unknown · · 744 lines

(นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ได้ขึ้นบัลลังก์ เวลา ๐๘.๕๘ นาฬิกา)
นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

อรุณสวัสดิ์ครับท่านสมาชิก ก่อนจะเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม ผมขออนุญาตให้ท่าน สมาชิกได้ปรึกษาหารือตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ข้อ ๒๔ โดยจะให้ ปรึกษาหารือตามลำดับรายชื่อ เวลาที่ยื่น โดยให้เวลาท่านละ ๒ นาทีนะครับ ท่านแรกเชิญ ท่านวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ ครับ🔗

นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สตูล

ท่านภราดร ปริศนานันทกุล ท่านประธานที่เคารพ ผม วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสตูล พรรคภูมิใจไทย ในช่วง ๒-๓ วันที่ผ่านมานี่นะครับ ท่านประธานครับ จังหวัดสตูลบ้านผมกำลัง เจอกับปัญหาน้ำท่วม แม้แต่ในวันนี้ตอนที่ผมอภิปรายอยู่น้ำก็ยังเต็มบ้านชาวบ้านอยู่เลย ท่วมแทบจะทุกพื้นที่ในจังหวัดสตูล สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดหลัก ๆ เกิดจากพายุฝนครับ ตอนนี้ชาวบ้านหลายหลังคาเรือนบ้านพังเสียหาย บางที่ถนนขาด บางที่ต้องใช้เรือออกมาหา ของกินข้างนอก แล้วนี่ยังโชคดีนะครับ ที่ยังไม่มีน้ำป่ามีเพียงแค่พายุฝน ถ้ามีน้ำป่าเข้ามาด้วย ผมรับรองเลยว่าสภาพที่เกิดขึ้นจะหนักกว่านี้อีกหลายเท่าตัว ที่สำคัญที่สุดครับท่านประธานครับ พายุเพิ่งหมดไปแค่ลูกเดียว อีก ๒-๓ วันข้างหน้าจะมีพายุเข้ามาอีกลูกหนึ่ง นี่ลูกเดียว ยังขนาดนี้ ไม่ต้องคิดเลยว่าถ้าอีกลูกหนึ่งตามมาจะหนักหนาสาหัสขนาดไหน ท่านประธานครับ ผมรวมไปถึงท่าน สส. พิบูลย์ รัชกิจประการ ข้อเรียกร้องนะครับไม่ว่าจะจังหวัดซึ่งถือว่า เป็นพี่ใหญ่ วันนี้ต้องเอื้อให้หน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะท้องถิ่นเข้าไปช่วยเหลือพี่น้องได้อย่างสะดวกและรวดเร็วที่สุด ไม่ต้องรอให้ครบ ๓ วันถึงจะเข้าไปช่วย ไม่ต้องรอนะครับ เพราะว่าเวลาน้ำท่วมมันไม่ได้รอให้ฝนตกครบ ๓ วัน แล้วมันท่วมนะครับ มันนึกจะท่วมมันก็ท่วม เพราะฉะนั้นหลักเกณฑ์อะไรต่าง ๆ ที่มันยกเว้น ได้ ทำให้เขาเข้าไปทำงานสะดวกขึ้นก็ควรจะยกเว้น เพราะว่าชาวบ้านเขาเดือดร้อนจริง ๆ ท่านประธานครับ ขอให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ระดมเครื่องไม้เครื่องมือ รวมไปถึงกำลังพล โดยเฉพาะจากพื้นที่ใกล้เคียงที่เขาไม่ได้มีเหตุเข้าไปในพื้นที่จังหวัดสตูล เยอะ ๆ เข้าไปช่วยเหลือพี่น้องเยอะ ๆ เพราะว่าจังหวัดเดียวมันเอาไม่อยู่จริง ๆ ครับตอนนี้ ยิ่งไปกว่านั้นทีมกู้ภัย ถ้าเกิดสนับสนุนเขาได้ก็ต้องช่วยสนับสนุนเขา เพราะว่าทีมนี้ละที่เป็น ทีมที่คอยวิ่งช่วยตลอด ๒๔ ชั่วโมง อย่าว่าแต่เวลาจะนอน เวลาจะกิน จะขี้ จะเยี่ยว นี่ยังไม่มี เลยครับสำหรับกู้ภัย🔗

สุดท้ายผมขอใช้พื้นที่ตรงนี้นะครับ ขอบคุณทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น ภาคเอกชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทหาร ตำรวจ กู้ภัย รวมไปถึงน้อง ๆ โรงเรียนกำแพงวิทยา เมื่อวานนี้อุตส่าห์มาช่วยตักทรายใส่กระสอบ ขอบคุณที่เข้ามาช่วยเหลือพี่น้องในจังหวัดสตูล ขอบพระคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ประชุมเสร็จก็รีบกลับบ้านไปช่วยชาวบ้านนะครับ ท่านธัญธร ต่อด้วย ท่านธัญธารีย์ เชิญครับ🔗

นายธัญธร ธนินวัฒนาธร กรุงเทพมหานคร

เรียนประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม ธัญธร ธนินวัฒนาธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตบางแค และภาษีเจริญ จากพรรคประชาชน อดีตพรรคก้าวไกลครับวันนี้มีเรื่องหารือ ท่านประธานจำนวน ๕ เรื่อง ดังนี้🔗

เรื่องแรก โครงการ Metro Park Sathorn-Kanlapaphruek ในเขตภาษีเจริญ มีพี่น้องประชาชนอาศัยอยู่ในนั้นเป็น ๑๐,๐๐๐ หลังคาเรือน ๑๐,๐๐๐ คนเลยนะครับ แต่ถนนในโครงการก็ได้ยกเป็นทางสาธารณะตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ นะครับ แต่ปัจจุบันยังอยู่ ในสภาพทรุดโทรม ขาดการบำรุงรักษา ขอให้กรุงเทพมหานครและเขตภาษีเจริญ เร่งดำเนินการครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ฝาท่อของการไฟฟ้านครหลวงบนถนนเพชรเกษม ปากซอย เพชรเกษม ๖๒ จำนวน ๓ จุด ส่งเสียงดังเมื่อรถเคลื่อนผ่านครับ เรื่องนี้ผมได้ประสาน ไปยัง กฟน. แล้วนะครับ และท่านได้นำยางมารองไว้แล้วนะครับ แต่ปัจจุบันรถเคลื่อนผ่านมาก ก็เกิดปัญหาขึ้นอีก ขอให้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหานะครับ มันรบกวนการพักผ่อนของพี่น้อง ประชาชนนะครับ🔗

เรื่องที่ ๓ การก่อสร้างคอนโดมิเนียมปากซอยเพชรเกษม ๕๖ เกิดเสียง รบกวนและแรงสั่นสะเทือนครับ ที่ผ่านมาได้ประสานสำนักงานเขตภาษีเจริญและแก้ไข ปัญหาเบื้องต้นแล้ว แต่ขอให้ช่วยติดตามการดำเนินการไม่ให้กระทบความเป็นอยู่ของ ประชาชนครับ🔗

เรื่องที่ ๔ ท่อระบายน้ำหักชำรุดบริเวณซอยเพชรเกษม ๕๒ แยก ๕ นะครับ และไฟส่องสว่าง เสาเลขที่ ธ ๑๒ ไม่ติดมาเป็นเวลานาน เสี่ยงเกิดอันตรายครับ🔗

เรื่องสุดท้ายครับ ขอให้กรุงเทพมหานครเร่งรัดในการจัดหาถังดับเพลิงให้กับ ชุมชนนะครับ ตามที่ผมได้ประชุมร่วมกับ กทม. ในคณะกรรมาธิการ ปภ. ได้รับปากว่า จะส่งมอบให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาครับ แต่ปัจจุบันก็ยังไม่ได้รับหลายจุด ทั้งในเขตบางแคและภาษีเจริญ เช่น ชุมชนครูเจือใหม่ ในซอยบางแค ๔ ถึงแม้ปัจจุบันจะไม่ได้ มีสภาพเป็นชุมชนแล้ว แต่ก็มีประชาชนอาศัยอยู่หนาแน่น และในชุมชนวัดจันทร์ประดิษฐาราม โดยรอบ ซึ่งมีอยู่หลายชุมชนมากครับ ขอให้เร่งจัดการเพื่อความปลอดภัยของพี่น้อง ประชาชนครับ🔗

ส่วนสภาพฟ้าฝนพี่น้องประชาชนสอบถามมาว่า ในเขตกรุงเทพมหานคร ช่วงนี้ฝนตกหนัก แต่จากการติดตามกับสำนักการระบายน้ำ เรายังพร่องน้ำได้ดีอยู่นะครับ แล้วจะคอยรายงานความคืบหน้ากับพี่น้องประชาชนต่อไปครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ ท่านธัญธารีย์ เรียนเชิญครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นางสาวธัญธารีย์ สันตพันธุ์ อุบลราชธานี

เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ธัญธารีย์ สันตพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี เขต ๖ พรรคเพื่อไทย ขอหารือปัญหาในพื้นที่อำเภอเขมราฐ นาตาล โพธิ์ไทร ผ่านท่านประธานไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง จำนวน ๓ เรื่องดังต่อไปนี้ค่ะ🔗

เรื่องที่ ๑ ขอปรึกษาหารือผ่านท่านประธานไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้พิจารณาจัดสรรงบประมาณในการซ่อมแซมฝายยางห้วยกะจีน ที่บ้านนาตาล อำเภอนาตาล จังหวัดอุบลราชธานีด้วย เนื่องจากฝายยางดังกล่าวปัจจุบันมีสภาพชำรุดเสียหายเป็นอย่างมาก และจากการที่ดิฉันได้ลงพื้นที่สำรวจก็พบว่าฝายยางดังกล่าวไม่ได้รับการซ่อมแซมเป็นระยะ เวลานานแล้ว ส่งผลให้ฝายยางไม่สามารถช่วยกักเก็บน้ำในฤดูฝนได้ ทำให้ช่วงฤดูแล้งประชาชน ในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียง ต้องประสบกับปัญหาขาดแคลนน้ำในการอุปโภคบริโภคค่ะ🔗

เรื่องที่ ๒ ขอปรึกษาหารือผ่านท่านประธานไปยังรัฐบาล กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาราคาวัว ตกต่ำ ในขณะนี้ยังพบว่าราคาวัวยังคงลดลง และสร้างความลำบากให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงวัว เป็นอย่างมาก ซึ่งปัญหาราคาวัวตกต่ำนี้ดิฉันได้หารือไปเมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ ที่ผ่านมา และเพื่อเป็นการช่วยหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้กับประชาชนที่ได้รับ ผลกระทบอีกครั้ง จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาหาแนวทางในการแก้ไขด้วยค่ะ🔗

เรื่องที่ ๓ ขอปรึกษาหารือผ่านท่านประธานไปยังกรมทางหลวงและหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาติดตั้งสัญญาณไฟจราจรบริเวณหน้าโรงเรียนโพธิ์ไทรพิทยาคาร อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นสถานที่ตั้งของโรงเรียน จึงทำให้มีรถยนต์และรถจักรยานยนต์ โดยเฉพาะของอาจารย์ ผู้ปกครอง และนักเรียน เดินทางเข้าออกสัญจรไปมาเป็นจำนวนมาก ทำให้เมื่อไม่มีสัญญาณไฟจราจรควบคุมการขับขี่ การสัญจรไปมาบริเวณดังกล่าว จึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ ท่านปารเมศครับ แล้วต่อด้วยท่านพิชัยเลยครับ🔗

นายปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต ๑ พรรคประชาชน วันนี้ขอเรียนปรึกษาท่านประธาน🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ กรุงเทพมหานคร

ปัญหาในพื้นที่เรื่องแรก คือการป้องกันและควบคุมไข้เลือดออกระยะยาว ในช่วงฤดูฝนที่ผ่านมานี้ในเขตผมมีผู้ป่วย ไข้เลือดออกเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทุกปี แม้ว่าหน่วยงานต่าง ๆ จะมี การรณรงค์ป้องกันยุง แต่จากสถิติปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ ผมจึงขอฝากไปยัง กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวง อว. ให้ช่วยศึกษานำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างเช่น การทำให้ยุงตัวผู้เป็นหมัน หรือ SIT หรือจะเป็นการดัดแปลงพันธุกรรมยุง GMMs ที่จะช่วยลดจำนวนยุงและลดอัตราพาหะของโรคของยุง เพื่อควบคุมการแพร่โรคระบาด ในระยะยาวอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ผมอยากฝากไปยังหน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะ กทม. ร่วมกันให้ความรู้ในเรื่องของอันตรายจากการใช้สารเคมีของการฉีดพ่นยุงโดยที่ไม่จำเป็น เนื่องจากสารบางชนิดเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพได้ ขอสไลด์ถัดไปด้วยครับ🔗

เรื่องถัดไป จะขอปรึกษาในการจัดทำแผนที่ดินใต้ดินในกรุงเทพมหานคร ก่อนหน้านี้ผมได้ประสานการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและการแก้ไขปัญหาท่อระบายน้ำใต้ดิน ที่ชุมชนเขียนนิวาสน์-ตรอกไก่แจ้ ซึ่งชุมชนนี้ได้เผชิญกับปัญหาดังกล่าวร่วม ๑๐ ปี ได้เชิญ หน่วยงานต่าง ๆ มาต้องใช้เวลายาวนาน แล้วก็หน่วยงานต่างไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าภาพ ต้องเชิญ มากว่า ๕ หน่วยงาน ก็ต้องขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่ช่วยร่วมแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นมากกว่า ๑๐ ปี ผมจึงอยากจะเสนอไปที่กระทรวงมหาดไทย ให้จัดทำแผนที่ใต้ดิน เพื่อที่จะแก้ไข ปัญหาให้กับชาวบ้านในพื้นที่ได้ ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านพิชัยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายพิชัย แจ้งจรรยาวงศ์ สมุทรปราการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม พิชัย แจ้งจรรยาวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๓ จังหวัดสมุทรปราการ พรรคประชาชน วันนี้ผมได้นำปัญหาในพื้นที่ ๒ เรื่องหลัก ๆ มาปรึกษาหารือกับท่านประธาน เพื่อประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาดังกล่าว🔗

ปัญหาแรกเลย ผมได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนจำนวนมาก เรื่องการขายสินค้าริม Footpath สาธารณะ บริเวณถนนเทพารักษ์ กิโลเมตรที่ ๒ จนถึง กิโลเมตรที่ ๔ ผู้ร้องเรียนได้แจ้งว่าช่วงเย็นของทุกวันจะมีรถจอดซื้อของกินเลนถนนไป ๑ เลน ซึ่งจะตรงกับเวลาที่มีผู้ใช้รถใช้ถนนดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ทำให้การจราจรบริเวณดังกล่าว เกิดการติดขัด จึงขอนำเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลัก ๆ คือแขวงการทางสมุทรปราการ และเทศบาลตำบลบางเมือง จัดประชุมเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด ของเรื่องนี้ร่วมกันครับ🔗

ปัญหาต่อมา ปัญหาอุบัติเหตุบริเวณจุดกลับรถ ถนนศรีนครินทร์เนื่องจากรถ ทางตรงมาเร็ว รถที่ U-turn วิ่งตัดไปเลนซ้ายสุดทำให้เกิดอุบัติเหตุ จึงขอวิงวอนไปยัง หน่วยงานผู้รับผิดชอบหารือเรื่องนี้เพื่อปิดจุดกลับรถดังกล่าวไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ และเกิดการ สูญเสียไปมากกว่านี้ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ ต่อไปเรียนเชิญท่านสนอง ต่อด้วยท่านสุภกร เรียนเชิญครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายสนอง เทพอักษรณรงค์ บุรีรัมย์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สนอง เทพอักษรณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย เขตเลือกตั้งที่ ๑ ท่านประธานครับ ได้รับการร้องเรียนจากท่านนายกองค์การบริหาร ส่วนตำบลกระสัง ท่านนายกรัษฎา อนันตจันทรา และนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลหนองตาด นายจำรัส เสนาปักธงไชย ร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องถนนที่ชำรุดเสียหาย เป็นถนนจากบ้านกระสัง ผ่านบ้านเครือชุด บ้านสำโรง ตำบลหนองตาด ไปติดบ้านม่วง ระยะทางประมาณ ๔,๙๐๐ เมตร ทางเส้นนี้เป็นถนนดินลูกรัง🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสนองครับ ขออภัยนะครับ เดี๋ยวเรากลับมาอีกรอบหนึ่งนะครับ เดี๋ยวท่านสนองเริ่มใหม่ ไฟไหม้นะครับ ขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงของการทดลองฝึกอพยพหนีไฟ ประจำปี ๒๕๖๗ เดี๋ยวเรียนเชิญเพื่อนสมาชิกร่วมลงไปที่จุดนัดพบด้านล่างนะครับ ผมขอพักการประชุมสัก ๑๘-๑๙ นาทีนะครับ เวลา ๐๙.๓๐ น. พบกันใหม่ พักการประชุมครับ🔗

พักประชุมเวลา ๐๙.๑๑ นาฬิกา🔗

เริ่มประชุมต่อเวลา ๐๙.๓๖ นาฬิกา🔗

ขออนุญาตเปิดประชุมนะครับ ระหว่างรอท่านสนอง ท่านเพิ่งเดินเข้าไปให้พักเหนื่อยก่อนนะครับ ท่านสุภกร มาหรือยังครับ เชิญครับท่านสุภกรครับ🔗

นายสุภกร ตันติไพบูลย์ธนะ กรุงเทพมหานคร

เรียนประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุภกร ตันติไพบูลย์ธนะ ผู้แทนราษฎร ชาวสวนหลวง ประเวศ กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชนครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายสุภกร ตันติไพบูลย์ธนะ กรุงเทพมหานคร

วันนี้ผมขอหารือกับ ท่านประธานเกี่ยวกับปัญหาที่กระทบกับพ่อแม่พี่น้องประชาชน ๓ เรื่องด้วยกันครับ🔗

เรื่องแรก เป็นเรื่องของการแจ้งความ คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีของ พี่น้องประชาชนที่มาใช้บริการกับสถานีตำรวจพระโขนง ที่มีผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันรอสอบปากคำเกือบ ๑,๐๐๐ กรณี โดยน่าจะเกิดจากกำลังพลของเจ้าหน้าที่ ไม่เพียงพอ ขอฝากให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดอัตรากำลังให้กับสถานีตำรวจในพื้นที่ เพื่อให้บริการพ่อแม่พี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึงด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องของการจอดรถและขับรถจักรยานยนต์บนพื้นที่ทางเท้า บริเวณสถานีรถไฟฟ้าสายสีเหลือง สถานีสวนหลวง ร.๙ ซึ่งสำนักเทศกิจมีการตั้งระบบ กล้อง AI ตรวจจับการขับและการจอดรถจักรยานยนต์ในพื้นที่นี้ มีการจับการกระทำผิดได้ กว่า ๕,๐๐๐ ครั้งนะครับ แต่ไม่ได้ทำให้ปัญหาลดลง รวมทั้งเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุตามมาด้วย ดังนั้นขอฝากให้ทางสำนักเทศกิจและสำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร ดำเนินการกำชับเรื่องนี้ให้มากขึ้นด้วยครับ🔗

เรื่องสุดท้ายครับ เป็นเรื่องน้ำท่วมในซอยศรีนครินทร์ ๔๘ ปัจจุบันเป็นทาง ที่พี่น้องประชาชนใช้เดินทางผ่านเป็นจำนวนมากและมีประชาชนที่อยู่อาศัยในซอยนี้ ประสบกับปัญหาการเดินทาง เนื่องจากน้ำท่วมขังแทบจะตลอดเวลา ดังนั้นจึงขอฝากไปยัง สำนักการโยธาและสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร เข้ามาจัดการเรื่องน้ำท่วมขัง และหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่อไป ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ ย้อนกลับมาที่ท่านสนองนะครับ เชิญครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายสนอง เทพอักษรณรงค์ บุรีรัมย์

ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้มีเกียรติ กระผม สนอง เทพอักษรณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย เขตเลือกตั้งที่ ๑ จังหวัดบุรีรัมย์ครับ ได้รับการร้องเรียนจากท่านนายกองค์การบริหาร ส่วนตำบลกระสัง ท่านนายกรัษฎา อนันตจันทรา และท่านนายกจำรัส เสนาปักธงไชย เทศบาลตำบลหนองตาด แจ้งว่าถนนสายจากบ้านกระสังผ่านบ้านเครือชุด บ้านสำโรงไปถึง บ้านม่วง ตำบลหนองตราดนั้น สภาพเดิมเป็นถนนหินขลุกและถนนดินลูกรัง ขณะนี้ชำรุด เสียหายมากครับ หน้าฝนพี่น้องประชาชนสัญจรไปมาไม่ได้เลย แม้กระทั่งเด็กนักเรียน จักรยานยังขี่ไปโรงเรียนไม่ได้ ได้นำเรียนหารือต่อสภาแห่งนี้ไปแล้วเมื่อต้นปี แต่ยังไม่ได้รับ การแก้ไข ฝากท่านประธานได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดูแล แก้ไขด้วยครับ🔗

ประการที่ ๒ ได้รับการร้องเรียนจากพี่น้อง อปพร. ซึ่งมีจำนวนทั้งหมด ๖๓๗,๙๕๐ คนทั่วประเทศ ท่านประธานครับ อปพร. นั้นมีส่วนร่วมและมีบทบาทในการ ช่วยเหลืองานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนราชการหรือภาคประชาชน ทั้งงานด้านบรรเทา สาธารณภัย งานป้องกันความปลอดภัย งานอำนวยความสะดวกแก่พี่น้องประชาชน ในเทศกาลต่าง ๆ แต่ค่าตอบแทนไม่มี วันนี้ในเมื่อ อสม. ได้เดือนละ ๒,๐๐๐ บาท ถ้าจะกรุณาจัดให้ อปพร. สักเดือนละ ๑,๐๐๐ บาทนั้น ก็จะเป็นพระคุณอย่างสูง จะได้เป็น ขวัญกำลังใจแก่พี่น้อง อปพร. ทั่วประเทศ ทั้ง ๖๓๗,๙๕๐ คน จึงนำเรียนท่านประธานสภา ได้โปรดสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามที่ได้เสนอด้วย ขอบพระคุณมากครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ ท่านจักรวาลและต่อด้วยท่านณัฐวุฒินะครับ เรียนเชิญท่านจักรวาล ก่อนครับ🔗

นายจักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล สุโขทัย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายจักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย เขต ๔ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ วันนี้ไม่พูดเรื่องน้ำท่วมไม่ได้ เพราะว่าผมเห็นข่าวภาพจาก ที่แม่สายนั้นเป็นน้ำที่น่ากลัว แล้วก็เป็นน้ำที่จะต้องเพิ่มทุกปี แล้วก็เป็นพิบัติภัยที่จะเกิดขึ้น รุนแรงขึ้น สุโขทัยเป็นจังหวัดหนึ่งที่ท่วมครั้งแรกท่านประธาน แต่พอเจอแม่สาย เชียงราย ดูเหมือนสุโขทัยนั้นเบาบางไป ผมจึงกราบเรียนถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า การที่ท่านลง ตรวจน้ำไม่ว่าสุโขทัยหรือหลาย ๆ ที่ หลายจังหวัด หนองคาย เลย อุบลราชธานี ก็ตามแต่ สิ่งที่ท่านตั้งบริหารจัดการน้ำไว้ โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะเป็นกรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ หรือกรมป่าไม้ ซึ่งท่านอธิบดีนั้นก็ได้ให้ความเอ็นดูเรื่องพื้นที่ อยากให้อนุมัติพื้นที่ในการที่ก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นอ่างเก็บน้ำฝายแกนดินซีเมนต์ ซึ่งต้องเก็บน้ำป่าเขาให้มากที่สุด อย่างเช่น แม่สายนั้นน้ำไม่ใช่ของคนเชียงราย ของคนแม่สายเลย เป็นน้ำของประเทศข้าง ๆ เราแล้วก็ ไหลมา เช่นเดียวกับสุโขทัยครับ รับน้ำจากน่าน อุตรดิตถ์ แพร่ แล้วก็พะเยา ซึ่งปีนี้พะเยา แพร่ ก็ท่วมหนักเหมือนกัน ส่งสัญญาณว่าอนาคตสุโขทัยของผมมีความกังวลว่าจะคล้ายกับ แม่สอด จึงกราบเรียนให้หน่วยงานที่เอ่ยไป แล้วไม่ว่ากรมชลประทาน หรือกรมทรัพยากรน้ำ ตลอดจนกรมป่าไม้ได้อนุญาตพื้นที่ที่มีโครงการ ไม่ว่าออกแบบเสร็จแล้ว หรือนำเสนอไปที่ กรมให้อนุญาตให้ใช้พื้นที่ได้ ให้ดำเนินการโครงการต่าง ๆ เพื่อบริหารจัดการน้ำให้ดีขึ้น จึงขอขอบคุณคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะการนำของท่านนายกรัฐมนตรี ท่านแพทองธาร ชินวัตร ที่ท่านอนุมัติเงิน ๓,๐๐๐ ล้านบาท ช่วยเหลือพี่น้องที่ประสบอุทกภัย ใช้งบกลาง ช่วยเหลือ ครอบครัวที่จะท่วมมาก ท่วมน้อย ท่วมนาน ก็ได้ทั้งสิ้น แล้วก็เยียวยาการเกษตร ขอขอบคุณกระทรวงคมนาคม กระทรวงกลาโหม กระทรวงสาธารณสุข โดยการนำของ ท่านรัฐมนตรีสุริยะ ท่านรัฐมนตรีภูมิธรรม เวชยชัย และท่านสมศักดิ์ เทพสุทิน ที่ดูแล เรื่องถนนหนทาง ตลอดจนนำกองกำลังอาหารช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่แม่สอด และสุโขทัย ตลอดจนสาธารณสุขเข้าดูแลเรื่องสุขภาพและจิตเวช หรือสุขภาพจิตให้กับพี่น้อง ที่ได้รับผลกระทบในการท่วมครั้งนี้ จึงกราบเรียนท่านประธานถึงหน่วยงานต่าง ๆ ช่วยอนุมัติ แล้วก็ดำเนินการเยียวยาตรงนี้ให้เร่งด่วน ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่านณัฐวุฒิครับ🔗

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน คนจังหวัดอ่างทองครับ วันนี้ผมมีเรื่องหารือผ่านท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ๖ เรื่องด้วยกัน🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

เรื่องแรก เป็นกรณีของสะพาน ข้ามคลองโผงเผง ในพื้นที่ หมู่ ๖ ตำบลโผงเผง อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง สะพานนี้ ท่านประธานทราบดีครับว่า สร้างมานานแล้วเกิดการชำรุดเสียหาย เพราะว่ามีรถบรรทุกหนัก ที่ใช้เดินทางข้ามไปมาระหว่างจังหวัดอ่างทองกับจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นจำนวนมาก พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อน ผมขออนุญาตช่วยงานท่านประธานอีกแรงนะครับ ฝากหารือผ่านไปยังกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย และจังหวัดอ่างทอง ได้เร่งดำเนินการแก้ไขด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๒ เรื่องฟาร์มเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ หมู่ ๓ ตำบลโคกพุทรา อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง ฟาร์มนี้มีการส่งกลิ่นเหม็นรบกวนพี่น้องประชาชนในรัศมีเกือบ ๒ กิโลเมตร ที่อยู่รอบฟาร์มแห่งนี้ เรื่องนี้มีการประสานงานไปยังหลายหน่วยงาน ล่าสุดสาธารณสุข ก็ลงไปดู แต่ปรากฏว่ากลิ่นเหม็นนั้นยังคงอยู่ ก็ต้องฝากท่านประธานผ่านไปยังเทศบาล ตำบลโคกพุทรา สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอ่างทอง แล้วก็จังหวัดอ่างทอง ได้เร่ง ดำเนินการแก้ไขด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๓ เป็นกรณีของเขื่อนป้องกันตลิ่งในพื้นที่ หมู่ ๗ ตำบลบางเจ้าฉ่า อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทองครับ เขื่อนนี้ผมเคยไปดูมาแล้วครับ เราคิดว่าเสร็จแล้ว แต่ปรากฏว่าเกิดความล่าช้าในการก่อสร้าง น้ำขึ้นมาปุ๊บก็ชำรุดมีการพังทลายไปอีก พี่น้อง ก็ไม่มั่นใจว่าตกลงแล้วมันจะสร้างเสร็จเมื่อไร แล้วจะปลอดภัยแค่ไหนนะครับ ก็ต้องฝาก ท่านประธานผ่านไปยังกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย และจังหวัดอ่างทอง ได้เร่งดำเนินการแก้ไขด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๔ เป็นกรณีของรอยต่อของเขื่อนป้องกันตลิ่ง บริเวณหมู่ ๓ ตำบลจรเข้ร้อง อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง เรื่องนี้ท่านกรวีร์ ปริศนานันทกุล ท่านก็เคยไปดูน้ำท่วมใหญ่ ในปี ๒๕๖๔ เกิดจากจุดนี้ครับ โครงการนี้จะมีการดำเนินการไปแล้วเสร็จในปี ๒๕๖๙ แต่ปรากฏว่ามันมีจุดรอยเชื่อมครับท่านประธาน ที่คันดินมันทรุดครับ พี่น้องก็เกรงว่าหากน้ำ มามากเกิดพังทลาย น้ำก็จะท่วมใหญ่นะครับ ก็ต้องขออนุญาตท่านประธานฝากผ่านไปยัง กรมโยธาธิการและผังเมือง และจังหวัดอ่างทอง ได้เร่งดำเนินการแก้ไขด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๕ เป็นปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับกับจังหวัดอ่างทอง คือพื้นที่กรณีของจุด บริเวณหมู่ที่ ๕ ตำบลพระงาม อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี พื้นที่ตรงนี้ในปี ๒๕๖๕ เคยแตกครับ และเป็นจุดที่ทำให้น้ำท่วมมาถึงอำเภอเมืองอ่างทอง ขณะนี้กรมชลประทาน กำลังสร้างเขื่อนอยู่ครับ แต่ว่ามีความล่าช้าไม่มีป้ายโครงการด้วยนะครับว่าจะสิ้นสุดเมื่อไร ก็ต้องฝากท่านประธานไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมชลประทาน และจังหวัด สิงห์บุรีดำเนินการแก้ไขครับ🔗

เรื่องที่ ๖ นิดเดียวท่านประธานครับ เป็นกรณีของอุทยานแห่งชาติตาดโตน ในพื้นที่อำเภอเมืองจังหวัดชัยภูมิ ได้รับการประสานงานจากคุณนัฏฐิกา โล่ห์วีระ ผู้สมัคร สส. พรรคก้าวไกล จังหวัดชัยภูมิว่า มันไปทับที่ของชาวบ้านครับ เรื่องนี้ผมเองก็เคยหารือ ในสภาแห่งนี้ พี่น้องตำบลห้วยต้อน พี่น้องตำบลท่าหินโงม อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ได้รับความเดือดร้อน ฝากท่านประธานไปยังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และจังหวัดชัยภูมิได้ดำเนินการแก้ไขด้วยครับ🔗

ท่านประธานครับ วันนี้เป็นวันครบรอบ ๑๘ ปีรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เราต้องช่วยกันยืนยันในนามของสภาแห่งนี้ว่า การรัฐประหารนั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับ ไม่ได้ และจะต้องไม่มีอำนาจใดมาทำลายอำนาจสูงสุดที่เป็นของประชาชน ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญต่อไปนะครับ ท่านเฉลิมพงศ์ ต่อด้วยท่านสฤษฏ์พงษ์ครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายเฉลิมพงศ์ เเสงดี ภูเก็ต

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต เขต ๒ พรรคประชาชน ขอนำเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนมาหารือต่อรัฐสภา เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก้ไข ๓ เรื่อง ดังต่อไปนี้ครับ🔗

เรื่องแรกครับ ที่จังหวัดภูเก็ตขณะนี้เกิดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในแหล่ง ท่องเที่ยว ตำบลป่าตอง ตำบลกะรน ตำบลฉลอง ตำบลราไวย์ พบว่าสาเหตุหลักเกิดจาก การบุกรุกพื้นที่บนภูเขา ออกโฉนดทับลำรางสาธารณะ และการก่อสร้างรุกล้ำทางน้ำ จนทำ ให้ลักษณะเป็นคอขวด ไม่สามารถระบายน้ำได้ ผลกระทบความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน และยังส่งผลให้บ้านเรือนได้รับความเสียหาย ฝากท่านประธานหารือไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง กระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต สำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต เร่งดำเนินการตรวจสอบเพื่อขจัดต้นตอปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้อง ประชาชนด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ปัญหายาเสพติด ไม่ว่าจะล่อซื้อก็แล้ว แจ้งเบาะแสก็แล้ว แต่ไม่ว่า จะทำอย่างไรก็ไม่จบ ขณะนี้ไม่ได้มีแค่ชุมชนชาวไทยใหม่ราไวย์นะครับ ลามไปถึงเมืองป่าตอง มีการขายให้กับนักท่องเที่ยวในซอยบางลา ซอยลาว และตลอดแนวชายหาดป่าตอง จนทำให้ มีการพูดปากต่อปากว่าถูกมองเป็นแหล่งมั่วสุม ฝากท่านประธานหารือไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง ผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต และสำนักงานปราบปรามยาเสพติด เร่งปราบปรามจับกุมกู้ภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยวในสายตาของชาวต่างชาติด้วยครับ🔗

เรื่องสุดท้าย บริเวณถนนเส้น ๔๐๕๐ ทางลัดมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต ตรงข้ามปั๊มน้ำมันบางจาก พบว่ามีการลักลอบทิ้งขยะจำนวนมาก ปัจจุบันเส้นทางนี้มีการทรุดตัวและยังไม่ได้มีการซ่อมแซมแต่อย่างใด เนื่องจากติดขัดด้วย ข้อระเบียบของทางระบบราชการ ทำให้หน่วยงานในท้องถิ่นไม่สามารถรับโอนเข้าดูแล และบริหารจัดการได้ ฝากท่านประธานหารือไปยังแขวงทางหลวงชนบทภูเก็ต เร่งขึ้นทะเบียน ถนนเส้นนี้เป็นทางหลวงชนบท เพื่อจัดทำโครงการและทำงบประมาณซ่อมแซมพร้อมติดตั้ง ไฟส่องสว่างขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปครับเชิญท่านสฤษฏ์พงษ์ครับ🔗

นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง กระบี่

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ พรรคภูมิใจไทยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง กระบี่

ผมขอรบกวนเวลาหารือ ๔ เรื่องด้วยกันครับ ท่านประธานครับ ที่จังหวัดกระบี่มีถนนสายหลักคือ ถนนเพชรเกษม สาย ๔ ซึ่งในขณะนี้เป็น ถนนเพชรเกษมเชื่อมต่อที่อำเภอคลองท่อมกับอำเภอลำทับ ที่จะไปต่อจังหวัดนครศรีธรรมราช ในขณะนี้มันมีการขยายตัวทำสะพานไว้แล้ว แต่ว่าผิวถนนยังไม่ครบ ๔ เลน ก็ต้องขอฝาก เรื่องในการเชื่อมต่อถนน ๔๐๓๔ ที่จากอำเภอคลองท่อมไปอำเภอลำทับ ไปจังหวัด นครศรีธรรมราชกับกรมทางหลวงด้วยนะครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ถนน ๔๒๔๕ ตำบลศาลาด่าน ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของ กรมโยธาธิการและผังเมือง ทำมานานแล้วครับ เป็นถนนรอบเกาะ ดูในคลิปเถอะครับ สภาพผิวถนน นักท่องเที่ยวลำบากมากเลย ขอฝากฝ่ายโยธาธิการและผังเมืองได้ดูเพื่อที่จะให้แล้ว เสร็จด้วย เนื่องจากว่ามีการก่อสร้างมาหลายปีแล้วนะครับ🔗

เรื่องที่ ๓ ที่อำเภอเกาะลันตาเช่นกันครับ ท่านนายกพงษ์สวัสดิ์ ดำรงอ่องตระกูล แล้วก็พี่น้องนะครับ ในสภาพน้ำท่วมขังตามที่เห็นนะครับ รอระบาย จะต้องมีการแก้ปัญหา อย่างเร่งด่วนที่ตำบลศาลาด่าน อำเภอเกาะลันตา เพื่อการท่องเที่ยวที่ดีขึ้น ในขณะนี้ฝนก็ตก ชุกมากนะครับ🔗

เรื่องสุดท้ายครับ ขอกราบเรียนท่านประธานครับ ในเรื่องของสะพาน ข้ามเกาะลันตาเช่นกัน ออกแบบมาสวยงามนะครับ ตอนนี้ทำมาเสร็จเรียบร้อยในหน่วยงาน ของกรมทางหลวงชนบทนะครับ เรื่องนี้ต้องขอขอบคุณท่านอดีตรัฐมนตรี ท่านศักดิ์สยาม ชิดชอบ ด้วยนะครับ ที่ช่วยทำให้สำเร็จ แล้วก็ถนนจากอำเภอเหนือคลองไปอำเภอเขาพนม ๙๐๐ ล้านบาท อันนี้อนุมัติเสร็จเรียบร้อยแล้วนะครับ สำหรับในเรื่องของสะพานข้าม เกาะลันตาติดอยู่เรื่องเดียวครับ คือติดอยู่ที่สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะนะครับ ต้องทำเรื่อง ขอเบิกเงินจาก World Bank หรือธนาคารโลกนะครับ แล้วก็ได้บรรจุในเรื่องของงบประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ไว้ในสำนักงบประมาณเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วย กราบขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไป ๒ ท่านนะครับ ท่านณกรต่อด้วยท่านวิทยาครับ เรียนเชิญท่านณกรครับ🔗

นายณกร ชารีพันธ์ มุกดาหาร

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ณกร ชารีพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมุกดาหาร พรรคประชาชนครับ มีเรื่องปรึกษา หารือท่านประธานทั้งหมด ๓ เรื่องครับ🔗

เรื่องที่ ๑ ปัญหาการออกเอกสารสิทธิของพื้นที่นิคมสร้างตนเอง อำเภอนิคม คำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ภายใต้การดูแลของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ครับ เนื่องจากนิคมคำสร้อยมีการจัดสรรเอกสารสิทธิ มาอย่างยาวนานนะครับ แต่ว่ายังไม่เสร็จเสียทีเกือบ ๕๐-๖๐ ปี เพราะฉะนั้นแล้วจึงอยาก ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเร่งจัดเอกสารสิทธิเพื่อส่งมอบความยั่งยืนให้กับพี่น้อง ประชาชนนะครับ จึงอยากขอร้องไปที่กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ครับ เร่งมอบเอกสารสิทธิให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ ดังกล่าวนะครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ติดตามความคืบหน้าโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยกระเบียน (บ้านภู) ตำบลบ้านเป้า อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวยังขาดแหล่งน้ำ ในการอุปโภคบริโภคนะครับ หากมีอ่างเก็บน้ำดังกล่าวในพื้นที่จะช่วยให้พี่น้องประชาชน กว่าพันครัวเรือน มีแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค แล้วก็แหล่งน้ำเพื่อการเกษตรนะครับ จึงอยากประสานไปยังกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยเร่งรัดแก้ไขปัญหา ดังกล่าวครับ🔗

เรื่องที่ ๓ ขอสนับสนุนสะพานข้ามห้วยกระเบียนของพื้นที่หมู่ ๕ หมู่ ๖ หมู่ ๗ ตำบลร่มเกล้า จากสำนักงานโยธาธิการและผังเมือง จังหวัดมุกดาหารนะครับ เนื่องจากพื้นที่ ดังกล่าวมีพื้นที่การเกษตรกว่าพันไร่ แต่ยังขาดสะพานในการขนสินค้าทางการเกษตรจึงอยาก ขอความอนุเคราะห์ไปยังสำนักงานโยธาธิการและผังเมือง จังหวัดมุกดาหาร จัดสรรงบประมาณ แก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ เรียนเชิญท่านวิทยาครับ🔗

นายวิทยา แก้วภราดัย แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย พรรครวมไทยสร้างชาติ มีเรื่องขออนุญาตหารือผ่านท่านประธาน ไปยังหน่วยงานกระทรวงคมนาคม ๒ เรื่องครับ🔗

เรื่องที่ ๑ เรื่องที่ผมได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนที่โดยสาร เครื่องบินภายในประเทศตลอดนะครับ คือช่วงหลังนี้เครื่องบินโดยสารภายในประเทศเกือบ ทุกเที่ยวบินเต็มตลอด ที่สำคัญก็คือราคาตั๋วเครื่องบินขยับขึ้นทุกนัด ยิ่งช่วงเทศกาลบางครั้งนี้ เดินทางจากกรุงเทพฯ ไปนครศรีธรรมราช เดินทางจากกรุงเทพฯ ไปอุดรธานีค่าโดยสาร เที่ยวละ ๕,๐๐๐ บาทครับ เดินทางไปกลับนี้เป็นหมื่นครับ เพราะฉะนั้นขออนุญาตที่จะ เสนอแนะไปยังกระทรวงคมนาคม เป็นไปได้ครับ ถ้าเครื่องบินการบินไทยยังพอมีนะครับ ก็กลับไปบินเหมือนเดิมครับ แล้วก็ใช้ราคามาตรฐานที่ไม่ต้อง Low Cost แล้วครับ ราคาขนาดยืนเที่ยวละ ๓,๐๐๐ บาท เสมอต้นเสมอปลาย อย่างนี้ก็เป็นทางออกให้กับ ประชาชนครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ก็เรื่องคมนาคมเหมือนกันครับ เรื่องรถไฟครับท่าน ผมนี่เป็นคนที่ ใช้บริการรถไฟตั้งแต่เรียนมัธยมครับ จนช่วงหลังมีเวลาก็จะนั่งรถไฟกลับไปทางใต้ประจำ เรียนท่านประธานเลยครับว่า รถไฟสายใต้ Bogie ทุก Bogie ผมเข้าใจว่าอายุเท่า ๆ กับ ผมเรียนมัธยมศึกษา มาถึงวันนี้ยังไม่เคยเปลี่ยนเลยครับ ผิดกับ Bogie ที่เดินทางไปสายเหนือ สายอีสาน ผมเห็นแล้วก็อิจฉาครับ สวย ๆ ทั้งนั้น และปรากฏช่วงโควิดที่ผ่านมาเดิมมีรถไฟ วิ่งไปนครศรีธรรมราชวันละ ๒ ขบวน รถด่วน รถเร็ว ปรากฏเกิดโควิดก็ยุบเลิกไป ๑ ขบวน เหลือขบวนเดียว วันนี้ท่านทราบไหมครับว่าจะจองตั๋วกลับไปนครศรีธรรมราชปลายเดือนนี้ ซึ่งจะมีเทศกาลงานเดือนสิบ ซึ่งคนนครศรีธรรมราชทั้งประเทศต้องกลับบ้านไม่มีตั๋วโดยสารเลย ล่วงหน้า ๑ เดือนก็ไม่มี ครึ่งเดือนก็ไม่มี ผมเคยขอไปหลายครั้งแล้วครับ แล้วก็ไม่ตอบมาสักที ก็คือคืนขบวนโดยสารให้กับนครศรีธรรมราชเท่าเดิมวันละ ๒ ขบวน เพราะที่นั่นประชากร มากที่สุดในภาคใต้ และที่สำคัญครับ เปลี่ยนตู้โดยสารเสียบ้างนะครับ จะทำให้ผู้โดยสารรู้สึกว่า ได้รับการปรับปรุง ไม่เหมือนกับที่จะโดนเรื่อย ๆ ครับว่า รัฐบาลนี้มักจะทอดทิ้งทางใต้ครับ ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปเชิญท่านสังคมนะครับ ต่อด้วยท่านพุธิตาครับ เรียนเชิญครับ🔗

นายสังคม แดงโชติ ประจวบคีรีขันธ์

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายสังคม แดงโชติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พรรคภูมิใจไทยครับ วันนี้ผมมีเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนผู้ใช้บริการโรงพยาบาลกุยบุรี อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มานำเรียนต่อท่านประธานครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายสังคม แดงโชติ ประจวบคีรีขันธ์

โรงพยาบาลกุยบุรีเป็นโรงพยาบาล ประจำอำเภอที่มีขนาด ๓๐ เตียง ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๒ ครับ ถือว่าเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก รั้งท้ายของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เลยก็ว่าได้ครับ แต่ต้องให้บริการประชาชนในพื้นที่ตาม ทะเบียนราษฎร์ และพื้นที่ใกล้เคียงมากกว่า ๔๐,๐๐๐ คน โดยปัจจุบันผู้มาใช้บริการแบบ ผู้ป่วยนอกในทุก ๆ แผนกไม่ต่ำกว่าวันละ ๓๔๐ ท่านครับ เฉลี่ยผู้ป่วยในวันละ ๑๕-๓๐ ท่าน ในกรณีบางวันที่มีผู้ป่วยในมากนะครับ ก็มากถึง ๔๐-๕๐ ท่านต่อวัน ซึ่งสถานที่ไม่เพียงพอ จะต้องทำการรักษานอนพักฟื้นกันตามระเบียงโรงพยาบาล ตามสไลด์ที่ได้ขึ้น ซึ่งมีความ แออัดมากครับท่านประธาน หากวันไหนมีผู้ป่วยจิตเวชอาการรุนแรงที่ต้องรอส่งตัวก็ต้อง นอนอยู่ใกล้เคียงกับผู้ป่วยทั่วไปครับ โดยมีพยาบาลขึ้นเวรเพียงแค่วันละ ๒ ท่าน และจากที่ผมได้ลงพื้นที่ไปรับฟังปัญหานะครับ ก็จะเห็นได้ว่าโรงพยาบาลกุยบุรียังไม่มี ห้องเก็บศพเลยนะครับ วันไหนเกิดมีผู้ป่วยเสียชีวิตก็ต้องนำศพไปพักตามทางเดิน โรงพยาบาล ซึ่งทางโรงพยาบาลกุยบุรีเองได้มีการทำเรื่องขออาคารอุบัติเหตุฉุกเฉิน ๖ ชั้น ที่มีห้องผ่าตัดและมีเครื่องมือการแพทย์ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการให้บริการเหมือนกับ โรงพยาบาลอื่น ๆ โดยจะมีเตียงรับรองผู้ป่วยได้เพิ่มอีก ๖๐ เตียงด้วยครับท่านประธาน เพื่อพี่น้องในพื้นที่จะได้รับการบริการที่ดีและทันเวลา เป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีกับเขา ได้ดียิ่งขึ้นครับ ผมจึงนำเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยผลักดันโครงการดังกล่าวให้กับประชาชนในพื้นที่อำเภอกุยบุรี และพื้นที่ใกล้เคียงด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ ต่อไปเชิญท่านพุธิตาครับ🔗

นางสาวพุธิตา ชัยอนันต์ เชียงใหม่

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน พุธิตา ชัยอนันต์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคประชาชน วันนี้ดิฉันมีเรื่อง ปรึกษาหารือกับท่านประธานดังนี้ค่ะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นางสาวพุธิตา ชัยอนันต์ เชียงใหม่

เรื่องแรก อันเนื่องมาจากปัญหา น้ำหลากเมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาส่งผลให้เกิดปัญหาแผ่นดินทรุดแล้วก็ตลิ่งพัง ในพื้นดินอยู่อาศัยของชาวบ้านตำบลแม่แฝกใหม่ หมู่ ๑๒ บ้านป่าป๋อ ทีมงานผู้ประสานงาน แล้วก็ผู้ช่วยของดิฉันนะคะ ทนายบอย หรือคุณพัฒนพงษ์ โพร้งเกร็ด ได้ลงพื้นที่เข้าไป ตรวจสอบค่ะ ก็พบว่ามีแผ่นดินทรุดเป็นแนวยาว เหตุการณ์นี้ประชาชนได้รับผลกระทบ ทั้งสิ้น ๓ หลังคาเรือนค่ะ ซึ่งตอนนี้ทางเทศบาลก็ได้เข้าไปตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว ขอสไลด์ต่อไปค่ะ แล้วก็หมู่ที่ ๔ บ้านขัวมุง เกิดเหตุการณ์ตลิ่งพังค่ะ มีผู้ได้รับความเสียหาย กว่า ๔ หลังคาเรือน เบื้องต้นนะคะขอขอบคุณทางเทศบาลเจดีย์แม่ครัว แล้วก็ อบจ. เชียงใหม่ ที่ได้เข้าไปช่วยเหลือบรรเทาทำแนวกั้นตลิ่งชั่วคราวนะคะ แต่อย่างไรก็ตามชาวบ้าน ต้องการให้มีการขุดลอกแม่น้ำปิงบริเวณมุมโค้งที่ทำให้เกิดกระแสน้ำซัดกัดเซาะมาที่ฝั่งของ ที่ดินของชาวบ้านนะคะ เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกค่ะ จึงอยากขอปรึกษาหารือ กับท่านประธานค่ะ เพื่อให้กรมเจ้าท่าได้เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพ่อแม่ พี่น้องประชาชนด้วยค่ะ🔗

เรื่องที่ ๒ เรื่องต่อไปค่ะ ดิฉันและทีมงานได้ลงพื้นที่ตำบลแม่สา อำเภอแม่ริม เมื่อได้ทราบข่าวเหตุการณ์น้ำป่าล้นตลิ่งเข้ามาท่วมบ้านเรือนและสวนของชาวบ้านเสียหาย เมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคมที่ผ่านมา ที่บ้านท่าไคร้ หมู่ที่ ๒ ตำบลแม่สา เมื่อดิฉันได้พูดคุยกับ ชาวบ้าน แล้วก็แม่กำนัน พบว่าสิ่งที่ชาวบ้านต้องการ ๑. ขอให้มีการขุดลอกลำห้วยแม่สา แล้วก็ทำพนังกั้นน้ำค่ะ ๒. ขอให้มีการสร้างฝายชะลอน้ำหรือฝายน้ำล้นที่หมู่ ๖ บ้านวารีธรรม ซึ่งตรงนี้ก็คือสร้างฝายมาก่อนแล้วและได้พังไปแล้ว ก็ขอให้มีการสร้างขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เรื่องที่ ๓ ที่ชาวบ้านต้องการ หมู่ที่ ๔ บ้านแม่สาน้อยต้องการระบบเปิดปิดน้ำ ประตูระบายน้ำ แบบมอเตอร์ค่ะ ซึ่งทุกวันนี้นี้เป็นแบบ Manual นะคะ ขอสไลด์ด้วยค่ะ ก็ทำให้การเปิดปิด ประตูระบายน้ำทำได้ยากค่ะ เมื่อเกิดเหตุที่จะฉุกเฉินมาก็ไม่สามารถที่จะเข้าไปเปิดปิดประตู ระบายน้ำได้ทัน ก็ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเข้ามาแก้ไขปัญหาแล้วก็เร่งพิจารณาด้วย ขอบคุณค่ะ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ ต่อไปเชิญท่านปรีดาและต่อด้วยท่านชนกนะครับ เรียนเชิญท่านปรีดาครับ🔗

นายปรีดา บุญเพลิง แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายปรีดา บุญเพลิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน การศึกษานำการเมือง ครูพัฒนาคน ประชาชน พัฒนาชาติ รากฐานของตึกคืออิฐ รากฐานของชีวิตคือการศึกษา ขอหารือท่านประธาน ผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการครับ จากข้อมูลในอดีตจนถึงปัจจุบัน ปัญหา หญ้าปากคลอกเกิดขึ้นเป็นประจำและไม่ได้รับการแก้ไข คือขณะนี้อยู่ในช่วงฤดูการโยกย้าย ครูผู้สอนและผู้บริหารสถานศึกษา ผมลงพื้นที่พบปะพี่น้องครูทุกภูมิภาค ได้รับเรื่องร้องเรียน เป็นจำนวนมากเกี่ยวกับการเรียกรับเงินจากผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา ผอ. สพป. ผอ. สพม. และจาก อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่ โดยรับปากว่าจะย้ายไปโรงเรียนที่ยื่นคำร้อง ขอให้ย้ายได้ เรื่องนี้ผมได้ยินแล้ว ช็อกครับ ทั้งนี้ก็ไม่ทุกเขตหรอกครับ ขณะนี้มีการฉลองล่วงหน้า แล้วว่าตัวเองจะได้ไปอยู่ที่ไหน ทั้ง ๆ ที่ อ.ก.ค.ศ. เขตก็ยังไม่มีการประชุมและอนุมัติ ซึ่งเรา ก็ไม่สามารถหาหลักฐานได้ เพราะเป็นการสมยอมกันระหว่างสองฝ่าย ตรวจสอบไม่ยากครับ ถ้าจะแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง ปัญหาที่ตามมาก็คือภาระหนี้สินของครูผู้สอนและผู้บริหาร สถานศึกษาจะเพิ่มขึ้น ขวัญกำลังใจและการทำงานก็จะลดลง นี่คือสิ่งที่ผมเป็นห่วง คุณภาพของ ลูกหลานจะเป็นอย่างไร ดังนั้น ผมขอฝากเรื่องนี้ไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จัดการปราบทุจริตเรื่องนี้อย่างจริงจัง🔗

๒. จากการที่นายอธิพงษ์ บุญเพลิง กำนันตำบลท่านางแนว อำเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนถึงความเดือดร้อน ปัญหาแรงดันไฟฟ้าตก ไฟกระพริบไม่พอใช้ และได้ทำหนังสือไปยังผู้จัดการไฟฟ้าอำเภอบ้านไผ่ นายดิเรก เกษจินดา ผู้จัดการไฟฟ้าอำเภอพล นายวิริยะ พรเจริญสุทธิกุล ผู้จัดการไฟฟ้าอำเภอแวงน้อย นายสมบูรณ์ พันธุ์ไม้ ผมเห็นการทำงานของหน่วยงานนี้แล้ว เมื่อได้รับหนังสือการไฟฟ้า ส่วนภูมิภาค อำเภอบ้านไผ่ อำเภอพล อำเภอแวงน้อย ตลอดจนพนักงานที่เกี่ยวข้องและ ทีมงานทุกคนแล้ว ทำงานได้อย่างรวดเร็วทันใจ และขอชื่นชมไปยังรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย ที่ผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านทำงานได้ใจประชาชน ขอบคุณมากครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญครับ ท่านชนกครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นางสาวชนก จันทาทอง หนองคาย

ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวชนก จันทาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย เขต ๒ พรรคเพื่อไทย วันนี้ดิฉันมีข้อหารือถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนอยู่ ๒ ประเด็นด้วยกันค่ะ🔗

ประเด็นที่ ๒ เรื่องของประตูระบายน้ำ ดิฉันได้รับการร้องทุกข์จากพี่น้อง ประชาชน จริง ๆ แล้วอุทกภัยของจังหวัดหนองคายในรอบ ๑๙ วันมานี้ เราเจอมา ๒ ระลอก ตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนรอบที่ ๒ ก็คือวันที่ ๑๒ กันยายน ภาพนี้ดิฉันได้รับการร้องทุกข์ ตั้งแต่รอบแรก เป็นประตูระบายน้ำของบ้านพรพระธาตุ หมู่ที่ ๒๕ ตำบลจุมพล อำเภอโพนพิสัย ก่อสร้างมา ๔๕ ปีแล้วค่ะ นำหารือในสภานี้แล้วตั้งแต่ปี ๒๕๖๕ หากในวันนั้นได้รับการดูแล และแก้ไข วันนี้หมู่บ้านหลังประตูระบายน้ำคงไม่ท่วม ไม่ว่าจะเป็นบ้านหนองปลาไหล บ้านดอนโพธิ์ แล้วก็อีกจุดหนึ่งก็คือบ้านปากสวย หมู่ที่ ๔ ตำบลวัดหลวง อำเภอโพนพิสัย วันนี้ไม่มีภาพประกอบ เนื่องจากน้ำได้ท่วมประตูระบายน้ำไปแล้ว ทั้ง ๒ จุดขอให้ กรมชลประทานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าดูแลและช่วยเหลือด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ ท่านประธาน🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ ต่อไปท่านเกียรติคุณ ต่อด้วย ท่านรัชนี พลซื่อ เรียนเชิญท่านเกียรติคุณ ต้นยาง ครับ🔗

นายเกียรติคุณ ต้นยาง นนทบุรี

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายเกียรติคุณ ต้นยาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๗ อำเภอบางบัวทอง อำเภอไทรน้อย พรรคประชาชน วันนี้ผมมีเรื่องจะหารือ กับท่านประธาน จำนวน ๓ เรื่อง🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายเกียรติคุณ ต้นยาง นนทบุรี

เรื่องแรกเป็นปัญหาของพี่น้องประชาชน ที่ใช้ถนนเส้นบางกรวย-ไทรน้อย ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๒๑๕ คือสภาพถนนปิดฝาท่อ ไม่สนิท เป็นหลุม เป็นบ่อ ขรุขระ อยู่หน้าหมู่บ้านชวนชมพาร์ค ๓ ทั้งขาไปและขากลับ จึงขอให้ท่านประธานประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น แขวงการทางนนทบุรี เพื่อดำเนินการแก้ไข ซ่อมแซม ปรับปรุง เพื่อให้พี่น้องประชาชนใช้ถนนได้อย่างปกติ แล้วก็เป็นการลดอุบัติเหตุด้วยนะครับ🔗

เรื่องที่ ๒ เป็นปัญหาของพี่น้องประชาชนของหมู่ที่ ๙ ตำบลคลองขวาง อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี ที่มีปัญหาในการใช้ถนนของ อบจ. นนทบุรี ถนนเป็น รอยแตกร้าวทั้งขาไปและขากลับ อยู่ที่บริเวณหมู่ที่ ๙ ตำบลคลองขวาง อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี จึงขอให้ท่านประธานช่วยประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น องค์การ บริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี ดำเนินการแก้ไขซ่อมแซมปรับปรุงให้พื้นผิวการจราจรเป็นปกติ แล้วพี่น้องประชาชนใช้สัญจรด้วยความไม่ลำบาก และเป็นการลดอุบัติเหตุด้วยนะครับ🔗

เรื่องที่ ๓ เรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในซอยเบ็ญกาโต ผมได้รับการร้องเรียนมาจาก ท่านพันเอก (พิเศษ) สมภูมิ พิบูลย์สวรรค์ แล้วก็พี่น้อง ประชาชนหลายครัวเรือนนะครับที่อาศัยอยู่ในซอยเบ็ญกาโต หมู่ที่ ๔ ตำบลบางบัวทอง อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี เนื่องจากว่าสภาพถนนในซอยระยะทางประมาณ ๔ กิโลเมตร เป็นหลุมเป็นบ่อ เวลาฝนตกน้ำก็ท่วมขัง เวลาแดดออกก็จะเป็นฝุ่นฟุ้งกระจาย ทำให้เด็กนักเรียน เดินทางไปเรียนด้วยความลำบาก พี่น้องประชาชนออกไปทำงาน ทำมาหากินด้วยความลำบาก กลับมาบ้านช่องก็ไม่ได้พักผ่อน เพราะว่าต้องทำความสะอาดรถ ทำความสะอาดบ้าน ทั้งฝุ่น ทั้งฝน จึงขอให้ท่านประธานประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น เทศบาลเมืองใหม่บางบัวทอง ดำเนินการแก้ไขซ่อมแซมให้พี่น้องประชาชนได้ใช้ถนนในซอยเบ็ญกาโตได้อย่างปกติ ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะครูและนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนสาธิต มศว. องครักษ์ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ยินดีต้อนรับทุกท่านครับ ต่อไปเรียนเชิญ ท่านรัชนีครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นางรัชนี พลซื่อ ร้อยเอ็ด

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางรัชนี พลซื่อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด เขต ๓ พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ดิฉันขอหารือท่านประธานเรื่องปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนค่ะ จากการ ลงพื้นที่ของดิฉัน แล้วก็จากการประสานงานจาก นางนันทพร สิริปัญจโชติ สจ. เขตอำเภอโพนทอง และนายประมวล ประเสริฐสังข์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลโพธิ์ทอง อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด ว่าถนนหลายสายชำรุดเสียหายมีสภาพเป็นหลุมเป็นบ่อ การสัญจรไปมา ลำบากและเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ดิฉันจึงขอหารือท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เข้าดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยเร่งด่วน ดังนี้🔗

๑. ขอให้ขยายไหล่ทาง พร้อมปรับปรุงถนนสายทางหลวงชนบท รอ. ๔๐๖๐ แยกจากทางหลวงหมายเลข ๒๑๑๖ ไปบ้านเดื่อ ตำบลแวง อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด ขนาดผิวจราจรเดิม ๖ เมตร ขอให้ขยายผิวจราจรเป็นกว้าง ๙ เมตร ระยะทาง ๖ กิโลเมตร ปัจจุบันเป็นถนนลาดยาง ซึ่งคงสภาพความเป็นลาดยางอยู่เป็นช่วง ๆ และมีหลุมมีบ่อจำนวนมาก จึงขอหารือท่านประธานผ่านไปยังกรมทางหลวงชนบท ให้สำรวจออกแบบจัดงบประมาณ เพื่อขยายไหล่ทางและซ่อมแซมถนนลาดยางให้ใหม่ด้วยค่ะ🔗

๒. ขอให้ซ่อมแซมถนนสายบ้านคำแข้ ตำบลแวง อำเภอโพนทอง ไปบ้านคำนาดี ตำบลคำนาดี อำเภอโพนทอง ปัจจุบันเป็นถนนลาดยางของกรมทางหลวงชนบท ขนาดกว้าง ๖ เมตร ระยะทาง ๗ กิโลเมตร และปัจจุบันได้ถ่ายโอนให้ อบจ. ร้อยเอ็ด ถนนเส้นนี้ เป็นเส้นทางหลักที่ประชาชนใช้สัญจรไปมาเข้าตัวอำเภอโพนทอง ปัจจุบันตรงกลางของถนน ชำรุดเสียหายมาก เป็นหลุมเป็นบ่อเกือบตลอดสายที่ผ่านมาเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง จึงขอหารือท่านประธานผ่านไปยังท่านผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อจัดสรรงบ พัฒนาจังหวัดในการซ่อมแซมถนนสายดังกล่าวให้ด้วยค่ะ🔗

๓. ดิฉันขอหารือท่านประธานสภาผ่านไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อจัดสรรงบพัฒนาจังหวัดในการก่อสร้างถนนลาดยาง Asphaltic คอนกรีต สายบ้านหนองแวง ตำบลโพนทอง เชื่อมไปบ้านป้อง ตำบลโพธิ์ศรีสว่าง ไปบ้านจุมจัง ตำบลอุ่มเม่า อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด ขนาดผิวจราจร ๖ เมตร ระยะทาง ๕ กิโลเมตร ซึ่งสภาพปัจจุบัน เป็นถนนลูกรังเป็นหลุมเป็นบ่อตลอดเส้นทาง การสัญจรไปมาลำบากมาก แล้วก็หวังเป็น อย่างยิ่งว่าในการหารือของดิฉันในวันนี้ คงจะแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้โดยเร็ว ขอกราบขอบพระคุณค่ะ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปเชิญท่านอำนาจ กับท่านชวาล พลเมืองดี นะครับ เชิญท่านอำนาจครับ🔗

นายอำนาจ วิลาวัลย์ ปราจีนบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ อำนาจ วิลาวัลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ ปราจีนบุรี พรรคภูมิใจไทย ผมมีเรื่องปรึกษาหารือ กับท่านประธาน เรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องอำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรีนะครับ🔗

เรื่องแรกคือพี่น้องประชาชนหมู่ที่ ๑ หมู่ที่ ๒ หมู่ที่ ๓ ตำบลโคกไทย อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี ได้รับความเดือดร้อนจากถนนหมายเลข ๓๑๙ ที่ก่อสร้างแล้ว ไม่มีรางระบายน้ำจากหน้าโรงงานถึงหน้าวัดแสงสว่าง ทำให้เวลาฝนตกน้ำจะไหลเข้าท่วมขัง ในบ้านเรือนพี่น้องประชาชน ทางแขวงการทางได้ทำงบประมาณถึงกรมทางหลวง เพื่อจะวางท่อ ระบายน้ำเพื่อช่วยระบายน้ำให้ลงในแหล่งน้ำธรรมชาติ จึงอยากฝากท่านประธาน ถึงท่านรัฐมนตรีช่วยอนุมัติงบประมาณให้กับแขวงทางหลวงปราจีนด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๒ เรื่องของไฟแสงสว่าง เส้นทาง ๓๑๙ ตลอดสาย มีหลายช่วงที่ดับ ทำให้ถนนมืด ชาวบ้านได้รับความไม่ปลอดภัยจากการขับรถ ผมได้แจ้งไปที่แขวงการทาง ปราจีนบุรีแล้ว ได้คำตอบว่าถูกขโมยลักตัดสายไฟ แล้วก็ตัวควบคุมสัญญาณไฟ จึงอยากฝาก ท่านประธานช่วยประสานไปยังกระทรวงคมนาคม ช่วยจัดสรรงบประมาณให้กับ แขวงทางหลวงปราจีนบุรีด้วย เพื่อนำไปปรับปรุงไฟฟ้าแสงสว่างให้กับพี่น้องประชาชน แล้วก็ช่วยหาทางแก้ไขในเรื่องการลักลอบตัดสายไฟของถนนทางหลวง มันมีเกือบ ทุกจังหวัดเลยครับ🔗

เรื่องที่ ๓ เรื่องเกาะกลางถนนมีหญ้าขึ้นสูงมาก บดบังทัศนวิสัยในการขับขี่ ของพี่น้องประชาชน จึงอยากฝากแขวงการทางช่วยเร่งตัดหญ้าเกาะกลางถนนให้กับพี่น้อง ประชาชนด้วยครับ หรือถ้าเป็นไปได้อยากให้แขวงการทางได้ประสานไปยัง อบต. ในพื้นที่ ที่ดูแลถนนช่วยดำเนินการตัดให้ก็ได้ครับ กราบขอบคุณท่านประธานมากครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านชวาล เชิญครับ🔗

นายชวาล พลเมืองดี ชลบุรี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ชวาล พลเมืองดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขต ๓ พรรคประชาชน ท่านประธานครับ ผมมีเรื่องเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนชาวนิคมอมตะซิตี้ อำเภอพานทอง และอำเภอ บ้านบึง ร้องเรียนต่อทางท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งรัดให้เกิดการ แก้ปัญหาอยู่ด้วยกัน ๓ เรื่องดังนี้ครับท่านประธาน🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายชวาล พลเมืองดี ชลบุรี

เรื่องแรกครับ เมื่อวานมีฝนตกหนักในพื้นที่ อำเภอเมือง อำเภอพานทอง และอำเภอบ้านบึง ทำให้เกิดน้ำท่วมขังในหลาย ๆ พื้นที่ โดยเฉพาะถนนหมายเลข ๓๔๔ ตั้งแต่ช่วงทางแยกตลาดดอกเตอร์ประโยชน์ เนื่องจำนงค์ มาจนถึงพื้นที่ตำบลหนองซ้ำซากผ่านไปยังตำบลสำนักบกและมาบไผ่ น้ำได้ไหลมารวมกันรอ การระบายอยู่ที่ถนนหมายเลข ๓๑๕ เส้นสุขประยูร ทำให้พี่น้องในพื้นที่ใช้ถนนสัญจรอย่างยากลำบาก น้ำได้ทะลักเข้าสู่บ้านเรือนของพี่น้อง ประชาชนเกิดความเสียหายเป็นจำนวนมาก ซึ่งปัญหานี้เกิดขึ้นแทบทุกปีในพื้นที่ดังกล่าว จึงอยากจะขอให้ทางท่านผู้ว่าราชการจังหวัด สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดชลบุรี จัดประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรวบรวมข้อมูลปัญหาพื้นที่จุดเสี่ยง น้ำท่วมขังในจังหวัดชลบุรี และตั้งศูนย์ประสานงานในการแก้ปัญหาน้ำท่วมและขอให้มีการ สำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน รวมไปถึงจัดหางบประมาณ เพื่อเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น เพื่อป้องกันปัญหาในระยะยาวอีกต่อไปครับท่านประธาน🔗

เรื่องต่อมาครับ ถนนเส้นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองหงษ์ ไปยังวัดหนองม่วงใหม่ ตำบลหนองหงษ์ อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี มีปัญหาน้ำท่วมขัง ในเวลาฝนตกหนัก เนื่องจากถนนเส้นดังกล่าวไม่มีทางระบายน้ำ ทำให้ประชาชนในพื้นที่ ไม่สะดวกต่อการสัญจรและน้ำได้ทะลักเข้าสู่บ้านเรือนประชาชน จึงอยากจะขอให้องค์การ บริหารส่วนตำบลหนองหงษ์ จัดทำทางหรือทางระบายน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้อง ประชาชนด้วยครับ🔗

เรื่องสุดท้ายครับ ถนนหมายเลข ๓๗๐๑ และ ๓๗๐๒ เลียบมอเตอร์เวย์ สาย ๗ กรุงเทพฯ พัทยา มีปัญหาไฟส่องสว่างไม่เพียงพอ ซึ่งเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่พี่น้อง พนักงานในนิคมอมตะซิตี้และประชาชนในพื้นที่ใช้สัญจรเป็นหลัก โดยถนนทั้งสองเส้นอาจจะ เป็นจุดเสี่ยงอันตรายไม่ปลอดภัยแก่ผู้ใช้รถใช้ถนน จึงอยากจะขอให้ทางแขวงทางหลวงชลบุรีที่ ๑ ได้เข้ามาดำเนินการแก้ไขปัญหาเพิ่มไฟส่องสว่าง เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนด้วย ขอบคุณมากครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปครับ เชิญท่านปรเมษฐ์ครับ🔗

นายปรเมษฐ์ จินา สุราษฎร์ธานี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ปรเมษฐ์ จินา พรรครวมไทยสร้างชาติ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เขต ๕ วันนี้ก็จะมาจั่วหัวในเรื่อง ของไฟฟ้ากับป่าไม้ เนื่องจากว่าในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสเข้าไปร่วมประชุมกับ หัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ก็พบว่าในส่วนของปัญหา ในเรื่องไฟฟ้ามีทุกตำบล แล้วก็ในเรื่องของกระแสไฟฟ้าตก ไฟฟ้าไม่พอ การขยายเขตไฟฟ้า อันนี้ก็น่าจะเป็นปัญหาในระดับประเทศเช่นกัน ก็อยากจะฝากนำเรียนผ่านท่านประธาน ไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบการไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ผมก็การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ให้มีการวางแผนเพราะว่าปัญหาอุปสรรคก็คือในเรื่องของหม้อแปลงไฟฟ้า ถ้าเห็นว่า ประชากรเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่อุทยานมี ๒,๐๐๐ ห้องที่รองรับนักท่องเที่ยว ระดับโลก พบว่ามีปัญหาแบบนี้แล้วพอกระแสไฟฟ้าตกแอร์ก็ไม่ทำงาน ฝรั่งซื้อห้องแอร์มา พอแอร์ไม่ทำงาน ฝรั่งเขาจะ Strict มาก เขาก็จะไม่จ่ายเงิน อันนี้ก็เป็นปัญหาส่วนหนึ่ง ก็อยากจะฝากให้มีการทำแผนล่วงหน้า แล้วก็ไปรื้อระบบของอำเภอพนมให้ด้วย🔗

อีกปัญหาหนึ่ง ก็คือเขตรับผิดชอบต้องไปขึ้นกับอำเภอบ้านตาขุน ๒ ตำบล แล้วก็อยู่ในอำเภอพนม ๔ ตำบล อันนี้ก็อยากจะฝากนำเรียนให้ผู้บริหารระดับสูงกำชับ หน่วยงานระดับอำเภอ ให้เข้าร่วมประชุมกำนัน ผู้ใหญ่บ้านด้วย🔗

เรื่องที่ ๒ ก็เป็นเรื่องของป่าไม้ สืบเนื่องจากว่าผู้บริหารท้องถิ่นเกือบทุกแห่ง เขาพบว่ามีการยื่นขอทำถนน ขยายไฟฟ้าเข้าไปในเขตพื้นที่ของกรมป่าไม้ ซึ่งถ้าไปดูสภาพ แล้วปัจจุบันมันก็เหมือนพื้นที่ทั่ว ๆ ไป ก็อยากจะฝากนำเรียนว่า ให้ช่วยรื้อดูเขาบอกว่า เขาหาเสียงว่าเขาจะทำถนนเส้นนี้ ตอนนี้จะหมดวาระแล้วก็ยังไม่อนุมัติผลเป็นอย่างไร ก็อยากจะให้กรมป่าไม้ช่วยสักที ช่วยไปรื้อดูว่ามันกองอยู่ขนาดไหน แล้วก็ถ้าทำไม่ได้ตรงนี้ ผมว่ามอบอำนาจให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด หรือว่ามอบอำนาจให้กับนายก อบจ. ไปเลย จะได้ไม่เสียเวลา ของที่ทำให้หลวงกับหลวง ของท้องถิ่นก็เป็นของหลวง แล้วก็ในส่วนของ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกรมป่าไม้ก็เป็นของหลวง ช่วยพิจารณาหน่อย ถ้าท่านจะดองเรื่อง ก็ไปดูของเอกชนหรือว่าของคนที่เข้าไปหาผลประโยชน์ แต่ว่าของท้องถิ่นเอ็นดูเขานะครับ ช่วยหน่อยครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ ต่อไปเชิญท่านปรัชญาวรรณ แล้วก็ต่อด้วยคุณหมอกิตติศักดิ์ครับ เรียนเชิญครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นางสาวปรัชญาวรรณ ไชยสืบ จันทบุรี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ปรัชญาวรรณ ไชยสืบ ผู้แทนราษฎรจากจังหวัดจันทบุรี เขต ๒ พรรคประชาชนค่ะ วันนี้ขอหารือความเดือดร้อนของพ่อแม่พี่น้องในพื้นที่ผ่านท่านประธานไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องดังนี้ค่ะ🔗

เรื่องแรกค่ะ ถนนข้ามแยกท่าจุ้ย จุดตัดระหว่างทางหลวงหมายเลข ๓ และ ทางหลวงหมายเลข ๓๑๕๒ โครงการนี้ ใช้งบประมาณก่อสร้างจำนวน ๓๒๐ กว่าล้านบาท ภายใต้การควบคุมของสำนักก่อสร้างสะพานกรมทางหลวง แล้วเสร็จเมื่อวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๖ ผ่านมาไม่ถึง ๑ ปี ผิวจราจรพัง ถนนเป็นหลุม ปะแล้วปะอีก นับครั้งไม่ถ้วน รถตกหลุมยางแตกไปหลายคัน ถึงแม้ว่าจะอยู่ในช่วงของการประกันผลงานนะคะ แต่ว่าถนนพังบ่อยขนาดนี้ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าการก่อสร้างได้มาตรฐานหรือไม่ค่ะ ขอฝาก ท่านประธานไปยังกรมทางหลวงให้ตรวจสอบหาสาเหตุการชำรุดของถนนเส้นนี้ และขอให้ กรมทางหลวงเร่งดำเนินการแก้ไขผิวจราจรที่พังโดยเร็วค่ะ🔗

เรื่องที่ ๒ ปัญหาน้ำเค็มรุกพื้นที่การเกษตรของพ่อแม่พี่น้อง บริเวณหมู่ที่ ๔ ตำบลกระแจะ และหมู่ที่ ๑๑ ตำบลช้างข้าม อำเภอนายายอามค่ะ โดยน้ำเค็มได้รุกขึ้นมา ตามคลองกระแจะนะคะ เบื้องต้นผู้นำชุมชนพร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่สำรวจ จุดที่จะทำประตูกั้นน้ำเค็ม ซึ่งเป็นพื้นที่คาบเกี่ยวระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมค่ะ หากมีความจำเป็นต้องขออนุญาตใช้พื้นที่ อยากให้กรมทรัพยากร ทางทะเลและชายฝั่งช่วยพิจารณา เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชน และขอให้ กรมชลประทานช่วยเร่งรัดการดำเนินโครงการนี้ด้วยนะคะ🔗

เรื่องสุดท้ายค่ะ ปัญหาช้างป่า ช่วงนี้ในจังหวัดจันทบุรีมีช้างป่าออกทุกวัน วันก่อนช้างก็เข้ามหาวิทยาลัย เมื่อวานช้างก็เข้าอำเภอเมืองค่ะ ดิฉันและเพื่อนสมาชิกหารือ เรื่องช้างป่าในสภาแห่งนี้ไปแล้วหลายครั้ง แต่ว่าตอนนี้เราเพิ่งได้รัฐบาลชุดใหม่ค่ะ จึงขอใช้ โอกาสนี้ส่งเสียงไปยังนายกรัฐมนตรี แล้วก็ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมช่วยให้ความสำคัญกับปัญหาช้างป่าให้เป็นวาระแห่งชาตินะคะ แล้วก็เร่ง ดำเนินการแก้ไขปัญหาช้างป่าให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชนด้วยค่ะ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ คุณหมอกิตติศักดิ์ เรียนเชิญครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ มหาสารคาม

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม เขต ๑ พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่นผมขอเป็นตัวแทนชาวมหาสารคามขอแสดงความเสียใจ และเป็นกำลังใจให้กับพี่น้องชาวเชียงรายและพี่น้องที่ประสบอุทกภัยทั่วประเทศ และขอหารือปัญหาของชาวมหาสารคาม ๒ เรื่องนะครับ🔗

๑. ปัญหาประปาหมู่บ้านในตำบลท่าตูม ผมได้รับการร้องเรียนจากนายสมเดช ประทุมไชย นายก อบต. ท่าตูม นายทองจันทร์ คันตะลี ผู้ใหญ่บ้านหนองโดน หมู่ที่ ๑ นายสัณห์ชัย มาตย์งามเมือง ผู้ใหญ่บ้านท่าตูม หมู่ที่ ๓ นายอุเทน อาทิตย์ตั้ง ผู้ใหญ่บ้าน ดอนเรือ หมู่ที่ ๖ นายวิชาญ ละครชัย ผู้ใหญ่บ้านอ้อยช้าง หมู่ที่ ๓ และนายสุทัศน์ ประทุมไชย ผู้ใหญ่บ้านท่าตูม หมู่ที่ ๙ และพี่น้องชาวท่าตูม เนื่องจากพี่น้องทั้ง ๕ หมู่บ้าน จำนวน ๑,๐๐๐ กว่าครัวเรือนได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากประปาหมู่บ้าน จากในสไลด์ เป็นประปาที่ขุ่น ไม่สะอาด ไม่ถูกสุขอนามัย มีกลิ่นนะครับ ถ้าไปซักผ้าก็ผ้าเหลือง ถ้าไปรับประทานก็ไม่ได้นะครับ ต้องซื้อน้ำรับประทานเอง ซึ่งปัญหานี้เกิดขึ้นมานานแล้ว จึงขอความอนุเคราะห์ให้การประปาส่วนภูมิภาค ได้ให้การสำรวจออกแบบอย่างเร่งด่วน เพื่อสนับสนุนงบประมาณในปีที่เร็วที่สุด ซึ่งถ้าจะเป็นไปได้ก็คงเป็นปี ๒๕๗๐ ครับ🔗

เรื่องที่ ๒ เรื่องของไฟฟ้าส่องสว่าง ถนน มค. ๒๐๐๕ ได้รับการร้องเรียนจาก พี่น้องชาวตำบลเขวา ตำบลลาดพัฒนา เนื่องจากปัจจุบันถนนทางหลวง มค. ๒๐๐๕ มีปัญหา เรื่องของไฟไม่สว่างนะครับ ทัศนวิสัยในการสัญจรได้ดี เป็นถนนเส้นทางหลักที่พี่น้องเดินทาง มาทำงานจากตำบลเขวา ตำบลลาดพัฒนา มาที่ในเมืองแล้วกลางคืนกลับไปมีรถ สวนทางกันมาแล้วเกิดปัญหาอุบัติเหตุขึ้นหลายครั้งนะครับ จึงขอให้กรมทางหลวงชนบท กระทรวงมหาดไทยได้ติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่างในเส้นนี้จากบ้านติ้ว บ้านลาดพัฒนา จากสะพาน ข้ามห้วยคะคาง บ้านติวจนถึงบ้านลาดพัฒนาด้วยครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ ต่อไป ๒ ท่านนะครับ เรียนเชิญท่านสมศักดิ์และต่อด้วยท่านรำพูลครับ เชิญครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายสมศักดิ์ บุญประชม อุบลราชธานี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสมศักดิ์บุญประชม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑๐ จังหวัดอุบลราชธานี พรรคไทยรวมพลัง มีเรื่องหารือท่านประธาน ๒ เรื่องครับ🔗

เรื่องที่ ๑ มีนายอุบล วันโมลา นายเติม สมตน และนายกิตติพงษ์ โพธิกุล ชาวบ้านตำบลโนนกาเล็น ร้องเรียนมายังกระผมว่าสถานีสูบน้ำไฟฟ้าพร้อมระบบส่งน้ำ บ้านเปือยเหนือ หมู่ที่ ๓ ตำบลโนนกาเล็น อำเภอสำโรง จังหวัดอุบลราชธานี ผมได้ลงพื้นที่ ไปดูพบว่าเป็นโครงการก่อสร้าง ซึ่งได้รับงบประมาณจากสำนักงานชลประทานที่ ๗ กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สร้างแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๓ แต่ใช้การ ไม่ได้ครับ ชาวบ้านบอกว่าตั้งแต่สร้างเสร็จไม่ได้ใช้น้ำเลยครับ เป็นโครงการที่ดีครับ ท่านประธาน แต่สร้างแล้วใช้การไม่ได้แบบนี้เสียหายงบประมาณครับ เป็นโครงการที่ดี แต่อยากให้หน่วยงานที่สร้างเสร็จแล้วช่วยติดตามว่าพี่น้องได้ใช้น้ำ เกิดประโยชน์กับพี่น้อง ประชาชนไหม ตอนนี้เสียหายมาก ผมจึงอยากฝากท่านประธานไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยจัดสรรงบประมาณไปซ่อมสถานีสูบน้ำแห่งนี้ให้กับพี่น้องชาวตำบลโนนกาเล็นด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๒ เรื่องเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติ ป่าฝั่งซ้ายลำโดมใหญ่ บางส่วน ที่ทับซ้อนกับพื้นที่ของโครงการจัดสรรที่ผืนใหญ่ของอำเภอน้ำยืน ซึ่งกรมป่าไม้ดำเนินการ เพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติ ป่าฝั่งซ้ายลำโดมใหญ่บางส่วน ในท้องที่ตำบลศรีวิเชียร อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๕ ตามแผนที่ท้ายกฎกระทรวง ในประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๙ ตอนที่ ๔๑ก วันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๕ แล้วนั้น เนื้อที่เพิกถอน จำนวน ๕๐๒ ไร่ ๓ งาน ๗๔.๒๕ ตารางวา แต่ปัจจุบันยังไม่มีการขับเคลื่อน ตามประกาศดังกล่าวแต่อย่างใด โดยยังไม่มีเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบหรือสำรวจแนวเขต ให้กับพี่น้องชาวอำเภอน้ำยืน กระผมจึงอยากขอความกรุณาให้กรมที่ดินและกรมป่าไม้ ไปชี้แนวเขต และดำเนินการออกเอกสารสิทธิให้กับพี่น้องชาวอำเภอน้ำยืน กระผมจึงอยาก ฝากท่านประธานไปถึงกรมที่ดิน หรือกรมป่าไม้ช่วยจัดสรรงบประมาณให้กับเจ้าหน้าที่ได้ลง ไปชี้แนวเขตให้กับพี่น้องชาวอำเภอน้ำยืนด้วยครับ ขอบคุณท่านประธานครับ ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านรำพูล เชิญครับ🔗

นางรำพูล ตันติวณิชชานนท์ อุบลราชธานี

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางรำพูล ตันติวณิชชานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี เขต ๙ ซึ่งประกอบด้วยอำเภอนาจะหลวย อำเภอบุณฑริก อำเภอสิรินธร เฉพาะตำบลโนนก่อ พรรคไทยสร้างไทย ดิฉันมีเรื่องหารือท่านประธานดังนี้ค่ะ🔗

เรื่องที่ ๑ ดิฉันได้รับการร้องขอจากท่านกำนันเกรียงไกร เครือจันทร์ กำนันตำบลนาจะหลวย นายเรือง บุศรินทร์ ผู้ใหญ่บ้านนาจะหลวย นายไสว ใบทอง ผู้ใหญ่บ้านไร่ภูจอง นายวันดี พลจันทร์ รองประธานสภาเทศบาลภูจองนายอย ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านทุกหมู่บ้านในเขตตำบลนาจะหลวย อำเภอนาจะหลวย ชาวบ้านได้รับ ความเดือดร้อน เนื่องจากว่าถนนกรมทางหลวง หมายเลข ๒๒๔๘ กิโลเมตรที่ ๗๕-๗๖ หน้าเทศบาลตำบลภูจองนายอยกลางคืนมืดมากค่ะ เป็นเขตชุมชน แล้วก็มีหมู่บ้านเยอะ และเป็นสถานที่ราชการไม่มีไฟฟ้าแสงสว่าง รถสัญจรไปมาจำนวนมาก รถบรรทุกหนัก ๑๘ ล้อ วิ่งขนส่งสินค้าการเกษตร รถทัวร์ ๕ บริษัท รับ-ส่ง ผู้โดยสารเข้ากรุงเทพมหานคร ถนนแคบ ไหล่ทางแคบ เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งมากค่ะ สูญเสียชีวิตและทรัพย์สินหลายราย ชาวบ้านต้องการไฟฟ้าแสงสว่างหน้าเทศบาลตำบลภูจองนายอย จำนวน ๒๐ ต้นค่ะ🔗

เรื่องที่ ๒ ดิฉันได้รับการร้องขอจากนายกรุงสมัย จันทเกตุ ผู้ใหญ่บ้าน หนองขามใหญ่ ตำบลบ้านแมด นายเจริญรัตน์ เพี๊ยะวงค์ สมาชิก อบต. บ้านแมด นางนิ่มนวล สามวงค์ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน นายคำพา งามพันธ์ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และชาวบ้าน หนองขามใหญ่ ตำบลบ้านแมด อำเภอบุณฑริก ได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากว่า ถนนกรมทางหลวง หมายเลข ๒๑๗๒ ช่วงกิโลเมตรที่ ๔๒ จากหน้า รพ.สต. บ้านแมด ถึงทางเข้าหมู่บ้านเวลากลางคืนมืดมากค่ะ ทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง สูญเสียชีวิตและ ทรัพย์สินหลายรายชาวบ้านต้องการไฟแสงสว่างจำนวน ๓๐ ต้น เนื่องจากว่าเป็นสถานที่ ราชการและเป็นเขตชุมชนหนาแน่นค่ะ🔗

ดิฉันขอฝากข้อหารือ ๒ เรื่องนี้กับท่านประธานสภาถึงท่านอธิบดีกรมทางหลวง นายศราวุธ ทรงศิวิไล ฯพณฯ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ขอขอบคุณท่านประธานค่ะ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ ต่อไปเชิญ ๒ ท่านนะครับ ท่านทิพา ปวีณาเสถียร ต่อด้วยท่านธีระชัย แสนแก้ว เรียนเชิญครับ🔗

นางทิพา ปวีณาเสถียร ลำปาง

เรียนท่านประธาน ดิฉัน ทิพา ปวีณาเสถียร ผู้แทนราษฎรจังหวัดลำปาง เขต ๑ พรรคประชาชนค่ะ ดิฉันขอหารือท่านประธาน ถึงความเดือดร้อนของราษฎรจังหวัดลำปาง จากเพจประชาสัมพันธ์จังหวัดลำปาง รายงานเหตุด่วนอุทกภัยในวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๖๗ เมื่อวานนี้นะคะ แจ้งว่ามีพื้นที่ได้รับ ผลกระทบจากเหตุน้ำท่วม ๓ อำเภอ ๘ ตำบล ๓๗ หมู่บ้าน ๘๐ คน ๑๑๑ หลังคาเรือน จากการลงพื้นที่ของทีมปฏิบัติงานของ สส. พรรคประชาชน จังหวัดลำปาง เขต ๑ พบว่าตำบลบ้านค่า ๒ หมู่บ้านที่ได้รับความเสียหาย คือหมู่ที่ ๒ บ้านค่ากลาง และหมู่ที่ ๔ บ้านค่าหลวง ได้รับผลกระทบกว่า ๑๐๐ หลังคาเรือน พื้นที่เสียหายประมาณ ๒๐๐ ไร่ เป็นนาข้าวและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รวมถึงบ้านเรือนทรัพย์สินเสียหายเป็นอย่างมาก ถนนภายในหมู่บ้านที่เป็นเส้นทางสัญจรเพื่อทำการเกษตรถูกตัดขาด นอกจากนั้น ได้รับการรายงานความเดือดร้อนจากชาวบ้านตำบลบ้านเป้า อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง จำนวน ๑๐ หมู่บ้าน ได้แก่บ้านแค่ บ้านทุ่งม่าน ทุ่งม่านเหนือ บ้านแม่ก๋ง บ้านเหล่า บ้านเป้า บ้านใหม่ บ้านทุ่งม่านใต้-บ่อหิน บ้านหัวทุ่ง บ้านทุ่งม่านใต้ บ้านสบก๋ง-หางทุ่ง ราษฎรได้รับ ความเดือดร้อนประมาณ ๕๐๐ ครัวเรือน ประมาณ ๒,๐๐๐ คน สะพานเชื่อมข้าม หมู่บ้านบ่อหินไปยังหมู่บ้านทุ่งม่านเหนือ ตำบลบ้านเป้า อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง น้ำท่วมสูง ไม่สามารถสัญจรไปมาได้และบริเวณแยกห้วยเป้งน้ำล้นจากเหมืองหน้าโรงเรียน เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการเขลางค์นครทะลักมายังถนน จากเหตุประตูฝายกั้นน้ำบ้านม่วง แงวชำรุดเปิดได้ไม่ครบทุกบาน เป็นเหตุให้น้ำเอ่อล้นระบายไม่ทัน ในพื้นที่ตำบลบ่อแฮ้ว จำนวน ๑๐ หมู่บ้านได้แก่ หมู่ที่ ๑ หมู่ ๗ หมู่ ๙ หมู่ ๑๑ และหมู่ ๑๒ ราษฎรได้รับ ความเดือดร้อนประมาณ ๕๐๐ ครัวเรือนประมาณ ๒,๐๐๐ คน เขตตำบลต้นธงชัย อำเภอเมืองลำปาง เกิดน้ำท่วมพื้นที่บริเวณนาปอใต้ โดยเบื้องต้นพบว่าบ้านเรือนประมาณ ๒๐ หลังคาเรือนถูกน้ำท่วมขัง โดยเบื้องต้น หลังจากนั้นน้ำระบายไม่ทัน ซึ่งเป็นเหตุจาก ลำห้วยท้ายหมู่บ้านไหลเอ่อล้นลงมาประกอบกับฝนตกลงมาอย่างหนักทำให้เอ่อล้นระบาย ลงท่อไม่ทัน ท่วมบ้านเรือนราษฎรบางจุดน้ำท่วมสูงประมาณ ๘๐ เซนติเมตร ขณะที่ชาวบ้าน ในหมู่บ้านตื่นกลางดึกมาช่วยกันเอากระสอบทรายมากั้น ช่วยกันระบายน้ำเอาเศษไม้ ออกจากตะแกรงเหล็กเพื่อไม่ให้ไปอุดตันระบายน้ำได้ทัน ชาวบ้านร้องทุกข์มาว่าหากฝนตก ลงมาอย่างหนัก จะเป็นปัญหาแบบนี้ทุกครั้ง เนื่องจากน้ำระบายไม่ทัน และทำให้เอ่อล้นท่วม บ้านเรือนราษฎรพื้นที่ดังกล่าว ดิฉันขอฝากท่านประธานประสานงานไปยังท่านผู้ว่าราชการจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งช่วยเหลือตรวจสอบ ความเสียหายและเยียวยาความเดือดร้อนของประชาชนโดยด่วน รวมถึงวางแผนแก้ไขปัญหา ที่เกิดขึ้นซ้ำซากให้หมดไปด้วย ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เกินเวลาไปพอสมควรนะครับ เรียนเชิญท่านธีระชัยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายธีระชัย แสนแก้ว อุดรธานี

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายธีระชัย แสนแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่นผมก็ต้องแสดง ความเสียใจกับน้ำท่วมของจังหวัดอุดรธานีที่อำเภอน้ำโสม อำเภอนาโยง ของเขตท่าน สส. ท่านเทียบจุฑา ขาวขำ ก็คิดไม่ออกบอกท่านเทียบจุฑา ขาวขำ แล้วกันนะครับ ท่านประธาน ที่เคารพ ผมได้รับคำร้องเรียนจากพี่น้องประชาชน ทั้งภาคเอกชน ภาครัฐ องค์กรธุรกิจ นักธุรกิจ และภาคประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับโครงสร้าง การก่อสร้างซุ้มประตูเมือง จังหวัดอุดรธานีของกรมโยธาธิการและผังเมือง ท่านประธานครับ ในการก่อสร้างหมดสัญญา เมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๖๖ ค่าปรับวันละ ๓๙,๕๐๐ บาท แต่คิดค่าปรับเริ่มตั้งแต่ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๖ ใช่หรือไม่ และหน้าที่ในการปรับเป็นหน้าที่ของใคร และกรรมการ ตรวจรับจ้างและผู้ควบคุมงานได้ทำหนังสือแจ้งสงวนสิทธิในการค่าปรับหรือไม่🔗

ต่อมา ผมกับท่าน สส. ได้มีการท้วงติงหารือในที่ตรงนี้ แล้วทีนี้ก็มีการไป ลูบ ๆ คลำ ๆ ผู้รับเหมา ทั้ง ๆ ที่รื้องานไปเป็นปีแล้ว แล้วก็มาลูบ ๆ คลำ ๆ และเบิกเงินอีก ละครับ มีการเบิกเงิน มีการส่งงานเมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๖๗ ที่ผานมา แล้วก็น่าจะมี การแก้ไขสัญญาเมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๖๗ และรีบส่งงาน ๔ งวดและทีนี้ก็เป็นเงิน จำนวน ๕.๕ ล้านบาท และเงินจำนวน ๕.๕ ล้านบาท ควรที่จะเอาไปเสียค่าปรับเสียก่อน คำถามก็คือว่ากรมต่อสัญญาให้ผู้รับจ้าง ถ้าจริงใช้เหตุผลอะไรในการต่อสัญญา ท่านประธาน ที่เคารพครับ ถ้ามีการต่อสัญญามันก็ต้องผิดตามระบบของมัน ไม่ว่าจะเป็นระเบียบพัสดุ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๑๐๒ และมาตรา ๑๘๒ อย่างเคร่งครัดครับ🔗

สุดท้ายครับท่านประธาน ก็คือจริงหรือไม่ที่กรมโยธาธิการและผังเมือง มีความจำเป็นต้องส่งงานก่อนวันที่ ๒๕ กันยายน ไม่อย่างนั้นงบประมาณจะถูกพับไป ตกน้ำไป จึงรวมหัวกันเบิกเงินเพื่อที่จะเอาไปแบ่งปัน เพราะฉะนั้นผมขอเรียกร้องให้ สตง. และ ป.ป.ช. เข้าไปดูได้แล้ว เพราะฉะนั้นถ้ายังไม่เข้าไปดู หรือเอออวยด้วยกัน พี่น้องประชาชน ทุกหมู่เหล่า นักธุรกิจ ภาคเอกชน ภาครัฐยังมีนะครับที่ไม่เห็นด้วย กำลังดูอยู่นะครับ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นพวกกลุ่มหมาเฝ้าบ้านของจังหวัดอุดรธานีก็จะไปสำเร็จโทษให้นะครับ ขอบคุณครับท่าน🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านยูนัยดี และต่อด้วยท่านปิยรัฐนะครับ เชิญครับ🔗

นายยูนัยดี วาบา ปัตตานี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ยูนัยดี วาบา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ ๔ จังหวัดปัตตานี พรรคประชาธิปัตย์ ประกอบไปด้วย อำเภอสายบุรี อำเภอกะพ้อ อำเภอไม้แก่น และอำเภอปะนาเระ ขออนุญาตหารือท่านประธาน เรื่อง ขอให้พิจารณาขยายเขตอุทยานแห่งชาติอ่าวมะนาว เขาตันหยง ครอบคลุมไปยังเกาะโลซิน และเกาะยือลาปี จังหวัดปัตตานี เพื่อเป็นการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เกาะโลซิน และเกาะยือลาปี จังหวัดปัตตานี ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก ท่านประธานครับ ขออนุญาตเปิดคลิปนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายยูนัยดี วาบา ปัตตานี

ในคลิปนี้อยู่ในพื้นที่จังหวัดปัตตานีบ้านเกิดผม เองครับ แต่ในกลุ่มนักดำน้ำทั่วโลกรู้จักทีนี่ในนามของเกาะโลซินและเกาะยือลาปี ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวจากในประเทศและต่างประเทศมาดำน้ำทีนี่กันเยอะ แต่คนกลุ่มนี้ ไม่กล้าที่จะมาลงเรือที่ ๓ จังหวัดชายแดนใต้ มีหลายคนยอมนั่งเรือจากสงขลามาเพื่อดำน้ำ ซึ่งระยะทางกว่า ๑๕๐ กิโลเมตร เพื่อเดินทางไปที่เกาะโลซิน เพื่อเยี่ยมชมความสมบูรณ์ ของแนวปะการังที่มีเนื้อที่ประมาณ ๘๐ ไร่ ทั้งนี้ยังมีเกาะยือลาปีอีกเกาะหนึ่งที่มีแนวปะการัง ที่อุดมสมบูรณ์กว่า ๑๓ ไร่ ที่อยู่ห่างจากแนวชายฝั่งเพียง ๖ กิโลเมตรเท่านั้น ผมทราบมาว่า ปัจจุบันกรมอุทยานได้ดำเนินการกำหนดเขตอุทยานแห่งชาติอ่าวมะนาว-เขาตันหยง เพื่อให้เป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเลแห่งแรกของทะเลอ่าวไทยตอนล่าง ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างการจัดส่งแผนที่ท้ายร่างพระราชกฤษฎีกาให้กรมการปกครองตรวจสอบท้องที่ เขตการปกครองแล้ว ซึ่งต้องชื่นชมกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่ได้เล็งเห็น ความสำคัญของการฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรของชาติ ดังนั้นผมจึงอยากฝากเรื่องนี้ ผ่านท่านประธานสภาไปยังรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ช่วยเร่งรัด พร้อมขอให้พิจารณาขยายเขตอุทยานแห่งชาติอ่าวมะนาว-เขาตันหยง ครอบคลุมไปยังเกาะโลซินและเกาะยือลาปี จังหวัดปัตตานีเพื่ออนุรักษ์ปกป้องทรัพยากร อันทรงคุณค่าของพื้นที่นี้ไว้ โดยกำหนดแนวเขตอนุรักษ์ไว้เฉพาะพื้นที่รอบเกาะเท่านั้น ซึ่งมีทรัพยากรสำคัญใต้พื้นน้ำ และยังคงเหลือพื้นที่นอกจากนั้นไว้สำหรับการทำประมง ตามวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนในพื้นที่ตามปกติ นอกจากนี้ขอฝากเรื่องไปยังกรมเจ้าท่าให้ขอใช้ ประโยชน์จากเขื่อนกันคลื่นที่ตั้งอยู่ในอำเภอสายบุรี ให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สามารถใช้ประโยชน์ในการวางทุ่นลอยน้ำ เพื่อให้เรือของชาวบ้านที่จะเป็นเรือ นำเที่ยวจอดวางได้ในอนาคต และขอส่งเรื่องไปยังเทศบาลเมืองตาลุบัน อำเภอสายบุรี ในการพิจารณาบริหารจัดการชายหาด และการบริการนักท่องเที่ยวร่วมกับกรมอุทยาน และขอให้หน่วยงานสำคัญอย่าง ศอ.บต. ในฐานะเลขานุการ กพต. ทำหน้าที่ในการอำนวยการ และเร่งรัดขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว🔗

สุดท้ายนี้ ขอเชิญท่านประธานไปเยี่ยมแนวปะการังและฉลามวาฬด้วยครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ คราวหน้าควบคุมเวลาด้วยนะครับ ท่านปิยรัฐ เรียนเชิญครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายปิยรัฐ จงเทพ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานครับ ผม ปิยรัฐ จงเทพ ผู้แทนราษฎรเขตพระโขนง เขตบางนา พรรคประชาชนครับ ท่านประธานครับ วันนี้ผมขอหารือท่านประธานผ่านไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องปัญหาในพื้นที่ของกระผม ในเขตบางนา ในเรื่องของการให้ความสะดวกแก่ประชาชนในพื้นที่นะครับ ก็คือในเขตบางนา ของผมนั้นมีถนนสายหลักชื่อว่า ถนนบางนาตราด หรือถนนเทพรัตน์ครับท่านประธาน เป็นถนนที่หลายคนรู้จัก แล้วก็เป็นถนนสำคัญสายเศรษฐกิจของประเทศ ตั้งแต่แยกบางนา กม. ๐ จนไปถึง กม. ๕ ซึ่งเป็นพื้นที่ของผมนั้น ไฟฟ้าส่องสว่าง โดยเฉพาะเส้นทางคู่ขนานนั้น ไม่สว่างไสวแบบที่คิดนะครับท่านประธาน หลายดวงนั้นดับติดต่อกันดูนี่ผมไปยืน เมื่อคืนนะครับ ถ่ายทอดสด ๆ เดี๋ยวจะหาว่าเก็บภาพเก่ามาถ่าย นั่นคนนะครับไม่ใช่ผีสาง เทวดาที่ไหน ยืนอยู่คือผมเอง นั่นคือมืดนะครับท่านประธาน แล้วก็ที่สำคัญอันตราย ช่วงนี้ฝนตก จะเห็นว่า น้ำหนองพื้น ประชาชนขับรถก็ประสบอุบัติเหตุ ที่สำคัญก็คือว่ามันมีปัญหา ๒ เรื่องครับ🔗

เรื่องแรก ก็คือปัญหาจากสาเหตุหลัก ก็คือสาเหตุของหลอดไฟฟ้าชำรุดครับ หลายดวงไม่ติดเป็นปีก็มีครับท่านประธาน ๒. ก็คือต้นไม้คลุมไปที่หลอดเลยครับ และปกคลุมมาที่ถนน ปกติช่วงหน้าฝนหน่วยงานเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมทางหลวง เขาจะรู้อยู่แล้วว่าหน้าที่ของเขา ก็คือว่ามาซ่อมแซมไฟฟ้าไม่พอครับ ต้องลิดกิ่งหรือตัดแต่ง กิ่งต้นไม้เพื่อไม่ให้มันปกคลุม ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวพายุเข้า ฝนตกกิ่งไม้พวกนี้หักล้มลงมาก็ทับรถ แต่ปีนี้ยังไม่เห็นฉะนั้นอันตรายท่านประธาน ฝาก ๒ เรื่องครับ เรื่องแรก ก็คือฝาก ท่านประธานผ่านไปยังกรมทางหลวงครับว่า ในพื้นที่ตอนนี้มีไฟฟ้าส่องสว่างในจุดใดบ้าง ที่ชำรุดเสียหายและต้องการการซ่อมแซมนะครับ มีสัดส่วนเท่าไรนะครับ ๒. ก็คือพื้นที่ใด ที่ยังไม่มีแสงสว่างครอบคลุมพอ แล้วมีงบประมาณเพียงพอหรือไม่ในการดำเนินการในเรื่องนี้ ขาดแคลนอยู่มากน้อยเท่าไร อยากจะฝากแค่ ๒ เรื่อง ๒ คำถามนี้ครับ ฝากท่านประธาน ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครับ ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ ต่อไปเชิญท่านปิยะรัฐชย์นะครับ แล้วต่อด้วยท่านกาญจน์ครับ เรียนเชิญ ท่านปิยะรัฐชย์ครับ🔗

นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช เชียงราย

ท่านประธานที่เคารพ ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย เขต ๒ อำเภอแม่จัน อำเภอเวียงชัย อำเภอเวียงเชียงรุ้ง และอำเภอเมือง ๓ ตำบล พรรคเพื่อไทยค่ะ ท่านประธานคะ มหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นที่จังหวัดเชียงรายและพื้นที่จังหวัดอื่น ๆ เป็นเหตุการณ์ที่สร้าง ความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน และด้านจิตใจของพ่อแม่พี่น้องประชาชน ก่อนอื่นใด ดิฉันต้องขอขอบคุณทั้งภาครัฐทุกหน่วยงาน ภาคเอกชน จิตอาสาทุกภาคส่วนที่เข้ามา ช่วยเหลืออย่างรวดเร็วรวมถึงเยียวยาพ่อแม่พี่น้องชาวจังหวัดเชียงรายของดิฉัน ท่านประธานคะ ถึงแม้ว่าทางภาครัฐจะออกนโยบายในการไม่เก็บค่าน้ำ ค่าไฟในช่วงที่เกิดอุทกภัย การช่วยเหลือในการซ่อมแซมบ้าน แต่ก็ยังมีอีกหลายประเด็นหลายด้านที่ยังคงรอ การช่วยเหลือจากพวกเราอยู่ ดังนั้น ดิฉันมีข้อเสนอแนะในแต่ละกระทรวง เพื่อออก มาตรการหรือโครงการที่จะเข้ามาช่วยเยียวยาพ่อแม่พี่น้องประชาชนของดิฉัน ดังต่อไปนี้ค่ะ🔗

การฟื้นฟูและเยียวยาผู้ประสบภัย รัฐบาลทำมาถูกทางแล้วนะคะ ที่ท่าน นายกรัฐมนตรีไม่เก็บค่าน้ำ ค่าไฟ แต่อาจจะขออนุญาตแนะนำเพิ่มเติมเสริมในเรื่องของ ปัจจัยพื้นฐานในเรื่องของอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ซึ่งตอนนี้จำเป็นมากค่ะ เพราะจังหวัดเชียงราย กำลังจะเข้าสู่หน้าหนาว รวมถึงยารักษาโรคและการทำความสะอาดที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นปัจจัย หลักในชีวิตของพี่น้องพวกเราค่ะ โดยการช่วยเหลืออาจจะต้องตรงถึงมือผู้ประสบภัย เพื่อลดระยะเวลาในการรอคอย ซึ่งเรื่องนี้รอกันไม่ได้ ในส่วนของเครื่องมือทำมาหากิน เครื่องมือทำการเกษตร รถไถ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ตอนนี้ไม่สามารถใช้งานได้แล้ว เนื่องจากโดนน้ำท่วม อาจจะขอในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการร่วมกับทางแรงงานค่ะ จัดทำเป็นจิตอาสา อาสาสมัครเทคนิคอาชีวะเป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็วเข้าไปซ่อมแซมสิ่งของ เครื่องใช้ในแต่ละหมู่บ้าน ซึ่งตอนนี้ถ้าถามว่ามีโครงการแบบนี้ในจังหวัดหรือไม่ มีค่ะ แต่ไม่เพียงพอ เนื่องจากว่าเราประสบอุทกภัยเป็นวงกว้าง ดังนั้นอาจจะขอแรงจากเทคนิค อาชีวะ หรือสถาบันอื่น ๆ ที่ไม่ได้รับผลกระทบได้เข้ามาเป็นอาสาสมัครในแต่ละพื้นที่ รวมถึงจะขอ ทางกระทรวงพาณิชย์อาจจะทำเป็นธงฟ้าขายเครื่องมือเครื่องใช้ในด้านของการเกษตร เครื่องมือทำมาหากินในราคาต้นทุน เพื่อลดภาระให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชน ในส่วนของ กระทรวงการคลังค่ะ ดิฉันขอเป็นตัวแทนพ่อแม่พี่น้องขอสินเชื่อเพื่อการฟื้นฟูชีวิตใหม่ ให้เหมาะสม โดยที่ไม่มีดอกเบี้ยเป็นระยะเวลาหนึ่ง หรือมีการเก็บดอกเบี้ยชนิดต่ำสุด เพื่อต่อเติมลมหายใจให้กับพ่อค้าแม่ขายธุรกิจขนาดเล็กในท้องถิ่น เพื่อให้เขาได้มีหนทาง ในการทำมาหาเลี้ยงชีพต่อนะคะ แล้วลดภาษีสิ่งปลูกสร้างภาษี ป้ายภาษี ภาษีท้องถิ่น หรือแม้กระทั่งเพิ่มแรงจูงใจให้กับบริษัทใหญ่ได้ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เช่น นำเงินที่ช่วย ซ่อมแซมบ้านไปลดภาษีค่ะ อันนี้ก็จะเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า อย่างไรก็อาจจะขอ เรียนฝากทางรัฐบาลได้ช่วยพิจารณาในสิ่งที่ดิฉันได้เสนอแนะไป ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปเชิญท่านกาญจน์ครับ เรียนเชิญครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายกาญจน์ ตั้งปอง ตรัง

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายกาญจน์ ตั้งปอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง เขต ๔ จากพรรคประชาธิปัตย์ วันนี้กระผมมีเรื่องปัญหาด่วนในพื้นที่มาหารือในสภาแห่งนี้ครับ🔗

เรื่องที่ ๑ จากภาพครับ พื้นที่ที่ท่านเห็นอยู่นี้ ก็คือพื้นที่หมู่ที่ ๓ บ้านมดตะนอย ตำบลเกาะลิบง จากภาพจะเห็นได้ว่าน้ำทะเลในช่วงมรสุมมีความรุนแรงประกอบกับลมพายุ และฝนฟ้ากระหน่ำอย่างต่อเนื่องในหลายวัน ส่งผลให้บ้านเรือนชาวบ้านจำนวน ๑๓ หลังคา เรือนเกิดความเสียหาย ในส่วนตรงนี้ครับท่านประธานมี ๘ หลังคาเรือนที่พังทลายลงไปเลย ดังภาพครับ ไม่เพียงแค่นั้นครับ เรือหางยาวของพ่อแม่พี่น้องชาวประมงสูญเสียหรือจมลงไป นับสิบลำ สร้างความสูญเสียให้กับพี่น้องเป็นอย่างมาก ซึ่งปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะในพื้นที่นี้ ตัวกระผมเองก็ได้นำเสนอไปแล้วในสภาแห่งนี้เมื่อปีที่แล้ว แต่เรื่องก็ยังไม่มีความคืบหน้า จึงอยากจะใช้โอกาสนี้ครับสะท้อนให้เห็นว่าถ้าโครงการนี้ยิ่งล่าช้าลงไปบ้านเรือนของพ่อแม่ พี่น้องจะต้องเสียหายมากกว่าสิบหลังคาเรือนแน่นอนครับ🔗

ภาพที่ ๒ นี่ก็คือสถานการณ์ภาพน้ำท่วมในพื้นที่ของตำบลควนธานี เนื่องจาก ฝนตกอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกันในหลายวัน ประกอบกับพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ที่ติดกับแม่น้ำตรัง ซึ่งรับปริมาณน้ำจากอำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ไหลลงมาสู่ทะเล ทำให้บ้านเรือน กว่า ๒๒ หลังคาเรือนท่วมสูงอย่างฉับพลัน และยังมีพื้นที่อีกตามแนวชายฝั่งและเกาะ ที่ประสบปัญหานี้เช่นกัน จากภาพหมู่ที่ ๓ บ้านแหลมไทร ตำบลเขาไม้แก้ว อำเภอสิเกา หรือหมู่ ๒ บ้านเกาะมุก หมู่ที่ ๕ บ้านหลังเขา เกาะลิบง และยังมีพื้นที่ที่ผมไม่ได้เอ่ยถึง และประสบ ปัญหาภัยพิบัตินี้เช่นเดียวกัน จึงอยากจะฝากท่านประธานไปยังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม เร่งเข้ามา ช่วยเหลือพี่น้องในพื้นที่อย่างเร่งด่วนในเบื้องต้น ซึ่งทราบว่าช่วงบ่ายนี้ท่านผู้ว่าก็จะลงไป ในพื้นที่ด้วย และพร้อมกันนี้ก็ยังอยากให้ผู้ว่าราชการจังหวัดตรังช่วยดำเนินการติดตาม โครงการกัดเซาะชายฝั่งของบ้านมดตะนอย ร่วมกับทางโยธาธิการและผังเมือง ที่โยธาธิการ และผังเมืองได้มาศึกษาความเป็นไปได้แล้วเมื่อปีที่แล้ว แต่โครงการยังไม่คืบหน้า เพื่อให้อนาคตจะไม่มีบ้านพี่น้องประชาชนบ้านมดตะนอยหลังไหนที่เกิดความสูญเสีย จากภัยพิบัติอันนี้อีกต่อไป ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปเรียนเชิญท่านสาเหะมูหามัด ต่อด้วยท่านศรีญาดาครับ เรียนเชิญครับ🔗

นายสาเหะมูหามัด อัลอิดรุส ปัตตานี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสาเหะมูหามัด อัลอิดรุส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๕ ปัตตานี อำเภอเมืองยะหริ่ง และอำเภอมายอ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายสาเหะมูหามัด อัลอิดรุส ปัตตานี

กระผมขอหารือประเด็นปัญหา ความเดือดร้อนปัตตานีอีกครั้งครับท่านประธาน ผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ สำนักงานจังหวัดปัตตานี กรมเจ้าท่า กรมโยธาธิการและผังเมือง ก่อนอื่นกระผมต้องขอบคุณ กรมเจ้าท่าที่ได้ตั้งงบประมาณสำหรับการศึกษาด้านวิศวกรรม เศรษฐศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม สำหรับขุดลอกและรักษาร่องน้ำปัตตานี และพื้นที่ปลายแหลมภาชี ตำบลแหลมโพธิ์ งบแผนบูรณาการตามข้อหารือที่กระผมได้หารือไปแล้วนั้น แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหารอบ อ่าวปัตตานียังคงมีอีกมาก โดยเฉพาะปัญหากับความตื้นเขินของอ่าวปัตตานียังคงเพิ่มมากขึ้น สวนทางกับการพึ่งพารายได้จากการทำประมงในอ่าวปัตตานีที่ลดลงถึงขั้นวิกฤติ เพราะชาวประมงพื้นบ้านมีรายได้ประมาณ ๑๒๙ ล้านบาท ปี ๒๕๔๒ ลดเหลือเพียงแค่ ๒๕ ล้านบาทเท่านั้นเอง ในปี ๒๕๖๓ ลดลงถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธาน จากประเด็น ปัญหาข้างต้น กระผมอยากหารือผ่านท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการศึกษา ความเป็นไปได้ในการพึ่งพาอ่าวปัตตานีแนวใหม่ เช่น โครงการก่อสร้างสะพานข้ามอ่าว ปัตตานีจากสามแยกแหลมนก อำเภอเมืองปัตตานี และบ้านปาตาบูดี ตำบลแหลมโพธิ์ อำเภอยะหริ่ง เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและโอกาสในด้านสังคม เศรษฐกิจแนวใหม่ โดยเฉพาะการจะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน รวมทั้งความสะดวกไปมาของคนในพื้นที่ ในการเข้าถึงโอกาสในด้านการศึกษา อาชีพ และคมนาคมเข้าเมืองที่ใกล้และสะดวกมากครับ ท่านประธาน ในขณะเดียวกัน อยากให้มีการศึกษาทางการวิศวกรรมที่เหมาะสม เพื่อเพิ่ม การไหลเวียนของน้ำเค็มภายในอ่าว และการเพิ่มช่องทางการเดินเรือประมงขนาดเล็กเชื่อม ระหว่างอ่าวปัตตานีและส่วนทะเลอ่าวไทยบริเวณบ้านบูดี ตำบลแหลมโพธิ์ อำเภอยะหริ่ง และสุดท้ายนี้ ผมขอขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปเชิญท่านศรีญาดาครับ🔗

นางสาวศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน สภาที่เคารพ ดิฉัน ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นางสาวศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ แบบบัญชีรายชื่อ

ดิฉันขอหารือถึงวิกฤติ สภาพอากาศ La Nina ที่ทั่วโลกต้องรับมือ ก่อนอื่นดิฉันขอขอบคุณคำแถลงนโยบายของ คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ที่แถลงต่อรัฐสภา ในส่วนของความท้าทาย ปัญหาที่เกิดจากสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก หรือ Climate Change ที่ส่งผลกระทบต่อทั้งภาคเกษตรกรรม ภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะปลายปี ๒๕๖๗ ประเทศไทยจะเผชิญภาวะฝนตกหนักผิดปกติ รัฐบาลจะยกระดับการบริหารจัดการน้ำ แก้ปัญหา น้ำท่วม น้ำแล้งร่วมกับทุกภาคส่วน โดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับศักยภาพของลุ่มน้ำและความต้องการของประชาชนในพื้นที่ เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างอนุรักษ์ ฟื้นฟู และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำแบบยั่งยืน ท่านประธานคะ La Nina จากสภาวะโลกร้อน ทำให้เกิดความผิดปกติมากมาย หนึ่งในนั้นคือ Rain Bomb คือฝนตกกระหน่ำ ตกแช่ในบางแห่ง ปริมาณน้ำฝนในช่วงเวลาสั้น ๆ ปริมาณมาก ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันเหมือนฟ้ารั่ว เนื่องจากน้ำฝนถล่มลงมาอย่างรุนแรงในช่วงสั้น ๆ การรับมือแบบเดิมจึงมีปัญหา ผลกระทบจึงมาสู่ชีวิตและทรัพย์สิน ตัวอย่างมีให้เห็นทั่วไป มีทั้งที่จังหวัดภูเก็ต แม่สาย หรือยุโรป ออสเตรเลียสวิตเซอร์แลนด์ ภาพรถที่ลอยตาม น้ำหลากดูน่ากลัว สถานการณ์อุทกภัยในปัจจุบัน คำสั่งการทันทีจากนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร และ ครม. ที่อนุมัติเงินฉุกเฉิน ๓,๐๔๕ ล้านบาทอย่างเร่งด่วน ครอบคลุม ทั้งช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟู เยียวยาบ้านที่เสียหาย ไม่เก็บค่าน้ำ ค่าไฟ ย้ำการเตือนภัย ให้มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ดีผลกระทบจาก La Nina โดยเฉพาะ Rain Bomb ที่จะเกิดขึ้นได้อีก ดิฉันขอฝากท่านไปยังกระทรวง DE สำนักนายกรัฐมนตรี และกระทรวงมหาดไทย ทำความเข้าใจและสร้างมาตรการป้องกันภัย พร้อมอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับสถานการณ์มากขึ้น เช่น ชูชีพ ห่วงยางช่วยชีวิต เรือท้องแบน สำหรับบ้านเรือนพี่น้องประชาชนที่อยู่ริมตลิ่ง เพิ่มอุปกรณ์ตักดินตักโคลน เป็นต้นค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับต่อไป ๓ ท่านสุดท้ายนะครับ เชิญท่านบุญชัย ต่อด้วยท่านพริษฐ์ แล้วก็ท่านวิลดาครับ เชิญท่านบุญชัยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายบุญชัย กิตติธาราทรัพย์ เพชรบูรณ์

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายบุญชัย กิตติธาราทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ เขต ๓ พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ผมขอหารือผ่านท่านประธานสภาไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังนี้🔗

เรื่องที่ ๑ ผมได้รับการร้องเรียน เรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องชาวตำบล เข็กน้อย อำเภอเขาค้อ ผ่านท่านกำนันนพรุจ หิรัญวิริยกุล และท่าน สจ. อาร์ท ชัชวาลย์ รักหาญ ท่านประธานครับ ตำบลเข็กน้อย อำเภอเขาค้อ เป็นคนไทยเชื้อสายม้ง มีจำนวน ประชากรกว่า ๑๖,๐๐๐ คน ๔,๐๐๐ กว่าครัวเรือน ซึ่งในจำนวนนี้มี ๒ หมู่บ้าน ที่มีประชากร มากกว่า ๒,๐๐๐ คน ๕๐๐ กว่าครัวเรือน คือหมู่ที่ ๑๐ และหมู่ที่ ๑๒ ทำให้ผู้นำหมู่บ้าน ผู้ใหญ่ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ส.อบต. ทำงานค่อนข้างหนักเพื่อที่จะช่วยเหลือ ดูแล แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของพี่น้องในหมู่บ้าน ทั้งปัญหาเรื่องโรคระบาดและปัญหายาเสพติด จึงฝากเรียน ท่านประธานไปถึงกระทรวงมหาดไทย ให้ช่วยเร่งแก้ไขแยกหมู่บ้านให้กับ ๒ หมู่บ้านนี้ด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องตำบลศิลา อำเภอหล่มเก่า ผ่านท่าน สจ. ศุภวัฒน์ คุ้มทองมาก ถึงความเดือดร้อนในการใช้ถนนสายทาง พช. ๒๐๕๒ บ้านศิลา ห้วยผักกูด ตอนที่ ๒ กม. ๕+๔๙๐ ถึง กม. ๗+๑๓๐ ระยะทางประมาณ ๑,๖๔๐ เมตร ถนนเป็นหลุม เป็นบ่อ ลึก และเป็นสภาพเช่นนี้มาหลายปีแล้วนะครับ ถนนสายนี้มีประชากร ที่ใช้ผ่านอยู่ทั้งหมด ๗ หมู่บ้าน และยังต้องใช้ในการขนส่งสินค้าทางการเกษตรและส่งนักเรียน อยากจะฝากท่านประธานถึงกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ให้ช่วยจัดสรรงบประมาณ มาซ่อมแซมถนนสายนี้ด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๓ ได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องตำบลตาดกลอย ผ่านท่านนายกสมยง คำตุ้ม ถึงความเดือดร้อนในการใช้ถนนสายทาง พช. ๔๕๐๐๓ สายตาดกลอยใต้ ถึงวังวนพัฒนา ระยะทาง ๒ กิโลเมตร ถนนเป็นหลุม เป็นบ่อ และไม่ได้รับการซ่อมแซม มาเป็นเวลาหลายปีเช่นกัน ก็อยากจะฝากท่านประธานไปยังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ให้ช่วยเร่งจัดสรรงบประมาณในการแก้ไขให้พี่น้องประชาชนด้วยครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ท่านพริษฐ์เรียนเชิญครับ🔗

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานครับ พริษฐ์ วัชรสินธุ ท่านประธานครับ เนื่องจากวันนี้ทางนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีนั้นไม่สะดวกมา ตอบกระทู้ถามสดของผม ผมก็ขออนุญาตใช้เวลาเช้านี้แทนครับ ในการหารือกับทางรัฐบาล ให้เร่งลบล้างมรดกของคณะรัฐประหารที่ได้ยึดอำนาจจากพี่น้องประชาชนในวันนี้ เมื่อ ๑๘ ปีที่แล้ว และเป็นมรดกที่ยังคงฉุดรั้งการพัฒนาของประเทศมาจนถึงปัจจุบัน🔗

มรดกที่ ๑ ครับท่านประธาน คือ พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ปี ๒๕๕๑ ที่จะทำให้กองทัพนั้นมีอำนาจเหนือรัฐบาลพลเรือน ในเรื่องของนโยบาย เรื่องของ งบประมาณ และในเรื่องการแต่งตั้งนายพล ในประเด็นนี้ครับผมอยากจะหารือกับทาง คณะรัฐมนตรี ให้มีมติเห็นชอบกับร่างแก้ไขของพรรคประชาชนที่ทาง ครม. ได้ดึงออกไป ศึกษา และหาก ครม. จะเสนอร่างของตนเองเข้ามาก็ขอให้ ครม. นั้นเห็นชอบกับหลักการ ของเราในการปรับลดอำนาจของสภากลาโหม จากสภาที่ครอบงำรัฐมนตรีมาเป็นสภาที่ให้ คำปรึกษากับรัฐมนตรี🔗

มรดกที่ ๒ ครับท่านประธาน ก็คือ พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงภายใน ราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ที่ได้ฟื้นคืนชีพ กอ.รมน. และขยายบทบาท จนล่าสุดนั้นได้ ออกมาข่มขู่เพื่อที่จะพยายาม Ban หนังสือของนักวิชาการ แทนที่จะออกมาแถลงเกี่ยวกับ การชี้แจงในประเด็นที่หน่วยงานเห็นว่าหนังสือมีการนำเสนอข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ในประเด็นนี้ผมอยากจะหารือกับทางนายกรัฐมนตรีในฐานะ ผอ. สูงสุดของ กอ.รมน. ว่าท่านรู้เห็นเป็นใจกับการแถลงข่าวดังกล่าวหรือไม่ หากใช่ครับ ผมอยากให้ท่านนั้นพิจารณา ยุติการดำเนินนโยบายที่เป็นการคุกคามเสรีภาพทางวิชาการ แต่หากท่านไม่ได้รับทราบ มาก่อนก็อยากจะให้ท่านนั้น หยุดปล่อยให้กองทัพนั้นสามารถทำตามอำเภอใจและขี่คอ รัฐบาลพลเรือนเหมือนที่เป็นอยู่🔗

ส่วนมรดกสุดท้าย มรดกที่ ๓ คือการแก้ไขมาตรา ๓๐ ของ พ.ร.บ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจไปให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งได้มี การยกเลิกข้อความที่เคยกำหนดไว้ว่า รัฐบาลนั้นจะต้องเพิ่มสัดส่วนรายได้ท้องถิ่นนั้นขึ้น มาถึง ๓๕ เปอร์เซ็นต์ภายในปีไหน จนทำให้ตอนนี้ตัวเลขดังกล่าวก็ยังค้างอยู่ที่ ๒๙ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ลดไปอยู่ที่ ๒๙.๑ เปอร์เซ็นต์ ๒ ปีติดภายใต้รัฐบาลคุณเศรษฐา ในประเด็นนี้ครับ ผมอยากจะหารือกับทางรัฐบาลครับ ให้เพิ่มสัดส่วนรายได้ท้องถิ่นนั้นให้ถึงเป้าหมาย ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ภายใน ๒ ปีงบประมาณที่เหลืออยู่ของรัฐบาลชุดนี้ และหาก สส. จาก พรรคประชาชนมีการเสนอร่างแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจาย อำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าไปอีกครั้งหนึ่ง ก็อยากจะให้ทางนายกรัฐมนตรี แพทองธารนั้นไม่ทำเหมือนกับนายกรัฐมนตรีเศรษฐาในการปัดตกร่างดังกล่าว ไม่ได้ให้เข้ามาสู่ การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรครับขอบคุณมากครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสุดท้ายครับ ท่านวิลดา อินฉัตร เรียนเชิญครับ🔗

นางสาววิลดา อินฉัตร ศรีสะเกษ

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ดิฉัน นางสาววิลดา อินฉัตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขต ๗ พรรคเพื่อไทยค่ะ วันนี้ขอหารือเรื่องการไฟฟ้าเพื่อการเกษตรนะคะ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของ พี่น้องเกษตรกรบ้านโนนปูน ตำบลไพรบึง อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อติดตาม งบประมาณในการดำเนินโครงการไฟฟ้าการเกษตร ปี ๒๕๖๗ เพื่อแก้ปัญหาต้นทุนการผลิตสูง และความเสี่ยงภัยจากกระแสไฟฟ้ารั่ว ดิฉันได้รับการร้องเรียนจากนายคำนวน บุญมา นายก อบต. โนนปูน จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่ก็ปลูกข้าว แล้วหลังฤดูก็จะทำ การปลูกหอมแดงเป็นอาชีพเสริม โดยผลผลิตก็จะออกมากในเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงฤดูแล้งและปัญหาขาดแคลนน้ำก็จะเกิดในช่วงนี้ ทำให้เกษตรกรต้องใช้ไฟฟ้า ในการสูบน้ำขึ้นมาใช้ โดยในบางพื้นที่ก็ไม่มีไฟฟ้านะคะ ซึ่งเกษตรกรต้องลากไฟฟ้า ซึ่งมีระยะทางไกล อาจจะเกิดไฟฟ้ารั่วได้นะคะ ก็มีอยู่ ๖ หมู่บ้านที่ต้องลากไฟฟ้าก็คือ ๑. บ้านหนองปิงปอง หมู่ ๗ ถึงบ้านอะลาง ๒. บ้านหนองปิงปอง หมู่ ๗ ถึงหนองแฮด ๓. บ้านโนนดู่ หมู่ ๗ ถึงสามแยกวัดพระธาตุจังเกา ๔. บ้านตะเคียน หมู่ ๖ ถึงบ้านหนองปิงปอง หมู่ ๗ ๕. บ้านตะเคียน หมู่ ๖ ถึงบ้านห้วยป่าม่วง หมู่ ๘ และ ๖. บ้านห้วยป่าม่วง หมู่ ๘ ถึงบ้านตะเคียน และเมื่อวานก็ยังมีร้องเรียนเพิ่มเติมขึ้นมาจากเดิมอีกนะคะ เป็นพื้นที่ ของปราสาทเยอ บ้านเตรี๊ยะ หมู่ ๕ บ้านประอาง บ้านคูสี่แจ บ้านเขวา บ้านสลักได ตำบลสุขสวัสดิ์ บ้านลาวเดิม หนองอารี บ้านดินแดง โนนป่าโคก ตำบลดินแดง บ้านหนองปิงปอง หนองแฮด บ้านโนนดู่ พระธาตุจังเกา บ้านตะเคียน หนองปิงปอง บ้านหนองปิงปอง อะลาง หนองบัว หลังวัดตราด จึงขอหารือผ่านท่านประธานช่วยประสานงานผ่านไปยังกระทรวง มหาดไทย เพื่อติดตามงบประมาณสนับสนุนให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ดำเนินการโครงการ ดังกล่าวก่อนที่จะเข้าฤดูกาลเพาะปลูกหอมแดงด้วยนะคะ ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ🔗

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๔๓๗ คน
นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้มีเพื่อนสมาชิกมาลงชื่อเข้าประชุมแล้ว จำนวน ๓๑๐ ท่าน ถือว่า ครบองค์ประชุมแล้ว ผมขออนุญาตดำเนินการประชุมต่อไปตามระเบียบวาระนะครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม🔗

๑.๑ กระทู้ถามสดด้วยวาจา🔗

๑. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม นายกรัฐมนตรี🔗

ด้วยสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งว่า กระทู้ถามเรื่องนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีได้พิจารณาแล้วมีบัญชามอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ตอบกระทู้แทน แต่เนื่องจากว่าวันนี้ทางรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยนั้น ท่านติดภารกิจราชการสำคัญจึงได้มอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีช่วย ว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑🔗

ก่อนที่จะถามกระทู้ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๖๐ แต่ละกระทู้มีเวลา ๓๐ นาที แบ่งเป็นฝั่งละ ๑๕ นาที ฝากท่านณัฐพงษ์ ถามกระทู้แบบกระทู้นะครับ ให้อภิปรายให้น้อย ถามเป็นกระทู้ครับ เรียนเชิญท่านณัฐพงษ์ ครับ🔗

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่าน ประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนครับ ขอบคุณท่านประธานที่ช่วยชี้แจงในส่วนของความรัดกุมในส่วน ข้อบังคับนะครับ แล้วก็ขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่วันนี้เดินทางมาตอบกระทู้แทนท่านนายกรัฐมนตรี ก่อนอื่นครับท่านประธาน ผมอยากส่งข้อความเพื่อแสดงความเป็นห่วง แสดงความเสียใจ แล้วก็ขอส่งกำลังใจไปยังพ่อแม่พี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศที่อยู่ในพื้นที่ประสบ เหตุอุทกภัยอยู่ในขณะนี้นะครับ จากการลงพื้นที่ของผมในวันที่ ๑๔-๑๕ กันยายนที่ผ่านมา ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย พร้อมกับเพื่อน ๆ สส. แล้วก็ทีมงานอีกหลายคน นอกจากลงไป เพื่อช่วยเหลือเยียวยาอยู่ภายในกรอบที่พวกเราสามารถทำได้แล้ว ยังลงไปเก็บเกี่ยวปัญหา รับฟังปัญหา รวบรวมข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ที่วันนี้จะขอมาตั้งกระทู้ถามสดส่งผ่าน ท่านประธานไปยังรัฐบาลรวม ๑๓ ข้อด้วยกัน เพื่อที่เป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่ถ้าท่าน รัฐมนตรีมีโอกาสได้ตอบชี้แจงให้เกิดความชัดเจนได้ ผมก็เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อพ่อแม่ พี่น้องประชาชน เนื่องจากภัยพิบัติทางธรรมชาติในขณะนี้นอกจากทำให้สูญเสียเรื่องของชีวิต และทรัพย์สินแล้ว ยังเป็นภัยพิบัติทางเศรษฐกิจ เป็นภัยพิบัติทางการเงินอีกด้วยเช่นกันครับ เริ่มจากการถามรอบแรกนะครับท่านประธานที่จะประกอบไปด้วยคำถาม ๘ ข้อย่อย ๆ ด้วยกันนะครับ ก่อนเริ่มการตั้งคำถามก่อนอื่นอยากจะขอกล่าวคำชื่นชมทางท่าน นายกรัฐมนตรีที่ได้ออกคำสั่งแต่งตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญครับ จากการที่ผมลงพื้นที่ไปพบว่าหลาย ๆ บ้านยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ ในขณะที่หลาย ๆ บ้านได้รับการช่วยเหลือซ้ำซ้อนจากหลาย หน่วยงาน สาเหตุเป็นเพราะว่าขาดศูนย์ประสานงานครับ ก็คาดหวังว่าศูนย์ ศปช. นี้ จะสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการชื่นชมไปแล้วนะครับ จริง ๆ ต่อจากนี้ คงไม่ได้เป็นการติติง แต่จะเป็นการรวบรวมข้อเสนอมาส่งข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลต่อไป🔗

เริ่มจากมาตรการแรกครับท่านประธาน ที่มีหน้าข่าวตามมติ ครม. ว่าจะมี การช่วยเหลือเยียวยาในส่วนของค่าน้ำ ค่าไฟ ที่บอกว่าเดือนกันยายนจะยกเว้นให้ทั้งเดือน ในส่วนของเดือนตุลาคมนั้นจะลดให้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ จากการรับฟังปัญหาหน้างานของผม พบว่าทุกบ้านพ่อแม่พี่น้องประชาชนจริง ๆ ก็อยากได้ขั้นต่ำ ๓ เดือนขึ้นไป บางหลังบอก ๖ เดือน ซึ่งพวกเราเข้าใจในส่วนนี้ดี ก็อยากจะฝากเป็นข้อเสนอแนะในคำถามข้อแรกว่า มีความเป็นไปได้มากน้อยอย่างไร ที่จะขยายกรอบในการช่วยเหลือตรงนี้ รวมถึงอีก ๑ ข้อ ที่สำคัญครับท่านประธาน ปฏิเสธไม่ได้ว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลาย ๆ แห่ง เป็นผู้ให้บริการน้ำประปาแก่พ่อแม่พี่น้องประชาชน รัฐบาลมีมาตรการในการส่งงบประมาณ ลงไปชดเชยให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ขาดรายได้จากการจัดเก็บค่าน้ำประปาตรงนี้ แล้วหรือไม่ อย่างไรบ้าง อันนี้คือคำถามข้อแรกนะครับ🔗

คำถามข้อที่ ๒ ก็คือในส่วนของการจ่ายเงินชดเชยเยียวยาให้กับพ่อแม่ พี่น้องประชาชนแล้วก็ค่าซ่อมบ้านครับ จากหน้าข่าวที่ออกมาล่าสุดที่บอกว่าจะมีมาตรการ ในการจ่ายเงินสูงสุดถึง ๒๓๐,๐๐๐ บาท ถ้ามีการประเมินแล้วว่าบ้านเสียหายเกิน ๗๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป อันนั้นก้อนหนึ่ง อีกก้อนหนึ่งมีการจ่ายเงินชดเชยเยียวยาที่บอกว่า ถ้าท่วม ๗ วัน ถึง ๓๐ วันจะจ่ายให้ ๕,๐๐๐ บาท หรือถ้าท่วม ๖๐ วันขึ้นไปจะจ่าย ๙,๐๐๐ บาท ปัญหาของเงินก้อนนี้ก็คือมีความยุ่งยากซับซ้อนครับ มีขั้นตอนหลายครั้ง ซึ่งมีกรอบ ระยะเวลาดำเนินการภายใน ๙๐ วัน ผมทราบดีครับว่ารัฐบาลสามารถเร่งรัดให้เร็วกว่า ๙๐ วันได้ เพียงแต่ว่าถ้าการดำเนินงานล่าช้าต้องรอไปถึง ๙๐ วัน ผมคิดว่าล่าช้าเกินไปครับ มีความเป็นไปได้มากน้อยอย่างไรครับ อยากจะส่งข้อเสนอแนะผ่านท่านประธานไปยังรัฐบาล นะครับว่า ถ้าเราพบว่าเหตุบ้านหลังนั้นอยู่ในพื้นที่อุทกภัยจ่ายทันทีก่อนครับ ๑๐,๐๐๐ บาท เพราะทุกหลัง ที่ผมลงไปเจอมานี่ จากสภาพหน้างานบางหลังนะครับ รั้วพังบางหลังสินค้าภายในบ้านที่เขา เป็นร้านรวงเสียหาย อย่างไรมูลค่าเกิน ๑๐,๐๐๐ บาทแน่นอน เพราะฉะนั้นท่านจ่ายขั้นต่ำ ไปได้ก่อนเลยครับ แล้วเจ้าหน้าที่ลงไปสำรวจความเสียหายทีหลัง จ่ายตามจริงส่วนเกินกว่า ๑๐,๐๐๐ บาทเท่าไร ก็ค่อยจ่ายตามหลังไปเท่านั้นนะครับ อันนี้คือประการแรก🔗

อีกส่วนหนึ่งที่อยากจะส่งเป็นข้อเสนอแนะครับ ผมคิดว่ารัฐบาลสามารถ พัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการจ่ายเงินเยียวยาตรงนี้ได้ครับ โดยอาศัยแผนที่ น้ำท่วมจาก GISTDA มาซ้อนทับกับข้อมูล Geocoding ความหมายคืออะไรครับ ข้อมูลทะเบียนบ้าน ที่สามารถแปลงเป็น Location ได้ ถ้าท่านเอาแผนที่น้ำท่วมที่ GISTDA มี มาซ้อนทับกับ Location ทะเบียนบ้าน ท่านจะได้เลขที่บ้าน ท่านได้เลขที่บ้าน ท่านรู้เจ้าบ้าน ท่านให้เจ้าบ้านไปกดรับสิทธิ รับเงินเยียวยา ๑๐,๐๐๐ บาท ทันทีใน Application ทางรัฐได้ ที่ผ่านมารัฐบาลพัฒนา Application ทางรัฐด้วยความรวดเร็ว ในส่วนของระบบ การลงทะเบียนเพื่อรับ Digital Wallet นะครับ ผมเชื่อแน่นอนว่าท่านอาจจะบอกว่า ครม. คนละชุด แต่เป็นรัฐบาลที่เกี่ยวเนื่องกัน ผมเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้มีศักยภาพในการพัฒนา Application ทางรัฐ โดยอาศัยข้อมูลอย่างที่ผมบอกครับ เพื่อเป็นช่องทางในการให้ ประชาชนเข้าถึงเงินเยียวยาชดเชยได้อย่างเร็วและตรงจุดมากขึ้น อันนี้ก็เป็นในส่วนของ ข้อที่ ๒ ครับ🔗

ส่วนของข้อต่อไป ก็คือในมาตรการการพักชำระหนี้ต่าง ๆ ครับท่านประธาน ปัจจุบันที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าธนาคารของรัฐนะครับ มีมาตรการในการพักเงินต้นและ ลดดอกในส่วนของธนาคารเอกชนแค่มีการพักเงินต้นอย่างเดียวเท่านั้น แต่ดอกเบี้ยยังวิ่งอยู่ มีความเป็นไปได้มากน้อยอย่างไรครับ ที่รัฐบาลจะเจรจาร่วมกับธนาคารทุกภาคส่วนนะครับ ให้มีการพักทั้งต้นและพักทั้งดอก เพื่อช่วยเหลือเยียวยาชดเชยประชาชนในส่วนนี้🔗

มาตรการต่อไป ก็คือมาตรการในการเยียวยาพ่อแม่พี่น้องเกษตรกรนะครับ ที่ปัจจุบันเรารู้กันดีอยู่ว่า ต้นทุนในการผลิตต่าง ๆ สูงกว่าเงินเยียวยาชดเชยหลายเท่า ผมยกตัวอย่างในกรณีของการปลูกข้าวที่ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่าต้นทุนต่อไร่สูงถึง ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ บาท แต่ว่ามาตรการในการชดเชยในส่วนนี้ รัฐบาลจ่ายเพียง ๑,๓๔๐ บาทต่อไร่เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนจริง ๔ เท่า นอกเหนือจากนี้ ยกตัวอย่างอีกหนึ่งตัวอย่างครับ เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูนะครับ ปัจจุบันจ่ายเยียวยาชดเชยสูงสุด แค่ ๑๐ ตัวเท่านั้น ท่านจะเห็นได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นหน้างานนะครับ ต้นทุนที่เกิดขึ้นกับ เกษตรกร มีมากกว่าเงินที่รัฐบาลจ่ายเยียวยาชดเชย อยากจะฝากนะครับ อีก ๑ ข้อ ผ่านไปยัง รัฐบาลว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยอย่างไร ในการขยายกรอบวงเงินต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ🔗

อีกหนึ่งส่วนนะครับ ก็คือในส่วนของการซ่อมแซมถนนและทรัพย์สินราชการ ในส่วนนี้ตามมติ ครม. ที่ออกมาวันที่ ๓ กันยายนที่ผ่านมาครับ มีการจัดสรรงบกลาง ๕,๐๐๐ กว่าล้านบาทไปยังกรมชลประทาน กรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบทครับ แต่หนึ่งคำถามที่ผมอยากจะส่งผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีครับ ผมเชื่อว่าท่านทราบดี อยู่แล้วว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นเจ้าของทรัพย์สินสาธารณะต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้ชิดกับ พ่อแม่พี่น้องประชาชนมากกว่า ผมยกตัวอย่าง อย่างเช่น รพ.สต. หรือศูนย์อนามัยใกล้บ้าน ที่ปัจจุบันสังกัด อบจ. โรงเรียนที่สังกัดเทศบาลครับ รวมถึงถนนหนทางในเมืองที่ท้องถิ่น เป็นผู้ดูแล อยากจะสอบถามท่านประธานครับว่า รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณ หรือมี มาตรการในการอุดหนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้เข้าไปซ่อมแซมฟื้นฟูทรัพย์สินต่าง ๆ เหล่านี้ ที่ประชาชนใช้สอยอยู่ทุกวันแล้วหรือไม่ อย่างไร🔗

ส่วนมาตรการต่อไปครับ ก็คือในเรื่องของการสนับสนุนงบประมาณให้กับ ท้องถิ่นในการจัดทำนโยบาย เงินช่วยเหลือเยียวยาให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชน เมื่อสักครู่นี้ เป็นในส่วนของการซ่อมแซมทรัพย์สินใช่ไหมครับ อีกส่วนหนึ่งที่ผมมีตัวอย่างดี ๆ จากเทศบาลนครเชียงรายที่ผมไปลงพื้นที่มาครับท่านประธาน พบว่าตัวอย่างของเทศบาลนคร แห่งนี้ทำได้อย่างดีครับ ทันทีที่เกิดเหตุอุทกภัยเขาจัดสรรเงินเยียวยาเพื่อให้ประชาชน ไปซ่อมบ้านหลังละ ๒,๕๐๐ บาททันทีครับ คำถามก็คือ วันนี้เรามีอีกหลายพื้นที่ที่ประสบเหตุ เช่นเดียวกัน อยากจะสอบถามท่านประธานผ่านไปยังทางรัฐบาลครับ ให้รัฐมนตรีช่วยชี้แจงว่า ท่านมีแนวนโยบายหรือมาตรการในการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนให้กับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นอื่นที่อยู่ในพื้นที่ประสบภัยทั่วทั้งประเทศ เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถจัดทำนโยบาย จ่ายเงินเยียวยาให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชนโดยตรงอีกทางหนึ่งอยู่ด้วยหรือไม่ นอกเหนือ ที่จะต้องรอรับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลส่วนกลางอย่างเดียวเท่านั้น🔗

มาตรการ ๒ ข้อสุดท้ายที่จะเป็นมาตรการระยะสั้นที่ผมจะขอตั้งคำถาม ท่านรัฐมนตรีในช่วงของการถามครั้งแรกครับ ก็คือในเรื่องของมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟู ฟื้นฟูในที่นี้ ยกตัวอย่างอย่างเช่น ในอำเภอแม่สายที่ผมลงพื้นที่มาเป็นพื้นที่เศรษฐกิจโดยตรง ก็อยากจะสอบถามว่า จากการที่รัฐบาลมีมาตรการท่องเที่ยวเมืองรองครับ เอาไปลดหย่อน ภาษีได้ ๑๕,๐๐๐ บาท เป็นไปได้ไหมที่จะออกมาตรการท่องเที่ยวเมืองน้ำลดครับ หลังจากที่ เมืองแม่สายได้รับการซ่อมแซมฟื้นฟูเรียบร้อยแล้ว กระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับคืนมาให้ร้านรวง กลับมาสามารถค้าขาย ได้ตามปกติ ออกมาตรการเลยครับ เพิ่มความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวไป จับจ่ายใช้สอย ท่องเที่ยวเมืองน้ำลดสามารถลดหย่อนภาษีได้อีก ๑๕,๐๐๐ บาท เช่นเดียวกัน อันนี้ก็คิดว่าเป็นมาตรการที่น่าสนใจ🔗

ส่วนสุดท้ายครับ ก็คือในเรื่องของ Soft Loan ที่ปัจจุบันธนาคารออมสินมีวงเงิน อยู่แล้ว ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ให้กู้ได้ ๐ เปอร์เซ็นต์ มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะจัดสรร งบประมาณในส่วนนี้ หรือเพิ่มเข้าไปก็ได้นะครับ ให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงเงินกู้ ๐ เปอร์เซ็นต์ได้ เพื่อให้ธุรกิจของเขากลับมาดำเนินได้อย่างปกติโดยเร็วที่สุด🔗

อันนี้ก็จะเป็น ๘ คำถามแรกในการถามรอบแรก ในส่วนของมาตรการระยะสั้น อาจจะเยอะนิดหนึ่ง แต่ว่าเดี๋ยวจริง ๆ มีมาตรการระยะกลาง ระยะยาว ที่อยากจะส่งผ่านท่าน ประธานไปยังรัฐบาลด้วย ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านณัฐพงษ์ ใช้เวลาไป ๙.๒๘ นาที เหลือเวลา ๕.๓๒ นาที เชิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย เรียนเชิญครับ🔗

นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ขอบคุณค่ะท่านประธานที่เคารพ เรียนท่านเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุก ๆ ท่าน ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย วันนี้ดิฉันได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร และจากท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้มาตอบกระทู้ถามสด จากทางท่านเพื่อนสมาชิก ท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ด้วยความเป็นห่วงเป็นใย ในสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ดิฉันเองคิดไม่ต่างจากท่านเลยว่าเราต้องมีมาตรการ ที่เร่งด่วนในการที่จะลงไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชน และในคำถามทั้ง ๘ คำถาม ที่ท่านได้ ถามมาในส่วนแรก ดิฉันคิดว่าในเวลาอันจำกัดดิฉันก็จะไม่อภิปรายอะไรที่เราสามารถรับชม ได้จากทางข่าวสารอยู่แล้ว หรือแม้แต่การที่ทางรัฐบาลเองได้มีการเร่งทำงานในหลาย ๆ ส่วน ทุก ๆ กระทรวงร่วมกันทำงานอยู่ในขณะนี้ อย่างที่ท่านได้บอกไปว่ารัฐบาลได้มีการตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือ ผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม ศปช. พร้อมทั้ง มีการตั้งคณะกรรมการบริหารสถานการณ์และช่วยสนับสนุนในสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้น ที่ภาคเหนือ เราก็ทำแบบทันทีทันใด และจากการที่เราได้ประชุม เราก็ได้ส่วนของอนุกรรมการ ที่ได้มาจัดการดำเนินการบริหารในปัญหาต่าง ๆ ซึ่งสามารถที่จะทำให้การสั่งการนั้นเป็นไปได้ อย่างรวดเร็ว แล้วก็เป็นการกระจายการตัดสินใจเป็นการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นในพื้นที่ ที่เกิดปัญหาได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ในส่วนของค่าน้ำ ค่าไฟ ที่ตอนนี้ได้มีการพูดคุยแล้วก็สรุป ออกมา โดยที่ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ท่านเองก็ได้นำเสนอกับพี่น้องประชาชน ในเดือนกันยายนนี้ ก็คือไม่มีการเก็บค่าไฟเลย ก็คืองดเว้นให้ทั้งหมดสำหรับในพื้นที่ที่ประสบ ปัญหาแล้วก็ได้รับผลกระทบ แล้วก็ในช่วงเดือนต่อ ๆ ไป ก็จะมีการลดให้ในสัดส่วน ร้อยละ ๓๐ ซึ่งวันนี้จากการประเมินสถานการณ์ว่า ในช่วงที่ประสบภัยเรามีมาตรการทันที และในช่วงต่อ ๆ ไปเราสามารถที่จะปรับแล้วก็มีการประกาศออกมาตามสถานการณ์จริงได้ ถ้าหากว่าหน้างานดูแล้วยังมีสถานการณ์ที่รุนแรงอยู่พี่น้องยังฟื้นตัวไม่ได้ ยังประสบปัญหา ตามมาหลังจากนั้น ก็สามารถที่จะปรับมาตรการต่อ ๆ ไปได้ เพราะฉะนั้นในความเป็นห่วง ที่ทางท่านณัฐพงษ์ได้กล่าวถึง ดิฉันก็ขอให้พี่น้องประชาชนได้สบายใจว่ารัฐบาลไม่นิ่งนอนใจ แน่นอน ในการที่จะทำให้การแบ่งเบาภาระของพี่น้องประชาชนนั้นเป็นไปได้อย่างมี ประสิทธิภาพมากที่สุด🔗

ในเรื่องของการประปา หรือว่าน้ำประปาที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องใช้ ในขณะนี้ค่ะ ทั้งในส่วนของบริโภค ทั้งในส่วนที่จะต้องใช้ในการชำระล้างโคลนดินต่าง ๆ ตอนนี้ทางการประปาส่วนภูมิภาคได้ลงไปในพื้นที่ มีการผลิตน้ำเพื่อบริโภคให้กับพี่น้องประชาชน บริการแบบไม่มีค่าใช้จ่าย มีการนำน้ำที่ต้องใช้ในการชำระล้างซากโคลนต่าง ๆ นั้น มาบริการ ให้ฟรีเช่นเดียวกัน ในขณะนี้การประปาส่วนภูมิภาคได้ลงไปในพื้นที่แล้วนะคะ แล้วก็ในส่วน ของการสนับสนุนในเรื่องของค่าใช้จ่ายตรงนี้ ทางการประปาก็กำลังได้หารือเพื่อที่จะ ช่วยเหลือให้พี่น้องประชาชนนั้นได้รับการดูแลต่อไป ดิฉันคิดว่าในส่วนนี้ คือสิ่งที่เรามี ความคิดเห็นตรงกันว่าการช่วยเหลือทุกรูปแบบ ทุก ๆ ด้านคือสิ่งที่เราต้องคำนึงถึง รวมถึง ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็น ๓ เดือน ๖ เดือน ๑ ปีต่อจากนี้ เราก็ยังมีมาตรการตัวอื่น ๆ ที่มารองรับ มาสนับสนุนให้การแบ่งเบาภาระของพี่น้องประชาชนนั้นเกิดประโยชน์อย่างสูงสุดค่ะ🔗

ดิฉันจะได้กล่าวในส่วนของการจ่ายเงินชดเชยเยียวยานะคะ ที่ท่านได้พูดถึง สูงสุด ๒๓๐,๐๐๐ บาท ในกรณีที่เสียหายร้ายแรงนะคะ ตรงนี้ก็สามารถที่จะดำเนินการได้ ทันทีเช่นเดียวกัน และอย่างที่ในส่วนคำถามข้อต่อไปหลังจากที่ท่านบอกว่ามีการจ่าย ๓,๐๐๐ บาท ขอโทษนะคะ ๕,๐๐๐ บาท ๗,๐๐๐ บาท ๙,๐๐๐ บาท ตามกรอบระยะเวลา ของความเสียหายที่เกิดขึ้นตามช่วงระยะเวลาที่พี่น้องประชาชนกำลังประสบปัญหาอยู่นะคะ เราก็เป็นแบบปูพรมพูดง่าย ๆ นะคะ แล้วก็เริ่มตั้งแต่วันที่ ๒๐ พฤษภาคมเลย ตั้งแต่มีการ ประกาศว่าเข้าสู่ฤดูฝน เพราะเรารู้ว่าฝนมาอย่างต่อเนื่องในปีนี้ แล้วก็มาอย่างแรง แล้วก็เป็น จำนวนมาก บางครั้งต่อเนื่องกันหลาย ๆ ชั่วโมงมากกว่า ๒๔ ชั่วโมงก็มี ฉะนั้นแล้วเรายัง มีการย้อนชดเชยไปถึงในช่วงก่อนหน้านี้ด้วย ดิฉันก็คิดว่าในมาตรการที่เราดำเนินการอยู่ ขณะนี้สามารถที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้เบื้องต้น🔗

แล้วก็ในส่วนที่เกี่ยวข้องกันในคำถามข้ออื่นว่า เราจะสามารถที่จะให้ทาง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถที่จะมีงบประมาณเพิ่มขึ้นหรือไม่ ก็ต้องเรียนว่าตรงนี้ ก็คืออยู่ในแนวความคิด ในส่วนของการเกิดภัยพิบัติฉุกเฉินเช่นนี้ตามมา เบื้องต้นในแต่ละจังหวัด จะมีเงินที่สำรองการใช้จ่ายในทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย อยู่ที่ ๒๐ ล้านบาทอยู่แล้ว ในกรณีที่ เกิดเหตุฉุกเฉินทันทีทันใด ไม่ต้องขอกลับเข้ามาที่ส่วนกลาง ไม่ต้องขอไปที่งบกลางหรืออะไรอีก แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถที่จะดำเนินการในส่วนนี้ได้อย่างทันท่วงทีกับสถานการณ์ ที่เกิดขึ้น ฉะนั้นเราจะเห็นว่าในวันที่มีฝนตกใหม่ ๆ มีน้ำท่วมขังมาสักระยะหนึ่ง แล้วก็มีถึง มรสุมเข้า มีน้ำหลาก การช่วยเหลือเข้าไปอย่างทันทีทันใด รวมถึงการแจ้งเตือนต่าง ๆ ที่ดิฉันเองก็ได้รับทราบรายงานมาว่า ทางเจ้าหน้าที่นั้นมีการประกาศเตือนไปตามลำดับ ขั้นตอน ซึ่งเดี๋ยวดิฉันคิดว่าท่านเองก็จะได้พูดถึงในส่วนนั้นต่อไป เพราะว่าเป็นปัญหาใหญ่ ที่เรานั้นทำงานร่วมกันมาโดยตลอด ฉะนั้นแล้วในเบื้องต้นที่ท่านเองมีความกังวลในเรื่องของ การจ่ายเงินชดเชยเยียวยา ดิฉันก็อยากที่จะให้สบายใจได้ว่าเราทำกันอย่างเต็มที่ แล้วก็จะทำ อย่างเร็วที่สุดที่ท่านบอกว่าเป็นกรอบวางไว้ ๙๐ วัน ก็ต้องเรียนว่าเป็นกระบวนการทำงาน ของทางข้าราชการที่อาจจะต้องวางกรอบว่าไม่เกินเท่านี้ แต่แน่นอนเราจะทำให้เร็วกว่านั้น ได้แน่นอน อย่างเช่น ดิฉันได้คุยกับทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยว่า ในเรื่องของ การเข้าไปสำรวจที่จะให้ทางปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เทศบาล อบต. ได้ลงไปก็สามารถ ที่จะลงไปได้ทันที ตอนนี้ก็คือทุกคนมีข้อมูลอยู่แล้วของพี่น้องที่ประสบภัย เมื่อเราได้มีการนำ ข้อมูลเหล่านั้นมาตรวจสอบสิทธิอย่างถูกต้องทุกอย่าง เงินก็สามารถถึงมือพี่น้องประชาชน ได้ทันที เรามีประสบการณ์ร่วมกันในอดีตที่ผ่านมาที่พี่น้องประชาชนต้องรอเงินชดเชย เยียวยาเป็นเวลานาน วันนี้เรารู้ทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชน ดิฉันจึงคิดว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่เรา ต้องเร่งทำอย่างเร็วที่สุด และท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ท่านเองก็กังวลในเรื่องนี้ นะคะ อยากที่จะให้การเยียวยาพี่น้องประชาชนนั้นเป็นไปอย่างทันการณ์ ให้พี่น้องประชาชน ได้รับความพึงพอใจอย่างสูงสุดเช่นเดียวกัน🔗

แล้วที่ท่านเองได้กล่าวถึง Application ทางรัฐ ก็อยู่ในกระบวนการที่เรา กำลังทำ Database ของพี่น้องประชาชนที่จะทำให้ Application นี้เป็น Super App ที่เป็น Application ของรัฐบาล ให้กลายเป็นรัฐบาลดิจิทัลอย่างที่พวกเราทุกคนหวังแล้วก็ตั้งใจ อย่างที่ผ่านมาเราสนับสนุน รวมถึงประชาสัมพันธ์ ให้พี่น้องประชาชนได้ไปให้ข้อมูล ลงทะเบียน หรือการที่จะใส่ข้อมูลไว้ใน Application ทางรัฐก็ไม่ใช่ประโยชน์เพียงเพื่อการ ระดับนโยบายของ Digital Wallet อย่างเดียวอย่างที่ท่านทราบดี เรายังสามารถใช้ข้อมูล ที่เรามีอยู่นั้นมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ยกตัวอย่างเช่น ในเหตุฉุกเฉินขณะนี้ถ้าหากว่า มีการ Sync ข้อมูลกันแล้วว่า ในพื้นที่ที่พี่น้องประชาชนประสบเหตุนั้นเขามีฐานะที่ยากจน อยู่แล้ว เป็นผู้ที่ขัดสน แล้วก็มีความเปราะบาง มีผู้สูงอายุอยู่ในครอบครัว เป็นกลุ่มคนที่ต้องช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เราก็จะสามารถนำข้อมูลส่วนนี้ไปให้เจ้าหน้าที่ พุ่งตรงไปที่จุดที่เราต้องการที่จะช่วยเหลือให้ได้อย่างเร็วที่สุด นี่คือความสำคัญ แล้วก็เป็น ความมุ่งมั่น แล้วก็ตั้งใจของพวกเราทุกคนที่อยากจะให้ฐานข้อมูลประชากรพี่น้องประชาชน อยู่ในส่วนนี้ ให้ได้ครบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คิดว่าเราสามารถที่จะพัฒนาระบบร่วมกันแล้วก็ นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นนี้ด้วยค่ะ🔗

ต่อไปดิฉันก็ต้องเรียนว่า ในการพักชำระหนี้ที่ท่านมีความกังวลกับพี่น้อง เกษตรกร เราเองก็กังวลเช่นเดียวกัน ก็ต้องเรียนว่าทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ได้มี มาตรการในการที่จะฟื้นฟูเกษตรกรผู้ประสบภัย อย่างที่ท่านบอกว่ามันเพียงพอหรือไม่ มันน้อยไปหรือเปล่า เราควรที่จะช่วยอะไรเพิ่มไหม ตรงนี้ค่ะ ในส่วนที่เราได้ทำงานร่วมกัน ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ได้มีทั้งโครงการในเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพ การผลิตข้าว ซึ่งจะมีการสนับสนุนงบประมาณ แล้วก็ปัจจัยในการผลิตลงไปให้ถึงมือ พี่น้องประชาชน ในการสนับสนุนพันธุ์พืชไร่ พืชสวน ครั้งนี้น้ำท่วมครั้งใหญ่ถือได้ว่า บางครอบครัวอาจจะหมดตัวไปเลยก็ได้ ทุกอย่างไม่เหลืออะไรแล้ว เพราะฉะนั้นเป็นความ จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐจะต้องเข้าไปสนับสนุน แล้วก็ช่วยดูแลค่ะ ยังมีอีกหลาย ๆ มาตรการ จากหลาย ๆ กระทรวงที่ดิฉันคิดว่าเราอาจจะสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมหลังจากกระทู้ถามสด ในวันนี้ได้ ท่านเองสามารถที่จะถามเพิ่มเติมรวมถึงดูข้อมูลในเว็บไซต์ของหน่วยงานได้ วันนี้เราพยายามที่จะจัดหา Provide ข้อมูลต่าง ๆ ให้ครบถ้วน ตรงตามความต้องการของ พี่น้องประชาชนอย่างมากที่สุด ด้วยเวลาอันจำกัดในขณะนี้ดิฉันอาจจะเหลือเวลาไม่เพียงพอ ที่จะตอบได้ทุกคำถาม แต่ทุกคำแนะนำที่ท่านได้นำเสนอไว้ ดิฉันได้จดไว้แล้วก็จะได้พูดคุยกัน หลังกระทู้ถามด้วย ขอบคุณท่านประธานค่ะ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ ก็เห็นใจนะครับ ท่านณัฐพงษ์ถามมา ๘ คำถาม เชิญถามครั้งที่ ๒ เลยครับ เหลือ ๙.๒๘ นาทีครับ🔗

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านประธาน ผมคิดว่าจะใช้เวลาที่เหลืออยู่ในการถามครั้งที่ ๒ ในส่วนของมาตรการระยะกลาง แล้วก็ระยะยาว จากการตอบคำถามของท่านรัฐมนตรี ท่านธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ผมทราบดีว่าท่านเป็นอดีตประธานคณะกรรมาธิการ DE ซึ่งท่านเองก็น่าจะมีความรู้ความเชี่ยวชาญในส่วนนี้ ก็เกี่ยวข้องกับการตั้งกระทู้ถามรอบที่ ๒ ที่เป็นในส่วนของการวางมาตรการแก้ไขปัญหาระยะกลาง แล้วก็ระยะยาว ในการลดความเสี่ยง แล้วก็ป้องกันความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ท่านประธานครับ ตามหน้าข่าว เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า เดี๋ยวจะมีพายุ Soulik ซัดถล่มเข้ามาในประเทศไทย โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในพื้นที่ภาคอีสานเร็ว ๆ นี้ คำถามก็คือเราจะสามารถวางมาตรการในการรับมือ เพื่อลดความเสี่ยง แล้วก็ป้องกันความสูญเสียที่เกิดขึ้นมาแล้วในช่วงเดือนที่ผ่านมาอย่างไรได้บ้าง จึงเป็นคำถาม ๕ ข้อสุดท้าย ครั้งนี้อาจจะไม่ได้เยอะมาก แต่ผมคิดว่าเป็นคำถามที่อยาก ให้ท่านรัฐมนตรีตอบชัด ๆ ซึ่งผมคิดว่าเรามีข้อเสนอที่ชัดเจนมากในการทำให้เกิดการแก้ไข ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างทันท่วงที🔗

ข้อแรกก็คือในเรื่องของการจัดทำข้อมูลเปิดด่านน้ำครับ ไม่ว่าจะเป็นน้ำฝน น้ำท่าหรือว่าน้ำเทศ น้ำฝนนี้ไม่ได้หมายถึงว่าเฉพาะน้ำฝนที่ตกลงมาในแม่น้ำลำคลอง แต่หมายถึงน้ำฝนที่ตกไปในป่าเขาที่เกิดปัญหาดินโคลนถล่ม แล้วก็น้ำป่าไหลหลาก ก็อยากจะสอบถามในเรื่องนี้ว่า ทางรัฐบาลมีมาตรการในการติดตั้งหรือว่าดูแลรักษาอุปกรณ์ ต่าง ๆ เพื่อตรวจวัดน้ำฝนในพื้นที่ป่าเขาอย่างไรบ้าง ในส่วนของน้ำท่าครับ พวกเราทราบกัน ดีอยู่แล้วว่า ไม่ว่าจะเป็นกรมชลประทานหรือว่าหน่วยงานอื่น ๆ ที่ดูแลประตูน้ำหรือว่าเขื่อน ในประเทศไทย มีข้อมูลมีโทรมาตรติดตั้งอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าข้อมูลยังขาดการบูรณาการ ร่วมกัน ในส่วนนี้ผมเชื่อว่าท่านรัฐมนตรีรู้แนวคำตอบอยู่แล้วว่า ต้องตอบอย่างไร อีกข้อหนึ่ง ในส่วนของน้ำเทศ ส่วนนี้รัฐบาลไทยไม่เคยทราบข้อมูลมาก่อนครับว่า ประเทศข้างเคียงเรา มีการปล่อยน้ำลงมาสู่ประเทศไทยต่อชั่วโมงมีปริมาณมากน้อยอย่างไร ทำให้เราไม่สามารถ ที่จะบริหารจัดการในองค์รวมได้ ก็อยากจะสอบถามความชัดเจนครับว่า รัฐบาลได้วางแนว มาตรการในการเจรจาพหุภาคีระหว่างประเทศข้าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อยู่รอบแม่น้ำโขง ในการบูรณาการข้อมูลน้ำร่วมกัน แลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกัน เพื่อการจัดการน้ำทั้งระบบ ในประเทศกลุ่มนี้แล้วหรือไม่ อย่างไร อันนี้ก็คือในส่วนของข้อมูลน้ำ ในเรื่องของน้ำฝน น้ำท่า น้ำเทศ🔗

อีกส่วนหนึ่งที่ผมได้พูดไปแล้วก่อนหน้านี้ ก็คือเรื่องของข้อมูลเปิด Geocoding ครับท่านประธาน ผมอยากใช้เวลาในการขยายผลตรงนี้เล็กน้อย แล้วเป็นสิ่งที่ รัฐบาลนำไปทำได้ทันทีครับ ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมพูดว่าต้องการเปิดข้อมูลทะเบียนบ้าน ที่ไปผูกกับ Location หรือ GPS พูดง่าย ๆ คือใส่ทะเบียนบ้านไปรู้เลยว่าอยู่ GPS ตำแหน่งไหน สิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งที่ผมมโนขึ้นเองหรือคิดขึ้นเองครับ ประเทศต่าง ๆ ที่พัฒนาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา แคนาดา หรือสหราชอาณาจักรเขาเปิดเผยข้อมูลตรงนี้เป็นข้อมูลสาธารณะ แล้วแนวนโยบายของรัฐบาลเขาเขียนไว้ชัดเจนมากว่า การเปิดเผยข้อมูล Geocoding แบบนี้ นอกจากช่วยลดภาระต้นทุนของเอกชนในการดำเนินธุรกิจแล้ว ยังเป็นการป้องกัน การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินในกรณีที่เกิดเหตุภัยพิบัติด้วย จากที่ผมได้นำเรียนไปเมื่อสักครู่ว่า การจ่ายเงินแทนที่คุณจะต้องทำ Manual แทนที่คุณจะต้องให้เจ้าหน้าที่ไปนั่งสำรวจเขียนลง กระดาษแล้วมาตั้งเบิก คุณจะทำให้เขาสามารถเบิกผ่าน App ทางรัฐได้ เอาแผนที่ดาวเทียม ที่ GISTDA มีครับ Plot ซ้อนคู่กับ Geocoding Location ปุ๊บได้ทะเบียนบ้าน ทะเบียนบ้าน ได้เจ้าของบ้าน เจ้าของบ้านกดเข้า App ทางรัฐ สามารถเบิกเงินได้ทันที ซึ่งข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ทำได้วันนี้ครับ เพราะการไฟฟ้าและการประปาส่วนภูมิภาค รวมถึงไปรษณีย์ไทย ๓ รัฐวิสาหกิจครับ มีข้อมูล Geocoding ๔๐ กว่าล้านจุด ๔๐ กว่าล้านทะเบียนบ้านอยู่ในมือ ผมประสานไปหลังบ้าน เขาบอกคำเดียวครับท่านประธาน เขาบอกว่ารอรัฐบาลสั่งการ ถ้ารัฐบาลสั่งการเขาสามารถดำเนินการได้ อันนี้เป็นสิ่งที่อยากจะถามชัด ๆ ครับ อยากจะให้ รัฐมนตรีตอบชัด ๆ ว่าท่านเห็นด้วยหรือไม่ ถ้าท่านเห็นด้วยผมอยากให้รัฐบาลสั่งการเลยครับ เปิดเผยข้อมูลตรงนี้เป็น Public Data เป็น Open Data ตามมาตรฐานสากล จะสามารถ ช่วยเหลือเยียวยาพ่อแม่พี่น้องได้อย่างดียิ่งขึ้น อันนี้ในส่วนของการลดความเสี่ยง🔗

ไปอีกส่วนหนึ่งในส่วนของป้องกันความสูญเสียครับ เมื่อเรามีข้อมูลน้ำ ข้อมูล Geocoding ที่ดีแล้วเราจะสามารถจัดทำแผนที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมได้ พอเรารู้ว่าพื้นที่ตรงไหน เสี่ยงภัยน้ำท่วม เราสามารถจัดทำระบบแจ้งเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพได้ ซึ่งอุปกรณ์ในการ แจ้งเตือนภัยตอนนี้ Cell Broadcast อยากจะถามท่านรัฐมนตรีครับ ผมทราบว่า เป็นนโยบายตั้งแต่รัฐบาลชุดที่แล้ว แต่เลื่อนแล้วเลื่อนอีก คำถามนี้อยากได้คำตอบชัด ๆ ครับว่า กรอบระยะเวลาที่ Cell Broadcast จะสามารถใช้ได้ ไม่ใช่รอร่างประกาศนะครับ ตามหน้าข่าว ล่าสุด ใช้ได้จริง ๆ เมื่อไรนะครับ กับอีกส่วนหนึ่งของหอเตือนภัยครับ ผมไปที่อำเภอแม่สาย ท่านประธาน พบว่ามีหอเตือนภัยอยู่แล้ว แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าแหล่งจ่ายไฟที่ใช้ในหอเตือนภัย ในอำเภอแม่สายเป็นโซลาร์เซลล์ครับ ฝนตกติดต่อกันหลายวันทำให้หอเตือนภัยไม่ทำงาน เหตุผลแบบนี้ครับท่านประธาน นี่ละครับคือสิ่งที่ผมพยายามจะมานำเสนอว่าเป็นปัญหา หน้างานอยากจะให้รัฐบาลลงไปสำรวจโดยเร็ว สุดท้ายครับเราจะทราบปัญหาว่าหอเตือนภัย แหล่งไหน ตรงไหนใช้ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง คุณต้องมีการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุครับ พวกเรา ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ทุกจังหวัดทั่วทั้งประเทศปัจจุบันมีแผนเผชิญเหตุอยู่แล้วครับ ท่านประธาน เพียงแต่ไม่เคยซักซ้อมเลย ทำให้ทั้งคนและเครื่องไม่เคยมีความพร้อมเมื่อภัยมา คนในที่นี้หมายถึงใครบ้าง หมายถึงเจ้าหน้าที่และประชาชน แจ้งเตือนไปแล้วเจ้าหน้าที่รู้ว่า เขาต้องปฏิบัติอย่างไร แจ้งเตือนไปแล้วประชาชนรู้ว่าต้องอพยพไปที่ไหน ในส่วนของเครื่อง ก็คือเครื่องมือต่าง ๆ ครับ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าหอเตือนภัยต่าง ๆ ระบบ Cell Broadcast ในอนาคตทำงานได้ดีโดยตลอดเวลา ก็ต้องมีการ Test ระบบสม่ำเสมอใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้น อยากจะถามให้ชัด ๆ เช่นเดียวกันครับ จากแผนเผชิญเหตุที่มีอยู่แล้วทุกจังหวัดทั้งประเทศ ตอนนี้มีคำสั่งชัด ๆ จากท่านนายก หรือแนวนโยบายที่ชัดเจนจากรัฐบาลหรือยังที่จะหยิบ แผนเผชิญเหตุเหล่านี้มาซักซ้อม เพื่อให้ทั้งคนและเครื่องมีความพร้อมก่อนที่พายุ Soulik จะเข้ามา หรือเกิดเหตุภัยพิบัติในอนาคตครับ🔗

ก็เป็น ๕ คำถามสุดท้ายจากการถามครั้งที่ ๒ ในส่วนของมาตรการระยะกลาง และระยะยาว ก่อนที่ครั้งที่ ๓ ถ้ามีส่วนที่ท่านรัฐมนตรีอาจจะยังตอบไม่ชัดเจน แล้วผมเหลือ เวลาอาจจะขอถามเก็บตกสักเล็กน้อยนะครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณทางท่านผู้ถาม ท่านณัฐพงษ์ ทางเจ้าหน้าที่ครับ เข้าใจว่าเวลาหมดแล้วนะครับ แต่ว่าถามทางเจ้าหน้าที่ว่าทำไมเสียงออดไม่ดังครับ ก็จะทำให้เพื่อนสมาชิกไม่ทราบว่าเวลา ของตัวเองได้หมดแล้ว ผมไม่ขัดจังหวะท่านผู้ถามกระทู้ถามนะครับ แต่ว่าตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๒ ผมได้เรียนบอกกับเพื่อนสมาชิกตั้งแต่แรกนะครับว่า กระทู้ถามนี้ต้องไม่มีลักษณะ ของการอภิปราย แต่ก็ไม่ได้ขัดจังหวะอะไรท่านนะครับ ก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์กับ พี่น้องประชาชนนะครับ แต่ว่าก็เรียนกับเพื่อนสมาชิกว่าการตั้งกระทู้ถามเพื่อไม่ให้เกิด การประท้วงอย่างที่เห็นก็ให้ทำตามข้อบังคับ แต่ว่าไม่ได้ทักท้วงอะไร ก็ปล่อยท่านอภิปราย เชิญท่านรัฐมนตรี🔗

(นายไชยวัฒนา ติณรัตน์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

แต่ก่อนท่านรัฐมนตรี ท่านไชยวัฒนาประท้วงอะไรครับ🔗

นายไชยวัฒนา ติณรัตน์ มหาสารคาม

ท่านประธานครับ ผมนิดเดียวครับ ถ้าผมไม่ลุกขึ้นมาก็จะเป็นการเข้าใจผิดกันนะครับ ผม ไชยวัฒนา ติณรัตน์ ผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม ก่อนที่ท่านว่าที่ผู้นำฝ่ายค้านจะได้ลุกขึ้นคำถามที่ ๒ บังเอิญว่าท่านประธานได้ขานเวลาว่ามีเวลา ๙ นาทีนะครับ ท่านณัฐพงษ์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านก็เลยว่าไป เจ้าหน้าที่ก็อาจจะไม่กล้ากดออดนะครับ ที่จริงแล้วท่านณัฐพงษ์เหลือเวลา แค่ ๕ นาทีเศษ ๆ ผมต้องทักท้วงไว้ ขอบคุณท่านประธานที่เตือนข้อบังคับ ข้อ ๑๕๒ แล้วผม เองก็ให้เกียรติท่านว่าที่ผู้นำฝ่ายค้านนะครับ ผมจะไม่ติงเตือนใน ข้อ ๑๔๗ คือเป็นคำถาม ที่คลุมเครือหรือเป็นคำถามที่ (๕) เป็นการให้ความเห็น ผมไม่ทักท้วงหรอกครับ เพราะว่า ผมให้เกียรติว่าที่ท่านผู้นำฝ่ายค้าน ไม่ขัดจังหวะครับขอบคุณท่านประธานครับที่ได้ทักท้วงไว้ครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

สรุปท่านไชยวัฒนาไม่ได้ประท้วงนะครับ🔗

นายไชยวัฒนา ติณรัตน์ มหาสารคาม

ประท้วงท่านประธานครับ ว่าขานเวลาผิดครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบพระคุณ เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ขอบพระคุณท่านประธานที่เคารพค่ะ เรียนท่านเพื่อนสมาชิกทุก ๆ ท่าน ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็เป็นโอกาสอันดีนะคะที่ดิฉันได้มา ตอบกระทู้ทางท่านณัฐพงษ์นะคะ ในเรื่องที่เป็นความสนใจอย่างเร่งด่วนของพี่น้องประชาชน ในขณะนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการให้ทุก ๆ คนนั้น ได้มีข้อมูลข่าวสารในการเตือนภัย อย่างทันท่วงที แล้วก็เป็นโอกาสดิฉันจะได้นำเรียนเสนอว่า ในขณะนี้ทางรัฐบาลได้ดำเนินการ ในส่วนนั้น ดิฉันขออนุญาตยกตัวอย่างเช่น สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ เป็นองค์กร มหาชนที่เราได้ร่วมประชุมกันโดยตลอด มีเครื่องมือครบครันมากจากการลงทุน จากการให้ ความสำคัญของรัฐบาล ทำให้เราสามารถมีสถานีวัดน้ำ ทั้งน้ำฝนที่ตกลงมา น้ำสะสมในพื้นที่ ได้อย่างทั่วถึงแล้ว ดิฉันเองได้คุยกับทางท่านดอกเตอร์รอยบุญ ท่านอาจารย์รอยล ที่ท่านมี ความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้เรามีข้อมูลที่พร้อม ในวันนี้ที่เราอยากจะเรียนให้ท่านเพื่อนสมาชิก ส่งต่อไปถึงพี่น้องประชาชน นั่นก็คือการให้เข้าถึงเครื่องมือเหล่านี้ให้ได้ การ Load Application ที่หน่วยงานมีให้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นของกรมอุตุนิยมวิทยา เวลาที่ท่านอยู่ในพื้นที่ที่ประสบเหตุ กรมอุตุนิยมวิทยาสามารถที่จะส่งสัญญาณผ่าน Application แล้วก็ดังในมือถือได้เลย อันนี้คือในส่วนที่หน่วยงานแต่ละหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงทำอยู่แล้วนะคะ แต่วันนี้ ประชาชนอาจจะยังไม่สามารถเข้าถึงตรงนี้ ก็ถือว่าเสียโอกาสอย่างมาก ดิฉันเองได้คุยกับทาง ดอกเตอร์รอยบุญท่านเองบอกว่า วันนี้ความจริงเราได้ส่งเตือนข้อมูลไป ไม่ว่าจะเป็นเหตุ น้ำหลาก ดินโคลนถล่ม น้ำล้นตลิ่ง เตือนกันแทบจะทุกระยะ ทุกจังหวะที่น้ำขึ้น แต่ว่าทำไม ข้อมูลไม่ถึงประชาชน นั่นก็คือส่วนที่เราต้องเร่งทำงาน เราจะปัดความรับผิดชอบนี้ไปไม่ได้ รวมถึงเราก็จะไม่ Blamed ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่อยู่ในพื้นที่ว่าเป็นความผิด ของคนโน้น ความผิดของคนนี้ แต่วันนี้คือหน้าที่ของพวกเรา ที่จะต้องร่วมแรงร่วมใจ กันมาหาถึงทางออก แล้วก็การพัฒนาระบบที่อาจจะยังติดขัดอยู่ให้ดีขึ้นได้ ดิฉันก็ต้องย้อนไป เมื่อวันที่ ๑๑ วันที่ ๑๒ วันที่ ๑๓ ในการประชุมสัปดาห์ที่แล้ว ที่เรามีการแถลงนโยบาย ในรัฐบาลชุดนี้ ชุดใหม่ที่ดิฉันได้มีโอกาสเข้ามาทำงานอย่างเต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นะคะ ในวันนั้นเราก็ได้ลงไปในพื้นที่เลย ในพื้นที่จริง แล้วเราก็รู้ว่ายังมีปัญหาอีกมากที่เราจะต้องเร่ง ดำเนินการ ถ้าหากว่าเวลาที่ดิฉันมีอยู่ไม่เพียงพอ ดิฉันต้องขออนุญาตท่านประธาน ได้เพิ่มอีกสักนิดหนึ่งนะคะ เพื่อที่จะให้ได้ตอบคำถามที่ทางท่านณัฐพงษ์ได้ถามได้อย่างเป็น ประโยชน์ แล้วก็พี่น้องประชาชนที่รับฟังอยู่ในขณะนี้ก็จะได้รู้ไปพร้อม ๆ กับทางท่าน เพื่อนสมาชิกด้วย ในส่วนของ Cell Broadcast ที่ท่านเองทราบว่า ดิฉันเองในฐานะ อดีตประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เรื่องแรกที่ดิฉันทำก็คือ ในเรื่องของการที่จะทำให้ประเทศไทยของเรามีระบบ การแจ้งเตือนภัยที่สมบูรณ์ นั่นก็คือการทำ Cell Broadcast ให้ได้อย่างประสบความสำเร็จ แล้วดิฉันก็ได้รับทราบข้อมูลมานะคะว่า จากการทำงานของ DE กระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกับทาง ปภ. ที่ผ่านมาในรัฐบาลชุดก่อน ๆ ก็คือได้มีการรองรับ ในเรื่องของการวางระบบ ไม่ว่าจะเป็นทาง ปภ. เอง ตอนนี้ก็กำลังมีการจัดซื้อจัดจ้างในระบบ CBE อยู่แล้วนะคะ ซึ่งอย่างที่ท่านทราบว่างบปี ๒๕๖๗ เราได้ช้า เราได้ตอนเดือนพฤษภาคม แต่นั่นก็คือมี Process อื่นที่เรารองรับไว้อยู่แล้ว เมื่อเราได้ งบประมาณเราถึงมีการจัดซื้อจัดจ้างทันที มาสอดคล้องกับของกระทรวง DE ที่จะมีระบบ CBC เข้ามารองรับ Message จากทาง ปภ. เพื่อที่จะส่งต่อไปถึง Operator อันนี้คือ ถามถึงระยะเวลาที่ชัดเจน ดิฉันบอกได้เลยนะคะว่าในช่วงของการจัดซื้อจัดจ้าง แล้วก็วาง ระบบทุกอย่างในกลางปีหน้าไม่ช้าไปกว่านี้แล้ว ถามดิฉันว่ามันช้าไหม ดิฉันก็ถามแล้วว่า มันช้าจริง ๆ ในใจของดิฉันก็ว่าช้า ในขณะที่ทางส่วนของผู้ปฏิบัติงานเราก็ต้องเข้าใจเขา ในเรื่องของระบบระเบียบ แล้วก็การทำให้ถูกต้องตามขั้นตอนไม่ว่าจะเป็น TOR การจัดซื้อ จัดจ้างมันมีกระบวนการของมัน แต่ถ้าหากว่าเร็วกว่านี้ได้ดิฉันก็จะให้เร็วกว่านี้แน่นอนในส่วน ของก่อนกลางปีหน้า ในปี ๒๕๖๘ นี้เราจะได้ใช้ Cell Broadcast กัน เมื่อมีภัยพิบัติ หรือภัยธรรมชาติ หรือว่าเหตุฉุกเฉินเข้ามาเราสามารถเตือนได้ในพื้นที่ที่เกิดเหตุทันที แต่ในขณะนี้ที่เรากำลังประสบปัญหากันอยู่ เพราะว่าแน่นอนทุกปีน้ำท่วมเสร็จแล้วเดี๋ยวก็จะ เกิดพายุต่าง ๆ เพิ่มเติมเข้ามาแบบกะทันหัน พี่น้องไม่ทันได้เตรียมตัวนึกว่าฝนหมดแล้วพายุ หมดแล้ว เราสามารถที่จะใช้ระบบ SMS ได้เลย วันนี้ที่ ปภ. ได้มีการตั้งศูนย์ รวมถึงทางศูนย์ ศปช. ของทางท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้มีการพูดคุยกันของทุก ๆ หน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นทาง คณะทำงานชุดเล็ก ที่มีท่านประเสริฐ จันทรรวงทอง เป็นผู้ที่บัญชาการในเรื่องนี้ เรามีการประชุมร่วมกับ กสทช. Operator ตอนนี้ Operator บอกเลยว่า เขาเองพร้อมที่จะ Support ในเรื่องของการเตือนภัย อย่างที่ท่านบอกว่าอยู่ที่การสั่งการว่า ถ้าเราสั่งการไปแล้ว ทำได้ทันที ดิฉันก็เชื่อมั่นเช่นนั้นเช่นเดียวกัน แต่ ณ วันนี้เราไม่อยากให้เกิดเหตุอะไรที่เป็นภัย กับพี่น้องประชาชนแล้ว แล้วก็ขอให้ทุกคนได้วางใจ แล้วก็ให้ความเชื่อมั่นกับทางรัฐบาลว่า ในระบบเตือนภัยที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มีมือถือหรือผู้ที่ไม่มีมือถือทุกคนจะต้อง ได้รับความสำคัญในการที่จะรับรู้ในเรื่องของภัยธรรมชาติเหล่านี้อย่างเท่าเทียมกันแน่นอน🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

พอสมควรครับ ท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

อีกนิดหนึ่งนะคะท่านประธาน ขอบพระคุณมากเลยค่ะ ก็เพื่อไม่ให้รบกวนเวลาของเพื่อน สมาชิกที่ยังมีปัญหาอื่น ๆ ที่รอฟังคำตอบอยู่ ดิฉันเองก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าในการให้ความ ชัดเจน แล้วก็ความเชื่อมั่นในส่วนของการเตือนภัยที่เรากำลังหาแนวทางร่วมกัน ก็จะสามารถ ประสบความสำเร็จได้โดยเร็วที่สุด ขอบคุณท่านประธานค่ะ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านรัฐมนตรีใช้เวลาเกินมา ๓ นาที ท่านว่าที่ผู้นำฝ่ายค้านมีคำถามครั้งที่ ๓ ไหมครับ ไม่มีนะครับ ขอบคุณมากครับ ทางท่านรัฐมนตรีครบถ้วน เป็นคำถามที่เป็นประโยชน์กับ พี่น้องประชาชน แม้ว่าจะถามและตอบเลยเวลาไปบ้าง ผมก็อนุโลมให้แล้วก็ไม่ได้ขัดจังหวะ ต่อไปในกระทู้ถามสดที่ ๒🔗

๒. นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง🔗

ด้วยว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มีหนังสือแจ้งว่าท่านติด ภารกิจสำคัญครับจึงได้มอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้ตอบ คำถามแทน ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ ขณะนี้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ท่านจุลพันธ์ได้มารออยู่สักพักหนึ่งแล้ว เชิญท่านศิริกัญญา ควบคุมเวลาด้วยนะครับ🔗

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบพระคุณท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ศิริกัญญา ตันสกุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน วันนี้ขอตั้งกระทู้ถามสด ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมาตรการในการกระตุ้น เศรษฐกิจ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ครม. ได้มีมติเห็นชอบโครงการใหม่ล่าสุดของรัฐบาลที่มี ชื่อว่า โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและคนพิการ แต่ว่าท่านประธานคะ โครงการนี้มีความรีบร้อน มีความเร่งรีบ แล้วก็สร้างความสับสน เป็นอย่างมากกับพี่น้องประชาชน แน่นอนว่าโครงการนี้ไม่ได้เป็นโครงการใหม่อะไร มันก็เป็น โครงการที่มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบมาจากโครงการ Digital Wallet และยังคง Concept ของการแจกเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท แต่เปลี่ยนจากการที่จ่ายผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล เป็นการจ่าย เป็นเงินสดผ่าน PromptPay ท่านประธาน ที่มันมีความสับสนนะคะ ดิฉันขอสไลด์ที่ ๑ ค่ะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

เพราะว่าในช่วงก่อนหน้านี้ เดือนเศษ ๆ ที่ผ่านมาทางกระทรวงการคลังเอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังทั้งคู่ ยังคงยืนยันหนักแน่นในเรื่องของการที่จะดำเนินโครงการ Digital Wallet อย่างต่อเนื่อง ไม่สะดุดแม้แต่จะมีการถอดถอนนายกรัฐมนตรีค่ะ แต่พอเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีได้ไม่เท่าไร โครงการ Digital Wallet ก็สะดุดทันที ต่อจากนั้นก็มีหลากหลายผู้คนที่ออกมาพูดเกี่ยวกับ โครงการ Digital Wallet ไม่ว่าจะเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีที่พูดว่า Digital Wallet จะเปลี่ยนเป็น แจกเงินสดให้กับกลุ่มเปราะบางก่อน ๙ กันยายน ก่อนการแถลงนโยบาย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ท่านภูมิธรรมก็ออกมาพูดอีกครั้งหนึ่งว่างวดแรกจะแจก เป็นเงินสดค่ะท่านประธาน แต่ว่าไม่มีใครเลยที่จะแจ้งกับกลุ่มเปราะบางกลุ่มนี้ ทั้งผู้ถือบัตร สวัสดิการแห่งรัฐและคนพิการว่าจะแจกเงินสดนี้อย่างไร รู้แต่ว่าแจก แต่บอกว่าไม่ได้แจกผ่าน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ว่าไม่ได้บอกว่าจะแจกผ่าน PromptPay ประกาศจริง ๆ คือวันที่ ๑๓ กันยายนค่ะท่านประธาน ที่บอกว่าให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ยังไม่ได้ผูกบัญชีกับ PromptPay อีก ๒ ล้านคน รีบไปผูกบัญชีค่ะ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็คือว่าประชาชนแห่ไป ธนาคารกันตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา จนแน่นล้นออกมานอกอาคารเลย เพราะว่ารัฐบาล ประกาศอย่างกระชั้นชิดมาก ๆ บางอำเภอในประเทศนี้มีสาขาธนาคารเพียงแค่แห่งเดียว ประชาชนต้องเดินทางมา ๔๐-๕๐ กิโลเมตร เพื่อมาทำการผูกบัญชีธนาคาร PromptPay ค่ะ ท่านประธาน คนเฒ่าคนแก่บางทีก็อาจจะต้องรอลูกหลานมารับไปธนาคาร หรือว่ารอ ลูกหลานมาผูก PromptPay คลิปสักคลิป ที่จะสอนให้ประชาชนผูก PromptPay โดยที่ไม่ ต้องไปธนาคารก็ไม่มี ตอนที่เป็น Digital Wallet ก็มีการจะสอนลงทะเบียนนี้มีสอน อย่างละเอียดยิบเลย สาเหตุที่จะต้องมีการรีบร้อนจ่ายเงินให้ทัน ๓๐ กันยายน รัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยว่าการต่าง ๆ ก็ออกมายืนยันว่าไม่ได้มีปัญหาในเรื่องของ กฎหมาย แต่บอกว่าต้องเลื่อนขึ้น แจกให้เร็วขึ้น เพราะว่าเศรษฐกิจไม่ดี ต้องรีบกระตุ้น ต้องรีบแจก อันนี้เป็นของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลังบอกว่าตอนนี้เศรษฐกิจดี ผงกหัวขึ้นแล้ว ก็เลยไม่ต้องแจกเยอะ จริง ๆ ไม่ได้ขัดหรือแย้งกันอย่างไร แต่ว่าประชาชนเริ่มสงสัยแล้วว่าตกลงเศรษฐกิจตอนนี้ เป็นอย่างไรกันแน่ ทำไมต้องรีบกระตุ้นตอนนี้ ซึ่งจริง ๆ แล้วประชาชนอาจจะเห็นด้วยว่า กระตุ้นยิ่งเร็วยิ่งดี แต่ว่าจริง ๆ ก็คือควรจะกระตุ้นตั้งแต่เมื่อ ๖ เดือนที่แล้วหรือไม่ แถมไปกระตุ้น ให้ผลมันไปตกในช่วงของไตรมาสสุดท้ายของปีนี้มันเป็นช่วง High Season ยิ่งไปกระตุ้น การบริโภค ซึ่งช่วงนั้นก็จะเป็นช่วงที่การบริโภคภายในประเทศนี้มัน Peak มันดีอยู่แล้ว คำถามค่ะท่านประธานก็คือว่าสุดท้ายนี้อยากทราบสาเหตุจริง ๆ ว่าทำไมต้องรีบร้อนที่จะ จ่ายเงินให้ได้ภายในวันที่ ๓๐ กันยายน จุดเปลี่ยนมันคืออะไรกันแน่ รู้ตัวตอนไหนว่าจะต้อง แจกเป็นเงินสด ทำไมถึงไม่รีบที่จะแจ้งประชาชนให้ไปผูก PromptPay เข้าใจค่ะว่า มันจะต้องมีการเข้า ครม. และมีมติเห็นชอบก่อน แต่ในเมื่อมติ ครม. ออกมาล่าช้าแบบนี้ ทำไมถึงไม่ได้ขยายการที่จะลงทะเบียน แล้วก็การแจกเงินนี้ให้มันเลยระยะเวลาหลัง ๓๐ กันยายนเป็นต้นไป ถ้าไม่ใช่ปัญหาในเรื่องของข้อกฎหมาย ดิฉันขอเดา สไลด์ที่ ๒ ค่ะ ว่าจริง ๆ แล้วท่านรู้ตัวมาก่อนหน้านี้ ตั้งแต่วันที่ ๔ มิถุนายนใช่หรือไม่ เพราะว่าในวันนั้น ในเอกสารที่เข้า ครม. สำนักงบประมาณได้ตั้งข้อสังเกตไว้แล้วว่าการที่จะแจกเงินจะต้องแจก ให้ทันภายในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๗ และยังเสนอด้วยว่าให้กับกลุ่มเปราะบางที่เป็น ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน ๑๔.๙๘ ล้านคนก่อนเป็นโอกาสแรก ถ้าไม่ได้รีบร้อน ต้องทำตามกฎหมาย ทำไมท่านถึงไม่ใช้ Application เป๋าตัง ที่อย่างน้อยจะได้สามารถ ระบุเงื่อนไขต่าง ๆ จำกัดประเภทสินค้า จำกัดร้านค้าขนาดเล็ก จำกัดพื้นที่ให้ตรงกับ ตามวัตถุประสงค์และแนวทางการดำเนินงานที่ท่านเคยได้แถลงข่าวไว้ครั้งแล้วครั้งเล่า ท่านจะได้กักเงินให้หมุนเอาไว้หลาย ๆ รอบก่อนก็ยังได้ ผ่าน Application เป๋าตัง ทำไมถึงไม่รอ ให้ทำตรงนี้ได้ ถ้าไม่ใช่ข้อกฎหมายค่ะท่านประธาน🔗

สุดท้ายที่อยากจะถามก็คือว่าถ้าไม่ใช่เหตุผลทางข้อกฎหมาย ตกลงดัชนี เครื่องชี้ตัวไหนที่มันเพิ่งเปลี่ยน จนทำให้เรารอหลัง ๓๐ กันยายนไม่ได้ เครื่องชี้วัดทาง เศรษฐกิจตัวไหนที่ทำให้ท่านเปลี่ยนใจ จนทำให้ทุกคนต้องเร่งร้อนไปเร่งรัดประชาชนให้ต้อง รีบไปธนาคารเพื่อผูกกับ PromptPay โดยที่ไม่ได้มีการแจ้งล่วงหน้าในระยะเวลาที่มาก เพียงพอ นี่คือคำถามที่ ๑ ค่ะ ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังนะครับ ก็ต้องกราบขอบพระคุณสำหรับคำถามจากท่านศิริกัญญา ตันสกุล นะครับ ต้องเรียน ด้วยความเคารพว่า เรามีการเดินหน้าโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และผู้พิการที่ได้ผ่านมติ ครม. มาเมื่อวันอังคาร วันนี้ก็เดินหน้าเรียบร้อยครับ กระบวนการ ในด้านของพิธีกรรมทางราชการก็เดินหน้าอยู่นะครับ แล้วก็จะมีการแจกวันแรกวันที่ ๒๕ กันยายน อย่างที่ประกาศข่าวไป จนถึงวันที่ ๓๐ รายละเอียดโครงการต่าง ๆ คงจะ รับทราบกันในหน้าสื่อแล้ว คงไม่ลงรายละเอียดเพิ่มเติม เอาแต่ประเด็นที่ท่านได้สอบถามมา🔗

ประเด็นแรกเลยนะครับ ท่านพูดถึงประเด็นปัญหาของการที่เราแจ้ง รายละเอียด โดยเฉพาะเรื่องการผูก PromptPay ล่าช้า ก็ต้องเรียนว่าเราก็ต้องให้เกิด ความมั่นใจจากกระบวนการราชการก่อน ก็เรื่องของการเข้า ครม. การเตรียมเรื่องเข้า ครม. และการที่เราได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา อันนี้เป็นกลไกที่สำคัญครับ ที่เราจะประกาศก่อน ไม่ได้ เพราะว่ายังไม่มีความชัดเจน หากเราไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย ให้ครบถ้วน อันนี้คงเข้าใจกันได้ แต่อย่างไรก็ตามเราก็รับทราบครับ อย่างที่ผมได้เรียน ต่อท่านนี่นะครับ ผมต้องขออนุญาตเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านสมาชิกว่า กระบวนการ ในเรื่องของการผูก PromptPay ผมต้องเรียนว่ามี ๒ กลุ่มนะครับ กลุ่มแรก ก็คือกลุ่มผู้พิการ กลุ่มผู้พิการได้รับเงินรายเดือนอยู่แล้ว กระบวนการในการโอนเงินมีช่องทางที่ครบถ้วน สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ในขณะที่กลุ่มที่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ยอดจริง ๆ คือ ๑๓.๕ ล้านราย มีการซ้ำซ้อนกับกลุ่มผู้พิการราว ๑.๑ ล้านราย ก็เลยมีตัวเลขที่เข้า ครม. ที่ ๑๒.๔ ล้านราย แต่ผมต้องเรียนว่ากลุ่มนี้จาก ๑๓.๕ ล้านราย มีประมาณ ๑ ล้านราย ที่ยังไม่ได้ผูก PromptPay แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็ขอบพระคุณครับที่ท่านได้ให้ข้อคิดเห็น ที่เป็นประโยชน์นะครับเราก็จะนำไปสื่อสาร โดยเฉพาะกระบวนการ เพราะจริง ๆ แล้ว การผูก PromptPay นี้ไม่ต้องเดินทางไปที่ธนาคารนะครับ เราใช้ตู้ ATM ก็ได้ถ้าท่านมี ความคุ้นชิน เสียบบัตร ATM เข้าไปแล้วก็ดำเนินการตามขั้นตอนตามที่เขาขึ้นบนหน้าจอ ก็สามารถผูกได้โดยไม่ยากแต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเราก็ต้องเรียนด้วยความเคารพครับ ประชาชนบางท่านอาจจะไม่รู้ว่าตัวท่านนี้ผูกหรือไม่ผูก PromptPay ไปแล้ว ก็เดินทาง ไปธนาคารแล้วก็ไปดำเนินการซ้ำในขณะที่เราก็ประกาศไปแล้วว่ากลุ่มอีกกลุ่มคือกลุ่มผู้พิการ ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปทำอะไรเลย ก็ยังมีคนเดินทางไปจริง ๆ ครับ ก็ต้องกราบขอประทานอภัย ผ่านไปยังท่านสมาชิกด้วย เราก็จะไปปรับปรุงการสื่อสารเพื่อให้มันดีขึ้นนะครับ🔗

ในส่วนของการปรับเปลี่ยน ท่านถามว่ามีการปรับเปลี่ยนในรายละเอียดของ โครงการสาเหตุคืออะไร ผมก็เรียนด้วยความเคารพครับ ผมเองเป็นตัวแทนของ ครม. ตั้งแต่ อดีตนายกรัฐมนตรีเศรษฐา จนกระทั่งมานายกรัฐมนตรีแพทองธาร ได้มีโอกาสเข้ามาพูดคุย กับท่านสมาชิก เราฟังเสียงของประชาชนเป็นหลักครับ และตัวแทนของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกวุฒิสภา ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เรารับฟังนะครับ วุฒิสภา ร้องไห้กัน ๒ คนนะครับ แล้วก็มีการอภิปรายกันเยอะมากว่าอยากได้เป็นเงินสดเพราะเชื่อว่า มันจะง่ายขึ้นนะครับ ในขณะที่สภาผู้แทนราษฎรเองก็มีการพูดถึง ท่านเองก็เป็นหนึ่งในคน อภิปราย ผมก็จำได้ว่าถ้ามันเร่งจริง ๆ เข้ามาเป็นงบเพิ่มเติมทำไมไม่รีบจ่าย อยากให้มันมี การกระตุ้นโดยเร็ว ซึ่งขณะนี้ถามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจต้องเรียนว่า ก็ดูดีขึ้นนะครับ จากการที่รัฐบาลชุดก่อนหน้าคือท่านเศรษฐาได้ทำงาน มันก็เริ่มมีสัญญาณบวกในหลาย ๆ อย่าง เช่น เรื่องของการท่องเที่ยว เรื่องของการลงทุนจากต่างชาติ เริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นนะครับ ปัญหาในปัจจุบันเราก็เห็นอยู่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของประเทศไทยเป็นประเทศที่พึ่งพา การส่งออกเป็นหลัก ค่าเงินในขณะนี้มีปัญหานะครับ เราก็เห็นถึงประเด็นปัญหา แต่การรักษา Momentum ทางเศรษฐกิจที่ต้องเดินหน้าไป อันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เรา พิจารณานะครับ เราก็รับฟังหลายสิ่งหลายอย่าง เราจึงมีการตัดสินใจร่วมกันว่าจะให้ ปรับเปลี่ยน โดยเฉพาะในกลุ่มแรกนี้นะครับ ตอนนี้เราเปลี่ยนจากโครงการที่เรียกว่า Digital Wallet เป็นชื่อของการกระตุ้นเศรษฐกิจ ท่านคงสังเกตได้ เพราะเฟสแรกเป็นการกระตุ้น เศรษฐกิจโดยที่ไม่ได้ใช้ Wallet เป็นเงินสด แต่ในเฟสถัดไปเราก็ยังยืนยันนะครับ ในกลุ่มที่เหลือที่จะเดินหน้าในเรื่องของการทำ Digital Wallet เพื่อที่เราจะได้อีกประโยชน์หนึ่ง ก็คือการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล อันนี้ก็ยังมีความจำเป็นและยังยืนยัน ที่จะเดินหน้า🔗

ท่านถามว่าเป็นเรื่องของข้อกฎหมายหรือไม่ในเรื่องของการจะจ่ายเงินให้อยู่ ในกรอบปี ซึ่งอันนี้ก็เป็นข้อสังเกตของท่านเช่นเดียวกัน เรารับฟังครับ ถามว่าเรามีความ เชื่อมั่นหรือไม่ ท่านอาจจะยกอ้างหนังสือของทางสำนักงบประมาณที่ส่งเข้ามาที่ ครม. ก็ตาม แต่เราก็รับฟังร่วมกันในขั้นตอนของกรรมาธิการงบประมาณหลาย ๆ ครั้ง ที่ทางสำนัก งบประมาณเอง ก็เป็นหนึ่งในส่วนงานที่ยืนยันว่าสามารถดำเนินการได้ โดยการผูกพันข้ามปี ถามความมั่นใจเราก็มีครับ แต่ในขณะเดียวกันรัฐบาลเองก็ไม่อยากให้มีปัญหาเกิดขึ้น ปัญหาอะไร การร้องครับ วันนี้ประเทศไทยเรามันเต็มไปด้วยนักร้อง ท่านเองก็เคยพูดกับผมว่า เรื่องนี้ ถ้าเกิดว่าเดินหน้าต่อไปโดยมีการผูกพันงบประมาณอาจจะมีการร้องนะ ท่านเองก็อาจจะเป็น คนหนึ่งที่พิจารณาด้วยซ้ำ อันนี้ก็เรียนด้วยความเคารพนะครับ ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะว่ามันเป็น มุมมองทางกฎหมายที่เราอาจจะมองคนละเหลี่ยมกัน แต่อย่างไรก็ตาม เราก็พยายามจำกัด ในเรื่องข้อความเสี่ยงต่าง ๆ เพราะอะไรครับ ถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่ากระบวนการหากเดินหน้า แบบเก่า แล้วใช้วิธีการงบประมาณทำได้หรือไม่ เชื่อมั่นว่าทำได้ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกฤษฎีกา ไม่ว่าจะเป็นสำนักงบประมาณยืนยันว่าทำได้ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อมันมีการร้องขึ้นมาแล้ว สถานการณ์ทางการเมืองอย่างเช่นปัจจุบัน เวลามีการร้องขึ้นมาที เห็นสถานการณ์อย่างคุณเศรษฐา ปัญหาที่มันเกิดขึ้นมันไม่ใช่ความเสี่ยงของรัฐบาล แต่เมื่อมีการร้องเรียนเรื่องอะไรก็ตาม ปัญหาที่มันเกิดขึ้นมันกระทบกับปากท้องความเป็นอยู่ ของพี่น้องประชาชนทั้งหมด เพราะมันคือเกิดความไม่มีเสถียรภาพของอนาคตของรัฐบาล ชุดใด ๆ สังคมจะเกิดความสงสัย จะเกิดความไม่มั่นใจในการที่จะจับจ่ายใช้สอย ในการที่จะ ลงทุน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราเห็นถึงผลกระทบในเชิงลบ เราจึงพยายามลดข้อจำกัดเหล่านั้นลง อันนี้ถามว่าเป็นอีกเหตุผลหนึ่งหรือไม่ ก็ต้องยอมรับว่าเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เราบอกว่า การปรับเปลี่ยนมาด้วยวิธีการนี้ มันขจัดซึ่งข้อสงสัยของทั้งฝ่ายค้าน ของทั้งสังคม เพื่อให้ โครงการเดินหน้าได้ และการกระตุ้นเศรษฐกิจในการรักษา Momentum ในช่วงนี้ เพื่อที่จะ ส่งต่อไปยังช่วงปีใหม่ที่ท่านว่า เงินออกกันยายนยังไม่เข้าช่วง Peak นะครับ ปลายกันยายน กันยายน ตุลาคม ยังไม่ถึงจุด Peak ของช่วงหน้า High Season ก็จะสามารถรักษา Momentum ส่งไปยังช่วงปีใหม่ ไปจนถึงช่วงต้นปีหน้าได้ เพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นกลไกที่เราได้ เชื่อมั่นว่าจะสามารถส่งให้ระบบเศรษฐกิจไทยเดินหน้าได้อย่างมีความเข้มแข็งครับ ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ เชิญคำถามครั้งที่ ๒ คุณศิริกัญญาครับ🔗

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบพระคุณค่ะ ท่านประธาน ศิริกัญญา ตันสกุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนค่ะ มาในช่วงที่ ๒ นะคะท่านประธาน ก็คืออย่างที่ท่านพูดเลยว่า การที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง ๆ เป็นเรื่องของความเชื่อมั่นล้วน ๆ ค่ะ และการที่เราไม่สามารถที่จะรักษาคำพูด หรือว่าสิ่งที่ เคยได้สัญญาไว้ มันก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชนลดลง ยกตัวอย่างเช่น ประชาชนกลุ่มที่ได้ลงทะเบียนไปแล้ว แต่ว่าไม่ได้เป็นกลุ่มเปราะบาง นั่นก็คือกลุ่มที่ได้ ลงทะเบียน แต่ว่าไม่ได้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และไม่ได้เป็นคนพิการ ก็มีกลุ่มหนึ่ง ที่ต้องถูกหลอกให้ไปลงทะเบียนเก้อค่ะท่านประธาน วันที่ ๕ กันยายนนี้เอง ยังย้ำกำหนดการ ท่านเองนี่นะคะ ท่านจุลพันธ์ยังย้ำกำหนดการเดิมต่อหน้าผู้สื่อข่าวว่าผู้ที่ไม่มี Smartphone ให้ไปลงทะเบียนวันที่ ๑๖ กันยายน ถึงวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๑ อาทิตย์ต่อมา วันที่ ๑๓ กันยายน ประกาศเลื่อนการลงทะเบียนของผู้ไม่มี Smartphone ออกไปอย่างไม่มีกำหนด อีกเช่นเคยค่ะ ตอนประกาศวันที่ให้มาลงทะเบียนนี่คือประกาศใหญ่โต แถลงข่าวใหญ่ ทุกคนรับรู้ ทุกคนเฝ้ารอ แต่วันที่เลื่อนพูดเบา ๆ ค่ะ กว่าจะเป็นข่าวก็คือวันที่ ๑๔ กันยายน เข้าไปแล้ว ทำให้ประชาชนผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ แล้วส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุด้วย ที่ไม่ได้มี Smartphone ต้องเดินตากแดดตากลม บางท่านก็ตากฝนด้วย ไปลงทะเบียนที่ธนาคารรัฐ ๓ แห่ง ตามที่ท่านได้เคยนัดหมายเอาไว้ ล่าสุดปลัดกระทรวงการคลังได้มีประมาณการเอาไว้ว่าจะมี คนที่ไม่มี Smartphone มาลงทะเบียนเพิ่มอีก ๔ ล้านคน แต่ว่าตอนนี้ยังไม่มีกำหนดการ ที่ชัดเจนแน่นอนนะคะ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ท่านจุลพันธ์ก็ได้ให้ สัมภาษณ์ว่าต้องการที่จะให้มันไม่มีการทับซ้อนกัน ให้การลงทะเบียนของผู้ที่ไม่มี Smartphone ซึ่งน่าจะเป็นคนที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐด้วย ไม่ต้องมาลงทะเบียนซ้ำซ้อน แต่ดิฉันก็ยังคิดว่า ก็ลงทะเบียนซ้อนไปจะเป็นไร ในเมื่อในท้ายที่สุดในถังข้อมูลของท่านเอง ก็สามารถที่จะจำแนกแจกจ่ายได้อยู่แล้วว่า ใครที่ซ้ำ ใครที่ไม่ซ้ำ ดังนั้นจริง ๆ แล้วสำหรับประชาชนการได้ลงทะเบียนยืนยันสิทธิตัวเอง ถือว่าได้ความอุ่นใจ ได้ความเชื่อมั่นนะคะ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้มีการประกาศว่า จะให้ผู้ที่ไม่มี Smartphone ไปลงทะเบียนเมื่อไร ยังไม่นับร้านค้าที่รอลงทะเบียน วันที่ ๒๕ กันยายนอีกไม่กี่วันแล้ว เลื่อนอีกไหมคะ เพราะว่าร้านค้าเองก็ต้องเตรียมตัวอย่างมาก เพราะว่าเงื่อนไขท่านเยอะมาก ไหนจะต้องไปซื้อ SIM รายเดือนมาเปิดบัญชี หรือว่าจะต้องไปเข้าระบบภาษี ไปจด VAT ก่อนถึงจะเรียกได้ว่าเข้าระบบภาษีแล้ว สรุปเลื่อน ไม่เลื่อนอย่างไรนะคะ ขอให้ท่านรัฐมนตรี ได้ช่วยตอบคำถามดังต่อไปนี้ค่ะ🔗

ตกลงโครงการ Digital Wallet ดั้งเดิมจะแจกเมื่อไร จะแจกกี่คน แจกกี่ครั้ง และแจกกี่บาทกันแน่นะคะ และการเลื่อนครั้งนี้จะเป็นการเลื่อนแบบไม่มีกำหนด จริง ๆ หรือไม่ กำหนดการลงทะเบียนต่าง ๆ จะเลื่อนไปถึงเมื่อไร หรือถ้าต้องดูสถานการณ์ ต้องดูตัวชี้วัดตัวไหนอีกว่าถ้าร่วงอีกจะแจกแน่ แต่ถ้าขึ้นแล้วผงกหัวแล้วก็จะไม่แจกแล้วนะคะ ช่วยบอกให้ชัด ๆ หน่อยค่ะ ไม่อย่างนั้นประชาชนที่รอคอยเขาก็อาจจะเกิดความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าจะได้เงินอีก ๑๐,๐๐๐ บาท แล้วก็ต้องกั๊กเงินในส่วนนี้เอาไว้ในการที่จะซื้อของ จับจ่ายใช้สอย แบบนี้มันก็ทำให้การอุปโภค บริโภค การจับจ่ายใช้สอยมันไม่ได้คล่องตัว หรือว่าไม่ได้เกิดความเชื่อมั่นที่จะทำให้คนสามารถออกไปใช้เงิน ออกไปกระตุ้นเศรษฐกิจได้ และที่สำคัญตอนนี้ถ้านับรวม ๆ แล้วก็น่าจะมีคนที่เป็นผู้มีสิทธิทั้งเป็นกลุ่มเปราะบาง และกลุ่มไม่เปราะบางราว ๔๐ ล้านคน จำนวนเงินตอนนี้เท่าที่ดิฉันรวบรวมได้อยู่ที่ประมาณ ๓๓-๓๔ ล้านคนเท่านั้นเอง ก็คือประมาณ ๓๔๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ อยากจะสอบถามว่า ในท้ายที่สุดเพื่อให้เกิดความมั่นใจกับประชาชนว่าจะได้เงินแน่นอน แหล่งที่มาของเงินจะมา จากไหน ในเมื่อทางรัฐมนตรีหลายท่านพูดออกไปแล้วว่าจะไม่ใช้งบกลางเงินสำรองใช้จ่าย ฉุกเฉินจำเป็นค่ะท่านประธาน ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ เชิญท่านรัฐมนตรี ครั้งที่ ๒ ครับ🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กราบขอบพระคุณในคำถามที่ ๒ ผมต้องเรียนอย่างนี้ว่า ประเด็นแรกเลย ไม่ได้ไปหลอกเขา เพียงแต่ว่ามันมีการเปลี่ยนจริง ๆ เปลี่ยนนี่เป็นการตัดสินใจในช่วงใกล้กับวันที่จะมีการ ลงทะเบียน สาเหตุท่านก็ได้พูดมาแล้ว ก็คือเรื่องของการที่ไม่อยากให้มันสับสน เพราะเรา มีการออกเงินในกลุ่มแรก คือ กลุ่มสวัสดิการ แล้วก็กลุ่มผู้พิการ ถ้าในช่วงวันเดียวกันแล้วก็ มีการลงทะเบียนซ้ำเข้าไปอีกด้วย มันจะเกิดความมึนงง เพราะว่าเราไม่อยากที่จะให้ กระบวนการ ๒ กระบวนการ มันเหลื่อมกันแล้วมันทำให้เกิดความสับสนของประชาชน ท่านอาจจะมองว่าการที่พี่น้องประชาชนกลุ่มที่ไม่มี Smartphone มาลงทะเบียนซ้ำ มันก็อุ่นใจ อันนี้ผมเข้าใจครับ แล้วผมรู้ด้วยว่ามันจะเกิดจริง ผมเป็นชาวบ้านถ้าเกิดว่า ผมเป็นชาวบ้านเป็นกลุ่มที่ไม่มีมือถือ ผมก็มาลงทะเบียนแล้วผมก็จะรับเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท จากกลุ่มเปราะบางด้วยเช่นเดียวกันถ้าผมได้สิทธินะครับ เป็นอย่างนั้นจริง ๆ เพราะว่า กลัวที่จะตกขบวน กลัวที่จะผิดพลาดอะไรก็ตามแต่นี่ แต่มันเป็นสิ่งซึ่งรัฐบาลไม่มองว่า เป็นประโยชน์ เพราะว่าเป็นภาระกับประชาชนที่ต้องเดินทางมาธนาคาร มาพยายามที่จะ ลงทะเบียนโดยที่ไม่มีความจำเป็น เพราะเขาได้สิทธิจากกระบวนการของสวัสดิการ หรือกระบวนการของผู้พิการอยู่แล้วนะครับ สาเหตุที่คิดอย่างนี้เพราะอะไร เพราะกลุ่มนี้ เราก็รู้อยู่ว่าเขาไม่มีมือถือ เขาเป็นกลุ่ม Non Smartphone เขาก็ไม่ได้เข้าสู่ Application ทางรัฐที่จะเป็น Application กลางที่จะเป็นเรื่องของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เราอยู่ดีนะครับ ก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องเดินมานะครับ เพราะเราดูแลเขาผ่านทางกลไกที่มี อยู่ตามโครงการในเฟสแรกคือการออกเงินสดผ่านทางช่องของรายชื่อตามบัตรสวัสดิการ แล้วก็เรื่องของผู้พิการ อันนี้ก็เป็นสาเหตุที่ท่านก็ทราบ แล้วก็ขออนุญาตชี้แจงให้ชัดเจน อีกครั้งหนึ่ง🔗

เรื่องที่ ๒ ท่านถามว่า เรื่องโครงการเฟส ๒ จะเป็นอย่างไร ก็ยืนยันนะครับ ท่านก็ทราบ ผมก็ทราบ งบประมาณมีเตรียมไว้แล้วถึง ๑๘๗,๐๐๐ ล้านบาท ที่ยังมีอยู่ ในปี ๒๕๖๘ เพราะฉะนั้นมีเงินแล้วก็ต้องเดินหน้าในเรื่องของการใส่เงินเข้าไปในเรื่องของ Digital Wallet ให้ครบถ้วน ขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนแล้ว ๓๖ ล้านคน ยังไม่ได้คัดกรองนะครับ เพราะว่ายังมีกระบวนการที่จะต้องเดินหน้าอีกอย่างสองอย่าง🔗

๒. ก็คือในกลุ่มของผู้ที่ลงทะเบียนโดยเป็น Non Smartphone ท่านปลัด ก็ได้ให้เป็นตัวเลขนานแล้วครับ กะว่าจะมีไม่เกิน ๔ ล้านราย เพราะอันนี้เป็นข้อมูลจากทาง กระทรวง DE ที่บอกว่ากลุ่มคนที่ไม่มีมือถือแบบ Smartphone นี้ประมาณเท่าไร เราก็กะประมาณได้ว่าประมาณ ๔ ล้านราย ที่จะเข้ามาลงทะเบียน แต่อย่างไรก็ตาม ๔ ล้านรายนี้ หากพิจารณาโดยหลักพื้นฐานนะครับด้วยความคิด ด้วย Logic จะทราบว่ากลุ่ม ๔ ล้านราย ที่บอกว่าเป็น Non Smartphone นี้โดยมากก็คือคนที่อยู่ในกลุ่มเปราะบาง เมื่อเรา ดำเนินการแจก ๑๐,๐๐๐ บาท ผ่านกลุ่มเปราะบางไปเรียบร้อยแล้ว แนวโน้มคือ ๔ ล้านคนนี้ จะเหลือไม่มากแล้วครับ ผมคาดว่าจะเหลือต่ำกว่านั้นอย่างมีนัย ใช้คำนี้ดีกว่า มันจะได้ เปิดกว้างไว้หน่อย คือต่ำกว่าเยอะนะครับ ไม่มา ๔ ล้านคน มันก็จะลดภาระของประชาชน ในกลุ่มที่ต้องเดินมาที่ธนาคารของรัฐในการที่จะมาลงทะเบียนไปอีกส่วนหนึ่งนะครับ ตัวเลข สุดท้ายจะเท่าไรก็ตาม สิ่งที่เราต้องดำเนินการก็คือจะมี ๓๖ ล้านรายนี้หลังจากตรวจสอบ สิทธิแล้วจะเหลือเท่าไร อาจจะเหลือ ๓๕ ๓๔ มีกลุ่มที่เป็น Non Smartphone มาลงทะเบียนเพิ่มเติมอีก ๑-๒ ล้าน ผมไม่รู้นะครับ สุดท้ายเราปิดยอดนะครับ เราหักจาก รายชื่อที่ได้รับเงินจากในกลุ่มแรก คือกลุ่มที่เป็นสวัสดิการและกลุ่มที่เป็นผู้พิการออก เราจะได้ตัวเลขสุดท้ายนะครับ เราจะบริหารจัดการด้วยงบประมาณที่เรามีในขณะนี้ ๑๘๗,๐๐๐ ล้านบาท หากขาดเหลือไม่มากเราก็มีแนวทางในการที่จะเติมเข้าไปเพื่อให้ครบ ในครั้งเดียว หากเป็นประโยชน์กับการกระตุ้นเศรษฐกิจนะครับ อันนี้คิดโจทย์สำคัญนะครับ ผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นหลัก ๒. คือถ้าเกิดว่ามีจำนวนมาก มีแนวทางครับ สุดท้าย อาจจะเป็นลักษณะของการต้องแบ่งยอดอย่างที่ท่านได้อภิปรายนั่นละ เราก็พร้อมที่จะทำ ถึงแม้ว่าพี่น้องประชาชนบางส่วนอาจจะไม่พอใจ แต่เราก็ต้องมองถึงประโยชน์ที่เกิดกับ ประเทศชาติเป็นหลัก ขณะนี้รูปแบบของโครงการมันเปลี่ยนครับ เราเคยคิดที่จะเติมกระตุ้น เข้าไปเป็นครั้งเดียว ก้อนใหญ่ มันก็จะเกิดแรงกระแทกที่มี Momentum สูง แต่เวลานี้ เมื่อเราเห็นแล้วว่าโครงการเราต้องปรับเปลี่ยนเป็นระลอก เราก็ต้องมีการรักษา Momentum เป็นระยะ เพื่อให้การกระตุ้นเศรษฐกิจเกิดแรงเหวี่ยงที่จะเดินไปข้างหน้าได้ อย่างมีความเข้มแข็ง อันนี้เราก็ยอมรับครับ ในขณะนี้ขอให้รอความชัดเจนในเรื่องของ การลงทะเบียน แล้วเราไม่ได้เลื่อนนานครับ สิ่งที่ได้เลื่อนไปอย่างที่ท่านได้ถามเรื่องของกลุ่ม Non Smartphone ที่มีการเลื่อนลงทะเบียนไปบ้างนะครับ ผมเรียนว่าการเลื่อนนี้ไม่ได้เลื่อน จากปัญหาของระบบหรืออะไร ทุกอย่างพร้อมหมดครับ ทั้งธนาคารรัฐ ทั้งระบบในการที่จะ ลงทะเบียน เราเลื่อนด้วยเหตุที่เกรงว่ามันจะเกิดความสับสนซ้ำซ้อนนะครับ หลังจากนี้ คงไม่นานเกินรอครับ ผมว่าอยู่ในกรอบระยะเวลาในช่วงเดือนตุลาคมนี้ก็คงจะเริ่มดำเนินการต่อ ให้เรียบร้อย หลังจากนั้นเมื่อเห็นตัวเลขแล้วเราจะแสดงความชัดเจนให้ทราบครับว่า ด้วยกลไกเม็ดเงินที่มีอยู่เราจะทำอะไรบ้างที่จะเป็นประโยชน์ โดยผ่านคณะกรรมการ ซึ่งจะต้องตั้งใหม่โดยท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร เป็นคณะกรรมการในเรื่องของการ กระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะ ซึ่งจะมาพิจารณาเม็ดเงินนี้ว่าจะมาดำเนินการในเรื่องของ โครงการ Digital Wallet เท่าไร มีสัดส่วนไหนที่มันมีความจำเป็นอีกที่เราจะต้องเอาไปใช้ เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ท่านก็ร้องหา ผมก็เห็นด้วยนะครับว่า ประเทศไทยนี้ยังมีความจำเป็นอีกหลาย ๆ มิติ แต่สุดท้าย ขีดเส้นใต้นะครับ ท้ายที่สุดอย่างไร ก็ตามด้วยโครงการของรัฐที่เราได้นำเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภาในการแถลงนโยบาย โครงการ เราต้องบรรลุทุกวัตถุประสงค์ ๑. คือการกระตุ้นเศรษฐกิจ ๒. คือการสร้างโครงสร้าง พื้นฐานทางด้านดิจิทัลให้กับประเทศไทย การสร้าง Digital Government ก็คือรัฐบาล ที่เป็นดิจิทัลให้กับประเทศไทย เราต้องเดินหน้าให้บรรลุวัตถุประสงค์ทั้ง ๒ ข้อให้ได้ และสุดท้ายเงินก็จะต้องถึงมือ ๑๐,๐๐๐ บาท ให้ครบถ้วน ให้กับพี่น้องประชาชน ทั้งกลุ่มเปราะบาง ทั้งกลุ่มที่ลงทะเบียนในรูปแบบจะเป็น Smartphone หรือ Non Smartphone ก็ตาม ในที่สุดก็ต้องครบถ้วนครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล (รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง) ขอบคุณครับ ท่านศิริกัญญาครับ ยังเหลือเวลาอีก ๓ นาทีกว่า ๆ เชิญครับ🔗

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณค่ะ กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพค่ะ ศิริกัญญา ตันสกุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แล้วก็มาในส่วนสุดท้าย ขอบคุณมากค่ะท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ที่ได้ทิ้งถ้อยคำที่ Lead มาสู่คำถามที่ ๓ พอดีเลยค่ะ ก็คือท่านย้ำหลายครั้งถึงวัตถุประสงค์ ของโครงการว่า จะต้องเป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและวางรากฐานเศรษฐกิจ ดิจิทัลซึ่งหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ดิฉันว่าไม่ใช่แค่เรื่องของ Application ทางรัฐนะคะ Application ทางรัฐนี้น่าจะมาได้สักระยะหนึ่งแล้วนะคะ แล้วก็เริ่มที่จะใช้ในการให้บริการ ภาครัฐอะไรต่าง ๆ กันมาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่ว่าโครงการนี้อาจจะช่วยทำให้ดึงคนมามากขึ้น แต่ถ้าจะทำให้เศรษฐกิจดิจิทัลเกิดขึ้นจริง ๆ คือมันต้องเป็นตัว Digital Wallet หรือว่า กระเป๋าเงินดิจิทัลซึ่งต้องมีเกิดขึ้นได้จากระบบชำระเงินค่ะท่านประธาน สถานการณ์ปัจจุบัน นะคะ ขอเป็นสไลด์สุดท้ายสไลด์ที่ ๖ ค่ะ ระบบการชำระเงินหรือว่าตัว Payment Platform ซึ่งจะต้องมีการ Design ให้เป็น Open Loop ที่จะเป็นหัวใจหลักของกระเป๋าเงิน Digital Blockchain อะไรอยู่ตรงนี้หมดนะคะ สด ๆ ร้อน ๆ ค่ะ เพิ่งถูกยกเลิกการประกวดราคาไป เมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคมที่ผ่านมาค่ะ เนื่องจากว่าไม่มีบริษัทไหนเข้ามาเสนอราคาเลยแม้แต่ บริษัทเดียว อันนี้ก็ตรงตามข่าวที่เคยได้รับทราบกันว่า บริษัทที่เคยพัฒนาร่วมกันมาเขาถอนตัวค่ะ เขาไม่ได้มาร่วมประกวดราคาด้วยนะคะ API Spec หรือว่าพิมพ์เขียว รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลังอีกท่านหนึ่ง คุณเผ่าภูมิ แจ้งว่าเสร็จแล้ว แต่ว่ายังไม่ได้ส่งมอบให้ธนาคาร พาณิชย์ไปเริ่มพัฒนาระบบมาเชื่อมต่อกัน เนื่องจากว่ามีการสะดุด เนื่องจากว่ามีการ เปลี่ยนแปลงรัฐบาลอะไรต่าง ๆ แต่ว่าเท่ากับว่า ณ วันนี้ ๑๙ กันยายน ระบบการชำระเงิน ยังไม่ได้เริ่มมีการประกวดราคาใหม่อีกครั้งหนึ่ง API Spec หรือว่าพิมพ์เขียวที่จะต้องส่งให้ ธนาคารพาณิชย์ยังไม่ได้เริ่มส่ง ซึ่งเราก็รู้อยู่ว่าธนาคารพาณิชย์ต้องใช้ระยะเวลาล่วงหน้า ในการพัฒนาระบบเป็นปี ๆ สำหรับโครงการทั่ว ๆ ไป แต่ว่าสำหรับโครงการนี้ยังไม่มีอะไร เป็นชิ้นเป็นอัน เป็นรูปธรรมเลยนะคะ🔗

สรุปแล้วเศรษฐกิจดิจิทัลที่ท่านพูดถึงจะเป็นอย่างไร เดี๋ยวดิฉันคงต้องเป็น การตั้งคำถามต่อไป แต่ว่าดิฉันเข้าใจว่าอีกประเด็นหนึ่งที่อาจจะเป็นอุปสรรคที่สุดท้ายเราจะ ไม่ได้เศรษฐกิจดิจิทัลที่มาจาก Digital Wallet ก็คือดิฉันเข้าใจว่าตอนที่ประชาชนลงทะเบียน ไม่ได้มีการขออนุญาตหรือว่าขอ Consent ให้รัฐบาลเข้าถึงข้อมูลบัญชีเงินฝากของประชาชน แต่ละคน ซึ่งแต่ว่าท่านจะไปใช้อำนาจของคณะกรรมการ PDPA มายกเว้นแทนแล้วก็ขอ ธนาคารพาณิชย์เข้าไปดูข้อมูลบัญชีเงินฝากเลย แต่เข้าใจว่าธนาคารพาณิชย์เองก็ไม่อยากที่ จะเสี่ยงไปกับท่านที่จะยอมปล่อยข้อมูลเงินฝากมาใช้สำหรับการกรองคนที่ได้รับสิทธิอีก เช่นเดียวกัน อันนี้เป็นเหตุผลหรือไม่ที่ทำให้การประกาศผู้ที่มีสิทธิต้องเลื่อนออกไป จากเดิมที่เคยอยู่ที่วันที่ ๒๒ กันยายน เป็นเลื่อนออกไปแบบไม่มีกำหนด🔗

คำถามก็คือสรุปแล้วด้วยปัญหาของหัวใจของระบบการชำระเงินที่ยังคงมี ความไม่แน่นอน ท่านยังจะยืนยัน Timeline เดิมในการสร้างระบบการชำระเงินว่าจะเสร็จ ภายในปีนี้หรือไม่ หรือถ้าเสร็จแล้วจะแจกเป็น Digital Wallet อยู่หรือเปล่า รวมถึงว่าอันนี้ เป็นเรื่องที่ดิฉันข้องใจมานานนะคะว่า อยากให้ท่านวาดภาพให้เห็นหน่อยว่าระบบการชำระ เงินนี้จะทำให้เศรษฐกิจดิจิทัลมันเกิดขึ้นได้อย่างไร ดิฉันไม่ได้หมายถึง Application ทางรัฐนะคะ สรุปแล้วกระเป๋าเงินดิจิทัลจะถูกใช้กันอย่างแพร่หลายต่อจากนี้ไปหลังจาก ที่หมดโครงการนี้ไปในโอกาสใดบ้าง และจะนำไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล แบบใด เป็นคำถาม สุดท้ายค่ะ ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ท่านประธานครับ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ต้องกราบ ขอบพระคุณในคำถามนะครับ เรื่องของระบบชำระเงินผู้ที่ดูแลคือ DGA ผมเองก็รับทราบ แต่ว่าไม่ได้เป็นผู้ดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจัดซื้อจัดจ้างหรืออะไรก็ตาม แต่อย่างไรก็ตาม มันก็ตอบคำถามหนึ่งนะครับ เพราะว่าถ้าท่านจำได้ผมไม่แน่ใจว่าเป็นท่านสมาชิกหรือไม่ หรือว่าเป็นสื่อใด ก็เคยมีการพูดในสังคมว่ากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างมันมีล็อกแล้วนะครับ มีเจ้าที่จะทำแล้ว แต่สุดท้ายพอถึงกระบวนการในการจัดซื้อจัดจ้างพอออกมาจริงท่านก็เห็นว่า เราไม่มีการคัดเลือกอะไรล่วงหน้า เราโปร่งใสทุกประการ ก็มีการเลื่อนกระบวนการ ในการประมูลไปถูกต้อง🔗

อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของ Open Loop ซึ่งก็คือเรื่องของการเชื่อมต่อกับ ธนาคารพาณิชย์ อันนี้ยังเป็นภาพของพวกเราที่จะเชื่อมระบบตัว Wallet กลางของรัฐเข้ากับ ธนาคารพาณิชย์กับธนาคารของรัฐ กับสถาบันการเงินประเภทอื่น ๆ ซึ่งได้รับความสนใจมาก แต่ด้วยข้อจำกัดซึ่งท่านเผ่าภูมิได้เรียนว่าเลื่อนไปสาเหตุเพราะอะไร เพราะช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล เราไม่มีอำนาจในการไปทำข้อตกลงกับธนาคารใด ๆ ก็มีความจำเป็นจะต้องชะลอในเรื่องของ การทำข้อตกลงกับธนาคารอันนี้เป็นสาเหตุหนึ่งครับ แล้วสุดท้ายก็อย่างที่ได้เรียนให้ทราบ เราเคยตั้งเป้าว่าตัวนี้จะเสร็จประมาณปลายปีนะครับ แต่ว่าสุดท้ายก็คงจะต้องเลื่อนไปเป็นหลังปีใหม่นะครับ อันนี้ก็ต้องยอมรับความจริงว่า ด้วยกระบวนการทางสภาซึ่งมีการเลือกสรรนายกรัฐมนตรีคนใหม่ มีการตั้งคณะกรรมการ ชุดใหม่เข้ามาเองก็ตามนี้นะครับ กระทบในเรื่องของการพัฒนาระบบในบางมิติ แต่ใน ขณะเดียวกันไม่ว่าการจัดซื้อจัดจ้างจะเป็นอย่างไรต้องเรียนว่า ตัว DGA ซึ่งเป็นสถาบัน เป็นหน่วยงานของรัฐในการพัฒนาเรื่องของ Software ในเรื่องของ Application ต่าง ๆ เขาทำ Application มาเยอะมากนะครับ คนที่อยู่ข้างในก็เรียกว่าเป็นมืออาชีพนะครับ เขาก็สามารถที่จะเดินหน้าโครงการต่อไปได้ ในขณะนี้การพัฒนาในเรื่องของระบบ Payment System ก็ไม่ได้หยุดมาสักวันมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีการเดินหน้าอย่างเป็น รูปธรรมนะครับ ซึ่งเราก็ยังเชื่อมั่นว่าจากคำชี้แจงทั้งหมดที่ได้ฟังมานี่นะครับ มันก็จะเสร็จ ในเร็ววัน แต่สิ่งหนึ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารได้ให้ข้อคิดไว้ ก็คือในโครงการนี้ เป็นโครงการขนาดใหญ่ในการเดินหน้านะครับ สิ่งที่เราจะเพิ่มระยะเวลาให้กับมันคือเรื่อง ของการทดสอบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการ Sandbox ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการตรวจสอบ ให้ละเอียดจากหน่วยงานใดก็ตามเพื่อให้มั่นใจว่าระบบที่จะมาเป็น Payment กลาง จะสามารถมั่นใจได้ว่ามันจะไม่มีปัญหาในด้านใด ๆ นะครับ อันนี้ก็ต้องเป็นภาระหน้าที่ของ หน่วยงานตรวจสอบที่จะต้องเข้ามาตรวจสอบในเรื่องของระบบต่อไป🔗

ในประเด็นเรื่อง Consent นี่ ผมไม่ได้ยินนะครับ คือผมเองต้องเรียน ด้วยความเคารพก็มีการประชุมกันหลายครั้งนะครับ ในเรื่องของการที่ปุ่ม Consent ปุ่มยินยอมรับข้อตกลงระหว่างประชาชนกับระบบนี่นะครับ เราประชุมกันเยอะนะครับ แล้วก็มีการเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ความเห็นทั้งด้านกฎหมาย ทั้งด้านรูปแบบ แล้วก็กระบวนการในการที่ประชาชนให้ความยินยอมครบถ้วนทุกประการครับ เพราะฉะนั้น เข้าใจว่ายังไม่ได้รับรายงานในเรื่องของประเด็นปัญหาในเรื่องนี้แต่อย่างไร ก็ต้องเรียนผ่าน ท่านประธานไปยังท่านสมาชิก🔗

ประเด็นสุดท้าย ในเรื่องของความหวังของเราในเรื่องของเศรษฐกิจดิจิทัล อย่างแรกก็คือ ความคุ้นชินกับพี่น้องประชาชน ต้องเรียนต่อท่านว่า ไม่เคยมี Application ไหน ในประเทศไทยที่เป็นของรัฐ ที่จะดึงคนเข้ามาได้ ๓๖ ล้านคน ภายใน ๑ เดือน ฐานข้อมูลตรงนี้ มันคือ Data Lake มันคือข้อมูลกลางที่จะเป็นประโยชน์กับภาครัฐในการกำหนดนโยบาย สิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารได้พูดในเรื่องของช่วงน้ำท่วมก็บอกว่า อยากจะให้ Load Application ทางรัฐ เพราะอะไร ๑. ก็คือเราจะได้รู้ว่า Location พื้นที่อยู่ของท่าน อยู่ตรงไหน ท่านประกอบอาชีพอะไร ท่านทำอะไร รายละเอียดเหล่านี้ในที่สุดเมื่อมัน สามารถ Consolidate เอามารวมกันได้ทั้งหมด มันจะเป็นฐานข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับรัฐ ในการกำหนดนโยบายเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งตรงนี้เรายังยืนยันกระบวนการในเรื่องการพัฒนา ระบบ Payment เช่นเดียวกันนะครับ ก็มีความคิดครับว่า อันนี้เล่าสู่กันฟังนะครับ มีความคิดว่า Sandbox หนึ่งที่เราจะทำ ก็คือการทำในเรื่องของการจ่ายชดเชยน้ำท่วมนี้ เป็นต้นนะครับ ในกรณีที่มีภัยพิบัติในช่วงนั้น เราก็จะสามารถใช้ตัวระบบนี้ไปทำเรื่องของ Sandbox ในการยิงเงินเข้าไปยังพี่น้องประชาชนในกลุ่มที่เรากำหนด ในการใช้ที่เป็นไปตาม แนวนโยบายของรัฐที่กำหนด ซึ่งผมเคยยกตัวอย่างมาให้ท่านแล้วหลายครั้ง เช่น เรื่องของ ปัญหาภาคด้านการเกษตร อยากจะช่วยเรื่องของพลังงานด้านการเกษตร ไม่เคยทำได้ แต่ในขณะที่ถ้าเราสามารถรวบรวมข้อมูลทั้งหมด เราจะสามารถกำหนดได้เลยว่า เราอยากจะช่วยพี่น้องเกษตรในเรื่องของค่าน้ำมัน เฉพาะในปัจจัยการผลิตในประเภทใด เช่น น้ำมัน พลังงาน ในสินค้าเกษตรประเภทใด สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เมื่อฐานข้อมูลสามารถ รวมกันได้เป็นจุดเดียว ผมเชื่อว่าการกำหนดนโยบายในอนาคตมันจะเกิดประโยชน์ ไม่เฉพาะกับประชาชน แต่กับภาครัฐในการตรวจสอบในการที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจในการ แก้ไขปัญหาให้กับประชาชนต่อไปนะครับ ก็ยืนยันครับ กราบขอบพระคุณในข้อคิดเห็น ในข้อสังเกตต่าง ๆ นะครับ อะไรที่เป็นประโยชน์ก็จะขออนุญาตเก็บกลับไป แล้วก็ไปนำเรียน ต่อผู้เกี่ยวข้องเพื่อที่จะหาทางปรับให้มันเกิดประโยชน์ต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ จบกระทู้ถามสดด้วยวาจาที่ ๒ นะครับ ต่อไปกระทู้ถามสดที่ ๓🔗

๓. นายนิยม วิวรรธนดิฐกุล เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์🔗

ด้วยทางกระทรวงพาณิชย์เองได้มีหนังสือแจ้งว่าทางท่านรัฐมนตรีได้ติด ภารกิจสำคัญจึงมอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านสุชาติ เป็นผู้ตอบกระทู้แทน ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ ขอเชิญท่านนิยมเลยครับ🔗

นายนิยม วิวรรธนดิฐกุล แพร่

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นิยม วิวรรธนดิฐกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ เขต ๒ พรรคเพื่อไทย สำหรับกระทู้ถาม วันนี้ก็เป็นเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเกษตรกร ซึ่งกำลังได้รับความเดือดร้อน ในขณะนี้และกำลังจะหนักขึ้นในเร็ว ๆ นี้ เป็นเรื่องของราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตกต่ำ ผมมีเพียง ๓ คำถาม เป็นคำถามง่าย ๆ แต่ต้องการคำตอบที่ชัดเจน🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายนิยม วิวรรธนดิฐกุล แพร่

โดยเฉพาะคำถามที่ ๓ เพราะวันนี้พี่น้อง เกษตรกรหลายแสนครัวเรือน หลายล้านคน กำลังรอรับฟังอยู่ เรื่องของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในประเทศไทยก็มีพื้นที่ที่มีการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในภาคต่าง ๆ โดยเฉพาะในภาคเหนือ ถึง ๖๘ เปอร์เซ็นต์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ๒๑ เปอร์เซ็นต์ ภาคกลางและภาคตะวันตก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ พื้นที่เพาะปลูกทั้งประเทศนี้ก็เกือบ ๗ ล้านไร่ ผลผลิตทั้งประเทศ คือ ๕ ล้านตัน มีทั้งปลูกในพื้นราบและบนภูเขานะครับ จังหวัดที่ปลูกมาก ๆ ก็อย่างเช่น เพชรบูรณ์ ประมาณล้านไร่ เลย นครราชสีมา ประมาณจังหวัดละ ๘๐๐,๐๐๐ ไร่ ตาก น่าน ๖๐๐,๐๐๐ กว่าไร่ แพร่ ๓๐๐,๐๐๐ ไร่ มีทั้งรุ่น ๑ และรุ่น ๒ ขณะที่ออกตอนนี้ก็เรียกว่าเป็นรุ่น ๑ ส่วนรุ่น ๒ ก็จะออกในฤดูแล้งก็ไม่ค่อยมีปัญหานะครับ จะเห็นว่าประเทศไทยผลิตได้ประมาณ ๕ ล้านตัน แต่ความต้องการของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อทำอาหารสัตว์ ประมาณ ๘ ล้านตัน ดังนั้น เราจะเห็นว่า มันมีความขาดแคลนอยู่ถึง ๓ ล้านตัน ซึ่งถ้าเราดูตามนี้ ตามเหตุผลง่าย ๆ เมื่อมันขาดแคลนราคา มันน่าจะดีถูกต้องไหมครับ แต่กลับตรงข้าม วันนี้ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตกต่ำเกือบทุกปี โดยเฉพาะข้าวโพดรุ่น ๑ ที่กำลังจะออกมาในตอนนี้นะครับ จนเกษตรกรประสบภาวะ ไม่คุ้มทุนและเดือดร้อนหลายแสนครอบครัว ขอเป็นคำถามที่ ๑ เลยนะครับ ในเมื่อประเทศไทย ผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไม่เพียงพอต่อความต้องการของการผลิตอาหารสัตว์ แต่ทำไมราคา ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกรจึงยังคงตกต่ำทุกปี ขอเรียนถามทางท่านประธานผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรีนะครับ ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณท่านนิยมนะครับ ท่านรัฐมนตรีท่านมีเวลา ๑๕ นาที กับ ๓ คำถาม เรียนเชิญ ท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ เรียนเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้รับมอบหมายจากท่านรัฐมนตรีพิชัย นริพทะพันธุ์ ซึ่งท่านได้ติดภารกิจ มาตอบกระทู้ในคำถามของเพื่อนสมาชิก ซึ่งได้รับข้อมูลความห่วงใยจาก พี่น้องเกษตรกร ในคำถามแรก ซึ่งเพื่อนสมาชิกที่กล่าวคำถามแรกนะครับ กราบเรียนว่า ในภาพรวมอย่างที่ท่านได้พูดถูกต้องเลยครับว่า ภาพรวมนั้นประเทศไทยผลิตอยู่ประมาณสัก ๕ ล้านตัน แต่ความต้องการอยู่ประมาณ ๘.๗ ล้านตัน หรือประมาณ ๙ ล้านตัน ทำไมราคาถึง ไม่ขยับขึ้น เหตุผลสั้น ๆ คือ ปัญหาของการกระจุกตัวของผลผลิตในช่วงที่ออกมาพร้อม ๆ กัน ในช่วงประมาณสักเดือนกันยายนถึงเดือนธันวาคม ประมาณ ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในช่วงเวลา ดังกล่าวนั้น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เกษตรกรได้ปรับตัวลง เพราะว่าปริมาณมันออกมาพร้อม ๆ กัน ตรงในส่วนนี้กระทรวงพาณิชย์ก็ได้ทำความเข้าใจกับทางพาณิชย์จังหวัด แล้วก็ทางกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ เราพูดคุยกันอยู่ในเรื่องนี้ ซึ่งเราจะต้องหาทางแก้ไข แต่กราบเรียน ท่านประธานฝากถึงเพื่อนสมาชิกนะครับว่า ราคาข้าวโพดเรากำลังคิดถึงราคาย้อนหลัง ให้ดูสถิติว่า ก็ถัวเฉลี่ยแล้วก็ยังสูงกว่า ๕ ปีหลังที่ผ่านมา กราบเรียนว่าสิ่งที่เพื่อนสมาชิก ได้ถามมาในข้อที่ ๑ เป็นคำถามที่กระทรวงพาณิชย์กำลังหาทางที่จะช่วยเหลือเกษตรกร ให้เกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้มีราคาที่สูงขึ้น ในส่วนนี้ขออนุญาตนำข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะของท่านไปนำเรียนท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ต่อไปครับ ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญคำถามที่ ๒ ท่านนิยมครับ🔗

นายนิยม วิวรรธนดิฐกุล แพร่

ขอขอบคุณนะครับ ในเรื่องของการกระจุกตัว เดี๋ยวในคำถามที่ ๓ ผมจะชี้แจงให้ชัดกว่านี้ว่าไม่ใช่สาเหตุนะครับ เรามาดูว่าการปลูกข้าวโพด เลี้ยงสัตว์มันจะมีต้นทุนอะไรบ้างนะครับ มันก็มีตั้งแต่ค่าเตรียมดิน เมล็ดพันธุ์ ค่าปุ๋ยเคมี ๓ ครั้ง ค่ายาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง ค่าจ้างปลูก ค่าจ้างเกี่ยว ใส่ปุ๋ย ฉีดสารเคมี เชื้อเพลิง นี่ครับ เอาเป็นว่าต้นทุนต่อไร่ประมาณ ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ บาท แล้วแต่ละพื้นที่นะครับ ถ้าเฉลี่ยแล้วไร่หนึ่งได้ ๑,๐๐๐ กิโลกรัม ต้นทุนก็คือ ๕-๖ บาท ราคาข้าวโพดจะกำหนดพื้นที่ ความชื้นที่ ๑๔.๕ เปอร์เซ็นต์ เป็นความชื้นที่ใช้กำหนดของราคาของโรงงาน แต่ในสภาพ ความเป็นจริงข้าวโพดที่ออกในช่วงนี้ ความชื้นมันก็จะประมาณมากกว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ อย่างแน่นอนนะครับ เพราะมันเป็นฤดูฝน บางที่ถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นการซื้อขาย ก็ซื้อกันตามความชื้น ปีนี้ราคาสูงสุดก็จะอยู่ที่ประมาณเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่หลังจาก นั้นก็ลงมาเรื่อย ๆ บางวันลง ๒๐ สตางค์ ๓๐ สตางค์ ในช่วง ๑ เดือนที่ผ่านมา ยิ่งลดลงมา รวดเร็วมาก ดังนั้นดูข้อมูลของวันที่ ๑๗ ราคาอ้างอิงของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ความชื้น ๑๔.๕ เปอร์เซ็นต์ วันที่ ๑๗ ที่ผ่านมานี่นะครับ รับซื้อที่ ๑๐ บาท ราคาที่ลานภาคเหนือซื้อที่ ๖ บาทต่อกิโลกรัม ที่ความชื้น ๓๕ เปอร์เซ็นต์โดยประมาณ เพชรบูรณ์ ๖.๕๐ บาท ต่อกิโลกรัม ที่ความชื้น ๓๐ เปอร์เซ็นต์ และราคาวันนี้ยังลงมาเรื่อย ๆ เฉพาะวันนี้ก็น่าจะลง มาประมาณ ๒๐ สตางค์ ต่ำกว่า ๑๐ บาทแล้ว ๑๐ บาท หมายถึงความชื้น ๑๔.๕ เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ที่หน้าลานของเกษตรกรนะครับ เกษตรได้ ๖ บาท ๖.๕๐ บาท อันนี้ก็ต้องดูเกรด ดูอะไรต่าง ๆ อีกนะครับ ก็ลดลงตามเกรดตามสิ่งเจือปน🔗

แล้วอีกประเด็นหนึ่ง ก็คือลานข้าวโพดช่วงนี้ปิดไม่ยอมรับซื้อ ลานข้าวโพด ก็คือพ่อค้าคนกลาง เพราะราคาที่ผันผวนทุกวันพ่อค้าข้าวโพดก็ไม่สามารถที่จะซื้อได้ เพราะขาดทุน ข้าวโพดอยู่ที่ลาน ๔ วัน เดินทางและนำมาขายอีก ๒ วัน รวมแล้วอยู่ที่พ่อค้า คนกลาง ๖ วัน ตรงนี้นี่เองเขาก็จะขาดทุนลานก็ไม่กล้าซื้อก็ปิดซื้อ ความเดือดร้อนก็เกิดที่ เกษตรกรนะครับ อันนี้ก็คือคำถามที่ ๒ ว่าวันนี้ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตกต่ำมาก ลานก็ไม่รับซื้อ ถามผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่ารัฐบาลมีมาตรการช่วยพยุงราคา หรือจะช่วยเกษตรกรอย่างไร บ้างนะครับ ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพครับ จากคำถามที่ ๒ ซึ่งรัฐบาลเองได้ดำเนินการในการรักษาเสถียรภาพข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงที่ผลผลิตออกมามาก ๆ เพื่อไม่ให้มีการกระจุกตัวอย่างที่ท่านได้กล่าวนะครับว่า ราคาลดลงพ่อค้าคนกลางก็ไม่สามารถที่จะกักตุน หรือซื้อสะสมไว้ได้ เพราะราคาผันผวน ในส่วนนี้ทางกระทรวงพาณิชย์ก็ได้คุยกับทางพาณิชย์จังหวัด แล้วก็ให้เขาไปช่วยดูแลในส่วน ของคนรับซื้อนะครับ แล้วอดีตเลยทุกครั้งเราจะมีการชดเชยในเรื่องของอัตราดอกเบี้ย แต่ว่าตอนนี้เราต้องยอมรับว่างบประมาณที่ผ่านมาของเรามีการพิจารณาที่ล่าช้า แล้วคณะรัฐมนตรีซึ่งเราเพิ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ซึ่งทำงานกันไม่กี่วัน กี่อาทิตย์ ตรงส่วนนี้ก็เป็นนโยบายของรัฐบาล ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ท่านก็กำชับเร่งด่วนให้กระทรวงพาณิชย์เข้าไปช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ก็คงจะต้อง เข้าไปช่วยในเรื่องของอัตราดอกเบี้ย ในส่วนของรับซื้อ ในส่วนนี้ที่เราวางแผนกันไว้ แล้วจาก ผลกระทบที่ท่านได้กล่าวก็ต้องขอขอบคุณเพื่อนสมาชิก ซึ่งท่านเองก็มีข้อมูลที่แม่นมาก แล้วก็ข้อมูลที่ครบถ้วนนะครับว่า ข้าวโพดเวลาช่วงเดือนนี้เป็นช่วงที่มีอากาศชื้นสูง ราคาข้าวโพดก็ตกต่ำ เป็นส่วนหนึ่งที่กระทรวงพาณิชย์จะต้องให้คำแนะนำให้เกษตรกรเก็บ เกี่ยวข้าวโพดที่มีอายุที่แก่ และมีความชื้นพอที่ทางลานรับซื้อได้ในส่วนนี้ กราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกว่า รัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรีได้กำชับทางกระทรวง พาณิชย์ในเรื่องนี้มาเป็นนโยบายแล้วครับ ขออนุญาตสักนิดหนึ่ง เดี๋ยวเราจะทำให้ เป็นรูปธรรม ขออนุญาตท่านเพื่อนสมาชิกดังนี้ครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่านนิยมครับ คำถามที่ ๓ ครับ🔗

นายนิยม วิวรรธนดิฐกุล แพร่

ต้องขอบคุณนะครับ ก่อนที่จะถึงคำถามที่ ๓ เราก็คงจะต้องขอดูสไลด์นิดหนึ่งนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายนิยม วิวรรธนดิฐกุล แพร่

การนำข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวสาลีเลี้ยงสัตว์ ที่นำเข้ามา เพราะประเทศไทยก็คือนำเข้ามามากพอสมควร ในขณะที่ชาวไร่กำลังประสบ ในเรื่องของราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตกต่ำ เรามาดูที่กลุ่มโรงงานอาหารสัตว์สิครับ ซึ่งมีบริษัท ยักษ์ใหญ่อยู่ไม่กี่เจ้าก็มีโควตาการนำเข้า การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และข้าวสาลีเลี้ยงสัตว์ จากต่างประเทศ ทราบว่ามีอัตราประมาณ ๓ ต่อ ๑ กับของในประเทศไทย ดูข้อมูลจาก กรมศุลกากรในเรื่องของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อันนี้ไม่ใช่ข้าวโพดบดนะครับ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เห็นว่าปี ๒๕๖๖ นำเข้ามาประมาณ ๑.๓๓ ล้านตัน ท่านอาจจะมองไม่ค่อยเห็นนะครับ ปี ๒๕๖๗ ตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเดือนกรกฎาคม นำเข้ามาแล้ว ๑.๖๓ ล้านตัน อันนี้คือข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อีกส่วนหนึ่งก็คือข้าวสาลีเลี้ยงสัตว์ ปี ๒๕๖๖ นำเข้ามา ๒.๑๕ ล้านตัน ปี ๒๕๖๗ ตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงกรกฎาคม นำเข้ามาแล้ว ๑.๐๕ ล้านตัน เรามาดูแค่ ๒ ปี นี้ก่อนนะครับ ปี ๒๕๖๖ รวมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และข้าวสาลีเลี้ยงสัตว์นำเข้ามา ๓.๕ ล้านตัน ปี ๒๕๖๗ เดือนมกราคมถึงกรกฎาคมนำเข้ามาแล้ว ทั้ง ๒ อย่างนี่นะครับ เพียง ๗ เดือน ๒.๗ ล้านตัน ก็ในเมื่อของที่เราขาดอยู่ก็คือข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ ขาดอยู่แค่ ๓ ล้านตัน ปี ๒๕๖๖ นำเข้ามา ๓.๕ ล้านตันมันก็เกินแล้วนะครับ ปีนี้แค่ ๗ เดือนนำเข้ามาแล้ว ๒.๗ ล้านตัน อันนี้เรายังไม่รวมข้าวโพด แล้วก็เมล็ดอื่น ๆ นะครับ ที่เข้ามาตามช่องทางธรรมชาติ ซึ่งผมก็ไม่เชื่อว่ามันจะเข้าทางช่องทางธรรมชาติได้ เพราะว่ามันเป็นรถพ่วงนะครับ จากประเทศเพื่อนบ้านเราอีกเท่าไรไม่รู้ ไม่รู้กี่แสนตัน อันนี้เราไม่ทราบจริง ๆ มันก็ทำให้ ราคาของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของเราถูกกดราคาทุกปี การที่บอกว่าเป็นคอขวดหรือว่าออกมา พร้อมกัน อาจจะเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง แต่ว่าไม่ใช่ทั้งหมด สาเหตุส่วนใหญ่ก็คือตรงนี้ คือโควตาของกลุ่มโรงงานอาหารสัตว์ยักษ์ใหญ่ทั้งหลายที่ได้มาและนำเข้ามาจนล้น แล้วทำให้ ราคาของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของเราตกลง ท่านลองดูสไลด์นะครับ ว่าถ้าแก้โควตานี้ไม่ได้ ไม่มีทางที่จะแก้ปัญหานี้ได้ ทำไมผมพูดอย่างนี้ ถ้ามาดูข้อมูลการนำเข้าข้าวสาลีเลี้ยงสัตว์ ปี ๒๕๖๕ ขยายได้ไหมครับ ข้าวสาลีเลี้ยงสัตว์ปี ๒๕๖๕ มีการนำเข้าเพียง ๓๐๐,๐๐๐ ตัน ปกติจะนำเข้าประมาณปีละ ๑ ล้านกว่าตัน ๒ ล้านกว่าตันก็มีเฉพาะข้าวสาลี ถึงแม้ปีนี้ ถึงกรกฎาคมนี้เองก็นำเข้าไปแล้ว ๑ ล้านกว่าตัน แต่ปี ๒๕๖๕ ก่อนเลือกตั้งมีการนำเข้าแค่ ๓๐๐,๐๐๐ ตันเท่านั้นเอง ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนสั่งโรงงานอาหารสัตว์นี้ได้ ทำให้ไม่นำเข้า มาเยอะ ๓๐๐,๐๐๐ ตันเอง จากปีละ ๑ ล้านตัน ๒ ล้านตัน แล้วปีนั้นโอ้โฮ เกษตรกรดีอก ดีใจ ๙ บาทครับ ราคาข้าวโพดที่ความชื้น ๓๐-๓๕ เปอร์เซ็นต์ ทุกคนดีอกดีใจในปี ๒๕๖๕ มันเป็นปรากฏการณ์ที่ว่า เมื่อนำเข้าน้อยลงราคาขึ้น ก็พิสูจน์ได้แล้วใช่ไหมครับว่า ถ้าไม่นำเข้า ราคาจะดีขึ้น เพียงเท่านี้เราก็ดูออกแล้วว่าใครคือผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง ใครได้ประโยชน์ ในขณะที่เกษตรกรนับหลายแสนครัวเรือนหลายล้านคนกำลังเดือดร้อน ถ้าไม่ตัดวงจรอุบาทว์นี้ ผมว่าแก้ปัญหานี้ไม่ได้🔗

ขอเป็นคำถามที่ ๓ เลยครับ คำถามนี้ถามว่า หากราคาข้าวโพดของเกษตรกร ยังตกต่ำเช่นนี้ ทางกระทรวงพาณิชย์ต้องสั่งให้งดการนำเข้าข้าวสาลีและข้าวโพดจาก ต่างประเทศได้หรือไม่นะครับ ไม่ใช่ ไช่หรือไม่นะครับ หรืออนุมัติให้นำเข้าเป็นครั้ง ๆ โดยใช้มติของคณะรัฐมนตรี อันนี้เป็นคำถามครับ แต่ก็จะมีพ่วงอีกนิดหนึ่งตอนท้ายนะครับ และต้องทำเลยนะครับ และเราจะแก้ปัญหาเรื่องข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตกต่ำเรื้อรังในรัฐบาลนี้ เราจะช้าไม่ได้ครับ ภายใน ๒-๓ อาทิตย์นี้ต้องจบ มิฉะนั้นในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้จะเป็นช่วง ที่ข้าวโพดออกมากที่สุด ถ้าราคายังตกต่ำเป็นเช่นนี้ผมไม่มั่นใจว่าจะมี Mob อยู่เต็มภาคเหนือ หรืออีสานตอนบนด้วยนะครับ อันนี้เป็นเรื่องจริงนะครับ วันนี้เกษตรกรหลายแสนครอบครัว หลายล้านคนกำลังรอรัฐบาลชุดนี้อยู่ เพื่อแก้ไขปัญหาเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาที่เรื้อรังซ้ำซากทุกปี การทำยุ้งฉาง การจำนำการช่วยเหลือทางด้านดอกเบี้ย เราเคยทำมาแล้วไม่ได้ผลครับ การฝากขายเหมือนฝากจำนำไว้ที่ ธ.ก.ส. หรืออะไรต่าง ๆ มันไม่ได้ผลครับ มันมีประเด็น เดียวที่เราจะต้องแก้ ก็คือในเรื่องของโควตาการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากต่างประเทศและ ข้าวสาลีเลี้ยงสัตว์จากต่างประเทศนะครับ ซึ่งถือว่าเป็นวงจรอุบาทว์ที่ทำให้พี่น้องเกษตรกร หลายแสนครัวเรือนและหลายล้านคนต้องได้รับผลกระทบซ้ำ ๆ ซาก ๆ มาทุกปี เป็นคำถาม สุดท้ายครับ กราบขอบพระคุณอย่างสูงครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบพระคุณมากครับ เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

ขอบพระคุณ ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพผ่านไปยังเพื่อนสมาชิก ผู้ทรงเกียรติที่ตั้งคำถาม ข้อสุดท้ายนะครับต้องขอขอบคุณที่ท่านให้ข้อมูลทาง PowerPoint ในเรื่องตารางต่าง ๆ ซึ่งเราเองได้เห็นภาพในส่วนนี้นะครับว่า ข้อเปรียบเทียบที่ท่านได้พูดว่า ถูกต้องแล้วครับว่า ปี ๒๕๖๕ มีการนำเข้าแค่ ๓๐๐,๐๐๐ ตัน ทำให้ราคาข้าวโพดวิ่งขึ้นไปถึง ๙ บาท ในส่วนนี้เป็นส่วนหนึ่งที่เรานำมาเป็นข้อมูลที่กำลังพิจารณากันอยู่นะครับว่า อัตราสัดส่วนหรือการอนุมัติการนำเข้าที่ท่านได้กล่าวว่า สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะต้องผ่าน คณะกรรมการ แล้วก็เสนอคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แล้วก็ต้องมีข้อสรุปแล้วนำเสนอเข้าสู่คณะรัฐมนตรีในการที่จะอนุญาตต่าง ๆ เราไม่ได้ให้ นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แบบพร่ำเพรื่อ เราต้องดู Demand Supply ดูเรื่องความจำเป็น แล้วก็ต้องรักษาเสถียรภาพของราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งมีผลกระทบต่อเกษตรกรอย่างยิ่ง อย่างที่ท่านได้กล่าวครับว่า ภายในระยะเวลา ๑ เดือนที่เหลือนี้เราต้องรีบพิจารณาให้ได้ว่า อะไรที่ทำให้เกษตรกรกระทบ ทางรัฐบาลซึ่งการนำของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ท่านใส่ใจพี่น้องประชาชน แล้วก็กำชับเป็นนโยบาย โดยท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ก็ได้กำหนดนโยบายผ่านข้าราชการไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาในเรื่องนี้ ต้องกราบเรียนท่านสมาชิกนะครับ ขออนุญาตเอ่ยนามพี่นิยมด้วยความเคารพว่าสิ่งที่ท่านให้ ข้อมูลทั้งหมดเป็นข้อมูลที่กระทรวงพาณิชย์กำลังพิจารณาอยู่ แล้วก็มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ท่าน แนะนำมาเราก็จะนำไปพิจารณา แล้วก็ให้ทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งท่านมีอำนาจในการที่จะกำหนดทิศทางต่าง ๆ นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีครั้งหนึ่ง กราบขอบคุณครับ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภา ผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม)
นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านรัฐมนตรีนะครับ เชิญครับ🔗

นายนิยม วิวรรธนดิฐกุล แพร่

ก็ต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรีผ่านไป ทางท่านประธานสภานะครับ และเราก็หวังใจอย่างยิ่งว่าเราจะแก้ปัญหานี้ในรัฐบาลนี้นะครับ และในช่วงนี้ก็ต้องทำเลยนะครับ ช้าไม่ได้ภายใน ๒ สัปดาห์นี้ ถ้าไม่จบปัญหามันก็จะลุกลาม ใหญ่โตนะครับ ผมเชื่อในรัฐบาลนี้และเราคิดว่าพี่น้องเกษตรกรคงจะได้ประโยชน์และ ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ก็คงจะกระเตื้องและดีขึ้นนะครับ และมีความสุข ต้องขอกราบ ขอบคุณอย่างสูงครับ ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่าน สส. ที่เป็นห่วงเป็นใย ขอบคุณรัฐมนตรีครับ ต่อไปนะครับ🔗

๑.๒ กระทู้ถามทั่วไป🔗

๑. เรื่อง ขอให้รัฐบาลเร่งรัดการแก้ปัญหาน้ำในจังหวัดเพชรบูรณ์ อย่างเป็นระบบ นายอัคร ทองใจสด เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม นายกรัฐมนตรี🔗

ด้วยสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งว่า กระทู้ถามเรื่องนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน ในการนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีภารกิจสำคัญ จึงได้มอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านอัครา พรหมเผ่า เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ เชิญท่านอัคร ทองใจสด ถามท่านรัฐมนตรีเลยครับ คำถามแรกครับ🔗

นายอัคร ทองใจสด เพชรบูรณ์

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายอัคร ทองใจสด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ เขต ๖ อำเภอวิเชียรบุรี อำเภอศรีเทพครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีอัครา พรหมเผ่า มากนะครับที่กรุณา มาตอบกระทู้ของผมในวันนี้นะครับ ท่านครับ ผมได้ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน และได้พบว่าปัญหาหลักของเพชรบูรณ์คือระบบการจัดการน้ำ ซึ่งประสิทธิภาพไม่ดีพอ ที่จะรองรับต่อการใช้งานได้อย่างทั่วถึง ในหลาย ๆ พื้นที่ของจังหวัด ปัญหาการขาดแคลนน้ำนั้น นับเป็นสิ่งที่เร่งด่วน และสำคัญต่อการดำรงชีวิตของพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมากครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมจึงตั้งใจมาถามท่านรัฐมนตรีเพื่อหาข้อยุติของปัญหานี้ครับ แต่ถึงอย่างไรก็ตามครับ ผมขออนุญาตอธิบายสถานการณ์น้ำในปัจจุบันของเพชรบูรณ์ก่อน เป็นข้อมูลเบื้องต้นนะครับ จังหวัดเพชรบูรณ์ได้รับผลกระทบจากสภาวะการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศและปัญหาโลกร้อน ซึ่งทำให้ปริมาณของน้ำฝนมีความไม่แน่นอน และคาดเดายากต่อการที่เราจะเฉลี่ยน้ำฝนต่อปี บางปีฝนตกน้อยก็เกิดภัยแล้ง บางปีฝนตกมากก็เกิดน้ำท่วม ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อน โดยเฉพาะ เกษตรกร แม้ว่าเพชรบูรณ์จะมีอ่างเก็บน้ำทั้งหมด ๑๑ แห่ง แต่กลับไม่เพียงพอ แสดงให้เห็น ถึงความไม่สอดคล้องของปริมาณน้ำในอ่างต่อความต้องการของพี่น้องประชาชน ตัวอย่างเช่น อำเภอวิเชียรบุรีและอำเภอศรีเทพครับ มีประชากรเกือบ ๆ ๒๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งคิดเป็นเกือบ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งจังหวัด แต่กลับมีเพียงอ่างเก็บน้ำขนาดกลางห้วยเล็ง เพียงแห่งเดียว ทำให้เกษตรกรในพื้นที่มีน้ำไม่เพียงพอต่อการที่จะไปเพาะปลูกพืชผล ทางการเกษตรและในปี ๒๕๖๖ อำเภอวิเชียรบุรีมีพืชผลเสียหายกว่า ๑,๐๐๐ ไร่ ส่งผลให้ รายได้ของเกษตรกรนั้นลดลงอย่างมาก ชาวบ้านเดือดร้อนมากครับ อีกทั้งผมยังได้รับ การร้องเรียนจากประชาชน หมู่ ๑๓ ตำบลศรีเทพ อำเภอศรีเทพ ว่าน้ำประปาไม่พอใช้ และไม่ไหล ซึ่งไม่พอใช้ต่อการดำรงชีวิตประจำวัน แถมน้ำที่ใช้นั้นกลับเป็นน้ำที่สกปรก มีกลิ่นเหม็นและมีสีแดงขุ่น ผมว่าเรื่องนี้ควรหาวิธีการแก้โดยเร็ว นี่เป็นเพียงแค่ปัญหาภัยแล้ง ในเพชรบูรณ์นะครับท่าน ยังไม่รวมถึงปัญหาอุทกภัยที่เกิดจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ที่ตั้งอยู่ในทางน้ำผ่าน หรือขนาดของลำน้ำป่าสักที่มีขนาดแคบและเล็ก และตื้นเขินทำให้ไม่สามารถรองรับน้ำได้ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วม ในปี ๒๕๖๕ เกิดฝนตกหนัก ในจังหวัดพื้นที่ของผม อำเภอวิเชียรบุรีและศรีเทพมีน้ำท่วมขังสูงถึง ๑๕๐ เซนติเมตร ประชาชนในหลายตำบลได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมากครับ ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือน ทรัพย์สิน หรือพืชผลทางการเกษตรนะครับ ท่านประธานครับ เราได้เรียนรู้มากมายจาก ภัยธรรมชาติที่เกิดในอดีต ปัจจุบันเรามาถอดบทเรียนนั้นกันครับ เพื่อวางแผนการจัดการน้ำ ที่มีประสิทธิภาพและเป็นระบบเพื่ออนาคตของเพชรบูรณ์ ผมจึงอยากฝากท่านประธาน ไปถึงท่านรัฐมนตรีครับ ช่วยตอบ ๒ คำถามต่อไปนี้ ซึ่งผมจะใช้สิทธิในการถามคำถาม เพียงครั้งเดียว🔗

๑. รัฐบาลมีแผนบริหารจัดการน้ำ รวมถึงแผนงานโครงการแก้ไขปัญหาน้ำ เพื่ออุปโภคบริโภค เพื่อการเกษตร รวมถึงการบรรเทาอุทกภัยและบรรเทาภัยแล้งในพื้นที่ จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำอย่างสมบูรณ์ได้อย่างไรบ้าง ขอทราบ รายละเอียดครับ🔗

๒. ผมขอทราบสถานะความก้าวหน้าโครงการฝายยางบ้านท่าในอำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ขอทราบรายละเอียดครับ🔗

สุดท้ายนี้ครับ ผมขอให้ท่านรัฐมนตรีช่วยกรุณาตอบคำถามเหล่านี้ในที่ ประชุมสภาแห่งนี้ และขอให้ทุกท่านร่วมกันสนับสนุนการดำเนินการตามข้อเรียกร้องครั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนในจังหวัดเพชรบูรณ์ได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านรัฐมนตรีตอบคำถามนะครับ ท่านถาม ๒ คำถามเลยนะครับ เชิญครับ🔗

นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ ทุกท่าน ผม นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขออนุญาตตอบคำถามกรณีที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ ท่านอัคร ทองใจสด ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ เขต ๖ ตั้งกระทู้ถามท่านนายกรัฐมนตรี ถึงเรื่องการบริหารจัดการน้ำในจังหวัดเพชรบูรณ์ แล้วก็ติดตามโครงการนะครับ ซึ่งทาง รัฐบาลปีนี้เราได้เตรียมแผนการรองรับการเข้าสู่ภาวะโลกร้อน การเข้าสู่ภาวะ Climate Change ซึ่งประเทศไทยเราได้รับผลกระทบอย่างวงกว้างนะครับ ช่วงหน้าแล้งเราเข้าสู่วิกฤติ น้ำไม่พอใช้ ช่วงหน้าฝน ฝนตกชุกปริมาณน้ำฝนสะสมทำให้เกิดอุทกภัยอย่างวงกว้างนะครับ ซึ่งทุกครั้งที่มีการหารือร่วมกับท่าน ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านก็ได้มอบนโยบายให้ทุกกรมของ ทุกหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เล็งเห็นความสำคัญแล้วก็ร่วมกัน วางแผนการบริหารจัดการน้ำระยะยาว ทั้งน้ำท่วมซ้ำซาก แล้วก็น้ำแล้งนะครับ ซึ่งในการ ตั้งกระทู้ถามต้องชื่นชมท่าน สส. ที่ได้เล็งเห็นความสำคัญในการบริหารจัดการน้ำในจังหวัด เพชรบูรณ์ โดยเฉพาะเขต ๖ ที่ท่านได้ติดตามทวงถามถึงโครงการที่ได้ข้อสนับสนุน งบประมาณจากรัฐบาล ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยกรมชลประทาน เรามีโครงการที่ วางแผนการบริหารจัดการน้ำทั้งระยะสั้น ระยะยาวนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

โดยเฉพาะจังหวัดเพชรบูรณ์ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ทั้งหมด ๗.๗ ล้านไร่นะครับ มีปริมาณ ฝนเฉลี่ย ๑,๑๔๐ มิลลิเมตรต่อปี และปริมาณน้ำท่าเฉลี่ย ๔,๒๑๑ ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ซึ่งจังหวัดเพชรบูรณ์มีแม่น้ำป่าสักเป็นแม่น้ำสายหลักที่ไหลจากทางตอนเหนือสู่ตอนใต้ รวมความยาวทั้งสิ้น ๓๕๐ กิโลเมตรนะครับ และยังรวมถึงลำน้ำสาขาที่ไหลลงสู่แม่น้ำป่าสัก ซึ่งเป็นต้นทุนน้ำที่เรายังไม่มีการวางแผนเก็บกักในระยะยาวนะครับ ซึ่งประกอบไปด้วยห้วยน้ำพุง ห้วยสะดวงใหญ่ ห้วยน้ำชุน ห้วยป่าเลา ห้วยป่าแดง ห้วยนา คลองเฉลียงลับ คลองลำกง ห้วยเล็ง ห้วยเกาะแก้ว และห้วยหวาย ซึ่งลำน้ำสาขาที่ผมกล่าวไป ทั้งหมด รวมถึงลำน้ำป่าสัก ปัจจุบันกรมชลประทานเราได้ดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำที่สามารถ เก็บกักปริมาณน้ำไว้ให้พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดเพชรบูรณ์และจังหวัดอื่น ๆ ใกล้เคียงได้ใช้ เป็นปริมาณน้ำเก็บกักทั้งสิ้น ๒๕๑.๔๑ ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งคิดเป็นปริมาณ ๖.๕ เปอร์เซ็นต์ ของปริมาณน้ำท่าในจังหวัดเพชรบูรณ์นะครับ โดยโครงการของชลประทานที่เราได้ ดำเนินการเสร็จแล้วจะมีทั้งหมดทั้งสิ้น ๑๔ โครงการนะครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ และพี่น้องประชาชนที่รับชมอยู่ทางบ้านสามารถดูโครงการที่ทางชลประทานได้ทำแล้ว ในเขตพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นโครงการที่ปักหมุดสีเขียวนะครับ ซึ่งมีทั้งหมด ๑๔ โครงการ โครงการทั้ง ๑๔ โครงการนี้ได้เก็บกักปริมาณน้ำไว้ให้พี่น้องประชาชนได้ใช้ทั้งหมด ๒๕๑.๔๑ ล้านลูกบาศก์เมตร และพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลประโยชน์ รวมพื้นที่ทั้งสิ้น ๒๑๔,๐๓๗ ไร่นะครับ สำหรับโครงการที่ชลประทานอยู่ในระหว่างการดำเนินงานมีทั้งหมดทั้งสิ้น ๙ โครงการ ท่านสมาชิกสามารถดูได้ในโครงการที่ปักหมุดสีฟ้า ๙ โครงการ สำหรับ ๙ โครงการนี้ หลังจากที่ชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้างเสร็จแล้ว เราจะสามารถเก็บกักน้ำไว้ใช้ทั้งหมด ๗.๙๗ ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งจะทำให้พี่น้องประชาชนในจังหวัดเพชรบูรณ์ได้รับผลประโยชน์ ทั้งสิ้น ๘๙,๐๐๐ ไร่ด้วยกันนะครับ ท่านสมาชิกทุกท่านครับ เนื่องจากการเจริญเติบโตของ ชุมชนเมือง เศรษฐกิจและการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร ทำให้บางจังหวัดได้รับผลกระทบ ในการบริหารจัดการน้ำ บางครั้งอาจจะทำให้ปริมาณน้ำดิบและน้ำที่อุปโภคบริโภค ไม่เพียงพอ ทางกรมชลประทานได้วางแผนการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ โดยเฉพาะ ในจังหวัดเพชรบูรณ์ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ เพื่อดำเนินการสนับสนุนน้ำอุปโภคบริโภค โดยในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ กรมชลประทานมีแผนงานโครงการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง และอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ทั้งสิ้น ๔๐ โครงการด้วยกัน ใน ๔๐ โครงการที่ผม จะกล่าวถึงนี้แยกเป็นโครงการที่เกี่ยวกับอ่างเก็บน้ำ ๒๖ แห่ง ยกตัวอย่างเช่น อ่างบ้านปากช่อง อ่างเก็บน้ำน้ำจาง บ้านโตก แล้วก็ฝายจำนวน ๑ แห่ง ระบบส่งน้ำจำนวน ๔ แห่ง เช่น ระบบส่งน้ำ อ่างเก็บน้ำคลองลำกงฝั่งขวา แล้วอ่างเก็บน้ำท่าพลนะครับ สำหรับโครงการเพิ่มศักยภาพ จำนวน ๙ แห่ง เช่น โครงการเพิ่มศักยภาพการเก็บกักอ่างเก็บน้ำห้วยท่าพล เพิ่มศักยภาพ การเก็บกักอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำก้อ แล้วก็อ่างเก็บน้ำห้วยป่าเลา สำหรับ ๔๐ โครงการ เมื่อดำเนินการทั้ง ๔๐ โครงการแล้ว จะได้ปริมาณเก็บกักน้ำทั้งสิ้น ๕๒๔.๕๗ ล้านลูกบาศก์เมตร พี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้รับผลประโยชน์ทั้งสิ้น ๒๙๙,๔๒๔ ไร่ เมื่อรวมโครงการทั้งหมด แล้วเสร็จ โครงการระหว่างดำเนินการและโครงการที่อยู่ในแผนการปฏิบัติงานของกรมชลประทาน จะทำให้พี่น้องในจังหวัดเพชรบูรณ์มีปริมาณเก็บกักน้ำทั้งสิ้น ๗๘๓.๙๕ ล้านลูกบาศก์เมตร และพี่น้องประชาชนได้รับผลประโยชน์เพิ่มขึ้นเป็น ๖๐๒,๔๖๑ ไร่ด้วยกันนะครับ นอกจากนี้แล้ว ยังมีแผนการดำเนินงานเกี่ยวกับการบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่เทศบาลเมืองหล่มสัก เพื่อบริหาร จัดการปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่ลุ่มน้ำตอนบน จะเป็นแผนงานผันน้ำเลี่ยงเมือง เทศบาลเมืองหล่มสัก เป็นโครงการที่มีระยะทางทั้งสิ้น ๓๐ กิโลเมตร ถ้าดำเนินการแล้วเสร็จ จะสามารถระบายน้ำได้ ๑๕๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งโครงการนี้เชื่อว่าท่านสมาชิก ในเขตพื้นที่คงติดตามในเรื่องของงบประมาณนะครับ โครงการนี้เป็นโครงการที่อยู่ในแผน ดำเนินการศึกษาในปี พ.ศ. ๒๕๖๙ นะครับ🔗

ส่วนแผนการดำเนินงานของกรมโยธาธิการและผังเมือง มีทั้งหมด ๓ โครงการ ด้วยกันนะครับ🔗

โครงการแรก เป็นระบบป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนตาลเดี่ยว ระยะที่ ๑ นะครับ โครงการนี้อยู่ที่อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ งบประมาณที่ขอรับสนับสนุนจากรัฐบาล เป็นงบประมาณทั้งสิ้น ๑๙๓,๓๖๙,๘๐๐ บาท ซึ่งจะใช้ระยะเวลาในการดำเนินการ ๘๕๐ วัน ปัจจุบันผลการดำเนินงานแผนงานสำเร็จลุล่วงไป ๖๔.๐๗ เปอร์เซ็นต์ และผลงาน ๖๕.๙๘ เปอร์เซ็นต์🔗

โครงการที่ ๒ เป็นการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนตาลเดี่ยว ระยะที่ ๒ อยู่ที่อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ งบประมาณที่ขอสนับสนุน ๒๖๖,๘๔๙,๐๐๐ บาท ซึ่งจะใช้ระยะเวลาในการดำเนินการทั้งสิ้น ๙๐๐ วัน ผลการดำเนินงานแผนงานทั้งสิ้น ๘.๑๗ เปอร์เซ็นต์ และผลงาน ๒๒.๑๑ เปอร์เซ็นต์นะครับ🔗

โครงการที่ ๓ เป็นโครงการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนหล่มเก่า ระยะที่ ๑ อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ขอสนับสนุนงบประมาณทั้งสิ้น ๒๑๗,๖๕๙,๐๐๐ บาท ซึ่งจะใช้ระยะเวลาในการดำเนินการทั้งสิ้น ๑๘๕ วัน ผลการดำเนินงาน แผนงาน ๗.๗๙ เปอร์เซ็นต์ และผลงาน ๔.๕๙ เปอร์เซ็นต์นะครับ🔗

ในส่วนกรณีที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้ถามถึงน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ในส่วนของการประปาภูมิภาคมีแผนการดำเนินการ จำนวนทั้งสิ้น ๙ แผนงาน คือการก่อสร้าง ปรับปรุงระบบผลิตและระบบกระจายน้ำประปา ทั้งหมด ๙ แห่งด้วยกันนะครับ ประกอบไปด้วย โครงการที่ขอสนับสนุนงบประมาณทั้งสิ้น ๑,๐๐๘ ล้านบาท ขอรับจัดสรรงบประมาณ ในปี พ.ศ. ๒๕๖๙ ซึ่งท่านสมาชิกได้ติดตามโครงการนี้นะครับ หลังจากที่โครงการนี้ ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล จะทำให้เรามีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น ๑,๕๗๐ ลูกบาศก์เมตร ต่อชั่วโมง ซึ่งพื้นที่จะได้รับผลประโยชน์ทั้งหมด ๑๔,๙๐๐ ครัวเรือนด้วยกันนะครับ โครงการ ที่ขอรับสนับสนุนวงเงิน ๑,๐๐๘ ล้านบาทนี้จะทำให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้รับผลประโยชน์ครอบคลุมไปถึง ๓ อำเภอด้วยกันนะครับ อย่างเช่น อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จะมีพี่น้องประชาชนในตำบลในเมือง ตำบลชอนไพร นาป่า สะเดียง บ้านโตก ท่าพล และนางั่ว ส่วนพี่น้องอำเภอหล่มสัก ได้แก่ ตำบลห้วยไร่ ฝายนาแซง น้ำชุน บุ่งนำเต้า บุ่งคล้า และลานป่า พี่น้องอำเภอหนองไผ่จะได้รับผลประโยชน์คือ ตำบลหนองไผ่ ตำบลท่าแดง และตำบลวังท่าดีนะครับ นี่เป็นแผนการที่ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์บูรณาการร่วมกับ หน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องของบริหารจัดการน้ำนะครับ🔗

ทางท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้ให้ข้อคิดในการบริหารจัดการน้ำและติดตาม โครงการหลาย ๆ อย่างนะครับ สำหรับการขับเคลื่อนในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ ในระดับมหภาคนะครับ ผมว่าการจัดการบริหารน้ำระดับภูมิภาค โดยเฉพาะเริ่มต้นที่ หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด แล้วก็ไปสู่ระดับภาคและระดับประเทศต่อไปนะครับ ผมจะขอยกตัวอย่างการบริหารจัดการน้ำที่จังหวัดพะเยา ในสมัยที่ผมยังดำรงตำแหน่ง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพะเยานะครับ พี่น้องประชาชนในจังหวัดพะเยา โดยเฉพาะ ผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น โดยเฉพาะสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดพะเยา นายกเทศมนตรี ท่านนายก อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้านนะครับ เราได้รับการอบรมองค์ความรู้ในการทำแผนที่น้ำ หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และลำน้ำสาขานะครับ จากมูลนิธิอุทกพัฒน์ โดยมีท่านดอกเตอร์ รอยบุญ รัศมีเทศ ท่านได้ลงไปในพื้นที่ อบรมในเรื่องของการทำแผนที่น้ำนะครับ เราเริ่มจาก หมู่บ้านเล็ก ๆ แล้วก็ขยายไปตำบล โดยมีภาคีเครือข่ายกลุ่มผู้ใช้น้ำ คณะกรรมการน้ำ แก่เหมือง แก่ฝาย ตลอดจนหน่วยงานในรัฐบาล แล้วก็เอกชนที่บูรณาการร่วมกัน ทำให้จังหวัดพะเยามีแผนที่น้ำครบทุกตำบล ทุกหมู่บ้าน ทุกอำเภอ ทุกลำน้ำสาขานะครับ ซึ่งจะเป็นข้อมูลเบื้องต้นในการที่จะวางแผนจัดการและการออกแบบโครงการที่จะขอ สนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นฝายชะลอน้ำ ฝายแม้ว หรือฝายแกนดินซีเมนต์ ที่ท่านวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ท่านได้ผลักดันมาตลอดในพื้นที่จังหวัดพะเยานะครับ ผลที่ได้รับหลังจากที่เราได้มีการอบรม ได้รับองค์ความรู้จากอุทกพัฒน์ โดยท่าน ดอกเตอร์รอยบุญ รัศมีเทศ ทำให้จังหวัดพะเยามีการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ยกตัวอย่าง อย่างเช่น ที่อำเภอแม่ใจ แล้วก็ที่อำเภอเมืองพะเยา ลำน้ำสาขา ๑๓ สาขาที่ไหล ลงสู่กว๊านพะเยา เรามีการทำแผนที่น้ำ เรามีการทำแผนที่คลองไส้ไก่ อำเภอแม่ใจเหมือนกัน ทุกลำน้ำสาขาเราทำแผนที่น้ำไว้หมด เพราะฉะนั้นผลที่เราได้รับช่วงที่เราเข้าสู่ภาวะโลกร้อน วิกฤติของ Climate Change มีปริมาณน้ำฝนสะสมเยอะในพื้นที่จังหวัดพะเยา แต่มี ๑ อำเภอในจังหวัดพะเยาไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำป่าไหลหลาก นั่นก็คืออำเภอแม่ใจ ซึ่งเรามีการทำแผนที่น้ำ แล้วก็มีการวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ซึ่งท่านอัคร ทองใจสด สามารถลงพื้นที่จังหวัดพะเยาแล้วไปดูวิธีการทำแผนที่น้ำได้ ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐาน ที่ท่านสามารถเอาไปเป็น Model ในการพัฒนาในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ได้นะครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่าน สส. นี่ตอบเอาไปทำคลิปได้เลยนะนี่น้ำป่าสักทั้งหมดเพชรบูรณ์ เชิญท่านครับ มีอะไร ฝากท่านรัฐมนตรี🔗

นายอัคร ทองใจสด เพชรบูรณ์

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายอัคร ทองใจสด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ครับ วันนี้ขอขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีอัครา พรหมเผ่า มากนะครับ ที่ให้ความชัดเจน แล้วก็ให้แนวคิดหลาย ๆ อย่าง ในการที่จะปฏิรูปวิธีการจัดการน้ำ ขอขอบคุณสำหรับ Model ดี ๆ แล้วก็ขอขอบคุณสำหรับ ที่ชี้แจงได้อย่างชัดเจน ผมเชื่อว่าการพัฒนาและการจัดการน้ำในเพชรบูรณ์จะดีขึ้น และมีประสิทธิภาพขึ้นต่อไปในอนาคตครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ขออนุญาตครับ เมื่อสักครู่ผมลืมตอบกรณีที่ในพื้นที่ของท่านที่มีติดตามเรื่องก่อสร้างฝาย ใช่ไหมครับ สำหรับโครงการที่ท่านอัคร ทองใจสด ได้ตั้งกระทู้ถามมาติดตามในเรื่องของ การสร้างฝายยางในพื้นที่ของท่าน มีทั้งหมด ๒ โครงการด้วยกัน มีฝายยางบ้านท่า อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ตอนนี้เป็นโครงการที่ดำเนินการในปี พ.ศ. ๒๕๖๘-๒๕๗๐ วงเงินงบประมาณทั้งสิ้น ๔๘๓ ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการจัดหาผู้รับจ้างดำเนินการ ก่อสร้างในปี พ.ศ. ๒๕๖๘ โครงการนี้เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว สามารถช่วยพื้นที่ได้เก็บกัก ปริมาณน้ำ แล้วก็แจกจ่ายน้ำไปสู่พี่น้องประชาชนได้ทั้งสิ้นประมาณ ๘,๐๐๐ ไร่🔗

สำหรับโครงการที่ ๒ เป็นโครงการฝายยางบ้านพุเตย อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นโครงการดำเนินการปี พ.ศ. ๒๕๖๖-๒๕๖๘ วงเงินงบประมาณทั้งสิ้น ๓๘๑ ล้านบาท ปัจจุบันดำเนินงานไปแล้วประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ โครงการนี้ เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว สามารถช่วยฟื้นฟูเรื่องปัญหาน้ำ แล้วก็ช่วยให้พี่น้องเกษตรกร ในพื้นที่สามารถใช้น้ำในการเพาะปลูกและอุปโภคบริโภคได้ประมาณ ๒,๐๐๐ ไร่ครับ ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านรัฐมนตรี ขอบคุณท่านสมาชิกนะครับ ต่อไปกระทู้ถามที่ ๑.๒.๒🔗

๒. เรื่อง ปัญหาที่ดินและการออกเอกสารสิทธิให้กับประชาชนในพื้นที่จังหวัด พิษณุโลก นายพงษ์มนู ทองหนัก เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม นายกรัฐมนตรี🔗

ด้วยสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้มีหนังสือแจ้งว่า กระทู้ถามเรื่องนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ ขอเชิญท่านพงษ์มนู ทองหนัก ถามท่านรัฐมนตรีคำถามแรกเลยครับ เชิญครับ🔗

นายพงษ์มนู ทองหนัก พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม พงษ์มนู ทองหนัก พรรครวมไทยสร้างชาติ วังทอง เนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก ก่อนอื่นต้องกราบขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ที่ได้มอบหมายให้ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ท่านดอกเตอร์เฉลิมชัย ศรีอ่อน ได้มาตอบกระทู้ถามปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องจังหวัดพิษณุโลก ในเรื่องปัญหาที่ดิน ทำกินและในการออกเอกสารสิทธิในครั้งนี้ด้วยครับ🔗

ก่อนอื่นจังหวัดพิษณุโลกนั้น เป็นพื้นที่กว้าง มีพื้นที่หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภูเขา เนินเขา ที่ราบลุ่ม และราบลุ่มที่น้ำท่วม ดังนั้นประชาชนส่วนใหญ่ในเขต จังหวัดพิษณุโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขตเลือกตั้งของกระผม อำเภอวังทองและเนินมะปราง จะมีปัญหาอย่างยิ่ง เนื่องจากว่าเกษตรกรในพื้นที่ของผมกระนั้น อาศัยที่อยู่ ที่ทำกินมาเป็นเวลา ไม่น้อยกว่า ๔๐-๕๐ ปี แต่ไม่เคยมีเอกสารสิทธิเป็นของตนเองโดยถูกต้องตามกฎหมาย เพราะรัฐบาลมีการประกาศพื้นที่ทับซ้อนบ้าง ไม่ว่าจะเป็นอุทยานแห่งชาติ ป่าสงวนแห่งชาติ หรือแม้แต่ที่ราชพัสดุ แล้วก็ที่อื่น ๆ ดังนั้น ทำให้ประชาชนในเขตเลือกตั้งของผม ได้รับความ เดือดร้อนเป็นอย่างมากในการบังคับใช้กฎหมายก็ดี หรือว่าในการไปทำมาหากินก็ดี โดยเฉพาะพี่น้องอยู่ที่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และอุทยานแห่งชาตินั้น ตามมติ ครม. มิถุนายน ปี ๒๕๔๑ เคยให้พี่น้องที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติได้อยู่ต่อเนื่อง และมติ ครม. ปี ๒๕๖๒ บอกว่า ให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ระวางแนวเขตแบ่งเขต ระหว่างเขตของอุทยานแห่งชาติกับเขตที่ชาวบ้านอาศัยอยู่และทำกินให้เป็นที่ประจักษ์ แล้วหลังจากนั้นภายใน ๒๔๐ วัน ให้ ครม. ออกกฤษฎีกาให้พี่น้องในเขตอุทยานแห่งชาติ อาศัยอยู่และทำกินได้ถูกกฎหมาย แต่ไม่มีสิทธิในที่ดินนั้น บัดนี้ เลยเวลามาเนิ่นนานแล้ว ดังนั้นเองพรรคพวกผม ในทีมงานรวมไทยสร้างชาติหลายคนได้มารวมตัวกัน แล้วก็ร่างกระทู้ ขึ้นมาให้ผมเป็นตัวแทนเพื่อจะสอบถามไปยังรัฐบาล วันนี้เราได้รัฐมนตรีท่านใหม่คือ ท่านดอกเตอร์เฉลิมชัย ศรีอ่อน ก็หวังว่าพี่น้องจังหวัดพิษณุโลกของผมจะได้รับความเมตตา กรุณาหวังว่าท่านจะทำสิ่งนี้ได้สำเร็จในรัฐบาลชุดนี้ที่เป็นเรือธงของรัฐบาลว่า จะออกเอกสาร สิทธิให้กับพี่น้องทั่วประเทศไทย ๕๐ ล้านไร่ ก็หวังว่าเป็นเรือธงที่จะสร้างความสุขให้กับ พี่น้องของผม และเป็นปัญหาอย่างยิ่งพื้นที่เหล่านี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อบต. ก็ดี เทศบาลก็ดีจะทำถนนหนทาง จะพัฒนาดูแลความสุขจะสร้างประปาให้กับพี่น้องก็ไม่ได้ เพราะติดปัญหาอุทยานแห่งชาติคอยดูแล คอยคุ้มครองอยู่ ก็ไม่สามารถจะสร้างความสุข ให้กับพี่น้องในเขตเลือกตั้งของผมได้ ดังนั้น🔗

คำถามที่ ๑ จะขอถามท่านประธานสภาไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในข้อที่ ๑ ว่ารัฐบาลจะออกพระราชกฤษฎีกาให้กับ ประชาชนที่อาศัยอยู่และทำกินในเขตอุทยานแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พ.ศ. ๒๕๖๒ ตามมาตรา ๖๔ เมื่อใดขอทราบรายละเอียดด้วยครับ เป็นคำถามที่ ๑ ครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านรัฐมนตรีตอบคำถามที่ ๑ ครับ เชิญครับ🔗

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้รับมอบหมายจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ให้มาตอบกระทู้ถามของท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร ท่านพงษ์มนู ทองหนัก จากจังหวัดพิษณุโลก ก่อนอื่นต้องขอบคุณท่าน สส. พงษ์มนูเป็นอย่างสูงที่ท่านได้เห็นความทุกข์ เห็นปัญหาของพี่น้องประชาชน แล้วก็ได้นำ ปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้นเข้ามาสู่กระบวนการในการที่จะให้ฝ่ายบริหารได้ตอบแล้วก็นำไปแก้ไข และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องขอบคุณเป็นอย่างมาก ผมได้มีโอกาสมาตอบกระทู้เป็นกระทู้แรก ที่ได้เข้ามารับตำแหน่งตรงนี้นะครับ ก็ถือว่าเป็นการมาสภาอีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งแรกนะครับ🔗

ผมขอกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ให้ความสำคัญกับชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนที่อยู่ในเขตอนุรักษ์ ป่าอนุรักษ์ ซึ่งได้มอบหมายให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ดำเนินการสำรวจการถือครอง ของพื้นที่ป่าอนุรักษ์ตาม พ.ร.บ. ปี ๒๕๖๒ มาตรา ๖๔ ขออนุญาตที่จะดูในรายละเอียด นิดหนึ่งเพราะเป็นตัวเลข ก็จะมีพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า อุทยานแห่งชาติ เขตห้ามล่าสัตว์ป่า ปรากฏว่ามีราษฎรอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั้งหมด ๒๒๔ ป่าอนุรักษ์ ๔,๐๔๒ หมู่บ้าน ๓๑๔,๗๘๔ ราย พื้นที่ทั้งหมด ๔๖๖,๓๐๗ แปลง เป็นเนื้อที่ประมาณ ๔.๒๗ ล้านไร่ ซึ่งก็จะได้ นำพื้นที่ต่าง ๆ ที่กล่าวในเบื้องต้นนี้ครับ นำมาบริหารจัดการและทำแผนที่ท้ายร่าง พระราชกฤษฎีกา เพื่อกำหนดโครงการอนุรักษ์และดูแลทรัพยากรธรรมชาติและจะได้ส่งให้ กรมการปกครองตรวจรับรองแนวรับต่อไปตามระเบียบให้ครบถ้วนนะครับ ซึ่งขออนุญาต รายงานท่านประธานสภาไปยังท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่า ในส่วนที่กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ดำเนินการไปตามข้อซักถามของท่านมีอย่างไรบ้าง ๑. วันนี้คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบหลักการในจำนวนพื้นที่ที่ผมได้กล่าวเบื้องต้น เป็นจำนวน ๑๔ ป่าอนุรักษ์ ๒. เป็นการอยู่ระหว่างเตรียมการเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติ จำนวนทั้งหมด ๕๐ ป่าอนุรักษ์ แล้วก็อยู่ในส่วนระหว่างดำเนินการปรับแก้ตามที่กรมการปกครองแนะนำ จำนวนทั้งหมด ๑๖๐ ป่าอนุรักษ์ ซึ่งตามกฎหมายทั้งหมดจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ ภายในวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ ทั้งหมดก็จะเป็น ๓ ส่วนนะครับ ส่วนที่ ๑ ก็คือ ครม. ได้ดำเนินการรับหลักการไปแล้ว ส่วนที่ ๒ อยู่ในระหว่างเสนอ ครม. และส่วนที่ ๓ เสนอกลับไปให้กรมการปกครองพิจารณาทบทวนแนวเขตนะครับ ซึ่งกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้มอบหมายให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้เร่งในการจัดทำข้อมูลแล้วก็ทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนผ่านกิจกรรมการมีส่วนร่วม ในทุกภาคส่วน จำนวน ๒ กิจกรรม ดังนี้ ๑. คือการจัดทำแนวเขตที่อยู่อาศัยและทำกินของ ราษฎรทุกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ระยะทางรวมทั้งสิ้น ๗๕,๐๐๐ กิโลเมตร เพื่อที่จะให้พี่น้อง ประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบและเป็นการสร้างการรับรู้การเข้าใจแนวเขตเพื่อการอยู่อาศัย ทำกินร่วมกันและป้องกันมิให้มีการบุกรุกแนวเขต ซึ่งโครงการต่าง ๆ ได้ดำเนินการตั้งแต่ ปี ๒๕๖๔-๒๕๖๗ จำนวนทั้งสิ้น ๔๑,๑๖๘ ตารางกิโลเมตร เนื้อที่ประมาณ ๒.๕๒ ล้านไร่ แล้วก็มีเป้าหมายในการดำเนินการตามโครงการนี้นะครับ จะให้เสร็จภายในปี ๒๕๖๙ ๒. การจัดทำแปลงที่ดินราษฎรในเขตป่าอนุรักษ์เพื่อให้เกิดความมั่นคงในการดำรงชีวิตและ เป็นการให้สิทธิแก่ราษฎรที่อยู่อาศัยได้ทำกินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แล้วก็มีการสืบทอด ไปถึงชั่วลูกชั่วหลานนะครับ ทำให้เกิดความชัดเจนในการครอบครองที่ดินของบุคคลที่เป็น ที่ยอมรับร่วมกันและเป็นการรองรับนโยบายของรัฐในการที่สนับสนุนและช่วยเหลือพี่น้อง ประชาชนในอนาคต โดยจัดทำหนังสือแสดงที่อยู่อาศัยหรือทำกินในเขตอนุรักษ์และ ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ หรือ MOU เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน โดยจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี ๒๕๖๙ จำนวนทั้งหมด ๔๒ ป่าอนุรักษ์ ๓๓๑ หมู่บ้าน และนอกจากนั้นกระทรวงยังได้ดำเนินการเร่งรัดเพื่อที่จะให้พี่น้องประชาชนที่มีอยู่ในพื้นที่ ป่าต่าง ๆ นี้ดำเนินการอยู่อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แล้วก็มอบให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เร่งดำเนินการสร้างความเข้าใจ จัดเวทีพบปะพี่น้องประชาชนชาวบ้าน ที่อยู่ในเขตให้เข้าใจถึงแนวทางในการดำเนินการในการที่จะอยู่ร่วมกัน การดำเนินการเร่งทำ ความเข้าใจนี้ จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ ๒๕๖๘ เพื่อที่จะนำไปสู่ เป้าหมายที่จะทำให้แล้วเสร็จภายในปี ๒๕๖๙ ก็ขออนุญาตท่านประธานได้ตอบคำถามท่าน สมาชิกผู้ทรงเกียรติในส่วนของแนวทางดำเนินการและระยะเวลาในการดำเนินการของ โครงการที่ผ่านมาครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ ต่อไปคำถามที่ ๒ เชิญท่านสมาชิกครับ🔗

นายพงษ์มนู ทองหนัก พิษณุโลก

ต้องกราบขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนะครับ ที่ได้ให้ความกระจ่างกับพี่น้องราษฎร ในจังหวัดพิษณุโลก แล้วก็พี่น้องราษฎรทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อนผมทั้ง ๒ คน ด้านข้าง จังหวัดสุราษฎร์ธานีก็มีปัญหาเช่นนี้เหมือนกัน มีประชาชนถูกจับดำเนินคดีอยู่ รวมทั้งที่พิษณุโลกของผมขณะนี้ก็มีพี่น้องถูกจับดำเนินคดี หวังว่าท่านรัฐมนตรีก็คงจะเมตตา ด้วยครับ🔗

ต่อไปเป็นคำถามที่ ๒ จังหวัดพิษณุโลกของผมนี่ก็แปลกนะครับ มีพื้นที่ที่เป็น อุทยาน ป่าไม้ ป่าเสื่อมโทรมต่าง ๆ แล้ววันนี้เองในป่าเสื่อมโทรมลุ่มน้ำวังทองฝั่งซ้าย ประมาณ ๑๙๐,๐๐๐ กว่าไร่ มีพี่น้องประชาชนในเขตอำเภอวังทองและเนินมะปรางอาศัยอยู่ ประมาณ ๒๑,๐๐๐ กว่าครัวเรือน เฉลี่ยแล้วก็ครัวเรือนประมาณ ๙ ไร่ อาศัยทำกิน มานานมาก ตั้งแต่รุ่นพ่อมารุ่นลูก วันนี้ลูกเขาที่เกิดที่นั่นอยู่ที่นั่นอายุส่วนใหญ่ก็ได้รับเบี้ย ยังชีพกันหมดแล้ว แต่ว่ามันมีปัญหาอย่างนี้ครับท่านประธานครับ ในพื้นที่ ๑๙๐,๐๐๐ กว่าไร่ เดิมเป็นปัญหาทับซ้อนระหว่างป่าไม้ ป่าเสื่อมโทรมกับพี่น้องประชาชนในเขตวังทอง และเนินมะปราง แต่เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๗ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เข้าไปตั้งที่ทำงานในอำเภอ เนินมะปราง ชื่อนิคมสหกรณ์วังทอง และรับสมัครสมาชิก แล้วก็เพิ่มในปี ๒๕๒๓ ก็ตั้งนิคม สหกรณ์พันชาลี และนิคมสหกรณ์เนินมะปรางต่อเนื่อง ดำเนินการหาสมาชิกให้มาเข้าอยู่ใน กลุ่มนิคมสหกรณ์วังทอง นิคมสหกรณ์พันชาลี และสหกรณ์นิคมเนินมะปราง จำนวน ๑๙๐,๐๐๐ กว่าไร่นี้นะครับ พอจะทำอะไรทั้งทีประชาชนที่อยู่ในเขตนี้อยู่มา ๕๐-๖๐ ปี ไม่เคยมีเอกสารสิทธิเลย แต่พี่น้องที่อยู่นอกเหนือเขตที่นิคมสหกรณ์วังทอง นิคมสหกรณ์ พันชาลี และนิคมสหกรณ์เนินมะปราง ที่อยู่รอบ ๆ เป็นไข่ขาว บัดนี้ได้เอกสารสิทธิเป็นโฉนด เป็น น.ส.๓ หมดแล้ว แต่พื้นที่ทับซ้อนที่รัฐทับซ้อนกับชาวบ้าน และมีหน่วยงานของรัฐคือ กรมส่งเสริมสหกรณ์เข้ามาดูแลตาม พ.ร.บ. จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. ๒๕๑๑ มาบังคับใช้โดยพลาง ก็ถามว่ากรมส่งเสริมสหกรณ์บริการดี ดูแลดี จากถนนดินมาเป็น ถนนลูกรัง แต่วันนี้พอมี อบต. มีเทศบาล จากถนนดิน ถนนลูกรัง วันนี้ก็เป็นทางลาดยาง หมดแล้ว พื้นที่เจริญมาก พื้นที่ในจังหวัดพิษณุโลกหลายพื้นที่อยู่ในเขตป่าอยู่ในเขตเขา เขาได้เอกสารสิทธิ ส.ป.ก. ไปแล้ว วันนี้ได้เอกสารสิทธิเปลี่ยนจาก ส.ป.ก. เป็นโฉนด ส.ป.ก. ไปแล้ว แต่พื้นที่นี้ ๑๙๐,๐๐๐ กว่าไร่ พี่น้องอยู่ ๒๐,๐๐๐ กว่าครัวเรือน อยู่มานานตั้งแต่ รุ่นพ่อมารุ่นลูก ไม่ต่ำกว่า ๖๐ - ๗๐ ปี เป็นไข่แดงอยู่ ไม่มีเอกสารสิทธิใด ๆ เวลาฝนตก น้ำท่วม ภัยแล้ง ก็ไม่สามารถไปขึ้นทะเบียนเกษตรกรไปขอรับการช่วยเหลือจากภาครัฐได้ ดังนั้น วันนี้เมื่อมีปัญหาของหน่วยงานรัฐซ้อนรัฐตั้งแต่กรมป่าไม้ทับซ้อนกับชาวบ้าน วันนี้มีกรมส่งเสริมสหกรณ์เข้ามาดูแลอีกนะครับ สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาที่ทุกข์ใจของพี่น้อง เกษตรกรของผมอย่างมาก พี่น้องเกษตรกรไม่เท่าไร แม้แต่วัดต่าง ๆ ในเขตเลือกตั้งของผม วันนี้จะขอวิสุงคามสีมาเพื่อตัดลูกนิมิตก็ทำไม่ได้ สมัยก่อนวัดในเขตเลือกตั้งของผมเมื่อ ๔-๕ ปีที่แล้วมีทะเบียนวัดก็สามารถขอทำการตัดลูกนิมิตได้ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้ ต้องขอไปทำ การเช่าพื้นที่จากป่าไม้ก่อน พอเช่าจากป่าไม้เสร็จก็จึงมาขอฝังลูกนิมิตได้ บางวัดทำโบสถ์ เสร็จมา ๔ ปี วันนี้สีซีดแล้วยังไม่ได้ฝังลูกนิมิตเลยครับ ดังนั้นวันนี้เอง อยากจะฝากถาม กลับไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดอกเตอร์เฉลิมชัย ศรีอ่อน คำถามที่ ๒ รัฐบาลจะออกเอกสารสิทธิให้กับประชาชน ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ทำกิน ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและป่าเสื่อมโทรม ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ดูแลพื้นที่ในเขตป่าสงวน เสื่อมโทรมแห่งนี้ได้เมื่อใดและขอรายละเอียดในการดำเนินการด้วย ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านรัฐมนตรี คำถามที่ ๒ ครับ🔗

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพิษณุโลก ท่านพงษ์มนู ทองหนัก ผมขออนุญาตที่จะตอบแบบคนที่เคยเป็นผู้แทน มาก่อน เข้าใจความรู้สึกของท่านเป็นอย่างดีที่ปัญหาของพี่น้องประชาชนในเขตเลือกตั้ง ได้รับทราบแล้วก็สะท้อนมานะครับ ผมขอเรียนอย่างนี้นะครับว่า พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้นำไปบริหารจัดการ เป็นการจัดที่ดินในรูปของสหกรณ์เช่าพื้นที่ ทั้งหมด ๑๓ นิคม ๑๔ ป่า และยังมีนิคมสหกรณ์แม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ในพื้นที่ทั้งหมด ๑๓ จังหวัด เพื่อเป็นการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้มีการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ให้มีสิทธิได้อยู่อาศัยและทำกินนะครับ ผมขอเรียนอย่างนี้ว่าในส่วนของที่ท่านได้ถามเรื่อง ของเอกสารสิทธิ วันนี้ด้วยมติของ ครม. วันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๗ ซึ่งยังมีมติเป็นผลบังคับ ใช้อยู่ เราไม่สามารถที่จะออกเอกสารสิทธิให้กับพี่น้องประชาชนที่เข้าอยู่ในสหกรณ์ที่เข้าไป ดำเนินการตรงนี้ได้นะครับ เนื่องจากด้วยเหตุผลต่าง ๆ แล้วก็มติ ครม. ตรงนั้นยังมีผล ใช้บังคับอยู่ ซึ่งผมเข้าใจถึงปัญหานี้ว่า วันนี้พี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่ใช่เฉพาะที่จังหวัดพิษณุโลกอย่างเดียวยังมีอีก ทั้งหมด ๑๓ นิคม ๑๔ ป่า และรวมพื้นที่ ทั้งหมด ๑๓ จังหวัดที่ผมก็ได้รับทราบปัญหามามากหลายเรื่อง แม้กระทั่งที่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ที่ผมอยู่ก็มีปัญหาเรื่องนี้นะครับ แต่ว่าในเมื่อกฎหมายกำหนดวันนี้ ขอตอบสั้น ๆ แล้วเดี๋ยวจะอธิบายเพิ่มอีกนิดหนึ่งว่า ในการออกเอกสารสิทธิวันนี้ เรายังไม่สามารถดำเนินการได้ แต่เรากำลังดำเนินการในส่วนที่จะให้ท่านได้รับสิทธิ ตามกฎหมายที่พึงจะได้รับเหมือนที่ท่านบอกครับ เวลามีปัญหาที่รัฐจะชดเชยก็ไม่มีสิทธิ จะได้รับ เวลามีปัญหาที่รัฐจะเข้าไปดูแลสวัสดิการต่าง ๆ ก็ไม่มีสิทธิจะได้รับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ สิ่งที่เราสามารถดำเนินการได้ แล้วผมจะเร่งรัดในการดำเนินการให้เร็วที่สุด ในส่วนของตรงนี้ ก็คือการที่ให้สหกรณ์ได้ดำเนินการให้ถูกต้อง มีการเช่าพื้นที่ มีการใช้พื้นที่ต่าง ๆ ให้ถูกต้อง โดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ สคทช. ก็ได้มีมติให้นำที่ดินต่าง ๆ เหล่านี้ มาเป็นการจัดสรรที่ดินทำกินให้กับชุมชน คทช. ซึ่งตรงนี้ก็จะเป็นกระบวนการที่กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะเร่งดำเนินการให้เสร็จโดยไว อย่างน้อยที่สุดจะได้ให้ สิทธิพื้นฐานที่พี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นคนไทยเหมือนกันสมควรจะได้รับเหมือนกับพี่น้อง ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่อื่น ๆ นะครับ ซึ่งผมจะขออนุญาตได้นำกล่าวในส่วนของกระบวนการ ที่จะดำเนินการไปสู่ตรงจุดนี้ ใช้เวลาสักเล็กน้อยท่านประธานครับ คือกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ เสนอพื้นที่ทั้งหมด ๑๓ นิคม ๑๔ ป่า ๑๓ จังหวัด เนื้อที่รวมประมาณ ๑,๕๒๐,๐๐๐ ไร่เศษ ๆ เข้ามาสู่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมติที่ประชุมคณะอนุกรรมการ จัดที่ดิน เมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๖๔ ได้กำหนดให้เป็นพื้นที่เป้าหมายที่จะดำเนินการจัดที่ ทำกินให้กับชุมชน แล้วก็ได้แจ้งให้ คทช. จังหวัดได้รับทราบ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ แล้วก็แจ้งให้คณะอนุกรรมการพิจารณาได้รับทราบต่อไป เมื่อคณะอนุกรรมการจัดที่ดิน ได้รับทราบ กรมป่าไม้จะแจ้งให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ขออนุญาต เพื่อนำที่ดินไปใช้ให้กับชุมชน ในลักษณะแปลงรวมนะครับ และกำหนดหลักเกณฑ์ ระเบียบในการใช้ที่ดินดังกล่าวนะครับ ปัจจุบันกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดทำร่างกระบวนการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบาย รัฐบาลในพื้นที่ ๑๓ นิคม ๑๔ ป่า และนิคมสหกรณ์แม่ริมเชียงใหม่ เพื่อนำเข้าสู่การประชุมของคณะกรรมการกลั่นกรองหลักเกณฑ์ ระเบียบ กฎหมาย ในการ จัดที่ดินเพื่อเสนอคณะอนุกรรมการ หากราษฎรรายใดได้รับสิทธิตามโครงการ คทช. ดังกล่าว ก็ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข ซึ่งผมจะขออนุญาตที่จะไม่เอ่ยตรงนี้นะครับ เพราะเป็นรายละเอียด แล้วผมจะส่งละเอียดให้กับท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อนำไปชี้แจงให้กับพี่น้องที่อยู่ใน เขตต่าง ๆ เหล่านี้ ซึ่งผมเรียนอย่างนี้นะครับว่า วันนี้ปัญหาของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ทำ กินไม่ว่าจะเป็นทับซ้อนหรือบุกรุกเป็นปัญหาที่ภาครัฐจำเป็นจะต้องแก้ไข และจำเป็นจะต้อง ได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผมเรียนเลยครับว่า คงจะต้องได้รับ ความร่วมมือกับท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่อยู่ในพื้นที่เขตนั้น และผมเองเมื่อผมมานั่ง อยู่ที่ตรงนี้ ผมเรียนท่านเลยครับว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะเร่ง ดำเนินการในส่วนของการแก้ไขปัญหาที่เราสามารถจะดำเนินการได้ทันที ท่านสามารถที่จะ มาพูดคุย มาบอกเล่าปัญหา แล้วเรามาร่วมกันแก้ปัญหาด้วยกัน การแก้ไขปัญหาตรงนี้ทุกภาค ส่วนต้องทำร่วมกัน ต้องถือว่าเป็นงานของทุกคนเป็นการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนจริง ๆ ให้กับพี่น้องราษฎรไม่มีพื้นที่ แต่ผมขอเรียนย้ำนะครับว่า จะต้องไม่ใช่เป็นกรณีที่เป็นการบุก รุกพื้นที่ป่าสงวน พื้นที่อุทยานแห่งชาติโดยเด็ดขาด ถ้าเป็นกรณีอย่างนั้น ผมก็มีความจำเป็น จะต้องใช้กฎหมายบังคับโดยเด็ดขาดเช่นเดียวกัน แต่ถ้าเป็นกรณีของที่ดินทำกินของพี่น้อง ประชาชน ผมเชื่อว่าเรายังมีทางออกในการที่แก้ไขปัญหาร่วมกัน เพื่อให้เขามีที่ดินทำกินและ แก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ซึ่งเป็นปัญหาและเป็นนโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาล ได้ดำเนินการแถลงต่อสภาไว้ด้วย เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ถ้าพื้นที่ใดก็แล้วแต่ วันนี้ท่านพงษ์มนู ท่านเป็นตัวแทนของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่ผมบอกเลยครับ พื้นที่ใดก็แล้วแต่ ที่มีปัญหา นำมาเรียนปรึกษากัน ถึงแม้ไม่ได้ถามกระทู้ในสภาตรงนี้ ก็มาพูดคุยส่วนตัวกันได้ เพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน เพราะว่าผมถือว่าอันนี้เป็นหน้าที่พวกเราทุกคนที่จะทำตรงนี้ แล้วก็ผมคิดว่าผมสามารถที่จะให้คำมั่นกับท่านได้ว่า ผมจะเร่งรัดในส่วนของการทำงาน การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ภายใต้การกำกับของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เกี่ยวกับปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน ให้เร่งกระบวนการต่าง ๆ ให้เสร็จโดยเร็วไวที่สุด ให้ตอบสนอง ต่อความต้องการกับการแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชน ฝากท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไปถึงประชาชนในพื้นที่ของท่านด้วยนะครับว่า กระทรวงทรัพยากรจะเร่งดำเนินการ ในปัญหากรณีอย่างนี้โดยเร็วไวที่สุด แล้วพร้อมจะรับฟังปัญหาจากท่าน ถ้ามีอะไรผมเรียนเชิญ สามารถที่จะมาคุยเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาได้ ขอบคุณมากครับ🔗

นายพงษ์มนู ทองหนัก พิษณุโลก

นิดหนึ่งครับท่านประธาน ท้ายนี้ ท่านรัฐมนตรีเฉลิมชัย ศรีอ่อน ก็คือความหวังของพี่น้องคนไทยทั้งประเทศที่อาศัยอยู่ใน เขตอุทยานแห่งชาติ เขตป่าสงวน แล้วก็ป่าเสื่อมโทรม เพราะฉะนั้นก็ต้องขอบคุณท่านที่ตอบ กระทู้ ท่านคือหวังของพวกเรา คือความหวังของคนพิษณุโลกของผมนะครับ ไหน ๆ ท่าน มาแล้ว ท่านประธานครับ ผมก็อยากจะฝากท่านไปถึงกรมป่าไม้สักเล็กน้อย เพราะว่า องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นของกระผม ส่วนใหญ่ก็อยู่ในเขตป่าสงวนครับท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวมาคุยกับท่านรัฐมนตรี🔗

นายพงษ์มนู ทองหนัก พิษณุโลก

ได้ครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน กราบขอบคุณท่านประธาน ขอบคุณท่านรัฐมนตรีเป็นอย่างสูงแทนพี่น้องคนพิษณุโลกด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เดี๋ยวไปพบท่านรัฐมนตรีเลยนะครับ ท่านยินดี กระทู้ถามต่อไป ๑.๒.๓🔗

๓. เรื่อง ติดตามความคืบหน้ารายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม EIA โครงการสะพานข้ามแม่น้ำป่าสัก อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี นายสาธิต ทวีผล เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เชิญท่านสาธิต ทวีผล ถามคำถามแรกท่านรัฐมนตรีเลยครับ🔗

นายสาธิต ทวีผล ลพบุรี

กราบเรียนประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม สาธิต ทวีผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๒ พรรคประชาชน ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณท่านประธานครับที่ได้กรุณาบรรจุกระทู้ของผม ซึ่งเป็นกระทู้ ที่เป็นความหวัง เป็นกระทู้ที่มีความสำคัญกับพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดลพบุรี ชาวอำเภอ พัฒนานิคมและพื้นที่ใกล้เคียงบริเวณรอบเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ครับ และขอขอบพระคุณท่าน ดอกเตอร์เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ได้ให้เกียรติมาตอบกระทู้ของผมในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายสาธิต ทวีผล ลพบุรี

ท่านประธานที่เคารพครับ เนื่องด้วยจังหวัด ลพบุรีนั้นโดยแขวงทางหลวงชนบทลพบุรี ได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาประกอบด้วย บริษัท สแปน จำกัด และบริษัท พรี ดีเวลลอปเมนท์ คอนซัลแตนท์ จำกัด ให้ดำเนินการ ศึกษาโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำป่าสัก ซึ่งในสัญญาจ้างนั้นได้เริ่มเมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๐ ซึ่งผ่านมาเป็นระยะเวลาทั้งสิ้น ๗ ปีกว่าแล้วครับ โดยสัญญานั้น ได้ว่าจ้างให้บริษัทดังกล่าวดำเนินการตามสัญญาจ้างดังนี้ คือ ๑. ออกแบบเบื้องต้นและ รับฟังความคิดเห็นของประชาชน โดยในส่วนขั้นตอนนี้สำเร็จแล้วครับ ส่วนที่ ๒ สำรวจ ออกแบบและประมาณราคา ขั้นตอนนี้ก็เสร็จสิ้นแล้วครับ ส่วนขั้นตอนที่ ๓ เป็นขั้นตอน รายงานศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ซึ่งขั้นตอนนี้ในระหว่างที่ผม ยื่นกระทู้ เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๖๗ ที่ผ่านมานั้นยังไม่ได้แล้วเสร็จครับท่านประธาน🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำป่าสัก หรือโครงการสะพานข้ามเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ โครงการดังกล่าวนี้เป็นประโยชน์กับพี่น้อง ประชาชนชาวจังหวัดลพบุรี และพี่น้องประชาชนชาวอำเภอพัฒนานิคม และพื้นที่ใกล้เคียง เป็นอย่างมาก โดยประโยชน์ที่จะได้รับหากมีโครงการนี้เกิดขึ้น เป็นประโยชน์มหาศาลหลาย ด้านหลายมิติครับ ผมจะขอยกตัวอย่างว่าจะได้รับประโยชน์อะไรบ้างนะครับ คือสามารถ ช่วยย่นระยะเวลาในการเดินทางของราษฎรตำบลน้ำสุด ห้วยขุนราม มะนาวหวาน และพี่น้อง ฝั่งทิศตะวันตกของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์และพื้นที่ใกล้เคียง สามารถช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยว สร้างเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ และสามารถเชื่อมโยงโครงข่าย การคมนาคมขนส่งได้หลายจังหวัด ที่สำคัญไปกว่านั้น นี่คือการคืนสิทธิให้กับพี่น้องประชาชน ที่อยู่ในพื้นที่ เดิมทีนั้นพี่น้องประชาชนทั้ง ๒ ฝั่ง จะไปมาหาสู่กันได้อย่างสะดวก เพราะว่า แม่น้ำป่าสักแห่งนี้ก่อนที่จะมีการสร้างเป็นเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์นั้น เมื่อก่อนนี้เดิมทีเขาใช้ สะพานข้ามจะเป็นสะพานไม้ โดยปัจจุบันนี้เราจะพบสะพานนี้ได้ในช่วงฤดูน้ำแล้ง ฤดูแล้ง จะมีสะพานแห่งนี้โผล่ขึ้นมา พวกเราจะเรียกสะพานแห่งนี้ว่าสะพานผุดครับ🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ ที่ผ่านมา ผมได้มี โอกาสตั้งกระทู้ถามเรื่องสะพานข้ามแม่น้ำป่าสักแห่งนี้ ถามไปยังท่านนายกรัฐมนตรีในสภา แห่งนี้มาแล้ว ๑ รอบครับ และท่านอดีตนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นท่านเศรษฐา ทวีสิน ท่านได้ กรุณามอบหมายให้ทางกระทรวงคมนาคม โดยทางกระทรวงคมนาคมนั้นได้มอบหมายให้ ท่านมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมในขณะนั้น ได้มาตอบกระทู้ถาม ของผมในสภาแห่งนี้ครับท่านประธาน โดยเนื้อหาใจความที่ผมได้ถามกระทู้ในวันนั้นหลังจาก ที่มีการอภิปรายเกี่ยวกับประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการ และปัญหาของพี่น้องประชาชน ในพื้นที่แล้ว ทางท่านรัฐมนตรีเองนั้นก็เห็นด้วยกับโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำป่าสัก แห่งนี้ แต่เนื่องจากว่าโครงการดังกล่าวนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการศึกษา รายงานวิเคราะห์ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA กระทรวงคมนาคมนั้นจึงไม่สามารถที่จะตั้งงบประมาณ เพื่อก่อสร้างสะพานได้ จึงเป็นเหตุให้ผมนั้นตั้งคำถามมายังท่านรัฐมนตรีกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมจะต้องได้รับอนุญาต จากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ท่านรัฐมนตรีควบคุม กำกับการอยู่ ผมจึงมีคำถาม ถามท่านรัฐมนตรีดังต่อไปนี้ครับว่า รายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือ EIA หลังจากมีการเสนอรายงานจากบริษัทที่ทำการศึกษาสำรวจเมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ ที่ผ่านมาครับ มีมติเห็นชอบหรือไม่ อย่างไร ขอทราบรายละเอียดครับ ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ต้องขอขอบพระคุณท่าน สส. สาธิต ทวีผล เป็นอย่างสูงที่ท่านได้ติดตามอย่างต่อเนื่อง กับผลกระทบที่จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนในจังหวัดลพบุรี ผมขอกราบเรียนอย่างนี้ ครับว่า เมื่อผมได้เข้ามารับตำแหน่งตรงนี้ ผมก็ตรวจดูกระทู้ว่ามีกระทู้ใดบ้างที่เข้ามา แล้วก็ขอข้อมูลจากส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อที่จะมาทำความเข้าใจแล้วก็ชี้แจงให้กับ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้ถามไว้ได้รับทราบ ผมขอเรียนอย่างนี้ว่า จากการสอบถาม แล้วก็ได้ชี้แจงจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมได้นำเสนอโครงการนี้ เพื่อพิจารณาและได้มีการอนุมัติไปเมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน โดยมีมติให้ความเห็นชอบรายงาน EIA โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำป่าสัก จังหวัดลพบุรี โดยให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมาตรการติดตามผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด ซึ่งขอเรียนว่าท่านสามารถไปบอก พี่น้องชาวลพบุรีได้เลยว่า ขณะนี้ EIA ผ่านเรียบร้อยแล้วท่านได้ติดตามแล้ว แล้วหลังจากนี้ ก็จะเป็นการดำเนินการในส่วนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการที่จะจัดตั้งงบประมาณ แต่ว่าเมื่อท่านถามในขณะที่ EIA เสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมขอเรียนฝากท่านสาธิต ทวีผล สักนิดเพื่อที่จะให้กระบวนการตรงนี้มันได้สมบูรณ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ในการที่จะดำเนินการ โครงการสร้างสะพานในครั้งนี้ เนื่องจากในพื้นที่ของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ พบว่ามันมีเขต ที่ตั้งอยู่ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่า เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ด้วย ซึ่งวันนี้นอกจากท่านได้ EIA ได้อนุมัติ ไปแล้ว สิ่งหนึ่งที่ผมจะขอฝากท่านไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่รับผิดชอบตรงนี้ ขอให้ท่านได้ ยื่นหนังสือ ขอให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ขอเพิกถอนพื้นที่ห้ามล่าสัตว์ป่า ในพื้นที่ทับซ้อนโครงการ เพื่อที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะได้ดำเนินการ ให้ครบถ้วน เมื่อโครงการตรงนี้ลงไปในพื้นที่และดำเนินการจะได้ไม่ติดขัดปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งเราสามารถจะดำเนินการ แล้วผมก็ได้คุยกับท่านอธิบดีเราพร้อมที่จะอำนวยความสะดวก ในการพิจารณาตรงนี้ให้ เพราะว่ากรณีนี้เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ก็ขอนำเรียนฝากท่านตรงนี้ แล้วก็สิ่งใดที่จะเป็นปัญหาในด้านของธุรกรรมหรือเอกสารต่าง ๆ ท่านสามารถประสานมาได้ตลอดเวลาครับ ขออนุญาตเรียนชี้แจงท่านสมาชิกเพียงแค่นี้ครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ ท่าน สส. เชิญครับ🔗

นายสาธิต ทวีผล ลพบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม สาธิต ทวีผล ผมต้องขอขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมครับ ท่านดอกเตอร์เฉลิมชัย ศรีอ่อน ที่ได้กรุณาตอบ คำถามของผม ก็เป็นขั้นตอนที่ชัดเจนครับว่าทางกระทรวงได้อนุมัติเรียบร้อยแล้ว แล้วตอนนี้อยู่ในขั้นตอนของบริษัทที่รับจ้างทำการสำรวจนั้นอย่างส่งเอกสารไปไม่ครบ ผมไม่แปลกใจเลยครับท่านประธาน ผมขออนุญาตใช้เวทีสภาแห่งนี้ได้อธิบายสักครู่ เพราะว่าเวลาผมยังเหลืออยู่ ผมเองโดนโจมตีจากคนในพื้นที่ครับว่า การที่ผมตั้งกระทู้ถาม ในวันนี้เป็นการคัดค้านโครงการสะพานข้ามแม่น้ำป่าสัก ซึ่งไม่ได้เป็นความจริงครับ ผมเป็นคนที่ติดตามโครงการสะพานข้ามแม่น้ำแห่งนี้ตั้งแต่เข้ามาเป็น สส. สมัยแรกได้มีการ ติดตามมาตลอด ตื่นมาตี ๒ เพื่อมายื่นกระทู้ต่อคิวกันในสภาผู้แทนราษฎร ไม่มีความจำเป็น อะไรที่ผมจะต้องคัดค้านครับ พี่น้องประชาชนในพื้นที่ อยากได้สะพานครับ ผมเองก็อยากให้ พี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้สะพาน ผมทำเต็มที่ครับ ผมไม่แน่ใจว่าสมัยหน้าผมจะได้กลับมา เป็นผู้แทนราษฎร ได้กลับมาทำหน้าที่ในสภาแห่งนี้อีกหรือเปล่า แต่วันนี้ผมมีโอกาสในการ ยื่นกระทู้ถาม โดยเป็นกลไกที่ผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านอย่างผมจะทำได้ ผมยินดีทำเต็มที่ครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานและท่านรัฐมนตรีเป็นอย่างสูงครับ ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับท่านสมาชิก ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ🔗

๑.๓ กระทู้ถามแยกเฉพาะ🔗

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่ประธานในห้องกระทู้ถามแยกเฉพาะ)
นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม🔗

๑.๓ กระทู้ถามแยกเฉพาะ🔗

ก่อนดำเนินการถามและตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ผมขอชี้แจงให้ที่ประชุม ได้รับทราบนะครับ การถามตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะแต่ละกระทู้จะให้ถามและตอบได้ เรื่องละไม่เกิน ๒ ครั้ง และต้องถามตอบให้แล้วเสร็จภายใน ๒๐ นาที ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๗๒ และข้อ ๑๗๓ ประกอบข้อ ๑๖๗ นะครับ กระทู้ถามแยกเฉพาะได้อนุญาตให้ประชาชน เข้าร่วมรับฟัง ขอความร่วมมือจากผู้ที่ได้รับอนุญาต กรุณาปฏิบัติตามระเบียบ สภาผู้แทนราษฎรว่าด้วยการอนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้ารับฟังการประชุม สภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔ และข้อ ๕ กำหนดให้ผู้ได้รับอนุญาตต้องรักษามารยาท พฤติกรรมที่เหมาะสม อยู่ในความสงบ ห้ามแสดงกริยาเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย หรือกล่าววาจา ส่อเสียดใด ๆ หรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนขัดขวางการประชุม และห้ามใช้ เครื่องมือวัสดุหรืออุปกรณ์สื่อสารใด ๆ เพื่อบันทึกภาพ บันทึกเสียง หรือกระทำการใด ๆ เป็นการถ่ายทอดสดของการประชุมสู่บุคคลภายนอก โดยหากมีการฝ่าฝืนจะเชิญออกจาก ห้องประชุมนะครับ ก็แจ้งให้ทราบ🔗

สำหรับการพิจารณากระทู้ถามแยกเฉพาะในวันนี้ ผมเห็นว่าเพื่อประโยชน์ ในการถามและตอบกระทู้ถามของผู้ตั้งกระทู้ถามและของท่านรัฐมนตรีนะครับ ผมขอสลับลำดับ การถามและตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะดังนี้นะครับ🔗

ลำดับที่ ๑ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๔๒๓ ของท่านประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์🔗

ลำดับที่ ๒ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๔๒๗ ของท่านธัญธร ธนินวัฒนาธร🔗

ลำดับที่ ๓ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๔๒๔ ของท่านศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์🔗

ลำดับที่ ๔ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๔๒๒ ของท่านพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ อันนี้ก็ขอเลื่อนไปก่อนนะครับ🔗

ลำดับที่ ๕ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๔๒๕ ของท่านอิทธิพล ชลธราศิริ ก็ขอเลื่อนนะครับ🔗

ลำดับที่ ๖ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๔๒๖ ของท่านรองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ อันนี้ก็เลื่อนนะครับ ไม่มีผู้ใดขัดข้องนะครับ ๑.๓.๒ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๔๒๓🔗

๑. เรื่อง ขอแนวทางการแก้ไขโรคไตเสื่อมในวัยรุ่น ที่เกิดจากการบริโภค ใบกระท่อมและน้ำกระท่อม นายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข🔗

ในการนี้เพื่อประโยชน์ในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ผมได้อนุญาตให้ผู้แทน จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมสนับสนุนข้อมูลในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะดังนี้ ๑. นายแพทย์สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ๒. นายแพทย์เทวัญ ธานีรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข เชิญท่านประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ นะครับ ถามท่านรัฐมนตรี เชิญครับ🔗

นายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ปทุมธานี

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาชน จังหวัดปทุมธานี เขต ๗ อำเภอลำลูกกา หนองเสือ แล้วก็อำเภอธัญบุรีนะครับท่าน ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีที่ท่านกรุณามาตอบคำถามด้วยตัวเอง แสดงให้เห็นว่าท่านมีความเป็นห่วงสุขภาพ ประชาชนจริง ๆ ต้องขอขอบคุณด้วยใจจริง ผมจะสอบถามข้อสงสัย แล้วก็ข้อกังวลของ ผู้ปกครองที่อยู่ในพื้นที่แล้วก็ทั่วประเทศ ในเรื่องของใบกระท่อมนะครับวันนี้ นับตั้งแต่วันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๔ ที่ผ่านมา กระท่อมได้สามารถปลูก ซื้อ ขาย จำหน่าย ได้อย่างไม่ผิดกฎหมาย เนื่องจาก พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๖๔ ได้ปลดล็อกพืชกระท่อมจาก บัญชียาเสพติดประเภทที่ ๕ ชาวบ้านจึงสามารถปลูกซื้อขายกันได้ แต่ก็ยังไม่สามารถ นำมาแปรรูปจำหน่ายได้ อย่างเช่น การแปรรูปเป็นน้ำกระท่อมจำหน่ายจะผิดกฎหมายนะครับ หรือห้ามนำไปผสมยาเสพติด สารเสพติดประเภทอื่น ๆ สิ่งเหล่านี้ถือว่าผิดกฎหมายทั้งสิ้น แต่ว่าเราก็ยังเห็นว่ายังมีรถที่จอดจำหน่ายน้ำใบกระท่อมอยู่ตามทางจำนวนมาก แม้ในพื้นที่ ลำลูกกาของผมเอง หนองเสือก็มี ตอนนี้จึงมีการบริโภคใบกระท่อม แล้วก็น้ำกระท่อมกัน อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในวัยรุ่น ซึ่งเพิ่งรู้จักน้ำกระท่อม เพิ่งรู้จักใบกระท่อม ก็ยังไม่เข้าใจ การใช้งาน ถ้าเราใช้ตามที่แพทย์สั่ง อย่างเช่น ๒-๓ ใบต่อวัน หรือว่าถ้าเป็นน้ำ ๒-๓ แก้วต่อวัน แพทย์จะแนะนำปริมาณประมาณนี้ จะเป็นสรรพคุณสำหรับเป็นยาแผนไทย เป็นยาชูกำลัง แก้ปวดเมื่อยได้ แต่ถ้าบริโภคมากกว่านั้นก็จะอันตรายรุนแรงไปถึงขั้นไตวายได้ ทำให้เกิด ภาวะการฟอกไตจำนวนมากในพื้นที่ผม ซึ่งตรงนี้ก็เป็นข่าวมาเมื่อปีที่แล้ว เป็นข่าวมา และผมก็ พยายามจะลงพื้นที่ไปสำรวจกับศูนย์ฟอกไต ก็ได้รับทราบข้อมูลตรงกันว่ามีวัยรุ่นเข้ามาฟอก ไตมากขึ้นกว่าเดิมหลังจากที่ใบกระท่อมได้ถูกทำให้ถูกกฎหมาย แต่ว่ามีการจำหน่ายเป็นรูป ของเครื่องดื่มที่ผิดกฎหมาย ตรงนี้ผมจึงมีคำถามกับท่านนะครับ กระทรวงสาธารณสุขมีแนวทาง การป้องกันแก้ไขอย่างไร กรณีที่เยาวชนวัยรุ่นบริโภคน้ำกระท่อมเกินปริมาณ ทำให้จำนวน วัยรุ่นที่มาฟอกไตพุ่งขึ้นอย่างก้าวกระโดด ท่านมีวิธีการแก้ไขอย่างไรนะครับ ขอทราบ รายละเอียดด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

ท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ขออนุญาตได้ตอบกระทู้ถามของท่าน สส. ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน จังหวัดปทุมธานี ต้องยอมรับว่าในเขตเลือกตั้งของท่านเป็นเขตเลือกตั้ง ที่มีต้นกระท่อม แล้วก็เป็นกระท่อมที่เป็นสายพันธุ์ที่มีคุณภาพ ผมจำได้ว่าการปรับเปลี่ยน กระท่อมจากการเป็นสิ่งเสพติดในอดีตเมื่อประมาณ ๒-๓ ปีที่แล้ว ผมดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงยุติธรรม กระผมได้เป็นคนที่ออกกฎหมายยกเลิกใบกระท่อมจากยาเสพติด ให้เป็นพืชกระท่อม กฎหมายพืชกระท่อมในขณะนี้ก็ได้ดำเนินการ แล้วก็ในส่วนของ การทำกระท่อมเพื่อให้เป็นผลิตภัณฑ์หรือเป็นสิ่งของที่ออกมาขายได้ในท้องตลาดเป็นพวก Energy Drink หรืออะไรต่าง ๆ เหล่านั้น เป็นปัญหามากเลยครับ ในขณะนั้นพี่น้องประชาชน คนปลูกนี้ไม่สามารถที่จะทำเป็นตัวผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการยอมรับหรือรองรับจาก อย. อาหารและยา ของกระทรวงสาธารณสุขได้ ก็ทำให้พี่น้องประชาชนทำอย่างที่ท่านว่านี่ละครับ คือบางทีไปต้ม แล้วเราก็ขายน้ำต้มใบกระท่อม น้ำต้มใบกระท่อมธรรมดาแล้วนำมาขาย มันก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ว่าการต้มใบกระท่อมที่เขาเรียกว่า ๔ คูณ ๑๐๐ บางที การต้มนี้ จะต้องเอายาแก้ไอไปผสม ในยาแก้ไอนั้นมันมีสารเสพติด มีพวก Amphetamine เจือจาง บาง ๆ อยู่ พอมาต้มมันเป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นจากการต้ม มันเป็นปฏิกิริยาทางเคมี มันแปรสภาพเป็นสิ่งต่าง ๆ ทำให้ผู้คนเข้าใจผิดไปต่าง ๆ นานา แต่อย่างไรก็ตามเถอะครับ วันนี้ก่อนที่ผมมาผมก็ได้สอบถามไปทาง อย. แล้วว่ายอมรับในเรื่องของสาร Mitragynine ที่ในกระท่อมนั้นแค่ไหนอย่างไร เดิมทีเดียว อย. ยอมรับให้แค่ ๐.๒ มิลลิกรัมต่อ ๑ หน่วยบรรจุ ๑ หน่วยบรรจุก็คืออาจจะเป็น ๑ ขวด หรือ ๑ ขวด Energy Drink อะไรต่าง ๆ เหล่านั้น ยอมรับให้แค่ ๐.๒ มิลลิกรัม ผมไปทดสอบทดลองดูแล้วในใบกระท่อมที่มีคุณภาพดีนั้น ๑. ใบนั้นมีปริมาณของ Mitragynene ประมาณ ๑ หรือ ๑.๒ มิลลิกรัม Mitragynine แล้ววันนี้ อย. ก็ยอมรับให้ใช้ส่วนผสมถึง ๑ มิลลิกรัม Mitragynine เข้าไปใน Energy Drink หรือ ๑ หน่วยบรรจุสำหรับผลิตภัณฑ์ที่จะดำเนินการขายด้วย ก็ต้องขอบคุณและดีใจ กับพี่น้องชาวจังหวัดปทุมธานีด้วยว่าท่านมีต้นกระท่อมที่มีคุณภาพดี แล้วก็จะสามารถทำเป็น ธุรกิจได้ แต่อย่างไรก็ตามครับ ในคำถามของท่านถ้าเน้นในการดูแลพี่น้องประชาชนก็เป็น สิ่งที่ดี ต้องตอบว่าในขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ชัดเจนบ่งบอกว่าการดื่มน้ำ กระท่อมจะทำให้เกิดไตวาย เนื่องจากคนที่มีภาวะไตวายร่วมกับมีประวัติการดื่มและ น้ำกระท่อมเกือบทุกคนมีการใช้ยาเสพติดและสารเคมีอื่นร่วมด้วย การศึกษาพบว่าการรับ สารเกินขนาดทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อสลาย ที่เรียกว่า Rhabdomyolysis และทำให้การทำงาน ของไต ตับ ล้มเหลวตามมาได้ รวมถึงมีการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าการใช้กระท่อมติดต่อกัน เป็นระยะเวลานาน เรื่องการศึกษาที่เปรียบเทียบกับกลุ่มคนที่ใช้กระท่อมติดต่อกัน เฉลี่ย ๑๑ ปี จำนวน ๘๘ คน เทียบกับคนปกติ ๘๓ คน อาจทำให้เกิดโปรตีนรั่วทางปัสสาวะ ซึ่งบ่งบอกว่าการทำงานผิดปกติ ทำให้เกิดกับไต หรือไตวาย จำนวนผู้ที่ป่วยไตวายในวัยรุ่น ไม่ได้มีเพิ่มขึ้นในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมา คือปี ๒๕๖๓-๒๕๖๗ ข้อมูลของผู้ป่วยไตในวัยรุ่นอายุ ๑๕-๒๔ ปี เป็นตัวเลขดังนี้ครับ ปี ๒๕๖๓ จำนวน ๑,๕๑๐ ราย ปี ๒๕๖๔ จำนวน ๑,๔๖๖ ราย ปี ๒๕๖๕ จำนวน ๑,๕๕๓ ราย ปี ๒๕๖๖ จำนวน ๑,๖๓๗ ราย และในปี ๒๕๖๗ มกราคม-มิถุนายน ๕๕๓ ราย ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังคือไตไม่ฟื้นตัว ต้องฟอกเลือดไปตลอด ปี ๒๕๖๓ จำนวน ๗,๒๔๒ ราย ปี ๒๕๖๔ จำนวน ๖,๙๖๖ ราย ปี ๒๕๖๕ จำนวน ๖,๒๙ ราย ปี ๒๕๖๖ จำนวน ๖,๘๒๙ ราย แล้วก็ปี ๒๕๖๗ มกราคม-มิถุนายน รวมแล้ว ๓,๒๕๔ ราย สรุปและข้อแนะนำยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ชัดเจนที่บอกว่าการดื่มน้ำกระท่อมจะทำ ให้เกิดภาวะไตวายโดยตรง แต่อาจจะเกิดความผิดปกติของไต ถ้าดื่มติดต่อกันเป็นเวลานาน การเกิดภาวะไตวาย อาจจะเกิดจากสาเหตุร่วมอย่างอื่น เช่น การใช้สารเสพติด สารเคมีอื่น ร่วมด้วยตามที่ผมได้ชี้แจงท่านประธานไปแล้วเมื่อสักครู่ ข้อมูลเพิ่มเติมสาเหตุไตวาย ในกลุ่มวัยรุ่น โรคไตอักเสบ เช่น โรคไตอักเสบ SLE ชาวบ้านเรียกว่าโรคพุ่มพวง โรคไตอักเสบ IgA เป็นต้น การได้รับสารเคมีที่เป็นพิษกับตับ ไต เช่น การใช้ยาไม่ถูกวิธี เช่น การใช้ยาแก้ปวด กลุ่ม NSAIDs เช่น Ibuprofen Diclofenac ขนาดสูง และต่อเนื่องเป็นเวลานานหลาย สัปดาห์ขึ้นไป เป็นต้น โรคพันธุกรรมบางชนิด เช่น โรคถุงน้ำในไต เป็นต้น ซึ่งเป็นข้อมูล ที่ขออนุญาตตอบท่านผู้แทนราษฎรในคำถามที่ ๑ ครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญคำถามที่ ๒ ครับ เชิญครับ🔗

นายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ปทุมธานี

ขอบคุณท่านสมศักดิ์ เทพสุทิน มาก ๆ เลยนะครับที่นำข้อมูลมาตอบคำถามนี้ ทำให้ได้รับทราบข้อมูลที่กระจ่างมากขึ้นนะครับ อย่างไรเดี๋ยวหลังไมค์ผมขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้🔗

อีกเรื่องหนึ่งก็คือกระท่อมที่ท่านบอกว่าปทุมธานีมีปลูกเยอะ อันนี้จริงเลย เพราะว่ามีบริษัทไปสนับสนุนการปลูกกระท่อมให้กับคนหนองเสือ ปทุมธานี ที่คลอง ๑๓ ปลูกกันเป็นพันไร่เลย ก่อนหน้านี้บริษัทเขาบอกว่าจะมีการส่งออกใบกระท่อม จะมีการแปรรูป จะต้องขอ อย. แล้วก็ไปแนะนำให้ชาวบ้านปลูก โดยเอาต้นกระท่อมไปขาย ชาวบ้าน ก็เชื่อ แล้วก็ปลูกกันเป็นจำนวนมาก แต่ปัจจุบันนี้ก็ยังขายไม่ได้ เนื่องจากว่ายังแปรรูปไม่ได้ ยังไม่สามารถส่งออกได้ อันนี้คือปัญหาของพื้นที่ซึ่งผมก็กำลังดูแลให้อยู่🔗

เรื่องที่ ๒ คำถามที่ ๒ ที่ผมจะถามท่านสมศักดิ์นะครับ ก็เกี่ยวกับศูนย์ฟอกไต ในพื้นที่ว่าเราจะมีนโยบายในการเพิ่มจำนวนศูนย์ฟอกไตให้สามารถกระจายไปในชุมชนเพิ่มขึ้น หรือไม่ มีนโยบายอย่างไร เพื่อลดค่าใช้จ่ายประชาชน เพราะการฟอกไตต้องฟอกบ่อยครั้งมาก การเดินทาง ค่าเดินทางต่าง ๆ ในชุมชน ก็ขอเรียนถามท่านมา ณ ที่นี้ครับ ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญครับ🔗

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

ท่านประธาน ที่เคารพครับ คำถามข้อที่ ๒ ก็เรียนอย่างนี้นะครับว่าการฟอกไตนี้ ปริมาณผู้คนมากขึ้น อย่างน่าตกใจตามที่ท่านประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ได้นำเสนอไปเมื่อสักครู่นี้ว่าการฟอกไตนี้ ถ้าหากว่าเราไม่สามารถที่จะลดการฟอกไตได้ หรือไม่หยุดยั้งผู้คนที่จะเจ็บป่วยในด้านนี้ได้ ปัญหาของการใช้งบประมาณค่อนข้างสูงมาก ผมก็อยากจะลำดับให้เห็นว่าตัวเลขของ การใช้งบประมาณต่าง ๆ ทั้งหมด ลองฟังดูนะครับ ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย สามารถรักษาได้ ๓ วิธี ๑. คือฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ๒. วิธีล้างไตทางช่องท้อง ๓. การปลูกถ่ายไตใหม่ให้กับผู้ป่วย โดยเหล่านี้ผู้ป่วยสามารถตัดสินใจร่วมกับแพทย์ผู้รักษาได้ ปัจจุบันมีผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่รักษาด้วยวิธีฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ๙๐,๐๐๐ ราย และวิธีล้างไตทางช่องท้อง ประมาณ ๒๕,๐๐๐ ราย รวมทั้งหมวด ๑๑๕,๐๐๐ ราย ในแต่ละปี มีผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายรายใหม่ของที่เกิดขึ้นในแต่ละปี ต้องใช้วิธีรักษา ด้วยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม คือมาฟอกที่หน่วยบริการ ๑๓,๐๐๐ ราย และวิธีล้างไต ทางช่องท้องคือทำเองที่บ้านได้ ๕,๐๐๐ ราย สาเหตุของโรคไตเรื้อรังสุดท้ายส่วนใหญ่จะเกิดจาก เบาหวานและความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ดี คิดเป็น ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด แนวทางของกระทรวงสาธารณสุขในการขยายจำนวนและกระจายศูนย์ให้บริการฟอกเลือด ด้วยไตเทียมเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ฟอกเลือดให้ประชาชนในพื้นที่ทั่วประเทศ ปัจจุบันมีศูนย์บริการฟอกเลือดไตเทียมทั่วประเทศ ๑,๑๐๐ แห่ง ทั้งในโรงพยาบาลรัฐและเอกชน และศูนย์ให้บริการล้างไตทางช่องท้องทั่วประเทศ ๒๐๐ แห่ง ควบคุม ๑๓ เขตสุขภาพ กระจายทุกจังหวัด รวมถึงมีอายุรแพทย์โรคไตทุกเขตสุขภาพ ไม่มีปัญหาเรื่องระยะเวลา รอคอยเข้าการรักษา แต่ปัญหาในเรื่องของการเดินทางไปศูนย์ในยังบางพื้นที่ยังมีปัญหาอยู่ กระทรวงจึงมีแผนการขยายศูนย์ฟอกไตและเครื่องไตให้ควบคุมทุกโรงพยาบาลชุมชนแม่ข่าย ที่รับผิดชอบ ประชากรมากกว่า ๕๐,๐๐๐ ราย โดยมีแผนเพิ่มการผลิตพยาบาลผู้เชี่ยวชาญ ด้านไตเทียมมารองรับการขยายตัว อีกทั้งยังมีบริการล้างไตทางช่องท้อง ซึ่งปัจจุบัน มีเครื่องอัตโนมัติ ซึ่งเมื่อฝึกฝนจนชำนาญแล้ว ผู้ป่วยสามารถทำเองที่บ้านได้ จึงเป็นอีก ทางเลือกหนึ่งที่ผู้ป่วย โดยเฉพาะที่อยู่ห่างไกลโรงพยาบาล และไกลจากศูนย์ฟอกไต เครื่องไตเทียม ลดภาระให้ผู้ป่วย กระทรวงสาธารณสุขยังมีโครงการในการเพิ่มจำนวน การปลูกถ่ายไตในประเทศ โดยการทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ซึ่งการปลูกถ่ายไต อันนี้จะประหยัดค่าใช้จ่ายในการฟอกไต ค่าไตเทียม และล้างไตเทียม ซึ่งผมประเมินมาทั้งหมด ในการรวบรวมเป็นตัวเลข ถ้าใช้เวลาก็คงยาวมากเลย ทั้งหมดรวมทั้ง ๒ วิธี หมายความว่าไปที่ ศูนย์หรือทำเองนี้ ปีหนึ่ง ๒๕,๐๐๐-๓๑,๐๐๐ ล้านบาทที่รวบรวมตัวเลข แล้วก็มีโอกาส มีเวลา เดี๋ยวจะขอให้ท่านผู้แทนราษฎรได้ดูว่านี่คือปัญหาของการบริโภคเรื่องไต ความดัน เบาหวาน นั่นก็คือโรคที่ไม่ติดต่อเรื้อรัง แต่ใช้งบประมาณมากที่สุด ปีหนึ่งผมรวบรวมดูแล้วนะครับ ๑๓๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะว่าเงิน สปสช. นี้ไม่เกิน ๑๕๐,๐๐๐ แต่ว่าของประกันสังคม NCD sหมายความโรคไม่ติดต่อแต่เรื้อรัง ปัญหาในเรื่องของ ความดัน เบาหวาน การเจาะน้ำตาล อะไรต่าง ๆ เหล่านั้น อสม. สามารถทำได้ แล้วก็จะกระจาย ไปทั่วประเทศ จะใช้แนวทางต่อจาก ๓๐ บาทรักษาทุกที่ แล้วทำเรื่องของ อสม. ช่วยสังคมไทย ห่างไกล NCDs ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญครับ🔗

นายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ปทุมธานี

ขอบคุณท่านรัฐมนตรีนะครับ ก็อย่างที่เราทราบกันว่าการป้องกันย่อมดีกว่าการแก้ไขแน่นอน แล้วก็เรื่องสุขภาพนี้ เป็นเรื่องสำคัญ อย่างไรก็ต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรีนะครับ แล้วก็ฝากให้ท่านนำนโยบายดี ๆ มาช่วยป้องกันโรคให้ประชาชนนะครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ใบกระท่อมนี้ส่งออกได้หรือยัง ที่ปทุมธานีเขาปลูกเยอะแยะ เชิญครับ🔗

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

ท่านประธานครับ ผมพบกับรัฐมนตรีสาธารณสุขของอินโดนีเซียเมื่อไม่ถึงเดือน เขาก็บอกว่า ของเขายังถูกกฎหมายอยู่ เขาส่งออกได้บ้าง แต่ว่าเขาก็ไม่ได้สนับสนุนอะไรจริงจัง ก็ดูเหมือนว่าประเทศอินโดนีเซียเกาะมันเยอะ เขาก็ไปไม่ทั่วไม่ถึง แต่ว่าเมื่อ อย. มีมาตรฐาน ยอมรับให้บรรจุใน ๑ หน่วยบรรจุ ได้ถึง ๑ มิลลิกรัม Mitragynine ตัวนี้ผมว่ามันจะเป็น การเปิดศักราชใหม่ของการทำเป็นอุตสาหกรรมได้ อันที่เปิด ๑ มิลลิกรัมนี้ยังไม่มีใครรู้ ผมเพิ่งถามเมื่อวานนี้ ตัดสินใจให้ประกาศเป็นมาตรฐานกลางที่จะใช้กระท่อมครับท่าน🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ไปบอกชาวสวนนะ เดี๋ยวก็ราคาขึ้น อย่าเพิ่งตัดทิ้ง🔗

นายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ปทุมธานี

ขอบคุณครับท่าน ถ้าท่านรัฐมนตรี จะกรุณาไปลงพื้นที่ดูสวนกระท่อมก็ได้นะครับ จะได้ไปช่วยชาวสวนสนับสนุนการปลูก พืชกระท่อมนะครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านรัฐมนตรี ขอบคุณท่านประสิทธิ์ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ ๑.๓.๖ กระทู้ถามแยก เฉพาะที่ ๔๒๗🔗

๒. เรื่อง วัคซีนไข้เลือดออก นายธัญธร ธนินวัฒนาธร เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข🔗

ในการเพื่อประโยชน์ในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ผมได้อนุญาต ให้ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมสนับสนุนข้อมูลในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ดังนี้นะครับ ๑. นายแพทย์อภิชาต วชิรพันธ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวง สาธารณสุข ท่านที่ ๒ นายพัชรินทร์ บุญจันทร์ นักเทคนิคการแพทย์ชำนาญการ กองโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และได้อนุญาต ให้ประชาชนผู้มีส่วนร่วมเข้ารับฟังการตอบกระทู้ถามนะครับ ท่านแรก นายณพัฎน์ จิตตภินันท์กัณตา ท่านที่ ๒ นายจตุพร ไชยนิรมิตกุล ท่านที่ ๓ นางสาวพรวิภาตา สมุหศิลป์ ต่อไปเชิญท่านธัญธร ธนินวัฒนาธร ถามท่านรัฐมนตรีได้เลยครับ🔗

นายธัญธร ธนินวัฒนาธร กรุงเทพมหานคร

เรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ ผม ธัญธร ธนินวัฒนาธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานครครับ ในเขตบางแคและภาษีเจริญ จากพรรคประชาชน วันนี้ต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุขนะครับ ท่านสมศักดิ์ เทพสุทิน ที่ให้เกียรติมาตอบกระทู้ของผมในวันนี้ ที่ได้สอบถามเรื่องการให้วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกกับพี่น้องประชาชน ซึ่งผมขอใช้เวลา ก่อนเข้าคำถามแรกประมาณหนึ่งนะครับท่านประธาน แต่จะใช้เวลาตามกรอบที่ท่านประธาน กำหนดนะครับ โดยผมขออนุญาตให้ข้อมูลเบื้องต้นว่าวัคซีนไข้เลือดออก โรคไข้เลือดออกนี้ ก็เกิดจากไวรัส Dengue มียุงลายเป็นพาหะ และมักพบในประเทศเขตร้อนและฤดูฝน ซึ่งก็เหมือนกับประเทศไทยของเรา และองค์การอนามัยโลกก็พบว่าที่ผ่านมาเรามีทั้งผู้ป่วยเพิ่มขึ้น แล้วก็ผู้เสียชีวิตก็เพิ่มขึ้น โดยผู้ป่วยก็อาจจะมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ คลื่นไส้อาเจียน มีจุดเลือดออกตามผิวหนัง หากรุนแรงก็ทำให้ระบบหายใจล้มเหลว และเสียชีวิตได้ ซึ่งโรคไวรัสไข้เลือด Dengue ก็มีทั้งหมด ๔ สายพันธุ์ ซึ่งอาจทำให้ระบบ ไหลเวียนโลหิตล้มเหลว จะมีการแพร่ระบาดใหญ่ทุก ๒-๓ ปี และมีแนวโน้มการป่วย ต่อประชากร ๑๐๐,๐๐๐ คน สูงขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วง ๑๕ ปีที่ผ่านมา คนไทยของเราก็ป่วยกว่า ๑.๒ ล้านราย รายงานไข้เลือดออกของปี ๒๕๖๖ กองระบาดวิทยา ก็พบว่ามี ๑.๕ แสนราย และมีผู้เสียชีวิตถึง ๑๘๐ ราย และกลุ่มอาชีพที่ป่วยมากที่สุดก็คือนักเรียนนี่เองครับ คิดเป็นร้อยละ ๔๖.๙ ของกลุ่มอาชีพทั้งหมด โดยถ้าเทียบปี ๒๕๖๖ กับปี ๒๕๖๕ ก็พบว่ามี อัตราป่วยเพิ่มขึ้นกว่าในช่วงเวลาเดียวกันถึง ๓.๕ เท่า ในข้อมูลของปี ๒๕๖๗ นี้ จนถึงวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ผู้ป่วยกว่า ๔๔,๐๐๐ คน อัตราป่วยก็ ๖๖.๔๙ เปอร์เซ็นต์ต่อประชากร ๑๐๐,๐๐๐ คน และเสียชีวิตสะสม ๔๐ ราย ข้อมูล Update ล่าสุดของสถานการณ์ ไข้เลือดออกจากกรมควบคุมโรค ๓๑ กรกฎาคม ปี ๒๕๖๗ มีผู้ป่วยกว่า ๕๐,๐๐๐ ราย และเสียชีวิต ๔๑ ราย ดังนั้นก็จะเห็นว่าปัญหาเรื่องไข้เลือดออกสำคัญมาก และเราก็ควร ตระหนักถึงการป้องกันตัวเอง และทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุง ซึ่งปัจจุบันก็เป็นการป้องกัน ที่แนะนำมากกว่าการฉีดพ่นแล้วนะครับ แล้วก็ให้วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกกับประชาชน ซึ่งก็เป็นการรักษาแบบเฉพาะเจาะจงนะครับ ตามทฤษฎีแล้วนะครับ ผู้ที่มีการติดเชื้อ Dengue แล้วก็จะมีภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์นั้นไปตลอดชีวิต แต่ว่าถ้าเกิดว่าติดจากครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๓ ที่ต่างจากเดิม อาการก็จะรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ครับท่านประธาน ปัจจุบันประเทศไทย ก็มีวัคซีนที่ใช้แล้วอยู่ ๒ ชนิด ชนิดแรกก็คือ CYD-TVD หรือ Dengvaxia ซึ่งเป็นวัคซีนชนิด แรก และวัคซีนใหม่ที่มีชื่อว่า Qdenga ซึ่ง ๒ ชนิดนี้ก็ผ่านการวิจัยมายาวนาน ทั้งด้านของ ประสิทธิภาพและขึ้นทะเบียนใช้แล้วในหลายประเทศครับ โดยเฉพาะชนิดแรกนะครับ Dengvaxia เป็นที่นิยมและยอมรับแล้วที่ US Department of Health and Human Services กล่าวว่าวัคซีนชนิดนี้มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการป้องกันไข้เลือดออก ทั้ง ๔ สายพันธุ์ได้ครับ องค์การอนามัยโลกก็ได้ให้ข้อมูลว่าวัคซีนชนิดนี้ได้รับอนุญาตให้ใช้ใน ๑๙ ประเทศทั่วโลก และมีความปลอดภัยในการป้องกันในกรณีที่ติดเชื้อไวรัสมาแล้วครั้งที่ ๒ ซึ่ง Dengvaxia ก็เป็นวัคซีนลูกผสม แกนกลางก็เป็นไวรัสไข้เหลือง เปลือกนอกก็เป็นไวรัส ไข้เลือดออก แนะนำในเด็กอายุ ๙ ปีขึ้นไปในการฉีด แล้วก็การป้องกันโรคอยู่ที่ประมาณ ๖๕.๖ เปอร์เซ็นต์นะครับ อาจเห็นได้ว่าเปอร์เซ็นต์อาจจะดูไม่สูงมาก แต่ว่าสามารถลดอัตรา การนอนโรงพยาบาลได้ถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ โดยราคาวัคซีนจะอยู่ที่ ๓,๐๐๐ บาทครับ ท่านประธาน ฉีดได้ในผู้มีอายุ ๖-๔๕ ปี ฉีดทั้งหมด ๓ เข็มในช่วง ๐ เดือน ๖ เดือน และ ๑๒ เดือน จากการวิจัยในอาสาสมัครก็พบว่าผลข้างเคียงน้อยครับ ไม่เยอะนะครับ เช่น อาจจะแค่มีไข้ เจ็บปวดบริเวณที่ฉีด เหมือนเราฉีดวัคซีนชนิดอื่น ๆ สำหรับวัคซีนชนิดที่ ๒ ก็คือ Qdenga วัคซีนนี้ก็เป็นเชื้อที่ทำให้อ่อนฤทธิ์แล้วนะครับ เป็นวัคซีน Dengue ๒ เป็นกลาง และใช้การตัดต่อพันธุกรรม เอาส่วนประกอบอีก ๓ สายพันธุ์มาผสมกับตัวไวรัส Dengue ๒ ทำให้ประกอบด้วย ๔ สายพันธุ์ครับ ประสิทธิภาพป้องกันโรคอยู่ที่ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ และป้องกันการนอนโรงพยาบาลได้ถึง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ในช่วงแรก ๆ ของการฉีดวัคซีนชนิดนี้ ก็สามารถใช้ได้กับผู้ที่เคยติดเชื้อและไม่เคยติดเชื้อมาก่อนครับ ซึ่งวัคซีนชนิดนี้จะฉีด ๒ เข็ม ที่ ๐ เดือนและ ๓ เดือนนะครับ สามารถฉีดในผู้ที่อายุ ๔-๖๐ ปี ผลข้างเคียงที่พบจาก การฉีดวัคซีนก็จะมีน้อยเท่า ๆ กับชนิดอื่น ๆ แล้วก็ไม่รุนแรง ก็มีไข้และอาจเจ็บปวดบริเวณที่ฉีด โดยทั่วไป และจากข้อมูลวัคซีนที่ผมกล่าวมาข้างต้นก็จะเห็นว่าวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกนี้ มีความสำคัญในการป้องกันโรคได้จริง สามารถป้องกันโรคได้กว่าร้อยละ ๖๕-๘๐ เปอร์เซ็นต์ และป้องกันการนอนโรงพยาบาลได้ ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว แต่ประเด็นสำคัญครับท่าน ประธาน ก็คือมีราคาค่อนข้างสูง อยู่ที่เข็มละประมาณ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ บาท และต้องฉีด ๒-๓ เข็มครับ จึงขอเรียนถามในคำถามแรกครับว่ากระทรวงสาธารณสุขได้มีการพิจารณา ถึงความจำเป็นในการให้วัคซีนไข้เลือดออกกับประชาชนที่เคยติดเชื้อไข้เลือดออกมาแล้ว หรือไม่นะครับ และผลการศึกษาเป็นอย่างไร ขอทราบรายละเอียดครับ ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุข ขออนุญาตได้ตอบกระทู้ถามของ คุณธัญธร ธนินวัฒนาธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชน กรุงเทพมหานคร ในกรณีที่ท่านได้ให้ความสนใจ กับวัคซีนไข้เลือดออก คำตอบในขณะนี้เราต้องบอกว่าอยู่ในระหว่างการศึกษาและพิจารณา ถึงความจำเป็น ความปลอดภัย ความคุ้มค่าทางงบประมาณ ไข้เลือดออกมี ๔ สายพันธุ์ ตามที่ท่านได้กล่าวไปนั้น ก็เป็นข้อมูลที่ดีมากที่ท่านได้กรุณานำมาเสนอในที่ประชุมของเรา ในวันนี้ สำนักงาน อย. รับรองแล้วจำนวน ๒ ชนิด ตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ ได้แก่ วัคซีน Qdenga ของบริษัท Takeda ใช้ได้ทั้งผู้ที่เคยเป็นแล้ว และยังไม่เคยเป็นไข้เลือดออก ในห้วงอายุ ๔-๖๐ ปี จำนวน ๒ เข็ม คนหนึ่งต้อง ๒ เข็มนะครับ ห่างกันเข็มละ ๓ เดือน ราคาเข็มละ ประมาณ ๑,๖๓๙ บาท ประสิทธิภาพคือป้องกันได้ทุกสายพันธุ์ ๘๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ สายพันธุ์ของ Dengue มันคือไข้เลือดออก มันมี ๔ สายพันธุ์ D1 D2 D3 D4 ใช้ได้ทั้งหมด ทั้ง ๔ สายพันธุ์ ป้องกันได้ทุกสายพันธุ์ได้ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ป้องกันการนอนโรงพยาบาลได้ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ วัคซีนตัวที่ ๒ Dengvaxia ของบริษัท Sanofi สำหรับผู้เคยป่วยเป็น ไข้เลือดออกในห้วงของอายุ ๖-๔๕ ปี จำนวน ๓ เข็ม ห่างกันเข็มละ ๖ เดือน ราคาต่อเข็ม ๒,๙๐๐ บาท ประสิทธิภาพคือป้องกันทุกสายพันธุ์ได้ ๖๕ เปอร์เซ็นต์ ป้องกันการนอน โรงพยาบาลได้ถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ในส่วนของการดำเนินการตรงนี้เราก็ได้พยายามที่จะหา ของดี ๆ มาให้พี่น้องประชาชนได้รับการป้องกันดังกล่าว ก็ได้สืบค้นดูว่าในขณะนี้ ของสหรัฐอเมริกามีวัคซีนตัวใหม่ที่ทำการทดลองมันใกล้จบแล้ว ชื่อ Butantan วิจัยและฉีด เข็มเดียวด้วยนะครับ ซึ่งรายละเอียดในขณะนี้ยังไม่ได้ใช้แพร่หลาย ราคาก็ยังไม่ทราบ ว่าเป็นเท่าไร แต่ต้องเรียนว่าเรื่องของวัคซีนราคาแพง ค่อนข้างแพงเข็มหนึ่ง ๑,๐๐๐ กว่า ๒,๐๐๐ กว่า ในสิ่งต่าง ๆ เพราะมันเป็นช่วงใหม่ของการดำเนินการของการระบาด แต่ก็ต้องยอมรับนะครับว่า โรคภัยไข้เจ็บในส่วนของการดำเนินการรัฐบาลให้ความสนใจ อย่างตัวเลขของการติดเชื้อไข้เลือดออก ถ้าติดครั้งที่ ๒ มันจะรุนแรงกว่าขั้นแรก ครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๓ รุนแรงกว่ามาก เพราะฉะนั้นการใช้วัคซีนจะต้องพิถีพิถันเกี่ยวกับ การดำเนินการ ในปี ๒๕๖๖ มีตัวเลขคนที่ติด ๑๕๘,๐๐๐ คน ติด ป่วย เสียชีวิต ๑๘๐ คน และในช่วงปี ๒๕๖๗ ช่วงระยะเวลาที่ทำสถิติออกมาได้ประมาณ ๗๐,๐๐๐ คนติด แล้วก็เสียชีวิตไป ๗๐ คน และโดยทั่วไป ๑,๐๐๐ คน เสียชีวิต ๑ คน นี่คือตัวเลข อย่างไรก็ตามวัคซีนไข้เลือดออกมีมาแล้ว ขึ้นทะเบียน อย. ๒ ชนิด แต่ยังไม่มีของฟรีนะครับ สปสช. ยังไม่ได้รับเข้ามาเป็นงานที่เราจะมาบริการประชาชน เนื่องจากข้อมูลและ ผลข้างเคียงในคนไทยยังไม่เพียงพอ คาดว่าจะศึกษาออกมากลางปี ๒๕๖๘ นะครับ ผลของการศึกษาถึงจะครบ วัคซีน ๒ ชนิด แบบแรกเข้ามาเมื่อ ๔ ปี แบบแรกคือ Dengvaxia เข้ามาแล้วเมื่อ ๔ ปี ข้อจำกัดคือองค์การอนามัยโลกแนะนำว่าให้ใช้เฉพาะคนที่เคยเป็น ไข้เลือดออกมาก่อนแล้ว อีก ๑ ชนิดนำเข้ามาเมื่อพฤษภาคม อีก ๑ ชนิดก็คือ Qdenga พฤษภาคม ๒๕๖๖ อันนี้ใช้ได้กับคนที่เคยติดแล้วและคนที่ยังไม่เคยติดไข้เลือดออกนะครับ ไม่เคยเป็น นำเข้า ๓๐๐,๐๐๐ Dose มีขายในโรงพยาบาลเอกชนราคาต่อเข็มประมาณ ๑,๗๕๐ บาท ฉีด ๒ เข็ม ๓. มีแนวคิดที่จะฉีดฟรีให้กับประชาชนทั่วไปด้วยหรือไม่ ตามคำถามของท่าน ยังไม่มีครับ เนื่องจากผลการศึกษายังไม่ครบครัน ทั้งเรื่องผลข้างเคียง ระยะเวลาที่ยาออกฤทธิ์ควบคุม และค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงต้องรอสักระยะ เพื่อให้ราคา เหมาะสม แล้วก็ให้มีความชัดเจนในเรื่องของการดำเนินการ ข้อมูลไข้เลือดออกมี ๔ สายพันธุ์ ตามที่ผมได้เรียนแล้วนะครับ คนไทยติดเยอะใน D1 และ D2 แต่ D3 D4 ติดน้อย ในอนาคต อาจจะแนะนำเฉพาะบางกลุ่มต้องศึกษา เด็กติดเยอะ แต่ถ้าคนสูงอายุติดก็จะเสียชีวิต ง่ายกว่าเด็กนะครับ การติดซ้ำก็มีอาการรุนแรง การขึ้นทะเบียน อย. ใช้ผลการศึกษาจากคน ๒๐,๐๐๐ คน ถือว่าเพียงพอกับการยอมให้ขึ้นทะเบียนได้ แต่ว่าในเรื่องของการใช้ก็เป็น อีกส่วนหนึ่งที่ต้องพิจารณาครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ คำถามที่ ๒ เชิญครับ🔗

นายธัญธร ธนินวัฒนาธร กรุงเทพมหานคร

ขอบคุณท่านรัฐมนตรีนะครับ ก็สืบเนื่องนะครับว่า ในปัจจุบันวัคซีนไข้เลือดออกยังไม่ได้ถูกบรรจุในแผนการเสริมสร้าง ภูมิคุ้มกันแห่งชาติ เนื่องจากราคาสูงดังที่ท่านรัฐมนตรีได้แจ้งมาเลย แล้วก็ยังต้องรอ การศึกษาความคุ้มค่าในแง่เศรษฐศาสตร์สาธารณสุขก่อนครับ ดังนั้นภาครัฐจึงยังไม่มีบริการ ฉีดวัคซีนให้ฟรี ผู้ที่ต้องการฉีดก็จำเป็นต้องจ่ายเงินเอง เบิกไม่ได้คล้าย ๆ กับวัคซีนทางเลือกอื่น ๆ ผมจึงมีความกังวลครับว่า ประชาชนคนไทยจะเข้าถึงวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออก ได้ยากครับ เพราะว่ากลุ่มผู้ป่วยที่มีอัตราการป่วยมากที่สุด ก็คือนักเรียนอยู่ที่ร้อยละ ๔๖.๙ หรือเกือบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของอาชีพทั้งหมด ซึ่งเป็นกลุ่มอาชีพที่ยังไม่มีรายได้ รวมถึงผู้ปกครองบางท่านก็มีรายได้น้อย อาจจะไม่มีกำลังมากพอที่จะให้บุตรหลาน ได้รับการฉีดวัคซีนได้ครับ🔗

อีกส่วนหนึ่งนะครับ ผมมีความเข้าใจในแง่ของการที่ต้องนำงบประมาณ มาใช้ในการจัดสรรวัคซีนให้กับประชาชน แต่หากมองอีกแง่มุมหนึ่งในการจัดสรรงบประมาณ ในการดูแลผู้ป่วยไข้เลือดออกที่ต้องรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลเฉลี่ย ๑-๒ วัน ในกรณีที่มีอาการ รุนแรงอาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายอยู่ที่เฉลี่ย ๑๙,๐๐๐ บาทต่อครั้ง ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบ กับงบประมาณที่รัฐต้องจัดสรรวัคซีนให้กับประชาชน กับงบที่รัฐต้องจัดสรรในการดูแลผู้ป่วย อะไรเป็นสิ่งที่คุ้มค่ากว่ากัน ก็เป็นสิ่งที่เราต้องนำมาเป็นปัจจัยคำนวณด้วยนะครับ ในที่นี้ ก็ยังไม่ได้รวมถึงการที่ต้องให้ประชาชนเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย และมีโอกาสเสียชีวิตด้วยนะครับ ก็คำถามที่ ๒ ครับ ก็เลยจะเจาะจงในกลุ่มที่เคยติดเชื้อมาก่อนเป็นหลัก ทั้งหมดที่ผม ได้กล่าวมานี้ก็เลยเป็นที่มาของคำถามที่ว่า กรณีไวรัสไข้เลือดออก Dengue ซึ่งมีแนวโน้ม ความรุนแรงของโรคเพิ่มมากขึ้นตามจำนวนครั้งที่ติดเชื้อครับ และมีค่าใช้จ่ายในการ ดูแลรักษาที่สูง เสี่ยงต่อการเสียชีวิตครับ กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายให้บริการฉีดวัคซีน ในผู้ที่เคยติดเชื้อครับ เน้นไปที่กลุ่มเคยติดเชื้อเลย โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายหรือไม่ อย่างไร ขอทราบรายละเอียดนะครับท่านประธาน อาจจะคล้าย ๆ กับ ที่ท่านรัฐมนตรีได้ตอบไปแล้ว จริง ๆ ตอนนี้อาจจะยังไม่มีในหมู่ประชาชนทั่วไป แต่ว่าเราได้มีการวิจัยไหมว่าในกลุ่มคน ที่เคยติดเชื้อเลย เราไห้ในคนที่เคยติดเชื้อมาแล้ว ๑ ครั้งเท่านั้นอะไรแบบนี้ครับ เคยมีการ วิจัยในลักษณะนี้ด้วยหรือเปล่าครับ ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญครับ🔗

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

คือเรียนอย่างนี้นะครับว่า การที่เราจะใช้วัคซีนหรือเราเพิ่มตัวยาที่จะเข้าสู่หลักประกัน สุขภาพแห่งชาติ มีขั้นตอนในเรื่องของการดำเนินการเยอะ และต้องมั่นใจว่ามันปลอดภัย อันนี้ไม่ใช่ว่ามันแพงแล้วเราไม่ซื้อมา ไม่ใช่ มันแพงแล้วเรายังไม่มั่นใจว่ามันปลอดภัย เพราะข้อมูลจากการวิจัยในคนไทย ๓๐,๐๐๐ คน ซึ่งผลจะออกมากลางปี ๒๕๖๘ หลังจาก ๒๕๖๘ แล้ว ถ้าเราตัดสินใจว่าเราจะนำมาใช้บริการให้กับพี่น้องประชาชน ไม่ว่าเคยเป็น หรือไม่เคยเป็นนะครับ ในขั้นตอนของการดำเนินการผมเอามาให้ดูด้วยว่า มันมีขั้นตอนของ การที่จะใช้วัคซีนนี่ ๗ ขั้นตอนเป็นอย่างน้อยนะครับ ในการทำเข้ากรรมการแต่ละชุด เพราะความปลอดภัย บางคนก็บอกว่าเราได้วัคซีนไปแล้ว ทำให้เกิดคนตาย ท่านเคยได้ยิน ไหมครับ ตอนโควิด-๑๙ คนที่กลุ่มเปราะบางเสียชีวิตไป เพราะว่ามันเป็นปัญหาสังคม ที่มันจะต้องถกเถียงกันวุ่นวาย วัคซีนเขาก็บอกไม่ใช่ คนที่เสียชีวิตก็ต้องเอาค่าชดเชย ถูกฟ้องบ้าง อะไรบ้าง ข่าวเป็น Fake news หรือเป็นอะไรต่าง ๆ ออกมาทั่วบ้านทั่วเมือง เพราะฉะนั้นการที่จะทำอะไรที่เกี่ยวกับผู้คนนี่ ผมนี่เป็นคนใจร้อนอยู่แล้วในเรื่องของการ ดำเนินการ อย่างเรื่องกระท่อม เมื่อกระทู้ก่อนมาผมจะเร่งให้มันมีมาตรฐานกลางออกมา เร็ว ๆ เขาก็บอกไม่ได้ ต้องทดลองในหนูตะเภาใช้เวลา ๑ ปี ก็ไม่เสร็จ ใช้เวลาตั้งเกือบ ๒ ปี กว่าที่จะดำเนินการ แต่อันนี้มันใช้กับคนไม่ใช่ว่าเงินน้อยเงินมาก แต่ว่าถ้ามันเป็นเรื่องของ ความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนก็จะต้องดำเนินการ ถ้าหากว่าผ่านขั้นตอนของการดูแล ของผู้คน หรือทดลองดูว่าปลอดภัยแล้ว ขั้นตอนที่ ๑ ทำอะไร คณะอนุกรรมการเสริมสร้าง ภูมิคุ้มกัน ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แล้วก็คณะที่ ๒ คณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ แล้วก็คณะที่ ๓ คณะทำงานภายใต้ อนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ บทบาทพิจารณาความเหมาะสมในการบรรจุวัคซีน ในบัญชียาหลัก ความคุ้มค่าของงบประมาณอะไรต่าง ๆ แล้วก็ผู้เชี่ยวชาญ แล้วในขั้นที่ ๔ คณะอนุกรรมการประเภทและขอบเขต บทบาทพิจารณาบรรจุวัคซีนในชุดสิทธิประโยชน์ และคณะที่ ๕ คณะอนุกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์และบริหารกองทุน คณะที่ ๖ คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และคณะที่ ๗ คณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชี ยาหลัก และแค่นั้นยังไม่พอ ผมยังดูว่าขั้นตอนของการดำเนินการในการสร้างแผน การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของประเทศไทยระหว่างกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค แล้วก็สถาบันวัคซีนแห่งชาติ แล้วก็สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ศูนย์วัคซีน แล้ว ๔. ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ คณะเวชศาสตร์ เขตร้อน มหิดล คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหิดล คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาล รามาธิบดี ในส่วนต่าง ๆ เหล่านั้น ๗ มหาวิทยาลัยต้องมาช่วยกันดู เพราะเรื่องของ การวัคซีนบางทีเราอาจจะเปลี่ยน อย่างวัคซีนในขณะนี้ผมจะเปลี่ยนวัคซีนมะเร็ง มะเร็ง HPV มะเร็งปากมดลูกเมื่อก่อน ๒ สายพันธุ์ ตอนนี้ผมก็จะเปลี่ยน กำลังจะเปลี่ยนอยู่ ๙ สายพันธุ์ มันก็ไม่เร็วนะครับ ทั้ง ๆ ที่เรารู้ว่าการใช้วัคซีนปากมดลูกให้กับเด็กและผู้หญิงเพิ่มเป็น ๙ สายพันธุ์ป้องกันมะเร็งดี แล้วก็ราคามันเคยแพง เข็มหนึ่งประมาณ ๓,๐๐๐ บาท ตอนนี้ทำไปทำมาก็ต่อรองเหลือ ๓๐๐ กว่าบาท เห็นไหมครับถ้าเราเร่งไปมันก็แพงเกิน ถ้าช้าไปบางทีก็ไม่ถูกใจพี่น้องประชาชน แต่อย่างไรก็ตามขั้นตอนในการทำการศึกษา แล้วก็ต้องสร้างความปลอดภัย ต้องเอามหาวิทยาลัยหรือใคร ต้องรับผิดชอบร่วมกัน เรื่องของชีวิตประชาชน ไม่ใช่เป็นเรื่องของถ้าเราไปฉีดวัว ฉีดสัตว์เลี้ยงอะไรต่าง ๆ ก็ไม่ต้องดู อะไรอย่างนี้ ก็ต้องขอขอบคุณท่านผู้แทนราษฎรที่ให้ความสนใจในเรื่องสำคัญนะครับ ก็ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ท่านรัฐมนตรี ท่านธัญธรเป็นหมอหรือเปล่า🔗

นายธัญธร ธนินวัฒนาธร กรุงเทพมหานคร

จริง ๆ จบทางสายการแพทย์ เรียนทางกายภาพครับ แล้วก็ไปต่อกายวิภาค คณะแพทย์ศิริราช จริง ๆ อยากขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีด้วยครับ เป็นข่าวดีครับ เป็นนิมิตหมายที่ดีที่ปีกลางปีหน้าเราอาจจะมี ความชัดเจนขึ้นถึงวัคซีนชนิดนี้ ส่วนตัวผมนะครับท่านประธาน ก็ติดไข้เลือดออกมา ๒ ครั้ง แล้วครับ ครั้งที่ ๒ ก็อาการหนักมากกว่าครั้งแรกครับ แล้วต้องฉีดแล้วครับจริง ๆ ครั้งแรกไม่ รู้ตัวเลยครับ ก็เป็นเหมือนเป็นจุดจ้ำเลือดเฉย ๆ เราก็นึกว่าเป็นผื่นเป็นอะไรทั่วไปนะครับ แต่ว่าพอไปโรงพยาบาลเขาก็ต้องให้ Admit รอดูช่วงเกล็ดเลือดมันขึ้นเยอะ ก็รอดูภาวะช็อก ก็นอนอยู่ ๒ คืนครับ ถ้าไปเอกชนนี่ก็หนักอยู่ครับ แต่รอบ ๒ ก็คือมาหมดเลย ทั้งอาการแบบ ไข้สูง ตัวร้อน เพ้อ ตอนนี้ก็ยังรอดพ้นมาได้ก็ต้องรับวัคซีนเหมือนกันนะครับ เกรงว่า พอเจอครั้งที่ ๓ จะไปกันใหญ่ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญครับ🔗

นายอภิชาต วชิรพันธ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค

กราบเรียนท่าน ประธานและท่านผู้เข้าร่วมทุกท่าน ท่านรัฐมนตรีด้วยนะครับ ผม นายแพทย์อภิชาต รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ผมขอเรียนว่าเราเองเราอยากใช้วัคซีนตัวนี้มาก เพราะเราเชื่อว่ามันดี แต่เชื่อว่ามันดีมันไม่พอ มันต้องวิจัยและผลออกมาว่ามันดีจริงกับประชาชน มีประสิทธิภาพสูง เกิดประสิทธิผลในการป้องกันระยะยาว แล้วก็ผลข้างเคียงต้องต่ำมาก เพราะฉะนั้นอย่างตัวที่ ๒ ที่ชื่อว่า Qdenga ขึ้นทะเบียนเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๖๖ ปีเศษ ๆ เท่านั้นเอง เรายังไม่มั่นใจ ว่าเรื่องความปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่ง จะต้องปลอดภัยก่อน เพราะฉะนั้นผลข้างเคียง Anaphylaxis Shock ต่าง ๆ จะต้องไม่เกิด เราถึงร่วมมือกันทำวิจัยอีก ๓๐,๐๐๐ ราย ในประเทศไทยนะครับ เพราะตอนขึ้นทะเบียนเขาวิจัยทั่วโลกแค่ ๒๙,๐๐๐ ราย เป็นคนไทยแค่ ๓,๐๐๐ รายเองนะครับ ตอนนี้เราวิจัย ๓๐,๐๐๐ รายโดยเฉพาะในเด็ก ๗-๑๐ ขวบ จะทำวิจัย ๓ Size ทั่วประเทศนะครับ ผลเบื้องต้นน่าจะออก ปี ๒๕๖๘ กลางปีถึงปลายปีครับ จะรู้เบื้องต้นว่าฉีดไปแล้วกี่พันราย ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นมันทำให้เราต้อง Go on การวิจัยหรือไม่ หรือต้องหยุดการวิจัยนะครับ ในข้อมูลจากการวิจัยของบริษัทนั้นเราก็ยังเชื่อ แต่ก็ต้องทำ วิจัยเองด้วยครับ บางทีคนไทย คนฝรั่ง อาจจะไม่เหมือนกันนะครับ อันนี้จึงเป็นที่มาถึงว่าเราเอง กรมควบคุมโรคเอง สาธารณสุขเอง เป็นคนร่วมทำวิจัยทั้งหมดเพื่อให้ออก โดยเชิญอาจารย์ มหาวิทยาลัยหลาย ๆ มหาวิทยาลัยมาร่วมทำวิจัยถึง ๓๐,๐๐๐ คน เป็นการวิจัยที่ใหญ่มาก ใช้เงินหลายร้อยล้านครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับท่านรองอธิบดี ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ ต่อไป ๑.๓.๓ กระทู้ถาม แยกเฉพาะที่ ๔๒๔🔗

๓. เรื่อง การขยายถนนเลียบคลองสอง ซอยพหลโยธิน ๕๔/๑ และการ จัดสรรที่อยู่อาศัยให้ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ นางสาวศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ เป็นผู้ตั้ง กระทู้ถาม ถาม นายกรัฐมนตรี🔗

ด้วยสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งว่า กระทู้ถามเรื่องนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีได้พิจารณาแล้ว มีบัญชามอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน แต่เนื่องจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยติดภารกิจ จึงได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑🔗

ในการนี้เพื่อประโยชน์ในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ผมได้อนุญาต ให้ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมสนับสนุนข้อมูล ในการตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะ ดังนี้นะครับ ท่านที่ ๑ นายอราม สะอาด เจ้าหน้าที่จัดผลประโยชน์ชำนาญการพิเศษ กองบริหารที่ราชพัสดุ กรุงเทพมหานคร กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ท่านที่ ๒ นายอุดมพร สิทธิพาที นายช่างโยธาชำนาญงาน ฝ่ายโยธาสำนักงานเขตสายไหม กรุงเทพมหานคร กระทรวงมหาดไทย แล้วได้อนุญาตให้ประชาชนผู้มีส่วนร่วมเข้ารับฟังการตอบกระทู้ถาม ดังนี้นะครับ ท่านที่ ๑ นายนฤนัย กัลยา ณ สุนทร ท่านที่ ๒ นายไพศาล สุทธาวรางกูล ท่านที่ ๓ นายภมร พลจันทร์ ท่านที่ ๔ นายศิรชัช ตรีวิศวเวทย์ ท่านที่ ๕ คุณพิมพ์ณดา ตรีวิศวเวทย์ ไม่มานะครับ ท่านที่ ๖ คุณวิไลวรรณ ค้าทางชล ท่านที่ ๗ คุณนวลอนงค์ บุณยรัตผลิน ท่านที่ ๘ นายสมพงษ์ เนียมประเสริฐ ต่อไปเชิญท่านศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ถามท่านรัฐมนตรีคำถามแรก เชิญครับ🔗

นางสาวศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ กรุงเทพมหานคร

ขอบคุณท่านประธาน ดิฉัน ทนายแจม ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๑ เขตสายไหม ยกเว้นแขวงออเงิน พรรคประชาชนค่ะ วันนี้ขอมาตั้งกระทู้ถามท่านนายกรัฐมนตรีค่ะ เกี่ยวกับการขยายถนนเลียบคลองสอง ในซอยพหลโยธิน ๕๔/๑ แล้วก็เกี่ยวการจัดสรร ที่อยู่อาศัยให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ ในพื้นที่เขตสายไหม แล้วก็เป็นที่สนใจของประชาชนจำนวนมากในเขตสายไหมค่ะ ต้องเล่าก่อนว่าในบริเวณ เกี่ยวกับถนนเลียบคลองสอง ในซอยพหลโยธิน ๕๑/๑ เป็นถนนสำคัญมาก ๆ ถ้าใครที่ได้เข้า ไปเขตสายไหมบ่อย ๆ จะใช้ถนนเส้นนี้กันอยู่บ่อย ๆ นะคะ ซึ่งถนนมีเพียงแค่ ๒ เลนเท่านั้น กว้าง ๗ เมตร ระยะทางประมาณ ๕.๒ กิโลเมตร จากปากซอยพหลโยธิน ๕๑ จนถึงท้ายซอย แอนเน็กซ์ทำให้จราจรติดขัดมาก ๆ ในช่วงเวลา Rush Hour ต่าง ๆ แต่ยังไม่สามารถ ขยายถนนได้ค่ะ เนื่องจากว่ามีบ้านเรือนประชาชนอยู่ ๒ ข้างทาง ซึ่งที่ดินในพื้นที่ดังกล่าวค่ะ ปรากฏว่าเป็นที่ดินราชพัสดุ แล้วก็อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ซึ่งเมื่อปี ๒๕๕๙ เคยมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาครั้งหนึ่งแล้ว โดยมีการตั้งคณะกรรมการ ชื่อว่า คณะกรรมการในการบริหารจัดการสิ่งก่อสร้างรุกล้ำลำน้ำสาธารณะขึ้นมา มีการมอบหมายงานให้กับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ พอช. ในการจัดทำแผน พัฒนาที่อยู่อาศัยให้กับประชาชนชาวริมคลองที่ต้องรื้อ แล้วก็ย้ายออกมาค่ะ ซึ่งโครงการดังกล่าวประชาชนจำนวนหนึ่ง มีการเข้าร่วมโครงการ มีการย้ายออกไป แล้วก็ ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ แล้วยังอาศัยอยู่ นอกจากนั้นยังมีประชาชนกลุ่มใหม่ ที่ย้ายเข้ามา แล้วก็มาอาศัยอยู่อีกเพิ่มเติม ทำให้การขยายถนนยังไม่สามารถทำได้ แล้วก็สภาพปัญหาความเดือดร้อนที่มันยืดเยื้อยาวนานมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ ทำให้มีคำถามมา ตั้งกระทู้ถามในวันนี้🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นางสาวศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ กรุงเทพมหานคร

ข้อแรกดิฉันขอถาม กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ในฐานะเจ้าของที่ดินที่มีมาตรการในการจัดการพื้นที่ตรงนี้ ตรงบริเวณริมถนนเลียบคลองสองจากในภาพอย่างไรคะ เพราะว่าในปัจจุบันก็ยังมี ประชาชนอาศัยอยู่จำนวนมาก ดิฉันก็ไปนั่งเรือ เพื่อไปดูพื้นที่ทั้งสองฝั่งเลยนะคะว่า มันมีการรุกล้ำอยู่จริง ๆ ด้วยนะคะ แล้วก็คำถามที่ ๒ คล้าย ๆ กันอาจจะตอบทีเดียวก็ได้ถาม สำนักงานเขตสายไหมคะว่า มีแนวทางในการขยายถนนเรื่องนี้อย่างไรเหมือนกันขอทราบ รายละเอียดในช่วงแรกก่อนค่ะ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

เรียนท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย วันนี้ได้มีโอกาสมาตอบกระทู้ถามแยกและเฉพาะจากทางท่าน สส. ศศินันท์ก็ด้วยความยินดีอย่างยิ่ง แล้วก็ได้รู้ถึงความที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ดังนั้นเมื่อดิฉันได้รับมอบหมายจากทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยนะคะ ให้ได้มาตอบคำถามดิฉันก็รีบหาข้อมูลทันทีเลยค่ะ เจ้าหน้าที่ก็ได้สนับสนุนข้อมูล แล้วก็เข้าใจ ถึงความรู้สึกผู้แทนค่ะท่านประธาน เรียนไปถึงทางท่านผู้ถาม เราเองเวลาเห็นปัญหา เราก็อยากที่จะแก้ไขทันที แล้วก็ทราบว่าปัญหานี้เรื้อรังมานานตั้งแต่ประมาณปี ๒๕๕๙ ที่เริ่มจากที่มีแผนการสร้างเขื่อนที่จะมีการพัฒนาพื้นที่ ที่ตรงนั้นมีการครอบคลุมถึง ๓ หน่วยงานหลัก ๆ ก็คือทางกรมธนารักษ์ ทางสำนักงานเขต แล้วก็อีกส่วนหนึ่งก็คือทาง ทอ. กองทัพอากาศด้วยที่เป็นอีกฝั่งหนึ่งที่ยังเป็นข้อพิพาทเบื้องต้นหรือเปล่า เดี๋ยวคงจะต้อง พิจารณากันแล้วก็ในส่วนคำถามที่ทางท่านศศินันท์ได้มีถึง พม. ซึ่งวันนี้เจ้าหน้าที่ ก็เดินทางมาด้วยพร้อมที่จะให้ข้อมูลพร้อมกัน ดิฉันก็จะเล่าให้ฟังในส่วนของที่มาของ ถนนเส้นนี้ ก็มีการไปทำถนนแบบใช้ชั่วคราวเบื้องต้นชาวบ้านใช้กันเอง แต่ต่อมาก็มีคนมาใช้ จำนวนมากขึ้นก็ทำให้จราจรคับคั่ง โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วน ก็ถือว่ากลายเป็นเส้นหลัก ไปเลย อันนี้เป็นถนน ๒ เลน ดิฉันได้เห็นจากภาพที่ทางเจ้าหน้าที่ได้นำมาให้นะคะ ที่ทางท่านศศินันท์ได้บอกว่าก็มีบ้านเรือนอาศัยอยู่ส่วนหนึ่ง ทั้งในส่วนของที่ติดกับทาง คลองลาดพร้าวที่มีการปรับปรุงสร้างเขื่อน ตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ เรื่อยมามีการพูดคุย เจรจา กับกลุ่มที่พี่น้องประชาชนที่ไปปลูกบ้านในบริเวณนั้นได้สำเร็จถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์แล้วที่ได้ เข้าไปอยู่ในโครงการของสหกรณ์ของ พม. หรือว่าการชดเชย ไม่ได้เรียกว่าการชดเชย การช่วยเหลือเงินเพื่อที่เขาไปสามารถซื้อที่อยู่อาศัยได้ ด้วยการสนับสนุนจากทาง พม. ก็มี มีส่วนหนึ่งที่มากถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เหลืออีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ที่เป็นปัญหาอยู่ พี่น้องประชาชนไม่ได้เข้าร่วมโครงการกับทางหน่วยงานภาครัฐที่จัดตั้งขึ้นมาด้วย มันก็เลย ทำให้เป็นที่มาว่าทำไมเราถึงไม่สามารถที่จะพัฒนาได้อย่างครบถ้วนทั้งเส้น ที่น่าจะมี ความยาวพอสมควรเหมือนกัน ในที่ดิฉันได้คุยกับทางเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่เข้ามา พูดคุยว่า เราเห็นตรงกันหมดเกี่ยวกับการขยายถนนเส้นนี้ และต้องทำให้สำเร็จด้วย ดิฉันก็ถามว่าแล้วถ้าหากว่าจะทำให้สำเร็จเราจะต้องทำอย่างไรต่อนั่นก็คือการที่เราจะต้อง เจรจา ไม่อยากที่จะใช้ในเรื่องของข้อกฎหมายไปบังคับคดีเขา หรือต้องฟ้องร้อง ฟ้องศาลกัน ไม่อยากให้ถึงขั้นนั้น เพราะตรงนั้นก็ใช้เวลานานมากอยู่ดี เพราะฉะนั้นการเจรจาเข้าไป พูดคุย ให้เขาได้คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมที่พี่น้องประชาชนจะได้รับน่าที่จะเป็นทางออกที่ดี ที่สุด และในส่วนของ ทอ. มีส่วนหนึ่งที่เขาได้ทำแนวรั้วขึ้นมา แต่ว่าไม่ได้สุดทางยังมีในส่วน ของไม่เต็มพื้นที่เราเองก็คิดว่าน่าที่จะประสานได้ เพียงแต่ว่าทำรั้วของเขาให้มีพื้นที่ Footpath ซึ่งจากการออกแบบเรามีทั้ง Footpath แล้วก็ทั้งในฝั่งของรั้วของ ทอ. แล้วก็ ทางติดเลียบคลองด้วย นี่ก็จะทำให้ทัศนียภาพของพื้นที่ส่วนนี้ที่เป็นจะเรียกว่าที่ส่วนกลาง ของราชพัสดุเองก็จะผิดหรือไม่ที่ประชาชนมาใช้ประโยชน์ร่วมกันสวยงามขึ้นมาก ฉะนั้นดิฉัน คิดว่าเราสามารถที่จะพูดคุยกับทาง ทอ. ได้ในการที่จะให้เขาได้ยกพื้นที่มาให้กับทาง สำนักงานเขตนะคะจะได้มาพัฒนา แล้วก็ให้เขตสายไหมเป็นเจ้าภาพในการที่จะไปเจรจากับ ทางพี่น้องประชาชน แล้วก็ทำให้เกิดการดำเนินการในขั้นต่อไป ก็อยากที่จะดันให้สำเร็จ แต่ก็ต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจ ถ้าหากทางท่านศศินันท์สามารถที่จะช่วยเป็นส่วนหนึ่ง ในการพูดคุยได้ เราก็ยินดีมาก ๆ เพราะว่าเราอยากที่จะให้เห็นว่าเรามีความตั้งใจจริง แล้วก็ คุณภาพชีวิตของเขาก็จะดีขึ้นด้วย ไม่ต้องไปอาศัยอยู่ตามข้างทาง นี่ถ้าดูจากภาพรถพุ่งชน เข้ามาก็คือหายไปทั้งหลังเลยนะคะ เพราะฉะนั้นก็ไม่ดีกับทัศนียภาพ แล้วก็คุณภาพชีวิตของ พี่น้องประชาชน ดิฉันก็เลยไม่ได้ใช้คำตอบที่ทางหน่วยงานได้จัดไว้ให้ว่าพื้นที่นี้เป็นของใคร มีความยาวเท่าไร เพราะดิฉันคิดว่าข้อมูลเหล่านี้ทางท่านศศินันท์เองนั้น มีครบถ้วนอยู่แล้ว ได้เห็นถึงหน้างานจริงด้วย ได้เห็นถึงสภาพปัญหาจริง ฉะนั้นเราอาจจะต้องมาคุยกันว่า ทำอย่างไรประชาชนที่ยังอยู่ในพื้นที่ที่เรียกว่าเป็นพื้นที่เราต้องพัฒนาต่อไป ให้เขามี ความเข้าใจ แล้วก็ไปเข้าร่วมโครงการนี้กับทาง พม. ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของรูปแบบสหกรณ์ ให้เขาได้รับเงินช่วยเหลือ หรือว่าถ้าหากว่าไม่เข้าสหกรณ์ก็คือ ยอมที่จะย้ายออกแล้วก็รับเงิน ช่วยเหลือไปเลยตรงนี้ด้วยค่ะ ในเบื้องต้นขอเรียนท่านประธานดังนี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

มีคำถามที่ ๒ ไหมหรือว่าจบแล้ว🔗

นางสาวศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ กรุงเทพมหานคร

ยังค่ะ อันนี้ก็เป็น คำถามต่อไป เพราะว่าพอมันมีปัญหาเรื่องของการขยายถนน มีแผนใช่ไหมคะ แต่เมื่อสักครู่ อาจจะไม่ได้ตอบไปว่ามันมีแผนเมื่อไร กรอบระยะเวลาเป็นอย่างไร อันนี้ก็สำคัญเหมือนกัน เพราะว่าประชาชนก็ถามมาเยอะว่า มันจะมีแผนอีกเมื่อไร เพราะมันตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ แล้วค่ะ ทีนี้นอกเหนือจากการขยายถนนมีแผนขยายแล้ว เห็นภาพเมื่อสักครู่สวยงามมาก ๆ ค่ะ ก็มีอีกอันก็คือว่า แล้วทางกระทรวง พม. เอง พอช. ต้องเข้าใจว่าในสมัยมีปัญหากับ พอช. หลายสหกรณ์เหมือนกันที่เป็นปัญหาเรื้อรังกันมาอยู่ค่ะ เพราะฉะนั้นในการจะต้อง จัดการกับอีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ที่เหลือที่จะต้องย้ายไป จะต้องมีแนวทางในการพูดคุย หรือว่ามีการจัดหาพื้นที่รองรับประชาชนที่ต้องถูกไล่รื้อ หรือว่าเจรจากันย้ายถิ่นฐาน แบบไหนอย่างไรคะ แล้วก็อยากได้คำตอบของอันแรกด้วยว่า พอจะมีกรอบระยะเวลาได้ไหม ท่านน่าจะพอเข้าใจว่าเวลาเราต้องตอบประชาชน เขาก็จะถามว่าเมื่อไร อะไร อย่างไร เพราะฉะนั้นอาจจะไปคำถามแรกนิดหนึ่งติ่งไว้ แล้วก็อันที่ ๒ เรื่อง พอช. ขอบคุณค่ะ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญครับท่านรัฐมนตรี🔗

นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ขอบคุณท่านประธานค่ะ ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ในส่วนของแผนดิฉันได้ถามทาง สำนักงานเขตสายไหม เขาก็บอกว่าคือเราพยายามที่จะเจรจา แล้วก็พูดคุยมานะคะ ต่อเนื่อง บ้างเว้นช่วงบ้าง แล้วก็ยังไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องของการที่ให้พี่น้องประชาชนได้ให้ ความร่วมมือ เราก็คงต้องมีกรอบว่าถ้าเช่นนั้นก็คงต้องไป Step ถัดไป ก็คืออาจจะต้องใช้ ในเรื่องของข้อกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ก็ต้องเรียนย้ำว่าเราไม่อยากให้ถึงขั้นนั้น เราเห็นใจพวกเขา ทำอย่างไรที่จะให้เกิดความเข้าใจกันมากที่สุดอาจจะต้องลงไปในพื้นที่ แล้วก็พูดคุยกันอย่างชัดเจนอีกครั้งหนึ่งว่า ถ้าหากว่าคุณไม่ให้ความร่วมมือ ในการที่เราจะได้ พัฒนาพื้นที่ตรงนี้ก็มีความจำเป็นที่จะต้องให้กฎหมาย ในเรื่องของการบังคับเข้ามาช่วย ในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าช่วงระยะเวลา ดิฉันคิดว่าทางสำนักงานเขตทราบแล้ว แล้วก็คงจะได้ร่วมกันทำงาน จากทางกรมธนารักษ์เองก็ตาม หรือว่าทาง ทอ. ก็คงจะได้ เดินทางไปพร้อมกัน เพราะว่าตรงนั้นก็มีพื้นที่ที่เกี่ยวข้องด้วย ก็ถือว่ามีหน้าที่รับผิดชอบ พร้อมกัน ก็จะพยายามทำให้ได้เป็นผลออกมา และมีความคืบหน้า ซึ่งเดี๋ยวทางเจ้าหน้าที่ ก็จะเรียนรายงานทางท่านศศินันท์ต่อไปด้วยนะคะ🔗

ต่อไปในส่วนของ พม. ที่ทางท่านศศินันท์ถามว่ามีมาตรการ ในการจัดหา พื้นที่รองรับส่วนหนึ่ง ให้ความช่วยเหลืออย่างไร ดิฉันจะขออนุญาตตอบเป็นทางการที่ทาง เจ้าหน้าที่ได้ให้มาเลยเพื่อจะได้ข้อมูลที่ครบถ้วน ก็คือทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์ โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนก็ได้เสนอว่า ได้ดำเนินโครงการพัฒนา ที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองลาดพร้าว เริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๙ ซึ่งเห็นชอบในหลักการ แล้วก็กรอบแผนการดำเนินงานตามที่ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ ซึ่งปัจจุบันก็เป็นแผนแม่บท การพัฒนาที่อยู่อาศัยในระยะ ๒๐ ปี ภายใต้สิ่งที่เรารับรู้ร่วมกันก็คือคนไทยต้องมีที่อยู่อาศัย แบบถ้วนหน้านะคะ แล้วก็มีคุณภาพชีวิตที่ดี อันนี้ก็คือความมุ่งหมายสูงสุดจากการทำงาน ของพวกเรา โดยการมอบหมายให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือสถาบันเป็นผู้ดำเนิน โครงการ โดยดำเนินการในรูปแบบของบ้านมั่นคง อย่างที่จะเห็นว่ามีพื้นที่บ้านมั่นคงขึ้น หลาย ๆ ที่ด้วยกัน เราเองก็จะใช้พื้นที่ตรงนี้ ในส่วนหนึ่งสนับสนุนให้พี่น้องที่รุกล้ำ บุกรุก ไม่ใช่เพียงเฉพาะแค่คลองสองนะคะ ยังมีอีกหลาย ๆ จุดที่เป็นพื้นที่ที่เราจะต้องไปพัฒนา ให้ได้เข้ามาสู่ในโครงการบ้านมั่นคง เจตนารมณ์ที่สำคัญของโครงการในการพัฒนา เราทราบกันอยู่แล้วก็เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนริมคลอง โดยเปลี่ยนจากผู้รุกล้ำ หรือผู้บุกรุก ในสภาพที่แออัด ไม่ถูกสุขลักษณะเป็นผู้ที่มีความมั่นคงทางด้านที่อยู่อาศัย มากขึ้น มีที่ดินควบคู่ไปกับการที่ได้รับความปลอดภัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ แล้วก็ในการ วางผังระบายน้ำของเมืองด้วย อันนี้ก็สำคัญที่ผู้บุกรุกอาจจะเป็นส่วนหนึ่ง ในการที่จะเป็น อุปสรรคในการที่เราจะทำให้แผนในการระบายน้ำของกรุงเทพมหานครนั้น ไม่ประสบ ความสำเร็จเท่าที่ควร เราจึงได้ดำเนินการตามหลักการสำคัญ นั่นก็คือให้ทุกคนมามีส่วนร่วม โดยเฉพาะในชุมชน ในการจัดการร่วมกันในรูปแบบของสหกรณ์เคหสถาน โดยจะต้อง มีการย้ายและรื้อบ้านเรือนเดิมที่รุกล้ำลำคลองสาธารณะให้มาจัดระเบียบร่วมกันให้ถูกต้อง ตามกฎหมายด้านการก่อสร้างอาคารแล้วก็สิ่งแวดล้อม มีกลุ่มเป้าหมายในชุมชน ตอนนี้ก็จำนวน ๕๐ ชุมชน ๗,๐๐๐ กว่าครัวเรือน จากสายไหม หลักสี่ ดอนเมือง บางเขน จตุจักร ห้วยขวาง แล้วก็วังทองหลางที่เป็นพื้นที่ที่เราจะต้องเข้าไปพัฒนา สถาบันพัฒนา องค์กรชุมชนมีมาตรการในการจัดหาพื้นที่รองรับ และให้ความช่วยเหลือประชาชน ที่ต้องย้าย แล้วก็รื้อถอนที่อยู่อาศัยบริเวณริมคลองสองนี้จำนวน ๓ ชุมชนด้วยกันนะคะ ประกอบไปด้วยชุมชนเลียบคลองสอง โซน ๑ โซน ๒ โซน ๓ จำนวน ๗๓๖ ครัวเรือน โดยชุมชนได้รับการสนับสนุนงบประมาณพัฒนาที่อยู่อาศัย และสินเชื่อปลูกสร้างบ้าน จากสถาบันในที่ดินเดิมได้ และไม่สามารถอยู่อาศัยในที่ดินเดิมได้ เนื่องจากพื้นที่รองรับ การอยู่อาศัยไม่เพียงพอ ชุมชนจึงรวมกลุ่มซื้อที่ดินใหม่บริเวณใกล้เคียงชุมชนเดิม ในพื้นที่ เขตสายไหม ดิฉันจะขออนุญาตท่านประธานเวลาเพิ่มสักนิดหนึ่งนะคะ ในการปลูกสร้าง ที่ดินเดิม ๑ ชุมชน นั่นก็คือชุมชนสนามมวย ทอ. ภายใต้การบริหารงานของสหกรณ์ เคหสถานบ้านมั่นคงเพิ่มทรัพย์สินสมบุญ จำกัด มีผู้เข้าร่วมโครงการแล้ว ๒๘ ครัวเรือน ส่วนที่ ๒ ปลูกสร้างบ้านในที่ดินใหม่ ๓ ชุมชน ภายใต้การบริหารของสหกรณ์เคหสถาน ริมคลองพัฒนามีผู้ร่วมโครงการ ๑๑๒ ครัวเรือน อันนี้ก็คือในส่วนที่ได้เข้าร่วมกับโครงการ แล้วก็ยังมีมาจากชุมชนเลียบคลองสอง โซน ๓ จำนวน ๗๒ ครัวเรือนด้วยนะคะ ชุมชนเลียบคลองสอง โซน ๑ จำนวน ๒๐ ครัวเรือน แล้วก็ชุมชนหมู่บ้านซอยแอนเน็กซ์ ที่ทางท่านศศินันท์ได้กล่าวถึงเมื่อสักครู่นี้จำนวน ๒๐ ครัวเรือน ก็ถือว่าครอบคลุม แต่ว่า ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่ยังเป็นปัญหาอยู่นะคะ ทั้งหมดนี้ก็จะเป็นภายใต้การบริหารของสหกรณ์ เคหสถานบ้านมั่นคงริมคลอง ในส่วนของงบประมาณที่อุดหนุนเข้าไปก็มีครัวเรือนละ ๑๔๗,๐๐๐ บาท ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้ดิฉันคิดว่าจะเป็นประโยชน์ถ้าทางท่านศศินันท์ ได้ทราบ แล้วก็มีการพูดคุยเพิ่มเติมหลังจากนี้ในการหาความร่วมมือในแนวทางที่จะทำให้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ที่ยังคงค้างอยู่ได้ให้ความร่วมมือมาเข้าร่วมกับโครงการที่ทางภาครัฐ ได้จัดหาให้ค่ะ ขอบคุณท่านประธานค่ะ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ🔗

นางสาวศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ กรุงเทพมหานคร

อีกนิดหนึ่งพอดี วันนี้มีประชาชนที่ประสบเหตุมาด้วยตัวเอง เลยอยากถามว่าแนวทางอีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ที่บอกว่ายังไม่ได้มีการโอนย้ายไปมีมาตรการอย่างไร แล้วก็ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ที่ได้รับ การช่วยเหลือแล้ว ปรากฏว่ามันมีบางส่วนที่เขามีการซื้อขายสิทธิกัน ทำให้ตัวเลข ๓๐ เปอร์เซ็นต์มันอาจจะเพิ่มขึ้นจากเดิมมากกว่านี้ด้วย มีแนวทางในการแก้ไขอย่างไร ในเรื่องนี้ค่ะ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

อีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์เมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรีก็บอกไปส่วนหนึ่งแล้ว🔗

นางสาวศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ กรุงเทพมหานคร

ใช่คะ หมายถึงว่า ตอนนี้มีปัญหาคือว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์นั้นมันอาจจะเพิ่มขึ้นจากเดิม เพราะว่าพอมันมีมาตรการ มารองรับที่อยู่อาศัยไม่พอ บางคนเขาก็กลับมาอยู่ หรือเป็นผู้อยู่หน้าใหม่ที่กลับมาอยู่เพิ่มเติม จะมีมาตรการอย่างไรกับคนกลุ่มนี้ด้วย🔗

นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ขอบคุณท่านศศินันท์นะคะ ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย ดิฉันคิดว่าตรงนี้ก็เป็นสภาพปัญหาจริงจากที่ทางประชาชนได้เข้ามา ว่าพอมันมีส่วนหนึ่งไม่ย้ายออก เขาก็เห็นทำตามแบบกัน คนอื่นอยู่ได้ ฉันก็เข้าไปอยู่ได้บ้าง ซึ่งอันนี้เป็นปัญหาอย่างที่เรียนไปว่า อย่างไรเราก็ต้องคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของพี่น้อง ประชาชนโดยส่วนรวม ดิฉันคิดว่าแนวทางที่ดิฉันได้แจ้งไปว่า ให้เกิดความร่วมมือกัน ในส่วนของเจ้าหน้าที่ แล้วก็ผู้ที่เข้าไปบุกรุก เพราะว่าทางกรมธนารักษ์ก็ยังยืนยันว่า เราเองพร้อมที่จะสนับสนุนให้ภารกิจการพัฒนาเขื่อนริมคลองสองประสบความสำเร็จ โดยเร็วที่สุด ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทางเขตสายไหม ฉะนั้นคิดว่าเป็นโอกาสดี ถ้าหากว่าเรามีข้อมูล จากทางภาคประชาชน ดูว่าอะไรคือปัญหาแล้วเราก็ไปแก้ไขให้โครงการนี้ได้ยั่งยืน แล้วก็ประสบความสำเร็จอย่างดีที่สุด ดิฉันก็คิดว่าน่าที่จะไปต่อกันได้ อย่างเช่นทาง ท่านศศินันท์เป็นกังวลว่า แล้วคนที่เพิ่มเข้ามาใหม่ล่ะ ก็ต้องเรียนว่าก็ต้องใช้มาตรการเดียวกัน ก็คือห้ามอยู่ ก็คือห้ามอยู่ก็ต้องให้ความร่วมมือ คงจะต้องใช้มาตรการในเรื่องของกฎหมาย ในการเข้ามาบังคับใช้ด้วยค่ะ ขอบคุณท่านศศินันท์ค่ะ ขอบคุณท่านประธานคะ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ก็เป็นอย่างนี้ละครับ พอไม่ออกคนใหม่ก็เข้ามา แต่มันก็มีบันทึกอยู่ใช่ไหม ของส่วนราชการเขาจะมีบันทึกว่า คนเดิม คนใหม่ เขาเรียกว่ามีบันทึกประวัติอยู่แล้ว ใช่ไหมครับ ว่าคนเคยอยู่ คนได้รับสิทธิแล้ว เดี๋ยวลองคุยกับท่านนอกรอบดูนะครับ ทางผู้ได้รับผลกระทบเดี๋ยวลองคุยกับทางหน่วยงานดู โอเคนะครับ ขอบคุณทุกท่านครับ ต่อไปนะครับ🔗

๑.๓.๑ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๔๒๒ เรื่อง การแก้ไขปัญหาขยะอาหาร ของท่านพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม🔗

ด้วยสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มีหนังสือแจ้งว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ติดภารกิจ เร่งด่วนนะครับ มิอาจหลีกเลี่ยงได้จึงขอเลื่อนการตอบกระทู้ถามออกไปเป็นวันพฤหัสบดี ที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๖๗ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๗๐ วรรคสอง🔗

๑.๓.๔ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๔๒๕ เรื่อง การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ในพื้นที่อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ท่านอิทธิพล ชลธราศิริ ถาม รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย🔗

ด้วยสำนักงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้มีหนังสือแจ้งว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ติดภารกิจราชการสำคัญ จึงมอบหมายให้รัฐมนตรีช่วย ว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านซาบีดา ไทยเศรษฐ์ เป็นผู้ตอบกระทู้ถามแทน ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๑ แต่เนื่องจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยติดภารกิจเร่งด่วน ในพื้นที่ จังหวัดเชียงรายและจังหวัดพะเยา จึงขอเลื่อนการตอบกระทู้ถามออกไปเป็นวันพฤหัสบดี ที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๖๗ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๗๐ วรรคสอง🔗

๑.๓.๕ กระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๔๒๖ เรื่อง การกราบบังคมทูลเพื่อโปรด เกล้าฯ แต่งตั้งอธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม🔗

ด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้มีหนังสือแจ้งว่าติดภารกิจ ไม่สามารถมาตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะได้ในวันนี้ ขอเลื่อน การตอบกระทู้ถามออกไปเป็นวันพฤหัสบดีที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๗ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๗๐ วรรคสอง🔗

สำหรับวันนี้ก็จบการพิจารณากระทู้ถามแยกเฉพาะนะครับ ขอปิดประชุมครับ🔗

กระทู้ถามแยกเฉพาะก็ได้ดำเนินการถามและตอบในห้องกระทู้ถามแยกเฉพาะเรียบร้อยแล้ว นะครับ🔗

ต่อไประเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม🔗

- รับทราบการพิจารณารายงานของวุฒิสภา จำนวน ๗ เรื่อง🔗

ด้วยสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้มีหนังสือแจ้งว่า ที่ประชุมวุฒิสภา ได้พิจารณารับทราบรายงาน ดังนี้นะครับ🔗

๑. ในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๕ วันจันทร์ที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๖๗ รับทราบ รายงานผลการปฏิบัติงาน กสทช. ประจำปี ๒๕๖๖ และรายงานการติดตามตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงาน กสทช. สำนักงาน กสทช. และเลขาธิการ กสทช. ประจำปี ๒๕๖๖🔗

๒. ในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๗ วันอังคารที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๖๗ รับทราบ รายงานประจำปี ๒๕๖๕ ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ🔗

๓. ในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๘ วันจันทร์ที่ ๒ กันยายน ๒๕๖๗ จำนวน ๒ เรื่อง🔗

๑) รับทราบรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินสำนักงาน ศาลยุติธรรม สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๖🔗

๒) รับทราบรายงานประจำปี ๒๕๖๖ ของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและ สร้างสรรค์🔗

๔. ในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๙ วันอังคารที่ ๓ กันยายน ๒๕๖๗ จำนวน ๓ เรื่อง คือ🔗

๑) รับทราบรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงิน สำหรับปีสิ้นสุด วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๕ ของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานหลักประกัน สุขภาพแห่งชาติ🔗

๒) รับทราบรายงานการสร้างระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประจำปี งบประมาณ ๒๕๖๖🔗

๓) รับทราบรายงานผลการตรวจสอบและผลการปฏิบัติหน้าที่ของ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๖ จึงขอแจ้งให้ที่ประชุมได้รับทราบนะครับ🔗

ท่านสมาชิกครับ การพิจารณาเรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุมตามระเบียบ วาระที่ ๒.๒ และระเบียบวาระที่ ๒.๓ หน่วยงานได้มีหนังสือขอเลื่อนการเข้าชี้แจงออกไปเป็น วันพฤหัสบดีที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๖๗ เนื่องจากติดภารกิจสำคัญ ดังนั้น จึงขอดำเนินการตาม ระเบียบวาระต่อไปนะครับ🔗

(ที่ประชุมรับทราบ)
นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม🔗

- รับรองรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๖ ปีที่ ๑ (สมัยสามัญ ประจำปีครั้งที่สอง) จำนวน ๓ ครั้ง คือ🔗

ครั้งที่ ๒๔ วันพฤหัสบดีที่ ๗ มีนาคม ๒๕๖๗🔗

ครั้งที่ ๒๕ วันพุธที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๖๗🔗

ครั้งที่ ๒๖ วันพฤหัสบดีที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๖๗🔗

ซึ่งได้วางไว้ให้ท่านสมาชิกได้ตรวจดูก่อนที่จะเสนอให้สภารับรองนะครับ ท่านสมาชิกดูที่ได้วางไว้ให้แล้วนะครับ ไม่มีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นนะครับ ถือว่าที่ประชุมรับรองรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎรทั้ง ๓ ครั้ง ดังกล่าวแล้วนะครับ🔗

ท่านสมาชิกครับ ก่อนที่ที่ประชุมจะพิจารณาเรื่องตามระเบียบวาระต่อไป ผมขอปรึกษาที่ประชุมเพื่อขอนำระเบียบวาระที่ ๗.๒ คณะกรรมาธิการขอขยายระยะเวลา การพิจารณาศึกษา และเรื่องตั้งกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่างลง ซึ่งยังไม่ได้บรรจุในระเบียบ วาระขึ้นมาพิจารณาก่อน จะมีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอื่นหรือไม่ครับ ถ้าไม่มี ถือว่าที่ประชุม เห็นชอบให้ดำเนินการตามนี้นะครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๗ เรื่องอื่น ๆ🔗

๑. คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาและเสนอแนวทาง การส่งเสริมกระบวนการสร้างสันติภาพเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่สามจังหวัด ชายแดนภาคใต้ ขอขยายระยะเวลาพิจารณาศึกษาเรื่องดังกล่าวออกไปอีก ๙๐ วัน นับตั้งแต่ วันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๖๗🔗

ด้วยประธานคณะกรรมาธิการ ท่านจาตุรนต์ ฉายแสง ได้มีหนังสือแจ้งว่า คณะกรรมาธิการมีประเด็นที่มิได้พิจารณาศึกษาอีกหลายประเด็น ดังนั้น เพื่อให้การพิจารณา ศึกษาเป็นไปด้วยความรอบคอบ รอบด้าน มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์ต่อการ พิจารณาศึกษา จึงขอขยายระยะเวลาการพิจารณาศึกษาออกไปอีก ๙๐ วันนับตั้งแต่ วันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๖๗ เพื่อประโยชน์ในการทำงานของคณะกรรมาธิการนะครับ จะมีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ ถ้าไม่มีถือว่าที่ประชุมเห็นชอบให้ คณะกรรมาธิการขยายเวลาการพิจารณาศึกษาออกไปตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๖ นะครับ🔗

ต่อไปเรื่องตั้งกรรมาธิการสามัญ ซึ่งยังไม่ได้บรรจุในระเบียบวาระ🔗

๒. ตั้งกรรมาธิการสามัญในคณะกรรมาธิการการคุ้มครองผู้บริโภค แทนตำแหน่งที่ว่างลง ๑ ตำแหน่ง เพราะลาออก (นายภราดร ปริศนานันทกุล)🔗

ด้วยประธานคณะกรรมาธิการได้มีหนังสือแจ้งว่า ขอให้ตั้งกรรมาธิการแทน ตำแหน่งที่ว่าง เนื่องจาก นายภราดร ปริศนานันทกุล ได้ขอลาออกจากตำแหน่งกรรมาธิการ จึงเป็นอันพ้นจากการเป็นกรรมาธิการตามข้อบังคับ ข้อ ๑๘๓ (๓) ตำแหน่งที่ว่างลงเป็น กรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย ขอเชิญเสนอชื่อกรรมาธิการ พร้อมทั้งขอผู้รับรอง และช่วยพิจารณาด้วยว่าไม่ได้เป็นกรรมาธิการเกิน ๒ คณะตามข้อบังคับ ข้อ ๙๐ เชิญครับ🔗

นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช ลพบุรี

ท่านประธานคะ พรรคภูมิใจไทย ขอเสนอท่านวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ แทนท่านภราดร ปริศนานันทกุล🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ🔗

๓. ตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการ เพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. .... แทนตำแหน่งที่ว่างลง ๑ ตำแหน่ง เพราะลาออก (นายไพบูลย์ นิติตะวัน)🔗

ด้วยประธานคณะกรรมาธิการได้มีหนังสือแจ้งว่า ขอให้ตั้งกรรมาธิการแทน ตำแหน่งที่ว่าง เนื่องจาก นายไพบูลย์ นิติตะวัน ได้ขอลาออกจากตำแหน่งกรรมาธิการ จึงเป็นอันพ้นจากการเป็นกรรมาธิการตามข้อบังคับ ข้อ ๑๘๓ (๓) ตำแหน่งที่ว่างลง เป็นกรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคพลังประชารัฐ ขอเชิญเสนอชื่อกรรมาธิการพร้อมทั้ง ขอผู้รับรองตามข้อบังคับ ข้อ ๙๑ ด้วยครับ เชิญครับ🔗

นายบุญชัย กิตติธาราทรัพย์ เพชรบูรณ์

กราบเรียนท่านประธาน สภาที่เคารพ ผม นายบุญชัย กิตติธาราทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ พรรคพลังประชารัฐครับ ขอเสนอชื่อกรรมาธิการวิสามัญร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการ เพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. .... ที่ว่างลง ขอเสนอชื่อ ร้อยตำรวจเอก วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผู้รับรองถูกต้องนะครับ ผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่างลงคือ ร้อยตำรวจเอก วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช🔗

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว🔗

๑. รายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง การเสริมสร้างความเข้มแข็ง ให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ พิจารณาเสร็จแล้ว ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่ครับ🔗

ในการนี้ผมได้อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๔ วรรคสอง ขอเชิญคณะอนุกรรมาธิการการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการ ขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) มีรายชื่อดังต่อไปนี้เข้าร่วมชี้แจง ๑. นายธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ ๒. นางสาววิชญาดา อำพนกิจวิวัฒน์ ๓. นางสาวนุชนาถ จันทราวุฒิกร เชิญท่านประธาน แถลงครับ🔗

นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ประธานคณะกรรมาธิการ

เรียนประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ในฐานะประธานกรรมาธิการการพัฒนา เศรษฐกิจ ขอรายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ดังนี้🔗

ตามที่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ ๒๖ ปีที่ ๑ ครั้งที่ ๑๙ (สมัยสามัญ ประจำปีครั้งที่หนึ่ง) วันพุธที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๖๖ ที่ประชุมได้ลงมติตั้งคณะกรรมาธิการ การพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้มีหน้าที่และอำนาจตามข้อบังคับการประชุม สภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๙๐ (๒๕) ในการกระทำกิจการพิจารณาสอบหา ข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับผลกระทบต่อการเศรษฐกิจของชาติ ธุรกิจภาคเอกชน ประชาชน สถานการณ์ทางเศรษฐกิจในประเทศ และเศรษฐกิจของภูมิภาค ต่าง ๆ ในสังคมโลกที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของไทย รวมทั้งนโยบายและแผนการ พัฒนาเศรษฐกิจของรัฐนั้น🔗

บัดนี้ คณะกรรมาธิการได้ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจโดยได้ดำเนินการ พิจารณาศึกษาประเด็นที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย เรื่อง การเสริมสร้างความเข้มแข็ง ให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงขอเสนอรายงาน ผลการพิจารณาศึกษาและข้อสังเกตต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณา โดยผมขอ มอบหมายให้นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ เลขานุการคณะกรรมาธิการในฐานะประธาน คณะอนุกรรมาธิการการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เป็นผู้นำเสนอรายงานผลการพิจารณาศึกษาดังกล่าว และตอบข้อซักถามต่อ ที่ประชุม ขอเชิญท่านศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ครับ🔗

นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการขนาดกลาง และขนาดย่อม (SMEs) ขออนุญาตนำเสนอรายงานฉบับนี้ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรแบบย่อ โดยเนื้อหาเต็มอยู่ในรายงานของเรา🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ กรรมาธิการ

สำหรับวัตถุประสงค์ในการศึกษา ก็จะเป็นเรื่องของการพิจารณาศึกษาแนวทางและวิธีการในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เพื่อนำไปสู่การพัฒนาและการเสริมสร้าง ความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการอย่างยั่งยืน และเพื่อจัดทำข้อเสนอและข้อสังเกตในการ เสริมสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ทางอนุกรรมาธิการก็มีการประชุมทั้งหมด ๑๗ ครั้ง ๔๑ หน่วยงาน เป็นหน่วยงานภาครัฐ ทั้งหมด ๒๖ หน่วยงาน เอกชน ๑๓ หน่วยงาน และมีสถานทูตอีก ๒ หน่วยงาน🔗

แล้วอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ SMEs เองนั้นก็เป็นอีกหนึ่งในวาระของรัฐบาล ที่รัฐบาลให้ความสำคัญในฐานะกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก แต่ทว่า ผู้ประกอบการ SMEs กำลังเผชิญกระทั่งเรื่องของกฎหมาย เรื่องของระเบียบต่าง ๆ ที่สร้าง เป็นภาระและเป็นอุปสรรคต่อการประกอบกิจการ SMEs ส่งผลกระทบให้ไม่สามารถพัฒนา ตัวเองได้ หรือไม่สามารถที่จะแข่งขันได้ รวมถึงเรื่องของระบบการเงินที่อาจจะไม่ได้ทำให้ SMEs สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างง่าย ทำให้ไม่สามารถหาทุนเพื่อไปพัฒนาต่อยอด ธุรกิจของตัวเองได้ รวมถึงเรื่องของสภาพคล่องต่าง ๆ จากวิกฤติทางการเงิน ประกอบกับ นโยบายของภาครัฐที่อาจจะไม่ได้ส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการได้อย่างเพียงพอและมี ประสิทธิภาพ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม SMEs ต้องบอกว่าสัดส่วนทางมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือ GDP Contribution อย่างที่ผมบอกยังอยู่ที่ ๓๕ เปอร์เซ็นต์มาหลายปีติดต่อกัน เรียกได้ว่าติดกับดักในเรื่องนี้มานานแล้ว แม้ว่าขนาดของ SMEs ทั้งระบบ ถึงแม้ว่ามันจะมี การโตขึ้น ต้องบอกว่า SMEs เราโตขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็โตเป็นสัดส่วนเดียวกับขนาด GDP ในภาพรวม นั่นหมายความว่า SMEs ที่เราลงงบประมาณไปพยายามช่วยเหลือผลักดันเข้าไปนั้น จริง ๆ แล้วไม่ได้สามารถทำให้เขาโตกว่าสภาพโดยรวมของสภาพเศรษฐกิจไทยได้เลยนะครับ ถึงแม้ว่ารัฐบาลเองจะมีเป้าหมายว่าอยากให้ตัว Contribution ตัว ๓๕ เปอร์เซ็นต์นี้ เป็น ๔๐ เปอร์เซ็นต์ภายในปี ๒๕๗๐ แต่ก็ดูเหมือนว่าเป็นข้อเสนอที่อาจจะดูใหญ่เกินไป และในเชิงปฏิบัติน่าจะไม่สามารถทำได้จริง ถ้ายังไม่มีการแก้ไขในเชิงของโครงสร้างให้มากยิ่งขึ้น ทางอนุกรรมาธิการเราก็เลยมีการจัดทำรายงานขึ้นมา เพื่อที่จะสะท้อนสภาพปัญหา และอุปสรรคที่เกิดขึ้น โดยแบ่งสภาพปัญหาและอุปสรรคออกไปทั้งหมด ๕ ด้านด้วยกัน พร้อมกับนำข้อเสนอในเชิงของมิติด้านกฎหมาย แล้วก็มิติเรื่องของนโยบายในการนำเสนอ เดี๋ยวขออนุญาตไปเรื่องของปัญหาข้อที่ ๑ นะครับ🔗

ปัญหาที่ ๑ เป็นในเรื่องของด้าน อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานในการกำกับ ดูแลผู้ประกอบการ SMEs หน่วยงานที่กำกับดูแลควรมีความจำเป็นที่ว่าจะต้องมีบทบาท และมีหน้าที่ในการส่งเสริมและสนับสนุน SMEs ไทย ซึ่งปัจจุบันนี้แม้ว่าเราจะมี สสว. หรือสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อยเป็นหน่วยงานที่ดูแล SMEs อยู่ แต่เราก็พบว่ายังมีหลายหน่วยงานที่ทำหน้าที่ทับซ้อนกับ สสว. ด้วยกัน และแต่ละหน่วยงาน ของภาครัฐที่อยู่ตามกระทรวงต่าง ๆ ก็ไม่ได้มีนโยบาย หรือมาตรการ หรือโครงการส่งเสริม SMEs ที่สอดคล้อง หรือเป็นไปในองคาพยพเดียวกัน ไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้มีการใช้งบประมาณ ที่อาจจะมีความทับซ้อนรวมกัน เพราะฉะนั้นปัญหาหลัก ๆ ก็คือเรื่องของบทบาทหน้าที่ ของหน่วยงานที่มีความซับซ้อน แล้วก็ขาดผู้ที่รับผิดชอบในภาพหลัก ทำให้ไม่เกิดเรียกได้ว่า เป็นหัวเรือในเรื่องของการบูรณาการต่าง ๆ นะครับ🔗

ในส่วนที่ ๒ ก็คือเรื่องของนิยาม SMEs อย่างที่ผมได้แจ้งไปว่า SMEs มีทั้งหมด ๓.๑ ล้านราย แต่ในแต่ละหน่วยงานจริง ๆ แล้วมีการใช้เกณฑ์ในการบอกว่า SMEs ใครเป็น SMEs หรือใครไม่ใช่ SMEs ที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นแค่ตัวเลขหรือข้อมูลต่าง ๆ เราก็ไม่สามารถที่จะนำมาใช้ร่วมกันได้แล้ว เพราะว่าแต่ละหน่วยงานมีการใช้นิยามที่แตกต่างกัน นั่นเอง เพราะฉะนั้นก็เลยนำมาสู่เรื่องของข้อเสนอเชิงนโยบาย🔗

ข้อเสนอที่ ๑ ก็คือการผลักดันให้ สสว. เป็นเจ้าภาพในการประสาน กำกับ ควบคุม จัดสรร แล้วก็กำหนดบทบาทของหน่วยงานต่าง ๆ ในเรื่องของการทำโครงการต่าง ๆ ที่ช่วยเหลือ SMEs ทำให้เกิดการบูรณาการแบบมีหัวเรือ และมีกรรมการกำหนดแผน ในการทำงาน และขับเคลื่อนที่ชัดเจนเป็นองคาพยพเดียวกัน อยู่ในกรอบภารกิจที่ชัดเจน มีการวางเรื่องของโครงการต่าง ๆ ในการสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง แล้วก็เรื่องของ การผลักดัน ทำให้ไม่มีการใช้งบประมาณที่สิ้นเปลือง หรือว่าเกิดความทับซ้อน ทำให้ทุกอย่าง มันขับเคลื่อนไปได้เป็นหนึ่งเดียวกันสักทีนะครับ🔗

๒. คือการพัฒนาต่อยอดระบบ SMEs One ID ซึ่งก็คือเป็นระบบของ สสว. ในการทำให้ผู้ประกอบการเข้าถึงบริการของภาครัฐ รวมถึงการเก็บข้อมูลต่าง ๆ ของภาครัฐ ของ ๆ หน่วยงานต่าง ๆ มาอยู่รวมกัน แต่ทว่าตัวระบบ SMEs One ID ก็จะมีปัญหา เหมือนกัน เนื่องจากว่าระบบ SMEs One ID เราไม่ได้มีสภาพบังคับให้หน่วยงานต้องเข้าร่วม นั่นหมายความว่าหน่วยงานแต่ละหน่วยงานที่จะเข้าร่วมระบบ SMEs One ID นั้น เป็นเพียง การประสานงานจากทาง สสว. ไปติดต่อ ใครจะร่วมก็ได้ ใครไม่ร่วมก็ได้ ทำให้ที่ผ่านมา การดำเนินงานของ สสว. ในการหาหน่วยงานมาเข้าร่วมในระบบตัวนี้มันเกิดการติดขัด ซึ่งเราก็เสนอว่ารัฐบาลก็ควรมีความจำเป็นที่จะต้องออกระเบียบหรือมีนโยบายที่ชัดเจนว่า จะต้องให้หน่วยงานไหนเข้าร่วมและบังคับให้เข้าร่วม หรือหน่วยงานไหนไม่เข้าร่วม จะไม่สามารถให้หน่วยงานในเชิงของการใช้ดุลยพินิจของตัวเอง ในการที่จะบอกว่าเข้าร่วม หรือไม่เข้าร่วมแบบเสรีภาพได้ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดมีการมารวมกันอยู่ในระบบเดียวกันจะเกิด การทำงาน🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวขอคั่นรายการหน่อยนะครับ เพราะว่าดูน่าจะยาว ขอต้อนรับคณะผู้มาเยี่ยมหน่อยนะครับ สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ศอ.บต. และสมาคมสถาบันศึกษาปอเนาะ จังหวัดชายแดนภาคใต้นะครับ สภาผู้แทนราษฎร ยินดีต้อนรับนะครับ ขอบคุณครับที่มาเยี่ยมครับ เชิญครับ ท่านกรรมาธิการเชิญต่อครับ🔗

นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ กรรมาธิการ

ขอบคุณท่านประธานครับ อีกส่วนหนึ่ง ก็คือเรื่องของการยื่นขอใบอนุญาตต่าง ๆ ถ้าเกิดมันสามารถรวบรวมกันอยู่ใน SME One ID ก็จะเป็นเรื่องตรงกับนโยบายของรัฐบาลในเรื่องของ Ease of doing Business นะครับ🔗

ต่อไปก็คือเรื่องของการสร้างฐานระบบข้อมูลหรือตัวทะเบียนของ ผู้ประกอบการนะครับ เพื่อให้ง่ายต่อการผลักดันนโยบายต่าง ๆ ที่เราจะมี Contact Point ต่าง ๆ ไปอย่าง SMEs ทุกรายนะครับ และอีกส่วนหนึ่ง ก็คือเรื่องของการปรับนิยาม ให้ใช้ นิยามแบบเดียวกัน ก็คือแบบของ สสว. เพื่อที่ง่ายต่อการที่เราจะจัดทำข้อมูล ปัญหาที่ ๒ ก็คือปัญหาด้านการเงินและสภาพคล่อง และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนนะครับ🔗

๒.๑ ก็คือเรื่องของการกำหนดขอบเขตข้อมูลทางด้านการเงินว่าข้อมูลไหน ที่ถูกนับว่าเป็นข้อมูลทางการเงินที่ใช้ในการคำนวณหรือพิจารณาเรื่องของเครดิต เรื่องของ สินเชื่อต่าง ๆ นะครับ🔗

๒.๒ ก็คือเรื่องของการกำหนดเงื่อนไขและคุณสมบัติในการพิจารณาของ สถาบันการเงิน🔗

๒.๓ ก็คือปัญหาเรื่องของระยะเวลาของสินเชื่อหรือตัว Credit term นะครับ จาก ๓ ปัญหาที่กรรมาธิการพิจารณาก็จะมีข้อเสนอในเชิงกฎหมาย ก็คือการแก้ไข พ.ร.บ. ข้อมูลเครดิต ปี ๒๕๔๕ ให้สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างอื่นที่เป็นข้อมูลที่เป็น Non Financial หรือข้อมูลที่ไม่ใช่ด้านการเงิน อย่างเช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ หรือค่าบริการรายเดือน ต่าง ๆ นำเข้ามาอยู่ร่วมกันด้วย รวมถึงการแก้ไขกฎหมายหลาย ๆ ฉบับ เพื่อให้สามารถ เปิดเผยข้อมูลระหว่างรัฐได้ เช่น พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารราชการ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วน บุคคล พ.ร.บ. ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ นะครับ ในส่วนของข้อเสนอ เชิงนโยบาย ก็คือการผลักดันเรื่องของการทำ Open Data หรือการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่าง สถาบันการเงินให้สถาบันการเงินสามารถเข้าถึงข้อมูลบางส่วนของผู้ประกอบการที่อยู่กับ สถาบันการเงินอื่น ๆ เพื่อใช้ในการพิจารณาเรื่องของสินเชื่อนะครับ เรื่องของการควบคุม เรื่องของ Credit term มีระบบการติดตามการวางบิลล์ ที่ชัดเจน เพื่อให้ไม่ถูกเรียกว่า ผู้ประกอบการรายใหญ่ประวิงเวลาการจ่ายเงินนะครับ การเพิ่มการค้ำประกันของ บสย. ก็ดี หรือการพัฒนาระบบอบรมหลักสูตรต่าง ๆ ทักษะต่าง ๆ แล้วเรื่องของการพัฒนาการศึกษา เพื่อเพิ่มในเรื่องของประสิทธิภาพ เรื่องของ Financial Literacy หรือความรู้ด้านการเงินนะครับ🔗

ปัญหาที่ ๓ เป็นปัญหาเรื่องของด้านภาษีนะครับ การเข้าสู่ระบบภาษี เรียกได้ว่า เป็นอุปสรรคสำคัญและอุปสรรคใหญ่ของผู้ประกอบการ SMEs นะครับ ตั้งแต่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการคำนวณภาษี กระบวนการต่าง ๆ ในการยื่นภาษีต่าง ๆ นะครับ ซึ่งตรงนี้มีปัญหาในเรื่องของทั้งการเข้าสู่ระบบภาษีและในเรื่องของปัญหาทางด้านของอัตรา ภาษีที่สูงเกินไป ซึ่งทำให้เกิดการเลี่ยงที่จะไม่อยากเข้าสู่ระบบ ซึ่งตรงนี้ก็จะเป็นปัญหาที่ทำให้ เกิดเรียกว่า Informal Economy หรือว่าเศรษฐกิจนอกระบบที่มีขนาดใหญ่เกิดขึ้น ในส่วนของข้อเสนอเชิงกฎหมาย ก็แน่นอนครับ ต้องแก้ไข เราเสนอว่าควรมีการพิจารณา แก้ไขในเรื่องของอัตราภาษีให้มีความถี่มากยิ่งขึ้น เพราะว่าปัจจุบันนี้ถ้าไม่ ๐ เปอร์เซ็นต์ ก็กระโดดไปที่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์เลย ก็ถือว่าค่อนข้างสูงนะครับ ตรงนี้เสนอให้มีการแก้ไข แล้วข้อเสนอเชิงนโยบายก็ควรต้องมีกฎหมายหรือสภาพบังคับทำให้ทุกร้านค้าเข้าสู่ระบบ ภาษีให้มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันนี้ต้องเรียกได้ว่าเราสร้างเหมือนเป็น ๒ มาตรฐาน SMEs กลุ่มหนึ่งเข้าร่วม แต่ SMEs อีกกลุ่มหนึ่งไม่เข้าร่วม แต่ก็ไม่ได้เกิดปัญหาอะไรเกิดขึ้น ไม่ได้มี การบังคับใช้กฎหมายหรือการดึงเข้าสู่ฐานภาษีนะครับ แล้วถ้าเกิดเป็นนโยบายในเชิงของ การให้รางวัลนะครับ สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ก็จะมีสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เกิดขึ้นนะครับ ในการที่จะดึง SMEs เข้าสู่ระบบขึ้นมา ซึ่งรายละเอียดอยู่ในรายงานนะครับ แล้วต่อมาครับ ก็เป็นในเรื่องของปัญหาด้านแรงงานและการจ้างงานต้องบอกว่ามีปัญหาอยู่ ๒ ส่วนด้วยกัน ก็คือปัญหาด้านความพร้อมของคนหรือของทักษะของแรงงาน แล้วก็ปัญหาเรื่องของ การไม่สามารถปรับเรื่องของค่าแรงค่าจ้างแรงงานได้นะครับ ในส่วนตรงนี้เรามีข้อเสนอ ในเรื่องของการพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก หรือว่า Child Care เพื่อให้ครอบครัวผู้ที่มีรายได้ น้อยสามารถที่จะฝากลูกไว้อยู่ที่ศูนย์ได้ในระหว่างที่ตัวเองไปทำงานไม่ต้องพะวักพะวงหรือไม่ ต้องหยุดงาน ทำให้รายได้ครัวเรือนตกลงนะครับ แต่ถ้าเกิดสามารถฝากลูกได้ รายได้ ครัวเรือนของครอบครัวเขาก็จะสูงขึ้น มีสมาธิในการทำงานนะครับ ในส่วนที่ ๒ ก็คือการทำ Matching Service หรือการจัดหาแรงงานได้ตรงกับความต้องการของนายจ้าง การทำ Skill Mapping ในระหว่างระบบการศึกษา ก็คือพูดง่าย ๆ คือเอาทักษะที่จำเป็นในปัจจุบัน กับทักษะที่จำเป็นในอนาคตของผู้ประกอบการต่าง ๆ นี้ไป Match กันในเรื่องของ Course เรียนตามมหาวิทยาลัยเพื่อให้สามารถผลิตคนได้ตรงกับสิ่งที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ต่าง ๆ ต้องการนะครับ แล้วรวมถึงการพัฒนาระบบอาชีวะก็ดี🔗

ปัญหาสุดท้ายครับ คือเป็นเรื่องของปัญหาด้านกฎหมาย หรือกฎระเบียบของ ภาครัฐที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา SMEs นะครับ มี ๒ เรื่องด้วยกันครับ ก็คือเรื่องของ การจัดตั้งบริษัทซึ่งปัจจุบันกำหนดให้ต้องมีบุคคลอย่างน้อย ๒ คนขึ้นไปถึงจะสามารถจดบริษัท ได้ แล้วส่วนที่ ๒ ก็คือเรื่องของการจ้างแรงงานจากต่างประเทศ ซึ่งเราต้องจ้างคนไทย ๔ คน ถึงจะสามารถจ้างแรงงานจากต่างประเทศได้ ๑ คนนะครับ แต่ทว่ามีบริษัทใหญ่หลาย ๆ บริษัทที่ได้สิทธิพิเศษจาก BOI ทำให้ตัวเองนั้นไม่จำเป็นต้องจ้างคนไทย ๔ คน แต่ก็สามารถ จ้างแรงงานต่างชาติหรือต่างด้าวได้ ๑ คน สุดท้ายกลายเป็นว่าไม่ใช่เป็นแรงงานต่างชาติ หรือต่างด้าวที่เป็นแรงงานทักษะสูง แต่ใช้กลไกนี้ไปใช้ในการจ้างแรงงานทักษะ เรียกว่า ทักษะต่ำแทน หรือทักษะทั่วไป ก็คืออย่างแรงงานประเทศเพื่อนบ้านของเรา เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เลยเกิดเป็นข้อแตกต่างระหว่างผู้ประกอบการที่ได้สิทธิ ก็คือผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ได้สิทธิ BOI กับผู้ประกอบการรายเล็กที่เป็นผู้ประกอบการ SMEs ที่ต้องโดนกฎหมายตรงนี้อยู่ ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายที่อาจจะจ้างแรงงาน ต่างด้าวหรือต่างชาติที่เป็นกลุ่ม SMEs ก็จะไม่อยากเข้าสู่ระบบ เพราะถ้าเกิดเข้าสู่ระบบ ก็จะถูกบังคับตามกฎหมาย ก็อยากจะอยู่นอกระบบเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นตรงนี้ในเชิงของ ข้อเสนอแนะ ก็คือเรื่องของการแก้ไขข้อบัญญัติ เรื่องการจัดตั้งบริษัทต่าง ๆ และเรื่องของ พ.ร.บ. การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ปี ๒๕๖๐ ในส่วนของมาตรา ๑๑ แล้วก็ มีอีกส่วนหนึ่ง ก็คือเรื่องข้อเสนอในเชิงนโยบาย ก็คือกำหนดให้กรณีที่มีการจ้างแรงงาน ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ ต้องมีการฝึกอบรมทักษะ มีการเรียกได้ว่าส่งถ่ายข้อมูลความรู้ ผ่านทักษะต่าง ๆ นำให้คนต่างชาติเหล่านี้ Train ให้กับคนไทย เพื่อที่ต่อไปเราจะได้จ้าง แรงงานไทยเป็นหลัก ทั้งนี้ ก็ต้องบอกว่าทางอนุกรรมาธิการตรงนี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะรายละเอียดทั้งหมดจะอยู่ในรายงานฉบับนี้ ทางเราก็ต้องขอขอบคุณเพื่อนสมาชิก ทุกท่านครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสมาชิกที่ขออภิปราย ท่านแรก ท่านร่มธรรม ขำนุรักษ์ เชิญครับ🔗

นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ พัทลุง

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ร่มธรรม ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้กระผม ขออภิปรายสนับสนุนรายงานการศึกษา เรื่อง การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการ ขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs ของคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง หรือที่เราเรียกว่า SMEs หรือว่าธุรกิจ Startup ถือเป็นจักรกลสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจ ของประเทศ ซึ่งธุรกิจ SMEs มีการจ้างงานในท้องที่ มีการใช้วัตถุดิบท้องถิ่น มีการหมุนเวียน รายได้ มีการใช้จ่ายในแต่ละพื้นที่เป็นส่วนสำคัญในการกระจายรายได้ และลดความเหลื่อมล้ำ ในประเทศได้ดีอย่างยิ่ง โดยในประเทศของเรา เรามีผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ทั้งด้านการผลิต ด้านการค้า และด้านบริการอยู่ประมาณ ๓ ล้านราย คิดเป็นสัดส่วนกว่า ๙๙.๕ เปอร์เซ็นต์ของผู้ประกอบการทั้งหมด มีการจ้างงานถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ของแรงงาน ทั้งประเทศ แล้วก็มีมูลค่าประมาณ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ของ GDP ท่านประธานคงจะได้เห็นถึง🔗

ประการที่ ๑ คือการสร้างความรู้ วันนี้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องสร้าง ความรู้ให้กับประชาชนทุกกลุ่ม ทุกวัย เราควรจะเริ่มตั้งแต่ในห้องเรียนของเด็กนักเรียน ไปจนถึงวัยทำงาน แล้วก็ผู้สูงอายุ เพื่อทำให้พี่น้องประชาชนเรามีทักษะในด้าน การประกอบการ การลงทุน การขาย มีความคิดสร้างสรรค์ แล้วก็การสร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วก็ ควรจะส่งเสริมทักษะที่เฉพาะเจาะจงในด้านต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการประกอบธุรกิจ ซึ่งประเด็นนี้ถือเป็นการติดอาวุธให้กับประชาชนของเราได้มีความสามารถในการประกอบ กิจการอยู่อย่างเสมอนะครับ🔗

ประการที่ ๒ คือเรื่องของเงินทุน วันนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริม และสนับสนุนให้ประชาชน ผู้ประกอบการได้เข้าถึงแหล่งเงินทุน หรือสินเชื่อให้ได้มากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างโอกาสให้ SMEs ให้มากยิ่งขึ้น โดยพรรคประชาธิปัตย์ของเราได้มีการนำเสนอ นโยบายจัดตั้งกองทุน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กองทุนที่ว่านี้หวังเพื่อจะให้กลุ่ม SMEs สามารถ เข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับการพัฒนา ต่อเติม ขยายกิจการ ตลอดจนการเพิ่มทุนธุรกิจ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้กับประเทศต่อไปได้🔗

ประการที่ ๓ คือการอำนวยความสะดวกให้ SMEs วันนี้รัฐบาลจะต้องอำนวย ความสะดวก ช่วยเหลือ หรือจูงใจให้ผู้ประกอบการ หรือประชาชนสามารถทำธุรกิจได้ง่าย ที่สุดครับ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการทางภาษี การส่งเสริมการตลาด ทั้งออฟไลน์หรือออนไลน์ ให้มีสถานที่แสดงสินค้า มีการจับคู่ทางธุรกิจ ไปจนถึงการแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบ ที่เป็นอุปสรรคต่อผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ทั้งการจัดตั้งบริษัทแรงงาน เมื่อสักครู่ท่านกรรมาธิการก็ได้พูดไปแล้วนะครับ วันนี้เราต้องปลดล็อกข้อจำกัดต่าง ๆ และเปิดโอกาสให้คนตัวเล็กตัวน้อยได้มีโอกาสทำมาหากินมากยิ่งขึ้นครับ🔗

ประการที่ ๔ ประการสุดท้ายครับ คือการปกป้องธุรกิจขนาดเล็กของประเทศไทย วันนี้เราจะเห็นได้ว่าปัญหาสำคัญประการหนึ่ง ก็คือสินค้าจากต่างประเทศ หรือแพลตฟอร์ม จากต่างประเทศได้เข้ามาตีตลาดในประเทศไทย กดด้วยราคาที่ถูกมากครับ ทำให้ประเทศไทย ได้เสียผลประโยชน์ แล้วเงินทองก็ไหลไปในต่างประเทศ จนผู้ประกอบการรายเล็กขณะนี้ ไม่สามารถแข่งขันได้ หรือว่าต้องล้มตายไปนะครับ รัฐบาลจึงควรมีมาตรการปกป้อง ผลประโยชน์ของธุรกิจขนาดเล็กและขนาดย่อม เช่น มาตรการทางภาษี ซึ่งในหลายประเทศ ก็มีมาตรการเพื่อที่จะปกป้องผลประโยชน์ของธุรกิจรายย่อยอยู่หลาย ๆ ประเทศนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ จากที่ผมได้เคยจัดทำรายงานของคณะกรรมาธิการ ผมเชื่อ อย่างยิ่งว่า รายงานฉบับนี้ของคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ มีความตั้งใจอย่างดียิ่ง ที่จะผลักดันให้ธุรกิจขนาดเล็ก คนตัวเล็กตัวน้อยสามารถเติบโตได้อย่างเข้มแข็ง แล้วก็มี บทบาททางเศรษฐกิจของประเทศให้ได้มากที่สุด ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญที่จะลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเท่าเทียมทางรายได้ กระจายการพัฒนาไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ผมคิดว่าเราคงเห็น ตรงกันครับว่า เราอยากเห็นจุดเล็ก ๆ ที่สุดของประเทศมีความเป็นอยู่ที่ดี กระจายไปทุก พื้นที่ทั่วประเทศ ไม่ใช่แค่กระจุกอยู่บางพื้นที่ เรื่องนี้จึงเป็นเหมือนกับการบริหารประเทศครับ วันนี้เราอยากเห็นท้องถิ่นซึ่งเป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด ให้มีความเข้มแข็ง มากที่สุดนะครับ มีงบประมาณ มีอำนาจที่เพียงพอไปแก้ไขปัญหาให้ประชาชน ได้ตรงจุดที่สุด เช่นเดียวกันวันนี้เราก็อยากเห็นธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดย่อยที่กระจายอยู่ทุก พื้นที่ทั่วประเทศ มีความเข้มแข็ง มีรายได้ที่ดี แล้วก็มีการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ไม่ใช่แค่ได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจแค่คนบางคนหรือกลุ่มบางกลุ่มนะครับ🔗

สุดท้ายนี้ผมขอชื่นชมในความตั้งใจความเสียสละของทุกท่าน ที่มีส่วนในการ จัดทำรายงานฉบับนี้ ต้องขอชื่นชมว่ามีความละเอียด แล้วก็เห็นถึงความตั้งใจ แล้วก็เสียสละ หลังจากนี้คงต้องฝากไปถึงรัฐบาลว่า ขอให้ได้รับข้อเสนอแนะตามรายงานฉบับนี้ทำให้ เกิดขึ้นจริง ไม่ให้เป็นรายงานที่สูญเปล่าครับ วันนี้เราต้องปลดปล่อยศักยภาพของคนตัวเล็ก ตัวน้อย ปลดปล่อยโอกาสให้ SMEs ในประเทศไทยครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านภัณฑิล น่วมเจิม เชิญครับ🔗

นายภัณฑิล น่วมเจิม กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม ภัณฑิล น่วมเจิม ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ขอร่วมอภิปราย สนับสนุนรายงานฉบับนี้ ใน ๒ ประเด็น🔗

ประเด็นแรก ก็จะเป็นเรื่องภาษี ในรายงานก็เขียนไว้ชัด จากการรับฟังสภาพ ปัญหาและผลการสำรวจ พบว่าผู้ประกอบการ SMEs ก็คือไม่อยากเข้าสู่ระบบภาษี เนื่องจาก มองว่าการจ่ายอัตราภาษีค่อนข้างสูง การเข้าสู่ระบบนี้มันก็จะทำให้มีการตรวจสอบต่าง ๆ ตามมา การไม่เข้าระบบภาษีก็มาดูจำนวนก่อนนะครับ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ คือสรรพากรกับ SMEs อย่างที่รายงานบอกรายงานตัวเลขไม่ตรงกัน คือนิติบุคคลที่เข้าสู่ ระบบภาษีประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ราย บุคคลธรรมดาอีกประมาณ ๑.๔-๑.๕ ล้านราย ก็รวมออกมาประมาณ ๒ ล้าน จากตัวเลข SMEs ทั้งหมดของ สสว. ๓ ล้านราย ก็แปลตรง ๆ ครับ ๑ ล้านรายโดยประมาณอาจจะยังไม่เข้าระบบภาษี ก็อาจจะไปเสียในรูปแบบบุคคลธรรมดาแทน หรืออาจจะไม่เสียเลยนะครับ คือปัจจุบันภาษีเป็นอย่างไรครับ มันมีตั้งแต่ ๐-๓๐๐,๐๐๐ กำไรสุทธินี้ยกเว้นใช่ไหมครับ แต่นี่มันอาจจะถือว่าน้อยมากนะครับ ๓๐๐,๐๐๐ ถึง ๓ ล้านบาท นี่ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ พอมากกว่า ๓ ล้านบาท ก็คิดเหมือนกับนิติบุคคลธรรม ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งปกติ Threshold มันก็จะอยู่ประมาณนี้ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ คนจะเริ่ม ไม่อยากเสียแล้ว มันค่อนข้างเยอะ ถ้าเผื่อเราไปดูในประเทศอื่น ๆ อย่างเกาหลีใต้หรือญี่ปุ่นมันก็จะคนละอัตรากันนะครับ ก็มีข้อเสนอที่ดีนะครับ คือทำเป็น Progressive แทน ภาครัฐก็ควรจะเปลี่ยนรูปแบบการจัด ให้เป็นขั้นบันไดนะครับ อย่างอันนี้เขายกตัวอย่างเรื่องกำไรสุทธิ ๓๐๐,๐๐๐ ถึง ๓ ล้านบาท ให้เก็บแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ คือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ปกติมันก็จะพอ ๆ กับเวลาเราได้รายได้ จากดอกเบี้ย หรือหัก ณ ที่จ่ายคือหลักของภาษีนี้ต้องทำให้คนเขาสบายใจที่จะจ่าย ถ้าเผื่อ คิดเยอะเมื่อไรปั๊บอาจจะมีปัญหาแน่นอนนะครับ เหมือนกับเวลาผลผลิตทั่วประเทศของเรา GDP เราเท่าไร แล้วเรามาดูว่า ที่เราจัดเก็บนี้อยู่ที่ประมาณ ๑๓-๑๔-๑๕ เปอร์เซ็นต์ มันก็ Rate ประมาณนั้นครับที่คนยอมจ่าย เพราะว่าประชาชนหรือ SMEs ยังไม่ได้เชื่อ ในระบบของรัฐ อย่างในประเทศที่มีระบบสวัสดิการที่ดีเขายอมจ่ายถึง ๓๐-๓๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะเขารู้ว่าเขาจ่ายไปแล้วเขาได้อะไรกลับมา แต่อย่างประเทศเราคือผู้ประกอบการ ไม่มั่นใจครับ จ่ายไปแล้วจะโดนรีดไถเพิ่มหรือเปล่า เขาก็ไม่อยากจ่าย เพราะฉะนั้นอาจจะ ต้องเริ่มต้นที่ต่ำนะครับ อย่างที่แนะนำมานี้ ผมว่าเป็นตัวเลขที่น่าจะลองพิจารณานะครับ กำไรสุทธิ ๓ ล้านถึง ๓๐ ล้านบาท ร้อยละ ๑๕ กำไรสุทธิ ๓๐ ล้าน ถึง ๓๐๐ ล้านบาท ๒๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ แล้วพอเกิน ๓๐๐ ล้านขึ้นไป ก็อาจจะเป็นที่ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ หรือใกล้เคียงกับนิติบุคคลธรรมดานะครับ🔗

อีกประเด็นหนึ่งนะครับ ก็คือในเรื่องของการเปรียบเทียบกับต่างประเทศ ซึ่งผมว่าข้อมูลก็ทำไว้ค่อนข้างดีนะครับ อย่างเกาหลีใต้ก็เป็นแบบอัตราก้าวหน้าเหมือนกัน เพราะว่าอย่างสมมุติว่ารายได้ต่อปีไม่เกิน ๒๐๐ ล้านวอน ก็เสีย ๙ เปอร์เซ็นต์ ขึ้นมาที่ ๑๙ ๒๑ ๒๔ นะครับ ญี่ปุ่นก็คล้ายกันนะครับ Startup ก็จะอยู่ที่เกณฑ์ที่ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ โดยจะต้องมีรายได้ต่อปีไม่น้อยกว่า ๘ ล้านเยน อันนี้ก็เป็นจุดที่ผมอยากจะอภิปรายสนับสนุน เรื่องภาษีนะครับ เพราะชัดเจนที่สุด จะทำให้ SMEs เข้ามาสู่ระบบการจัดเก็บและรัฐ ก็จะสามารถสนับสนุน SMEs ได้ แล้วก็เรื่องของการเข้าถึงสินเชื่อนะครับ🔗

ประเด็นสุดท้ายก็จะเป็นเรื่องของการเพิ่มแรงงานหญิง ทำให้เด็กเกิดการพัฒนา ระยะยาว คือถ้าเผื่อไม่มีแรงงาน ไม่มีเด็กยังไม่ต้องพูดถึงเลย SMEs ต่อไปในอนาคตจะลำบาก เพราะฉะนั้นมีความสำคัญอย่างมากในการที่เราจะสร้างบุคลากร เนื่องจากครอบครัวที่มี รายได้น้อยมีความจำเป็นต้องใช้ศูนย์เด็กเล็กในการฝากลูกระหว่างที่ตนเองไปทำงาน ไม่ต้อง เป็นภาระเลี้ยงดูบุตรอย่างเดียวนะครับ โดยรัฐก็ต้องรับผิดชอบเรื่องดังกล่าวแทนครอบครัว ซึ่งสามารถทำให้แม่กลับไปสู่ระบบแรงงานได้ ก็สำคัญครับเรื่องศูนย์พัฒนาเด็กเล็กนะครับ ซึ่งอยู่ในชุมชนแล้วก็ช่วยครอบครัวผู้มีรายได้น้อย แล้วก็สามารถฝากไว้ได้ ทำให้ไม่เป็นภาระ สำหรับแรงงานผู้หญิง โดยต้องสามารถออกไปทำงานได้ แล้วก็เป็นกำลังในการขับเคลื่อน SMEs ขอฝากไว้ ๒ ประเด็น ในเรื่องของภาษี แล้วก็เรื่องของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กครับ ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านธีระชัย แสนแก้ว เชิญครับ🔗

นายธีระชัย แสนแก้ว อุดรธานี

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายธีระชัย แสนแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ กระผมใคร่ขออนุญาตท่านประธานเพื่อที่จะร่วมอภิปราย เรื่อง การเสริมสร้างความเข้มแข็ง ให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ เสนอรายงานเข้ามาในวันนี้ ๒ ประเด็น🔗

ท่านประธานครับ ประเด็นแรก วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม หรือเรา เรียกง่าย ๆ ว่า ผู้ประกอบการ SMEs ในระบบเศรษฐกิจปัจจุบันนี้โลกมันเปลี่ยนไปแล้วครับ ท่านประธาน เพราะผู้ประกอบการ SMEs เข้ามาเป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เป็นกลไกที่สำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็ง ความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ แทนผู้ประกอบการรายใหญ่แล้ว เนื่องจากเมื่อก่อนเราต้องซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการ รายใหญ่ จากห้างสรรพสินค้า จากห้างร้านใหญ่ ๆ ทั้งนั้น แต่ช่วงหลังวันนี้ผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งกระจายอยู่ทั่วประเทศนับหมื่นผู้ประกอบการ ซึ่งมีบทบาทในการที่จะต้องพัฒนา สนับสนุนความเจริญเติบโต ที่สำคัญ ๆ คือเป็นเสาหลัก ตอม่อหลักระดับล่างในการที่จะนำ ระบบเศรษฐกิจนี้เข้าสู่ชุมชนในชนบท ผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งก็มีรายเล็กรายน้อย และครอบคลุมประเภทสินค้าอยู่ทั่วไป🔗

ท่านประธานครับ การเติบโตของธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อมยังช่วยให้มีการ กระจายไปสู่กลุ่ม สู่พี่น้องประชาชนเครือข่ายต่าง ๆ ครอบคลุมทั้งการจ้างแรงงาน สร้างรายได้ของประชาชนทุกภาคส่วน ขณะเดียวกันผู้ประกอบการ SMEs ต้องลด การกระจุกตัวแรงงานในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ผู้ใช้แรงงานไม่จำเป็นจะต้องมุ่งหน้า เข้ากรุงเทพมหานครเพื่อหางานทำอีกต่อไป รายงานฉบับนี้ผมอ่านเมื่อวานถึงวันนี้ แต่ผมอ่านไม่หมดนะท่านประธานครับ แต่ผมก็พอรู้ว่าอะไรคืออะไร เอาประสบการณ์ที่เคย เป็นโฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม เมื่อปี ๒๕๔๔ ปี ๒๕๔๕ ปี ๒๕๔๖ ผมจำได้ว่าไม่ว่าจะเป็น ธนาคาร SMEs ไม่ว่าจะเป็น สสว. ก็เกิดขึ้นในยุคนั้นละครับ ที่ท่านทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เพราะฉะนั้นผมก็พอรู้บ้างว่า เจตนารมณ์ของนโยบายในขณะนั้น ท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ต้องการให้คนเล็กคนน้อย ผู้ด้อยโอกาสได้มีโอกาสเป็นพ่อค้า เกษตรกรก็เป็นพ่อค้า พ่อค้ารายเล็กก็ผนวกขึ้นมาเป็น SMEs ได้ แต่ในขณะเดียวกันโครงสร้างมันดี แต่ภารกิจต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย กฎกระทรวง กฎระเบียบอะไรต่าง ๆ ก็เข้ามามันไม่มีโอกาสที่เป็น องคาพยพเดียวกันได้ ท่านได้ศึกษามาดีที่ได้ฟังเมื่อสักครู่นี้ เพราะฉะนั้นตัวนี้คือเป็นตัว บั่นทอนในการเจริญเติบโต องค์กรบางหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นองค์กรที่เมื่อก่อนนั้นธนาคาร พาณิชย์ทั่วไปไม่ได้มีฝ่าย SMEs หรอก พอมีธนาคาร SMEs ขึ้นมาก็เกิดขึ้นเกี่ยวข้อง กับนโยบายทั้งนั้น SMEs ก็มาจากธนาคารเพื่อแย่งลูกค้ากันนะครับ มี SMEs หมดครับ ทุกธนาคารท่านไปดูสิ นั่นก็คือส่วนหนึ่ง ต่างฝ่ายต่างก็มีปัญหาทั้งนั้น แล้วก็ไปเอาดอกเบี้ยแพง ๆ กับพวก SMEs แต่ในส่วนที่เราตั้งหลักปักฐานในการที่จะช่วยเหลือพี่น้อง SMEs นั้น มันโอกาสน้อย พอตั้งหลักแล้วสักระยะหนึ่งสักพักหนึ่งเป็นหนี้เป็นสิน กู้หนี้ยืมสินมา ดอกเบี้ยก็แพง เป็นวัวพันหลัก สุดท้ายต้องไปกู้หนี้นอกระบบมาเพื่อที่จะมาใช้หนี้ เอาตรงนั้น มาโปะตรงนี้ เอาตรงนี้มาโปะตรงนั้น ปัญหาต่าง ๆ ก็เลยเกิดขึ้นในยุคปัจจุบันนี้เป็นจำนวนมาก รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการในการช่วยเหลืออย่างนี้ โดยกำกับดูแล ให้เข้มแข็งเข้มข้นกว่านี้ เพราะโจทย์ที่สำคัญที่สุดในวันนี้ ก็คือสินค้าจากต่างประเทศมันมา แข่งกับพวกเรา ก็คือสินค้าจากประเทศจีนนั่นละครับ เดี๋ยวนี้รถไฟเข้ามาถึงประเทศลาว ก็ข้ามเข้ามา ต้นทุนในการขนส่งมันถูก พอมันถูกมันก็มาขายของที่มันไม่มีคุณภาพ แต่คนไทยก็รู้อยู่แล้วว่ามันชอบซื้อของถูกครับท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้คู่แข่ง ที่สำคัญคู่แข่ง SMEs ของพวกเรา ผมอยากจะขอกราบเรียนนะครับว่า ท่านประธานสหกรณ์ รถบรรทุกของภาคอีสานได้ให้สัมภาษณ์ว่า ต้นทุนการขนส่งมันแพงมาก ก็คือผู้ประกอบการ SMEs ที่เวลาจะเอาขนส่งอะไรต่าง ๆ มันจะแพงมาก นี่ก็คือในเมื่อต้นทุนพวกเราไม่สามารถ ที่จะสู้ราคาได้ ราคาตรงนั้นมาแทรกแซงพวกเรา นั่นก็คือปัญหาของ SMEs อีกอย่างหนึ่ง ของที่ผลิตในประเทศไทยมันก็สู้สินค้าจีนแดงไม่ได้ มันทำให้พวกสินค้าเหล่านี้ทะลักเข้าในตลาด ตลาดไทยเราก็เจ๊ง เพราะฉะนั้นตรงนี้ละเป็นปัญหาสำคัญที่สุด เพราะว่าจีนผลิตสินค้าแล้วมี ทั้งระบบการขนถ่ายสินค้าอะไรต่าง ๆ ทุกกระบวนการทั้งหมดองคาพยพทั้งหมด เขาดีกว่าเรา ไม่กี่ปีนี้เองนะครับ เขาดีกว่าเรามาก เพราะฉะนั้นผมอยากจะขอว่าฐานขนส่งอย่างนี้ มันจะต้องมีตรงนี้ได้อีก🔗

ประเด็นที่ ๒ รายงานฉบับนี้ตั้งแต่หน้า ๓๙ ถึงหน้า ๔๓ มีข้อสังเกต ข้อเสนอแนะจากสำนักงานวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อม หรือ สสว. นั่นละครับ ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยกับการตั้งข้อสังเกต ตั้งประเด็นซึ่งยังไม่มีสินเชื่อ PO เพื่อเป็น การช่วยเหลือแหล่งเงินทุน พี่น้องผู้ประกอบการไม่มีความสะดวกรวดเร็ว เวลาเขาไปขออย่างนี้ มันแทนที่จะ ๗ วัน Fast Track เลย อันนี้เป็น ๖๐ วัน ๙๐ วัน มันจะไปทันกินเขาได้อย่างไร ละครับท่านประธาน สสว. ก็เป็นองค์กรหนึ่ง ที่จะต้องส่งเสริมกันอย่างจริงจัง แต่ที่ผ่านมา ตั้งแต่ตั้งมาจนถึงวันนี้ สสว. คือตัวผลาญงบประมาณ ถ้าผมมีอำนาจวาสนา ผมจะยุบ สสว. ท่านประธานครับ เพราะอะไรรู้ไหม เวลาเปลี่ยนนโยบาย เปลี่ยนรัฐบาลทีไร ก็ให้รอง นายกรัฐมนตรีไปกำกับดูแล รองนายกรัฐมนตรีก็เอาคนของพวกตัวเองไปดำเนินการอยู่ใน จุดนั้นก็ทำมาหากิน เงินที่รัฐบาลอุดหนุนเข้ามาก็มีปัญหาไม่รู้เอาไปปล่อยให้ใคร พวกใคร อยากรู้ครับ รายงานยังไม่รู้เลยว่า เงินที่งบประมาณส่งเสริมให้ สสว. ไปดำเนินการ เอาไปให้พวกไหนบ้าง ก็คือพวกเดิม ๆ หน้าเดิม ๆ พวกเก่า ๆ มีเส้นมีสายนั่นละครับ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ผมเชื่อ อย่างนั้นอย่างสนิทใจ สสว. งบประมาณในการบริหารจัดการก็ ๓๐๐ ล้านบาท ทำไมผมถึงรู้ ก็อย่าพูดเรื่อง SMEs อย่างไรครับ SMEs มันก็คือ สสว. ท่านก็กล่าวถึง สสว. ไม่ได้เรื่อง อย่างไร ผมก็เลยไปค้นมาครับ ๓๐๐ ล้านบาทต่อปี งบประมาณในการจัดสรรกว่าพันล้านบาท เวลาเงินไม่หมดไม่ต้องคืนครับ ไม่ต้องคืนหลวง สสว. มีพระราชบัญญัติกองทุนส่งเสริม SMEs แปลว่าเงินไม่ต้องคืนกระทรวงการคลังนะครับ แต่คืนเข้ากองทุน งบประมาณที่ได้รับ การจัดสรรเพิ่มจากรัฐบาลที่ผ่านมาเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยเป็นหมื่นหมื่นล้าน ไม่รู้ช่วยใครครับ ตรงจุดนี้นะครับ เพราะฉะนั้นสรุปสั้น ๆ ก็คือว่าหน่วยงาน สสว. ควรทำ หน้าที่เป็นเครื่องมือที่สำคัญของรัฐบาลในการช่วยเหลือประชาชน SMEs ทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องแม่ค้าพ่อค้ารายเล็ก ๆ รายน้อย ๆ ทั้งหลายคนเหล่านี้ คือเขาไม่รู้จัก สสว. ท่านประธานลองไปถามดูสิว่าจังหวัดอุดรธานี หรือจังหวัดเชียงรายท่านเขารู้จัก สสว. ไหม จังหวัดหนึ่งรู้จัก สสว. ไหม ว่า สสว. คืออะไร มีแต่สระออนั่นละครับ มีแต่หลวงพ่อที่เขารู้จัก ท่านประธานที่เคารพครับ ดังนั้น สสว. มันไม่ใช่เป็นเครื่องมือของเฉพาะกลุ่มคนกลุ่มนายทุน หรือกลุ่มนักการเมืองบางกลุ่มในอดีตนะครับ เพราะฉะนั้นพวกใดพวกหนึ่ง ประโยชน์เพียง กลุ่มเท่านั้นเท่านี้ ถึงเวลาก็ตั้งกรรมการตั้งประธานมา แล้วก็เอาคนของพวกตัวเอง โน่น นี่ นั่น บางครั้งก็เหมือนรักษาการ เมื่อวานพูดเรื่องอธิบายมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีนั่นละครับ นครพนมยังรักษาการอยู่ครับ สสว. ก็ยังรักษาการอยู่เลยครับ ณ วันนี้ ก็ฟ้องกันไปฟ้องกันมา ปัญหาอย่างนี้ผมก็เลยบอกว่านี่คือปัญหา เพราะปัญหาการขาดโอกาสแหล่งเงินทุนอะไรต่าง ๆ เขาต้องมาช่วย ทั้งพาณิชย์พร้อมเงื่อนไขอะไรต่าง ๆ SMEs นี่ โอ้โฮ ธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ต้องมาดู มาดูด้วยธนาคารแห่งประเทศไทย เพราะนี่คือการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรด้วย ผู้ประกอบการรายย่อยด้วย เกษตรกรมันผันตัวเองมาเป็นผู้ประกอบการรายย่อยด้วยครับ เพราะฉะนั้นตรงจุดนี้ผมถึงบอกว่าท่านรายงานมาดี เราต้องติดตามท่านประธาน น้องที่คุ้นเคยกันครับ ท่านรู้จักหลักการและพยายามศึกษา เพราะฉะนั้นศึกษามาอย่างนี้ ก็เป็นเรื่องดีที่เราได้มีโอกาสได้มีการเสนอแนะในจุดนี้ ผมเห็นด้วยกับการรายงานของท่าน แต่เราจะนำไปปฏิบัติอย่างไร สภาแห่งนี้จะต้องเสนอให้กับรัฐบาล เพื่อนำไปประกอบในการ พิจารณาบริหาร สิ่งที่กระผมพูดในวันนี้บันทึกไว้เลย เพราะฉะนั้นตัวนี้จะเป็นตัวชี้ขาดบ้าง ไม่มากก็น้อย ในการที่จะให้รัฐบาลเอาไปประกอบในการพิจารณา ถ้าองค์กรไหนที่ไม่มี ความมั่นคงแล้วในการบริหาร ไม่มีความมั่นคงทางบุคคล ไม่มีความมั่นคง คอยที่จะจ้องที่จะ หาผลประโยชน์เข้าตัวเองแล้วมันไม่มีความเจริญหรอกครับ เพราะฉะนั้นผมขอขอบคุณ และขอโอกาสนี้ ในการที่จะสนับสนุนและเห็นด้วย แล้วขออวยพรให้ สสว. คงอยู่ต่อไปก็แล้วกัน แต่ถ้าผมเป็นเมื่อไรผมสั่งยุบเมื่อนั้น ขอบพระคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ครับปิดรับลงชื่อแล้วนะครับ ใช้เวลามานานปิดรับลงชื่อนะครับ ต่อไป ท่านฉัตร สุภัทรวณิชย์ เชิญครับ🔗

นายฉัตร สุภัทรวณิชย์ นครราชสีมา

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ฉัตร สุภัทรวณิชย์ ผู้แทนราษฎรนครราชสีมา เขต ๑ หน้าย่าโม พรรคประชาชน ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้ผมเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกที่ได้อภิปราย แล้วก็พูดถึง สสว. อันที่จริงผมมีประสบการณ์ตรง ถ้าวันนี้เราจะคุยกันเรื่อง สสว. ผมว่าคุยได้ทั้งวัน ผมเคยเป็น อดีตผู้อำนวยการสถาบันชุณหะวัณเพื่อการพัฒนาธุรกิจ SMEs อย่างยั่งยืน หรือถ้าเรียกสั้น ๆ ก็คือ เป็น ผอ. สถาบัน SMEs ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เคยทำงานร่วมแล้วก็รับงบประมาณจาก สสว. มีเรื่องเล่าหลายวันเลยครับ วันนี้มาสู่เนื้อหาที่ผมอยากจะขออนุญาตอภิปรายจาก รายงานผลการพิจารณาศึกษาการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและ ขนาดย่อม (SMEs) ผมมีประเด็นปัญหาที่อยากจะมานำเสนอเพิ่มเติม แล้วก็อยากจะให้ รายงานฉบับนี้ยิ่งมีประโยชน์มากขึ้นไป อยากจะนำเสนอปัญหาในส่วนของ Startup แล้วก็พวกเจ้าของ Project ต่าง ๆ เราจะพบว่ามันมีปัญหาอยู่ ๓ ประการด้วยกัน🔗

อย่างแรกเลย ในช่วงเริ่มดำเนินธุรกิจ หลาย ๆ เจ้า หลาย ๆ กลุ่ม หลายคน ยังไม่สามารถที่จะจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลได้แน่นอน เพราะว่าไม่รู้ว่าจะรอดไหม จะประสบความสำเร็จหรือเปล่า แต่ว่าถ้าจดทะเบียนนิติบุคคลปั๊บ ก็จะเริ่มมีภาระ เริ่มมีค่าใช้จ่าย มีค่าทำบัญชีต่าง ๆ ตามขึ้นมา และแน่นอนการที่ไม่จดเป็นนิติบุคคลก็ทำให้ ไม่สามารถที่จะเข้าถึงสิทธิต่าง ๆ เงื่อนไขต่าง ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อ การทำธุรกรรม การประมูลงานอื่น ๆ ใด อันนี้คือปัญหาที่อยากจะนำเสนอว่ามันเป็นอุปสรรค🔗

ประการที่ ๒ รายงานบางราย เขาก็ไม่ได้ต้องการสวัสดิการใด ๆ มากนัก ขอให้มีรายได้ที่ดีมีอิสระสามารถ Work from home ได้ แต่ก็ยังมีอีกหลายรายที่ต้องการ สวัสดิการ เช่น ประกันสังคมยังต้องการอยู่ แล้วก็เรื่องของเงินสมทบประกันสังคม และการ ปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เช่น วันลา วันหยุด ค่าชดเชย ก็เป็นภาระในช่วงเริ่ม ธุรกิจในหลายบริษัท หรือว่าในหลาย Project จึงพยายามที่จะจ้างงานแบบเลี่ยงกฎหมาย แรงงาน หรือว่าเป็นเรื่องของกฎหมาย เรียกว่าจ้างทำของอย่างนี้เป็นต้น อันนี้เป็นอุปสรรค ประการที่ ๒🔗

ประการที่ ๓ ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี แรงงานที่มีความ เชี่ยวชาญมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ แม้จะยินดีจ่ายค่าจ้างในอัตราที่สูงก็ตาม จึงจำเป็นต้องจ้างแรงงานจากต่างประเทศแทน แต่ก็มีปัญหาเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับ การทำงานของแรงงานต่างด้าว อันนี้เป็นปัญหาที่ผมอยากจะนำเสนอเพิ่มเติมเข้าไปนะครับ ๓ ประการครับ🔗

ทีนี้จากปัญหาที่กล่าวมา อยากจะขอนำเสนอเพิ่มเติมเพื่อเสริมสร้างความ เข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการ SMEs มี ๔ ประการด้วยกัน🔗

อย่างแรก คือ การส่งเสริมสถาบันการศึกษา สถาบันอบรมต่าง ๆ ให้ผลิต บุคลากร ทั้งจากการจบการศึกษา มีการ Upskill มีการ Reskill เพื่อป้อนแรงงานเข้าสู่ ตลาดแรงงาน เข้าสู่อุตสาหกรรมที่โลกยุคใหม่ต้องการ แทนการฝึกอบรมส่งเสริมอาชีพ แบบเดิม ๆ รวมถึงการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติมสำหรับบริษัทที่ออกค่าใช้จ่ายให้กับ พนักงานในการพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต🔗

ข้อแนะนำที่ ๒ ปลดล็อกการเข้าถึงสิทธิต่าง ๆ ทั้งในด้านการขอสินเชื่อ การเข้าร่วมประมูลงาน โดยอาจใช้วิธีให้ผู้เชี่ยวชาญมาประเมินความเป็นไปได้ของธุรกิจ หรือ Project แทนที่จะพิจารณาว่าจดทะเบียนนิติบุคคลหรือไม่ จดทะเบียนมาแล้วกี่ปี จดทะเบียนเท่าไร เป็นต้น🔗

ข้อแนะนำที่ ๓ ข้อเสนอแนะนะครับ แก้ไขพระราชกำหนดการบริหาร การจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๖๐ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อปลดล็อก ให้ในระยะเริ่มแรกในประเทศยังผลิตบุคลากรไม่ทัน ให้บางอุตสาหกรรมสามารถ จ้างผู้เชี่ยวชาญมาทำงานให้ได้โดยไม่ต้องมีการจ้างแรงงานคนไทยครบจำนวนก่อน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีที่อาจจะมีแค่ ๒-๓ คน ก็สามารถสร้างกำไร ที่สูงได้🔗

ข้อแนะนำข้อสุดท้าย ข้อที่ ๔ เพิ่มเติมสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นพิเศษให้กับ ผู้ประกอบการในบางอุตสาหกรรม ที่มีสวัสดิการเกี่ยวกับด้านแรงงานให้แก่ลูกจ้าง เพื่อจูงใจ ให้ผู้ประกอบการจ้างแรงงานอย่างเป็นธรรม และให้แรงงานเหล่านี้ได้รับความคุ้มครองตาม กฎหมายครับ🔗

ผมหวังอย่างยิ่งว่าปัญหาอุปสรรคที่ได้นำเสนอ ๓ ประการ แล้วข้อแนะนำทั้ง ๔ ประการ จะเป็น Jigsaw เล็ก ๆ ที่ได้เพิ่มเติมให้รายงานของคณะอนุกรรมาธิการที่รายงาน ต่อสภาวันนี้มีประโยชน์มากยิ่ง ๆ ขึ้นไป ขอบพระคุณครับ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม)
นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านนิพนธ์ คนขยัน เชิญครับ🔗

นายนิพนธ์ คนขยัน บึงกาฬ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นิพนธ์ คนขยัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบึงกาฬ เขตเลือกตั้งที่ ๓ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ขออนุญาตร่วมอภิปรายรับทราบรายงานของกรรมาธิการเสริมสร้างความ เข้มแข็งให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือว่า SMEs ต้องขอชื่นชม คณะกรรมาธิการทุกท่าน ท่านประธาน ท่านประธานอนุ คณะกรรมาธิการ อ่านดู รายละเอียดแล้วก็ถือว่าครอบคลุมดีมากครับ แต่ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ท่านประธานครับ ทำไม SMEs ถึงไม่แข็งแกร่ง เข้มแข็ง ก็ขออนุญาตเอาประสบการณ์ก็แล้วกันครับ ท่านประธานครับ วันนี้ผู้ประกอบการขนาดกลางหรือย่อม ส่วนมากวันนี้ที่เราเห็นไปรุ่งโรจน์ ก็มีแต่ไม่มาก เพราะอะไรครับ ด่านแรกวันนี้รัฐหรือว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กำกับดูแลจะต้อง ติดตามอย่างใกล้ชิดว่า SMEs กลุ่มนี้จะผลิตอะไร จะทำอะไรตลาดมีไหม ทำแล้วมีที่ขายไหม ถ้าทำแล้วไม่มีขายก็เจ๊งสิครับ นี่คือสำคัญ เพราะดังนั้นรัฐต้องใส่ใจกำกับดูแลให้ดีที่สุด ๒. เงินทุนดั่งเพื่อนสมาชิกที่ชำนาญการต่าง ๆ เพื่อนสมาชิกที่พูดมาแล้ว เงินทุนก็สำคัญครับ ขนาดกลาง ขนาดย่อมไปขอกู้กว่าจะได้แทนที่จะมาต่อยอดให้รวดเร็วทันใจทันตลาด แต่กว่าจะได้ อันนี้คือระบบ ต้องให้มันทันสมัยทันใจ เพื่อส่งเสริมให้ได้ไปรวดเร็วต่อการค้าการขาย เงินทุนสำคัญครับ ดอกเบี้ยยิ่งสำคัญ ดอกเบี้ยต้องต่ำที่สุดก็บอกว่า SMEs ไม่ได้ว่าห้างร้าน นายทุน ชื่อก็บอกว่า SMEs ก็ต้องส่งเสริมให้ดีที่สุด ท่านประธานครับ วันนี้เรียนว่าโครงการที่ ผมอ่านในรายงาน อย่างเงินทุน รายได้ไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท ให้มีหนี้ ๕๐,๐๐๐ บาท วันนี้ ๕๐,๐๐๐ บาท จะเอาไปทำอะไรครับ ยืมมาก็หมดไปแล้ว จะขายต่อไปซื้อต่อกิจการ ไปค้าไปขายมันไม่พอหรอกครับ ต้องเปิดกว้างกว่านี้ เวลานายทุนขุนศึก ผมทราบข่าวนะครับ ไปกู้บางท่านไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน ใช้เครดิตค้ำ แล้วคนจน SMEs ขนาดเล็กแล้ว มันจะเดินได้หรือครับ ดังนั้นเงินกู้ก็สำคัญต้องเปิดเพดานให้มากกว่านี้ ตัวชี้วัดกรรมการ เจ้าหน้าที่ ไปดูว่าโครงการนี้รอด เพราะอะไร ๑. ผลิตแล้วมีคนใช้แน่นอน มีที่ขายแน่นอน ปล่อยไปเถอะเงินกู้ อย่าไป Lock Spec จนเกินไป ก็เรียนว่าเงินกู้สำคัญ ดอกเบี้ยยิ่งสำคัญ ดังนั้นวันนี้ความเห็นผมนะครับ ถ้าจะให้ SMEs เจริญรุ่งเรืองตลาดต้องมา เจ้าหน้าที่ของรัฐ ต้องเอาจริงเอาจังอย่างที่ผมเรียน ข้าราชการที่มีหน้าที่รับผิดชอบต้องกำกับดูแลให้ดีที่สุด ท้ายที่สุดแล้วเขาก็จะเป็นขนาดเล็ก กลาง แล้วก็ใหญ่ในอนาคตครับ อย่างวันนี้ไม่รู้นะครับ ความคิดของผมว่าไม่ต้องการให้เขาใหญ่หรืออย่างไร ถ้าเปิดโอกาสแค่นี้ เงินกู้แค่นี้ เงินทุนแค่นี้ มันไปไม่ได้หรอกครับท่านประธาน ก็ขอบคุณอีกครั้งหนึ่งครับ เห็นด้วยอย่างยิ่งกับรายงานฉบับนี้ เพียงแต่ผมสะท้อนให้เห็นว่าวันนี้ถ้าต้องการให้ SMEs ขนาดกลาง ขนาดย่อมได้เจริญรุ่งเรือง ต้อง แนวคิดผมต้องไปประเภทนี้ถึงจะเจริญ มีตลาดกำกับดูแลให้ดี เพื่อจะได้ขายสินค้า และสุดท้ายเงินกู้ต้องคล่อง ดอกเบี้ยต้องถูก กราบขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสะถิระ เผือกประพันธุ์ เรียนเชิญครับ🔗

นายสะถิระ เผือกประพันธุ์ ชลบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม สะถิระ เผือกประพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรีครับ วันนี้ผมขอท่านประธานอภิปรายในเรื่องของรายงานผล การพิจารณาศึกษาการเสริมสร้างความเข้มแข็งของผู้ประกอบการ ซึ่งเป็น ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ของรายได้ทั้งหมดของประเทศ หรือ GDP นะครับ ที่เราเรียกว่า SMEs ของคณะกรรมาธิการ การพัฒนาเศรษฐกิจ ก่อนอื่นต้องขอบอกว่าเป็นรายงานที่ละเอียดและขอบคุณจริง ๆ ที่ให้ความสำคัญกับ SMEs เป็นอย่างยิ่งครับ เพราะว่าผมอยู่ในจังหวัดชลบุรีซึ่งเป็นพื้นที่ EEC หรือที่เราเรียกว่า เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ไม่ว่าจะเป็น Startup อุตสาหกรรม การบริการ อุตสาหกรรมท้องถิ่น EEC กำลังจะเริ่มต้นครับท่านประธาน โดยเฉพาะในเรื่อง ของข้อเสนอแนะของกรรมาธิการในเชิงกฎหมายหรือเชิงนโยบาย ยกตัวอย่างเช่น การจ้างงาน ท่านประธานครับ การจ้างงานฝีมือจากต่างประเทศติดขัดปัญหาอยู่นะครับ ตอนนี้ไม่ว่า จะเป็นเวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ต่าง ๆ เหล่านี้ผู้ประกอบการ SMEs จะนำเข้า อย่างไร หรือแม้กระทั่งแรงงานต่างด้าว การจ้างแรงงานต่างด้าวที่ติดขัดปัญหา ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของ One Stop Service หรือเรื่องของขั้นตอนทางกฎหมายต่าง ๆ ของแรงงานต่างด้าว ที่ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารไทยหรือโรงแรมของไทย โดยเฉพาะโฮมสเตย์ หรือแม้กระทั่ง Farm Stay ด้วยครับท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ฝากท่านประธานผ่านไปยัง คณะกรรมาธิการด้วยว่า ผมชื่นชมนะครับ สำหรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับ การทำงานของกรรมาธิการ แต่จะนำไปปฏิบัติเป็นกฎหมาย หรือร่าง พ.ร.บ. หรือแก้ไข เพิ่มเติมอย่างไร อันนี้ผมหวังเป็นอย่างยิ่งครับ🔗

ทีนี้เรื่องสำคัญครับท่านประธาน การเข้าถึงแหล่งเงินทุน บสย. หรือบรรษัท ประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม ขั้นตอนการพิจารณาผมพูดได้เลยครับท่านประธาน แล้วเพื่อน ๆ สมาชิกทุกคนนี่เห็นด้วยครับ เขาคัดเลือกอย่างไร ผมเชื่อครับ นาย ก กู้ได้ อีก ๕ ปี นาย ก คนนี้ก็ยังกู้ได้อีกเหมือนเดิม ผมยังรออันนี้ครับท่านประธาน ผมยังรอ Nano Finance กับ Micro Finance อยู่นะท่านประธานครับ เพื่อ Startup ต่าง ๆ ที่จะเข้ามาครับ ท่านประธาน กู้หลัก ๕๐,๐๐๐ ถึง ๓ ล้านบาท ตรงนี้ผมรออยู่ท่านประธานครับ ทีนี้ท่านจะ เอาอะไรค้ำประกัน มูลค่าของสินค้า มูลค่าของการบริการ ผมว่ามันสำคัญไม่แพ้กันครับ ท่านประธาน การเข้าถึงแหล่งเงินทุนผมว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากนะครับ ไม่ใช่เฉพาะแค่ บยส. สถาบันการเงินต่าง ๆ ก็ต้องรับเรื่องนี้ไปทำด้วยครับท่านประธานครับ ทีนี้การจัดเก็บภาษี ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ การเก็บภาษีก้าวหน้า ๕ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ทีนี้กำไรจากสินค้ารายได้สุทธิครับท่านประธาน ท่านคำนวณอย่างไร กับกำไรครับ สินค้าบางรายการลงทุน ๓๐ ล้านบาท ลงทุน ๑ ล้านบาท ต่อ ๑ ชิ้น ได้กำไร หลักหมื่นก็มีนะครับ กับบางชิ้นลงทุน ๑๐๐,๐๐๐ บาทได้กำไรหลักหมื่น ความคุ้มค่าของ การลงทุนมันต่างกัน สิ่งตรงนี้ผมก็ฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านกรรมาธิการด้วยว่า การจัดเก็บภาษีผมเห็นด้วยครับ สำหรับการจัดเก็บภาษีก้าวหน้า แต่ขั้นตอนต้นทุนของมูลค่า อุตสาหกรรมหรืออุตสาหกรรมบริการแต่ละอย่างมันไม่เท่ากันครับท่านประธานครับ ฝากท่านประธานไปถึงคณะกรรมาธิการด้วยครับ ทีนี้สำคัญอีกอย่างหนึ่งครับในเมื่อผมอยู่ พื้นที่ EEC ภาคตะวันออก ผมชอบมากครับ เรามีโรงแรม เรามีร้านอาหารไทย เราจะต้องมี โฮมสเตย์เกิดขึ้นอีกมากมาย ผมชอบอย่างยิ่งครับ ที่จะต้องให้นักศึกษาทุกระดับมาฝึกงาน แล้วผู้ประกอบการ SMEs สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ ยิ่งลดเยอะยิ่งเท่าไรยิ่งดี เราได้ฝึก อาชีพของนักศึกษา นักเรียนด้วยครับ ผมขอเริ่มตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาด้วยซ้ำ ไปจนถึง ระดับอาชีวศึกษา อย่าลืมนะครับ ปวส. ปวช. รวมถึงระดับอุดมศึกษา หรือปริญญาตรี🔗

แล้วเรื่องสุดท้ายครับท่านประธานครับ อันนี้ผมก็อยาผ่านท่านประธานไปยัง คณะกรรมาธิการด้วยว่า อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากให้ลดหย่อนภาษี บริษัทเขามีอยู่แล้วครับ รับผู้พิการ แต่ผมอยากให้เพิ่มนี่ครับ ผมไปต่างประเทศมา KFC McDonald’s รับผู้สูงอายุ เข้าทำงานและลดการลดหย่อนภาษีได้ ตรงนี้ฝากท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการ ด้วยว่า ผู้สูงอายุประเทศไทยเรา ซึ่งเรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอีกไม่กี่ปีนี้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ของประเทศ ถ้าท่านรับผู้พิการได้ ก็ควรรับผู้สูงอายุเข้ารับทำงานใน SMEs และสามารถ ลดหย่อนภาษีได้เช่นกันครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ ท่านสุดท้าย ท่านฐิติมา ฉายแสง เรียนเชิญครับ🔗

นางฐิติมา ฉายแสง ฉะเชิงเทรา

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ฐิติมา ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา เขต ๑ พรรคเพื่อไทยค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันได้อ่านรายงานผลการพิจารณาศึกษาการเสริมสร้างความเข้มแข็ง ให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ของคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจนี้ ซึ่งดิฉันถือว่าเป็นรายงานที่ทำได้ดีมาก ๆ ครอบคลุมสภาพปัญหาของ SMEs ในปัจจุบัน ได้รอบด้านนะคะ แล้วก็ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการที่ทุ่มเทจัดทำหนังสือฉบับนี้ ให้สภาผู้แทนราษฎรได้รับทราบถึงปัญหาของ SMEs จากรายงานฉบับนี้ทำให้เห็นว่า SMEs นั้น มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างมาก มีข้อมูลในหน้า ๘๙ ว่าจำนวนผู้ประกอบการ SMEs ในปี ๒๕๖๕ มีจำนวนมากถึง ๓.๑๙ ล้านราย คิดเป็น ๙๙.๕ เปอร์เซ็นต์ของวิสาหกิจ ทั้งหมด มีอัตราการจ้างงานรวม ๑๒.๘๒ ล้านคน ถือว่าเยอะมากทีเดียว แล้วก็ทำมูลค่า การส่งออกมากถึง ๑.๒๑ ล้านล้านบาท หรือว่าราว ๑๒ เปอร์เซ็นต์ของการส่งออกทั้งหมด คือในปี ๒๕๖๕ ประเทศไทยเรามียอดการส่งออกประมาณ ๑๐ ล้านล้านบาท ถ้าดูสัดส่วน ของ GDP ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวม ในปี ๒๕๖๕ ประเทศไทยเรามี GDP ราว ๑๗.๓๖ ล้านล้านบาท เป็นส่วนของ SMEs ๖.๑ ล้านล้านบาท คิดเป็น ๓๕.๒ เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว ดังนั้น หากเรามาคำนวณเทียบกับประมาณการรายรับของรัฐบาลจากการจัดเก็บภาษี เราจัดเก็บได้ปีละประมาณ ๒.๗๘ ล้านล้านบาท SMEs ทำได้ ๓๕.๒ ภาษีที่พี่น้อง SMEs เสียอยู่มีมากถึง ๐.๙๘ ล้านล้านบาท หรือเกือบ ๑ ล้านล้านบาท ถือว่าเป็นเม็ดเงินที่เยอะมาก แล้วภาษีนี้ก็มาจากหยาดเหงื่อของประชาชนรายเล็ก รายกลาง ราว ๑๒.๘๒ ล้านคน อย่างที่ ดิฉันกล่าวมาก่อนหน้านี้ จึงพูดได้ว่าภาค SMEs นั้นเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ของไทย ดิฉันเห็นว่ารัฐบาลนั้นควรจะใส่ใจ สนใจอย่างมากในการที่จะสนับสนุน SMEs แล้วก็นำปัญหา นำอุปสรรคต่าง ๆ มาสังเคราะห์ทำให้เกิดการแก้ปัญหาได้ต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม ท่านประธานคะ ดิฉันคิดว่าปัญหาหนึ่งที่รายงานฉบับนี้อาจจะพูดถึงน้อย นั่นก็คือความสามารถ ในการแข่งขันของ SMEs ซึ่งในปัจจุบันเรารู้อยู่ว่าเป็นยุคสงครามเศรษฐกิจ นอกจาก SMEs จะต่อสู้กับกิจการรายใหญ่ในประเทศ ยังต้องต่อสู้กับการทุ่มตลาดของต่างประเทศที่เข้ามาด้วย กรณีการแข่งขันทางการค้า จริง ๆ แล้วประเทศไทยมีกฎหมาย คือ พ.ร.บ. การแข่งขัน ทางการค้าปี พ.ศ. ๒๕๖๐ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการผูกขาดทางการค้าของไทยกับผู้ประกอบการ รายใหญ่ แต่กฎหมายนี้ไม่ค่อยได้ดูแลพี่น้อง SMEs เลย เราจะเห็นว่ามีร้านสะดวกซื้อเจ้าใหญ่ ที่มีสาขาเกือบ ๒๐,๐๐๐ สาขา แล้วเราก็จะเห็นว่าอย่างภาคการสื่อสารมีอยู่ ๓ ราย ๒ ใน ๓ ราย ก็มารวมควบกิจการแล้ว เหลือแค่ ๒ ในขณะที่ยังมีเห็นว่าธุรกิจการเกษตรเจ้าหนึ่งก็ใหญ่ ทำตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ทำหมดเลย ถามว่า SMEs มันจะสู้กันได้อย่างไร จะไปสู้พวกนี้ ได้อย่างไร ไม่มีทางสู้ได้เลย แล้วรายเล็กก็ต้องดิ้นรนเอาตัวรอด ใครสู้ได้ก็รอด ใครสู้ไม่ได้ก็เจ๊ง กันไป ติดหนี้ ติดสิน เลิกจ้างคนงาน ล้มละลายกันไปนะคะ นอกจากนั้นแล้ว SMEs ยังต้องต่อสู้กับการทุ่มตลาดของสินค้าต่างประเทศที่เข้ามาแบบ ไม่เสียภาษีเลย ซึ่งเข้ามาแบบตีตลาดอย่างพวกเราเห็น ๆ กันอยู่ แล้วก็ซื้อของ Shop ของ ออนไลน์กันอยู่ ทำให้ภาคการผลิตของไทยอยู่ไม่ได้ อันนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก ยกตัวอย่าง TEMU ที่เขาเรียกกันนะคะท่านประธาน ปรากฏว่าสินค้าเขาจิปาถะจริง ๆ เลย ขายตั้งแต่เรียกว่าไม้จิ้มฟันยันเรือรบเลยก็ว่าได้ มันเยอะจริง ๆ แล้วราคาถูกที่สุด ถูกมาก ขนาดที่ว่าเสื้อตัวละ ๖๐ บาทอย่างนี้ ถามว่าถ้าเราไปซื้อ TEMU หรือซื้อของแบบนี้ ก็ทำให้ SMEs เราอยู่ไม่ได้ นี่คือปัญหาที่เราพบเจออยู่ แถมเขาลด ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ลด ๖๐ เปอร์เซ็นต์ แถมให้ฟรีอีกต่างหาก แล้วเราจะให้พี่น้อง SMEs เราสู้อย่างไร จึงเกิดคำถามว่า แล้วเราจะทำ อย่างไร ดังนั้น วันนี้ดิฉันจึงเห็นว่า การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม SMEs นั้น มันอาจจะไม่พอ มันอาจจะไม่ทันกับสถานการณ์ มันควรจะพูดว่าเป็น การสร้างความสามารถให้ SMEs ของไทยเอาตัวรอดให้ได้ เป็นการเอาตัวรอดให้ได้ต่างหาก ไม่ใช่เป็นเพียงการเสริมความเข้มแข็ง เราต้องมารีบศึกษาให้เขาอยู่รอดได้อย่างไร ในสถานการณ์เศรษฐกิจแบบนี้ การแข่งขันแบบนี้ ดังนั้นการแก้ไขกฎระเบียบต่าง ๆ การที่ คำนึงถึงข้อตกลงต่าง ๆ มันก็มามีส่วนเกี่ยวข้องกับพี่น้อง SMEs ของเราด้วย ไม่ว่าจะเป็น Anti-dumping การมา Dump ราคากันในต่างประเทศเข้ามา Non-Tariff Barriers ข้อตกลง FTA อย่างนี้ ข้อตกลงเสรีทางการค้า ซึ่งพวกนี้ดิฉันก็คงไม่มีเวลาในการที่จะพูด แต่ก็ดีใจ ที่เรื่องเหล่านี้มีอยู่ในรายงานฉบับนี้ โดยที่ท่านก็ได้เชิญหน่วยงานเต็มไปหมดเลย รวมถึง กรมการค้าต่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ท่านทูตอะไรต่าง ๆ ท่านก็เชิญ มาหมด ซึ่งถือว่าดีมากนะคะ อย่างไรก็ตามอยากจะให้รัฐบาลได้ศึกษารายงานฉบับนี้ แล้วก็นำข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ และคณะอนุ กรรมาธิการได้จัดทำขึ้นมาและศึกษาในครั้งนี้ และรวมทั้งสิ่งที่ดิฉันเป็นห่วงเป็นใยนั้น มาพิจารณาอย่างด่วนด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล (รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง) ขอบคุณครับ เมื่อสักครู่นี้ท่านรองพิเชษฐ์ได้ปิดการลงชื่อไปแล้ว แต่เมื่อสักครู่ท่านนิคม บุญวิเศษ ท่านมาขออภิปรายเพิ่มเติม ก็ขอท่านสั้น ๆ นะครับ อนุญาตให้ท่านสั้น ๆ เชิญครับ🔗

นายนิคม บุญวิเศษ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่นต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธานที่เปิดโอกาสให้กระผมได้มีการอภิปราย ผมได้นั่งฟังเพื่อนสมาชิก แล้วก็ได้ศึกษารายงานผลการพิจารณาศึกษาการเสริมสร้าง ความเข้มแข็งของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ที่เรียกว่า SMEs ผมขอเสนอ ความคิดเห็นเพิ่มเติม เพื่อให้รายงานฉบับนี้ ประชาชนที่ฟังทางบ้านจะได้ครบถ้วน ในประเด็นที่หลายท่านยังไม่ได้พูดถึง SMEs มีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เป็นอย่างมาก เราทราบดีอยู่แล้วว่า SMEs ๑ ใน ๓ ของ GDP ของประเทศมาจาก SMEs ซึ่ง SMEs มีผลกระทบอย่างยิ่งในการที่เกิดการระบาดของไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ ที่ผ่านมา ทำให้หลาย SMEs ล้มหายตายจากไป วิธีการที่เราจะฟื้น SMEs ขึ้นมา สิ่งหนึ่งที่เราควรจะให้ ความสำคัญ คือการให้โอกาส SMEs ได้เข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยเฉพาะสินเชื่อต่าง ๆ ซึ่งโดย ปกติแล้วการที่ SMEs จะเข้าถึงสินเชื่อ หรือจะกู้เงินธนาคารค่อนข้างจะยาก ถึงแม้จะบอกว่า ส่งเสริมก็ตาม แต่ธนาคารเขาก็จะดูร้านไหน ผู้ประกอบการรายใดมีความสามารถ สามารถ ขายสินค้าได้ มีผลประกอบการดี มีประวัติดี ผู้ประกอบการรายนั้นสามารถกู้เงินจากธนาคารได้ แต่ปัจจุบันนี้ SMEs ถามว่าใครละครับที่จะมียอดขายดี มีผลประกอบการดี ยากครับ ฉะนั้นการที่จะให้ SMEs ไปกู้ธนาคารนั้นค่อนข้างจะยาก ผมจึงอยากเสนอแนะว่า ควรจะมี การตั้งกองทุนขึ้นมาครับท่านประธาน เพราะกองทุนนี้สามารถที่จะให้ SMEs สามารถเข้าถึง แหล่งเงินทุนง่ายที่สุด อย่างที่เราเคยทำมาก่อนก็คือ กองทุนหมู่บ้านและชุมชน กองทุน หมู่บ้านละ ๑ ล้านบาท เราก็เติมเงินเข้าไป หมู่บ้านละ ๓ ล้านบาท ๕ ล้านบาท เข้าไป จะทำให้ SMEs ในหมู่บ้าน ในชุมชนที่เขาไม่สามารถเข้าถึงธนาคารได้ เขามีโอกาสได้หยิบยืม กองทุนเหล่านี้ ๑๐,๐๐๐ บาท ๓๐,๐๐๐ บาท ๕๐,๐๐๐ บาท ถ้าเราไม่สามารถให้ SMEs เข้าถึงกองทุนหรือเงินกู้ได้ ยากที่ SMEs ผู้ประกอบการรายใหม่ที่จะเกิดขึ้นยากมากครับ เพราะหลายคนก็ติดเครดิตบูโร ผมจึงอยากให้มีการตั้งกองทุนขึ้นมา🔗

อีกประการหนึ่งที่สำคัญครับ คนไทยในการผลิตค่อนข้างจะเก่ง สินค้า OTOP มีเยอะแยะมากมาย แต่ตลาดที่จะขายมันไม่มี เราจึงอยากจะให้มีการศึกษาเอาพื้นที่ที่มันว่างเปล่า รัฐบาลอาจจะมีการช่วยเหลือสร้างห้างสรรพสินค้าขึ้นมา สำหรับ SMEs รายใหม่ที่ผ่าน การขออนุญาตต่าง ๆ แล้วเราก็คัดคุณภาพดี ๆ เข้ามาขายในตลาด ทำตลาดทุกจังหวัด ตลาดผลไม้ ตลาดขายสินค้า OTOP สินค้าผลิตทั้งหลาย มีครับ แต่ไม่มีที่ขาย เนื่องจากว่า มีการผูกขาดตลาดค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะรายใหญ่ ตอนนี้เราทราบดีว่ารายใหญ่ครองตลาด มากกว่า ๘๓ เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นรายเล็ก รายน้อย หาที่ขายยากครับ ถึงแม้จะมีสินค้าก็ตาม ไม่รู้จะไปขายที่ไหน จะไปเช่าห้างก็แพง ฉะนั้นรัฐบาลควรจะมีสถานที่จัดงาน จัดทุกเดือนเลย ครับท่านประธาน ทุกหัวเมืองต่าง ๆ หาสถานที่ขายให้ SMEs ทั้งหลายเข้าไปขาย เพื่อที่จะเข้าถึง ผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น และที่สำคัญเรื่องการขออนุญาต เราจะมาติดเรื่องข้อกฎหมาย ผู้ประกอบการรายใหม่ยากครับ ที่จะขออนุญาตทั้งหลาย อะไรก็ตามที่มีเงื่อนไขในการ ขออนุญาตต้องลดลง อย่าไปขออนุญาตยาก ถ้าขออนุญาตอะไรยากขึ้นมันจะมีค่าใช้จ่ายสูง แล้วเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่บางคนอาจจะมีการทุจริตเรียกรับเงินทองได้ ฉะนั้นการขออนุญาต ก็ต้องลดลง เราควรจะมีขนาดในการทำธุรกิจ เขาจะทำจากเล็กไปหาใหญ่ ไม่ใช่ว่าอยู่ ๆ ก็มาขอ อนุญาตทำใหญ่เลย มันไม่สามารถทำได้หรอก เฉะนั้นการทำเล็กบางทีอาจจะไม่ต้องขอ อนุญาตในบางอย่าง ให้เขาทำทดลองไปก่อน พอขายดีเขาก็จะเริ่มเปิดบริษัทขึ้นมาถูกไหม ครับ พอขายดีมากก็ต้องเข้าสู่อุตสาหกรรม ขออนุญาตเป็นโรงงานให้ถูกต้อง เพื่อที่จะขาย แล้วก็ส่งออกได้ และที่สำคัญที่สุดก็คือ เราควรจะมีการประกวดสิ่งประดิษฐ์ หรือ SMEs สามารถที่จะประกวดและสามารถยกระดับ SMEs เป็น ๓ ดาว ๕ ดาวขึ้นมา เพื่อนำสินค้า เหล่านี้ส่งไปขายยังต่างประเทศ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศก็ตาม ก็ต้องมีการสนับสนุนตลาดต่างประเทศให้ด้วยในการส่งออกต่างประเทศ และที่สำคัญ คือเราอาจจะมีการจูงใจโดยการลดภาษี ภาษีผู้ประกอบการรายย่อย รายใหม่ก็ตาม เพื่อให้เขา มีแรงในการผลักดันสร้างธุรกิจตัวเองขึ้นมา ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ควรจะทำควบคูกันไป🔗

อีกประการหนึ่งที่สำคัญ การค้า การขายมันต้องมีการประชาสัมพันธ์ จะทำอย่างไรให้ SMEs สามารถเข้าถึงประชาสัมพันธ์ได้ ไม่ว่าจะเป็นวิทยุกระจายเสียง ไม่ว่าจะเป็นสื่อสถานีโทรทัศน์ทั้งหลาย ซึ่งมันมีราคาแพง ผมก็เลยคิดว่าสิ่งเหล่านี้รัฐบาลต้อง มองให้ครอบคลุม ๑. เข้าถึงเงินทุน ๒. มีตลาดขาย ๓. สามารถเข้าถึงการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ได้ ผมจึงคิดว่าถ้าเราทำทั้งหมดให้ครบวงจร SMEs สามารถไปได้ครับ กราบขอบคุณท่านมากครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ทางกรรมาธิการสรุปไหมครับ เชิญครับ🔗

นายสกล สุนทรวาณิชย์กิจ ปทุมธานี

เรียนท่านประธาน ขออนุญาตครับ เรียนท่านประธาน ผม สกล สุนทรวาณิชย์กิจ ผู้แทนราษฎร พอดีอยากจะขออภิปราย เพิ่มเติมสั้น ๆ เพียงประมาณ ๒-๓ นาที ได้ไหมครับ พอดีมาลงชื่อไม่ทันครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญครับ🔗

นายสกล สุนทรวาณิชย์กิจ ปทุมธานี

ขอบคุณครับท่านประธาน เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม สกล สุนทรวาณิชย์กิจ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี เขต ๔ จากพรรคประชาชนครับ วันนี้ขอร่วมอภิปราย สนับสนุน เรื่อง ผลการศึกษาการสร้างความเข้มแข็งผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) โดยที่ผมจะขอเสนอแนะเพิ่มเติมในเรื่องเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งผมมองว่า มันเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่น่าจะเติมเข้าไปในรายงาน ที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการขนาดกลาง และขนาดย่อมมีต้นทุนในการสู้กับผู้ประกอบการขนาดใหญ่ได้มากขึ้น โดยที่จะพูดถึงการจด สิทธิบัตรนะครับ การจดสิทธิบัตรเป็นการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อไม่ให้นวัตกรรม ที่เราใช้เงินลงทุนศึกษาไปกับมัน เราเป็นผู้ค้นพบคนแรกถูกละเมิด หรือถูกลอกเลียนแบบได้ โดยคนที่ไม่ได้คิดค้น ซึ่งผู้คิดค้นนวัตกรรมต้องมีต้นทุนการผลิตที่สูงกว่า จึงเป็นการปกป้อง ผู้ประกอบการรายเล็กที่อาจจะมีสมองอันชาญฉลาด หรือมีความรู้ที่ดี คิดค้นนวัตกรรม เป็นรายแรกแล้ว แล้วถูกลอกเลียนแบบเอาไปผลิต โดยผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีกำลัง การผลิตมากกว่ากัน และนอกจากนี้ การที่รายเล็กจดสิทธิบัตรยังสามารถเพิ่มความน่าเชื่อถือ ในการใช้สิทธิบัตรเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อได้ด้วยครับท่านประธาน แต่ว่าในข้อมูล การจดสิทธิบัตรปัจจุบัน ปัจจุบัน SMEs มีเพียงแค่ ๕๐๘ รายเท่านั้นที่มีการจดสิทธิบัตร ในปี ๒๕๖๖ เทียบกับผู้ประกอบการ SMEs ทั่วประเทศที่มีประมาณ ๓.๑๘ ล้านราย ซึ่งคิด เป็นประมาณ ๙๙.๕ เปอร์เซ็นต์ของจำนวนธุรกิจทั้งประเทศ นอกจากนี้ในหลายประเทศ ผู้ประกอบการ SMEs ก็ยังมีการจดสิทธิบัตรน้อยกว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ก็จริง แต่อัตราส่วนก็ยังมากกว่าประเทศไทย ยกตัวอย่างเช่น สหรัฐอเมริกา ปี ๒๐๒๒ มีการยื่นขอ สิทธิบัตรทั้งหมดประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ รายทั่วประเทศ แต่จำนวนทั้ง SMEs ธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งสัดส่วนที่จดสิทธิบัตรโดย SMEs มีประมาณ ๒๐-๒๕ เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด สำหรับ ข้อเสนอแนะในการให้ผู้ประกอบการ SMEs ในไทย ในการเข้าถึงการจดสิทธิบัตรมากขึ้น ก็คือต้องให้ความรู้ ความเข้าใจว่าสิทธิบัตรคืออะไร ทรัพย์สินทางปัญญาคืออะไร ขั้นตอนการจด เป็นอย่างไร ความสำคัญคืออะไร แล้วก็มีการอบรมเบื้องต้น รวมไปถึงทำขั้นตอนในการจด ให้ง่ายขึ้น เพิ่มแพลตฟอร์มในการจดสิทธิบัตรให้ง่ายขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กได้ สามารถเข้าถึงและจดสิทธิบัตรของไทยมากขึ้น โดยสรุป การจดสิทธิบัตรไม่เป็นเพียงแต่ การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาของธุรกิจนะครับ แต่ยังช่วยสร้างความได้เปรียบหรือลด ความเสียเปรียบในตลาด ให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลางที่มีนวัตกรรมใหม่ ๆ สามารถแข่งขันกับธุรกิจขนาดใหญ่ได้ ควรมีการส่งเสริมจากหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเสริมสร้าง ความมั่นคงทรัพย์สินทางปัญญา สร้างการแข่งขันการค้าที่เท่าเทียม และผลักดันให้ผู้ประกอบการ ขนาดกลางและขนาดเล็กมีกำลังใจในการพัฒนาตนเอง จนเป็นผู้ประกอบการระดับโลกได้ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ เชิญกรรมาธิการครับ🔗

นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการ อย่างแรกต้องขอบคุณเพื่อนสมาชิก ทุกท่านที่ช่วยกันอภิปรายในเรื่องนี้ ก็ขออนุญาตชี้แจงเล็กน้อยครับ สำหรับท่านร่มธรรม ขำนุรักษ์ ก็ขอบคุณมากที่มีความห่วงใยในเรื่องของ Marketplace และเรื่องของแพลตฟอร์ม ต่างชาติ ก็ต้องเรียนชี้แจงว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหญ่มาก แล้วก็ยังอยู่ในการศึกษาของ กรรมาธิการคณะใหญ่ ถ้าเกิดอย่างไรอาจจะเรียนเชิญท่านด้วย ในการมาช่วยกันในเรื่องนี้🔗

ของท่านภัณฑิล ก็ไม่ได้มีอะไร ก็เห็นด้วยตรงกันเรื่องของภาษีขั้นบันได และเรื่องของสถานดูแลเด็ก🔗

ส่วนของท่านธีระชัย แสนแก้ว ก็ต้องบอกว่า ในเรื่องบทบาทของ สสว. ส่วนหนึ่ง ผมก็คิดว่าเราควรไปดูก่อนว่าเราได้ให้อำนาจหน้าที่ของ สสว. ในการที่จะกำกับมากน้อย ขนาดไหน ซึ่งเป็นเรื่องของ Line of Command ถ้าเกิด สสว. ได้อำนาจ ได้องคาพยพ ได้ทุกอย่างจากรัฐบาลแล้วในการขับเคลื่อน แต่ไม่สามารถทำได้ อันนี้ก็แล้วแต่รัฐบาลว่า จะยุบหรือไม่ ยุบอย่างไร🔗

เรื่องของท่านฉัตร เรื่องของ พ.ร.บ. การทำงานของคนต่างด้าวที่ท่านอภิปราย ว่าอยากให้สนับสนุนเรื่องของ SMEs ในการได้รับการยกเว้น เห็นด้วยเช่นกันครับ คิดว่าเป็น เรื่องที่ดี ข้อเสนอนี้ดีมากครับ🔗

ส่วนของท่านนิพนธ์ คนขยัน ชัดเจนเลยครับ เรื่องของเงินกู้ต้องคล่อง ดอกเบี้ยต้องถูก เห็นตรงกันครับ อันนี้ดีมาก ๆ ครับ🔗

ท่านสะถิระ ต้องบอกว่าในเรื่องของการนำมูลค่าของบริษัท ในการที่เรียกว่า คล้าย ๆ เหมือนนำไปตึ๊งธนาคาร หรือว่านำไปเป็นข้อพิจารณาในเรื่องของการปล่อยกู้ และเรื่องของข้อเสนอทางด้านภาษีที่บอกว่าระหว่างคนลงทุนมากกับลงทุนน้อย คนลงทุนมาก อาจจะมีในเรื่องของกำไรก็จริง แต่ว่าในเรื่องของ Margin ของบริษัทนั้นอาจจะต่ำ ตรงนี้ต้องไปดูในเรื่องของโครงสร้างการจัดเก็บภาษีของหน่วยงานภาครัฐเลยครับว่า เราจะทำอย่างไร ไม่ใช่แค่ดูในเรื่องของกำไรเท่านั้นที่เป็นในเชิงของตัวเลข แต่อาจต้องดู ในเรื่องของ Margin ด้วย เพราะกำไรเยอะ บางทีบริษัทมีรายได้เยอะมาก แต่ในขณะเดียวกัน กำไรที่เห็นว่าเยอะ แต่จริง ๆ แล้วเป็น Margin ที่น้อยมาก ๆ สำหรับบริษัทนั้น ๆ ก็มีความเสี่ยง ถ้าเกิดโดนในเรื่องของภาษี ตรงนี้เป็นเรื่องของโครงสร้างการจัดเก็บภาษีครับ🔗

แล้วก็ของท่านฐิติมาครับ ก็เข้าใจความห่วงใยของท่านเลย ในเรื่องของ การพยายามอยากทำให้ SMEs รอดอย่างไร และส่วนหนึ่งในเรื่องของ กขค. ตรงนี้ต้องฝาก ถึงรัฐบาลด้วยครับว่า กขค. ทุกวันนี้ที่มีอำนาจตาม พ.ร.บ. มีอำนาจตามกฎหมายได้บังคับใช้ ได้ตรวจสอบ ได้ดำเนินการอย่างไร มากน้อยขนาดไหน แต่ถ้าเกิดว่ายังติดขัดในเชิงของ อำนาจ ผมคิดว่าก็เราเรียนเชิญทุกท่านมาร่วมกันในการแก้ไข พ.ร.บ. กขค. การแข่งขัน ทางการค้า และในส่วนเรื่องของแพลตฟอร์มต่างชาติ อันนี้ก็เหมือนกันครับ ต้องบอกว่า ประเทศจีนเขาได้เปรียบในเรื่องของ Economy of Scale ซึ่งแน่นอน ถ้าเกิด SMEs ไทยเรา จะไปสู้แบบหนึ่งต่อหนึ่งกับทางจีน ผมก็ต้องยืนยันว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก ของเขาผลิตทีหนึ่ง ๑ ล้านยูนิต ๑๐๐,๐๐๐ ยูนิต ของเราได้ ๑,๐๐๐ Order ก็ถือว่าดีแล้ว เพราะฉะนั้นในเรื่อง ของต้นทุนเขาต่ำกว่าเรา แม้กระทั่งขายของในประเทศเองต่อให้เราพูดถึง Anti-dumping การแทรกแซงราคาต่าง ๆ ของภาครัฐ แต่ในประเทศของเขาเองก็ต้องบอกว่าตัวในประเทศ เขาเองก็มีราคาถูกเหมือนกัน ตรงนี้เราจะทำอย่างไรให้ SMEs เราสามารถที่จะเรียกว่า Differentiate หรือหาข้อแตกต่างในเชิงของ Product ของเราที่จะมีจุดขายเพิ่มเติมได้ ตรงนี้ก็ต้องเรียกว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก เพราะว่าเป็นเรื่องของฝ่ายการปฏิบัติ🔗

ส่วนของท่านนิคม บุญวิเศษ ในเรื่องของกองทุน SMEs ก็ดี อันนี้ก็เห็นตรงกันว่า ควรมีการผลักดันผ่านกองทุน เรื่องของการลดเรื่องเงื่อนไขต่าง ๆ ให้ SME สามารถเข้าถึง เงินทุนได้🔗

แล้วก็ของท่านสกลครับ ก็ต้องบอกว่าเป็นข้อเสนอที่ดีมาก เรื่องของทรัพย์สิน ทางปัญญา🔗

ต้องขอบคุณเพื่อนสมาชิกทุกท่านสำหรับข้อเสนอต่าง ๆ แล้วอยากให้ทาง สภานี้จดบันทึกแล้วก็นำเสนอส่งต่อไปยังรัฐบาลด้วยครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่านประธานกรรมาธิการครับ🔗

นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียน ประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ ก่อนอื่นผมต้อง ขอกราบขอบพระคุณเพื่อนสมาชิกทุกท่านที่ให้ความสนใจในรายงานผลการพิจารณาฉบับนี้ เห็นทุกท่านอภิปราย ก็เห็นตรงกันอย่างน้อย ๒-๓ เรื่อง🔗

เรื่องแรก คือเห็นความสำคัญของพี่น้อง SMEs เห็นความสำคัญ แล้วก็เห็นถึง ข้อจำกัดในปัจจุบันของพี่น้อง SMEs และที่สำคัญก็เห็นตรงกันว่าพี่น้อง SMEs จำเป็นต้อง ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐบาลมากขึ้น หลายข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ ผมก็จะนำไป บรรจุในภารกิจของกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจต่อไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษา ผลกระทบของสินค้าจากต่างชาติ ประเด็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น การส่งเสริมการจ้างงาน หรือประเด็นการแข่งขันทางการค้า🔗

ในนามประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ ขอกราบขอบพระคุณ เพื่อนสมาชิกทุกท่านอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็ขออนุญาตฝากรายงานฉบับนี้ เพื่อเสนอต่อรัฐบาล ต่อไป กราบขอบพระคุณท่านประธานและเพื่อนสมาชิกครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต้องขอบคุณทางท่านประธานคณะกรรมาธิการ กรรมาธิการทุกท่านนะครับ ที่ได้ฟัง การอภิปรายมาท่านสมาชิกก็มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน คือเห็นด้วยกับรายงาน และข้อสังเกตของกรรมาธิการ และไม่มีผู้ใดคัดค้าน ดังนั้น ขออาศัยข้อบังคับ ข้อ ๘๘ ถามที่ประชุมว่า จะมีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ หากไม่มีสมาชิกท่านใด เห็นเป็นอย่างอื่น ก็ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบรายงานและข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๔ และข้อ ๑๐๕ ประกอบ ข้อ ๘๘ ซึ่งผมจะได้นำรายงานและข้อสังเกต ไปยังคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อทราบและดำเนินการต่อไป ขอบคุณทาง กรรมาธิการทุกท่านนะครับ🔗

ระเบียบวาระต่อไป เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว🔗

๒. รายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการแก้ไขปัญหาการปฏิบัติ ตามกฎหมายและนโยบาย ภายใต้คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ ๖๖/๒๕๒๓ ซึ่งคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน พิจารณาเสร็จแล้ว🔗

ผมขออนุญาตเชิญทางคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่ เพื่อรายงานต่อที่ประชุม เรียนเชิญครับ ทราบว่ามีบุคคลภายนอกขอเข้าร่วมชี้แจงด้วย ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๔ วรรคสอง ขอเชิญผู้มีรายชื่อดังต่อไปนี้เข้าร่วมชี้แจงในที่ประชุม ๑. นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการ ๒. นายปราโมทย์คริษฐ ธรรมคุณากร อนุกรรมาธิการ ๓. นายศักดิ์ณรงค์ ศิริพร ณ ราชสีมา อนุกรรมาธิการ ๔. นางสาวกฤตินี รุณแสง ที่ปรึกษา ประจำคณะอนุกรรมาธิการ ๕. รองศาสตราจารย์นันทกฤษณ์ ยอดพิจิตร ที่ปรึกษาประจำ คณะอนุกรรมาธิการ ๖. นางสาวรุ่งการ ศิริอ่อน ที่ปรึกษาประจำคณะอนุกรรมาธิการ ๗. ว่าที่ร้อยตำรวจเอกหญิง อัยรดา บำรุงรักษ์ ที่ปรึกษาประจำคณะอนุกรรมาธิการ ขอเชิญ ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้แถลงต่อที่ประชุมครับ เรียนเชิญครับ🔗

นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ประธานคณะกรรมาธิการ

เรียนท่านประธาน สภาที่เคารพครับ ผม กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๕ จังหวัดนราธิวาส พรรคประชาชาติ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิ มนุษยชน ขออนุญาตท่านประธานและสภาแห่งนี้ เสนอรายงานผลการพิจารณาศึกษาเรื่อง แนวทางการแก้ไขปัญหาการปฏิบัติตามกฎหมายและนโยบาย ภายใต้คำสั่งสำนัก นายกรัฐมนตรีที่ ๖๖/๒๕๒๓ ท่านประธานที่เคารพครับ นับแต่สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๖ ได้มีมติตั้งคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๖๖ ผมในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน เราได้มีการประชุมหารือในเบื้องต้น เมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๖ ว่าโดยนำเรื่องที่คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ชุดที่ ๒๕ ชุดที่แล้ว ที่มีการพิจารณาศึกษาหลายเรื่องใกล้แล้วเสร็จหรือเสร็จแล้ว มีกี่เรื่อง เพื่อที่จะให้ สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๖ ในคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน หยิบยกมาพิจารณาศึกษาเพิ่มเติม เพราะเราเห็นว่าสิ่งที่กรรมาธิการหรือเรื่องที่กรรมาธิการ ของสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ที่พิจารณาใกล้แล้วเสร็จหรือเสร็จแล้ว มีความสำคัญ แล้วเราก็ได้สิ้นงบประมาณไปพอสมควร แล้วก็เห็นว่ายังเท่าทันกับสถานการณ์กับปัญหา ที่เกิดขึ้นอยู่ ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข จึงเป็นที่มาที่เมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๖ ทางคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน จึงมีมติตั้ง คณะอนุกรรมาธิการชุดหนึ่ง ก็คืออนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาเรื่องที่ค้างของกรรมาธิการ ชุดที่ ๒๕ หยิบยกมาพิจารณา ซึ่งมีหลายเรื่องครับ หนึ่งในนั้นก็เป็นเรื่องของการพัฒนา เรือนจำ ซึ่งเมื่อเดือนที่แล้ว ๒-๓ สัปดาห์ที่แล้วเราก็ได้เสนอเข้าสู่สภาแห่งนี้เรื่องหนึ่ง แล้ววันนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คณะกรรมาธิการ ชุดที่ ๒๕ แล้วเรานำมาศึกษาต่อ ก็คือ เรื่องของการแก้ไขการปฏิบัติตามกฎหมายนโยบาย ภายใต้คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ ๖๖/๒๕๒๓ ท่านประธานที่เคารพครับ หลายท่านอาจจะสงสัยว่า คำสั่งที่ ๖๖/๒๕๒๓ มัน ๔๐ กว่าปีแล้ว มันยังไม่จบหรือ ถูกต้องครับท่านประธาน คำสั่งที่ ๖๖/๒๕๒๓ ในขณะนั้นที่ประเทศไทย ต้องการเอาชนะคอมมิวนิสต์ นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นก็ได้ออกคำสั่งฉบับนี้ขึ้นมา เป็นการตกลงเพื่อนำนักศึกษาที่หนีเข้าสู่ป่า และหลาย ๆ คนที่เข้าสู่ระบบคอมมิวนิสต์ ที่ต่อสู้กับรัฐไทยตอนนั้น กลับมาพัฒนาชาติไทยแล้วมีข้อตกลงครับ มีข้อตกลงว่าจะให้ หลายอย่างเพื่อพัฒนาชาติไทย ยกตัวอย่างที่ดินทำกิน การเกษตร หรืออาจจะบางที่ บางภาค ให้คำมั่นสัญญาว่าจะให้เป็นวัวหรือควายอะไรต่าง ๆ ลักษณะเหล่านี้ แต่ปรากฏว่าจนถึง ขณะนี้ คนรุ่นนั้นเสียชีวิตแล้ว ถึงรุ่นลูก รุ่นหลาน ก็ยังไม่ได้รับตามที่รัฐให้สัญญาไว้ จึงเป็น ปัญหาคาราคาซัง แล้วก็จนกระทั่งบางที่ก็เกิดที่ทำกินที่เขาอยู่ ที่รัฐได้จัดที่ทำกินก็กลายเป็น บุกรุกป่าบ้าง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จึงจำเป็นที่จะต้องมีการแก้ปัญหาในระยะยาว ทางกรรมาธิการ ได้มีการพิจารณาศึกษาเพิ่มเติมกับของกรรมาธิการชุดที่แล้ว จนกระทั่งบัดนี้ รายงานการ พิจารณาศึกษาของเราได้เสร็จสิ้น ผมในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการ แล้วก็มี ท่านวิทยา แก้วภราดัย เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาเรื่องนี้ จึงขออนุญาต ท่านประธานให้ท่านวิทยา แก้วภราดัย ได้เสนอรายงานโดยละเอียดอีกครั้งหนึ่ง ขอบคุณ ท่านประธานครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่านประธานคณะอนุกรรมาธิการ ท่านวิทยา เชิญครับ🔗

นายวิทยา แก้วภราดัย กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการ ที่จริงรายงานแนวทางการแก้ไขปัญหาการปฏิบัติตาม กฎหมายและนโยบาย ภายใต้คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ ๖๖/๒๕๒๓ ซึ่งอยู่ในมือเพื่อน ๆ สมาชิก เป็นรายงานที่ค้างคามาตั้งแต่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการชุดที่แล้ว และเนื่องจากไม่สามารถรายงานต่อสภาชุดที่แล้วทัน เมื่อสภาชุดใหม่ตั้งอย่างที่ท่านประธาน คณะกรรมาธิการได้เรียน ผมเลยถูกตั้งกับคณะกรรมาธิการชุดหนึ่งเป็นอนุกรรมาธิการ มาทบทวนดูเรื่องราวทั้งหมด ขออนุญาตเรียนท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิก เรื่องที่เรา กำลังจะพูดถึงเป็นเรื่องที่ ถ้าเปรียบเทียบนิทานก็กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เพราะถ้าจำไม่ผิด คนที่อยู่ในเหตุการณ์จริง ๆ ขออนุญาตนะครับ ก็คือคุณพ่อท่านประธาน ก็น่าจะเป็นเพื่อน ร่วมในสถานการณ์นั้นจริง ๆ แล้ววันนี้มาในสถานการณ์ที่เหมาะสม บ้านเมืองเปลี่ยนแปลง ไปเยอะ ข้อเท็จจริงขณะนั้นก็คือ ความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งเกิดในยุคที่เขาเรียกว่า สงครามเย็น ก็มีคนส่วนหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนหนุ่มสาวสมัยนั้น แล้วก็ผู้เฒ่าสมัยนี้ ได้คิดในทางการเมืองที่แตกต่างจากรัฐบาลขณะนั้น แล้วตกลงทำการเมือง เมื่อกฎหมาย ขีดเส้นว่าการคิดแบบการเมืองที่ต่างกันเป็นเรื่องผิดกฎหมาย คนหนุ่มสาวเหล่านั้นก็ใช้พื้นที่ ที่ไกลอำนาจรัฐสมัยนั้นไปตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา ชื่อว่า พรรคคอมมิวนิสต์ และเริ่ม ปฏิบัติการในการเคลื่อนไหวมวลชนหาสมาชิกในเขตชนบทตามแนวทางที่จะสร้างชนบท ล้อมเมือง สุดท้ายก็เจอกับความจริงว่า อำนาจรัฐที่เป็นเผด็จการไม่เว้นกับการเคลื่อนไหว กับพรรคการเมือง การปราบปรามก็เกิดขึ้นอย่างจริงจัง พรรคคอมมิวนิสต์ที่เกิดขึ้นสมัยนั้น ก็ไม่มีทางอื่นครับ ก็ได้ประกาศในการที่จะต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ แทนการสู้แนวทางสันติ การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธก็เลยเกิดขึ้นระหว่างพรรคการเมืองที่ชื่อว่า พรรคคอมมิวนิสต์ กับรัฐบาลในสมัยนั้น สงครามยืดเยื้อเป็น ๑๐-๒๐ ปี บาดเจ็บล้มตายทั้ง ๒ ฝ่ายเป็นจำนวนมาก เหลือพิษสงจากสงครามนั่งอยู่ในสภานี้ก็หลายท่าน เหลือบตาเห็นเพื่อนสมาชิกบางท่าน ที่สูญเสียคนในครอบครัวจากสมรภูมิในฐานะที่เป็นตัวแทนของพรรคคอมมิวนิสต์ในขณะนั้น วันนี้สงครามยุติครับ ยุติด้วยภูมิปัญญาทางการเมือง ภายใต้คำสั่งง่าย ๆ ครับ ไม่ได้ประกาศ เป็นกฎหมาย ไม่ได้ประกาศเป็นคณะปฏิวัติ เป็นคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ ๖๖/๒๕๒๓ เอาการเมืองนำการทหาร ฟังดูก็ฟังยาก แต่ง่ายนิดเดียวครับ คือเลิกจับอาวุธสู้กัน แล้วมาคุย ทางการเมืองกัน แล้วก็ยุติสงคราม นิรโทษกรรมทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในยุคนั้นทั้งหมด ที่ล้มตายกันข้างละเป็นหมื่นคนครับ แล้วตายจริง ๆ ไม่ได้ตายด้วยสงครามน้ำลายอย่างที่เรา นั่งกันวันนี้ แต่ตายท่ามกลางการต่อสู้ด้วยอาวุธและกระสุนปืนที่แท้จริง ยุติโดยทุกอย่างจบ แล้วก็มาร่วมกันพัฒนาบ้านเมือง ถือว่าผู้นำยุคนั้นที่ชื่อว่า ท่าน พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ได้เปิดฉาก ซึ่งสิ่งที่ใครไม่คาดคิดครับว่า จะยุติสงครามที่ยืดเยื้อมา ๑๐ กว่าปีได้ สุดท้ายสงครามยุติครับ รัฐบาลขณะนั้นก็ยื่นมือไปจับ กับตัวแทนของพรรคคอมมิวนิสต์ แล้วก็สร้างข้อตกลงร่วมกันในการที่จะร่วมพัฒนาชาติไทย เรามีข้อตกลงร่วมกันกับสมาชิกคนที่ยอมและยุติวางอาวุธทั้งหมดและเข้าร่วมมือกับรัฐบาล หลัก ๆ ๒ เรื่อง ๑. เราจะไม่คิดเอาโทษเอาภัยกัน ทุกอย่างที่ผ่านมา จับปืนสู้กันยุติ สงครามยุติ ๒. ความสูญเสียต่าง ๆ ก็ไม่คิด เลิกราต่อกัน ๓. คนที่กลับเข้ามาร่วมพัฒนาบ้านเมืองเขาเข้าไป อยู่ป่ากัน ๑๐ ปี บางคนไปตั้งแต่ ๗-๘ ขวบ บางคนก็ยังไม่มีสัญชาติไทย เป็นชนเผ่า ซึ่งถูกเคลื่อนไหวโดยพรรคคอมมิวนิสต์เอาเข้าเป็นสมาชิกและเป็นกองกำลัง ทั้งหมดนั้น ก็ได้รับข้อเสนอจากรัฐบาลในการให้ที่ดินทำกินในแต่ละพื้นที่ จำแนกออกได้เป็น ๒ ชุด ชุดที่ ๑ คือคนจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งมีพื้นที่การปฏิบัติการตั้งแต่ภาคเหนือยัน ภาคใต้ ทุกภาคของประเทศครับ มีการปฏิบัติการด้วยกำลังอาวุธ ชุดที่ ๒ ก็คือกองกำลังที่ เป็นกองกำลังอยู่ชายแดนประเทศไทย ที่จังหวัดยะลา เป็นกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์ มลายู ซึ่งปฏิบัติการในประเทศมาเลเซีย แต่เข้ามาอิงอยู่ในประเทศไทย ก็ได้ยุติด้วยกันครับ แล้วก็ได้ใช้นโยบายเดียวกัน ก็คือจัดสรรที่ทำกินให้ เดี๋ยวจะมีเพื่อนสมาชิก ซึ่งท่านเป็นผู้ใหญ่ที่อยู่ในสภาและทำเรื่องราวเรื่องนี้มาตั้งแต่สภาชุดที่แล้ว ศึกษาเรื่องนี้ ทั้งหมด จนลงในรายละเอียดทั้งหมด แต่ผมสรุปเริ่มต้นได้เลยครับว่า ที่เรากลับมาพูดเรื่องนี้กัน วันนี้อีกครั้งหนึ่ง ก็เพราะข้อตกลงที่รัฐบาลให้ไว้กับผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยเหล่านั้นได้ถูกละเลย การปฏิบัติ เราแค่เริ่มต้นในการศึกษาภายใต้บรรยากาศที่คิดว่าดีที่สุดในยุค ๔๐ ปี ที่ผ่านมา เพื่อนของคนที่สูญเสีย เพื่อนของคนที่มาเรียกร้องที่ทำกิน ซึ่งรัฐบาลจัดสรรให้ แล้วก็โดนบิดเบี้ยวไป วันนี้กลายเป็นผู้ที่กุมกำลังทหารของประเทศนี้ เพราะฉะนั้นแนวทาง ในการที่จะพูดคุยกันระหว่างผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย จคม. แล้วก็ผู้ที่เป็นกองกำลังของรัฐบาล ที่เป็นชนเผ่าแล้วเข้าไปต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ จะได้รับการดูแลจากมิตรสหายที่เคยจับอาวุธ เข้าเข่นฆ่ากัน ผมก็อยากจะให้เพื่อนสมาชิกได้รับข้อสรุปจากท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีต สส. ของเรา ท่านเป็นคนทำเรื่องราวเรื่องนี้มา และสรุปเป็นรายงานเล่มใหญ่ ผมเพียงแต่มา ตัดแปะให้มันสมบูรณ์ขึ้นตามยุคและสมัย ขออนุญาตที่จะเชิญท่านชวลิตได้ชี้แจงข้อเท็จจริง ในการที่จะแก้ไขแนวทางการแก้ไขปัญหานี้ครับ เรียนเชิญครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เรียนเชิญท่านชวลิตครับ เชิญครับ🔗

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ผู้แทนคณะกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการ ขออนุญาตที่จะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่า รายงาน การพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการแก้ไขปัญหาการปฏิบัติตามกฎหมายและนโยบาย ภายใต้คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ ๖๖/๒๕๒๓ ที่รายงานต่อที่ประชุมในวันนี้ ได้เริ่มทำการศึกษาในสมัยประชุมที่ผ่านมา ต้องขอขอบคุณท่านประธานคณะกรรมาธิการที่ เชิญผมมาเป็นที่ปรึกษา เพื่อได้ร่วมกับเพื่อนคณะกรรมาธิการสานงานต่อให้สำเร็จลุล่วงในชั้น กรรมาธิการ และมานำเสนอรายงานต่อสภา เพื่อกรุณาพิจารณาให้ความเห็นชอบในวันนี้ ทั้งนี้ เพื่อส่งรายงานผลการศึกษาให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับข้อสังเกตไป ดำเนินการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนต่อไป ความเป็นมาของเรื่องนี้เกิดจาก ผรท. หรือผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยทั่วประเทศทุกภาค ทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง และภาคใต้ ได้เดินทางมาร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการว่า ได้รับความเดือดร้อนใน ๒ ประเด็นหลัก ๆ คือ ๑. ปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ๒. ปัญหาเงินเยียวยา การจะแก้ไขปัญหาทั้ง ๒ ประการดังกล่าว จำเป็นจะต้องรู้ที่มาของ นโยบายของรัฐบาลในอดีตว่า เหตุใดจึงมีนโยบายให้ที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย และเงินเยียวยา และ ผรท. หรือผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย เมื่อทราบถึงที่มาของนโยบายในการแก้ไขปัญหาในอดีตแล้ว ที่สำคัญจะได้ตระหนักและให้ความสำคัญกับนโยบายดังกล่าวว่า นโยบายการเมือง นำการทหารตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีดังกล่าว ส่งผลให้ยุติการรบราฆ่าฟันกันระหว่าง คนไทยด้วยกันเองที่ยืดเยื้อยาวนานเกือบ ๒๐ ปีลงได้ นับเป็นคุณูปการ กับประเทศ และพี่น้องประชาชนอย่างมหาศาล ท่านประธานที่เคารพ เมื่อย้อนกลับไปในอดีต วันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๐๘ เป็นวันที่ประชาชนกลุ่มหนึ่งจับอาวุธขึ้นต่อสู้กับทางราชการ เรียกว่า วันเสียงปืนแตก เหตุเกิดขึ้นที่บ้านนาบัว อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม จากปี ๒๕๐๘ ถึงปี ๒๕๒๓ เป็นเวลาเกือบ ๒๐ ปี กว่าจะยุติการสู้รบภายในประเทศลงได้ จึงนับเป็นความ ขัดแย้งภายในประเทศที่ใช้กำลังเข้าต่อสู้กัน เสียชีวิต ทรัพย์สินทั้ง ๒ ฝ่าย ทั้งภาครัฐ และประชาชนมหาศาล ขณะนั้นกระผมเพิ่งรับราชการใหม่ ๆ จำได้ว่าในหลวงรัชกาลที่ ๙ หรือพ่อหลวงของเราทรงทุกข์โทมนัสที่เห็นคนไทยรบราฆ่าฟันกันเอง ปีหนึ่ง ปีหนึ่ง ต้องพระราชทานเพลิงศพข้าราชการ ทหาร ตำรวจ อส. นับพันศพ ขณะเดียวกันประชาชน ก็บาดเจ็บล้มตายจำนวนมากเช่นกัน นับเป็นคุณูปการต่อประชาชนคนไทย และต่อประเทศชาติ เป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลในขณะนั้น ภายใต้การนำของ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ อดีต นายกรัฐมนตรี อดีตประธานองคมนตรี ได้มีนโยบายการเมืองนำการทหาร ภายใต้คำสั่งสำนัก นายกรัฐมนตรีที่ ๖๖/๒๕๒๓ ซึ่งนำเสนอโดย พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตผู้บัญชาการทหารบก อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด และอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ร่วมกับคณะเสนาธิการ นำเสนอ นโยบายการเมืองนำการทหาร จนนำมาซึ่งความสงบสุขในบ้านเมืองดังกล่าว แต่กว่าความขัดแย้ง ด้วยการต่อสู้ด้วยกำลังจะยุติลง ด้วยการที่ ผรท. วางอาวุธ ออกจากป่ามาร่วมพัฒนาชาติไทย มีข้อสัญญาหรือพันธสัญญาที่ผู้บริหารประเทศในยุคนั้นมีข้อตกลงกับผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยไว้ ทั้งในเรื่องที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย ที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ก็ได้สัญชาติไทย และตามมาด้วย เงินเยียวยาในภายหลัง ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมเห็นใจข้าราชการที่รับผิดชอบ ในเรื่องนี้ในปัจจุบัน เพราะจากปี ๒๕๒๓-๒๕๖๗ ในปีนี้ เป็นเวลากว่า ๔๐ ปี ข้าราชการ ปัจจุบันก็ผ่านมาหลายรุ่น เป็นรุ่นลูก รุ่นหลาน งานหลายส่วนจึงอาจต่อกันไม่ติด มีงานที่ตกค้าง ที่ต้องใช้ความพยายามร่วมกันหลายฝ่าย เพราะเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง การแก้ไขปัญหา ให้สำเร็จจึงต้องใช้ระดับนโยบาย คือระดับรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรี เป็นผู้ตัดสินใจ คณะกรรมาธิการเห็นเป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง และความเดือดร้อนของ ประชาชน จึงทำการศึกษาและนำมาให้สภาพิจารณาให้ความเห็นชอบข้อสังเกต เพื่อส่งต่อให้ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการแก้ไขปัญหาต่อไป ท่านประธานที่เคารพ เพื่อประหยัดเวลา กระผมขออนุญาตยกปัญหาที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย สัก ๒ ปัญหา ๒ พื้นที่ พอสังเขป🔗

พื้นที่แรกเป็นพื้นที่ภาคใต้ ที่หมู่บ้านปิยะมิตร ๑-๔ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยกลุ่มนี้เข้ามาอยู่ในพื้นที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ตามโครงการหมู่บ้าน ความมั่นคงตามแนวชายแดน ชื่อหมู่บ้านปิยะมิตร หมู่บ้านนี้ได้รับชื่อพระราชทานจาก ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทุก ๆ ปีพระราชวงศ์หลายพระองค์เสด็จติดตามโครงการพระราชดำริ หมู่บ้านปิยะมิตร ๑-๔ เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของอำเภอเบตง จังหวัดยะลา ทั้งเป็นแหล่ง ที่ประกอบอาชีพทางด้านการเกษตรที่ทำรายได้ให้อำเภอเบตง จังหวัดยะลา มหาศาล แต่ปัจจุบันประชาชนหาความมั่นคงในที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัยไม่ได้ เพราะหมดอายุสัญญา เช่าที่ดินมาหลายปีแล้ว พื้นที่นี้ทางราชการใช้วิธีให้เช่า ๓๐ ปี แล้วค่อยต่ออายุ แต่ขณะนี้ พ้นอายุการเช่ามาแล้วถึง ๖ ปี คณะกรรมาธิการได้เพียรพยายามเชิญหน่วยราชการ ที่เกี่ยวข้องมาพบ มาให้ข้อมูล ท่านผู้บัญชาการทหารบกได้กรุณาให้ความเห็นชอบในการ ต่ออายุ แต่ปัจจุบันเรื่องยังติดอยู่ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่จะเสนอ เข้าคณะรัฐมนตรีพิจารณา แต่เวลาก็ล่วงเลยมาถึง ๖ ปีดังกล่าว ประชาชนขาดความเชื่อมั่น ในที่ดินที่อยู่อาศัยของตนเอง นับเป็นเรื่องที่รัฐบาลจำเป็นจะต้องเข้ามาแก้ไข🔗

พื้นที่ที่ ๒ พื้นที่ภาคเหนือที่ภูชี้ฟ้า ตำบลตับเต่า อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย หลังมีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ ๖๖/๒๕๒๓ แม่ทัพภาคในขณะนั้นได้ร่วมกับส่วนราชการ ที่เกี่ยวข้อง ขีดวงให้ชาวบ้านได้ที่ดินทำกินที่อยู่อาศัยจนกลายเป็นหมู่บ้าน เป็นตำบล เป็นอำเภอ ปัจจุบันมีปัญหาพื้นที่ทับซ้อนกับอุทยาน จึงมาร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการ พื้นที่นี้กระผมได้เคยนำคณะกรรมาธิการขึ้นไปดูสภาพข้อเท็จจริง เห็นศาลาทรงงานของ ในหลวงรัชกาลที่ ๙ เห็นรอยประทับพระบาทของพระองค์ท่านไว้เป็นมิ่งขวัญของประชาชน ในหมู่บ้าน มีโครงการพระราชดำริ แสดงว่าองค์พระประมุขของชาติเล็งเห็นการณ์ไกลอย่างยิ่ง ที่จะดูแลพสกนิกรของพระองค์ ดังนั้น ในปัญหาเรื่องที่ดินที่อยู่อาศัยที่ภูชี้ฟ้านี้จำเป็นอย่างยิ่ง ที่รัฐบาลในระดับ นโยบายจะต้องเข้ามาแก้ไขปัญหา🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาที่ตามมาอีกเรื่องคือปัญหาเงินเยียวยา มีการจ่ายเงินเยียวยาให้กับผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย มาแล้วถึง ๓ รัฐบาลด้วยกัน ซึ่งกระผมจะไม่ ลงในรายละเอียด สักครู่ทางดอกเตอร์ศักดิ์ณรงค์ ศิริพร ณ ราชสีมา ซึ่งเป็นประธาน คณะทำงานจะมาลงรายละเอียดในเรื่องนี้ แต่เป็นเรื่องแปลกประหลาดครับท่านประธาน ผ่านมา ๔๐ ปียังมี ผรท. ตัวจริงเสียงจริง ที่ยังไม่ได้รับเงินเยียวยา ซึ่งผมเคยสอบถามว่า ทำไมไม่ได้รับ เขาบอกว่าถ้าต้องเสียค่าหัวคิว เขาไม่รับ เขาถือเกียรติยศ หรือศักดิ์ศรี จึงยังไม่รับ จะรับต่อเมื่อดำเนินการในสิ่งที่ถูกต้อง มีเรื่องร้องเรียนมายังคณะกรรมาธิการ จำนวนมากกว่ามีการสวมสิทธิ มีการเรียกเก็บค่าหัวคิวการขอรับเงินเยียวยา ดังขึ้น ดังขึ้น แม้กระทั่งในสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็เดินทางมาร้องเรียนที่สภาแห่งนี้ในห้องกรรมาธิการ ดังนั้น การพิจารณาแก้ไขปัญหาเงินเยียวยา จึงต้องพิจารณาใน ๒ ประเด็น คือ ๑. เยียวยา กับ ผรท. ตัวจริง ที่ยังไม่ได้รับเงินเยียวยา ๒. ตรวจสอบป้องกันการสวมสิทธิ การเก็บค่าหัวคิว ในการขอรับเงินเยียวยา ช่วงที่รัฐบาลท่านเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ตั้ง คณะกรรมการขึ้นมาศึกษารวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ในการที่ จะรับเงินเยียวยา ณ ปัจจุบันคณะกรรมาธิการเห็นว่าควรมีการปรับปรุงคณะกรรมการ ดังกล่าว เพื่อให้มีตัวแทน ผรท. แต่ละภาคที่เป็นผู้อาวุโส ที่ได้รับการยอมรับ เข้ามามีส่วน ในการตรวจสอบกันเอง เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ การเรียกเก็บค่าหัวคิว เพราะขณะนี้ ดังที่กราบเรียนไปเมื่อสักครู่ว่า มีผู้มาร้องเรียนถึงสภาจำนวนมาก ท่านประธานที่เคารพ กล่าวโดยสรุป ปัญหาที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย และปัญหาเงินเยียวยาของ ผรท. ยังมีอยู่จริง ซึ่งคณะกรรมาธิการเห็นว่าควรมีการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของ ผรท. เพื่อปฏิบัติ ให้เป็นไปตามพันธสัญญาที่รัฐบาลในอดีต รุ่นพ่อ รุ่นปู่ของเราได้ทำไว้ จนทำให้เกิดความสงบ ในบ้านเมือง ท่านประธานที่เคารพครับ ในสภาแห่งนี้มี ผรท. หรือผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย หลายท่าน ทั้งที่เป็น สส. เป็นผู้บริหาร เป็นรัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม ซึ่งดูแลความมั่นคง ถ้าท่านได้ตั้งทีมงานศึกษารายงานฉบับนี้ รับข้อสังเกต ไปดำเนินการงานแก้ไขปัญหาของ ผรท. ที่ตกค้างมาช้านาน ก็น่าจะสำเร็จบริบูรณ์ในยุคนี้ สมัยนี้ ท่านประธานที่เคารพ ที่กระผมกล่าวมานั้น เป็นหลักการและตัวอย่าง ตลอดจน ความเป็นมาของการจัดทำรายงานพอสังเขป สำหรับในรายละเอียดของข้อสังเกต ข้อเสนอแนะของรายงานฉบับนี้ ขออนุญาตที่จะให้ ดอกเตอร์ศักดิ์ณรงค์ ศิริพร ณ ราชสีมา ประธานคณะทำงาน ได้รายงานต่อที่ประชุม🔗

ท่านประธานที่เคารพ ท้ายที่สุดนี้กระผมขออนุญาตท่านประธานกราบเรียน ผ่านไปยังสมาชิกผู้ทรงเกียรติเป็นประเด็นสุดท้าย ในเรื่องที่มีหลักคิดในการแก้ไขปัญหา ความไม่สงบในบ้านเมือง ด้วยนโยบายการเมืองนำการทหาร ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ ๖๖/๒๕๒๓ เฉกเช่นเดียวกัน กล่าวคือ ในสมัยประชุมที่ผ่านมามีรายงานการศึกษา ของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เรื่อง แนวทางแก้ไขปัญหาความไม่สงบใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ทำการศึกษาเสร็จสิ้น โดยใช้เวลาเกือบ ๓ ปี ในการศึกษา รายงานฉบับนี้ได้นำนโยบายการเมืองนำการทหาร มาปรับใช้ ประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหาใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อรายงานเสร็จสิ้น ได้เสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้น ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านประธานชวน หลีกภัย ท่านได้กรุณาบรรจุในระเบียบวาระการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว แต่ช่วงท้าย สมัยประชุม สภาล่มบ่อยครั้ง จึงพิจารณาไปไม่ถึง และหมดสมัยประชุมในที่สุด หากรัฐบาล เห็นว่านโยบายการเมืองนำการทหารยังใช้ประโยชน์ได้กับการแก้ไขปัญหาความไม่สงบ ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ให้ขอรายงานจากคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ไปศึกษา หรือนำไปปรับประยุกต์ใช้ งานที่ศึกษาก็จะไม่สูญเปล่า ไม่เสียงบประมาณไปเปล่า ๆ และอาจจะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองไม่มากก็น้อย ขอกราบ ขอบพระคุณครับท่านประธาน ขออนุญาตที่จะให้ดอกเตอร์ศักดิ์ณรงค์ ศิริพร ณ ราชสีมา ดำเนินการต่อ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญครับ🔗

นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ให้เพื่อนสมาชิกที่ลงชื่ออภิปรายก่อนเลยครับ เดี๋ยวท่านศักดิ์ณรงค์ค่อยชี้แจงตอนท้ายครับ ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ได้ครับ สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะอาจารย์เจ้าหน้าที่และนักศึกษา คณะสังคมศาสตร์ ชั้นปีที่ ๑ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ยินดีต้อนรับทุกท่านนะครับ นมัสการครับ ต่อไปเป็นท่านสมาชิกที่ได้ลงชื่อเอาไว้เพื่อที่จะ ขออภิปราย เริ่มต้นที่ท่านมานพ คีรีภูวดล ๗ นาที เรียนเชิญครับ🔗

นายมานพ คีรีภูวดล แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน สัดส่วนชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ท่านประธานครับ ผมต้องขอบคุณ ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ แล้วก็ท่านประธาน คณะอนุกรรมาธิการ ท่านวิทยา แก้วภราดัย ที่ได้หยิบประเด็นนี้กลับมาศึกษาในสภา ชุดที่ ๒๖ แล้วผมถือว่าเป็นการศึกษาที่มีความหมายมากสำหรับพี่น้องประชาชนกลุ่มนี้ ท่านประธาน ครับ เรื่องนี้ผมคิดว่าต้องคุยแบบตรงไปตรงมา เราไม่มีอ้อมค้อม แล้วผมคิดว่าเรื่องนี้ ไม่จำเป็นที่จะต้องหลีกเลี่ยงข้อเท็จจริงที่มันเกิดขึ้นในอดีตอะไรทั้งนั้น เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้น ที่สำนักนายกรัฐมนตรีก็คือคำสั่ง ๖๖/๒๕๒๓ ท่านกรรมาธิการทั้งหลาย ท่านชวลิต ก็ได้ยิน เสียงท่าน สมัยที่แล้วท่านก็มาอภิปรายเรื่องนี้ร่วมกัน ทั้งหมดนี้ครับท่านประธาน ผมคิดว่า การเมืองนำการทหารความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในช่วงความขัดแย้งทางความคิด ทำให้พี่น้อง ประชาชนในประเทศไทยแบ่งเป็น ๒ กลุ่มใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่คอมมิวนิสต์จัดตั้งก็ดี กลุ่มนักศึกษาที่เกิดความขัดแย้งต่อเนื่องต้องหนีเข้าไปอยู่ในป่าต่าง ๆ เหล่านี้ ข้อสัญญาสำคัญ ที่สุดก็คือว่า คำสั่งที่ ๖๖/๒๕๒๓ ว่ามาร่วมพัฒนาประเทศด้วยกันเถอะ ไม่ต้องขัดแย้งกันแล้ว เราเป็นคนไทยด้วยกัน ไม่ต้องฆ่ากัน พัฒนาด้วยกัน ข้อสัญญาที่หนึ่งก็คือเราใช้คำว่า ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย เราต้องมีที่ดินทำกินนะ เราต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีนะ ภาพต่าง ๆ ที่ท่านประธานไปดูในอดีต มีการมอบอาวุธ มีการมอบสัญลักษณ์ว่าจะมาร่วมพัฒนา ข้อสัญญา เหล่านี้มันมี เพราะฉะนั้นข้อสัญญาเหล่านี้สิ่งที่มันเป็นปัญหาอย่างนี้ครับท่านประธาน ข้อสัญญา เหล่านี้ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยวันนี้ ไม่ได้รับการกระทำตามสัญญา ที่ ๖๖/๒๕๒๓ ได้กระทำไว้ อันนี้คือปัญหาใหญ่ มีอีกกลุ่มหนึ่งที่กรรมาธิการอาจจะไม่ได้พูดถึง ก็คือว่าทหารชาวเขาอาสา กลุ่มนี้ก็เป็นกลุ่มพี่น้องม้งอยู่ที่เพชรบูรณ์ที่เข็กน้อย หน่วยงานความมั่นคงก็บอกว่า เอาพี่น้องม้งที่อยู่ในป่ากลับมาร่วมกัน ก็เป็นกลุ่มทหารที่ทางฝ่ายราชการจัดตั้ง ก็คือม้งกับม้ง ยิงกัน ฆ่ากัน แต่สุดท้ายอย่างไรก็เป็นพี่น้องกัน ก็อยู่ในแผ่นดินเดียวกัน ต้องกลับมาภายใต้ ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญหลักใหญ่ ๆ อยู่ตรงนี้ครับ ผมเห็นด้วยกับ ข้อสังเกตของกรรมาธิการทั้ง ๑๐ ข้อ ๑๐ ประการทั้งหมดเลยครับท่านประธาน เพราะฉะนั้น หลักสำคัญก็คือคนที่จะแก้ปัญหาตรงนี้ได้ ไม่ใช่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่กระทรวงกลาโหม ไม่ใช่กระทรวงมหาดไทย ก็คือสำนักนายกรัฐมนตรี เหตุมันเกิดที่ สำนักนายกรัฐมนตรีเมื่อปี ๒๕๒๓ ตอนนี้ ๔๔ ปีแล้ว เจ้าภาพหลักที่จะต้องทำเรื่องนี้ คือสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาให้ตรงไปตรงมา ทีนี้ผมขออนุญาตยกตัวอย่างที่กรรมาธิการอาจจะยังไม่ได้เห็นภาพ ผมขออนุญาตยกสัก ๒ พื้นที่ครับท่านประธาน ที่ตำบลเข็กน้อย อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ คือก็สัญญาว่า จะให้ที่แล้วมาร่วมกัน คือทหารก็ขอใช้พื้นที่ของป่าไม้ คือป่าไม้ตอนนั้นก็คือ พ.ร.บ. ป่าไม้ ๒๔๘๔ หรือ พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ ๒๕๐๗ ปัญหาที่สำคัญคือช่วงที่ป่าไม้มอบให้ทหารดำเนินการ ไม่มีปัญหาอะไรเลยครับท่านประธาน โครงสร้างพื้นฐานทำถนน ทำไฟฟ้า พัฒนาได้หมดเลย ปัญหาสำคัญก็คือว่า สัญญาที่ขอใช้พื้นที่หมดอายุ พอหมดอายุสถานภาพทั้งหมดกลับไป กรมป่าไม้ กรมป่าไม้บอกว่าก็ใช้อำนาจของกรมป่าไม้ ทุกอย่างต้องขออนุญาตอธิบดี วันนี้จะทำศูนย์เด็กเล็กก็ไม่ได้ จะทำโครงสร้างพื้นฐานก็ไม่ได้ ทุกวันนี้บ้านเลขที่ของพี่น้อง ชาวบ้านยังเป็นบ้านเลขที่ชั่วคราว บ้านเลขที่ชั่วคราวท่านประธานทราบไหมครับว่าต้องจ่าย ค่าไฟแพงกว่าคนอื่น เพราะนั่นคือสถานภาพที่มันบั่นทอนไม่เป็นไปตามข้อสัญญา ๖๖/๒๕๒๓ ทำให้พี่น้องประชาชนไม่สามารถที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิต ภายใต้สิทธิ ภายใต้รัฐธรรมนูญนี้ได้ ไม่สามารถที่จะเข้าถึงงบประมาณได้ อันนี้เรื่องสำคัญมากครับท่านประธาน🔗

กลุ่มที่ ๒ ผมยกตัวอย่างก็คือ พี่น้องประชาชน ที่อำเภอพบพระ จังหวัดตาก กลุ่มนี้ก็ไม่ต่างครับท่านประธาน อันนี้ทหารความมั่นคงขอมา ตอนนั้นอยู่ที่ห้วยขาแข้ง อยู่ทุ่งใหญ่ ขนกันเข้ามาอยู่รวมกันตั้งเป็นหมู่บ้านอะไรครับ บ้านเทอดไท้ บ้านรักไทย บ้านรวมไทย ที่อำเภอพบพระ สถานภาพเหมือนกัน มีการพัฒนาโครงสร้าง มีถนน ทำเป็น บ้านอพยพ เป็นบล็อกหมู่บ้านอพยพสังเกตง่าย ๆ ซอยถนนจะเป็นบล็อก มีการพัฒนา แหล่งน้ำ แต่วันนี้สถานภาพที่ดินที่ทหารใช้อำนาจ ๖๖/๒๕๒๓ ขอใช้พื้นที่วันนี้หมดอายุแล้ว วันนี้กรมป่าไม้เขามายึดหมดเลย พี่น้องประชาชนก็มีปัญหา นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต จะขอ GMP จะขอใบรับรองอะไรกันอีก จะทำอะไรต่อไปก็ไม่ได้ครับท่านประธาน ผมคิดว่า รายงานฉบับนี้มันมีความหมายสำหรับพี่น้องประชาชน ที่อยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง ทางความคิดในประวัติศาสตร์ที่รุนแรงครั้งหนึ่ง ไม่เคยมีความขัดแย้งรุนแรงและขนานใหญ่ เท่ากับยุคสมัยนั้น เป็นครั้งแรกที่ประชาชน นักศึกษา และกลุ่มทางความคิดที่แตกต่าง ใช้อาวุธปืนต่อสู้กับอำนาจรัฐทั่วประเทศ🔗

สุดท้ายนี้ครับท่านประธาน ผมคิดว่าวันนี้เป็นโอกาสดี ผมดูรายชื่อ ครม. ไม่ว่าจะเป็นพี่อ้วนของผม พี่ภูมิธรรม ก็สหายเหมือนกัน ในรัฐบาลชุดนี้มีสหายเยอะแยะเลย กรรมาธิการหลายท่านก็เป็นสหาย สส. หลายท่านก็เป็นสหายใช้โอกาสนี้กลับมายึดหลักการเดิม ว่าด้วย ๖๖/๒๕๒๓ มีปัญหาตรงไหน ก็แจ้งให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงกลาโหม ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทย ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ความผาสุกของพี่น้อง ความภูมิใจของพี่น้องที่ได้ชื่อว่าผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย จะมีความภูมิใจอย่างเต็มร้อยครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะผู้เข้าร่วมโครงการสภาผู้แทนราษฎรพบเด็กและเยาวชน ทั้ง ๒ คณะ ทั้ง ๑๕๐ คน ยินดีต้อนรับทุกท่านนะครับ🔗

ผมขออนุญาตปิดรับลงชื่อผู้อภิปรายแล้วนะครับ ต่อไปท่านอดิศร เพียงเกษ เรียนเชิญครับ🔗

นายอดิศร เพียงเกษ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอดิศร เพียงเกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัด ขอนแก่น วันนี้ผมไม่เคยคิดว่าเราจะย้อนอดีตมาคุยกันและเป็นอดีตที่ขมขื่นที่กระผมเอง ได้ประสบพบเห็น ไม่ใช่อ่านหนังสือมาเล่านะครับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ ๔๐ ปี ๕๐ ปี ในอดีต มันเป็นความเจ็บปวดของผู้ปกครองและผู้ถูกปกครอง เกิดการสูญเสียทุกฝ่าย ผู้ปกครองที่ปกครองโดยอำนาจเผด็จการ ใช้อำนาจเผด็จการโดยไม่ฟังความคิดเห็นของ พี่น้องประชาชน เกิดความขัดแย้ง จนก่อให้เกิดพรรคการเมืองพรรคใต้ดินขึ้นมา โดยการ ประสานงานของคอมมิวนิสต์สากล สายจีน สายเวียดนาม มาจัดตั้งเป็นพรรคคอมมิวนิสต์ และพัฒนามาเป็นการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ เสียงปืนแตกที่บ้านนาบัว ๗ สิงหาคม ๒๕๐๘ ที่บ้านนาบัวก็ลุกลามผ่านไป เกิดอำนาจรัฐ เกิดมีพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เกิดขึ้นมา พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย มีศัตรูอยู่ ๓ ตัวในขณะนั้น ๑. จักรพรรดินิยม ๒. ทุนนิยมขุนนาง จักรพรรดินิยม ศักดินานิยม และทุนนิยมขุนนาง ๓ ตัวครับ นี่เป็น การจัดตั้งศึกษาลัทธิ Marxism ลัทธิ Leninism ความคิด เหมา เจ๋อตง (Mao Zedong) เขาก่อร่างสร้างตัวเคลื่อนไหวในป่า เคลื่อนไหวในเมือง ตามแนวอุดมการณ์ Marxist ในขณะนั้น เมื่อการปกครองของประเทศชาติไม่เป็นประชาธิปไตย มีการร่างรัฐธรรมนูญ ๑๐ กว่าปี จอมพล ถนอม สืบทอดจาก จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ร่างรัฐธรรมนูญไม่เสร็จสักที นิสิต นักศึกษา ในขณะนั้นศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย นำโดยคุณธีรยุทธ บุญมี เดี๋ยวนี้ ยังมีชีวิตอยู่ เป็นศาสตราจารย์ คุณเสกสรรค์ ประเสริฐกุล เรียกร้องรัฐธรรมนูญ จนในที่สุด ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เราได้รับชัยชนะ ถนอม ประภาส ณรงค์ ๓ ทรราชลี้ภัยออกนอกประเทศ ถัดจากนั้น ๓ ปี ก็เกิดเหตุการณ์ที่เศร้าสลด คือ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ต้องแยกนักศึกษา กับพรรคคอมมิวนิสต์ออกจากกัน นักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ถูกล้อมปราบ ถูกยิงเหมือนนกในกรง ถูกปราบปราม ถูกเปลื้องผ้าในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ความรุนแรงดังกล่าวผู้ปกครองเป็นคนทำครับ ลูกหลานของตนเองไม่รู้จะต่อสู้อย่างไร ก็ต้องหาที่พึ่ง ก็เข้าป่าไปร่วมจับปืนกับพรรคคอมมิวนิสต์ อำนาจรัฐเกิดจากกระบอกปืนครับ จะได้รัฐมา เมื่อความรุนแรงมา ผมต้องใช้ความรุนแรงตาต่อตา ฟันต่อฟัน ท่านครับ ที่ผมพูด ในขณะนั้นผมอายุ ๒๐ ปีเศษ ๆ ท่านประธานคณะอนุกรรมาธิการ ท่านวิทยา แก้วภราดัย ต้องเปิดเผย ท่านมาพูดเรื่องนี้ด้วยน้ำตา ท่านถูกยิงด้วย M16 ๒ ขาเลยครับ เดินกะโผลกกะเผลก กระดูกพรุนไปหมด ขนาดอยู่โรงพยาบาลมันยังเอาตรวนไปผูกขาท่านไว้ นั่นคือความรุนแรง ในขณะนั้นครับ มีนิสิตนักศึกษาหลายต่อหลายท่านทนไม่ไหวก็เข้าป่า กระผมเอง ครอบครัว เพียงเกษ ขออนุญาตพูดเถอะครับ เพื่อเป็นเกียรติแก่คนที่เสียสละชีวิต ครอบครัวเพียงเกษ พ่อแม่ ลูก ๆ ทั้งหมด ๙ คนเข้าป่าหมด ศึกษาลัทธิ Marxism ลัทธิ Leninism ความคิด เหมา เจ๋อตง (Mao Zedong) พี่น้องผม ๙ คนครับ น้องผมเข้าป่าไปเป็นทหารหลักอยู่ที่ จังหวัดน่าน นายอดิศวร เพียงเกษ นักศึกษานิติศาสตร์มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปีที่ ๒ สหายหมอกครับ ถูกยิงเสียชีวิตวันนี้จึงขอไว้อาลัยแก่น้องชาย เหตุการณ์ทางการเมืองมัน เกิดขึ้นเพราะความไม่เข้าใจกัน เพราะระบอบเผด็จการ ท่านครับ ก่อนจะมาถึง ๖๖/๒๕๒๓ รัฐบาล พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ได้ออก พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิด ในการชุมนุมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ ๔-๖ ตุลาคม ๒๕๒๑ พ.ร.บ. นี้เป็นที่รองรับของคำสั่ง ๖๖/๒๕๒๓ รบราฆ่าฟัน ไม่มีประโยชน์ ผมก็สูญเสีย ทางนี้ก็สูญเสีย เสด็จพระราชทานเพลิงศพทุกวัน อยู่ในป่าไม่มี ที่จะฝังครับ ความรุนแรงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ความรุนแรงด้วยอาวุธต่าง ๆ ไม่สามารถ ให้สังคมมีสันติสุขได้ ผมพูดวันนี้อยากให้เป็นอุทาหรณ์สอนใจที่เราจะพูดถึงเรื่องนิรโทษกรรม ท่านประธานครับ วันนี้ผมขออนุญาตเพิ่มเวลาหน่อยนะครับ เพื่อจะเป็นผลในการที่เราจะพูด นิรโทษกรรมในสัปดาห์หน้าว่าเราจะนำพาประเทศนี้ โดยเอาอดีตมารับใช้ปัจจุบันได้อย่างไร ทำอย่างไรประเทศนี้ถึงจะไม่มีความขัดแย้ง ความเห็นต่างอยู่ได้ เหตุการณ์มูลเหตุชักจูงใจ อย่างไรที่เกิดขึ้นในทางการเมืองต้องนิรโทษกรรมให้เขาหมด ถึงวันนั้นผมจะลุกขึ้นอภิปรายอีก ผมก็อยากถามทางกรรมาธิการครับ ปัญหา ๒๐ ปี ๓๐ ปี ๔๐ ปี ไปรับปากเขาไว้ทำไมไม่ทำ ไปรับปากว่าให้ที่ดินเขาไปแล้ว ต่อมาจะออกเป็นอุทยาน ไปโกหกเขาทำไม พ่อแม่เขาสู้ เขาสูญเสีย เขาต้องการสร้างชาติบ้านเมือง เมื่อมาถึงยุคเรา เราต้องรักษาคำมั่นสัญญาครับ สงครามถึงจะไม่เกิด ผมไม่เคยเรียกร้องที่น้องผมเสียสละ เพราะสงครามไม่มึงก็กูตาย เมื่อเสียสละชีวิตเราก็จบไป มี ๖๖/๒๕๒๓ นักศึกษาก็เข้ามาเรียน ผมจบนิติศาสตร์ จบปริญญา เรียนปริญญาโทที่จุฬาแล้ว ก็มาประกอบอาชีพทนายความ วันนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจ ให้เขาไปเถอะครับ อย่าว่าทำไมงอกเงยขึ้นมา เพราะเป็นลูกเป็นหลานว่านเครือเขาดูแลเขา ท่านไม่เป็นศพ ถีบลงเขา เผาลงถังแดง ความรุนแรงไม่รบ นายไม่หายจนอยู่ที่ภาคใต้ครับ เรายุติโดยการทำงานของทหารประชาธิปไตย พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ หลาย ๆ พลเอก พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ มีคุณูปการ พวกผมก็ให้ความร่วมมือ สมัยก่อนจะเกิดขึ้นอย่างไร พลตรี สุตสาย เทพหัสดิน ไปรับสหายทองปักษ์ เพียงเกษ อยู่ที่โรงแรมแถวช่อง ๗ แต่ก่อน เป็นกระทิงแดง อีกคนหนึ่งเป็นคอมมิวนิสต์ ต่อมามาจับเข่าคุยกัน ไม่ได้คุยกัน เมื่อคุยกัน สังคมก็สันติสุข ผมจึงดีใจนะครับ เราย้อนอดีต ๔๐ ปี เพื่อให้ลูก ให้หลานได้เข้าใจว่าสังคม มันเกิดความขัดแย้งอย่างนี้ ปัจจุบันนี้ต้องเอาอดีตมารับใช้ ไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ที่จะไม่นิรโทษ ให้ลูก ให้หลาน ไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้นที่จะมาปิดกั้น คุณเห็นต่างแล้วคุณจะรบราฆ่าฟันกัน ไม่มีประโยชน์ ประเทศไทยต้องจับมือกัน การเมืองไม่มั่นคงเศรษฐกิจเดินไม่ได้ครับ ผมจึงขออนุญาตขอบคุณท่านประธาน คุณพ่อท่านประธานก็มีส่วนเหมือนผมนี่ละครับ เรามีความเจ็บปวด แต่เราอยากให้ทุกคนทุกฝ่ายในสังคมได้เข้าใจว่าคนไทยสามารถพูดคุยกัน ได้ครับ ไม่จำเป็นต้องรบราฆ่าฟัน ไม่ต้องแบ่งสี แบ่งฝ่าย ต่อมาก็มาเคลื่อนไหวเห็นคนละอัน ผมก็ลี้ภัยไม่เคยคิดจะกลับไปลาวก็ไปอยู่ลาว ไปอยู่เขมรเป็นปี ๆ ๒ ปีครับ ไม่อยากให้สังคม วนเวียนซ้ำซากอยู่อย่างนี้ วันนี้ผมขอให้ท่านทั้งหลายได้รำลึกถึงการเสียสละทั้ง ๒ ฝ่าย ไม่ว่าฝ่ายในป่า หรือฝ่ายอยู่ในเมือง ในเอกสารฉบับนี้ก็มีข้อหนึ่งอยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ เขาค้อ คนที่อาสาสมัครสู้กับพวกผม คือคอมมิวนิสต์ขวามือนี่เป็นกำนัน วันนี้เรานั่งใกล้กัน คุณก็ได้รับการชดเชยเหมือนกัน เป็นแต่เพียงว่ารัฐบาลของเราในปัจจุบัน ฯพณฯ แพทองธาร ชินวัตร ท่านเกิดไม่ทันหรอกครับ หลายท่านเกิดไม่ทัน แต่ให้ฟังว่าคนที่พูดในขณะนี้ คือผ่านเหตุการณ์มาที่ไม่ตาย เพราะมัน ไม่ถูกยิงเฉย ๆ น้องผมถูกซุ่มนะครับ ที่อำเภอปัว จังหวัดน่าน ถูกซุ่ม ถูกตัดคอ เสียบเหมือน สงครามเวียดนามเลยครับ นั่นคือความรุนแรง ไม่อยากให้เกิดขึ้น เห็นลูกหลานเราเป็นผ้าขาว เปิดโอกาสให้เขาได้เดินอย่างสง่าผ่าเผย สะสมประสบการณ์ตามวัยวุฒิของเขา🔗

ท้ายที่สุดขอให้สังคมไทยจงประสบกับความเจริญและสันติสุข การรบราฆ่าฟัน ความรุนแรงใด ๆ อย่าได้เกิดขึ้นอีกเลย ขอให้สันติภาพเกิดขึ้นถาวรในประเทศไทยเราครับ ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณท่านอดิศรครับ ต่อไปท่านองค์การ ชัยบุตร เชิญครับ🔗

นายองค์การ ชัยบุตร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน กระผม องค์การ ชัยบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน คนมุกดาหาร ต่อกรณี เรื่อง แนวทางการศึกษาการแก้ไขปัญหาการปฏิบัติตามกฎหมายและนโยบาย ภายใต้ คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ ๖๖/๒๕๒๓ ผมเองก็ไม่ได้ตั้งตัว ตั้งใจที่จะมาอภิปราย เพิ่มเติมเท่าไรนัก เพียงแต่ว่าผมอยู่ในส่วนที่เป็นรุ่นลูกรุ่นหลานที่พอจะรับรู้เหตุการณ์ในสมัยนั้น ถ้าผมจำความได้ ๒๕๒๖ ผมยังเรียนอยู่มัธยมศึกษาตอนต้น แล้วต่อด้วยมัธยมศึกษา ตอนปลาย ก็ได้เห็นเหตุการณ์ฝ่ายความมั่นคงได้เริ่มปฏิบัติการครั้งล่าสุด ตามนโยบายนี้ ส่วนหนึ่งที่ผมเข้าใจได้จากการสอบถาม คนแดงส่วนหนึ่งไม่กล้าออกมา เพราะว่ากลัวโดนฆ่า กลัวโดนฝ่ายรัฐลวงออกมาฆ่า ยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ เขาก็เก็บไว้ในที่ลับของเขาแถวป่าเขา ลำเนาไพร แต่ส่วนหนึ่งก็ออกมา ส่วนที่เป็นลูกเด็กเล็กแดง เข้าใจว่าในส่วนที่เกิด พ.ศ. ๒๕๑๓ หรือปี ๒๕๑๕ นี่ละครับ ส่วนหนึ่งก็เกิดอยู่ในป่า ส่วนนี้ก็มีการเรียกร้องสิทธิต่าง ๆ ตามที่ท่านได้รับรู้มาในหลาย ๆ รัฐบาล🔗

ในส่วนที่ผมจะแลกเปลี่ยนกับคณะกรรมาธิการ ก็คือว่าในส่วนเรื่องปัญหา ที่ดินทำกิน โดยเฉพาะแถวภูสระดอกบัว ภูสระดอกบัวนี่คาบเกี่ยว ๓ จังหวัด มุกดาหาร อำนาจเจริญ และยโสธร ซึ่งเป็นเขตปฏิบัติการของผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยในอดีตนะครับ แล้ววันออกมาก็คือปี ๒๕๒๖ ผมจำไม่ได้ที่บ้านบาก ในส่วนนั้นรัฐก็บอกว่าจะจัดหาที่ทำกินให้ ก็จัดให้จริง ๆ ท่านประธาน บ้านภูผาหอม ตำบลนาสะเม็ง อำเภอดอนตาล ก็เป็นหมู่บ้าน ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ซึ่งปัจจุบันนี้ลูกหลานก็ได้ขยายออกมาเป็นชุมชนที่ใหญ่โต และหน่วยงานของรัฐเองก็ไม่ได้ขาดหายไป ก็ได้ร่วมกันพัฒนาขึ้นมาหลาย ๆ อย่าง เรียกว่า คุณภาพชีวิตก็ดีขึ้น แต่ส่วนที่มีปัญหาคือเรื่องที่ดินท่านประธาน เรื่องที่อยู่อาศัยไม่เท่าไร หรอกครับ เพราะเขาสร้างบ้านแปงเมืองดี แต่ที่ทำกินคือตัวปัญหาที่เขายังใช้คำว่า อำนาจรัฐ ยังหลอกลวงเขาอยู่ ยังโกหกเขาอยู่ ออกมาแล้วทำไมไม่ให้ที่ทำกิน คำว่า ที่ทำกิน คือให้กิน ให้สิทธิทำ แต่ไม่มีสิทธิในเอกสารที่ทำกิน นี่คือตัวปัญหา สัปดาห์ที่ผ่านมาผมก็ได้ไปร่วม พบปะอดีตผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย อำเภอธาตุพนม แถวตำบลอุ่มเหม้า เขาก็บอกว่ารัฐจะให้ เอกสารสิทธิ ให้โฉนด น.ส. ๓ ก็ไปออกพระราชบัญญัติป่าสงวนทับที่เขาอีก ล่าสุดก็ออก อนุรักษ์ทับที่เขาอีก นี่คือตัวปัญหาหนึ่งที่มันติดมากับนโยบาย ๖๖/๒๕๒๓ ในอดีตที่ผ่านมา ทำไมถึงพูดอย่างนี้ ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า เขาก็บอกว่า โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่คนรุ่นใหม่ รุ่นราว คราวเดียวกับผม ที่กำลังเกิดและกำลังเจริญรุ่งเรืองในอาชีพ เขาบอกว่าคุณอย่าไปถือเลย เซียนรุ่นเก่า คุณจะไปยึดถือทำไมสัญญาเก่าในอดีตที่ผ่านมา เขาบอกอย่างนี้ครับ ท่านประธาน นี่คือคำพูดเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ว่าฝ่ายไหน หรือฝ่ายอะไรก็ตาม แต่ผมได้ยิน ออกจากปากเขาว่าเจ้าหน้าที่รัฐพูดอย่างนี้ละ ไม่ขอเอ่ยนาม หน่วยไหนก็ได้ คุณไปถืออะไร สัญญาเก่ามันนานมาแล้ว ๔๐ ปีแล้ว เขาพูดอย่างนี้ ก็แสดงว่าเขาไม่มีโอกาสที่จะได้ น.ส. ๓ หรือโฉนดเลย ถ้าพูดอย่างนี้ นี่ล่าสุดก็บอกว่าจะให้ คทช. เขา นี่คือเขาว่าเขาถูกหลอก ยังเหลือเยอะท่านประธาน แถวมุกดาหาร แถวบ้านผม ผมก็ได้ศึกษากับผู้รู้ กับสหายต่าง ๆ ล่าสุดสหายคนหนึ่งที่ผมเคารพนับถือก็สาบสูญ สหายหัน เป็นอดีตผู้นำในป่าในอดีต แล้วก็ ออกมาเป็นอดีตผู้ใหญ่บ้าน ก็หายไปประมาณสิบกว่าปีแล้ว สาบสูญไปเลย ตามหาก็ไม่เจอ นี่คือเหตุการณ์ครั้งล่าสุดที่ผมได้สัมผัส แล้วก็เรื่องที่ดิน ฝากท่านประธานและท่านกรรมาธิการ ที่นั่งอยู่บน Floor ว่า ถ้าพอมีทางเป็นไปได้ นโยบายต่าง ๆ เรื่องที่ดิน เรื่องอะไร เรื่องแนวเขต ที่มันทับซ้อนกับเขตอนุรักษ์ หรือป่าสงวนที่เกิดใหม่ก็แล้วแต่ ที่มันขัดกับข้อตกลงต่าง ๆ ในอดีตที่ผ่านมา ผมก็อยากให้ท่านหาทางได้แก้ไข ด้วยข้อระเบียบหรือกติกาต่าง ๆ ที่จะอยู่ ร่วมกันในอนาคต เพราะว่าลูกหลานเอง เขาก็เกิดมาและขยายชุมชนไปทับที่หลวง ทับอะไร หลวงก็ขีดเส้นใหม่มาทับที่บ้านเขาเหมือนกันพูด ง่าย ๆ ฝากท่านประธานด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปเรียนเชิญท่านนิพนธ์ คนขยัน เชิญครับ🔗

นายนิพนธ์ คนขยัน บึงกาฬ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นิพนธ์ คนขยัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบึงกาฬ เขตเลือกตั้งที่ ๓ พรรคเพื่อไทย ก็ขออนุญาตร่วมอภิปรายรับทราบรายงานแนวทางการแก้ไขปัญหาและการปฏิบัติตามกฎหมาย และนโยบาย ภายใต้คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ ๖๖/๒๕๒๓ ของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ท่านประธานครับ ผมก็คงไม่ลึกเหมือนท่านสหาย ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านสหายศรชัย ท่านอดิศร เพียงเกษ และวันนี้อยู่ข้างบนก็มีสหาย ในอดีต แต่วันนี้ดีใจได้เปิดใจทั้งสหาย ทั้งผู้ต่อต้านสหาย ก็เห็นด้วยอย่างยิ่งที่ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ที่ออกกฎหมาย หรือว่าระเบียบให้เขากลับมาร่วมพัฒนาชาติไทยแล้วจะได้สิทธิอย่างที่ เพื่อนสมาชิก โดยเฉพาะขออนุญาตเอ่ยชื่อท่านนะครับ ท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ ได้รายงาน ต่อสภาชัดเจน วันนี้สิทธิผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยที่จะได้ต้องให้เขา จะให้โดยด่วน หรือไม่ด่วน วันนี้ ๔๐ ปี ไม่ว่ากันแล้ว แต่ต่อไปนี้ท่านประธานคณะกรรมาธิการกับคณะกรรมาธิการครับ ก็ฝากผ่านท่านประธานถึงรัฐบาล ถือว่าอย่าหลอกเขา ให้เขามาร่วมมือร่วมใจเพื่อสร้างสรรค์ ประเทศแล้ว พัฒนาประเทศแล้ว สิ่งที่พูดไว้ต้องทำ ขออนุญาตท่านอดิศร เพียงเกษ หรือว่า ท่านสหายศรชัย ท่านเสียน้องชายท่าน เมื่อท่านพูดผมเข้าใจครับ ชีวิตผู้เป็นพี่ ตระกูลเพียงเกษ เป็นคอมมิวนิสต์หมดสมัยนั้น แต่ท่านประธานครับ ผมดีใจที่ท่านอดิศรบอกว่าวันนี้อะไรก็แล้วแต่ เราคนไทยด้วยกันจะเกิด ภาคไหน ผมพูดตลอด ต้องรักกัน สามัคคีกัน ในสภาแห่งนี้ก็เช่นกัน เพียงเราลงคนละพรรค เป้าหมายคืออันเดียวกัน ประเทศไทยต้องเจริญรุ่งเรือง ประชาชนต้องอยู่ดีกินดี นี่คือสิ่งสำคัญครับ ผมก็ไม่แพ้ท่านอดิศรครับ ท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิก พ่อผมสมัยนั้น เป็นผู้ใหญ่บ้าน โดนสหายแต่ไม่ใช่อดิศรครับ ยิง ๓ ศพ เช้าเดียวด้วยครับ ผมอายุ ๑๒ ปี วันนี้ นิพนธ์ คนขยัน ไม่ได้เรียนหนังสือก็เพราะสหายละครับ ตอนนั้นบังคับเลย บอกแม่ว่า ห้ามลูกมึงเรียนหนังสือ ถ้าลูกมึงเรียนเมื่อไร มึงตาย สุดท้ายไม่ได้เรียน แต่ก็โชคดีครับ ไม่ได้เรียนก็ได้เป็นกำนัน ได้เป็นผู้แทน ก็ถือว่าวาสนาผม ได้มาเจอกับสหายศรชัย ซึ่งเป็น ที่รักของผม ตอนผมลงผู้แทนพรรคไทยรักไทย ท่านสหายอดิศรกับท่านจาตุรนต์ ฉายแสง ก็ไปช่วยผม ดังนั้นวันนี้ก็เรียนสภาแห่งนี้ว่า ทุกอย่างที่เรารับปากกับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะวันนี้ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย สิ่งที่เขาจะได้ควรต้องให้เขาครับ เยียวยาให้เขา ฝ่ายผม เรียนตรง ๆ ว่าในวันนี้ไม่มีคอมมิวนิสต์แล้ว เสียทั้งพ่อ ทั้งพี่ชาย ทั้งน้องพ่อ เงินเยียวยามีไหม มีทางราชการ แต่เราเป็นคนชนบท โดนไถอีกครับท่านประธาน ต้องไปจ่ายเบี้ยบ้ายรายทาง กว่าจะได้เงินค่าทำศพพ่อที่ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน คอมมิวนิสต์ฆ่า ไม่อยากพูด สมัยนั้น มันมากมายนานมาแล้ว แต่สะท้อนให้เห็นว่าต่อไปนี้อย่าให้ได้เกิดอีกแบบนี้ในประเทศไทย ทุกคนต้องร่วมมือกัน สร้างสรรค์พัฒนาประเทศชาติบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรือง ฝากท่านประธาน ไปยังกรรมาธิการครับ ฝากถึงรัฐบาลด้วย วันนี้ต้องร่วมมือกันให้คนในชาติ ให้มีความผาสุก และเป็นธรรม ขออนุญาตท่านประธานครับ ข้อสังเกตนิดหนึ่ง เพราะตรงนี้บอกว่ากฎหมาย ยุติธรรม ชนบทความยุติธรรมวันนี้มียังไม่เต็มที่ครับ เพราะอะไร เพราะเวลาไปขึ้นโรงพัก ไปติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ อย่างผมพูดตลอดละครับว่า ถ้าคนบ้านนอก คนชนบท เจ้าหน้าที่ ก็ไม่อยากมองครับ ฝากคณะกรรมาธิการชุดนี้ ยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนนี่สำคัญที่สุด ถ้ามียุติธรรม กฎหมายมันเที่ยงธรรมอยู่แล้ว คนปฏิบัติกฎหมายต้องยุติธรรม ให้สิทธิมนุษยชนเท่ากัน สังคมมีความสุขครับท่านประธาน กราบขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านจุลพงศ์ อยู่เกษ ครับ🔗

นายจุลพงศ์ อยู่เกษ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม จุลพงศ์ อยู่เกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน วันนี้ผมจะแบ่งการอภิปรายของผมออกเป็น ๒ ส่วน คือเกี่ยวกับนโยบาย ๖๖/๒๕๒๓ และส่วนที่ ๒ จะเกี่ยวกับรายงานฉบับนี้นะครับ ท่านประธานครับ นโยบาย ๖๖/๒๕๒๓ เป็นนโยบายต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ เพื่อยุติสงครามการสู้รบระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์ แห่งประเทศไทยและรัฐบาล การต่อสู้เริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๐๘ ถึงปี ๒๕๒๓ มีคนไทยฆ่ากันเอง หลายพันคน นั่นคือการสูญเสียชีวิตมนุษย์ ทีนี้ผมก็มาดูว่าอะไรที่หมายความว่าการกระทำ อันเป็นคอมมิวนิสต์ ซึ่งแม้แต่ในยุคนั้นก็ยังมีการให้อภัยกัน ถ้าเรามาดูคำจำกัดความของ การกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ว่าหมายถึงอะไร มีโทษรุนแรงอย่างไร ตามพระราชบัญญัติ ป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ. ๒๔๙๕ ให้คำจำกัดความการกระทำอันเป็น คอมมิวนิสต์มี ๓ ข้อ ผมจะอ่านเฉพาะ ข้อ ก นะครับ การกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ คือการเลิกล้มการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข รุนแรงไหม คุ้นเคยไหมครับ ในปี ๒๕๖๗ สำหรับความผิดนี้ แล้วโทษเป็นอย่างไรครับ โทษนี่ระวางโทษ จำคุกตั้งแต่ ๑๐ ปี ถึงประหารชีวิต แต่เมื่อเราดูจำนวนชีวิตของเพื่อนมนุษย์หลายพันคนที่สูญเสียไป ดูลักษณะความร้ายแรงของ การกระทำความผิด รัฐบาลในขณะนั้นยังกล้าที่จะใช้วิธีทางการเมืองเพื่อแก้ปัญหาการเมือง ผมต้องชมเชยย้อนหลังไป ๔๓ ปี ปีนี้ ๒๕๖๗ ไม่มีการตายหลายพันคน โทษความรุนแรง ที่ระบุไว้คล้ายคลึงบางความผิด เหมือนกับ พ.ร.บ. การกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ผมนึกไม่ออกนะครับว่าอาทิตย์หน้าที่สภาจะพิจารณาเรื่องนิรโทษกรรม สังคมไทย ในปี ๒๕๖๗ จะมีการประนีประนอมกันเช่นนี้ เหมือนคนในปี ๒๕๒๓ หรือไม่ หรือทำไม นิรโทษกรรมในยุคปี ๒๕๖๗ มันช่างยากเย็น หรือคนไทยเราใจดำขึ้น หรือต้องการ ทำลายล้างกันให้เด็ดขาด ไม่เหมือนคนไทยในปี ๒๕๒๓ อันนี้ผมตั้งคำถามดัง ๆ นะครับ เพราะสัปดาห์หน้าเมื่อรายงานนิรโทษกรรมเข้าสภา ผมไม่แน่ใจว่าผมจะมีโอกาสอภิปราย หรือเปล่านะครับ แต่ผมกำลังจะเทียบเคียงว่าคนไทยในยุคนั้นตายไปหลายพันคน โทษตาม พ.ร.บ. การกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์รุนแรงขนาดนี้ คนในสมัยนั้น ในยุคนั้น ยังนึกถึงการ ประนีประนอมของคนในชาติ ขอซ้ำอีกครั้งนะครับ แต่ทำไมนิรโทษกรรมเพื่อการ ประนีประนอมของคนในชาติ ในปี ๒๕๖๗ มันช่างยากเย็นครับ มันมีขั้นตอนหลายขั้นตอน🔗

ทีนี้มาดูรายงานอันนี้บ้าง ต้องขอชมเชย เป็นรายงานที่ละเอียดเลยนะครับ ตอนสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์มอบตัวกับรัฐบาลไทย มันมีคำมั่นสัญญาหลายอย่าง ถ้าเพื่อน สมาชิกและกรรมาธิการลองเปิดหน้า ๑๒ ตามตาราง คำสั่งออกปี ๒๕๒๓ ถึงปี ๒๕๒๘ ๕ ปี ให้วัว ๕ ตัว ที่ดิน ที่อยู่อาศัย ๒ งาน หรือครับ ผมเข้าใจผิดหรือเปล่าครับ ให้ที่ดินทำกิน ๘ ไร่ นี่ผลงาน ๕ ปีของรัฐไทยนะครับ ครั้งที่ ๒ ๒๓ ปีผ่านมา ก็มีการชดเชยจำนวนเงิน ๒๙ ปีผ่านมาก็มีอีกก้อนหนึ่ง ๔๗ ปีผ่านมาก็มีอีกก้อนหนึ่ง ตอนนี้ปีที่ ๔๓ อย่างเพื่อนสมาชิก พูดกัน นี่เราจะต้องมาพูดผลการแก้ไขตามคำสั่ง ๖๖/๒๕๒๓ หรือครับ แล้วข่าวร้ายกว่านั้น คำสั่งนี้ไม่มีอายุด้วย ผมก็ไม่รู้ ๒๐ ปี ๔๐ ปี ตอนนั้นผมอยู่ไม่ถึงหรอกครับ คนในยุคนั้นต้อง มาพูดเรื่องนี้อีกหรือเปล่าครับ หรือมันเป็นการตระบัดสัตย์ข้ามทศวรรษครับ เพียงแต่ว่าจูงใจ ให้เขามามอบตัว โดยใช้คำสวยหรูว่า ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ผมไม่รู้นะครับ ข้อสังเกตดี ๆ ทุกข้อ ด้วยความสัตย์จริงว่าจะมีการปฏิบัติได้หรือไม่ ป่านนี้คนรุ่นลูก รุ่นหลาน รุ่นเหลน ของอดีต สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นคนไทย ที่ตอนนั้นเรียกสวยหรูว่า ผู้ร่วมพัฒนา ชาติไทย ตามคำเกลี้ยกล่อมในคำสั่ง ๖๖/๒๕๒๓ จะยังอยู่เพื่อรับการแก้ไขตามรายงานชุดนี้ หรือไม่🔗

สุดท้ายนี้ ผมขอชื่นชมสำหรับรายงานชุดนี้ท่านทำได้ละเอียด มีการย้อน ประวัติศาสตร์ ผมขอยุติการอภิปรายไว้เท่านี้ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านจุติ ไกรฤกษ์ เรียนเชิญครับ🔗

นายจุติ ไกรฤกษ์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ พรรครวมไทยสร้างชาติ ต้องขอขอบพระคุณท่านประธานคณะกรรมาธิการ และกรรมาธิการทุกท่าน โดยเฉพาะท่านอดีต สส. ชวลิต ซึ่งใช้เวลาอธิบายงานของท่าน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมเป็นอย่างยิ่ง ผมได้อ่านรายงานของท่าน ผมก็สนับสนุนนะครับ และอยากจะให้เน้นถึงหน้า ๑๓ หน้า ๑๔ ข้อ ๔.๑ ๔.๒ ๔.๘ และ ๔.๑๐ ก็จะไม่ไป ในรายละเอียดมากนัก เพื่อประหยัดเวลาสภา เรื่องนี้ดูเหมือนกับว่าเป็นประวัติศาสตร์ที่น่าเบื่อ แต่มันไม่น่าเบื่อหรอกครับ เพราะว่ามันเป็น บทเรียนทางประวัติศาสตร์ที่คนรุ่นหลังนั้นสามารถนำมาประยุกต์และแก้ไขปัญหาวิกฤติของ ประเทศได้ในปัจจุบัน สิ่งที่ผมมีความเป็นห่วง คือรายงานฉบับนี้สภาเห็นชอบส่งให้รัฐบาลแล้ว ก็จะเหมือนกับน้ำที่ไหลใต้สะพาน ไม่มีใครไปติดตาม อาจจะต้องไปเอาท่านอดีต สส. ชวลิต จากบ้านพักคนชรามาทำรายงานชุดใหม่ เพราะไม่มีอะไรเกิดขึ้น สิ่งที่ผมคิดว่าการที่รัฐ อำนาจรัฐไม่ทำตามคำมั่นสัญญา ผมคิดว่าเป็นการสร้างวิกฤติศรัทธาต่ออำนาจรัฐกับ ประชาชน ประชาชนนั้นจะมีความคลางแคลงใจ บั่นทอนความน่าเชื่อถือ บั่นทอนความไว้เนื้อ เชื่อใจ อยากให้ท่านคณะกรรมาธิการชุดนี้ ไม่ใช่เสนอรายงานเฉย ๆ แต่ท่านจดไว้ในปฏิทิน ท่านว่าจากนี้ไป ๖ เดือน มีความคืบหน้าในการปฏิบัติงานตามที่ท่านได้นำเสนอหรือไม่ ผมซาบซึ้งว่า หมู่บ้านปิยะมิตร ๑-๔ มีโครงการพระราชดำริ แต่ว่าเรื่องง่าย ๆ แค่ต่อสัญญา เช่าที่ดินทำไม่ได้ ถ้าเราจะเทียบเคียงประเทศไทยกับประเทศสิงคโปร์ เขามีความต่อเนื่อง เขามีความมั่นคง แล้วเขาก็มีความเจริญรุ่งเรือง ดังนั้นถามว่าสภานั้นไม่สามารถไปแทรกแซง รัฐบาลอำนาจบริหารได้ ไม่สามารถไปสั่งการหน่วยราชการให้ปฏิบัติตามข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการได้ แต่สิ่งที่สภานั้นมีอยู่ในมือแล้วมองไม่เห็นหรือว่าลืมไปคือ อาวุธสำคัญ งบประมาณครับ สิ่งที่ท่านนำเสนอ รัฐบาลรับไปแล้ว แล้วก็ไม่ได้ทำตามที่พูด ท่านสามารถ มีบทลงโทษ คือไม่อนุมัติงบประมาณให้กับหน่วยงานที่ไม่ทำตามนโยบายรัฐบาล ไม่อนุมัติ งบประมาณให้กับหน่วยงานที่ไม่รักษาคำพูด ปล่อยให้สร้างความคลางแคลงใจระหว่าง อำนาจรัฐกับประชาชน ผมขอบคุณแทนประชาชน ที่คณะกรรมาธิการชุดนี้ไม่ทิ้งใครไว้ ข้างหลัง แล้วก็เกียรติยศไม่ใช่ยาหมดอายุ เกียรติยศนั้นไม่มีอายุความ เกียรติยศเป็นสิ่งที่ต้อง เชื่อซึ่งกันและกัน และสร้างมันขึ้นมา ถึงแม้ว่าวันนี้จะผ่านมา ๔๔ ปี ผมกราบเรียน ท่านประธานได้ว่าถึงแม้มันจะช้า มันจะสาย แต่ไม่มีอะไรสายไปสำหรับความยุติธรรมครับ ผมขอสนับสนุนท่านเต็มที่ และขอให้คณะกรรมาธิการนั้น ได้จดไว้ในบันทึกของท่านว่า อีก ๖ เดือน ถ้าหน่วยงานของรัฐยังไม่ปฏิบัติตาม งบประมาณเข้าสภาเรามีบทลงโทษที่เรา สามารถทำได้ครับ จงใช้อาวุธนั้นให้เป็นประโยชน์เพื่อประชาชนครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต่อไปท่านคำพอง เทพาคำ เชิญครับ🔗

นายคำพอง เทพาคำ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม คำพอง เทพาคำ ผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน แบบบัญชีรายชื่อ สัดส่วนภาคอีสาน ท่านประธานที่เคารพ ผมเข้าใจว่าคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ ๖๖/๒๕๒๓ ถ้าดูแล้วมันก็คือกฎหมาย แต่ในรายงานฉบับนี้ หลายเรื่องผมก็เห็นด้วย ผมคิดว่ามีความสมบูรณ์ มีความครบถ้วน แต่ว่าก็ยังจะต้องมีการเพิ่มเติมว่า ในการปฏิบัติ ก่อนที่จะเกิด ๖๖/๒๕๒๓ มันมีประวัติศาสตร์ที่ลึกซึ้งมากกว่านั้น ก็คือมันมีการเจรจา ต้องเข้าใจว่าในห้วงก่อน ๖๖/๒๕๒๓ มีการเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์แห่งนี้ ฝ่ายซ้ายพรรคคอมมิวนิสต์ในเวียดนาม ในลาว ในกัมพูชา มีชัยชนะเหนือฝ่ายขวา ซึ่งก็จะ เป็นที่วิตกกังวลของทางการไทยว่า ไทยจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงขนาดนั้นหรือไม่ ท่านประธานครับ ในห้วงปี ๒๕๑๘ เราอย่าลืมว่าเรามีประชาธิปไตยคั่นกลางไว้อยู่ ก่อนที่จะ เกิดเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม แล้วนำไปสู่การเข้าไปสู่แนวป่าของกลุ่มนักศึกษา ซึ่งก่อนหน้านั้น การที่รัฐไทยใช้นโยบายการทหารนำเลยนะครับ จอมพล ถนอม ประกาศว่าจะปราบคอมมิวนิสต์ ให้เสร็จภายใน ๓ เดือน ผมเป็นเด็ก ผมเห็นการลำเลียงอาวุธขึ้นไปสู่แนว ได้ยินเสียงปืนใหญ่ ซึ่งฐานปืนใหญ่ห่างหมู่บ้านผมไปไม่กี่มากน้อย จรวด เครื่องบินทิ้งระเบิดมาตกแถวบ้านผม ต้นมะพร้าว ลูกมะพร้าวนี่ดำเป็นถ่านเลย เราจะเห็นว่าการต่อสู้ เข้าใจว่าทางรัฐไทยเอง ก็มีความเข้าใจจนนำไปสู่การเจรจา จุดนี้ละครับ รายงานที่จะต้องบันทึกไว้ว่ามีการเจรจา อยู่ดี ๆ ทางการไทยจะมีความเมตตา เกิดอาการเมตตาขึ้นมา ยอมรับอะไรขึ้นมาแล้วมอบ ๖๖/๒๕๒๓ เอาการเมืองมานำการทหาร เอาการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร มีสภา มีประชาธิปไตย ครึ่งใบ เพื่อแก้ไขปัญหาการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ มันไม่ใช่ ผมคิดว่ารายงานฉบับนี้ต้องบอกว่า มันมีการเจรจาหลายรอบด้วยนะครับ การเจรจาก็ต้องมีพันธสัญญาถูกไหมครับท่านประธาน มีพันธสัญญาว่าเงื่อนไขของการที่จะยุติการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธมันมีอะไรบ้าง ฝ่ายพรรค คอมมิวนิสต์กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทยจะวางอาวุธ จะพับธง ก็ต้องมี เพราะว่ามันมีกลไก มีคน มีคณะกรรมการ มีมวลชนจำนวนมหาศาลที่จะต้องเข้าไปแก้ไข ปัญหา พื้นฐานที่มันเกิดขึ้น การต่อสู้มันเกิด ไม่ใช่อยู่ดี ๆ คิดสนุกแล้วขึ้นมารบกันเลย เพราะปัญหาของการกดขี่ข่มเหง ความไม่เป็นธรรมในสังคมไทยมีมาอย่างยาวนาน การกดขี่ขมเหง จนชาวบ้านต้องหาทฤษฎี หากองกำลัง หาอาวุธขึ้นมาต่อสู้ จนนำไปสู่อย่างที่ว่าต้องมี การเจรจา ดังนั้นพอมีการเจรจาก็ต้องมีพันธสัญญาว่าจะให้อะไร จะมีเงื่อนไขอะไร พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก ท่านนี้เราอาจจะไม่เอ่ยถึงท่านไม่ได้ ในวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๒๕ ที่บ้านบาก พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก กับสหายนำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ของกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย ประกาศร่วมกันว่าไม่มีใครแพ้ ไม่มีใครชนะ ดังนั้นพันธสัญญาประเทศไทยให้มีเฉพาะกองทัพแห่งชาติ ไม่ต้องมีกองทัพปลดแอกแล้ว แอกก็สมควรจะต้องถูกปลดออกโดยข้อตกลง ที่ทำกิน สิทธิเสรีภาพ ประชาธิปไตย ต้องถูกสถาปนาขึ้นแทนการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ ดังนั้น มันยังมีคนบางคน คนบางกลุ่ม ไปแอบประกาศว่าเป็นผู้ชนะ ทั้ง ๆ ที่วันนั้นเราตกลงกันแล้วใช่ไหมครับ ๑ ธันวาคม ๒๕๒๕ หลังจากนั้นทุกอย่างก็เริ่มนำเข้าสู่ปกติ เรามีข้อตกลงร่วมกันว่าจะต้องดำเนินการให้เป็น ประชาธิปไตย ให้ที่ทำกิน สร้างความเป็นธรรมในสังคมให้เกิดขึ้นให้ได้ แต่พออีกฟากหนึ่ง มีคนไปประกาศชัยชนะ ฟากพรรคคอมมิวนิสต์ไม่ประกาศชัยชนะนะครับ ก็ไม่มีใครแพ้ ใครชนะ ตามข้อตกลง แต่พอฝ่ายหนึ่งประกาศชัยชนะ ก็ไม่ยอมที่จะทำตามข้อตกลง พลเอก หาญ พลเอก เปรม พลเอก อาทิตย์ ท่านก็สิ้นไปแล้ว ลายเซ็นของท่านยังอยู่ อย่างที่หมู่บ้านพัฒนา ชาติไทย ที่ตำบลอุ่มเหม้า อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม มีเอกสารชัดเจน มีพื้นที่ชัดเจน มีประชาชนชัดเจน ตัวจริง ไม่ยอมออกเอกสารสิทธิให้ ไม่ยอมให้สิทธิในที่ทำกิน ให้อยู่เฉย ๆ วันนี้บ้านเมืองเปลี่ยนไป ทางรถไฟจะผ่านไปที่นั่น จะเวนคืนทำอย่างไรครับ ให้กลับไปเป็น คทช. เพื่อที่จะให้สิทธิการที่จะเรียกร้องค่าชดเชย คือมันไม่มีความพร้อม ดังนั้น ผมคิดว่ารายงานฉบับนี้ต้องนำไปสู่การที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงที่ตกลงกันไว้ ประชาธิปไตยก็ต้องเต็มใบ ที่ดินที่ทำกิน เศรษฐกิจก็ต้องได้รับการพัฒนาถึงปากถึงท้องของ พี่น้องประชาชน ผมคิดว่าตอนนี้สหายของเราเข้าไปอยู่ในกลไกของรัฐมากมาย ไม่ว่าจะเป็น สหายใหญ่ สหายจรัส ท่านคงรู้ตัวดีว่าท่านเป็นใคร ปฏิบัติงานในพื้นที่ไหน กับมิตรสหาย ที่ล้มเสียหายตายเสียจากในแนวป่า ท่านเข้ามาอยู่ในทำเนียบรัฐบาลแล้ว ถืออำนาจรัฐแล้ว ท่านหันไปมองพี่น้องมวลชนสหายเก่า ตอนนี้รุ่นลูก รุ่นหลาน เหลน โหลน ที่จะต้องได้รับ การดูแล เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเป็นภารกิจที่ท่านจะต้องปฏิบัติตามรายงานฉบับนี้ ขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านธีระชัย เชิญครับ🔗

นายธีระชัย แสนแก้ว อุดรธานี

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ธีระชัย แสนแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย จริง ๆ ๔๐ กว่าปีที่ผ่านมานั้นผมคิดว่าจะไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่แล้ว ในเวลานี้ ในรัฐบาลนี้ ด้วยซ้ำ จริง ๆ มันน่าจะปลดปล่อยจากรัฐบาลยุคเก่า ๆ ด้วย ที่ผ่านมาตั้งนมนานมาแล้ว ผมต้องขอขอบคุณท่านกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ที่ท่านมานั่งเป็นประธานเรื่องนี้ แล้วก็ตั้งคณะอนุ กรรมาธิการ ซึ่งมีพี่ใหญ่ของผม ท่านวิทยา แก้วภราดัย ท่านชวลิตมาช่วย แล้วผมก็นั่งฟัง ไปเรื่อย ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แล้วก็อ่านอยู่ตรงนี้ อดที่จะพูดไม่ได้ครับท่านประธาน กระบวนการนี้ที่มันเกิดปัญหาขึ้น หลาย ๆ ท่านก็ถือว่าพูดถึงประวัติศาสตร์ ก็ประวัติศาสตร์ เป็นบ่อเกิดแห่งปัจจุบัน ถ้าเราไม่พูด ลูกหลานของเรา ณ วันนี้มันจะไปรู้เรื่องอะไร ว่าเหตุการณ์การต่อสู้ในทางการเมืองของเรามามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง ประเทศรอบบ้านเรา มันแตกสาแหรกขาดมันเป็นอย่างไร ของเรายังอยู่เป็นประเทศไทยของเราได้ มาถึงความ สมัครสมานสามัคคีจนมาถึงตั้งรัฐบาลด้วยกัน ผสมผสานกันอยู่ทุกวันนี้ แล้วการรายงานฉบับนี้ ผมนั่งอ่านกับท่านคุณหมอเชิดชัย ณ เดี๋ยวนี้ ผมว่าเป็นการรายงานที่ดี ลงรายละเอียดเยอะมาก แต่ในขณะเดียวกัน ผมอยากจะขอกราบเรียนว่าเราควรที่จะเอาความจริงมาพูดกันทั้งหมด รัฐบาลชุดก่อน ๆ ตามรายงานมาก็ได้มีการเสนอให้หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นท่าน พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ท่าน พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ และอยู่ในตรงนี้ทุกท่านก็ทราบดี อยู่แล้ว แต่มันก็ยังหลงเหลือกันอยู่ ผมคุยกับท่านสหายศรชัย บอกพี่ยังมีหลงเหลืออยู่อีกหรือไม่มี ก็ลูกหลานของเขาอย่างไร เมื่อก่อนนั้นพ่อแม่เขาตาย ปู่ย่าตายายเขาตาย มันก็ยังเหลือ ลูกหลานเขาทำมาหากินอยู่ชายป่า เพราะฉะนั้นจนถึงขณะนี้มันก็ต้องมีหลงเหลือ แต่เราต้องเอาความจริงมาพูด สิ่งที่ความจริงมาพูดก็คือว่า ลูกหลานของเขาจริง ๆ หรือไม่ และในขณะเดียวกันมีนายหน้าค้าความคอมมิวนิสต์ หรือนายหน้าค้าความจนอย่ามีเด็ดขาด หน่วยงานต่าง ๆ ต้องรู้ว่าใครเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย หรือลูกหลานของผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย จริง ๆ เพราะฉะนั้นเราก้าวข้ามในการต่อสู้มาจนถึงขณะนี้ จนถึง ณ วันนี้ ก็คือความหมายว่า อย่างไรก็แล้วแต่ งบประมาณปีหนึ่งก็หลายล้านล้านบาทที่เราพิจารณางบประมาณไป แล้วผมมาเปิดเห็นสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งประกาศ ๖๖/๒๕๒๓ ก่อนหน้านั้นการที่จะต่อสู้ เจตนาดีของท่านผู้นำในขณะนั้น ไม่ว่าจะเป็นท่าน พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งท่านก็ได้ เสียชีวิตไปแล้ว ท่านก็ได้ทำคุณูปการให้กับพี่น้องประชาชนคนไทย หลาย ๆ ท่าน คุณหมอ ก็บอกว่าท่านธีระชัยเป็นสหายไหม ไม่ครับ ผมมีแต่เสี่ยว ผมมีแต่เพื่อน เข้าไปผมก็ต้องออก กลับมาเรียนครับ ผมก็เลยไม่ได้เป็นสหายกับเขาครับ เพราะฉะนั้นตรงจุดนี้ ผมก็ได้รู้ว่าความจริงมันคืออะไร แถวบ้านผม จังหวัดอุดรธานี อำเภอน้ำโสม อำเภอนายูง เมื่อก่อนนั้นทุกจังหวัดมีที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย คอมมิวนิสต์ ก็มันต่อสู้กับพวกเผด็จการ เผด็จการผู้นำคือ ทหาร แต่มาหลอกลวงประชาชนว่า เป็นประชาธิปไตย ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตรงนั้นหลอกลวงหรือเปล่า แต่อาจจะเจตนาดีก็ได้ หลอกลวงว่าออกมาก่อน ช่วย ๆ ไป ผมยังเห็นว่าเมื่อปี ๒๕๒๖ ยังยิงหัวตำรวจตายไป ๖ ศพ เพราะบางส่วนก็ยังไม่ได้ออกมา เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้พี่น้องประชาชนที่อยู่เขตติดต่อกัน อำเภอไชยวาน อำเภอบ้านดุง อำเภอหนองหาน อำเภอวาริชภูมิ แถว ๆ นี้ ท่านเคยดูหนัง ไฟเย็นไหมครับ ตอนนั้นท่านประธานคงจะยังไม่เกิดครับ ไฟเย็นก็คือเป็นเสรีภาพกับ คอมมิวนิสต์ คำว่า เสรีภาพ ก็คือฝั่งทางนี้ ฝั่งเสรีนี่ละ แต่ปกครองโดยระบบเผด็จการ กดหัวอยู่ สมัย จอมพล ถนอม กิตติขจร แล้วก็กล่าวหาพี่น้องประชาชน ผมก็เคยเข้าไป แถวเสิงสาง เขาบอกว่าคอมมิวนิสต์ จะลองไปดูสิคอมมิวนิสต์ ไม่เห็นมีคอมมิวนิสต์สักตัวครับ มีแต่คนครับ พี่น้องครับ มีแต่พี่น้องประชาชนครับ ทำไร่ไถนา ปลูกมัน ปลูกอ้อย เดี๋ยวนี้ คอมมิวนิสต์ทั้งหลายที่เขากล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์นี่อยู่แถวบ้านผม ผมเอามาปลูกอ้อย ปลูกมันหมดแล้วครับ ณ วันนี้ ผมขอกราบเรียนกับท่านนะครับว่า นี่คือเพียงแต่ว่าเราศึกษา ตรงนี้เพื่อที่จะเอาความยุติธรรม ความเป็นธรรม คืนความสุขให้กับลูกหลานของเขา ในขณะนั้น ซึ่งได้มีข้อตกลงกันไว้แล้ว ถ้าตกลงกับเขา อย่าคืนคำก็เท่านั้นเอง มันคงเหลือ ไม่เยอะหรอกครับ เพราะว่ารุ่นตั้งแต่ท่านอดิศรเป็นหนุ่ม ท่านจาตุรนต์เป็นหนุ่ม กี่ปี ๒๐ เศษ ๆ เดี๋ยวนี้ทั้ง ๒ ท่านเท่าไรแล้ว เกือบจะ ๘๐ ปี ขอโทษทีครับ ประมาณ ๗๒ ปี ๗๓ ปีแล้ว ยังไม่ถึง ท่านจาตุรนต์ยังน้อยกว่าท่านอดิศรครับ สมัยนั้นผมเรียนมัธยมครับ ตอนเข้าไป แต่เดี๋ยวนี้ผม ๖๐ กว่าปีแล้ว เพราะฉะนั้นตรงจุดนี้ผมอยากจะขอกราบเรียนว่า เราต้องมาแก้ไขปัญหา ท่านศึกษาไว้ดีแล้ว ผมชื่นชม ถ้าท่านไม่ศึกษา ผมไม่รู้เลยครับ ผมนึกว่ามันไปถึงไหนแล้ว เพราะฉะนั้นในจุดนี้ ผมสนับสนุนและเอาเรื่องนี้เข้าไป ถ้ามันเป็นเงินเป็นทอง หรือมันเป็นที่ดิน ใครมาเป็นเจ้าภาพสักคนสิ มาเป็นเจ้าภาพก็อยู่นี่ จังหวัดนี้ แต่อย่ามีคอมมิวนิสต์ปลอมก็พอครับ ขอร้องว่าอย่ามีคอมมิวนิสต์จอมปลอม หรือผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยจอมปลอม หรือมีคนที่เป็นนายหน้าค้าความจน นายหน้าค้าคอม เอาคอม เอาค่าหัวคิวเขา อย่างที่ท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ ก็ต้องเอ่ยนามครับ อย่าให้มีแบบนั้น เอาความจริงมาพูดกัน เอาตัวเลขมาดู แล้วมันทำไมจะทำไม่ได้ละครับ เพราะ ณ วันนี้ เราบูรณาการกันหมดแล้ว ไม่มีแบ่งฝ่ายแล้ว นอกจากในสภาของเราก็มีแค่ฝ่ายค้าน กับฝ่ายรัฐบาลเท่านั้น ฝ่ายบริหารเรารวมกันแล้ว เรานำเสนอ ฝ่ายสภาของเรานำเสนอ ขอหน่อย โน่น นี่ นั่น หน่อยมันเป็นอย่างนี้ เอาตัวเลขออกมา เอาความจริงมาพูดกัน ก็เท่านั้นเองครับ ขอขอบคุณ ท่านประธานครับที่ให้โอกาสผมครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสุดท้าย ท่านเชิดชัย ตันติศิรินทร์ เรียนเชิญครับ🔗

รองศาสตราจารย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมขอพูด ๒-๓ ประเด็น อันที่ ๑ เหตุการณ์ที่ในอดีต อันที่ ๒ ก็คือเรื่องปัจจุบัน แล้วก็เรื่องที่ จะทำก็คือ นิรโทษกรรม🔗

ท่านประธานครับ รายงานผลการพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหา การปฏิบัติตามกฎหมายและนโยบาย ภายใต้คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ ๖๖/๒๕๒๓ ความจริงก็พูดอยู่เสมอว่าเป็นการนำเอาการเมืองมานำการทหาร ท่านประธานครับ โลกมีการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครอง ในสังคมก็จะมีการเปลี่ยนไปเรื่อย แล้วเรื่องประชาธิปไตยเป็นแนวโน้มที่ทั่วโลกยอมรับ ในสภาแห่งนี้ผมเข้ามาดูแล้วมันก็ไม่ต่าง กับสมัยรุ่นพี่ รุ่นพ่อ ที่เคยเป็นผู้แทน แล้วก็มาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในสภา แล้วก็ถูก เผด็จการ ก็คือ จอมพล สฤษดิ์ นั่นละครับ เอาไปฆ่าก็มี นักการเมืองที่มีชื่อเสียง ไม่ว่าอยู่ทางเหนือ หรือทางอีสาน โดยเฉพาะอีสานเยอะ หรือทางใต้ ก็มีการต่อสู้อย่างต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ ท่านประธานครับ ผมได้มีโอกาสเข้าไปดู ถีบลงเขา เผาลงถังแดง เพราะตอนนั้นผมเป็น กรรมการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ปี ๒๕๑๖ ที่เกิดเหตุการณ์ ก่อน ๑๔ ตุลาคม ที่คุณธีรยุทธ์ คนพวกนั้นที่ไปเดินขบวนแล้วถูกเขาจับ ก็ไปดู ก็เป็นจริงครับที่สุราษฎร์ธานี แล้วก็เป็นป่า แล้วก็เป็นจริง ๆ ชาวบ้านก็ได้รับความเดือดร้อน แล้วก็มีการเรียกร้อง ประชาธิปไตย ๑๔ ตุลาคม เพราะว่า จอมพล ถนอม จอมพล ประภาส ปกครองอยู่ โดยไม่มี การเลือกตั้ง แล้วก็ปฏิวัติตัวเอง ก็มีอุดมการณ์ประชาธิปไตยเกิดขึ้น คือ ตายหนึ่ง เกิดแสน นักศึกษาก็เป็นคนธรรมดา ก็มีอุดมการณ์พวกนี้ ท่านประธานครับ เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ก็ทำให้ประชาธิปไตยเริ่มเบ่งบานขึ้น เนื่องจากมี ๑๓ คน ไปเรียกร้องประชาธิปไตย แล้วก็ถูกจับ ทางขบวนการนักศึกษา โดยเฉพาะศูนย์กลางนิสิตนักศึกษา แห่งประเทศไทย ก็ได้มารับผิดชอบช่วยพวกนักศึกษาอิสระต่าง ๆ ที่ชุมนุมกันอยู่ ไม่ว่าคุณเสกสรรค์ ประเสริฐกุล หรืออะไรพวกนั้น เราก็ได้ไปช่วย มีคนที่เขาเรียกว่าไม่มีชื่อเสียงเยอะแยะ แต่ก็ช่วยกัน เพราะว่ามันเป็นอุดมการณ์ที่เราต้องการต่อสู้เพื่อความถูกต้อง เพื่อความเป็นธรรม และเป็น ประชาธิปไตย ท่านประธานครับ นิดหนึ่งนะครับ หลังจากผ่าน ๑๔ ตุลาคม ประชาธิปไตย ก็เบ่งบาน ความคิดที่แตกต่างทางการเมืองก็เข้ามาอย่างเยอะแยะ สุดท้ายก็เกิดเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ก็มีการล้อมปราบนักศึกษาเป็นที่อับอายไปทั่วโลก แต่ประเทศไทยไม่มีข่าว ตายกลางเมืองหลวง เมืองพุทธเช่นเดียวกัน แล้วนักศึกษาก็ถูกจับไป ตอนนั้นผมไปเป็น แพทย์ใช้ทุนอยู่ที่กาฬสินธุ์แล้วครับ แล้วก็มีพวกน้อง ๆ ก็ถูกจับไป ไปอยู่ที่ค่ายตำรวจ ท่านบอกกับผมว่าไปพูดเยอะ แล้วก็มีการต่อสู้กันมาเรื่อย สุดท้ายพอมีคำสั่ง ๖๖/๒๕๒๓ ออกมาผมก็ดีใจ เพราะภาพฝ่ายที่อยู่ในป่าก็เสียชีวิต ภาพทหารส่วนใหญ่เป็นลูกชาวบ้าน ด้วยกันนั่นละครับเสียชีวิต แต่ก็มีการจัดทำศพ คนหนึ่งก็อยู่ที่ในป่า อีกกลุ่มหนึ่งก็มีพิธีใหญ่โต แล้วก็เกิดคล้าย ๆ เปรียบเทียบกัน แต่ก็ดีใจที่มันยุติได้ นึกว่าจะเรียบร้อย ที่ไหนได้ไม่เรียบร้อย เห็นคำสั่งนี้แล้วตกใจนะครับ แต่ผมดูแล้วท่านชวลิตให้ข้อมูลที่ถูกต้องแล้วต้องชมเชย ท่านประธาน ต้องยกความดีให้ท่านนะครับ คือท่านกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ และท่านวิทยา ซึ่งเป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการ แล้วก็ได้เชิญท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ มาให้ข้อมูล ข้อมูลพวกนี้เป็นที่เราไม่ทราบกัน เรามีแต่ทราบเลา ๆ นึกว่าเรียบร้อยแล้ว ท่านประธานทราบ ไหมครับ ผ่านมาแล้วตั้งแต่ ๒๕๒๕-๒๕๖๐ ที่มีการเยียวยากัน สมัย พลเอก เปรม มีการให้ที่อยู่ ๒ งาน ที่ทำกิน ๘-๑๕ ไร่ ให้วัว ๕ ตัว แล้วก็ให้ค่าเยียวยามาตลอดถึงปี ๒๕๖๐ รวมทั้งหมดเป็น ๑๘,๓๓๖ คน เงินที่ใช้ไปประมาณ ๕,๙๙๘,๐๐๐,๕๕๔ ล้านบาท เยอะมาก แต่ก็ยังไม่พอครับ เพราะมีประเด็นปัญหาต่าง ๆ ก็คือคนที่รับต่อเนื่องมาไม่ทำตามสัญญา จะเรียกว่าเป็นสัญญาสุภาพบุรุษก็ได้ ท่านประธานครับ การต่อสู้ไม่มีสิ้นสุด ถ้าไม่ได้รับ ความเป็นธรรม เพราะฉะนั้นถ้าไปรับปากใครไว้แล้ว แล้วไม่ได้รับความเป็นธรรม แล้วไปทำต่อ มันก็ทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง แล้วผมก็เห็นข้อมูลและข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ที่มีคำแนะนำเยอะแยะ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ ควรจะมีการทำจริงจังเสียที แล้วคนที่ หลงเหลืออยู่คงไม่มากเท่าไรแล้วครับ ท่านประธานครับ คนที่ไปต่อสู้ คนที่เสียชีวิตเรายกย่อง เป็นวีรบุรุษ เป็นวีรชน แต่คนที่สนับสนุนไม่ประสงค์ออกนามก็เยอะนะครับ เสียชีวิตไปก็มาก เขาเรียกว่าเป็นนักรบธุลีดิน ไม่ต้องการตอบแทนอะไร เมื่อสักครู่ผมถามท่านอดิศร ขออนุญาต เอ่ยนามครับ บอกว่าเวลาเขาให้มานี้ ท่านออกมาจากป่าได้รับไหม ท่านอดิศรบอกว่า ผมไม่รับ เห็นไหมครับ การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เพื่อบ้านเมืองไม่เอาหรอกครับ เอาชีวิต เป็นเดิมพัน เพื่อประโยชน์ของทุกคนในประเทศ อยากจะให้ประเทศไทยก้าวข้าม ความขัดแย้ง พอพูดถึงความขัดแย้ง ระบอบประชาธิปไตยเขาต่อสู้โดยสันติวิธี สู้กับใครครับ สู้กับเผด็จการ ในขณะเดียวกันก็เป็นการสูญเสียทั้ง ๒ ฝ่าย เหมือนในอดีตที่เขามีเผด็จการ ทั้งคู่มาสู้กันเป็นนักรบ ก่อนรบก็จะมีการเจรจากัน เมืองไทยก็เหมือนกัน ต่างประเทศ ก็เหมือนกัน พอมีเรื่องราวแล้วสุดท้ายต้องเจรจาครับ ผมเชื่อว่าในตอนนี้ในประเทศไทยก็เกิด เหตุการณ์คล้าย ๆ กัน มีความขัดแย้งทางความคิด ซึ่งเดี๋ยวสัปดาห์หน้าคงมีเรื่องนิรโทษกรรม เข้ามา จะได้พูดเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่ง มันต้องมีการเจรจา ไม่ใช้ความรุนแรง แต่ก็มีคนอยากจะ ให้เกิดความรุนแรงก็มี ท่านประธานครับ เราต้องรักษาประชาธิปไตยระบอบรัฐสภานี้ไว้ อย่างน้อยก็จะได้เป็นที่ผ่องถ่ายปัญหาของประชาชน ผ่องถ่ายแรงกดดันต่าง ๆ อย่าให้มี การรัฐประหารขึ้นมาอีก ท่านประธานครับ ผมก็ขอขอบคุณ แล้วก็ชื่นชมที่คณะกรรมาธิการชุดนี้ ได้ทำมาอย่างดี เพื่อให้มีการแก้ไขปัญหาแบบสันติวิธี ก้าวต่อไป แล้วมันจะได้เป็นตัวอย่างว่าจริง หลังจากที่ผ่านความขัดแย้งไป มีการสูญเสีย ก็ต้องมีการเยียวยาที่ถูกต้องและเป็นไปตาม ที่ตกลงกันไว้ให้ได้ ขอให้กำลังใจทุกท่านนะครับ ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

หมดผู้อภิปรายนะครับ🔗

นายอดิศร เพียงเกษ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ท่านจาตุรนต์ ฉายแสง ขออนุญาตใช้สิทธิหน่อยครับ เพราะเป็นผู้ที่เกี่ยวข้อง จะได้ประโยชน์ต่อสังคมครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ด้วยความยินดีครับ เชิญท่านจาตุรนต์ครับ🔗

นายจาตุรนต์ ฉายแสง แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม จาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมได้ฟัง การชี้แจงได้อ่านรายงาน แล้วก็ฟังคำอภิปรายของท่านสมาชิกในเรื่องที่มีการรายงานนี้ คิดว่าขอแสดงความคิดเห็นสั้น ๆ ที่น่าจะเป็นประโยชน์ ไม่ได้ใช้สิทธิพาดพิงที่มากล่าวว่า ผมอายุมากแล้ว ท่านประธานครับ ดูเหมือนว่าทั้งในรายงานและในการอภิปราย จะเน้น เรื่องการดูแลผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ทั้งในเรื่องการจ่ายเงินให้ แล้วก็การดูแลเรื่องที่ดินทำกิน การจัดสรรที่ดิน การให้สิทธิในการครอบครอง หรือใช้ที่ทำกิน แต่ว่าผมจะพูดประเด็นนั้นบ้าง เพราะมีประสบการณ์โดยตรง แต่ก่อนจะถึงตรงนั้น อยากจะพูดถึงเรื่องความหมายของคำสั่ง ที่ ๖๖/๒๕๒๓ ซึ่งเป็นต้นทาง ของการที่คณะกรรมาธิการไปพิจารณา เราอาจจะยังพูดถึงกันไม่มากนัก คือคำสั่งนี้ยกมา พิจารณาตอนนี้ ก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องล้าสมัย แล้วก็เป็นเรื่องที่จะเป็นประโยชน์ต่อการคิดแก้ปัญหา วิกฤติการเมืองของสังคมไทยที่ยังคงอยู่ ที่ยังมีต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ปี ๒๕๔๙ จนถึง ปัจจุบัน คำสั่งที่ ๖๖/๒๕๒๓ นี้ ได้ทำให้สังคมไทยยุติความขัดแย้งครั้งสำคัญครั้งใหญ่ที่มี การรบราฆ่าฟันกัน คนเสียชีวิตกันฝ่ายหนึ่งเป็นร้อย ๆ คน โดยที่คำสั่งนี้มองไปที่การที่นักศึกษา ปัญญาชนถูกบีบบังคับจากการใช้มาตรการทั้งทางกฎหมาย การฆ่ากลางเมืองที่สนามหลวง ที่ธรรมศาสตร์ แล้วก็การไล่ล่าจนกระทั่งนักศึกษาปัญญาชนนับพัน ๆ คน ต้องหนีอันตราย จากหลบหนีอันตรายไปสู่ที่ที่ปลอดภัย กลายเป็นเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ แล้วก็เกิด ความเสียหายอย่างครั้งใหญ่ในสังคมไทย การยุติความขัดแย้งนี้เกิดขึ้นจากการนิรโทษกรณี ๖ ตุลาคม ซึ่งก็เป็นเรื่องความผิดใหญ่มาก ซึ่งผมคงจะไว้พูดตอนที่รายงานของคณะกรรมาธิการ เรื่องการนิรโทษกรรมเข้ามา แต่ว่าพูดโดยย่นย่อก็คือว่า คำสั่งนี้ได้เลือกทางที่จะยุติ ความขัดแย้ง ความรุนแรง ด้วยการให้โอกาสผู้เห็นต่างที่ถูกบีบบังคับจากรัฐให้ต้องไป เผชิญหน้าต่อสู้กันด้วยกำลังอาวุธ ได้กลับคืนสู่สังคม ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่เราควรจะ ศึกษา นำเรื่องนี้มาศึกษา เพื่อมาดูว่าเราจะใช้แนวความคิดอย่างนี้ เป็นประโยชน์ต่อการแก้ไข ปัญหาวิกฤติในปัจจุบันอย่างไร จาก ๖๖/๒๕๒๓ ที่ท่านพูดถึงเรื่องผู้พัฒนาชาติไทยยังไม่ได้ รับการดูแลอย่างเหมาะสมสอดคล้องกับคำสั่ง สอดคล้องกับนโยบายหลังจากนั้น สังคมไทย ยังได้มีการนิรโทษกรรมผู้ที่มีความผิดฐานกระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรงมาก ใหญ่มาก ไม่ใช่แค่เซาะกร่อนบ่อนทำลาย อันเป็นเรื่องบ่อนทำลายสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งมักจะเป็นการใช้ไปใส่ร้ายป้ายสี กลั่นแกล้งประชาชนจำนวนมาก เขายกเลิก นิรโทษไป และยกเลิก พ.ร.บ. ป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ยกเลิกไปเลย ไม่มีแล้ว เดี๋ยวนี้ยังมาพูดกันอยู่ มากล่าวหาคนโน้น คนนี้ ไม่พอใจกันก็มากล่าวหาว่าคนนี้ คอมมิวนิสต์ คนนั้นเป็นคอมมิวนิสต์ นักการเมืองเป็นคอมมิวนิสต์ นักศึกษาเป็นคอมมิวนิสต์ สังคมไทยไม่มีพระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์มา ๓๐ กว่าปีแล้ว ทีนี้ก็มาถึงตอนการดูแล เรื่องเงินในนี้ก็มีอยู่แล้ว ผมก็คงไม่ขอกล่าวถึง พวกผมที่กลับเข้ามาสู่ สังคมก็เข้ามาในฐานะเป็นนักศึกษาบ้าง อาจารย์บ้าง ไม่ค่อยมีปัญหา คือสามารถอยู่กับสังคมได้ จนมาเป็น สส. เป็นรัฐมนตรีกัน อะไรกันก็หลายคน แต่ว่าที่เป็นห่วงและท่านก็ศึกษามาบ้าง แต่ว่าในข้อเสนอผมก็ไม่แน่ใจว่ามันจะนำไปสู่การแก้ไขอย่างไร ก็คือปัญหาในส่วนที่เป็น ปัญหาของประชาชน คือนักศึกษาปัญญาชนกลับเข้ามา เขาก็ให้ไปเรียนหนังสือ ไปสอนหนังสือ แล้วก็เติบโตขึ้นมาในสังคมได้ แต่ประชาชนในพื้นที่ที่นักศึกษาไปอยู่ด้วย ซึ่งในนี้กล่าวถึงหลายจุด ผมมีประสบการณ์ตรง เห็นปัญหาตรงกับที่ท่านรายงาน แต่ว่าอาจจะเพิ่มเติมให้บ้าง เช่น ในหลายพื้นที่ประชาชนเขาอยู่มานานแล้ว อยู่มาตั้งแต่ เรียกว่าดึกดำบรรพ์แล้ว อยู่กันมาเป็นไม่ใช่หลายสิบปี อาจจะเป็นร้อยปีด้วยซ้ำ อยู่ในพื้นที่นั้น ก็อยู่เรื่อยมา พอมาเกิดกรณีว่ายุติการต่อสู้คืนสู่สังคม มีผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ก็ไปกวาดต้อนเขา เพื่อไม่ให้ ทำไร่เลื่อนลอย เราก็เข้าใจ แล้วก็เอามาอยู่เป็นหมู่บ้าน บางพื้นที่ อย่างเช่น ที่ดอยผาช้าง ผาจีน ผมไปเยี่ยมบ่อย ๆ ก็เอาครึ่งหนึ่งออกมาอยู่เชิงเขา ออกมาอยู่ในพื้นที่ชนบท ซึ่งเขา ก็ทำมาหากินไม่ได้ เพราะเป็นนา เขาอยู่กับเขา เขาทำไร่ เวลาไปเยี่ยมก็จะไม่พบ เพราะว่า เขาเข้าไปในป่าอีกนั่นละ ต้องไปปลูกผัก ปลูกข้าวโพด ปลูกอะไรก็แล้วแต่ ส่วนที่อยู่ในนั้น ก็มาอยู่กันให้เป็นหมู่บ้านที่อยู่ด้วยกันเป็นกระจุก รัฐโดยฝ่ายความมั่นคงไปตกลงกับเขาไว้ ตั้งแต่ต้น ตั้งแต่ ๓๐ กว่าปีก่อนบอกว่าจะจัดพื้นที่ให้ คนนั้นจะมีพื้นที่ตรงนั้น ตรงนี้ ให้มีสิทธิ ถึงเวลาจริง ๆ จะเหมือนกันในหลายกรณี ผมเชื่อว่าคล้ายกัน ถึงเวลาจริง ๆ เบี้ยวเขาละ ว่าง่าย ๆ เบี้ยวเขาด้วยความคิดอย่างไร เดี๋ยวนี้ไม่มีคอมมิวนิสต์แล้ว เดี๋ยวนี้ไม่มีการต่อสู้แล้ว เพราะฉะนั้นจะอย่างไรครับ ประชาชนก็ได้ ก็เลยไม่ได้ดูแล จนถึงทุกวันนี้ยังไม่ได้ดูแล ไม่ให้สิทธิเขา เขาก็ยังอยู่กันแบบดิ้นรนลำบากไป ทั้ง ๆ ที่ถ้าจะให้เขาช่วย ช่วยดูแลป่าก็ได้ ช่วยทำป่าชุมชนก็ได้ ทำอะไรได้อีกหลายอย่าง แต่ว่าไม่ได้ทำ ผมก็เป็นห่วงอยู่อย่างเดียว ท่านจับประเด็นได้ถูกแล้ว นำเสนอปัญหาได้ชัดเจนพอสมควรแล้ว ในข้อเสนอก็เสนอบอกว่า ควรพิจารณาดำเนินการอนุญาตให้ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยได้รับการจัดสรรที่อยู่ทำมาหากินต่าง ๆ ได้รับเอกสารสิทธิ ตรงนี้มันจะหนักแน่นแค่ไหน ก็อยากจะฝากทั้งท่านกรรมาธิการฝากต่อ ที่ประชุมนี้ เพื่อไปยังผู้ที่รับผิดชอบในส่วนของรัฐบาลว่า เรื่องนี้ต้องทำจริงจัง ไม่อย่างนั้น มันเป็นการไม่ให้ความเป็นธรรมต่อประชาชนเหล่านี้ เพราะว่าไปดำเนินการ เขาก็ให้ ความร่วมมือ แต่เขาต้องลำบาก เขาต้องสูญเสียที่ดินของเขาไป เขาสูญเสียโอกาส ในการทำมาหากินไป ทำอย่างไรให้คืนแก่เขา อันนี้ก็อยากจะฝากไว้🔗

แล้วก็ขอย้ำเป็นประการสุดท้ายอีกครั้งหนึ่ง ก็คือว่าความหมายของคำสั่ง ที่ ๖๖/๒๕๒๓ เราควรจะใช้โอกาสนี้ฝากท่านคณะกรรมาธิการด้วย เพื่อจะช่วยกันนำเอา บทเรียนอันนี้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการจะแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทยที่ยังมีอยู่ เป็นคนละขั้น คนละตอน เป็นคนละบริบทกันก็ตาม แต่ว่าบทเรียนอันนี้น่าจะยังเป็น ประโยชน์ในการที่เราจะแก้ปัญหาวิกฤติของสังคมไทยต่อไป ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ เชิญกรรมาธิการครับ🔗

นายวิทยา แก้วภราดัย กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการ ก็ต้องขอขอบคุณ เพื่อนสมาชิกทุกท่านที่ได้แสดงความคิดเห็นต่อรายงานของคณะกรรมาธิการชุดนี้ ผมเรียนว่า ในรายงานของคณะกรรมาธิการเราพยายามที่จะรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนที่ประสบเหตุ หลัก ๆ ที่เขามาร้องเรียนและเราได้ลงเผชิญที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมด ประมาณ ๕ ที่ครับ คือที่เข็กน้อย อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ พื้นที่ภูชี้ฟ้า ดอยยาว ผาหม่น พื้นที่ดอยผาช้าง ผาจิ พะเยา และสุดท้ายครับ ที่หมู่บ้านปิยะมิตร ๑-๔ ที่อำเภอเบตง ทั้งหมดเป็นประเด็น เดียวกับที่เพื่อนสมาชิกคนสุดท้ายพูดถึงครับ ก็คือทวงถามข้อตกลงที่เป็นธรรมให้กับผู้คน เหล่านั้น เพราะฉะนั้นเราเชื่อว่าข้อเสนอทั้งหมดตามรายงาน ที่จริงมีเพื่อนสมาชิกที่พร้อมจะ ชี้แจง แต่ผมเข้าใจว่าเราก็ใช้เวลาสภาไปมากพอสมควร ผมก็คงสรุปสั้น ๆ ว่า ณ วันนี้รายงาน ฉบับนี้ทั้งหมด เพื่อยืนยันให้รัฐบาลไปดำเนินการตามรัฐบาลตั้งต้นที่เขาทำข้อตกลงไว้ และที่เพื่อนสมาชิกบางท่านบอกว่าที่ดิน ๒ งานนะ จริงหรือเปล่า ผมเข้าใจว่าจะเอาที่ดิน ๒ งาน คือที่ดินตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัย ส่วนข้อตกลงเรื่องที่ดินทำกินโดยเฉลี่ย ๑๐-๑๕ ไร่ มีภาคเดียวที่ไม่มีข้อตกลงกับทางรัฐบาลเลย ในเรื่องที่ทำกิน ก็คือพรรคคอมมิวนิสต์ในภาคใต้ เพราะเข้าใจว่าข้อเท็จจริงเขาได้จัดสรรกันเองเรียบร้อยก่อนที่จะออกมาร่วมพัฒนาชาติไทย ทั้งหมด ก็เลยไม่อยู่ในข้อตกลง🔗

เรื่องที่ ๓ ที่เป็นข้อที่เพื่อนสมาชิกพูดถึงก็คือ เรื่องการจ่ายเงินชดเชย เดิมยุคแรกไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้กัน พูดถึงเรื่องที่ดิน ให้วัวควายไปทำมาหากิน ให้อุปกรณ์ ไปทำมาหากิน แต่เรื่องเงินนี่เพิ่งมาเกิดขึ้นในยุคหลัง แล้วตามรายงานถ้าเพื่อนสมาชิก ตามดู มีการจ่ายเงินให้กับผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยไปทั้งหมด ๑๘,๓๓๖ คน ทั้งหญิง ทั้งชาย ใช้เงินไปทั้งหมด ๕,๙๙๘ ล้านบาท ได้ใช้ไปแล้วนะครับ แล้วที่เพื่อนสมาชิกบางท่าน เรียนเตือนกรรมาธิการก็คือ ระหว่างนี้ก็มีการรวบรวมชื่ออีกแล้วครับ ที่จะเดินทางมา เพื่อเรียกร้องกับรัฐบาล ผมเข้าใจว่าตัวเลขที่มาเที่ยวนี้ไม่ต่ำกว่า ๑๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งขณะนี้ คนที่อยู่ในเหตุการณ์หลาย ๆ ท่านคงจะรู้ว่าข้อเท็จจริงมันจะจริงได้ขนาดไหน ทั้งหมด เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ และเราทั้งหมดจะอาศัยสภานี้ล้างเรื่องต่าง ๆ ที่เป็น ข้อตกลงของรัฐนี้กับประชาชนให้จบสิ้น ผมเชื่อว่าสมาชิกคงให้การรับรอง และเรื่องนี้ จะได้นำเสนอไปยังรัฐบาล เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างถาวรครับ ขอขอบพระคุณ ท่านประธานครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่านประธานครับ เชิญครับ🔗

นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ประธานคณะกรรมาธิการ

เรียนท่านประธาน สภาที่เคารพ ผม กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สุดท้ายนี้ ต้องขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ที่ได้ร่วมกันอภิปราย ซึ่งได้รับความสนใจจากเพื่อนสมาชิกหลาย ๘-๙ ท่านด้วยกัน เราได้เห็น สภาพปัญหา เห็นพ้องต้องกันว่าสภาพปัญหาเรื่องของนโยบายของ ๖๖/๒๕๒๓ เป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไข วันนี้ผมก็ได้เห็นความรู้สึกขมขื่นน้ำตา ขออภัยที่ต้องเอ่ยนาม ท่านอดิศร เพียงเกษ ความรู้สึกในอดีต ซึ่งเป็นบทเรียนที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก ในสังคมไทย ขอบคุณท่านจาตุรนต์ ฉายแสง ที่ท่านได้ปิดท้ายให้ข้อเสนอแนะกับคำสั่งที่ ๖๖/๒๕๒๓ เพื่อจะต่อยอดกับสังคมไทยที่มีความขัดแย้งไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต ทราบว่า ท่านก็นั่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญยกเลิกคำสั่ง คสช. แล้วก็รีบลงมาอภิปราย กับคำสั่งนี้ ซึ่งถือว่าเป็นคนที่ใกล้ชิดกับคำสั่ง ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำสั่งที่ ๖๖/๒๕๒๓ เป็นอย่างดี ขอบคุณท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ผมในนามประธานคณะกรรมาธิการ หวังว่าข้อเสนอแนะของท่าน รายงานกรรมาธิการฉบับนี้จะส่งไปให้รัฐบาลได้หันมาแลจับไป ทำคลี่คลายปัญหา กับนโยบาย ๖๖/๒๕๒๓ ในอนาคตต่อไปครับ ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณทางกรรมาธิการทุกท่าน แล้วก็ขอบคุณทางเพื่อนสมาชิกด้วยนะครับ ที่ได้ร่วมกัน อภิปรายทั้ง ๑๐ กว่าท่าน ซึ่งล้วนแต่เป็นความคิดเห็นที่น่าสนใจ จากที่ได้รับฟังการอภิปราย ของท่านสมาชิกทั้งหมด ผมเห็นว่าทั้งหมดเห็นไปในทิศทางเดียวกัน คือเห็นด้วยกับรายงาน และข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ และไม่มีผู้ใดคัดค้าน ดังนั้น ก็จะขออาศัยข้อบังคับ ข้อ ๘๘ ถามที่ประชุมว่าจะมีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ หากไม่มีเห็นเป็นอย่างอื่น ก็ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบรายงานและข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๔ ข้อ ๑๐๕ และข้อ ๘๘ ซึ่งผมเองก็จะได้ส่งรายงานและข้อสังเกตไปยังคณะรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อทราบและดำเนินการต่อไปนะครับ เป็นอันจบรายงาน ของกรรมาธิการ ขอบคุณท่านกรรมาธิการทุกท่าน ขอบพระคุณมากครับ🔗

นายมนัสนันท์ หลีนวรัตน์ ปทุมธานี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายมนัสนันท์ หลีนวรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๕ จังหวัดปทุมธานี พรรคเพื่อไทย ขอเสนอญัตติเปลี่ยนระเบียบวาระการประชุมตามข้อบังคับ ข้อ ๕๔ วรรคสอง โดยขอนำระเบียบวาระที่ ๕.๑ ถึง ๕.๖ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการในชุมชนแออัด ซึ่งเป็นญัตติทำนอง เดียวกันและค้างพิจารณาอยู่ในระเบียบวาระขึ้นมาพิจารณาก่อนครับ ขอผู้รับรองครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีผู้เสนอญัตติให้นำเรื่องที่ค้างพิจารณาอยู่ในระเบียบวาระที่ ๕ ๕.๑ ถึง ๕.๖ ทั้งสิ้น ๖ ญัตติ ขึ้นมาพิจารณาก่อน เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ซึ่งลำดับถัดไปเราจะต้อง พิจารณากันในวาระ ๔.๓ เมื่อมีญัตติ ก็ต้องถามที่ประชุมครับว่า มีท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่น หรือไม่ครับ หากไม่มีท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่น ก็ถือว่าเราเห็นร่วมกัน ก็สามารถใช้ข้อบังคับ ข้อ ๘๘ ได้ ก็เป็นอันว่าเราจะพิจารณากันในญัตติ ๕.๑ ถึง ๕.๖ ตามที่ท่านสมาชิกได้เสนอ ญัตติเมื่อสักครู่🔗

ขออนุญาตเข้าสู่ญัตตินะครับ ขออนุญาตอ่านญัตติทั้ง ๖ ญัตติก่อนว่า มีญัตติ ของท่านใดบ้าง แล้วก็เพื่อนสมาชิกที่ได้เสนอญัตติไว้จะได้เตรียมตัวนะครับ ลำดับตาม ข้อบังคับก็คือ ให้ผู้เสนอญัตติเป็นผู้เสนอญัตติให้เรียบร้อยก่อน แล้วหลังจากนั้นก็เป็นคิวของ เพื่อนสมาชิกที่จะได้เข้าชื่อกันนะครับ ขอโทษครับ ผมเข้าใจผิด ทางฝ่ายเลขาได้มาแจ้งว่า ทางผู้เสนอได้เสนอไว้ทั้ง ๖ ญัตติเรียบร้อยแล้ว ลำดับถัดไปก็จะเป็นคิวของผู้ที่อภิปราย ก็จะเรียงตามลำดับ ลำดับแรก ผมเชิญท่านณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ก่อนก็แล้วกันนะครับ เชิญท่านณัฐชา ๗ นาทีครับ🔗

นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน จากพี่น้องชาวบางบอน บางขุนเทียน ท่านประธานครับ ญัตตินี้รอคอยมาอย่างยาวนาน และเป็นปัญหาของพี่น้องประชาชนที่คาดหวังอยู่ว่าจะมี การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อจะเข้าไปแก้ไขปัญหาเหล่านี้หรือไม่ และการยื่นญัตติ ก็มีทั้งเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ซึ่งเป็นนิมิตหมายอันดีที่เห็นไปในแนวทาง เดียวกันว่า เรื่องนี้ควรที่จะมีการแก้ไข ควรที่จะต้องมีการหันมาใส่ใจในการที่จะดูแล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของปัญหาเด็กแรกเกิด ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องของผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาเรื่องของผู้พิการ ซึ่งระบุลึกลงไปอีกในการยื่นญัตติ ก็คือให้ไปดูแลในชุมชนแออัด แน่นอนครับ เพื่อน สส. กรุงเทพมหานครหลายท่านก็ได้ให้ข้อมูลสนับสนุนในการอภิปราย ครั้งนี้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น ณ ขณะนี้ที่มันเข้าขั้นวิกฤติ ก็เพราะว่ามันต่อเนื่องจากสถานการณ์ โควิด ถามว่าโควิดจบไปแล้ว ทำไมถึงยังพูดเรื่องนี้กันอีก แต่รายได้ของพี่น้องประชาชนยังคง ฝืดเคือง ยังคงไม่เข้าสู่สถานการณ์ที่เรียกว่าดีขึ้น หรือที่เขาเรียกว่ากำลังย่ำแย่ อย่างเรื้อรัง ที่ผมใช้คำว่า ย่ำแย่อย่างเรื้อรัง เพราะว่ารายได้ไม่เพิ่มขึ้น รายจ่ายมีแต่เพิ่มเติม ส่วนการดูแลจากหน่วยงานภาครัฐก็มีแบบตามมีตามเกิด ที่ต้องพูดอย่างนี้ ก็เพราะว่า มีรายงานสรุปให้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่า ปัจจุบันรายได้ของครัวเรือนที่ไม่ฟื้นหลังโควิด กระทบต่อชีวิตเด็กและเยาวชนที่ยากจนในระยะยาวสูงถึง ๖๒ เปอร์เซ็นต์ รายได้ลดลง มีพี่น้องประชาชนคนไทยกว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ที่มีรายได้ต่ำลงและไม่สามารถเลือกสรรอาหาร ที่ต้องอุปโภคบริโภคได้ หรือแม้กระทั่งเลือกรับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนได้ มีเด็กกว่า ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ที่ต้องผิดนัดชำระหนี้ มีพี่น้องประชาชนคนไทยที่เป็นเยาวชนกว่า ๕๒ เปอร์เซ็นต์ ที่มีเงินไม่เพียงพอ และเป็นอุปสรรคต่อการสำเร็จการศึกษา ผมขออนุญาต ใช้การอภิปรายครั้งนี้ลงรายละเอียดไปต่อ เนื่องจากว่าจะส่งให้กับคณะกรรมาธิการที่จะต้อง ตั้งขึ้นเพื่อจะพิจารณา ซึ่งเดี๋ยวอาจจะส่งไปในคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม ในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นคณะที่ผมดูแลอยู่ แล้วเดี๋ยวจะตั้งอนุกรรมาธิการเพื่อจะให้ เพื่อนสมาชิกที่สนใจเรื่องนี้เข้าไปดูแลในรายละเอียดเพิ่มเติม ท่านประธานครับ ผมขอหยิบยก แผนที่ประเทศไทยขึ้นมา ๑ แผนที่ ที่จะหยิบยกให้เห็นภาพได้ชัดที่สุดครับว่า ภาพอันนี้ คือข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐที่ทราบว่ากลุ่มเปราะบางในประเทศไทยอยู่ที่ไหนบ้าง ท่านประธานดูแผนที่นี้ดี ๆ นะครับ ขาวสะอาดที่สุดคือจังหวัดอ่างทอง จังหวัดของ ท่านประธาน แต่ขาวสะอาดที่สุดในที่นี้ ก็คือมีข้อมูลครบถ้วนเพียงแค่ ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความว่าจังหวัดอ่างทองมีข้อมูลว่ากลุ่มเปราะบางอยู่ที่ไหนบ้าง อยู่จุดไหนบ้าง อาจจะเป็นการขยันขันแข็งของผู้แทนที่ส่งข้อมูลให้ แต่ขาวที่สุดนั่นคือแค่ ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ครับท่านประธาน แต่ยังมีจังหวัดอีกเยอะแยะมากมายที่ไม่มีข้อมูลเลยว่ากลุ่มเปราะบาง อยู่ที่ไหน ว่ากลุ่มเปราะบางเป็นอย่างไร และจะต้องเข้าไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างไร งบประมาณที่ดูแลด้านสวัสดิการกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ของแต่ละปี เลือกไม่ถูกครับ ว่าจะต้องใส่ไปในชุมชนไหน จุดไหน อย่างไร นี่คือการซ้ำเติมพี่น้องประชาชนที่จนแล้ว รอคอย การช่วยเหลือ และไปไม่ถึงการช่วยเหลือแน่ ๆ เพราะรัฐไม่มีเข็มทิศนำทาง หรือไม่มีแผนที่ นี่คือข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงว่ามันยิ่งซ้ำร้ายไปกันใหญ่ว่า ๓.๔ ล้านครัวเรือน เป็นกลุ่ม เปราะบางตามคำนิยามของกระทรวง พม. แต่ในคำนิยามของกระทรวง พม. ระบุว่า กลุ่มเปราะบางคือมีรายได้ต่อปีไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท หรือเดือนละ ๘,๓๐๐ กว่าบาท นี่คือคำนิยามที่บอกและระบุไว้ชัดเจน อีก ๑๓.๒ เปอร์เซ็นต์ คืออัตราที่รัฐรู้ภายใต้ข้อมูลของ กระทรวง พม. ว่าเรามีข้อมูลอยู่ทั้งประเทศ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ๑๓.๒ เปอร์เซ็นต์ คือข้อมูล ที่มีอยู่ว่าจะช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างไร ท่านประธานครับ อาจจะมองไม่เห็นภาพว่า รายได้กลุ่มเปราะบาง ๑๐๐,๐๐๐ บาทต่อครัวเรือนนั้น จะสะท้อนผ่านความรู้สึกของพี่น้อง ประชาชนอย่างไร ผมขอแบ่งฐานะของพี่น้องประชาชน เพื่อให้คณะชุดนี้ที่จะตั้งต่อไปว่าจะมี ใครบ้างก็แล้วแต่ นำไปพิจารณาต่อก็คือว่า คนเปราะบางเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามื้อต่อไป จะรับประทานอะไร นี่เรียกคนเปราะบาง คนยากจนเขารู้ว่ามื้อนี้เขาจะรับประทานอะไร แต่มื้อต่อไปไม่แน่ นี่คนจน คนฐานะปานกลางเขารู้ว่าเดือนนี้เขาจะรับประทานอะไร ถึงแม้ สารอาหารไม่เพียงพอ แต่เดือนหน้าเขาไม่ทราบด้วยซ้ำว่าจะหาอะไรรับประทานภายใต้ รายได้ของเขา คนรวยครับ พี่น้องประชาชนทั่วไปสังเกตได้เลย ถ้าเป็นคนรวยเขารู้ครับว่าปีนี้ จะรับประทานอะไร แต่ปีหน้ายังไม่แน่ คนที่เป็นเศรษฐีเขารู้ว่าปีนี้รับประทานอะไร และรู้ด้วยว่าปีหน้าอยากจะรับประทานอะไร บินไปรับประทานที่ไหนเขารู้ คนที่เป็น มหาเศรษฐีเขารู้ว่าชาตินี้ทั้งชาติรับประทานอะไร และรู้ด้วยว่าชาติหน้าอาจจะวางแผนไว้ จะทำบุญเท่าไร อย่างไรก็แล้วแต่ นี่มหาเศรษฐี แต่มีคนอยู่กลุ่มหนึ่งที่เรียกว่าไม่ใช่คนครับ ท่านประธาน เพราะรู้ทุกวันว่าทั้งชาตินี้และชาติหน้าตัวเองอยากรับประทานอะไร แต่ไม่เคย เหลียวแลใครเลย และไม่คิดที่จะปรับปรุงพัฒนาให้เพื่อนมนุษย์ที่อดมื้อกินมื้อเขาได้ลืมตา อ้าปากได้บ้าง นี่คือสิ่งที่ผมจะเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรและเพื่อนที่ตั้งญัตติอย่างดีเยี่ยม ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล รวมทั้งหมด ๖ ญัตติ ว่าเป็นเรื่องที่ดี ว่าจะต้องหยิบยกมาพูดคุย ได้แล้ว ว่าวันนี้แผนที่ประเทศไทยไม่ชัดเจน แล้วจะเอางบประมาณปีหนึ่ง ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปช่วยเหลือเขาได้อย่างไร มันต้องจับจุดให้ถูก นับหนึ่งให้ถูก แล้วเราค่อยไปลงรายละเอียดว่า ๑.๑ ๑.๒ ๑.๓ กว่าจะไป ๒ นี่ยังนับไม่ถึง ๑๐๐ นะครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นวันนี้ผมขอสนับสนุนและชื่นชมเพื่อนสมาชิกอย่างยิ่ง ที่ตั้งคณะกรรมาธิการชุดนี้ และให้โอกาสสภาผู้แทนราษฎรได้ทำหน้าที่ดูแลความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนคนไทย อย่างแท้จริง และขอสนับสนุนให้คณะกรรมาธิการชุดนี้พิจารณาเสร็จโดยเร็ว เพื่อนำเสนอ ต่อสภาผู้แทนราษฎร และส่งไปยังท่านนายกรัฐมนตรีท่านใหม่ ที่จะนำไปพัฒนาประเทศ ต่อไป ขอบพระคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ท่านต่อไป เรียนเชิญท่านมนัสนันท์ครับ🔗

นายมนัสนันท์ หลีนวรัตน์ ปทุมธานี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายมนัสนันท์ หลีนวรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๕ จังหวัดปทุมธานี พรรคเพื่อไทยครับ กระผมได้ร่วมลงชื่ออภิปรายในญัตติ เรื่อง ปัญหาการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการในชุมชนแออัด ที่เสนอญัตติจำนวน ๕ ฉบับ ปัจจุบันนี้ประเทศไทยเรานั้นกำลัง เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ประชากรที่มีอายุ ๖๐ ปี มีจำนวนมาก อัตราการเกิดก็ลดน้อยลง ทำให้โครงสร้างประชากร เศรษฐกิจ และสังคม เกิดการเปลี่ยนแปลง ประชากรในวัยทำงาน โดยเฉพาะครอบครัวที่มีเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ จะต้องออกไปดิ้นรนเลี้ยงชีพ หาเลี้ยงครอบครัว จนไม่มีเวลาที่จะสามารถดูแลครอบครัวได้ ส่งผลให้กลุ่มเปราะบางเหล่านี้รู้สึกเหมือนถูก ทอดทิ้ง และได้รับความยากลำบากในการดำเนินชีวิต อีกทั้งหน่วยงานของรัฐไม่สามารถดูแล ได้อย่างทั่วถึงครับท่านประธาน จากการวิเคราะห์ถึงปัญหาของการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการในชุมชนแออัดที่เพิ่มขึ้น พบว่าปัญหาชุมชนแออัดมีที่อยู่อาศัยหนาแน่น ไร้ระเบียบและชำรุดทรุดโทรม ประชากรอยู่กันอย่างแออัด สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม เป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย ไม่เพียงเท่านั้นครับ เป็นปัญหา ในด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง ในการอยู่อาศัยร่วมกัน เนื่องจากประชากรแฝง ค่อนข้างเยอะ ทำให้บุคคลเหล่านี้ไม่สามารถเข้าถึงบริการของรัฐ โดยเฉพาะสิทธิในการรักษา พยาบาล การศึกษาเทียบเท่ากับผู้ที่มีทะเบียนบ้านอยู่ในพื้นที่ และยังมีข้อจำกัดในการ พัฒนาต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น ด้านสาธารณสุข ด้านสิ่งแวดล้อมในชุมชน ปัจจัยภายใน ภายนอกครัวเรือน เช่น รายได้ การศึกษา อาชีพ และสวัสดิการขั้นพื้นฐานจากภาครัฐ ที่ไม่เหมาะสม เป็นต้น ยกตัวอย่างในพื้นที่ปทุมธานี เช่น กรณีเด็กในชุมชนส่วนใหญ่ แล้วปัญหาหลักเกิดจาก ๑. คุณแม่วัยใสเลี้ยงเดี่ยว ๒. เด็กและเยาวชนที่อยู่ในครอบครัว ยากจน ๓. เด็กที่อาศัยอยู่บ้านพักเด็กและครอบครัวที่ถูกดำเนินคดี เด็กกลุ่มนี้อยู่ในครอบครัว ที่ขาดแคลนทรัพยากรสิทธิในทุกด้าน เป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะหลุดออกนอกระบบในเรื่องของ การดูแลสุขภาพและการศึกษา มีชีวิตที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง พัฒนาการถดถอย ขาดความ คุ้มครอง ไม่มีส่วนร่วม ขาดโอกาสในสังคม และอาจตกเป็นเหยื่อของกระบวนการ อาชญากรรมที่ใช้เด็กเป็นเครื่องมือ เด็กกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบจากความเหลื่อมล้ำในสังคม มากที่สุด ยังคงขาดสิทธิและได้รับความช่วยเหลือที่น้อยมาก เด็กกลุ่มนี้จึงจำเป็นต้องได้รับ การมองเห็น และได้รับการสนับสนุนจากบุคคลภายนอก เมื่อพวกเขาได้รับโอกาสจาก บุคคลภายนอกที่หยิบยื่นให้ พวกเขาก็จะรู้สึกว่าไม่ถูกทอดทิ้ง สร้างความเข้มแข็งทางสภาพ จิตใจให้กับเด็ก ๆ เพื่อให้เขามีแรงสู้ต่อไป🔗

กรณีผู้สูงอายุในชุมชน ปัจจุบันมีจำนวนผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่เพียงลำพัง เป็นจำนวนมาก ผู้สูงอายุกลุ่มนี้ก่อให้เกิดปัญหาสภาพจิตใจ และมักมีปัญหาด้านสุขภาพ ทำให้บางรายไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันพื้นฐานได้ เช่น ป่วยติดเตียง เนื่องจากขาดคนดูแล ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากการวางแผนจัดการชุมชนเมือง ไม่ได้เอื้อเฟื้อต่อ ผู้สูงอายุเท่าที่ควร ซึ่งก่อให้เกิดปัญหามากมาย เช่น ปัญหาห้องน้ำสำหรับผู้สูงอายุ ปัญหา ระบบขนส่งมวลชน เป็นต้น กรณีผู้พิการในชุมชนจังหวัดปทุมธานี พบว่าผู้พิการต้องเผชิญอุปสรรคมากมาย เนื่องจาก ชุมชนมีข้อจำกัดด้านพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ทางสัญจรและสวนสาธารณะที่ไม่ สะดวกสำหรับผู้พิการ ปัญหาการเข้าถึงสุขภาพและส่งเสริมสุขภาพ ก็ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ ที่จะต้องได้รับการแก้ไข โอกาสในการประกอบอาชีพและการศึกษาของผู้พิการก็มีข้อจำกัด ในหลาย ๆ รัฐบาลที่ผ่านมามีความพยายามจัดการโครงการต่าง ๆ เข้าไปดูแลช่วยเหลือ พี่น้องประชาชนกลุ่มเปราะบางกลุ่มนี้ แต่ก็เป็นการดำเนินการช่วยเหลือเป็นครั้ง เป็นคราว ในลักษณะโครงการสังคมสงเคราะห์ที่ไม่ต่อเนื่อง ทำให้กลุ่มเปราะบางเหล่านี้ได้รับ การพัฒนาที่ไม่ต่อเนื่องและหลุดออกจากโครงการเป็นจำนวนมาก แต่อย่างไรก็ตามครับ ท่านประธาน รัฐบาลปัจจุบัน โดยการนำของท่านแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายเพื่อดูแลและช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบางกลุ่มนี้ กระผมเองเชื่อมั่น ในรัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เล็งเห็นและให้ความสำคัญ ปรับปรุงโครงสร้าง พื้นฐานและสภาพแวดล้อมชุมชนแออัดให้เหมาะสม และเอื้อต่อคุณภาพชีวิตของพี่น้อง ประชาชนในกลุ่มแออัดทุกกลุ่ม ขอบพระคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณมากครับ เนื่องจากว่าทางด้านฝ่ายค้านท่านเสนอชื่อมา ๑๒ ชื่อ ขณะที่ทางรัฐบาล มีแค่ ๖ ผมขออนุญาตที่ประชุมแบบนี้นะครับ จะสลับเอาทางฝ่ายค้านครั้งละ ๒ ท่าน แล้วก็ สลับมาฝั่งรัฐบาลแบบนี้นะครับ ต่อไปทางฝ่ายค้าน ๒ ท่าน จะเป็นท่านกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ พร้อมทั้งท่านภัณฑิล น่วมเจิม แล้วก็สลับมาฝั่งรัฐบาล เป็นท่านรวี เล็กอุทัย เรียนเชิญครับ🔗

นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม อ.เอท กันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต เขตมีนบุรี เขตสะพานสูง พรรคประชาชน วันนี้ขออนุญาตร่วมอภิปรายเกี่ยวข้องกับชุมชนแออัด ซึ่งชุมชนแออัดมีหลายคำมากที่เขาใช้กัน แต่วันนี้ อ.เอท ขออนุญาตใช้คำว่า Slum เป็น Model นะครับ S L U M ๔ ตัวอักษรครับ🔗

S แรกครับท่านประธาน พอเรามองไปถึงชุมชนที่เป็นชุมชนสลัม หรือเป็นชุมชนที่แออัด ขออนุญาตให้คำจำกัดความ คำว่า ชุมชนแออัด ถ้าเกิดเรามีพื้นที่สัก ๑ ไร่ จะต้องมีครัวเรือน หรือเป็นบ้านที่อยู่ใน ๑ ไร่ ประมาณ ๑๕ หลังเป็นอย่างต่ำ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดว่าเอาต่อหลัง ก็ประมาณสัก ๒๐ กว่าตารางวา ซึ่งท่านอาจจะพอเห็นภาพว่า มันค่อนข้างที่จะไม่มีคำว่า S ตัวแรกเลย ก็คือคำว่า Security คำว่า Security คืออะไร ก็คือเรื่องของความปลอดภัยในชีวิต ในทรัพย์สินของเขา ทีนี้เรามาดูอีกนิดหนึ่งครับว่า สลัมนี้ หรือชุมชนแออัดนี้ ถ้าเกิดเรามองเอาเฉพาะกรุงเทพฯ ตอนนี้ชุมชนที่เป็นชุมชนที่มีพื้นที่เล็ก ๆ ในกรุงเทพฯ ของเราเหมือนจะมีประมาณ ๒,๐๑๖ และเพิ่มมากขึ้นด้วย แนว ๆ ว่ามันจะไล่ ทันปี ค.ศ. แล้วด้วย ตอนนี้ปี ค.ศ. ๒๐๒๔ อีกไม่นานน่าจะทัน ตอนนี้ ๒,๐๐๐ กว่าชุมชน ในกรุงเทพฯ เอาเฉพาะของพื้นที่ อ.เอท เอง มีนบุรี สะพานสูง รวมกันยัง ๙๑ ชุมชนที่เป็น ชุมชนแออัด เพราะฉะนั้นคำว่า Security เขาไม่มีแน่นอน เพราะว่าสมมุติเขาป่วย ถ้าเป็นเด็ก ถ้าเป็นผู้ใหญ่ หรือเป็นผู้พิการ เวลาจะออกจากบ้านที อ.เอท เข้าไปเดิน เราค่อนข้างที่จะซึ้ง เลยจริง ๆ ต้องยอมรับว่ามันไม่สนุก เพราะเราเห็นพื้นที่ เราเห็นพี่น้องที่นอนติดเตียง คือบางที่ต้องเรียนแบบนี้ครับว่า มันเป็นพื้นที่ที่ไม่ใช่แค่เขาอยู่ตามหมู่บ้าน บางครั้งเขาอยู่ ตามที่เป็นที่ที่เรียกว่าติดกับริมคลองครับท่านประธาน แล้วทีนี้เวลาจะออกจากบ้านมันไม่มี พื้นที่ให้เขาเลย ก็ต้องขับมอเตอร์ไซค์บ้าง อะไรที่แบบต้องลากกันบ้าง เดินริมคลองกว่าจะไป ถึงที่ที่เป็นถนนใหญ่ แล้วถึงจะไปโรงพยาบาล นี่คือความที่เขาเรียกว่าไม่มี Security หรือความปลอดภัยเลย ก็เป็นตัวแรกที่ อ.เอท เห็นว่า ถ้าเราไม่จัดการกับสิ่งเหล่านี้ มันคงยาก ที่จะทำให้พี่น้องเขามีชีวิตที่ดีขึ้น🔗

ทีนี้เรามาดูตัวที่ ๒ ก็คือตัว L S L U M ตัว L ก็คือ Living Life Style ก็คือ Style การใช้ชีวิตของพี่น้อง ของเพื่อน ๆ ของคุณพ่อ คุณแม่ ของคุณอาที่อยู่ที่ Slum คือต้องเรียนแบบนี้ครับว่าคนที่อยู่ Slum แน่นอนครับว่าเขาคงไม่มีเงิน แสดงว่าเขาก็ต้อง เป็นกลุ่มแรงงานที่มาสนองกับกลุ่มนายทุน อันนี้ใช่ไหมครับ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ สส. ต้า ชัดเจนมาก อยู่ตรงกลางเมืองเลย ก็จะมีห้างเยอะ ก็จำเป็นต้องมีผู้คนเหล่านี้ไปช่วยเป็น แรงงานชั้นดีเลย เป็นสิ่งที่เขาไม่มีกระทั่งเรื่องของความปลอดภัย เมื่อสักครู่ อ.เอท พูดไปแล้ว ไม่มีครับ🔗

ไปสู่ตัว U ที่ ๓ ก็คือคำว่า Utility คำว่า Utility แปลว่าอะไรครับ ตัว U ก็คือ เรื่องของสิ่งที่เป็นค่าน้ำ ค่าไฟ หรือสาธารณูปโภค มีอยู่หมู่บ้านหนึ่ง อ.เอท เข้าไปเห็นครับ ท่านจะซื้อน้ำสัก Unit หนึ่งยังไม่ได้เลย กลายเป็นต้องไปซื้อน้ำจากนายหน้า แล้วนายหน้าที่ เกิดขึ้นคืออะไร ปกติเราใช้น้ำกัน Unit ก็ไม่กี่บาทถูกไหมครับ เป็นหลักหน่วย เขาซื้อ Unit หนึ่ง ๔๐ บาทขึ้นต่อ ๑ Unit นี่คือความลำบากที่พบเจอ แล้วไม่พอครับ ค่าไฟก็ต้องเป็น การต่อไฟจากชาวบ้านเขา ปกติเราก็ใช้ค่าไฟกัน Unit ประมาณสัก ๔ บาท ๕ บาท เขาก็ซื้อ ค่าไฟเกินเป็น ๑๐ กว่าบาท บางที่ก็ ๒๐ บาท นี่คือสิ่งที่เขาลำบาก เพราะฉะนั้นถ้าเกิดเรา ยังคงมองปัญหานี้มองแบบข้าม ๆ มันก็คงจะไม่จบ🔗

ปัญหาที่สำคัญ นอกจากค่าน้ำ ค่าไฟ แล้วก็ไม่มีทางเข้าทางออกของ บางชุมชนแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือเรื่องของ Moral ตัว M ครับ S Security L Living Lifestyle U คือ Utility ส่วน M คือ Moral คือด้านศีลธรรม จรรยาบรรณ ท่านประธานครับ เรามานึกภาพ ถ้าเรามีบ้านสักหลังหนึ่ง สัก ๒๐ ตารางวา ไม่มีห้องน้ำหรือมีอาจจะไปใช้ข้างนอก ห้องน้ำรวม แล้วในห้องนอนก็เป็นห้องนั่งเล่น เป็นห้องกินข้าว คือพูดง่าย ๆ เป็นทุกห้อง ในบ้านของเขา เห็นไหมครับ ความเป็นส่วนตัวก็ไม่มี มันจึงเกิดปัญหาที่เรียกว่าเราก็ต้อง ตามล้าง ตามเช็ด ตามแก้กัน เพราะนี่คือสิ่งที่ อ.เอท บอกครับ ชุมชน Slum ไม่ได้มีเฉพาะ กทม. ชุมชน Slum ไม่ได้มีเฉพาะแค่ประเทศไทย อเมริกาก็มี ยุโรปก็มี แม้กระทั่งประเทศ ที่พัฒนาแล้วก็มี ต้องบอกว่าแต่นะครับ แต่เขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าประเทศของเรา ทีนี้ก็เลยอยากที่จะแนะนำ หรืออยากที่จะให้ข้อสังเกตว่าเราจะทำอย่างไรดีในการที่จะแก้ไข ปัญหานี้ให้มันหมดไป หรือให้มันทุเลาลง อ.เอท ขออนุญาต อาจจะนำเสนอสัก ๒-๓ อย่าง ที่เป็นสิ่งที่คิดว่าน่าจะทำได้ทันที🔗

ก็คือเรื่องแรก เป็นการกระจายอำนาจ คำว่า กระจายอำนาจ ก็คือกระจายเงิน กระจายทุนให้กับชนบท หรือให้เขาได้มีโอกาสไปใช้ชีวิตในต่างที่ ไม่จำเป็นต้องเข้ามาอยู่ ในเมือง อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ทุกพรรคก็เห็นด้วยกับ อ. เอท🔗

อันที่ ๒ ก็คือถ้าจำเป็นจริง ๆ ที่ต้องให้เขาอยู่ใน กทม. หรือให้อยู่ในชุมชน หรือให้อยู่ในพื้นที่ที่เป็นเมืองหลวง หรือเมืองหลัก ก็ควรที่จะมีบ้านที่เหมาะสมกับเขา เป็นอาคารที่เหมาะสมกับเขา ซึ่งตรงนี้ก็เห็นว่า พม. ทำอยู่ สส. ต้า ก็พูดไปเยอะมาก เรื่องบ้านที่เป็นบ้านเอื้ออาทร หรือบ้านที่เกี่ยวข้องกับให้ผู้ที่มีรายได้น้อยเขาได้มีโอกาส🔗

อีกประเด็นหนึ่ง สิ่งที่สำคัญที่สุดครับ จะแก้ได้อย่างยั่งยืนของทุกประเทศ ต้องมีเรื่องของการศึกษา แล้วก็ให้งานเขา ให้งานเขาได้รายได้ที่เหมาะสม🔗

นี่คือ ๓ ประเด็นหลักที่เราสามารถที่จะกระตุ้นได้ แล้วก็ทำได้ทันที อย่าลืมนะครับ ชุมชนแออัดนำมาด้วยปัญหาง่าย ๆ ก็คือเกี่ยวกับสุขภาพ เกี่ยวกับความปลอดภัย นำมาสู่ เรื่องของอาชญากรรม และเรื่องที่เกี่ยวข้องกับศีลธรรม เหลือเวลาไม่กี่วินาที อ.เอท ขออนุญาตนะครับ วันนี้มาแบบสบาย ๆ ไม่ต้องกระแทกกระทั้นกันมาก เพราะเราเข้าใจครับว่า มันเป็นปัญหาที่ทุกคนต้องเข้าใจ🔗

สุดท้ายนี้ครับ อ.เอท อยากจะบอกกับทุกท่านว่าชุมชนแออัดเราเคยมีกลอน หรือคำพูดก็คือ คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก แต่คับทั้งที่ คับทั้งใจ แล้วเราจะให้เขาอยู่กันอย่างไร ขอบคุณครับท่านประธาน Respect🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านภัณฑิล เชิญครับ🔗

นายภัณฑิล น่วมเจิม กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานครับ ผม ภัณฑิล น่วมเจิม ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตคลองเตย และเขตวัฒนา พรรคประชาชน ก็ขอร่วมอภิปรายในญัตติ เพื่อให้พิจารณาศึกษาปัญหาการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการในชุมชนแออัด ในฐานะผมเป็นตัวแทนประชาชนเขตคลองเตย ซึ่งเป็นชุมชน เมืองน่าจะขนาดใหญ่ที่สุดในกรุงเทพมหานคร รวมถึงประเทศไทยก็หลายสิบชุมชนอยู่ หลายพันครัวเรือน หลายหมื่นคน จากข้อมูลการรับฟังความคิดเห็นและสำรวจในพื้นที่ พบว่าปัญหาในชุมชนแออัดที่เกี่ยวข้อง เริ่มต้นตั้งแต่เด็กเลย จนไปถึงวัยทำงาน ผู้สูงอายุ และผู้พิการ มีเป็นจำนวนมาก และเร่งด่วนมาก สมควรได้รับการแก้ไขโดยเร็วจากภาครัฐ อีกทั้งเมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวไปแล้ว ๒,๐๐๐ กว่าชุมชนที่จดทะเบียน ที่อยู่ในเอกสาร ความจริงมันยังมีชุมชนแออัดอีกจำนวนมากเลยที่ไม่ได้ จดทะเบียนเป็นทางการกับเขต หนึ่งในปัญหาเริ่มต้นเลย คือการไม่มีสิทธิในที่อยู่อาศัย ถ้าเราเชื่อว่าที่อยู่อาศัยเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในการดำรงชีพ ที่อยู่อาศัยสำหรับเด็กและผู้สูงอายุ ก็ควรจะเป็นองค์ประกอบหลักในการแก้ปัญหานี้ อันนี้เรื่องที่ ๑ เลย คือเรื่องที่อยู่อาศัย🔗

เริ่มต้นที่เด็กเล็ก ส่วนปัญหาของการดูแลเด็กเล็ก ผู้อยู่อาศัยในชุมชนแออัด มีปัญหาเรื่องการดูแลเด็กหลังการใช้สิทธิลาคลอดครบ เนื่องจากพ่อแม่มีภาระงานต้องหา เลี้ยงชีพตนเองและลูก เมื่อกลับไปทำงานก็ไม่มีคนดูแลลูก ต้องหาคนมาช่วยดู ซึ่งอาจจะดูแล ได้ไม่เต็มที่ จนเกิดเป็นภาวะออทิสติกเทียมในเด็ก คือปล่อยไว้กับมือถือ สื่อสารทางเดียว พ่อแม่ไม่มีเวลาพบปะกับลูก ดูโทรทัศน์ทั้งวัน จนเด็กเกิดปัญหาด้านการสื่อสาร🔗

นอกจากนั้น ก็ยังมีปัญหาเรื่องสุขอนามัยและโภชนาการของเด็กในชุมชน แออัด คือมันเป็นปัญหาเรื่องสุขภาพ เจ็บป่วย จนกระทั่งเสียชีวิต เนื่องจากสุขอนามัยและ โภชนาการขั้นพื้นฐาน ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ภาครัฐควรจะเข้ามาดูแลในชุมชนแออัด เพื่อความเป็นอยู่ของเด็ก ๆ และผู้อยู่อาศัยทุกคนในชุมชนแออัด ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ก่อนวัยเรียน อันนี้ก็เป็นจุดที่สำคัญ เนื่องจากไม่ได้รับอุดหนุนงบประมาณจากภาครัฐ อย่างเพียงพอ นอกจากนั้นก็ควรจะอยู่ใกล้ชุมชน ใกล้บ้าน ใกล้ที่พักอาศัยของพ่อแม่ที่เขา ต้องออกไปทำงาน🔗

ต่อมาก็เป็นเรื่องเด็กขาดทักษะในการใช้ชีวิตประจำวัน เนื่องจากผู้ปกครอง ไม่มีเวลาฝึกฝนเด็ก ฝึกช่วยงานบ้าน คือจะมีหลายเรื่องเลย เพราะตั้งแต่เด็กวัย ๒-๕ ปี เป็นวัย ที่กล้ามเนื้อมัดเล็กกำลังพัฒนา ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม พัฒนาการด้านร่างกาย วุฒิภาวะ ประสาทสัมผัส การรับรู้ทั้งหมดมาจากการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ ซึ่งก็จะต้องมีเรื่องกิจกรรมชีวิตประจำวัน การแต่งตัว การจับช้อนส้อมในการรับประทานอาหาร ก็เป็นกล้ามเนื้อมัดเล็ก การอาบน้ำ แปรงฟัน พวกนี้มันเป็นรายละเอียดปลีกย่อย ซึ่งมันสำคัญที่ภาครัฐควรจะมีงบสนับสนุนสถานรับเลี้ยงเด็กในช่วงวัยนี้ เป็นวัยที่สำคัญมาก ๆ ๒-๕ ขวบ ก่อนวัยที่เขาจะเข้าประถมศึกษา🔗

บุคลากรที่จะมาเลี้ยงเด็กก็สำคัญ ต้องคัดสรรบุคคล จัดอบรมหลักสูตรในการ เลี้ยงเด็ก ซึ่งภาครัฐควรจัดการเพื่อเลี้ยงเด็กให้มีคุณภาพ โตไปสามารถเป็นประโยชน์ต่อ สังคมส่วนรวมได้ ซึ่งตรงนี้มันก็เชื่อมต่อกับอีกหลายปัญหา บุคลากรในศูนย์เด็กเล็ก ก็ไม่เพียงพอ งบประมาณก็ค่อนข้างน้อย มันก็มาถึงเรื่องปัญหาเด็กหลุดออกนอกระบบ การดูแลสุขภาพและการศึกษา พอเข้าประถมศึกษาแล้ว เข้าโรงเรียนแล้ว หลังจากที่มีโควิด ก็มีปัญหาเด็กหลุดออกนอกระบบเยอะ🔗

นอกจากนี้ อีกปัญหาหนึ่ง เด็กในชุมชนแออัดก็คือปัญหายาเสพติดในชุมชน ผู้ปกครองติดสารเสพติด ทำให้ดูแลเด็กไม่เต็มที่ หรือไปจนถึงใช้ความรุนแรงกับเด็ก เป็นอันตรายต่อร่างกาย จิตใจของเด็ก และเป็นปัญหาสืบเนื่องจากปัญหายาเสพติดในชุมชน แออัดซึ่งภาครัฐควรต้องจัดการอีกปัญหาหนึ่ง🔗

ข้ามมาที่ผู้สูงอายุ พบว่าเงินสำรองเลี้ยงชีพมันไม่พอ เบี้ยผู้สูงอายุ ๖๐๐ บาท ๗๐๐ บาท ๘๐๐ บาท ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ทำให้ผู้สูงอายุต้องการรายได้เพิ่ม เนื่องจากผู้สูงอายุอาจจะมีค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่าง ๆ คือรักษาพยาบาลมันไม่ได้ฟรีจริงอย่างที่ เรารู้ คือมันมีค่าเดินทางไปพบแพทย์ คือจะให้เขานั่งรถเมล์ไปบางทีมันก็ไม่ไหว ค่าแท็กซี่ ไปกลับก็ ๒๐๐-๓๐๐ บาท ภาครัฐจึงควรเข้ามาช่วยเหลือในส่วนนี้ เพิ่มรายได้ให้กับผู้สูงอายุ ลดภาระลูกหลานในชุมชนแออัดที่รายได้น้อยอยู่แล้ว แต่จำเป็นต้องดูแลผู้สูงอายุด้วย ในกรณีที่เป็นผู้สูงอายุที่ไม่มีลูกหลานดูแล ก็ยิ่งมีความจำเป็นที่จะต้องทำให้ผู้สูงอายุสามารถ ใช้ชีวิตด้วยตัวเองได้ คือประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มรูปแบบแล้ว ด้วยจำนวน ๑ ใน ๕ ผู้สูงอายุไม่ได้อยากเป็นภาระให้ลูกหลาน ๒๐ เปอร์เซ็นต์เลยนะครับ ที่เห็นในชุมชน แออัด ถ้าเผื่อเราเดินเข้าไปในชุมชน ทุก ๕ คน ๑ คน จะเป็นผู้สูงอายุ สำหรับผู้สูงอายุ ที่พักอยู่อาศัยตามลำพังในชุมชนแออัดอาจเกิดภาวะซึมเศร้า ไม่ว่าจะเป็นจากปัญหาทาง การเงิน สืบเนื่องมาจากไม่สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพได้ อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ เหมาะสม ชุมชนแออัดไม่มีกิจกรรมทำ ภาวะซึมเศร้าอาจจะทำให้ผู้สูงอายุมีความสามารถ ในการใช้ชีวิตลดลง ส่งผลกระทบทั้งร่างกาย รุนแรงไปถึงจิตเวชอื่น ๆ ต้องฆ่าตัวตาย แก้ปัญหาด้านรายได้ของผู้สูงอายุ การแก้ปัญหานี้ก็ต้องมีจัดกิจกรรมให้ชุมชนแออัดสำหรับ ผู้สูงอายุก็มีความจำเป็นนะครับ เช่น ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุควรมีการจัดกิจกรรม คือศูนย์ดูแล ผู้สูงอายุควรจะอยู่ในชุมชนด้วย แล้วก็มีการออกแบบกิจกรรม ออกกำลังกายที่เหมาะสม สันทนาการ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้า สอนอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มโอกาสในการ หารายได้เพิ่ม🔗

สุดท้าย ปัญหาของผู้พิการในชุมชนแออัด ปัจจุบันเบี้ยคนพิการ ๘๐๐ บาท ต่อเดือน มันไม่เพียงพอในการดำรงชีพ ผู้พิการก็มีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ยกตัวอย่าง โอ้โฮ แย่งงบกันปีหนึ่งอาจจะได้แค่หลังเดียว ซ่อมบำรุงที่อยู่อาศัยสำหรับผู้พิการหรือผู้ป่วยติดเตียง คือยังขาดมากเลย เรื่องการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยพิการติดเตียง ภาครัฐจึงมีความจำเป็นต้อง เข้ามาช่วยเหลือเพิ่มรายได้ อำนวยความสะดวกให้ผู้พิการ สำหรับที่อยู่อาศัยสถานพักพิงสำหรับผู้ดูแลผู้สูงอายุมันควรจะต้องให้มีมติ ครม. มอบให้ กระทรวง พม. ปรับสภาพที่อยู่อาศัยเพื่อคนทุกวัย จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ หลังกระมัง ผมอ่านดู ในเอกสารงบประมาณแล้วก็ในนโยบาย คือกลุ่มเป้าหมายที่รับประโยชน์จำนวน ๓๐๐,๐๐๐ คน ได้รับงบประมาณมากน้อยแค่ไหน มีความเป็นไปได้ในการบรรลุวัตถุประสงค์นี้หรือไม่ เพราะที่ผ่านมาหน้างานในพื้นที่ อย่างที่บอกครับ หลักหมื่น กว่าจะได้งบเขตหนึ่ง ๑ หน่วยต่อปี มันยากลำบากมาก แล้วไม่สามารถเบิกค่าแรงได้ด้วย คือไปซ่อมกันเอง จะต้องมีอาสาไปช่วย ซ่อมบ้านกันอย่างนี้เบิกยากมากนะครับ งบหลักหมื่นที่รับจัดสรรจากหน่วยงานกระจัด กระจาย ไม่มีประสิทธิภาพ เบิกยาก เด็กและผู้สูงอายุนี้คล้าย ๆ กัน คือต้องได้รับ การดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งเชิงกายภาพ รวมถึงทรัพยากร เพื่อลดกลุ่มเสี่ยงที่จะหลุดออกจาก นอกระบบการดูแลสุขภาพ ระบบการศึกษา บุคลากรสาธารณสุขควรมีจำนวนเพียงพอ อสส. ปัจจุบันอายุเฉลี่ยค่อนข้างมาก ก็คือเหมือนเตี้ยอุ้มค่อม เอาคนแก่ไปดูแลคนแก่ ด้วยกันเองนี่มันไม่ Work มันไม่ไหวนะครับ ควรจะมีการยกระดับขีดความสามารถพร้อมเพิ่ม ผลตอบแทนแรงจูงใจ ปัญหาเรื่องคุณภาพชีวิตของเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการในชุมชนแออัด เป็นปัญหาเร่งด่วน อย่างที่กล่าวไปประชากรกลุ่มนี้มีอยู่มาก ปัจจุบันนี้เขาประสบปัญหา ในหลายด้าน ภาครัฐมีความสามารถในการเข้าไปช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ ได้ ทั้งเพิ่มรายได้ สวัสดิการ อำนวยความสะดวกให้กับคนกลุ่มนี้ ให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ ไม่ต้องดิ้นรนโดยไร้คนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ งบประมาณจากภาครัฐต้องถูกจัดสรรอย่าง เสมอภาค ถ้วนหน้า การสงเคราะห์ด้วยมูลนิธิต่าง ๆ ล้วนแต่เป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุ ทั้งสิ้น สวัสดิการเด็กและผู้สูงอายุเท่านั้นที่จะเป็นการแก้ปัญหานี้ได้อย่างยั่งยืน เพราะมนุษย์ ทุกคนล้วนมุ่งอยากเห็นการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ขอบคุณครับ🔗

นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสมาชิกครับ เรียนให้ท่านสมาชิกทราบนะครับ ทางวิปทั้ง ๒ ฝ่ายได้ตกลงกันแล้ว เนื่องจากว่ามีผู้อภิปรายเยอะ ก็ขอลดเวลาจาก ๗ นาที เหลือ ๕ นาที ลำดับถัดไปเป็นท่านรวี เล็กอุทัย แต่ว่าท่านรวีผมขออภัยนะครับ ผมขออนุญาตพักการประชุม ๒ นาทีครับ🔗

พักประชุมเวลา ๑๗.๓๒ นาฬิกา🔗

เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๗.๓๕ นาฬิกา🔗

เชิญท่านรวีครับ🔗

นายรวี เล็กอุทัย อุตรดิตถ์

ขอบคุณท่านประธานครับ ท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม นายรวี เล็กอุทัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุตรดิตถ์ เขต ๓ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ สำหรับปัญหาการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการ เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทยที่ไม่สมควรถูกมองข้ามเป็นอย่างยิ่งครับ โดยเฉพาะเมื่อเรามองไปยังประเทศต่าง ๆ จะเห็นได้ชัดเลยว่าจำนวนประชากร โดยเฉพาะ จำนวนผู้สูงอายุมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเป็นปรากฏการณ์ไปทั่วทุกมุมโลก และเป็นประเด็นที่ รัฐบาลในหลาย ๆ ประเทศต่างให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ย้อนกลับมาที่ประเทศไทย ของเรา จากรายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุของไทย ในปี ๒๕๖๕ ของกรมกิจการผู้สูงอายุ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายรวี เล็กอุทัย อุตรดิตถ์

มีตัวเลขให้เห็นนะครับว่า ในกลุ่มประเทศ สมาชิก ASEAN ประเทศไทยของเรามีสัดส่วนผู้สูงอายุอยู่ที่ ๑๙ เปอร์เซ็นต์ของประชากร ทั้งประเทศ มากเป็นอันดับที่ ๒ รองจากสิงคโปร์ ซึ่งมีสัดส่วนผู้สูงอายุอยู่ที่ประมาณ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ ในขณะเดียวกันก็มีถึง ๗ ใน ๑๐ ของกลุ่มประเทศ ASEAN ที่มีประชากรอายุ ๖๐ ปีขึ้นไปเกินกว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ลงลึกไปกว่านั้นจะพบว่าประเทศไทยของเรา ซึ่งมีจำนวนประชากร ณ ปัจจุบันอยู่กว่า ๖๖ ล้านคน หากมีการนับการเป็นผู้สูงอายุตั้งแต่ อายุ ๖๐ ปีขึ้นไป จะมีจำนวนประชากรผู้สูงอายุอยู่ถึง ๑๓ ล้านคน หรือ ๑๙ เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนประชากรไทยทั้งหมด และในรายงานมีการคาดการณ์ว่า ในปี ๒๕๘๕ หรืออีก ๑๘ ปีต่อจากนี้ ประเทศไทยของเราจะมีประชากรลดลงเหลือ ๖๐ ล้านคน และจะมีจำนวน ผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นเป็น ๑๙ ล้านคน หรือ ๓.๒ เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ สิ่งที่น่าเป็นกังวลมากกว่านั้นครับท่านประธาน นั่นก็คือที่ผ่านมาเรามีอัตราการเพิ่มขึ้นของ ประชากรที่ติดลบเป็นปีที่ ๒ ติดต่อกันแล้ว โดยสังเกตได้จากเส้นสีฟ้า ซึ่งเป็นเส้นการแจ้งเกิด ตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ จนถึงปี ๒๕๖๕ มีแนวโน้มที่ลดลงมาเรื่อย ๆ โดยปี ๒๕๖๕ มีการแจ้งเกิด อยู่ที่ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ คน ในขณะที่เส้นสีส้มเป็นอัตราการแจ้งตาย ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากปี ๒๕๖๐ ไปปี ๒๕๖๕ โดยปี ๒๕๖๕ มีการแจ้งตายอยู่ที่ประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ คน คือสรุปได้ว่ามีอัตราการตายมากกว่าอัตราการเกิดนั่นเองในประเทศไทยของเรา ต่อมาครับ เมื่อพิจารณาไปที่รายจังหวัด จะพบว่าจังหวัดที่มีอัตราส่วนผู้สูงอายุสูงที่สุด ๑๐ อันดับแรก ได้แก่ ลำปาง แพร่ ลำพูน สิงห์บุรี ชัยนาท สมุทรสงคราม พะเยา อ่างทอง อุตรดิตถ์ และพิจิตร โดยเป็นจังหวัดในภาคเหนือรวมกันกว่า ๖ จังหวัดแล้วครับ ซึ่งในจังหวัดอุตรดิตถ์ ของผมเองก็มีสัดส่วนผู้สูงอายุอยู่ประมาณ ๒๔ เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนประชากรทั้งจังหวัด หรือเป็นอันดับ ๙ ของประเทศ ในขณะที่กรุงเทพมหานครก็วิกฤติเช่นเดียวกัน เพราะมี การกระจุกตัวของผู้สูงอายุอยู่มากกว่า ๑,๒๐๐,๐๐๐ คน จึงไม่เป็นที่แปลกใจว่าทำไมญัตตินี้ ถึงมีการพยายามพูดถึงการศึกษา ปัญหาการดูแลผู้สูงอายุในชุมชนแออัด🔗

ส่วนในด้านของสุขภาพครับ การอยู่อาศัยและรายได้ของผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุ ส่วนมากมีแนวโน้มในการประเมินด้านสุขภาพของตนเองในทิศทางที่ไม่ดีอย่างต่อเนื่อง หมายความว่าผู้สูงอายุเขามีการประเมินตนเองครับว่า สุขภาพร่างกายของเขาไม่ดีในหลายปี ที่ผ่านมาและต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ในขณะที่ด้านการอยู่อาศัย ผู้สูงอายุก็มีแนวโน้มที่จะอยู่ตาม ลำพังมากขึ้น โดยมีรายได้หลักจากการพึ่งพิงเบี้ยยังชีพ สวนทางกับรายได้ที่ได้รับจาก บุตรหลานของเขาเองที่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ท่านประธานครับ หากเราวัดสัดส่วน ความยากจนจากดัชนีความยากจนหลากมิติ หรือ Multidimensional Poverty Index หรือ MPI ซึ่งเป็นการวัดระดับความยากจนที่ไม่ได้พิจารณาเพียงแค่ด้านรายได้ แต่จะเป็น การพิจารณารวมทั้งด้านการศึกษา การใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพ ด้านความเป็นอยู่ และด้าน ความมั่นคงทางการเงิน จะพบว่าผู้สูงอายุก็เป็นกลุ่มคนที่มากที่สุดถึง ๓๗ เปอร์เซ็นต์ของคนจน หลากมิติทั้งประเทศ และเป็นกลุ่มคนที่ยากจนที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงวัยอื่น ๆ โดยจะถูกจัดอยู่ ในระดับที่ ๑๘.๑ เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศที่อยู่ที่ ๑๑.๖ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ จากการที่ผมได้ลงพื้นที่ที่จังหวัดอุตรดิตถ์ สิ่งที่ผมพบเจอนั้น เป็นสิ่งที่ผม เชื่อว่าพี่น้องในสมาชิกหลาย ๆ ท่านก็ประสบพบเจอไม่ต่างกัน นั่นก็คือปัญหาด้านสุขภาพ ของผู้สูงอายุ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นผู้สูงอายุที่มีสุขภาพสูญเสียทั้งร่างกายและจิตใจ มีทั้งโรคภัย และไข้เจ็บต่าง ๆ จำเป็นที่จะต้องมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณ แล้วก็ให้กำลังใจ ทั้งคุณหมอ พยาบาล แล้วก็พี่น้อง อสม. ทั้งประเทศที่เสียสละมาดูแลในส่วนนี้ด้วย มาดูที่ สถิติเรื่องของผู้พิการครับท่านประธาน ผู้พิการในประเทศไทยมีจำนวนประชากรมากกว่า ๒,๒๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งเมื่อแบ่งตามช่วงอายุเกินครึ่งของผู้พิการก็อยู่ในสัดส่วนของผู้สูงอายุ อีกเช่นเดียวกัน โดยส่วนมากก็จะเป็นผู้พิการด้านการเคลื่อนไหวกว่า ๕๑.๕๗ เปอร์เซ็นต์🔗

ท่านประธานครับ จากข้อมูลที่ผมอภิปรายไปทั้งหมด ทำให้เห็นถึง ความสำคัญที่เราต้องใส่ใจครับ ในเรื่องการดูแลเด็กที่เรามีอัตราการเกิดที่ติดลบ สัดส่วน ของผู้สูงอายุที่มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนใกล้ที่จะเป็น ๑ ใน ๓ ของประชากรทั้งประเทศ ในอีก ๒ ทศวรรษที่กำลังจะมาถึง รวมถึงเมื่อพิจารณาด้านผู้พิการ ก็เป็นผู้สูงอายุอีก เช่นเดียวกันที่มีจำนวนมากกว่าครึ่ง นี่แสดงให้เห็นครับว่า หากเรายังไม่มีการศึกษาและหา แนวทางแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม วิกฤติปัญหาต่าง ๆ จะทยอยตามมา อีกมากมาย เราจำเป็นที่จะต้องใส่ใจเรื่องนี้อย่างมากครับ เพื่อทำให้ประเทศไทยของเรามี สังคมที่น่าอยู่ และรองรับต่อการดำรงชีวิตของคนทุกกลุ่ม ทุกสภาพ ทุกเพศ และทุกวัย ผมจึงขอสนับสนุนให้สภาของเรามีส่วนร่วมในการช่วยกันหาทางออกของปัญหานี้ และทำให้ แน่ใจว่าเราจะพัฒนาประเทศไปข้างหน้า โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ขอบพระคุณครับ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธาน สภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณวีรภัทร คันธะ ครับ🔗

นายวีรภัทร คันธะ สมุทรปราการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วีรภัทร คันธะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ อำเภอพระประแดง จากพรรคประชาชน ท่านประธานครับ ผมขอเริ่มด้วยคำกล่าวของมหาตมะคานธี (Mahatma Gandhi) ว่า การวัดความเข้มแข็งของสังคมไม่ได้วัดจากการปฏิบัติตน ต่อผู้มีอำนาจ แต่วัดจากการปฏิบัติต่อผู้ที่เปราะบางที่สุด ท่านประธานครับ ปัจจุบัน ประเทศไทยเรานี้มีชุมชนแออัดอยู่เป็นจำนวนมากแล้วก็มีกลุ่มผู้ที่อยู่อาศัยอยู่ในชุมชนแออัด หลากหลายเพศ หลากหลายวัย อย่างเช่น วัยทำงาน วัยเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ซึ่งทุกคน ต่างต้องเผชิญกับปัญหาความยากจน นำไปสู่ปัญหาทางอ้อม เช่น ปัญหาความรุนแรง ในครอบครัว อาชญากรรม ยาเสพติด สุขอนามัย ปัญหาหนี้สิน หลาย ๆ ท่านอาจบอกครับว่า ปัจจุบันรัฐบาลก็มีการออกกฎหมายมารองรับกลุ่มเปราะบางแล้ว อย่างเช่น เงินอุดหนุน เด็กแรกเกิด เบี้ยคนพิการ เบี้ยผู้สูงอายุ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดีครับ แต่ในความเป็นจริงครับ ท่านประธาน เรียนตามตรงว่าสวัสดิการที่มีในปัจจุบันไม่ได้ตอบโจทย์เลยครับ เพราะสุดท้าย ภาระหน้าที่ก็ต้องตกไปอยู่กับกลุ่มคนวัยทำงานที่เรียกว่า The แบก หรือว่า Sandwich Generation ซึ่งบางคนเป็นทั้งพ่อทั้งแม่ของเด็ก หรือในขณะเดียวกันก็เป็นลูกที่มีหน้าที่ ต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ ซึ่งในสังคมไทยเราตอนนี้ก็ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัวแล้ว ก็เท่ากับว่าคนทำงานต้องแบกรับภาระทั้งสอง บางครอบครัวเจอศึกหนัก ก็คือการรับมือกับ สมาชิกในครอบครัวที่มีร่างกายพิกลพิการ ดังนั้นกลุ่มคน Sandwich Generation จึงพบกับ ความกดดันหลายด้าน แล้วก็ในขณะเดียวกัน กลุ่ม Sandwich เหล่านี้เราต้องเตรียม ความพร้อมให้กับตัวเอง แล้วก็กังวลถึงอนาคตในวันที่ตัวเองต้องเข้าสู่วัยเกษียณ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องสุขภาพ เรื่องความมั่นคงทางการเงิน เพื่อไม่ให้ตนเองลำบากในบั้นปลายชีวิต อาจเป็น เรื่องที่ยาก ในการวางแผนทุก ๆ ด้านให้สมาชิกทุกคนในครอบครัว เพราะว่าสวัสดิการของรัฐ ไม่ได้ครอบคลุมมากพอ ท่านประธานครับ ปัญหาที่ The แบกก็ต้องพบ ก็คือปัญหาการดูแล เด็ก ท่านทราบไหมครับว่า ๓ ปีที่ผ่านมาอัตราการเกิดเหลือเฉลี่ยปีละ ๕๐๐,๐๐๐ คน แต่อัตราการเกิดที่เพิ่มขึ้นกลับเป็นอัตราการเกิดจากคุณแม่วัยใสแทนครับท่านประธาน ซึ่งจากข้อมูลของโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ไตรมาส ๒ เดือนมกราคม ถึงมีนาคม ๒๕๖๗ ระยะเวลา ๓ เดือน มีคุณแม่วัยใสขอรับเงินอุดหนุนเลี้ยงดูเด็กกว่า ๓๔๖,๐๕๙ คน การมีจำนวนคุณแม่วัยใสที่เยอะขึ้นจะส่งผลต่อปัญหาการเลี้ยงดูเด็กครับ เพราะคุณแม่ขาดความรู้และประสบการณ์ ซึ่งจากผลพวงในการที่ต้องลาออกจากโรงเรียน กลางคันมาเพื่อเลี้ยงดูลูก โจทย์ยากที่คุณแม่วัยใสต้องเจอ ก็คือเขาต้องทำงานไปพร้อม ๆ กับ การเลี้ยงดูเด็กที่เพิ่งเกิด แล้วจะทำให้เด็กเหล่านี้เติบโตมาให้มีคุณภาพได้อย่างไร นี่ก็เป็น ปัญหาสังคมเช่นเดียวกันครับ ดังนั้นแล้วเด็กก็ควรจะเกิดจากพ่อแม่ที่มีความพร้อม ด้านความรู้และความมั่นคงทางการเงิน ซึ่งก็เป็นโจทย์ของกลุ่ม Sandwich Generation ดังนั้นแล้ว เราก็ควรมีสวัสดิการดูแลเด็กให้กับกลุ่มวัยทำงานที่มีความรู้ด้านนี้ เช่น สวัสดิการ การลาหยุดสำหรับพ่อแม่มือใหม่ที่ยาวนาน แล้วก็ได้รับเงินสนับสนุนที่สมเหตุสมผล การที่มี เงินสนับสนุนครอบครัวที่มีบุตรช่วยลดภาระทางการเงินให้กับครอบครัว ศูนย์ดูแลเด็กเล็ก ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลในค่าใช้จ่ายที่ต่ำหรือว่าฟรี แล้วก็มีมาตรฐานที่ปลอดภัยครับ🔗

ประเด็นต่อมาครับท่านประธาน ผู้พิการหรือผู้ป่วยติดเตียงในพื้นที่แออัด ไม่มีบัตรคนพิการ แล้วก็กระบวนการทางสาธารณสุขมีไม่เพียงพอ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสวัสดิการ ที่คนพิการและผู้ป่วยติดเตียงควรได้รับอย่างยิ่ง ท่านครับ ผมคิดว่าสวัสดิการเหล่านี้ควรเอื้อ ให้กับกลุ่มผู้เปราะบางในสภาพแวดล้อมเหล่านี้ การนำผู้พิการออกจากพื้นที่ชุมชนแออัด และการผลักดันให้ผู้พิการได้ใช้ชีวิตในสังคมอย่างเท่าเทียมกัน เป็นเรื่องที่สมควรพิจารณา ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งสวนทางกับเบี้ยเลี้ยงคนพิการเดือนละ ๘๐๐-๑,๐๐๐ บาท ต่อเดือน ที่คนพิการได้รับในปัจจุบัน การนำผู้พิการออกจากพื้นที่ก็กลายเป็นความรับผิดชอบ อีกแล้วของกลุ่ม Sandwich อีกเช่นเคยครับ ผมยกตัวอย่าง สวัสดิการของสหรัฐอเมริกา ที่มีชื่อว่า Americans with Disabilities Act หรือ ADA ซึ่งรับประกันว่าทุกคนจะมีโอกาส เท่าเทียมกันในการมีส่วนร่วม ซึ่งคุ้มครองใครบ้าง ๑. ปกป้องคนพิการในสถานที่ทำงาน ปกป้องคนพิการในสถานที่สาธารณะ คุ้มครองคนพิการเมื่อใช้บริการขนส่งสาธารณะ กฎหมายนี้ได้ประโยชน์ทั้งบุคคลทุพลภาพและกลุ่ม The แบก ซึ่งกฎหมายนี้เราต้องมั่นใจว่า ใช้ได้จริง ไม่ใช่กฎหมายที่ออกมา แต่กลุ่มผู้เปราะบางก็ยังโดนเลือกปฏิบัติอยู่เช่นเดิม🔗

ประเด็นสุดท้าย ผู้สูงอายุในพื้นที่ชุมชนแออัด บ่อยครั้งที่ผมลงพื้นที่นำของ ฝากไปให้ผู้สูงอายุ ก็คือการประสานหน่วยงานเอกชน นำของมือสองที่เขาบริจาคไปแล้ว ก็คือกลุ่ม Wheelchair แล้วก็ไม้เท้าช่วยพยุง หลายคนก็นำเสนอว่าอยากให้มีรถรับส่ง ผู้สูงอายุไม่ใช่แค่กรณีฉุกเฉิน แต่บ่อยครั้งที่ผู้สูงอายุจะต้องไปพบแพทย์ตามนัด ซึ่งการเดินทางออกจากชุมชนแออัดล้วนมีค่าใช้จ่ายที่กลุ่ม The แบกต้องแบกรับอยู่เสมอ ในกรุงเทพฯ มีโครงการ Taxi Wheelchair ส่วนผมในฐานะ สส. อำเภอพระประแดง ก็เห็นด้วยกับโครงการนี้ แต่จะดีกว่านี้มากหากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงสาธารณสุข พม. ร่วมกันพิจารณาโครงการนี้ ให้เป็นสวัสดิการที่มีอยู่ในพื้นที่ชุมชนแออัดทั่วประเทศครับ🔗

สุดท้ายครับท่านประธาน ผมเคยกล่าวไว้เกี่ยวกับปัญหายาเสพติดในชุมชน แออัด คำถามคือ ทำไมยาเสพติดถึงแพร่ระบาดง่ายมากในชุมชนแออัด ซึ่งมีกลุ่มเปราะบาง อยู่เยอะ ผมจะตอบให้ครับว่า เยาวชนในชุมชนแออัดมีทรัพยากรที่จำกัดและมักขาดโอกาส ในการเข้าถึงการศึกษา แล้วก็การฝึกฝนทักษะที่จำเป็นในการหางานที่ดี ซึ่งทั้งหมดนี้ ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มโอกาสให้เยาวชนหันไปสู่ยาเสพติด เพื่อหาทางออกอย่างรวดเร็ว ชุมชนที่ขาดการสนับสนุนจากภาครัฐในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ก็จะทำให้ สถานการณ์เลวร้ายลง ดังนั้นแล้วการเพิ่มความเข้มแข็งให้กับกลุ่มเปราะบางในชุมชนแออัด สนับสนุน Sandwich Generation ทางด้านเศรษฐกิจและสังคม เช่น การเสริมสร้างงานที่มี รายได้อย่างเพียงพอ ให้การศึกษาและการดูแลสุขภาพจิต รวมถึงการสร้างชุมชนที่มี ความเข้มแข็งและมีการสนับสนุนจากภาครัฐในการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน ย้ำนะครับ ต้องทำอย่างยั่งยืนจริง ๆ นะครับ ผมขออนุญาตเป็นตัวแทนของกลุ่มคนวัย The แบก ที่จะต้องแบกรับภาระความรับผิดชอบในการดูแลเยาวชนให้เติบโตมาอย่าง มีคุณภาพ ดูแลพ่อแม่ผู้สูงวัยด้วยความรักและอยากทดแทนบุญคุณ อยากให้รัฐบาลช่วย พิจารณาสวัสดิการสำหรับกลุ่มเปราะบางในชุมชนแออัด เพื่อแบ่งเบาภาระกลุ่ม Sandwich Generation และเพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกลุ่มเปราะบางเหล่านี้ด้วยครับ การที่เรา ดูแลกลุ่มเปราะบางคือการสร้างสังคมที่ยุติธรรมและเท่าเทียมครับ ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอฝ่ายค้าน อีก ๑ ท่านหนึ่งนะครับ คุณธัญธร ธนินวัฒนาธร ครับ🔗

นายธัญธร ธนินวัฒนาธร กรุงเทพมหานคร

เรียนประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม ธัญธร ธนินวัฒนาธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ผู้แทนของชาวบางแค ภาษีเจริญ อดีตพรรคก้าวไกล ปัจจุบันพรรคประชาชน🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายธัญธร ธนินวัฒนาธร กรุงเทพมหานคร

ผมขอใช้โอกาสนี้อภิปราย สนับสนุนญัตติศึกษาปัญหาการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการในชุมชนแออัด ซึ่งเป็นปัญหาที่มี แนวโน้มที่จะรุนแรงสูงขึ้นในอนาคตอันใกล้ และส่งผลกระทบต่อประชาชนกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะในสังคมเมืองใหญ่และชุมชนแออัด จากการที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย โดยสมบูรณ์ มีผู้สูงอายุถึง ๑๓ ล้านคน คิดเป็น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ของประชากรทั้งหมด และจะเพิ่มมากขึ้นกว่านี้อีกในปี ๒๕๗๓ ในขณะที่อัตราการเกิดก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สัดส่วนประชากรวัยแรงงานลดลง แล้วก็เพิ่มภาระผู้ดูแลผู้สูงอายุและเด็ก เศรษฐกิจ ก็ชะลอตัว และยังมีช่องว่างทางเทคโนโลยีอีกที่เป็นกระแสความเปลี่ยนแปลงระดับโลก ที่ไทยจะต้องเผชิญอยู่ครับ ผมพบทั้งเด็กที่มีการขาดโอกาสทางการศึกษา บ้างก็อดมื้อ กินมื้อ หลายคนก็ต้องเผชิญปัญหาเรื่องความรุนแรงภายในครอบครัวและสภาพแวดล้อมที่อาศัย อยู่โดยรอบ หรือการถูกทอดทิ้งจากปัญหาการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม แล้วก็ผู้สูงอายุหลายท่าน ที่ไม่มีลูกหลานดูแล ขาดแคลนอาหาร ขาดยารักษาโรค และสิ่งอำนวยความสะดวก ในชีวิตประจำวัน ผู้พิการก็ขาดโอกาสในการประกอบอาชีพ การเข้าถึงการศึกษาและการเข้าถึง บริการสาธารณะ จากสไลด์นี้ก็เป็นผู้พิการในชุมชน บ้านของเขาและครอบครัวก็อยู่ในสภาพ ทรุดโทรม ฝนตกก็ต้องหาที่หลบ อยู่กัน ๕ คน ผู้พิการ ๓ คน เด็ก ๑ คน ลำพังค่าอาหาร สำหรับ ๕ ท้อง ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับแต่ละวันเลยด้วยซ้ำ อย่าหวังเรื่องการมีเงินไปปรับปรุง บ้านเลยครับ🔗

สไลด์ถัดมาครับ รูปด้านซ้ายก็เป็นบ้านผู้สูงอายุทางเดินไม้ซีกเล็ก ๆ ถ้าเป็น ผู้ป่วยก็เข้าออกลำบากมาก กว้างแค่ ๔๐ เซนติเมตร สำหรับคนทั่วไปก็ลำบากมาก ผู้พิการ ยิ่งลำบากกว่านี้มาก ๆ และนี่คือปัญหาที่ยิ่งสะท้อนความเหลื่อมล้ำและหนักข้อขึ้นทุกวัน จากการประสานกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อช่วยเหลือ ท่านก็ให้ความร่วมมืออย่างดีมาก ครอบครัวบางที่หลังคารั่วก็ตอบรับอย่างดี ขอชื่นชม การทำงานของ พอช. กับกระทรวง พม. ที่มีโครงการบ้านพอเพียงเป็นแนวทางหนึ่ง ในการแก้ไขปัญหา โดยมุ่งเน้นการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม มีส่วนร่วมด้วยกันของคน ในชุมชน แต่โครงการนี้ก็มีข้อจำกัดอยู่ครับ กรอบวงเงินที่เอามาให้ใช้ได้แค่หลังละ ๒๐,๐๐๐ บาทเท่านั้นครับ ด้วยเงินจำนวนนี้ ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะสร้างบ้านได้ทั้งหลัง ทั้งค่าแรงคนงาน วัสดุอุปกรณ์ จากตัวอย่างที่กล่าวมา เงินเก็บที่เขามีอยู่ก็ไม่เพียงพอ จนสุดท้ายก็บานปลายอยู่ดีครับ และการซ่อมบ้านแต่ละครั้ง บางทีซ่อมหลังคาก็กระทบพื้น อยู่ดีครับ พื้นก็พังไปด้วย แล้วใครล่ะที่จะมาซ่อม เขาให้เงินมานะครับ ก็ต้องไปหาอยู่ดีว่า จะเลือกช่างที่ไหน🔗

สไลด์ถัดไป ผมขอเสนอว่าควรมีการศึกษาเพื่อผลักดันเพดานการให้เงิน สนับสนุนกับชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการนี้ ให้สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงนะครับ จากในตัวอย่างนี้ก็เป็นบ้านประชาชนในเขตของผม ด้านซ้ายคือปรับปรุงแล้ว ได้รับเงินมา ช่างแจ้งว่าทำได้แค่พื้น หลังคาทำไม่ได้ ผมกับ สส. ทิสรัตน์ เลาหพล ก็เรี่ยไรกันเอง รูปกลางก็นำไปก่อสร้างบ้านขึ้นใหม่ให้ แล้วภาพขวาก็เป็นโถส้วมสำหรับผู้สูงอายุที่อยู่ใน สภาพก่อนซ่อมแซม ก็เสี่ยงหกล้มมาก ไม่ถูกหลักอนามัยเลยครับ🔗

สไลด์สุดท้าย ก็เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า กลุ่มอาสาสมัครในพื้นที่เอง ไม่ว่าจะเป็น อพม. อสส. หรือผู้นำชุมชน สภาองค์กรชุมชน ก็ไม่ได้มีการรวมตัวและทำงาน กันอย่างเข้มแข็งเหมือนกันในทุกพื้นที่ ส่งผลให้ไม่สามารถดูแลช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ได้อย่างทั่วถึง มิหนำซ้ำช่องทางการใช้สิทธิภาครัฐบางอย่างก็ยากต่อการเข้าถึงด้วยข้อจำกัด ทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นผู้ป่วยติดเตียง ผู้พิการ และผู้สูงอายุ ก็ยิ่งซ้ำเติมปัญหานี้ เบี้ยผู้สูงอายุในส่วนของคุณสมบัติ (๔) ที่บอกว่าเป็นผู้ไม่มีรายได้หรือมี รายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพตามที่คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ตามกฎหมายว่าด้วย ผู้สูงอายุกำหนด คำถามนี้ก็ควรย้อนกลับไปที่กระทรวงมหาดไทย คือการพิจารณาว่ารายได้ เพียงพอต่อการยังชีพหรือไม่นั้น พิจารณาจากอะไร ด้วยหลักเกณฑ์ใด ทำไมผู้สูงอายุยังต้อง เข้ารับการพิจารณาในเรื่องดังกล่าวอีก ทั้งที่ทุกคนสมควรได้รับเบี้ยยังชีพในฐานะผู้เสียภาษี ชาวไทยอย่างเท่าเทียมกัน ผมจึงขอฝากท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิกในคณะกรรมาธิการ การสวัสดิการสังคม ที่จะรับเรื่องนี้ไปทำต่อ ไปพิจารณาศึกษาและร่วมกันผลักดันให้เกิด รัฐสวัสดิการถ้วนหน้าขึ้นในประเทศไทย ให้ครอบคลุมการดูแลพี่น้องประชาชนทุกคน และมีระบบที่เข้มแข็ง ยั่งยืน แก้ปัญหาได้ตรงจุดกว่านี้ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ ครับ🔗

นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ขออภิปรายในญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาปัญหาการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการในชุมชนแออัดค่ะ ดิฉันเห็น ความสำคัญของญัตตินี้ ไม่เพียงแต่จะสร้างหลักประกันเสริมเพิ่มแนวทาง เพื่อให้รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปพิจารณาดำเนินนโยบายสู่การปฏิบัติ ท่านประธานคะ ดิฉันขอฉายภาพให้ท่านประธานเห็นว่าปัญหาการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ซึ่งเป็น ประชากรกลุ่มเปราะบางเหล่านี้ควรได้รับการคุ้มครองนั้น มันไม่ใช่แค่ปัญหาของคนชายขอบ เล็ก ๆ เท่านั้นนะคะ แต่มันกำลังจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่จะส่งผลกระทบในอนาคตต่อ สังคมไทย ขอสไลด์แผ่นที่ ๑ ด้วยค่ะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

ถ้าเราอ้างอิงข้อมูล จากกรมกิจการเด็กที่เปิดเผยตัวเลขเด็กและเยาวชนปี ๒๕๖๖ เราจะพบว่ามีเด็กและเยาวชนไทย กว่า ๑๙,๓๕๗,๐๐๐ คน หรือคิดเป็นร้อยละ ๒๙.๓๑ ของประชากร นอกจากนี้พอมาดูชีวิต ของผู้สูงอายุกันบ้าง เราก็พบว่าจากกรมกิจการผู้สูงอายุล่าสุดเหมือนกันค่ะ มีจำนวน ผู้สูงอายุในประเทศถึง ๑๓ ล้านคน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ ๒๐.๘ ของประชากรไทยทั้งหมด นอกจากนี้กรมส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนพิการยังได้บอกจำนวนคนพิการ ในประเทศไทยทั้งหมดว่ามีกว่า ๒,๑๐๐,๐๐๐ คน อันนี้คือที่มีการสำรวจนะคะ แต่อาจจะมี การตกสำรวจอยู่กว่า ๒ ล้านคน ท่านประธานคะ เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการทั้ง ๓ กลุ่มนี้ ต่างเป็นกลุ่มเปราะบางที่ควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษค่ะ แต่ที่ดิฉันต้องการเจาะปัญหาให้ลึก ไปกว่านั้นก็คือ ความเปราะบางในกลุ่มเปราะบางเหล่านี้ คือสภาวะของความยากจนค่ะ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นจากผลกระทบของเศรษฐกิจที่ซบเซามาหลายปี และอาจกล่าวได้ว่า มันกลายเป็นความเปราะบางที่ซ้ำซ้อน รายงานความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาชี้ชัดค่ะ ปี ๒๕๖๖ ว่าเด็กที่อยู่ใต้เส้นความยากจนมีสูงถึง ๒.๘ ล้านคน ทั้ง ๆ ที่ ๓ ปีที่แล้ว ก็คือ ปี ๒๕๖๓ ตัวเลขยังไม่แตะหลักล้านด้วยซ้ำ ซึ่งสะท้อนว่าโควิดส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันต้องการย้ำให้เห็นว่ารายได้คือปัจจัยที่สำคัญที่นำไปสู่ การจัดสรรทรัพยากรเพื่อการดูแลกลุ่มเปราะบางเหล่านี้ ยิ่งเมื่อมีความต่างเปรียบเทียบ ระหว่างรายได้ระหว่างคนจนที่สุดกับคนรวยที่สุด เราจะเห็นค่ะ กลุ่มคนจนที่สุดมีรายได้เฉลี่ย ต่อเดือนเพียง ๑๑,๐๐๐ บาทต่อคนต่อครัวเรือน ในขณะที่กลุ่มคนที่รวยที่สุดมีรายได้ ๕๗,๐๐๐ บาท หรือต่อเดือนต่อครัวเรือน ดังนั้นรายได้ที่แตกต่างมีผลต่ออะไรคะ ท่านประธาน รายได้ที่แตกต่างมีผลต่อโอกาสในการเลือกสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยค่ะ มันก็จะจำกัดตามไปด้วย จึงกลายเป็นเรื่องปกติที่ชุมชนในเขตเมืองใหญ่ ๆ จะมีชุมชนแออัด เนื่องจากมีพื้นที่จำกัด และสิ่งเหล่านี้เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เอื้อต่อการใช้ชีวิตของเด็ก ผู้พิการ หรือแม้กระทั่งผู้สูงอายุเลย ท่านประธานคะ ดิฉันเคยไปชุมชนคลองเตยค่ะ คลองเตย เป็นชุมชนที่มีสภาพความแออัดสูง มีช่องทางเล็ก ๆ ดังนั้นการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ ของกลุ่มเปราะบางเหล่านี้จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย มากไปกว่านั้นอีกมุมหนึ่งหลายคนอาจจะ มองข้ามสิ่งที่ดิฉันเห็นความสำคัญ และต้องหยิบยกมาพูดก็คือว่า ผลกระทบจากความแออัดนี้ มันจะส่งผลสร้างปัญหาต่อสังคมใน ๓ เรื่องหลัก ๆ ค่ะ🔗

ข้อแรก ปัญหาของสุขภาพกายและใจของกลุ่มผู้เปราะบางในชุมชนแออัด จะสร้างภาระทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขในระยะยาว เมื่อปี ๒๕๖๖ พบว่ารัฐต้องใช้เงินกว่า ๘๗,๕๘๐ ล้านบาทต่อปี ในการดูแลผู้สูงอายุที่มีสภาวะ พึ่งพิงเหล่านี้🔗

อันที่ ๒ ปัญหาของความแออัดเหล่านี้ อาจจะส่งผลให้เกิดยาเสพติดและ ความรุนแรง ก่อให้เกิดอาชญากรรมที่สูงขึ้น ซึ่งนำไปสู่ความไม่ปลอดภัยในสังคม🔗

และสุดท้าย เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ เพราะการที่เด็ก ๆ ในชุมชนแออัดไม่สามารถเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพได้ ก็จะทำให้ประเทศสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ ท่านประธานคะ จริงอยู่ที่ญัตตินี้มุ่งเน้นไปที่พื้นที่ ชุมชนแออัดบางส่วน ซึ่งมีอยู่เพียงแต่ในกรุงเทพฯ แต่วันนี้ชุมชนแออัดขยายตัวอยู่ใน เมืองใหญ่ทั้งหมด ดิฉันจึงหวังว่าสภาผู้แทนราษฎรของเราจะใช้โอกาสในการพิจารณาญัตตินี้ขยายกรอบ ของการศึกษาให้กว้างทั้งประเทศและให้ครอบคลุมถึงกลุ่มเปราะบางที่มีโอกาสด้วยค่ะ และ Model ของความสำเร็จที่น่าจะหยิบยกมาพูดก็คือ สิงคโปร์ สิงค์โปร์เคยมีโครงการ Housing Development Board เพื่อสร้างให้ผู้มีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัยผ่านกองทุนสำรอง เลี้ยงชีพ ช่วยให้ประชาชนสามารถซื้อบ้านได้ด้วยตนเอง แนวทางเหล่านี้อาจจะเป็นไปได้ยาก เพราะมีค่าใช้จ่ายที่รัฐบาลต้องลงทุนสูง แต่ก็เป็นสิ่งที่ดิฉันควรสื่อสารเพื่อให้เราสามารถ มีแนวทางในการแก้ไขปัญหานี้ หมดเวลาของการเรียกประชากรกลุ่มเปราะบางเหล่านี้ ว่าเป็นกลุ่มชายขอบแล้วค่ะ ถึงเวลาที่สภาผู้แทนราษฎรจะเปิดทางให้การศึกษาจริงจัง เกี่ยวกับการสร้างเกราะ เสริมแกร่ง ให้กับกลุ่มเปราะบาง ให้เป็นประชากรที่ไม่ถูกทิ้งไว้ ข้างหลัง สร้างความหวังให้ทุกลมหายใจในประเทศให้มีชีวิต มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี และมีรายได้ ไปพร้อม ๆ กัน ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณสิริลภัส กองตระการ ครับ🔗

นางสาวสิริลภัส กองตระการ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานสภา ดิฉัน สิริลภัส กองตระการ ผู้แทนราษฎรจากบางกะปิ วังทองหลาง กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชนค่ะ วันนี้ดิฉันก็ขอสนับสนุนในการตั้งญัตติที่ท่าน สส. เอกราช อุดมอำนวย แล้วก็เพื่อนสมาชิกได้ยื่นเข้ามา ก่อนอื่นเลยเราต้องมานิยามคำว่า ชุมชนแออัด ก่อนนะคะ ตามเอกสารประกอบการพิจารณาก็บอกว่า ชุมชนแออัดคือชุมชนที่มีลักษณะบ้านเรือน หนาแน่น ไร้ระเบียบ ชำรุด ทรุดโทรม และประชาชนอยู่อย่างแออัด มีสภาพแวดล้อม ไม่เหมาะสม อันเป็นอันตรายต่อสุขอนามัย และความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย ในพื้นที่ เขตบางกะปิ วังทองหลางของดิฉันเอง ก็มีหลายชุมชนที่เข้าข่ายว่าจะเป็นชุมชนแออัด แล้วดิฉันก็เห็นว่าควรจะต้องมีการดูแลจากภาครัฐในมิติต่าง ๆ ดังนี้🔗

ประเด็นแรก เรื่องของเส้นทางสัญจรในชุมชน จากที่ดิฉันได้ลงพื้นที่ ดิฉันและทีมงานมีความเห็นว่าหลาย ๆ ชุมชนมีปัญหาคล้ายกันเลย นั่นก็คือเส้นทางสัญจร ในชุมชน🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นางสาวสิริลภัส กองตระการ กรุงเทพมหานคร

ชุมชนส่วนใหญ่ที่ดิฉัน ไปลงก็คือชุมชนริมคลองค่ะ ท่านประธานเห็นไหมคะว่า เส้นทางสัญจรมันก็ชำรุดอยู่หลายที่ มีพื้นที่ไม่สม่ำเสมอกัน การใช้เส้นทางสัญจรของชุมชนก็เป็นไปอย่างยากลำบาก ท่านประธาน ลองนึกภาพดูนะคะว่า สมมุติถ้าเกิดเราซื้อเตียง หรือซื้อตู้ หรือว่าซื้อเครื่องซักผ้าใหญ่ ๆ มา มันจะขนย้ายเข้าบ้านกันยากขนาดไหน อันนี้สำหรับคนที่มีกำลังยกของนะคะ แต่ท่านประธาน ลองคิดดูค่ะว่าสำหรับผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยติดเตียงที่ต้องมีการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย หรือว่า นำผู้ป่วยไปหาหมอจะเดินทางยากลำบากขนาดไหน ถ้าเกิดเป็นรถเข็น Wheelchair ก็ยังจะ พอถู ๆ ไถ ๆ ช่วยกันยกได้ แต่ถ้าเกิดว่าเป็นเตียงผู้ป่วยติดเตียงขนาดใหญ่ ดิฉันก็คิดภาพ ไม่ออกจริง ๆ ว่าเขาจะเคลื่อนย้ายกันอย่างไร ไม่นับเรื่องของสุขอนามัย เรื่องของการบริหาร จัดการขยะ บางชุมชนก็มีการบริหารจัดการขยะที่ดี ลากออกมาอยู่ในพื้นที่ที่เขตจัดตั้งไว้ให้ แต่บางชุมชนก็ไม่ได้มีการจัดการบริหารขยะที่ดีขนาดนั้น ก็ทิ้งลงใต้ถุนบ้านลงไป ก็เป็นน้ำขัง แบบนี้ สุดท้ายแล้วเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรค เพาะพันธุ์ยุง ไม่สามารถสร้างสุขอนามัยที่ดี ให้กับคนในชุมชนได้🔗

ประเด็นถัดมา เรื่องของความปลอดภัย เมื่อเกิดกรณีไฟไหม้ขึ้นมา ดิฉันก็เคย ได้อภิปรายไปแล้วตอนที่ สส. ปารเมศ ยื่นญัตติด่วน เรื่องไฟไหม้เข้ามาว่า จริง ๆ แล้วมันควร ที่จะต้องมีเส้นทางที่จะให้รถดับเพลิง หรือรดน้ำเข้าไปถึงได้ทันท่วงที เพราะอะไรคะ เพราะว่า บ้านที่อยู่ในชุมชนแออัด เขาปลูกติด ๆ กัน เมื่อเกิดต้นเพลิงแล้วมันจะสามารถลุกลามได้ไว มาก ๆ ถ้าเกิดว่าเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าไปได้ทันความเสียหายก็เกิดขึ้นมากเช่นเดียวกันค่ะ🔗

ประเด็นถัดไปที่ดิฉันไม่พูดถึงไม่ได้เลย ก็คือเรื่องประเด็นสุขภาพจิต ของผู้สูงอายุและผู้พิการ เรื่องนี้เราต้องมองใน ๓ ปัจจัยด้วยกันค่ะ เรื่องสุขภาพจิตก็คือ เรื่องของกายภาพ สังคม แล้วก็จิตวิทยา ๓ ปัจจัยนี้ในชุมชนแออัดมันค่อนข้างที่จะไม่ค่อย เอื้ออำนวยให้คนมีสุขภาวะจิตที่ดี อย่างเช่น ผู้สูงอายุที่ติดบ้านก็ไม่ได้มีพื้นที่ในการออกไปทำ กิจกรรมในการกระตุ้นร่างกาย ในการกระตุ้นสมอง ทำให้พวกเขารู้สึกเบื่อหน่าย โดดเดี่ยว อาจจะมีความเครียด กังวล หรือซึมเศร้าได้ อาจจะเป็นโรคอัลไซเมอร์ด้วยก็ได้ และโรคซึมเศร้า โรคเครียดเหล่านี้ เป็นสาเหตุหนึ่งของการฆ่าตัวตาย ซึ่งเป็นสถิติที่น่าตกใจนะคะท่านประธาน สถิติการฆ่าตัวตายสำเร็จสูงที่สุดอยู่ในวัยสูงอายุนะคะ หรือผู้พิการติดเตียงที่ขาด การปฏิสัมพันธ์กับทางสังคม ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาสุขภาวะทางจิตใจ กลายเป็น ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าได้เช่นเดียวกัน รวมไปถึงสุขภาพจิตเด็ก ๆ ที่อยู่ในชุมชนที่ไม่ได้มีพื้นที่ ในการออกกำลังกาย ไม่มีพื้นที่ในการปลดปล่อยพลังงาน หรือความคิดสร้างสรรค์ของเขา มันก็เสี่ยงที่เขาจะมีสุขภาวะทางจิตที่แย่ลง และผลงานวิจัยชี้ออกมาแล้วค่ะว่า คนที่มีปัญหา ด้านสุขภาพจิตมีความเสี่ยงที่จะเข้าไปเสพติดอะไรบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเกม เสพติด การเล่นการพนัน หรือที่สำคัญในปัจจุบันนี้ ก็คือการเสพติดยาเสพติดนั่นเอง ซึ่งมาดูในข้อมูล นี่ขนาดในกรุงเทพมหานครนะคะ ดิฉันเคยอภิปรายไปแล้ว เรื่องของจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ที่มีการกระจุกตัว ในกรุงเทพมหานครมีเยอะมาก แต่วัยรุ่นหรือเด็กมีภาวะที่เป็นซึมเศร้า อายุน้อยลงทุกที ทุกที นี่ไม่นับที่อื่นที่มีชุมชนแออัดอยู่ทั่วประเทศ บางที่จิตแพทย์เด็ก และวัยรุ่นยังไม่มีเลยค่ะ🔗

อีกประเด็นหนึ่ง ที่ดิฉันพูดถึงแล้วว่ามันมีความเสี่ยงที่จะก่อให้เด็ก ๆ เข้าไปสู่ วงจรของการติดยาเสพติดใช่ไหมคะ อีกหนึ่งประเด็นเลย ก็คือการดูแลสวัสดิภาพของเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการที่อยู่ในชุมชน เพราะอะไรคะ ในชุมชนแออัดเราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า มีผู้ติดยาเสพติดอาศัยอยู่ในนั้นด้วย แล้วก็อย่างชุกชุม แล้วเวลาที่ทุกคนออกจากบ้าน ไปทำงานมันก็จะเหลือแค่เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการ นี่ละค่ะจะเป็นกลุ่มเป้าหมายอย่างดีเลย สำหรับให้อาชญากรเข้ามาลักขโมย ปล้น ชิงทรัพย์ เพราะว่ากลุ่มคนเหล่านี้เขาไม่สามารถ ต่อสู้ได้ ดังที่เราเห็นตามข่าวต่าง ๆ เยอะแยะมากมาย ดังนั้นหลังจากที่ดิฉันได้อภิปราย ทั้งหมดมา ดิฉันก็ขอสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเส้นทางสัญจรในชุมชน เรื่องสุขอนามัย ความปลอดภัยจากเหตุอัคคีภัย สุขภาพกาย สุขภาพใจ สวัสดิภาพความปลอดภัยของคน ในชุมชนแออัด ดิฉันก็ขอสนับสนุนให้ตั้งญัตตินี้ ที่จะตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการในชุมชนแออัด ขอบคุณค่ะ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญฝ่ายค้าน อีก ๑ ท่าน แล้วผมจะไปที่รัฐบาล ก็ทีละ ๒ ท่านเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นต่อไปฝ่ายรัฐบาล คุณนิพนธ์ คนขยัน กับคุณร่มธรรม ขำนุรักษ์ เตรียมตัวนะครับ ตอนนี้ขอเชิญคุณสกล สุนทรวาณิชย์กิจ ก่อนครับ แต่ว่าขออภัยนิดหนึ่งก่อนที่จะให้คุณสกลพูด ตอนนี้สภาผู้แทนราษฎร ขอต้อนรับ นายอาสอารี ลาเต๊ะ นาย Sayyid Mohamed และนาย Amine El Hassani ผู้นำศาสนาจากประเทศโมร็อกโก แล้วก็ผู้นำศาสนาจากจังหวัดชายแดนภาคใต้และคณะ ที่มาเยี่ยมคารวะ และเยี่ยมชมการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ สภาผู้แทนราษฎร ขอต้อนรับ และขอขอบคุณทุกท่านครับ ขอเชิญคุณสกล สุนทรวาณิชย์กิจ ครับ🔗

นายสกล สุนทรวาณิชย์กิจ ปทุมธานี

เรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม สกล สุนทรวาณิชย์กิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี เขต ๔ จากพรรคประชาชน ท่านประธานครับ ปัญหาที่ผมมักเจอเวลาลงพื้นที่ชุมชนแออัดต่าง ๆ มีมากมายหลายแห่งในจังหวัดปทุมธานี ผมสามารถแยกออกเป็น ๔ ด้านนะครับ🔗

ด้านที่ ๑ คือด้านสวัสดิการประชาชนที่ไม่ถ้วนหน้า ส่วนหนึ่งเกิดจากสิทธิ สวัสดิการของรัฐเหล่านี้ถูกยึดโยงกับทะเบียนบ้าน ซึ่งต้องมีภูมิลำเนาในพื้นที่ให้บริการของรัฐ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น การรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ หรือผู้พิการได้ ซึ่งถูกกำหนด ในระเบียบกระทรวงมหาดไทยครับว่า รับจาก อปท. ที่มีภูมิลำเนาอยู่ หรือแม้กระทั่งสิทธิ ในการเข้าถึงการศึกษาของเด็ก เพราะทะเบียนบ้านของเด็กที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่บริการของ โรงเรียนอย่างน้อย ๒ ปี ซึ่งเด็กที่อยู่ในชุมชนแออัด เด็กส่วนหนึ่งเป็นเด็กที่ครอบครัวมีปัญหา ด้านที่อยู่อาศัย ต้องบุกรุกและอาศัยที่ดินของรัฐ จะไม่มีทางได้เข้าเรียนในโรงเรียนที่ใกล้กับ ที่อยู่อาศัยในปัจจุบันเลย ท่านประธานครับ เหตุผลที่ทำให้ประชาชนในชุมชนแออัดบางแห่ง ไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน เพราะชุมชนที่บุกรุกอยู่ในที่ดินของรัฐหรือเอกชน เป็นชุมชนที่อยู่ แต่เดิมมาก่อนการออกทะเบียนบ้าน ต่อมาภาครัฐกำหนดให้เป็นที่ดินสาธารณสมบัติของ แผ่นดินจึงทำให้ไม่สามารถออกทะเบียนบ้านได้🔗

ปัญหาที่ ๒ คือด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นปัญหากองขยะ เนื่องจากไม่มี ระบบการจัดการขยะที่ดี ปัญหาน้ำในแม่น้ำลำคลองเน่าเสีย รวมไปถึงปัญหาสาธารณูปโภค ขั้นพื้นฐานที่ไม่ดี คือการเข้าไม่ถึงน้ำสะอาด ไฟฟ้าราคามาตรฐาน ต้องไปอาศัยบ้านที่มี ทะเบียนบ้านที่อยู่ข้างเคียงต่อน้ำ ต่อไฟเข้ามาใช้ หรือในบางกรณีถ้าชาวบ้านแถวนั้นไม่ให้ใช้ไฟ ก็ต้องไปขอไฟชั่วคราวที่ราคาสูงกว่าค่าไฟบ้านราคาปกติ มีอยู่ชุมชนหนึ่งประชาชนร้องเรียน กับผมว่า เขาขอถังขยะและรถจัดเก็บขยะให้มาที่หน้าหมู่บ้าน และประชาชน ในละแวกนั้นจะเอาขยะไปทิ้งหน้าหมู่บ้านเอง พออีก ๒ เดือน ผมกลับไปอีกครั้ง ก็พบว่า ประชาชนยังคงร้องเรียนเรื่องเดิมว่าไม่มีที่ทิ้งขยะ พวกเขาก็ต้องจัดการโดยการเผาขยะ แล้วก็ไม่มีที่ทิ้งเหมือนเดิม จนคอนโดมิเนียมใกล้เคียงร้องเรียนอยู่บ่อยครั้ง และการเผาขยะ ยังส่งผลต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมทางอากาศเพิ่มขึ้นอีก เมื่อเผาไม่ได้และไม่มีที่ทิ้งขยะ ทำให้ประชาชนบริเวณนั้นทิ้งขยะลงในคลอง และทิ้งขยะไม่เป็นที่ กองอยู่ตามทางเดินใต้ถุนบ้าน ทำให้น้ำเน่าเสีย ทำให้สุขภาพของเด็ก ประชาชน และผู้สูงอายุ ที่อาศัยในชุมชนแออัดล้วนได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตและสร้างนิสัย ที่เพิกเฉยต่อความสะอาดในที่สาธารณะแก่เด็ก จนสืบต่อไปจากรุ่นสู่รุ่น จึงอยากให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นใส่ใจในการแก้ปัญหาการเก็บขยะจากชุมชนแออัด เพื่อลดการทิ้งขยะ ลงในแหล่งน้ำครับ🔗

ปัญหาที่ ๓ ด้านหนี้สินนอกระบบ ท่านประธานทราบไหมครับว่าประชาชน ซึ่งอยู่ในชุมชนแออัดเป็นกลุ่มประชาชนที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนในระบบธนาคารได้ เนื่องจาก ๑. ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง และ ๒. ไม่มีเงินเดือนที่แน่นอน เพราะส่วนใหญ่ ในชุมชนมีอาชีพรับจ้างทั่วไป ทำให้ไม่มีเงินเดือนที่แน่นอน ๒ ปัจจัยหลักนี้ทำให้พวกเขา เกิดการกู้หนี้ยืมสินจากกลุ่มกู้นอกระบบ ต้องยอมรับดอกเบี้ยร้อยละ ๕ ร้อยละ ๑๐ ร้อยละ ๒๐ ต่อเดือน เมื่อปัญหาหนี้สินกองทับเขาจนเป็นดินพอกขึ้นมาเรื่อย ๆ ก็ต้องโยกย้ายถิ่นฐาน เพื่อป้องกันตัวเองจากอันตรายการทวงหนี้โหด เมื่อหลายคนไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ ยังส่งผลกระทบอีกหลายอย่าง เช่น เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา เพราะผู้ปกครองไม่มีเงิน ที่จะส่งเสียให้เรียน หรือการดูแลผู้สูงอายุในบ้านไม่ได้รับการดูแลอย่างเต็มที่ เนื่องจากคนดูแล ซึ่งเป็นลูกหลานในบ้าน ต้องออกไปทำงานเพื่อหาเงินเลี้ยงชีพ แม้กระทั่งรัฐบาลที่ดูจะพยายาม ดูแลผู้สูงอายุผ่านโครงการครอบครัวอุปถัมภ์ที่ขึ้นไปกว่า ๓,๐๐๐ บาท แต่ใช้คำว่าไม่เกิน เพราะตามจริงจ่ายเริ่มต้นที่ ๒,๐๐๐ บาท ก็ไม่รู้ว่าตั้งใจจะเอามาสู้กับนโยบายเบี้ยสูงอายุ ๓,๐๐๐ บาทถ้วนหน้าของอดีตพรรคก้าวไกลหรือไม่ แต่นโยบายครอบครัวอุปถัมภ์ ทั้งเข้าถึงยาก ทั้งจำกัดจำนวน จำกัดเวลา และล่าสุดก็ปิดรับลงทะเบียนไปแล้ว ทำให้ประชาชนหลายครอบครัว ลงทะเบียนไม่ทัน ไม่ได้รับสิทธิที่ควรจะได้รับ🔗

ปัญหาด้านที่ ๔ ด้านอาชญากรรม ทั้งปัญหาความรุนแรง ปัญหายาเสพติด และการลักขโมย ทำให้เราเห็นได้ชัดเจนว่า ภายในชุมชนแออัดไม่มีหลักประกันความปลอดภัย ในการดำรงชีวิตของผู้ที่อาศัยในชุมชนแออัด ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง บุคคลเหล่านี้ การดำรงชีวิตตัวเองปกติก็เป็นไปด้วยความยากลำบากแล้ว ยังต้องมาระแวดระวังตัวเอง จากอาชญากรรมภายในชุมชนที่ตัวเองอยู่อีก กลุ่มที่เป็นอันตรายมากก็คือเด็กครับ เนื่องจาก เด็กต้องเจริญเติบโตในสิ่งแวดล้อมที่มีปัญหา ทำให้เกิดภาพจำในเด็กว่าปัญหานี้มันไม่ได้เป็น ปัญหาครับ เพราะผู้ใหญ่ที่เป็นเด็กเหล่านั้นทำให้เห็นกันแบบนี้ทั้งนั้น ส่งผลกระทบที่เป็น ปัญหาสังคมไปเรื่อย ๆ ท่านประธานครับ ที่ผมอภิปรายมาทั้งหมดไม่ได้หมายความว่า คนที่บุกรุกที่ดินสาธารณะเป็นสิ่งไม่ดีนะครับ แต่ผมมองว่าประชาชนคนไทยทุกคนควรได้รับสิทธิ และสวัสดิการจากภาครัฐโดยถ้วนหน้า🔗

สุดท้ายครับท่านประธาน ผมเลยตั้งข้อสังเกตว่า เพราะเหตุใดชุมชนแออัด มักถูกละเลยการพัฒนา เพื่อเพิ่มศักยภาพของชุมชนให้คุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชน ดีขึ้นอยู่เสมอ ทั้ง ๆ ที่ชุมชนแออัดก็ควรที่จะได้รับการดูแลบำรุงไม่ต่างจากชุมชนอื่น ๆ และพวกเขาก็มีส่วนในการขับเคลื่อนประเทศเหมือนกับพวกเราทุกคน ณ ที่นี้ครับ ขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคุณนิพนธ์ คนขยัน และต่อด้วยคุณร่มธรรม เชิญคุณนิพนธ์ คนขยัน ครับ🔗

นายนิพนธ์ คนขยัน บึงกาฬ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นิพนธ์ คนขยัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบึงกาฬ เขตเลือกตั้งที่ ๓ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ขออนุญาตร่วมอภิปรายญัตติ เรื่อง เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการในชุมชน แออัด เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านก็พูดไปมากแล้วครับ ผมขออนุญาตเรียนสัก ๒-๓ ประเด็น วันนี้ชุมชนแออัดก็บอกชัดเจนว่ามันแออัด ชนบทบ้านผม ขนาดไม่แออัด เด็ก ผู้พิการ ผู้สูงอายุ ก็ยังลำบาก อยู่ในชุมชนแออัดยิ่งจะลำบากมาก น่าเห็นใจ ฉะนั้นท่านประธานครับ ญัตตินี้เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะเสนอตั้งคณะกรรมาธิการ และจะเสนอให้ผู้รับผิดชอบเสนอ รัฐบาล เพื่อแก้ปัญหาเรื่องเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการในชุมชนแออัด ก็เรียนว่าเด็กวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า เข้าใจครับ รัฐบาลเพิ่งขับเคลื่อนมาได้ปีกว่า แต่เชื่อมั่นว่าทุกอย่างจะบริหารได้ดี ก็คืองบประมาณ เชื่อมั่นว่าถ้ารัฐบาลมีงบประมาณ ขับเคลื่อนดี รายได้ดี เศรษฐกิจดี ปัญหาของชาติบ้านเมืองจะไปได้ดีครับ ดังนั้นก็ขอสะท้อน ให้เห็นว่า ผมเชื่อมั่นนะครับว่ารัฐบาลหรือฝ่ายค้านเอง ต้องการเห็นเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ ผู้พิการในชุมชนแออัด หรือในชนบทก็ดี อยากเห็นบุคคลเหล่านี้ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของชาติ และเป็นส่วนหนึ่งของร่วมชาติในประเทศไทย ดังนั้นวันนี้ก็ขอสนับสนุนญัตตินี้เป็นอย่างยิ่งครับ🔗

อยากสะท้อนให้เห็นอีกประเด็นหนึ่งครับท่านประธาน แม้แต่บ้านพักเด็ก จังหวัดอื่นผมไม่ทราบ เอาจังหวัดบึงกาฬบ้านผมนี่ละ ผมเคยมีโอกาสไปบ้านพักเด็กครับ บ้านพักเด็กกลุ่มเป้าหมายคืออะไรครับท่านประธาน คือกลุ่มเป้าหมายเด็กและครอบครัว ที่ถูกกระทำความรุนแรง อันนี้ก็สำคัญครับ ดังนั้นเด็กเหล่านี้มีปัญหาถูกกระทำความรุนแรง แล้วไปอยู่บ้านพักเด็ก สิ่งที่อยากสะท้อนฝากอีก ก็ขออนุญาตนะครับ มันก็เด็กเหมือนกันละ ไปอยู่บ้านพักเด็ก สิ่งสำคัญคืออะไรครับ งบประมาณ ก็รอรัฐบาลรวย ก็เหมือนกันครับ วันนี้งบประมาณผมไปถามว่าอาหารมื้อหนึ่ง ๑๙ บาท วันหนึ่ง ๓ มื้อ ตก ๕๔ บาท เศรษฐกิจ วันนี้น่าเห็นใจเด็ก ผมถามอีกว่าข้าราชการมีเพียง ๑ คน ที่เหลือเป็นลูกจ้าง จ้างเหมา แล้วก็ พนักงานจ้าง ดังนั้นสิ่งสำคัญของชาติบ้านเมืองวันนี้เห็นด้วยอย่างยิ่งสำหรับญัตตินี้ ก็เป็นกำลังใจให้กับเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการ สำคัญพิการนี่ยิ่งร้ายใหญ่ครับท่านประธาน เกิดมาองค์ประกอบไม่ครบ ๓๒ ประการ ก็ยิ่งน่าสงสาร ดังนั้นอนาคตอย่างที่ผมเรียน เมื่อสักครู่แล้วว่า หากรัฐบาลขับเคลื่อนพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรือง หารายได้มากขึ้น มากขึ้น มีเงินมากขึ้น ก็ต้องเติมเต็มบุคคลเหล่านี้ให้มีสวัสดิการดีครับท่านประธาน ก็ขอกราบ ขอบคุณท่านประธาน และเป็นกำลังใจให้ผู้สูงอายุ เด็ก ผู้พิการอยู่ในชุมชนแออัด และเด็ก ผู้พิการที่อยู่ในชนบท หรือบ้านพักเด็ก ก็เป็นเด็กและผู้สูงอายุ ผู้พิการที่น่าเห็นใจทุกท่านครับ ก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า วันนี้เห็นด้วยอย่างยิ่งกับญัตตินี้ครับท่านประธาน กราบขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณร่มธรรม ขำนุรักษ์ ครับ🔗

นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ พัทลุง

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ร่มธรรม ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้กระผมขออภิปราย สนับสนุนญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา ปัญหาการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ในชุมชนแออัด ซึ่งท่านเอกราช อุดมอำนวย แล้วก็ เพื่อนสมาชิกหลายท่านเป็นผู้เสนอ ท่านประธานครับ ผมรอที่จะมีโอกาสได้อภิปราย สนับสนุนญัตตินี้มาเป็นเวลานับเดือน เนื่องจากค้างอยู่ในวาระการประชุมมาเป็นเวลานาน แต่ที่สำคัญที่สุดคือความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนกลุ่มเปราะบาง ทั้งเด็ก เยาวชน ผู้พิการ และผู้สูงอายุที่รอไม่ได้ครับ ผมขอเรียนกับท่านประธานครับว่า ขณะนี้ประเทศไทย ของเราและหลายประเทศทั่วโลกได้เผชิญปัญหาการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรครับ หมายความว่าวันนี้เด็กเกิดน้อยลง วัยทำงานมีน้อยลง ผู้สูงอายุมีเพิ่มขึ้น ซึ่งประชาชนแต่ละ ช่วงอายุก็เผชิญปัญหาที่แตกต่างกันออกไป โดยอัตราการเกิดของเด็กไทยขณะนี้เหลืออยู่แค่ ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ คนต่อปี จากในอดีตที่เคยอยู่ที่ประมาณ ๑ ล้านคนต่อปี เด็กและ เยาวชนในวันนี้ยังไม่ได้รับการดูแลที่ดีอยู่หลาย ๆ คน ทั้งจากปัญหาเศรษฐกิจ สวัสดิการ แล้วก็ปัญหาสังคม วันนี้เรามีเด็กหลุดจากการศึกษานับ ๑ ล้านคน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลครับ🔗

ต่อที่วัยผู้สูงอายุครับ วันนี้ประเทศไทยของเราได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยสมบูรณ์ เรามีประชากรที่มีอายุมากกว่า ๖๐ ปี คิดเป็น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร ทั้งหมด แล้วก็มีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น วันนี้หลาย ๆ คนไม่พร้อมที่จะเกษียณครับ ไม่มีเงิน เพียงพอที่จะดำรงชีพ🔗

สุดท้ายก็คือวัยทำงาน วันนี้วัยทำงานเผชิญปัญหาทางเศรษฐกิจปากท้อง รายได้น้อย ค่าครองชีพมีสูง มีภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมาก แล้วก็พวกเขาต้องต่อสู้และดิ้นรน เพื่อเลี้ยงชีพแล้วก็ดูแลครอบครัว ทำให้มีข้อจำกัดทางด้านเวลา แล้วก็ไม่สามารถดูแลสมาชิก ครอบครัว ทั้งเด็ก ผู้สูงอายุ แล้วก็ผู้พิการได้อย่างเหมาะสมครับ แล้วปัญหาเหล่านี้ก็ส่งผลให้หนุ่มสาวมีลูกน้อยลง เกิดเป็นวงจรปัญหาที่น่ากังวล ส่งผลกระทบ ต่อโครงสร้างประชากร แล้วก็เศรษฐกิจของประเทศ ท่านประธานครับ หากเราไม่จัดการ อะไรเลย ก็มีการวิเคราะห์ มีการประมาณการว่า ในอีก ๖๐ ปีข้างหน้าประชากรของไทย จะเหลือเพียง ๓๓ ล้านคน ท่านประธานคงจะนึกออกว่าจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อประเทศบ้าง อย่างไรก็ตามครับ วันนี้เราก็มีหลายหน่วยงานที่ดูแลกลุ่มเปราะบาง ดูแลความเป็นอยู่ของ ประชาชนทุก ๆ กลุ่ม ซึ่งผมก็เชื่อว่าทุกหน่วยงานก็พยายามทำเต็มที่ภายใต้งบประมาณ ที่จำกัด แต่วันนี้ต้องยอมรับจริง ๆ ว่ากลุ่มเปราะบางของประเทศเรายังไม่ได้รับการดูแลที่ดี แล้วก็ยังไม่มีคุณภาพชีวิตที่ดีเท่าที่ควร ญัตติในวันนี้จึงเป็นอีก ๑ กลไกที่สำคัญที่สภาแห่งนี้ เราจะร่วมกันหาทางออกร่วมกันครับ ทั้งแนวทางการแก้ไขปัญหา แล้วก็ดูแลกลุ่มเปราะบาง อย่างจริงจังและเป็นระบบ โดยผมขออนุญาตเสนอแนวทางที่จะให้กรรมาธิการได้นำไปศึกษา ๒-๓ ประเด็น ดังนี้🔗

ประเด็นที่ ๑ การดูแลเด็กและเยาวชน ขอให้กรรมาธิการได้ศึกษาครับว่า จะทำอย่างไรให้เด็กและเยาวชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เราต้องสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนมีลูก มากขึ้น โดยเฉพาะการดูแลขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นการให้เงินอุดหนุน การเลี้ยงดูบุตร ที่เหมาะสม การผลักดันการศึกษาตั้งแต่ขั้นปฐมวัยไปจนถึงการศึกษาขั้นสูงที่มีคุณภาพทั่วถึง แล้วก็เข้าถึงได้ง่าย หลาย ๆ ท่านชอบพูดว่าเด็กและเยาวชนคืออนาคตของชาติ เพราะฉะนั้น เราต้องมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเยาวชนในวันนี้ ขณะที่เขายังเป็นเด็ก เพื่อที่โตไปจะได้เป็น ประชาชนที่ได้ทำประโยชน์ให้กับประเทศของเรา สำหรับวัยทำงาน ขอได้ศึกษาว่าจะทำ อย่างไรให้คนทำงาน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ให้ได้รับค่าแรงและเงินเดือนที่เพียงพอ ต่อการเลี้ยงชีพ แล้วก็ดูแลครอบครัว คนวัยทำงานควรมีสวัสดิการ มีการพัฒนาทักษะ มีเวลาการทำงาน แล้วก็มีเวลาพักผ่อนที่เหมาะสม เพราะวัยทำงานคือกลุ่มคนสำคัญ ที่จะขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ พวกเขาควรจะมีความเป็นอยู่แล้วก็คุณภาพชีวิตที่ดี แล้วก็ได้สร้างครอบครัวที่เข้มแข็ง🔗

อีกประการสำคัญ คือเราต้องสร้างกลไกให้วัยทำงานมีความพร้อมที่จะเกษียณ มีเงินและรายได้ที่เพียงพอในการดำรงชีพในวัยชรา ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบกองทุน หรือว่า เงินบำเหน็จ บำนาญ เป็นต้น สำหรับการดูแลผู้สูงอายุ ขอให้ศึกษาว่าจะทำอย่างไร ให้ผู้สูงอายุมีเงินที่เพียงพอในการดำรงชีพ โดยเฉพาะรัฐบาลต้องมีมาตรการรองรับสังคม ผู้สูงอายุ เช่น การให้เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่สนับสนุนจากภาครัฐที่เพิ่มขึ้น ไปจนถึงการดูแล สุขภาพ ให้ผู้สูงอายุได้มีกิจกรรม มีที่อยู่อาศัย มีสังคมที่ดี แล้วก็การสร้างงานเสริม สร้างรายได้ให้วัยเกษียณ ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกครับ เป็นทางเลือกที่สำคัญที่ทำให้ผู้สูงอายุ ได้มีความเป็นอยู่ที่ดีด้วยเช่นกัน🔗

ประเด็นสุดท้ายก็คือ การดูแลคนพิการ ขอให้คณะกรรมาธิการได้ศึกษาว่า จะทำอย่างไร ให้คนพิการได้มีเครื่องมืออุปกรณ์ที่จำเป็น มีสวัสดิการที่ครบถ้วน มีสถานศึกษา สำหรับคนพิการที่ทั่วถึง โดยควรมีโครงสร้างพื้นฐานที่คำนึงถึงทุกกลุ่ม ทุกคน ที่เรียกว่า Universal Design ให้คนพิการได้ใช้ร่วมกันได้อย่างเท่าเทียม นอกจากนี้ อีกประเด็นที่สำคัญ ก็คือการสร้างโอกาสให้ชีวิตคนพิการ เราต้องผลักดันให้คนพิการมีงาน มีรายได้ มีอาชีพ แล้วก็ให้เขาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยให้ได้🔗

ท่านประธานครับ สุดท้ายนี้ผมก็ขอฝากให้คณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นมา ได้ทำงานอย่างรอบคอบ ได้มีข้อเสนอแนะถึงรัฐบาลอย่างครบถ้วน เพื่อให้เกิดการดูแลพี่น้อง ประชาชนทุก ๆ กลุ่ม ทุก ๆ วัยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างเหมาะสม🔗

สุดท้ายนี้ครับ ผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งครับว่า เราในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทุกคนต้องทำให้ได้ อย่างนักการเมืองเราหลาย ๆ คนมักจะกล่าวหาเสียงเอาไว้ ก็คือต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ให้เกิดขึ้นได้จริง ๆ เสียทีครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณธิษะณา ชุณหะวัณ ครับ🔗

นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ธิษะณา ชุณหะวัณ สส. แบบแบ่งเขตกรุงเทพมหานคร เขต ๒ พรรคประชาชนค่ะ วันนี้ดิฉันขอร่วมอภิปรายข้อเสนอญัตติ ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาปัญหาการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการในชุมชนแออัด ในกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะเขตของดิฉัน เขตปทุมวัน เขตราชเทวี และเขตสาทร ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นเขตใจกลางเมืองที่ขึ้นชื่อว่ากรุงเทพฯ เมืองเทพสร้าง แต่ไฉนชุมชนแออัดหลายจุดมีสภาพที่เสื่อมโทรม ไร้สุขอนามัย โครงสร้างพื้นฐานก็อ่อนแอ รวมไปถึงด้านสาธารณูปโภคที่เข้าไม่ถึง รวมถึงภาระค่าครองชีพที่มีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยหลักต่อผู้อยู่อาศัย โดยเฉพาะกลุ่มผู้อยู่อาศัยที่เป็นกลุ่มเปราะบาง กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มผู้พิการ และเด็กเล็ก และผู้มีรายได้น้อยหาเช้ากินค่ำ ในขณะนี้อย่างที่ เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้ ประเทศไทยเรามีประชากร ๗๐ กว่าล้านคน ในประชากรผู้สูงอายุมีมากถึง ๑๒ ล้านกว่าคน นับเป็น ๑๘ เปอร์เซ็นต์ แบ่งตามช่วงผู้สูงอายุ ได้เป็น ๓ กลุ่มดังกล่าว ก็คือ ๖๐-๖๙ ปี ๖,๘๐๐,๐๐๐ กว่าคน ๗๐-๗๙ ปี ๓,๕๐๐,๐๐๐ กว่าคน และ ๘๐ ปีขึ้นไป ๑,๗๐๐,๐๐๐ กว่าคน จำนวนผู้พิการทั้งหมด ๒,๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน ผู้มีรายได้น้อย ผู้พิการ ผู้ป่วยติดเตียง บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อได้รับเงินแล้วก็ซื้อสินค้า อุปโภคบริโภค ๒๐๐-๓๐๐ บาทต่อเดือน ค่าเดินทางรวม ๆ เป็น ๑,๕๐๐ บาทต่อเดือน ได้รับเงินเยียวยาจากนโยบายต่าง ๆ ของภาครัฐ ส่วนผู้พิการ เบี้ยยังชีพผู้พิการได้ ๑,๐๐๐ บาท ต่อคน เรากำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ในอนาคตจะมีคนวัยทำงาน ๑ คนต่อผู้สูงอายุ ๔ คน สำหรับผู้สูงอายุที่อายุ ๖๐ ปีขึ้นไป เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแบบขั้นบันไดที่เป็นอยู่ปัจจุบันนี้ เป็น ๖๐๐ บาท ถึง ๑,๐๐๐ บาท ตามขั้นอายุ ซึ่งถือว่าอยู่ต่ำกว่าระดับเส้นแบ่งแยกความยากจน หรือที่เรียกว่า Poverty Line อยู่ที่ ๒,๘๐๐ บาทต่อเดือน ในประเทศไทยเรายังถูกนับว่า เป็น ๑ ในบำนาญทางสังคมที่ค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งประเทศไทย ที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอยู่ ณ ขณะนี้จะทำให้งบในการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องไป จนถึงปี ๒๕๙๓ โดยเบี้ยผู้สูงอายุและเงินบำนาญข้าราชการเพิ่มขึ้นเป็น ๑.๘ เปอร์เซ็นต์ ของ GDP ในปี ๒๕๖๒ และเป็น ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ ในปี ๒๕๙๓ ส่วนค่ารักษาพยาบาลก็คาดว่า จะเพิ่มขึ้น ๒.๘ เปอร์เซ็นต์ จาก GDP เป็น ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ ในช่วงเวลาเดียวกันค่ะ ท่านประธานคะ ในประเทศเรามีคนที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นของตนเองกว่า ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ที่ไม่มีที่อยู่ของตนเองอย่างมั่นคง ถาวร และอีกทั้งอุปสรรคต่าง ๆ เรายังมีมาก โดยเฉพาะชุมชน แออัดที่อยู่ในที่ดินของภาครัฐ และเสี่ยงต่อการถูกเวนคืนพื้นที่ นอกจากนั้นอุปสรรค ในการใช้งบประมาณในการซ่อมแซมสาธารณูปโภค หรือต่อเติมสาธารณูปโภค เช่น ทางลาด สำหรับผู้พิการ เป็นต้น และโครงสร้างพื้นฐานในที่ดินของภาครัฐก็มีปัญหาอุปสรรคทางด้าน กฎหมาย ต้องเรียนจากประสบการณ์ที่ดิฉันได้ลงพื้นที่ ก็ได้เห็นว่าการตั้งคณะกรรมการ วิสามัญเพื่อที่จะศึกษาปัญหาดังกล่าว จะเป็นประโยชน์ในวงกว้างให้แก่ประชาชนในพื้นที่ ชุมชนแออัด เนื่องมาจากครอบครัวในชุมชนเหล่านี้ยังคงประสบปัญหาต่าง ๆ เช่น การมีผู้ป่วย ติดเตียงในครัวเรือน บางรายก็พ่วงมาด้วยค่าใช้จ่ายในการรักษาบางประการที่ค่อนข้างสูง และเน้นการดูแลอย่างเหมาะสม ผู้ป่วยหลายรายมีภาวะแทรกซ้อนตามมา เช่น แผลกดทับ ข้อยึดติด กล้ามเนื้อลีบ ผื่นจากการใส่ผ้าอ้อม หรืออาจจะมีสภาวะทางจิตเป็นสภาวะซึมเศร้า ซึ่งสภาวะเหล่านี้ย่อมมีผลกระทบไปถึงจิตใจของผู้ที่เลี้ยงดูผู้ป่วย อันเนื่องมาจากผู้ป่วย ติดเตียงต้องใช้ความอดทน และบางรายก็ต้องพยายามติดตามอาการอยู่ตลอดเวลา อาจก่อให้เกิดสภาวะที่กดดันในการที่จะต้องดูแลผู้ป่วย ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือกลุ่มที่จะถูกไล่ รื้อถอนพื้นที่ อย่างเช่น ในเขตของดิฉันมีชุมชนที่ได้รับผลกระทบ มีชุมชนพัฒนาบ่อนไก่ ชุมชนกุหลาบแดง ชุมชนหลังวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ชุมชนแดงบุหงา และชุมชนริมทาง รถไฟมักกะสัน ซึ่งเป็นที่ดินทั้งของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์และของ รฟท. หรือว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งหมดสัญญาเช่าแล้ว แล้วก็กำลังจะถูกขายให้กับนายทุน ชุมชนต่าง ๆ ที่ดิฉันกล่าวมาก่อนหน้านี้ ยังมีการได้รับผลกระทบจากการเวนคืนพื้นที่ของ การรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อสร้างรถไฟเชื่อม ๓ สนามบิน EEC ค่ะท่านประธาน ซึ่งการที่ จะเวนคืนพื้นที่เหล่านี้ เราก็ต้องคำนึงถึงการที่จะย้ายผู้ป่วยติดเตียง และกลุ่มเปราะบางไปอยู่ ยังแฟลตที่เป็นแนวดิ่ง ซึ่งปัญหาของผู้ที่อยู่แนวราบแล้วย้ายไปแนวดิ่ง ก็เป็นปัญหาค่ะ เพราะว่ามีความไม่สะดวกสบายสำหรับผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุ เป็นต้น นอกจากนั้น แฟลตการเคหะแห่งชาติที่สร้างเพื่อผู้มีรายได้น้อยก็ยังขายไม่ออกถึง ๑๗,๐๐๐ ยูนิต หรือการเลี้ยงดูเด็กในสภาวะแวดล้อมที่พัฒนาไปทางที่ดี เพื่อพร้อมให้เด็กได้เจริญเติบโต และมีประสิทธิภาพตามสภาพแวดล้อมดังกล่าว ซึ่งเด็กในชุมชนบางครอบครัวก็อาจไม่ได้ ถูกเลี้ยงดูในสภาพแวดล้อมที่ถูกสุขอนามัย อันเป็นผลจากภาระค่าใช้จ่าย แล้วก็เวลาที่ไม่ เพียงพอต่อการเลี้ยงดู เพราะผลกระทบจากเศรษฐกิจในปัจจุบัน และยังไม่รวมไปถึงผู้สูงอายุ ที่ต้องอาศัยอยู่ในอาคารที่มีความเสื่อมโทรม และในชุมชนแออัด และไร้สุขอนามัยมาเป็น เวลานานด้วยค่ะ นี่เป็นบางส่วนเท่านั้นนะคะ จากที่ดิฉันได้ลงพื้นที่กับทีมงาน แล้วก็พูดคุยกับพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นในเขตปทุมวัน เขตสาทร เขตราชเทวี แล้วก็ได้เห็นสภาพความเป็นอยู่ ของพี่น้องประชาชน ก็รู้สึกถึงความลำบากที่พวกเขาต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน ดิฉันต้องขอ เล่าให้ฟังว่าปัญหาที่เจอบ่อยครั้ง ก็คือปัญหาตึกที่อยู่อาศัยที่ไม่ได้มีการบูรณะเป็นระยะเวลา หลายปี เนื่องจากงบประมาณไม่เพียงพอ ปัญหาการไล่รื้อถอนทำให้เป็นผู้ไม่มีที่อยู่อาศัย โดยมีการเตรียมพร้อมที่จะจัดที่อยู่อาศัยใหม่ให้ แล้วก็งบประมาณไม่เพียงพอ เพราะมีแค่ งบประมาณให้กับค่าวัสดุตามราคาตลาดเท่านั้น🔗

ปัญหาด้านสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน แล้วก็ศูนย์บริการบุคลากรทางการแพทย์ ที่ไม่เพียงพอในแต่ละครัวเรือน ผู้ปกครองที่มีเด็กเล็กที่จำเป็นต้องหารายได้มาบำรุงค่าใช้จ่าย และด้วยผลที่ค่าครองชีพแพง ก็ส่งผลให้เกิดหนี้สินครัวเรือน ท่านทราบไหมคะว่า ปัญหา การขาดแคลนการด้อยโอกาสเหล่านี้ห้อมล้อมกลุ่มผู้อยู่อาศัยที่เป็นกลุ่มเปราะบาง จนกลายเป็นปัญหาเรื้อรังอยู่ในกรุงเทพมหานคร ดิฉันคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ทุกคนจะต้องแก้ไข ปัญหาค่ะทุกท่าน ดิฉันอยากเสนอเกี่ยวกับแนวทางดังต่อไปนี้ สำหรับกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ เด็ก และผู้พิการ กล่าวคือการดูแลผู้สูงอายุกับผู้พิการต้องใช้เวลาในการที่จะพาคนหนึ่ง ไปหาหมอ แต่ก็ไม่สามารถจะทำได้ เพราะสวัสดิการบัตรทอง เปิดในเวลาที่แรงงานต้องทำงาน และเขาต้องทำ OT ล่วงเวลาอีกนะคะ ซึ่งทำให้พวกเขาไม่สามารถพาคุณพ่อ คุณแม่ ไปหาหมอได้อย่างสะดวก หรือถ้าจ้างผู้อื่น🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เกินเวลาไป ๒ นาทีแล้ว สรุปได้ครับ สรุปสั้น ๆ เลยครับ🔗

นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ กรุงเทพมหานคร

กล่าวคืออาสาสมัคร ในชุมชนที่ทำเรื่องสาธารณสุข หรือ อสส. ค่าตอบแทนเดือนละ ๒,๐๐๐ บาท ทำให้หลายคน ไม่มีแรงจูงใจในการทำงาน สิทธิและสวัสดิการของแรงงานควรจะดีกว่านี้ แล้วก็เบี้ยยังชีพ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และเด็กเล็ก ก็ควรจะครอบคลุมแล้วก็สอดคล้องกับค่าครองชีพและค่าแรงค่ะ ทุกท่าน ในการดูแลเด็กเล็กในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนก็เป็นปัญหา ในศูนย์เด็กเล็กที่อยู่ใน พื้นที่ของภาครัฐที่ดิฉันกล่าว ไม่สามารถนำงบประมาณของกรุงเทพมหานครเข้าไปซ่อมแซม บำรุงได้ ถ้าแก้ปัญหาอุปสรรคเหล่านี้ เพื่อให้นำงบประมาณของกรุงเทพมหานครเข้าไป ซ่อมแซมบำรุงศูนย์เด็กเล็ก แล้วก็สาธารณูปโภคโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ในชุมชนแออัด ที่อยู่ในพื้นที่ของภาครัฐได้ ก็จะช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องโครงสร้างพื้นฐานและอำนวยความสะดวก ให้กับผู้อยู่อาศัย กราบขอบพระคุณค่ะ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณวีรนันท์ ฮวดศรี ครับ🔗

นายวีรนันท์ ฮวดศรี ขอนแก่น

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วีรนันท์ ฮวดศรี ผู้แทนราษฎรคนขอนแก่น พรรคประชาชนครับ ขอร่วมอภิปรายสนับสนุนญัตติ ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ในชุมชนแออัด โดยมีเนื้อหาสาระดังนี้🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายวีรนันท์ ฮวดศรี ขอนแก่น

ในเขตพื้นที่เทศบาลนครขอนแก่น เทศบาลตำบลเมืองเก่า เทศบาลตำบลพระลับ มีชุมชนในเขตเทศบาลที่มีลักษณะเข้า คำจำกัดความที่เป็นชุมชนแออัดทั้งสิ้นกว่า ๒๐ ชุมชน โดยรวมแล้วมีจำนวนหลังคาเรือนกว่า ๑,๘๐๐ หลังคาเรือน ซึ่งผมได้ลงพื้นที่แลกเปลี่ยนพูดคุยปัญหากับพี่น้องในชุมชนถึงระบบ โครงสร้างขั้นพื้นฐาน การเข้าถึงการบริการด้านสาธารณสุขในชุมชน การเข้าถึงบริการ สาธารณะของรัฐในชุมชน ท่านประธานครับ เมื่อเราพูดถึงกลุ่มเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ล้วนจะต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐ เพราะสภาพแวดล้อมทางสังคมในปัจจุบันนี้ ไม่เอื้ออำนวย ไม่สามารถช่วยเหลือและโอบอุ้มพวกพี่น้องประชาชนที่อยู่ในชุมชนแออัดให้มี ชีวิตที่ดีขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นรัฐสวัสดิการที่ไม่ทั่วถึง หลักเกณฑ์ที่เฉพาะกลุ่มมากเกินไป เกณฑ์รายได้ที่ต่ำเกินควร การจัดสรรงบประมาณให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่เพียงพอ ต่อการบริหารดูแล ปัจจุบันอัตราการเพิ่มและลดของประชากรในจังหวัดขอนแก่นอยู่ใน สภาวะที่น่าเป็นห่วงครับ โดยเฉพาะอัตราการเกิดใหม่ของเด็กคือน้อยลงทุกปี อัตราผู้สูงอายุ และผู้พิการในชุมชนก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประชากรไทยทั้งประเทศ รวมถึงจังหวัดขอนแก่น มีแนวโน้มว่าการมีบุตรน้อยลง มาจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น สวนทางกับรายได้ ภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องจัดเตรียมไว้สำหรับการเลี้ยงดูบุตรสภาพแวดล้อม ที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการใช้ชีวิตของเด็ก ไม่มีสวัสดิการในการอุดหนุนผู้มีบุตรอย่างเหมาะสม ทำให้ประชากรไม่ต้องการมีบุตร และปัญหาเหล่านี้จะทำให้เกิดปัญหาในอนาคตในเรื่องของ แรงงานท่านประธาน ซึ่งรัฐบาลต้องเตรียมมาตรการในการรับมือครับ🔗

จากสถานการณ์ชุมชนแออัดในจังหวัดขอนแก่นที่ผมและคณะทำงานได้ลงพื้นที่ ช่วงเวลา ๑ ปีที่ผ่านมา พบว่าประชากรกลุ่มเด็กในชุมชนนั้น มีสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง หลายอย่าง เนื่องจากในปัจจุบันพบว่ามีปัญหายาเสพติดที่แพร่หลายในชุมชน ระบาดอย่างหนัก ในชุมชน เด็กเข้าถึงได้ง่าย และขาดมาตรการป้องกันดูแลจากเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเหมาะสม ด้านการศึกษาครับ ประชากรเด็กในชุมชนแออัดนั้น เด็กบางคนไม่สามารถเข้าถึงการศึกษา ขั้นพื้นฐานได้ เพราะครอบครัวยากจน ผู้ปกครองไม่มีทุนส่งให้บุตรหลานได้ศึกษาเล่าเรียนในโรงเรียนดี ๆ ให้อยู่ในสังคมที่มีคุณภาพ เด็กเหล่านี้ต้องเติบโตในสังคมที่ไม่มีการส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็ก ที่ดี ไม่มีสนามเด็กเล่นที่ดี ไม่มีศูนย์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาการของเด็ก ๆ เช่นนี้เราจะสามารถ สร้างประชากรที่มีคุณภาพเพื่อขับเคลื่อนบ้านเมืองของเราได้อย่างไร🔗

ประชากรกลุ่มต่อมาคือผู้สูงอายุครับ ปัญหาที่ผมพบเจอในชุมชนก็คือ ขาดการดูแลจากครอบครัวอย่างเหมาะสม เนื่องจากหลายครอบครัวบุตรหลานได้ออกไป ทำงานในต่างถิ่น ต่างพื้นที่ เพื่อหารายได้ เพื่อแสวงหาความมั่นคง สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ ๕ หรือ สสว. ๕ พบว่าผู้สูงอายุติดสังคม มีจำนวนน้อยลงอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับผู้สูงอายุที่ติดบ้าน ติดเตียง ซึ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้งก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุก ๆ ปี ปัญหาด้านสุขภาพของผู้สูงอายุ ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษครับ โดยชุมชนในเขตเทศบาลนครขอนแก่น แม้จะมีหน่วยงาน ด้านสาธารณสุขที่เข้ามาดูแลเรื่องสุขภาพ หรือว่ามีศูนย์บริการที่อยู่ใกล้บ้าน แต่ด้วยข้อจำกัด ในเรื่องงบประมาณบุคลากรทางการแพทย์ ทำให้ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการให้บริการ ชุมชนครับ🔗

ต่อมาผมขอยกตัวอย่างโครงการที่น่าสนใจ ในจังหวัดขอนแก่นมันมีตัวอย่าง ที่น่าสนใจอยู่ ๑ ตัวอย่าง ก็คือเป็นโครงการการประดิษฐ์นวัตกรรมเพื่ออำนวยความสะดวก แก่ผู้สูงอายุและผู้พิการในการใช้ชีวิตประจำวัน ตามที่ปรากฏในสไลด์นี้จะเป็นความร่วมมือ ของหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล อาจารย์จากสถาบัน CSB ประเทศ เยอรมนี แล้วก็นักศึกษาวิชาอิเล็กทรอนิกส์ และโทรคมนาคม ที่ได้ร่วมกันสร้างสรรค์ ออกแบบนวัตกรรม ที่อำนวยความสะดวกและลดอุบัติเหตุแก่ผู้สูงอายุ โดยดำเนินการร่วมกับ เทศบาลนครขอนแก่น ลงพื้นที่ติดตั้ง ก็คือใช้วิชาการความรู้อิเล็กทรอนิกส์ในการติดตั้ง อุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือให้ผู้พิการสามารถเคลื่อนไหวได้ โดยใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าและคลื่นวิทยุ และชุดเตือนภัยฉุกเฉินในบ้านด้วย Remote Control ผมจึงขอชื่นชมโครงการแบบนี้ ซึ่งถือว่าเป็นโครงการที่ดีมากและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับชุมชนครับท่านประธาน🔗

สุดท้ายนี้ครับท่านประธาน จากปัญหาที่ผมกล่าวมาทั้งหมด มันจะไม่ได้รับ การแก้ไขเลยครับ หากสภาแห่งนี้ไม่คิดจะดำเนินการใด ๆ อย่างจริงจัง ยังมีพี่น้องประชาชน อีกมากมายที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง จากสวัสดิการของรัฐที่เข้าถึงได้ยาก เนื่องจากเงื่อนไข และข้อกำหนดที่ซับซ้อนมากเกินไป ส่งผลให้พี่น้องในชุมชนแออัดเหล่านี้มีชีวิตที่อยู่อย่าง ลำบากมาอย่างยาวนานหลายปี ท่านประธานครับ ถึงเวลาแล้วครับที่เราจะต้องนำปัญหา ของเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ มาศึกษาหาแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้องถูกวิธี ผมจึงขอ ร่วมสนับสนุนญัตตินี้ เพื่อให้สภาของเราได้มีคณะกรรมาธิการดังกล่าว เพื่อศึกษาอย่างจริงจัง ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณนพพล เหลืองทองนารา ครับ🔗

นายนพพล เหลืองทองนารา พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม นพพล เหลืองทองนารา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคเพื่อไทย คนพรหมพิรามครับ สำหรับญัตติวันนี้ที่ได้มีเพื่อนสมาชิกได้พูดถึง ก็คือญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการในชุมชนแออัด ท่านครับ ผมบอกตามตรงนะครับ ผมไม่ค่อยสบายใจนัก สำหรับญัตตินี้ เหตุผลที่ผมไม่ค่อยสบายใจไม่ใช่เพราะผมเป็นคนใจไม้ไส้ระกำ ผมเป็นคนที่ ว่ากันง่าย ๆ ต่อมน้ำตาตื้นด้วยซ้ำ ถ้าเห็นผู้พิการ เห็นผู้สูงอายุ และเห็นเด็กเยาวชนที่เขา เหมือนกับสิ้นไร้ไม้ตอกไม่มีอนาคต ผมทนไม่ค่อยได้ครับ บางทีก็ร้องไห้กลางวงละครับ ผมไม่สนใจเป็นผู้ชายก็ร้องไห้ได้ เพราะมันเป็นสิ่งที่สะเทือนใจมาก คำว่า ชุมชนแออัด ทำไมเราจะต้องไปขีดกรอบว่าในญัตตินี้จะต้องเป็นแต่ชุมชนแออัด แล้วพี่น้องของเรา ผู้สูงอายุของเรา คนพิการของเรา เด็กเยาวชนของเราที่เขาไม่มีอนาคต ที่เขาอยู่ในสังคม ต่างจังหวัดล่ะ ที่เขาไม่ได้เรียกว่าชุมชนแออัด เขาไม่อยู่ในสารบบนี้หรือครับ มันไม่ยุติธรรม ผมถึงบอกว่าผมไม่สบายใจนักกับการตั้งญัตตินี้ ตัวญัตตินี่โอเคที่จะให้สภาเราหาสาเหตุว่า ทำไมถึงได้มีปัญหาเช่นนี้ ๑ ๒ ๓ ๔ แต่ถ้าขีดเส้นแต่เฉพาะชุมชนแออัด ผมบอกตามตรง ผมไม่สบายใจ🔗

ท่านครับ ผมขอเริ่มต้นที่ผู้สูงอายุ เพราะวันหนึ่งทุกคนต้องไปถึงที่นั่น ถ้าไม่เป็นอะไรเสียชีวิตไปเสียก่อน ผู้สูงอายุในสังคมไทยตัวเลขทุกคนรู้แล้วว่า ๑๓ กว่าล้านคน เท่ากับ ๒๐.๐๘ เปอร์เซ็นต์ ถือว่าเข้าสู่ในสังคมที่สมบูรณ์ สูงอายุสมบูรณ์ แต่อีก ๑๐ ปี ข้างหน้า อยู่ในสังคมผู้สูงอายุแบบสุดยอด ไม่สำคัญหรอกครับ มันจะสุดยอด มันจะสมบูรณ์ อย่างไรไม่สำคัญ มันสำคัญอยู่ที่ว่าผู้สูงอายุในจำนวนนั้น ๑๓ ล้านคน เขามีชีวิตความเป็นอยู่ อย่างไร ถ้าเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ต่อให้มันเป็นสุดยอดของสุดยอดมีอยู่ ๒๐ ล้านคน ๓๐ ล้านคน ก็ไม่ใช่ปัญหาหรอกครับ🔗

ท่านครับ ต่อมาผู้พิการ ผมขอร้อง ผมรบกวนรัฐบาล ทั้ง ๆ ที่ผมก็รู้ในคำแถลง นโยบายของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ท่านเองได้บอก ในคำแถลงการณ์เริ่มตั้งแต่ ข้อ ๑ ข้อ ๒ และข้อ ๓ ประการที่ ๑ ประการที่ ๒ ประการที่ ๓ ตั้งแต่เริ่มต้น ท่านให้ความสำคัญกับในเรื่องของค่าใช้จ่ายของการที่จะดูแลในภาคสังคม เป็นอย่างมาก ท่านถึงได้เอาขึ้นมาในลำดับต้น มีการพูดถึงทั้งผู้สูงอายุ ผู้พิการ แล้วก็ กลุ่มเปราะบาง ท่านเป็นห่วงมาก เพราะฉะนั้นแล้ว ท่านครับ ถ้ารัฐบาลวันหนึ่งมีรายได้พอ สำหรับคนพิการเราได้ยินตัวเลขกันว่ามีอยู่ ๒,๑๐๐,๐๐๐ คน ๒,๑๐๐,๐๐๐ คนนั่นคือ เป็นผู้พิการที่ได้รับบัตรคนพิการจากรัฐเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วผู้พิการทั่วประเทศ สิ้นสุด ณ ปี ๒๕๖๕ คือ ๔,๑๙๐,๐๐๐ คนเศษ เท่ากับ ๔๗ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น สำหรับคนที่มีบัตร ผู้พิการ แล้วจำนวนที่เหลือล่ะ อีก ๒ ล้านกว่าคน อีก ๕๓ เปอร์เซ็นต์ ถ้ามีการตั้ง คณะกรรมาธิการ ขอให้หาวิธีที่จะช่วยเขาด้วยว่าอีก ๒ ล้านกว่าคนนี่เป็นอย่างไร สำหรับ ผู้สูงอายุหลุดรอดไปไม่เท่าไร เยาวชนผมเองไม่ค่อยอยากจะพูดเท่าไร ไม่ใช่ว่าเยาวชน ไม่สำคัญนะครับ เยาวชนสำคัญมาก อนาคตของชาติจะรุ่งเรืองหรือจะถดถอยก็อยู่ที่เยาวชน แต่ว่าตรงนี้ในส่วนของเยาวชนพวกเราที่เป็นผู้ใหญ่ ถ้าเราตั้งใจกัน เราพร้อมใจกันที่จะช่วย เขาจริง ๆ จากใจไม่ใช่สร้างภาพ รับรองครับ ปัญหาเรื่องเยาวชนจะน้อยกว่าเขา แต่ผมให้ ความสำคัญกับเรื่องของคนพิการและผู้สูงอายุ อย่าลืมนะครับว่า ผู้สูงอายุและคนพิการที่อยู่ ในสังคมต่างจังหวัด เขาทรมานมากกว่า ผมขอโทษครับ ไม่อยากจะใช้คำว่าเขาทรมาน มากกว่าคนพิการหรือผู้สูงอายุที่อยู่ในกรุงเทพฯ จริง ๆ แล้วก็มีความอึดอัด มีความที่ไม่สบาย เท่า ๆ กัน ท่านครับ ผมเองอยากจะขอร้องท่านกรรมาธิการทั้งหลาย ไม่ว่าใครจะได้เป็น ถ้าได้ตั้งนะครับ ผมเองขอฝากเรื่องนี้ไว้ด้วย เพราะปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาที่ถ้าเราไม่ยื่นมือ เข้าไป ถ้ารัฐไม่ยื่นมือเข้าไป บุคคลเหล่านี้มีจำนวนหลายล้านคน ผู้พิการ ๔.๑ ล้านคน คือ ๖ เปอร์เซ็นต์ ผู้สูงอายุวันนี้อีก ๒๐.๐๘ เปอร์เซ็นต์ รวมแล้วเกือบ ๒๗ เปอร์เซ็นต์ ๑ ใน ๔ ของประชากรทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นแล้วผมภาวนาเหลือเกินว่า ๑ ใน ๔ ของคน ทั้งประเทศ ทั้งคนพิการ ๔.๑๙ ล้านคน ผู้สูงอายุอีก ๑๓ ล้านคน ขอให้เขาเหล่านั้นมีชีวิต ความเป็นอยู่ที่เหนือเกินกว่าเส้นความยากจนที่ TDRI ได้บอกไว้ว่าคนเราจะอยู่ได้ โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาลูกหลาน คือเป็นเงิน ๒,๘๐๐ กว่าบาท ขอโทษที่ผมจำตัวเลขไม่ได้ ผมขอภาวนาให้ตัวเลขเหล่านี้อย่างน้อยก็อยู่กับผู้สูงอายุหรือคนพิการที่มีรายได้ อย่างน้อย ให้เขาร้อยละ ๙๙.๙๙ เถอะครับ กราบขอบพระคุณมากครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ครับ🔗

นางสาวศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ กรุงเทพมหานคร

ขอบคุณท่านประธานค่ะ ดิฉันทนายแจม ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๑ เขตสายไหม อดีตพรรคก้าวไกล ปัจจุบันพรรคประชาชนค่ะ วันนี้ดิฉันมาอภิปรายสนับสนุนญัตติ เรื่อง การขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการในชุมชนแออัด ของท่านเอกราช อุดมอำนวย ผู้แทนคนดอนเมืองของเรา นั่นเอง ถ้าปัญหาเรื่องเด็กในชุมชนแออัดในพื้นที่เขตสายไหม🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นางสาวศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ กรุงเทพมหานคร

เรามีศูนย์เด็กเล็กอยู่แค่ ๓ ที่เท่านั้น ต้องบอกก่อนว่าในเขตสายไหมเรามีประชากรประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน เป็นอันดับต้น ๆ ของกรุงเทพมหานครเลย แล้วก็ความพิเศษของเขตสายไหม เรามีชุมชนแออัด อยู่จำนวนมาก และชุมชนแออัดไม่ได้มาจากไหนไกลเลยค่ะ มาจากการไล่รื้อจากส่วนกลาง ของ กทม. นี่ละค่ะ มาอยู่ในเขตสายไหม เพราะฉะนั้นมีชุมชนแออัดหลายพื้นที่ที่ชื่อชุมชนฟัง แล้วไม่น่าจะอยู่ในเขตสายไหม แต่ก็ถูกไล่รื้อมาอยู่ที่นี่ เช่น ชุมชนวัดลุ่มเจริญศรัทธา ชุมชนพูนทรัพย์ที่มาจากประชาชนที่อาศัยใต้สะพานลอยในกลางกรุงเทพมหานครแล้วก็มา อยู่ที่เขตสายไหม เรามีประชากร ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน แต่เรามีศูนย์เด็กเล็กอยู่แค่ ๓ ที่ และ ๓ ที่ที่มีอยู่ก็ค่อนข้างจะทรุดโทรมมาก ๆ ดูจากในภาพได้ อันนี้เป็นหนึ่งในศูนย์เด็กเล็ก ในเขตสายไหม ถ้าไม่บอก ปิดเอาไว้ว่าไม่ใช่กรุงเทพมหานครก็คงไม่คิดว่าศูนย์นี้จะอยู่ใน กรุงเทพมหานคร เรามีที่วัดลุ่มเจริญศรัทธา ชุมชนพูนทรัพย์ แล้วก็ชุมชนรวมใจสามัคคีค่ะ ซึ่งศูนย์เด็กทั้งหมดขาดการปรับปรุงพัฒนา แล้วก็สิ่งแวดล้อมหลาย ๆ อย่างไม่ได้เอื้ออำนวย ต่อการเจริญเติบโตของเด็กเลย อย่างที่เรารู้กันดีว่าตอนนี้เราเป็นสังคมที่ผู้สูงอายุแล้วก็เด็ก เกิดน้อยมาก ๆ ทางที่ดีถ้าเราจะสนับสนุนการดูแลเด็ก ก็จะช่วยให้เด็กเติบโตอย่างมีคุณภาพได้ โดยใช้งบประมาณที่น้อยกว่าแต่ก่อนมาก ๆ นะคะ ซึ่งศูนย์เด็กเล็กทั้ง ๓ ศูนย์นี้ เป็นศูนย์ที่ แออัดมาก ๆ แล้วบางครั้งประมาณ ๑๐๐ กว่าคนก็อยู่ในที่ที่เดียว แต่สถานที่ไม่ได้เพียงพอ บางที่ทั้งกิน ทั้งนอน ทั้งเรียน อยู่ในที่เดียวกันหมดเลย🔗

ต่อไปในส่วนของผู้สูงอายุ ก็มีปัญหาอยู่หลายเรื่องเหมือนกัน เช่น ในกรณี ของเขตสายไหมมีผู้สูงอายุ ผู้พิการหลายรายมาก ๆ ที่เข้าไม่ถึงสวัสดิการที่มีอยู่ ด้วยการทำงานของ สส. พรรคประชาชน เราจะพยายามประสานงานกับสวัสดิการของรัฐ ที่มีอยู่แล้ว เพื่อป้องกันการใช้ระบบอุปถัมภ์ต่าง ๆ ของ สส. เราก็เลยประสานงานว่า มันมีอะไรอยู่แล้วบ้าง เราก็รู้ว่ามันมีโครงการผ้าอ้อมผู้ใหญ่ สำหรับผู้มีภาวะพึ่งพิงจาก สปสช. ซึ่งเป็นโครงการที่ดีมาก ๆ แต่ผู้สูงอายุ คนพิการ ในชุมชนหลายรายยังไม่ได้รับ หรือบางที ลงชื่อเอาไว้ต้องรอหลายเดือนมาก ๆ กว่าจะได้รับ มีคำแซวว่า ติดเตียงขอไปยังไม่ทัน ได้ใช้เลย เสียชีวิตก่อนก็มี เพราะว่ามันรอนานจริง ๆ เพราะว่าโควตาในการรับแต่ละเดือน มีจำนวนจำกัด บางทีเราก็ต้องประสานผู้ใหญ่ใจดีในพื้นที่มามอบให้แทน🔗

ส่วนโครงการถัดไป เป็นโครงการเกี่ยวกับครอบครัวอุปถัมภ์เดือนละ ๒,๐๐๐ บาท จากกรมกิจการผู้สูงอายุ นี่ก็เป็นโครงการที่ดีของกระทรวง พม. เช่นเดียวกัน แต่คนส่วนใหญ่ ก็ไม่ได้รับอีกเช่นเดียวกัน เพราะว่าจากการที่ดิฉันลงพื้นที่กับทีมงานประชาชนสายไหม เราก็มีการพาไปลงพื้นที่พาไปลงทะเบียน แต่เราพบว่าเจ้าหน้าที่ก็จะแจ้งว่าทั้งประเทศได้แค่ ๑,๐๐๐ ราย กรุงเทพมหานครได้แค่ ๓๕ ราย คำนวณแล้วเขตหนึ่งประมาณ ๑ รายเท่านั้น แล้วมักจะมีเจ้าภาพอยู่แล้วด้วย เพราะฉะนั้นสวัสดิการที่ดีบางทีมันอาจจะไม่ได้ทั่วถึง เพราะฉะนั้นถ้ามีการเพิ่มเติมตรงนี้ได้ ก็จะช่วยให้สวัสดิการไปถึงผู้คนมากขึ้น ไม่ต้องมานั่ง พิสูจน์ความลำบากว่าลำบากกว่าคนอื่น ๆ อย่างไร🔗

โครงการถัดไป เป็นโครงการปรับปรุงที่อยู่อาศัย นี่ก็มาจากการลงพื้นที่ หลายครั้งเหมือนกันที่พบว่าหลาย ๆ ครั้ง ผู้สูงอายุ ผู้พิการในชุมชนแออัด มีความเป็นอยู่ ที่ลำบากมาก ๆ เข้าถึงสิ่งต่าง ๆ ก็ลำบาก เราเลยไปดูว่ามันมีสวัสดิการอะไรไหม ก็พบว่า มันมีสวัสดิการในการปรับปรุงที่อยู่อาศัยอีก ก็เหมือนเดิมค่ะ ก็พากันกระเตงไปที่ พม. แล้วก็ พบว่างบประมาณมันไม่พอ เขตหนึ่งได้แค่ประมาณ ๑-๒ หลังเท่านั้น ซึ่งมีเจ้าภาพอยู่แล้ว อีกเช่นเดียวกัน นี่ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่รู้สึกว่าเป็นปัญหาที่สำคัญในกรุงเทพมหานคร เพราะฉะนั้นการตั้งญัตติในวันนี้ ถ้าเรามีการพิจารณาเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ทั้งเรื่อง ของเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ก็จะช่วยให้เราสามารถโอบอุ้มผู้คนอีกมากมายที่เขาไม่ได้ เข้าถึงสวัสดิการที่ควรจะเข้าถึงได้ ขอบคุณท่านประธานค่ะ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญคุณปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ ครับ🔗

นายปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต ๑ เขตพระนคร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตสัมพันธวงศ์ เขตบางรัก และเขตดุสิต พรรคประชาชน ท่านประธานครับ ผมขอใช้เวทีนี้ในการอภิปรายสนับสนุน ญัตติดังกล่าว เพื่อให้มีการตั้งกรรมาธิการศึกษาปัญหานี้อย่างจริงจัง ผมเองในฐานะ ผู้แทนราษฎรกรุงเทพฯ ชั้นใน ซึ่งเป็นกรุงเทพฯ ที่อยู่ข้างในสุดเลย และมีชุมชนแออัด เป็นจำนวนมาก ศูนย์กลางของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ผมขอใช้เวทีนี้เพื่อชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่แฝงอยู่ในความเจริญของกรุงเทพมหานคร นั่นคือ ความแออัดของชุมชนที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มเปราะบางอย่างเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคม ผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีการคาดการณ์ว่าภายในปี ๒๐๓๑ คาดว่าจะมีผู้สูงอายุ ซึ่งสูงถึงสัดส่วนร้อยละ ๒๘ ของประชากรทั้งหมดในประเทศ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้สูงอายุ ในชุมชนแออัดเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าผู้สูงอายุในชุมชน แออัดใน กทม. นั้นขาดการดูแลอย่างเหมาะสม และการเข้าถึงบริการสาธารณสุข เพื่อดูแล สุขภาพร่างกาย โดยเฉพาะเมื่อเกิดความเสื่อมสภาพทางกายและทางจิตใจ ประกอบกับ ปัญหาด้านสุขภาพที่ซับซ้อนเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ซึ่งต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด ในขณะเดียวกันอัตราการเกิดที่ลดลงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้โครงสร้างประชากร มีการเปลี่ยนแปลง ครอบครัวในชุมชนแออัดเผชิญกับปัญหาแรงงานที่ลดลง ส่งผลให้รายได้ ไม่เพียงพอต่อการดูแลเด็ก ซึ่งเด็กเหล่านี้มักขาดทรัพยากรที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต และพัฒนาอย่างเต็มประสิทธิภาพครับ🔗

ถัดมาครับ ความเสี่ยงด้านคุณภาพชีวิตในชุมชนแออัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ อัคคีภัย ล่าสุดเดือนกรกฎาคม ในเขตสัมพันธวงศ์พื้นที่เยาวราชที่ผมดูแลชุมชนตรอกโพธิ์ ก็ได้เกิดเหตุอัคคีภัยครั้งใหญ่ในชุมชนแออัดที่รถดับเพลิงไม่สามารถเข้าถึงได้ ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ ก็ต้องฝากคณะกรรมาธิการที่จะตั้ง ให้ศึกษาปัญหานี้อย่างจริงจัง เพราะกรุงเทพมหานคร มีจำนวนชุมชนแออัดที่รถดับเพลิงเข้าไม่ถึงอีกเป็นจำนวนหลาย ๆ ร้อยชุมชน แม้แต่รถสวนกัน ยังทำไม่ได้เลย ถ้าเกิดเหตุเพลิงไหม้จะทำอย่างไร🔗

ถัดมานะครับ เป็นโรคที่กำลังระบาดหลาย ๆ อย่าง อย่างเช่น ไข้เลือดออก ที่กำลังระบาดในเขตผมเอง หรือจะเป็นปัญหาสุขอนามัย ซึ่งทำให้กลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่ม ผู้พิการตกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงสูง โดยสาเหตุหลักมาจากขาดแคลนทางด้าน ทรัพยากรและด้านการเงิน บุคลากร และการวางแผนที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการ ของชุมชน หรือจะเป็นการขาดแคลนทางด้านการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ อย่างบูรณาการ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ปัญหานี้ยืดเยื้อและไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ผลกระทบของการไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม ตั้งแต่เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการ เด็กที่เติบโตมา ในสภาพแวดล้อมที่ขาดการดูแลอย่างเหมาะสม มีแนวโน้มที่จะพัฒนาเป็นผู้ใหญ่ที่อาจจะ ขาดทักษะที่สำคัญในสังคม ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เขต ๑ ของผมเอง ก็มีเคสผู้สูงอายุ ที่เป็นผู้ป่วยติดเตียง มีภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาที่สูง และบางครอบครัวต้องเผชิญกับ ปัญหาภายในครอบครัว ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ลูกหลานต้องทิ้งงานมาดูแลผู้สูงอายุและ ผู้ป่วย เพื่อแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนนี้ เราจำเป็นต้องพิจารณานโยบายและแนวทางการดูแล ที่สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเปราะบางในชุมชน เช่น การสนับสนุนสวัสดิการเด็ก แบบครบวงจร แบบถ้วนหน้า ไม่ตกหล่น หรือจะเป็นการจัดตั้งศูนย์บริการในชุมชน หรือการเพิ่มการเข้าถึงการบริการด้านสุขภาพ และที่สำคัญผมอยากฝากว่า ประธานชุมชน ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ณ ปัจจุบันไม่ได้รับค่าตอบแทนนะครับ ผมอยากจะฝากไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีการให้ค่าตอบแทนแก่ประธานชุมชน เพื่อส่งเสริมให้พวกเขา สามารถนำเวลาของเขาและความรู้ ทักษะ ให้มาดูแลพื้นที่ในชุมชนของ กทม. อย่างจริงจัง เพราะปัจจุบันเขาเหล่านั้นไม่ได้รับค่าตอบแทน ฉะนั้นเมื่อทำงานไประยะเวลายาวนาน เขาก็รู้สึกว่าต้องเอาเวลาตัวเองมาใช้ดูแลทุกท่านโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน ผมจึงเสนอเรื่องนี้ ให้พิจารณาอย่างรอบคอบและจริงจังครับ ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญ คุณฐิติมา ฉายแสง ครับ🔗

นางฐิติมา ฉายแสง ฉะเชิงเทรา

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ฐิติมา ฉายแสง สส. ฉะเชิงเทรา เขต ๑ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ ดิฉันเห็นด้วย กับญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา การดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการในชุมชนแออัด แล้วก็มีทั้ง ๕ ญัตติที่คล้าย ๆ กันเข้าสู่สภา ในวันนี้ ด้วยความห่วงใยค่ะท่านประธาน ทั้งเด็ก ทั้งผู้สูงอายุ และผู้พิการนั้น เป็นกลุ่มที่มี มากมายหลายคนด้วยกัน แล้วก็มีปัญหาเยอะด้วย เด็กนั้นเกิดน้อยลง เราพูดกันอยู่นะคะ แล้วก็จะเกิดปัญหาเรื่องแรงงานในอนาคต เด็กจะเติบโตแบบไม่มีคุณภาพ เพราะว่าเศรษฐกิจ ก็ไม่ดี พ่อแม่ก็ทิ้งไว้ให้ลุงป้าน้าอาเลี้ยงอะไรก็แล้วแต่ ปัญหาเด็กติดยาเสพติด ปัญหาการศึกษา เด็กไม่อยากไปโรงเรียน ปัญหาต่าง ๆ นี้มากมาย ผู้สูงอายุประเทศไทยเรา เคลื่อนเข้าสู่สังคมสูงอายุ ปัจจุบันปี ๒๕๖๗ ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเกิดตีความว่าเรามี ๗๐ ล้านคน ก็ ๑๔ ล้านคน ปี ๒๕๗๓ จะวิ่งไป ๑๗,๗๐๐,๐๐๐ คน ปี ๒๕๘๔ จะวิ่งไป ๒๐ กว่าล้านคน มีข้อมูลว่าประเทศไทยนั้นจะขยับตัวเลขของผู้สูงอายุ ขยายตัวเร็วกว่าประเทศญี่ปุ่นด้วยซ้ำ อันนี้น่าเป็นห่วงมาก ท่านประธานคะ ผู้สูงอายุไม่ใช่ วัยทำงาน ดังนั้นขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศเราน่าเป็นห่วงค่ะ อาจจะสู้ ประเทศอื่นไม่ได้ เราจะขาดแรงงาน นักลงทุนต่างชาติอาจจะพิจารณาถึงเรื่องแรงงาน แล้วไม่มาลงทุนกับประเทศไทยก็ได้ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเวียดนาม ซึ่งมีประชากร ๙๐ กว่าล้านคน แล้วมีวัยทำงาน ๕๐-๖๐ ล้านคนในตอนนี้ อย่างนี้นักลงทุนอาจจะไป เพราะฉะนั้นประเทศไทยก็จะเสียเปรียบได้ ก็ขอฝากคณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นได้ศึกษา ปัญหาตรงนี้ด้วย🔗

ทีนี้มาถึงคนพิการค่ะ คนพิการนั้นเราพบว่ามีมากขึ้น จากที่ดิฉันลงพื้นที่ แล้วพบว่าคนพิการ พิการจากเป็นโรคหลอดเลือดสมองเยอะทีเดียว หรือเรียกว่า Stroke ไปซอยเดียวเจอ ๘ บ้าน เป็นโรคหลอดเลือดสมองทั้ง ๘ บ้านเลย เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ซึ่งท่านก็รู้อยู่ว่าอัมพฤกษ์ด้านซ้าย ด้านขวา เป็นกันแบบนี้อัมพาตทั้งตัว ซึ่งคนพิการ จะอยู่บ้านคนเดียวก็ได้ เพราะว่าลูกต้องไปทำงาน เมื่อผู้พิการอยู่บ้านคนเดียว ติดขัดอะไรคะ เขาอาจจะเหงา เขาอาจจะคุณภาพชีวิตไม่ดี อาจจะหกล้มตกลงมาจากเตียงก็ได้นะคะ ความเป็นอยู่ไม่ดีนัก นี่ก็เป็นสัญญาณหนึ่งที่จะบอกว่ามีคนแบบนี้ที่เป็นโรค Stroke มากขึ้น เรื่อย ๆ ดังนั้นจึงควรรณรงค์ให้คนไม่ป่วยโรคนี้ เพราะฉะนั้นต้องฝากกระทรวงสาธารณสุข ที่นำการบริหารโดยท่านสมศักดิ์ เทพสุทิน ว่าให้ท่านได้พิจารณาถึงเรื่องนี้มากขึ้น ๆ ด้วยค่ะ ทีนี้คนพิการเวลาที่เรานึกถึงภาพว่าอยู่ในเทศบาล ชุมชนแออัดอะไรก็แล้วแต่ เวลาจะไป หาหมอ ตัวเขานี้ลำบากมาก เขาเองขยับเขยื้อนแทบไม่ได้ แถมไปหาหมอจะไปอย่างไร เขาอาจจะต้องไปตรวจร่างกาย เขาอาจจะต้องไปรับยา เขาอาจจะไม่สบายเองก็ได้ จะไปหา ก็ลำบาก ความยากลำบากแบบนี้จำเป็นต้องมีคนช่วย ดังนั้นในพื้นที่ที่ดิฉันขอปรึกษากับทาง พยาบาลที่เขาไปเยี่ยมบ้านอยู่เป็นประจำ เขาบอกว่าทำไมไม่มีรถซาเล้งล่ะ เขาพูดอย่างนี้ รถซาเล้งที่ค่อยพาไปถึงโรงพยาบาล ถามว่ารถซาเล้งนี่เป็นอย่างไร ซาเล้งก็ไม่ใช่แบบพัง ๆ ทำซาเล้งให้มันดี แล้วมีหน่วยงานบูรณาการงานกัน ถามว่าใครบูรณาการบ้าง รถนี่เราอาจจะ ขอกระทรวงคมนาคมได้ไหม มอเตอร์ไซค์นะคะ แล้วก็ให้ทางอาชีวะมาต่อเติมให้เป็นซาเล้งดี ๆ แล้วทางพยาบาลก็ประสานงานกับทางหน่วยงานนี่ละค่ะที่จะพาไป ถามว่าใครพาไป อาจจะ ให้ทาง พม. ตั้งคนขึ้นมา มีเงินเดือนขึ้นมา คอยขับรถพาไปไหน พาไปโรงพยาบาลนี่ละค่ะ นี่คือสิ่งหนึ่งที่ช่วยได้ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ถึงว่าตอนนี้โชคดีของคนพิการที่จะได้เงิน ๑๐,๐๐๐ บาท จากรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ซึ่งจะมีในวันที่ ๒๕ กันยายนนี้ เป็นรอบแรก นี่ถือว่าเป็นโชคดี แต่โชคร้ายของบางคนค่ะท่านประธาน คนที่เรียกว่าทะเบียนบ้านกลางค่ะ คนทะเบียนบ้านกลางคือใคร คือคนที่ไปอาศัยอยู่ในบ้านแล้วหายไปจากบ้านนั้น ประมาณสัก ๖ เดือน ไม่เห็นหน้าเลย เจ้าบ้านเขาอาจจะดีดออกไป ทีนี้ดีดออกไปแล้วเขาก็ไม่รู้ตัวว่า เขาไปอยู่ไหน เขาไปอยู่ทะเบียนบ้านกลาง พบว่าในเขตเทศบาล ยกตัวอย่าง เทศบาลเมือง ฉะเชิงเทรา มีคนอยู่ทะเบียนบ้านกลางที่ไม่มีสิทธิรับสิทธิใด ๆ เลยไม่มีสิทธิรับเงิน ๑๐,๐๐๐ บาทนี้ด้วย ไม่มีสิทธิรับสิทธิประโยชน์ใด ๆ มีมากถึง ๓๐๐ กว่าคน ลองคิดดูว่า ๓๕๐ คน คูณด้วย ๒,๐๐๐ กว่าแห่งของเทศบาลทั้งประเทศ ๘๐๐,๐๐๐ กว่าคน อาจจะมีสิทธิ ที่มีปัญหาแบบนี้ได้ ก็ขอฝากให้คณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นมา ได้พิจารณาสิ่งต่าง ๆ ที่ดิฉัน ได้กล่าวถึงด้วยนะคะ ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณปารมี ไวจงเจริญ ครับ🔗

นายปารมี ไวจงเจริญ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน ปารมี ไวจงเจริญ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน วันนี้ดิฉันขออภิปรายสนับสนุนญัตติของคุณเอกราช อุดมอำนวย ผู้แทนราษฎร กรุงเทพฯ เขต ๑๐ พรรคประชาชน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาปัญหาการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการในชุมชนแออัด ท่านประธานคะ ปัญหานี้เรื้อรังมานานแก้ไม่ได้สักที และเกี่ยวข้องกับหน่วยงานหลายหน่วย และในสภาก็ เกี่ยวข้องกับกรรมาธิการหลายคณะ ดิฉันจึงเห็นว่าจำเป็นต้องตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมา เพื่อพิจารณาศึกษาให้ได้ข้อมูลลึกซึ้งถึงต้นตอของปัญหา เพื่อจะได้แก้ได้ถูกจุดค่ะ ท่านประธาน เรื่องชุมชนแออัดดิฉันรู้จักดี เพราะว่าคือบ้านเกิดของตัวดิฉันเอง ดิฉันเป็นคนจนในกรุงเทพฯ เกิดในชุมชนแออัดหลังวัดสร้อยทอง เขตบางซื่อ ปัญหาชุมชนแออัด นั้น หมักหมมมานานแก้ได้ยาก แต่ก็แก้ได้ค่ะท่านประธาน ถ้าเราตั้งใจแก้ที่ระบบอย่างเป็น องค์รวม เนื่องจากดิฉันเน้นทำประเด็นด้านการศึกษานะคะท่านประธาน จึงจะขออภิปราย มุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาเด็กและนักเรียน🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายปารมี ไวจงเจริญ แบบบัญชีรายชื่อ

เนื่องจากเด็กในชุมชนแออัด ทั้งหมดยากจน นี่คือสาเหตุหลัก คุณภาพชีวิตของครอบครัวคนจนในชุมชนแออัดติดหล่ม วงจรความยากจน ทำให้ชีวิตพวกเขาขาดแคลนเสียทุกสิ่ง ชีวิตเคว้งคว้างเลื่อนลอย มองไม่เห็นอนาคต เรียนก็ไม่รู้จะเรียนไปทำไม ขาดทักษะและความรู้ในการเลื่อนสถานะทาง สังคม ทำให้ติดหล่มซ้ำซากชั่วนาตาปี เราจึงต้องมาแก้ไขตรงนี้ค่ะท่านประธาน ต้องมาสร้าง โอกาสให้เขา ต้องนำเขากลับเข้าระบบการศึกษา ทำให้เขาเห็นความสำคัญของการศึกษา เพราะดิฉันเชื่อว่าการศึกษานั้นแก้ปัญหาสังคมได้ค่ะท่านประธาน วิธีแก้ปัญหาเด็กในชุมชน แออัดตามความคิดของดิฉันต้องทำ ๓ สิ่งสำคัญนี้ค่ะท่านประธาน คือ ๑. เพิ่มงบการศึกษา ๒. เสริมบริการสาธารณะ และ ๓. ทบทวนกฎระเบียบโรงเรียน🔗

โดยในประเด็นเรื่องเพิ่มงบการศึกษานั้น ปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการให้เงิน อุดหนุนรายหัว ซึ่งดูเผิน ๆ อาจจะเยอะ แต่จริง ๆ แล้วน้อยมากนะคะ การจัดสรรงบของ กระทรวงศึกษาธิการต้องแก้ไขค่ะ ต้องเพิ่มงบรายหัว เพราะงบรายหัวพุ่งตรงไปที่ตัวเด็ก โดยตรง แล้วก็ปรับลดโครงการที่เยอะแยะเต็มไปหมด นำงบจากโครงการเหล่านั้นมาเพิ่มที่ งบรายหัว หรือกระทรวงศึกษาธิการอาจจะเปลี่ยนไปเลย อาจจะไปใช้วิธีจัดสรรงบแบบ วงเงินรวม หรือ Block Grant ก็ได้🔗

ประการต่อมาค่ะท่านประธาน เรื่องบริการสาธารณะที่ไม่เกื้อหนุนสำหรับ การเข้าถึงการศึกษา ท่านประธานทราบไหมคะว่าการไปโรงเรียน นักเรียนและผู้ปกครอง ต้องจ่ายค่าอะไรเยอะที่สุด ภาระด้านไหนเยอะที่สุด หลายท่านจะนึกถึงค่าข้าว ค่าอาหาร แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ค่ะท่านประธาน ค่าใช้จ่ายที่เยอะที่สุด คือค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ไปโรงเรียนค่ะ ถ้าเอาตัวอย่างเด็กในกรุงเทพฯ จะต้องจ่ายค่าเดินทางไปโรงเรียนอย่างน้อย ที่สุดเดือนละ ๖๐๐ บาท และอาจจะมากที่สุดถึงเดือนละ ๒,๒๐๐ บาท แต่รายได้ของพ่อแม่ ยากจนตามชุมชนแออัดรวมกันจะประมาณ ๑๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน เพราะฉะนั้นค่าเดินทาง สูงมากค่ะท่านประธาน เป็นรายจ่ายที่หลาย ๆ ครอบครัวยากจนไม่อาจจ่ายได้ การแก้ปัญหานี้ จึงต้องมองไปที่ระบบขนส่งสาธารณะที่ต้องขยายให้ครอบคลุมทุกพื้นที่และบริการฟรีให้กับ เด็กนักเรียน หรืออย่างน้อยที่สุดถ้าไม่ฟรี ก็ต้องเก็บค่ารถในอัตราราคาถูก เพื่อช่วยลดภาระ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปกลับของเด็ก ๆ ทุกโรงเรียน ทุกคนค่ะ🔗

ประเด็นต่อมานะคะท่านประธาน เรื่องกฎระเบียบของโรงเรียนไทยที่สร้าง ภาระเกินความจำเป็น กระทรวงศึกษาธิการและโรงเรียนท้องถิ่นต่าง ๆ ต้องทบทวน กฎข้อบังคับที่ก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายส่วนเกิน อย่างเช่น พวกเครื่องแบบการแต่งกายค่ะ ท่านประธาน เพราะว่าเครื่องแบบการแต่งกายจริง ๆ แล้วเป็นภาระมากต่อผู้ปกครอง ควรปรับลดลง เพื่อไม่ให้เป็นปัจจัยบังคับที่จะส่งผลกระทบต่อการเรียนของเด็ก🔗

ดิฉันขอเพิ่มเติมอีกประเด็นนะคะท่านประธาน ที่จะช่วยแก้ไขนี้ได้อย่างเป็น ระบบและยั่งยืน คือสังคมไทยเราต้องเร่งสร้าง Lifelong Learning การเรียนรู้ต่อเนื่อง ตลอดชีวิตให้ได้ เราต้องสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นแพร่กระจายให้ทั่วเมือง แล้วก็ต้องเป็นระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ที่เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน ตัวอย่างเช่น อาจจะต้องมี การสร้างศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน ที่ในศูนย์การเรียนรู้ชุมชนนั้นต้องประกอบด้วยห้องสมุด บ้านหนังสือ หรือสวนสนุก มีของเล่นสำหรับเด็ก ซึ่งต้องออกแบบให้มีความทันสมัย เป็นมิตร น่าใช้งาน ให้เป็นสถานที่ที่ส่งเสริมทั้งการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนพูดคุยกัน และเป็นพื้นที่แห่ง การพักผ่อน ผ่อนคลาย พักผ่อนหย่อนใจของทุกคน อันนี้สำคัญมากนะคะท่านประธาน และศูนย์การเรียนรู้ชุมชนนี้ต้องเป็นของชุมชนอย่างแท้จริง ต้องออกแบบระบบให้ใช้งานง่าย และที่สำคัญมากนะคะท่านประธาน ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนนี้ต้องเข้าถึงง่าย เพราะว่าทุกวันนี้ ศูนย์การเรียนรู้หรือห้องสมุดหลาย ๆ ที่ของทางราชการชุมชนจะเข้าถึงได้ยากมาก การเข้าถึงง่ายนี่สำคัญมากนะคะ ดิฉันจึงขอฝากประเด็นเหล่านี้เอาไว้ เพื่อใช้ในการแก้ปัญหา เด็กในชุมชนแออัดต่อไปค่ะท่านประธาน ขอบคุณค่ะ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ครับ🔗

นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ขออภิปรายในการสนับสนุนตั้งกรรมาธิการวิสามัญการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการในชุมชน แออัด🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ กรุงเทพมหานคร

จากสถิติในกรุงเทพฯ มีชุมชน ประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าชุมชนได้ แล้วก็มีประชากรรวมกันกว่า ๒ ล้านคน เป็นชุมชนแออัด ทั้งหมดประมาณ ๖๐๐ กว่าชุมชน ประชากรเกือบ ๖๐๐,๐๐๐ คน รองลงมาก็จะเป็นชุมชนเมือง หมู่บ้านชุมชนเคหะต่าง ๆ ชุมชนแออัดหลัก ๆ ก็คือกระจุกตัวอยู่ในใจกลางเมือง แล้วก็พื้นที่แนวริมคลอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเขตบางกอกน้อย เขตบางพลัด เขตธนบุรี เขตบางซื่อ เขตบางคอแหลม หรือเขตคลองเตย พวกนี้ก็จะมีชุมชนแออัดที่มีประชากร รวมกันต่อเขตประมาณ ๓๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ คน โดยประชากรแน่นอนละเป็นผู้ที่มีรายได้น้อย มีความไม่มั่นคงทางรายได้ เป็นคนเปราะบางต่าง ๆ เพราะฉะนั้นผมก็คิดว่ารัฐบาล มีความจำเป็นต้องเข้าช่วยเหลือ โดยผมแบ่งเรื่องของปัญหาออกเป็นทั้งหมด ๔ ด้าน ด้วยกัน นะครับท่านประธาน🔗

ด้านที่ ๑ คือเรื่องของด้านกายภาพ เราต้องเข้าใจว่าชุมชนแออัด เนื่องจากว่า มีความหนาแน่นสูง มีการก่อสร้างบ้านติด ๆ กัน การก่อสร้างบ้านที่อาจจะไม่ได้มาตรฐาน แน่นอนละจะมีปัญหาเรื่องของการเข้าถึงสาธารณูปโภค อย่างเช่น ถนน ประปา ไฟฟ้า บางทีก็เป็นพื้นที่ Land Lock เรียกว่าเป็น Accessibility หรือว่าความสามารถในการเข้าถึง พื้นที่ค่อนข้างต่ำ ทำให้เกิดความเสี่ยงในเรื่องของการโจรกรรม เพราะเนื่องจากแสงสว่าง ไม่เพียงพอ แล้วก็มีเรื่องของอัคคีภัยต่าง ๆ เป็นบ้านไม้ บ้านติดไฟง่าย ประปาหัวแดงน้อย รัฐบาลก็มีความจำเป็นที่ควรต้องสนับสนุนเรื่องของเงินปรับปรุงเรื่องของบ้าน แล้วก็พูดถึง เรื่องของการปฏิรูปที่ดินสักที และรวมถึงการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน🔗

เรื่องที่ ๒ คือเรื่องของด้านสุขภาพ เราต้องยอมรับว่างบประมาณในปัจจุบันนี้ ด้านสาธารณสุขไม่เพียงพอ แล้วภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ค่อนข้างเยอะมาก ส่วนหนึ่งเนื่องจากว่ารัฐบาลได้จัดเรื่องของงบประมาณเน้นไปในเรื่องของการรักษา แต่ไม่ได้ สนใจเรื่องของการป้องกันที่มากเพียงพอ เพราะฉะนั้นเราก็จะตรวจเจอโรคต่าง ๆ หลังจากที่ เป็นอาการหนักแล้ว เพราะฉะนั้นผมคิดว่ารัฐมีความจำเป็นต้องปฏิรูปเรื่องของงบประมาณ สาธารณสุข เน้นเรื่องของเชิงรุกมากยิ่งขึ้น เน้นเรื่องของการตรวจสุขภาพ การฉีดวัคซีนที่มัน มากยิ่งขึ้น แล้วก็สนับสนุนเรื่องของสถานพยาบาลระดับปฐมภูมิให้มากยิ่งขึ้น ด้านเศรษฐกิจ แน่นอนรัฐต้องการที่จะลดภาระการดูแลผู้ป่วยของแต่ละครัวเรือน ก็ควรมีการจัดในเรื่องของ Child Care หรือ Elder Care ก็คือสถานที่ดูแลเด็ก สถานดูแลคนป่วยต่าง ๆ เพื่อให้ ครอบครัวแต่ละครอบครัวไม่ต้องหยุดงานมาดูแลคนป่วย หรือคนเปราะบาง ผู้สูงอายุ หรือว่า คนติดเตียง หรือคนพิการก็แล้วแต่ นำเวลาตรงนี้ไปหาเงิน หารายได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจแทน เพราะฉะนั้นมันต้องมีฟังก์ชันตรงนี้เข้ามาเกิดขึ้น และรัฐต้องพยายามที่จะสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับผู้สูงอายุ หรือผู้พิการมากยิ่งขึ้น โดยอาจจะผ่านกลไกการสนับสนุนเรื่องของ ภาษี บริษัทนายจ้างคนพิการ บริษัทนายจ้างผู้สูงอายุ แล้วก็ Subsidize ตรงนี้ให้🔗

แล้วก็อีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องของปัญหายาเสพติดที่ว่าหลายครอบครัว คุณพ่อ คุณแม่ แก่แล้ว แต่ว่ายังต้องเอาเงินมาให้ลูก ๆ เพราะว่าลูก ๆ บางคนติดยาเสพติด ก็ทุบตีอาละวาด มีการโจรกรรมเกิดขึ้นเป็นปัญหาในชุมชน ก็ต้องมีการปรับเรื่องของ กฎหมายให้เกิดสภาพบังคับ เรื่องของการเข้าสู่การบำบัดอย่างจริงจัง ไม่ใช่ไปแล้วไม่ไปบ้าง อะไรอย่างนี้ไม่เอานะครับ🔗

ด้านสุดท้ายครับ คือเรื่องของด้านสวัสดิการ ผมคิดว่ารัฐมีความจำเป็นต้อง ผลักดันสวัสดิการต่าง ๆ ให้เกิดขึ้น อย่างแรกครับ เรื่องของอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างไม้เท้า รถเข็น เตียง Pampers แน่นอนครับ อย่างกรุงเทพมหานครก็มีแจกให้ แต่ท่านประธานครับ ปีหนึ่งที่ผ่านมากรุงเทพมหานครแจก Pampers แค่ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ชิ้น ๑๐,๐๐๐ คน แค่นั้นเองครับ ซึ่งเมื่อเทียบกับตัวจำนวนผู้ที่มีอาการที่ต้องจำเป็นต้องใช้เยอะกว่ามาก บางทีก็ขอไม่ได้ รอนานต่าง ๆ และคนพิการหลายคนต้องการบัตร แต่ทุกวันนี้ยังไม่มีบัตรเลย ครับ เพราะอะไร เพราะต้องไปหาคุณหมอให้ตรวจโรคก่อน เพื่อ Identify บอกเขาว่าเขาเป็น คนพิการ เสร็จปุ๊บต้องกลับไปที่ พม. เพื่อไปสมัครบัตรต่อ เพราะฉะนั้นในการเดินทาง ๒ ต่อ ค่อนข้างมีปัญหาครับ เพราะว่าไม่มีเงินเยอะ และเดินทางลำบาก🔗

เรื่องต่อมาครับ เรื่องของการปรับขึ้นเรื่องของเบี้ยผู้สูงอายุครับ ก็ต้องบอกว่า ตอนที่มีรายงานของคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคมยื่นเข้ามาในสภาแห่งนี้ เรื่องของ การปรับขึ้นเบี้ยผู้สูงอายุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนก็อภิปรายสนับสนุนกันเต็มที่ แต่ถามกลับว่า แล้วสรุปแล้วเราได้มีการเพิ่มขึ้นหรือไม่ อย่างไร คำตอบก็คือยังไม่มี ผมก็ต้อง ถามกลับมายังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนว่า มันถึงเวลาแล้วหรือไม่ ที่เราต้องร่วมกัน กดดันรัฐบาลอย่างจริงจังในการเพิ่มงบของเบี้ยผู้สูงอายุ ซึ่งถ้าเกิดรัฐบาลเสนอร่างงบประมาณมา แล้วไม่มีในเรื่องนี้ เราก็ควรต้องทำอย่างไร ต้องกดดันหรือต้องคว่ำงบประมาณหรือไม่ อย่างไร เพราะไม่อย่างนั้นมันจะไม่มีการตอบสนองในเรื่องนี้สักที ในเรื่องปัญหาหลัก🔗

เรื่องเบี้ยคนพิการเหมือนกันครับ ผมเคยทำหนังสือถึง พม. ไป บอกว่าควรมี การปรับเพิ่มขึ้นเป็น ๒,๐๐๐ บาท หรือไม่ ได้รับคำปฏิเสธว่ามันมีความจำเป็นเรื่องของภาระ งบประมาณ แต่ผมก็มองว่าจริง ๆ แล้วมันไม่ได้ใช้งบประมาณเยอะแยะอะไร เราต้องเข้าใจว่า งบประมาณของประเทศเรานี้ ทุกวันนี้เราค่อนข้างใช้งบประมาณไปกับสิ่งที่อาจจะไร้สาระ หรือมีการจัดซื้อจัดจ้างที่แพงเกินจริง ถ้าเรา Lean งบประมาณจริง ๆ แล้ว ผมเชื่อว่า การสนับสนุนคนพิการเพิ่มขึ้นจากปกติ ๘๐๐ บาท ถึง ๑,๐๐๐ บาท ไปเป็น ๒,๐๐๐ บาท ทำได้ง่าย ๆ ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นต้องฝากทุกท่านจริง ๆ ครับในเรื่องนี้ สุดท้ายนี้ ผมคิดว่าวาระนี้เป็นวาระที่มีความสำคัญ แล้วก็ขอสนับสนุนว่ามันมีความจำเป็นว่ามันต้องตั้ง เป็นวิสามัญนะครับท่านประธาน ขอบคุณมากครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด ครับ🔗

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่ต้องแนะนำเช่นนี้เพื่อจะบอกว่าผมอ่านปัญหารู้ ดูปัญหาเป็น ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณ ท่าน สส. นายแพทย์ทศพร เสรีรักษ์ ที่เป็นหนึ่งในเจ้าของญัตติที่เสนอให้สภาได้ศึกษาในเรื่องนี้ ร่วมกับอีก ๕ ท่านที่ได้เสนอเข้ามาให้ศึกษาในรูปแบบการทำงานของสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ บิลเกตส์ (Bill Gates) เคยกล่าวไว้ว่า ถ้าคุณเกิดมาจนไม่ใช่ความผิดคุณ แต่ถ้าคุณตายทั้งที่ยังจน ๆ อันนี้ความผิดคุณแน่นอน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า รัฐจะไม่สร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จะสนับสนุนส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงสวัสดิการขั้นพื้นฐาน ที่ดี ท่านประธานครับ วันนี้ข้อมูลจากกระทรวง พม. รายงานชัดครับว่า ชุมชนแออัด ในปัจจุบันนี้ย้อนหลังกลับไป ๑๐ ปี เหลียวหลังแลหน้า จำนวนชุมชนแออัดลดน้อยลงทุกปี นั่นแปลว่าเรามาถูกทางตลอด ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมาเราไม่ได้ทำงานแล้วสูญเปล่าครับ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะหยุดการพัฒนา หยุดการแก้ไขปัญหาไว้เพียงเท่านี้ เราเชื่อมั่น และมั่นใจว่า เราจะสามารถทำได้ดีกว่านี้ ไม่มีแล้วครับ ที่ไปอำ ไปถามกันว่านี่ทำงานทุกวัน เงินเก็บมากไหม บางคนบอกว่ามีเงินเก็บจนตาย แต่ต้องตายวันนี้นะ ถ้าตายพรุ่งนี้ไม่พอใช้ เพราะในวันนี้รัฐบาลได้พยายามที่จะสร้างเครื่องมือเพื่อร่วมกันในสังคมหาทางออกจาก ปัญหานี้ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้พิการ วันนี้สังคมเรากำลังเผชิญกับความท้าทาย เพราะอัตราการเกิดของเด็กนั้นต่ำ สวนทางกับจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มสูงขึ้น และมีแนวโน้มว่า จะมีอายุยืนขึ้น เรามี ๔ ปัจจัยที่เราจะต้องไปดู เรื่องแรกที่เราต้องไปดูก็คือ เรื่องของ สภาพแวดล้อม เรื่องของสุขอนามัย เรื่องของความเป็นอยู่พี่น้องประชาชน เรื่องของ เศรษฐกิจ และการหารายได้ การยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า ผมมีข้อสังเกต ๕ ประการ ที่จะร่วมกันในการหาทางออกจากปัญหา และยกระดับการแก้ไขปัญหาให้ดีขึ้น🔗

ประการที่ ๑ เราปฏิเสธไม่ได้ครับว่า ความเป็นเมืองมีความเป็นปัจเจกสูง เราไม่สามารถโบกสังคมให้วิ่งช้าลงได้ เราไม่สามารถจะจัดอุปกรณ์หรือเครื่องมือในการ ช่วยเหลือทุกชีวิตได้ แต่เราสามารถออกแบบเครื่องมือให้ทุกคนสามารถอยู่รอดได้ในสังคม ที่มีการแข่งขันสูง ท่านที่เคารพครับ วันนี้รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ได้อนุมัติ Digital Wallet ในส่วนของกลุ่มเปราะบาง ๑๔.๕ ล้านคน คนละ ๑๐,๐๐๐๐ บาท จากประชาชนธรรมดา กลายเป็นท่านหมื่นครับ มีคนละ ๑๐,๐๐๐ บาท ๑๔.๕ ล้านคน เป็นเงิน ๑๔๕,๐๐๐ ล้านบาท แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าแจกเท่านี้แล้วจบไปนะครับ ต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และโครงข่ายทางสังคมที่เรียกว่า Social Safety Net ให้ทุกคนได้อยู่ในสังคมอย่างปลอดภัย🔗

ประการที่ ๒ ต้องมีแผนงานและทิศทางการจัดสวัสดิการพัฒนาชุมชน และมีการบูรณาการเชื่อมโยงกันทุกหน่วยงาน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ และส่งเสริมการเรียนรู้ ตลอดชีวิต สร้างสุขภาวะในชุมชนแออัด ปัญหาขยะล้น ปัญหายาเสพติดต้องหมดไปครับ🔗

ประการที่ ๓ เมืองต้องถูกออกแบบและมีการบริหารจัดการ โดยเน้น ความปลอดภัยสูงสุดเป็นลำดับแรก🔗

ประการที่ ๔ ต้องช่วยกันสร้างกลไกพัฒนาที่มีกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุก ภาคส่วน ทั้งภาคชุมชน องค์กรพัฒนาท้องถิ่น ลดโครงการประเภทตัดเสื้อโหล แล้วเป็น โครงการที่ยึดเอาอัตลักษณ์ของแต่ละชุมชน แล้วนำไปสู่การยกระดับแก้ไขปัญหา จะทำให้ เกิดการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดมากขึ้น🔗

ประการที่ ๕ สัดส่วนของงบประมาณที่จะบริหารจัดสรรต่อจากนี้ไปต้องคำนึงถึง การลดความเหลื่อมล้ำสร้างโอกาสที่เท่าเทียมให้กับคนไทย พัฒนาระบบสาธารณูปโภค และสิ่งแวดล้อมที่ดี ท่านที่เคารพครับ คนเราต่อให้มีเงินมากมาย แต่ถ้าไม่มีคนข้างกาย ก็เหมือนตายทั้งเป็น เราจะมาร่วมกันครับ ช่วยกันสร้างสังคมที่อบอุ่น สร้างสังคมที่ทุกคน มีสุขภาวะที่ดี มีสุขภาพใจที่ดี กายพร้อม ใจพร้อม ไปด้วยกัน เราทำได้ครับ ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณภัสริน รามวงศ์ ครับ🔗

นางสาวภัสริน รามวงศ์ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน ภัสริน พรรคประชาชน ปากเสียงคนบางซื่อ ดุสิต ขอสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญดูแลคนเปราะบางในชุมชนแออัด ดิฉันขอเอ่ยถึงประชาชนในพื้นที่ของดิฉันนะคะ คุณยายหนุ่ยเคยขายผัดไทในเขตบางซื่อ เป็นพื้นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ไม่สามารถ เข้าถึงสาธารณูปโภคพื้นฐาน อย่างการสร้างห้องน้ำที่ดี การใช้ไฟฟ้า เนื่องจากเป็นพื้นที่ ทับซ้อนของการรถไฟแห่งประเทศไทย คุณยายหนุ่ยเคยเลี้ยงลูก ๔ คน แต่ปัจจุบันต้องกินข้าวบูด แล้วก็รอคนในชุมชนมาดูแล คุณเอ๋อีกคนหนึ่ง ไม่มีบ้านค่ะ ต้องนอนหน้าห้องน้ำที่วัดในชุมชน เขตดุสิตตรงนี้ แล้วก็มีลูกที่ต้องดิ้นรน ไม่มีความช่วยเหลือจากรัฐที่เพียงพอ เด็กลูกของคุณเอ๋ ต้องออกไปทำงานตั้งแต่อายุยังน้อย หลุดจากระบบการศึกษา น้องก็ยังเป็นโรคปากแหว่ง เพดานโหว่ ๒ คนค่ะ ก็ต้องช่วยคุณแม่หาบมะนาวไปขาย พูดถึงพื้นที่ทับซ้อนในกรุงเทพมหานคร คนแก่ต้องอาศัยอยู่คนเดียว การเข้าถึงสาธารณูปโภคยังไม่สามารถทำได้อย่างเท่าเทียม ต้อง Jump ไฟต่อจากอีกชุมชนหนึ่ง และละแวกที่ตัวเองไม่สามารถที่จะจัดตั้งเป็นชุมชนได้ ความจนมันน่ากลัว หลายบ้านในเขตบางซื่อ ดิฉันเคยไปในพื้นที่ค่ะ แล้วชาวบ้านบอกว่า เขาต้องนอนกับหนู โดดเดี่ยวเดียวดายไปกับตะวันขึ้นแล้วก็ตะวันตกจนแล้วจนเล่า ทั้งคนชราและคนพิการ โครงข่ายการดูแลสังคมที่มีอยู่ในชุมชนก็ยังไม่เคยเพียงพอ ยังขาด การดูแลที่มั่นคงที่ลงลึกในชุมชน การสนับสนุนจากภาคเอกชนและโครงการของรัฐก็มีการ ช่วยเหลือที่ไม่เพียงพอ แล้วก็ยังมีประเด็นเรื่องการเข้าถึงสวัสดิการของผู้ที่อาศัยอยู่ในชนบทอีก นอกจากสมาชิกครอบครัวที่เป็นผู้หญิงแล้ว การดูแลทั่วประเทศ และประเทศไทยยังต้อง พึ่งพากับเครือข่ายอาสาสมัคร อาสาสมัครเหล่านี้ส่วนมากก็เป็นหญิงวัยกลางคน เป็นผู้หญิง สูงวัยอยู่บ้างด้วย แล้วก็ยังมีภาระงานอื่น หน้าที่ต่อครอบครัวที่ตนเองมีมากอยู่แล้วด้วย ค่าจ้างที่ได้รับก็ดูแลไม่เพียงพอทั้งกับตัวเองแล้วก็ครอบครัว ดังนั้นเพื่อให้สามารถ ประคับประคองสังคมต่อไปไม่ให้ล้ม ทั้งเด็ก คนพิการ คนชรา รัฐต้องให้ความสำคัญกับงาน ดูแลคนเปราะบางมากกว่านี้ ดิฉันมีข้อเสนอที่เป็นประโยชน์กับแนวทางการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ แล้วก็กลุ่มเปราะบาง นอกจากจะช่วยโอบอุ้มผู้เปราะบางแล้ว ยังช่วยให้คนวัยทำงานได้ใช้ ศักยภาพของตัวเองได้เต็มที่ในการทำงาน ๑. ลงทุนในการสร้างศูนย์ดูแลเด็กเล็ก แล้วก็ว่าจ้างพนักงานในศูนย์ดูแลเด็กเล็ก เพื่อสนับสนุนการดูแลอย่างเป็นสากล มุ่งเป้าไปที่เด็ก อายุ ๐-๓ ปี ให้เงินอุดหนุนเด็กเล็ก ดูแลเด็กพิเศษระหว่างภาคเอกชน แล้วก็สนับสนุนดูแลเด็ก ในช่วงกลางวัน หรือที่เรียกว่า Day Care ของชุมชนด้วยค่ะ สนับสนุนนายจ้างให้พัฒนา ทางแก้ไขการดูแลเด็กในที่ทำงาน พิจารณาความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน เพื่อให้ นายจ้างสามารถสร้างสถานดูแลเด็กเล็กได้ ฝึกอบรม และสนับสนุนนายจ้างให้ประเมิน ความต้องการกับลูกจ้าง เพื่อให้แนวทางการปฏิบัติของบริษัทยืดหยุ่นพอที่จะรองรับ ความจำเป็นในเรื่องการดูแลเด็กเล็กได้ ในส่วนของผู้สูงอายุก็อาจจะมีการเพิ่มให้บริการนักสังคมสงเคราะห์จากภาครัฐให้มี ค่าตอบแทนที่ดี เพื่อเสริมกำลังอาสาสมัครในท้องถิ่นในการประสานงาน และจัดการ ความต้องการด้านสุขภาพและการดูแลที่บ้านค่ะ ร่วมมือกับโรงเรียน อาจจะเป็นสถานศึกษา เพื่อจัดการฝึกอบรม ทำงานดูแลผู้สูงอายุและผู้พิการที่บ้าน ให้เงินอุดหนุนกับหน่วยงาน เอกชน รัฐบาล ฝึกอบรม สรรหาพนักงานดูแล โดยให้มีค่าตอบแทนที่เพียงพอ ดิฉันมองว่า เรื่องการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการในชุมชนแออัด เป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลควรจะต้องเร่งมือ แก้ไขอย่างจริงจัง เราก็ต่างทราบกันดีว่าเราเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัวนะคะ หากโครงข่ายการดูแลสังคมและงานด้านการดูแลยังไม่แข็งแรง จะทำให้สังคมไทยไม่สามารถ ที่จะรับมือกับสังคมผู้สูงอายุได้ แล้วก็อาจจะต้องเจอกับระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่ยากจะรับมือ ด้วยค่ะ ดิฉันก็ขอเห็นชอบให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาการดูแล เด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการในชุมชนแออัดค่ะ ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ เหลืออีก ๒ ท่านสุดท้าย ท่านแรกขอเชิญคุณแอนศิริ วลัยกนก ครับ🔗

นางสาวแอนศิริ วลัยกนก กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวแอนศิริ วลัยกนก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตทุ่งครุ เขตราษฎร์บูรณะ แขวงราษฎร์บูรณะ พรรคประชาชน วันนี้ดิฉันขอร่วมอภิปรายญัตติ ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการในชุมชนแออัดค่ะ เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการในชุมชนแออัด ต้องประสบ กับปัญหาความยากจนและการขาดแคลนสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต เหล่านี้ต้องเผชิญกับ ปัญหาความไม่มั่นคงของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นด้านที่อยู่อาศัย หรือปัจจัยยังชีพต่าง ๆ ทำให้เรา ต้องมาพูดถึงสวัสดิการและการดูแลที่ยังมีปัญหา ไม่ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการบางกลุ่มถูกทิ้งให้อาศัยเพียงลำพัง บ้างก็ตัวคนเดียวไม่มีครอบครัว บ้างก็บกพร่อง ทางครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวที่มีภาวะแตกแยก ใช้ความรุนแรง มีบุคคลในครอบครัว ที่ติดคุก ติดยา มีสภาพจิตใจที่ไม่ปกติ ซึ่งสภาวะครอบครัวแบบนี้ไม่ได้มีเพียงแค่เด็กที่ต้อง พบเจอ แต่ผู้สูงอายุ ผู้พิการบางท่านก็ยังต้องอาศัยอยู่ในสภาวะครอบครัวแบบนี้เช่นกัน เด็กในชุมชนแออัดเป็นกลุ่มเปราะบางและขาดโอกาสในชีวิตที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง ขาดความคุ้มครอง เด็กหลาย ๆ คนมีพัฒนาการถดถอยและล่าช้า เนื่องจากขาดปัจจัยที่ดี ในการเติบโต ในการเติบโตของเด็กนั้นมีปัจจัยในการพัฒนาหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ครอบครัว โรงเรียน หรือสังคมแวดล้อม มีคำกล่าวที่ว่า เด็กคนหนึ่งจะโตมาเป็นผู้ใหญ่แบบไหน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่เขาโตมา คำกล่าวที่ไม่เกินกว่าความเป็นจริงสักเท่าไรนัก สภาพแวดล้อมที่ดีก็เท่ากับเป็นการเริ่มต้นที่ดี เมื่อเราพูดถึงเด็ก ๆ ที่อาศัยในสภาพแวดล้อม ในชุมชนที่แออัด เด็ก ๆ ต้องอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ไม่ดีต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต บ้างก็ไม่ได้รับการดูแลที่ถูกต้อง หรือไม่ได้รับคำแนะนำที่เหมาะสมเท่าที่ควร หรือเรียกกัน แบบเข้าใจง่าย ๆ ก็คือ การเลี้ยงดูแบบตามมี ตามเกิด สภาพแวดล้อมที่ไม่ดี ขาดการเลี้ยงดู อย่างเหมาะสม ก็อาจจะมีอีกสาเหตุที่ทำให้เด็กเลือกเดินในทางที่ผิด เช่น การเข้าไปยุ่งเกี่ยว กับยาเสพติด หรือการกระทำที่ไม่ถูกต้อง การลักเล็กขโมยน้อย ซึ่งอาจนำไปสู่การกระทำผิด ที่ใหญ่ขึ้นในอนาคต ดิฉันขอยกตัวอย่างในพื้นที่เขตราษฎร์บูรณะ แขวงราษฎร์บูรณะ ของดิฉัน เมื่อช่วงเดือนมิถุนายน ปี ๒๕๖๖ ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ว่า มีเด็ก ๆ ๓ คน อาศัยกันเพียงลำพังในห้องเช่า ไม่ได้เรียนหนังสือ อาศัยอาหารจากวัด และเพื่อนบ้านที่คอยแวะเวียนมาดูแลจัดหาให้ ซึ่งเพื่อนบ้านจึงได้ร้องเรียนและขอความ ช่วยเหลือมายังดิฉัน และเมื่อได้ลงพื้นที่จึงได้ทราบว่าผู้ปกครองเด็ก ๆ ถูกจำคุก เนื่องจาก ยาเสพติด ทำให้ต้องอาศัยอยู่กันเอง โดยมีพี่สาวคอยดูแลเรื่องค่าเช่าห้องให้ ซึ่งพี่สาวก็มี ภาระและครอบครัวที่ต้องดูแล จึงไม่สามารถดูแลและให้ความช่วยเหลือได้อย่างเต็มที่ เคสนี้ดิฉันจึงได้เข้าไปพูดคุยกับทางโรงเรียนเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา และได้รับ การประสานไปยังหน่วยงานพื้นที่เพื่อดำเนินการช่วยเหลือเด็ก ๆ ปัจจุบันเด็ก ๆ ก็ได้รับ การดูแลเรียบร้อยแล้วนะคะ ในปัญหาที่เด็ก ๆ ยังได้เจอ ก็ยังมีความโชคดีที่เด็ก ๆ มีครู มีเพื่อนบ้านให้ความสนใจ คอยให้ความช่วยเหลือและให้คำแนะนำ แต่สิ่งหนึ่งที่เราจะลืม ไม่ได้คือไม่มีใครจะมาสามารถช่วยเหลือได้ตลอด หากมีสิ่งใดที่จะสามารถช่วยเหลือและดูแล เด็ก ๆ เหล่านี้ได้ ก็คงเป็นสวัสดิการและการดูแลที่ดีจากภาครัฐ ที่จะดูแลจนกว่าพวกเขา เหล่านี้จะเข้มแข็งและสามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ นอกจากเด็ก ๆ แล้วยังมีผู้สูงอายุและผู้พิการ ในชุมชนอีกจำนวนไม่น้อยที่ต้องประสบกับปัญหาเช่นเดียวกัน และไม่มีเงินเพียงพอดูแล ตัวเองได้ จึงต้องพึ่งพาดูแลลูกหลาน หรือคนในครอบครัว เคสตัวอย่างที่ดิฉันพูดเป็นเพียงหนึ่งในอีกหลายสิบเคสที่เกิดขึ้นในพื้นที่ของดิฉัน ที่ได้รับ การช่วยเหลือประสานงานจัดหาอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้สูงอายุ และผู้พิการอยู่บ่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นรถเข็นสำหรับคนป่วย ผ้าอ้อมสำเร็จรูปสำหรับเด็ก และผู้ใหญ่ นมผงสำหรับเด็ก หรือแม้กระทั่งรถรับส่งสำหรับผู้สูงอายุ ผู้พิการที่ไปพบแพทย์ก็มี เนื่องจากข้อจำกัดหลายอย่าง ดิฉันเห็นว่าควรจะมีการจัดตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหา การดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ตามที่เพื่อนสมาชิก เอกราช อุดมอำนวย ได้ยื่นญัตตินี้ เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาและจัดสวัสดิการการดูแลเพิ่มขึ้นให้กับกลุ่มนี้ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสุดท้ายครับ ขอเชิญคุณประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ครับ🔗

นายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ปทุมธานี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ผู้แทนราษฎร พรรคประชาชนจากจังหวัดปทุมธานี เขต ๗ อำเภอลำลูกกา อำเภอธัญบุรี และอำเภอหนองเสือ วันนี้ผมขอร่วมอภิปรายญัตติขอให้ตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการในชุมชน แออัด ชุมชนแออัดในที่นี้ ผมขอให้พ่วงไปด้วยนะครับ ชุมชนรายได้น้อย อย่างเช่น การเคหะ เอื้ออาทร ชุมชนริมคลอง เพราะปัญหาและข้อจำกัดไม่แตกต่างกัน ปัญหาและการแก้ไข ได้ถูกนำเสนอไปโดยเพื่อน สส. หลายท่านแล้ว ผมเป็นคนสุดท้าย คนที่ ๒๔ เพราะฉะนั้น จะไม่พูดซ้ำนะครับ ในเรื่องของสังคมผู้สูงวัย ยาเสพติดในชุมชน การตกหล่นทางการศึกษา การแก้ปัญหา ก็เช่นการให้โอกาสทางการศึกษา แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เพิ่มสวัสดิการ ผมก็คงไม่พูดซ้ำ แต่วันนี้ผมจะนำเสนอมุมมองใหม่ ในการแก้ปัญหาที่เรียกว่า ๔ ใหม่ ข้อ ๑ ก็คือการมองปัญหาใหม่ ข้อ ๒ คือการแก้ไขใหม่ที่สร้างสรรค์ ข้อ ๓ คือการสร้างระบบ นิเวศใหม่ทางสังคมที่เกื้อกูลกัน และข้อ ๔ การเปลี่ยนแปลงมุมมองใหม่ ๆ ในสังคม สิ่งเหล่านี้คืออะไร🔗

เริ่มจากเรามองปัญหาใหม่ จากเด็กที่เรามองว่าอาจจะเป็นภาระที่เราต้อง เลี้ยงดู ให้มองว่าเป็นพลังขับเคลื่อนของชุมชน แทนที่จะมองว่าเด็กเป็นภาระ เราต้องมองว่า เขาเป็นนวัตกรรมที่มีศักยภาพ ปัญหาเพราะว่าเด็กขาดพื้นที่ในการแสดงออก ขาดโอกาส ในการแสดงความคิดสร้างสรรค์ วิธีการแก้ไขก็คือว่า ให้เด็กมีส่วนร่วมในการออกแบบ และปรับปรุงพื้นที่ในชุมชนของเขา ให้มีการจัดประกวด Idea นวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อแก้ปัญหา ชุมชน โดยให้เด็กเหล่านี้เป็นผู้นำเสนอ จัดกิจกรรมให้เด็ก ส่วนผู้สูงวัยไม่ใช่จะรอรับการเลี้ยงดู อย่างเดียว ให้มองว่าผู้สูงวัยเป็นผู้ที่มีองค์ความรู้ สามารถถ่ายทอดภูมิปัญญาให้กับเราได้ มองผู้สูงวัยเป็นคลังความรู้ของชุมชน ไม่เพียงแต่รอรับความช่วยเหลือจากชุมชนเท่านั้น ปัญหาหาของสิ่งเหล่านี้ คือว่าผู้สูงวัยขาดช่องทางในการถ่ายทอดความรู้ แล้วก็ประสบการณ์ เพราะฉะนั้นวิธีการแก้ไขที่ผมนำเสนอก็คือว่า อาจจะสร้างแพลตฟอร์มให้กับผู้สูงวัยมา แบ่งปันความรู้และทักษะของตนเอง การทำอาหาร การเย็บปักถักร้อย การทอผ้า การทำ หลาย ๆ อย่าง ผู้สูงวัยมีความรู้เหล่านี้ สามารถนำกลับมาสอนชุมชนได้ แล้วทำให้ผู้สูงวัย มีกิจกรรมร่วมกันกับชุมชนได้ ส่วนผู้พิการส่วนมากจะมีศักยภาพนะครับ ทุกคนที่เป็นผู้พิการ เขาไม่ได้ต้องการรอรับความช่วยเหลือ เขาอยากทำงาน เขาอยากสร้างสรรค์สังคมให้กับ ส่วนรวม เพราะฉะนั้นเขาสามารถสร้างประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ให้กับชุมชนได้ ปัญหาก็คือว่าสังคมก็ยังไม่เปิดกว้างที่จะรับฟังผู้พิการเหล่านี้ วิธีการแก้ไขก็คืออยากให้มี การจัดทัวร์ชุมชนที่นำเสนอโดยผู้พิการ เพื่อให้คนทั่วไปได้สัมผัสความรู้สึกว่าประสบการณ์ ที่พิการรู้สึกอย่างไร ให้คนปกติได้รู้สึกอย่างนั้น จะได้เข้าใจคนพิการได้มากขึ้น แล้วก็ยัง สามารถสร้างพื้นที่สื่อสังคมออนไลน์ให้ผู้พิการแบ่งปันมุมมองของตัวเอง เพื่อให้เราเข้าใจ ถึงหัวอกของผู้พิการ แล้วก็อยากจะให้เขามีงานทำด้วย🔗

การสร้างระบบนิเวศสังคมใหม่ ๆ ที่เกื้อกูลกัน อย่างที่ ๓ ใหม่ ก็คือว่าจะมี ตลาดนัดแลกเปลี่ยนทักษะในชุมชน ชุมชนไหน ใครมีทักษะอะไรก็เอามาแลกเปลี่ยนกัน มาแลกเปลี่ยนกันสอน ใครวาดภาพเก่งก็มาสอนคนที่อยากจะเรียนการวาดภาพ เด็กก็มา สอนเทคโนโลยีให้ผู้ใหญ่ ผู้สูงวัยก็แบ่งปันภูมิปัญญาให้กับเด็ก แล้วก็มีธนาคารเวลา ธนาคารเวลานี้คืออะไร ก็คือว่าสังคมนี้อาจจะช่วยเหลือกันอย่างเช่น เราไม่มีเวลาที่จะไปรับลูก ก็ให้เพื่อนบ้านไปรับลูกให้ ส่วนเราก็อาจจะไปรดน้ำต้นไม้ให้เขา ไปเก็บกวาดอะไรให้เขา แลกเปลี่ยนกัน ซึ่งจะทำให้สังคมเป็นสังคมที่เกื้อกูลกัน แล้วก็อยู่ร่วมกันอย่างสามัคคีนะครับ🔗

ต่อไปก็คือ โครงการนวัตกรรมเพื่อทุกคน ก็คือมีการประกวดออกแบบ นวัตกรรมเพื่อยกระดับชุมชน สิ่งเหล่านี้สามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้ทุนรอนมากเลย ส่งเสริม ความร่วมมือระหว่างสังคมผู้สูงอายุและผู้พิการร่วมกัน🔗

ส่วนข้อสุดท้าย การเปลี่ยนมุมมองใหม่ของสังคม ก็อาจจะมี Campaign สร้างพลังที่หลากหลาย สร้างสื่อที่นำเสนอเรื่องราวความสำเร็จของชุมชน เกิดจาก ความร่วมมือของชุมชนที่กล่าวมานี้ มีความสำเร็จอะไรเราก็เอามานำเสนอกัน เป็นโครงการ สื่อสารของชุมชน เพื่อให้ชุมชนอื่นได้ทำตาม สร้างช่องทางสื่อสารทางสังคมออนไลน์เหล่านี้ การมองปัญหาให้เป็นมุมมองใหม่ ๆ บางทีอาจจะไม่ต้องใช้ทุนรอนมาก อันนี้เป็นข้อเสนอ Idea ที่เพิ่มเติมจากเพื่อน ๆ เพื่อให้เราเห็นศักยภาพของชุมชนที่บางทีเขาซ่อนอยู่ แล้วก็ลดโอกาส ที่เขาจะไปติดยาเสพติดด้วย ชุมชนเหล่านี้เมื่อมีความสามัคคีกัน เด็กดูแลผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ดูแลเด็ก ก็จะลดอาชญากรรม ลดยาเสพติด แล้วก็เปลี่ยนแปลงระบบนิเวศในสังคมให้ดูดีขึ้น โดยใช้ทุน เพียงนิดเดียวครับท่านประธาน ขอบคุณมากครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๗๕ ผู้เสนอญัตติก็มีสิทธิที่จะสรุปได้อีกครั้งหนึ่งก่อนจะลงมตินะครับ ตอนนี้มีผู้เสนอญัตติจะขอสรุปที่แจ้งมาตอนนี้มี ๔ ท่าน ขอเชิญท่านแรกก่อนนะครับ ท่านเอกราช อุดมอำนวย ครับ🔗

นายเอกราช อุดมอำนวย กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม จอจาน เอกราช อุดมอำนวย ผู้แทนคนดอนเมือง จากพรรคประชาชนครับ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นเลยต้องขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่ได้ อภิปรายสนับสนุนญัตติดังกล่าว แล้วก็ขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่มีญัตติในทำนองเดียวกันอีก ๕ ฉบับ ท่านประธานครับ เท่าที่ผมฟังมาเพื่อนสมาชิกอภิปรายไปเป็นเสียงในแนวทาง เดียวกัน แล้วทุกคนชี้ให้เห็นปัญหา ไม่ว่าจะเป็นท่านแอนศิริ วลัยกนก ท่านลงพื้นที่บอกเลยว่า รายละเอียดข้อเท็จจริงเจอมา ปัญหาเป็นอย่างไรบ้าง ต้องแก้ไขอย่างไร ท่านณัฐชาก็พูด ชัดเจนว่า ในกรรมาธิการก็พร้อมที่จะรับเรื่องนี้ไปศึกษาอยู่แล้ว หรือว่าท่านศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ท่านภัณฑิล น่วมเจิม ก็อภิปรายถึงแนวทางแก้ปัญหาในแบบวิธีการที่แตกต่างกัน แล้วก็ ชื่นชมเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคอื่น ๆ ด้วยนะครับ โดยเฉพาะที่อภิปราย สนับสนุนญัตติดังกล่าว แล้วก็มีข้อเสนอที่ค่อนข้างจะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ท่านประธานครับ เท่าที่ผมฟังมาทั้งหมดพอจะสรุปได้ว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันปัญหา ของชุมชนแออัดก็มีความเสี่ยงสูง แล้วผู้แทนราษฎรที่ลงไปพื้นที่เจอปัญหาจริง ๆ ทั้งปัญหา เรื่องของเด็ก เรื่องของผู้สูงอายุ และเรื่องของผู้พิการ เป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ แล้วทุกคน ความเป็นผู้แทนก็อยากที่จะดูแลประชาชน ดูแลความเดือดร้อนของพวกเขา ให้รัฐเข้าไปดูแล ระบบสวัสดิการ การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เขาเจอในชีวิตประจำวันอย่างทั่วถึง นอกจากนี้ ระบบงบประมาณ รวมถึงนโยบายต่าง ๆ ปัจจุบัน แน่นอนว่าไม่สนองต่อความต้องการในการ แก้ปัญหา ดังนั้นความจำเป็นที่เราจะตั้งกรรมาธิการวิสามัญครั้งนี้ เราก็จะได้ข้อมูลมาศึกษา วิเคราะห์ แล้วก็เสนอแนะเป็นมาตรการปรับปรุง เพื่อให้รัฐบาลรับนำไปเป็นข้อแนวทางที่จะ แก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะประเด็นที่เพื่อนสมาชิกได้พูดขึ้นมานอกเหนือจาก ญัตติ อาจจะเป็นข้อสังเกตเพิ่มเติม อย่างปัญหาการศึกษาที่ท่านปารมีก็แนะนำไว้ ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาด้านสุขภาพของประชาชน หรือว่าการเข้าถึงการศึกษา สวัสดิการต่าง ๆ ผลที่คาดหวัง ที่เราจะมีต่อการตั้งกรรมาธิการวิสามัญครั้งนี้ ก็คือเราจะสามารถมีข้อเสนอที่เป็นเชิงรูปธรรม เป็นนโยบายลงไปแก้ปัญหาได้ตรงจุด อย่างน้อยถ้าพิจารณาแล้วเสร็จภายใน ๙๐ วัน นำข้อสรุปต่าง ๆ เหล่านี้ส่งไปให้รัฐบาลปรับเป็นนโยบาย ตั้งเป็นแผนงานให้หน่วยงาน รับทราบปัญหาและแก้ไขได้อย่างตรงจุด ผมเชื่อว่าสภาผู้แทนราษฎรของเราจะใช้โอกาสนี้ เวทีนี้ สะท้อนปัญหาที่ได้รับจากพี่น้องประชาชน นำไปสู่การแก้ไขที่เป็นประโยชน์ในเชิง นโยบาย แล้วเพื่อนสมาชิกทุกท่านก็จะได้มีแนวทางที่ไปพูดคุยกับพี่น้องประชาชนได้อย่าง ชัดเจนครับ เรื่องเด็กเล็กจะเอาอย่างไร เงินสมทบ เงินอุดหนุนที่อาจจะยังไม่ทั่วถึง ปัญหาเหล่านี้ จะนำไปสู่การปฏิบัติเชิงเป็นรูปธรรม อย่างนโยบายจะหาพื้นที่ทางงบประมาณให้พวกเขา อย่างไร กลุ่มผู้สูงอายุถูกพูดถึงมาโดยตลอดว่าเราสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว เราจะมีแนวทาง ในการดูแลอย่างไร แน่นอนครับ หลายคนก็พูดกัน แต่เราต้องการที่มัน Highlight ขีดเส้นใต้ มากกว่านี้ เพราะเรารู้ว่าปัญหามันเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น แล้วมิหนำซ้ำยังมีปัญหาเชิง ทับซ้อนอีกว่าผู้สูงอายุ ถ้ายังอยู่ในความดูแลของลูกหลานนี่ง่ายครับ แต่ปัจจุบันผู้สูงอายุ ก็จำนวนมากทีเดียวที่ประสบปัญหาก็คือว่าต้องอยู่คนเดียว เงินเกษียณก็ไม่มี ก็เป็นเรื่องที่ สภาเราต้องไปคิดนะครับ เพราะพวกเขาเหล่านี้ ก็คือคนที่จ่ายภาษีทำให้แผ่นดินนี้อยู่มาได้ จนถึงทุกวันนี้🔗

นอกจากนี้ครับท่านประธาน ก็คือเรื่องของผู้พิการ ก็เป็นกลุ่มเปราะบางที่เรา แทบจะไม่มีนโยบายที่เอื้อให้กับผู้พิการอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างเช่นกรณี ของการซ่อมบ้าน การดูแลจัดสรรเงินกู้ให้กับผู้พิการ ลองไปถามครับ ร้อยทั้งร้อย แทบจะบอกว่าไม่รู้จักโครงการของรัฐที่จะสนับสนุนเขาเลย นอกจากเบี้ยที่ได้เป็นรายเดือน พอจะมีโอกาส มีวิธีการอย่างอื่นไหมครับ หรือแม้กระทั่งง่าย ๆ เลยครับ ในปัจจุบันคนที่อยู่ ในชุมชนแออัดต่าง ๆ ที่เขาอาจจะประสบอุบัติเหตุจากการประกอบอาชีพ เกิดอยู่ดี ๆ ต้องเป็นผู้ทุพพลภาพขึ้นมา พวกเขาจะทำอย่างไรในเรื่องอาชีพ ผมคิดว่านี่คือเวทีสำคัญครับ ท่านประธาน ก็ขอบคุณเพื่อนสมาชิกอีกครั้ง แล้วก็หวังว่าญัตตินี้จะเป็นประโยชน์ แล้วก็ นำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคุณรำพูล ตันติวณิชชานนท์ ครับ🔗

นางรำพูล ตันติวณิชชานนท์ อุบลราชธานี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางรำพูล ตันติวณิชชานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี เขต ๙ ซึ่งประกอบด้วยอำเภอนาจะหลวย อำเภอบุณฑริก อำเภอสิรินธร เฉพาะตำบลโนนก่อ พรรคไทยสร้างไทยนะคะ ดิฉันได้เสนอญัตติ ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหาสังคมผู้สูงวัยและอัตราการเกิดของประชากรที่ต่ำลง ซึ่งมีท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้เสนอญัตติทำนองเดียวกัน จำนวน ๕ ท่านด้วยกันนะคะ ดิฉันก็ขอขอบคุณท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านที่ได้ร่วมอภิปรายแสดงความคิดเห็น แสดงข้อเสนอแนะ การแก้ไขปัญหาสังคมผู้สูงวัยและอัตราการเกิดที่ต่ำลง อันเป็นปัญหาใหญ่ ของประเทศ ที่รัฐบาลต้องรีบหาทางแก้ไขนะคะ การเพิ่มขึ้นของผู้สูงวัยและวัยแรงงานลดลง ทำให้การขาดแคลนแรงงานมากขึ้น ส่งผลกระทบถึงการผลิตของประเทศเรา ทำให้เศรษฐกิจ ชะลอตัว รัฐบาลต้องส่งเสริมให้คนอยากมีลูกมากขึ้น โดยการให้สวัสดิการทางการเงิน และสนับสนุนการเลี้ยงดูเด็ก จัดการศึกษาเด็กเรียนฟรีจนถึงมหาวิทยาลัย เพื่อแบ่งเบาภาระ ค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง ปรับปรุงสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุ เพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพ สนับสนุนทางสังคม เพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี ผู้สูงอายุต้องการการมีเพื่อน ต้องการ คนดูแล ต้องการการเข้าสังคม ส่งเสริมการทำงานของผู้สูงอายุ รัฐต้องส่งเสริมการทำงาน ของผู้สูงอายุแบบเบา ๆ นะคะ เช่น ฝึกอาชีพ นันทนาการ การตรวจสุขภาพ ถ้าเป็นปราชญ์ ชาวบ้าน ก็ให้ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้ลูกหลานและชุมชน แล้วก็หาค่าตอบแทนให้กับผู้สูงอายุ การให้เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นการสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีความมั่นคงทางการเงินและสามารถ ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีคุณภาพในสังคม สังคมไทยในปัจจุบันตามชนบทลูกหลานไปทำงานต่างจังหวัด หาเงินเลี้ยงตัวเองและ ครอบครัว ปล่อยให้ผู้สูงอายุอยู่ตามลำพัง ขาดผู้ดูแล เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาผู้สูงวัย รัฐควรเพิ่มเบี้ยยังชีพจากเดือนละ ๖๐๐ บาท ๗๐๐ บาท ๘๐๐ บาท ๑,๐๐๐ บาท ให้เป็น บำนาญประชาชน เดือนละ ๓,๐๐๐ บาท อันนี้เรียกร้องมาทุกจังหวัดนะคะ เป็นการลดภาระ ให้กับลูกหลาน ลูกหลานจะได้มีโอกาสสร้างฐานะครอบครัวตนเองให้เร็วขึ้น เป็นการสร้าง ความมั่นคงให้กับผู้สูงวัย สร้างความมั่นใจให้กับลูกหลาน ถ้าผู้สูงอายุได้เบี้ยยังชีพเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท เป็นการกระจายเม็ดเงินลงในพื้นที่ทุกพื้นที่ เป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้มี เงินหมุนเวียนในหมู่บ้าน มีเงินหมุนเวียนในตำบล มีเงินหมุนเวียนในอำเภอ และเงินหมุนเวียน ในจังหวัด และเม็ดเงินจะหมุนเวียนไปทั่วประเทศเลยนะคะ เงินจะหมุนเวียนอย่างน้อย ๑๒ รอบต่อปีค่ะท่านประธาน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ถ้าผู้สูงอายุทั่วประเทศไทย ได้เบี้ยยังชีพเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท คงดีใจและมีความสุขกันถ้วนหน้าไปตลอดชีวิตนะคะ ท่านประธาน🔗

สุดท้ายดิฉันขอความกรุณาจากท่านสมาชิกทุกท่านช่วยสนับสนุนและลงมติ ให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังด้วยค่ะ ขอขอบคุณ ท่านประธานค่ะ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณสฤษดิ์ บุตรเนียร ครับ🔗

นายสฤษดิ์ บุตรเนียร ปราจีนบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สฤษดิ์ บุตรเนียร สส. นักพัฒนาแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชน เขตอำเภอกบินทร์บุรี อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี เขต ๓ พรรคภูมิใจไทยครับ ก่อนอื่นก็ต้องกราบขอบพระคุณ ที่จะได้มีโอกาสสรุปญัตติที่ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา ปัญหาการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผมอยากจะกล่าวว่าไม่น่าจะต้องพูดถึงเฉพาะชุมชน แออัดเท่านั้น แต่ควรจะพูดถึงทั้งประเทศ ตามที่ท่านนพพล เหลืองทองนารา ขอประทานโทษ ที่เอ่ยนาม เพราะเหตุว่าควรจะพูดถึงผู้สูงวัย เด็กทั้งประเทศไทย เพื่อว่าจะได้ให้ความเสมอภาคกัน และต้องขอขอบคุณรัฐบาลที่วันแถลงนโยบาย เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๖๗ ท่านก็ได้พูด ตั้งแต่หน้าแรกเลยครับว่า เรื่องของปัญหาสังคม ปัญหาความเสมอภาค ความเหลื่อมล้ำ ตั้งแต่หน้าที่ ๒ เลยครับ ในข้อที่ ๑ ก็พูดในเรื่องของปัญหาหนี้สิน ปัญหารายได้ไม่พอเพียง แล้วก็สอดคล้องมาประการที่ ๒ ที่จะบอกว่าสังคมเศรษฐกิจถูกท้าทายด้วยสังคมผู้สูงอายุ ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้สูงอายุถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เราเป็นสังคมผู้สูงวัยที่สมบูรณ์แบบแล้วถึง ๑๒ ล้านคน ๑๓ ล้านคน แล้วอีก ๑๐ ปีข้างหน้าเราจะเป็นสังคมผู้สูงวัยที่ขั้นสุดยอด อาจจะถึง ๑๖-๑๗ ล้านคนขึ้นไปแล้ว ท่านจะเห็นว่าเป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญ แล้วท่าน ก็เขียนเป็นนโยบายที่แล้วนะครับ ส่วนนโยบายเร่งด่วนท่านเขียนไว้นโยบายที่ ๑๐ รัฐบาล จะส่งเสริมพัฒนาศักยภาพและจัดสวัสดิการสังคมให้สอดคล้องกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป สร้างความเท่าเทียม โอกาส เศรษฐกิจ ให้สังคมเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นผู้พิการ ผู้สูงอายุ ชาติพันธุ์ไร้สัญชาติ เพื่อให้สามารถเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการ อันนี้ท่านก็ได้กล่าวไว้ ในหน้าที่ ๖ แล้ว และในหน้าที่ ๙ เห็นชัด ๆ เลยครับว่า รัฐบาลเชื่อว่าทุนมนุษย์เป็นรากฐาน ที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ รัฐบาลจะเร่งผลักดันการพัฒนาคนไทยทุกช่วงวัย รัฐบาล จะส่งเสริมการเกิด เติบโตอย่างมีคุณภาพให้เด็กทุกคนเท่าเทียมกัน ทุกคนเข้าถึงศูนย์ดูแล เด็กปฐมวัยอย่างมีมาตรฐาน ซึ่งตรงนี้เป็นหัวใจ โดยเฉพาะเรื่องของการส่งเสริมการเกิด ก็ดีใจครับที่นโยบายเขียนไว้อย่างชัดเจน แต่อันนี้คือนโยบาย นโยบายคือสิ่งที่คาดหวังไว้ว่า จะเกิดขึ้น แต่สิ่งต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นได้ ก็จะต้องลงมือปฏิบัติครับ ส่วนในหน้าที่ ๑๐ ที่ท่าน เขียนไว้อีกเหมือนกันว่า รัฐบาลจะต้องส่งเสริมให้ผู้ประกอบการทั้งภาครัฐและเอกชน ดึงศักยภาพของผู้สูงอายุให้เกิดประโยชน์สูงสุด ก็ดีใจครับ นโยบายของภาครัฐ ๑๔ หน้า เขียนไว้เรื่องผู้สูงอายุ เรื่องเด็ก เรื่องผู้พิการ เรื่องผู้ด้อยโอกาสถึง ๔ หน้าด้วยกัน แสดงให้เห็นว่า ทุกคนมองเห็นปัญหา โดยเฉพาะจาก ๖ ญัตติที่นำเรียนเสนอกับท่านประธานสภาแล้ว และมีผู้อภิปรายร่วมนำเสนอและให้เหตุให้ผลกันถึง ๒๔ ท่าน ผมถือว่าเป็นมิติที่ดีครับ และเชื่อเหลือเกินว่าจากนี้ เราควรจะกำหนด จะทำอย่างไรบ้าง จะลงสู่ภาคปฏิบัติ ผมอยาก มีข้อเสนอแนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาครัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงสาธารณสุข ทั้ง ๕ กระทรวงนี้ ควรจะมีการบูรณาการทำงานประชุมร่วม และวางเป้าหมายนโยบายร่วมกันทำ มิใช่จัดงบประมาณต่างคนต่างทำ แล้วเรายังไม่พอครับ ทางภาคราชการควรจะดึงภาคสังคม ภาคประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมในการจะแก้ปัญหา เพราะปัญหาไม่ว่าจะเป็นปัญหาเด็กเกิด โดยเฉพาะเด็กเกิด การที่เด็กจะเกิดมามันไม่ใช่ เพียงแต่ว่าเราจะส่งเสริม คำว่า ส่งเสริมการเกิด มันไม่พอครับ เราต้องสร้างความมั่นใจ ความเชื่อมั่น สวัสดิการ ทำให้คนที่พร้อมจะมีบุตรมีความมั่นใจว่า ถ้าบุตรลูกหลานเกิดมา ทำอย่างไรครับ ที่จะพาให้ลูกหลานครอบครัวเติบใหญ่ไปได้ มันจะต้องมีขั้นตอนตั้งแต่เกิด เข้าสู่ภาวะมีการดูแล ผมยกตัวอย่างที่ อบต. ลาดตะเคียน ด้วยท่านนายกสิริเชษฐ์ ทองคำ ก็ได้มีการจัด Baby Care รับเลี้ยงตั้งแต่แรกเกิด นี่เป็นภาคประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วม ในการทำงานกัน แล้วก็เทศบาลตำบลกบินทร์ โดยท่านรังสรรค์ บุตรเนียร ท่านณิชาภา ทิพยารมณ์ ก็มีชมรมผู้สูงอายุ ได้มีการจัดตั้งพยายามจะช่วยตัวเองกัน นำผู้สูงอายุมาทำ กิจกรรมต่าง ๆ แม้กระทั่งตั้งกองทุนผู้สูงอายุหารายได้เพื่อจะมาจุนเจือช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อย่างนี้ละครับ ผมจึงอยากจะกราบเรียนทางท่านประธานสภาที่เคารพ ผ่านไปยังรัฐบาล และหน่วยงานกระทรวงต่าง ๆ เราต้องดึงภาคเอกชน ภาคสังคม เข้ามาร่วมมือร่วมใจกัน ในการช่วยกันแก้ปัญหา และเมื่อวันที่ ๗ มีนาคม ท่านรัฐมนตรีวราวุธ ศิลปอาชา ก็ต้องขอขอบคุณที่ท่านได้มาสานงานต่อจากรัฐบาลที่แล้ว เห็นว่าท่านก็ให้ความสำคัญที่จะ สร้างนโยบาย ผลักดัน แล้วทำอย่างไรครับ เพราะรัฐบาลก็รู้อยู่แล้วว่าปัญหาเศรษฐกิจตอนนี้ เป็นปัญหาใหญ่ เราควรจะช่วยเหลือเด็กแรกเกิด จริง ๆ แล้วไม่ใช่แต่แรกเกิดนะครับ ตั้งแต่เด็กปฏิสนธิตั้งครรภ์แล้ว ทำอย่างไรคุณแม่ซึ่งจะต้องทำงาน ได้พักหรือเตรียมตัวในการ ที่จะมีบุตรได้อย่างเต็มที่ ทำอย่างไรเรื่องแรงงาน เห็นไหมครับ มันต้องเริ่มตั้งแต่ตอนนั้น มาแล้ว ท่านก็บอกว่าจะผลักดัน แต่ตอนนี้เด็กได้รับการช่วยเหลือเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ประมาณ ๒ ล้านคน เหลืออีก ๒ ล้านคนละครับ ก็ยังไม่ได้ ถ้าหากว่ารัฐบาลผลักดันช่วยเหลือ ผมว่าท่านต้องเริ่มตอนนี้นะครับ มันต้องกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ แล้วอย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะตั้งกรรมาธิการวิสามัญ หรือส่งเรื่องไปให้คณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ ควรจะตรึกตรองวางแผน หรือคุยกันเป็นเรื่อง ๆ เป็นประเด็น เพราะทุกเรื่องเป็นปัญหา แต่ควรจะมีวิธีการต่าง ๆ แยกกันออกไปเป็นเรื่อง ๆ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะคนครับ หากรัฐบาล ไม่เริ่มตอนนี้ ที่ทุกคนก็อภิปรายเหมือนกันหมดแล้วว่า ถ้าอีก ๒๐-๓๐ ปี ประชากรโลกเหลือ ๓๐ ล้านคนละครับ เราจะทำอย่างไร คนคือประเทศชาติครับ ดังนั้นเพื่อให้การที่นำเสนอ ญัตตินี้แล้วมีคุณค่าและนำนโยบายที่ท่านรัฐบาลก็เห็นความสำคัญอยู่แล้ว ให้เกิดประโยชน์ สูงสุดและนำไปครับ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพผ่านไปยังรัฐบาล เมื่อท่าน ประกาศเป็นนโยบายแล้ว ท่านเห็นความสำคัญแล้ว ควรจะเร่งด่วนครับ ที่จะวางแผน ทุกขั้นตอนของชีวิต ซึ่งเป็นคุณค่า แล้วคนคือทรัพยากรที่มีคุณค่าสูงสุด ขอให้เร่งนโยบาย อันนี้ผลักดันอย่างเร่งด่วนด้วยครับ ขอกราบขอบคุณมากครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณทศพร เสรีรักษ์ ครับ🔗

นายทศพร เสรีรักษ์ แพร่

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายทศพร เสรีรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ พรรคเพื่อไทย ถ้าท่านประธานสังเกตให้ดีจะเห็นญัตติ ของผม เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา การดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ผมจะไม่มีคำว่า ในชุมชนแออัด เพราะปัญหานี้มันมีอยู่ ทั้งประเทศครับ ไม่ว่าจะเป็นที่จังหวัดยะลาแถวบ้านท่านประธานสภา จังหวัดแพร่ของผม หรือข้าง ๆ ของผม ท่านวิรัช พิมพะนิตย์ กาฬสินธุ์ จังหวัดอุดรธานีของท่านธีระชัย ท่านเทียบจุฑา ขอนแก่น ของท่านวันนิวัติ ของท่านเลขาวิป คุณหมอเชิดชัย ที่ขอนแก่น หรือเมื่อสัปดาห์ที่แล้วน้ำท่วมที่เชียงราย ที่แม่สาย ผมก็ไปเยี่ยมอาจารย์เทอดชาติที่เชียงราย ที่ศูนย์อพยพคนที่ประสบภัยจากน้ำท่วมที่มหาวิทยาราชภัฏเชียงราย ที่นอนเรียงรายอยู่เต็ม ไปหมด ก็คนสูงอายุเยอะมาก แล้วก็มีเตียงพยาบาลอยู่ประมาณ ๑๐ เตียง ที่เต็มไปด้วย ผู้สูงอายุที่เป็นผู้ป่วยติดเตียง เพราะฉะนั้นปัญหานี้ไม่ได้มีเพียงเฉพาะในชุมชนแออัดในกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่มันรวม ไปหมด หลายท่านก็สรุปญัตติได้ดี ต้องขอบคุณการสรุปญัตติ ไม่ว่าจะเป็นของท่านรำพูล ของท่านสฤษดิ์ หรือว่าของท่าน จอจาน เอกราช ก็ได้ข้อมูลต่าง ๆ ค่อนข้างครบ รวมทั้ง ท่านผู้อภิปรายทั้งหลาย ไม่ว่าจะจากพรรคไหน รวมทั้งพรรคเพื่อไทย ก็ได้เป็นที่สอดคล้อง ต้องกันว่า ทั้งเด็ก ทั้งผู้สูงอายุ ทั้งผู้พิการ มีอยู่อีกเป็นจำนวนมากที่ยังมีปัญหาเรื่องของ ความยากจน ความทุกข์ยาก จะมีอาหารรับประทาน อย่าว่าแต่จะบอกให้ทานครบหมู่เลย เอาให้ครบมื้อในแต่ละวันก็ยังมีปัญหา อยู่อาศัยในชุมชนแออัด ในสภาพบ้านที่ชำรุดทรุดโทรม หรือกระทั่งคนไร้บ้าน หรือว่าบ้านที่ไม่ถูกสุขลักษณะ สุขอนามัยในต่างจังหวัด ไม่มีเสื้อผ้า ที่เพียงพอ เมื่อยามเจ็บป่วยก็ไม่มียารักษาโรคที่มีคุณภาพดี ไม่สามารถเข้าถึงบริการ ถึงแม้รัฐบาลจะมีนโยบายที่ดี โครงการ ๓๐ บาท รักษาทุกโรค ๓๐ บาท รักษาทุกที่แล้วก็ตาม แต่ว่าก็ยังมีเด็ก มีคนพิการ มีผู้สูงอายุ อีกจำนวนหนึ่งที่ยังไม่สามารถเข้าไปถึง รวมทั้ง การขาดผู้ดูแล ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ บางคน บางท่านที่ไม่สามารถจะพึ่งพา ตัวเองได้ แต่ก็ขาดแคลนผู้ดูแล ก็เป็นปัญหาที่สำคัญ รัฐบาลพยายามช่วยเหลือก็จริง แต่ว่าหลาย ๆ ปัญหา ก็คือบริการยังเข้าไปไม่ทั่วถึง อย่างที่ท่านณัฐชาได้พูดถึงว่ากระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์สามารถรู้เป้า แล้วก็เข้าไปให้การดูแลช่วยเหลือ ได้แค่ประมาณ ๑๒ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ผมขออนุญาตนำเสนอด้วยการฉายภาพบนจอ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายทศพร เสรีรักษ์ แพร่

ผู้หญิงคนนี้ก็ป่วยติดเตียงอยู่ที่จังหวัดบุรีรัมย์ สามีของท่านเป็นโรคอัลไซเมอร์ รับประทานข้าวแล้วก็บอกว่ายังไม่ได้รับประทาน ออกไปไหนมา ก็บอกไม่ได้ไปไหน อยู่ที่บ้าน ภาพต่อไปครับ อันนี้ก็คือลูกของท่าน ที่ถึงแม้จะคอยดูแล พ่อแม่ แต่ก็ไม่มีความสามารถเพียงพอ ภาพต่อไปครับ เด็กคนนี้อายุ ๖ เดือน ตอนที่ผม ไปพบอยู่แถวชานเมืองกรุงเทพฯ ผู้ชายกับผู้หญิงในภาพนี้ ผู้ชายเป็นคุณปู่ ผู้หญิงเป็นคุณย่า ผู้หญิงพิการด้วยโรคกระดูกสันหลังคด ส่วนผู้ชายก็เส้นเลือดในสมองแตก เป็นอัมพาตครึ่งซีก คุณพ่อ คุณแม่ของน้องตอนนี้อยู่ในเรือนจำทั้งคู่ ภาพต่อไปครับ อันนี้เป็นเด็ก ถ้าใครติดตาม ข่าวอาจจะพอจำได้ เมื่อปีเศษ ๆ คุณพ่อก็ขับรถรับจ้าง มีลูกอยู่ ๔ คน คนโตเรียน กศน. อีก ๓ คน ไม่เคยได้ไปโรงเรียนเลย จนพวกเราไปพบกัน แล้วก็ผลักดันจนทางพัฒนาสังคม เข้ามาช่วย แล้วตอนนี้เด็ก ๓ คน ก็ได้เข้าไปเรียนหนังสือ ภาพต่อไปครับ สุภาพสตรีท่านนี้ เป็นมะเร็งที่โพรงจมูกอายุ ๔๐ เศษ ๆ ลูกสาวเรียนแค่ชั้น ม.๑ แต่ต้องทำมาหาเลี้ยงคุณแม่ แล้วก็ดูแลคุณแม่ ภาพต่อไปครับ สุภาพสตรีท่านนี้ก็เช่นกัน เป็นผู้ป่วยติดเตียงอยู่ที่ จังหวัดแพร่ ภาพต่อไปครับ สุภาพสตรี ๒ ท่าน และสุภาพบุรุษ ๑ ท่านนี้อายุเกิน ๘๐ ปีแล้ว ทั้ง ๓ ท่าน มีอีกท่านหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ในภาพผู้สูงอายุ ๔ คน อยู่ด้วยกัน อายุ ๘๐ กว่าปี กับ ๙๐ กว่าปี โดยไม่มีหนุ่มสาว หรือว่าลูกหลานมาดูแล อยู่ที่จังหวัดแพร่ของผมครับ ต่อไปครับ สุภาพสตรี ท่านนี้เคยเป็นคนเสื้อแดง แล้วก็ไปต่อสู้ที่ราชประสงค์ ที่ราชดำเนิน แล้วโดนแก๊สน้ำตาอะไร มาสารพัด ปัจจุบันนี้ท่านป่วยเป็นโรคมะเร็งในลำไส้ ในหน้าท้องของท่านมีท่ออยู่ ๔ ท่อ ลูกหลานก็ดูแลไม่ไหวเช่นกัน ภาพต่อไปครับ ภาพนี้น้องคนนี้อายุ ๒๐ ปีเศษ แต่นอนติดเตียง มา ๑๐ ปีแล้ว คุณแม่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ประสบอุบัติเหตุจากรถชน แล้วก็เป็นเจ้าชายนิทรา มา ๑๐ ปีเศษ ภาพต่อไปครับ สุภาพสตรีท่านนี้ก็อยู่ที่ฉะเชิงเทราเป็นมะเร็งที่เต้านม มีลูกชายอยู่คนหนึ่ง ลูกชายก็เป็นออทิสติก ปัจจุบันอาศัยอยู่ในที่ทิ้งขยะแห่งหนึ่งของเอกชน ภาพต่อไปครับ สุภาพสตรีท่านนี้ก็เป็นมะเร็งเต้านม ปัจจุบันก็นอนรอวันสุดท้ายอยู่ที่บ้านพัก แห่งหนึ่งในจังหวัดสุพรรณบุรี ภาพต่อไปครับ สุภาพสตรีท่านนี้อยู่ที่จังหวัดอุทัยธานี เป็นมะเร็งที่ปากมดลูกแล้วก็ลุกลามไป ตอนนี้ก็คือไปทั่วตัวแล้ว แล้วมะเร็งก็ไปเต็มท้อง ทำให้ท้องโตเหมือนกับคนที่ท้อง ๙ เดือน ๑๐ เดือน ก็ไม่ได้รับความช่วยเหลืออะไร ทางมูลนิธิปันบุญกับผมไปพบ เราก็ช่วยดูแลท่าน โดยการเอาเตียงไฟฟ้าไปให้ แล้วก็เอาพัด ลมน้ำแข็งไปให้ เพื่อให้ท่านมีชีวิตอยู่ในช่วงสุดท้ายอย่างมีความสุข ภาพต่อไปครับ อันนี้ก็เป็นเตียงไฟฟ้าที่ได้เอาไปมอบให้ แล้วในที่สุดท่านก็จากไป🔗

เราก็จะเจอภาพอย่างนี้ ทั้งเด็ก ทั้งผู้สูงอายุ ทั้งผู้พิการ ผู้ป่วยติดเตียง อยู่กันทั่วประเทศ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่พวกเราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่จะต้องให้ ความสนใจอย่างจริงจัง การตั้งกรรมาธิการขึ้นมาศึกษาหาแนวทางแก้ไข ก็จะเป็นแนวทางหนึ่ง ที่เราจะช่วยพวกเขาได้ ทำอย่างไรจะให้เด็ก ให้ผู้สูงอายุ ให้ผู้พิการ มีอาหารกินอิ่มทุกมื้อ มีเครื่องนุ่งห่มที่สะอาด ที่เพียงพอ มีที่อยู่ ที่หลับ ที่นอนที่ถูกสุขอนามัย เจ็บป่วยก็ได้รับ การรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ เด็ก ๆ ทุกคนต้องได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ ผู้พิการต้องมีงานทำ สามารถดำรงชีวิตอย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี เด็ก ๆ กว่าสิบล้านคน ผู้สูงอายุ ๑๒.๕ ล้านคน ผู้พิการอีก ๒ ล้านคนเศษ ครอบครัวเปราะบาง ๓.๔ ล้านครอบครัว นอกเหนือจากจะได้เงิน ๑๐,๐๐๐ บาท จากโครงการของรัฐบาลแล้ว เขาควรจะได้รับอะไรที่มากขึ้น ที่พวกเรา จะช่วยกันศึกษา แล้วก็ช่วยกันเสนอแนะแนวทางให้กับรัฐบาล อยากให้เด็กทุกคน ผู้สูงอายุ ทุกคน ผู้พิการทุกคน ต้องสามารถมีชีวิตที่มีคุณภาพและมีความสุขครับ ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ เนื่องจากญัตตินี้มีผู้เสนอ เพื่อขอให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณา แต่จากการประสาน เป็นการภายในจากวิปทั้ง ๒ ฝ่ายแล้ว เห็นว่าควรจะส่งให้คณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม เป็นผู้พิจารณานะครับ ถ้าเห็นพ้องกับวิปที่ได้ประสานงานกันแล้ว เราก็จะได้ดำเนินการต่อไป คุณทศพรเชิญครับ🔗

นายทศพร เสรีรักษ์ แพร่

ก็เห็นด้วยที่จะส่งให้กรรมาธิการสามัญ ได้พิจารณาเรื่องนี้ แต่อยากจะขอไปยังท่านประธานกรรมาธิการสามัญคณะนี้ที่จะดูแล ได้กรุณาตั้งอนุกรรมาธิการ แล้วก็เชิญพวกผม ผู้เสนอญัตติเรื่องนี้ แล้วก็อีกหลายท่านที่สนใจ ไปเป็นอนุกรรมาธิการที่จะช่วยกันทำงาน ให้เป็นผลงานของสภาผู้แทนราษฎรทั้งสภานี้ครับ ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เห็นตรงกันนะครับ ไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่นนะครับ ถ้าไม่เห็นเป็นอย่างอื่น ก็ถือว่าจะส่งให้คณะกรรมาธิการ การสวัสดิการสังคมเป็นผู้พิจารณา ก็จะอาศัยข้อบังคับ ข้อ ๘๘ เพื่อดำเนินการตามที่ ท่านสมาชิกเสนอ คือส่งให้คณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคมเป็นผู้พิจารณา ขอเสนอ ระยะเวลาที่จะให้คณะนี้ไปพิจารณากี่วันครับ🔗

นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ เลย

ท่านประธานที่เคารพ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ขอเสนอระยะเวลาพิจารณา ๙๐ วัน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผู้รับรองถูกต้อง มีท่านใดเสนอเป็นอย่างอื่นไหมครับ ไม่มีนะครับ ก็ถือว่าให้คณะกรรมาธิการการสวัสดิการ สังคมไปพิจารณาในเวลา ๙๐ วัน ท่านสมาชิกครับ ญัตตินี้เป็นญัตติที่เราได้ใช้เวลาพิจารณา นานพอสมควร แต่ผมเห็นว่าเป็นประโยชน์ครับ โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ชรา ผู้พิการทั่วไป หรือในชุมชนแออัด เมื่อเขาฟังการอภิปรายของเราตลอดระยะเวลา ๒ วันแล้ว ที่ผ่านสัปดาห์ ที่แล้ว เขาคงจะพึงพอใจว่าเราได้เอาใจใส่ผู้เปราะบางเหล่านี้ ขอให้พวกเราได้ภาคภูมิใจ ผมเห็นอยู่กัน ๒ ทุ่มกว่า ก็ได้พิจารณาเรื่องนี้จนเสร็จ ก็หวังว่าคณะกรรมาธิการที่ไปพิจารณา ดำเนินการต่อไป ก็จะมีคณะอนุกรรมาธิการอย่างที่ท่านทศพรเสนอ ก็แล้วแต่คณะกรรมาธิการ จะนำไปพิจารณาในเวลา ๙๐ วัน วันนี้เราใช้เวลาพอสมควรแล้วนะครับ ผมขออนุญาต ปิดประชุมครับ🔗

เลิกประชุมเวลา ๒๐.๐๓ นาฬิกา