unknown · · 713 lines

(นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ได้ขึ้น บัลลังก์ เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา)
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เรียนท่านสมาชิกครับ ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม จะมีการอนุญาตให้ปรึกษาหารือได้ ตามข้อบังคับนะครับ ขอเชิญท่านแรก ท่านชุติพงศ์ พิภพภิญโญ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ ระยอง

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ ผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกล จังหวัดระยอง อำเภอบ้านค่าย ปลวกแดง วังจันทร์ วันนี้ขอหารือผ่านท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้นะครับ🔗

เรื่องที่ ๑ เป็นเรื่องการขนย้ายสารเคมีออกจากโรงงานวิน โพรเสส ที่มีเหตุ ไฟไหม้ตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้มีการลงพื้นที่ในวันที่ ๒๗ เมษายนที่ผ่านมา และได้สั่งการ ให้เร่งจัดการนำกากอันตรายในพื้นที่ไปกำจัดได้ถูกต้อง ผ่านมา ๒ เดือนกว่าแล้วครับ ทางกรมโรงงานทำเรื่องของบกลางย้ายของไปกำจัดแล้ว แต่กลับไม่มีการนำเข้าประชุม ครม. ฝากทางท่านประธานติดตามไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมด้วยนะครับ ชาวบ้านรออยู่🔗

เรื่องที่ ๒ เกี่ยวกับที่ดิน กสน.๕ ที่ชาวบ้านนิคมสหกรณ์นิคมชะแวะ ได้ทำการ ขอเอกสารสิทธิที่ดิน กรณีสมาชิกนิคมซึ่งเป็นมารดาได้เสียชีวิตลง พอไปทำเรื่องโอน กลับไม่สามารถขอเอกสารสิทธิได้ ทางที่ดินบอกว่าให้เอาเจ้าตัวมายืนยัน แต่เจ้าตัวเขาตาย ไปแล้วครับ มาไม่ได้ ที่ดินเลยให้ไปทำใหม่ตั้งแต่ กสน.๑ ต้องเสียเวลาอีกมาก ทางสหกรณ์ ส่งหนังสือตามไปยังกรมที่ดินตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี ๒๕๖๖ ก็ยังนิ่ง ไม่รู้ว่าค้างอยู่ตรงไหน ในกรมที่ดิน ฝากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยตามหนังสือด้วยนะครับ เพื่อรับทราบ และหาข้อยุติ ชาวบ้านเขาเดือดร้อน รอมา ๒ ชั่วอายุคนแล้ว ทุกวันนี้แม่ก็เสียไปแล้ว ที่ดินก็ยังจะให้เจ้าตัวมายืนยันอยู่อีกแล้วครับ ฝากรัฐมนตรีด้วยนะครับเห็นใจชาวบ้านหน่อย🔗

เรื่องที่ ๓ ยังอยู่ที่อำเภอวังจันทร์ครับ ชาวบ้านหมู่ที่ ๕ ตำบลพงตาเอี่ยม เจอเหตุเดือดร้อนเรื่องกลิ่นขี้หมูจากเล้าหมูแห่งหนึ่งอยู่ใกล้ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน ช่วงหน้าฝน น้ำมีกลิ่นไหลมาตามรางน้ำเหม็นกันไปทั่ว ชาวบ้านร้องกับทาง อบต. ไป มีการส่งเจ้าหน้าที่ มาแล้วรอบหนึ่ง แต่ก็ยังมีกลิ่นให้ได้ดมอยู่ทุกวัน ผมไปลงพื้นที่มาเอง ห่างจากเล้าไปหลาย กิโลเมตร อย่างไรก็ยังเหม็นอยู่ครับ ไม่รู้ว่าผู้ใหญ่บ้านอยู่ติดขนาดนั้นไม่เหม็นหรืออย่างไร ครับ ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยนะครับ🔗

เรื่องที่ ๔ ขอขอบคุณไปยังกรมทางหลวงชนบทที่ได้ยกเลิกสัญญาถนน รย.๓๐๑๓ เส้นปลวกแดง-มาบยางพร-สะพานสี่-บ่อวิน และเส้น รย.๒๐๑๕ เส้นแยกป้าไสว รวมถึงมีการเริ่มทยอยซ่อมแซมจุดวิกฤติต่าง ๆ จากนี้ในขั้นถัดไปผมขอให้ทางหลวงชนบท เร่งหาผู้รับเหมาใหม่มาจบงานนี้เสียที รวมทั้งขอฝากให้ซ่อมแซมอีกหลายจุดที่ได้รับการ ร้องเรียนมานะครับ เช่น หมู่บ้านศศิธร ๒๖ ที่ยังมีหลุมขนาดใหญ่ และยังมีอีกหลายจุด ตลอดเส้น ฝากเร่งรัดด้วยนะครับใกล้หน้าฝนแล้วชาวบ้านสัญจรไปมาเดือดร้อนมาก ๆ ขอฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดด้วยนะครับ ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านตวงทิพย์ จินตะเวช ครับ🔗

นางสาวตวงทิพย์ จินตะเวช อุบลราชธานี

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน ตวงทิพย์ จินตะเวช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย ขอหารือท่านประธานเกี่ยวกับปัญหาความเดือดร้อนของพ่อแม่พี่น้องอำเภอเดชอุดม ซึ่งเป็น เขตพื้นที่ของดิฉันค่ะ🔗

ท่านประธานคะ ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้มีโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง ซึ่งดิฉัน มองว่าเป็นโครงการที่ดีนะคะ เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่าย ลดต้นทุนการผลิตของพ่อแม่พี่น้อง เกษตรกรค่ะ แต่ดิฉันมีข้อเสนอแนะอยู่ ๒-๓ ประเด็น ดังนี้นะคะ🔗

ประเด็นที่ ๑ คือเกี่ยวกับเรื่องระยะเวลาที่ควรดำเนินการอย่างเร่งด่วนที่สุด ให้ทันช่วงฤดูการใช้ปุ๋ยนะคะ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพ่อแม่พี่น้องเกษตรกรค่ะ เพราะขณะนี้พี่น้องที่ทำนาส่วนมากต้องการใช้ปุ๋ยแล้วค่ะ ถ้าหากการดำเนินการใช้ระยะ เวลานานอาจจะไม่ทันฤดูการผลิตในปีนี้ และถ้าเป็นไปได้ดิฉันกราบเรียนท่านประธาน ฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ลดขั้นตอนในการลงทะเบียน ลดเงื่อนไขลงอีกนะคะ เพราะขณะนี้พี่น้องที่ใช้ปุ๋ยโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง ต้องมีเงินไปจ่ายก่อนค่ะถึงจะได้รับปุ๋ย ออกมา ซึ่งแน่นอนค่ะพี่น้องเกษตรกรส่วนมากไม่สะดวกที่จะจ่ายเงินก่อนค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันเป็นตัวแทนของพ่อแม่พี่น้องอำเภอเดชอุดมที่ให้ความไว้วางใจเลือกดิฉันเข้ามา ขอเป็น อีก ๑ กระบอกเสียงเพื่อสะท้อนความต้องการของพ่อแม่พี่น้อง หลังจากที่ลงพื้นที่ และได้รับเสียงสะท้อนมาอย่างมากมายคือ พ่อแม่พี่น้องยังคงต้องการโครงการไร่ละ ๑,๐๐๐ บาทอยู่ พี่น้องเกษตรกรยังชื่นชอบและยังอยากให้มีโครงการนี้ไว้เพื่อช่วยเหลือและ ลดค่าใช้จ่ายในช่วงหลังฤดูการเก็บเกี่ยว เพื่อที่จะได้นำเงินส่วนนี้มาจ่ายค่ารถไถ ค่ารถเกี่ยว หรือค่าน้ำมันในช่วงเวลานั้น ดิฉันขอฝากท่านประธานผ่านไปยังผู้ที่มีส่วน เกี่ยวข้องและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องค่ะ ให้มีการพิจารณาเกี่ยวกับโครงการไร่ละ ๑,๐๐๐ บาทนี้ อีกครั้งหนึ่ง และขอให้คงเอาไว้นะคะ เพราะเป็นประโยชน์สูงสุดต่อพ่อแม่พี่น้องเกษตรกรค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านรังสิมันต์ โรม ครับ🔗

นายรังสิมันต์ โรม แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมานะครับ ผมลงพื้นที่ร่วมกับ สส. ฐิติกันต์ ฐิติพฤฒิกุล สส. เฉลิมพงศ์ แสงดี ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตนะครับ โดยพื้นที่แรกที่ลงพื้นที่นะครับ คือพื้นที่ตำบลกมลา จังหวัดภูเก็ตนะครับ ปัจจุบันนะครับ อย่างที่ทุกคนคงจะทราบนะครับ ท่านประธานคงจะทราบว่าได้เกิดเหตุอุทกภัยนะครับ ที่จังหวัดภูเก็ตเกิดความเสียหายจำนวนมาก อย่างที่ลงพื้นที่มีประชาชนที่ได้รับความเสียหาย และเข้าลงทะเบียนแล้วกว่า ๓๕๐ ครัวเรือน ซึ่งพื้นที่ที่หนักที่สุดยังคงเป็นพื้นที่หมู่ ๕ บ้านเรือนของประชาชนได้รับความเสียหายอย่างหนักจากโคลนที่ไหลเข้าบ้าน บางครอบครัว จำเป็นต้องย้ายออกจากบ้านของตัวเองนะครับ ไปอาศัยอยู่บ้านญาติ พืชเกษตรของ ประชาชนที่ปลูกอยู่ในพื้นที่ก็ได้รับความเสียหายและมีตะกอนทรายที่อยู่ในคูระบายน้ำ ทำให้ การไหลของน้ำไม่คล่องตัว ขอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูแลแก้ปัญหาให้กับพี่น้อง ประชาชนด้วย นอกจากนั้นครับ ยังมีพื้นที่ในเขตอำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ตนะครับ คลองเริ่ม แคบลงเรื่อย ๆ บางจุดไม่มีทางไหลของน้ำ ทำให้น้ำไหลท่วมบ้านเรือนราษฎร ขอให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกแบบระบบระบายน้ำให้มีประสิทธิภาพมีการกักเก็บน้ำในหน้าฝน เพื่อนำไปใช้ในหน้าแล้งและตรวจสอบการทับถมที่ลำรางต่าง ๆ จนแคบลงเหลือเป็นคูในถนน บางจุดต่อไปด้วยนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองเกิดที่ภูเก็ตนะครับ สิ่งที่ผมเห็นมา โดยตลอดในช่วงเวลาที่ผ่านมาคือ แม้ว่าภูเก็ตจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ มีนักท่องเที่ยว จำนวนมากมาเที่ยวที่ภูเก็ตนะครับ เราจะเห็นได้ว่าการจราจรที่ภูเก็ตติดขัดหนักมาก และเรา ก็ยังพบต่อไปว่า ท่านนายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญกับการลงพื้นที่ภูเก็ตเป็นอย่างมาก สิ่งที่ เราอยากจะเห็นคือ ความก้าวหน้าของภูเก็ตครับ วันนี้ภูเก็ตถดถอยในหลาย ๆ อย่าง ไม่ท่วม ก็แล้ง ไม่แล้งก็ท่วมนะครับ มีปัญหาหลายอย่างที่ต้องการการแก้ไข หากปล่อยไปเช่นนี้ต่อไป เรื่อย ๆ นะครับ ภูเก็ตจะสิ้นชื่อนะครับ ชื่อเสียงที่ภูเก็ตสั่งสมมาเป็นเวลานานจะไม่เหลืออีก ต่อไป แนวโน้มต่าง ๆ นะครับ ในเรื่องของการจัดการน้ำแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด ฝากท่าน ประธานไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านโอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัยครับ ขออนุญาตข้ามก่อนนะครับ เชิญท่านวุฒินันท์ บุญชู ครับ🔗

นายวุฒินันท์ บุญชู สมุทรปราการ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วุฒินันท์ บุญชู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๔ จังหวัดสมุทรปราการ พรรคก้าวไกล สืบเนื่องจากอำเภอบางพลีซึ่งประกอบไปด้วยตำบลบางพลีใหญ่และตำบลบางแก้ว เป็นลักษณะของชุมชนเมืองในบ้านจัดสรร สิ่งหนึ่งที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ก็คือการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐาน ๑ ในโครงการนั้น ก็คือโครงการขยายถนน สป. ๔๐๐๒ หรือที่ชาวบ้าน เรียกกันว่า ถนนหลังวัดหนามแดงเป็น ๔ ช่องการจราจร ระยะเวลาการก่อสร้าง ๘๔๐ วัน ระยะทาง ๘ กิโลเมตร แต่ขณะนี้ได้ครบสัญญาการก่อสร้างแล้ว ทางบริษัทผู้รับเหมาได้ทำ การขยายสัญญาก่อสร้างอีก ๔๐๐ วัน ซึ่งทำให้ประชาชนในพื้นที่เสียโอกาสในการได้ใช้ถนน ใหม่ในเวลาที่ในสัญญาเดิม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะก่อสร้าง ซึ่งมีหลาย ๆ ประเด็น หลาย ๆ ปัญหา ๑ ในปัญหานั้นก็คือปัญหาเรื่องดิน คือรถบรรทุกดินและทำดินตกหล่นตามท้องถนน ในช่วงเวลาหน้าแล้งก็ทำให้เกิดฝุ่น และช่วงเวลาหน้าฝนฝุ่นนั้นก็จะกลายเป็นโคลนและทำให้ เกิดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะกับรถจักรยานยนต์ที่สัญจรไปมาในช่วงถนนที่กำลังก่อสร้าง🔗

อีกประเด็นปัญหาหนึ่ง ก็คือปัญหาเรื่องไฟแสงสว่าง เดิมไฟแสงสว่างก็ใช้เสา ไฟถึง ๗๐๐-๘๐๐ ต้น แต่ขณะนี้เราได้ทำการรื้อเสาไฟออกซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของการก่อสร้าง แต่ทางผู้รับเหมาไม่มีไฟสำรองหรือไฟส่องสว่างชั่วคราวให้กับถนนในบริเวณพื้นที่ก่อสร้าง ทำให้ช่วงในเวลากลางคืนค่อนข้างจะมืดและประชาชนที่สัญจรในนั้นก็ค่อนข้างจะลำบาก ต้องใช้ไฟแสงสว่างจากรถและต้องใช้ความชำนาญเป็นพิเศษและเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งกับผู้ที่ สัญจรในช่วงเวลาค่ำคืน ก็อยากจะฝากท่านประธานไปถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะ แขวงการทาง หรือทางหลวงชนบทให้เข้าไปควบคุมดูแลแล้วก็กำกับผู้รับเหมาให้ปฏิบัติตาม ข้อสัญญาด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านวรวงศ์ วรปัญญา ครับ🔗

นายวรวงศ์ วรปัญญา ลพบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาครับ กระผม นายวรวงศ์ วรปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี เขตที่ ๕ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ เมื่อ ๒ วันที่ผ่านมาพี่น้องชาวอำเภอชัยบาดาล ประกอบไปด้วย ตำบลลำนารายณ์ ตำบลท่ามะนาว ตำบลท่าดินดำ ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติน้ำหลากนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายวรวงศ์ วรปัญญา ลพบุรี

เนื่องด้วยปริมาณน้ำฝนที่มีจำนวน ค่อนข้างมาก รวมถึงกับมีน้ำหนุนจากน้ำหลากมา จากวิดีโอนี้ท่านสามารถจะเห็นได้เลยว่า พี่น้องภายในอำเภอชัยบาดาลได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงนะครับ สิ่งที่เกิดขึ้นเรามีระบบ ระบายน้ำที่ค่อนข้างจะเก่าเหลือเกินครับท่านประธาน ก็อยากจะประสานไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องนะครับ ที่อยากจะให้ช่วยผลักดันโครงการเพื่อที่จะมาช่วยในส่วนของการระบายน้ำ ในช่วงของหน้าฝนนะครับ เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้มันเป็นน้ำที่กำลังรอระบาย มันไม่ได้รับ การระบายน้ำที่ถูกต้องที่บริเวณเทศบาลตำบลลำนารายณ์นะครับ🔗

คลิปที่ ๒ เป็นตำบลท่ามะนาวนะครับ บริเวณ อบต. ท่ามะนาว ซึ่งเป็นเขต ต่อเนื่องเชื่อมต่อกันนะครับ ก็เป็นในส่วนของปริมาณน้ำฝนที่มาก แล้วก็บวกกับน้ำหลาก การจัดการน้ำที่ไม่ได้ดีนักนะครับ ก็ได้รับผลกระทบกันหมด🔗

ส่วนคลิปสุดท้ายครับ นี่คือบริเวณตำบลท่าดินดำครับ ท่านประธานสามารถ จะดูได้เลยว่าความแรงของน้ำ แล้วก็ความเสียหายที่หลังจากน้ำได้หลากผ่านไปแล้วนี้ครับ ได้ทำลายในส่วนของถนน ลบ. ๐๑๕ ก็ฝากกรมทางหลวงชนบทด้วยนะครับ ผมได้รับ การประสานงานจากผู้นำในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นท่าน สจ. ภพ สุประเพียร ท่านประธานสภา ตำบลท่าดินดำ ท่านรติยา เกษไชย พี่น้องได้รับความเดือดร้อนมากครับ แล้วก็ได้ประสาน มาทางช่องทางส่วนตัวเอง ปัญหาเหล่านี้ต้องถูกเร่งแก้ไขและต้องเร่งเยียวยา เพราะว่าพี่น้อง ก็ได้รับผลกระทบอย่างมากครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านซาการียา สะอิ ครับ🔗

นายซาการียา สะอิ นราธิวาส

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายซาการียา สะอิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส ประกอบไปด้วยอำเภอ ระแงะ จะแนะ สุคิริน พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ วันนี้ผมขอหารือท่านประธาน ๒ เรื่องด้วยกันนะครับ🔗

เรื่องแรก ก็คือเรื่องการเยียวยาเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปลายปี ๒๕๖๖ ถ้าถามว่า ทำไม สส. นราธิวาสไม่ว่าจะเป็นท่านวัชระ ยาวอหะซัน ท่านกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ รวมถึง ตัวผมเองต้องมาพูดเรื่องนี้ เพราะว่ามันเป็นเรื่องของความเดือดร้อนของชาวบ้านครับ ท่านประธาน อำเภอที่เดือดร้อนมีหลายอำเภอนะครับ เนื่องจากการเยียวยาที่มีอัตรา ไม่เหมาะสมนะครับ ทั้งที่อยู่ในเขตเดียวกันนะครับ อยู่ในเขตเดียวกันความเสียหาย เหมือนกัน บางคนได้มาก บางคนได้น้อย บางคนไม่ได้เลย และหลาย ๆ คนก็ไม่ได้ด้วยครับ ท่านประธาน ผมเองไม่ทราบว่าหน่วยงานเช่น จังหวัด ปภ. จังหวัดพิจารณาอย่างไรครับ ท่านประธานถามว่าช่วงเวลาน้ำท่วมนี่เขาต้องการอะไรนะครับ เขาต้องการรูปนะครับ ถามว่าช่วงเวลาน้ำท่วมนี่จะมีใครมานั่งถ่ายรูปครับท่านประธาน หนีตายก็บุญแล้วครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมอยากเรียนท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนะครับ ไม่ว่าจะเป็นสำนักนายกรัฐมนตรี กรมป้องกันสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย จังหวัดนราธิวาสและหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงานครับ ช่วยเร่งดำเนินการเยียวยา น้ำท่วมด้วยครับ เพราะว่าชาวบ้านนี่อ่วมแล้วครับท่านประธาน🔗

เรื่องที่ ๒ ครับท่านประธาน เป็นเรื่องของอัตราค่าเครื่องบินแพง โดยเฉพาะ อย่างยิ่งจังหวัดนราธิวาสเมื่อเปรียบเทียบกับ GDP ของจังหวัดชายแดนใต้นี่ต่ำสุดเลย นราธิวาส แล้วถือว่าสวนทางกับราคาเครื่องบินแพงนะครับ ท่านประธานถ้าจะลองดู มันอาจจะไม่ค่อยเห็นนะครับ อัตราค่าโดยสารนี่ ๗,๐๐๐ บาทต่อ ๑ เที่ยวครับท่านประธาน ผมถามว่าใครที่ไหนจะสามารถขึ้นได้ครับท่านประธาน ชาวบ้านธรรมดาไม่มีโอกาสที่ได้ขึ้น เครื่องบินหรอกครับท่านประธาน ยิ่งช่วงวันหยุดติดต่อกันนี่ยิ่งไม่มีโอกาสเลยครับ ท่านประธานอยากให้ท่านประธานช่วยประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์ ช่วยตรวจสอบอัตราค่าโดยสารพิจารณาให้ มันสมเหตุสมผล จะขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งครับท่านประธาน ขอบคุณมากครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านโอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย ครับ🔗

นายโอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย ชัยภูมิ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์โอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทยครับ ขอปรึกษาหารือปัญหาพี่น้องประชาชนเขต ๑ อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ผ่านท่านประธาน ๓ เรื่องด้วยกันครับ🔗

ปัญหาที่ ๑ ครับ ขอให้เร่งพิจารณาศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมหรือ EIA ของถนนทางหลวงสาย ๒๐๒ บริเวณกิโลเมตรที่ ๑๕+๗๐๐ – ๑๗+๓๐๐ ตำบลกุดตุ้ม อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมินะครับ ช่วงที่ผ่านบ้านหนองคอนไทย เนื่องจากว่าพื้นที่ดังกล่าว ยังเป็นคอขวด คับแคบ ประชาชนได้รับความเดือดร้อนในการสัญจรไปมา แล้วก็เกิดอุบัติเหตุ ทำให้เสียชีวิต จึงขออนุญาตขยายเป็น ๔ ช่องจราจรและพิจารณาศึกษา EIA อย่างเร่งด่วน เพื่อเพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยให้กับผู้ใช้ทางครับ จึงขอให้กรมทางหลวงและ กระทรวงคมนาคม พิจารณาดำเนินการอย่างเร่งด่วนครับ🔗

ปัญหาที่ ๒ ครับ ปัญหาการจราจรหนาแน่น โดยเฉพาะในพื้นที่ตัวเมือง อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจแล้วก็อยู่ในเขตเทศบาลเมืองชัยภูมิครับ ทำให้การเดินทางของพี่น้องประชาชนติดขัดไม่สะดวก โดยเฉพาะในเวลาเร่งด่วนครับ จึงขอให้พิจารณาศึกษาและก่อสร้างโครงการทางแนวใหม่ ทางเลี่ยงเมืองชัยภูมิด้านเหนือ ระยะทาง ๒๐ กิโลเมตร ขนาด ๔ ช่องจราจรครับ และศึกษาและก่อสร้างโครงการทางแนวใหม่ วงแหวนรอบเมืองชัยภูมิระยะทาง ๕๒ กิโลเมตร ขนาด ๔ ช่องจราจร จึงขอให้กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคมพิจารณาดำเนินการด้วยครับ🔗

ปัญหาที่ ๓ ครับ ขอให้พิจารณาศึกษาก่อสร้างประตูเพื่อเปิดปิดในแม่น้ำชี แบบยกบาน บริเวณบ้านลาดใหญ่ หมู่ ๘ ตำบลลาดใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิครับ เพื่อกักเก็บน้ำเข้าสู่ลำน้ำกล่ำซึ่งมีระยะทางกว่า ๖๐ กิโลเมตร เพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ในการอุปโภค บริโภคให้กับพี่น้องประชาชน ตำบลลาดใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ จึงขอให้ กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการครับ ขอกราบขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านสิริลภัส กองตระการครับ🔗

นางสาวสิริลภัส กองตระการ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานสภาค่ะ ดิฉัน สิริลภัส กองตระการ ผู้แทนราษฎรจากกรุงเทพมหานคร เขตบางกะปิ วังทองหลางค่ะ วันนี้มีเรื่องปรึกษาหารือท่านประธานนะคะ🔗

เรื่องแรกค่ะ ปัญหาผู้รับเหมาทิ้งงานทำงานไม่เสร็จตามกำหนดการที่ขึ้นป้าย ประชาสัมพันธ์นะคะ บางโครงการมีกำหนดเสร็จตั้งแต่เดือนเมษายนแล้วนะคะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นางสาวสิริลภัส กองตระการ กรุงเทพมหานคร

ตอนนี้เดือนกรกฎาคม แล้วก็ยังคงมีการก่อสร้าง บางพื้นที่ก็มีการใช้อุปกรณ์ก่อสร้างกีดขวางทางจราจร บางพื้นที่ ต้องปิดถนนทางเข้า-ออกของหมู่บ้านนะคะ ดิฉันต้องขอขอบคุณฝ่ายโยธาเขตบางกะปิด้วย นะคะ ที่ได้ลงพื้นที่แล้วก็เร่งรัดนะคะ แต่ว่าในหลาย ๆ พื้นที่ก็ติดเรื่องของการปัญหาวางท่อ ประปาที่บางครั้งประชาชนแจ้งมาว่าไม่เคยเห็นคนไปทำงานเลยนะคะ ก็ทำให้การทำถนน ของฝ่ายโยธานี่ล่าช้าขึ้นไปอีกนะคะ ดิฉันจึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยตรวจสอบ แล้วก็เคร่งครัดเรื่องของมาตรฐานในการพิจารณาผู้รับเหมาที่จะมารับผิดชอบโครงการ ปรับปรุงพื้นที่ด้วยค่ะ เพราะบางเจ้าก็มีปัญหาเดิม ๆ เลยค่ะ ว่าทำงานไม่เสร็จ ตามกำหนดการ แต่ว่ายังได้รับงานอื่น ๆ อีกนะคะ อย่างหนักที่สุดเลยก็คือชุมชนเทพทวี ก่อนหน้านี้ก็มีผู้รับเหมาทิ้งงานค่ะ ประชาชนที่ต้องใช้มอเตอร์ไซค์ที่ขับขี่สัญจรเดือดร้อน เกิดอุบัติเหตุไปหลายครั้งแล้วนะคะ ขอฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยตรวจตราค่ะ กำกับดูแล และมีมาตรการที่เคร่งครัดให้มากกว่านี้ แล้วก็ช่วยเร่งรัดการก่อสร้างให้เป็นไปตามแผน ที่แจ้งไว้กับประชาชนด้วยนะคะ🔗

เรื่องที่ ๒ คือเรื่องปัญหาแรงงานต่างชาติที่ตอนนี้เข้ามาทำงานในเขตพื้นที่ บางกะปินะคะ มีการแย่งอาชีพของคนไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายนะคะ แคมป์คนงานมีการ เผาขยะไม่ดูแลเรื่องของความสะอาด มีการส่งเสียงรบกวนคนบริเวณโดยรอบนะคะ และมี การจับกลุ่มมั่วสุมกัน ประชาชนแจ้งว่ามีการใช้ยาเสพติดด้วย สร้างความเดือดร้อนและความ หวาดกลัวให้กับประชาชนค่ะ วอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนะคะ ติดต่อดิฉันสามารถลงดูพื้นที่ เพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกันได้ค่ะ🔗

เรื่องสุดท้าย นั่นก็คือเรื่องของการตอบกระทู้ในราชกิจจานุเบกษานะคะ ที่ดิฉันควรจะได้คำตอบใน ๓๐ วันนะคะ แต่สุดท้ายหนังสือได้รับการตอบกลับมาว่าดิฉัน ไม่สามารถได้รับคำตอบในกรอบเวลาที่กำหนดนะคะ ดิฉันก็ขอให้การตอบในครั้งต่อไป ควรระบุกรอบเวลาที่จะสามารถตอบในครั้งต่อไป หรือว่าระบุช่องทางมาเลยค่ะว่า ดิฉันสามารถจะติดต่อทางไหนเพื่อประสานงานได้ต่อนะคะ ดิฉันจะได้ใช้กลไกอื่น ๆ เพราะว่า ถ้าเกิดกลไกการตั้งกระทู้นี้มันไม่มีประสิทธิภาพ ดิฉันจะได้ใช้กลไกสภาอื่น ๆ เพื่อที่จะแก้ไข ปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชนต่อไปค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านบุญแก้ว สมวงศ์ ครับ🔗

นายบุญแก้ว สมวงศ์ ยโสธร

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายบุญแก้ว สมวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยโสธร พรรคเพื่อไทย ขอหารือ ท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบนะครับ ตามที่ผมได้ลงพื้นที่ได้รับฟังปัญหา กับพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่เรื่องปุ๋ยคนละครึ่งที่ได้ผ่าน ครม. ไปแล้ว เป็นโครงการที่ดีครับ เป็นโครงการที่ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร เพื่อจะลดต้นทุน แต่พี่น้องเกษตรกรในจังหวัดยโสธรส่วนใหญ่ทำนา ถามว่าจะได้รับเงิน ๑,๐๐๐ บาทต่อไร่ หรือไม่ ผมในฐานะที่เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนก็ได้เอาปัญหานี้มาเข้าสู่สภาเพื่อจะได้ คำตอบ เพื่อจะไปชี้แจงให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้นะครับ ผมได้เอาปัญหาไปผ่าน ประธานสภา ผ่านไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเจ้ากระทรวงก็คือ ท่านธรรมนัส พรหมเผ่า ขออนุญาตที่เอ่ยนามนะครับ ปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่นะครับ ไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท พี่น้องก็อยากจะได้ เพราะว่าเป็นเงินที่จะมาช่วยเหลือค่าใช้จ่าย ลดต้นทุน ค่าปุ๋ย ค่าไถนา ผมเชื่อว่ารัฐบาลโดยการนำของท่านเศรษฐา ทวีสิน จะไม่ลืมไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท และ คณะรัฐมนตรีจะนำเงิน ๑,๐๐๐ บาทต่อไร่ให้กับพี่น้องประชาชนครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ขอให้กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ปรับปรุงถนน สายลุมพุก-กู่จาน ระยะทางประมาณ ๙ กิโลเมตร พี่น้องประชาชนหลายตำบลในพื้นที่ ได้สัญจรไปมาไม่สะดวกเป็นหลุมเป็นบ่อ ก็ขอฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงาน ที่รับผิดชอบด้วยนะครับ ขอกราบสวัสดีครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านสรพัช ศรีปราชญ์ครับ🔗

นายสรพัช ศรีปราชญ์ สระบุรี

เรียนประธานสภาที่เคารพ ผม สรพัช ศรีปราชญ์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดสระบุรี อำเภอเมือง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ และอำเภอ แก่งคอยเฉพาะตำบลห้วยแห้ง พรรคก้าวไกล วันนี้นำความเดือดร้อนของพ่อแม่พี่น้อง ในพื้นที่มาปรึกษาหารือดังนี้ครับ🔗

เรื่องที่ ๑ ถนนพหลโยธินขาเข้ากรุงเทพฯ กิโลเมตรที่ ๑๑๒ ถึงกิโลเมตรที่ ๑๑๔ ชำรุด ทรุดโทรมอย่างมาก ถนนเส้นนี้ประชาชนใช้งานจำนวนมากครับ นำเรียนท่าน ประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยปรับปรุง ซ่อมแซมด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ไฟฟ้าส่องสว่างถนนหมายเลข ๓๖๒ ตั้งแต่กิโลเมตรที่ ๑๖ ถึง กิโลเมตรที่ ๒๕ มืด ดับสนิท ถนนเส้นนี้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งมากครับ🔗

เรื่องที่ ๓ เป็นเรื่องในลักษณะเดียวกัน ไฟฟ้าส่องสว่างถนนหมายเลข ๓๓๘๕ ช่วงหน้าพระลานไปยังหนองจาน ไฟฟ้าส่องสว่างดับเป็นช่วง ๆ เสี่ยงให้เกิดอุบัติเหตุมากครับ🔗

เรื่องที่ ๔ ก็เป็นเรื่องลักษณะเดียวกันอีกแล้วครับท่านประธาน ไฟฟ้า ส่องสว่างถนนพหลโยธินตั้งแต่ช่วงตำบลห้วยบงผ่านสวนพฤกษศาสตร์พุแคไปยังตำบล หน้าพระลานก็มืด ดับสนิท เนื่องจากถูกลักขโมยสายไฟ ประชาชนที่เดินทางในช่วงเวลา กลางคืนต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก แล้วเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ จุดนี้เป็นเรื่องเดิม ครับที่ผมเคยปรึกษาหารือไปแล้ว ขณะนี้ผ่านไป ๑ ปีแล้วก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขเหมือนเดิม พ่อแม่พี่น้องก็ยังต้องลำบากในการใช้ชีวิตเหมือนเดิม อุบัติเหตุก็ยังต้องเกิดกันซ้ำ ๆ ซาก ๆ เหมือนเดิม ท่านประธานครับ ขณะนี้ในหลายเส้นทางมีการก่อสร้างปรับปรุงถนน ซึ่งมีการ ปิดถนน มีเครื่องจักรกีดขวางเส้นทางสัญจรจำนวนมาก และยังมีเศษหิน เศษวัสดุต่าง ๆ ที่ อาจจะเล็ดลอดเข้ามาในเส้นทางสัญจร อันนี้ยังไม่รวมเศษหินตามไหล่ทางนะครับ แล้วยิ่ง ช่วงนี้ก็เข้าฤดูฝนแล้ว หากฝนตก ถนนลื่นมาก็เสี่ยงอุบัติเหตุเข้าไปอีก ไฟส่องสว่างถนนหาก ยังมืดดับแบบนี้ จะเป็นการซ้ำเติมตอกย้ำประชาชนให้ใช้ชีวิตยากลำบากไปอีก ท่านประธาน ครับ เรื่องที่ผมได้ปรึกษาหารือไปนี้ ควรเป็นคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐานของประชาชน เรื่องแค่ น้ำไหล ไฟสว่าง ผมเชื่อว่าคงไม่เหลือบ่ากว่าแรงของรัฐบาลหรอกครับ ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านองอาจ วงษ์ประยูร ครับ🔗

นายองอาจ วงษ์ประยูร สระบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม องอาจ วงษ์ประยูร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระบุรี พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานครับ หลังจากที่ได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องพระพุทธบาท ท่านนายอำเภอ ท่าน สจ. พื้นที่ ท่านนายกเทศบาลตำบลห้วยป่าหวาย ท่านกำนันตำบลห้วยป่าหวาย และผู้นำชุมชนร่วมกันกับผม ลงพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนถนนพัง ชำรุดเสียหาย อย่างหนักตลอดสาย ก็คือถนนเลียบคลองชลประทานฝั่งซ้ายเชื่อมระหว่างทางหลวง ๓๐๓๔ สายหน้าพระลาน-บ้านครัว เชื่อมกับสาย ๓๒๕๐ สันประดู่-หนองคณฑี ท่านประธานครับ สายนี้เป็นเส้นทางหลัก มีรถเล็ก รถบรรทุกวิ่งตลอดทั้งวัน ถนนแยกเกิดอุบัติเหตุรายวันครับ ล่าสุด แพทย์ประจำตำบลสุภาพสตรีครับ มอเตอร์ไซค์คว่ำ ก็สลบคาถนนเส้นนี้ครับ เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ปัญหาก็คือท้องถิ่น อบจ. ตั้งใจที่จะมาซ่อมแซม ปรับปรุงสร้างใหม่ให้ก็ต้อง ใช้เวลานาน ทั้ง ๆ ที่มีงบประมาณ ติดขัดเรื่องพิธีกรรม ระเบียบต่าง ๆ ในการขออนุญาตเจ้าของพื้นที่อย่างชลประทานและกรมทางหลวงชนบท ก็ฝากท่านประธาน ผ่านไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องให้ช่วยเร่งรัดซ่อมแซมปรับปรุงถนนเส้นนี้โดยด่วนครับ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งให้ช่วยแก้ไขระเบียบขั้นตอน อุปสรรคต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดความล่าช้าในระบบราชการ เรื่องของการขออนุญาต ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาท้องถิ่นมาเป็นเวลานานนะครับ ท่านประธาน🔗

เรื่องที่ ๒ เป็นปัญหาถนนขาดไฟฟ้าสาธารณะส่องสว่างมืดมิดในยามค่ำคืน ก่อให้เกิดอุบัติเหตุกับผู้ใช้รถใช้ถนน ผู้สัญจรไปมาและเสี่ยงอันตรายกับความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินลูกหลานของเราตอนเดินทางกลับบ้านในช่วงเวลากลางคืน อย่างเช่น บริเวณถนนเลียบคลอง ตำบลห้วยป่าหวาย สักครู่ที่เกี่ยวกับเรื่องขอให้ดูแลถนนพังทั้งสาย ถนนเส้นนี้ก็ขาดไฟฟ้าส่องสว่างตลอดสายด้วยครับท่านประธาน🔗

ต่อมาครับ ถนนสายหนองโดนน้อย หมู่ ๙ ถึงประดู่หมู่ ๕ ถนนสายนี้ มีเสาไฟฟ้าโซลาเซลล์ครบทุกอย่างครับ ขาดอย่างเดียวครับ ขาดความสว่าง เพราะว่าไฟดับ ตลอดทั้งสายมาเป็นเวลาหลายเดือนแล้วครับ ฝากท่านประธานให้ช่วยดูแลเรื่องนี้ด้วยครับ🔗

สุดท้ายเสาไฟฟ้าบริเวณหลังวัดสร่างโศก อำเภอบ้านหมอ ถูกรถยนต์ชนหัก ไฟฟ้าบริเวณนี้ดับมาหลายเดือนแล้ว ติดขัดเรื่องระเบียบเช่นกันครับ จะติดตั้งใหม่ต้องมี ขั้นตอนต่าง ๆ ในเรื่องของการแจ้งความแล้วก็หาผู้ที่ทำให้เกิดความเสียหายมาเพื่อจะชดใช้ นะครับ ถ้ารอก็คงใช้เวลาอีกนาน ฝากท่านประธานผ่านไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องดูแลความสว่างไสว ในช่วงนี้ด้วยครับ กราบขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านจุลพงศ์ อยู่เกษ ครับ🔗

นายจุลพงศ์ อยู่เกษ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม จุลพงศ์ อยู่เกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ผมจะขอ หารือกับท่านประธานเรื่องปัญหาการเบิกค่าเครื่องบินล่าช้าของกรรมาธิการวิสามัญที่มาจาก ภาคประชาชนนะครับ คณะกรรมาธิการวิสามัญ กฎหมายวาระที่ ๔ ที่ผมนั่งอยู่ด้วย เราพบ ปัญหาว่าประชุมมาแล้ว ๙ ครั้ง ค่าเครื่องบินตั้งแต่ครั้งที่ ๑ ถึงครั้งที่ ๘ กรรมาธิการที่มาจาก ภาคใต้ยังไม่สามารถจะเบิกได้เลย ค่าที่พักก็ต้องออกเอง ค่าเดินทางมาสนามบินก็ต้อง ออกเอง ค่าเครื่องบิน ๘ ครั้งแล้วไม่สามารถจะเบิกได้รวมแล้ว ๗๐,๐๐๐ กว่าบาท🔗

ปัญหาประการที่ ๒ ที่ผมเพิ่งพบด้วยนะครับ ก็คือว่าถ้ากรรมาธิการที่มาจาก ภาคประชาชน เสียค่าเครื่องบินมาประชุมที่สภาแล้วไม่มีการประชุมกรรมาธิการ เพราะไม่ครบองค์ประชุม เจ้าหน้าที่สภาบอกผมว่าไม่สามารถเบิกค่าเครื่องบินได้ มันไม่ใช่ ความผิดของเขานะครับ ขณะเดียวกันมันก็ไม่ใช่ความผิดของเจ้าหน้าที่สภาเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเรื่องที่จะต้องทำ ผมคิดว่าน่าจะต้องมีการแก้ไขทบทวนระเบียบในเรื่องนี้ครับ เพราะไม่อย่างนั้นสภาเราจะไม่มีผู้เชี่ยวชาญที่มาจากประชาชนเลยนะครับ กรรมาธิการชุดใน วาระที่ ๔ ผู้เชี่ยวชาญมาจากภาคประชาชนที่มาจาก ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมจึงอยากจะฝากกับท่านประธานนะครับ ขอความกรุณา ไม่อย่างนั้นสภาของเราจะไม่มี ผู้เชี่ยวชาญที่มาจากภาคประชาชนเลย ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกจำนวนมากไม่ทราบปัญหานี้ นะครับ ไม่ทราบปัญหาของกรรมาธิการวิสามัญที่มาจากภาคประชาชนครับ ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ จะรีบจัดการให้โดยด่วนเลยนะครับ ต่อไปเชิญท่านธนพัฒน์ ศรีชนะ ครับ🔗

นายธนพัฒน์ ศรีชนะ ยโสธร

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ธนพัฒน์ ศรีชนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยโสธร เขต ๓ พรรคภูมิใจไทย กระผมมีเรื่องหารือท่านประธานอยู่ ๒ เรื่อง ขอแยกสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กระผมได้รับหนังสือผู้บริหารและคณะครูมัธยมศึกษา สังกัดจังหวัดยโสธร ๒๗ โรงเรียน แจ้งความประสงค์ขอแยกสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ศรีสะเกษ ยโสธร เป็นสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษายโสธรครับปัญหาที่พบคือการเดินทางไปติดต่อ ราชการหรือทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา ต้องเดินทาง ไปถึงจังหวัดศรีสะเกษ ส่งผลให้เกิดการเดินทางไกลเกิดความล่าช้าและในการติดต่อ ประสานงาน และการเดินทางที่ลำบาก โดยเฉพาะโรงเรียนมัธยมศึกษา จังหวัดยโสธร เขต ๓ ของกระผมนั้นมีระยะทางถึง ๒๐๐ กิโลเมตร เพื่อให้การบริหารเกิดประสิทธิภาพคล่องตัว ตอบสนองนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ การเรียนดีมีความสุข โดยคำนึงถึงการจัดการศึกษา ยึดพื้นที่จังหวัดเป็นหลัก จึงอยากฝากท่านประธานไปยังกระทรวงศึกษาธิการช่วยพิจารณา ด้วยนะครับ ๒. ทางหลวงหมายเลข ๒๑๑๖ เป็นทางหลวงเลี่ยงเมืองจากอำเภอเลิงนกทา ผ่านบ้านกุดแห่ หมู่ ๑ และหมู่ ๙ ซึ่งเป็นระยะทางที่มีความกว้างของถนนค่อนข้างแคบ โดยเฉพาะตรงที่ผ่านบ้านกุดแห่หมู่ ๑ และหมู่ ๙ มีรถบรรทุกวิ่งผ่านเป็นจำนวนมากเพื่อเชื่อมถนน ๒๑๒ เดินทางไปสู่สะพาน มิตรภาพไทย-ลาว จังหวัดมุกดาหาร ทำให้เกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง ทั้งชาวบ้านและรถเล็ก ที่สัญจรไปมา ได้รับความเดือดร้อนและเกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน จึงอยากฝาก ท่านประธานไปยังแขวงทางหลวงมุกดาหารและกระทรวงคมนาคม ช่วยพิจารณาขอเปลี่ยน เส้นทางในการสัญจรเลี่ยงการตัดผ่านหมู่บ้านและใช้เส้นทางอื่นทดแทน ขอขอบพระคุณมากครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านศุทธสิทธิ์ พจน์ฐศักดิ์ ครับ🔗

นายศุทธสิทธิ์ พจน์ฐศักดิ์ นครราชสีมา

เรียนท่านประธาน ศุทธสิทธิ์ พจน์ฐศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต ๓ จังหวัดนครราชสีมา พรรคก้าวไกลนะครับ ผมมีเรื่องหารือผ่านท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๓ เรื่องด้วยกันครับ🔗

เรื่องแรก เรื่องเร่งดำเนินการก่อสร้างสะพานคลองกล่ำ ถนนเชื่อมบ้านกระเสียว สู่บ้านจอก ตำบลกำปัง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา สะพานตรงนี้เป็นสะพานที่ข้ามคลองกล่ำ มีขนาดเล็ก เมื่อก่อนคลองกล่ำจะมีขนาดที่เล็กเท่ากับสะพานนี่ล่ะครับ แต่เวลาผ่านไปน้ำ ก็จะซัดเอาดินริมคลองนี้ไปเรื่อย ๆ ทีละนิด ๆ จนตอนนี้คลองมีขนาดใหญ่กว่าสะพานแล้ว และเมื่อเวลาน้ำหลากมาทีไร สะพานก็จะถูกเซาะคอสะพานไปแบบนี้ ทางตำบลกำปัง ก็ได้เอาเงินมาซ่อมแซมครั้งละ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ๒๐๐,๐๐๐ บาท ๒๐๐,๐๐๐ บาทอยู่อย่างนี้ แต่ว่าก็ยังไม่สามารถแก้ไขได้สักที ก็อยากจะฝากกรมทางหลวงชนบท ซึ่งเห็นว่าตอนนี้มีแผนแล้ว แล้วก็อยากจะให้ช่วยเร่งดำเนินการด้วยนะครับ🔗

เรื่องที่ ๒ หน่วยงานรัฐออกเอกสาร น.ส.ล. ทับที่ดินตำบลพุดซา ตอนนี้คือทาง หน่วยงานรัฐได้ออกเอกสารทับที่ดินราษฎรตำบลพุดซาจำนวนมากกว่าหลายร้อยไร่นะครับ ตอนนี้มีผู้เสียหายอยู่ประมาณ ๖๐ รายด้วยกัน ก็อยากจะขอฝากกรมที่ดิน แล้วก็ กระทรวงมหาดไทย ฝากติดตามเรื่องนี้ แล้วก็ให้ความเป็นธรรมกับประชาชนด้วยนะครับ🔗

เรื่องที่ ๓ น้ำท่วมที่นาประชาชน เมื่อฤดูน้ำหลากทีไร ที่ดินตำบลสีมุม แล้วก็ ตำบลพลกรัง จะได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมอยู่เสมอ น้ำมาทีไรท่วมทุกที แก้แล้วแก้อีก ก็ยังไม่หาย ผมอยากจะฝากกระทรวงมหาดไทย นายอำเภอขามทะเลสอ แล้วก็นายอำเภอเมือง นครราชสีมา ช่วยประชุมกันหาทางออกให้ประชาชนด้วยครับ แบบบูรณาการครับผม ขอบคุณมากครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านวชิราภรณ์ กาญจนะ ครับ🔗

นางสาววชิราภรณ์ กาญจนะ สุราษฎร์ธานี

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาววชิราภรณ์ กาญจนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรครวมไทยสร้างชาติ วันนี้ดิฉันขออนุญาตหารือท่านประธานเพื่อดำเนินการแก้ไข ในเรื่องการขยายเขตไฟฟ้าสำหรับครัวเรือนเก่าที่เคยขอมิเตอร์ไฟฟ้ามาใช้แล้ว ในเรื่องนี้ พี่น้องประชาชนทั่วทุกภูมิภาคของประเทศกำลังได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาในเรื่องนี้ เป็นอย่างมาก ดิฉันได้ลงพื้นที่เพื่อรับทราบปัญหา พบประเด็นที่ต้องเร่งดำเนินการแก้ไข คือผู้ใช้ไฟฟ้ารายเก่าจำนวนมาก ซึ่งเป็นครัวเรือนที่เคยขอมิเตอร์จากการไฟฟ้ามาแล้ว แต่บ้านเรือนของพี่น้องประชาชนเหล่านั้นตั้งอยู่ห่างไกลจากเสาไฟฟ้าที่จำหน่ายไฟ ซึ่งการไฟฟ้า ไม่มีงบประมาณในการขยายเขตไฟฟ้ามาถึง ชาวบ้านเหล่านี้จึงต้องแก้ไขปัญหาเพื่อให้สามารถ ดำเนินชีวิตได้ ด้วยการลากสายไฟใช้กันเองจากเสาไฟฟ้าต้นใกล้ที่สุด ลากพาดผ่านไป กับต้นไม้เพื่อใช้ในครัวเรือน หรือใช้เพื่อการเกษตร ทุกวันนี้แทบทุกหมู่บ้านมีบ้านเรือน จำนวนมากลากสายไฟใช้กันเอง ซ้ำยังต่อพ่วงกันไปมาหลายสิบหลัง ส่งผลให้แต่ละหมู่บ้าน เกิดปัญหาแรงดันไฟฟ้าตก เป็นเหตุให้เครื่องใช้ไฟฟ้าของชาวบ้านเสียหายเป็นจำนวนมาก หลายพื้นที่แรงดันไฟฟ้าตกถึงขั้นไม่สามารถเปิดเครื่องปรับอากาศได้ นอกจากนี้การลากสายไฟฟ้า พ่วงต่อกันไปมาลักษณะนี้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุเป็นอย่างมาก แต่พอผู้ใช้ไฟฟ้าครัวเรือนเก่า ไปติดต่อขอให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมาขยายเขตไฟฟ้าให้ กลับได้รับคำตอบเพียงว่าไม่มีงบประมาณ ในส่วนนี้ มีงบประมาณให้เฉพาะครัวเรือนใหม่ที่ไม่เคยขอมิเตอร์ไฟฟ้ามาก่อน ปัจจุบันพี่น้อง ประชาชนครัวเรือนเก่าเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ดิฉันจึงอยากฝากท่านประธานไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง ให้เร่งจัดสรรงบประมาณ หรือเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ด้วย กราบขอบพระคุณค่ะ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านธิษะณา ชุณหะวัณ ครับ🔗

นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน ธิษะณา ชุณหะวัณ สส. แบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขต ๒ หรือเขตปทุมวัน สาทร และราชเทวีค่ะ เรื่องปรึกษาหารือเรื่องแรกวันนี้ค่ะ ขออนุญาตสไลด์ค่ะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ กรุงเทพมหานคร

ดิฉันได้รับแจ้งจากสำนักงาน เขตในพื้นที่รับผิดชอบของดิฉัน โดยขอปรึกษาหารือไปยังท่านประธานผ่านถึงท่านรัฐมนตรี กระทรวงพาณิชย์และอธิบดีกรมบัญชีกลางให้เร่งแก้ไขปัญหาความล่าช้าในกระบวนการ ตรวจสอบของการจัดซื้อจัดจ้างของ e-Bidding ที่หลายหน่วยงานได้ยื่นเข้าไปแล้วประสบกับ ปัญหาคอขวดค่ะ อยู่ระหว่างการดำเนินการ ซึ่งอาจทำให้การจัดซื้อจัดจ้างหลายโครงการ หลายอย่าง อาจเสร็จสิ้นไม่ทันก่อนสิ้นปีงบประมาณค่ะ🔗

เรื่องที่ ๒ เรียนท่านประธานไปถึงกรมบัญชีกลางเช่นเดียวกันค่ะ คือการ จัดทำราคากลางของกรมบัญชีกลางที่ยังไม่ครอบคลุมในหลายรายการค่ะ จริงอยู่ว่าสามารถ ใช้วิธีการจัดซื้อจัดจ้างแบบเสนอคู่เทียบได้ แต่คู่เทียบที่อยู่ในท้องตลาดล้วนเป็นราคาสูงค่ะ ซึ่งเจ้าหน้าที่ในเขตพื้นที่ของดิฉันมีความเป็นกังวลต่อการจัดซื้อจัดจ้างแบบดังกล่าว อาจทำ ให้เกิดข้อกังขาหรือการจัดซื้อจัดจ้างเอื้อประโยชน์หรือผิดระเบียบได้ค่ะ จึงอยากให้ กรมบัญชีกลางรีบเร่งแก้ไขและจัดทำราคากลางสำหรับสินค้า หรือสิ่งของที่มีราคาสูงโดยเร็ว เพื่อให้สามารถทันการจัดซื้อจัดจ้างในปลายปีงบประมาณนี้ได้ค่ะ ดิฉันขอปรึกษาหารือ เพิ่มเติมในประเด็นปัญหาที่อยากให้พิจารณาดังต่อไปนี้ค่ะ🔗

๑. คือการเพิ่มจำนวนบุคลากรค่ะ ดิฉันขอนำเสนอให้เพิ่มอัตรากำลัง หรือจำนวนบุคลากรที่ทำหน้าที่ในกรมบัญชีกลาง เพื่อรับรองการทำงานในส่วนของการ อุทธรณ์และการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุ การเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่และให้กระบวนการอุทธรณ์ มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และทันต่อเหตุการณ์จะส่งผลดีทั้งประชาชนและประโยชน์ต่อ สาธารณะค่ะ🔗

๒. คือนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ค่ะ ในกระบวนการอิเล็กทรอนิกส์ จัดซื้อจัดจ้างพัสดุยังขาดเทคโนโลยีที่มีความทันสมัย ดิฉันขอนำเสนอให้เปลี่ยนมาใช้ซื้อระบบ จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ หรือ Electronics Government Procurement หรือที่เรียกว่า e-GP แทนค่ะ ซึ่งการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์จะช่วยประหยัดทรัพยากร กระดาษ ลดขั้นตอนการส่งเอกสาร และทำให้กระบวนการอุทธรณ์เสร็จสิ้นได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ส่งผลดีต่อการลงนามในสัญญาหรือข้อตกลงที่เกี่ยวข้องต่อไปค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านองอาจ ฉัตรชัยพลรัตน์ ครับ🔗

นายองอาจ ฉัตรชัยพลรัตน์ ขอนแก่น

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ องอาจ ฉัตรชัยพลรัตน์ จากพรรคภูมิใจไทย ขอนแก่น เขต ๑๑ ครับ ขออนุญาตหารือ ท่านประธาน ๒ เรื่องนะครับ🔗

เรื่องแรก คือเรื่องปัญหาน้ำท่วมอุโมงค์ทางลอด ขอสไลด์ด้วยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายองอาจ ฉัตรชัยพลรัตน์ ขอนแก่น

ปัญหาน้ำท่วมอุโมงค์ทางลอดครับ ท่านประธานครับ เป็นการหารือครั้งที่ ๒ ครับ แต่ครั้งนี้หนักหนาสาหัสกว่าครั้งแรก เนื่องจากเป็นฤดูฝน ตอนนี้พี่น้องชาวอำเภอบ้านแฮดกับอำเภอบ้านไผ่เปลี่ยนจากอุโมงค์ ทางลอด เป็นอุโมงค์ทางไม่น่ารอดแล้วครับ เนื่องจากว่าตอนนี้อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากอุโมงค์ ดังกล่าวนี้มากกว่าอุบัติเหตุที่มาจากรถไฟก่อนที่จะมีอุโมงค์ทางลอดด้วยซ้ำไปครับ ท่านประธานครับ ตอนนี้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และนายก อบต. ไม่ต้องทำอะไรแล้วครับ จัดเวร สูบน้ำทุกวัน แล้วก็จัดเวรเฝ้าเครื่องสูบน้ำ ดังนั้นปัญหาดังกล่าวนี้ต้องขออนุญาตนำเรียน ท่านประธานไปเลยว่า คนคิดไม่ได้อยู่ในพื้นที่ครับ ส่วนคนที่อยู่ในพื้นที่ไม่ได้คิด ไม่มีใคร อยากได้อุโมงค์ทางลอดตรงนี้เลยครับ ขออนุญาตฝากผ่านถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครับ ท่านประธานครับ รบกวนกรุณาแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนให้ด้วยนะครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ ก็คือเรื่องของโครงการถนน ๔ เลน สาย ๒๒๒๘ กรมทางหลวง ท่านประธานครับ โครงการดังกล่าวนี้มีการหารือกันเป็นครั้งที่ ๕ แล้วนะครับ แล้วก็ต้องขออนุญาตขอบคุณคณะกรรมการกระจายอำนาจที่ถ่ายโอนให้กับกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคมเป็นที่เรียบร้อยแล้วหลังจากรอคอยมานานหลายปี ท่านประธานครับ ตอนนี้ต้องขออนุญาตยินดีกับพี่น้องชาวอำเภอบ้านไผ่ครับ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดได้จัดสรร งบประมาณของกลุ่มจังหวัดเพื่อจะแก้ปัญหาให้กับพี่น้องชาวอำเภอบ้านไผ่ โดยใช้ งบประมาณกลุ่มจังหวัด ระยะทางประมาณ ๑.๑ กิโลเมตร แต่ยังเหลืออีกประมาณ ๖ กิโลเมตรที่พี่น้องชาวอำเภอบ้านไผ่รอคอย โครงการดังกล่าวนี้ไม่น่าเป็นห่วงตรงที่ว่า ในรัฐบาลชุดที่แล้วโดยท่านศักดิ์สยาม ชิดชอบ รับทราบปัญหาเป็นอย่างดี แล้วก็ได้ให้ กรมทางหลวงจัดเตรียมแผนเป็นอย่างดี ขออนุญาตฝากถึงท่านประธานนะครับ🔗

สุดท้ายครับท่านประธานครับ วันนี้ใส่เสื้อผ้าไทยจากอำเภอชนบทครับ เป็นผ้าไหม ภูมิใจผ้าไทยใส่ดี๊ดีครับ ขอบคุณครับ สวัสดีครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านรวี เล็กอุทัย ครับ🔗

นายรวี เล็กอุทัย อุตรดิตถ์

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายรวี เล็กอุทัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุตรดิตถ์ เขต ๓ พรรคเพื่อไทย ในวันนี้ ผมจะมาขอปรึกษาหารือในประเด็นปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ๒ เรื่องครับ ท่านประธานครับ ขอสไลด์ขึ้นด้วยนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายรวี เล็กอุทัย อุตรดิตถ์

เรื่องแรกคือเรื่องของปัญหาหนอนเจาะ ทุเรียนของจังหวัดอุตรดิตถ์ครับ สไลด์ถัดไปได้เลยครับ ท่านประธานครับ เนื่องจาก จังหวัดอุตรดิตถ์นั้นมีผลไม้ขึ้นชื่อครับ อันดับหนึ่งของจังหวัดเลย นั่นก็คือทุเรียนครับ โดยเฉพาะทุเรียนหลงลับแลและทุเรียนหลินลับแล ซึ่งเป็นทุเรียนที่มีการขึ้นทะเบียน GI แล้ว นอกจากนั้นครับ ในภาพรวมทุเรียนเหล่านี้ยังสร้างชื่อและสร้างรายได้ให้แก่จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นมูลค่ามหาศาล โดยในปี ๒๕๖๖ ทุเรียนอุตรดิตถ์สร้างรายได้ให้แก่จังหวัดมากกว่า ๔,๙๐๐ ล้านบาท สไลด์ถัดไปครับ แต่ปัจจุบันครับ ทุเรียนอุตรดิตถ์กำลังเผชิญกับปัญหา หนอนเจาะทุเรียนจนทำให้มีหลายครั้งที่สินค้าทุเรียนอุตรดิตถ์นั้นถูกตีกลับ รวมถึงไม่สามารถ ส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าหลักได้ อย่างประเทศจีนส่งผลกระทบต่อรายได้และภาพลักษณ์ ชื่อเสียงของทุเรียนอุตรดิตถ์เป็นอย่างมาก จนน่ากังวลครับว่าหากยังปล่อยให้สถานการณ์ ยังเป็นเช่นนี้อยู่ ต่อไปครับทุเรียนหลงหลินลับแลก็คงจะลงเหลือแค่ชื่อแน่ ๆ ครับ ดังนั้น ผมจึงอยากจะขอร้องไปทางจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครับ โปรดเข้ามาแก้ไขปัญหา หนอนเจาะเมล็ดทุเรียนนี้อย่างเป็นระบบและอย่างจริงจัง ให้เป็นวาระของจังหวัดไปเลย ยิ่งดีครับท่านประธาน เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่ชาวสวน และรักษาชื่อเสียงของทุเรียน อุตรดิตถ์ให้คงอยู่ต่อไปครับ🔗

ประเด็นที่ ๒ เป็นประเด็นปัญหาในการเข้าถึงระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ของพี่น้องชาวตำบลวังแดง อำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์ ท่านประธานครับเนื่องจาก ทาง อบต. วังแดงนั้นยังขาดงบประมาณในการสร้างระบบการผลิตน้ำประปาในบางพื้นที่ ได้แก่ บ้านวังแดง หมู่ที่ ๓ บ้านใหม่โพธิ์เย็น หมู่ที่ ๖ บ้านห้วยพิกุลทอง หมู่ที่ ๗ และ บ้านป่าควง หมู่ที่ ๙ ประกอบกับระบบการผลิตน้ำประปาในปัจจุบันครับ ได้ใช้งานมาเป็น ระยะเวลานานแล้ว ทำให้ประสิทธิภาพลดลงเป็นลำดับตามอายุการใช้งาน ส่งผลต่อพี่น้อง ประชาชนที่จะต้องอุปโภคบริโภคน้ำที่อาจไม่ได้คุณภาพ และมาตรฐานที่เหมาะสมครับ ดังนั้น ผมขอเรียนผ่านท่านประธานไปยังกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทยครับ โปรดช่วยพิจารณาจัดสรรงบประมาณในการก่อสร้างระบบประปา หมู่บ้านให้กับ อบต. วังแดง เพื่อให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้เข้าถึงน้ำประปาที่มีคุณภาพ ต่อไปด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านอรรถพล ไตรศรี ครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายอรรถพล ไตรศรี พังงา

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอรรถพล ไตรศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพังงา เขต ๑ พรรคภูมิใจไทย วันนี้ ขอหารือท่านประธาน ๒ เรื่องผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาประชาชน ในจังหวัดพังงาครับ🔗

เรื่องแรก ขอให้พิจารณาปรับปรุงถนนทางแยก ช่วงทางหลวงหมายเลขที่ ๔๓๑ ทับปุด-พังงา เชื่อมต่อกับทางหลวงชนบทหมายเลข ๔๐๒๗ ตรงจุดนี้ถนนที่ทางแยก ของถ้ำน้ำผุด ของทางหลวงชนบทมีปัญหาเกี่ยวกับไหล่ทาง แล้วก็เส้นทางชำรุด แล้วก็เป็น ทางโค้งอันตรายมากนะครับ เป็นเส้นทางหลัก ซึ่งผู้คนสัญจรไปมามากมาย จึงอยากให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะแขวงการทางจังหวัดพังงา แล้วก็ทางหลวงชนบทร่วมกัน บูรณาการในการปรับปรุงถนนให้มีไฟกระพริบ แล้วก็ทำการซ่อมแซมหลุมบ่อ แล้วก็อยู่ในจุด ที่อันตราย แล้วก็อยู่หน้าศูนย์ราชการจังหวัดพังงาอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ปรับปรุง เส้นทางดังกล่าวด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ขอให้พิจารณาปัญหาเกี่ยวกับการแก้ไขท่าเทียบเรือบ้านในหงบ หมู่ที่ ๔ ตำบลตากแดด อำเภอเมือง จังหวัดพังงา ตรงจุดนี้นักท่องเที่ยวที่เข้ามาสู่จังหวัดพังงา ในปีที่ผ่านมาจังหวัดพังงาได้รายได้จากการท่องเที่ยว ๒๘,๔๙๔ ล้านบาท แต่ว่าตรงจุด ท่องเที่ยวของบ้านในหงบ หมู่ที่ ๔ นี้ครับมีนักท่องเที่ยวใช้บริการมาก เวลาน้ำลงจะเห็น สภาพของความตื้นเขิน จึงมีความจำเป็นต้องแก้ปัญหาตรงจุดนี้ แล้วก็มีชาวบ้านบางส่วน อยู่ที่เกาะคาร้อยกว่าชีวิตต้องใช้เส้นทางเส้นนี้ มีทั้งเด็กนักเรียน แล้วก็คนแก่ที่ต้องมา โรงพยาบาล จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะอุทยานอ่าวพังงาและทรัพยากร ชายฝั่ง รวมทั้งเจ้าท่า ร่วมกันบูรณาการในการปรับปรุงแก้ไขช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน จากจุดนี้ด้วยนะครับ ขอบพระคุณครับผม🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย ครับ🔗

นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย นครสวรรค์

กราบเรียนประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์ เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ผมได้ลงพื้นที่พบนายเจริญ สมรอด นายกองค์การบริหาร ส่วนตำบลเนินกว้าว พร้อมชาวบ้านบ่อพลับ หมู่ที่ ๓ ตำบลเนินกว้าว อำเภอโกรกพระ แจ้งปัญหาชาวบ้านเดือดร้อนน้ำท่วมที่นาในฤดูฝน น้ำที่ไหลจากมาทางลำเหมืองตั้งแต่ ตำบลเนินศาลา ฤดูฝนน้ำจากเขื่อนวังร่มเกล้า เมื่อล้นจะไหลมารวมกับน้ำที่ตำบลเนินศาลา แล้วไหลมาตามลำเหมือง มาสิ้นสุดที่ท้ายเหมืองซึ่งไม่มีทางระบายน้ำ ทำให้น้ำจำนวนมาก ไหลมาท่วมที่นาหมู่ที่ ๓ ตำบลเนินกว้าวและตำบลเนินศาลา ศาลาแดง พื้นที่ติดต่อกันทำให้ ข้าวได้รับความเสียหายไม่น้อยกว่า ๓,๐๐๐ ไร่ ตามภาพ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย นครสวรรค์

กรมชลประทานเคยมาทำการ สำรวจเพื่อจัดทำคลองระบายน้ำต่อจากท้ายเหมือง แต่หลังจากกรมชลประทานสำรวจแล้วก็ เงียบหายไปเป็นเวลา ๑๐ กว่าปี ขอให้กรมชลประทานดำเนินการแก้ปัญหาให้ชาวนา โดยด่วนครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ผมได้รับการประสานงานจากหลวงพ่อสมนึก วรจิตรโต หรือ พระครูนิวิฐสมาธิคุณ เจ้าอาวาสวัดเกรียงไกรใต้ เจ้าคณะตำบลเกรียงไกรใต้ นางจรัญ เผือกจีน สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลเกรียงไกรใต้ นายวิเชียร เนียมลอย สมาชิกองค์การบริหาร ส่วนตำบลเกรียงไกรใต้ ผมได้ลงพื้นที่กับนายธนาธร บ่อสุวรรณ วิศวกรโยธาชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มวิศวกรโยธา และ นายณัฐวุฒิ ถนอมนิ่ม วิศวกรโยธาปฏิบัติการ ปัญหาความ เดือดร้อน วัดเกรียงไกรใต้อยู่ติดกับริมแม่น้ำน่าน บริเวณริมตลิ่งถูกน้ำกัดเซาะทำให้บ้านเรือน พี่น้องประชาชนเกิดความเสียหายไม่ปลอดภัยอยู่อย่างวิตกกังวลและหวาดระแวงกลัวว่า บ้านเรือนจะพังลงแม่น้ำ ตามภาพครับ จึงขอความอนุเคราะห์จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ เร่งดำเนินการสร้างเขื่อนป้องกันริมตลิ่งพังครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานสภาที่เคารพครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านนิกร โสมกลาง ครับ🔗

นายนิกร โสมกลาง นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นิกร โสมกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขต ๘ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ วันนี้ผมจะขอหารือความเดือดร้อนของพี่น้องในเขตอำเภอพิมาย และอำเภอชุมพวง ๓ เรื่อง🔗

เรื่องที่ ๑ น้ำประปาของพี่น้องประชาชนในหลายหมู่บ้านของอำเภอพิมาย และอำเภอชุมพวง ยังมีปัญหาทั้งน้ำขุ่นและไม่พอยังต้องใช้รถน้ำบรรทุกมาใช้ในหลายครั้ง ครับท่านประธาน เราควรจะให้ความสำคัญกับเรื่องน้ำดื่มน้ำใช้ในครัวเรือนมากกว่านี้ครับ เพราะเป็นเรื่องสำคัญที่โดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนเราครับ ผมจึงอยาก ขอท่านประธานผ่านไปยังกรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ช่วยลงพื้นที่ตำบลกระชอน ตำบลดงใหญ่ ตำบลในเมือง ตำบลโบสถ์ ตำบลรังกาใหญ่ ตำบลหนองระเวียงของอำเภอพิมาย และตำบลโนนยอ ตำบลสาหร่าย ตำบลโนนรัง และตำบลหนองหลัก ของอำเภอชุมพวงด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๒ โรงพยาบาลชุมพวงได้ขออนุญาตใช้ที่ดินจาก ส.ป.ก. เพื่อก่อสร้าง อาคารเพิ่มเติม เพื่อที่จะให้บริการทางสาธารณสุขแก่พี่น้องประชาชน ตั้งแต่วันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๓ จนถึงวันนี้ปาไป ๔ ปีแล้วครับ ยังตรวจเอกสารหลักฐานการขออนุญาต ที่ดินไม่เสร็จ ผมทราบดีว่าการขอใช้ที่ดินอะไร ๆ ก็ต้องตรวจสอบให้ถูกต้องและมั่นใจว่าไม่มี ปัญหาไป แต่ ๔ ปีนี้มันนานเกินไปไหมครับ สำหรับการใช้ที่ดิน ๑ แปลง ผมจึงอยากขอฝาก ท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครับ ช่วยลงไปดูและแก้ปัญหาการทำงานที่ล่าช้า และทำให้พี่น้องในอำเภอชุมพวงเสียโอกาสที่จะได้รับการบริการสาธารณสุขที่ดีกว่าเดิม จากที่เราไม่สามารถก่อสร้างอาคารเพิ่มเติมได้ครับ🔗

เรื่องสุดท้ายครับท่านประธานครับ การที่จะสร้างความเจริญให้กับพี่น้อง ในเขตห่างไกล ถนนต้องดี น้ำต้องดี ไฟฟ้าต้องไปถึงครับ พี่น้องหมู่ ๔ ตำบลดงใหญ่ อำเภอพิมาย ขอขยายเขตไฟฟ้าไปจนถึงปัจจุบันยังไม่ได้เลย อาจจะด้วยเรื่องค่าใช้จ่ายหรืองบประมาณ แต่ท่านประธานครับ การบริการสาธารณูปโภคไม่ว่าจะเป็นเรื่องถนน เรื่องน้ำประปา ไฟฟ้า เป็นพื้นฐานที่รัฐต้องดูแลให้ทั่วถึง ผมอยากขอท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยลงไปดูแลพี่น้องของอำเภอพิมายด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านสมดุลย์ อุตเจริญครับ🔗

นายสมดุลย์ อุตเจริญ เชียงใหม่

เรียนประธานสภาที่เคารพ ผม สมดุล อุตเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเชียงใหม่ เขต ๗ อำเภอฝาง แม่อาย ไชยปราการ มีเรื่อง หารือผ่านท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังนี้ครับ🔗

เรื่องที่ ๑ ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนขอติดตั้งสัญญาณไฟจราจร บนทางหลวงหมายเลข ๑๐๗ กิโลเมตรที่ ๑๓๗ เช่นกัน บริเวณทางแยกเข้าดอยอ่างขาง ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ และมีชุมชนขนาดใหญ่ มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น บ่อยครั้ง จึงขอความอนุเคราะห์ไปยังกรมทางหลวงให้มาติดตั้งสัญญาณไฟจราจรให้ด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ขอสร้างสะพานลอยข้ามถนนโรงเรียนบ้านปางสัก ตำบลแม่สูน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ บนถนนหมายเลข ๑๐๗ ที่กิโลเมตร ๑๔๓ ซึ่งได้รับความ เดือดร้อน ได้รับการร้องเรียนจากนางสาวอรัญญา พลเจียง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านปางสัก ขอความอนุเคราะห์ไปยังหน่วยงานสำนักก่อสร้างสะพาน กรมทางหลวงมาสร้างสะพานลอย หน้าโรงเรียน เพราะช่วงเป็นช่วงที่รถใช้ความเร็วสูงและเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง🔗

เรื่องที่ ๓ ได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายสมชาย สุวรรณ นายกองค์การบริหาร ส่วนตำบลแม่สาว อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ขอติดตามเรื่องขยายเขตไฟฟ้าที่ส่งหนังสือ ถึงสำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค อำเภอแม่อาย เลขที่ ๘๒๙๐๓/๓๓๓ ซึ่งเป็นทางขึ้น ดอยปู่หมื่น ก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอีกครับท่านประธาน หมู่ที่ ๑๗ ตำบลแม่สาว จึงขอ ความคืบหน้าไปยังการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคด้วย และ🔗

เรื่องที่ ๔ สุดท้าย ขอติดตามโครงการขอความอนุเคราะห์ซ่อมแซมไปยัง แขวงทางหลวงชนบทไปทำถนนหมายเลข ชม ๓๐๓๗ ตามภาพที่เห็นขรุขระมากเลยครับ อันตรายด้วย เป็นถนนเข้าหมู่บ้านปู่หมื่นซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งหนึ่ง ตามหนังสือที่ ชม ๘๒๙๐๓/๕๑๗ พร้อมขอถ่ายโอนบรรจุเข้าเป็นโครงข่ายของแขวงทาง หลวงชนบทเชียงใหม่ ตามหนังสือที่ ชม ๘๒๙๐๓/๖๖๘ ด้วย ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านวิทยา แก้วภราดัย ครับ🔗

นายวิทยา แก้วภราดัย แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน ผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรครวมไทยสร้างชาติ ขออนุญาตที่จะหารือผ่าน ท่านประธานสภาไปยังอธิบดีกรมชลประทาน แล้วก็รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ ในเรื่องโครงการพระราชดำริเพื่อพัฒนาลุ่มน้ำปากพนัง โครงการดังกล่าวนี้เริ่มต้นมา ๓๐ กว่าปีแล้วครับท่านประธานครับ ลุ่มน้ำปากพนังเป็นพื้นที่รวมทั้งหมด ๔-๕ อำเภอ ในจังหวัดนครศรีธรรมราช แต่เดิมถือว่าเป็นพื้นที่ที่ยากจนอันดับ ๒ ใน ๑๔ จังหวัดภาคใต้ แต่หลังจากที่โครงการพระราชดำริได้เกิดขึ้นซึ่งได้ดำริในการแก้ไขปัญหา ๓ ประการ🔗

ประการที่ ๑ ก็คือการที่น้ำท่วมขังในบริเวณลุ่มน้ำปากพนังยาวนานในฤดู น้ำหลาก🔗

ประการที่ ๒ คือเกิดภัยแล้งพิบัติในลุ่มน้ำปากพนังอย่างต่อเนื่อง เพราะการ รุกของน้ำเค็มในพื้นที่ ๕ อำเภอดังกล่าว โครงการพระราชดำริดังกล่าวได้มีพระราชดำริ ในการสร้างประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิเป็นการแบ่งพื้นที่น้ำจืดกับน้ำเค็ม หลังจาก นั้นราษฎรใน ๔-๕ อำเภอ อำเภอปากพนัง เชียรใหญ่ หัวไทร ชะอวด พื้นที่เหล่านี้ได้ใช้น้ำ จากแม่น้ำปากพนังในการทำการเกษตรและใช้ในการอุปโภคบริโภคทำน้ำประปา แต่ปรากฏ ว่าโครงการดังกล่าวหลังจากปิดประตูอุทกวิภาชประสิทธิไป ๒๐ กว่าปี ตะกอนที่ตกค้างอยู่ ในแม่น้ำปากพนังกลับไม่ได้รับการดูแลจากกรมชลประทานซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่รับผิดชอบ โครงการทั้งหมดต่อเนื่องในโครงการพระราชดำริจนมาถึงวันนี้ เป็นเหตุให้เวลาฤดูน้ำหลาก น้ำท่วมขังเอ่อล้นจากแม่น้ำปากพนังท่วมไร่นาของประชาชนเสียหาย ยิ่งในฤดูแล้งครับ ปรากฏว่าราษฎรก็ไม่มีน้ำเพียงพอในการที่จะดึงไปใช้ในการเกษตร เพราะฉะนั้นทางออกทางเดียว ก็คือทั้งกรมชลประทานและท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ควรจะไป ติดตามโครงการพระราชดำริ เพราะเป็นโครงการที่แก้ความยากจนให้กับพี่น้องในลุ่มน้ำปาก พนังได้อย่างแท้จริงครับ ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านนพดล ทิพยชล ครับ🔗

นายนพดล ทิพยชล นนทบุรี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นพดล ทิพยชล ผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนนทบุรี เขต ๔ อำเภอปากเกร็ด พรรคก้าวไกล วันนี้ผม ได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนเพื่อนำมาหารือผ่านท่านประธานไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องจำนวนทั้งหมด ๔ เรื่อง ดังนี้ท่านประธาน🔗

เรื่องที่ ๑ ปัญหาไฟทางส่องสว่างถนนเลียบคลองประปายาวไปตั้งแต่ตำบล คลองเกลือไปจนถึงตำบลบ้านใหม่ สังเกตจากภาพบนสไลด์นะครับท่านประธาน🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายนพดล ทิพยชล นนทบุรี

รูปซ้ายด้านล่าง ในวงสีแดงด้านล่าง คือเป็น ประชาชนที่เขาเดิน ใช้ท้องถนนในยามค่ำคืน เพราะว่าถนนมืดมากจากที่ผมได้ลงพื้นที่พบว่า ไฟถนนไม่ติดเป็นจำนวนมาก ทำให้แสงสว่างไม่เพียงพอต่อการมองเห็นอาจก่อให้เกิด อุบัติเหตุเป็นอันตรายกับผู้ใช้ถนนและผู้ใช้ทางเท้าเป็นอย่างมาก ผมจึงขอเรียนผ่าน ท่านประธานไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยถึงการไฟฟ้านครหลวง ช่วยเร่งรัด ในการซ่อมแซมให้ถนนกลับมามีแสงสว่าง เพื่อให้ประชาชนใช้สัญจรได้อย่างปลอดภัยครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ครับท่านประธาน ยังอยู่ที่ถนนเลียบคลองประปาครับ ในขณะนี้ มีโครงการก่อสร้างปรับปรุงราวสะพานรถยนต์ คนเดินข้าม และคันป้องกันน้ำท่วมตามแนว คลองประปา ตั้งแต่บริเวณแยกศรีสมานจนถึงไซฟอน รังสิต ของการประปานครหลวงที่ได้ ดำเนินการอยู่ตอนนี้ ซึ่งมีประชาชนได้ร้องเรียนถึงความยากลำบากในการใช้ถนนนะครับ จากภาพบนสไลด์จะเห็นได้ว่าการก่อสร้างโครงการนี้ ส่งผลให้พื้นผิวถนนขรุขระเป็นหลุมบ่อ ก่อให้เกิดอุบัติเหตุต่อผู้ใช้รถและใช้ถนนเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังได้ทราบมาว่าโครงการนี้ เลยกำหนดการแล้วเสร็จมานานแล้วด้วยครับ เนื่องจากยังไม่สามารถรับมอบงานจาก ผู้รับจ้างได้ ผมจึงขอเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถึงการประปานครหลวง ให้ช่วยเร่งรัดดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จ เพื่อคืนผิวถนนให้กับ ประชาชนได้สัญจรด้วยความปลอดภัยด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๓ ก็ยังอยู่ที่ถนนเลียบคลองประปาครับท่านประธาน เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ผลกระทบที่ได้รับจากโครงการก่อสร้างในการปรับปรุงราวสะพาน เพื่อใช้สำหรับรถจักรยานยนต์ และคนเดินข้ามนะครับ จุดนี้อยู่ที่บริเวณ กม. ๑๗ หน้าหมู่บ้านปฐวีกาญจน์ครับ จากภาพ บนสไลด์จะเห็นได้ว่าการก่อสร้างโครงการนี้ ส่งผลให้ถนนมีรอยชำรุด แล้วก็มีรอยร้าว แยกออกจากกันในบริเวณพื้นที่ก่อสร้าง ทำให้ประชาชนกังวลในเรื่องของถนนทรุดตัว เช่นเดียวกับถนนแจ้งวัฒนะที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ ผมจึงขอเรียนท่านประธานผ่านไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยดำเนินการก่อสร้างอย่างระมัดระวัง เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ รถและถนนครับ🔗

เรื่องสุดท้ายครับท่านประธาน เป็นปัญหาเรื้อรังบนถนนติวานนท์ บริเวณ จุดกลับรถช่วง Lotus ติวานนท์ ก่อนถึงแยกเมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี จากบนสไลด์ช่องทางกลับรถนี้ เป็นจุดที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ทางหน่วยงานแขวงทางหลวง นนทบุรี ก็พยายามช่วยแก้ปัญหาให้เต็มที่แล้ว โดยนำป้ายสัญญาณไฟกระพริบมาติดตั้งแล้ว แต่ก็อยู่ได้ไม่นานครับท่านประธาน ก็ถูกชนเสียหาย ยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังที่ยังแก้ไขไม่ได้ ผมจึงขอเรียนท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงคมนาคมถึงแขวงทางหลวงนนทบุรี ซึ่งผมมี ข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหานี้เพิ่มเติม โดยขอให้ติดป้ายเตือนขนาดใหญ่ที่สามารถ มองเห็นได้ชัดเจน และทำ Anti-Skid สีแดงก่อนถึงจุดกลับรถประมาณสัก ๑๐๐-๒๐๐ เมตร ควบคู่ไปกับการติดไฟแจ้งเตือนบริเวณจุดกลับรถ เพื่อแก้ปัญหาอุบัติเหตุเรื้อรังเรื่องนี้ให้กับ พี่น้องประชาชนครับ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านปรเมษฐ์ จินา ครับ🔗

นายปรเมษฐ์ จินา สุราษฎร์ธานี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ปรเมษฐ์ จินา พรรครวมไทยสร้างชาติ สุราษฎร์ธานี เขต ๕ ขออนุญาตหารือในส่วนของที่ พื้นที่ได้นำเสนอมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้ ในส่วนของจังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นปีที่ประสบ ปัญหาภัยแล้งอย่างสาหัสสากรรจ์นะครับ ประชาชนในพื้นที่เขาก็เลยหารือมาว่าจะวางแผน แก้ปัญหากันอย่างไร แม้ว่าที่ผมจะเสนอในตอนนี้ไม่สามารถจะแก้ได้ภายในปีนี้ หรือในปี ๒๕๖๘ ก็อยากจะฝากท่านประธานนำเรียนไปยังกรมชลประทานได้ช่วยให้เจ้าหน้าที่ หรือช่างลงไปสำรวจ แล้วก็จัดทำแผนในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำนะครับ🔗

ประเด็นที่ ๑ ก็เป็นเรื่องของอำเภอพนม ก็เป็นโครงการชลประทานตาม พระราชดำริ ในส่วนของบ้านบางหิน หมู่ ๕ ตำบลคลองชะอุ่น อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี เนื่องจากว่าสร้างมานานแล้ว แต่ว่าในเรื่องของสภาพการใช้งานยังไม่สามารถใช้งานได้เต็มที่ อำเภอที่ ๒ ก็เป็นอำเภอเคียนซา ในส่วนของอ่างเก็บน้ำเทศบาลตำบลบ้านเสด็จ อำเภอเคียนซา ก็อยากจะให้ไปจัดระบบ แล้วก็วางแผนจัดส่งระบบน้ำเข้าสู่แปลงเกษตรของเกษตรกร อำเภอที่ ๓ อำเภอชัยบุรี ก็เป็นในส่วนของอ่างเก็บน้ำอโศก อยู่ที่ตำบลชัยบุรี อำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ก็อยากจะให้ไปจัดระบบ เพราะว่าเขาได้ทำมาระดับหนึ่งแล้ว แต่ว่า ในส่วนของการขยายท่อไปยังสวนทุเรียน หรือว่าสวนปาล์มน้ำมัน ยังไม่ครอบคลุมพื้นที่ แล้วก็อำเภอที่ ๔ อำเภอพระแสง อ่างเก็บน้ำห้วยบางกล้วย หมู่ ๑๐ ตำบลสินเจริญ อำเภอพระแสง ๔ อำเภอ ๔ จุดนี้ ก็อยากจะให้ทางชลประทานในพื้นที่ได้ลงไปดำเนินการ จัดทำแผนให้เรียบร้อยนะครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ก็คงจะเป็นเรื่องที่เป็นด่วน ๆ นะครับ ชาวสวนยางได้ฝากสะท้อน มายังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ เนื่องจากว่าก่อนหน้านี้น้ำยางกิโลกรัมละ ๘๒ บาท ปัจจุบันลดลงเหลือ ๕๔ บาทห่างไปถึง ๒๘ บาทนะครับ หมายถึงว่าเราให้เด็กไปโรงเรียนกินขนมวันละ ๘๒ บาท แล้วก็มาเหลือ ๕๔ บาท ลดลงอย่างรวดเร็ว ถ้าค่อย ๆ Landing ชาวบ้านก็ทำตัวได้นะครับ แต่นี่เปรียบเสมือน ตกหลุมอากาศ ขาดไป ๒๘ บาทเลยนะครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านจรัส คุ้มไข่น้ำ🔗

นายจรัส คุ้มไข่น้ำ ชลบุรี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายจรัส คุ้มไข่น้ำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขต ๘ พรรคก้าวไกล ขออนุญาต หารือปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ๒ เรื่องครับท่านประธาน🔗

เรื่องแรกคือปัญหาน้ำท่วมขังบริเวณชุมชนหนองเกตุ ซอย ๕ หมู่ที่ ๖ หมู่ที่ ๗ ตำบลหนองปลาไหล อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อระหว่างเมืองพัทยา และเทศบาลตำบลหนองปลาไหล ปัญหาคือช่วงเวลาฝนตกลงมาจะเกิดน้ำท่วมขังทันที ระดับน้ำสูง ๕๐-๘๐ เซนติเมตร ทำให้บ้านเรือนข้าวของพี่น้องประชาชนได้รับความเสียหาย ตลอดมา เป็นเวลากว่า ๒๐ ปีครับท่านประธาน ที่ไม่เคยได้รับการดูแลแก้ไขจากหน่วยงานรัฐ แต่อย่างใด จึงอยากฝากท่านประธานผ่านไปยังเทศบาลตำบลหนองปลาไหลและเมืองพัทยา ได้พิจารณาตรวจสอบและเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนชาวตำบลเขาไม้แก้ว หมู่ที่ ๔ ชุมชนแปลง ๗ แปลง ๘ แปลง ๙ ปัจจุบันยังไม่สามารถขอน้ำประปาและไฟฟ้าใช้ได้ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวยังมีข้อพิพาทเรื่องการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ ซึ่งปัญหานี้กระผม ได้เคยนำเรียนหารือท่านประธานไปแล้ว เมื่อวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๖๖ คราวสมัยประชุม ครั้งที่ผ่านมา แต่ขณะนี้ก็ยังไม่ได้มีการดำเนินการแก้ไขแต่อย่างใด ดังนั้นจึงขออนุญาตฝาก ท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมการพัฒนาท้องถิ่น และผู้ว่าราชการ จังหวัดชลบุรี ได้โปรดเข้าไปดูแลแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนด้วยครับ ขอขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญ ท่านอับดุลอายี สาแม็ง ครับ🔗

นายอับดุลอายี สาแม็ง ยะลา

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายอับดุลอายี สาแม็ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา เขต ๓ อำเภอกรงปินัง อำเภอบันนังสตา อำเภอธารโต และอำเภอเบตง ผมขอหารือกับท่านประธาน ๒ เรื่องครับ🔗

เรื่องที่ ๑ ก็คือว่าเนื่องจากว่าเราได้ลงไปในพื้นที่ ก่อนอื่นก็จะต้องมีการ ขอบคุณรัฐบาลก่อนที่ให้อาหารกลางวันกับเด็กที่ตาดีกาในเขต ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่เนื่องจากว่ามีเด็กบางส่วนที่ยังไม่ได้รับการเป็นจำนวนนับ ในการที่ได้รับสิทธิของอาหาร กลางวัน ก็คือเด็กที่ต่ำกว่าอายุ ๕ ปี จาก ๓ ปีครึ่งถึง ๕ ปี ก็อยากจะให้ท่านประธานประสาน ไปที่กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อเพิ่มจำนวนนับของอาหารกลางวันของเด็กตาดีกาด้วย🔗

เรื่องที่ ๒ ก็คือเป็นเรื่องเดิมนะครับ สืบเนื่องจากที่ช้างป่าได้มีการทำลาย สวนทุเรียนของพี่น้องประชาชนมาเป็นเดือนแล้ว ก็มีการล้มโค่นต้นทุเรียน แล้วก็ทำลายพวก ลูกทุเรียน ซึ่งความคาดหวังของพี่น้องประชาชนว่าปีนี้ราคาทุเรียนก็น่าจะดี แล้วปีนี้ ความหวังทุกอย่างก็อยู่ที่ผลทุเรียนนะครับ จากสาเหตุนี้ทางพี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่ของ ตำบลบ้านแหร อำเภอธารโต จังหวัดยะลา ก็ไม่ทราบว่าจะไปหวังพึ่งกันตรงไหน แล้วก็มีการ รวมตัวละหมาดฮายัดเพื่อขอพรจากพระผู้เป็นเจ้า ประมาณสักเกือบ ๑,๐๐๐ คน ๖๐๐ กว่า คนนะครับ เพื่อไปขอพรกับพระผู้เป็นเจ้าว่า หาวิธีการอย่างไรเพื่อให้ช้างออกจากพื้นที่ จังหวะผมไปพอดี แล้วก็พี่น้องประชาชนก็ร้องเรียนมา ผมก็เลยนำหารือท่านประธานว่าทำ อย่างไรให้ช้างป่าที่ทำลายสวนทุเรียนของพี่น้องประชาชนออกจากพื้นที่ พยายามที่จะต้อง ย้ายช้างออกจากพื้นที่ให้ได้ นั่นก็เป็นเรื่องของที่พี่น้องฝากมา🔗

แล้วก็มีอีกเรื่องหนึ่งนะครับ เมื่อเดือนที่แล้วก็มีการพูดคุยกันระหว่าง ๒ ประเทศ เนื่องจากช้างป่าส่วนหนึ่งก็มาจากที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งรัฐบาลมาเลเซียก็ไปทำ เรื่องของสัมปทานป่าในเขตอำเภอซิก์ รัฐเคดาห์ ทำให้ป่ามันต้องไปแล้วช้างจากรัฐเคดาห์ ก็มาทำลายสวนทุเรียนของอำเภอเบตงด้วย ตรงนี้ก็จะนำเรียนให้ท่านประธานฝากไปยัง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อที่จะมาดำเนินการอย่างรีบด่วน ไม่อย่างนั้นมันจะเสียหายเหมือนปีที่ผ่านมาเป็น ๑๐๐ ล้านอีกนะครับ ขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านชาตรี หล้าพรหม ครับ🔗

นายชาตรี หล้าพรหม สกลนคร

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ชาตรี หล้าพรหม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ สส. ลูกชาวนา พรรคประชาธิปัตย์ครับ ท่านประธานครับผมมีเรื่องที่จะหารือท่านประธานอยู่ ๑ เรื่อง เนื่องจากผมได้รับเรื่องร้องเรียนความเดือดร้อนจากท่านเศกสรร เพียสา ผู้อำนวยการ โรงเรียนบ้านเชียงสือราษฎร์อำนวย ตำบลเชียงสือ อำเภอโพนนาแก้ว จังหวัดสกลนคร สังกัดงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต ๑ มีความเดือดร้อนเนื่องจาก โรงเรียนไม่พอเพียงจะให้นักเรียนได้เรียนหนังสือ ซึ่งโรงเรียนแห่งนี้จัดการศึกษาระดับอนุบาล ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ปัจจุบันมีนักเรียนอยู่ ๒๕๒ คน มีครูและบุคลากรทางการศึกษา ๒๐ คน มีอาคารเรียนที่ยังใช้งานได้ จำนวน ๒ หลัง และอาคารเรียนที่รอการรื้อถอนอีก ๒ หลัง แผนการจัดชั้นเรียน ๑๑ ห้อง ห้องพิเศษตามเกณฑ์ควรมี ๙ ห้อง รวมห้องเรียนตามเกณฑ์ ทั้งสิ้น ๒๐ ห้อง แต่จำนวนที่มีจริงตอนนี้มีแค่ ๑๔ ห้อง และยังขาดแคลนอีก ๖ ห้อง ซึ่งไม่ พอเพียงต่อการจัดการเรียนการสอน เมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๕ ทางโรงเรียนได้ ทำเรื่องของบประมาณก่อสร้างอาคารเรียนในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ ไปแล้ว แต่ยังไม่ได้รับ การดูแลแก้ไข ซึ่งถือว่าเป็นความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของเด็กนักเรียนในพื้นที่ดังกล่าว ผมจึงขอฝากท่านประธานผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้โปรดเล็งเห็น ความสำคัญทางการศึกษาของลูกหลานซึ่งถือว่าเป็นอนาคตของประเทศชาติ และได้โปรดสั่ง การให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงไปดูแลแก้ไขความเดือดร้อนของเด็กนักเรียนในพื้นที่ ดังกล่าวด้วย ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา (รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง) ขอบคุณครับ เชิญท่านชลธานี เชื้อน้อย ครับ🔗

นายชลธานี เชื้อน้อย ลำปาง

เรียนประธานสภาที่เคารพ ผม ชลธานี เชื้อน้อย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำปาง เขต ๓ พรรคก้าวไกล ขอหารือท่านประธาน ผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผมได้รับเรื่องจากราษฎรตำบลบ้านดง อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ขอให้เร่งรัดกรณีตั้งและเปลี่ยนแปลงเขตหมู่บ้าน เนื่องจาก มติ ครม. เมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๖ เห็นชอบการอพยพราษฎร ๕ หมู่บ้าน บ้านห้วยคิง ตำบลแม่เมาะ บ้านหัวฝาย บ้านดง บ้านสวนป่าแม่เมาะ บ้านหัวฝายหล่ายทุ่ง ตำบลบ้านดง คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณาอนุญาตให้จัดตั้งหมู่บ้านใหม่ เป็นกรณีพิเศษ เมื่อราษฎรได้ย้ายไปยังพื้นที่อพยพเรียบร้อยแล้ว บัดนี้ประชาชนได้มีการ อพยพไปยังพื้นที่รองรับการอพยพเป็นที่เรียบร้อย และที่ทำการปกครองอำเภอแม่เมาะ มีการจัดทำเอกสารประกอบครบทุกเงื่อนไขของการจัดตั้งหมู่บ้านใหม่ เป็นบ้านใหม่อุดมทรัพย์ บ้านถ้ำป่าสัก บ้านหัวฝายแม่เฟืองวัฒนา บ้านหัวฝายชัยมงคล ซึ่งผ่านการเห็นชอบทุกระดับ เสร็จสิ้น จากนั้นได้มีการส่งเอกสารทั้งหมดให้แก่คณะกรรมการปกครองจังหวัดลำปาง เมื่อปลายปี ๒๕๖๖ เพื่อส่งเรื่องต่อไปยังกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย แต่จนถึง ปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใดจึงขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเร่งรัด เรื่องการจัดตั้งและเปลี่ยนแปลงเขตหมู่บ้านดังกล่าวโดยเร็ว🔗

เรื่องที่ ๒ ผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ผมได้รับเรื่องจาก เทศบาลตำบลแม่ทะ กรณีการขุดลอกแม่น้ำจางในเขตพื้นที่เทศบาลตำบลแม่ทะ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง ได้มีการส่งหนังสือไปยังกรมเจ้าท่าเมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๖ ในการ ขออนุเคราะห์แบบแปลนและประมาณราคาขุดลอกแม่น้ำจางในพื้นที่ตำบลแม่ทะ เพื่อประกอบการขอรับงบประมาณ จนถึงปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด ส่งผลให้ พื้นที่ของแม่น้ำจางที่ไหลผ่านตำบลแม่ทะระยะทางกว่า ๕.๒ กิโลเมตร มีสภาพตื้นเขินวัชพืช ขึ้นเป็นจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อน้ำอุปโภคบริโภคและสถานีสูบน้ำไฟฟ้า จำนวน ๓ สถานี ไม่สามารถสูบน้ำได้อย่างเต็มที่ หากกรมเจ้าท่าดำเนินการอย่างเร่งด่วนจะส่งผลให้เกิด ประโยชน์ต่อประชาชนตำบลแม่ทะเป็นอย่างยิ่ง จึงขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เร่งรัดติดตามการดำเนินงานของกรมเจ้าท่าในเรื่องดังกล่าว ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านบัญชา เดชเจริญศิริกุล ครับ🔗

นายบัญชา เดชเจริญศิริกุล แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม บัญชา เดชเจริญศิริกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคท้องที่ไทย วันนี้ผมขออนุญาตหารือท่านประธานผ่านไปถึงพี่น้องประชาชน ผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องปุ๋ยเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมากในปัจจุบันทุกวันนี้ ธรรมดา ก็เป็นนโยบายใหม่นะครับ เรามาดูกันว่านโยบายปุ๋ยของเกษตรกรเขาทำอย่างไรกันอยู่ ซึ่งใช้ทันแน่นอนครับ เพราะว่าปุ๋ยของเกษตรกรซึ่งมีอยู่แล้วโดยการผ่านกองทุนหมู่บ้านที่ได้กู้เงิน ธ.ก.ส. มาซื้อปุ๋ย ในช่วงที่ระยะไม่ใช่ฤดูเก็บเกี่ยวซึ่งราคาจะถูก แล้วก็เลือกยี่ห้อ แล้วก็เลือกสูตรได้ตามใจชอบ อยู่แล้ว ส่วนปุ๋ยคนละครึ่งของที่เพิ่งอนุมัติมายัง ครม. ในล่าสุดนี้ก็ย่อมมีหลักเกณฑ์อะไรที่น่า จะต้องมีการแก้ไขเพิ่มขึ้นนะครับ เพราะว่าเกษตรกรต้องสนับสนุนครึ่งหนึ่งนะครับ ไร่ละ ๕๐๐ บาท ไม่เกิน ๕๐ ไร่ ก็คือ ๑๐,๐๐๐ บาท ที่เกษตรกรต้องหาเงินมาเพิ่ม ตรงนี้ก็จะเป็น ปัญหา เป็นประเด็นสำหรับเกษตรกร เพราะว่าพี่น้องเกษตรกรเวลาถึงฤดูเก็บเกี่ยวก็ต้องกู้ เงินเข้ามากำจัดวัชพืชอยู่แล้วนะครับในส่วนต่าง ๆ ทีนี้เงินในส่วนนี้ก็จะไม่มี เป็นไปได้ไหม ครับว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือ ธ.ก.ส. ยังให้ประชาชนกู้เงิน ๑๐,๐๐๐ บาท กลับมาใช้ในส่วนตรงนี้ได้อยู่ หรือไม่ก็ไปรอเก็บคนละครึ่งในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว หรือไร่ละ ๑,๐๐๐ ยังคงอยู่ได้ไหมครับว่า ไว้หักมาใส่ตรงนี้สักส่วนหนึ่งก็ยังดีนะครับเพื่อให้โครงการนี้ ยังสามารถเดินต่อไปได้นะครับ🔗

แล้วก็ยังมีประเด็นอีกหลายประเด็น อย่างเช่น พี่น้องชาวไร่ ทั้งชาวสวน เขาก็ยังถามมาอีกว่า เขาสามารถใช้คนละครึ่งตรงนี้ได้ไหม ก็ยังเป็นประเด็น คำตอบก็ยัง ไม่ค่อยชัดเจนนะครับ ผมก็เลยฝากท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ให้ตอบตรงนี้ให้ชัดเจนนิดหนึ่งครับว่า ไร่ละ ๑,๐๐๐ ยังอยู่ไหม ชาวไร่ ชาวสวน ยังมีสิทธิที่จะใช้ตรงนี้ได้หรือเปล่า กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง ครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presention)
นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง สงขลา

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอหารือกับ ท่านประธานในการพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถของท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ เพื่อเสริมศักยภาพในการรองรับนักท่องเที่ยวและนักลงทุน ท่าอากาศยานแห่งนี้ครับ ให้บริการเที่ยวบินทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ โดยปัจจุบันมีผู้โดยสาร ประมาณ ๔,๘๐๐,๐๐๐ คนต่อปี มีเที่ยวบินกว่า ๙,๒๐๐ เที่ยวบิน ที่ใช้บริการมายังท่าอากาศยานแห่งนี้ ตัวเลขเหล่านี้ดูไม่สอดคล้องและมีท่าทีสวนทางกับศักยภาพที่ท่าอากาศยานแห่งนี้รองรับได้ หลังจากสถานการณ์โควิดคลี่คลายครับ การกลับมาของนักท่องเที่ยวและนักลงทุนเพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่อง ยิ่งเป็นช่วงเทศกาลประจำปีหรือเทศกาลจัดงานใหญ่ของจังหวัดสงขลา และพื้นที่ใกล้เคียง เห็นได้ชัดครับว่าท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่รับนักท่องเที่ยว เกินขีดความสามารถที่จะรองรับได้ ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่อยู่ในสังกัดกระทรวง คมนาคม ตั้งอยู่ในจังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นจังหวัดเศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้ และบริษัท ท่าอากาศยานไทย ได้กำหนดให้ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่เป็นประตูสู่ภาคใต้ของไทย เนื่องจากเป็นจุดเชื่อมกับ ๕ จังหวัดชายแดนใต้ ประเทศเพื่อนบ้าน โดยปัญหาที่เห็นได้ชัดครับ จังหวัดสงขลาได้รับเกียรติจัดมหกรรมดนตรีที่ยิ่งใหญ่ อย่างเทศกาลพุ่งใต้เฟส ซึ่งจัดมาแล้ว ถึง ๒ ครั้ง มีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาอย่างมากมายครับ ส่งผลให้เศรษฐกิจและ การท่องเที่ยวฟื้นฟูคึกคักมาก นี่ยังไม่นับ King’s Cup ที่ผมเชื่อว่าจะได้รับข่าวดีเร็ว ๆ นี้นะครับ🔗

อีกปัญหาครับที่หนักหนาไม่แพ้กัน ก็คือปัญหาราคาตั๋วครับ นับวันยิ่งแพง แสนแพงครับ สวนทางกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการส่งเสริมให้ผู้คนเดินทางท่องเที่ยว ภายในประเทศ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องควรปรับปรุงอย่างเร่งด่วนครับท่านประธาน เพราะฉะนั้น ผมขอเป็นส่วนหนึ่งในการเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา ดังนี้ครับ ๑. ให้ปรับปรุงก่อสร้างทาง ขับขนานเส้นใหม่หรือขยาย Runway ๒. ปรับปรุงอาคารผู้โดยสารให้ดูทันสมัย มีพื้นที่ ใช้สอยอย่างเพียงพอ ๓. ขยายลานจอดเพื่อสามารถรองรับอากาศยานเพิ่มเติม ๔. ขอให้ ปรับปรุงอาคารก่อสร้าง รวมถึงระบบสาธารณูปโภค🔗

สุดท้ายครับ ขอฝากเรื่องนี้ผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคม และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ให้เห็นถึงความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชน เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องยกระดับเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของ ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านเพ็ญชิสา หงส์อุปถัมภ์ชัย🔗

นางสาวเพ็ญชิสา หงษ์อุปถัมภ์ชัย แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน เพ็ญชิสา หงษ์อุปถัมภ์ชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ เรื่องที่ดิฉันจะหารือกับท่านประธาน ในวันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ ค่ะ และจำเป็นที่จะต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนที่สุด หลาย ๆ ท่านคงเคยได้ยินชื่อปลาหมอคางดำ ปลาหมอคางดำมีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกา ถูกนำเข้ามาในประเทศไทยโดยบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งได้รับอนุญาตจากหน่วยงานราชการ เพื่อนำมาทำการทดลองและพัฒนาสายพันธุ์ จำนวน ๒,๐๐๐ ตัว แต่ไม่ทราบว่าด้วยเหตุใดค่ะท่านประธานคะ ปลาเหล่านี้ได้หลุดลงไปในแหล่งน้ำธรรมชาติ และบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกรในหลาย ๆ จังหวัด ท่านประธานคะ ปลา Alien ที่ อันตรายเหล่านี้ได้สร้างความเสียหายอย่างมหาศาลต่อระบบนิเวศและสัตว์น้ำท้องถิ่นของเรา รวมทั้งเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์แทบจะทุกภูมิภาคแล้วนะคะ ปลา Alien เหล่านี้มันสามารถ อาศัยอยู่ในน้ำได้ทุกประเภท เป็นปลาล่าเหยื่อที่มีนิสัยดุร้าย แข็งแรง ทนทาน กินได้ทุกสิ่ง อย่างค่ะท่านประธานพืชและสัตว์ มันสามารถผสมพันธุ์ได้ตลอดทั้งปี ปลา ๑ ตัว สามารถ ผลิตลูกปลาได้ถึง ๑ ล้านตัวต่อปีเลยทีเดียวนะคะ และถ้าเรายังคงปล่อยให้มันเพิ่มจำนวน เรื่อย ๆ แบบนี้ สัตว์น้ำท้องถิ่นของเราไม่ว่าจะเป็นกุ้ง หอย ปู ปลาก็คงจะสูญพันธุ์ไปในไม่ช้านี้ คงไม่ต้องพูดถึงผลกระทบที่จะตามมาว่ามันจะมากมายมหาศาลเพียงใด ดิฉันเห็นว่าถึงเวลา แล้วค่ะที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ทั้งรัฐบาลและทั้งเอกชนมิเช่นนั้น สุภาษิตไทยที่ว่า ในน้ำมีปลาในนามีข้าว อาจจะต้องเปลี่ยนไปเป็นในน้ำมีปลาหมอคางดำ ใน นาไม่เหลืออะไรเลยค่ะท่านประธาน ดิฉันจึงขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนให้รีบดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ก่อนที่จะเหลือแต่เกษตรกรไทยที่ คางเหลืองไปตาม ๆ กัน ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ท่านบุญชัย กิตติธาราทรัพย์ ครับ🔗

นายบุญชัย กิตติธาราทรัพย์ เพชรบูรณ์

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม บุญชัย กิตติธาราทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดเพชรบูรณ์ เขต ๓ วันนี้ผมขอหารือท่านประธานถึงความเดือดร้อนของพี่น้องในเขตพื้นที่นะครับ🔗

เรื่องที่ ๑ ได้รับการร้องเรียนจากผู้ใหญ่ดอกไม้ บุญเรือง ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๕ บ้านแก่งเสี้ยว ตำบลนาซำ ว่าได้รับความเดือดร้อนจากการสร้างฝายกั้นลำน้ำพุง ของกรม ทรัพยากรน้ำที่ ๒ ผ่านมา ๔-๕ ปีแล้วครับประตูฝายได้ชำรุด เปิดปิดไม่ได้ทำให้เป็นอุปสรรค ต่อการกักเก็บน้ำและการระบายน้ำ จึงขอให้กรมทรัพยากรน้ำที่ ๒ สระบุรีช่วยจัดสรร งบประมาณซ่อมแซมด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๒ ได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องชาวตำบลหินฮาว อำเภอหล่มเก่า ถึงความเดือดร้อนของการใช้ถนนทางหลวงหมายเลข ๑๒ ตอนสักหลง-กกกะทอน กม. ที่ ๒๘๖-๒๘๙ ระยะทาง ๓ กิโลเมตร ซึ่งเป็นเส้นทางที่แคบและมีอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ปัจจุบันกระทรวงคมนาคมได้อนุมัติงบขยายผิวทาง ๔ เลน เป็นระยะทาง ๑.๒ กิโลเมตร ยังเหลืออีก ๑.๘ กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะทางที่เกิดอันตรายและอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ก็อยากจะ ให้ทางกระทรวงคมนาคมช่วยจัดสรรงบประมาณสร้างต่อให้แล้วเสร็จครับ🔗

เรื่องที่ ๓ ได้รับการร้องเรียนจากพี่น้อง ๒ ตำบลนะครับ เป็นตำบลศิลาและ ตำบลตาดกลอย ซึ่งประสบปัญหาน้ำท่วมทุกปีจากแม่น้ำป่าสักที่ตื้นเขิน หลายสิบปีแล้วครับ ท่านประธานครับ แม่น้ำป่าสักเส้นนี้ไม่ได้รับการดูแลและการขุดลอกเลยนะครับ น้ำมาปีไหน ท่วมปีนั้น น้ำแล้ง ฤดูแล้งก็แล้งครับ พี่น้องประชาชนได้รับความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ก็อยากจะฝากถึงกรมเจ้าท่าให้ช่วยจัดสรรงบประมาณมาขุดลอกแม่น้ำป่าสักของตำบลศิลา และตำบลตาดกลอยด้วยครับ🔗

เรื่องที่ ๔ พี่น้องชาวตำบลสักหลง อำเภอหล่มสัก ฝากขอบคุณกรมเจ้าท่า ที่มาขุดลอกแม่น้ำป่าสักระยะทาง ๑๕ กิโลเมตรในปีนี้ ซึ่งขุดไปแล้วประมาณ ๑๐ กิโลเมตร ยังเหลืออีก ๕ กิโลเมตร ทางพี่น้องชาวตำบลสักหลงฝากกรมเจ้าท่าว่า อย่างไรแล้วก็ขอให้ขุด ให้แล้วเสร็จนะครับ เพราะเห็นบอกว่ามันหมดปีงบประมาณ ๒๕๖๗ ก็เหลืออีกแค่ ๕ กิโลเมตร อยากฝากกรมเจ้าท่า จังหวัดนครสวรรค์ ให้ขุดให้แล้วเสร็จครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ ครับ🔗

นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ ศรีสะเกษ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ประกอบด้วย อำเภอกันทรารมย์ อำเภอน้ำเกลี้ยงและอำเภอโนนคูณ ตำบลบก ตำบลโพธิ์ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอหารือปัญหาลุ่มน้ำชีตื้นเขิน ลำน้ำชีนั้นเป็นแม่น้ำ สายหลักของพี่น้องชาวภาคอีสานกับแม่น้ำมูล แม่น้ำชีไหลมาจากจังหวัดชัยภูมิ ผ่านมายังจังหวัดขอนแก่น แล้วก็มาที่มหาสารคาม แล้วมาจังหวัดร้อยเอ็ด แล้วมายโสธรมา ศรีสะเกษไหลลงที่จังหวัดอุบลราชธานี ลุ่มน้ำสายนี้ทุกวันนี้ผ่านอำเภอกันทรารมย์ ก็คือตำบลทามและตำบลหนองแวง ท่านประธาน ที่เคารพครับ เดี๋ยวนี้แม่น้ำชีนั้นตื้นเขินมาก เวลาช่วงหน้าแล้งก็จะไม่มีน้ำ เราจะเดินข้ามได้ แต่ถึงเวลาหน้าฝนน้ำก็จะท่วม น้ำไหลหลาก ผมก็มีความคิดว่าอยากจะให้กรมชลประทาน ออกไปสำรวจ ทำขุดลอกหรือทำเป็นฝายกั้นน้ำขนาดใหญ่เหมือนกับฝายหัวนา ซึ่งถ้าทำได้น้ำ ก็จะไม่ท่วมเมืองอุบลราชธานี น้ำก็จะได้ชะลอลงจังหวัดอุบลราชธานี ก็อยากจะฝากท่าน ประธาน ผ่านไปยังกรมชลประทานด้วยครับว่าอยากจะให้ไปทำฝาย เพราะว่ามันเป็นน้ำสายหลัก ซึ่งประชาชนในเขตอำเภอกันทรารมย์นั้นก็จะได้ใช้น้ำแห่งนี้เวลาปลูกผักปลูกหญ้า หรือเลี้ยงสัตว์🔗

ส่วนเรื่องที่ ๒ ผมได้รับการร้องเรียนจากผู้เสียภาษีให้กับรัฐบาล ขอฝาก ท่านประธานผ่านไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ให้เข้าตรวจสอบชลประทานจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีการเอาชื่อประชาชนในเขตอำเภอ กันทรารมย์ไปเบิกเงินค่าแรงงานหรือการจ้างแรงงานผีและยังมีอีกหลายจังหวัดครับ ที่มีการ จ้างแรงงานผีแบบนี้อีกมาก ผมจึงขอฝากท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมการป้องกัน ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. สำนักงานปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. ให้เข้าตรวจสอบหน่วยงานแห่งนี้ด้วยครับ ขอขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับคณะนักเรียนชั้น ม.๔ ถึง ม.๖ นะครับ จากโรงเรียนรุ่งอรุณเขตบางขุนเทียน ยินดีต้อนรับนะครับ ขอเชิญท่านอามินทร์ มะยูโซ๊ะ ครับ🔗

นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ นราธิวาส

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม อามินทร์ มะยูโซ๊ะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส เขต ๒ พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ผมมีเรื่องหารือผ่านท่านประธานสภาไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบด้วยกัน ๒ เรื่อง🔗

เรื่องที่ ๑ เกี่ยวกับเรื่องไฟป่าครับท่านประธานครับ ปัจจุบันป่าพรุที่มีความ อุดมสมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทยก็คือป่าพรุโต๊ะแดงที่อยู่ที่จังหวัดนราธิวาส มีพื้นที่กว่า ๑๒๐,๐๐๐ ไร่🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ นราธิวาส

ครอบคลุม ๓ อำเภอ ได้แก่อำเภอ สุไหงโก-ลก อำเภอสุไหงปาดีและอำเภอตากใบ ป่าพรุดังกล่าวมีพื้นที่ติดกับพื้นที่เพาะปลูก ของเกษตรกร ชาวสวน ชาวไร่ไม่ว่าจะเป็นสวนยาง สวนปาล์มและนาข้าวนับหมื่นไร่ ปัญหา ซ้ำซากที่เกิดขึ้นทุก ๆ ปี และมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นทุกปีก็คือไฟไหม้ป่าพรุที่ไม่ว่าจะเกิดจาก ภัยธรรมชาติ หรือน้ำมือมนุษย์ ล้วนสร้างความเสียหายทั้งพื้นที่ป่าพรุและพื้นที่ทำการเกษตร ช่วงปิดสมัยประชุมที่ผ่านมาได้เกิดเหตุไฟป่าบริเวณป่าพรุลุกลามเป็นวงกว้าง ผมได้มีโอกาส ลงพื้นที่พร้อมเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่าง ๆ ได้เห็นและทราบถึงปัญหาอย่างมากมาย ไม่ว่าจะ เป็นแผนการรับมือ เครื่องไม้เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ที่ไม่เพียงพอของหน่วยบรรเทา สาธารณภัย การขุดลอกคลองทำแนวกันไฟของกรมชลประทาน เพราะพื้นที่ป่าขนาดใหญ่ ขนาดนี้การลากสาย ๒ กิโลเมตร โดยใช้กำลังคนฝ่าดงใบไม้ทับถมกว่า ๑ เมตร เสี่ยงต่อ ภารกิจการดับไฟนะครับ ผมจึงอยากเรียนท่านประธานสภาไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบให้มี การบริหารจัดการกรณีเกิดไฟไหม้ป่าพรุที่สร้างความเสียหายและสูญเสียงบประมาณแผ่นดิน ไปไม่ใช่น้อยในแต่ละปี ยังสร้างความเดือดร้อนด้านพืชผลทางการเกษตร ขอให้มีการบริหาร จัดการที่ดีกว่านี้ให้กับพี่น้องเกษตรกร และเพื่อรักษาไว้ซึ่งป่าพรุผืนสุดท้ายของแผ่นดินนี้🔗

เรื่องที่ ๒ เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๗ ผมเองก็ได้หารือเกี่ยวกับเรื่องการ โดยสารด้วยสายการบินของพี่น้องใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้ให้เร่งมีการแก้ไขปัญหา การเพิ่มจำนวนเที่ยวบินนราธิวาส-กรุงเทพมหานคร ให้เพียงพอต่อความต้องการของ ประชาชน ปัจจุบันวันจันทร์ วันพุธ วันศุกร์ เหลือเพียงวันละเที่ยว สร้างความเดือดร้อนให้ พี่น้องประชาชนครับ เมื่อสักครู่ท่าน สส. ซาการียาก็ได้หารือเกี่ยวกับค่าโดยสารนะครับ ของผมนี่ขอเป็นการเพิ่มเที่ยวบินนะครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านชญาภา สินธุไพรครับ🔗

นางสาวชญาภา สินธุไพร ร้อยเอ็ด

ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ชญาภา สินธุไพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด เขต ๘ พรรคเพื่อไทย ดิฉันมีเรื่อง ปรึกษาหารือความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ผ่านท่านประธานไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง ๒ เรื่องดังนี้ค่ะ🔗

เรื่องแรก ดิฉันได้รับเรื่องร้องทุกข์จากพี่น้องประชาชนบ้านโนนตังหมอง หมู่ที่ ๑๐ และบ้านหนองเบิด หมู่ที่ ๗ ตำบลเมืองน้อย อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งมี พี่น้องประชาชนกว่า ๓๐๐ ครัวเรือน ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวได้รับผลกระทบจาก การประสบปัญหาน้ำประปามีกลิ่น มีดินโคลนติดปะปนมากับน้ำ ประชาชนบางรายเป็น โรคภูมิแพ้มีผดผื่นขึ้นตามร่างกายค่ะ ซึ่งในพื้นที่ก็เกิดสภาวะขาดแคลนน้ำ ไม่เพียงพอต่อ การอุปโภคบริโภคค่ะ ซึ่งองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองน้อยเคยได้รับงบประมาณสนับสนุน การประปาส่วนภูมิภาค เพื่อมาติดตั้งระบบน้ำประปาและใช้งานมานานกว่า ๒๐ ปีแล้วค่ะ ไม่ได้มีการซ่อมแซมหรือปรับปรุงค่ะ ปัจจุบันจึงมีสภาพเสื่อมชำรุดเป็นอย่างมากองค์การ บริหารส่วนตำบลเมืองน้อยยังติดขัดไม่มีงบประมาณเพียงพอ ในการดำเนินการแก้ไขปัญหา ดังกล่าว ดิฉันจึงขอหารือท่านประธานผ่านไปยังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทยได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนในการแก้ไขระบบผลิตน้ำประปา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ด้วยค่ะ🔗

เรื่องที่ ๒ ด้วยประชาชนในพื้นที่บ้านหนองขุมดิน หมู่ที่ ๑๒ ตำบลหนองแวงควง อำเภอศรีสมเด็จ ประสบปัญหาเส้นทางสัญจร ถนนทางหลวงท้องถิ่น รอ. ถ ๑๘๘-๐๗ ระหว่างบ้านหนองขุมดินหมู่ที่ ๑๒ ตำบลหนองแวงควง อำเภอศรีสมเด็จ ไปยังบ้านหัวฝาย ตำบลเสือโก้ก อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคามค่ะ ระยะทางประมาณ ๓ กิโลเมตรเศษค่ะ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักที่ใช้สัญจรทั้งขนถ่ายสินค้าพืชผลทางการเกษตรของประชาชนและยังมี สภาพเป็นถนนดินแดงค่ะ ถนนมีความชำรุดเป็นหลุมเป็นบ่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูฝน ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน จึงขอหารือท่านประธานไปยังกรมส่งเสริมการปกครอง ส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ได้พิจารณาจัดสรรงบประมาณในการก่อสร้างถนนทาง หลวงดังกล่าว เพื่อแก้ไขปัญหาเส้นทางจราจรและเพื่อสวัสดิภาพในการสัญจรของพี่น้อง ประชาชน ขอบคุณค่ะ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

สมาชิกท่านสุดท้ายนะครับ เชิญท่านชุติมา คชพันธ์ ครับ🔗

นางสาวชุติมา คชพันธ์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ชุติมา คชพันธ์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลจากภาคใต้จังหวัดพัทลุงค่ะ ดิฉันเป็นตัวแทนพี่น้องชาวภาคใต้นะคะ วันนี้จะมาเล่าให้ฟังว่าภาคใต้ตอนนี้มีปัญหา อะไรบ้างนะคะ ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนจากเครือข่ายองค์กรชุมชนรักเทือกเขาบรรทัดนะคะ ซึ่งดูแลพื้นที่ตรัง พัทลุง นครศรีธรรมราชค่ะ ภาพมาเลยค่ะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นางสาวชุติมา คชพันธ์ แบบบัญชีรายชื่อ

ต้องการให้แก้ไขปัญหา ภาพแรกค่ะ เครือข่ายองค์กรชุมชนรักเทือกเขาบรรทัดนะคะ ดูแลพื้นที่ตรัง พัทลุง นครศรีธรรมราช ต้องการให้แก้ไขปัญหาให้สามารถตัดโค่นไม้ยางพาราเพื่อขนออกจากพื้นที่ และปลูกใหม่ทดแทนได้ ต้องการให้แก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ขอให้มีการ ประชุมคณะกรรมการที่แต่งตั้งแล้วโดยเร็วที่สุดเพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม รูปขวามือ นี่คือคำสั่งแต่งตั้งโดยสำนักนายกรัฐมนตรีนะคะ เป็นอนุกรรมาธิการให้แก้ปัญหาด้านที่ดิน เพื่อให้สามารถนำไม้ยางพาราออกมาได้นะคะ แต่ยังไม่มีการประชุมเลยแม้แต่ครั้งเดียว โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดตรังเป็นประธานนะคะ ดังนั้นจึงขอให้ท่านประธานส่งต่อไปยัง ผู้ว่าราชการจังหวัดตรังนะคะ ให้เรียกประชุมโดยเร่งด่วนค่ะ🔗

ต่อมานะคะ เครือข่ายองค์กรชุมชนรักเทือกเขาบรรทัด ได้ทำการต่อสู้ในเรื่อง ที่ดินมายาวนาน ๒๐ กว่าปีแล้วนะคะ ดังแผนที่ภาพขวามือนี้คือแผนที่ที่จะเห็นว่าเป็นที่ดิน ทำกินปัจจุบันนี้นะคะ แต่ว่าก็โดนกฎหมายประกาศทับพื้นที่ทับซ้อนไป ทำให้ประชาชน เจอปัญหานะคะ ต่อไปค่ะ ดิฉันจะให้เห็นในหลักฐานต่าง ๆ ว่าประชาชนได้ถือครองที่ดิน มาตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ แล้ว ในภาพถัดไปนะคะ จะเห็นว่ามีหลักฐานการรับเงินจากกองทุน สงเคราะห์การทำสวนยางที่เมื่อก่อนในอดีตเคยได้ แต่ต่อมาไม่ได้รับสิทธิในส่วนนี้แล้วตั้งแต่ ประกาศกฎหมายใหม่ไปนะคะ เกิดพื้นที่ทับซ้อนมาทำให้ประชาชนไม่สามารถทำกิน ในที่ดินดั้งเดิมได้ ถูกระงับและเพิกถอนจำกัดสิทธิ จำกัดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานนะคะ🔗

ต่อมาค่ะ อยากจะให้เห็นตัวอย่างนะคะ ว่ามีกรรมการต่าง ๆ มากมายนะคะ แต่ไม่มีผลใด ๆ นะคะ จึงขอให้จัดประชุมโดยเร็วที่สุดนะคะ เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่าง เป็นรูปธรรมค่ะ โดยเฉพาะกรรมการด้านขวามือคือคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการตัด โค่นไม้ยางพาราที่หมดสภาพเพื่อปลูกใหม่ ซึ่งลงนามตั้งแต่วันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๖๖ ตอนนี้ กรกฎาคม ๒๕๖๗ แล้วค่ะ แต่ยังไม่มีการประชุมเลยแม้แต่ครั้งเดียว ยังไม่มีการขับเคลื่อน ไปยังอนุกรรมการระดับตำบลเลยนะคะ จึงขอให้มีการรีบดำเนินการโดยเร่งด่วนนะคะ ดิฉันขอฝากต่อไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดตรังด้วยนะคะ🔗

ต่อไปค่ะ อีกปัญหาหนึ่งนะคะ ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนจากตำบลลานข่อย อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง ขอให้แก้ปัญหาคือให้อุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่าที่ทับซ้อน พื้นที่ทำกินอยู่ปัจจุบันนี้ ทับซ้อนที่ดินในส่วนของนิคมสร้างตนเองตำบลลานข่อย อนุญาตให้ สามารถตัดโค่นไม้ยางพาราเพื่อขนออกจากพื้นที่และปลูกใหม่ทดแทนได้ ด้านซ้ายมือคือ รูปภาพแสดงว่าประชาชนมีสิทธิในที่ดินทำกินมานานแล้วนะคะ ด้านขวามือคือตัวอย่างจดหมายที่ประชาชนส่งไปถึงนายกรัฐมนตรี สภาองค์กรชุมชน เทศบาลตำบลลานข่อยส่งไปถึง ๕ ครั้ง ถึงนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา และส่งไปถึง นายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน อีก ๑ ครั้ง เป็น ๖ ครั้งค่ะ หลักฐานทุกอย่างมีครบถ้วน นี่คือหลักฐานค่ะ ดิฉันได้รับหลักฐานมาหมดเลย คำถามคือแล้วหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือสำนักปลัดนายกไม่ได้รับหลักฐานหรือคะ ท่านมีหลักฐานหมดแล้ว ดิฉันไม่เข้าใจว่าท่าน รออะไรอยู่ เราอยู่ในประเทศอะไรคะ ให้ประชาชนต้องส่งจดหมายถึงนายกรัฐมนตรีถึง ๖ ครั้ง แต่ยังแก้ปัญหาไม่ได้ แล้วประชาชนจะพึ่งใครได้อีกคะท่านประธาน ดิฉันจึงขอให้ นายกรัฐมนตรี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เร่งแก้ปัญหาตามข้อร้องเรียนของ ประชาชนโดยเร่งด่วนค่ะ🔗

ต่อมาค่ะปัญหาสุดท้าย ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนจากเกาะ หมากน้อย หมู่ที่ ๔ ตำบลเกาะปันหยี อำเภอเมือง จังหวัดพังงา มีประชาชนทั้งหมด ๓๑๘ ครัวเรือน แต่ขาดแคลนไฟฟ้าอีก ๒๘๐ ครัวเรือน อีกภาพหนึ่งภาพก่อนหน้านี้ย้อนกลับไปค่ะ ท่านจะเห็นว่ามืดมาก ๆ เลย ท่านเห็นไหมคะมืดเลย มองอะไรไม่เห็นเลย ประชาชนอยู่แบบนี้ ทุกค่ำคืนเลยค่ะ ในขณะที่เราอยู่กับแสงสว่าง แต่ประชาชนบนเกาะหมากน้อยเขาต้องอยู่ แบบนี้ จึงขอให้กระทรวงพลังงานหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตั้งโซล่าเซลล์ให้มีไฟฟ้าใช้ เพียงพอทุกครัวเรือน ขอให้ราคาค่าไฟฟ้าโซล่าเซลล์ลดลง ราคาน้ำประปาหมู่บ้านลดลง และ สุดท้ายค่ะ ดิฉันขอให้สถานีตำรวจภูธรพังงา จัดกำลังตำรวจสายตรวจเข้าไปดูแลความ เรียบร้อยในพื้นที่เกาะหมากน้อย ให้อย่างน้อยสัปดาห์ละ ๑ ครั้งทันที เนื่องจากมีปัญหา โจรขโมยและยาเสพติด ประชาชนรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน หรือจัดตั้งป้อม ตำรวจเพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่โดยเร่งด่วน ท่านประธานขอบคุณค่ะ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ🔗

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๔๗๑ คน
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ตอนนี้ องค์ประชุม ๓๑๘ ท่าน ครบองค์ประชุมผมขอเปิดการประชุมและดำเนินการประชุม ตามระเบียบวาระนะครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มีครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม ซึ่งไม่ปรากฏในระเบียบวาระ มีทั้งหมด ๓ เรื่องครับ🔗

เรื่องแรก คือ การรับทราบการตั้งกรรมาธิการร่วมกับฝ่ายวุฒิสภา เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปราม การทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....🔗

ในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๑ วันจันทร์ที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ที่ประชุม ได้มีมติตั้งบุคคลเป็นกรรมาธิการร่วมกันในฝ่ายวุฒิสภา เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ดังกล่าว จำนวน ๑๐ คน ตามที่สภาผู้แทนกำหนดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๗ (๓) จึงขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบนะครับ🔗

เรื่องที่ ๒ เชิญชวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสวมใส่เสื้อผ้าโทนสีเหลือง ทางประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ขอเชิญชวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้สวมเสื้อผ้า โทนสีเหลืองและผูกเน็กไทสีเหลืองในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้นะครับ เพื่อเป็นการเฉลิม พระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครับ🔗

เรื่องที่ ๓ ถ้าท่านสมาชิกได้เห็นทางด้านซ้ายมือของผม ทางขวาของท่าน ทางหน้าห้องประชุมจะมีการตั้งโต๊ะ เพราะว่าสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้จัดให้มีระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับข้อปรึกษาหารือของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครับ ซึ่งสมาชิกและประชาชนทั่วไปสามารถสืบค้นติดตามผลการดำเนินการ ข้อปรึกษาหารือผ่าน ระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้นะครับ แล้วก็สืบค้นข้อมูลได้ด้วยทั้ง Smart Phone และ iPad เพราะฉะนั้นสมาชิกทุกท่านสามารถไปที่โต๊ะทางด้านขวาของห้องประชุมด้านหน้านี้นะครับ แล้วก็ไปช่วยในการติดตั้งได้ ในระหว่างวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ถึง วันที่ ๘ สิงหาคม อันนี้เป็นฝีมือของ ผอ. นาถะ แล้วก็ทีมงานนะครับ ถ้าท่านพบเจอก็ให้กำลังใจแล้วก็ขอบคุณ ท่านได้เลยครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มีนะครับ🔗

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว🔗

- ร่างพระราชบัญญัติยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๔/๒๕๕๙ เรื่อง คณะกรรมการที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดน ภาคใต้ และการกำหนดอำนาจหน้าที่ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ราชอาณาจักร ลงวันที่ ๔ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๙🔗

ตอนนี้กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้วนะครับ ขอเชิญคณะกรรมาธิการ เข้าประจำที่ครับ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นการพิจารณาในวาระที่ ๒ ซึ่งจะพิจารณาเริ่มต้นตั้งแต่ชื่อร่าง คำปรารภ และเรียงตามลำดับมาตราจนจบร่างครับ โดยร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็นนะครับ และไม่มีผู้เสนอ คำแปรญัตติ ดังนั้นสมาชิกจะอภิปรายได้เฉพาะถ้อยคำหรือข้อความที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม เท่านั้น เมื่อคณะกรรมาธิการได้ตอบชี้แจงจนครบแล้วจะเป็นการลงมติในมาตรานั้น ๆ ครับ อันนี้สมาชิก Check ได้ตามระเบียบข้อบังคับ ข้อที่ ๑๓๑ ครับ กรรมาธิการพร้อมนะครับ ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการแถลงครับ🔗

นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระบัญญัติยกเลิก คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๔/๒๕๕๙ เรื่อง คณะกรรมการที่ปรึกษา การพัฒนาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้และการกำหนดอำนาจหน้าที่ของกอง อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ลงวันที่ ๔ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๙ พ.ศ. ....🔗

ตามที่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๖ ปีที่ ๑ ครั้งที่ ๑๙ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) วันพุธที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ ได้ลงมติรับหลักการ แห่งร่างพระบัญญัติยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๔/๒๕๕๙ เรื่อง คณะกรรมการที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และการ กำหนดอำนาจหน้าที่ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ลงวันที่ ๔ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๙ พ.ศ. .... (นายยูนัยดี วาบา กับคณะ เป็นผู้เสนอ) ร่างพระบัญญัติยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๔/๒๕๕๙ เรื่อง คณะกรรมการที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และการ กำหนดอำนาจหน้าที่ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ลงวันที่ ๔ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๙ พ.ศ. .... (รองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล กับคณะ เป็นผู้เสนอ) และร่างพระราชบัญญัติยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๔/๒๕๕๙ เรื่อง คณะกรรมการที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และการ กำหนดอำนาจหน้าที่ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ลงวันที่ ๑๔ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๙ พ.ศ. .... (นายรอมฎอน ปันจอร์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ) และได้ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นคณะหนึ่งเพื่อพิจารณา โดยให้ถือเอาร่างพระบัญญัติของ รองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล กับคณะ เป็นหลักในการพิจารณา กำหนดการแปรญัตติ ภายใน ๑๕ วัน ซึ่งครบกำหนดวันยื่นคำแปรญัตติ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๗ มีนาคม ๒๕๖๗ โดยไม่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยื่นคำแปรญัตติ คณะกรรมาธิการมีการประชุมครั้งแรก เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ และประชุมครั้งสุดท้าย เมื่อวันอังคารที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๖๗ รวมจำนวน ๑๒ ครั้ง ซึ่งได้พิจารณาเริ่มต้นด้วยชื่อร่าง คำปรารภ และพิจารณาเรียงลำดับมาตราจนจบร่าง จำนวน ๖ มาตรา สรุปได้ดังนี้🔗

๑. คณะกรรมาธิการเห็นว่าเมื่อมีการยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษา ความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๔/๒๕๕๙ เรื่อง คณะกรรมการที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนา จังหวัดชายแดนภาคใต้ และการกำหนดอำนาจหน้าที่ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคง ภายในราชอาณาจักร ลงวันที่ ๔ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๙ มีผลทำให้คณะกรรมการ ที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งแต่งตั้งขึ้นตามคำสั่งดังกล่าว สิ้นสุดลง อีกทั้งยังมีผลทำให้บรรดาบทบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง และมติคณะรัฐมนตรีในส่วนที่อ้างถึงสภาที่ปรึกษา การบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และประธานสภาที่ปรึกษาการบริหารและ การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งถูกงดใช้บังคับโดยคำสั่งดังกล่าว กลับมามีผลบังคับใช้ เช่นเดิม🔗

๒. คณะกรรมาธิการได้เพิ่มบทบัญญัติขึ้นใหม่ จำนวน ๑ มาตรา เพื่อกำหนด ระยะเวลาในการดำเนินการแต่งตั้งสภาที่ปรึกษาการพัฒนาและการบริหารจังหวัดชายแดน ภาคใต้ให้มีความชัดเจน นอกจากนี้คณะกรรมาธิการได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมเหตุผลของ ร่างพระราชบัญญัตินี้ และมีข้อสังเกตเพื่อให้คณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณา ปรับปรุงแก้ไข และเพิ่มเติมพระราชบัญญัติบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. ๒๕๕๓ โดยให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับการแก้ไขปัญหา และพัฒนาจังหวัด ชายแดนภาคใต้ในปัจจุบัน รวมทั้งให้ความสำคัญต่อกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งในส่วนเหตุผลเพิ่มเติมและข้อสังเกตนี้ผมจะขอให้เลขานุการคณะกรรมาธิการเป็นผู้ชี้แจง ต่อไป แต่ก่อนที่จะขอให้ท่านเลขานุการคณะกรรมาธิการชี้แจง ผมอยากจะขอกราบเรียน ท่านประธานถึงความเป็นมาของการที่คณะกรรมาธิการได้พิจารณาและมีการแก้ไขเหตุผล รวมทั้งมีข้อสังเกตที่สำคัญหลายข้อ ซึ่งคณะกรรมาธิการจะมอบให้ชี้แจงต่อไปนี้ว่าที่มีการ แก้ไขเหตุผลก็ดี การมีข้อเสนอสำคัญ ๆ หลายประการก็ดี มีสาเหตุจากการ ที่คณะกรรมาธิการได้ศึกษาผลกระทบของคำสั่ง ที่ ๑๔/๒๕๕๙ ทำให้เราเห็นว่าในช่วง ๘ ปี ที่ผ่านมา คำสั่งนี้ซึ่งมีสาระสำคัญเป็น ๓ ส่วน ส่วนที่ ๑ คือให้มีคณะกรรมการที่ปรึกษา ที่ไม่เชื่อมโยงกับประชาชน ขณะเดียวกันได้ระงับบทบาทและการใช้อำนาจหน้าที่ของสภา ที่ปรึกษา ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับประชาชน ทำให้ประชาชนไม่มีช่องทางในการที่จะเชื่อมโยง กับการทำงานของ ศอ.บต. ได้อย่างที่เคย ส่วนที่ ๒ ของคำสั่งนี้คือจัดความสัมพันธ์ระหว่าง ศอ.บต. กับ กอ.รมน. พูดง่าย ๆ ก็คือให้ ศอ.บต. นั้นต้องขึ้นต่อ กอ.รมน. ในการบริหารจัดการ ในการดำเนินการหรือปฏิบัติหน้าที่ ส่วนที่ ๓ คือการกำหนดบทบาทของ กอ.รมน. ในเรื่องที่ เกี่ยวกับการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน ซึ่งเรื่องนี้อาจจะไม่เป็นประเด็นสำคัญนัก เนื่องจากว่า มีกฎหมายอื่นที่มีเนื้อหาไปในทำนองเดียวกันอยู่แล้ว จากการที่ได้ศึกษาทั้งความเป็นมา และผลกระทบที่เกิดขึ้น รวมทั้งได้เชิญผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก ตั้งแต่ผู้ที่มีบทบาทอย่างสำคัญ ในการยกร่างร่างพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งผู้ที่มีส่วน เกี่ยวข้องในการทำหน้าที่ของ ศอ.บต. ก็ดี สภาที่ปรึกษาก็ดี ทำให้เราเห็นว่าคำสั่งนี้ในช่วง ๘ ปีที่ผ่านมามีผลอย่างมาก ทำให้สภาที่ปรึกษาไม่สามารถทำหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ศอ.บต. จึงไม่มีความเชื่อมโยงกับประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามเจตนารมณ์ของ พระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากนั้น ศอ.บต. ซึ่งมีบทบาท ที่จำกัดลงไปอย่างมาก เนื่องจากต้องไปขึ้นต่อ กอ.รมน. ทั้งหมดนี้ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ ของพระราชบัญญัติที่จัดให้มี ศอ.บต. ขึ้น ในการที่จะนำสภาที่ปรึกษากลับมาก็ดี ในการที่จะจัด ความสัมพันธ์ระหว่าง ศอ.บต. กับ กอ.รมน. เสียใหม่ ซึ่งหมายถึงการยกเลิก คำสั่งที่ ๑๔/๒๕๕๙ นี้ จำเป็นต้องมีการปรับปรุงกฎระเบียบและวิธี บริหารจัดการเพื่อส่งเสริมบทบาทของ ศอ.บต. ให้มากขึ้นและให้มีความเชื่อมโยง กับประชาชน นอกจากนั้นสภาที่ปรึกษาที่มีขึ้นใหม่ควรมีองค์ประกอบที่เหมาะสมที่จะทำให้ ประชาชนทุกภาคส่วนเข้ามีส่วนร่วมได้จริง สภาที่ปรึกษายังควรมีบทบาทในการส่งเสริม การหารือสาธารณะที่จะช่วยทำให้กระบวนการสร้างสันติภาพ สร้างสันติสุขที่กำลังทำกันอยู่นี้ ประสบความสำเร็จได้มากยิ่งขึ้น และทั้งหมดนี้ก็นำไปสู่การเสนอให้มีการแก้ไขปรับปรุง พระราชบัญญัติบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องด้วย เพื่อให้ สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน นี่คือความเป็นมาและสาเหตุสำคัญที่คณะกรรมาธิการได้มี การแก้ไขเหตุผลของร่างพระราชบัญญัตินี้และได้มีข้อเสนอที่สำคัญ ๆ หลายประการ ซึ่งคณะ กรรมาธิการจะได้มอบหมายให้เลขานุการคณะกรรมาธิการได้ชี้แจงต่อไปครับท่านประธาน🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญครับ🔗

นายชนธัญ แสงพุ่ม กรรมาธิการ

กราบเรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม ชนธัญ แสงพุ่ม เลขานุการในฐานะกรรมาธิการครับ ตามที่ทางท่านประธาน ได้นำเรียนข้อมูลเกี่ยวกับการยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่ ๑๔/๒๕๕๙ ในระยะเวลาหลายเดือน ที่ผ่านมานะครับ ทางกรรมาธิการได้มีการเชิญส่วนราชการที่เกี่ยวข้องหลายภาคส่วน โดยเฉพาะในส่วนที่ทำงานเกี่ยวกับภาคประชาชน ก็เพื่อที่จะรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง ที่เกี่ยวข้องเพื่อนำไปสู่การจัดทำข้อสังเกตที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ในการเพิ่มการแก้ไขปัญหา และพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดนะครับ ในข้อสังเกตส่วนที่ผม จะนำเสนอต่อไปนี้มีประมาณ ๕ ข้อ🔗

ข้อแรก นายกรัฐมนตรีควรสนับสนุนให้ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัด ชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. จัดโครงสร้างองค์กร มอบหมายผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานที่ มีความรู้ความเข้าใจในกระบวนการทำงานของประชาชน รวมทั้งการจัดสรรทรัพยากร ที่จำเป็นเพื่อสนับสนุนการทำงานของสภาที่ปรึกษา โดยคำนึงถึงความคล่องตัว ความเป็น อิสระทางความคิด และประสิทธิภาพการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ให้ ความสำคัญต่อกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยสูงสุด และให้สำนักงบประมาณ จัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการข้างต้นอย่างเพียงพอและเหมาะสม ซึ่งอำนาจของสภา ที่ปรึกษาที่ถูกงดใช้บังคับไปตามมาตรา ๒๓ ของพระราชบัญญัติการบริหารจังหวัดชายแดน ภาคใต้มีเป็นจำนวนมากนะครับ แล้วก็หลายข้อมีความเชื่อมโยงกับประชาชนอย่างสูง เช่น กรณีของการร้องเรียนแก้ไขปัญหาข้อเรียกร้องของประชาชน การทำข้อเสนอเพื่อให้ เลขาธิการ ศอ.บต. สั่งย้ายข้าราชการที่ประพฤติปฏิบัติตัวไม่เหมาะสมได้นะครับ รวมทั้ง การประเมินพระราชบัญญัติการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นรายปี ซึ่งถือว่าเป็นการ ทำงานของภาคประชาชนที่ตรวจสอบการทำงานของภาครัฐและมีกฎหมายรับรองนะครับ🔗

ข้อ ๒ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ควรพิจารณาเสนอชื่อ สมาชิกสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ตามพระราชบัญญัติ การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พุทธศักราช ๒๕๕๓ ตามมาตรา ๑๙ (๙) ซึ่งเป็น สัดส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกิน ๕ คน โดยพิจารณาจากสัดส่วนนี้ว่าในการทำงานของ สภาที่ปรึกษานอกจากมาตรา ๑๙ (๑) ถึง (๘) ซึ่งมีภาคส่วนต่าง ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด ยังขาดภาคส่วนใด ๆ ซึ่งคณะกรรมาธิการได้มองว่ายังมีกลุ่มอีกหลายกลุ่มที่ยังไม่ได้มีส่วนร่วม ในส่วนของการเข้ามาเป็นสมาชิกสภาที่ปรึกษา เช่น กรณีของกลุ่มเปราะบาง กรณีของกลุ่ม เด็กและเยาวชนและกลุ่มอื่น ๆ เช่น กลุ่มธุรกิจรุ่นใหม่นะครับ เพราะฉะนั้นในสัดส่วน ๕ คน ในสัดส่วนที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิก็น่าจะพิจารณาจากสัดส่วนที่ขาดหายไปเป็นส่วนแรกครับ แล้วก็ให้ความสำคัญเน้นย้ำ แม้ว่าพระราชบัญญัติจะได้กำหนดเรื่องของชายและหญิง เท่าเทียมกันนะครับ ในขั้นตอนการปฏิบัติก็อยากให้คำนึงถึงเรื่องของความเท่าเทียมกัน ในสัดส่วนของจำนวนชายและหญิงเพิ่มเติมลงไปด้วยครับ🔗

ข้อ ๓ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ควรเร่งรัดจัดทำระเบียบ ที่จำเป็นและสำคัญต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสภาที่ปรึกษา ตามพระราชบัญญัติการบริหาร ราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พุทธศักราช ๒๕๕๓ ตามมาตรา ๒๓ อย่างที่ผมนำเรียน หลายข้อเป็นการทำงานที่สำคัญ แต่หากมีการจัดทำระเบียบเพื่อเป็นการรองรับอำนาจ ของสภาที่ปรึกษาย่อมทำให้สภาที่ปรึกษามีความมั่นใจ และสามารถที่จะเชื่อมั่นในการ บริหารการทำงานของสภาที่ปรึกษาได้อย่างเต็มที่นะครับ🔗

ข้อ ๔ นายกรัฐมนตรีควรสนับสนุนให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ กำหนด ให้มีผู้แทนสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีส่วนร่วมเป็น องค์ประกอบของคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ในทุกระดับ และเป็นกลไกสำคัญ ในการรับฟังเสียงสะท้อนและปรึกษาหารือสาธารณะ หรือ Public Consultation จากประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้สอดคล้องกับกระบวนการสร้างสันติภาพ อย่างเช่น ในปัจจุบันนี้ จะเห็นว่าในคณะพูดคุยเองก็มีสัดส่วนของข้าราชการเกือบทั้งหมดนะครับ ในขณะที่ ภาคประชาชนที่เป็นคนที่อยู่ในพื้นที่กลับไม่มีบทบาทและอำนาจและการมีส่วนร่วมในส่วนนี้ ดังนั้นหากสภาที่ปรึกษาได้กลับเข้ามาทำหน้าที่ และโดยที่สภาที่ปรึกษาเป็นผู้แทนที่มี ความเชื่อมโยงกับการทำงานกับประชาชน การทำงานในส่วนของการปรึกษาหารือสาธารณะ ประชาชนย่อมมีความไว้วางใจกับประชาชนด้วยกันเอง และสามารถให้ข้อมูลข้อเท็จจริง ที่ตรงประเด็นและเป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ครับ แล้วก็ที่สำคัญที่สุดประชาชนในพื้นที่เป็นผู้ที่อยู่กับปัญหา ดังนั้น ข้อมูลต่าง ๆ ที่รัฐบาลหรือว่าคณะพูดคุยได้ดำเนินการกันก็ควรจะให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบ รับรู้และมีส่วนร่วมในการเสนอความคิดเห็นทุกส่วนนะครับ🔗

ส่วนสุดท้ายเป็นเรื่องของการแก้ไขพระราชบัญญัติการแก้ไขปัญหา จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามที่ทางท่านประธานได้นำเรียนให้ทางท่านประธานสภาทราบ เกี่ยวกับการเรียนเชิญผู้มีส่วนร่วมในการยกร่างกฎหมายนะครับ ซึ่งในคณะกรรมาธิการเอง ก็มีทางกรรมาธิการหลายท่านเป็นผู้มีส่วนร่วมอยู่นะครับ ดังนั้น ในข้อเสนอการปรับปรุง แก้ไขกฎหมาย ซึ่งมีผลใช้บังคับมาเกือบ ๑๔ ปี ก็มีทั้งหมด ๕ ประเด็นนะครับ🔗

ข้อแรกคือการให้มีระบบราชการที่ให้อำนาจประชาชนต่อการกำหนดและ กำกับทิศทาง และนโยบายยุทธศาสตร์การบริหารจังหวัดและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้🔗

ข้อ ๒ ให้มีสมาชิกสภาที่ปรึกษาการบริหาร และการพัฒนาจังหวัดชายแดน ภาคใต้ที่มาจากการเลือกตั้งครับ จากสัดส่วนเดิมมาจากการสรรหาและคัดเลือกกันเอง ประมาณ ๔๕ คน บวกกับผู้ทรงคุณวุฒิ ๕ คน ถ้ามีการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ. ก็อยากให้มี ผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนในพื้นที่นะครับ🔗

ข้อ ๓ ให้สภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีสัดส่วนที่คำนึงถึงความเท่าเทียมทางเพศ และให้เพิ่มองค์ประกอบ จากที่ผมนำเรียน (๑) ถึง (๙) ให้เพิ่มสัดส่วนของกลุ่มเปราะบาง และกลุ่มเยาวชนเป็นกลุ่มสำคัญที่จะเพิ่มเติม ในการเป็นสภาที่ปรึกษาครับ🔗

ข้อ ๔ ให้มีมาตราเฉพาะรองรับกระบวนการและผลลัพธ์ของการพูดคุย สันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าด้วยกลไกและแนวทางการเสริมสร้างสันติภาพจังหวัด ชายแดนภาคใต้ ขอกราบเรียนท่านประธานครับ ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบพระคุณครับ ทางกรรมาธิการท่านได้มีชี้แจงเพิ่มเติมหรือไม่ครับ ยังไม่มีนะครับ เมื่อกรรมาธิการเสร็จแล้วนะครับ เราจะเริ่มสู่การพิจารณาในรายมาตรานะครับ ขอเชิญ ทางเพื่อนสมาชิกได้เตรียมตัว เพื่อจะเข้าสู่การลงมติด้วยนะครับ ขอเชิญเลขาธิการ ดำเนินการครับ🔗

นายกฤษณะ จ้วงสินธุ์ ที่ปรึกษาด้านระบบงานนิติบัญญัติ ปฏิบัติหน้าที่แทน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

ร่างพระราชบัญญัติยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษา ความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๔/๒๕๕๙ เรื่อง คณะกรรมการที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนา จังหวัดชายแดนภาคใต้ และการกำหนดอำนาจหน้าที่ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคง ภายในราชอาณาจักร ลงวันที่ ๔ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๙ พ.ศ. .... ชื่อร่าง พระราชบัญญัติ ไม่มีการแก้ไข คำปรารภ มีการแก้ไข🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คำปรารภ มีการแก้ไขนะครับ สมาชิกมีสิทธิในการอภิปรายครับ ตอนนี้มีที่ลงชื่อแล้ว ๓ ท่าน ขอเชิญท่านแรกครับ ท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ครับ🔗

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับ ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัด อ่างทองครับ ท่านประธานครับ เนื่องจากว่าในร่างพระบัญญัติยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่ ๑๔/๒๕๕๙ นั้น มีการแก้ไขคำปรารภ ผมเองมีข้อสงสัยหรือมีข้อสังเกตที่ต้องการความ ชัดเจนจากกรรมาธิการครับว่า เหตุที่ตัดคำปรารภนั้นออกเป็นเพราะเหตุใด อย่างไร แต่เนื่องจากการพิจารณาการตัดคำปรารภมันไม่สามารถหนีห่างออกจากการตัดข้อความ ในมาตรา ๔ มาตรา ๕ ของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ และรวมถึงกรณีของการปรับเปลี่ยนถ้อยคำ ในเหตุผลที่เป็นข้อสังเกตได้ ฉะนั้นผมอาจจะต้องขออนุญาตท่านประธานว่าอยากจะรวบการ อภิปรายเสียครั้งเดียว เพื่อจะได้ไม่ต้องไปอภิปรายในมาตรา ๔ และมาตรา ๕ อีกครั้งหนึ่ง ท่านประธานครับ คำปรารภแต่เดิมนั้นความหมายที่ผมอ่านตามตัวอักษร ผมเข้าใจว่ากรณี ของการออกคำสั่ง คสช. นั้น ทำให้เป็นเหตุในการ Freeze Freeze ก็คือแช่แข็งหรืองดการ บังคับใช้ระเบียบกฎเกณฑ์กติกาต่าง ๆ ที่ออกตามกรณีของ พ.ร.บ. หลักในปี ๒๕๕๓ ครับ แล้วก็กฎหมายระเบียบย่อย ๆ เหล่านั้นถูก Freeze ไว้ ฉะนั้นจึงมีเหตุจำเป็นที่จะต้องมา ทบทวนกันดูว่า ตกลงแล้วสถานะของระเบียบกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งผมขออนุญาตแบ่งออกเป็น ๓ ช่วงด้วยกันนะครับ คือ ช่วงในขณะที่มีสภาที่ปรึกษาอยู่ว่ามีการออกระเบียบกฎเกณฑ์ ต่าง ๆ มากน้อยขนาดไหน อย่างไร และจำนวนทั้งหมดที่ถูก Freeze ไว้เป็นจำนวนเท่าใดกันแน่ นั้นเป็นช่วงที่ ๑ ในช่วงที่ ๒ ก็คือหลังจากที่มีคำสั่ง คสช. ที่ ๑๔/๒๕๕๙ จนถึงปัจจุบัน ในกรณีให้มีคณะกรรมการที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ตกลงมีการออกระเบียบกฎเกณฑ์กติกาใด ๆ ต่าง ๆ ที่เป็นกฎหมายลำดับรองหรือไม่ เป็นจำนวนแบบใด อย่างไร แล้วในช่วงที่ ๓ ก็คือว่าหากวันนี้เราผ่านร่าง พ.ร.บ. ยกเลิกคำสั่ง คสช. ฉบับนี้ ยกเลิกมันเลยนะครับ ซึ่งจะเป็นข้อความที่อยู่ในมาตรา ๓ และมาตรา ๔ ที่มีความเกี่ยวข้องกันนั้น ตกลงสถานะของระเบียบเดิมที่เคยมีก่อนออกคำสั่งนั้นมันจะ กลับมาโดยอัตโนมัติหรือไม่ หรือตกลงสถานะของระเบียบที่ออกมาหลังจากที่มี คำสั่ง คสช. ที่ ๑๔/๒๕๕๙ นั้น ตกลงจะสิ้นผลไปเลยหรือไม่ แล้วเพราะเหตุใดท่านถึงไปตัดข้อความ ในมาตรา ๕ ว่ากรณีระเบียบต่าง ๆ นั้น ถ้าหากมีอยู่และอยากจะให้มันกลับมาใช้ไปก่อน จนกว่าจะมีการออกระเบียบใหม่นั้น ท่านถึงตัดข้อความดังกล่าวออกไป ฉะนั้นประเด็นของ ผมจึงเป็นประเด็นที่มันสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน เพราะว่าแน่นอนครับว่าเวลาที่เราพูดถึง การยกเลิกคำสั่งใด ๆ ฉบับหนึ่ง หรือการเปลี่ยนผ่านกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งนั้น เราไม่ สามารถพิจารณาเฉพาะตัวพระราชบัญญัติหรือกฎหมายแม่บทได้ แต่เราจำเป็นต้องรอดู หรือย้อนกลับไปดูว่ามันมีการออกกฎหมายลำดับรองไม่ว่าจะเรียกชื่อว่าแบบใด อย่างไร อยู่บ้าง เพราะหลายครั้งกฎหมายลำดับรองนั้นไปกำหนดสิทธิ ไปกำหนดอำนาจหน้าที่ หรือแม้กระทั่งการจำกัดสิทธิต่าง ๆ แล้วมันมีผู้ได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก ก็ต้อง ขออนุญาตถามท่านประธานไปยังทางท่านประธานกรรมาธิการและกรรมาธิการทุกท่านว่า กรณีของการตัดข้อความตอนท้ายในคำปรารภนั้นออก จะส่งผลกระทบต่อสถานะกฎเกณฑ์ ระเบียบ กฎหมายต่าง ๆ ลำดับรอง ทั้งก่อนที่จะมีคำสั่งนี้ ระหว่างที่มีคำสั่งนี้ และหาก กฎหมายฉบับนี้มีผลไปในอนาคตแบบใด อย่างไรบ้าง ซึ่งหากทางกรรมาธิการได้ชี้แจงชัดเจน มีความเข้าใจที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ผมก็ไม่มีประเด็นที่ติดใจในกรณีของการแก้ไขอย่างใด ซึ่งก็รวมถึงกรณีของมาตรา ๔ และมาตรา ๕ ด้วยครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ครับ🔗

นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กระผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าด้วยข้อจำกัดของข้อบังคับ กระผมอยากจะพูดเรื่อง เหล่านี้ในวงกว้าง แต่ก็คงมีข้อจำกัด แต่ถึงอย่างไรก็ตามอยากจะขออนุญาตท่านประธานว่า ตั้งแต่ผู้ยกร่างมา จนกระทั่งถึงประธานคณะกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการนั้นได้ทำการ แก้ไขในสิ่งที่มันควรจะเป็นไปด้วยข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔ ศักดิ์ศรีของความเป็น มนุษย์ สิทธิเสรีภาพของบุคคลย่อมได้รับ การคุ้มครอง ความเสมอกันใน มาตรา ๒๗ ของรัฐธรรมนูญก็เช่นกัน กระผมว่ากฎหมายฉบับนี้ มันเป็นลักษณะของยกภูเขาออกจากอกของพี่น้องชาวปักษ์ใต้ เป็นเรื่องที่ดี ผมเข้าใจไม่ผิด ในฐานะที่มีประสบการณ์ในการบัญญัติกฎหมาย ข้อสงสัยใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคำถามว่า กฎระเบียบนั้นเป็นอย่างไร ถ้าไม่มีกฎหมายรองรับกฎระเบียบนั้นก็ต้องหายไปโดยอัตโนมัติ กระผมกราบเรียนท่านประธานว่าเมื่อเราพิจารณาตั้งแต่ ชื่อร่าง คำปรารภ คำปรารภ ที่คณะกรรมาธิการแก้ไขนั้นเป็นเรื่องที่มีความเหมาะสม เพราะว่าคำปรารภจะไปก้าวก่าย ในถ้อยคำเดียวกันซ้ำซ้อนกับในตัวบทมันก็จะทำให้น้ำหนักหายไปและจะก่อให้เกิดความ สับสนยิ่งขึ้น จริง ๆ แล้วผมอยากจะพูดถึงมาตรา ๓ มาตรา ๔ มาตรา ๕ หรือมาตรา ๕/๑ จนกระทั่งข้อสังเกตก็ทำไม่ได้ แต่ถึงอย่างไรก็ตามผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่า กระผม ไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการในการแก้ไข เพราะมันจะเป็นการกะทัดรัด คำปรารภเป็น ที่ไปที่มาของในการยกร่างเท่านั้น กระผมยังชมด้วยซ้ำไปท่านประธาน นอกจากท่านแก้ไข ในตัวบทแล้วท่านยังมีข้อสังเกตว่าให้รัฐบาลไปตั้งคณะกรรมการดำเนินการต่อไปจากบุคคลใด ตรงเป้าหมายที่จะแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องตามตะเข็บชายแดนที่ได้รับผลกระทบมาช้านาน กระผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่ากระผมเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการที่ดำเนินการแก้ไข ในคำปรารภ ท่านประธานครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ สมาชิกท่านสุดท้ายที่ลงชื่อในประเด็นนี้ เชิญท่านเชิดชัย ตันติศิรินทร์ ครับ🔗

รองศาสตราจารย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่าน ประธานสภาที่เคารพ ผม เชิดชัย ตันติศิรินทร์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่นผม ขออภิปรายเหมือนที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายเมื่อสักครู่น่าจะกล่าวครอบคลุมไปถึงมาตรา ที่แก้ไขด้วย สำหรับคำปรารภแล้วผมเห็นด้วยเพราะว่าต้องสั้น ๆ แล้วให้ได้หลักการ ท่านประธานครับ คณะยึดอำนาจยึดอำนาจประชาชนขึ้นไปออกเป็นคำสั่ง แต่เวลาเราจะ แก้ไขคำสั่งเขานี้ต้องเป็นพระราชบัญญัติ ยิ่งใหญ่เหลือเกินนะครับ แล้วก็ใช้อำนาจพิเศษ ที่เรียกว่า ม. ๔๔ มายุบสิ่งที่เขาทำอยู่แล้ว ทำตามที่ตัวเองต้องการ คือเป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์ เพราะฉะนั้นคำปรารภที่แก้นี่ผมเห็นด้วย สั้นและกระชับทำให้สามารถเข้าไปแก้ไขปัญหาที่ว่า แล้วท่านคณะกรรมาธิการโดยเฉพาะท่านจาตุรนต์ที่เป็นประธานทำดีมาก ทำให้เข้าใจง่าย ๆ ว่าผลของการรัฐประหารนี้ไปแก้สิ่งที่ตัวเองต้องการกลับไปก่อปัญหาขึ้นมาอีก ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมสรุปได้ว่าปัญหาของการที่มีคำสั่งคณะปฏิวัติฉบับนี้ขึ้นมาทำให้ การบริหารพัฒนาชายแดนไม่สำเร็จตามวัตถุประสงค์ ปัญหาเกิดขึ้นอีกแล้วมีมากขึ้น แล้วที่ สำคัญคือการมีส่วนร่วมของประชาชนน้อยลงทำให้เกิดปัญหาที่จะได้รับฟังความคิดเห็น ต่าง ๆ ตามหลักประชาธิปไตย และที่สำคัญคือมันไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันที่เรามี การเลือกตั้งเป็นประชาธิปไตย เราต้องปฏิเสธอำนาจคณะรัฐประหาร ผมขอขอบคุณ ท่านคณะกรรมาธิการที่จะให้มีสภาที่ปรึกษาขึ้นมาอีก แล้วก็ลดอำนาจ กอ.รมน. ซึ่งใช้เงิน แฝงอยู่ใน BBC เขาบอกว่าใช้เงินแฝงอยู่ประมาณ ๓,๕๐๐ ล้านบาทอีก แล้วก็เงินจำนวนนี้จะ ได้ไปใช้แก้ไขปัญหาชายแดนใต้จริง ๆ แล้วที่สำคัญท่านก็มีการรื้อฟื้นให้ ศอ.บต. ซึ่งทำมา ตั้งแต่ปี ๒๕๒๔ สมัยท่าน พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็มาบัญญัติ ใน พ.ร.บ. ปี ๒๕๕๓ นี้ให้มีบทบาทที่จะพัฒนาแล้วช่วยพัฒนา หรือว่าช่วยแก้ปัญหามากขึ้น โดยให้มีมาช่วย หาสมาชิกให้สภาที่ปรึกษา ท่านประธานครับ ผมชอบมาตรา ๕๑ นะครับ ที่ให้สมาชิก สภาที่ปรึกษานี่นะครับ มีองค์ประกอบมีประชาชนผู้ทรงคุณวุฒิทุกกลุ่ม จะได้เป็นการ ยืนหยัดว่าประเทศไทย การมีส่วนร่วมของประชาชนสำคัญในเวทีโลกเขาจะได้มองว่าเรามี ประชาธิปไตย มีความเป็นธรรมและมีกฎหมายที่รองรับได้ โดยประชาชนมีส่วนร่วม เพราะฉะนั้นผมเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการนะครับ ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ทางกรรมาธิการมีประเด็นชี้แจงหรือไม่ครับในข้อซักถาม เชิญครับ🔗

นางสาวพันไมล์ ธาราสุข กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน พันไมล์ ธาราสุข กรรมาธิการ จะขอตอบประเด็นที่สมาชิกสอบถามคือว่า🔗

เรื่องแรก ในส่วนของคำปรารภที่มีการตัดถ้อยคำบางส่วนออกไปนะคะ เหตุผลที่กรรมาธิการตัด เนื่องจากว่าในการร่างกฎหมาย ในส่วนของคำปรารภในส่วนนี้ โดยหลักทั่วไปจะเป็นการเขียนเพื่อให้ทราบว่ากฎหมายที่ตราขึ้นเป็นกฎหมายประเภทใด ก็อาจจะเป็นกฎหมายที่ตราขึ้นใหม่ กฎหมายยกเลิก ซึ่งในกรณีนี้เป็นกฎหมายยกเลิก ถ้ามาพิจารณาในตัวพระราชบัญญัติฉบับอื่นที่เคยออกไป ในกฎหมายยกเลิก อย่างเช่น พระราชบัญญัติยกเลิกกฎหมายบางฉบับที่หมดความจำเป็น หรือซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่น คำปรารภก็จะเขียนเพียงแค่ว่าโดยที่เป็นการสมควรยกเลิกกฎหมายเท่านั้น ส่วนตรงถ้อยคำที่ว่า เพื่อให้บทบัญญัติมาตราต่าง ๆ แห่งพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดน ภาคใต้ พ.ศ. ๒๕๕๓ และบรรดาบทบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง จนถึงตอนจบที่ตัดออกไป ก็เพราะว่าถ้าพิจารณาดูแล้วว่ามันคล้าย ๆ กับเป็นการเขียน เหตุผล ซึ่งตรงนี้จะไม่ได้เขียนอยู่ในคำปรารภ จะไปปรากฏอยู่ในเหตุผลนะคะ🔗

ประเด็นที่ ๒ ที่ถามว่าการที่ตัดถ้อยคำตรงนี้ออกไปแล้วจะมีผลอย่างไร ต้องขอเรียนว่า โดยที่คำสั่ง คสช. ๑๔/๒๕๕๙ เป็นคำสั่งที่มีหลักการ ก็คือเป็นการงดใช้ บทบัญญัติบางมาตราของพระราชบัญญัติ พอคราวนี้มีการยกเลิกตัวคำสั่ง คสช. ไป ตัวบทบัญญัติที่เคยถูกระงับไว้ก็จะกลับมามีผลทั้งหมดนะคะ ซึ่งตรงนี้รายละเอียดจะอยู่ ในตรงร่างมาตรา ๓ ที่เขียนว่าให้ยกเลิกไปค่ะ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญกรรมาธิการครับ🔗

นายชนธัญ แสงพุ่ม กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ชนธัญ แสงพุ่ม เลขานุการในกรรมาธิการครับ ขอเรียนตอบคำถามของสมาชิกสภาผ่านทาง ท่านประธานครับ ในส่วนของระเบียบหรือคำสั่ง หรืออื่น ๆ ที่เป็นกฎหมายลำดับรองจากการ มีพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ และให้มีสภาที่ปรึกษาในยุคแรก ตามที่มีการปฏิบัติจริง ก็จะมีระเบียบเพียง ๑ ระเบียบ ซึ่งออกตามความในมาตรา ๑๙ วรรคสาม ว่าด้วยเรื่องของหลักเกณฑ์และวิธีการในการคัดเลือกเพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกสภาที่ปรึกษา ซึ่งเป็นตัวประกาศแรกที่นำมาซึ่งสภาที่ปรึกษาชุดแรก ในส่วนของอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสภา ที่ปรึกษาในยุคแรกไม่มีระเบียบและคำสั่งใดครับ จึงเป็นข้อเสนอที่ทางคณะกรรมาธิการได้ เสนอว่าการปฏิบัติงานในอำนาจหน้าที่ของสภาที่ปรึกษามีหลากหลายข้อ ดังนั้น ก็น่าจะมี การจัดทำระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สภาที่ปรึกษามีความมั่นใจและสามารถใช้อำนาจร่วมกับ ส่วนราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ครับ ในยุคที่เป็นคำสั่ง ที่ ๑๔/๒๕๕๙ ในส่วนของ คณะกรรมการที่ปรึกษา มีเพียงคำสั่งแต่งตั้งอนุ ซึ่งออกโดยคณะกรรมการที่ปรึกษาครับ ไม่มีระเบียบ แล้วก็กฎหมายใดที่เกี่ยวข้องกับการออกนะครับ ส่วนที่จะปฏิบัติต่อไป ในอนาคต เข้าใจว่าเมื่อคำสั่งที่ ๑๔/๒๕๕๙ โดนยกเลิกโดยกฎหมายที่ทางสภาผู้แทนราษฎร กำลังพิจารณาฉบับนี้ ก็เท่ากับว่าทุกสิ่งทุกอย่างก็จะกลับขึ้นมาเหมือนเดิม เพียงแต่สิ่งที่ กรรมาธิการได้ให้ข้อสังเกตในส่วนของการเร่งออกระเบียบ หรือประกาศที่เกี่ยวข้องกับ อำนาจของสภาที่ปรึกษา ในส่วนของราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในศูนย์อำนวยการ บริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ต้องไปดำเนินการให้แล้วเสร็จครับ ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เนื่องจากคำปรารภคณะกรรมาธิการมีการแก้ไขนะครับ ดังนั้นจะต้องขอถาม มติจากที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการหรือไม่ครับ ก่อนลงมติผมขอตรวจสอบ องค์ประชุมครับ🔗

(นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญ สมาชิกใช้สิทธิแสดงตนนะครับ โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายวรวงศ์ วรปัญญา ลพบุรี

ท่านประธานครับ วรวงศ์ วรปัญญา ครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ครับ เชิญท่านวรวงศ์ครับ🔗

นายวรวงศ์ วรปัญญา ลพบุรี

กำลังตามเพื่อนสมาชิกนะครับ เพราะว่า เมื่อสักครู่มีหลายท่านโทรเข้ามาเหมือนกันครับว่า กำลังจะลงมาจากห้องประชุมงบประมาณครับ รวมถึงคณะกรรมาธิการต่าง ๆ ด้วยครับ ก็ขอความกรุณารอเพื่อนสมาชิกสักครู่ครับ ขอบคุณ ครับท่านประธานครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ยินดี รอนะครับ เดี๋ยวเชิญท่านสมาชิกไปรับบัตรได้เลยนะครับ เราโหวตกันหลายมาตรานะครับ จะได้ไม่มีข้อผิดพลาดในการขานชื่อ แล้วก็ระบบอิเล็กทรอนิกส์นะครับ🔗

นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานคะ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

สมาชิกครับ🔗

นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ กรุงเทพมหานคร

หมายเลขสมาชิก ๑๗๑ ธีรรัตน์ แสดงตนค่ะ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

๑๗๑ นะครับ สมาชิกยังมีเวลานะครับ เชิญรับบัตรก่อนนะครับ เดี๋ยวเราจะโหวตกันหลาย มาตราเลยครับ สมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิแสดงตนไหมครับ ถ้าไม่มีผมขอปิด การแสดงตนนะครับ เชิญเจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๓๘๒ ท่าน บวก ๑ ท่าน เป็น ๓๘๓ ท่านครับ🔗

เป็นอันว่ามีผู้เข้าร่วมประชุมครบองค์ประชุมครับ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียง ลงคะแนนครับ ผู้ใดเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วยกับ คณะกรรมาธิการโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรว่างดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียงครับ ขอเชิญสมาชิกใช้สิทธิลงคะแนนครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ที่ประชุมท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิลงคะแนนหรือไม่ครับ ยังมีสมาชิกเดินเข้ามาอยู่รอสักครู่นะครับ ถ้าไม่มีท่านใดใช้สิทธิแล้วผมขอปิดการลงคะแนนครับ ขอเชิญเจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวน ผู้ลงมติ ๓๙๘ ท่านครับ เห็นด้วย ๓๙๘ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๐ ท่าน งดออกเสียง ๐ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๐ ท่าน🔗

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการครับ เชิญเลขาธิการ ดำเนินการอ่านมาตราต่อไปครับ🔗

นายกฤษณะ จ้วงสินธุ์ ที่ปรึกษาด้านระบบงานนิติบัญญัติ ปฏิบัติหน้าที่แทน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

มาตรา ๑ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๒ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๓ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๔ คณะกรรมาธิการ ตัดออก🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

มาตรา ๔ คณะกรรมาธิการ ตัดออกนะครับ และยังไม่มีสมาชิกใช้สิทธิในการอภิปรายครับ ผมคิดว่า ข้อมูลทางกรรมาธิการได้ชี้แจงเรียบร้อยแล้วถ้าอย่างนั้นผมขอถามมติจากที่ประชุมเลยนะครับ เนื่องจากมาตรานี้คณะกรรมาธิการตัดออกครับ ดังนั้นผมขอถามมติจากที่ประชุมครับว่า จะเห็นด้วยกับการตัดออกในมาตรานี้ของคณะกรรมาธิการหรือไม่ ก่อนลงมติ ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมครับ🔗

(นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิหรือไม่ครับ ถ้าไม่มี ผมขอปิดการแสดงตน เชิญเจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๓๘๖ คน ครบองค์ประชุมครับ🔗

ต่อไป จะเป็นการใช้สิทธิลงคะแนนครับ ผู้ใดเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการที่มีการตัดออกทั้งมาตรา โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่า ควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียงครับ ขอเชิญใช้สิทธิลงคะแนนครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านใด ยังไม่ใช้สิทธิหรือไม่ครับ ถ้าไม่มี ขอปิดการลงคะแนนครับ เชิญเจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้ลงมติ ๔๐๐ ท่านครับ เห็นด้วย ๔๐๐ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๐ ท่าน งดออกเสียง ๐ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๐ ท่านครับ🔗

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับการตัดมาตรานี้ของคณะกรรมาธิการครับ เชิญเลขาธิการ ดำเนินการอ่านต่อครับ🔗

นายกฤษณะ จ้วงสินธุ์ ที่ปรึกษาด้านระบบงานนิติบัญญัติ ปฏิบัติหน้าที่แทน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

มาตรา ๕ คณะกรรมาธิการ ตัดออก🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เช่นเดียวกันนะครับ มาตรา ๕ กรรมาธิการตัดออก และยังไม่มีสมาชิกใช้สิทธิในการอภิปราย เนื่องจากมาตรานี้คณะกรรมาธิการตัดออก ดังนั้นจะถามมติจากที่ประชุมนะครับ ก่อนลงมติ ขอตรวจสอบองค์ประชุมครับ🔗

(นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนครับ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธินะครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ยังมี ท่านใดไม่ได้กดหรือไม่ครับ ถ้าไม่มี ขอปิดการแสดงตนครับ เชิญเจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๓๘๕ คน ครบองค์ประชุมครับ🔗

ขอเชิญ ท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนครับ ผู้ใดเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการให้มีการตัดออก ทั้งมาตราโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการ คือให้คงไว้ตามร่างเดิม โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียงครับ ขอเชิญ ใช้สิทธิลงคะแนนครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิหรือไม่ครับ เมื่อครบแล้วนะครับ ขอปิดการลงคะแนนครับ เชิญเจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้ลงมติ ๓๙๙ ท่าน เห็นด้วย ๓๙๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๐ ท่าน งดออกเสียง ๐ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ ท่าน🔗

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับการตัดออกของคณะกรรมาธิการครับ เชิญเลขาธิการครับ🔗

นายกฤษณะ จ้วงสินธุ์ ที่ปรึกษาด้านระบบงานนิติบัญญัติ ปฏิบัติหน้าที่แทน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

มาตรา ๕/๑ คณะกรรมาธิการเพิ่มขึ้นใหม่🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

มาตรา ๕/๑ คณะกรรมาธิการเพิ่มขึ้นใหม่ มีสมาชิก ๒ ท่านขอใช้สิทธิในการอภิปรายครับ เชิญท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ตามด้วยท่านประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ครับ🔗

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับ ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัด อ่างทองครับ ท่านประธานครับ ผมเองในฐานะที่เคยเป็นผู้นำเสนอนะครับ ร่างพระราชบัญญัติยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่ ๑๔/๒๕๕๙ แทนคุณรอมฎอน ปันจอร์ ท่านกรรมาธิการที่วันนั้นมีภารกิจนะครับ ท่านประธานครับ กรณีการเพิ่มมาตรา ๕/๑ ขึ้นมาใหม่ ผมคิดว่าแน่นอนครับว่าเวลาที่เราอ่านถ้อยคำ เราเข้าใจได้ว่าท่านกำลังจะสื่อ ถึงอะไร ความหมายก็คือว่าการสื่อถึงบอกว่าต่อไปนี้นะจำเป็นที่จะต้องมีการแต่งตั้งสภา ที่ปรึกษา ซึ่งขึ้นมาแทนกรณีของคำสั่ง คสช. ที่ได้ยกเลิกไป และมีกรรมการรูปแบบอื่นขึ้นมา แต่ว่ามีเงื่อนเวลาที่ระบุไว้ว่า ๑๒๐ วัน นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ที่ผมจะถามต่อ🔗

ส่วนประเด็นที่ ๒ นั้นท่านพูดถึงเรื่องของกระบวนการคัดเลือกครับว่า กระบวนการคัดเลือกผู้ซึ่งจะได้รับแต่งตั้งต่าง ๆ นั้นให้ดำเนินการใหม่ โน้ต คำว่า ใหม่ ไว้ก่อนนะครับ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมก็ตั้งคำถามไล่มาจาก ๒ ประเด็นดังกล่าว ณ ขณะนี้เวลาที่เราพูด ถึงสถานการณ์หรือความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เราพูดว่า ๑ ในกลไกที่มี ความสำคัญอย่างยิ่ง คือการมีส่วนร่วมขององคาพยพหรือภาคส่วนต่าง ๆ แน่นอนครับ เป็นองคาพยพหรือภาคส่วนที่จะต้องอิงแอบกับพี่น้องที่อยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วกระบวนการดังกล่าวนั้นมันไม่ควรจะทอดเวลาออกไปในการสร้างอย่างน้อยที่สุดก็ทำให้ มีหลักประกันว่า ตัวแทนของพี่น้องที่อยู่ใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้ ไม่ว่าท่านจะเป็นกลุ่มผู้หญิง กลุ่มเปราะบาง กลุ่มภาคธุรกิจ กลุ่มใด ๆ ต่าง ๆ นั้น เขาจะมีส่วนในการกำหนดอนาคตและชีวิต ของพวกเขาเอง และมีส่วนกำหนดแม้กระทั่งเรื่องของการบริหารราชการในจังหวัดชายแดน ภาคใต้ แต่การที่ท่านตั้งระยะเวลาการดำเนินการบอกให้แล้วเสร็จภายใน ๑๒๐ วัน แน่นอนครับ ท่านอาจจะบอกว่าวันเดียวเสร็จก็ได้ แต่อย่าลืมว่าบางครั้งมันไม่ได้เสร็จในเวลาดังกล่าวครับ มันอาจจะไปเสร็จเอาวันที่ ๑๑๙ วันที่ ๑๒๐ ผมก็ต้องถามท่านนะครับว่า ขณะนี้เรากำลัง บอกว่ากฎหมายเดิมที่เรียกว่าคำสั่ง คสช. ที่ ๑๔/๒๕๕๙ ควรหยุดได้แล้ว แต่หากวันนี้ เราผ่านกฎหมายฉบับนี้มันไม่ได้มีผลทันทีนะครับ เราต้องส่งไปให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งก็ยังไม่รู้ ว่าจะเป็นชุดไหนพิจารณาอีกกว่าจะกลับไปกลับมาครับกว่าจะในท้ายที่สุดเกิดเห็นชอบ ตรงกัน ประกาศในราชกิจจานุเบกษายังต้องรออีก ๑๒๐ วัน ผมก็ต้องถามท่านว่าแล้วท่าน จะรออะไรละครับ ท่านถึงไม่สามารถดำเนินการหรือ เตรียมความพร้อมในการดำเนินการไป พร้อมกันไม่ได้หรือ หรืออย่างน้อยมีหลักประกันใด ๆ ไม่ว่ากระบวนการที่ท่านเขียนว่า ๑๒๐ วัน มันสามารถทำให้ได้เร็วกว่านั้นจริง ๆ นะ แล้วกระบวนการคัดเลือกนั้นก็จะคัดเลือกบุคคล ที่มาจากภาคส่วนต่าง ๆ ได้อย่างแท้จริง เราพูดมาโดยตลอดครับว่าสันติภาพในจังหวัด ชายแดนภาคใต้รอไม่ได้ แล้วเพราะเหตุใดท่านถึงกำหนดระยะเวลาในการคัดเลือกไว้ ๑๒๐ วัน นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ที่อยากจะสอบถามครับ🔗

ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับต้องขอบพระคุณท่านรองเลขาธิการ ศอ.บต. นะครับ นายชนธัญ แสงพุ่ม ด้วยความเคารพบังเอิญเรียนรุ่นเดียวกันที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่านได้อธิบายให้เห็นภาพชัดเจนว่าในกรณีของระเบียบ กฎเกณฑ์ กฎหมายระดับรองที่มัน ออกก่อนมีคำสั่ง คสช. มีฉบับเดียวนะ ก็คือหลักเกณฑ์ในการคัดเลือก ในขณะที่เมื่อมีคำสั่ง คสช. ก็มีการออกคำสั่งแค่อันเดียวนะ ก็คือการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ นี่ช่วยเคลียร์ความ เข้าใจของผมเยอะมากเลยนะครับ แต่ผมถามท่านแบบนี้ครับว่าท่านบอกว่ากระบวนการ คัดเลือกให้ดำเนินการใหม่ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วย การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมก็ต้องไปดูว่าคำว่า กำหนดไว้ในกฎหมาย บริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ในฉบับหลักนั้นมันอยู่ในมาตราใด มันเขียนไว้อย่างไร ก็ไปพบว่ามันอยู่ในมาตรา ๑๙ ท่านประธานครับ แล้วมาตรา ๑๙ นับวรรคก็ไม่ค่อยถูก เอาเป็นว่าวรรคสามของมาตรา ๑๙ บอกว่าหลักเกณฑ์วิธีการในการคัดเลือก เพื่อให้ได้มา ซึ่งสมาชิกตามวรรคหนึ่ง เอาวรรคไว้ตรงนี้ก่อนนะครับ ค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ให้เป็นไปตามระเบียบที่ ศอ.บต. กำหนดโดยความเห็นชอบของ กพต. ทั้งนี้หลักเกณฑ์ การได้มาซึ่งสมาชิกให้คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของหญิงและชายประกอบกันด้วย แต่ท่านเห็นหรือไม่ครับว่ากรณี มาตรา ๕/๑ นั้นไม่มีคำว่าค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายอื่น ท่านบอกว่าไม่ต้องทำหลักเกณฑ์ใหม่นะให้ย้อนกลับไปใช้หลักเกณฑ์เดิมเลย ซึ่งเคยมีอยู่ก่อน มีคำสั่ง คสช. ผมก็ต้องถามท่านว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวนั้นคลุมถึงเรื่องค่าตอบแทน และค่าใช้จ่ายอื่นหรือไม่ หรือจริง ๆ มันเป็นหลักเกณฑ์ ๒ ฉบับที่มันไม่ได้เกี่ยวเนื่องกัน แล้วถ้าเขียนแบบนี้ปุ๊บ กลายเป็นว่าออกเฉพาะหลักเกณฑ์ว่าด้วยการคัดเลือกสมาชิก แต่หลักเกณฑ์ว่าด้วย ค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายอื่นนั้นยังจำเป็นต้องมีหรือไม่ ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องเชิงเทคนิค กฎหมายนะครับ เพื่อถามเจตจำนงหรือสิ่งที่ท่านเขียนลงมานั้นท่านได้คิดวิเคราะห์ครอบคลุม ถึงประเด็นดังกล่าวหรือไม่ อย่างไร ท่านประธานครับ ผมฝากนิดเดียวในกรอบเวลาที่มีอยู่ ครับว่า ผมต้องขอบพระคุณทางกรรมาธิการนะครับ ที่ท่านยังอ้างอิงกฎหมายเดิม คือมาตรา ๑๙ ซึ่งเขียนถึงการมีส่วนร่วมของหญิงและชาย และท่านยังเขียนไว้ในข้อสังเกตนะครับว่า กรณีของการจัดตั้งสภาที่ปรึกษาใหม่นั้น ต้องคำนึงถึงสัดส่วนที่เหมาะสมระหว่างหญิง ชาย และเยาวชน และท่านยังมี ๑ ข้อนะครับ อยู่ในข้อ ๖.๓ ที่บอกว่าให้คำนึงถึงสัดส่วน หรือความเท่าเทียมระหว่างเพศ และให้เพิ่มองค์ประกอบจากกลุ่มเปราะบางและ กลุ่มเยาวชน ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ถึงแม้ท่านไม่ได้เขียนในมาตรา ๕/๑ โดยตรง แต่ในเมื่อ มันเชื่อมกลับไปในมาตรา ๑๙ ของ พ.ร.บ. หลักและมันเชื่อมไปยังข้อสังเกต ก็อยากอภิปรายและให้เพื่อนพี่น้องสมาชิกได้เห็นถึงว่ากฎหมายฉบับนี้ต้องการเปิดพื้นที่ ในสภาที่ปรึกษาที่คำนึงถึงการมีส่วนร่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งนะครับ กลุ่มเปราะบางต่าง ๆ อย่างแท้จริง ซึ่งก็ต้องฝากว่าหากเราพิจารณาเห็นด้วยในข้อสังเกตนั้นก็หวังว่าจะมีที่นั่งให้กับ สัดส่วนดังกล่าวต่าง ๆ นั้นอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเยาวชนหรือกับผู้ที่มีส่วน ที่เกี่ยวข้องในปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งแน่นอนครับว่าเราคงไม่สามารถพูดถึงผู้ใหญ่ ได้ทั้งหมด แต่เราอาจจำเป็นที่จะต้องพูดถึงในทุก ๆ กลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง และผม ถือโอกาสนี้ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของคุณรอนิง ดอเลาะ ซึ่งเคยมาให้ข้อมูล กับกรรมาธิการและเสียชีวิตไปจากการถูกลอบสังหาร ท่านเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราเดินหน้า ผลักดันกฎหมายฉบับนี้ และจะนำสันติภาพคืนสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างแท้จริงครับ ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่านประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ครับ🔗

นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่า เป็นความแหลมคมและเป็นความรอบคอบของคณะกรรมาธิการที่มีการบัญญัติเพิ่มเติม ในมาตรา ๕/๑ ขึ้นมา เพราะว่าผลการยกเลิกตามความในมาตรา ๓ นั้น มันมีผลต่อมาตรา ๔ และมาตรา ๕ อย่างที่เราเข้าใจ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานนิดหนึ่ง ขอประทานโทษ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติซึ่งอาจจะเป็นระดับลูกหลานซึ่งมีประสบการณ์ในเรื่องนี้ อาจจะไม่มากนัก เพราะเมื่อตัวแม่คือมาตรา ๓ เป็นการยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่ ๑๔/๒๕๕๙ แล้ว เมื่อยกเลิก ในมาตรา ๓ ความจำเป็นในลักษณะของคณะกรรมการที่จะเขียนไว้ในมาตรา ๔ และ ในมาตรา ๕ เกี่ยวข้องกับประกาศคำสั่งใด ๆ ในมาตรา ๕ มันก็ย่อมหายไป ถ้าหายไป และเกิดช่องว่างขึ้นมา ช่องว่างเกิดขึ้นได้เสมอ เพราะว่าหน่วยงานที่เกิดขึ้นตามกฎหมาย ตามคำสั่ง ที่ ๑๔/๒๕๕๙ นั้น ไม่ว่าด้านบุคลากร ไม่ว่าอาคารสถานที่ ไม่ว่าเงินงบประมาณ หรือข้อผูกพันใด ๆ ก็จะเกิดขึ้น ถ้าไม่เขียนในมาตรา ๕/๑ มันก็จะเกิดช่องว่างทางกฎหมาย ช่องว่างทางกฎหมาย ผมเข้าใจว่านอกจากจะเขียนเพื่อปิดช่องไว้ในมาตรา ๕/๑ แล้ว ก็ยังมี กฎหมายระเบียบบริหารราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่และกฎหมายอื่นเช่นกัน ช่องว่างนั้นมันอาจจะเล็กลง ท่านประธานครับ โดยข้อจำกัดตรงนี้จะตอบคำถามได้ว่า การที่ คณะกรรมาธิการไปบัญญัติว่า ให้แต่งตั้งสมาชิกสภาที่ปรึกษาบริหารและพัฒนาจังหวัด ชายแดนภาคใต้ให้แล้วเสร็จภายใน ๑๒๐ วัน ใจผม ส่วนตัวผมเรียนท่านประธานว่าอยากให้ มีผลทันทีเสียด้วยซ้ำไป แต่ด้วยข้อจำกัดในการจัดการต่าง ๆ ๑๒๐ วันก็เป็นเวลาที่เหมาะสมแล้ว เพราะมันมีเกี่ยว เนื่องกันอย่างที่กระผมได้กราบเรียนท่านประธาน ด้านบุคลากร ด้านกฎหมาย ด้านข้อบังคับ ด้านประกาศ ด้านงบประมาณ เป็นบทเร่งรัดให้ผู้เกี่ยวข้องได้ดำเนินการ มันสอดคล้องกับ ทางคณะกรรมาธิการมีข้อสังเกตให้รัฐบาลในฝ่ายบริหารได้จัดการเสียด้วยซ้ำไป ท่านประธานครับ ๑๒๐ วัน จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมตามที่ท่านคณะกรรมาธิการได้ดำเนินการ🔗

ส่วนที่น่าประทับใจอย่างหนึ่งคณะกรรมาธิการยังเป็นกังวลว่า กระบวนการ ได้มาของคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาใหม่ ถ้าอาศัยต้องออกระเบียบตามหลักเกณฑ์ วิธีการตาม กฎหมาย ท่านประธานครับ ผมว่าการบัญญัติในมาตรา ๕/๑ มีความสมบูรณ์ในตัวแล้ว พอที่ ท่านสมาชิกทุกท่านมีความสบายใจที่จะให้ผ่านมติไปได้ครับ ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบพระคุณครับ เชิญคณะกรรมาธิการครับ🔗

นายชนธัญ แสงพุ่ม กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ชนธัญ แสงพุ่ม เลขานุการในคณะกรรมาธิการ ขอตอบข้อซักถามของท่านสมาชิกสภาที่มี ข้อสอบถามตามมาตรา ๕/๑ ว่าด้วยเรื่องของการกำหนด ๑๒๐ วันครับ ในการทำงานของ คณะกรรมาธิการก็ได้มีการเชิญส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในส่วนของศูนย์ อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งจังหวัดที่จะต้องเป็นหน่วยดำเนินการ ในส่วนของการสรรหาและคัดเลือกสมาชิกสภาที่ปรึกษานะครับ ซึ่งในทางปฏิบัติที่ผ่านมา จากการเลือกคณะสภาที่ปรึกษาในปี ๒๕๕๔ ตามระเบียบ ศอ.บต. ว่าด้วยหลักเกณฑ์ การคัดเลือกเมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๔ มีผลใช้บังคับ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ นะครับ ในทางการ ปฏิบัติเท่าที่กำหนดตั้งแต่วันแรกจนกระทั่งมีการประกาศรายชื่อสภาที่ปรึกษา ใช้เวลาทั้งสิ้น ประมาณ ๙๐ วัน ตามที่ระเบียบกำหนด ส่วนอีก ๓๐ วัน ก็มีข้อสังเกตของทางกรรมาธิการ ว่าน่าจะให้ทางศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ในฐานะหน่วยดำเนินการได้มี การปรึกษาหารือกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องที่จะเพิ่มเติมองค์ประกอบต่าง ๆ ทั้งในส่วนของ ผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วก็วิธีการคัดเลือกสมาชิกสภาที่ปรึกษาตาม (๑) ถึง (๙) ให้ครอบคลุม แล้วก็ เน้นหลักการมีส่วนร่วมที่แท้จริงนะครับ ซึ่งถ้าไม่มีการปรับปรุงแก้ไขระเบียบอย่างไร ก็ดำเนินการภายใน ๑๒๐ วันครับ ก็จะได้มาซึ่งสภาที่ปรึกษา ในข้อมูลตรงส่วนนี้เมื่อไปดู ในพระราชบัญญัติการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ตามมาตรา ๒๗ ที่ท่านได้พูดถึงนะครับว่า ในมาตรา ๒๗ นี้เคยกำหนดว่าให้สภาที่ปรึกษาเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ ๒๐๗/๒๕๕๙ ลงวันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ทำหน้าที่ สภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ตามพระราชบัญญัตินี้ไปพลาง ก่อน จนกว่าจะมีการแต่งตั้งสมาชิกสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดน ภาคใต้ตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งต้องไม่เกิน ๑๒๐ วันนับตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ อันนี้ขอนำความบางส่วนของมาตรา ๒๗ ในกฎหมายเดิมก็กำหนดไว้ประมาณ ๑๒๐ วัน เพราะฉะนั้นการกำหนด ๑๒๐ วัน กรรมการได้พิจารณาจากข้อมูลที่ส่วนราชการให้แล้วก็ เห็น ๒ เรื่อง เรื่องแรกคือการปฏิบัติจริง ใช้เวลา ๙๐ วัน ดังนั้นคำว่า ไม่เกิน ๑๒๐ วัน อาจจะ เสร็จภายใน ๙๐ วันตามระเบียบที่เคยออกใช้บังคับ แล้วก็เป็นไปตามบทบัญญัติของ กฎหมายตามมาตรา ๒๗ ซึ่งเคยใช้ปฏิบัติครับ🔗

ต่อข้อซักถามข้อที่ ๒ ครับว่า ในตัวส่วนของการออกระเบียบเป็นระเบียบ ว่าด้วยเรื่องการคัดเลือกสภาที่ปรึกษาตามบทบัญญัติมาตรา ๙ วรรคสาม จะไม่มี เรื่องค่าตอบแทน ทางศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เคยให้ข้อมูลไว้ว่า ในตัวส่วนนี้เองได้มีการแยกเพราะว่าการให้ค่าตอบแทนจะต้องทำความตกลงกับ กรมบัญชีกลาง ก็เป็นเรื่องที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ทำหนังสือตกลง กับกรมบัญชีกลางเพื่อให้สภาที่ปรึกษาได้รับค่าตอบแทนเป็นรายเดือน ในสัดส่วนอัตรา ที่แตกต่างกัน ถ้าผมจำไม่ผิดประมาณ ๙,๐๐๐ บาท สำหรับประธาน รองประธานและ เลขานุการ แล้วก็สมาชิกก็ได้กำหนดราคาที่แตกต่างกัน ซึ่งทั้งหมดเป็นทางการบริหารที่มีการ ตกลงกับกรมบัญชีกลางไว้ครับ ขอนำเรียนเป็นข้อมูล ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

สมาชิกมีอะไรซักถามเพิ่มเติมไหมครับ เชิญท่านณัฐวุฒิครับ🔗

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับ ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกลครับ ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพต่อท่านผู้ชี้แจง ความหมายก็คือว่าในกรณีถ้าเป็นเรื่องของค่าตอบแทนและ ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ นี่ นั่นหมายถึงว่าท่านไม่ได้มีระเบียบหรือแม้กระทั่งในอนาคตที่จะกลับมาใช้ กฎหมายเดิมอย่างเต็มรูป ก็คือไม่จำเป็นที่จะต้องมีระเบียบหรือกฎหมายลำดับรองที่ออกมา ใช่หรือไม่ แต่ว่าใช้ในเชิงการบริหาร ซึ่งก็ทำได้นะครับเพราะว่ามีระเบียบตัวอื่นรองรับเป็น แบบนั้นใช่ไหมครับ เพื่อขอความชัดเจนอีกสักครั้งหนึ่งครับท่านประธาน🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญ กรรมาธิการครับ🔗

นายชนธัญ แสงพุ่ม กรรมาธิการ

เรียนทางท่านประธานสภาในตัวส่วน ของระเบียบ ผมอยากให้ดูในส่วนของข้อสังเกตว่ามันมีหลายเรื่องที่สภาที่ปรึกษา ได้ทำงานไป แต่ยังไม่มีกฎหมายลำดับรองในการรับรอง เช่น อำนาจหน้าที่ตามมาตรา ที่กำหนดในเรื่องของสภาที่ปรึกษา เพราะฉะนั้นเองก็ได้ประสานทางคณะรัฐมนตรีในการ ที่พิจารณาให้ ศอ.บต. ในฐานะหน่วยบังคับใช้กฎหมายดำเนินการออกกฎหมายลำดับรอง ไม่ว่าจะเป็นระเบียบ หรือประกาศในทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสภาที่ปรึกษา เพื่อให้สภา ที่ปรึกษาได้ใช้อำนาจได้อย่างเต็มศักยภาพ และเกิดแนวทางการปฏิบัติที่เป็นมาตรฐาน ตามข้อสังเกตของกรรมาธิการว่า ต่อไปประชาชนก็จะได้สามารถทำงานร่วมกับส่วนราชการ ได้เป็นอย่างหนึ่งเดียว ส่วนราชการก็สามารถอำนวยการแล้วก็จัดการแก้ไขปัญหาความ เดือดร้อนของประชาชนได้ตามระเบียบ หรือว่าประกาศ คำสั่งที่สภาที่ปรึกษาจะออกต่อไป ขอบคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ผมว่าตอบครบถ้วนนะครับ ต่อไปจะเป็นการลงมตินะครับ เนื่องจากมาตรานี้ คณะกรรมาธิการได้เพิ่มขึ้นใหม่ครับ ดังนั้นจะขอถามมติจากที่ประชุมว่า จะเห็นด้วย กับกรรมาธิการหรือไม่ครับ ก่อนลงมติขอตรวจสอบองค์ประชุมครับ🔗

(นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ) :🔗

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านสมาชิกใช้สิทธิครบถ้วนนะครับ มีท่านใดยังไม่ได้ใช้หรือไม่ครับ🔗

นางสาววิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ เชียงราย

๓๔๙ แสดงตนค่ะ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

๓๔๙ ถ้าไม่มีแล้วขอปิดการแสดงตนครับ เชิญเจ้าหน้าที่แสดงผลครับ🔗

นายยศวัฒน์ มาไพศาลสิน กาญจนบุรี

๒๘๙ แสดงตนครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ครับ บันทึกไว้นะครับ ๓๙๒ ท่าน บวก ๑ ท่านนะครับ ครบองค์ประชุมครับ🔗

ต่อไป จะเป็นการลงมติครับ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นด้วยกับ คณะกรรมาธิการที่มีการเพิ่มมาตราขึ้นใหม่โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วย กับคณะกรรมาธิการโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิลงคะแนนครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

มีท่านใด ยังไม่ได้ใช้สิทธิไหมครับ ถ้าไม่มีขอปิดการลงคะแนน เชิญครับ🔗

นายไชยวัฒนา ติณรัตน์ มหาสารคาม

๑๐๘ ครับ เห็นด้วยครับ ๑๐๘ เห็นด้วยครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

โอเค ครับยังไม่ครบ🔗

จ่าอากาศเอก อภิชาติ แก้วโกศล เพชรบุรี

๔๗๓ เห็นด้วยครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

๑๐๘ ๔๗๓ นะครับ เจ้าหน้าที่ครับ คะแนนที่ขึ้นนี่ได้รวมท่านที่พูดหรือเปล่าครับ สักครู่นะครับ ขอตรวจสอบคะแนนก่อนนะครับ🔗

นายคุณากร มั่นนทีรัย นนทบุรี

ขออนุญาตประธานบันทึกไว้ด้วยนะครับ ๔๐ เห็นด้วยนะครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

๔๐ นะครับ เดี๋ยวต้อง Check อีก ๒ คะแนนที่มีการพูดก่อนผมบอกปิดนะครับ ฝ่ายเลขา ช่วยยืนยันด้วยครับ สมาชิกหมายเลข ๔๗๓ เมื่อสักครู่ ตามที่ Check ท่านยังไม่ได้พูดว่า เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยนะครับ ขอขานอีกครั้งครับ🔗

จ่าอากาศเอก อภิชาติ แก้วโกศล เพชรบุรี

๔๗๓ เห็นด้วยครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ครับ ส่วน ๔๐ ไม่ทันนะครับ ๔๐ จะเป็นการบันทึกเอาไว้นะครับ จำนวนผู้ลงมติ ๔๐๘ ท่านบวก ๒ ครับ เห็นด้วย ๔๐๖ ท่าน บวก ๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๐ ท่าน งดออกเสียง ๐ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ ท่านครับ🔗

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นด้วย กับการเพิ่มมาตราใหม่ของกรรมาธิการครับ ขอเชิญ ฝ่ายเลขาครับ🔗

นายกฤษณะ จ้วงสินธุ์ ที่ปรึกษาด้านระบบงานนิติบัญญัติ ปฏิบัติหน้าที่แทน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

มาตรา ๖ ไม่มีการแก้ไข🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

สมาชิกครับ ตอนนี้เราจบการพิจารณาเรียงตามลำดับมาตราแล้วครับ ต่อไปจะเป็นการ พิจารณาทั้งร่างเป็นการสรุปอีกครั้งหนึ่งตามข้อบังคับ ข้อ ๑๓๒ ครับ มีสมาชิกท่านใดจะขอ แก้ไขถ้อยคำอันใดอีกไหมครับ ถ้าไม่มีแล้วถือเป็นอันจบการพิจารณาวาระที่ ๒🔗

ต่อไปเป็นการพิจารณาวาระที่ ๓ เพื่อให้สภามีมติว่าจะเห็นชอบหรือไม่ เห็นชอบ โดยไม่มีการอภิปรายครับ อันนี้เป็นตามข้อบังคับ ข้อ ๑๓๓ ครับ ดังนั้นผมขอถาม มติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความ สงบแห่งชาติ ที่ ๑๔/๒๕๕๙ เรื่อง คณะกรรมการที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัด ชายแดนภาคใต้ และการกำหนดอำนาจหน้าที่ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ราชอาณาจักร ลงวันที่ ๔ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๙ พ.ศ. .... หรือไม่ ก่อนลงมติ ขอตรวจสอบองค์ประชุมครับ🔗

(นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิครับ ถ้าไม่มี ขอปิดการแสดงตนครับ ขอเชิญเจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๔๐๗ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗

ต่อไป ขอสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนครับ ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบ โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญสมาชิกใช้ สิทธิลงคะแนนครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ยังมี ท่านใดไม่ได้ใช้สิทธิลงคะแนนไหมครับ ถ้าไม่มีผมขอปิดการลงคะแนนครับ เชิญเจ้าหน้าที่ แสดงผลครับ จำนวนผู้ลงมติ ๔๐๗ ท่าน เห็นด้วย ๔๐๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๐ ท่าน งดออกเสียง ๐ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่านครับ🔗

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความ สงบแห่งชาติ ที่ ๑๔/๒๕๕๙ เรื่อง คณะกรรมการที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัด ชายแดนภาคใต้ และการกำหนดอำนาจหน้าที่ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ราชอาณาจักร ลงวันที่ ๔ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๙ พ.ศ. ....🔗

ต่อไปเป็นลงมติข้อสังเกตครับ เนื่องจากคณะกรรมาธิการได้เสนอข้อสังเกตไว้ ในรายงานเพื่อให้สภาพิจารณาลงมติว่า เห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการหรือไม่ โดยไม่มีการอภิปรายครับ ซึ่งถ้าเห็นด้วยก็จะส่งรายงานและข้อสังเกตไปยังคณะรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๒๗ ประกอบข้อ ๑๐๕ รายละเอียดปรากฏ ตามรายงานของกรรมาธิการแล้วนะครับ🔗

ต่อไปจะต้องขอถามมติจากที่ประชุมครับว่าจะเห็นด้วยกับข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการหรือไม่ ก่อนลงมติขอตรวจสอบองค์ประชุมครับ🔗

(นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอเชิญ ท่านสมาชิกใช้สิทธิครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายพรเทพ พูนศรีธนากูล สุรินทร์

ท่านประธานครับ ๒๓๙ แสดงตนครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

๒๓๙ ครับ มีท่านใดยังไม่ใช้สิทธิหรือไม่ครับ เมื่อครบแล้ว ขอปิดการแสดงตนครับ เชิญเจ้าหน้าที่แสดงผลครับ ผู้เข้าร่วมประชุม ๔๐๕ ท่าน บวก ๑ ท่านนะครับ ๔๐๖ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗

ต่อไป ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนครับ ผู้ใดเห็นด้วยกับข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียงครับ ขอเชิญ ท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

มีท่านใด ยังไม่ได้ใช้สิทธิไหมครับ ถ้าไม่มีแล้ว ขอปิดการลงคะแนนครับ เชิญเจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้ลงมติ ๔๐๖ ท่าน เห็นด้วย ๔๐๔ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๐ ท่าน งดออกเสียง ๐ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ ท่าน🔗

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการครับ ขอบพระคุณ คณะกรรมาธิการมากนะครับ พ.ร.บ. ผ่าน ข้อสังเกตผ่าน เรียบร้อยดีครับ ขอบพระคุณครับ ท่านสมาชิกครับ ต่อไปเป็นการพิจารณาเรื่องด่วน ผมขอเข้าสู่เรื่องด่วน ด้วยคราวประชุม สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๖ ปีที่ ๒ ครั้งที่ ๑ วันพุธที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ที่ประชุมได้มีมติ เห็นชอบให้เลื่อนการพิจารณาระเบียบวาระเรื่องด่วนที่ ๑ และ ๒ ออกไปก่อน เพื่อรอพิจารณา พร้อมกับร่างพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่คณะรัฐมนตรีจะเสนอมายัง สภาผู้แทนราษฎร อันนี้เราทำตามมติในรอบที่แล้วนะครับ ต่อไปขอเข้าสู่🔗

เรื่องที่ ๓ ร่างพระราชบัญญัติสถาบันวิจัย วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี แห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)🔗

ด้วยคณะรัฐมนตรีได้เสนอร่างพระราชบัญญัติมายังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อ พิจารณาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๓ (๑) นอกจากนี้คณะรัฐมนตรียังได้เสนอรายงาน การรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องและรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นเพื่อ ประกอบกระบวนการตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ รายละเอียดตามเอกสารที่ได้วาง ให้กับสมาชิกแล้วนะครับ ในการนี้ผมได้อนุญาตให้ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อที่ประชุมตามข้อบังคับข้อที่ ๗๖ ครับ เชิญท่านสมาชิกครับ🔗

นายอดิศร เพียงเกษ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม อดิศร เพียงเกษ ครับ ด้วยความเกรงใจอย่างยิ่ง ระบบเสียงที่ท่านพูดและคนอื่นพูดต้องใช้ความพยายาม ที่จะรับฟัง ไม่ทราบว่าการปรับปรุงระบบเสียงให้พวกเราได้ยินชัดเจนจะทำสมบูรณ์แบบเมื่อไร ผมเกรงใจนะครับ ผมลุกขึ้นเรื่องนี้ ๓ ครั้งแล้ว วันนี้ฟังไม่ได้เลย ขนาดผมนั่งอยู่ตรงนี้นะครับ จึงขออนุญาตส่งเสียงเป็นข้อสังเกตด้วยความเคารพต่อท่านประธานครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบพระคุณครับ เดี๋ยวให้ฝ่ายเลขานุการตรวจสอบนะครับ เพราะเราสัญญากับสมาชิกไว้ว่า เมื่อตอนปิดสมัยประชุมจะจัดการให้เรียบร้อย เดี๋ยวดูว่าผลการแก้ไขเป็นไปอย่างไร แล้วก็เดี๋ยวเรียนกลับไปที่ท่านอดิศรนะครับ แล้วก็ขอสมาชิกช่วงที่มีการเปลี่ยนวาระนี้ขอรักษาความสงบในห้องประชุมด้วยนะครับ เพื่อไม่ให้เสียงดังรบกวนแล้วก็ไม่สามารถดำเนินการต่อได้นะครับ เชิญครับคุณหมอ🔗

นายทศพร เสรีรักษ์ แพร่

ท่านประธานครับ ผม ทศพร ต้องเรียน ท่านประธานนิดหนึ่ง เรื่องของการแก้ไขระบบเสียงนี่ได้ข้อสรุปมาเป็นเอกสารเล่มหนึ่ง เดี๋ยวผมจะรีบส่งท่านประธาน จากการที่ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญมาดูเมื่อ ๒-๓ เดือนก่อนนะครับ ต้องขออนุญาตมีความคลาดเคลื่อนในการประสานงานนิดหนึ่งทำให้ล่าช้า แล้วผมจะส่งแผน ให้ท่านประธานเพื่อพิจารณานะครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบพระคุณคุณหมอนะครับ ในการนี้นะครับ ผมได้อนุญาตให้ผู้แทนจากหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมชี้แจงข้อเท็จจริงต่อที่ประชุม ตามข้อบังคับ ข้อ ๗๖ ครับ ขอเชิญ ผู้มีรายชื่อต่อไปนี้เข้าร่วมชี้แจงในที่ประชุมครับ ท่านที่ ๑ ท่านชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ท่านที่ ๒ ท่านอาภากร สุปัญญา รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์และจัดการนวัตกรรม ท่านที่ ๓ ท่านถนอมจิต วนวัฒนากูล ผู้อำนวยการสำนักการคลัง และท่านที่ ๔ ท่านชลทิศ ศรีไทย ผู้อำนวยการกองกฎหมายครับ ตอนนี้ท่านรัฐมนตรีและผู้เข้าร่วมชี้แจงเข้าในที่ประชุมแล้วนะครับ ขอเชิญผู้เสนอแถลง หลักการและเหตุผลครับ🔗

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ดิฉัน นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีขอเสนอ ร่างพระราชบัญญัติสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยมีหลักการและเหตุผลดังนี้🔗

หลักการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์แลเทคโนโลยี แห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๒ ดังต่อไปนี้🔗

(๑) แก้ไขเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แห่งประเทศไทย (แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๖)🔗

(๒) แก้ไขเพิ่มเติมอำนาจหน้าที่กระทำการต่าง ๆ ภายในขอบเขต วัตถุประสงค์ของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๗)🔗

(๓) ปรับปรุงรายได้ของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๓) และยกเลิกมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๔))🔗

เหตุผล โดยที่การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องอาศัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เพิ่มขีดความสามารถในการ แข่งขันของประเทศและความสามารถในการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของหน่วยงานเพื่อการ พัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ มีพันธกิจที่จะนำนโยบาย ยุทธศาสตร์และแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมไปปฏิบัติ และร่วมมือกับหน่วยงาน ต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างเป็นรูปธรรม สมควรแก้ไขเพิ่มเติมให้สถาบันวิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยสามารถดำเนินธุรกิจและนำผลงานวิจัยและ นวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ในรูปแบบต่าง ๆ เพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้องตรา พระราชบัญญัตินี้🔗

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพและสมาชิกผู้ทรงเกียรติคะ ร่างพระราชบัญญัตินี้เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๒ โดยมีสาระสำคัญดังนี้🔗

(๑) แก้ไขเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ของสถาบันให้สามารถดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับ ผลงานวิจัยและนวัตกรรม หรือเกี่ยวเนื่องกับการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ เชิงพาณิชย์ การพัฒนาบุคลากรวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การถ่ายทอดวิทยาการ และเทคโนโลยีให้แก่ภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ร่างมาตรา ๓) (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๖)🔗

(๒) แก้ไขเพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ของสถาบันให้สามารถรับค่าบำรุง ค่าใช้สิทธิ ในทรัพย์สินทางปัญญา รายได้และผลประโยชน์ตอบแทนอื่นใดที่ได้ดำเนินการตามอำนาจ หน้าที่การให้บริการทดสอบ ตรวจสอบ ตรวจวัด วิเคราะห์ สอบเทียบ ตรวจประเมิน ความเสี่ยงและรับรองระบบคุณภาพและผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานแห่งชาติและมาตรฐานอื่น พัฒนาและผลิตผลิตภัณฑ์และบริการอื่น ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การกู้ยืมเงิน ออกพันธบัตรหรือตราสารอื่นใด เพื่อการลงทุนหรือให้กู้ยืมเงิน โดยมีหลักประกันด้วยบุคคล หรือทรัพย์สิน ถือหุ้น เข้าเป็นหุ้นส่วน และลงทุนหรือร่วมลงทุน ทั้งนี้ หากการดำเนินการ เกินคราวละ ๒๐ ล้านบาทต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี รวมทั้งการให้ คำปรึกษา การจัดตั้ง หรือร่วมกับบุคคลอื่นจัดตั้งนิติบุคคล หรือลงทุน หรือร่วมลงทุน กับบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น เพื่อดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับกิจการของสถาบันหรือเพื่อส่งเสริม วิสาหกิจเริ่มต้น และการดำเนินกิจการอื่นใดตามวัตถุประสงค์ของสถาบัน (ร่างมาตรา ๔ (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๗))🔗

๓. ปรับปรุงรายได้ของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ให้ครอบคลุมรายได้ หรือผลประโยชน์ตอบแทนอื่น ทั้งที่มาจากการให้กู้ยืมเงิน การลงทุน การร่วมทุนจากทรัพย์สินและการดำเนินงานของสถาบัน รวมทั้งดอกเบี้ยจากการให้กู้ยืม การลงทุน และจากทรัพย์สินของสถาบันด้วย (ร่างมาตรา ๕ (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๘ (๓)) และร่างมาตรา ๖ (ยกเลิกมาตรา ๘ (๔))🔗

ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติคะ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะเป็นหนึ่งในกลไก ที่สำคัญสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ยกระดับคุณภาพชีวิต ของประชาชน โดยนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์และประโยชน์ ต่อสังคม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในภารกิจหลักของกระทรวง อว. ค่ะ ในระหว่างที่ท่านสมาชิกมี คำอภิปรายแล้วก็มีคำถาม ดิฉันและคณะเจ้าหน้าที่จากกระทรวง อว. พร้อมที่จะรับ คำแนะนำ เพื่อนำไปปรับปรุงเพิ่มเติม ในชั้นการพิจารณาของกรรมาธิการวิสามัญที่สภา ผู้แทนราษฎรจะเสนอชื่อในโอกาสต่อไป ขอบคุณค่ะ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภา ผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมครับ สภาผู้แทนราษฎรขอต้อนรับคณะผู้บริหาร พนักงานเทศบาล และคณะกรรมการชุมชน เทศบาลเมืองปัตตานี อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี จำนวน ๙๖ ท่าน ซึ่งกำลังนั่งฟัง การประชุมของสภาผู้แทนราษฎรอยู่บนชั้น ๓ ครับ🔗

ต่อไปก็จะเป็นการอภิปรายของท่านสมาชิกนะครับ ขณะนี้มีสมาชิกมาลงชื่อ เพื่อขออภิปราย ๙ ท่านนะครับ ท่านที่ยังไม่ได้ลงชื่อก็มาลงชื่อได้นะครับ อีก ๒๐ นาที เราก็จะปิดการลงชื่อเพื่ออภิปรายนะครับ ผมจะเรียกสลับกันไปนะครับ ฝ่ายค้านและ ฝ่ายรัฐบาลนะครับ เชิญคุณกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ ๗ นาที เชิญครับ🔗

นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม อ. เอท กันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต เขตมีนบุรี สะพานสูง วันนี้ขออนุญาตร่วมอภิปรายนะครับ พรรคก้าวไกล เรื่องของร่างพระราชบัญญัติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ภาษาอังกฤษชื่อว่า Thailand Institute of Scientific and Technological Research ซึ่งตัวย่อของเขาก็คือ TISTR ๕ ตัวอักษรครับ วันนี้ อ. เอท ขอใช้ Model TISTR มาเป็นตัวอภิปรายครับ🔗

เริ่มที่ตัวแรกครับตัว T อ. เอท ขอใช้คำว่า Team Work ครับ คือสถาบัน ของท่านตอนนี้จะไม่ใช่แค่อยู่คนเดียวทำ Research อย่างเดียวแล้วท่านจะไปร่วมทำงานกับ ประชาชนกับองค์กร กับบริษัทที่เป็นบริษัทเอกชนต่าง ๆ นะครับ ซึ่งตอนนี้ท่านกำลังจะใช้ ความสามารถของท่านทั้งหมด บุคลากรของท่านทั้งหมด ไม่ใช่แค่ทำเพื่อการ Research เท่านั้น ท่านยังจะต้องไปเป็นส่วนหนึ่งของการจัดตั้งนิติบุคคล ไปร่วมลงทุนอีกหลาย ๆ อย่าง ซึ่งตรงนี้เป็นอีกมิติใหม่ ๆ ขององค์การมหาชนของท่าน ซึ่ง อ. เอท เห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะท่านกำลังจะทำให้จาก Idea เป็น I do ซึ่งก็หมายความว่าเป็นแค่ความคิด ตอนนี้ท่าน กำลังจะลงมือทำแล้ว อ. เอท ยินดีกับสิ่งเหล่านี้มาก ๆ จริง ๆ นะครับ ขอเห็นด้วยกับประเด็นนี้ ซึ่งมิตินี้เรายังไม่เคยมีมาก่อน ก็ขอบพระคุณมาก ๆ เปลี่ยนจาก Research เป็น Commercial อันนี้ค่อนข้างเห็นด้วยครับ🔗

ต่อมาครับเป็นตัว I ครับ I ตัวนี้คือคำว่า Investment คืออะไรครับ คือการ ลงทุนครับ ท่านกำลังจะนำตัวเองเข้าสู่ตลาดทุน ทุก ๆ ปี อ. เอท แอบไปดูงบมานะครับ ท่านจะของบประมาณสัก ๕๐๐ ล้านบาท ๖๐๐ ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายของท่าน ซึ่งถ้าเกิดท่านมีโอกาสได้ทำ เมื่อสักครู่ท่านผู้ชี้แจงก็บอกชัดเจนครับว่าท่านกำลังจะทำเป็น Band หรือเป็นพันธบัตร ซึ่งตรงนี้ก็อาจจะมีความเป็นห่วงนิด ๆ เดี๋ยวจะมีเพื่อนสมาชิก เข้ามาอภิปรายในจุดนี้ด้วย ท่านกำลังที่จะร่วมลงทุนจะลงทุนเอง หรือจะมีการร่วมกับเป็น Partnership กับภาคประชาชนอันนี้ อ. เอท ก็เห็นว่าเป็นสิ่งที่ท่านกำลังจะสร้างสิ่งใหม่ ๆ เป็นการร่วมลงทุนในสิ่งที่ดีก็เห็นด้วยอีกเช่นกัน ก็ถือว่าเป็นอีกมิติหนึ่ง เพราะท่านไม่ได้เป็นแค่ Player ทั่วไปแล้ว ท่านจะเป็นผู้ที่ Doer ด้วย อันนี้เป็นสิ่งที่ อ. เอท ก็ถือว่าเป็นมิติใหม่ อีกเช่นกันครับ นี่คือตัว I ที่ อ. เอทอยากที่จะร่วมอภิปรายนะครับ🔗

ต่อไปเป็นตัว S ครับ S ตัวนี้ อ. เอท ขอใช้คำว่า Self-reliance แปลว่า ท่านกำลังที่จะยืนด้วยขาของท่านเอง เมื่อสักครู่ อ. เอท เพิ่งพูดไปครับว่าท่านของบจาก พวกเราหรือรัฐบาลปีหนึ่งประมาณ ๖๐๐ ล้านบาท ถ้าท่านสามารถที่จะยืนหยัดด้วยตัวเอง ขอทุนเองได้ อนุมัติโครงการเองได้ ร่วมลงทุนเองได้ แม้กระทั่งท่านสามารถที่จะเอา IP เข้ามาใช้ IP ก็คือ Intellectual Property หรือเป็นการเอาปัญญาเป็นเรื่องของสิทธิ ทรัพย์สินทางปัญญาขายได้ด้วย หรือสามารถที่จะหารายได้จากตรงนี้ อันนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ ยอดเยี่ยม เพราะท่านกำลังทำให้ Research ที่มันเป็นการกองอยู่กับบนหิ้งมันมีประโยชน์ ขึ้นมา อันนี้ก็เป็นอีก ๑ ปัจจัย ที่เราเห็นว่าท่านจะยืนด้วยลำแข้งของสถาบันของท่านเอง สถาบันวิจัยต้องไปได้ดีกว่าเดิมแน่นอนนะครับ🔗

ต่อมาเป็นตัวอักษรที่ ๔ เรามีทั้งหมด ๕ ตัวอักษร ตัวที่ ๔ อ. เอท อยากที่จะ นำเสนอในวันนี้ คือคำว่า Tangible Tangible แปลว่าจับต้องได้ อันนี้สำคัญครับ เรามีการ ทำวิจัยหลากหลายครับ หลายสิบปีที่ทำมา ขึ้นหิ้งครับ ท่านก็มีข้อมูล อ. เอท ก็มีข้อมูลครับ กว่า ๕๔๐,๐๐๐ ฉบับ ทำแล้วทำอีก ก็ทำแค่ปัจจัยปัจเจกบุคคลใดบุคคลหนึ่ง มันยังคงไม่ได้ เอามาใช้งานอย่างจริงจัง ตรงนี้ละครับ ในจุดประสงค์ของท่าน ท่านเขียนชัดเจนว่าจะนำ เอาการวิจัยต่าง ๆ มาเสริมมาสร้าง มาสร้าง ไม่ใช่แค่คำว่า Product ไม่ใช่แค่ Productivity จะมาสร้างเรื่องของ Cost reduction ก็คือทำให้สินค้ามันมีเรื่องของการให้มันเกิด ประสิทธิภาพประสิทธิผล แล้วก็เอามาใช้ได้จริงเป็น Commercialize หรือการค้าขายเป็น สิ่งที่มหัศจรรย์อีกสิ่งหนึ่ง เพราะฉะนั้นหวังว่าสิ่งที่ท่านกำลังจะทำอยู่ในอนาคตอีกไม่กี่วันนี้ จะเป็นสิ่งที่จับต้องได้จริง ๆ นะครับ🔗

เอาละครับ เราก็มาถึงเรื่องสุดท้ายตัวอักษรสุดท้ายแล้วนะครับ คือตัว R นะครับ TISTR R ในที่นี้มีหลายตัวครับที่ อ. เอท อยากจะใช้ไม่ว่าจะเป็น Report แต่ อ. เอท คิดน่าที่ จะเหมาะกับตัวนี้มากที่สุด เพราะท่านกำลังจะแปลงร่างกลายเป็นหน่วยงาน ๆ หนึ่งที่ต้องไป ลงทุนกับชาวบ้าน อ. เอท ก็เลยอยากจะใช้คำว่า Risk Management ซึ่งท่านเองก็ทำ อ. เอท เห็นอยู่แล้วว่าท่านทำ Risk Management หรือแปลเป็นไทยตรง ๆ ว่าการบริหาร ความเสี่ยง ซึ่ง อ. เอท ก็เคยเรียนมาบ้างเล็กน้อยในฐานะที่เราก็เป็นคุณครูในมหาวิทยาลัย Risk Management ก็จะมีหลักกการง่าย ๆ อยู่ประมาณสัก ๔ หลักการ อ. เอท ขอใช้ย่อ ๆ ว่า คือคำว่า เมิน โอน ลด เลิก เมินคืออะไรครับ ต้องทำ Assessment เป็นการประเมินโครงการทำ Net Present Value ซึ่งอันนี้ท่านเก่งอยู่แล้ว อ. เอท คงไม่ต้องพูดเยอะว่าโครงการนี้ มันสมทำไม่สมควรทำ ติดลบมากน้อยแค่ไหน อ. เอท ขอย้ำนะครับ เพราะท่านไม่ได้แค่ทำ Research แล้ว ท่านจะไปลงทุนไปทำกิจกรรมร่วมกับ ไม่ว่าจะเป็นวิสาหกิจชุมชน SMEs ต่าง ๆ จะไปเสริมการให้เขามีรายได้เพิ่มขึ้นตามยุทธศาสตร์ชาติอะไรของท่าน อ. เอท ก็หวัง เป็นอย่างยิ่งว่าตรงนี้การประเมินมันเป็นสิ่งที่สำคัญ ทุกโครงการที่ท่านจะร่วมเพราะ อ. เอท ไม่เห็นด้วยว่าท่านจะมีการจัดการอย่างไร กับเงินทุนของท่านที่ท่านได้มาต่าง ๆ นะครับ ก็ขอฝากท่านตรงนี้ด้วย เรื่องการประเมินนะครับ🔗

ต่อมาคือการโอน เพื่อไม่ให้มีความเสี่ยงครับ ต้องโอนความเสี่ยงอาจจะต้องมีให้ ชาวบ้านเข้ามาดูแลไหม คำว่าชาวบ้านในที่นี้ก็คือ เรื่องของบริษัทประกันภัยต่าง ๆ เพราะ บางอย่างบางโครงการอาจจะต้องมีความเสี่ยงให้คนอื่นรับช่วงต่อความเสี่ยงแทนเป็นการโอน ความเสี่ยงให้คนอื่นนะครับ หรือว่า ลด ครับ ลด ในที่นี้ก็คือ ลดเงินลงไม่จำเป็นต้อง Project บาง Project เอาเงินเต็มหน้าตักเข้าไปถูกหรือไม่ครับ หรือบาง Project ที่ทำให้ใครบางคนให้ เขาได้มีประโยชน์ อย่าทำไปเลยดีกว่าครับ ลดดีกว่านะครับ เพราะว่าสุดท้ายจุดประสงค์หลักของเราครับ องค์การมหาชนครับ ไม่ได้หวังผลกำไร แต่ท่านกำลังจะมีรายได้เข้ามา อย่างน้อยรายได้ท่าน ก็ควรที่จะไปกระจายให้กับพี่น้องประชาชนทุกคนเขาได้รับด้วย ไม่ใช่แค่คนใดคนหนึ่งนะครับ และตัวสุดท้าย ก็คือคำว่า เลิก เลิกในที่นี้ ก็คือหมายความว่าอย่างไร Project ไหนที่ท่าน คิดแล้ว ทำ Net Present Value คิดความคุ้มค่าของโครงการแล้วมันไม่ Work ก็เลิกทำครับ อย่าไปทำเลย เพราะว่าสุดท้ายแล้วมันเสี่ยงจริง ๆ เพราะตอนนี้ ท่านกำลังที่จะแปลงตัวเอง กลายเป็นบุคคลหรือเป็นนิติบุคคลในการที่จะร่วมลงทุนกับบริษัทเอกชนต่าง ๆ ซึ่งอยากที่จะ ให้ท่านนำผลกำไรเข้ามาต่อยอดให้กับตัวท่านเอง เพราะท่านจะได้ไม่ต้องมาของบประมาณ ของพวกเรานะครับ🔗

เอาละครับ สุดท้ายนี้ สถาบันวิจัยของท่านย่อว่า วว. อ. เอท ก็อยากที่จะบอกว่า อย่าทำให้พวกเราว้าวุ่นอีกต่อไปเลย ก็วิงวอนให้ท่านทำให้มันหวือหวาเพื่อประชาชนอย่าง แท้จริง ขอบพระคุณครับ Respect🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคุณสกุณา สาระนันท์ ครับ🔗

นางสาวสกุณา สาระนันท์ สกลนคร

ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน สกุณา สาระนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ดิฉันขอร่วมอภิปราย ร่างพระราชบัญญัติสถาบันวิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ท่านประธานคะ สถาบันวิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย หรือเรียกคำย่อว่า วว. เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินตามนโยบายพิเศษของรัฐ ปัจจุบันเป็นหน่วยงานในกำกับของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมค่ะ วิสัยทัศน์ของ วว. ก็คือการสร้างความเข้มแข็งให้กับ SMEs ชุมชนผ่านระบบนวัตกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน และสำหรับพันธกิจหลักของ วว. ตามที่ได้ฟังรายงานก็คือ🔗

๑. วิจัยพัฒนาและบูรณาการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อ สร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจของประเทศ บนรากฐานของความหลากหลาย ทางชีวภาพ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน แล้วก็พัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน🔗

๒. ถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่ภาคอุตสาหกรรมและวิสาหกิจชุมชน และผลักดันให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ทั้งเชิงเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม🔗

๓. บริการวิเคราะห์ ทดสอบ สอบเทียบรับรองระบบคุณภาพ อบรมและเป็น ที่ปรึกษาเพื่อยกระดับมาตรฐานและความสามารถในการแข่งขันในภาคอุตสาหกรรม🔗

๔. พัฒนาระบบบริหารจัดการองค์กรสู่องค์กรสมรรถนะสูงทันสมัยและ มีธรรมาภิบาล🔗

อันนี้ก็คือเป็นภารกิจทั้ง ๔ ข้อที่ วว. ได้ปฏิบัติตลอดมา จากการรายงาน พบว่า วว. ยังไม่สามารถปฏิบัติภารกิจได้เต็มที่เต็มศักยภาพ ด้วยเหตุผลที่ว่าการทำงาน ไม่ต่อเนื่อง เพราะว่าเรื่องงบประมาณที่ต้องพึ่งพารัฐแล้วก็มีงบประมาณอย่างจำกัด ซึ่งก็นำมาสู่การแก้ไขพระราชบัญญัติฉบับนี้🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นางสาวสกุณา สาระนันท์ สกลนคร

ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำคัญ ก็คือ ให้ วว. สามารถร่วมลงทุนทำธุรกิจเกี่ยวกับผลงานวิจัยและนวัตกรรมหรือสิ่งที่เกี่ยวข้อง กับการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์มีการเพิ่มมาตรา ๘ (๓) และ ร่างมาตรา ๖ ยกเลิกมาตรา ๘ (๔) ซึ่งการแก้ไขครั้งนี้เพื่อเปิดทางให้ วว. เองได้สามารถร่วม ลงทุนทำธุรกิจเอกชน และสร้างผลประโยชน์ให้กับประเทศ และให้กับหน่วยงาน วว. ด้วย🔗

ประเด็นที่ดิฉันอยากจะเสนอแนะให้ท่านได้ทบทวน ก็คือ วว. เป็นหน่วยงาน ของรัฐได้งบประมาณจากรัฐ การลงทุนที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นบุคลากร นักวิจัย เครื่องมือ อุปกรณ์ อาคารสถานที่ ตลอดจนผลงานวิจัยที่ได้สะสมมาทั้งหมดล้วนแต่เป็นการลงทุน ที่ผ่านงบประมาณของรัฐทั้งสิ้นและเป็นภาษีของประชาชน ดังนั้นผลงานวิจัยของ วว. จึงถือว่า เป็นทรัพย์สินของรัฐเพื่อประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชนโดยตรง ท่านประธานคะ ในขณะนี้เราบอกว่าประเทศเรามีปัญหาผลิตภาพต่ำโดยเฉพาะในด้านการเกษตร ก็เนื่องจากว่าเราไม่สามารถนำนวัตกรรมไปสู่ภาคปฏิบัติได้ ซึ่ง พ.ร.บ. ที่จะเปลี่ยนเราก็เชื่อว่า จะแก้ปัญหานี้ได้ ดิฉันก็อยากจะชวนให้คิดเลยไปอีกว่าภาคการเกษตร คือภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการไม่มีนวัตกรรมนะคะ นำไปสู่ปัญหาความ เหลื่อมล้ำ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศนี้ ดังนั้นจึงอยากจะชวนให้ทุกท่านในสภาแห่งนี้ได้ คิดว่าทุกย่างก้าวของเราต้องตระหนักในเรื่องนี้เป็นสำคัญค่ะ เพราะหากเราแก้ไข พ.ร.บ. ฉบับนี้ แล้วมันเกิดการสนับสนุนให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำมันใหญ่ขึ้น ก็ไม่นับว่าเป็นการแก้ พ.ร.บ. เพื่อการแก้ปัญหาของประเทศค่ะ ดังนั้น การตั้ง วว. เพื่อปฏิบัตินโยบายพิเศษของรัฐ ในครั้งนี้คือการทำผลงานวิจัยและนวัตกรรม ไปเพิ่มคุณค่ามูลค่าให้กับ SMEs แล้วก็ชุมชน โดยเฉพาะชุมชนที่อยู่ฐานรากค่ะ เมื่อมาถึงตรงนี้ คำถามที่ วว. และท่านรัฐมนตรีจะต้องตอบ ก็คือ การร่วมทุนและการทำธุรกิจร่วมกับภาคเอกชนจะยังคงยึดหลักการและเป้าหมายเดิม ที่ก่อตั้งมาคือการช่วยเหลือ SMEs เกษตรกรยากจนและชุมชนฐานรากหรือไม่ ถ้ายืนยันว่า การร่วมทุน หรือการทำธุรกิจกับภาคเอกชนตามที่ขอแก้ไข พ.ร.บ. มุ่งเน้นเพื่อประโยชน์ของ SMEs ชุมชนและประชาชนที่ยากจน การแก้ไข พ.ร.บ. ฉบับนี้ จึงมีเหตุผลที่ถูกต้องและควร สนับสนุนค่ะ ในทางตรงกันข้ามค่ะ หากการขอแก้ไข พ.ร.บ. ฉบับนี้ เป็นไปเพื่อประโยชน์ของ ตัวองค์กร วว. เองและเอกชนที่ร่วมลงทุนเป็นหลัก จึงถือได้ว่าการแก้ไขพระราชบัญญัตินี้ ขัดกับเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. ที่ก่อตั้ง วว. ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๖ ถ้าเป็นเช่นนี้แสดงว่า กระทรวง อว. กำลังเปลี่ยนเจตนารมณ์หลักด้วยหลักการและเหตุผลของ พ.ร.บ. ๒๕๐๖ ดิฉันจึงขอให้รัฐมนตรีได้พิจารณาและได้ตอบคำถามนี้กับตัวเองให้ชัดเจน เพื่อป้องกันความ เสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ที่ดิฉันพูดเช่นนี้ก็เนื่องจากว่าในประเทศเราก็มีหลายหน่วยงาน หลายองค์กรนะคะ เมื่อมีรายได้เกิดขึ้นกับองค์กรของตนเองแล้ว ก็จะละเลย หรือว่าหลงลืมเศรษฐกิจที่ฐานราก ซึ่งจริง ๆ แล้วมันก็นำมาสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ ประเทศเราต้องเผชิญอยู่ตอนนี้ค่ะ ก็ขอย้ำนะคะว่าประเด็นที่น่าเป็นห่วงก็คือ เมื่อเกิดการ แก้ไข พ.ร.บ. แล้วก็จะไปสร้างประโยชน์ให้กับธุรกิจและอุตสาหกรรมใหญ่ ๆ ซึ่งเขาเติบโตได้ เองนั้นเป็นหลักค่ะ ส่วนธุรกิจ SMEs ชุมชน Startup และประชาชนฐานราก ซึ่งเป็นกลุ่ม ประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือในเรื่องของเทคโนโลยีและนวัตกรรม ก็จะเสียโอกาสที่จะ ได้รับการช่วยเหลือจาก อว. อย่างน่าเสียดายค่ะ ดังนั้น พ.ร.บ. ใช้ประโยชน์ผลงานวิจัย พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๑๗ มาตรา ๑๘ ที่ดิฉันเองก็ร่วมเป็นกรรมาธิการพิจารณาในสภา สมัยที่ผ่านมานะคะ เน้นถึงความสำคัญของการใช้ผลงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อช่วยเหลือ เกษตรกรฐานรากและ SMEs ดังนั้น ดิฉันก็อยากให้การแก้ไข พ.ร.บ. ในครั้งนี้มีแนวคิดและ หลักการตามมาตรา ๑๗ และมาตรา ๑๘ ที่เราเคยได้ร่วมกันแก้ไขมาค่ะ ขอขอบพระคุณค่ะ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญรองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ ครับ🔗

รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ ผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลครับ ร่างพระราชบัญญัติสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... นี้นะครับ ผมเองต้องขอโอกาสนี้ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีว่าการที่ผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาต่าง ๆ ด้วยการแก้ไขกฎหมาย เข้าใจว่า ฉบับนี้เป็นฉบับที่ ๕ และผมยังรออีกหลาย ๆ ฉบับที่เป็นปัญหา โดยเฉพาะ ในสถาบัน อุดมศึกษานะครับ ท่านประธานครับ ร่างนี้จึงทำให้พวกผมเห็นด้วยที่จะต้องมีว่า จะทำให้การทำงานของสถาบัน ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เราเข้าใจว่าเป็นหน่วยงานผู้ให้ทุน ผู้รับทุน ด้วยนะครับ หน่วยงานผู้รับทุน และผมเห็นร่างนี้จะมีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะ วัตถุประสงค์นะครับ ข้อ (๒) ตามมาตรา ๖ นะครับ เรื่องให้ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับผลงานวิจัยและนวัตกรรม หรือธุรกิจอื่น ที่เกี่ยวเนื่องกับการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ในเชิงพาณิชย์นะครับ ท่านประธานครับ หน่วยงานนี้เป็นผู้ให้ทุนด้วยและเป็นผู้รับทุนด้วย เพราะฉะนั้นผมจึงนึกถึง พระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. ๒๕๖๔ ที่ให้การ คุ้มครองผลงานวิจัยระหว่างผู้ให้ทุน ผู้รับทุน ผู้วิจัย หัวหน้าโครงการวิจัยนะครับ เพราะฉะนั้นพระราชบัญญัตินี้แล้วก็บทบัญญัติใหม่ขึ้นมาให้ใช้ผลงานวิจัยไปทำกิจการ ทางธุรกิจ จึงน่าจะเกี่ยวโยงกับพระราชบัญญัตินั้นนะครับ โดยปกติแล้วผู้รับทุนเข้าใจว่า หน่วยงานนี้มีทุนด้วยตัวเองด้วย แล้วก็ต้องขอทุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมนะครับ เมื่อนั้นท่านก็ตีฐานะเป็นหน่วยงานที่รับทุน เมื่อรับทุนแล้ว ก็มีผู้วิจัย มีหัวหน้าโครงการวิจัย ในนั้นมันคุ้มครองผู้วิจัย มีการให้จัดสรรปันส่วน สิทธิประโยชน์รายได้ที่เกิดจากการนำผลงานวิจัยไปใช้ รวมทั้งการเป็นเจ้าของผลงานวิจัย เพราะฉะนั้นในร่างนี้ไม่ได้ยึดโยง ไม่ได้เชื่อมโยง ไม่ได้อ้างอิง ไปสู่พระราชบัญญัตินั้น ในการที่ จะดำเนินการอะไรต่าง ๆ ผมจึงกังวลว่ามันจะขัดหรือแย้งกัน หรือร้อยรัดกันหรือไม่ อย่างไร ผมต้องฝากตรงนี้นะครับ เพราะว่าถ้าทำวิจัยเสร็จแล้วตามหลักก็หน่วยงานผู้รับทุนหรือผู้รับทุน ก็จะเป็นเจ้าของ แต่ว่าถ้าไม่รับถึงแม้ว่ารับเป็นเจ้าของแล้ว ก็สามารถนำเอาผลงานวิจัยนั้น ไปใช้ประโยชน์ได้ โดยเฉพาะพระราชบัญญัตินี้มาให้อำนาจอย่างชัดเจน สามารถเอาไปใช้ ในเชิงธุรกิจและเชิงพาณิชย์ได้นะครับ สิ่งที่ผมกังวลคือพอหน่วยงานเป็นเจ้าของหรือผู้วิจัย เป็นเจ้าของ หรือหัวหน้าโครงการวิจัยเป็นเจ้าของตัวนี้มันก็ต้องมีความชัดเจน หรือหน่วยงาน สถาบันวิจัยเป็นเจ้าของผลงานวิจัยนั้น เมื่อนำมาทำให้ธุรกิจแล้วก่อให้เกิดรายได้แล้วจะมีการ แบ่งปันให้กับผู้วิจัยนั้นอย่างไร ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการนำวิจัยไปใช้นะครับ ซึ่งใน บทบัญญัตินี้น่าจะกล่าวถึงว่าการบริหารจัดการรายได้ที่เกิดจากการนำผลงานวิจัยไปใช้ ควรจะเป็นไปตามกฎหมายที่ว่าด้วยการส่งเสริมการใช้ผลงานวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. ๒๕๖๔ ด้วยนะครับ เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้วิจัยและกระตุ้นในการทำวิจัยอย่างแท้จริง🔗

ท่านประธานครับ ผมมีประเด็นที่เป็นข้อสังเกตอื่น ๆ ในตัวบทนะครับ ในมาตรา ๗ ที่จะแก้ไขใหม่นี้นะครับ บอกว่าอำนาจหน้าที่ (๑) มีเรื่องของการรับจ้าง นั่นก็คือ สถาบันจะรับจ้างทำอะไรก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นใน (๔) ท่านก็ต้องมีค่าจ้างน่าจะมีการ รับค่าจ้างด้วย ในส่วนที่รายการรับของท่านนะครับ มีประเด็นที่ผมอยากจะให้ข้อสังเกต แล้วก็ไปพิจารณาอีกนะครับ เรื่องของตามมาตรา ๘ ที่เราแก้ไขมาตรา ๘ เดิมนั้นเราไป ยกเลิก (๔) แล้วก็เอามารวมกับ (๓) เป็นคำถามว่าพอมารวมแล้ว คำที่หายไปคือคำว่า ดอกเบี้ยนะครับ คำว่า ดอกเบี้ย จาก (๔) หายไปเอามารวมกับ (๓) ใหม่ อันนี้ก็เป็นประเด็น สงสัยว่าเหตุใดคำนี้มันหายไป แล้วเราจะใช้คำใดมาแทนนะครับ ท่านประธานครับโดยสรุป แล้วนะครับ สิ่งที่ผมกังวลในขณะที่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะมีกฎหมายอย่างนี้นะครับ แก้กฎหมายซึ่งมีปัญหาอยู่เยอะแยะเต็มไปหมดนะครับ จับตรงไหนก็มีปัญหาหมด ท่านแก้อันนี้ชอบแล้ว เห็นชอบ แต่กังวลว่าเราจะทำอย่างไรให้มีการคุ้มครองผู้วิจัย แล้วการจัดสรรรายได้ สิทธิประโยชน์ที่เกิดมานี้อย่างเป็นธรรม และที่สำคัญอย่างยิ่ง เมื่อสถาบันมีรายได้ รายได้นี้จะต้องนำส่งเป็นเงินของแผ่นดินหรือไม่นะครับ แล้วก็ที่สำคัญ ผมคิดว่าน่าจะมีบทบัญญัติที่กล่าวถึงตรงนี้แต่อาจจะอยู่ที่อื่น แต่ว่าสิ่งใหม่ที่เราอยากเห็น ก็คือการรายงานให้กับสภาผู้แทนราษฎรหรือรัฐสภาได้ทราบการใช้เงินงบประมาณ นอกงบประมาณอะไรต่าง ๆ ที่เกิดจากรายได้ของหน่วยงานต่าง ๆ อันนี้ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ที่เรา กำลังให้ความสนใจนะครับ ก็ขออนุญาตฝากกราบเรียนผ่านท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้นครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ รองศาสตราจารย์พิเศษดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เชิญครับ🔗

รองศาสตราจารย์พิเศษดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม รองศาสตราจารย์ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรครวมไทยสร้างชาติครับ วันนี้ผมจะขออภิปรายในเรื่องของ พระราชบัญญัติสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย สำหรับสถาบันวิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย หน่วยงานนี้จะมีภารกิจสำคัญ คือการวิจัย คือการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม พร้อมทั้งถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ สู่ภาคอุตสาหกรรมสู่ภาค SMEs สู่ภาคชุมชนเพื่อเป็นการยกระดับขีดความสามารถในเรื่อง วิทยาศาสตร์ ในเรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งในครั้งนี้จะมีการขอปรับปรุงแก้ไข พระราชบัญญัติ โดยสาระสำคัญในการขอปรับปรุงก็เพื่อที่จะนำผลงานวิจัย นำผลงาน นวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของสังคม ในปัจจุบันให้ได้มากยิ่งขึ้น ทุกท่านครับ ซึ่งจะส่งผลให้ได้รับการปรับปรุงนะครับ ผลจาก การที่เราจะปรับปรุงพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็จะทำให้หน่วยงานสามารถลดการพึ่งพา งบประมาณอุดหนุนจากรัฐบาล และที่สำคัญเลยจะทำให้งานวิจัยของเรามีคุณภาพ ในเชิงพาณิชย์มากยิ่งขึ้น ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการ ตอบโจทย์ความ ต้องการของภาคเอกชนมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้เรามีโอกาสที่จะสร้างผู้ประกอบการใหม่ ๆ ในด้านวิจัยและนวัตกรรมจากการร่วมทุนกัน โดยการใช้ความรู้ด้านการวิจัย ด้านวิทยาศาสตร์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้ดีมากยิ่งขึ้น ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณปิยรัฐ จงเทพ ครับ🔗

นายปิยรัฐ จงเทพ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ปิยรัฐ จงเทพ ผู้แทนราษฎรเขตพระโขนง เขตบางนา พรรคก้าวไกลครับ ขออนุญาต ร่วมอภิปรายในญัตติพระราชบัญญัติสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เรื่องนี้เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้แสดงความกังวลและข้อสังเกตในหลาย ประเด็นด้วยกัน ผมเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ได้อ่านร่างพระราชบัญญัตินี้ แล้วก็ได้ฟังท่านรัฐมนตรี ได้มีการนำเสนอต่อสภาแห่งนี้ ซึ่งแน่นอนครับเรื่องนี้จะมีประเด็นที่น่าสนใจอยู่ในหลาย ประเด็นด้วยกัน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องของการจัดสรรรายได้ ซึ่งหัวใจของร่างนี้ที่ได้เสนอ ต่อสภา คือการที่จะนำสถาบัน ผมขออนุญาตใช้คำสั้น ๆ ว่าสถาบันวิจัยนะครับ นำไปสู่การ ทำเชิงธุรกิจและเชิงพาณิชย์มากขึ้นนะครับ ซึ่งจริง ๆ แล้วหลายท่านเห็นด้วย ผมเองก็เห็น ด้วยเนื่องจากว่าทุกวันนี้การพัฒนาของโลกเรา ก็คือการเติบโตการยั่งยืนต้องอยู่ได้ด้วยตนเอง ก็คือสถาบันนี้จะต้องได้รับงบประมาณที่ลดลงไปจากในอนาคตเพื่อจะต้องยืนหยัดด้วยตนเอง ให้ได้นะครับ อันนี้คือสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นสิ่งสำคัญ แต่สิ่งหนึ่งซึ่งผมคิดว่าจะต้องมีความชัดเจน ในร่างพระราชบัญญัตินี้เมื่อเราไปดูเปรียบเทียบ ผมดูว่าละม้ายคล้ายกับร่างที่มีพระราชบัญญัติ อยู่แล้วนะครับ คือพระราชบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องของเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ลองเปรียบเทียบ ดูนะครับ ของพระราชบัญญัติเทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ. ๒๕๖๕ จะเห็นว่าคล้ายกันเลยครับ สามารถเอางานวิจัยจดลิขสิทธิ์ในการลงทุน ในการให้ร่วมทุนกับเอกชนนะครับ พูดง่าย ๆ ว่านิติบุคคลเหมือนกันนี่ละครับ แล้วก็สามารถ นำสถาบันไปร่วมทุนกับเอกชน ร่วมวิจัย รับจ้าง หรือแม้กระทั่งขายสินค้า ขายของที่เป็น อุตสาหกรรมที่ตัวเองวิจัยขึ้นมาได้ แต่สิ่งหนึ่งซึ่ง พ.ร.บ. ของสถาบันเทคโนโลยีป้องกัน ประเทศนี้มีหัวใจสำคัญในการจัดสรรรายได้อย่างหนึ่งคือ บอกชัดเจนเลยครับว่ารายได้นั้น จะนำไปอย่างไร โดยเฉพาะในมาตรา ๒๗ ของพระราชบัญญัติทางเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เขาก็บอกเลยว่ารายได้ที่เขาได้มาไม่จำเป็นต้องนำคืนคลังนะครับ โดยจะต้องนำมาเพื่อ การพัฒนาต่อยอด เขาก็ระบุไว้ให้ชัดนะครับ หรือจะคืนคลังก็ได้แล้วแต่มติของกรรมการ สถาบัน แต่ในส่วนของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ไม่ได้บอกนะครับ โดยเฉพาะในมาตรา ๘ ที่เกี่ยวกับ เรื่องของรายได้ไม่ได้ระบุไว้นะครับ เรื่องนี้ผมก็เลยเกิดคำถามและตั้งข้อสังเกตไปว่ารายได้ ที่เกิดขึ้นจากการทำธุรกิจหรือเชิงพาณิชย์ของสถาบันวิจัยนี้จะบริหารจัดการอย่างไร หรือจะนำคืนคลังส่งคลังหรือไม่ อย่างไร ส่วนนี้ผมไม่ติดขัดนะครับว่า จะส่งคืนคลัง หรือจะเก็บไว้เป็นเงินสมทบหรืออย่างไร อันนี้เป็นเรื่องที่เราก็คงต้องตั้งคำถามนะครับ เนื่องจากว่าสถาบันนี้จำเป็นจะต้องยังใช้งบประมาณจากภาษีประชาชนอย่างที่เพื่อนสมาชิก หลายท่านได้พูดไปนะครับ ซึ่งแน่นอนครับเราหวังว่าสถาบันแห่งนี้ก็จะสามารถที่จะดูแล ตัวเองได้ และสามารถที่จะนำประโยชน์ สร้างรายได้ หรือแม้กระทั่งเชิงพาณิชย์ให้กับ ประเทศของเรานะครับ🔗

อีกข้อสังเกตหนึ่งที่ผมตั้งข้อสังเกตก็คือว่า ใน พ.ร.บ. ฉบับของเทคโนโลยี ป้องกันประเทศเช่นเดียวกันนี้ละครับ ผมยกตัวอย่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มาเนื่องจากว่ามีลักษณะ คล้ายกันเลยในเรื่องของงานวิจัย เขามีการระบุชัดเจนว่ากรรมการจะต้องเป็นผู้ที่ เก็บรักษาความลับในงานวิจัยของสถาบันด้วยนะครับ แต่ในกรรมการของสถาบันวิจัย ของร่างฉบับนี้ไม่ได้มีระบุในอำนาจหน้าที่นี้ไว้ให้กับกรรมาธิการกำกับไว้ เนื่องจากว่า ผมเป็นห่วงครับว่า ถ้าเมื่อไรมีการนำงานวิจัยของภาคเอกชนหรือของประชาชนก็ตามแต่ มาใช้งบประมาณของสถาบันแห่งนี้ในการทำวิจัย ความลับนั้นอาจจะไปถึงภาคเอกชนก่อนที่ จะมีการจดลิขสิทธิ์หรือการจดสิทธิบัตรของสถาบันก็อาจจะเป็นไปได้ ฉะนั้นเรื่องนี้ ก็เป็นเรื่องที่น่ากังวลนะครับ ก็อยากจะฝากท่านรัฐมนตรีรวมถึง ครม. ด้วยนะครับ ผ่านท่านประธานสภาครับ ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคุณเชาวฤทธิ์ ขจรพงศ์กีรติ ครับ🔗

นายเชาวฤทธิ์ ขจรพงศ์กีรติ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายเชาวฤทธิ์ ขจรพงศ์กีรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังสังคมใหม่ ผมขอเป็นส่วนหนึ่งในการอภิปรายสนับสนุนการแก้ไขเพิ่มเติม ร่างพระราชบัญญัติสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ครับ ซึ่งเดิมทีตัวพระราชบัญญัติสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๒ พระราชบัญญัติฉบับนี้ได้มีการบังคับใช้มากว่า ๔๐ ปีแล้ว โดยที่ไม่ได้มีการแก้ไข เพิ่มเติม จึงทำให้ข้อความแต่ละคำในตัวบทกฎหมายในแต่ละมาตรามีข้อความที่ไม่ชัดเจน เพียงพอ ไม่ครอบคลุมกับการดำเนินงานหรือการปฏิบัติหน้าที่ และล้าสมัยไม่สอดคล้องกับ สถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งอาจเป็นเหตุให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติหน้าที่ เกิดความล่าช้า และ ความติดขัดในการดำเนินการต่าง ๆ ของนักวิจัย หรือการดำเนินงานของสถาบันวิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยได้ ในการแก้ไขเพิ่มเติมนี้ได้แก้ไขในส่วนของ วัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ทางสถาบัน เพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัย สามารถนำไปต่อยอดใช้ประโยชน์ในเชิงธุรกิจ เชิงพาณิชย์ได้ ผมเห็นด้วยที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยเฉพาะมาตรา ๗ (๑๐) ที่กำหนดให้ทางสถาบันสามารถจัดให้มีและให้ทุนการศึกษา ระดับบัณฑิตศึกษา เพื่อสร้างและพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัย และนวัตกรรม มาตรา ๗ (๑๑) ที่สถาบันสามารถร่วมจัดตั้งนิติบุคคลร่วมลงทุนกับบุคคลหรือ นิติบุคคลอื่นเพื่อดำเนินกิจการเกี่ยวกับกิจการของสถาบันและมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๓) ที่กำหนดรายได้ของสถาบัน ซึ่งการแก้ไขในเรื่องนี้จะทำให้สถาบันมีรายรับและมีงบประมาณ ที่เพิ่มเติมเพิ่มมากขึ้นในการวิจัยและพัฒนา นำผลงานไปต่อยอดและลดงบประมาณแผ่นดินได้ ทำให้สถาบันสามารถสนับสนุนส่งเสริมและนำไปต่อยอดนวัตกรรมหรือผลงานวิจัยด้านต่าง ๆ ให้เป็นรูปธรรมได้มากขึ้น นำไปสู่การร่วมลงทุนกับภาคเอกชน ช่วยให้เกิดการใช้ประโยชน์ ในเชิงพาณิชย์ภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม รวมทั้งให้การสนับสนุนถ่ายทอดวิทยาการ และเทคโนโลยี เพื่อยกระดับผู้ประกอบการ ทั้งขนาดเล็กและขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ให้สามารถใช้ประโยชน์ที่เกิดจากงานวิจัยและก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติต่อไปครับ อีกทั้งด้านวิทยาศาสตร์ ด้านเทคโนโลยี วิจัยและด้านนวัตกรรมในแต่ละด้านพวกนี้ประเทศ เรามีคนเก่งเยอะมากครับ ไล่มาตั้งแต่นักศึกษาจนไปถึงนักวิจัยในแขนงต่าง ๆ และพวก เหล่านี้ปรับปรุงพัฒนาและคิดสร้างสรรค์งานวิจัยนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นมาอยู่เสมอ แต่พวกเขา ขาดสิ่งที่เรียกว่าโอกาสและทุนครับ ซึ่งในโอกาสและทุนคือหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้พวกเขา ไม่สามารถนำผลงานวิจัยต่าง ๆ คิดค้นสร้างสรรค์ขึ้นมาไปต่อยอดพัฒนา เพื่อให้เกิด ผลสัมฤทธิ์และสามารถนำไปใช้พัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ ได้🔗

สุดท้ายนี้ผมมีข้อสังเกตเล็กน้อยครับ คือ ๑. เมื่อมีการวิจัยหรือคิดค้น นวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นมา หากเรานำผลงานเหล่านี้ไปต่อยอดไม่ว่าจะภาคธุรกิจ ภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม มันก็อาจจะไปเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง เช่น กระทรวง การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทาง ปัญญาและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หากสามารถลดขั้นตอนหรือกรอบระยะเวลาในการ ดำเนินการต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความสะดวกและรวดเร็วขึ้นในการนำผลงานไปพัฒนาต่อยอดก็ จะเป็นเรื่องที่ดีมากครับ🔗

๒. ในส่วนที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยมีวัตถุประสงค์เป็นการช่วยลดการพึ่งพา งบประมาณแผ่นดินในอนาคต เช่น มาตรา ๗ (๑๑) มาตรา ๘ หากเข้ากรณีจำเป็นจะต้องใช้ งบประมาณแผ่นดินหรืออาจจะเข้ากรณีรัฐต้องจ่ายเงินให้แก่สถาบัน อยากจะให้ทางสถาบัน ดำเนินการต่าง ๆ โดยพิจารณาคัดกรองให้ถี่ถ้วนและให้ก่อเกิดค่าใช้จ่ายให้แก่รัฐเพียงเท่าที่ จำเป็นเท่านั้นครับ ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณจุลพงศ์ อยู่เกษ ครับ🔗

นายจุลพงศ์ อยู่เกษ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม จุลพงศ์ อยู่เกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลครับ ผมอ่าน เหตุผลในการออกกฎหมายฉบับนี้คือให้สถาบัน วว. สามารถดำเนินธุรกิจและนำผลงานวิจัย และนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้ ผมขอสนับสนุนในความคิดนี้นะครับ และอยากจะขออภิปรายสนับสนุน แต่ว่าขอตั้งข้อสังเกตหลายประการ ผมเองนั้นเคยเป็น ตัวแทนสิทธิบัตร ผมเคยนั่งในคณะกรรมการลงทุนและคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง ของธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งนะครับ เหตุผลของการเสนอร่างพระราชบัญญัตินี้จึงไม่ใช่ เรื่องทางวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องที่จะนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ หรือในภาษาอังกฤษเรียกว่า Commercialization ผมไม่ได้เป็นห่วง เรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนะครับ แต่ผมเป็นห่วงศักยภาพของสถาบัน ในการนำนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ที่ผมกำลังจะตั้งข้อสังเกตนี้จึงขอฝาก ท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีนะครับ เพราะเป็นปัญหาเชิงบริหารสถาบัน วว. ผมขอ อภิปรายในมาตรา ๗ ในเรื่องอำนาจหน้าที่คือเริ่มจาก (๔) เรื่องการใช้สิทธิในทรัพย์สิน ทางปัญญา ผมอดเป็นห่วงไม่ได้ครับ สถาบัน วว. มีศักยภาพในการประเมินมูลค่าทรัพย์สิน ทางปัญญาหรือไม่ครับ มีองค์ความรู้ในการประเมินทรัพย์สินทางปัญญาเพียงพอหรือไม่ ว่าที่จะให้บุคคลอื่นใช้ที่ภาษาทางทรัพย์สินทางปัญญาเรียกว่า ค่าใช้สิทธิ เป็นมูลค่าเท่าใด ต่อไปเป็น (๙) นะครับ เรื่องการออกพันธบัตรและตราสารอื่น ๆ เพื่อการลงทุน ผมเองเคยอยู่ ในตลาดทุนมาก่อน ลักษณะการออกแบบนี้จะต้องมีการจัดอันดับตราสารหรือ Credit Rating ใครจะเป็นคนให้ Credit Rating กับสถาบัน วว. ครับ ท่านไปถามบริษัท Credit Rating ได้เลยว่า การจัดอันดับสถาบัน วว. ในเรื่อง Credit Rating หรือหน่วยงานของรัฐ แทบจะเป็นไปไม่ได้ การออกตราสารหรือพันธบัตรก็ตามใครจะเป็นคนกำหนดความผูกพัน หรือระยะเวลาของตราสารว่าจะเป็น ๕ ปี หรือ ๑๐ ปี และดอกเบี้ยที่จะให้แก่ผู้ถือตราสาร🔗

ประเด็นต่อไปใน (๙) นี้เรื่องการเข้าถือหุ้นนะครับ เข้าเป็นหุ้นส่วนและลงทุน หรือร่วมลงทุน ผมเป็นห่วงศักยภาพของสถาบัน วว. ในการวิเคราะห์การลงทุนในกิจการใด กิจการหนึ่งว่าท่านมีประสบการณ์เพียงพอหรือไม่ เป็นห่วงศักยภาพ วว. ในการประเมิน ความเสี่ยงการลงทุน ใน (๗) บอกว่า วว. ให้บริการประเมินความเสี่ยงแก่บุคคลอื่น แต่สถาบันเองมีความสามารถในการประเมินความเสี่ยงให้ตนเองหรือไม่ครับ ในเรื่องการ ลงทุนของสถาบัน ใน (๑๑) ร่วมลงทุนในการจัดตั้งนิติบุคคล สถาบัน วว. มีศักยภาพ เพียงพอหรือยังในการส่งคนเข้าไปบริหารบริษัทร่วมทุน ผมยกตัวอย่างนะครับ ถ้า วว. ไป ถือหุ้นสัก ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แน่นอน วว. ต้องส่งคนไปเป็นกรรมการหรือ วว. จะต้องการ เพียงผู้ถือหุ้นเฉย ๆ หรือภาษาอังกฤษเรียกว่าเป็น Silent Partner🔗

ปัญหาต่อมาครับ เกิดไปลงทุนแล้วขาดทุนทำอย่างไรครับ ใครรับผิดชอบ อันนี้ไม่ได้ว่าสถาบันนะครับ ผมตั้งเป็นข้อสังเกตในเชิงบริหารที่ท่านต้องเตรียมตัวไว้ อย่าลืมนะครับ ไปลงทุนในกิจการใดก็ตาม มีทั้งกำไรและขาดทุน ปัญหาคือถ้าขาดทุนท่านทำอย่างไร ใครรับผิดชอบครับ อันนี้ผมขอตั้งเป็นข้อสังเกตนะครับ ผ่านท่านประธานสภาไปยัง ท่านรัฐมนตรีมันเป็นเรื่องในเชิงบริหารที่ท่านอาจจะยังไม่ตอบในชั้นนี้ก็ได้ เพราะเนื้อหา กฎหมายฉบับนี้เขียนไว้แค่นี้เพียงพอแล้ว แต่ผมขออภิปรายในเชิงการบริหารงานองค์กรครับ ที่ผมอภิปรายมาทั้งหมดนี้ก็เพียงอยากตั้งข้อสังเกตผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรี และผมเชื่อว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายดีครับ และเชื่อว่าถ้าเรามาถูกทาง ตั้งหลักถูกทาง จะสามารถสร้างมูลค่าให้กับประเทศไทยนับแสนล้านบาท ไม่แค่เพียงแต่ในประเทศไทย ร่วมทุนนี่ท่านไปลงทุนในต่างประเทศก็ยังได้ ไปลงทุนบริษัทในสิงคโปร์เปิดตลาดในตลาด หลักทรัพย์สิงคโปร์ก็ยังได้ ถ้าเราคิดใหญ่อย่างนั้นนะครับ และแน่นอนครับ นี่เป็น Soft Power อย่างหนึ่งที่ประเทศไทยสามารถจะเดินต่อไปได้ ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณเทียบจุฑา ขาวขำ ครับ🔗

นางเทียบจุฑา ขาวขำ อุดรธานี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางเทียบจุฑา ขาวขำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ ดิฉันขอร่วมอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอนะคะ ท่านประธานคะ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ซึ่งอยู่ในฐานะ ที่เป็นหน่วยงานของรัฐทำหน้าที่เพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและ นวัตกรรมของประเทศ หน่วยงานนี้มีพันธกิจที่จะนำนโยบายและยุทธศาสตร์และแผนงาน ด้านวิทยาศาสตร์ พูดง่าย ๆ ว่านำเรื่องงานวิจัยต่าง ๆ และนวัตกรรมนำไปปฏิบัติ ร่วมมือกับ หน่วยงานต่าง ๆ ของภาครัฐและเอกชนอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้นดิฉันคิดว่าในการพัฒนา ประเทศ มันจำเป็นต้องอาศัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อน การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และความสามารถในการพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนค่ะท่านประธาน ดิฉันมีความเชื่อนะคะ ดิฉันก็เห็นด้วยในการแก้ไขกฎหมาย แก้ไข พ.ร.บ. ฉบับนี้ในมาตรา ๘ เป็นแก้ไขเพิ่มเติม และมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง เห็นด้วยอย่างยิ่งที่มีการปรับปรุงวัตถุประสงค์ที่สำคัญ คือให้ สถาบันวิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยสามารถดำเนินธุรกิจ และนำผลงานวิจัยนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้ในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งมีการแก้ไข เพิ่มเติมมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๓) แล้วก็ยกเลิกมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๔) เพื่อเปิดทางให้ วว. สามารถร่วมทุนและทำธุรกิจกับเอกชนได้ ดิฉันว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อองค์กร วว. แห่งนี้นะคะ ดิฉันคิดว่าพ.ร.บ. ฉบับนี้ที่รัฐบาลนำเสนอในวันนี้ ดิฉันว่าเป็นกลยุทธ์ที่ดี ที่ถูกต้อง คือการปรับปรุงหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะวัตถุประสงค์ แล้วก็ขอบเขต อำนาจหน้าที่สามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของประเทศในการยกระดับ งานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและคุณภาพให้สู่เชิงพาณิชย์ที่สร้างมูลค่าให้แก่ ทรัพยากรของประเทศและภูมิปัญญาของคนไทยค่ะท่านประธาน ดังนั้นในการขับเคลื่อนงาน ภาครัฐมันจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยเครือข่ายพันธมิตร หรือเรียกว่า เพื่อนคู่คิด ทั้งภาคเอกชน ภาคประชาสังคมแล้วก็องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นอกจากนี้ในการผลักดัน ดิฉันอยากให้มีการผลักดันให้หน่วยงานรัฐให้รู้จักการดำเนินเชิงพาณิชย์หรือทำธุรกิจ หากเป็นไปได้ต้องทำอย่างโปร่งใส คือเน้นต้องทำอย่างโปร่งใสและถูกต้องตามหลักธรรมาภิบาล แล้วก็มีการวางแผนเป็นขั้นตอนก็จะช่วยแบ่งเบาภาระด้านงบประมาณของแผ่นดินได้ค่ะ อย่างไรก็ตามสิ่งที่ดิฉันต้องขอเน้นย้ำก็คือขั้นตอนในการนำนโยบายไปปฏิบัติจะต้องผ่าน จะขอฝากให้รัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวง อว. ซึ่งเป็นต้นสังกัดของ วว. หันมาแสวงหาแนว ทางการร่วมลงทุนหรือร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการใช้วิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อช่วยเหลือสินค้าชุมชน ดิฉันถือว่าเป็นเศรษฐกิจฐานราก เช่น SMEs ต่าง ๆ ดิฉันอยากเห็นมีการพัฒนาให้ได้ ประโยชน์มากยิ่งขึ้น ดังนั้นดิฉันจึงขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของรัฐบาลที่มีหลักการที่เหมาะสม แล้วก็สอดคล้องกับความจำเป็นเร่งด่วนของประเทศ สมควรที่จะเห็นชอบในวาระที่ ๑ ก็ขอฝากเพื่อนสมาชิกด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ สภาผู้แทนราษฎรขอต้อนรับคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาพนักงาน เจ้าหน้าที่ และผู้นำชุมชน เทศบาลตำบลบ้านธิ อำเภอบ้านธิ จังหวัดลำพูนครับ ซึ่งกำลังนั่งฟังการประชุมบนชั้น ๓ ครับ ต่อไปขอเชิญคุณประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ครับ🔗

นายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ปทุมธานี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล จังหวัดปทุมธานี เขต ๗ นะครับ อำเภอลำลูกกา อำเภอธัญบุรี และอำเภอหนองเสือ วันนี้ผมขอมีส่วนร่วมอภิปรายร่าง พ.ร.บ. สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ท่านประธานครับ เราคงเคยได้ยิน คำว่า ประเทศไทยกำลังจะเป็นเสือตัวที่ ๕ ของเอเชียเมื่อประมาณ ๒๐-๓๐ ปีที่แล้วนะครับ ท่านแปลกใจไหมครับทำไมเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย เรามาถึงทุกวันนี้เกิดอะไรขึ้นนะครับ เพราะว่าประเทศไทยเราไม่ค่อยจะมีผลงานวิจัยหรือนวัตกรรมใหม่ ๆ เลยนะครับ ตั้งแต่อดีต เป็นต้นมา การที่จะบอกว่าเราเป็นเสือตัวที่ ๕ เราอวยตัวเองเกินไปหรือเปล่าในอดีต ตอนนั้น เกิดจากอะไร ตอนนั้นเกิดจากการที่สถานการณ์ของโลกที่มันเปลี่ยนแปลงไปทำให้ประเทศ ไทยเศรษฐกิจดีขึ้น เนื่องจากมีสัญญาที่เรียกว่า Plaza Accord สัญญาของ ๕ ประเทศ ในสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน แล้วก็ญี่ปุ่น มีการร่างสัญญากัน เพราะช่วงนั้นสหรัฐอเมริกาขาดดุลประเทศญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก ก็เลยมีการร่างสัญญาเพื่อให้ ประเทศญี่ปุ่นเพิ่มค่าเงินของตัวเองให้แข็งขึ้น ค่าเงินเยนญี่ปุ่นจึงแข็งขึ้นมาประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ การผลิตของญี่ปุ่นตอนนั้นจะทำให้สินค้าของเขามีราคาแพง ถ้าผลิตส่งออก จะส่งออกยากมาก ๆ นะครับ อันนั้นจึงเป็นอานิสงส์ให้ประเทศญี่ปุ่นมาลงทุนในประเทศไทย มีการสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ มีการสร้างอะไรมากมายในประเทศไทยนะครับ เป็นอานิสงส์ เป็นอย่างยิ่งทำให้ประเทศไทยเจริญมาในช่วงนั้น แล้วเราก็อาจจะหลอกตัวเองในตอนนั้นว่า เราจะเป็นเสือตัวที่ ๕ แต่ประเทศไทยเราเองท่านจะเห็นว่าเรามีแต่การส่งออกสินค้าเกษตร แล้วก็นำเข้าสินค้าเทคโนโลยี ได้ยินแค่นี้เราก็รู้อยู่แล้วว่า เราช่วยตัวเองไม่ได้ เราขาดดุล ทางเทคโนโลยีมาโดยตลอด แล้วเราก็มีสถาบันวิจัยเทคโนโลยี ซึ่งเราก็ควรจะนำ ความสามารถของส่วนนี้มาเติมเต็มศักยภาพของประเทศไทยให้ได้มากที่สุด ซึ่งวันนี้ก็มี ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เข้ามา ผมก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่ายินดีที่เราจะเริ่ม Commercialize งานวิจัยให้สามารถนำไปเป็นสินค้าและบริการในอนาคตได้ ซึ่งตอนนี้ มันเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลง Disruption ที่รวดเร็วมาก ๆ ไม่ว่าจะเปลี่ยนจากยุคที่เรา ไม่มี Social มาจนถึงยุคที่มี Internet มี Social แล้วก็กำลังก้าวสู่ยุค AI นะครับ AI ท่าน ก็เห็นแล้วนะครับ มีการเปลี่ยนแปลงเร็วมากใน ๓ เดือนที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นการที่เรามี ร่าง พ.ร.บ. ขึ้นมาเพื่อจะกระตุ้นเตือนคนไทยให้เน้นเรื่องงานวิจัย ให้เน้นเรื่องการนำมาใช้ ประโยชน์ใช้ Commercial ผมว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ แล้วก็น่าจะสนับสนุน อย่างไรก็ดี เราก็มีข้อห่วงใยกันอย่างที่เพื่อน สส. พรรคผมก็ได้กล่าวไปแล้วนะครับ คุณปิยรัฐ จงเทพ คุณจุลพงศ์ อยู่เกษ ทั้ง ๒ ท่านก็ได้มีข้อ Concern หลาย ๆ เรื่องที่น่าสนใจ ส่วนผมเอง ก็เห็นว่าเรื่องการนำมาทำ Commercialization ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ว่าข้อห่วงใยก็คือว่า ถ้าเกิดเราสามารถออกพันธบัตรหุ้นกู้เองได้ ร่วมทุนได้เองแล้วก็นำไป ทำ Commercialize เสียเอง ก็จะเกิดการวิจัยที่มุ่งเน้นแต่เฉพาะงานเพื่อการพาณิชย์ อย่างเดียวนะครับ งานเรื่องการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมต่อสังคม ต่อการศึกษาก็จะลดน้อยลงนะครับ ตรงนี้ท่านจะมีการแบ่งเปอร์เซ็นต์หรือร้อยละอย่างไร แบ่งงบส่วนไหนมาทำวิจัยเพื่อประเทศชาติ ประชาชน งบส่วนไหนเพื่อการพาณิชย์นะครับ อยากจะทราบตรงนี้ด้วยนะครับ แล้วก็อีกอย่างหนึ่งก็คือการให้ทุนในการวิจัย การร่วมทุน ในการวิจัยจะเป็นการเอื้อพวกพ้อง เอื้อผลประโยชน์ส่วนตนหรือไม่นะครับ เพราะการที่จะ ไปเอื้อเอกชนจะทำให้เอกชนบางรายมีการแข่งขันที่สูงกว่ารายอื่น ๆ นะครับ ก็เป็นการ แข่งขันที่ไม่เป็นธรรมอีกนะครับ แนวทางการแก้ปัญหาของประเทศไทยนะครับท่าน ก็ควรจะ แก้ไขที่โครงสร้างทางเศรษฐกิจอย่างที่หลาย ๆ ท่านได้กล่าวไปนะครับ แก้ไขก็คือการลดทุนผูกขาด ให้มีการแข่งขันที่เป็นธรรม ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ประเทศไทยเราเจริญเติบโตขึ้นไปได้ คนที่อยากทำธุรกิจก็สามารถแข่งขันอย่างเป็นธรรมได้นะครับ ทุกวันนี้เราก็เห็นกันอยู่ไม่ต้องพูด กันเยอะว่า เรายังมีทุนกึ่งผูกขาดอยู่เกือบผูกขาดด้วยนะครับ และการวิจัยช่วงนี้เราก็รู้นะครับ ว่าเราจะเน้น Sustainability ไม่ได้ เราจะเน้นแต่ความยั่งยืนไม่ได้นะครับ เราเห็นแล้วว่า มันมี Disruption เข้ามาเยอะมาก มันมีสิ่งที่เข้ามาขัดขวางเยอะมากนะครับ อย่างเช่น โควิด อย่างเช่น ช่วงของการท่องเที่ยวที่เชียงใหม่ที่ถูก Disrupt ไป ชาวจีนไม่มาปุ๊บ ก็คือจบไปเลยนะครับ มันมีเรื่อง Disruption เหล่านี้เกิดขึ้นรวดเร็ว แล้วความยั่งยืนมันไม่เป็นรูปธรรมอีกแล้วนะครับ การวิจัยช่วงนี้เราก็จะเน้นเรื่องของ Resilience การปรับตัวความยืดหยุ่นในการที่จะปรับตัว กับสิ่งที่มา Disrupt ต่าง ๆ เพื่อให้เราสามารถกลับคืนเข้ามาได้ แล้วก็ดำเนินการธุรกิจ ได้อย่างรวดเร็ว อย่างเช่น โควิด ประเทศไทยเราลงแล้ว ลงอยู่ ลงต่อ ไม่ได้กลับมาเหมือน ประเทศอื่น ๆ เขา เราจะอ้างแต่โควิดทำให้เศรษฐกิจเราพังก็ไม่ได้นะครับ เพราะเราเป็น ประเทศที่เรียกว่า แทบจะล้าหลังเขาเลยในการกลับมา ในการปรับตัวเพื่อกลับมาทางด้าน เศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราควรจะทำคือแก้ไขสิ่งเหล่านี้ โครงสร้างทางเศรษฐกิจงานวิจัย ที่จะต้องต่อยอดได้ไม่ใช่การพาณิชย์อย่างเดียว งานวิจัยที่ต่อยอดได้ก็ต้องเปิดเผยต่อ สาธารณะให้นำไปใช้เพื่อการวิจัยต่อไปในอนาคตนะครับ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เป็นข้อกังวลที่ผม จะอภิปรายในวันนี้นะครับ ๒ เรื่องที่ฝากไปนะครับ ก็คือว่าจะแบ่งอย่างไรว่าเราจะวิจัยด้าน เพื่อประชาชน เพื่อการศึกษา เพื่อการต่อยอด กับอีกส่วนหนึ่งคือเพื่อการพาณิชย์เราจะแบ่ง เปอร์เซ็นต์อย่างไรนะครับ แล้วก็เรื่องของการร่วมลงทุนเราจะมีอะไรมาตรวจสอบได้บ้างว่า เราไม่เอื้อพวกพ้องหรือเอกชนรายใดรายหนึ่ง อย่างไรก็ฝากไว้ด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณสะถิระ เผือกประพันธุ์ ครับ🔗

นายสะถิระ เผือกประพันธุ์ ชลบุรี

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม สะถิระ เผือกประพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พรรคพลังประชารัฐครับ วันนี้ผมขอเป็นส่วนหนึ่งในการอภิปราย ร่างพระราชบัญญัติสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย หรือขอเรียก สั้น ๆ ว่า วว. ครับ ท่านประธานครับ เมื่อ ๓๐-๔๐ ปีที่แล้ว เราจะเรียกโลกใบนี้ว่า Globalization คือมนุษย์ทุกคนบนโลกนี้ไม่ว่าจะเป็นประเทศตะวันตกหรือตะวันออกจะมี ผู้คิดค้นนวัตกรรมใหญ่ ๆ มากมาย แต่ ๑๐ ปีให้หลังขึ้นมา บนโลกใบนี้เปลี่ยนเป็น East Actualization คือประเทศที่อยู่ฝั่งตะวันออกกลับมีผู้คิดค้นนวัตกรรมมากขึ้นเรื่อย ๆ และประเทศไทยคือหนึ่งในประเทศตะวันออกครับ เพราะฉะนั้นเรามองไม่ได้เลยว่าประเทศไทย คือส่วนหนึ่งครับในการที่จะผลิตบุคคลที่จะสร้างนวัตกรรมให้สร้างชื่อเสียงให้กับ ประเทศไทย แล้วสถาบันวิจัย หรือ วว. นี่ละครับที่จะผลิตบุคลากรเหล่านี้ สร้างชื่อเสียง ให้กับประเทศ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๗ มีแต่พูดถึงเชิงพาณิชย์ เชิงอุตสาหกรรม แต่ไม่ได้พูดถึงการสร้างบุคลากร ท่านประธานครับ ก่อนเราจะสร้างบุคลากร ผมเสนอ ประโยคหนึ่งครับ ประเทศเราควรวางแผนคนก่อนวางแผนรบครับ ท่านประธานครับ บุคลากรนักวิจัยแต่ละท่านจะเติบโตขึ้นมาได้อยู่ที่สถาบันวิจัยนี้เช่นกัน แล้วการร่วมลงทุน ในแต่ละพื้นที่และแต่ละองค์กรไม่ว่าจะเป็น SMEs หรือห้างร้านสรรพสินค้าใหญ่ ๆ หรือองค์กรบริษัทใหญ่ ๆ มันจำเป็นหรือไม่ อย่างไร ผมยกตัวอย่าง ถ้าท่านลงทุนกับองค์กร ปกครองท้องถิ่น ซึ่งผมเชื่อว่ามีนวัตกรรมใหม่ ๆ เช่นกัน เทศบาลข้างบนผมก็เชื่อว่าเขามีอุปกรณ์นวัตกรรมใหม่ ๆ เช่นกัน และที่สำคัญครับ ท่านประธานครับ ฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีและคณะกรรมการ วว. ด้วยว่า วิทยาลัยอาชีวะก็ไม่น้อยหน้าใครในโลกครับ อย่างบ้านผม วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ สามารถไป ประกวดสิ่งประดิษฐ์ระดับโลกมาแล้วที่ไทเปเมื่อประมาณ ๓-๔ ปีที่แล้ว ฝากท่านประธาน ผ่านไปยังท่านรัฐมนตรี Check ได้นะครับ หรือแม้กระทั่งโรงเรียน ระดับมัธยมศึกษาบ้านผม นะครับ โรงเรียนพลูตาหลวง โรงเรียนสัตหีบ โรงเรียนสิงห์สมุทร โรงเรียนสัตหีบวิทยาคม สร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้กับประเทศ ท่านได้เข้าไปร่วมลงทุนกับพวกนี้กับเขาแล้วหรือยัง อย่าว่าเลยครับ ประเทศตะวันตกเขาสนับสนุนการวิจัยตั้งแต่ระดับประถมศึกษาครับท่าน ประธาน ผมฝากท่านประธานผ่านไปยังคณะ วว. และท่านรัฐมนตรีด้วยว่าการวางแผนคน สำคัญไม่แพ้กับงานวิจัยนะครับ การเข้าถึงขององค์กรปกครองท้องถิ่น การเข้าถึงของ วิทยาลัยอาชีวะ การเข้าถึงของระดับมัธยมศึกษาหรือประถมศึกษา เข้าถึงท่านได้แล้วหรือยัง ผมเห็นควรว่าท่านต้องเข้าหาเขาครับ ไม่ใช่เขาเข้าหาท่าน เมื่อท่านมีงบประมาณ เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่ผมฝากท่านประธานผ่านไปยังคณะรัฐมนตรี แล้วก็ วว. ครับ🔗

อีกเรื่องหนึ่งครับท่านประธาน ผมใช้เวลาไม่มากครับ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ หรือเศรษฐกิจ นั่นคือระดับบน ระดับล่างคือสิ่งที่เราต้องควรให้ความสำคัญเช่นกัน คำว่า ภูมิปัญญาชาวบ้าน ภูมิปัญญาชาวบ้านคือนวัตกรรมอย่างหนึ่งของประเทศไทย ผมยกตัวอย่าง ผมมีกำนันตำบลพลูตาหลวงของผมท่านหนึ่ง ผมปลูกกล้วยอย่างไรก็ไม่ขึ้น ๑๐ ปี ผมปลูก กล้วยอย่างไรก็ไม่ขึ้น ผมก็ไปถามกำนันเราทำอย่างไรดีถึงจะปลูกกล้วยขึ้นในดิน แบบนี้ กำนันบอกผมว่าท่านดอกเตอร์เอ เอาท่อแป๊ป ๒ ท่อ ไปเสียบไว้ที่โคนต้นกล้วยสิ ผมลอง ทำครับท่านประธาน กล้วยขึ้นทุกต้นเลย ที่บ้านผมมีกล้วยไปสู่ขอสาวได้หลายคู่เลยครับ ท่านประธานครับ นี่คือสิ่งที่ผมกำลังจะบอกว่า หรือแม้กระทั่งกะลา ๒ ใบ ทำเป็น กายภาพบำบัดก็ได้เช่นกัน นี่คือสิ่งที่ผมกำลังจะบอกท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีและ คณะ วว. ว่าเราก็ต้องให้ความสำคัญกับภูมิปัญญาชาวบ้านเช่นกัน คำถามมีอยู่ว่าท่านจะให้ เขาเป็น Partner กับท่านได้อย่างไร บุคคลเหล่านี้ องค์กรเหล่านี้ ซึ่งเป็นองค์กรที่ท่านบอกว่า อยู่ในชุมชนจะเข้าถึงท่านได้อย่างไร ผมขอความเห็นครับท่านประธาน ขอเสนอเป็นข้อสังเกตว่า ท่านควรเข้าหาเขา อันนี้คือสิ่งที่สำคัญที่ท่านจะสร้างเศรษฐกิจจากระดับล่างสู่บน แล้วพี่น้อง ประชาชนในพื้นที่ทุกพื้นที่ได้รับประโยชน์จากสถาบันของท่านครับ ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณอภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล ครับ🔗

นายอภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม อภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมคิดว่าในตัวร่างพระราชบัญญัติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยหลักการ แล้วที่เปลี่ยนแปลงมีอยู่ ๓ ข้อ🔗

ข้อแรก ก็คือเรื่องวัตถุประสงค์ ซึ่งแบ่งเป็น ๔ ประเด็นย่อย อันที่ ๑ ก็คือเรื่อง ในมาตรา ๖ (๑) ก็คือการขยายความ สร้างนวัตกรรมเพิ่มมากขึ้น อันที่ ๒ ก็คือเรื่องการที่เรา จะแข่งขันในระดับสากล ผมว่าความหมายของคำว่า แข่งขันในระดับสากล มีความหมาย ที่ค่อนข้างกว้างขวางแล้วก็ใหญ่มาก เพราะว่ามันจะเปิดเพดานการทำงานงานวิจัยของเรานี้ ไปในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้นในคำถาม ผมฝากท่านกรรมาธิการที่จะพิจารณา ต่อไปก็คือว่าการแข่งขันในระดับสากลเราจะทำอะไร ในเนื้อหาอะไร ด้วยคุณภาพแค่ไหน หรือแม้กระทั่งมันจะมีผลกระทบกับงานวิจัยเรา กับ Impact ที่มันเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิต หรือสังคมก็ดี หรือการยอมรับในผลงานวิจัย ถ้าเราสามารถทำงานวิจัย แล้วมันมีผลกระทบ ในระดับสากล ผมว่ามันจะขยายเพดานความสามารถของประเทศไปได้เยอะมาก🔗

ส่วนในเรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องการขยายอำนาจหน้าที่ เราก็เห็นอีก ๔ ประเด็น ของในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ อันแรก (๑) ก็คือเรื่องการขาย การจ้าง การรับจ้าง แล้วก็ถือสิทธิ ในทรัพย์สินทางปัญญา ผมคิดว่าข้อนี้ชัดเจนขึ้นกว่าเดิม ซึ่งแต่เดิมมักจะมีคำถาม อยู่เรื่อย ๆ ว่า หลังจากทำงานวิจัยแล้วใครเป็นเจ้าของในงานวิจัยนั้น หลังจากทำงานวิจัยแล้ว ตัวผู้วิจัย ตัวสถาบัน ตัวหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ใครถือสัดส่วนของงานวิจัยเท่าไร อันนี้ก็เป็น ประเด็นสำคัญ เพราะฉะนั้นผมว่าเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่จำเป็นที่ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้คนเขียนควร จัดการเรื่องนี้ให้มันชัดเจน🔗

ส่วนในมาตรา ๗ (๒) ก็คือเรื่องให้บริการการทดสอบรับรองระบบมาตรฐาน และผลิตภัณฑ์ ตามมาตรฐานแห่งชาติและมาตรฐานอื่น ๆ ผมฝากท่านกรรมาธิการที่จะ พิจารณาต่อก็คือว่า เราจะไปเชื่อมโยงกับคนที่เขาถือมาตรฐานอย่างไรให้เขายอมรับว่า เราเป็นคนที่สามารถ Prove เรื่องนี้ได้ แล้วเขายอมรับอำนาจในการ Prove ของเรา โดยเฉพาะในเรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญในโลกอนาคตข้างหน้ามาก เช่น ในสหรัฐเอง ในยุโรปเองมีการกำหนดมาตรฐานไว้เต็มไปหมดเลย โดยเฉพาะความร่วมมือของ ในโลกตะวันตกนะครับ ในสหรัฐกับในยุโรปร่วมมือกันตั้ง เขาเรียกว่า EU-US Trade and Technology Council (TTC) เขาใช้เรื่องนี้เป็นกลยุทธ์ในการที่จะกำหนดคุณภาพและ บริการของสินค้าสมัยใหม่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในสินค้าที่เป็นเทคโนโลยี เพราะฉะนั้นเรื่อง Standardization หรือ Global Standard Sector คือใครเป็นคน Set standard เกิดขึ้น คนนั้นก็จะเป็นคนที่ได้เปรียบในโลกอนาคตเพิ่มมากขึ้น ถ้าเผื่อสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์เป็น Part หนึ่งของการกำหนด Sector ในโลกอนาคตได้ หรือเป็น Part หนึ่งของการที่จะเป็น คนรองรับการ Approve Standard ผมไม่ได้มองในประเทศไทยอันเดียวนะครับ แต่ผม คิดว่าถ้าเผื่อเราอยากให้วิทยาศาสตร์เราก้าวหน้า ความรู้เราก้าวหน้า เราต้องเป็น Part หนึ่ง ของการทำตัวให้เป็น Sector ของ Standard ที่เป็น World Standardization เพราะฉะนั้น คำถามก็คือว่าวิธีการเหล่านี้เราจะทำอย่างไร ที่จะทำให้การแข่งขันวิทยาศาสตร์ของเรา อยู่ในวัตถุประสงค์ของการแก้ไขพระราชบัญญัตินี้คือบอกว่าอยากให้อยู่ในระดับสากล โดยเฉพาะในกลุ่มที่เป็นงานทางด้านอาหาร งานทางด้านเรื่องสุขภาพ เรื่องยา ผมว่าโลกนี้ ได้กำหนดมาตรฐานเรื่องนี้ไว้ค่อนข้างกว้างมากจนกลายเป็นอุปสรรคของการค้าของประเทศเรา ในการที่จะส่งสินค้าไปในสหรัฐและในยุโรป เพราะเนื่องจากว่าเขาตั้งมาตรฐาน เช่น U.S. FDA เรื่อง Food and Drugs Standard ผมฝากให้คนที่จะเป็นกรรมาธิการช่วย พิจารณาในรายละเอียด เช่น ในเรื่องของการกู้ยืมเงิน ซึ่งทางกระทรวงการคลังก็ให้ คำแนะนำ คำซักถามมาแล้วนะครับ เรื่องการบริหารกฎหมายว่าด้วยการบริหาร หนี้สาธารณะ กฎหมายว่าการวินัยทางการเงิน เพราะเนื่องจากการออก Bond หรือพันธบัตร หรือตราสารเพื่อการลงทุนก็อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปว่าจะกำหนดด้วยวิธีการ อย่างไรบ้าง หรือการขยายอำนาจหน้าที่ว่า แต่เดิมในพระราชบัญญัติกำหนดไว้แค่ ๕ ล้านบาท แต่ในครั้งนี้จะขอเพิ่มขึ้นเป็น ๒๐ ล้านบาท เมื่อเกิน ๒๐ ล้านบาท แล้วค่อยไป ขอ ครม.🔗

ส่วนประเด็นสุดท้ายก็คือเรื่อง ถ้าเราไปอ่านในรายงานที่ส่งมาให้ในฉบับนี้ สิ่งที่สำคัญก็คือเรื่องแผนรัฐวิสาหกิจและแผนปฏิบัติการ ซึ่งเราอ่านนี่เราเห็นเป็นเปอร์เซ็นต์ เห็นเป็นโครงการ แต่เราไม่เห็น Impact ที่เป็นภาพใหญ่ ก็คือว่าท้ายสุดงานวิจัยมันทำ Impact ให้กับประเทศได้ในมูลค่ากี่ล้านบาท ในงานวิจัยที่บอกไว้ในนี้บอกว่ามีอยู่ ๑๑๗ โครงการของตัวสถาบันวิจัย แต่ว่าผมอยากเห็นตัวเลขเช่นมันมี Impact เกิดกับประเทศนี้ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเราก็จะเห็นข้อเปรียบเทียบได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้น สิ่งที่ฝากไว้ก็ขอให้ทาง อว. แล้วก็ขอให้ทางท่านรัฐมนตรี ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นความปรารถนาดี ในการแก้ไขครั้งนี้ ฝากถึงท่านกรรมาธิการช่วยพิจารณาลงรายละเอียดให้ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณชุติมา คชพันธ์ ครับ🔗

นางสาวชุติมา คชพันธ์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ชุติมา คชพันธ์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลค่ะ สำหรับ ร่างพระราชบัญญัติสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ก่อนอื่นดิฉัน ต้องบอกว่าดิฉันเห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ถือว่าเป็น พ.ร.บ. ที่มีความก้าวหน้าสามารถ ที่จะขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมนะคะ ให้ประเทศไทยเรามีขีดความสามารถ ในการแข่งขันกับเวทีโลกได้ดีขึ้น อันนี้ดิฉันเห็นด้วยมาก ๆ เลยนะคะ รวมไปถึงในอนาคต ประเทศไทยเราสามารถพึ่งพาตนเองได้ เรามีเทคโนโลยีของเราเอง เรามีนวัตกรรม ของเราเอง โดยที่ไม่ต้องนำเข้ามามากนักนะคะ อันนี้ดิฉันมองถึงข้อดี แต่เมื่อดิฉันอ่าน ดิฉันมองด้วยประสบการณ์ ดิฉันเคยมีประสบการณ์อยู่ในแวดวงเทคโนโลยีและนวัตกรรม มาพอสมควรนับเป็น ๑๐ ปีเลยทีเดียวนะคะ ทั้งที่เป็นผู้ประกอบการเอง แล้วก็เป็น Project Manager ในหลาย ๆ Project ที่เป็น Project ที่สร้างนวัตกรรมให้กับประเทศนี้เอาเป็นว่า หลาย ๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมในประเทศนี้นะคะ ดิฉันน่าจะใช้บริการมา เกือบหมดแล้ว และดิฉันก็เห็นช่องโหว่ เห็นปัญหา แล้วเมื่อสักครู่เพื่อน ๆ สมาชิก สส. หลาย ๆ ท่านก็พูดหลาย ๆ ประเด็นไปแล้วที่ดิฉันอยากจะพูด เพราะฉะนั้นดิฉันจะไม่พูดซ้ำ แต่จะพูดในอีกมุมหนึ่งที่ยังไม่มีท่านใดพูดก็แล้วกันนะคะ ดิฉันกังวลในส่วนของเรื่อง การร่วมทุนอยากจะขอสะท้อนให้ฟังก็คือในเรื่องของเกณฑ์ต่าง ๆ ท่านน่าจะเคยได้ยิน มาบ้างเวลาที่เราจะให้เกณฑ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการให้ทุน ดิฉันยกตัวอย่างของการให้ทุน ที่ผ่านมาก่อนจะไปถึงการร่วมทุน มีการให้ทุนเยอะแยะมากมายเลยค่ะ ของหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างนวัตกรรม แต่เราก็เป็นที่รับรู้กัน แล้วก็ร่ำลือกันหนาหูมากเลย ในหมู่ผู้ประกอบการด้านนวัตกรรมว่ามีความไม่เท่าเทียมกัน ยกตัวอย่างเช่น บางโครงการ เป็นโครงการที่นวัตกรรมไม่ได้ดีเด่นมาก แล้วก็ไม่ได้มี Impact กับประเทศมากมาย แต่กลายเป็นว่ากลับผ่านได้ ทำไม Project นี้ผ่าน แต่บาง Project เป็น Project ที่น่าจะผ่าน เพราะว่ามี Impact กับคนทั้งประเทศเลย เป็นผลดีกับมนุษยชาติเลยด้วยซ้ำอย่างนี้ค่ะ แต่ก็ไม่ผ่านนะคะ นี่คือสิ่งหนึ่งที่ดิฉันกังวลว่าถ้าเกิดการร่วมทุนขึ้นมาแล้วปัญหาเหล่านี้ จะเกิดขึ้นหรือไม่ ท่านจะใช้เกณฑ์อะไรให้ทางผู้ประกอบการเอง หรือว่าพวกเราเองก็ตาม ในฐานะ สส. เราไม่ต้องมานั่งกังวลว่าเงินภาษีที่ใช้ไปคุ้มค่าจริงหรือไม่นะคะ ท่านใช้ Scope อะไร ใช้เกณฑ์อะไรในการวัด แล้วก็ทุนต่าง ๆ ที่ท่านให้ Scope แค่ไหน ธุรกิจประเภท ใดบ้าง อย่าเน้นหนักไปแค่ด้านใดด้านหนึ่งนะคะ แล้วก็โดยเฉพาะสำคัญที่สุดดิฉันอยากจะ ให้ดูธุรกิจที่เป็น Trend ที่เป็นด้านสินค้าแห่งอนาคต เทคโนโลยีอนาคตตรงนี้ดิฉันไม่แน่ใจว่า ได้มีจำกัดไว้ตรงไหนนะคะ เพราะว่าใน พ.ร.บ. ไม่มี มันอาจจะละเอียดเกินไปหรือไม่ ท่านอาจจะมีกฎหมายย่อยอะไรอย่างอื่น มีกฎเกณฑ์อย่างอื่นอีกหรือเปล่า ก็อาจจะฝากไว้ ในชั้นกรรมาธิการนะคะ เรื่องนี้อยากให้พูดถึงกัน แล้วก็อยากให้มีการทั่วถึงกันมากกว่านี้ ในการเข้าถึง ในการร่วมทุน🔗

อีกประการหนึ่งค่ะ การร่วมทุนนะคะ ร่วมทุนกี่เปอร์เซ็นต์เป็นครึ่ง ๆ ๕๐:๕๐ หรือถ้าคิดว่าเป็นสินค้าแห่งอนาคตจะร่วมทุน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลยหรืออย่างไรนะคะ แล้วก็ในอีกแง่หนึ่งอย่างที่บอกอย่างที่ท่านจุลพงศ์พูดไปแล้วว่า ถ้าขาดทุนใครจะรับผิดชอบ นี่ก็เป็นสิ่งที่ดิฉันกังวลเช่นเดียวกันนะคะ🔗

อีกประการค่ะ บุคคลทั่วไปที่ไม่ใช่นิติบุคคลเป็นห้างร้านทั่วไปหรือเป็น นักวิจัยคนหนึ่งที่เขามี Idea ดีมาก ๆ เลย อาจจะมีอาจารย์สักท่านหนึ่งมี Idea ดีมาก มีสิทธิบัตร เป็นนวัตกรที่ดีมากเลย แบบนี้ท่านจะร่วมทุนกับเขาได้อย่างไร โดยที่ไม่ได้เป็น นิติบุคคลนะคะ ได้ระบุไว้ในนี้หรือไม่แต่ดิฉันไม่เห็น ดิฉันไม่แน่ใจว่าอยู่ตรงไหน ก็ฝากไว้ใน ชั้นกรรมาธิการให้คุยกันด้วยนะคะ🔗

อีกประการหนึ่งค่ะ เทคโนโลยีที่จะได้ นวัตกรรมใหม่ ๆ ที่จะได้จากการ ร่วมทุนสามารถที่จะถ่ายทอดต่อให้กับสังคมได้หรือไม่ จะติดเรื่องของ IP หรือไม่ จะติดเรื่อง อะไรหรือเปล่า จะสามารถทำในเชิง Social Enterprise ได้หรือไม่นะคะ เพราะเราต้องการจะพึ่งพาตนเอง เราไม่ต้องการนำเข้าเทคโนโลยีต่างประเทศมากนัก นั่นหมายถึงว่ากฎหมายตรงนี้เราต้องคิด เผื่อไว้ด้วยนะคะ ให้ประเทศเราสามารถใช้เทคโนโลยีของเราเองได้ ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ดิฉัน ก็ไม่เห็นเช่นเดียวกันก็ฝากไว้คุยในชั้นกรรมาธิการด้วย ส่วนอีกข้อหนึ่งค่ะ ที่ดิฉันดูใน มาตราตรงนี้น่าจะเป็นมาตรา ๗ หรือเปล่าที่แจ้งไว้ว่าจะให้ทุนกับบัณฑิตให้มีทุนการศึกษา ระดับบัณฑิตเพื่อสร้างและพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม อันนี้ดิฉันแอบสงสัยนิดหนึ่งว่าซ้ำซ้อนกับ พ.ร.บ. ของอุดมศึกษาหรือไม่ ในรายละเอียดตรงนี้ คิดว่าอาจจะต้องคุยกันทั้งในกรรมาธิการชุดนี้หรือในกรรมาธิการ อว. เองก็ตามนะคะ ดิฉันรู้สึกว่าข้อนี้มีบางส่วนที่มันเป็น Subset กันอยู่หรือเปล่านะคะ อีกข้อหนึ่งก็เช่นเดียวกันค่ะ เรื่องการจัดตั้งหรือร่วมกับบุคคลอื่นจัดตั้งนิติบุคคล เมื่อสักครู่นี้ดิฉันก็กล่าวไปแล้วว่าถ้าเป็น บุคคลอื่นที่ไม่ใช่นิติบุคคล คือท่านสามารถจะร่วมกับเขาได้หรือไม่ ดิฉันอยากให้ใช้ข้อความ ที่เจาะจงแล้วก็ชัดเจนมากกว่านี้นะคะ โดยสรุปก็คือดิฉันเห็นด้วยกับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ แต่ยังมี ข้อกังวลบางประการ ก็อยากจะฝากข้อคิดเห็นทั้งหมดเข้าไปหารือพูดคุยกันในชั้น กรรมาธิการต่อไป เพื่อที่จะได้ทำงานร่วมกันทั้ง พ.ร.บ. ของอุดมศึกษาที่เรากำลังตั้ง กรรมาธิการกันอยู่ใช่ไหมคะ พิจารณา แล้ววันนี้ก็จะได้ทำงานไปควบคู่พร้อม ๆ กัน เทคโนโลยีของประเทศไทยก็จะได้ก้าวกระโดดไปข้างหน้าได้อย่างที่เราต้องการนะคะ ขอบคุณค่ะ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสุดท้ายนะครับ ที่ขออภิปราย คุณธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ครับ🔗

นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ แบบบัญชีรายชื่อ

สวัสดีค่ะท่านประธาน ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล บัญชีรายชื่อสัดส่วนของความ หลากหลายทางเพศค่ะ วันนี้ธัญขออภิปรายเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติสถาบันวิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยค่ะ วันนี้ธัญคิดว่ามันถึงเวลาที่ประเทศไทย จะต้องเปลี่ยนแปลงความคิดและนิยามของวิทยาศาสตร์เสียทีนะคะ หากเรายังเข้าใจคำว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในมุมมองแบบเดิม ๆ ก็ไม่อาจที่จะนำพาประเทศไทยนั้นกำหนด ยุทธศาสตร์ใหม่ ๆ ที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศได้ค่ะ วิทยาศาสตร์ในมุมมอง แบบเดิม ๆ ที่เราอาจจะมองว่าเหมือนในภาพยนตร์ที่ต้องมีนักวิจัยผู้ชายใส่เสื้อ Gown อยู่ในห้องทดลองสสารต่าง ๆ หรือไม่ ในโลกชายเป็นใหญ่ ธัญไม่ได้ว่าผู้ชายที่นี่นะคะ แต่เรา มีความคิดของระบบชายเป็นใหญ่ที่บอกว่าเรื่องของวิทยาศาสตร์นั้นเป็นเรื่องของผู้ชาย เป็นเรื่องของเหตุผล เป็นเรื่องของตรรกะ แต่ในขณะเดียวกันเรื่องของผู้หญิงเป็นเรื่องของ อารมณ์และหาเหตุผลไม่ได้ เป็นเรื่องของคนที่เวิ่นเว้อและเจ้าน้ำตา แต่สิ่งที่ธัญกำลังจะ อธิบายต่อไปนี้นะคะ ธัญจะบอกว่าทุกอารมณ์ ทุกความรู้สึกของมวลมนุษยชาตินั้น มีคำอธิบาย มีวิทยาศาสตร์ และมีเหตุผลอยู่ในนั้น เป็นเหมือนปรัชญาที่รอคำตอบอยู่ค่ะ ธัญจะพูดว่าประเทศไทยก็ผ่านมาถึงยุคนี้แล้ว ก็อาจจะมองว่าเรามีการยอมรับอาชีพเต้นรำ กินร้องรำทำเพลงมากมาย แต่ในความเป็นจริงแล้วเรามีสถาบันมหาวิทยาลัยที่สอนการแสดง สอนนาฏยศิลป์ สอนดนตรี สอนศิลปะด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับอารมณ์ แล้วพวกเขาก็ดูอนาคต จะไม่สดใสในประเทศแห่งนี้ ธัญจะยกตัวอย่างง่าย ๆ ทำไมงานวิจัยวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีต้องเปลี่ยนแปลงนิยามใหม่ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ลิซ่าและ Music วิดีโอ Rockstar สิ่งหนึ่งที่ธัญเห็นในสังคมไทยและนักวิจัยไทยมองก็คือเยาวราช ก็ไม่ผิดที่ท่านจะมองเห็น เยาวราช แต่ธัญไม่เห็นคำถามใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยและงานวิจัยของประเทศไทย เราเห็นลิซ่าแต่ไม่เห็นที่มาของลิซ่า เราเคยมีงานวิจัยหรือไม่ว่า Melody ที่เรียงร้อยกัน และมี Melody ที่หายไปใน ๒ วรรค เพลงจะไพเราะ เมื่อเกิดวรรคที่ ๓ ที่มี Melody ที่หายไป ในวรรคที่ ๓ เราเคยมีงานวิจัยหรือไม่ ทางคอร์ดแบบใดเหมาะกับเพลงแบบใด และเหมาะที่จะแต่งเพลง แบบใด เรามี Sound Engineer มากมายมีการ Mix เสียงมากมาย แต่เราเคยมีการวิจัย วิศวกรรมด้านเสียงหรือไม่ว่า เพลง Hip-hop นั้นควรจะมีย่านความถี่ Bass ระดับไหน หรือแม้กระทั่งตัวลิซ่าเองที่ใส่เสื้อรูปดาวมา ก็ไม่มีงานวิจัยหรือมีการตั้งคำถามว่าจริง ๆ แล้ว ลิซ่าต้องผ่านเสื้อในการแต่งตัวทำหน้า แต่งตัว ทำผม ติดขนตา ถ่าย Screen Test กับเสื้อ รูปดาวมากี่แบบที่มันต้องใช้ทั้งศิลปะวิทยาศาสตร์และประสบการณ์ค่ะ เราเคยมีงานวิจัย หรือไม่ว่าองค์ประกอบของภาพนั้นก็เป็นวิทยาศาสตร์ว่าองค์ประกอบแบบใดที่จะให้อารมณ์ เศร้า ให้อารมณ์สนุกและให้อารมณ์ที่ยิ้ม ๆ และชื่นมื่น เราเคยมีงานวิจัยหรือไม่ที่การลำดับ เหตุการณ์ในเรื่องราวต่าง ๆ ของภาพยนตร์เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้คนนั้นติดละคร ติดภาพยนตร์ หรือติดตามละครเวทีที่พวกเขาชื่นชอบ ท่านเชื่อหรือไม่ว่า Scene บาง Scene ที่ผู้ชมร้องไห้นั้นไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญที่ผู้กำกับบอกว่า Scene นี้เขาไม่ทราบเลยว่า คนดูจะร้องไห้แล้ว In กับ Scene นี้ตัดสินบาง Scene ถูกวิจัยมาแล้วว่าเป็น Scene ที่เรียก ความทรงจำของคนบางคนขึ้นมาเพื่อให้กระทบกับจิตใจของเขา ธัญคิดว่าเราขาดงานวิจัย หลายด้านมากเหลือเกิน เพราะว่าเรามีมุมมองด้านวิทยาศาสตร์นั้นคับแคบและมองว่าเรื่อง ของอารมณ์เป็นเรื่องของคนที่เวิ่นเว้อและเจ้าน้ำตา ธัญไม่แปลกใจที่อาชีพศิลปินและเรื่อง ของศิลปะไม่สามารถที่จะมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนได้เหมือนกับอาชีพทั่วไป ซ้ำร้ายยังถูก ซ้ำเติมในเรื่องของสวัสดิการที่ไม่เป็นธรรมและกฎหมายลิขสิทธิ์ ธัญคิดว่าถ้าวันนี้เรา เปลี่ยนแปลงในเรื่องของวิทยาศาสตร์และความเข้าใจในเรื่องของวงการในการสื่อสาร ด้านอารมณ์สู่ต่างชาตินั้น ธัญคิดว่ามันจะเป็นการสร้างพลังอำนาจ สร้างยุทธศาสตร์ใหม่ ๆ ให้กับประเทศ วันนี้ถึงเวลาที่เราจะต้องเปลี่ยนแปลง แล้วเราจะต้องเห็นคนในประเทศไทย คนที่เรียนในศิลปกรรมด้านต่าง ๆ ที่เขาจะต้องถูกสนับสนุน และเขาต้องมีงานวิจัยสนับสนุน มากพอเพื่อที่จะทำให้เขาสามารถที่จะริเริ่มสิ่งใหม่ ๆ ได้ และเมื่อเขาต้องเผชิญกับการแข่งขัน ทั่วโลก เขาจะเป็น The Best ที่ทั่วโลกจะต้องจับตา ธัญคิดว่าจริง ๆ เรื่องนี้มีอีกหลายเรื่องที่ ธัญจะต้องพูด แต่ธัญเชื่อว่ามันไม่สามารถพูดได้ในที่นี้ เพราะมันควรจะเป็นความลับของ ประเทศ หากเราต้องการเปลี่ยนแปลงการสื่อสารของเรา ประเทศของเราให้มีพลังทางด้าน เศรษฐกิจอารมณ์คือเรื่องสำคัญ เพราะสิ่งหนึ่งที่ AI และหุ่นยนต์จะแทนมนุษย์ไม่ได้ คือเรื่อง อารมณ์และความรู้สึก และธัญต้องบอกว่าในวันนี้พวกเราก็ยังอยู่ในอารมณ์ของความรู้สึก เพราะมันคือความเป็นมนุษย์ค่ะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ท่านรัฐมนตรีจะตอบชี้แจงและสรุป เชิญครับ🔗

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ไม่น่าเชื่อนะคะ หน่วยงาน วว. ตั้งมา ๖๑ ปีแล้วนะคะ แล้วก็อย่างที่ ทุก ๆ ท่านได้กรุณาพูดว่ายังไม่เคยมีการแก้ไขกฎหมายเลย ในขณะที่โลกเราทุกวันนี้ มันเปลี่ยนไปถึงไหนแล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องของในแง่ของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม หรือแม้กระทั่งด้าน Social Science หรือว่าด้านสังคมศิลปศาสตร์ต่าง ๆ เพราะฉะนั้น ก็เป็นเหตุผลหลักเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกิดการแก้ไขพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้นมา ปัจจุบัน ประเทศไทยมีผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีคุณค่าจำนวนมากโดยเฉพาะที่ วว. และ สวทช. หน่วยงานของเราที่รอการต่อยอดแล้วก็นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ สังคม แล้วก็ บ้านเมืองของเรานะคะ การปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติ วว. ในครั้งนี้จะทำให้ วว. สามารถ ดำเนินงานได้ในขอบเขตที่ทันสมัยกว้างขวางขึ้นนะคะ โดยเฉพาะการนำผลงานวิจัยและ นวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม การปรับปรุงครั้งนี้จะส่งผลให้เกิดประโยชน์ หลาย ๆ ด้านนะคะ🔗

เรื่องแรก เป็นการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีอยู่จำนวนมาก ณ ปัจจุบัน แต่ว่าเราทำอะไรไม่ได้ด้วยกฎหมายที่จำกัด เราจะสามารถนำงานวิจัยเหล่านี้ไปสร้าง มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ แล้วก็เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะ ที่ทุก ๆ ท่านได้กรุณาเป็นห่วง ก็คือเรื่องของเศรษฐกิจฐานรากนะคะ ซึ่งก็เป็นภารกิจหลัก ของกระทรวง อว. ที่เรามีหน่วยงานหลัก ๆ ฝั่งอุดมศึกษาของเรา คือเราดูแลมหาวิทยาลัย ทั้งประเทศ ๑๕๐ มหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้นท่านที่เป็นผู้แทนราษฎร ท่านจะเห็นว่าปัจจุบันนี้ การทำงานของมหาวิทยาลัย ซึ่งทำงานร่วมกับชุมชน ซึ่งเป็นเศรษฐกิจฐานราก เราเป็น ภารกิจหลักอย่างหนึ่งของกระทรวง อว. เลยที่เราจะขับเคลื่อนให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะทางฝั่งเกษตรกรได้เป็นอย่างดีนะคะ หน่วยงานเองก็สามารถที่จะนำทรัพย์สิน นำเครื่องมือ นำเครื่องจักรที่ใช้กับกลุ่มชุมชนไปจนถึงเทคโนโลยีขั้นสูงของประเทศที่รัฐ ได้ลงทุนจากงานวิจัยไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างต่อเนื่อง หลังจากโครงการวิจัยเสร็จแล้ว ซึ่งก็จะเป็นประโยชน์ต่อทุกกลุ่ม ตั้งแต่ SMEs ชุมชน ประชาชนฐานราก เกษตรกร ซึ่งเรา ก็เน้นหนักไปทางเรื่องนี้อยู่แล้วนะคะ การแก้ไขกฎหมายยังช่วยในการลดการพึ่งพา งบประมาณภาครัฐอย่างที่หลาย ๆ ท่านได้กรุณาเข้าใจ แล้วก็ได้นำเสนอขึ้นมานะคะ ตลอดจนเราสามารถนำรายได้ที่ได้จากการร่วมทุนไปช่วยในเรื่องของสังคม ไปร่วมลงทุน ทำงานวิจัยเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของสังคมแล้วก็ชุมชนได้อย่างทันการณ์ตาม การเปลี่ยนแปลงในยุคสมัยนะคะ แล้วก็บริบททางสังคมในขณะนั้นโดยที่เราไม่ต้องรอ งบประมาณแผ่นดิน แล้วถ้าหากเรามีกำไรเราก็จะต้องส่งคืนคลังตาม พ.ร.บ. วินัยการเงิน การคลัง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ค่ะ นอกจากนั้นประชาชนยังสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ผลงานวิจัย และนวัตกรรมได้มากขึ้น โดยที่มีหน่วยงานของรัฐเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดทิศทาง ของราคาที่เหมาะสม และเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับประชาชน จากเหตุผลข้างต้น ทั้งหมดหลังจากที่มีการแก้ไขพระราชบัญญัติ วว. แล้ว จะทำให้เกิดความคล่องตัวในการ ดำเนินงานต่อยอดธุรกิจนวัตกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเพิ่มผลผลิตให้กับประเทศ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน และการแก้ไขครั้งนี้จะใช้ ประโยชน์ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้ค่ะ ท้ายที่สุด ดิฉันต้องขอขอบพระคุณท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ที่ได้ให้ข้อคิดเห็นเพื่อให้มีความสมบูรณ์ครบถ้วน แล้วก็ถูกต้อง แล้วก็จะนำข้อเสนอแนะ ข้อคิดเห็นทั้งหมดเข้าไปในชั้นการพิจารณาของกรรมาธิการวิสามัญต่อไป ขอบคุณค่ะ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีและผู้อภิปรายทุกท่านครับ จบการอภิปรายแล้วนะครับ ผมขอเชิญท่านสมาชิก ทุกท่านเข้ามาในห้องประชุมเพื่อแสดงตนและลงคะแนนว่าสมควรจะรับหลักการ แห่งร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้หรือไม่ครับ🔗

(นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญครับ ท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอก หรือว่าอยู่ในห้องประชุมกรรมาธิการ กรุณาเข้ามาในห้องได้แล้วครับ สำหรับท่านที่เข้ามาแล้วโปรดเสียบบัตรกดปุ่มแสดงตนด้วยนะครับ🔗

นายวัชระพล ขาวขำ อุดรธานี

ขออนุญาตครับ ท่านประธานครับ ขออนุญาตรอสักครู่นะครับ พอดีเพื่อนสมาชิกอยู่ในห้องประชุมกรรมาธิการงบประมาณ ก็มีอีกหลายท่าน ขออนุญาตท่านประธานรอสักครู่ กราบขอบพระคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ได้ครับ ขอเชิญสมาชิกที่อยู่ข้างนอก หรือในห้องประชุมกรรมาธิการเข้ามาในห้องประชุมครับ ก็อยู่ห้องงบประมาณอาจจะต้องเดินไกลหน่อย เดี๋ยวรอสักนิดหนึ่งครับ ที่เข้ามาแล้วก็กรุณา เสียบบัตรแสดงตนด้วยได้เลยครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านที่เสียบบัตร แล้วมีปัญหากรุณาแจ้งด้วยนะครับ รอนิดหนึ่งครับกำลังเดินเข้ามาอีกหลายท่านครับ ที่เข้ามาแล้วนะครับ ท่านใดที่มีปัญหาเรื่องบัตร เชิญครับที่อยู่ข้างนอกเข้ามาได้ครับ มีท่าน สมาชิกท่านใดที่อยู่นอกประชุมนี้แล้วยังไม่เสียบบัตร หรือบัตรมีปัญหากรุณาแจ้งด้วยนะครับ ไม่มีนะครับ เจ้าหน้าที่แจ้งผลของผู้แสดงตนเข้าประชุมด้วยนะครับ🔗

ผมขอปิด การแสดงตน จำนวนผู้เข้าประชุมในขณะนี้ ๓๘๑ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ🔗

ต่อไปผมจะถามมตินะครับ ท่านที่เข้ามาเชิญเลยครับ เดี๋ยวเราจะถามมตินะครับ เสียบบัตรแสดงตนได้เลยนะครับ ถ้าเข้ามานะครับ ผมก็จะถามมติจากที่ประชุมนะครับ ว่าสมควรจะรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่ง ประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หรือไม่ ขอเชิญท่านใช้สิทธิลงคะแนนได้ท่านผู้ใดเห็นว่า สมควรรับหลักการ กรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นว่าไม่ควรรับหลักการ โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ลงมติได้ครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านผู้ใดยังไม่ลง มติครับ ลงมติแล้วนะครับ ขอเจ้าหน้าที่แสดงผลคะแนนด้วยนะครับ ลงมติแล้วนะครับ ขอเจ้าหน้าที่แสดงผลคะแนนด้วยนะครับ จำนวนผู้ลงมติ ๔๑๓ ท่าน เห็นด้วยกับ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ๔๐๙ ท่านนะครับ ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ไม่มีนะครับ ไม่ลงคะแนน ๔ ท่านนะครับ🔗

ก็เป็นอันว่า ที่ประชุมเห็นสมควรรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... นะครับ🔗

พลเอก พิศาล วัฒนวงษ์คีรี แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญครับ🔗

พลเอก พิศาล วัฒนวงษ์คีรี แบบบัญชีรายชื่อ

ผม พลเอก พิศาล วัฒนวงษ์คีรี หมายเลข ๒๖๒ เห็นด้วยครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

แจ้งมติแล้วก็ บันทึกไว้นะครับ ของ พลเอก พิศาล นะครับ บันทึกไว้นะครับ🔗

ต่อไปขอเชิญ เสนอจำนวนคณะกรรมาธิการนะครับ เชิญครับ🔗

นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ เลย

ท่านประธานที่เคารพ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ขอเสนอจำนวนกรรมาธิการ ๓๓ ท่านครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผู้รับรองถูกต้อง นะครับ ต่อไปเสนอสัดส่วนของคณะรัฐมนตรี สัดส่วนของคณะรัฐมนตรีกี่ท่านนะครับ ท่านสมาชิกช่วยเสนอด้วยนะครับ ๓๓ ท่าน ท่านจะให้คณะรัฐมนตรีกี่ท่านครับ เชิญครับ สัดส่วนของคณะรัฐมนตรีกี่ท่านนะครับ🔗

นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ เลย

ท่านประธานที่เคารพ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทยขอเสนอจำนวนสัดส่วนคณะรัฐมนตรี ๘ ท่านครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

คณะรัฐมนตรี ๘ ท่านครับ ต่อไปก็สัดส่วนของคณะกรรมาธิการตามพรรคการเมือง ๒๕ ท่าน ก็จะเป็นดังนี้ เราเสนอตามลำดับเลยก็ได้นะครับ พรรคก้าวไกล ๗ ท่าน พรรคเพื่อไทย ๗ ท่าน พรรคภูมิใจไทย ๔ ท่าน พรรคพลังประชารัฐ ๒ ท่าน พรรครวมไทยสร้างชาติ ๒ ท่าน พรรคประชาธิปัตย์ ๑ ท่าน พรรคชาติไทยพัฒนา ๑ ท่าน พรรคประชาชาติ ๑ ท่าน เชิญครับ พรรคก้าวไกลครับ ครม. ๘ ท่าน เชิญก่อนครับ🔗

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางสาว ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ขอเสนอในนามคณะรัฐมนตรี รายชื่อกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... จำนวน ๘ ท่าน ดังนี้ ๑. นางสาวศุภมาส อิศรภักดี ๒. ศาสตราจารย์บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ๓. นางชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ๔. นางสาวเกวลี มโนภินิเวศ ๕. นางสาววิภารัตน์ ดีอ่อง ๖. นายศุภชัย ใจสมุทร ๗. นายธนันท์วรุฒม์ ลิ้มทรงพรต และ ๘. นายเชาวฤทธิ์ ขจรพงศ์กีรติ ขอบคุณค่ะ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปครับ ขอเชิญพรรคก้าวไกล ๗ ท่านครับ🔗

นายวรท ศิริรักษ์ ชลบุรี

ขอบคุณครับท่านประธานครับ ผม วรท ศิริรักษ์ ผู้แทนราษฎรชลบุรี เขต ๑ พรรคก้าวไกลครับ ขออนุญาตเสนอรายชื่อกรรมาธิการสัดส่วน ของพรรคก้าวไกลดังนี้ครับ ๑. นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ ๒. นายนพดล ทิพยชล ๓. นายกัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี ๔. นายชวลิต เลาหอุดมพันธ์ ๕. รองศาสตราจารย์ ประมวล สุธีจารุวัฒน ๖. รองศาสตราจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ คนสุดท้ายครับ นายนิสิต อนันตรักษ์ ครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผู้รับรองถูกต้อง นะครับ ต่อไปพรรคเพื่อไทย ๗ ท่านครับ🔗

นางสาววิภาณี ภูคำวงศ์ ขอนแก่น

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาววิภาณี ภูคำวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขต ๘ พรรคเพื่อไทย ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทยมีจำนวน ๗ ท่านค่ะ ๑. นายอดิศร เพียงเกษ ๒. นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ๓. นายยุ้ง จักรไพศาล ๔. รองศาสตราจารย์กิตติ ลิ่มสกุล ๕. รองศาสตราจารย์ธัชเฉลิม สุทธิพงษ์ประชา ๖. รองศาสตราจารย์วัลภา สบายยิ่ง ๗. นายฉัตรชัย แจ่มจันทร์ ขอผู้รับรองด้วยค่ะ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผู้รับรองถูกต้อง ต่อไปพรรคภูมิใจไทย ๔ ท่านครับ🔗

นายธนา กิจไพบูลย์ชัย ศรีสะเกษ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ธนา กิจไพบูลย์ชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขต ๓ พรรคภูมิใจไทย กระผมขอเสนอรายชื่อตำแหน่งกรรมาธิการร่างพระราชบัญญัติสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนของของพรรคภูมิใจไทย ทั้งหมด ๔ ท่าน ได้แก่ ๑. ท่าน สส. มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช ๒. นางปานทิพย์ ศรีพิมล ๓. คุณณหทัย อิศรางกูร ณ อยุธยา ๔. นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผู้รับรองถูกต้อง ต่อไปพรรคพลังประชารัฐ ๒ ท่านนะครับ🔗

นายอัคร ทองใจสด เพชรบูรณ์

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม อัคร ทองใจสด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญ ร่างพระราชบัญญัติสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนพรรคพลังประชารัฐ จำนวน ๒ ท่านครับ ๑. ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ ณัฐกฤตย์ ณ ชุมพร ๒. คุณกานต์ กิตติอำพน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผู้รับรองถูกต้อง ต่อไปพรรครวมไทยสร้างชาติ ๒ ท่านนะครับ🔗

นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม เกชา ศักดิ์สมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทย สร้างชาติ ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการของพรรค ๒ ท่าน ๑. ดอกเตอร์ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง ๒. รองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์นันทกฤษณ์ ยอดพิจิตร ขอผู้รับรอง ด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผู้รับรองถูกต้อง ต่อไปพรรคประชาธิปัตย์ ๑ ท่านนะครับ🔗

นายพิทักษ์เดช เดชเดโช นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายพิทักษ์เดช เดชเดโช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญร่างพระราชบัญญัติสถาบันวิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนของ พรรคประชาธิปัตย์ จำนวน ๑ ท่าน นายมโนชัย สุจิตร ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผู้รับรองถูกต้อง ต่อไปพรรคชาติไทยพัฒนา ๑ ท่านนะครับ🔗

นายเสมอกัน เที่ยงธรรม สุพรรณบุรี

ท่านประธานที่เคารพ กระผม เสมอกัน เที่ยงธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรีจากพรรคชาติไทยพัฒนา ขอเสนอ ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์กนก วงษ์ตระหง่าน ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผู้รับรองถูกต้อง ต่อไปพรรคประชาชาติ ๑ ท่านนะครับ🔗

นายสุไลมาน บือแนปีแน ยะลา

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม สุไลมาน บือแนปีแน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดยะลา ขอเสนอ คณะกรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคประชาชาติ ๑ ท่านด้วยกัน นั่นก็คือ นายพิสุทธิ์ อังจันทร์เพ็ญ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผู้รับรองถูกต้อง ขอเชิญท่านเลขาธิการอ่านชื่อกรรมาธิการครับ🔗

นายสาธิต ประเสริฐศักดิ์ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่แทน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

รายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พระราชบัญญัติสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... จำนวน ๓๓ คน ๑. นางสาวศุภมาส อิศรภักดี ๒. ศาสตราจารย์บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ๓. นางชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ๔. นางสาวเกวลี มโนภินิเวศ ๕. นางสาววิภารัตน์ ดีอ่อง ๖. นายศุภชัย ใจสมุทร ๗. นายธนันท์วรุตม์ ลิ้มทรงพรต ๘. นายเชาวฤทธิ์ ขจรพงศ์กีรติ ๙. พันตำรวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ ๑๐. นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ ๑๑. นายนพดล ทิพยชล ๑๒. นายกัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี ๑๓. รองศาสตราจารย์ประมวล สุธีจารุวัฒน ๑๔. นายนิสิต อนันตรักษ์ ๑๕. รองศาสตราจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ ๑๖. นายอดิศร เพียงเกษ ๑๗. นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ๑๘. นายยุ้ง จักรไพศาล ๑๙. รองศาสตราจารย์กิตติ ลิ่มสกุล ๒๐. รองศาสตราจารย์ธัชเฉลิม สุทธิพงษ์ประชา ๒๑. รองศาสตราจารย์วัลภา สบายยิ่ง ๒๒. นายชัชชัย แจ่มจันทร์ ๒๓. นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช ๒๔. นางปานทิพย์ ศรีพิมล ๒๕. นางสาวณหทัย อิศรางกูร ณ อยุธยา ๒๖. นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ ๒๗. ศาสตราจารย์พิเศษณัฐกฤตย์ ณ ชุมพร ๒๘. นายกานต์ กิตติอำพน ๒๙. รองศาสตราจารย์พิเศษดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง ๓๐. รองศาสตราจารย์นันทกฤษณ์ ยอดพิจิตร ๓๑. นายมโนชัย สุดจิตร ๓๒. ศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน ๓๓. นายพิสุทธิ์ อังจันทร์เพ็ญ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ขอบคุณครับ ต่อไปขอกำหนดระยะเวลาแปรญัตติครับ🔗

นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ เลย

ท่านประธานที่เคารพ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ขอเสนอระยะเวลาแปรญัตติ ๑๕ วันครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(สมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ผู้รับรอง ถูกต้อง กำหนดระยะเวลาแปรญัตติ ๑๕ วันนะครับ ก็เป็นอันว่าจบการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้แล้วนะครับ เชิญครับ🔗

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล แพร่

ท่านประธานครับ ผม วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตบันทึกไว้ เนื่องจากว่าผมแล้วก็ท่านสมาชิกเป็นกรรมาธิการอุตส่าห์ลงมานะครับ พอดีท่านประธาน ลงคะแนนเสร็จครับ ก็มี ๓๒๔ คุณวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ๓๘๒ คุณสกุณา สาระนันท์ และ ๓๙๓ ท่านเชิดชัย ตันติศิรินทร์ นะครับ ขออนุญาตบันทึกไว้เท่านั้นเองครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ช่วยบันทึก ไว้ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ ต่อไปครับจะเป็นการพิจารณา🔗

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่ค้างพิจารณา🔗

๕.๑ ร่างพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร กับคณะ เป็นผู้เสนอ)🔗

ด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เสนอร่างพระราชบัญญัติมายัง สภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๓ (๒) ซึ่งสำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร ได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นและรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบ ที่อาจจะเกิดขึ้นจากร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้แล้ว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ และประกาศ สภาผู้แทนราษฎร เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ การรับฟังความคิดเห็น และการวิเคราะห์ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากร่างพระราชบัญญัติที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือผู้มี สิทธิเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๐๒ ข้อ ๒ รายละเอียดปรากฏตามเอกสารที่วางไว้ให้สมาชิกเรียบร้อย แล้ว ต่อไปขอเชิญผู้เสนอนะครับ เสนอหลักการ และเหตุผลครับ🔗

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลครับ วันนี้ถือว่าเป็นโอกาสอันดีมากที่ได้นำเสนอร่างแก้ไขกฎหมาย พระราชบัญญัติวินัยการเงิน การคลัง ในวาระที่ ๑ ในห้วงเวลาเดียวกันกับการพิจารณางบประมาณ ปี ๒๕๖๘ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตย้อนกลับไปจังหวะในการที่จะพิจารณาร่างงบประมาณ ตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ หรือก่อนหน้านั้น เรื่อยมาจากปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ ปี ๒๕๖๕ ปี ๒๕๖๖ ปี ๒๕๖๗ ปี ๒๕๖๘ ถ้าท่านประธานและเพื่อนสมาชิกได้เข้าไปอ่านในข้อสังเกตก็จะพบว่า มีกรรมาธิการพิจารณาร่างงบประมาณทุกปีงบประมาณ ตั้งข้อสังเกตในเรื่องของเงินนอก งบประมาณอยู่ทุกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินนอกงบประมาณของเหล่าทัพต่าง ๆ ถามว่า ทำไมเพื่อนสมาชิก ตลอดจนคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างงบประมาณทุกท่านถึงให้ ความสำคัญกับเงินนอกงบประมาณ ก็เพราะว่าถ้าเรารู้ข้อมูลของเงินนอกงบประมาณ และศักยภาพในการหารายได้ที่เป็นเงินนอกงบประมาณจากหน่วยราชการต่าง ๆ โดยเฉพาะ กองทัพก็จะทำให้สภาแห่งนี้ ตลอดจนรัฐบาลสามารถที่จะวางแผนงบประมาณได้อย่างมี ประสิทธิภาพและแม่นยำมากขึ้น หมายความว่าอย่างไรครับท่านประธานครับ หมายความว่า สำหรับกองทัพ หรือหน่วยงานใดก็ตามที่มีขีดความสามารถในการหารายได้ของตัวเองแล้ว สามารถพึ่งพาแหล่งรายได้ของตัวเองแล้ว รัฐบาลก็สามารถที่จะจัดงบประมาณในลักษณะ ที่ย่อมเยาว์ลงเสียหน่อย เพื่อจะได้กันงบประมาณส่วนนั้นไปให้กับหน่วยงานที่จำเป็นในการที่ จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน หรือว่าบำบัดทุกข์บำรุงสุข หรือไปเพิ่มในส่วนของสวัสดิการ ให้กับพี่น้องประชาชน หรือลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน หรือเอาไปทำในโครงการที่ใช้ในการ ฟื้นฟู หรือกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ผลประโยชน์ก็จะเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ปัจจุบันอย่างที่รู้กันครับ สมาชิกทุกท่าน คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างงบประมาณ ปี ๒๕๖๘ ที่กำลังพิจารณากันอยู่ วันนี้กระทรวงกลาโหมเข้า ต่างก็รู้กันดีครับว่าถ้าเงินนอกงบประมาณไม่มีความโปร่งใส ตรวจสอบไม่ได้ ไม่สามารถตรวจสอบได้ถูกต้องตามหลักการทางบัญชี การวางแผน งบประมาณทั้งหมดก็จะขาดประสิทธิภาพโดยสิ้นเชิง ดังนั้นครับ นี่คือเหตุผลใหญ่ที่สุด ในการที่ผมเสนอแก้ไข พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังในครั้งนี้ครับ ซึ่งจะมีทั้งสิ้นอยู่ ๓ ส่วน ด้วยกันที่สำคัญ ๆ นะครับ🔗

ส่วนที่ ๑ นะครับ ผมเสนอแก้ไขในมาตราที่ ๒๘ ครับ เดิม พ.ร.บ. ฉบับนี้ ระบุเอาไว้โดยสังเขป ผมขออ่านแล้วก็สรุปโดยสังเขปก็แล้วกันนะครับ โดยสรุปนะครับ ในมาตรา ๒๘ ระบุเอาไว้ว่า ในการดำเนินโครงการของรัฐบาลที่รัฐบาลต้องรับภาระชดเชย ค่าใช้จ่ายหรือต้องยอมรับการสูญเสียรายได้ในการดำเนินนโยบายนั้น ก็คือนโยบายกระตุ้น เศรษฐกิจต่าง ๆ นะครับ กฎหมายระบุว่าให้กระทำได้ในเฉพาะที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของ กฎหมาย เพื่อฟื้นฟู หรือกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบ อาชีพ หรือยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน หรือเพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูประชาชน ที่ประสบกับผลกระทบจากสาธารณภัยและวินาศกรรมต่าง ๆ กฎหมายยังระบุเอาไว้ครับว่า คณะรัฐมนตรีจะต้องพิจารณาภาระทางการคลังที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการดำเนินนโยบายและแนวทางการบริหารจัดการภาระทางการคลัง ของรัฐและผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น โดยภาระที่รัฐต้องรับชดเชยค่าใช้จ่ายในการดำเนิน นโยบายต้องมียอดคงค้างไม่เกินกว่าอัตราที่คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังกำหนด กฎหมายเขียนไว้รัดกุมมาก ๆ ครับ ซึ่งการพิจารณาภาระทางการคลังที่อาจเกิดขึ้นทั้ง ในปัจจุบันและอนาคตที่รัฐบาลให้ความสำคัญในมาตรา ๒๘ นี้ ตามที่ผมได้นำเรียนไปครับ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะการดำเนินนโยบายก็ต้องคำนึงถึงภาระทางการคลัง การสูญเสีย รายได้ที่อาจจะเกิดขึ้นใช่หรือไม่ครับ แต่คนที่ควรรู้ดีที่สุดไม่ใช่คณะรัฐมนตรีครับ แต่เป็นใคร ครับท่านประธาน เป็นประชาชนครับ ที่เป็นผู้ที่ต้องแบกรับภาระ และต้องเสียภาษี และเป็น เจ้าของเงินแผ่นดิน ประชาชนหลายคนบอกกับผมว่า รับภาระอย่างไร ไม่เคยมีรัฐบาลไหน มาทวงเงินออกจากกระเป๋าฉันเลย หนี้สาธารณะ แต่หนี้สาธารณะที่ประชาชนแบกรับ ต้องแลกมาด้วยกับข้อจำกัดหรือความจำกัดจำเขี่ยในการพัฒนาประเทศ การพัฒนาการ ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการปรับปรุงสวัสดิการเพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ถ้าหนี้สาธารณะมากขึ้น รัฐบาลก็ต้องจัดสรรงบประมาณไปใช้หนี้ เงินที่จะเอามาลงทุน ในโครงสร้างพื้นฐานก็ย่อมเยาลง เงินที่จะเอามาปรับปรุงคุณภาพชีวิต เอามาปรับปรุง สวัสดิการ เอามาปรับปรุงเรื่องบริการสาธารณสุขให้กับประชาชนก็ลดน้อยถอยลงตามลำดับ นี่คือภาระการใช้หนี้ของพี่น้องประชาชนที่ต้องแบกรับทั้งในปัจจุบันและอนาคต ประชาชน ที่ว่านั้นหมายรวมถึงประชาชนคือลูกหลานของเราที่วันนี้เขายังไม่ลืมตาดูโลกด้วยซ้ำนะครับ ด้วยเหตุนี้ครับ ผมจึงเสนอให้เพิ่มประโยคในวรรคสามเพราะคนที่พึงรู้ที่สุดคือประชาชนครับ จึงแก้ไขเพิ่มเติมนิดเดียวเท่านั้นในมาตรา ๒๘ โดยให้ใส่ประโยคที่ว่า ให้รายงานยอดคงค้าง ดังกล่าวต่อสาธารณะผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของกระทรวงการคลัง เพื่อให้ประชาชนมี ส่วนร่วม แล้วก็กำกับติดตามการดำเนินการนโยบายของรัฐบาล ซึ่งตรงนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลก ใหม่อะไรนะครับ จะรายงานให้ประชาชนทราบเพิ่มเติมก็ไม่ใช่เป็นปัญหาครับ เพราะ ในมาตรา ๒๙ ในเรื่องของผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินการทางนโยบายก็ยังกำหนดให้เปิดเผย ต่อสาธารณะและประชาชนได้ทราบเลยครับ ดังนั้นยอดคงค้างต่าง ๆ ภาระทางการคลัง ต่าง ๆ จะเปิดเผยให้กับประชาชนผู้ที่ต้องเป็นผู้แบกรับทราบร่วมด้วยก็ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด ยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับ ที่กำลังฮือฮากันอยู่กำลังพูดถึงกันอยู่อย่างโครงการ Digital Wallet ที่รัฐบาลมีภาระทางการคลังก้อนมหาศาลนะครับ โดยมาจากงบปี ๒๕๖๗ ๑๗๕,๐๐๐ ล้านบาท งบปี ๒๕๖๘ ๑๕๒,๗๐๐ ล้านบาท ผ่าน ธ.ก.ส. ๑๗๒,๓๐๐ ล้านบาท รวมแล้วก็ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมว่าพี่น้องประชาชนควรต้องรับทราบถึงภาระทางการคลังที่อาจจะ เกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคตและผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายด้วยนะครับ ดังนั้น การแก้ไขในมาตรา ๒๘ ก็จะทำให้ประชาชนได้ติดตามกำกับนโยบายของรัฐได้อย่างใกล้ชิด มากขึ้นนะครับ🔗

ส่วนช่วงที่ ๒ ครับ ส่วนนี้คือ Highlight เลยครับ คือเงินนอกงบประมาณ โดยเฉพาะของกองทัพ ในมาตรา ๖๑ วรรคสอง แต่เดิมระบุเอาไว้โดยสังเขปว่า เงินนอกงบประมาณให้มีเท่าที่จำเป็น เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่หรือการดำเนินงาน ตามวัตถุประสงค์ของการมีเงินนอกงบประมาณนั้น เงินนอกงบประมาณของหน่วยงาน ของรัฐให้นำมาฝากไว้ที่กระทรวงการคลัง ประโยคต่อไปครับ เว้นแต่จะมีกฎหมายหรือได้ทำ ความตกลงกับกระทรวงการคลังไว้เป็นอย่างอื่น ข้อนี้ครับ ในมาตรา ๖๑ เป้าประสงค์สำคัญ คือต้องการให้การจัดการเงินนอกงบประมาณมีความโปร่งใสครับ และที่ผ่านมาที่ผม ได้นำเรียนในข้างต้นคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ ก็ตั้งข้อสังเกตอยู่ทุกปี ไปดูรายงานข้อสังเกตได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินนอกงบประมาณ ของกองทัพที่มีสูงถึง ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท หรือประมาณ ๘ เปอร์เซ็นต์ของงบกลาโหมนะครับ ก็ถูกตั้งข้อสังเกตจากคณะกรรมาธิการงบประมาณมาโดยตลอด การที่กองทัพและหน่วยงานอื่น ของรัฐจะบริหารจัดการเงินนอกงบประมาณด้วยตัวเอง ผมยืนยันว่าสามารถทำได้ครับ แต่ควรต้องมีกฎหมายกำกับเอาไว้อย่างชัดเจน มีกฎหมายระดับพระราชบัญญัติตราเอาไว้ อย่างชัดเจน เพื่อให้การจัดการเงินนอกงบประมาณมีความโปร่งใส มีการตรวจสอบทางบัญชี ที่ถูกต้อง การที่กองทัพทำเพียงข้อตกลงกับกระทรวงการคลังเพียงเป็นกระดาษ A4 ไม่กี่แผ่น ไม่กี่หน้า จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลครับ ผมอ่านในรายงานสอบถาม ความคิดเห็นตามมาตรา ๗๗ ครับท่านประธาน มีหลายหน่วยงานราชการ ผมขออนุญาตติติง สักนิดหนึ่ง อ้างแต่ว่าถ้าทำเช่นนี้แล้วจะไม่สะดวก ถ้าเป็นเงินของอธิบดี เป็นเงินของท่านเอง ท่านจะเอาความสะดวกจะไปซื้อไปจ่ายไปใช้อะไรผมไม่ว่า แต่เงินนอกงบประมาณก็เคยมี คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไว้อย่างชัดเจนแล้วว่าคือเงินแผ่นดิน คือเงินของประชาชน จะเอาความสะดวกเข้าว่าไม่ได้ ต้องเอาความโปร่งใสเป็นที่ตั้ง เอาการตรวจสอบได้เป็นที่ตั้งครับ ดังนั้นการมีเอกสารเพียงข้อตกลงไม่กี่แผ่นนี้เป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล ด้วยเหตุนี้นะครับ จึงทำให้ธุรกิจกองทัพเสนาพาณิชย์ต่าง ๆ อยู่ในแดนสนธยาและสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะบั่นทอน ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกองทัพไปเรื่อย ๆ ยิ่งอ้างว่าเป็นความลับ ยิ่งอ้างว่า เป็นเรื่องของความมั่นคง ยิ่งทำให้ประชาชนตั้งคำถามถึงความโปร่งใส ว่าการที่กองทัพมาทำ มาหากินกลายเป็นเรื่องความมั่นคงไปได้อย่างไร หรือเป็นความมั่นคงในกระเป๋าของนายพล คนไหนกันแน่ แล้วทำไมต้องลับครับ หรือแท้ที่จริงแล้วมันลับจริง ๆ แต่เป็นเรื่องที่ลับ ๆ ล่อ ๆ ผมจึงเสนอให้การจัดการเงินนอกงบประมาณโดยที่ไม่ต้องเอามาฝากไว้ที่กระทรวงการคลัง ต้องมีกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติกำกับเท่านั้นเหมือนกับสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ ซึ่งเขาก็ทำกันได้ และข้อตกลงที่เป็นกระดาษเพียงไม่กี่แผ่นเป็นเรื่องที่เรายอมรับไม่ได้ อีกต่อไป ในเมื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างงบประมาณในปีก่อน ๆ จากทุกพรรค จนถึงปัจจุบันก็ติติงในเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นผมจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสภาแห่งนี้ จะโหวตรับในวาระที่ ๑ และไปแก้ไขปรับปรุงในชั้นกรรมาธิการต่อไป ไม่อย่างนั้นครับ ไม่รู้ว่า จะเขียนในรายงานข้อสังเกตไปเพื่ออะไร สำหรับข้อตกลงระหว่างหน่วยงานของรัฐ กับกระทรวงการคลังที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ หลายท่านอาจจะให้ความสนใจกับประโยคนี้ ที่บอกว่าข้อตกลงที่เกิดขึ้นก่อนพระราชบัญญัตินี้บังคับที่กฎหมายแก้ไขนี้นะครับ เพื่อให้เงิน นอกงบประมาณไม่ต้องไปฝากไว้ที่กระทรวงการคลัง ก็ให้ข้อตกลงนั้นสิ้นผลไป และให้นำเงิน นอกงบประมาณนั้นไปฝากไว้ที่กระทรวงการคลัง ในส่วนนี้ที่หลายท่านติติงว่าอาจจะไม่ทัน ในการตรากฎหมายก็ไม่เป็นไรครับ ในเรื่องนี้ในชั้นกรรมาธิการก็สามารถหารือเพื่อกำหนด กรอบระยะเวลาที่เหมาะสมในชั้นกรรมาธิการวิสามัญได้ ซึ่งก็ไม่ขัดต่อหลักการในภาพใหญ่ ของการเสนอแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ของผมแต่อย่างใด🔗

สุดท้ายครับท่านประธาน ในมาตรา ๗๖ อันนี้ก็มีแนวคิดเดียวกันกับ มาตรา ๒๘ ครับ ก็คือในกรณีที่กระทรวงการคลัง ปกติกฎหมายกำหนดให้กระทรวงการคลัง ต้องจัดทำรายงานสถานะหนี้สาธารณะ หนี้ภาครัฐและความเสี่ยงทางการคลัง ในวันสิ้นปี งบประมาณและเสนอต่อ คณะรัฐมนตรี และคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลัง ด้วยเหตุนี้ครับในเมื่อ คณะรัฐมนตรีเขาบอกว่า เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานแล้ว แต่เดิมคือจบนะครับ ผมก็แก้ไขปรับเพิ่มอีกนิดหนึ่งก็คือว่า เมื่อคณะรัฐมนตรีรับทราบแล้วก็ควรจะต้องมี การเปิดเผยรายงานดังกล่าวต่อสาธารณะผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของกระทรวงการคลังด้วย เพราะหนี้ภาครัฐ หนี้สาธารณะและความเสี่ยงทางการคลัง ใครเป็นผู้แบกรับครับ ท่านประธาน ประชาชนครับ ประชาชนเป็นผู้ที่ต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงทางการคลังครับ ไม่ใช่คณะรัฐมนตรีครับ ดังนั้นประชาชนก็พึงรู้ด้วยว่าความเสี่ยงทางการคลัง หนี้ภาครัฐ หนี้สาธารณะเป็นเท่าไรครับ ดังนั้นผมจึงเติมและแก้ไขประโยคเหล่านี้ลงไป ในพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังอยู่ทั้งสิ้น ๓ ประการ ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าในเมื่อ สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ก็ติติงในเรื่องของเงินนอกงบประมาณ โดยเฉพาะเงินนอก งบประมาณของกองทัพเรื่อยมามีการระบุไว้ในรายงานข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณางบประมาณเรื่อยมา ก็หวังเป็นอย่างยิ่งครับว่าจะช่วยกันโหวตรับในวาระที่ ๑ แล้วไม่มีเหตุผลใด ๆ เลยครับที่จะปฏิเสธและผมฝากไว้นิดหนึ่งครับ ผมได้ยินเสียงแว่ว ๆ มา ว่ารัฐบาลจะอุ้มกฎหมายนี้ไปศึกษา ๖๐ วัน จะศึกษาอะไรครับ เพราะว่าถ้าท่านอ่านรายงาน ข้อสังเกตมาตั้งแต่ปีไหน ปีโน้น ปีมะโว้ก่อนปี ๒๕๖๓ ด้วยซ้ำไป เพราะปี ๒๕๖๓ ผมเป็น คณะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณนะครับ ก่อนปี ๒๕๖๓ ด้วยซ้ำไปครับ ต่างก็รู้ปัญหา คุยกันในคณะกรรมาธิการวิสามัญอยู่ทุกปีงบประมาณ จะอุ้มไปทำไมครับ ๖๐ วันครับ ผมคิดว่า ควรจะต้องโหวตรับและเร่งแก้ไขพระราชบัญญัติฉบับนี้โดยเร็ว เพื่อให้เงินนอกงบประมาณ โดยเฉพาะเงินนอกงบประมาณของกองทัพมีความโปร่งใส และเงินเหล่านั้นถูกใช้เพื่อ ประโยชน์และคุณูปการของประชาชนอย่างแท้จริง เดี๋ยวผมจะดูครับว่าวันนี้รัฐบาลจะอุ้มไป ๖๐ วันจริงหรือเปล่า และจะเอาเหตุผลอะไรมาอุ้มนะครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ขณะนี้มีจะผู้ขอร่วมอภิปราย ๑๐ ท่าน จากพรรคร่วมฝ่ายค้าน ๗ ท่าน รัฐบาล ๓ ท่าน ผม เลยจะให้อภิปรายสลับกันไปโดยฝ่ายค้าน ๒ คน แล้วก็ฝ่ายรัฐบาล ๑ ท่าน และส่วนผู้ที่สนใจ จะอภิปราย แต่ยังไม่ลงชื่อให้เวลาบ่าย ๒ โมง ๑๕ นาทีก็จะปิดการลงชื่อนะครับ ต่อไป ขอเชิญคุณภัณฑิล น่วมเจิม ครับ🔗

นายภัณฑิล น่วมเจิม กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานครับ ผม ภัณฑิล น่วมเจิม ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตวัฒนา และเขตคลองเตย ก็ขอร่วม อภิปรายร่างพระราชบัญญัติวินัยการเงินภาครัฐ ที่เพื่อน สส. วิโรจน์ ลักขณาอดิศร เป็นผู้เสนอนะครับ มีจุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อให้การดำเนินกิจการและมาตรการ และโครงการ ของรัฐนั้นเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ รวมทั้งเป็นการลดความเสี่ยงทางการคลัง โดยเน้นให้ภาครัฐที่ต้องทำรายงาน เรื่องยอดคงเหลือของการใช้งบประมาณภาครัฐตามที่ ระบุไว้ตามมาตรา ๒๘ ตาม พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง พ.ศ. ๒๕๖๑ แต่ต้องทำรายงาน สถานการณ์หนี้สาธารณะ หนี้ภาครัฐและสถานการณ์ความเสี่ยงทางการคลังต่อสาธารณชน ผ่านทางสื่อ Website ของกระทรวงการคลัง นอกจากนี้ร่างพระราชบัญญัติกำหนดให้ นำเงินนอกงบประมาณ ซึ่งมาจากรายได้ของรัฐและทางอื่นในการได้รับการสนับสนุนไปฝาก กับกระทรวงการคลัง แล้วจะสามารถนำเอาไปใช้ได้ก็ต่อเมื่อต้องมีกฎหมายกำหนดเท่านั้น ผมขออนุญาตอภิปรายในส่วนของการแสดงความเห็นตาม มาตรา ๔๗ จากหลายภาคส่วน แยกเป็น ๒ ประเด็นครับ จะมีประเด็นเรื่องสภาพคล่องกับความโปร่งใส🔗

ประเด็นแรกนะครับ ความคิดเห็นต่อการจัดทำรายงานยอดคงเหลือของการ ใช้ภาครัฐตาม มาตรา ๒๘ เผยแพร่ตามสื่อ Website ของกระทรวงการคลัง พบว่าส่วนใหญ่ ก็เห็นด้วย เจ้าหน้าที่รัฐ ประชาชน เขามองว่าข้อมูลเกี่ยวกับการใช้จ่ายของรัฐควรเผยแพร่ ให้สาธารณชนอย่างโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ แต่ก็อาจจะมีเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วน ไม่เห็นด้วย เพราะมองว่าการดำเนินกิจการและการใช้จ่ายของรัฐเป็นเรื่องความมั่นคง ไม่เหมาะสมกับการเผยแพร่นะครับ แต่ก็อย่างที่บอกครับวัตถุประสงค์คือ เพื่อควบคุมไม่ให้ รัฐบาลใช้จ่ายเกินตัวนะครับ โดยไปใช้ให้หน่วยงานของรัฐนี่สถาบันการเงินนี่ ทำกิจกรรม บางอย่างตามนโยบายแล้วก็ทยอยตั้งงบประมาณมาชดใช้ แล้วก็อยากจะกำหนดกรอบ เพดานในการที่จะมีคงเหลืออยู่ ๓๐-๓๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ต้องโปร่งใส อันนี้ก็เป็นความเห็น การที่จะเอาเงินนอกงบประมาณของรัฐไปใช้ก็ต้องกลับมารายงานด้วยว่าคืนไปเท่าไรนะครับ ประเด็นนี้ผมคงไม่แตะเยอะนะครับ ผมคงขอไปประเด็นเงินนอกงบประมาณว่าเงินนอก ประมาณที่เอาไปใช้นี่เอาไปทำอะไรนะครับ สไลด์ต่อไปนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายภัณฑิล น่วมเจิม กรุงเทพมหานคร

๙๔ ของหน่วยรับงบประมาณ มีเงินนอกงบประมาณนะครับ แต่เข้าใจครับ มันก็ไม่ใช่ทุกหน่วย ก็มีประมาณกี่หน่วย ๒๐๕ หน่วยที่มีเงินนอกงบประมาณนะครับ ก็แบ่งเป็นประเภทต่าง ๆ ทุนหมุนเวียน องค์การ มหาชน รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อันนี้คือตัวจำนวนก่อนนะครับ หน้าถัดไป นะครับ เราจะเห็นว่ามันไปตกที่ไหน เราสงสัยว่าเงินนอกงบประมาณมันไปอยู่ที่ Top ไหน อาจจะตัวเล็กนิดหนึ่งครับ แต่จริง ๆ สาระสำคัญก็คือเขา Group เป็นกระทรวงไล่ลงมา หน่วยงานต่าง ๆ ก็ปรากฏไปอยู่ที่กระทรวงกลาโหมครับสูงเป็นอันดับที่ ๒ รองจาก กระทรวงการคลัง มีรับงบกันเยอะนะครับ หน่วยงานที่มีเงินนอกงบประมาณมีพอสมควร แล้วเขาก็รายงานถูกต้อง ก็เข้าอกเข้าใจครับว่าจริง ๆ เราไม่อยากให้กระทบวงกว้างครับ แต่มันมีแกะดำ มันมีคนที่ไม่ได้ปฏิบัติตาม แล้วก็อาศัยช่องว่างตรงนี้ไปสร้างเป็นห้องเป็น Black Box เป็นกล่องขนาดใหญ่นะครับ คือเก็บรายได้มาแล้วไม่ส่งคืนคลัง เพราะการดำรง อยู่ของ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฉบับนี้ มันมีปัญหาครับ คือเข้าใจมันทำมาเพื่อ สภาพคล่อง เพื่อให้หน่วยงานเขาสามารถที่จะเอาไปใช้ได้สะดวกนะครับ ซึ่งถ้าเป็นปริมาณ เล็ก ๆ น้อย ๆ มันก็ไม่เป็นไรใช่หรือไม่ครับ แต่มีบางหน่วยงานไม่ได้ใช้ประโยชน์แค่สภาพคล่อง นะครับ แต่เบิกจ่ายขยายเป็นท้องพระคลังเลยครับ แล้วก็เอาไปใช้ในทางที่ผิด มีอภิสิทธิ์เหนือ กฎหมายครับ เดี๋ยวเพื่อน สส. ผมจะอภิปรายในเคสที่มันจะเห็นภาพนะครับ ไม่ว่าจะเป็น ช่อง ๕ เป็น EEC แล้วก็เป็นพวกคลื่นวิทยุต่าง ๆ ซึ่งเราก็ได้เห็นตามหน้าข่าวมาค่อนข้างเยอะ อยู่แล้วครับ เดี๋ยวขอเชิญหน้าต่อไปเลยครับ นี่เราก็จะเห็นนะครับ มันยาวมากเลย ๓๐๐-๔๐๐ หน่วยงานที่เขาก็มีเงินนอกงบประมาณ แต่ความจริงมันก็ไม่ได้กระทบอะไร เพราะดูกราฟมันเล็กมากครับ บางทีมันเริ่มต้นตั้งแต่ระดับหลักล้าน ๑๐ ล้านบาท ๑๐๐ ล้านบาท ๒๐๐ ล้านบาท แต่มันจะมาบวมตอนสุดท้าย จะเห็นเลยมันจะกระชากกราฟ แบบยาวมาก แล้วผมก็พยายาม Zoom เข้าไปนะครับว่า หน่วยงานไหนกันที่มันมีปัญหาที่ มันมีเงินนอกงบประมาณเยอะ ๆ ปรากฏก็ไม่แปลกใจครับ ๓ เหล่าทัพอยู่ใน Top Fifteen อยู่ใน ๑๕ ลำดับแรกที่มีเงินนอกงบประมาณสูงที่สุดนะครับ ตั้งแต่ ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท จนถึงกองทัพเรือ อันดับที่ ๑๕ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วคิดเป็น สัดส่วนนี่ไม่น้อยนะครับ เมื่อรวมรายได้คือเงินนอกงบประมาณเหมือนกับเป็นรัฐอิสระครับ เอาไปตั้งตนแล้วก็อยู่กันข้างนอกหารายได้แล้วก็ไม่ส่งคืนคลัง แล้วก็ไม่ชี้แจงอะไรทำหนังสือ ไปถามก็อาจจะตอบไม่ตอบบ้างนะครับ ตรวจสอบไม่ได้ เยอะนะครับ คิดเป็น สัดส่วนต่องบประมาณ ๑๘-๒๙ เปอร์เซ็นต์ ของกองทัพบก กองทัพอากาศ และกองทัพเรือ ก็อยากจะสรุปครับว่า เจ้าหน้าที่รัฐประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยนะครับว่า การบริหารจัดการ ที่โปร่งใสมันจำเป็นนะครับ แล้วก็เพื่อลดความเสี่ยงผลกระทบทางการคลังว่าเอาไปใช้ ข้างนอกแล้วก็ไม่รู้สถานะเป็นอย่างไรครับ แต่เข้าใจเจ้าหน้าที่บางส่วนอาจจะไม่เห็นด้วย เพราะรู้สึกว่ามันมีผลกระทบค่อนข้างเยอะนะครับ ไม่ยืดหยุ่นบ้าง หากเอาไปคืนคลังแล้ว อาจจะเอามาเบิกใช้ลำบากนะครับ ความคิดเห็นต่อการเปิดเผยรายงานหนี้สาธารณะหนี้ ภาครัฐนี่แต่ส่วนใหญ่จะเห็นด้วยนะครับ คนที่ไม่เห็นด้วยเราก็เข้าใจนะครับว่า ยังมีชั้นกรรมาธิการที่สามารถเข้าไปดูผลกระทบกันต่อได้ โดยสรุปแล้วมุมมองความคิดเห็น ต่อร่างพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐนี่อาจสะท้อนได้ ๒ ส่วนนะครับ🔗

ส่วนแรก คือเป็นการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารโดยเฉพาะการจัดทำและเผยแพร่ รายงานการใช้จ่ายภาครัฐ สถานการณ์หนี้สาธารณะ หนี้ภาครัฐ ความเสี่ยงทางการคลัง ซึ่งเจ้าหน้าที่ภาครัฐเองและประชาชนเอง ส่วนใหญ่นี่แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและเป็น ประโยชน์ในการตรวจสอบของประชาชนนะครับ ก็เพื่อเป็นไปตามพระราชบัญญัติข่าวสาร ของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ รวมทั้งอาจเป็นการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจ ติดตามสถานการณ์ด้านการเงินการคลังของรัฐบาล หากแต่อีกส่วนหนึ่งคือประเด็นการ นำเงินนอกงบประมาณของภาครัฐไปฝากไว้ที่กระทรวงการคลัง การใช้เงินนอกงบประมาณ ตามที่กฎหมายกำหนด แม้กระทั่งการยกเลิกสิ่งที่หน่วยงานรัฐตกลงกันเอาไว้กับ กระทรวงการคลังว่าจะไม่นำเงินนอกงบประมาณของภาครัฐไปฝากไว้ที่กระทรวงการคลัง ซึ่งเจ้าหน้าที่ภาครัฐส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย อาจจะอ้างว่าการใช้เงินนอกงบประมาณของรัฐต้อง สะดวก คล่องแคล่ว รวดเร็วและทันใจ และถ้าจะใช้วิธีบริหารเงินงบประมาณตามร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้อาจจะมีปัญหา สร้างความกังวลให้กับหน่วยรัฐ มันจึงสะท้อนว่ามันมีความปัญหา เรื่องความโปร่งใสในการบริหารจัดการของภาครัฐที่ไม่อาจรู้ว่าเงินนอกงบประมาณของ ภาครัฐแต่ละหน่วยนั้นเอาไปใช้ทำอะไร อาจส่งผลต่อการจัดข้อมูลทำรายการการใช้จ่าย ภาครัฐสถานการณ์หนี้สาธารณะ หนี้ภาครัฐ และความเสี่ยงทางการคลังที่อาจส่อแวว ถึงความไม่โปร่งใสของข้อมูลด้วยเช่นกัน ก็ฝากไว้นะครับหวังว่ารัฐบาลนี้จะไม่อุ้มนะครับ แล้วเราก็จะได้ร่วมพิจารณากันในชั้นกรรมาธิการ ขอบคุณมากครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณเอกราช อุดมอำนวย ครับ🔗

นายเอกราช อุดมอำนวย กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ผม จอจาน เอกราช อุดมอำนวย ผู้แทนคนดอนเมือง จากพรรคก้าวไกลนะครับท่านประธาน วันนี้ผมต้องขออภิปรายนะครับ ขอโทษท่านประธานไว้ล่วงหน้า เพราะว่าท่านประธาน ก็อาจจะปวดเศียรเวียนเกล้าปวดหัวได้ ขอเตือนท่านประธานไว้ก่อน เพราะว่าผมจะพา ท่านประธานมารู้จักหน่วยงานหนึ่งนั่นก็คือ ททบ.๕ ครับท่านประธาน ช่อง ๕ นี่ล่ะที่เราเรียก กันท่านประธานครับ พูดแค่นี้หลายคนก็อาจจะ อ๋อ ช่อง ๕ กดเลข ๕ ก็เจอแล้ว แต่ว่า ช่อง ๕ มีสถานะทางกฎหมาย มีงบการเงินอย่างไร มีกำไรขาดทุนแบบไหนเราไม่รู้เลย🔗

เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)🔗

ช่อง ๕ มีสถานะเป็นเหมือน หลุมดำครับท่านประธาน แย่จริง ๆ เรารู้แค่อย่างเดียวคือช่อง ๕ เป็นของกองทัพบก ต่อมาพอ มีกฎหมาย กสทช. เขาก็อนุมัติใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินแบบดิจิทัล เป็นบริการสาธารณะประเภทเพื่อความมั่นคง โดยเริ่มสัญญาณภาพและเสียงออกอากาศที่ ช่อง ๑ แต่ว่าตอนนี้เป็นเลข ๕ แล้ว แล้วก็คู่ขนานไปกับระบบ Digital แบบ Analog คู่กัน เลย ๑ เมษายน ในปี ๒๕๕๗ ท่านประธานดูสไลด์ถัดไป ททบ.๕ ตั้งอยู่ที่ไหน สนามเป้านี่ละ ๒๑๐ ถนนพหลโยธิน เป็นที่ราชพัสดุ ตึกสวยงามแบบนี้ แต่เราไม่รู้เลยว่าใช้งบประมาณ อย่างไร รายละเอียดไส้ในเป็นอย่างไร คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ปรับเงื่อนไขให้ ททบ.๕ สามารถที่จะโฆษณา บริการธุรกิจได้เฉลี่ย ๘-๑๐ นาที ซึ่งเทียบเท่ากับผู้ประกอบการประเภทธุรกิจที่สามารถ โฆษณาได้ ๑๒.๓๐ นาที จะเห็นว่าช่อง ๕ เป็นบริการรับใบสาธารณะประเภทความมั่นคง แต่ มีโฆษณานี้เทียบเท่ากับบริการธุรกิจประเภทอื่นที่ได้รับใบอนุญาตเลย ผลประกอบการ เป็นอย่างไร ดำมืด เราไม่รู้จริง ๆ ครับท่านประธาน รายได้เท่าไร ไม่รู้ แต่ช่อง ๕ ในสายตา ของหลายคนอาจจะบอกว่า เขาก็ไม่ทำกำไรอยู่แล้ว เพราะว่า Rating นี้ท่านประธาน ดูสไลด์ถัดไปจะเห็นว่าก็ต่ำเตี้ยเรี่ยดินนะครับ อันดับ ๑๘ จาก ๒๐ ของช่องทีวีดิจิทัล แล้วก็เกือบโหล่นะครับท่านประธาน และช่องโหว่ขององค์กรนี้ก็คือเงินนอกงบประมาณ ททบ.๕ เป็นหนึ่งในขุมทรัพย์ที่ทำรายได้ให้กับกองทัพบก ท่านประธานดูนะครับ ทั้งรายได้ จากค่าโครงข่ายพื้นดิน เมษายนปี ๒๕๕๗ จนถึงสิ้นปีนี้ ไม่ต่ำกว่า ๖,๐๐๐ ล้านบาทแน่นอน ซึ่งเขามี ๒ ใบอนุญาตโครงข่ายโทรทัศน์ ซึ่งจะหมดในปี ๒๕๗๑ แล้วก็มีสถานีวิทยุไม่น้อยกว่า ๑๒๗ สถานี แล้วเมื่อไปดูพิจารณาจากผังรายการครับท่านประธาน อ้างบอกว่าขอรับ ใบอนุญาตประเภท ๒ เพื่อความมั่นคง แต่เวลาที่ออกอากาศจริง ๆ จาก ๗,๙๘๐ นาที ด้านความมั่นคงจริง ๆ แค่ ๕๑๐ นาที เมื่อถอดผังรายการออกมาสไลด์ถัดไปจะเห็นว่า คำนวณมาแล้ว ความมั่นคงจริง ๆ มีแค่ร้อยละ ๖ เท่านั้น องค์กรนี้เป็น Species Alien ยิ่งกว่าปลาหมอคางดำ ไม่รู้ว่าสถานะอะไรกันแน่ ไม่ใช่เอกชน ไม่ใช่นิติบุคคล ไม่มีการ ตรวจสอบสถานะทางการเงินที่ชัดเจน ทั้งคลื่นความถี่ที่เอามาใช้มันเป็นสมบัติของทุกคน สมบัติของชาติ แล้ว สตง. สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินก็ตรวจสอบ ททบ.๕ ไม่ได้ด้วย องค์กร นี้จะมีระเบียบในการตอบแทนผู้บริหารจัดสรรกำไรอย่างไร ไม่มีใครรู้ครับ เรามาดูกันมีการตั้ง กรรมาธิการโอนถ่ายธุรกิจกองทัพนี้ ก็เรียก ททบ.๕ มา ถามแล้วถามอีก ช่อง ๕ ตอบอย่างไร อะไรก็ไม่รู้ ๆ ประธานก็อาจจะปวดหัวได้ แต่ที่สำคัญน่าปวดหัวยิ่งกว่า เพราะว่ามันมี ตัวละครลับที่ชื่อว่า RTA-E ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนที่มีความสัมพันธ์แบบลึกลับซับซ้อนกับช่อง ๕ แทรกซ้อนกันอยู่ ท่านประธานดูที่สไลด์นะครับ ททบ.๕ กองทัพบกนี้ดูแลนะครับ แล้วก็ กสทช. ควบคุมเรื่องของการให้ใบอนุญาต แล้ว ททบ.๕ นี้ก็ไปเปิด มีบริษัททำสัญญากับ RTA-E แล้วใน RTA-E ก็ไปตั้งบริษัทลูกมาอีก เดี๋ยวผมจะอธิบายให้ฟังว่า RTA-E นี่เป็นความพยายามอันล้มเหลว ในการปฏิรูป ททบ.๕ เดิมทีนั่นนะครับ RTA-E ก็คือบริษัทชื่อ ททบ.๕ เขาชื่อแบบนี้เลย ท่านประธานเมื่อก่อน เขาตั้งขึ้นมาเพื่อจะให้บริหารช่อง ๕ นี่แหละ ตั้งแต่ปี ๒๔๗๐ ทุน จดทะเบียน ๒๕๐ ล้านบาทนะครับท่านประธาน แต่ว่าตอนปี ๒๕๔๑ ทหารไทยราคาหุ้นตก มหาศาลครับ เขาก็เลยให้บริษัทนี้ ททบ.๕ นี่ไปกู้เงินจากสถานี ททบ.๕ เพื่อไปซื้อหุ้นธนาคาร ประมาณ ๑,๔๐๐ ล้านกว่าบาท ซึ่งไม่พอนะครับ ไปซื้อหุ้นแล้วก็ยังให้บริษัทนี่ไปเป็นตัวแทน ในการกู้เงินจากธนาคารทหารไทย ๑,๖๑๕ ล้านบาท มาลงทุน TV ดาวเทียม ส่งผลให้บริษัทนี้ เป็นหนี้ธนาคาร ๑,๕๓๖ ล้านบาท และแถมยังเป็นสถานีที่เป็นหนี้ในจำนวนเดียวกัน พอหัก ลบกลบหนี้ต้องคืนอีก ๒๑๖ ล้านบาท แล้วก็ถึงมาเปลี่ยนเป็น RTA-E ทีหลังนี่ละครับ จากปี ๒๕๔๖ อยากผลักดันนะครับให้เข้าตลาดหลักทรัพย์ แต่ว่าทำไม่ได้ ติดปัญหา โครงสร้างอะไรก็แล้วแต่ แต่ก็ยังไม่วายไปแตกบริษัทลูกนะครับท่านประธาน แม้แต่ กสทช. ก็เกรงใจครับ เวลาขอเอกสารจาก ททบ.๕ ขอเอกสารที่เขาส่งให้นี่ กสทช. ต้องตามเก็บ มีกฎหมายครับท่านประธาน ให้ส่งเอกสารมา แต่ว่าไม่เคยได้ มาดูครับท่านประธาน หลักฐาน ที่แสดงว่า RTA-E มีผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นกองทัพบกมากกว่าร้อยละ ๕๐ นะครับ จ่ายเงินปันผล ตั้งแต่ปีที่ก่อตั้งบริษัทจนถึงปัจจุบันให้กับกองทัพผู้ถือหุ้นรายอื่น ๆ ที่เป็นข้าราชการทหาร จำนวนเท่าไร จ่ายเมื่อไร ด้วยวิธีการใด ไม่มีใครทราบ อีกนิดเดียวครับท่านประธาน ไม่เยอะ หลักเกณฑ์การคัดเลือกผู้ถือหุ้น ก็เป็นปริศนาเนื่องจากว่ามีการเปลี่ยนแปลงทุกปี แล้วก็ชื่อ ต่าง ๆ นั้นก็จะเป็น พลเอก พลโท เราก็รู้ดีว่าเป็นคนของใคร ไม่รู้ว่าตั้งกันขึ้นมาอย่างไร ใช้ระเบียบแบบไหน คัดมาอย่างไร ท่านประธานครับ โลกใบนี้ไม่มีนะครับที่แบบกองทัพบก ให้นายพลมาถือหุ้นแทนในบริษัทสื่อ ไม่มีใครเขาทำกัน แล้วก็ด้วยสภาวะ Alien ของ ททบ.๕ ก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่ หน้าถัดไปครับท่านประธาน คำถามของผมคือ แล้ว RTA-E จ่ายค่าตอบแทนให้กับผู้บริหารและจ่ายเงินปันผลผู้ถือหุ้นอย่างไร ผู้ถือหุ้นที่ระบุว่าถือหุ้น แทนกองทัพบกเอาเงินเข้ากระเป๋าใครกันแน่ เพราะว่า ททบ.๕ มีสถานะเป็นเจ้าหนี้ของ บริษัท แล้วมีหนี้สินกว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาท ไม่มีดอกเบี้ยด้วยนะครับ แล้วก็ไม่ถูกคิดคำนวณ ผลประกอบการที่ติดลบนี่ก็คือหนี้ที่ยังติดค้างกองทัพบก ที่น่าตกใจก็คือว่าปัจจุบัน RTA-E กลายเป็น Bank Company ไปแล้ว หรือเป็นบริษัทเปล่า ไม่ประกอบกิจการใด ๆ คำถาม ก็คือแล้วหนี้ที่ ททบ.๕ ใครจะเป็นคนใช้ แล้วปัจจุบันไม่มี RTA-E แล้ว ททบ.๕ เขาบริหาร จ่ายปันผลอย่างไร นี่คือปริศนามิติพิศวงครับ ที่แม้แต่ผมนั่งในกรรมาธิการก็งงไปหมด ผมขออนุญาตนะครับท่านประธานผมอาจจะไม่ได้โทษพนักงาน ไม่โทษอะไร ไม่รู้จริง ๆ ครับ ว่ามันเป็นระบบแบบนี้มานานแล้ว แต่ว่าคนในกองทัพเขาก็คงไม่รู้กับผมนี่ละครับ ไม่รู้เหมือนกัน เหมือนติดอยู่ในบ้านผีสิงนะครับท่านประธาน ต้องก้มลงมองหว่างขาถึงจะรู้ว่า อ้าว ตกลงบ้านหลังนี้ที่เขาอยู่มีสถานะเป็นอย่างไร แล้วก็จากการที่สไลด์ถัดไปท่านประธาน ร่าง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังนี่ละครับ ผมจะมาฉายให้ท่านดูว่าเงินนอกงบประมาณตาม มาตรา ๖๑ (๓) ก็คือเขาบอกว่าต้องปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด คือตามระเบียบ กระทรวงการคลังที่ล้อกันมาไม่ว่าจะเป็นการเบิก การรับ การจ่าย การรักษา ส่งคงคลัง แล้วก็พอระดับพระราชบัญญัติเขาก็ไปออกระเบียบกระทรวงการคลังล้อกันครับว่า การเก็บเงิน รักษาเงินส่งคงคลังให้ถือปฏิบัติตามข้อบังคับของกระทรวงกลาโหม แต่กระทรวงกลาโหม นั่นแน่ท่านประธานไปออกระเบียบของตนเองครับ นิยามคำว่า เงินนอกงบประมาณเป็น ๒ ประเภท นั่นก็คือเงินนอกงบประมาณประเภทที่ ๑ ก็คือ ให้เป็นไปตามระเบียบ กฎหมาย สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ ที่เขาปฏิบัติกัน สไลด์ถัดไปจะเห็น เงินนอกงบประมาณประเภท ๒ นี่ละครับท่านประธานตัวปัญหา คือกองทัพที่อยู่ภายใต้สังกัด กระทรวงกลาโหมทั้งหมดสามารถออกระเบียบของตนเองได้ ท่านประธานเห็นสไลด์นี้ หรือไม่ครับ นี่คืออำนาจตามอำเภอใจ และ ททบ.๕ คือผู้ที่ใช้หลักเกณฑ์ระเบียบช่องว่างจาก การออกระเบียบพวกนี้เป็นเงินนอกงบประมาณประเภท ๒ ผมเข้าใจดีครับว่าหน่วยราชการ ต้องการความยืดหยุ่นในการบริหาร แล้วส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาอะไร แต่ว่ามีบางหน่วยงาน ที่ฉกฉวยเอาประโยชน์จากกฎหมายนี้ จนทำให้เกิดข้อสงสัยไปหมดว่าเงินนอกงบประมาณ ของทุกหน่วยงานจะถูกใช้อย่างไม่โปร่งใส จบปัญหานี้อย่างถาวรครับท่านประธานสะสาง การใช้เงินนอกงบประมาณให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยยังคงเหลือช่องว่างให้การบริหาร ราชการคล่องตัว ผมเชื่อว่าจำเป็นที่จะต้องร่างกฎหมายฉบับนี้ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าจะ ไม่มีใครอ้างความสะดวก ความจำเป็นใด ๆ เพื่อมาหมกเม็ดโกยเงินเข้ากระเป๋าตัวเองอีก ต่อไป ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณธนาธร โล่ห์สุนทร ครับ🔗

นายธนาธร โล่ห์สุนทร ลำปาง

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ธนาธร โล่ห์สุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำปาง พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมขอร่วม ที่จะพูดถึงร่างพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยจากที่ เพื่อนสมาชิกได้เสนอมาผมเห็นมีสาระสำคัญอยู่ ๔ ประเด็นนะครับ🔗

ประเด็นที่ ๑ ก็คือการแก้ไขให้มีการรายงานยอดคงค้างของภาระการชดเชย ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของรัฐบาลตามมาตรา ๒๘ ซึ่งอยู่ในร่างมาตรา ๓ ส่วนในการแก้ไขข้อที่ ๒ ก็คือการแก้ไขให้มีการยกเว้นไม่นำเงินนอกงบประมาณมาฝากไว้ที่กระทรวงการคลัง ทำได้ ในเฉพาะกรณีที่มีกฎหมายกำหนดไว้นะครับ โดยอยู่ในร่างในมาตรา ๔ และส่วนในข้อที่ ๓ ก็คือให้มีการเปิดเผยรายงานสถานะหนี้สาธารณะ หนี้ภาครัฐ แล้วก็ความเสี่ยงทางด้าน การคลังต่อประชาชนโดยผ่านโดยผ่านสื่อของกระทรวงการคลัง ในข้อที่ ๔ ที่มีการแก้ไข ก็คือให้กำหนดในการที่จะนำเงินนอกงบประมาณทั้งหมดให้กลับมาที่กระทรวงการคลัง ตามข้อตกลงที่มีมาก่อนหน้านี้ ถ้าเกิดตัว พ.ร.บ. บังคับใช้ก็เป็นอันยกเลิกไปนะครับ โดยสรุป ก็จะเห็นว่าจะมีอยู่ ๒ ประเด็นในร่างที่แก้ไขมีเสนอมาก็คือว่า มีการทำให้มีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ แล้วก็มีการตรวจสอบได้ โดยให้พี่น้องประชาชนได้เห็น ได้รับทราบการใช้ จ่ายงบประมาณต่าง ๆ นะครับ โดยมีการลงผ่านสื่อของกระทรวงการคลังให้สามารถ ให้คนทั่วไปเข้าไปดูได้นะครับ🔗

ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งเป็นประเด็นที่ผมคิดว่าทางเพื่อนสมาชิกได้พูดกันไป เยอะแล้วนะครับ ก็คือการที่จะดึงเงินนอกงบประมาณทั้งหมดกลับมาที่กระทรวงการคลัง แล้วก็ทำการยกเลิกข้อตกลงต่าง ๆ นะครับ เพื่อที่จะมีการบริหารจัดการให้มีความ โปร่งใส ซึ่งในประเด็นใหญ่ ๆ ทั้ง ๒ อันนี้ ผมมองว่าผมเห็นด้วยในการที่จะแก้ไขนะครับ ในการที่จะมี การเปิดเผยข้อมูลต่าง ๆ ภาระผูกพัน ยอดคงค้างต่าง ๆ การชดเชยค่าใช้จ่ายของรัฐบาลนะครับ ตามโครงการของรัฐบาลต่าง ๆ ในทุกยุคที่ผ่านมา รวมถึงการเปิดเผยรายงานหนี้สาธารณะนะครับ หนี้ภาครัฐต่าง ๆ และรวมถึงรายงานความเสี่ยงทางด้านการคลังต่อสาธารณชน ซึ่งเรื่องนี้ ผมมองว่าเป็นเจตนาที่ดีที่จะทำให้พี่น้องประชาชนได้เห็นภาพ รับทราบสถานะทางการเงิน การคลังของประเทศของเราแต่ผมก็มีข้อสังเกตแบบนี้นะครับท่านประธานว่า การเปิดเผย ข้อมูลในบางรายการอาจจะทำแค่เป็นภาพรวมก็ได้นะครับ ไม่ต้องแยกเป็นราย รายการนะครับ ถ้าหากว่ามันมีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ แล้วก็รวมถึงในเรื่องความสามารถในการ แข่งขันของรัฐด้วยนะครับ🔗

ส่วนในการแก้ไขที่ผมค่อนข้างไม่ค่อยเห็นด้วย ก็คือการที่จะดึงเงินนอก งบประมาณทั้งหมดกลับมาฝากไว้ที่กระทรวงการคลังนะครับ โดยถ้าเกิดตัวไหนที่มีกฎหมาย กำหนดอันนั้นดึงกลับไม่ได้อยู่แล้วนะครับ แต่ว่าในการที่จะยกเลิกข้อตกลงต่าง ๆ นะครับ ซึ่งผมมองว่าในบางหน่วยงานเขาอาจจะยังมีความจำเป็นอยู่ ในการที่จะต้องคงไว้อยู่ที่ หน่วยงานนั้น ซึ่งเรื่องนี้การที่จะส่งคืนเงินทั้งหมดมาที่กระทรวงการคลัง แล้วก็ทำการ แจกจ่ายกลับออกไปผมมองว่าจะทำให้เกิดปัญหาในการทำงานของหน่วยงาน ในความ คล่องตัวนะครับ ผมมองว่ามันไม่มีความจำเป็นนะครับ แล้วก็รวมถึงความยืดหยุ่น ในการทำงาน การดำเนินงานของหน่วยงาน ซึ่งประเด็นนี้ก็อยากจะให้เพื่อนสมาชิกช่วยกันคิด ตรึกตรองให้ดีนะครับ แต่ว่าในประเด็นเรื่องความโปร่งใส ผมมองว่าเราสามารถที่จะบังคับให้หน่วยงานต่าง ๆ ทำรายงานเปิดเผยข้อมูลการใช้จ่ายของเงินนอกงบประมาณต่าง ๆ ต่อสาธารณชนได้นะครับ ซึ่งถ้าเกิดเป็นเงินส่วนไหนที่มันไม่กระทบต่อความมั่นคง ก็สามารถที่จะเปิดเผยได้ครับ ท่านประธาน🔗

ส่วนผมมีความเห็นเพิ่มเติมต่อเรื่องการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ก็คือว่า การเปิดเผยข้อมูลด้านรายจ่ายอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ เพราะว่ามันก็มีขาที่เป็นด้าน รายได้ด้วยนะครับ ซึ่งก็ควรที่จะเปิดมาด้วย เพื่อที่จะได้เห็นภาพรวมทั้งหมด แล้วก็นิยาม ตัวเลขทางการคลังต่าง ๆ ควรจะมีการปรับปรุงเสียใหม่ให้มีความทันสมัย เช่น คำนิยามของ ตัวเลขหนี้สาธารณะ งบลงทุน ซึ่งไหน ๆ ก็จะแก้ไขตัว พ.ร.บ. นี้แล้ว ก็ควรที่จะทำการ Update คำนิยามต่าง ๆ ให้มันทันสมัย เพื่อที่จะให้มันตรงตามสถานการณ์ เพราะว่าที่ผ่านมา ก็มีการถกเถียงกันมาตลอด ถกเถียงกันไม่จบว่าตัวนี้นิยามคำนี้มันคืออะไร เป็นอย่างไร ซึ่งก็จะทำให้การบริหารจัดการของรัฐมีความคล่องตัวสูงขึ้น กล่าวโดยสรุปนะครับ ท่านประธาน ผมมองว่าผมเห็นด้วยในหลักการภาพกว้างของร่าง พ.ร.บ. นี้ ในการที่จะทำให้ เกิดความโปร่งใสมากขึ้น แต่มีบางประเด็นที่ผมยังติดใจอยู่ ซึ่งผมก็เห็นควรที่จะส่งให้ ครม. ไปพิจารณา เพื่อที่จะให้มีความละเอียดรอบคอบ เพราะว่าเป็นหน่วยงานที่มีส่วนได้ ส่วนเสีย ในการที่จะทำให้ร่าง พ.ร.บ. นี้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นครับ ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ครับ🔗

นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ฉะเชิงเทรา

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ การทำทุจริตภาครัฐที่มีเรื่องร้องเรียนใน ป.ป.ท. เรา ปี ๆ หนึ่ง ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ เรื่อง เยอะมากนะครับ การที่ปล่อยให้มีสิทธิพิเศษ หรือมีข้อยกเว้นที่ไปตกลง กันเองกับหน่วยงานรัฐ กับกระทรวงการคลังลับหลังประชาชนแบบนี้ ผมคิดว่ามันทำให้เกิด ช่องทางในการทำทุจริตง่ายขึ้น เพราะประชาชนตรวจสอบไม่ได้ สภาก็ตรวจสอบยาก ประชาชนนี่หมดสิทธิครับ ถ้าอยู่ทางบ้านหมดสิทธิที่จะดู เพราะไม่ได้เปิดเผยในเอกสาร งบประมาณ นี่มันเป็นการเพิ่มช่องทางในการทำทุจริตหรือไม่ครับ ถ้าเราปิดตรงนี้ได้ ผมคิดว่าเป็นประโยชน์แน่ ๆ ยิ่งถ้าเงินตรงนี้มันไปอยู่กับหน่วยงานที่หัวหมอหน่อยนะครับ ก็กลายเป็นช่องทางเลี่ยงการตรวจสอบทันทีเลย เป็นช่องทางหาผลประโยชน์จากงานที่ไม่ได้ อยู่ในภารกิจตัวเองก็มี หรือถ้าเราเปรียบกับเอกชน นี่จะเรียกว่าเป็นช่องทางฟอกเงินของ หน่วยงานหัวหมอเหล่านี้ได้เลยนะครับ ตัวอย่างท่านประธาน กระทรวงกลาโหมครับ ที่มีรายได้นอกงบประมาณจำนวนมาก ซึ่งก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับภารกิจตัวเองเลย แถมมีรายได้ นอกงบประมาณเป็นอันดับหนึ่งของประเทศด้วยนะครับ เมื่อเทียบกับภารกิจที่ไม่ได้ เกี่ยวข้องกับของตัวเองเลย เมื่อเทียบกับภาครัฐทั้งหมด กระทรวงกลาโหมอันดับ ๑ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท รายได้ตรงนี้มันมาจากหลากหลายกิจกรรมที่กองทัพทำบนที่ดิน ราชพัสดุที่ตัวเองถือครองอยู่หลายล้านไร่ ซึ่งไม่ใช่ภารกิจของตัวเอง ผมย้ำอีกครั้ง ท่านประธาน หลักการและเหตุผลของการมีเงินนอกงบประมาณคืออะไรครับ อย่างแรกก็คือ เพื่อเสริมรายได้ให้กับภารกิจ จะได้ทำภารกิจได้เต็มที่ กระทรวงกลาโหมก็งบเยอะเป็นอันดับ ต้น ๆ อยู่แล้วครับ แหล่งรายได้นอกงบประมาณของกระทรวงกลาโหมไม่เกี่ยวข้องและไม่ได้ หนุนเสริมการปฏิบัติภารกิจของกระทรวงกลาโหมเลย อย่างที่ ๒ ความสำคัญ หลักการ และเหตุผล เพื่อให้ดำเนินการได้ต่อเนื่องและมีอิสระ กระทรวงกลาโหมจะมีอิสระจาก การบริหารภาครัฐไม่ได้อยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องเป็นอิสระอยู่แล้วครับ ข้อ ๓ เพื่อให้ สามารถเบิกจ่ายได้คล่องตัว กระทรวงกลาโหมไม่ได้มีความจำเป็นจะต้องเบิกจ่ายอะไร อย่างคล่องตัวตลอดเวลา ประเทศก็ไม่ได้อยู่ในสภาวะสงครามด้วย เพราะฉะนั้นนี่มันเสี่ยงต่อ การทำทุจริตคอร์รัปชันชัดเจนเลย สรุปก็คือจริง ๆ แล้วกระทรวงกลาโหมไม่มีความจำเป็น ที่จะต้องมีรายได้นอกงบประมาณเลยด้วยซ้ำ แต่กระทรวงกลาโหมวันนี้มีรายได้นอก งบประมาณปีละ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งแค่รายได้ตรงนี้ก็มากกว่างบประมาณทั้งปี ของกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน กระทรวง DE กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการต่างประเทศ หลายเท่า รายได้ นอกงบทั้งหมดกองทัพไม่เคยนำมาสมทบกับงบประมาณของตัวเองเลยสักปีเดียว เท่านั้นไม่ พอท่านประธาน กระทรวงกลาโหมไปออกข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการเงิน ปี ๒๕๕๔ ไปแบ่งเงินนอกงบประมาณออกเป็น ๒ ประเภทอีก เขาให้มีประเภทเดียว นี่ไปแบ่งของตัวเองเป็น ๒ ประเภท ประเภทแรก ก็คือแบบทั่วไป ก็คือเงินนอกงบประมาณ ในความหมายปกติที่ตามกฎหมายทั่วไปเขาทำกัน ประเภทที่ ๒ คือเงินนอกงบประมาณ ซึ่งกระทรวงกลาโหมและส่วนราชการที่ขึ้นตรงต่อกระทรวงกลาโหมจะออกข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง หรือคำชี้แจงได้เอง พูดง่าย ๆ ก็คือ ยกเว้นตัวเองเอาไว้ให้มีความเป็นลักษณะ พิเศษ พิเศษตรงตรวจสอบไม่ได้นี่ล่ะ แล้วก็ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีมาตรวัดเลยว่าเงินตรงไหนจะ เป็นประเภท ๑ เงินแบบไหนควรเป็นประเภท ๒ ไม่มีหลักเกณฑ์ครับ อยากจะให้อันไหนเป็นประเภท ๑ ก็เป็น อยากจะให้อันไหนเป็นประเภท ๒ ก็เป็น เวลาน้อย ท่านประธาน ผมเอาตัวอย่างสักโครงการหนึ่งครับ EEC ครับ ทุกท่านรู้จักดี โครงการพัฒนา เศรษฐกิจที่กองทัพไปเอี่ยวด้วยเฉยเลย ไปเอี่ยวในโครงการมหานครการบินภาคตะวันออก หรือโครงการที่เราจะยกระดับสนามบินอู่ตะเภาเป็นสนามบินนานาชาติแห่งที่ ๓ ทำบนที่ดิน ราชพัสดุ ๖,๕๐๐ ไร่ หลายคนสงสัยครับว่ากองทัพเรือไปเกี่ยวอะไรกับเขาด้วย นั่นนะสิครับ ผมก็สงสัยท่านประธาน ไม่ใช่ภารกิจแน่ ๆ ที่ดินราชพัสดุก็เป็นของกรมธนารักษ์ ไม่ใช่ของ กองทัพเรือ แต่ว่าแค่กองทัพเรือเอาไปถือครองใช้ประโยชน์อยู่เท่านั้นเอง ซึ่งก็ไม่ได้ใช้ ประโยชน์ในการทำภารกิจตัวเองอยู่แล้วด้วย ปัญหาคือ ทร. ไม่ยอมคืนที่ดินตรงนี้ ไม่ยอมคืน ที่ดินตรงนี้ให้กับ EEC ไปทำสนามบินอู่ตะเภาต่อ อ้างสิทธิว่าตัวเองถือครองอยู่ เพื่อเข้าไป เอี่ยวผลประโยชน์ตรงนี้กับ EEC เขาด้วย กองทัพเรือทำได้ก็แค่ยินยอมให้กับ EEC เอาไปใช้ ประโยชน์ทำโครงการของตัวเอง มูลค่า ๒๙๐,๐๐๐ ล้านบาท EEC พอได้ที่ดินมาแล้วจาก การยินยอมของกองทัพเรือ ก็ต้องหาเอกชนมาทำโครงการครับ กองทัพเรือก็สอดหน้าเข้ามา จัดการประมูลหาผู้รับเหมาให้ EEC สุดท้ายได้ผู้ชนะ ก็คือ UTA หรือว่า บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด ซึ่งก็เป็นการรวมทุนระหว่าง บางกอกแอร์เวย์ BTS แล้วก็ ซิโน-ไทย UTA ชนะประมูลต้องทำสัญญาแบบ PPP ครับ ได้สัมปทานไป ๔๗ ปี กับ EEC แต่กองทัพเรือก็มาเสนอหน้าเซ็นสัญญาแทนให้กับ EEC สิ่งที่กองทัพเรือได้คืออะไร ไม่ได้ช่วยฟรี ๆ หรอกครับ กองทัพเรือได้อะไร ได้ประโยชน์จากสัญญาที่ EEC ทำกับ UTA ทั้งค่าธรรมเนียม ค่าเช่าที่ดินราชพัสดุ ๔๗ ปี รายได้อื่น ๆ ที่จะเข้าประเทศทั้งหมดจะต้อง แบ่งให้กองทัพเรือส่วนหนึ่ง ต่อมาครับ EEC จะต้องหาเอกชนมาทำระบบสาธารณูปโภค ทั้งระบบไฟฟ้า ระบบน้ำ ระบบน้ำเสียโน่น นี่ นั่น เพื่อป้อนให้กับท่าอากาศยานอู่ตะเภา บนที่ดินประมาณ ๑๐๐ ไร่ กองทัพเรือก็ยังหวังดีอีกมาช่วยจัดการประมูลให้เหมือนเดิม สุดท้ายกองทัพเรือก็ได้ บริษัท บี.กริม มา หรือว่ามี B Power ทำสัญญากับ EEC ในสัญญา ที่จะต้องแบ่งรายได้ที่เป็นค่าเช่าที่ราชพัสดุ ค่าธรรมเนียม แล้วก็รายได้ต่อปีให้กับกองทัพเรือด้วย แทนที่จะได้เข้าประเทศเต็ม ๆ ประมาณการโดยรวมโครงการที่เกี่ยวกับสาธารณูปโภค ๒๕ ปี กองทัพเรือจะต้องได้เหนาะ ๆ เฉพาะโครงการสาธารณูปโภคนะครับ ๑๘,๔๔๖ ล้านบาท ที่วันนี้ได้มาเท่าไรแล้ว ก็ไม่มีใครรู้ อย่าว่าแต่เราไม่รู้นะครับ สตง. ก็ไม่รู้ครับ เพราะเป็นเงิน นอกงบประมาณประเภทที่ ๒ ท่านประธานนี่คือตัวอย่างของการใช้เงินนอกงบประมาณ ตัวอย่างของการที่ไปเปิดช่องให้หน่วยงานเอาช่องทางตรงนี้ไปหาผลประโยชน์ และไม่รู้ว่า เอาผลประโยชน์ไปทำอะไรด้วย เงินที่มาจากทรัพยากรของรัฐเอาไปหารายได้ แล้วก็ไป เข้าช่องทางที่ไม่มีใครมองเห็น แบบนี้ไม่เป็นประโยชน์ครับ แล้วก็เป็นปัญหาในการพิจารณา งบประมาณของเรามาก หวังว่าสภาจะรับหลักการ แต่ได้ข่าวว่าจะอุ้มใช่ไหมครับ ผมก็ไม่เข้าใจ หลัง ๆ นี่ท่านก็อุ้มเก่งเหลือเกินรัฐบาลท่าน จริง ๆ แล้วท่านเห็นกฎหมาย ที่ท่านวิโรจน์เสนอตั้งนานแล้ว มันจ่ออยู่ตั้งนานแล้วนะครับ ท่านก็แค่เสนอมาประกบก็จบแล้ว ท่านไม่มีเวลาไปร่างกฎหมายของตัวเองหรือครับ ไม่มีฝ่ายกฎหมายหรือครับ เดี๋ยวผมให้ยืม ไหมครับ แล้วอุ้มไปแบบนี้มันเสียเวลา แล้วเรารอมาตั้งนานเพื่อจะได้พิจารณากฎหมายนี้ แล้วก็ต้องมารออีก ๖๐ วัน แล้ว ๖๐ วัน ไม่รู้จะพิจารณาเสร็จหรือไม่หวังว่าอุ้มไปแล้ว จะกลับมาเร็ว แล้วก็หวังว่าจะทำกฎหมายมาประกบสักที ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญคุณ ชยพล สท้อนดี เชิญครับ🔗

นายชยพล สท้อนดี กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ชยพล สท้อนดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตหลักสี่ จตุจักร กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล เดี๋ยวขอสไลด์ขึ้นเลยครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายชยพล สท้อนดี กรุงเทพมหานคร

เรื่องของ พ.ร.บ. วินัยการเงิน การคลัง มันมีอยู่ประเด็นหนึ่งที่เจตนาไม่ได้ร้าย แต่กลับถูกบิดใช้ไปในทางที่ผิด การมี อิสรภาพในการบริหารเงินนอกงบประมาณที่ตั้งใจให้หน่วยงานต่าง ๆ มีความคล่องตัวในการ ใช้เงิน เพื่อพัฒนาบริการให้กับประชาชน กลับมีหน่วยงานที่ใช้ความคล่องตัวตรงนี้เป็นความ คล่องแคล่วในการหลบเลี่ยงการถูกตรวจสอบ แล้วเมื่อมีการตั้งคำถามจากสภาผู้แทนราษฎร ไปถึงรายละเอียดของเงินนอกงบประมาณที่ว่านั้น กลับไม่ได้รับคำอธิบายใด ๆ กลับมา อันเป็นที่มาของนิทานของผมในวันนี้ กับเรื่องไม่มีเสียงตอบรับจากเลขหมายที่ท่านเรียก🔗

สไลด์ต่อไปครับ เท้าความก่อน เงินนอกงบประมาณ ถ้าให้พูดง่าย ๆ เลย ก็คือเงินอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เงินที่ได้มาจากงบประมาณประจำปี ซึ่งสิ่งที่ผมอยากจะโฟกัส ในการอภิปรายในรอบนี้ ก็จะเป็นรายได้จากการให้บริการต่าง ๆ ของเดิม พ.ร.บ. วินัย การเงินการคลัง มาตรา ๖๑ ระบุว่าเงินนอกงบประมาณให้นำมาฝากที่กระทรวงการคลัง เว้นแต่ว่ามีกฎหมายกำหนดให้เป็นอย่างอื่น หรือมี MOU กับคลังเอาไว้เป็นอื่น เข้าใจ ในความจำเป็นที่ต้องคล่องตัว กฎหมายเดิมเพื่อให้หน่วยงานสามารถจัดเก็บรายได้ได้เอง นำเงินไปบริหารจัดการปรับปรุงการให้บริการ โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการขอเงินจากคลัง บ่อย ๆ เรียกว่าเจตนามันคือการเข้าใจกันว่าบางทีหน่วยงานต้องการความคล่องตัวในการ พัฒนาบริการ เพราะต้องรองรับการใช้เงินจากประชาชนค่อนข้างเยอะ ซึ่งแต่ละหน่วยงาน ก็จะมีเงินนอกงบประมาณกันราว ๑๐ ล้านบาทบ้าง ๑๐๐ ล้านบาทบ้าง แล้วแต่ว่าให้บริการ อะไร แล้วก็มีผู้ใช้บริการเยอะขนาดไหน เก็บเงินรายได้ได้มากขนาดไหน แต่พอเรียกชี้แจง อะไร ก็มีรายงานมาให้ดูบ้าง สามารถตอบคำถามได้บ้าง แต่ทีนี้คือมันมีอยู่หน่วยงานหนึ่ง ที่อาศัยความเข้าใจ ความที่เราเห็นอกเห็นใจกัน แสวงหาความคล่องแคล่ว เปลี่ยนช่องว่าง ให้ขยับตัวขยายเป็นห้องว่างแห่งความลับ อมเงินไว้หลักพันล้านบาท โดยไม่ยอมชี้แจงใด ๆ ซึ่งตัวการมันก็มีอยู่เพียงแค่หนึ่งเดียว คน ๆ นั้นก็คือ กองทัพไทยนี่เองครับ โดยเรื่องที่ผม อยากจะขอเข้าไปเน้นนะครับ คือจะเป็นที่มาของเงินนอกงบประมาณที่ผมอยากจะโฟกัส คือเรื่องของ MUX หรือใบอนุญาตให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ แล้วก็เรื่องของคลื่นวิทยุ ความถี่ทั้ง FM แล้วก็ AM MUX ใบอนุญาตการให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์เสมือนกับ ใบอนุญาตในการให้บริการท้องถนน โดยใครอยากที่จะมาเช่าเลน เพื่อที่จะใช้ในการเข็น Content ตัวเองออกสู่ช่องทีวี ก็สามารถที่จะมาเช่าถนนตรงนี้ได้ ขอสไลด์ขึ้นครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายชยพล สท้อนดี กรุงเทพมหานคร

และตัวละครเอกในนิทานของเรา คงหนีใครไม่พ้น นอกจากสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง ๕ ชื่อก็ดูคิดเป็นอื่นไม่ได้จริง ๆ ใคร ๆ อ่านก็ต้องคิดเหมือนกันว่ามันเป็นของกองทัพบกอย่างแน่นอน เพราะแม้แต่ใบอนุญาต ยังถูกขอในนามของกองทัพบกเลย แต่มันก็ต้องงง เพราะหากเป็นของกองทัพบกจริง รายได้และทรัพย์สินทั้งหมดต้องถูกรวมอยู่ในงบของกองทัพบกด้วย และต้องถูกตรวจสอบ โดย สตง. แต่ไม่เคยมีสักครั้งหนึ่งเลยที่ สตง. สามารถเข้าไปตรวจสอบตัวช่อง ๕ ได้ แล้วถึงตอนหลังมาพอเปลี่ยนเป็นทีวี Digital ต้องไปทำตาม พ.ร.บ. ใหม่ ก็คือ พ.ร.บ. ของทีวี Digital ที่ต้องส่งงบการเงินให้กับ กสทช. ก็เคยให้ กสทช. ได้ตรวจสอบเพียงแค่ ครั้งเดียวเท่านั้น แล้วหลังจากนั้นก็ไม่มีอีกเลย พอถามช่อง ๕ ขอดูรายงานการเงิน บอกให้ไป ถาม กสทช. พอถาม กสทช. ก็บอกให้ไปถามช่อง ๕ นี่มันเรื่องตลกอะไรครับ นี่มันคือจังหวะ เกรงใจเทนนิสคู่ผสมหรือครับ บอลตกลงเส้นตรงกลางเกรงใจกันไปมา ไม่มีใครกล้ารับลูกสักคน🔗

สไลด์ถัดไปครับ นอกจากนั้น ช่อง ๕ ยังเป็นเจ้าของ MUX ถึง ๒ ใบ ที่ช่องอื่น เขาได้กันแค่เจ้าละใบเท่านั้น โดยอ้างว่า เพราะว่าเป็นช่องทีวีสาธารณะเพื่อความมั่นคง มั่นคงอีกแล้วครับ ก็เป็นเจ้าเดียวที่ใช้คำว่าความมั่นคงประกอบ จึงต้องได้ใบอนุญาตมากกว่า คนอื่น แบบนี้รายได้มันจะสูงกว่าคนอื่นขนาดไหน🔗

สไลด์ถัดไป เดี๋ยวมาดูผังรายการกัน เดี๋ยวตรงนี้ผมขอไปเร็ว ๆ เลย เนื่องจาก ท่านเอกราชได้พูดตรงนี้ไปแล้ว ที่อ้างว่าเป็นความมั่นคง มันก็มีเรื่องของความมั่นคง ถ้าเกิดเรื่องของความมั่นคง มันจะมีความมั่นคงอยู่แค่ ๖ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นของผังรายการ ทั้งหมด ก้อนใหญ่ ๆ ก็จะเป็นรายการเรื่องของข่าว Variety กีฬา ละคร บันเทิง สารคดีอะไร พวกนี้ มันเพื่อความมั่นคงกันขนาดไหนเชียว มันมีกันอยู่แค่ ๖ เปอร์เซ็นต์ แล้วขนาดมีเรื่อง ของข่าวบันเทิง เรื่องของละคร ข่าวต่าง ๆ ยังทำ Rating ได้แค่ที่ ๑๘ ของตาราง รั้งท้าย ตารางเลยนะครับ อย่างนี้มันจะมีประโยชน์อะไร🔗

ขอสไลด์ถัดไป ถ้าเราดูค่าเช่าที่ช่อง ๕ จะต้องจ่ายให้กับ กสทช. รวมทั้ง ช่องธรรมดาและช่อง HD จ่ายค่าเช่ารวม ๆ กันแล้วราว ๑๔ ล้านบาทต่อเดือน แปลว่ารายได้ ที่แท้จริงมันต้องสูงกว่านี้เป็นแน่ แต่ไม่เคยมีการชี้แจงอะไรต่อประชาชน หรือต่อสภาผู้แทนราษฎร เลยแม้แต่นิดเดียว แบบนี้ กสทช. ปล่อยใบ MUX ออกมาได้อย่างไร แล้วให้ถึง ๒ ใบ ตรวจสอบไม่เคยได้ ได้ครั้งหนึ่ง บอกให้ก็ได้ว่าได้ครั้งหนึ่ง แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีเลย แล้วพอ เรียกชี้แจง ก็ยิ่งชี้แจงไม่ได้ใหญ่ เป็นเงินนอกงบประมาณที่นอกออกไปไกล นอกจนแม้กระทั่ง นอกเลยออกไปจากสายตาของผู้แทนราษฎรยังมองไปไม่ถึง🔗

ต่อมาผมอยากขอพูดถึงเรื่องของคลื่นวิทยุกันบ้าง เพราะถ้าเกิดพูดถึงเรื่อง ของคลื่นทีวี เราจะไม่มีทางลืมเรื่องของคลื่นวิทยุไปได้ ตั้งแต่เด็กจนโตเราก็คงจะได้ยินคำว่า คลื่นวิทยุกระจายเสียงกองทัพบกเรื่อย ๆ เมื่อเราฟังวิทยุกัน จะฟังช่องไหน ก็ต้องได้ยินคำนี้ กันอยู่เรื่อย ๆ เดี๋ยวเราลองมาดูตารางต่อไปนี้กัน ขอสไลด์ขึ้นครับ กระทรวงกลาโหมพอรวม ทุกหน่วยงานภายใต้กระทรวงกลาโหมเข้าด้วยกัน จำนวนคลื่นวิทยุทั้ง FM และ AM ที่ได้รับ การจัดสรรมีมากถึง ๒๐๑ ช่อง มากกว่าตัวกรมประชาสัมพันธ์อีกที่มีเพียง ๑๒๗ ช่อง คือมันจัดสรรกันอย่างไร ทำไมหน่วยที่มีชื่อว่าประชาสัมพันธ์อยู่ในชื่อกลับมีช่องวิทยุที่น้อย กว่าหน่วยงานด้านความมั่นคง ที่หนักกว่านั้นคือ เรื่องของคลื่นวิทยุไม่เคยได้รับการตรวจสอบ ไม่เคยได้รับการชี้แจง แล้วไม่รู้เลยว่ารายได้มีเท่าไร ไม่มีใครสามารถแตะอะไรได้เลย แล้วกิจการดำเนินการกันมานานเท่าไรแล้ว แล้วรายได้มีเท่าไรแล้ว เงินที่ได้จากทรัพยากร ของชาติถูกใช้ไปเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มคนไร้หน้าไปเท่าไรแล้ว ก็ไม่มีใครรู้ได้เลย เอาสไลด์ ลงครับ🔗

เดี๋ยวผมขอสรุปเลยแล้วกันครับ นี่ละจึงเป็นความสำคัญที่ทำไมเราถึงได้ต้อง ยกเลิกข้อกฎหมายที่ปล่อยให้หน่วยงานสามารถทำ Deal ลับแลกับกระทรวงการคลังได้ เข้าใจในเจตนาของกฎหมายเดิมที่ต้องการมอบความคล่องตัวให้กับหน่วยงานต่าง ๆ แต่ทีนี้ คือมันมีปลาไหลหลุดเข้ามาในเข่งด้วยตัวหนึ่ง ตัวเดียวเท่านั้นที่พาปลาเน่าไปทั้งเข่ง ผมจึงอยากขอให้ทุกท่านรับร่างพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังนี้ และในกฎหมายเชิงลึก ก็สามารถที่จะมาคุยกันในเชิงรายละเอียดต่อได้ในชั้นกรรมาธิการในวาระถัด ๆ ไป เพราะหากไม่มีการแก้ไข แล้วยังมีหน่วยงานปลาไหลหลบเลี่ยงหลีกเลี่ยงการตรวจสอบกัน ต่อไป มันก็คงไม่เป็นผลดีต่อประเทศอย่างแน่นอน เพราะงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ มันมากถึงระดับ ๑,๐๐๐ ล้านบาท มันถึงเวลาแล้วที่เราต้องอุดรู ปิดช่องว่าง และกำจัด พฤติกรรมเมินความรับผิดชอบต่องบประมาณในส่วนนี้ และพอกันทีกับการทิ้งให้ประชาชน ต้องเคว้งคว้างกับคำว่าไม่มีเสียงตอบรับจากเลขหมายที่ท่านเรียก ขอบคุณครับ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน (รองประธานสภา ผู้แทนราษฎร คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม)
นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านฐิติมา ฉายแสง เชิญครับ🔗

นางฐิติมา ฉายแสง ฉะเชิงเทรา

กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ฐิติมา ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา เขต ๑ พรรคเพื่อไทย วันนี้ดิฉัน ขอเป็นผู้หนึ่งที่มีส่วนร่วมในการอภิปรายถึงร่างพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งขณะนี้เรากำลังพิจารณาถึงเรื่องว่าประเด็นที่เอามาถกเถียงกันนี้ เป็นเรื่องของเงินนอกงบประมาณของหน่วยงานรัฐ ซึ่งใน พ.ร.บ. ที่นำเสนอกันอยู่ขณะนี้ มันมีอยู่ ๗ มาตรา ตอนนี้ที่เราพูดถึงกันอยู่ มาตรา ๓ มาตรา ๕ มาตรา ๗ ดิฉันไม่ติดใจอะไร เพราะว่ามาตรา ๓ ก็บอกไปถึงเรื่องของการที่ให้นำรายงานยอดคงค้างดังกล่าวมาเสนอต่อ สาธารณะผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของกระทรวงการคลัง มาตรา ๕ ก็เช่นเดียวกัน ก็บอกว่า เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้เปิดเผยรายงานดังกล่าว ต่อสาธารณะผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของกระทรวงการคลัง อันนี้ไม่ติดใจเลยค่ะท่านประธาน แต่ว่าดิฉันติดใจในมาตรา ๔ กับมาตรา ๖ ซึ่งมาตรา ๔ บอกว่า ให้ยกเลิกความในวรรคสอง ของมาตรา ๖๑ ซึ่งเป็นพระราชบัญญัติฉบับปัจจุบันอยู่ แล้วบอกว่าให้ใช้ความดังต่อไปนี้แทน บอกว่าเงินนอกงบประมาณของหน่วยงานภาครัฐให้นำมาฝากไว้ที่กระทรวงการคลัง เว้นแต่ จะมีกฎหมายกำหนดไว้อย่างอื่น อันนี้ฝากไว้ที่กระทรวงการคลังนะคะ และมาตรา ๖ ก็เช่นเดียวกัน ก็บอกว่า กำหนดให้ความตกลงระหว่างหน่วยงานของรัฐกับกระทรวงการคลัง ที่เกิดขึ้นก่อนร่างพระราชบัญญัตินี้ที่เรากำลังพูดถึง ใช้บังคับเพื่อให้เงินนอกงบประมาณ ไม่ต้องฝากไว้ที่กระทรวงการคลังให้สิ้นผลไป ตรงนี้ละค่ะที่สามารถสรุปได้ว่าทุกหน่วยงาน ของรัฐเลยที่มีเงินนอกงบประมาณ ทั้งที่จะเป็นหน่วยที่มาขอรับงบประมาณ หรือไม่ ขอรับงบประมาณก็ตาม จะต้องนำเงินมาฝากกับกระทรวงการคลัง ตรงนี้ที่ดิฉันติดใจมาก ก็คือท่านลองคิดดูนะคะว่า ปัจจุบันหน่วยงานของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนก็ดี กองทุน สงเคราะห์เกษตรกร กองทุนฟื้นฟู กองทุนความปลอดภัยบนท้องถนน นี่ก็มีเป็นเงินนอก งบประมาณ มหาวิทยาลัยก็มีเงินนอกงบประมาณ รัฐวิสาหกิจ เช่น การประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค การรถไฟ อะไรก็แล้วแต่ มีเงินนอกงบประมาณทั้งสิ้นนะคะ หน่วยงานศาล องค์กรอิสระก็มี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ ก็มี ทุกที่รวมกันแล้ว เป็นงบประมาณตอนนี้ที่มาของบประมาณกับรัฐบาล ๕.๖๗ ล้านล้านบาทเลย แต่ยังมีที่มัน มากไปกว่านั้นอีก ไม่พูดถึง สิ่งที่ดิฉันติดใจก็คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนี่ละค่ะ ที่แน่นอนเขาจะหารายได้ของเขาได้เอง เช่น เขาอาจจะหาจากเรื่องภาษี ภาษีป้ายก็ดี ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างก็ดี ท่านทราบไหมคะว่า ถ้าเขาเอาเงินนอกงบประมาณของเขาทั้งหมดมาให้กับกระทรวงการคลัง เขาจะมีเงินในการที่จะบริการสาธารณะได้ทันท่วงทีได้อย่างไร อาจจะต้องมานึกถึง ความคล่องตัว จำเป็นต้องนึกค่ะ เพราะว่าเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นต้นปี งบประมาณ เขายังเก็บภาษีป้าย หรือภาษีที่ดินสิ่งปลูกสร้าง ยกตัวอย่างนะคะ ยังได้ไม่เพียงพอ ที่จะมาทำการบริการสาธารณะ ดิฉันเลยขอเสนอ ต้องเสนอว่าเรามาพบกันครึ่งทางได้ไหมคะ การที่จะให้เขาเอาเงินนอกงบประมาณมาให้หมดเลย แล้วเขาไม่เหลือเลย มันไม่มีทาง ที่จะเป็นไปได้หรอก เขาต้องบริหารจัดการด้วย เป็นไปได้ไหมคะที่พบกันครึ่งทางว่า แต่ละ หน่วยงานเขาจะมีภารกิจของเขา เขาจะต้องมีการวางแผนของเขา ไม่ว่าจะวางแผน ๓ ปี ๕ ปี ก็ว่ากันไป ให้เขาเก็บเงินของเขาไว้ทำใช้จ่ายในเรื่องภารกิจที่เขาวางแผนไว้ แล้วก็มีเงิน ส่วนหนึ่งที่เป็นเงินสำรองในกรณีฉุกเฉินเขาก็มีอยู่แล้ว แต่ถ้าเกิดให้เขาเอาเงินทั้งหมด มาให้กับกระทรวงการคลัง แล้วมาคอยเบิกกับกรมบัญชีกลางทีละนิดทีละหน่อย เมื่อไรมันจะ สามารถทำได้ท่านประธาน จึงต้องพิจารณาตรงจุดนี้ ดิฉันขอเสนอว่า ให้พิจารณาในเรื่องนี้ว่า ให้เขาสามารถที่จะมีเงินเพียงพอในการที่จะบริหารจัดการของเขาตามแผนงานของเขา อันนี้ละค่ะคือขอต่อรองว่า ถ้าจะออกกฎหมายแก้กฎหมายตรงนี้ ก็ขอให้คำนึงถึงพี่น้อง ที่ทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เขาจะมีเงินสะสมของเขา คือหน่วยงานราชการ ท่านประธานคะ เขาไม่มีเงินสะสมอะไรแบบนี้นะคะ พอเวลาเกือบจะจบปีดีกว่า เกือบจะจบปี เขาก็จะใช้เงินที่เขาไม่สามารถสะสมได้ เพราะมันต้องคืนคลัง เขาจะใช้เงินกันแหลกลาญเลย นะคะ แล้วก็ปิดไป อาจจะทำการสัมมนาอะไรไม่รู้ เราจะเห็นว่าสัมมนาเยอะแยะไปหมด เพื่อใช้ เงินให้หมดไป เพราะฉะนั้นตรงนี้หน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เขาสามารถสะสมได้ แล้วก็สามารถเอามาบริหารจัดการได้ ถ้า พ.ร.บ. นี้ผ่านโดยที่เงิน นอกงบประมาณนี้ มันจะต้องไปสู่กระทรวงการคลังหมดเลย ดิฉันคิดว่ามันก็จะไม่มีเงิน นอกงบประมาณอีกต่อไปแล้ว ถูกไหมคะ ไม่มีอีกต่อไปแล้ว ท่านประธานคะ เพราะมันไปอยู่ ที่กระทรวงการคลังหมด ดังนั้นดิฉันจึงคิดว่าขอให้พิจารณาในประเด็นนี้ด้วยค่ะท่านประธาน ขอบพระคุณมากค่ะ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไป ท่านชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร เชิญครับ🔗

นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมขออภิปราย สนับสนุนหลักการของร่างพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ท่านประธานครับ OECD หรือว่าองค์การเพื่อความร่วมมือและพัฒนาเศรษฐกิจ ได้มี การศึกษาและเผยแพร่หลักการพื้นฐานทางกฎหมายการคลัง เพื่อใช้ในการตรากฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับการงบประมาณไว้ทั้งหมด ๑๐ ประการ ผมคงไม่กล่าวถึงหลักการทั้งหมด ให้ยืดยาวครับ ผมขอหยิบเพียงแค่ ๑ หลักการสำคัญนะครับ ก็คือเรื่องของความโปร่งใส🔗

หลักการโปร่งใสนะครับ ก็คือว่า การดำเนินการทางการคลังของฝ่ายบริหาร ซึ่งก็คือรัฐบาลต้องเป็นไปอย่างโปร่งใส โดยต้องมีการเปิดเผยข้อมูลทางการคลังต่อ สาธารณชนภายในเวลาที่กำหนดโดยไม่ล่าช้า และถ้าผมจะสรุปหัวใจสำคัญของการเสนอร่าง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฉบับนี้ออกมาเป็น Keyword สั้น ๆ นะครับ ผมสามารถสรุปได้ ด้วยคำว่า โปร่งใส คำเดียวครับ ปัญหาของความไม่โปร่งใส ไม่ตรงไปตรงมาที่ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มุ่งจะแก้ไขมีอย่างน้อย ๒ ส่วนหลัก ๆ ครับ คือ ๑. ในส่วนของการสร้างภาระผูกพัน ตามมาตรา ๒๘ และ ๒. คือส่วนของเงินนอกงบประมาณนะครับ ในส่วนของการสร้างภาระ ผูกพันตามมาตรา ๒๘ นั้น รัฐบาลที่เข้ามาเป็นฝ่ายบริหารสามารถใช้อำนาจโดยมอบหมาย ให้หน่วยงานของรัฐทำมาตรการหรือโครงการตามนโยบายของรัฐบาล โดยไปควักเงินของ หน่วยงานออกไปก่อน โดยรัฐบาลก็ต้องรับภาระที่จะชดใช้ค่าใช้จ่าย หรือการสูญเสียรายได้ ในการดำเนินโครงการนั้นนะครับ แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น ก็คือให้กระทำได้เฉพาะกรณีที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจตามกฎหมาย แล้วก็อยู่ ภายในขอบเขตแห่งวัตถุประสงค์ของหน่วยงานนั้น ๆ นะครับ ต้องเน้นและขีดเส้นใต้คำว่า ต้องอยู่ในหน้าที่และอำนาจตามกฎหมาย และอยู่ภายในขอบเขตวัตถุประสงค์ของหน่วยงาน นั้น ๆ ด้วยนะครับท่านประธาน ไม่ใช่ว่านึกอยากจะเอาไปแจกก็เอาไปแจกนะครับ การแก้ไข ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ เพิ่มความโปร่งใส โดยเพิ่มในมาตรา ๒๘ ด้วยการเติมข้อความว่า ให้รายงานยอดคงค้างดังกล่าวต่อสาธารณะผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของกระทรวงการคลัง ยอดคงค้างดังกล่าวนี้ ก็คือภาระผูกพันที่ได้ดำเนินไปตามนโยบายของรัฐที่รัฐไปสั่งให้ หน่วยงานของรัฐทำ อันนี้ก็คือเป็นการยกระดับความโปร่งใสให้กับระบบงบประมาณ ท่านประธานครับ เงินงบประมาณที่เราเพิ่งผ่านการพิจารณาวาระที่ ๑ ไปเมื่อ ๓ สัปดาห์ ก่อน ของปี ๒๕๖๘ ก็คือเป็นงบประมาณที่มองเห็น มีแสงสว่างส่องถึงเท่านั้นนะครับ ยังมีเงิน ก้อนใหญ่อีกก้อนหนึ่งที่เรียกว่า เงินนอกงบประมาณ ซึ่งแสงสว่างส่องไม่ถึง จึงไม่ค่อยจะเห็น คนหยิบมาพูดมากนัก เพราะว่ามันมองไม่เห็นครับ ผมจะขอลงรายละเอียดอภิปรายในส่วนที่ ๒ ในส่วนนี้ก็คือเงินนอกงบประมาณครับ เงินนอกงบประมาณตาม พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง พ.ศ. ๒๕๖๑ ก็คือบรรดาเงินทั้งปวงที่หน่วยงานของรัฐจัดเก็บ หรือได้รับไว้เป็นกรรมสิทธิ์ ตามกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ หรือจากนิติกรรม นิติเหตุ หรือกรณีอื่นใดที่ต้องนำส่งคลัง แต่มีกฎหมายอนุญาตให้สามารถเก็บไว้ใช้จ่ายได้โดยไม่ต้องนำส่งคลัง ซึ่งในนี้ก็รวมไปถึง รายได้แล้วก็เงินกู้ของหน่วยงานรัฐด้วยนะครับ รวมถึงเงินที่รัฐบาลอุดหนุน ตลอดจนเงินทุน หมุนเวียน ซึ่งเป็นเหมือนกระเป๋าเงินอีกใบหนึ่งของหน่วยงานรัฐนะครับ เงินนอกงบประมาณนี้ จึงเป็นเงินก้อนสำคัญที่รัฐใช้ แล้วก็มีบทบาทสำคัญมากต่อระบบการคลังเช่นเดียวกันกับ ระบบงบประมาณ แต่ที่พิเศษกว่าก็คือสะดวกใช้ครับ มีความยืดหยุ่นสูงมาก หน่วยงาน สามารถใช้จ่ายได้อย่างอิสระ ไม่ต้องได้รับการอนุมัติจากฝ่ายนิติบัญญัตินะครับ ต่างจาก กระบวนการงบประมาณปกติ ถ้าถามว่าทำไมต้องมีเงินนอกงบประมาณ เราก็ทราบกันดี อยู่ครับว่า งบประมาณแผ่นดินนั้นมีอยู่อย่างจำกัด เงินนอกงบประมาณก็มีไว้ใช้สำหรับเป็น ส่วนเสริมรายได้ที่ไม่เพียงพอจากงบประมาณแผ่นดิน โดยเฉพาะภารกิจของหน่วยงานที่ไม่ สามารถพึ่งแหล่งรายได้จากงบประมาณของรัฐเพียงอย่างเดียวได้ ก็ให้ทำตามภารกิจของ หน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพนะครับ เช่น สำนักงานประกันสังคมที่มีการสมทบเงินของ ผู้ประกันตนเข้ามา นี่ก็ถือว่าเป็นเงินนอกงบประมาณนะครับ เพราะว่าเงินจากงบประมาณ ของรัฐอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอนะครับ ก็มีการสมทบมาจากทั้งผู้ประกันตนแล้วก็นายจ้าง ด้วย นี่เป็นตัวอย่าง แต่สิ่งที่ต้องแลกมาครับ ก็คือการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณจะอยู่ นอกเหนือกระบวนการพิจารณางบประมาณตาม พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี อันเป็นกลไกที่สภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบการจัดสรรการใช้จ่ายงบประมาณ ถึงแม้ว่า พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ ปี ๒๕๖๑ มาตรา ๑๐ กำหนดไว้ว่า งบประมาณประจำปีที่เสนอต่อ รัฐสภา ต้องมีรายงานเกี่ยวกับสถานะเงินนอกงบประมาณนะครับ แต่ว่าแผนการใช้เงิน นอกงบประมาณโดยรวมของหน่วยรับงบก็รายงานกันแต่ภาพโดยรวม การพิจารณาการใช้ เงินนอกงบก็จะอยู่นอกขอบเขตของการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณประจำปี ปัญหา ก็คือว่า ถามว่าเงินนอกงบประมาณมีได้ไหม มีได้ครับ แต่ต้องโปร่งใส ไม่อย่างนั้นมันจะเกิด ปัญหาแบบนี้ครับท่านประธาน ผมขอเปรียบเปรยอุปมาง่าย ๆ ครับว่า รัฐไทยเป็นเสมือน ครอบครัวหนึ่งนะครับ มีพ่อ แล้วก็ลูก ๓ คน มีรัฐบาล ซึ่งเป็นคนที่มีอำนาจในการจัดสรร งบประมาณเป็นเสมือนพ่อ หน่วยงานรัฐเป็นลูก มีลูกคนโต ลูกคนกลาง ซึ่งมีรายได้ หารายได้ เองได้นะครับ แต่ก็เก็บเอาไว้ไม่ยอมบอก ไม่ยอมให้พ่อรู้ แล้วก็มาขอสตางค์จากพ่อ บอกว่า ต้องใช้เงินไปซื้อโน่น ซื้อนี่ ต้องใช้เงินเท่านั้น เท่านี้ มาขอสตางค์พ่อทุกเมื่อเชื่อวันนะครับ แต่ก็มีลูกคนเล็กอีกคนหนึ่ง ซึ่งยังหาเงินไม่ได้ ยังไม่มีรายได้ ต้องสมัครเรียน ต้องซื้อหนังสือ แต่พ่อไม่สามารถจัดสรรเงินให้กับลูกคนเล็กได้อย่างเพียงพอ เพราะว่าต้องมาแบ่งให้พี่คนโต กับพี่คนกลางที่มีรายได้ กลายเป็นว่าพี่คนโตกับพี่คนกลางอู้ฟู่ไปเลยนะครับ ดังนั้นขณะที่ น้องชายคนเล็กขาดโอกาสไป ท่านประธานครับ นี่คือภาพปัญหาเงินรายได้นอกงบประมาณ ที่ไม่ต้องเอามาสมทบของรายจ่ายประจำปีนะครับ ขอสไลด์ขึ้นด้วยนะครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แบบบัญชีรายชื่อ

รายงานเงินนอกงบประมาณ ในปัจจุบันจริง ๆ มันยังขาดรายละเอียดอยู่มากนะครับ แล้วข้อมูลในการใช้จ่ายเงิน นอกงบประมาณ ในเอกสารงบประมาณมีรายงานข้อมูลเฉพาะส่วนที่นำเงินนอกงบประมาณ มาสมทบ อันนี้อ้างอิงจากข้อมูลงบประมาณ เดี๋ยวผมจะขอใช้เวลาเลยสักครู่นะครับ ท่านประธาน จากเอกสารล่าสุดของปี ๒๕๖๘ เป็นข้อมูลที่ล่าช้าของปี ๒๕๖๖ เราจะเห็นว่า มีหน่วยงานรับงบประมาณ ๓,๐๐๐ หน่วยงาน มีเงินนอกงบประมาณ มีรายได้จากเงิน งบประมาณ ๒,๘๔๕ หน่วยงาน แต่มีการสมทบเงินนอกงบประมาณมาเข้ากับงบประมาณ รายจ่ายเพียงแค่ ๑.๗๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก ยิ่งไปกว่านั้นนะครับ หน่วยงานของรัฐที่ได้รับจัดสรรเงินมาเป็นเงินอุดหนุน ไม่ว่าจะเป็นรัฐวิสาหกิจ ทุนหมุนเวียน องค์การมหาชนอะไรก็แล้วแต่ สามารถเอาเงินงบประมาณรายจ่ายที่ได้รับจัดสรรไปแล้วใช้ ไม่หมด เหลือจ่าย เก็บไว้เป็นรายได้เงินนอกงบประมาณได้ โดยที่ไม่ต้องนำส่งคืนคลัง เนื่องจากกฎหมายให้อำนาจในการบริหารงบประมาณได้อย่างอิสระนะครับ🔗

ขอไปสไลด์ถัดไปด้วยนะครับ ท่านประธานครับ ผมมีข้อมูลการเติบโต ขยายตัวของเลขเงินนอกงบประมาณมาให้ท่านดูนะครับ ตัวเลขเส้นสีชมพูด้านบนคือ ตัวเลข เงินนอกงบประมาณในภาพรวม ซึ่งเราจะเห็นว่ามันขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ แทบจะเป็นอัตรา คงที่ไปเลย ส่วนเส้นสีฟ้าทางด้านล่างก็คือ เงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี จากข้อมูลนี้เรา เห็นได้ชัดว่า Gap หรือช่องว่างของเงินนอกงบประมาณกับเงินงบประมาณประจำปีนั้น กว้างขึ้นเรื่อย ๆ ในปี ๒๕๖๓ ประมาณ ๙๔๘,๐๐๐ ล้านบาท ยังไม่ทะลุ ๑ ล้านล้านบาท แต่ปี ๒๕๖๔ ก็ทะลุ ๑ ล้านล้านบาทขึ้นไปแล้วนะครับ แล้ว Gap ปี ๒๕๖๕ ก็ทะลุไปที่ ๑.๗ ล้านล้านบาท และปีถัดไปในปี ๒๕๖๖ ก็ทะลุ ๒ ล้านล้านบาทขึ้นไปแล้วครับ🔗

ขอหน้าถัดไปด้วยนะครับ เรามาดูเงินงบประมาณเปรียบเทียบกับเงิน นอกงบประมาณของแต่ละหน่วยงาน จะเห็นว่าหลายหน่วยงานมีเงินนอกงบประมาณอยู่ เป็นจำนวนมาก ซึ่งบางหน่วยงานก็เข้าใจได้ครับ ยกตัวอย่างเช่น ประกันสังคมของกระทรวง แรงงาน ซึ่งเงินส่วนมากก็เป็นเงินของสำนักงานประกันสังคม เป็นเงินของผู้ประกันตน เงินของ กระทรวง อว. ซึ่งส่วนมากก็เป็นของมหาวิทยาลัย เงินของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งส่วนมาก ก็เป็นเงินของโรงพยาบาลรัฐนะครับ แต่ก็มีคำถาม ยกตัวอย่าง กองทุนหมุนเวียนจำเป็น ที่จะต้องมีเงินนอกงบประมาณถึง ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทไหม แล้วก็มาขอเงินงบประมาณ อีกประมาณ ๑๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนะครับ หรือว่ากระทรวงกลาโหม กระทรวงคมนาคม จำเป็นที่จะต้องมีเงินนอกงบประมาณถึง ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทไหม จุดเริ่มต้นในการตรวจสอบและตอบคำถามเหล่านี้ได้ ก็คือความโปร่งใสและข้อมูลของ เงินนอกงบประมาณที่ถูกต้อง แน่นอนครับว่าเงินนอกงบประมาณมีได้ แต่ย้ำอีกครั้งครับ ว่าต้องโปร่งใสนะครับ🔗

ผมจะไปที่สรุปแล้วนะครับ ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติเรามีปัญหา ซึ่ง สส. ที่ได้พิจารณางบประมาณ ทุกท่านน่าจะทราบกันดีว่าเรายังไม่มีข้อมูลรายได้ เงินนอกงบประมาณอย่างเพียงพอ แล้วก็การที่หน่วยรับงบมีรายได้เงินนอกงบประมาณ แน่นอนมันมีข้อดีครับ ว่าทำให้การดำเนินการคล่องตัว แต่มันจะเป็นประโยชน์ของ ประเทศชาติอย่างยิ่งครับ ถ้าหากเงินนอกงบประมาณที่เกินหรือว่าเหลือ สามารถเอามา สมทบงบประมาณรายจ่ายประจำปี เพื่อลดภาระทางการคลังของงบประมาณได้นะครับ นอกจากนี้ การที่รัฐบาลให้ส่วนราชการสำรองจ่ายตามมาตรา ๒๘ ก็เป็นรูปแบบหนึ่งของ การใช้เงินที่ไม่ได้อยู่ในงบประมาณเช่นกัน ซึ่งก็จำเป็นต้องทำให้โปร่งใส แล้วมันก็จะถูกแก้ไข โดย พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฉบับนี้นะครับ เป็นหลักการสำคัญของประชาธิปไตยก็คือ ความโปร่งใสที่เปิดโอกาสให้ประชาชน เจ้าของภาษี สภาผู้แทนราษฎรได้มีส่วนตรวจสอบ แล้วก็รู้เห็น รับรู้ ตรวจสอบได้อย่างครบถ้วนภายใต้มาตรฐานทางการเงินเดียวกัน ผมจึงขอให้เพื่อนสมาชิกช่วยกันสนับสนุนหลักการความโปร่งใส แบบไม่ต้องอุ้มของ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เพื่อนำไปสู่การลดภาระทางการคลัง แล้วก็ช่วยให้การจัดสรร งบประมาณที่มาจากภาษีของประชาชนทำได้อย่างคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น ขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ก็พยายามรักษาเวลานะครับ ต่อไปท่านเชตวัน เตือประโคน เชิญครับ🔗

นายเชตวัน เตือประโคน ปทุมธานี

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เชตวัน เตือประโคน สส. พรรคก้าวไกล จังหวัดปทุมธานี พื้นที่เทศบาลเมืองคูคต เมืองลำสามแก้ว และเมืองลาดสวาย ผมขอร่วมอภิปรายสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. วินัยการเงิน การคลัง ซึ่งหลักใหญ่ใจความ ๓-๔ มาตราที่มีการแก้ไขนั้น ก็เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้เกี่ยวกับเรื่องการใช้งบประมาณของหน่วยงานรัฐ🔗

และอีกเรื่องครับท่านประธานที่เพื่อนสมาชิกได้พูดไปแล้ว ซึ่งผมจะเสริม เล็กน้อย นั่นก็คือเรื่องของเงินนอกงบประมาณที่ร่างฉบับนี้ได้ไปยกเลิกในส่วนที่เป็นข้อตกลง ระหว่างหน่วยงานกับกระทรวงการคลัง ซึ่งแต่เดิมไม่ต้องนำเงินนอกงบประมาณส่วนนี้ ไปฝากไว้กับกระทรวงการคลังก็ได้นะครับ แล้วเราก็ได้กำหนดให้หน่วยงานรัฐต้องมีกฎหมาย เกี่ยวกับการใช้เงินนอกงบประมาณตรงส่วนนี้ ซึ่งเพื่อนสมาชิกก็ได้พูดไปแล้ว ร่างฉบับนี้ จะช่วยทำให้เงินนอกงบประมาณ โดยเฉพาะหน่วยงานที่มีเงินก้อนนี้อยู่มากจนแทบ จะเรียกได้ว่าเป็นคลังสมบัติอย่างกองทัพนั้นมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ที่สำคัญครับ ถ้าร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่าน จะเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปกองทัพ โดยเฉพาะในส่วนของ การยกเลิกการทำธุรกิจของกองทัพ ซึ่งก็เป็นนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ด้วย ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกได้พูดไปแล้วเรื่องเงินนอกงบประมาณ ว่าอาจทำให้มีความยืดหยุ่น ในการเบิกจ่ายใช้คล่องตัว สำหรับหน่วยงานอื่น ๆ ตรงนี้พอเข้าใจได้ครับ แต่ทีนี้พอมาดู หน่วยงานอย่างกองทัพที่มีเงินนอกงบประมาณสูงถึงปีละ ๑.๕ ถึง ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ระดับนี้นะครับ ตัวเลขขนาดนี้ ถ้าเอาเงินตรงนี้ไปเป็นเงินอุดหนุนเด็ก เดือนละ ๖๐๐ บาท ๐-๖ ปี ซึ่งน่าจะใช้เงินอยู่ที่ประมาณปีละ ๑๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท จะสามารถอุดหนุนเด็ก ๐-๖ ปี ได้ทุกคนเดือนละ ๖๐๐ บาทเลยครับ ทีนี้เด็กนี่กว่าจะเบิก กว่าจะอะไรได้ต้องกรอก เอกสารเต็มไปหมดเลยนะครับ แต่เงินนอกงบประมาณของกองทัพใช้กันอย่างฉลุยเลย ท่านประธาน ยืดหยุ่น คล่องตัว ช่องว่างตรงนี้ละครับที่ทำให้กองทัพใช้เป็นช่องทาง ในการสั่งสมความมั่งคั่งที่ยากต่อการตรวจสอบ อย่างสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง ๕ เพื่อนสมาชิกพูดไปแล้ว เป็นแหล่งสะสมความมั่งคั่งของกองทัพบก อย่างกรณีโครงการ เขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือ EEC เพื่อนสมาชิกพูดไปแล้ว ก็เป็นแหล่งสะสมความมั่งคั่งของ กองทัพเรือ หรือเดี๋ยวจะมีการพูดถึงเรื่องบ่อน้ำมันฝางของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ก็เป็นความมั่งคั่งของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม รวมถึงเมื่อสักครู่เพื่อน ๆ ก็พูดถึง คลื่นวิทยุของกองทัพต่าง ๆ ซึ่งก็เป็นความมั่งคั่งของแทบจะทุกเหล่าทัพ เหล่านี้คือ สิ่งที่เราน่าจะสามารถเรียกได้นะครับว่ามาจากการทำธุรกิจกองทัพ หรือเป็นสิ่งที่ภาษา วิชาการนะครับ ขออนุญาตอ่านนะครับ ใช้คำว่า เสนาพาณิชย์นิยม หรือ Commercialism ซึ่งหมายถึงการที่ทหารเข้าไปเกี่ยวข้องกับการประกอบการทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นระดับชาติ หรือระดับ ในกองทัพเอง ท่านประธานครับ ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่แม้จะไม่ใช่ เงินนอกงบประมาณของกองทัพ แต่เป็นแหล่งซึ่งเป็นที่สั่งสมความมั่งคั่ง และในมุมมองของ พวกเราพรรคก้าวไกลก็เห็นว่าเป็นธุรกิจกองทัพ แม้คนในกองทัพเขาจะใช้คำว่า เป็นสวัสดิการภายในก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการฌาปนสถาน สวัสดิการบ้านพักรับรอง สวัสดิการการจัดซื้ออาวุธปืนเป็นต้น ท่านประธานครับ แต่ที่ผมอยากจะพูดและอยากจะเน้น ชี้ให้เห็นในที่นี้นั่นก็คือสวัสดิการภายในที่เรียกกันว่า สนามกอล์ฟกองทัพ ผมไม่ได้มีปัญหา อะไรกับกีฬากอล์ฟครับท่านประธาน ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับเรื่องการจัดสวัสดิการด้วย ไม่ได้ มีปัญหากับการจัดสวัสดิการให้ทหารนะครับ แต่คำถามของผมในส่วนนี้ก็คือว่า การที่แต่ละ เหล่าทัพมีสนามกอล์ฟมากมาย ต้องมีกำลังพลส่วนหนึ่งไปดูแลบริหารสนามกอล์ฟนั้น มันใช่ ภารกิจหน้าที่ของทหารหรือไม่ ท่านอาจจะบอกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเงินนอกงบประมาณครับ ผมเข้าใจ ท่านอาจจะบอกว่าเรื่องนี้เป็นสวัสดิการภายในกองทัพ เพราะ ๑. ผู้มาใช้บริการ ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการมากกว่าคนนอก ๒. เปิดปิดในเวลาราชการ และ ๓. เรื่องของทำเล ที่ตั้งครับ ผมเข้าใจครับ แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ผมแค่จะชี้ให้เห็นว่า ต่อให้ผู้มาใช้บริการที่เป็นคนนอก แค่เพียง ๔๙ เปอร์เซ็นต์ มีข้าราชการทหารมากกว่า ๕๑ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป อย่างไรก็ตาม มันก็เป็นเรื่องของการหาเงิน มันก็เป็นเรื่องของการทำธุรกิจใช่หรือไม่ครับ แล้วกองทัพ มีความจำเป็นมากแค่ไหนที่จะต้องมีสนามกอล์ฟมากมายขนาดนี้ครับ ในการชี้แจงของ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการถ่ายโอนธุรกิจของกองทัพ ซึ่งผมก็นั่งอยู่ใน กรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ด้วย พอถามคำถามอย่างนี้ว่า ทำไมกองทัพต้องมีสนามกอล์ฟ คำตอบที่ได้รับครับ คือ ข้อ ๑ เป็นสวัสดิการทหาร ให้ทหารได้ออกกำลังกาย ข้อ ๒ ครับ เป็นเรื่องของการบริหารพื้นที่ ท่านประธานน่าจะเคยได้ยินนะครับ เป็นเรื่องของการบริหาร พื้นที่ เป็นเรื่องของความมั่นคง และข้อ ๓ ครับ เป็นพื้นที่สำหรับรับรองบุคคลสำคัญ รับรองนาย ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกครับ ฟังแล้วรู้สึกอย่างไรครับ คิดเห็นเป็นประการใด ทหารออกกำลังกายด้วยการตีกอล์ฟ ถามหน่อย มากน้อยขนาดไหนกันเชียว สนามกอล์ฟ เป็นเรื่องของความมั่นคงอย่างไรครับ ผมคิดว่าหลาย ๆ ท่านก็น่าจะมีคำถามเรื่องนี้ และสุดท้ายถ้าจะรับรองแขกบ้านแขกเมือง หรือบุคคลสำคัญ เราพาแขกบ้านแขกเมือง พาบุคคลสำคัญนั้น ไปตีกอล์ฟที่สนามกอล์ฟของเอกชน ไม่หรูหราหมาเห่า หรือเวอร์วัง อลังการกว่าหรือครับ แล้วท่านครับ ในกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ด้วย เป็นครั้งแรกนะครับ ที่ได้รับการชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องสนามกอล์ฟที่แต่ละเหล่าทัพมี เดี๋ยวผมจะชวนไปดูครับว่า แต่ละเหล่าทัพมีขนาดไหน เริ่มเลยครับ ที่กองทัพบก สไลด์มาครับ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายเชตวัน เตือประโคน ปทุมธานี

กองทัพบกมีสนามกอล์ฟทั้งหมด ๔๐ แห่ง ผมพยายามรวมนะครับ แต่ไม่ครบแน่ ๆ ได้ประมาณ ๑๒,๐๐๐ กว่าไร่ ที่สำคัญ ยอด Hit แน่นอนครับ รามอินทรา สวนสนประดิพัทธ์ เขาชะโงก ภาณุรังษี ซึ่งหลาย ๆ ที่ก็มีการจัดทำเป็นสวัสดิการเชิงธุรกิจแล้ว ขอต่ออีกนิดครับ อันนี้เป็นของกองทัพบกนะครับ ๔๐ สนาม กองทัพเรือมีสนามกอล์ฟทั้งหมด ๔ แห่ง รวมพื้นที่ ๒,๓๕๐ กว่าไร่ ๔ สนามนะครับ ราชนาวีบางนา ราชนาวีศาลายา ที่ทับละมุ แล้วก็ที่พลูตาหลวง ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจนะครับ ทีมงานผมไปตรวจค้นมาพบว่ากองทัพเรือมีมากกว่านี้🔗

สุดท้ายครับ กองทัพอากาศมีทั้งหมด ๑๓ สนามนะครับ และแน่นอนว่า สนามธูปะเตมีย์ที่ผมเคยพูดถึงบ่อย ๆ และสนามกานตรัตน์หรือสนามงู ที่อยู่ใกล้ประชิดติด Runway ของสนามบินดอนเมืองนั้น ก็เป็น Highlight สำคัญ สนามกอล์ฟกองทัพอากาศ มีที่ทั้งหมดรวมกันก็ประมาณ ๔,๐๐๐ กว่าไร่ ท่านประธานครับ หลายพรรคการเมือง มีนโยบายเรื่องการปฏิรูปกองทัพ ซึ่งในรายละเอียดก็มีอยู่หลายเรื่อง หลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการลดจำนวนนายพล ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการเพิ่มสวัสดิการทหารชั้นผู้น้อย รวมถึงสิ่งที่เรียกว่ายกเลิกการทำธุรกิจของกองทัพด้วย ผมเข้าใจว่าร่างกฎหมายฉบับนี้อาจไม่เกี่ยวกับเรื่องสนามกอล์ฟของกองทัพโดยตรง เพราะเป็นสิ่งที่เป็นสวัสดิการภายใน แต่ปฏิเสธไม่ได้ใช่หรือไม่ครับว่า สนามกอล์ฟนั้นก็เป็น ธุรกิจอย่างหนึ่ง ทหารไม่ควรทำธุรกิจ ทหารควรเป็นทหารอาชีพ กำลังคนควรใช้ไปกับ การเตรียมพร้อมรบ พร้อมในเรื่องของความมั่นคง เราไม่ควรทำให้กองทัพถอยห่างจาก การเป็นทหารอาชีพไปสู่การเป็นนักกอล์ฟอาชีพครับ และผมเชื่อว่าร่าง พ.ร.บ. วินัยการเงิน การคลังฉบับนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นเรื่องการยกเลิกธุรกิจกองทัพ ทำให้กองทัพโปร่งใสตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปกองทัพอย่างที่หลาย ๆ พรรคการเมืองพูดไว้ อย่างที่พวกเรา ทุก ๆ คนอยากเห็น เพราะฉะนั้นครับ อย่าอุ้มเลยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ เชิญครับ🔗

นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดศรีสะเกษ ก่อนอื่นก็ต้องขออนุญาตชื่นชมทางเพื่อนสมาชิกนะครับ ขออภัยที่เอ่ยนาม ไม่เสียหายครับ ที่ท่านวิโรจน์และคณะได้ยื่นพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยมีเจตนาที่จะทำให้การใช้จ่ายเงินงบประมาณและการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณเป็นไป อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลมากยิ่งขึ้นครับ ก็ขออนุญาตชื่นชมครับ สำหรับร่าง พระราชบัญญัติดังกล่าว ถ้าพูดถึงในสรุปก็ประมาณ ๒ ส่วนนะครับ🔗

ส่วนหนึ่ง คือเรื่องของการเปิดเผยข้อมูล ซึ่งก็มีการกำหนดเรื่องของ การเปิดเผยเอาไว้ว่า อยากให้เปิดเผยผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งปัจจุบันนี้ผมเข้าใจว่า หน่วยงานของรัฐก็มีการนำเสนออยู่แล้ว แต่อาจจะไม่ได้มีวิธีการนำเสนอที่แน่นอน อาจจะเป็นการแถลงข่าว หรือใช้วิธีอื่นใด แต่ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็กำหนดให้มีการใช้ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ในการเปิดเผย และอีกส่วนหนึ่งที่เป็นการเปิดเผย ขออนุญาตกล่าวถึง ก็คือเรื่องรายงาน มาตรา ๗๖ บอกว่า เมื่อมีรายงานแจ้งต่อคณะรัฐมนตรี เมื่อคณะรัฐมนตรี มีมติรับทราบรายงานแล้ว ให้เปิดเผยรายงานดังกล่าวต่อสาธารณชน มันมีประเด็นอยู่บ้างนะครับ เพราะว่ากระทรวงการคลังเมื่อเสนอทำรายงานสถานการณ์หนี้สาธารณะ หนี้ภาครัฐ ความเสี่ยงทางการคลัง ในวันสิ้นปีงบประมาณเวลากระทรวงการคลังทำเสนอต่อ ครม. ก็จะเป็นการเสนอโดยรายละเอียด ถ้าหากว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้เขียนอย่างนี้ ก็หมายความว่า ไม่ว่ากระทรวงการคลังจะทำรายงานอะไรเสนอต่อ ครม. ก็ต้องเปิดเผย รายงานฉบับสมบูรณ์นั้นต่อสาธารณชนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ตรงนี้ก็อาจจะมีปัญหาบ้าง เนื่องจากรายงานบางเรื่องก็เป็นข้อมูลที่มีความอ่อนไหวสูง ส่วนนี้คิดว่าคงจะต้องมี การปรับปรุงให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้นครับ🔗

ส่วนที่ ๒ เป็นเรื่องเงินนอกงบประมาณครับ ก็เป็นที่ยอมรับครับว่า ปัจจุบัน เงินนอกงบประมาณมีจำนวนมากมายมหาศาล มากกว่างบประมาณเสียอีก ปัจจุบันก็มีอยู่ ประมาณ ๕-๖ ล้านล้านบาท เทียบกับงบประมาณปีปัจจุบันที่อยู่ที่ ๓.๗๕๒๗ ล้านล้านบาท เงินนอกงบประมาณก็มีปริมาณที่มากกว่ามากนะครับ และมีหน่วยงานที่มีเงินนอก งบประมาณถึง ๒,๘๐๐ กว่าแห่ง ถ้าหากว่ามีการเปลี่ยนแปลงให้เอาเงินมาฝากไว้ที่คลัง ทั้งหมด โดยที่ยังไม่มีมาตรการรองรับว่า เมื่อนำมาฝากแล้วการจัดการกับเงินจำนวนนี้ จะจัดการอย่างไร หน่วยงาน ๒,๘๐๐ กว่าแห่ง แล้วก็เป็นเงินจำนวนมากมายมหาศาล ๕-๖ ล้านล้านบาท การจะจัดการเปลี่ยนแปลงต้องมีมาตรการรองรับที่รอบคอบ ถ้ามิฉะนั้น เมื่อมีการให้นำเงินมาฝากไว้ที่กระทรวงการคลังทั้งหมดแล้ว แล้วค่อยมากำหนดมาตรการทีหลัง ก็อาจจะมีปัญหาในทางปฏิบัติได้ การใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณก็อาจจะมีปัญหา แต่ผมเห็น ด้วยครับว่า การใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณนั้น จะต้องมีการใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ มีประสิทธิผล แล้วก็มีความรอบคอบ ซึ่งผมก็มีความกังวลอยู่บ้าง โดยเฉพาะ ในมาตรา ๑๔๐ ของรัฐธรรมนูญ ผมขออนุญาตอ่านให้ท่านประธานฟังครับ เผื่อท่านประธาน จะได้ช่วยผมวิเคราะห์นะครับ มาตรา ๑๔๐ เขียนว่า การจ่ายเงินแผ่นดินจะกระทำได้ เฉพาะที่ได้อนุญาตไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย กฎหมายว่าด้วยวิธีการ งบประมาณ หรือกฎหมายเกี่ยวด้วยการโอนงบประมาณ กฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง หรือกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ ซึ่งโดยสรุปนะครับ เงินนอกงบประมาณ ก็ถือว่าเป็นเงินแผ่นดินอย่างหนึ่ง เมื่อเงินนอกงบประมาณเป็นเงินแผ่นดินเสียแล้ว การใช้ จ่ายเงินนอกงบประมาณก็ต้องทำตามมาตรา ๑๔๐ ของรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งผมไม่แน่ใจว่า การใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณในปัจจุบันนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๐ หรือไม่ ก็ขออนุญาตฝากประเด็นให้ทางท่านประธานช่วยพิจารณา หรือให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยกันพิจารณานะครับว่า ถ้าเงินนอกงบประมาณเป็นเงินแผ่นดิน การจัดการเงิน นอกงบประมาณจะจัดการอย่างไร ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่ขออนุญาตฝากท่านประธานครับ🔗

อีกประเด็นหนึ่ง ก็เป็นเรื่องของรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกันครับ เป็นเรื่องของ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๔ กับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๕ ว่าด้วยพระบัญญัติว่าด้วยการเงินนะครับ ผมขออนุญาตอ่านมาตรา ๑๓๔ ครับ เขียนว่า ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน หมายความถึง ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยเรื่องใดเรื่องหนึ่งดังต่อไปนี้ ใน (๒) การจัดสรร รับ รักษา หรือจ่ายเงินแผ่นดิน หรือการโอนงบประมาณรายจ่ายของแผ่นดิน ท่านประธานครับ มีการพูดถึงการรับ การรักษา หรือการจ่ายเงินแผ่นดิน ซึ่งเมื่อดูจากร่างที่เพื่อนสมาชิก ส่งมานะครับ มีการพูดถึงไว้ในมาตรา ๖๑ แก้มาตรา ๖๑ เขียนว่า เงินนอกงบประมาณของ หน่วยงานของรัฐให้นำมาฝากไว้ที่กระทรวงการคลัง เว้นแต่จะมีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น แต่ตัดคำว่า หรือได้ทำความตกลงกับกระทรวงการคลังเป็นอย่างอื่น เมื่อมีการตัดบทบัญญัติ ดังกล่าวออกไป ก็น่าจะเข้าข่าย คำว่า การจัดสรร รับ รักษา หรือจ่ายเงินแผ่นดิน ซึ่งก็น่าจะ ทำให้กฎหมายฉบับนี้ เป็นกฎหมายว่าด้วยการเงินครับ ซึ่งก็มีความจำเป็นที่ทางท่าน นายกรัฐมนตรีจะต้องรับไปพิจารณาว่าจะให้คำรับรองหรือไม่ครับ ก็เป็นประเด็นที่ ขออนุญาตฝากท่านประธานนะครับ แล้วก็ขออนุญาตให้ความเห็นไว้เพื่อประกอบการ พิจารณาของสภาแห่งนี้ครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านเบญจา แสงจันทร์ เชิญครับ🔗

นางสาวเบญจา แสงจันทร์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ดิฉัน เบญจา แสงจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลค่ะ ดิฉัน จะขออภิปรายสนับสนุนการขอเสนอแก้ไข พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ ในส่วนของ เงินนอกงบประมาณ ที่เพื่อนสมาชิกจากพรรคก้าวไกล คุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร และคณะ เป็นผู้เสนอ เนื่องจากเดิมทีกฎหมายนี้ได้เขียนเอาไว้ว่า เงินนอกงบประมาณให้ส่งคืน กระทรวงการคลัง เว้นเสียแต่ว่าจะมีกฎหมายหรือมีการทำข้อตกลงเอาไว้เป็นอย่างอื่น ซึ่งข้อความพ่วงท้ายดังกล่าวนี้เอง ที่ทำให้หน่วยงานอย่างกองทัพสามารถทำข้อตกลงเอาไว้ เป็นอย่างอื่นได้ โดยไปทำข้อตกลงเป็นเอกสารเพียง ๑ หน้าบ้าง ๒ หน้าบ้าง ๓ หน้าบ้าง กับกระทรวงการคลัง เพื่อเอาเงินระดับหมื่นล้าน ซึ่งเป็นเงินนอกงบประมาณของกองทัพไป บริหารจัดการเองได้ โดยที่ประชาชน ในฐานะที่เป็นเจ้าของเงินแผ่นดินต้องมานั่งมองตาปริบ ๆ แล้วประชาชนอย่างเรา ๆ ทุกคนนี่ละค่ะที่ต้องมาเป็นคนต้องแบกรับความเสี่ยงทางการคลัง และแบกรับภาระทางภาษีต่าง ๆ ไว้เสียเอง ท่านประธานคะ หลังจากการอภิปราย ในการตั้งกรรมาธิการศึกษาแนวทางการถ่ายโอนธุรกิจของกองทัพไปแล้วจากพรรคก้าวไกลนะคะ ทำให้สังคมสนใจประเด็นธุรกิจในกองทัพกันมากขึ้นค่ะ ภาพจำของธุรกิจของกองทัพอย่าง เจ้าของธุรกิจสถานีบริการน้ำมัน ๑๕๐ แห่ง เจ้าของสนามกอล์ฟอีก ๗๔ แห่ง ร้านสะดวกซื้อ ในค่ายทหาร ธุรกิจตลาดนัด ธุรกิจบ้านจัดสรร กิจการสโมสร โรงแรม สนามมวย สนามม้า ที่พักตากอากาศ โรงไฟฟ้า คลื่นความถี่ของสถานีวิทยุอีก ๒๐๕ คลื่น สถานีโทรทัศน์ ททบ.๕ ของกองทัพบกที่เป็นผู้ให้บริการโครงข่าย TV Digital ขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ การที่ กองทัพเป็นเจ้าของธุรกิจพลังงาน ทั้งโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มและกองทัพก็ยังเป็นเจ้าพ่อ อสังหาริมทรัพย์ที่จับจองเป็นเจ้าของที่ดินราชพัสดุขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศราว ๆ ๗ ล้านไร่ หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนที่ราชพัสดุทั่วประเทศ ๑๒.๕ ล้านไร่ ท่านประธานคะ นี่เป็น เพียงธุรกิจไม่กี่ธุรกิจที่ได้เปิดเผยออกไปและอยู่ภายใต้โครงสร้างขุมทรัพย์ของธุรกิจกองทัพ ดังนั้น หากถามว่ามีอะไรที่เป็นธุรกิจของกองทัพบ้าง อยากชวนทุกท่านคิดในมุมกลับค่ะว่า มีอะไรอีกบ้างที่กองทัพยังไม่ได้เข้าไปทำเลย ซึ่งหลายคนคงตอบกับทุกท่านตรงนี้ค่ะว่า ไม่มี และไม่มีธุรกิจใด ๆ เลยที่กองทัพไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะตั้งแต่เกิดจนตายแทบจะไม่มี ธุรกิจใดที่ไม่มีกองทัพเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเลย แม้แต่ตายแล้วยังมีธุรกิจที่รับประกอบกิจการ พิธีรับจ้างลอยอังคารนะคะ นี่คือรัฐสวัสดิการที่พวกเราฝันถึง ธุรกิจแบบนี้ ธุรกิจที่ตอบโจทย์ จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน แต่ธุรกิจครบวงจรที่เป็นจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอนนี้ มีเพียงแค่ในกองทัพเท่านั้น และคนที่ได้ประโยชน์ก็คือคนไม่กี่คนเพียงเท่านั้นค่ะ ท่านประธานคะ อีกธุรกิจที่ดิฉันจะต้องพูดถึงและไม่พูดถึงไม่ได้เลย ก็คือธุรกิจบ่อน้ำมัน ท่านประธานคะ บ่อน้ำมันที่ลุ่มแอ่งฝางดำเนินการมาแล้ว ๖๘ ปี ในอดีตก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ธุรกิจพลังงานเป็นธุรกิจที่สำคัญต่อการป้องกันประเทศ เพราะกองทัพไม่สามารถเคลื่อนทัพได้ ถ้าไม่มีน้ำมัน และดิฉันก็ไม่มีปัญหากับการที่กองทัพจะสำรองน้ำมันไว้ใช้เพื่อความมั่นคง และเพื่อป้องกันประเทศ แต่ท่านประธานคะ ปัจจุบันกองทัพจะอ้างเพื่อความมั่นคงไม่ได้อีกแล้ว เพราะน้ำมันดิบที่ลุ่มแอ่งฝางทั้งหมด รวมทั้งหมดวันนี้ที่ขุดขึ้นมา ๑๖ ล้านบาร์เรลจากปริมาณ น้ำมันดิบที่คาดการณ์ไว้ว่าจะมีถึง ๑๖๕ ล้านบาร์เรล โดยจากประมาณการยังมีน้ำมันดิบ ในลุ่มแอ่งฝางคงเหลืออีกประมาณ ๑๕๐ ล้านบาร์เรล ซึ่งก็สามารถที่จะขุดขึ้นมาใช้ได้อีกแค่ ๓๐-๕๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งดิฉันจะอธิบายสั้น ๆ ตรงนี้ว่า การขุดน้ำมันที่บ่อน้ำมันฝาง ขึ้นมาใช้นี้นะคะ มีโรงกลั่นที่บ่อน้ำมันที่นั่นที่ศูนย์ปิโตรเลียมภาคเหนือ แล้วก็กลั่นน้ำมันที่นั่น น้ำมันที่เหลือจากการกลั่น ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเตา น้ำมันดีเซล หรือว่าเป็น Naphtha ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ถูกส่งขายออกไปภายนอก เพื่อนำรายได้เข้ามาจัดสรรภายในกองทัพ แล้วแบบนี้จะบอกว่าเป็นการสำรองไว้เพื่อความมั่นคงในฐานทัพได้อย่างไร ท่านประธานคะ มูลค่าน้ำมันดิบอยู่ที่ ๑๖ ล้านบาร์เรลนะคะ ซึ่งราคาน้ำมันดิบประมาณนี้อยู่ที่ประมาณ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท และ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ มีความจำเป็นที่จะต้องจ่ายเข้าเป็น ค่าภาคหลวงประมาณ ๖,๐๐๐ ล้านบาท นี่ไม่ใช่การทำธุรกิจตรงไหนคะ มูลค่ามหาศาล ขนาดนี้ ต้องถามดัง ๆ ฝากท่านประธานไปยังกองทัพว่า ปัจจุบันตั้งแต่เริ่มขุดน้ำมันที่ฝาง เป็นต้นมา ๖๘ ปีแล้ว ณ วันนี้ กองทัพไม่เคยจ่ายค่าภาคหลวงให้กับรัฐเลยแม้แต่บาทเดียว และโรงกลั่นน้ำมันที่บ่อน้ำมันที่ฝาง กองทัพก็อ้างว่าไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากรัฐ แต่ดิฉันมีเอกสารหลักฐานอยู่ในมือ จากการตอบคำถามของ สส. ในสมัยนั้น ในปี ๒๕๐๐ ตอบในราชกิจจานุเบกษาว่า คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบประมาณให้ดำเนินการโรงกลั่นน้ำมัน ที่ฝาง ดังนั้นโรงกลั่นน้ำมันและธุรกิจบ่อน้ำมันที่ฝาง งบประมาณทั้งหมดในการจัดการมาจาก งบประมาณแผ่นดินและงบประมาณที่เป็นภาษีของพี่น้องประชาชนค่ะ ท่านประธานคะ ทำไมดิฉันพูดถึงเรื่องนี้ ข้อเสนอที่ดิฉันมีต่อกองทัพมาตลอด ก็คือกองทัพต้องปล่อยวาง จากธุรกิจนี้ แล้วทบทวนบทบาทที่แท้จริงของตนเอง แล้วก็ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มี ขีดความสามารถในด้านนี้เข้ามาบริหารจัดการ และกลับไปทำตามบทบาทหน้าที่ของตนเอง🔗

ท่านประธานคะ ท้ายนี้ดิฉันทราบมาว่ารัฐบาลจะอุ้มการพิจารณากฎหมายนี้ ไปอีก ๖๐ วัน ดิฉันอาจจะต้องให้ท่านวิโรจน์เสนอ พ.ร.บ. ป้องกันการปราบปรามและอุ้มหาย กฎหมายจากรัฐบาลแล้วค่ะ เพราะว่าการอุ้มหายกฎหมายของรัฐบาลเกิดขึ้นบ่อยครั้งมาก และนี่นับเป็นการเตะถ่วงการพิจารณากฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติ นอกจากจะเสนอให้สภา พิจารณาเรื่องการอุ้มหายกฎหมายและการเตะถ่วงกฎหมายอย่างจริงจังแล้ว ก็ต้องตั้งคำถาม ไปยังนายกรัฐมนตรีว่าท่านจะทำแบบนี้ทำไมคะ ทั้ง ๆ ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากทุก พรรค ทุกคน ทุกฝ่ายในสภาแห่งนี้ ทุกคนเห็นด้วยทั้งนั้นในการที่จะทำให้การแก้กฎหมายใน ครั้งนี้ และการใช้เงินนอกงบประมาณของกองทัพโปร่งใสและเกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ และทุกพรรคก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้ ท่านประธานคะ อย่างไรก็ตามดิฉันก็ต้องบอกว่าต้องติดตาม การลงมติในวันนี้ให้ดีค่ะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ท่านสุดท้าย ท่านศิริกัญญา ตันสกุล เดี๋ยวท่านผู้เสนอญัตติจะสรุปนะครับ ท่านสมาชิกที่อยู่ห้องกรรมาธิการ อยู่ด้านนอก เตรียมตัวเข้ามาในห้องประชุมนะครับ เชิญท่านศิริกัญญา ตันสกุล ครับ🔗

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพค่ะ ศิริกัญญา ตันสกุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขอร่วมอภิปราย ในการแก้ไขตัวร่าง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังนะคะ วันนี้หลาย ๆ ท่านก็อาจจะได้รับฟัง ในเรื่องของเงินนอกงบประมาณไปแล้ว ซึ่งเราก็ยังยืนยันว่าเงินนอกงบประมาณมีได้นะคะ เพียงแต่ว่าหน่วยงานไหนที่ได้มีการไปทำความตกลงกับกระทรวงการคลังเอาไว้อย่างเดียว อาจจำเป็นที่จะต้องมีกฎหมายรองรับ เพราะว่าเราได้ตรวจพบว่ามันมีการใช้เงิน นอกงบประมาณผิดประเภทแบบที่หน่วยงานอื่นไม่มี มีแค่หน่วยงานเดียวก็คือกระทรวงกลาโหม ที่มีระเบียบการเงินของกระทรวงกลาโหมเอง ที่ให้กำเนิดเงินนอกงบประมาณประเภทที่ ๒ ที่ไม่ต้องสนใจระเบียบใด ๆ ของหน่วยงานกลาง ทั้งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี หรือว่า กระทรวงการคลัง แต่ว่าสามารถที่จะใช้ระเบียบของตัวเองในการจัดการกับเงิน นอกงบประมาณได้ ดังนั้นหลาย ๆ ท่านที่อภิปรายและยังสับสนว่าตกลงเงินนอกงบประมาณ ที่เรากำลังพูดถึงนั้นคืออะไร ก็อาจจะต้องไปพิจารณาดูอีกครั้งหนึ่งว่า เงินนอกงบประมาณ ที่ท่านพูดถึงอาจจะมีกฎหมายรองรับอยู่แล้ว หรืออาจจะไม่ได้มีการทำข้อตกลง กับกระทรวงการคลังก็อาจจะเป็นไปได้ ดังนั้น ส่วนตรงนั้นเราไม่ได้เข้าไปแตะต้อง ไม่ได้เข้า ไปยุ่งเกี่ยวค่ะ แต่อีกส่วนหนึ่งที่วันนี้อาจจะมีผู้อภิปรายน้อยท่านนะคะ ก็คืออีก ๒ มาตราที่ เราพูดถึงการเปิดเผยข้อมูลให้เกิดความโปร่งใส ด้วยประสบการณ์ตรงของดิฉันเองที่ได้ถูก การปฏิเสธการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว เป็นที่มาให้เกิดการริเริ่มที่จะมีการแก้ไขตัว พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง เพื่อให้มีการเปิดเผยข้อมูลทั้งในส่วนของการที่รัฐบาลเป็นลูกหนี้ รอการชดเชยตามมาตรา ๒๘ ในส่วนนี้มันก็คือเงินที่รัฐบาลมักจะขอหยิบยืม หรือชอบใช้ คำว่า ทดรองจ่าย จากหน่วยงานรัฐด้วยกันเองไปก่อน โดยที่หน่วยงานรัฐเจ้าประจำที่มักจะ ถูกควักล้วงเงินออกไปใช้บ่อย ๆ นั่นก็คือ ธ.ก.ส. ค่ะท่านประธาน ทุกวันนี้ถ้าเราอยากที่จะ ทราบว่า ธ.ก.ส. เป็นเจ้าหนี้รัฐบาลไปเท่าไรแล้ว อย่างเดียวที่เราจะสามารถตามเจอได้ก็คือ รายงานความเสี่ยงทางการคลังที่มีการเปิดเผยแค่ปีละ ๑ ครั้ง ซึ่งมันก็มีปัญหาอีกว่ารายงาน ความเสี่ยงทางการคลัง ตามกฎหมายบอกเราว่าจะต้องเปิดเผยในทุก ๆ เดือนมีนาคม ของทุก ๆ ปี แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่า มีนาคมไม่เคยได้อ่านนะคะ ยกตัวอย่างเช่น รายงาน ความเสี่ยงทางการคลังประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๖ ถูก Upload ขึ้นบน Website ของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง วันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๗ ก็คือ ๓ เดือน Late จากที่ กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งเขียนไว้ใน พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังบอกว่าต้องเปิดเผย เดือนมีนาคม แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็คือว่า กระทรวงการคลังส่งไปให้บรรจุวาระให้มี การพิจารณาจากคณะรัฐมนตรีแล้ว คณะรัฐมนตรีไม่ยอมบรรจุวาระค่ะท่านประธาน และเตะถ่วงโดยใช้เหตุผลว่ามีการเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งการเปลี่ยน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเราก็ทราบดีอยู่ว่าเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม แต่รายงาน ที่ถูกส่งไปตั้งแต่เดือนมีนาคมกลับไม่ได้รับการพิจารณา เป็นต้น เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นไม่ใช่ของ ปี ๒๕๖๗ เป็นครั้งแรก รายงานความเสี่ยงทางการคลังของปี ๒๕๖๕ ก็ถูก Upload ในเดือน มิถุนายนของปี ๒๕๖๖ รายงานความเสี่ยงทางการคลังของปี ๒๕๖๔ ก็ถูก Upload ขึ้น ในเดือนสิงหาคมของปี ๒๕๖๕ แล้วก็ไม่มีปีไหนที่ Upload ตรงตามเวลาที่ควรจะเป็นเลย สักปีเดียว เมื่อย้อนหลังไป ๕ ปี ที่ดิฉันขอร้องมันก็เลยเป็นเรื่องที่ Basic มาก ๆ ว่าการที่ รัฐบาลเป็นหนี้กับหน่วยงานภาครัฐ ไม่ใช่หนี้สาธารณะด้วย แล้วมีปริมาณ มีมูลค่าสูงขึ้น เรื่อย ๆ โดยที่ไม่ได้มีการชำระคืนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย หรือว่าตามที่ได้รับการร้องขอ จนกระทั่งมีหนี้ในส่วนนี้รวมกัน ๑ ล้านล้านบาท เรียบร้อยแล้ว ซึ่งแน่นอนว่ามันก็ยังจะคงอยู่ ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ได้กำหนดไว้ แน่นอนว่ามันต้องอยู่ใต้กรอบนั้น เพราะว่า ถ้ามันเกินท่านก็จะไปขยับกรอบนั้นให้มันสูงขึ้น แน่นอนว่ามันอยู่ แต่ว่าในฐานะประชาชน ผู้เสียภาษี ในฐานะผู้แทนราษฎรที่จะต้องคอยตรวจสอบแทนประชาชน เราย่อมมีสิทธิที่จะรู้ ว่ารัฐบาลไปมีหนี้อย่างอื่นที่ไหนบ้าง ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้ถูกจำกัดความว่าเป็นหนี้สาธารณะก็ตาม และไม่ใช่ ธ.ก.ส. หน่วยงานเดียว ที่รัฐบาลติดหนี้นะคะ ออมสินก็เป็นเจ้าหนี้ของรัฐบาลสูงถึง ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ยังมีธนาคาร SME Bank มีธนาคาร EXIM Bank มีธนาคารออมสิน ธอส. อะไรอีกเยอะแยะมากมาย รวมไปถึงการรถไฟแห่งประเทศไทย และ ขสมก. ที่รัฐบาลก็ไปติดหนี้เขาด้วย ข้อมูลในส่วนนี้ เป็นสิ่งที่ประชาชนสมควรที่จะต้องได้รับการบอกเล่า หรือว่าเปิดเผยให้สาธารณชนได้รับรู้ค่ะ ท่านประธาน ดิฉันจึงขอร้องนะคะ แน่นอนว่ามันมีข้อมูลที่อ่อนไหว ดิฉันทราบดีว่ารายงาน ความเสี่ยงทางการคลังเล่มที่เข้า ครม. ไม่ใช่เล่มเดียวกับที่ถูก Upload มันมีการทำให้เป็น ฉบับเผยแพร่ ซึ่งสามารถกระทำได้ ดิฉันก็ไม่ติด เพียงแต่ว่าข้อมูลที่มีจำเป็นที่จะต้องมี ความครบถ้วนและจำเป็นที่ต้องได้รับการเปิดเผยต่อสาธารณะ อย่างน้อย ๆ ก็คือตามที่ได้มี การระบุไว้ในกฎหมาย รวมไปถึงรายงานสถานะหนี้สาธารณะ หนี้ภาครัฐ และความเสี่ยง ทางการคลังที่จะต้องมีการเปิดเผยใน Website อย่างตรงเวลานะคะ แล้วก็ตามที่กฎหมาย ได้ระบุไว้ด้วย มันถึงจะทำให้การคลังของประเทศ หรือว่าภาษีของประชาชนได้ถูกตรวจสอบ ว่ามีการใช้อย่างคุ้มค่า ทุกบาท ทุกสตางค์ค่ะท่านประธาน ดิฉันจึงขอยืนยันว่าดิฉัน รับหลักการในวาระที่ ๑ ของร่าง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ตามข้อบังคับข้อที่ ๗๕ ผู้เสนอมีสิทธิอภิปรายสรุปได้อีก ๑ ครั้งนะครับ ก่อนที่เราจะลงมติ ท่านวิโรจน์จะสรุปหรือไม่ครับ เชิญครับ🔗

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะ ผู้เสนอร่าง ผมคงใช้เวลาไม่มากครับ เพียงแต่ว่าอยากจะใช้เวลาในการสรุปตอบข้อซักถาม แล้วก็ความสงสัย แล้วก็ข้อมูลที่เพื่อนสมาชิกจากฟากฝ่ายรัฐบาลที่อาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อน ไปบ้างนะครับ ถ้าท่านจะเข้าใจคลาดเคลื่อนไปบ้าง จริง ๆ ก็ไม่อยากจะเสียเวลาครับ เพียงแต่ว่าผมต้องการให้ประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้านได้รับทราบข้อเท็จจริง แล้วก็ไม่เข้าใจ คลาดเคลื่อนไปตามการอภิปรายที่อาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อนเท่านั้นเองนะครับ🔗

เรื่องที่ ๑ ไม่ได้เสียหายอะไรครับ ท่านเพื่อนสมาชิก ท่านธนาธร โล่ห์สุนทร ไม่ใช่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นะครับ กับทางท่านฐิติมา ฉายแสง ผมว่าทั้ง ๒ ท่าน ก็มีความ กังวลประโยคในการแก้ไข พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังในครั้งนี้ ในส่วนที่ระบุว่าข้อตกลง ระหว่างหน่วยงานของรัฐกับกระทรวงการคลังที่เกิดขึ้นก่อนพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ก็คือ MOU ที่ผมบอกว่าเป็นกระดาษ A4 ไม่กี่หน้า แล้วก็เอาเงินนอกงบประมาณไปจัดการเอง จัดการเอง เออเองตามอำเภอใจ กฎหมายฉบับนี้ที่ผมเสนอแก้ไขก็คือว่า จะต้องให้เงิน นอกงบประมาณเหล่านี้ส่งคืนกลับมาที่กระทรวงการคลัง และข้อตกลงที่เป็นกระดาษ A4 ไม่กี่แผ่น ไม่กี่หน้า ให้สิ้นผลไป ผมเข้าใจว่าทั้งท่านธนาธร โล่ห์สุนทร แล้วก็ทางท่านฐิติมา อาจจะกังวลว่าหน่วยงานราชการก็อาจจะมีความกระวีกระวาดและมีภาระทางงานธุรการ ในการส่งมอบเงินนอกงบประมาณที่งุบงิบซุบซิบ ลึก ๆ ลับ ๆ คืนคลังโดยทันที ถ้าเกิดความ กังวลตรงนั้น ผมขอชี้แจงอย่างนี้เลยครับว่า กรณีของเงินนอกงบประมาณที่ทางท่านฐิติมา กังวลว่าเกี่ยวกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ดี กองทุนต่าง ๆ ก็ดี โดยเฉพาะกองทุนที่ใหญ่ ที่สุดครับ คือกองทุนประกันสังคม และสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ ก็ดี ซึ่งองค์กรและหน่วยงาน ต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนมีกฎหมายระดับพระราชบัญญัติของตนเองกำกับอยู่แล้ว มีการตรวจสอบ ทางบัญชี มีการเปิดเผยงบการเงินที่ Download ได้ อย่างเปิดเผยโปร่งใสอยู่แล้ว ดังนั้น ในวลีที่บอกว่า ถ้ามีข้อตกลงกับกระทรวงการคลังเป็นอย่างอื่น ตรงนี้ไม่ได้รับผลกระทบเลย หน่วยงานที่ได้รับผลกระทบ คือหน่วยงานที่กำลังชี้แจงกับกรรมาธิการงบประมาณปี ๒๕๖๘ อยู่นี่ คือกองทัพเสียเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น ผมยืนยันว่าความกังวลของทางท่านฐิติมา แล้วก็ ทางท่านธนาธร โล่ห์สุนทร ไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ เลย แต่อย่างไรก็ตาม ถ้ายังห่วง ความกระวีกระวาดว่ากองทัพจะส่งเงินนอกงบประมาณคืนคลังโดยทันทีแล้วจะเกิดปัญหา ก็ไม่เป็นไรครับ เพราะว่ากรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแก้ไขร่างกฎหมายฉบับนี้ ในชั้นกรรมาธิการก็สามารถที่จะแก้บทเฉพาะกาลให้ขยายเวลาเป็น ๑ ปี หรือจะกี่ปีก็ได้ ในการตรากฎหมาย ให้กองทัพต่าง ๆ มีระบบระเบียบในการตรวจสอบเงินนอกงบประมาณ อย่างถูกต้องตามหลักการทางบัญชี แล้วก็มีการเปิดเผยอย่างโปร่งใส แล้วก็จะสามารถ จัดการเงินนอกงบประมาณได้โดยที่ประชาชนไว้วางใจ กฎหมายฉบับนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีเงินนอกงบประมาณนะครับ แต่เรามุ่งที่จะทำให้ เงินนอกงบประมาณมีความโปร่งใสและได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ซึ่งจะทำให้ทาง รัฐบาล โดยท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐานี่ละครับ มีประสิทธิภาพในการจัดการเงินงบประมาณ ทั้งหมด ทั้งมวล ซึ่งทางดอกเตอร์ ชัยวัฒน์ จากก้าวไกล ก็ได้อภิปรายไปแล้ว ดังนั้นไม่ต้อง กังวลเลยครับ🔗

ต่อมาทางท่านจิตติพจน์นะครับ บางส่วนทางท่านศิริกัญญาก็ได้อภิปราย ชี้แจงไปแล้ว ในส่วนของรายงานความเสี่ยงทางการคลัง ที่ท่านบอกว่าอาจจะมีความอ่อนไหว จริง ๆ แล้วทางกระทรวงการคลังก็สามารถตัดประโยคบางส่วนภายใต้ข้อมูลที่ครบถ้วน ข้อมูลบทวิเคราะห์ต่าง ๆ ที่อาจจะทำให้ประชาชนตื่นตระหนกออกไปได้ แต่ข้อมูลต่าง ๆ ที่ครบถ้วนก็ควรจะให้ประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของเงินภาษีเป็นคนที่ต้องรับความเสี่ยงทางการคลัง รับทราบด้วย ถ้าอ่อนไหวขนาดที่ประชาชนรู้ไม่ได้ มันต้องตั้งคำถามกับตัวเองแล้วครับ อย่างนี้เรียกว่าอ่อนไหว หรือกระทำการบังอาจกับประชาชนผู้เป็นเจ้าของเงินภาษี บางครั้ง ก็เป็นเส้นบาง ๆ ที่ต้องขบคิด ดังนั้นถ้าเกิดเป็นเรื่องของความเห็นที่อาจจะสร้างความ ตื่นตระหนก ตัดทิ้งได้ครับ ลดทอนได้ครับ แต่ข้อมูลตัวเลขต่าง ๆ ผมคิดว่าควรจะเปิดเผย ให้กับประชาชนที่เป็นเจ้าของเงินภาษีและเป็นเจ้าของเงินแผ่นดินทราบอย่างครบถ้วน ซึ่งตรงนั้นไม่ใช่ปัญหา มีอีกเรื่องหนึ่ง ที่ทางท่านจิตติพจน์อภิปราย แล้วผมคิดว่าอาจจะเข้าใจ ผิด ก็คือการอ้างอิงถึงมาตรา ๑๖๒ ของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ที่ระบุว่าการแก้ไข พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังในฉบับนี้ เป็นการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเงิน ซึ่งต้องขอความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีก่อน ผมเรียนตรง ๆ ครับ ผ่านท่านประธานไปยัง ท่านจิตติพจน์ว่า ลองอ่านทุกมาตราที่ผมเสนอแก้ไขดูสิครับ ไม่มีมาตราใดที่เป็นการสร้าง ภาระทางงบประมาณเพิ่มเติม มาตรา ๑๖๒ จะใช้เฉพาะกรณีกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ ที่สร้างภาระทางงบประมาณเพิ่มเติมให้กับรัฐบาลเท่านั้น แต่การแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ของผม ที่เสนอไปในวาระนี้ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มความโปร่งใสในการจัดการเงินนอก งบประมาณ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อตัวนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเอง โดยที่ไม่ได้สร้าง ภาระทางงบประมาณเพิ่มเติมแต่อย่างใด ดังนั้น จึงไม่ได้เกี่ยวข้องไม่ได้เกี่ยวพัน แล้วก็ไม่ได้ ติดอุปสรรคใด ๆ เกี่ยวกับมาตรา ๑๖๒ แห่งรัฐธรรมนูญเลยครับ จากการอภิปรายของทาง ดอกเตอร์ ชัยวัฒน์ เราก็เห็นอยู่แล้วใช่ไหมครับว่าปริมาณเงินนอกงบประมาณมีการปรับตัว เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เราเห็นการอภิปรายของท่านเอกราช อุดมอำนวย ท่านเชตวัน ท่านชยพล แล้วก็อีกหลาย ๆ ท่าน ก็มีความกังวลในเรื่องของการจัดการเงินนอกงบประมาณ โดยเฉพาะ ของกองทัพครับ แล้วถ้าเกิดไปถามคณะกรรมาธิการงบประมาณปี ๒๕๖๘ หรือปีอื่น ๆ อ่านในรายงานข้อสังเกตทุกคนก็กังวล เพราะว่าเงินนอกงบประมาณที่ขาดความโปร่งใส ขาดมาตรฐานทางบัญชีที่ตรวจสอบได้ จะทำให้เกิดปัญหาในการจัดสรรงบประมาณที่ไม่ เป็นธรรมและขาดประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณ ซึ่งคนที่ต้องได้รับผลกระทบเชิงลบ ไม่ใช่ใครครับ ก็คือ ประชาชนที่เป็นเจ้าของเงินภาษี ดังนั้น ผมตอบได้ทุกข้อซักถามแล้ว ชี้แจงได้ทุกความคลาดเคลื่อนแล้ว ผมก็ไม่เข้าใจว่ารัฐบาลจะเอาเหตุผลอะไรมาอุ้มกฎหมาย ฉบับนี้เพื่อชะลอออกไปถึง ๖๐ วัน เหตุผลเดียวก็คือไม่ได้ขยันทำงาน ไม่ได้ตระ ไม่ได้เตรียม ไม่ได้สั่งงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในการร่างกฎหมายของรัฐบาลมาประกบ กลัวว่าฝ่าย ค้านจะได้หน้าได้ตา ผมไม่ได้กังวลเลยครับ ผมไม่ต้องการที่จะได้หน้าได้ตา ผมบอกตรง ๆ กับท่านประธาน แต่ผมต้องการให้เงินนอกงบประมาณฉบับนี้มีความโปร่งใส และเป็นประโยชน์กับรัฐบาล เป็นประโยชน์กับประชาชน อย่าคิดเรื่องหน้าเรื่องตาแล้วจะอุ้ม กฎหมายนี้ออกไปอีก ๖๐ วัน ทำไมครับ เพื่อให้ผ่านงบปี ๒๕๖๘ หรือครับ เพื่อให้งบกองทัพ อยู่ในลึกลับดำมืดอีกอย่างน้อย ๑ ปีงบประมาณหรือครับ ไม่ใช่เรื่องที่สมเหตุสมผล แต่อย่างใดเลย ผมจึงยืนยันแล้วฝากทางประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิก และผ่านไปยัง ตึกไทยคู่ฟ้าไปยังท่านนายกรัฐมนตรีด้วย จะอุ้มทำไม ๖๐ วัน เหตุผลเดียวคือขี้เกียจครับ ไม่ยอมทำงานครับ และผมฝากด้วยนะครับ ผมยังหวังนะครับ ว่าพรุ่งนี้ผมจะเห็น นายกรัฐมนตรี มาตอบกระทู้ถามสด ของท่านศิริกัญญา ขอบพระคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับท่านวิโรจน์ ท่านรัฐมนตรีเชิญครับ🔗

นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่านค่ะ🔗

(นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ขออนุญาต พาดพิงครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

พาดพิงชื่อท่าน ผมว่าไม่เสียหายกระมังครับ เสียหายหรือไม่ครับ🔗

นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

เสียหายครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญครับ🔗

นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

สาเหตุที่ผมต้องใช้สิทธิ พาดพิงนะครับ จริง ๆ ผมอยากจะแค่อภิปราย เพราะว่าก็เป็นการวิเคราะห์เป็นการดูเรื่อง กฎหมายนะครับ แต่ว่าเรื่องดังกล่าวทำให้เกิดความเสียหายครับท่านประธาน เนื่องจากทาง ท่านวิโรจน์ ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านอ้างว่าสาเหตุที่ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ไม่เป็นร่าง พระราชบัญญัติว่าด้วยการเงิน เนื่องจากรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๒ ผมก็เปิดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๒ ตามที่ท่านพูดนะครับ แต่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๒ มันเป็นเรื่องของการแถลง นโยบายของรัฐบาล มันไม่ใช่เรื่องของพระราชบัญญัติว่าด้วยการเงินนะครับ ที่ผมอภิปรายไว้ เพื่อให้มันถูกต้องผมอภิปรายว่า ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว เป็นร่างพระราชบัญญัติว่าด้วย การเงิน เนื่องจากมาตรา ๑๓๔ เขียนไว้อย่างนี้ครับท่านประธาน ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยว ด้วยการเงิน หมายความถึงร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ดังต่อไปนี้ ใน (๒) สรุปนะครับ การจัดสรร การรับ และการรักษา เมื่อมีการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติว่าให้ตัด การเก็บรักษาแต่เดิมเคยสามารถเก็บไว้ที่หน่วยงานที่มีเงินนอกงบประมาณ แต่เมื่อมีการตัด คำว่า หรือได้ทำความตกลงกับกระทรวงการคลังเป็นอย่างอื่น มีผลทำให้เงินนอกงบประมาณ ดังกล่าว ต้องกลับมาเก็บไว้ที่กระทรวงการคลังทั้งหมด จึงมีผลกระทบต่อการรับ การจัดสรร และการรักษา ก็ขออนุญาตเป็นประเด็นที่ ๑ ครับ🔗

ส่วนประเด็นที่ ๒ ที่ท่านบอกว่า รายงานฉบับนี้สามารถที่จะทำตามที่ตราไว้ ได้เลยไม่เกิดความเสียหาย คือท่านจับประเด็นผิดนะครับ🔗

(นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เดี๋ยวนะครับ มีผู้ประท้วง เชิญครับ ท่านประท้วงข้อไหนครับ🔗

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขออนุญาตประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๙ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ผมยังไม่ทราบว่าท่านผู้ที่กำลังอภิปรายท่านใช้สิทธิประท้วง หรือใช้สิทธิพาดพิง ซึ่งท่านประธานเอง ก็ยังถามว่ากรณีการใช้สิทธิพาดพิงนั้น ก็อยู่ใน ดุลยพินิจของท่านประธานที่จะวินิจฉัยว่า เห็นว่ามีบางประเด็นที่อาจจะเสียหาย ต้องนำมาสู่ การชี้แจงหรือไม่ ฉะนั้นผมถามท่านประธานครับว่า ณ ขณะนี้ท่านผู้ชี้แจงกำลังใช้สิทธิอะไร เพื่อจะได้เป็นบรรทัดฐานของสภา ทั้งนี้ ทั้งนั้น สุดแล้วแต่ท่านประธานครับ จริง ๆ ไม่ได้ติดใจ ในเนื้อหา แต่ว่าท่านกำลังใช้สิทธิใด และท่านประธานวินิจฉัยอย่างไร เพื่อเป็นบรรทัดฐาน ต่อไป🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ผมวินิจฉัยนะครับ เขาเอ่ยชื่อ แล้วก็พาดพิงว่าประเด็นอันนี้ไม่ถูกต้อง ก็ขออนุญาตให้เขาชี้แจงอีกข้อหนึ่งนะครับ อีกประเด็นหนึ่งประเด็นสุดท้าย ชี้แจงครับ🔗

นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ จริง ๆ ก็อยากอภิปรายกันฉันท์มิตร เพราะว่าจริง ๆ ไม่ได้มีเจตนาอะไรเลยนะครับ เพียงแต่ บอกว่ามันไม่ถูกต้อง เดี๋ยวประชาชนฟังไปแล้วจะเข้าใจผิดว่าผมไปอ้างมาตรา ๑๖๒ จริง ๆ มันเป็นมาตรา ๑๓๔ เปิดเทปฟังได้เลยนะครับ🔗

ส่วนประเด็นที่ ๒ ที่บอกว่ารายงานนี้ไม่เสียหาย ท่านประธานอ่านดี ๆ นะครับ ที่แก้ไขบอกว่า ในมาตรา ๗๖ ให้กระทรวงการคลังจัดทำรายงานเสนอต่อคณะรัฐมนตรี รายงานฉบับที่เสนอต่อคณะรัฐมนตรีย่อมเป็นฉบับที่สมบูรณ์และมีรายละเอียดปัญหาอะไร ต่าง ๆ สามารถเขียนรายละเอียดได้ แต่พอวรรคสองไปแก้ว่า เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบ รายงานตามวรรคหนึ่งแล้ว ก็คือรายงานฉบับที่อาจจะมีหลายร้อยหน้า ให้เปิดเผยรายงาน ดังกล่าวต่อสาธารณชนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ก็หมายความว่า ต้องเสนอรายงานดังกล่าว ทั้ง ๑๐๐ กว่าหน้าผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด กฎหมายที่ตราอย่างนี้มันจะมีปัญหาว่าเวลา ผู้ปฏิบัติไปปฏิบัติ ต้องเปิดเผยข้อมูลที่มีความอ่อนไหวทั้งหมดต่อสาธารณชน ซึ่งมันไม่ใช่ สาธารณชนในประเทศเท่านั้น ยังมีสาธารณชนที่อยู่ต่างประเทศด้วย ความละเอียดอ่อน ส่วนนี้ ถ้าไม่ระมัดระวังจะเกิดปัญหาได้ ผมก็เลยท้วงติงไว้ว่า การเขียนกฎหมายอย่างนี้ อาจจะเกิดปัญหาได้ ขอให้มีการแก้ไขครับ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ เดี๋ยวไปว่ากันในรายละเอียดต่อไปนะครับ ถ้าเกิดว่ารับร่างหรือไม่รับร่าง เดี๋ยวค่อยว่ากัน เชิญท่านรัฐมนตรีครับ🔗

นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน มนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม วันนี้ดิฉันได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีในการที่จะเสนอต่อที่ประชุม เพื่อขอรับ ร่างพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของท่านวิโรจน์ ลักขณาอดิศร กับคณะ เป็นผู้เสนอ ไปพิจารณาก่อนที่ประชุมสภาจะรับหลักการในวาระที่ ๑ ตามข้อบังคับของการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ปี ๒๕๖๖ ข้อ ๑๑๘ เนื่องจากว่าร่าง พระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นการกำหนดที่ต้องให้มีการรายงานยอดคงค้างของภาระของการ ชดเชยค่าใช้จ่าย รายงานสถานะหนี้สาธารณะ หนี้ภาครัฐ และความเสี่ยงของทางการคลังต่อ สาธารณะผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งการกำหนดเงินนอกงบประมาณของหน่วยงานของ รัฐที่นำไปฝากไว้ที่กระทรวงการคลัง เว้นแต่ว่าจะมีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ซึ่งเป็น ร่างที่สามารถดำเนินการเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศได้ โดยร่างพระราชบัญญัติ ดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของหลายหน่วยงาน ดิฉันได้ฟังสมาชิกหลายท่าน ได้อภิปราย จากร่างที่ท่านวิโรจน์ได้นำเสนอในร่างนี้ ทั้งความเห็นของท่านสมาชิกหลายท่าน พูดถึงเรื่องเงินนอกงบประมาณ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกระทรวงกลาโหม เรื่องของเงิน ธ.ก.ส. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในห้องงบประมาณก็ตาม ซึ่งวันนี้ในห้องประชุมงบประมาณได้มี การพิจารณางบของกระทรวงกลาโหม งบเหล่านี้ เงินบางโครงการ บางหน่วยงาน เป็นเงิน นอกงบประมาณ ซึ่งสิ่งที่ท่านสมาชิกอภิปรายได้พูดถึงว่า ถ้าเกิดรัฐบาลจะรับฟังข้อคิดเห็น ของท่านสมาชิก หรือว่าร่างพระราชบัญญัตินี้อุ้มหาย ก็ต้องขออนุญาตนำเรียนท่านสมาชิกว่า การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติใดฉบับหนึ่ง เมื่อมีผลของการพิจารณาออกไปแล้ว มีผลถึง การบังคับใช้กฎหมายแล้ว จะมีผลต่อพี่น้องประชาชน มีผลต่อทุกกระทรวง กรม กอง เพราะฉะนั้นรัฐบาลจึงต้องมีความรอบคอบในการพิจารณา แล้วก็ศึกษาร่างกฎหมายดังกล่าว ให้มีความสมบูรณ์ แล้วก็ครบถ้วนในการตรากฎหมายบังคับใช้ ซึ่งคณะรัฐมนตรีจึงขอรับ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ไปเป็นภายในกรอบของการพิจารณาก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรจะรับ หลักการในวาระที่ ๑ ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ปี ๒๕๖๒ ข้อ ๑๑๘ แล้วก็ ต้องขอบคุณท่านวิโรจน์เป็นอย่างยิ่ง รวมทั้งท่านสมาชิกทุกท่านที่ลุกขึ้นอภิปรายแสดง ความเห็น ดิฉันเชื่อมั่นว่าการรับฟังความเห็นของท่านสมาชิกในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ จะนำไปซึ่งความรอบคอบของการตรากฎหมาย แล้วดิฉันจะพยายามเร่งรัดในส่วนของ คณะรัฐมนตรี ในการนำไปพิจารณาภายในกรอบของ ๖๐ วันต่อไป จึงขอกราบเรียนต่อ ท่านประธานสภา ต่อท่านสมาชิกค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ ท่านวิโรจน์เชิญครับ🔗

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลครับ ด้วยความเคารพทางท่านรัฐมนตรีนะครับ ตามที่ผมและเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปราย ถึงความจำเป็นในการแก้ไขพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังในครั้งนี้ เพื่อเพิ่มความ โปร่งใสในการบริหารจัดการเงินนอกงบประมาณ แล้วมันก็เป็นเรื่องที่ง่าย ๆ ตรงไปตรงมา แล้วก็มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญไปแล้ว แล้วที่ผ่านมา ถ้าเกิดรัฐบาลมีความตั้งอกตั้งใจที่จะทำงาน และเห็นความสำคัญของการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ เพื่อการบริหารราชการของตนเอง โดยมีเป้าประสงค์คือ เพื่อผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน วันนี้รัฐบาลควรจะต้องมีกฎหมายมายื่นประกบแล้วด้วยเช่นกันครับ ไม่ใช่ปรากฏว่าวันนี้ มาด้วยมือเปล่าแล้วก็จะอุ้มไปอีก ๖๐ วัน ดังนั้น ด้วยความเคารพทางท่านรัฐมนตรี ผ่านทางท่านประธานจริง ๆ ครับ ผมคิดว่าคงยอมให้เงินนอกงบประมาณของกองทัพลึกลับ ดำมืดอีกต่อไปไม่ได้แล้วครับ ผมเสนอว่าให้โหวตในวาระที่ ๑ ในวันนี้เลยครับ ขอผู้รับรอง ด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ก็เป็นอันว่ามีความเห็นที่แตกต่างกันนะครับ เราก็คงต้องลงมตินะครับ เชิญท่านสมาชิก เข้าห้องประชุมครับ🔗

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสมาชิกครับ เข้ามาแล้วโปรดเสียบบัตรกดปุ่มแสดงตนเลยนะครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เสียบบัตรแสดงตนกันหมดหรือยังครับ เชิญครับ ใช้สิทธิกันหมดแล้วนะครับ ผมขอปิด การแสดงตน เจ้าหน้าที่แสดงผล จำนวนผู้เข้าร่วมประชุม ๔๒๔ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ🔗

ต่อไปผมจะถามมติจากที่ประชุมว่า จะอนุมัติให้คณะรัฐมนตรีรับร่างพระราชบัญญัติ ไปพิจารณาก่อนลงมติในวาระที่ ๑ หรือไม่นะครับ ผู้ใดเห็นควรอนุมัติโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นควรอนุมัติโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียงครับ🔗

นายสิริน สงวนสิน กรุงเทพมหานคร

ท่านประธาน ผม ๔๒๐ ไม่เห็นด้วยครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

๔๒๐ ไม่เห็นด้วยนะครับ เรียบร้อยนะครับ ขอปิดการลงคะแนน เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้ลงมติ ๔๓๒ ท่าน เห็นด้วย ๒๖๘ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๖๑ ท่าน บวก ๑ ท่าน เป็นหนึ่ง ๑๖๒ ท่าน งดออกเสียง ไม่มี ไม่ลงคะแนนเสียง ๓ ท่านนะครับ เป็นอันว่าที่ประชุม มีมติอนุมัติให้คณะรัฐมนตรีรับร่างพระบัญญัติไปพิจารณาก่อนลงมติในวาระที่ ๑ ไม่เกิน ๖๐ วัน อนุมัตินะครับ🔗

ต่อไป ๕.๒ ร่างพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายอดิศร เพียงเกษ กับคณะ เป็นผู้เสนอ)🔗

เนื่องจากร่างพระราชบัญญัติทำนองเดียวกันอีก ๑ ฉบับ คือร่างบัญญัติ การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งท่านเอกราช อุดมอำนวย กับคณะ เป็นผู้เสนอ ซึ่งผมเห็นว่าร่างทั้ง ๒ ฉบับ สามารถพิจารณาและลงมติ ร่วมกันได้ แต่เนื่องจากร่างของท่านเอกราช อุดมอำนวย นั้น ยังไม่ได้บรรจุในระเบียบวาระ และข้อบังคับ ข้อ ๒๘ กำหนดให้ที่ประชุมต้องพิจารณาเฉพาะเรื่องที่มีการบรรจุ อยู่ในระเบียบวาระการประชุม เว้นแต่ที่ประชุมจะลงมติเป็นอย่างอื่น ดังนั้น ผมจึงขอปรึกษา ที่ประชุมเพื่อขอนำร่างทั้ง ๒ ฉบับมาพิจารณาร่วมกัน และลงมติในวาระที่ ๑ ร่วมกัน ตามข้อบังคับข้อ ๕๕ (๒) ข้อ ๒๘ และข้อ ๑๑๗ วรรคสาม จะมีสมาชิกท่านใดเห็น เป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ จะรวม ๒ ร่างพิจารณาร่วมกันนะครับ ไม่มีสมาชิกท่านใดเห็น เป็นอย่างอื่นนะครับ ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบ ผมขอดำเนินการตามนี้นะครับ เชิญท่านอดิศร เพียงเกษ แถลงหลักการและเหตุผลตามลำดับครับ🔗

นายอดิศร เพียงเกษ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอดิศร เพียงเกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กระผมและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย จำนวน ๒๙ ท่าน ขออนุญาตเสนอ บันทึกหลักการและเหตุผล เพื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ต่อสภา ดังต่อไปนี้🔗

หลักการ แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ดังต่อไปนี้🔗

๑. กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการการบริการชุมชนสามารถ มีรายได้จากการบริจาค การอุดหนุนสถานี หรือรายได้อื่น เพื่อให้เพียงพอต่อการบริหาร จัดการสถานี โดยไม่เน้นการแสวงหากำไร (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๑)🔗

๒. กำหนดการลงโทษสำหรับผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงที่ส่งกระจาย เสียงด้วยกำลังส่งไม่เกิน ๑ กิโลวัตต์ (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๖๑)🔗

เหตุผล โดยที่ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการบริการชุมชนมีรายได้ไม่เพียงพอ ต่อการบริหารจัดการสถานี และบทกำหนดโทษทางปกครองที่กำหนดไว้อัตราโทษที่สูง ไม่สอดคล้องและไม่เหมาะสมกับวิทยุภาคประชาชน และวิทยุกิจการบริการชุมชน หรือวิทยุ ที่มีกำลังส่งต่ำกว่า ๑ กิโลวัตต์ ที่เป็นผู้ประกอบกิจการขนาดเล็ก มีรายได้น้อย รัศมีการส่ง กระจายเสียงไปในระยะใกล้ สมควรกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการบริการชุมชน สามารถมีรายได้จากการบริจาค การอุดหนุนสถานี หรือรายได้อื่นเท่าที่จำเป็น เพื่อให้เพียงพอ ต่อการบริหารจัดการสถานี โดยไม่เน้นการแสวงหากำไรและกำหนดโทษทางปกครอง ที่เหมาะสมสำหรับผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงที่ส่งกระจายเสียงด้วยกำลังส่งไม่เกิน ๑ กิโลวัตต์ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้🔗

พรรคเพื่อไทยยังมีผู้ที่จะอภิปรายสนับสนุนลงในรายละเอียด อาทิเช่น ท่านนิคม บุญวิเศษ ท่านจะได้อภิปราย หากเป็นไปได้ผมขออนุญาตที่จะให้ท่านนิคมดังกล่าว เป็นผู้อภิปรายเสนอกฎหมายหลังจากผมครับ ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณท่านอดิศรครับ สำหรับร่างของท่านเอกราช อุดมอำนวย กับคณะ ก็อยู่ในทำนอง เดียวกันนะครับ เชิญท่านเอกราช อุดมอำนวย เสนอหลักการและเหตุผลครับ🔗

นายเอกราช อุดมอำนวย กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม จอจาน เอกราช อุดมอำนวย ผู้แทนคนดอนเมืองจาก พรรคก้าวไกลครับท่านประธาน ขออนุญาตเสนอหลักการและเหตุผลประกอบการพิจารณา กฎหมายร่างพระราชบัญญัติประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... นะครับ🔗

ท่านประธานครับ จริง ๆ ในร่างแก้ไขมีเพียงแค่ ๒ มาตราที่สำคัญนะครับ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา ๒๑ ที่จะให้ผู้ประกอบการชุมชนสามารถที่จะมีรายได้ จากการบริจาค การอุดหนุนสถานี และรายได้อื่น คำว่า รายได้อื่น มันก็จะรวมถึงในอนาคต ที่มีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ก็จะทำให้ท้องถิ่นมีวิทยุชุมชนที่เข้มแข็ง ท่านประธานครับ นอกจากนี้ก็สามารถที่จะนำรายได้ไปบริหารจัดการ โดยที่ไม่เน้นการแสวงหากำไร หลักการนี้ คล้ายกับในข้อกฎหมาย ซึ่งมีอยู่แล้วของประเภทกิจการด้านความมั่นคง ซึ่งก็มีการอนุญาต ให้สามารถที่จะหารายได้เพียงพอเท่าที่จะใช้ในการบริหารจัดการสถานีได้นะครับ ดังนั้น ในเมื่อกิจการขนาดใหญ่อย่าง ททบ.๕ สามารถที่จะมีการหาโฆษณาได้ เหตุใดวิทยุชุมชน จึงจะไม่สามารถที่จะต้องจัดการได้ เพื่อให้สถานีสามารถเป็นกระบอกเสียงให้กับประชาชน ในระดับภูมิภาคต่อไป ท่านประธานครับ นอกจากนี้ก็มีการแก้กฎหมายล้อกันครับ คือในการแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา ๖๑ กำหนดบทลงโทษ เพราะว่าต้องมีการควบคุม ต้องยอมรับนะครับว่าการกระจายเสียงก็มีการควบคุมไม่ให้เกิน ๑ กิโลวัตต์ เนื่องจาก ถ้าหากว่าไม่ควบคุมตรงนี้ก็จะทำให้แต่ละสถานีอาจจะมีการขยายสัญญาณที่เกิดการรบกวน แทรกสอดกันนะครับ แล้วก็มีปัญหา ท่านประธานครับ ด้วยหลักการทั้ง ๒ มาตราที่เราจะ แก้ไขนี่นะครับ จึงเป็นที่มาที่ผมคิดว่าสภาแห่งนี้ควรจะเห็นถึงความสำคัญของสื่อมวลชน ความสำคัญของวิทยุชุมชน ท่านประธานทราบไหมครับว่า ตลาดกิจการกระจายเสียง ในปี ๒๕๖๖ สภาพการแข่งขันในระบบ F.M. หลัก ข้อมูล ณ เดือนธันวาคม ๒๕๖๖ มีผู้ประกอบการที่ทดลองออกอากาศในระบบวิทยุกระจายเสียงประมาณ ๓,๙๐๒ ราย ประกอบไปด้วยกิจกรรมธุรกิจที่เป็นเชิงธุรกิจเลย ๓,๑๓๒ ราย และประเภทบริการสาธารณะ ๖๑๑ ราย และบริการชุมชน ๑๕๙ ราย ซึ่งรวมผู้ประกอบการที่ได้ประมูลคลื่นความถี่ ไปด้วยอีกประมาณ ๗๑ คลื่นความถี่ครับ อย่างไรก็ตาม การแข่งขันตรงนี้เราก็มี การอุดช่องว่างในร่างมาตรา ๒๑ นะครับว่า อย่างน้อยก็จะให้อำนาจของ กสทช. ในการ ไปกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการ เพื่อไม่ให้เกิดการได้เปรียบ เสียเปรียบในการแข่งขัน แต่ทั้งนี้อย่างไรก็ตาม วิทยุชุมชนก็คือหัวใจที่ทำให้ส่งเสริมประชาธิปไตยครับ เราก็จะเห็น พี่น้องมาจัดรายการ มาพูดคุยเรื่องบ้านเมืองของเขา มาพูดคุยเรื่องความเป็นอยู่วิถีชีวิต ของเขา มาพูดคุย นั่นคือการอนุรักษ์ การส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทุกระดับ ผมจึงคิดว่านี่คือสอดคล้องกับหลักการกระจายอำนาจเป็นอย่างมากนะครับท่านประธาน จึงขอให้เพื่อนสมาชิกช่วยกันสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติประกอบกิจการกระจายเสียงและ กิจการโทรทัศน์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ให้กฎหมายนี้ได้บังคับใช้จริง แล้วก็ขอให้คณะกรรมการ ที่เกี่ยวข้องอย่าง กสทช. ลองพิจารณา เพราะว่าจะมีการปรับในเรื่องของหลักเกณฑ์ในการ ควบคุม ซึ่งถ้าสามารถที่จะส่งเสริมวิทยุชุมชนได้ ก็จะทำให้ประชาธิปไตยของประเทศไทย เข้มแข็งมากขึ้นนะครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ มีผู้อภิปรายไม่มากนะครับ ท่านสมาชิกอย่าเพิ่งออกไปไหนนะครับ ท่านแรก ท่านธีระชัย แสนแก้ว เชิญครับ🔗

นายธีระชัย แสนแก้ว อุดรธานี

ท่านประธานที่เคารพครับ สักครู่นี้ ท่านผู้เสนอคือ ท่านอดิศร เพียงเกษ บอกว่าท่านนิคมพูดก่อนผมก็ได้ครับ ไม่เป็นไรครับ เชิญท่านนิคมครับ เพราะว่าให้เกียรติกับท่านอดิศร เพียงเกษ ผู้เสนอกฎหมายครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญครับ🔗

นายธีระชัย แสนแก้ว อุดรธานี

เชิญท่านนิคมครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

พร้อมหรือยังครับ🔗

นายนิคม บุญวิเศษ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่น ต้องขอขอบคุณท่านอดิศร เพียงเกษ ที่ให้เกียรติผมในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งท่านอดิศร เพียงเกษ กับคณะ เป็นผู้เสนอเข้ามา ผมขออภิปรายสนับสนุนในร่างนี้ จริง ๆ แล้ว ร่างพระราชบัญญัติวิทยุกระจายเสียงที่ภาคประชาชนและองค์กรต่าง ๆ โดยเฉพาะผู้นำ ทางด้านผู้ประกอบการวิทยุ องค์กรต่าง ๆ เสนอเข้ามาจริง ๆ มีอีกร่างหนึ่ง ซึ่งเป็นฉบับใหญ่ กว่าฉบับนี้ จริง ๆ ร่างนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมากท่านประธาน ซึ่งร่างนั้นเป็นร่างที่มีปัญหากับ วิทยุภาคประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งเขายื่นเข้ามาเพื่อต้องการที่จะแก้ไขกฎหมายในการที่จะ ไม่ให้ กสทช. ใช้คลื่นความถี่ในการไปประมูล เพราะอะไรครับท่านประธาน ในรัฐธรรมนูญ เขาเขียนไว้ชัดเจนว่า คลื่นความถี่เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติ เพื่อประโยชน์สาธารณะ ให้มีองค์กรของรัฐองค์กรหนึ่งที่ทำหน้าที่อิสระในการจัดสรรคลื่นความถี่ โดยให้มีการแข่งขัน เสรีอย่างเป็นธรรมครับท่านประธาน ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการใช้คลื่นความถี่ เพื่อให้เกิด ประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ ต่อสาธารณะ และต่อประชาชน หลังจากนั้นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ก็ได้มีการปรับนิดหน่อย แต่เนื้อหาสาระก็ใกล้เคียงกัน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ในมาตรา ๖๐ บอกว่า รัฐต้องรักษาไว้ซึ่งคลื่นความถี่และสิทธิในการเข้าถึงวงโคจรดาวเทียม อันเป็นสมบัติของชาติ เพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน การจัดให้ใช้ ประโยชน์จากคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง ไม่ว่าจะใช้เพื่อวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม หรือเพื่อประโยชน์อื่นใด ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน ความมั่นคงของรัฐ ประโยชน์สาธารณะ ตลอดทั้งการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการใช้ คลื่นความถี่ อันนี้เขาบัญญัติไว้ชัดเจนครับ โดยเฉพาะวิทยุกระจายเสียงภาคประชาชน กสทช. เกิดขึ้นมาปี ๒๕๕๔ มันมีอีกฉบับหนึ่ง ฉบับ พ.ศ. ๒๕๕๓ พระราชบัญญัติองค์กร จัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ หลังจากนั้นก็เกิด กสทช. ปี ๒๕๕๔ ขึ้นมา กสทช. ก็คือองค์กรของรัฐองค์กรหนึ่งที่เป็นองค์กรทำหน้าที่อิสระ เขาให้มาจัดสรรคลื่นความถี่ ท่านประธานครับ ไม่ได้บอกว่า กสทช. ต้องมาเอาคลื่นความถี่ไปประมูล เพราะคลื่นความถี่ ไม่ใช่ของ กสทช. คลื่นความถี่เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติ เพื่อประโยชน์สาธารณะ หลังจากนั้นก็มีการแบ่งวิทยุออกเป็น ๓ ประเภท ผมจะพูดย่อ ๆ เพราะว่าเวลาจำกัด เขาแบ่งวิทยุออกเป็น ๓ ประเภทท่านประธานครับ ประเภทวิทยุชุมชน ประเภทวิทยุ สาธารณะ ประเภทธุรกิจ วิทยุชุมชนดันไปบัญญัติไว้ว่า ห้ามมีการโฆษณา หลังจากนั้น ก็มีการแก้ไขเพิ่มเติมว่า สามารถหาอะไรครับ หาทุนได้โดยการบริจาค รับบริจาคจากองค์กร ต่าง ๆ องค์กรของรัฐ องค์กรเอกชน มูลนิธิต่าง ๆ แต่ไม่สามารถโฆษณาได้ อันนี้คือมันเป็นปัญหาตรงนี้ครับ ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้เราจึงขอให้แก้ว่า อย่างน้อยให้วิทยุชุมชน ซึ่งเป็นของภาคประชาชน สามารถที่จะโฆษณาหารายได้เลี้ยงตัวเองได้ เพราะไม่ว่าจะเป็น วิทยุชุมชน วิทยุธุรกิจ หรือวิทยุสาธารณะขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ ก็ตามครับ มันมีค่าใช้จ่าย เบื้องต้นคือ ค่าเช่า ค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าบริหารจัดการทั้งหลาย ค่าซ่อมแซมถูกไหมครับ มันมีต้นทุนทั้งนั้น และวิทยุเหล่านี้ ที่เป็นวิทยุชุมชนเขาทำเพื่อชุมชน ออกข่าวสารต่าง ๆ ในชุมชน สื่อสารระหว่างประชาชนต่อประชาชนในชุมชน สื่อสารระหว่างรัฐไปถึงประชาชน ทำให้ประชาชนในชุมชนก็มีความเข้มแข็ง มีความรู้ รู้เท่าทันเหตุการณ์ต่าง ๆ และที่สำคัญ วิทยุชุมชนขับเคลื่อนเรื่องเศรษฐกิจชุมชนครับท่านประธาน ผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อย ที่เป็นผู้ประกอบการรายใหม่ ไม่มีความสามารถที่จะไปเช่าสถานีหลัก ไม่มีความสามารถ ในการไปเช่าวิทยุหลัก ที่ค่าเช่าเดือนหนึ่งเป็นแสน ๆ หลาย ๆ แสนนะครับ เขาก็มาพึ่งพา วิทยุชุมชนที่อยู่ในชุมชนของเขานั่นละครับ ช่วยการประชาสัมพันธ์บอกกล่าว แนะนำ ทำให้ สิ่งของ หรือผลิตภัณฑ์ หรือแม้กระทั่งร้านค้าที่เปิดใหม่ ทำให้คนในชุมชนรู้จักครับ ร้านค้า ร้านอาหารต่าง ๆ หรือมีการประชาสัมพันธ์ให้ฟรี ซึ่งไม่สามารถที่จะไปให้วิทยุหลัก ประชาสัมพันธ์ให้ได้ งานบุญ งานบวช งานวัด งานแต่ง แม้กระทั่งข่าวสารอุทกภัยต่าง ๆ วิทยุชุมชนทำหน้าที่ได้ดีกว่าวิทยุหลักท่านประธานครับ เพราะสามารถพูดเวลานั้นเลยครับ ฝนตก ฟ้าร้อง น้ำท่วมอย่างไร มันทันเหตุการณ์ และที่สำคัญครับ ยังส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม เพลงลูกทุ่ง เพลงลูกกรุง เพลงหมอลำ นักแต่งเพลงต่าง ๆ ไม่มีค่าย ก็มาอาศัยให้วิทยุชุมชน เปิดให้ พอมีชื่อเสียงก็สามารถมีงานได้ นี่คือระบบขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจรากหญ้า ก็อาศัย วิทยุชุมชน แต่กฎหมายมาบอกว่าวิทยุชุมชนไม่มีหารายได้ ถ้าไม่หารายได้ถามว่าจะเอาเงิน ที่ไหนมาบริหารจัดการ เพราะ กสทช. เอง ก็ยังไม่สามารถที่จะจัดสรรเงินช่วยเหลือสนับสนุน ได้ ฉะนั้นก็ควรจะเปิดโอกาสให้วิทยุเหล่านี้หารายได้ได้ เพื่อที่จะเลี้ยงตัวเอง เพื่อที่จะให้ การจัดรายการต่าง ๆ มีคุณภาพ ข่าวสารบ้านเมืองตรงไปตรงมาเป็นกลาง แต่ถ้าไปรับเงิน จากหน่วยงานอื่น ข่าวสารต่าง ๆ อาจจะไม่เป็นกลางก็ได้ครับ เพราะอาจจะต้องคล้อยไปกับ เจ้าของเงินก็ได้ ฉะนั้นผมก็เลยคิดว่าวิทยุชุมชนควรจะให้โอกาสเขาหารายได้เลี้ยงตัวเองได้🔗

อีกประการหนึ่งท่านประธานครับ โทษทางปกครองเขียนบอกมาว่า มี ๓ ชั้นครับ ชั้นที่ ๑ ถ้าเกิดทำผิดมีการปรับเป็นรายวันท่านประธานครับ วันละ ๕,๐๐๐ บาท ชั้นที่ ๒ ปรับรายวัน วันละ ๒๐,๐๐๐ บาท ชั้นที่ ๓ ปรับรายวัน วันละ ๕๐,๐๐๐ บาทครับ ท่านประธาน วิทยุชุมชนเป็นวิทยุขนาดเล็ก คลื่นแค่ ๕๐๐ วัตต์เอง ไม่เกิน ๑,๐๐๐ วัตต์ แต่วิทยุขนาดใหญ่ วิทยุหลักที่เป็นวิทยุที่ออกกระจายเสียงทุกวันนี้เป็น ๑๐,๐๐๐ วัตต์ ๔๐,๐๐๐ วัตต์ก็มี ฉะนั้นโทษเท่ากัน ผมคิดว่ามันไม่เป็นธรรมกับวิทยุภาคประชาชน โดยเฉพาะวิทยุชุมชน ฉะนั้นในร่างนี้ก็เลยคิดว่ามีการเสนอเข้ามาบอกว่า จาก ๕,๐๐๐ บาท ลดเหลือวันละ ๑,๐๐๐ บาท ได้ไหม ผมในฐานะที่เป็น สส. เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน วิทยุมาร้องเรียนกับผมเยอะครับ เราได้ต่อสู้กันเรื่องนี้มายาวนานมาก ได้มีการหารือกับ กสทช. กสทช. ก็บอกว่าให้ สส. สภาผู้แทนราษฎรช่วยแก้กฎหมายให้หน่อยครับ กฎหมายนี้มันทำ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ มันสิบกว่าปีท่านประธานครับ บริบทของกฎหมายมันเปลี่ยนไปแล้ว ยุคสมัย มันเปลี่ยนไปแล้วครับ สมัยก่อนเขียนไว้ว่าจะต้องมีการประมูลคลื่น แต่ก่อนคลื่นวิทยุมันมีค่า ตอนนี้ข่าวสารบ้านเมืองไม่ได้ฟังวิทยุอย่างเดียวท่านประธาน มันออกทาง Social ออกทาง LINE ออกทางอะไรครับ นี่ครับ TikTok ก็มี คือตอนนี้มันออกทางอินเทอร์เน็ต ทางอะไร หมดแล้ว ข่าวสารบ้านเมืองมันไม่จำเป็นต้องไปฟังวิทยุ ตอนนี้ถ้าประมูลก็ประมูลแบบไม่มี ราคา ผมก็เลยคิดว่าควรจะให้โอกาสกลุ่มวิทยุชุมชน โดยเฉพาะวิทยุภาคประชาชนที่เขา ประกอบการมา ๒๐ กว่าปี ให้เขามีโอกาสได้ประกอบกิจการต่อไป ให้มีการส่งเสริม สนับสนุนกลุ่มเหล่านี้ เพื่อประโยชน์ของชุมชน เพื่อให้ กสทช. ใช้คลื่นความถี่ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ สมดังเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ ผมจึงสนับสนุนร่างนี้นะครับ ขอให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรช่วยกันอภิปรายแล้วก็สนับสนุนร่างนี้ เพื่อให้พี่น้องประชาชน ที่ประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะวิทยุธุรกิจด้วยส่วนหนึ่ง ขออภิปรายไปด้วย เพราะว่าร่างนี้ มันยังไม่เข้านะครับ และขอสนับสนุนวิทยุภาคประชาชน โดยเฉพาะวิทยุชุมชนที่ทำเพื่อ ประชาชน ขอให้สมาชิกทุกท่านช่วยสนับสนุนด้วยครับ กราบขอบพระคุณมากครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับท่านโคมูระ มาซาฮิโระ ผู้ช่วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประเทศญี่ปุ่น พร้อมคณะ สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับครับ ต่อไปฝ่ายรัฐบาล ๒ ท่าน ฝ่ายค้าน ๑ ท่าน ต่อไปท่านธีระชัย แสนแก้ว ตามด้วยท่านชริน วงศ์พันธ์เที่ยง เชิญท่านธีระชัยครับ🔗

นายธีระชัย แสนแก้ว อุดรธานี

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายธีระชัย แสนแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย กระผมใคร่ ขออนุญาตท่านประธานเพื่อที่จะอภิปรายในเรื่องพระราชบัญญัติที่ท่านอดิศร เพียงเกษ และคณะ เป็นผู้เสนอ ในวันนี้ ก่อนอื่นผมต้องขอแสดงความยินดีกับพี่น้องชมรมเครือข่าย สถานีวิทยุกระจายเสียงภาคประชาชน ที่ได้มายื่นหนังสือที่พรรคเพื่อไทย และเมื่อ ๒ วันก่อน จากกาฬสินธุ์ก็มายื่นหนังสือให้กับผมที่จังหวัดอุดรธานี เพราะฉะนั้นในวันนี้สภาผู้แทนราษฎร ของเรากำลังพิจารณาเรื่องนี้ เพื่อเป็นการแก้ไขกฎหมายอันเป็นประโยชน์ของพี่น้อง วิทยุชุมชน และจะทำให้พี่น้องผู้จัดรายการวิทยุชุมชนสามารถกลับมาประกอบอาชีพ ของท่านได้อย่างเต็มภาคภูมิ และทวงคืนศักดิ์ศรีของพี่น้องกลับคืนมา ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผมขอร่วมอภิปรายเพื่อสนับสนุนพระราชบัญญัตินี้ ๒ ประเด็นด้วยกันครับ🔗

ประเด็นแรก ท่านประธานที่เคารพ ร่างพระราชบัญญัตินี้แก้ไขเพียง ๒ มาตราเท่านั้น โดยมาตราที่กระผมเห็นว่ามีความสำคัญคือ มาตรา ๓ ครับท่านประธาน มาตรา ๓ ก็คือการแก้ไขมาตรา ๒๑ เพื่อกำหนดให้นักจัดรายการวิทยุชุมชนมีรายได้ ถึงแม้ว่า จะซ้ำกัน แต่ผมก็เตรียมมา พูดไม่เหมือนกันหรอกครับ แต่คล้ายกันเท่านั้นเองท่านประธาน ก็ในเมื่อสนับสนุน เพื่อที่จะสนับสนุนพระราชบัญญัตินี้ เอาไปให้รัฐบาลดำเนินการให้แล้วเสร็จ โดยเร็ว และพระราชบัญญัติที่รอฉบับใหญ่ก็อยู่ตรงจุดแล้ว ฉบับนี้ต้องเข้าไปพิจารณามันเป็น พระราชบัญญัติการเงินครับ ท่านประธานครับ มาตรา ๒๑ เพื่อที่จะกำหนดให้มีรายได้ จากการบริจาค แหล่งรายได้อื่นจำเป็นเพียงพอในการบริหารจัดการสถานี โดยไม่แสวงหา กำไร เพื่อให้พวกเขาสามารถประกอบกิจการกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ กิจการโทรทัศน์ จัดการวิทยุที่เป็นประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของใบอนุญาตที่ถูกต้อง ส่วนใหญ่ก็คือ สถานีวิทยุชุมชนนั่นละครับ ท่านประธานครับ วิทยุชุมชนนี่กระผมมีความคลุกคลีตีโมง กับเขามาในช่วงจังหวะที่กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ได้ประกาศและให้ความเป็นอิสระ เสรีภาพของพี่น้องประชาชนทางด้านการสื่อสาร เมื่อปี ๒๕๔๗ ผมจำได้ผมเป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร ก็ได้มีวิทยุชุมชนเยอะแยะจนถึงปัจจุบันนี้ ๓,๐๐๐ กว่าสถานีวิทยุชุมชน ซึ่งไม่เกี่ยวกับสถานีหลัก สถานีหลักก็เยอะเหมือนกันครับ ตอนมีสถานีวิทยุชุมชนแทบจะไม่มี คนฟังสถานีหลักเลยครับ โดยเฉพาะสถานีหลักที่เป็นของรัฐบาลที่มาจากเผด็จการเขาไม่ฟังครับ เขามาฟังสถานีวิทยุชุมชนของพี่น้องประชาชนที่เกิดขึ้นจากภูมิปัญญาของพี่น้องประชาชน องค์กรต่าง ๆ วัดวาอาราม หรือแม้กระทั่งสมาคมองค์กรต่าง ๆ เขาได้ตั้งสถานีวิทยุชุมชน ตอนนั้นไม่ได้ออกใบอนุญาตครับ ทดลองออกอากาศครับ ทดลองออกอากาศตั้งหลายปี การจัดรายการวิทยุชุมชน หรือประกอบกิจการวิทยุชุมชนล้วนมีทุนในการใช้จ่ายครับ ไม่มีใครบ้าในการที่จะไปตั้ง นอกจากคนที่พูดมากเท่านั้นเอง หรือมีความชอบเท่านั้นเอง ในการที่จะตั้งสถานีวิทยุ โดยเอาเงินของตัวเองไปตั้งครับ พอไปตั้งเรียบร้อยแล้วเขาก็ทำงาน เพื่อชุมชน บางคนเจ้าของวิทยุชุมชนเป็นผู้ใหญ่บ้านบ้าง เป็น อบต. บ้าง เป็นอะไรต่าง ๆ บ้างที่อยู่ในชุมชนของเรา หรือเป็นผู้มีอันจะกินในชุมชนเหล่านั้นที่เขาทำขึ้นมา เพราะฉะนั้น เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้สมควรสนับสนุนนะครับ แล้วปัจจุบันมันไปไหนแล้ว เมื่อก่อน Facebook ก็ไม่มี TikTok ก็ไม่มีครับ เดี๋ยวนี้ Facebook วันดีคืนดีก็ดีดขึ้นมา เขาเรียกว่าอะไรละครับ ยิง Add ดีดขึ้นมาโทรศัพท์ผมนี่ โฆษณาครับ แล้ว กสทช. ไปทำอะไรเขาได้ละครับ การจัด รายการวิทยุชุมชนก็เช่นเดียวกัน มันต้องมีค่าบำรุงรักษา มันต้องมีค่าใช้จ่าย มีสวัสดิการผู้คุม ห้องส่ง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นต้นทุนของเขาทั้งนั้น แต่ในขณะเดียวกันครับ ไม่ต้องมีกำไร แล้วก็ออกกฎกติกาให้เขาอยู่ได้ พอมีค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าลูกน้องทำความสะอาด วิทยุชุมชน ค่าดูแล ค่าเสามันผุมันพัง ก็ให้มีการไปซ่อมแซมก็เท่านั้นเองละครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมสงสัยว่าอาชีพนี้มันมีต้นทุน มันมีค่าใช้จ่ายมากมาย แล้วกฎหมายควบคุมก็เข้มเกินไปครับ ท่านประธาน ทำไมยังมีพี่น้องหลายคนยังอยากเป็นนักจัดรายการวิทยุละครับ หมอลำดัง ๆ ในภาคอีสานของผม นักร้องดัง ๆ นักมวยดัง ๆ คนภาคอีสานของผมนี่เวลาเข้ากรุงเทพฯ ไม่ไปชกมวย ก็คือเป็นนักร้องหมอลำดัง ๆ ทั้งนั้นครับ ถ้าไม่อาศัยวิทยุชุมชนในพื้นที่ ในการเชียร์แล้วมันจะดังได้อย่างไรครับ เพราะดังมันก็มีงาน มีคนจ้างไปแสดง มันก็มีรายได้ ในชุมชนนะครับ แล้วเขาจะไปจ้าง อสมท. หรือครับ เขาจะไปออกช่อง ๓ หรือครับ เป็นไปไม่ได้ เขาไม่มีสตางค์ที่จะไปออกจ้างเชียร์หรอกครับนอกจากดังแล้ว และทุกวันนี้ Facebook TikTok YouTube ออกมามันดังเลยครับ ทุกวันนี้มันมีความจำเป็นต้องมีสถานี วิทยุชุมชน เวลาไปดำนา ตัดอ้อย เวลาไปปลูกมันสำปะหลัง มันจะต้องมีวิทยุ สถานีวิทยุ มีเครื่องวิทยุครับ เวลาเราถอนกล้า ท่านประธานเคยลงถอนกล้าไหมครับ มันไม่มีทางหรอก ที่จะเอาโทรศัพท์ไปทั้งทำงาน ทั้งอะไรด้วย มันจะต้องฟัง เอาวิทยุตั้งไว้บนคันนาครับ แล้วก็ ฟังไปด้วย เคลิบเคลิ้มไปด้วย ร้องเพลงกล่อมไปด้วยครับ มันจะต้องเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ผมอยากจะกราบเรียนนะครับว่า ขอให้ชุมชนไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็แล้วแต่ มันเป็นข่าวสาร ดีมากกว่าของรัฐอีกครับ ผมอยากจะขอกราบเรียนว่า พี่น้องประชาชนในชนบทมันไม่เข้าถึง หรอกครับพวกนั้นในท้องไร่ ท้องนา อย่างที่ผมได้กล่าวไปเบื้องต้นนี้นะครับ อยากจะขอ กราบเรียนนะครับ ในชนบทมันเป็นอย่างนี้จริง ๆ ครับ ท่านประธานครับ วิทยุชุมชนมีหน้าที่ ในการบริการชุมชน นำโดยชุมชน และเพื่อชุมชน เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับ ชาวบ้านด้วยการสื่อสารข้อมูล เรียกว่า แก้ข่าวร้าย กระจายข่าวดี ชี้บริการ ลักษณะเดียวกัน กับ อสม. นั่นละครับ ลักษณะเดียวกันกับองค์กรอื่น ๆ ที่อยู่ในชุมชนนั่นละครับ ท่านประธาน ครับ นักจัดรายการวิทยุเป็นอาชีพที่สุจริต มีความเสียสละเรื่องเวลาเป็นการส่วนตัว เพราะ การที่พวกเขาพูดออกสาธารณะมันมีคนติดใจนะครับ เวลาพูดดี ปราศรัยดี คารมดีอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เขาก็จะเปิดฟังครับ เพราะฉะนั้นเขาจะต้องรู้ว่าผู้พูดคือใคร นั่นคือพวกเขาต้องสร้าง ความเป็นมืออาชีพ จากมืออาชีพ จากบ้านนอกขยับมาสู่วิทยุใหญ่ ๆ ที่เขากำลังจะประมูล นายทุนนี่ครับ นายทุนทั้งนั้นครับ ๓๐๐ กว่า ถ้ามีการประกาศประมูล เดี๋ยวก็มีนายทุนจาก ค่ายนั้นค่ายนี้ไปได้ทั้งนั้น นอกจากนี้ท่านประธานครับ นักจัดรายการวิทยุชุมชนมีมากมาย ต้องเสียสละเงินทองส่วนตัว ทั้ง ๆ ที่หน้าที่กระจายข้อมูลข่าวสารผมอยากจะขอกราบเรียน กับท่านนะครับว่า มันจะเป็นอย่างนี้นะครับ การแก้มาตรานี้เปิดโอกาสให้มีรายได้ เข้าสถานีวิทยุชุมชน🔗

ประเด็นที่ ๒ นิดเดียวครับ เพราะว่าตอนสถานการณ์การเมืองที่มันไม่สงบ เมื่อปี ๒๕๕๓ ตอนนั้นมีการใช้อำนาจแบบเหมาโหลครับท่านประธาน เหมาเข่ง จะผิด จะถูก จะพูดจาอะไรอย่างไรก็แล้วแต่ โอ้โฮ เอาพวกมีสีตั้งแต่ ๕๐ คน ยัน ๕๐๐ คน ถืออาวุธ M16 ปืนกลทุกสิ่งทุกอย่างไล่ปิดสถานีวิทยุตามบ้านนอก พอประกาศออกทีวีว่ายึดอำนาจแล้ว มันเอาไปเลยจนทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นเครือข่ายอย่างนี้ ยึดทุกอย่าง อุปกรณ์จัดรายการ ไมโครโฟน แม้กระทั่งมอเตอร์ไซค์ที่จอดอยู่หน้าสถานีวิทยุครับ ที่ผมพูดแบบนี้ ผมต้องการย้อนว่า ต่อไปอย่ามีแบบนี้อีกนะครับ ให้โอกาสเขา ถ้าเขาอยู่ไม่ได้ ถ้าเขามีปัญหา ถ้าเราออกกฎหมายแล้ว เขามีปัญหาอยู่ในชุมชนของเขา ก็เปิดให้เขาพออยู่ได้ อย่าให้เขา ควักทุนเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติควบคุมสถานการณ์อะไรต่าง ๆ จับหมดปิดหมด อยากปิดก็ปิด ข้อเท็จจริงใด ๆ ต่าง ๆ เหล่านั้น ก็เป็นที่ทราบกันดี ไม่อยากจะพูดครับ มันเริ่มจะเจ็บคอแล้วครับ ท่านประธานครับ เมื่อปี ๒๕๕๕ กสทช. ก็ลุแก่อำนาจครับ นิดเดียวครับ ดำเนินการสั่งปิดสถานีวิทยุชุมชนกว่า ๗๐ สถานี แล้วยังมี กสทช. ต้องดำเนินการปิดอีก ๗๐๐ สถานี เป็นที่น่าสังเกตนะครับว่า สถานีวิทยุชุมชนส่วนใหญ่ ถูกเปลี่ยนเป็นสถานีวิทยุที่เป็นข่าวสารอีกฝั่งหนึ่ง ท่านจำได้ไหมครับ คือฝั่งท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งมาจากระบอบประชาธิปไตยนะครับ สั่งปิดพวกนี้ พอยึดปี ๒๕๕๗ ก็สั่งปิดพวกนี้หมดครับ ก็ไม่รู้ได้อย่างไร ก็ผมอยู่ตรงนั้นด้วย ชมรมคนรักอุดร เพราะฉะนั้น อยากจะขอเรียนท่านประธานนะครับว่า ที่ผมต้องยกเหตุการณ์ในอดีตมาพูดในวันนี้ เพราะผมไม่มีโอกาสได้พูด ผมก็เลยถือโอกาสนี้พูดที่เกี่ยวข้องกับสถานีวิทยุชุมชน และมีการเผาสถานีวิทยุชุมชนที่จังหวัดอุดรธานี ในปี ๒๕๕๑ มีการเผาสถานีวิทยุชุมชนของ คุณขวัญชัย ไพรพนา ซึ่งเป็นผู้นำสถานีวิทยุชุมชนที่อยู่จังหวัดอุดรธานี ความเจ็บในตอนนั้น ก็ยังคงเหลืออยู่นะครับ ดังนั้น กระผมขอสนับสนุนรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัตินี้ เพื่อทวงคืนสิทธิเสรีภาพให้แก่พี่น้องวิทยุชุมชน ขอขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านชริน วงศ์พันธ์เที่ยง เชิญครับ🔗

นายชริน วงศ์พันธ์เที่ยง พระนครศรีอยุธยา

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ชริน วงศ์พันธ์เที่ยง ผู้แทนราษฎรพระนครศรีอยุธยา เขต ๒ พรรคก้าวไกลครับ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบพระคุณท่านธีระชัย แสนแก้ว ที่ชื่นชมผู้จัดรายการ DJ วิทยุ เพื่อประชาธิปไตย ผมก็คือหนึ่งในนั้นเหมือนกันนะครับ วันนี้ผมขออภิปรายเพื่อสนับสนุน ร่างพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ที่ขอแก้ไขเพื่อให้ สอดคล้องกับการดำเนินกิจการของวิทยุกระจายเสียงภาคประชาชน และวิทยุบริการชุมชน ที่มีกำลังส่งต่ำกว่า ๑ กิโลวัตต์ ซึ่งถือว่าเป็นการกระจายเสียงที่มีรัศมีครอบคลุมพื้นที่เล็ก ๆ ในท้องถิ่น ไม่ควรที่จะใช้หลักเกณฑ์หรือข้อบังคับเท่ากับกิจการวิทยุกระจายเสียงระดับ ภูมิภาค หรือระดับประเทศ ในฐานะที่ในช่วงหนึ่งของชีวิต ผมได้มีโอกาสทำหน้าที่เป็น ผู้ดำเนินรายการในวิทยุกระจายเสียงบริการชุมชน หรือที่เรียกกันว่า DJ วิทยุชุมชน ได้เห็น คุณประโยชน์ของวิทยุที่สามารถช่วยเหลือประชาชนได้เป็นอย่างดีตอนน้ำท่วมใหญ่ในจังหวัด พระนครศรีอยุธยาเมื่อปี ๒๕๕๔ การคมนาคมถูกตัดขาด ประชาชนต้องอยู่อาศัยในบ้าน กลางทะเลสาบที่เกิดขึ้นภายในไม่กี่ชั่วโมง และทนทุกข์ทรมานอยู่เป็นเวลาแรมเดือน ถึงแม้ ในบางพื้นที่มีไฟฟ้าใช้ แต่การสัญจรไปมาไม่สามารถทำได้ จะติดต่อขอความช่วยเหลือ ก็ไม่รู้ว่าจะติดต่อกับใคร ขาดแคลนอาหาร คนเจ็บป่วยไม่สามารถเดินทางไปโรงพยาบาลได้ ก็มีเพียงวิทยุชุมชน พื้นที่ที่ประชาชนสามารถเข้ามาแจ้งปัญหา แล้วเราก็สามารถออกอากาศไปยังผู้ฟังอื่น ๆ ให้เข้าไปช่วยเหลือ นี่คือประโยชน์ของวิทยุ ชุมชน ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีการสื่อสารทางเทคโนโลยี และ Application ทางโทรศัพท์ ที่มาทดแทน แต่ก็ยังมีข้อจำกัดบางประการ ในการรายงานข่าวและขอความช่วยเหลือ ในกรณีฉุกเฉินหรือเกิดภัยพิบัติ วิทยุชุมชนก็ยังเป็นสื่อที่มีประโยชน์ในพื้นที่ชนบทอยู่ครับ ผมไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่เราจะเอาหลักเกณฑ์และข้อจำกัดต่าง ๆ ทางกฎหมายมาลงโทษ บังคับใช้กับวิทยุชุมชนที่มีกำลังส่งเพียง ๕๐๐ วัตต์ มีรัศมีกระจายเสียงประมาณ ๑๕-๒๐ กิโลเมตร เช่นเดียวกับวิทยุกระจายเสียงขนาดใหญ่ระดับภูมิภาค หรือระดับประเทศ แถมยัง มีข้อจำกัดอีกว่าไม่สามารถหารายได้จากการโฆษณา หรือต้องเสียค่าปรับทางปกครองเป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้าน เทียบเท่ากับวิทยุที่มีทุนขนาดใหญ่ในกรณีฝ่าฝืนข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ ที่เป็นเรื่องทางเอกสาร หรือความเสียหายที่เกิดจากการดำเนินรายการที่ไม่ถูกต้อง อย่าลืมนะครับว่า วิทยุชุมชนเกิดจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่กำหนดให้ความถี่ที่ใช้ในการส่ง วิทยุกระจายเสียงเป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ แทนที่จะผูกขาดไว้ กับหน่วยงานรัฐหรือนายทุน ดังนั้นจะเห็นได้ว่าในช่วงนั้นมีบุคคลธรรมดา หรือกลุ่มบุคคล ในท้องถิ่นเริ่มมีการทดลองตั้งสถานีวิทยุชุมชนขึ้นมาเพื่อบริการสาธารณะ รายงานข่าวสาร ความรู้ จากผู้ดำเนินรายการ หรือ DJ ที่เป็นคนธรรมดา ชาวนามาคุยเรื่องการเกษตร สาวโรงงานมาแนะนำงานให้คนว่างงาน แม่ค้ามาสอนทำอาหาร ครูมาคุยกับเด็ก ๆ นักเรียน หลวงพ่อมาสอนธรรมะ หรือแม้กระทั่งชาวบ้านมาคุยการเมืองเรื่องประชาธิปไตย ซึ่งต่อมา ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย แต่คนที่ไม่ชอบก็คือผู้มีอำนาจ เพราะประชาชนรู้ทันมากขึ้น วิทยุชุมชนก็เลยถูกกระหน่ำโจมตี กำหนดกฎเกณฑ์มากมาย จนปัจจุบันเหลือน้อยลงทุกที เจ้าของวิทยุชุมชนไม่ใช่นายทุนมีเงินมากมาย เป็นเพียงผู้มีใจรักที่ให้บริการด้านการสื่อสาร กับคนในชุมชน ผู้ดำเนินรายการก็เป็นคนธรรมดาที่ใช้เวลาว่างพูดคุยกับผู้ฟัง ไม่มีรายได้อะไร ค่าใช้จ่ายในการดำเนินรายการก็มาจากเงินบริจาคเล็ก ๆ น้อย ๆ จากชุมชนและเงินของ ตัวเอง เพราะไม่สามารถมีโฆษณาได้ และรัศมีการกระจายเสียงก็อยู่ในวงจำกัด ดังนั้นผมจึงมี ความเห็นว่าสภาแห่งนี้ควรรับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เพื่อต่อลมหายใจให้กับสื่อท้องถิ่น โดยแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๑ กำหนดให้การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ให้ผู้รับอนุญาตประกอบกิจการบริการชุมชนมีรายได้จากการบริจาค การอุดหนุนสถานี หรือรายได้อื่นเท่าที่จำเป็น เพื่อให้เพียงพอต่อการบริหารจัดการสถานี โดยไม่เน้นการแสวงหากำไร จากที่เคยบัญญัติไว้ว่าจะหารายได้จากการโฆษณาไม่ได้ และสนับสนุนให้แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๖๑ ที่เมื่อเสียค่าปรับการปกครองแล้ว ก็ยังมีค่าปรับรายวันอีกในอัตราหนึ่ง ตลอดระยะเวลาฝ่าฝืน ซึ่งมีอัตราสูงมากถึงวันละไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท ตามอัตราระดับโทษ ปรับทางปกครอง ซึ่งนับว่าเป็นความไม่เป็นธรรมกับวิทยุชุมชนเล็ก ๆ เป็นอย่างยิ่ง จึงเห็นควร ให้แก้ไขเฉพาะกิจการกระจายเสียงที่มีกำลังส่งไม่เกิน ๑ กิโลวัตต์ ให้ลงโทษปรับได้ไม่เกินวันละ ๑,๐๐๐ บาท ตามที่เสนอไว้ในร่างพระราชบัญญัตินี้ การลงโทษปรับในอัตราที่สูงเกินกว่าเหตุ คือการพยายามทำลายวิทยุชุมชนให้ล้มหายตายจากไปจากสังคมไทย ขอบคุณมากครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปอีก ๓ ท่านนะครับ ท่านแรกท่านนิพนธ์ คนขยัน ท่านที่ ๒ ท่านมานพ คีรีภูวดล แล้วก็ท่านที่ ๓ ท่านวิทยา แก้วภราดัย นะครับ เชิญท่านนิพนธ์ คนขยัน ครับ🔗

นายนิพนธ์ คนขยัน บึงกาฬ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นิพนธ์ คนขยัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบึงกาฬ เขตเลือกตั้งที่ ๓ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตร่วมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติการประกอบกิจการ กระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ ที่ท่านดอกเตอร์อดิศร เพียงเกษ และคณะ และเพื่อน สมาชิกได้เสนอ ท่านประธานครับ หลายประเด็นที่เพื่อน ๆ ได้พูดแล้ว ผมขออนุญาตสั้น ๆ เพราะจะไปซ้ำ มาตรา ๒๑ เพื่อนก็ว่าแล้วนะครับ เพียงแต่อยากพูดว่าปรัชญาของวิทยุชุมชนเป็นคำขวัญ เป็นหลักการของประชาธิปไตยที่ว่าเป็นวิทยุโดยและเพื่อชุมชนนั่นเอง บอกชัดเจนครับ ชุมชน ดังนั้น พิธีกร โฆษก นักจัดรายการต่าง ๆ ก็มีแต่ชาวบ้านเราธรรมดา บางคนก็ฝึกมา จนชิน จนมีความชำนาญ ก็ได้ขยับขยายไปเป็นนักพากย์ นักอะไรก็ว่ากันไปดังที่เราเห็น ดังนั้นวันนี้เห็นด้วยอย่างยิ่งที่ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เข้าสู่สภา เพราะอะไรครับ เพราะวิทยุชุมชนจะได้มีบทบาท อย่างในอดีตเพื่อนสมาชิกก็พูดไปหลายท่านแล้ว ทำไร่ ทำนา ทำนานี่ต้องฟังวิทยุ ฟังหมอลำ เราจะไปเปิดทีวีฟังไม่ได้ ต้องเป็นทรานซิสเตอร์ บนคันแทนา เงียบหายไปหลายปีครับท่านประธาน ตั้งแต่หมดวิทยุชุมชนไป วิทยุก็ไม่มีที่ขาย กันแล้ว ถ้ามีสถานีวิทยุชุมชนขึ้นมาอย่างน้อยได้ซื้อถ่านวิทยุ ได้ฟังมีความสุข เพลิดเพลิน ในการทำไร่ ทำนา ทำสวน และสิ่งสำคัญเวลาประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ หมู่บ้าน ชุมชน เพราะวิทยุเป็นของชุมชน ได้ไหว้ ได้วาน ได้ขอช่วยกัน อย่างวันนี้ถ้า พ.ร.บ. ฉบับนี้ผ่าน ก็ถือว่าให้หา Sponsor เล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ เพื่อค่าน้ำ ค่าไฟ ดังที่เพื่อนสมาชิกพูด ดังนั้น เห็นด้วยอย่างยิ่งครับท่านประธานที่เคารพ ที่วิทยุชุมชนต้องเกิด เกิดในชุมชน เวลามีวิทยุ ส่วนกลางจากทางราชการส่งไป วิทยุชุมชนก็สามารถ Delay ผ่านต่อให้ชุมชนได้ฟังข่าวสาร ทันสมัย ดังนั้นวันนี้เห็นด้วยอย่างยิ่ง เรื่องผลประโยชน์เป็นของธรรมดา ถ้าเขาไม่มีสตางค์ ได้มาสนับสนุน แล้วจะเอาอะไรมาใช้จ่ายในสถานีวิทยุชุมชน อย่างโทษเพื่อนก็ว่าไปแล้ว ปรับให้นิดหน่อย อย่าปรับมาก ก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง ดังนั้นท่านประธานครับ ก็คงจะร่วม อภิปรายสนับสนุนเต็มที่ เพราะชุมชนจะได้ใช้ประโยชน์จากสถานีวิทยุชุมชน จะมีนักจัดรายการ จะมีนักหลาย ๆ นัก อย่างน้อยโรงเรียนบ้านนอกก็จะได้ถ่ายทอดสดวิทยุชุมชน ออกรายการ ให้ชุมชนได้รับฟัง เห็นด้วยอย่างยิ่งในพระราชบัญญัติฉบับนี้ครับท่านประธาน กราบขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านมานพ คีรีภูวดล เชิญครับ🔗

นายมานพ คีรีภูวดล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ และชนเผ่าพื้นเมือง ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตมีส่วนร่วมในการอภิปราย ร่างพระราชบัญญัติประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ท่านประธานครับ ผมอยากจะเริ่มอย่างนี้ว่า เป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งนะครับ ตั้งแต่ มีการรัฐประหารต่อเนื่อง ๒ ครั้ง ก็คือ รัฐประหารปี ๒๕๔๙ รัฐประหารปี ๒๕๕๗ ความเป็น ชีวิตของวิทยุชุมชนที่เกิดขึ้นตามมาตรา ๔๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๔๐ ได้หายไป อันนี้เป็นตัวทำลายความเป็นประชาธิปไตย โดยเฉพาะสื่อ ประเทศไหน พื้นที่ไหน สังคมไหนที่เสรีภาพของสื่อมีทุกระดับ ก็คือตัวชี้วัดของความเป็นประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นการรัฐประหาร ๒ ครั้งนี้เป็นการทำลายกระบวนการประชาธิปไตย แล้วทำให้ เครือข่ายวิทยุชุมชนได้สูญหายไปจำนวนมากครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นทำไมผมพูดอย่างนี้ครับท่านประธาน วันนี้ผมดีใจครับที่ร่างนี้เข้ามา พี่น้องเครือข่ายวิทยุชุมชนได้ปรึกษาผมมาตลอด แล้วผมเองก็เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย วิทยุชุมชน วันนี้สภาผู้แทนราษฎรจะต้องอนุมัติเห็นชอบให้มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาเรื่องนี้ครับท่านประธาน ครม. ไม่ควรจะอุ้มไปแล้ว ๖๐ วัน ผมถามว่าปิดสมัย ประชุมที่ผ่านมาท่านไปทำอะไรมา เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเสนอใหม่ครับท่านประธาน เรื่องที่ค้าง ในสมัยที่แล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมคิดว่าการลงมติมีความสำคัญ เพราะว่าเครือข่ายพี่น้อง วิทยุชุมชนที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพื้นที่ทางสังคม พื้นที่ที่ชุมชน ต้องคุยกัน พื้นที่การสื่อสารทางวัฒนธรรม มันจะได้เกิดขึ้น มันจะได้กลับฟื้นโดยเร็วนะครับ มันไม่ควรจะอุ้ม คนที่รออยู่นะครับ ท่านประธานลองนึกภาพมีการรัฐประหาร ๒ ครั้ง และล่าสุดปี ๒๕๕๗ ตอนนี้ปีอะไรแล้วครับ ปี ๒๕๖๗ ๑๐ กว่าปีที่พวกเขาไม่ได้ใช้พื้นที่ของ วิทยุชุมชนในการสื่อสาร ในการทำงานร่วมกันของคนในชุมชน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมยืนยัน นะครับว่า เราไม่ควรจะอุ้ม เราควรจะเดินหน้าต่อ เพื่อคืนชีวิต คืนความเป็นตัวตนของ เครือข่ายวิทยุชุมชนครับ ท่านประธานครับ ผมอยากจะสื่อสารกับท่านประธานเรื่องของ ตัวตนของวิทยุชุมชนสักเล็กน้อย เพื่อประกอบให้กับทางกรรมาธิการที่จะเกิดขึ้นในการ พิจารณากฎหมายฉบับนี้ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ในมาตรา ๔๐ พูดได้ชัดเจน นะครับว่า คลื่นวิทยุมันเป็นสมบัติสาธารณะ เพราะฉะนั้นก็คือในเมื่อภาคธุรกิจ ภาครัฐ มีพื้นที่ในการใช้คลื่นวิทยุ ภาคประชาชนตัวเล็ก ๆ กลุ่มต่าง ๆ ก็มีสิทธิที่จะใช้ จึงเลยเกิด คำว่าวิทยุชุมชน แต่ว่าเหตุการณ์ทางการเมืองต่าง ๆ ที่ผ่านมาทำให้ผู้มีอำนาจกลัว ทำให้ผู้มี อำนาจคิดว่านี่เป็นพื้นที่ในการจัดตั้งทางอากาศ จึงมีนโยบาย จึงมีคำสั่งไล่ปิดหมดเลยนะครับ ผมคิดว่านี่ไม่มีความชอบธรรมกับพื้นที่วิทยุชุมชนทั่วไปที่ไม่ได้พูดถึงเรื่องของการเมือง หรือไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวทางการเมือง ท่านประธานครับ ผมอยากจะให้ ท่านประธานเห็นภาพว่าวิทยุชุมชนมันมีความหมายและมันมีชีวิตกับคนในชุมชน และเครือข่ายในพื้นที่ได้อย่างไรครับ หลายท่านบอกว่าวิทยุชุมชนถ้าจะเก็บรายได้อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ท่านประธานผมคิดว่าส่วนหนึ่งก็โอเคเงินบริจาคของพวกเขาอยู่แล้วนะครับ เพราะว่า วิทยุก็ซื้อเครื่องมาเอง DJ ก็มาจากคนในพื้นที่สลับกันมา มีทั้งพระ มีทั้งผู้อาวุโส มีทั้งเยาวชน มีผู้หญิง มีสตรี มีครบหมดเลย ถามว่านี่เป็นองค์ประกอบที่เราอยากจะเห็นไหมครับ เราเคยพูดว่า บวร บ้าน วัด โรงเรียน ตัวตนมันอยู่ตรงนี้ครับท่านประธาน แล้วเราก็ทำให้มัน หายไปโดยรัฐประหารปี ๒๕๕๗ เพราะฉะนั้นคือการคืนชีวิต คืนตัวตนให้กับวิทยุชุมชน จึงมีความจำเป็นเร่งด่วน ท่านประธานทราบไหมครับ เวลามีวิทยุชุมชน การสื่อสารมันไม่ได้ สื่อสารเฉพาะในเรื่องประเด็นหนัก ๆ นะครับ มันเป็นการสร้างชุมชนแนวใหม่ของคนพื้นที่ ครับท่านประธาน เวลาคนบางคนที่อยู่ในทุ่งนาก็ดี อยู่ในสวนก็ดี มันจะมีการสื่อสารได้พูดคุย กัน ในเรื่องราว ในประวัติศาสตร์ชุมชน ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ขณะนี้มันมีอะไรเกิดขึ้น แล้วชุมชนจะต้องเตรียมตัวอย่างไร ผมยกตัวอย่างกรณีไฟป่าท่านประธานครับ กรณีที่เกิด ไฟป่าที่มันมีความรุนแรง พื้นที่ที่มันไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ก็ดี พื้นที่หลาย ๆ เรื่องก็ดี การได้ สื่อสารกับคนในพื้นที่ในเครือข่าย แล้วบางพื้นที่เนื้อหาตรงไหนที่สถานีนี้พูดแล้วเป็นที่ น่าสนใจ อีกสถานีก็จะไปดึงสัญญาณเพื่อที่จะขยายผลต่อ โดยเฉพาะเรื่องของธรรมะ ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ท่านประธานครับ สิ่งที่มันทำให้การคืนชีวิตให้กับวิทยุชุมชน ไม่ใช่เฉพาะคนที่ทำวิทยุชุมชนครับท่านประธาน แต่เป็นการคืนความเป็นตัวตนของคน ในชุมชนนะครับ มันจะมีนิเวศทางวัฒนธรรมหลายแบบมากท่านประธานครับ ผมเองก็เป็น พี่น้องชาติพันธุ์ มันก็มีวิทยุชุมชนพี่น้องชาติพันธุ์นะครับ ได้มีการแปลธรรมะ หรือสื่อสาร ที่เป็นภาษาชาติพันธุ์ ก็เป็นเรื่องราวต่าง ๆ นะครับ ทั้งหมดนี้หลายฝ่ายอาจจะเป็นความ มั่นคงก็ดี หน่วยงานอื่นที่อาจจะเป็นห่วงว่าเป็นการจัดตั้งวิทยุชุมชนที่มันมีวัตถุประสงค์ ซ่อนเร้นหรือเปล่า เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นครับ กระบวนการที่ ๒ คือกระบวนการตรวจสอบ มันมีมาตรฐาน มันมีวิธีการ มันมีรูปแบบที่สามารถที่จะติดตามประเมินตรวจสอบได้นะครับ การที่ใช้เหตุผลบางประการที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในพื้นที่ด้วยวิธีการรัฐประหาร แล้วก็ สั่งปิดทั้งหมด ทำให้เกิดความเสียหายให้กับคนที่ทำงานเครือข่ายวิทยุชุมชนทั้งประเทศ และที่สำคัญคือเกิดความเสียหายในการลงทุนต่าง ๆ วันนี้ท่านประธานทราบไหมครับ ความเป็นวิถีชีวิต ความเป็นชุมชนดั้งเดิมที่พยายามจะสร้างสังคมแนวใหม่ที่ใช้พื้นที่ ทางอากาศ คือวิทยุเป็นสังคมที่จะได้สื่อสารกัน วันนี้มันหายไปนะครับ ถ้าท่านประธานจำได้ หลังรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นะครับ ๔-๕ ปีที่ผ่านมาผมเองก็ไปดูสถานีวิทยุชุมชนแรกที่ตั้ง ในประเทศไทย คือตั้งที่จังหวัดกาญจนบุรีครับ คนที่ตั้งวิทยุชุมชนสถานีแรกในประเทศไทย วันนี้เสียชีวิตไปแล้ว หลังจากนั้นมันก็ขยายนะครับ อันนี้มันคือชีวิตจริง ๆ ส่วนรายละเอียด ว่าจะเก็บรายได้อย่างไร ผมคิดว่าอันนี้ถกกันในกรรมาธิการครับ ทุกท่านที่อยู่ในสภาอาจจะ เห็นต่างนะครับ และที่สำคัญผมคิดว่าการที่จะตั้งกรรมาธิการชุดนี้ จะต้องมีตัวแทนเครือข่าย วิทยุชุมชนที่เขาเคยเป็นอยู่เดิม และวันนี้ยังเป็นเครือข่ายประกอบกันอยู่เข้ามาเป็น กรรมาธิการด้วยนะครับ🔗

สุดท้ายครับท่านประธาน ผมในนามพรรคก้าวไกล ผมคิดว่า ครม. ไม่ควร จะอุ้มไปให้เสียเวลา ๖๐ วันนะครับ เครือข่ายวิทยุชุมชนรอคอยมานาน พี่น้องประชาชน ที่เคยใช้บริการวิทยุชุมชนอยากจะให้ชีวิตกลับคืนมานะครับ ควรจะเห็นชอบร่วมกันให้ผ่าน ในวันนี้ เพื่อที่จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการต่อไปครับ ขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านวิทยา แก้วภราดัย เชิญครับ🔗

นายวิทยา แก้วภราดัย แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรีประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งท่านก็มานั่งรับฟังเรื่องนี้ตั้งแต่เริ่มต้น ผมมีเรื่อง จะเรียนผ่านท่านประธานสภาไปยังท่านรัฐมนตรีด้วยครับว่า ผมทราบข่าวทางวิทยุชุมชน เมื่อ ๔-๕ วันที่แล้วตอนที่กลับไปบ้านต่างจังหวัด ได้ข่าววิทยุชุมชนเขาพูดถึงเรื่องการจะปิด สถานีวิทยุชุมชนทั่วประเทศ แล้วก็พูดคุยกันถึงเรื่องที่จะรวมตัวกันมาเรียกร้องกับรัฐบาล ต่อมาก็ทราบจากตัวแทนของ กสทช. พูดถึงเรื่องกฎหมายที่จะทำให้วิทยุชุมชนต้องหมดอายุไป ในปีหน้า เพราะว่าเป็นไปตามกฎหมาย หลังจากนั้นวิทยุทั้งหมดก็จำเป็นต้องมาจัดประมูล โดย กสทช. ผมเรียนกับท่านประธานสภาไปถึงพี่น้องประชาชนทั้งหมดเลยนะครับว่า ผมเข้ามาในสภาครั้งแรกพร้อมกับความคิดของนักการเมืองยุคนั้น เรามองวิทยุทั้งหมด คือของรัฐบาลทั้งหมด ไม่มีวิทยุหรือสถานีใด ไม่ว่าโทรทัศน์ หรืออะไรก็ตามที่จะเป็นของเอกชน โดยตรง เป็นของรัฐ ส่วนเอกชนจะมาเช่าสัมปทานทำกับรัฐอีกเรื่องหนึ่ง ท่านประธานเชื่อไหม ครับว่า เราเรียกร้องให้การประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีการถ่ายทอดทางวิทยุโทรทัศน์อยู่นาน กว่าจะมีการออกกฎหมาย แล้วก็ออกมาเป็นเรื่องราวว่า เดี๋ยวนี้ประชุมสภาทุกครั้งประชาชน ทั้งประเทศจะได้ยิน ทั้งทางวิทยุและทางโทรทัศน์ มันเป็นเรื่องใหญ่ครับ แต่มาวันหนึ่ง เมื่อสภานี้ร่วมกันคิดแล้วเห็นว่าคลื่นสื่อสารทั้งหมดเป็นสมบัติของชาติ เป็นสมบัติของ ประชาชน ทุกอย่างก็เริ่มจัดสรรออกมา มันก็เป็นที่มาของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม แล้วก็ กสทช. มาถึงวันนี้ครับท่านประธาน ปรากฏว่ามันก็เกิดพร้อม ๆ กับวิทยุ ในท้องถิ่นที่เกิดขึ้น อย่างเพื่อน ๆ สมาชิกได้พูดนะครับ เกิดขึ้นทั่วประเทศเกือบทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล เป็นวิทยุคลื่นกำลังส่งขนาดเล็ก ทุนก็น้อย กำไรก็ไม่มี ทำไปด้วยจิตใจ แล้วบางครั้งก็ไม่มีมาตรฐาน เพราะกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ กสทช. ที่ตั้งขึ้นมาท่านเน้นเรื่องเดียวครับ ก็คือการให้สัมปทาน กสทช. ไม่เคยคิดจะไปดูแลวิทยุ ชุมชนเหล่านี้ ในการที่จะพัฒนาความสามารถในการจัดรายการ ในการเสริมสร้างคุณภาพ สร้างคุณธรรม และรายการที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะจริง ๆ จ้องจับผิดอย่างเดียว ก็คือโฆษณาเกินจริง แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นวันนี้เรียนกับท่านประธานเลยครับว่า วิทยุชุมชน เหล่านี้กำลังจะตายไปทั้งหมดแล้ว เพราะเทคโนโลยีวันนี้มันก้าวล้ำจากวิทยุตามบ้าน จากหอกระจายข่าว ซึ่งเริ่มหมดไป จากวิทยุชุมชนที่เริ่มจะเลี้ยงตัวเองไม่ได้ ท่านครับ วันนี้ทุกอย่างมันสรุปอยู่ในมือถือท่านหมด ทุกอย่างอยู่ในนี้หมดครับ การสื่อสารทั้งหมดอยู่ที่นี่หมด และสิ่งที่ผมจะเรียกร้องผ่าน ท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีครับ ท่านช่วยไปดู กสทช. ด้วย หน้าที่ กสทช. ไม่ใช่การจัดหารายได้จากการประมูลคลื่นความถี่ หน้าที่ กสทช. ต้องรับผิดชอบต่อชาติ และสังคม ท่านประธานเชื่อไหมครับว่า วันนี้มือถือทุกเครื่อง ซึ่งคุมโดย กสทช. เป็นเครื่องมือ ของการโกงประชาชนทุกนาที ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ผมครับ ท่าน สส. เมื่อเช้าก็เพิ่งโทรมาหาท่าน ทักชื่อ นามสกุล ถูกเรียบร้อย เริ่มต้นก็รู้แล้วครับว่า Call Center แต่ว่าวัยรุ่นไปอีกครับ คือบ่อน Online ทั้งหมดมันอยู่ในมือถือ แล้วข้ออ้างอย่างเดียวของ กสทช. คือคลื่นเหล่านี้ ส่งมาจากต่างประเทศ จับกุมไม่ได้ แต่เวลาเจ้าหน้าที่ไปจับกุมท่อสายอากาศเดินจาก ประเทศไทยทะลุไปเพื่อนบ้าน แล้วก็ที่น่าเกลียดครับ บอกว่าจับไม่ได้ จับไม่ได้ ดูแลไม่ได้ ป้องกันให้ไม่ได้ มันทำให้ประชาชนคนไทยติดอันดับต้น ๆ ของโลกที่โดนต้มตุ๋นจากแก๊ง Call Center แล้วก็ธุรกิจผิดกฎหมายทางโทรศัพท์ ท่านประธานครับ ที่บ้านผมจังหวัด นครศรีธรรมราชเมื่อ ๓ เดือนที่แล้ว ตำรวจกองบัญชาการเทคโนโลยีเขาเข้าจับกุม จับมือ ร่วมกับ DSI และตำรวจในพื้นที่เข้าจับกุมแก๊ง Call Center จับคนต่างชาติได้ ๖๐ กว่าคน จับที่ร่วมในกระบวนการทั้งหมดเกือบ ๘๐ คน จับเครื่องมือโทรศัพท์ได้เป็นพันเครื่อง จับเครื่องมือในการสื่อสารได้เป็นร้อย ๆ เครื่อง ทำการมา ๔ ปีเต็มครับ ไม่ได้ในต่างประเทศ เลยครับ กลางตลาด กลางชุมชนเลย DSI ตำรวจที่เขาไปจับกุม ผมคิดว่าท่านรัฐมนตรีต้องดู แล้วว่า กสทช. ทำอะไรอยู่ถึงไม่รู้เรื่องเลย ทำไมปล่อยให้แก๊งเหล่านี้มาทำมาหากิน ในประเทศไทย ผมคิดว่า กสทช. ควรจะทำมากกว่าการที่จะเปิดประมูลคลื่นความถี่ คุณควรไปจัดการปัญหาที่ประชาชนเขาเดือดร้อนทั้งแผ่นดิน ไม่ว่าจะ Call Center ไม่ว่าจะ แก๊ง Online กันทางมือถือ เรื่องที่ประชาชนเดือดร้อนทั้งหมดเกิดจากที่นี่ทั้งหมดครับ เพราะฉะนั้น กสทช. ช่วยไปพัฒนาวิทยุชุมชนเขาให้มีความสามารถขึ้นมาให้ข้อมูลท้องถิ่น กับประชาชน พัฒนาวัฒนธรรม Soft Power ในหมู่บ้านในชนบทขึ้นมา ขณะเดียวกัน กสทช. ควรจะปรับตัวเอง ยุติขบวนการต้มตุ๋นทางมือถือ ไม่ว่า Call Center หรือจะเป็นพวก แก๊งบ่อน Online ที่ระบาดไปทั่วหมดครับ แล้วจะบอกว่าไม่รู้เรื่องไม่ได้ครับ ท่านประธาน เปิดเข้า Google หรือท่านรัฐมนตรีเปิดเข้า Google เลยก็ได้ครับ แล้วก็หาว่าแทงพนัน Online ทางไหน เดี๋ยวก็ขึ้นมาให้ท่านเลือกได้เต็มหมด แล้ว กสทช. บอกว่าไม่รู้เรื่อง แก้อะไร ไม่ได้ ผมว่าไม่ใช่ครับ ให้อำนาจ กสทช. ไปในการคุมคลื่นความถี่ทั้งหมด แต่เอาคลื่นความถี่ มารังแกประชาชน เพราะฉะนั้นหันไปพัฒนาวิทยุต่าง ๆ ในชนบทให้เขาขึ้นมาสามารถเป็น เครื่องมือรัฐบาลได้ แล้วก็ปราบปรามธุรกิจทั้งหมดที่อาศัย กสทช. เครื่องมือสื่อสาร Digital ไปหากินโกงประชาชนทั่วประเทศ ก็ฝากท่านรัฐมนตรีไปด้วยครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณท่านวิทยา แก้วภราดัย ครับ ๒ ท่านสุดท้ายนะครับ ท่านแรก ท่านเทียบจุฑา ขาวขำ ท่านที่ ๒ ท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ จากนั้นก็เป็นการสรุป เชิญครับ🔗

นางเทียบจุฑา ขาวขำ อุดรธานี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางเทียบจุฑา ขาวขำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ ดิฉันขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติประกอบ กิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่ท่านอดิศร เพียงเกษ และคณะเพื่อน สส. ได้นำเสนอในวันนี้นะคะ ก่อนอื่นดิฉันก็ต้องขอแสดงความดีใจแล้วก็ ขอบคุณที่ท่านรัฐมนตรีประเสริฐได้มานั่งรับฟังท่านสมาชิกได้อภิปรายในวันนี้นะคะ แล้วในวันนี้ก็ต้องขอแสดงความยินดีไปยังเพื่อนสมาชิกเครือข่ายวิทยุชุมชน ที่วันนี้สภา ได้อภิปรายสนับสนุนแก้ไขปัญหาวิทยุชุมชน ในการประกอบกิจการของวิทยุชุมชนในวันนี้ ดิฉันก็เกิดความประทับใจ ดีใจ และอาจจะตื่นเต้นด้วยซ้ำไปนะคะ เพราะดิฉันเองได้รับ โทรศัพท์จากพี่น้องประชาชนที่ทำวิทยุชุมชนในจังหวัดอุดรธานี แล้วก็พี่น้องที่ทำใน ภาคอีสาน โทรศัพท์มาให้กำลังใจว่า วันนี้อย่างไรก็ขอให้ช่วยสนับสนุน ในเรื่องของการจัดทำ วิทยุชุมชนด้วย ดิฉันก็พร้อม แล้วก็ดีใจ แล้วก็ขอเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนของจังหวัด อุดรธานี แล้วก็ทั้งสมาชิกในประเทศไทยนะคะ ท่านประธานคะ พระราชบัญญัติฉบับนี้ มีการเสนอแก้ไขในมาตรา ๒๑ ซึ่งบัญญัติไว้ว่า ผู้ที่ได้รับอนุญาตประกอบกิจการบริการชุมชน ซึ่งเราเรียกว่าวิทยุชุมชน จะหารายได้จากการโฆษณาไม่ได้ ตรงนี้ละค่ะ ก็คือปัญหา เพราะการจัดทำวิทยุชุมชนมันมีค่าใช้จ่าย มีค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าดูแล ค่าบำรุง ค่ารักษาต่าง ๆ และขณะเดียวกันในวันนี้ดิฉันดีใจที่ท่านอดิศรได้นำเสนอ พ.ร.บ. ฉบับนี้ กับเพื่อนสมาชิก ให้มาแก้ไขเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตประกอบกิจการบริการชุมชนหรือวิทยุชุมชนนี้ ให้มีรายได้ มาจาก ๓ ช่องทาง คือรายได้มาจากในเรื่องของการรับบริจาคก็ได้ ถ้า DJ พูดดีประชาสัมพันธ์ดี บอกข้อมูลข่าวสารดี ก็จะได้รับการบริจาค หรือได้รับเงินอุดหนุนสถานี ไม่ทราบจะเป็นเงิน อุดหนุนจากท้องถิ่น หรือจากรัฐบาลได้ก็ยิ่งดี โดยเฉพาะ กสทช. และอันที่ ๓ บอกแก้ให้มี ได้รับรายได้มาจากทางอื่น ๆ เท่าที่จำเป็น อันนี้ก็น่าคิดนะคะ อื่น ๆ เท่าที่จำเป็น คงจะเปิด โอกาสให้สถานีวิทยุที่เขาประกอบการนั้น มีโอกาสหาเงินมาเลี้ยงตัวเองได้ ซึ่งดิฉันเห็นว่า ผู้ที่ประกอบอาชีพสถานีวิทยุ โดยเฉพาะผู้จัดรายการ หรือ DJ มีบุคคลหลายประเภทค่ะ มีทั้งหญิง ทั้งชาย บางทีมีที่วัดด้วยนะคะ เป็นสถานีวิทยุสื่อข่าวสารเรื่องธรรมะเพื่อประชาชน อย่างนี้เป็นประโยชน์มากค่ะ แล้วแต่ละท่านที่เป็น DJ ที่ทำหน้าที่ตรงนี้แจ้งข้อมูลข่าวสาร สมมุติที่อุดรธานีนะคะ วันนี้มีงานบุญประเพณี มีงานต้อนรับท่านนายกรัฐมนตรี มีผู้หลัก ผู้ใหญ่มาในจังหวัด มาในอำเภอ จัดกิจกรรมดี ๆ รณรงค์ ไม่ให้มียาเสพติดในจังหวัดอุดรธานี นี่ละค่ะเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสื่อสารให้พี่น้องชุมชนได้รับทราบข้อมูล ท่านประธานคะ ท่านเคยนั่งแท็กซี่ไหมคะ แท็กซี่จะเปิดวิทยุอยู่ตลอดเวลาค่ะ ฟังข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะ การอภิปรายในสภา แท็กซี่นี่จะวิพากษ์วิจารณ์ใครอภิปรายเป็นอย่างไร แท็กซี่ แม่ค้าในตลาด สำคัญมากค่ะ เขาสามารถเข้าถึงได้ ส่วนที่จะมาดูเรื่องของเทคโนโลยีสมัยใหม่นี่เขาเข้าถึงยาก เดี๋ยวนี้หมายถึงว่าเขาต้องทำมาหากิน ไม่มีเวลาที่จะมาเปิด Facebook เปิด LINE นะคะ เขาเปิดวิทยุชุมชน สมัยก่อนเขาเรียกวิทยุทรานซิสเตอร์ค่ะ ตามท้องไร่ ท้องนา เลี้ยงวัว เลี้ยงควาย จะต้องเปิดวิทยุฟังข้อมูลข่าวสาร DJ สำคัญมากค่ะ DJ จะเป็นผู้ให้ข้อมูลนะคะ ดิฉันต้องขอชื่นชมวิทยุชุมชน ในกรณีที่เมื่อ ๓ ปีที่แล้วที่เกิดสถานการณ์โควิดในประเทศไทย เรา หรือทั่วโลก วิทยุชุมชนอันนี้เป็นสื่อสารที่ดี ได้นำข้อมูลข่าวสารเรื่องราวต่าง ๆ จากภายนอกแล้วก็กลับมาเล่าสู่ให้กับพี่น้องภายในชุมชน ภายในหมู่บ้านได้รับทราบปัญหา ความเดือดร้อนของโรคโควิดมันระบาดในคราวนั้น วิทยุชุมชนนี้ทำหน้าที่ได้ดีมากนะคะ ดิฉันจึงขอชื่นชมในการดำเนินการของวิทยุชุมชน แต่วิทยุชุมชนมีต้นทุนไม่มาก ที่ทำส่วนมาก ก็จะเป็นการเสียสละเสียมากกว่านะคะ ที่เป็นความชอบส่วนตัว ที่นำข้อมูลข่าวสารมา เผยแพร่ให้กับพี่น้องประชาชนได้รับทราบ แล้วดิฉันคิดว่ามันเป็นการสร้างประชาธิปไตย สร้างระบอบประชาธิปไตยให้เข้มแข็งขึ้น เพราะเขาเป็นกระบอกเสียงที่ดี เขานำข้อมูล ข่าวสารมาพูดในวิทยุชุมชนกระจายไปในชุมชนหมู่บ้านเล็กน้อยได้รับฟังหมด คนไหนที่เปิดวิทยุ ดังนั้นดิฉันต้องขอสนับสนุน แล้วก็ขอฝากท่านรัฐมนตรีว่า วิทยุชุมชนนี้เป็นเครื่องมือ ที่สำคัญในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร อย่างน้อยก็ช่วยให้พี่น้องประชาชนได้กระจ่าง ได้รับข้อมูลข่าวสารกระจ่าง ได้ทั้งข้อดีและข้อเสีย ได้รับข้อมูลทั้งสองฝ่าย ดิฉันเอง จะขอขอบคุณอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็วันนี้เชื่อมั่นว่ารัฐบาล โดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีมานั่งรับฟัง ข้อมูลเกี่ยวกับวิทยุชุมชนในวันนี้ เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะผลักดันวิทยุชุมชน เพราะดิฉันเชื่อฝีมือ ท่านค่ะ เพราะท่านเป็นมือปราบ Call Center อยู่แล้ว ท่านรอบคอบและท่านเก่งในด้านนี้ ก็ฝากท่านให้โอกาสกับพี่น้องชาววิทยุชุมชนได้มีรายได้เลี้ยงชีพ สร้างความภาคภูมิใจในอาชีพ ของเขาเองอย่างมีศักดิ์ศรี ดิฉันขอสนับสนุนหลักการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธาน สภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ ต่อไปขอเชิญคุณพริษฐ์ วัชรสินธุ ซึ่งจะเป็นผู้อภิปรายท่านสุดท้าย แล้วก็จะได้สรุปต่อไปครับ เชิญครับ🔗

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนประธานสภาที่เคารพครับ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขออนุญาตมีส่วนร่วม ในการอภิปรายในวาระการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. การประกอบกิจการกระจายเสียงและ กิจการโทรทัศน์ ท่านประธานครับ ผมขอออกตัวไว้ก่อนนะครับ ว่าผมไม่ได้เป็นคนที่มี ความเชี่ยวชาญเรื่องของวิทยุกระจายเสียง แต่เหตุผลที่ผมจำเป็นต้องลุกขึ้นมาอภิปราย ในวันนี้ครับ ก็เพราะว่าคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมี ส่วนร่วมของประชาชน ที่ผมเป็นประธานอยู่นั้น เราได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องในภาค ประชาชน พี่น้องผู้ประกอบการ แล้วก็ได้มีการนัดประชุมหารือร่วมกันระหว่างผู้ประกอบ กิจการกับทาง กสทช. เมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อหาทางออก ท่านประธานครับ ผมคงไม่ขอพูดซ้ำถึงหลักการและเหตุผลเกี่ยวกับร่างกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับที่เรากำลังพิจารณา อยู่ในวันนี้ เนื่องจากเพื่อนสมาชิกของผมทั้งซีกรัฐบาลและซีกฝ่ายค้านก็ได้อภิปรายกันไป พอสมควรแล้ว แต่ผมอยากจะใช้เวลาอันจำกัดนี้ครับท่านประธาน ในการพยายาม จะชี้ให้ท่านประธานได้เห็นว่ากระบวนการในการพิจารณาร่างกฎหมายเกี่ยวกับวิทยุชุมชน ที่เรากำลังพูดคุยกันอยู่นี้ สะท้อนให้เห็นชัดถึงความบกพร่องของรัฐบาล ในการแก้ไขปัญหา ของพี่น้องประชาชนผ่านกลไกของรัฐสภา ท่านประธานครับ ความจริงแล้วข้อเสนอเชิง กฎหมายที่ผู้ประกอบกิจการวิทยุเขาอยากให้พวกเราพิจารณานั้น ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ ร่างกฎหมายที่เรากำลังพิจารณากันอยู่ในวันนี้ แต่ประกอบไปด้วย ๒ ข้อเสนอด้วยกันครับ🔗

ข้อเสนอที่ ๑ ก็คือการปลดล็อกช่องทางในการหารายได้และการลดค่าปรับ สำหรับวิทยุชุมชน ซึ่งอันนี้อยู่ในร่างแก้ไข พ.ร.บ. การประกอบกิจการกระจายเสียงและ กิจการโทรทัศน์ ๒๕๕๑ ที่เรากำลังพิจารณากันอยู่ในวันนี้🔗

แต่ข้อเสนออีกข้อเสนอหนึ่งครับท่านประธาน ข้อเสนอที่ ๒ ก็คือการยกเลิก การประมูลสถานีวิทยุประเภทธุรกิจที่ทดลองออกอากาศมากว่า ๓,๐๐๐ กว่าสถานี ซึ่งข้อเสนอนี้อยู่ในร่างแก้ไข พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ ที่ยังไม่ได้เข้าสู่ การพิจารณาของสภาในวันนี้ครับ เพราะว่าเป็นร่างการเงิน และท่านนายกรัฐมนตรียังไม่ ตัดสินใจเซ็นรับรองให้ร่างดังกล่าวเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ หากเปรียบเทียบข้อเสนอเชิงกฎหมาย ๒ ข้อนี้เกี่ยวกับวิทยุชุมชนกับ ข้อเสนอเชิงกฎหมายอื่น ๆ ที่ถูกเสนอโดยเพื่อน ๆ สมาชิกในที่นี้ ความจริงแล้วผมรู้สึกว่า ข้อเสนอ ๒ ข้อนี้เป็นข้อเสนอที่ผมคิดว่าทางรัฐบาลนั้นน่าจะสามารถหาข้อสรุปได้ค่อนข้างเร็ว ในทางใดทางหนึ่งเพราะว่า ๓ เหตุผลด้วยกัน🔗

เหตุผลที่ ๑ ครับท่านประธาน เกี่ยวกับผู้เสนอครับ อย่างที่บอกว่าข้อเสนอ เชิงกฎหมาย ๒ ข้อนี้ ไม่ได้เป็นข้อเสนอที่ถูกริเริ่มโดย สส. จากซีกพรรคฝ่ายค้าน หรือว่า สส. พรรคก้าวไกลนะครับ แต่เป็นร่างกฎหมายทั้ง ๒ ร่างที่ถูกริเริ่มและถูกยื่นเข้าสู่สภา โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเพื่อไทย แล้วก็ไม่ใช่คนอื่นใดครับ แต่ถูกยื่นโดย ผู้เสนอร่างที่เคยดำรงตำแหน่งเป็นประธานวิปรัฐบาล ณ เวลาที่ยื่นกฎหมาย🔗

เหตุผลที่ ๒ ครับท่านประธาน นั่นก็คือระยะเวลาในการศึกษา ร่างแก้ไข กฎหมายทั้ง ๒ ข้อเสนอนี้ก็ไม่ได้เพิ่งถูกยื่นเข้ามาในเร็ว ๆ นี้ แต่ถูกยื่นเข้ามาตั้งแต่เดือน ตุลาคมปีที่แล้ว นั่นหมายความว่ารัฐบาลเองมีเวลาได้เห็นร่างดังกล่าวและได้ศึกษาร่าง ดังกล่าวมายาวนานถึง ๙ เดือน🔗

ส่วนเหตุผลที่ ๓ ครับท่านประธาน นั่นก็คือว่าการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับวิทยุ ชุมชนที่เรากำลังพูดคุยกันอยู่นี้ มันมี Deadline หรือว่าเส้นตายที่ค่อนข้างจะชัดเจน ในการ ประชุมกรรมาธิการร่วมกับทาง กสทช. ทาง กสทช. ก็พูดชัดกับเพื่อน ๆ กรรมาธิการว่า การดำเนินการของ กสทช. นั้น จะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ นั่นหมายความว่า หากไม่มีการแก้ไขกฎหมายในเร็ว ๆ นี้ สถานีวิทยุที่กำลังทดลองออกอากาศ กันอยู่ ๓,๐๐๐ กว่าสถานี ก็จะทดลองออกอากาศได้ถึงแค่วันที่ ๓๑ ธันวาคม ในปีนี้ โดยสถานีไหนที่ต้องการจะออกอากาศต่อ ก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการประมูล ซึ่งจะริเริ่มขึ้น ในเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ แต่ในทางกลับกันครับ หากสภาผู้แทนราษฎร ของเรามีมติรับหลักการเพียงแค่ในวาระที่ ๑ เกี่ยวกับร่างแก้ไขกฎหมายที่เป็นกฎหมายว่า ด้วยการเงินของท่าน สส. อดิศร ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ที่เสนอให้มีการยกเลิกการประมูล สำหรับวิทยุภาคประชาชนและวิทยุบริการชุมชน ทาง กสทช. เขาก็ยืนยันครับว่า หากเป็น เช่นนั้น เขาก็จะยืดเวลาการประมูลออกไปก่อน แล้วก็อนุญาตให้ทุกสถานีนั้นสามารถ ออกอากาศต่อได้เกินวันที่ ๓๑ ธันวาคม ในปีนี้ จนกว่ากฎหมายใหม่นั้นจะมีข้อสรุป ดังนั้น ผมไม่ทราบว่ารัฐบาลคิดอ่านหรือว่ามีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร แต่หากรัฐบาล ต้องการจะแก้ไขเรื่องของวิทยุกระจายเสียงตามข้อเสนอของอดีตประธานวิปรัฐบาล ทางรัฐบาลก็รู้ดีครับว่า จะต้องเร่งแล้วต้องรีบพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวให้เสร็จก่อน กันยายนในปีนี้ แต่ก็ไม่น่าเชื่อครับท่านประธานว่า ทั้ง ๆ ที่กฎหมายเกี่ยวกับวิทยุกระจายเสียง ทั้ง ๒ ข้อเสนอนี้มีองค์ประกอบต่าง ๆ ที่น่าจะทำให้รัฐบาลนั้นสามารถพิจารณาและหา ข้อสรุปได้เร็ว แต่รัฐบาลก็ยังคงทำงานด้วยความล่าช้า มีเพียงแค่ท่าไม้ตายประจำ ๒ ท่าครับ คือการอุ้มกับการดองกฎหมาย แล้วก็ยื้อเวลาออกไปเหมือนเดิม🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ แบบบัญชีรายชื่อ

เพราะในมุมหนึ่งครับ ท่านประธาน พอเป็นร่างกฎหมายที่ไม่เกี่ยวกับการเงิน ทางรัฐบาลนั้นมักจะใช้วิธีการอุ้ม หรือการดึงร่าง หรือว่าการให้ ครม. นั้นดึงร่างออกไปศึกษาสูงถึง ๖๐ วัน ซึ่งจากการเห็น ท่านรัฐมนตรีมาร่วมประชุมในวันนี้ ก็พอจะคาดการณ์ได้นะครับว่า ร่างแก้ไข พ.ร.บ. การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ที่เรากำลังพิจารณาอยู่เดี๋ยวนี้ ก็น่าจะ ถูกอุ้มออกไปศึกษาอีก ๖๐ วันเช่นกัน ซึ่งหากจากข้อมูลที่ผมรวบรวมมาและฉายภาพ ในสไลด์ที่ท่านประธานเห็นครับ ก็จะนับเป็นการอุ้มกฎหมายที่ สส. และภาคประชาชนเสนอ โดยไม่มี ครม. เสนอร่างมาประกบเป็นเรื่องที่ ๖ แล้ว นับจากทั้งหมด ๑๑ เรื่อง แต่ในอีก มุมหนึ่งครับท่านประธาน หากร่างกฎหมายใดก็ตามเป็นร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการเงินครับ ทางนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลนั้น ก็จะใช้วิธีการดองครับ หรือการที่นายกรัฐมนตรีนั้น ยังไม่ยอมตัดสินใจเสียทีว่าจะให้คำรับรองให้ร่างดังกล่าวเข้ามาพิจารณาในสภาหรือไม่ ร่างแก้ไข พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ที่ผมได้พูดถึงเมื่อสักครู่ ว่าถูกเสนอโดย ท่านอดิศรและเป็นร่างการเงิน ก็นับเป็น ๑ ใน ๔๐ กว่าร่างกฎหมายการเงินครับ จากหลากหลายพรรคการเมือง ที่ตอนนี้ท่านนายกรัฐมนตรีก็ยังดองไว้อยู่ และยังไม่ยอม ตัดสินใจว่าจะให้คำรับรองหรือไม่ แล้วในบรรดา ๔๐ ร่างนั้น ร่างที่ผมพูดถึงนี้ก็เป็น ๑ ใน ๒๐ ร่างที่อยู่ที่โต๊ะของท่านนายกรัฐมนตรีมายาวนานกว่า ๖ เดือนแล้ว ดังนั้นครับ ท่านประธาน หากจะกล่าวโดยสรุป หากรัฐบาลยังคงจะเสนออุ้มร่างกฎหมายที่เรากำลัง พิจารณาอยู่ในวันนี้ออกไปอีก ทั้ง ๆ ที่กฎหมายดังกล่าวก็เป็นกฎหมายที่ถูกเสนอโดย สส. จากซีกรัฐบาลเอง ทั้ง ๆ ที่ท่านเองก็มีเวลาศึกษาร่างกฎหมายดังกล่าวมายาวนานถึง ๙ เดือน รวมถึง ๓ เดือนเต็มที่ผ่านมาที่ไม่มีการประชุมสภา และไม่ได้ทำให้ท่านต้องมา นำเสนอกฎหมายอะไรใหม่ ๆ ในสภาแห่งนี้ และทั้ง ๆ ที่ท่านก็รู้อยู่แก่ใจครับ ว่าปัญหา เรื่องของวิทยุชุมชนนั้นมีเส้นตายสำคัญในไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ที่ท่านจะต้องตัดสินใจทางใด ทางหนึ่ง หากรัฐบาลนี้ยังคงยืนยันจะอุ้มร่างกฎหมายดังกล่าว ผมก็ขอเชิญชวนเพื่อน ๆ ผู้แทนราษฎรจากทุกพรรค ทั้งพรรคฝ่ายค้าน แล้วก็พรรครัฐบาล มาร่วมกันลงมติไม่เห็นด้วยกับการอุ้มร่างกฎหมายดังกล่าวครับ เพื่อส่งสัญญาณดัง ๆ ไปถึงรัฐบาลครับว่า สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้จะไม่ยอมรับแนวทางการทำงานของท่าน นายกรัฐมนตรีที่ขาดความเป็นผู้นำและความรับผิดชอบต่องานในสภา กฎหมายการเงิน ที่ท่านควรจะเคาะและตัดสินใจทางใดทางหนึ่งท่านก็ดองไว้ กฎหมายที่ท่านควรจะเร่งรัด และหาข้อสรุปทางใดทางหนึ่งโดยเร็ว ท่านก็อุ้มมันออกไป วันหลังผมคิดว่า ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ต้องพูดหรอกครับ เหมือนตอนทีนี้ท่านพูดไว้ตอนรับตำแหน่ง ว่าอะไร ที่ติดที่กฎหมายก็จะแก้กฎหมาย ถ้าท่านจะปล่อยปละละเลยวาระในการพิจารณาร่างแก้ไข กฎหมายในสภาถึงขั้นนี้ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ตามข้อบังคับ ข้อ ๗๕ เมื่อไม่มีผู้อภิปรายแล้ว ก่อนจะลงมติก็จะให้ผู้เสนอญัตติได้กล่าวสรุปนะครับ ถ้ามีความประสงค์จะกล่าวสรุป ท่านแรกเชิญท่านอดิศร เพียงเกษ ได้กล่าวสรุปครับ🔗

นายอดิศร เพียงเกษ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม อดิศร เพียงเกษ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดขอนแก่น ต้องขอขอบพระคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ร่างพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และแสดงความห่วงใยว่ากฎหมายฉบับนี้ถูกเสนอโดย กระผม นายอดิศร เพียงเกษ ซึ่งในขณะที่เสนอดำรงตำแหน่งประธานวิปรัฐบาล ด้วยความเคารพครับ ไม่ใช่เสนอกฎหมาย แล้วจะหายไปเลย แต่บังเอิญมีปัญหาเรื่องสุขภาพ เลยถอยห่างไปนิดหนึ่ง พอแข็งแรง ก็กลับมาที่สภาเพื่อจะทวงถามกฎหมายฉบับนี้ ให้เป็นกฎหมายเป็นจริงเป็นจัง ต้องขอกราบ ขอบพระคุณหลานชายของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เป็นห่วงเป็นใยในเรื่องนี้ ผมเอง ก็เป็นห่วงเป็นใยครับ เพราะว่าสิทธิเสรีภาพของประชาชนต้องเสมอภาคกัน กรุงเทพมหานคร ธนบุรี ขอนแก่น ทุกพื้นที่ ทุกชุมชนต้องได้รับข่าวสารทัดเทียมกันตามความเหมาะสมของ สถานการณ์ กระผมเติบโตจากวิทยุชุมชน เป็นผู้แทนราษฎรก็อาศัยคลื่นของ อสมท. จัดรายการสร้างบ้านแปงเมืองตั้งแต่ตีห้า จัดมา ๑๐ กว่าปีครับ มาทำหน้าที่ตอนขบวนการ เสื้อแดงก็อยู่ที่ D-Station People Channel Asia Update และทีวี ๒๔ อยากให้ข่าวสาร ของบ้านเมืองไปสู่ประชาชนทุกหย่อมหญ้า ผมได้ทราบข่าวเหมือนกันจากการประชุมวิปว่า ทางรัฐมนตรีจะรับกฎหมายฉบับนี้ไป ผมไม่อยากให้ใช้คำว่าอุ้มนะครับ ทุกคน ทุกฝ่าย ทำหน้าที่ของตนเองตามรัฐธรรมนูญ ตามข้อบังคับ วันนี้รัฐมนตรีประเสริฐก็ต้องชี้แจงกับสภาว่า ทำไมข่าวที่บอกว่าจะรับกฎหมายฉบับนี้ไปศึกษาก่อนเป็นเพราะเหตุอะไร ให้มีเหตุมีผล ถ้ามีเหตุมีผลผมก็จะยกมือให้ ถ้าไม่มีเหตุมีผลเราก็ต้องลงคะแนนตามความรู้สึก เพราะพี่น้อง ประชาชน คนประกอบอาชีพทำงานเกี่ยวกับสื่อมวลชน วิทยุชุมชน เขาไม่มีทางไปจริง ๆ ครับ รายได้เขาไม่มี กิจการเขาจะไปสู่การที่จะเจ๊งหรือล้มละลายในโอกาสต่อไป ผมอยากให้ สิทธิเสรีภาพพวกนี้ได้เกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กัน ผมเชื่อมั่นทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล บางคน เคยเป็นรัฐบาล บางคนไม่เคยเป็นรัฐบาล อาจจะไม่ทราบว่าคนที่เป็นรัฐบาลเขาทำอะไร กันอยู่ ห่วงหาอาทรกับหน่วยงานราชการ หรือหน่วยงานอื่น ๆ กว่าจะไปสู่นายกรัฐมนตรี ไปกักไปเก็บอยู่ตรงไหน เกี่ยวกับการเงินอย่างไร แต่กรณีกฎหมายซึ่งกระผมเสนอ และเพื่อน สมาชิกจากพรรคฝ่ายค้านเสนอ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร จึงอยากให้ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจง ให้ชัดเจนเรื่องนี้นะครับ คือจะเอาไปศึกษาใช้เวลากี่วันอย่างไร หรือถ้าไม่ศึกษา จะให้พวกผม ตั้งกรรมาธิการวิสามัญวันนี้ ก็จะขอขอบพระคุณมากครับ ขออนุญาตสรุปแต่เพียงเท่านี้ครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

อีกอันท่านหนึ่งครับ เจ้าขอญัตติ ท่านเอกราช อุดมอำนวย เชิญครับ🔗

นายเอกราช อุดมอำนวย กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ผม จอจาน เอกราช อุดมอำนวย ผู้แทนคนดอนเมือง จากพรรคก้าวไกลนะครับ เท่าที่ฟังมา จากเพื่อนสมาชิกหลายท่าน ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ก็เห็นตรงกันเรื่องของความสำคัญ ของวิทยุชุมชน แล้วพรรคก้าวไกลเอง เราก็เห็นความสำคัญของการส่งเสริมการมีส่วนร่วม ของพี่น้องประชาชนในทุกระดับ โดยเฉพาะการส่งเสียงของพวกเขา บางทีอำนาจรัฐ ส่วนกลางไม่ได้ยินเสียงของพวกเขาเลย วิทยุชุมชนทำหน้าที่นั้น ทำหน้าที่ในการเป็น กระบอกเสียงว่าวันนี้พวกเขารู้สึกอย่างไรกับรัฐบาล วันนี้พวกเขาเป็นอย่างไร แม้กระทั่ง ในช่วงที่อำนาจรัฐมีการใช้ในทางไม่ถูก วิทยุชุมชนคือเครื่องมือต่อสู้ของพี่น้องประชาชน และพวกเขาก็ผ่านอุปสรรคความท้าทายในอำนาจรัฐมาอย่างยาวนานถึงยุคที่รัฐบาล สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้จะต้องพิสูจน์แล้วว่า เราจะส่งเสริมประชาธิปไตยกันแบบไหน ถ้าเราคิดว่าวิทยุชุมชนนั้นมีความสำคัญ ผมคิดว่าวันนี้พวกเราสามารถตั้งกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษากฎหมายนี้ได้เลย เรามีอำนาจนิติบัญญัติอยู่ในมือ ผมอายุไม่ต้อง ๖๐ ปีครับ ๔๐ ปี ผมก็รู้แล้วครับว่า คำว่า อุ้ม หมายถึงอะไร ดังนั้นผมจึงคิดว่า การที่คณะรัฐมนตรี จะนำร่างไปศึกษาก่อน นั่นคือการยื้อเวลาครับ ท่านมีระยะเวลานานมาก ตั้งแต่เปิด สมัยประชุมสภามาจนตอนนี้ก็ปีกว่านะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าร่างฉบับนี้ โดยเฉพาะ ร่างของท่านอดิศร ขออภัยที่เอ่ยนาม แต่ไม่เสียหายนะครับ ได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็น มาก่อนแล้ว ซึ่งร่างในทำนองเดียวกันของผมนั้น และเพื่อนสมาชิก ก็มีลักษณะไป ในทางเดียวกันครับท่านประธาน ดังนั้นวันนี้ที่ผมลุกขึ้นสรุป ก็อยากจะขอเพื่อนสมาชิก ทุกท่านช่วยกันครับ ๒ มาตราที่มีความสำคัญที่จะผ่านส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพี่น้อง ประชาชนทุกระดับ ให้เขามีกระบอกเสียงมากขึ้น และเราต้องไม่ลืมนะครับ สื่อพลวัตไปมาก แล้วนะครับ วันนี้วิทยุชุมชนยิ่งได้รับการสนับสนุนช้าเท่าไร พวกเขาอาจจะไปไม่ถึงฝั่งฝัน เราช่วยกันครับ สภาแห่งนี้ยืนยันว่าเรามีอำนาจนิติบัญญัติ และขอให้ทุกท่านช่วยกัน ตั้งกรรมาธิการวิสามัญผลักดันร่างกฎหมายนี้ อย่าให้ใครอุ้มหายไป ขอบพระคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ท่านรัฐมนตรีจะขอชี้แจง เชิญครับ🔗

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผมได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีให้เสนอต่อที่ประชุมเพื่อขอรับร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ พ.ร.บ. การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งท่าน สมาชิก ท่านอดิศร เพียงเกษ และคณะ เป็นผู้เสนอ และท่านเอกราช อุดมอำนวย และคณะ เป็นผู้เสนอ ไปพิจารณาก่อนที่ที่ประชุมสภาจะพิจารณาลงมติในวาระที่ ๑ ตามข้อบังคับ ของการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๑๑๘ ท่านประธานที่เคารพครับ เนื่องจากว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้จริง ๆ แล้วต้องเรียนว่าไม่ได้เป็นการอุ้มหายแต่อย่างใดนะครับ แต่การพิจารณากฎหมายแต่ละฉบับให้มีความรอบคอบนั้น ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ อย่างยิ่ง กฎหมายฉบับนี้มีสาระสำคัญเรื่องของการหารายได้ในการประกอบกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ นอกจากนั้นแล้วยังเป็นการกำหนดโทษผู้ประกอบการกิจการกระจายเสียง ที่เป็นผู้ประกอบการกิจการขนาดเล็ก กฎหมายเดิมไม่สอดคล้องและไม่เหมาะสมกับสภาพ ของกิจการบริการชุมชน สมควรกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตและประกอบกิจการบริการชุมชน สามารถมีรายได้ได้ การอุดหนุนสถานีหรือรายได้อื่นที่จำเป็น เพื่อให้เพียงพอต่อการบริหาร กิจการสถานีต่าง ๆ แต่ไม่เน้นเรื่องการแสวงหาผลกำไร นอกจากนั้นแล้วยังกำหนดโทษ ทางปกครองที่มีความเหมาะสมสำหรับผู้ประกอบการกิจการกระจายเสียงที่ส่งกระจายเสียง ด้วยกำลังส่งไม่เกิน ๑ กิโลวัตต์ ในเรื่องนี้ผมได้ดูร่างแล้วนะครับ ก็เห็นว่ามีทั้งเรื่องของการหารายได้ แล้วก็เรื่องของโทษ ทางปกครองและโทษปรับ ซึ่งเดิมหลายท่านเห็นควรว่าควรจะลดโทษปรับลง ดังนั้นเพื่อให้ เกิดความรอบคอบในการพิจารณาและศึกษาร่างกฎหมายทุกฉบับเพื่อความสมบูรณ์ ถูกต้อง ในการบังคับใช้กฎหมาย คณะรัฐมนตรีจึงขอรับร่าง พ.ร.บ. การประกอบกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่ท่านอดิศร เพียงเกษ และคณะ และท่านเอกราช อุดมอำนวย และคณะ เป็นผู้เสนอ ไปพิจารณาก่อนที่สภาจะพิจารณาลงมติในวาระ ๑ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑๘ โดยคณะรัฐมนตรีจะขอรับไปพิจารณาภายใน ๖๐ วัน ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานเพื่อสภาผู้แทนราษฎรกรุณาพิจารณาครับ ขอขอบคุณมากครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสมาชิกครับ รัฐมนตรีขอเสนอรับไปพิจารณาก่อนรับหลักการตามข้อบังคับนะครับ ก็ต้องถามที่ประชุมว่า จะเห็นด้วยไหมกับที่รัฐมนตรีขอรับไปพิจารณาก่อนรับหลักการ ๖๐ วัน ถ้าเห็นด้วย ก็จะไม่ต้องโหวต เชิญครับ🔗

นายเอกราช อุดมอำนวย กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ผม จอจาน เอกราช อุดมอำนวย ผู้แทนคนดอนเมืองจากพรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต ไม่เห็นด้วยที่จะนำร่างนั้นหายไปกับ ครม. นะครับ ผมขออนุญาตให้ท่านประธานให้เพื่อน สมาชิกโหวตในวาระรับหลักการในครั้งนี้เลยนะครับ เพราะถ้าบอกว่าสำคัญจริง นี่เป็นครั้งแรก เลยครับที่พรรคฝ่ายค้านทวงกฎหมายให้ฝั่งรัฐบาล ขอบพระคุณครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

มีผู้รับรองถูกต้องครับ มีผู้ไม่เห็นด้วยกับผู้เสนอไหมครับ ที่จะไม่เห็นด้วยกับรัฐมนตรี คุณเอกราชเสนอว่า ไม่เห็นด้วยกับที่รัฐมนตรีรับหลักการนะครับ แต่ว่าท่านรัฐมนตรีก็ขอรับไปพิจารณาก่อน ๖๐ วัน เพราะฉะนั้นก็คงต้องใช้โหวตในสภาตามข้อบังคับเมื่อไม่เห็นด้วย เชิญครับ🔗

นายอดิศร เพียงเกษ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม อดิศร เพียงเกษ บัญชีรายชื่อจากพรรคเพื่อไทย ผมเข้าใจข้อบังคับ ข้อ ๑๑๘ นะครับ แต่กฎหมาย ฉบับนี้ ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านได้อภิปรายไปในทำนองเดียวกัน ท่านมีสิทธิที่จะเอาไป พิจารณาในคณะรัฐมนตรี แต่เพื่อรักษาความเป็นเอกภาพในการอภิปรายทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล จำกัดเวลาให้สั้น ๆ ได้ไหมครับ รับปากวันนี้ได้ไหมครับ ไม่ต้องถึง ๖๐ วัน พวกผมอยู่ข้างล่าง ท่านอยู่ข้างบนนะครับ เราอภิปรายอย่างไรไป คนทั่วประเทศ ผู้สื่อข่าว หรือวิทยุชุมชนเขาฟังหมด มีเหตุผลที่คล้อยตามกันไปหมด ท่านรัฐมนตรีครับ เห็นแก่หน้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ได้ไหมครับ อยากให้เป็นกฎหมาย ฉบับแรกที่ท่านรับเอาไปดูแล้วก็รีบส่งคืนมา โดยกำหนดระยะเวลาให้ชัดเจน แจ่มแจ้ง ถ้าไม่อย่างนั้นผมขออนุญาตงดออกเสียงนะครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญครับ ท่านรัฐมนตรี🔗

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม

ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตามข้อเสนอของ ท่านอดิศร เพียงเกษ นี้ รัฐบาลได้กำหนดกรอบให้กว้างไว้ก่อนแต่ผมคิดว่าในการทำงาน เนื่องจากว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มีไม่กี่มาตรา มีเพียง ๕ มาตรา และสาระสำคัญอยู่ประมาณ ไม่เกิน ๒ มาตรา ผมรับปากต่อที่ประชุมว่าจะพิจารณาโดยเร็ว ถ้าเสร็จก่อน ๖๐ วัน จะเร่งเอาเข้าสู่การพิจารณาของสภาต่อไป แต่ขออนุญาตกำหนดกว้าง ๆ ไว้ก่อนนะครับ ขอขอบคุณท่านประธานครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านรัฐมนตรี ก็ขอรับไป ๖๐ วัน ถ้าเสร็จก่อนก็จะได้นำเสนอมาก่อน ทำนองนี้นะครับ ทางผู้เสนอ คุณเอกราชเห็นเป็นอย่างไรกับข้อเสนอครับ🔗

นายเอกราช อุดมอำนวย กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ขอตาม ท่านอดิศรครับ ขอแค่ ๑๕ วัน จะได้ไม่ต้องโหวตครับท่านประธาน🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านอดิศรเสนอ ๑๕ วันใช่หรือไม่ครับ ท่านเอกราชก็เห็นด้วย ผมอยากจะให้ท่านรัฐมนตรีช่วยตอบอีกครั้งหนึ่ง ๖๐ วัน ๑๕ วัน จะเสนอเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ หรือว่าเวลาก็แล้วแต่ครับ คือถ้า ๖๐ วัน ยาวไป ๑๕ วัน เกรงไม่ทัน เอากลาง ๆ ได้หรือไม่ครับท่านรัฐมนตรี🔗

นายอดิศร เพียงเกษ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม อดิศร เพียงเกษ ขออนุญาตท่านรัฐมนตรีครับ ผมว่าบรรยากาศในการประชุมวันนี้เป็นบรรยากาศที่ดี ที่ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลเห็นคล้าย ๆ กัน อย่ามาต่อรองเหมือนซื้อสินค้าในตลาดเลยครับ คือท่านรัฐมนตรีตอบมาเลยว่าเอาสัก ๑ เดือน ๒๐ วัน ทำนองนี้ ตอบเลยครับ ถ้าทำไม่ได้ คนอื่นไปทำแทนท่านเยอะแยะครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

มีรัฐมนตรีเสนอ ๖๐ วัน คุณอดิศรเสนอ ๑๕ วัน คุณเอกราชก็เห็นด้วย แต่ผมก็แล้วแต่ท่านรัฐมนตรีนะครับ จะมีความเห็นอย่างอื่นครับ🔗

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมนะครับ ก็เข้าใจในความปรารถนาดี ของสมาชิกทั้ง ๒ ฝ่าย ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน เมื่อเป็นดังนั้นแล้ว ผมคิดว่า การดำเนินการให้รัฐบาลได้ทำงานร่วมกับทางสภา ผมคิดว่าเราพบกันครึ่งทาง เอา ๓๐ วันนะครับ ผมคิดว่าผมจะเร่งพิจารณาโดยเร็วภายใน ๓๐ วัน ขออนุญาตได้นำเสนอต่อที่ประชุมครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเป็น ๓๐ วัน นะครับ มีผู้ขออภิปรายหรือไม่ครับ คือทางสภาเราดำเนินการด้วยดีโดยตลอดมานะครับ ทั้งสมัยที่แล้วและสมัยนี้ ทุกอย่างก็ต้องเข้าใจกัน ผมเข้าใจนะครับว่า ๑๕ วัน อาจจะไม่ทัน เดี๋ยวนี้เวลามันเร็วไป แต่ถ้า ๓๐ วัน ซึ่งรัฐมนตรีขอมา ก็เหมือนกับเราแปรญัตติพอ ๑๕ วัน เดี๋ยวก็ถึงแล้ว ผมเกรงว่าทุกคนก็มีภาระหลาย ๆ ภาระเหมือนกัน ไม่ได้มีภาระเรื่อง พ.ร.บ. นี้ อย่างเดียว อาจจะมีอย่างอื่น ถ้าหากว่าจะเห็นประนีประนอมกัน เห็นตรงกลาง ๓๐ วัน เราไม่ต้องโหวต มีเรื่องอื่น วาระอื่นที่ต้องพิจารณาอีก เป็นเรื่องที่สมาชิกอยากทำงาน ไม่มีอะไร ผมไม่ได้ตำหนิ อยากทำงาน รัฐบาลก็อยากทำงาน ถ้า ๓๐ วันเป็นอย่างไรครับ เชิญครับ🔗

นายเอกราช อุดมอำนวย กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ร่างนี้ มีเวลาศึกษามามากกว่า ๙ เดือนแล้ว ผมยังยืนยันครับท่านประธาน ๑๕ วันเท่านั้นครับ ไม่อย่างนั้นขอให้โหวตครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ยืนยัน ๑๕ วันนะครับ คุณครูมานิตย์เชิญครับ🔗

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สุรินทร์

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ก็พยายามฟังทั้งท่านประธาน และผู้เสนอทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน พร้อมด้วย รัฐมนตรี จริง ๆ รัฐมนตรีให้เกียรติในการที่จะต่อรอง เพราะจริง ๆ แล้วเราไม่เคยมีกติกา แบบนี้ เพราะข้อบังคับมันเขียนไว้ชัดเจนครับ แล้วถ้าท่านประธานเองไปเปิดเทปดู ท่านประธานรับการรับรองของฝ่ายค้านที่เสนอให้โหวต ว่าจะให้รัฐบาลรับไปหรือจะตั้ง กรรมาธิการ พอกลับไปกลับมา ท่านประธานก็พูดกันไปพูดกันมามันก็ยิ่งชุลมุน ผมคิดว่าให้มันดำเนินการไปตามข้อบังคับเถอะครับ ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วเราก็ต้องสังคายนา แก้ข้อบังคับกันทั้งหมด เพราะพอฉบับนี้ต่อรองกันอย่างนี้ ฉบับต่อไปก็ต่อรอง มันก็เป็นไป ตามกลไกของสภาแห่งนี้ครับท่านประธานที่เคารพ ผมก็ขอเสนอว่ายังยืนยันตามเดิม เป็นไปตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑๘ ๖๐ วันครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ ขอผู้รับรองครับ🔗

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผู้รับรองถูกต้องครับ ถ้าอย่างนั้นก็คงต้องถามมตินะครับ คือเสียงข้างมากจะอนุมัติให้คณะรัฐมนตรีรับไปพิจารณา ก่อน ๖๐ วันหรือไม่นะครับ🔗

(นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ลงมติครับ ขอเชิญสมาชิกที่อยู่ข้างนอก หรือในห้องกรรมาธิการ กรุณาลงมาลงมติ เข้ามาในห้อง เรียบร้อยนะครับ เมื่อท่านสมาชิกเข้ามาแล้วก็กรุณาเสียบบัตรแสดงตน เพื่อจะได้ลงมติต่อไป กรุณาเสียบบัตรครับ ท่านใดยังไม่ได้เสียบบัตรบ้างครับ หรือมีปัญหาเรื่องเสียบบัตร ไม่มีนะครับ ที่เพิ่งเข้ามาใหม่กรุณาเสียบบัตรแสดงตนด้วยนะครับ เรียบร้อยทุกท่านหรือยังครับ ถ้าเสียบบัตร แสดงตนเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่แสดงผลด้วยครับ ขณะนี้มีผู้แสดงตนอยู่ในห้องประชุมนี้ ๓๙๖ ท่าน ถือว่าครบองค์ประชุมนะครับ🔗

ต่อไปก็จะได้ถามว่า จะอนุมัติให้คณะรัฐมนตรีรับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ไปพิจารณาก่อนรับหลักการ ๖๐ วัน หรือไม่นะครับ ท่านสมาชิกท่านใดเห็นว่าควรอนุมัติให้คณะรัฐมนตรีรับไปพิจารณาก่อน กรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ท่านสมาชิกท่านใดเห็นว่าไม่ควรอนุมัติก่อนพิจารณารับหลักการ ก็กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านสมาชิกท่านใดเห็นว่าสมควรงดออกเสียงก็กดปุ่ม งดออกเสียง เชิญลงคะแนนได้นะครับ ถ้าใครยังไม่เข้าใจถามได้ ถ้าอนุมัติให้รับไปพิจารณาก็กดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าไม่อนุมัติกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ถ้างดออกเสียงกรุณากดปุ่ม งดออกเสียง ด้วยนะครับ🔗

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มลงคะแนน)
นายเฉลิมชัย กุลาเลิศ กรุงเทพมหานคร

๐๖๘ เฉลิมชัย ไม่เห็นด้วยครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เจ้าหน้าที่ จดด้วยนะครับ เมื่อสักครู่กดปุ่มแล้วเป็นอย่างไร ไม่เห็นด้วยใช่ไหมครับ ช่วยขานอีกทีก็ได้ เจ้าหน้าที่จะได้ไม่สับสน🔗

นายเฉลิมชัย กุลาเลิศ กรุงเทพมหานคร

๐๖๘ เฉลิมชัย ไม่เห็นด้วยครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เดี๋ยวส่งคะแนน ให้ผมด้วย🔗

นายสิริน สงวนสิน กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ๔๒๐ ไม่เห็นด้วยครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

๔๒๐ ไม่เห็นด้วย เสียบบัตรเรียบร้อยแล้ว กรุณาแจ้งผลด้วยนะครับ เมื่อสักครู่มีคะแนนที่ลงโดยไม่กดคะแนน ช่วยเอามาให้ผมด้วยนะครับ ตกลงผู้ลงคะแนนเห็นด้วยคือ เห็นด้วยให้รัฐมนตรีรับไป พิจารณาก่อนรับหลักการ ๖๐ วัน ไม่เห็นด้วย ๑๔๕ ท่าน บวก ๒ ท่าน เป็น ๑๔๗ ท่าน คือไม่อนุมัติให้รับไปพิจารณา เพราะฉะนั้นมติก็เห็นว่าให้คณะรัฐมนตรีรับร่างพระราชบัญญัติ นี้ไปพิจารณาก่อนรับหลักการ ๖๐ วันนะครับ ขอบคุณครับ🔗

ต่อไปก็จะเป็น การพิจารณาในวาระที่ ๕.๓ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... นายณัฐวุฒิ บัวประทุม กับคณะ เป็นผู้เสนอ (เป็นร่างพระราชบัญญัติที่มีสาระสำคัญเกี่ยวกับเด็ก และเยาวชน)🔗

ด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เสนอร่างพระราชบัญญัติมายัง สภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๓ (๒) ซึ่งสำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น และรายงานผลการวิเคราะห์ผลกระทบ ที่อาจจะเกิดขึ้นจากร่างพระราชบัญญัติเสร็จแล้ว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ และประกาศ สภาผู้แทนราษฎร เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการการรับฟังความคิดเห็น การวิเคราะห์ ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากร่างพระราชบัญญัติที่เสนอมา โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามรายละเอียดที่ได้แจ้งให้กับสมาชิกได้ทราบแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นขอเชิญผู้เสนอ คุณณัฐวุฒิ บัวประทุม เสนอหลักการและเหตุผลครับ🔗

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ เนื่องจากว่าในร่าง ฉบับดังกล่าวนั้น เป็นผมและคุณภัสริน รามวงศ์ เพื่อนสมาชิกจากพรรคก้าวไกลอีกท่านหนึ่ง เป็นผู้ร่วมดำเนินการครับ ผมจะขออนุญาตมอบหมายให้ คุณภัสริน รามวงศ์ เป็นผู้เสนอ ในหลักการและเหตุผล แล้วก็เหตุผลประกอบในการนำเสนอ ส่วนผมจะขออนุญาตใช้สิทธิ ในการสรุปตอนท้ายอีกครั้งหนึ่งครับท่านประธาน🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญคุณภัสริน รามวงศ์ เป็นผู้เสนอหลักการและเหตุผลแทนคุณณัฐวุฒิครับ🔗

นางสาวภัสริน รามวงศ์ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน ภัสริน รามวงศ์ ผู้แทนคนบางซื่อ เขตดุสิต พรรคก้าวไกลค่ะ วันนี้ดิฉันขอเสนอหลักการ และเหตุผลของร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... สำหรับหลักการของกฎหมายฉบับนี้นะคะ🔗

หลักการ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพื่อกำหนดสิทธิ ของผู้ใช้อำนาจปกครองในการทำโทษบุตร ต้องไม่เป็นการกระทำทารุณกรรมหรือทำร้าย ร่างกายจิตใจ (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๕๖๗ (๒) )🔗

เหตุผล โดยที่ปัจจุบันประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่กำหนดสิทธิของ ผู้ใช้อำนาจปกครองว่ามีสิทธิทำโทษบุตรตามสมควรเพื่อว่ากล่าวสั่งสอนนั้น มีการบังคับใช้มา เป็นระยะเวลานาน ตั้งแต่ปี ๒๕๑๙ เกือบ ๕๐ ปี และยังพบว่าการลงโทษนั้น หลายกรณี กลับกลายเป็นการกระทำที่มีลักษณะทารุณกรรมหรือทำร้ายส่งผลทั้งทางร่างกาย จิตใจ ต่อเด็ก การเฆี่ยนตีบุตรทำโทษด้วยวิธีอื่นอันเป็นการด้อยค่า ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการ ของบุตร และไม่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาการกระทำผิดหรือพฤติกรรมของบุตร ประกอบกับ การแก้ไขสิทธิของผู้ใช้อำนาจปกครองในการทำโทษบุตรนี้ เป็นการดำเนินการสอดคล้องกับ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคี ข้อเสนอแนะทั่วไป ฉบับที่ ๘ ที่ออกตาม อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก โดยประเทศไทยได้ตอบรับโดยให้คำมั่นที่จะปฏิบัติตามกลไก หลัก Universal Periodic Review (UPR) รอบที่ ๒ ตั้งแต่ (พ.ศ. ๒๕๕๙ ถึง พ.ศ. ๒๕๖๓)🔗

นี่ก็เป็นระยะเวลายาวนานค่ะ แต่ว่าการแก้ไขปัญหาเด็กก็ไม่เคยเป็นรูปธรรม เสียที ท่านประธานคะ แล้วก็หลาย ๆ ท่านสมาชิกในห้องนี้อาจจะเคยได้ยินคำว่า รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี เป็นสุภาษิตที่ส่งเสริมความรุนแรง อนุญาตให้ละเมิดสิทธิเด็ก ไม่สอดคล้องกับยุคสมัย เป็นอย่างยิ่ง ความรักของพ่อแม่ผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องแสดงออกผ่านทางความรุนแรงและ หลายท่านก็อาจจะบอกว่า ไม้เรียวสร้างคน ไม้เรียวสร้างรัฐมนตรี แต่ดิฉันก็มีข้อคำถามกลับค่ะว่า จะมีสักกี่ท่านคะที่ได้ดีเพราะไม้เรียว เราก็มีข้อพิสูจน์ต่าง ๆ มากมายค่ะว่า การตีเด็กไม่ได้ ทำให้เด็กได้ดีค่ะ ในทางกลับกันการตีส่งผลกระทบทางลบต่อเด็กไปจนจวบสิ้นชีวิต การศึกษาของมหาวิทยาลัย Harvard พบว่าตีเด็กส่งผลต่อการรับรู้ด้านภัยคุกคาม การพัฒนาการของเด็ก และส่งผลต่อสมองที่จะสร้างคลื่นบริเวณเยื่อหุ้มสมองที่เป็นเหมือน สัญญาณของการถูกคุกคามและการหวาดกลัว การถูกทำบ่อยครั้งก็ส่งผลต่อเด็กอย่างยิ่ง งานวิจัยที่ตีพิมพ์โดยวารสาร Elsevier ชี้ให้เห็นว่าการลงโทษร่างกายส่งผลต่อพัฒนาการ ระบบประสาทในวัยรุ่น เสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้า ไม่รู้สึกยินดียินร้าย ต่อต้านสังคม ส่งผลให้เกิดโรควิตกกังวลอีกด้วยค่ะ งานวิจัยจำนวนมาก ทั้งทาง Western เอง หรือว่า ในประเทศไทยเอง ก็แสดงให้เห็นตรงกันว่า การเฆี่ยนตีทำร้ายเด็กไม่ได้ส่งผลให้เด็กได้พัฒนา เป็นเด็กหรือเป็นผู้ใหญ่ได้เต็มคน เหตุการณ์กราดยิงต่าง ๆ ที่ผ่านมาที่เราเห็นตามหน้าข่าว ก็คือเด็กเคยถูกรังแก อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ถูกเลี้ยงมาด้วยความรุนแรงในครอบครัว มาโดยตลอด สุดท้ายจบลงด้วยการแสดงออกผ่านทางความก้าวร้าว และในกรณีที่ร้ายแรง ที่สุดค่ะ การเฆี่ยนตีหรือการใช้ความรุนแรงในครอบครัว ทำให้เด็กถูกลงโทษจนเสียชีวิต ทั้งที่ไม่เป็นข่าวและเป็นข่าว ดิฉันขอยกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในสังคมเราค่ะ เด็กหญิงอายุ ๒ ขวบ ที่จังหวัดพิษณุโลกถูกพ่อตีจนไตวาย เด็กอายุ ๑๔ ปี เข้ามาขอความช่วยเหลือ เนื่องจากถูกพ่อทำร้ายร่างกาย เพราะเด็กมีการแสดงออกทางเพศไม่ตรงกับเพศกำเนิด หรือเหตุการณ์ที่เด็กถูกบุหรี่จี้ที่แขน และถูกทารุณกรรมจนเสียชีวิต การกระทำความรุนแรงนี้ สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยยังมีช่องว่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการลงโทษเด็ก ประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๑๙ มาตรา ๑๕๖๗ (๒) ผู้ปกครองมีสิทธิที่จะลงโทษบุตร ได้ตามสมควร เพื่อจุดประสงค์ในการอบรมสั่งสอนได้ นอกจากนี้ ยังมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ มาตรา ๖๑ ให้ลงโทษได้ตามสมควร เพื่อการอบรม สั่งสอน กฎกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พม. ว่าด้วยเรื่องการลงโทษ เด็ก พ.ศ. ๒๕๔๘ มีข้อความว่า หากจำเป็นให้ลงโทษได้ตามสมควร การลงโทษเด็กไม่ใช่แค่ การตีอย่างเดียว อาจจะเป็นการบังคับฝืนให้ทำอะไรแปลก ๆ ด้วยก็ได้ พูดทำร้ายจิตใจ ข่มขู่ ดูถูก ดูแคลน ด้อยค่าให้เกิดความเจ็บป่วย ไม่สบาย อึดอัด ทุบตี ใช้ไม้เรียว ใช้ก้านมะยม ใช้เข็มขัด ใช้ไม้แขวนเสื้อ การเตะ การจับเขย่า การโยน ข่วน หยิก จิก กัด บังคับให้เด็กอยู่ใน ท่าทางที่ผิดธรรมชาติ การนาบของร้อน การเอาน้ำร้อนลวก หรือการบังคับให้เด็กกลืนกิน ในสิ่งที่เขาไม่อยากจะกิน การด้อยค่าด้วยคำพูดวาจา เช่น การตีตรา การล้อเลียน ทั้งโดย ตั้งใจและโดยไม่ตั้งใจ การดูถูกดูแคลนเหล่านี้ทำให้เด็กอับอาย การใส่ร้ายป้ายสี ข่มขู่ให้เด็ก หวาดกลัว หรือการไม่ใส่ใจเด็ก เพิกเฉย ทิ้งขว้าง ทั้งหมดนี้เข้าข่ายแห่งความรุนแรงหมดค่ะ จากข้อสรุปต่อรายงาน UN ต่อประเทศไทย พบว่าหนึ่งในข้อกังวลของคณะกรรมการสิทธิเด็ก ที่เกี่ยวกับการลงโทษเด็ก คือบทบัญญัติเรื่องการให้อำนาจผู้ปกครองตามมาตรา ๑๕๖๗ ประเทศไทยเองได้ตอบข้อกังวลของนานาชาติมาโดยตลอด ในการยืนยันรายงานทบทวน สถานการณ์สิทธิมนุษยชนว่าห้ามมีการลงโทษเด็ก ในเรื่องนี้ประเทศสมาชิกของ UN หลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสวีเดน ก็ได้ให้ข้อเสนอแนะต่อประเทศไทย ไม่ให้มีการลงโทษเด็ก ทุกรูปแบบ ทุกสถานที่ รัฐบาลไทยก็ยอมรับมาอย่างยาวนานว่าจะต้องปรับแก้ไขปัญหาเหล่านี้ แล้วก็มีการจัดทำรายงานรอบที่ ๓ ตั้งแต่ปี ๒๕๖๔ จนถึงปี ๒๕๖๘ แต่ก็ยังไม่มีการแก้ไข เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเลยค่ะ นี่คือความรุนแรงของเด็กที่เกิดขึ้นทุกวัน ในหลายประเทศ สวีเดน ตุรกี สกอตแลนด์ แคนาดา ลาว หรือ ๖๖ ประเทศทั่วโลกมีการออกกฎหมายห้ามตีเด็กแล้ว เช่นกัน ดังนั้นดิฉันและเพื่อนก้าวไกล จึงขอเสนอให้ตรากฎหมายนี้ให้เร็วที่สุด ให้เด็กที่ตก เป็นเหยื่อแห่งความรุนแรงเขารอไม่ได้อีกแล้ว และดิฉันมั่นใจว่าเพื่อนสมาชิกที่อยู่ในสภาแห่งนี้ ทุกพรรคจะเห็นด้วยกับการรับหลักการ ให้การปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้ เพื่อเด็กทุกคนค่ะ ดิฉันยืนยันค่ะว่า การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ มิได้กำหนดห้ามการลงโทษ แต่เป็นการปรับวิธีคิด ปักหมุดหมายทางสังคม วิธีการอบรมสั่งสอนบุตรหลานให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม สร้างวินัยของลูกหลาน โดยไม่ใช้ความรุนแรง ดิฉันก็ขอเสนอนะคะว่าการใช้ความรัก การใช้ การอธิบายด้วยความเข้าใจ หรือแม้กระทั่งการกอด อดทน อดกลั้น ในการสั่งสอนบุตร ขอให้มองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นโอกาสที่จะเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน รวมไปถึงการสร้างวินัยเชิงบวกค่ะ ทุกปีดิฉันจะเห็น สส. แต่ละเขตส่งของขวัญให้เด็กนะคะ จักรยานมหาศาล ตุ๊กตา ดินสอสี ลูกบอล ทุกสิ่งทุกอย่างให้เด็ก ใช้เงินก็หลายบาทค่ะ ท่านนายกรัฐมนตรีในอดีตเอง ก็มีคำขวัญวันเด็ก ให้ตั้งแต่ปี ๒๔๙๙ มาแล้วทุกปี อย่างปีนี้ ท่านบอกว่า ห่วงอนาคตลูกหลานให้มองโลกกว้าง คิดสร้างสรรค์ เคารพความแตกต่าง แต่ท่านประธานคะ เราจะสร้างเด็กเยาวชนให้เป็นเหมือนคำขวัญได้อย่างไร ในเมื่อกฎหมาย ยังมีช่องโหว่ให้เด็กได้รับการตีอยู่ ดังนั้นค่ะท่านประธาน สิ่งที่ยืนยันว่าการให้ของขวัญในวัน เด็กที่ดีกว่านะคะ คือการมาร่วมกันแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ค่ะ จะดีกว่าไหมคะว่าถ้าเราร่วมกัน สร้างความหวังให้กับเด็กที่เกิดมาในประเทศนี้ ปักหมุดหมายความเปลี่ยนแปลง เปลี่ยน สุภาษิตในอดีต รักวัวให้ผูก รักลูกต้องไม่ตี วันนี้ดิฉันก็ขอเชิญชวนให้ผู้แทนราษฎรที่นั่งอยู่ใน สภาแห่งนี้ทุกคนเอาผลประโยชน์และอนาคตของเด็กเป็นที่ตั้ง ให้เด็กเติบโตไม่มีแผลทางใจ อย่าขัดขวางการเติบโตของเด็ก และร่วมกันโหวตรับหลักการร่างกฎหมายฉบับนี้ รักวัวให้ผูก รักลูกต้องไม่ตีค่ะ ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไปจะเป็นการอภิปรายของสมาชิก ขณะนี้มีผู้มาลงชื่อ เพื่อจะขออภิปรายแล้ว ๒๐ ท่าน พรรครัฐบาล ๑ ท่าน พรรคร่วมฝ่ายค้าน ๑๙ ท่าน เพราะฉะนั้นจะขออภิปราย ๕ ต่อ ๑ ก็แล้วกัน แต่ว่าจะเปิดให้สมาชิกมาลงชื่อได้ถึงหกโมงเย็นนะครับ อีก ๑๕ นาที ท่านสมาชิก ที่ยังไม่ได้ลงชื่อขออภิปราย เชิญมาลงชื่อข้างหน้านี้ได้ครับ ตอนนี้เอา ๕ ต่อ ๑ ก่อนครับ ขอเชิญ คุณภัณฑิล น่วมเจิม ครับ เชิญครับ🔗

นายภัณฑิล น่วมเจิม กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานครับ ผมภัณฑิล น่วมเจิม ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตวัฒนา และเขตคลองเตยนะครับ ก็ขอมาร่วมอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ เพื่อกำหนดสิทธิของผู้ใช้อำนาจปกครองในการทำโทษบุตร ปัจจุบันทั้งภาครัฐ และเอกชน ก็พยายามออกกฎหมายปรับเปลี่ยนการดำเนินงานและกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับ SDGs หรือ Sustainable Development Goals ที่ออกโดย UN ก็คือภาคเยาวชนไม่ว่าจะมี การมีส่วนร่วม สิทธิขั้นพื้นฐาน การคุ้มครองด้านความปลอดภัย ซึ่งก็มีการจัดประชุมบ่อยครั้ง มากนะครับ เชิญตัวแทนจากหลายประเทศ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีต่าง ๆ ไปเข้าร่วม Forum Summit ต่าง ๆ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสุดท้ายแล้วเป้าหมายที่จะต้องบรรลุนี้ รู้หรือเปล่าครับว่าจะต้องทำ หรือจริง ๆ แล้วมีหรือเปล่า ที่ว่าอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก นิยามคำว่า เด็ก ที่เป็นบุคคลที่ต่ำกว่าอายุ ๑๘ ปี ที่ยกเว้นว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้องจะรับรอง อายุบรรลุนิติภาวะที่ต่ำกว่า การกำหนดนี้มีเจตนาเพื่อให้อนุสัญญานี้ ให้การคุ้มครอง และสิทธิกับกลุ่มอายุให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จากวันนั้นจนถึงวันนี้ทราบหรือเปล่าครับ ๓๒ ปีแล้วนะครับ มาแล้วที่เมืองไทยตั้งแต่ ๑๙๘๙ UN Convention on the rights of the Child อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก ในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก อธิบาย คำจำกัดความของคำว่าเด็ก สิทธิทั้งหมด และหน้าที่ความรับผิดชอบของรัฐ สิทธิทั้งหมด มีความเชื่อมโยงกัน มีความสำคัญเท่ากัน และไม่สามารถลิดรอนไปจากเด็กได้ ซึ่งก็ระบุเอาไว้ เป็นข้อตกลงด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ได้รับการรับรองมากที่สุดถึง ๑๙๖ ประเทศ ผมในฐานะผู้แทนราษฎร และในฐานะพ่อลูกสองที่มีความใกล้ชิดกับลูกนะครับ ผมว่ามัน หมดยุคแล้วครับ การสอนลูกด้วย Mindset ว่า รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี การสอนแบบนี้ นอกจากใช้กำลังแล้ว มันไม่ทำให้เขาเรียนรู้อะไรเลยครับ มันเป็นการ Input ประสบการณ์ อันเลวร้ายในวัยเด็ก สร้างรอยประทับในสมองและบาดแผลในใจ ท้ายที่สุดก็กลับกลายเป็นการสั่งสอนที่หล่อหลอมให้เกิดการสืบทอดผลิตผลที่เป็นพิษต่อ สังคมทางอ้อมครับ มีงานวิจัยมากมาย ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ ประสบการณ์ตรงของผู้ใหญ่ ที่เคยเป็นเด็ก และเป็นผู้เจ็บปวดและถูกกระทำมาก่อน เดี๋ยวผมมีเพื่อนสมาชิกอภิปราย อีกเยอะเลยนะครับ ทุกการกระทำของพ่อแม่คือการสร้างตราประทับ หรือ Footprint บนสมองของลูก ไม่ว่าจะด้วยวาจา ท่าทาง การใช้กำลัง หรือแม้กระทั่งสีหน้าและแววตา เมื่อเจอซ้ำ ๆ สมองของเด็กก็จะไวกว่าความเครียด เด็กคนนั้นจะเติบโตขึ้นมาในภาวะอารมณ์ ที่ไม่มั่นคง ร่างกายของพวกเขาจะกลายเป็นกระโถนท้องพระโรงนะครับ รองรับสารพิษ ทั้งหมดนั้นไว้ และที่ผมพูดไปในข้างต้นว่าท้ายที่สุดก็จะเป็นการสร้างบาดแผลในวัยเด็ก จะถูกสืบทอดต่อ ๆ กันมาตั้งแต่รุ่นยาย รุ่นแม่ รุ่นลูก อันเนื่องมาจากพันธุกรรมและการเลี้ยงดู เมื่อพ่อแม่ไม่สามารถเป็นที่ปลอดภัยของลูกได้ แต่กลับกลายเป็นสิ่งอันตราย เด็กจะเกิด ความสับสน กลายเป็นเด็กปิดกั้นอารมณ์ ความรู้สึกตัวต่าง ๆ มากมาย เนื่องจากความเครียด ในวัยเด็กก่อให้เกิดความบกพร่องทางภูมิคุ้มกัน การวัดประเภทต่าง ๆ นะครับทารุณกรรม ถูกละเลย ประสบการณ์วัยเด็กที่ไม่พึงประสงค์บ่งชี้เลยว่ามีโอกาสเป็นมะเร็งมากกว่าสองเท่า มีโอกาสเป็นซึมเศร้ามากกว่า ๔๖๐ เปอร์เซ็นต์ จากงานวิจัย🔗

อีกหนึ่งเรื่องที่การอภิปรายสนับสนุนครั้งนี้ อาจจะต้องทำควบคู่ไปกับ การเปลี่ยนทัศนคติคือ การใช้อาวุโสเป็นโล่ของการถูกเสมอ คือแก่กว่าแล้วก็ถูกกว่า อันนี้ ไม่ถูกต้องเดี๋ยวนี้ลูกก็เถียงพ่อแม่ เราก็ต้องฟังเขานะครับ เดี๋ยวนี้เด็กอาจจะฉลาดผู้ใหญ่นะครับ ท้ายที่สุดนี้คือการคุมกำเนิดทางความคิด และการพัฒนาของระบบสมอง จากแหล่งข้อมูล จากแบบสำรวจพบว่ามีเด็กเพียง ๑ ใน ๓ ที่เติบโตขึ้น โดยไม่ได้รับประสบการณ์เลวร้าย ในวัยเด็กจากพ่อแม่ และผลกระทบที่เกิดต่อเนื่องไปกับบาดแผลในจิตใจที่รับตั้งแต่เด็ก ใน ๓ ปีแรกของชีวิต สามารถทำให้เราเป็นพ่อแม่ คู่สมรส หรือเพื่อนร่วมงานที่ขาดความมั่นใจ และหลายคนก็ไม่รู้นะครับ มันล้วนมีส่วนจากบาดแผลในวัยเด็กทั้งสิ้น อนาคตอาจไม่แน่นอน แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุดในวันนี้ คือเด็กและเยาวชนทุกคนในวันนี้ ร้อยทั้งร้อยต้องเติบโตเป็น ผู้ใหญ่ การคุ้มครองสิทธิของคนกลุ่มนี้จึงสำคัญ และอีกไม่กี่วันข้างหน้าพวกเขาก็คือ แรงขับเคลื่อนของสังคมแทนพวกเรา Generation ปัจจุบันที่นั่งอยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคุณสกล สุนทรวาณิชย์กิจ ครับ🔗

นายสกล สุนทรวาณิชย์กิจ ปทุมธานี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายสกล สุนทรวาณิชย์กิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี เขต ๔ จากพรรค ก้าวไกลครับ วันนี้ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งเกี่ยวกับการทำโทษบุตรต้องห้ามทำการ ทารุณกรรม เฆี่ยนตี หรือทำร้ายร่างกายและจิตใจ หรือการด้อยค่า โดยที่ผมอยากจะขอ อภิปรายในฐานะที่เคยอบรมหลักสูตรสายใยครอบครัว จากสมาคมสายใยครอบครัว โรงพยาบาลศรีธัญญา เพื่อเป็นผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวช โรคจิตเวชเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้กับมนุษย์ ทุกคน ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติทางสมอง สารเคมีที่หลั่งออกมา โรคที่หลายท่าน คงคุ้นเคยได้ยินชื่อ ก็คือส่วนใหญ่จะเป็นโรคซึมเศร้า Bipolar และจิตเภท โดยโรคจิตเภท ขอแนะนำสั้น ๆ คือโรคที่ผู้ป่วยมีอาการหูแว่ว ประสาทหลอน หลงผิด หรือได้ยินสิ่งที่คนอื่น ไม่ได้รับรู้ เป็นต้น ส่วนโรค Bipolar คือโรคอารมณ์ ๒ ขั้ว ซึ่งบางช่วงเวลาก็จะมีอารมณ์ พลุ่งพล่าน ฉุนเฉียว หรือช่วง Mania ยาวไปหลายสัปดาห์ แล้วก็จะมาพลิกกลับเป็นช่วงขั้ว อารมณ์ซึมเศร้าไปต่ออีกหลายสัปดาห์สลับกันไป ซึ่งโรคเหล่านี้เป็นโรคพันธุกรรมด้วยครับ แต่ในความเป็นจริงนั้น สิ่งเร้าที่กระตุ้นให้เป็นโรคจิตเวชมากที่สุด ไม่ใช่แค่พันธุกรรม อย่างเดียว แต่เป็นสิ่งแวดล้อมครับ โดยที่จะเริ่มแสดงอาการในช่วงวัยรุ่นนะครับ เนื่องจากวัยรุ่นเป็นช่วงที่ร่างกายและสมองเริ่มพัฒนาเข้าสู่ช่วงเป็นผู้ใหญ่อย่างรวดเร็ว แต่ก่อนที่จะเข้าสู่วัยรุ่นนั้น การเลี้ยงดูพ่อแม่ที่สะสมความเครียดไว้ให้ลูก ไม่ว่าจะเป็น ความรุนแรง ทะเลาะกันในครอบครัว การเฆี่ยนตีทำร้ายเด็ก ความเข้มงวดกวดขันมากเกินไป การพูดจาเปรียบเทียบด้อยค่าลูกของตัวเอง คำพูดรุนแรงต่าง ๆ สร้างบาดแผลให้กับจิตใจ ของเด็ก เมื่อเด็กเครียดสมองก็หลั่งสารเคมี และจะส่งผลให้เด็กมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคทาง จิตเวชทีละน้อย จนวันหนึ่งก็แสดงอาการออกมานั่นเองครับ แต่ถ้าเด็กได้รับการเลี้ยงดู ในสิ่งแวดล้อมที่ดี ได้รับความรักเต็มที่ ถึงแม้จะมีพันธุกรรมคนในครอบครัวที่เป็นโรคจิตเวช แต่ก็ไม่มีปัจจัยกระตุ้นให้โรคเหล่านี้แสดงออกมา ก็จะสามารถผ่านพ้นไปจนเป็นผู้ใหญ่ได้ โรคจิตเวชนะครับ เช่น โรคซึมเศร้า ยังเป็นโรคที่ติดต่อได้ด้วย แต่ไม่ใช่ทางเชื้อโรค แต่เป็น สร้างผ่านสิ่งแวดล้อมให้กับคนรอบข้างครับ มีสถิติว่าผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชในครอบครัว ส่วนใหญ่นั้นจะมีอาการซึมเศร้าด้วย เพราะต้องอยู่ดูแลผู้ป่วยจิตเวชตลอดเวลา มีหลาย ครอบครัวที่มีผู้ป่วยจิตเวชอยู่ในบ้าน ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว มีทั้งได้รับการรักษาและไม่ได้รับ การรักษาทางจิตเวช เด็กเหล่านั้นก็โตมาเป็นผู้ใหญ่ แต่ก็ยังทะเลาะกันทุกวัน ไม่ว่าจะทะเลาะ ระหว่างพี่น้องจากพ่อแม่หรือแม่สู่ลูก จากคนในครอบครัวที่ไม่เคยเป็นซึมเศร้าก็เริ่มมีอาการ ซึมเศร้าขึ้นมา พ่อแม่บางคนเคยพาลูกไปหาจิตแพทย์ เพราะคิดว่าเด็กผิดปกติ แต่เกินกว่า ครึ่งจิตแพทย์วินิจฉัยว่าขอรักษาพ่อแม่ก่อน ในขณะที่งานวิจัยของ UNICEF ชี้ให้เห็น หลักฐานเชิงประจักษ์ต่อเนื่องว่า หากเคยตกเป็นเหยื่อความรุนแรงทางร่างกาย ทางเพศ ทางอารมณ์ ๔ ครั้งขึ้นไป มักมีผลต่อการถ่ายทอดวัฏจักรความรุนแรงจากรุ่นสู่อีกรุ่น เมื่อเด็ก เติบโตเป็นผู้ใหญ่จะส่งผลต่อการใช้ความรุนแรง ๗ เท่า มีความเสี่ยงฆ่าตัวตาย ๓๐ เท่า หากเป็นกรณีการใช้ความรุนแรงกับคู่รักจะเพิ่มขึ้น ๑๔ เท่า และต่อให้จะเป็นบ้านที่รวย หรือบ้านที่จนโรคนี้ก็ไม่เกี่ยงครับ ขึ้นกับการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี หรือสิ่งแวดล้อมที่ Toxic ในบ้านนั้น ๆ ครับ ความเครียดของผู้ใหญ่ในสังคมปกติก็มีมากพออยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการ ทำมาหากินเลี้ยงปากท้องที่ปัจจุบันก็ยังฝืดเคือง และสังคม Toxic ต่าง ๆ ทำให้ผู้ใหญ่กลับไป ที่บ้านก็เกิดความเครียด บางครั้งก็เผลอเอาความเครียดไปลงที่เด็ก ไม่ว่าจะเป็นการทำร้าย ร่างกาย ตวาด ด่าทอ ลงโทษลูก หรือปล่อยปะละเลยความรู้สึกเด็กไปเลย แทนที่จะเปลี่ยน ให้เป็นความรัก พฤติกรรมเชิงผลักเหล่านี้ มันจึงเป็นสิ่งที่บ่มเพาะเด็กไปเรื่อย ๆ จาก พฤติกรรมเลียนแบบก็ดี หรือจากความเก็บกดก็ดี การเฆี่ยนตีเพียงแค่ไม่กี่วินาทีจากพ่อแม่ อาจเปลี่ยนชีวิตของเด็กคนหนึ่งไปตลอดชีวิตอีก ๖๐ ปี หรือกี่ปีข้างหน้าได้ ดังนั้นกฎหมาย ข้อนี้ จึงมีเพื่อปกป้องจิตใจและร่างกายของเด็กไม่ให้แตกสลาย และโตขึ้นมามีภูมิคุ้มกัน และส่งต่อสังคมดี ๆ ไปยังคนรอบข้างเมื่อเป็นผู้ใหญ่ และเมื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์รักใคร่ เห็นอกเห็นใจกัน เริ่มตั้งแต่สถาบันครอบครัว ซึ่งเป็นสถาบันที่สำคัญที่สุดกว่าสถาบันไหน ๆ ก็น่าจะทำให้ภาพรวมการป่วยโรคจิตเวชของประเทศไทยลดลงได้ครับ ปัจจุบันบุคลากร ทางด้านจิตเวชก็ไม่พออยู่แล้ว เราไม่ควรสร้างผู้ป่วยขึ้นมาใหม่ เราต้องแก้ไขตั้งแต่ต้นเหตุ ผมจึงขอสนับสนุนพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... อันนี้ครับ ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณสิริลภัส กองตระการ ครับ🔗

นางสาวสิริลภัส กองตระการ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานสภา ดิฉัน สิริลภัส กองตระการ ผู้แทนราษฎรจาก กทม. พรรคก้าวไกล ท่านประธานคะ การสั่งสอน ตามสมควรนั้นในแต่ละยุคสมัยนี้ เราอาจจะตีความหมายได้แตกต่างกัน เมื่อยุคสมัยที่ดิฉัน หรือว่าเพื่อนสมาชิกคนอื่น ๆ ที่อยู่ในวัยเด็ก การสั่งสอนตามสมควรนั้นอาจจะเป็นการว่ากล่าว ตักเตือน ดุ หรือว่าการใช้การตีเพื่อการอบรม แต่ท่านประธานคะ เราไม่เคยได้มีมาตรวัด หรือว่าเส้นแบ่งในแต่ละครอบครัวเลยค่ะ ว่าอะไรที่เป็นการสั่งสอนตามสมควร หรืออะไร ที่เป็นการสั่งสอนที่จะเอนเอียงไปในทางด้อยค่า หรือว่าเป็นการใช้ความรุนแรงกับเด็ก ทั้งทางร่างกายและจิตใจ เพราะว่าในสมัยก่อนเราก็ได้รับการอบรมสั่งสอนมาเป็นทอด ๆ ถูกไหมคะ ปู่ย่า ตายายเรา อบรมพ่อแม่เรามาอย่างไร ก็มีแนวโน้มว่าพ่อแม่ของเราก็จะมี แนวโน้มในการอบรมเรามาแบบนั้นนะคะ เรื่องนี้ดิฉันไม่พูดถึงไม่ได้เลยค่ะ นั่นก็คือเรื่องของสุขภาพจิตที่ดิฉันก็ได้อภิปรายไปหลายครั้ง หลายรอบมากแล้ว และต้นกำเนิดจริง ๆ มันอยู่ที่ในวัยเด็กนี่ละค่ะ การตี ดุด่า ว่ากล่าว ด้อยค่า จะส่งผลกระทบต่อวัยเด็กในด้านจิตใจและพฤติกรรมค่ะ และมันจะสะสมแบบนี้ ไปเรื่อย ๆ จนถึงวัยรุ่นและวัยทำงานจนถึงวัยผู้ใหญ่ ที่ทุกท่านและดิฉันได้กำลังเป็นอยู่นี่ละค่ะ ดิฉันอยากให้ทุกท่านลอง Check List ตัวเองดูนะคะ สำรวจตัวเองดูว่า การเลี้ยงดูในวัยเด็ก ที่ท่านเคยอาจจะเจอนั้น มันจะส่งผลกระทบ หรือว่าอาจจะทำให้ท่านประสบปัญหาเหล่านี้ อยู่หรือไม่ ถ้าท่านมีความเชื่อมั่นในตัวเองต่ำ อาจจะเป็นไปได้ว่าท่านเป็นเด็กที่ถูกตีหรือถูกดุด่า บ่อย ๆ มันทำให้ท่านรู้สึกว่าท่านไม่เก่ง รู้สึกไม่ดีพอ ไม่มีคุณค่าในตัวเอง ถ้าท่านมีปัญหา ทางด้านอารมณ์ เกิดจากการถูกทำร้ายร่างกาย หรือว่าการถูกทำร้ายทางคำพูด รวมไปถึง การกดดันต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเรียน หรือว่าการประพฤติตัวให้อยู่ในกรอบ ที่เหมาะสม ถ้าท่านมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอาจจะเกิดมาจากการใช้ความรุนแรง ในครอบครัวที่จะเป็นการส่งต่อพฤติกรรมความรุนแรง ความก้าวร้าว หรือมีการใช้ความ รุนแรงในการแก้ปัญหาในความสัมพันธ์ หรือถ้าท่านมีปัญหาด้านความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็น ความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน กับคนรัก หรือครอบครัวนะคะ เนื่องจากตอนเด็ก ๆ ท่านอาจจะขาดทักษะการเรียนรู้ หรือทักษะการสื่อสารและวิธีการรับมือกับความขัดแย้ง อย่างเหมาะสมค่ะ นอกจากนี้ สิ่งสำคัญในการเลี้ยงดูในวัยเด็กจะเป็นปัจจัยกระตุ้นที่ดีมาก ๆ เลยนะคะว่า สุขภาพจิตของเด็กนั้นจะดีหรือแย่ ในวัยรุ่นหรือว่าในวัยผู้ใหญ่ด้วยนะคะ ดิฉันอภิปรายไปหลายรอบแล้วว่า ปัญหานี้มันกำลังจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบ ต่อประเทศ การที่เด็กมีการเผชิญประสบการณ์การถูกเลี้ยงดูในเชิงลบ หรือว่าขาดการ สนับสนุนการเลี้ยงดูที่เหมาะสม จะทำให้เกิดบาดแผลทางใจในวัยเด็ก หรือว่า Childhood Trauma ส่งผลกระทบให้ต่อไปถึงในวัยรุ่น หรือว่าวัยผู้ใหญ่ที่จะมีปัญหาสุขภาพจิตดังนี้นะคะ เดี๋ยวขอสไลด์ด้วยค่ะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นางสาวสิริลภัส กองตระการ กรุงเทพมหานคร

ความวิตกกังวล การที่ เติบโตมาจากสภาพแวดล้อมที่ไม่มั่นคง หรือว่ามีความคาดหวังสูงมากเกินไป จะทำให้มีการ เกิดอาการวิตกกังวล ส่งผลไปถึงการเกิดโรคตื่นตระหนก หรือว่า Panic Disorder นั่นเองค่ะ การเป็นซึมเศร้า การขาดความรัก หรือว่าการสนับสนุนทางอารมณ์ที่ดีจากครอบครัวนะคะ Borderline Personality Disorder อาการเป็นอย่างไรคะ ไม่มีความมั่นคงทางอารมณ์ค่ะ มีการเปลี่ยนแปลงทาง อารมณ์อย่างรวดเร็ว อารมณ์ขึ้นสุด ลงสุด จากเสียใจสุดกลายเป็นหวาดกลัวสุด หรือว่า อารมณ์เกรี้ยวกราดสุดอาจจะเป็นการรู้สึกผิดที่สุดภายในเสี้ยววินาทีค่ะท่านประธาน มีปัญหาการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี มีความหวาดกลัวที่จะถูกทอดทิ้ง มีพฤติกรรมที่อาจจะทำ โดยคิดไม่รอบคอบ อย่างเช่น การใช้เงินเกินขอบเขต การขับรถด้วยความอันตราย หรือว่า การมีเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้าโดยที่ไม่ป้องกัน เป็นต้น ๒. อย่างเช่น โรคบุคลิกภาพ หลงตัวเอง หรือว่า Narcissistic Personality Disorder หรือว่า NPD มีอาการอย่างไร ลอง Check นะคะ รู้สึกว่าตัวเองมีความสำคัญสูงมากกว่าคนอื่น สำคัญพิเศษมากกว่า คนทั่วไป คาดหวังให้คนอื่นชื่นชมและยอมรับในความพิเศษของตนเอง และอยากได้การชื่นชม และความต้องการนั้นเป็นอย่างมากและอย่างต่อเนื่องค่ะ ขาดความเห็นอกเห็นใจกับ ความรู้สึกของผู้อื่น ใช้คนอื่นเพื่อเป็นประโยชน์ให้ตัวเอง มีความคิดอิจฉาริษยาผู้อื่น หรือคิดว่า ผู้อื่นจะมาอิจฉาริษยาตัวเองตลอดเวลา และรวมไปถึงการแสดงออกที่มีความหยิ่งยโสคิด ว่าตัวเองเหนือกว่าผู้อื่นค่ะ หรือว่าพฤติกรรมเสพติด หรือว่า Addictive Behavior นั่นคือ การใช้สารเสพติด การเสพติดการเล่นเกมมากเกินไป ใช้สื่อ Social Media มากเกินไป หรือเสพติดการ Shopping ก็รวมอยู่ในนี้ค่ะ พฤติกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ที่จะส่งปัญหาถึงสังคม ที่จะส่งปัญหาที่ให้มันเกิดขึ้นในสังคมส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เกิดจากจุดแรกเลยค่ะ นั่นก็คือ การถูกหล่อหลอมเลี้ยงดูมาจากวัยเด็กทั้งสิ้นเลยค่ะ แต่ท่านประธานคะ ในปัจจุบันนี้บริบท ในการเลี้ยงลูกนั้นเปลี่ยนไปแล้วนะคะ พ่อแม่หรือว่าผู้ดูแลเด็กในครอบครัวเริ่มรู้จักคำว่า Positive Parenting แล้วค่ะ เขาพยายามหาความรู้ วิธีการ และนำวิธีการนั้นมาปรับใช้ ในการเลี้ยงดูบุตรของเขา อบรมลูกเชิงจิตวิทยามากขึ้น Positive Parenting ดีอย่างไร มันคือการเลี้ยงลูกโดยใช้วิธีการสนับสนุนและส่งเสริมพัฒนาการทางบวกของเด็ก ให้เด็กมี ความรัก เน้นความรัก เน้นความเอาใจใส่ เน้นการสื่อสารที่ดี ส่งเสริมด้วยการใช้พลังบวกและ แรงบวก มีกฎระเบียบในการตั้งที่เหมาะสมมากกว่าการใช้การดุด่า ตี หรือว่ากล่าว ข้อดีของ Positive Parenting คืออะไรคะ ๑. เด็กจะมีพัฒนาการทางอารมณ์ดี เขาจะรู้สึกปลอดภัย มีความมั่นใจในตัวเอง และมี Self Esteem หรือว่ามีความเคารพในตัวเองสูง และเมื่อเขา มีความเคารพในตัวเอง เขาจะไม่นำพาตัวเองไปสู่สังคมที่มีสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี และเราจะมี การสื่อสารที่ดี มีความเข้าใจกันในครอบครัว ทำให้เด็กมี Safe Zone ให้เขาสามารถได้พูด ได้คุยบอกเล่าเรื่องราว หรือความรู้สึกต่าง ๆ ให้ผู้ปกครอง หรือว่าผู้ที่ดูแลอยู่ในครอบครัว ได้รับฟังได้อย่างเปิดเผยและสบายใจ เด็กจะมีพฤติกรรมที่ดีและปฏิบัติตามกฎระเบียบได้ดี ยิ่งขึ้น เมื่อเราก้าวเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นที่เราต้องสร้างตัวตนใช่ไหมคะ หรือว่าอยากได้ความยอมรับ จากคนอื่น เด็กเหล่านี้ ถ้าเขามีความยอมรับในตัวเอง แล้วเขามีการเลี้ยงดูที่ดี เขาจะเลือก ปฏิบัติตัวเพื่อสร้างตัวตนไปในทางที่ดีมากกว่าการฝืนกฎระเบียบเพื่อให้ได้รับการยอมรับค่ะ เด็กจะเรียนรู้วิธีการแก้ปัญหาแล้วก็จัดการกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ดีขึ้น มีความฉลาด ทางอารมณ์ มีวุฒิภาวะ รับมือกับสถานการณ์ หรือว่าอารมณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในจิตใจ เขาได้ค่ะ แล้วเขาจะรู้สึกเชื่อมั่นและมีคุณค่าในตัวเอง แล้วเขาจะดึงศักยภาพนั้นละค่ะ ออกมาใช้ให้ได้อย่างดีที่สุด แล้วมีภูมิคุ้มกันทางจิตใจ ไม่ว่าเขาจะเจออะไรมา อย่างเช่น การถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง หรือว่าการถูก Bully ในสังคม เขาก็จะสามารถรับมือได้ สถาบันราชานุกูลก็เขียนบทความเอาไว้เรื่องการตีเด็กว่า ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ว่าตีหรือไม่ตี แต่มันอยู่ที่ว่า ถ้าจะตี ตีอย่างไร ผู้ใหญ่ต้องเข้าใจว่าการตีนั้นคือการลงโทษขั้นสูงสุด คือทางเลือกสุดท้ายแล้วค่ะ แล้วการลงโทษนี้ควรเก็บไว้ใช้กับพฤติกรรมที่เป็นปัญหารุนแรง ที่สุดเท่านั้น เช่น การทำร้ายตัวเอง ทำลายข้าวของ หรือทำร้ายคนอื่นค่ะ ท่านประธานคะ นอกเหนือจากการแก้กฎหมายแล้ว ดิฉันคิดว่าควรมีการบูรณาการร่วมกันกับหน่วยงาน ต่าง ๆ ส่งเสริมให้มันมีโครงการที่จะให้ความรู้เกี่ยวกับ Positive Parenting มากยิ่งขึ้น การตีเด็กควรจะเป็นทางเลือกสุดท้ายค่ะ หยุดส่งต่อความรุนแรงต่อไป ให้พวกเขาได้มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกที่ดีด้วยความรัก มีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ชื่นชมพวกเขาเมื่อพวกเขาทำดี อย่าตีจนทำให้เด็กคิดว่าการอบรมแบบนี้เป็นเรื่องปกติค่ะ เพิ่มความสัมพันธ์และบรรยากาศที่ดีในครอบครัว ให้เด็กในวันนี้เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ เป็นคุณพ่อ คุณแม่ที่มีคุณภาพในอนาคต ส่งต่อ Positive Parenting รักวัวให้ผูก รักลูกให้ กอดค่ะท่านประธาน ขอบคุณค่ะ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ตอนนี้ทางรัฐบาลจะขอพูด ๑ ท่านก่อนนะครับ เชิญคุณประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ครับ เชิญครับ🔗

นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมจำได้ว่าท่านประธาน แก่กว่าผม ๑ ปี ชีวิตที่เราต่อสู้กันมาถึงขนาดนี้ เราย่อมมีลูกและมีหลาน ลูกเราเราก็รัก ครอบครัวเรา เราก็รัก ผมไม่แน่ใจว่าท่านประธานกำลังจะมีเหลนหรือไม่ แต่ผมกำลังจะมี ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ในการเสนอกฎหมายทำนองนี้ ผมเห็นหลายท่านอภิปราย ปริ่ม ๆ ว่าพ่อแม่จะเดิน Parade เข้าคุกกันเป็นทิวแถว ท่านประธานครับ ประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๖๗ มีอยู่ ๔ วงเล็บ ๔ วงเล็บนั้น ทำให้เกิดหลักภราดรภาพ ในสังคมไทยมาช้านาน เป็นเรื่องสง่างามกระฉ่อนไปทั่วโลก การเอื้ออาทรต่อกัน การเคารพ นับถือซึ่งกันและกันพี่ป้าน้าอา เราก็อยู่กันมาด้วยความสงบสุขร่มเย็น ท่านประธานครับ มาตรา ๑๕๖๗ มีอยู่ ๔ วงเล็บ (๑) กำหนดที่อยู่ของบุตร (๒) ทำโทษบุตรตามสมควรเพื่อว่ากล่าว สั่งสอน (๓) ให้บุตรทำงานตามสมควรแก่ความสามารถและฐานานุรูป (๔) เรียกบุตรคืนจาก บุคคลอื่น ซึ่งกักบุตรไว้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ท่านประธานครับ ท่านประธานอ่านรายละเอียดไหม ท่านประธานหวาดเสียวอย่างผมไหม เพราะว่ามีการแก้ไข การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเป็นเรื่องธรรมดา แต่การแก้ไขโดยที่ยกเลิก (๒) ของมาตรา ๑๕๖๗ เปลี่ยนแปลงว่า (๒) ทำโทษบุตรเพื่อว่ากล่าวสั่งสอนตามสมควร โอเคยอมรับได้ ทีนี้ข้อความต่อไปนี้ แต่ต้องไม่เป็นการกระทำทารุณกรรม เส้นแบ่งคำว่า ทารุณกรรมกับตามสมควรอยู่ตรงไหน ท่านประธานครับ มันจะก่อให้เกิดความร้าวฉาน ระหว่างพ่อแม่ลูก จะมีการดำเนินคดีที่รกโรงรกศาล ในเรื่องดังกล่าวนี้ครอบครัวแตกนะครับ ไม่ใช่ว่าไปเจอคนบ้า ก็บอกบ้าเพราะพ่อแม่กดดัน ไม่ใช่ คนบ้าก็ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น มีการที่เอาบุหรี่จี้ลูกเป็นการทารุณกรรม ผมยอมรับ แต่ท่านประธานครับ ในประเทศไทย เกือบ ๗๐ ล้านคน มีกี่คน จะเอาปัญหาของตัวเล็ก ๆ แล้วมาเป็นตัวกำหนดในสังคมนั้น มันย่อมสุ่มเสี่ยงกับสิ่งที่ท่านต้องการนั้นจะไม่บรรลุ ต่อไปครับท่านประธาน หรือทำร้าย ร่างกายหรือจิตใจ คำว่าพ่อแม่ลงโทษลูก ถึงกับคำว่าทำร้ายร่างกายหรือจิตใจ ผมถาม อีกทีหนึ่งครับ เส้นแบ่งมันอยู่ตรงไหน ว่าตามสมควรกับเกินกว่าเหตุ ดูต่อไปครับ ท่านประธาน หรือทำโทษอื่นใดอันเป็นการด้อยค่า ท่านประธานครับ พ่อแม่ทุกคน ถ้าหาก ลูกตนเองกระทำความผิด พยายามที่จะปิดบังความบกพร่องของลูก ๆ เพื่อไม่ให้สังคม ประณามหยามเหยียด นี่คือความรู้สึกของพ่อแม่ แต่คำว่าด้อยค่า พ่อแม่ด้อยค่าลูก มันหมายถึงอะไร ถ้าหากกฎหมายฉบับนี้ผ่านออกไป สังคมครอบครัวระหว่างพ่อแม่ลูกนั้น จะมีปัญหาอย่างยิ่ง นี่ประการที่หนึ่ง🔗

ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ ท่านประธานเคยเห็นการร่างกฎหมายอย่างนี้ มากไหมครับ ผมเรียนท่านประธานว่าโดยการยกร่างกฎหมายนั้น เขาจะไม่บังคับในหลักการ ที่จะไม่ให้มีการแปรญัตติได้เลย กฎหมายฉบับนี้เป็น โดยหลักการเขียนบอกว่าแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพื่อกำหนดสิทธิของผู้ใช้อำนาจปกครองในการทำโทษบุตร ต้องไม่เป็นการกระทำทารุณกรรมหรือทำร้ายร่างกายหรือจิตใจ เหมือนเอาเนื้อหาใน (๒) มาไว้ในหลักการ ในข้อบังคับการประชุม ข้อ ๑๒๕ ในกรณีที่สมาชิกที่ไม่เห็นด้วยในการที่จะ แก้ไข จะแก้ไขขัดกับหลักการไม่ได้ มันผูกมัดตายตัวเสียแล้ว เพราะฉะนั้นการเสนอร่างกฎหมาย ทำนองนี้ ถึงอย่างไรเสียผมก็คิดว่ารับไม่ได้ครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ต่อไป คุณศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ครับ🔗

นางสาวศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียน ท่านประธานค่ะ ดิฉัน ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ทนายแจมนะคะ ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๑ พรรคก้าวไกล วันนี้ก็จะมาพูดในนามของคุณแม่ลูก ๒ เหมือนเดิมค่ะ ที่อยาก เปลี่ยนแปลงสังคมผ่านการเมือง และในหัวข้อวันนี้ไม่พูดไม่ได้เช่นเดียวกันค่ะ เมื่อสักครู่ ได้ฟังท่านประยุทธ์ หรือว่าคุณปู่นะคะ ก็ได้พูดถึงเรื่องกรณีเกี่ยวกับเรื่องการแก้ไขกฎหมาย ที่ว่าจะทำให้มีคนเดินเข้าคุกเข้าตะรางเพิ่มมากขึ้น จริง ๆ เรากำลังแก้ไขประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่งนะคะ ไม่ได้มีโทษทางอาญาแต่อย่างใด แล้วก็พูดถึงเรื่องความสงบสุข ร่มเย็นว่าการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ จะเป็นการทำให้ความสงบสุขร่มเย็นมันหายไปหรือไม่ ทำให้บ้านในครอบครัวจะต้องร้าวฉานกันหรือไม่ ดิฉันในฐานะของคุณแม่ลูก ๒ ที่เลี้ยงลูก ด้วยวิธีการปัจจุบัน ใช้วิธีการ Positive Thinking เหมือนที่คุณ สส. หมิวได้บอกไว้เลย ขอบคุณ สส. หมิว ได้พูดเอาไว้นะคะ มีกฎในบ้าน ๓ ข้อเหมือนกันเลยค่ะ ๑. คือไม่ทำร้าย คนอื่น ไม่ทำร้ายตัวเอง และไม่ทำลายข้าวของ เราจะลงโทษลูกเมื่อเขาทำในสิ่งที่ร้ายแรง ก็คือ ๓ สิ่งนี้เท่านั้น และแน่นอนว่าตั้งแต่วันแรกที่ลูกเกิดมาเราเลี้ยงเขาด้วยความรักนะคะ เขาเกิดมาจากความรัก เลี้ยงเขาด้วยความรัก ไม่ได้มีเหตุผลใดเลยที่เราจะต้องทำร้ายเขา หรือเฆี่ยนตีเขา หรือแม้กระทั่งดุด่าด้วยคำที่มันทำให้เขาจะต้องรู้สึกถูกด้อยค่าหรืออย่างไร ก็ตาม ดิฉันยังเป็นคนหนึ่งที่ยืนยันเรื่องการเลี้ยงลูกเชิงบวก หรือทำอย่างไรให้เขาเติบโต ในสังคมด้วยความรักและความเข้าใจในครอบครัว เราปฏิเสธไม่ได้นะคะว่าปัจจุบันปัญหา ในสังคมในหลาย ๆ เรื่อง ดิฉันพูดหลายรอบเหมือนกัน ปัญหายาเสพติด ปัญหาความรุนแรง ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ปัญหาต่าง ๆ ที่เราพูดในสภาหลายครั้ง ก็เกิดจากการที่ไม่ได้ผ่าน การเลี้ยงดูในวัยเด็กช่วง ๐-๖ ขวบ มาอย่างถูกต้อง ๐-๖ ขวบ เป็นช่วงวัยที่จะกำหนด บุคลิกภาพ กำหนดตัวตนของคน ๆ หนึ่ง เป็นผู้ใหญ่แบบไหน ก็แสดงว่าเติบโตมาในวัยเด็ก แบบนั้น จิตวิทยาเป็นการเลี้ยงลูกเชิงบวกแบบใหม่ที่ปัจจุบันทุกครอบครัวก็ใช้กัน แล้วก็มี งานวิจัยมากมายด้วยค่ะ มีงานวิจัยของ Violence against children บอกว่า ไม่ว่าจะเป็น ความตั้งใจของผู้ดูแลหรืออย่างไร การทำร้ายร่างกายไม่เคยส่งผลดี และการทำร้ายร่างกายเด็ก จะส่งผลกระทบต่อพวกเขาตลอดชีวิต ส่งผลกระทบต่อคนในสังคมด้วยนะคะ แล้วก็ งานวิจัยยังบอกอีกว่าจากสถิติทั่วโลกเด็ก ๔ ใน ๕ คน อายุตั้งแต่ ๒-๑๔ ปี ถูกลงโทษทำร้าย ร่างกาย สิ่งนี้เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นในบ้าน ในห้องเรียน หรือแม้กระทั่งในสถานรับเลี้ยงก็ตาม และสถิติที่น่าสนใจก็คือว่าร้อยละ ๘๖ ของเด็กทั่วโลก ไม่ได้รับความคุ้มครองจากความรุนแรงเหล่านั้นตามกฎหมาย และเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่นะคะ ท่านประยุทธ์ เรื่องนี้เป็นกฎหมายมิติเด็กเกิดขึ้นแล้วใน ๖๖ ประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น เกาหลี ญี่ปุ่น เนปาล ฝรั่งเศส หรือประเทศล่าสุดที่ประกาศใช้ก็คือประเทศลาวค่ะ ท่านประธานคะ หากเราผ่านกฎหมายฉบับนี้ มันไม่ได้หมายความว่าผู้ดูแลจะไม่สามารถ ลงโทษบุตรหลานตัวเองได้เลย เราลองอ่านดี ๆ นะคะ เขาบอกว่าทำโทษบุตรเพื่อว่ากล่าว สั่งสอนตามสมควร แต่ต้องไม่เป็นการทารุณกรรมค่ะ ดิฉันเปิดอ่าน Twitter เช้าวันนี้นะคะ มีคนเอาไปเทียบด้วยซ้ำว่ากฎหมายทารุณกรรมสัตว์ยังมีเลย ทำไมเราจะผ่านกฎหมาย ทารุณกรรมมนุษย์ไม่ได้คะ ดิฉันก็ไม่เข้าใจว่ามันจะยากตรงไหน ถ้าเราจะทำให้สังคมเรา มันเติบโตกันด้วยความรักและความเข้าใจมากกว่าความรุนแรง หรือทำร้ายร่างกายจิตใจ ไม่เป็นการเฆี่ยนตีหรือทำโทษอันเป็นการด้อยค่า ด้อยค่าก็เช่นเดียวกัน ไม่ได้มีเหตุผลใดเลย ที่เราจะต้องมาด้อยค่ากัน เราเองเป็นผู้ใหญ่เรายังไม่ชอบให้คนด้อยค่ากันเลยใช่ไหมคะ ถ้ามันมีการด้อยค่าในสภาแห่งนี้ เรายังเถียงกันแทบเป็นแทบตายเลยค่ะ ทำไมเราถึงทำในสิ่ง ที่เราไม่ชอบกับเด็กล่ะคะ ถูกไหมคะ อันนี้พูดง่าย ๆ เข้าใจง่าย ๆ นะคะ เพราะฉะนั้นเราต้อง เปลี่ยนจากการใช้ความหวาดกลัวในการดูแลบุตรหลาน ดูแลลูกของเราด้วยการทำความ เข้าใจค่ะ ดิฉันยังยืนยันเหมือนเดิมว่าการตีเพราะความรักไม่มีอยู่จริงนะคะ เราตีเพราะเรา ขาดสติค่ะ เราตีเพราะว่ามันมักง่าย มักง่ายคืออะไร เราใช้เป็นวิธีการที่เราหยุดพฤติกรรม ของเด็กได้ง่ายที่สุดก็คือการตี ไม่ต้องใช้สมองเยอะ เด็กทำอะไรไม่พอใจก็ตีแล้วก็จบเลยค่ะ แต่วิธีการสมัยใหม่ เมื่อเด็กทำพฤติกรรมที่เรารู้สึกว่ามันไม่น่ารัก หรือก้าวร้าวในมุมหนึ่ง เราก็ต้องหาว่าเราจะทำอย่างไรที่จะหยุดพฤติกรรมเช่นนั้นได้ เราพูดคุยกันได้ค่ะ ดิฉันยืนยัน เพราะว่าลูก ๒ คนของดิฉันไม่เคยตีนะคะ แล้วเขาก็เป็นเด็กที่น่ารักคนหนึ่งเช่นเดียวกัน เวลาที่เขาทำอะไรที่ไม่น่ารัก เราบอกกับเขาว่าเขากำลังทำตัวไม่น่ารักนะลูก หนูกำลังรู้สึก ไม่เข้าใจอยู่ใช่ไหม หนูกำลังรู้สึกอะไรอยู่ ถามคำถามก็ได้ค่ะ เขารู้สึกอะไร เด็กทุกคน เขาก็ต้องการที่จะพูดนะคะ มีคนเถียงว่าแล้วถ้าเด็กเล็กจะทำอย่างไรใช่ไหมคะ เด็กเล็กเราก็มี วิธีในการที่จะหยุดความไม่น่ารักได้อีกเช่นเดียวกัน เรามีวิธีการในการเปลี่ยน เรียกว่า ดึงความสนใจได้ เด็กเล็กเขาไม่ได้มีอะไรกลไกความคิดที่วุ่นวายค่ะ เด็กร้องไห้ เด็กไม่น่ารัก ชี้นกชี้ไม้เดี๋ยวเขาก็หยุดค่ะ เพียงแค่ว่าเราต้องใช้สมองเยอะหน่อยแค่นั้นเอง เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่เลยนะคะ คนทั่วโลกเขามีอนุสัญญาคุ้มครองสิทธิเด็กกันเต็มไปหมดแล้วค่ะ ดิฉันคิดว่าการพูดเรื่องนี้ในสภาเป็นเรื่องที่ทุกคนน่าจะเข้าใจตรงกันไปแล้วด้วยซ้ำนะคะ แล้วในฐานะของพ่อแม่เราต้องสำรวจตัวเองด้วยนะคะว่า เรากำลังเดินซ้ำรอยกับความรุนแรง ที่ถูกพ่อแม่กระทำมาในอดีตอยู่หรือเปล่า หลาย ๆ คนที่ไม่เห็นด้วยอาจจะมองว่าฉันก็โตมา ด้วยไม้เรียวเหมือนกัน ใครก็ตามที่บอกว่าฉันประสบความสำเร็จในชีวิตด้วยไม้เรียว ดิฉัน คิดว่าท่านไม่ควรจะต้องดูถูกความสามารถตัวเองขนาดนั้น ท่านไม่ได้พยายามในการเรียน หนังสือหรือคะ ท่านไม่ได้พยายามในการทำงานหรือคะ สรุปคือโดนไม้เรียวตีก็เลยเก่งได้ อย่างนี้หรือคะ ดิฉันว่าท่านกำลังดูถูกตัวเองอยู่นะคะ ถ้าเป็นแบบนั้น เพราะฉะนั้นการลงโทษ ด้วยการตีจะทำให้เด็กสับสน ดิฉันยืนยันเรื่องนี้ เวลาเราสอนลูกว่าการทำร้ายกันไม่ดี แล้วเรา กลับตีลูกนี่เราจะบอกเขาอย่างไร ไหนหม่ามี้บอกว่าตีกันไม่ดีอย่างไรครับ แล้วหม่ามี้ตีผม ทำไมครับ คุณตอบเขาได้ไหมคะ ก็ตอบไม่ได้ เพราะฉะนั้นดิฉันก็ยังยืนยันว่าตีเป็นสิ่งที่ ไม่ควรกระทำ เราต้องค่อย ๆ คุยกันด้วยเหตุผลดีกว่านะคะ ดิฉันเห็นความสำคัญมาก ๆ กับการผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้ แล้วก็อยากชวนทุกท่านคิดไปด้วยกัน แล้วก็เดินทาง ไปด้วยกันนะคะว่าเราจะต้องสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับเด็กและเยาวชนในปัจจุบัน โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในครอบครัว วัยที่เขากำลังเรียนรู้ วัยที่เขากำลังจะเติบโตมาเป็นบุคลากรที่สำคัญ ในอนาคต และลดปัญหาความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย🔗

อีกอันที่สำคัญขอเลยเวลานิดหนึ่งค่ะ ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว สาเหตุ อย่างหนึ่งก็เกิดมาจากการที่เราตีเหมือนกันนะคะ ดิฉันเคยถามเด็กคนหนึ่งตอนที่ลงพื้นที่ ในเขตสายไหมว่าเคยถูกแม่ตีไหม เขาบอกว่าเคยถูกตี แล้วแม่บอกว่าอะไรที่ต้องตี แม่บอกว่า ตีเพราะรักครับ แม่บอกผมว่าทุกครั้งที่ตีเพราะว่ารักครับ สิ่งอันนี้มันมีงานวิจัยเกิดขึ้น มากมายนะคะว่า ความรุนแรงในครอบครัวที่มันมีการตีกันของสามีภรรยาหรืออะไรก็ตาม ก็เกิดจากการที่ตอนเด็กนั่นแหละโดนแม่ตีเพราะความรักค่ะ ก็แม่ตีเพราะรัก ก็ตีเมียเพราะ รักได้เหมือนกัน อันนี้เป็นเรื่อง Basic นะคะ ดิฉันว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่ง่ายมาก ๆ ก็อยากจะชวนท่านสมาชิกด้วยการช่วยกันผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้ค่ะ แล้วก็ถ้ามีประเด็น ถกเถียงอะไรเพิ่มเติมก็ชวนศศินันท์ได้เสมอนะคะ ขอบคุณท่านประธานค่ะ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณธิษะณา ชุณหะวัณ ครับ🔗

นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ธิษะณา ชุณหะวัณ สส. แบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขตปทุมวัน สาทร และราชเทวี ตามมาตรา ๑๕๖๗ (๒) ที่ระบุไว้ว่า ผู้ใช้อำนาจการปกครองมีสิทธิทำโทษบุตรตามสมควร เพื่อว่ากล่าวสั่งสอน ซึ่งว่าตามสมควรนั้น มิได้เห็นว่าระบุถึงขอบเขตนะคะ จึงสมควรแก่ การแก้ไขค่ะ ที่ต้องไม่เป็นการทารุณกรรมหรือการทำร้ายร่างกายและจิตใจของเด็กค่ะ ซึ่งการแก้ไขมาตรา ๑๕๖๗ ก็สอดคล้องกับมาตรา ๒๖ ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ในการรับรอง การตรากฎหมายที่มีผลจำเป็นเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลที่เป็นไปตาม เงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญค่ะ วิธีการทำโทษหรือการสั่งสอนตามวิธีการของแต่ละ บุคคล หรือแต่ละครอบครัว ผู้มีอำนาจปกครองบุตรตามประมวลกฎหมายแพ่งนี้ ควรมีการ จำกัดกรอบการลงโทษ การสั่งสอนบุตรตามสมควร และสอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วย สิทธิเด็กที่เป็นกฎหมายสากลระหว่างประเทศค่ะท่าน โดยไม่เป็นการสั่งสอน เฆี่ยนตี ไปจนถึงการทารุณกรรมโหดร้าย โดยมีกฎหมายรองรับให้กระทำได้ค่ะ บุคคลย่อมมีสิทธิ ในร่างกายที่จะได้รับการปกป้องตนเอง ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองหรือตัวบุตรเอง จากการถูกสั่งสอนด้วยวิธีการทำโทษแบบเฆี่ยนตี ไปถึงรูปแบบการทารุณกรรมอันโหดร้าย ที่กฎหมายยอมรับและสังคมมองการทำโทษสั่งสอนบุตรในครอบครัวเป็นความรุนแรง ที่ยอมรับได้ จึงจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงกฎหมายบทบัญญัตินี้ค่ะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ กรุงเทพมหานคร

ขอสไลด์ที่ ๓ ค่ะ จากที่ได้สังเกตถึงสถานการณ์สิทธิเด็กและเยาวชน ในประเทศไทย ยังมีให้เห็นว่ายังมีการละเมิดสิทธิร่างกายเด็ก โดยสถิติที่ถูกทำโทษ ในประเทศไทย ถึงแม้ว่าการทำโทษร่างกายและจิตใจจะไม่ใช่สาเหตุเดียว แต่ก็จะส่งผล กระทบค่ะท่านประธาน อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวก่อนหน้านี้ ทั้งในด้านการพัฒนาของ จิตเวช แต่การกำจัดการทำโทษดังกล่าวก็จะสามารถช่วยลดปัญหาต่อไปนี้ได้ค่ะ จากข้อมูล จากกรมคุ้มครองเด็กและเยาวชนในปี ๒๕๖๕ มีเด็กถูกทำโทษทั้งทางร่างกายจิตใจ ๑๐,๒๔๕ คน สาเหตุหลักก็คือ ๑. พฤติกรรมก้าวร้าว ๓,๘๒๔ คน การไม่เชื่อฟัง ๓,๔๗๑ คน การเรียนไม่ดี ๑,๗๓๒ คน ขโมยของ ๑,๒๑๘ คน ผลที่ตามมาของคนที่ทำโทษเด็กเหล่านั้น โดยเฉพาะ การทารุณกรรมทางร่างกายจะส่งผลเสียต่อเด็กในทั้งระยะสั้นและระยะยาว ๑. คือผลกระทบ ทางร่างกายแน่นอนค่ะ ร่างกายฟกช้ำ บาดเจ็บ ๒. ผลกระทบทางจิตใจ เครียด วิตกกังวล ซึมเศร้า เก็บกด พฤติกรรมก้าวร้าว ต่อต้านสังคม ผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ๆ ในสังคมค่ะ เด็กมีความสัมพันธ์ไม่ดีกับพ่อแม่ ไม่เชื่อฟังผู้ปกครอง ผลกระทบต่อการเรียน ไม่มีความเชื่อใจผู้ปกครอง เรียนตกด้วยค่ะ ส่วนผลข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตก็พบว่า สถิติของเด็กและเยาวชนในไทยในปี ๒๕๖๕ มีการประเมินเด็กและเยาวชนที่อายุต่ำกว่า ๒๐ ปี จำนวน ๑๘๓,๙๗๔ คน มีเด็กและเยาวชนมีความเครียดที่สูงถึง ๒๘ เปอร์เซ็นต์ มีการเสี่ยงเป็นซึมเศร้าสูงถึง ๓๒ เปอร์เซ็นต์ ที่น่ากลัวมากกว่านั้นก็คือเสี่ยงฆ่าตัวตาย ๒๒ เปอร์เซ็นต์ ต่อมาในปี ๒๕๖๖ มีการประเมินเด็กและเยาวชนอายุ ๑๕-๒๕ ปี จำนวน ๑๘๐,๐๐๐ คน แล้วพบว่ามีความเครียดสูงขึ้นมาอีกถึง ๔๕.๙ เปอร์เซ็นต์ กังวลเรื่องเงิน ๔๓.๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะเป็นวัยที่หลายคนกำลังจะเริ่มตั้งตัว ๑๕-๒๕ ปี เริ่มมีภาระหน้าที่ และช่วงวัยนี้ก็มีปัญหาสัมพันธ์ครอบครัวสูงถึง ๒๕.๕ เปอร์เซ็นต์ เสี่ยงซึมเศร้า ๗,๒๘๕ คน เสี่ยงฆ่าตัวตายหรือเคยพยายามฆ่าตัวตายแล้ว ๔,๐๒๐ คนค่ะ ท่านเห็นไหมคะว่าผลกระทบ ของการใช้ความรุนแรงกับเด็กมันส่งผลต่อจิตเวชขนาดไหน ถึงแม้ว่าการทำโทษทางกาย และจิตใจไม่ใช่สาเหตุเดียว แต่ก็จะมีผลกระทบเป็นอย่างมากค่ะท่านประธาน ถ้าหากเรา จำกัดการทำโทษดังกล่าว ก็จะสามารถลดปัญหาที่ดิฉันกล่าวมาข้างต้นได้ กลุ่มวัยเรียนเป็น กลุ่มที่เสี่ยงสูงสุด ซึ่งเป็นวัยที่ควรจะมีจิตและสุขภาพที่ดีแต่มันเกิดอะไรขึ้นคะ เด็กที่พออยู่ใน สภาวะความเครียดสูงจะไม่ค่อยเข้าสังคม หรือที่เป็น Introvert เข้าสังคมน้อยลง เข้าโลก Online มากขึ้น ติดมือถือค่ะ อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้ ส่วนความเจ็บช้ำ ทางร่างกาย หากรุนแรงก็อาจมีผลกระทบในระยะยาวเช่นเดียวกัน ส่วนผลกระทบด้านจิตใจนั้น มีทั้งระยะยาวหรือตลอดชีวิตค่ะท่าน แต่เมื่อดูสถิติแล้วน่าเป็นห่วงว่าสุขภาพจิตของเด็กไทย สูงขึ้นเรื่อย ๆ ตามกรมสุขภาพจิตที่ท่านก็เป็นรัฐบาลรายงานออกมาเอง ปัญหาสุขภาพจิต ของเด็กและเยาวชนในไทยน่าเป็นห่วงค่ะ แต่ท่านยังไม่มีทางแก้ไขออกมาอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากจะผ่านกฎหมายฉบับนี้ของพรรคก้าวไกลค่ะ และแม้แต่ในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ใน Convention on the rights of the Child ที่เราได้ลงสัตยาบันไปแล้วปี ๒๕๓๒ และมี การรับรองมากถึง ๑๙๖ ประเทศ ซึ่งโดยภายใต้อนุสัญญาดังกล่าวเมื่อเด็ก ๆ ได้เกิดและรอด ชีวิตออกมาแล้ว ต่อมาเขาควรจะได้รับการปกป้องคุ้มครอง คือได้รับความคุ้มครองจากความ รุนแรงทั้งทางร่างกายและจิตใจ ทั้งภายในและภายนอกครอบครัว หรือผู้ปกครองค่ะท่าน อีกทั้งดิฉันคิดว่าเด็กไทยก็ไม่ได้แตกต่างจากเด็กใน ๑๙๖ ประเทศทั่วโลก เพราะว่าเด็กเกิดมา ก็บริสุทธิ์ทุกคนนะคะ ประเทศไทยได้ลงสัตยาบันกับอนุสัญญาหลายปีแล้วค่ะ ดังนั้นก็จำเป็น ที่จะต้องทำกฎหมายให้เป็นไปตามอนุสัญญา เพราะว่าเราต้องปฏิบัติตามโดยสุจริตอยู่แล้ว ถ้าเราดูการจัดการในต่างประเทศเราจะเห็นถึงข้อเท็จจริงในการทำโทษเด็กว่าแตกต่างจาก ประเทศไทย จากการวิจัยของ UNICEF ค่ะ และสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่าเด็กอายุ ๑-๑๔ ปี ร้อยละ ๗๕ เคยถูกลงโทษด้วยคำพูด รุนแรงหรือลงโทษทางร่างกายในเดือนที่ผ่านมา โดยเด็กอายุ ๘ ปี ร้อยละ ๕๖ เคยถูกลงโทษ ทางร่างกาย และร้อยละ ๔ เคยถูกลงโทษทางร่างกายอย่างรุนแรง มันเกินไปมากค่ะ ท่านประธาน ในประเทศ อย่างเช่น สวีเดนและนอร์เวย์ที่เขาเจริญแล้ว ได้มีการลงโทษทาง ร่างกายเด็กทุกกรณีตั้งแต่ปี ๑๙๗๙ นี่ตั้งแต่สงครามเย็นนะคะ ผลการศึกษาพบว่าอัตราการ ทำร้ายร่างกายเด็กและเยาวชนลดลงทุก ๆ ปีค่ะ ในประเทศนอร์เวย์ให้เน้นการฟื้นฟู สมรรถภาพของเด็กมากกว่าการให้ลงโทษ หรือที่เรียกว่า Positive Reinforcement ผลการศึกษาพบว่าอัตรากลับมาทำผิดซ้ำของเด็กและเยาวชนที่อาจจะเคยอยู่ในสถานพินิจให้ ผลลัพธ์ในทางบวกค่ะ เพราะฉะนั้นการลงโทษเด็กด้วยความรุนแรงไม่ได้ผล แถมยังส่งผลเสีย ต่อเด็กมากกว่าผลดีค่ะ ประเทศไทย ควรพัฒนาวิธีการเลี้ยงดูเด็กโดยไม่ใช้ความรุนแรง และฟื้นฟูสมรรถภาพของเด็ก ใช้วิธีการทางบวก หรือว่า Positive Reinforcement ท่านประธานคะ ตามสถิติที่ดิฉันกล่าวมาข้างต้น เป็นการชี้ให้เห็นแล้วว่าหากเราสามารถ ทำครอบครัวให้เป็นสถาบันสำคัญต่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้โตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพ และปราศจากปมด้อย เป็นการเหมาะสมที่ทำให้ครอบครัวเป็นพื้นที่ปลอดภัยของเด็ก ๆ ได้ค่ะ เพียงแค่ปรับเปลี่ยนวิธีการทำโทษให้สอดคล้องกับอนุสัญญาระหว่างประเทศ และกับการปฏิบัติ ที่จะไม่ทำร้ายทางร่างกายและจิตใจของเด็กนะคะ กับประเทศที่ก้าวหน้าค่ะ อีกอย่างนะคะ ถ้าเราแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายฉบับนี้ มันไม่ได้เป็นการเพิ่มภาระให้กับผู้ปกครองแต่อย่างใด อย่างที่เพื่อนสมาชิกทนายแจมได้อภิปรายไป มันเป็นกฎหมายแพ่ง ไม่มีใครต้องมาติดคุกนะคะ ท่านเข้าใจผิดแล้วนะคะ ที่ท่านบอกว่าโตมาด้วยไม้เรียว ก็จะทราบกันดีว่าสังคมที่เคารพสิทธิ มนุษยชน แล้วก็มีความศิวิไลซ์จะไม่พูดแบบนี้ แล้วก็จะไม่ใช้การบังคับด้วยความรุนแรง ถึงแม้ว่าในบางกรณีบางเคสการทำโทษก็อาจจะมีความจำเป็น แต่ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ ความรุนแรงค่ะท่าน สำหรับลูกของดิฉันเองนะคะ แค่พูดว่าให้ไปยืนที่ Corner แค่นี้ เขาก็ตัวสั่นจะร้องไห้แล้วค่ะท่าน ไม่จำเป็นที่จะต้องแตะตัวเขาเลยค่ะ ถามว่าไปยืนทำโทษ เอาไหม ยืนที่ Corner ๑ นาทีเอาไหม แค่นี้เขาก็กลัวแล้วค่ะ ไม่จำเป็นที่จะต้องไปตีเขาเลย เด็กเขากลัวผู้ใหญ่อยู่แล้วค่ะ ท่านมีอำนาจเหนือเขาอยู่แล้ว การพูดคุย ผู้ใหญ่ควรพูดคุย กับเด็กอธิบายให้เข้าใจถึงเหตุผลว่าพฤติกรรมของเขานั้นไม่เหมาะสม การตั้งกฎระเบียบ ที่ชัดเจนและสอดคล้องและอธิบายด้วยเหตุผลนะคะ และการให้รางวัลหรือว่า Positive Reinforcement เมื่อเด็กทำถูก เด็กทำถูกต้องให้รางวัล เด็กก็ยังอยากทำถูกต้องอีกซ้ำ ๆ ไม่ได้อยากกลับไปทำผิด เพราะว่าอะไรคะ เพราะว่าทำถูกแล้วได้ขนม ได้ของเล่น เขาก็อยากจะทำดี ไม่จำเป็นที่จะต้องไปลงโทษเขาค่ะ หรือการทำกิจกรรมร่วมกัน ผู้ใหญ่ก็หา เวลาทำกิจกรรมที่เด็กชอบ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีค่ะ ถึงแม้ว่าตอนนี้ลูกของดิฉันจะเริ่มโต เป็นวัยรุ่นแล้ว ก็ทำให้การทำกิจกรรมร่วมกันนี้อาจจะไม่สอดคล้องกันเหมือนตอนวัยเด็ก เพราะเขาชอบมีโลกส่วนตัวมากยิ่งขึ้นนะคะ แต่เราก็ต้องเคารพในสิทธิของเด็ก และเราจะต้อง ไม่ทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจในสภาพวาจาของเด็ก ที่เพื่อนสมาชิกพูดถึงการเลี้ยงลูก เชิงบวก เช่น เมื่อทำดีได้รางวัล ตักเตือนด้วยเหตุผล ได้มีทฤษฎีการวิจัย โดยศาสตราจารย์เบซิล เบิร์นชไตน์ (Basil Bernard Bernstein) จากมหาวิทยาลัย University College London อ้างอิงถึงแนวคิดของการใช้ภาษานะคะว่า ในสังคมที่ลงโทษเด็กด้วยการตี หรือสมมุติว่า ท่านไม่อยากให้ลูกท่านกินลูกอม แล้วท่านตีปากลูกท่าน พัวะ อย่างนี้นะคะ แล้วท่านบอกว่า กินลูกอมไม่ได้ จะโดนตี อย่างนี้นะคะ ลูกของท่านก็จะไม่เข้าใจค่ะ และผลของสถิติคือ เด็กที่ถูกลงโทษแบบนั้น Dropout จากมหาวิทยาลัยและไม่มีความคิดวิเคราะห์ หรือว่า Critical Thinking เท่ากับสังคมที่สอนลูกด้วยเหตุผลค่ะ อย่างเช่นในกรณีเดียวกันนะคะ ดิฉันบอกว่า ลูก อย่ากินลูกอมเยอะนะลูก เพราะว่าเดี๋ยวต้องไปหาคุณหมอ ไปหาทันตแพทย์ จะเจ็บตัวนะลูก หนูไม่อยากไปหาหมอ หนูอยากกินลูกอม กับตีปากแล้วบอกว่าไม่เอาลูกอม อีกแล้ว ๒ วิธีค่ะ ได้มีสถิติที่ศาสตราจารย์เบซิล เบิร์นชไตน์ (Basil Bernard Bernstein) ทำออกมาแล้วจากมหาวิทยาลัย UCL หรือว่า University College London ว่าเด็กที่ถูก ทำโทษไม่ได้มีผลการศึกษาที่ดีค่ะ หรือว่าจะมีโอกาสที่จะ Dropout จากมหาวิทยาลัยหรือ เรียนไม่จบมหาวิทยาลัย และไม่มีความคิดวิเคราะห์ที่เหมาะสมค่ะ ซึ่งผู้คนที่เกี่ยวข้องประกอบไปด้วย คนในครอบครัว ผู้ปกครอง และทุก ๆ คนในสังคมไทย ในการปลูกฝังเรื่องราวเหล่านี้ แล้วข้อมูลปัญหาของพี่น้องประชาชน รวมถึงการรับมือกับ วิธีดำเนินการจากหลากหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ในระดับสากล หรือข้อมูล วิชาการด้านการศึกษาเรื่องการเลี้ยงลูก มาอภิปรายกันในสภา และไม่ใช่แค่เทคโนโลยีเท่านั้น ที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมค่ะ สังคมเองด้วยเช่นกันที่เปลี่ยนแนวคิด ก็จะมีพลวัตรไปในทาง เดียวกันค่ะท่านประธาน ขอบพระคุณค่ะ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณพริษฐ์ วัชรสินธุ ครับ🔗

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนประธานสภาที่เคารพครับ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลครับ ท่านประธานครับ ขออนุญาตมีส่วนร่วมในการอภิปรายร่างแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา ๑๕๖๗ หรือที่เราเรียกกันว่ากฎหมายไม่ตีเด็ก ซึ่งมีสาระสำคัญในการใช้ กลไกกฎหมายมากำหนดไม่ให้ผู้ปกครองนั้น ใช้วิธีการตีเพื่อเป็นการสั่งสอน หรือว่าทำโทษ ลูกของพวกเรา ท่านประธานครับ ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ยังไม่ได้เป็นพ่อคนนะครับ ดังนั้น ผมอาจจะไม่ใช่คนที่รู้ดีที่สุดครับว่า เหตุผลอะไร หรือความรู้สึกแบบไหนที่ทำให้พ่อแม่บางคนนั้น อาจจะใช้วิธีการลงโทษหรือว่าสั่งสอนลูกตนเองด้วยวิธีการตี แต่สิ่งที่ผมรู้แน่นอนครับ ท่านประธาน คือผมไม่อยากเห็นเด็กคนไหนต้องโดนเหมือนกับเด็กอายุ ๗ ขวบท่านหนึ่ง ที่ประจวบคีรีขันธ์เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ที่ถูกแม่ของเขาเอาผ้ามารัดคอ แล้วเอาปืน มาจ่อหัวเพื่อขู่เอาเงินจากสามี ผมรู้ครับว่าผมไม่อยากเห็นเด็กคนไหนต้องเจอเหมือนกับเด็ก คนหนึ่งอายุ ๑๑ ขวบที่จังหวัดระยองครับ ที่เมื่อเดือนที่แล้วถูกคุณพ่อ คุณแม่ตีจนหัวแตก และถูกไล่ให้ไปนอนนอกบ้านกับหมา หากไม่ทำงานบ้าน และผมก็รู้เช่นกันครับท่านประธาน ว่าผมไม่อยากเห็นเด็กคนไหนที่ต้องโดนเหมือนกับเด็กอายุ ๑๒ ขวบท่านหนึ่งที่เขตบางเขน กทม. เมื่อปีที่แล้ว ที่ต้องเห็นพ่อแม่นั้นทำร้ายน้องสาวตนเองจนเสียชีวิตต่อหน้าต่อตา ท่านประธานครับ ผมไม่ได้บอกนะครับว่าพ่อแม่ที่ตีลูกนั้นได้กระทำความรุนแรงในระดับ ที่เท่ากับตัวอย่างที่ผมยกขึ้นมาเมื่อสักครู่ แต่ผมอยากจะใช้เวลานี้ในการชวนทุกคนมาคิดว่า เวลาเราตีลูกเรานั้น เรากำลังตีใครกันแน่ แน่นอนครับ เวลาเราตีลูกเราคนแรกที่เรากำลัง ตีนั้นก็คือลูกของเรา ณ เวลานั้น ผมเข้าใจดีครับว่าพ่อแม่บางคนก็อาจจะมองว่าตีเบา ๆ คงไม่เป็นไร แต่ในเชิงหลักการครับ ผมก็จำเป็นต้องยืนยันว่าการตีเด็กนั้น ไม่ว่าจะรุนแรงแค่ไหน ก็ย่อมสร้างบาดแผลให้กับเด็กดังกล่าว ไม่ว่าจะเชิงร่างกาย หรือเชิงสภาพจิตใจ แล้วในเชิง ปฏิบัติครับท่านประธาน แนวคิดที่ว่าผู้ปกครองหรือว่าพ่อแม่นั้นจะสามารถควบคุม หรือกำหนดได้ว่าจะตีลูกตนเองแรงหรือเบาแค่ไหนนั้น ก็เป็นแนวคิดที่ไม่เป็นจริงครับ งานวิจัยปี ๒๐๐๘ ที่อยู่ในรายงานของ Save the Children ในประเทศสวีเดน ก็ชี้ชัดครับว่า ๒ ใน ๕ ของผู้ปกครองสารภาพว่าเขามักจะเผลอตีเด็ก หรือว่าตีลูกของเขาด้วยความรุนแรง ในระดับที่แตกต่างจากที่เขาตั้งใจหรือว่าเจตนา🔗

แต่ท่านประธานครับ เวลาเราตีลูกเราคนที่ ๒ ที่เรากำลังตีนั้น ก็คือลูกของเรา ในอนาคต แน่นอนครับว่าพ่อแม่บางคนก็อาจจะมองว่า หากลูกของเรานั้นทำพฤติกรรม ที่ไม่ถูกต้องหรือเหมาะสม เราก็จำเป็นที่ต้องตีลูกเราในวันนี้ เพื่อให้เขาเติบโตและพัฒนาขึ้น มาเป็นคนที่ดีขึ้นในอนาคต แต่ท่านประธานครับ ผมอยากจะชวนคุณพ่อ คุณแม่ทุกคน ทั่วประเทศมาร่วมกันคิดครับ ว่าหากเป้าหมายของเราคือการสอนลูกเราให้หยุดพฤติกรรม ที่ไม่เหมาะสม อย่างเช่น พฤติกรรมไปขโมยของเพื่อน วิธีการแบบไหนครับ ที่จะมี ประสิทธิภาพมากกว่ากันสำหรับอนาคตของลูกเรา และอนาคตของสังคม ในมุมหนึ่งครับ ถ้าเราเลือกตีลูกของเรา จนลูกของเราหยุดขโมยของเพื่อนเพียงเพราะเขากลัวว่าจะถูกตี สักวันหนึ่งครับ ถ้าเขาอยู่ในสถานการณ์ที่เขารู้ว่าเขาขโมยของเพื่อนได้โดยที่จะไม่ถูกจับ ไม่ถูกตี เขาก็อาจจะยังทำมันอยู่ แต่ในทางกลับกันครับ ถ้าเราเลือกวิธีการสอนลูกเรา อธิบาย กับลูกเราว่าทำไมการขโมยของเพื่อนถึงไม่เหมาะสม ในอนาคตครับเขาก็จะไม่ขโมยของ เพื่อน ถึงแม้เขาอาจจะอยู่ในสถานการณ์ที่เขารู้ว่าขโมยไปก็ไม่ถูกจับ🔗

ท่านประธานครับ ประเด็นสุดท้ายครับ นั่นก็คือว่าเวลาเราตีลูกเรา คนที่ ๓ ที่เรากำลังตีนั้น ก็คือลูกของทุก ๆ คนในสังคม ท่านประธานครับ ทุกครั้งที่เราตีลูกเรา เราไม่เพียงแต่ทำร้ายลูกเราเท่านั้นครับ แต่เรากำลังทำร้ายลูกของพวกเราทุกคนในสังคม เพราะว่าในมุมหนึ่งครับทุกครั้งที่เราตีลูกเรา เรากำลังเพิ่มโอกาสที่ลูกของเรานั้นอาจจะไป กระทำความรุนแรงกับลูก คนอื่น ถ้าเราไปดูครับ ทางอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย Texas ที่สหรัฐอเมริกาครับ เอลิซาเบธ เกอร์ชอฟฟ์ (Elizabeth Gershoff) ก็ได้ทำงานรีวิว งานวิจัย ๖๙ ฉบับ จากกว่า ๙ ประเทศ โดยเขาได้ค้นพบครับว่าทุกงานวิจัยนั้นพูดเป็นเสียงเดียวกัน ว่าการลงโทษเด็กด้วยการใช้ความรุนแรงเชิงกายภาพนั้น ไม่ได้ทำให้เด็กนั้นมีพฤติกรรมที่ดี ขึ้นครับ แต่กลับทำให้พวกเขามีความก้าวร้าวมากขึ้น มีพฤติกรรมต่อต้านสังคมมากขึ้น และมีแนวโน้มจะก่อกวน หรือว่ากลั่นแกล้งผู้อื่นในโรงเรียนมากขึ้น แต่ในอีกมุมหนึ่งครับ ท่านประธาน ทุกครั้งที่เราตีลูกเราเราก็กำลังเพิ่มโอกาสที่ลูกเรานั้นจะไปกระทำความรุนแรง กับลูกของเขา หรือว่าหลานของเราในอนาคตด้วยเช่นกัน ถ้าเราไปดูแบบสำรวจผู้ปกครองในประเทศไทยของ YouGov ก็ชี้ให้เห็นชัดว่าในบรรดา ผู้ปกครองที่เคยถูกพ่อแม่ตนเองลงโทษด้วยการตี ๘๕ เปอร์เซ็นต์เลยครับ เลือกตีลูกตนเอง แต่ในทางกลับกัน ในบรรดาผู้ปกครองที่ไม่เคยถูกพ่อแม่ตนเองลงโทษด้วยการตี เหลือแค่ ๕๓ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นครับ ที่เลือกตีลูกของตนเอง ดังนั้นท่านประธานผมจำเป็นต้องย้ำ ว่าทุกครั้งที่เราตีลูกเรา เราไม่เพียงแต่กำลังทำร้ายลูกเรา แต่เรากำลังทำร้ายลูกของ ลูกเราในอนาคต แล้วเราก็กำลังทำร้ายลูกของคนอื่น ๆ ในสังคม ไม้เรียวของเรามันไม่ได้ สร้างคนครับท่านประธาน ไม้เรียวของเรามันกำลังสร้างไม้เรียวใหม่ ๆ อีกหลายไม้ ทั่วประเทศ ดังนั้นแน่นอนว่าการแก้กฎหมายฉบับนี้ ก็จำเป็นที่ต้องทำควบคู่กับการพยายาม สร้างความเข้าใจกับผู้ปกครอง แล้วก็ระดมแนวทางจากทุกฝ่ายว่าจะใช้วิธีการอะไรได้บ้าง ในการสอนลูก โดยไม่ต้องใช้วิธีการตีลูก แต่ทั้งหมดนี้จะไม่สามารถเดินหน้าอย่างจริงจังได้ หากสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ไม่กดปุ่มเริ่ม ดังนั้นท่านประธาน ผมขออนุญาตสนับสนุน ร่างแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่เรากำลังพิจารณากันอยู่ในวันนี้ เพื่อยุติการ ส่งต่อความรุนแรงจากกันและกัน เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่ขึ้นสำหรับทุกคน และเพื่อปกป้องสิทธิของเด็กทุกคนที่อาจจะยังมีอายุไม่มากพอที่จะมีโอกาสมาพูดด้วยตนเอง ในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ขอบคุณครับท่านประธาน🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ครับ🔗

นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตกรุงเทพมหานคร ธนบุรี คลองสาน บางปะกอก พรรคก้าวไกลครับ ผมขอร่วมอภิปรายในร่างแก้ไขพระราชบัญญัติ ประมวลแพ่งและพาณิชย์ หรือกฎหมายห้ามตีเด็กในวันนี้ด้วย ผมไม่ได้เป็นคุณพ่อคน เหมือนกันครับ แต่ผมอาจจะมาพูดในมุมมองของนักกฎหมายคนหนึ่งแล้วกันนะครับ ท่านประธาน ปรัชญาเมธีทางด้านนิติศาสตร์ท่านหนึ่งนะครับที่ผมเชื่อว่ารากฐานที่เขาคิด ก็วางรากฐานกฎหมายไทยพอสมควร นามว่า ซาวิญยี่ (Georg Fridrich Carl Von Savigny) เป็นชาวเยอรมัน อาศัยอยู่ที่ประเทศเยอรมันช่วงอายุประมาณศตวรรษที่ ๑๘-๑๙ เขาก็บอกว่า กฎหมายมันไม่ได้เกิดขึ้นจากธรรมชาติหรอก อย่างที่ทุก ๆ คนเคยเชื่อมาก่อนหน้านี้ แต่กฎหมายนี้มันเป็นสิ่งที่ทุกคนค้นพบผ่าน Legal Habit หรือเขาเรียกว่าความเคยชินชา ของสังคมนั้น ๆ ในด้านกฎหมายที่เราเป็นอยู่ ผมเข้าใจครับ อยากจะโน้มน้าวเพื่อนสมาชิก ที่อาจจะยังไม่เห็นด้วยอยู่ว่า แต่ก่อนแต่เดิมนี่เคยชินมาอย่างไร เป็นอย่างนั้นครับ และเข้าใจว่า ปรมาจารย์นิติศาสตร์ไทยหลาย ๆ ท่านที่เป็นอาจารย์พวกผม พวกท่าน ก็เคยอยู่ในสภาพ สังคมเช่นนั้นเหมือนกัน ก็เลยนำความคิดนั้นมาเป็นกฎหมายที่เรามาแก้ไข ณ วันนี้ครับ แต่วันนี้ครับ โลกที่มันเป็นโลกโลกาภิวัตน์แล้ว ทุกอย่างมันเหมือนกันแล้ว หลักมนุษยชน ที่เคารพกันทั่วโลกมันได้เปลี่ยน Norm หรือ Legal Habit ของสังคมไทยไปได้เรียบร้อยแล้ว เราควรจะทำตามสิ่งที่เราไปทำสนธิสัญญาเขาไหมครับ วันนี้การตีเด็กก็คือการทารุณกรรม อย่างหนึ่ง แล้วผมจะฝากกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้น เรามีปัญหาครับ เรื่องนี้ในสังคมไทย เป็นปัญหาที่เป็นรากลึกในสังคมไทย เรื่องของการตีความกฎหมาย เรื่องคำว่า ทารุณกรรม ผมยกตัวอย่างครับท่านประธาน เรามีพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กและเยาวชน ปี ๒๕๔๖ ผมนำมาใช้เทียบเคียงอย่างยิ่งกับเรื่องนี้ครับ เพราะมีคำว่าทารุณกรรมบัญญัติไว้ในมาตรา ๔ ให้ความหมายว่า การกระทำหรือละเว้นการกระทำด้วยประการใด ๆ จนเป็นเหตุให้เด็ก เสื่อมเสียเสรีภาพ หรือเกิดอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจ กระทำผิดทางเพศต่อเด็ก การใช้ เด็กให้กระทำหรือพฤติกรรมในลักษณะที่น่าจะเป็นอันตรายแก่ร่างกายและจิตใจ หรือขัดต่อ กฎหมาย หรือศีลธรรมอันดี ทั้งนี้ ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ตอนนี้มีปัญหาครับ ท่านประธาน หลายอันเขาบอกว่าอันนี้ไม่ใช่การทารุณกรรมเด็กครับ แต่ต้องตีความให้ แน่นหนาครับ ต้องไปคุยกันในกรรมาธิการให้จริงจังว่า การกระทำใด ๆ ก็ตาม ไม่ว่าเด็ก เขาจะยินยอมหรือไม่ กระทบจิตใจหรือร่างกายแม้น้อยเพียงใด ก็คือการทารุณกรรม ในความหมายของกฎหมายนี้ ผมอยากยกตัวอย่างครับท่านประธาน การเข้าแถวหน้าเสาธง ของโรงเรียนต่าง ๆ ในประเทศไทย จริง ๆ แล้วเป็นการทารุณกรรมเด็กครับ การที่ให้เด็ก ตากแดดวันละเกือบ ๑ ชั่วโมงทุกวัน ผมถามว่าเป็นการทารุณกรรมไหมครับ ถ้าใครบอกว่า ไม่ครับ ไปยืนตากแดดเลยครับ ๑ ชั่วโมงทุกวันครับ ผู้ใหญ่ไปเลยครับ ใครคิดว่าตีเด็กไม่ใช่การทารุณกรรม เอาไม้เรียวมาเลยครับ เดี๋ยวผมตีให้ เอาไหมครับ ทารุณกรรมไหมครับ สิ่งที่ผมจะพูดสังคมไทยมันฝังรากลึกเรื่องนี้ครับ การใช้อำนาจนิยม ในการกดขี่คนที่เล็กกว่าครับ ไม่ว่าด้วยอายุ ตำแหน่ง หน้าที่การงาน หรือสภาพสังคม ฐานนะต่าง ๆ มันอยู่ในสังคมไทยทุกระดับจริง ๆ ถ้าเราไม่เริ่มตั้งแต่บุคลากรหรือเยาวชน คนประเทศเราที่เป็นเด็ก มันก็จะไม่เปลี่ยนอะไรเลยครับ สิ่งนี้ไม่ได้แสดงออกถึงความเข้มแข็ง ของประเทศเลยครับท่านประธาน หากแต่เป็นความอ่อนแอของคนที่มีอำนาจสูงกว่าคนอื่น สถานะดีกว่าคนอื่น ที่ไม่รู้ว่าจะปกครองผู้อยู่ใต้การบังคับบัญชาหรือที่ต่ำกว่าอย่างไร จึงใช้ความรุนแรงเข้ากดขี่ทำให้เขาทำตามหรือไม่ทำตามใด ๆ เท่านั้นเอง ดังนั้นผมจึงอยาก ขอให้สภาแห่งนี้ช่วยกันสร้างโลกใบใหม่ ประเทศไทยที่มันมีความเข้มแข็งในจิตใจ ใน DNA ของเรา ขอความเข้มแข็งนี้ ส่งผ่านปลายนิ้วท่านกดให้กฎหมายนี้ผ่าน แล้วเราจะได้ไม่ต้อง ส่งต่อสังคมที่เวลาเราโตขึ้นแล้วเราเป็นเพียงแค่คนที่อ่อนแอเลยต้องใช้อำนาจอย่างนี้เพื่อกดขี่ ทุกคนครับ ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณกัณตภณ ดวงอัมพร ครับ🔗

นายกัณตภณ ดวงอัมพร กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนประธานสภา ที่เคารพ ผม นายกัณตภณ ดวงอัมพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพฯ พรรคก้าวไกล ตัวแทนของพี่น้องชาวพญาไท ดินแดง ครับ วันนี้ผมขออนุญาตมาร่วม ทวงสิทธิให้เด็ก ในร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ความรุนแรงแรกครับ สร้างที่ครอบครัว ค่านิยมในการเลี้ยงดูเด็กแบบใด กันครับ สุภาษิตที่บอกว่า รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี ทำไมต้องตีครับ รักวัวให้ผูก รักลูกให้สอนดี ๆ ไม่ได้หรือครับ จำเป็นต้องปลูกฝังความรุนแรงไปทำไมครับ ความรุนแรงในครอบครัว เป็นปัญหาเรื้อรังมายาวนานกับสังคมไทย และผลก็คือก่อให้เกิดความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน ทางด้านร่างกายและจิตใจของผู้ถูกกระทำครับ ทั้งนี้ ผมขอพูดถึงในเด็ก ๆ นะครับ ถ้าวันนี้ ผมถือไม้แขวนเสื้อ ไม้มะยม ไม้หวาย แล้วทำท่าง้างขึ้นมา ผมเชื่อว่าเด็กหลายคน หรือแม้แต่ ผู้ใหญ่หลาย ๆ ท่านก็คงต้องเห็นภาพในอดีตครับ ภาพที่ว่าพ่อแม่กำลังที่จะดุด่าเรา กำลังจะตีเรา เป็นแบบนี้เพราะอะไรครับ การอธิบายความรุนแรงในครอบครัวอาจจะอธิบายด้วยแนวคิด ทฤษฎีได้หลายหลากนะครับ ทั้งทฤษฎีทางด้านสังคมวิทยาและจิตวิทยาครับ เช่น ทฤษฎี การเรียนรู้ทางสังคม ทฤษฎีปฏิสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์ของครอบครัว ทฤษฎีครอบครัวสตรี นิยม Feminism นะครับ แนวคิดทฤษฎีเหล่านี้อธิบายสาเหตุของความรุนแรงในครอบครัว ได้ ทั้งในระดับบุคคลที่มองว่าความรุนแรงในครอบครัวเกิดจากการที่คนเราใช้สัญชาตญาณ แห่งความก้าวร้าวรุนแรง โดยไม่สามารถที่จะใช้เหตุผลได้ครับ ส่วนในระดับครอบครัว สามารถอธิบายได้ครับ สาเหตุความรุนแรงที่เกิดจากการสืบทอดพฤติกรรมและวัฒนธรรม ความรุนแรงจากพ่อแม่ ความสัมพันธ์ในครอบครัวที่จืดจางลง การกดขี่ผู้หญิงจากความเชื่อ ที่ว่าชายเป็นใหญ่ ไม่ว่ายุคสมัยไหนความรุนแรงในครอบครัวก็ยังคงมีให้พวกเราเห็นได้อยู่ เสมอ ๆ จากงานวิจัยครับ ความร่วมมือของคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุราษฎร์ธานีครับ ปัจจัยเรื่อง ความสัมพันธ์กับความรุนแรงในครอบครัวของเด็กวัยเรียนพบว่า ประวัติการทะเลาะวิวาท ในครอบครัว ความเครียดของพ่อแม่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เด็กไทยเจอมากที่สุด และอีกปัจจัย สำคัญครับ และมีโอกาสที่จะส่งต่อความรุนแรง คือการที่ครอบครัวมีประวัติการถูกทำร้าย ในวัยเด็กครับ ท่านประธานครับ ผมขอสรุปสั้น ๆ ครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสัญญาณ แห่งความก้าวร้าวรุนแรงหรือการถูกกระทำในวัยเด็กที่มีโอกาสจะนำพาความเจ็บปวดให้กับ เยาวชนเด็ก ๆ ของเราในรุ่นนี้ ท่านประธานครับ ประเทศไทยได้ลงนามเข้าภาคีอนุสัญญา ว่าด้วยสิทธิเด็ก เมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕ ก็ผ่านมาเป็นหลายปีนะครับ ผมขอไม่ลง รายละเอียดทั้งหมดในอนุสัญญาฉบับนี้ครับ แต่จะขอพูดถึงประเด็นเดียวเลยครับ คือหลักการคุ้มครองร่างกาย ชีวิต เสรีภาพ และสวัสดิภาพ ของเด็กครับ อีกทั้งประเทศไทยได้ตอบรับและให้คำมั่นโดยสมัครใจ อันนี้คือคำมั่นโดยสมัครใจ ที่จะปฏิบัติภายใต้กลไก UPR รอบที่ ๒ คือปี ๒๕๕๙-๒๕๖๓ ซึ่งในปัจจุบันผ่านมาหลายปี แล้วเหมือนกันกฎหมายบ้านเราก็ยังไม่ได้ Support สวัสดิภาพของเด็กให้ดีขึ้นอย่างที่ควร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๖๗ (๒) ผู้ใช้อำนาจการปกครองมีสิทธิ ทำโทษบุตรตามสมควรเพื่อกล่าวสั่งสอน คำนี้เป็นคำที่กว้างมากครับ ทำโทษตามสมควร อะไรคือคำว่าตามสมควร เพราะสุดท้ายการเขียนกฎหมายกว้าง ๆ แบบนี้ทำให้ผู้ปกครอง ตีความได้หลายหลากมากมาย จะดีกว่าไหมครับ ถ้าเรามาแก้กฎหมายให้มีความเฉพาะ และเจาะจงมากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันการส่งต่อพฤติกรรมความรุนแรงไปยังรุ่นถัด ๆ ไป การที่เรา จะเพิ่มเติมใน (๒) ว่า แต่ต้องไม่เป็นการกระทำทารุณกรรม หรือทำร้ายร่างกาย หรือจิตใจ ไม่เป็นการเฆี่ยนตี การทำโทษอื่นใดอันเป็นการด้อยค่า โดยเนื้อหาผมมองว่าเหมาะสมครับ ส่วนคำไหนที่ยังต้องแก้ ต้องปรับปรุงให้ดีขึ้น เราก็สามารถที่จะไปแก้ในชั้นกรรมาธิการได้ อีกอย่างหนึ่งครับ กฎหมายนี้ไม่ได้ถูกแก้มาเป็นร้อยปีครับ ถ้าย้อนไปจริง ๆ ด้วยค่านิยม วิธีการเลี้ยงดูบุตรหลาน ลูก ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เราควรที่จะปรับปรุงให้ทันสมัยและเป็น สากล และที่สำคัญคงไม่มีใครที่จะอยากถูกตี ถูกด่า ถูกด้อยค่าหรอกครับ เด็กทุกคนก็เช่นกัน และวันนี้ผมและเพื่อน ๆ พรรคก้าวไกล ขอเป็นตัวแทนของเด็กทั้งประเทศไทยออกมา เรียกร้องสิทธิตรงนี้แทนพวกเขา เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงจันทร์มีอยู่จริงครับท่านประธาน เพราะทุกความรุนแรง วันนี้จะส่งต่อความรุนแรงไปยังรุ่นต่อ ๆ ไป หากพวกเรา ตอนนี้เรามา ตัดตอน ก็ยังไม่สายที่ทำให้สังคมเราน่าอยู่ขึ้น ผลกระทบจากความรุนแรงในเด็กมีมากนะครับ ยิ่งถ้าเป็นช่วงในวัยที่เป็นเด็กเล็กจะทำให้พฤติกรรมของพวกเขาเปลี่ยนไปในการที่จะก้าวร้าว มากยิ่งขึ้น อาจจะทำให้เกิดปัญหาทางด้านจิตใจที่เกิดจากความเครียดสะสมในเด็ก ส่งผลให้ กระทบต่อสมอง การเรียนรู้ และการเข้าสังคมในอนาคต ท่านประธานครับ ผมขอเสนอ ทางออกเรื่องนี้ เพื่อเป็นการปกป้องลูกหลานของเรา ดังนี้ ขอให้เราร่วมกันรับหลักการเห็นชอบ ในกฎหมายนี้เถอะครับ แก้แค่วงเล็บเดียวจะทำให้เด็กถูกคุ้มครองมากยิ่งขึ้น ถ้ากฎหมายนี้ผ่าน ในท้ายที่สุดเราจะเห็นการตบตี การเตะ การจับเขย่า หยิก ด่าเด็ก หรือขู่ให้เกิดความกลัว ในประเทศไทยยิ่งน้อยลง น้อยลง อีกประการครับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรที่จะต้องสร้าง สภาพแวดล้อมที่ดีให้กับเด็กและครอบครัว เพื่อลดปัญหาหรือปัจจัยภายนอกที่ทำให้ ผู้ปกครองเกิดความเครียดแล้วมาลงที่เด็ก ผมหมายถึงปัญหาอันดับต้น ๆ ของประเทศ คือปัญหาภาระหนี้สินครัวเรือน จน เครียด มันมีอยู่จริง อีกทั้งการที่จะสร้างสิ่งแวดล้อม ให้เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ให้ยั่งยืน🔗

สุดท้ายนี้ผมขอสนับสนุนให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายมาตรานี้ แล้วก็ขอให้ ฝั่งรัฐบาลหรือว่าฝั่งไหนก็ตาม อย่าอุ้มนะครับ แก้ไขแค่วงเล็บเดียว เราอย่าให้กฎหมายนี้ ช้าไปกว่านี้เลยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ ครับ🔗

นายนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ นนทบุรี

ขอบคุณครับท่านประธาน เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต จังหวัดนนทบุรี พรรคก้าวไกล ผู้แทนของชาวอำเภอบางบัวทอง ชาวอำเภอไทรน้อยครับ วันนี้ขอร่วมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ร่างนี้เป็นร่างพระราชบัญญัติที่มีสาระสำคัญ เกี่ยวกับเด็กและเยาวชน เสนอโดยท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม และคณะ เป็นผู้เสนอ จากเนื้อหา การแก้ไขพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยปัจจุบันพระราชบัญญัติกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้กำหนดสิทธิของผู้ใช้อำนาจปกครองว่ามีสิทธิทำโทษตามสมควรเพื่อกล่าวสั่งสอนนั้น แต่สภาพสังคมนี้มันได้เปลี่ยนแปลงไป จนถึงเวลานี้เรามุ่งหวังที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพของสังคมให้มีค่านิยม Norm ที่เป็นสากลทั่วโลก ในระดับสากลนะครับ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก Convention on the Rights of the Child การคุ้มครองเด็กได้รับการคุ้มครองนะครับ การเลือกปฏิบัติ การลงโทษในทุกรูปแบบ ข้อที่ ๒ ข้อเสนอแนะทั่วไปในฉบับที่ ๘ นะครับ The Rights of the Child of the Protect ซึ่งในประเทศไทยได้ตอบรับและให้คำมั่นสัญญา เพราะฉะนั้นในเมื่อประเทศไทยได้ให้คำมั่น สัญญากับเวทีระดับโลกไปแล้ว เราต้องแก้ไขกฎหมาย หากระบวนการวิธีการที่จะทำให้งาน บรรลุเป้าหมาย ส่วนในระดับของภายในประเทศ โดยของประเทศไทยเราเอง รัฐธรรมนูญ ก็เขียนไว้ในมาตรา ๔ ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคของ บุคคลต้องได้รับความคุ้มครอง ส่วนมาตรา ๒๗ บุคคลย่อมเสมอภาคในกฎหมายสิทธิ และเสรีภาพ ดังนั้นการเสนอแก้ไข พ.ร.บ. กฎหมายประมวลแพ่งและพาณิชย์ ต้องเป็นไป ตามสภาพสังคมในปัจจุบัน เพื่อส่งเสริมศักดิ์ศรี เสรีภาพ ความเสมอภาค และรักษาความ เป็นตัวตนของมนุษยชาติในอนาคต นอกจากการแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ. ฉบับนี้แล้ว สิ่งสำคัญ ที่เราต้องส่งเสริมมาตรการทางสังคม เป็นการสั่งสอนตระหนักแก่บุพการีวิธีหนึ่ง อย่างงานวิจัยของ Domestic Violence ของมหาวิทยาลัย Louisville ของอเมริกา เขาระบุว่าพฤติกรรมการทำร้ายร่างกายคนในครอบครัวส่วนใหญ่มักเกิดจากการที่คนเป็น พ่อแม่ในวัยเด็กเคยเห็นสมาชิกในครอบครัวนั้นถูกทำร้าย เคยเป็นเหยื่อที่ถูกทำร้ายมาก่อน พวกเขาจึงเชื่อว่าการใช้ความรุนแรงมันเป็นพฤติกรรมที่สามารถยอมรับได้ และเป็นหนึ่ง ในวิธีในการแก้ไขปัญหาอย่างเด็ดขาดที่เขาได้รับรู้ แม้ว่าผลการศึกษาที่ถูกรับรองจากแพทย์ มากมายว่าพ่อแม่ไม่ควรทำโทษลูกด้วยความรุนแรง ไม่ว่าจะทางด้านจิตใจหรือร่างกาย แต่ความเชื่อดั้งเดิมที่ฝังลึกในใจของพ่อแม่บางส่วน ก็ยังอาจทำให้พวกเขาเชื่อว่าพ่อแม่ คือเจ้าชีวิตของลูก พวกเขาจะสั่งสอนลูกอย่างไรก็ได้ การใช้ความรุนแรงเพื่อทำโทษ ไม่อาจ เรียกได้ว่าเป็นการกระทำจากความรัก แต่เป็นการแสดงอำนาจของอีกฝ่าย โดยอาศัย ความแข็งแรงกว่า อาวุโสกว่า เพื่อทำให้อีกฝ่ายยอมจำนน การแสดงอำนาจที่กล่าวถึง เมื่อสักครู่ ปัจจุบันลามมาจนถึงรั้วโรงเรียน สถานศึกษา มหาวิทยาลัย ค่ายทหาร หรือแม้กระทั่งในวัด ในรูปแบบของครู รุ่นพี่ รวมถึงนายใหญ่ที่มีอำนาจ เด็ก ๆ จะไม่ได้ ประโยชน์อะไรเลยจากความรุนแรงนี้ นอกจากความหวาดกลัว และบาดแผลในร่างกาย และจิตใจ อย่างไรก็ตามนะครับ การสอนด้วยเหตุผลจะเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพไม่ได้เลย หากพ่อแม่ไม่ได้มีสายสัมพันธ์อันดีกับลูกเสียก่อน สิ่งหนึ่งที่ต้องตั้งคำถามไม่น้อยกว่า เรื่องสายสัมพันธ์ในครอบครัวก็คือ สภาพสังคมแบบใดกันครับ ที่ทำให้ความรุนแรงกลายเป็น ทางออกของปัญหา อันนี้ขอตั้งคำถามนะครับ ส่วนการที่พ่อแม่ทำร้ายร่างกายลูกอาจจะไม่ได้ เป็นความผิดของสังคม หรือผู้มีอำนาจปกครองโดยตรง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันว่าสังคม ที่ปราศจากรัฐสวัสดิการที่ดี ไม่เอื้อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่เหมาะสมในฐานะพลเมือง อย่างเท่าเทียมกัน ก็สามารถเป็นต้นตอ หรือเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาความรุนแรงลักษณะนี้ ได้เหมือนกัน เมื่อวิถีชีวิตของครอบครัวลักษณะนี้มีผลบีบคั้นให้พ่อแม่ไม่มีเวลามาคอยรับฟัง ปัญหา หรือใกล้ชิดกับลูก ๆ ได้อย่างจริงจัง สายสัมพันธ์ที่ดีก็อาจเกิดขึ้นได้ยากไปอีกนะครับ🔗

สุดท้ายนี้ครับตัวผมเองนะครับ ก็เคยทำผิด แล้วก็เข้าใจว่าการตีลูกจะช่วย ทำให้เขากลายเป็นคนดี แต่เมื่อมาเอาใจไปนั่งอยู่เหนือเหตุผล ผมก็อยากจะพูดกับลูก ผ่านสภาแห่งนี้ว่า พ่อขอโทษนะครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเชิญคุณพุธิตา ชัยอนันต์ ครับ🔗

นางสาวพุธิตา ชัยอนันต์ เชียงใหม่

เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน พุธิตา ชัยอนันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคก้าวไกลค่ะ เพื่อนสมาชิก ของดิฉันก็ได้พูดไปเยอะแล้วนะคะ ดิฉันขอใช้เวลาเพียงนิดเดียวค่ะ ท่านประธานคะ การเกิดก่อนแก่กว่าไม่ได้หมายความว่าจะมีสิทธิทำร้ายผู้อื่น หรือละเมิดสิทธิในเนื้อตัว ร่างกายของผู้อื่นได้ ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ เพื่อนรุ่นพี่ เราจะต้องเริ่ม การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม อำนาจนิยมในสังคมของพวกเรา เริ่มจากการสร้างค่านิยม ที่ถูกต้องในครอบครัว ในการเลี้ยงดูบุตรที่ขาดความรู้ความเข้าใจในศักยภาพของมนุษย์ จะต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้ ตอนนี้ ในสภาแห่งนี้ แก้กฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับการคุ้มครอง สิทธิในเนื้อตัวร่างกายของเด็ก ๆ และการคุ้มครองจิตใจของพวกเขาให้เอื้อกับการพัฒนา ศักยภาพของพวกเขาที่จะเติบโตมาเป็นเยาวชน เป็นพลเมือง ในการพัฒนาประเทศของ พวกเรา โดยทั้งนี้จะต้องทำควบคู่ไปกับการที่ภาครัฐที่จะต้องให้การสนับสนุนเรื่องของความรู้ ในการเลี้ยงลูกเชิงบวกที่ถูกต้อง ไม่ใช่เป็นการส่งเสริมการเลี้ยงดูที่ใช้ความรุนแรง ส่งต่อความ รุนแรงจากรุ่นสู่รุ่นแบบที่เพื่อนสมาชิกของดิฉันได้อภิปรายกันมาค่ะ ซึ่งในปัจจุบันแล้ว การเลี้ยงลูกเชิงบวกที่ถูกต้องสามารถหาความรู้ในเรื่องนี้ได้มากมายในอินเทอร์เน็ต มีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ มีนักจิตวิทยาออกมาพูดเรื่องนี้กันอย่างมากมายค่ะ ถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐ แล้วก็ผู้แทนราษฎรที่อยู่ในสภาแห่งนี้ จะต้องให้ความสำคัญในเรื่องนี้ค่ะ การลงโทษ ทางร่างกาย คือความตั้งใจที่จะให้เด็กมีประสบการณ์ที่เจ็บปวด เพื่อคาดหวังที่จะปรับปรุง ควบคุมพฤติกรรมของพวกเขา แต่คำถามอย่างนี้ค่ะ คำถามคือว่าการให้ประสบการณ์ ที่เจ็บปวดเหล่านี้ จะช่วยเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเด็ก ๆ ได้จริงหรือ หรือในทางกลับกัน ในทางตรงกันข้ามกลับทำให้เด็กกลุ่มนี้มีบาดแผลทางจิตใจ และส่งเสริม ให้พวกเขาเป็นพวกที่นิยมความรุนแรง และสร้างความรุนแรงต่อมาในสังคม การลงโทษเด็ก ด้วยการเฆี่ยนตีอาจจะเป็นวิธีการที่ง่ายและสะดวก แต่จะส่งเสริมให้พวกเขารู้จักคิด รู้จักมีวิจารญาณ มีความเคารพในตนเอง มีความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างไรคะ มีงานวิจัยว่า การใช้ความรุนแรงกับเด็กยังส่งผลทางเศรษฐกิจด้วย เพราะว่านำไปสู่ความสามารถในการ สร้างรายได้ในอนาคตที่ลดลงตามไปด้วย หากเราคาดหวังให้เด็กคนหนึ่งเติบโตมามีคุณภาพ เราจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติต่อเด็ก ๆ ด้วยความเคารพ ในฐานะที่เขาเป็นมนุษย์คนหนึ่ง เชื่อมั่นในศักยภาพของพวกเขา ว่าพวกเขาก็สามารถมีความคิด มีเหตุ มีผลได้ค่ะ ดิฉันเป็น แม่คนหนึ่งนะคะ ทุกวันนี้ไม่เคยตีลูกเลย ลูกของดิฉัน ๓ ขวบค่ะ เขาบอกว่าเด็ก ๒-๓ ขวบ เป็นช่วงวัยที่ดื้อมาก แต่เชื่อไหมคะว่า ถ้าเรารู้วิธีการที่จะอธิบายพูดคุยกับพวกเขาให้ความรัก ทำความเข้าใจพวกเขา พวกเขาก็จะไม่ดื้อ ไม่งอแงค่ะ และนี่พิสูจน์มาแล้วนะคะ ว่าทำได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ใช่เรื่องสิทธิที่มากเกินขอบเขตค่ะ หรือไม่ใช่เรื่อง ที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้งในครอบครัวและในสังคมอย่างที่บางท่านได้กังวล กลับกันค่ะ นี่เป็นการสร้างความรักและความเข้าใจในครอบครัว สร้างเยาวชนที่มีศักยภาพในการเคารพ ตนเอง มีความคิดสร้างสรรค์ มีสุขภาพจิตที่ดี และมีศักยภาพในการพัฒนาประเทศชาติ ในอนาคตค่ะ ขอบคุณค่ะ🔗

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อไปขอเชิญ คุณการณิก จันทดา ครับ🔗

นางสาวการณิก จันทดา เชียงใหม่

ขอบคุณค่ะท่านประธาน เรียนประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน การณิก จันทดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต ๒ พรรคก้าวไกล ท่านประธานคะ ไม่มีพ่อแม่หรือผู้ปกครองคนไหนที่สภาพจิตใจปกติดี ไม่มีพ่อแม่ผู้ปกครองที่มีสภาพจิตใจปกติดีที่ไหนเขาอยากจะตีลูกกันนะคะท่านประธาน แม้ดิฉันจะยังไม่ใช่แม่คน แต่ดิฉันก็สัมผัสได้ถึงความตึงเครียด ภาระหน้าที่จากการที่พ่อแม่ หลายท่านต้องช่วยกันเลี้ยงลูก นอกจากช่วยกันเลี้ยงลูก ยังต้องช่วยกันทำมาหากินหาเพื่อให้ ได้เงินมาสำหรับดูแลเลี้ยงเด็กเล็ก ๆ คนหนึ่ง ไหนจะค่านม ค่า Pampers ค่าฝากเลี้ยง ไหนจะเรื่องของการวางแผนที่จะเข้าโรงเรียน ลำพังเด็กเล็กที่ยังไม่เข้าโรงเรียนก็เดือนชนเดือนกัน แล้วถ้าเข้าโรงเรียนต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ก็ไม่รู้ว่าจะเครียดกันไปถึงเมื่อไรในการเลี้ยงลูก ๑ คน ดิฉันเลยมีข้อเสนอแนะ ๒ ประการค่ะ🔗

ประการแรก ในด้านการแก้ไขตัวบทกฎหมาย แล้วก็อีกด้านหนึ่งเป็นการ ส่งเสริมจากภาครัฐในการเลี้ยงดูลูกอย่างไรให้ถูกวิธี ท่านประธานคะ อำนาจปกครองบุตร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ปัจจุบันตามมาตรา ๑๕๖๗ (๒) มีบทบัญญัติที่ว่าด้วย ผู้ใช้อำนาจปกครองมีสิทธิทำโทษบุตรตามสมควรเพื่อว่ากล่าวสั่งสอน ท่านประธานคะ ตามสมควรเพื่อว่ากล่าวสั่งสอน ดิฉันคิดว่ามันค่อนข้างกว้าง เราไม่รู้หรอกว่ามันสมควรแล้ว หรือยัง ความหมายของตามสมควรมันกว้าง ดิฉันขอยกตัวอย่างค่ะ ถ้าผู้ปกครองท่านหนึ่ง มีความคิดที่ว่า ถ้าเราพูดเปรียบเทียบลูกของเราเองกับลูกของคนอื่น นี่ดูสิลูกเขาตั้งใจเรียน มากกว่า ทำไมเขาเก่งกว่า แล้วทำไมเราถึงไม่ได้ ดูสิลูกเขาเล่นดนตรีได้ ทำไมหนูทำไม่ได้ แบบนี้เรียกว่าเป็นการ Bully ลูกตามสมควรหรือยังคะ การด้อยค่าลูก พูดจาเหน็บแนม มันเรียกว่าการว่ากล่าวสั่งสอนตามสมควรไหมคะ หรืออีกบ้านหนึ่งค่ะ หยิกลูก เพราะว่าลูก มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในที่สาธารณะ ร้องไห้งอแงในร้านอาหาร อยากที่จะซื้อของในร้าน สะดวกซื้อแล้วเราไม่อยากซื้อให้ เราต้องอย่างไรคะ หยิกลูก ได้หรือคะ หรือแม้แต่เรา อยากจะให้ลูกเราท่องสูตรคูณแม่ ๑๒ ให้ได้ในวันนี้ สิบสองหนึ่งสิบสอง สิบสองสองยี่สิบสี่ ดิฉันเชื่อว่าในห้องห้องนี้ สิบสองคูณสิบสอง หลายท่านยังท่องได้ไม่ครบค่ะ แล้วถ้าเราบอกว่า วันนี้คุณต้องท่องสูตรคูณแม่ ๑๒ ให้ได้ ถ้าไม่ได้ฉันจะตี แล้วถ้าเขาท่องไม่ได้ แล้วถ้าเราตีเขา ด้วยการทำโทษ เขาจะกลับมาท่องสูตรคูณแม่ ๑๒ ได้ในวันนี้ไหมคะ นอกจากจะท่องไม่ได้ แล้วนะคะ โดนตีเจ็บตัว แถมยังเป็นปมในใจกันไปอีกค่ะ ดิฉันจึงเห็นด้วยกับข้อเสนอแนะ ในการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมการทำโทษบุตร โดยยกเลิกความใน (๒) ของมาตรา ๑๕๖๗ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ค่ะ ขอให้ใช้คำว่าทำโทษบุตรเพื่อว่ากล่าวสั่งสอน ตามสมควร แต่ต้องไม่เป็นการกระทำทารุณกรรม หรือทำร้ายร่างกาย หรือจิตใจ ไม่เป็นการ เฆี่ยนตี หรือทำโทษอื่นใดอันเป็นการด้อยค่า ตามร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่เพื่อนสมาชิกพรรคก้าวไกล สส. ณัฐวุฒิ บัวประทุม สส. ภัสริน รามวงศ์ และอีกหลาย ๆ ท่านร่วมกันเป็นผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ค่ะ นอกจากนี้นะคะท่านประธาน ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไขข้อความในตัวบท กฎหมายแล้ว ดิฉันเห็นว่าควรอย่างยิ่งที่รัฐควรจะดำเนินการพร้อมกับการให้ความรู้ การสนับสนุนทางสังคม เพื่อให้พ่อแม่มีทักษะในการเลี้ยงลูกได้เหมาะสม การฝึกอบรม ผู้ปกครองเกี่ยวกับวิธีการเลี้ยงลูกที่ไม่ใช้ความรุนแรงในครอบครัว เท่าที่เพื่อนสมาชิกพูดมา ดิฉันเข้าใจดีว่าถ้าเราไม่ให้ตี หลายคนอาจจะสงสัยว่า ถ้าไม่ให้เลี้ยงลูกด้วยการตีแล้วจะให้ เลี้ยงลูกด้วยวิธีใด นี่คือสิ่งที่ภาครัฐจะต้องจัดการอบรมให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ หรือคุณพ่อคุณแม่ที่เคย มีลูกแล้ว ตีลูกแล้วรู้สึกผิดกับลูกนะคะ เรามาเริ่มกันใหม่ค่ะ มาส่งเสริมความรู้ ใส่ Idea ในการสอนลูกแก่ผู้ปกครองโดยไม่ใช้ความรุนแรง ท่านประธานคะ ดิฉันเชื่อว่าถ้าเราป้องกัน การทารุณกรรมไม่ว่าจะต่อร่างกายหรือจิตใจ หรือทั้ง ๒ อย่างของครอบครัวที่พ่อแม่ หรือผู้ปกครองมีต่อเด็กได้ตั้งแต่ในครอบครัว ดิฉันเชื่อว่ามันจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะช่วย ป้องกันการเกิดพฤติกรรมก้าวร้าวที่ส่งต่อกันเป็นทอด ๆ ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม)
นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสมาชิกครับ ประเด็นมันก็ใกล้เคียงกันแล้วนะครับ ผมคิดว่าพรุ่งนี้เราก็จะมีประชุมอีก ขอให้ ท่านต่อไปท่านละ ๕ นาที จะได้กระชับเวลาหน่อยนะครับ ต่อไป ท่านธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ เชิญครับ🔗

นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ แบบบัญชีรายชื่อ

สวัสดีค่ะท่านประธาน ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ธัญขออภิปราย เกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ที่เสนอโดยคุณณัฐวุฒิ บัวประทุม แล้วก็คุณภัสริน รามวงศ์ นะคะ ซึ่งธัญ มีความเห็นด้วยเป็นอย่างมากค่ะ ประเทศไทยลงนามและผูกพันอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก Convention on the Rights of The Child วันนั้นปี ๒๕๓๕ และวันนี้ปี ๒๕๖๗ ๓๒ ปีแล้ว ที่เรายังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงในการที่จะดูแลเด็กของเราในประเทศ การเปลี่ยนแปลง คืออะไร คือการที่เราจะต้องรื้อสร้างบางอย่าง รื้อคือรื้ออะไร รื้ออำนาจนิยมและสร้าง ความรักและสันติภาพให้กับสังคม ธัญมีข้อสรุปนะคะ เนื่องจากท่านประธานบอกว่าให้เร่งมือ แล้วก็กระชับนิดหนึ่ง ธัญก็จะพูดสรุปโดยรวมนะคะว่า มุมมองเกี่ยวกับวินัยเด็ก แน่นอนเรา สอนเด็กเพื่อวินัยใช่ไหมคะ รวมถึงการลงโทษทางร่างกายนั้น มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาค่ะ ต่อไปนี้เป็นเหตุผลหลายประการ ธัญยกตัวอย่าง ๖ ประการที่จะ เป็นบทสรุปง่าย ๆ🔗

๑. จะเกิดผลกระทบลบทางด้านจิต งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการลงโทษทาง ร่างกายสามารถนำไปสู่การเพิ่มความก้าวร้าวพฤติกรรมต่อต้านสังคม ปัญหาสุขภาพจิต ในเด็ก และอาจส่งผลเสียต่อความอยู่ดีมีสุขทางอารมณ์และการนับถือตนเอง🔗

๒. เป็นการสร้างตัวอย่างพฤติกรรมก้าวร้าว การตีเด็กเป็นรูปแบบหนึ่งของ การลงโทษและสอนพวกเขา พวกเขาจะตระหนักรู้และเลียนแบบว่า การรุกรานทางร่างกาย เป็นวิธีที่ยอมรับได้ในการแก้ปัญหา หรือข้อขัดแย้งที่เกิดข้อโต้เถียงกัน นั่นหมายถึงว่าเขาจะ เป็นคนที่ใช้อำนาจเสียเองในอนาคต🔗

๓. วินัยที่เกิดขึ้นจากการที่ท่านคิดว่าการตีจะสร้างวินัยที่ดีนั้น แต่จะเป็นวินัย ที่ไม่มีประสิทธิภาพ ผลการศึกษาพบว่าการลงโทษทางร่างกายไม่ใช่แนวการลงโทษในทาง วินัยที่มีผลระยะยาว แต่เป็นเพียงแค่ชั่วคราว เพราะว่าเราไม่ได้สอนเด็ก ๆ ให้ตระหนักรู้ถึง เหตุผลเบื้องหลังของพฤติกรรมที่ไม่ดีของพวกเขา🔗

๔. ความเสี่ยงของการลุกลามความรุนแรงมากขึ้น เพราะการลงโทษทุกครั้ง อาจจะมีการตอบโต้จากเด็กจากลูกของท่าน และในเมื่อมีการตอบโต้ ก็จะส่งผลความโกรธ ให้กับผู้ปกครอง บิดา มารดา ที่ดูแลอยู่และอาจจะทำให้ความรุนแรงนั้นบานปลาย ซึ่งแน่นอนไม่ดีต่อเด็ก แล้วก็อารมณ์ แล้วก็การเป็นอยู่ของเด็ก🔗

๕. ข้อพิจารณาทางกฎหมายและจริยธรรมในหลายประเทศ การลงโทษทาง ร่างกายถือเป็นการละเมิดสิทธิเด็ก มีการบังคับใช้กฎหมายในสถานที่ต่าง ๆ เพื่อปกป้องเด็ก จากการลงโทษทางร่างกายและส่งเสริมวินัยรูปแบบที่ไม่รุนแรง🔗

๖. การส่งเสริมวินัยเชิงบวก ทางเลือกอื่นนอกเหนือจากการลงโทษทาง ร่างกาย เช่น การเสริมกำลังเชิงบวก การกำหนดขอบเขตที่ชัดเจน การกำหนดเวลาที่ชัดเจน มีประสิทธิภาพมากกว่าและเป็นการเสริมการพัฒนาที่ดีต่อสุขภาพ ฉันทามติผู้เชี่ยวชาญ ในพัฒนาการด้านเด็ก นักจิตวิทยาหรือกุมารแพทย์ คือวิธีการที่เราต้องตระหนักรู้ว่าเราต้อง ไม่สร้างความรุนแรง หรือใช้ความรุนแรง หรือการตีเด็กเพื่อสร้างวินัยให้กับเด็ก เราควรจะ ส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยเกื้อกูลและเลี้ยงดูเพื่อการเจริญเติบโต และพัฒนาการของเขา เป็นสำคัญค่ะ ธัญยกตัวอย่างง่าย ๆ วันนี้เรามีการรื้อสร้างหลายภาคส่วน ธัญอยากให้สังคมไทย และคุณพ่อ คุณแม่ที่ดูอยู่ เราเติบโตมาในยุคการ์ตูนของ Tom and Jerry ที่เป็นการ์ตูนแมว แล้วก็เป็น การ์ตูนหนูที่มีวิ่งไล่กันอยู่ในบ้านหลังหนึ่ง แต่ท่านทราบไหมคะ วันนี้การ์ตูน Tom and Jerry ต้องมีการนำเอามา Edit ใหม่ และตัดทอนบางส่วนออกไปเยอะมาก เพราะผู้เชี่ยวชาญมอง ว่าการ์ตูนเรื่องนี้สร้างความรุนแรงให้กับสังคม เป็นแมวที่ไล่หนู แล้วก็มีความรุนแรง มีความเสียวไส้ มีการทำร้ายร่างกาย รวมถึงมีการเหมารวมเหยียดเชื้อชาติ รวมถึงพฤติกรรม การสูบบุหรี่และแอลกอฮอล์ที่ไม่เหมาะสมต่อเด็ก นี่คือการรื้อสร้างของสื่อที่เกิดขึ้นแล้ว วันนี้ทำไมเราถึงจะไม่รื้อสร้างสิ่งที่เป็นอำนาจนิยมและสร้างสันติภาพ และเลี้ยงดูเด็กของเรา🔗

ธัญสรุปสุดท้ายค่ะ เราจะเลี้ยงลูกอย่างไร นิดหนึ่งนะคะท่านประธาน ๓๐ วินาทีค่ะ มอบความรักและการสนับสนุน สร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเอื้ออำนวย ส่งเสริมพฤติกรรมเชิงบวก ตัวอย่างพฤติกรรมที่ดี ส่งเสริมความเป็นอิสระ ส่งเสริมการศึกษา และความอยากรู้อยากเห็นของเด็ก สอนความฉลาดทางอารมณ์ ส่งเสริมสุขภาพทางกาย พัฒนาทักษะสังคม แล้วก็ให้เขาได้ทำในสิ่งที่เขาตั้งใจที่จะหวัง แล้วก็เปิดพื้นที่ทางความคิด ให้กับเขา ธัญคิดว่าถ้าเกิดเราเปลี่ยนแปลงการเลี้ยงดูลูก ธัญเชื่อว่าความรุนแรงในสังคม จะลดลง และนี่คือการเปลี่ยนแปลงที่เราจะต้องทำให้มันเกิดขึ้นค่ะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านกัณวีร์ สืบแสง เชิญครับ🔗

นายกัณวีร์ สืบแสง แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายกัณวีร์ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีแบบรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ ในการร่วมอภิปรายสนับสนุนเห็นชอบ ในหลักการร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ฉบับนี้ ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วผมอยากจะไปให้ไกลกว่านี้ ในการที่จะพูดว่า จะไม่เห็นชอบเรื่องเกี่ยวกับการลงโทษ ไม่อยากให้เห็นคำว่าการลงโทษอยู่ในกฎหมายของ ประเทศไทย เพราะประเทศไทยเราจริง ๆ แล้ว ถ้าเราดูนะครับ ไม่ว่าจะเป็นตัวอนุสัญญา ของเราให้ภาคยานุวัติในเรื่องอนุสัญญาการให้ความคุ้มครองเด็กตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ ณ ปัจจุบันนี้ คณะรัฐมนตรีเราก็ได้มีการอนุมัติเห็นชอบที่จะถอนข้อสงวนข้อสุดท้าย ที่เป็นข้อสำคัญ คือมาตรา ๒๒ ของตัว CRC ตัวนี้ ที่จะให้ความคุ้มครองเด็กทุกคนที่อยู่ในประเทศไทย ประเทศไทยเราพัฒนามากกว่าประเทศอื่นทั่วโลก ผมยอมรับในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ เราได้อนุวัติกฎหมายขึ้นมาเป็นพระราชบัญญัติการให้ความคุ้มครองเด็กเมื่อปี ๒๕๔๖ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่สิ่งจำเป็น ณ ปัจจุบันนี้ครับว่า สภาอันทรงเกียรติของเรานี้แน่นอน เป็นสิ่งที่จำเป็น พื้นที่ต้องมีการพูดคุยเรื่องเกี่ยวกับกฎหมาย แต่ว่าสิ่งที่มาก่อนกฎหมาย มันคือสิทธิ สิทธิอันนี้คือสิทธิทางด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นสิทธิที่ละเมิดไม่ได้ เป็นสิทธิ ทางธรรมชาติ สิทธิบนร่างกายที่เพื่อนสมาชิกได้มีการพูดออกมา อภิปรายมาบอกว่า ร่างกายนี้จะไม่มีใครมีการแตะต้องได้ ถ้าเจ้าตัวไม่ยินยอม สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่เราจะมองเห็นว่าการลงโทษ บทลงโทษต่าง ๆ จริง ๆ แล้วมันถูกต้องหรือไม่ มันผิดหรือไม่ ดีกว่า ถ้าบอกว่าผิดไหม เราต้องดูครับ เวลา สถานที่เป็นอย่างไรบ้าง ในอดีตเราได้ยินครับ จากเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านตั้งแต่ก่อนการอภิปรายในวันนี้ก็บอกว่า เลี้ยงวัวให้ผูกเลี้ยงลูก ให้ตี การทำบทลงโทษได้เป็นสิ่งจำเป็น แต่ ณ ปัจจุบันนี้เวลามันเปลี่ยนแปลงไป ณ ปัจจุบันนี้ เราไม่สามารถอบรมสั่งสอนบุตรธิดาของเราเหมือนกับสิ่งที่อยู่ในละครสัตว์ เราไม่สามารถ ที่จะตีสัตว์แล้วบอกให้เดินซ้ายหรือเดินขวาโดยใช้ความรุนแรง การลงโทษอย่างนี้ การสั่งสอน อบรมบุตรธิดาต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในสมัยปัจจุบัน เวลาเปลี่ยนแปลงไปมาก เราจำเป็นต้องใช้ทฤษฎีใหม่ ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้ การยอมรับของ บุคคล เราไม่สามารถบังคับให้คนเรียนรู้ได้ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ การลงโทษ การใส่สิ่งต่าง ๆ ที่เรียกว่าการลงโทษเข้าไปในตัวบทกฎหมายจริง ๆ แล้วเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้จริง ๆ การเรียนรู้ที่หลาย ๆ คนมีการพูด ผมได้ยินมาเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายในเรื่อง Positive Reinforcement คือการรับรู้ เรียนรู้ เพื่อการเปลี่ยนแปลงโดยเสริมพลังทางบวกมากกว่า การลงโทษ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ต่างหากที่เป็นสิ่งสำคัญที่ประเทศไทย สังคมไทยจำเป็นต้อง ยอมรับ และสังคมไทยคนที่ยังฟังอยู่ ประชาชนที่ยังฟังอยู่ทั่วประเทศไทยและทั่วโลก จะยอมรับครับว่า การลงโทษไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้เกิดพลังบวกได้ในสังคมนี้ สังคมนี้จำเป็นต้อง ยืนอยู่ด้วยกันในการที่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ในการที่ยอมรับการรับรู้และเรียนรู้ การทารุณกรรม การใช้ความรุนแรงต่าง ๆ ในสังคมเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ เพราะฉะนั้นมันจะกลับไปตั้งแต่เราเกิด เกิดแล้วโตมาเป็นเด็ก ผู้ใหญ่จำเป็นต้องทำอย่างไร เพื่อให้สังคมเรียนรู้ ผู้ใหญ่จะทำอย่างไรให้ลูกตัวเอง หลานตัวเองเรียนรู้ให้ได้ เพราะฉะนั้น ผมเชื่อมั่นครับว่าการลงโทษต่าง ๆ เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ผมจะไม่สนับสนุนการลงโทษในทุก รูปแบบ สังคมไทยต้องเปลี่ยนความคิดให้ได้ จากการยอมรับเรื่องการลงโทษเป็นการเปิด โอกาสในการพัฒนาเพื่อการเรียนรู้ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ผมขออนุญาตฝากเรียนท่านประธาน ไปถึงเพื่อนสมาชิกทุกท่านและสังคมไทยทุกคนต้องยอมรับในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นผมขอ อภิปรายในวันนี้ เพื่อสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่เสนอโดยเพื่อนสมาชิกพรรคก้าวไกล ขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านพิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ เชิญครับ🔗

นางสาวพิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่าน ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และประชาชนผู้ทรงอำนาจ ที่กำลังรับชมการทำงานของสภาผู้แทนราษฎรอยู่ในขณะนี้ ดิฉัน พิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๖ คลองสามวา พรรคก้าวไกลค่ะ แต่แรก ดิฉันก็ไม่ได้ตั้งใจจะอภิปราย เนื่องจากว่าเพื่อนสมาชิกร่วมอุดมการณ์ของดิฉันจากพรรค ก้าวไกลได้ทำเนื้อหาที่ครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว แล้วก็การที่เราอภิปรายซ้ำซ้อนกันมันจะ เสียเวลาในการพิจารณากฎหมายไป แต่เมื่อสักครู่ได้มีเพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งได้กล่าวว่า ปัญหาเรื่องความรุนแรงในครอบครัวเป็นปัญหาส่วนน้อยในสังคม และไม่ควรที่จะนำเอามา แก้ให้กระทบกับส่วนใหญ่ ดิฉันยืนอยู่ตรงนี้นะคะ เป็นผู้ที่รอดชีวิตมาจากปัญหาที่ท่าน เรียกว่ามันเป็นปัญหาส่วนน้อยในสังคมนั่นละ ดังนั้นมันเป็นความรับผิดชอบของดิฉันโดยตรง ทั้งในฐานะของลูกที่ผ่านบ้านที่เผชิญความรุนแรงมา ทั้งในฐานะที่ดิฉันจะพูดแทนคุณแม่ ของดิฉันที่เป็นตัวแทนมารดา ในการเผชิญความรุนแรงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันและไม่มีทางออก จากรัฐให้ มันเป็นความรับผิดชอบของดิฉันในฐานะสภาผู้แทนราษฎร ที่จะต้องพูดถึงเรื่องนี้ เนื่องจากมาจากในเขตของดิฉันก็เป็นเขตที่มีปัญหาเรื่องความรุนแรงทั้งครอบครัวและ ในสถานศึกษาไม่ได้น้อยไปกว่าเขตไหน ท่านประธานคะ เราพูดกันบ่อยมากในเรื่องของความ รุนแรงในครอบครัว เราพูดกันบ่อยมากว่าเราจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร เดี๋ยวขอสไลด์ถัดไปค่ะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นางสาวพิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ กรุงเทพมหานคร

เนื่องจาก หลาย ๆ หัวข้อเพื่อนได้พูดไปแล้ว ก็เลยเข้าสู่เนื้อหาเลยว่า นี่คือตัวเลขที่เด็กในครอบครัวของ แต่ละบ้านได้เข้ารับบริการทางการแพทย์ในโรงพยาบาล ด้วยเหตุที่ได้รับความรุนแรงจากคน ในครอบครัว ๑๘,๒๙๖ รายต่อปี อาจจะดูไม่เยอะ แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นตัวเลขที่เราเก็บได้ ณ ตอนนี้เท่านั้นเอง ท่านประธานคะ การแก้ไขมาตรานี้ เพื่อน ๆ ดิฉันได้อธิบายในหัวข้อทาง กฎหมายไปแล้ว แต่ดิฉันขอยืนยันหลักง่าย ๆ เลยว่ามันคือการคุ้มครองสิทธิของเด็กที่เขา ไม่ได้เกิดมาในบ้านที่มันเป็น Safe Zone ครอบครัวที่ควรจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเรา ทุกคน บ่อยครั้งมันเป็นพื้นที่ที่สร้างบาดแผลในใจที่สุดในชีวิตของเรา นี่คือตัวเลข นี่คือความ เสี่ยงของเด็กที่ถูกทำร้ายร่างกายโดยคนในครอบครัวนะคะ ยิ่งถ้าเราไปดูสถิติการรายงาน การช่วยเหลือผู้ถูกกระทำ ที่บันทึกไว้โดยกรมกิจการสตรี กระทรวง พม. ก็จะได้เห็นว่าตัวเลข น้อยไปกว่านี้อีก คือเก็บได้แค่ประมาณ ๑,๓๐๐ ราย และใน ๑,๓๐๐ รายนี้ ได้รับรายงานว่า เป็นเคสที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนอยู่เพียง ๒๕๑ รายเท่านั้นเอง มันไม่ได้แปลว่านี่เป็นเรื่อง ที่ดี เพราะว่าจำนวนเด็กที่ถูกกระทำความรุนแรงมีแค่นี้ แต่ตัวเลขที่น้อยเช่นนี้ ท่านต้องมอง ให้ลึกเข้าไปถึงปัจจัยเงื่อนไขของการที่เด็กคนหนึ่งจะได้รับการช่วยเหลือจากรัฐด้วยค่ะ ว่ามันมีปัจจัยอะไรบ้างที่เด็กตัวเล็กเท่านี้ อายุเท่านี้ เมื่อเขาได้รับความรุนแรงแล้ว เขาจะขอ ความช่วยเหลือจากใครได้บ้าง เขาจะเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างไร มีทางไหนบ้าง ที่เด็กจะไม่สามารถที่จะเข้าหาหน่วยงานราชการแล้วกลับไปโดนกระทำความรุนแรงซ้ำ โชคดีค่ะที่บ้านเราก็เป็นสังคมแห่งความโอบอ้อมอารี เรามักจะมีผู้ใหญ่ใจดีที่ใส่ใจในความ เดือดร้อนของคนข้างบ้าน แล้วก็ช่วยกันประสานงาน ช่วยกันส่งต่อไปยังมูลนิธิและสื่อต่าง ๆ แต่สิ่งเหล่านี้มันควรจะเกิดขึ้นโดยมือของพวกเราหรือเปล่าคะ เราควรจะสร้างระบบที่เอื้อต่อ การแจ้งเหตุปกป้องเด็กกลุ่มเหล่านี้ เรารู้กันดีอยู่แล้วว่าปัญหาความรุนแรงในครอบครัว มันส่งผลให้เด็กก่ออาชญากรรมในอนาคตได้ แม้ว่าพ่อแม่ส่วนมากจะพยายามอย่างดีที่สุดที่ จะให้ลูกของตัวเองนั้นได้คุณภาพชีวิตที่ดี แต่ว่าไม่ใช่ทุกคนบนโลกที่จะมีชีวิตที่ดีแบบนั้น และไม่ใช่ทุกคนมีบ้านเป็น Safe Zone ไม่ใช่ทุกคนที่จะเกิดมาใต้ชายคาบ้านตัวเองแล้วรู้สึกว่า ตัวเองปลอดภัย สไลด์นี้เพื่อนสมาชิกหลายคนได้อภิปรายถึงประเด็นที่ส่งผลต่อสุขภาพเด็ก ๆ ไป สไลด์นี้ จะเห็นชัดเจนเลยค่ะว่า ในสมองของของเด็กอายุ ๓ ขวบ อายุเท่ากัน แต่ทางด้านหนึ่ง เป็นบ้านที่เติบโตมาในครอบครัวที่ปกติสุข และอีกด้านหนึ่งเป็นบ้านที่เด็กคนนั้นถูกละเลย ถูกใช้ความรุนแรง รอยเว้าแหว่งที่เกิดขึ้นทั้งในโครงสร้างสมองและจิตใจ เราไม่รู้หรอกค่ะว่า ต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนถึงจะรักษาได้หายขาด แล้วจะกลับมารู้ซึ้งถึงคุณค่าของตนเอง และการเคารพถึงคุณค่าของผู้อื่นอีกครั้ง ท่านประธานคะ เคยมีการสำรวจโดยสถาบัน เพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย สำรวจเด็กจำนวน ๑,๕๗๓ คน ปรากฏว่าร้อยละ ๖๗.๒ เด็ก ๆ ที่กลายเข้ามาเป็นอาชญากรเหล่านี้ เติบโตขึ้นมาจากครอบครัวที่มีการใช้ความรุนแรง การที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะร่วมกันผ่านกฎหมายนี้ แก้ไขมาตรานี้ร่วมกัน เป็นการยืนหยัด หลักการง่าย ๆ ค่ะ ว่าไม่ควรมีบ้านไหนที่จะแก้ไขพฤติกรรมของเด็กด้วยการลงไม้ลงมือ ไม่ควรมีเด็กคนไหนที่จะต้องเผชิญกับความรุนแรง และสังคมของพวกเรานั้นใช้ความรุนแรง กันในนามของความรัก ความปรารถนาดีมันนานเกินไปแล้ว หลายคนในที่นี้มักจะพูดบ่อย ๆ ว่าไม้เรียวสร้างคน ดิฉันขอยืนยันค่ะว่าไม้เรียวไม่ได้สร้างดิฉัน แต่เป็นความรักของคุณแม่ เป็นการสนับสนุนจากคนรอบตัว ตาข่ายทางสังคมหลาย ๆ ส่วน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนฝูง องค์กร ทางสังคม เช่น โรงเรียน แล้วก็องค์กรทางศาสนาที่ได้หล่อหลอมให้ดิฉันกลายมาเป็นคนที่ หลุดรอดจากวังวนเหล่านั้นได้ แต่ยังมีเด็กจำนวนมากเลยค่ะที่ไม่ได้โชคดีอย่างดิฉัน แล้วดิฉัน ขอร้องแทนพวกเขาเหล่านั้น ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ช่วยกันสร้างการเปลี่ยนแปลง ให้สังคม ช่วยกันยืนยันว่าความรุนแรงไม่เคยเป็นคำตอบที่ถูกต้องในการแก้ไขปัญหา ความรุนแรงในสังคม ขอบคุณค่ะ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านครูมานิตย์ สังข์พุ่ม เชิญครับ🔗

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สุรินทร์

ท่านประธานที่เคารพ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย จริง ๆ แล้ว ถ้าไม่ใช่ การแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและอาญาฉบับนี้ ผมคงที่จะไม่ขึ้นมารบกวนสิทธิ แต่โดย ความบังเอิญผมได้อ่านตัวร่างในการแก้ไข ต้องขอบคุณคุณณัฐวุฒิ ผู้แทนเมืองอ่างทอง ที่มีเจตนาดี แล้วผมก็เข้าใจครับท่านประธานว่าเป้าหมายของการแก้กฎหมายฉบับนี้ แก้ปัญหาเรื่องของการใช้สิทธิเกินขอบเขตของผู้มีอำนาจในการปกครอง ป้องกันการละเมิด อำนาจ แล้วเพื่อให้สอดคล้องกับอนุสนธิสัญญาในระดับนานาชาติ อันนี้เข้าใจครับ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ อยากเล่าเรื่องจริงสู่เวทีสภาแห่งนี้จะได้บันทึกไว้ ว่าผมอาจจะ เหนือกว่าคนอื่นในห้องนี้อยู่ ๒ ประการ ๑. ผมเป็นครู แล้ว ๒. ผมมาเป็นพ่อ ถามว่าเป็นครู ผมจะเล่าให้ท่านประธานฟังว่าอย่างไร การศึกษาไทยเด็กไทยที่มันล้มเหลว มันมีองค์ประกอบ หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นแบบเรียน ไม่ว่าจะเป็นความไม่พร้อม ความเหลื่อมล้ำอะไรก็แล้วแต่ แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เด็กชนบทเด็กบ้านนอกวันที่ผมเป็นครูเมื่อปี ๒๕๒๙ ปี ๒๕๓๐ ปี ๒๕๓๑ ปี ๒๕๓๒ หลาย ๆ ๓ นี่ครับ ล้มเหลวเพราะเราตีเด็กไม่ได้ เราจะบิดท้องเด็กไม่ได้ เราจะทำ อะไรไม่ได้ ผู้ปกครองตามไปด่า ตามไปว่าถึงโรงเรียน ผมตีเด็กครั้งสุดท้าย ท่านประธาน ที่เคารพครับ เขาเรียกผมว่าครูเสือ ตอนนั้นดังมาก เพราะผมไว้หนวด ไว้เครา เด็กผู้ชายขึ้นไป บนห้องน้ำ ห้องน้ำบ้านนอกแบบท่านประธานที่เชียงรายสมัยก่อนมันมีอยู่ ๒ ห้อง ห้องหนึ่ง เด็กนักเรียนหญิง ห้องหนึ่งเด็กนักเรียนชาย แล้วมันไปส่องดูเด็กนักเรียนหญิง เด็กนักเรียน หญิงก็ร้องออกมา คุณครู ครู ครู ครู ครู ครูเสือ ครูเสือ มันขึ้นไปดูของหนู ก็เลยเรียกมา ก็เลยลงโทษด้วยการเฆี่ยนตี พ่อแม่มาโรงเรียนเลยครั้งนั้น แล้วก็สาบานตัวเลยว่าตั้งแต่วันนี้ เป็นต้นไปจะไม่ตีเด็ก มันเจ็บปวดมากครับ เพราะเด็กบ้านนอกมันเป็นครอบครัวที่แตกแยก เขาหวังอย่างเดียวก็คือครูในการดูแล เมื่อครูไม่ดูแล หรือครูไม่ให้ความใส่ใจ ครูไม่ทำตัวเป็นพ่อ ไม่อบรม ไม่ลงโทษ มันก็ล้มเหลวเหมือนกับทุกวันนี้ นี่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ คือครูใช้ไม้ เรียวไม่ได้ ตอนผมเป็นกรรมาธิการการศึกษา ผมยังเคยเรียกร้องว่าเรียกไม้เรียวคืนมาให้ครู เพราะที่นี่ ประเทศไทยครับท่านประธานครับ มาถึงพ่อแม่กับครูไม่ต่างกันนะครับ ก็บอกแล้วผมโชคดี ผมก็เป็นพ่อของคน ผมต้องลงโทษลูก ผมต้องตำหนิ ทีนี้วันนี้ผมดูแล้วเรื่องของการละเมิดก็ดี หรือศัพท์ภาษาเรื่องการด้อยค่าก็ดี เรื่องทำร้ายจิตใจก็ดี ไม่รู้มันอยู่ตรงไหน จริง ๆ มันมี กฎหมายรองรับอยู่แล้ว ผมไม่ห้ามในการที่จะแก้กฎหมายฉบับนี้ ผมไม่ห้ามที่จะเสริมเติมแต่ง เพื่อให้มันเป็น Inter ให้คนมองว่าประเทศไทย Inter ในเรื่องกฎหมายที่ทันสมัย แต่ผมดูแล้วมันไปผูกพันกับกระทรวงอีกหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเด็ก เช่น กระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผมก็ได้สอบถามเขาอยู่ว่าเรื่องนี้กระทรวงได้ดูแลไหม เขาก็บอกดูแล เพราะเวลามีปัญหา ท่านประธานครับ เด็กที่ไร้พ่อแม่ เด็กไร้ผู้ปกครอง กระทรวงแรกที่ลงไปดูแล ก็คือเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์นะครับ ไปดู ไปสอบถาม ไปศึกษาที่มาที่ไป เร่ร่อนอย่างไร โดนใครทำร้าย หรือที่บ้าน แต่ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ผมคิดว่าเรื่องนี้มันเร็วไปที่เราจะมาแก้ โดยคำจำกัดความเราไม่สามารถที่จะแปลได้ เช่น ทารุณกรรม หรือด้อยค่า หรือการทำร้าย จิตใจ ผมไม่อยากเห็นเด็กไทยขึ้นไปบนโรงพักแล้วไปแจ้งความพ่อแม่ เมื่อสักครู่ผมชอบใจ นักการเมืองที่มีอนาคตไกลท่านบอกว่า เลี้ยงวัวให้ผูกเลี้ยงลูกให้ตี นี่คำโบราณไทยที่ได้ดี มาทุกวันนี้ พวกเราโดนทั้งพ่อแม่ตี โดนทั้งครูตี เราถึงได้พอเป็นบัวล้นน้ำขึ้นมา ไม่อย่างนั้น วันนี้เราก็ยังจมน้ำอยู่ครับ เพราะเราก็ดื้อกันเอาการเหมือนกัน ท่านประธานเองก็ไม่เบา ถ้าดูประวัติมา แต่อาศัยเราโดนครูบังคับ โดนครูสั่งสอน เพราะครูก็รักเด็กนักเรียนเหมือนลูก ฉะนั้นผมมองว่า ถ้ากฎหมายฉบับนี้ออกไปไว ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเป็นห่วงว่าโรงพัก จะเต็มไปด้วยเด็กที่ไปแจ้งความดำเนินคดีกับพ่อ แม่ ตา ยาย หรือครูบาอาจารย์ เพราะบางที ครูสอนหนังสือในห้องไปพูดจาว่า หนูเอ็งสู้นาย ก ไม่ได้นะ อ่านก็ไม่ออก เขียนก็ไม่ได้ อย่างนี้ ด้อยค่าไหมครับ หรือไปพูดจา เอ็งเป็นคนใช้ไม่ได้ ลงไปในสนามฟุตบอลส่งให้เพื่อน เตะให้เพื่อนไม่เข้าท่า ด้อยค่าไหมครับ ทำร้ายติดใจไหมครับ เรื่องอย่างนี้ผมมองว่า เรื่องละเอียดอ่อน ควรที่จะคิดแล้วบูรณาการเข้ามา ผมจึงอยากเห็นรัฐบาล ผมจะลงแล้วครับ ท่านประธาน ผมเห็นท่านประธานส่ง Signal แล้ว ผมอยากเห็นรัฐบาลว่าค่อย ๆ ทำ แต่เห็น ด้วยนะครับ ที่ท่านณัฐวุฒิถือว่าเป็นการเสนอแก้กฎหมายความก้าวหน้าของกฎหมายไทย แต่ต้องดูความรอบคอบ เพราะถ้าทำไปรวดเร็ว ไม่ดูในรายละเอียด เราจะเป็นปัญหา แล้วนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่เป็นผู้นำรัฐบาล หรือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ ซึ่งรับผิดชอบอยู่ จะมีปัญหา ฉะนั้นอยากให้เห็นกฎหมายฉบับนี้ต้องมีความ ละเอียด มีความรอบคอบ เพราะคนที่รับผิดชอบก็คือผู้นำรัฐบาลและรัฐบาล แต่ในเบื้องต้น ผมเห็นด้วยครับ แล้วก็ส่งไปให้ทีมกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ที่รับผิดชอบเรื่องนี้ได้ดูแล โดยการมอบให้กับรัฐบาลไปก่อนครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบพระคุณครับ อีก ๒ ท่านนะครับ ท่านกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ ท่านปารมี ไวจงเจริญ เชิญท่านกันต์พงษ์ครับ🔗

นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม อ. เอท กันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ ในฐานะของคุณพ่อ ก็พรรคก้าวไกลนะครับ ทีนี้การเป็นคุณพ่อและการเฆี่ยนตี แล้วก็ภาษาอังกฤษนะครับ Model สักนิดหนึ่งก็ได้ครับ มาจากคำว่า Whip นะครับ ไม่ใช่วิปรัฐบาลนะครับ แต่ก็คือคำเดียวกันครับ คำว่า Whip แปลว่า ตี ทีนี้คำว่า Whip เริ่มที่ตัว W เลยครับ เพื่อไม่ให้เสียเวลา ในฐานะที่เป็นคุณพ่อ เมื่อก่อนนี้คุณพ่อ อ. เอท ใช้ Model ในการสอนลูกว่าอย่างนี้ครับ เรียนให้เด่น เล่นให้ดี สามหนึ่งที สี่หนึ่งร้อย ท่านนึกออกไหมครับ เรียนให้เด่นและให้ดีนี่คง เข้าใจนะครับ แต่คำว่า สามหนึ่งที หมายความว่าอย่างไรครับ ถ้าได้เกรด ๓ โดนตีทีหนึ่งครับ ถ้าได้เกรด ๔ เอาไป ๑๐๐ บาทครับ แสดงว่าถ้าเกิดได้ ๒ ได้ ๑ ได้ ๐ นี่ไม่เหลือนะครับ สุดท้ายก็คือเป็นคำว่า Extreme ครับ แล้วคุณพ่อก็ตี อ. เอท มาตลอด คุณพ่อก็เป็นอาจารย์ อยู่ที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง อ. เอท โดนตีมาทุกวันครับ ตีจนถึงอายุ ๑๗ ก็เลยถามตัวเองครับว่า W Why ทำไมต้องตี เพราะดื้อกระมังครับ พ่อก็เลยตี สุดท้ายแล้วตีแล้วหายดื้อไหม คำตอบ อ. เอท ก็ดื้อเหมือนเดิม แล้วมันจะมีวิธีการที่ดีกว่านี้ไหม🔗

ก็เลยเข้ามาสู่ Model ตัวที่ ๒ ก็คือ How How คืออะไรครับ How คือทำ อย่างไรดีแทนที่จะตีลูก อ. เอท ก็อยากที่จะให้เน้นครับว่าแทนที่เราจะตีลูกก็คือใช้แบบ Model นี้ครับ เน้นในสิ่งที่ทำมากกว่าเน้นในสิ่งที่ห้าม คือสมมุติลูกไม่อยากทำการบ้าน ก็ไป ทำการบ้านกับลูกเลยครับ ลูกขี้เกียจอาบน้ำ อ. เอท เคยตีลูกนะครับ บอกเฮ้ยไปอาบน้ำ Buffet อาบน้ำ สุดท้ายบอก ๔-๕ รอบ ลูกไม่อาบ อ. เอท ก็ตี ตีเสร็จปุ๊บลูก ๔-๕ ขวบครับ ตอนนี้ลูกอายุ ๑๙ ขวบ หลังจากนั้นมาไม่เคยตีครับ พอตีเสร็จปุ๊บเราเป็นพ่อที่ใช้ได้หรือเปล่า ก็บอกกับตัวเองแบบนี้ สุดท้ายแล้วหลังจากนั้นมาก็คุยกับเขาแบบภาษาพ่อ ภาษาลูก อันนี้คง ไม่ต้องมี Script นะครับ เพราะว่าเอาจากประสบการณ์ของส่วนตัวที่เราก็มีลูกมา ก็อยากจะ บอกว่ามันเป็นสิ่งที่จากใจล้วน ๆ นะครับ ตัว I ครับท่านประธาน🔗

ตัว I คือตัว Insult ครับ คือบางครั้งเราตีลูก บางทีเราอาจจะไม่ได้ตั้งใจ หรืออาจจะด่าบ้าง อะไรบ้าง อ. เอท ก็เป็นคนที่อยู่ในครอบครัวก็ใช้ภาษาค่อนข้างที่จะ ไม่ธรรมดานะครับ เพราะฉะนั้นเราก็พูดกันในฐานะที่แบบพ่อ ลูก แม่ ก็พูดกันด้วยเหตุ ด้วยผลนี่ละครับ บางครั้งเราอาจจะว่าบ้างอะไรบ้าง ก็มีหลายท่านพูดว่าเอาลูกไปเปรียบเทียบ กับลูกชาวบ้าน ซึ่งสุดท้ายแล้วก็เป็นการ Insult ไม่ว่าจะเป็นทางร่างกายหรือจิตใจ ตัวนี้ก็เป็น อีกสิ่งหนึ่งที่เราอยากที่จะปรับปรุงนะครับท่านประธาน วันนี้มาแค่เอาความรู้สึกของตัวเอง เพราะว่าผมเองก็รู้สึกเจ็บปวดกับคำว่า สามหนึ่งที สี่หนึ่งร้อย ท่านประธานครับ มันก็เป็นอะไร ที่เราไม่มี คำว่าอยู่ตรงกลางเลย คุณพ่อ คุณแม่ สอนเราแบบนี้มาตลอด ที่เราโตมาทุกวันนี้ อาจจะเป็นเพราะเราได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง เขามีการทำวิจัยมาแล้วครับว่าจาก ๖๐ กว่าประเทศที่เขาเลิกที่จะตีลูกกันแล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้อาจจะเป็นอีก Model หนึ่ง หรืออาจจะเป็นความคิดหนึ่งครับว่า ถ้าเราเลิกตีจะดีกว่านี้ไหม🔗

แล้วก็นำมาสู่ตัวสุดท้ายครับ เพราะเราต้องเร่งเวลาแล้ว เพราะเรื่องก็จะซ้ำ ๆ กัน สุดท้ายคือตัว P ครับ Whip P คืออะไรครับ P คือคำว่า Whip ตัว P ก็คือ Punishment Punish แปลว่า ลงโทษ เมื่อสักครู่หลายท่านสงสัยว่า ตกลงเรามาเปลี่ยน กฎหมายที่มา เปลี่ยนคือกฎหมายอะไร คำตอบครับ คือกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพราะฉะนั้นก็จะไม่มี ใครติดคุกนะครับ ถ้าเกิดเราตีบ้าง ไม่ตีบ้าง มันก็อาจจะเป็นดุลยพินิจ แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่มี ใครติดคุกครับ เพราะเราอยากที่จะเน้นเรื่องของการดูทั้งอารมณ์ของเขา ดูทั้งความรู้สึกของเขา ใช้ Feeling ครับ ใช้ความรู้สึกในการที่จะดูกับลูกอยู่กับลูก จะทำให้ลูกอาจจะดีกว่า อาจจะ ให้เขารู้สึกรักเรามากกว่า อ. เอท ก็อยากจะเน้นอีกครั้งครับว่า แทนที่เราจะไปตีเขา แทนที่ เราจะไปลงโทษเขา ให้เราทำกิจกรรมกับเขา อยากจะให้เขาเลิกเล่น Ipad ก็ชวนเขามาตี แบดมินตัน เล่นลูกหิน กระโดดเชือก เล่นหนังสติก อ. เอท ก็ทำแบบนี้อยู่ เพราะฉะนั้นเราก็ ต้องมีการหาอะไรทำมากกว่าที่จะไปห้ามเขา พอเราห้ามเขาเสร็จแล้วเราตีเขา แล้วก็ ไม่เกิดประโยชน์ครับ เพราะเราก็เอาจากสิ่งที่พ่อ อ. เอท ตีเรามา เราก็อาจจะเอาสิ่งเหล่านี้ ไปตีคนอื่นต่อ เรียกว่า Projection หลักของจิตวิทยา เพราะฉะนั้นก็เลยอยากที่จะบอกท่าน ประธาน เรียนไปยังทุกท่านว่า กฎหมายนี้ก็เป็นกฎหมายปกตินะครับ ซึ่งเราควรที่จะพัฒนา ให้มันดีกว่านี้ได้แล้ว🔗

สุดท้ายครับท่านประธานครับ รักวัวให้ผูก รักลูกก็ควรจะมีการกอดกันบ้าง Kiss กันบ้าง จุ๊บ ๆ กันบ้าง Love You กันบ้าง ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดี ทำให้ประเทศของเรา มีความสุขมากกว่านี้ครับ เพราะครอบครัวคือรากฐานที่สำคัญที่สุดของประเทศ ฝากด้วยครับ ขอบพระคุณครับ Respect🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ เราปิดรับลงชื่อแล้วนะครับ เราจะเอาให้จบ เพราะว่าถ้าค้างไปอาทิตย์หน้า ก็ต้องมาพูดกันอีก เอาให้จบวันนี้ ก็เหลืออีกไม่กี่ท่านนะครับ ต่อไปท่านปารมี ไวจงเจริญ เชิญครับ🔗

นายปารมี ไวจงเจริญ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน ปารมี ไวจงเจริญ ผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ดิฉันขอร่วมอนุญาตอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ จากคำพูดของคนรุ่นเก่า ๆ ที่มักชอบพูดกันว่า เพราะตอนเป็นเด็ก ๆ ฉันถูกตี โตขึ้นมาฉันจึงเป็นคนดี หรือถ้าฉันไม่ถูกตีมาก่อน วันนี้ฉันจะไม่ได้เป็นผู้ใหญ่ ที่ประสบความสำเร็จ หรือไม้เรียวสร้างคน หรือบ้านไหน ๆ เขาก็ตีลูกกัน ดิฉันเห็นว่าประโยค เหล่านี้ไม่เป็นจริง การตีหรือการใช้ความรุนแรงล้วนทำให้เกิดรอยแผลเป็นปมในใจของเด็ก นั้นไปจนตลอดชีวิต ความรุนแรงไม่สามารถแก้ไขปัญหาใด ๆ ได้เลย มีข้อมูลค่ะท่านประธาน เป็นข้อมูลจากงานสัมมนา Teacher Conference หัวข้อ Stop Violence in Schools หรือเยาวชนห่างไกลความรุนแรง จัดโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับสถาบันสอนภาษา Globish Academy Thailand ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า ขอสไลด์ด้วยค่ะ🔗

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นายปารมี ไวจงเจริญ แบบบัญชีรายชื่อ

ปี ๒๕๖๑ เด็กและเยาวชนไทย ถูกรังแกในโรงเรียนเป็นอันดับ ๒ ของโลก รองจากประเทศญี่ปุ่น ในปี ๒๕๖๒ ประเทศไทย อยู่ในประเทศที่มีความรุนแรงลำดับที่ ๔๗ จากจำนวน ๑๖๓ ประเทศ เพราะฉะนั้นคำว่า ไม้เรียวสร้างคน หรือบ้านไหน ๆ เขาก็ตีลูกกัน แล้วลูกนั้นจะเติบโตเป็นคนดี ไม่จริงค่ะ มิฉะนั้นงานวิจัยต่าง ๆ เหล่านี้ไม่สะท้อนหรอกว่าเด็กและเยาวชนของไทยมีปัญหา จมปลัก อยู่ในความรุนแรง ขอสไลด์ด้วยนะคะ และในฐานะที่ดิฉันทำงานในเชิงประเด็นการศึกษา เราจะเห็นว่าความรุนแรงในโรงเรียนหรือสถานศึกษามีสูงมาก เรามีข่าวนักเรียนตีกันทุกวัน นักเรียนกลั่นแกล้ง เหยียดหยาม ดูถูกและตีกันเอง หรือนักเรียนเครียดทำร้ายร่างกายตัวเอง หรือครูทำร้ายนักเรียน หรือแม้แต่นักเรียนทำร้ายครูก็มีเหมือนกัน เหล่านี้ก็ล้วนเป็นปัญหา ส่วนหนึ่งที่มีรากฐานมาจากครอบครัว แต่ในขณะที่สถานศึกษาหรือโรงเรียน ในปัจจุบัน เรามีระเบียบกระทรวงศึกษาธิการตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ที่ห้ามครูใช้ไม้เรียว เราหมดยุคไม้เรียว ครูห้ามตีเด็ก ครูจะลงโทษนักเรียนตามความเหมาะสมได้ ๔ สถาน แต่ในขณะเดียวกัน ฝั่งครอบครัวซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ เป็นต้นน้ำของความรุนแรงทั้งหลายในสังคมไทย เรายังมีความ รุนแรงในครอบครัว ยังตีเด็กกันอยู่ ดิฉันจึงเห็นว่ากฎหมายนี้ควรได้รับการพิจารณาและ ประกาศใช้ในประเทศไทยได้แล้ว เราต้องยุติความรุนแรงทุกรูปแบบในสังคมไทยกันได้แล้ว เพราะความรุนแรงที่พบเจอในครอบครัวหรือวัยเด็กจากการตีนั้น จะติดตามเด็กนั้นไปจนถึง ผู้ใหญ่ เป็นเหมือนดั่งการส่งต่อมรดกบาป และส่งต่อถึงการแสดงออกในเรื่องทางกาย มุมมองและความสัมพันธ์กับคนอื่นของเด็กนั้นในอนาคต เราจึงต้องมายุติวงจรอุบาทว์ การยุติความรุนแรงทุกรูปแบบในสังคมไทยนั้น ต้องเริ่มจากพ่อแม่ที่ไม่ใช้ความรุนแรงต่อกัน การลงโทษลูกด้วยการตีแล้วมองว่าเป็นเรื่องปกติต้องหยุดได้แล้ว หรือแม้แต่การใช้ ความรุนแรงในครอบครัว การตบตีกันในครอบครัวเป็นเรื่องปกติต้องหยุดได้แล้ว🔗

ดิฉันขอข้ามไปสไลด์สุดท้ายเลยค่ะ สไลด์นี้ดิฉันตั้งใจมาก ท่านประธานคะ คือแน่นอนเด็กบางคนอาจจะดื้อ ซนหรือก้าวร้าว ถ้าพ่อแม่หรือครอบครัวไม่สามารถที่จะ ปรับพฤติกรรมเด็กที่ดื้อซนหรือก้าวร้าว ต้องไม่ตี แต่ควรนำทั้งพ่อแม่และเด็กนั้นไปปรึกษา นักจิตวิทยาเด็กหรือนักพัฒนาการเด็ก ดิฉันขอวิงวอนเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติในสภาแห่งนี้ ได้โปรดมาร่วมกับพรรคก้าวไกลในการผ่านกฎหมายฉบับนี้ และรวมไปถึงเรามาร่วมกัน ทำกลไกการเข้าถึงนักจิตวิทยาให้เข้าถึงง่าย จึงจะแก้และปรับพฤติกรรมเด็กที่ต้นเหตุได้ดีกว่า การตี ไม้เรียวสร้างคนไม่จริงค่ะ ดิฉันขอยืนยัน ขอบคุณค่ะท่านประธาน🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านเชิดชัย ตันติศิรินทร์ เชิญครับ🔗

รองศาสตราจารย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยนะครับ ผมขอโอกาสอภิปรายเรื่องนี้นิดหนึ่งครับ ที่ฟังมานี้มันมากจริง ๆ นะครับ ทำให้เกิดความรู้สึกว่า เอ๊ะ ประเทศไทยนี่เถื่อนหรืออย่างไรครับ จริง ๆ ทุกประเทศก็มี ท่านประธานครับ ตอนนี้ เด็กเกิดน้อยนะครับ คนตายเยอะ เพราะฉะนั้นเด็กหรือเยาวชนมีค่ายิ่งกว่าทองคำนะครับ เพราะเมื่อพลเมืองเราลดลง พวกเราก็อายุเยอะขึ้นแล้วก็ไปกันนะครับ ภาระที่จะรับผิดชอบ ต่อสังคมและประเทศ ก็คือเยาวชนคนรุ่นใหม่ แล้วทุกท่านก็พูดตรงกันซ้ำไปซ้ำมานะครับ ยิ่งทำให้ดูมันเป็นเรื่องน่ากลัว ท่านประธานครับ เรื่องปัญหาเด็กเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะจะกระทบไปด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะสถาบันครอบครัว ที่การแก้ไขนี่ผมก็ว่าดีนะครับ แต่มันสั้นจุดจุ๊ดจู๋เลยนะครับ แล้วก็การแก้ไขปัญหาที่ต้องการฟังไปฟังมาก็คือ เพื่อไปปรามผู้ปกครองที่ใช้สิทธิเกินขอบเขต แล้วก็เป็นการละเมิดบุตร ท่านประธานครับ เราก็ชอบอยู่ครับว่าเราไปเป็นรัฐภาคีของ อนุสนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิของเด็ก ฉบับที่ ๘ ที่ต้องการคุ้มครองสิทธิเด็ก เพื่อให้เกิดประโยชน์ สูงสุดต่อเด็ก แล้วก็มีกลไก Universal Periodic Review (UPR) รอบที่ ๒ เราก็สมัครใจทำ ท่านประธานครับ เด็กมันก็เลียนแบบผู้ใหญ่นั่นละครับ ถ้าประเทศชาติเราไม่มีผู้ใหญ่ที่เป็น ตัวอย่างที่ดี มันก็เลียนแบบ เหมือนตอนนี้ผมเป็นกรรมาธิการบุหรี่ไฟฟ้า ผู้ใหญ่ก็สูบบุหรี่ ไฟฟ้าให้เด็กดู เด็กมันก็สูบตามสิครับ นึกว่าปลอดภัย แล้วยังมีข้อมูล Fake News ต่าง ๆ ว่า บุหรี่ไฟฟ้ามันปลอดภัย ท่านประธานครับ ผมเลยลองไปดูนะครับว่า ประเทศไทยได้ทำตาม กฎหมายที่เราเป็นรัฐภาคีไหม ไปดูแล้ว เราก็มี พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาคุ้มครองสถาบัน ครอบครัว โดยเฉพาะเรื่องความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งมีบทลงโทษด้วยว่าถ้ามี การละเมิดเด็กจำคุกไม่เกิน ๖ เดือน หรือปรับไม่เกิน ๖,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ จะได้ ลดความเถื่อนผู้ปกครองลง แล้วยิ่งมาดูนะครับ พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก ๒๕๔๖ หมวด ๒ เขียน ชัดเจน โดยเฉพาะมาตรา ๒๒ การปฏิบัติต่อเด็กไม่ว่าการกระทำใด ๆ ให้คำนึงถึงประโยชน์ สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ ตรงเลยนะครับ คำแปลที่ว่าให้ถือประโยชน์ของเด็กเป็นสำคัญ และไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม อันนี้ละครับ และการกระทำนั้น ๆ ให้เป็นไป ตามแนวทางที่กฎกระทรวงระบุไว้ ยังมีรายละเอียดอีกครับ ซึ่งผมเชื่อว่าท่านสมาชิกที่มาพูด ก็ยกตัวอย่างให้เห็นว่ามันมีอะไรบ้าง ดีแล้วครับ จะได้สั่งสอนผู้ใหญ่ที่ชอบลงโทษเด็ก แต่จริง ๆ กฎหมายไทยก็ก้าวหน้าพอสมควรนะครับ มาตรา ๒๓ เขียนไว้ว่า ผู้ปกครอง ต้องอุปการะเลี้ยงดู อบรมสั่งสอน พัฒนาเด็กที่อยู่ในความปกครองตามสมควร แก่ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมแห่งท้องถิ่น ซึ่งแน่นอนครับ ผมเชื่อว่าตอนนี้ ครูรุ่นใหม่ ผู้ปกครองรุ่นใหม่รู้เรื่องดีครับ รุ่นเก่าอาจจะไปบ้างตามวัฒนธรรมที่คุ้นเคยมา ตอนนี้มันอาจจะล้าสมัยไป แต่ทั้งนี้ ต้องไม่ต่ำกว่ามาตรฐานขั้นต่ำตามที่กำหนด ในกฎกระทรวง และต้องคุ้มครองสวัสดิภาพของเด็กมิให้ตกในภาวะอันน่าจะเกิดอันตราย แก่ร่างกายและจิตใจ เห็นไหมครับ กฎหมายเราใช้ได้ คุ้มครองได้ เพียงแต่ว่าขอให้พวกเรา ปฏิบัติตามกฎหมาย โดยเฉพาะในประเทศไทยมีกฎหมายเยอะมาก ไปก๊อบปี้ฝรั่งมาบ้าง อะไรบ้างเยอะแยะ แต่ไม่ปฏิบัติ ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยนะครับ ที่ควรจะเขียน เพียงแต่ว่าอย่าไปพูดกันมากนัก เอาพอสมควร พอท้วม ๆ ขอให้ใช้เมตตาธรรมนะครับ แล้วยุติความรุนแรงในครอบครัว ผมเห็นด้วยครับ ปัจจุบันนี้ประเทศที่เจริญแล้วเขาดู กฎหมาย โดยเฉพาะเรื่องสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยไม่คำนึงถึงเพศ อายุ วัย อันนี้ละครับ ซึ่งจะทำให้เราก้าวไปข้างหน้า เรื่องเหล่านี้มันมีหลาย ๆ กระทรวงที่เกี่ยวข้อง ผมอยู่กระทรวงสาธารณสุขนะครับ แค่เราต้องการจะให้มีการผลิตพลเมืองเพิ่มนี่ครับ กรมอนามัยที่เขารับผิดชอบเขาบอกว่า อาจารย์มันมีหน่วยงานเยอะแยะมากที่รับผิดชอบ ด้านนี้ ต้องขอความร่วมมืออย่างนั้น อย่างนี้ เห็นไหมครับ ประเทศไทยทำอย่างไรครับ ถึงจะได้มีการแก้ปัญหาเรื่องเยาวชน เรื่องพวกนี้อย่างเป็นกิจจะลักษณะ เป็นระบบเสียทีครับ ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ อีก ๒ ท่านนะครับ ท่านวีรภัทร คันธะ ท่านคำพอง เทพาคำ เชิญท่านวีรภัทรครับ🔗

นายวีรภัทร คันธะ สมุทรปราการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายวีรภัทร คันธะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ จากอำเภอพระประแดง ยกเว้นตำบลบางจาก พรรคก้าวไกลครับ ก่อนอื่นผมขอขอบคุณคุณหมอเชิดชัย ตันติศิรินทร์ ที่เข้าใจเจตนารมณ์และหลักการของพวกเรา ก็ขออนุญาตเริ่มต้นเลยนะครับ มิตสึโกะโนะทา มาชี่เฮียะคุมาเดะ เป็นสำนวนญี่ปุ่นนะครับท่านประธาน หมายถึงสิ่งที่เด็กเรียนรู้ตั้งแต่อายุ ๓ ขวบ จะส่งผลไปจนถึงอายุ ๑๐๐ ปี หรือพฤติกรรมและนิสัยที่เรียนรู้ตอนเด็กจะคงอยู่ ตลอดชีวิต แปลเป็นไทยง่ายกว่านั้นนะครับ อย่างที่เพื่อนสมาชิกพูดตอนต้นก็คือ รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตีนะครับ สังเกตให้ดีว่าประโยคเหล่านี้เป็นคำพูดของผู้ใหญ่เท่านั้น ไม่มีเด็ก หรือเยาวชนที่ไหนจะเห็นด้วยหรืออยากถูกปฏิบัติเหมือนกับวัวหรือลูกในสุภาษิตนี้แต่อย่างใด ผมในฐานะ สส. ตัวแทนของประชาชน แม้ว่าเด็กและเยาวชนจะไม่ได้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่เรา ก็ควรเป็นผู้แทนของคนทุกกลุ่มและความเท่าเทียมในสังคมครับ ผมอยากใช้เวทีและ ๗ นาทีนี้ ในการส่งข้อความสื่อสารกับผู้หลักผู้ใหญ่ผ่านสภาผู้ทรงเกียรตินี้ และอยากฉายภาพให้เห็นว่า กฎหมาย พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับนี้จะมีโอกาสในการ ปกป้องชีวิต ประเทศชาติ และสังคมของเราได้อย่างไรบ้าง ผู้ปกครองหรือผู้ใหญ่หลายท่าน อาจมองว่านี่เป็นปัญหาเล็กน้อยนะครับ ผมมีข้อมูลทางสถิติว่าเรื่องเหล่านี้กำลัง เกิดขึ้นกับเด็กคนไหน หรือแม้แต่เด็กข้างบ้านท่าน แต่ละปีเด็กจำนวนมากต้อง เข้าโรงพยาบาลจากการโดนทำร้ายร่างกาย จากสถิติของกองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค ปี ๒๐๑๗-๒๐๒๑ พบว่ามีเด็กเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เพราะถูก ทำร้ายร่างกายเฉลี่ยถึงปีละ ๑๘,๒๙๖ คน เมื่อมีเด็กถูกทำร้ายร่างกายหรือถูกกระทำละเมิด รูปแบบอื่น ๆ ตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ กำหนด ก็ควรจะรีบ แจ้งตำรวจเพื่อดำเนินการทางกฎหมาย อย่างไรก็ดีการแจ้งตำรวจ เนื่องจากความผิด ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ ยังถือว่ามีจำนวนน้อย เมื่อเทียบกับจำนวนเด็ก ที่ถูกทำร้ายร่างกายและเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โดยจากสถิติฐานความผิดคดีอาญา คดี ๔ กลุ่มตั้งแต่ปี ๒๐๑๘-๒๐๒๒ พบว่ามีการแจ้งความดำเนินคดีผู้ที่กระทำความผิดตาม พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก เฉลี่ยปีละ ๑,๕๓๓ คดีเท่านั้น นอกจากนี้จากข้อมูลของศูนย์ปฏิบัติการ กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว รายงานว่าตั้งแต่ปี ๒๐๑๖ ถึงสิงหาคม ๒๐๒๑ มีการดำเนินคดีในเหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัวเพียง ๑ ใน ๔ ของเหตุการณ์ทั้งหมด ที่ศูนย์ปฏิบัติการได้รับรายงาน ยิ่งไปกว่านั้นเด็กที่ถูกทำร้ายร่างกายก็ควรเข้าสู่กระบวนการ คุ้มครองเด็ก ซึ่งในกรณีของประเทศไทยก็คือการเข้าสู่บ้านพักเด็ก แต่ข้อมูลจากกรมกิจการ เด็กและเยาวชน พบว่าในระหว่างปี ๒๐๑๖ ถึงพฤษภาคม ๒๐๒๐ มีเด็กที่เข้าสู่บ้านพักเด็ก เนื่องจากถูกทารุณกรรมและทำร้ายร่างกายในครอบครัวเฉลี่ยเพียงปีละ ๔๔๐ คนเท่านั้น นอกจากนี้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวเมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว ยังมีปัญหาอีก มากมายที่จำเป็นต้องตามแก้ไขในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการยุติธรรมทำร้ายเด็กซ้ำ ถูกสอบปากคำหลายรอบในสถานการณ์แตกต่างจากเดิม ใช้เสียงหรือบรรยากาศไม่เป็นมิตร ไม่มีนักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา ในการสืบสวนสอบสวน การสอบปากคำเด็กกระทำด้วย วิธีที่ทำให้เด็กรู้สึกไม่ปลอดภัย การล่วงละเมิดทางเพศที่อาจจะเกิดขึ้นได้ระหว่างสอบสวน ถูกเจ้าหน้าที่ทำร้ายร่างกาย เด็กถูกส่งกลับบ้านแม้จะประเมินแล้วว่าเสี่ยงโดน ทำร้ายซ้ำ และสารพันปัญหาในระบบยุติธรรมอีกมากมาย ท่านประธานครับ ผมกำลัง จะบอกผู้ใหญ่ทั้งหลายว่า พ.ร.บ. นี้จะเป็นเหมือนเส้นเขตแดนให้พ่อแม่ผู้ปกครองในการ คิดหน้า คิดหลัง พินิจพิจารณาในการกระทำของตนเองให้มีความรับผิดชอบต่อลูกหลาน ที่มากไปกว่าการเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ หรือเจ้าชีวิตของบุตรหลานเพียงเท่านั้น พ.ร.บ. นี้ จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเพื่ออิสระเสรีภาพ และการสร้างพลัง หรือแม้แต่มีโอกาสให้แก้มาตรา เพิ่มเติม เช่น มาตรา ๑๕๖๒ ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่บัญญัติว่า ผู้ใดจะฟ้อง บุพการีของตนเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญามิได้ แต่เมื่อผู้นั้นหรือญาติสนิทของผู้นั้นร้องขอ อัยการจะยกคดีขึ้นว่ากล่าวก็ได้ เป็นบทบัญญัติที่จำกัดสิทธิ จึงต้องตีความโดยเคร่งครัด ซึ่งต้องหมายความว่าเป็นการห้ามเฉพาะบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายฟ้องบุพการีของตนเท่านั้น มาตรา ๑๕๖๒ นี้ สวนทางกับค่านิยมความกตัญญูในสังคมไทย ถึงแม้จะโตมาในสังคมที่มี คำสอนรักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี สะท้อนการสั่งสอนที่มีการข่มขู่ข่มเหงจนเกิดบาดแผลทาง ร่างกายและจิตใจ แล้วจะให้เด็กอยู่กับค่านิยมกตัญญูพ่อแม่ได้อย่างไร ในเมื่อเด็กเติบโตมา กับความรุนแรงและไม่มีโอกาสที่จะได้ปกป้องตัวเอง พ.ร.บ. นี้ จะเป็นแนวทางปฏิบัติไม่ใช่แค่ คนในครอบครัว ผู้ปกครองเท่านั้นนะครับ แต่จะเป็นบรรทัดฐานสู่การลดความรุนแรงทั้งใน ครอบครัว ซึ่งเป็นปัญหาสังคมลากยาวไปจนถึงปัญหาความรุนแรงในระบบการศึกษา ใช่ครับ ผมกำลังพูดถึงห้องเรียนที่เด็กและเยาวชนต้องใช้ช่วงเวลาในวัยเด็กกว่า ๑๕-๒๐ ปี ซึ่งต้อง ได้รับการแก้ไขต่อไป พ.ร.บ. นี้จะเป็นใบเบิกทางที่ทำให้หน่วยงานต้องให้ความช่วยเหลือ ความยุติธรรมและดูแลกลุ่มคนที่ได้รับความรุนแรงนี้ทำงานได้คล่องตัว สะดวก และมีพื้นที่ ในการทำงาน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของเยาวชนเรามากขึ้น พ.ร.บ. นี้จะเป็นเหมือนไม้ดีดตัว ที่เป็นจุดเริ่มต้นและผลักดันทั้งสิทธิเด็กและสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยให้ไปได้ไกลมากขึ้น กว่าเดิม ผมขอย้ำและสื่อสารผ่านสภาผู้ทรงเกียรติ พ่อแม่ ผู้ปกครอง โดยไม่ส่งต่อความรุนแรง และร่วมสร้างประเทศที่แข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้ ความเจ็บปวด ที่รุ่นของพวกเราเคยได้รับไม่จำเป็นต้องส่งต่อสู่ลูกหลาน และประเทศนี้ ไม่ได้สร้างได้ด้วย ไม้เรียวและความรุนแรง แต่เติบโตจากการเลี้ยงดูจากผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ สร้างสังคมที่แข็งแรง ทั้งกายและใจ ผมจึงขอสนับสนุนร่างกฎหมายนี้ เพื่อให้เด็กและเยาวชนที่ท่านดูแลในวันนี้ กลายเป็นอนาคตของประเทศ และได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระ สนุกสนานเหมือนสายลม ดั่งสำนวน ญี่ปุ่นที่บอกว่า มิตสึโกะโนะทามาชี่เฮียะคุมาเดะ โคโดโมะวะคาเสะโนะโกะ ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านคำพอง เทพาคำ เชิญครับ🔗

นายคำพอง เทพาคำ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม คำพอง เทพาคำ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ กฎกติกาของสังคมที่เรียกว่ากฎหมายนี่ การบัญญัติออกมาแต่ละยุคสมัยก็ต้องสอดคล้องกับ สังคมยุคนั้น อย่างยุคโบราณอย่าว่าแต่ในครอบครัวเลยครับที่มีการโบยตี พวกข้าทาสบริวาร ในเรือนเบี้ย ในบ้าน ในวัง ตลอดจนผู้ใต้บังคับบัญชาก็จะถูกผู้บังคับบัญชาโบยตี เรียกว่า เฆี่ยนตี เพื่อที่จะทำโทษแสดงอำนาจของผู้ปกครอง ในครอบครัวก็เหมือนกัน ในครอบครัว สังคมเรามันแคบครับ สังคมยุคนั้น ยุคเก่ามันแคบ อยู่เพียงใต้แสงเทียน แสงตะเกียงเท่านั้น ดังนั้นคนที่จะออกไปนอกสังคมมันยากนะครับ ดังนั้นผู้เป็นพ่อเป็นแม่ก็จะปกครองลูก โดยจินตนาการไปเอง ออกกฎเองว่าถ้าลูกทำผิด ถ้ามีปัญหาในครอบครัวก็จะต้องมีผู้ต้อง ได้รับโทษ โดยเฉพาะลูกซึ่งถือว่าเป็นจุดอ่อนแอ จุดอ่อนที่สุดที่พ่อแม่จะใช้อำนาจในการที่จะ บังคับ โดยไม่ต้องฟังเหตุฟังผลกัน อาจจะต้องใช้วิธีการโบยตี การตี การลงโทษ ซึ่งจริง ๆ แล้วมันมีวิธีการ การอบรมสั่งสอนก็อบรมสั่งสอนไปพร้อมกับการลงโทษ การตี การใช้ความ รุนแรง นั่นเพราะสังคมมันคับแคบ คนไม่สามารถที่จะออกไปไหน ในหมู่บ้านก็เหมือนกัน แต่ละคนจะออกไปนอกหมู่บ้าน ออกไปท่องโลกกว้าง ก็ยาก ดังนั้นการใช้อำนาจในเรื่องของ การลงโทษ มันถึงเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ แต่ปัจจุบันนี้โลกมันกว้างแล้ว การคมนาคม การสื่อสาร การเปรียบเทียบทางสังคมมันเกิดขึ้นมากมาย ฉะนั้นคนรุ่นนี้ หรือรุ่นในอนาคต จะไปลงโทษเขาโดยการโบยตีมันคงไม่สามารถที่จะทำได้ ท่านประธานครับ เรื่องของลูก ผมไม่เคยลงโทษตีลูกแม้แต่ครั้งเดียว หรือหลายครอบครัวก็ไม่เคยตีลูก แต่เรียนได้เกียรตินิยม ในขณะเดียวกันลูกหลานของชาวไร่ ชาวนาบางครอบครัวก็เป็นลูกที่ไม่มีโอกาส ที่จะได้เรียนต่อ เขาจะต้องถูกทำโทษด้วยหรือครับ เขาก็จะต้องได้รับการถูกโอบอุ้มกอดรัด ด้วยความรักให้เขาดำรงชีวิตในสังคม ไม่ว่าคุณจะเป็นเกียรตินิยม หรือว่าคุณเป็นสืบทอดการทำไร่ไถนา ประกอบอาชีพ หรือเป็น เกษตรกร หรือว่าจะเป็นผู้ใช้แรงงาน ลูกเหล่านั้นก็สามารถที่จะอยู่ในอ้อมกอดของความรัก ของครอบครัว ของพ่อแม่ได้ มีภาษาอีสานโบราณเขาบอกว่า ฮักลูกบ่แมนว่าฮักลูก ฮักลูกนี่คือ เชือกผูกคอ ฮักเมียคือปอกผูกศอก ดังนั้นมันเป็นความผูกพันที่ผัวเมีย สามีภรรยา ผู้เป็นพ่อ เป็นแม่ มันเป็นความรัก ความผูกพันกัน ฉะนั้นวันนี้ยุคใหม่การที่จะแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ. ฉบับนี้ให้มันทันสมัย ให้เข้ากับยุคสมัยที่คนใช้ภาษาโบราณที่มันงดงามมาใช้ในยุคใหม่ ไม่ใช่ว่า เอาภาษา เอาการกดขี่มาเปรียบเทียบในยุคปัจจุบัน ได้เวลาแล้วนะครับท่านประธานที่เราจะมี กฎหมายที่ทันสมัย ที่เข้ากับยุคสมัย ที่ผู้คนกอดโอบรัด รักกัน อยู่ในครอบครัวสังคมเดียวกัน ด้วยเหตุ ด้วยผล ด้วยหลักวิชาการที่ก้าวหน้า ที่อยู่ด้วยกันด้วยความรักจริง ๆ ไม่มีการทำ ความรุนแรงต่อกันและกันนะครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านประเสริฐพงษ์ครับ เชิญครับ🔗

นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ อดีตอนาคตใหม่ ปัจจุบัน พรรคก้าวไกล ขออภิปรายสนับสนุน ๒ นาทีเท่านั้นท่านประธานครับ บังเอิญว่าได้ยิน เพื่อนสมาชิกหลายท่านอภิปรายไม่เห็นด้วย แต่ผมคิดว่าผมอยากจะมาเปลี่ยนใจท่านครับ หลายท่านในบัตรประชาชนเขียนไว้ชัดเจนว่านับถือศาสนาพุทธ ผมอยากเชิญชวนไปอ่าน หนังสือท่านพุทธทาส โดยเฉพาะเพื่อนสมาชิกผม ที่ผมบังเอิญได้ยินเมื่อสักครู่ ผมจึงจำเป็น ต้องมาลงชื่อเพื่ออยากให้ท่านเปลี่ยนใจ เพราะท่านเป็นคนปักษ์ใต้ และไปอยู่อีสาน ได้เป็น สส. ด้วย มีคำอยู่คำหนึ่งที่พวกเราพูดกันตลอดหลายชั่วโมง บอกว่ารักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี ผูกด้วยธรรมะ ตีด้วยปัญญาครับ ไม่ใช่ทำร้ายร่างกาย ไปอ่านหนังสือท่านพุทธทาสได้เลย ผมอยากพูดคำนี้ละครับ คำนิยามให้ชัดจริง ๆ ให้ปรากฏในที่ประชุมแห่งนี้ ก็อยากเชิญชวน เพื่อนสมาชิกที่พยายามที่จะบอกว่าร่างกฎหมายนี้ไม่ดีอย่างโน้น อย่างนี้ ผมคิดว่าท่านเปลี่ยนใจ ได้ครับ ในฐานะที่ท่านนับถือศาสนาพุทธ ไปอ่านความหมายของคำว่า รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี ผูกด้วยธรรมะ ตีด้วยปัญญาครับท่านประธาน ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านรังสิมันต์ โรม เชิญครับ🔗

นายรังสิมันต์ โรม แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขออภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่เสนอโดย ท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม และคณะ ท่านประธานครับ จริง ๆ เข้าใจว่าเราพยายามเร่งให้มันจบ แต่ว่าพอฟัง ผู้ที่ไม่เห็นด้วย ฟังฝั่งผู้ที่ไม่เห็นด้วย ผมคิดว่าเรื่องนี้มีความจำเป็นที่จะต้องอภิปรายนะครับ เพราะผมเองในฐานะที่เป็นพ่อของลูกสาวคนหนึ่ง ผมคิดว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผม จำเป็นต้องพูดสิ่งนี้ขึ้นมา และหวังว่าจะเปลี่ยนใจหลาย ๆ ท่านได้ เพื่อที่เราจะได้สนับสนุน ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้🔗

ประการแรกนะครับ ผมอยากจะตั้งหลักอย่างนี้ครับว่า การเป็นพ่อแม่ที่ดี ผมคิดว่ามันคือการเป็นตัวอย่างที่ดี การที่เราบอกว่าไม้เรียวสร้างชาติ หรือบางครั้งเรามักจะ พูดกันว่ามันคือการสอนสั่งอะไรก็แล้วแต่ ถามว่าเรื่องการสอนสั่งที่ดีในคำพูดที่ดีมันมี ความสำคัญไหม ผมก็เชื่อว่าคงมี แต่สิ่งที่สำคัญไปกว่าคือการเป็นแบบอย่าง ลูกของเราเขามองเรา เป็นแบบอย่าง ถ้าเราเป็นแบบอย่างที่เลว ลูกของเราเขาก็รู้ว่านี่คือแบบอย่างหนึ่ง เขาอาจจะ ไม่มีมาตรฐานที่ดีที่จะเอาไว้ปรับใช้กับชีวิตของเขา แต่ถ้าเราเป็นแบบอย่างที่ดี เขาก็จะรู้ว่า มาตรฐานที่ดีเป็นอย่างไร ซึ่งผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่ผมคิดว่ามีความสำคัญมาก ต่อการเลี้ยงลูก🔗

ประการถัดมา สิ่งที่ผมยึดถือมาโดยตลอดก็คือว่า Force Creates Resistance การบังคับจะนำไปสู่การต่อต้าน หลายกรณีแบบนี้เกิดขึ้นเป็นประจำ เพราะอะไรครับ เพราะเมื่อไรก็ตามที่เด็กหรือลูกของเราเขาไม่เข้าใจว่าเขาทำผิดอะไร ทำไมเขาต้องถูกลงโทษ แล้วเราก็มักจะใช้การตัดสินด้วยการทำร้ายร่างกาย วิธีการแบบนี้เราไม่ได้สร้างชาติด้วยเด็กที่ดี หรอกครับ เราสร้างชาติด้วยเด็กที่หวาดกลัว และไม่ได้คุยกันด้วยเหตุและผล ผมคิดว่าปัญหา สำคัญของการตีมันจึงมี ๓ ประการท่านประธาน ปัญหาของการตีหรือการทำร้ายร่างกาย🔗

ประการที่ ๑ มันคือการสร้างความชอบธรรมให้กับความรุนแรง ลองคิดดูว่า เด็กที่กำลังเติบโต เขากำลังเรียนรู้ว่าโลกนี้เป็นอย่างไร สิ่งที่เรากำลังทำก็คือเรากำลังบอกว่า มันมีความรุนแรงบางอย่างที่มันมีความชอบธรรม และเราใช้มันกับเขา เรากำลังจะผลิต ความรุนแรงต่อไปเรื่อย ๆ หรือเปล่า นี่คือปัญหาข้อที่ ๑ ที่ผมอยากจะให้ท่านทั้งหลายได้รับฟัง🔗

ประการที่ ๒ เด็กคือผู้ใหญ่ที่ตัวเล็กกว่า เขามีอายุน้อยกว่า เขามีประสบการณ์ น้อยกว่า สิ่งที่เราควรจะสอนเขาก็คือ เราควรสอนให้เคารพกันและกัน เวลาเราบอกว่าเด็ก ต้องเคารพผู้ใหญ่ มันไม่ใช่หลักการที่เราบอกว่าเป็นเพราะเขาอายุเยอะ เราจึงต้องเคารพ แล้วเด็กอายุน้อยจึงถูกเคารพน้อยกว่า มันไม่ควรเป็นแบบนั้น แต่มันควรจะเป็นเรื่องของ เหตุและผล การทำตัวพฤติกรรมต่าง ๆ มันน่าเคารพไหม ถ้าเราใช้การตีแบบนี้ มันคือ การริเริ่ม เริ่มต้น ด้วยการบอกกับเด็กคนนั้นว่าไม่เคารพกัน เพราะแม้กฎหมายรัฐธรรมนูญ จะรับรองในสิทธิเนื้อตัว ร่างกาย แต่ก็มีการกระทำบางอย่างที่สามารถละเมิดสิทธิเนื้อตัว ร่างกายของเด็กคนนั้นได้ ผมคิดว่านี่ไม่ใช่การสอนเด็กที่ดี และ🔗

ประการที่ ๓ ปัญหาที่จะเกิดขึ้นคือ การใช้ความรุนแรงอาจจะเป็นการสร้าง แผลใจให้กับเด็กคนนั้นได้ แล้วเราไม่รู้หรอกครับว่าเด็กที่มีปมจากการถูกใช้ความรุนแรง มันเป็นอย่างไร โลกใบนี้เรามีผู้นำที่โหดร้ายทารุณจำนวนมาก หลายคนเมื่อเราไปดูจาก Background ประวัติความเป็นมาของครอบครัว คือมีการใช้ความรุนแรงในครอบครัว เป็นเรื่องปกติ มันทำให้โลกทัศน์ของคน ๆ นั้นเขามองว่าความรุนแรงมันเป็นเรื่องปกตินะ เขาก็เคยผ่านมา คำถามก็คือโลกที่เรากำลังจะสร้างนี่มันจะเป็นแบบนั้นหรือครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะเรียนว่าโลกใบนี้ แล้วผมเชื่อว่าท่านประธานก็มี ประสบการณ์เยอะ คือเรามีผู้ใหญ่หลายคนนะครับ ที่บางครั้งก็ไม่ได้ทำตัวน่าเคารพเลย ผู้ใหญ่จำนวนมากทำตัวแย่เสียยิ่งกว่าเด็กด้วยซ้ำ ถ้าท่านเชื่อว่าการใช้ไม้เรียวมันสร้างชาติได้ มันสร้างคนได้ เราลองใช้ไม้เรียวกับผู้สูงอายุ ผู้อาวุโสเหล่านั้นบ้างเอาไหมครับ ผมพูด แบบนี้ไม่ได้หมายความว่าผมสนับสนุนให้มีการใช้ไม้เรียวนะครับ แต่ผมกำลังบอกว่า ถ้าเราเคารพกันและกัน อย่าใช้ไม้เรียว อย่าใช้ความรุนแรง ขอบคุณครับท่านประธานครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไป ท่านวรวงศ์ วรปัญญา เชิญครับ🔗

นายวรวงศ์ วรปัญญา ลพบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายวรวงศ์ วรปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย เขต ๕ ผมเป็นคนหนึ่งครับท่านประธานที่ไม่เคยสนับสนุนในเรื่องของการใช้ความรุนแรงเลย ไม่เพียงแต่ในครอบครัวเพียงอย่างเดียว ในทุก ๆ ที่นะครับ แต่วันนี้ผมว่าอีกหนึ่งประเด็น ที่พวกเราควรจะต้องมานั่งคุยกัน คือนิยามของคำว่า ความรุนแรง นิยามของการเฆี่ยนตี ทารุณกรรม รวมไปถึงการด้อยค่า ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันไม่ได้ทำร้ายกันทาง Physical อย่างเดียว แต่ยังมีในส่วนของจิตใจอีกนะครับ ผมเชื่อว่าสถาบันครอบครัวก็เป็นอีกหนึ่งสถาบันที่มี ความสำคัญอย่างมาก และเป็นอีกหนึ่งอย่างที่จะเป็นการหล่อเลี้ยงต้นแบบของอนาคตของ ชาติที่ดี แต่แน่นอนครับ วันนี้ยังไม่มีเรื่องใดที่สามารถ Guarantee ได้อย่างชัดเจนว่า การเฆี่ยนตีส่งผลดีมากกว่าหรือน้อยกว่า และนิยามของคำว่า เฆี่ยนตี นั้น หมายถึง การกระทำลักษณะไหนบ้าง แน่นอนครับ ผมสนับสนุนในส่วนของเพื่อน ๆ สมาชิกที่อภิปราย เกี่ยวกับเรื่องของไม่เห็นด้วยกับความรุนแรง แต่ก็อยากจะย้ำไปกับทุก ๆ ท่าน เพื่อนสมาชิก รวมถึงทุก ๆ ท่านทางบ้าน พี่น้องประชาชน การที่เราจะได้บุคคลที่เป็นอนาคตของชาติ ไม่ได้หมายถึงว่าเกิดขึ้นจากการเฆี่ยนตี หรือไม่ได้เกิดขึ้นจากการเฆี่ยนตี ผ่านการทารุณกรรม หรือไม่ได้ผ่านการทารุณกรรม แต่วันนี้นะครับ ไม่เพียงแต่สถาบันครอบครัวที่ผมได้ย้ำนักย้ำหนา สถาบันการศึกษา ก็สำคัญเช่นกันครับ ในพื้นที่ต่าง ๆ ก็ได้รับผลกระทบเกี่ยวกับความรุนแรงในสถานศึกษา เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการล่วงละเมิด การกดดัน หรือแม้แต่การลงโทษ เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิก ก็พูดถึงการลงโทษ นิยามและขอบเขตของการลงโทษก็มีหลากหลายรูปแบบ บางครั้งลงโทษ ด้วยการทำร้ายทางด้านจิตใจ บางครั้งเองก็ลงโทษด้วยการทำร้ายร่างกาย สิ่งเหล่านี้ครับ ท่านประธานเป็นเรื่องที่ตัวผมเอง และผมก็เชื่อว่าเพื่อนสมาชิกไม่มีใครรับได้กับความรุนแรง แต่สิ่งสำคัญผมเชื่อว่าวันนี้พวกเราควรจะมาตีกรอบ แล้วมาร่วมกันแก้ปัญหาครับว่า เราจะ ผลิตเยาวชนของชาติไปในทางที่ดี นิยามของคำว่าดีคืออะไร แล้วเราจะพัฒนาชาติบ้านเมือง ไปด้วยกันในลักษณะไหน มากกว่าการตั้งกรอบกติกาอย่างเดียวครับ ขอบคุณครับ ท่านประธาน🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปท่านวิโรจน์ ลักขณาอดิศร เชิญครับ🔗

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ก่อนอื่นก็ต้องขอบคุณท่านวรวงศ์ ที่ให้เกียรติผมเป็นผู้อภิปรายเป็นท่านสุดท้าย ก็ขอขอบคุณด้วยใจจริง ๆ นะครับ ก็เป็นมิตร กันมาโดยตลอดนะครับ ก่อนอื่นผมเห็นด้วยอย่างยิ่งในการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติแก้ไข เพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในครั้งนี้ หรือที่เราเรียกว่ากฎหมายไม่ตีเด็ก เพื่อป้องกันไม่ให้มีการลงโทษเด็กด้วยการทำทารุณกรรม ไม่ว่าทางกายหรือจิตใจ ไม่ว่า จะเป็นการเฆี่ยนตี การด้อยค่า หรือใช้กลวิธีใด ๆ ซึ่งทั้งหมดจะส่งผลต่อพัฒนาการของเด็ก ในระยะยาว สำหรับการเลี้ยงดูเด็ก ผมถามท่านประธานตรง ๆ ครับว่า ธงสำคัญคือการตี หรือเปล่า ไม่ใช่ครับ ผมคิดว่าผู้ใหญ่ทุกคน ทั้งพ่อ แม่ ครู อาจารย์ ต้องการให้เด็กคนหนึ่ง เติบโตขึ้นมาโดยมีพัฒนาการทางด้านร่างกายและจิตใจ ตลอดจนอารมณ์ ตลอดจนสามารถ พัฒนาตัวตนของตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ และเด็กได้รับการบ่มเพาะคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ พอพูดถึงคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ก็ต้องเป็นคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่ไม่ใช่ คุณลักษณะที่ผู้ใหญ่ขู่เข็ญ บังคับให้เป็น หรือกดดันให้เด็กต้องยอมจำนน ยอมทำตาม ยอมต้องกด ต้องเปลี่ยนตัวเองตามที่ผู้ใหญ่ที่ต้องการ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่แท้จริง ต้องผ่านกระบวนการที่ทำให้เด็กมีความเข้าใจ และตระหนักดีว่าเป็นสิ่งที่ดีสำหรับตนเอง และสมัครใจที่จะปรับปรุงตนเองให้มีพัฒนาการในด้านนั้น ธงสำคัญครับ จึงไม่ใช่การลงโทษ เพื่อบังคับให้เด็กเป็นในสิ่งที่ผู้ใหญ่อยากให้เป็น แต่เป็นการทำความเข้าใจเพื่อให้เด็กเต็มใจ ที่จะพัฒนาตนเอง นี่คือสิ่งที่เรียกว่าความยั่งยืนครับ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่ผู้ใหญ่ อยากให้เป็นคืออะไรบ้าง และเรามักจะบ่นเด็ก ๆ ครับ ๑. อยากให้ลูกของเรามีดุลยพินิจ อยากให้ลูกของเรารู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา มี Empathy อยากให้เขาเป็นคนที่รู้จักยับยั้งชั่งใจ ดึงตัวเอง มีวินัยในตนเอง ดึงตัวเองขึ้นมาจากความเสื่อม หรือความหลงใหลในสิ่งที่ไม่ดีที่ไป ประเดี๋ยวประด๋าวได้ ผมยืนยันครับ การบังคับไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นได้เลย การลงโทษไม่สามารถบ่มเพาะคุณลักษณะอันพึงประสงค์ให้กับเด็กได้ครับ การลงโทษ การขู่เข็ญ เป็นเพียงกระบวนการในการกดให้เด็กไม่แสดงถึงพฤติกรรมที่ผู้ใหญ่ไม่ชอบ เพราะความกลัวที่จะถูกลงโทษด้วยวิธีการทารุณต่าง ๆ ที่เด็กต้องรู้สึกเจ็บปวด ทั้งทางกาย หรือทางใจ การใช้การลงโทษด้วยความรุนแรงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการตี หรือการกดดัน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะกดพฤติกรรมเหล่านั้น ให้ไม่เกิดขึ้นครับ ให้เด็กไม่แสดงในเวลาที่ผู้ใหญ่ ไม่อยู่เท่านั้นครับ ยิ่งสร้างความกลัวเท่าไร เด็กก็ต้องปกปิด ยิ่งปิดบังพฤติกรรมเหล่านั้น ของตนเองให้มากขึ้น เพื่อไม่ให้ผู้ใหญ่ได้ล่วงรู้ เพราะไม่รู้ว่าพฤติกรรมต่าง ๆ เหล่านั้นของตน อันไหนผู้ใหญ่รับได้ อันไหนผู้ใหญ่รับไม่ได้ สุดท้ายเด็กก็จะกีดกันตัวเองจากผู้ใหญ่ และเกิด ปัญหา Generation Gap ระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ในที่สุด ทำให้บั่นทอนความอบอุ่นในครอบครัว ความอบอุ่นระหว่างครูกับศิษย์ และเมื่อเด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ครับท่านประธาน ในวันที่เขา เป็นอิสระจากการติดตาม กำกับ ของผู้ใหญ่ เพราะผู้ใหญ่อย่างเรา ๆ พอถึงวันหนึ่งสังขาร ก็ร่วงโรย จะไปติดกล้องวงจรปิดทำตัวเหมือนตำรวจสันติบาล กอ.รมน. แบบที่รัฐบาลทำ ก็คงทำไม่ได้ทุกวันนี้ผมก็ยังโดนอยู่ครับ แต่พ่อแม่ทำอย่างนั้นไม่ได้ ครูบาอาจารย์ทำอย่างนั้น ไม่ได้ครับ ก็จะเป็นช่วงเวลาที่พวกเขาในวัยผู้ใหญ่กล้าที่จะแสดงพฤติกรรมที่แท้จริงของเขาออกมา โดย ที่ขาดการยับยั้งชั่งใจ โดยที่ไม่มีดุลยพินิจ โดยที่ผู้ใหญ่อย่างพวกเราในวันนั้นก็แก่เฒ่าไปแล้ว ติดตามอะไรไม่ได้ครับ ถ้าติดตามข่าวท่านประธานจะรู้ดีครับ เวลามีเหตุการณ์ที่คน ๆ หนึ่ง ไปมีพฤติกรรมที่เป็นภัยต่อสังคมเกิดขึ้น พอนักข่าวเอาไมโครโฟนไปถามพ่อแม่ของเขา หลายครั้งพ่อแม่ตอบว่าอย่างไรครับ ลูกของฉันเป็นคนดี ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเขาจะเป็นคน ทำเรื่องแบบนี้ได้ ที่ผ่านมาไม่เคยสอนลูกแบบนั้นเลยนะคะ แต่แท้ที่จริงครับ ลูกคุณเป็นอย่างนั้น มาตั้งนานแล้ว แต่เป็นลับหลังคุณมาโดยตลอด โดยที่คุณไม่รู้ต่างหาก ผมยังยืนยันครับว่า การลงโทษด้วยการตีไม่สามารถสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ได้เลย แต่เป็นการสะท้อนว่า ผู้ใหญ่คนนั้นมีความคิดที่มักง่าย ไม่สามารถหากุศโลบายเชิงบวกในการพัฒนาคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ให้กับเด็กได้อีกแล้ว คิดน้อยเกินไปครับ🔗

แล้วประเด็นที่บอกว่าไม้เรียวสร้างชาติ ผมขอประเด็นนี้ประเด็นสุดท้ายครับ หลายคนชอบอ้าง ผมเติบใหญ่มาเป็น สส. เป็นรัฐมนตรี ถูกไม้ตีมาทั้งนั้น ท่านประธาน รู้ได้อย่างไรครับว่าไม้เรียวสร้างเขาขึ้นมา หลายคนถูกตีบาดเจ็บในหัวใจ บาดเจ็บทางกาย มีความบอบช้ำทางอารมณ์ มีความบอบช้ำที่บาดลึก เพียงแต่เขาเจอญาติที่ดี มีญาติผู้ใหญ่ที่ดี มีเพื่อนที่ดีที่คอยสมานแผลในใจเขาได้ทันเวลา เลยทำให้เขาเติบโตขึ้นมาได้ โดยที่วางแผลในใจ เหล่านั้นอยู่ข้างหลัง ถ้าจะบอกไม้เรียวสร้างชาติ เอาสิครับท่านประธาน แล้วที่ตีเขาจนเขา เสียผู้เสียคนทำไมไม่ทำสถิติเอามารับผิดชอบบ้าง อย่าพูดมักง่าย ไม้เรียวไม่ได้สร้างชาติ ไม้เรียวสร้างแต่ความบอบช้ำ อย่าขโมยความสำเร็จของเด็กคนใดคนหนึ่งแล้วโยงไปที่ไม้เรียว แล้วให้เครดิตไปที่ไม้เรียว อย่าคิดมักง่ายอย่างนั้น ผมขอบคุณมาก ๆ ครับ ที่ทราบจากทาง วิปรัฐบาลว่ารัฐบาลจะรับกฎหมายฉบับนี้ แล้วทำให้เด็กไทยมีความปลอดภัยจากการทำ ทารุณกรรมเสียที อย่าเชื่อครับ รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี รักวัวเดี๋ยวนี้เขาก็ไม่ผูกกันแล้วครับ รักลูกก็อย่าตีครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ อีกท่านนะครับ ท่านวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล เชิญครับ🔗

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล แพร่

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมฟังท่านสมาชิกอภิปราย ตั้งใจฟัง พยายามทำความเข้าใจ เข้าใจครับว่าท่านห่วงใย ไม่อยากให้มีการลงโทษเด็กโดยวิธีการทารุณกรรม จริง ๆ แล้วต้องเรียนครับว่ากฎหมาย เกี่ยวกับเรื่องนี้ เกี่ยวกับเรื่องของการทารุณกรรมมีอยู่แล้ว แต่วันนี้เรากำลังพูดก้าวไปจนถึง เรื่องของผู้ปกครองที่อาจจะเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นบิดา มารดา คนใกล้ชิด ผมอยากเรียน ท่านประธานครับ พ่อแม่ไม่มีใครไม่รักลูกหรอกครับ พ่อแม่ทุกครั้งที่จะลงโทษลูกมันเจ็บไปใน หัวใจ ไม่มีทางหรอกครับพ่อแม่จะไปรังแกลูก แต่ก็ใช่ครับ มีหลายกรณี แต่ไม่ใช่ทุกกรณี แต่ถ้าเราไปแก้กฎหมายโดยไปใช้คำว่า ด้อยค่า ใช้คำที่ยากต่อการตีความ หรือไปใช้คำที่ อาจจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิด หรือเกิดรอยหมางในครอบครัวระหว่างพ่อ แม่ กับลูก ผมเห็นว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง ผมคิดว่าในกฎหมายบับนี้ รัฐบาลคงต้องรับไป รับฟังทั้งสองฝ่าย ฟังทั้งผู้ที่มีเจตนาดี แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องระมัดระวังในเรื่องของอาจจะ สร้างปัญหาในการตีความที่จะเกิดขึ้นระหว่างลูกกับคุณพ่อคุณแม่ในอนาคต ต้องพูดครับว่าวันนี้ประเทศไทยเราเป็นอย่างนี้มาตลอด วันนี้วันแม่เห็นไหมครับ ลูกรักแม่ เท่าไร กอดแม่ มีใครบ้างครับไม่รักแม่ ต่อให้แม่จะทำอย่างไรก็ตาม ลูกก็รักแม่ แม่ก็รักลูก มันทิ้งกันไม่ได้ครับ อย่าให้การออกกฎหมายโดยการตีความโดยการเข้าใจผิด ไปทำให้เกิด ความไม่เข้าใจในครอบครัวต่อไป ถ้ารัฐบาลรับไปแล้ว ให้ไปตั้งคณะกรรมาธิการและแก้ไข ถ้อยคำ อย่าใช้ถ้อยคำที่ทำให้เกิดความไม่เข้าใจกัน หรือเกิดสิ่งที่ทำให้ในระหว่างครอบครัว เกิดรอยร้าวกันได้ง่าย สังคมไทยเราเป็นสังคมที่ดีงามมาโดยตลอด เราเป็นสังคมครอบครัว ที่รักกัน ผูกพันกัน เราไม่เหมือนต่างประเทศนะครับ ที่ลูกกับพ่อแม่ห่างกัน พอโตขึ้นมา ก็แยกกัน วันนี้บนสังคมไทยเรารักษาประเพณีที่ดีงามมาแล้วก็ ขอให้ทางสภาแห่งนี้ ท่านกรรมาธิการ แล้วก็ผู้ที่มีส่วนที่เกี่ยวข้องรับไปแล้วแก้ไขให้ถูกต้อง อย่าไปใช้เพียงคำว่า ด้อยค่า หรือว่าคำที่อาจจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดได้ อย่างไรก็ยืนยันครับท่านประธาน พ่อแม่อย่างไรก็รักลูก ไม่มีทางที่จะทำร้ายลูก แล้วพ่อแม่จะไม่เจ็บไปด้วยครับ ขอบคุณครับ🔗

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ เราประชุมมานานพอสมควรแล้วครับ ขอปิดประชุมครับ🔗

เลิกประชุมเวลา ๒๐.๒๑ นาฬิกา