฟื้นพรรคการเมืองกัน เพราะไม่มีพรรคการเมือง ในช่วงหลัง ๆ จากรัฐประหารสักปี ๒๕๓๔ เป็นต้นมา เวลารัฐประหารแล้วเขาไม่ได้ยุบทิ้ง แต่เขาใช้วิธีระงับ ยุติบทบาท ไม่ให้ทำอะไรอยู่นานจนกว่าจะมีการเลือกตั้ง ถึงเวลาเลือกตั้ง ที่ทำอย่างนี้เพราะว่าอาจจะรู้สึกว่ามันขัดสายตาชาวโลกมากเกินไป แต่ก็ไม่ให้พรรคการเมือง มีบทบาทอะไร มาในตอนหลังนี้ครับ ตอนที่รัฐประหารปี ๒๕๕๗ ได้เกิดระบบกฎหมายที่มุ่งทำให้ พรรคการเมืองอ่อนแอในทุกด้าน ที่เสนออยู่นี้เรื่องการจัดตั้งพรรคการเมือง เราก็จะพบว่า การจัดตั้งพรรคการเมืองในปัจจุบันหรือตามระบบกฎหมายพรรคการเมืองปัจจุบัน ตั้งได้ยาก ได้เย็น ต้องมีสาขา มีผู้มาประชุมเท่าไร อย่างไร ที่สำคัญทำให้พรรคการเมืองมีขนาดเล็ก รายงานนี้บอกว่าต้องการให้พรรคการเมืองยึดโยงกับประชาชน ระบบกฎหมาย หลังการรัฐประหารปี ๒๕๕๗ ต้องการให้พรรคการเมืองไม่ยึดโยงกับประชาชน ก็คือ เป็นสมาชิกก็เป็นยาก ต้องมีการบริจาค ขาดการบริจาคก็ขาดการเป็นสมาชิก ขาดการเป็น สมาชิกพรรคไม่รายงานไปก็อาจจะถูกข้อหาว่าไม่ให้ข้อเท็จจริงแก่ กกต. ยุบพรรคไปอีก ประชาชนสมัครยากก็เลยไม่สมัคร เมื่อก่อนมีกัน ๑๐ กว่าล้านคนครับ พรรคไทยรักไทย มี ๑๐ กว่าล้านคน๑๐ กว่าเยอะด้วยซ้ำ เกือบจะ ๒๐ ล้านคน ตอนหลังพรรคการเมือง มีสมาชิกกันพรรคละไม่กี่หมื่นคน ไม่กี่พันคนตามกฎหมาย เกินกว่านิดหน่อย ประชาชน ก็ไม่อยากสมัครเป็นสมาชิกพรรค พรรคการเมืองก็ไม่อยากมีสมาชิกมาก ๆ เพราะจะเป็นภาระ ทางกฎหมาย กลายเป็นพรรคการเมืองไม่สามารถเชื่อมโยงกับประชาชนได้ ดำรงอยู่ก็ยาก🔗
ผมขออนุญาตท่านประธาน เพราะว่าสมาชิกพรรคเพื่อไทยเมื่อสักครู่พูดไป ก็ใช้เวลาสั้นนิดเดียวนะครับ แล้วก็สมาชิกของพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลก็พูดกันน้อย ขอขยายเวลาอีกสักหน่อยนะครับ เพราะว่าเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่คิดว่าถ้าพูดแล้วน่าจะเป็น ประโยชน์ในอนาคตต่อไป การดำรงอยู่ของพรรคการเมืองยาก การหาทุน การหาการสนับสนุน จากรัฐบาล ทำไปทำมาการสนับสนุนของรัฐบาลที่มีต่อพรรคการเมืองสนับสนุนเล็กน้อยมากครับ ทั้ง ๆ ที่เราพูดกันมานานแล้วเป็นสิบ ๆ ปีว่า ถ้าจะให้พรรคการเมืองเกิดได้ อยู่ได้ ทั้ง ๆ ที่ ไม่มีทุนมาก ๆ รัฐต้องสนับสนุน แต่ทำไปทำมาสนับสนุนน้อยมาก แถมการบริจาคช่วยเหลือ พรรคการเมืองสนับสนุนพรรคการเมืองจากประชาชนหรือภาคเอกชนก็ทำได้ยาก จนกระทั่ง กลายเป็นว่าใครจะสนับสนุนพรรคการเมืองก็ต้องไปแอบสนับสนุนใต้โต๊ะอย่างที่ทำกันอยู่ ในบางพรรค บางกรณี แต่คนที่จะสนับสนุนเปิดเผยทำได้จำกัดมาก อันนี้คือไม่ต้องการ ให้พรรคการเมืองได้รับการสนับสนุนจากประชาชน จากภาคเอกชนอย่างเปิดเผย ซึ่งจะดีกว่ามาก ถ้าหากว่าให้มีการสนับสนุนอย่างเปิดเผยและรู้กันไปว่าใครสนับสนุนพรรคการเมืองไหน พรรคการเมืองไหนมีนโยบายเพราะไปรับการสนับสนุนจากใคร ประชาชนก็จะได้ตัดสินได้ถูก แต่ก็ไม่เป็นอย่างนั้นครับ🔗
สุดท้ายครับท่านประธาน ประเด็นสุดท้าย ขอใช้เวลาอีกหน่อยหนึ่งก็คือ เรื่องของการยุบพรรค ที่ผมจะพูดนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับว่าจะเกิดมีการยุบพรรคการเมือง ในอนาคตอันใกล้ ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าหรือไม่ ไม่ต้องการให้เป็นประเด็นที่เกี่ยวโยงกัน ผมเคารพในความเห็นของรายงานฉบับนี้ ซึ่งพูดถึงการยุบพรรคการเมืองไว้ การยุบพรรคการเมือง ในอดีตนั้นยุบทิ้งไปเลย เพราะเขาเห็นว่าพรรคการเมืองเป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาเลย ของระบอบเผด็จการ มาในตอนหลังไม่ยุบแต่ไม่ให้ทำงาน มาปี ๒๕๔๙ ครับท่านประธาน การยุบพรรคการเมืองคือยุบพรรคไทยรักไทย สาเหตุที่แท้จริงคืออะไร สาเหตุแท้จริง คือเห็นว่าพรรคไทยรักไทยประสบความสำเร็จในการนำความเห็นของประชาชน ความต้องการของประชาชนมาสังเคราะห์เป็นนโยบายแล้วไปหาเสียงและไปประกาศ และไปปฏิบัติ นำไปสู่การปฏิบัติจริงโดยรัฐบาล จนเป็นที่ยอมรับของประชาชนอย่างกว้างขวาง พรรคไทยรักไทยในการเลือกตั้งครั้งที่ ๒ ของพรรคได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๓๗๗ คน และนำนโยบายที่ประกาศต่อประชาชนไว้ กำลังแก้ปัญหาประเทศชาติไปตามความต้องการ ของประชาชน และนี่คือสิ่งที่ผู้นิยมเผด็จการไม่นิยม ไม่เชื่อถือประชาชน เขายอมไม่ได้ เขาจึงต้องยุบพรรค ในการยุบพรรคไม่ได้ใช้หลักฐานอะไรที่ชัดเจนครับ ระโยงระยางกันไป จากเรื่องนี้ คนไปพบกันที่นั่น ที่นี่ แล้วบอกว่าเพราะฉะนั้นหัวหน้าพรรคต้องรู้ กรรมการ บริหารพรรคต้องรู้ แล้วก็ยุบพรรคไป บอกว่าไปจ้างพรรคเล็กลงสมัคร สุดท้ายท่านประธานครับ มีการดำเนินคดีผู้ที่ไปจ้างพรรคการเมืองอื่นลงสมัคร จนในที่สุด ไม่มีใครทำผิดทางอาญาเลยสักคนเดียวครับ แต่พรรคการเมืองถูกยุบไปแล้ว ถูกเพิกถอนสิทธิ โดยการใช้กฎหมายย้อนหลัง คำสั่งคณะรัฐประหารนี่ละออกมาแล้วสามารถใช้ย้อนหลัง กับนักการเมืองในขณะนั้น ก็หมายความว่ามันยังไม่เป็นระบบกฎหมายที่ชัดเจน แต่ใช้กัน แบบที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม พรรคไทยรักไทยถูกยุบโดยคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ศาลด้วย ไม่ใช่ศาลนะครับที่ยุบไป แล้วหลังจากนั้นมาเราจะเห็นว่าที่เสนอในรายงานนี้ ตรงประเด็นหลายเรื่อง ความไม่ได้สัดส่วน พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทยนะครับ ผมยกตัวอย่าง ถูกยุบเนื่องจากอะไร กฎหมายต่อมาบอกว่าถ้ากรรมการบริหารพรรคละเลย หรือไปดำเนินการในทางที่ให้ได้อำนาจโดยไม่สุจริต โดยไม่เป็นประชาธิปไตย ก็เป็นอันต้อง ยุบพรรค ปรากฏว่ากรรมการบริหารพรรคของ ๒ พรรคนี้ถูกดำเนินคดีโดย กกต. ว่าไปซื้อเสียง ด้วยเงิน ๒๐,๐๐๐ บาท ทั้ง ๒ พรรคนี้เงินประมาณเท่ากันเลย พรรคพลังประชาชนกับ พรรคชาติไทย ปรากฏว่าคน ๆ เดียวบอกว่าไปซื้อเสียง ๒๐,๐๐๐ บาท นำไปสู่การยุบพรรค ยุบพรรคแล้วมีผลต่อการเปลี่ยนรัฐบาล เพราะว่านายกรัฐมนตรีในขณะที่ยุบเป็นกรรมการ บริหารพรรคอยู่ด้วย ล้มรัฐบาลทั้งรัฐบาล ส่วนพรรคชาติไทยก็พอล้ม รัฐมนตรีหลายคนก็ต้อง พ้นไป แต่สุดท้ายท่านประธานครับ ในกรณีของพรรคชาติไทยที่ว่าซื้อเสียง ๒๐,๐๐๐ บาท มีการดำเนินคดีอาญา สุดท้ายอัยการ ผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งไม่ฟ้อง เนื่องจากที่ว่าไปจ่ายเงินนั้น เขาเป็นการไปชำระหนี้ให้กับแม่ค้า ไม่มีความผิดทางอาญา ก็คือไม่มีความผิดอะไรเลย แต่ยุบไปแล้ว ยุบไปเพราะว่าพรรคชาติไทยมีความผิดที่ไปร่วมมือกับพรรคพลังประชาชน ตั้งรัฐบาล ความไม่เป็นสัดส่วน ความไม่เป็นเหตุเป็นผล คือไม่ผิดทางอาญาเลยแต่ยุบ ยุบแล้ว เพิกถอนสิทธิ ทั้ง ๆ ที่คนที่ถูกเพิกถอนสิทธิไม่เกี่ยว ไม่รู้เรื่องด้วยเลย ไม่มีโอกาสไปชี้แจง กับคณะที่ตัดสินยุบพรรค ในเวลาต่อมาคือศาลรัฐธรรมนูญ อันนี้จะเห็นว่าการยุบพรรค ที่ทำ ๆ กันมามันไม่เป็นเหตุเป็นผล ไม่ได้เป็นเหตุเป็นผล เป็นการใช้กฎหมายโดยคณะบุคคล จะเป็นตุลาการรัฐธรรมนูญที่ไม่ใช่ศาลหรือจะศาลรัฐธรรมนูญที่บางครั้งก็เกิดจากการแต่งตั้ง กันมาโดยการแทรกแซงของคณะรัฐประหารมายุบพรรคการเมือง เพราะดำเนินการทางการเมือง ไม่เป็นไปตามความต้องการ ความยินยอมของผู้มีอำนาจที่ไม่เชื่อมโยงกับการเลือกตั้ง การยุบพรรคการเมืองที่เกิดขึ้นที่ผ่านมาจึงเกิดขึ้นมาในลักษณะนี้ เป็นการขัดแย้ง ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย เป็นการทำลายเครื่องมือที่สำคัญของประชาชน ในการที่จะกำหนดนโยบายและความเป็นไปของประเทศ และในยุคปัจจุบันพรรคการเมือง คือเครื่องมือของประชาชนที่จะทำให้บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เป็นประชาธิปไตยขึ้น ดังนั้นการที่เสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับ พรรคการเมืองที่จะครอบคลุมทั้งการก่อตั้ง การดำรงอยู่ การทำกิจกรรม การหาทุน หารายได้ การรับการสนับสนุนจากภาครัฐและจากประชาชน ไปจนถึงการสิ้นสุดของ พรรคการเมือง การไม่ควรให้ยุบพรรคการเมืองง่าย ๆ ที่ไม่มีใครเขาทำกันในโลก นอกจาก ประเทศที่เป็นเผด็จการสุด ๆ ซึ่งมีเหลืออยู่ไม่กี่ประเทศในโลกนี้ จึงเป็นรายงานที่เป็น ประโยชน์อย่างยิ่งต่อการที่จะพัฒนาการเมืองของประเทศไทย แก้ไขให้ระบบกฎหมาย ของประเทศไทยเป็นระบบกฎหมายที่ส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่ ขัดขวางการปกครองระบอบประชาธิปไตย เป็นกฎหมายที่ส่งเสริมให้พรรคการเมือง มีความเข้มแข็ง เป็นเครื่องมือของประชาชนได้ ไม่ใช่เป็นอะไรที่อ่อนแอ ทำอะไรไม่ได้ เป็นประโยชน์ต่อประชาชนได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น ท่านประธานครับ ผมขอสนับสนุน รายงานของคณะกรรมาธิการฉบับนี้นะครับ และหวังว่าในอนาคตเราจะได้ร่วมกัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและพรรคการเมืองทั้งหลายจะได้ร่วมกันแก้ไข ปรับปรุงระบบ กฎหมายที่เกี่ยวกับพรรคการเมืองให้ถูกต้อง ให้เป็นประชาธิปไตยและให้พวกเราทั้งหลาย ทั้งพรรคการเมืองและนักการเมือง สามารถเป็นเครื่องมือของประชาชนในการแก้ปัญหา ประเทศ ในการพัฒนาประเทศให้เป็นประชาธิปไตย ให้เป็นอารยะประเทศแบบเขาบ้าง ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณท่านจาตุรนต์ ฉายแสง ครับ ต่อไปท่านเชิดชัย ตันติศิรินทร์ เชิญครับ🔗
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยนะครับ วันนี้ได้โอกาสดี ที่เห็นรายงานผลการพิจารณา เรื่อง ข้อเสนอในการส่งเสริมสถาบันพรรคการเมืองให้ยึดโยง กับประชาชน ท่านประธานครับ เวลาเราไปหาเสียงกับประชาชน เราก็บอกว่า ผมมาขอเสียง จากท่านเพื่อให้ได้อำนาจรัฐ อำนาจรัฐบังเอิญเราปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย ต้องเป็น ตัวแทนของประชาชน เห็นไหมครับ อำนาจรัฐเป็นเรื่องสำคัญ ต้องขอฉันทานุมัติจาก ประชาชน ไม่เหมือนกับพวกทหารที่รัฐประหารนะครับ มันต่างกัน ท่านประธานครับ ประชาธิปไตยเป็นเรื่องสิทธิเสรีภาพ เรื่องการแสดงออก เรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แล้วคนที่คิดเหมือนกันก็ต้องมารวมกันสิครับ เพื่อให้ดูว่าเราจะทำกิจกรรมอันใด ดังนั้น พรรคการเมืองเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดในระบอบประชาธิปไตย ที่จะทำให้ประชาธิปไตย เข้มแข็ง ประชาธิปไตยของเราที่มันล้มลุกคลุกคลานก็เพราะว่ามันไม่เข้มแข็งครับ ผมจำได้ สมัยเป็นนักศึกษาเราออกมาต้าน ถนอม ประภาส เรายังงงอยู่ว่าเขายึดอำนาจได้อย่างไร อยู่ในอำนาจตั้งเป็น ๑๐ กว่าปี แค่มีประชาชนไปประท้วง ๑๓ คนก็ถูกจับ เห็นไหมครับ ก็เป็นชนวนของการประท้วง ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ครับ แล้วบ้านเมืองเป็นอย่างไรครับ พอมีประชาธิปไตยก็ดีขึ้น แล้วเราก็ไปปลุกปั่นอีกว่า นี่ละนักการเมืองเข้ามาต้องการอย่างนั้น อย่างนี้ จะล้มล้างนั่น ล้มล้างนี่ มันก็ไม่จริงครับ ท่านประธานครับ พรรคการเมืองนอกจาก จะเป็นเครื่องมือแล้วนะครับ ประชาชนที่เข้ามาร่วมในกิจกรรมนี้ต้องอุดมการณ์ตรงกัน ต้องตั้งใจจริง ๆ นะครับว่า ท่านขออำนาจเข้ามานี้เพื่อมาบริหารประเทศ ไม่ใช่มาหา ผลประโยชน์ด้วย ต้องทำเพื่อประชาชนจริง ๆ นะครับ ดังนั้นพรรคการเมืองต้องมีนโยบาย ที่ดีครับ เมื่อสักครู่ท่านผู้อภิปรายก็พูดแล้วครับ ไม่ใช่ว่าไปใช้วิธีอื่นครับ พรรคการเมืองต้องมี นโยบายที่ดี แล้วถ้าจะดีต้องมาจากการดูปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนำไปแก้ไข ซึ่งก็มี พรรคการเมืองที่ทำตัวอย่างให้เห็นแล้วก็คือพรรคไทยรักไทย สมัยก่อนนี้นโยบายคือไปลอก สภาพัฒน์ครับ ท่านประธานครับ อีกอย่างนะครับ เวลาเราพูดถึงเรื่องการเลือกตั้งนี้ครับ บอกว่าการเลือกตั้งไม่ต้องใช้เงินก็ได้ จริงหรือครับ ท่านต้องพิมพ์อะไรอีก ต้องพิมพ์โปสเตอร์ ต้องเดินหาเสียง ใช้คนเยอะแยะ มันต้องใช้เงินทั้งสิ้นนะครับ ต้องยอมรับสภาพความเป็นจริง การที่จะให้มีสมาชิก ถ้าไปเก็บเงินมากมายนี่ไม่มีใครสมัครหรอกครับ ต้องควรจะปล่อยเขาไป ดังนั้นที่กรรมการเขาศึกษามานี้ดีมากนะครับ คือมันต้องจัดตั้งให้ง่าย ๆ ให้เขามารวมกัน เขาสนใจเรื่องอะไร อาจจะมีตั้งพรรคเฉพาะเรื่องนั้นก็เป็นเรื่องของเขานะครับ🔗
อันที่ ๒ กรรมการสรุปดีนะครับ การดำรงอยู่ของพรรคนี้จำเป็นมาก เงินไม่สำคัญหรอกครับ แต่ต้องพูดกันก่อนนะครับว่าจะให้เขาทำอย่างไร การบริจาคอะไรต่าง ๆ ต้องให้ง่าย ๆ ไม่ใช่เป็นเรื่องจับผิดไปเรื่อย ๆ นะครับ แล้วผมเห็นว่าที่เราเอาภาษีมาสนับสนุน พรรคการเมืองเป็นสิ่งที่ดีนะครับ แต่ต้องเปิดกว้างกว่านั้น โดยเฉพาะเรื่องการบริจาคนะครับ อย่าไปคิดว่าบริจาคแล้วจะเป็นการครอบครองพรรคการเมืองนะครับ เพราะในรัฐธรรมนูญนี้ จริง ๆ ก็ควรจะแก้ไขด้วยครับ กติกามันเขียนหยุมหยิมมากมาย ท่านประธานครับ ทุนนะครับ ถ้าไปเขียนการควบคุมการหาทุนพรรคการเมืองนี่มากมายจนกระทั่งสามารถเอามาหาความผิดได้ เป็นสิ่งที่ควรจะต้องแก้ไขครับ🔗
อีกอันหนึ่งนะครับ พรรคการเมืองนี่ต้องยุบยาก พรรคการเมืองนี่ไม่มีตัวตน เป็นชื่อ เป็นนามธรรม แล้วคนที่มาร่วมอุดมการณ์แล้วมาจัดตั้งพรรคการเมือง ถูกตัดสิทธิอีกนี่ มันทารุณนะครับ เพราะว่าพวกที่มาอยู่ในพรรคการเมืองนี้ล้วนแต่มาต่อสู้แบบสันติวิธี หรือ Nonviolent อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ต้องยุบยาก คนที่ถูกตัดสิทธิ ก็ควรจะให้เขากลับมาเข้าสู่การเมืองอีก ท่านไม่ต้องเป็นห่วงว่าพรรคการเมืองจะมาล้มล้างนั้น ล้มล้างนี้นะครับ ทำไม่ได้หรอกครับ พรรคการเมืองเกิดไปเยอะแยะก็ช่างเขา แต่คนที่จะ เลือกเขาก็คือประชาชน ถ้าทำไม่ดี ไม่มีบทบาท เขาก็ไม่เลือกเอง มันก็ยุบไปเองครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ เราพูดกันมานานนะครับว่าประชาธิปไตยนี่ต้องเข้มแข็ง สส. ที่เข้ามากรุณาอย่าไปเข้าชื่อยุบพรรค อย่าไปเข้าเด็ดขาดเลยครับ ยุบไปแล้วมันช้ำใจ นักการเมืองที่เขามาบริหารประเทศมีแต่ละรุ่น ๆ ขึ้นมานี้มันจะสร้างความเข้มแข็ง ให้ประชาธิปไตย ถ้าเราไปตัดสิทธิเขา มันก็เหมือนเราปลูกต้นไม้ ปลูกแล้วก็ตัด ปลูกแล้วก็ตัด แล้วเมื่อไรมันจะโตครับ พรรคการเมืองก็เป็นเครื่องมือที่เขาต้องมาทำงานด้วยกัน เพราะฉะนั้นผมขอสนับสนุนเต็มที่ เพื่อให้ประชาธิปไตยของเรามันเข้มแข็ง เป็นที่พึ่ง ของประชาชน ทำให้คนที่มีความสามารถเข้ามาแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ให้บ้านเมืองเรา มีความเจริญรุ่งเรือง พัฒนาเทียบเท่าอารยะประเทศนะครับ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านชัยธวัช ตุลาธน เชิญครับ🔗
เรียนประธานสภา ที่เคารพนะครับ ผม ชัยธวัช ตุลาธน ผู้แทนราษฎรจากพรรคก้าวไกล ก็ขอใช้โอกาสนี้ อภิปรายสักเล็กน้อยเพื่อสนับสนุนรายงานผลการศึกษา เรื่อง ข้อเสนอในการส่งเสริม สถาบันพรรคการเมืองให้ยึดโยงกับประชาชนของคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชนนะครับ ก่อนอื่นก็ต้องสารภาพก่อนนะครับ ว่าเดิมผมไม่ได้ตั้งใจจะอภิปราย ด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากว่าอย่างที่ทราบครับว่า วันที่ ๗ สิงหาคมนี้พรรคของพวกผมกำลังจะถูกตัดสินชะตากรรม ที่เดิมไม่ตั้งใจจะอภิปราย เพราะว่าไม่ต้องการให้เข้าใจเจตนาของคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน แล้วก็อนุกรรมาธิการที่ทำรายงานศึกษาอันนี้ผิดนะครับ แต่หลายท่านก็ได้อภิปรายอยู่แล้วนะครับว่า รายงานการศึกษาฉบับนี้ไม่ได้ทำมาเพื่อสำหรับ พวกผม แล้วก็ไม่เกี่ยวนะครับ ไม่มีผลกระทบใด ๆ ต่อชะตาชีวิตของพวกผมแต่อย่างใด เป็นเรื่องของพรรคการเมืองทุกพรรค และเป็นผลประโยชน์ต่อประชาธิปไตยของไทยนะครับ ดังนั้นก็จะขอพูดสักแค่ ๒-๓ ประเด็นสั้น ๆ แล้วก็คงไม่ลงรายละเอียดแล้ว เนื่องจาก เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายในรายละเอียดหลายอย่างพอสมควรแล้วนะครับ แล้วในรายงานนี้ผมคิดว่าค่อนข้างสมบูรณ์แล้วนะครับ แต่อยากจะพูดถึงประเด็นสำคัญ ในแง่กรอบความคิดที่ผมคิดว่ามันเกี่ยวข้องกับข้อเสนอของรายงานฉบับนี้ เพื่อนำไปสู่การแก้ไข ปรับปรุงกฎหมายพรรคการเมืองในอนาคต🔗
ประเด็นแรกเลยนะครับ ผมคิดว่ากฎหมายพรรคการเมืองที่ใช้ปัจจุบัน รวมถึง รัฐธรรมนูญที่ให้กำเนิดมันนี้มีปัญหา ถ้าเราไม่ดูรายละเอียด ผมคิดว่าปัญหาใหญ่ก็คือว่า แม้ดูเหมือนว่ากฎหมายฉบับนี้ที่ออกมาบังคับใช้กับพรรคการเมือง มีเจตนารมณ์ที่ดูดีนะครับ แต่ปัญหาใหญ่ก็คือว่า มันออกแบบมาด้วยฐานคิดที่มีปัญหา กฎหมายพรรคการเมือง ในปัจจุบันพยายามออกแบบมาด้วยเป้าหมายและเจตนารมณ์ที่ดูดี คือบอกว่าพยายาม ที่จะออกกฎเกณฑ์เข้ามากำกับควบคุมการทำงานของพรรคการเมือง เพื่อให้พรรคการเมือง เป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชนจริง ๆ ไม่อยากให้พรรคการเมืองเป็นแค่ที่รวมตัวกัน ของกลุ่มผลประโยชน์ ของนายทุนที่จะเข้ามาใช้อำนาจทางเศรษฐกิจ เพื่อผลประโยชน์ ทางการเมืองต่าง ๆ นานานะครับ แต่ปัญหาก็คือว่าสุดท้ายมันไม่สามารถบรรลุเจตนารมณ์ หรือเป้าหมายที่ดูดีตรงนั้นได้ เพราะมันถูกออกแบบมาด้วยฐานคิดที่สุดท้ายต่อต้าน ประชาธิปไตยโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวนะครับ ก็คือถ้าเราดูรายละเอียดทั้งหมด มันเป็นกฎหมาย กฎเกณฑ์ที่ออกแบบมาด้วยความคิดที่ไม่ไว้วางใจนักการเมือง หรืออำนาจที่มาจาก การเลือกตั้ง ดังนั้นก็พยายามจะบอกทั้งหมดว่าถ้าจะตั้งพรรคการเมืองต้องทำอย่างไร จะรับสมัครสมาชิกต้องทำอย่างไร จะรับบริจาคต้องทำอย่างไร จะสร้างความเป็น ประชาธิปไตยในพรรค ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนสมาชิกพรรคหรือวิธีการเลือกคนมาลงสมัคร รับเลือกตั้ง หรือจะใช้เงินที่ได้รับบริจาคมาจากประชาชนต้องทำอย่างไร ให้อยู่ในกรอบ อยู่ในกฎ อยู่ในเกณฑ์ ที่คนออกแบบคิดว่านี่คือพรรคการเมืองที่ดีของประชาชน แต่สุดท้าย ก็พูดง่าย ๆ ว่ามองคนที่มาจากการเลือกตั้ง มองพรรคการเมืองในระบบเลือกตั้ง เป็นต้นเหตุ เป็นความเลวร้ายของการเมืองไทย ผลสุดท้ายมันก็กลับตาลปัตรไปหมด เจตนารมณ์ที่อยากเห็น พรรคการเมืองของประชาชนจริง ๆ มีวัฒนธรรมประชาธิปไตย ไม่เป็นพรรคการเมือง ของกลุ่มผลประโยชน์หรือนายทุนต่าง ๆ สุดท้ายก็ทำให้พรรคการเมืองที่ประชาชนตั้งใจ จะสร้างขึ้นมาด้วยอุดมการณ์มันเกิดได้ยากมาก เกิดได้ยากมากนะครับ🔗
ดังนั้น สุดท้ายผมก็สนับสนุนโดยหลักการใหญ่เลยก็คือว่า พรรคการเมือง ควรจะเกิดง่าย ดำรงอยู่ง่าย แล้วก็ยุบยาก หรือควรจะยุบโดยประชาชนเท่านั้นนะครับ แต่ปัญหาของ พ.ร.ป. พรรคการเมืองมันยังสะท้อนปัญหาใหญ่กว่านั้นอีกที่เรากำลังดำรงอยู่ ผมคิดว่ารายงานฉบับนี้ไม่ควรจะเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายพรรคการเมือง เท่านั้น แต่ควรจะเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การออกแบบสถาบันทางการเมือง กฎกติกา ทางการเมืองของพวกเราทั้งหมด ซึ่งมีปัญหามาจากฐานคิดเดียวกันที่พยายามทำให้ สังคมไทยเชื่อโดยไม่รู้ตัวว่าปัญหาของการเมืองไทยเกิดจากพรรคการเมือง นักการเมือง หรืออำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง แต่พยายามจะปิดเร้น ซ่อนเร้นอำนาจที่ฉ้อฉลยิ่งกว่า และไม่เคยถูกตรวจสอบ และไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง ผมเคยย้ำหลายครั้งว่า ปัญหา ของการเมืองไทยนั้น ในสถานการณ์ปัจจุบันคือเรากำลังต่อสู้กับความพยายามที่จะสถาปนา ระบอบการเมืองที่ทำให้อำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอยู่เหนืออำนาจที่มาจาก การเลือกตั้ง ผมคิดว่านี่เป็นปัญหาใจกลางสำคัญของ พ.ร.ป. พรรคการเมืองและรัฐธรรมนูญ รวมถึงความคิดที่พยายามปลูกฝังแนวคิดแบบต่อต้านประชาธิปไตยให้กับสังคมไทย แบบไม่รู้ตัว ด้วยความพยายามโยนความผิด โยนความเลวร้ายให้กับพรรคการเมืองและ นักการเมือง🔗
สุดท้ายแล้วครับท่านประธาน ผมอยากจะพูดถึงเรื่องประเด็นการยุบพรรค สักเล็กน้อย เนื่องจากว่าสมาชิกหลายท่านให้ความสำคัญนะครับ ผมไม่ลงรายละเอียด แต่ประเด็นที่ผมอยากจะสื่อสารผ่านท่านประธานไปยังสมาชิก ผมคิดว่าพัฒนาการของปัญหา เรื่องการยุบพรรคการเมืองของเรามันน่ากลัวมากยิ่งขึ้น เพราะมันไม่ใช่แค่การทำลายสถาบัน ทางการเมืองของประชาชนเท่านั้น แต่เราเริ่มเห็นอาการที่การยุบพรรคการเมืองมันกำลัง เป็นส่วนหนึ่งของการพยายามสถาปนาระบอบอำนาจนิยมหรือเผด็จการแบบไทย ๆ ที่พยายามวางหลักกฎหมาย วางระบบกฎหมาย ที่เราอาจจะเรียกว่านิติรัฐแบบไทย ๆ เอาไว้ แล้วแปลกแยกนะครับ ทำให้แปลกแยกออกห่างจากหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมากขึ้นทุกวัน นี่เป็นความอันตรายที่หลายท่านอาจจะ ไม่สังเกตเห็น แต่ลองไปสังเกต ลองไปอ่านคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญหลายฉบับที่ผ่านมา ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่หลวงกว่าที่เราจะมาคิดกันแค่ว่า เราจะแก้ไขกฎหมาย พรรคการเมืองอย่างไร เพื่อทำให้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ของพวกเรานั้น รวมถึงอำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง รวมถึงสถาบันนิติบัญญัติของพวกเรานั้น เป็นประชาธิปไตยจริง ๆ เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนและมีความหมายอย่างแท้จริง ไม่ใช่มีอยู่ในตัวอักษรเท่านั้น ไม่ใช่อยู่ในตัวอักษรแต่ถูกตีความและบังคับใช้โดยที่ไม่มีประชาชนอยู่ในสมการนะครับ ขอขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณท่านผู้นำฝ่ายค้านครับ ท่านพริษฐ์จะมีอะไรนิดหน่อยไหมครับ🔗
เรียนท่านประธานครับ พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะประธาน คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชนครับ ก็ไม่อยากจะรบกวนเวลาของสภาแห่งนี้มากไปกว่านี้นะครับ คิดว่าน่าจะมีประเด็นที่ต้องการ ชี้แจงสั้น ๆ อยู่เล็กน้อยเกี่ยวกับเรื่องกฎหมาย ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญ ก็ขอให้เป็นทาง อนุกรรมาธิการ คุณวรวุฒิได้ชี้แจงเพิ่มเติมครับ🔗
สวัสดีครับ กระผมขอเรียนอย่างนี้ครับ คือว่าเมื่อครู่ใหญ่นี้มีทางท่านสมาชิกได้สอบถามเรื่องที่ว่า เพราะเหตุใดในร่างรายงานฉบับนี้ จึงยังมีการคงโทษการยุบพรรคเก็บไว้อยู่ใช่ไหมครับ ซึ่งผมก็ต้องชี้แจงว่าโดยแท้จริงแล้ว เรื่องการยุบพรรคนี้เป็นเรื่องที่มีการพูดคุยกันในการทำรายงาน คือค่อนข้างมากใช่ไหมครับ แต่เนื่องจากว่าภายใต้ข้อจำกัดก็คือได้แก่ ตัวแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเองก็ดี หรือว่าคือแบบภายใต้ข้อจำกัดที่อยู่ในตัวบทกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันก็ดีนะครับ ทำให้เรา ต้องคงเรื่องโทษยุบพรรคไว้อยู่ เพียงแต่ว่าในการร่างตัวรายงานนี้ก็มีการถกเถียงกันว่า ถ้าเกิดว่า เราต้องคงโทษยุบพรรคไว้ เพราะฉะนั้นในการที่จะคงโทษยุบพรรค ก็ต้องเป็นโทษยุบพรรค ที่อะไรนะครับ ก็คือว่าต้องคำนึงถึงหลักสากลใช่ไหมครับ ต้องให้การยุบพรรคนี้ เป็น Last Resort ก็คือเป็นมาตรการสุดท้าย ใช้เท่าที่จำเป็นจริง ๆ ซึ่งก็สอดคล้องกับ ทางท่านสมาชิก ที่ได้พูดไปว่า ในทางยุโรปมีการพูดถึงโทษยุบพรรคให้ทำเป็นรายงาน โดยทำแบบ Venice ใช่ไหมครับ ซึ่งแน่นอนว่าเราก็ได้ศึกษากฎหมายเปรียบเทียบเพื่อร่างไป แต่ว่าอย่างไรก็ดี เรื่องนี้ก็เป็นประเด็นที่ถกเถียงกันในทางรัฐธรรมนูญ ตรงที่ว่าท้ายที่สุดแล้ว ในตัวบทบัญญัตินี้ ถ้าเกิดดูจากบทบัญญัตินี้ ในทางตัวบทรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๑๐ ไม่มีการเขียนไว้ว่า ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจที่จะยุบพรรคได้ ซึ่งแตกต่างจากเรื่องการล้มล้าง การปกครองที่อยู่ในตัวรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ หรือปี ๒๕๕๐ ใช่ไหมครับ ถ้าเกิดเห็นว่า เป็นการกระทำล้มล้าง ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจที่จะสั่งยุบพรรคได้ แต่ว่าในคราวนี้นะครับ ทางฝั่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไม่มีบทบัญญัติดังกล่าว ทำให้เป็นข้อถกเถียงกันว่า แล้วการที่ ทาง พ.ร.ป. พรรคการเมืองนั้นมีบทบัญญัติให้ยุบพรรคการเมืองได้ ถือว่าเป็นการที่เขียน ตัวกฎบัตรพรรคการเมืองนี้เกินไปกว่าทางฝั่งรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ว่าอย่างไรก็ดีนะครับ จากคำวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักษาชาติ หรือว่ายุบพรรคอนาคตใหม่นั้น ทางศาลรัฐธรรมนูญได้ยืนยันว่า ตัวเองมีสิทธิแล้วก็มีอำนาจในการที่จะยุบพรรคได้ ซึ่งก็ต้อง เป็นเรื่องที่ทางท่านสมาชิกในฐานะ สส. ต้องไปหาข้อตกลงฉันทามติกันว่า เราจะแก้ หลักเกณฑ์นี้อย่างไรให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ถ้าเกิดคิดว่าควรจะมีบทบัญญัติว่าด้วย การยุบพรรคนะครับ ก็ไปแก้ไขเขียนในทางรัฐธรรมนูญให้ครบถ้วนถูกต้อง หรือถ้าคิดว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจที่จะยุบพรรคได้ โดยเพียงแค่อ้างจาก พ.ร.ป. ของศาลรัฐธรรมนูญเอง หรือว่าอ้างจาก พ.ร.ป. ของทางพรรคการเมืองเองนะครับ เพราะฉะนั้นก็อยากจะเรียนว่า ทางท่าน สส. ก็สามารถยกร่างกฎหมายเพื่อยื่นแก้ไขตัดอำนาจของศาลธรรมนูญที่สร้างขึ้นเองได้ นะครับ🔗
แล้วก็อีกประการต่อมานะครับ ก็คือเรื่องที่ว่า ๕ ปี อันนี้เป็นข้อสังเกตนะครับว่า เพราะเหตุใดเดิมใน พ.ร.ป. พรรคการเมืองที่ใช้อยู่ของปี ๒๕๖๐ มันจะมีหลายมาตราใช่ไหมครับ ที่ไม่มีกรอบเวลาของการจำกัด การเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเอาไว้ โดยตัวบทบัญญัติ ก็จะเขียนว่า ให้เพิกถอนสิทธิสมัคร แล้วก็จบแค่นั้นใช่ไหมครับ ซึ่งผมขอเรียนชี้แจงว่า เรื่องนี้ เป็นปัญหาในทางกฎหมายอย่างร้ายแรงนะครับ เราลองนึกตัวอย่างดูนะครับว่า ถ้าบทกฎหมาย ทางอาญาบอกว่า ให้ศาลมีอำนาจลงโทษจำคุก แต่ไม่กำหนดปี ถ้าอย่างนั้นหมายความว่า คนที่ถูกจำคุกนี่ถูกจำคุก ๑ วัน หรือถูกจำคุกตลอดชีวิต อาจจะมีคนถกเถียงว่า กรณีโทษ เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งกับโทษทางอาญานั้นมีความแตกต่างกันใช่ไหมครับ แต่ผมก็ต้องเรียนว่ามันมีคำพิพากษาศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป ผมเรียกว่าคดีโปแลนด์นะครับ หรือว่าในส่วนของคำอธิบายของศาสตราจารย์ทางกฎหมายนะครับ ก็คือท่านศาสตราจารย์ จิตติ ติงศภัทิย์ ได้เขียนไว้ชัดเจนว่า โทษตัดสิทธิหรือโทษเพิกถอนสิทธิ ถือว่าเทียบเท่า มีความร้ายแรงเท่ากับโทษทางอาญานะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อเทียบตรรกะเดียวกัน การที่บทบัญญัติอย่าง พ.ร.ป. พรรคการเมืองนั้นไม่มีการเขียนไว้ว่า ให้ศาลมีอำนาจเพิกถอน สิทธิสมัครรับเลือกตั้งกี่ปี ดังนั้นแล้ว โดยตรรกะ เมื่อตัวกฎหมายไม่เขียน ศาลก็ไม่มีสิทธิ ที่จะกำหนดได้ ผมเอาหลักคิดนี้มาจากไหนนะครับ ผมก็อยากจะชี้แจงว่า โดยทาง ศาลรัฐธรรมนูญเองเคยมีคำวินิจฉัย ในเลขที่ ๑๕/๒๕๔๑ ใช่ไหมครับ ศาลได้วินิจฉัยกรณีก็คือ การจำกัดสิทธิของคนที่ไม่ไปใช้สิทธิ กล่าวคืออะไร ก็คือว่าช่วงนั้นหลังจากมีการใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มันมีบที่จำกัดสิทธิก็คือว่า ถ้าท่านไม่ไปใช้สิทธิ ท่านจะสูญเสียสิทธิอย่างไรบ้างใช่ไหม ซึ่งทาง กกต. ก็เลยมีการร่างตัวกฎหมายนะครับ ก็คือตัวประกาศหรือว่าระเบียบเองใช่ไหมครับ แล้วก็มีการถามข้อหารือไปยังศาลรัฐธรรมนูญว่า เช่นนี้แล้วถ้าเกิดว่าไม่มี พ.ร.ป. เขียนไว้ ที่จะกำหนดเป็นการเฉพาะว่าจะจำกัดสิทธิกี่ปีนะครับ ทาง กกต. มีสิทธิที่จะกำหนดเอง ได้หรือไม่ ซึ่งทางฝั่งศาลรัฐธรรมนูญก็ได้วางแนวมาตรฐานไว้น่าสนใจก็คือว่า องค์กรที่มีอำนาจ ในการจำกัดสิทธิมีเพียงแค่องค์กรเดียวก็คือสภา ดังนั้นซึ่งก็เป็นเรื่องน่าเศร้าคืออะไร ก็คือว่า ในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ คดีพรรคไทยรักษาชาติหรือว่ายุบพรรคอนาคตใหม่เองนะครับ ศาลได้ตีความกฎหมาย คิดที่จะจำกัดสิทธิเอง ก็คือศาลตีความเรื่องใช้ ๑๐ ปี โดยอ้างเรื่องหลัก และสัดส่วน ทั้งที่ความจริงแล้วนั้น พ.ร.ป. พรรคการเมืองไม่ได้มีบอกไว้เลยว่าให้จำกัดสิทธิกี่ปี ถ้าเกิดศาลรัฐธรรมนูญจะไปอ้างว่า ในกรณีรัฐธรรมนูญก็มีการจำกัดสิทธิตลอดชีวิตในกรณี มาตรา ๒๓๕ ใช่ไหมครับ ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผมก็ต้องเรียนว่าในกรณีนั้น มาตรา ๒๓๕ มีการเขียนไว้ชัดเจนว่า จะให้จำกัดสิทธิเขาตลอดชีวิต ด้วยเหตุนี้นะครับ ก็เลยขอแจงเป็นข้อสังเกตว่าทำให้เราเลยใช้หลักที่ว่า ถ้าอย่างนั้น เพื่อความมั่นคงแน่นอนในทางนิติฐานะ เพื่อให้คนที่ถูกตัดสิทธินั้นเขารู้ว่าตัวเองถูกตัดสิทธิกี่ปี ก็เลยเขียนจำกัดไว้ที่ ๕ ปี ส่วนที่ว่าแล้วเพราะเหตุใดเป็น ๕ ปี ก็คือแบบพิจารณาคำนวณ จากช่วงอดีตที่ผ่านมาที่มักจะตัดสิทธิเท่าไร แล้วก็ดูหลักและสัดส่วนคือความเหมาะสมครับ🔗
เรียนท่านประธานครับ พริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ขอใช้เวลาสั้น ๆ ในการสรุป ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ ความเห็นข้อเสนอแนะของเพื่อนสมาชิกทั้งซีกรัฐบาล ซีกฝ่ายค้านที่ลุกขึ้นมาอภิปรายกัน หลายคนในวันนี้นะครับ สำหรับคำชื่นชมเกี่ยวกับความรอบคอบ รอบด้านของรายงาน ก็ต้องขออนุญาตยกความดีความชอบทั้งหมดให้กับทางคณะอนุกรรมาธิการทั้ง ๑๐ ท่าน รวมถึงเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วม ของประชาชน ที่ช่วยกันจัดทำรายงานดังกล่าว ผมมีเพียงแค่ ๓ ประเด็นที่อยากจะทิ้งท้ายไว้ ในวันนี้นะครับ🔗
ประเด็นที่ ๑ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ แล้วก็ขอยืมคำพูดของท่านอดิศร ที่ได้เล็งเห็นว่ารายงานฉบับนี้มันเป็นผลผลิตของทุกพรรค อันนี้เป็นสิ่งที่อยากจะยืนยันว่า ไม่ได้เป็นข้อเสนอที่ถูกจัดทำโดยพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่ว่าเป็นผลผลิตของการรับฟัง ความเห็น แล้วก็การร่วมกันจัดทำของทุกพรรคจริง ๆ หรือถ้าจะไปไกลกว่านั้นก็ต้องบอกว่า ในคณะอนุกรรมาธิการเอง นอกจากจะมีตัวแทนจากพรรคการเมืองที่หลากหลายแล้ว เราก็มีการเปิดพื้นที่ให้กับบุคคลคนนอกที่อาจจะไม่ได้เป็นตัวแทนพรรคการเมือง แต่มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือมีความรู้ ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับกฎหมายพรรคการเมือง เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่พรรค ที่ต้องปฏิบัติงานหน้างานจริง หรือแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ กกต. ที่เข้ามาร่วมด้วยเช่นกัน อันนี้ก็เป็นประโยชน์อย่างหนึ่งของการที่ข้อบังคับเราเปิดให้คนนอกนั้นสามารถเข้ามา มีส่วนร่วมในการทำงานในชั้นอนุกรรมาธิการได้🔗
ประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน ก็อยากจะชี้แจงกับเพื่อนสมาชิก แล้วก็ ประชาสัมพันธ์ล่วงหน้าเลยนะครับว่า ทางเราก็มีความตั้งใจว่าหากสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ มีมติเห็นชอบรายงานดังกล่าว เราก็จะหยิบยกตัวร่างแก้ไข พ.ร.ป. พรรคการเมืองที่อยู่ ในรายงานมาเป็นสารตั้งต้นเพื่อยื่นเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภานะครับ ในสัปดาห์หน้า ผมก็ตั้งใจว่าจะเริ่มกระบวนการในการรวบรวมรายชื่อนะครับ ซึ่งต้องใช้ขั้นต่ำ ถ้าจากเพื่อสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรก็คือขั้นต่ำ ๕๐ คนนะครับ เพื่อยื่นร่างแก้ไข พ.ร.ป. พรรคการเมืองเข้าสู่ การพิจารณาของรัฐสภา ก็จะขออนุญาตอาศัยกระบวนการของวิป ทั้งวิปฝ่ายรัฐบาล แล้วก็ ฝ่ายค้าน เพื่อไปนำเสนอร่างแก้ไข พ.ร.ป. ดังกล่าวกับทุกพรรคการเมือง แล้วก็หวังว่า จะได้ความร่วมมือของทุกพรรค ทั้ง ๑๙ พรรค ในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ เพื่อร่วมกันลงชื่อ แล้วก็เสนอร่างแก้ไข พ.ร.ป. ดังกล่าว🔗
ประเด็นที่ ๓ ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน ก็รู้สึกชื่นใจครับ วันนี้ที่ได้ยิน คำอภิปรายของเพื่อนสมาชิกหลายคนนะครับว่า การพยายามจะทำให้สถาบันพรรคการเมือง มีความยึดโยงกับประชาชนนั้นเป็นภารกิจที่เรามีร่วมกัน แม้เราอาจจะมีจุดยืน อุดมการณ์ นโยบายที่แตกต่างกันออกไปบ้าง แต่ผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งเช่นกันว่าภารกิจต่าง ๆ ที่เรามีร่วมกัน ก็จะไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องของการสนับสนุนให้พรรคการเมืองนั้นมีความยึดโยงกับประชาชน ถ้าจะยกตัวอย่างสักตัวอย่างหนึ่ง ซึ่งก็อาจจะคาบเกี่ยวกับเรื่องของกฎหมายพรรคการเมือง คาบเกี่ยวกับเรื่องยุบพรรคการเมือง หรือคาบเกี่ยวกับประเด็นที่ทางผู้นำฝ่ายค้านพูด เมื่อสักครู่ ก็คือภารกิจที่เรามีร่วมกันในการป้องกันการทำรัฐประหาร อันนี้ผมคิดว่า เป็นภารกิจที่ทุกพรรคการเมืองซึ่งล้วนมาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนนั้น เรามีร่วมกัน ก็เลยอยากจะขอความร่วมมือล่วงหน้าว่าตัวผมเอง แล้วก็เพื่อน ๆ สมาชิก จากพรรคก้าวไกล เราได้มีการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๓ ฉบับ ที่มีเป้าหมายเดียวกัน คือการลบล้างผลพวงรัฐประหาร ไม่ว่าจะเป็นร่างฉบับที่ ๑ คือการยกเลิกมาตรา ๒๗๙ ไม่ว่าจะเป็นฉบับที่ ๒ คือการเพิ่มหมวดในการป้องกันและต่อต้านรัฐประหาร หรือว่าร่างที่ ๓ ที่เป็นการยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี แล้วก็แผนการปฏิรูปประเทศที่ถูกจัดทำ ในยุคของ คสช. ซึ่งทั้ง ๓ ร่างนี้ก็คาดว่าจะถูกบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา ในเร็ว ๆ นี้ ก็จะขอความร่วมมือของเพื่อนสมาชิกล่วงหน้าในการไปนำเสนอ แล้วก็ผลักดัน ไม่ใช่แค่ร่างแก้ไข พ.ร.ป. พรรคการเมืองให้พรรคมีความยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น แต่รวมไปถึงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะมีส่วนสำคัญในการลบล้างผลพวงของรัฐประหาร แล้วก็ยกระดับสุขภาพของประชาธิปไตยในประเทศไทย ก็ขอบคุณเพื่อนสมาชิกอีกครั้ง แล้วก็ขอบคุณท่านประธานด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗
ท่านสมาชิกครับ จากการที่ได้รับฟังการอภิปรายของท่านสมาชิก ซึ่งมีความเห็นไปในทิศทาง เดียวกันก็คือ เห็นด้วยกับรายงานและข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการและไม่มีผู้ใดคัดค้าน ดังนั้นผมขออาศัยอำนาจตามข้อบังคับ ข้อ ๘๘ ถามที่ประชุมว่า จะมีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอื่น หรือไม่ครับ ถ้าไม่มี ก็ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบรายงานและข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๔ ข้อ ๑๐๕ ประกอบกับข้อ ๘๘ ซึ่งผมจะได้ส่งรายงานและข้อสังเกต ไปยังคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อทราบหรือดำเนินการต่อไป ขอบคุณครับ ท่านกรรมาธิการ เชิญครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม พชร จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ขอเสนอญัตติเปลี่ยนระเบียบวาระตามข้อบังคับ ข้อ ๕๔ วรรคสอง โดยขอนำระเบียบวาระที่ ๕.๙ ร่างพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของนายวรภพ วิริยะโรจน์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ และระเบียบวาระที่ ๕.๓๑ ร่างพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของนายโกศล ปัทมะ กับคณะ เป็นผู้เสนอ ขึ้นมาพิจารณาต่อจากระเบียบวาระที่ ๕.๕ ร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของนายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ กับคณะ เป็นผู้เสนอ โดยให้มีผลในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวันพุธที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๖๗ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗
มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ เนื่องจากสมาชิกได้เสนอญัตติขอเปลี่ยนระเบียบวาระตามข้อบังคับ ข้อ ๕๔ (๒) โดยขอนำร่างพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของท่านวรภพ วิริยะโรจน์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ แล้วก็ร่างพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของท่านโกศล ปัทมะ กับคณะ เป็นผู้เสนอ ขึ้นมาพิจารณาต่อจากร่างพระราชบัญญัติ การขนส่งทางบก (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งท่านสุรเชษฐ์ ปวีณวงศ์วุฒิ กับคณะ เป็นผู้เสนอ โดยให้มีผลในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งถัดไป ตามข้อบังคับ ข้อ ๕๔ วรรคสอง ดังนั้น ผมจะขอปรึกษาที่ประชุมว่าจะมีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ ไม่มีนะครับ ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบให้เปลี่ยนระเบียบวาระตามนี้นะครับ ต่อไปนะครับ🔗
๔.๖ รายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง ญัตติเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทาง การแยกกัญชงออกจากกฎหมายว่าด้วยกัญชา และการควบคุมการใช้พืชกระท่อม ซึ่งคณะกรรมาธิการการสาธารณสุขพิจารณาเสร็จแล้ว🔗
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่ครับ เข้าประจำที่แล้ว เชิญท่านประธาน แถลงครับ🔗
กราบเรียนประธาน สภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นายทศพร เสรีรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ การสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร กระผมขออนุญาตเสนอรายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง ญัตติเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการแยกกัญชงออกจากกฎหมายว่าด้วยกัญชา และการควบคุมการใช้พืชกระท่อมต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาดังต่อไปนี้🔗
ตามที่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๖ ปีที่ ๑ ครั้งที่ ๑๖ (สมัยสามัญ ประจำปีครั้งที่สอง) วันพฤหัสบดีที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ ที่ประชุมได้มอบหมายให้ คณะกรรมาธิการการสาธารณสุขพิจารณาญัตติเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการแยกกัญชง ออกจากกฎหมายว่าด้วยกัญชา และการควบคุมการใช้พืชกระท่อม ซึ่งคณะกรรมาธิการ การสาธารณสุขได้มีการพิจารณาศึกษา โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้เสนอญัตติ มาให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง และชี้แจงแสดงความคิดเห็นจำนวน ๓ ครั้ง รวมทั้งคณะกรรมาธิการ ได้มีหนังสือขอข้อมูลเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ประกอบการพิจารณา จำนวน ๔ หน่วยงาน ได้แก่ ๑. กรมการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก ๒. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ๓. สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามยาเสพติด และ ๔. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา🔗
นอกจากนี้ยังได้พิจารณาข้อมูลที่ได้จากการเดินทางไปศึกษาดูงานเกี่ยวกับ การศึกษา วิจัย และพัฒนา การนำกัญชามาใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์อย่างเป็นระบบ ซึ่งจากการพิจารณาศึกษาสามารถสรุปผลได้ ดังนี้ การพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการ สามารถแยกได้เป็น ๒ ประเด็นคือ🔗
THC และ Cannabidiol : CBD โดยกัญชามีสาร THC เกินร้อยละ ๑ และมีสาร CBD ไม่เกินร้อยละ ๒ ส่วนกัญชงมีสาร THC น้อยกว่าร้อยละ ๑ และมีสาร CBD มากกว่าร้อยละ ๒ ซึ่งการตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญนี้ต้องทำ ในห้องปฏิบัติการ ๒. กัญชาและกัญชงมีต้นกำเนิดจากพืชชนิดเดียวกันสปีชีส์เดียวกัน มีชื่อทางพฤกษศาสตร์เดียวกัน คือ Cannabis Sativa L. ผสมกันได้ และมีความแตกต่างกันได้ แม้แต่สายพันธุ์เดียวกัน ปริมาณสาร THC และ CBD ก็ต่างกัน ขึ้นกับปัจจัยแวดล้อม เช่น ภูมิอากาศ ความสูงของพื้นที่ ความชื้น อุณหภูมิ แสงแดด คำว่า กัญชง เป็นคำศัพท์ที่ใช้เฉพาะ ในประเทศไทย คำว่า Hemp ทั่วโลกหมายถึงกัญชา ส่วนประเทศไทย Hemp หมายถึง กัญชง ซึ่งก็คือกัญชานั่นเอง ๓. ประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญาเดี่ยว ว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ค.ศ. ๑๙๖๑ และพิธีสารแก้ไขเพิ่มเติมอนุสัญญาเดี่ยว ว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ค.ศ. ๑๙๗๒ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกัญชา โดยระบุว่าต้นกัญชา หมายความว่า พืชใด ๆ ในตระกูลกัญชา ประเทศไทยจึงต้องบัญญัติกฎหมายให้สอดคล้องกับอนุสัญญาดังกล่าว ๔. การไม่แยกกัญชง และกัญชาออกจากกัน ทำให้มาตรการในการกำกับดูแล การควบคุม การอนุญาต และการบังคับใช้กฎหมายมีความชัดเจน มีประสิทธิภาพ และง่ายต่อการปฏิบัติ🔗
ส่วนประเด็นที่ ๒ เรื่องการควบคุมการใช้พืชกระท่อม เนื่องจากมีพระราชบัญญัติ พืชกระท่อม พ.ศ. ๒๕๖๕ ออกมาบังคับใช้แล้ว โดยมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๖๕ ซึ่งมีเนื้อหาครอบคลุมในเรื่องการกำกับดูแล การขาย การโฆษณา การบริโภค และการกำหนด โทษต่าง ๆ รวมทั้งการคุ้มครองบุคคล ซึ่งอาจได้รับอันตรายจากการบริโภคใบกระท่อม และการป้องกันการใช้ใบกระท่อมในทางที่ผิด ดังนั้นการควบคุมการใช้พืชกระท่อม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข จึงขอเสนอรายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง ญัตติเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการแยกกัญชง ออกจากกฎหมายว่าด้วยกัญชา และการควบคุมการใช้พืชกระท่อม ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยมีรายละเอียดปรากฏตามรายงานการศึกษาของ คณะกรรมาธิการ ที่ได้แจกจ่ายให้กับสมาชิกทุกท่านเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้จะขออนุญาต ท่านประธานให้กรรมาธิการ ๒ ท่าน คือ คุณหมอนิยม วิวรรธนดิฐกุล กรรมาธิการที่ปรึกษา ได้นำเสนอข้อคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คุณหมออลงกต มณีกาศ รองประธาน คณะกรรมาธิการ คนที่สาม ได้นำเสนอข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการที่มีต่อหน่วยงานต่าง ๆ ขอบคุณครับ🔗
เชิญท่านแรกครับ คุณหมอครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ ผม นายแพทย์นิยม วิวรรธนดิฐกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ พรรคเพื่อไทย ก็อย่างที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุขนะครับ ท่านคุณหมอ ทศพร เสรีรักษ์ ได้กล่าวไปแล้วในเรื่องของการแยกกัญชงออกจากกฎหมายกัญชา ซึ่งเพื่อนสมาชิก ของเราได้ยื่นเป็นญัตติเข้ามานะครับ และทางคณะกรรมาธิการสาธารณสุขก็ได้พิจารณาแล้ว พร้อมกับเชิญหน่วยงานต่าง ๆ มาให้ความคิดเห็นนะครับ โดยสรุปก็คือเราไม่สามารถ ที่จะแยกกัญชงออกจากกฎหมายกัญชาได้ ที่จริงประวัติของกัญชงมันเป็นศัพท์ที่มีใช้เฉพาะ ในประเทศไทยเท่านั้น มันไม่มีปรากฏอยู่ในหนังสือของกรมป่าไม้เลย ไม่ว่าหนังสือของ กรมป่าไม้ในปี ๒๔๙๑ ปี ๒๔๙๘ ปี ๒๕๐๓ จะมีเพียงชื่อของกัญชาเท่านั้น ก็คือ Cannabis Sativa L. ปรากฏอยู่ในหนังสือเหล่านี้เท่านั้น จึงสันนิษฐานว่าน่าจะมาจากหน่วยงาน ที่เรียกว่า ป.ป.ส. ในช่วงระหว่างปี ๒๕๒๖-๒๕๓๘ เพื่อใช้แยกพืชที่ปลูกโดยพี่น้องชาติพันธุ์ม้ง ที่ปลูกบนภูเขา และใช้เส้นใยในการทอผ้า ก็เลยเรียกว่ากัญชง ส่วนพืชเสพติดที่ปลูกตามพื้นราบ ก็เรียกว่ากัญชานะครับ ในปัจจุบันเราก็เลยเรียกกัญชงและกัญชานะครับ กัญชงในประเทศไทย จะเรียกว่า Hemp ส่วนกัญชาเรียกว่า Marijuana แต่ทั่วโลกคำว่า Hemp ก็คือกัญชา เพราะว่าที่อื่นไม่มีกัญชง มีแต่ในประเทศไทยที่บัญญัติคำว่ากัญชงขึ้นมา ก็ดังที่ได้ทราบนะครับ ประเทศไทยก็เป็นภาคีหนึ่งของอนุสัญญาเดี่ยว และพิธีสารแก้ไขเพิ่มเติมในเรื่องของยาเสพติด ให้โทษนะครับ คือในอนุสัญญาเดี่ยวแล้วก็พิธีสารที่แก้ไขดังกล่าวก็จะระบุชัดเจนว่า ต้นกัญชาหมายถึงพืชใด ๆ ในตระกูลกัญชา และกัญชานี้หมายถึงยอด ดอก หรือผล ของต้นกัญชาที่ยังไม่ได้สกัดเอายางไม้ออก ทั้งนี้ไม่ว่าจะใช้ชื่อเรียกอย่างไรก็ตาม อันนี้ก็คือ เป็นที่ระบุชัดเจนอยู่ในอนุสัญญานะครับ ดังนั้นการแยกกัญชง กัญชา ก็อย่างที่ท่านประธาน นายแพทย์ทศพรได้กล่าวถึง เราต้องแยกโดยสารสำคัญ Cannabidiol ๒ ตัว ก็คือ THC กับ CBD ก็แล้วกันนะครับ ซึ่งก็ได้ทราบแล้วว่าถ้าเป็นกัญชา THC จะมากกว่า ๑ เปอร์เซ็นต์ CBD น้อยกว่า ๒ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเป็นกัญชงก็คือ THC น้อยกว่า ๑ เปอร์เซ็นต์ CBD มากกว่า ๒ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสารสำคัญ ๒ อย่างก็มีผลต่อร่างกายเรา ก็คือถ้าเป็น THC มันจะเป็นสารที่มีผลต่อจิตประสาทของเราทั้งอารมณ์ ความจำ ความรู้สึก มีอาการหลอน ส่วน CBD มันจะไม่มีผลต่อจิตประสาท จะมีผลในการลดอาการปวด ลดอาการอักเสบ ลดอาการชักเกร็ง ลดความกังวล ซึ่งก็จะตรงข้ามกันนะครับ ที่เราได้เชิญสำนักงานหน่วยงาน ที่เข้ามาให้ชี้แจง แล้วก็ให้ข้อมูลนะครับ ก็มีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม ยาเสพติด ป.ป.ส. นะครับ ซึ่งทางสำนักงานก็ได้มาชี้แจง เพราะว่าจริง ๆ แล้ว ป.ป.ส. ก็จะเป็นหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายเท่านั้นเองนะครับ ในเรื่องของการแยกกัญชง กัญชา ทางหน่วยงาน ป.ป.ส. ก็ไม่ได้ให้ข้อมูลนะครับ หน่วยงานที่ ๒ ก็คือคณะกรรมการอาหารและยา อย. นี้นะครับ ก็ระบุชัดเจนว่าไม่ควรแยก เพราะเกี่ยวกับการดูแล การบังคับใช้กฎหมายก็จะยากขึ้นนะครับ เพราะกัญชง กัญชา มันอันเดียวกันนะครับ ส่วนกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ซึ่งให้ข้อมูลค่อนข้างเยอะนะครับ ก็ชี้แจงว่าไม่จำเป็นต้องแยก แต่ต้องกำกับดูแลควบคุมให้เหมาะสม การตรวจ THC และ CBD ซึ่งกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จะเป็นผู้ทำก็จะมีการตรวจเบื้องต้นได้ โดยใช้ THC Kit ก็เป็นลักษณะการตรวจเหมือน Strip ที่เราตรวจหาโควิดนั่นล่ะ มี ๑ แถบ ๒ แถบอะไรอย่างนี้ อันนี้ก็เป็นการตรวจเบื้องต้นเท่านั้นสำหรับการตรวจพืช แต่ว่าเมื่อเรานำพืชมานี้ ก็คือนำกัญชง หรือกัญชามา เราต้องเอามาสกัดก่อนเราถึงจะตรวจได้นะครับ อันนี้ก็เป็นเพียงการตรวจ เบื้องต้นนะครับ ส่วนในน้ำมันกัญชาหรือว่าสารสกัดนี้เราก็จะมีลักษณะการตรวจก็คือ เขาเรียกว่า Test กัน ซึ่งทางกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้นนะครับ แต่หลังจากนั้นแล้วเวลาเราจะให้มีความชัดเจนเฉพาะ Quick Test หรือว่า Test แบบปัจจุบันทันด่วน มันใช้ไม่ได้นะครับ มันจะต้องยืนยันด้วยการทำในห้องแล็บอีกทีหนึ่ง ซึ่งก็เรียกว่าใช้วิธีการโครมาโทกราฟี ซึ่งจะยุ่งยากแล้วก็ใช้เวลา และนอกจากนั้นก็สิ้นเปลือง ค่าใช้จ่าย ซึ่งก็สามารถทำได้ในศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ทั่วประเทศนะครับ ดังนั้น ทางกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ให้ข้อมูลมานี้ก็คือตรวจได้ แต่ว่าลักษณะของการตรวจก็คือ ค่อนข้างจะต้องใช้ในห้องแล็บแล้วก็มีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างจะสูง อีกหน่วยงานหนึ่งก็คือ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก อันนี้ก็เช่นเดียวกัน ก็ได้มาชี้แจงให้กับ พวกเรานะครับ ซึ่งโดยข้อสรุปก็คือไม่สามารถที่จะแยกออกจากกันได้ เพราะจริง ๆ แล้วกัญชง กัญชา มันเป็นพืชสปีชีส์หรือสกุลเดียวกัน ก็คือ Cannabis Sativa แต่ว่าลักษณะภายนอก ไม่สามารถที่จะแยกด้วยกายภาพได้ การแยกต้องแยกด้วยสารอย่างที่ได้กล่าวไว้แล้วก็คือ Cannabinoid ตัวสำคัญ THC กับ CBD เท่านั้นนะครับ แล้วกัญชง กัญชา เมื่อมันเป็นพืช ตระกูลเดียวกัน แล้วเป็นพืชชนิดเดียวกัน เวลาปลูกมันสามารถที่จะกลายเพิ่มสาร THC ซึ่งเป็นสารที่มีผลต่อจิตประสาทได้ เช่น เรานำต้นกัญชงจากบนภูเขาลงมาปลูกบนพื้นที่ราบ THC นี้ก็จะสูงขึ้น อาจจะมากกว่า ๑ มันก็กลายเป็นกัญชาไปใช่ไหมครับ เพราะว่าต้นกัญชง กัญชา มันเป็นพืชที่ขึ้นกับแสงสว่างหรือแสงแดด อุณหภูมิ แล้วก็สภาพแวดล้อมนะครับ แล้วปัจจุบันกัญชง กัญชา มันผสมพันธุ์กันได้เป็นพันเป็นหมื่นสายพันธุ์นะครับ คือข้าม สายพันธุ์กันไปหมดแล้วนะครับ โดยเฉพาะในทางการค้าก็สามารถจะนำมาผสมพันธุ์กัน จนกลายพันธุ์กันไปหมด ทำให้แยกยากว่าอันไหนจะมีลักษณะกัญชงหรือกัญชานะครับ เมื่อเป็นดังนี้เราก็จะวิเคราะห์ยากดังได้กล่าวไว้แล้ว ถ้าจะทำก็คือต้องไปแยกในห้องปฏิบัติการ ก็คือดู THC ว่ามีปริมาณมากน้อยแค่ไหน ซึ่งใช้ในห้องแล็บ โครมาโทกราฟีสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย ค่อนข้างมาก และใช้เวลานะครับ ทำให้ไม่สามารถจะดำเนินคดีได้ง่าย เพราะต้องผ่าน ห้องปฏิบัติการหรือห้องแล็บก่อนนะครับ อาจจะมีการแอบอ้างปลูกกัญชา แต่บอกว่าเป็นกัญชง แล้วก็เป็นจุดที่ทำให้เกิดหลีกเลี่ยงกฎหมาย เป็นช่องทางของเจ้าหน้าที่ที่จะแสวงหา ผลประโยชน์ได้ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทางหน่วยงานทั้ง ๔ หน่วยงานได้มาชี้แจงให้กับ ทางคณะกรรมาธิการนะครับ จริง ๆ แล้วเราดูในจุดประสงค์ของท่านที่ได้ยื่นญัตติ ก็คงจะมีความกังวลว่าจะใช้ประโยชน์ จากกัญชงในเชิงพาณิชย์หรืออุตสาหกรรมอย่างไรได้ง่ายขึ้นนะครับ เช่น จะนำมาเป็นสิ่งทอ เป็นกระดาษ เอาเมล็ดมาสกัดเป็นน้ำมัน เป็นอาหารเสริม ผสมกับเครื่องสำอาง หรืออุตสาหกรรมอื่น ๆ ก็คงจะเป็นความกังวล จริง ๆ แล้วไม่มีความกังวล ถึงแม้กัญชง กัญชา จะอยู่ในพระราชบัญญัติหรือว่ากฎหมายเดียวกัน ไม่ได้แยกกันนี้นะครับ เพราะจริง ๆ แล้ว ในอนุสัญญาเดี่ยวเราก็ได้ระบุไว้แล้วว่ากัญชาคือช่อดอกเท่านั้นนะครับ แล้วก็ในอนุสัญญาเดี่ยว ก็ระบุว่าไม่นำไปบังคับแก่การเพาะปลูกต้นกัญชาเพื่อการอุตสาหกรรม ไม่ว่าเส้นใยหรือเมล็ด หรือเพื่อความมุ่งหมายเป็นต้นไม้ประดับก็ไม่สามารถนำไปบังคับได้ อันนี้ในอนุสัญญาเดี่ยว ส่วนในประเทศไทยวันนี้เราก็ต้องยอมรับว่าเรายังเป็นช่องว่างอยู่ เราไม่มีพระราชบัญญัติ ไม่มีกฎหมายเฉพาะ เพราะว่าถ้าใครที่อยู่ในสภาสมัยที่แล้วเราก็ได้ทำพระราชบัญญัติกัญชง กัญชา แต่ปรากฏว่าทำไม่เสร็จ ก็เลยเหลือแต่ประกาศของกระทรวงสาธารณสุขที่ใช้บังคับอยู่ ซึ่งในอนาคตก็ยังไม่รู้ว่าจะทำเป็นพระราชบัญญัติหรือกลับไปเป็นยาเสพติดเหมือนเดิม แต่ในวันนี้ก็ไม่ต้องมีความกังวลนะครับ เพราะไม่ว่ากฎหมายจะออกมาในรูปแบบไหน เราดูแนวโน้มแล้ว สุดท้ายก็จะคุมแต่ช่อดอก เช่นเดียวกับประกาศของกระทรวงสาธารณสุข ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ก็ให้ส่วนของช่อดอกเป็นสมุนไพรควบคุม ดังนั้นก็คิดว่าในเรื่องของกัญชง กัญชา ที่ชี้แจงก็คงจะมีประมาณเท่านี้ กราบขอบพระคุณครับ ขอบคุณครับ🔗
เชิญท่านกรรมาธิการท่านต่อไปครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์อลงกต มณีกาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม ในฐานะ รองประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎรครับ ขออนุญาตนำเสนอ ข้อสังเกตของทางคณะกรรมาธิการครับ🔗
ข้อแรก กระทรวงยุติธรรมควรจะต้องมีมาตรการเชิงรุกในการปราบปราม อย่างเข้มงวดในการลดการระบาดของยาเสพติด เพราะฉะนั้นแล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ช่อดอกกัญชาที่มีปัญหา ณ ขณะนี้ รวมถึงพืชกระท่อมต่าง ๆ ที่เยาวชนหรือวัยรุ่นไปต้ม ไปดื่ม หรือว่านำไปผสมกับยาเสพติดอย่างอื่น หรือวัตถุออกฤทธิ์ ซึ่งเป็นสิ่งใหม่ เพราะฉะนั้นแล้ว ต้องทำงานเชิงรุกในส่วนของกระทรวงยุติธรรมครับ🔗
ข้อที่ ๒ การนำกัญชามาใช้เพื่อการแพทย์ รัฐบาลควรจะต้องสนับสนุน ให้มีงานวิจัยหรือมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากกัญชาให้ได้รับมาตรฐานสากล ซึ่งจะทำให้ สามารถส่งออกเป็นสินค้าไปยังต่างประเทศได้ เพิ่มรายได้ให้กับประเทศชาตินะครับ🔗
ข้อที่ ๓ การนำส่วนของต้นกัญชาและกัญชงมาทำเส้นใยหรือเครื่องนุ่งห่ม แม้กระทั่งสกัดเอาสาร CBD มาทำเครื่องสำอางหรืออาหารเสริม สามารถทำได้นะครับ เพราะว่ากฎหมายจะควบคุมเฉพาะช่อดอกเท่านั้นตามอนุสัญญาเดี่ยว🔗
ข้อที่ ๔ การนำกัญชามาใช้ทางการสันทนาการต้องเป็นข้อห้ามอย่างเด็ดขาด🔗
ข้อที่ ๕ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ควรต้องมุ่งศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสายพันธุ์ กัญชา กัญชง ซึ่งสามารถที่จะกลายพันธุ์ง่าย🔗
ข้อที่ ๖ สนับสนุนแนวคิดในเรื่องของการแยกสารออกจากต้นพืชนะครับ โดยเฉพาะสาร THC ซึ่งถือว่าเป็นสารที่เป็นยาเสพติดประเภท ๕ ตามกฎหมายยาเสพติด🔗
ข้อที่ ๗ กระทรวงอุตสาหกรรมควรผลักดันพัฒนาอุตสาหกรรมพืชกัญชง เพื่อให้เป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานราก แล้วก็เกิดการจ้างงานในชุมชน🔗
ข้อที่ ๘ กระทรวงสาธารณสุขควรเตรียมความพร้อมในการประชาสัมพันธ์ ให้กับประชาชนทั่วไป ให้กับเด็ก ให้กับเยาวชน ในการรับทราบถึงโทษของกัญชา ส่วนการรักษานั้น บางโรคกัญชาอาจจะรักษาไม่ได้ เพียงแต่ว่ามีข้อมูลว่าปัจจุบันมีผู้ป่วย ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าราย ที่รับน้ำมันกัญชาหรือยากัญชาจากโรงพยาบาลของรัฐ เป็นประจำทุกเดือน ๆ ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ คนทั่วประเทศ🔗
ข้อที่ ๙ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ควรจะต้องศึกษา การใช้สาร CBD ที่สกัดออกมาว่าใช้ปริมาณเท่าไรถึงจะเหมาะสมกับร่างกาย หรือเหมาะสมกับ ของแต่ละโรค ขณะเดียวกันนี้ก็ควรพัฒนาเป็นรูปของแคปซูล ซึ่งจะได้สะดวกต่อการใช้ แล้วก็บางอย่างสามารถที่จะใช้เป็นยานอนหลับได้ ก็จะเป็นการลดการพึ่งพาการใช้ยา แผนปัจจุบัน🔗
ข้อที่ ๑๐ กระทรวงอุตสาหกรรมควรศึกษาวิจัยและพัฒนากัญชงว่าก่อให้เกิด มูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด อย่างไรนะครับ🔗
ข้อที่ ๑๑ กระทรวงยุติธรรมควรเพิ่มระบบตรวจสอบและมีอำนาจเบ็ดเสร็จ ในการลดการเข้าถึงยาเสพติด ขณะเดียวกันก็จะมุ่งเน้นกำกับดูแลป้องกันไม่ให้มีการขายกัญชา อย่างผิดกฎหมายอย่างเสรี รวมถึงน้ำต้มใบกระท่อมด้วยนะครับ🔗
ข้อสุดท้ายครับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะมีการบูรณาการความร่วมมือ ระหว่างกัน เพื่อสร้างความตระหนักและผลกระทบเชิงลบของกัญชา รวมถึงหน่วยงาน ที่ใช้กฎหมาย ต้องมีการบังคับใช้กฎหมาย โดยต้องมีการจับ มีการปรับ แล้วก็ลงโทษผู้ฝ่าฝืน กฎหมายอย่างจริงจังครับ กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปจะมีท่านสมาชิกขออภิปรายนะครับ ท่านแรกท่านนิพนธ์ คนขยัน เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นิพนธ์ คนขยัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบึงกาฬ เขตเลือกตั้งที่ ๓ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ขออนุญาตร่วมอภิปรายรายงานพิจารณาแนวทางการแยกกัญชงออกจาก กฎหมายว่าด้วยกัญชา และควบคุมการใช้พืชกระท่อม ขอบคุณคณะกรรมาธิการ การสาธารณสุข ทีแรกก็คิดหนักใจอยู่ แต่ฟังคุณหมออลงกต มณีกาศ ขออนุญาตเอ่ยนามครับ ท่านรองประธาน อ่านข้อสังเกต ๑๐ กว่าข้อ ฟังแล้วก็สบายใจ ทีแรกหนักใจเพราะวันนี้กัญชา กัญชงนี้ท่านบอกว่ามันแยกกันไม่ได้ เพราะต้นมันคล้าย ๆ กัน เหมือนกัน แต่สิ่งสำคัญวันนี้ ผมฟังจากผู้รู้ ยกตัวอย่างครับท่านประธาน เขาว่าถ้าเอากัญชงมาสูบเหมือนกัญชา รสชาติ มันไม่เหมือนกัญชา และสิ่งสำคัญกัญชงเอาเป็นพืชเศรษฐกิจทำผลิตภัณฑ์ได้หลาย ๆ อย่าง ที่ท่านรองประธานพูดเมื่อสักครู่นี้ละในข้อสังเกต ผมก็อยากฝากข้อสังเกตต่อเหมือนกัน ข้อสังเกตท่านชี้แจงมาแล้ว ว่าวันนี้ถ้าพี่น้องเกษตรกรหรือใครก็แล้วแต่ที่เขาปลูกกัญชง เขาอยากทำผลิตภัณฑ์ มันก็แยกไม่ได้มันเป็นกัญชา โทษมันก็เท่ากัน ในข้อสังเกต ก็เห็นด้วยแล้วล่ะ แต่สิ่งหนึ่งวันนี้บึงกาฬบ้านผมมีน้ำโขงขวางกั้น ติดกับฝั่ง สปป. ลาว วันนี้กัญชาที่ขออนุญาตปลูกกัญชาถูกต้องตามระเบียบกฎหมาย แมลงวันมันบินมาครับ ท่านประธาน จากฝั่งโขงประเทศลาวเพื่อนบ้านเรา มันบินมาว่ากัญชาจากลาวมันข้ามมาแถว ๆ บึงกาฬนี่ละ นครพนมด้วย บ้านของท่านรองประธานนั่นละ ห่วง มีการจับบ่อยครับ ห่วงอะไรล่ะ ห่วงว่ากัญชานอกจะมาเป็นกัญชาไทย อันนี้ห่วงครับ ดังนั้นข้อสังเกตท่าน ก็พูด ๑๐ กว่าข้อ รัดกุมชัดเจน แต่ก็ต้องฝากกำชับไปว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องท่านพูด เมื่อสักครู่นี้ ต้องให้เอาจริงเอาจังครับท่านประธาน หากไม่เอาจริงเอาจังสนุกแน่ เพราะอะไร ขออนุญาตปลูกแค่นี้ แต่มันบินมาจากเพื่อนบ้านมามาก หรือว่ากัญชามีปีกนี้นะครับ ดังนั้น โอเค ละ วันนี้อีกประเด็นหนึ่ง ท่านก็พูดชัดเจนแล้วละ เมื่อสักครู่นี้ข้อสังเกตกระท่อม ครั้งก่อนเพื่อนสมาชิกผมก็ได้พูดตรงนี้ ว่าเด็กนักเรียน สูบกัญชา กินน้ำกระท่อมครั้งก่อนนะครับ วันนี้ดีขึ้น และข้อสังเกตท่านพูดเมื่อสักครู่นี้ ให้หน่วยงานกำชับติดตามให้ชัดเจน จากวันนี้ก็ดีขึ้นมากครับท่านประธาน หน้าโรงเรียน พรเจริญวิทยาบ้านผมวันนี้หายหมดแล้ว แต่ก่อนต้มน้ำกระท่อมขาย วันนี้ไม่มีแล้ว ก็ต้องขอบคุณนายอำเภอ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เอาจริงเอาจังครับ ดังนั้นวันนี้เมื่อมันแยกไม่ได้ ก็ฝากตามที่ข้อสังเกตท่านว่าจะทำอย่างไรให้กำกับดูแลตามข้อสังเกต ๑๐ กว่าข้อ ของท่านรองประธานได้นำเรียนเมื่อสักครู่ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาค่ะ ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลค่ะ ธัญก็ขออนุญาตอภิปรายเกี่ยวกับ รายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง ญัตติเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการแยกกัญชงออกจาก กฎหมายว่าด้วยกัญชา และการควบคุมการใช้พืชกระท่อม จริง ๆ คำตอบของคณะกรรมาธิการ วิสามัญที่พูดถึงด้วยเหตุผลที่ว่าไม่สามารถที่จะแยกด้วยตาเปล่าได้ จึงทำให้ไม่สามารถ ที่จะแยกกัญชง กัญชาได้ มันก็เป็นสิ่งที่ธัญเข้าใจ แต่เป็นการเข้าใจเพียงแค่ครึ่งเดียวนะคะ เพราะว่าธัญไม่เห็นว่ามันจะมีการยกตัวอย่างว่าต่างประเทศนั้นเขาแยกและมีวิธีการอย่างไร เพราะฉะนั้นต้องขอแย้งในเรื่องนี้นะคะ ตอนแรกก็ตัดสินใจว่าจะไม่เห็นด้วยกับรายงานนะคะ แต่พอมาอ่านในข้อสังเกตมันก็ยังพอมีแสงสว่างต่อไปอีกนิดหนึ่งนะคะ วันนี้ธัญอยากจะมา แบ่งปันเรื่องกัญชง บทบาทสตรี และความเท่าเทียมทางเพศค่ะ ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ ท่านทราบไหมคะว่ารายงานของท่านนี้ขาดในประเด็นเรื่องความเท่าเทียมทางเพศไป เราพบว่าเรามีงานวิจัยศึกษาที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและการจ้างงาน งานวิจัยบางชิ้น เห็นว่าการผลิตและการแปรรูปพืชกัญชงสามารถสร้างโอกาสในการจ้างงานให้กับผู้หญิง ในพื้นที่ชนบทค่ะ ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้เกิดความเท่าเทียมทางเพศขึ้น อย่างเช่นการศึกษา ในประเทศของจีน แล้วก็อินเดียนะคะ ธัญจะยกตัวอย่างง่าย ๆ ก็คือมีรายละเอียด ของงานวิจัย วัตถุประสงค์ของการศึกษา เพื่อศึกษาบทบาทของผู้หญิงและกระบวนการปลูก และแปรรูปเส้นใยกัญชง เพื่อประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมต่อครอบครัว และชุมชน เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งเสริมและขัดขวางความเท่าเทียมทางเพศในอุตสาหกรรมนี้ สิ่งที่ค้นพบค่ะท่านประธาน จริง ๆ แล้วบทบาทของผู้หญิงนั้น🔗
ข้อแรกเลยนะคะ ผู้หญิงมีบทบาทสำคัญในการปลูกและแปรรูปเส้นใยกัญชง ทำให้กระบวนการผลิตดำเนินไปอย่างราบรื่น ผู้หญิงมักมีความสามารถในการจัดการทรัพยากร และการจัดการแรงงานในฟาร์มที่มีประสิทธิภาพ🔗
ข้อที่ ๒ สร้างรายได้และความมั่นคงทางเศรษฐกิจค่ะ การมีส่วนร่วม ของผู้หญิงในอุตสาหกรรมกัญชง ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัวและชุมชน ผู้หญิงสามารถ ใช้รายได้จากการทำงานในอุตสาหกรรมนี้ในการส่งลูกเรียนและพัฒนาคุณภาพชีวิต ของครอบครัวค่ะ🔗
ข้อที่ ๓ การส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ การมีบทบาทในอุตสาหกรรมนี้ ช่วยส่งเสริมสร้างความเชื่อมั่นในตัวเองและรับรู้ถึงคุณค่าของผู้หญิงในสังคม การศึกษา ฝึกอบรมเพิ่มเติมช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้หญิงนั้นเป็นเจ้าของธุรกิจค่ะ เพราะว่ากัญชงนั้น เป็นสินค้าที่บางครั้งเราอาจจะต้องใช้ความอ่อนไหวและความเข้าใจในเรื่องของผู้หญิงนะคะ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสำอาง สิ่งทอ กระเป๋า รองเท้า แล้วก็สิ่งของที่บำรุงร่างกาย หรืออย่างใน ประเทศแคนาดานะคะ ก็มีงานศึกษาที่พูดถึงการศึกษาดังกล่าวประเมินบทบาทของผู้หญิง ในการบริหารจัดการธุรกิจผลิตภัณฑ์กัญชงก็มีนะคะ เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งเสริมและขัดขวางความสำเร็จของผู้หญิงในอุตสาหกรรมนี้ก็มี เพื่อประเมินผลกระทบของธุรกิจผลิตภัณฑ์กัญชงต่อความเท่าเทียมทางเพศในเศรษฐกิจ ก็มีอีกเช่นเดียวกันนะคะ และที่สำคัญก็คือคำตอบที่ได้สิ่งที่ค้นพบนะคะ เราค้นพบจริง ๆ ไม่ใช่แค่จีน อินเดีย ในทวีปเอเชีย แต่ในทวีปอเมริกาผู้หญิงมีบทบาทสำคัญในการจัดการ ธุรกิจผลิตภัณฑ์กัญชง ทั้งด้านพัฒนา ผลิต แล้วก็ทำการตลาด ผู้หญิงสามารถนำเสนอ นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ในการผลิตสินค้ากัญชงที่เน้นในเรื่องสุขภาพ แล้วก็ความงาม นอกจากนั้นยังสร้างรายได้และความมั่นคงทางเศรษฐกิจอีกนะคะ การบริหารจัดการผลิตภัณฑ์กัญชงช่วยเพิ่มรายได้ให้ครอบครัวและสร้างความมั่นคง ให้กับเศรษฐกิจ และที่สำคัญความเท่าเทียมทางเพศ ธุรกิจกัญชงส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ การมีบทบาทในอุตสาหกรรมนี้ช่วยส่งเสริมความเชื่อมั่นและรับรู้ในตัวเองต่อสังคม ท่านประธานคะ ทำไมสิ่งนี้ธัญถึงต้องพูด เพราะมันสำคัญอย่างมาก วันนี้กัญชงเส้นใย ถ้าเราปลูกไม่ได้เพราะติด โอเค เราบอกว่าเราใช้ดอก แต่ว่ามันไม่สามารถที่จะปลูกได้ เพราะมันคล้ายกัญชา แต่ท่านคะ วันนี้สิ่งทอ เสื้อผ้า เราสามารถใช้กัญชงได้ สามารถ ทำกระเป๋าได้ ที่สำคัญนะคะ รักษาสิ่งแวดล้อม ผลิตภัณฑ์กระดาษและบรรจุภัณฑ์ เราอาจจะไม่ต้องใช้พลาสติกอีกเลย และที่สำคัญเราสามารถที่จะลดปัญหาขยะพลาสติก ที่สร้างมลภาวะ และสร้างโลกร้อนให้กับเราจนถึงปัจจุบันนี้ ผลิตภัณฑ์ก่อสร้างค่ะ แผ่นไม้เทียมที่ใช้ในการก่อสร้าง ก่อสร้างบ้าน แล้วก็มีความแข็งแรง ก็สามารถที่จะใช้ทำได้ แล้วก็เป็นฉนวนกันความร้อนทำให้เราประหยัดค่าไฟด้วยนะคะ แล้วก็ที่สำคัญค่ะ ครีมและ Lotion ท่านได้พูดแล้ว ที่สำคัญเป็นพลาสติกชีวภาพนะคะ นั่นหมายถึงว่า สามารถย่อยสลายได้ง่ายและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม🔗
ท้ายที่สุดนี้ค่ะ ถ้าเราสามารถที่จะวิจัยและพัฒนา ธัญอยากถามคำถาม ให้ท่านตอบว่า แล้วต่างประเทศที่เขาทำผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับกัญชง กัญชา กัญชงตรงนี้ เขาใช้วิธีการแยกอย่างไร ซึ่งไม่ได้มีในรายงาน และท่านต้องไม่ลืมว่าประโยชน์ของกัญชงนั้น กระทบต่อสิ่งแวดล้อมค่ะ เพราะอะไรคะ วันนี้ทำไมเราต้องพูดเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ เพราะวันนี้โลกร้อน อุณหภูมิเปลี่ยน โลกเรากำลังรวน คนที่ได้รับผลกระทบในความเท่าเทียม ทางเพศมากที่สุดคือผู้หญิงและเด็กผู้หญิง ถ้าเราเปลี่ยนตรงนี้ให้เป็นธุรกิจ ถ้าเราเปลี่ยนแนวคิด ของการศึกษาอันนี้เป็นในเรื่องของการควบคุมและกังวล เปลี่ยนมันเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มความเท่าเทียมทางเพศของผู้หญิงและเด็ก และเปลี่ยนโลกเราให้รักสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และท้ายที่สุดแล้วพวกเราทุกคนก็จะได้ผลประโยชน์อันยิ่งใหญ่จากความเท่าเทียมทางเพศค่ะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านฐิติมา ฉายแสง เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ฐิติมา ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา เขต ๑ พรรคเพื่อไทยค่ะ ท่านประธานคะ รายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง ญัตติเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทาง การแยกกัญชงออกจากกฎหมายว่าด้วยกัญชา และการควบคุมการใช้พืชกระท่อม ของคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งสรุปว่าไม่ควรแยกกัญชงออกจาก กฎหมายว่าด้วยกัญชา เหตุผลคือกัญชาและกัญชงไม่สามารถแยกทางกายภาพด้วยตาเปล่าได้ ต้องแยกด้วยปริมาณสาร Cannabinoid ซึ่งต้องทำในห้องปฏิบัติการ แล้วก็บอกด้วยว่า การไม่แยกกัญชง กัญชา ออกจากกัน ทำให้มาตรการในการกำกับดูแล แล้วก็ควบคุม การอนุญาตและบังคับใช้กฎหมายมีความชัดเจน มีประสิทธิภาพ และง่ายต่อการปฏิบัติ ท่านประธานคะ ขออนุญาตแสดงภาพ แล้วก็ข้อมูลเปรียบเทียบกัญชง กัญชา สักนิดนะคะ🔗
ในภาพนี้มันอาจจะเป็นสมัยก่อนละ เราแยกกันได้แบบนี้นะคะว่ากัญชงใบก็จะเป็นแบบนี้ กัญชาก็เป็นใบแบบนี้ ภาพต่อไปค่ะ ตารางที่ดิฉันนำมาเสนอนี้ก็บอกว่า กัญชงมันเรียกว่า Hemp นะ กัญชาเรียก Marijuana นะ ต้นมันสูงมากกว่า ๒ เมตร สำหรับกัญชง กัญชาก็ต้นสูงไม่เกิน ๒ เมตร ปล้องกัญชงข้อยาว กัญชาข้อสั้น แตกกิ่งได้น้อยกัญชง แตกกิ่งได้มากกัญชา แตกกิ่งไปทาง เดียวกันเป็นกัญชง แตกกิ่งสลับกันก็เป็นกัญชา มีเปลือกลอกง่ายกัญชง เปลือกลอกยาก ก็กัญชา มีใบสีเขียวอมเหลือง มีสีเขียวจัดเป็นกัญชาอย่างนี้ แล้วก็ใบมีแฉกที่เรามักจะดู ง่าย ๆ กันว่า ถ้า ๗-๑๐ แฉกมันก็เป็นกัญชง แต่ว่าพอกัญชาก็ ๕ แฉกประมาณอย่างนี้ เราก็จะเห็นรูปลักษณ์แบบนี้ ซึ่งเวลาเราเอามาสูบ กัญชงเขาไม่มาสูบกันเพราะมันปวดหัว แต่กัญชานี้สูบแล้วก็เคลิ้ม มีสาร THC กัญชงมีน้อย ส่วนกัญชามี THC เยอะ นี่เราพูดกันแค่นี้ แต่ว่าตอนนี้เราก็รู้ว่าทางการเจอแล้วว่ากัญชง กัญชา มันไม่สามารถแยกทางกายภาพได้ ด้วยตาเปล่า อันนี้เราทราบ ซึ่งทางกรรมาธิการก็พูดอยู่เสมอเมื่อสักครู่นี้ เพราะว่ามันมี การผสมข้ามพันธุ์ถูกไหมคะ ตัวกัญชงตอนนี้มันอาจจะกลายเป็นว่ามันอาจจะมีที่บอกว่า มี ๗-๑๐ แฉก ตอนนี้กัญชามันอาจจะมี ๗-๑๐ แฉกแล้วก็ได้ แล้วก็ใบมันก็อาจจะเรียว เหมือน ๆ กันไปแล้วก็ได้ ทีนี้เมื่อมันแยกด้วยตาเปล่าไม่ออก คณะกรรมาธิการ การสาธารณสุขก็เลยสรุปว่า ไม่ควรแยกกัญชา กัญชง ออกจากกันแบบนี้ ทีนี้มันก็มีแนวคิดว่า มันเห็นด้วยกับไม่เห็นด้วยถูกไหมคะว่าในการแยกกัญชง กัญชา มันจะมีกฎหมายเป็นอย่างไร สำหรับดิฉันเองนั้นมีแนวคิดว่าเราต้องมาชั่งน้ำหนัก ดิฉันขออนุญาตชั่งน้ำหนักว่า การที่เรา จะมาผูกติดกัญชง กัญชา อยู่ด้วยกัน แล้วมันจะเกิดประโยชน์กับประเทศชาติ ประชาชน สักแค่ไหน เพียงไร ท่านประธานสังเกตไหมคะว่าทำไมคนเราไม่ค่อยจะพูดถึงกัญชงกันนัก ไม่ค่อยพูดถึงหรอก พูดแต่กัญชา แล้วก็มีการเหมารวมไปว่ากัญชง กัญชา เป็นยาเสพติด ชอบพูดกันอย่างนี้นะคะ นั่นก็เป็นเพราะว่าคนเรานั้นไม่รู้ค่ะ แล้วก็เพราะว่ามันมีการกีดกัน กันมาในอดีต ในอดีตคือเราผลิตปิโตรเลียมแล้วได้พลาสติก พลาสติกนั้นก็ขึ้นรูปได้เยอะแยะ เหมือนกัน กัญชงมันก็ดันเป็นพืชที่ขึ้นรูปได้เยอะแยะเหมือนกันแบบนี้ ปิโตรเลียมพลาสติก เขาก็กลัวกัญชงมันจะมาแทนที่ มาแย่ง มาแข่ง เพราะฉะนั้นเขาก็เลยใส่ร้ายป้ายสีกัญชงเสีย ให้กลายเป็นยาเสพติดท่านประธาน มันกลายเป็นแบบนี้ไป ทีนี้จริง ๆ แล้วกัญชงมันไม่ได้เป็น ยาเสพติด เขาก็ไม่เอามาสูบกันอย่างที่ดิฉันบอก มันปวดหัว แล้วมันไม่ได้มีสาร THC มาก ที่มันทำให้เคลิ้มอะไรก็แล้วแต่ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกก็ชี้แจง อยู่ในรายงานท่านอยู่แล้วว่า กัญชงมี THC น้อยกว่า ๑ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็มี CBD มากกว่า ๒ เปอร์เซ็นต์ กัญชามี THC เกิน ๑ เปอร์เซ็นต์ มี CBD ไม่เกิน ๒ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานคะ บางคนอาจจะไม่ค่อยเข้าใจว่า CBD THC มันคืออะไร THC มันก็คือสารที่มีฤทธิ์ต่อจิตประสาท ซึ่งส่งผลต่ออารมณ์ ความจำ ความรู้สึก กัญชงมี THC น้อยกว่า ๑ เปอร์เซ็นต์ คือน้อยมาก น้อยมากจนเรียกว่าแทบจะไม่มีฤทธิ์ต่อจิตประสาทเลย พูดง่าย ๆ ก็คือมันไม่เมา แล้วก็ หากสูบกัญชงนี้กลายเป็นว่ามันปวดหัว เขาก็เลยไม่สูบกัน แต่บางคนสูบกัญชาเพราะว่า กัญชามันมี THC เกิน ๑ เปอร์เซ็นต์ บางคนบอกว่า ๑-๑๐ เปอร์เซ็นต์เลยด้วยซ้ำ พูดอย่างนั้น ซึ่งมันอาจทำให้เคลิ้มซึ่งเราพูดกันอยู่ CBD คืออะไร ก็คือสารตัวหนึ่งที่มันไม่ออกฤทธิ์ ต่อจิตประสาท แต่ว่ามันเป็นตัวที่ช่วยให้ลดอาการเจ็บปวด ลดการอักเสบ ลดการชักเกร็ง กัญชงมี CBD มากกว่า ๒ เปอร์เซ็นต์ และกัญชามี CBD ไม่เกิน ๒ เปอร์เซ็นต์ หรือน้อยกว่า ๒ เปอร์เซ็นต์นั่นเอง ดังนั้นจึงเห็นว่ากัญชงไม่เกี่ยวกับเรื่องจิตประสาทเลย ไม่ได้ทำให้เมา และเราก็ไม่ได้เอามาสูบกัน ดังนั้นท่านประธานคะ เราจึงต้องมาดูหรือคำนึงถึงประโยชน์ ประโยชน์ของกัญชง กัญชงนี้ไม่มีโทษ นี่นะคะประโยชน์ของกัญชง ซึ่งเราดูได้ทั้งใบ ทั้งเมล็ด ทั้งก้าน ทั้งเปลือก ก็คือเรียกว่ารากจนถึงทั้งต้นเลยว่าอย่างนั้นเถอะ กัญชงสามารถทำออกมา ได้เยอะมากทีเดียว และกัญชงนี้ปลูกเพียง ๓-๔ เดือนเท่านั้นเอง ให้เส้นใย ๒๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ ราคาก็ ๓๐๐-๕๐๐ บาทต่อกิโลกรัม เพราะฉะนั้นคำนวณเป็นราคาออกมา เป็นเงิน ๖๐,๐๐๐-๑๐๐,๐๐๐ บาทต่อไร่ ใน ๓-๔ เดือน มันอาจจะดีกว่าพืชอื่นด้วยซ้ำไปนะคะ กัญชงสามารถนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มากมาย ดังตารางที่บอกอยู่นะคะ หมายถึงว่า เป็นผลิตภัณฑ์ได้ถึง ๓๐,๐๐๐ ชนิดเลยว่าอย่างนั้นเถอะ แค่เครื่องสำอางยังเป็น ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ ชนิดเลยนะคะ ทีนี้ในบ้านหลังหนึ่งหรือว่าห้องประชุมของเราห้องนี้ก็ตาม ท่านประธาน ยกเว้นหลอดไฟกับจอทีวีนี้ที่กัญชงอาจจะทำไม่ได้ แต่นอกนั้นกัญชง ทำได้หมดเลย เพราะฉะนั้นกลุ่มชาติพันธุ์ที่เขาเอาไปทำเสื้อ มันก็สามารถอยู่กันได้เป็นพันปี มันเป็นประโยชน์เยอะมาก แถมมันมีซิลเวอร์นาโนที่กันเชื้อราได้ด้วย กัญชงนะคะ ทีนี้เป็นที่ น่าเสียดายตรงที่ว่าอย่างพี่ชายของดิฉันคนหนึ่งได้เคยเสนอกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวง สาธารณสุข ปี ๒๕๔๔ นะคะ เสนอเป็นแฟ้มเลยให้กัญชงมีประโยชน์มาก แต่ว่าเสียดายว่า รัฐมนตรีท่านไม่มีวิสัยทัศน์พอ ท่านก็เลยไปบอก อย. อย. ตอนนั้นก็บอกว่าไม่ได้หรอก ก็เลยกลายเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็ ๒๐ กว่าปีแล้วที่เราเสียหายไปนะคะ ดิฉันคิดว่า เราควรสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกกัญชงกันเยอะ ๆ ด้วยซ้ำนะคะ รัฐควรส่งเสริมให้ความรู้ ให้เมล็ดพันธุ์เลย ส่งเสริมการตลาด ส่งเสริมให้กัญชงเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม สร้างชื่อเสียง ของประเทศด้วยซ้ำ ประเทศไทยเป็นประเทศที่เป็นพื้นที่การเกษตรจำนวนมาก เราจึงมี จุดเด่นจุดนี้ เราต้องทำให้เกิดประโยชน์นะคะ พี่น้องเกษตรกรเราจะได้ประโยชน์ตรงจุดนี้ แต่ปัจจุบันการรับรู้ของคนหลายคนไปด้อยค่ากัญชง ไปบอกว่าเป็นยาเสพติด เราก็เลย ไม่ค่อยจะปลูกกัน แต่ว่ายุโรปเขาปลูกกันไปครึ่งทวีปแล้วท่านประธาน ดิฉันคิดว่าเราต้อง แยกพืช ๒ ชนิดนี้ออกจากกันให้ได้ ต้องทำให้ได้ ตามหลักเกษตรนี้เขาก็ไม่ปลูกใกล้กันอยู่แล้ว เพราะว่ามันกลายพันธุ์กันไปกลายพันธุ์กันมา กัญชงก็เลยไม่ดี กัญชาก็เลยไม่ดี ก็อย่าปลูก ทีนี้กัญชาก็ไปปลูกในโรงเรือนไปสิ กัญชงก็ปลูกทั่วไป เพราะมันเป็นพืชที่สามารถทำได้ ทุกอย่างเต็มไปหมดเลย มันเกิดประโยชน์กับประเทศชาติเป็นแสน ๆ ล้านบาทได้เลยนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันเลยคิดว่าในทางกฎหมายเราสามารถแยกพืชทั้งสองออกจากกันได้ ด้วยหลักความเท่าเทียมกันทางกฎหมายค่ะ ฟังดูอาจจะสงสัยว่ามันแยกกันอย่างไร หลักทางกฎหมายโดยทั่วไปมีหลักว่ารัฐ ต้องพึงปฏิบัติกับบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมือนกัน อย่างเท่าเทียมกัน และปฏิบัติต่อบุคคลที่มีคุณสมบัติแตกต่างกันโดยแตกต่างกัน นี่คือ ความเท่าเทียมกันทางกฎหมาย รากฐานกฎหมายนี้ทำให้รัฐสามารถกำหนดสิทธิกับบุคคล ในทางกฎหมายได้โดยไม่ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ อย่างเช่น กฎหมายคนพิการ กฎหมายเด็ก คนชรา อย่างนี้เป็นต้น หลักการนี้น่าจะเอามาใช้กับกัญชง กัญชา ต่อไปนะคะ อีกนิดเดียวค่ะ ท่านประธาน ดิฉันเห็นว่าเมื่อรัฐบาลมีเจตนาที่จะทำกฎหมายควบคุมการปลูก การใช้ และครอบครองกัญชา เป็นกฎหมายเฉพาะที่จะนำเข้ามาพิจารณาในสภาเร็ว ๆ นี้ เพื่อให้เกิด ความเท่าเทียมกันกับผู้ปลูกกัญชงนะคะ รัฐน่าจะออกกฎหมายเพื่อเป็นการสนับสนุนการปลูก การใช้ การครอบครองกัญชงได้เป็นกฎหมายเฉพาะเลย ดังนั้น ถ้าหากเห็นประโยชน์ทาง เศรษฐกิจของการใช้พืชกัญชงนั้นมีมากมายเหลือเกิน ทำให้เกษตรกรมีรายได้ดีขึ้น และอุตสาหกรรมไทยจะมีโอกาสพัฒนามากขึ้น สร้างชื่อเสียงประเทศชาติมากขึ้น เราควรจะใช้ หลักกฎหมายในการแยกพืชทั้ง ๒ ชนิดออกจากกันให้ได้ อย่าคิดแต่จะเอาผิดกับประชาชน อย่างเดียว อย่า และดิฉันจึงเห็นแย้งกับรายงานฉบับนี้ที่สรุปว่าไม่ควรแยกกัญชงออกจาก กฎหมายกัญชานะคะ แล้วก็ขอเรียกร้องให้มีพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์กัญชงด้วยซ้ำ ซึ่งเมื่อวานเรามีพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ลำไย เรายังมีได้เลย แล้วกัญชงสามารถทำได้ เป็นแสน ๆ ล้านบาท เพราะฉะนั้นเชื่อมั่นว่าหากแยกได้ แล้วก็ควรแยกด้วยซ้ำนะคะ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างมากค่ะ ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านฉัตร สุภัทรวณิชย์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ฉัตร สุภัทรวณิชย์ ผู้แทนราษฎรนครราชสีมา เขต ๑ หน้าย่าโม พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ วันนี้ขออนุญาตอภิปรายรายงานผลการศึกษา เรื่อง ญัตติเพื่อพิจารณา ศึกษาแนวทางการแยกกัญชงออกจากกฎหมายว่าด้วยกัญชา และการควบคุมการใช้ พืชกระท่อม ขีดเส้นใต้ที่ พืชกระท่อม ครับ ตรงนี้ผมอยากจะสะท้อนปัญหา แล้วก็เห็นด้วย กับรายงานฉบับนี้ที่ให้มีการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อที่จะเอาผิดในความผิดที่เกิดขึ้น เพราะว่า ปัจจุบันนี้ปัญหาร้านน้ำกระท่อมเป็นปัญหาที่กระจาย แล้วก็เกิดความเดือดร้อนให้กับ พี่น้องประชาชนในทุก ๆ จังหวัด ของผมเองในเขตจังหวัดนครราชสีมาในเขตตัวเมือง ก็ประสบปัญหาร้านน้ำกระท่อม สร้างความกังวลใจ สร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน ให้กับสังคม ให้กับชุมชนนะครับ ในส่วนของร้านน้ำกระท่อม เราพอจะแบ่งแยกออกเป็นได้ ๒ กลุ่มด้วยกัน กลุ่มแรกเป็นร้านน้ำกระท่อมที่ทำน้ำกระท่อมขึ้นมาเพื่อที่จะเป็นทางเลือก เครื่องดื่มสมุนไพร คล้าย ๆ กับเครื่องดื่มสมุนไพรอื่น ๆ จนกระทั่งเปิดเพื่อที่จะเป็น Cafe ใด ๆ ก็ตาม อันนี้ก็คือทำอย่างปกติ อีกกลุ่มหนึ่งตรงนี้น่าห่วง น่ากังวล เพราะว่ามีการนำ น้ำกระท่อมไปปรุง ไปเพิ่ม ไปเติม ให้มันผิดเพี้ยนไป ให้มันผิดแผกไปจากปกติ แล้วตรงนี้ละครับ ที่สร้างปัญหา ทั้ง ๒ กลุ่มที่พูดมาเผชิญเรื่องเดียวกันก็คือว่า ต้องจ่ายส่วยให้กับเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไป แล้วตรงนี้นำไปสู่ปัญหาอะไรครับ นำไปสู่ปัญหาว่า ร้านน้ำกระท่อมนั้นสร้างปัญหา สร้างความกังวลให้กับผู้ปกครอง โรงเรียน ไปจนถึงชุมชน แล้วร้านน้ำกระท่อมนั้นในเมื่อเยาวชน เด็ก ได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องก็ก่อเกิดโทษอีกมากมาย รวมถึงประชาชนธรรมดาที่เข้าไปกินดื่มน้ำกระท่อมเหล่านั้นนะครับ ยังเป็นช่องทางให้กับ เจ้าหน้าที่รัฐได้แสวงหาผลประโยชน์อันมิชอบด้วย ในส่วนของการนำเสนอรายงานนะครับ ผมเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการที่ได้สรุปว่า เนื่องจากมีพระราชบัญญัติพืชกระท่อม พ.ศ. ๒๕๖๕ ประกาศออกมาบังคับใช้แล้ว มีผลตั้งแต่วันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๖๕ มีเนื้อหา ครอบคลุมในการกำกับดูแล ขาย โฆษณา การบริโภค และการกำหนดโทษต่าง ๆ รวมถึง การคุ้มครองบุคคล ซึ่งอาจได้รับอันตรายจากการบริโภคใบกระท่อม และป้องกันการใช้ ใบกระท่อมในทางที่ผิด ดังนั้นการควบคุมใช้พืชกระท่อม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องบังคับใช้ กฎหมายอย่างเข้มงวด ตรงนี้เป็นจุดที่ผมเห็นด้วย แล้วก็อยากจะอภิปรายเพิ่มเติม เพราะว่ารายละเอียดในรายงานฉบับนี้ได้พูดถึงกระทรวงยุติธรรม ผมอยากจะขอเพิ่มไปยัง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงมหาดไทยมีกระบวนการคือมีผู้ว่าราชการจังหวัด มีเจ้าหน้าที่ ปกครอง ซึ่งตรงนี้ถ้ามีการบังคับใช้กฎหมาย จะช่วยแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ได้อย่างมาก ท้ายที่สุดนี้ก็ขอเห็นด้วยกับรายงานที่ได้พูดถึงโทษภัยของใบกระท่อม แล้วก็ จะเป็น Jigsaw แรก เป็นตัวต่อแรกที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาร้านน้ำกระท่อม แล้วก็แก้ไขปัญหา ให้กับเด็กและเยาวชน ประชาชนที่บริโภคน้ำกระท่อมจนเกิดปัญหาให้กับสังคมในปัจจุบัน ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
ต่อไปท่านพรรณสิริ กุลนาถศิริ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน พรรณสิริ กุลนาถศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย พรรคเพื่อไทย ในวาระรายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง ญัตติเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการแยกกัญชง ออกจากกฎหมายว่าด้วยกัญชา และการควบคุมการใช้พืชกระท่อม ในเบื้องต้นดิฉันขอชื่นชม คณะกรรมาธิการการสาธารณสุขที่ทำงานได้รวดเร็ว ประชุม ๓ ครั้ง เลือกหน่วยงานที่มีความรู้ ๔ หน่วยงาน ศึกษาดูงานเพียง ๑ ครั้ง ก็สามารถสังเคราะห์ข้อมูลได้อย่างกระชับ แล้วก็ ชัดเจนค่ะ ดิฉันเองไม่ได้ปลูกกัญชา กัญชง ไม่มีส่วนร่วมในระบบการแพทย์และสาธารณสุข ตลอดจนในแวดวงธุรกิจใด ๆ ค่ะ แต่ดิฉันสนใจที่จะศึกษาเรื่องนี้ เพราะเล็งเห็นประโยชน์และคุณค่าของพืชกัญชา กัญชงค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนะคะ ในประการแรก กัญชงในฐานะที่เป็นพืชวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ ของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวม้ง ในส่วนที่ ๒ กัญชงที่เรียกว่า Hemp เป็นพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง ที่เส้นใยคุณภาพ เปลือกก็สามารถเป็น Hempcrete น้ำมันในเมล็ด ตลอดจนเมล็ด Superfood และที่สำคัญยิ่งค่ะ CBD มีประโยชน์มากในภาคอุตสาหกรรมสุขภาพ แล้วก็ เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ทั้งหลายเหล่านี้ในฐานะรัฐบาลที่ผ่านมา ดิฉันเป็นประธาน คณะอนุกรรมาธิการการศึกษาการใช้ประโยชน์จากพืชกัญชง ได้ไปศึกษาดูงานที่กระทรวง อุตสาหกรรมค่ะ มีผลผลิต ผลิตภัณฑ์จากกัญชงมากมายนับพันชนิด ดังนั้นในประเด็น ของกัญชงดิฉันมองว่ามีประโยชน์และคุณค่าสูงมาก ในส่วนของกัญชาค่ะ THC มีประโยชน์ ทางด้านการแพทย์แล้วก็สุขภาพ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาระบุว่า ผลิตภัณฑ์ ที่ขึ้นทะเบียนเป็นสมุนไพรแล้ว มีถึง ๙๘ ตำรับ ระบุว่ามีผู้ได้รับอนุญาตในการที่จะผลิต สมุนไพรมากกว่า ๙๐ รายการ ผลิตเป็นอาหารมากกว่า ๕๗๐ รายการ และผลิตภัณฑ์ เครื่องสำอางราว ๒,๐๐๐ รายการ ดังนั้นพืชทั้ง ๒ ชนิดมีประโยชน์มาก ขึ้นอยู่กับ การจะเลือกใช้อย่างไร อย่างไรก็ตามรายงานสรุปว่า ไม่ควรแยกกัญชงออกจากกฎหมาย ว่าด้วยกัญชา โดยมีเหตุผล ๔ ประการ ดิฉันมีข้อคิดเห็นดังนี้ค่ะ🔗
ในประการที่ ๑ กัญชาและกัญชงไม่สามารถแยกทางกายภาพด้วยตาเปล่า ต้องแยกด้วยปริมาณสาร Cannabinoid ในห้องปฏิบัติการ ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกคะ ในปัจจุบันนี้มีข้อมูลการศึกษาค้นคว้าในเรื่องของการผลิตอุปกรณ์และเครื่องมือในการแยก ปริมาณสารเคมี Cannabinoid จากการประยุกต์ใช้ความรู้ด้านคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เพื่อตรวจหา สารประกอบดังกล่าว ราคาก็ไม่แพงมากนัก อีกทั้งมีความพยายามที่จะคิดค้นเครื่องมือ ในการตรวจหาสาร THC ที่มีปริมาณเพียงเล็กน้อยจากลมหายใจ เขาทำกันได้แล้วค่ะ🔗
ในประการที่ ๒ จากบทสรุปผู้บริหารบอกว่ากัญชาและกัญชงมีต้นกำเนิด จากพืชชนิดเดียวกัน ผสมกันได้ สายพันธุ์เดียวกัน ปริมาณ Cannabinoid ก็อาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อมค่ะ ดิฉันมีข้อมูลกรณีตัวอย่างจากต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา และแคนาดาสามารถแยกกัญชาและกัญชงออกจากกัน โดยระบบการควบคุมการปลูก จากเมล็ดพันธุ์ที่ขึ้นทะเบียนแล้วค่ะ มีพันธุ์ของกัญชงที่ขึ้นทะเบียนในต่างประเทศมากกว่า ๘๐ สายพันธุ์ ที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ที่ยังคงให้ปริมาณ THC และ CBD ในเกณฑ์ที่กำหนด สำหรับประเทศไทยค่ะ จากข้อมูลในเดือนเมษายน ๒๕๖๗ ข้อมูลใหม่ ๆ เลยค่ะ สำนักคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ทำการรับรองพันธุ์พืชกัญชงที่มีค่า THC น้อยกว่าร้อยละ ๑ จำนวน ๓๔ สายพันธุ์ค่ะ ถ้าเราใช้เป็นเกณฑ์การควบคุมในการปลูกโดยเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสม ดิฉันคิดว่ากลไก ของการแยกกัญชาและกัญชงก็อาจจะเป็นช่องทางที่ดีขึ้น ๓๔ สายพันธุ์นะคะ สำนัก สวพส. สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ก็ได้ค้นคว้า แล้วก็เป็นที่ยอมรับในสายพันธุ์ RPF1-RPF4 ในส่วนของภาครัฐค่ะ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พัฒนาสายพันธุ์แม่แตง ๓ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีก็มีอีก ๓-๔ สายพันธุ์ รวมทั้งมหาวิทยาลัยขอนแก่นค่ะ ดังนั้นไม่ว่าทั้งภาครัฐและภาคเอกชนพยายามที่จะวิเคราะห์ศึกษาในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ ซึ่งดิฉันมองว่าจะเป็นต้นทางของการควบคุมการปลูกได้นะคะ🔗
ในประการที่ ๓ ประเด็นนี้สำคัญมากนะคะ ภาคีอนุสัญญาเดี่ยว ว่าด้วย ยาเสพติดให้โทษ ที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกของภาคี มีข้อบัญญัติกฎหมายที่จะต้องเกี่ยวข้อง กับ Convention นี้ โดยเฉพาะการระบุในมาตรา ๒๘ เรื่องของการควบคุมกัญชาค่ะ โดยระบุไว้ใน ๓ ประเด็นด้วยกันค่ะ🔗
ในประเด็นแรก ภาคีประเทศใดเพาะปลูกจะต้องควบคุมเช่นเดียวกับ กฎหมายฝิ่น โดยอ้างถึงมาตรา ๒๓ ในอนุสัญญาเดี่ยวนี้เช่นกัน และยกเว้นไม่ต้องบังคับ สำหรับกัญชาเพื่ออุตสาหกรรม กัญชาเพื่ออุตสาหกรรมก็คือเส้นใยและเมล็ด นั่นก็คือกัญชง นั่นเองค่ะ หรือเราเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Industrial Hemp🔗
และในประเด็นที่ ๒ กรณีที่มีการควบคุมจะต้องคำนึงถึงใบของต้นกัญชา ที่มีปริมาณ THC พอสมควรด้วย จะเห็นได้ว่าอนุสัญญาเดี่ยวได้คัดแยกกัญชงออกจากกัญชาค่ะ ในประเด็นของการควบคุมในมาตรา ๒๓ การควบคุมการปลูกกัญชาให้กระทำประหนึ่ง เช่นเดียวกับฝิ่นค่ะ ต้องมีสถาบันที่ได้รับอนุญาตการเพาะปลูก การผลิต การแปรรูป การจำหน่าย การมีไว้ในครอบครอง จะเห็นได้ว่ากัญชาและกัญชงถูกแยกออกจากกันนะคะ ถ้าสังเกตให้ดี ๆ ตั้งแต่ Convention ของอนุสัญญาเดี่ยวนี้แล้วค่ะ🔗
ในประเด็นที่ ๓ การไม่แยกกัญชงออกจากกัญชา ได้ข้อสรุปว่าจะทำให้ง่าย ต่อการปฏิบัติ ดิฉันไม่อยากจะมอง ไม่อยากจะให้คิดแค่เพียงว่าง่ายต่อการปฏิบัติ แต่อยากจะ ให้เห็นประโยชน์และเงื่อนไขที่ควรจะแยกออกจากกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปริมาณ THC ที่มีอย่างมากในกัญชาและมีไม่มากเลยนะคะ มีจำนวนน้อยในส่วนของกัญชง แต่มี CBD มากกว่าค่ะ อย่างไรก็ตามดิฉันก็ไม่ปฏิเสธผลการพิจารณาศึกษาในภาพรวมค่ะ เนื่องด้วย ห้วงเวลาและโอกาสในห้วงเวลานี้ โดยขอฝากในโอกาสต่อไปค่ะ ด้วยนวัตกรรมและ เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่จะทำให้การจำแนกพืชทั้ง ๒ อย่างนี้ง่ายแล้วก็รวดเร็วขึ้น จึงเห็นสมควรที่ จะเสนอให้มีการวางรากฐานกฎหมายไว้สำหรับอนาคตด้วยค่ะ แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าใน ณ วันนี้ยังคงเป็นกฎหมายฉบับเดียวกัน ก็ควรได้ระบุความแตกต่างของกัญชาและกัญชง แยกกันให้ชัดเจนในแต่ละหมวด แต่ละมาตรา ให้ครอบคลุมด้านต่าง ๆ ทั้งด้านการปลูก จำนวนพื้นที่ปลูก การใช้เมล็ดพันธุ์ การกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม และการส่งเสริมการใช้ ให้ชัดเจนค่ะ ที่สำคัญยิ่งขอให้แยกพืชกัญชงในส่วนของการเป็นพืชวัฒนธรรม และเป็นพืช เศรษฐกิจของชาติพันธุ์ออกมาให้ชัดเจนด้วยค่ะ🔗
ในส่วนของกระท่อม บทสรุปผู้บริหารก็มีข้อสรุปว่า มีกฎหมายพืชกระท่อม พ.ศ. ๒๕๖๕ ออกมาบังคับใช้ก็ครอบคลุมดีแล้ว ดังนั้น การควบคุมการใช้พืชกระท่อม ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ดิฉันเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งค่ะ แต่ในขณะเดียวกันนัยของ พ.ร.บ. พืชกระท่อมก็มีนัยของเจตนารมณ์ที่จะส่งเสริมในเรื่องของ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม โดยที่มีข้อมูลระบุไว้ว่า สำนักงานอาหารและยาอนุญาตให้ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีกระท่อมเป็นส่วนประกอบ ต้องมีสาร Mitragynine ไม่เกินร้อยละ ๐.๒ มิลลิกรัมต่อวันที่ประชาชนจะรับได้ ดังนั้น จึงมองว่าการศึกษาวิจัยในเชิงลึกในระยะนี้ ควรจะได้ทำ เพื่อให้กฎหมาย พ.ร.บ. ฉบับนี้สอดคล้องกับการที่จะส่งเสริมให้เป็นในเรื่องของ ผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ด้วย ตามนัยแล้วก็เจตนารมณ์ของกฎหมายค่ะ ก็ขอเรียนเป็นข้อมูลเพิ่มเติมต่อคณะกรรมาธิการและเพื่อนสมาชิกที่จะได้ร่วมกันขับเคลื่อน ในสิ่งเหล่านี้เพื่อประโยชน์ประชาชนต่อไปค่ะ ขอบคุณมากค่ะ🔗
ต่อไปนะครับ ท่านเชิดชัย ตันติศิรินทร์ เชิญครับ🔗
เรียนท่าน ประธานสภาที่เคารพ กระผม เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมขอมีส่วนร่วมการอภิปรายในเรื่องกัญชง กัญชา และใบกระท่อม ผมก็เป็นคณะกรรมาธิการ วิสามัญเหมือนท่านพรรณสิรินะครับ ความจริงเรื่องนี้นานาชาติเขาคุยกันตั้งแต่ปี ๑๙๖๑ เรียบร้อยแล้วนะครับ แล้วก็มีการมาแก้ไขในปี ๑๙๗๒ ของเรายังมะงุมมะงาหราอยู่ตรงนี้ คือเขาระบุชัดเจนนะครับท่านประธาน เอาง่าย ๆ ว่ามาตรา ๑ เลย เหมือนกฎหมายของเรา จะมีคำนิยาม คำนิยามของเขาก็เห็นชัดเจน กัญชา หมายถึง ยอด ดอก หรือผลของต้นกัญชา แต่ไม่รวมเมล็ดหรือใบที่มียอดติดอยู่ อันนี้มันชัดเจน จริง ๆ ก็คือดอกและช่อดอก ใบ ต้น เขาไม่รวมนะครับ แล้วต้นกัญชาเขารวมหมายถึงพืชใด ๆ ในตระกูลกัญชา แต่บังเอิญเมืองไทยพื้นที่ของเรานี้ มีแดดดีที่จะเป็นกัญชง มันก็กลายเป็นกัญชาก็มี แล้วของเรากัญชาก็ได้มีการโฆษณา ว่าพันธุ์ของเราดีที่สุดนะครับ อีกคำนิยามหนึ่งก็คือ ยางกัญชา ยางที่ได้มา ไม่ว่าเป็นยางดิบ หรือทำให้บริสุทธิ์ เพราะว่าตอนนี้เราก็มีการใช้ยาพวกยาง ท่านประธานทราบหรือไม่ครับ พอเรื่องกัญชาเข้ามา ขนาดคุณหมอนี้ กัญชาเขามีห้ามนะครับ ยกเว้นไปทำเรื่องการวิจัย และใช้ทางการแพทย์ หมอนี่ก็เรียกว่าต้องมีการมาอบรม ผมต้องมาอบรมกับกรมการแพทย์ ขนาดเป็นผู้เชี่ยวชาญผ่าตัดหัวใจ ผมก็สนใจมาอบรมอยู่ ๒ วัน และมีการสอบเพื่อได้รับ Certify ใบประกาศนียบัตรว่าสามารถจะไปสั่งกัญชารักษาคนไข้ได้ ซึ่งโรคที่ใช้กัญชารักษา เราก็ทราบดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องการชักเกร็งในเด็ก อันนี้ดี ที่เหลือก็เป็นการลดความปวด ความทรมานจากกัญชา หรือว่าโรคปลอกประสาทอักเสบพวกนั้นนะครับ ท่านประธานครับ อนุสนธิสัญญาควบคุมกัญชาที่ท่าน ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ท่านพรรณสิริก็ได้บอกว่า เขาพยายามแยกให้อยู่แล้ว แต่เขาไม่เรียกกัญชง เขาบอกว่าอนุสัญญานี้ไม่ให้นำไปใช้บังคับ แก่การเพาะปลูกกัญชา เพื่อการอุตสาหกรรมเส้นใยและเมล็ดเท่านั้น และนำไปทำเป็น ไม้ประดับ อันนี้เราสามารถจะออกกฎหมายได้เลย แต่ต้องพิสูจน์ว่าสารต่าง ๆ ที่อยู่ในกัญชา มันมีเกินเกณฑ์หรือเปล่า แล้วการควบคุมต้องมีเจ้าภาพ เขาใช้คำว่า สถาบัน ท่านประธานครับ กัญชงผมก็เพิ่งเคยได้ยินชื่อ ปรากฏว่ามันมีประโยชน์มากที่ท่านพรรณสิริพูดถูกต้องนะครับ ผมมีโอกาสได้ไปเปิดงานเรื่องกัญชงที่เขาจัดเสียใหญ่โตเป็นครั้งที่ ๒ หรือครั้งที่ ๓ ของประเทศ อุตสาหกรรมทางกัญชงที่เอามาใช้เพื่อเศรษฐกิจนี้พัฒนาไปเยอะ เขาต้องการ สมาคมที่เขาจัดการ เรื่องการจัดใช้เงินส่วนของเขาเอง เขาต้องการให้รัฐสนับสนุนผลิตภัณฑ์ของกัญชงเพื่อเศรษฐกิจ อันนี้มันเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะจะทำเงินให้เข้าประเทศมาก แต่บังเอิญพวกเรามักจะไปชอบ สันทนาการ เห็นไหมครับ ของเราขึ้นชื่อครับ THC ของเราขึ้นชื่อ แล้วเราก็เอาไปใช้ในทางที่ผิด จริง ๆ แล้วเมื่อมีการศึกษาถอดออกจาก พ.ร.บ. ยาเสพติด มันก็ควรจะต้องมีกฎหมาย ที่รองรับก่อน บังเอิญมันช้าไปครับ ก็เลยมีการพี้กัญชากันแบบหน้าตาเฉยเลยครับ ขนาดในงาน ที่ผมไปเปิดให้เขา ยังมีดอก ช่อดอกอยู่ในขวดโหลมาโชว์เลย คนจัดต้องพาหลบ ๆ ออกไป นี่ล่ะครับคือการควบคุมของเรา กฎหมายมันออกช้า ท่านประธานครับ กัญชานี้มันเป็นต้นไม้ มันพูดไม่ได้ ไม่ใช่เป็นความผิดที่เขาเกิดมาเป็นต้นไม้ แต่ที่สำคัญคือสารในต้นกัญชาที่เรียกว่า THC ซึ่งออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทมันกินมากมันก็อันตราย แต่สารที่ดีที่เรียกว่า CBD หรือว่า Cannabinoid เป็นสิ่งที่ดี เอามาใช้ในการรักษาพวกชักเกร็งอะไรต่าง ๆ ก็แล้วแต่นะครับ แล้วในมาตรฐานของระดับโลกเขาก็กำหนดไว้ชัดเจน ซึ่งในรายงานของท่านคณะกรรมาธิการ ก็เขียนไว้ชัดเจน ถ้ามี THC เยอะ CBD น้อย อันนี้เป็นกัญชงไป ถ้ามี CBD มาก THC น้อย ก็เป็น CBD ก็เป็นกัญชาไป เพราะฉะนั้นผมอยากจะเสนอว่า ควรจะมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกัญชงโดยเฉพาะนะครับ พยายามแยกให้เขาเถอะ ถึงเขาไม่แยกให้เรา แต่ในอนุสนธิสัญญาเขาก็เขียนไว้ กัญชง มีคนโฆษณาว่าใยมันป้องกันกระสุนได้ด้วย เอาไปทำกางเกงยีนก็ได้ ของเราจะได้มีรายได้ ให้ชนเผ่าได้นะครับ🔗
ท่านประธานครับ สำหรับกระท่อมขอพูดนิดหนึ่งนะครับ กระท่อมที่คนเขา มาใช้กันเป็นใบขยัน จะเห็นว่าเวลาเขาเหนื่อยขึ้นมาเขาก็เอาใบกระท่อมเคี้ยว ๆ เขาไม่ได้ ให้ไปทำ ไปต้ม ไปกรองเป็นน้ำ เมืองไทยยอดแห่งการพิสดารครับ ไปต้มเอาน้ำกระท่อม ยังไม่พออีก มีการใส่สารอื่น ๆ เข้าไปอีก มันก็เลยเกิดปัญหา แล้วกระท่อมแต่ก่อนอีสานไม่มี เดี๋ยวนี้มีทั่วไปเลย เป็นปัญหา ที่ขอนแก่นก็มี ผมก็เลยว่าขนาดเรามีเรื่องของกระท่อม โดยเฉพาะ การควบคุมเป็นเรื่องสำคัญว่าต้องเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ให้กินใบ ไม่ให้ไปต้ม กัญชงก็เหมือนกัน ในสนธิสัญญานี้เขาก็อนุญาตให้ใช้ได้ไปทำอุตสาหกรรม ก็ควรจะมีกฎหมายเฉพาะ ส่วนกัญชาที่เราออกกฎหมายช้า ก็ควรจะรีบออกเสีย มันจะได้เป็น บรรทัดฐานในการป้องกันไม่ให้พวกเยาวชนไปเสพ ขอบคุณครับ🔗
ต่อไปท่านละออง ติยะไพรัช เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน ละออง ติยะไพรัช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เชียงรายนะคะ วันนี้รายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง ญัตติเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทาง การแยกกัญชงออกจากกฎหมายว่าด้วยกัญชา และการควบคุมการใช้พืชกระท่อม การควบคุม การใช้พืชกระท่อมดิฉันก็เห็นด้วยว่าการใช้กระท่อมในเยาวชนนี้ นำพืชกระท่อมไปผสมกับ ยาเสพติดหรือวัตถุออกฤทธิ์มันจะเป็นปัญหาในเรื่องหลายอย่าง ทั้งเรื่องความรุนแรง และเรื่องของการที่ทำอะไรไม่มีสติ อันนี้ก็คือเรื่องที่สำคัญ เรื่องที่สำคัญนี้จะแก้ไขปัญหาได้ ก็คือการให้ความรู้ ความรู้ไม่ใช่เฉพาะการที่เอาไปผสมกับสารเสพติดอย่างอื่น แต่การให้ความรู้ ในเรื่องของคนที่จะใช้ใบกระท่อมว่าในเรื่องของการรักษา เรื่องเบาหวาน เรื่องความดัน เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ คือมันจะต้องมีความรู้ ในวันที่เราปลดกระท่อมออกจากยาเสพติด เราตื่นเต้นกันมาก กระท่อมนี่ปลูกกันต้นละ ๔๐๐-๕๐๐ บาทก็ซื้อมา เพื่อจะมีความหวัง ในด้านเศรษฐกิจ แต่วันนี้เป็นอย่างไรคะท่านประธาน คนปลูกกระท่อมเขาไม่มีทางเลือก ว่าจะทำอย่างไรดี แต่เราต้องยอมรับก่อนว่ากระท่อมจากการที่ศึกษามามันมีสารสำคัญ ไม่ว่า Mitragynine ในเรื่องของการรักษา ในเรื่องของเจ็บป่วย การอักเสบ Seven Dioxy เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้มันสามารถทดแทนในเรื่องของมอร์ฟีนได้ อันนี้คือความรู้ แต่ความรู้เหล่านี้ เราสามารถที่จะสร้างรายได้ให้กับประเทศชาติมหาศาลได้อย่างไร อันนี้รัฐบาลจะต้องดูแล ว่าทำไมวันนี้สารเหล่านี้สกัดแล้วขายไม่ได้ ทำไมพืชกระท่อมปลูกกันทั่วไปน่าจะสร้างเศรษฐกิจ ให้กับประเทศ อันนี้ดิฉันมองว่าประโยชน์ของกระท่อม เพราะเพื่อนสมาชิกหลายคน ก็พูดในเรื่องของกัญชงและกัญชาไปหลายท่านแล้ว และดิฉันก็เห็นด้วยนะคะว่ากัญชง กับกัญชานี้ต้องแยกจากกัน เพราะว่าสาร THC เรารู้ว่าในกัญชาจะมีมากกว่าในกัญชง อันนี้เราก็ต้องแยก เมื่อสักครู่นี้คุณฐิติมา ฉายแสง ได้พูดอย่างชัดเจนว่ามันแตกต่างกันอย่างไร เราสามารถแยกกันอย่างไร แต่ดิฉันจะขอกลับมาพูดในเรื่องกระท่อมว่า วันนี้โดยเฉพาะ ทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ ปลูกกระท่อมกันมาก ดิฉันมองว่าเป็นล้าน ๆ ต้นนะคะ ท่านประธาน โดยเฉพาะในภาคเหนือก็มี ๗๐๐,๐๐๐-๘๐๐,๐๐๐ ต้น อันนี้คือถ้าเราสามารถ ที่จะทำโรงงานสกัดสาร Mitragynine หรือ Seven Dioxy ได้ แล้วก็ให้ความรู้ว่าเราจะต้องทำอย่างไร และรัฐบาลจะส่งเสริมโรงงานอย่างไร ดิฉันมั่นใจว่า สิ่งต่าง ๆ ที่เราได้ปลดกระท่อมออกจากยาเสพติด มันสามารถสร้างมูลค่ามหาศาลได้ แต่วันนี้มันไม่มีอนาคต ดิฉันก็ถามหลายคนว่าทำไมกระท่อมมันถึงส่งออกไม่ได้ หรือว่า ทำอะไรไม่ได้เลย เขาก็ว่าติดที่หน่วยงานราชการหน่วยใดหน่วยหนึ่ง วันนี้ดิฉันเองในฐานะ ที่เราอยู่ในพื้นที่ และในฐานะคนที่เรายกมือให้กระท่อมออกจากยาเสพติด เราก็มีความหวัง ว่าประเทศเราจะสามารถสร้างธุรกิจ สร้างอุตสาหกรรมทางด้านยาให้กับประเทศชาติเราได้ อันนี้ดิฉันมีความหวังอย่างนั้น แต่ในเรื่องที่มีปัญหาของเยาวชนที่ติดกระท่อม แล้วก็ เกิดความรุนแรงขึ้น มีผลทางประสาท ดิฉันว่าเรื่องตรงนี้ก็เป็นเรื่องของกฎหมายที่จะต้อง เข้มงวดให้กับเยาวชนหรือผู้ใช้เป็นสารเสพติด อันนี้ดิฉันก็อยากให้ ป.ป.ส. เอง หรือรัฐบาล เองควบคุมตรงนี้ และอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญที่สุดในวันนี้ กระท่อมที่ปลูกไป อยากให้เกษตรนี้ ว่าการปลูกกระท่อมที่จะสามารถสกัดได้ ต้นน้ำก็คือหมายถึงผลิตต้นไม้ แล้วเราไม่ควรใช้ สารเคมีอย่างไร ๒. การรักษาต้นอย่างไร ๓. เราผลิตภัณฑ์จะเป็นอย่างไร สิ่งนี้รัฐบาล จะต้องให้การดูแลหรือกระทรวง อว. หรือ สกสว. ที่ใช้งบในการวิจัยมากมายต้องเข้าไปดู อย่างเข้มงวด ไม่ใช่ว่างานวิจัยออกมาเป็นว่ารักษาตรงนั้นตรงนี้ แล้วก็ไม่สามารถที่จะมี ผลิตภัณฑ์ของกระท่อมที่สามารถส่งออกหรือใช้ในอุตสาหกรรมยาแทนมอร์ฟีนได้ ซึ่งตอนที่เรา ออกกฎหมายฉบับนี้เขาบอกว่าสาร Mitragynine สามารถลดการอักเสบได้ Seven Dioxy ดีกว่ามอร์ฟีนเป็น ๑๐ เท่า และทำให้แผลที่ออกมาในการผ่าตัดดีขึ้น อันนี้คือสิ่งที่เป็นประโยชน์ ที่เราได้รับรู้รับทราบมา แต่ทำไมกระทรวงสาธารณสุขเอง หรือว่าในกรรมาธิการของการศึกษา กระท่อม ทำไมเราไม่ได้มองว่าผลดีหรือผลเสียของกระท่อมเราจะเอามาทำอย่างไร อันนี้ดิฉัน รู้สึกว่าเสียดายในการที่เราทำรายงานว่าเราควบคุมกระท่อม ควบคุมอะไร ดิฉันก็พยายาม อ่านหนังสือเล่มนี้นะคะว่าเขาควบคุม ควบคุมด้านไหน ควบคุมอย่างไร มันไม่มี มีแต่ควบคุม ว่าไม่ให้เยาวชนใช้เป็นสารเสพติด แต่ในการควบคุม ในการปลูกหรือการส่งเสริมที่จะเป็น พืชเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยได้ เราควรจะมีช่องทางไหนที่จะให้กระท่อมสามารถ เป็นพืชทางด้านเศรษฐกิจเราได้ อันนี้คือดิฉันก็พยายามอ่านในเล่มนี้ว่ามันต้องมี เหรียญมันมี ๒ ด้านเสมอ ด้านที่มันเสียประโยชน์กับด้านที่ได้ประโยชน์ แต่ว่าเราจะทำอย่างไร การศึกษา น่าจะครอบคลุมมากกว่านี้ค่ะท่านประธาน วันนี้ดิฉันก็ต้องขอบคุณนะคะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ ผม สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ พรรคภูมิใจไทย ด้วยญัตตินี้เป็นรายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง ญัตติเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทาง การแยกกัญชงออกจากกฎหมายว่าด้วยกัญชา และการควบคุมการใช้พืชกระท่อม ท่านประธานครับ ผมเป็นผู้เสนอญัตติด้วย และผมก็เคยเข้าไปนำเรียนนะครับ ด้วยความเคารพ ประธานคณะกรรมาธิการชุดนี้ คุณหมอทศพรนะครับ ผมก็ไปเรียนชี้แจงด้วย ท่านประธานครับ ที่ผ่านมาผมเห็นด้วยกับท่านฐิติมา ฉายแสง ท่านพรรณสิริ แล้วก็ท่านเชิดชัย ผมดูรายงาน ฉบับนี้แล้ว ผมพยายามดูไปดูมานะครับ เสมือนหนึ่งในสรุปผลการพิจารณาการศึกษา มันเป็นการตั้งธงไม่แยก ตั้งธงในเรื่องของการแยกกฎหมายนี้ตั้งธง สาเหตุนะครับ ๖.๑ เหตุผลที่ควรแยกกัญชงออกจากกัญชาว่าด้วยกัญชา เหตุผลไม่ควรแยกกัญชงออกจาก กฎหมายว่าด้วยกัญชามีอยู่ ๔ ข้อ แต่ผมเปิดไปเปิดมาผมไม่เคยเห็นเหตุผลเลยว่าถ้าแยก มันมีประโยชน์อะไร นี่มุมเดียวชัด ๆ เลยครับ อันนี้มี ๔ ข้อ แต่ผมไป Search ดูนะครับ ในประเทศหลายประเทศที่เขามีรายงานกันในต่างประเทศ แม้กระทั่งมีอนุสัญญาเดี่ยวก็ตาม ประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา สหภาพยุโรป EU ออสเตรเลีย จีนใหญ่ที่สุดทั้งโลก ญี่ปุ่น เขามีไว้หมดนะครับ เพราะฉะนั้น ๔ ข้อ ผมยกตัวอย่างเร็ว ๆ เนื่องจากเวลาจำกัด ข้อ ๖.๑.๔ การไม่แยกกัญชง และกัญชาออกจากกัน ทำให้มาตรการในการกำกับดูแล การควบคุม การอนุญาต และการบังคับใช้กฎหมายมีความชัดเจน มีประสิทธิภาพ และง่ายต่อการปฏิบัติ อันนี้ครับ เอาความง่ายมาเป็นเกณฑ์ เอาความง่ายมาเป็นเกณฑ์ แต่ไม่เคยคิดในเรื่องของว่า ถ้าทำโดยใช้ หลักวิชาการ โดยใช้หลักวิธีปฏิบัติ มันจะก่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติมหาศาล ผมถามว่าวันนี้คนที่ปลูกกัญชงอยู่มีอยู่ทั่วประเทศ เราปลดล็อกในเรื่องกฎหมายกัญชา ออกไปแล้ว วันนี้คณะรัฐมนตรีกำลังจะทำกฎหมาย ๒ ฉบับ เอากัญชงกับกัญชาแยกออก แต่ว่าผมมาฟังรายงานอันนี้มันขัดแย้ง ขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ของ ครม. ที่ทำกฎหมายอยู่ มันก็ดูแปลก ๆ อยู่นะครับ และในข้อ ๖.๑.๔ ที่เอาความยากว่ามันเป็นการแยกกันไม่ได้ มาเป็นเหตุผลซึ่งขัดกับข้อสังเกตที่คณะกรรมาธิการไปถามกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวง อุตสาหกรรมไม่ทราบใครจะมาชี้แจงนะครับ บอกว่าควรผลักดันพัฒนาอุตสาหกรรมพืชกัญชง สู่เชิงพาณิชย์ พัฒนาได้อย่างไร ถ้ากฎหมายอย่างนี้ง่าย ๆ ประเทศไทยยังทำไม่ได้ ท่านจะไปทำ ของยากได้อย่างไร ท่านจะนำเศรษฐกิจก้าวข้ามไปสู่ความยากจนได้อย่างไร ผมถามว่าวันนี้ ถ้ากัญชงมันมองเห็นแล้วมันพูดได้ ผมคิดว่าต้นกัญชงคงจะหัวเราะสภาแห่งนี้มากเลยว่า ดูเขาก็ไม่ออก ดูกัญชงก็ไม่ออก ท่านประธานครับ แพ้คนที่เขาเสพกัญชานี้ ผมก็สงสัยว่า คนที่เสพกัญชานะครับ ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือเป็นต่างชาติ ทำไมมันแยกออกละครับ ขนาดแห้ง ๆ แล้วมันยังแยกออกเลย คนที่สูบกัญชาไม่เคยไปซื้อผิดเป็นกัญชง คนทำกัญชงนี้ มันไม่เคยมาปนกับกัญชาเอาไปให้คนเสพเลย แม้กระทั่งใบเมื่อสักครู่นี้ที่ท่านฐิติมา ฉายแสง เอามาโชว์ครับ ท่านก็พยายามพูดเอาใจ เกรงใจครับว่าเดี๋ยวนี้มันอาจจะกลายพันธุ์ มันอาจจะมี ใบเรียวลง และกัญชามันมีอาจจะหลายแฉกแล้ว ไม่ใช่ครับ มันไม่มีทางครับ ผมถามว่า ในโลกใบนี้มันมีแบบชนิดแยกไม่ออกเยอะแยะไปหมด ผมถามว่าเราไปแยกแร่ทอง ในดินอย่างนี้มองด้วยตาเปล่าเราไปแยกออกไหมที่เขาขุดกันจากประเทศลาวเอาไปขาย ที่ออสเตรเลียผ่านประเทศไทย วันนี้เราไปแยกแร่ลิเทียมในดินออกไหม ที่มันผสมอยู่ในธาตุดิน มันแยกไม่ออกครับ วันนี้ไม่ต้องอะไรมากครับ เราไปแยกจับนกอีกแอ่นกับนกนางแอ่นมา ๒ ตัว ให้คณะกรรมาธิการดูนะครับว่าตัวไหนเป็นนกอีแอ่น ตัวไหนเป็นนกนางแอ่น ผมว่าแยกไม่ออกหรอกครับ แต่ในพฤติกรรมนกอีแอ่นมันทำรังด้วยน้ำลาย มันขายได้กิโลกรัมละ ๑๕๐,๐๐๐ บาท แต่นกนางแอ่นมันทำรังด้วยขยะ มันขายไม่ได้เลย มันสร้างความรำคาญ ให้ชาวบ้านที่เกาะบนสายไฟ มันมีความแตกต่างกันครับ เพราะฉะนั้นในโลกใบนี้มันมีอะไร ที่ท้าทาย เพราะฉะนั้นในเรื่องของรายงานผมคิดว่าถ้าผมรับทราบไปแล้วผมรู้สึกว่ามันประชุม ๓ รอบ ไปดูงาน ๑ ครั้ง แล้วมาทำเรื่องใหญ่ให้มันจบง่าย ๆ โดยที่ว่าไม่ได้คิดถึงอนาคต คนที่ลงทุนไปวันนี้ บริษัท ชมรม สมาคมของสหอุตสาหกรรมกัญชง กัญชาที่เขาลงทุนไป ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เขาจะทำอย่างไร พี่น้องเราชาวภูเขา ชนเผ่าต่าง ๆ เขาปลูก เขามีอาชีพเป็นล่ำเป็นสัน เขาแยกออกครับ วันนี้นี่เอากฎหมาย เอาเทคโนโลยีเข้าไป ทำเมล็ดพันธุ์ เขียนกฎหมาย ไม่ต้องอะไรมากนะครับ กัญชงถ้าเราปลูกเอา CBD เอา Hemp เอาเป็นน้ำมันนะครับ เอาไปทำเป็นบริโภค เอาไปทำ เครื่องสำอาง เขาใช้หว่านเลย เขาใช้หว่านเพื่อที่ให้มีจำนวนต้นเยอะขึ้นเลย และมันอยู่ ใกล้กันไม่ได้นะ มันกลาย เพราะว่ากัญชง กัญชาเป็นพืชวิเศษมาจากสวรรค์ มี ๓ เพศ มันมีทั้งเพศหญิง เพศชาย เพศกลาง เพราะฉะนั้นเมื่อไรมันเปลี่ยนเพศ คนเขาก็ต้องเอาออก เขาก็ดูออกอีกครับ นี่ครับมันเป็นเรื่องของการผ่านไปง่าย ๆ ผมว่าวันนี้ต้องขอพูดนะครับ ให้บันทึกเอาไว้เพื่อที่จะให้ชนชาวไทยรุ่นหลังได้เห็นว่าวันนี้สภาแห่งนี้ในการพิจารณา เรื่องกัญชงกับกัญชาที่เป็นคู่แฝดกันอย่างนี้ เราแยกกันไม่ออก เรามองกันไม่ได้ มองกันไม่เห็น เพราะฉะนั้นเอาให้มันง่ายดีกว่า รวมกันไปเลย ให้มันเป็นกฎหมาย ให้คนที่ไปปฏิบัติ มันปฏิบัติง่าย เขามาจับก็จับเลย วันก่อนทำไมเราทำในเรื่องของพืชกระท่อม ทำกันแทบตาย แต่ชาวบ้านเขาเคี้ยวใบกระท่อม บ้านผมเขาเคี้ยวมาเป็น ๑๐๐ ปีแล้ว แล้วก็ทำงานในวิถีชีวิต วันนี้พอผ่านพ้นออกไปก็ไม่เห็นมีอะไรมีปัญหาเลย เห็นใจเถอะครับในเรื่องของพืชกัญชง เป็นพืชวิเศษอยู่แล้ว ผมคิดว่าถ้าเราทำกฎหมายให้ดีนะครับ พืชกัญชงเอามาปลูกได้ผลลัพธ์ ดีกว่าพืชผลไม้หลาย ๆ ชนิด ได้ดีกว่าปาล์มน้ำมัน ได้ดีกว่าข้าวด้วยซ้ำไป ท่านประธานครับ ผมเป็นห่วงว่าการสร้างมาตรฐานในเรื่องของการทำรายงานแบบประเภทมีธงแล้วก็ไม่มี ในส่วนของข้อดีจากการแยกออกไปเลยนั้น ใครจะไปอ่านแล้วจะรู้เรื่อง เราจะไปคิดในเรื่องของ ภาคีอนุสัญญาเดี่ยว ไปตามหลังของต่างประเทศ แล้วก็บอกว่าอันนี้เขาห้ามไว้ แต่หลายประเทศ ในโลกในอาเซียนหลายเรื่องที่เราเที่ยวไปเอาสนธิสัญญาต่างประเทศแล้วมาออกกฎหมาย เอาใจ ในภาวะที่ตัวเองเอาตัวไม่รอด เรื่องนี้ที่จริงแล้วถ้าให้ผมรับทราบอย่างเดียวแบบชนิด ไม่ต้องมองเห็นตัวอักษร ไม่ต้องปิดหูปิดตาผมก็รับทราบได้เพื่อที่จะเอาใจเพื่อนว่า ไม่จำเป็นต้องโหวต แต่เรื่องอย่างนี้ผมมีความตั้งใจว่าผมมีความเห็นแย้งตั้งแต่บรรทัดแรก ผมอยากจะให้คณะกรรมาธิการไปทบทวน ไปบอกว่ามันดีกับเสียอย่างไร มีข้อดีถ้าแยกออก มีไม่ต่ำกว่า ๒๐ ข้อ แต่ข้อไม่ดีท่านใส่มา ๔ ข้อ นอกนั้นก็เป็นข้อสังเกตที่ในส่วนของ ข้าราชการอาจจะเป็นคนขี้เกียจก็ได้ที่มาให้ บอกว่าไหน ๆ ก็มันยาก มองยากอยู่แล้วก็ รวมไปเถอะ มันไม่ใช่ครับ ในเรื่องของการทำรายงานมาอย่างนี้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ประเทศไทยเรานั้นสิ่งที่ดีมีอยู่เยอะ คิดถึงประโยชน์ของประเทศชาติเถอะครับ ประชาชน หลายคน ทั้งเกษตรกร ผมไม่มีอุตสาหกรรมในเรื่องของกัญชง กัญชาเลย แต่ศึกษาไปเจอ สนใจ ไปซื้อหมวกมาจากภาคเหนือ ไปดูชนเผ่าเขาปลูก ทำหลายอย่าง ที่ห้องผมครับ ท่านประธาน ถ้วยกาแฟ ถาดรองทำจากใยกัญชงครับ อุตสาหกรรมรถยนต์ หม้อแบตเตอรี่ ก็ทำจากกัญชง มีหลายอย่างในการส่งออก แล้วก็มีทำออกไป Road show เป็นในส่วนของใย กัญชงที่จะไปทำอุตสาหกรรมเก้าอี้ เสื้อผ้า เครื่องสำอาง เต็มไปหมดนะครับ ใช้ได้ทั้งต้น วันนี้ดอก เมื่อสักครู่นี้ผมโทรไปถามคนที่ปลูก เขาบอกว่าเพียงแต่เอาดอกกัญชากับกัญชงมาดู อย่างนี้ ก็เห็นแตกต่างกันแล้วครับ กัญชาเดี๋ยวนี้เขาปลูกใน Indoor เพื่อที่จะให้ THC สูง อันนี้เราพูด THC ๒ เปอร์เซ็นต์นะครับ มันเด็ก ๆ มาก ปลูก ๒ เปอร์เซ็นต์ ขึ้น ๓ เปอร์เซ็นต์ ขายไม่ได้แล้วครับ ต่างประเทศเขาทำ THC ไป ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์แล้ว เพราะฉะนั้นการที่เรา มีข้อกฎหมายอย่างนี้เรามีของดีอยู่กับมือ แล้วเราปล่อยโอกาสให้เราจับกัญชง กัญชา มามัดรวมกันอีกแล้ว ในขณะที่มันถึงเวลาแล้วนะครับกฎหมาย ทุกคนก็รู้ว่าเหตุใดทำไมช้า เหตุอะไรอยู่เบื้องหลัง ทำไมไม่ออกข้อบังคับมา วันนี้เราคุยกันจบแล้ว แล้ว ครม. กำลัง ดำเนินการทำอยู่ เพราะฉะนั้นการที่ ครม. กำลังแยกกัญชงออกจากกัญชา แต่ในรายงาน ฉบับนี้บอกว่าแยกกันไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ผมรู้ว่ากฎหมายที่เราไปทำมันใหญ่กว่าในเรื่องของ ผลการศึกษาฉบับนี้ แต่ภาพลักษณ์มันออกมาที่มองเห็นอย่างนี้ ผมยังรับไม่ได้ เพราะฉะนั้นเหตุผลผมคิดว่าต้องมากกว่านี้ในการที่จะทำให้มันสมศักดิ์ศรีกับคน ในสภานิติบัญญัติ กราบเรียนท่านประธานนะครับว่าด้วยความคิดเห็นของผม ด้วยความเคารพ คณะกรรมาธิการวิสามัญในการศึกษาเรื่องนี้ก็ต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่ง ที่ผมยังไม่เห็นด้วย ในเหตุผล แต่ว่าถ้าเหตุผลของท่านมี ๒ มุม มี ๒ ด้าน และมีเหตุผลที่จะทำให้พี่น้องประชาชน เขาชั่งน้ำหนักได้อย่างนี้ผมเคารพเสียงส่วนใหญ่ สำหรับตัวผมเองนั้นในเรื่องยาเสพติด ผมไม่เห็นด้วยสักชนิดหนึ่ง วันนี้ไม่ใช่แต่เฉพาะในเรื่องกระท่อม กัญชง กัญชา ในเรื่องของ ยาเสพติด ยาบ้า ยาอะไร เห็ดเมาผมยังไม่เห็นด้วยเลย พืชอะไรต่าง ๆ ที่เขามาผสมกัน แล้วไปต้มกันเป็นสี่คูณร้อย ห้าคูณร้อยอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ผมไม่เห็นด้วยทั้งสิ้น แต่ถ้าในเรื่อง ของ THC ในเรื่องของกัญชาทางการแพทย์ ทำไมเราต้องไปซื้อยาจากต่างประเทศ ยาฝรั่ง ที่แพงมหาศาลในขณะที่เรามีของดีอยู่ใกล้มือ ทำไมเราไม่ทำ เราเพียงแต่ออกกฎหมาย ออกหน่วยงานที่ควบคุม แล้วก็หลายหน่วยเหลือเกินที่เราเก่งในเรื่องอื่นหมดเลย แต่ไม่เก่ง ในเรื่องของแยกกัญชง กัญชาไม่ออก ผมก็รู้สึกหดหู่เหมือนกันนะครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมก็คงจะใช้เวลาเกินไป ๒ นาทีนิด ๆ นะครับ ก็ต้องขอขอบคุณท่านประธานครับ เรื่องนี้ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ถ้าเป็นไปได้อยากให้คณะกรรมาธิการไปทบทวน แล้วก็เขียนข้อดี ข้อเสียมา ผมไม่ขัดข้องในเรื่องของการรับทราบรายงานละครับ แต่ว่าน่าจะดู ในเรื่องของกฎหมายที่ ครม. กำลังดำเนินการ เพื่อที่จะให้มันเป็นการสอดคล้อง ไม่แย้งกัน ในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาลเองด้วย ผมคิดว่าเป็นภาพลักษณ์ที่ดีด้วย ผมก็นำเรียนให้ ท่านประธานสภาด้วยความเคารพในการวินิจฉัยด้วยนะครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านต่อไปครับ🔗
ท่านประธานครับ ผมไม่ได้ลงชื่อ ผมขอเวลาสักเล็กน้อยครับ🔗
เชิญครับท่านมานพ เชิญครับ🔗
ขอบคุณครับท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ก่อนอื่นผมต้องขอบคุณเพื่อนสมาชิก ที่ได้อภิปรายรายงานฉบับนี้ ท่านสฤษฏ์พงษ์ แล้วก็ท่านสุภาพสตรีอีก ๓-๔ ท่าน แล้วก็ รวมกับหลาย ๆ ท่านก่อนหน้านี้ครับท่านประธาน ท่านมีความรู้มากเลยนะครับ เกี่ยวกับ ประเด็นเรื่องของกัญชง กัญชา แต่ผมเสียดายหลายท่านไม่ได้มาเป็นกรรมาธิการ ท่านประธานครับผมคิดว่าการเสนอญัตติครั้งแรก ทุกคนได้อภิปรายว่าในโลกนี้ได้มีการแยกกัญชง กัญชา เพื่อนสมาชิกของผมได้อภิปรายแล้วว่าในระดับสากลมันก็มีการแยกอยู่แล้ว ท่านประธาน แต่เป็นที่น่าเสียดายครับ กรรมาธิการชุดนี้ได้แสดงออกถึงว่าประเทศไทย ขีดความสามารถในการแยกเรื่องนี้ไม่ได้ท่านประธาน รายงานฉบับนี้ผมคิดว่าสิ่งที่จะเป็นปัญหา ถ้าส่งให้ ครม. ครม. จะทำอย่างไรครับท่านประธาน เพื่อนสมาชิกก็อธิบายว่ามูลค่ามหาศาล นำไปสู่อุตสาหกรรมต่าง ๆ และไม่ได้หมายความว่าโลกนี้ไม่มีใครทำ มันทำแล้ว เกิดผลผลิต เราเรียกว่า Soft Power เศรษฐกิจจากความหลากหลายทางชีวภาพ เศรษฐกิจจากวัฒนธรรม เราก็ยืนยันเรื่องนี้มาตลอด ผมเสียดายจริง ๆ ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมคิดว่า การที่เราจะส่งให้ ครม. ในนามสภาผู้แทนราษฎร ผมคิดว่ามันต้องมีความพร้อมกว่านี้นะครับ ท่านประธานก็เห็นผมอยู่เป็น สส. สมัยที่ ๒ ผมไม่เคยดื้อเลยท่านประธาน ผมไม่เคยดื้อเลย ผมจำได้ท่านประธานเป็นฝ่ายค้านด้วยกันสมัยที่แล้ว ผมคิดว่าเรามีบรรยากาศแบบนี้ ค่อนข้างเยอะกว่า รอบนี้ต้องขออภัยท่านประธานกับกรรมาธิการจริง ๆ ผมอยากให้มี การไปปรับปรุงก่อน แต่ถ้าเป็นอย่างนี้ผมไม่สามารถที่จะเห็นชอบรายงานฉบับนี้จริง ๆ ครับ ท่านประธาน ด้วยความเคารพกรรมาธิการทุกท่าน ผมคิดว่าเรามีทางเลือก และเรามีทางออกที่ดี ร่วมกันในสภานี้ ผมคิดว่าถ้าหากว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการและกรรมาธิการยอมรับ ที่จะไปศึกษาเพิ่มเติมแล้วกลับมารายงานอีกรอบหนึ่ง ผมคิดว่าเรายินดีที่จะร่วมกัน เพิ่มเติม หรือว่าเรียกพวกผมไปอยู่ในการประชุมในกรรมาธิการอีกสักรอบ ๒ รอบก็ได้นะครับ เพราะฉะนั้นในวันนี้ผมขออนุญาตนะครับท่านประธาน ผมคิดว่าถ้าเราส่งไปอย่างนี้ ผมคิดว่า สภาผู้แทนราษฎรของเรากำลังจะสร้างปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนกลุ่มหนึ่งที่ไปคุยกับคน ที่จะออกนโยบาย ด้วยความเคารพจริง ๆ ครับ ผมไม่สามารถจะให้ผ่านรายงานฉบับนี้ได้ครับ ท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗
ท่านประธานคณะกรรมาธิการจะกลับเอาไปทำใหม่ไหมครับ หลายท่านก็คิดว่ายังไม่สมบูรณ์ เชิญชี้แจงก่อนครับ🔗
เรียนท่านประธานสภานะคะ แล้วก็ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านนะคะ ดิฉัน สิริลภัส กองตระการ กรรมาธิการ จริง ๆ ในความคิดเห็นส่วนตัวเห็นด้วยกับทางท่าน สส. ทุกท่านเลยนะคะ ว่ากัญชง มีประโยชน์มากอยู่อีกเยอะนะคะ แต่ว่าก็ต้องขอแสดงความคิดเห็นในฐานะกรรมาธิการ ที่ได้เรียกหน่วยงานหลาย ๆ หน่วยงานที่เข้ามาประชุม แล้วก็ให้แสดงความคิดเห็นว่า การแยกหรือว่าการรวมนี้มันมีข้อดี ข้อเสียอย่างไร แล้วก็ได้ทำการพิจารณากันแล้วนะคะ จะมีประเด็นค่ะว่าแยกไม่ได้เพราะอะไร อย่างที่อาจารย์นิยมบอกไปแล้วนะคะว่าเรื่องของ ปัญหาการกำกับดูแล จริง ๆ แล้วเราต้องบอกเลยว่ามันไม่ได้เลือกกันที่ว่าความยาก ง่ายค่ะ เราเลือกกันเพราะว่าตรงนี้ทรัพยากรบุคคลไม่เพียงพอจริง ๆ ในขณะที่เราปลูกกันเป็นพันไร่ แต่ว่าเจ้าหน้าที่จากสาธารณสุขมีเพียง ๕,๐๐๐ คนเท่านั้น ที่จะสามารถตรวจสอบหรือว่า ดูหลักเกณฑ์ให้มันถูกต้องได้นะคะ🔗
อีกอันหนึ่ง คือเรื่องของการตรวจวัดที่จะแยกว่ากัญชงกับกัญชาแตกต่าง จากกันได้อย่างไรนะคะ ๑. คืออย่างที่อาจารย์นิยมก็บอกไปแล้วนะคะว่าจะต้องใช้ งบประมาณที่ค่อนข้างสูง แล้วเมื่อสักครู่นี้ดิฉันก็ได้ค้นคว้าดูเรื่องของการใช้คลื่นแม่เหล็ก ที่เป็นเรื่องของ MRI หรือว่า NMR ตรงนี้ก็ได้ข้อมูลมาว่าเป็นสิ่งที่กำลังศึกษา แล้วก็พัฒนาอยู่ ในปัจจุบันนะคะ แต่ว่าการใช้งานจริงในระดับอุตสาหกรรมหรือว่าการปฏิบัติงาน อาจจะยัง ไม่แพร่หลาย แล้วก็อาจจะยังไม่ได้มีความน่าเชื่อถือเท่ากับการใช้โครมาโทกราฟีหรือว่า สเปกโทรโฟโตเมตรี ๒ อย่างนี้อาจจะมีความน่าเชื่อถือมากกว่า ถึงแม้ว่าตอนนี้ทางหน่วยงานเอง ก็จะมีความพยายามในการพัฒนาแล้ว แต่ว่ามันก็อาจจะต้องใช้เวลา เราดูในแง่ของ เวลาปัจจุบันนี้ก่อนนะคะ🔗
อีกประเด็นหนึ่ง เรื่องของการปลูกกัญชงก็ต้องขอเรียนตามตรงว่า เท่าที่ดิฉัน ได้รับทราบข้อมูลมานี้นะคะ มันกลายพันธุ์ง่ายมากจริง ๆ และมันก็แทบแยกไม่ออกเลย ว่าเมื่อเราปลูกกัญชงมาเสร็จปุ๊บ ถ้ามันมีละอองของตัวกัญชา ซึ่งมันสามารถไปไกลได้ เป็นร้อยกิโลเมตรเลยนะคะ มันสามารถบินมาเกาะได้ แล้วมันผสมพันธุ์ กลายพันธุ์ แพร่พันธุ์ มันกลายเป็นผสมพันธุ์ข้ามขั้วกันไปหมดเลย แล้วจากกัญชงมันก็จะกลายเป็นกัญชา ทีนี้มันก็เลยอาจจะมีความยากที่จะควบคุมได้ จากการที่ดิฉันไปดูงานมา กับการปลูกกัญชา ที่ต้องใช้เป็นกัญชาทางการแพทย์เลยจริง ๆ เขามีกำหนดกฎเกณฑ์ไว้แบบที่ค่อนข้างเคร่งครัด มากเลย มีห้องปฏิบัติการชัดเจน มีห้องเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ มีห้องปักชำกิ่ง ห้องระบบน้ำ ห้องตัดแต่งช่อดอก แล้วต้องใช้ความใส่ใจในการควบคุมปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้กัญชานั้น มันกลายเป็นกัญชาได้จริง ๆ ก็คือไม่ว่าจะเป็นการควบคุมแสง ความสูง ระยะห่าง ความชื้น หรืออุณหภูมิ คือทุกอย่างมันต้องใช้งบประมาณที่เยอะมาก🔗
แล้วก็อีกประเด็นหนึ่ง ก็คือเรื่องของข้อสังเกตจริง ๆ แล้ว เราก็มีความเห็น ทั้ง ๒ ฝ่ายที่ถกเถียงกันในคณะกรรมาธิการนะคะว่ารวมหรือแยกดี ในฝ่ายที่บอกว่า อยากจะต้องให้แยกนี้ เราก็เห็นว่าจริง ๆ แล้วกัญชงนี้มันควรจะต้องพัฒนามูลค่าเศรษฐกิจ ของตัวกัญชงเองมากน้อยขนาดไหน แต่ว่าเมื่อเราฟังข้อมูลจากหน่วยงานทั้งหมดแล้วเห็นว่า ควรต้องรวม แต่เราก็ตั้งข้อสังเกตไปยังกระทรวงแล้วก็หน่วยงาน อย่างเช่น ในเรื่องของ กระทรวงอุตสาหกรรม เราก็ได้ตั้งข้อสังเกตไปว่าเขาควรจะศึกษา วิจัย แล้วก็พัฒนากัญชง เพื่อทำให้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มตามที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไป ไม่ว่าจะเป็นเสื้อกันยูวี เสื้อเกราะกันกระสุน หรือว่าผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่สามารถต่อยอดได้จากกัญชง ตรงนี้ก็ได้ ตั้งข้อสังเกตให้กับกระทรวงอุตสาหกรรมได้นำไปพัฒนาต่อยอดนะคะ หรือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ให้ไปศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสายพันธุ์กัญชา กัญชง โดยเฉพาะเลยค่ะว่ามันจะต้องใช้สายพันธุ์ไหน ต้องเพาะปลูกอย่างไร ต้องใช้การขยายพันธุ์ อย่างไร เพื่อที่จะควบคุมปัจจัยให้กัญชงมันไม่ได้กลายร่างมาเป็นกัญชาให้ได้ อันนี้เราก็ได้ ตั้งข้อสังเกตไปแล้วนะคะ รวมไปถึงกระทรวงสาธารณสุขค่ะ เราก็บอกว่ากระทรวง สาธารณสุขเองควรจะทำการประชาสัมพันธ์ให้มันชัดเจนเลยว่าโทษของกัญชามันมีอะไรบ้าง ให้กับเด็ก เยาวชน แล้วก็ประชาชน ให้มีความรู้มากขึ้นนะคะว่า จริง ๆ แล้วกัญชาก็ไม่ได้ สามารถที่จะรักษาโรคได้ เพียงแต่ว่าบรรเทาอาการความเจ็บปวดได้เท่านั้น จริง ๆ ขอน้อมรับ กับทุกความเห็นนะคะ แล้วก็เดี๋ยวท่านประธานจะขอชี้แจงเพิ่มเติมนะคะ ขอบคุณค่ะ🔗
เชิญท่านประธานครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์ทศพร เสรีรักษ์ ประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข ก็ขออนุญาตชี้แจง บางประเด็นนะครับ🔗
เรื่องแรกที่บอกว่าเหมือนจะตั้งธงว่าไม่แยก อันนี้ต้องขอปฏิเสธนะครับ เราเป็นกลางอย่างยิ่ง ไม่ได้ตั้งธงไว้เลยว่าจะแยกหรือไม่แยก เพราะผมเองไม่ได้ มีผลประโยชน์อะไร กรรมาธิการไม่ได้มีประโยชน์อะไรตรงนี้เลยนะครับ เราฟังจากหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง จากฝ่ายต่าง ๆ แล้วที่ท่านบอกว่าเราเอาง่าย ๆ อะไรอย่างนี้ มันไม่ใช่หมายความว่า ง่ายอย่างที่เขียนในนี้ ในรายงานอาจจะใช้คำพูดที่ไม่ดีนัก ง่ายนี้มันไม่ได้หมายความว่า ง่ายแบบมักง่ายหรืออะไร หรือว่าขี้เกียจ ยุ่งยาก แต่ว่าทางฝ่ายต่าง ๆ หน่วยงานราชการต่าง ๆ เขาบอกว่าการรวม การแยกนี้ การแยกนี้มันยากต่อการปฏิบัติในการอำนวยความยุติธรรม ให้เกิดขึ้น เมื่อมีปัญหาเรื่องคดีความหรือเรื่องอะไรก็ตามที่จะเป็นเรื่องของยาเสพติด เรื่องของกัญชา กัญชง ถ้าแยกมันเป็นเรื่องยากต่อการปฏิบัติในการอำนวยความยุติธรรม ผมเรียนนิดหนึ่ง ตอนนี้ผมขอยกตัวอย่างนิดหนึ่ง เรามีการพิจารณาเรื่องบุหรี่ไฟฟ้า ก็มีการเสนอออกมาเป็น ๓ แนวทาง เสร็จแล้วเราก็มีการตั้งอนุกรรมาธิการ กรรมาธิการ ตั้งอนุกรรมาธิการไป แล้วอนุกรรมาธิการก็ทำรายงานกลับเข้ามา ปรากฏว่ากรรมาธิการ บางท่านก็บอกว่า อนุกรรมาธิการท่านเขียนอย่างนี้ไม่ดี ทำอย่างนี้ไม่ดี ไปเขียนมาใหม่ กรรมาธิการบางท่านก็บอกว่า เอ๊ะ มันก็ต้องให้ความเคารพอนุกรรมาธิการ ในเมื่อ อนุกรรมาธิการเรามอบหมายให้ไปทำงาน ไปทำหน้าที่ เสนอมาอย่างนี้แล้ว ทางกรรมาธิการ จะบอกว่าท่านกลับไปเขียนมาใหม่ ไปทำมาใหม่ให้ตรงใจกับกรรมาธิการ มันก็คงเป็นเรื่อง ที่แปลกนะครับ แต่อย่างไรก็ตาม เพื่ออยากให้การประชุมมันเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มุมมองมันแตกต่างกัน ผมคิดว่าถ้าเรานั่งประชุมกันอยู่ ๕๐๐ คน แล้วถามกันไปถามกันมา จริง ๆ ว่าจะแยก จะไม่แยก หรืออะไรต่ออะไร มันก็มีความเห็นที่แตกกันไป ความเห็น ที่หลากหลายกันไป คงจะไปบังคับกันไม่ได้บอกว่าคุณต้องไปเขียนมาให้ตรงใจผม ไปพิจารณามาให้ตรงใจดิฉัน แต่เพื่อให้การประชุมเป็นไปอย่างราบรื่น เพื่อให้การทำงาน เป็นไปอย่างราบรื่นนะครับ ทางกรรมาธิการเราก็พร้อมที่จะรับไป แล้วก็จะไปฟังความเห็น เพิ่มเติม ถ้าท่านที่ยังไม่เห็นด้วยกับรายงานฉบับนี้ของกรรมาธิการ ท่านอยากให้เชิญ หน่วยงานไหนมาอีก ท่านกรุณาระบุมา อยากให้กรรมาธิการการสาธารณสุขไปดูงานที่ไหนอีก ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ถ้าท่านประธานจะกรุณาอนุมัติค่าใช้จ่ายนะครับ เราก็จะยินดี ปฏิบัติตามที่ท่านเรียกร้องมาดีไหมครับ แต่ว่าสุดท้ายออกมาถ้าครั้งหน้าก็ขออนุญาตว่า เมื่อท่านได้กำหนดมาครบถ้วนกระบวนความ อยากให้เราเรียกหน่วยงานไหนมา อยากให้เรา ไปดูงานที่ไหน อยากให้เราคิดอย่างไรอีก เมื่อทางคณะกรรมาธิการการสาธารณสุขสรุปผล คราวหน้าแล้ว หวังว่าทุกท่านก็คงจะให้การยอมรับรายงานของเรา กรรมาธิการขอรับรายงาน กลับไปพิจารณาใหม่ ไปทำใหม่ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานนิดหนึ่งครับ🔗
เชิญครับท่าน🔗
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ เขต ๓ พรรคภูมิใจไทย ด้วยความเคารพเพื่อนสมาชิกนะครับ ในส่วนคณะกรรมาธิการ ผมกราบเรียนว่า ท่านไม่ได้เอ่ยชื่อผมครับ แต่ว่ามีผมอยู่คนเดียวที่พูดในเรื่องของให้ข้อสังเกต ผมไม่ได้เอาใจผมเป็นที่ตั้ง ผมว่าจะต้องมีธงอย่างนั้น ต้องมีธงอย่างนี้ แต่ผมดูเนื้อหาสาระ ในเรื่องของการไปศึกษาวิจัย ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่า ในสมัยสภาชุดที่ ๒๕ ที่เราทำกันแทบตาย ในเรื่องของโครงการศึกษาความเป็นไปได้ในเรื่องของการขุดคลองไทย ๕ เล่ม ศึกษา ๕๕๕ วัน ใช้งบประมาณหลายล้านบาท สภาแห่งนี้ครับ ผมก็ยังงง ๆ ว่า โหวตแล้วก็ไม่ผ่าน แล้วก็ไม่โหวตในเรื่องของข้อสังเกตด้วย ในความเป็นจริงผมคิดว่าสภาแห่งนี้ ดำเนินการผิดข้อบังคับมานานแล้วนะครับ ที่ในเรื่องของรายงานผลการศึกษานี้ให้มาโหวต ในเรื่องของเนื้อหา ที่จริงเขาให้โหวตในเรื่องของการรับทราบรายงานการประชุมแค่นั้นละ เพื่อที่จะเป็นประโยชน์ให้กับรัฐบาล เป็นประโยชน์ให้กับในส่วนของสภาในการที่เห็นชอบแล้ว หน่วยงานที่เห็นว่ามีความจำเป็นได้เอาไปใช้ ท่านประธานครับ ผมนี่ไม่ใช่เก่งในเรื่องของ อิเล็กทรอนิกส์หรือคอมพิวเตอร์ แต่ผมลอง Search ดูครับ ผมถามใน ChatGPT ครับ ผมถามใน Gemini ว่ากัญชง ผมถามนะครับท่านประธานครับ การแยกกัญชงออกจากกัญชา มีผลดีและผลเสียอย่างไร ถามแค่นี้ครับท่านประธาน แล้วในโทรศัพท์ ในแชตก็จะขึ้นเลย🔗
มีมากครับท่าน ผมไม่อยากรบกวน เวลาสภานะครับ แต่ในแชตอย่างนี้ครับ มากกว่าข้อสังเกต ๑๐ กว่าข้อ แล้วก็ดูเป็นเรื่องดีมาก แล้วก็มีต่างประเทศที่เป็นตัวอย่างด้วย แล้วก็สามารถไปสืบค้นต่อไปได้ด้วย นี่ขนาดดู ๒ ช่อง ใน ChatGPT กับ Gemini เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าในส่วนของคณะกรรมาธิการ ถ้าไปเพิ่มข้อดีขึ้นมา หรือข้อเสียเพิ่มขึ้นก็ตาม ผมคิดว่ามันจะมีความสมบูรณ์ขึ้นนะครับ ขอกราบเรียนท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต้องขอบคุณท่านประธานคณะกรรมาธิการนะครับ ก็มีท่านฐิติมา ฉายแสง ท่านพรรณสิริ กุลนาถศิริ ท่านเชิดชัย ตันติศิรินทร์ ท่านละออง ติยะไพรัช ท่านสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง และท่านมานพ คีรีภูวดล ที่อยากจะให้ท่านไปปรับปรุง ถ้าการประชุมครั้งหน้า อยากจะให้ท่านเชิญท่าน สส. เหล่านี้ไปร่วมให้ข้อคิดเห็นด้วยนะครับ เพราะว่าจะได้ เป็นประโยชน์ในการกลับมารายงานต่อสภาผู้แทนราษฎร ขอบคุณมากครับท่านประธาน ต่อไปนะครับ🔗
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่ค้างพิจารณา🔗
มีท่านผู้เสนอญัตติทำนองเดียวกันนี้ ๕ ฉบับ ดังนี้นะครับ🔗
๕.๑ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาปัญหาการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ในชุมชนแออัด (นายเอกราช อุดมอำนวย เป็นผู้เสนอ)🔗
๕.๑๐ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาสังคมผู้สูงวัยและอัตราการเกิดของประชากรที่ต่ำลง (นางรำพูล ตันติวณิชชานนท์ เป็นผู้เสนอ)🔗
๕.๑๓ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาปัญหาการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ในชุมชนแออัด (นายสฤษดิ์ บุตรเนียร เป็นผู้เสนอ)🔗
๕.๓๐ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาอัตราการเกิดและคุณภาพของประชากรในอนาคต ให้มั่นคงและยั่งยืน (นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง เป็นผู้เสนอ)🔗
๕.๔๑ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาปัญหาการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ในชุมชนแออัด (นายอนุชา บูรพชัยศรี เป็นผู้เสนอ)🔗
๕.๔๗ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาปัญหาการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการ (นายทศพร เสรีรักษ์ เป็นผู้เสนอ)🔗
มีอยู่ ๕ ร่างในทำนองเดียวกันนะครับ ฉะนั้นเรื่องทำนองเดียวกันสามารถ รวมระเบียบวาระการประชุม เพื่อนำมาพิจารณาและลงมติพร้อมกันได้ตามข้อบังคับ ข้อ ๕๕ (๒) และ (๔) จะมีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอื่นหรือไม่ครับ ถ้าไม่มีถือว่าที่ประชุมเห็นชอบนะครับ ผมขอดำเนินการดังนี้ เชิญผู้เสนอแถลงเหตุผลตามลำดับนะครับ ท่านแรก ท่านเอกราช อุดมอำนวย ครับ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม จอจาน เอกราช อุดมอำนวย ผู้แทนคนดอนเมือง จากพรรคก้าวไกลครับ วันนี้ผมในฐานะผู้เสนอญัตตินะครับ ให้มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาปัญหาการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการในชุมชนแออัด ผมขออภิปราย เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับเพื่อนสมาชิกเพื่อที่จะชี้ให้เห็นความสำคัญ และความจำเป็นที่จะต้อง มีการทบทวนแนวทางในการช่วยเหลือประชาชนที่อยู่ในกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะ ในชุมชนแออัด ท่านประธานครับ ตั้งแต่ผมจำความได้ ภาพของชุมชนแออัดในอดีต กับปัจจุบันนี้แทบไม่แตกต่างกันเลย ตลอดเวลาที่ผ่านมานี้ผมเห็นสภาพความเป็นอยู่ และความเดือดร้อนที่เกิดกับพี่น้องประชาชน เป็นภาพที่รู้สึกน่าเศร้าใจ มีผู้ที่เดือดร้อน ที่เราไม่สามารถที่จะช่วยเหลือได้ ทั้งผู้ทุพพลภาพที่ไม่มีญาติคอยดูแล ถูกทิ้งไป ผู้สูงอายุ ที่ทำงานมาทั้งชีวิต ไม่ต่ำกว่า ๓๐ ปี แต่ว่าไม่มีรายได้ยามเกษียณ หรือว่าเด็กและเยาวชน ที่เปรียบได้กับอนาคตของชาติ แต่ว่าพวกเขากลับถูกรัฐเมินเฉย แล้วก็ถูกละเลยไม่ได้รับ การช่วยเหลืออย่างเหมาะสม เพื่อให้เพื่อนสมาชิกได้เห็นถึงความเป็นอยู่ของประชาชน กลุ่มเปราะบางในชุมชนแออัด ผมขอใช้โอกาสนี้สะท้อนเพื่อให้เห็นชัดขึ้น🔗
ท่านประธานครับ เยาวชน ท่านนี้นะครับ เป็นผู้ทุพพลภาพที่ตั้งแต่ได้ลืมตา เขาไม่สามารถที่จะสื่อสารได้ และที่สำคัญ เขาไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และที่น่าเป็นห่วงกว่านั้นคือพื้นฐานสภาพความเป็นอยู่ ของครอบครัวก็ลำบากมากนะครับ เพราะว่าต้องอยู่ ๒ คนแม่ลูก ก็อาศัยบ้านหลังเก่า ๆ แล้วก็ได้รับมรดกมา บางวันก็คือแม่ต้องออกไปทำงานนอกบ้านเพื่อมาเลี้ยงดู แต่เป็น ที่น่าเสียใจ ไม่มีหน่วยงานรัฐให้ความสนใจดูแลเลย อย่าลืมว่านอกจากเขาจะเป็นผู้ทุพพลภาพ ที่นอนติดเตียงอยู่แล้ว ก็ยังเป็นเด็กคนหนึ่งที่ต้องการความใส่ใจมากกว่าทั่ว ๆ ไป🔗
เคสต่อมาครับท่านประธาน ในส่วนของคุณตานะครับ ก็คือท่านป่วยด้วยอาการ เส้นเลือดในสมองตีบ ก็ติดเตียงมา ๖ ปีแล้ว ดวงตาก็มองไม่เห็น มีภรรยาดูแล อาศัยอยู่เพียง ๒ คนตายาย แต่ที่น่าเป็นห่วงมากกว่านั้นก็คือบ้านของพวกเขาที่อยู่ริมคลองนี้ก็กำลังจะถูกไล่รื้อ จากโครงการของรัฐ แล้วก็พื้นฐานทางเศรษฐกิจนี้เขาก็เปราะบางมากครับ ไม่สามารถที่จะมี การเลี้ยงชีพ ประกอบอาชีพใด ๆ ได้ ขายของชำไปวัน ๆ อย่าว่าแต่ผ่อนบ้านเลย แค่จะเอาเงิน มาซื้อของประทังชีวิตในแต่ละวันยังลำบากเลย ในกรณีนี้ผมมองว่ารัฐไม่ได้ให้การช่วยเหลือเลย แต่ว่ายังมีภาระความเครียดจากการที่ต้องโดนไล่รื้ออีกนะครับ🔗
ต่อไปในกรณีของคุณตาอีกท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ทุพพลภาพ ลื่นล้ม เส้นเลือด ในสมองตีบ แล้วก็ติดเตียงมาเหมือนกัน ก็อยู่กัน ๒ คน มีเพื่อนบ้านมาช่วยดูแลบ้าง แล้วก็ อยู่เพิงไม้เล็ก ๆ รายได้ก็เก็บผักริมทางรถไฟไปขายบริเวณสถานีดอนเมือง ซึ่งรายได้ไม่มาก และคุณยายก็อายุค่อนข้างมาก สุขภาพก็ไม่แข็งแรง แถมมาโดนสายรถเมล์ไม่มีวิ่งแล้ว การเดินทางเข้าถึงบริการสาธารณะ จะไปหาหมอที่โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดชอีกฝั่งหนึ่ง ก็ลำบากอีก นี่ก็คือปัญหาซ้อนปัญหา🔗
หน้าถัดไปสถานการณ์ของกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากโครงการ ของรัฐหลาย ๆ โครงการ อย่างบ้านมั่นคง ก็เอามาให้ที่ประชุมได้เห็น มีทั้งผู้ที่ทุพพลภาพ ติดเตียง พิการทางสายตา ผู้ป่วยหลายโรคเลย ท่านประธานครับ ท่านอาจสงสัยว่า ความยากลำบากและความยากจนของประเทศไทยเราวัดกันอย่างไรครับท่านประธาน เพื่อนสมาชิกหลายคนก็เคยอภิปรายไปแล้ว แต่ผมก็อยากจะขีดเส้นใต้ระหว่างบรรทัด เพื่อให้เพื่อนสมาชิก ท่านประธานได้เห็นครับว่า ความยากจนของประเทศไทยปี ๒๕๖๕ ประมาณ ๓,๐๐๐ บาท หรือประมาณ ๑๐๐ บาทต่อวันเท่านั้น แล้วก็เส้นความยากจนนี้เอง เป็นตัวชี้วัดสำหรับการมีรายได้ที่เพียงพอต่อการดำรงชีพในประเทศนั้น ๆ ซึ่ง ๓,๐๐๐ บาท จะไปพอได้อย่างไรครับ แล้วก็ถ้ารายได้เฉลี่ย ๓,๐๐๐ บาทต่อเดือน เหนือไปกว่านี้แล้ว เขาบอกไม่ใช่คนจนแล้ว สามารถดำรงชีพในเขตเมืองได้ แต่เอาแท้จริงแล้วเลขมันไปไกลกว่านั้น ผมเข้าใจว่ามันเป็นตัวเลขการวัดตามหลักขององค์กรอย่างธนาคารโลก เพราะฉะนั้น ผมชวนมาดูผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่าตัวเลขดังกล่าว เอาเป็นว่าเป็นที่น่าตกใจยังมีประชากร ราวประมาณ ร้อยละ ๕.๕ หรือประมาณ ๓.๘ ล้านคนที่มีรายได้ต่ำกว่า ๑๐๐ บาทต่อวัน แล้วก็ประชากร ๑๐,๐๐๐ คน มีรายได้เพียง ๒๙ บาทต่อวัน คือไม่ถึง ๙๐๐ บาทต่อเดือนเท่านั้น ท่านประธานครับ แล้วยังน่าห่วงกว่านั้นคือในกรุงเทพมหานครนี้ครับ เมืองหลวงของเรา เส้นความยากจนนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศที่อยู่ประมาณ ๓,๓๐๐ บาท หรือ ๑๑๐ บาท ต่อเดือน ฉะนั้นคนกลุ่มที่มีรายได้ต่ำสุด ๑๐,๐๐๐ คน จะสามารถดำรงชีพในเมืองหลวงได้แค่ ๘ วัน แต่ผมขอให้ท่านประธานเข้าใจว่า บางทีคนที่ไม่มีรายได้อยู่ที่ต่างจังหวัด ยังหาผัก หาปลา มีธรรมชาติดำรงชีพ ในกรุงเทพมหานครล่ะ ไม่มีนะครับ จะไปตกปลาในริมคลอง หรือครับ จะไปปลูกผัก มีพื้นที่ที่ไหนล่ะครับ ทหารเอาไปก็ครึ่งหนึ่งแล้ว คราวนี้ครับ ท่านประธาน ไม่เพียงแค่เรื่องของเงินที่เป็นตัวชี้วัดนิยามความยากจน เรายังมีเรื่องของ ความขาดแคลน ขัดสน ในโอกาสการเข้าถึงทรัพยากรในการดำรงชีพที่ไม่สามารถเข้าถึง บริการพื้นฐานและความช่วยเหลือของรัฐได้อย่างเท่าเทียม ผมชวนดูสถานการณ์คุณภาพ ชีวิตที่เป็นรายงานของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในการศึกษาของไทย ปี ๒๕๖๕ เยาวชนหลุดออกไปจากการศึกษา ๒.๘ แสนคน นั่นชี้ให้เห็นถึงความจนในโอกาส ที่จะได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานครับท่านประธาน ส่วนด้านสุขภาพก็พบว่ามีผู้ป่วยซึมเศร้า และผู้ที่ประสบภาวะเครียด และแนวโน้มผู้ที่เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายสูงขึ้นเช่นกัน อีกทั้ง กลุ่มชุมชนแออัดนี้นะครับ เรายังขาดโอกาสในการเข้าถึงการรักษาสุขภาพและความจำเป็นที่ต้องใช้ทุนทรัพย์ในการรักษา เอาแค่พยุงตัวเองไปโรงพยาบาล ไปอย่างไรครับ ต้องเรียกรถแน่นอน ถ้าสมมุติ เป็น Wheelchair ใช่ไหมครับ เรียกแท็กซี่ไปครั้งหนึ่งจากบ้านไปโรงพยาบาล จะพึ่งบริการ สาธารณะก็คงไม่ได้อำนวยความสะดวกขนาดนั้น แนวโน้มของผู้ที่ยากไร้ที่จะประสบปัญหา กลายเป็นคนไร้บ้านในอนาคตสูงขึ้นมากครับท่านประธาน ผมกังวลจริง ๆ นะครับว่า หากยังไม่มีการแก้ไขปัญหาชุมชนแออัด อนาคตผมจะต้องตั้งญัตติเพื่อแก้ไขปัญหาคนไร้บ้าน ที่เพิ่มสูงขึ้นแทน จากเหตุการณ์ที่ผมได้ยกตัวอย่างให้ท่านประธานได้ดู ผมชวนดูตัวชี้วัด การเป็นคนจนโดยสำนักงาน สศช. ๔ ด้านด้วยกันครับท่านประธาน ด้านการศึกษา ภาคบังคับ นโยบายที่จะช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายก็ยังมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมก็ยังคงสูงอยู่ ในชุมชน แออัดเรามีเยาวชนที่ไม่ได้อยู่กับผู้ปกครอง ที่ไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้เพราะไม่มี กำลังทรัพย์นะครับ สุขภาพใช่ไหมครับ ชีวิต ชุมชน อย่างริมคลองนี้เข้าไม่ถึงสาธารณูปโภค ที่มีคุณภาพแน่นอน น้ำสะอาดเลยครับ ง่ายที่สุดเลย แต่กลับเข้าถึงยาก ส่งผลโดยตรงกับ ประชาชนชุมชนริมคลองที่ไม่สามารถที่จะบริโภคได้ ลองคิดถึงแค่ต้องไปซื้อน้ำรับประทาน เดือนหนึ่งเท่าไรแล้ว แล้วด้วยปัจจัยทุนทรัพย์ที่ไม่เพียงพอในการดำรงชีพนี้เอง ไม่สามารถ ที่จะเข้าถึงโภชนาการที่ดีต่อสุขภาพได้ ความเป็นอยู่ก็ยังพบเรื่องของระบบการจัดการขยะ ที่ไม่ดีอีก มีอันตรายต่อสุขภาพและชีวิตของประชาชน ทั้งกลิ่น สารปนเปื้อนต่าง ๆ ลองเดิน ไปดูได้ครับ ปัจจัยต่อมาพบว่าชุมชนแออัดยังคงอาศัยอยู่ในที่อยู่อาศัยที่สภาพโดยรวมไม่มั่นคง และเป็นอันตราย ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย เพราะฉะนั้นปัจจัยที่สำนักงานเศรษฐกิจได้พูดถึง ก็คือปัจจัยทางด้านการเงิน ซึ่งสไลด์ก่อนหน้านี้ก็น่าจะพอบรรยายได้ว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วก็ อีกปัญหาหนึ่งก็คือเรื่องของสิทธิแรงงาน เพราะว่าแรงงานนอกระบบก็ไม่ได้ถูกคุ้มครอง อย่างเป็นธรรมถูกไหม ผมชวนดูความยากจนในระดับภาคขึ้นไปครับท่านประธาน หากพิจารณาความยากจนปี ๒๕๖๔ ปี ๒๕๖๕ แม้ว่าจะพบสัดส่วนคนจนในภูมิภาค ปรับลดลง แต่ กทม. เองกลับเพิ่มขึ้นร้อยละ ๐.๕๗ เป็นร้อยละ ๑.๓๗ กล่าวได้ว่าจากเดิม ประชากร ๒๐๐ คน พบคนจน ๑ คน ตอนนี้เพิ่มเป็น ๓ คนแล้วครับท่านประธาน ทั้งหมดนี้ เป็นผลมาจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นนะครับ ครัวเรือนมีรายได้ลดลง ความยากจนก็เพิ่มขึ้น ผมไม่มั่นใจนะครับว่ากรุงเทพมหานครเองจะเป็นเขตปกครองพิเศษ ความยากลำบาก ของ กทม. ก็เลยต้องพิเศษกว่าที่อื่นหรือไม่ ผมชวนดูอย่างนี้ ใน กทม. เองมีชุมชนแออัด ๖๔๑ ชุมชน ซึ่งทั้งหมดมี ๑๔๖,๐๐๐ ครัวเรือน และประชากรกว่า ๕๘๐,๐๐๐ คน ผลสำรวจว่าส่วนหนึ่งที่ผู้อาศัยในชุมชนแออัดเป็นประชากรแฝงเข้ามาทำงานในเมืองหลวงด้วย แล้วก็ในแง่หนึ่งพวกเขาเองก็เป็นฟันเฟืองที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของ กทม. แล้วก็ สร้างกรุงเทพมหานครอย่างแท้จริง จากรายงานความเหลื่อมล้ำนะครับ เส้นความยากจน ที่ผมได้กล่าวไปแล้ว แต่ครอบครัวของเยาวชนที่ยากจนใน กทม. เฉลี่ยนะครับ คนอื่นเขา ๓,๐๐๐ แต่ถ้าเจาะไปนี้คนกรุงเทพมหานคร ๒,๐๐๐ เท่านั้นเองครับ เยาวชนที่อยู่ในชุมชน แออัดก็หลุดจากสภาพคล่องพวกนี้ละครับ แล้วก็รายได้ของกลุ่มที่ยากจนพิเศษปรับลดลง เหลือ ๓๔ บาทต่อวันเท่านั้น ที่น่าห่วงที่สุดก็คือ ๑ ใน ๑๐ ของคนนั้นมีโอกาสที่จะเข้าสู่ การศึกษาในระดับอุดมศึกษา โดยที่ผมบอกว่าความลำบากของเยาวชนในกรุงเทพมหานครนั้น พิเศษกว่าที่อื่นก็เพราะที่ได้กล่าวไปนี้นะครับ ผมชวนดูสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาค ทางการศึกษาครับ ส่วนใหญ่ก็เป็นเมืองใหญ่ที่สะสมความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ กรุงเทพมหานคร โรงเรียนขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก พบปัญหาที่เยาวชนขาดแคลน ทรัพยากรทางการศึกษา ทุกท่านอาจคิดว่าเมืองหลวงจะได้รับอุปกรณ์การศึกษาและปัจจัยพื้นฐานเข้าถึงง่าย แต่เชื่อไหมครับว่ามีข้อมูลว่าร้อยละ ๔ ของเด็กยากจนพิเศษต้องใช้น้ำบาดาลร้อยละ ๕๙ ยังไม่มีโทรทัศน์ใช้นะครับ และที่น่าตกใจก็คือในยุคโลกาภิวัตน์ที่โลกกำลังเข้าสู่สังคมออนไลน์ เด็กยากจนพิเศษเพียง ๗ คนทั้งหมดที่มีคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตที่พร้อมใช้ ผมกังวลว่า คุณภาพการเติบโตของเยาวชน ผู้ที่จะเป็นแรงงานและอนาคตของประเทศไทยจะเป็นอย่างไร และสไลด์ถัดไปครับท่านประธาน ผมขอพูดถึงสิ่งที่เราต้องเจอครับ ก็คือว่ารัฐช่วยเหลือ อะไรกันบ้าง แนวโน้มของการอุดหนุน เบี้ยยังชีพก็ค่อนข้างตกใจ แล้วก็สถานการณ์ ทางเศรษฐกิจก็มีค่าครองชีพที่สูงขึ้น เมื่อย้อนกลับมา รัฐกลับอุดหนุน มูลค่าในการอุดหนุนนี้ มันลดลงเพราะอะไร เบี้ยผู้สูงอายุ ๖๐๐ บาทต่อเดือนขึ้นเป็นบันได ก็มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ แล้วค่าครองชีพตอนนี้เท่าไร เงินเฟ้อเท่าไรครับ เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดก็ ๖๐๐ บาท มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ หรือคนพิการเองก็ได้รับ ๘๐๐ บาทมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ แล้วครับ ท่านประธาน ลองคิดดูเล่น ๆ นะครับว่า ครอบครัวหนึ่งมีตายายอายุ ๖๐ ปี พิการทั้งคู่ หาเลี้ยงตัวเองไม่ได้ มีรายได้เพียง ๒,๘๐๐ บาท ยังไม่ถึงรายได้ขั้นต่ำของเส้นความยากจน เลยครับ และหากมองความเป็นจริง ๒,๘๐๐ บาทนี้ค่าไฟที่แพงอยู่ในรัฐบาลนี้ก็เอาไป ครึ่งหนึ่งแล้วครับ จะเอาเงินที่ไหนกิน ฉะนั้นผมขอเสนอวิธีการแก้ปัญหาไว้คร่าว ๆ ครับ ท่านประธาน ก่อนที่จะให้กรรมาธิการได้ช่วยนำข้อมูลต่าง ๆ ไปดูแล ทำข้อมูลมากขึ้นนะครับ สิ่งที่จำเป็นมากก็คือ Policy Package เพื่อแก้ปัญหาความยากจนให้ครอบคลุม เช่น การสร้างหลักประกันรายได้ และการส่งเสริมการออม เรื่องทักษะการเงิน การเรียนรู้ ตลอดชีวิต เพื่อให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ในส่วนต่อมาครับ เราต้องการพัฒนาระบบ ข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐ แล้วก็ปฏิเสธไม่ได้ครับว่าประชาชนไม่น้อยตกหล่น ไม่ถูกรัฐ สำรวจเลย ไม่มีข้อมูลเพียงพอที่หน่วยงานจะประเมินอย่างถูกต้อง เราจึงจำเป็นต้องพัฒนา ส่วนดังกล่าว ออกแบบทิศทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิต และออกแบบนโยบายที่เหมาะสม ตอบโจทย์อย่างแท้จริง ผมเชื่อว่าการมีฐานข้อมูลจะช่วยตอบโจทย์ในเรื่องนโยบายให้เห็นภาพ อย่างที่ผมยกตัวอย่างการเก็บข้อมูลมีส่วนสำคัญที่จะโยงกัน แล้วก็แก้ปัญหาทั้งอายุ อาชีพ รายได้ เงินฝาก หนี้ในระบบ นอกระบบ ที่อยู่อาศัย แล้วก็มาประกบกันเป็นฐานข้อมูล ที่จะวิเคราะห์ได้ว่าเราควรจะจัดสวัสดิการแบบไหน และแนวทางช่วยเหลืออย่างไร และที่สำคัญจะได้รู้ว่าครอบครัวไหนคือครอบครัวที่วิกฤติจริง ๆ ครอบครัวหนึ่งมีผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ว่างงาน เป็นหนี้นอกระบบ หรือมีอาชีพอิสระ มีเด็กแรกเกิด มีผู้พิการ ก็สามารถ ช่วยเหลือได้อย่างตรงจุด บูรณาการได้อย่างถูกต้อง ท่านประธานครับ ประเทศไทยเรา ก็ยังให้สวัสดิการโดยการลงทะเบียนอยู่ ผมชวนดูในการใช้ข้อมูลที่ผ่านการลงทะเบียน ของต่างประเทศครับ เขาบูรณาการอย่างไรบ้างที่ชิลี เขาลงทะเบียนโดยเพียงแค่ใช้ เลขบัตรประชาชน ซึ่งเชื่อมโยงได้กว่า ๔๐ แห่ง ข้อมูลทั้งหมดจะไปวิเคราะห์แต่ละครัวเรือน เพื่อออกแบบสวัสดิการให้เหมาะสมกับครัวเรือนนั้น ๆ แล้วก็การติดตามแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ พัฒนาการเด็ก ตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนถึง ๔ ขวบที่ตุรกีครับท่านประธาน เขาลงทะเบียน ทำผ่านกระทรวง ซึ่งมีสำนักงานในทุกท้องถิ่น หน่วยงานจะเข้าไปสำรวจครัวเรือนด้วยตนเอง โดยจะไม่แจ้งล่วงหน้าโดยสำรวจทั้งคุณภาพ ที่อยู่อาศัย ตลอดจนสินค้าอุปโภคบริโภค แล้วก็ นำข้อมูลมาจัดสวัสดิการ เหมือนคล้าย ๆ กันกับชิลี แต่เมื่อมองกลับมาที่ไทยครับ ผมเห็นฐานข้อมูลที่ค่อนข้างน่ากังวลครับ จะรับสวัสดิการทั้งทีต้องลงทะเบียนไม่รู้กี่หน่วยงาน ออกแบบที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการนะครับ จริง ๆ แล้วเพราะไม่มีการตรวจสอบ ความต้องการแต่ละครัวเรือนจริง ๆ ในแง่งบประมาณว่าจะทำอย่างไรให้ครอบคลุม และตอบโจทย์ ฉะนั้นการแก้ปัญหาเรื่องข้อมูลก็คิดว่าสำคัญเช่นกัน🔗
ท่านประธานครับ สุดท้ายผมฝากไปยังเพื่อนสมาชิกทุกท่านครับ ในขณะที่เรา กำลังนั่งประชุมอยู่ตรงนี้ ยังมีพี่น้องประชาชนอีกจำนวนมากที่ต้องเอาตัวรอด แม้เราจะมี คำพูดติดปากของผู้ที่มีรายได้น้อยว่าต้องทำงานหาเงินใช้แบบเดือนชนเดือน แต่พวกเขากลุ่มนี้ คิดเพียงแค่ว่ามื้อต่อไปจะมีอะไรกิน พรุ่งนี้จะโดนตัดน้ำตัดไฟหรือยัง สัปดาห์หน้าหมอนัด จะเอาเงินที่ไหนนั่งรถไปโรงพยาบาล อย่าว่าแต่เดือนชนเดือนเลยครับท่านประธาน แค่เอาตัวรอดแบบวันเดียวก็ไม่รู้จะผ่านไปได้หรือไม่ ฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่ต้องให้ความสำคัญ กับสิทธิขั้นพื้นฐาน แล้วก็ให้ความสำคัญกับผู้เปราะบาง โดยเฉพาะที่อยู่ในชุมชนแออัด ขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านรำพูล ตันติวณิชชานนท์ เชิญครับ🔗
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางรำพูล ตันติวณิชชานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี เขต ๙ ซึ่งประกอบด้วย อำเภอนาจะหลวย อำเภอบุณฑริก อำเภอสิรินทร เฉพาะตำบลโนนก่อ พรรคไทยสร้างไทย ก่อนอื่นดิฉันขอขอบคุณท่านประธานสภาที่ได้เห็นความสำคัญปัญหา สังคมผู้สูงวัยและอัตราการเกิดที่ต่ำลง และได้กรุณาบรรจุญัตติของดิฉันในการประชุมครั้งนี้ ในเขตเลือกตั้งที่ดิฉันเป็นผู้แทนราษฎรก็มีผู้สูงอายุอยู่ไม่น้อย มีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ดิฉันคนหนึ่งก็เป็นผู้สูงอายุ แล้วก็มีเพื่อนสมาชิกอีกหลายท่านในสภาแห่งนี้เป็นผู้สูงอายุ เช่นเดียวกันกับดิฉัน แต่พวกเราอยู่ในที่แห่งนี้โชคดีกว่าข้างนอก เพราะว่าพี่น้องประชาชน ไม่ยอมให้พวกเราเกษียณ ยังให้โอกาสเลือกเราเข้ามาทำงานในสภารับใช้ประชาชนในสภาแห่งนี้ แต่อยู่นอกสภายังมีผู้สูงอายุอีกมากถูกให้อยู่ตามลำพัง ขาดผู้ดูแล เรายังมีผู้สูงอายุอีกหลายท่าน ยังแข็งแรง ปราดเปรื่อง มากด้วยประสบการณ์ แต่ขาดโอกาสที่จะกลับมารับใช้ครอบครัว และสังคม ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ดิฉันเชื่อว่าสภาแห่งนี้ สภาของเรานี่ละค่ะที่จะเป็นจุดเริ่มต้น ในการหาทางออกให้กับปัญหาเหล่านี้ ท่านประธานคะ ดิฉันขออนุญาตแถลงญัตติของดิฉัน พอสังเขป เพื่อให้เพื่อนสมาชิกได้ทราบถึงความสำคัญของญัตตินี้ และที่สำคัญก็คือหลังจาก ท่านสมาชิกทุกท่านได้แสดงความคิดเห็นเรื่องนี้กันอย่างกว้างขวางแล้ว พวกเราทุกคน จะช่วยกันลงมติสนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทาง การแก้ไขปัญหาสังคมผู้สูงวัยและอัตราการเกิดของประชากรที่ต่ำลง ท่านประธานคงทราบกัน เป็นอย่างดีว่าปัญหาใหญ่ของโลกอีกปัญหาหนึ่งที่หลายประเทศกำลังประสบ กำลังเผชิญอยู่ เช่นเดียวกันกับประเทศไทยของเรา ก็คือโครงสร้างของประชากรของประเทศกำลังเข้าสู่ ภาวะสังคมผู้สูงวัยและอัตราการเกิดของประชากรที่ต่ำลง ทำให้ประเทศไทยในปัจจุบันนี้ มีประชากรที่สูงอายุเกินกว่า ๖๐ ปีขึ้นไป สูงมาก สูงถึง ๑๒ ล้านคน หรือ ๑ ใน ๕ ของประชากรรวมทั้งประเทศ และมีแนวโน้มจะสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่การเกิดของ ประชากรใน พ.ศ. ๒๕๖๕ ลดลงเรื่อย ๆ เหลือปีละ ๕๐๐,๐๐๐ คน หรือคิดเป็นร้อยละ ๐.๒ ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ และมีแนวโน้มจะปรับลดลงเรื่อย ๆ อันจะนำไปสู่ปัญหาใหญ่ที่แก้ไขได้ ยากมากขึ้น การที่ประเทศไทยมีประชากรผู้สูงอายุมากขึ้น ในขณะที่ประชากรที่เกิดใหม่ลดลง จะกระทบถึงเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ เพราะหากประเทศ ที่มีประชากรผู้สูงวัยซึ่งเป็นวัยพึ่งพิงเป็นจำนวนมาก ประชากรวัยทำงานย่อมจะลดลง อันกระทบถึงการผลิต กำลังการผลิตของประเทศเพราะขาดแรงงาน ส่วนประชากรที่เกิดใหม่ ยังต้องแบกรับภาระภาษีที่เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้การที่ประชากรของประเทศลดลง จะกระทบถึงการได้ประโยชน์จากการประหยัด ต่อขนาด หรือที่เราเรียกว่า Economy of Scale และทำให้ดุลอำนาจทางการเมืองของประเทศ ต้องลดลงด้วย ในส่วนของปัญหาสังคมจะรุมเร้าตามมาอีกค่ะท่านประธาน เพราะประเทศ ของเรายังต้องการสังคมสงเคราะห์และระบบสวัสดิการมากขึ้น ซึ่งจะเป็นภาระแก่ งบประมาณของประเทศต่อไป เพราะสังคมผู้สูงวัยต้องการการดูแล การเลี้ยงชีพ การมีเพื่อน และการมีสังคม ในขณะที่ประชากรวัยทำงานต้องออกไปทำงานนอกบ้าน เพื่อหาเลี้ยงชีพ ตัวเองและครอบครัว จึงสวนทางกัน ท่านประธานคะ เชื่อไหมคะว่าบางประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่นค่ะ มีผู้สูงวัยเต็มรูปแบบ กำลังเกิดปัญหาใหม่ โดยผู้สูงวัยญี่ปุ่นจะต้อง ออกไปทำงานหลังเกษียณเพื่อหาเลี้ยงชีพตัวเอง ดังนั้นจึงมีผู้สูงวัยจำนวนหนึ่งของประเทศ ญี่ปุ่นจะเลือกก่ออาชญากรรม ประเภทลักเล็กขโมยน้อย เพื่อให้ตัวเองถูกจับเข้าไปอยู่ในคุก เพราะว่าต้องการที่พักฟรี อาหารฟรี มีคนดูแลสุขภาพ และอยู่ในคุกมีเพื่อน มีสังคม แม้จะอยู่ในคุกก็ยอม พูดง่าย ๆ ก็คือการเดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อและหยิบของไป โดยไม่ยอมจ่ายเงิน รอให้เจ้าของร้านเรียกตำรวจมาจับ เพื่อตัวเองจะได้เข้าไปอยู่ในคุก มีที่นอน มีที่กิน และที่สำคัญก็คือมีเพื่อน ไม่ถูกทอดทิ้งให้อยู่คนเดียว ท่านประธานคะ จากที่ดิฉันกล่าวมาจะเห็นได้ว่าปัญหาดังกล่าวมีความสำคัญยิ่ง ซึ่งจะมีผลกระทบ ต่อเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศอย่างกว้างขวาง จึงควรได้รับการพิจารณา ศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหาโดยเร่งด่วนอย่างครบถ้วนและเป็นระบบ ด้วยเหตุผลดังกล่าว ดิฉันและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีรายชื่อท้ายญัตตินี้ ขอเสนอญัตติด่วนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๙ และข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ และข้อ ๕๐ เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหา สังคมผู้สูงวัยและอัตราการเกิดของประชากรที่ต่ำลง ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนต่อไป🔗
ท้ายสุดนี้ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สมาชิกทุกท่านคงมองเห็นปัญหาเหล่านี้ และจะมีมติสนับสนุนให้มีการศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงใจและจริงจัง ขอบคุณท่านประธานค่ะ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสฤษดิ์ บุตรเนียร เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สส. นักพัฒนาแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชน อำเภอกบินทร์บุรี อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี เขต ๓ พรรคภูมิใจไทยครับ วันนี้ผมขอมีโอกาสร่วมในการที่ จะเสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา การดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ในชุมชนแออัด เช่นเดียวกับผู้เสนอญัตติร่วม ๆ กันไป ปัญหาทุกวันนี้ครับ เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าเป็นปัญหาสังคม ซึ่งจริง ๆ รัฐบาลได้รับรู้ว่า ปัญหาตอนนี้มีผู้สูงวัยอยู่ถึง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ จะก้าวเข้าสู่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของจำนวน ประชากร ๖๖ ล้านคน โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ที่เป็นชุมชนเขตเมืองแล้วนี้นะครับ ประชากร ที่มีผู้สูงอายุเกิน ๖๐ ปี เป็นจำนวนมาก เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพเศรษฐกิจ โดยที่ประเทศหรือว่าโลกของเรามุ่งเน้นการแข่งขันทางด้านภาคอุตสาหกรรม เร่งสร้าง ความเจริญเติบโตทางด้านเทคโนโลยีต่าง ๆ เพราะฉะนั้นโครงสร้างประชากรเราก็เริ่ม จะเปลี่ยน ผมขอสไลด์เลยครับที่จะให้เพื่อกระชับ แล้วก็นำเสนอ🔗
ผมอยากจะบอกว่าญัตตินี้ จริง ๆ แล้ว ปัญหาเหล่านี้รัฐบาลน่าจะกำหนดเป็นวาระแห่งชาติได้แล้ว เพราะเห็นอยู่แล้วว่าประชากร ของประเทศไทยในโอกาสต่อไปนี้ การที่ผู้สูงวัยมากขึ้นมันไม่ใช่แค่เฉพาะผู้สูงวัยมากขึ้นนะครับ เด็กเกิดก็น้อยลง และปัญหาต่อไปก็คือปัญหาแรงงานที่เราคาดกันว่าแรงงานจะลดลงไปเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ เรื่อย ๆ ก็เนื่องจากปัญหา ดูนั่นสิครับ จำนวนประชากรใน ๕ ปี จากปี ๒๕๖๒ ถึงปี ๒๕๖๖ ลดลงถึง ๕๐๐,๐๐๐ คน จาก ๖๖ ล้านคน แล้วถ้าเป็นอย่างนี้ตัวเลข มันบอกชี้ชัดเลยว่าอีกไม่เกิน ๕๐ ปี จะเหลือ ๓๐ กว่าล้านคน อะไรจะเกิดขึ้น สาเหตุ ทางประชากร จากการที่เมื่อก่อนหน้านี้เราพูดถึงการคุมกำเนิด กำเนิดก็ได้ผลจริง ๆ ประชากรก็เกิดน้อยลง การศึกษาผู้หญิงเองอย่างที่บอกนะครับ ยิ่งมีการศึกษามากเท่าไร ความคิด ความก้าวหน้าในสังคมก็มากยิ่งขึ้น ก็อยากจะก้าวหน้าในสังคมเท่าเทียม ทัดเทียมกัน การที่จะมีบุตรก็ต้องคิดมากขึ้นนะครับ ทำให้ปริมาณของการมีลูกน้อยลง ไปเรื่อย ๆ ด้วยค่าใช้จ่าย เศรษฐกิจ แล้วก็ปัญหาสังคมมากขึ้น ผลกระทบเกิดแน่นอนครับ คือแรงงาน ผู้สูงอายุมากขึ้น เด็กเกิดน้อยลง แรงงานอย่างที่เห็นมันกระทบไปตลอดทุกอย่าง เรื่องค่าใช้จ่าย จนกระทั่งผมเห็นจากวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๖๗ ทางท่านวราวุธ ศิลปอาชา ก็ได้มีการประชุมกันเรื่องวิกฤติประชากร เพื่อจะนำข้อมูลปัญหาต่าง ๆ นำเสนอคณะรัฐมนตรี โดยที่จะนำเรื่องของทำอย่างไร จะมีการพัฒนาความมั่นคงของครอบครัวผ่านพ้นวิกฤติได้ ท่านได้พูดถึงวัยแรงงาน วัยเด็ก วัยสูงอายุ แม้แต่คนพิการ ปัญหาเหล่านี้ครับ ท่านได้รวบรวม ที่จะทำให้สร้างปัจจัยเอื้อให้กับคนที่จะมีบุตรได้ อันนี้เป็นปัญหาใหญ่ ผมถึงอยากจะกำชับ จากที่ท่านผู้อภิปรายต่าง ๆ ที่ท่านแรกก็ได้พูดไปแล้วเรื่องของเน้นไปที่ผู้พิการ แล้วก็ ผู้ที่ติดบ้านในชุมชนแออัด อันนี้ผมก็ไม่อยากจะไปกล่าวซ้ำอีก ส่วนทางท่านผู้อภิปราย อีกท่านก็พูดเรื่องการเกิดนะครับ โดยที่ท่านวราวุธที่ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ท่านย้ำแล้วย้ำอีกที่ทำอย่างไร และยังมีตั้ง อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนสวัสดิการภาครัฐ ที่เรากำลังเร่งถึงปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเด็ก ตั้งแต่แรกเกิดจน ๖ ปี จริง ๆ ตอนนี้เราให้แค่ ๒ ล้านคน จากประชากรถึง ๔ ล้านคน ๖๐๐ บาท จริง ๆ น่าจะปรับครับ ปรับเคลื่อนไปถึงเป็น ๒,๐๐๐ บาท เพื่อเอื้อให้กับ ผู้ที่อยากจะมีบุตร ลดภาระลงตรงนี้ ไปตั้งศูนย์เด็กเล็ก ผู้สูงวัยก็เช่นเดียวกัน ๖๐ ปี ๗๐ ปี ๘๐ ปี อาจจะมีการให้อย่างเป็นมาตรฐานถึง ๑,๐๐๐ บาท ให้ผู้พิการ การดูแล สิ่งเหล่านี้ครับ ท่านประธานสภาที่เคารพ รัฐบาลควรจะเอาอันนี้เป็นวาระแห่งชาติ แล้วแยกประเด็นให้ชัด ๆ ว่าเราจะแก้ไขปัญหาอย่างไร โดยการบูรณาการทุกหน่วยงานครับ อย่างวันนี้เราพูดกัน แต่ละกระทรวง ทบวง กรม ก็ต่างคนต่างพูด ต่างคนต่างใช้งบประมาณทุกกระทรวงเลย โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย ซึ่งองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นผมอยากให้เข้ามาจับมือร่วมกัน กับ พม. พม. อาจจะเป็นเจ้าภาพก็ได้ มองไปที่กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการก็เช่นเดียวกัน วันนี้เด็กลดลง ลดลง ลดลง โรงเรียนขนาดเล็กก็มากขึ้น แต่ขณะเดียวกันงบประมาณก็เพิ่มขึ้น จะเอาอย่างไรกันแน่ครับในเรื่องเหล่านี้ ผมอยากให้ รัฐบาลใส่ใจมองดูถึงความจำเป็น มันเป็นวาระที่จะต้องนำประเด็นยกขึ้นมาในการบูรณาการ แล้วดึงภาคต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วม เรามาพูดกัน ถ้าเราไม่มีคนล่ะครับ แล้วโดยเฉพาะตอนนี้ ๖๖ ล้านคน อีก ๔๐-๕๐ ปี มันไม่ได้นานนะครับ อย่างวันนี้ผู้สูงอายุจำนวนมากขึ้น อย่างเต็มแผ่นดินอยู่แล้ว แล้วเราจะทำอย่างไรถ้าหากว่าโดยเฉพาะผมเป็น สส. ต่างจังหวัด ได้พยายามเน้น ผมได้พูดถึงปัญหาผู้สูงวัย ผมพยายามที่จะพูดถึงแนวทางในการแก้ไข เพื่อจะนำเสนอรัฐบาล ผมพยายามนำเสนอไม่ว่าจะเป็นเวลาที่ท่าน สสส. หรือหน่วยงาน ที่สนับสนุนหรือส่งเสริมสุขภาพมา ผมก็พยายามให้ท่าน ทำไมท่านถึงไม่ยิงประเด็นที่จะทำ ในสิ่งที่สังคมต้องการ ในเรื่องผู้สูงอายุ เรื่องเด็กแรกเกิด บางทีท่านก็ทำในโครงการสิ่งที่ท่าน อยากทำ เรื่องต่าง ๆ ถ้าจะยิงประเด็นรวบรวมทรัพยากรอยู่ ผมอยากนำเสนอครับ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของ Care Economy เศรษฐกิจใส่ใจนะครับ ไม่ว่าจะเป็นดึงภาคเอกชน ชุมชน สังคม หรือประชาชนเข้ามาครับ โดยเฉพาะสังคมไทยเรานี้เป็นสังคมเอื้ออาทร สังคมที่ช่วยเหลือกัน เราทำบุญ ทุกวันนี้ เราสร้างวัดกัน วัดแต่ละวัดร้อยล้านบาท พันล้านบาท แต่ถ้าเรามีการที่จะมาร่วมมือทุกภาคส่วน โดยผมนำเสนอ Model ที่เรียกว่าทฤษฎีสามเหลี่ยม ซึ่งภาครัฐเรามีองคาพยพที่พร้อมอยู่แล้ว ไม่ว่ากระทรวง ทบวง กรม องค์การบริหารท้องถิ่น มี รพ.สต. หรือกระทรวงต่าง ๆ แต่วันนี้ เราลืมภาคสังคมไปครับ เรามีภาคสังคมที่แข็งแรง ถ้าเราช่วยกัน ไม่ว่าจะเป็นโครงการซีเอสอาร์ โครงการที่จะดึงมาแล้วให้การสนับสนุนสิ่งเหล่านี้ โดยเฉพาะภาคประชาชนก็เช่นเดียวกัน เรามาร่วมมือกัน ผมได้เคยนำเสนอท่านในเรื่องของผู้สูงอายุ เราตั้งธนาคารเวลา เราตั้งกองทุนผู้สูงอายุ เราตั้งชมรมเหล่านี้เอามาร่วมกันในการจะแก้ปัญหา เราต้องดึง ภาคสังคมครับ เพราะปัญหาเหล่านี้มันไม่มีทางที่รัฐบาลจะแก้ปัญหาได้ด้วยตัวของตัวเอง แต่ถ้าเกิดว่าเราดึงมา มาร่วมกันให้สร้างจิตสำนึกในการช่วยเหลือครับ เรื่องของเด็ก ก็เช่นเดียวกัน ถ้า ๘๐,๐๐๐ หมู่บ้าน ๘,๐๐๐ ตำบล ถ้าทุก ๆ หมู่บ้านมองเห็นปัจจัย โดยเฉพาะเรื่องขององค์การบริหารท้องถิ่น เรากระจายอำนาจลงไปให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วน เพราะทุกคนมาจากการเลือกตั้ง เขาเป็นพี่น้องพ่อแม่เขา ทุกคนเหมือนเครือญาติกัน จับมาพิจารณาแก้ไขปัญหากัน โดยเฉพาะวันนี้ผมลงไปพื้นที่ ตำบลกบินทร์เห็นชัด ๆ เลย ผมคุยกันกับท่านกำนันสมใจ พุทธิสังข์ ท่านก็บอกว่า ท่าน สส. เราเตรียมเงินไว้สำหรับให้กับเด็กแรกเกิด เรามี ๑๒ หมู่บ้าน ประชากรทั้งหมดประมาณ เกือบหมื่นคน ท่านเชื่อไหมครับ ๑๒ หมู่บ้าน ตั้งแต่มกราคมจนถึงเดือนกรกฎาคมมีคนเกิด ไม่ถึง ๑๕ คน ทั้งที่กำนัน ท้องถิ่น ท้องที่ เตรียมเงินที่จะเป็นของขวัญคนแรกเกิด ไม่มีคนเกิดครับ แล้วถ้าเป็นอย่างนี้อีก อีก ๕ เดือนส่งท้ายปี อย่างดีเฉลี่ย ๒ คน ทั้งตำบลเกิดแค่ ๒๐ คน เอา ๒๐ คนนี้ไปโรงเรียนทั้งหมด โรงเรียนนี้ยังน้อยไปเลย แล้วอย่างนี้ฉันใดก็ฉันนั้นนะครับ วันนี้ผมถึงเป็นห่วงใยเหลือเกินว่า ถ้ารัฐบาลไม่มาร่วมมือกันจัดเป็นวาระแห่งชาติ เรามาตั้งเป้าหมายร่วมกัน มีภารกิจร่วมกัน แล้วแบ่งงานกันทำตามกระทรวงต่าง ๆ ผมเป็นกรรมาธิการการศึกษามองถึงการศึกษา โดยเฉพาะพระราชบัญญัติการศึกษาวันนี้ เราเขียนกันขึ้นมา เราต้องดูเด็ก ๆ ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง ๓ ปี จนถึงสิ้นลมหายใจ เราเรียก การศึกษาตลอดชีวิตนี้ครับท่าน โดยเฉพาะเด็ก ๓ ปีไปแล้ว เราก็ให้เข้าศูนย์เด็กเล็ก หรือ สพฐ. รับผิดชอบไป แต่วันนี้นะครับ แล้วเด็กแรกเกิดล่ะครับ ใครจะเป็นคนดูแล ผมพยายามในการที่จะนำเสนอโครงการเล็ก ๆ ซึ่งทุกหมู่บ้าน โดยที่วันนี้ผมได้ไปมีศูนย์เด็กเล็ก หรือเราจะไม่เรียกว่าศูนย์หรอกครับ เราเรียกว่าบ้านเด็กเล็ก เชิญดูสไลด์เลยครับ ซึ่งวันนี้ ผมไปสนับสนุนศูนย์เด็กเล็ก แต่ผมอยากจะเรียกว่าบ้าน Baby Care มากกว่า โดยที่ทุกคนครับ ถ้าเราเอาปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาผู้สูงวัยเรามาร่วมกันครับ กระทรวงศึกษาธิการ ถ้าเกิดว่ารับเด็ก ช่วงเด็ก ๓ ปีไปแล้ว แล้วเด็กตั้งแต่แรกเกิดจน ๒ ปี ๓ ปีนี่ล่ะครับ แต่ถ้าทุกบันได ทุกขั้นตอน ถ้าเรามาจับมือกัน โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยดูแลเด็กนะครับ แล้วให้ชาวบ้านหรือที่มีศักยภาพพอรับเลี้ยง หรือดูแลเป็น Baby Care นะครับ แต่ละบ้าน แต่ละหมู่บ้านนี้มันจะเกิดสังคมที่อบอุ่นเหมือนอย่างที่ผมบอกว่าแค่ Care Economy สังคมเอื้ออาทร ใช่ มันต้องมีค่าจ้าง แต่ถ้าทุกแบบอย่าง ทุกหลักการและเหตุผล เรามาร่วมมือกัน สังคมก็จะเกิดความเอื้ออาทรเป็นแนวทางครับ ผมดีใจเมื่อสักเดือนที่แล้ว กรมอนามัยของกระทรวงสาธารณสุขลงไปเยี่ยมที่ตำบลกบินทร์ ตำบลลาดตะเคียนนะครับ ที่มีทั้งนายก ทั้งกำนันอัครเดช แล้วก็ท่านนายกเทศมนตรีที่ตำบลลาดตะเคียน ได้จัด Baby Care รับเลี้ยงเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึง ๓ ปี เอามาดูแลกัน เป็นการช่วยเหลือสังคม แล้วใครที่อยากจะไปทำงานหรือคุณพ่อคุณแม่ นี่ครับมันก็จะตรงกับแนวนโยบายของ ท่านวราวุธ ศิลปอาชา ที่จะสร้างระบบนิเวศของสังคมให้มีการเกื้อหนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อย่างนี้นะครับ🔗
ผมถึงอยากกราบเรียนเพื่อเป็นบทสรุปว่าการที่สังคมจะอยู่เย็นเป็นสุข หรือคนจะเริ่มเกิดได้ ทุกภาคส่วนต้องลงมาจับมือกันแล้วหาแนวทาง ผมเองเป็น สส. ต่างจังหวัด อยู่กับปัญหา เห็นปัญหา เสนอแนวทางที่จะแก้ปัญหา ก็อยากจะเรียนให้ท่าน โดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข ลงมือใช่ไหม เพราะถ้าหากว่า เหตุการณ์อย่างนี้ ผมว่าอีก ๒๐ ปีเราจะเอาฐานภาษีที่ไหน วันนี้ประชาชนข้าวยากหมากแพง ผมหันไปตรงไหน ถามใครล้วนแต่ไม่มีรายได้ มันยากจนไปหมดทุกหย่อมหญ้า แล้วเงิน ที่จะต้องแจกกันไปจะมีประโยชน์อะไร ถ้าเกิดว่าประชาชนไม่มีอาชีพ ไม่มีรายได้ ได้เงินไป ครั้งหนึ่งเดี๋ยวก็หมด ผมจึงอยากกราบเรียนท่านประธานสภาผ่านไปยังรัฐบาล เอามาเป็น ภาระที่จริงจังเถอะครับ เรื่องของคน ถ้าไม่มีคนเกิด อะไร ๆ ก็ไม่สามารถที่จะพัฒนาไปได้ โดยเฉพาะวันนี้ผมเชื่อเหลือเกินว่าด้วยระบบของ AI อย่างที่ท่านสฤษฏ์พงษ์ที่เอา ChatGPT ขึ้นมา ผมยังตกใจเลยว่ามันเป็นไปได้อย่างไร ถามปุ๊บตอบปั๊บ แล้วนับวัน วันนี้ครับ คนก็จะเริ่มมีคนเทียมอีกแล้ว มีคนหุ่นยนต์ มีหุ่น AI ดังนั้นถ้าสังคมเป็นอยู่อย่างนี้ ผมเชื่อเหลือเกินว่าประเทศไทยจะเหลือได้อย่างไรถ้าไม่มีประชาชน สุดท้ายไม่ว่าท่าน จะตั้งกรรมาธิการวิสามัญหรือส่งเรื่องนี้ไปยังคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ ผมอยากจะบอกว่าญัตตินี้เป็นญัตติ ขนาดใหญ่ เป็นญัตติระดับประเทศชาติ เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งรัฐบาลควรจะใส่ใจนำมาพิจารณา ไม่ใช่แค่กรรมาธิการนี้เท่านั้น ควรจะให้รัฐบาลเอาเป็นวาระแห่งชาติ มิฉะนั้นแล้ววันนี้ผมมองว่า มันสายไปเสียแล้ว ถ้าไม่ทำอะไรเลยอีกหน่อยหนึ่งแล้วเราจะเลี้ยงดูผู้สูงวัยอย่างไร อัตราการเกิดก็ต่ำลง ๆ โรงเรียนก็จะยุบตัวลง ๓๐,๐๐๐ โรง ผมเชื่อว่าไม่ต้องถึง ๒๐ ปีหรอก อีกไม่เกินกี่ปีนี้โรงเรียนขนาดเล็กวันนี้ ๓๐,๐๐๐ โรง เป็น ๑๕,๐๐๐ โรง อีกหน่อยคงจะเป็น โรงเรียนขนาดเล็กทั้งหมด🔗
สุดท้ายก็ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธานสภาครับ ที่ให้โอกาสผม ปิดช่วงท้ายดึก ๆ ทุกครั้ง ผมเองก็รอที่จะนำเสนอญัตติมาตั้งหลายเดือน ก็ต้องขอ กราบขอบพระคุณทุกท่าน ขอให้ร่วมกันนำญัตตินี้มาพิจารณา และรัฐบาลก็ควรจะใส่ใจ ในเรื่องของปัญหาผู้สูงวัย ปัญหาแรกเกิด ควรเอาจริงเอาจัง มิใช่มองแต่เป็นงานฝาก ของแต่ละกระทรวง ขอกราบขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ญัตติต่อไปเชิญท่านสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ ผม สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ พรรคภูมิใจไทย ผมเป็นผู้ขอเสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณา ศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาอัตราการเกิดและคุณภาพของประชากรในอนาคตให้มั่นคงและ ยั่งยืน ผมเสนอเมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ ก็ปาเข้าไปครึ่งปีแล้ว วันนี้โชคดีที่ได้เข้าร่วม ญัตติกับเพื่อน ๆ ๓-๔ ญัตติด้วยกัน ผมฟังเพื่อนสมาชิกที่เสนอ เนื่องจากว่าเป็นญัตติ ที่ใกล้เคียงกัน เพราะฉะนั้นเหตุผลอะไรต่าง ๆ ก็ใกล้เคียงกันนะครับ ด้วยข้อบังคับนะครับ ท่านประธาน ผมขออนุญาตนำเรียนด้วยเหตุผลที่ผมเสนอญัตตินะครับ🔗
ด้วยปัจจุบันปัญหาอัตราการเกิดที่มีแนวโน้มที่ลดลง เป็นวาระสำคัญ ที่นานาชาติต่างให้ความสำคัญ โดยคาดว่าผลจากสัดส่วนประชากรที่เปลี่ยนไปจะส่งผล กระทบต่อประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ไปพร้อมกับ การเคลื่อนเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่กำลังเผชิญกับปัญหานี้เช่นกัน เนื่องจากพบว่าในปี ๒๕๖๔ ที่ผ่านมานั้น ถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่มีอัตราการตาย มากกว่าอัตราการเกิด ปัญหาที่พบก็คือโครงสร้างประชากรของคนไทยเกิดการบิดเบี้ยว ประชากรเข้าสู่วัยผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ ๒๐ ของอัตราการเกิดใหม่น้อยมาก โดยอัตราการเกิดที่เหมาะสมคือ ๒.๑ คนต่อประชากร ๑๐๐,๐๐๐ คน แต่ปัจจุบันพบว่า อัตราการเกิดอยู่ที่ ๑.๖ คนต่อประชากร ๑๐๐,๐๐๐ คน หมายความว่าใน ๑ ปีมีจำนวน การเกิดที่น้อยกว่า ๕๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ คน ในขณะเดียวกันปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือทัศนคติของ Generation ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร และโครงสร้างของครอบครัว สำหรับ Gen X และ Gen Y หรือ Gen Z คือการที่บุคคล มีเป้าหมายในชีวิตลำดับท้าย ในอนาคตประชากรรุ่นใหม่จะเพิ่มมากขึ้น มีค่านิยมแต่งงาน ที่ช้าลงและน้อยลงด้วย แล้วก็จะอยู่ครองโสดมากขึ้น นานขึ้น ที่สำคัญมีลูกไม่ใช่เป้าหมาย ลำดับต้น ๆ ของคนรุ่นใหม่ ส่งผลต่ออัตราการเจริญพันธุ์ที่ลดลงในอนาคตและมีแนวโน้ม ที่ประชากรรุ่นใหม่จะเป็นผู้สูงอายุที่อยู่ลำพัง ไม่มีบุตรหลานพึ่งพิง ส่งผลกระทบให้ในอนาคต จะเกิดปัญหาทางด้านแรงงาน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การแบกรับสังคมสูงวัย และอีกมากมาย ทั้งนี้นอกจากจะต้องแสวงหาแนวทางที่ทำให้เด็กเกิดขึ้นมาแล้ว รัฐต้องมีระบบรองรับ เพื่อให้เด็กที่เกิดมามีคุณภาพที่ดี เป็นทรัพยากรมนุษย์ของประเทศชาติที่มีคุณภาพ แล้วก็ ไม่ส่งผลกระทบต่อการบริหารประเทศในการแก้ปัญหาที่เรื้อรัง และในที่สุดก็เป็น การแก้ปัญหาที่ยากขึ้น ดังนั้นเพื่อแสวงหาความร่วมมือ แสวงหาทางออก ได้รวบรวม เป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย ส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและรัฐบาล เพื่อเป็นแนวทางให้การจัดทำ ร่างกฎหมาย มอบหมายหน่วยงานที่รับผิดชอบในระยะยาวต่อไป จึงขอเสนอญัตติดังกล่าว มาเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทาง การแก้ปัญหาอัตราการเกิด และคุณภาพของประชากรในอนาคตให้มั่นคงและยั่งยืน ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ ดังเหตุผลต่อไปนี้ครับ🔗
ที่เพื่อนสมาชิกได้พูดในเรื่องของการศึกษา ท่านประธานครับ วันนี้ผมอยู่ ในต่างจังหวัด เมื่อก่อนสมัยปี พ.ศ. ๒๕๐๓ ปีผมเกิดนั้น มีประชากรในประเทศไทย ๒๖ ล้านคนเศษ สมัยนั้นนายกรัฐมนตรีประเทศไทยชื่อว่า จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ พ่อแม่ผมอาจจะจำในเรื่องของจอมพล สฤษดิ์ ก็เลยตั้งชื่อพวกเรา สฤษดิ์ บุตรเนียร สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง อาจจะเป็นภาพฝังใจในสมัยผู้นำในยุค ๒๕๐๓ ซึ่งในขณะนั้น ท่านประธานครับ เขาเรียกว่ายุคเบบี้บูม เราสังเกตเห็นว่าในยุคผมเรียนมัธยม ม.๓ โรงเรียน ประจำจังหวัด รุ่นผมมีถึง ๑๔ ห้องเรียน ห้องหนึ่งไม่ทราบเรียนกันได้อย่างไร นั่งกัน ๔๕ คน ในวันนั้นแย่งกันเข้าเรียน สอบก็เข้ามหาวิทยาลัยลำบาก เมื่อก่อนสอบเป็นเปอร์เซ็นต์ แต่วันนี้ ท่านประธานครับ มหาวิทยาลัยที่ตั้งขึ้น โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่มีปัญหา ก็คือมหาวิทยาลัย เอกชน หาเด็กนักเรียนเข้าไปเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาไม่ได้ เว้นแต่มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยศิลปากร หรือมหาวิทยาลัยที่อยู่ตามภูมิภาคที่มีชื่อ เช่น มหาวิทยาลัยขอนแก่นที่เรียกว่า มข. มช. ม.อ. อย่างนี้ยังไม่ค่อยมีผลกระทบในเรื่องของ จำนวนนักศึกษาที่จะเข้าศึกษา แต่ถ้าเป็นมหาวิทยาลัยของเอกชน เดี๋ยวนี้เขาเรียกว่า มีการตกเขียว ตกเขียวนักศึกษา ตกเขียวนักเรียนตั้งแต่ ม.๔ ม.๕ ม.๖ ให้ทุนการศึกษา อะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในประเทศที่เป็นภัยที่กำลังจะเข้ามา เพื่อที่จะให้รัฐบาลในการบริหารจำนวนประชากรที่มีคุณภาพ สมัยก่อนนี้เขาทำหมันกัน แต่วันนี้มันหมดยุคในเรื่องของการทำหมัน แต่ว่าไม่ใช่ว่าจะต้องส่งเสริมให้คนเกิด อย่างไม่มีคุณภาพ เพราะฉะนั้นนโยบายที่จะให้หนุ่มสาวสนใจแต่งงานในวัยที่เจริญพันธุ์ ที่เหมาะสม เพื่อที่จะได้บุตรออกมาแล้วนั้นมีความเฉลียวฉลาด อันนี้ครับ เป็นเชิงยุทธศาสตร์ ของประเทศ ประเทศญี่ปุ่นอย่างนี้นะครับ เมื่อก่อนเป็นคนเตี้ย แต่รัฐบาลให้ความสำคัญ วันนี้คนญี่ปุ่นสูง นักกีฬาเรื่องบาสเกตบอล เรื่องอะไรต่าง ๆ ญี่ปุ่นพัฒนาในเรื่องของบุคลากรที่เกิดใหม่ จนมีคุณภาพในปัจจุบัน แต่ปัจจุบันญี่ปุ่นก็เจอปัญหาในเรื่องของวัยรุ่นไม่อยากมีครอบครัว วัยรุ่นไม่อยากแต่งงาน ก็เจอปัญหาเช่นกัน อย่างกรณีในประเทศจีนเมื่อก่อนก็ถูกจำกัด ในเรื่องของการเกิด ๑ คู่สามีภรรยาห้ามเกิดบุตรเกิน ๑ คนนะครับ วันนี้ไม่ห้ามแล้วครับ มีการยุ มีการส่งเสริม แต่ในขณะเดียวกันนโยบายในเรื่องของการส่งเสริมที่เป็นระบบนี้ครับ ไม่ได้หมายความว่ากระทรวงเดียวก็จะทำได้ เพราะฉะนั้นมันต้องเป็นเชิงนโยบาย ที่หลายกระทรวงเข้าไปทำ และประเทศจะต้องดูแล ต้องให้ความรู้ก่อนตั้งแต่มีคู่กันครับ ก่อนที่จะมีการแต่งงานกัน ก่อนที่จะเข้าสู่การวิวาห์ และก่อนที่จะมีลูกด้วย เพราะฉะนั้น การให้ความรู้ในเรื่องของคู่สมรสก่อนที่จะตั้งครรภ์ก็มีความจำเป็น เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ นำมาซึ่งในเรื่องของประชากรที่เกิดและมีคุณภาพ เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีนวัตกรรมเขามี ความเจริญเติบโตมาก สามารถที่จะบอกได้เลยว่านาย ก กับนางสาว ข แต่งงานกันเสร็จแล้ว จะไปมีลูก จะเอาเพศหญิงหรือเพศชาย จะเอาแฝดก็ได้ จะเอาเพศหญิงกับเพศชาย อย่างละคนก็ได้ เอายีนตัวที่ดี มีความเฉลียวฉลาด แล้วก็ยังเก็บเซลล์ของทารกนะครับ เก็บเอาไว้ในธนาคาร เพื่อที่จะใช้ประโยชน์ในเรื่องของสุขภาพ และในเรื่องของความแข็งแรง ได้อีกด้วย เพราะฉะนั้นวันนี้ประเทศไทยเราถ้ายังช้าเรื่องอย่างนี้ครับ ผมว่ามันจะมีปัญหา ตามมาอีกมากมาย ตามที่เพื่อนสมาชิกได้พูด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคุณภาพเด็ก ในเรื่องของ การแข่งขัน ๑. ครอบครัวนะครับ ฝ่ายสามีก็มีคุณพ่อ คุณแม่ ๒. คิดว่ามีลูกเดี่ยวละกัน ฝ่ายภรรยา ๑ คนก็มีพ่อ แม่ เพราะฉะนั้น ๑ ครอบครัวใหม่ มีผู้ดูแล ๖ คน เมื่อ ๖ คน แต่งงานเสร็จมีลูก ๑ คน ท่านประธานคิดดูว่าเด็กรุ่นใหม่เขาจะต้องดูแลผู้สูงอายุกี่คน แล้วก็รายได้ค่าครองชีพ การแข่งขันมันเกิดขึ้นอย่างไร เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่น่ากลัว เราดูเผิน ๆ แล้วมันเหมือนจะไม่น่ากลัว แต่พอถึงเวลานั้นโครงสร้างในเรื่องของสาธารณสุข ในเรื่องของผู้สูงวัยเรานี้อายุเฉลี่ยของคนไทยอายุยืนขึ้นแน่นอน มีอายุยืนขึ้นนะครับ แต่ปรากฏว่าวัยเกษียณของเรา เราตั้งอยู่ที่ ๖๐ ปี วันนี้ถึงเวลาแล้วหรือยังที่รัฐบาล จะต้องทบทวนในเรื่องของอาชีพบางอาชีพที่จะต้องขยายอายุเกษียณจาก ๖๐ ปี เป็น ๖๓ ปี หรือ ๖๕ ปี ตามความเหมาะสมของอาชีพและการประเมินในเรื่องของสุขภาพ ซึ่งหน่วยงาน ที่ทำมาก่อนหน้านั้น เช่น สำนักงานอัยการสูงสุด ศาลอะไรต่าง ๆ นี้ เขาขยายฐาน ในเรื่องของการเกษียณอายุมานานพอสมควรแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จะมีผลกระทบ ในเรื่องของค่าครองชีพ ค่าดูแล ค่าลงทุนในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานในด้านสาธารณสุข ของประเทศ เป็นไปได้ไหมว่าในส่วนของการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เทศบาล อย่างองค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาลเมือง เทศบาลนคร องค์การบริหาร ส่วนจังหวัด ให้ไปดูแลในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานอย่างนี้ครับ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ มันจะต้องมีปัจจัยในประเทศที่จะเชิญชวน คิดว่าเมื่อแต่งงานเสร็จแล้ว มีลูกเสร็จแล้วนั้น มันมีความสบายขึ้น เช่น สิทธิในเรื่องของการลาคลอดของสตรีที่ตั้งครรภ์นี้ครับ จะต้องมีสิทธิ เพิ่มขึ้นอย่างไรหรือไม่ เพิ่มจำนวนวันให้มีค่าชดเชย ประเทศญี่ปุ่นท่านประธานครับ บังเอิญว่า หลานผมนี้ไปแต่งงานกับคนญี่ปุ่น เป็นตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัย อยู่มาวันหนึ่ง หลานสาวผมก็ตั้งครรภ์ เมื่อคลอดลูกออกมาปรากฏว่าลาออกจากส่วนราชการ บอกพวกผมมา ซึ่งเราเป็นคนไทย เราก็ตกใจ เมื่อคลอดลูกลาออกอย่างนี้มันจะมีผลกระทบต่อรายได้ ในการเลี้ยงครอบครัวอย่างไรหรือไม่ เขาบอกว่าไม่ครับ รัฐบาลของเขา เขาถามทันทีเลย ว่าสาเหตุลาออกเพื่ออะไร เพื่อที่จะมาเลี้ยงบุตร เพราะฉะนั้นเมื่อมีเหตุผลว่าลาออกมา เพื่อที่จะเลี้ยงบุตรด้วยตนเองแล้วนั้น เขาก็จะทำหนังสือถึงหน่วยที่กำกับดูแลที่สามีเขาอยู่ในมหาวิทยาลัย รัฐบาลเขาเพิ่มเงินเดือน ให้สามีด้วยเหตุผลว่า ภรรยาคลอดบุตรแล้วลาออกมาให้นมลูก ดูแลลูกอย่างใกล้ชิด ให้มีความอบอุ่นเพื่อที่จะให้มีรายได้เพิ่ม เพิ่มเงินเดือนให้สามี นี่สวัสดิการเขาไปถึงขนาดนี้แล้ว เพื่อที่จะให้เด็ก ๑ คนของประชากรประเทศญี่ปุ่นได้มีคุณภาพ และมีความอบอุ่นยิ่งขึ้น เขาคิดละเอียดมาก ในขณะเดียวกันหลายประเทศที่เราเคยไปดูงาน ไม่ว่าแถวสแกนดิเนเวีย สวีเดน เดนมาร์ก ฝรั่งเศส เยอรมนี ต่างที่มีมาตรฐานในเรื่องของสวัสดิการเรื่องอย่างนี้ครับ เพื่อที่จะให้คู่สมรส เพื่อที่จะพัฒนาคุณภาพประชากรของเขาให้มีคุณภาพที่ดี อย่างกรณี สวีเดนนะครับ เด็กเกิดมานี้เขาดูแลหมดเลยครับ ค่าใช้จ่าย ค่าคลอดบุตร อะไรก็ไม่แพง ไปหมดนะครับ สวัสดิการบางประเทศตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์มีเงินเดือนแล้ว น่าอยู่มากครับ ประเทศเหล่านี้ น่าจะไปแต่งงาน แล้วก็น่าจะตั้งครรภ์นะครับ พอคลอดเสร็จก็มีเงินเดือนเลย แต่ว่าโครงสร้างอย่างนี้เราก็ต้องไปดูในมุมของการจ่ายภาษี เก็บภาษี อันนี้ก็เหมือนกันนะครับ ประเทศไทย เลยบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ว่า ทำกระทรวงเดียว แล้วก็ต้องทำในขณะทั้งประเทศ จะต้องให้พ่อแม่ต้องมีความเข้าใจด้วย จะต้องให้เด็กหนุ่มสาวต้องเข้าใจด้วยว่า ชาติพันธุ์ของคนไทยในการแต่งงาน ถ้าหากในกรณี มีโรคประจำตัว แต่งงานกันเสร็จแล้วคลอดลูก ลูกออกมาพิการอย่างนี้ครับ อย่างนี้ประชากร คนไทยที่เกิดมา หน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบอย่างนี้มันต้องรับผิดชอบตลอดชีพ แต่ถ้าเรา มีการศึกษา นำเทคโนโลยีขึ้นมานั้นเพื่อที่จะให้เด็กคลอดใหม่นั้นครบ ๓๒ ประการและมีสุขภาพ ที่เข้มแข็ง บวกด้วยสติปัญญา ซอฟต์แวร์ มันสมองมีไอคิวที่เยี่ยม สิ่งเหล่านี้ครับมันจะต้อง เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากนะครับ อีกหลายประเทศที่เขามีการพัฒนา แล้วก็เจริญแล้ว บางประเทศถ้าผมไปเปรียบเทียบกับสแกนดิเนเวียอาจจะมีข้อแตกต่างว่าประชากรเขา มีน้อยมาก ประมาณไม่ถึง ๑๐ ล้านคนนะครับ เพราะฉะนั้นการดำเนินการสวัสดิการอย่างนี้ อาจจะดีกว่าประเทศไทย อย่างกรณีประเทศสิงคโปร์อย่างนี้ พื้นที่ก็เล็ก คนก็น้อย เขาอาจจะ บริการเป็นชุมชนเมืองได้ทั้งหมดตลอด เพราะฉะนั้นการศึกษาอะไรเขาก็ดีขึ้น แต่ในประเทศไทย เรานี้มันมี Size อยู่ประมาณ ๗๑ ล้านคนอย่างนี้ครับ เพราะฉะนั้นในเรื่องของโครงสร้าง รายได้ทุกอย่างมันประกอบไปหมดนะครับ อย่างพอเรามาเทียบกับฝรั่งเศส ฝรั่งเศสนี้ ใกล้เคียงประเทศไทย ทุกอย่างนี่ใกล้เคียงประเทศไทย การท่องเที่ยวเขาก็แซงประเทศไทย จำนวนคนไปเที่ยวก็แซงประเทศไทย จำนวนประชากรก็ใกล้เคียงประเทศไทย แต่ในเรื่องของ โครงสร้าง ในเรื่องของเด็ก เรื่องคลอดบุตรอย่างนี้ครับ เขาส่งเสริมในเรื่องของการให้ใช้ นมแม่เลี้ยงลูก และมีสวัสดิการด้านอื่นอีกมากมาย ของเด็กก็ราคาถูก มีคุณภาพดี เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้การให้สิทธิสามี การให้สิทธิหัวหน้าครอบครัว การให้สิทธิในเรื่องของแม่ ในเบื้องต้นมันก็จะต้องไปออกแบบ ไปแก้ไขกฎหมาย จะต้องมีการวางแผนว่าโครงสร้าง ทางสังคมอันนี้เราจะดำเนินการเพื่อที่จะให้วัยรุ่นหนุ่มสาวนั้นมีความมองเห็นว่าต้องแต่งงาน ในวัยอายุที่เท่าไรที่เหมาะสม จะมาแต่งงานตอนอายุ ๔๐ ปี และตั้งครรภ์อย่างนี้ มันก็ไม่ได้แล้วครับ สิ่งเหล่านี้มันเป็นวาระแห่งชาติจริง ๆ เหมือนท่านสฤษดิ์ บุตรเนียร พูด แล้วก็มีสไลด์ที่มีความชัดเจน เพราะฉะนั้นวันนี้เรามองกันว่าเรื่องนี้ถ้าในกรณีมีการตั้ง กรรมาธิการวิสามัญศึกษาขึ้นมา แล้วก็รวมทั้ง ๔-๕ ญัตตินะครับ ผมก็ขอฝากนะครับว่า เราก็อย่าเร่งรีบในเรื่องของการที่จะดำเนินการให้มันแล้วเสร็จ แต่ขอให้ทุกหน่วยงานเชิญผู้รู้ ไปดูในเรื่องของประเทศต่าง ๆ ที่เขาศึกษา แล้วก็นำผลการวิจัยออกมาแล้วมันมีคุณภาพจริง ๆ ไม่มีอะไรในประเทศในโลกนี้ที่มีความสำคัญมากไปกว่าทรัพยากรมนุษย์ในประเทศนั้น เรามีทรัพยากรมนุษย์ที่ฉลาด อาจจะไม่จำเป็นจะต้องมีเหมืองทองในแผ่นดินด้วยซ้ำไป ผมยกตัวอย่างประเทศใกล้เคียง อย่างประเทศสิงคโปร์ เขามีแต่เม็ดทรายกับน้ำเค็ม แม้กระทั่งแผ่นดินเขายังซื้อดินจากประเทศอินโดนีเซีย ซื้อดินจากประเทศมาเลเซียไปถม แม้กระทั่งน้ำจืดเขายังยืมจมูกหายใจจากมาเลเซียในอดีต ปัจจุบันเมื่อเขาพัฒนาประเทศ เขายืนอยู่บนขาของตัวเองได้ แผ่นดินที่เขาไปถมนี้ครับ เขามีเงินมาก เขาซื้อของ เขาเอาของเสีย พลาสติกอะไรต่าง ๆ Recycle นี้ครับไปถมทะเล วันนี้น้ำจืดไม่จำเป็นต้องซื้อเหมือนกับ เมื่อก่อนที่มากมาย เขาผลิตคิดค้นในเรื่องของการทำน้ำทะเลเป็น RO เข้ามาเป็นคลองข้างใน ประเทศเลย ต้นไม้ก็เขียวชอุ่ม สิ่งเหล่านี้ครับมันเป็นคุณภาพของจำนวนประชากรที่มีคุณภาพ แล้วก็หาเลี้ยงชีพตัวเองได้ เวลาประชากรของประเทศสิงคโปร์มาทำงานในประเทศไทย เขามามือ ๑๐ นิ้ว มีโน้ตบุ๊ก ๑ เครื่อง เขามาขายสมอง เขามาขายวิธีคิด จ้างครั้งละ เป็นล้านนะครับ แต่ในขณะเดียวกันแรงงานไทยเราไปอิสราเอลครับ ดีแล้วนะครับเราเป็น ผีน้อย เราไปเกาหลีใต้นะครับ เรายังได้เงินกลับมาปีละ ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท แต่ประชากร ของสิงคโปร์มาที่จังหวัดกระบี่ มาดูในเรื่องของศึกษาท่าเทียบเรือมารีน่า พูดไม่กี่ชั่วโมง ได้กลับไป ๑,๗๐๐,๐๐๐ บาท เหตุการณ์เกิดขึ้นมาร่วม ๒๐ ปีแล้วครับ มาอธิบาย ไม่กี่ชั่วโมงได้ไป ๑,๗๐๐,๐๐๐ บาท สิ่งเหล่านี้มันมีความเหลื่อมล้ำ มันมีความเทียบชั้นกัน ไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นวันนี้ผมคิดว่าเหตุปัจจัยจากการเกิดน้อยกว่าการตาย มันจะนำมาสู่ ในเรื่องของโครงสร้างเชิงเศรษฐกิจและสังคม และระบบอื่น ๆ กระทบไปทั่วหมดเลย มันถึงเวลาแล้วครับท่านประธาน ในการที่จะมองดูตัวเอง เราอย่าไปหลงแต่เรื่องอื่น มากเกินไป สวัสดิการต่าง ๆ ที่จริงแล้วนั้น ถ้าเราวางแผนให้คนเก่ง แล้วก็ให้รู้จักคิด หากินเอง หากินเป็น ไม่ต้องพึ่งพาใคร ยืนอยู่บนขาตัวเองได้ ไปทำงานต่างประเทศก็ดี เรื่องแรงงานครับ ผมขออนุญาตก่อนที่จะจบนิดหนึ่งเปรียบเทียบให้ท่านประธานได้เห็น ตัวเลขว่า ในส่วนของการนำแรงงานไปทำงานในต่างประเทศ ท่านประธานครับ เราไปขาย แรงงาน เราส่งทรัพยากรออกไปทำงานในต่างประเทศหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศ เพื่อนบ้าน อิสราเอล ฟินแลนด์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือในประเทศที่เจริญแล้วนั้น ก็เยอะแยะ ไปหมดนะครับ เราดูตัวเลขสถิติจากธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อปีที่ผ่านมานั้นโอนเงิน กลับบ้านต่อคนนะครับ ประมาณ ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาทที่ผมบอก รวมเบ็ดเสร็จยอดตัวเลข ที่โชว์อยู่ ๒๔๕,๐๐๐ ล้านบาท โอนเงินกลับนะครับ ๒๔๑,๐๐๐ ล้านบาท นี่คือเอาคน ไปทำงานต่างประเทศ แล้วก็โอนเงินสดกลับมา เดี๋ยวนี้โอนเงินสะดวกสบาย อันนี้แก้ปัญหา หนี้ครัวเรือนได้เลยครับ ถ้าพ่อแม่ยากจนติดหนี้ส่งลูกไปฝึกภาษา ส่งลูกไปฝึกในเรื่อง ภาคการเกษตร เอาลูกชายไปหัดช่างเชื่อม ไปเกาหลีใต้เลย ได้มาแน่นอนเลยละครับ เดือนหนึ่ง ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ บาท เชื่อมใต้น้ำยิ่งมีราคา แต่เมื่อเรามาเทียบเงิน กลับเข้าประเทศ ๒๔๕,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี เรามาเทียบในเรื่องของรัฐวิสาหกิจ ๑๐ อันดับ ที่ทำกำไรแล้วเอาเงินเข้าประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลก็ดี ธนาคารก็ดี การไฟฟ้านครหลวง การประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคก็ดี ๑๐ อันดับนะครับท่านประธาน เอาเงินเข้าประเทศ ๘๑,๐๐๐ ล้านบาท ห่างจากการที่ส่งคน ไปทำงานต่างประเทศเป็นแสนล้านบาท เพราะสิ่งเหล่านี้ทรัพยากรมนุษย์เป็นเรื่องสำคัญ ที่เราต้องเร่งดำเนินการในเรื่องของการวางแผนชีวิต วางแผนครอบครัว วางแผนการพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์ในประเทศไทยต่อไป ท่านประธานครับ ขอรบกวนเวลาเพื่อนสมาชิกในสภา แค่นี้ครับ🔗
ขอบคุณครับ ต่อไปญัตติที่ ๕ ท่านอนุชา บูรพชัยศรี เป็นผู้เสนอ ก็มอบให้ท่านปรเมษฐ์ จินา เป็นผู้เสนอแทนครับ เชิญครับ🔗
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ปรเมษฐ์ จินา พรรครวมไทยสร้างชาติ สุราษฎร์ธานี เขต ๕ นะครับ วันนี้ก็ได้รับมอบหมาย ให้มาเสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา ปัญหาการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ในชุมชนแออัด ของท่านอนุชา บูรพชัยศรี นะครับ ซึ่งในส่วนของหลักการก็เหมือนกับที่เพื่อน ๆ หลายท่านได้นำเรียนมาแล้วนะครับ เพราะว่า ปัจจุบันก็เป็นที่น่าสังเกตนะครับว่า ถ้าเรามี Plot กราฟนะครับ ยกตัวอย่างว่าเราตั้งจุดที่ พ.ศ. ๒๕๐๐ แล้วก็ต่อไปถึง ๒๖๐๐ นะครับ แต่ละปี แต่ละปี แต่ละปีก็จะพบว่า กราฟมันก็จะบ่งบอกให้เรารู้ว่าอนาคตของเรา อนาคตของโครงสร้างประชากร อนาคตพีระมิด ของโครงสร้างประชากรจะเป็นอย่างไร อันนี้ก็คือสิ่งที่เราจะเห็นได้ครับ ถามว่าทำไมต้องตั้ง คณะกรรมการวิสามัญ สืบเนื่องจากว่าหลายคนก็บอกว่ามีคณะกรรมาธิการสามัญ กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้มีความหลากหลายทางเพศอยู่แล้ว ถามว่าในส่วนของ ส่วนราชการ ไม่ว่าจะเป็นกรมกิจการผู้สูงอายุ กรมกิจการเด็กและเยาวชน หรือว่าในส่วนของ กรมที่พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้พิการก็มีอยู่แล้ว แต่ต้องขอนำเรียนนะครับว่าปัญหาที่เกิดขึ้น ในวันนี้ แล้วก็จะเกิดขึ้นตามมาอย่างหนักหน่วงในวันพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้ เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถ นิ่งนอนใจได้นะครับ ถ้าเราแบ่งอายุของคนเราเป็น ๓ ช่วง ช่วงละ ๓๐ ปี ๓๐ ปีแรกเราก็คิดว่า เป็นช่วงเด็กและเยาวชน ๓๐ ปีที่ ๒ ก็คืออายุ ๓๐-๖๐ ปี ก็เป็นวัยทำงาน วัยเจริญพันธุ์ แล้วก็ ๓๐ ปีหลัง ๖๐-๙๐ ปีก็เป็นวัยผู้สูงอายุ อันนี้ก็คือสิ่งสำคัญ ณ ปัจจุบันสังคมเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชุมชนแออัดก็จะพบว่าหลายท่านที่ไม่เคยไปสัมผัส หลายท่านที่อาจจะ อยู่คนละสังคม อาจจะนึกไม่ออกว่าเป็นอย่างไร เคยมีคนยากจนเขาไม่มีจะกินครับ เขาก็ไปบอก เศรษฐีว่าเขายากจน อธิบายอย่างโน้น อธิบายอย่างนี้ว่ายากจนเป็นอย่างไร เศรษฐีก็ไม่เข้าใจ แกก็ไม่รู้จะทำอย่างไร แกก็บอกว่า ยากจนก็เหมือนกับปวดฟันนะครับ เศรษฐีแกเคยปวดฟัน แกว่ามันทรมานจริง ๆ ครับ เพราะว่าหันไปทางไหนมันก็เดือดร้อนนะครับ ไม่ว่าจะเป็น ในเรื่องของ Air Pollution Noise Pollution Water Pollution รอบบ้านของเขา รอบที่เขา ซุกหัวนอนมันเป็นสิ่งที่ไม่น่าภิรมย์ แล้วก็ในส่วนของเรื่องอื่น ๆ มันก็ตามมา ไม่ว่าจะเป็น ในเรื่องของยุง ในเรื่องของขยะ ในเรื่องของจิตใจ อันนี้ก็เป็นส่วนที่จำเป็นอย่างยิ่งนะครับ ที่ ณ วันนี้เราคงจะไม่ปล่อยปละละเลยปัญหานี้ให้เหมือนกับความเคยชินครับ วันนี้เห็น พรุ่งนี้เห็น เราไม่นึกมาแก้ไข แล้วก็จัดระบบให้มันดีก็คงจะไม่สมกับที่เราเข้ามาสู่สภา อันทรงเกียรติแห่งนี้ แล้วเราสามารถที่จะออกระเบียบ ออกข้อบังคับ ออกกฎหมายต่าง ๆ ได้ อันนี้ก็เป็นเพียงจุดหนึ่งที่จะโฟกัสเข้าไปในเรื่องของคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อที่จะ ปลุกตรงนี้ให้เป็นวาระแห่งชาติ ปลุกตรงนี้ให้ทุกส่วนเข้ามาดำเนินการแก้ไข เรามองว่า บ้านเรามีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ว่าขาดบูรณาการ ขาดประสบการณ์ แล้วก็ทางใต้เขาเรียกว่า ขาดการเอางานเอาการนะครับ อันนี้เป็นส่วนที่สำคัญ เราเคยเห็นบุคลากรที่เป็นข้าราชการ คนที่มีความมุมานะ มีความมุ่งมั่น แล้วก็สามารถที่จะทำงานกับชุมชนได้แต่เขาขาด ความก้าวหน้า เขาไม่สามารถที่จะเป็นผู้บังคับบัญชาหรือว่าผู้บริหารในหน่วยงานระดับสูงได้ แนวคิดของเขาที่ทำงานอย่างเสียสละทุ่มเทนะครับ แล้วก็มีจิตสาธารณะ จิตบริการ มันไม่สามารถที่จะส่งผลให้เกิดภาพรวมในรูปที่มันใหญ่ขึ้น โตขึ้น กว้างขึ้น อันนี้ก็เป็น ส่วนที่สำคัญ คนที่เจริญเติบโตส่วนมากต้องหิ้วกระเป๋า ต้องเอาผ้าเย็น ต้องเปิด Brand ให้นาย แล้วก็จะได้เติบโต ทีนี้ประสบการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้มันไม่สามารถจะซึมซับเข้าไปในผู้บริหาร ระดับสูงบางคนได้นะครับ เพราะฉะนั้นในส่วนของการดำเนินงาน เรื่องของการดูแลผู้สูงอายุ การดูแลเด็ก แล้วก็การดูแลผู้พิการครับ อันนี้ก็คงจะต้องมีความจำเป็นที่หลาย ๆ ท่าน ณ วันนี้ก็อย่างน้อย ๕ ท่านแล้วที่ตั้งญัตติขึ้นมา ก็มองว่าอยากจะให้มีการจัดระบบตรงนี้ ในส่วนของผู้สูงอายุที่เราต้องดำเนินการตรงนี้ นอกจากในส่วนของชุมชนแออัด เจ้าของญัตติอาจจะดูในส่วนของกรุงเทพมหานคร แต่ ณ วันนี้ความเจริญ หรือว่าสังคมเมืองไปทุกแห่งที่เป็นเมืองขนาดใหญ่ มันก็มีชุมชนแออัด ทุกแห่ง เพราะฉะนั้นทำอย่างไรที่จะให้ผู้สูงอายุที่เขามีสภาพร่างกายที่เสื่อมลง ให้มีสุขภาพที่ดี ให้มีเศรษฐกิจที่ดำรงชีวิตอยู่ได้ ให้อยู่ในสังคมที่ปลอดภัย ให้มีการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ให้รู้จักในเรื่องของอาหารการกิน แล้วก็ที่สำคัญที่สุดก็คือให้เขาสามารถเข้าถึงปัจจัย ๔ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค เราไปบางครั้งก็ไปเยี่ยม สลดหดหู่นะครับ ไปถึงพอดูก็ไม่รู้ซุกหัวนอนไปได้อย่างไรนะครับ ข้างบนก็เป็นกระดาษลังบ้าง ไวนิลที่พวกเรา ไปหาเสียงแล้วก็หมดสมัยหาเสียง ก็มีการเอามามุง เอามากั้น อันนี้ก็เป็นส่วนที่เราคงจะต้อง มีการวางแผนที่จะต้องทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของการบูรณาการ ผมเคยไปดูหลายพื้นที่ เขามีการดำเนินการอย่างดี เหมือนกับเป็น Model หรือว่าเป็น Sandbox เราก็เอาส่วนนั้น แล้วก็ดูว่าใครเป็นแกนนำในการทำตรงนั้นมา แล้วก็นัดกันมาถอดบทเรียน แล้วก็จัดทำเป็น แผนงานระยะยาว แล้วก็หาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาช่วยดำเนินการ มีหลายแห่ง โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในส่วนของสถานประกอบการ เขามีงบที่ดูแลในด้านสังคม ซีเอสอาร์ ถ้าเราสามารถ ที่จะสร้างแรงกระตุ้นตรงนี้ให้เขานะครับ เป็นต้นว่าเหมือนบริจาคให้โรงเรียน บริจาคให้ โรงพยาบาล ลดภาษีให้ ๒ เท่านะครับ ถ้าเขามาดูแลตรงนี้ร่วมกับบอร์ดหรือว่าคณะทำงาน ที่เราจะตั้งขึ้นมา ตรงนี้ก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้มีคนเข้ามาร่วมดำเนินการมากมาย แล้วก็ที่สำคัญที่สุดก็คือผู้ที่ทำงานด้านผู้สูงอายุเขามองว่าทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุไม่ลื่น ไม่ล้ม ไม่หลง ไม่ลืม แล้วก็ไม่ซึมเศร้า กินข้าวอร่อยนะครับ นั่นก็หมายถึงว่าระบบอวัยวะของเขา มีความพร้อมนะครับ ถามว่าทำได้ไหม ผมมองว่าบางครั้งเราก็คงจะยึดกับคำว่า ผู้สูงอายุ พอ ๖๐ ปีแล้วเราก็บอกว่าเขาเป็นผู้สูงอายุ ถามว่าในส่วนของคนอายุ ๕๙ ปี ๑๑ เดือน ๒๙ วัน แล้ววันรุ่งขึ้นเขาอายุ ๖๐ ปี มันไม่เปลี่ยนไปเลยนะครับ เพราะฉะนั้นทำอย่างไรให้ Push พลัง คือผู้สูงอายุตรงนี้สามารถที่จะช่วยตัวเองได้ สามารถที่จะช่วยสังคมได้นะครับ อันนี้ก็จะเป็น การกระตุ้นในเรื่องของผู้สูงอายุ อันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งในส่วนของผู้สูงอายุ🔗
ต่อไปในส่วนของเด็กก็สำคัญเช่นกันครับ เมื่อสักครู่นี้ผู้สูงอายุมีแต่จะมากขึ้น ในส่วนของเด็กก็จะน้อยลงเหมือนที่เรารู้ข้อมูลอยู่แล้วว่า คนยุคสมัยใหม่ไม่นิยมที่จะแต่งงาน ไม่นิยมที่จะมีลูก อันนี้ก็เป็นส่วนสำคัญ แล้วบางครั้งเราก็เปิดอิสรเสรีให้กับคนทุกเพศทุกวัย อันนี้ก็จะเป็นเรื่องที่จะส่งผลต่ออนาคต มันเหมือนกับการ Plot กราฟ เมื่อตอนต้นที่ผมบอก ถ้าเราสามารถที่จะทำได้ แล้วก็เก็บข้อมูลจากอัตราจำนวนการเกิดครับ ปีละ ๑ ล้านคน ลดมา ๙๐๐,๐๐๐ ๘๐๐,๐๐๐ ๖๐๐,๐๐๐ แล้วก็ปัจจุบันเหลือประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ เศษ ๆ ลดลงมาเยอะมากนะครับ อันนี้ก็เป็นภาพที่น่ากังวลครับ ผมเคยรับราชการ แล้วก็เมื่อก่อน เราจะมีการขน Motivate พาคนไปทำหมันนะครับ ช่วงนั้นก็พบว่า ก่อนหน้านี้สักประมาณ ๓๐-๔๐ ปี แต่ ณ วันนี้ก็อาจจะเป็นผลกระทบเช่นกัน เพราะฉะนั้นเราก็คงจะต้องมี การมองการณ์ระยะยาว ระยะไกล เพื่อจะสร้างกลุ่มเด็กตรงนี้ แล้วก็อีกส่วนหนึ่งก็คือ ในส่วนของเด็ก เยาวชนที่อยู่ในชุมชนแออัด เขาเหมือนกับว่าไม่สามารถเข้าถึงสิ่งต่าง ๆ ได้ เพราะฉะนั้นในส่วนที่เราจะสร้างคน เพื่อให้คนไปสร้างชาติ ให้คนไปสร้างสังคม เราก็คง จะต้องมีหน่วยงานเข้าไปดูแลเด็กที่อาจจะถูกทอดทิ้ง เพราะว่ากลุ่มคนกลางที่เป็นวัยทำงาน เขาต้องดูแลทั้งผู้สูงอายุ แล้วก็ต้องดูแลทั้งเด็ก และเขาก็ต้องทำงานมากขึ้นเป็น ๒ เท่านะครับ เพราะฉะนั้นในเรื่องของการที่จะดูแลเด็ก ดูแลผู้สูงอายุก็คงจะไม่มีโอกาสที่จะดูแล เหมือนสังคมทั่ว ๆ ไปนะครับ เพราะฉะนั้นเราต้องดูให้เด็กกลุ่มนี้สามารถที่จะมีทักษะทางด้านภาษา มีทักษะทางด้านกีฬา มีทักษะทางด้านการแสดง มีทักษะทางด้านดนตรีนะครับ แล้วปัจจุบันก็คือทักษะทางด้าน คอมพิวเตอร์ อันนี้เป็นส่วนสำคัญ ถ้าเราไม่ใส่ Intervention ไปจุดนี้ในเด็ก ก็แน่นอนครับ เด็กกลุ่มนี้โตขึ้นมาก็จะมีปัญหาในเรื่องของยาเสพติด มีปัญหาในเรื่องของการเป็นภัยสังคม เพราะฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องดูแลกลุ่มเด็กตรงนี้ด้วย🔗
สุดท้ายนะครับ ก็คงจะเป็นในกลุ่มของผู้พิการ แน่นอนครับว่าปัจจุบัน มีหน่วยงาน แล้วก็องค์กรที่รับผิดชอบของผู้พิการ แล้วก็มีการให้เงินกู้ แล้วก็มีการดูแล เครื่องอำนวยความสะดวกต่าง ๆ สำหรับผู้พิการ ไม่ว่าจะเป็นพิการจากการเคลื่อนไหว การได้ยิน และการรับฟัง หรือว่าในส่วนของจิตเวช ออทิสติก อันนี้ก็จะมีการจัดกลุ่มแล้วก็ แยกกลุ่ม ถ้าเราสามารถที่จะจัดตรงนี้ให้มีหน่วยงาน หรือว่ามีคณะกรรมการเข้าไปดูแล แล้วก็จัดรูปแบบให้เขาสามารถที่จะช่วยเหลือตัวเองได้ แล้วก็ที่สำคัญทั้ง ๓ กลุ่มนี้ ทำอย่างไร ให้เขามีการดูแลเยียวยาด้านจิตใจเหมือนกับครอบครัวทั่ว ๆ ไปนะครับ แล้วก็ที่สำคัญ อีกส่วนหนึ่งก็คือจะต้องสร้างกิจกรรมให้เขา เพราะว่าเขาโดนทิ้งไว้ในครอบครัว คนที่อยู่ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหาเงินก็ออกจากบ้านครับ ที่เหลือเขาก็จะโดดเดี่ยว อ้างว้าง ท่านลงไปดูนะ ในชุมชนแออัด ไปถึงบางครั้งก็จะมีผู้สูงอายุ บ้านเราเรียกว่านั่งยนหมากอยู่นะ หน้าตา ก็ระโหยโรยแรง บางครั้งก็ไม่รู้ว่าจะได้กินข้าววันละสักกี่มื้อ อันนี้ก็คงจะได้นำเสนอ เพื่อที่จะให้เข้าเกณฑ์ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ ตามเหตุผลที่ผมอ้างอิงมาแล้ว แล้วก็จากเพื่อนทั้ง ๔ ท่านอ้างอิงมาแล้วนะครับ เพื่อจะได้มี คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหานี้อย่างจริงจังครับ ขอบคุณมากครับ🔗
ขอบคุณครับ ท่านสุดท้ายนะครับ ญัตติของท่านทศพร เสรีรักษ์ เชิญครับ🔗
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายทศพร เสรีรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ พรรคเพื่อไทย ปัจจุบันประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลง ทางโครงสร้างของประชากร ส่งผลให้ผู้สูงอายุมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ถึงแม้การแพทย์ จะเจริญก้าวหน้าขึ้น แต่สิ่งแวดล้อมที่แย่ลงก็ทำให้ประชาชนเจ็บป่วยมากขึ้น ทั้งโรคมะเร็ง โรคไม่ติดต่ออื่น ๆ ทำให้มีประชาชนเจ็บป่วยติดเตียงมากขึ้น ประชาชนในวัยหนุ่มสาว ในต่างจังหวัดก็เข้าไปทำงานในกรุงเทพมหานครและในเมืองใหญ่ ๆ เด็กจำนวนมาก ก็ต้องถูกเลี้ยงอยู่ที่บ้านโดยผู้สูงอายุ ยิ่งผู้สูงอายุเจ็บป่วย ก็ยิ่งมีปัญหา ส่งผลให้ทั้งผู้สูงอายุ ทั้งผู้พิการ และเด็กจำนวนมากมีการดำรงชีวิตอย่างยากลำบาก ผมจึงขอเสนอญัตติ ให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ รายละเอียด หรือวิธีการแก้ไขจะอภิปรายและพูดคุยในโอกาสต่อไปในชั้นกรรมาธิการครับ ก็ขอรบกวนเวลา ท่านประธานเพียงแค่นี้ ขอบคุณครับ🔗
ขอบคุณครับท่านหมอทศพร ท่านสมาชิกครับ เราประชุมมาพอสมควรแล้ว ขอปิด การประชุมครับ🔗